|| Me After You || บทที่๘ ความหวาน (Sweet) ส่วนที่ ๒ อัพ ๑๔ กรกฎา ๖๓
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: || Me After You || บทที่๘ ความหวาน (Sweet) ส่วนที่ ๒ อัพ ๑๔ กรกฎา ๖๓  (อ่าน 8008 ครั้ง)

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-07-2020 21:59:19 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
เกริ่นเล็กๆน้อยๆ


นิยายเรื่องนี้ จะว่าเป็นภาคต่อของเรื่อง BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน ก็ว่าได้  เพราะตัวละครส่วนใหญ่จะเชื่อมถึงกัน และด้วยความที่ชอบชื่อของภาพยนตร์เรื่อง Me Before You เลยเอามาแปลงเป็นชื่อนิยายว่า Me After You  อีกทั้งยังชอบความหมายของมันค่ะ ....ต้นๆอาจจะยังค้นไม่พบ แต่จะค่อยๆ เผยมามาให้เข้าใจได้ทีละนิดทีละนิด จนกระจ่างแจ้ง

ขอฝากเรื่องนี้ไว้กับท่านผู้อ่านด้วยนะคะ 


Artemis ๒๑ กันยายน ๒๕๖๒  :mew3:  :mew1:  :man1:

สารบัญ

บทที่ ๑ Interview หวิวใจ
บทที่ ๒ งูตัวใหญ่กับกางเกงในสีแดง
บทที่ ๓ รุกฤารับ
บทที่ ๔ Stardust ละอองดาว (ส่วนที่๑)
บทที่ ๔ Stardust ละอองดาว (ส่วนที่๒)
บทที่ ๔ Stardust ละอองดาว (ส่วนที่๓)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-12-2019 11:52:55 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
Me After You  บทที่ ๑ Interview หวิวใจ

ฟ้ามืดครึ้ม เมฆดำทะมึนเกาะกลุ่มแน่นหนาเหนือผืนฟ้ากรุงเทพมหานคร คาดว่าอีกไม่นานฝนคงเทกระหน่ำไปทั่วกรุงอีกระลอก หลังจากตกไปแล้วรอบหนึ่งแต่เช้าตรู่ ผู้คนสัญจรจึงต่างรีบต่างมุ่งหน้าเพื่อให้ถึงที่หมายโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะเจ้าของร่างเล็กภายใต้แว่นหนาในชุดนักศึกษาที่ดูเหมือนจะโคร่งกว่าตัวไปมากทั้งเสื้อและกางเกง จึงดูเชยเสียมากกว่าจะออกเนิร์ด เพราะมันไม่พอดีตัวทันสมัยต่างจากนักศึกษาชายคนอื่นๆ ที่มีให้เห็นกันดาษดื่นจนชินตา ร่างนั้นกำลังก้าวฉับๆก่อนที่จะเปียกปอน แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีของเขาคนนี้ เพราะอีกแค่ไม่กี่ก้าวก็จะถึงที่หมายแล้ว ....ทว่ามันก็ยังไม่ดีซะทีเดียว

ด้วยความที่เดินอยู่ริมถนน โดยมิได้ระมัดระวังเลยว่า ถนนข้างๆนั้นมีน้ำขังอยู่ก่อนแล้ว แม้จะอยู่บนฟุตบาทหากก็ยังไม่พ้นรัศมีของรถคันงามที่พุ่งทะยานเหยียบมาด้วยความเร็ว เร็วเสียจนกระทั่งเหยียบน้ำที่ค้างขังแตกกระจาย ที่สำคัญน้ำนั้นมันดันกระเซ็นเปื้อนเปรอะเลอะเทอะไปทั้งซีกซ้ายของเสื้อและกางเกง

“เฮ้ย เลอะหมดเลย ขับรถภาษาอะไรวะ” เสียงขุ่นๆ ไร้ความใสไม่เหมือนเคย จากคนเชยๆ  คงมีความสามารถใช้ปากด่าตามได้แค่นั้น ผิดกับสายตาใต้แว่นหนาที่มีความสามารถใช้จำทะเบียนรถเลขสวยได้แม่นยำ ที่สำคัญไอ้เจ้ารถคันนั้น มันดันเลี้ยวเข้าไปยังจุดหมายเดียวกันอันเป็นคอนโดหรูสูงละเลียดฟ้าสีเทาเข้มข้างหน้าพอดิบพอดี

“ฝากไว้ก่อนเหอะ อย่าให้เจอตัวนะ .... แล้วเราจะทำไงดีล่ะนี่”

ที่จริงเจ้าตัวก็พูดจาอาฆาตมาดร้ายไปอย่างนั้นแหละ พูดไปทั้งๆโมโห เจอตัวคนขับจะมีปัญญาทำเขาอะไรได้ ดีไม่ดีอาจจะโดนเขาซัดกลับซะเอง จึงได้แต่เปรยกับตัวเองเท่านั้น แล้วจึงเห็นว่าเสื้อสีขาวตัวโคร่งที่ไม่ขาวสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นตัวใหม่ที่สุดในตู้ เพลานี้มีสีเทาน้ำครำย้อมดำไปครึ่งแขนซ้าย ส่วนกางเกงขากว้างกรอมข้อเท้าก็ชื้นแฉะไปหมด ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อย จึงถูกเปลี่ยนหน้าที่จากที่เคยใช้ซับหน้า เอามาเช็ดน้ำครำให้เจือจาง ห้องน้ำข้างๆทางแถวนี้ก็ไม่มีเสียด้วย แต่ถึงจะมี ใครเขาจะให้ใช้ฟรีๆ  จากเดิมเจ้าตัวรู้ว่าตนนั้นมันก็ไม่น่าดูอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งไม่น่าดูเข้าไปใหญ่ ทว่ามันคงทำอะไรไม่ทันเสียแล้ว เพราะนัดหมายสำคัญนั้นรออยู่ และนัดหมายนี้นั้นมันดันเป็นนัดที่ชี้ชะตากรรมของครอบครัวอีกด้วย   

“พ่อครับ แม่ครับ ช่วยเรนด้วยนะครับ” เจ้าแว่นหนาพึมพำมาเช่นนั้น เงยหน้าบอกกับสองสมาชิกของครอบครัวที่ล่วงหน้าไปอยู่ฟ้าแล้ว ก่อนจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วตัดสินใจ

“เอาวะ เป็นไงเป็นกัน”

มินานเจ้าร่างเล็กในเสื้อตัวโคร่ง ก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายยังเดียวกันกับไอ้รถใจร้ายที่มันเลี้ยวเข้าไป แล้วบอก รปภ.ที่เฝ้าหน้าประตูกระจกบานใหญ่ว่ามาพบใคร

“มาพบคุณไอยราครับ”

รปภ.ไม่พูดอะไร แต่ใช้สายตามองเขาขำๆ ก่อนจะเบนสายตาและบุ้ยปาก ไปยังเคานท์เตอร์ของแผนกต้อนรับที่มีหญิงสาวสองสามคนกำลังมองเขาด้วยสายตาที่ขำกว่าเล็กน้อยแทบไม่ต่างกัน

“มาพบคุณไอยราครับ” เสียงนุ่มกลับมาใสใช้ย้ำอีกครั้ง

“จะให้บอกว่าใครมาพบคะ”

“อุศเรนครับ ที่นัดไว้” 

“สักครู่นะคะ”

พนักงานสาวคนเดิม บอกสั้นๆ แล้วหันไปหัวเราะกับเพื่อนด้านหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าขำอะไรกัน ก่อนจะยกหูโทรศัพท์ คุยเบาๆสองสามประโยค แล้วบอกกับคนคอยว่า “เชิญค่ะ ชั้น๑๗ ออกจากลิฟท์แล้วเลี้ยวขวา ห้องคุณไอยราจะมีปูนปั้นรูปสลักช้างอยู่หน้าประตู อยู่สุดทางเดินค่ะ”

เจ้าแว่นเทอะหรือนาย ‘อุศเรน’ รับคำพยักหน้า รีบพาตัวเองเดินออกมาจากตรงนั้นแล้วเข้าลิฟท์ เพียงชั่วแวบ ก็ถึงยังจุดหมายชั้น ๑๗  แล้วจึงเดินไปห้องคุณไอยราตามคำบอก พอถึงหน้าห้องตรงสุดทางเดินอันมีประตูไม้บานใหญ่สีดำทะมึนกางกั้น เหนือขึ้นไปเป็นปูนปั้นรูปสลักช้างสามเศียรตามคำบอก ซึ่งเห็นแล้วก็ชวนให้อดคิดขำๆขึ้นมาอย่างช่วยอะไรมิได้

‘กลัวใครไม่รู้หรือไงว่าชื่อตัวเองแปลว่าช้าง’

ระหว่างที่กำลังคิดเพลินๆ มือยังไม่ทันจะกดกริ่ง อุศเรนก็แทบผงะสุดตัว เพราะจู่ๆประตูก็เปิดออกทันใด แต่แล้วคำว่าผงะก็กลายเป็นตะลึงแทนที่ เพราะเบื้องหน้า คือรูปสลักอันมีชีวิต ในวัยที่ไม่น่าจะเกิน๑๕ ปี

รูปสลักรูปนี้ ขนาดยังมิโตเต็มวัย ก็สูงเกือบเท่าเขา เซ็ทผมเซ็ทเผ้าอย่างหล่อ ผิดกับตัวเขาที่จัดว่ากระเซอะกระเซิง ใบหน้านั้นมันทั้งหวานทั้งคม จัดว่าคือส่วนผสมชั้นเลิศ แถมเสื้อผ้าที่สวมใส่แม้จะเป็นแค่เสื้อยืดกางเกงยีนส์สีซีดๆ หากก็ขับผิวได้อย่างน่าดูชม คล้ายจะมีรังสีสว่างบางอย่างจับทั่วตัวคนใส่กระนั้น ทำให้มองได้อยู่เป็นนาน แม้จะรู้สึกว่าร่างกายตนเริ่มจะถูกความคมอันมิต่างอะไรจากคมดาบของคนตรงหน้า ฟันฟาดเข้ามาทีละเล็กทีละน้อย หาก็มิได้เกรงที่จะละสายตา แม้นหากปล่อยไว้นานอีกหน่อยคงเป็นแผลลึกไปถึงขั้วหัวใจก็ตาม จวบจนกระทั่ง รูปสลักรูปนั้น เอ่ยทักขึ้นมานั่นแหละ คมดาบอันตระการตาจึงหยุดทำงาน ภวังค์จึงได้สลาย

“สวัสดีครับพี่ มาหาป้าอัยใช่ไหมครับ” เสียงใสกังวานเกินตัวกล่าวมา ทำให้อุศเรนเริ่มตะกุกตะกัก อีกทั้งเจ้ารูปสลัก ดันส่งยิ้มมาให้พร้อมกับลักยิ้ม ที่อยากจะลักไปเก็บไว้นัก

“คะ ครับ”

“พี่ชื่ออุศเรนใช่ไหมครับ”

“คะ ครับ” เจ้าแว่นหนาตอบรับได้แค่นี้จริงๆ

“งั้นเชิญครับ ป้าอัยรออยู่”

‘ป้าอัย’ ที่น้องรูปสลักชั้นเลิศว่า ก็น่าจะเป็นคนเดียวกับคุณไอยราตามที่นัดหมาย หะแรกก็คิดว่าน่าจะเป็นผู้ชาย เพราะอาจารย์ที่นัดให้เรียกว่าช้าง ผู้หญิงที่ไหนจะชื่อเล่นชื่อ ‘ช้าง’ กัน

ผู้ชายชื่อเล่นช้าง ย่อมถูกเรียกว่า ....ไอ้ช้าง  คงไม่แปลก
แต่ถ้าหากเป็นผู้หญิง โดนเรียกว่า ‘อีช้าง’ คงน่าฟังพิลึก

อุศเรนคงยังไม่รู้ว่า ป้าอัยของหลานตรงหน้า ตั้งแต่เกิดมา ไม่มีใครเรียกไอ้ช้างเลย ทั้งชีวิตของป้ามีแต่คำว่า ‘อีช้าง’ เท่านั้น

“เพื่อนครูเขาอยากได้ผู้ช่วย เธอกำลังหางานพิเศษทำอยู่ไม่ใช่เหรออุศเรน” เจ๊ดลลี่ตามที่นักศึกษาเรียก หรืออาจารย์นพดล อาจารย์สาวในร่างชาย ยืนสะบัดชีทต่างพัดกรีดกรายพูดกับอุศเรนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่หน้าตึกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

“ใช่ครับ เป็นงานเกี่ยวกับอะไรหรือครับอาจารย์”

“ก็ช่วยพิมพ์งาน จัดการเอกสารต่างๆ และก็เป็นผู้ช่วยส่วนตัว อะไรของมันนี่แหละ เขาให้เงินดีนะอุศเรน เธอกำลังต้องการใช้เงินนี่ อีกอย่างเทอมนี้เธอก็ไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว ทั้งอาทิตย์มีเรียนแค่สองวัน อาจารย์เองก็ไม่เห็นมีใครเหมาะสมเท่ากับเธอ... เจ๊ เอ้ย อาจารย์ว่า เธอลองไปสัมภาษณ์ดูไหม อาจารย์จะช่วยพูดกับเพื่อนที่ชื่อช้างให้ จะได้มีรายได้เพิ่มอีกทางอย่างที่เธอกำลังหา”

“ครับ ผมสนใจ ขอบพระคุณอาจารย์มากๆนะครับ”

“จ้า ไม่เป็นไร งั้นเดี๋ยวอาจารย์โทร.คุยกับเพื่อนให้เลย”

นั่นแหละคือที่มา ของการที่ต้องมาพบคุณไอยราที่คิดไว้ว่าเป็นผู้ชาย แต่กลับกลายเป็นป้าอัยของเจ้ารูปสลักชั้นเลิศที่เดินนำหน้า แลมิรู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าทุกๆอย่างก้าวที่เดินตามหลัง นอกเหนือจากเสน่ห์อันคมกริบที่ทิ้งไว้ตามทาง ยังคล้ายจะมีไอร้อนผ่าวจากตัวน้องเขาประหนึ่งรัศมี ซัดมากระทบตนอยู่ตลอดด้วย ทั้งๆที่ไอเย็นของเครื่องปรับอากาศก็ยังจับอยู่เต็มแผ่นหลังจนยะเยียบ

“ หึ หึ” คือเสียงหัวเราะเบาๆ จากคนด้านหน้า ที่เข้าหูอุศเรนมาเต็มๆ ครั้นพอจะอ้าปากถาม เสียงแปร๋นโกญจนาทก็ดังขัดขึ้นมาพอดี

“อ้าวซัน พาใครมาล่ะคะลูก”

“พี่คนที่ป้าอัยนัดไว้ไงครับ ชื่ออุศเรน”

“เออใช่ ป้าก็รออยู่ .....เอ๊ะ ว่าแต่ซันรู้ได้ไงล่ะคะลูก ว่าป้านัดใคร”

ป้าอัยของหลานคงเพิ่งจะนึกได้ เพราะนัดหมายนี้มีรู้แค่ไม่กี่คน คุยกับอีดลลี่ก็คุยไว้หลายวันก่อนหน้าแล้ว ฉะนี้ในคนที่รู้นั้น ก็ต้องคงไม่มีทางมีซันอยู่แน่นอน เพราะซันเพิ่งมาหาจากอัมพวาเมื่อเช้านี่เอง

“คุยกับพี่เขาก่อนเถอะครับป้า”

ซันของป้าอัย หรือรูปสลักของอุศเรน พูดพลางผายมือมาทางอุศเรนที่กำลังยืนตะลึงมิต่างจากตอนยืนหน้าประตู ทว่าก็น่าจะตะลึงในความรู้สึกและสาเหตุที่แผกกันเมื่อได้เห็นป้าของหลาน แล้วเจ้าหลานชายก็โผเข้าไปกอดแขน โอบเอว ป้ามันแน่น สุ้มเสียงกริยาดูออเซาะฉอเลาะน่าดูชม

“ป้าอัยครับ ซันว่า ซันขอตัวกลับก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวรถติดตรงพระรามสอง ”

“ไม่อยู่ทานข้าวเที่ยงกับป้ากับน้าก่อนเหรอลูก”

“ซันยังอิ่มอยู่เลยครับ ไว้ทานด้วยกันที่อัมพวาตอนงานทำบุญคุณทวดดีกว่าครับ”

“จ้าลูก งั้นก็ตามใจ ....ฝากบอกคุณเจ้าชายกับอีนังพระชายาด้วยแล้วกันว่า ป้าจะไปช่วยงานล่วงหน้าสักสองสามวันนะ ช่วงนี้ได้ข่าวว่างานยุ่งกัน คุณยายเมี้ยนของซันก็แก่แล้ว คงดูกันไม่ทั่วถึงป้าจะไปช่วยจัดการให้ ” น่าแปลกที่ป้าอัยลืมสิ่งที่สงสัยและถามไปเมื่อครู่สิ้น

“ได้ครับคุณท้าวไอยรา สวัสดีครับ”

“กลับดีๆล่ะลูก อย่าลืมไปลาน้าชายสุดที่รักด้วยล่ะ เดี๋ยวเขาไม่รู้ว่าหลานกลับจะงอแงกับป้าอีก”

“คร้าบบบบบบ คุณท้าวป้า”

ซันรับคำยิ้มแป้น กอดป้าอัยแน่น แล้วปลีกตัวเดินเข้าด้านในหลังพรึงไม้แกะสลักเป็นรูปช้างทั้งโขลง ทิ้งให้เจ้าอุศเรนที่กำลังยืนฟังยืนดูเพลินด้วยความเอ็นดูไว้ตรงห้องรับแขก... มินานก็กลับออกมาพร้อมเป้สะพายหลัง ยกมือไหว้ป้าอัยหรือคุณท้าวป้าไอยราอีกครั้ง ก่อนจะเดินจาก ...แล้วเสียงกังวานใส ก็พูดออกมาเบาๆ เคล้าไอร้อนผ่าวอันกำจายมาจากตัว ซึ่งก็เพียงพอที่เขาจะได้ยินได้สัมผัสแค่คนเดียว

“เจอกันที่อัมพวานะครับพี่”

ไอร้อนอันเกินระเรื่อจากไปแล้วรวดเร็ว ยังมิทันที่จะไต่ถามความอันใด หากก็ฝากไว้ถึงความกำซ่านของไอผะผ่าวที่วิ่งปราดไปทั่วใบหน้ามิรู้คลาย ไม่อยากจะคิดเลยว่า เด็กอยู่ยังขนาดนี้ โตกว่านี้จะขนาดไหน เจ้าน้องชายนี่ช่างมีเสน่ห์เหลือร้ายจริงๆ  และแล้วความสนใจก็ถูกดึงกลับมาด้วยเสียงแปร๋นหน่อยๆ อันคล้ายจะบอกให้ว่าใครเป็นใคร

“หลานชาย ลูกของเพื่อนสนิท ชื่อน้องซัน หล่อมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งโตยิ่งหล่อ พ่อเขาก็ว่าหล่อแล้วนะ เจอลูกชาย ชิดซ้ายไปเลย เร็วๆนี้ก็จะเข้าวงการตามน้าเขาอีกคนแล้ว”

“ครับ” อุศเรนตอบรับว่ารับรู้สั้นๆ แต่ใจอยากจะถามต่อนัก หากวิสัยและมารยาทที่ทางบ้านสอนมา จึงรู้ว่าไม่ควร

“นั่งลงสิ จะได้สัมภาษณ์ อีดลลี่มันคงบอกเธอแล้วนะว่าพี่ชื่ออะไร ....ว่าแต่เราชื่ออุศเรนใช่ไหม”

“ครับ คุณไอยรา”

“โอ๊ยมาคงมาคุณอะไร เรียกว่าพี่ก็พอ กับพี่น่ะไม่ต้องมาทางการอะไรมาก”

“ครับผม”

อุศเรนรับคำอีกระลอก เตรียมทรุดนั่งตรงโซฟาหรูบุกำมะหยี่สีม่วงนางพญา หากก็ยังเก้กังๆ จนเจ้าของห้องบอกย้ำมาอีกครั้งนั่นแหละจึงได้นั่งลง ครั้นพอนั่งเข้าที่เข้าทาง สายตาก็ได้เริ่มมองพี่ไอยราเป็นเรื่องเป็นราว ก็เห็นว่าพี่อัยคนนี้ ถึงแม้จะตัวใหญ่เหมือนช้างสมชื่อ แถมยังใส่เสื้อผ้ากรุยกรายที่คาดว่าน่าจะใช้ผ้าหลายเมตรจนถึงกับตะลึงไปเมื่อครู่ แต่พี่ไอยราก็เป็นหญิงในร่างชายที่จัดว่ามีราศี ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แถมยังมีมาดอย่างกับสตรีผู้มีบรรดาศักดิ์ ฤาจะเป็นท้าวนางจริงๆอย่างที่น้องซันเรียกก็ไม่ปาน อีกทั้งตาหรี่เล็กของพี่เขาดูมีประกายยิ่ง และแน่นอนว่าพี่เขากำลังใช้สำรวจตนไปทั่วทั้งตัว

“นั่งไปเถอะ ไม่ต้องกลัวเลอะหรอก แล้วนี่ไปทำอะไรมาเสื้อผ้าถึงได้มอมแมมเชียว แน่ใจนะว่าชื่ออุศเรน ไม่ได้ชื่ออุศเลอะ”

พี่อัยพูดยังไม่ทันจะจบ มืออวบอูมของพี่ ก็โบกสะบัดพัดจีบเขียนลายไทยเป็นสีทองอร่าม ที่ถือติดมือไว้ตั้งแต่ทีแรก ซึ่งอุศเรนก็อยากจะถามออกไปนัก ว่าแอร์เย็นขนาดนี้จะสะบัดพัดอีกทำไม และพอสิ้นเสียงพี่อัย ในวินาทีที่เขากำลังจะอ้าปากตอบ หูก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังพรึ่ด อันดังมาจากฉากไม้ด้านหลังพี่อัยที่น้องซันหายเข้าไปเมื่อครู่ บอกให้รู้เลยว่า มีคนอยู่ตรงนั้นอีกหนึ่งคน ไม่ใช่แค่พี่อัยกับตน และคนคนนี้ ก็กำลังนั่งฟังบทสนทนาอยู่แน่นอน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-09-2019 09:22:29 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
‘คนอะไรช่างเสียมารยาทซะจริง’ อุศเรนเพียงแค่นึก รู้สึกไม่ชอบไอ้คนหลังฉากทั้งๆที่ยังไม่เห็นหน้าค่าตา

“จะบอกได้หรือยังว่าไปทำอะไรมา อุศเลอะ” พี่อัยถามขึ้นอีกครั้ง

“พอดีก่อนขึ้นมา มีรถขับผ่านแล้วทำน้ำที่ขังตรงข้างทางกระเซ็นใส่ครับ ไม่รู้ว่าใคร ขับรถได้แย่มาก เห็นแต่เป็นรถเบนซ์สีดำ เลขทะเบียน มฑ 88”

“อุต๊ะ”

พี่น้องอัยยกมือตบอกขับเสียงสูงพลัน พร้อมๆกับเสียงสำลักน้ำพรวด ของคนที่อยู่หลังฉาก

“ผมเห็นเลี้ยวรถเข้ามาที่คอนโดนี้ด้วย พี่พอจะรู้ไหมครับว่าอยู่ห้องไหน”

“เอ่อออออ ....” พี่ไอยราคล้ายจะทำหน้าปั้นยาก ก่อนจะฉีกยิ้มแหยๆ เปลี่ยนเรื่องซะเอง “พี่ว่าเราพักเรื่องนั้นกันไว้ก่อนดีกว่าไหมจ๊ะ ช่างมันก่อน พี่ก็ถามไปอย่างนั้น เรามาเข้าเรื่องของเรากันเถอะ”

“ครับ...งั้นให้ผมแนะนำตัวเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษดีครับ”

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ อีดลลี่ มันบอกพี่หมดแล้วว่าเธอเป็นยังไง แต่แหม มันบอกว่าเธอไม่ค่อยพูด พี่ว่าเธอก็พูดปกติเอาเรื่องเอาราวดีนี่ สงสัยอีดลลี่มันคงอยากให้เธอได้งานนี้เลยใส่สะตอมาให้ตามสันดานมัน อีนี่จริงๆเลย สมัยเรียนเป็นยังไง แก่ตัวก็เป็นอย่างนั้น”

“ที่จริงก็เป็นอย่างที่อาจารย์นพดลบอกแหละครับ ผมพูดเท่าที่จำเป็น”

“งั้นวันนี้ก็คงจำเป็นสิยะ ถึงได้พูด แล้วพูดนี่ไม่กลัวดอกจะร่วงเหรอ”

อุศเรนฟังแล้วมิยักโกรธ แต่ขำออกมาซะด้วยซ้ำ เพราะก่อนมาอาจารย์นพดลก็บอกมาให้แล้วว่า คุณไอยราเพื่อนอาจารย์คนนี้มีคำพูดคำจาเป็นอย่างไร แล้วตบท้ายคล้ายๆกันว่า สมัยเรียนเป็นยังไง แก่ตัวก็เป็นอย่างนั้น

“ไม่กลัวหรอกครับ เพราะมันจำเป็นจริงๆ ถ้าผมไม่พูดผมก็ไม่มีทางได้สัมภาษณ์งาน และมันก็เป็นโอกาสสำคัญที่ชี้ชะตาของครอบครัวผมด้วย”

“จะเอาเงินไปเลี้ยงทางบ้านสินะ เธอคงกำลังลำบาก ได้ข่าวว่าค้างค่าเช่าเขามาหลายเดือน จนเขาจะไล่ออกแล้วสินะ” ท่าทางพี่อัยจะได้ข้อมูลมาจากเจ๊ดลลี่อีกแน่แท้ และก็ถูกต้องเสียด้วย

“ใช่ครับ ถ้าไม่มีเงินไปจ่ายค่าเช่า คงต้องหาที่อยู่ใหม่”

อุศเรนตอบฉะฉานอย่างไม่อาย ไม่ใช่แค่เขาที่กำลังลำบาก หากรวมถึงคนที่บ้านอีกคนที่เขาต้องดูแล ลำพังเขาไม่เท่าไหร่ อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่คนอีกคนนี่สิ ต้องดูแลเป็นพิเศษ นี่ไงถึงว่ามันสำคัญและชี้ชะตาของครอบครัว 

“ดีมากที่พูดกันตรงๆ ว่าต้องการใช้เงิน ไม่ใช่มาตอบแบบโลกสวย แต่เธอรู้ไหมว่างานนี้มันท้าทายมากนะ และก็เป็นงานที่ A million girls would die for”

“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ ก็แค่เป็นผู้ช่วยพี่ พิมพ์งาน จัดการเอกสารเท่านั้นไม่ใช่เหรอครับพี่”

“ไม่ใช่แค่เท่านั้นจ้ะ มันมากกว่านั้น นี่อีดลลี่มันคงไม่ได้บอกเธอใช่ไหมว่าพี่ทำงานอะไร”

“ไม่ได้บอกครับ”

“งั้นก็รู้ไว้ซะว่าพี่เป็นผู้จัดการดารา และผู้ช่วยของพี่ก็ไม่ใช่มาดูแลพี่ มาจัดการเอกสารอะไรให้พี่ แต่ผู้ช่วยของพี่ต้องช่วยพี่ดูแลดารา และดูในทุกๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการเรียน”

“ อะ อะไรนะครับ ผู้จัดการดารา” อุศเรนถามย้ำ เหมือนไม่เชื่อหูที่ได้ยิน

“ใช่ แต่แค่ผู้ช่วยผู้จัดการดาราเท่านั้น เพราะเธอเองก็ยังเรียนไม่จบ เธออาจจะไม่ต้องทำทุกอย่าง เพราะเรื่องสำคัญๆพี่จะต้องดูแลเอง พี่ว่ามันท้าทายมากนะ พี่กลัวว่าเธอจะทำไม่ได้ ลักษณะเธอมันดูไม่คล่องแคล่ว ไม่น่าสนใจ เอาตรงๆ ดูไม่ค่อยฉลาด ไม่โกรธนะ ที่พี่พูดอย่างนี้”

อุศเรนฟังแล้วก็หน้าร้อนผ่าว เพราะตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเจอคนวิจารณ์ตรงๆ ทว่าพ่อกับแม่เคยสอนไว้ คนตรงๆเนี่ยแหละ คือกระจกที่จริงใจ มิใช่พวกปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ

“ไม่โกรธครับ”

“ไม่โกรธก็ดี แต่ก็นะ เพราะอีดลลี่ทีเดียว มันบอกพี่ว่า เธอเป็นหัวหน้าและหาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่มัธยม และเธอก็ทำได้ดี พี่คิดว่าเธอน่าจะมีทักษะทางด้านการจัดการอยู่ และมันก็บอกว่า เธอไม่พูดมากพี่ก็เลยอยากลองดู”

“มะ หมายความว่า พี่จะรับผมเข้ามาเป็นผู้ช่วยเหรอครับ” สีหน้าและน้ำเสียงของอุศเรน แสดงออกว่าดีใจจนฉุดไม่อยู่ หากก็เพียงแค่ครู่เดียว

“ยังหรอก ขอพี่ตัดสินใจอีกที ยังมีแคนดิเดท อีกหลายคน”

“ครับพี่”

“ เข้าใจอย่างนี้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียเวลา คุยอะไรกันเยอะ แล้วมีอะไรจะถามพี่ไหม”

คำถามนี้คือคำถามยอดฮิตของนายจ้าง ที่ส่วนใหญ่มักถามไปงั้นๆ ไม่ได้คาดหวังอะไรกับคนมาสมัครงาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ถามเพราะรู้ดีอยู่แล้วว่า ประโยคสุดท้ายมักจบที่ว่า แล้วจะติดต่อกลับไป อย่างนี้จะถามกลับไปทำไม

“ตอนนี้ยังไม่มีครับ งั้นผมคงกลับได้เลยใช่ไหมครับ” อุศเรนเป็นหนึ่งในนั้น ลองพี่เขาพูดมาทำนองนี้ มีหรือจะอยากคุยต่อ มีหวังคงไม่ได้งานนี้แน่ๆ ทว่าคงมิใช่กับพี่ไอยรา

“เธอไม่คิดจะถามพี่หน่อยเหรอว่า พี่จะให้เงินเดือนเท่าไหร่ พี่จะให้ดูแลใคร และขอบเขตรายละเอียดของงานเป็นยังไง แล้วจะติดต่อกลับมาภายในวันไหน....จำไว้นะถ้าเกิดต้องไปสัมภาษณ์งานที่ไหนอีก จงใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์”

เจ้าแว่นหนาไม่คิดเลยว่า พี่ไอยราตรงหน้า นอกจากจะพูดตรงแล้ว ยังกลับสอนในสิ่งที่เขายังไม่เคยได้เรียนในมหาวิทยาลัย เพิ่งเจอยังได้อะไรๆจากพี่เขาขนาดนี้ ต่อไปถ้าต้องทำงานด้วยกัน มีหรือที่พี่เขาจะมิสอนสิ่งดีๆเพิ่ม ถามว่าประทับใจไหมตอบได้เลยว่า แน่นอน

“ครับพี่ ....ถ้างั้น ถ้าพี่โอเค รับผมมาเป็นผู้ช่วย พี่จะให้ผมเท่าไหร่ครับ”

“ของเธอพี่จะให้เป็นเงินเดือน ไม่มีส่วนแบ่งจากค่าตัว พี่ให้ได้แค่นี้” ว่าแล้วพี่ไอยราก็หยิบปากกากับกระดาษขึ้นมาเขียนยึกๆ แล้วยื่นส่งให้ อุศเรนรับมาก็ถึงกับมือไม้สั่น ดีนะที่ปากไม่สั่นตาม

“ได้ครับ แล้วผมต้องดูแลใครครับ”

“นี่เธอไม่สังเกตเลยเหรอ ว่าห้องพี่มีรูปใครติดอยู่บ้าง ไปที่ไหนหัดรู้จักสังเกตสังกาเสียบ้าง ยิ่งเวลาไปสัมภาษณ์งาน ควรทำการบ้านมาก่อนสักหน่อย พี่ยังทำการบ้านเรื่องเธอมาก่อนเลย เฮ้อออ อีดลลี่ส่งอะไรมาให้ฉันเนี่ย...ช่างเถอะ บอกให้ก็ได้ คนที่เธอต้องดูแลก็คือ.....มอส มณฑล”

“อะ อะไร นะครับ..... มะ มอส มณฑล” อุศเรนปากคอสั่นเข้าแล้ว มิได้จำเข้าหัวเลย ว่าพี่ไอยราสอนอะไร เพราะชื่อ มอส มณฑล มันกินพื้นที่ความสำคัญของความรู้สึกและความทรงจำทั้งหมดไปสิ้นแล้ว

“ใช่แล้ว มอส มณฑล......มณฑล วิมลบริรักษ์ คนนี้ คนเดียว”

แล้วประโยคสุดท้ายของพี่ไอยรา ก็คล้ายมีอานุภาพ ดึงความรู้สึกและความทรงจำที่ตกตะกอนอยู่ก้นบึ้งอันลึกสุดของใจให้ฟุ้งกำจายขึ้นมาอีกครั้ง กลับขึ้นมาดำเนินอยู่กลางสมองตลอดเวลาหลังจากนั้นนั่นเอง

คงมิมีใครรู้หรอกว่า ความทรงจำที่ว่ามันมีทั้งสีชมพูราวกุหลาบแรกแย้ม และสีดำคล้ำมิต่างอะไรกับกุหลาบยามโรยลา
เหรียญมีสองด้านฉันใด ความทรงจำที่มีให้ มอส มณฑล ก็มีสองด้านฉันนั้น


หัตถาพี่ยามนั้นเคยปกป้อง
เคยตระกองกระหวัดเกี่ยวกันสลาย
แล้วหัตถ์พี่ปัดไมตรีน้องทลาย
ใจน้องหายด้วยหัตถ์พี่นี้คนเดียว

‘มอส มณฑล วิมลบริรักษ์ คนนี้ คนเดียว’ ใช่ไหม คือเจ้าของมือที่ว่า คือคนที่เสมือนจะทำให้มิรู้ตัวว่า พี่อัยปิดบทสนทนาอย่างไร ตนกล่าวลาอย่างไร และกลับออกมาจากคอนโดได้อย่างไรกัน

นี่ถ้าหากอุศเรนยังอยู่ต่อ ก็คงเห็นเจ้าของหัตถ์ในชุดนักศึกษา ลุกเดินออกมาจากหลังพรึงไม้แกะสลักบานใหญ่ด้านหลังพี่ไอยรา พูดชัดถ้อยชัดคำหนักแน่นว่า

“ไม่ต้องสัมภาษณ์คนอื่นแล้วพี่ช้าง เอาไอ้อุศเลอะนี่แหละ”

“หา...จะเอาอย่างนั้นจริงๆเหรอมอส” พี่ช้างถามซ้ำคล้ายจะมิเชื่อหูที่ได้ยิน “พี่ว่า ลองดูอีกสักคนสองคนที่พี่นัดไว้ดีกว่า”

“ไม่ต้องหรอกครับ มอสเลือกให้แล้ว ตามนั้นนะครับ”

มอสพูดมาอย่างนี้ ช้างจะทำกระไรได้ นอกเสียจากยกหูโทรศัพท์ แจ้งเจ้าอุศเลอะ ที่คาดว่าน่าจะยังไปไม่ถึงไหน อยู่ไม่ไกลจากคอนโด และแจ้งบรรดาคนที่เหลือว่ายกเลิกสัมภาษณ์ เพราะตำแหน่งนี้มอสได้เลือกเองไปแล้วสดๆร้อนๆ

ค่ำแล้วหนุ่มน้อยในชุดนักศึกษารูปร่างกึ่งหนากึ่งบางยังคงนอนกลิ้งเกลือกเล่นอินสตาแกรมอยู่บนชุดโซฟาหนานุ่มกำมะหยี่สีม่วงนางพญา สายตาให้ความสนใจกับยอดไลก์ที่ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับคอมเม้นท์สารพันอันหลากหลาย ตาเรียวๆส่องประกายคู่นี้เองที่อ่านแทบทุกอัน อยู่ใต้คิ้วหนาๆสีเข้ม อันรองรับกับจมูกโด่งๆที่มิได้ผ่านมือหมอ ราวกับถูกคัดสรรด้วยศัลยแพทย์มือดี ที่เลือกแล้วให้มาช่วยจัดวางตามตำแหน่ง จนเกิดเป็นเอกลักษณ์บนพื้นหน้าสะอาดเอี่ยม ที่ใครเห็นก็ต้องสะดุดตา แลยิ่งเวลาปากบางๆรูปกระจับแย้มยิ้มออกมา มีฤาจะไม่ถึงกับหยุดมอง ....ไม่เว้นแม้แต่คนที่เห็นมาตั้งแต่เด็กก็เถอะ

‘น่าดูเอ็นฉิบหาย ถ้าไม่ติดว่าเป็นน้องเป็นนุ่งกูนะ’ ช้างได้แต่คิด แต่มิได้พูดออกไปตามสันดานเดิม กลืนน้ำลาย ยามชะม้ายมองเป้ากางเกงน้อง ที่ทรงกางเกงมันดันให้นูนขึ้นมาเองอย่างช่วยมิได้ อีท้าวนางร่างใหญ่ถึงกับกระแอมลงคอเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น  “ทานข้าวได้แล้วค่ะ คุณซุปตาร์”

“ครับพี่ อ่านคอมเม้นท์เสร็จพอดี” มอสรับคำ โยนโทรศัพท์ไว้บนโซฟา แล้วเดินนำมาที่โต๊ะอาหารซึ่งอยู่อีกห้องถัดไป พอเห็นอาหารที่ถูกตระเตรียมไว้ ก็ยิ้มแฉ่ง “วันนี้ลาภปากอีกแล้ว มีทั้งปลาทู น้ำพริกกะปิ มัสมั่น และก็ต้มจืดลูกรอก ฝีมือคุณข้าหลวงเมี้ยนแน่ๆ”

“มัสมั่นกับต้มจืดลูกรอกน่ะใช่ แต่ปลาทูกับน้ำพริกกะปิน่ะ ฝีมือสตาร์เขา น้องซันบอกว่า เขาอุตส่าห์ลงห้องเครื่อง ทำมาให้น้าชายสุดที่รักของเขาโดยเฉพาะ เห็นว่าน้าชายชอบกิน ทั้งบ้านน่ะ ไม่มีใครได้กินเลย มีมอสคนเดียวนี่แหละ”

“โธ่โถ สตาร์หลานรัก สงสัยต้องพาไปเที่ยวตอบแทนแล้วนี่” มอสยิ้มไม่หุบ นั่งลงแล้วรีบชิมไม่รอช้า ชิมไปชิมมารู้ตัวอีกทีข้าวก็หมดไปครึ่งจาน “ ฝีมือสตาร์ใช้ได้เลยนะพี่ ทอดปลาทูก็เหลืองทองสวย น้ำพริกก็กลมกล่อม เก่งเกินเด็กนะนี่ หลานรักคนนี้ ทำน้าชายสุดหล่อกินข้าวซะเยอะ พรุ่งนี้คงต้องไปฟิตเนส”

“จะเตือนอยู่พอดีว่าวันนี้กินเยอะ ...แต่แหม เพิ่งรู้เหรอจ๊ะว่าลูกคุณเต้ยกับอีมูนเนี่ย เขาเกินเด็ก ไม่ใช่เกินเด็กแค่คนเดียวนะ มันเกินกันทุกคน”

“เออใช่ เกินเด็กกันทุกคนเลย ไอ้สามแสบ” มอสยิ้มอย่างสุขใจ ยามพูดถึงหลานๆ “ว่าแต่เรื่องซัน พี่ช้างจะยังไง พี่จะดูแลเองใช่ไหม”

“ก็ต้องเป็นพี่อยู่แล้ว ขืนให้คนอื่นทำ คุณเต้ยได้ถีบยอดอกพี่ตายห่า พี่ยังจำฝ่าตีนอรหันต์ของพี่เขยมอสได้ดี พี่เลยจำเป็นต้องรับคนมาช่วยไง อีกอย่างมอสก็พอดูแลตัวเองได้แล้ว พี่ก็เลยไม่ค่อยห่วง ”

“ไปดูไอ้เจ้าซันเถอะพี่ ไม่ต้องห่วงมอส ...แล้วนี่พี่ให้ไอ้อุศเลอะ มันเริ่มงานวันไหน”

“เขาชื่ออุศเรน” ช้างแก้ให้ แล้วพูดต่อ “ ก็อาทิตย์หน้า แต่น้ำเสียงมันเหมือนมันลอยๆ ไม่ค่อยดีใจเลยนะ ตอนที่บอกมันได้งาน เหมือนมันไม่ค่อยมีสติคุยกับพี่เท่าไหร่”

“พวกเนิร์ดก็งี้แหละพี่”

“เนิร์ดตรงไหน เชยซะมากกว่า นี่เลือกเองนะ อย่ามาบ่นพี่ทีหลังแล้วกันว่าไม่ได้เรื่อง”

“ไม่บ่นหรอก ไม่ได้เรื่องก็ไล่ออกแค่นั้น ...แต่มอสว่าให้มาเริ่มงานเร็วหน่อยก็ดีนะพี่ วันจันทร์นี้เลย จัดการให้มอสด้วยนะครับ คุณท้าวไอยรา ”

มอสพูดจบก็ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร ไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้ตรงโซฟา ก่อนจะมุ่งหน้ากลับห้องของตนเอง ที่อยู่ตรงกันข้ามถัดไปอีกฟาก ทิ้งคุณท้าวนางร่างใหญ่ ซดมัสมั่นกับลูกรอกต่อไปอยู่คนเดียว เช่นเดียวกับคนเชยๆที่ถูกพูดถึง ที่ขณะนี้ก็กำลังนั่งอยู่คนเดียว บนขอบหน้าต่างของบ้านเช่าหลังโทรมๆ สองชั้น ในย่านชานเมืองของมหานคร สายตาใต้แว่นหนามองฝ่าความมืดออกไปไร้ทิศทาง จวบจนมีเสียงร้องทักจากทางด้านหลังน่ะแหละ จึงได้หันกลับมามองยังต้นเสียง

“เป็นอะไรไปเรน ได้งานแทนที่จะดีใจ ทำไมมานั่งซึมอย่างนี้” สาวน้อยร่างบาง ผมยาวประบ่า ประพิมพ์ประพายละม้ายคล้ายกันทักขึ้น

“ไม่ได้ซึมแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะละเวง” อุศเรนยิ้มน้อยๆ หันมาตอบ

“เรนอย่ามาโกหกเค้า ...เค้าเป็นพี่ตัวนะ เค้าเห็นตัวซึม เค้าก็ไม่สบายใจ เรนไม่อยากทำงานนี้ใช่ไหม”

อุศเรนฟังแล้วก็ก้มหน้า แต่ไหนแต่ไรมา คิดอะไร รู้สึกอะไร ก็ไม่เคย ปิดบังละเวง พี่สาวแท้ๆที่เกิดก่อนแค่หนึ่งปีได้เลยสักครั้งเดียว

“ก็ไม่เชิงไม่อยาก แต่แค่ลำบากใจนิดหน่อยน่ะ”

“ทำงานกับดาราก็น่าจะดีนะ แต่ถ้าลำบากใจก็ไม่ต้องทำสิ ฝืนทำไป ตัวก็จะเป็นอย่างนี้ตลอด”

“ถ้าไม่ทำเราจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเช่าเขาล่ะ ค่าดอกเบี้ยอีก และอีกอย่างตัวก็ต้องหาหมออยู่ตลอดทุกเดือนด้วยนะละเวง” น้องชายแย้งมาเบาๆ ครานี้พี่สาวก้มหน้าลงบ้าง จู่ๆขอบตาก็รื้นขึ้นมาด้วยน้ำใสๆ

“ เค้าขอโทษที่เป็นภาระให้ตัว เค้าเป็นพี่เค้าควรจะดูแลตัว ไม่ใช่ให้ตัวมาดูแลเค้า ถ้าไม่มีเค้าสักคน ตัวก็คงจะสบายไปแล้ว”

“อย่าพูดอย่างนี้อีกนะละเวง และก็เลิกคิดแบบนี้ซะที พี่น้องกันก็ต้องดูแลกันสิ ในโลกนี้เค้าเหลือแค่ตัวนะ เค้าไม่มีใครคนอื่นอีกแล้ว” อุศเรนกอดพี่สาวแน่น “เค้ายังไหว เราจำเป็นต้องใช้เงินนะ เอาเป็นว่า ตัวไม่ต้องห่วง ถึงเค้าจะลำบากใจแค่ไหน เค้าก็จะทำ และตัวก็จะต้องหาย”

“แต่มันใช้เงินเยอะนะเรน ...เรนต้องเก็บเอาไว้เรียนด้วย อย่าลืม เรนคืออนาคตของเค้า”

“เลิกพูดเรื่องนี้กันซะทีเถอะละเวง ...ไปกินข้าวกันเถอะ เค้าหิวแล้ว” อุศเรนตัดบท พาละเวงพี่สาวลงมายังชั้นล่างของบ้าน ที่มีเฟอร์นิเจอร์เป็นแค่โต๊ะไม้เก่าๆ กับเก้าอี้สองตัว

“วันนี้พิเศษที่เค้าได้งานใหม่ทำ กินข้าวมันไก่เป็นฉลองแล้วกันนะละเวง ที่ร้านเขาให้น้ำซุปมาเยอะเป็นพิเศษเลยนะวันนี้”

น้องชายชูห่อข้าวมันไก่ขึ้น น่าแปลกที่มันมีอยู่แค่ห่อเดียว ทั้งๆที่ทั้งบ้านมีกันอยู่สองพี่น้อง ทว่าน้องชายก็ทำให้หายแปลกโดยการหยิบจานมาสองใบ แล้วแบ่งข้าวที่มีอยู่แค่ห่อเดียวนั้นกันคนละครึ่ง ปริมาณมันไม่ได้เยอะอันใดเลย พี่สาวจึงเข้าครัวด้านหลัง ยกหม้อหุงข้าวใบเล็กออกมาแล้วคดข้าวใส่จานเพิ่มให้น้องชายจนพูน พร้อมกับวางน้ำพริกกะปิถ้วยเก่าที่แบ่งกินกันมาตลอดสามวันข้างๆถ้วยน้ำซุปที่ขอร้านมาเยอะเป็นพิเศษ ร้านมิได้ให้เองอย่างที่น้องชายบอกเลยสักนิดเดียว

พี่น้องคู่นี้ แบ่งกันกินอย่างนี้แทบทุกวันตั้งแต่เด็กจนโต วันไหนวาระพิเศษหน่อยก็จะได้กินข้าวห่อจากร้าน บางทีก็มีปลาตัวเล็กๆขึ้นโต๊ะบ้าง เพราะปกติแล้วสารพัดไข่กับน้ำพริกคืออาหารประจำ คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้ คนบางคนก็เลือกกินไม่ได้เช่นกัน ถ้าพี่น้องคู่นี้ไม่กินอย่างนี้ ไม่ทำอย่างนี้ ไฉนเลยจะอยู่ถึงวันพรุ่งนี้และก็คงอีกหลายๆวันจวบจนจะสิ้นเดือน


*****************

รบกวนติดตามบทที่๒ นะคะ ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ยังติดตามและส่งผ่านกำลังใจให้กันเสมอมา แล้วเจอกันนะคะ  :mew1:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-09-2019 09:23:03 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1175/-5
ในหนึ่งตอนมีทั้งความน่าเอ็นดู ความน่าเห็นใจ และอารมณ์ขันเลยนะคะ ขอปวารณาตัวเป็นแฟนติดตามนิยายเรื่องนี้อีกหนึ่งคนค่ะ อยากรู้ว่าน้องอุศเลอะ...เอ้ย...อุศเรนจะรับมือกับคุณมอสมณฑลอย่างไร และคุณป้าไอยราจะป่วนได้แค่ไหน

ขอบคุณคุณอาร์เทมิสสำหรับนิยายเรื่องใหม่นะคะ ยังไงจะขอกลับไปอ่านรักนี้ต้องมีพินอีกรอบค่ะ

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
 :katai2-1:คราวนี้เป็นเรื่องราวของมอสซุปเปอร์สตาร์คนดังสินะว่าแต่ในอดีตต้องมีอะไรๆกับอิศเรนแน่เลยน่าสงสารนายเอกของเรารู้สึกว่าชีวิตจะรันทดนะอยุ่กับพี่สาวที่ป่วยสอคนเห็นแค่อาหารก็น้ำตาจะไหลเลยมีเจ้าซันออกมาแย่งซีนตอนแรกซันต้องรู้แน่ว่าคนนี้ว่าที่พี่สะไภ้เรื่องนี้คุณท้าวไอยจะได้คู่ไหมนะขอบคุณที่มาแต่งเรื่องไหม่ให้นะคะ

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
ว๊าปปมาอ่านอย่างด่วน ดีต่อใจให้หายคิดถึงตัวละครทุกคนในเรื่องนี้ เริ่มเรื่องมาก็สนุกแล้ว มาต่อเร็วๆนะคะ :katai2-1:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
ขอบพระคุณและยินดีมากๆ ที่คุณWordslinger เข้ามาติดตามอ่านเช่นกันค่ะ ไม่ได้คุยกันนานมาก ตั้งแต่เรื่อง BB สบายดีนะคะ ...เรื่องนี้โทนอาจจะเศร้ากว่า BB แต่ก็จะมีมุมให้อมยิ้มได้บ้าง ขอฝากไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ

ขอบพระคุณพี่อ้อย Oooy มากๆเลยค่ะ ที่เป็นกำลังใจให้เสมอมา พี่อ้อยก็เป็นคนหนึ่งที่ส่งแรงใจมหาศาลทำให้ Artemis คนนี้ กลับมาเขียนนิยายจนจบ และต่อเรื่องใหม่ได้ สัญญาว่า จะเขียนให้พี่ และพี่ๆ จนจบเช่นเคย ไม่หายไปไหนแน่นอน แต่อาจจะลงช้าหน่อยไม่ว่ากันนะคะ ....เรื่องนี้อุศเรนก็มีมุมทำให้อมยิ้มได้เหมือนกันนะคะ รบกวนติดตามเช่นเคยและฝากเรื่องนี้ไว้กับคุณพี่อีกคราค่ะ

ขอบพระคุณ คุณsugarcane_aoi มากๆนะคะ ดีใจมากๆเลยค่ะ ที่ยังไม่ทิ้ง Artemis และยังเมตตาตัวละครของArtemis อยู่เสมอ เรื่องนี้สัญญาว่าจะเขียนให้ดีที่สุด อาจจะลงช้านิดหน่อยนะคะ แต่ไม่หนีหายไปแน่นอนค่ะ

ด้วยรัก

Artemis

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
Me After You  บทที่ ๒ งูตัวใหญ่กับกางเกงในสีแดง


“สวัสดีครับ มอสเองนะครับ มอสขอฝากซีรี่ส์เรื่องใหม่ของมอสด้วยนะครับ กับเรื่อง ‘รักนี้ที่อัมพวา’ เรื่องนี้มอสเล่นเป็นพระเอกตอนมัธยม ส่วนเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรนั้น รบกวนติดตามที่แอฟเมลลอนนะครับ ทุกวันเสาร์ สามทุ่มครึ่ง เริ่มเสาร์นี้เป็นตอนแรก แล้วเจอกันนะครับ”

เสียงใสจากทีเซอร์ซีรี่ส์วาย ที่จัดว่าน้ำเน่าและเละเทะที่สุดแห่งปีเมื่อสองสามปีก่อน ถูกอุศเรนเปิดวนไปวนมาอยู่หลายรอบ ราวกับจะให้จารจำลงไปในสมองว่า คนที่ตนจะต้องทำงานให้ด้วยนั้น มีผลงานอะไรบ้างที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ดีดกีต้าร์ร้องเพลงลูกกรุงริมน้ำ จนถึงงานละครล่าสุด ที่จริงก็ไม่อยากจะเสียเวลามานั่งดูหรอก แม้จะลำบากลำบนใจ แต่เพราะความจำเป็นบังคับ และพี่อัยก็เคยพูดมาแล้วว่าตนต้องทำการบ้าน ฉะนี้ทั้งเสาร์และอาทิตย์ว่าที่ผู้ช่วยผู้จัดการดาราจึงใช้เวลาเช้าจนดึก นั่งๆนอนๆ ศึกษา ทั้งประวัติและผลงาน ที่ผ่านมาของ ‘มอส มณฑล’ หลังจากที่เลิกติดตามเพราะน้ำใจไมตรีที่ยื่นไปให้ เคยถูกเขาปัดทิ้งเสียจนกระเด็นกระดอน

มอสจะจำได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่รู้ คือ ตนจำได้ดี ไม่มีวันลืม

โชคยังดีที่สมัยนี้อยากรู้อะไรก็หาเอาได้จากมือถือ ไม่ต้องดั้นด้นไปค้นหาจากร้านเนตคาเฟ่สำหรับคนที่บ้านไม่มีคอมพิวเตอร์อย่างตน และก็นับว่าเป็นโชคดีอีก ที่ก่อนหน้านี้ เจ๊ดลลี่ หยิบยื่นสมาร์ทโฟนที่ไม่ได้ใช้แล้วมาให้ ถึงมันจะตกรุ่นแต่ก็ยังใช้งานได้ดี ที่สำคัญยังจ่ายค่าแพคเกจอินเตอร์เนตให้ด้วย มิน่าเชื่อว่าโลกนี้ยังมีคนใจดี อย่างเจ๊ดลลี่หลงเหลืออยู่

“ทำไมอาจารย์ใจดีกับผมจังครับ” อุศเรนถามอาจารย์นพดลขึ้นในวันนั้น วันที่อาจารย์ส่งมือถือเครื่องเก่าให้

“อาจารย์เคยลำบากมาก่อน และอาจารย์ก็ได้คนช่วยเหลือมาตลอด อาจารย์ก็เลยอยากช่วยคนที่ลำบากแบบอาจารย์บ้าง และเธอก็เป็นเด็กดีอาจารย์จึงไม่ลังเล”

“แต่ราคามันแพงนะครับ ผมรับไว้ไม่ได้หรอก อีกอย่างผมก็คงไม่มีตังค์จ่ายค่าโทรศัพท์”

“รับไว้เถอะเรน” อาจารย์สาวนพดล ทอดเสียงด้วยความเอ็นดู “ บ้านเธอไม่มีทีวีไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยมีโทรศัพท์เอาไว้ใช้เนตดูข่าวสารอะไรบ้างก็ดี หรือบางทีมีเรื่องอะไรฉุกเฉิน จะได้ใช้ติดต่อใครได้ ไม่ต้องไปโทรตู้สาธารณะ ส่วนเรื่องค่าโทรศัพท์น่ะ อาจารย์จะจ่ายให้ก่อน จนกว่าเธอจะเรียนจบและทำงานได้”

“จะดีเหรอครับ” อุศเรนยังคงลังเล ครั้นจะปฏิเสธต่อไปก็เกรงอาจารย์จะเสียน้ำใจ

“ดีสิ รับเอาไว้เถอะ ดีกว่าอาจารย์เอาเงินไปให้ผู้ชาย พวกนี้ให้เท่าไหร่ เลี้ยงดีอย่างไร มันก็ไม่เชื่อง” เจ๊ดลลี่กระแทกกระทั้นเสียงหนักในประโยคท้าย ท่าทางคงเคยโดนกระแทกเสียรุนแรงตามเสียงที่ใช้กระทั้นจนเจียนตายเป็นแน่

“ขอบพระคุณครับ งั้นไว้ถ้าผมทำงานได้เมื่อไหร่ ผมจะจ่ายคืนอาจารย์”

“ไม่ต้องจ่ายคืนอาจารย์หรอก ..แต่ถ้าเธอไม่สบายใจ อยากตอบแทนนัก ไว้วันหนึ่งข้างหน้า ถ้าเธอทำงานได้ ตั้งตัวได้ เธอจงช่วยเหลือเด็กที่ลำบากแบบเราเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน ตกลงไหมอุศเรน”

“ตกลงครับอาจารย์ ขอบพระคุณอีกครั้งครับ ถึงแม้อาจารย์จะขี้เหร่ในสายตาของใครหลายๆคน แต่สำหรับผมอาจารย์คือนางฟ้าเสมอมาครับ” อุศเรนพูดด้วยน้ำเสียงซื่อๆ สายตาจริงใจ ก่อนลาจาก ทิ้งเจ๊ดลลี่ให้ยืนครุ่นคิดอยู่เพียงครู่ และก็เป็นครู่ใหญ่ทีเดียว ก่อนที่เสียงของเจ๊ดลจะแผดลั่นไล่หลังตามมา

“ไอ้เรนนนนนนน ไอ้เด็กเวร หลอกด่าฉัน เอาโทรศัพท์คืนซะดีไหม”

อุศเรนยิ้มได้น้อยๆ ยามนึกถึงภาพเก่าๆในวันนั้น จวบจนวันนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่า ตนไปหลอกด่าเจ๊ดลลี่ตรงไหน แล้วจู่ๆยิ้มที่มีน้อยๆก็กลายเป็นยิ้มกว้างๆ เมื่อเข้าไปดูในอินสตาแกรมที่ชื่อ princemoss88

ทว่ายิ้มที่มีให้นั้น มันมิได้มีให้กับเจ้าของอินสตาแกรมนั้นหรอก หากแต่มีให้กับเด็กชายคนหนึ่ง ที่ยืนหนึ่งอยู่ในบรรดารูปล่าสุดอันลงไว้เป็นสไลด์หลายรูป เจ้ารูปสลักหรือน้องซันคนนี้ เห็นแล้วก็ยอมรับกับตัวเองตรงๆว่า ถ้าอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ตนไม่แคล้วคงหวั่นไหว แต่นี่น้องคงยังไม่ถึงสิบห้า ความรู้สึกที่มีจึงแค่ชื่นชมเอ็นดูอย่างที่สุดเท่านั้นจริงๆ

“หลานชายมอสเองครับ น้องซัน...น้องดุนะครับ พี่ๆไหวเหรอ”

แคปชั่นเขียนไว้อย่างนั้นใต้รูปของเจ้าซุปตาร์กับน้องซันในชุดนักบาส  เรนอ่านแล้วก็อดไม่ได้ที่จะขำอยากคอมเมนท์ไปให้เจ้าของไอจีว่า..... ‘หลานเป็นหมาเหรอครับ ถึงบอกว่าดุ’

อุศเรนก็ได้แต่นึกเหมือนเดิมน่ะแหละ นี่ถ้าลองเมนท์ไปสิ คงตกงานตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม แล้วเจ้าแว่นเทอะก็เริ่มดูต่อไปอีกหลายๆรูป ซึ่งแต่ละรูป ก็เรียกยอดไลก์ได้เกินแสนทั้งนั้น จนกระทั่งมาสะดุดกับรูปอีกรูป เป็นรูปที่มอสกอดคนคนหนึ่งอยู่แนบแน่น ถึงขั้นเอาคางเกยไหล่ และคนที่มอสกอดนี้นั้น มองเผินๆอย่างกับผู้หญิงซอยผมสั้น แต่ถ้ามองดีๆ จะรู้ว่าเป็นผู้ชาย แต่เป็นผู้ชายที่หน้าสวยมาก สวยจนเรียกได้ว่าทำเอาตนตาค้าง นี่แค่เห็นจากในรูปนะ ตัวจริงจะขนาดไหน

พี่หน้าสวยในรูปคนนี้ ดูมีอายุกว่ามอสไม่มาก ตาสีน้ำตาลกลมโต ดูคล้ายจะฉายแววเศร้าหากแต่ซ่อนซึ้งมิมีที่สิ้นสุด จมูกและริมฝีปากที่ได้รูป ทำให้มองได้ไม่รู้เบื่อ และถ้าหากมอสไม่ได้ใช้ฟิลเตอร์แต่งรูป ผิวของพี่เขาคงเป็นผิวที่กระจ่างขั้นสุด กระจ่างตาจนเรียกได้ว่าลออเอี่ยมเลยทีเดียว

พี่หน้าสวยคนนี้เป็นใครกัน....เหตุไฉนมอสจึงกอดแน่นขนาดนี้

“กอดแน่นอย่างนี้ แฟนหรือเปล่า” เรนถามกับตัวเอง แต่สมองก็แย้ง เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีข่าวว่ามอสคบผู้ชาย มีแค่สาววายจิ้นกันไปเองกับนายปอนด์ดาราชื่อดังอีกคน ตอนมอสเล่นซีรี่ส์วายเรื่องแรก แต่ตรงแคปชั่นนี่สิ มันทำให้ลังเล

“คืออีกหนึ่งคน ที่รักสุดใจ ...คิดถึงนะครับ”

แคปชั่นเขียนไว้ซะหรา แน่นอนหลายพันกว่าคอมเมนท์ย่อมถามมาว่าใคร แต่ก็ไร้เงาเจ้าของไอจีมาตอบให้หายสงสัยหายคัน มันค้างๆคาๆใจพิกล แล้วทำไมตนต้องรู้สึกเช่นนั้นด้วย ทั้งๆที่ ก็ไม่ได้ติดตามเขานานแล้ว คำถามนี้อุศเรนก็ตอบตัวเองไม่ได้ และจะด้วยเพราะตอบไม่ได้หรือกลัวที่จะค้นหาคำตอบก็มิทราบ  เจ้าตัวจึงตัดสินใจถอดแว่นตา ปิดหน้าจอ ทิ้งความสงสัยให้ดับไปพร้อมไฟสว่างกลางห้องของค่อนคืนวันอาทิตย์อันหนาวๆร้อนๆ อันเป็นบรรยากาศชวนคันหัวใจและทำใจให้เต้นไม่ตรงจังหวะเอาซะเลยจริงๆ

ถึงหัวใจจะเต้นผิดเพี้ยน หากม่านตาที่เริ่มล้าและหนาหนัก จึงทำให้ปรือขึ้นมาขบคิดต่อมิได้ อีกทั้งอุศเรนก็มิได้ฝืน ฉะนี้จึงทำให้ดำดิ่งจนลึกหลับลงไปได้รวดเร็ว พร้อมกับห้วงคำนึงถึงใครบางคน ที่ตนก็มิรู้ตัว และเพราะใจที่กระหวัดถึงเขากระมัง ภาพฝันอันเลือนรางจึงชัดขึ้น ชัดเสียจนกระทั่ง ใบหน้าของคนคนนั้นอยู่ห่างออกไปมิถึงคืบ

คนคนนั้นที่ว่า คือเจ้าของใบหน้ากระจ่าง ที่มีตาเรียวๆดูโฉบเฉี่ยวปราดเปรียวส่งประกายระยับขับกับคิ้วเข้มได้รูป เข้ากันได้ดีซะเหลือเกินกับจมูกโด่งๆที่อยู่เหนือปากรูปกระจับ เขาคนนี้ทำบุญมาด้วยอะไร ทุกอย่างบนใบหน้าจึงน่ามองเสียสิ้น แม้แต่ไรหนวดเขียวอ่อนๆ เห็นแล้วก็ชวนให้อ่อนใจ ว่าแต่ภาพที่เห็นอยู่นี่ มันคือฝันหรือว่ากระไร

“ฟังเพลงนี้ดีกว่านะเรน”  เสียงใสกังวาน ขับมาเสียหวาน จากริมฝีปากงาม เรียก ‘เรน’ เฉยๆ อย่างกับเคยคุ้น มิทันรอให้เจ้าของชื่อที่เพิ่งรู้ตัวว่านั่งอยู่ใกล้ชิดเขาเกินระยะสนิท ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอันใด

“ฉันชื่นใจเมื่อได้เห็น    หัวใจเต้นเพราะได้เห็นดวงหน้า
เฝ้าแต่มองมิคลายสายตา   ชื่นหนักหนาชักพาสุขฤทัย



ฉันจ้องมองเป็นนักหนา   เห็นเธอเต็มตาแล้วก็พาเพลินได้
เปรียบดังยารักษาดวงใจ   ชุบอารมณ์ให้สดใสชื่นชีวัน”*


“มะ มอส มณฑล” อุศเรนหลุดปากแทรกเสียงร้องแว่วหวานกังวานใสนั้นขึ้น เขยิบตัวออกมาอย่างมิเชื่อสายตา ว่าคนที่นั่งถอดเสื้อดีดกีตาร์ ร้องเพลงตรงหน้า คือ มอส มณฑล

“นี่เราฝันไปใช่ไหม”

เจ้าแว่นเทอะถามตัวเองก่อนจะเริ่มมองไปรอบๆ ก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่กลางศาลาท่าน้ำหลังหนึ่ง เบื้องหน้าคือคลองกว้างน้ำสะอาดใสยิ่ง รายรอบนั้น คราครึ้มไปด้วยไม้ใหญ่ๆเหนือสนามหญ้าเขียวขจีที่อยู่ด้านหลัง ลีลาวดีหลายๆต้น ออกดอกขาวสะพรั่ง บางดอกร่วงลงมาบนยอดหญ้า ทว่าความงามยังไม่จางหาย กล้วยไม้ทั้งขาวทั้งเหลือง พรูพรั่งตามคาคบร่มครึ้ม แสงแดดทะลุลงมาได้แค่รำไร ราวกับแสงไฟนำทางให้นกกระจิบตัวน้อยโผผินโบยบินทั่วไปตามคาคบนั้น ทัศนียภาพเรียบๆอันจัดว่างามตานี้ มันคือที่ไหนกัน แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นี่คงเป็นฝันแน่แท้ใช่ไหม ไยจึงเสมือนจริง

เหมือนเสียจนกระทั่งผิวกายสัมผัสได้ถึงลมเย็นๆ พัดชายคลอง
มันสมจริงถึงขนาดได้กลิ่นหอมอ่อนๆ มาจากคนดีดกีตาร์ที่นั่งต้นลม

แต่นั่น มันคงไม่สำคัญ เท่ากับการนั่งอยู่ด้วยกันสองต่อสอง
มิมีแฟนคลับมาคอยขับคอยดันอย่างที่เคยต้องฝ่าฟันเข้าไป

เพลานี้จะจริง ฤาจะฝันก็ช่างมันก่อนแล้ว แม้จะตั้งใจแล้วว่าจะเลิกติดตาม จะไม่มอง ทว่ายามนี้ ขอยอมเสียมารยาท มองเขาไม่วางตาสักครั้ง

“มองขอมองให้ชื่นใจ    เดี๋ยวเธอจะจากไปหัวใจจะขาดพลัน
ต้องโศกศัลย์เพ้อรำพัน   เห็นเพียงหน้ากันไม่พอฉันสุขใจ


แม้จากไปใจคงเหงา   ฉันคงจะเศร้าทุกข์จะเผาทรวงไหม้
อกจะตรมทุกข์ถมทรวงใน   ขวัญเอยเมื่อไหร่จะได้เจอกัน”**


นักร้องหนุ่มน้อยราวกับจะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ในใจ เพลงที่ร้องออกมาจึงตรงกับใจที่อุศเรนคิดไว้เกือบทุกกระเบียด  ส่วนคนฟังก็คงถึงคราวยุติหาคำตอบว่าฝันหรือไม่ฝัน ด้วยเพราะยอมศิโรราบลงให้กับเสียงกังวานผสานเสียงกีตาร์ที่ดังมาไม่ขาดสาย ในบทเพลงที่ไม่คุ้นหู แต่ฟังแล้วติดหูเสียยิ่งนัก รู้เลาๆแค่ว่าน่าจะเป็นเพลงลูกกรุง แม้ท่วงทำนองคำร้องจะเก่า ทว่าฟังแล้วเสนาะยิ่ง แถมเจ้านักร้องเสียงใสคนนี้ยังร้องไปจ้องตนไป ราวกับจะใช้สายตาและน้ำเสียงสะกดให้ตนนั่งอยู่กับที่ เป็นโซ่ตรวนชั้นดีที่ทำให้ก้าวขาไปไหนไม่ออกอีกแล้ว

“เพียงเห็นกันไม่ชื่นเชย    นิจจาโอ้อกเอ๋ย มิเคยสัมผัสกัน
แต่ในฝันสองเรานั้น   เนื้อตัวเราถูกกันเสพสวรรค์ยั่งยืน


ขอให้เจอเธอในฝัน   เพราะว่าที่นั่นฝันร่วมกันคงชื่น
อยากจะฝันเห็นกันทุกวันคืน       ฝันดีกว่าตื่น.....สดชื่นสุขใจ”***


“ใช่ ฝันมันดีกว่าตื่นจริงๆ”

อุศเรนเปรยกับตัวเอง หลุดปากออกมาโดยมิรู้ตัว คงได้คำตอบแล้วล่ะว่า ทั้งภาพทั้งเสียงที่เห็นอยู่นี่ เป็นความจริงหรือความฝัน ยอมลืมทุกสิ่งทิ้งตัวให้เพลินเพลิดอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป ภาพฝันนี้ คงจะตระการตาและตรึงใจได้อีกนาน หากไม่มี เสียงหัวเราะ หึๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เสียงร้องสะดุดลงพร้อมเสียงกีตาร์ ครั้นพอหันไปมองทางต้นเสียง ก็เห็นเจ้าน้องซันรูปสลัก ยืนกอดอกอมยิ้มน้อยๆอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนั่นเอง

แต่ครานี้น้องซันมันมาแปลก มิได้มาในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์อย่างที่เห็นกันเมื่อวันก่อน เพราะน้องซันดันนุ่งโจงกระเบน เผยแผงอกเปลือยเปล่า ที่อีกมินานคงได้เป็นที่อิงแอบแนบชิดของสาวๆ หากยามนี้กลับมีสังวาลสีเขียวมรกตระยับ พาดทับจากไหล่ซ้ายไปขวา ต้นแขนทั้งสองข้างมีกำไลนาคราชเกี่ยวกระหวัดรัดรึงเอาไว้ พี่ไอยราเคยบอกว่าน้องซันจะเข้าวงการ แล้วนี่น้องซันจะไปเล่นหนังจักรๆวงศ์ๆหรืออย่างไร

“น้องซัน”

“ใช่ครับ ผมเอง ...พี่เคยชอบน้ามอสใช่ไหม”

น้องซันพูดจบก็ยิ้มกว้างขึ้น ยักคิ้วให้ อุศเรนรู้สึกถึงอาการวาบ ร้อนผ่าวบนใบหน้า แน่นอนอาการนี้คืออาย แต่คงมิได้อายเด็กอย่างน้องซัน แต่ที่อาย คืออาย มอส มณฑล  นี่ถ้ามุดพื้นศาลาหนีไปได้ ก็คงทำไปแล้ว น้องซันพูดอย่างนี้ มอสคงไม่ชอบเป็นแน่ จึงกลั้นใจหันไปดูสีหน้า คงได้เห็นหน้าตาเกรี้ยวกราด หากก็ผิดคาด เพราะมอสดันยิ้มกว้างชอบใจไม่ต่างอะไรกับหลานชายเลยสักนิดเดียว

“แอบชอบน้ามอสก็บอกมาเหอะ”

ยิ่งน้องซันย้ำ ความเขินอายก็ทบเท่าทวีคูณ สิ่งเดียวทีทำได้คือหายไปจากตรงนี้ ....ว่าแล้วอุศเรนก็เตรียมก้าวขา แต่คงช้ากว่าวงแขนแข็งแรง ที่ตวัดรัดเอวเขาเข้ามากอดไว้ทั้งตัว

“มอสไม่ให้ไปไหนอีกแล้วนะเรน”

แค่อ้อมกอดของเขาก็เป็นพันธนาการชั้นเลิศอยู่แล้ว ไฉนเลยมอสจึงต้องทอดเสียงอ่อนเสียงหวานกระซิบลงตรงข้างหูใช้รัดรึงตรึงเขาไว้อีกด้วย มอสรู้ไหมมันทำให้อุศเรนแทบจะอ่อนยวบลงไปในวงแขนของตน

“เคยชอบมอส แล้วทำไมไม่บอก ...ตอนนี้ล่ะเลิกชอบหรือยัง”

อุศเรนก้มหน้างุดๆ มอสก็ก้มตามถามไถ่ไม่หยุดยั้ง แล้วความเขินอายก็คงถึงที่สุด อุศเรนจึงรวบรวมกำลังที่มีสลัดวงแขนแข็งแรงนั้นออก วิ่งไปได้สองสามก้าวแต่ก็ต้องหยุดชะงักงัน เพราะเจ้าน้องซันดันกระโจนเข้ามาขวางสุดตัว หะแรกอุศเรนคิดว่าจะชนน้องเข้าให้แล้ว แต่ผิดคาด เพราะจู่ๆร่างของน้องซันที่กำลังยืนขวางทั้งร่างก็กลับมีแสงวูบวาบเป็นสีเขียวเจือทองอร่ามขึ้น พอแสงสลายน้องซันก็กลับกลายเป็นงูใหญ่สีทองมีหงอน พุ่งเข้ามารัดตนไว้กับมอสคู่กันอีกครั้ง

“เฮ้ยนี่มันอะไรกันวะนี่ ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย งูรัดผม......ตื่นๆ ไอ้เรนตื่น”

อุศเรนร้องขึ้นด้วยความตระหนก บอกตัวเองให้ตื่นไปมา ผิดกับมอส ที่ได้แต่หัวเราะชอบใจ ....เจ้าแว่นหนายังร้องลั่นอยู่อย่างนั้น พร้อมๆกับวงรัดของน้องซันงูใหญ่ที่รัดแน่นขึ้นแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนร่างกายของตนกับมอส แทบจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน

มอสยังคงมิสะทกท้าน เสียงหัวเราะยังกังวาน แต่แล้วก็หยุดลงพร้อมปากรูปกระจับที่ขยับเข้ามาปิดปากอุศเรนที่กำลังส่งเสียงร้องไว้รวดเร็ว ตามต่อด้วยการรังแกสุดวาบหวามคือทั้งเม้มและขบกัดเบาๆ อุศเรนพยายามจะเบนหน้าหนี แต่จะทำกระไรได้เพราะถูกงูใหญ่มีหงอนรัดไว้ จำต้องปล่อยให้ปากของมอสทำนักเลงโตข่มเหงอยู่อย่างนั้น แล้วแรงที่มีก็เริ่มหายไปทีละนิดๆ จวบจนมลายสิ้น เมื่อลิ้นนุ่มๆของมอสตวัดเข้ามาคว้าเอาไปทั้งมวล ตาโตใต้แว่นหนาเบิกโพลงในฉับพลัน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นปรือปิดสนิทลงภายในเสี้ยววินาทีนั้น  พร้อมกับภาพและเสียงที่ดับลงไปเองโดยดุษฎี รู้ตัวสะดุ้งเฮือกลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็เมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นนั่นแหละ  ปากที่เพิ่งถูกรังแกจึงได้ทีขยับเอื้อนเอ่ย

“ฝันบ้าฝันบออะไรกันนี่ เลอะเทอะสิ้นดี”

ปากก็บอกว่าเลอะเทอะ แต่ไฉนกลับรีบหยิบมือถือ มาเสิร์ชกูเกิ้ลโดยเร็วว่า...... ‘ฝันว่าโดนงูใหญ่รัด กับโดนจูบ หมายถึงอะไร’

แล้วคำตอบก็ขึ้นมาให้เต็มหน้าจอจากหลายสิบเวปทำนายฝัน ซึ่งคำตอบของแต่ละเวปนั้น ก็ไม่ถูกใจเขาเอาเสียเลย ฝันว่าโดนงูรัด เขาว่ามักจะได้คู่ นี่ไงถึงได้ว่าเลอะเทอะ เป็นฝันบ้าฝันบอจริงๆ และไอ้ฝันที่มันบ้าบอนี่แหละมันดันติดอยู่ในห้วงคำนึงเสียจริง พอๆกับเสียงเพลงที่ได้ยินในฝัน อันติดหูมิรู้คลาย   ซ่อนนัยแย้มความหมายจนหน้าเป็นสีชมพูแต่เช้าได้อย่างอัศจรรย์

สายแล้วร่างกึ่งหนากึ่งบางของซุปตาร์หนุ่มน้อยน่ามอง ยังคงนอนคุดคู้อยู่บนเตียงหนานุ่ม ก่อนจะถูกปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์ดังลั่นมิต่างอะไรกับช้างโขลงแตก จำต้องปรือตาขึ้นมารับด้วยเสียงงัวเงีย

“คร้าบบบ คุณท้าว” มอสมักเรียกพี่ช้างผู้จัดการร่างใหญ่ของตนว่าคุณท้าว  ตามที่พี่เขยของตนเรียกอยู่บ่อยๆ แต่ก็ลดทอนบางคำลง เพราะถ้าพี่เขยจะมี ‘อี’ เป็นพรีฟิกส์นำหน้าเสมอ

“ตื่นหรือยัง นี่ยังนอนอยู่ล่ะสิ ไหนว่าจะไปฟิตเนส”

“อีกแป๊บหนึ่งครับพี่ ขอนอนอีกนิดดดดด”

“ไม่ได้ มัวแต่เล่นเกมส์เลยนอนดึกอีกตามเคยล่ะสิ....ลุกขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าไปฟิตเนสเดี๋ยวนี้ แล้วกลับมาให้ทัน สิบเอ็ดโมง” เสียงแปร๋นของพี่ช้างบทจะเข้มก็เข้มได้ เฉียบขาดนักยามสั่งการ เจ้าซุปตาร์

“ทำไมต้องกลับมาให้ทันสิบเอ็ดโมง วันนี้มอสคิวว่างนี่ครับ”

“อ้าวลืมไปแล้วหรือไง ว่าวันนี้ ผู้ช่วยพี่จะมาเริ่มงานวันแรก”

“อ๋อออออ เออใช่ ไอ้อุศเลอะ” มอสเพิ่งถึงบางอ้อ สั่งพี่ช้างให้นัดเองแท้ๆ

“อุศเรนย่ะ” ช้างแก้ให้อีกตามเคย “เราเองไม่ใช่เหรอ ที่ขับรถซะเร็วจนน้ำกระจายไปโดนเขาเมื่อวันก่อน”

“แหม ก็ไม่ได้ตั้งใจนี่ครับ”

“เอาเถอะย่ะ ไม่ได้ตั้งใจก็ไม่ได้ตั้งใจ...พี่นัดเขาไว้สิบโมงที่ห้องพี่ พี่จะบรีฟงานคร่าวๆก่อนว่าต้องทำอะไรบ้าง หลังจากนั้นสิบเอ็ดโมงเป็นต้นไปจะอยู่กับมอส พี่อยากให้คุ้นกันไว้ มอสมีอะไรอยากให้เขาทำเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่พี่บรีฟ มอสก็คุยกับเขาเองแล้วกัน”

“ครับพี่ช้าง งั้นสิบเอ็ดโมงเจอกันครับ มาที่ห้องมอสได้เลย”

มอสรับคำอย่างว่าง่ายแล้ววางสาย ก่อนจะปรายตาไปมองแฟ้มใสที่ใส่เอกสารปึกบางที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆเตียง เอกสารปึกนี้หาใช่บทละครเรื่องใหม่แต่อย่างใด วางค้างไว้อยู่สองสามวันแล้ว ตั้งใจจะหยิบมาอ่าน ก็ไม่ได้อ่านสักที ...เวลานี้คงถึงคราวต้องอ่าน เพราะอีกมินานก็จะได้เจอเจ้าของเอกสาร และจะต้องทำงานด้วยกันนับจากสิบเอ็ดโมงเป็นต้นไป

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
ครั้นถึงเวลาสิบเอ็ดโมงตรงตามที่นัดหมาย เสียงกริ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกด้วยคีย์การ์ดสำรองของผู้จัดการสาวร่างใหญ่ ที่เจ้าของห้องผู้เป็นถึงซุปตาร์ไว้วางใจ 

ช้างยุรยาตรเดินนำอุศเรนเข้ามายังกลางห้อง อันเป็นโซฟารับแขกสีขาวนวล สะอาดสะอ้านยิ่ง ดูกลมกลืนกับผนังห้องแลเพดานที่ทำไว้เป็นปูนเปลือยสไตล์ลอฟท์ ผู้ช่วยผู้จัดการหมาดๆมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นมันเข้าชุดกัน ไม่หรูหรามาก ดูเรียบๆหากแต่ทรงไว้ซึ่งรสนิยม อย่างกับหลุดมาจากนิตยสารตกแต่งบ้านที่เคยเห็นในห้องสมุด ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้มายืนอยู่กลางห้องของซุปตาร์ ที่สาวน้อยสาวใหญ่หมายปอง หมายใจจะเข้ามา ด้วยก่อนหน้า เคยมีข่าวลือว่าบุกมาหากันเป็นฝูง จะจริงเท็จอย่างไรก็ไม่รู้ รู้แต่ตนถึงแม้จะลำบากใจ และฝันเมื่อคืนก็ยังจับใจอยู่ครามคันก็ตาม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจเล็กๆ ที่ได้มายืนอยู่กลางห้องของดาราดัง ในตำแหน่งที่พี่ช้างบอกว่า a million girls would die for...... แล้วนี่เจ้าต้นเหตุที่สาวๆยอมตายหายไปไหนเสีย

“คงยังไม่กลับจากฟิตเนส เดี๋ยวคงมา นั่งรอกันอยู่นี่แหละ”

“ครับพี่อัย”

อุศเรนนั่งลงบนโซฟารับแขกสายตาก็เริ่มสังเกตสังกาไปรอบๆตามที่พี่อัยเคยสอน เห็นว่าห้องของนายซุปตาร์นี่ ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยทีเดียว แถมยังหอมสดชื่นเสียด้วย คงเป็นน้ำหอมปรับอากาศชั้นดีทีเดียว ต่างกับห้องของผู้ชายทั่วๆไป ที่มักจะรก และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไม่ต้องใครที่ไหนไกล ก็ห้องเขาเองนี่แหละ  ที่ละเวงพี่สาวต้องเข้ามาช่วยทำความสะอาดให้บ่อยๆ แถมห้องของมอสนี้ยังไม่มีรูปกีฬาฟุตบอล รูปรถ หรือไม่ก็รูปหญิงสาวเซ็กซี่ติดอยู่ ทว่าห้องนี้ก็มีรูปผู้หญิงเหมือนกัน แต่เป็นรูปผู้หญิงสูงวัยท่านหนึ่ง บานใหญ่ทีเดียว ติดเด่นเป็นประธานอยู่กลางผนังรายล้อมด้วยรูปเล็กๆ อีกหลายๆสิบรูป

สตรีสูงวัยในรูปนั้น เหมือนจะทอดยิ้มมาให้อย่างมีเมตตา ... ส่งกระแสเย็นตาเย็นใจน่ากราบกราน

“คุณท่านของมอสเขา...มอสเขารักมาก” ช้างคงเห็นอุศเรนมองด้วยความสงสัย จึงคลายให้ “ ท่านเสียไปนานหลายปีแล้ว ตอนนั้นมอสเขาเสียใจมาก พี่เองก็อยู่ในเหตุการณ์ พี่ก็แทบแย่เหมือนกัน อย่าไปถามอะไรมอสเขาล่ะเรื่องนี้”

“ไม่ถามหรอกครับ”

“ไม่ถามก็ดี ...เอ้อ พูดเรื่องนี้พี่ก็นึกได้พอดี ทุกๆวันพระ เธอมีหน้าที่ต้องซื้อมาลัยมาเปลี่ยนที่หน้ารูป หาซื้อที่เป็นมาลัยกลมดีๆหน่อยนะ แพงเท่าไหร่ไม่ว่า แล้วมาเบิกเงินที่พี่ อย่าไปซื้อมาลัยแบบที่แขวนหน้ารถมาล่ะ โดนดีไม่รู้ด้วย”

“ทำไมล่ะครับพี่” อุศเรนรีบถามด้วยความสงสัย

“คุณยายของมอส หรือที่มอสเรียกว่าคุณท่าน ท่านเป็นชาววังเก่า จะเอามาลัยติดริบบิ้นร้อยลวกๆไร้ฝีมือเหล่านั้นไปให้ท่านได้ยังไง ขืนลองเอาไปให้ท่าน ระวังเถอะตอนกลางคืนท่านจะมาสอนร้อย”

“พี่ช้างพูดเป็นเล่น” อุศเรนเริ่มขนลุก

“พี่พูดจริงนะ เด็กรับใช้ที่บ้านสวนอัมพวา เจอจนลาออกไปหลายคนแล้ว”

“ยังไงเหรอครับ”

“ก็แม่พวกนั้นทำงานลวกๆ ร้อยมาลัยบูดๆเบี้ยวๆแล้วเอาไปวางไว้หน้ารูปท่าน พอตกดึกเท่านั้นแหละ ท่านมานั่งสอนร้อยอยู่ปลายเตียง ....บางคนนะทำน้ำอบผิดสูตรของท่าน ผิดสูตรไม่พอยังทำไม่สะอาด ท่านก็เอามารดหน้าให้เลย”

“จริงเหรอครับพี่”

“จริงสิอุศเรน เรื่องนี้ใครไม่เจอกับตัวเองก็ไม่รู้ พี่เองก็ยังไม่เคยเจอท่านจังๆ ....เฮ้อ พูดถึงท่านก็คิดถึงท่าน ท่านน่ะใจดีมาก แต่ท่านไม่ชอบคนทำงานไม่เรียบร้อย ไม่ประณีต ก็ท่านเป็นชาววังนี่เนอะ ....ไม่สังเกตหรือไงว่าห้องมอสถึงสะอาดสะอ้านเรียบร้อย กลิ่นก็ฮ้อม หอม”

“สงสัยแม่บ้านที่นี่คงจะเคยเจอมังครับพี่ เลยทำซะเรียบร้อย”

“แม่บ้งแม่บ้านทำซะที่ไหนกัน ....มอสเขาทำเองจ้ะ เห็นมอสเป็นซุปตาร์อย่างนี้ ห้องหับเขาทำเองหมดนะจ๊ะ ตอนเด็กๆเขาอยู่กับชาววังทั้งนั้น ถึงจะซนตามประสาเด็กผู้ชาย แต่เขาก็ถูกฝึกมาอย่างดี ทั้งจากคุณท่านและป้าของเขา ยิ่งอีพี่สาวของมอสยิ่งแล้วใหญ่ มันสอนน้องตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ส่วนเรื่องรสนิยมและมาดเขานี่ เขาจำจากพี่เขยเขามาเต็มๆ”

ช้างเริ่มเล่าอย่างออกรส แต่ก็ต้องหยุดกลางคัน เพราะเสียงใสกังวานแทรกเข้ามา พร้อมเสียงเปิดประตูห้องนอน ตามมาด้วยร่างกึ่งหนากึ่งบาง ในเชิ้ตขาวกางเกงขายาวสีกากี อันขับผิวขาวให้ดูนวลขึ้น  ดูสุขุมขึ้น หากแต่เข้าถึงง่าย เพราะเจ้าตัวรู้จักเลือกใช้มาดสบายๆ ให้คนเห็นได้เพลินตายามได้มอง

มอสคงไม่เหลือเค้าเด็กบ้านนอกอีกต่อไปแล้ว ...มอสยามนี้คือเจ้าชาย ที่อยู่ในพระอิริยาบถทรงพระสำราญ คล้ายคุณเต้ยตอนยี่สิบห้าไม่มีผิด มอสเลือกจำแต่ส่วนที่ดีของพี่เต้ย นั่นก็คือมาดและรสนิยม...เรื่องแบบนี้มันสอนกันยาก แต่มอสก็ทำออกมาได้ดีจนเกือบเท่าพี่เต้ยจริงๆ  ช้างเห็นแล้วก็พึงใจยิ่งนัก มอสไม่เคยทำให้หนักใจในเรื่องการวางตัวเลยสักครั้ง   

“นินทาอะไรมอสอีกแล้วครับคุณท้าวไอยรา”

“อ้าวอยู่หรอกเหรอ พี่นึกว่าไปฟิตเนส”

“ทีแรกก็ว่าจะไปแหละครับ แต่ติดอ่านบทละครอยู่ เลยเปลี่ยนแพลนไปพร้อมไอ้ปอนด์ตอนเย็น”

บทละครที่มอสว่า คงเป็นละครชีวิตของอุศเรนที่สรุปมาเป็นเอกสารสมัครงานม้วนบางๆ ยื่นส่งคืนให้ช้าง และบทละครบทนี้เองแหละ ที่ทำให้เขาอ่านไปอ่านมา จนเลยเวลาไปฟิตเนส  ท่าทางละครชีวิตเรื่องนี้ คงมีเหตุให้น่าสนใจเป็นแน่ ถึงกับทำให้เขาลืมเวลาได้

“อ่านจบแล้วครับพี่ ....เดี๋ยวมอสคุยต่อเอง”

“จ้ะ งั้นวันนี้ก็ตามที่คุยกันนะ มอสจะบรีฟอะไรต่อก็ตามแต่มอสเลย งานหลักๆ พี่คุยไว้หมดแล้ว ยกเว้นเรื่องคิวงานที่พี่ยังต้องดูแลอยู่” ช้างลุกขึ้น เตรียมเดินกลับห้อง หันมามองอุศเรน ยิ้มให้น้อยๆ แล้วพูดขึ้น

“ อยู่กับเจ้าชายมอสไปนะเรน ท่องไว้งานนี้คืองานที่ a million girls would die for”

อุศเรนตาโตขึ้นทันที เพราะพี่ช้างไม่ได้บอกว่า จะทิ้งให้อยู่กับมอสตามลำพัง บอกแค่ว่าจะพามาคุยกับมอสเท่านั้น แรกเริ่มเดิมทีก็นับว่าน่าลำบากใจพอดูอยู่แล้วที่ต้องมาทำงานให้ พอเป็นซะอย่างนี้จึงลำบากใจขึ้นไปอีก อีกทั้งจากเดิมที่ไม่ประหม่า จู่ๆกับเกิดอาการประหม่าขึ้นมาฉับพลัน มิกล้ามองคนตรงหน้า ได้แต่เบนสายตามองตามหลังพี่ช้างที่เดินจากไป แต่แล้วก็ต้องหันกลับมา เพราะประโยคทักทายจากสุ้มเสียงกังวานใสที่มีท่วงทำนองคล้ายๆกันกับในฝันซะเหลือเกิน

“หวัดดีอุศเลอะ ....ฟังเพลงดีกว่าเนอะ เดี๋ยวค่อยคุยกัน”

มอสมิรอให้อีกฝ่ายตอบรับหรือปฏิเสธ หยิบรีโมทเครื่องเสียงข้างๆโต๊ะรับแขกแล้วกดปุ่มเปิดใช้งาน มิเกินสามวินาทีเพลงก็ดังขึ้น และเพลงนี้ก็ทำให้อุศเรนแทบจะอ้าปากค้าง บอกไปใครจะเชื่อ....เพราะเพลงนี้นั้นมันดันเป็นเพลงเดียวกันกับที่เขาเพิ่งได้ฟังในฝันเมื่อคืน....ต่างกันตรงที่คนร้องเป็นคนละคน

เสียงนักร้องในฝันมันใสกังวานหวาน....แต่เสียงคนที่กำลังได้ยินมันไพเราะก็จริง หากมิจับใจเท่า
เป็นซะอย่างนี้แล้วอุศเรนจะตอบได้ไหมนะว่า..... เวอร์ชั่นไหนน่าฟังที่สุด

เพลงมีมาแล้ว แถมอยู่กันสองต่อสอง ....สาธุขออย่าให้เป็นและเห็นงูเหมือนกับในฝันเลย

“ขอพบในฝัน เคยฟังไหม เพลงลูกกรุง พี่เราชอบฟังเปิดให้เราฟังตั้งแต่เด็ก” มอสบอกชื่อเพลงมาให้ ดึงภวังค์อุศเรนกลับมา แล้วทรุดลงนั่งยังโซฟาฝั่งตรงข้าม ตาเรียวๆ สุกใสจ้องมาที่คนตรงหน้าไม่หยุด ราวกับจะใช้พินิจพิเคราะห์อะไรสักอย่าง

ตัวเล็กๆ แว่นหนาๆ หน้าตาเจี๋ยมเจี้ยม ผมก็ยาวจนถึงท้ายทอยจนเกือบจะประบ่าอย่างนี้ เคยเห็นที่ไหน เสื้อตัวโคร่งกางเกงขาบานใหญ่ เดี๋ยวนี้ใครเขาใส่กัน มันก้ำกึ่งระหว่างเนิร์ดกับเชย มันคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก คุ้นตั้งแต่วันนั้น วันที่มันมาสัมภาษณ์ ...ความรู้สึกบางอย่างบอกตัวว่าไม่มีพิษมีภัย จึงตัดสินใจเลือกทันที
 
“หน้าตานายคุ้นๆนะ เหมือนเราเคยเจอที่ไหน”

คำถามนี้เล่นเอาใจที่เต้นผิดจังหวะอยู่ก่อนแล้ว มันยิ่งเต้นเพี้ยนไปกว่าเดิมอีกครา ....มอสจำเขาไม่ได้แน่แท้ แต่จำไม่ได้ก็ดีไปอย่างเพราะเขาเองก็อยากลืมไปให้สิ้นเหมือนกัน

“คะ คงไม่หรอกครับ คุณมอส” อุศเรนเริ่มมิกล้าสบตาคู่สนทนาตรงๆ เพราะถึงจะมองตรงสบไป อย่างไรเขาก็จำไม่ได้อยู่ดี จึงได้แค่มองผาดๆ ทว่าใบหน้าขาวใสของหนุ่มน้อยตรงหน้าก็คล้ายจะมีมนตราสะกดให้ตนต้องหันมามองอยู่เนืองๆ

“เรียกมอสเฉยๆก็ได้ ไม่ต้องมีคุณ”

“ครับ”

“และก็ไม่ต้องพูดเพราะขนาดนั้น อายุเราก็เท่ากัน คิดซะว่าเป็นเพื่อนกันทำงานด้วยกัน” มอสบอกด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย เพราะเห็นอีกฝ่ายเริ่มเกร็งและไม่เป็นธรรมชาติ

“ไม่ดีหรอกครับ พี่อัยบรีฟมาว่า มอสเป็นเจ้านาย ”

ใช่แล้วพี่อัยบรีฟมาอย่างนั้น กับพี่เขาไม่จำเป็นต้องมีพิธีการ ให้คิดว่าเป็นพี่เป็นน้องทำงานด้วยกัน ....แต่มิใช่กับมอส

“ก็ช่างพี่ช้าง” มอสบอกยิ้มๆ จนเห็นไรฟันขาวสะอาด เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังสื่อ และก็เข้าใจช้างเป็นอย่างดี ครั้นพอเห็นอุศเรนมิคลายหน้าอึดอัด จึงจำต้องเลยตามเลย  “แต่เอาเถอะเอาที่สบายใจก็แล้วกัน....แล้วนี่พี่ช้างบอกอะไรมาอีกบ้าง”

“พี่ช้างบอกว่า ให้ระวังเรื่องความเป็นส่วนตัวของมอสครับ และถ้าวันไหนมอสมีถ่ายละคร หรือเดินแบบก็ต้องไปกับมอส คอยดูเผื่อขาดเหลืออะไร ถ้าไม่ได้ไปไหนก็คอยดูแลอำนวยความสะดวกให้มอสที่คอนโด”

“ก็ดี ครบถ้วนดี แต่เราไปต่างจังหวัดบ่อย นายไปได้ใช่ไหม”

“ถ้าไม่ตรงกับติดเรียน ก็ไปได้ครับ แต่ถ้าจำเป็นต้องไปจริงๆ ก็บอกเรามา”

“ อืม งั้นก็คงไม่มีอะไรต้องคุยต้องถามแล้ว ...ตามมานี่ดีกว่าจะพาเดินดูห้อง จะได้รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน”

แล้วมอสก็ลุกพรวดก้าวฉับๆ เล่นเอาเจ้าผู้ช่วยคนใหม่ลุกตามแทบไม่ทัน พาเดินดูไปทั่วห้องกว้าง ที่แบ่งสัดแบ่งส่วนของห้องนอนอันติดกับห้องแต่งตัว อีกทั้งห้องรับแขก และห้องเล็กๆเอาไว้เก็บของขวัญที่แฟนคลับให้มาได้อย่างลงตัว ถัดออกไปยังมีครัวเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะทานข้าวที่เป็นไม้ขัดมันเรียบๆซึ่งมีแค่สองที่นั่ง ....มอสคงเอาไว้นั่งทานกับคนสำคัญ อุศเรนคิดเอาอย่างนั้น

มอสพาอุศเรนเดินจนทั่วแล้ว จนรู้ว่าตรงไหนเก็บอะไร ส่วนไหนเป็นห้องนอนที่พี่ช้างเน้นย้ำไว้แล้วถึงความเป็นส่วนตัว ไม่ควรเข้าไปยุ่มย่าม ถ้าไม่จำเป็น จวบจนกลับมาหยุดที่ผนังใหญ่ที่มีนรูปคุณท่านและอีกหลายๆรูปติดอยู่

“ทุกรูปคือคนสำคัญของมอส โดยเฉพาะคุณท่าน”

“ทำไมไม่เรียกคุณยายล่ะครับ” เจ้าแว่นหนาเผลอปากถาม ทั้งๆที่พี่อัยสั่งไว้แล้ว

“เราไม่ใช่หลานแท้ๆ คุณท่านเลี้ยงเรามา” มอสบอกเสียงเรียบๆ ทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าถามต่อ “ส่วนคนอื่นๆในรูป ไปถามพี่อัยเอาเองแล้วกันว่ามีใครบ้าง เป็นคนสำคัญของมอสทั้งหมด ถ้าเกิดเราติดธุระหรือไม่ได้รับสาย นายต้องบอกเราให้รีบโทร.กลับ เข้าใจไหม”

อุศเรนพยักหน้ารับ พยายามขยับแว่นมองให้ชัดๆว่ามีใครลักษณะอย่างไรบ้างจะได้ถามพี่ไอยราถูก แต่แล้วสายตาก็ดันไปเจอรูปรูปหนึ่ง ซึ่งคนในรูปเป็นคนที่ทำให้ตนมองตาค้างเมื่อคืน ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากพี่หน้าสวยเจ้าของผิวลออ ตาสีน้ำตาลซ่อนซึ้งนั่นเอง มอสบอกแล้วว่าทุกรูปคือคนสำคัญ และพี่คนนี้ก็น่าจะสำคัญมากถึงขนาดอยู่ข้างๆรูปคุณท่าน

“พี่เขาสวยจัง คงสำคัญกับมอสมากใช่ไหมครับ ” อุศเรนเผลอหลุดปากออกไปอย่างไม่ตั้งใจ อีกแล้ว

“ใช่สำคัญมาก และก็รักมากที่สุดด้วย”มอสตอบรวดเร็วโดยมิต้องคิด และหากหันไปมองสักนิด ก็จะเห็นว่าหน้าของเจ้าผู้ช่วยสลดลง แม้จะแค่ชั่วแวบก็ตามเถอะ

“แล้วนี่หายเกร็งหรือยัง ถ้าหายแล้ว เริ่มงานแรกได้เลย”

“ไม่ได้เกร็งครับ แค่ประหม่า ไม่คิดว่าจะได้เจอ”

“อ๋อเหรอ ไม่ได้เกร็งเลย” มอสทำหน้าทะเล้น ล้อเลียน “ ว่าแต่นายก็พูดเป็นปกตินี่ ไหนเพื่อนพี่ช้างบอกมาว่าไม่ค่อยพูด ตอนแรกนึกว่าจะเหมือนพี่เรา ว่าแต่นายชื่อเล่นชื่อ เลอะหรือเรนนะ พี่อัยบอกว่าน่าจะชื่ออุศเลอะ”

“ชื่อเรน” อุศเรนตอบสั้นๆ มิรู้หรอกว่า เจ้าของรถที่ทำให้เลอะในวันนั้น มันอยู่ห่างออกไปมิไกล แล้วก็ทำหน้าทำตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วย

“เรนก็เรน งั้นนายซักผ้าให้เราหน่อย ทั้งตะกร้าหวายในห้องแต่งตัวนั่นและ  รู้แล้วนี่ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เราจะออกไปหาอะไรกินแป๊บเดียวเดี๋ยวกลับมา หวังว่าคงเรียบร้อย”

“ต้องซักผ้าให้ด้วยเหรอ”

“แล้วมันเป็นการคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้เราหรือเปล่าล่ะ ...อุศเลอะ”

มอสย้อนถามยักไหล่อย่างไม่เอาคำตอบ ทีท่าสบายๆเมื่อครู่ห่างหายไปไหนไม่รู้ กลับกลายเป็นหนุ่มมาดกวนมาแทนเสียนี่ หนุ่มเชยตรงหน้า คงเถียงอะไรไม่ออกอีกแล้ว โชคดีที่ซักผ้าเป็นและเคยรับจ้างทำงานบ้านมาก่อน จึงไม่ต่ออะไร ได้แต่เดินเข้าไปในห้องแต่งตัวทำตามที่ซุปตาร์เขาต้องการ ส่วนเจ้าซุปตาร์ตัวดี มีเสียงหัวเราะไล่หลังอย่างมีชัยมาให้น้อยๆ แล้วจึงออกไปข้างนอกตามที่บอก

มิเกินห้านาทีหลังจากนั้น อุศเรนก็เข้ามายังห้องแต่งตัวของมอส นึกแปลกใจอยู่ครามครัน ว่าทำไมเจ้าของห้องจึงทิ้งให้ตนอยู่คนเดียว ฤานี่จะเป็นการลองใจ ...ซึ่งมันก็น่าจะใช่ ใครที่ไหนจะยอมปล่อยให้คนพี่เพิ่งรู้จักเข้ามาอยู่ในห้อง โดยเฉพาะห้องของดาราดัง

“พ่อกับแม่สอนมาดีหรอกน่า ไว้ใจได้”

อุศเรนพูดลอยๆ ราวกับจะให้ลอยไปถึงคนที่คิดว่าเขากำลังลองใจ สายตามองไปรอบๆห้องแต่งตัว ที่มีราวแขวนเสื้อกับกางเกงโดยรอบ เสื้อผ้าทั้งหมดแขวนเรียงไล่สีกันได้อย่างประหลาด เริ่มจากสีดำ สีเทา จนไปสิ้นสุดที่สีขาว อีกทั้งชั้นวางรองเท้าก็วางไล่สีได้ดีเยี่ยม ข้างๆชั้นรองเท้านั้น มีตะกร้าหวายอยู่สามใบ แล้วทั้งสามใบก็ใส่เสื้อผ้าที่พับไว้เรียบร้อยอยู่จนเต็ม

แล้วผ้าที่จะให้ซักมันอยู่ตะกร้าไหนกัน ไม่เห็นมี....จะถามคนสั่งหรือก็ไม่มีเบอร์ แต่แล้วก็คิดได้ว่าต้องโทร.ถามใคร

“พี่อัยครับ”

“ว่าไงเรน มีอะไร พี่อยู่ข้างนอก เอาเช็คมาขึ้นให้มอสอยู่ พูดมาเร็วๆ”

“มอสให้ผมซักผ้าแต่ผมไม่รู้ว่าตะกร้าอยู่ตรงไหน”

“ก็ในห้องแต่งตัวนั่นแหละ” เสียงแปร๋นตอบมาให้ “แล้วทำไมไม่ถามมอส”

“มอสไปข้างนอกครับ แต่ตะกร้าผ้าที่จะให้ซัก ไม่มีนะครับ มีแต่ตะกร้าสามใบใส่ผ้าพับไว้เรียบร้อย”

“ก็ทั้งสามใบนั่นแหละ...มอสเขาจะพับผ้าลงตะกร้าอย่างนี้เสมอ แค่นี้นะ ถึงคิวพี่แล้ว”

พี่อัยตัดบทฉับ ทิ้งให้อุศเรนยืนอ้าปากค้าง ....เชื่อแล้วว่าพวกดารามีนิสัยแปลกๆจริงๆ ใครจะคิดว่าผ้าที่ใส่แล้วพ่อเจ้าประคุณยังอุตส่าห์พับลงใส่ตะกร้า คนปกติทั่วไปเขาก็ขยุ้มใส่กันทั้งนั้น ใครกันหนอช่างสั่งช่างสอน

ว่าแต่พี่อัยแน่ใจนะว่าผ้าทั้งหมดนี่ ใส่แล้วจริงๆ ....ใส่แล้วไยจึงไม่มีกลิ่นเหม็น มีแต่กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอมอยู่แทบทุกชิ้นยามหยิบขึ้นมาดู และเพียงแค่หยิบ กลิ่นก็อวลขึ้น และกลิ่นก็ค่อนข้างคล้ายกันกับในฝันซะเหลือเกิน

อุศเรนจึงเพลิดเพลินเป็นที่ยิ่งท่ามกลางกลิ่นที่พึงประสงค์ยามแยกผ้าสีออกจากผ้าขาว แต่แล้วความเพลินก็ต้องยุติลงเมื่อใจกลางตะกร้า มีชิ้นผ้าชิ้นหนึ่งที่ไม่เข้าพวก

ผ้าชิ้นนั้นมันแดง มันเด่น มิใช่แดงตลาด เป็นแดงมีคลาส มันเป็นปราการด่านชั้นใน ตีตราตรงขอบว่ามาจากแบรนด์ดังนาม issue เนื้อผ้านั้นละเอียดยามได้สัมผัส ตัดเย็บได้อย่างประณีต คงสร้างความสบายให้กับของสงวนส่วนนั้นได้อย่างดีเยี่ยม หะแรกก็ไม่กล้าหยิบหรอก แต่สายตาเจ้ากรรมอีกนั่นแหละ ที่ดันไปเห็นคราบขาวๆ ตรงกระเปาะกลางเป้ากางเกงใน คงเพราะความอยากรู้แท้ๆ จึงหยิบขึ้นมาดูใกล้ๆ  พอหยิบขึ้นมา ก็เห็นว่าคราบขาวๆนั่นมันจับกันเป็นวงกว้างวงใหญ่ ก่อนจะไหลเป็นทางยาวอย่างมิได้จงใจแลรู้ตัว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันเป็นคราบของน้ำอะไร แม้จะแห้งกรัง แต่รูปพรรณสัณฐานมันชัดเจน
 
“อี๋”

ปากบอกอี๊ แต่ไฉนอุศเรนกลับไม่ยอมปล่อย ฤาจมูกจะได้กลิ่นหอมหรืออย่างไรกัน แต่ก่อนที่จะตัดสินใจวางลงคืนไปนั้น ประตูห้องแต่งตัวก็ถูกเปิดออก พร้อมเจ้าของของห้องที่ก้าวเข้ามา ในระยะที่อุศเรนกำลังชูมันหรา ห่างจากหน้าไม่ถึงครึ่งไม้บรรทัด เจ้า issue สีแดงมันอยู่ในระยะและองศาที่ทำให้ตนถูกมองว่าอัปรีย์พอดีแท้

“เฮ้ยยยยยยยย อุศเลอะทำไรวะ.....นะ นาย ดมกางเกงในเราเหรอ... อี๋”

“อี๋”

อุศเรนร้องอี๋มาอีกครั้งเช่นกัน ไม่คิดไม่ฝันว่ามอสจะกลับเข้ามา.....แล้ว issue สีแดง ก็กลายเป็นเรื่องสมชื่อ issue ตลอดบ่ายนั้น ระหว่างเจ้าดาราดังกับผู้ต้องหานักดมนั่นเอง

**************************
รบกวนติดตามต่อบทที่๓ นะคะ ขอบพระคุณมากๆค่ะ

อ้างอิง *,**,*** นำมาจากเพลง ขอพบในฝัน คำร้องโดย ครูแก้ว อัจฉริยะกุล

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
โถน่าสงสารอุศเลอะทั้งมอสน้องซันมาก่อกวนในฝันแถมเริ่มงานวันแรกต้องซักผ้าให้เจอดีเลยมอสทำอะไรเลอะกุงเกงในอ่ะเรนไม่ได้ตั้งใจดมนะแค่จะดูใกล้ๆเอ๊งงงงแยีแล้วส่วนพี่สาวในตาหวานซึ้งน่ะพี่มูนจ้าอีกไม่นานคงได้เจอทั้งครอบครัว :really2: :katai4:

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
โอ้ยยย ตายๆๆๆๆ วันแรกก็เจอแจ็คพอตละ

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4568
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
มอสกลับมาได้ถูกเวลาจริงๆ

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
555อุศเลอะ ดมจนได้ดี เดี๋ยวพ่อพระเอกก็คิดว่าเป็นโรคจิตหรอก :katai3:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
Me After You  บทที่ ๓ รุกฤารับ


“ไม่จริง เราไม่เชื่อ นายมันเป็นไอ้โรคจิต ดมกางเกงใน”

“เราไม่ได้ดม แค่เอามาดูใกล้ๆ”

“แล้วจะเอามาดูทำไมมิทราบ” เสียงมอสยังคงดังลั่น หลังจากเห็นภาพกางเกงในสีแดงของตน อยู่ห่างจากปลายจมูก ของผู้ช่วยผู้จัดการไม่ไกล ส่วนผู้ต้องหานักดมก็แย้งขึ้นตลอดในทุกข้อกล่าวหา

“ก็มันมีคราบ เลยจะดูว่าเป็นคราบอะไร ไม่ได้คิดจะดมสักหน่อย” 

“ไม่เชื่อโว้ย ไอ้อุศเลอะ ไอ้โรคจิต”

“อุศเรน ไม่ใช่อุศเลอะ ...เลอะนั่นมันกางเกงในของนาย ไม่เชื่อดูสิดู”

มือเล็กๆ ยื่นส่ง issue สีแดงอันเป็นของกลางที่หยิบติบมือมาด้วยให้กับอีกฝ่าย มือใหญ่และหนากว่าแทบกระชากเอามาดูพลัน ครั้นพิศดูก็เห็นว่ามันเป็นคราบอย่างที่ไอ้แว่นเทอะมันบอกบอกจริงๆ คราบคราบนี้มอสย่อมจำได้ เขาไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น มันทะลักทะลวงล่วงออกมาเองอย่างท่วมท้น เหลือเกินจะควบคุม ในค่ำคืนหนึ่งของไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจาก ‘ฝัน’ ถึงกิจกรรมวาบหวามในสระน้ำระหว่างเขากับนางแบบ พอตื่นมามันก็ดัน ‘เปียก’ จริงๆ ไปทั้งกางเกงชั้นในที่จัดว่าเป็นหนึ่งในตัวเก่งจากบรรดาหลายๆตัว

“ก็แค่คราบน้ำ....” มอสหยุดคำท้ายไว้ ถอนหายใจ “นายจะสนใจอะไรนักหนา มีหน้าที่ซักก็ซักไป”

“ก็ถ้าไม่ดูก่อนจะรู้ไหมว่าซักออกไม่ออก” เรนเถียงเข้าท่า แต่มอสก็วนกลับมาท่าเดิม

“ดูหรือดม เอาให้แน่ ก็เห็นอยู่ว่าดม ไม่ได้ดู”

“ไม่ได้ดม แค่ดู”

เมื่อการโต้เถียงยังดำเนินมาไม่หยุดหย่อนวนไปวนมาฉะนี้ เห็นทีคงจะจบลงได้ยาก ร้อนถึงพี่ช้างที่ต้องรีบบึ่งรถกลับมาจากธนาคาร มาตัดสินความให้ ครั้นพอเบิกความได้ทั้งหมด ก็ถึงกับหยิบยาดมส้มโอมือ ขึ้นมาสูดอยู่หลายต่อหลายฟืด

“พี่ช้าง เด็กของพี่มันโรคจิต นี่ถ้ามอสไม่กลับมาเอาโทรศัพท์กับกระเป๋าตังค์ ก็คงไม่รู้”

“ผมไม่ได้ดมจริงๆนะครับพี่ อีกอย่างผมก็ไม่ใช่โรคจิตด้วย คนโรคจิตคือคนกล่าวหาต่างหาก” อุศเรนตามต่อทันควัน ไม่ลดละ ถึงจะเป็นดาราดัง มากล่าวหาตนอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน มอสเองก็ไม่ยอมหยุด ยิ่งอีกฝ่ายเถียง อารมณ์จากเมื่อเช้าที่ดีๆ ก็ยิ่งขุ่น พอๆกับคราบบนกางเกงใน

“อ้าวไอ้เลอะ ไหงพูดงี้ พูดงี้ก็สวยดิวะ”

“หยุด พอทีทั้งคู่” ช้างค้อนควับไปยังทั้งสอง ใช้เสียงแปร๋นโกญจนาทห้ามทัพ ก่อนจะบานปลาย  “เถียงกันเป็นเด็กๆไปได้ เมื่อเช้าก็ดูเข้ากันดีอยู่ นี่อะไรยังไม่ทันข้ามวัน ทะเลาะกันซะแล้ว  เอาเป็นว่า พี่เชื่อว่าเรนไม่ได้ดม มอสก็เลิกกล่าวหาเขาได้แล้ว”

“ทำไมตัดสินง่ายๆ อย่างนี้ละพี่ช้าง ” มอสเริ่มโวย

“น้องมอสคะ ถ้าคนมันจะดมน่ะ เขาต้องกำแล้วเอามาดม ไม่ใช่เอานิ้วคีบขึ้นมา น้องมอสก็บอกพี่เองนี่นา ว่าเห็นเขาเอานิ้วคีบอยู่ พี่ว่าพอซะทีเถอะเรื่องนี้ เรามีหลายสิ่งที่ต้องทำกันไม่ใช่เหรอ ไปๆ แยกย้าย” ช้างตัดสินง่ายๆเช่นนี้  เจ้าซุปตาร์จึงหน้าคว่ำเป็นม้าหมากรุก

“โธ่พี่ช้าง”

“ไม่มีโธ่ ใดๆทั้งสิ้น พี่ก็ตัดสินตามคำให้การ ของทั้งสองฝ่าย มอสยังไม่เห็นเขาเอามาแปะที่จมูกเลยนี่” ช้างพูดตามจริง แน่นอนมอสย่อมถียงไม่ออก “ทีหน้าทีหลัง จะทำอะไรเลอะไว้ ก็ซักไปไปเลย จะมาหมกไว้ในตระกร้าไม่ได้ เผื่อมีคนมาซักให้ แล้วเขาเห็น จะได้ไม่ต้องเป็นประเด็น ... จะออกไปข้างนอก ไปหาอะไรกินไม่ใช่เหรอ ก็ไปสิจ๊ะ ”

“ไม่ไปแล้วครับ เดี๋ยวสั่งแกร็บเอา” เจ้าซุปตาร์ตอบอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ แล้วหันมาหาคู่กรณี ที่กำลังอมยิ้มอย่างมีชัยหน่อยๆ “ยิ้มอะไร ไอ้ ไอ้...ขี้เลน”

ชื่อเรียกใหม่มีมาให้กับอุศเรนอีกแล้ว มีหรือที่คนถูกเรียกจะชอบ

“อุศเรน ไม่ใช่ขี้เลน”

“ก็จะเรียกว่าขี้เลนจะทำไม หรือจะให้เรียกอุศเลอะ ” มอสทำอย่างกับเด็กที่ต้องหาทางเอาชนะให้ได้ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง อุศเรนก็เช่นเคย ปกติก็ไม่ค่อยจะมีปากมีเสียงกับใคร แต่ไฉนกับมอส มณฑลนี่ มีได้มีดีซะเหลือเกิน

“เรียกเรนเฉยๆมันยากนักหนาหรือไง”

“ไม่ จะเรียกขี้เลน ขี้เลนโรคจิต หรือไม่ก็อุศเลอะ นักดมกางเกงในในตำนาน”

“หยุดได้แล้วมอส พอที เลิกล้อเขาได้แล้ว” พี่ช้างปรามเสียงเข้มมาแล้ว มอสจึงได้หยุด หากก็ยังมิหยุดสนิทซะทีเดียว

“ฝากไว้ก่อนเหอะ ...ถ้าซักผ้าเสร็จแล้วมาบอกด้วย มีงานจะให้ทำต่อ” มอสทิ้งท้ายไว้ให้อีกฝ่ายหนักใจเล่น แล้วแยกย้ายเข้าห้อง พอคล้อยหลัง พี่ช้างก็พูดขึ้น

“มอสเขาก็อย่างนี้และ บางทีก็ยังเด็กๆอยู่ อย่าไปถือสาเลย ”

“ช่างเถอะครับพี่ ยังไงผมก็ขอบคุณพี่อัยมากนะครับที่เชื่อผม ไม่มองผมเป็นคนโรคจิตไปด้วย” อุศเรนกล่าวอย่างจริงใจ ที่พี่อัยไม่เข้าข้างเจ้าซุปตาร์ ไม่งั้นตนคงลำบาก มือน้อยๆ จึงประนมขึ้นยามกล่าว แล้วจึงขอแยกไปทำงานที่ค้างไว้ 

 “งั้นผมไปซักผ้าต่อนะครับ”

“จ้ะไม่เป็นไร ไปเถอะ....เดี๋ยวเจ้าชายเขามีงานให้ทำต่อนี่ รีบๆเข้าล่ะ”

“ครับพี่”

อุศเรนรับคำแล้วผลุดลุกไปซักผ้าต่อ ดีที่ก่อนจะเถียงกัน ยกตะกร้าออกมาไว้แล้ว ไม่งั้นคงต้องเข้าไปเผชิญหน้ากันในห้องอีกรอบ คงเหลือพี่ช้างกับของกลางที่วางหราอยู่บนโต๊ะรับแขก สีแดงของมันช่างหาญกล้าท้าทายสายตายิ่งนัก คราบขาวขุ่นเป็นวงกว้างและทางยาว ที่คนคุ้นเคยอย่างตน ย่อมรู้ดีว่าฉีดออกมาได้แรงยิ่ง เยอะยิ่ง  มันชวนให้มืออวบอูมหยิบขึ้นมาพินิจดูใกล้ๆบ้าง  แล้วตาหรี่เล็กจึงมองซ้ายมองขวา ครั้นเห็นไม่มีใคร ของกลางจึงถูกขยุ้มไว้ ก่อนจะยกขึ้นมาสูดให้ชื่นใจแทนส้มโอมือ

“เสร็จกู ฮ้อมมมม หอม”ใบหน้าช้างยามนี้ บ่งบอกถึงความอิ่มเอมเต็มที่ “ดูแลมาเจ็ดแปดปี แอบดมก็หลายหน เพิ่งจะได้เห็นของดีก็วันนี้  ไอ้เรนนะไอ้เรน มาวันแรกก็โชคดีซะแล้ว ขอเก็บไว้สักสองสามวันนะคะน้องมอสขา บุญจมูกกูละ อีช้างเอ๊ยย”

มอสกับเรนจะรู้ไหมนะว่า ... นักดมกางเกงในที่แท้ทรู ในตำนานนั้นมันมีอยู่จริง!!!

มอสเมื่อเข้าห้องมาได้ ก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างมิค่อยสบอารมณ์นัก สายตายังคงฉายภาพวินาทีที่เห็นไอ้ขี้เลนมันชูกางเกงในของตนลอยห่างจากหน้ามัน แต่ก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่า เขาไม่ได้เห็นมันดมสักหน่อย อย่างนี้จะว่าเขาปรักปรำกล่าวหา ก็ว่าได้ ...ว่าแต่ทำไม เขาถึงต้องมิสบอารมณ์

จะว่าไปก็มิได้โมโหจนถึงขั้นโกรธเคืองมันหรอก ก็แค่ตกใจในสิ่งที่มันทำนิดหน่อย ไม่คิดว่าคนลักษณะอย่างมันจะเป็นได้เช่นนั้น ลักษณะที่ว่า คือลักษณะที่ดูออกจะโก๊ะๆเปิ่นๆ ดูเนิร์ดๆผสมเชยอย่างบอกไม่ถูก เห็นแวบแรกก็ชวนให้สงสาร ยิ่งฟังตอนสัมภาษณ์ ได้ยินเสียงได้เห็นแววตาซื่อๆก็พาให้เห็นใจ จึงตัดสินใจรับมันเข้ามาโดยมิลังเล และยิ่งได้อ่านประวัติมันในใบสมัครงานก็ชวนให้เห็นใจเพิ่มขึ้นไปอีก นี่ถ้ามันโรคจิตจริง จะเรียกว่าผิดหวังได้ไหมนะ

ถ้าผิดหวังก็แสดงว่าย่อมมีการคาดหวัง แล้วเขาจะคาดหวังอะไรกับมันทั้งๆที่เพิ่งเจอ!!!

ถ้ามีใครมาถามในยามนี้ มอสคงไม่รู้คำตอบ  รู้แต่ลักษณะอย่างมันนี้ ไม่เหมาะเลยที่จะเป็นอย่างนั้น มันค้านกับความสงสารที่มีให้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด สายตาอย่างนี้ อีกทั้งการพูดการจาของมันนี่ มันเคยเห็นที่ไหนมาก่อนก็มิรู้ นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก นี่คงเป็นอีกเหตุหนึ่งละมังที่รับมันเข้ามา แต่เรื่องนี้ก็ถามมันตรงๆแล้ว มันก็บอกเองว่าไม่เคยเจอกัน... แล้วนี่ตนจะมัวมาคิดเรื่องมันอยู่ทำไม ทั้งๆที่มันเพิ่งด่ากลับมาว่า ตนนั่นแหละโรคจิต

“มาว่าเราโรคจิต นายนั่นแหละไอ้เนิร์ดโรคจิต” มอสบุ่นอุบอิบไม่หยุด แต่แล้วก็เหมือนนึกอะไรได้ “ เอ...ถ้ามันดมกางเกงในเราจริง อย่างนี้มันก็ไม่ใช่ผู้ชายแท้น่ะสิ หรือว่ามันจะเป็นเกย์วะ”

แล้วฉับพลันไวเท่าความคิด มอสก็ไลน์หาผู้เชี่ยวชาญที่ระเห็จกลับไปห้องตัวเองพร้อมกางเกงในสีแดงที่ยังอยู่ในมือในทันใด

“พี่ช้าง ไอ้ขี้เลนของพี่ มันเป็นเกย์หรือเปล่า”

“ทำไมอีกล่ะ เดี๋ยวก็ว่าเขาโรคจิต เดี๋ยวก็ว่าเขาเป็นเกย์” อีโรคจิตตัวจริง พิมพ์ตอบไปอย่างนั้น

“ก็ไม่ทำไม ก็แค่สงสัย แล้วมันเป็นหรือไม่เป็น”

“ไม่ทราบสิคะ อยากรู้ก็สังเกตเอา เล่นซีรีส์วายมาแล้วนี่ แถมพี่สาวก็เป็นตุ๊ด ดูไม่เป็นก็ไม่รู้จะว่าไง.... ว่าแต่ถ้ามันเป็น จะทำไมมัน จะไล่มันออกหรือไง” พี่ช้างถามกลับมาเข้าท่า

“มอสก็แค่ถามครับ”

เมื่อไม่ได้ประโยชน์อะไรจากผู้เชี่ยวชาญ บทสนทนาก็มิมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินต่อไป สังเกตเองน่ะทำแน่ แต่ของอย่างนี้ถ้าจะให้สนุก มันก็ต้องมีตัวช่วย มิใช่หรือ

แล้วใบหน้าน่ามองจากที่ตูมที่คว่ำ ก็แปรเปลี่ยนยิ้มมออกมาได้พลัน มิต่างอะไรกับเด็กยามได้ของเล่นชิ้นใหม่ แถมยังส่งประกายสายตาเกเรน้อยๆ ให้พอน่าชังในความร้ายเล็กๆ ที่อีกฝ่ายจะต้องได้เจอ จนลืมตอบคำถามให้กับพี่ช้าง ...ลืมตอบพี่ช้างน่ะไม่เป็นไร แต่ลืมตอบตัวเองนี้หละมันสำคัญ

ถ้าอุศเรนเป็นเกย์เล่า......แล้วตนจะทำไม  แต่จะทำไมก็คงมิน่าสนใจเท่า คำถามที่เปรยออกมาเองต่อว่า

“ แล้วมันเป็นรุกหรือรับวะนี่”

ใครจะตอบได้นอกเสียจากเจ้าตัว ที่กำลังง่วนอยู่กับเครื่องซักผ้าอันทันสมัย แผกตาไปจากเครื่องอื่นๆ ที่เคยใช้ของบรรดาบ้านลูกค้าที่เคยจ้างตนไปทำงานบ้าน สายตากวาดมองปุ่มฟังก์ชั่นน้อยใหญ่ไป ปากก็ก็พูดออกมาเบาๆไม่หยุด

“นี่น่ะเหรอ งานที่ a million girl would die for ไม่เห็นจะน่ายอมตายตรงไหน แค่ซักผ้าให้ดาราโรคจิต ชอบกล่าวหาคนอื่น เราไม่ได้ดมสักหน่อย ทำไมต้องมาเจออะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้ สงสัยเพราะฝันเมื่อคืนแท้ๆทีเดียว แล้วต้องกดอะไรตรงไหนล่ะเนี่ย ”

เรนกล่าวโทษเอากับฝันเมื่อคืนที่เจองูตัวใหญ่ และคงเพราะความงกๆเงิ่นๆ ของตนเองนี่เอง ว่าต้องกดปุ่มไหนก่อน จึงทำให้มิได้สังเกตเลยว่า มีคนยืนกอดอกมองด้วยรอยยิ้มแปลกๆอยู่ไม่ไกล คนคนนี้ที่มาในมาดใหม่ ใส่กางเกงขาสั้นสีขาวแต่ไม่ใส่เสื้อ โชว์ท่อนบนเปลือยเปล่ากระจ่างตาน่ามอง และเขาคนนี้ก็มองอยู่ได้สักพักแล้ว

“กดปุ่ม on ก่อน แล้วค่อยกด start อย่างอื่นไม่ต้องไปกดมัน ตั้งโปรแกรมอัตโนมัติ ไว้หมดแล้ว” มือหนากว่าพร้อมเสียงกังวาน สอดผ่านเข้ามากดให้ นั่นแหละจึงได้หันไปมอง

แล้วสิ่งแรกที่เห็นคือกล้ามท้องแกร่งลูกน้อยๆ บนผิวขาวๆ ของร่างกายที่พอจะเรียกกันได้ว่าลีน ทว่ายังมิลีนชัด ต่ำลงมาจะมีไรขนอ่อนๆไล่ลงไปยังขอบกางเกงชั้นในสีดำจากแบรนด์ดังอีกเช่นเคย เผยให้เห็นออกมาเล็กๆ ตีตรา addicted ราวกับจะสื่อเป็นนัยๆ ให้ชวนค้นหาอวัยวะติดใจที่อยู่ภายใต้ขอบชั้นในนั้นต่อ พอมองเหนือขึ้นไปก็เห็นแผงอกกว้าง ที่ยากจะละสายตา แต่สิ่งที่น่ามองกว่า คือวงหน้าของหนึ่งในคิวท์บอยของเมืองไทย ที่กำลังยักคิ้วให้ตน

นี่คือมอส มณฑล คนเดียวกับที่ทะเลาะกันเมื่อครู่จริงๆหรือนี่

“ใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มลงไปด้วย ขวดเขียวๆ นี่”

มอสเดินมาหยุดอยู่ด้านหลัง มือหนึ่งเท้าเครื่องซักผ้าไว้ อีกมือเอื้อมไปหยิบขวดน้ำยาปรับผ้านุ่ม ที่อยู่บนชั้นเหนือหัวขึ้นไป ส่วนอุศเรนน่ะหรือก็ได้แต่ยืนตัวแข็ง เพราะจู่ๆก็ดันตกอยู่ในวงแขน อันหอมอ่อนๆ ของเจ้าซุปตาร์ โดยที่มิตั้งใจเลยสักนิด

แล้วขนตรงต้นคอก็ลุกกรูชูชัน เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจอ่อนๆ ที่พวยพุ่งมากระทบต้นคอมิได้ขาด นี่ถ้าหากถอยหลังไปอีกนิด แผ่นหลังตนคงไม่แคล้วแนบชิดติดกับแผงอกงามเป็นแน่ คาดว่าถ้ายังคงปล่อยให้นานเนิ่นดำเนินต่ออย่างนี้ จากที่ยืนอยู่ดีๆ คงถึงคราวระทวย

“หอมไหม”

“หอมครับ”

น้ำเสียงของอุศเรนที่ตอบมา เกือบจะตะกุกตะกัก แต่แล้วภวังค์ก็ต้องสลาย เพราะหอมของตนมันหมายถึงหอมน้ำหอมจากตัวชายด้านหลัง หาใช่ขวดน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เจ้าซุปตาร์เอามาจ่อตรงจมูกโดยหารู้ตัวก่อนไม่

“พี่เราทำเอง ดีกว่าของมียี่ห้อที่ทำขายซะอีก ใช้นิดเดียวก็หอมแล้ว แถมยังหอมทั้งวันอีกต่างหาก ขนาดใส่ลงตะกร้าแล้วก็ยังหอม ” มอสบอกที่มาของเคล็ดลับเสื้อหอมคร่าวๆ แล้วเบี่ยงตัวออกมาเอง ทิ้งให้อุศเรนยืนตะลึงอีกนิดหน่อย ก่อนจะเดินนำไปยังห้องรับแขก ด้วยท่อนบนอันเปลือยเปล่า

อุศเรนก็มองตาม แล้วเดินตาม อดมิได้ที่จะกลืนน้ำลายตัวเองยอมบอกตัวเองเสียใหม่ว่า งานนี้ น่าจะเป็นงานที่ a million girl would die for จริงๆ

อุศเรนมิรู้หรอกว่าคนเดินนำหน้าก็กำลังแอบชำเลืองมองเนืองๆ พร้อมยิ้มน้อยๆที่ลอบปล่อยออกมาอย่างพึงใจ

“เดี๋ยวถ้าซักผ้าเสร็จแล้ว พิมพ์รายงานส่งอาจารย์ให้เราหน่อยนะ ใช้โน้ตบุ๊ก ในห้องเราได้เลย เอามาพิมพ์ตรงนี้โต๊ะรับแขกนี่ก็ได้” มอสพูดจบก็หยิบ ชีทมาให้ปึกหนึ่ง

“ทั้งปึกนี่แหละ พิมพ์ตามที่ไฮไลท์ไว้ ขออาทิตย์หน้า อ้อ แล้วก็ตอนเย็น เราไม่ไปฟิตเนสแล้วนะ เรานัดเพื่อนเรามาที่นี่ เราอยากให้นายรู้จักไว้ อยู่เจอหน่อยแล้วกัน วันนี้นายอาจจะต้องกลับมืดหน่อยนะ”

“ได้ครับมอส”

“แล้วนี่หิวยัง เราหิวแล้วล่ะ  และก็สั่งแกร็บแล้วด้วย”

“ยังเลย กะว่าจะซักผ้าให้เสร็จก่อนเดี๋ยวค่อยกิน” เมื่ออีกฝ่ายไม่เหลือเค้าเกเรเมื่อครู่ อุศเรนไยจะมิพูดดีด้วย

“แต่เราสั่งมาเผื่อนายแล้ว กินพร้อมกันกับเรา”

“ไม่เป็นไร ...เราเอาข้าวมากินเองจากบ้านแล้ว”

“ก็กินไปนั่นแหละ ทั้งที่เราสั่งและเอามาเอง ตัวเล็กแค่นี้ ต่อให้กินเป็นกะละมัง ก็ไม่อ้วนหรอก นะนะ มานั่งกินด้วยกัน” เสียงใสคะยั้นคะยอ ผิดจากตอนที่เถียงกันลิบลับ ได้ยินมาอย่างนี้อุศเรนจะทำกระไรได้ นอกเสียจากปฏิเสธ......มิลง

“ก็ได้ครับ”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
มินานหลังจากนั้น อาหารที่สั่งก็มาถึง โดยมิต้องบอก เรนที่เสมือนจะรู้งานอยู่แล้วก็รีบจัดแจงใส่จานทันใด อาหารที่สั่งเป็นอาหารจีนและติ่มซำเจ้าดัง ที่เรนเคยเห็นตามห้างสรรพสินค้า อันที่จริงในชีวิตเคยกินหลายครั้งตอนพ่อกับแม่ยังอยู่ พอเห็นเข้าความทรงจำก็กลับพรั่งพรูฉายชัดราวกับภาพยนตร์

ครั้งหนึ่งยังจำได้ พ่อกับแม่ เคยพาตนกับละเวงพี่สาว ไปทานติ่มซำที่โรงแรมแห่งหนึ่งแถวย่านสุขุมวิท วันนั้นมีเด็กชายคนหนึ่ง เข้ามารับออเดอร์ เด็กชายคนนี้ท่วงท่าท่วงทีปราดเปรียวน่ามอง จนพ่อกับแม่ต้องชม

“อายุเท่าไหร่นี่ ทำงานแล้วเหรอ”

“สิบห้าครับ มาทำพาร์ทไทม์ หารายได้พิเศษครับ” เด็กชายคนนั้นตอบด้วยเสียงสดใสผสานไปกับสายตาคู่เรียวโดดเด่นเป็นประกาย พร้อมกับรอยยิ้มอันปริ่มไปด้วยเสน่ห์ ที่มีให้ตนกับพี่สาว ตนจำได้ว่าก็ยิ้มตอบไปเช่นกัน แล้วเขาก็ถามขึ้น

“สั่งอาหารเลยไหมครับ วันนี้ทางห้องอาหารมีเมนูแนะนำหลายอย่างเลยนะครับ ...”

แล้วเสียงใสๆ ก็จาระไนเมนูมาหลายอย่าง พ่อกับแม่ก็สั่งมาเยอะจนเต็มโต๊ะ หากก็มีบางจานที่เกินมา จึงแย้งไป เจ้าเด็กชายที่รับออเดอร์ถึงกับหน้าเสีย เพราะนั่นมันหมายความว่าเด็กคนนั้นต้องจ่ายเอง ราคาอาหารโรงแรมใช่ย่อยซะเมื่อไหร่ พ่อกับแม่ทราบดี จึงบอกไม่เป็นไร แล้วก็แล้วกันไป เจ้าเด็กรับออเดอร์สีหน้าจึงดีขึ้น ขอโทษและขอบคุณเป็นการใหญ่ ก่อนจะจากไปรับออเดอร์ยังโต๊ะอื่น

“ละเวงกับเรน จำไว้นะลูก ถ้าวันหนึ่งเราเกิดตกยาก เราไม่มีเงิน เราจงอย่าอายที่จะทำมาหากิน จงดูเด็กคนเมื่อกี้เป็นตัวอย่าง เด็กคนนี้อนาคตข้างหน้าจะไม่อับจนแน่นอน”

แล้วคำพูดของพ่อวันนั้นมันก็ดันเป็นความจริงทั้งสองอย่างคือ  เด็กชายคนนั้นไม่อับจน แต่ที่อับจนคือตนและครอบครัว และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่ได้ทานติ่มซำและอาหารจีนในห้องอาหารโรงแรม กว่าจะได้กลับไปก็อีกหลายปีถัดมา แต่มิใช่ฐานะลูกค้า ทว่าเป็นเด็กเสิร์ฟ

“กินเลยนะเรน กินด้วยกันนี่แหละ อร่อยดี” มอสกลับมายิ้มแย้มเหมือนเมื่อเช้า และยิ้มของเขาก็ดึงภวังค์ของเรนกลับมา

“ครับมอส”

“เห็นอาหารจีนแล้วก็นึกถึงตอนมาอยู่กรุงเทพใหม่ๆ ตอนนั้นเรามาอยู่บ้านคุณป้าวาสิฏฐี แม่สามีพี่เราเอง ตอนนี้ต้องเรียกท่านว่าคุณหญิงป้าแล้ว ท่านเพิ่งได้เป็นคุณหญิง เมื่อเร็วๆนี้เอง อีกหน่อยก็คงได้เจอ ท่านน่ะใจดี” มอสเริ่มเล่า เว้นวรรคซัดฮะเก๋าไปลูกหนึ่ง แล้วกล่าวต่อ

“ท่านเมตตากับเรามาก ท่านสอนเราหลายอย่าง เหมือนกับสอนลูกชายท่านเอง และเราก็อยากเป็นแบบลูกชายท่าน เราจึงเจริญรอยตามพี่เขยเราตั้งแต่เด็กๆ เริ่มตั้งแต่ฝึกงานในห้องอาหารจีนตอนปิดเทอมที่โรงแรมของพี่เขยเราแถวสุขุมวิท รู้ไหมครั้งแรกนะ เราอ่ะรับออเดอร์ผิดด้วย สั่งไปเกิน โชคดีที่ลูกค้าวันนั้น น่ารักทั้งครอบครัวเลย เขายอมจ่าย ไม่งั้นเราก็ต้องจ่ายเอง  ”

ยิ้มของมอสดึงภวังค์ของเรนกลับมาได้ก็จริง ทว่าเรื่องราวจากปากมอส มันทำให้ภาพที่เพิ่งหยุดลงไปไม่ถึงนาที หวนกลับมาดำเนินฉายชัดอีกระลอก และครานี้ก็ชัดกว่าเดิมยิ่งนัก มอสมิได้สังเกตเลยว่าคนฟังเริ่มจับตะเกียบไว้ไม่อยู่ แล้วตะเกียบที่จะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ ก็ร่วงหล่นลงจากมือของ เรนพลัน เมื่อมอสพูดมาว่า

“ลูกชายเขายิ่งน่ารักนะ ดูเป็นคุณหนู อายุน่าจะรุ่นๆเรานี่แหละ ให้ทิปเราด้วยตั้งสองร้อย สมัยนั้น สองร้อยนี่ไม่ใช่น้อยๆเลยนะ แต่ก็น่าแปลกนะ พี่ๆพนักงานบอกว่า ครอบครัวนี้มากันบ่อย แต่หลังจากนั้นก็ไม่เห็นมากันอีกเลย”

“ขอโทษครับ ขอตัวแป๊บนะครับ จิ๊กโฉ่วกระเด็นเข้าตา”

เรนผลุดลุกไปฉับพลันทันใด โดยมิรอมอสอนุญาต รีบเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำแขก หมายใจให้น้ำเย็นๆพัดพา เอาอดีตใสๆแต่คมชัดยิ่ง ที่กำลังเอ่อล้นจากดวงตาออกไปให้หมดสิ้น ทั้งตนและมอสต่างก็คงมิได้ตั้งใจจะรื้อฟื้น  ต่างเติมต่อแลสอดคล้องกันเป็นอัศจรรย์ และก็มิเห็นประโยชน์อันใด ที่จะเดินไปบอกเด็กชายปราดเปรียวสดใสในอดีตคนนั้นที่ปัจจุบันเป็นดาราดังว่า หนึ่งในครอบครัวนั้น มานั่งอยู่ข้างหน้าแล้ว

นั่นคือครั้งแรกในชีวิตที่เจอกัน ตอนนั้นเป็นคุณหนู.. ส่วนตอนนี้ก็แค่ไอ้ขี้เลนอย่างที่เขาเรียก
ภาพลักษณ์ที่หม่นแสงลงจนไม่เหลือเค้าเดิม  มันเริ่มตั้งแต่พ่อกับแม่จากไปพร้อมกัน

ถึงบอกไปเขาก็คงไม่เชื่อ ดีไม่ดีเขาจะหาว่า ฉวยโอกาส รับสมอ้าง ฉะนี้ มันคงไม่มีประโยชน์ที่จะรื้อฟื้นจริงๆ
แลถ้าหากจำต้องรื้อฟื้นขึ้นมา....ภาพอดีตอีกชุด ที่มีมอสเป็นพระเอก ก็คงไม่แคล้วต้องเล่าให้เขาฟังด้วย นิยายชีวิตของตนจะได้สมบูรณ์

อุศเรนใช้เวลาในห้องน้ำอีกสักพัก จนมั่นใจว่าล้างอดีตออกจากดวงตาหมดแล้ว จึงกลับออกมา พอมาถึงโต๊ะอาหารก็เห็นตะเกียบคู่ใหม่วางให้อยู่แล้ว แต่ความทรงจำเมื่อครู่มันก็ทำให้ไม่ค่อยอยากทาน  จึงแทะๆ ดมๆ พอเป็นพิธี ให้ดูพอไม่น่าเกลียด แล้วจึงแกะกล่องข้าวที่พี่สาวเตรียมมาให้แต่เช้าเป็นข้าวกลางวัน เปิดออกทาน แล้วคนที่นั่งตรงข้ามก็ชะโงกมาดู

“ทำไมไข่ต้ม มีแค่ครึ่งฟองล่ะ” มอสสงสัยยิ่ง

“พอดีเมื่อเช้ารู้สึกอิ่มๆน่ะ กินไม่หมดก็เลยเอามากินกลางวัน”

ไข่มีแค่ครึ่งฟอง เหมือนกับความจริงก็มีเพียงครึ่งเดียว ถูกลำดับให้มอสฟัง มอสหารู้หรอกไม่ว่า ไข่ทั้งลูกนั้นจำต้องแบ่งกินเป็นสองมื้อ กินไม่หมด....กับไม่มีกิน  ความหมายมันต่างกันลิบลับ

“แล้วกินข้าวกับไข่ต้ม อ่อแล้วก็น้ำพริก แค่นี้จะอิ่มเหรอ” ความสงสัยไม่สิ้นสุดของมอสถูกส่งผ่านมายังน้ำเสียงและสายตา

“ไม่รู้เป็นอะไรช่วงนี้ กินอะไรไม่ค่อยลง อาจจะเพราะได้ทำงานกับดาราดังมั้ง”

เรนจงใจเบี่ยงประเด็น มอสฟังแล้วก็หัวเราะออกมาได้ ไม่คิดว่าคนเชยๆ จะพูดจาอย่างนี้ก็เป็น ไอ้ขี้เลนนี่ เห็นอย่างนี้ มันสำคัญใช่เล่น เชื่อเขาเหอะ มันไม่ติ๋มอย่างที่พี่ช้างเห็น

จะว่าไป ลักษณะอย่างมัน ไม่น่าจะปล่อยตัวให้เชยได้ ทั้งๆที่ผิวพรรณก็ดี หน้าก็เรียบไม่มีรอยสิวให้รำคาญตารำคาญใจ เปลี่ยนแว่น จับตัดผม จับแต่งตัวใหม่สักหน่อย ก็คงไปวัดไปวากับเขาได้เหมือนกัน

เรื่องการแต่งตัวของมันนี่ เห็นมาสองครั้ง เชยอย่างไรก็อย่างนั้น เสื้อโคร่งๆ สีซีด กางเกงตัวใหญ่ๆ มันดูไม่เข้ากัน กับลักษณะตัวที่เล็กๆ มันจงใจให้เป็นวินเทจหรือก็คงไม่น่าจะใช่ อย่างนี้ไม่แคล้วเอาเสื้อพ่อมาใส่ วันแรกที่เห็นก็เกือบจะหัวเราะออกมา แต่ด้วยมารยาท อีกทั้งพี่มูนก็เคยสอนแล้วว่า อย่าตัดสินคนที่ภายนอก จึงไม่ได้ทำอย่างนั้น ถึงแม้บุคลิกภาพมันจะไม่ผ่าน แต่มันก็น่าจะมีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่

แล้วนี่ตนมานั่งสังเกตสังกา นั่งชำเลืองแอบมองมันอยู่ทำไม ....มอสถามตัวเองเช่นนั้น แน่นอนว่าคำตอบยังคงไม่มี

“ก็คงเป็นอย่างที่นายว่า ตื้นตันใจที่ได้ทำงานกับเรา จนต้องร้องไห้” มอสเองก็เบี่ยงประเด็น เฉกที่อุศเรนกระทำ

“ใครร้องไห้ เราไม่ได้ร้องนะ”

“ก็ตานายแดง”

“จิ๊กโฉ่ว กระเด็นเข้าตาต่างหาก”

“นายใส่แว่น จิ๊กโฉ่วจะกระเด็นเข้าตานายได้อย่างไร”

ถูกเขาแย้งมานิ่งๆอย่างนี้ เรนถึงกับไปต่อไม่เป็น  จึงรีบกินข้าวแล้วรีบรุดหนีไปจากโต๊ะอาหาร ทิ้งให้ซุปตาร์มองตามต่อด้วยความสงสัยอีกระลอก ใครจะคิดว่าเจ้าดารารูปหล่อคนนี้ ทั้งตาและสมองมันช่างไวซะเหลือเกิน 

เมื่อจัดการกับผ้าที่ซักและนำมาตากจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว อุศเรนผู้ลุกหนีความจริงไปเมื่อครู่ ก็กลับมายังห้องรับแขก พร้อมกับโน้ตบุ๊คตามคำสั่งของเจ้าซุปตาร์ เพื่อทำงานชิ้นที่สอง นั่นก็คือพิมพ์รายงาน เรนไม่รอช้า เลือกมุมหนึ่งของโต๊ะรับแขก แล้วนั่งลงกับพื้นพรมเอาหลังพิงโซฟา และเริ่มลงมือพิมพ์ตามชีทที่มอสไฮไลท์ไว้ให้

“ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา” เรนอ่านออกเสียงตามหน้าปกชีท แล้วก็สงสัย “มอสสนใจประวัติศาสตร์ด้วยเหรอ มอสไม่ได้เรียนสาขานี้นี่ เอ๊ะ แล้วนี่ชื่อใคร”

ถึงจะสงสัย แต่มือก็เริ่มพิมพ์ตามที่ไฮไลท์ แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับตรงหัวมุมขวาของชีท ที่มีชื่อหนึ่งเขียนไว้หรา

“ดารากร อัครพงศธร” ......แล้วดารากรนี่ เป็นใครกัน แต่จะเป็นใครก็ช่าง หน้าที่ของตนคือพิมพ์ให้เสร็จ ฉะนี้อุศเรนจึงตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์ต่อ

ทว่างานชิ้นที่สองนี้ควรจะราบรื่นแท้ๆทีเดียว หากคนสั่งไม่เข้ามายุ่มย่าม
เจ้ากี้เจ้าการสั่งโน่นสั่งนี่คงไม่ใช่ ...แล้วสาเหตุใดทำให้สะดุด
 
“ตอบคอมเมนท์หน่อยดีกว่า”

เสียงกังวานเปรยขึ้นยังโซฟาฝั่งตรงข้าม พร้อมๆกับร่างกึ่งหนากึ่งบางที่เข้ามาวอแวดึงความสนใจจากสายตา ด้วยการนั่งอ้าขา เอาหลังพิงพนักโซฟาเล่นมือถืออย่างสบายใจ ด้วยความที่กางเกงขามันสั้นและกว้าง จึงเห็นไปถึงไหนต่อถึงไหน ยังดีที่ยังมีชั้นในสีดำห่อหุ้มความอูมไว้ด้านใน หาไม่แล้ว นั่งอ้าซ่าอย่างนี้ งูตัวใหญ่คงหลุดเลื้อยมาฉกตาแน่แท้

‘นั่งให้มันดีๆไม่ได้หรือไง’ เรนคิดแต่มิได้พูด   

ใครว่ามอสตาไวแต่เพียงฝ่ายเดียว เรนก็ไวไม่แพ้กัน สายตาใต้แว่นหนาแม้จะจับจ้องยังหน้าจอกับชีท หากก็อดมิได้ที่จะแอบมองแอบชำเลือง ไปใต้ขากางเกงกว้างสีขาวบางอยู่เนืองๆ เจ้าซุปตาร์ขากว้างก็ดูเหมือนจะรู้ตัวหรือเปล่าก็มิรู้ รู้แต่ยิ่งนั่งก็ยิ่งอ้า ขืนยังนั่งพิมพ์อยู่ตรงนี้ต่อไปสมาธิคงแตกสานซ่านกระเซ็นไม่เป็นอันพิมพ์งานแน่แท้ ดีไม่ดี หากพิมพ์คำว่า ควาย ผลลัพธ์ที่ได้สระอาอาจหายไป กลายเป็นอีกคำที่ทรงความหมาย และใช้บรรยายภาพตรงหน้าได้เป็นอย่างดี

“ย้ายที่ดีกว่า เดี๋ยวงูฉก” เรนเปรยกับตัวเองเบาๆ

ว่าแล้วจึงลุกพรวดหนีอีกระลอก หยิบโน้ตบุ๊ค หยิบชีทได้ก็ย้ายมุมกลับไปนั่งที่โต๊ะทานข้าวทันที มิได้สังเกตอีกแล้วเลยว่า เจ้าซุปตาร์นั้น มองตามด้วยสายตาเยี่ยงไร

เจ้าเล่ห์ เกเร ....คงเป็นนิยามและคำจำกัดความได้ หากอุศเรนหันมามอง

ครั้นพอย้ายที่นั่งได้ ความราบรื่นก็หวนกลับมาอีกครั้ง หากแต่ก็มินานอีกเช่นเคย เพราะจู่ๆเสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น และนั่นก็เป็นหน้าที่ของเรนที่จะลุกไปดูว่าใคร แต่เดินไปยังมิทันถึง มอสก็ผลุดลุกจากโซฟา ปราดเข้ามาเปิดประตูซะเองแล้ว

“อ้าวเฮ้ย ...เข้ามาก่อน ไหนว่าจะมาเย็นๆ”

เจ้าของห้องพูดจบก็เดินนำ วัยรุ่นชายหน้าตาดีสองคนเข้ามาข้างใน และสองคนนี้นั้น อุศเรนก็คุ้นหน้ายิ่ง

“นี่เพื่อนเราเอง ปอนด์ ปานเทพ กับ นิว นวพล” มอสแนะนำเพื่อนให้เรนรู้จัก “ เล่นซีรี่ส์กับเราหลายเรื่องแล้ว นายคงเคยเห็น”

“ ครับ สวัสดีครับ คุณปอนด์ คุณนิว ”

นั่นปะไรจะไม่คุ้นได้ไง ที่แท้ก็ดารา เรนเองจึงตะลึงนิดหน่อย แต่ก็กล่าวทักทายได้ไม่เคอะเขิน นี่น่ะหรือเพื่อนของมอสที่อยากให้อยู่รอเจอ ไม่คิดว่าวันนี้ จะได้เจอดาราซึ่งๆหน้าเพิ่มอีกตั้งสองคน แถมเจอเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก

“เรียกว่านิวกับปอนด์เฉยๆเถอะ” คนชื่อนิวบอกยิ้มๆ ส่วนคนชื่อปอนด์หันไปหามอส “ ผู้ช่วยพี่อัยที่มึงบอกใช่ไหมวะ”

เพื่อนดาราพูดมาอย่างนี้ แสดงว่าเรื่องของเรนย่อมถูกมอสเล่าออกไปแล้วก่อนหน้า ....แล้วนี่มอสเล่าอะไรไปบ้าง

“อืมใช่ ชื่ออุศเลอะ เอ้ยยยย อุศเรน หรือจะเรียกว่าขี้เลนก็ได้”

สิ้นเสียงมอส เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นพร้อมกัน คนถูกล้อชื่อหน้าจึงเริ่มคว่ำ ขี้เกียจแล้วที่จะแย้งต่อ อยากเรียกอะไรก็เรียก ไม่สนใจแล้วก๊วนดารา ตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์งานต่อ แลเมื่อสิ้นเสียงหัวเราะ ก๊วนดาราก็เตรียมย้ายไปนั่งตรงชุดรับแขก หากก็ไปแค่สอง คงเหลือเพียงหนึ่ง ที่ทรุดลงนั่งตรงเก้าอี้ตรงข้าม

“พิมพ์งานให้มอสเหรอ วิชาอะไรอ่ะ เราเรียนคณะเดียวกับมอส ช่วงนี้ไม่มีรายงานอะไรต้องส่งนะ” นิว นวพล ดาราหนุ่มน้อยคมเข้มถามขึ้น

“ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาน่ะครับ”

“เฮ้ย วิชานี้ไม่มีเรียนนี่” นิวพูดยิ้มๆ จนเห็นลักยิ้มข้างแก้ม “นายโดนแล้ว ขี้เลน”

“หือ อะไรนะครับ”

“นายโดนไอ้มอสมันแกล้งใช้งานแล้ว”

เรนได้ยินดังนั้น จากหน้าที่ขาวๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นแดงพลัน อารมณ์กรุ่นมันเริ่มขึ้น จนอยากจะเขวี้ยงทั้งโน้ตบุ๊คทั้งชีท ไปยังชุดรับแขกที่มอสกับปอนด์นั่งอยู่ หากก็ถูกนิวยั้งไว้

“เฮ้ยใจเย็น อย่าเพิ่งโมโหสิ เราแค่เดา มันอาจจะไปลงวิชาเลือกที่เราไม่รู้ก็ได้ ไหนขอดูชีททั้งปึกนั่นหน่อย”

เรนยื่นชีทส่งให้ แล้วนิวก็ร้องอ๋อ มาเสียยาว “อ๋ออออออออ คงเป็นรายงานของหลานมันน่ะ มันคงเอามาช่วย ดารากรเนี่ย ชื่อหลานมอสมัน หลานรักเลยแหละ”

“งั้นก็แล้วไป” อุศเรนผ่อนอารมณ์กรุ่นลง “นึกว่าเพื่อนคุณ จะโรคจิตชอบแกล้ง พวกว่างจัด ”

“มอสก็งี้แหละ บางทีก็เล่นเป็นเด็กๆ เอางี้สิ เรามาแลกเบอร์กัน เผื่อคราวหลังเวลามอสมันใช้งานเรื่องเรียน นายจะได้ถามเราได้ว่าจริงหรือหลอกดีไหม”

“ได้ครับ”

เรนไม่ลังเลเลย ในการแลกเบอร์กับดารา ครั้นพอแลกเสร็จ นิวก็ผลุดลุกไปหามอส พร้อมเสียงแว่วๆของมอสดังมาว่า “สองนาที”

เมื่อนิวไปรวมกลุ่มแล้ว เก้าอี้ตรงข้าม ก็หาใช่ว่าจะว่าง เพราะจู่ๆ ปอนด์ ปานเทพ ผู้มีดีกรีเป็นอดีตคู่จิ้นของมอส ก็เข้ามานั่งแทน พร้อมกับยักคิ้วให้

“ไงขี้เลน วันแรกเป็นไง ไอ้มอสมันใช้งานหนักไหม ”

“ไม่เท่าไหร่ครับ”

“ก็งี้แหละวันแรก เดี๋ยวก็ชิน แล้วเมื่อกี้ไอ้นิว มันคุยอะไรอ่ะ ไอ้นี่มันเพื่อนซี้ไอ้มอสสุดๆเลยนะ อย่าหลวมตัวไปด่าไอ้มอสให้ฟังเข้าล่ะ รับรองถึงหูไอ้มอสแน่”

“อ้าวววว” เรนพูดได้แค่นั้น ถ้าเป็นจริงอย่างที่ปอนด์ว่า ตนก็เกือบซวยแล้ว

“ไม่ต้องอ้าว อยากรู้อะไรถามเราหรือคุยกับเรานี่ รับรองไม่ถึงหูไอ้มอส คุยกับไอ้นิวน่ะยังไงก็ถึง ว่าแต่นายมีเบอร์ไหมอ่ะ แลกกันหน่อยสิ เผื่อจะได้คุยกัน”

“ดะ ได้สิครับ”

เรนรับคำหน้างงๆ นึกแปลกใจอยู่ครามครัน ที่จู่ๆ ก็มีดาราวัยรุ่นชื่อดังมาขอเบอร์ถึงสองคน ด้วยความที่เป็นคนซื่อจึงไม่คิดอะไรมาก จึงยอมแลกไป และในระหว่างที่แลกนั้น ก็หารู้ไม่ว่า ตาคู่เรียวกำลังแอบจับจ้องตนอยู่ทุกอิริยาบถ พร้อมกับรอยยิ้มแปลกๆ ที่เผยออกมาให้เห็น ตามต่อมาด้วยประโยคที่มีนิวเท่านั้นที่จะได้ยินและเข้าใจ

“หนึ่งนาทีพอดิบพอดี มึงแพ้ไอ้ปอนด์แล้วไอ้นิว”

“เออกูรู้ แต่คราวหน้ากูชนะไอ้ปอนด์แน่”

“มึงเอาอะไรมามั่นใจวะ กะอีแค่จับเวลาแข่งกันขอเบอร์ มึงยังแพ้ อย่างที่กูไลน์ไปเล่าให้ฟัง ครั้งหน้านี่ คือใครได้ไปบ้านไอ้เรนก่อนนี่คือชนะนะโว้ย ”

“ระดับนิว นวพลไม่เกินเจ็ดวันครับ ดีไม่ดีคุณเพื่อนอาจจะได้รู้เลยว่า ผู้ช่วยผู้จัดการของคุณมึงเนี่ย สรุปแล้ว รุกหรือรับ ....อย่าลืมที่สัญญากับกูไว้แล้วกัน ถอนตัวจากงานแฟชั่นวีค แล้วกูเดินแทน”

“เออ ไม่ลืมหรอก ”

แล้วเสียงหัวเราะก็ดังมาอีกระลอก ราวกับบรรดาดาราหนุ่มเจอเรื่องสนุกสนานเป็นที่ยิ่ง มันอาจใช่ที่สนุกสำหรับพวกเขา แต่กับอุศเรนเล่า สมควรเป็นตัวตลกมาเดิมพันให้เขาแกล้งเล่นกันกระนั้นฤา

*********************

รบกวนติดตามต่อบทที่ ๔ นะคะ ขอบพระคุณทุกๆความเห็น และท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ติดตามเสมอมา
ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ  :katai5: :pig4:

ออฟไลน์ Ti0590

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ให้กำลังใจนะคะ

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
 :katai2-1: :L1: :3123คุ ขอบคุณนักเขียนมากนะคะที่กลับมาต่อให้แล้วมอสอย่าแ้งเรนนักเลยถ้าได้รู้เบื้องหลังแล้วจะสงสารและเสียใจที่แกล้งเรนอยากให้มิวกับปอนด์ไปบ้านเรนไวๆจะได้รุ้ว่าพี่น้องคุ่นี้น่าสงสารแค่ไหนอยากให้เรนได้เจอครอบครัวมอสที่บ้านอัมพวาไวๆด้วยค่ะ

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
ทำไมน้องมอสเป็นแบบนี้ เอาความรู้สึกของคนมาเล่นอีกแล้ว เหมือนไอดอล อย่างพี่เต้ยจริงๆ ระวังพี่มูนรู้จะเดือดร้อนนะจ๊ะขอบอก...รอตอนต่อไปจ้า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4010
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
น่าติมตามมากๆ เนื้อเรื่องสนุกดี ..

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4568
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
มอสเล่นะไร   เรนรู้จะเสียใจนะ 
อย่างนี้ต้องให้พี่มูนคนสวยจัดการ

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 624
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
ว่าแล้วน้องเรนต้องลูกคนมีเงินมาก่อน

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
Me After You  บทที่ ๔ Stardust ละอองดาว (ส่วนที่๑)

อุศเรนเสร็จงานของวันนี้กลับบ้านไปได้กว่าชั่วพักแล้ว หากเจ้าซุปตาร์ยังเหลือแขกอีกสองคนที่ยังนั่งคุยเรื่องเดิมๆ ซึ่งก็คงไม่พ้นเรื่องของคนที่เพิ่งกลับไป

“สรุปมึงคิดว่าเขาเป็นเกย์” นิวหันไปหามอส

“ก็เออน่ะสิ วันนี้กูลองถอดเสื้อโชว์ ....แอบมองกูด้วย ถ้าผู้ชายด้วยกันก็คงมองแว่บเดียวแล้วผ่าน แต่ไอ้ขี้เลนนี่มันแอบมองตลอด”

“จะไม่ให้มองได้ยังไงวะ เป็นถึงซุปตาร์นี่เนอะ เล่นถอดเสื้อใส่แต่กางเกงขาสั้นจนแทบเห็นไข่อย่างนี้ หุ่นก็ดี ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายก็มองกันทั้งนั้นแหละ” ปอนด์แดกดันมาขำๆ “ ว่าแต่ที่มึงมาเดิมพันอะไรนี่ มันไม่ปัญญาอ่อนไปเหรอวะ กูว่าเขาจะเป็นเกย์หรือไม่เป็นก็ช่างเขาดีกว่าไหม เหมือนพวกเรากำลังเล่นอะไรเหมือนเด็กๆ”

“มึงอย่ามากลับลำเลยไอ้ปอนด์ มึงนั่นแหละตัวดี เป็นคนแรกที่เซย์เยส ตอนกูวางแผน” มอสขัดขึ้นทันใด

“ก็นั่นมันตอนนั้น แต่พอก็เห็นเขาแล้ว กูรู้สึกสงสารยังไงไม่รู้ว่ะ เอาเป็นว่า กูถอนตัวดีกว่า ไม่เล่นด้วยแล้ว เชิญมึงกับไอ้         นิวเล่นต่อกันไปสองตัวเถอะ ....กูกลับล่ะ” ปอนด์พูดจบก็ลุกขึ้นพรวด โบกมือลา ตามมาด้วยนิวที่ลุกตาม

“อ้าวไอ้นิว นี่มึงก็จะกลับด้วยเหรอ....แล้วมึงก็อย่าบอกกูนะว่า มึงเลิกเล่นเหมือนไอ้ปอนด์อีกคน”

“เออจะกลับ แต่กูยังเล่นด้วยเหมือนเดิมโว้ย ถึงจะไม่มีคู่แข่งอย่างไอ้ปอนด์ก็เหอะ”

“ถ้าไอ้ปอนด์ไม่เล่นด้วย แล้วจะแข่งยังไงวะ” มอสถามขึ้น ทำหน้าครุ่นคิด แล้วนิวก็ตอบมายิ้มๆ โดยมิต้องคิดนาน

“ มึงกะกูไงไว้เวร ตามนั้น” เจ้าดาราหน้าคมตัดบท ทิ้งให้เจ้าของห้องนั่งนิ่งงัน ก่อนจะเดินตามเพื่อนออกไป “แล้วเจอกันที่กองถ่ายนะโว้ยไอ้มอส ไปล่ะ”

มอสนิ่งเงียบ สีหน้ายังคงครุ่นคิด และสิ่งที่คิด ก็คงมิใช่ว่าจะแข่งยังไง ทว่าสิ่งที่คิด คือคิดว่าสมควรไหมที่จะลงไปเล่นเอง

มอสจะคิดได้ไหมนะ ไม่ควรเล่นตั่งแต่แรกต่างหากเล่าคือสิ่งที่สมควร หาใช่ควรหรือมิควรที่จะลงไปเล่น!!!

แล้วในระหว่างที่นิ่งเงียบ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พอหยิบมาดูก็รีบรับสายด้วยรอยยิ้มพลัน เพราะสายนี้นั้น คือความเอ็นดูอย่างที่สุดเสมอมา

“ไงครับสตาร์ดัสท์ตัวแสบ คิดถึงน้าล่ะสิ” เสียงใสกล่าวทักไป แน่นอนว่าเสียงใสกว่าจากเจ้าของนาม ‘สตาร์ดัสท์’ อันเป็นนามพิเศษที่ตั้งให้สำหรับหลานคนพิเศษย่อมกล่าวตอบมาได้เสนาะยิ่ง แถมยังเน้นย้ำคำท้าย เสมือนแทรกนัยให้มีชั้นเชิงจนเกินเด็ก

“ทำไมน้ามอสรู้ล่ะครับว่าสตาร์.....คิดถึง”

เจ้าสตาร์ดัสท์พูดเองก็หน้าแดงเอง แดงพอๆกับวันที่รู้ความหมายของชื่อ หะแรกก็ไม่ทราบความหมายถ่องแท้นัก รู้แต่สตาร์อันเป็นชื่อเล่นตัวแปลว่าดาว ส่วนดัสท์นี่แปลว่าอะไรก็ไม่รู้ เลยเปิดดิคชั่นนารีดู ก็เห็นว่าแปลว่าฝุ่น รวมๆกันมันแปลได้ว่า ‘ฝุ่นดาว’ แต่เพื่อความมั่นใจ ก็เลยไปถามคุณมะ คุณมะท่านก็แก้มาให้ว่า

“แปลว่า...ละอองดาว” คุณมะตอบมายิ้มๆ และระดับคุณมะย่อมไม่แปลให้อย่างเดียว คุณมะยังถามราวกับรู้เรื่องราวมาดิบดี “มีใครมาเรียกลูกมะว่า สตาร์ดัสท์ ใช่ไหม”

คำถามของคุณมะ ทำให้คุณป๊ะที่กำลังง่วนอยู่กับการตอบอีเมลข้างๆ ถึงกับรางานในมือ เงยหน้ามาถามย้ำ “ ใครกันสตาร์”

“ไม่มีหรอกครับ”

“ถ้าไม่มีแล้วไปเอามาจากไหนครับ” คุณป๊ะทำหน้าคล้ายไม่เชื่อ ทำมาถามอมยิ้มหน่อยๆ แล้วหันไปยักคิ้วให้คุณมะ ที่กำลังยิ้มระเรื่อ

“ในเนตครับ สตาร์เห็นว่าเพราะดี เลยจะเอามาตั้งชื่อไอจี” สตาร์ในวันนั้นจำเป็นต้องปดไปด้วยหน้าใสๆน้ำขุ่นๆ หาไม่แล้วคุณป๊ะคุณมะคงซักฟอกอีกนาน และก็โชคดีนักที่เวลาคนตั้งเขาหลุดปากเรียก เลยไม่มีใครสงสัย เพราะคิดว่าเรียกตามไอจี แล้วคนตั้งที่คุณป๊ะคุณมะเคยตามหา ก็ช่วยดึงภวังค์ที่จะเริ่มลอยไกลกลับมา

“ถ้าไม่คิดถึงก็ไม่โทร.มาหรอกใช่ไหม ตัวแสบของน้า”

นี่ถ้าอยู่ใกล้ๆ มอสคงไม่แคล้วขยี้หัวหลานชายเล่น เพราะรู้แนวของหลานชายเป็นอย่างดี แต่ถึงจะรู้แนวก็หาใช่ว่า จะรู้จริง เพราะถ้ารู้จริงจะต้องรู้ว่า คิดถึงของหลานที่มีให้น้า มันอยู่ในประเภทไหนระดับใด

“ใช่ครับ แล้วน้ามอสล่ะคิดถึงสตาร์ไหม” เจ้าของเสียงใสยังต้นทาง ถามกลับมาอีก และมีฤาที่คำตอบของน้าชายซุปตาร์จะมิทำให้คนฟังยิ้มแก้มแทบปริ

“คิดถึงสิครับ ...แล้วนี่อยู่ตรงไหนของบ้านสวนครับเนี่ย”

คำว่า ‘คิดถึง’ ของน้า ย่อมทรงฤทธานุภาพให้แก้มของหลานแดงระเรื่อขึ้นมาได้ทุกครา ไม่ผิดอะไรกับครานี้ มิรู้ว่าคนฟังคิดไปเองหรือเปล่าว่า เสียงที่น้าใช้ตอบมา มันหวานเสียจับใจ

“ที่เดิมครับ”

‘ที่เดิม’...คือคำตอบที่ชี้ชัดที่สุดแล้วของหลาน มิจำเป็นต้องอธิบายต่อว่าอยู่ส่วนไหนของบ้านสวน ผู้เป็นน้าชายก็ย่อมรู้ดี ที่เดิมแห่งนี้มิใช่หรือคือที่ที่หลานชายตัวน้อยนั่งมองนอนมองน้าชายร้องเพลงเล่นกีต้าร์โปร่งตั้งแต่เด็กๆ เคล้าคลอไปกับเสียงจิ้งหรีดและบรรยากาศยามเย็น อันมีแสงอาทิตย์อัสดงประหนึ่งไฟสปอตไลท์ฉายส่องลงมา ก่อนที่หมู่ดาวดารดาษจะทอแสงระยิบระยับนับแสนดวงตลอดทั่วพรมผืนฟ้าสีหมึกเข้มให้สมชื่อ ‘ดารากร’ นั่นแหละน้าชายจึงพาหลานตัวน้อยขึ้นบ้าน

น้าชายจะจำบรรยากาศประหนึ่งภาพฝันในวันวานได้หรือเปล่ามิรู้ รู้แต่หลานจำได้ดีไม่มีวันลืม แน่ละ หลานจะไปลืมได้อย่างไร ในเมื่อลงมานั่งมองฟ้ามองดาวอยู่ทุกๆยามเย็นจนค่ำมืด ถึงน้าจะไม่อยู่ ขอแค่มีบรรยากาศเดิมๆ ก็ต่อเติมเพิ่มกำลังหัวใจดวงน้อยได้อย่างอัศจรรย์ที่สุดแล้ว

“ขึ้นบ้านได้แล้วครับสตาร์ ช่วงนี้อากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวจะป่วยไป อีกอย่างศาลาท่าน้ำเรายุงก็เยอะ เป็นไข้เลือดออกขึ้นมาจะยุ่ง” น้าชายบอกด้วยความเป็นห่วง หลานชายเองก็รู้ .....ถึงจะรู้แต่ก็ยังอยากคุยต่อเรื่อยๆ ฉะนั้น วางสายง่ายๆ จึงไม่มีเสียละที่จะรีบทำ

“ครับน้ามอส ว่าแต่รายงานของสตาร์ที่น้ามอสจะหาคนช่วยพิมพ์ให้ เสร็จหรือยังครับ ใกล้ถึงกำหนดส่งแล้ว”

“อ้าวเหรอ ไว้น้าเร่งให้นะครับ เพิ่งจะให้ผู้ช่วยน้าพิมพ์วันนี้เอง แต่ก็เห็นเขาพิมพ์ไปได้เยอะแล้วนะ”

“เอ๊ะ น้ามอสมีผู้ช่วยแล้วเหรอครับ ทำไมสตาร์ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” สตาร์ถามน้าอย่างกับจำเป็นต้องรู้เรื่องของน้าทุกเรื่อง คิ้วเข้มเริ่มขมวดเป็นปม ราวกับลอกเลียนลักษณะของคุณป๊ะหรือพ่อเต้ยมาทุกกระเบียด ยามเริ่มมิสบอารมณ์

“แล้วเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง”

“นี่น้าก็รอพิสูจน์อยู่ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง” มอสพูดจบก็หัวเราะร่วน มิรู้เลยว่าคนโทร.มานั้นหาได้สนุกไปด้วยไม่ จะชายหรือหญิงก็หาได้ชอบใจอย่างไม่มีสาเหตุ

“ทำไมสตาร์ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” สตาร์ย้ำคำเดิม อารมณ์ดีๆเริ่มกรุ่น

“อ้าว น้านึกว่าพี่ชายสตาร์จะบอกแล้วเสียอีก วันนั้นเจ้าซันมันก็ได้เจอ”

“พี่ซันไม่ได้บอกอะไรเลยครับ...พูดถึงพี่ซัน เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยจะเจอหน้าเจอตาเท่าไหร่ อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ นี่ขนาดยังไม่เป็นดารานะครับ ถ้าเป็นแล้วจะขนาดไหน” สตาร์บ่นพี่ชายคนโตให้น้าฟัง แล้วตามต่อด้วยพี่ชายคนรอง โดยที่น้ามิต้องถาม

“ส่วนพี่สกายก็ติดเที่ยว ไปเที่ยวเชียงใหม่กับคุณปู่ กว่าจะกลับก็อาทิตย์หน้า สตาร์เหงาจัง ไม่ได้ไปไหนกับเขาเลย น้ามอสมาหาสตาร์บ้างสิครับ มาพาสตาร์ไปเที่ยวบ้างเหมือนตอนเด็กๆ ” เสียงเล็กใส เริ่มกระเง้ากระงอดเอากับน้าเข้าแล้ว

“ได้สิครับไว้น้าว่างๆ ปิดกล้องแล้วเมื่อไหร่น้าจะพาไป สตาร์ดัสท์ของน้าอยากไปไหนจดไว้เลย แต่ตอนนี้ต้องขึ้นบ้านได้แล้วนะครับ จะสองทุ่มแล้ว น้าเองก็จะรีบอาบน้ำนอนเหมือนกันพรุ่งนี้มีถ่ายละครแต่เช้า แค่นี้ก่อนนะครับคนเก่งของน้า”

“งั้นก็ได้ครับ สวัสดีครับ”

น้าตัดบทมาอย่างนี้ หลานจึงจำต้องวางโดยมิเต็มใจ ใบหน้าที่จะเริ่มจะตูมแหล่มิตูมแหล่เมื่อครู่ จึงตูมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และยิ่งตูมหนักขึ้นไปอีก เมื่อมีเสียงใสกังวานเกินตัวแทรกขึ้นมา จากทางเดินด้านข้างศาลาท่าน้ำที่นั่งอยู่

“โทร.ไปกวนอะไรน้ามอสอีกแล้วสตาร์”

“กวนอะไร สตาร์ก็แค่โทร.ไปถามว่ารายงานสตาร์เสร็จหรือยัง”

“แต่ที่พี่ได้ยินมันไม่ใช่นะ” ซันพูดพลาง เดินเข้ามาในศาลาพลาง แล้วทรุดนั่งลงข้างๆ น้องชายคนเล็ก

“นี่พี่ซันแอบฟัง” สตาร์ขึ้นเสียงสูงทันใด

“พี่ไม่ได้แอบฟัง แค่เดินมาได้ยินพอดี ไม่เชื่อถามเจ้าพวกนี้สิ”

เจ้าพวกนี้ที่ว่า คือแขกเจ้าประจำของพี่ซัน ที่นับวันตัวก็เหมือนเริ่มจะใหญ่ขึ้นยาวขี้นแทบทุกที แสงโคมกลางศาลาอันตกกระทบลงมาทำให้มองสัณฐานสีน้ำตาลทองได้ชัดขึ้นเป็นลำดับอีกด้วย เจ้าพวกนี้ของพี่ซันวันนี้มากันสองตัว แต่ละตัวก็ชูคอราวกับรอเฝ้าเจ้านายมันอย่างไรอย่างนั้น

ถ้าย้อนไปเมื่อสักปีสองปีก่อนสตาร์อาจจะกลัว แต่พอเข้าสิบเอ็ดย่างสิบสองมานี่ ความกลัวก็เหมือนจะอันตรธานหาย กลายเป็นความเคยชิน

“ถ้ามันพูดได้ก็จะถามหรอก” น้องชายตัวเล็กยังตอบอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก “ทำไมไม่บอกว่าน้ามอสมีผู้ช่วยแล้ว ว่าแต่นี่พี่ซันลงมาทำไม”

“ตอบคำถามไหนก่อนดี” พี่ชายทำหน้ากวน จนเห็นรอยลักยิ้ม และเพราะลักยิ้มนี้เองที่ทำให้น้องชายคลายหน้าตูมๆ ผ่อนอารมณ์ ยิ้มออกมาได้บ้าง “เอาคำถามหลังแล้วกัน พี่ก็ลงมาตามนายนั่นแหละ คุณป๊ะกับคุณมะถามหา”

“ครับ เดี๋ยวสตาร์ขึ้นไป ...พี่ซันขึ้นไปก่อน ขอสตาร์นั่งเล่นอีกแป๊บ”

ซันหันมามองหน้าน้องชาย ก็เห็นว่า ตาของน้องจากเดิมที่เป็นเด็กตาเศร้าอยู่แล้ว ยามนี้กลับหม่นแสงสดใสลงไปอีก น้องชายคนเล็กคนนี้ นิสัยคล้ายๆคุณมะ คือโลกส่วนตัวจะค่อนข้างสูง แถมน้องยังยึดบุคลิกของคุณมะมาเป็นเอกลักษณ์ของตัวอีกด้วย จนผู้ใหญ่หลายๆคนที่คุ้นเคยพูดกันติดปากว่า ถ้านุ่มนวล อ่อนหวาน ลดละความเอาแต่ใจอีกสักหน่อย สตาร์ก็คือคุณมะตอนเด็กๆดีๆนี่เอง

นอกจากบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว รูปลักษณ์ของน้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตา ด้วยเครื่องหน้าคมเข้มตัดกับสีผิวขาวอันแม้นจะไม่ลออกระจ่างเหมือนของคุณมะ แต่ก็นับว่าจับตาแก่ผู้พบเห็นยิ่ง จนบางครั้งเคยแอบคิดเล่นๆว่าอยากให้น้องเป็นผู้หญิง ด้วยอยากเล่นบทพี่ชายขาโหดกับเขาบ้างเหมือนกันยามมีใครมาจีบหรือยามที่น้องมีใจให้ใครโดยเฉพาะ

แต่ถึงน้องจะเป็นผู้ชาย ก็หาใช่ว่าจะมิหวงจนห่วงอย่างที่เป็นอยู่ และนับวันมันก็ยิ่งทวีคูณ จนบางทีซันเองก็มิรู้ตัวว่าหวงและห่วงแบบพี่ชายมันอาจจะเริ่มเฉไฉไม่ตรงทางเข้าแล้ว

“จะนั่งเล่นทำไม ยุงเยอะ เร็วขึ้นบ้าน ได้ยินไหมเนี่ย คุณป๊ะ คุณมะเรียก” 

“อีกแป๊บหนึ่งไงพี่ซัน ขอนั่งหาที่เที่ยวก่อน น้ามอสบอกจะพาไปเที่ยว ให้สตาร์หาไว้” เจ้าน้องชายพูดพลาง หาที่เที่ยวจากกูเกิ้ลในมือถือพลาง มิรู้ตัวเลยว่า ลูกไฟขนาดย่อมข้างๆ กระพือขึ้นอย่างรวดเร็ว

“คำก็น้ามอส สองคำก็น้ามอส...ไม่ต้องนั่งต่อแล้ว ขึ้นไปพร้อมกันนี่แหละ”

จู่ๆซันก็ผลุดลุกขึ้นทันใด แล้วจากที่ยิ้มกวนๆ ก็กลับกลายเป็นหน้าเรียบตึง ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เดาอารมณ์ยากพร้อมๆกับฉุดข้อมือน้อง น้องเองหะแรกก็จะขัดขืน แต่ก็น่าแปลกเป็นที่ยิ่ง ที่สัมผัสร้อนผ่าวราวกับมีเปลวไฟพิสดารจากฝ่ามือของพี่ชายอันกำลังวิ่งปราดไปทั่วร่าง มันทำให้ขัดขืนมิลง หนำซ้ำตาสีอำพันของพี่ ยังจับจ้องมายังตาสีน้ำตาลของตน ประหนึ่งมีมหามนตราสะกด จนต้องยอมศิโรราบให้โดยมิมีข้อแม้แต่อย่างใด

เมื่อน้องมิขัดขืน พี่ชายจึงเดินจูงมือน้องหลุนๆนำหน้าบนพื้นศิลาแลงได้โดยสะดวก แขกประจำของพี่ชายผู้กลายมาเป็นประหนึ่งองครักษ์ก็เลื้อยตามมาส่งเช่นกัน แลพอถึงระยะอันใกล้กับตัวบ้าน เจ้าสองตัวก็เสมือนรู้หน้าที่ คือหมดเวลาตามอารักขาแล้ว และก่อนที่จะขึ้นบ้านนั้น พี่ชายก็พูดขึ้นจนน้องชาวาบไปทั้งตัวอีกคำรบ

“น้ามอสเขาเป็นน้า พี่ว่าสตาร์คิดถึงเขาอย่างนั้นดีกว่านะ”

“แล้วพี่ซันคิดว่าสตาร์คิดอย่างไร” แม้จะชาวาบ สตาร์ก็ยังฝืนย้อนพี่ชายได้

“คำก็น้ามอส สองคำก็น้ามอสเมื่อกี้ ยังจะต้องให้พี่พูดอีกเหรอสตาร์ และถ้าอยากไปเที่ยวนัก ทีหลังก็บอกพี่ พี่จะพาไปเอง ...พี่ถือว่าเตือนสตาร์แล้วนะ”

พี่ซันพูดจบก็ปล่อยข้อมือน้องแล้วเดินนำขึ้นบ้าน น้องเองก็ยืนนิ่งอยู่อีกครู่ก่อนจะตามขึ้นไปเช่นกัน พร้อมกับอดคิดมิได้ว่า นับวันพี่ซันก็ยิ่งทำตัวแปลกๆ แถมยังน่าเกรงขามแปลกๆ และมักจะเป็นแบบนี้เกือบทุกที ยามที่รู้ว่าตนพูดถึงหรือโทร.หาน้ามอส แต่เรื่องนี้คงไม่เท่าไหร่ และมันคงไม่สำคัญเท่ากับที่พี่ซันจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตตนเองต่อไปนี่สิ สังหรณ์มันบอกออกมาแล้วอย่างนั้นจริงๆ

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +594/-14
ครั้นเมื่อขึ้นมาถึงหอนั่งบนบ้าน สตาร์ก็รีบคลานเข่าเข้าไปกลางพรมสีงาช้างลายดอกพิกุลร่วง อันมีคุณป๊ะกับคุณมะนั่งปรึกษาเรื่องงานทำบุญคุณทวดกันอยู่ พอได้จังหวะจึงแทรกถามคุณป๊ะคุณมะขึ้น

“คุณป๊ะ คุณมะเรียกหาสตาร์เหรอครับ”

“หืม เปล่านี่ครับ” คุณป๊ะหันมาตอบหน้างงๆ แล้วหันไปหาคุณมะ “ มูนเรียกลูกเหรอ”

“เปล่านะเต้ย” คุณมะก็ทำหน้าเช่นเดียวกัน

“อ้าววว ก็พี่ซัน......” สตาร์หยุดแค่นั้น ไม่พูดต่อจนจบ เพราะรู้ดีแล้วว่าอะไรเป็นไร “พี่ซันโกหก สักทีดีไหม มันน่านัก...สตาร์ขอตัวนะครับ”

สตาร์คลานเข่าถอยออกมาปราดๆ แล้ววิ่งออกจากหอนั่ง ตามหาพี่ชายตัวแสบแทบทุกซอกทุกมุมของบ้าน แต่หาอย่างไรก็หาไม่เจอ พอวกกลับมาที่หอนั่งอีกทีก็เห็นบรรดาแม่ข้าหลวงเสื้อคอบัวของคุณมะ ยกสำรับตั้งมื้อเย็นแล้ว อีกทั้งคุณป๊ะกับคุณมะก็กำลังเข้าประจำที่ และไอ้คนที่กำลังตามหา ก็นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ นั่งอยู่ที่ประจำข้างๆคุณป๊ะนั่นเอง

“หนอยอยู่นี่เอง” สตาร์กัดฟัน เงื้อมือ หมายใจจะเดินเข้าไปฟาดให้สักป้าบ หากก็ต้องชะงักเพราะคราวนี้ คุณมะเรียกเข้าจริงๆ

“อ้าว มาพอดีเลยสตาร์ กำลังจะให้คนไปตามอยู่พอดี...มาทานข้าว เมื่อกี้จะบอกก็บอกไม่ทัน”

ฉะนี้แล้วสตาร์จะทำอะไรได้นอกเสียจาก ลดมือลง แล้วเข้ามาร่วมโต๊ะอาหาร นั่งถัดไปข้างๆคนขี้ปด แต่ถึงกระนั้นหยิกเล็กๆที่คงมิทำให้ถึงตาย ก็สามารถสร้างเสียงร้อง ‘โอ๊ย’ ดังลั่นขึ้นได้ จนคุณป๊ะคุณมะหันมามอง

“อะไรกันอีกสองพี่น้องนี่ หลังๆนี่ ชักแปลกๆทั้งคู่ ตีกันอยู่นั่น”

คุณป๊ะพูดจบก็ประทานมะเหงกมาให้คนละลูก ก่อนจะหันไปเอาใจคุณมะโดยการตักหมูหวานจากจากชุดสำรับน้ำพริกลงเรือมาให้ และตักต้มจืดเต้าหู้ร้อนๆใส่ถ้วยน้ำซุป แล้วจึงทำแก้มป่องๆ เอียงคอยื่นหน้ามาขอหอมจากคุณมะ เป็นของตอบแทน ด้วยเหตุผลที่ว่ามันคือยาช่วยให้เจริญอาหาร ครั้นพอเห็นคุณป๊ะทั้งอ้อนแลทั้งเอาใจคุณมะอย่างนี้ อารมณ์กรุ่นก็คลายลง ด้วยภาพน่ารักๆข้างหน้า อันเห็นทีไร ก็อิ่มเอมทุกที

ใครจะว่าเข้าข้างพ่อตัวเองก็ช่าง ปกติคุณป๊ะก็หล่อมากอยู่แล้ว ยิ่งเวลาอ้อนคุณมะนี่ แม้อายุจะเข้าเลขสาม คุณป๊ะก็ยิ่งน่ารักน่ามองเข้าไปใหญ่ จนบางทีพี่ซันเองก็ยังเทียบไม่ติด มิแพรวพราวเท่า และระยะหลังมานี่ เท่าที่สังเกต คุณป๊ะมักเอาใจคุณมะเสมอ และติดคุณมะแจยิ่งกว่าพวกตนติด คุณยายเมี้ยนถึงกับบอกว่าติดยิ่งกว่าตอนมาอยู่ที่บ้านสวนใหม่ๆ ถ้าจะให้เดาคุณป๊ะคงอยากชดเชยเวลาให้กับคุณมะ เวลาที่เคยเสียไปในอดีตและเคยเสียไปให้กับการงานตอนสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ๆ เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะยุ่งยังไงก็แล้วแต่ แต่ต้องมีเวลาช่วงเย็นหรือค่ำอยู่กับคุณมะแทบทุกวัน  ทำให้คุณมะจากที่ไม่เคยทานมื้อเย็นต้องกลับมาทานมื้อเย็นกับคุณป๊ะเสียนี่

ว่าแต่ใครบางคนที่อยากเป็นอย่างคุณป๊ะ ยึดคุณป๊ะเป็นไอดอล .....วันหนึ่งข้างหน้า เขาจะชดเชยเวลาอย่างที่คุณป๊ะกระทำบ้างไหม จะกลับมาตักหมูหวานใส่จานให้บ้างไหม  ใจดวงน้อยมันอยากรู้จัง

“อ้าวเฮ้ย เหม่ออะไรวะ กินข้าว ” ซันกระทุ้งน้องเบาๆ แต่เล่นเอาคนเหม่อสะดุ้งโหยง

“ตกใจหมดเลย พี่ซัน”

“อย่ามาขวัญอ่อนให้มากนักเลย...เอ้ากินซะจะได้หายเหม่อ” ซันพูดจบ ก็ตักหมูหวานให้น้อง แต่อนิจจาคนตักหาใช่คนที่ต้องการ หมูหวานคำนั้น เลยถูกเขี่ยออก ไว้ข้างๆราวกับมิไยดี

“ตักเองเป็นน่า พี่ซันไม่ต้องยุ่ง”

ซันอยากจะเขกกระโหลกไอ้เจ้าตัวเล็กหน้าคมข้างๆนี่นัก จะหาความอ่อนหวานสักนิดเหมือนหน้าตาก็ไม่มี ไหนๆก็ยึดเอาบุคคลิกลักษณะของคุณมะมาแล้ว ทำไมไม่หัดเอานิสัยมาด้วยบ้าง ...จะได้ชื่นตา หรือบางทีก็อาจจะชื่นใจ

นี่ถ้าลองเป็นน้ามอส มาตักให้มันสิ.....มันคงยิ้มแฉ่ง ไม่มีทางเสียล่ะที่จะทำหน้าตูมๆอย่างนี้

“เออไม่ยุ่งก็ได้วะ แต่อะไรๆที่เตือนไป ยังไงก็ต้องยุ่ง”

เสียงที่ใช้มันได้ยินกันแค่สองพี่น้อง ฉะนี้คุณป๊ะกับคุณมะจึงมิได้สนใจ แต่สำหรับสตาร์นั้นฟังแล้วมันอึดอัดไม่สบายใจพิกล อย่างที่คิดไว้เมื่อก่อนขึ้นบ้าน พี่ซันเป็นอะไรของเขา ปกติก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยยุ่ง ยิ่งพอแตกเนื้อหนุ่มมานี่ ชอบมาวุ่นวายให้รำคาญใจจริงๆ

สตาร์คงหงุดหงิดจนไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดจึงนั่งเงียบทานมื้อเย็นไปเรื่อยๆ ไอ้เจ้าคนที่ชอบเข้ามาวุ่นวายเองก็หาได้พูดอะไรต่อไม่ เพราะตาสีอำพันนั้นกำลังมองคุณมะ ที่กำลังปรนนิบัติคุณป๊ะด้วยการรินไวน์ใส่แก้วให้อย่างรู้ใจ จะว่าไปคุณมะนี่ ตามใจคุณป๊ะยิ่งกว่าตามใจลูกๆเสียอีก คุณป๊ะอยากได้อะไรก็ได้ตามที่ต้องการเสมอ จนหลายครั้งที่คุณย่าบ่น คุณมะก็ได้แต่ยิ้มรับน้อยๆมาเสียแทบทุกครั้ง คุณย่าชอบค่อนขอดเสมอว่า

“เมียดีเด่นแห่งชาติ”

คุณมะเป็นอย่างที่คุณย่าว่าจริงๆ ทว่าคุณย่าก็ไม่ได้ค่อนขอดเอาอย่างเดียว ก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่ท่านชมอยู่บ่อยๆ ซึ่งตนก็เห็นด้วยอย่างไม่มีข้อแม้

“คุณมะของซันน่ะ อย่างกับเมียเอกพระราชทานของพระน้ำพระยาสมัยก่อน ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีสง่าราศี ไว้ตัวกับบริวารแต่อ่อนหวานกับผัวกับลูก ก็สมล่ะ สมกับมีเชื้อมีสาย สมกับเป็นลูกเป็นหลานชาววัง ลูกชายย่าเขาถึงได้ติดแจ ถ้าซันโตขึ้นคิดจะมีเมีย ก็หาเมียให้เพียบพร้อมอย่างคุณมะเขานะลูก มีเมียดีเสียอย่างอะไรๆมันก็ดี”

“ซันก็คิดไว้เช่นนั้นครับคุณย่า”

วันนั้นตอบคุณย่าไปอย่างไร วันนี้ก็ยังรู้สึกอย่างนั้นไม่แปรเปลี่ยน เพราะความประทับใจในตัวคุณมะแท้ๆทีเดียว จึงมีปณิธานตั้งมั่นเช่นนั้นมานานแล้ว แต่มันก็หาได้ยากยิ่ง คนที่งามและมีลักษณะคล้ายคุณมะ ทว่าก็ใช่ว่าจะมิเจอเลย เจออยู่เหมือนกันแหละแต่มาไม่ครบ บ้างก็ได้นิสัย หน้าตากลับไม่ให้ หรือบางคนก็ก็อปปี้คุณมะมาทั้งดุ้น แต่นิสัยต้องใช้คำว่า น่าจะจับไปดัดสันดาน

ซันคิดถึงตรงนี้ก็หาได้รู้ตัวเองว่าปรายตาไปมองคนข้างๆ ....แล้วคุณป๊ะกึถามขึ้นดึงงคงวามสนใจกลับมา

“อีกไม่นานก็จะเข้าวงการแล้วนี่ซัน ...อย่างนี้แฟนๆที่นี่จะทำอย่างไร”

“ซันยังไม่มีแฟนสักหน่อยครับ คุณป๊ะก็”

“อย่ามาไอ้เวร วันก่อนป๊ะเห็นซันพาผู้หญิงมาบ้าน”

“ก็แค่มานั่งคุยกันครับ” ซันตอบโดยเร็ว

“นั่งคุยอะไรกันตั้งนานสองนาน ในศาลาโยคะ ตั้งแต่บ่ายสองยันเย็น” คุณป๊ะเต้ยซักมาอย่างไม่ลดละ คุณมะเองก็เริ่มจ้อง “ อย่าบอกป๊ะนะว่า......”

“อูยคุณป๊ะก็ ไม่ใช่อย่างที่คุณป๊ะคิดหรอก ...ก็แค่คุยกับเขาตรงๆ ว่าซันไม่ได้คิดอะไรกับเขา คิดกับเขาแค่เพื่อน แต่เขาไม่ยอมก็เลยคุยกันนานหน่อยกว่าจะเข้าใจ”

“สรุปคือซันบอกเลิกเขาใช่ไหมลูก” คุณมะปิดประเด็นให้ ลูกชายก็ตอบมางุบๆงิบๆ

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ”

“เลว!!” จู่ๆ เสียงใสข้างๆ ก็ขับมาลอยๆให้เข้าหู สาบาน ถ้าคุณป๊ะคุณมะไม่อยู่ มันต้องโดนตบกบาล

“เอาเถอะ อายุยังเท่านี้ ยังมีพัพพี่ เลิฟ ได้อีกเยอะ ยังมีเวลาอีกหาคนที่ใช่ ไม่แน่นะ ลูกชายป๊ะอาจจะได้แฟนในวงการก็ได้ ค่อยๆเลือกไป ลูกชายป๊ะหล่อ ยังไงก็มีสิทธิ์เลือก ลองดูหลายๆคนครับลูก แล้วก็อย่าลืมเรื่องคอนด้อมที่ป๊ะบอกล่ะ” เต้ยบอกลูกยิ้มๆ มูนเห็นไม่ค่อยเข้าท่าจึงรีบขัด

“ เต้ยไปสอนลูกอย่างนั้นได้ไง ลูกยังเด็กอยู่...อย่าทำตามเชียวนะซัน ”

“เด็กอะไรมูนจะสิบห้าแล้ว”

“สำหรับมูนไม่ว่าลูกจะอายุเท่าไร ก็ยังเป็นเด็กในสายตามูนเสมอ พอทีพ่อลูกหยุดคุยเรื่องนี้กันเสียที” มูนปิดบทสนทนามาอีกรอบ ค้อนทั้งผัวทั้งลูกชายคนโต แล้วเปลี่ยนประเด็นใหม่ “ ว่าแต่วันมะรืนนี้ มะจะเข้ากรุงเทพฯไปหาคุณย่า ไปประชุมผู้ถือหุ้นแทนคุณป๊ะ แล้วจะแวะไปซื้อของทำน้ำอบ ใครจะไปกับมะบ้าง”

“สตาร์ครับ สตาร์ขอไปด้วย”

สตาร์ตอบรวดเร็วโดยไม่ต้องคิด เพราะเคยคิดไว้อยู่แล้วว่า ถ้าได้มีโอกาสเข้ากรุงเทพฯ คงจะไม่ไปหาแค่คุณย่า มีใครอีกคนที่อยากไปหาแทบขาดใจ  เคยขอตรงๆ คุณมะไม่ค่อยพาไป แต่ถ้าครั้งนี้แอบแว่บไป ในระหว่างที่คุณมะประชุม ย่อมน่าจะได้ ....ทั้งช่องทั้งโพรงมันมาแล้วนี่ มีหรือจะปล่อยให้หลุดลอย

ฉะนี้แล้วเมื่อวันมะรืนมาถึง หน้าใสคม จึงระรื่นเสียยิ่งกระไร ทว่าก็แค่เพียงแป๊บเดียว เพราะนอกจากคุณมะกับคนขับรถ ก็ยังมีอีกคนที่ร่วมเดินทาง คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่าอยากให้ไปด้วยหรือไม่

“พี่ซันจะไปทำไม”

“แล้วทำไมจะไปด้วยไม่ได้”

น้ำเสียงยียวนกวนประสาทตอบมาเช่นนั้น แล้วก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เจ้าพี่ชายทำคล้ายจะมิสนใจ แต่พอเอาเข้าจริง พอถึงที่หมายอันเป็นโรงแรมของคุณป๊ะและพอได้เจอคุณย่า แลพอคล้อยหลังแม่กับย่าที่เข้าไปประชุมเท่านั้น ท่าทีที่ไม่สนใจในทีแรก จึงกลับสนใจขึ้นมาอย่างเปิดเผย

“คุณย่ากับคุณมะคงประชุมนาน เลยให้พี่ไปซื้อของแทนจะได้ไม่เสียเวลา สตาร์ไปกับพี่”

พี่ชายถืออำนาจสั่งการมาอย่างนี้ น้องชายจึงต้องจำยอมพร้อมหน้าบึ้งๆ เพราะแพลนที่วางไว้กับทลายลงสิ้น ยอมนั่งรถออกจากโรงแรมมาย่านถนนจักรวรรดิมาซื้อของให้คุณมะไปทำน้ำอบตามที่สั่งไว้.... พี่ซันมันมาคุมแจเยี่ยงนี้ จะเอาเวลาที่ไหนแว่บไปหาเขาเล่า อุตส่าห์ไลน์ถามจากป้าช้างมาเมื่อวานแล้วเชียว ว่าวันนี้คนที่เฝ้าคิดถึงอยู่หนใด

“ป้าช้างครับ พรุ่งนี้น้ามอสอยู่คอนโดไหมครับ”

“ไม่ค่ะลูก ติดถ่ายละคร ที่พารากอน ทำไมเหรอคะ”

“เปล่าครับ ถามเฉยๆ เผื่อจะไปเซอร์ไพร์ส ....แต่ป้าช้างอย่าเพิ่งบอกใครนะครับ คุณมะก็ห้ามบอก”

สถานที่ก็ได้มาแล้ว แต่จะปลีกตัวอย่างไรนี่สิสำคัญ เพราะมันแทบจะไม่มีทางเลย พี่ซันนอกจากคุมแล้ว ยังเดินจูงมือราวกับตนอายุเจ็ดแปดขวบ พาเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ ทั่วถนนจักรวรรดิซึ่งพี่ซันมันคุ้นเคยดีอยู่แล้วเพราะมากับคุณมะตั้งแต่เด็กๆ ส่วนตนน่ะหรือครั้งนี้เป็นครั้งแรก

และเพราะพี่ชายเดินจูงมือนี่เอง และเพราะตนก็จะสิบสองแล้ว อีกทั้งหน้าตามันก็ไม่เหมือนกัน จึงไม่มีใครคิดว่าเป็นพี่เป็นน้อง สายตาผู้พบเห็นกับเสียงซุบซิบจึงมีมาให้ได้ยินตลอด และก็ไม่เข้าใจอีกเหมือนกันว่าแค่มากรุงเทพแค่นี้ไอ้พี่ซันทำไมมันถึงแต่งตัวหล่อนัก ไม่ใช่ตนซะหน่อยที่แอบมีแพลนจะต้องไปหาไปเจอใคร จึงจำเป็นต้องดูดี

“เด็กสมัยนี้ เปิดเผยกันตั้งแต่เด็กๆเชียว พ่อแม่รู้จะว่ายังไงเนี่ย”

“น่ารักดีออก หล่อทั้งคู่เลยนะนี่ เข้าใจคบกันเนอะ”

เพราะได้ยินมาอย่างนี้ อีกอย่างสตาร์ก็ไม่ได้โง่จนตีความไม่ออก จึงพยายามสะบัดมือหนี แต่คนจูงก็ดันกระชับแน่นแถมยังหันหน้ามามอง สื่อเป็นนัยๆว่า ‘อย่าแม้แต่จะคิด’

ด้วยความรั้นตามนิสัย ความหงุดหงิดรำคาญใจ จึงอยากไปเสียให้พ้นๆ เพราะความที่ยังเด็กนัก จึงมิได้คิดอะไรให้รอบคอบถี่ถ้วน คิดถึงแต่จะไปหาคนที่คิดว่ารักและเข้าใจ จึงอาศัยช่วงที่คนเดินสวนกันแน่นๆ ในทางลัดที่จะทะลุออกมาสำเพ็ง สะบัดข้อมือออกจากพี่ชายทันใด พี่ชายด้วยความที่มือหนึ่งถือของแถมคนก็เบียดเสียดกัน จะหันกลับมาคว้าก็ไม่ทันเสียแล้ว

“สตาร์ จะไปไหน กลับมาก่อน”

สตาร์กลืนหายไปกับฝูงชนได้รวดเร็วสมใจ โดยที่มิต้องพยายามอันใด คนจะเบียดไปทางไหนก็ยอมไหลไปทางนั้น มิสนใจเลยว่าพี่ชายจะร้อนรนเพียงใดอยู่ใจกลางของทางลัดนั้นเอง

มิต้องให้สมองสั่งการอันใด ซันรีบโทร.หาสตาร์ทันที สัญญาณมีแต่สตาร์ไม่รับสายเลย ...ซันมิได้โทร.แค่รอบเดียว โทร.เป็นสิบๆรอบ หัวใจพี่ชายยามนี้ย่อมตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม พยายามเบียดคนเดินหากลับไปทางเดิมก็แล้ว รอบๆก็แล้ว ก็หามีวี่แววน้องไม่ จึงตัดสินใจแจ้งคุณมะ พยายามข่มน้ำเสียงมิให้อาการตกใจนำหน้า

“คุณมะครับ...น้อง น้องหายไปทางไหนก็ไม่รู้”

 “อะไรนะลูก...ทะ โทร.หาน้องสิ โทร.หาน้องยัง” คุณมะวิ่งพรวดออกมานอกห้องประชุมทันใด

“ โทร.แล้วครับ แต่น้องไม่รับเลย ซันจะทำยังไงดีครับ”

“เอางี้ ซันรออยู่ที่นั่น ส่งโลเคชั่นมา เดี๋ยวมะจะไปหา ตอนนี้โทร.ไปบอกคนรถ ให้มาช่วยกันตามก่อน ตามนั้นนะลูก ระหว่างนี้มะจะคอยโทร.หาน้องด้วย ”

สตาร์จะรู้ไหมว่าทั้งแม่ทั้งพี่ ยามนี้เป็นห่วงเพียงไร เพราะคิดน้อยตามประสาประสบการณ์ชีวิตยังน้อย  หน้าจึงยังระรื่น ไม่สนใจเสียงโทรศัพท์ที่ดังอยู่ตลอด หารู้ไม่ว่านี่กรุงเทพมิใช่อัมพวา ที่จะเดินไปเดินมา หาทางไปไหนต่อไหนได้ถูก  ครั้นเมื่อออกห่างมาจากซอยที่มีคนพลุกพล่านได้ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครา ครานี้เป็นคุณมะโทร.มา พอจะกดรับสาย โทรศัพท์เจ้ากรรม มันก็ดันไม่เอื้ออำนวยเสียแล้ว

“อ้าวเฮ้ย แบตหมดได้ไงวะ”

สตาร์เริ่มมองไปรอบๆ ก็เห็นว่า ตนเองมาโผล่ที่ซอยแคบๆ ซอยหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ส่วนใดของกรุงเทพมหานคร และก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ที่นี่คือมหานคร มิใช่บ้านเกิดเมืองนอนที่อัมพวา...ฉะนี้ หน้าที่ระรื่นเมื่อครู่ จึงมิมีให้เห็นอีกต่อไป

“ทำไงดีล่ะทีนี้”

********************
รบกวนติดตามต่อในส่วนที่๒ นะคะ บทนี้จะยาวหน่อย ขอทยอยลงให้เรื่อยๆค่ะ
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน ทุกๆความเห็นและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมา สวัสดีค่ะ  :mew1: :pig4:

Artemis ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
 :impress2: :katai2-1: :mew3: โอ๊ะโอพี่ซันอย่าบอกนะว่ามีความรู้สึกพิเศษให้กับน้องชายตัวเอง ชอบน้องสตาร์แน่เลย ต้องดูกันต่อไปแล้วว่าคู่นี้จะมีดราม่าไหมส่วน สตาร์แอบหลงรักนะชายตัวเองน้ามอสแน่เลย ดื้อเหมือนใครนะขออย่าให้มีอันตรายอะไรเกิดขึ้นกับน้องนะให้พี่ซันตามหาน้องเจอไวๆด้วย สวนมอสของเราอย่าล้อเล่นกับความรู้สึกของอุศเรนเลย ขอบคุณนักเรียนนะคะพี่มาอัพต่อรอตอนเป็นกำลังใจให้สู้ๆ

ออฟไลน์ pepperpro

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 106
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
ดีใจที่ได้อ่านเรื่องราวของลูกๆ มูนและเต้ย

มอสโตมาเป็นเจ้าชายต่อจากเต้ยอีกทอดสินะ นิสัยเสียๆไม่ดี ของพี่เขยก็อย่าทำตาม เดี๋ยวเรนเขาจะช้ำเอาน่า

ชอบผลงานของเจ้าของเรื่องมากๆเลยครับ ภาษาไหลลื่น มีความงามของภาษาไทยอย่าเต็มเปี่ยมเช่นเดิม

มาต่ออีกไวๆนะครับ

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4568
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
เด็กหนอเด็กน้อย  วุ่นวายกันหมดแล้ว

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด