[จีนโบราณ] >>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<<< บทที่ 31 [22/5/63] หน้า 5
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [จีนโบราณ] >>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<<< บทที่ 31 [22/5/63] หน้า 5  (อ่าน 11312 ครั้ง)

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
อ้าวหัวหน้าสี โดนตัดหัวแล้ว!!!

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 22




หยวนหลงซานรำกระบี่จู่โจมรวดเร็วหมายเด็ดศีรษะศัตรูผู้นั้นกลับคืน อีกฝ่ายปัดป้องได้อย่างว่องไว ครั้นเห็นในระยะใกล้จึงล่วงรู้ว่าหมู่คนชั่วทั้งปวงคือประดาพวกพรรคมารโคมแดงตัวจริง ประกอบชุดแดงแซมสีดำ ไม่คุ้นหน้าค่าตา เช่นเดียวกับครั้งประสบพบเจอภายในร้านยาหลิวจินเถา ความเจ็บแค้นหมายเอาศีรษะมารชั่วมาเซ่นไหว้วิญญาณหัวหน้าสีฝูเหยาเดือดพล่านทั่วเรือนร่าง ข้าตวัดกระบี่ตีกลับ หัวหน้าหมู่พรรคมารก็ทะยานถอยเข้าไปในเขตอาราม ติดกับเส้นทางเฉิงเป่ย

ข้าไม่ลดละติดตามทันที ใช้วิชาตัวเบาเหยียบหลังอานม้า แตะเท้าย่ำกำแพงหลังคากระเบื้องเข้าสู่ลานวัด เสียงหัวเราะสาแก่ใจดังลั่นแทรกผ่านเงาราตรี ยิ่งเร่งไฟแค้นในใจข้ามากขึ้นไปอีก

“หากข้ามิอาจเด็ดหัวเจ้ามาล้างเลือดหัวหน้าสีฝูเหยาได้ จะขอยอมตายเอาดินกลบฝังหน้า”
   

ข้าต้องการทำทุกอย่างที่กล่าวมา

ทว่ากำลังฝ่ายตนมีน้อย อีกทั้งไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามีศัตรูซุ่มซ่อนแฝงเร้นอยู่ที่ใดอีก จึงได้แต่เก็บกระบี่คืนฝัก แล้วแสร้งร้องตกอกตกใจด้วยกิริยาสตรีว่า

“ไยนายท่านจึงเที่ยวโยนศีรษะไร้กายมาทางข้าพเจ้าทั้งสามเช่นนี้” ข้าตัดพ้อต่อว่าทำเสียงสั่น ย่ำม้าถอยห่างทันควัน เหลียงจิน ปิงหวน และเป่าเหอไม่คาดว่าข้าจะเล่นบทหญิงคณิกาก็เงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนจะเหน็บกระบี่ไว้ข้างอานม้า ต่างตีอกชกหัวหวีดร้องร้องสนับสนุนคำข้าราวกับนัดหมายกันมา

“ใช่ๆ”

หัวหน้าพรรคมารขับม้าเข้ามาใกล้ แสงคบไฟกระทบแววตาดุร้าย ทว่าหล่อเหลาคมคาย ไม่ต่างจากบุรุษรูปงามแห่งหออวี้หงหยวน ทั้งไม่ปรากฏอาวุธอื่นใดในกำมือ ข้าเร่งสำรวจตรวจตรากำลังศัตรูดีแล้วก็เล่นบทหยวนอวี้ฟ่านต่อไปว่า

“ข้าพเจ้าทั้งสี่เป็นสตรีจากหออวี้หงหยวน เดิมทีออกมารับแขกแถวด่านจงกวน ไม่นึกว่าขากลับจะไม่สะดวกเหมือนเช่นขาไป”

เจ้าหัวหน้าพรรคมารได้แต่เหยียดยิ้มราวกับคมกระบี่ กระทั่งในที่สุดก็โต้ตอบกลับมา

“แม่นางทั้งสี่...เป็นหญิงคณิกาจากอวี้หงหยวนหรือ”

“ข้าและสาวใช้งดงามเช่นนี้ จะมีสตรีใดในต้าถังที่ไม่ได้มาจากสถานที่ดังกล่าวเล่า” ความมั่นหน้าของข้าทำให้อีกฝ่ายหัวเราะมาคำหนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องให้มาเก็บศีรษะหัวหน้าสีฝูเหยา แล้วพูดกับข้าว่า

“แม่นางทั้งสี่นี้คงเป็นนางคณิกาชั้นเอกแห่งอวี้หงหยวน ทั้งรูปโฉมและวาจา แสดงให้เห็นทักษะเช่นว่า แต่ข้าเพียงสงสัย ไยแม่นางทั้งสี่จึงขับม้าไปด่านจงกวนและกลับคืนนครฉางอันโดยไร้ซึ่งนักเลงคุมซ่อง ก็หมู่เจ้างดงามถึงเพียงนี้ นายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนปล่อยพวกเจ้ามาตามลำพังได้ประการใด”

เหลียงจินขยับม้ามาเคียงข้าแล้วทำกิริยาคำนับ

“เรียนนายท่าน เหตุว่าข้าพเจ้าทั้งสี่พอมีวิชาติดตัว นายท่านหยวนหลงซานจึงไม่คิดส่งคนติดตาม ด้วยกิจธุระเช่นนี้ข้าพเจ้ากระทำมามากกว่ามาก เส้นทางเปลี่ยววิเวกปานใดจึงไม่อาจทำอันตรายข่มขวัญพวกเราได้”

เจ้าคนหัวหน้ายังคงใช้สายตาสำรวจนางคณิกาปลอมราวกับจะหาข้อพิรุธ แล้วว่า

“ข้ามีนามว่า เหลียวตง พวกเจ้าย่อมแจ้งอยู่กับอกแล้วว่า เสื้อผ้าอาภรณ์ซึ่งพวกข้าสวมใส่บ่งบอกว่ามาจากแหล่งสำนักใดในใต้หล้า”

ข้าซุกซ่อนความแค้นแล้วตอบด้วยน้ำเสียงสั่นๆว่า “ข้าพเจ้ามีนามว่า หยวนอวี้ฟ่าน ไม่นึกว่าจะได้พบหัวหน้าเหลียวจาก...พรรคโคมแดง”

“แม่นางหยวนผู้นี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด คิดอ่านได้ทันทีจากรูปลักษณ์ภายนอก เช่นนั้นขอซักถาม ไยแววตาเจ้าแรกเห็นศีรษะของสีฝูเหยาจึงมีอาการสุดแค้นเช่นนั้น”

“ข้าพเจ้าย่อมสำแดงความแค้นชั่วขณะแรกเห็น ก็เพราะใบหน้าคนผู้นี้คือคนที่ข้าพเจ้าชิงชังนัก สีฝูเหยาผู้นี้เป็นหัวหน้านักเลงคุมซ่องก็จริงอยู่ แต่มีพฤติกรรมพูดจาหยาบคาย มักมากในกามมั่วโลกีย์ ครั้นคราวปะข้าก็มักจะเล่นหูเล่นตาพูดจาสองแง่สองงาม หากแต่ข้าไม่เล่นด้วย แต่ก็ไม่อาจหยุดพฤติกรรมเช่นว่ามา แรกเห็นใบหน้าคนผู้นี้จึงเต็มไปด้วยความแค้น ต่อมาจึงตื่นตระหนก ทว่าบัดนี้กลับรู้สึกยินดีหาใดเปรียบ หัวหน้าเหลียวพบสีฝูเหยาคนเลวทรามที่ใดหรือเจ้าคะ” ข้าเล่นละครตบตาอย่างเต็มความสามารถ แต่ในใจรวดร้าวสาหัส

“ในอารามร้าง” เหลียวตงตอบไร้อารมณ์

“เช่นนั้นไยคนมักมากผู้นี้จึงมาอยู่ในเขตวัดร้างได้เล่า เขาควรจะบัญชาคนออกคุมหอคณิกาทั้งหลายในฉางอันถึงจะถูก” ข้าตีสองหน้ากลับกลอกไปมา หันเหลียวมองปิงหวนให้ต่อบท เจ้าหนุ่มหลี่ปิงหวนก็ขยับมาเข้าใกล้ข้าแล้วเสนอความคิด

“เห็นจะเป็นเพราะข้าพเจ้าพูดเล่นลิ้นกับนักเลงคุมซ่องหน้าหออวี้หงหยวนก่อนขับม้าไปด่านจงกวน เผลอกล่าววาจาว่า นายหญิงจะไปรับแขกข้างนอก ไม่นึกว่าไอ้พวกชั่วนั่นจะไปรายงานหัวหน้าพวกมัน คนมักมากอย่างสีฝูเหยาหรือจะนิ่งดูดาย คงจะตระเตรียมกำลังคนมาลอบดักขืนใจนายหญิงไม่ผิดไปจากนี้แน่”

“ใช่แน่ๆ” หวังเป่าเหอก็ร้องสนับสนุน ทั้งสบถด่าทอสีฝูเหยาต่างๆ นานา วิญญาณหัวหน้าสีเมตตาอภัยให้พวกข้าด้วยเถิด

เหลียวตงหลี่ตามองพิจารณาพวกข้าเป็นเดือดเป็นแค้นเช่นนั้น ก็ร้องปรามว่า

“สีฝูเหยามาพร้อมกำลังคนส่วนหนึ่งจริง ทว่าบัดนี้ถูกฝ่ายพรรคโคมแดงควบคุมตัวไว้ได้สิ้นแล้ว หากการเป็นไปเช่นแม่นางลำดับมา พวกข้าก็นับว่าเป็นผู้มีบุญคุณต่อแม่นางหยวนแล้ว”

ข้าฉีกยิ้มกว้างทำกิริยาคำนับ

“ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าพรรคโคมแดงรังแกผู้คน มีนิสัยโหดร้าย ไม่นึกว่าพอได้เจอกับตัวเองกับพลิกจากหน้าเป็นหลังมือ อีกทั้งมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่น”

เหลียวตงหัวเราะแล้วยิ้มพอประมาณ ก่อนจะกล่าวว่า

“แม่นางแจ้งชื่อเสียงสำนักข้าได้ถูกต้องทุกประการแล้ว ข้อซึ่งข้าลงมือช่วยเหลือเจ้านั้นเป็นเหตุการณ์บังเอิญต่างหาก เหตุว่าเขตบริเวณนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน สายสืบพรรคโคมแดงกลับไปแจ้งประมุขว่า มีกลุ่มคนแต่งกายเลียนแบบสำนักโคมแดงอยู่ อีกทั้งมีหลักฐานเป็นผงราคะไฟถูกทำทิ้งไว้เกลื่อนในดงป่า ข้ามาถึงก่อนตะวันตกดินก็พบผงสำคัญเช่นว่า แต่หาพบตัวผู้แต่งกายเลียนแบบไม่ กระทั่งวางคนดั่งซุมคอยอยู่ตามเส้นทางสัญจรใหญ่ กลับพบเห็นสีฝูเหยาและพรรคพวกขับม้าเข้ามาพักในอารามร้าง ข้าไต่ตรองแล้วเห็นว่าหรือคนพวกนี้จะเป็นกลุ่มคนแต่งกายเลียนแบบสำนักโคมแดง จึงเปิดเผยตัวแล้วขอคำชี้แนะจากสีฝูเหยา ไม่นึกว่าอีกฝ่ายนอกจากจะไม่ให้ความร่วมมือสืบสาวเรื่องราวกลับต่อสู้กลับทันที ฝ่ามือพยัคฆ์ทมิฬของข้าจึงได้หัวของสีฝูเหยามาแทนคำตอบ”

“แล้วคนอื่นๆเล่า” เหลียงจินรีบซักถามหน้าตาตื่น ข้าจำเป็นต้องส่งสายตาให้เขาสงบลง

“ถูกพวกข้าจำมัดไว้ภายในอารามร้าง” เหลียวตงตอบหน้าเฉย “พอทราบฐานะสีฝูเหยาจากแม่นาง ก็ทำให้ข้าเข้าใจเหตุการณ์โดยตลอด ด้วยชั้นแรกข้าเดาว่า สีฝูเหยามารอคอยคนผู้หนึ่งซึ่งหาใช่หญิงคณิกาจากอวี้หงหยวนไม่”

ข้าจับมือเหลียงจินไว้ให้ห่างจากด้ามกระบี่

“ไยหัวหน้าเหลียวจึงคิดเห็นเป็นประการอื่น” ข้าถามกลับ

“ก็เพราะสีฝูเหยาก่อนตายพูดมาประโยคหนึ่งว่า เสี้ยวจันทราผงาดฟ้า คมเบญจมาศกรีดพื้นพสุธา มารร้ายชั่วช้าจงสิ้นจากแผ่นดิน” รอยยิ้มจากเหลียวตงจางหาย เหลือเพียงดวงตาแฝงแววดุร้าย “บุคคลที่สีฝูเหยาคอยอยู่ตามความคิดข้า...คงมิพ้นไปจากประมุขพรรคเสี้ยวจันทราเป็นแน่”

ความเงียบปกคลุมในราตรีชั่วขณะหนึ่ง

“ข้าพเจ้ามีสุราติดตัวอยู่จำนวนหนึ่ง” หลี่ปิงหวนพูดแทรกผ่านอากาศเย็นยะเยือก ข้าแทบสะกดความแค้นไว้มิได้ก็พลันหันเหลียวมอง “นายหญิงของข้าพเจ้าคงไม่มีสิ่งอื่นใดตอบแทนน้ำใจพวกท่านนอกจากเลี้ยงสุรารสเลิศ”

เหลียวตงสบตาข้าแล้วกล่าวว่า

“หากข้าไม่รับน้ำใจแม่นางหยวนก็เป็นการไม่ให้เกียรติสตรี ข้อที่ปฏิเสธการร่ำสุรา ข้าเคยได้ยินว่าหออวี้หงหยวนปรนนิบัติแขกราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ เช่นนั้นข้าไม่ขอปฏิเสธ ในเมื่อพวกข้าได้หลักฐานและพยานปากพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้วสีฝูเหยาหัวหน้านักเลงคุมซ่องผู้นี้มีพฤติกรรมแต่งกายเลียนแบบสำนักโคมแดง ด้วยหวังจะแอบอ้างทำสิ่งชั่วช้าขืนใจหญิงคณิกาโฉมงาม ประมุขของข้าคงจะคลายใจเมื่อได้ทราบ”

“ข้าพเจ้าขอฝากคำขอบใจส่งต่อประมุขสำนักโคมแดงด้วย” ข้าสวมรอยต่อไปอย่างอับจนหนทาง ด้วยจำเป็นจะต้องช่วยเหลือบรรดาคนพรรคเสี้ยวจันทราที่ถูกจับกุมไว้ออกมาให้ได้เสียก่อน

“เช่นนั้นเชิญแม่นางหยวนเข้าไปภายในอารามร้างเถิด” เหลียวตงลงจากม้าแล้วยื่นมือมาให้ข้า

หยวนหลงซานแสร้งวาดรอยยิ้มก้าวลงเหนือพื้นดิน ทำทีเป็นเซซวนแล้วซบกับอกกว้างของเหลียวตง

“อภัยเถิดหัวหน้าเหลียว ข้าพเจ้าคิดว่าฝ่าเท้าคงปวดเมื่อยจากการขี่ม้าระยะทางไกล จึงไม่อาจยืนได้ถนัดในทันที”

“หาเป็นการรบกวนไม่ ข้าเต็มใจช่วยแม่นางหยวน พวกเจ้าจงกระจายกำลังกันออกไปโดยรอบกำแพงวัดร้าง ให้พวกที่ซุ่มซ่อนอยู่ออกมาพักดื่มสุราจากหอคณิกาอวี้หงหยวนสักประเดี๋ยวเถิด ราตรีนี้คงอีกยาวไกล” เหลียวตงสั่งความลูกน้องแล้วโอบเอวพาข้าเข้าไปในลานวัด

ภายในมีกองไฟสุมไว้อยู่ ใกล้กับกระถางธูปใหญ่สภาพแตกหัก มีสมาชิกพรรคเสี้ยวจันทราถูกมัดมือมัดเท้าไว้กว่ายี่สิบคน ครั้นทุกคนได้เห็นใบหน้าข้าในร่างนางคณิกาก็ต่างดิ้นรนพยายามส่งเสียงร้องเตือนภัย

“ทำให้พวกมันเงียบเสียง” เหลียวตงออกคำสั่ง ผู้คุมพรรคมารก็ลงแซ่หวดดังสนั่น ฝากรอยเจ็บช้ำเลือดไว้ให้แก่ทุกคนเป็นภาพบาดตาข้าเหลือคณานับ จำข้าจะต้องจัดการเหลียวตงให้อยู่หมัดเสียก่อน หนี้แค้นหนนี้สำนักโคมแดงจะต้องเสียหัวเหลียวตงดุจเดียวกัน

เมื่อยอดฝีมือพรรคมารจัดที่ทางให้หัวหน้าพวกตนนั่งออกรับรองหญิงคณิกาจากอวี้หงหยวนได้แล้ว ข้าก็รับสุราเทียนจื่อซานจากปิงหวนมารินใส่จอกแล้วว่า

“ข้าพเจ้าขอใช้ตัวเองเป็นจอกสุราให้หัวหน้าเหลียวได้ลิ้มรสดุจดั่งเมรัยจากสวรรค์”

“ข้าได้ยินไม่ผิดใช่หรือไม่ หมายความว่าแม่นางหยวนจะป้อนสุราด้วยปากของแม่นางเองหรือ” เหลียวตงเอนกายบนขอนไม้แล้วตบหน้าตักเชื้อเชิญให้ข้าขยับขึ้นไปนั่ง มีหรือที่ข้าจะไม่ขยับไปนั่งตามคำเชิญ

พอนั่งตักเหลียวตงแล้วก็ยกจอกสุราใส่ปากตนเอง ก่อนจะใช้มือเอื้อมจับแก้มเหลียวตง จรดปากทาบทับปาก แล้วค่อยปล่อยสุรามอบให้อีกฝ่ายอย่างค่อยเป็นค่อยไป เสียงลูกน้องของเหลียวตงเฮฮาโห่ร้องเกรียวกราว ข้าก็พยักหน้าขยิบตาแวววาวให้เหลียงจิน ปิงหวน และเป่าเหอไปปรนนิบัตินายกองรองๆคนอื่นอย่าให้ขาดตกบกพร่อง

โชคดีที่สุราเทียนจื่อซานซึ่งปิงหวนฉวยมาจากหอเปลื้องอาภรณ์มีมากพอที่จะทำให้ข้าได้มีเวลาขบคิดวางอุบายเอาคืนพรรคมารโคมแดงให้สมน้ำสมเนื้อก่อนดวงอาทิตย์จะพ้นขอบฟ้า
   

*********************

พูดคุย

:ling3: :ling3:
:pig4: :กอด1:

อ้าวหัวหน้าสี โดนตัดหัวแล้ว!!!
ไว้อาลัยหัวหน้าสี  :hao5:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-04-2020 14:52:48 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
คนนี้หัวหน้าพรรคมารรึเปล่า แต่ ฉากป้อนเหล้าด้วยปากคือแซ่บมากกก

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1860
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7854
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดPoseidon
  • *
  • กระทู้: 9893
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 23
   


เพียงไม่นานหลังจากรินสุราด้วยปากมอมเมาเหลียวตง ข้าจึงได้ทราบรายละเอียดของหน่วยพยัคฆ์ทมิฬแห่งสำนักโคมแดง นอกจากเป็นหน่วยสืบข่าวแล้ว ยังมีหน้าที่ก่อกวนยุทธภพ สร้างความเดือดร้อนรังแกชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ รีดไถครอบครัวคนยากคนจน กระทั่งเป็นที่กล่าวขานว่า หากบ้านเรือนใดปรากฏมีโคมไฟสีแดงประดับลวดลายเปลวเพลิงแขวนไว้หน้าประตูบ้าน ถ้าไม่ยอมนำทรัพย์สมบัติทั้งหมดมากองไว้เป็นของกำนัล หน่วยพยัคฆ์ทมิฬจะลงมือสังหารโดยไม่ฟังแม้แต่คำอธิบายใดๆ

เหลียวตงเล่าเหตุการณ์นองเลือดราวกับเป็นเรื่องขำขัน ข้าได้แต่กัดฟันทนฟังแสร้งหัวเราะเริงร่า ถ้าไม่มีปิงหวนแสดงรินสุราโลดโผดสลับกับขับกลอนบรรยายทิวทัศน์ยามราตรีของฤดูใบไม้ร่วง ข้าคงจะพลั้งมือตบศีรษะเอาชีวิตเหลียวตงไปหลายครั้งหลายคราวเป็นแน่ คราวใดหวนนึกถึงศีรษะเปื้อนเลือดของหัวหน้าสีฝูเหยา ภายใต้ห่อผ้าดำแขวนอยู่บนคอม้าของเหลียวตงนั้น น้ำตาที่สู้ทนกลั้นไว้ด้วยความแค้นก็ผุดขึ้นทางหัวตา ข้าขอสาบานจะต้องนำร่างและส่วนศีรษะของหัวหน้าสีกลับไปฝังยังฉางอันภายในสุสานพรรคเสี้ยวจันทราให้จงได้

“แม่นางมิต้องหวาดกลัวกระทั่งต้องหลั่งน้ำตา ชาวบ้านพวกนั้นเดิมทีก็ขัดสนจนใจไม่อาจดำรงชีวิตสืบต่อไปได้ ไหนเลยจะมีทรัพย์สมบัติมามอบให้หน่วยพยัคฆ์ทมิฬ เช่นนั้นการตายสู่ปรโลกย่อมจะเป็นหนทางสุขสบายสำหรับคนยากไร้ แม่นางหยวนเห็นชอบด้วยหรือไม่เล่า” เหลียวตงริเริ่มมีสีหน้าแดงดวงตาเยิ้มด้วยอาการมึนเมาฤทธิ์สุราเทียนจื่อซาน

ข้าได้แต่ทำทียกชายผ้าเช็ดหน้าซับหัวตาแล้วพูดว่า

“ข้าพเจ้ามิเคยล่วงรู้มาก่อนว่าชาวบ้านแถบชนบทนอกนครฉางอันเป็นอยู่เช่นไร นับแต่เติบโตมาข้าพเจ้าก็มีทุกสิ่งทุกอย่างยามปรารถนา ไม่นึกว่ายังมีผู้คนยากจนอดมือกินมืออยู่ แม้แต่ทรัพย์สินก็ยังไม่มีไว้ใช้ต่ออายุตัวเอง ลำดับแรกข้าพเจ้าเห็นว่าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬทำผิดนักที่ฆ่าคนเป็นผักปลา ต่อมาฟังท่านขยายความจึงเห็นพ้องสองในสามส่วน อนิจจา ชีวิตคนเราเกิดมา ร่ำรวยเงินทอง ยากจนข้นแค้น ใครผิดใครถูก มีดำมีขาว ข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงหญิงสาวนางโลมผู้หนึ่ง สุขสบายมาทั้งชีวิต ไม่อาจตัดสินได้ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก สุราจอกนี้ข้าพเจ้าขอยกดื่มให้แก่ความเขลาของตนเอง หวังว่านายท่านคงจะไม่ถือสา”

เหลียวตงเห็นข้าตัดพ้อโชคชะตาชีวิตคนแล้วเจ็บทุกข์สาหัสเห็นใจเช่นนั้นก็พยักหน้าให้ข้าดื่มสุราย้อมใจบ้าง
 
“แม่นางหาได้เขลาเบาปัญญาไม่ แต่วิถีชีวิตปุถุชนมีเกิดมีดับ ผู้มีอำนาจในมือย่อมอยู่เหนือผู้อื่นเป็นธรรมดา ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็ต้องตายด้วยเหตุปัจจัยอื่น อดตายหรือตายด้วยคมดาบก็ไม่ต่างกัน”

ต่างกัน!!

จู่ๆข้าก็บีบจอกสุราจนแตกละเอียดคาฝ่ามือ เศษแก้วบาดอุ้งมือข้าจนโลหิตหลั่งลงพื้น เหลียวตงตกใจไม่ใช่น้อย เหลียงจินลอบสังเกตนายตัวเองอยู่แล้วก็โลดแล่นเข้ามาดูอาการข้าทันที

“ไยนายหญิงมิถนอมออมกำลัง หนทางกลับนครฉางอันยังอีกยาวไกลนัก”

พอเหลียวตงคืนสติก็กล่าวด้วยทีท่าขบขันว่า

“ข้าหลงลืมไปถนัดว่าแม่นางและสาวใช้มีวรยุทธ์ติดตัว กิริยาเจ้าบีบจอกสุราจึงเตือนสติข้าซ้ำขึ้นมาได้ ไม่ทราบว่าพวกเจ้าร่ำเรียนวิชามาจากสำนักใดหรือ”

พอเหลียวตงพูดเช่นนั้น บรรดาลูกน้องซึ่งเดิมทีต่างวางกระบี่ไว้ไกลตัวก็เหมือนได้สติ เร่งคว้าอาวุธมาวางใกล้มือทันที
เหลียงจินฉีกชายชุดตัวเองแล้วใช้ห้ามเลือดในมือข้า หลังจากใส่ยาพันผ้ารักษาแผลเป็นอันดีแล้วก็ขยับไปปรนนิบัติยอดฝีมือพรรคโคมแดงตามเดิม ทว่าสายตายังคงเหลียวมองข้าเป็นระยะ

“ข้าพเจ้ามีเรื่องตลกเรื่องหนึ่งซึ่งมักใช้ตอบแขกผู้สงสัยว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงคิดร่ำเรียนวิทยายุทธ์ ไม่ทราบว่าหัวหน้าเหลียวยินดีจะฟังหรือไม่” ข้าสงบท่าทีแล้วตั้งใจปรนนิบัติอีกฝ่ายต่อไปตามเดิม

บัดนี้ดวงตาเหลียวตงริเริ่มมีความระแวงสงสัยแล้ว ข้าจำเป็นจะต้องเร่งมือจัดการพวกพรรคมารโดยเร็วก่อนทุกสิ่งอย่างจะสายเกินไป

“ตามสบาย” เหลียวตงตอบ

“มีครอบครัวขุนนางจากเมืองลั่วหยางครอบครัวหนึ่ง ตั้งใจเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อส่งบุตรชายเข้าสอบจอหงวน ระหว่างทางพบหลวงจีนหนุ่มนั่งพักอยู่ริมทาง ขุนนางผู้นั้นจึงนำครอบครัวเข้าสนทนาจนกระทั่งดวงตาเห็นธรรม จึงมอบข้าวปลาอาหารให้ด้วยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นทุนเดิม เมื่อเดินทางต่อไประยะหนึ่งจึงถูกโจรป่าเข้าบุกปล้น บุตรสาวขุนนางผู้นั้นมีความงามได้ชื่อว่าล่มเมืองอยู่ หัวหน้าโจรจึงข่มขู่ปล้นทรัพย์สินอีกทั้งต้องการบุตรสาวขุนนางเพื่อนำกลับไปรังโจร เมื่อไม่มีหนทางเลือกขุนนางผู้บิดาจึงทำได้เพียงยินยอมเพื่อรักษาชีวิตของทุกคนในตระกูล ครั้นหัวหน้าโจรนำหญิงสาวผู้นั้นกลับไปรังโจร ก็ถูกนางโจรทั้งปวงอิจฉาริษยา ไม่เพียงหัวหน้าโจรไม่ให้เชลยงามตรากตรำทำงาน ยังปรนนิบัติดูแลราวกับเทพธิดานางฟ้า ประคบประหงมยิ่งกว่าหญิงใด เรื่องตลกมีอยู่ว่า ยามใดเชลยหญิงงามออกปากต้องการสิ่งใด หัวหน้าโจรก็มักใช้นางโจรทั้งหลายเป็นผู้สนองคำ เป็นต้น ซักผ้า ทำอาหาร ซื้อหาเครื่องประดับ ไม่เว้นแม้กระทั่งการออกปล้น หัวหน้ากองโจรก็เชื่อฟังใช้นางโจรทั้งหลายออกทำการแทนบรรดาหนุ่มๆ”

ข้าแสร้งหัวเราะขำขัน เช่นเดียวกับปิงหวนและเป่าเหอก็ร่วมวงเฮฮาทันควัน

“ไม่ทราบว่านายท่านไม่เห็นขันตามด้วยหรือเจ้าคะ”

เหลียวตงยกยิ้มว่าชอบใจในเรื่องเล่าอยู่ แล้วว่า

“การอันหัวหน้าโจรใช้นางโจรทำการออกปล้นนี้ มองอย่างไรก็ไม่เคยได้พบได้ยินมาก่อน นอกจากจะเห็นว่าหลุ่มหลงมัวเมาในนางเชลยเต็มขนาดจึงออกคำสั่งเช่นนั้น จะว่าตลกขำขันก็ตลกอยู่ในที”

ข้ารินสุราเทียนจื่อซานแล้วส่งมอบให้เหลียวตง เล่าต่อไปว่า

“อยู่มาวันหนึ่งเมียหัวหน้าโจรหลังจากออกไปปล้นฆ่าทรัพย์สินได้มามากมายนัก ก็เข้ามารายงานหัวหน้าโจรว่าทำการสำเร็จ จะคิดแบ่งสรรปันส่วนสิ่งของมีค่าอย่างไร หัวหน้าโจรมัวเมาด้วยรสสุราและรสสตรีจนบัดนี้ไม่ได้ขยันขันแข็งดังแต่ก่อน ก็ได้แต่บอกภรรยาว่า จงแบ่งให้นางเชลยกึ่งส่วนแล้วที่เหลือจึงแบ่งให้พวกเรา เมียหัวหน้าโจรมีความคับแค้นสุมอกอยู่ก่อนแล้วพอได้ยินคำสั่งไร้ความยุติธรรมเช่นนั้นก็หน้ามืดตามัว ตวัดดาบตัดศีรษะหัวหน้าโจรต่อหน้าต่อตานางเชลยรูปงาม ข้าขอถามหัวหน้าเหลียว ท่านจงคาดคะเนตามสติปัญญาเถิดว่า นางเชลยผู้งดงามนั้นจะมีชะตากรรมเช่นไร”

เหลียวตงละกิริยาระแวดระวังแล้วตอบคำข้าว่า

“หากข้าเป็นเมียหัวหน้าโจรคงตวัดดาบเอาศีรษะนางเชลยเป็นแน่”

ข้าก็หัวเราะประหนึ่งถูกอกถูกใจ บรรดายอดฝีมือพรรคมารต่างก็ตบมือ ทั้งพยักหน้าเห็นด้วย

“ข้าพเจ้าขอรางวัลเป็นศีรษะท่านได้หรือไม่หัวหน้าเหลียว ข้อที่ตอบผิดไปจากความจริง”

เหลียวตงเห็นใบหน้ายิ้มแย้มแต่คำพูดโต้ตอบหวาดเสียวก็พลันไม่สบอารมณ์

“เช่นนั้นเรื่องราวเป็นประการใด ข้าไม่เห็นจะตลกขบขันดั่งแม่นางชี้สักเท่าใด” เหลียวตงแสดงความไม่พอใจ ข้าก็รินสุราแล้วมอบให้อีกฝ่ายด้วยกิริยานอบน้อม พร้อมนำตัวเบียดชิดกายอีกฝ่ายราวกับจะขอคำอภัย

“ข้าพเจ้าขอโทษหัวหน้าเหลียวที่บังอาจพูดจาหวาดเสียวอันหาสาระมิได้ หากแต่นายท่านตอบผิดไปจากเรื่องซึ่งข้าพเจ้าเล่าเป็นอย่างมาก หลังจากจัดการฆ่าหัวหน้าโจรแล้วเมียหัวหน้าโจรก็ปลดปล่อยนางเชลยผู้นั้น แต่ก็ตวัดดาบเอาแผลบนไหล่ซ้ายของนางไว้เป็นโทษทัณฑ์ พร้อมกันนั้นก็นำตัวไปขายยังหอนางโลม เพื่อรับใช้ชายมากหน้าหลายตามิให้เห็นเดือนเห็นตะวัน”

ข้าปลดเสื้อคลุมบริเวณไหล่ซ้ายออกเล็กน้อย รอยแผลแฉลบของเกาทัณฑ์เป็นรอยสมอ้างได้อยู่ด้วยมีลักษณะคล้ายคมดาบ พอเหลียวตงเห็นแผลใต้ร่มผ้าบนเรือนกายข้าก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ

“หรือว่าแม่นางหยวนคือนางเชลยผู้นั้น”

เหลียวตงทำสุราหกเลอะเทอะลงเสื้อข้าจึงมอบผ้าเช็ดหน้าให้อีกฝ่าย ยังมิยอมเฉลยโดยง่ายให้เหลียวตงล่วงรู้ก็เล่าสืบต่อไปว่า

“ไม่นานหลังจากนั้นนางโลมอดีตเชลยโจรก็ได้พบกับหลวงจีนหนุ่มเมื่อคราวพบปะริมทาง นางจดจำหลวงจีนหนุ่มได้แม่นยำ ก็บอกแม่เล้าว่าจะขอไปปฏิบัติธรรมกราบไหว้พระโพธิสัตว์เดือนละสองถึงสามวัน แม่เล้าก็ยินดี หลวงจีนหนุ่มพอมีวิชาติดตัวอยู่ พอทราบความเดือนร้อนของนางโลมโฉมงามก็เห็นใจจึงถ่ายทอดวรยุทธ์ให้ตามสมควรรวมถึงสาวใช้ผู้ติดตามด้วย”

เหลียวตงพยักหน้าแล้วยกยิ้ม

“แม่นางงดงามเฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้ ข้าพอจะมองออกว่าท่านคงตกลงกับหัวหน้าเมียโจรไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากให้ข้าเดาคงไม่พ้นข้อความลุ่มหลงในสตรี คุณสมบัติที่จะเป็นผู้นำโจรก็หมดสิ้นลงตรงที่ออกคำสั่งให้สตรีปฏิบัติงานแทนบุรุษนั่นแล้วคือสิ่งอันไม่อาจยอมรับได้”

ข้าหัวเราะ แล้วว่า “เรื่องเล่านี้ยังคงตลกดังเช่นข้าพเจ้ารับรองหรือไม่เล่าเจ้าค่ะ”

“ตลกจริงดังแม่นางว่า” เหลียวตงยอมรับ

ข้าเอื้อมมือจับพิณผีผาซึ่งนำติดตัวมาจากหอเปลื้องอาภรณ์แล้วทะยานขึ้นไปนั่งยังหลังคา เหลียวตงก็ติดตามมาเช่นกัน ข้านั่งลงแล้วเริ่มดีดผีผา

“หากข้าจะเชื้อเชิญแม่นางกลับสำนักโคมแดงเพื่อปรนนิบัติข้าดุจเดียวกับหัวหน้าโจรจะได้หรือไม่เล่า” คำเหลียวตงทำให้ข้าได้แต่โปรยยิ้มตอบเท่านั้น

“หากข้าพเจ้าเป็นหญิงทั่วไปมิใช่นางคณิกา คำชวนนี้คงปริ่มอกข้าพเจ้านัก ข้าพเจ้าถูกขายให้หอนางโลมด้วยจำนวนเงินหลายพันตำลึง หากหัวหน้าเหลียวจะมีเงินถึงสำหรับไถ่ตัว แต่ก็มิอาจเดาใจนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนได้ว่าจะยินยอมปล่อยข้าพเจ้าไปหรือไม่ ก็เพราะข้าพเจ้าทำเงินให้สำนักนางโลมมากมายนัก การอันปรนนิบัติท่านตอบแทนในข้อที่ล้างแค้นสีฝูเหยานี้ข้าพเจ้าทำไปมิได้หวังผลจะซื้อใจใครมาไถ่ตัว ครั้นท่านกล่าวดังกับจะช่วยเหลือเช่นนี้จึงสร้างความดีใจในอกข้าพเจ้ามากมายนัก”

“ข้าหาจำเป็นต้องไถ่ตัวแม่นางด้วยจำนวนเงินหลายพันตำลึงไม่ เพียงแต่ปักโคมแดงลวดลายเปลวเพลิงไว้หน้าหออวี้หงหยวนก็คงจะได้ตัวแม่นางมาโดยง่าย ก็วิธีการช่วยท่านเป็นมาเช่นข้าลำดับเช่นนี้แล้วจะยังชักช้ารั้งรอสิ่งใดอยู่ ทั่วทั้งยุทธภพสำนักใดจะมีอำนาจยืนยงน่าเกรงขามเท่าพรรคโคมแดงหามีไม่แล้ว แม่นางจงสิ้นพะวง ติดตามข้ากลับสำนักเถิด”

ยุทธภพจะไม่มีวันตกอยู่ในกำมือพรรคมาร ตราบข้ายังมีชีวิตอยู่

“ผ้าซับหน้าลายเสี้ยวจันทรานี้ข้าขอเป็นสิ่งที่ระลึกถึงแม่นางจะได้หรือไม่เล่า” สุ้มเสียงเหลียวตงเริ่มไม่มั่นคง อีกทั้งดวงตาจะปิดมิปิดแหล่ จวนกระทั่งฟุบหมดสติบนตักข้า เมื่อท่วงทำนองผีผาสยบจิตบรรเลงถึงท่อนสุดท้าย สมัครพรรคพวกมารร้ายล้มลงกองเกลื่อนกลาด เว้นแต่เหลียงจิน ปิงหวน เป่าเหอ และสมาชิกพรรคเสี้ยวจันทราที่ล่วงรู้ว่าข้าสอดแทรกท่วงทำนองเสียงพิณสยบจิตเข้าไป จึงใช้พลังลมปราณปิดกั้นทำนอง

ข้าตบใบหน้าเหลียวตงเต็มแรงแล้วเฉดหัวอีกฝ่ายลงนอนไม่ได้สติบนหลังคา ก่อนจะทะยานลงมาช่วยสมาชิกพรรคเสี้ยวจันทราจากพันธนาการ

“เร่งมือโดยไว” หยวนหลงซานสั่งการโดยเร็ว “ข้าจะกุมตัวเหลียวตงกลับไปให้จงได้”

ระหว่างที่เหลียงจิน ปิงหวน เป่าเหอ ทยอยช่วยเหลือบรรดายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทราจนกระทั่งเสร็จสิ้นแล้วนั้น บังเกิดเสียงหัวเราะขบขันดังขึ้นทั่วบริเวณ

“ประมุข ระวัง!”

ข้าขยับตัวหลบหลีกจากคมมีดสั้นปักลงกลางเสาศาลเจ้าได้ทันท่วงที

“ไม่นึกว่านอกจากหัวสีฝูเหยาแล้ว ข้าจะได้หัวประมุขพรรคเสี้ยวจันทรากลับไปรายงานความดีความชอบต่อเจ้าสำนักพรรคโคมแดงอีกด้วย”

บัดนี้เหลียวตงยืนกายขึ้นตะโกนมาจากเบื้องบนหลังคาแตกหัก ชั่วขณะหนึ่งจึงทะยานลงสู่พื้นลานศิลา บรรดาพวกพรรคมารก็ค่อยๆลุกขึ้นยืน ต่างพากันหัวเราะเสียงต่ำ อาการเมามายกลับกลายเป็นกิริยาโป้ปด

“ข้าจับพิรุธเจ้าได้ทันทียามเห็นสีหน้าเจ้ามองดูหัวสีฝูเหยา อีกทั้งสุรายาเมาล้วนเจือไปด้วยยานอนหลับ ข้ารู้วิธีขับออกจึงไม่ตกอยู่ในฤทธิ์ยา รวมถึงรอยแผลบนไหล่ซ้ายเจ้าก็หาใช่ร่องรอยของคมดาบไม่ เป็นแต่เพียงรอยลูกดอกเกาทัณฑ์เท่านั้น กระทั่งท่วงทำนองพิณสยบจิตอันสอดแทรกไว้ก็ถูกจับอุบายได้สิ้น แต่ในเมื่อเจ้าสู้แต่งกลยั่วเย้าข้าก่อน มีหรือข้าจะไม่ยินยอมเล่นด้วย ที่แท้หออวี้หงหยวนก็คือแหล่งกบดานของสำนักเสี้ยวจันทรา ไม่นึกว่าพวกข้าจะถูกตบตาได้แนบเนียนเช่นนี้” เหลียวตงหัวเราะเสียงต่ำ

ข้าไม่คาดว่าจะถูกจับกลได้ก็ชักกระบี่ออกจากฝัก

“อีกทั้งประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา แท้จริงครองรูปโฉมงดงามเช่นนี้ ข้าใคร่ครวญแล้วก็ให้นึกเสียดายนัก แต่สำนักโคมแดงมิอาจปล่อยศัตรูไปโดยง่าย แม้มันผู้นั้นจะงดงามดุจนางล่มเมืองเท่าใดก็ตาม”

ยอดฝีมือพรรคมารปรากฏตัวรอบกำแพงวัดร้าง จำนวนมากกว่าฝ่ายพรรคเสี้ยวจันทราเกือบสามเท่า

“เจ้าจงเจรายอมแพ้เสียเถิด ข้าบังเกิดเสียดายรูปโฉมเจ้านัก บางทีข้าอาจจะเกลี้ยกล่อมประมุขพรรคลดโทษทัณฑ์เจ้าเป็นนางโลมปรนนิบัติข้า ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง”

“หุบปากโสมม” ข้าออกปากตวาดลั่น

“เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจแล้วกัน”

ดอกเบญจมาศดอกหนึ่งพุ่งปักลงกลางลานศิลา กลีบดอกฟุ้งกระจายพร้อมถ้อยคำของคุณชายรองตระกูลหยาง ซึ่งว่า

“คมเบญจมาศกรีดพื้นพสุธา”

เสียงหมู่คนแต่งกายชุดสีเหลืองอ่อนร้องรับว่า “มารร้ายชั่วช้าจงสิ้นจากแผ่นดิน”
   

****************************

พูดคุย

คนนี้หัวหน้าพรรคมารรึเปล่า แต่ ฉากป้อนเหล้าด้วยปากคือแซ่บมากกก
เหลียวตงยังไม่ใช่หัวหน้าพรรคมารจ้า อิอิ

:ling1: :ling1: :ling1:
อิอิ

ไหวมั้ยยยยย
เหมือนจะไม่ไหว โดนซ้อนอุบาย

:pig4:
ขอบคุณขอรับ



ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1860
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
นี้ขนาดไม่ใช่หัวหน้าพรรคมาร ยังชั่วขนาดนี้ แล้วหัวหน้าพรรคจะชั่วขนาดไหน :katai4:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7854
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
มีคนมาช่วยอะเนาะ แหม่ๆ

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-4
คุณชายรองมาช่วยแล้วใช่ไหม

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
น่าจะตัดหัวมันนนนน

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 24



พลันได้ยินเสียงหยางเย่ถิง มือของข้าซึ่งจับด้ามกระบี่ก็สั่นวูบ ครั้นยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศปรากฏกายเหนือท้องฟ้า หมู่คนชั่วพรรคมารก็ล่าถอยจากกำแพงอารามวัดมารวมตัวกันเบื้องหน้าเหลียวตง บุรุษชุดเหลืองอ่อนปักลายดอกเบญจมาศด้วยไหมเงินบนชายผ้า โจนถลานำผู้คนเข้ามานั้น มองปราดเดียวก็ล่วงรู้ว่าคือผู้ใด

“คุณชายรองตระกูลหยาง” ปิงหวนพึมพำใส่หูข้า
 
ข้าจะทำเป็นจำหยางเย่ถิงมิได้ก็ต้องล้มเลิก เพราะจู่ ๆ เจ้านั่นก็ใช้ปลายหางตาเหลียวมองข้าแล้วพูดว่า

“นางคณิกาจากอวี้หงหยวนทั้งสี่ ไยปรนนิบัติพวกข้าแล้วมิทันร่ำลาก็อาศัยฤทธิ์สุราจากมาเช่นนี้เล่า”

ไม่นึกว่าเจ้านั่นจะเอาคืนข้าด้วยถ้อยคำเพียงประโยคเดียว เจ็บใจยิ่งกว่าโดนตบหน้าเสียอีก

พอเหลียวตงได้ฟังความเช่นนั้น ชั้นแรกสดับยินหมู่นักเลงคุมซ่องออกสรรพนามเรียกหยวนอวี้ฟ่านว่า ประมุข ความคิดหนึ่งคาดเดาไว้อยู่แล้วก็สมใจตัว บรรดาคนซึ่งสีฝูเหยานำมาจะเป็นแค่นักเลงคุมซ่องนั้นสุดจะเหลือเชื่อ ครั้นความจริงปรากฏก็ค้นพบว่าหยวนอวี้ฟ่านผู้นี้คงมีฐานะสำคัญยิ่งกว่านางคณิกา คือประมุขพรรคเสี้ยวจันทรามิผิดแน่ ต่อมาได้ยินเจ้าหนุ่มรูปงามแต่งกายบ่งสำแดงว่ามาจากพรรคคมเบญจมาศออกปากว่า หยวนอวี้ฟ่านและผู้ติดตามแวะรับใช้พวกตัวก่อนมาเจอตนเองก็ฉุกสงสัย

มันจึงหัวเราะสำราญใจแล้วร้องตอบว่า

“เรื่องราวนี้หาได้เกี่ยวข้องกับพรรคคมเบญจมาศไม่ พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพวกข้ามาจากสำนักใด”

หยางเย่ถิงคิ้วกระตุกหนึ่งหน ละสายตาจากการจดจ้องหยวนอวี้ฟ่านเพื่อสบมองหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬ เพียงสังเกตเครื่องแต่งกายภายนอกก็แจ้งแก่ใจสิ้น แล้วตอบว่า

“ฮึ หน่วยพยัคฆ์ทมิฬ”

กิริยาไร้ความยำเกรงของหยางเย่ถิงไม่นึกว่าจะปรากฏให้เห็นต่อหน้าต่อตาเหลียวตง มันไม่เคยประจักษ์ท่าทีจองหองอวดดีเช่นนี้มาก่อน ไม่ใช่ว่าตนเองจะไม่เคยประมือกับพรรคคมเบญจมาศ แต่เจ้าพวกปลายแถวเช่นนั้นเพียงแต่เหลือบแลชายชุดประดับลวดลายพยัคฆ์ปักไหมโคมแดงก็มีแต่จะรนรานร้องขอชีวิต แต่บุรุษสำนักคมเบญจมาศผู้นี้ทำหน้าราวกับเบื่อยุทธภพเต็มทน มิได้สนว่ากำลังเผชิญอยู่กับผู้ใด ฉุดให้มันโกรธอย่างไม่เคยฉุนโกรธเท่านี้มาก่อน

“ไม่ทราบว่า คุณชายท่านนี้มีนามว่ากระไร ข้าเหลียวตงหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬขอคารวะ”

หยางเย่ถิงชำเลืองมองเหลียวตงอีกครั้งก็ทำหน้าเบื่อโลกดังเดิม มิได้ตอบว่ากระไร จนลูกน้องใต้สังกัดของเหลียวตงผู้น่าจะล่วงรู้ความเป็นไปในยุทธภพมากที่สุด ก้มกระซิบบอกหัวหน้าตนเองว่าคือคุณชายรองตระกูลหยางแห่งเทียนซาน นามว่า หยางเย่ถิง

“ไม่นึกว่าข้าเหลียวตงจะมีวาสนาได้ต้อนรับคุณชายรองแห่งสำนักคมเบญจมาศด้วยตัวเองเช่นนี้”

ดวงตาหยางเย่ถิงสำรวจสถานที่โดยรอบด้วยความรวดเร็ว แล้วกล่าวซ้ำว่า

“อารามร้างแห่งนี้อยู่ในอาณาเขตดูแลของพรรคคมเบญจมาศ”

เหลียวตงก็หัวเราะดังลั่น ตอบว่า

“ข้าเคยได้ยินมาว่าพรรคคมเบญจมาศมีสำนักตั้งอยู่เทือกเขาเทียนซานมิใช่หรือ คุณชายรอง ก็แหละนี่คือที่ใด ท่านถึงพูดจาเอาแต่ได้เช่นนี้เล่า”

“ไยพี่รองมาเสียเวลาเจรจากับคนลิ้นสองแฉกเช่นนี้ ลงมือเถอะ”

ข้าจำน้ำเสียงหยางกุ้ยเฟยได้ก็เห็นว่าเป็นน้องสาวของหยางเยวี่ยนจริง ด้านข้างนั้นคือแม่นางเตียวหงอีกนางหนึ่ง

“ไม่ทราบว่าแม่นางผู้กล้า เจ้าของวาจาเมื่อครู่นี้คือผู้ใดหรือ” เหลียวตงยังคงใช้ลิ้นตอบโต้ศัตรูไปมา ยังไม่คิดชิงลงมือก่อน

“หุบปากของเจ้าซะ ข้ารำคาญลิ้นสองแฉกของเจ้านัก” กุ้ยเฟยตวาดลั่น ทำเอาเหลียวตงพลันหน้าบึ้งตึงทันควัน

“ข้าหาได้มีลิ้นสองแฉกดังแม่นางกล่าวหา คำสบประมาทนี้ข้าสามารถขอหัวท่านมาเป็นรางวัลทดแทนหรือไม่เล่า”

“ก็เข้ามาเอาสิ” หยางกุ้ยเฟยโต้กลับเตรียมตัวรบ

“ช้าก่อน” หยางเย่ถิงคว้าไหล่น้องสาวไว้ด้วยมือเดียว เตียวหงคอยระวังอยู่ก็ฉุดแขนหยางกุ้ยเฟยไว้ให้สงบสติอารมณ์ก่อน

“อาณาบริเวณนี้คือแหล่งที่ตั้งของสำนักเฉินชิงหลุน”

คำหยางเย่ถิงจุดประกายวาบในดวงตาเหลียวตงทันควัน มันเหยียดยิ้มแล้วหัวเราะ พร้อมเจรจาว่า

“พวกข้าสืบเสาะทั่วยุทธภพเพื่อตามหาสำนักมีชื่อในอดีต มินึกว่าราตรีนี้จะได้คำตอบไม่คาดคิด ที่แท้พวกเจ้าก็ซุกซ่อนเฉินชิงหลุนไว้ในบริเวณนี้เอง เอาเถิด การปรากฏตัวของคุณชายรองนี้ถือว่าสมเหตุสมผล ก็เพราะเฉินชิงหลุนอยู่ในความดูแลของพรรคคมเบญจมาศมาช้านาน หากวัดร้างแห่งนี้อยู่ใกล้เฉินชิงหลุนดังว่าก็นับว่าพวกข้าล่วงเกินพวกท่านแล้ว”

“กลับไปซะ” หยางเย่ถิงกล่าวชี้แนะ

เหลียวตงก็หัวเราะดังลั่นอีกครั้ง แล้วตอบว่า

“ข้าย่อมจากไปแน่ แต่ก่อนคุณชายท่านจะปรากฏตัว ข้ามีธุระเจรจาความต่อนางคณิกาจากอวี้หงหยวนอยู่ ขณะกำลังสืบสาวชำระความ หมู่ท่านก็เข้ามาขัดขวางอ้างสิทธิ์ หากจะล่าถอยกลับไปในทันที เห็นทีชื่อเสียงของหน่วยพยัคฆ์ทมิฬแห่งสำนักโคมแดงคงหม่นหมองเป็นแน่ วานรอสักชั่วครู่ชั่วยามข้าขอทำการให้เสร็จสิ้นก่อน”

ขณะเหลียวตงผละจากกำลังเดินเข้ามาทางหมู่ข้า หยางเย่ถิงก็ชักคมกระบี่ออกจากฝักกั้นกางไว้ ประกายแค้นปรากฏบนดวงตาเยือกเย็นของเหลียวตง มันกัดฟันตอบว่า

“เมื่อสักครู่นี้ข้าได้ยินคุณชายรองท่านกล่าวว่า บรรดานางคณิกาจากอวี้หงหยวนรับใช้ปรนนิบัติพวกท่านแล้วเร่งร้อนจากมานั้นเป็นความจริงหรือไม่”

“ใช่” หยางเย่ถิงตอบชัดถ้อยชัดคำ

“เผอิญว่าก่อนหน้า ข้าพบหัวหน้านักเลงคุมซ่องและพรรคพวกลักลอบอยู่ภายในวัด เห็นมีลับลมคมในตั้งใจจะสืบสาวหาความ เหตุว่ามีรายงานถึงประมุขพรรคพบเห็นกลุ่มคนปลอมแปลงแต่งกายเลียนแบบสำนักโคมแดงปรากฏตัวในอาณาบริเวณแห่งนี้มาสักระยะหนึ่ง”

ถ้อยคำเหล่านี้สะกิดใจทุกผู้คนจากพรรคคมเบญจมาศทันที

เหลียวตงเหยียดยิ้มสาแก่ใจทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของสำนักคมเบญจมาศ มันพูดต่อไปว่า

“ครั้นจะสอบความสีฝูเหยาหัวหน้านักเลงคุมซ่องก็ปรากฏว่าไม่เพียงไม่ให้ความร่วมมือ กลับใช้วิชาโต้ตอบต่อสู้ ข้าหรือจะมีหนทางอื่นจึงได้ใช้ฝ่ามือพยัคฆ์ทมิฬสวนกลับ หัวของสีฝูเหยาจึงขาดจากร่างทันที”

“ไอ้คนชั่วช้า” หยางกุ้ยเฟยไม่อาจยับยั้งความรู้สึกไว้ได้ก็ตะโกนดังลั่น ประกายแค้นของเหลียวตงประทุวาบอีกครั้ง มันยังคงเล่าต่อไปราวกับมิได้มีผู้ใดขัดคอ

“คุณชายรองตระกูลหยาง ถูกอบรมฝึกวิชามาแต่จำความได้ ท่านจงตรึกตรองดูทีหรือว่า เหตุการณ์เหล่านี้มีความไม่ชอบมาพากลอย่างไร เพราะทันทีที่ข้าโยนศีรษะสีฝูเหยาเข้าไปในขบวนนางคณิกาจากอวี้หงหยวน สีหน้าสุดแค้นเคืองก็ปรากฏแทบจะทันควัน”

หยางเย่ถิงยังคงเหยียดกระบี่ไว้มั่นคงไม่ตอบคำใด เหลียวตงเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมตอบก็พูดต่อไปว่า

“พอข้าจับพิรุธนั้นได้ก็ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงต้อนรับนางคณิกาทั้งสี่ด้วยมิตรไมตรี ไม่นึกว่าพวกนางนอกจากจะไม่สัตย์ซื่อแล้วยังคิดลอบวางยานอนหลับ หนำซ้ำแม่นางคณิกาชั้นเอกผู้นั้นยังใช้กลอุบายดีดพิณผีผาสอดแทรกท่วงทำนองสยบจิตไว้อีก กิริยาคิดไม่ซื่อเช่นนี้ปรากฏก่อนหน้าพวกท่านเพียงไม่นาน ข้ากำลังเค้นความก็ถูกเข้าขัดขวาง หากแท้จริงแล้วทั้งสีฝูเหยาและพรรคพวก รวมถึงนางคณิกามีความเกี่ยวข้องกัน ไม่เพียงแต่เป็นปุถุชนประกอบกิจการค้ากามตามปกติ ทว่ามีความเกี่ยวโยงกับยุทธภพ ซึ่งมีมิตรสหายผู้หนึ่งร้องเรียกแม่นางหยวนว่า ประมุข เช่นนี้ด้วยแล้ว คุณชายรองท่านย่อมจะสงสัยดุจเดียวกับข้าเป็นแน่ เช่นนั้นจงเปิดทางให้ข้าได้สอบความเถิด”

หยางเย่ถิงพลันสบตาข้าทันที แววตาสงสัยบังเกิดมีชั่วขณะก่อนจะถูกกิริยาเย็นชาเข้าครอบงำ เจ้าคุณชายนั่นตอบเหลียวตงไปว่า

“ข้าไม่เห็นว่าจะมีที่ใดเป็นพิรุธ นางโลมชั้นเอกผู้นั้นเคยรับใช้ข้าก่อนจากมา”

จู่ ๆ ใบหน้าหยวนหลงซานก็ถูกความร้อนเข้าครอบงำ มิหนำหยางเย่ถิงยังพูดหน้าตาไร้อารมณ์ว่า

“ตอนเปลื้องผ้า แม่นางหยวนก็หามีอาวุธลับซุกซ่อนไว้ที่ใด ดังเช่นชาวยุทธภพสมควรมี”

ข้าขอถอนคำพูดว่าเจ้าคุณชายรองพูดน้อยอ่อนด้อยประสบการณ์ทางกาม ปากคอเราะรายเช่นนี้ไม่นึกว่าจะได้พบเห็นกับตาตนเอง นอกจากคำว่า ‘ไร้ยางอาย’ แล้ว ประโยคเมื่อครู่นี้แล้วที่เจ็บแสบนัก รู้อยู่ว่าอีกฝ่ายคงแก้แค้นเอาคืนที่ข้ากระทำการลอบวางยาในน้ำแกงแถมเล่นพิณสยบจิตเพื่อหลบหนีออกมาจากเฉินชิงหลุน

เหลียวตงไม่นึกว่าหยางเย่ถิงจะว่ากล่าวบรรยายเหตุการณ์ได้ไร้ความละอายเช่นนั้น ตอนแรกคิดว่าคำโกหก พอลอบสังเกตหยวนอวี้ฟ่านก็ปรากฏสีหน้าแดงสุดอับอายก็นึกเดาได้ว่าคงมีมูลความจริง มันจึงหันมาถามข้าว่า

“แม่นางหยวนได้ปรนนิบัติคุณชายรองตระกูลหยางจริงหรือ”

หากข้าจะตอบไม่เป็นความจริงก็เหมือนปฏิเสธความช่วยเหลือจากหยางเย่ถิง แต่จะตอบว่าคือความจริงก็สุดละอายปาก
เหลียงจินพิจารณาประมุขพรรคมีกิริยาอับจนใจก็สู้ตอบแทนว่า

“ข้าพเจ้าถือโอกาสตอบแทนนายหญิง ก็กลุ่มคนที่เราสู้ขับม้าออกฉางอันเพื่อปรนนิบัตินั้นจะเป็นผู้ใดได้นอกจากคุณชายรองตระกูลหยางและบรรดาหัวหน้าระดับสูงของพรรคคมเบญจมาศ”

“ขอคารวะในความใจกล้าของแม่นางจิน” หัวหน้าเสินหวู่ปรากฏตัวร้องรับถ้อยคำเหลียงจินทันที ฝ่ายเหลียงไถจินก็ได้แต่ก้มคำนับ

“ข้าพเจ้าขออภัยพวกท่าน ที่ไม่อาจปกปิดเรื่องราวทำมาหากินไว้กับตัวได้ หากหัวหน้าเหลียวจะคาดคั้นเอาความว่าพวกข้าพเจ้าคิดไม่ซื่อ สู้อุตส่าห์ลงมือวางยาและใช้วิชาออกสู้ ก็ชีวิตตัวเองมีชีวิตเดียวจะมีหลายชีวิตหรือก็มิได้ จำต้องนำเรือนกายทำมาหากินเช่นนี้ หากหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬพลั้งมือสังหารพวกข้าพเจ้าและนายหญิง เหตุว่าสงสัยว่าเป็นคนพรรคเสี้ยวจันทรา ข้าพเจ้าและนายหญิงจึงจำเป็นต้องลงมือทำอุบายเช่นว่ามา หามีหนทางเลือกได้ไม่”

“แล้วคำซึ่งลูกน้องสีฝูเหยาร้องเรียกแม่นางหยวนเล่า พวกเจ้าจะแก้ต่างประการใด” เหลียวตงยังคงไม่วางมือ

ข้าเห็นเป็นโอกาสของตัวเองจึงตอบว่า

“ประมุขฝ่ายนางโลมแห่งหออวี้หงหยวนจะเป็นผู้ใดได้เล่า นอกจากข้าหยวนอวี้ฟ่านเท่านั้น”

คิ้วหยางเย่ถิงก็กระตุกอีกครั้งอย่างไม่ชอบใจ

“ลายผ้าเช็ดหน้าปักเป็นรูปเสี้ยวจันทราของแม่นางนี้ ข้ามองอย่างไรก็คือสัญลักษณ์ของสำนักมีชื่อนั้น”

ขอให้มันมีลิ้นสองแฉกสมคำแม่นางหยางกุ้ยเฟยทีเถิด เหลียวตงสู้กัดไม่ยอมปล่อยเช่นนี้ประดุจอสรพิษยิ่งนัก

“ประมุขพรรคเสี้ยวจันทราไยต้องลงมาประกอบสัมมาอาชีพเป็นนางคณิกาด้วยเล่า” ข้าหัวเราะขบขัน “ข้ามีความแค้นต่อสีฝูเหยานั้นจริงอยู่ แต่บรรดาลูกน้องชั้นปลายแถวเหล่านี้ ข้ามิได้คิดแค้นเคืองจึงคิดปล้นช่วยกลับอวี้หงหยวน ก็เมื่อความจริงมีแต่เพียงเท่านี้การอันข้าลอบวางยาในสุรา อีกทั้งเล่นพิณสยบจิต ก็เพื่อใช้หลบหนีเท่านั้นเอง”

ดูเหมือนเหลียวตงจะคล้อยตามคำข้าอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

“ปล่อยพวกนางไป” หยางเย่ถิงยื่นคำขาด

เหลียวตงสบถวาจาหยาบคาย จดจ้องหยางเย่ถิงราวกับสุนัขแส่ไม่เข้าเรื่อง มันตอบว่า

“ไม่นึกว่าคุณชายรองตระกูลหยางจะมักมากในกาม หนำซ้ำยังติดตามมาช่วยเหลือนางโลมราวกับคนรักก็ไม่ปานเช่นนี้ ข้าเหลียวตงขอนับถือ หากเรื่องราวคลี่คลายเป็นเช่นนี้ ข้าคงต้องขอตัวลา แต่ข้าขอจ้างวานแม่นางจินไปรับใช้ข้ายังที่พำนักได้หรือไม่ ก็ในเมื่อแม่นางหยวนรับใช้คุณชายรองหยางมาก่อน เกรงว่าจะออกปากซื้อตัวไปก็เหมือนกับตบหน้าคุณชายรองด้วยมือเปล่าโดยซึ่งหน้ากระนั้น”

ข้าส่งสายตาให้เหลียงไถจินปฏิเสธ หัวหน้าเสินหวู่หลุดกิริยาสงบนิ่งพลันปรากฏดวงตากรุ่นโกรธ

“ข้าพเจ้ายินดี”

เหลียงจินส่งยิ้มให้ข้าสลับหัวหน้าเสินหวู่และเหลียวตง

ฝ่ายหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬนั้นก็ยกยิ้มกว้าง เข้ามาฉุดมือเหลียงจินให้ติดตามไปในหมู่พวกพรรคมาร โดยข้าไม่ทันได้ขบคิดกลอุบายฉุดรั้งเหลียงจินไว้ได้ทัน

ทันใดนั้นกรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬก็กุมรอบลำคอของเหลียงจินรวดเร็ว

“ฮ่า ๆ หยวนอวี้ฟ่านเอ๋ยหยวนอวี้ฟ่าน”

“เจ้าจะทำสิ่งใด” ข้ากำลังจะกระโจนไปชิงตัวเหลียงจิน เหลียวตงก็โยนของบางสิ่งมาให้ข้าแทน ข้าคว้าไว้ด้วยมือซ้าย ปรากฏเป็นป้ายหยกประจำตัวประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา

“ข้าพบป้ายนี้ในอกเสื้อของสีฝูเหยา เจ้าคือประมุขพรรคเสี้ยวจันทรามิผิดแน่ แต่อุปนิสัยตีสองหน้าของเจ้า ชอบเล่าเรื่องโกหก ตบตาผู้อื่นเพื่อเอาตัวรอด สักวันคงหวนมาทำลายพรรคเสี้ยวจันทราเข้าสักวัน ข้าขอตัวแม่นางจินเป็นตัวประกันเปิดทางเพื่อหลบหนี หากมีผู้ใดติดตามก็อย่าหวังจะได้เห็นแม่นางผู้นี้มีชีวิตสืบต่อไป ถ้าเข้าใจเป็นอันดีแล้ว ข้าเหลียวตงขอตัวลา อ้อ ประการหนึ่ง ในอีกมิเกินสองวันนับจากนี้ เจ้าจงสังเกตโคมแดงลวดลายเปลวเพลิงหน้าสำนักอวี้หงหยวนเถิด”

พูดจบ หมู่คนพรรคมารก็ถลาขึ้นสู่เบื้องบน ใช้วิชาตัวเบาเหินทะยานไปในเงามืด

“ติดตามไป” ข้าตะโกนออกคำสั่งพวกตัวโดยเร็ว ขณะสบตาหยางเย่ถิง สมาชิกพรรคคมเบญจมาศต่างเห็นพ้องเช่นเดียวกับคำสั่งข้า รอเพียงเจ้านั่นออกคำสั่งเท่านั้น

“ข้าไม่อาจให้ความลับของข้าถูกนำไปรายงานถึงหูประมุขพรรคมารได้ เช่นเดียวกับความลับสถานที่ตั้งเฉินชิงหลุน เจ้าจะช่วยข้าหรือไม่ก็ตามแต่ใจเถิด”

ชั่วขณะเสียงราตรีขับสีกับสายลม

“ติดตาม” เป็นคำบัญชาของคุณชายรองตระกูลหยางแห่งเทียนซาน


**********************

พูดคุย

นี้ขนาดไม่ใช่หัวหน้าพรรคมาร ยังชั่วขนาดนี้ แล้วหัวหน้าพรรคจะชั่วขนาดไหน :katai4:
ประมุขพรรคมารจะปรากฏตัวเร็ว ๆ นี้ล่ะครับ อดใจรอนิดนึง

มีคนมาช่วยอะเนาะ แหม่ๆ
แหมๆ เหม็นความรัก ใช่ไหมครับ

คุณชายรองมาช่วยแล้วใช่ไหม
ใช่จ้า

น่าจะตัดหัวมันนนนน
ต้องรอลุ้นครับ ว่าหยวนหลงซานจะได้หัวเหลียวตงหรือไม่


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-04-2020 16:00:27 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
วุ่นวายไปอีกกกก

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 25



เหลียงจินได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกของปรมาจารย์เฉียนคงโดยเฉพาะยิ่งกระบวนวิชา แยกเงาหมื่นร่าง พอข้าสังเกตเหลียงจินขณะถูกกรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬกำรอบลำคอ ไม่ปรากฏเงายามตกต้องแสงไฟก็เข้าใจกลอุบายของเจ้าหนุ่มเหลียงโดยทะลุปรุโปร่ง

วิชาลับนี้มีผู้บรรลุขั้นเจ็ดในยุทธภพไม่อาจนับได้เกินหนึ่งฝ่ามือ และเหลียงจินผู้ขยันหมั่นเพียร หนักเบาเอาสู้ อดทนแข็งขัน กระทั่งฝึกวิชาแยกเงาหมื่นร่างบรรลุถึงขั้นนี้ได้นับว่าต้องอาศัยฝีมือและความเข้มแข็งอยู่พอตัว อาจารย์เฉียนคงผู้เฒ่าออกปากรับรองต่อเหล่าศิษย์ทั้งหลายในพรรคเสี้ยวจันทราว่า จะหายอดฝีมือผู้ใดในยุทธภพสามารถจับกุมตัวเหลียงจินได้ยากนัก เคล็ดวิชานี้มีจุดแข็งสมดังนามวิชา คือแยกเงาอันเสมือนตัวตนจริงได้นับหมื่นครั้ง ทว่าจุดอ่อนสำคัญมีเพียงประการเดียว หากศัตรูเหยียบเงาร่างจริงหนึ่งในหมื่นร่างสำเร็จ อิทธิฤทธิ์แห่งกระบวนวิชาก็จะมลายสิ้นทันที ความหมายที่แท้จริงคือ หากเหลียงจินถูกเหยียบเงาจะสูญสิ้นวิชาแยกเงาหมื่นร่าง ไม่อาจฟื้นฟูวิชาลับนี้ได้อีกชั่วชีวิต

ดังนั้นเหลียงจินร่างจริงจึงหาใช่คนผู้เหลียวตงกุมตัวใช้เบิกทางหลบหนีไม่ เจ้าหนุ่มเหลียงอาศัยช่วงพรรคคมเบญจมาศต่อปากต่อคำกับเหลียวตงแยกเงาร่าง แล้วใช้ผ้าคลุมชั้นนอกของศิษย์หญิงร่วมสำนักคลุมทับแล้วปะปนอยู่ในท่ามกลางยอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทรา พอข้าสบตาเหลียงจินตัวจริงก็เบาใจ แต่ไม่อาจปล่อยให้เหลียวตงคาบข่าวไปรายงานประมุขพรรคมารได้ก็หวังจะจับตัวไว้ หรือหากจำเป็นต้องฆ่าปิดปากก็ต้องลงมือ จึงพากำลังคนติดตาม

หยางเย่ถิงนำกำลังคนพรรคคมเบญจมาศมาช่วยเช่นเดียวกัน ข้าต้องขอบใจเจ้านั่นในข้อที่ไม่แล้งน้ำใจ ถึงแม้ข้าจะโกหกตบตาพวกเขาไว้มากมาย นับว่าเป็นความผิดใหญ่หลวงนัก แต่พรรคคมเบญจมาศคือสำนักฝึกวิชาฝ่ายธรรมะ มีหรือจะนิ่งเฉยดูดายยามถูกพวกพรรคมารก่อกรรมทำเข็ญต่อหน้าต่อตา

พอเหลียวตงกุมร่างเงาของเหลียงจินรุดหน้าไปชั่วระยะหนึ่ง สมุนรับใช้ได้ร้องแจ้งว่ามีศัตรูติดตามไม่ลดละ มันสบถแล้วถลาลงบนเส้นทางเฉิงเป่ยในยามวิกาล แล้วหันไปร้องเย้ยหยันพวกข้าที่วางกำลังรั้งรออยู่ว่า

“ข้าขอเดาใจประมุขหยวน ท่านคงหมดความเมตตาสงสารในตัวหญิงผู้นี้เป็นแน่ จึงได้กล้าฝ่าฝืนคำประกาศจะฆ่าล้างทันทีเมื่อเห็นมีผู้ใดตามมา หรือคำข้าเหลียวตงมิได้ซื่อสัตย์มั่นคงเสมอใจแม่นางกันแน่ หากลองคิดทบทวนแล้ว หยวนอวี้ฟ่านท่านก็มิได้มีใจซื่อตรงมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เพียงว่ากล่าวโกหกฝ่ายธรรมะด้วยกัน ไยยังกล้าชี้ชวนมาร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันอีกเล่า  มาตรว่าข้าเป็นคุณชายรองตระกูลหยาง คงตัดมิตรตัดไมตรีไม่ขอสมัครสมานสามัคคีชั่วกาลนาน ก็ด้วยพรรคเสี้ยวจันทราคิดเล่นไม่ซื่อ ไม่เพียงไม่เปิดเผยฐานะเจรจาซึ่งหน้า หนำซ้ำยังปิดบังอำพรางเป็นนางคณิกา ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าบัดนี้ประมุขหยวนสืบความจากฝ่ายพรรคคมเบญจมาศไปมากน้อยเท่าใดแล้ว”

คำยั่วยุหวังให้ทั้งสองพรรคแตกคอกันนั้นจุดชนวนในใจผู้คนทั้งสองฝ่ายอย่างได้ผล เพราะสายตาหวาดระแวงสงสัยปรากฏอยู่ในดวงตาของยอดฝีมือมือพรรคคมเบญจมาศทันที

“ยุทธภพนี้มีพรรคอันดับหนึ่งอยู่สามสำนัก ประดุจเสาหลักคำชูใต้หล้าคือ พรรคโคมแดงหนึ่ง พรรคคมเบญจมาศสอง และพรรคเสี้ยวจันทราสาม ซึ่งต่างก็มีศิษย์เอกและยอดฝีมือเข้าสวามิภักดิ์เป็นจำนวนมากพอ ๆ กัน หากแต่เดิมทีนั้นในอดีตไม่เคยมีตระกูลใดคิดแบ่งแยกสมัครพรรคพวกเพื่อแบ่งแยกชนชั้น ทุกคนล้วนอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีปรองดอง กระทั่งสำนักฝึกวิชาเฉินชิงหลุนกระทำการอยุติธรรม ยกย่องผู้กล้าตระกูลหยางและหยวนเหนือยอดฝีมือตระกูลอื่นโดยไม่ไว้หน้า อีกทั้งเหล่าปรมาจารย์ผู้อาวุโสก็มิได้มีความเที่ยงธรรม ถ่ายทอดวิชาสำคัญให้เฉพาะคนสองตระกูลเท่านั้น ความไม่พอใจบ่มเพาะสะสมมาหลายชั่วอายุคนกระทั่งตระกูลเล็กตระกูลน้อยต่างรวมตัวกันเรียกร้องความยุติธรรม แต่ก็มิได้รับการแก้ไข หนำซ้ำยังถูกเมินเฉย นิ่งดูดายให้เหล่าผู้ฝึกวิชาตระกูลหยวนและหยางรังแกตระกูลที่ด้อยกว่า กระทั่งยุทธภพปรากฏคนผู้หนึ่งนามว่า เซียวฟาง คนผู้นี้มีวิทยายุทธ์พิสดาร มิได้สนใจเฉพาะวิชาฝ่ายคุณธรรมเพียงประการเดียว แต่ยังเลือกศึกษาวิชามารเพื่อสืบหาแก่นแท้ของพลังอันล้ำลึก”

“หุบปาก” หยางกุ้ยเฟยตะโกนโต้เป็นเดือดเป็นแค้น “มารก็คือมารวันยังค่ำ มีหรือจะคิดร่ำเรียนวิชาฝ่ายคุณธรรม”

เหลียวตงมิได้หุบปาก หนำซ้ำยังหัวร่อดังสนั่น

“โถ แม่นาง ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย โลกนี้มีขาวย่อมมีดำ มีมืดย่อมมีสว่าง มีปฐพีย่อมมีนภา มีจันทราย่อมมีสุริยัน”

เงากระบี่แฉลบเอาปลายเส้นผมส่วนหน้าของเหลียวตงไป หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬไม่ทันระวังว่าจะมีผู้ใดกล้าใช้วิชากระบี่รวดเร็วเช่นนั้นจึงเปิดช่องไม่ทันหลบหลีก มันกัดฟันอย่างแค้นเคือง

“เพลงกระบี่ลมพัดพันสาย”

หยางเย่ถิงตวัดกระบี่อีกครั้งคมกระบี่ลึกลับก็กรีดลงข้างแก้มของเหลียวตงทันที พร้อมกับที่เหลียงจินร่างปลอมถูกผลักออกจากตัว ลูกสมุนพรรคมารจึงฉุดรั้งไว้

“จงมอบตัว”

เหลียวตงสบถซ้ำกลั้วหัวเราะ ประดุจคำสั่งหยางเย่ถิงเป็นเรื่องตลก

“ไม่มีวัน”

พอสิ้นคำเหลียวตง มันก็พุ่งเข้ารับมือหยางเย่ถิงทันที ส่วนบรรดาลูกสมุนพรรคมารก็ออกรับมือทั้งยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศและพรรคเสี้ยวจันทราตามผู้นำ

ข้าเห็นเป็นโอกาสจะตอบแทนหยางเย่ถิงก็เข้าหาเหลียวตงตั้งใจจะกำราบไอ้คนชั่วช้าให้สิ้นฤทธิ์โดยเร็ว แต่หยางเย่ถิงกลับใช้ปลายกระบี่ตวัดอาวุธของข้าออกราวกับบอกเป็นนัยว่าอย่าแส่หาเรื่องยุ่ง นั่นยิ่งทำให้ข้าพุ่งกลับเข้าหาเหลียวตงโดยเร็ว

“คุณชายรองผู้นี้คงไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณประมุขหยวน จึงได้ผลักไสท่านออกไปเช่นนั้น หรืออาจจะหวั่นเกรงว่าความงามของหยวนอวี้ฟ่านจะชี้นำให้ใจคุณชายรองไขว้เขว ก็ท่านงดงามถึงปานนี้ หนำซ้ำยังได้ปรนนิบัติดูแลในฐานะนางคณิกาปลอมอีก ข้าคาดเดาตามสติปัญญาตัวเองเห็นว่าพวกเจ้าสองคนย่อมจะมีความในใจต่อกันเป็นแน่แท้”

คำยั่วยุของเหลียวตงได้ผลทันที เมื่อเพลงกระบี่ลมพัดพันสายไม่ว่องไวดังเคย จึงเปิดโอกาสให้กรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬตะปบตวัดจนกระบี่หยางเย่ถิงเกือบพลัดหลุดจากมือ ข้าเห็นเป็นเช่นนั้นก็สวนกระบี่รับกรงเล็บต่อ สองกระบี่ผสานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวรุกรบเอาเหลียวตงถอยร่นไม่เป็นกระบวน

ฝ่ายเตียวหงและหยางกุ้ยเฟยต่างก็ต่อสู้ป้องกันอย่างสุดกำลัง เตียวหงมีน้ำใจกล้าหาญ วิชากระบี่ม่านเมฆาซึ่งได้รับสืบทอดมาจากบิดาก็ได้ปรมาจารย์สำนักคมเบญจมาศขัดเกลาจนสมบูรณ์พร้อม เดิมทีเตียวหงระงับความแค้นไว้กับอกมาเนิ่นนาน หากแต่มิได้โอกาสที่จะล้างแค้นพรรคมารมากเท่าการประมือหนนี้ คำสั่งสอนของประมุขหยางแห่งคมเบญจมาศก่อนจะรับตัวนางไว้เป็นศิษย์ในสำนักนั้นมีใจความว่า บุญคุณความแค้น วันหนึ่งต้องทดแทนชำระ แต่การผดุงความยุติธรรม นำความดีคืนสู่ยุทธภพคือสิ่งซึ่งสมควรกระทำมากกว่า

นับแต่นั้นเตียวหงก็มิได้มีใจจดจ่อในการแก้แค้นอีก อาศัยคำสอนของประมุขหยางเป็นหลักปฏิบัติ กระทั่งราตรีนี้โอกาสชำระแค้นเปิดรออยู่เบื้องหน้า เตียวหงจึงมิได้หวนคำนึงหลักคำสอน ตั้งใจแต่จะกำจัดคนชั่วช่วยเหลือคนดี อีกทั้งได้แก้แค้นแทนบิดา มารดา ครอบครัว และศิษย์พี่ศิษย์น้องผู้ล่วงลับ

หยางกุ้ยเฟยแม้ภายนอกสำแดงอารมณ์ร้อนแต่ภายในเยือกเย็นอยู่ พอเห็นเตียวหงรำกระบี่ออกอาวุธดุเดือดไม่ยั้งมือก็ร้องบอกว่า

“พี่เตียวหงออกเพลงอาวุธม่านเมฆาราวกับวิญญาณบรรพชนร่ำร้องให้ลงมือแก้แค้น คนชั่วพวกนี้สมควรตายอยู่ แต่พี่รองออกคำสั่งให้จับเป็นมิใช่จับตาย เพราะต้องการนำไปสืบเค้นแผนการและที่ตั้งของสำนักโคมแดง”

เตียวหงพอได้ยินดังนั้นเหมือนคืนสติก็ยับยั้งคมกระบี่ สบตากุ้ยเฟยแล้วพยักรับ ทว่าพอหันหน้าออกรับศัตรู สีชุดแดงสลับดำปักลายโคมนั้นสะกิดอารมณ์โกรธแต่เมื่อครั้งตนเองเร่งกลับคืนสำนักม่านเมฆา เพื่อกลับไปเจอหมู่คนชั่วสวมชุดดั่งนี้ทำการฆ่าล้างศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักอย่างไม่ปรานี ก็มิได้ยั้งมือตามคำวอนขอของหยางกุ้ยเฟย

ข้างเหลียวตงพอมองออกว่าศิษย์สำนักคมเบญจมาศมีผู้หนึ่งเป็นสตรีงดงามมากฝีมือกระทำการฆ่าฟันลูกสมุนตนดั่งผักปลา ผิดจากผู้อื่นที่พอแต่สร้างรอยแผลแล้วสะกดจุดกุมตัวไว้เป็นเชลย นางนั้นมองเพียงปราดเดียวก็มิได้งามเท่าหยางกุ้ยเฟย แต่กระบวนวิชารวดเร็วว่องไว ขณะเดียวกันก็เคลื่อนตัวเลื่อนลอยราวกับปุยเมฆ ทำให้มันล่วงรู้ได้ว่าเป็นคนจากสำนักม่านเมฆาเป็นแน่ ไม่นึกว่าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬจะทำการหละหลวมเช่นนี้ ก็คราวนั้นตนปฏิบัติการล้มล้างสำนักม่านเมฆาตามคำสั่งประมุขพรรค ยามพวกมันปฏิเสธคำเชิญให้มาร่วมเป็นแขกดื่มน้ำชากับประมุขพรรคโคมแดง

บัดนี้ไม่นึกว่ามันจะได้เห็นเพลงวิชาม่านเมฆาปรากฏต่อหน้าต่อตาอีก จึงหัวเราะเยาะขบขัน

หยวนหลงซานไม่ทันความคิดเหลียวตงก็ซัดกลับว่า

“เพลงกระบี่ของข้าทั้งสองสำแดงเป็นของเล่นต่อหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬหรือ”

หยางเย่ถิงสลับแทงกระบี่กับหยวนหลงซาน ไม่อาจให้เหลียวตงมีโอกาสหนีรอดไปได้

“ข้าขบขันด้วยเหตุสองประการ หนึ่งคือพวกเจ้าไม่คิดสังหารพวกข้า แต่คงคิดจะจับเป็นเพื่อเค้นความ ไม่ผิดจากนี้แน่”

พอข้าเข้าใจความคิดหยางเย่ถิงก็ล่วงรู้ว่าเหตุไฉนเจ้านั้นถึงยั้งมือทุกครั้งยามเพลงกระบี่ลมพัดพันสายสำแดงชัดเหนือกว่ากรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬ

“อีกประการหนึ่ง ข้าเหลียวตงนี้ช่างน่าอับอายนักที่ลงมือฆ่าล้างคนสำนักม่านเมฆาแล้วปรากฏว่า ยังปล่อยปละให้มีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่อีก”

พอหยางเย่ถิงได้ยินดังนั้นก็รู้แจ้งได้ว่าเหลียวตงกล่าวถึงผู้ใด พลันมีดสั้นเล่มหนึ่งพุ่งออกจากชายเสื้อเหลียวตงเข้าหาแม่นางเตียวหงทันควัน เตียวหงมิได้ทันระวังจะมีผู้ลอบกัด แต่ได้ร่างเงาของเหลียงจินซึ่งสะบัดจากผู้คุมในระยะใกล้เคียงเข้ารับคมมีดแทน ฉับพลันร่างเงาเหลียงจินก็แตกซ่านเป็นอากาศธาตุ

“วิชาแยกเงาหมื่นร่าง” เหลียวตงบดกรามโกรธแค้น มันสอดส่ายสายตามองหาร่างแท้จริงของหญิงนางนั้น “ไม่นึกว่าพรรคเสี้ยวจันทราจะมีวิชาเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเช่นนี้ ทำให้ฝ่ามือพยัคฆ์ทมิฬของข้ากลับกลายเป็นของเด็กเล่นทันที”

ข้ายังคงมองเห็นเหลียงจินร่างจริงอยู่ในระยะสายตา ปะปนในหมู่ยอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทรา กลมกลืนจนไม่อาจแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร

“แต่เจ้ารู้หรือไม่ นอกจากฝ่ามือพยัคฆ์ทมิฬแล้ว ข้ายังมีวิชาอื่นใดติดตัวอยู่อีก”

หยางเย่ถิงไม่ตอบ ข้ารู้สึกหวั่นใจก็ตอบข่มไปว่า

“วิชาเสือเผ่น”

หยางเยวี่ยนยกมุมปากนิดเดียว ข้าเหลียวมองเจ้าคุณชายรองแล้วยกคิ้วให้อีกฝ่าย ระหว่างมัวแต่ส่งสายตาให้กัน เหลียวตงก็ใช้กรงเล็บตวัดดาบทั้งสองออกจากตัวแล้วทะยานสู่เบื้องบน

วิชานัยน์ตาพยัคฆ์ ต่างหากเล่า”

กล่าวจบเหลียวตงก็พุ่งเข้าหาเหลียงจินตัวจริงทันที มันใช้วิชานัยน์ตาพยัคฆ์เฟ้นหาใบหน้าเหยื่อแล้วถลันลงตรงหน้าเหลียงจิน เจ้าหนุ่มเหลียงไม่นึกว่าจะถูกจับตัวได้โดยง่าย จึงยกกระบี่ป้องกันตัว เหลียวตงเบี่ยงตัวหลบ มันอมยิ้มอย่างสาแก่ใจ แสงจันทราตกต้องเงาเหลียงจินทอดยาวอยู่เบื้องหลัง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬก็อาศัยจังหวะนั้นเหยียบเงานางคณิกาปลอมได้โดยสะดวก
โลหิตสำลักออกจากปากเหลียงจิน ก่อนร่างจะทรุดฮวบลงบนพื้นดินทันที

“เหลียงจิน!” ข้าออกนามเจ้าหนุ่มเหลียงดังก้อง ปิงหวนและเป่าเหอละมือจากศัตรูแล้วมาปรากฏตัวเคียงข้างข้า

เหลียวตงจัดการศัตรูที่ตั้งใจเข้ามาทำร้ายจนล้มลง ก่อนจะตอบคำข้า

“วิชาแยกเงาหมื่นร่าง หากถูกเหยียบเงาแล้ว ไม่อาจฟื้นฟูวิชาลับนี้ได้อีกชั่วชีวิต คำสอนวิชานี้ตีความได้ว่า...มันจะต้องตายอย่างไรเล่า”

ข้าปลดกระบี่ทิ้งลงพื้น หยางเย่ถิงพอจับคำพูดและพินิจร่างอันไร้วิญญาณของแม่นางจินก็เข้าใจหัวอกหยวนอวี้ฟ่านเป็นการดี
 
“เจ้าจะทำอะไร”

ข้าหยิบพัดสีทองลวดลายมังกรออกมาจากอกเสื้อ ยามคลี่ออกแสงเปลวเพลิงจึงเปล่งปะทุแผดจ้า ประดุจหัวอกข้าหยวนหลงซานในยามนี้ไม่ต่างกัน
   

***************************

พูดคุย

วุ่นวายไปอีกกกก
ไอ้เจ้าตัววุ่นวาย (หลงซาน)   
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-04-2020 16:40:46 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
พัดพรายเพลิงจะออกโรงแล้วววว

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1860
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7854
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 26



ค่ายกลอัคคีโอบล้อมเหล่าพรรคมารโคมแดงทั้งปวงไว้โดยรอบ นอกจากผู้มีวิชาขั้นสูงเท่านั้นจึงจะตีฝ่าหลบหนีออกไปได้ ข้าสะบัดพัดอีกเพียงเล็กน้อย เชือกเปลวเพลิงก็พุ่งเข้ารัดรอบตัวหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬทันที เหลียวตงใช้กรงเล็บฉีกกระชากขาดกระเด็นแล้วทะยานหลบหนีผ่านยอดไม้

“ปิงหวน จัดการอย่าให้สมุนพรรคมารคนใดหนีรอดไปได้ เป่าเหอ เจ้าเร่งดูแลร่างเหลียงจินโดยเร็ว”

ขอรับ ประมุขหยวน”

คำตอบรับของสตรีโฉมงามทั้งสองได้ยินชัดเจนต่อหน้าหยางเย่ถิง เมื่อสั่งการแล้วข้าจึงไล่กวดขันเหลียวตงโดยเร็ว รอบกายข้าบังเกิดมีประกายเพลิงปรากฏล้อมรอบ หยางเย่ถิงเห็นอาวุธพัดสำแดงอิทธิฤทธิ์ไม่เคยพบเห็นก็พลันตกตะลึงชั่วขณะ แม้นมีข้อสงสัยในใจมากมายก็มิได้ซักถามหยวนอวี้ฟ่าน ได้แต่ใช้วิชาตัวเบาติดตามไปดุจเดียวกัน

ข้ากรีดพัดเป็นกระบวนท่าวิหคเหินฟ้า นกเปลวไฟนับร้อยก็กลุ้มรุมร่างเหลียวตงจนมันจำต้องสะบัดเสื้อคลุมตัวนอกออกเพื่อป้องกันเปลวเพลิงเผาร่าง

ฝ่ายหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬรับรู้ได้ทันทียามหยวนอวี้ฟ่านกรีดอาวุธพัดซัดทำร้ายตน มันไม่อาจประมือกับเจ้าสำนักเสี้ยวจันทราผู้นี้ได้ มีก็แต่ประมุขพรรคมารผู้แกร่งกล้าวิชาเท่านั้น มันตั้งใจผละหนี เหตุว่าวิชาพัดเสี้ยวจันทราเลื่องลือในใต้หล้าคือสุดยอดเคล็ดลับวิชาอันดับหนึ่ง มันมีแต่เพียงฝ่ามือพยัคฆ์ทมิฬและนัยน์ตาพยัคฆ์ซึ่งเป็นวิชาชั้นรอง ไม่อาจเทียบเทียมได้ หนำซ้ำอำนาจวิชาพัดเสี้ยวจันทรายังสำแดงอานุภาพเรียกเปลวเพลิงได้เช่นนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน พอถูกซัดด้วยกลนกอัคคีก็สะบัดหนีลงพื้นดิน

หยวนหลงซานในใจเต็มไปด้วยความแค้นก็มิได้ออมกำลัง ใช้พลังลมปราณผสานธาตุทั้งสี่หลอมรวมเข้ากับอาวุธพัดเข้าสู้รบอย่างไม่คิดชีวิต พอเหลียวตงทำทีจะหนีขึ้นฟ้าอีก ข้าจึงร่ายรำท่วงท่านารีพิโรธ ท้องฟ้าก็พลันแปรปรวน สายลมพัดหวนตลบตบตีเหลียวตงมิให้ใช้วิชาตัวเบาได้ถนัด พอถูกซัดกระแทกลงพื้นพสุธา ก็เห็นว่าสิ้นไร้หนทางจะหลบหนี จึงคิดอุบายเข้าต่อสู้ หยางเย่ถิงติดตามมาถึงก็ร้องเตือนสติหยวนอวี้ฟ่านทันที

เจ้าต้องจับเป็น ได้ยินหรือไม่ หยวนเฟย”

พอหยางเยวี่ยนสบสายตากับข้า เจ้านั่นก็พลันเห็นน้ำตาเอ่อคลอรอบดวงตาหยวนอวี้ฟ่าน

“ทั้งหัวหน้าสีฝูเหยาและเหลียงจิน คือบุคคลที่ข้าไว้วางใจไม่ต่างจากพี่น้องร่วมสายเลือด แต่เจ้าจะให้ข้าไว้ชีวิตฆาตกรผู้สังหารคนทั้งสอง ไม่คิดเห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือ หยางเยวี่ยน” ข้าตัดพ้อต่อว่า บัดนี้ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องจับเหลียวตงเป็นเชลยอีก “ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต”

“...” หยางเย่ถิงจนคำพูด แต่ก็จับข้อศอกหยวนอวี้ฟ่านรั้งไว้ด้วยกิริยาห้าม

ข้าสะบัดตัวออกจากมือหยางเยวี่ยนโดยไม่สนท่าทีของอีกฝ่าย รวบพัดลวดลายมังกรแล้วพุ่งเข้าหาเหลียวตง แลกฝ่ามือต่อฝ่ามือตามกระบวนท่าได้สิบสามหมัด เหลียวตงก็ถูกด้ามพัดกระแทกอกจนสำลักเป็นเลือด มันเซถลาแผ่นหลังกระแทกต้นไผ่ หอบหายใจดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนกำลัง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬล่วงรู้ว่าหยวนอวี้ฟ่านมีฝีมือเหนือชั้นกว่าตน แต่ฝีปากจะเทียบตนนั้นยังไม่ได้ก่อน มันจึงคิดใช้ปากเป็นอาวุธต่อกร

“ประมุขหยวนสมแล้วที่เป็นเจ้าสำนักเสี้ยวจันทรา พลังวรยุทธเลิศล้ำถึงเพียงนี้ ข้าเหลียวตงเป็นแต่เพียงผู้ฝึกยุทธชั้นรอง ไหนเลยจะมีฝีมือเทียบเทียมประมุขหยวนได้ หากท่านลงมือฆ่าข้าก็ไม่สมกับราคาฝีมือท่านสักนิดเดียว เรื่องข้าสังหารสีฝูเหยาและแม่นางจินก็ล้วนแต่การณ์พาไปทั้งสิ้น ก็เราทั้งสองพรรคต่างมีความเห็นแบ่งแยกไม่ลงรอย ย่อมเป็นศัตรูกันเป็นของธรรมดา ยามปะหน้าจะเชื้อเชิญเข้าร่วมวงสุราเสพสุขสำราญหรือก็มิได้ ข้าสังหารคนพรรคเสี้ยวจันทราย่อมเป็นไปตามวิถียุทธภพ”

“และข้าคิดลงมือสังหารเจ้าก็เป็นไปตามวิถียุทธภพดุจเดียวกัน” ข้าโต้กลับแล้วคลี่พัดออก ประกายเพลิงก็นำพาข้าปรากฏอยู่ต่อหน้าเหลียวตงภายในพริบตาเดียว ปลายพัดพรายเพลิงจ่ออยู่เหนืออกซ้ายของเหลียวตง มันไม่คาดว่าหยวนอวี้ฟ่านจะเคลื่อนไหวรวดเร็วเช่นนั้น ทั้งกำลังตนเองถูกลดทอนลงอย่างมาก เนื่องจากนำไปใช้ในวิชานัยน์ตาพยัคฆ์มากกว่าสองในสามส่วน พอหยวนอวี้ฟ่านขยับปลายพัดแตะสามจุดบนหน้าอก มันก็ล้มลงทรุดฮวบลงไปกับพื้นดินทันที

หยางเย่ถิงดำเนินเข้าหาหยวนอวี้ฟ่าน กล่าวสั้น ๆ เพียงว่า

“ขอบใจ”

ข้าปรายตามองร่างเหลียวตงอันไร้สติ

“หนี้บุญคุณซึ่งพรรคคมเบญจมาศมีต่อพวกข้า ถือว่าไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” ข้าเงยหน้าสบตาหยางเยวี่ยน มีคำพูดมากมายอยากจะเจรจา หนึ่งในนั้นคือคำขอโทษ แต่ข้าก็เลือกที่จะกล่าวอีกคำหนึ่ง

“ขอลา”

“เจ้าโกหกมาตลอด...เช่นนั้นหรือ” หยางเย่ถิงถามกลับ

ข้าควรตอบแบบไหน ตอบแบบเอาใจพรรคร่วมฝ่ายธรรมะ ถนอมน้ำใจว่าถูกเหตุการณ์บีบบังคับให้ต้องปิดบังฐานะตนเองหรือ

“กระทั่งงานแต่งงาน”

ดั่งคล้ายมีบางอย่างประดุจมีดสั้นพุ่งผ่านอกข้า เจ็บราวกับถูกอาวุธลับของเหลียวตงทะลุกาย ข้ายิ้มขมขืน

“หากข้าเชื่อคำชี้แนะของเหลียงจินให้หลบหนีจากเฉินชิงหลุนทันทีเมื่อมีโอกาส เขาก็คงไม่ต้องจบชีวิตในค่ำคืนนี้ เพียงเพราะข้าได้ยินว่าเจ้า...”

หยางเย่ถิงจดจ่อคำพูดข้าราวกับรอฟัง แต่มีหรือข้าจะกล้าออกปาก

เสียงไก่ป่าร้องขันดังแว่วมาตามแนวสันเขา ท้องฟ้ายามใกล้อรุณรุ่งไม่เคยหมองเศร้าเช่นคราวนี้มาก่อน ข้าหยิบขวดสุรายกดื่มแล้วเช็ดออกด้วยชายชุดยามเปรอะเปื้อนริมฝีปาก เหยียดยื่นขวดสุราเทียนจื่อซานให้คุณชายรองตระกูลหยาง แต่อีกฝ่ายไม่คิดรับไว้ เอาแต่จดจ่อรอฟังคำแก้ต่างอันน่าพึงพอใจ

“เจ้ายังคิดจะแต่งงานกับข้าอยู่อีกหรือ”

“...” ไม่ตอบ

“อันที่จริง เจ้าควรล้มเลิกแผนการของเจิ้งอู๋จินเสียเถิด ในเมื่ออาคมเฉินชิงหลุนกลับคืนมาแล้ว ไม่มีเหตุผลที่เราสองคนต้องกระทำร่วมกันอีก” ข้ายกสุราขึ้นดื่มซ้ำ จุดแต้มเย่เตี้ยนตรงข้างแก้มก็เลอะเทอะผิวหน้า หยางเย่ถิงใช้สายตาไม่พอใจ จะใช้ชายเสื้อซับคราบสุราออกให้ แต่ข้ากลับเบี่ยงตัวหลบ

“คุณชายรองเป็นสุภาพบุรุษเช่นนี้ สตรีทั่วแผ่นดินต้าถังคงประสงค์ได้ไว้เป็นสามี แต่ข้าหาได้เป็นหนึ่งในสตรีทั้งหลายนั้นไม่”

“เหตุใด” หยางเย่ถิงถามกลับอีกหนึ่งคำ

เจ้าคุณชายนี่ช่างพูดน้อยออมวาจา แม้ในช่วงเวลาต่อสู้ก็ออกฝีมือมากกว่าฝีปากกล้า ทำให้ข้าจำเป็นต้องหัวเราะด้วยแววตาชื่นชม

“เหตุที่ข้าไม่ประสงค์เจ้าเป็นสามี รออีกเพียงไม่กี่อึดใจก็คงจะได้คำตอบโดยซึ่งหน้าเอง แต่ข้าขอกำชับคุณชายรองประการหนึ่ง หากสอบเค้นเหลียวตงคนชั่วถึงแผนการประมุขพรรคมารและสำนักที่ตั้งได้แล้วเมื่อใด เมตตาส่งหนังสือมาถึงหออวี้หงหยวนด้วย อีกประการหนึ่งยามเมื่อไอ้เดรัจฉานผู้นี้ถูกสอบสวนความจนสิ้นประโยชน์แล้ว ข้าจะขอตัวมันไปรับโทษทัณฑ์”

หยางเย่ถิงพยักหน้ารับคำ

สายลมพัดยอดกิ่งไผ่ หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอ รวมถึงยอดฝีมือหญิงของพรรคเสี้ยวจันทราจำนวนหนึ่ง ปรากฏคู่เคียงกับยอดฝีมือฝ่ายคมเบญจมาศ

“ประมุขหยวน ท่านดื่มสุราแล้วใช่หรือไม่ พวกข้าทั้งปวงล้วนกระทำแล้วทั้งสิ้น” ปิงหวนซักถามทันที เมื่อสีท้องฟ้าใกล้แปรเปลี่ยน ข้าพยักหน้าให้หลี่ปิงหวน “เช่นนั้นเชิญท่านเร่งกลับคืนอวี้หงหยวนเถิด ส่วนศีรษะและร่างของหัวหน้าสี อีกทั้งร่างของเหลียงจิน พวกข้าจัดเตรียมบรรจุในหีบศพใช้รถลากด้วยขบวนม้าเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว หากรั้งรอเจรจาความสืบไป เกรงว่า...”

ข้ายกสุราเทียนจื่อซานจรดปากราวกับดื่มน้ำเปล่า กระทั่งไม่หลงเหลือสักหยดก็ทิ้งขวดลงข้างตัวใกล้ ๆ เหลียวตง หยางเย่ถิงสั่งคนให้พาร่างเหลียวตงออกไปแล้วใช้เชือกอาคมพันธนาการไว้

“ช้าเร็วพวกเขาย่อมล่วงรู้ตัวตนข้า อย่าเสียเวลาปิดบังสืบไปเลย”

หยวนหลงซานคลี่คลายพัดพรายเพลิง ประกายไฟก็ประทุขึ้นอีกครั้ง ยามนั้นแสงอรุณรุ่งพุ่งเหนือสันเขากระทบประกายเพลิงวาบขึ้นทั่วเรือนร่างของหยวนอวี้ฟ่าน หยางเย่ถิงยกแขนเสื้อแล้วค่อยมองหยวนอวี้ฟ่านซ้ำ แสงอาทิตย์สาดต้องบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่แทนหยวนอวี้ฟ่าน อีกทั้งบรรดายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทราซึ่งเดิมทีเป็นสตรีต่างก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มแทบจะทั้งสิ้น

“ประมุข หยวน...ฟง” เจ้าหนุ่มซึ่งก่อนหน้ามีนามว่าหลี่เม่ยร้องเรียกพร้อมสำแดงกิริยาคารวะ เช่นเดียวกับชายหนุ่มทุกผู้ในสำนักเสี้ยวจันทรา

ข้าพยักหน้าให้หลี่ปิงหวนในร่างบุรุษ ก่อนจะสบตาอันเบิกกว้างของหยางเยวี่ยน

“พี่อวี้ฟ่าน” หยางกุ้ยเฟยร้องเรียกข้า คงไม่อาจเชื่อสายตาตัวเอง

“มิได้ แม่นางหยาง ข้า...หยวนหลงซาน ประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา ขอคารวะยอดฝีมือทุกท่าน”

เสียงฮือฮาประหลาดใจดังขึ้นจากฝ่ายพรรคคมเบญจมาศราวกับแลเห็นสิ่งอัศจรรย์

“เจ้า...”

แววตาสงสัยบนใบหน้ารูปงามของหยางเย่ถิง ณ ขณะนั้น ข้าคงจะเก็บไว้ในห้วงความทรงจำตลอดกาล เราสองคนคงไม่มีเหตุให้ต้องพบพานเจอะเจอกันอีก

“ขอตัวลา” ข้าใช้วิชานกกระเรียนบูรพาละทิ้งหยางเย่ถิงไว้ โดยไม่คิดจะหันกลับไปมองซ้ำอีก


- - - - - - - - -

ขันทีผู้หนึ่งเร่งร้อนปลดสาส์นจากข้อเท้านกพิราบ ครั้นแล้วเร่งฝีเท้าเข้าสู่อุทยานหลวงช่วงเวลาสาย ภายในศาลาไม้นั้นมีสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง ประทับนั่งปักผ้าด้วยเส้นด้ายเป็นลวดลายดอกเบญจมาศเคียงข้างจันทรา

“ทูลพระสนม มีจดหมายพ่ะย่ะค่ะ”

“ว่ามา” น้ำเสียงฟังคล้ายไม่ชายไม่หญิง มองจากเบื้องหลังก็มีรูปร่างไม่ชายไม่หญิงเช่นเดียวกัน

“หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬหายตัวไปอย่างลึกลับพ่ะย่ะค่ะ”

ดวงตาเรียวสวยละจากกิจซึ่งกระทำอยู่ ขันทีเฒ่าผู้นั้นตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว ดวงตาจดจ้องลวดลายชุดฉลองพระองค์ปักเป็นโคมทองบนพื้นแดง ขณะเจ้าของชุดขยับกายลุกขึ้นยืน

“ส่งคนออกตามหา”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“เรื่องคดีฆาตกรรมเสียงจงกิมเล่า”

“บัดนี้เสียนหย่งเฉิงแห่งกองปราบสำนักศาลยุติธรรมได้เบาะแสชี้นำว่า บุคคลซึ่งกล้าหาญบุกชิงหลักฐานสำนักพิสูจน์อักษรเกี่ยวข้องกับหออวี้หงหยวนพ่ะย่ะค่ะ”

“จำไม่ผิด เสียนหย่งเฉิงผู้นี้ ฝ่าบาทเคยขอให้ข้าตั้งฉายาให้ หรือมิใช่

ขันทีเฒ่ารับว่าใช่ เริ่มคลายความหวาดกลัว

“เรื่องนี้น่าสนุกมิใช่เล่น เจ้าไม่คิดหรือว่าหอนางโลมลือชื่อนั้นมีเบื้องหลังลับลมคมใน” สตรีฝ่ายในกล่าว

“ข้าน้อยเบาสติปัญญา แต่พอจะออกความเห็นสอดคล้องกับพระสนมได้ว่า การอันหัวหน้าเหลียวตงผู้ดูแลผงราคะไฟมีอันหายไปอย่างลึกลับ ย่อมเกี่ยวข้องกับหออวี้หงหยวนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เส้นสายของข้าพเจ้าสืบได้ความว่า นายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนประสงค์ผงราคะไฟยิ่งกว่าผู้ใดในฉางอัน”

พระสนมทรงสำรวลเสียงห้าว

“ผิดแล้ว ข้าต่างหากเล่าที่ต้องการผงราคะไฟมากกว่าผู้ใดในฉางอัน”

“อ้อ ย่อมเป็นเช่นนั้น ขอรับ ประมุขเซียว

เซียวฟาง หรือ เซียวเสียนเฟย พระสนมเอกแห่งพระจักรพรรดิถังไท่จงทรงพยักพระพักตร์พึงพอใจในคำตอบรับของข้ารับใช้


*****************

พูดคุย

พัดพรายเพลิงจะออกโรงแล้วววว
มาแล้วววว

:m31: :m31: :m31:
:hao5:

เอาให้ตาย
โดนคุณชายรองห้ามไว้เสียก่อน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-04-2020 13:25:49 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 27





หนึ่งเดือนต่อมา วันเทศกาลฉงหยาง [1]

ข้าก้าวเท้าเหยียบลงท่าเรือ หลังจากเข้าคำนับและเจรจากับพ่อค้าสำเภาอีกรายหนึ่งเป็นผลสำเร็จ แท้จริงแล้วเถ้าแก่ฉินผู้นี้คือสหายคนสนิทของเสียงจงกิมผู้ล่วงลับ ข้าตามสืบจนพบว่า ฉินเหอหนานค้าขายผงราคะไฟดุจเดียวกัน

หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอยืนม้าคอยอยู่ริมฝั่งน้ำเพียงสองคน ไม่ใช่สิ่งชินตาสำหรับข้าเท่าใดนัก แม้นเหตุการณ์สูญเสียเหลียงไถจินและหัวหน้าสีฝูเหยาล่วงเลยมากว่าหนึ่งเดือน หลังจากเหตุการณ์ ณ เส้นทางเฉิงเป่ย ข้าเร่งกลับอวี้หงหยวนเพื่อพบกับกองทหารมือปราบของเสียนหย่งเฉิง เจ้าจิ้งจอกเงินนั่นเหมือนเพิ่งได้รับหมายตรวจค้นจากทางการ ตั้งใจจะบุกฝ่าบรรดานักเลงคุมซ่องเข้าไปให้จงได้ แต่ติดอยู่ที่ว่า บริเวณหน้าหออวี้หงหยวนปรากฏมีชายหนุ่มทั่วทั้งนครฉางอันพากันยืนกีดขวางเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ข้าเดาว่าคงเป็นแขกขาประจำและขาจรที่หมายจะเข้าชื่อเชยชมข้าและนางคณิกาชั้นเอกตามหนังสือประกาศรับอาสาสมัคร

แต่สิ่งซึ่งไม่น่าเชื่อสายตา ในบรรดาชนผู้ขัดขวางปรากฏมีกลุ่มบุรุษหนุ่มสวมชุดสีเหลืองอ่อนผูกผ้าคาดศีรษะลวดลายดอกเบญจมาศยืนร่วมอยู่ด้วย มองเพียงปราดเดียวก็จำได้ว่าเป็น หยางซุนกวาน คุณชายใหญ่แห่งพรรคคมเบญจมาศไม่ผิดตัว

ข้าสั่งให้หลี่ปิงหวนนำขบวนศพของเหลียงจินและหัวหน้าสีอ้อมผ่านตรอกซอกซอยไปเข้าทางประตูหลัง แล้วดำเนินเข้าหาเสียนหย่งเฉิงทันที พอเจ้าจิ้งจองเงินผู้สั่งทหารยิงเกาทัณฑ์ทำร้ายข้า ณ สำนักพิสูจน์อักษร พบเห็นว่าเป็นผู้ใดปรากฏตัว หัวหน้ามือปราบก็สำแดงใบหน้าประดุจพบของสำคัญ

“ไม่นึกว่าคุณชายหยวนจะยินยอมปรากฏตัวโดยง่ายเช่นนี้” เสียนหย่งเฉิงกุมด้ามดาบแล้วชูหมายค้นผ่านหน้าข้าให้เห็นตราประทับจากสำนักศาลยุติธรรม

ข้าทำทีคารวะ แล้วว่า “ไยหัวหน้าเสียนจึงพามือปราบจำนวนมากมาเยี่ยมเยือนอวี้หงหยวน หากประสงค์ปลดเปลื้องอารมณ์ในเวลาราชการเช่นนี้ ข้าเห็นว่าผิดวิสัยข้าราชสำนักตงฉิน สุดจะเหลือเชื่อ”

เสียนหย่งเฉิงมิได้หลวมตัวยั่วให้โกรธ สมกับฉายาจิ้งจอกเงินแห่งสำนักศาลยุติธรรม หนำซ้ำยังพยักหน้าบอกเป็นนัยให้มือปราบทั้งปวงล่าถอยกลับไปยังสำนักศาลยุติธรรมโดยเร็ว ครั้นชายชาวฉางอันเห็นว่าหน่วยมือปราบไม่คิดบุกอวี้หงหยวนแล้วก็เลิกราไป บ้างกลับไปหลับนอนต่อในหอคณิกา บ้างกลับบ้านช่องร้านค้าตามซอกซอย เว้นแต่หยางซุนกวานแห่งคมเบญจมาศที่ยืนเป็นรูปปั้นอยู่หน้าประตูทางเข้าอวี้หงหยวนเคียงข้างนักเลงคุมซ่อง

“หากคุณชายหยวนออกมานับแต่วันแรกที่ข้าขอเข้าพบ ไหนเลยข้าจะต้องถือหมายค้นเพื่อเข้าตรวจตรา เช่นนั้นขอเชิญคุณชายหยวนไปกับข้าทีเถิด” เสียนหย่งเฉิงทำทีออกเดินนำทาง

“เรียนประมุข” หลี่ปิงหวนดึงสติข้ากลับมา ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน พร้อมทั้งยื่นถุงไหมซึ่งภายในคงบรรจุใบจูอวี๋ คนสมัยโบราณเชื่อว่าใบจูอวี๋สามารถกำจัดสิ่งอัปมงคลในวันฉงหยางได้

ข้ารับไว้ “ขอบใจ”

“ข้าน้อยสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง” หลี่ปิงหวนลงจากหลังม้าเข้าคู่เดินเคียงข้างหยวนหลงซาน ข้าพยักหน้าเปิดโอกาสให้ซักถาม

“ประมุขท่านกระซิบกล่าวกับเสียนหย่งเฉิงด้วยคำใดในวันที่ท่านหวนคืนอวี้หงหยวนหรือขอรับ ไยจิ้งจอกเงินแห่งสำนักศาลยุติธรรมจึงล่าถอยกลับไปโดยง่ายเช่นนั้น”

“ข้าเองก็อยากรู้เช่นกันขอรับ” หวังเป่าเหอร้องบอกเป็นเสียงเดียวกัน

เรื่องนั้นข้าไม่ได้คิดเล่าให้ผู้ใดฟัง แต่ก็มิได้มีใจความสำคัญจนกระทั่งต้องปิดบังอำพราง

“ข้ากระซิบว่า หากหัวหน้าเสียนประสงค์สืบสวนตรวจค้นตัวข้า ที่ใดจะเหมาะสมยิ่งไปกว่าห้องนอนของข้าภายในอวี้หงหยวนเล่า”

เจ้าหนุ่มทั้งสองพอได้ฟังคำเฉลยก็พลันหัวเราะดังลั่น จนผู้คนในละแวกนั้นหันมามองด้วยความสงสัย

“มิน่าเล่า เสียนหย่งเฉิงจึงหน้าตาแดงก่ำ หันรีหันขวางไม่รู้จะทำประการใดดี ก็เพราะเหตุการณ์เป็นมาเช่นนี้นี่เอง นับว่าประมุขท่านฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก” หลี่ปิงหวนประสานมือคารวะหยวนหลงซาน

“ไม่นึกว่าคำพูดประโยคเดียวจะทำให้นายท่านรอดพ้นจากคดีความบุกชิงหลักฐานปลอมจากสำนักพิสูจน์อักษรมาได้”

ข้าสั่นหน้าปฏิเสธคำพูดของหลี่ปิงหวน

“หากแต่สถานการณ์ขณะนั้นไม่สู้จะเหมาะสมในการบีบคั้นบังคับข้าต่อหน้าต่อตาชาวเมืองจำนวนมาก อีกประการหนึ่ง หยางซุนกวานแห่งคมเบญจมาศทำการเปิดเผยว่าอยู่ข้างฝ่ายหออวี้หงหยวน ในเมื่อฝ่ายยุทธภพสำแดงชัดเช่นนั้น ผนวกกับเสียนหย่งเฉิงย่อมรู้ดีแก่ใจว่าตนเองไร้หลักฐานสำคัญที่จะเจาะจงว่าคนร้ายคือข้า เจ้านั่นย่อมลังเลชั่วขณะตอนที่พวกเราหลบหนี บังเกิดมีเสียงร้องสตรีต้องปลายลูกเกาทัณฑ์ คนผู้นี้ฉลาดเฉลียวเกินตำแหน่งหน้าที่ หากสบโอกาสได้หลักฐานชี้ความผิดข้าแน่ชัดเมื่อใดคงจะหวนกลับมาเป็นแน่”

“หัวหน้าเสียนคงยังไร้ความสามารถ ก็บัดนี้ล่วงเลยไปกว่าหนึ่งเดือนเต็ม ยังหามีวี่แววของคนผู้นั้นไม่” หวังเป่าเหอตั้งข้อสังเกต

ยังไม่ทันไร บริเวณหัวมุมถนน ปรากฏบุรุษสวมชุดสีน้ำเงิน เครื่องแบบหน่วยมือปราบสำนักศาลยุติธรรม เสียนหย่งเฉิงไม่คาดว่าจะได้พบหยวนหลงซานกระทันหันก็หมุนตัวกลับ

“คารวะ หัวหน้ามือปราบเสียน” ข้าร้องทักอีกฝ่ายโดยเร็ว

เสียนหย่งเฉิงหันกลับแล้วทำกิริยาคำนับเช่นเดียวกัน ซุกซ่อนสีหน้าไม่อยากสนทนาได้อย่างแนบเนียน

“ไม่นึกว่าจะได้พบคุณชายหยวน ณ ที่แห่งนี้”

ข้ามองเพียงปราดเดียวก็ล่วงรู้ว่าอีกฝ่ายคงลอบติดตามข้ามาแน่ ๆ จึงได้แต่ยิ้มรับ เหมือนมิได้แจ้งความจริงใด

“คราวก่อนข้ายังมิได้ยินคำตอบรับของนายกองท่าน บัดนี้เจอตัวโดยบังเอิญ อีกทั้งจะเชิญท่านกลับอวี้หงหยวนเพื่อดื่มเหล้าดอกเบญจมาศตามวิถีเทศกาล หนทางก็ไกลนัก เช่นนั้นข้าขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงสุราท่านเสียนภายในโรงเตี๊ยมเบื้องหน้านี้เห็นจะเหมาะสมกว่า” ข้าพูดมัดมือชก หวังให้เสียนหย่งเฉิงไม่คิดปฏิเสธได้ ตั้งใจจะใช้สุราบีบคลายความในใจของเจ้าจิ้งจอกเงิน

เสียนหย่งเฉิงอึกอักเห็นได้ชัดว่าไม่ประสงค์อยู่ต่อหน้าข้าให้เนิ่นนาน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มราวกับดูหมิ่นของหยวนหลงซานเช่นนั้นก็ตกปากรับคำทันที หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอเข้าไปภายในโรงเตี๊ยมเจรจากับเถ้าแก่จนกระทั่งได้โต๊ะรับรองมาตัวหนึ่ง ณ มุมห้อง เสี่ยวเอ้อยกสุราดอกเบญจมาศและขนมฉงหยางเกามาให้คนทั้งสี่

“จอกนี้สำหรับความซื่อสัตย์ภักดีของท่านเสียนต่อแผ่นดินต้าถัง” ข้ายกสุราขึ้นดื่ม รสชาติแย่กว่ารสสุราเทียนจื่อซานมากนัก เถ้าแก่เจ้าของร้านคงเร่งรีบหมักเพื่อให้ทันเทศกาลฉงหยาง จึงได้เหล้าดอกเบญจมาศรสชาติชั้นเลวเช่นนี้

เสียนหย่งเฉิงยกดื่มรับ แล้วว่า

“คุณชายหยวนยกย่องข้าเกินไปนัก หากข้ามีฝีมือซื่อสัตย์จริง คงจะใช้สติปัญญาไขคดีปริศนาการตายของเสียงจงกิมลุล่วงไปแล้ว หากแต่บัดนี้คดีความยังคงค้างคาอยู่ รู้แต่เพียงว่ามีความเกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมยกครัวร้านยาหลิวจินเถา หลักฐานสำคัญนอกจากชาดอกเบญจมาศผสมผงราคะไฟในสองคดีแล้ว ไม่อาจชี้นำข้าสู่ตัวฆาตกรได้”

“ข้ายินดีจะตอบคำถามหัวหน้าเสียน ก็ท่านฝากหยวนอวี้ฟ่านน้องสาวข้ามาว่าต้องการพบข้ามิใช่หรือ ก็คราวนั้นข้าเสนอตัวให้ท่านสอบสวน ทว่าท่านปัดเยื่อใยไม่รับไมตรี แต่หากข้ามีประโยชน์ต่อรูปคดีแล้วย่อมพร้อมให้ท่านสืบสวนโดยละเอียด”

เสียนหย่งเฉิงปรากฏสีหน้าแดงอีกครั้ง เขากระแอมเสียงดังแล้วยกสุราดื่มซ้ำ

“ข้าทบทวนแล้วเห็นว่า ทั้งสองคดีมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณชายหยวน คนเข้าพบเสียงจงกิมเป็นคนสุดท้ายคือท่าน มีเพียงสาวใช้เป็นพยานปากเท่านั้น ทั้งหลักฐานวัตถุพยานก็ไม่ปรากฏว่าท่านลงมือสังหารพ่อค้าสำเภา ข้าด้อยสติปัญญาจึงไม่คิดใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน ครั้นได้ลองสืบตามคำแนะของหยางซุนกวานแห่งคมเบญจมาศ ซึ่งว่าไฉนชาดอกเบญจมาศและผงราคะไฟซึ่งเป็นของต้องห้ามในเมืองหลวงจึงยังคงมีค้าขายอยู่แพร่หลาย ทำให้ข้าตามสืบสาวกระทั่งพบผู้ขายรายย่อยจำนวนมาก ทั้งซัดทอดความกันไปมาน่าสับสนนัก กระทั่งปากคำทั้งหมดระบุชี้นำมายังคนสองคน คนหนึ่งเสียชีวิตไปแล้วคือเสียงจงกิม ทว่าอีกคนยังมีชีวิตอยู่ คือคนที่คุณชายหยวนเพิ่งพบปะสนทนาเมื่อไม่นานมานี้ ฉินเหอหนาน”

ฉลาดล้ำยิ่งกว่าสุนัขจิ้งจอกเสียอีก

ข้าได้แต่ยิ้ม ยกสุราขึ้นดื่ม คนผู้นี้อันตรายนัก หากข้าไม่อาจรีดความจริงจากปากเสียนหย่งเฉิงมาทั้งหมดได้ ก็อย่านับว่าข้าเป็นนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนสืบไป

“หลี่ปิงหวน หวังเป่าเหอ พวกเจ้าทั้งสองออกไปตระเตรียมม้าให้ข้าและหัวหน้าเสียน”

“ขอรับ” เจ้าหนุ่มทั้งสองรับคำแล้วออกไปทำการ

“คุณชายหยวนเตรียมม้าจะไปที่ใดหรือ” เสียนหย่งเฉิงทำหน้าเหมือนไม่ทันความคิดข้า

“ก็วันนี้ผู้คนทั้งหลายกระทำสิ่งใดในเทศกาลฉงหยางหรือ ข้าย่อมกระทำการดั่งว่าดุจเดียวกัน”

“ขออภัยคุณชายหยวน หากคำเชิญนี้หลุดจากปากน้องสาวท่าน ข้าคงจะติดตามท่านขึ้นเขาไปจิบสุราดอกเบญจมาศตามคำชวนแน่” เสียนหย่งเฉิงปฏิเสธทันที

“ช้าก่อน หัวหน้าเสียน ข้าได้ยินท่านกล่าวถึงน้องสาวข้ามากกว่าสองคำแล้วจึงนึกขึ้นได้ว่า หลังตะวันตกดิน หยวนอวี้ฟ่านและนางคณิกาทั้งหลายในอวี้หงหยวนจะขึ้นภูเขาไปจิบสุราดื่มชาดอกเบญจมาศตามธรรมเนียมปฏิบัติ หากท่านติดธุระสำคัญเร่งรีบปฏิเสธเช่นนี้ ข้าคงกล่าวได้เพียงว่าช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”

“ข้ายินดี” เสียนหย่งเฉิงกลับคำรวดเร็วจนข้าทำได้แต่เพียงนึกขันในใจ

ตามตำนานเกี่ยวกับการขึ้นเขาสูง ติดใบจูอวี๋ ดื่มเหล้าเบญจมาศ (จวี่ฮัวจิ่ว) กล่าวไว้ว่า ในสมัยฮั่นตะวันออก มีปีศาจร้ายปรากฏตัว ทำให้ผู้คนล้มป่วยเจ็บตาย เหิงจิ่ง ต้องการปราบปีศาจ จึงเดินทางไปแสวงหาผู้วิเศษเพื่อร่ำเรียนวิชาปราบปีศาจ จนได้ผู้วิเศษท่านหนึ่งเป็นอาจารย์

เหิงจิ่งได้ร่ำเรียนวิชาต่าง ๆ กับอาจารย์ จนกระทั่งวันหนึ่งอาจารย์ได้บอกว่า ในวันที่ 9 เดือน 9 จะมีปีศาจออกอาละวาด ให้เหิงจิ่งกลับไปกำจัดปีศาจ โดยอาจารย์ได้มอบใบจูอวี๋และเหล้าดอกเบญจมาศพร้อมถ่ายทอดวิชาปราบมารให้

เหิงจิ่งได้คำนับลาอาจารย์กลับมาปราบปีศาจ โดยในวันที่ 9 เดือน 9 เขาได้นำชาวบ้านขึ้นไปบนเขา พร้อมทั้งแจกใบจูอวี๋และเหล้าแช่ดอกเบญจมาศให้ชาวบ้านเป็นเครื่องป้องกันตัว ครั้นปีศาจได้กลิ่นใบจูอวี๋และเหล้าเบญจมาศ จึงหวาดกลัวไม่กล้าเข้าทำร้ายชาวบ้าน จากนั้นเหิงจิ่งจึงจัดการปราบปีศาจร้ายจนสำเร็จ





แสงโคมไฟประดับประดาทางขึ้นภูเขาละลานตา เสียนหย่งเฉิงยืนม้าคอยอยู่บันไดเชิงเขา เคียงข้างรูปปั้นสิงโต ข้าในร่างหยวนอวี้ฟ่านและประดานางคณิกาปลอมแห่งอวี้หงหยวนลงจากพาหนะเกวียนกว่าห้าสิบเล่ม พอเสียนหย่งเฉิงแลเห็นข้าก็ยิ้มแย้มราวกับดื่มสุราดอกเบญจมาศไปกว่าสิบห้าไห

“แม่นางหยวนช่างงดงามนัก”

ข้าแสร้งยิ้มยกพัดขึ้นปิดปาก ตอบเพียงว่า

“หัวหน้าเสียนก็รูปงามดุจเดียวกัน”

“พี่ชายท่านเล่า”

“มีแขกข้าราชสำนักจำเป็นต้องรับรอง จึงฝากข้ามาต้อนรับท่านแทน”

“เช่นนั้นข้าขอเป็นผู้นำทางแม่นางหยวนขึ้นภูเขา หากรั้งรออยู่เนิ่นนาน เกรงว่าบรรดาพวกปีศาจแลเห็นสตรีจากอวี้หงหยวนสุดเลอโฉมจะเข้าลักลอบพาไปเป็นแน่” เสียนหย่งเฉิงหยอกเย้า

วาจาเสียนหย่งเฉิงคารมคมคายใช่เล่น ข้าจะหลอกเอาความในอกเจ้าจิ้งจอกเงินมาให้สิ้น จงคอยดู

“พูดมาก น่าเบื่อ”

ข้าสะดุ้งสุดตัว เสียนหย่งเฉิงทำหน้าไม่ชอบใจอย่างยิ่ง ขณะสบตากับหยางเย่ถิงแห่งพรรคคมเบญจมาศ





[1] เทศกาลฉงหยาง ตรงกับวันที่ 9 เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติ


**************
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-04-2020 17:44:18 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1860
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ bun

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-4
สามีกลับมาทวงสิทธิหรือเปล่า

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
 สามีมาตามกลับบ้านจ้า~555

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7854
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 28




ภูเขาจงหนาน อยู่ห่างจากเมืองฉางอันไปทางใต้ 60 ลี้ เป็นส่วนหนึ่งในเทือกเขาฉินหลิง บรรยากาศเทือกเขาแห่งนี้งดงามราวกับแดนสวรรค์ ทิวทัศน์ร่มเย็น ตีนเขามีหลายหมู่บ้านรวมกันเป็นชุมชน บนยอดเขาสูงมักจะพบผู้บำเพ็ญเพียร นักพรต และหลวงจีน ต่างก็มาใช้ชีวิตสันโดษเพื่อฝึกวิชา

ข้าสั่งคนขับรถม้าให้คอยอยู่ตีนเขา แล้วออกเนินนำขึ้นไปตามทางโดยไม่เร่งรีบ เนื่องจากมีแสงโคมไฟประดับไว้ตลอดเส้นทาง ชาวบ้านจำนวนมากทยอยขึ้นไปบนเขา อีกส่วนกำลังกลับบ้านเรือน ข้างทางมีร้านค้าจำหน่ายของกินของใช้มากมาย ของสองสิ่งในจำนวนนั้นย่อมไม่พ้นใบจูอวี๋และเหล้าดอกเบญจมาศ บ้างขายเครื่องรางขับไล่ปิศาจ

“แม่นางหยวนประสงค์ถุงหอมบรรจุใบจูอวี๋หรือไม่ ข้ายินดีซื้อให้ท่านเป็นของขวัญ” เสียนหย่งเฉิงออกตัวอย่างคนมีน้ำใจ

“ข้าพเจ้าทัดใบจูอวี๋ไว้อยู่แล้ว หัวหน้าเสียนมิต้องลำบาก” ข้าผินหน้าเจรจากับเสียนหย่งเฉิงด้วยรอยยิ้ม ทว่ารังสีอำมหิตดุจมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเบื้องหลังข้านี้ ไม่หันกลับไปมองก็รู้ว่าเกิดจากสิ่งใด เสียงนางคณิกาปลอมซึ่งส่วนใหญ่แท้จริงคือชายต้องคำสาปต่างรุมล้อมหยางเยวี่ยน บ้างออกปากขอให้คุณชายรองตระกูลหยางมีน้ำใจซื้อผ้ายันต์หรือเครื่องรางให้พวกนางเป็นสิ่งคุ้มกันภัยปิศาจ เจ้านั่นก็ปฏิบัติตามคำขอโดยไม่ปริปากบ่น หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอในร่างนางคณิกาก็เลี่ยงตัวมากระซิบกระซาบด้วยข้า ขณะเสียนหย่งเฉิงชะลอพิจารณาสุราดอกเบญจมาศ

“เรียนนายหญิง คุณชายรองเห็นทีจะสิ้นเนื้อประดาตัวแน่แล้ว ก็คนผู้นั้นไม่เพียงไม่ได้เอาปากมา หนำซ้ำยังว่านอนสอนง่าย พวกเราคนใดออกปากอยากได้สิ่งของใดก็ประเคนให้ราวกับต้องอาคมเสน่หา”

ข้าหันกลับไปก็เป็นจริงดังหลี่ปิงหวนรายงาน หยางเยวี่ยนปรากฏตัวหนนี้ไม่อาจล่วงรู้ความในอกได้ เขาย่อมแจ้งแก่ใจอยู่แล้วว่า นางคณิกาทั้งหมดนี้หาใช่สตรีโดยแท้จริงไม่ เหตุใดจึงดูแลพวกนางราวกับเอาอกเอาใจเช่นนั้นก็ยากเกินกว่าข้าจะคิดล่วงหน้าได้

“หรือคุณชายรองจะมารายงานท่าน เรื่องการสอบปากคำเหลียวตงคนชั่ว” หวังเป่าเหอตั้งข้อสังเกต ข้าเห็นว่ามีส่วนเป็นไปได้สูง

นับแต่การจากกันหนนั้น ข้ามิได้ข่าวคราวจากสำนักคมเบญจมาศสักน้อยหนึ่ง แม้นหยางซุนกวานจะเข้ามาเป็นแขกของอวี้หงหยวนทุกค่ำคืน ก็หาได้ปริปากพูดความใดเกี่ยวข้องกับหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬไม่ อันที่จริงข้าเริ่มระแคะระคายแล้วว่า การอันหยางซุนกวาน คุณชายใหญ่แห่งพรรคคมเบญจมาศมาปรากฏตัวเป็นแขกหออวี้หงหยวนนี้ คงจะได้รับคำสั่งจากประมุขหยางให้มาดูแลคุ้มครองเป็นแน่

ข้อมาดหมางในอดีตนับแต่การปฏิเสธเทียบเชิญหรือกระทั่งการขอความร่วมมือขจัดภัยพาล ข้าไม่เอามาคิดให้ปวดหัวอีก รู้แล้วว่าพรรคคมเบญจมาศมีเจตนาดี ยึดถือคุณธรรม นำขจัดมารร้าย ดังคำประกาศของหยางเย่ถิงในคืนนั้นซึ่งว่า คมเบญจมาศกรีดพื้นพสุธา มารร้ายชั่วช้าจงสิ้นจากแผ่นดิน เหล่านี้คือคำสั่งสอนของพรรคคมเบญจมาศมาช้านาน

ในเมื่อทั้งสองสำนักต่างยืนอยู่ฝ่ายเดียวกันแล้ว สิ่งไม่พอใจในอดีตข้าจะทำเป็นหลงลืมเสียเอง

“หากเป็นเช่นเจ้าคะเนก็ดีไป แต่หยางเย่ถิงปรากฏตัวผู้เดียวหามีผู้ติดตามไม่นี้ ข้าไม่คิดว่าพรรคคมเบญจมาศจะยอมปล่อยเหลียวตงมาให้พวกเราโดยง่าย หรืออาจจะยังไม่ได้ข้อมูลใด ๆ ก็เป็นได้ จึงส่งคุณชายรองตระกูลหยางมาเจรจายืดเวลาออกไปก่อน พวกเจ้าจงจับตาหยางเยวี่ยนไว้อย่าให้คลาดสายตา”

“ขอรับ” เจ้าสองหนุ่มรับคำสั่ง

พอดีกับเสียนหย่งเฉิงชูขวดสุราดอกเบญจมาศกลับมา พร้อมทั้งรินให้ข้าชิม

รสชาติไม่กลมกล่อมเท่ากับสุราเทียนจื่อซานแห่งพรรคคมเบญจมาศ

“ท้องฟ้าแจ่มใสนัก หากแม่นางหยวนไม่ว่าอะไร ข้าขอเชิญแม่นางนั่งดื่มสุราในร้านค้าด้านนี้เถิด ร้านนั้นอยู่ติดริมผา มองเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนงดงามนัก” เสียนหย่งเฉิงอวดอ้างทำเลร้านเหล้าแล้วก็ผายมือเชื้อเชิญ

ข้าตั้งใจจะสืบความลับในหัวของเสียนหย่งเฉิงอยู่แล้วก็ทำกิริยาอายพอเป็นพิธีแต่ก็ติดตามไป พยักหน้าให้หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอคอยเชิงอยู่บริเวณใกล้เคียง พอได้ที่นั่งแล้วเถ้าแก่ก็แต่งโต๊ะรับรองด้วยเหล้าชั้นดีตามเท่าที่จะหาได้ ข้าเห็นใบหน้ามีความสุขล้นของเสียนหย่งเฉิงแล้วได้แต่ลอบถอนหายใจ หากล่วงรู้ว่าตัวตนข้าคือใคร เขาจะยังมีกะจิตกะจิตรับรองข้าเช่นนี้หรือไม่

“แม่นาง เชิญดื่ม”

ข้ายกดื่มแล้วใช้พลังลมปราณขับฤทธิ์สุราออกทันที

“ข้าพเจ้าได้ยินว่า หัวหน้าเสียนต้องการพบข้า ไม่ทราบว่าท่านมีสิ่งใดจะพูดกับข้าหรือ”

“มิได้ แม่นางหยวน อันที่จริงก็พอมีอยู่” เสียนหย่งเฉิงตอบแบ่งรับแบ่งสู้ แล้วพูดต่อไปว่า “ท่านเคยใช้ผงราคะไฟหรือไม่”

เป็นคำถามตรงจุดอย่างที่สุด คนผู้นี้ฉลาดเฉลียว การจะซักถามโดยตรงนี้ผิดวิสัยนัก ข้าจึงได้แต่ยกชายเสื้อขึ้นแล้วยกสุราขึ้นดื่ม พลางตอบว่า

“หากท่านเป็นข้า ท่านจะใช้ผงราคะไฟหรือไม่เจ้าคะ”

พอคำถามถูกโยนกลับ เสียนหย่งเฉิงไม่ทันระวังก็ปรากฏสีหน้ามีพิรุธ ข้าจึงกล่าวสืบต่อไป

“ก็ผงราคะไฟเป็นของต้องห้ามในเมืองหลวง ไม่อาจซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยประการทั้งปวง มาตรว่าพบสิ่งของต้องห้ามดังกล่าว โทษอาญาหนักเบาย่อมตกมาถึงคนผู้นั้น และท่านถามข้าพเจ้าเช่นนี้ หากข้าพเจ้าไร้สติปัญญา ตอบท่านไปว่าใช้จริง มิต้องถูกกุมตัวไปรับโทษหรือ”

พอเสียนหย่งเฉิงถูกข้าโต้กลับเหมือนไม่พึงพอใจก็โบกมือปฏิเสธ แก้คำว่ามิได้จะลวงข้าให้ต้องอาญา

“มิได้ หากแต่ข้าถามตามการสมมติ ในเมื่อท่านมิได้ใช้จริงแล้วข้าก็คลายใจ ประการหนึ่งข้าเคยได้ยินว่า ผงราคะไฟนี้มีสรรพคุณเป็นประโยชน์ต่อนางคณิกา คือช่วยตบตาแขกให้รับรสกามาได้โดยมิต้องปรนนิบัติจริง”

ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แล้วไยจึงมาสอบความข้าซ้ำอีก หรือคนผู้นี้ต้องการจะเอาผิดข้าให้ได้ โดยจะสืบสาวโยงใยไปถึงคดีฆาตกรรมเสียงจงกิม เจ้าจิ้งจอกเงินฉายาพระราชทานผู้นี้คงตามสืบเส้นทางค้าขายผงราคะไฟจนทะลุปรุโปร่งแล้ว ขาดอยู่เพียงหลักฐานที่จะชี้ขาดว่า ข้าหยวนหลงซานคือผู้อยู่เบื้องหลังกิจการผงราคะไฟทั้งหมดหรือไม่

พอสบโอกาสก็ซักถามหยวนอวี้ฟ่านผู้น้องสาวโดยไม่คิดปิดบังว่าเรื่องราวนี้จะล่วงรู้ไปถึงหูหยวนหลงซาน เขาตั้งใจกระทำการทั้งนี้โดยเปิดเผย เพื่ออะไร เพื่อให้ข้าล่วงรู้และซุกซ่อนความผิดที่จะชี้เข้าหาตัวหรือ คนผู้นี้จะมีน้ำใจถึงขนาดนั้นเชียวหรือ

“ข้ารู้ว่าพี่ชายท่านมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม ข้าเพียงต้องการให้ท่านเป็นทูตนำความไปบอกคนผู้นั้นให้ระมัดระวัง หาไม่คนร้ายตัวจริงเกิดสบช่องป้ายความผิดมายังอวี้หงหยวนได้ จะทำให้รูปคดีทั้งหมดผิดพลาด เช่นนั้นวานแม่นางเป็นธุระให้ข้าทีเถิด”

ไม่นึกว่าจะได้เห็นน้ำใจไมตรีของเสียนหย่งเฉิงโดยซึ่งหน้า

“คนหน้าซื่อใจคด”

หาใช่คำพูดจากปากข้าไม่ แต่เป็นประโยคสั้นกุดแต่แทงใจจนเสียนหย่งเฉิงพลันหลุดกิริยา

“เจ้ากล่าวหาใคร”

หยางเย่ถิงนั่งลงบนโต๊ะแล้วยกสุราในส่วนของข้าขึ้นดื่ม

“รสชาติชั้นเลว”

“ใช่หรือไม่” ข้าถามหยางเยวี่ยนกลับ ดีใจที่มีคอสุราอย่างเดียวกัน

“คุณชายผู้นี้คือใครหรือ แต่งกายเลียนแบบสำนักคมเบญจมาศเช่นนี้ หากหยางซุนกวานพบเข้าคงจับตัวปล้นเสื้อผ้าไปโยนทิ้งเป็นแน่” ดูเหมือนเงาหัวของเสียนหย่งเฉิงจะมิได้ตั้งตรงอยู่บนบ่า ไม่เพียงกล่าวดูถูกหยางเย่ถิง แต่ท่าทีเป็นเป็นอริต่อพรรคคมเบญจมาศโดยโจ่งแจ้งเช่นนี้ นับว่ากล้าหาญพอตัว

“เจ้าคือจิ้งจอกเงินแห่งสำนักศาลยุติธรรมหรือ” หยางเย่ถิงยกสุราในส่วนของข้าดื่มซ้ำอีก ประกายความไม่พอใจผุดวาบในดวงตาหยางเย่ถิง ยามระแคะระคายฐานะเสียนหย่งเฉิง

“เจ้าคือคนที่ใส่ร้ายว่าชาดอกเบญจมาศทำให้คนตายหรือ”

“ข้า...”

“สุราดอกเบญจมาศ”

“เจ้าพูดสิ่งใด”

“ข้าหยางเย่ถิงขอพิสูจน์ความจริง หากข้าแพ้เจ้าในการดื่มสุราจะขอถอนคำพูดว่าเจ้าหน้าซื่อใจคด” หยางเยวี่ยนมองเสียนหย่งเฉิงทางหางตา

“แล้วถ้าข้าแพ้ล่ะ”

“เจ้าต้องออกประกาศขอโทษพรรคคมเบญจมาศ เหตุพูดจาพล่อยๆ กล่าวหาชาดอกเบญจมาศเป็นยาพิษฆ่าคน”

หากเสียนหย่งเฉิงกระทำการเช่นนั้นก็เหมือนตบหน้าตัวเองด้วยด้ามดาบพระราชทาน

“ได้ ข้ารับรอง” หัวหน้ามือปราบสำนักศาลยุติธรรมรับปากหนักแน่น


ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม

“จงระมัดระวังเสียนหย่งเฉิง”

หยางเย่ถิงเตือนข้าเสียงเบา ขณะเดินเท้าออกจากโรงเหล้า ปล่อยเสียนหย่งเฉิงหน้าคว่ำอยู่บนโต๊ะไว้เดียวดาย

“เจ้ามาที่นี่ทำไม” เมื่อพ้นระยะห่างไกลจากผู้คน ข้าจึงได้ซักถามกลับ หลี่ปิงหวน หวังเป่าเหอ และยอดฝีมือซึ่งดำรงร่างนางคณิกาปลอมต่างมิได้ติดตามมาเมื่อเห็นว่าข้าไปกับผู้ใด

“ข้ากุมตัวเหลียวตงมาส่งให้เจ้า”

ชื่อเหลียวตงจุดความแค้นในหัวใจข้าขึ้นมาทันที แต่สีหน้าว่างเปล่าของหยางเย่ถิงทำให้ข้ารู้สึกผิดอย่างมาก หากเจ้าคุณชายมาดนิ่งพูดกล่าวโทษข้าเป็น ‘คนหน้าซื่อใจคด’ ยังจะดีเสียกว่าทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ณ เฉินชิงหลุน

ข้ามองออกว่าหยางเยวี่ยนคงมึนเมามิใช่น้อย หากเป็นข้าดื่มสุรากว่าสิบห้าไหโดยมิได้ใช้ลมปราณขับออก ป่านนี้คงนอนไถลหัวซบอยู่บนพื้นเป็นแน่

“ขอบใจ” ข้าพูดได้เพียงแค่นั้น “ข้าต้องคำสาป...ชายสลับหญิง”

หยางเย่ถิงหยุดเดิน ข้าไม่อาจมองหน้าเขาได้เต็มหน้า ละอายใจเกินกว่าจะกล่าวคำขอโทษ แต่หยางเยวี่ยนกลับพูดเรื่องอื่นเหมือนไม่ได้ฟังถ้อยคำข้า

“เหลียวตงยอมบอกว่า ประมุขพรรคมารต้องการเป็นหนึ่งในยุทธภพ โดยคิดใช้ผงราคะไฟเป็นส่วนส่งเสริมพลังวรยุทธเพื่อพิชิตใต้หล้า”

“เช่นนั้นหากข้าตัดเส้นทางค้าขายผงราคะไฟสำเร็จ”

“พรรคมารจะไม่อาจดำรงอยู่ได้” หยางเย่ถิงตอบ “เช่นเดียวกับหออวี้หงหยวน”

“ข้ายินดีทำ”

“ประการหนึ่ง เหลียวตงไม่ยอมเปิดเผยตัวตนประมุขและที่ตั้งสำนัก เขาบอกว่าจะยอมตอบหากเป็นเจ้าซักถามเท่านั้น” หยางเย่ถิงมองข้าผ่านเสี้ยวหน้าสตรี

“ขอบใจ คุณชายรอง”

หยางเย่ถิงทำหน้าไม่พอใจชั่วขณะ

ทันใดนั้นพุ่มไม้ด้านข้างทางเดินขยับไหวราวกับมีสิ่งมีชีวิตใดทำให้สั่น ยังไม่ทันที่ข้าจะคาดเดาว่าคือสัตว์ป่าชนิดใด เจ้าของขนฟูฟ่องสีขาวสะท้อนแสงจันทราก็กระโดดออกจากพุ่มไม้เข้ามาหาข้า เป็นลูกสุนัขจิ้งจอกเพศผู้ น่ารักน่าชังตัวหนึ่ง มันใช้เท้าหน้าและหัวตะกุยตะกายชายชุดข้า จนข้าจำเป็นต้องย่อตัวแล้วอุ้มจิ้งจอกตัวเล็กขึ้นมาด้วยสองมือ ดวงตาดำขลับ ขยับจมูกสูดกลิ่น หูตั้ง ทั้งแลบลิ้น มีทีท่าดีใจ

หลวงจีนวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงาต้นไม้ ข้าจำไต้ซือเฉิงจิ้งได้ก็เร่งเข้าไปคำนับ เฉิงจิ้งพยักหน้ารับแล้วกล่าวต่อประมุขพรรคเสี้ยวจันทราว่า

“อาตมาฟื้นฟูดวงวิญญาณประสกเหลียงไถจินสำเร็จตามคำขอของท่าน เดิมทีประสกเหลียงเป็นปิศาจจิ้งจอกบำเพ็ญเพียรมากว่าห้าร้อยปี ครั้นบิดาท่านรับตัวไว้เลี้ยงดูคราวกำพร้า จวบกระทั่งถูกมารร้ายทำลายชีวิต จิตวิญญาณจึงหวนคืนกลับร่างเดิมเป็นการถาวร ไม่อาจแปลงกายเป็นมนุษย์ได้อีก”

ข้าหลั่งน้ำตาสุดยินดี อุ้มชูลูกจิ้งจอกตัวน้อยไว้เสมอสหายรักคราวครั้งแปลงร่างเป็นคนได้ นามว่า เหลียงจิน


ปิศาจจิ้งจอก (น้อนเหลียง)


**********************

พูดคุย

:katai4: :katai4:
:pig4: :pig4:

สามีกลับมาทวงสิทธิหรือเปล่า
ทวงสิทธิ์ห้าพันบาท โทษ ๆ มือลั่น 55+

สามีมาตามกลับบ้านจ้า~555
จะยอมกลับหรือเปล่า รอลุ้น ๆ

อุ้
อิ๊
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-05-2020 13:24:12 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
จะได้ความไหมเนี่ย~

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-4
น้องจิ้งจอกหน้ารัก

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 164
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 29




ไม่ทันไรจิ้งจอกน้อยขนฟูสีขาวก็ส่งเสียงขู่แยกเขี้ยวเข้าใส่ใบจูอวี๋ ข้าไม่ทันคิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนจะจับเหลียงจิน เพราะใบไม้ชนิดนี้ใช้ขับไล่เหล่าปิศาจได้จริง มิใช่เพียงเรื่องแต่งในตำนาน ขณะข้ากำลังวางเจ้าตัวน้อยลงพื้นเพื่อปลดใบจูอวี๋ทิ้งทำลาย นิ้วมือยาวสวยของหยางเยวี่ยนก็ขยับเข้าใกล้ริมหูด้านขวาของข้า จากนั้นจึงช่วยคีบใบจูอวี๋ออกให้ เจ้านั่นโยนใบจูอวี๋ขึ้นกลางอากาศแล้วใช้กระบี่ประจำกายตัดขาดเป็นสองท่อน

จิ้งจอกน้อยเหลียงจินก็คลายหวาดกลัวกลับคืนอาการดีใจดังเดิม

“ประสกเหลียงไถจินจัดว่าเป็นจิ้งจอกดี” ไต้ซือเฉิงจิ้งกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะเฝ้ามองนางคณิกาปลอมหยอกเย้ากับสหายปิศาจจิ้งจอก “ขยายความได้ว่าเป็นจิ้งจอกที่มีความประพฤติดี อุปนิสัยไม่ดุร้าย มุ่งบำเพ็ญตบะให้กลายเป็นเซียน เหล่านี้ล้วนได้หยวนเหวินหยวนประมุขพรรคคนก่อนเป็นผู้อบรมสั่งสอน ประสกหยวนจงวางใจ ไม่มีวันที่ประสกเหลียงจะกลายเป็นปิศาจดุร้ายหวนกลับมาแว้งกัดทำร้ายท่านเด็ดขาด”

“ไต้ซือบอกว่าเหลียงจินมีอายุเกือบห้าร้อยปี หากเดาไม่ผิด ร่างจริงย่อมจะมีหางถึงห้าหางใช่หรือไม่ขอรับ” ข้าซักถาม ขณะลูบหัวจับหางของจิ้งจอกน้อยซึ่งตอนนี้ปรากฏเพียงหางเดียว

“ย่อมเป็นเช่นนั้น ประสก”

“ข้าและนางเกาเถียนผู้มารดา อีกทั้งปรมาจารย์อาวุโสทั้งปวงล่วงรู้ว่า ร่างจริงแท้ของเหลียงจินเป็นเช่นไร แต่มิได้กีดกันขับไล่ บิดาข้าสู้ฝากฝังไว้แม้กระทั่งใกล้สิ้นลมก็ยังไม่วายขอคำมั่นจากข้า ต่อมาการตายของเหลียงจินยังความเศร้าโศกเสียใจขึ้นภายในพรรคเสี้ยวจันทรา อาจารย์เฉียนคงผู้เฒ่าแนะว่าควรบอกกล่าวเรื่องเหลียงจินเป็นปิศาจจิ้งจอกให้ทุกคนล่วงรู้จะได้คลายใจ เหตุว่าบัดนี้ไต้ซือท่านกำลังช่วยฟื้นฟูดวงวิญญาณของเหลียงจินอยู่”

“อาตมาเข้าใจดีแล้ว” หลวงจีนวัยกลางคนพนมมือรับรู้ “ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนบนเขาจงหนาน ประสกแวะเวียนมามิได้ขาด อาตมาเห็นท่านมีความมุ่งมั่นจะช่วยประสกเหลียงเช่นนี้ จึงสู้ใช้วิชาความรู้ฟื้นฟูรักษาจนทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์พร้อมในคืนเทศกาลฉงหยาง”

“บุญคุณไต้ซือ ชั่วชีวิตนี้ข้าหยวนหลงซานคงมิอาจทดแทนได้หมดสิ้น” ข้าวางจิ้งจอกน้อยแล้วสำแดงกิริยาคำนับ

“มิได้ ประสก” ไต้ซือเฉิงจิ้งสั่นหน้าแล้วบอกให้ข้าลุกยืน เจ้าจิ้งจอกน้อยก็กระโดดโลดเต้นอยู่ข้างกายข้า บ้างหันไปงับชายชุดอันวิจิตรปราณีตของคุณชายรองตระกูลหยางราวกับใช้รับคมเขี้ยว ดั่งสุนัขฟันเพิ่งงอกใหม่

“บิดาท่านย่อมจะเคยเล่าเหตุที่มาของปิศาจจิ้งจอกตนนี้โดยละเอียดแล้ว อาตมาจำเป็นต้องแสดงตัวว่าคือหลวงจีนรูปนั้นที่พบครอบครัวจิ้งจอกระหว่างทาง ขณะพวกเขาซึ่งแปลงกายเป็นมนุษย์ใช้ชีวิตอย่างปุถุชนทั่วไป ตั้งใจจะพาบุตรชายคนโตไปสอบเป็นจอหงวน อาตมาสัมผัสกลิ่นอายปิศาจได้ชัดเจน จึงได้เทศนาสั่งสอนจนครอบครัวปิศาจจิ้งจอกบังเกิดดวงตาเห็นธรรม พวกเขาให้คำสาบานว่าจะไม่ใช้อำนาจปิศาจล่อหลอกผู้คนอีก ต่อไปนี้จะตั้งใจบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นเซียนให้จงได้”

“บิดาข้าได้เล่าให้ฟังโดยละเอียด แต่มิเคยนึกว่าไต้ซือคือหลวงจีนตัวจริงในเรื่องราว”

“อาตมาย่อมรู้สึกผิดที่กระทำการเทศนาสั่งสอนบรรดาปิศาจจิ้งจอกให้งดเว้นสำแดงอิทธิฤทธิ์หันกลับไปบำเพ็ญเพียร ครั้นถูกหมู่โจรชั่วช้าดักปล้น คำสั่งสอนของอาตมาภาพจึงกลายเป็นดาบสองคม พวกเขาไม่คิดสู้ หนำซ้ำยินยอมปล่อยให้พวกโจรลักพาบุตรสาวไปอีก แล้วจึงพากันกลับคืนหมู่บ้านเชิงเขา ต่อมาไม่นาน บรรดาเหล่าพรรคมารจู่โจมออกอาละวาด ครอบครัวประสกเหลียงอยู่ในอาณาเขตติดกับหมู่บ้านมนุษย์จึงพลอยถูกบุกทำลายด้วย ปิศาจจิ้งจอกทั้งนั้นยึดคำอาตมาเป็นหลักประจำใจ จึงยอมตายด้วยน้ำมือพรรคมารโคมแดง แต่เหลียงจินน้อยถูกซ่อนไว้ เมื่อบิดาท่านตามไปช่วยกอบกู้ก็สายเสียแล้ว ภายใต้ซากปรักหักพักของบ้านเรือน ปรากฏเด็กชายมีหางกว่าห้าหางนอนสลบอยู่”

ปิศาจจิ้งจอกน้อยดูเหมือนสนุกสนานกับการก่อกวนหยางเยวี่ยน โดยใช้ปากงับชายชุดสีเหลืองอ่อนไว้ไม่ยอมปล่อย หยางเย่ถิงได้แต่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาทอดมองเหลียงจินในร่างจิ้งจอกแน่วแน่ แต่มิได้ผลักไสออกจากตัว

“อาตมาลงเขามาพบประสกหยวนเพื่อส่งมอบปิศาจจิ้งจอกแด่ท่านเป็นอันเสร็จธุระแล้ว จำต้องขอตัวลา” ไต้ซือเฉิงจิ้งกล่าวทิ้งท้าย

“คารวะไต้ซือ” ข้าคำนับส่งเช่นเดียวกับหยางเย่ถิง

เมื่อหลวงจีนผู้นั้นลับหายไปในเงาผืนป่าแล้ว ข้าจึงหันมาเล่นกับเหลียงจินอีกครั้ง

“หากเจ้าไม่ว่าอะไรช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับด้วย” ข้าพูดโดยไม่ได้สบตามองหยางเย่ถิง ชั่วขณะความเงียบงันจึงได้ยินอีกฝ่ายตอบมาเพียงสั้น ๆ ว่า อืม คำเดียว

“เจ้าคิดถึงข้าหรือไม่ เหลียงจิน”

จิ้งจอกน้อยขนฟูสีขาวปล่อยปากจากชายชุดหยางเย่ถิงแล้วส่งเสียงเห่า

“โว้ว โว้ว”

“เก่งมาก จากนี้ข้าจะพาเจ้ากลับอวี้หงหยวน ดีใจหรือไม่”

เหลียงจินกระดิกหางบ่งบอกว่าดีใจสุด ๆ

“เจ้าจะพา ‘เขา’ กลับฉางอันหรือ” ในที่สุดหยางเยวี่ยนก็ยอมเปิดปาก เหลียงจินจึงหันไปงับชายชุดคุณชายรองเล่นต่อโดยไม่รีรอ

“ย่อมเป็นเช่นนั้น” ข้าลุกขึ้น ยืนยันความตั้งใจเดิม “เหลียงจินคือสหายคนสำคัญของข้า ถึงแม้นเขาจะเป็นปิศาจจิ้งจอก แต่ก็มิได้มีจิตใจคิดร้ายผู้ใด พรรคคมเบญจมาศย่อมไม่ยุ่งเรื่องก้าวก่ายธุระภายในของพรรคอื่น ใช่หรือไม่ คุณชายรอง”

“พี่ใหญ่กลับเทียนซานแล้ว” หยางเย่ถิงตอบไม่ตรงคำถาม

“ดีนัก ข้าเริ่มระแวงสงสัยแล้วว่า พรรคคมเบญจมาศตั้งใจส่งหยางซุนกวานมายังหออวี้หงหยวนเพื่อสืบข่าวคราวพรรคเสี้ยวจันทราหรือไม่ เมื่อสิ้นคนผู้นั้นข้าย่อมวางใจที่พรรคคมเบญจมาศจะถอนกำลังออกไป”

“ข้ามาแทนพี่ใหญ่”

“ล้อเล่นใช่หรือไม่” ข้าถามกลับรวดเร็ว “อวี้หงหยวนไม่จำเป็นต้องให้คนจากพรรคคมเบญจมาศผู้ใดมาคอยควบคุม”

หยางเย่ถิงยกคิ้ว หน้าตาเฉยชา ตอบเพียงว่า “มิได้ควบคุม”

“เช่นนั้นขอเชิญกลับไป” ข้าตอบไม่ไว้หน้าผู้ใด “เร่งส่งเหลียวตงมาให้ข้าโดยไว”

“ข้าต้องส่งเหลียวตงให้เจ้าอยู่แล้ว ทว่าเจ้าต้องยินยอมให้คนพรรคคมเบญจมาศเข้ามาดูแลอวี้หงหยวน”

“ไม่มีทาง” ข้อแลกเปลี่ยนเช่นนี้ ทารกสามขวบก็มิอาจตอบตกลงได้ “กิจการภายในพรรคของข้า ข้าย่อมจัดการดูแลเองได้มิต้องอาศัยหยิบยืมมือผู้ใด”

“พรรคคมเบญจมาศหาใช่อื่นไกล” หยางเย่ถิงผุดรอยยิ้มมุมปาก

“หุบปาก” ข้าชี้นิ้วใส่ใบหน้าหยางเยวี่ยน อยากเอากำปั้นซัดรอยยิ้มนั้นให้จางหาย

“ข้าถือว่าเมื่อครู่คือคำตอบรับยินยอม” คุณชายรองตระกูลหยางตัดบทสนทนาแล้วก้มลงเล่นกับจิ้งจอกน้อย เหลียงจินพอเห็นว่าหยางเย่ถิงลดตัวลงมาพลางลูบหัวตนเองก็ค่อย ๆ คลายปากออกจากชายชุด หลับตาพริ้มเหมือนมีความสุข

“เหลียงจิน เจ้าอย่ายอมให้คนผู้นี้ลูบหัว จะทรยศข้าหรือ”

เหลียงจินทำหูตก ครางหงิง ๆ หยางเย่ถิงหยิบขนมฉงหยางเกา ทำด้วยแป้งข้าวเจ้า นำไปอบแล้วตกแต่งด้วยธัญพืช จำพวกพุทราจีนและถั่ว ถือออกมาจากชายเสื้อแล้วแบ่งป้อนให้จิ้งจอกน้อย ตอนแรกเหลียงจินเบือนหน้าหนี พอกลิ่นหอมยั่วยวนจากขนมฉงหยางมีมากกว่าก็อดที่จะหันมางับกินอย่างเอร็ดอร่อย

“เจ้าอย่าดุเขา” หยางเยวี่ยนเห็นว่าข้าตั้งท่าจะต่อว่าเจ้าจิ้งจอกน้อยซ้ำก็ร้องห้ามปราม

“เช่นนั้นเชิญคุณชายรองเร่งนำตัวเหลียวตงมาให้ข้าโดยไวเถิด ข้าประสงค์สอบปากคนผู้นั้นทันที” ข้าอุ้มเหลียงจินไว้ในอ้อมอก จิ้งจอกน้อยทำเสียงร้องเหมือนเสียดายขนมฉงหยาง

“เชิญประมุขหยวน” หยางเย่ถิงขยับตัวเดินนำทาง

“เจ้าไม่โกรธข้าหรือ อาเยวี่ยน”

เมื่อในที่สุดข้าไม่อาจปกปิดความในใจไว้ได้ก็ร้องถามอีกฝ่ายซึ่งหน้า เพราะหยางเย่ถิงทำประหนึ่งเรื่องตบตาของข้า ขณะรักษาตัวอยู่ในเฉินชิงหลุนเป็นเสมือนเหตุการณ์ไม่เคยเกิดขึ้น

หยางเย่ถิงกระชับด้ามกระบี่ หมุนตัวกลับมาตอบเพียงสั้น ๆ ว่า

“ข้าเข้าใจ”

แล้วเหตุใดใจข้าถึงเต้นผิดจังหวะแปลก ๆ ข้าไม่ควรที่จะสำแดงกิริยาอื่นใดนอกจากใบหน้าด้านชาไร้ยางอาย เช่นคราวคุณชายรองเคยพูดไว้ ครั้นหยางเยวี่ยนตอบเหมือนว่าทุก ๆ สิ่งที่ข้าหลอกลวงพวกเขาล้วนเป็นเรื่องเข้าใจได้ กลับทำให้ข้ารู้สึกผิดหนักหน่วงขึ้นไปอีก

“เจ้ากลับไป...แล้วส่งใครก็ได้มายังอวี้หงหยวนพร้อมยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศ ข้ายินดีต้อนรับ”

“ข้าอยากพาคนผู้หนึ่งกลับเฉินชิงหลุน แล้วกักขังเขาไว้ไม่ให้ออกไปไหนอีก” หยางเย่ถิงเจรจาด้วยรอยยิ้มบางเบา เมื่อดวงตาเข้มสบผสานกับดวงตาข้า พลันความรู้สึกล้ำลึกในอกก็ท่วมท้นเกินกว่าจะทนฟังอยู่ได้

“ให้ข้าเดาคงจะเป็นแม่นางเตียวหงใช่หรือไม่”

หยางเยวี่ยนไม่ตอบ ทอดดวงตามองพื้น

“ยุทธภพนี้กว้างใหญ่ไพศาล ไม่อาจกักขังเสี้ยวจันทราบนท้องนภาไว้ที่ใดที่หนึ่งได้ เจ้าย่อมจะรู้ดีตามวิถีธรรมชาติ” ข้าพูดตามจริง หยางเย่ถิงพยักหน้า “ตราบใดพรรคมารยังมิสิ้น ข้าคงไม่อาจนอนตายตาหลับ เจ้าก็คงคิดเช่นเดียวกัน หรือมิใช่”

“หากพรรคมารล่มสลาย เจ้าจะไปที่ใด” คุณชายรองตระกูลหยางถามราวกับข้าล่วงรู้เหตุการณ์ภายภาคหน้าได้

“ท่องไปทั่วหล้า ดื่มสุราสุขสำราญ ขจัดคนพาลช่วยเหลือคนดี”

หยางเย่ถิงเหมือนตั้งใจจะพูดคำหนึ่ง ทว่ากลับตัดสินใจนิ่งไว้ คุณชายรองตระกูลหยางก้าวเท้านำไปสู่สถานที่กุมตัวเหลียวตง


***************************

พูดคุย

จะได้ความไหมเนี่ย~
สรุปคือไม่ยอมกลับจ้า

น้องจิ้งจอกหน้ารัก
เนอะ ๆ อยากเลี้ยงเลย


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-05-2020 07:10:11 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
คุณชายรองช้าอ่ะ เดี๋ยวโดนคาบไปแ_ก นะ

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7854
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +252/-4
คุณชายรองต้องตามมาดูแลเมียอยู่แล้ว เดี๋ยวโดนแย่ง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด