✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 61 || P.17 ||29.05.2020 ✤
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 61 || P.17 ||29.05.2020 ✤  (อ่าน 18681 ครั้ง)

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 751
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +65/-0
ป๊ายึดติดไม่ยอมปล่อยวาง พี่สาวที่ก้าวร้าวเอาแต่ใจ กับแม่ที่เป็นแค่ผู้ตามและออมชอมไปก่อน เพราะปมปัญหามันจากผู้ใหญ่ทั้งนั้น

ทั้งขำทั้งเอ็นดู หนูลู๊กรับปากกับหม๊าไปแป๊บๆ ไจ๋จะไม่ยุ่งกับเฮียคุนแล้ว กลับมาบ้าน ได้ยินเสียงเฮียเรียกแค่นั้นล่ะ โอ้ยยย เจ้าลูกกระต่ายวิ่งดุ๊กๆหน้าตั้งไปหาเฮีย ลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง :laugh:
คนพี่ก็คิดถึงน้อง ข้าวปลาไม่กินรอเจอน้องก่อน  :hao5:

/ง่อววว หัวใจสีชมพู๊ววลอยฟ่อง~ บ้าจริงเด็กแค่คุยกันมั้ย แอร๊รรรร  :-[

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-11-2019 11:47:24 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ smmikie

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 439
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
เรารุ้สึกแย่กับพี้สาวมากๆๆๆ ไม่ยอมน้อง ไม่แบ่งก็ไม่ว่า แต่บางทีมันแข็งก้าวร้าวกับคนรอบข้างจนเรียกว่าสันดานเสีย มันแย่มากเลยนะ

ไจ๋เองก็ดูซื่อตรงกับความรู้สึกมากๆๆ ผู้ใหญ่ก็ซับซ้อนไม่ปล่อยวาง ทำเรื่องให้ยุ่งยาก

รออ่านตอนต่อไปจ้า

ออฟไลน์ KizzllKizz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-1
ที่ต้องเป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะการเลี้ยงลูกแบบผิดๆ+ความรักลูกไม่เท่ากันของป๊า เห็นใจต้องแล้วนะ  :hao4:

แล้ววววก็พี่คุน! เธอออกอาการแล้วน้า มาขงมาเขินอะไร้!!
 :hao7:

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook

- 14 -


หลังจากนอนคิดมาทั้งคืน ที่สุดไจ๋ก็นึกได้ว่าจะออกไปเตะบอลกับเฮียคุนได้อย่างไร เมื่อสรุปแผนการในใจได้ เด็กชายก็ดีดตัวลงจากเตียงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง รีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วจึงค่อยๆ ย่องลงไปชั้นล่างอย่างเงียบเชียบ แต่แม้ไจ๋จะตื่นเร็วกว่าปกติวิสัยหลายชั่วโมง กลับยังสู้คนตื่นเช้าเป็นประจำอย่างพี่แต้วไม่ได้อยู่ดี ภาพแผ่นหลังของพี่แต้วที่ก้มๆ เงยๆ อยู่ในครัวที่ปรากฏขึ้นในกรอบสายตา ทำเอาฝ่าเท้าทั้งสองข้างที่กำลังจะก้าวลงจากบันไดขั้นสุดท้ายชะงักค้างอยู่ชั่วอึดใจ

“...ฟู่ว์...” ไจ๋พ่นลมหายใจออกเบาๆ กวาดตามองไปโดยรอบชั้นล่างของบ้านจากนั้นจึงกระโดดดึ๋งๆ ด้วยปลายเท้าโผไปที่เก๊ะใส่เงิน ล้วงเอาเหรียญติดมือมาสองกำ จากนั้นจึงวิ่งไปหยุดยืนคู้ตัวหลบอยู่ตรงหลืบใต้บันได สายตาของเด็กชายจับจ้องประตูหลังบ้านตาไม่กะพริบ พี่แต้วคงจะเปิดมันทิ้งไว้รับลมแบบเดียวกับที่เปิดประตูและหน้าต่างห้องนอนของเขาไว้ตลอดทั้งวัน แน่นอนว่าประตูบานนั้นคือจุดเริ่มต้นของแผนการทั้งหมดในวันนี้

ไจ๋เฝ้ารอจังหวะที่พี่เลี้ยงเข้าห้องน้ำหรือเดินไปที่อื่นอย่างอดทน ไม่กี่อึดใจให้หลัง หูของเด็กชายก็แว่วเสียงบานพับประตูชั้นสองลั่นดังแอ๊ด ตามด้วยเสียงลากฝีเท้าที่เพียงแค่ฟังก็รู้ได้ทันทีว่านั่นเป็นเสียงก้าวเดินของอาม่า เด็กชายเม้มปาก ยกมือขึ้นกอดอกพลางภาวนาไม่ให้ย่าลงมาข้างล่างในตอนนี้ ไม่อย่างนั้น แผนการที่คิดไว้ดิบดีคงล่มไม่เป็นท่า

“...แต้วเอ๊ยแต้ว...”

เสียงเรียกของอาม่าดังอยู่เหนือหัว ไจ๋ลนลาน รีบสืบเท้าถอยหลัง ซุกซ่อนตัวเองอยู่ในมุมอับแสง เด็กชายยืนมองพี่เลี้ยงวิ่งขึ้นบันไดด้วยหัวใจเต้นระรัว เมื่อเสียงฝีเท้าของทั้งอาม่าและพี่แต้วแผ่วจาง ไจ๋ก็พุ่งตัวออกจากที่ซ่อนแล้ววิ่งทะลุประตูหลังบ้านไปสู่ด้านนอกอย่างไม่ลังเล

แม้จะไม่คุ้นเคยกับการเดินเท้าจากบ้านไปโรงเรียน ซ้ำร้าย บรรยากาศภายในซอยช่วงเช้าตรู่ยังเงียบเหงา วังเวงเหมือนเมืองร้างในนิทาน แต่เมื่อสมองไพล่นึกถึงภาพความสนุกสนานหลังได้เตะบอลกับเด็กข้างบ้านในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ไจ๋ก็พลันฮึกเหิม มีกำลังวังชาถึงขนาดที่ว่า ต่อให้ต้องเดินข้ามถนนตรงสี่แยกหน้าปากซอยบ้านตามลำพัง เขาก็ยังไม่หวั่นกลัว...

แค่ต้องอดทนยืนคอยสัญญาณไฟแดง รอให้รถหยุดสนิททั้งสองฝั่ง แล้วค่อยเดินข้ามถนนเท่านั้น ไจ๋ทำได้!

ผ่านด่านทางม้าลายมาได้สักพัก ไจ๋ก็มุ่งหน้าไปตามทางเท้าริมถนน ลานจอดรถข้างตลาดที่แปรสภาพเป็นตลาดโต้รุ่งเมื่อเย็นวาน บัดนี้กลายเป็นลานออกกำลังกายของเหล่าผู้สูงอายุ รอบๆ ลานออกกำลังกายมีรถเข็นขายน้ำเต้าหู ปาท่องโก๋ อีกทั้งร้านกับข้าวรอให้บริการความอร่อยกันอย่างแน่นขนัด

ถึงจะสัญจรผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำ แต่หลังจากได้สัมผัสบรรยากาศของตลาดอาหารช่วงเช้าอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่เฝ้ามองจากเบาะนั่งด้านหลังรถตุ๊กๆ เหมือนทุกที ไจ๋ก็อดรู้สึกกระชุ่มกระชวยไม่ได้ ยิ่งเมื่อจมูกได้กลิ่นหอมหวนของโจ๊กในหม้อใบใหญ่ที่ตนเพิ่งเดินผ่าน เด็กชายก็เผลอกลืนน้ำลายอย่างลืมตัว

“สั่งได้นะหนู” คนขายโจ๊กพยักพเยิดเชื้อเชิญด้วยท่าทีโอภาปราศรัย

ไจ๋ค้อมหัวน้อยๆ แล้วส่ายหน้าพลางคลี่ยิ้มบางให้อีกฝ่ายก่อนเอ่ยอย่างสุภาพ “ขอบคุณครับ”

ต่อให้โจ๊กร้อนๆ กับหมูบะช่อก้อนโตจะเย้ายวนใจ แต่วินาทีนี้คงไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนความตั้งใจมั่นของไจ๋ได้อีกแล้ว... ไม่รู้ล่ะ จะอย่างไรเขาก็ต้องเดินไปให้ถึงโรงเรียนก่อน ส่วนเรื่องกินไว้ค่อยว่ากันทีหลัง

•✤•✤•✤•

“ชื่น”

“คะเฮีย”

“ขึ้นไปปลุกไจ๋ให้ลุกมาอาบน้ำแต่งตัวเร็ว”

“ค่ะเฮีย”

สั่งความกับลูกจ้างเสร็จ เม้งก็หันไปดุลูกสาวที่เอาแต่อ่านการ์ตูนจนไม่เป็นอันทำอย่างอื่น “ต้อง วางหนังสือแล้วกินข้าวให้เสร็จ ป๊าจะออกจากบ้านก่อนแปดโมงครึ่ง เข้าใจหรือเปล่า”

ต้องจิตชักสีหน้า มือข้างขวายังคงพลิกเปลี่ยนหน้าหนังสืออย่างคล่องแคล่ว “ไหนเมื่อคืนป๊าบอกจะไม่ว่าต้องไง”

เม้งสูดลมหายใจ ปรับอารมณ์แล้วจึงควบคุมเสียงพูดให้เป็นปกติ “กินข้าวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยอ่าน ทำทีละอย่างเป็นไหม”

เด็กหญิงเบ้ปากพลางคว่ำหน้าหนังสือลงกับโต๊ะแล้วตักข้าวต้มหมูชืดๆ ในชามเข้าปาก รีบเคี้ยว รีบกลืนอย่างคั่งแค้น

“เฮียคะ” ชื่นวิ่งหน้าตื่นลงมาจากชั้นสอง พอหล่อนเห็นเจ้านายหันมามองก็ละล่ำละลักด้วยสีหน้าซีดเผือด “ไจ๋ไม่อยู่ในห้องค่ะเฮีย”

ทั้งเม้ง ทั้งหยู่ฮวยผุดลุกขึ้นทันที “ในห้องน้ำล่ะ”

“หาดูทั่วแล้วใช่ไหม”

“ไม่มีค่ะ หนูดูหมดแล้ว”

เม้งเดินสวนร่างของพี่เลี้ยงขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ายอาม่าก็หันไปออกคำสั่งกับเด็กสาวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ขึ้นไปดูชั้นสามกับดาดฟ้าซิชื่น”

“ค่ะอาม่า”

“แต้ว” หยู่ฮวยตะโกนเรียกมือขวาที่กำลังจัดหน้าร้านอย่างขยันขันแข็ง

“ขาอาม่า?” แต้ววางผ้าขี้ริ้วไว้บนชั้น จากนั้นจึงรีบเดินมาหาหญิงชรา สีหน้าผิดปกติของเจ้านายพานให้หล่อนใจไม่ดี

“เมื่อเช้าตอนลงมาเปิดร้านเห็นไจ๋หรือเปล่า”

“ไม่เห็นค่ะ” หญิงสาวส่ายหัวพลางมองหน้าคู่สนทนาอย่างสนเท่ห์

“มีอะไรเหรอม้า” สร้อยได้ยินเสียงสั่งการวุ่นวาย จึงรีบเดินออกจากครัวมือเปล่า ไม่ได้ถือกาแฟมาเสิร์ฟสามีดังแรกตั้งใจ

หยู่ฮวยประสานสายตากับลูกสะใภ้พลางเอ่ยเสียงเบา “ไจ๋หายไป”

“อะไรนะม้า!?” สร้อยร้องเสียงหลง หล่อนปราดเข้าไปจับแขนแม่สามีแล้วเขย่าอย่างลืมตัว หญิงชราบีบมือสะใภ้พลางเตือนสติ

“อย่าเพิ่งตกใจ พวกลื้อลองไปดูรอบๆ บ้านก่อน เดี๋ยวม้าจะลองหาในร้านดูอีกที... ไปเร็ว อย่ามัวแต่ยืนเหม่อ” หยู่ฮวยตบบ่าสร้อยเบาๆ สัมผัสนั้นช่วยกระตุ้นหล่อนให้หลุดออกจากห้วงความวิตกกังวล 

“ค่ะม้า”
.
.
.
.
“ไจ๋ ได้ยินป๊าเรียกหรือเปล่า!” เมื่อไร้วี่แววของลูกชายในห้องของเจ้าตัว เม้งก็ออกมาไล่ตรวจตราทุกซอกหลืบ รวมถึงทุกอณูของพื้นที่ลับหูลับตาบนชั้นสอง ทั้งห้องนอนมารดาฝั่งหน้าร้าน รวมถึงห้องน้ำรวมด้านนอก แต่ถึงจะเฝ้าเพียรหาสักกี่รอบ  ก็ไร้วี่แววของลูกชาย จวบจนเวลาค่อนชั่วโมงเคลื่อนผ่าน ทั้งหมดจึงจำใจยอมรับว่า ไจ๋น่าจะหายไปจากบ้าน

“เอาไงกันดีเฮีย” สร้อยถามคู่ชีวิตด้วยน้ำเสียงร้อนรน

เม้งถอนหายใจพลางกวาดตามองหน้าภรรยา แม่ และลูกจ้างทั้งสองที่กำลังยืนรอฟังคำสั่งจากเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ ชั่วขณะที่สายตาทุกคู่จับจ้องมองเขาดั่งที่พึ่ง มวลความคาดหวังก็ไหลบ่าเข้าถ่วงท่วมเนื้อตัวจนแทบจะยืนหยัดอีกไม่ไหว เจ้าของร้านชำหลับตาแล้วสูดลมหายใจเข้าออกยาวๆ อยู่สองสามครั้ง เมื่อความรู้สึกหนักอึ้งบรรเทาเบาบางลง เม้งก็ลืมตาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวาน ฟังหนักแน่น “เดี๋ยวสร้อยไปกับเฮีย ส่วนแต้วกับชื่นลองเดินหาไจ๋แถวๆ นี้ดูอีกรอบ”

“เดี๋ยวเฮีย...”

“อะไร”

สร้อยเข้าใจว่าตัวหล่อนเองกำลังใจร้อนเป็นไฟ แต่ดูท่าแล้ว สามีของหล่อนน่าจะร้อนใจยิ่งกว่าใคร เพราะทันทีที่ตัดสินใจได้ เม้งก็หมุนตัวตั้งท่าจะวิ่งออกไปสตาร์ตรถอยู่รอมร่อ หล่อนจึงปราดเข้าไปยืนดักหน้าอีกฝ่ายเอาไว้เสียก่อน “...ร้านล่ะเฮีย”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวอั๊วดูให้เอง” หญิงชราช่วยแก้ปัญหาให้ทั้งคู่ทันที แม้หยู่ฮวยจะเป็นห่วงหลานชายจนแทบนั่งไม่ติด แต่หากเม้งกับสร้อยออกไปตระเวนตามหาลูก หล่อนก็ควรช่วยแบ่งเบาภาระ ไม่ทำให้ทั้งคู่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเสียเปล่าๆ “เดี๋ยวถ้าไจ๋กลับมา อั๊วจะรีบโทรบอก”

“ได้” เจ้าของร้านชำพยักหน้าให้มารดา จากนั้นจึงหันไปบุ้ยใบ้บอกให้ภรรยาล่วงหน้าไปรอที่รถ จากนั้นจึงเอ่ยกำชับลูกสาวที่ยังคงนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ที่โต๊ะกินข้าวอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน “ต้องอยู่กับอาม่านะ อย่าไปไหนล่ะ”

ต้องจิตปรายตามองพ่อกับแม่แล้วก็ถอนหายใจหน่ายๆ “อือ”

เม้งแสร้งไม่สนใจสีหน้าว่างเปล่าของลูกสาว เขาหันไปทิ้งท้ายกับมารดาด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า “ไปนะม้า”

“ขับรถดีๆ นะ”

เจ้าของร้านชำพยักหน้าให้มารดาเร็วๆ “รอรับโทรศัพท์อั๊วนะม้า”

“อือ รีบไปเถอะ” สายตาของหยู่ฮวยมองตามแผ่นหลังลูกชาย ส่วนหัวใจของหล่อนกำลังพร่ำสวดอ้อนวอน ขอให้เหล่าเทพเซียนรวมถึงวิญญาณบรรพบุรุษช่วยดลบันดาลให้ไจ๋กลับมาบ้านโดยเร็ว

•✤•✤•✤•

แรกทีเดียว ไจ๋ตั้งใจจะเดินเข้าโรงเรียนผ่านประตูฝั่งติดถนนใหญ่ แต่ประตูเจ้ากรรมกลับปิดสนิท ไจ๋เลยเดินเลียบรั้วด้านข้างของโรงเรียนไปเข้าประตูบานเล็กที่อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนมัธยมแทน ทว่าก่อนเด็กชายจะเดินไปถึงยังจุดหมายใหม่ เขากลับได้ยินเสียงตะโกนเรียกดังมาจากอีกฟากถนน

“ไอ้หนู จะไปไหน”

ไจ๋หยุดเดิน เหลียวมองไปยังเจ้าของเสียงซึ่งยืนกวักมือไหวๆ อยู่ในป้อมยามโรงเรียนมัธยมฝั่งตรงข้ามกันพอดิบพอดี

“หลงทางหรือเปล่าไอ้หนู” ผู้ชายคนนั้นเดินออกมาหยุดยืนเท้าเอวพลางมองจ้องไจ๋ไม่วางตา

ท่าทางเป็นมิตรจนเกินพอดีของอีกฝ่ายทำเอาไจ๋นึกระแวง เขาไม่รู้จักผู้ชายคนนั้น จึงรีบสืบเท้าก้าวเดินต่อ ทว่าสองตายังคงเฝ้ามองป้อมยามของโรงเรียนมัธยมเป็นระยะๆ

ไม่กี่อึดใจให้หลัง เด็กชายก็เห็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งเดินตามชายคนแรกออกมาจากป้อมยาม ทั้งสองคุยอะไรกันสักอย่าง ก่อนที่ฝ่ายชายจะข้ามถนนแล้วเดินตรงเข้ามาหา

“จะไปไหนไอ้หนู”

ไจ๋ก้าวถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างจากคนแปลกหน้า แต่หลังจากแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าคุกคามดุร้าย เด็กชายจึงคลายความกังวล “จะไประ โรงเรียนครับ” ว่าแล้ว ลูกชายร้านชำก็ชี้นิ้วไปยังประตูด้านข้างของโรงเรียนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

“เช้าขนาดนี้โรงเรียนยังไม่เปิดหรอก ไปนั่งรอที่ป้อมกับลุงก่อนเถอะ”

อ้าว ประตูโรงเรียนยังไม่เปิดเหรอ?

คำบอกเล่าของคุณลุงแปลกหน้าทำเอาไจ๋ลังเล เด็กชายกัดปากพลางคิดใคร่ครวญถึงแผนการถัดไปอย่างเคร่งเครียด รู้ตัวอีกทีลุงแปลกหน้าก็คว้าข้อมือเขา จับจูงให้เดินตามกันข้ามถนนไปอย่างรวดเร็ว

“เข้าไปนั่งรอกับลุงก่อนเถอะหนู” คุณลุงแปลกหน้าเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวถ้าประตูเปิดแล้วลุงจะรีบบอก”

“มานั่งข้างในก่อนเถอะ ไม่ต้องกลัว... มาหนู มานั่งดูทีวีกับป้ามา” คราวนี้เป็นคุณป้าที่เอ่ยขึ้น

“...ครับ...” ไจ๋มองหน้าคู่สนทนาทั้งสองตาปริบๆ ก่อนจะฉีกยิ้มแห้งๆ ด้วยหมดถ้อยคำตอบโต้ เพราะนอกจากแอบออกจากบ้านเพื่อมาเตะบอลตอนบ่ายแล้ว ไจ๋ก็ไม่มีแผนสำรองใดๆ ทั้งสิ้น

“หิวไหมหนู” คุณป้าถามแล้วก็ยิ้ม ไจ๋พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายจากนั้นจึงก้าวตามหลังหล่อนเข้าไปด้านในป้อมยามขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ตรงข้างประตูรั้วโรงเรียนมัธยม

“งั้นกินนมก่อนนะ” หญิงวัยกลางคนพยักหน้าเรียกไจ๋ให้ไปนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวที่ตั้งอยู่ตรงหน้าพัดลม จากนั้นหล่อนก็หันไปคุยกับสามีซึ่งยังคงยืนมองไจ๋อยู่ตรงกรอบประตู “หยิบนมในตู้เย็นให้ฉันกล่องนึงสิพี่”

คุณลุงเดินไปเปิดตู้เย็นตรงมุมหนึ่งของป้อมยาม ส่วนคุณป้าก็หันมายิ้มให้พลางชวนไจ๋คุย “บ้านหนูอยู่ไหนเนี่ย”

เสียงของคุณป้าแหบนิดๆ แต่เพราะคุณป้ามองไจ๋แล้วก็ยิ้มอยู่ตลอดเวลา ไจ๋เลยไม่ค่อยเกร็งเหมือนเมื่อครู่ เด็กชายตอบคำถามอย่างสุภาพพลางกวาดตามองไปรอบๆ ป้อมอย่างสนอกสนใจ “อยู่ซอยหงส์หยกครับ”

ภายในป้อมมีข้าวของไม่มากเนื่องจากมีพื้นที่ใช้สอยจำกัด กระนั้น บนโต๊ะตัวที่ตั้งติดกับหน้าต่างกลับมีเครื่องใช้ไฟฟ้าวางเรียงรายอยู่หลายชนิด ทั้งกระติกน้ำร้อน วิทยุ พัดลมตั้งโต๊ะ รวมถึงทีวีแฟมิลี่เครื่องจิ๋ว

“แล้วนี่มายังไง” คุณป้าลากเก้าอี้พลาสติกอีกตัวมาวางใกล้ๆ กัน จากนั้นจึงนั่งลงข้างๆ ไจ๋ “เดินมาเหรอ”

“ครับ” ไจ๋พยักหน้า ก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณคุณลุงที่ยื่นนมช็อกโกแล็ตเย็นเฉียบหนึ่งกล่องส่งให้ถึงมือ คุณลุงฉีกยิ้มกว้างพลางวางน้ำส้มขวดเล็กที่เจาะหลอดเรียบร้อยแล้วไว้ตรงข้างทีวีใกล้มือคุณป้า

“วันนี้โรงเรียนไม่หยุดเรอะ” คุณลุงถามขึ้น “มาทำอะไรที่โรงเรียนแต่เช้า”

ไจ๋แกะหลอดจากด้านข้างกล่องนม ปากก็ตอบคำถามของคุณลุงโดยแทบไม่เสียเวลาคิด “มาเตะบอลกับเพื่อนครับ”

“โอ้โห เตะกันแต่ไก่โห่เลยเรอะ” คุณลุงกับคุณป้าทำตาโตพลางแข่งกันจ้องหน้าไจ๋เสียยกใหญ่ ไจ๋เลยส่ายหัวแล้วหลุบตาลงมองพื้นเพราะอยู่ๆ ก็ดันรู้สึกเขินขึ้นมาดื้อๆ

เด็กชายดื่มนมหนึ่งอึกแล้วอธิบายให้คู่สนทนาทั้งสองเข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้อง “เตะบอลตอนบ่ายครับ”

“อ้าว แล้วจะรีบออกมาทำไมแต่เช้า ที่บ้านไม่ว่าเอาหรือไง” คุณลุงเกาหัวแล้วจ้องหน้าไจ๋อย่างสนอกสนใจ ในขณะที่เด็กชายกลับได้แต่ก้มหน้า เลื่อนสายตาลดลงมองฝ่ามือชื้นเหงื่อของตัวเอง

ให้ตายไจ๋ก็ไม่กล้าบอกคุณลุงหรอกว่า ไจ๋รีบออกจากบ้านเพราะอยากมาเตะบอลกับเฮียคุนมากๆ เพราะขนาดป๊ายังไม่เข้าใจ แล้วคุณลุงกับคุณป้าจะเข้าใจไจ๋อย่างนั้นเหรอ

คุณลุงเหลือบมองนาฬิกาอีกรอบพลางเอ่ยอย่างหนักใจ “หนูไม่รู้เหรอว่ากว่าภารโรงจะมาเปิดประตูก็สิบโมงโน่นแหละ”

“ฮะ?! สิบโมงระ เหรอครับ?” ไจ๋เบิกตาโพลง อ้าปากหวอพลางมองคุณลุงสลับกับคุณป้าอย่างตระหนกตกใจ ถ้าจะบอกว่าใบหน้าของเด็กชายในเวลานี้ทั้งน่าเอ็นดูและน่าสงสารไปพร้อมๆ กันก็คงจะไม่ผิดนัก

เจ้าถิ่นพยักหน้าพลางยิ้มบางปลอบใจ “บางทีก็สิบเอ็ดโมง แล้วแต่เขาจะมาเปิด”

“ระ เหรอครับ” ไจ๋เชิดหน้า ยืดคอชะเง้อดูประตูรั้วโรงเรียนประถมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามตาเขม็งคล้ายกับกลัวว่าอยู่ๆ มันจะผลุบหายไป

“ไม่เป็นไร หนูนั่งรออยู่ที่นี่ก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวพอประตูเปิดค่อยข้ามไป” คุณป้ารีบปลอบเพราะไม่อยากให้ไจ๋มัวแต่พะวักพะวนจนไม่เป็นอันทำอะไร

“ขอบคุณครับ” ไจ๋ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจเป็นที่สุด...

นี่ถ้าไจ๋ไม่เจอคุณลุงกับคุณป้า สงสัยคงต้องยืนรอเฮียคุนจนขาแข็งแน่ๆ

•✤•✤•✤•


ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
“เรากำลังจะไปไหนกันเหรอเฮีย” สร้อยเอ่ยถามสามีทันทีที่ล้อรถเคลื่อนลงสู่พื้นถนนอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ ทั้งคู่เพิ่งแวะลงไปถามเบาะแสของลูกชายจากแม่ค้าร้านข้าวแกงเจ้าดังในตลาดเช้า โชคดีที่เจ้าของร้านโจ๊กซึ่งตั้งอยู่ติดกันคลับคล้ายคลับคลาว่า หลังจากตั้งร้านเสร็จได้สักพัก หล่อนก็สังเกตเห็นเด็กผู้ชายผิวขาว ตัวเล็กๆ คนหนึ่งเดินผ่านหน้าร้านไปตามลำพัง ทั้งเม้งและสร้อยจึงเริ่มมีความหวังอีกครั้ง

“ไม่รู้เหมือนกัน” เจ้าของร้านชำขับรถไปตามถนนอย่างช้าๆ สองตาคอยมองข้างทางสลับกับการจราจรข้างหน้าอย่างถี่ถ้วน ระแวดระวัง “คอยดูสองข้างทางเอาไว้นะ ถ้าเจอไจ๋ก็รีบบอกเฮีย”

“อืม” ถึงจะตกปากรับคำแต่สร้อยกลับอดทนจ้องมองทางเท้าริมถนนได้เพียงชั่วอึดใจ เพราะสิ่งที่ก่อกวนใจหล่อนอยู่ในขณะนี้  น่าเกรงกลัวเสียจนหล่อนทนเก็บเอาไว้อีกไม่ไหว “ถ้าเราหาไจ๋ไม่เจอล่ะเฮีย”

เม้งถอนหายใจยาวก่อนจะใช้ความจริงปลอบประโลมจิตใจของภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก “ถ้าไม่เจอจริงๆ ก็ต้องให้คนอื่นช่วยหา”

“งั้นเราไปแจ้งความกันเลยไหมเฮีย”

“อย่าเพิ่ง เราลองหากันดูก่อน ถ้าไม่เจอจริงๆ ค่อยคิดกันอีกทีว่าจะเอายังไง”

ใช่ว่าไม่เคยคำนึงถึงทางเลือกที่สร้อยเสนอแนะ แต่เพราะเม้งไม่อยากตกเป็นขี้ปากชาวบ้านมากพอๆ กับไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร ยิ่งเมื่อประจักษ์แจ้งถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในท้องที่บางเขย่งเป็นอย่างดีด้วยแล้ว การขอแรงเจ้าหน้าที่มาช่วยตามหาลูกชาย อาจบานปลายเป็นการต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา สร้างความสำราญให้คนอื่นฟรีๆ ไปอีกหลายปีเลยก็ได้ เม้งจึงปักใจว่า พวกเขาควรลองพยายามให้เต็มที่ก่อนจะบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นให้ยุ่งยากใจในภายหลัง

“เฮีย”

“อะไร” คนขับขานรับพลางหักพวงมาลัยเลี้ยวไปตามเส้นขาวทึบที่ตีโค้งแบ่งเลนถนนโดยรอบวงเวียนอย่างนุ่มนวล

“ถ้าเจอไจ๋ เฮียอย่าดุมันนะ” สร้อยเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสามีพลางนึกพรั่นใจแทนลูกชาย ในบรรดาเลือดเนื้อเชื้อไขทั้งสองคน ไจ๋หัวอ่อนและว่านอนสอนง่ายกว่าต้องจิตมาก ดังนั้นเมื่อเจ้าตัวเลือกฝ่าฝืนคำสั่งด้วยการหนีออกจากบ้าน หล่อนจึงอดหวั่นวิตกกับปฏิกิริยาของสามีไม่ได้

ร่างหลังพวงมาลัยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เม้งเพียงแต่ถอนหายใจแล้วกำพวงมาลัยแน่นเสียจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน

“เมื่อเช้าตอนที่ฉันรู้ว่าไจ๋หายไป ฉันคิดตลอดเลยนะว่าเป็นความผิดฉัน” ทันทีที่เห็นเด็กผู้ชายเดินอยู่ข้างถนน สร้อยก็แนบใบหน้าเข้ากับบานกระจกแล้วเพ่งมองไม่วางตา แต่เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไข หล่อนก็ระบายลมหายใจอย่างอ่อนระโหยโรยแรง “เมื่อวานฉันถามมันว่าถ้าต้องเลือกระหว่างเด็กข้างบ้านกับพวกเรา มันจะเลือกอะไร”

เม้งยังคงนิ่งเงียบผิดวิสัย ขณะประคองพวงมาลัยนำรถให้วิ่งเป็นเส้นตรง ชายวัยสามสิบเจ็ดก็เหลือบมองผู้คนที่สัญจรไปมาบนทางเท้าฝั่งตรงข้ามเป็นระยะๆ เจ้าของร้านชำมั่นใจว่า ต่อให้อยู่ไกลกันจนสุดสายตา เขาก็สามารถแยกแยะลูกชายคนเล็กออกจากผู้คนมากมายได้ทันที

“มันบอกว่ามันคงไม่มีความสุขถ้าไม่ได้คบกับเด็กนั่น” สร้อยถอนหายใจ ยิ่งนึกถึงสีหน้าชืดชาของบุตรชาย หล่อนก็ยิ่งปักใจว่า เหตุที่เกิดขึ้นในวันนี้จะต้องเป็นผลจากการกระทำของหล่อนเมื่อเย็นวานเป็นแน่แท้

“หึ!” เม้งแค่นเสียงเยาะในลำคอหลังได้ฟังข้อสรุปของคู่ชีวิต

“ฉันรู้ว่าเฮียเกลียดพวกข้างบ้าน แต่ถ้าไจ๋มีความสุข มันก็ดีแล้วไหมเฮีย” สร้อยเบี่ยงตัว หันหน้าไปมองสามีแล้วตบหลังมือที่กุมกระปุกเกียร์เบาๆ “เฮียปล่อยให้มันคบเพื่อนเองเถอะนะ อย่าไปห้ามมันเลย”

เม้งยังคงไม่ตอบคำ หนำซ้ำยังถอนหายใจยาวนานยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

•✤•✤•✤•

“ไจ๋!”

น้ำเสียงตื่นตระหนกของป๊าทำเอาไจ๋ที่กำลังเพ่งสายตาจับจ้องอุทัยเทวีในทีวีจอจิ๋วของคุณลุงยามถึงกับสะดุ้งโหยง เมื่อหันไปยังทิศทางต้นเสียง เด็กชายก็เห็นผู้ให้กำเนิดทั้งสองวิ่งพรวดพราดเข้ามาในป้อมยามโดยมีคู่สามีภรรยาเจ้าถิ่นยืนทำหน้าโล่งอกอยู่ตรงประตู

หม่าม้ากับป๊ามาได้ยังไง?

ไจ๋ไม่ทันใคร่ครวญหาคำตอบของคำถามนี้ เนื่องจากหม่าม้าปราดเข้ามาถึงตัวไจ๋เสียก่อน พอถูกหม่าม้ารวบตัวเข้าไปกอดแน่นๆ คล้ายกับกลัวจะดิ้นหนี ไจ๋ก็ยิ่งงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก

“ไม่เป็นอะไรใช่ไหมไจ๋... มีอะไรทำไมไม่บอกหม่าม้า รู้ไหม ทุกคนเป็นห่วงไจ๋มากนะ”

วินาทีที่ได้ยินน้ำเสียงสั่นเครือของแม่ตรงข้างหู ไจ๋ก็ลืมไปเลยว่า สาเหตุของการแอบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าคืออะไร เด็กชายตวัดวงแขนเล็กๆ โอบกอดแผ่นหลังของหม่าม้าพลางตบหลังปลอบโยนมารดาอย่างแผ่วเบา “ไจ๋ไม่เป็นระ ไรนะหม่าม้า หม่าม้าไม่ต้องระ ร้องไห้”

•✤•✤•✤•

“ไจ๋!”

“อาม่า” ไจ๋อ้าแขนพลางวิ่งถลาเข้าไปกอดหอมพุงอาม่าเสียเต็มรัก

หยู่ฮวยลูบหัวหลานชายก่อนจะเลื่อนมือลงไปลูบตามเนื้อตัวอีกฝ่ายคล้ายกำลังมองหาบาดแผล เมื่อไม่พบ หล่อนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “หายไปไหนมา”

ฝ่ายเม้งที่เพิ่งล็อกรถเสร็จก็ก้าวฉับๆ ผ่านลูกชายกับแม่เข้าด้านในร้าน ตลอดทางกลับบ้าน คนเป็นพ่อไม่เอ่ยวาจาแม้สักคำ จึงเป็นสร้อยที่หันไปพยักหน้าพลางเอ่ยชักชวนแม่สามี “เข้าข้างในก่อนเถอะม้า”

“หิวหรือเปล่าไจ๋” อาม่าถามหลานชายที่เดินออเซาะเกาะเอวหล่อนมาตลอดทาง กระทั่งทั้งคู่ก้าวเข้าบ้าน อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ

ไจ๋พยักหน้า “หิว”

อาม่าถอนหายใจพลางลูบแก้มหลานชายก่อนจะรุนหลังให้เจ้าตัวเดินไปนั่งรอที่โต๊ะกินข้าว “นั่งก่อน เดี๋ยวม่าไปตักข้าวให้”

“ทำไมมึงต้องหนีออกจากบ้านด้วยฮึไจ๋” ทันทีที่มารดาคล้อยหลังเข้าไปในครัว เส้นความอดทนของเม้งก็ขาดผึง แม้เปลือกนอกของคนเป็นพ่อจะฉาบทับด้วยความดุดัน แต่บางขณะ ความผิดหวัง โศกเศร้าเสียใจกลับถูกสะท้อนผ่านแววตาคู่นั้นที่จับจ้องลูกชายไม่วาง

น่าเสียดายเหลือเกินที่ไจ๋ไม่ทันสังเกตเห็นร่องรอยเหล่านั้น หนำซ้ำความเข้าใจของเขาในเวลานี้ยังแตกต่างจากมุมมองของพ่อโดยสิ้นเชิง เด็กชายจึงเพียงเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ให้กำเนินอย่างงุนงง ก่อนจะส่ายหัวดิก “ไจ๋ไม่ได้หนีออกจากบ้านนะ”

“ถ้าไม่ได้หนีออกจากบ้าน แล้วมึงไปทำอะไรที่ป้อมนั่นแต่เช้า!”

ไจ๋ก้มลงมองพื้นพลางพูดเสียงอ่อย “ไจ๋ไประ รอเตะบอล”

“มึงไปรอเตะบอล?”

“อือ” เด็กชายพยักหน้ายืนยันความตั้งใจจริงของตน

“เตะบอลมันสำคัญนักหรือไงฮะ”

ก็ต้องสำคัญสิ ไจ๋จะได้เตะบอลกับเฮียคุนเลยนะป๊า

บางอย่างในแววตาผู้ให้กำเนิดทำเอาไจ๋เกิดละอายจนไม่กล้าสู้หน้า เด็กชายรีบงับริมฝีปากแล้วเสมองปฏิทินแขวนบนผนังโดยไม่เอ่ยสิ่งที่คิดออกไป

“เตะบอลมันสำคัญกว่ากู สำคัญกว่าม้ามึง พี่มึง สำคัญกว่าอาม่าหรือไง มึงถึงไม่เห็นหัวใครในบ้านเลยสักคน” ทั้งที่เฝ้าบอกตัวเองว่าให้อดทน ไม่ใช้อารมณ์กับลูกแท้ๆ แต่เมื่ออีกฝ่ายทำหน้าซื่อตาใส เหตุผลไร้สาระเมื่อครู่จึงวิ่งวนอยู่ในหัว จิตใจเลยพลอยวุ่นวายจนคนเป็นพ่อฉุนจัด...

ลูกชายเขาลงทุนหนีออกจากบ้านเพราะจะไปเตะบอล แล้วต่อจากนี้ไป เขายังจะห้ามปรามอะไรไจ๋ได้อีก?!

ไจ๋เม้มปาก นั่งนิ่ง ไม่ไหวติง หากแต่สองมือที่วางอยู่เหนือหน้าตักกลับบีบเคล้นจนแน่น

ทำไมป๊าต้องเอาเรื่องเตะบอลไปเทียบกับตัวเอง กับหม่าม้า กับอาม่า กับเจ้ต้องด้วย ไม่เห็นมันจะเหมือนกันเลย แล้วอย่างนี้ไจ๋จะตอบคำถามของป๊าได้ยังไง

“มึงรู้ไหมไอ้ไจ๋ว่าคนอื่นเขาเป็นห่วงมึงจนไม่เป็นอันทำอะไร... ข้าวปลาก็ไม่ได้กิน ร้านเริ้นก็ไม่ได้ไปดู เสียหายกันไปหมดเพราะมึงคนเดียว มึงเห็นไหมเนี่ย!” คนเป็นพ่อเผลอตัวตวาดเสียงดังอย่างเหลืออด

“ไจ๋ขอโทษ” เด็กชายเม้มปากพลางช้อนตามองพ่อปริบๆ “ไจ๋แค่อยากไปเตะบอลกับเพื่อนเฉยๆ ”

สีหน้าสำนึกผิดอย่างบริสุทธิ์ใจของลูกชายทำเอาเม้งใจอ่อนยวบ ตั้งแต่แรกที่รู้ว่าไจ๋ติดอ่าง แม้จะไม่เคยยอมรับ แต่สำหรับเม้งแล้ว ไม่ว่าไจ๋จะทำผิดพลาดสักกี่ครั้ง ลูกคนนี้ก็มักจะได้รับสิทธิพิเศษกว่าผู้ใดในบ้านเสมอ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

เจ้าของร้านชำสูดลมหายใจอย่างอดกลั้นพลางรวบรัดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “เสาร์อาทิตย์นี้มึงไม่ต้องออกไปไหนทั้งนั้นนะไอ้ไจ๋ ถ้ามึงยังจะหนีออกจากบ้านอีกล่ะก็ กูนี่แหละที่จะตีมึงให้ขาหัก”

งานก็เร่ง ครั้นจะพาไจ๋ไปที่ร้านเสียด้วยกัน เม้งก็กลัวทนดูลูกชายนั่งเหม่อลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอีกไม่ไหว ที่สำคัญ หากเผลอปล่อยเจ้าตัวให้คลาดสายตา แล้วไจ๋เกิดแอบหนีไปอีกรอบ เขากับสร้อยคงประคองสติไม่ได้ เพราะฉะนั้น ให้ไจ๋อยู่ที่บ้านภายใต้สายตาของภรรยากับมารดาน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายในเวลานี้

เม้งผุดลุกขึ้น คว้ากุญแจรถ กระเป๋าสตางค์ กับโทรศัพท์มือถือ แล้วหมุนตัวหมายจะออกไปจากบ้าน เห็นท่าทีหุนหันของสามีสร้อยจึงอดถามขึ้นไม่ได้ “เฮียจะไปไหน”

“ไปดูร้าน” เจ้าของร้านชำสั่งความกับคู่ชีวิตหากแต่หางตากลับมองปรามลูกชายทิ้งท้าย “ดูมันด้วยนะสร้อย ถ้ามันดื้อ พูดไม่ฟัง กลับมาเฮียจะตีมันให้เตะบอลไม่ได้อีกเลย”

•✤•TBC•✤•

เนื่องจากเราจะลาไปเที่ยว ดังนั้นเราจึงมาส่งใบลากับทุกคนค่ะ
แต่เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ปล่อยให้ทุกคนต้องอารมณ์ค้างกับดราม่าภายในบ้านไจ๋
การหายหน้าไปถึงสามอาทิตย์ของเราจึงมาพร้อมกับการลงนิยายติดกันสามวันรวดไปเล้ย (จุดพลุ!)
เพราะฉะนั้น อย่าลืมมาเจอกันพรุ่งนี้เด้อพี่น้อง!!

ป.ล. หากใครเล่นทวิตเตอร์ อย่าลืมติดแท็ก #พิษข้างบ้าน น้า เราจะตามไปชวนคุย
(แต่ช่วงหนีเที่ยว เราอาจจะรีทวิตช้าไปบ้าง ขอได้โปรดอย่าถือสากันเลยนะคะ)
รักคนอ่านทุกๆ ท่านค่ะ หอมหัว กอดแน่น!
 ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)


•✤•K.mab:•✤•
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์และกำลังใจนะคะ ไว้ถ้าว่างๆ เข้ามาคุยกันอีกเด้อ
(รับรองว่าเราคงได้คุยกันอีกนานเพราะกว่าน้องไจ๋จะโตก็อีกหลายสิบตอนเลย 555)
เรารอที่จะได้พูดคุยกับคุณทั้งในเล้าและในทวิตภพอีกนะค้า ^_^  :L1:


•✤•K. วายซ่า:•✤•
พออ่านตอนนี้จบ คุณวายซ่าอาจจะเลิกห่วงน้องไจ๋แล้วหันมาห่วงป๊าแทนนะคะ 555
เพื่อความสบายใจ เราแอบกระซิบนิดนึงแล้วกันว่า ป๊าจะยอมน้องแล้วค่ะ ไม่ต้องห่วงน้องเน่อ
ส่วนเฮียคุนนั้น...หลังจากนี้เราจะได้เห็นความอวย ความเอ็นดูน้องต่ายหลุดออกมาเรื่อยๆ ค่ะ  :L2:


•✤•K. Ac118:•✤•
5555 คุณ Ac118 ขา คุณ Ac118 เล่นเมนต์เสียจนเรือเด็กติดเครื่องเหินไปไกลแล้วอ่า
เจเจ้ข้างบ้านลงทุนดักทางเฮียคุนเสียแต่เนิ่นๆ แล้วต่อไปจะเหลืออะไรให้เฮียคุนแสดงความหลงต่ายออกมาได้อีกเล่า
คิดแล้วก็สงสารพ่อพระเอกวัยเยาว์ของพวกเรานะคะ
สงสัยต้องบอกให้เฮียคุนงัดความอยากน้วยน้องออกมาเอาใจเหล่าเจเจ้มากกว่านี้เสียแล้ว
รักคุณ Ac118 มากนะคะ จุ๊บๆๆๆ  :กอด1:


 
•✤•K.smmikie:•✤•
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ เราว่าเรื่องของเจ้ต้องเองก็ค่อนข้างซับซ้อนอยู่พอสมควร
การเป็นลูกคนโตที่ขาดความรักเพราะพ่อแม่รู้สึกติดค้างน้องชายมากกว่า น่าจะเป็นปัญหาหนักของต้องจิตในวัยสิบเอ็ดขวบที่จะทำความเข้าใจและก้าวข้ามโดยไม่สร้างบาดแผลให้แก่ทั้งตัวเองและคนรอบข้างค่ะ
อย่างไรก็ดี การที่ต้องเป็นแบบนี้ก็เป็นเหตุให้ไจ๋โหยหาความสัมพันธ์ที่จะทดแทนสิ่งที่พี่สาวให้ไม่ได้
นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไจ๋สนใจเด็กข้างบ้านเป็นพิเศษ
เราหวังว่า เราจะได้คุยกับคุณ smmikie อีกนะคะ ^_^
ขอบคุณมากๆ เลยที่แวะเข้ามาคุยกันค่ะ  :pig4:


•✤•K.KizzllKizz:•✤•
แง ดีใจที่ได้อ่านเมนต์ของคุณ KizzllKizz มากๆ เลยค่ะ
เจ้ต้องเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ป๊ากับม้าทำแบบเต็มๆ ไม่ต่างจากไจ๋
แต่การที่ป๊ากับม้าเป็นแบบนี้ ก็ใช่ว่าไม่มีที่มาที่ไป (อย่างที่เราเคยบอกว่า เราจะเขียนเรื่องของป๊าให้ได้อ่านกันในภายหลัง)
เอาเป็นว่า พวกเรามาจับมือกันแล้วคอยเอาใจช่วยครอบครัวของไจ๋ไปเรื่อยๆ นะคะ

ส่วนเฮียคุนน้านนนนน เราขอไม่พูดอะไรตอนนี้แล้วกันค่ะ
ไว้รอดูการกระทำของพ่อคุณในตอนต่อๆ ไปเองก็พอจะบอกอะไรได้แล้วแหละ
(แหม... ก็แค่เด็กประถมคุยกันแหละเนอะ มันจะไปมีอาไร้ // หลบสายตา)
รักคุณ KizzllKizz มากนะคะ จุ๊บๆ!!  :mew1:


ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 751
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +65/-0
โอ้ยยย เจ้าลูกกระต่าย แอบเต๊าะแต๊ะหนีออกจากบ้าน จะไปเตะบอลกับเฮียคุน! ช่างมุ่งมั่นเหลือเกินลู๊กก

ยื่นพาราให้ป๊า ใจร่มนะป๊า ยังไงป๊าก็ได้เด็กข้างบ้านเป็นลูกเขยแน่ๆ :laugh:

ป๊า/ล้มโต๊ะ!!! อ๊ากกก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-11-2019 23:50:30 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ KizzllKizz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-1
เจ้าไจ๋หนีออกจากบ้านแบบหน้าซื่อๆ เหมือนไม่รู้ตัวด้วยว่าตัวเองทำอะไรผิด5555555555
ไจ๋เป็นเด็กที่โดนหลอกง่ายอะ ถ้าคุณลุงคุณป้าเป็นคนไม่ดีก็คือเรียบร้อยไปแล้ว  :hao5:

ยังรอโมเม้นท์น่ารักของพี่คุนกับไจ๋นะคะ อดเปรี้ยวไว้กินหวานนน ขอแบบจัดๆเลยค่ะ  :hao7:


เราชอบคอมเมนท์เรื่องนี้เพราะคุณ Malimaru ใส่ใจคนอ่านจริงๆค่ะ ตอบกลับทุกคอมเมนท์เลย
เป็นกำลังใจให้นะคะ เที่ยวให้สนุก!
 :L2:

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
- 15 -


“...ไจ๋...”

“อยู่หรือเปล่า...ไจ๋”

“...ไจ๋...”

เสียงเรียกขานซ้ำๆ ที่ดังมาจากด้านนอกระเบียงหลังห้องทำไจ๋สะดุ้งตื่น เด็กชายยันลำตัวขึ้นจากเตียงแล้วเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ต่อเมื่อได้ยินเสียงนั้นซ้ำอีกครั้งแถมยังชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ร่างเล็กๆ ก็ผุดลุกขึ้นอย่างซวนเซก่อนจะวิ่งตุปัดตุเป๋ไปเกาะเหล็กดัดตรงหน้าต่างพลางขยี้ตาแล้วเพ่งมอง

ในกรอบสายตาของเด็กชาย ณ เวลานี้มีเพียงภาพของเฮียคุนขณะเจ้าตัวกำลังชะโงกหน้าข้ามระเบียงพยายามเมียงมองลอดช่องว่างระหว่างผืนผ้าม่านเข้ามาด้านใน เห็นดังนั้น ไจ๋เลยรีบเปิดประตูหลังห้องแล้ววิ่งออกไปรายงานตัวกับอีกฝ่ายด้วยความกระตือรือร้นเป็นที่สุด

“เฮียคุน!”

“ทำไมวันนี้ไม่ไปเตะบอล”

ไจ๋หาวหวอดพลางขยี้ตาเร็วๆ แล้วจึงรีบตอบคำถามของเพื่อนข้างบ้าน “ไจ๋ออกไปข้างนอกไม่ได้”

คุนถอนหายใจ อันที่จริงเขาพอจะเดาคำตอบนี้ได้ เพราะก่อนจะออกจากบ้านไปเตะบอลเมื่อตอนบ่าย เขาลงทุนเดินเฉียดผ่านหน้าร้านชำอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ไจ๋ก็ไม่ออกมา พอขอให้น้าชายช่วยมาเรียกหาไจ๋ ก็ไร้วี่แววจนสุดท้ายต้องไปโรงเรียนตามลำพัง แต่เหตุผลที่เด็กข้างบ้านเบี้ยวนัดนี่สิ คืออะไรกันแน่นะ

“ทำไมถึงออกไม่ได้"

ไจ๋ทำปากยื่นพลางเอ่ยเสียงอู้อี้ “ป๊าไม่ให้ไจ๋ออกจากบ้านสองวัน”

“หือ?” คุนขมวดคิ้วพลางจ้องหน้าคู่สนทนาอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมล่ะ”

ใบหน้าเล็กๆ ของไจ๋ดูหม่นหมองในชั่วพริบตา เด็กชายทอดสายตาลงมองกระเบื้องหลังคาชั้นหนึ่งของบ้านข้างๆ ที่เห็นผ่านช่องว่างระหว่างระเบียงทั้งสองบ้านพลางอธิบายด้วยเสียงของคนเพิ่งตื่นนอน “ไจ๋แอบออกไประ โรงเรียนมาเมื่อเช้า”

“ไปทำไม” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวแอบลากสายตามองริ้วสีแดงที่พาดผ่านแก้มซ้ายของไจ๋อยู่ชั่วอึดใจ เมื่อแน่ใจว่าเป็นรอยประทับของผ้าห่มยู่ย่น ก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก...

ค่อยยังชั่วหน่อยที่ป๊าไจ๋ไม่ได้ทำอะไรไจ๋อย่างที่เขาเผลอกังวล

“ไประ รอเตะบอล”

“หา?” คุนเลิกคิ้ว จ้องหน้าคู่สนทนาอย่างงุนงง เขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าไจ๋ทำแบบนั้นไปทำไม...

พวกเขาไม่ได้ตกลงเวลากันไว้แล้วหรอกเหรอ?

สีหน้าแปลกใจของเฮียคุนปัดเป่าความง่วงงุนให้ปลิวหาย ที่สุดลูกชายร้านชำก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเต็มร้อย เจ้าตัวจึงเท้าความถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้อย่างฉะฉาน “เมื่อวานตอนขอป๊าไปเตะบอล ป๊าไม่ยอม แต่ไจ๋อยากเตะบอลกับเฮียคุน ไจ๋ละ เลยต้องแอบออกไป”

“ไจ๋แอบออกไปโรงเรียนคนเดียวเหรอ?!”

“อือ”

“ไปตอนกี่โมง”

“...อืม...” ไจ๋ครางในลำคอพลางนิ่งนึกเพราะไม่แน่ใจ ตอนนั้นเขารู้เพียงแค่ว่า ทันทีที่ตื่นนอน จะต้องรีบเตรียมตัวแล้วออกจากบ้านไปก่อนที่ใครเห็น เขาเลยไม่ทันได้สนใจเวลา....

ถ้าอย่างนั้นก็กะเอาแล้วกัน

“หกโมงมั้ง”

ฟังแล้วคุนก็ยิ่งตกใจแต่ก็ไม่วายถามต่อ “แล้วไปยังไง”

คำถามนี้หม่าม้าถามไจ๋ไปแล้ว พอต้องเล่าให้เฮียคุนฟังอีกรอบ ไจ๋เลยตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “เดินไป”

คุนขยี้หัวอย่างหงุดหงิดแล้วเปลี่ยนคำถามใหม่ “ไม่ใช่ๆ หมายถึงแอบออกจากบ้านไปยังไง”

“ประตูละ หลังบ้าน ไจ๋แอบออกไปตอนไม่มีใครอยู่” เมื่อสบโอกาสได้เล่าถึงช่วงเวลาน่าตื่นเต้นให้เพื่อนคนสำคัญฟัง ลูกชายร้านชำก็ตาเป็นประกาย ซ้ำยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความภาคภูมิใจในความสามารถของตัวเอง

“ไจ๋เดินไปโรงเรียนคนเดียวตอนหกโมงเนี่ยนะ!”

“ช่าย” ไจ๋พยักหน้าหงึกหงักแล้วเม้มปากกลั้นยิ้ม... ถึงกับทำให้เฮียคุนตกใจได้ เขานี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย

คุนถอนหายใจยืดยาว ยิ่งฟังเขาก็ยิ่งหนักใจแทนป๊าของไจ๋อย่างไรบอกไม่ถูก “แล้วไจ๋ไปอยู่ไหน ไม่รู้หรือไงว่าประตูโรงเรียนมันยังไม่เปิด”

“หึ” ไจ๋ส่ายหัว แต่พอเห็นคู่สนทนาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดก็เผลอย่นจมูก “ไจ๋นั่งอยู่ในป้อมยาม คุณละ ลุงยามที่ระ โรงเรียนมัธยมชวนไจ๋ไปนั่งด้วย ละ แล้วป๊ากับหม่าม้าก็มาระ รับ”

คุนหลับตาพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้ง “ทีหลังถ้าป๊าไม่อนุญาต ไจ๋ก็ไม่ต้องแอบออกไปอีกนะ”

“แต่ไจ๋อยากไปเตะบอลกับเฮียคุนนี่”

“ไม่ได้ ถ้าป๊าไม่อนุญาตก็ไปไม่ได้” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดพลางจ้องหน้าเด็กข้างบ้านอย่างจริงจัง ท่าทีขึงขังของเฮียคุนทำเอาไจ๋เม้มปากแน่น ไม่กล้าพูดแทรก “แอบหนีไปคนเดียวแบบนี้มันอันตรายจะตาย ถ้าเกิดเมื่อเช้าป๊ากับม้าหาไจ๋ไม่เจอ ไจ๋ไม่คิดเหรอว่าทุกคนในบ้านจะเป็นห่วงแค่ไหน”

ขณะนิ่งฟังสิ่งที่เฮียคุนพูด ลูกชายร้านชำก็อดนึกถึงสีหน้าของป๊า หม่าม้า และอาม่าไม่ได้

เมื่อเช้าหลังจากป๊าออกไปที่ร้าน หม่าม้าบอกให้ไจ๋เล่าเรื่องทั้งหมดให้อาม่าฟังใหม่อีกรอบ พอไจ๋พูดจบ หม่าม้ากับอาม่าก็พูดเหมือนเฮียคุนเปี๊ยบเลย...

แย่แล้ว สงสัยคราวนี้ไจ๋จะทำผิดกับทุกคนมากจริงๆ

“ไจ๋ไม่ได้ตั้งใจ ไจ๋ขอโทษ”

“ไจ๋จะขอโทษเฮียทำไม คนที่ไจ๋ต้องขอโทษคือทุกคนในบ้านไจ๋มากกว่า” คุนทำเสียงเข้ม เด็กชายจับจ้องคู่สนทนาอย่างตั้งใจคล้ายกับไม่อยากให้อารมณ์ใดๆ บนใบหน้าอีกฝ่ายเล็ดรอดไปจากสายตา “ไจ๋ขอโทษทุกคนในบ้านหรือยัง”

ไจ๋เม้มปาก กลอกตามองซ้ายทีขวาทีก่อนจะยอมรับเสียงอ่อน “ยัง”

ยังเหลือเจ้ต้อง แต่ไม่ต้องขอโทษเจ้ต้องก็ได้มั้ง

“อย่าลืมไปขอโทษให้ครบด้วย” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวสำทับซ้ำ เน้นย้ำใจความสำคัญอีกครั้งเพราะรู้ดีว่า เรื่องที่ไจ๋ทำ น่าจะเป็นเหตุให้พ่อกับแม่ของไจ๋กังวลใจไปอีกนาน ขนาดเขาที่ไม่เกี่ยวอะไรด้วยยังอดใจหายแทนไม่ได้

“อือ” ลูกชายร้านชำครางรับด้วยสีหน้าสลดหดหู่ ถ้าเฮียคุนไม่บอก เขาจะสำนึกถึงความผิดที่ตัวเองก่อเอาไว้ได้ไหมนะ?

“แล้วก็...” คุนมองหน้าจ๋อยๆ ของไจ๋แล้วก็หลุดยิ้มอย่างอ่อนใจ “...ถ้าคราวหน้าป๊าไม่อนุญาตก็มาบอกเฮียด้วย อย่าปล่อยให้เฮียคอยเก้อ เข้าใจไหม”

“ขอโทษนะ” ไจ๋เปรยเสียงอ่อย วันนี้เขาโดนคนในบ้านตามประกบตลอดทั้งวัน ขนาดอ้างกับหม่าม้าว่าง่วงแล้วขอขึ้นมานั่งเล่นนอนเล่นบนห้องตัวเอง หม่าม้ายังให้พี่แต้วมาคอยอยู่เป็นเพื่อน ไจ๋เลยไม่ได้ส่งข่าวให้เฮียคุนรู้ล่วงหน้า ซ้ำพอกลิ้งไปกลิ้งมาดันเผลอหลับยาวเสียได้

“ช่างเหอะ ไม่ต้องขอโทษแล้ว” ท่าทางหงอๆ เหมือนลูกกระต่ายป่วยของเด็กข้างบ้านทำคุนหลุดหัวเราะ ลืมทำหน้าดุไปในพริบตา ฝ่ายไจ๋ที่รับรู้ได้ว่าบรรยากาศในการสนทนาเริ่มผ่อนคลายก็ชิงเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

“วันนี้แข่งบอลเป็นไง เฮียชนะไหม”

“แพ้... สามนัดรวด แถมป่านมันยังเสียบทุกคนล้มเหมือนเดิม ขนาดมันเป็นโกลนะนั่น” พูดถึงตรงนี้คุนก็หัวเราะพรืด ก่อนจะทำหน้าปลงๆ กับทักษะในการทำลายจังหวะเล่นฟุตบอลของป่านที่ยังคงเฉียบขาดไม่เปลี่ยนแปลง

“จริงดิ” ไจ๋เบิกตาโตคล้ายไม่เชื่อ

เฮียคุนกับพี่ริวเตะบอลเก่งออก จะแพ้รวดได้ยังไงกัน

“อือ” ว่าแล้ว คุนก็ถลกชายกางเกงขึ้น เผยให้เห็นแผลถลอกเหนือหัวเข่าที่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ “อันนี้ของเฮีย ริวกับปอได้ไปคนละสองแผล”

ลูกชายร้านชำย่อตัวลงนั่งยองๆ แล้วยื่นแขนผ่านซี่ลูกกรงระเบียงไปลูบคราบทิงเจอร์ซึ่งปาดเกินจากปากแผลออกมาพอสมควร “เฮียเจ็บไหม”

สัมผัสแผ่วเบาผ่านปลายนิ้วทำเอาคนเจ็บรู้สึกคันยิบๆ ในใจเผลอยกมือขึ้นเกาแก้มโดยไม่ทันรู้ตัว “ก็... นิดหน่อย”

“เฮียอย่าให้ผะ แผลโดนน้ำนะ ไม่งั้นมันจะเป็นหนอง” ไจ๋ชักฝ่ามือกลับมาเกาะซี่ระเบียงก่อนจะแนบกึ่งกลางหน้าผากลงพิงซี่เหล็ก สองตากลมโตมองลอดช่องว่าง จับจ้องแผลบนหัวเข่าเพื่อนข้างบ้านอย่างจดจ่อคล้ายกับแผลนั้นมีลายแทงขุมทรัพย์ซุกซ่อนอยู่

“รู้ได้ไงอะ”

คนนั่งยองเอียงคอ หรี่ตามองสบตากับคู่สนทนาซึ่งกำลังยืนมองตนจากมุมที่สูงกว่า “ไจ๋เคยหัวแตก หมอไม่ให้สระผมละ เลยตั้งอาทิตย์นึงแน่ะ”

“หัวเน่าเลยดิตอนนั้นอะ” คุนอมยิ้ม

“ช่าย” ไจ๋พยักหน้ารับพลางยืนขึ้นก่อนจะทิ้งสะโพกพิงขอบระเบียงอย่างเกียจคร้าน “ถ้าอยากหายระ เร็วๆ เฮียก็ต้องระ ระวังนะ”

พอได้สบสายตากันในระนาบเดิม คุนก็อมยิ้มพลางรับปากหนักแน่น “อือ”

“พรุ่งนี้เฮียไปละ เล่นที่ไหน”

“ไม่ไป อยู่บ้าน”

“ไจ๋ก็อยู่บ้าน” ไจ๋ยิ้มกว้างจนตากลมกลายเส้นโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ทั้งที่ออกไปเล่นข้างนอกไม่ได้ แต่เขากลับดีใจที่รู้ว่าเด็กข้างบ้านก็จะไม่ไปไหนเหมือนกัน

คุนยิ้มมุมปาก ดวงตาทั้งสองข้างของเด็กชายสุกสว่างเป็นประกายคล้ายกับเพิ่งคิดอะไรดีๆ ได้หมาดๆ “บ่ายๆ มาเจอกันไหม”

“ที่นี่ไง?” ไจ๋อ้าปากหวอ สองตาจับจ้องใบหน้าคู่สนทนาอย่างประหลาดใจ

“แล้วไจ๋ออกจากบ้านได้เหรอไง”

“ม่าย ออกไม่ได้” เพราะเฮียคุนหลุดขำพรืด ลูกชายร้านชำเลยฉีกยิ้มขวยเขิน “งั้นก็มาเจอกันที่นี่เหมือนเดิมเนอะ” ไจ๋ยื่นข้อเสนอพลางตั้งใจว่า วันพรุ่งนี้ ตนจะรีบตื่นนอนแล้วมารออีกฝ่าย และถ้าหม่าม้าไม่ว่าอะไร เขาจะลองขอเอาข้าวขึ้นมากินข้างบนเสียให้รู้แล้วรู้รอด

“ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้เฮียจะมาเรียก”

“อื้อ ไจ๋จะระ รอนะ” ไจ๋พยักหน้าอย่างจริงจังจนหัวสั่นหัวคลอน เห็นดังนั้น ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวจึงยื่นมือมาลูบหัวเขาอยู่สองสามทีก่อนเอ่ยทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

“ไปนะ เจอกันพรุ่งนี้”

•✤•✤•✤•

เพราะตั้งตารอคอยนัดหมายวันนี้มาตั้งแต่เช้าตรู่ ดังนั้น เพียงแค่หูแว่วเสียงเปิดประตูที่ดังมาจากทิศทางของข้างบ้าน ไจ๋ก็รีบวิ่งมาแง้มม่านรอท่าด้วยอยากแน่ใจว่าเป็นเฮียคุนจริงหรือไม่ ถึงจะต้องแกร่วรออีกฝ่ายจนบ่ายคล้อย แต่ที่สุดความพยายามก็ประสบผล... เฮียคุนมาแล้ว!

“เฮียคุน!” ไจ๋วิ่งออกไปยืนเกาะราวระเบียงฝั่งที่ติดกับข้างบ้าน

“เคยเล่นไหม” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวยืนยิ้มเผล่พิงราวระเบียง มือข้างหนึ่งชูกระป๋องนมสองกระป๋องที่ร้อยเชือกเอาไว้ด้วยกันคล้ายจงใจอวด

ไจ๋จ้องมองของในมือเพื่อนพลางส่ายหัว “อะระ ไรอะ”

คุนไม่ตอบ หากแต่ส่งกระป๋องพ่วงเชือกอันหนึ่งให้ “อะ ถือไว้”

เห็นไจ๋ใช้สองมือประคองกระป๋องนมเอาไว้อย่างแน่นหนา คุนก็ถือกระป๋องนมอีกใบก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆ จนเส้นเชือกที่เชื่อมกระป๋องสีเงินทั้งสองเอาไว้ด้วยกันถูกขึงจนตึง “ลองเอาหูแนบกระป๋องดูเร็ว”

ไจ๋ไม่รู้สักนิดว่ากระป๋องนมร้อยเชือกที่ตนถืออยู่นั้นมีความพิเศษเช่นไร แต่พอเฮียคุนออกคำสั่ง เด็กชายก็พร้อมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทว่าทันทีที่ปากกระป๋องนมครอบเหนือใบหู ไจ๋ก็ทำหน้าประหลาดใจพร้อมกับคลี่ยิ้มกว้างอย่างทึ่งๆ

“โหล เทสต์ โหลๆ ” เสียงที่กรอกตรงเข้าในรูหูคือเสียงของเด็กข้างบ้านไม่ผิดแน่ แต่การได้ฟังเสียงพูดของอีกฝ่ายผ่านกระป๋องนมทั้งที่พวกเขายืนห่างกันเป็นโยชน์ทำเอาไจ๋จับจ้องเพื่อนข้างบ้านไม่วางตา

ทำไมถึงได้ยินทุกอย่างชัดแจ๋วเหมือนกับเฮียคุนกำลังพูดอยู่ข้างๆ หูไจ๋เลยล่ะ?

“ไหนไจ๋ลองพูดกับเฮียซิ”

หา? ถึงตาไจ๋พูดแล้วเหรอ?

“ละ โหลๆ เฮียคุนได้ยินไหม” อารามตื่นเต้นยินดี ลูกชายร้านชำจึงโต้ตอบกับเด็กข้างบ้านโดยไม่ได้จ่อปากลงในกระป๋องนม ดีว่าเส้นเชือกที่ร้อยกระป๋องทั้งสองใบเอาไว้ด้วยกันไม่ยาวนัก ฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงระเบียงอีกฟากจึงได้ยินประโยคเมื่อครู่อย่างชัดเจน

คุนหัวเราะลั่นก่อนจะชี้แนะทางสว่างให้เพื่อนอย่างทันท่วงที “พูดใส่กระป๋องซี่”

ไจ๋เม้มปากกลั้นยิ้ม ถึงจะเกิดความผิดพลาดทางเทคนิคเล็กน้อย แต่ทันทีที่รู้เคล็ดลับ ไจ๋ก็จับทิศทางในการเล่นโทรศัพท์กระป๋องได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งคู่จึงเปลี่ยนท่วงท่าเป็นนั่งขัดสมาธิ หันหน้าเข้าหาอีกฝ่ายแล้วพูดคุยกันผ่านกระป๋องนมเจาะก้นร้อยเชือกกันอย่างสนุกสนาน

“ทำไมเฮียคุนถึงชอบไวแอ็ตต์อะ”

คุนเหลือบมองเจ้าของคำถามที่เอาหูแนบกระป๋องนมพลางปรายหางตาจ้องมองตนด้วยสายตาคาดหวัง เด็กชายทบทวนความรู้สึกต่อตัวการ์ตูนที่ชอบอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ก็ไวแอ็ตต์เก่ง ขนาดตามองไม่เห็นแต่สุดท้ายก็ยังได้เป็นปรมาจารย์แห่งแสงที่อายุน้อยที่สุดของอันเดอร์เวิร์ล แถมตอนที่ทั้งหมดทำสงครามกับพวกปีศาจ ไวแอ็ตต์ยังเป็นที่พึ่งให้คนอื่น แถมยังคอยช่วยเหลือทุกๆ คนอีกต่างหาก”

“ไวแอ็ตต์เป็นปรมาจารย์แห่งแสงระ เหรอ?”

คุนหัวเราะพลางพยักหน้ารับ ขนาดนั่งห่างกันตั้งไกล เขากลับมองเห็นดวงตาดำขลับ กลมโตดูแวววาวของลูกกระต่ายตื่นตระหนกตรงอีกฟากระเบียงได้อย่างชัดเจน “เฮียไม่น่าเฉลยเลย แล้วอย่างนี้ไจ๋ยังจะอ่านเล่มห้าต่อไหมเนี่ย”

“อ่านสิ แต่...ไว้ไจ๋ซื้ออ่านเองดีกว่า” ไจ๋เบือนหน้าไปอีกทาง จากนั้นจึงครอบกระป๋องประกบใบหูรอท่า

น้ำเสียงไม่มั่นใจนั้นทำเอาคุนตวัดสายตาจับจ้องคู่สนทนานิ่งนาน สีหน้าตื่นเต้นสดใสเมื่อครู่เลือนหาย บัดนี้เหลือเพียงความรู้สึกผิดติดอยู่บนใบหน้าของไจ๋ คุนทนเห็นเด็กข้างบ้านโทษตัวเองอีกไม่ไหว เด็กชายจึงผุดลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็นไร อ่านของเฮียนี่แหละ”

ไจ๋ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวพร้อมๆ กันกับที่สายเชือกผ่อนลงกะทันหัน รู้ดังนั้น เด็กชายจึงผินหน้าไปมองหาเพื่อนข้างบ้าน อึดใจให้หลัง อีกฝ่ายก็เดินออกมาจากห้องพร้อมกับหนังสือการ์ตูนหนึ่งตั้ง

“อะ เล่มห้าถึงเล่มสิบ” คุนเอ่ยพลางวางกองหนังสือลงบนขอบระเบียง

ลูกชายร้านชำวางกระป๋องลงกับพื้น หยัดตัวลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาเด็กข้างบ้านด้วยสีหน้าหนักใจ

“ถ้ารอบนี้ขาดอีกก็ไม่ต้องซื้อใหม่นะ เดี๋ยวค่อยซ่อมเอา” เจ้าของการ์ตูนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ พลางดีดนิ้วเคาะหน้าปกหนังสือเล่มบนสุดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ 

“ไม่ขาด” ไจ๋ส่ายหัวดิก จะอย่างไรเขาก็ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอสุดใจกว้างดังกล่าว “ไจ๋จะเก็บหนังสือดีๆ ”

คุนยิ้มพลางขยี้หัวไจ๋เบาๆ “งั้นก็อ่านให้สนุก ไม่ต้องรีบนะ”

ไจ๋เหลือบตาขึ้นมองหน้าเฮียคุนแล้วก็ถอนหายใจ เด็กชายเม้มปากทำหน้าเครียดโดยไม่ตอบคำ
“เลิกคิดมากได้แล้ว โอเคไหม” จนบัดนี้ ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวก็ยังคงปักใจไม่คลายว่า สาเหตุที่อีกฝ่ายยังคงทำหน้าเศร้าอยู่เนืองๆ เป็นเพราะเรื่องคราวที่แล้ว

ที่ไหนได้...

“ไจ๋ไม่ได้คิดมาก” คนพูดหลุบตามองพื้นแล้วอ้อมแอ้ม แก้มทั้งสองข้างขึ้นสีแดงเรื่อโดยที่เจ้าของไม่ทันรู้ตัว “คราวที่ละ แล้ว ไจ๋ยังอ่านละ เล่มสี่ไม่จบ”

คุนหัวเราะด้วยความขบขันพอๆ กับโล่งอก เด็กชายขยี้ผมเพื่อนข้างบ้านอีกครั้งอย่างมันเขี้ยว “โอเค เดี๋ยวเฮียไปหยิบให้นะ”

“อือ” ไจ๋อมยิ้มกับตัวเองอย่างเขินอาย...

ทำไงได้ ก็ไจ๋อ่านหนังสือช้านี่นา

•✤•✤•✤•


ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
“ไจ๋” ก่อนลูกชายจะก้าวเท้าเข้าโรงเรียน สร้อยก็กระตุกข้อมือลูกชายเบาๆ จนเจ้าตัวแหงนหน้าขึ้นมองกัน

“หือ?”

“เมื่อคืนป๊าบอกหม่าม้าว่า ป๊าจะไม่ห้ามใจเรื่องคบเพื่อนแล้วนะ” คนเป็นแม่ยิ้มพลางโอบไหล่ ดึงตัวเลือดเนื้อเชื้อไขให้หลบคนที่กำลังเดินผ่านทางมา

เด็กชายมองหน้ามารดาด้วยสายตาเป็นประกาย “จริงระ เหรอหม่าม้า”

“จริงสิ หม่าม้าไม่ล้อเล่นหรอก”

“ขอบคุณครับ!” ไจ๋ยกมือขึ้นประนมแล้วก้มหัวไหว้แม่อย่างตั้งอกตั้งใจ

สร้อยหัวเราะเบาๆ พลางลูบหัวทุยๆ ของลูกชายด้วยความเอ็นดู “เย็นนี้อย่าลืมขอบคุณป๊าด้วยล่ะ”

“อื้อ”

“อ้อ เกือบลืมเลย” สร้อยๆ บีบไหล่ลูกชายเบาๆ อยู่ๆ หล่อนก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ยังมีอีกเรื่องที่ต้องบอกก่อนทั้งคู่จะต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน “เย็นนี้ไจ๋กลับบ้านเองนะ”

“หือ?” เด็กชายเลิกคิ้วมองผู้ให้กำเนิดอย่างสงสัย “ป๊ากับหม่าม้าไม่มาระ รับไจ๋แล้วเหรอ”

คนเป็นแม่พยักหน้า “ป๊ากับหม่าม้าต้องไปดูร้านใหม่ เดี๋ยวจะเสร็จไม่ทันเดือนหน้า”

ไจ๋ยังไม่ทันตอบคำ สร้อยก็รีบฉุดข้อมือลูกชายให้หลบรถมอเตอร์ไซค์ของตำรวจจราจรที่เพิ่งเคลื่อนมาจอดบนทางเท้า โดยไม่สนใจว่าตนได้สร้างปัญหาให้ใครหรือไม่ แม้สายตาหล่อนจะกำลังมองตำหนิเจ้าหน้าที่ผู้นั้นแต่สร้อยก็ยังเอ่ยกำชับลูกชายได้อย่างลื่นไหล ไม่ขาดตอน “ตอนเดินกลับบ้านก็ระวัง จะข้ามถนนก็ต้องดูรถดูไฟให้ดีๆ นะ รู้ไหม”

“อื้อ”

“ช่วงนี้ป๊ากับหม่าม้าแล้วก็เจ้ต้องจะกลับบ้านเย็นหน่อย ถ้ามีการบ้านก็รีบทำให้เสร็จ แล้วก็อย่าดื้อกับอาม่า อาม่าพูดอะไรก็ต้องเชื่อฟัง เข้าใจไหม” เป็นเพราะโดนตำรวจไล่ที่ สร้อยจึงรวบรัดพลางดันไหล่ลูกชาย ส่งสัญญาณอ้อมๆ ให้เจ้าตัวเดินเข้าโรงเรียน

“เข้าใจ” ไจ๋มองหน้าหม่าม้าแล้วโผเข้าไปกอดเอวหล่อนเร็วๆ ก่อนผละจาก “ไจ๋ระ รักหม่าม้านะ”

“อือ” สร้อยยิ้ม ลูบหัวลูกชายเบาๆ จากนั้นจึงจับบ่าเจ้าตัวให้หันหลังไปยังทิศทางตรงข้าม “ไป เข้าไปได้แล้ว เดี๋ยวสาย”

ไจ๋เหลียวมองหน้าแม่อีกครั้ง ริมฝีปากรูปกระจับสีแดงสดบิดเป็นรูปโค้งเล็กๆ เผยให้เห็นฟันขาวกระจ่าง เด็กชายกระชับฝ่ามือจับสายกระเป๋าทั้งสองข้างอย่างแน่นหนา จากนั้นจึงเดินเข้าโรงเรียนด้วยท่วงท่ากระฉับกระเฉง

•✤•✤•✤•

“เมื่อวันเสาร์มึงไปไหนวะไจ๋ ทำไมไม่มาเตะบอล” ปอเดินเข้ามาถามในขณะที่ไจ๋กำลังเทเศษข้าวที่เหลือในถาดอาหารกลางวันลงถังพลาสติกใบใหญ่สำหรับใส่เศษอาหาร

ลูกชายร้านชำเคาะถาดกับขอบถังเบาๆ อีกสองสามครั้ง จากนั้นจึงเดินเอาถาดหลุมไปวางซ้อนบนชั้น “ป๊าไม่ให้ออกจากบ้าน”

“โห่ เสียดายว่ะ นี่ถ้ามึงมานะ ไอ้เข็มไม่ได้แดกพวกเราร้อก”

“ขอโทษนะ” ไจ๋เอ่ยเสียงเบา

“ไม่เป็นไร แก้ตัวรอบหน้าก็ทัน” ปอที่เดินกระหนาบข้างๆ ส่ายหัวก่อนเร่งฝีเท้าพาเขาตามไปสมทบกับคุนและริวที่ยืนรออยู่ตรงสหกรณ์โดยไม่ลืมตะโกนส่งเสียงนำไปล่วงหน้า “ไอ้ป่านอะพี่คุน”

ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวชี้นิ้วนำสายตาปอให้มองเข้าไปในสหกรณ์ “เพิ่งเข้าไปเมื่อกี้”

ปอทำหน้าตื่น ร้องโหวกเหวกทันควัน “เหวอออ! อีกแล้วเรอะ... ไอ้ป่าน!” สิ้นเสียง เจ้าตัวก็ผลุบหายเข้าไปในสหกรณ์ด้วยอีกคน

“ไปซื้อหนมกันมึง” ริวอิจิหันมาชวนเพื่อนสนิท ส่วนคุนก็หันมาชวนไจ๋ต่ออีกทอด

“ไปไจ๋”

ลองว่าคุนออกปากเชื้อเชิญ ลูกชายร้านชำย่อมไม่มีทางปฏิเสธ ดังนั้นทั้งสามจึงเดินตามสองพี่น้องเข้าไปด้านในร้านสหกรณ์ประจำโรงเรียน

สำหรับไจ๋แล้ว สหกรณ์ที่โรงเรียนคือส่วนผสมระหว่างร้านชำ ร้านเครื่องเขียนและเบเกอรี่ ต่างกันอยู่หน่อยตรงที่สหกรณ์เน้นขายขนมปัง ลูกอม และขนมขบเคี้ยวห่อละห้าบาทยอดนิยมทั่วไปแต่ไม่มีตู้แช่น้ำอัดลม รวมถึงตู้ไอติมวอลล์แบบที่บ้านไจ๋

เมื่อลองดูให้ดีจะพบว่า พื้นที่ด้านในสหกรณ์ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ฝั่งหนึ่งตั้งตู้กระจกใส มีขนมอบหลายถาดจัดเรียงไว้แน่นขนัด ครูเวรประจำสหกรณ์กับพวกเด็กนักเรียนที่มาช่วยขายของจะยืนรวมกันอยู่ตรงนี้ ส่วนบริเวณว่างที่เหลือเป็นที่ตั้งของชั้นวางสินค้าประเภทต่างๆ ทั้งขนม เครื่องเขียนไปจนถึงข้าวของเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ที่เมื่อดูเผินๆ ช่างคล้ายกับจำลองชั้นล่างของบ้านไจ๋มาแบบไม่ผิดเพี้ยน แน่นอนว่าถ้าไม่ใช่เพราะเฮียคุน ลูกชายร้านชำอย่างไจ๋มีหรือจะอยากเดินเล่นฆ่าเวลาในร้านชำแห่งอื่น

“ไม่เอา... เดี๋ยวเย็นนี้มึงก็ไม่มีเงินเล่นเกมหรอก”

“แต่หนูอยากกินนี่”

“ตามใจ แต่เย็นนี้อย่ามาร้องให้กูเลี้ยงเน็ตนะมึง”

“โห่ พี่ปออ้ะ!”

เนื่องจากพี่ริวกับเฮียคุนเดินเลี่ยงไปอีกทาง ไจ๋จึงไม่ทันฟังสองพี่น้องทะเลาะกันด้วยเรื่องขนมปังสังขยา แต่หากรู้สักนิดว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า การต้องทนฟังปอกับป่านเถียงกันอาจจะดีกว่ามาก

“คุนๆ ” ริวอิจิสะกิดไหล่เพื่อนสนิท

“มีไร”

“มึงกล้าแอบเอาขนมสหกรณ์ออกไปข้างนอกปะ”

“หืม?” คุนตวัดสายตามองหน้าเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ “มึงจะขโมยขนมเหรอ” อาจเป็นผลจากคำพูดดังกล่าว ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวจึงเผลอตัวเหลียวมองไปรอบๆ อย่างหวั่นวิตก แต่เพราะภายในสหกรณ์มีครูเวรคอยดูแลเพียงคนเดียว หนำซ้ำคนขายยังเป็นเพียงแค่นักเรียนเหมือนๆ กัน เลยยังไม่มีใครสังเกตเห็นอาการเลิ่กลั่กจนดูผิดปกติของพวกเขาในเวลานี้

ริวอิจิแค่นเสียงเยาะในลำคอพลางเชิดหน้าถามย้ำ “มึงกล้าปะล่ะ”

“ทำไมกูต้องขโมยด้วยล่ะ”

เจ้าของคำท้าจุปากสั่งให้เพื่อนเงียบก่อนจะชักสีหน้าเพราะถูกขัดใจ “กล้า ไม่กล้า มึงก็บอกมาดี้”

“แค่ห้าบาท มึงไม่มีตังค์เหรอไง” คุนขมวดคิ้ว มองหน้าเพื่อนเพราะไม่เข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่าย

“มึงแม่งไม่รู้อะไรเลยว่ะคุน” ริวอิจิถอนหายใจพลางส่ายหัวใส่ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวก่อนเปลี่ยนเป้าหมายในบัดดล เด็กชายก้าวฉับๆ เข้าไปหาเพื่อนอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เดาจากสีหน้าเด๋อด๋าแล้วเจ้าตัวคงไม่ทันฟังบทสนทนาเมื่อครู่... ซึ่งก็เข้าทางเขาพอดี

“ไจ๋”

“หือ?”

“มึงเอาขนมใส่เสื้อไว้แล้วเดินออกไปรอพวกกูข้างนอก” ว่าแล้ว ริวอิจิก็คว้าข้อมือไจ๋พลางขึงตามองขู่ “เร็ว!”

“ไม่เอา” ไจ๋ขืนตัว ส่ายหัวดิก... ไม่เอา ขืนทำแบบนั้นก็เท่ากับขโมยของสหกรณ์น่ะสิ

แทนที่จะเข้าใจ ริวอิจิกลับดึงแขนไจ๋แล้วยัดห่อขนมใส่มือ “เร็วดิวะ!”

“ถ้าพี่ระ ริวอยากได้ เดี๋ยวไจ๋ซื้อให้” ไจ๋ผลักมืออีกฝ่ายพร้อมกับกวาดตามองไปรอบตัวอย่างตื่นตระหนก เมื่อเห็นคนอื่นเหลียวมองผ่านมา เด็กชายก็ยิ่งลุกลี้ลุกลน

ริวอิจิยังยื้อยุดฉุดกระชากไจ๋ไม่เลิก “กูไม่ได้อยากให้มึงซื้อ... มานี่!”

“อย่าทำแบบนี้ละ เลยนะ มันไม่ดี”

“ถ้ามึงไม่ทำ มึงไม่ต้องมาเล่นกับพวกกูอีก”

ไจ๋หน้าเสีย แต่ก็ยังส่ายหัวไม่ยินยอม “ไม่เอา ไจ๋ทำไม่ได้”

ในที่สุดคุนที่ยืนมองภาพเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ก็รู้ซึ้งถึงเจตนาของเพื่อนสนิท... ที่แท้ริวก็ไม่ได้จะล้อเล่น รู้ดังนั้น เด็กชายจึงปราดเข้าไปยืนขวางหน้าไจ๋แล้วหยิบซองขนมเจ้ากรรมมาถือไว้เอง “ถ้ามึงอยากกิน เดี๋ยวกูเลี้ยงเอง”

ริวอิจิถอนหายใจรำคาญแล้วเหลือบมองหน้าเพื่อนทั้งสองคนอย่างผิดหวัง “ไม่เล่นแม่งแล้ว ไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย” สิ้นเสียง เจ้าตัวก็กระทืบเท้าออกจากสหกรณ์ไปก่อนใครเพื่อน

ไจ๋มองตามแผ่นหลังของริวอิจิอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแลกเปลี่ยนสายตากับเด็กข้างบ้านที่ดูสับสนพอกัน ถึงอย่างนั้น คุนก็เดินถือถุงขนมไปจ่ายเงิน ต่อเมื่อทั้งหมดออกจากสหกรณ์ ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวก็สืบเท้าเข้าไปยืนขวางหน้าเพื่อนสนิทแล้วยื่นซองขนมส่งให้เจ้าตัว

“อะ กูซื้อมาให้มึง”

ริวอิจิเหลือบมองขนมถุงสีแดงแล้วถอนหายใจโดยไม่พูดอะไร

“เอาไปดิ” คุนคะยันคะยอจนคนรับจำใจสนองไมตรีอย่างเสียไม่ได้

“เออๆ ขอบใจ"

“แล้วของหนูอะพี่คุน” ป่านเขย่าแขนคุนพลางช้อนตามองอย่างกระเง้ากระงอด เห็นดังนั้น คนเป็นพี่จึงผลักหัวน้องจนเด็กป.สองเซแซ่ดๆ

“มึงแม่งโคตรตะกละเลยว่ะป่าน”

ป่านยกมือขึ้นเท้าสะเอวพลางมองค้อน ปากก็เถียงพี่ชายเหยงๆ “ก็หนูชอบกินปาร์ตี้นี่นา มันหวานดี”

ริวอิจิคลี่ยิ้มชอบใจพลางเสเดินมากอดคอป่านแล้วเขย่าซองขนมเบาๆ “คนละครึ่ง เอาปะ”

“เอา!” เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงักพลางฉีกยิ้มกว้างอวดฟันหน้าที่แหว่งไปหลายซี่อย่างภาคภูมิใจ

•✤•✤•✤•

“พี่ระ ริวไม่มีเงินไง?” ทันทีที่ตบเท้าเข้าซอยบ้าน ไจ๋ก็เปรยขึ้นเบาๆ อาจเป็นเพราะทั้งคู่อยู่ในสถานที่คุ้นเคย อีกทั้งสองข้างทางยังเงียบสงบ ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน เด็กชายจึงกล้าหยิบยกเหตุการณ์ในสหกรณ์ขึ้นมาสนทนาได้โดยไม่ต้องคอยระวังหลังดังเช่นตอนที่ยังอยู่ในโรงเรียน

“ไม่นะ” คนถูกถามยักไหล่พลางมองหน้าเพื่อนร่วมทางอย่างงงๆ แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดผิดวิสัยของไจ๋ เด็กชายก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะพูดเรื่องอะไรกับตน

แม้จะคลุกคลีกันได้ไม่นาน แต่คุนกลับคุ้นเคยกับการลงท้ายคำถามแบบแปลกๆ ของไจ๋เป็นอย่างดี เท่าที่สังเกต เขาสรุปกับตัวเองว่า การที่ไจ๋พูดจาติดขัดทำให้เจ้าตัวเลี่ยงไม่พูดคำบางคำที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการสนทนา ดังนั้นทุกครั้งที่ทั้งคู่พูดคุยกัน ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวจึงตอบคำถามของอีกฝ่ายโดยไม่ได้แสดงสีหน้าแปลกใจ กระทั่งตั้งข้อสังเกตจนไจ๋อึกอัก เขาก็ไม่เคยทำ

“ละ แล้วพี่ระ ริวทำแบบนั้นทำไม”

“เฮียก็ไม่รู้เหมือนกัน” ริวอิจิมีเงิน ไม่อย่างนั้นเพื่อนสนิทของเขาจะเอาแผ่นเกมกับหนังสือเกมใหม่ๆ มาจากที่ไหน อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา คุนเองก็ไม่เคยเห็นริวอิจิเป็นแบบนี้ แต่ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น คือ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าตัวคิดอะไรอยู่ การต้องตอบคำถามข้อนี้จึงทำให้เด็กชายมืดแปดด้าน ไม่อาจอธิบายการกระทำแทนบุคคลที่สามได้

“ไจ๋ไม่ชอบที่พี่ระ ริวบอกให้ไจ๋ทำ...” พอเผลอนึกถึงภาพเหตุการณ์ในสหกรณ์เมื่อตอนกลางวัน ไจ๋ก็ลืมตัวย่นจมูก ทำปากยื่นทันควัน เขาไม่ชอบใจความรู้สึกในตอนนั้นเอาเสียเลย

ทั้งที่ก็รู้ว่าไจ๋ไม่เต็มใจ แต่ทำไมพี่ริวถึงยังจะให้ไจ๋ทำเรื่องไม่ถูกต้องด้วย?
 
เพราะไร้ซึ่งคำอธิบาย คุนจึงทำได้เพียงก้มหน้าลงมองพื้นถนนแล้วก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าเท่านั้น

“...ถ้ามีใครมาขโมยของที่ไจ๋ขาย ไจ๋ก็ไม่ชอบ”

จริงอยู่ว่าในอีกไม่ช้า ป๊าจะปิดร้านชำเพื่อไปทำร้านก๋วยเตี๋ยวแล้ว แต่เพราะไจ๋เติบโตมาในร้านชำ ไจ๋เห็นทุกคนในครอบครัวตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมาขายของจนดึกดื่นทุกวัน ไม่มีวันหยุด กว่าจะได้เงินมาสักสิบสักร้อยบาท ป๊า หม่าม้า อาม่า พี่แต้ว รวมถึงพี่ชื่นล้วนเหน็ดเหนื่อยกันมากๆ เด็กชายจึงยิ่งเจ็บปวดเมื่อรู้ว่าเพื่อนในกลุ่มตั้งใจจะขโมยของเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น

“เฮียก็เหมือนกัน” เห็นคู่สนทนาทำหน้าเศร้าสลด คุนเลยตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ “เดี๋ยวเฮียจะคุยกับมัน ไม่แน่มันอาจแค่อยากแหย่ไจ๋เล่นก็ได้”

“เฮียบอกพี่ระ ริวนะว่าอย่าทำแบบนี้ มันไม่ถูก” ไจ๋รู้ดีว่าคงพูดเตือนพี่ริวไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยไว้ พี่ริวอาจจะติดนิสัยนี้ไปจนโต ซึ่งนั่นไม่ดีเลย

“ได้ เดี๋ยวเฮียจะบอกมันให้ ไม่ต้องห่วงนะ” คุนรับปากพลางสูดลมหายใจเข้าอย่างหนักอก ไม่รู้ทำไมอยู่ดีๆ บรรยากาศโดยรอบจึงหดหู่ ดูไม่น่าอภิรมย์ ซ้ำร้ายยังชวนให้รู้สึกเศร้าสร้อยได้มากถึงเพียงนี้นะ

•✤•TBC•✤•

ตื่นมาก็อัปนิยาย โอ๊ย ขยันอะไรเบอร์นี้หนอเรา 555
มาค่ะเหล่าแฟนคลับน้องไจ๋ ล้อมวงเข้ามาดื่มด่ำกับโมเมนต์ของเด็กป.สามกันเถอะ (ถถถ เรือบาปที่แท้ทรู)
อ้อ... แล้วก็ อย่าลืมมาเจอกันพรุ่งนี้อีกตอนนะคะ!

ป.ล. หากใครเล่นทวิตเตอร์ อย่าลืมติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ด้วยเด้อ เราจะได้เมาท์มอยกันเพลินๆ ไง
(แต่ช่วงหนีเที่ยว เราอาจจะรีทวิตช้าไปบ้าง ขอได้โปรดอย่าถือสากันเลยนะคะ)
รักคนอ่านทุกๆ ท่านค่ะ หอมหัว กอดแน่นซ้ำแล้วซ้ำอีก!
 ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)


•✤•K. Ac118:•✤•
พูดก็พูดเถอะค่ะคุณ Ac118 ต่อให้ป๊าล้มโต๊ะตอนนี้เราว่าคงไม่ทันการณ์ เพราะลูกชายป๊าโดนข้างบ้านตกไปเรียบร้อยแล้ว
ยินดีกับครอบครัวร้านก๋วยเตี๋ยวด้วยนะคะที่หมดห่วงเรื่องลูกสะใภ้ได้ตั้งแต่ลูกชายขึ้นป.สาม 555
รักคุณ Ac118 นะคะคนดีของบ่าว ^_^  :L2:


•✤•K.KizzllKizz:•✤•
ตอนที่เขียนเนื้อหาตอนที่แล้ว เราก็คิดๆ นะคะว่าไจ๋ก็ซื่อเกินไป๊ แถมยังมองโลกสวยมาก (ก.ไก่ล้านตัว)
ดีว่ามาตอนนี้ เฮียคุนช่วยดึงสติน้องไว้จนน้องคิดได้ ไม่งั้นถ้าปล่อยไปแล้วเกิดไปเจอคนไม่ดีแบบที่คุณ KizzllKizz ว่ามา
เฮียคุนคงหาลูกสะใภ้ไปใช้ให้พ่อกับแม่ตัวเองไม่ได้กันพอดีเนอะ

ป.ล. ไม่ต้องห่วงนะคะ โมเมนต์ของเด็กข้างบ้านกำลังจะทยอยมาลงให้อ่านแบบไม่ยั้งแล้ว
ที่สำคัญ ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะคะ เราสัญญาว่าเราจะหนีเที่ยวให้สนุกเล้ย! (เดี๋ยว!)
รักคุณ KizzllKizz มากๆ ค่ะ เราดีใจทุกครั้งที่ได้คุยกับคุณ KizzllKizz นะคะ จุ๊บๆ! กอดแรง!  :กอด1:


ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 769
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-0
พี่ระ ริว ทำไมต้องแกล้งให้ไจ๋ไปขโมยของด้วย
พี่ระริวไม่ชอบไจ๋ใช่มั้ย?
อิจฉาที่ไจ๋โตขึ้นจะเป็นม.สะเอียพี่คุนใช่มั้ยละ!!  :angry2:  :angry2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 15 || P.4 ||24.11.2019 ✤
« ตอบ #99 เมื่อ: 24-11-2019 20:52:24 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 751
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +65/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 15 || P.4 ||24.11.2019 ✤
«ตอบ #100 เมื่อ25-11-2019 00:20:03 »

ริวเกิดคึกคะนองอะไรขึ้นมา แล้วดูมาแกล้งไจ๋
 เด่วตีเลย!

เจ้าลูกกระต่ายนับวันยิ่งน่ารักน่าเอ็นดู ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อวดเข้าไปอีก ไม่รู้ตัวว่าที่ทำไปมันน่าห่วงขนาดไหน จนเฮียต้องบอกถึงเพิ่งรู้สึกได้จริงๆ จ๋อยเป็นกระต่ายป่วยเลยทีนี้ :laugh:
โอ้ยย เป็นเด็กที่ทำตามใจตัวเองได้น่ามันเขี้ยว จะดุแรงก็ไม่ได้พอน้องจ๋อยก็ใจบาง จะตามใจไปก็ไม่ดี ถึงกับหนักใจแทนป๊าไจ๋
แล้วดูสิเล่นเอาป๊าต้องยอมจนได้ ร้ายมั้ยล่ะเจ้าลูกกระต่ายตัวน้อย  :hao3:

น้องคุนของพรี่ โดนความน่ารักเจ้ากระต่ายโจมตี จนแอบคันยุบยิบในหัวใจ เอาแล้วเว้ยย เจ้าเด็กป.สาม :laugh:

/อรุ่ม...เรือเด็กประถมแล่น~

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-11-2019 08:10:47 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1660
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 15 || P.4 ||24.11.2019 ✤
«ตอบ #101 เมื่อ25-11-2019 00:23:08 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 769
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 15 || P.4 ||24.11.2019 ✤
«ตอบ #102 เมื่อ25-11-2019 00:38:50 »

ตอนที่ 14

เขาเตะบอลกันบ่าย น้องไจ๋เล่นรีบแอบหนีออกจากบ้านตั้งกะ 6 โมงเช้า 555555
ความเด็กอะเนอะ คิดว่าหนีออกแต่เช้าก่อนคนอื่นตื่นนั่นดีแล้ว จะได้หนีได้สะดวก แต่คงไม่ทันคิดว่าจะต้องแกร่วรอไปอีกหลายชม.กว่าพี่คุนคนสำคัญจะมาถึงสนามโรงเรียน และคงไม่ทันคิดอีกอย่างละสิว่าถ้ามาเตะที่สนามโรงเรียน ซึ่งพ่อห้ามไม่ให้มา ยังไงถึงหนีมาเตะได้ก็ต้องโดนมาตามตัวกลับอยู่ดี และนี่ยังดีที่เจอลุงยามกับเมียที่ใจดีพามานั่งดูอุทัยเทวีด้วย .. อ่านละนึกตาม น่ารักจังว้อยยยยไจ๋ 5555555

หัวใจมันเรียกร้องหาพี่คุนสินะ  :hao6:

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 16 || P.4 ||25.11.2019 ✤
«ตอบ #103 เมื่อ25-11-2019 19:32:13 »


 
- 16 -


“ซี๊ดส์” ทั้งที่พยายามกัดริมฝีปากกลั้นเสียงครวญคราง แต่ไจ๋ก็ยังเผลอสูดลมหายใจจนเกิดเสียงซี้ดซ้าดอยู่ดี

“แผลนิดเดียว ไกลหัวใจ ไม่ต้องร้อง” ครูประจำห้องพยาบาลอมยิ้มขณะล้างแผลให้เด็กชายที่นอนหงายอย่างหมดสภาพอยู่บนเตียงพลางถามไถ่เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าตัว “ไปทำอีท่าไหนมาฮึ ถึงได้ถลอกปอกเปิกแบบนี้”

คุนมองสีหน้าเจ็บปวดของไจ๋แล้วก็ยิ่งรู้สึกผิด เด็กชายจึงอาสาตอบคำถามแทนเพื่อน “พวกเราเล่นวิ่งไล่จับกันน่ะครับ”

อันที่จริง ลำพังแค่วิ่งไล่จับกันเฉยๆ ย่อมไม่เกิดบาดแผล แต่ไม่รู้ริวอิจิเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ขณะวิ่งไล่จับคนอื่น เจ้าตัวมักจะใช้สีข้างเข้าปะทะ หรือไม่ก็ดับเครื่องชน กระแทกจนพวกเขาทั้งสี่เสียการทรงตัวเป็นระยะๆ โดยเฉพาะไจ๋ที่ไม่ว่าดูอย่างไรก็น่าจะตกเป็นเป็นเป้าหมายที่เพื่อนสนิทเขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษยิ่งกว่าใคร เรียกว่าเห็นผ่านตาเป็นไม่ได้ จะต้องพุ่งเข้าใส่จนลูกชายร้านชำล้มกลิ้งไปเสียทุกรอบ

คุณครูห้องพยาบาลอมยิ้ม หล่อนละสายตาจากบาดแผลตรงหัวเข่าแล้วเหลือบมองใบหน้าขาวเปื้อนคราบน้ำตาของไจ๋อย่างปรานี “ดีนะที่ล้มไม่แรง ถ้าแผลลึกกว่านี้ก็ต้องไปหาหมอ ไปให้หมอขูดหนองทุกวัน”

“ขูดหนอง?” ลูกชายร้านชำทำตาโต สีหน้าฟ้องชัดว่าเจ้าตัวกำลังตกใจและเสียขวัญเอามากๆ

“ใช่” ครูห้องพยาบาลยิ้มกรุ้มกริ่มพลางปาดสำลีที่ชุบยาฆ่าเชื้อลงบนแผลอย่างเบามือ “หมอเขาจะเอาสำลีชุบน้ำเกลือแล้วก็ถู ถู ถู ถูลงไปที่แผลจนกว่าเลือดจะออกแล้วค่อยใส่ยาน่ะ”

“จริงระ เหรอครับ?!?” พอเผลอนึกภาพตาม ไจ๋ก็เกิดหวาดระแวงจนรู้สึกแสบแผลขึ้นมาเสียเฉยๆ เด็กชายตวัดสายตาหันไปมองหน้าคุนเพื่อขอความช่วยเหลือ ต่อเมื่อรู้สึกได้ถึงสัมผัสแนบแน่นตรงฝ่ามือ ไจ๋ก็สงบลง

คุนบีบมือไจ๋เบาๆ พร้อมกับส่งสายตาปลอบขวัญคนขาเจ็บ

“จริงสิ แต่ถ้าต่อไปพวกเธอหัดระวังตัวให้มากกว่านี้ ไม่เล่นเพลินจนได้แผล ก็ไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะต้องไปหาหมอ ไปให้หมอเขาขูดเอาหนองออก” สีหน้าเชื่องเชื่อของเด็กชายที่นอนอยู่บนเตียงทำเอาครูห้องพยาบาลนึกขำในใจ ดูท่าว่าการข่มขู่ของหล่อนน่าจะได้ผล “เอาล่ะ เสร็จแล้ว ไปได้”

“เสร็จแล้วเหรอครับ” คุนถามแทนไจ๋ที่ยังคงนอนเหม่อมองเพดานตาลอย คล้ายยังตกอยู่ในภวังค์

“จ้ะ” ครูประจำห้องพยาบาลพยักหน้าพลางเก็บสำลีกับผ้าก๊อซเปื้อนใส่ลงถังขยะ

อาจเพราะครูพยาบาลทำแผลเสร็จเร็วเกินไป พวกเด็กๆ จึงยังไม่ทันตั้งตัว กระทั่งฝ่ายผู้ใหญ่หมุนตัวเดินไปนั่งที่โต๊ะแล้วก็ตาม คุนกับไจ๋ก็ยังจ้องหน้ากันไปมาอย่างงุนงง แต่เมื่อเด็กนักเรียนคนอื่นเดินเข้ามาขอยาในห้องพยาบาล ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวจึงรีบประคองคนขาเจ็บขึ้นจากเตียงพลางแสดงความเคารพคุณครูแทนเพื่อนเสร็จสรรพ “ขอบคุณครับ”

“เดินไหวไหมไจ๋” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวเอ่ยถามเพื่อนที่เดินกะเผลกตามหลังตนมาอย่างเชื่องช้า

“ไหว” ไจ๋เม้มปากแล้วกลั้นใจ ฝืนทิ้งน้ำหนักลงบนฝ่าเท้า วางท่าก้าวเดินให้ดูปกติมากที่สุด หารู้ไม่ว่า ยิ่งพยายาม กลับยิ่งดูเก้ๆ กังๆ มากเสียจนคุนห้ามใจไม่ไหว รีบปราดเข้าไปหา

“มา เฮียช่วย” คุนสอดมือเข้าประคองใต้วงแขนของเพื่อนข้างบ้าน จากนั้นจึงออกแรงเล็กน้อย ยกตัวอีกฝ่ายขึ้นจนขาข้างที่บาดเจ็บเหยียดตรง ไม่แตะพื้น ทุกสัมผัสหนักแน่นและมั่นคงเสียจนไจ๋ตอบรับความปรารถนาดีโดยง่าย ไม่ต่อต้านดื้อดึง

“อื้อ”

“พิงมาเลย ไม่ต้องกลัวล้ม เฮียจับอยู่”

ไจ๋ผ่อนฝีเท้า เทน้ำหนักอิงกับตัวเพื่อนพลางเอ่ย “แล้วพวกป่านกับพี่ระ ริวอะ” ตอนที่หกล้มก็ไม่ทันได้ถาม ยิ่งพอเลือดไหลโกรกออกจากปากแผล เฮียคุนก็กุลีกุจอพาไจ๋ไปห้องพยาบาล เขาจึงไม่ทันรู้ว่า หลังจากที่ตนเจ็บตัว พวกเพื่อนๆ ทำอะไรกันอยู่

“นั่นไง” คุนพยักพเยิดให้คนขาเจ็บมองตรงไปข้างหน้า

ณ สุดปลายสายตา ภาพของเพื่อนทั้งสามคนขณะกำลังเดินเอ้อระเหยออกมาจากสหกรณ์ตอบคำถามเมื่อครู่ของไจ๋ได้เป็นอย่างดี

ริวอิจิเดินนำสองพี่น้องตรงเข้ามาหาคุนกับไจ๋ที่แทบจะไม่ได้ขยับไปไหนไกล “หกล้มนิดเดียวถึงกับเป็นง่อยเดินเองไม่ได้เลยเหรอวะ ตุ๊ดว่ะ” เจ้าของประโยคยิ้มเผล่อย่างชอบอกชอบใจ ยิ่งเมื่อได้ยินปอและป่านหัวเราะร่วนคล้ายกับเป็นลูกคู่ เขาก็ยิ่งรู้สึกกระชุ่มกระชวยอย่างไม่มีสาเหตุ

“ริวมึง!” คุนถลึงตามองเพื่อนสนิทอย่างคาดโทษ

ริวอิจิแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนจะเชิดหน้ามองคุนกับไจ๋อย่างท้าทายจากนั้นจึงหันไปคุยกับน้องเล็กประจำกลุ่มพร้อมทั้งอวดซองขนมในมือ “กินปะป่าน”

ป่านจ้องซองขนมตาเป็นมัน “พี่ริวซื้อมาตอนไหน ทำไมหนูไม่เห็น”

“ซื้อตอนไหนก็ช่างกูเหอะน่า” ริวอิจิเขย่าซองขนมเบาๆ ฝ่ายเด็กป.สองก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อก “มึงอยากกินเปล่าป่าน”

“อยาก!” ป่านยิ้มแต้เมื่อรู้ว่าในอีกไม่ช้า ตนจะได้ลิ้มรสขนมสุดโปรด ขนาดโดนพี่ชายตบหัวจนหน้าสั่น เจ้าตัวเล็กก็ยังยิ้มไม่หุบ

“งั้นเดี๋ยวพวกกูขึ้นห้องก่อนแล้วกัน” คุนมองหน้าริวกับปอแล้วรวบรัดตัดความเพราะไม่อยากให้ไจ๋ต้องยืนนานๆ “เจอกันบนห้อง”

“เออ เดี๋ยวเจอกัน”

•✤•✤•✤•

“อาม่า”

“ว่าไง” หยู่ฮวยกวาดตามองหลานชายตั้งแต่หัวจรดเท้า ไจ๋ที่อาบน้ำผัดแป้งจนหน้าขาวผ่องกำลังยืนกอดกระเป๋านักเรียนแล้วคลี่ยิ้มหวานส่งให้หล่อน แต่เมื่อคนเป็นย่าสังเกตเห็นว่าหลานชายใส่กางเกงวอร์มทั้งที่อากาศอบอ้าว หญิงชราก็พลันนึกสงสัย “ทำไมวันนี้ใส่ขายาว หนาวเหรอ”

ไจ๋ยิ้มแหยพลางพยักหน้า “อื้อ”

อันที่จริง ไจ๋ไม่ได้รู้สึกหนาว เขาแค่ไม่อยากให้คนในบ้านสังเกตเห็นแผลถลอกตรงหัวเข่า จึงเลือกใส่กางเกงขายาว ส่วนคำถามที่ว่า ก่อนหน้านี้เด็กชายตบตาย่าอย่างไร คำตอบคือ ขณะเดินเข้าบ้าน ไจ๋อาศัยการถือกระเป๋าเป้เรี่ยพื้นปิดหน้าขาแล้วรีบจ้ำอ้าว หลบขึ้นห้องนอนอย่างว่องไว หัวเข่าข้างขวาพร้อมผ้าก๊อซปิดแผลขนาดเท่าฝ่ามือจึงยังอยู่รอดปลอดภัยจากสายตาอาม่ามาจนถึงบัดนี้

หยู่ฮวยเดินเข้าไปแตะหน้าผากหลานชายก่อนเลื่อนหลังมือลงวางตรงซอกคออุ่น “เดี๋ยวอาม่าชงเหลี่ยงจุ้ย*ให้กิน”

เนื่องจากร้านชำกำลังจะปิดตัวลงในอีกวันสองวัน หยู่ฮวยจึงเลิกต้มน้ำสมุนไพรจีนเป็นการถาวร น้ำจับเลี้ยง น้ำเก็กฮวย น้ำกระเจี๊ยบที่เคยมีให้คนในบ้านหยิบกินตามสะดวก ตอนนี้กลับต้องใช้แบบผงชงน้ำร้อนกินเอาเป็นครั้งคราวแทน แม้จะยังอาลัยอาวรณ์กับกิจการร้านชำอยู่บ้าง หนำซ้ำหล่อนยังไม่ค่อยชอบใจกับรสชาติเครื่องดื่มสำเร็จรูปสักเท่าไร แต่ในเมื่อหล่อนห้ามการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็มีแต่ต้องปรับตัวเท่านั้น (หมายเหตุ: เหลี่ยงจุ้ยเป็นยี่ห้อของผงเครื่องดื่มสำหรับชงกับน้ำร้อน มีสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยให้สดชื่น ชุ่มคอ)

“เดี๋ยวค่อยมากินได้ไหมม่า” ไจ๋เงยหน้าขึ้นมองอ้อนย่าตัวเอง “ไจ๋ขอไปทำการบ้านกับเฮียคุนก่อนนะ”

หญิงชราเหลือบมองกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่หลานชายกอดเอาไว้แนบอกแล้วก็ถอนใจ เจ้าตัวคงเอาสมุดกับหนังสือใส่เอาไว้จนเต็มแน่น ไม่อย่างนั้นจะยืนตัวเซแบบนี้หรือ “ทำที่บ้านเราก็ได้ ไม่เห็นต้องไปทำที่อื่นเลย”

“นะม่านะ... น้า เดี๋ยวทำการบ้านเสร็จ ไจ๋จะระ รีบกลับ” ไจ๋ฝืนละแขนข้างหนึ่งออกจากกระเป๋าเพื่อคว้าเอวย่าแล้วซุกหน้าลงกับพุงหล่อน

หยู่ฮวยลูบหัวหลานชายเบาๆ อย่างอ่อนใจ “จะไปก็ไป... รีบทำ จะได้รีบกลับมากินข้าวกับม่า”

“อื้อ” เด็กชายหอมพุงอาม่าอีกครั้งจากนั้นจึงวิ่งปร๋อออกจากร้าน หักเลี้ยวซ้าย พุ่งตรงเข้าไปยังด้านในของบ้านหลังข้างๆ ที่แม้จะเห็นมานาน แต่เขากลับเพิ่งมีโอกาสได้มาเยือนเป็นครั้งแรก

ชั้นล่างของบ้านของเฮียคุนเปิดโล่ง มีโต๊ะอาหารและเก้าอี้ทำจากสแตนเลสวางรวมกันเป็นชุดๆ อย่างเป็นระเบียบ พื้นกระเบื้องสีขาวยังคงปรากฏคราบน้ำอันเกิดจากไม้ถูพื้นเป็นหย่อมๆ คล้ายกับเพิ่งทำความสะอาดเสร็จใหม่ๆ ลูกชายร้านชำยืนเก้กังอยู่ตรงหน้าร้านเพียงชั่วอึดใจ เพราะในที่สุดก็มีเงาคนเดินผ่านประตูด้านหลังร้านออกมาพอดี

“อ้าวไจ๋ มาแล้วเหรอ” หาญกล้ายิ้มรับอาคันตุกะตัวน้อยพลางกวักมือเรียกเจ้าตัวให้เดินเข้ามาด้านในร้าน “คุนรออยู่แน่ะ มาๆ เข้ามา”

เด็กชายพยักหน้าพลางยกมือไหว้คนโตกว่าอย่างนอบน้อม “ขอบคุณครับ”

“ทีหลังไม่ต้องไหว้ก็ได้ พี่ไม่ถือ” หาญกล้าเอ่ยขณะพาเด็กชายเดินผ่านแถวโต๊ะสำหรับรับรองลูกค้า ตรงดิ่งผ่านเข้ากรอบประตูไปสู่พื้นที่ครัวด้านหลังร้านที่ดูสะอาดสะอ้านไม่แพ้กับโถงด้านนอก ไจ๋เห็นแผ่นหลังของคุนยืนอยู่ข้างๆ ผู้หญิงคนหนึ่งตรงหน้าเตาฟู่ที่ตั้งชิดริมผนังด้านขวามือ ใกล้กันนั้น มีหญิงชายคู่หนึ่งกำลังปาดเนื้อหมูสับบนเขียงลงในกะละมังกับหั่นขนมปังมือเป็นระวิง

“คุน มีคนมาหาแน่ะ” หาญกล้ายิ้มกว้างพลางส่งเสียงอย่างยินดี

เจ้าของชื่อกับมารดาหันขวับกลับมาทันที เมื่อเห็นไจ๋ เด็กชายเจ้าบ้านก็คลี่ยิ้มเต็มใบต้อนรับ “มาแล้วเหรอ”

ไจ๋เดินตัวลีบเข้าไปหาคุน เขาจดๆ จ้องๆ เหลือบมองเพื่อนข้างบ้านสลับกับมารดาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ถึงแม้จะเงอะงะไปสักหน่อย แต่ไจ๋ก็ยังรู้รักษามารยาทต่อผู้ใหญ่เป็นอย่างดี “สวัสดีครับ”

สุนันท์ยิ้มพลางยกมือขึ้นรับไหว้เด็กชายที่ค้อมหัวไหว้หล่อนอย่างสวยงาม “สวัสดีจ้ะ ไจ๋ใช่ไหมจ๊ะ”

“ครับ”

“คุนพาไจ๋ไปนั่งก่อนไป เดี๋ยวแม่เอาขนมไปให้” เพราะจับสังเกตได้ว่าเด็กชายตรงหน้ายังคงประหม่า สุนันท์จึงหันไปคุยกับลูกชายแทน จากนั้นหล่อนจึงคลี่ยิ้มให้ไจ๋แล้วเอ่ยเสียงเย็นรื่นหู “ตามสบายนะไจ๋”

“ครับ ขอบคุณครับ”
.
.
.
.
“เฮียคุน”

“หือ?” เจ้าถิ่นชะงักมือข้างที่กำลังเขียนหนังสือแล้วเงยหน้าขึ้น เลิกคิ้วมองเพื่อนที่นั่งทำการบ้านอยู่ข้างๆ กัน ภาพไจ๋ทำหน้ายุ่ง หัวคิ้วสองข้างยู่ย่นจนเกือบจะชนกันทำเอาเขาอดนึกขันในใจไม่ได้

“มีคำไหนคล้องจองกับคำว่า ‘วิต’ มั่งอะ”

“วิด วิดน้ำน่ะเหรอ”

“วิต... ชีวิตอะ” ว่าแล้ว ไจ๋ก็เลื่อนสมุดการบ้านที่ด้านในนั้นมีคำขวัญวันแม่เพียงครึ่งท่อนส่งไปให้เพื่อนช่วยดู ซ้ำยังจรดด้ามดินสอช่วยบริการให้อีกฝ่ายมองเห็นเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว “นี่ไง... ไจ๋นึกไม่ออก เฮียคุนช่วยหน่อย”

คุนเท้าแขนลงกับโต๊ะกินข้าวตัวใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังแถวโต๊ะก๋วยเตี๋ยว เด็กชายเอนตัวเข้าไปใกล้เพื่อนแล้วอ่านข้อความในสมุดออกเสียง “บุญคุณแม่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต อืม ชีวิต ชีวิต...” เจ้าถิ่นเกาคางพลางนิ่งนึกอยู่ชั่วอึดใจ “คิดไง... คำว่าคิดน่าจะใช้ได้นะ”

“...คิด...” คนฟังทำตาแวววาวเป็นประกายคล้ายกับเพิ่งนึกอะไรดีๆ ออก จากนั้นจึงรีบจดสิ่งที่เพิ่งโผล่เข้ามาในสมองลงกระดาษอย่างรวดเร็ว

“พักก่อนเร็ว จะได้มีแรงทำการบ้านกันต่อ” สุนันท์ยิ้มให้ไจ๋หลังวางขนมปังหน้าหมูจานใหญ่ลงตรงอีกฟากของโต๊ะอาหารประจำครอบครัว กลิ่นหอมยั่วยวนเตะจมูกทำเอาเด็กชายทั้งสองละมือจากการบ้านโดยพร้อมเพรียงกัน

“มาคุน ไจ๋ มากินก่อน” หาญกล้าที่เพิ่งเดินตามมาทีหลังหย่อนก้นลงนั่งพลางจัดจานใบเล็กกับช้อนส้อมวางรอท่า

“กินก่อนเหอะ เดี๋ยวค่อยมาทำต่อ” คุนบุ้ยใบ้บอกเพื่อนให้ย้ายไปนั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“อื้อ” ไจ๋วางดินสอลงอย่างว่าง่าย ด้วยเพราะเกรงใจ ไม่อยากให้เจ้าของบ้านต้องรอนาน ถึงอย่างนั้นตอนเดินอ้อมโต๊ะไปอีกฝั่ง เด็กชายก็ยังทำตัวลีบค่อยๆ ลุกเหินเดินนั่งอย่างระมัดระวังอยู่เช่นเดิม

“กินเยอะๆ เลยนะไจ๋ ไม่ต้องเกรงใจ หมดแล้วเติมได้อีก” สุนันท์เอ่ยพลางส่งจานที่มีขนมปังหน้าหมูสามชิ้นให้ไจ๋

“ขอบคุณครับ”

“ถ้าชอบก็กินเยอะๆ นะ”

“ครับ”

“อ่ะ ถ้วยน้ำจิ้มอยู่นี่” สุนันท์เอ่ยพลางเลื่อนถ้วยน้ำจิ้มที่ตนตักแบ่งใส่ถ้วยเล็กอีกใบมาวางตรงหน้าเด็กชายโดยเฉพาะ ไจ๋ค้อมหัวพลางยกมือไหว้หล่อนอีกครั้ง ท่าทางนอบน้อมน่ารักของไจ๋ชวนให้ใครต่อใครอดนึกเอ็นดูไม่ได้

ขณะทั้งหมดกำลังกินขนมปังหน้าหมูกันอย่างเอร็ดอร่อย มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งก็พุ่งตรงเข้ามาจอดเทียบหน้าร้าน เสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกเรียกสายตาของทุกคนได้เป็นอย่างดี ไจ๋เห็นผู้ชายคนหนึ่งในชุดกีฬาวาดขาข้ามอานรถ แล้วเข็นมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดตรงชายคาก่อนจะตรงดิ่งเข้ามาหาพวกเขาที่โต๊ะ

ยิ่งคนมาใหม่เดินเข้าใกล้พวกเขามากขึ้นเท่าไร ความคล้ายคลึงบางประการระหว่างชายผู้นั้นกับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ตัวเองก็ยิ่งปรากฏชัดเจน

อ๋า... ปะป๊าของเฮียคุนมาแล้ว

“วันนี้ทำขนมปังหน้าหมูเหรอ”

“ใช่เฮีย” สุนันท์ตอบพลางสบตากับสามี พอเห็นสายตาแปลกใจของอีกฝ่ายยามมองไปยังแขกของลูกชาย หล่อนก็คลี่ยิ้มบางพลางพยักหน้าน้อยๆ ก่อนหน้านี้ เลือดเนื้อเชื้อไขได้เกริ่นเรื่องที่จะพาเพื่อนใหม่มาที่บ้านกับหล่อนและสามีแล้ว แต่ภาพลูกชายบ้านข้างๆ กำลังนั่งเคี้ยวขนมปังหน้าหมูตุ้ยๆ คงอยู่เหนือความคาดหมายของสามีหล่อนไปสักหน่อย เพราะจนป่านนี้ เจ้าตัวก็ยังเหลือบมองหน้าไจ๋ด้วยแววตาหลากใจไม่เลิกเสียที

จุ้ยกระแอมพลางปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเท้าข้อศอกลงกับพนักเก้าอี้ตัวที่ภรรยานั่งอยู่ก่อนจะโน้มตัวลงมองของว่างบนโต๊ะพลางเอ่ยถาม “แล้วข้าวเย็นล่ะ มีอะไรกินมั่ง”

“เฮียหิวแล้วเหรอ” สุนันท์ผุดลุกขึ้น สละเก้าอี้ให้สามีนั่งแทนตน จากนั้นจึงเดินไปหยิบกระบอกพลาสติกใส่น้ำเย็นในตู้แช่น้ำอัดลมพร้อมกับถือแก้วใบหนึ่งติดมือกลับมาด้วย

“เปล่า แค่อยากรู้ว่าเย็นนี้จะกินอะไรกัน” จุ้ยเทน้ำใส่แก้วที่คู่ชีวิตเพิ่งยื่นให้ ยกแก้วดื่มน้ำเย็นจนหมดก่อนจะแอบชำเลืองมองลูกข้างบ้านด้วยความสนใจ ก็นะ เห็นเด็กมันกำลังเคี้ยวตุ้ยๆ กินอย่างเอร็ดอร่อย เขาหรือจะใจจืดใจดำชวนคุยขัดความสุขได้ลงคอ

“วันนี้พี่นันทำมัสมั่นเนื้อ ยำไข่ดาว กับยอดมะระผัดน้ำมันหอยน่ะเฮีย” หาญกล้าจาระไนแทนพี่สาว

“เออดี อยากกินมัสมั่นมาหลายวันแล้ว”

คุนรีบเคี้ยวขนมในปากแล้วแนะนำเพื่อนสนิทกับพ่อทันที “ไจ๋ นี่ป๊าเฮีย”

“สวัสดีครับ” ไจ๋วางช้อนแล้วยกมือไหว้เจ้าบ้านอย่างอ่อนน้อม

“ป๊า นี่ไจ๋ เพื่อนที่โรงเรียนคุนเอง”

“อืม” จุ้ยติดใจกับสรรพนามที่ลูกชายเรียกแทนตัวเองตอนคุยกับเพื่อน แต่ทันทีที่เห็นลูกข้างบ้านยกมือไหว้ตนอย่างสวยงามเต็มๆ ตา จิตใจก็พลันกระชุ่มกระชวยเสียจนยอมปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปโดยไม่ซักไซ้ไล่เรียง “กินเยอะๆ นะไจ๋”

“ครับ ขอบคุณครับ”

ไหว้อีกแล้ว ลูกไอ้เม้งนี่มืออ่อนจริงวุ้ย... คิดแล้วจุ้ยก็อมยิ้มอิ่มอกอิ่มใจก่อนจะออกปากถามไถ่พวกเด็กๆ ไปตามเรื่องตามราว “แล้วนี่พวกลื้อมาทำอะไรกัน”

“มาทำการบ้านน่ะป๊า”

“ดีๆ ขยันแบบนี้โตไปจะได้เป็นเจ้าคนนายคน” เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวอมยิ้มแล้วเงยหน้าขึ้นมองศรีภรรยาที่บัดนี้กำลังยืนเกาะด้านหลังพนักเก้าอี้แทนตน “เดี๋ยวเฮียขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะ”

“อ้าว ไม่กินหน่อยเหรอเฮีย” หาญกล้าทักขึ้นทันควัน

“ไม่อะ เดี๋ยวกินข้าวไม่ลง” คนพูดลุกยืน ตั้งท่าจะเดินขึ้นบ้านไป แต่พอนึกบางอย่างขึ้นได้ฉับพลัน เจ้าตัวก็ชักเท้ากลับพลางเอ่ยอย่างรวดเร็ว “อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิไจ๋”

“...เอ่อ...” ลูกชายร้านชำมองหน้าพ่อของเพื่อนข้างบ้านอย่างลำบากใจ “ไจ๋ต้องกลับไปกินข้าวที่บ้านครับ”

“งั้นไม่เป็นไร ไว้วันหลังแล้วกัน”

“ขอบคุณครับ” เป็นอีกครั้งที่เด็กชายยกมือไหว้เจ้าของบ้านอย่างมีสัมมาคารวะ และก็เป็นอีกครั้งที่จุ้ยเผลอฉีกยิ้มจนหน้าบาน... แหม ก็ใครมันจะคิดล่ะว่า วันดีคืนดีลูกบ้านข้างๆ ที่ตีกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดจะยกมือไหว้เขาด้วยความเคารพนบนอบซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบนี้

•✤•✤•✤•

“อิ่มแล้วเหรอ”

“ฮื่อ” ไจ๋พยักหน้ารับคำมารดา

หลังทำการบ้านเสร็จ เด็กชายก็รีบกลับบ้านโดยไม่อิดออดชักช้า กว่าที่เม้ง สร้อยและต้องจิตจะกลับถึงบ้าน ไจ๋ก็นั่งดูละครเป็นเพื่อนอาม่ามาได้สักพักแล้ว แม้จะยังมึนตึงไม่หาย แต่คนเป็นพ่อก็พึงพอใจกับการปฎิบัติตามกติกาของลูกชายอยู่มากทีเดียว ดังนั้นบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นวันนี้จึงดำเนินผ่านไปอย่างราบรื่น

“กินอีกหน่อยสิ ไจ๋ชอบไก่พะโล้ที่ม้าทำไม่ใช่เหรอ” สร้อยคะยั้นคะยอเนื่องจากวันนี้ลูกชายกินน้อยกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ต้องจิตที่ปลีกตัวไปนั่งเล่นคอมอยู่ที่โต๊ะส่งเสียงหัวเราะหยันเบาๆ หลังได้ยินคำกล่าวของแม่

“ไม่อะ ไจ๋อิ่ม” ไจ๋ตบพุงกลมๆ ของตัวเองอยู่สองสามทีคล้ายยืนยันคำพูด

จะไม่ให้เขาอิ่มอย่างไรไหว ก่อนหน้าจะกินข้าวเย็นนี่ เขาก็เพิ่งสังหารขนมปังหน้าหมูไปตั้งหลายชิ้น หนำซ้ำยังช่วยเฮียคุนพิฆาตน้ำแดงจนหมดเหยือกอีกต่างหาก

“ทำไมวันนี้กินน้อยจัง เป็นอะไรหรือเปล่า” สร้อยอดเป็นห่วงลูกชายไม่ได้ แต่ก่อนที่หล่อนจะได้รับคำตอบ แม่สามีก็ผุดลุกขึ้นอย่างเร็วไวคล้ายกับเฝ้าคอยจังหวะนี้มาเนิ่นนาน

“รอเดี๋ยวนะ อาม่าจะไปชงเหลี่ยงจุ้ยให้” หยู่ฮวยลูบแขนหลานชายก่อนจะหมุนตัวเดินหายเข้าไปในครัวทันควัน

ท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนของแม่สามีทำให้สร้อยเอะใจ หล่อนกวักมือพลางเอ่ยเร่งลูกชาย “ไม่สบายเหรอไจ๋ ไหนมาให้หม่าม้าดูซิ”

เมื่อเลือดเนื้อเชื้อไขเดินมาหยุดข้างตัว สร้อยก็อุ้มบุตรคนเล็กขึ้นมานั่งบนตักก่อนจะลูบแก้ม แตะหลังมือลงบนหน้าผากแล้ววัดอุณหภูมิของเจ้าตัวอย่างคร่าวๆ “ตัวรุมๆ นี่นา ปวดหัวหรือเปล่า”

“ม่าย” เจ้าของชื่อส่ายหัว จ้องมองแม่ตาใส

“งั้นเดี๋ยวคืนนี้นอนเร็วหน่อยนะ”

“อือ” เด็กชายพยักหน้ารับ พร้อมกันนั้นเอง หญิงชราก็เดินกลับมาพร้อมกับถ้วยกาแฟหนึ่งใบและซองจดหมายสีขาวที่แต่เดิม หล่อนวางทิ้งไว้บนหลังตู้เย็น

“อะไจ๋ ค่อยๆ จิบนะ มันร้อน” หยู่ฮวยวางถ้วยกาแฟสกรีนลายที่แถมมาพร้อมกับกาแฟยี่ห้อดังลงตรงหน้าหลานชาย จากนั้นจึงส่งซองจดหมายให้สะใภ้ “อันนี้ของลื้อ”

สร้อยไม่ได้ถามซอกแซก หากแต่เปิดซองแล้วคลี่แผ่นกระดาษที่สอดอยู่ด้านในออก แล้วอ่านเร็วๆ ก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นนั้นส่งให้สามี “โรงเรียนไจ๋ก็จัดงานวันแม่แหละเฮีย”

เม้งปรายตากวาดมองจดหมายแล้วพยักหน้ารับรู้โดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด สร้อยจึงกลายเป็นฝ่ายที่ออกความเห็นเสียเอง “ดีนะที่จัดคนละเวลากับโรงเรียนต้อง”

“หม่าม้าจะมาใช่ไหม” ไจ๋ถามพลางเลียคราบเครื่องดื่มรอบริมฝีปาก วันนี้ครูแจกจดหมายเชิญหม่าม้ามาร่วมงานวันแม่ที่โรงเรียน ครูบอกว่าต้องชวนแม่มาให้ได้ ในฐานะเด็กใหม่ ไจ๋เองก็ไม่อยากพลาดโอกาสอวดหม่าม้ากับเพื่อนๆ เหมือนกัน

“ไปสิ” สร้อยยิ้ม หล่อนพยักหน้ายืนยันพลางปรายตามองแผ่นหลังของลูกสาว จากนั้นจึงลั่นวาจาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “จะงานโรงเรียนต้อง หรืองานโรงเรียนไจ๋ ม้าก็ไปทั้งหมดนั่นแหละ”

คำตอบของหม่าม้าทำเอาไจ๋อมยิ้มอย่างพึงพอใจ ผิดกับต้องจิตที่เพียงแค่ยักไหล่คล้ายไม่แยแส แต่ก็ไม่ลืมเหยียดยิ้มแล้วปรายตามองเหล่น้องชายด้วยความหมั่นไส้เหมือนทุกที

•✤•TBC•✤•

เราเอาตอนล่าสุดมาเสิร์ฟพร้อมกับเปิดตัวเด็กแสบอีกหนึ่งคน
ความริวซ่าๆ จากตอนที่แล้วยังไม่ทันหาย ความริว วร้ายๆ ตอนใหม่ก็เข้ามาเสริมเสียอีก
(แต่ที่ริวร้าย ก็มีเหตุและปัจจัยเช่นกัน ซึ่งในตอนหน้าไจ๋ก็จะได้รู้ไปพร้อมๆ กับทุกคนนะคะ)
เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนอ่านให้สนุก เมนต์ให้สนั่น
แล้วก็อย่าลืมกลับมาพบกันในรอบถ่ายทอดสดตามเวลาปกติในวันจันทร์ที่ 16 เดือนหน้าเด้อ!

ป.ล. สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามเพจนิยายของเรา โปรดทราบว่าสองอาทิตย์ถัดไปเราจะไม่มีเวลาลงนิยาย
ดังนั้น ระหว่างนี้ รบกวนทุกๆ ท่านอ่านเรื่องของน้องไจ๋วนไปก่อนเด้อ
หรือถ้าคิดถึงกัน สามารถกดไลค์เพจแล้วเข้าไปตามอ่านงานเขียนเก่าๆ ของเราได้นะคะ
(ขึ้นต้นมาเหมือนไม่ได้อะไร แต่ลงท้ายกลับขายของเสียอย่างนั้น 555)

และถ้าใครเป็นชาวทวิตภพ อย่าลืมติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ด้วยน้า เพราะเราจะตามไปชวนเม้าท์ค่ะ
(อย่างไรก็ดี ช่วงหนีเที่ยว เราอาจจะรีทวิตช้าไปบ้าง เพราะงั้น โปรดให้อภัยนักเขียนตัวแน่นๆ คนนี้ด้วยนะคะ)
รักคนอ่านทุกๆ ท่านค่ะ หอมหัว กอดแน่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเสพติด
 ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)


•✤•K.mab:•✤•
ขอบคุณคุณ mab มากนะคะ แง คนอะไรทำไมน่ารักกับนักเขียนได้มากขนาดนี้
คิดดูสิ ถึงกับตามมาคอมเมนต์ย้อนหลังให้เราด้วย (ฮือออ ดีใจน้ำตาไหลพราก)
สองตอนที่แล้วน้องไจ๋หนีออกจากบ้านว่าน่ารักแล้วใช่ไหมคะ แต่พอมาเจอตอนที่แล้วที่น้องแต๊ะอั๋งเฮีย
ระดับความน่าน้วยของน้องในใจแม่ป้าทั่วราชอาณาจักรคงจะยิ่งพุ่งทะลุฝ้าเพดานออกไปเลยเนอะ 555
(ขนาดพวกเราที่อ่านๆ กันยังใจบางกับน้องไจ๋ แล้วเฮียคุนที่ใจอ่อนอย่างกับอะไรจะทนไหวเร้ออออ)

ส่วนพี่ริวนั้น... เราขออุบเหตุผลของการกระทำความผิดของพี่ริวไปเฉลยในตอนหน้านะคะ
เราเชื่อว่า ถ้าทุกคนได้รู้จักกับริวมากขึ้น คงจะพอเดาได้ว่า
หลังจากนี้ ยังมีพื้นที่ให้พี่ริวได้สำแดงความร้ายกาจจนโลกต้องจารึกอีกมากเลยค่ะ
วะฮ่าๆๆๆ (หัวเราะด้วยจริตมาเลฟิเซนต์)
รักคุณ mab มากๆ เลยค่ะ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์และกำลังใจนะคะ เราดีใจทุกครั้งที่ได้คุยกับคุณ mab ค่ะ  :mew1:


•✤•K.Ac118:•✤•
แหม่ อ่านเมนต์ของเจเจ้ข้างบ้านแล้วอดคิดไม่ได้จริงๆ ค่ะว่า เครื่องยนต์เรือบาปรักเด็กประถมนั้นแรงมาก
ดูเอาเถิด แค่เด็กน้อยเกาะระเบียงคุยเรื่องสัพเพเหระกัน เจเจ้ก็เก็บโมเมนต์ได้มากมาย
(อิชั้นล่ะนับถือใจเจเจ้ข้างบ้านมากจริงๆ ถือเป็นชิปเปอร์รุ่นริเริ่มโดยแท้)
แต่ก็นะ น้องต่ายเล่นเป็นเสียแบบนี้ ใครไม่คิดในทางเสียหายนับว่าจิตใจแข็งแกร่งดั่งหินผาจริงๆ ค่ะ
มาค่ะคุณ Ac118 ขา พวกเรามาล้อมวงชงเด็กชายป.สามให้สนิทสนมกันยิ่งๆ ขึ้นไปเถิดเอย!!
รักคุณ Ac118 มากนะคะ เราสัญญาว่าจะรีบกลับมามอบโมเมนต์อื่นๆ ให้ได้ชิปต่อโดยเร็วค่ะ 555  :กอด1:


•✤•K.AkuaPink:•✤•
:pig4: ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ อีกสองจันทร์ถัดไปอย่าลืมกลับมาเจอกันน้า!!  :L1:


ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 367
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 16 || P.4 ||25.11.2019 ✤
«ตอบ #104 เมื่อ25-11-2019 20:01:08 »

เห็นเจ้ากระต่ายน้อยกลับมามีความสุข คนอ่านก็ชื่นใจ :impress2:

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2591
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-7
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 16 || P.4 ||25.11.2019 ✤
«ตอบ #105 เมื่อ25-11-2019 20:23:14 »

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 769
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 16 || P.4 ||25.11.2019 ✤
«ตอบ #106 เมื่อ25-11-2019 20:59:03 »

อยากจะเดาจังเลยว่าคุณพี่ริวแอบรักน้องไจ๋แน่ๆ 555555
พี่ริวจะเป็นคู่แข่งเฮียคุนในอนาคตใช่มะ   :z6:
.....​จริงๆ ก็คงหวงเพื่อนสนิทด้วยแหละที่มีท่าทีดีกับไจ๋จนดูเกินหน้าเกินตาไปหน่อย คนมันสนิท พอเห็นความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนมันก็เลยชัดเจนในสายตา /me เดาล้วนๆ  o22  รอมาอ่านเฉลยในตอนต่อไปดีกว่า อิอิ

ส่วนพ่อของเฮียคุนนี่ฮาแท้ เห็นลูกคนข้างบ้านไหว้ตนเองไหว้แล้วไหว้อีกไอ้เราก็นึกว่าจะยิ้มดีใจหน้าบานที่เด็กมันมีสัมมาคารวะเพียงอย่างเดียว นี่เล่นนึกดีใจที่ลูกคนข้างบ้านซึ่งแต่ไหนแต่ไรมารุ่นเก่าก่อนจนมาถึงตนเองไม่เคยถูกกันเลย ได้ลูกคนข้างบ้านมาไหว้ตัวเองนี่ยิ้มไม่หุบทีเดียว แต่....​คุณพ่อคงจะได้ยิ้มหน้าบานไปตลอดชีวิตแน่ๆ ถ้าได้รู้ว่าอนาคตจะได้เกี่ยวดองเป็นพ่อผัวลูกสะใภ้กันนะคะขุ่นพ่อ! 555555

......​
ถึงจะหายไปหลายอาทิตย์ยังไงก็จะรออ่านนะคะ
 :mew1: :mew1: :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2298
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-6
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 16 || P.4 ||25.11.2019 ✤
«ตอบ #107 เมื่อ25-11-2019 22:50:48 »

เจ้าต่ายน้อยไจ่ไจ๋น่ารักน่าเอ็นดูจริงๆเลยลูก  แต่แอบหนีออกไปโรงเรียนแต่เช้านี่น่าตีเหมือนกัน ดื้อตาใสหน้าซื่อนะเราอ่ะ

เฮียพาไจ๋ไปเปิดตัวเหรอ  คนบ้านโน้นท่าจะเอ็นดูเด็กน้อยตาใสๆ มือไม้อ่อนของอีกบ้านนึงแล้วสิ

ริวอิจินี่หาเรื่องแกล้งเพื่อน โดยเฉพาะไจ๋ได้งัย ถ้าไม่อิจฉาที่เฮียคอยเทคแคร์น้อง ก็เป็นคนนิสัยแกล้งเด็กที่ชอบใช่ป่ะ

ขอให้มะลิเที่ยวสนุก เดินทางปลอดภัยค่า.  :mew1:

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 751
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +65/-0
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 16 || P.4 ||25.11.2019 ✤
«ตอบ #108 เมื่อ25-11-2019 23:38:56 »

เจ้าริว! แกล้งลูกกระต่ายช้านอีกแล้ว :angry2: เจ้าเด็กนี่!
แทบอดใจรอเฉลยไม่ไหว /กลัวจะมีเรือผีคุนริวโผล่มา แม่จะคว่ำเรือให้  :laugh:

เจ้าลูกกระต่ายอัพเรเวลเร็วมากลู๊ก ไม่ทันไรเปิดตัวเข้าบ้านเฮียคุน แถมหว่านความน่ารักน่าเอ็นดูใส่ หม่าม้าคุนเข้าให้แล้ว ใครจะไปต้านทานไจ๋ไหวววว

ตลกป๊าคุน เจอเด็กไหว้แล้วไหว้อีกยิ้มหน้าบาน นึกว่าอะไร ครึ้มอกครึ้มใจที่ลูกชายข้างบ้านมานอบน้อม ทั้งที่ตีกันมาตั้งรุ่นปู่ย่าตาทวด
โอ้ยยย นี่ถ้ารู้ว่านั้นน่ะ ว่าที่ลูกสะใภ้ในอนาคต ป๊าจะต้องยิ้มค้างไปสามวันเจ็ดวัน!55555555555

เที่ยวให้สนุกนะคะ เดินทางปลอดภัยค่ะ  :mew1:
อยู่ทางนี้จะพายเรือเด็กประถม วนรออยู่ข้างๆบ้านค่าา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-11-2019 12:13:51 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2872
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +283/-3
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 16 || P.4 ||25.11.2019 ✤
«ตอบ #109 เมื่อ27-11-2019 22:00:55 »

อ่านสะใจมาก

นุ๋งไจ๋ก็คิดแบบไจ๋ ๆ เนอะ น้องใสซื่อขนาดนี้ ควรมีเฮียคุนเคียงข้างดูแลจนแก่เฒ่า หืมมมม???

บางเรื่องมันก็ยากจะข้ามผ่านไปนะ อย่างเรื่องของป๊ากับข้างบ้านนี่น่าจะฝังใจมาก
เจ้ต้องเองที่ความสัมพันธ์กับน้องดูห่างเหินและตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามตลอด ก็น่าจะมาจากการที่คนรอบข้างใส่ใจไจ๋มากกว่า
เฮ้อ สงสารทุกคน

พี่ริวคิดอะไร ทำไปทำไมนะ หรือบ้านพี่ริมมีอะไรที่ส่งผลกับการกระทำกันนะ

ตอนเล่นโทรศัพท์นี้ประทับใจเรามาก เห็นภาพในหัวแบบชัดแจ๋ว มันให้อารมณ์ละเมียดละไมมาก ดีงามเหลือเกิน

ปล. ไปไหนทำอะไรก็ขอให้สะดวกราบรื่นนะคะ กอด ๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 16 || P.4 ||25.11.2019 ✤
« ตอบ #109 เมื่อ: 27-11-2019 22:00:55 »





ออฟไลน์ KizzllKizz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-1
Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 16 || P.4 ||25.11.2019 ✤
«ตอบ #110 เมื่อ28-11-2019 08:06:51 »

ทีนี้น้องไจ๋ก็ไม่มีปัญหาหับครอบครัว (ว่าที่) แฟนแล้ว ฮ่า อย่างว่าเนอะเด็กมันน่ารักใครๆก็เอ็นดู ขนาดเฮียคุนยังเอ็นดูน้องไจ๋ขนาดหนักเลย อิอิ
 :hao7:

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
- 17 -


“ขาไปโดนอะไรมาน่ะไจ๋” สร้อยถามหลังจากฉวยเป้สะพายหลังของลูกชายขึ้นมาถือเอาไว้เอง เมื่อเช้าหล่อนตื่นสาย  จึงหัวหมุนกับการไล่เตรียมความพร้อมส่งสามีกับลูกสาวจนไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของเลือดเนื้อเชื้อไขอีกคน ดีว่าก่อนที่เม้งจะขับรถพาต้องจิตไปส่งที่โรงเรียน ได้กระซิบบอกกล่าว อีกทั้งยังกำชับให้หล่อนถามไถ่ ไม่อย่างนั้น กระเป๋าเป้คงตบตาใครต่อใครในบ้าน (โดยเฉพาะตัวหล่อน) ได้อีกนานโข

เด็กชายก้มหน้าหลุบตามองแผ่นเหล็กตัวถังรถใต้ฝ่าเท้าพลางเอ่ยไม่เต็มเสียง “ไจ๋ละ ล้ม”

ผลจากการนอนกับการอาบน้ำเมื่อเย็นวานรวมถึงเมื่อเช้า เทปกาวที่แปะยึดผ้าก๊อซกับหน้าแข้งก็หลุดล่อนห้อยต่องแต่ง เมื่อสังเกตจนแน่ใจว่าแผลแห้งสนิท ไม่มีเลือดหรือน้ำหนองไหลซึม ไจ๋ก็กำจัดผ้าปิดแผลทิ้งเพื่อลดจุดสนใจ ไม่นึกเลยว่า หลังจากก้าวเท้าขึ้นรถตุ๊กๆ ได้เพียงไม่นาน หม่าม้าก็คว้ากระเป๋าเป้ที่ตนตั้งใจวางปิดหัวเข่าเอาไว้เสียดิบดีออกไปเสียได้

“ไปล้มมาตอนไหน”

“เมื่อวาน”

“ว้าย!” สร้อยหวีดร้องเสียงหลงเมื่อจู่ๆ รถตุ๊กๆ เจ้าประจำที่หล่อนว่าจ้างต่างพาหนะเดินทางไปส่งลูกชายที่โรงเรียนหยุดชะงักงัน หญิงสาวกระชับฝ่ามือข้างหนึ่งกำราวเหล็กเหนือหัวเอาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็ตวัดคว้าเอวเลือดเนื้อเชื้อไข แล้วขืนตัวไม่ให้ทั้งคู่ลื่นถลำจนหน้าคะมำหัวทิ่ม

“ไอ้ห่า! รีบแซงไปดูใจพ่อมึงหรือไง” คนขับตะโกนด่าสิงห์มอเตอร์ไซค์ที่เพิ่งวิ่งตัดหน้าขัดจังหวะกันไปหมาดๆ ก่อนจะหันกลับมาฉีกยิ้มแห้งๆ ให้สองแม่ลูก “เบรกแรงไปหน่อย โทษทีนะหนู”

“ไม่เป็นไรลุง ขับช้าๆ ก็ได้ ฉันไม่รีบ” สร้อยเปรยด้วยน้ำเสียงสุภาพคล้ายไม่ติดใจ กระนั้น สีหน้าเคร่งเครียดของหล่อนก็ทำให้คนขับรถยอมผ่อนความเร็วลงผิดกับฝีปากที่ก่นด่าเด็กแว้นคู่กรณีอย่างว่องไวคล้ายติดจรวด

“ขี่รถแบบนี้คงได้ตายดีหรอก!”

สร้อยไม่ได้สนใจคำบริภาษของคนขับตุ๊กๆ เพราะจนบัดนี้ หล่อนก็ยังติดใจกับบาดแผลของลูกชายไม่คลาย “ล้มได้ยังไงฮึไจ๋ ไหนบอกหม่าม้าซิ”

“ไจ๋วิ่งละ ไล่จับกับเพื่อน”

ทันทีที่ลูกชายพูดถึงเพื่อน ฝั่งผู้ให้กำเนิดก็อดนึกถึงใบหน้าของเด็กข้างบ้านไม่ได้ ความบาดหมางระหว่างสองครอบครัวที่คงอยู่เนิ่นนานเร่งเร้าหล่อนให้เจาะจงถามไถ่เลือดเนื้อเชื้อไขด้วยความร้อนใจเป็นพิเศษ “ล้มจริงๆ ไม่ใช่โดนเพื่อนแกล้งใช่ไหม”

“ไจ๋ละ ล้มจริงๆ หม่าม้า” ไจ๋พยักหน้ายืนยันทั้งที่ภายในใจกลับใคร่ครวญถึงบุคคลผู้เป็นต้นเหตุของการบาดเจ็บอีกครั้ง

พี่ริวคงไม่ได้แกล้งไจ๋หรอก...

“ไม่ได้โดนเพื่อนแกล้งแน่นะ”

ต่อให้พี่ริวจะเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไจ๋ไม่สนิทใจคบหา แต่ครั้นจะปักใจว่า อีกฝ่ายจ้องจะเล่นงานกัน เด็กชายก็พลันส่ายหัวพลางปฏิเสธเด็ดขาด “ไม่ ละ เล่นกันเฉยๆ ”

พี่ริวไม่ได้แกล้งไจ๋หรอก ก็เมื่อวานพี่ริววิ่งชนทุกคนมั่วไปหมดจริงๆ นี่นา

“งั้นเดี๋ยวหลังเลิกเรียนแล้วหม่าม้าพาไปหาหมอนะ”

“ไม่ต้องระ หรอกหม่าม้า ไจ๋ไม่เจ็บละ แล้ว... นี่ไง หม่าม้าดูสิ” ว่าแล้ว เด็กชายก็เตะขาข้างที่มีแผลขึ้นๆ ลงๆ อวดมารดาอยู่หลายครั้งหลายหน เห็นดังนั้น คนเป็นแม่จึงจับขาลูกชายลงวางกับพื้นดีๆ จากนั้นจึงกวาดตาสำรวจบาดแผลของเลือดเนื้อเชื้อไขอย่างตั้งใจ

“เย็นนี้กลับไปหม่าม้าจะเอาเจลโปะให้ จะได้หายช้ำ”

“อื้อ” ไจ๋รับคำพลางสบตากับมารดาอยู่ชั่วอึดใจ ต่อเมื่อเห็นคู่สนทนาปรายตามองตำหนิตน เด็กชายก็รีบหลุบตาลงมองพื้นอย่างลุกลี้ลุกลน ท่าทางดังกล่าวทำเอาฝั่งผู้ให้กำเนิดทอดถอนใจก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย

“เมื่อวานไจ๋ไปข้างบ้านมาเหรอ” หลังจากส่งลูกทั้งสองคนขึ้นห้องนอนเมื่อเย็นวาน สร้อยก็ลงมาเก็บของพลางนั่งดูละครเป็นเพื่อนแม่สามีเหมือนทุกวัน ด้วยเหตุนี้เอง หล่อนจึงมีโอกาสได้ฟังหยู่ฮวยบอกเล่าเรื่องที่ลูกชายหอบกระเป๋านักเรียนถ่อไปทำการบ้านถึงร้านก๋วยเตี๋ยว

ไจ๋พยักหน้า ฉีกยิ้มกว้างให้มารดา “ช่าย ไจ๋ไปทำการบ้านกับเฮียคุนมา”

สร้อยหรี่ตามองประเมินลูกคนเล็กอย่างถี่ถ้วนพลางเอ่ยเสียงเรียบ “การบ้านมันยากนักหรือไงถึงทำเองไม่ได้”

“ไม่ยาก แต่ทำสองคนไวกว่า” เด็กชายอวดรอยยิ้มภูมิใจ พอเห็นแม่ทำหน้าไม่เชื่อถือ เจ้าตัวก็พยักหน้าป้อยๆ ซ้ำยังยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นอีกคำรบ “จริงๆ นะหม่าม้า มันไวกว่าจริงๆ ”

“อย่าเอาแต่พึ่งคนอื่นสิไจ๋ ไจ๋ต้องหัดทำอะไรด้วยตัวเองได้แล้วนะ” ทั้งที่หล่อนเป็นคนเกลี้ยกล่อมสามีให้ยินยอมทำตามใจลูกชาย แต่ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่ต้องรับฟังเลือดเนื้อเชื้อไขพูดถึงเด็กข้างบ้านด้วยสีหน้าเริงรื่นชื่นบาน สร้อยกลับรู้สึกหนักใจจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ถูก

“ไจ๋ไม่ได้ให้เฮียคุนช่วยนะหม่าม้า ไจ๋แค่ไปทำการบ้านกับเฮียคุนเฉยๆ ” ขณะมารดากำลังว้าวุ่นใจ ไจ๋กลับตั้งอกตั้งใจอธิบายถึงจุดยืนของตัวเองอย่างขยันขันแข็งด้วยไม่อยากให้แม่เข้าใจผิด

“เอ้า... ถึงแล้วจ้า” สิ้นเสียง คนขับก็ผ่อนความเร็ว นำรถตุ๊กๆ จอดเทียบตรงทางเท้าด้านหน้าประตูโรงเรียนอย่างเหมาะเหม็ง จากนั้นจึงหันกลับฉีกยิ้มประจบสองแม่ลูกที่นั่งอยู่ตอนหลังของรถ สายตาจับจ้องของบุคคลที่สามทำเอาสร้อยรีบเก็บกลืนถ้อยคำ ไม่คิดต่อบทสนทนากับไจ๋อีก

“ไปไจ๋” คนเป็นแม่ขยับตัวพลางดึงมือลูกชายให้ค่อยๆ หยัดตัว ลุกขึ้นจากเบาะ แต่ไจ๋กลับปักหลักนิ่งงัน ซ้ำยังจ้องมองไปยังอีกฟากถนนไม่วางตา

“เฮียคุน!” เด็กชายร้องเรียกเพื่อนที่กำลังเดินข้ามทางม้าลายพลางโบกมือหยอยๆ เรียกร้องความสนใจ ต่อเมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายเห็นกันแล้ว ไจ๋ก็หันไปเอ่ยกับมารดาอย่างกระตือรือร้น “ไจ๋ไปนะหม่าม้า”

“เดินๆ ดีๆ ระวังล้ม”

“อื้อ!” เด็กชายรับคำแข็งขันก่อนจะฉวยกระเป๋าจากมือแม่ กระโดดลงจากรถแล้วปรี่เข้าไปทักทายเพื่อนข้างบ้านด้วยท่าทียินดีเป็นที่สุด

สร้อยมองตามแผ่นหลังของเด็กชายทั้งสองคนที่เพิ่งเดินหายลับเข้าด้านในโรงเรียนด้วยความรู้สึกเจ็บเสียดเหมือนกับมีเสี้ยนเล็กๆ ยอกอยู่กลางอก หรือหล่อนควรกลับไปคุยกับสามีให้เลิกวางท่าปั้นปึ่ง ทำเย็นชาใส่ลูกชายเสียที เพราะนอกจากเม้ง คงไม่มีใครหน้าไหนที่จะต่อกรกับพวกข้างบ้านได้อย่างสมน้ำสมเนื้ออีกแล้ว

•✤•✤•✤•

คาบพละก่อนเลิกเรียน ครูแบ่งนักเรียนทั้งห้องออกเป็นสี่กลุ่มใหญ่ จากนั้นจึงจัดแจงให้ทั้งหมดแข่งเล่นวิ่งเปี้ยวกันตลอดทั้งคาบเพื่อหาทีมผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ไจ๋ ปอและคุนอยู่ทีมเดียวกันเพราะเลขที่ใกล้กัน ถึงหัวเข่าข้างขวาจะยังปวดระบม แต่ลูกชายร้านชำก็ยังใจสู้ ต่อแถวลงวิ่งกับเพื่อนๆ ด้วย

การแข่งขันรอบแรกผ่านพ้นด้วยดี พวกไจ๋เอาชนะเพื่อนอีกทีมได้อย่างสวยงาม แต่เมื่อรอบถัดไปมาถึง กลับพบว่า คู่แข่งที่ต้องประลองความว่องไวด้วย คือ ทีมของริวอิจิที่กำลังฮึกเหิมเพราะเพิ่งคว้าชัยชนะมาได้หมาดๆ

หลังจากเกมรอบที่สองเริ่มไปได้ครู่ใหญ่ๆ ก็ถึงคราวที่ไจ๋ต้องรับไม้ต่อจากปอ แม้จะต้องกัดฟันวิ่งหนีคู่แข่งที่ไล่กวดจวนตัว แต่เด็กชายกลับไม่นึกท้อใจ ทว่าขณะกำลังซอยเท้าวิ่งอ้อมหลักฝั่งตรงข้ามอยู่นั้น หางตาไจ๋ก็เหลือบไปเห็นพี่ริวผลักอกเพื่อนซึ่งกำลังยืนรอต่อคิวรับไม้ผลัดจนเสียหลัก จากนั้นจึงเบียดเข้ามาแย่งรับไม้แทน

สายตามุ่งมั่นแปลกๆ ของพี่ริวทำเอาไจ๋ใจไม่ดี เด็กชายรีบห้อเต็มเหยียดพลางแอบหวังในใจให้ตนส่งไม้ต่อได้ก่อนที่คู่แข่งจะไล่ตามทัน

โชคดีที่ผลของความพยายามตอบแทนไจ๋อย่างเหมาะเจาะ ที่สุดแล้ว เขาก็ส่งไม้ต่อให้เพื่อนได้อย่างขาวสะอาด  กระนั้น จังหวะที่เด็กชายกำลังวิ่งเหยาะๆ ไปต่อท้ายแถว คู่แข่งที่วิ่งไล่กวดมาตลอดทางกลับทิ้งตัวเข้าใส่แผ่นหลังของไจ๋เสียเต็มเปา ผลจากการปะทะทำให้ทั้งคู่หกล้มไม่เป็นท่า ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน คู่กรณีก็ฉวยโอกาสชิ่งหนี วิ่งหน้าเชิดไปส่งไม้ต่อให้เพื่อนร่วมทีมอย่างไม่สะทกสะท้านสายตาใครทั้งสิ้น

แรกทีเดียว ไจ๋ตั้งใจว่าจะไม่เก็บเอาเรื่องหยุมหยิมเพียงเท่านี้มาเป็นอารมณ์ แต่เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวดันเกิดซ้ำรอยเดิมถึงอีกสองครั้งสองครา เด็กชายจึงไม่อาจคิดเป็นอื่นได้อีกต่อไป

“พี่ระ ริวไม่ชอบไจ๋ใช่ไหมเฮียคุน” เป็นเพราะเห็นบ้านตัวเองอยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกล ไจ๋ที่เฝ้าอดทนเก็บความสงสัยมาตั้งแต่ท้ายคาบพละก็เอื้อนเอ่ยคำถามคาใจออกมาจนได้

“ทำไมถามงั้นอะ”

“ก็ตอนวิ่งเปี้ยว พี่ระ ริววิ่งชนไจ๋อยู่คนเดียว ไม่เห็นชนคนอื่นละ เลย”

“ไม่หรอก มันแค่เบรกไม่อยู่เท่านั้นแหละ” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวน่าจะเป็นคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์ทั้งสามครั้งอย่างชัดเจน แถมยังเป็นคนช่วยไจ๋เอาไว้ทุกครั้ง กระทั่งรอบหลังๆ เขาถึงกับยอมลัดคิวเพื่อให้ไจ๋ออกวิ่งก่อน ทว่าจนแล้วจนรอด ริวอิจิก็ยังตามรังควาญเด็กข้างบ้านไม่เลิก แต่ครั้นจะให้ฟันธงว่าเพื่อนสนิทมีเจตนาไม่ดีทั้งที่ไม่ทันได้ซักถามเหตุผลจากปากเจ้าตัว คุนก็ทำไม่ได้

“ระ เหรอ”

เห็นคนเดินข้างๆ ยังทำหน้าเศร้าซึม ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวก็รีบหยิบยกเหตุผลมาเพิ่มน้ำหนักข้อสันนิษฐานของตัวเองอย่างรวดเร็ว “ขนาดเฮียยังเกือบล้มหน้าทิ่มตั้งหลายทีแน่ะ”

“เฮ้อ” ไจ๋ถอนหายใจยืดยาว

ในเมื่อเฮียคุนว่าอย่างนั้น ไจ๋ก็หมดคำถาม แต่เรื่องของพี่ริวก็ใช่จะมองข้ามได้

ลูกชายร้านชำเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเฮียคุนพลางสูดลมหายใจเข้าสุดปอด “ไจ๋ต้องทำยังไงให้พี่ระ ริวชอบไจ๋อะ” ในเมื่อตัดสินใจแน่วแน่ดีแล้วว่าจะเป็นเพื่อนกับเฮียคุนไปตลอด ไจ๋คงหลบเลี่ยงพี่ริวอีกไม่ได้

คุนขยี้หัวเด็กน้อยที่เดินทำหน้ายุ่งอยู่ข้างกายด้วยความเอ็นดู “ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย ไจ๋ก็อยู่ของไจ๋แบบนี้แหละ ดีสุดแล้ว”

“จริงนะ” ไจ๋เงยหน้าขึ้นมองสบตากับคู่สนทนา สายตาเว้าวอนที่ทอดมองคุน ฟ้องชัดว่าเจ้าตัวกำลังรอฟังคำยืนยันจากปากอีกฝ่ายด้วยใจจดจ่อ

ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวคลี่ยิ้มบางพลางผงกหัว “อือ... เชื่อเฮียดิ ไม่ต้องไปสนใจไอ้ริวมันหรอก”

“ระ เหรอ”

“อื้อ!” คุนยิ้มมุมปาก ประสานสายตากับเด็กข้างบ้าน เด็กชายมองหยั่งลึกเข้าไปด้านในคล้ายกับค้นพบขุมสมบัติล้ำค่าที่ซุกซ่อนอยู่ภายในดวงตากลมโตดูสดใสคู่นั้น “ถ้าอยากเอาใจ ก็มาเอาใจเฮียนี่”

“ถ้าเอาใจเฮีย พี่ระ ริวจะชอบไจ๋ไง?” ไจ๋ขมวดคิ้วแล้วเหลือบมองคนข้างตัวด้วยความสับสน...

เฮียคุนกับพี่ริวเป็นคนละคนกัน ถ้ามัวแต่เอาใจเฮียคุนแล้วพี่ริวจะชอบไจ๋ได้ยังไงกัน?

“แล้วไจ๋ไม่อยากให้เฮียชอบไจ๋ไง” คุนกระตุกมุมปากพลางหรี่ตาจับจ้องลูกกระต่ายที่เผลอทำปากขมุบขมิบคล้ายกำลังลังเล

“อยากสิ ทำไมจะไม่อยาก” ไจ๋พยักหน้าพลางพูดจางุบงิบอยู่ในลำคอ แต่เท่านั้นก็เพียงพอที่จะทำให้คู่สนทนาปลาบปลื้มใจจนแทบกลั้นยิ้มอีกไม่ไหว

“ถ้างั้นก็ต้องเอาใจเฮียมากๆ รู้เปล่า” ว่าแล้ว คุนก็วาดแขนพาดบ่าเพื่อนข้างบ้าน ออกแรงดึงร่างเล็กกว่าให้ก้าวเดินไปพร้อมกัน ไจ๋ฉีกยิ้มชอบใจพลางลั่นวาจาเสียงใส

“ได้! แต่เฮียต้องชอบไจ๋มากๆ เหมือนกันนะ”

“แหงอยู่แล้ว” พอคุนรับปากเป็นมั่นเหมาะ คนฟังก็ฉีกยิ้มหวานจนตาหยี “แล้วจะมาวาดรูปที่บ้านเฮียไหม”

ไจ๋พยักหน้าหงึกหงัก “แต่เดี๋ยวไจ๋อาบน้ำก่อนนะ”

“โอเค เดี๋ยวเจอกัน” พูดมาถึงตรงนี้ก็พอดีกับที่ทั้งคู่เดินมาถึงบ้านไจ๋ คุนยืนส่งเพื่อนเดินเข้าด้านในร้านชำ จวบจนเห็นไจ๋โผเข้าไปกอดย่า เด็กชายจึงค่อยบ่ายหน้าเดินลิ่วเข้าบ้านตัวเองบ้างเช่นกัน ทว่าในทุกย่างก้าวระหว่างนั้น ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวก็เอาแต่ครุ่นคิดถึงวิธีการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนทั้งสองคนอย่างคร่ำเคร่ง

•✤•✤•✤•


“คุน ไจ๋ มากินขนมกันเร็วลูก” สุนันท์พยักหน้าเรียกเด็กชายทั้งสองคน ของว่างวันนี้เป็นสาคูไส้หมู จัดใส่จานมาพร้อมผักกาดหอม ต้นผักชี และพริกขี้หนู สีเขียวสีแดงตัดกับสาคูไส้หมูเงาวาวแลดูน่ากินมากเสียจนไจ๋ไม่อิดออดเลยแม้แต่น้อย

“มา นั่งก่อน เดี๋ยวแม่ไปหยิบน้ำให้” ว่าแล้ว หญิงสาวก็เดินไปหยิบน้ำกับแก้วอย่างคล่องแคล่วก่อนจะกลับมานั่งเท้าคางมองดูลูกชายกับเพื่อนกินของว่างอย่างอิ่มเอมใจ “อร่อยไหมไจ๋”

“อร่อยครับ” ลูกชายร้านชำพยักหน้ารับพลางอมยิ้มจนแก้มตุ่ย

“ถ้าชอบก็กินเยอะๆ นะ น้าทำสาคูบ่อย ของโปรดป๊าคุนเขา”

“ขอบคุณครับ” ไจ๋ไหว้แม่คุนปลกๆ

บ้านของเฮียคุนแตกต่างกับบ้านของไจ๋ในหลายๆ แง่ ทั้งขนาดของบ้านที่ใหญ่กว่าเนื่องจากบ้านของเฮียคุนเป็นตึกแถวสองห้องตีทะลุถึงกัน อีกอย่าง บ้านของเฮียคุนก็ไม่ได้จ้างคนมาคอยช่วยดูแลบ้านตลอดเวลาแบบพี่แต้วหรือพี่ชื่น จะมีก็แต่คนงานสองสามคนที่อาศัยอยู่ในบ้านด้วยกัน ซึ่งพอหมดเวลางานแล้ว น้าจุ้ยกับน้านันก็จะปฏิบัติตัวกับลูกจ้างเหล่านั้นเหมือนกับญาติสนิทมิตรสหาย

ส่วนข้อแตกต่างที่ไจ๋ชอบเป็นพิเศษเห็นจะหนีไม่พ้นการที่น้านันมักจะทำขนม หรือของว่างเตรียมรอรับเฮียคุนหลังจากกลับจากโรงเรียนโดยเฉพาะ ผิดกับบ้านไจ๋ที่หม่าม้ากับอาม่ามักจะปล่อยให้หยิบขนมในร้านกินกันตามอัธยาศัย ใช่ว่าไจ๋จะไม่ชอบกินขนมที่หม่าม้าเอามาขายหรอกนะ แต่พอได้ลองลิ้มชิมรสของกินแสนอร่อยที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ จิตใจของเด็กชายก็เริ่มจะเอนเอียง ค่อยๆ เทคะแนนให้กับรสมือของน้านันมากขึ้นทุกที

“กินผักด้วยนะคุน อย่ากินแต่สาคูอย่างเดียว” สุนันท์เห็นลูกชายขมวดคิ้วใส่ผักกาดหอมด้านข้างจาน จึงชิงพูดดักคอเอาไว้เสียก่อน “รอบนี้ผักหอมไม่ขม แม่ลองแล้ว คุนกินได้ ไม่ต้องกลัว”

“ครับ” เด็กชายรับคำพลางวางสาคูลูกใหญ่ลงตรงกลางใบผัก ห่อเป็นชิ้นพอดีคำแล้วจึงนำเข้าปาก

พอลูกชายยอมกินผัก คนเป็นแม่ก็ยิ้มกริ่ม หล่อนละสายตาจากพวกเด็กๆ แล้วหันไปมองสมุดวาดรูปกับดินสอสีตรงอีกฟากโต๊ะอย่างสนอกสนใจ “วันนี้วาดรูปอะไรกัน”

“ครูเขาสั่งให้วาดรูปแม่ส่งน่ะครับ” คุนรับหน้าที่ตอบคำถามแทนไจ๋ที่ยังคงเคี้ยวสาคูตุ้ยๆ

“เหรอ... ไหนดูซิ วาดแม่สวยไหม” หญิงสาวเดินไปดูรูปวาดของเด็กชายทั้งสองคนแล้วก็อมยิ้มพลางเงยหน้าคุยกับเลือดเนื้อเชื้อไขด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย “อันนี้ของคุนใช่ไหม”

เพราะกำลังเคี้ยวอาหารว่างติดพัน คุนจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น สุนันท์จึงรับหน้าที่วิจารณ์ภาพวาดของบุตรชายโดยไม่มีใครพูดขัด “ทำไมไม่เห็นเหมือนแม่เลยล่ะคุน”

“เหมือนสิครับ” คุนเดือดเนื้อร้อนใจเสียจนรีบผุดลุกขึ้นแล้วปราดเข้าไปยืนชี้หลักฐาน อธิบายรายละเอียดให้แม่ฟังใกล้ๆ เห็นดังนั้นไจ๋จึงพลอยยืนชะเง้อคอมองตามเพื่อนไปด้วยอีกคน “นี่ไง แม่ผมยาวแล้วก็ยิ้มสวย”

สุนันท์ปรายตามองภาพระบายสีของบุตรชายแล้วส่ายหัวซ้ำอีกครั้ง “ดูยังไงแม่ก็ว่าไม่เหมือน”

“เหมือนสิแม่ คุนตั้งใจวาดแม่จริงๆ นะครับ” คุนยืนกรานด้วยสีหน้าหงุดหงิด ท่าทางอยู่ไม่สุขของลูกชายทำเอาสุนันท์ใจอ่อน ไม่คิดแกล้งทำอมพะนำอีกต่อไป

“ถ้าคุนจะวาดให้เหมือนตัวจริง คุนต้องวาดท้องแม่ให้กลมๆ ใหญ่ๆ ไม่ใช่แฟบๆ แบบนี้”

“ทำไมล่ะครับ”

“ก็เพราะตอนนี้ ข้างในท้องแม่มีน้องนอนหลับอยู่ไงลูก” หญิงสาวคลี่ยิ้มพลางลูบหน้าท้องของตัวเองเบาๆ

“น้อง?!” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวมองใบหน้ามารดาสลับกับหน้าท้องของหล่อนด้วยสายตาประหลาดใจ “แม่กำลังจะมีน้องเหรอครับ!?!”

สุนันท์ยิ้มพลางพยักหน้ายืนยัน “น้องของคุนนอนอยู่ในท้องแม่ได้เกือบสองเดือนแล้วน้า”

“จริงเหรอครับแม่”

“จริงสิจ๊ะ เมื่อตอนสายป๊าเพิ่งพาแม่ไปหาคุณหมอมา คุณหมอบอกว่าแม่กำลังจะมีน้องให้คุนแล้ว คุนดีใจไหม”

“เย่!” เด็กชายโห่ร้องพลางกระโดดตัวปลิว “คุนจะมีน้องแล้ว คุนจะมีน้องแล้ว!” สิ้นเสียง คุนก็โผเข้าไปกอดแม่เสียเต็มรัก สุนันท์จึงได้แต่ขืนตัวพลางลูบหลังลูบไหล่เลือดเนื้อเชื้อไขคล้ายกับใช้สัมผัสอ่อนโยนช่วยดึงสติ

“เบาๆ ลูก เดี๋ยวน้องตกใจ”

“ขอโทษครับ!” เด็กชายรีบผละจากแม่ทันควัน ทว่าอารามปลื้มปีติ เมื่อหันไปเห็นไจ๋ยืนอยู่อีกฟากโต๊ะ เจ้าตัวก็พุ่งเข้าไปหาแล้วกอดอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยความยินดีเป็นที่สุด “ไจ๋... เฮียกำลังจะมีน้องแล้ว เฮียกำลังจะมีน้องแล้ว!”

ไจ๋ตัวนิดเดียว พอโดนเพื่อนตัวใหญ่กว่ากอดแล้วเขย่าไปมา หัวจึงคลอนแคลนไปทางซ้ายทีขวาทีเหมือนกับตุ๊กตาหัวโยกหน้ารถ ซ้ำหูตายังพร่าพราย มองอะไรก็เบลอไปเสียทั้งหมด “เฮียคุน เฮียคุน ไจ๋มึน”

“โทษๆ มึนมากไหม ไหวเปล่า” คุนจับบ่าเพื่อนแล้วกวาดตามองหน้าอีกฝ่ายอย่างเป็นกังวลระคนรู้สึกผิด ลูกชายร้านชำคลี่ยิ้มบางพลางส่ายหัวอย่างอ่อนใจ

“ไม่เป็นระ ไร”

“ไจ๋ เฮียกำลังจะเป็นพี่แล้วนะ”

ไจ๋อมยิ้มพลางพยักหน้ารับ “อื้อ!”

“เฮียดีใจที่สุดเลย!” คุนเห็นมารดายังคงยืนนิ่งจึงพลันระลึกรู้ตัวในที่สุด เด็กชายรีบวิ่งกลับไปประคองแม่ พาหล่อนไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างระมัดระวัง ส่วนไจ๋ที่เดินตามอยู่ด้านหลัง เมื่อได้เฝ้ามองภาพความสุขของสองแม่ลูกตรงหน้า ก็อดรู้สึกวูบโหวง ว่างเปล่าในใจไม่ได้...

ถ้าเฮียคุนมีน้อง เฮียคุนจะลืมไจ๋ไหมนะ

“แล้วหมอบอกแม่หรือยังครับว่าน้องจะคลอดเมื่อไร” คุนบีบนวดมือแม่พลางเอ่ยถามอย่างตั้งอกตั้งใจ

“เดือนเมษาปีหน้าจ้ะ”

ฟังคำตอบนั้นแล้ว ไจ๋ก็โพล่งขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว “...ไจ๋ก็เกิดเดือนเมษา...”

“ไจ๋ก็เกิดเดือนเมษาเหมือนกันเหรอ” เด็กชายเจ้าถิ่นหันมาเขย่าแขนเพื่อนเบาๆ อย่างตื่นเต้น “วันที่เท่าไร”

ลูกชายร้านชำไม่นึกว่าเพื่อนข้างบ้านจะได้ยินที่ตัวเองพึมพำ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายรู้แล้ว จึงได้แต่ยอมรับเท่านั้น “ไจ๋เกิดวันสงกรานต์”

คุนหันไปหาแม่ เด็กชายลูบท้องผู้ให้กำเนิดอย่างเบามือ “ถ้าน้องเกิดวันสงกรานต์เหมือนไจ๋ก็ดีนะครับแม่ พวกเราจะได้จัดงานวันเกิดให้น้องกับไจ๋ไปพร้อมกันเลย”

สุนันท์ลูบผมลูกชายด้วยความรักใคร่พลางตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ “เรื่องนั้นไว้ใกล้เวลาแล้วแม่ค่อยถามคุณหมอให้อีกทีแล้วกันนะ”

“ครับ”

จากตอนแรกที่ใจหวิวเพราะรู้เรื่องน้องตัวเล็กๆ ที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่ในท้องของน้านัน แต่พอได้ยินว่าเฮียคุนอยากจะฉลองวันเกิดให้ตัวเองพร้อมกับน้องที่กำลังจะมาเกิด ไจ๋ก็เริ่มรู้สึกการที่เพื่อนข้างบ้านกำลังจะมีน้องก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียว ยิ่งถ้าน้องของเฮียคุนเกิดวันเดียวกันกับไจ๋ ก็ยิ่งเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งกว่าอะไรเสียอีก

•✤•TBC•✤•

สวัสดีค่ะ เรากลับมาแล้ว ^_^
แต่!!! เรามีเซอร์ไพรส์ค่ะ...
เพราะเราไม่ได้มาแค่ตอนเดียว
ขอให้อ่านทั้งสองตอนอย่างมีความสุขนะคะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-12-2019 07:37:02 โดย Malimaru »

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
- 18 -


“เอ้านักเรียน ใครสั่งพวงมาลัยเอาไว้ มาเข้าแถวรับพวงมาลัยค่ะ รับพวงมาลัยเสร็จแล้วก็ออกไปใส่รองเท้า ยืนตั้งแถว แล้วเดินลงไปที่สนามได้เลยนะ” เมื่อเอ่ยกับเด็กนักเรียนทั้งห้องจบ ครูประจำชั้นก็หันมาพยักหน้าเรียกมิคกับหัวหน้าห้องพลางกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ธีรยุทธ มาช่วยครูหน่อย... กุลวีร์ เดี๋ยวพอเพื่อนๆ ได้พวงมาลัยแล้ว เธอเดินนำเพื่อนๆ ลงไปรอครูที่สนามนะ ถ้าใครเสียงดังเธอช่วยจดชื่อมาให้ครูด้วย”

“ค่ะ”

“เข้าแถวดีๆ อย่าเบียดกัน... ธนภัทร ปรัชญา เธออย่านึกว่าครูไม่เห็นว่าเธอแซงคิวเพื่อนนะ เดินกลับไปต่อท้ายแถวเดี๋ยวนี้เลย” ทันทีที่เด็กนักเรียนกลุ่มแรกเริ่มตั้งแถวด้านหน้าห้อง ครูประจำชั้นก็ส่งเสียงบอกกล่าวกับเด็กนักเรียนที่เหลือ “ใครที่เตรียมพวงมาลัยมาจากที่บ้าน ออกไปใส่รองเท้าแล้วเข้าแถวรอเพื่อนตรงหน้าห้องได้เลยค่ะ”

เด็กนักเรียนกว่าครึ่งห้องผุดลุกขึ้นพร้อมกับพวงมาลัยดอกมะลิในมือ ฝ่ายครูประจำชั้นก็ไล่กวาดสายตามองสำรวจเด็กนักเรียนที่ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะเร็วๆ อีกครั้ง กับบางคนที่เคลื่อนไหวเชื่องช้า ขี้หลงขี้ลืมจนเป็นนิสัย สายตาหล่อนก็จะเลื่อนผ่านไปชั่วคราวคล้ายกับต่อเวลาให้ แต่กับบางคนที่จงใจเตะถ่วง ไม่ให้ความร่วมมือ คนเป็นครูก็ต้องคอยกระตุ้น

“ริวอิจิ เธอสั่งพวงมาลัยด้วยใช่ไหม”

“คร้าบ”

“แล้วเธอมัวนั่งทำอะไรอยู่ ทำไมยังไม่ลุกมาต่อแถวอีก” ครูประจำชั้นมองตำหนิ “มา ลุกมาเดี๋ยวนี้ พวกเพื่อนเธอเขาเสร็จกันหมดแล้ว”

“คร้าบ” เจ้าของชื่อถอนหายใจก่อนจะเดินลากเท้าเข้าไปต่อแถวรอรับพวงมาลัยดอกมะลิตรงหน้าชั้นเรียนอย่างไม่มีทางเลือก

“พวกที่อยู่หน้าห้องก็อย่าเสียงดัง ห้องอื่นเขายังเรียนกันอยู่ ได้ยินที่ครูพูดไหมคะ” ครูประจำชั้นปรายตามองเด็กนักเรียนส่วนน้อยที่กำลังยืนต่อแถวรอรับพวงมาลัยทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไปตรวจดูความเรียบร้อยด้านนอก
.
.
.
.
ด้วยฐานะลูกชายเจ้าของแผงดอกไม้ที่รับจ้างร้อยพวงมาลัยส่งโรงเรียน มิคจึงต้องรับหน้าที่แจกพวงมาลัยดอกมะลิให้เพื่อนๆ ตามคำสั่งของครูประจำชั้นไปโดยปริยาย ปีนี้แม่เขานั่งร้อยมาลัยจนถึงเช้า เพราะยอดสั่งพวงมาลัยเยอะกว่าเมื่อปีก่อนหลายเท่าตัว เด็กชายค่อยๆ หยิบพวงมาลัยที่เรียงอยู่ในถุงส่งให้เพื่อนแต่ละคนอย่างทะนุถนอม แต่เมื่อถึงคิวคนสุดท้ายของแถว เด็กชายก็ชะงักมือพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตายุ่งยากใจ

“มองอะไร” ริวอิจิกระชากเสียงพลางถลึงตาใส่อย่างไม่เป็นมิตร

“เปล่า” มิคส่ายหัวพลางหยิบพวงมาลัยพวงสุดท้ายขึ้นจากก้นถุง

“เอามาดิ” ริวอิจิไม่รั้งรอ เด็กชายคว้าพวงมาลัยในมือเพื่อนร่วมห้องแล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที

“เฮ้อ” มิคถอนหายใจพลางตั้งคำถามกับแผ่นหลังของคนที่เพิ่งเดินผ่านไปอยู่เงียบๆ คนเดียว...

พี่ริวทำแบบนั้นทำไม?

มิคเพิ่งเริ่มช่วยครูขายของที่สหกรณ์ช่วงหลังเปิดเทอมชั้นป.สาม งานที่สหกรณ์มอบค่าตอบแทนเป็นจิตพิสัยในกลุ่มวิชาพื้นฐานอาชีพรวมถึงส่วนลดในการซื้อสินค้าบางอย่างของสหกรณ์ แต่นั่นเป็นเพียงผลพลอยได้เล็กน้อย หากว่ากันตามจริงแล้ว แรงจูงใจหลักในการสมัครเป็นผู้ช่วยครูสหกรณ์มาจากการที่ ‘พวกพี่ๆ ที่เขาคลุกคลีด้วย’ ส่วนใหญ่ ล้วนแต่เป็นผู้ช่วยครูสหกรณ์ด้วยกันทั้งสิ้น เด็กชายไม่อยากหลุดวงโคจรจนพลาดสถานะพิเศษในกลุ่ม จึงอาศัยงานอาสาสมัครนี้เป็นเครื่องมือสานสัมพันธ์กับรุ่นพี่ให้ยิ่งเหนียวแน่น

ทว่าเมื่อเร็วๆ นี้ มิคกลับต้องพบเห็นเหตุการณ์ที่ทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ซ้ำยังบอกใครไม่ได้เสียด้วย

มิคไม่ได้ช่วยงานครูที่สหกรณ์ทุกวัน แต่ทุกครั้งที่เข้าเวร เด็กชายมักจะเจอะเจอกับริวอิจิอยู่เนืองๆ การพบพานเพื่อนร่วมห้องโดยไม่คาดฝันทำให้มิคเผลอแอบมองตามอีกฝ่ายเป็นประจำ ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่งซึ่งบั่นทอนความนับถือทั้งต่อตัวเองและเพื่อนรุ่นพี่ลงหลายส่วน...

พี่ริวขโมยขนมสหกรณ์ แต่แทนที่จะบอกครู มิคกลับเลือกปิดบังความจริงไม่ให้ใครรู้

สาเหตุที่มิคตัดสินใจเช่นนี้ เขาไม่ได้คิดซับซ้อน เด็กชายแค่ลองนึกภาพสีหน้าเกลียดชังของริวอิจิหลังจากรู้ว่า เป็นเขาเองที่ปูดเรื่องนี้ถึงหูครู ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต่อจากนั้นเขาจะโดนอีกฝ่ายตามจองล้างจองผลาญด้วยวิธีร้ายกาจสักเพียงไหน

การต้องใช้ชีวิตเป็นเหยื่อความรุนแรงภายในโรงเรียนมาตลอดหลายปี เคี่ยวกรำเด็กชายให้รู้จักเข็ดหลาบ ไม่เที่ยวผดุงความยุติธรรม หรือทำดีพร่ำเพรื่อแบบไม่ลืมหูลืมตาอีกต่อไปแล้ว

อนิจจา หากคนเราหยั่งรู้อนาคตได้ บางทีมิคอาจจะพอใจกับรสชาติขมขื่นของการต้องโดนกลั่นแกล้งมากกว่าปล่อยให้ริวอิจิทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด เพื่อนรุ่นพี่ผู้นี้ก็หลวมตัวก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ยากจะหวนย้อนกลับ

•✤•✤•✤•


ไจ๋ก้มลงมองพวงมาลัยในมือจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด เด็กชายยืนยืดอกอย่างผึ่งผายพลางอมยิ้มกับตัวเองเนื่องจากพวงมาลัยที่หม่าม้าซื้อให้ไจ๋พวงใหญ่และสวยกว่าใครเพื่อน

แม้จะไม่รู้มูลค่าของมาลัยพวงนี้ แต่พอหม่าม้าบอกให้คุณลุงคนขับตุ๊กๆ จอดแวะตรงหน้าร้านดอกไม้ใหญ่ตรงข้างธนาคารระหว่างเดินทางมาโรงเรียนเมื่อตอนเช้า เด็กชายก็พอจะเดาได้ว่า มารดาตั้งใจสั่งพวงมาลัยแสนสวยเพื่อเขาโดยเฉพาะ

ไจ๋ขยับเท้าก้าวตามเพื่อนที่ยืนอยู่ด้านหน้าอย่างช้าๆ หากเดินตรงไปอีกนิดก็จะเป็นหมู่เก้าอี้ด้านหน้าแถวที่คุณครูจัดไว้ให้พวกคุณแม่นั่ง ไจ๋ยื่นหน้า ชะโงกมองหาแม่ เมื่อเห็นหม่าม้านั่งยิ้มหวานพลางโบกมือให้ หัวใจก็พลันเต้นตึกตักด้วยความยินดีระคนตื่นเต้นที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ถูก

อีกเดี๋ยวไจ๋ก็จะได้กราบหม่าม้าแล้ว ตื่นเต้นจัง...
ว่าแต่ เฮียคุนจะตื่นเต้นเหมือนกันไหมนะ


คิดแล้ว ไจ๋ก็เบือนหน้ากลับไปมองหาเฮียคุนที่เดินตามอยู่ด้านหลัง พอเด็กข้างบ้านยกมุมปากพลางยักคิ้วให้ ลูกชายร้านชำก็ยิ้มรับแล้วรีบหันกลับมาทำท่าตั้งอกตั้งใจยืนต่อแถวตามเดิม

อันที่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไจ๋กราบหม่าม้าในงานวันแม่ แต่ตอนอยู่โรงเรียนเก่า ไจ๋ไม่เคยรู้สึกประหม่าจนมือเย็นเฉียบอย่างที่กำลังเป็นอยู่ ณ เวลานี้ พอลองนึกดูดีๆ เด็กชายก็ได้ข้อสรุปว่า น่าจะเป็นเพราะเมื่อก่อนมีเจ้ต้องอยู่ด้วย ซ้ำที่โรงเรียนเก่า พวกครูมักจะจัดแจงให้เจ้ต้องกับไจ๋กราบหม่าม้าด้วยกันเสมอ การต้องทนเห็นสายตาเหยียดหยามกับสีหน้าไม่เป็นมิตรของพี่สาวทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนจึงเป็นสาเหตุให้ความกระตือรือร้นสนใจที่ไจ๋ควรมีต่อกิจกรรมต่างๆ ลดน้อยลงอย่างมีนัยยะ

ไจ๋ยืนรอแถวเพียงไม่นาน ที่สุดเด็กชายก็ก้าวไปหยุดยืนตรงหน้ามารดา พอหม่าม้ากวักมือเรียก เขาก็ทรุดตัวลงคุกเข่า แล้วเดินเข่าเข้าไปหยุดตรงหน้าผู้ให้กำเนิด จากนั้นจึงค่อยๆ ค้อมตัวก้มลงกราบเท้าหม่าม้าอย่างตั้งอกตั้งใจเป็นที่สุด

“หม่าม้าขอให้ไจ๋เป็นลูกที่ดี ตั้งใจเรียน ขอให้ไจ๋มีความสุขมากๆ ขอให้ไจ๋ร่างกายแข็งแรง โตไวๆ จะได้เป็นที่พึ่งของป๊ากับหม่าม้าแล้วก็อาม่าต่อไปนะ” สร้อยก้มตัวลงลูบผมลูกชายเบาๆ หล่อนพยายามฝืนกลั้นน้ำตาไม่ให้รินไหล แต่ใครเลยจะหักห้ามใจได้ ยิ่งเมื่อเลือดเนื้อเชื้อไขกำลังคู้ตัวหมอบกราบแทบฝ่าเท้าตนเอง

ภาพความทรงจำช่วงวัยเยาว์ของลูกคนเล็กค่อยๆ เรียงร้อยต่อกันในห้วงคำนึง พริบตาเดียว เด็กทารกตัวแดงๆ ที่ชอบกลอกตาจ้องมองทุกสิ่งรอบตัวอย่างตั้งใจก็กลายเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบที่หน้าตาพิมพ์เดียวกับหล่อนตอนเด็กๆ อย่างไม่ผิดเพี้ยน ถึงคนเป็นแม่จะวาดหวังให้เลือดเนื้อเชื้อไขเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมในวันหนึ่งข้างหน้า แต่อีกใจ หล่อนกลับอยากยื้อยุดฉุดรั้งตัวตนอันไร้เดียงสาของลูกเอาไว้กับตัวให้นานแสนนาน

“ลุกเร็ว เดี๋ยวหน้ามืด” สร้อยว่าพลางประคองตัวลูกชายให้ยืนขึ้นต่อหน้า ไจ๋ยิ้มหวานให้มารดาพลางยื่นพวงมาลัยดอกไม้ส่งให้หล่อนพร้อมด้วยรอยยิ้มที่ระบายเต็มใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา

“สุขสันต์วันแม่แห่งชาตินะหม่าม้า”

“ขอบใจนะลูก” สร้อยดึงตัวไจ๋มากอดและหอมแก้มกลมๆ ทั้งสองข้างอยู่หลายที ฝ่ายไจ๋ที่ซึมซับความอบอุ่นของอ้อมกอดมารดาจนพอใจ ก็ซบหน้าพิงอกหม่าม้าพลางเหลือบมองไปยังทิศทางของเด็กข้างบ้านอย่างหมายมั่น ต่อเมื่อเห็นน้านันก้มลงประคองเฮียคุนกับริวขึ้นมากอดพร้อมๆ กัน ความสงสัยที่ผุดขึ้นกลางใจก็ทำให้เด็กชายหลงลืมที่คุณครูเฝ้าย้ำนักยักหนาว่า จะต้องบอกรักแม่ปิดท้ายไปเสียสนิท

พี่ริวกราบแม่เฮียคุนงั้นเหรอ ทำไมล่ะ?

“ไจ๋อยากรู้ว่าทำไมริวมันถึงไหว้แม่เฮียงั้นเหรอ”

“อื้อ ทำไมอะ” หลังจากเอ่ยข้อสงสัยที่เฝ้าถามตัวเองมาทั้งวัน ไจ๋ก็จับจ้องใบหน้าด้านข้างของเฮียคุนไม่วางตา วันนี้ไม่มีการบ้าน เฮียคุนเลยชวนไจ๋ขึ้นมาคุยเล่นกันข้างบนห้อง ก็ห้องที่ระเบียงด้านหลังติดกับห้องนอนของไจ๋นั่นแหละ

“...อืม...” คุนมองหน้าไจ๋แล้วเม้มปากเป็นเส้นตรง เด็กชายหลบสายตาคู่สนทนาพลางนึกใคร่ครวญอยู่พักใหญ่จนอีกฝ่ายอดทนรออีกไม่ไหว ยิงคำถามออกมาอีกคำรบ

“ทำไมแม่พี่ระ ริวไม่มาเอง ให้พี่ระ ริวไหว้แม่เฮียคุนทำไม ทำแบบนี้พี่ระ ริวจะไม่เสียใจไง” ไจ๋พลิกตัวหันหลัง ยืนทิ้งสะโพกพิงราวระเบียง หางตาเหลือบมองห้องนอนของตนเองผ่านกระจกหน้าต่าง ภาพที่เห็นในกรอบสายตายามนี้ดูแปลกตาระคนคุ้นเคยอย่างไรชอบกล

อ้อ เวลาเฮียคุนมองเข้ามาก็จะเห็นห้องนอนไจ๋หน้าตาเป็นแบบนี้เองน่ะเหรอ

“แม่ริวอยู่ญี่ปุ่น”

“ญี่ปุ่น?” ไจ๋ละสายตาจากห้องนอนตัวเอง เด็กชายเลิกคิ้วมองหน้าเฮียคุนอย่างแปลกใจ

ถ้าไม่ใช่เพราะอิทธิพลจากการ์ตูนที่ดูตอนเช้าวันเสาร์อาทิตย์ ญี่ปุ่นนับว่าห่างไกลจากชีวิตประจำวันของไจ๋เอามากๆ ดังนั้นเมื่อได้ยินเด็กข้างบ้านพูดถึงประเทศนี้ควบคู่กับชื่อของเพื่อนร่วมชั้นเรียน ลูกชายร้านชำจึงยิ่งฉงนใจหนักกว่าเดิม

“อือ” คุนพยักหน้าอยู่สองสามทีก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “แม่ริวเป็นคนญี่ปุ่น เพิ่งย้ายกลับไปอยู่ญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว”

“ย้ายไปทำไม”

“เฮียก็ไม่รู้เหมือนกัน” คนพูดทอดสายตามองไปไกลพลางคาดเดาไปตามที่ตนคิด “กลับบ้านมั้ง”

คุนปฏิเสธไม่ได้ว่าตนสนิทสนมกับริวอิจิมากกว่าเพื่อนคนอื่น แต่ริวอิจิกลับไม่ชอบเล่าเรื่องที่บ้านให้ใครฟัง ดังนั้นลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวจึงไม่รู้ถึงสาเหตุที่น้ามาโกะตัดสินใจย้ายกลับญี่ปุ่นไปตามลำพังทั้งที่น้าวีกับริวอิจิยังอยู่เมืองไทย

“ละ แล้วเขาไม่กลับมาไง” ไจ๋ขมวดคิ้ว มองหน้าเพื่อนข้างบ้านอย่างไม่เข้าใจ

คุนส่ายหัวพลางถอนหายใจยาว “อือ พอไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย”

ลูกชายร้านชำเลิกคิ้วมองหน้าคู่สนทนาอย่างแปลกใจ “อ้าว ละ แล้วพี่ระ ริวล่ะ...”

“มันก็อยู่ที่นี่ กับพ่อ กับปู่ กับย่าไง”

“แต่ไม่มีแม่...”

“ใช่ ไม่มีแม่”

“...เฮ้อ...” เห็นเฮียคุนพยักหน้ารับอีกครั้ง คนฟังก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้ ไจ๋ถอนหายใจยืดยาวก่อนจะหมุนตัวพลิกกลับด้าน เด็กชายเท้าแขนลงกับราวระเบียง ยืนทอดสายตาเหม่อมองบึงน้ำเฉกเช่นเดียวกันกับเพื่อนข้างบ้าน จะผิดกันก็แค่ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้จดจ่ออยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ

“ตั้งแต่วันแม่เมื่อปีก่อน แม่เฮียก็เรียกริวมากราบแม่พร้อมๆ กับเฮียนี่แหละ” คุนเอ่ยพลางถอนหายใจอย่างหนักอก เด็กชายจดจำเหตุการณ์เมื่อครั้งที่มารดาเรียกเขามาอธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังของการตัดสินใจนี้ได้เป็นอย่างดี “แม่เฮียบอกว่า ตอนแรกพ่อริวมาขอให้แม่เฮียช่วย พ่อริวต้องวิ่งงานไกลๆ ถ้าไม่มีใครมางานที่โรงเรียนก็ต้องลำบากปู่กับย่าเปล่าๆ ”

“พ่อพี่ระ ริวไม่ค่อยอยู่บ้านไง”

คุนพยักหน้า “ฮื่อ น้าวีเป็นเซลล์ ต้องขับรถไปขายของ ไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก”

ฟังแล้วไจ๋ก็ครางรับในลำคอพลางตวัดสายตาลงมองคราบตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่บนแผ่นกระเบื้องหลังคาชั้นล่างของบ้านข้างๆ ภายในหัวสมองน้อยๆ กำลังครุ่นคิดถึงสถานการณ์ที่ริวอิจิต้องเผชิญไปต่างๆ นาๆ

พี่ริวไม่ได้อยู่กับแม่ แถมพ่อพี่ริวก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน น่าสงสารพี่ริวเหมือนกันแฮะ
แต่ถ้าพี่ริวต้องไหว้น้านันทุกปี อย่างนี้เฮียคุนจะไม่น้อยใจแย่เหรอ


“เฮียคุนไม่คิดมากนะ” ไจ๋เขย่าแขนเพื่อนข้างบ้านเบาๆ เจ้าตัวหันกลับมาสบตาแล้วคลี่ยิ้มบางพลางเลิกคิ้ว มองจ้องไจ๋ด้วยสีหน้าแปลกใจ

“คิดมากเรื่องอะไร”

“ก็ที่พี่ระ ริวมาไหว้น้านันอะ”

“เฮียไม่คิดมากหรอก ยังไงแม่เฮียก็รักเฮียที่สุด” คุนยักคิ้วพลางกระตุกยิ้มมุมปากอวดโอ่อยู่ชั่วอึดใจก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้าจนดูเคร่งเครียดจริงจัง “ถ้าแม่เฮียไม่ช่วยไอ้ริว มันก็ต้องกราบเก้าอี้เปล่าๆ อยู่คนเดียว... น่าสงสารมันออก”

“พี่ระ ริวคงเหงาน่าดูเนอะ”  ลูกชายร้านชำถอนหายใจ สิ่งที่พี่ริวต้องพบเจอเป็นเรื่องที่เขาทำได้เพียงแค่รับฟัง ครั้นจะทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง ไจ๋ก็ดันจินตนาการก็ไม่ออก ถึงอย่างนั้น เขากลับตระหนักรู้ได้ว่า หากวันหนึ่งข้างหน้าไม่มีหม่าม้าคอยอยู่ข้างๆ เขาจะต้องตายแหงแก๋แน่นอน

“ฮื่อ” คุนพยักหน้าพลางครางรับในลำคอ “เฮียถึงได้ชวนมันมานอนที่บ้านบ่อยๆ ไง”

“อืม” ไจ๋ผงกหัวหงึกหงักอย่างเข้าอกเข้าใจ

จากแรกที่แค่ปลาบปลื้ม มาตอนนี้ ความชื่นชมที่ไจ๋มีต่อเฮียคุนก็ค่อยๆ เพิ่มพูนซ้ำยังเผื่อแผ่ไปถึงผู้คนที่แวดล้อมรอบๆ ตัวอีกฝ่าย ความรู้สึกนี้รุนแรงเสียจนเสียงเล็กๆ ในจิตใจกล่อมไจ๋ให้เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความบาดหมางระหว่างสองครอบครัว

ทั้งที่เฮียคุนออกจะนิสัยดีซะขนาดนี้ ทำไมป๊าถึงเกลียดบ้านเฮียคุนนักก็ไม่รู้

“ลงไปข้างล่างกันเหอะ” คุนหันมาพยักหน้าชักชวนไจ๋หลังได้ยินเสียงตะโกนเรียกของมารดา “แม่บอกว่าวันนี้ทำปอเปี๊ยะสดไส้ปู อยากกินปะ”

“อื้อ!” ทันทีที่ได้ยินชื่อเมนูชวนน้ำลายสอ ไจ๋ก็พักสมอง วางเรื่องกวนจิตใจลงชั่วคราว

ก็แหม ไจ๋เป็นแค่เด็กเก้าขวบ ขืนมัวแต่คิดมากก็ปวดหัวเปล่า สู้เอาเวลาไปกินของอร่อยๆ ไม่ก็หาอะไรสนุกๆ ทำไปวันๆ ไม่ดีกว่าเหรอ
•✤•✤•✤•

“หม่าม้า”

“หืม?” สร้อยวางมือจากสำรับอาหารเย็นบนโต๊ะแล้วเงยหน้าขึ้นมองลูกชายที่จนบัดนี้ก็ยังปักหลักอยู่ที่โต๊ะกินข้าวไม่ยอมลุกไปไหน

“หม่าม้าอย่าไปไหนนะ” เรื่องของริวอิจิรบกวนจิตใจไจ๋มากกว่าที่คิด ยิ่งพอเขาเผลอเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนซึ่งจะไม่มีโอกาสเห็นหน้าแม่อีกต่อไป เด็กชายก็หลุดปากโพล่งความในใจออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว แต่ฝ่ายผู้ให้กำเนิดกลับตีความไปคนละทิศทางเสียได้

“ไจ๋ยังกินไม่อิ่มเหรอ จะเอาอะไรอีกไหม เดี๋ยวหม่าม้าตักให้” สร้อยเข้าใจว่าที่ลูกชายรั้งตัวหล่อนไว้เพราะอยากเติมข้าวเพิ่ม กระนั้นหล่อนกลับไม่วายตวัดหางตา เหลือบมองดูสีหน้าของสามีอยู่ครู่หนึ่งด้วยกลัวว่าเม้งจะดุลูกที่กินข้าวอย่างพิรี้พิไรไม่เลิกรา ต่อเมื่อเห็นว่าคู่ชีวิตกำลังยืนหันหลังกอดอกอยู่ตรงหน้าร้าน สร้อยจึงลอบถอนหายใจแล้วเบนความสนใจกลับมาที่ลูกชายดังเดิม

“ไม่เอา” ไจ๋ส่ายหัวพร้อมกับคว้ามือแม่มาจับไว้แน่น

“อ้าว แล้วเมื่อกี้จะเอาอะไร” คนเป็นแม่สบตาลูกชายพลางเดาใจเจ้าตัวไปร้อยแปด แต่สุดท้าย เรื่องของไจ๋กลับเหนือความคาดหมายของหล่อนไปมากโข

“เพื่อนที่ระ โรงเรียนไจ๋ แม่เขาไม่อยู่ละ แล้วอะหม่าม้า” เด็กชายเอ่ยพลางกระชับฝ่ามือที่เกาะเกี่ยวมือแม่ให้แน่นหนากว่าเดิม

สร้อยถอนหายใจ ทรุดตัวลงนั่งลงข้างๆ ลูกชายแล้วลูบแขนเจ้าตัวเบาๆ “หม่าม้ายังแข็งแรงอยู่เลยนี่ เห็นไหม ไจ๋ไม่ต้องกลัวหรอกว่าหม่าม้าจะไปไหน”

“แม่เขากลับไปบ้านที่ญี่ปุ่น ไม่กลับมาอีกละ แล้ว วันนี้เขาละ เลยต้องไหว้แม่เฮียคุนแทน” ไจ๋เขย่ามือแม่อย่างร้อนรน “หม่าม้าอย่าไปไหนนะ อยู่กับไจ๋ไปนานๆ นะหม่าม้า”

สร้อยยิ้มอ่อน ลูบหัวลูกคนเล็กอย่างรักใคร่พลางปลอบประโลมจิตใจดวงน้อยๆ ด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน “หม่าม้าไม่ไปไหนหรอก จะอยู่กับต้อง กับไจ๋แบบนี้ไปเรื่อยๆ นี่แหละ”

“จริงๆ นะ” ดวงตาของไจ๋เป็นประกายสุกใส เด็กชายอมยิ้มน้อยๆ อย่างพึงพอใจกระนั้นสองมือที่กุมมือแม่กลับบีบแน่นคล้ายยังไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซนต์

สร้อยบีบมือลูกชายกลับ หล่อนส่ายหัวอย่างอ่อนใจพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “จริงสิ หม่าม้าไม่โกหกไจ๋หรอก”

ได้ยินดังนั้น เด็กชายก็ทิ้งตัวเข้าใส่พร้อมกับซุกใบหน้าซบลงสูดดมกลิ่นหอมเฉพาะตัวของแม่ “ไจ๋ระ รักหม่าม้านะ”

“หม่าม้ารู้ หม่าม้ารู้...” สร้อยคลี่ยิ้มละมุนเมื่อไจ๋ตวัดแขนกอดหล่อนเสียแน่น หล่อนเลื่อนวงแขนกอดตอบแล้วเอ่ยคำสัญญาที่หล่อนตั้งใจจะรักษาด้วยชีวิตข้างๆ ใบหูเล็กๆ ของลูกชาย “หม่าม้าก็รักไจ๋เหมือนกัน หม่าม้าไม่ไปไหนหรอก ไจ๋ไม่ต้องกลัวนะ”

•✤•TBC•✤•

ก่อนหนีเที่ยว เราได้เกริ่นว่าจะแง้มเหตุผลที่พี่ริวเกเรให้ทุกคนได้ทราบตอนที่กลับมา
แต่พอแอบมาดูเนื้อหาแล้ว ดั้นเพิ่งรู้ว่ากว่าจะเฉลยเรื่องนี้ก็ต้องรอตอนที่สิบแปดเสียก่อน
(ตอนนั้นถึงกับแอบปาดเหงื่อรัวๆ เพราะเท่าที่เขียนตุนไว้ก่อนไปเที่ยวคือมีแค่ตอนที่สิบเจ็ดเท่านั้น 555)
แต่เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้ พอเครื่องลงปุ๊บ เราก็กัดฟัน รีบปั่นน้องไจ๋เพิ่มปั๊บ
หวังว่าพอได้อ่านแล้ว ทุกคนจะเริ่มเข้าใจอีกด้านของริวอิจิมากขึ้นอีกนิด
(แต่ขอออกตัว พูดอย่างไม่ลำเอียงเข้าข้างน้องต่ายเลยนะคะว่า
ช่วงเวลาที่ห่างหายกันไปหลายอาทิตย์นี้ ความน่ารักของน้องต่ายไจ๋และผู้ชายข้างบ้านรุ่นเยาว์วัยของเขา
น่าจะเอาชนะใจแม่ยกได้มากกว่าปูมหลังอันขมขื่นของพี่ริวเป็นไหนๆ - สาบานได้ว่าไม่ได้อวยจริงจริ๊ง 555)
 
อ่านแล้วชอบไม่ชอบยังไงทิ้งคอมเมนต์ไว้บ้างนะคะ เรายินดีน้อมรับคำติชมของทุกคนเสมอค่ะ
และถ้าใครเป็นชาวทวิตภพ อย่าลืมติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ด้วยน้า เราจะตามไปเมาท์มอยด้วยค่ะ
เผลอๆ ดีไม่ดี เราอาจจะด้นแก๊กสดอะไรให้ได้อ่านกันด้วยน้า
รักคนอ่านทุกๆ ท่านค่ะ หอมหัว กอดแน่นให้หายคิดถึง
 ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)


•✤•K.kong6336:•✤•
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ อ่านแล้วชื่นใจตามไปด้วยเลย ^_^ ไว้ว่างๆ มาคุยกันอีกนะคะ


•✤•K. fc_fic:•✤•
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ หวังว่าต่อไปหลังจากนี้ เราจะได้เจอกันอีกนะค้า


•✤•K.mab:•✤•
ประเด็นที่ว่าพี่ริวจะเป็นศัตรูหัวใจของเฮียคุนไหมนั้น
เราบอกได้เลยว่า ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวได้กระทำการล่มเรือริวไจ๋ตั้งแต่ใบยังไม่กางไปเรียบร้อยแล้วค่ะ
เพราะฉะนั้น เราต้องขอแสดงความเสียใจกับคุณ mab มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
(ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะที่พระเอกเด็กของเราค่อนข้างหึงหวงน้องต่ายอย่างก้าวร้าว 555)

ส่วนว่าที่พ่อสามีกับความหน้าบานนั้น ประเด็นนี้คงถกกันได้อีกนานค่ะ
เพราะบ้านเฮียคุนแพ้ทางน้องไจ๋มาก (เดี๋ยวพออ่านๆ ไปก็จะรู้เลยว่า ป๊ากับแม่เฮียคุนชอบไจ๋มากจริงๆ )
แต่เพราะเรายังลงรายละเอียดพล็อตภาคที่ทั้งน้องไจ๋และเฮียคุนไว้เพียงคร่าวๆ
ทางเราจึงอยากจะขออุบเอาไว้สักหน่อยว่าท่าทีของว่าที่พ่อแม่สามีที่จะมีต่อลูกสะใภ้ในอนาคต สุดท้ายแล้วจะเป็นยังไง
แต่ถึงเราจะฟันธงบอกอะไรกับคุณ mab ในตอนนี้ไม่ได้
ขอคุณ mab โปรดจงเชื่อมั่นว่า สุดท้ายแล้ว ทั้งคู่ก็จะได้ครองรักกันอย่างมีความสุขเป็นแน่แท้เชียวค่ะ!
ป.ล. ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์และการสนับสนุนทุกช่องทางอย่างเหนียวแน่นนะคะ
เรากลับมาแล้วค่ะ เพราะงั้น ไม่ต้องห่วงน้า เราจะมาลงเรื่องน้องไจ๋ให้อ่านทุกวันจันทร์เหมือนเดิมแล้ว
รักคุณ mab มากๆ ค่ะ จุ๊บๆๆๆๆ


•✤•K.วายซ่า:•✤•
น้องต่ายร้ายกาจขึ้นทุกวันจริงๆ ค่ะ ตัวเท่านี้ยังใจกล้าแอบหนีออกจากบ้าน
เพราะแบบนี้ไงคะ เฮียคุนถึงได้เผลอตัว พร้อมอาสาเป็นคนคอยดูแลน้องให้ว่าที่พ่อตาด้วยอีกแรง (นี่จะชงเข้มไปไหน?)

เฮียคุนพาน้องต่ายไปเปิดตัวและกุมใจพ่อแม่แต่เนิ่นๆ ค่ะ
เชื่อขนมกินได้เลยว่า หลังจากนี้ น้องจะต้องเข้าๆ ออกๆ บ้านเฮียคุนจนทุกคนเคยชินแน่ๆ
(เฮียคุนก็แผนสูงเหลือเกิน ชิงพาแฟนเข้าบ้านตั้งแต่ยังเล็ก
พอโตหน่อย พ่อแม่จะได้ผูกพันจนตัดน้องไจ๋ออกจากกองมรดกไม่ได้ - เดี๋ยว!!)

ส่วนพี่ริวนั้น... หวังว่าพอคุณวายซ่าได้อ่านตอนที่สิบแปดแล้วจะเริ่มเข้าใจเหตุผลที่พี่ริวทำตัวร้ายๆ กับน้องไจ๋มากขึ้นอีกนิด
แต่ถ้ายังไม่ชัดเจนก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะพี่ริวพร้อมจะยืนหยัดเป็นตัวร้ายของน้องไจ๋ (และอีกหลายคนไปอีกนานเลย 555)
ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะคะ เรารักและคิดถึงคุณวายซ่ามากๆ เลยล่ะค่ะ


•✤•K.Ac118:•✤•
ขอแสดงความยินดีกับแม่ยกน้องไจ๋ด้วยนะคะ เพราะเรือผีริวไจ๋ไม่มีวันได้ผงาดแน่นอนค่ะ
(นอกจากเราจะไม่ช่วยสนับสนุนแล้ว ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ยอมปล่อยน้องต่ายหลุดมือหรอกค่ะ
ถ้าไม่เชื่อ ย้อนขึ้นไปอ่านตอนล่าสุดอีกสักรอบนะคะ
แล้วก็จะรู้ว่าเฮียคุนได้เผลอสร้างโมเมนต์เยียวยาหัวใจเจเจ้ข้างบ้านเข้าให้อีกแล้ว - พายเรือวนไปค่ะ 555)

ป๊าเฮียคุนเห่อเด็กข้างบ้านมากนะคะ ตอนที่ได้อ่านไปแล้วน่ะไม่เท่าไร
เดี๋ยวพออ่านๆ ไปจะเจอตอนที่พ่อแม่คุนใจเหลวเพราะน้องต่ายอีกหลายครั้งหลายหน...
แหม ถ้าใครทนทำใจแข็งกับน้องต่ายตาใสของเฮียคุนได้ ก็เกินไปแล้วล่ะค่ะ (เนอะ)

เรากลับมาแล้วนะค้า ขอบคุณมากๆ เลยที่คอยให้กำลังใจเราอยู่เสมอ
อ่านเมนต์ของคุณ Ac118 (ทั้งในเล้าและในทวิตภพ) ทีเรา หัวใจเราพองฟูมากๆ เลยค่ะ
รักคุณ Ac118 มากนะคะ ไหนมาให้กอดทีซิ!


•✤K.แป้ง/Alternative:•✤•
แหม่ เห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณแป้งเหลือเกินที่ต้องให้เฮียคุนคอยดูแลน้องไจ๋อย่างใกล้ชิดไปยันแก่เฒ่า
ก็เด็กมันใสๆ อะเนอะ จะปล่อยให้เผชิญโลกตามลำพัง ก็ดูจะใจร้ายเกินไปหน่อย
(แม่ป้าเลยต้องหมั่นชง หมั่นลุ้น หมั่นกระตุ้นให้ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวรวบตัวน้องต่ายเอาไว้ให้อยู่หมัด)

คราวนี้เรามาเฉลยเรื่องบ้านพี่ริวนิดๆ หน่อยๆ แล้วนะคะ บอกเลยว่าริวอิจิเจอมานั้นหนักหนาเหมือนกัน
แต่เพราะริวเลือกที่จะทำ เลือกที่จะเป็น เลือกที่จะแสดงออกต่อคนรอบข้างแบบนี้
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ริวต้องพบเจอย่อมจะแตกต่างจากสิ่งที่พวกไจ๋กับเฮียคุนต้องเจอราวฟ้ากับเหว
เรามารอลุ้นไปพร้อมๆ กันดีกว่าค่ะว่าหนทางของเด็กแต่ละคนจะเป็นอย่างไร
(ที่แน่ๆ สิ่งที่ริวเป็นจะกระทบกับเพื่อนทั้งสองคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่วันได้ก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน)

ขอบคุณคอมเมนต์ของคุณแป้งมากๆ เลยค่ะ เราอ่านแล้วดีใจที่สุด
เราดีใจมากที่ตัดสินใจเขียนเรื่องของน้องไจ๋ เพราะนอกจากมันจะทำให้เรามีความสุขแล้ว
มันยังทำให้คุณแป้งพลอยมีความสุขตามไปด้วย
(เราเองก็ขอบคุณคุณแป้งเช่นกันค่ะที่คอยเคียงข้างเรามาตลอด
เราคงเดินทางได้ไม่ไกล หากไม่มีแรงใจและความปรารถนาดีของคุณแป้งนะคะ ^_^)
รักคุณแป้งมากนะคะ ดีใจเหลือเกินที่เรามาพบกันและเป็นกัลยาณมิตรต่อกันจนถึงทุกวันนี้


•✤•K.KizzllKizz:•✤•
ฮ่าๆๆๆ จริงด้วยค่ะ ลองว่าน้องไจ๋น่ารักออกเสียขนาดนี้ ใครจะทำใจร้ายใส่น้องไจ๋ได้ลงคอกันล่ะเนอะ
ถ้าไม่เชื่อ ลองถามเฮียคุนดูก็ได้ เพราะถ้าน้องไม่น่ารัก ตอนล่าสุดเฮียคุนจะหลุดเผยอาการหวงน้องออกมาเหรอคะ
รักคุณ KizzllKizz นะคะ จุ๊บๆๆๆๆๆ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-12-2019 07:36:23 โดย Malimaru »

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 769
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-0
มาแล้วเหรอน้องต่ายยยยยยไจ๋ คิดถึง!!

อะไรกันๆ นี่เฮียคุนพาน้องไจ๋ขึ้นห้องละเหรอ? หืม หืม หืม!!

พูดถึงริวอิจิที่ไม่มีแม่คอยสั่งสอนแถมพ่อไม่อยู่ดูแลเพราะต้องทำงานไกลอีกแบบนี้ละมั้งทำให้เติบโตเป็นเด็กขาดความรัก เลยรักใครไม่เป็น เป็นแต่จะแกล้ง และรังแกคนอื่น มีเพื่อนรักสุดคนเดียวคงหวงกลัวไจ๋แย่งรึเปล่าถึงได้ชอบรังแกไจ๋ แถมชอบโขมยของอีก!!! โตไปเป็นโจรใช่ไหมนิ....?​ แว๊บหนึ่งก็สงสาร แต่พอเห็นแกล้งไจ๋แบบนี้ไม่สงสารดีกว่า(มั้ย)​...​ห่วงไจ๋ว่าต่อไปจะโดนรังแกอะไรอีกเหมือนกันนะ ถึงจะมีเฮียคุนคอยดูแลก็เถอะ แต่ถ้าเผลอละ น้องต่ายไจ๋ยิ่งบอบบางอยู่ด้วย.. วานเฮียคุนอย่าละสายตาจากไจ๋แม้แต่นาทีเดียวเวลาตรงนั้นมีพี่ระ ริว อยู่ด้วยนะจ๊ะ  :katai3:


ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2298
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-6
เจ้าต่ายน้อยไจ่ไจ๋ช่างมีจิตใจซื่อบริสุทธิ์จริงๆ เลยลูก. ถูกเฮียเอาขนมมาล่อไปเล่นที่บ้านทุกวันเลย   เฮียคุณก็แอบป้อน้องเนียนๆ เลยนะจ๊ะ.  :hao3:

พฤติกรรมของริวอิจิ เป็นการประชดประชันครอบครัวที่ไม่สมบูณ์ หรือจะมีอะไรมากกว่านี้หรือเปล่านะ.  :hao4:

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 751
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +65/-0
17.เซ้นความเป็นแม่ของหม่าม้าแรงมากกกก ที่ว้าวุ้นใจเวลาเห็นลูกตาเป็นประกายวิ่งไปหาลูกชายข้างบ้าน หม่าม้าค่ะ นั้นลูกเขยในอนาคตค่าาา /บีบมือหม่าม้าแน่น!!

มีคนหวงลูกกระต่าย ดูออก รีบกีดกัน อย่าไปเอาใจคนอื่น เอาใจเฮียคนเดียวพอ คนอื่นไม่ต้องไปสนใจ! เอาขนมมาล่อน้องทุกวัน เนี่ยย ลูกชายร้านก๊วยเตี๋ยวร้ายยยยย   :hao3:


โอ้ยย ก๊วยเตี๋ยวเรือแล่นน~เฮียคุนพายเรือเองเลยจ้า  :laugh:



18. ปมริวน่าสงสาร เป็นเด็กขาดความอบอุ่น การแสดงออกเลยติดจะก้าวร้าวเรียกร้องความสนใจประชดประชันอยู่กลายๆ การเริ่มต้นที่การขโมยของแล้วไม่ถูกจับได้ มันพาให้เตลิดไปไกลจนน่าห่วง

แต่ขณะเดียวกันน้องไจ๋ เป็นเด็กที่อ่อนโยนมากๆเลยลูก เห็นอกเห็นใจเพื่อน หนูจิตใจดีเหลือเกิน เด็กดีของหม่าม้า

//มากอดดดดกันค่าา กลับมาก็จัดเต็มสองตอนเลย แง๊~คิดถึงนะคะ ❤
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-12-2019 13:53:10 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
 :L2: :pig4: :pig4: :pig4: :L2

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 367
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
โถ่ถถถถถ พ่อกระต่ายน้อยของพี่ :กอด1:

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2872
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +283/-3
สงสารริวมาก คุนกับไจ๋โชคดีที่มีครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้า รักกันดี ประคับประคองกันไป

จะตัดสินว่าริวทำเอง เลือกเอง ก็ต้องรับผลเอง แต่นี่เด็กยังไม่สิบขวบเลย จะเอาวิจารณญาณมาจากไหน 

ครอบครัวเป็นเครื่องหล่อหลอมจริง ๆ นะ เป็นส่วนสำคัญของชีวิตมาก ๆ อ่านแล้วรู้สึกขอบคุณบุญเก่าที่ทำให้เราได้อยู่ในครอบครัวที่ดี

เฮียคุนล่อลวงน้องไจ๋เก่งมาก แม่ยกอย่างพี่นี่ชูป้ายไฟรัว ๆ 
และขนาดเฮียคุนยังหลงน้องหัวปักหัวปำ ญาติผู้ใหญ่บ้านเฮียจะรอดเหรอ?  อิอิ


ขอบคุณกัลญาณมิตรทั้งในโลกวายและโลกจริงเช่นกัน  รัก  :กอด1:
 

ออฟไลน์ KizzllKizz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-1
กว่าเรื่องนี้จะจบก็คงต้องต้องพิมพ์น้องไจ๋น่ารักไปอีกหลายๆรอบ  :mew2:
อยากรู้ว่าหลังจากนี้ริวจะเป็นยังไงค่ะ เลวกว่าเดิมมั้ยนะ555

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด