ONE - SIDED LOVE กฏการแอบรัก ☆ EP : 06 ไอศกรีมรสส้ม ☆
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ONE - SIDED LOVE กฏการแอบรัก ☆ EP : 06 ไอศกรีมรสส้ม ☆  (อ่าน 1041 ครั้ง)

ออฟไลน์ แยกยิ้ม

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-08-2020 15:25:14 โดย แยกยิ้ม »

ออฟไลน์ แยกยิ้ม

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
EP : 01
แอบรัก
   

[บีม Talk]

‘มึงๆ ดูพี่สีศิลป์สิ โอ๊ย กูอยากได้~’

‘เฟิร์น กูได้ข่าวว่าคืนนี้แก๊งซาตานเขาจะซ้อมบอลที่หลังมออีกแล้วโว้ย กูจะไปดู กู-จะ-ไป~’

‘พวกมึง วิทยาสุดที่รักกูอยู่ไหนวะ ทำไมวันนี้ถึงเดินกันมากันแค่ 3 คน’

‘แพร มึงเห็นรูปพี่สีศิลป์รูปนี้หรือยัง กูถ่ายเองกับมือเลยนะมึง งื้ออออ! ’

หลากหลายเสียงทั้งชายหญิงดังขึ้นเบาๆ คล้ายกระซิบ ขณะรุ่นพี่วิศวะเดินผ่านหายเข้าตึกไปให้ทุกคนได้หันตาม
แก๊งซาตาน เป็นชื่อที่เหล่าแฟนคลับลงขันกันตั้งให้ ด้วยเหตุผลเพราะรุ่นพี่ปี 2 กลุ่มนี้มีอาวุธเป็นหน้าตาที่หล่อลากกระชากวิญญาณตามคำเลื่องลือที่ได้ยิน

โดยเฉพาะ ‘พี่สีศิลป์’ รุ่นพี่ที่มีใบหน้าคมคู่ดวงตาสีเทาเข้ม เซตมากับผมสวยสีดำสนิท หากจะบอกว่ารูปร่างปังดังนายแบบก็ไม่เกินจริง เพราะผมเคยเห็นตอนย่องไปหลบในมุมมืด แอบมองเจ้าตัวเล่นฟุตบอลหลังมหา’ลัยเมื่อมีโอกาส ทั้งกล้ามเนื้อบนลาดไหล่ หลัง หรือซิกแพ็คแน่นทั้ง 6 ลูกที่นูนบนหน้าท้อง ทุกอย่างถูกบันทึกลงความทรงจำผมหมดแล้ว
 
เอ่อ ทำไมยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นโรคจิต...

ไม่ใช่สักหน่อย ผมไม่ใช่คนเดียวที่ไปดูสักนี่ครับ!

ถะ...ถึงแม้คนอื่นเขาจะไม่แอบมองแบบผมก็เถอะ

พี่สีศิลป์เป็นเดือนวิศวะและอดีตตัวแทนเดือนมหา’ลัย ที่เดินสายประกวดดาวเดือนสัมพันธ์เมื่อปีที่แล้ว แน่นอนว่าเจ้าตัวคว้าที่ 1 มาครองได้โดยไม่ต้องสงสัย ทำให้แฟนคลับเริ่มโชว์ชื่อขึ้นเรื่อยบนโลกออนไลน์ จนกลายเป็นสมบัติของมหา’ลัยเราไปในตอนนี้
 
ยิ่งเมื่อไม่มีวันก่อนเพจดังอย่าง ‘ผู้ชายแซ่บเจ๊ขอแจม’ ลงรูปถ่ายแก๊งซาตานถอดเสื้อโชว์ซิกแพ็คสวยเด่นอยู่กลางแจ้ง โดยมีทะเลสีครามและฟ้าสีสวยเป็นแบคกราว ยิ่งทำให้ทุกคนเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั่วโลกโซเชียล

ทั้งที่ไม่ควรเป็นแต่ผมกลับรู้สึก แม้ไม่มีสิทธิ์แต่ผมกลับอยากเอามือปิดตาทุกคน นี่ถ้าเป็นไปได้ผมคงบอกให้เพจดังลบรูปเหล่านั้นทิ้งให้หมด ไม่ชอบเลยจริงๆ เวลาคนอื่นเห็นรูปร่างสมส่วนชวนเซ็กซี่ของพี่ศิลป์เหมือนทุกวันนี้ แค่คนที่มาดูแก๊งซาตานเล่นบอลตอนเย็นก็ทำผมถอนหายใจมากพอแล้ว เพจที่มีคนติดตามหลักหมื่นยังจะนำรูปพี่ศิลป์ไปแปะบนโซเชียลอีก

อย่าให้รู้นะว่าใครเป็นแอดมินเพจ คอยดูสิผมจะเดินไปตีมือให้แดงเลย!

เฮ้อ ก็ได้แต่คิดในใจเท่านั้นแหละ เพราะยังไงผมก็เป็นแค่แฟนคลับทั่วไปของพี่สีศิลป์ จะไปสั่งนู้นไปบอกนี่ได้ยังไง ในเมื่อไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว และไม่ได้มีความพิเศษอะไรซักอย่าง

อ้อ ขอโทษครับลืมแนะนำตัวสินะ ผมชื่อ ‘บีม’ เป็นนิสิตมหา’ลัยปี 1 ในกรุงเทพฯ ลูกชายเจ้าของสวนผลไม้เล็กๆ ในนครปฐม ครอบครัวเรามีกัน 4 คนคือผม ป๊า ม๊า และพี่บอส พี่ชายผมหล่อเอามากๆ แม้ว่าส่วนตัวผมจะมองว่าพี่ศิลป์หล่อกว่านิดหน่อย

ที่บอกแบบนี้ไม่ใช่เพราะงอนความสมส่วนของพี่ชาย ที่แค่วิ่งนิดๆ ซิดอัพหน่อยๆ ซิกแพ็คบนหน้าท้องก็นู้นให้อิจฉา  ในขณะที่ผมต้องวิ่งจนแก่ซิดอัพจนตาย ก็ยังเป็นได้แค่ผู้ชายที่มีชั้นไขมันเล็กๆ บนหน้าท้อง แถมมีจุดยุทธศาสตร์เป็นเนื้อแก้มป่องไว้ให้คนอื่นบีบเล่นนี่สักนิด ไม่เลยจริงจะ...กึก!

มะ...ไม่นะ

สองเท้าที่ก้าวเดินหยุดชะงัก แต่ก้อนเนื้อในตำแหน่งหัวใจกลับเต้นระรัวหนักขึ้นกว่าเดิม จู่ๆ ภาพลานกว้างก็แปลกไป จากที่เห็นคนจับกลุ่มคุยก็กลายเป็นตาค้างตีแขนเพื่อนกลบความเขิน เมื่อกลุ่มคนที่หายเข้าตึกเมื่อครู่นั้นปรากฏ แถมตอนนี้ยังกำลังเดินตรงมาทางผมอีกต่างหาก

“พะ...พี่สีศิลป์”

ผมแค่กำลังหาทางไปแปลงเกษตรในคาบแรกของเทอมแรก ไม่ได้ตั้งใจมาดูแก๊งซาตานอย่างคนอื่น ด้วยความที่ยังไม่คุ้นชินกับตารางเรียนและพื้นที่กว้างของมหา’ลัย จึงต้องมองหาป้ายสลับถามนักศึกษาว่าแปลงเกษตรใหญ่ไปทางไหน แล้วคนที่ผมถามเมื่อกี้เขาชี้บอกว่าทางนี้ จึงเดินมาตามคำแนะนำเท่านั้นเอง ใครจะคิดว่านี่คือทางผ่านตึกคณะวิศวะ และใครจะคิดว่าผมต้องเจอกับพี่สีศิลป์จังๆ ขนาดนี้

กึก! พี่สีศิลป์ไม่ได้มองผมใช่ไหม…จู่ๆ คำถามที่ไม่น่าเป็นไปได้ก็เกิดขึ้น เมื่อระยะห่างระหว่างผมกับคนตัวสูงลดลงเรื่อยๆ แถมยังรู้สึกจริงๆ ว่าดวงตาคมคู่หน้าสุดกำลัง...จ้องผม

มะ...ไม่ใช่หรอก พี่สีศิลป์แค่กำลังเดินมาทางนี้ กำลังเดินสวนกับเราเท่านั้นเอง

กรอกตาลอกแล่กแล้วส่ายหัวช้าๆ เพื่อเตือนสติ ก่อนกอดหนังสือปกหนาในอ้อมแขนแน่นอย่างเผลอตัว ยิ่งนึกถึงสภาพหัวยุ่งฟูกระเซอะกระเซิงเหมือนเพิ่งลุกจากเตียงของตัวเองยิ่งหน้าแดง ไม่น่าตื่นสายทำให้แต่งตัวไม่ทันแบบนี้เลยบีม พี่เขาจะนึกว่าเราเป็นคนบ้าไหมเนี่ย

คงเป็นเพราะความประมาททำให้ผมทำตัวไม่ถูก ทั้งที่พี่เขาไม่ได้จะทักอะไรแต่ก็กังวลใจไปเอง ก็นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นพี่สีศิลป์ในระยะใกล้เกิน 20 เมตร และไม่คิดมากก่อนว่าตัวผมจะมีโอกาสเดินสวนกับเจ้าตัว...

จริงสิ แค่สวนกันเหมือนคนทั่วไป ใช่ๆ ! เราก็แค่กำลังเดินสวนกันนี่ พี่เขาก็ต้องมองมาข้างหน้าอยู่แล้วสิ

กึกๆ ๆ ! ทั้งที่บอกกับตัวเองอย่างนั้นแต่ตัวผมก็ยังคง...สั่น

หยุดสั่นและเดินได้แล้วบีม เดินนิ่งๆ ทำตัวเป็นปกติเข้าไว้

เสียงถอนหายใจเบาๆ ดังหนึ่งครั้งก่อนขาสั่นจะก้าวเดินต่อ ผมก้มหน้าลงมองพื้นปูนเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงภาพคนที่ตัวเอง ‘แอบรัก’

ฟังไม่ผิดหรอก ผมแอบรักพี่สีศิลป์ รักที่ไม่สามารถอธิบายได้ รักที่ไม่รู้ว่าค่อยๆ ก่อตัวเลื่อนจากสถานะชอบตั้งแต่เมื่อไหร่ รักที่ไม่ได้หวังว่าจะได้รับรักตอบหรือไม่ รักที่ไม่ต้องการเหตุผลใดๆ รัก...ที่แปลว่ารัก แค่ได้แอบรัก แค่นี้ก็ดีใจแล้ว

‘สีศิลป์เหรอ เหอะ! ผัวกูเอง’

เสียงหวานของหญิงสาวที่ได้ยิน ทำสมาธิผมหลุดจนเผลอหยุดเท้าแล้วเงยหน้ามองด้านหน้า ทำให้เห็นว่าพี่สีศิลป์กำลังเดินใกล้มาเรื่อยๆ

มะ...ไม่ ทะ...ทำไงดี ผมจะรับมือไงดีครับ

ลุกลี้ลุกลนกรอกตาไปมาขณะร่างกายแข็งทื่อเหมือนถูกแช่แข็ง แต่ทั่วทั้งใบหน้ากลับรู้สึกร้อนจนเม็ดเหงื่อเริ่มปรากฏออกจากผิวหนัง ยิ่งเห็นภาพคนที่แอบรักมองมาหัวใจยิ่งเต้นแรง

ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าพี่เขาไม่ได้มองผม

ทั้งที่รู้ว่าพี่เขามองทางที่ต้องเดิน

ทั้งที่ผมไม่ได้มีตัวตนในสายตาเจ้าตัวอยู่แล้วแท้ๆ 

ทำไงดี ผะ...ผมจะทำไงในเมื่อใจดวงนี้สั่นไปหมด

กึกๆ ๆ ! หยุดสั่นนะบีม หยุดสิ

ทั้งที่บอกร่างกายแบบนั้น แต่ปฏิกิริยาที่แสดงกลับตรงข้าม แขนทั้งสองโอบกอดหนังสืออย่างแนบแน่น ขณะที่ดวงตาและใบหน้านิ่งค้างมองคนที่ใกล้เข้ามาไม่ลดละ ผมจะทำอย่างไรในเมื่อระยะทางระหว่างเราลดเหลือเพียงเพียงแค่…

4 ก้าว...ตึกตักๆ ๆ !

3 ก้าว...กึกๆ ๆ !

2 ก้าว... ไม่

1 ก้าว...แย่แล้ว

ศะ...ขวับ! ไม่ไหว แค่เดินสวนกับพี่เขาผมยังทำไม่ได้เลย

ก่อนระยะห่างจะถูกนับเป็นเลขศูนย์ ก่อนก้าวสุดท้ายจะถูกคนตัวสูงทำลายลง ก็กลายเป็นผมที่เพิ่มตัวเลขนั้นอีกครั้ง ผมกลั้นหายใจเพื่อหันหลังแล้วเริ่มวิ่ง พาร่างกายแข็งค้างกลับมาใหม่ในทางเดิม ได้ใกล้แค่นี้ก็ดีใจแล้ว ได้โอกาสลดระยะทางระหว่างเราแค่นี้ก็เกินพอละ...

โครม!

“โอ๊ย!”

“เฮ้ย น้องเป็นอะไรไหม!” จะ...เจ็บ ขาผม

 “มึง น้องเขาสะดุดล้ม!”

“ว่ากันว่า ใครสะดุดล้มที่ลานเกียร์ จะได้แฟนเป็นชาววิศวะนะครับผมมมมม”

“ไอ้สัส ไปช่วยเขาก่อน!”

“…” ตึกตักๆ ๆ ! อย่าคิดไปเองสิ หัวใจบีม งื้ออออ!

》 กฎ 00 : แอบรัก 《

》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆《☆》☆《


#กฏการแอบรัก

สวัสดีค่ะทุกคนนนนนนนน เราขอฝากพี่ศิลป์และน้องบีมไว้ในอ้อมแขนด้วยนะคะ

ออฟไลน์ แยกยิ้ม

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
EP : 02

ช็อปวิศวะ



1 อาทิตย์ต่อมา...

“อะไรกัน พวกคุณไม่มีปากกันรึไง!”

“มีครับ!/มีค่ะ!”

“มีแล้วทำไมผมถามถึงไม่มีใครพูด!”

“...”

“ตอบ!” เฮือก!

ผมเผลอสะดุ้งขณะยืนมองภาพรุ่นพี่วิศวะช็อปกรมปั้นหน้าโหดดุน้องปี 1 เปิดเทอมมายังไม่นาน ประเพณีรับน้องจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้นิสิตรุ่นใหม่หลายคณะต้องอยู่ทำกิจกรรมกึ่งบังคับ ซึ่งแน่นอน หนึ่งในนั้นคือคณะวิศวะของพี่สีศิลป์ และแน่นอนอีกครั้ง เมื่อหนึ่งในนั้นคือคณะเกษตรที่ผมเรียนอยู่

“พวกคุณไม่รักกันเลยใช่ไหม ถึงไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้ชื่ออะไร! พวกคุณเพิ่งเข้าการประชุมเป็นครั้งแรกหรือไงถึงไม่มีใครรู้จักชื่อเพื่อน ทั้งที่วันแรกที่เจอกันผมก็ให้ทุกคนแนะนำตัวกันไปหมดแล้ว! พวกคุณอยู่ด้วยกันมากี่อาทิตย์แล้ว!”

“...”

“ตอบ!” ดุมากเลย

“1 อาทิตย์ครับ!/1 อาทิตย์ค่ะ!”

แม้คนที่ยืนกอดคอตอบนั้นจะไม่ใช่ตัวเอง แต่เสียงดุที่ได้ยินก็ทำให้กลัวได้เช่นกัน เคยได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับการรับน้องระบบ SOTUS แต่ก็ไม่คิดว่าบรรยากาศรอบตัวจะน่ากดดันมากขนาดนี้ ดูสิ หน้าเด็กปี 1 แต่ละคนคล้ายว่ากำลังเหนื่อย แถมบางคนก็ดูลนลานเลิ่กลั่กไปหมด

“บีม เหลืออีกแค่ 1 นาที 2 วิ ไม่สิ  เหลือ 1 นาที 1 วิแล้วนะ”

เสียงหวานดุของพี่รหัสหมาดๆ ดังเรียกให้หันมอง ก่อนเห็นว่ารุ่นพี่สาวกำลังยกมือซ้ายค้างในท่าดูนาฬิกา แต่ใบหน้ากลับจับจ้องมาในแววตานึกสนุก ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ ผมกำลังถูกทดสอบว่าสมควรอยู่ในสายรหัสนี้เปล่า

การจะได้เข้าเป็นสายรหัสของเราชาวเกษตร เราเหล่านักศึกษาปี 1 จะถูกทดสอบในรูปแบบต่างๆ จากรุ่นพี่ อย่างเพื่อนในกลุ่มผมที่ชื่อ ‘พี’ ก็โดนให้ไปเต้นรูดเสาอยู่กลางศูนย์อาหาร  ‘แมน’ ถูกสั่งให้ตะโกนร้องเพลง ทิ้งไว้กลางทาง ของ POTATO  ส่วน ‘เตอร์’ กำลังวิ่งวุ่นหาคนชื่อพี่การ์ดตามคำสั่งพี่รหัส

แต่ภายใต้ความชุลมุนรอบศูนย์อาหาร กลับมีนักศึกษาบางคนจับกลุ่มนั่งมองคนกลุ่มหนึ่งอย่างเงียบสงบ  พร้อมกับ...

แชะ! ยกกล้องขึ้นถ่ายรูป

“ลุกนั่ง 50 ครั้ง ปฎิบัติ!”

“ครับ!/ค่ะ!”

“เริ่ม!”

“1 2 3...”

“มีเสียงกันแค่นี้เหรอ เริ่มใหม่ ปฎิบัติ!”

“ครับ!/ค่ะ! 1! 2! 3!...”

เฟรชชี่ปี 1 กอดคอย่อเข่าตามจังหวะ ขณะที่ผมได้แต่ยืนมองเหงื่อตก ถอนหายใจเรียกสติก่อนหันไปหาพี่รหัสอีกครั้ง จึงเห็นสายตานิ่งที่ส่งมาคล้ายกำลังสื่อสารว่า ‘จงยอมซะ’

“ตะ...แต่พี่ตอง คือผม ผม...”

“ตอง กูว่ามึงคงไม่มีน้องรหัสในปีนี้แล้วแหละ”

“เออ กูก็ว่างั้นแหละเพื่อน กลับเหอะมึง”

“กูหิวแล้วด้วย ไปหาไรกินกัน ป่ะ”

“มะ...ไม่เอานะพี่ ไปแล้ว ผมไปแล้วครับ!”  ถึงกับยกมือรั้งแขนเรียวของพี่รหัส จู่ๆ พี่จะทำตามคำยุยงของเพื่อนง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้ พี่ตองจะหันหลังเดินหนีผมแบบนี้ไม่ได้นะ

การรับเข้าสายรหัสนี้มีความสำคัญกับนักศึกษาอย่างผมเอามากๆ เพราะถ้าไม่มีสายรหัสอยู่ ก็เหมือนเราไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมเนียม จะไม่มีรุ่นพี่ให้ความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา เพราะบางอย่างก็จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ในการแก้ไข

อีกอย่างการได้รับเข้าสายรหัสก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะไม่ใช่แค่การได้รับความยอมรับในฐานะรุ่นน้อง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ในสังคมที่ต้องช่วยเหลือกัน และถือเป็นการให้เกียรติรุ่นพี่อีกด้วย

“ถ้าอย่างนั้น เริ่มค่ะ”

พี่ตองหันมาพูดด้วยแววตานิ่งติดประกาย ก่อนกำมือยกนาฬิกาเรือนขาวขึ้นมาดูอีกรอบ

“39”

“พี่ตอง เริ่มนับใหม่หน่อยครับ...”

“38”

“พี่ตอง~”

“เวลาลดอีกแล้วนะน้องบีม” ได้แต่ถอนหายใจใส่เพื่อนพี่ตองที่พูดขึ้นคล้ายล้อเลียน แล้วหันหลังกลับเพื่อทำตามคำสั่งนั้น 

“37” ผมก้าวขาสั่นทีละข้างไปด้านหน้า ส่วนสายตาก้มลงต่ำเหมือนทำอะไรตก กระทั่งภาพสีเทาของพื้นปูนมีรองเท้าผ้าใบสีดำเพิ่มเข้ามา ขาทั้งสองที่ก้าวอยู่จึงหยุดเดิน

“26...27”

“มองอะไรกัน พวกคุณไม่เคยเห็นคนกันหรือไง!”

เฮือก! มะ...ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวนะบีม บอกตัวเองในใจ ขณะมือกำกางเกงวอร์มสีดำที่เปอะเปื้อนคราบดินโคลนเอาไว้แน่น

“มีอะไร” เสียงนิ่งดุดังขึ้นจากด้านหน้า และนั่นทำให้ผม...ใจเต้นแรง!

จะว่าเต้นแรงเพราะกลัวก็ไม่ใช่ เต้นเร็วเนื่องจากตื่นเต้นก็ไม่เชิง ถ้าให้พูดตรงๆ เหตุผลที่ทำหัวใจผมเป็นเต้นโครมครามขนาดนี้ก็คงจะเป็นเพราะ...

“พะ...พี่สีศิลป์ครับ”

แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมสั่นได้ยังไง ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะระเบิดอยู่แล้ว ทั้งตัวสั่น มือสั่น แถมหน้าก็รู้สึกร้อนมากจนไม่กล้าเงย ทำไมพี่ตองต้องให้ผมทำแบบนี้ด้วย แล้วทำไมคนที่พี่เขากำหนดต้องเป็นเฮดว๊ากที่ชื่อสีศิลป์คนนี้ด้วย

“เสียมารยาท” คิ้วเรียวยกขึ้นขมวดเข้ม ขณะใบหน้าร้อนเงยขึ้นมองคนพูดด้วยความสงสัย แค่เรียกชื่อพี่เขาก็เสียมารยาทแล้วอย่างนั้นเหรอ

“คิดจะคุยแล้วไม่มองหน้า...เสียมารยาท”

ไม่ใช่สักหน่อย ผมไม่ได้เสียมารยาทนะ!

อยากจะพูดอยากจะเถียงใจจะขาด แต่นั่นก็เป็นเพียงความคิด เพราะม๊าเคยสอนไว้ตั้งแต่เด็กๆ ว่า...

‘ถ้าเราพูดกับใครแล้วไม่มองหน้าคู่สนทนาก็เหมือนเราไม่ให้เกียรติและถือเป็นการเสียมารยาทกับคนนั้นนะบีม เพราะฉะนั้นเวลาพูดกับใครบีมก็ต้องมองหน้าเขานะ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ บีมจะได้มีคนรักเยอะๆ ด้วยไง เข้าใจไหมครับ’

‘ฮับ บีมรู้แล้ว ถ้าใครพูดกับบีม บีมก็ตะมองหน้าเขาด้วยฮับ เย้ ๆ บีมตะมีคนรักเยอะๆ เยย เย้ๆ ๆ ’

เพราะถูกสอนมาแบบนั้น ทุกครั้งที่คุยกับผู้ใหญ่ ผมมักจะมองหน้าคู่สนทนาด้วยเสมอ ยกเว้นตอนที่มีเหตุจำเป็นอย่างเช่นตอนนี้ ตอนที่คู่สนทนาเป็นพี่สีศิลป์ เฮดว๊ากคนดุของคณะวิศวะ

ตึกตักๆ ๆ ! มะ...ไม่น่าเผลอจ้องใบหน้าหล่อนานขนาดนี้เลย ยิ่งตอนพี่สีศิลป์ขยับเข้ามาใกล้หัวใจยิ่งเต้นหนัก เราไม่ได้มาสารภาพรักสักหน่อย จะสั่นทำไมบีม

“อะ...เออ เออ ขะ...ขอโทษ ขอโทษครับ”

“ขอโทษแล้วไง” อย่ามาพูดเสียงนิ่งแล้วจ้องหน้าผมด้วยสีหน้าเรียบเฉยแบบนี้นะ

“อะ...เอ่อ คะ...คือผม ผม...”

เริ่มกรอกตาซ้ายขวาอย่างล่อกแล่ก ไม่เคยคิดว่าเจ้าตัวจะมีอิทธิพลกับผมมากขนาดนี้

ผมไม่เคยเชื่อว่าคนเราจะตกหลุมรักกันได้หากไม่เคยเจอกัน กระทั่งได้สัมผัสกับตัวเองเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ผมเห็นภาพพี่สีศิลป์ในเว็บประกาศรับสมัครคัดเลือกนักศึกษาใหม่ ตอนนั้นจำได้ว่าจู่ๆ ใจก็เต้นแรง ยอมรับว่าปลื้มพี่เขามากจริงๆ

พอเริ่มเห็นภาพพี่เขาบ่อยในหลายอิริยาบถก็กลายเป็นชอบ ผมแอบเซฟรูปแล้วตั้งรหัสเข้าทั้งโน๊ตบุ๊คและโทรศัพท์ ไม่แน่ใจว่าจะเรียกรักได้หรือยัง รู้ตัวอีกที ก็ได้มาเป็นนักศึกษาใหม่มหา’ลัยเดียวกับเจ้าตัวไปแล้ว

ผมมองว่าความรักของมนุษย์มีหลายรูปแบบ ทั้งรักครอบครัว รักเพื่อน รักสัตว์ รักตัวเอง แต่ถ้าจะให้เปรียบแบบคนรัก ผมว่าสิ่งที่สัมผัสได้คงเหมือนอาหารที่เราชอบ ยิ่งได้ชิมครั้งแรก ยิ่งรู้สึกแปลกจนอยากลองใหม่ ยิ่งลองใหม่ยิ่งติดใจ ยิ่งติดใจยิ่งชอบ และยิ่งชอบก็ยิ่ง...รัก

ผมเปรียบเทียบได้งงมากใช่ไหม เอาเป็นว่าผมเข้าใจคนเดียวก็ได้ครับ นิยามความรักของคนเราไม่เหมือนกันอยู่แล้ว รักของใคร...ก็รักของคนนั้น

“จะผม ผม อีกนานไหม มีอะไรก็รีบพูดมา”

เหมือนอารมณ์คนตรงหน้าจะเปลี่ยนไวเอามากๆ เพราะเมื่อถามจบ ใบหน้าคมที่เรียบนิ่งก็เปลี่ยนเป็นดุขรึมหันไปว๊ากรุ่นน้องต่อ

“เสียงหายไปไหนกันหมด ใครบอกให้พวกคุณเบาเสียง!”

“36!”

“รีบๆ พูดมา เสียเวลา”

“อะ...เอ่อ คือว่า คือ ผะ...ผม ผม...”

“เหลือ 20 วิแล้วนะบีม!” เสียงพี่ตองดังแทรกคล้ายเร่งเวลา และนั่นเป็นเหตุให้ทุกคนรอบศูนย์อาหารต่างหันมามองผมเป็นตาเดียว

“19!” พี่ตองก็อย่ากดดันผมนักสิครับ!

“อะ...เอ่อ คือผม ขะ...ขอ ขอ”

“18!”

“ขะ...ขอยืมช๊อปพี่ครับ”

เสียงที่เปล่งออกไปทั้งเบาทั้งสั่นจนรู้สึกได้ คำสั่งของพี่รหัสคือต้องขอยืมช็อปพี่ว๊ากคณะวิศวะไปใส่ จนกว่าจะรับน้องเสร็จซึ่งคืออีก 1 อาทิตย์เต็มๆ และหนึ่งในเกณฑ์นั้นคือต้องเป็นช็อปของคนที่มีตำแหน่งเดือนคณะปี 2 ดูรวมๆ เหมือนพี่รหัสผมจะเจาะจงมาที่พี่ศิลป์เลยด้วยซ้ำ แถมยังให้มาในสภาพที่ตัวผมเปื้อนทั้งแป้ง สีน้ำและดินโคลน ไหนจะจุก 3 จุกตลกๆ บนหัวอีก หากจะถูกปฏิเสธก็ไม่น่าแปลก เพราะถ้าช็อปเปื้อนสีแล้วซักไม่ออกจะทำยังไง

“เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ” ทั้งน้ำเสียงและใบหน้าต่างนิ่งขึ้นจนน่ากลัว แต่ผมกลับมองว่าพี่เขา ละ...หล่อเกินไปแล้ว

“ดังๆ หน่อยสิบีม เกณฑ์ที่บอกต้องทำยังไง 17!”

แค่นี้ผมก็อายจนจะระเบิดอยู่แล้วนะ

“16!”

“คะ...คือผม ผม...”

“15”

“ผมขอยืมช็อปพี่ใส่ได้ไหมครับ!”

กำมือแน่นแนบลำตัวหลับตาปี๋ ผมกลั้นใจตะโกนเสียงดังตามความต้องการของพี่รหัส ทำให้ตอนนี้รู้สึกได้ว่ารอบข้างนั้น...เงียบสนิท

ความรู้สึกแปลกเป็นสิ่งแรกที่เริ่มรับรู้ บรรยากาศที่ตลบอบอวลรอบตัวให้ความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ก็แน่ล่ะ จะมีผู้ชายคนไหนมายืนตะโกนขอยืมช็อปผู้ชายด้วยกันอย่างนี้   นี่ขนาดยืนนิ่งมาสักพักทุกอย่างก็ยังคงเงียบ แม้กระทั่งเสียงนับเลขของนักศึกษาใหม่หรือผู้คนรอบข้าง ยังไม่มีเลยครับ

“อะ...เอ่อ คือพี่รหัสผมเขาให้มาขอยืมนะครับ พี่ตองสั่งให้ผมมาขอพี่สีศิลป์ใส่ 1 อาทิตย์จนกว่าจะรับน้องเสร็จแค่นั้นเองครับ คือ ถะ...ถ้าผมไม่ได้พี่เขาบอกว่าจะไม่ระ...รับผมเข้าสายรหัสครับ!”

คำอธิบายอันลนลานดังขึ้นในความเงียบ เมื่อตัดสินใจลืมตาแล้วพบว่าคนตัวสูงกำลังจ้องมาในท่าทางนิ่งขรึม

“อะ...เอ่อ คะคือ ผม...” ใช่ครับ ผม ผมนี่แหละ ตายแน่ๆ เพราะพี่เขาคงเกลียดผมไปแล้ว


“ไม่”

กึก! นั่นสินะ ผมไม่ได้เป็นอะไรกับพี่เขาสักหน่อย จะให้ผมยืมทำไมตั้ง 1 อาทิตย์อะ


“มะ...ไม่เป็นไรครับ ตะ...แต่พี่คงไม่ได้เกลียดผมใช่ไหม...”

เจ้าตัวจะให้หรือไม่ก็ไม่เป็นไร ขอแค่พี่ศิลป์ไม่เกลียดผมที่มาตะโกนขออะไรแบบนี้ก็พอ อีกอย่างช่วงนี้มีข่าวแว่วๆ ว่าเจ้าตัวกับพี่ทรายกำลังคบกัน แม้บางคนจะบอกว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่มีทางเป็นแบบนั้น แต่ผมก็ไม่อยากไปทำลายความสุขคนตัวสูง

พี่ทรายเป็นดาวนิเทศการแสดงและรองดาวมหา’ลัยปี 4 จะมองว่าสวยก็สวย จะมองว่าน่ารักก็น่ารัก เคยเห็นรูปในโลกออนไลน์ที่พี่สีศิลป์มักจะไปหาพี่ทรายถึงตึกคณะ เดินห้างด้วยกัน กลับบ้านด้วยกัน อย่างภาพไปทะเลล่าสุดพี่ทรายก็ไปด้วย และหลายรูปที่มีพี่สีศิลป์สาวสวยคนนี้ก็เป็นอีกคนที่มักจะอยู่ในนั้น แต่ถึงยังไงผมก็ไม่ได้หวังอะไรมาก แม้ตอนนี้จะเจ็บจี๊ดในอกยังไงก็ตาม ความรู้สึกแคร์มีมากจนไม่อยากได้รับความเกลียด ไม่รักก็ขอแค่ไม่เกลียด...อีกอย่าง การเป็นนักศึกษาปี 1 ที่โดนเพ่งเล็ง คงใช้ชีวิตสงบสุขได้ไม่ง่ายแน่ๆ

พรึบ! จู่ๆ ความอบอุ่นก็แนบมาจากด้านหลัง ขณะที่ผมเงยหน้ามองคนตัวสูงอย่างไม่ละสายตา

“ไม่ให้...ถ้าคุณทำเสียหาย แต่ดูแล้ว คุณคงจะเป็นคนที่รับผิดชอบของพอตัว...ใช่ไหม”

“...”

“เฮ้ย ผมถาม”

“คะ...ครับ”

“อีก 1 อาทิตย์เอาไปคืนผมที่ลานเกียร์ ส่วนตอนนี้ก็ไปได้แล้ว ผมมีหน้าที่ต้องทำ”

“คะ...ครับ” พยักหน้าตอบรับช้าๆ ด้วยความงง ก่อนจะหันหลังหวังเดินตรงไปหาพี่รหัส

“เดี๋ยว” แต่ก็ถูกคนตัวสูงเรียกไว้ซะก่อน

“คะ...ครับ”

“ชื่ออะไร ชื่อของคุณ”

“บะ...บีม บีมครับ” ทำไมเสียงเบาขนาดนี้ล่ะบีม

“อืม ไปได้แล้ว บีม”

“คะ...ครับ" หันหลังแล้วเดินไปหาพี่ตองด้วยความเหม่อลอย อาการคล้ายคนกำลังมึนงงจากสิ่งที่เกิดขึ้น สมองผมไม่รับรู้สิ่งรอบกาย ไม่รับรู้แม้กระทั่งเสียงผู้รอบข้างที่เริ่มดังเรื่อยๆ หลังจากเห็นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเมื่อสักครู่

‘เด็กผู้ชายคนนั้นใครทำไมสีศิลป์ต้องให้ยืมช็อปด้วย ปกติสีศิลป์หวงช็อปตัวนี้ชิบหาย กูอิจฉาอะมึง’

‘ไม่รู้เหมือนกันเว้ย นั่นๆ น้องเขาเดินไปหยุดที่พวกตองแล้ว อย่าบอกนะว่าเป็นสายรหัสของตอง’

‘กูว่าชัวร์วะ ทำไมสายนี้มีแต่คนเด่นๆ วะ’

‘เดี๋ยวพลอย ตามึงอะลดหน่อย มองน้องเขาแรงเกินไปแล้ว ห่า’

‘ทำไมกูรู้สึกแปลกๆ แบบเจ็บจี๊ดเหมือนโดนเข็มแหลมทิ่มแทงในหัวใจ แต่เหมือนทุกอย่างกำลังจะหายไปเมื่อกูรับรู้ว่าเลือดวายในกายมันกำลังเดือดพล่าน’

‘อีพลอย อย่าบอกนะว่า...’

‘หึ’

‘อีเชี่ย มึงอย่ามายกยิ้มชั่วร้ายใส่น้องเขา กูขนลุก!’

‘ไม่ทันแล้ววะ เพื่อนคะ สืบ!’

นั่นคือสิ่งที่ผมควรจะได้ยิน แต่หูผมตอนนี้มันวิ้งเอามากๆ เพราะ...ตึกตักๆ ๆ !

มะ...ไม่จริงอะ พี่สีศิลป์ให้ผม พะ...พี่สีศิลป์เอาเสื้อ ไม่สิ ต้องบอกว่าพี่สีศิลป์ถอดช็อปสวมให้ผม ฝันไปใช่ไหม นี่ผมกำลังฝันไปใช่หรือเปล่า

งื้อออออ!


》 กฎ 01 : อย่าเข้าใกล้มากไป  เพราะจะทำให้หัวใจ...ทำงานหนัก 《

》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆《☆》☆《


#กฏการแอบรัก


เดี่๋ยว ๆ ๆ คือไร ความคืบหน้านี้คืออะไรคะ!

ออฟไลน์ แยกยิ้ม

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
EP : 03
ปากกับฟุตบอล


วันต่อมา...

“วันนี้กูไปซ้อมบอลกับรุ่นพี่ พวกมึงจะไปด้วยไหม” พีถามขณะเคี้ยวข้าวกลางวันตุ้ยๆ  ซึ่งผมเองก็...

“ไป พีเราไป!” กึก ละ... ลืมตัวได้ไงบีม!

อ้าปากพะงาบด้วยความอาย เมื่อตัวเองเผลอชูมือตะโกนเสียงดังลั่นโต๊ะ เพียงเพราะคิดว่า...พี่สีศิลป์ก็ไปด้วย

“อะ...เอ่อ คือ คือเราชอบดูบอลไง ฮ่าๆ ๆ จะ...จริงๆ นะ ฮ่าๆ ๆ ”

รีบเอามือลงและพูดปัด เนื่องจากตอนนี้...ผมอายมาก




“บีมๆ โยนน้ำให้หน่อย”

“อะ...โอเค รับนะ” น้ำเปล่าขวดเล็กถูกหยิบออกจากถุง ก่อนถูกโยนให้พีที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร

“ใจโว้ย!” ยิ้มตอบเล็กน้อยให้คำขอบใจ แล้วหันหลังกลับมานั่งที่จุดเดิม

หากเป็นปกติผมคงเดินเอาไปให้ถึงที่ เพราะหากโยนพลาดโดนคนอื่นจะเดือดร้อน แต่พีดันยืนคุยกับพี่สีศิลป์อยู่ ผมจึงเลี่ยงวิธีนั้นเนื่องจากตื่นเต้นอามากๆ ยิ่งพี่เขาเลิกเสื้อบอลขึ้นเช็ดเหงื่อ ขืนเข้าไปใกล้ผมต้องตายเอาแน่ๆ

ท้องฟ้าเริ่มมืดในเวลาเย็น ผมนั่งดูเพื่อนและรุ่นพี่ซ้อมบอลมาพักใหญ่ โดยขวาซ้ายมีเตอร์และแมนนั่งประกบ ค่ำนี้พีนัดไปกินหมูกระทะไม่ไกลจากมอ เราจึงรอว่าที่นักฟุตบอลมหาลัยเพื่อคอยไปพร้อมกัน

เพิ่งรู้วันนี้ว่าเจ้าตัวเรียนโรงเรียนกีฬามา จึงถูกรุ่นพี่ที่เคยแข่งด้วยชวนกันเข้าทีม

“บีม”

“ว่าไง” หันตอบแมนที่เรียกให้หันมอง ก่อนเห็นเจ้าตัวชี้เข้าไปในสนามตรงหน้าแล้วพูดต่อ

“มึงว่า ทำไมพวกนักฟุตบอลมอเราแม่งหล่อกันจังวะ ดูดิ อย่างเบอร์ 4 นี่ ปากเป็นรูป จมูกเป็นสัน เบอร์ 8 11 12 ด้วย แม่งกินอะไรเป็นอาหารกัน หล่อชิปหาย หรือเขาคัดคนเข้าที่หน้าตาวะ”

“อะ..เอ่อ” ถามซะเราตอบไม่ถูกเลย

“แล้วมึงดูพี่เบอร์ 2 ที่ยืนคุยกับไอ้พี ตัวก็สูง หุ่นก็ดี ยิ่งหน้าตานี่ยิ่งกว่าเทพเจ้าประทาน ยกน้ำดื่มทีสาวๆ แอบถ่ายรูปใหญ่เลย เขาเป็นเดือนมหาลัยปีที่แล้วด้วย รู้สึกว่าจะชื่อ...พี่สีศิลป์มั้ง ถ้าจำไม่ผิด”

กึก! นะ...นั่นน้ำดื่มที่ผมโยนไปเมื่อกี้ พี่สีศิลป์กำลังดื่มน้ำที่ผมซื้อมาด้วยล่ะ

“บีม บีม มึงเป็นไรเนี่ย คุยอยู่ดีๆ เงียบซะอย่างนั้น อ่าว แล้วทำไมหน้าแดงๆ วะ”

“ปะ...เปล่า ไม่เป็นไร” หันหน้ายิ้มตอบแบบปกติ เพื่อไม่ให้ใครจับได้ว่าแอบชอบพี่สีศิลป์ ผมพยายามนั่งนิ่งๆ ทำตัวเนี้ยบๆ เหมือนคนอื่นมากที่สุด

“แต่ตอนนี้กูว่าลมกำลังพัดเย็นสบายเลยนะ”

“อะ...อืม พอดี เราเป็นคนขี้ร้อนนิดหน่อย แล้วอีกอย่างลมมันก็พัด เราเลยเหนียวตัว พอเหนียวตัว เราก็เลยรู้สึกร้อนๆ น่ะ”

ยอมรับว่าใจเต้นเอามากๆ เมื่อจู่ๆ เตอร์ก็หันมาสมทบกับแมน แม้จะหาเหตุผลมาอ้าง แต่ทั้งสองก็ยังจ้องผมไม่เลิก

“เหรอ งั้นไปล้างตัวล้างหน้าที่ห้องน้ำก่อนไหม เดี๋ยวไปนั่งกินหมูกระทะก็ร้อนอีก”

จะไปทำไมในเมื่อเราโกหก ขอโทษนะที่บอกไม่ได้ ว่าหน้าแดงเพราะพี่สีศิลป์กำลังดื่มน้ำที่เราซื้อ

“ไม่เป็นไร อะ...เอ่อเดี๋ยวค่อยอาบตอนกลับหอทีเดียวดีกว่า เราทนได้”

“เออๆ ตามใจมึงแล้วกัน” แมนพยักหน้าแล้วหันไปสนใจคนในสนาม ส่วนเตอร์เองก็กลับไปคุยโทรศัพท์กับแฟนเหมือนเมื่อครู่ 

ผมส่งยิ้มให้เพื่อนไปเล็กน้อย ก่อนแอบถอนหายใจเบาๆ ด้วยความโล่ง

ผมยังไม่อยากให้ใครรู้ความรู้สึกนี้ เพราะแม้สังคมตอนนี้จะเปิดกว้าง แต่บางคนก็ยังมีอคติอยู่ ผมและเพื่อนๆ เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วัน จิตใจลึกๆ ของแต่ละคนเป็นยังไรยังรู้ไม่หมดเลย





ท่ามกลางสปอร์ตไลท์ตัวใหญ่สีเหลืองอ่อน พีแย่งบอลจากรุ่นพี่แล้วแตะโด่งให้พี่สีศิลป์ ที่ใช้อกรับบอลลงสู่เท้า แล้วแตะโด่งเข้าตาข่ายอย่างแม่นยำ นั่งลุ้นนั่งเชียร์มาชั่วโมงกว่า จึงสังเกตได้ว่าพี่ศิลป์เล่นเก่งมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการหลบ หลีก สกัด หรือยิงประตู แม้ผมไม่ได้รู้เรื่องฟุตบอลยังดูออกเลย

“บีม”

“ว่าไง”

”มึงชอบพี่เขาเหรอวะ” เฮือก!

“ปะ....เปล่า เปล่า เราไม่ได้ชอบ ‘พี่สีศิลป์’ นะ!”

รีบยกมือปฏิเสธพร้อมส่ายหน้าระรัวให้กับเตอร์ ที่ขมวดคิ้วจ้องมาแล้วพูดต่อ

“แต่กูเห็นมึงมองพี่เขาตั้งแต่เดินเข้าแล้วมั้ง ใช่ไหมแมน”

“เออ กูเห็นจ้องมานานแล้ว” อย่าไปเออออกับเตอร์สิ!

“ระ...เราก็มองทะ...ทุกคนนั่นแหละ พอบอลไปที่ใคร เราก็มองคนนั้น”

“แต่กูว่า...พอพี่เขาไปอยู่ตรงไหน สายตามึงก็มักไปอยู่ที่เดียวกับพี่เขาตลอดเลย”

ผมมีพิรุธขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย

“คือเรา เรา...เห็นว่าพี่เขา หุ่นดี เลยอยากหุ่นแบบนั้นบ้าง ระ...เราก็เลยว่าจะไปถามว่าพะ...พี่เขาทำยังไง ถึงมีหุ่นแบบนี้ แค่นั้นเองนะ”

พยักหน้าหงึกหงักด้วยความจริงจัง แม้นั่นจะเป็นคำโกหกก็ตามที

“เหรอวะ อืม...”



“จะ...จริง จริง เตอร์เชื่อเราดิ แมนด้วย เราพูดจริง ๆ นะ”

เตอร์เลิกคิ้วซ้ายขึ้นเหมือนจับผิด ส่วนแมนหันความสนใจไปหาพี่สีศิลป์ จากนั้นก็กลับมาจ้องผมคล้ายเมื่อครู่ ก่อนยกยิ้มมุมปากแปลกๆ แล้วพูดว่า...

“เออๆ งั้นเดี๋ยวพี่เขาเลิกเล่นจะพาไปถามเลยแล้วกัน ว่าดูแลตัวเองยังไงให้เพื่อนเราหลง เอ้ย! ให้หุ่นดีจนสาวๆ หลงขนาดนี้”

“มะ...ไม่เป็นไร คือเรา เรา...” หัวใจเต้นระรัวกับคำพูดของเพื่อน ยิ่งบวกกับสายตาทั้งสองคนที่จ้องอยู่ ผมก็เริ่มก้มหน้างุดอย่างคนทำอะไรไม่ถูก

จู่ๆ สมองก็ฉายภาพเรื่องราวเมื่อวันก่อน ตอนไปตะโกนยืมช็อปของพี่สีศิลป์ ยิ่งเห็นช็อปสีกรมตัวนั้นบนตัวผมในตอนนี้ ยิ่งอยากมุดดินหนีเพราะพี่เขาต้องถามถึงแน่ๆ

ผมยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพี่สีศิลป์ตรงๆ นี่ครับ

“ไหน เมื่อกี้ใครบอกจะไปถาม” เราไม่ได้จะเข้าไปถามจริงๆ สักหน่อย!

“คะ...คือ คือเรา...”

“แล้วอีกอย่างนะบีม…” เงยหน้ามองแมนอย่างงงๆ เมื่อเจ้าตัวพูดเสียงอ่อยคล้ายหยอกล้อ พร้อมเชยคางผมขึ้นให้มองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“กูว่ากู...ยังไม่ได้บอกเลยว่าคนที่พูดถึงคือใคร”

กึก!

“จริงไหม หืม”

ยะ...แย่แล้ว

“อะ...เอ่อ คือ คือ งื้อออออ”  ทำไงดี

“ตกลงยังไงครับเพื่อน...”

“เฮ้ย พวกมึง” กลิ่นโคโลญอ่อนๆ ผสมกลิ่นเหงื่อฟุ้งกระจายไปทั่วโต๊ะ เมื่อพีพารุ่นพี่เข้ามาแทรกได้จังหวะพอดิบพอดี ใช่ครับ เพื่อนผมพาแก๊งซาตานมาด้วย

“โอ๊ย เหนื่อยฉิบหาย รอแป๊ปนะพวกมึง เดี๋ยวพวกกูไปหยิบของในล็อกเกอร์ก่อน”

“เออ เร็วๆ หน่อย ท้องกูร้องบอกมันหิวจะแย่แล้ว”

แมนบ่นอุบ เพราะถึงจะกินขนมปังไปคนละ 2 ชิ้น แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้อยู่ท้องนานขนาดนั้น

“ครับน้อง เร่งเชียว อ่าว แล้วน้องคนนั้นเป็นอะไรทำไมต้องแอบอยู่หลังเพื่อนด้วย”

พี่เพชรพูดหยอกๆ คล้ายกำลังเล่น ก่อนยื่นใบหน้ามาด้านหลังแมนด้วยความสงสัย

อุตส่าห์แอบขยับมาหลบแบบเงียบๆ พี่เพชรจะทักทำไมเล่า

“มะ..แมน” ผมกระตุกชายเสื้อเพื่อนเบาๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ

“ไม่ต้องตกใจพี่ นี่ก็เพื่อนผม ชื่อบีม”

“อ๊ะ...แมน! ” จู่ๆ เพื่อนตัวใหญ่ก็เบี่ยงตัวหลบ แล้วออกแรงดึงแขนผมมาด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

ความตกใจพาความอายมาให้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเผลอยกมือคว้าเอวสอบเข้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ ใบหน้าร้อนก็ดูจะร้อนหนักขึ้นไปอีก เมื่อซิกซ์แพ็คแน่นกระแทกพ่วงแก้มแดงเข้าอย่างจัง

ผมเงยหน้ามองเจ้าของมือที่ช่วยรับผมไว้ ถ้าจำไม่ผิด คนที่ยืนจุดนี้ คือ...

“พะ...พี่สีศิลป์ เอ่อ ขอโทษครับพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจนะ ผมแค่เซเพราะถูกดึงกะทันหัน จะ...จริงๆ นะครับ”

 เด้งตัวออกก่อนส่ายหัวอธิบายความไม่ตั้งใจ แต่ดูเหมือนความลนลานจะมากขึ้นอีก เมื่อใบหน้าหล่อขมวดคิ้วจ้องมาด้วยสายตาแปลกๆ

“ที่ใส่อยู่คือช็อปของพี่ ใช่ไหม บีม” พี่สีศิลป์เรียกชื่อผม นี่พี่เขาจำชื่อผมได้ด้วยเหรอ “พี่ถามว่าใช่ไหมครับ”

“คะ...ครับ” ก้มหน้ามองมือที่กำลังบีบกันไปมาด้วยความอาย ทำไมผมถึงตื่นเต้นขนาดนี้นะ

“เออว่ะ กูว่าแล้วหน้าคุ้นๆ ใจกล้าดีนะเรา ชื่ออะไรนะ บีมป่ะ”

“คะ...ครับ พี่กร” พยักหน้าตอบเสียงทุ้มที่ดังขึ้น ก่อนเจ้าของชื่อจะลากเสียงยาว แล้วถามคำถามที่ตอกย้ำผิดพลาดของตัวผม

“เดี๋ยวนะ นี่เรา...รู้จักชื่อพี่ได้ไง” กึก! พวกพี่เขายังไม่ได้แนะนำตัวนี่น่า

“เอ่อ...ก็ ก็เมื่อกี้ที่พวกพี่เล่นบอล พวกพี่ก็ตะโกนเรียกชื่อกันไงครับ ฮ่าๆ ๆ ”

หัวเราะกลบเกลื่อนเหมือนคนบ้า ก่อนใบหน้าตกใจจะเจื่อนลง สายตาพี่กรกำลังจ้องมาเหมือนไม่เชื่อ ผมจึงหันหาแมนและเตอร์ที่นั่งยิ้มอยู่เงียบๆ แล้วส่งสายตาขอความช่วยเหลือในทันที

“เอาน่าพี่เมื่อกี้ผมก็ได้ยิน” เตอร์พูดยิ้มๆ กับรุ่นพี่ ก่อนที่แมนจะเสริมอีกเล็กน้อย

“ใช่พี่ เออแล้วนี่ยังไงเนี่ยพี หมูกระทะจะได้กินกันกี่โมง”

“ใจเย็นก่อน กระเพราะกูก็จะกินลำไส้เหมือนกันแหละ เดี๋ยวไปหยิบกระเป๋าแป๊ป ไปพี่”

“ฝากหยิบของกูกับกรมาด้วยศิลป์” พี่เพชรพูด

“เออ ๆ ” แล้วพีกับพี่ศิลป์ก็เดินไปฝั่งตรงข้าม ที่วางกระเป๋าไว้ก่อนพวกผมมาถึงเมื่อตอนเย็น

ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นเหมือนกันไหม ที่แค่ได้มองแผ่นหลังกว้างของคนที่แอบชอบแอบรัก หัวใจก็สดชื่นขึ้นจนหุบยิ้มไม่ได้เลย

“เออ แล้วนี่พวกน้องจะไปกันยังไง” จู่ๆ พี่วิทย์ก็ถามขึ้น

“เดี๋ยวแมนกับบีมซ้อนสามไปรถผม ส่วนพีก็คงต้องเรียกพี่วินไปอะครับ”

“เรียกวินทำไม เดี๋ยวพีไปกับพวกพี่ อย่าบอกนะว่ามันยังไม่ได้บอก”

กระพริบตาอ้าปากค้างอย่างไม่งงๆ อย่าบอกนะว่า...

“พวกพี่ก็จะไปด้วย”

ฮะ?

“ตกใจอะไรขนาดนั้นบีม พี่ กร เพชร แล้วก็ศิลป์แค่จะไปกินหมูกระทะด้วยเอง”

ยะ...แย่แล้ว แย่แน่ๆ เลยหัวใจบีม!



 



ร้านหมูกระทะ...

“อย่าว่าแต่กูมีเรื่องบ่อยเลย ความบื้อความเซ่อของไอ้กรเนี่ย ก็ลากพวกกูเข้าห้องปกครองเก่งไม่แพ้กัน”

“อ่าว เกี่ยวไรกันอะพี่”

“ไอ้สัส ก็มัวแต่ก้มหน้าเล่นเกม เสือกเดินไม่มองทางเหยียบเป้ารุ่นพี่ขาโหดประจำโรงเรียนเต็มตีน แม่งพอมันลุกขึ้นยืนก็ฟัดมายับๆ พวกกูเลยต้องไปช่วยมันซัดไอ้พวกนั้นอีก”

“เออ ผมก็จำได้”

“อ่าว แล้วมึงเกี่ยวไรด้วยพี”

“ก็กูเลิกเรียนแล้วเดินไปเห็น เลยเข้าไปช่วยอีกแรง โดนอาจารย์แม่ด่ากราดยับๆ กูบอกเลย”

เสียงคุยกันดังแจ้วไปทั่วโต๊ะ ว่าด้วยหัวข้อวีรกรรมสมัยหัวเกรียน พีกับแก๊งซาตานเรียนที่เดียวกันมาตอนมัธยม ทำให้สนิทและมีวีรกรรมร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง ฟังดูแล้วแต่ละคนไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

“บีมเอาสามชั้นป่าว” แมนที่นั่งทางซ้ายถาม

“เอา” ผมตอบ

“น้องแม่งกินเก่งฉิบหาย งั้นนี่ พี่ให้สามชั้น เอาไหม” พี่วิทย์ถามบ้าง

“เอาครับ” ตอบไปแบบเขินๆ แต่ก็จ้องสามชั้นย่างใบตะเกียบพี่วิทย์ไม่วางตา

“เบค่อนไหม” เสียงพี่วิทย์ถาม

“เอาครับพี่” ผมตอบพร้อมพยักหน้าขึ้นลงหงึกๆ

“บีม เอาสามชั้นป่ะ” พี่วิทย์ถามอีกแล้ว

“เอาครับ” ตอบพร้อมยื่นจานไปให้พี่เขาช้าๆ อีกเช่นกัน

“โห คีบให้แต่บีม แล้วผมล่ะ”

พีทำท่าทางงอแงใส่พี่วิทย์ จนถูกเจ้าของชื่อผลักหัวเบาๆ ไปทีหนึ่ง

เสียงของเพื่อนดังขึ้นเป็นระยะ แต่น้อยกว่าเสียงของพี่วิทย์ที่ดังขึ้นแทบจะทุก 5 นาที และทุกครั้งที่คำถามคือสามชั้นกับเบค่อนหอมฉุย หอมมากๆ จนผมตัดใจปฏิเสธไม่ลง เนื้อชิ้นนั้นก็มักถูกคีบมาวางเต็มถ้วยเล็กของผมเสมอ อาจมีบ้างที่แวะเวียนคีบผักคีบปลาขึ้นมากิน  แต่ก็ไม่มากเท่าของโปรดทั้งสองของผมเลย

บทสนทนาบนโต๊ะเฮฮาไปเรื่อยเปื่อย แต่ผมกลับไม่ค่อยพูดอะไรมาก นอกจากมีใครถามอะไรมา ไม่ใช่เพราะห่วงกินนะครับ แต่เพราะชอบดูชอบฟังคนอื่นพูดซะมากกว่า โดยเฉพาะคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามอย่าง...พี่สีศิลป์

“โอ๊ย กูชอบมองน้องกินว่ะ เคี้ยวทีนี่แก้มโครตป่องอะ ไม่ไหวแล้ว สักทีเหอะ นี่”

“อ๊ะ!” ผมสะดุ้งตกใจเล็กน้อย แอบมองฝั่งตรงข้ามอยู่ดีๆ ก็ถูกพี่วิทย์ดึงแก้มป่องจนยืดไปหมด เมื่อหันมองเจ้าของมืออุ่น ก็เห็นพี่เขาพูดแบบไม่ออกเสียง เหมือนให้อ่านปากได้ใจความว่า

‘เลิกจ้องเพื่อนพี่ได้แล้วครับ’ นี่ผมเผลอจ้องพี่สีศิลป์อีกแล้วเหรอเนี่ย

“ไอ้วิทย์ แก้มน้องเขาแดงหมดแล้ว มึงนี่”

หนึ่งในรุ่นพี่ปรามเพื่อนเบาๆ เพราะแก้มผมตอนนี้มันแดงมากจริงๆ ก็พี่วิทย์เล่นดึงซะยืดเลย ถึงจะไม่แรงมากแต่ผมก็เจ็บนะครับ

“ครับๆ คุณชายเพชร แหม” เจ้าของเสียงดึงแก้มผมเบาๆ อีก 2 ที แล้วปล่อยให้เป็นอิสระตามคำปรามของเพื่อน

“อะ มาต่อๆ นี่อย่าว่าแต่ตอนม.ปลายเลย ขนาดเมื่อตอนเฟรชชี่ไอ้กรมันยังเดินตกท่อน้ำทิ้งหลังมอมออยู่เลย ฮ่าๆ ๆ ”

“โห อันนั้นไม่ไหวมั้งพี่ ฮ่าๆ ๆ ! ”

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อพี่เพชรแฉเรื่องน่าอายของพี่กรจนหมดเปลือก

แก๊งซาตานคุยเก่งและเป็นกันเองมาก ทุกคนมีสไตล์เป็นของตัวเองจนผมอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ โดยเฉพาะพี่สีศิลป์

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เพราะเท่าที่ผมสัมผัสผ่านๆ เจ้าตัวก็เป็นคนที่คุยเก่งอยู่พอตัว แม้จะติดนิ่งอยู่นิดหน่อย ยิ่งตอนได้เห็นรอยยิ้มหล่อประดับติดที่มุมปากแล้ว...

ตึกตักๆ ๆ ! ยะ...หยุดนะใจบีม

“มองอะไรครับน้องบีม” สติที่กำลังหลุดกลับเข้าที่ในทันที เมื่อเสียงพี่เพชรทักถามขึ้นอีกรอบ เล่นเงียบจ้องผมเป็นตาเดียวกันทั้งโต๊ะเลย ว่าแต่พี่เขาถามถึงอะไร

“คะ...ครับ อะไรเหรอ” ถามขึ้นอย่างงงๆ ก่อนจะถูกถามกลับแทนคำตอบ

“ก็พวกเราเห็นว่าบีมจ้องไอ้ศิลป์มันแล้วยิ้มๆ แก้มแดงๆ บีมนั่นแหละมีอะไรกับเพื่อนพี่หรือเปล่า”

นี่เราเผลอมองพี่ศิลป์อีกแล้วเหรอ!

กรอกตาล่อกแล่กเมื่อพี่กรถามจบ คำถามนั้นทำสมองรวนไปหมด เมื่อคิดคำตอบไม่ออกจึงค่อยๆ  กระตุกชายเสื้อแมนและเตอร์ที่นั่งซ้ายขวาเพื่อขอความช่วยเหลือ เพื่อนผมที่มองมาอยู่แล้วจึงยิ้มให้ แล้วหันไปตอบเจ้าของคำถาม

“อ้อ ก็เมื่อตอนที่ดูพวกพี่เล่นบอลบีมมันบอกว่าอยากหุ่นแบบพี่สีศิลป์ครับ”

หันหน้าหาแมนอัตโนมัติ นั่นมันแค่คำแก้ตัวของเราต่างหาก

“ยังไงถ้าไม่รบกวน พี่สีศิลป์ช่วยบอกเพื่อนผมหน่อยได้ไหมครับ พอดีเห็นมันมองบ่อยๆ คงจะอยากได้จับ เอ้ย! อยากได้หุ่นแบบพี่บ้าง”

เตอร์อย่าพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ แล้วส่งยิ้มกรุ้มกริ่มใส่เราแบบนั้นนะ พี่เขาคงไม่ว่างขนาดนั้นหรอก อีกอย่างผมก็รู้ดีว่าตัวไม่มีทางมีซิกซ์แพ็คอย่างพี่สีศิลป์

ก็เคยออกกำลังกายกับพี่บอสตั้ง 2 อาทิตย์ ไขมันบนหน้าท้องก็ไม่มีแววว่าจะเปลี่ยนรูปร่างเลย สู้ปล่อยให้เจ้าก้อนน้อยๆ นี้อยู่กับผมต่อโดยไม่ต้องโดนบังคับให้นั่งกินผักแล้วงดอาหารจำพวกเบค่อนสามชั้นดีกว่า

 “พี่ก็แค่เล่นฟุตบอลนี่แหละ” ยังไม่ทันได้แก้ตัว คนถูกถามก็ตอบขึ้นมาก่อน

“อ้อ งั้นเหรอครับ เอาไงบีมชอบดูแล้วชอบเล่นด้วยหรือเปล่า หมายถึงบอลน่ะ”

แมน!

“อะ...เอ่อ คือเราแค่ชอบดูเฉยๆ ”

“ไม่ลองหน่อยเหรอวะ ถ้ามึงเล่นหน้าทองมึงอาจจะมีซิกซ์แพ็คเหมือนกูก็ได้นะ แบบนี้ไง ดูดิ”

อยู่ดีๆ พี่จะเลิกเสื้อโชว์ซิกซ์แพ็คแน่นให้เราดูกลางร้านแบบนี้ไม่ได้นะ

ได้แต่อ้ำอึ้งเพราะจริงๆ ผมเองก็อยากมีรูปร่างแบบนั้นบ้าง แต่ใจหนึ่งก็กลัวว่าถ้ามาเล่นทุกวันต้องโดนงดของโปรดไปแน่ๆ อีกอย่างถ้าวันหนึ่งพี่สีศิลป์รู้ว่าผมชอบพี่เขาล่ะ พี่เขาจะไม่เกลียดผมเหรอ ผมเป็นผู้ชายนะ…

“ถ้าอยากได้หุ่นแบบพี่จริง ก็ไม่ยาก แต่ถ้าบีมจะฝึกจริงๆ เดี๋ยวพี่ฝึกให้ก็ได้ แบบ…ตัวต่อตัวด้วย”

“...”

“ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่นาน แต่ถ้าเป็นเราคงใช้เวลานานนิดหน่อย”

“...”

“จะสอนให้จันทร์ถึงเสาร์ เริ่มพรุ่งนี้ 6 โมงเย็นเจอกันสนามบอล ตอนนั้นไม่มีเรียนพี่รู้ตารางเรียนจากพีแล้ว”

แต่ผมยังไม่ได้บอกตกลงเลยนะ

“อะ...เอ่อ คือพี่สีศะ...” พยายามเค้นเสียงปฏิเสธคนที่นั่งตรงข้าม แต่ทุกอย่างกลับต้องชะงักเมื่อเสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้งพูดอีกครั้ง

“พี่เป็นคนไม่ชอบคนพูดไม่จริง ห้ามคืนคำ”

แสดงว่าจันทร์ถึงเสาร์ผมก็ต้องเจอหน้าพี่สีศิลป์ทุกวัน ได้อยู่ใกล้ทุกวัน ได้คุยกับพี่เขาทุกวัน ละ...แล้วแบบนี้ผมจะบังคับจังหวะของหัวใจได้ยังไง

“บีม”

เฮือก! เสียงเย็นเหมือนตอนว๊ากรุ่นน้องทำผมสะดุ้ง

“พี่บอก ให้ตอบ”

“คะ...ครับ”

ตุบตับๆ ๆ ! หยุดเต้นแรงนะ หัวใจบีม

 

》 กฎ 02 : อย่าพูดโดยไม่คิด เพราะนั่น...จะเป็นภัยกับหัวใจตัวเอง 《


》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆《☆》☆《

#กฏการแอบรัก


สงสารน้องบีมไม่ไหวแล้ว ท่าทางงานนี้ได้เป็นโรคหัวใจแน่

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4

ออฟไลน์ pitiatah_hp

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2109
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
ทำไมพี่รุกเข้าใส่ไวมากก น้องบีมตั้งรับไม่ทัน

ออฟไลน์ Januarysky

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
อิพี่คิดซัมติงกะน้องมาก่อนแล้วอ่ะดิ
ขอบคุณที่พาน้องบีมมาฟินที่นี่ด้วย
 :mew1:

ออฟไลน์ นางฟ้าน้อย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
น้องบีมตัวเล็ก

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 741
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
รอๆนะคะ

ออฟไลน์ แยกยิ้ม

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
EP : 04

ความสายเป็นเหตุ



“ใจเย็นๆ บีม ใจเย็นๆ ฟู่ๆ ”

นาฬิกาบอกเวลา 1 ทุ่มครึ่ง ขณะตัวผมเดินวนเวียนทุบอกพึมพำหลังต้นไม้ใหญ่

เพราะเมื่อคืนทั้งตกใจและดีใจจนสมองไม่ทันคิด ว่าต้องเข้ากิจกรรมรับน้องหลังเลิกเรียนที่เหลืออีก 5 วัน แถมแต่ละวันกว่าจะเลิกก็ปาไป 1 ทุ่ม แม้นั่นคือเหตุจำเป็นแต่ผมก็ผิดที่ไม่บอกตั้งแต่แรก

แล้วอย่างนี้จะไม่โดนว่าเอาเหรอ เลทเวลามาตั้งชั่วโมงครึ่งแล้ว ดูไม่ดีตั้งแต่วันแรกเลยนะบีม

ยืนทำใจมาแล้ว 5 นาทีแต่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะเข้าไป เพราะเมื่อไหร่ที่ขาก้าวพ้นจากต้นไม้มันก็มักจะหยุดชะงัก แล้วหันหลังเดินกลับมาที่จุดเดิม

แค่เห็นพี่สีศิลป์ไกลๆ ยังตื่นเต้นมากขนาดนี้ ถ้าได้คุยใกล้ๆ ผมต้องตายเอาแน่ๆ เสื้อนักบอลมีก็ไม่ยอมใส่ ทำไมต้องใส่เสื้อสีขาวบางๆ แบบนั้นมาสอนผมด้วย

อุตส่าห์รวบรวมความกล้าเพื่อเข้าไปขอโทษ แต่ทุกคำพูดดันหายไปเพราะพี่สีศิลป์คนเดียวเลย

“บีม”

กึก! จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกดังจากด้านหลังให้หันมอง ระหว่างที่สมองกำลังคิดไม่ตกกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงพบคนตัวสูงยืดกอดอกตีหน้านิ่งหนึ่งอัตรา

“พะ...พี่สีศิลป์” เจ้าตัวแผ่ออร่าน่ากลัวมากจริงๆ

“ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาสายพี่บีม เอ้ย! พี่ศิลป์ จริงๆ นะ พี่โกรธอย่าผมนะ คือผม ผม อะ...เอ่อ...”

พยายามจะอธิบายสิ่งต่างๆ ให้เข้าใจง่าย แต่ทุกอย่างกลับสลับตำแหน่งกันไปหมด

ผมกรอกตาซ้ายขวาอย่างตื่นเต้น ทั้งปากทั้งตัวรู้สึกสั่นเอามากๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกลัวพี่เขาเข้าใจผิด ยิ่งบวกบรรยากาศที่แผ่ออกมาสมกับตำแหน่งเฮดว๊ากยิ่งเสริมให้กดดัน และอีกส่วนคงเป็นเพราะ...

ใบหน้านิ่งเหงื่อโชกแบบนี้ช่างเซ็กซี่เกินไปแล้ว หัวใจผมสั่นไม่หยุดเลย

“รู้ใช่ไหมว่าเราเลท”

“ครับ ผม...ขอโทษ” พูดพร้อมก้มหน้าลงมองเท้าตัวเอง ขณะมือทั้งสองกำเข้าหากันอย่างคนสำนึกผิด

“เหตุผล”

“คือเอกผมยังไม่เลิกกิจกรรมรับน้อง อะ...อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์สุดท้าย แล้ววันนี้กว่าจะเลิกก็ประมาณทุ่มนิดๆ ครับ”

“ทำไมไม่บอกพี่ตั้งแต่เมื่อคืน” เจอคำถามนี้เข้าถึงกับไปไม่เป็น จะให้บอกได้ยังไงว่าเพราะมัวแต่เขินพี่ แม้นั่นจะเป็นความจริงแต่ก็พูดไม่ได้

แล้วทีนี้จะอ้างว่าอะไรบีม อะไรดี อ้อ!

“ผมดีใจที่จะได้เล่นบอล เลยไม่ทันคิดน่ะครับ ใช่ๆ ” พูดพร้อมเงยหน้ายิ้มอย่างดีใจเพราะเหตุผลนี้น่าจะดีที่สุดแล้ว

“นี่เราทำผิดอยู่น่ะ ทำไมต้องยิ้มกว้างเหมือนดีใจอะไรขนาดนั้น”

กึก! แต่ทุกอย่างกลับหยุดชะงักค้างกลางอากาศ ขณะรอยยิ้มกว้างของผมค่อยๆ จางหายไป

ดันลืมตัวซะนี่ พี่เขาต้องเข้าใจผิดแน่ๆ  แล้วอย่างนี้จะทำยังไง ความไม่ตรงต่อเวลาก็เรื่องหนึ่งแล้ว ยังจะมาลืมตัวเผลอยิ้มเพราะความผิดที่ตัวเองก่ออีก

ผมก้มหน้าเม้นปากเน้นอย่างคนรู้สึกผิด และดูเหมือนพี่สีศิลป์จะรู้สึกได้

คนตัวสูงเอื้อมมือมาวางบนหัวผมเบาๆ เหมือนกำลังบอกผ่านมาว่าไม่เป็นไร เมื่อรู้สึกแบบนั้นจึงเงยหน้ามองเจ้าตัวอย่างช้าๆ ทำให้เห็นรอยยิ้มอบอุ่นกำลังถูกส่งมา และใบหน้าคมที่ห่างออกไป...ไม่ถึงคืบ

“พี่ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย เราบอกพี่ตรงๆ ก็ได้ เลิกรู้สึกผิดได้แล้วครับ ยังไงเดี๋ยวเราค่อยนัดเวลากันไหม โอเคไหม”

“…” นะ..หน้าใกล้เกินไป ใกล้เกินไปแล้ว

“บีม”

“…” ฝันไปใช่ไหม นี่ผมกำลังฝันอยู่เหรอ

“บีมครับ” กึก! สติที่ล่องลอยกลับมาโฟกัสที่ตรงหน้า จึงเห็นว่าคนตัวสูงกำลังเขย่าไหล่ผมอยู่

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

“ปะ...เปล่าครับ พอดีเมื่อกี้ผมคิด อะ...เอ่อ คิดว่าจนกว่าจะรับน้องเสร็จผมคงไม่ได้มาซ้อมแน่ๆ เลยจะขอพี่เลื่อนไปเป็นเริ่มอาทิตย์หน้าเลย ได้ไหมครับ”

อะเฮือก! จู่ๆ บรรยากาศกดดันก็กลับคืน เมื่อคนตัวสูงดึงมือกลับขึ้นกอดอก พี่สีศิลป์มองมาท่าทีนิ่งเงียบ พี่เขาจะจ้องผมทำไมเนี่ย

“คือ ผะ...ผมกลัวว่าช็อปพี่จะขาดหรือหายไปด้วยครับ”

เพราะกลัวว่าถ้าใส่ซ้อมแล้วจะขาด และถึงถอดเก็บใส่กระเป๋าอย่างดีก็ไม่น่าไว้ใจ เพราะภาพพี่สีศิลป์สวมช็อปตัวนี้ให้ถูกกระจายไปทั่วแล้ว เกิดมีแฟนคลับพี่เขามาขโมยไปใครจะรู้ ในเมื่อมหาลัยนี้มีนิสิตนักศึกษานับหมื่นคน

“ก็รักษาให้ดีสิ หรือเราทำไมได้พี่จะได้เอาคืน หือ”

“ได้ครับ!” นี่ช็อปพี่สีศิลป์เลยนะ ผมรักษาได้อยู่แล้ว

“ก็แค่นั้น เอาเป็นว่าเราค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลัง เพราะตอนนี้...พี่ต้องทำโทษเราที่มาช้า”

ทะ...ทำไมต้องมองนิ่งแถมพูดเสียงเย็นใส่อีกแล้ว ผมเริ่มกลัวขึ้นมาจริงๆ แล้วนะ

“จะให้ผมทำอะไรเหรอครับ” คนตัวสูงยกมือขึ้นดูนาฬิกาท่ามกลางแสงสปอร์ทไลฟ์สีเหลืองอ่อนรอบสนาม พร้อมยกมืออีกข้างขึ้นเสยผมดำที่ยาวปรกหน้าไปข้างหลังแบบช้าๆ ขณะที่ผมจ้องภาพตรงหน้าตาไม่กระพริบ...ให้ตายสิ พี่จะทำให้หัวใจผมเต้นแรงวันละกี่รอบกัน

“เอาเป็นว่า...” รอยยิ้มแปลกปรากฏบนมุมปากคนตัวสูง ขณะเจ้าตัวลากเสียงยาวแล้วจ้องผม

“เราต้องเลี้ยงข้าวพี่”

“อะไรนะครับ” ฟังผิดไปหรือเปล่า

“พี่บอกว่าบีมต้องเลี้ยงข้าวพี่ศิลป์ครับ คืนนี้”

“แค่นั้น...เหรอครับ” นึกว่าจะโดนวิ่งรอบสนาม วิดพื้นหรือแทงปลาไหลแบบนนักกีฬาในซีรี่ย์ซะอีก

“ทำไมครับ บีมอยากให้มากกว่านั้นเหรอ”

ยะ...อย่ามาจ้องผมด้วยสายตาอ่อนแสงแบบนั้นนะ!

“ปะ...เปล่าครับ คือ คือผมคิดว่าจะโดนทำโทษแบบนักกีฬาเท่านั้นเอง”

รีบพูดปัดปฏิเสธในทันที เดี๋ยวพี่สีศิลป์จับได้ว่าผมชอบพี่เขาก็แย่นะสิ

“ครับๆ เข้าใจแล้ว งั้นไปเลยดีกว่า ตอนนี้พี่หิวมากแล้ว หิว...จนอยากจะกินบีมไปทั้งตัวเลยครับ”

พี่สีศิลป์!

ใครจะเห็นยังไงผมไม่สน แฟนครับพี่ศิลป์ที่แอบมองอยู่จะพูดยังไงผมไม่รู้ รู้แต่คำกระซิบเมื่อกี้สร้างอิทธิพลต่อผมมาก เพราะตอนนี้แก้มผมคงแดงจัดแล้วแน่ๆ พี่เขาไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย ใจเย็นๆ สิบีม ฟู่ๆ

ถอนหายใจเรียกสติ 2-3 ครั้งแล้วลืมตา เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เจ้าของรอยยิ้มจับมือผมให้เดินตาม

“พวกมึง กูไปก่อนแล้ว พรุ่งนี้เจอกัน”

พี่สีศิลป์ตะโกนบอกเพื่อนที่อยู่ในสนาม ยกมือลาอีก 2-3 ครั้งแล้วเดินต่อ ก่อนจะถูกผมขัดจังหวะเอาซะก่อน

“เพื่อนพี่ไม่ได้ไปด้วยเหรอครับ”

“เพื่อนพี่จะสอนบอลให้บีมเหรอครับ” หันมาทำหน้าดุใส่ผมอีกแล้ว

“ไม่ครับ”

“เพื่อนพี่ช่วยบีมทำงานอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่ครับ”

“แล้วมีเหตุผลอะไรที่บีมต้องเลี้ยงข้าวเพื่อนพี่ไหมครับ”

“มะ...ไม่ครับ” พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้คงที่ เพราะแบบนี้หมายความว่าเราจะไปกันแค่สองคน

ยอมรับว่ากำลังหลบตาคนตัวสูง ที่จู่ๆ ก็เอื้อมตัวมากระซิบข้างหูผมเบาๆ ว่า...

“พี่อยากให้เราเลี้ยงพี่แค่คนเดียว”

“…”

“พี่อยากไปกินข้าวกับบีม...แค่สองคน

ฉ่า! หยุดร้อนนะหน้าบีม!







ร้านนานาเมนูย่าง...

“ได้ยินมาว่าบ้านบีมทำสวนส้มโอเหรอ”

“ครับ”

“ปลูกหลายพันธุ์เหรอครับ”

“ก็ไม่เชิงครับ เพราะเมื่อก่อนปลูกอยู่ 5 สายพันธุ์ แต่ตอนนี้ลดเหลือแค่ 2 สายพันธุ์เอง”

เสียงคุยกันดังไปทั่วร้านทั้งจากโต๊ะเราและโต๊ะอื่น พี่สีศิลป์แนะนำว่าหากเป็นของย่างต้องร้านนี้ เด็ดสุดในย่านไม่เป็นสองรองใครแน่นอน

บรรยากาศภายในร้านถูกตกแต่งในโทนอบอุ่นด้วยไฟสีเหลืองนวลผสมเข้ากับสีส้มเข้ม ทั้งโต๊ะ เก้าอี้และองค์ประกอบต่างถูกจัดแต่งในแนววินเทจเท่ๆ ผสมผสานกับเสียงคลอเพลงที่เปิดขึ้นเบาๆ ให้บรรยากาศง่ายๆ สบายๆ แต่กลับมีมนต์เสน่ห์สุดๆ เลย

ยอมรับว่าตอนแรกทั้งตื่นเต้นและเกร็งเอามากๆ ขนาดก้าวขาขึ้นรถยังหลบขอบประตูไม่พ้น เล่นหัวแดงโนไปแทบหนึ่ง แต่เมื่อคนตัวสูงชวนคุยมาเรื่อยทางความเกร็งที่มีมากก็จางไป เหลือไว้เพียงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่มักถูกสร้างจากเจ้าของรถที่ผมอาศัยมา

จะว่าไป...เมนูย่างร้านนี้อร่อยอย่างที่พี่สีศิลป์การันตีไว้จริงๆ

“อ่าว ทำไมจาก 5 ถึงเหลือแค่ 2 สายพันธ์เหรอ บอกพี่ได้ไหมครับ หรือเป็นความลับทางราชการ”

คิ้วเข้มขมวดขึ้นเชิงตลก เรียกเสียงหัวเราะจากผมได้อีกแล้ว

“ได้ครับ ฮ่าๆ ๆ พี่จำข่าวน้ำท่วมเมื่อปลายปี 54 ได้ไหมครับ”

คนตัวสูงพยักหน้าเพื่อตอบรับ แล้วตักเนื้อติดมันของเมนูคอหมูย่างในจานตัวเองเข้าปาก น่ากินพอๆ กับไก่ราดซอสของผมเลย

“หลังจากที่เกิดน้ำท่วมในตอนนั้น รัฐบาลก็ออกโครงการช่วยเหลือพวกเราชาวสวน แต่ต้องปลูกส้มโอขึ้นใหม่เพื่อทดแทนต้นเก่าที่เสียหายให้เต็มสวน ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้เงินเยียวยา ก็เปรียบเหมือนการเกษตรอื่นๆ แหละครับ ใครปลูกข้าว เงินลงทุนข้าวก็หายไป ใครลงปลูกผัก เงินลงทุนสวนผักก็จมลง ในส่วนของสวนส้มโอที่มีมากและเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัด รัฐบาลก็ช่วยด้วยการนำสายพันธุ์ส้มโอมาแจกให้ชาวสวน”

“ก็ดีเหมือนกันนะ รัฐมีมาตรการช่วยเหลือ ไม่ให้ผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดหายไป”

มือตักข้าวเข้าปาก แต่ตายังคงจ้องมาด้วยความสนใจ พี่เขาดูสนใจเรื่องที่ผมเล่าสุดๆ เลย

“จะดีก็ว่าดีครับ แต่ประเด็นคือสายพันธุ์ที่เราได้ไม่ใช่ส้มโอนครชัยศรี มันไม่ใช่สายพันธุ์ของนครปฐม ผมก็ไม่รู้ว่าสายพันธุ์อะไร มันให้รสชาติผิดเพี้ยนต่างจากเดิม”

“อ่าว แล้วอย่างนี้ชาวสวนทำยังไงกันครับ”

“เราถอนออกแล้วทำการปลูกใหม่ครับ อาจจะมีบ้างบางสวนที่ใช้สายพันธุ์ที่รัฐให้มา แต่สวนบ้านผมใช้วิธีขยายพันธุ์ใหม่จากต้นเก่าที่ยังไม่ตายหลังเกิดน้ำท่วม เราใช้วิธีการเพาะชำ ทาบกิ่ง และเสียยอดขึ้นมาใหม่ ซึ่งกว่าต้นเหล่านั้นจะออกผลที่สมบูรณ์ดังเดิม ก็กินเวลาไป 4-6 ปีเลยครับ”

“โอโห รอนานนะนั่น” ใช่ครับ รอนานมาก

“แต่ก็คุ้ม คุ้มที่เรายังรักษารสชาติและคุณภาพแบบเดิมกลับมาได้ แม้จะไม่ทั้งหมดเพราะหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนั้นสวนส้มโอก็หายไปเกือบ 2,000 ไร่ก็ตาม อีกอย่างก็ดีที่กระทรวงการเกษตรเองก็กลัวว่าส้มโอพื้นเมืองจะหายไป เลยทำการเพาะเนื้อเยื้อส้มโอนครปฐมขึ้นมา”

นึกแล้วก็เสียดาย แต่ชาวสวนบางคนก็ต่อสู้กับเวลาไม่ได้จริงๆ ไหนจะค่าบำรุง ดูแล รักษา ระยะเวลา 4-6 ปี มันไม่ใช่เวลาสั้นๆ เลยนะครับ

“แล้วระหว่างที่รอการขยายพันธ์ชาวบ้านทำยังไงกันเหรอ เพราะถ้าจะรอส้มโออย่างเดียว พี่ว่าน่าจะลำบากมากแน่ๆ”

“ตอนนั้นยอมรับเลยว่าลำบากมากจริงๆ ยังดีที่รัฐมีมาตรการช่วยเหลือมาอีกบ้าง และเราเริ่มหารายได้ทางอื่นเสริมเข้ามาครับ อย่างบ้านผมเราก็เริ่มหันมาปลูกพืชผัก แซมๆ กันไป ยังจำได้อยู่เลย ช่วงนั้นหลังเลิกเรียน ผมกับพี่บอสจะออกไปช่วยป๊ากับม๊ารดน้ำผักแทบทุกวัน”

พูดไปก็ยิ้มไป เพราะนึกถึงแล้วก็อดภูมิใจไม่ได้ ผักที่เราปลูกขายได้ดีในช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจ และทำให้ผมมีเงินเก็บมากขึ้นจากการที่ป๊าให้บ้างม๊าให้บ้าง

กึก! แต่ไม่นานรอยยิ้มหวานก็หายไป เมื่อความตื่นเต้นเข้าแทรกในความรู้สึก จู่ๆ คนตัวสูงก็เอื้อมมือมาขยี้หัวผม แถมยังส่งยิ้มอบอุ่นมาให้อีกแล้ว

“เก่งมากครับ” ผมกล้าเผชิญหน้ากับพี่สีศิลป์ตรงๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“พี่อยากไปกินข้าวกับบีม...แค่สองคน

หยุดนึกถึงตอนนั้นนะบีม!

 “พี่ชอบกินส้มโอนะ อร่อยดี มีทั้งวิตามิน แถมช่วยในการดูแลหุ่นอีกต่างหาก”

“คะ...ครับ” จู่ๆ ก็พูดอะไรไม่ออกซะอย่างนั้น ขนาดเสียงจะตอบรับยังแทบไม่มีเลย

“ตอนพี่ผ่านนครชัยศรีพี่ก็ชอบแวะซื้อ แต่ว่าแต่ละร้านแต่ละรอบรสชาติไม่เห็นเหมือนกันเลย”

“อะ..อ้อ สะ..สงสัยพี่น่าจะโดนส้มโอย้อมแมวน่ะครับ ถ้าเป็นส้มโอนครชัยศรีแท้ต้องพันธุ์ทองดี และขาวน้ำผึ้ง บ้านบีมก็ปลูกสองพันธุ์นี้อยู่ครับ”

“อ้อ ถ้าอย่างนั้น...ว่างๆ บีมพาพี่ไปสวนบ้านบีมด้วยนะครับ”

“ได้ครับ”

หืม...เดี๋ยว พาพี่สีศิลป์ไปสวนเท่ากับไปบ้านผม บ้านผม!

“งั้น...พี่จ่ายค่ามัดจำแล้วนะครับ” พูดจบเจ้าของเสียงก็ยิ้มแล้วกินข้าวต่อ ในขณะที่ผมก้มมองคอหมูย่างชิ้นโตในจานตัวเองที่ถูกใช้เป็นค่ามัดจำจากคนตัวสูง

จะมากเกินไปหรือเปล่า หากจู่ๆ ผมก็คิดว่าหมูชิ้นนี้ถูกคีบมาด้วยตะเกียบคู่เดียวกันกับที่พี่สีศิลป์กำลังใช้อยู่

ตึกตักๆ ๆ ! ยะ...แย่แล้ว

เสียงคุยกันดังอีกครั้งหลังจากนั้นไม่นาน กระทั่งพี่สีศิลป์อาสาไปส่งผมหลังเรากินข้าวเสร็จ บรรยากาศระหว่างเดินทางกลับไม่ค่อยต่างจากตอนมา เพราะผมชนประตูรถพี่สีศิลป์อีกจนได้

น่าอายชะมัด







“บีม”

“อืม”

“บีมครับตื่นก่อน”

“อื้อ!” วันนี้ขอตื่นสายหน่อยนะพี งานที่ต้องทำขอติดเอาไว้ก่อนเพราะเราง่วงมากๆ เลย

คิดแบบนั้นเสียงทุ้มข้างหูก็เบาลง ก่อนจะรู้สึกแปลกเหมือนตัวลอย แล้วกระทบเบาๆ กับบางอย่างที่ทั้งหอมและให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

อ่า สบายจัง~







“อื้อ” บิดขี้เกียจซ้ายขวาอย่างละที เพื่อทำให้ร่างกายตื่นตัวและเป็นการปรับสมดุจหลังตื่นนอน

“…” ทำไมเพดานห้องดูแปลกไป นั่นคือคำถามที่ผุดขึ้นหลังลืมตา ก่อนจะยกมือขยี้ตาอีกครั้งเพื่อดูให้แน่ใจ

“เฮ้ย!” นี่ไม่ใช่ห้องผม!

นะ...นี่ผม ผมมาที่นี่ได้ไง แล้วนี่ห้องใคร

ทั้งเตียงขนาดควีนไซต์สีน้ำตาล ทั้งการตกแต่งห้องแนวเรียบง่าย แถมยังมีทีวีจอใหญ่อยู่ปลายเท้า แสดงให้เห็นว่าผมหลงมาอยู่ห้องใครก็ไม่รู้ แม้ตอนนี้จะไม่ใช่เวลา แต่อดไม่ได้ที่จะว้าวกับคอเลคชั่นวันพีชบนชั้นวางของด้านข้างไม่ได้จริงๆ โห รุ่นอลิมิเต็ดเลยนะนั่น

กึก! ไม่ใช่สิบีม นี่เรานอนห้องใครก็ไม่รู้ทั้งคืนเลยนะ!

ผมรวบรวมสติแล้วลุกขึ้นเดินไปที่ประตู ก่อนจะค่อยๆ แง้มชะโงกหน้าดูอีกฟากทันที

“หูยยยยย” ห้องนี้น่าอยู่มากจริงๆ เพราะหลังเปิดประตูบานเล็กก็เห็นอีกห้องที่ใหญ่กว่า แถมยังมีทีวี เครื่องเสียง และยังถูกประดับด้วยโซฟาแนวเรียบหรูอีกต่างหาก คนละขั้วกับห้องผมเลย เรามาอยู่นี่ได้ยังไง หรือ...

เดินละเมอเข้าหอผิด

ทำอะไรลงไปบีม!

ได้แต่ขยี้หัวตัวเองเพื่อดึงสติ ก่อนค่อยๆ ย่องไปที่ประตูใหญ่อีกบานทางด้านขวา และหวังว่าหลังประตูบานนั้นจะเป็นทางออก ก่อนจะรู้ว่ามันล็อคด้วยรหัส ซะ...ซวยแล้ว

“อ้าวบีม ตื่นแล้วเหรอครับ”

อะเฮือก! ยอมรับว่าสะดุ้งเพราะตกใจ เมื่อใครคนหนึ่งเรียกผมให้หันมอง

ผ้ากันเปื้อนรูปหมีสีเทาเข้ม กับอุปกรณ์ทำครัวอย่างตะหลิวที่ดูธรรมดา กลับพิเศษส่งให้คนที่ใส่อยู่เปล่งออร่าอย่างน่าตกใจ 

“พี่สีศิลป์” งั้นก็แสดงว่าห้องนี้เป็นของ...

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้น นี่ห้องพี่เอง” ห้องพี่สีศิลป์ นะ...นี่ผมนอนห้องพี่สีศิลป์ ทะ...ทั้งคืนด้วย

“แล้วนี่บีมเรียนกี่โมง มีคาบเช้าไหมครับ”

“ครับ? อะ...อ้อ ไม่ครับ มีอีกทีตอนบ่าย 2” ใจเย็นๆ นะบีม ตั้งสติหน่อยสิ ตั้งสติหน่อย

“ดีเลยได้ไม่ต้องรีบเพราะพี่มีบ่ายเหมือนกัน เอาเป็นว่าตอนนี้เราก็ไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนละกัน พี่เตรียมพวกแปรงสีฟันใหม่ไว้ให้หน้ากระจกในห้องน้ำห้องนอน ทำธุระเสร็จแล้วเดี๋ยวออกมากินข้าวด้วยกันครับ”

คนพูดยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วหันหลัง แต่ผมเรียกรั้งเจ้าตัวไว้อีกรอบ

“เดี๋ยวครับ อะ...เอ่อ คือผมมาอยู่ห้องพี่ได้ยังไง ก็เมื่อคืนอะ...เอ่อ เมื่อคืน...”

“เมื่อคืนเราหลับไปทั้งที่ยังบอกทางกลับหอไม่จบ ใช่ไหม”

ทำเรื่องน่าอายอีกแล้วบีม!

“อะ...เอ่อ...”


“ก็เพราะแบบนั้นแหละ พี่ปลุกเราก็งอแงไม่ยอมตื่น เลยตัดสินใจอุ้มเราขึ้นคอนโดพี่มานอนซะเลย แล้วอย่าไปนอนขี้เซาแบบนี้ที่ไหนอีกรู้ไหม มันอันตรายนะครับ”

“ขอโทษที่ทำให้ลำบากครับ”

“ไม่เห็นจะลำบากตรงไหน ยังไงพี่ก็เต็มใจ ถ้าเป็นบีมพี่เต็มใจเสมอครับ

จะ...ใจเย็นๆ มันไม่มีอะไร ไม่มีอะไรบีมใจเย็นๆ ฟู่ๆ !

“อ้อ ส่วนเสื้อผ้า พี่วางของพี่ไว้ให้บนตู้ข้างห้องน้ำนะ เมื่อวานที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้พี่ก็เอาของเราไปซักแล้วมันยังไม่แห้ง น่าจะอีกสักพักเลยแหละ ยังไงก็ใส่ของพี่ไปก่อน เราคงไม่ได้รังเกียจหรอกใช่ไหม”

“…” ว่าไงนะ ปะ...เปลี่ยนเสื้อผ้าให้

“บีมครับ หน้าแดงๆ ไม่สบายเหรอ”

“…” พะ...พี่เขาเปลี่ยน...เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผม

ฉ่า! หน้าผม!

“ผมไปล้างหน้าก่อนนะครับ!”

ปัง!

กว่าจะทำใจออกจากห้องน้ำได้ก็ปาไปร่วมชั่วโมง ถ้าเจ้าของห้องไม่เดินมาเคาะประตูเรียกกินข้าวผมคงได้หลับคาห้องน้ำอีกแน่ๆ

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ดูเหมือนจะเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะพี่สีศิลป์ทั้งทำอาหารอร่อยและชวนคุยเก่งเอามากๆ ผมลอบมองรอยยิ้มอบอุ่นถูกส่งมาเป็นระยะ ขณะเดียวกันก็พยายามปั้นหน้ายิ้มเพื่อซ่อนพวงแก้มแดงอย่างสุดๆ







รถเก๋งสีดำเด่นจอดสนิทหน้าแปลงเกษตร ขณะผมเห็นผู้คนรอบข้างมองเข้ามาเป็นตาเดียว ใครเล่าจะไม่รู้ว่านี่คือรถของเดือนปี 2 อย่างสีศิลป์ เล่นใช้กระจกใสให้มองเห็นด้านในขนาดนี้

“ขอบคุณครับ” ตอบพร้อมพยักหน้าเบาๆ เป็นการขอบคุณ ก่อนเอื้อมมือหยิบกระเป๋าที่เบาะหลังแล้วเปิดประตู แต่ดูเหมือนพี่สีศิลป์จะไม่ยอม กดล็อคประตูไว้ไม่ให้ผมออกในทันที

“เดี๋ยวครับ”

“ครับ” ผมหันหน้าตอบกลับเชิงถามว่ามีอะไร

“ต่อจากนนี้ เรียกแค่พี่ศิลป์ก็พอครับ”

“จะดีเหรอครับ” ใจเต้นสุดๆ เลย ทั้งที่เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะได้เข้าใกล้พี่เขาขนาดนี้

“อืม มันแสดงถึงความสนิทที่เรามีน่ะ และพี่ก็...อยากให้บีมเรียกแบบนี้มากกว่าครับ ไหน ลองเรียกสิ”

“พะ...พี่ศิลป์”

“ครับน้องบีม” อย่ามาส่งยิ้มอบอุ่นให้ผมแบบนี้นะ!

“เออ จริงสิ เอามือถือเรามาหน่อย ปลดล็อคให้พี่ด้วยครับ”

ไม่รู้ว่าตัวเองโดนสะกดใจอะไรไหม ที่จู่ๆ ก็หยิบมือถือพร้อมปลดล็อคตามคำสั่งคนตัวสูงอย่างว่าง่าย พี่สีศิลป์รับไปแล้วกดบางอย่าง ก่อนจะส่งคืนกลับมาด้วยรอยยิ้ม อะไรกันที่ทำให้รอยยิ้มแห่งความพอใจปรากฏในตอนนี้

Rrrr~ แรงสั่นจากมือถือเรียกความสนใจให้ก้มมอง ก่อนจะเห็นเบอร์แปลกปรากฏบนหน้าจอ

“ทีนี้เราก็มีเบอร์พี่ พี่ก็มีเบอร์เรา เอาไว้ติดต่อกันเรื่องเวลาสอนบอลอีกทีหนึ่ง หรือจะเป็นเรื่องอื่นก็ได้ พี่เต็มใจ

“…”

“อย่าลืมโทรมานะ พี่จะรอครับ

ตึกตักๆ ๆ ! หยุดเต้นแรงเดี๋ยวนี้นะหัวใจบีม!

งื้อออออ



》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆《☆》☆《


#กฏการแอบรัก

 
ไหน ใครทำรถอ้อยคว่ำบอกไรท์มานะ!!
ฮื้ออออ ดีใจมาก มีคนมา comment ด้วย ขอบคุณทุกคนมากๆ นะคะ ทั้งคนที่เข้ามาอ่านและคนที่ comment เลย ดีใจมากเลย  ขอบคุณอีกครั้งค่ะ กราบบบบบบบบบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-07-2020 12:19:33 โดย แยกยิ้ม »

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 741
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
ทำไมมันเร็วจังงงงงง พี่ศิลป์ชอบน้องอยู่แล้วหรอ

ออฟไลน์ นางฟ้าน้อย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
พี่ศิลป์น่ารัก

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6

ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 979
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
เหมือน​น้องจะโดนจีบนะ​ พี่เค้าชอบหนูหรอลูก​ อาการหนูคงออกแหละพีาดค้าคงเอ็นดู

ออฟไลน์ sodaa

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ชอบ พี่ศิลป์นี่ชักจะยัวไงๆกับน้องแล้วนะ ชอบน้องหรอ

ออฟไลน์ แยกยิ้ม

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
EP : 05

ห้ามคืนคำ



“บีมๆ ”

“อื้อ” เช้านี้ผมตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เพราะได้ยินเสียงพีเรียกพร้อมเขย่าตัวปลุกอยู่ด้านข้าง

“บีมมึงตื่นก่อนมีคนโทรมา”

ขมวดคิ้วลืมตามองเพดานปิปๆ ก่อนเจ้าของเสียงจะยื่นโทรศัพท์มาแนบที่หูผม ผมยกมือประคองโทรศัพท์พร้อมหันไปขอบใจเพื่อน ก่อนจะพูดเสียงเบาคล้ายคนยังไม่ตื่นเพื่อคุยกับปลายสาย

“ขอบใจนะ ฮัลโหลครับ”

(เมื่อกี้ใครรับโทรศัพท์) กึก! สะ...เสียงแบบนี้เหมือนกับ...

(บีมครับ พี่ถามว่าเมื่อกี้ใครรับโทรศัพท์เรา)

“พะ...พี่ศิลป์” เด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว พี่ศิลป์โทรหาผมเหรอเนี่ย

“อ่าว ตื่นแล้วเหรอมึง” อะเฮือก! แมนที่เดินออกจากห้องน้ำพูดทักด้วยท่าทีปกติ แต่ผมกลับสะดุ้งขึ้นสุดตัว และคงเป็นเพราะเห็นผมมองหน้าแล้วเงียบไป เจ้าตัวเลยเดินมาใกล้แล้วทักขึ้นอีกรอบ

“เป็นอะไรของมึงทำไมหน้าแดงขนาดนั้น แล้วนั่นใครโทรมาแต่เช้าวะ”

“ฮะ? อะ..อ้อ พี่ศิลป์น่ะ”

“หืม/เดี๋ยวนะ” ทำไมต้องจ้องเราแปลกๆ แบบนี้ด้วย ละ...แล้วทำไมต้องเต้นแรงขนาดด้วยใจบีม เราไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย!

(บีมครับ ตอนนี้เราอยู่ไหน) เสียงทุ้มดังขึ้นเรียบๆ เรียกความสนใจจากเพื่อนกลับไปยังปลายสาย

“หะ...หอครับ”

(หอใครครับ แล้วเมื่อกี้เสียงใคร เรายังไม่ได้ตอบพี่เลย)

“หอผมครับ ส่วนเมื่อกี้คนที่รับโทรศัพท์คนแรกคือพี คนที่สองคือแมนครับ”

(ทำไมเพื่อนถึงอยู่ห้องบีมแต่เช้า อย่าบอกว่าสองคนนั้นนอนค้างที่หอเราเมื่อคืน)

น้ำเสียงในประโยคที่สองเย็นมากจนผมขนลุกเลย

“ไม่ใช่ครับ ไม่ได้มาแค่สองคนเพราะเตอร์ก็มานอนด้วย รวมกันก็สามคนครับ”

ใช่ครับ คนที่ยังหลับสนิทอยู่ข้างๆ ก็มานอนด้วย

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกจริงๆ ว่าพี่ศิลป์กำลังหงุดหงิด ก็เล่นถอนหายใจเสียงดังให้ได้ยินแล้วเงียบไม่พูดอะไรนานซะขนาดนี้ จะให้ผมคิดเป็นอย่างอื่นยังไงเล่า

ผมยกมือถือออกมาดูแล้วพบว่าสายยังไม่ถูกวางไป จึงเรียกเจ้าตัวขึ้นอีกรอบ แต่ก็ถูกถามกลับมาซะก่อน

“พี่ศิลป์ครับ มะ...”

(ทำไมเพื่อนถึงไปนอนหอบีมครับ) น้ำเสียงที่เปล่งออกมาไม่ได้ตวาดหรือตะคอก แต่มันทั้งเรียบและนิ่งให้ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกดุเลยครับ

“คะ...คือเมื่อวานอาจารย์สั่งงานกลุ่มแล้วให้ส่งในวันจันทร์ที่ 23 อีกอย่างช่วงนี้พวกผมไม่ค่อยมีเวลาว่างเพราะเรียนเต็มคาบเกือบทุกวัน เลิกเรียนก็ต้องเข้ากิจกรรมรับน้อง ละ...แล้วก็ อะ..เอ่อ ผมต้องไปฝึกเล่นบอลกับพี่ศิลป์”

คนตัวสูงต้องดุผมแน่ๆ ที่เลือกฟุตบอลมากกว่างานที่ต้องส่ง

(แล้วทำไมเมื่อวานถึงไม่บอกพี่ เรื่องงานมันสำคัญมากสำหรับนักศึกษาอย่างเรานะบีม เกิดคะแนนงานไม่ดีจะทำยังไง คิดดูถ้าเราเอาเวลาที่เล่นบอลไปทำงานเราก็คงไม่ลำบากแบบนี้ เพราะกว่าจะกลับจากซ้อมบอลก็เกือบสามทุ่ม แล้วกว่าเราจะเดินทางกลับหอไปทำงานอีก ทำไมถึงเลือกบอลมากกว่างานครับ มันไม่ดีเลยนะ)

ผมเลือกพี่ต่างหาก! อยากจะพูดใจจะขาดแต่กลับทำไม่ได้ จึงก้มหน้ามองมือตัวเองที่กำลังกำผ้าห่มสีฟ้าอ่อนเอาไว้แน่น ผมไม่ได้โกรธพี่ศิลป์ที่ดุ แต่โกรธตัวเองที่ห้ามความรู้สึกไม่อยู่จนโดนพี่เขาดุต่างหาก แบบนี้พี่เขาต้องมองว่าผมเป็นเด็กไม่ดีแน่ๆ เลย

(แล้วทำไมต้องให้เพื่อนไปนอนหอบีมด้วย พี่ถามพีแล้วพีบอกว่าหอบีมอยู่ไกลจากมอไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่มาทำงานที่ห้องพี ในเมื่อคอนโดพีก็อยู่ข้างมอ)

“เมื่อคืนที่คอนโดพีไฟดับครับ พี่คนที่ดูแลเขาบอกว่าหม้อแปลงช๊อต เราเลยหอบงานมาทำที่หอผมเพราะหอแมนกับเตอร์ก็อยู่ใกล้ๆ นี่เอง แต่นับจากคืนนี้เราจะไปทำที่คอนโดพี ผมและเพื่อนก็จะไปนอนที่นู้นทั้งอาทิตย์เลยครับ”

สิ้นเสียงคำอธิบายปลายสายก็เงียบลง เงียบจนผมเริ่มกำผ้าห่มแน่นอีกครั้งอย่างเผลอตัว เพราะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดอีกเปล่า ยอมรับว่าในใจกำลังกังวลเอามากๆ

(บีมครับ กลางวันนี้เราเลิกเรียนสิบเอ็ดโมงครึ่ง เข้าคาบบ่ายอีกทีตอนบ่ายสองใช่ไหม)

แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงตอบรับกลับมา น้ำเสียงที่ได้ยินแตกต่างจากเมื่อครู่ จู่ๆ  เสียงที่นิ่งเรียบก็แปลกไป ว่าแต่ พี่เขาจะถามเรื่องนี้ทำไมกัน

“ครับ เลิกสิบเอ็ดโมงครึ่งหรืออาจจะเลิกเร็วกว่านั้นเพราะอาจารย์ที่สอนผมมีประชุมตอนสิบโมงครับ”

(โอเคครับ เอาเป็นว่าเราจะงดฝึกบอลไปจนถึงวันที่ 23 นะ)

ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็ไม่เจอพี่ศิลป์สิ แต่ผมก็อยากทำงานให้เสร็จด้วย แล้ว...แล้วผมก็ไม่อยากให้พี่ศิลป์มองผมไม่ดีด้วย

“ครับ” ตอบกลับไปอย่างนึกเสียดาย แต่เพื่องานและเพื่อให้คนตัวสูงรู้วาผมไม่ได้เป็นคนอย่างนั้น ผมก็ต้องทำให้สำเร็จ จริงสิ พี่ศิลป์โทรมาก่อนรู้เรื่องนี้ แสดงว่าต้องมีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า

“ว่าแต่พี่ศิลป์โทรมาแต่เช้ามีอะไรหรือเปล่าครับ”

(ตอนแรกก็มีแต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เอาเป็นว่าแค่นี้ก่อนละกันพี่ต้องวางสายแล้ว)

อ่าว...ถึงกับขมวดคิ้วงงอย่างไม่เข้าใจ ก่อนความงงนั้นจะถูกแทนที่ด้วยใบหน้าร้อนฉ่า เพราะประโยคต่อมาของคนตัวสูง

(คราวหลังมีอะไรก็บอกอย่าทำให้พี่เป็นห่วงแบบนี้อีก ตั้งใจเรียนนะ บายครับ ตู๊ดๆ ๆ ~)

“…” พี่ศิลป์บอกว่าเป็นห่วงผมด้วย เป็นห่วงผม

“บีม” ยะ...แย่แล้วหัวใจ

“บีม! ได้ยินไหม!”

“มะ..แมนจะเสียงดังทำไม เรียกเบาๆ เราก็ได้ยิน”

“เหรอ~ นี่ กูถามอะไรหน่อยดิ มึงกับพี่ศิลป์แลกเบอร์กันด้วยเหรอวะ ปกติพี่แกเคยให้เบอร์ใครง่ายๆ ซะที่ไหน ขนาดทำงานกลุ่มที่ไม่ใช่พวกพี่วิทย์ พี่แกยังให้ไลน์พวกพี่วิทย์พี่ไปแทนเลย”

“เอ้า แล้วทำไมไม่ให้เบอร์ไปวะ” ผมพยักหน้าเสริมคำถามของแมน

“ขนาดไลน์ยังไม่ให้ มึงว่าเบอร์จะได้ไหมล่ะ”

“เออ ก็จริง ว่าแต่มึงยังไม่ได้ตอบเลยบีม ตกลงแลกเบอร์กันทำไม”

“อ้อ เราแลกเบอร์กันไว้เพราะจะได้โทรนัดฝึกบอลน่ะ” ทำไมต้องจ้องเราสลับกับมองหน้ากันเองแปลกๆ อีกแล้ว

“สนิทกันไวเนอะ”

“นั่นสิ กูก็ยังแปลกใจอยู่ว่ามึงไปสนิทกับพี่เขาขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ในเมื่อพวกกูก็ไปสนามบอลกับมึงทุกวันและยังไม่เคยเห็นว่าแลกเบอร์กัน เพราะตอนฝึกบอลโทรศัพท์มึงก็อยู่ที่กูตลอด ยกเว้น...เมื่อวันก่อนที่พวกกูถูกอาจารย์เรียกแล้วมึงไปหาพี่เขา...คนเดียว”

อะเฮือก! เรื่องที่ไปค้างคอนโดพี่ศิลป์ผมไม่เคยบอกใคร และผมก็ไม่อยากให้เพื่อนรู้ด้วย

“เปล่านะ ไม่มีอะไรเลยนะ คือเราก็ไม่ได้ไปนอนที่ห้องพี่ศิลป์ ไม่ได้นอนเตียงพี่ศิลป์ด้วย เราไม่ได้ไปจริงๆ นะ!”

พูดจบผมก็ส่ายหัวมองเพื่อนที่จ้องมาตาเขม็ง

“พวกกูยังไม่ได้พูดถึงอะไรที่เกี่ยวกับคอนโดพี่เขาเลยนะบีม”

กึก! โธ่บีม ลืมตัวได้ยังไงเนี่ย!

ใจจริงอยากจะยกมือตีปากตัวเองสักสิบที แต่ตอนนี้ทำได้เพียงซ่อนสายตาล่อกแล่กด้วยการก้มหน้าลง แต่ดูเหมือนเพื่อนจะไม่ยอม แมนถึงได้เชยคางเผยใบหน้าร้อนของผมให้เงยขึ้น

“ว่าจะถามตั้งแต่เมื่อวาน ว่าวันก่อนมึงหายไปไหนมา กูกับไอ้เตอร์จะมาชวนมึงไปกินข้าวช่วงดึกแต่พอมาถึงก็เห็นห้องมึงปิดไฟ โทรศัพท์ก็ลืมหยิบมา พอถามน้ายามน้าแกก็บอกยังไม่เห็นมึงกลับเข้ามาพวกกูก็เลยสงสัยว่ามึงไปไหน...แต่ตอนนี้กูว่ากูรู้แล้วแหละ เนอะ”

ไม่ต้องมาเนอะกับเรานะ!

“งั้นกูขอถามอีกคำถามหนึ่ง นี่มึง...ชอบพี่ศิลป์เหรอวะ”

ผมหันหน้าหาพีด้วยความตกใจ ก่อนจะยกมือปกปิดความอายบนพ่วงแก้มที่แต้มสีชมพูระเรื่อ ยิ่งคำพูดต่อจากนี้ของเพื่อนดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งต้องรีบฟุบหน้าลงกับเตียงด้วยความอาย ให้ตายเถอะ นี่เราจะพลาดอีกสักกี่ครั้งกัน บีม!

“กูว่ากูรู้คำตอบแล้วจากอาการของมึง มึงแม่งชอบพี่เขามากแน่ๆ อีกอย่างกูไม่ได้ดูจากสีหน้ามึงตอนนี้อย่างเดียวนะ แต่กูดูจากที่ทำงานในโน๊ตบุ๊คมึงเมื่อวานแล้วหาไฟล์รูปที่เซฟไว้ไม่เจอเลยกดดูมันทุกโฟลเดอร์จนไปเจอไฟล์ใหญ่ไฟล์หนึ่งเข้าด้วย”

“ไฟล์อะไรวะพี ใช่ไฟล์นั้นป่ะ”

“นั่นแหละไอ้แมน ไฟล์ที่ชื่อว่า ‘พี่สีศิลป์ของบีม’ ไฟล์ที่เซฟ ‘รูปเจ้าของชื่อโฟลเดอร์’ ไว้ เป็นร้อยรูปนั่นแหละ”

“อื้ออออ อุดอูดแอบอี้อะอี” (งื้ออออ หยุดพูดแบบนี้นะพี)

ทั้งที่แอร์เปิดตั้งยี่สิบองศา แต่ไม่ได้ช่วยให้ใบหน้าผมเย็นขึ้นเลยสักนิด ลืมไปได้ยังไงว่าในโน๊ตบุ๊คมีรูปตัวสูงอยู่เต็มไปหมด แถมไฟล์นั้นยังอยู่หน้าเดสก์ท็อปอีกต่างหาก พลาดอีกแล้ว

“หาว~ อ่าว” จู่ๆ เสียงคนที่นอนหลับอยู่ก็ดังขึ้น ผมจึงรีบเงยหน้าส่งสายตาบอกพีกับแมนว่าอย่าเพิ่งบอกเตอร์ แค่นี้ก็อายจนอยากจะมุดเตียงหนีแล้ว ถ้าเตอร์รู้อีกคนผมต้องตายเอาแน่ๆ

“ไม่ต้องส่งสายตาอ้อนพวกมันแบบนั้นก็ได้ กูนอนอยู่ตรงนี้ตลอด คิดว่ากูจะไม่ตื่นเลยหรือไง น้อง-บีม-ของ-พี่-ศิลป์”

อย่ามาเน้นเสียงใส่เรานะเตอร์!

เช้าวันนี้ดูจะวุ่นวายวายเอามากๆ หรือเพราะปกติผมอยู่คนเดียว พอมีเพื่อนมานอนด้วยเลยต้องหารเวลาให้สั้นลง

กว่ารถของพีจะออกจากหอก็ปาไปเกือบแปดโมง และเมื่อเข้าเขตมหา’ลัยเข็มยาวนาฬิกาก็เลยเลขหกไปซะแล้ว ทำให้ความคิดที่กะจะแวะเข้าโรงอาหารคณะถูกล้มเลิก เพราะต้องกุลีกุจอวิ่งขึ้นบันไดเนื่องจากไลน์ห้องเด้งมาว่าอาจารย์ลิขิตเริ่มเช็คชื่อ  ดีที่เราเร่งฝีเท้าได้เร็วทำให้เปิดประตูโพล่งขานชื่อตัวเองได้ทัน ส่วนเพื่อนคนอื่นที่มาหลังจากนั้นก็โดนตัดคะแนนไปอีกตามเคย

เสียงบรรยายดังจากห้องใหญ่ที่มีนักศึกษานั่งฟังเกือบร้อยคน ทั้งเอกบัญชี บริหารธุรกิจ และเกษตรเรา เนื่องจากวิชานี้เป็นวิชาพื้นฐานเราจึงต้องเรียนปะปนกับเอกอื่น และเด็กปีหนึ่งยังไม่มีสิทธิ์เลือกห้องเลือกอาจารย์ได้อย่างรุ่นพี่ แต่ดีที่อาจารย์เราก็เก่งไม่แพ้ใคร

เสียงทำความเคารพดังขึ้นในเวลาเกือบสิบโมง อย่างที่อาจารย์ท่านบอกไว้เมื่อคาบก่อนว่าวันนี้ติดประชุม ทำให้เราเลิกเรียนไวกว่าปกติ ผมและเพื่อนลุกขึ้นเก็บกระเป๋าออกจากห้องอย่างรวดเร็ว เนื่องจากท้องแต่ละคนร้องโครกครากไม่มีหยุด ตอนนี้ผมหิวข้าวมากๆ ครับ หิวจนคิดว่าต้องกินข้าวได้เป็นสิบๆ จานแน่ๆ เลย

“บีมๆ ลืมกระเป๋าดินสอ!”

“อ่าว ลืมได้ไงเนี่ย ฮ่าๆ ๆ ขอบใจนะแป้ง” ผมยื่นมือรับกระเป๋าดินสอจากเพื่อนที่วิ่งลงบันไดเอามาให้ที่หน้าตึก ยิ้มขอบใจให้ แล้วก้มหน้าเดินต่อเพื่อนำของใส่เป้สะพายต่อ

“อ๊ะ!” เพราะมัวแต่ก้มหน้าเก็บของจึงไม่ทันเห็น ว่าเพื่อนที่นำหน้าไปนั้นหยุดเดิน เลยชนหลังเตอร์เข้าเต็มๆ เลยจู่ๆ คนถูกชนก็หันมามองผมด้วยหางตา ก่อนจะขยับตัวออกให้อีกคนเข้าแทนที่

“พี่ศิลป์”

“ไงเรา” มิน่าล่ะ เมื่อกี้เห็นแป้งกับเพื่อนๆ ยืนกรี๊ดตีแขนกันยกใหญ่ พี่ศิลป์ก็อีกคน หยุดยิ้มหวานให้คนอื่นเห็นได้แล้วครับ นี่ถ้าเราสนิทกันมากกว่านี้ ผมคงยกมือปิดปากคนตรงหน้าไปนานแล้ว เฮ้อ

“หวัดดีพี่ มาทำอะไรตั้งไกลเนี่ย ไม่มีเรียนหรือ...มาหาใคร” ดูเหมือนพีจะจงใจลากเสียงยาวในตอนท้าย แถมทุกคนยังจ้องผมมาเป็นตาเดียวอีก

“มาหาบีม” อะไรนะ มาหาบีม มาหาผะ...ผมเหรอ

“โห มาหาทำไมพี่ ตอนเย็นเพื่อนผมก็ไปฝึกบอลเดี๋ยวก็เจอกันนี่” พีถามต่อ

“อ่าว บีมยังไม่ได้บอกเหรอว่างดฝึกไปจนกว่าจะส่งงานวันที่ 23 น่ะ”

“ไม่นะครับ ตอนวางสายเมื่อเช้าบีมมันก็ไม่ได้บอกพวกผมสงสัยลืมหรือไม่ก็คง...เขินอยู่”

“เขินอะไรครับ” แม้คำถามนั่นจะฟังดูแล้วสุภาพ แต่สายตาและน้ำเสียงที่จ้องมากลับให้ความรู้สึกเหมือนถูกดุสุดๆ เลย

“มะ...ไม่มีอะไรครับ ผมไม่ได้เขินนะ ไม่ได้เขินใครเลย จริงๆ นะครับ”

ดูเหมือนคนตัวสูงจะไม่เชื่อคำพูดผม ถึงได้หันหาพีเหมือนถามด้วยสายตา ก่อนจะหันกลับมาพูดกับผมอีกครั้งด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เปลี่ยนอารมณ์ไวไปแล้ว!

“โอเคครับพี่ไม่ถามเรื่องนั้นก็ได้ เอาเป็นว่าเราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่าพี่จะมารับไปกินข้าว พวกมึงด้วย ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ”

“โหพี่ ความสองมาตรฐานว่ะ บางคนถูกเรียกด้วยชื่อ ส่วนพวกผมเนี่ย เรียกมึงนำหน้ามาเลย”

พีถามอะไรเนี่ย!

“เออจริง ทำไมอะพี่ ทำไมต้องสองมาตรฐานด้วย ตอบมาเลย” ผมได้แต่ก้มหน้างุดเพราะทำตัวไม่ถูก และยิ่งรู้สึกเขินหนักมากกว่าเก่า เมื่อพี่ศิลป์ตอบกลับเหมือนสิ่งที่พูดเป็นเรื่องธรรมดา

“ก็พวกมึงไม่ได้เหมือนเพื่อนมึงไง พวกมึงไม่ได้น่ารักเหมือนที่...บีมน่ารัก”

แต่นั่นยิ่งทำให้หัวใจผมทำงานหนักมากจริงๆ

“อ่าว บีมจะไปไหน” เสียงเพื่อนเรียกทักให้หยุดเดิน เมื่อผมพยายามกลบเสียงเต้นของหัวใจด้วยการเดินออกมา

“กะ..ก็พี่ศิลป์บอกว่าจะพาไปกินข้าว เราเลยจะไปขึ้นรถพี่ศิลป์ไง”

“อ๊ะ ตาฝาดหรือความรักบังตาไหนบอกสิ ถึงได้ไม่เห็นรถสีดำคันเบ้อเร่อที่จอดอยู่เนี่ย”

ทำไมไม่ดูดีๆ ก่อนล่ะบีม! ใจอยากจะตีหน้าผากเหม่งตัวเองอีกสักที ที่มองไม่เห็นรถสีดำที่จอดหลังคนตัวสูง ผมรีบเดินก้มหน้าเข้าหาทุกคนด้วยความอาย ก่อนจะรีบขึ้นรถเมื่อพี่ศิลป์หัวเราะเบาๆ แล้วเปิดประตูข้างคนขับให้






เสียงคุยกันดังเรื่อยๆ คลอกับเสียงเพลง ในขณะที่เราเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเป็นสิบจนมาถึงห้างแห่งหนึ่ง  ร้านอาหารญี่ปุ่นคือจุดหมายสุดท้ายของมื้อเที่ยงเช้าที่ควบมาเป็นมื้อเที่ยง แล้วก็เป็นร้านที่อยู่ตรงข้ามร้านไอศรีมน่ากินนั่นซะด้วย

“อยากกินเหรอครับ”

“คะ...ครับ” ดูสิ มีทั้งแบบถ้วยและแบบโคน แถมมีหลายรสชาติทั้งชาเขียว สตรอเบอร์รี่ วะนิลาคลาสสิก ช็อกโกแลต แล้วก็มีรสส้มของผมด้วย ฮืออออ น่ากินมาก

“นี่บีม ไหนบอกว่าอยากหุ่นเหมือนพวกกูไง แม้มึงจะฝึกบอลตอนเย็นก็ไม่ได้หมายความว่าจะกินอะไรก็ได้ตามปากนะบอกไว้ก่อน”

“แต่เราก็เลื่อนการฝึกบอลไปอีกตั้งหลายวันนะพี ตอนนี้เราก็น่าจะกินได้แล้วไว้ไปงดตอนเริ่มฝึกใหม่ก็ได้”

“แต่มึงก็ต้องเตรียมร่างกายไว้บ้าง ไม่ใช่จะฝึกปุ๊ปค่อยปรับเรื่องการกินปั๊ป”

ดูเตอร์พูดสิ เข้าข้างเราบ้างก็ได้

“ก็อีกหลายวันอะ เดี๋ยวเราเริ่มปรับเรื่องอาหารตั้งแต่จันทร์หน้าก็ได้ไง”



“คือจะกินให้ได้ว่างั้นเถอะ”

“ก็เราอยากกินนี่หน่า” สิ้นสุดเสียงนั้นเพื่อนผมก็เงียบไป แถมยังยกยิ้มมุมปากจ้องหน้าผมไม่วางตา ผมรีบยกมือลูบหน้าเพราะคิดว่ามีอะไรติดอยู่ แต่ทุกอย่างกลับปกติไม่เห็นมีอะไรเลย แล้วพวกนายจะจ้องเราด้วยสายตาแปลกๆ แบบนั้นทำไมเนี่ย!

“ถ้าอย่างนั้นก็กินข้าวก่อนครับเดี๋ยวพี่พาไปซื้อนะ”

“จริงเหรอครับ ผมกินได้เหรอครับ” หันหาพี่ศิลป์ที่นั่งยิ้มอยู่ข้างกันในทันที

“ครับ กินได้สิแต่ต้องมีข้อแม้สองข้อนะ” พยักหน้ามองคนพูดหงึกๆ ไม่รู้ว่าข้อแม้คืออะไร รู้แต่ว่าผมยอมทำทุกอย่างแล้ว

“ห้ามคืนคำนะครับ” ส่ายหัวแรงๆ ว่าไม่คืนคำอย่างแน่นอน มั่นใจได้เลย ผมพูดคำไหนคำนั้นครับ

“ข้อแรก เวลาเราคุยกับพี่ก็ไม่ต้องแทนว่าผมแต่ให้ใช้ ‘บีม’ แทน ”

ระ...เรียกแบบนั้นเหมือนที่ผมได้ยินแป้งแทนตัวเองกับ...แฟนของเธอเลย

“แต่ว่าผม....”

“บีมครับ ไอศกรีม” พี่อย่าเอาของกินมาล่อผมนะ!

“ก็ได้ครับ ผม อะ...เอ่อ บีมเรียกแบบนั้นก็ได้” ให้ตายสิ จู่ๆ หน้าผมก็รู้สึกร้อนขึ้นอีกแล้ว เป็นเพราะรอยยิ้มพอใจที่คนตัวสูงยิ้มส่งมาเมื่อกี้แน่ๆ เลย

“แล้วก็ข้อที่สอง เป้ใบใหญ่ในรถ คือเป้ที่ใส่ของเตรียมมานอนห้องพีใช่ไหมครับ”

“ใช่ครับ” เป้เกี่ยวอะไรด้วย

“คอนโดมึงมีเตียงเดียวใช่ไหม” พี่ศิลป์ถามขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เปลี่ยนจากถามผมไปถามพี

“ครับ มีเตียงเดียวแต่กว้างมาก เพื่อนผมนอนได้สบายเพราะถ้าไม่พอก็มีโซฟาห้องนั่งเล่นอีก ทำไมอะพี่จะไปนอนเฝ้าบีมมันหรือไง”

พะ...พูดอะไรเนี่ย!

บอกเลยว่าในใจผมร้องตะโกนดังมากๆ ขณะที่ทั้งเพื่อนและคนตัวสูงไม่รับรู้อะไร แถมยังหันมาคุยกับผมอีกครั้งเหมือนสิ่งที่พีพูดเป็นเรื่องปกติอีกต่างหาก

“ข้อที่สองตั้งแต่คืนนี้จนถึงวันที่จะต้องส่งงาน บีมจะต้องไปนอนคอนโดพี่เพราะเพื่อนเราหลายคนนอนเตียงเดียวกันคงอึดอัดแย่ ส่วนคนที่ได้นอนโซฟาคงปวดหลังไปหลายวันแล้วงานก็จะช้าหรือทำไม่เสร็จ อีกอย่างคอนโดพี่กับพีก็อยู่ข้างกัน ถ้าเราทำงานดึกเดินมาที่คอนโดพี่ก็ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที เพราะฉะนั้น บีมต้องไปนอนห้องพี่ครับ”

“ตะ...แต่ อะ...เอ่อ แต่บีม...” เสียงสะดุดตะกุกตะกักเหมือนแผ่นสะดุดเลยผม

“เคยบอกตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้วใช่ไหมว่าพี่ไม่ชอบคนคืนคำ”

“คะ...ครับ”



“ครับอะไรครับ”

“บะ...บีมจะไปนอนที่ห้องพี่ศิลป์ครับ” ตึกตักๆ ๆ ! แย่แล้ว แย่แน่ๆ หัวใจบีม งื้ออออ

 
》กฏ 03 : อย่ารีบตกลง เพราะจะทำให้ตกหลุมพลางอย่างไม่รู้ตัว《



》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆《☆》☆《



#กฏการแอบรัก

 

ยาดม ยาอม ยาหม่อง ต้องเตรียมให้พร้อมแล้วน้องบีม

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 741
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0

ออฟไลน์ นางฟ้าน้อย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
รอติดตามค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ sodaa

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
รอตอนต่อไปนะ

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
คุณพี่สีศิลป์รุกหนักมาก น้องเขินจนตัวจะระเบิดแล้วมั่ง:hao7: :hao7:

ออฟไลน์ แยกยิ้ม

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
EP : 06

ไอศกรีมรสส้ม



“บีมๆ ข้อมูลบทพูดของอาจารย์อาดัมอยู่ไหน?”

“บนโต๊ะข้างหลังอะ เจอไหม?”

“เออ เจอแล้วๆ ”

ผมยิ้มพร้อมพยักหน้าให้แมนเล็กน้อยแล้วหันมากรีดรูปแปลนแปลงผักตรงหน้าต่อ

ตอนนี้ก็ 2 ทุ่มกว่าๆ แล้วครับ ย้อนเล่าเมื่อตอนกลางวันพี่ศิลป์พาผมไปซื้อไอศกรีมส้มหลังทานข้าวเสร็จจริงๆ เราเดินดูนู้นดูนี่นิดหน่อยจนมาถึงโซนเครื่องเล่นเล็กๆ ตรงชั้น 2

ใจจริงก็อยากจะเข้าไปเล่นใจจะขาดแต่ก็ต้องรีบกลับมอเพราะอาจารย์ส่งข้อความมาในกลุ่มไลน์ว่าขอเข้าสอนเร็วขึ้นเป็นบ่ายตรง

หลังจากเรียนคาบบ่ายเสร็จพวกผมก็กลับมานั่งทำงานที่คอนโดพีและเพื่อนๆ ก็เอากระเป๋าเป้เสื้อผ้ามาเก็บรอเวลาไปเข้ากิจกรรมรับน้องส่วนเป้ผม อะ...เอ่อ พี่ศิลป์เอาติดรถไปด้วยหลังจากส่งพวกเราหน้าคณะนั่นแหละ

พอ 5 โมง 45 พวกเราก็ออกจากคอนโดไปเข้ากิจกรรมถึง 1 ทุ่มนิดๆ แล้วกลับมาอาบน้ำนั่งทำงานกันอย่างที่เป็นอยู่

ผมก็อาบนะใส่เสื้อผ้าใหม่ตัวเล็กๆ ที่เจ้าของห้องหยิบมาให้ทั้งที่ยังไม่ได้แกะป้ายราคาออกนั่นแหละ

ว่าแต่พีก็ไม่ได้ตัวเล็กขนาดนี้นี่แล้วชุดนี้...ของใคร?

กริ้งงงง~

“พีมีคนมา” แมนพูดขึ้นเพราะเสียงกริ่งที่ได้ยินคือห้องที่เรานั่งอยู่

“มือกูเปื้อนกาวมึงไปเปิดหน่อยรหัส 0094”

พีที่นั่งหน้าผมตอบกลับพร้อมยกมือที่มีแต่กาวสีขาวให้เพื่อนดู แล้วแมนก็ตอบกลับมาว่า...

“กูกับเตอร์ก็ตัดงานอยู่เอาออกไม่ได้เดี๋ยวเบี้ยวขึ้นมาทำใหม่หมดนะกูบอกก่อน งั้นบีมมึงวางแผ่นแปลนแล้วไปเปิดประตูก่อน”

“ได้ๆ เดี๋ยวเราไปเปิดให้ รหัส 0094 ใช่ไหม?”

หลังจากพีพยักหน้าผมก็วางกรรไกรแล้วเดินไปกดรหัสตามที่เพื่อนบอกก่อนจะต้องชะงักนิดหน่อยเมื่อรู้ว่าหน้าประตูคือ...

“ไงเรา”

“พี่ศิลป์ อะ..เอ่อ สวัสดีครับ”

ผมผงกหัวลงเล็กน้อยเพราะพี่ศิลป์บอกไว้ว่าไม่ต้องไหว้จากนั้นเบี่ยงตัวหลบให้พี่เขาเดินเข้ามาในห้องก่อนที่ผมจะปิดประตูแล้วเดินตามหลังคนที่ถือถุงขนมเต็มไม้เต็มมือ

ดูสิจากที่มองผ่านถุงสีขาวใสมีทั้งขนมปัง ขนมขบเขี้ยว ช็อกโกแลต แล้วก็มีไอติมแท่งรสส้มของโปรดผมด้วย

ฮืออออ อยากกิน

ผมได้แต่แอบมองนิดหน่อยระหว่างที่พี่เขากำลังทักทายกับเพื่อนๆ ผมก่อนจะกลับมานั่งที่เดิมเพื่อทำงานต่อแต่จู่ๆ ไอติมแท่งรสส้มก็ลอยมาอยู่หน้าผมโดยพี่ศิลป์ที่นั่งข้างกันพร้อมเสียงหุ้มอบอุ่นก็ดังขึ้นว่า...

“แกะให้หน่อยครับพี่เดินมาเมื่อยเลยไม่มีแรง” คือพี่เขาไม่ได้แกล้งผมอยู่ใช่ไหม?

หลังจากมองแล้วกลืนน้ำลายไป 1 อึกผมก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเอื้อมมือไปหยิบไอศกรีมมาแกะแล้วส่งให้เจ้าของ

ผมนั่งทำงานไปก็แอบมองพี่เขากินไปจนกระทั่งไอติมแท่งนั้นหมดจึงแอบลอบถอนหายใจเพราะอยากกินแล้วกลับมาวุ่นวายกับกระดาษแปลนแผ่นที่ 2 ต่อ

ภายในห้องดูคึกครื้นมากครับ พีเอาลำโพงอันเล็กๆ มาเปิดเพลงสนุกๆ ฟังแก้ง่วงพร้อมทุกคนก็กินขนมที่พี่ศิลป์ซื้อมาขณะที่เจ้าตัวเองก็หันมาช่วยผมตัดแผ่นแปลนต่อ

เราทำงานกันไปก็คุยกันไปเรื่อยๆ เหมือนกับตอนนี้

“แล้วนี่เราจะกลับไร่ที่นครปฐมเมื่อไหร่ครับ”

พี่ศิลป์ถามผมขณะที่เจ้าตัวกำลังใช้คัดเตอร์กรีดกระดาษงานอยู่หน้าผม ส่วนผมเองก็กำลังช่วยพี่เขาจับกระดาษไม่ให้เคลื่อนที่จึงตอบกลับไปตามความจริงว่า...

“วันศุกร์หน้าครับ กลับมาหออีกทีก็วันอาทิตย์ตอนบ่ายๆ ”

“กลับยังไงขับรถมาเอง?”

“เปล่าครับผมขึ้นรถตู้ที่สถานีขนส่งสายใต้เก่าเข้านครชัยศรีแล้วต่อรถตุ๊กๆ เข้าไร่ครับ”

“อืม เหนื่อยแย่เลย งั้น...เดี๋ยวพี่ไปส่งเราละกัน”

“ครับ?” ผมถึงกับเงยหน้าขึ้นมามองพี่ศิลป์ตาค้างทันที คือเมื่อกี้ผมหูฝาดหรือเปล่า? พี่เขาจะไปส่งผมเหรอ?

“พี่บอกว่าวันศุกร์หน้าพี่จะไปไร่กับบีมครับ หรือเราลืมเรื่องที่คุยกันไว้เมื่อคราวที่แล้ว?”

คราวที่แล้ว คราวที่...

“พี่ชอบกินส้มโอนะ อร่อยดี มีวิตามิน”

“คะ...ครับ”

“ถ้าอย่างงั้นว่างๆ บีมพาพี่ไปสวนบ้านบีมนะครับ”

“ครับ”


...

“ครั้งนั้นพี่ศิลป์พูดจริงๆ เหรอครับ? ผมคิดว่าพี่เขาพูดเล่นซะอีก”

ผมพูดขึ้นเสียงเบาขณะที่ตาก็ยังจ้องใบหน้าคมที่เงยมองมาตรงหน้าไม่กระพริบ

ตอนนี้ใจผมมันเต้นแรงมากแต่ก็คงไม่แรงเท่ารอยยิ้มบนใบหน้าหล่อและประโยคต่อมาของพี่ศิลป์

“พี่ไม่ได้พูดเล่น ถ้าเป็นเรื่องของบีมพี่จริงจังเสมอครับ”

กึก! ยะ...อย่ามาพูดให้ผมคิดมากแบบนี้นะ

“แค่กๆ โอ๊ย กูไม่ไหวแล้ว แค่กๆ อ่อก”

“ไอ้พีมึงเป็นอะไร ไอ้เชี่ยพีตอบกูก่อน!”

“พีเป็นอะไร พี!”

ผมรีบหันไปเขย่าแขนเพื่อนแล้วตะโกนเสียงดังเมื่อจู่ๆ พีที่ย้ายไปนั่งทำงานอยู่ข้างหลังก็พูดพร้อมไอแค่กๆ ก่อนจะลงไปนอนนิ่งหลับตาสนิทอยู่ที่พื้น

ผมตกใจมากจริงๆ เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนเป็นอะไรกระทั่งพีลืมตายิ้มกรุ่มกริ่มติดที่มุมปากแล้วพูดในสิ่งที่ผมต้องฟุบหน้าลงกับหน้าท้องเจ้าตัวเพื่อปกปิดความอายว่า...

“กูแค่เรียกร้องความสนใจเพราะกลัวว่าบีมมันจะระเบิดตัวเองตายซะก่อน ดูดิหน้าแดงตัวแดงแบบนี้แสดงว่ามันกำลังเขินหนักมาก ส่วนพี่สีศิลป์ถ้าจะหยอดขนาดนี้แสดงว่าที่จะไปไร่เพื่อนผมวันศุกร์หน้าคือจะไปพบพ่อตาแม่ยายใช่ไหมพี่ ฮ่าๆ ๆ !”

ฟุบ!

“อุดอูดอะอี!”(หยุดพูดนะพี!)

“ขอบใจพี ขอบใจที่มึงพูดแทนเพราะกูก็นั่งฟังมานานจนไล่บี้มดเงียบๆ มาทั่วห้องแทบไม่ทันแล้วเนี่ย”

“พี มึงเอาคีย์การ์ดมาให้หน่อยดิกูว่าจะลงไปซื้อไบกอนสักกระป๋องว่ะ ไม่รู้ว่าห้องมึงสกปรกหรือมดมันไล่ตามความหวานของใครบางคู่มาก็ไม่รู้”

แมนกับเตอร์ก็หยุดแซวเรานะ!

ผมนั่งเอาหน้าซุกหน้าท้องแน่นของพีเพื่อปกปิดใบหน้าร้อนที่ขึ้นสีอยู่อย่างนั้นขณะที่เพื่อนต่างก็เริ่มแซวดังมากขึ้นไม่หยุด

เวลาผ่านไปไม่ถึงนาทีเสียงกดรหัส 4 ตัวของประตูห้องก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างใครคนหนึ่ง ผมก็เกือบหงายหลังเมื่อพีรีบลุกพรึบขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วเดินไปหาคนที่ยืนนิ่งหน้าประตูอย่างว่องไว

ถ้าพี่ศิลป์ไม่ประคองไว้ผมคงหงายหลังไปแล้วจริงๆ นะครับ

“อ่าวพี่วิทย์สวัสดีครับ/สวัสดีพี่”

ใช่ครับ คนที่พีรีบเดินไปรับในท่าทางแปลกๆ นั่นคือพี่วิทย์หนึ่งในแก๊งซาตานนั่นเอง ว่าแต่...

ทำไมพี่วิทย์มองพีนิ่งแบบนั้นล่ะ นิ่งจนผมขนลุกเลย

“อืม หวัดดีๆ ได้ยินว่ามาทำงานกันดึกเลยซื้อก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ มาฝาก กินไหม?”

พี่วิทย์ละความสนใจจากพีแล้วเดินมาหาพวกผมพร้อมปรับสีหน้าให้ขี้เล่นเหมือนปรกติ

“ไม่หรอกพี่ ไอ้พีจานห้องมึงมีครบคนไหม?”

แมนพูดกับพี่วิทย์ในประโยคแรกแล้วมองเลยไปหาพีที่เดินตามพี่เขามาด้วยความว่องไว

เมื่อจบคำถามนั้นเตอร์ก็ต่อบทสนทนาในท่าทางเหมือนงง แต่ก็ยกยิ้มเหมือนคนรู้ทัน...

“ไหนมึงบอกว่าไม่ไงแมน?”

“ที่บอกว่าไม่คือ ไม่ปฏิเสธครับเพื่อน ชามอยู่ไหน~/นั่นไงกูว่าแล้ว ฮ่าๆ ๆ !”

หลังจากสิ้นสุดเสียงหัวเราะแมนก็เดินไปหยิบชามช้อนและซ้อมจากครัวมาเพื่อใส่ก๋วยเตี๋ยวของพี่วิทย์กินกันก่อนจะนั่งทำงานกันต่อทันที

เท่าที่เพื่อนผมถามพี่วิทย์เองก็อยู่คอนโดนี้เห็นว่าอยู่ห้องถัดไปจากพีนี่แหละ ว่าแต่...

ทำไมพี่วิทย์กับพีดูสนิทกันมากเลย เพราะอยู่คอนโดเดียวกันอย่างนั้นเหรอ?








“บีมครับออกมานอนได้แล้ว นี่เที่ยงคืนแล้วนะ”

“คะ...ครับ”

กิ๊ก แอ๊ด~ ผมค่อยๆ เปิดประตูห้องน้ำออกมาในชุดนอนสีฟ้าอ่อนหลังเข้าไปอาบน้ำนานเกือบชั่วโมงเพราะกาวมันเปื้อนเต็มเสื้อไปหมด

ตอนนี้ก็เกือบเที่ยงคืนแล้วครับผมกับพี่ศิลป์เราเดินกลับจากคอนโดพีตอนประมาณ 5 ทุ่มจากนั้นพี่เขาก็ให้ผมเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำของห้องนอน

ส่วนพี่เขาก็ออกไปอาบที่ห้องน้ำของห้องนั่งเล่น ตอนแรกผมบอกว่าจะไปอาบที่ห้องนั่งเล่นเองพี่ศิลป์ก็ไม่ยอม

“ไง จะนอนในห้องน้ำเลยรึไงเรา?”

อย่ามาถามแล้วทำท่าหัวเราะเบาๆ ใส่ผมแบบนี้นะครับ

ผมได้แต่โวยวายในใจเพราะตอนนี้พูดอะไรไม่ออกนอกจากวิ่งผ่านเจ้าของห้องออกจากห้องนอนเพื่อนำผ้าขนหนูไปตากที่ราวเหล็กตรงระเบียงแล้ววิ่งกลับเข้าห้องมานอนคลุมโปงตั้งแต่หัวคลุมไปถึงขาทันที

ตอนผมพี่ศิลป์เปียกรับกับใบหน้าคมแบบนี้จะเซ็กซี่เกินไปแล้ว

“บีมครับเอาผ้าห่มออกเดี๋ยวก็หายใจไม่ออกหรอก”

“ไม่เอาออก ยะ...อย่าดึงนะครับ”

ผมพูดพร้อมพยายามดึงห่มผืนใหญ่กลับมาปิดความอายเมื่อพี่ศิลป์พยายามดึงผ้าห่มออกจากหน้าผม

“ถ้าไม่เอาออกพี่ไม่ให้เรากินไอติมนะ”

กึก! ไอติม?

ผมหยุดดึงแล้วคิดบางอย่างเสียงพี่ศิลป์ก็ดังขึ้นอีกรอบส่วนตัวผมเองก็เด้งตัวลุกตอบด้วยความหนักเน้น

“ไอติมรสส้มด้วยนะมีเต็มตู้เย็นเลย บีมไม่อยากกินเหรอครับ?”

“อยากครับ!”

“ถ้าอย่างนั้นเราก็อย่านอนคลุมโปงเดี๋ยวหายใจไม่ออก รู้ไหมครับ?”

หงึกๆ ๆ ! หลังผมพยักหน้ารับปากพี่ศิลป์ก็เดินนำแล้วเปิดตู้เย็นในห้องครัวเพื่อให้ผมหยิบไอศกรีมแท่งรสส้มยี่ห้อเดียวกับที่พี่เขากินที่ห้องพี ผมถึงกับยืนอึ้งสั่นๆ เมื่อเห็นว่าหลังประตูตู้เย็นบานนี้มีแต่ไอศกรีมแท่งรสส้มเต็มไปหมด

ไม่รู้เหมือนกันว่าชั้นอื่นที่ไม่ใช่ช่องฟิดนั้นเย็นมากขนาดไอศกรีมรสส้มไม่ละลายได้ยังไง ผมรู้แต่ว่าตอนนี้...

“พี่ให้เรากินได้แค่วันละ 2 แท่งเพราะถ้ามากกว่านี้บีมจะไม่สบายแถมแก่ไวอีก ตกลงไหม?”

“มะ...หมดนี่ ของผม...อะ...เอ่อของบีมเหรอครับ”

“ครับ ทั้งหมดนี้พี่ตั้งใจซื้อมาให้บีมครับ”

“แต่ถ้ากินหมดนี้ที่บีมฝึกบอลก็จะไม่ได้ผลสิครับ บีมต้องกลับมามีพุงอีกแน่ๆ เลยครับ”

“แล้วบีมอยากกินไหม? ไหนตอบพี่หน่อยครับ”

“กะ...ก็อยากครับ บีมชอบไอติมรสส้มนี่หน่า”

ผมพูดเสียงเบาพร้อมก้มหน้าบีบมือเข้าหากันแน่น ก็ของโปรดผมนี่

“ครับ”

“คะ...ครับ? อะไรเหรอครับ”

ผมถามพร้อมเงยหน้ามองพี่ศิลป์อย่างไม่เข้าใจเมื่อจู่ๆ พี่ศิลป์ก็พูดว่าครับแล้วก็ยิ้มหล่อให้ กระทั่งครึ่งนาทีผ่านไปเสียงทุ้มก็ดังขึ้นไขความกระจ่างทั้งหมดจนผมแทบวิ่งไปแอบในห้องเพราะหัวใจเต้นตึกตักๆ จนกลัวว่าพี่เขาจะได้ยิน

แต่นั่นก็เป็นได้แค่ความคิดเพราะตอนนี้ขาผมคล้ายโดนแช่แข็งไปด้วยประโยคยาวที่ว่า...

“ก็ถ้าชอบบีมก็กินได้เลยครับและถ้าอ้วนขึ้นมาอีกก็อยู่ฝึกบอลกับพี่อีกไง พี่ว่าดีนะพี่...ชอบ แล้วบีมว่าไง ดีไหมครับ?”

มะ...ไม่เลย

ตึกตักๆ ๆ ! ไม่ดีต่อหัวใจผมสักนิด!








“อื้อ~” ปวดฉี่อะ

คิดดังนั้นผมก็ลุกขึ้นเดินลงจากเตียงจากนั้นก็เลี้ยวขวาเพื่อไปห้องน้ำภายใต้ความมืดสนิทอย่างคุ้ยเคย

ปึก! แต่ก็กลับล้มโครมเข้าเมื่อจู่ๆ ร่างผมก็ไปชยอะไรที่คล้ายกับ...ตู้เสื้อผ้า จริงสิ!

“นี่มันห้องพี่ศิลป์ลืมได้ยังไงบีม”

บ่นพร้อมยกมือตีหน้าผากเหม่งของตัวเองเสร็จผมก็ลุกขึ้นแล้วเริ่มใช้มือคลำทางกลับไปที่เดิมเพื่อเปิดไฟหัวเตียงจากนั้นก็เดินเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำที่อยู่อีกด้านอย่างเกร็งๆ ก่อนจะกลับมานั่งมองประตูอยู่บนเตียงอีกครั้ง

ก็พี่ศิลป์อะแหละไม่ยอมให้ผมนอนโซฟาห้องนั่งเล่นแล้วตัวเองกลับไปนอนแทน แถมไม่มีผ้าห่มหรือผ้านวมเนื่องจากพี่เขาบอกให้ป้าแม่บ้านนำกลับไปซักที่บ้านพี่เขาอีกต่างหาก

จะว่าไปป่านพี่ศิลป์นี้เป็นยังไงบ้าง

ข้างนอกจะหนาวมากไหม

ผมควรจะไปดูพี่เขาไหมอะ

ตะ...แต่ถ้าพี่เขาเห็นว่าผมแอบดูแล้วเกิดรู้ว่าผมชอบพี่เขาขึ้นมาล่ะ พี่เขาต้องเกลียดผมแน่ๆ

ละ...แล้วว่าถ้าพี่เขาหนาวอยู่ล่ะ

แอร์ตัวข้างนอกก็ใหญ่มากแถมผ้าก็ไม่มีห่มอีก ว่าแต่นี่ก็...ตี 3

อืม...ฮึบ!

ตัดสินใจแล้วยังไงผมก็จะเอาผ้าห่มไปให้พี่ศิลป์!

พรึบ! สิ้นสุดความคิดนั้นผมก็กอดผ้านวมผืนหนาที่ห่มเมื่อครู่ไว้เต็มมือแล้วลุกขึ้นเดินไปทางประตูก่อนจะวกกลับในเวลาต่อมาเพราะผมไม่กล้า

 ฮืออออ แม้พี่เขาจะหลับผมก็อายที่จะห่มผ้าให้จริงๆ นะ ตะ...แต่ถ้าพี่เขาหนาว?

สู้เขาบีม!

พรึบ! ผมลุกขึ้นและเดินไปเปิดประตูไม้สีน้ำตาลอย่างช้าๆ มือข้างหนึ่งกอดผ้านวมส่วนอีกข้างก็ค่อยๆ ดันประตูออก

ผมเริ่มจากยื่นหน้าออกมาข้างนอกเพื่อดูสถานการณ์จึงเห็นว่าในความมืดที่มีแสงสว่างจากโคมไฟสีเหลืองนวลเล็กด้านบนนั้นกำลังมีร่างแกร่งของใครคนหนึ่งกำลังนอนกอดอกหลับตาพริ้มแถมยกยิ้มมุมปากคล้ายคนฝันดีบนโซฟาสีเทาเข้ม

พี่ศิลป์กำลังฝันเรื่องอะไรอยู่นะ?

อ๊ะ! ผ้านวม คิดดังนั้นผมก็ค่อยๆ ย่องเท้าซ้ายทีขวาทีที่ละก้าวแล้วก็เป็นก้าวที่เบามาก

พอมาถึงโซฟาผมก็คลายผ้าห่มในอ้อมแขนออกแล้วก็ค่อยๆ คลุมให้พี่ศิลป์ตั้งแต่เท้าจนถึงคอ

ยืนจัดว่าพี่เขาคงไม่หนาวแล้วแน่ๆ ผมก็หันหลังขวับเพื่อกลับห้อง

แต่ยังไม่ถึง 3 ก้าวผมก็ถอยหลังมาตรวจดูความเรียบร้อยของผ้าอีกรอบแล้วหันหลังกลับใหม่ก่อนจะ...

ขวับ! กะ...ก็ผมกลัวว่าผ้ามันจะหลุดเลยต้องหันหลังกลับมาจัดให้ใหม่ก็เท่านั้นเองนะ จริงๆ นะ!

ไม่รู้เหมือนกันว่าผมเดินไปเดินกลับอยู่แบบนั้นกี่รอบ รู้แต่พี่ตอนนี้ผมละสายตาจากพี่ศิลป์ไม่ได้จริงๆ

นาฬิกาบอกว่าตี 4 กว่าๆ แล้วในขณะที่ผมก็ยังอยู่ข้างๆ โซฟาแต่ก็ไม่ได้เดินไปเดินมาแล้วนะครับเมื่อย

ผมกำลังนั่งพื้นชันขาขึ้นเพื่อเอามือกอดเข่าแล้ววางปลายคางพร้อมใบหน้าบนแขนมองหน้าคนที่หลับตาพริ้มคล้ายกำลังมีความสุข

ดูสิ ใบหน้าเรียวแต่แฝงไปด้วยความคม ปากเรียวซีดนิดๆ แต่ก็ดำหน่อยๆ จมูกโด่งดั้งเป็นสันรับกับดวงตาที่แม้จะปิดอยู่ก็กลับแผ่ขยายความอบอุ่นไปรอบๆ ตัว

นี่แหละครับพี่สีศิลป์ของผม พี่ศิลป์ของบีม...







“อื้อ ง่วง~” เสียงของผมดังขึ้นเมื่อเริ่มรู้สึกตัว

ก็นะเมื่อคืนกว่าผมจะกลับเข้าไปนอนในห้องก็ตอนที่พี่ศิลป์ขยับพลิกตัวจนเกือบตกเตียง เมื่อผมใช้มือทั้งสองรับและค่อยๆ ดันร่างพี่ศิลป์ให้นอนติดโซฟาเหมือนเดิมเสร็จก็ถึงกับวิ่งจู๊ดปิดประตูห้องแทบไม่ทันเมื่อพี่ศิลป์ทำท่าเหมือนจะลืมตา

ก็ได้แต่หวังว่าพี่เขาคงไม่เห็นผมนะ ว่าแต่นี่กี่โมงแล้ว

“แย่แล้ว 9 โมงครึ่ง!”

พรึบ! ผมถึงกับรีบลุกแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำแปรงฟันก่อนจะออกมาแต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้าข้างเตียงจากนั้นก็วิ่งออกนอกห้องนอนอย่างว่องไว ก็วันนี้วันเสาร์เราเลยนัดทำงานกันตอน 9 โมง แต่ผมดันหลับเพลินจนเลยเวลาเพื่อนเลยนี่น่า

นิสัยไม่ดีเลยบีม

“อ่าวบีม ตื่นแล้วก็มากินข้าวก่อนครับ”

“ไม่เป็นไรครับพี่คือผมรีบ”

พูดจบผมก็หันขวับแล้วเตรียมวิ่งไปทางประตูแต่พี่สีศิลป์ที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงขาสั้นสีดำยืนอยู่ข้างประตูก็ดันคว้าแขนผมแล้วดึงกลับเข้าหาเจ้าตัวจนผมเซไปเกาะอกแกร่งแทบไม่ทะ...หือ อก?

อกพีศิลป์!

พรึบ!

“อะ...เอ่อ ขอโทษครับ คะ...คือไม่ได้ตั้งใจ บะ...บีมไม่ได้ตั้งใจชนพี่ศิลป์นะ”

พรึบๆ ๆ ! ผมพูดเสียงสั่นพร้อมส่ายหัวแรงๆ เพราะกลัวความผิดแต่คนที่จับแขนผมกลับส่งยิ้มหวานให้แล้วบอกว่า...

“ไม่เป็นไรครับพี่ไม่ได้เจ็บสักหน่อย ถ้าไม่เชื่อก็ดูนี่ พี่ไม่จะ...”

“ปะ...ปิดไปนะครับ ปะ...ปิดเสื้อ ปะ...ฮืออออ!”

ผมถึงกับนั่งยองๆ กอดเข่าลงกับพื้นแล้วรีบก้มหน้าแนบแขนทันที

ก็เมื่อกี้ตอนที่พี่ศิลป์พูดว่าไม่เป็นไรจบพี่เขาก็ปล่อยแขนผมแล้วเอาแขนข้างเดียวกันไปเลิกเสื้อขึ้นจนซิกแพค 6 ลูกบนหน้าท้องแน่นนั่นทำผมสั่นไปหมด

สั่นทั้งกายสั่นทั้งใจเลยแหละครับ

“เป็นอะไรนั่งก้มหน้าทำไมครับ” ยังจะมาถามผมอีก!

“บีมครับลุกเร็วไปกินข้าว พี่โทรเลื่อนเพื่อนเราไว้แล้วทุกคนก็ยังไม่ตื่นเลยบอกเจอกันอีกทีตอน 10 โมง แต่ตอนนี้เราต้องลุกมากินข้าวเช้าก่อนนะพี่หิวแล้วครับ”

“พี่ยังมะ...ไม่ได้กินข้าวเหรอครับ”

ผมค่อยๆ เงยหน้ามองพี่ศิลป์ที่ตอนนี้กำลังนั่งยองๆ ส่งยิ้มหวานให้ก่อนจะต้องก้มหน้าฟุบกับแขนเหมือนเดิมเพราะคำพูดของเจ้าตัว

แม้จะเป็นคำพูดที่แสนธรรมดาใครๆ เขาก็พูดกัน แม้จะเป็นคำพูดที่เพื่อนผมหรือครอบครัวผมพูดบ่อยจนรู้สึกชิน แต่ไม่รู้ว่าทำไมพอคำพูดนี้ออกมาจากปากพี่ศิลป์ผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ธรรมดา แถมยังมีอาการ...

“ยังครับพี่รอคนนอนขี้เซาตื่นก่อน แล้วก็...พี่อยากกินพร้อมบีมนี่ครับ”

ตึกตักๆ ๆ ! ยะ...แย่แล้วหัวใจบีม งื้ออออ

 
》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆》☆《☆《☆》☆《

#พี่ศิลป์ของน้องบีม

ยะ...แย่แล้ว หัวใจแยกยิ้มนี่แหละแย่แล้ว พี่ศิลป์จะรุกหนักไปไหนเนี่ย!


ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2109
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
พี่รุกแรงขนาดนี้ น้องไปไหนไม่รอดแล้ว

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด