✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 86 || P.25 ||30.11.2020 ✤
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 86 || P.25 ||30.11.2020 ✤  (อ่าน 32299 ครั้ง)

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-4
    • facebook
- 80 -


“ไจ๋ รถมาแล้ว”

ไจ๋ผงกหัวรับรู้พลางส่งยิ้มให้พี่แต้ว จากนั้นจึงยกแก้วนมในมือขึ้นทาบริมฝีปาก กระดกดื่มรวดเดียวหมด เด็กชายตวัดปลายลิ้นเลียคราบนมบนริมฝีปาก วางแก้วทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วผุดลุกขึ้น เอื้อมหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นพาดบ่า

“ไจ๋ไปก่อนน้า” ไจ๋กอดอาม่าพร้อมกับจูบแก้มย่าเต็มแรง หญิงชราหัวเราะร่วนพลางลูบหลังของหลานคนเล็กเบาๆ

“นั่งรถดีๆ นะไจ๋”

“อื้อ!” เด็กชายหอมแก้มย่าทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัว กึ่งกระโดดกึ่งวิ่งออกจากประตูด้านข้างอย่างร่าเริง

หยู่ฮวยทอดสายตามองไจ๋ก้าวเท้าขึ้นสามล้อเครื่อง ต่อเมื่อรถเคลื่อนตัวจากไป หล่อนก็เดินไปเกาะขอบประตูเหล็กพับแล้วเพ่งมองดูรถตุ๊กๆ คันที่เพิ่งมาจอดรับหลานชาย หยุดแวะจอดรับเด็กชายอีกคนตรงหน้าบ้านทาวน์เฮาส์ถัดไปเพียงไม่กี่หลัง จากนั้นไม่นานสามล้อเครื่องซึ่งบรรทุกเด็กสองคนก็แล่นห่างออกไปจนกลายเป็นจุดเล็กๆ ที่ไม่ต่างกับภาพเบลอ...

ไจ๋กับเด็กนั่นไปโรงเรียนด้วยกันตั้งแต่เมื่อไร?

“แต้ว”

“ขาอาม่า” เจ้าของชื่อวางมือจากถ้วยชามบนโต๊ะแล้วเดินลิ่วตรงเข้ามาหาหญิงชรา

“เด็กข้างบ้านขึ้นตุ๊กๆ ไปโรงเรียนกับไจ๋นานหรือยัง”

ลูกจ้างเบิกตาโพลง พูดอะไรไม่ออก แต้วกลอกตามองหน้าเจ้านายด้วยความรู้สึกผิด “...เอ่อ...”

“บอกมาเถอะ ฉันแค่อยากรู้ ไม่ได้จะว่าอะไร”

“ตั้งแต่ป.ห้าค่ะอาม่า”

“ไปทำงานต่อเถอะ” ว่าแล้ว หญิงชราก็หมุนตัว เยื้องย่างอย่างเชื่องช้ากลับไปนั่งเหม่ออยู่บนโซฟาหน้าทีวี

หยู่ฮวยเพิ่งรู้ว่าหลานชายนั่งรถไปโรงเรียนพร้อมเด็กข้างบ้านเมื่อไม่นานมานี้ เช้าวันนั้น ไจ๋รีบร้อนออกจากบ้านด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนผิดปกติ ส่วนหล่อนเองก็กำลังง่วนกับงานในครัวเลยไม่ทันร่ำลาเด็กชาย ค่าที่ใจห่วงพะวง หญิงชราเลยชะโงกหน้ามองตามรถสามล้อจากประตูครัวด้านหลัง ด้วยเหตุบังเอิญนี้เอง หล่อนจึงได้เห็นภาพที่ชวนให้กังวลใจอย่างไรบอกไม่ถูก

ทุกเช้าราวเจ็ดโมง พวกข้างบ้านมักจะขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านบ้านของหล่อนไปอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้ หยู่ฮวยเคยเห็นหาญกล้าขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งหลานๆ โดยด้านหน้าเป็นเด็กหญิงวัยอนุบาล ส่วนคนซ้อนท้ายคือเพื่อนร่วมห้องของหลานชาย แน่นอนว่าชั่วขณะเดียวกันนั้นเอง ไจ๋ก็จะตระเตรียมความพร้อมแล้วนั่งรอเวลาที่รถสามล้อจะมารับอยู่ในบ้าน

หยู่ฮวยไม่เคยคิดมาก่อนว่าทั้งหมดจะเป็นการจัดฉาก ลึกๆ แล้ว หล่อนเชื่อว่าหลานชายเพียงต้องการไปโรงเรียนพร้อมกับเด็กนั่น แต่เพราะไจ๋ปิดบังเรื่องนี้จากทุกคนในบ้านมาตลอดหลายปี หญิงชราจึงรู้สึกหนักใจ อย่างไรก็ดี แทนที่จะส่งต่อความกังวลนี้ให้บุตรชาย หยู่ฮวยกลับตัดสินใจว่าจะจับตาดูความเป็นไปของทั้งคู่อยู่เงียบๆ จนกว่าจะแน่ใจว่า ลางสังหรณ์ของหล่อนจะไม่มีวันเป็นจริง

•✤•✤•✤•

‘พ่อกับน้าวาดกำลังจะแต่งงานกัน...’

“หนู”
“หนู”

‘น้าวาดเขาไม่ได้จะมาเป็นแม่ใหม่ของริวหรอกนะ พ่อแค่อยากให้เขามาอยู่ด้วยกัน คอยดูแลกัน ริวก็คิดซะว่าน้าวาดเป็นญาติของริวอีกคนแล้วกันนะ’

“หนู ลงมาเถอะ ถึงแล้ว”

เสียงเรียกกับแรงเขย่าฉุดริวอิจิออกจากภวังค์ เมื่อได้สติ เด็กชายก็พลันระลึกขึ้นได้ว่า ตนกำลังโดยสารรถสองแถวมายังตลาดสดเพื่อเดินเท้าต่อไปยังโรงเรียน สายตาเป็นห่วงเป็นใยของคุณป้าคนหนึ่งที่กำลังยืนค้อมหัวเมียงๆ มองๆ จากบนทางเท้าทำให้เขารีบผุดลุกขึ้นแล้วก้าวฉับๆ ลงไปจ่ายเงินค่ารถโดยไม่แม้แต่จะขอบคุณผู้หวังดี

ริวอิจิก้มหน้าเดินตรงไปข้างหน้า ไม่สบตากับผู้ใด จากนั้นก็วิ่งรี่ข้ามทางม้าลายตรงหน้าปากซอยบ้านเพื่อนสนิทโดยไม่เสียเวลาเหลือบมองสัญญาณไฟ ขณะกำลังสืบเท้าผ่านประตูเลื่อนของร้านสะดวกซื้อยอดนิยม เสียงต้อนรับของประตูอัตโนมัติ เอกลักษณ์ของร้านก็ดึงดูดให้เด็กชายตัดสินใจเดินเลี้ยวเข้าด้านในเสียดื้อๆ

แม้ไม่คิดจะจับจ่ายใช้สอยสิ่งใด แต่เพราะยังไม่อยากไปโรงเรียน อีกทั้งอุณหภูมิภายในร้านสะดวกซื้อนั้นเย็นสบายกว่าทางเท้าริมถนนเป็นไหนๆ ริวอิจิเลยเตร่ดูข้าวของเครื่องใช้ ฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อย ทว่าขณะเดินผ่านชั้นวางสินค้าจำพวกเครื่องสำอาง เด็กชายก็พลันกระหวัดนึกถึงครีมบำรุงผิวขวดหนึ่งที่วางอยู่ตรงหัวนอนของพ่อตั้งแต่หลังงานศพย่า

เขาไม่เคยอยากรู้ที่มาของครีมขวดนั้น ทุกครั้งที่ทำความสะอาด ริวอิจิยังหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นเช็ดถูจนเอี่ยมอ่องเสียด้วยซ้ำ ทว่าพอบิดาเปรยเรื่องแต่งงานขึ้นมาเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาก็นึกขึ้นได้ว่า แต่ไหนแต่ไรมา พ่อไม่เคยบำรุงผิวหรือประทินโฉมเหมือนพวกผู้หญิง ที่สำคัญตอนก่อนแม่จะไป แม่ก็เก็บของส่วนตัวทุกชิ้นไปจนหมด ครีมขวดนี้ย่อมไม่ใช่ของที่ระลึกที่แม่ทิ้งไว้ให้ใครดูต่างหน้า...

ผู้หญิงคนนั้นคงตั้งตารอวันนี้มานานแล้วสินะ

ตั้งแต่วันที่พ่อบอกว่าจะแต่งงานใหม่ ริวอิจิก็ไม่ได้ยินเสียงของผู้หญิงคนนั้นลอดผ่านสายโทรศัพท์อีก สงสัยจะกำลังดีใจจนเนื้อเต้น เลยไม่สอดปาก ส่งเสียงก่อกวนอารมณ์กัน กระนั้น เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้อีกข้อที่ว่า พ่อเขาอาจจะห้ามไม่ให้เจ้าตัวโผล่มาเสนอหน้า เด็กชายก็โกรธจนสิ้นหวัง

ถึงจะกำจัดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจระคนผิดหวังที่สุมแน่นอยู่ในอกออกไปไม่ได้ แต่ริวอิจิกลับรู้วิธีเบนความสนใจของตนให้หลุดพ้นจากเหตุการณ์ไม่พึ่งประสงค์เป็นอย่างดี

กล้าทิ้งครีมทาผิวเอาไว้ในห้องพ่อของเขาเหรอ... เฮอะ!

เด็กชายเดินวนไปรอบๆ ร้าน ขณะเคลื่อนตัวผ่านมุมลับตาก็รีบย้ายกระเป๋าเป้มาสะพายด้านหน้า เขาดูลาดเลา จดจ่ออยู่กับสถานการณ์ภายในร้านสะดวกซื้ออีกพักใหญ่ จากนั้นจึงอาศัยช่วงที่พนักงานด้านหลังเคาน์เตอร์วุ่นวายอยู่กับกลุ่มลูกค้า ค่อยๆ สืบเท้าด้วยจังหวะไม่เร็วไม่ช้า มุ่งตรงไปยังชั้นวางเครื่องสำอาง

ริวอิจิเหล่มองครีมบำรุงผิวบนชั้นพร้อมกันนั้นก็ลอบชำเลืองไปรอบๆ ตัวอย่างระแวดระวังอีกครั้ง กระทั่งแน่ใจว่าทางสะดวก เด็กชายก็เบี่ยงตัวหันหลังให้เคาน์เตอร์คิดเงิน ตวัดปลายแขนด้านที่อยู่ติดกับชั้นวางของขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะใช้สีข้างบังขวดอะไรสักอย่างที่เพิ่งฉวยติดมือมา พร้อมกันนั้นก็ขยับมืออีกข้างถ่างซิป แหวกกระเป๋ารอท่า

ชั่วอึดใจให้หลัง ริวอิจิก็เดินสะพายกระเป๋าตรงไปยังส่วนด้านในสุดของร้าน ทว่าทันทีที่เดินผ่านตู้น้ำแข็งตรงหัวมุม พนักงานเซเว่นคนหนึ่งกลับยืนกอดอกจ้องมองกันด้วยสายตารู้ทัน เห็นดังนั้น เด็กชายก็รีบหันหลัง ตั้งท่าจะวิ่งหนีไปอีกทาง อนิจจา ต่อให้อยากหลุดพ้นจากสถานการณ์คับขันตรงหน้าสักแค่ไหน แต่จนใจที่คอเสื้อนักเรียนถูกคนด้านหลังรั้งเอาไว้แน่น

“เมื่อกี้น้องเอาอะไรใส่ในกระเป๋า”

•✤•✤•✤•

“ทุกคนอย่าเพิ่งไป ขอเวลาเราแป๊บนึง” โมเอ่ยขึ้นทันทีที่เสียงจ้อกแจ้กของเพื่อนร่วมห้องระเบิดขึ้น ไจ๋วางมือจากหนังสือเรียน เงยหน้าขึ้นมองหัวหน้าห้องที่เดินออกไปหยุดยืนตรงหน้ากระดานเป็นตาเดียว

“อาทิตย์ที่แล้วที่เราไปประชุมกับพี่ประธานสีมา...” โมจงใจหยุดพูดเพื่อเรียกร้องความสนใจ ในขณะเดียวกัน บรรดาเพื่อนร่วมชั้นเรียนเกือบสี่สิบชีวิตต่างก็นิ่งฟังเพราะนานๆ ครั้ง หัวหน้าห้องจะเรียกประชุมในช่วงระหว่างเปลี่ยนคาบเรียน “...พี่ประธานสีบอกว่า พวกเราควรต้องเริ่มคิดเรื่องพาเหรดกันได้แล้ว ไม่งั้นจะเตรียมอุปกรณ์ไม่ทัน”

ไจ๋จำได้ว่า เมื่อปีก่อน กว่าพวกเพื่อนๆ จะเริ่มคุยกันเรื่องกีฬาสีก็เป็นช่วงใกล้สอบปลายภาค แต่ด้วยหน้าที่ดูแลขบวนพาเหรดในปีนี้ กีฬาสีจึงกลายเป็นหัวข้อสนทนายอดนิยมของเหล่าเด็กม.สองนับตั้งแต่วันเปิดเทอมเป็นต้นมา

แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจกันมาแล้วล่วงหน้า แต่เอาเข้าจริง เพื่อนร่วมห้องหลายคนก็บ่นพึมพำ หนำซ้ำบางส่วนยังเริ่มจับกลุ่มโอดครวญทันทีที่ตระหนักได้ว่า งานราษฎร์กำลังจะสมทบเข้ามา ทั้งที่ทุกวันนี้ พวกเขาต้องสู้รบตบมือกับการสอบย่อย รายงาน รวมถึงการบ้านปริมาณมหาศาลอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน

“พี่ประธานสีบอกว่า ธีมปีนี้คือสืบสานวัฒนธรรมไทย” กระแสเชิดชูความเป็นไทยกำลังมาแรง ผู้อำนวยการจึงใช้แนวคิดดังกล่าวเป็นกรอบในการจัดกิจกรรมกีฬาสีประจำปี เท่าที่โมรู้ ช่วงอาทิตย์ท้ายๆ ก่อนสอบปลายภาค สภานักเรียนจะเรียกรวมตัวแทนจากแต่ละสี จับฉลากเลือกภูมิภาคที่จะเป็นโจทย์หลักในการนำเสนอของกองเชียร์บนอัฒจันทร์และขบวนพาเหรด “เพราะฉะนั้น ทุกคนจะต้องช่วยกันคิดว่าจะเอาอะไรมาพรีเซนต์ในขบวนพาเหรดดี”

ฟังโมพูดแล้วไจ๋ก็ลอบกลืนน้ำลาย เด็กชายเหลือบมองหน้าข้าวฟ่างก่อนจะเหลียวมองเพื่อนข้างบ้านรวมถึงตะวันที่นั่งถัดไปอีกแถว อดีตหัวหน้าห้องส่งยิ้มคืนให้ในจังหวะเดียวกันกับที่เฮียคุนผงกหัวน้อยๆ ท่าทางเล็กน้อยเหล่านั้นช่วยให้เด็กชายเชื่อมั่นว่า ตราบใดที่มีเพื่อนๆ อยู่ด้วย โมคงไม่จ้ำจี้จ้ำไชหรือคาดหวังอะไรจากตัวเขามากนัก

“แต่เรื่องนั้นไว้ค่อยคุยกันทีหลัง วันนี้เราอยากคุยเรื่องคนคุมพาเหรดมากกว่า” หัวหน้าห้องกวาดตามองเพื่อนร่วมชั้นพลางเอ่ยความอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เมื่อเช้าพี่ประธานสีเพิ่งขอให้เราส่งรายชื่อสิบคนที่จะขึ้นสแตนด์ภายในอาทิตย์หน้า ถ้าตัดคนที่ต้องขึ้นสแตนด์กับนักกีฬาออก ห้องเราก็จะเหลือคนไม่ถึงสามสิบคนที่จะช่วยกันดูพาเหรด”

ไจ๋ขมวดคิ้วทันทีที่นึกขึ้นได้ว่า หากต้องรับหน้าที่พี่คุมพาเหรด ด้วยสถานะนักกีฬาฟุตบอลตัวสำรอง วันไหนที่ไม่มีตารางแข่งขัน เขาคงไม่แคล้วต้องไปอยู่โยง คอยเฝ้าพวกน้องๆ ม.หนึ่ง...

ทำไงดี ไจ๋อยากไปดูเฮียคุนแข่งบาสจัง

“เมื่อกลางวันเราลองคิดๆ ดูแล้ว...” โมสูดลมหายใจยาวคล้ายกับกำลังรวบรวมความกล้าจนหยดสุดท้าย เด็กชายสบตากับเหล่าเพื่อนสนิทเร็วๆ ก่อนจะเผยข้อสรุปที่ตนเพิ่งตัดสินใจได้ “...เราว่าคนที่ควรคุมพาเหรดคือพวกที่เคยเดินพาเหรดปีที่แล้ว”

หลายคนส่งเสียงฮือฮา ส่วนไจ๋นั้นตะลึงจนอ้าปากหวอ เขาสบตากับข้าวฟ่างพลางหันกลับไปมองจ้องโมที่ยืนอยู่หน้าห้องอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ระหว่างนั้น หัวหน้าห้องก็อธิบายด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดจริงจังจนความรู้สึกกังขาในใจคนฟังสลายหายไปทันที “เรารู้ว่าจริงๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องแยกแยะหน้าที่ของทุกคนให้ชัดเจนนักก็ได้ เพราะมันมีหลายงานที่เราจะต้องขอแรงจากทุกคน แต่เราอยากแน่ใจว่าทุกคนจะได้ช่วยงานเท่าๆ กัน ไม่มีคนไหนต้องเหนื่อยกว่าเพื่อนคนอื่น”

โมกวาดตามองเพื่อนร่วมห้องอย่างช้าๆ ไม่หลบสายตาของใครแม้แต่คนเดียว “อีกอย่าง ที่เราอยากให้คนที่เดินพาเหรดเมื่อปีก่อนเป็นตัวหลักคุมน้องเพราะทุกคนมีประสบการณ์ตรง น่าจะรู้รายละเอียดดีกว่าคนที่ไม่เคยทำ เราหวังว่าทุกคนจะเข้าใจและเห็นด้วยกับเรานะ” หลังจากประโยคสุดท้ายของโม ทุกคนในห้องก็คุยเรื่องเตรียมการพาเหรดอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไปเปลี่ยนชุด แล้วไปรวมตัวกันที่สนามกีฬาในร่มเพื่อเริ่มเรียนวิชาพลศึกษา

“ปีนี้จะเริ่มแข่งกีฬาช่วงไหนวะ เหมือนเมื่อปีที่แล้วปะ” ปอถามตะวันพลางเดาะลูกปิงปองอย่างคล่องแคล่ว

อดีตหัวหน้าห้องเดาะลูกเร็วรัวทิ้งท้ายก่อนหย่อนลูกใส่ลงในกระเป๋าเสื้อพละ “ปีนี้เลื่อนขึ้นมาหน่อย แข่งเร็วกว่าเดิมอาทิตย์นึง”

“ต้นเดือนพฤศจิกาเหรอ” คุนขมวดคิ้ว

“น่าจะอย่างนั้นนะ” อดีตหัวหน้าห้องยักไหล่

ปอแลกเปลี่ยนสายตากับทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวก่อนจะกวาดตามองเพื่อนอีกสามคน “งั้นก็เหลือเวลาเตรียมตัวแค่สามเดือนเองดิวะ”

“ถ้ารวมเดือนนี้ด้วยก็เกือบสี่เดือน” ตะวันวาดรีบเสริม

คะแนนเพียงหยิบมือที่ชี้ขาดผลแพ้ชนะเป็นจุดเริ่มต้นของความคาดหวังในการครองถ้วยชิงชนะเลิศฟุตบอลและบาสเกตบอลในปีนี้ หากได้ฝึกปรือฝีมืออย่างเข้มงวดเป็นประจำทุกวัน ด้วยระยะเวลาเพียงเท่านี้ พวกเขาก็น่าจะคว้าชัยชนะมาครองได้ แต่สำหรับเด็กห้องคิงที่ต้องเรียนอย่างบ้าระห่ำควบคู่ไปกับการสอบย่อย ซ้ำยังต้องทำกิจกรรมนอกหลักสูตรหลายต่อหลายอย่าง สี่เดือนผ่านไปเร็วพอๆ กับสี่สัปดาห์เลยทีเดียว

“ถึงพวกโมจะรับทำพาเหรด แต่ยังไงพวกเราก็น่าจะช่วยพวกนั้นทำอะไรบ้างนะ” ขวัญชีวินเอ่ยพลางพลิกข้อมือ เปลี่ยนเป็นเดาะลูกแบ็กแฮนด์กลางอากาศ ต่อให้หัวหน้าห้องจะรับผิดชอบเรื่องคุมพาเหรด แต่หล่อนไม่คิดจะปล่อยให้โมกับพรรคพวกต้องแบกรับทุกอย่างตามลำพัง เพราะเมื่อลองคิดดูดีๆ พาเหรดก็ไม่ต่างอะไรกับโครงงานที่พวกเขาทั้งสี่สิบคนต้องช่วยกันทำ

คุนสบตากับขวัญชีวินพลางเอ่ยถามอย่างจริงจัง “พวกเราค่อยช่วยโมตอนปิดเทอมหรือตอนที่ไม่ต้องซ้อมแข่งได้ไหมล่ะ” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวรู้ดีว่าไจ๋น่าจะอยากไปเชียร์ตนแข่งกีฬามากพอๆ กับอยากช่วยแบ่งเบางานส่วนรวม ขืนเขาไม่สอบถามความคิดเห็นของเพื่อนในกลุ่มให้ชัดเจน ลูกกระต่ายคงว้าวุ่น อยู่ไม่สุขกันพอดี

“เดี๋ยวยังไงกูจะลองไปคุยกับโมดู ถ้ามีอะไรที่พวกเราพอทำได้ ก็ค่อยมาดูกันอีกทีว่าจะมีเวลาช่วยไหม” อดีตหัวหน้าห้องสบตากับเพื่อนๆ พลางว่าต่อ “แต่เอาจริงๆ กูว่าพวกเราอย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลยว่ะ คนอย่างโม ถ้ารับปากว่าจะทำอะไรสักอย่าง ก็น่าจะมีแผนอะไรอยู่ในใจบ้างแหละ”

“ใช่ โมมันห่วงอ่านหนังสือจะตาย” ปอผงกหัวเห็นด้วย “เผลอๆ มันอาจจะคิดวิธีซ้อมพาเหรดแบบที่ไม่ต้องเสียเวลาซ้อมก็ได้นะ”

“ยังไง” ขวัญชีวินขมวดคิ้วมองปอด้วยความสงสัย

“ก็แบบ... เข้าฝันน้อง ไม่ก็ซ้อมผ่านโทรจิตอะไรงี้อะ”

“ประสาท!”

ปอกระตุกยิ้มมุมปากทันทีที่หยอกเย้าข้าวฟ่างได้สำเร็จ ส่วนไจ๋กับตะวันก็หลุดหัวเราะพรืด โดยเฉพาะรายหลังที่จ้องมองปออย่างทึ่งๆ แต่ก่อนที่คนเพ้อเจ้อจะชักนำบทสนทนาไหลออกทะเล ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวก็รีบหยุดความสร้างสรรค์ของเพื่อนรุ่นน้องเอาไว้แค่ตรงนี้ “ไปต่อแถวจองโต๊ะกันเหอะ จะได้เล่นกันสักที”

•✤•✤•✤•

หลังจากปลีกตัวไปรับโทรศัพท์ หาญกล้าก็เดินเร็วๆ ตรงเข้าไปหาพี่เขยที่กำลังลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวอยู่ด้านหน้าเตา “เฮีย โทรศัพท์”

นทีเลิกคิ้วมองหน้าน้องเมียด้วยความแปลกใจ เห็นดังนั้น ฝ่ายผู้อ่อนอาวุโสกว่าจึงพยักหน้ายืนยันพลางเอ่ยย้ำ “มีคนโทรมา บอกว่าขอพูดกับเฮียอะ”

“งั้นลื้อมาดูแทนอั๊วที ชามนี้เล็กน้ำเปื่อยล้วนโต๊ะแปด” เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อกวักมือเรียกคู่สนทนาให้มารับหน้าที่ปรุงก๋วยเตี๋ยวแทนตน เมื่อฝากฝังงานกับหาญกล้าเป็นที่เรียบร้อย นทีก็เดินตรงไปรับโทรศัพท์โดยระหว่างนั้นก็พักสายตาบนแผ่นหลังบอบบางของภรรยาคู่ชีวิต

“สวัสดีครับ นทีพูดครับ”

“เฮียจุ้ย นี่ผมจตุรงค์นะครับ”

“อ้อครับ เฮียรงค์มีอะไรหรือเปล่าครับ” ประโยคทักทายเมื่อครู่ทำเอาหัวคิ้วที่เพิ่งคลายค่อยๆ ตวัดขึ้นจนก่อให้เกิดรอยย่นบนหน้าผากอีกครั้ง หากไม่บังเอิญพบปะกันตามงานบ้านงานบุญต่างๆ เขาก็แทบไม่ได้ติดต่อกับเศรษฐีผู้กว้างขวางแห่งบางเขย่ง เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวจึงคาดเดาจุดประสงค์ของคู่สนทนาปลายสายไปร้อยแปด

“เฮียจุ้ยรู้จักกับหลานครูลพใช่ไหมครับ”

ชื่อของอดีตครูใหญ่ที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนนำพาความสงสัยเข้ามาแทนที่ความระแวดระวัง ถึงอย่างนั้น นทีก็ยังคงสนทนากับคนปลายสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังเดิม “ครับ รู้จักครับ หลานครูลพเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

สุนันท์สังเกตว่าสามีคุยโทรศัพท์นานผิดปกติ หล่อนจึงลุกขึ้นจากโต๊ะเก็บเงินแล้วเดินตรงเข้าไปหยุดยืนข้างเจ้าตัว ต่อเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของคู่ชีวิต หญิงสาวก็อดห่วงไม่ได้ จุ้ยสบตากับภรรยาพลางบิดริมฝีปาก คลี่ยิ้มปลอบประโลมให้หล่อนก่อนจะกรอกเสียงใส่ลงในโทรศัพท์ทิ้งท้าย “ได้ครับ ไม่เกินสิบนาทีผมน่าจะไปถึงครับ”

“มีอะไรหรือเปล่าเฮีย”

เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวจับมือสุนันท์แล้วบีบเบาๆ พลางเอ่ยเสียงนุ่ม “เดี๋ยวเฮียฝากดูร้านหน่อยนะนัน ให้กล้าขายแทนเฮียไปก่อน”

“เฮียจะไปไหน” หญิงสาวบีบมือสามีกลับ

“ริวขโมยของเซเว่น เฮียจะไปคุยกับเฮียรงค์หน่อย”

สุนันท์ฟังแล้วก็พลันตกใจ แต่เรื่องนี้เร่งด่วน หล่อนจึงไม่รั้งตัวสามีเอาไว้นาน “ขับรถดีๆ นะเฮีย”

“เดี๋ยวเฮียเอามอเตอร์ไซค์ไป จะได้ไม่ต้องหาที่จอด” เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวอมยิ้มพลางบีบมือภรรยาอีกครั้ง “ถ้ายังไงเฮียจะแวะไปรับเจ้าแคร์กลับบ้านเลยนะ”

“ได้จ้ะ ขับรถดีๆ นะเฮีย”

นทีลูบแขนสุนันท์พลางเอ่ยทิ้งท้ายอย่างอ่อนโยน “เดี๋ยวเฮียมา”

•✤•✤•✤•

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-4
    • facebook
“น้าจุ้ย น้านันหวัดดีครับ”

“ไหว้พระๆ ” เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวอมยิ้มพลางพยักหน้าให้เด็กข้างบ้านที่เพิ่งเดินยิ้มแต้ตรงเข้ามาหากัน

ไจ๋คลี่ยิ้มหวานพลางยกมือไหว้พ่อเพื่อนอีกครั้ง เด็กชายแปลกใจนิดหน่อยเมื่อได้พบหน้าป๊าของเฮียคุนเพราะตามปกติแล้ว เวลานี้ น้าจุ้ยน่าจะกำลังวิ่งอยู่ที่สวนสาธารณะ ไม่ใช่นั่งกินสาคูไส้หมูอย่างสบายอารมณ์

สุนันท์คลี่ยิ้มพลางทอดสายตามองเด็กชายด้วยความเอ็นดู “คุนเล่นกับแคร์อยู่ข้างบนแน่ะ ขึ้นไปสิจ๊ะ” พูดจบ หญิงสาวก็ยื่นใบผักกาดหอมกับผักชีที่เด็ดเป็นขนาดพอคำส่งให้สามี

ไจ๋ยกมือไหว้ทั้งคู่พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณครับ”

เมื่อเท้าทั้งสองข้างก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย เด็กชายก็หรี่ตามองเต็นท์สนามทรงสามเหลี่ยมขนาดย่อมซึ่งกางอยู่ตรงที่ว่างด้านหน้าห้องนอนของเฮียคุนด้วยความประหลาดใจ หลังจากยืนดูเต็นท์เก่าสีฟ้าหม่นอยู่ชั่วครู่ หูทั้งสองก็พลันสดับเสียงกระซิบกระซาบดังออกมาจากด้านในเต็นท์ เด็กชายเลยค่อยๆ ย่องเข้าไปชะโงกหน้ามองดูสองศรีพี่น้องผ่านช่องว่างระหว่างผืนผ้าใบทางเข้าเต็นท์

ภาพอารยาขณะนั่งหันหลังพร้อมกับป้องปากกระซิบข้างหูพี่ชายทำเอาแขกเจ้าประจำหลุดยิ้ม ต่อเมื่อเพื่อนข้างบ้านเลื่อนสายตามามองสบกัน เจ้าตัวก็ส่งสายตาคล้ายกับเรียกเขาให้เดินเข้าไปหา ไจ๋ค้อมตัวพลางโหย่งปลายเท้า ก้าวเข้าไปด้านในเต็นท์อย่างเงียบเชียบ จากนั้นจึงยื่นฝ่ามือแตะแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กหญิง เอ่ยอย่างฉับพลัน “จ๊ะเอ๋!”

“จ๋า?!” แม้จะตกใจ แต่แคร์กลับชอบใจมากกว่า เด็กหญิงหัวเราะร่าพลางทิ้งตัวเข้าใส่อาคันตุกะ

ไจ๋ใช้สองมือประคองกอดเด็กหญิงอย่างระมัดระวังพลางขานรับ “ครับ”

“จ๋าเล่นพ่อแม่ลูกกับแคร์นะคะ”

“หืม?” เด็กชายเลิกคิ้ว เหล่มองหน้าเพื่อนข้างบ้านอย่างงงๆ สีหน้าสับสนของเจ้าตัวทำเอาคนเกิดก่อนรีบขยายความ

“ก็เล่นละครเป็นพ่อแม่ลูกกันน่ะ”

“อ้อ” พอเฮียคุนพูดจบ ไจ๋ก็สังเกตเห็นว่า ตรงมุมหนึ่งของเต็นท์ มีชุดเครื่องครัวของเล่นกับเครื่องปรุงหลากหลายชนิดวางอยู่เกลื่อนไปหมด ท่าทางวันนี้เจ้าตัวเล็กน่าจะไม่อยากเล่นคนเดียว

“แคร์จะเป็นแม่ค่ะ” อารยาขันอาสา

“แล้วใครเป็นพ่อคะ” คุนถามน้องสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“จ๋าเป็นพ่อค่ะ”

ทายาทคนโตของร้านก๋วยเตี๋ยวมองไจ๋ยิ้มๆ พลางเอ่ยกับเด็กหญิงตัวน้อย “งั้นเฮียก็เป็นลูกใช่ไหมคะ”

“ค่ะ” อารยาผงกหัวแรงจนหางเปียทั้งสองข้างสะบัดไกว

“พ่อต้องทำอะไรบ้างคะ” คนเกิดก่อนออกหน้าซักไซ้แทนเพื่อน

“พ่อต้องออกไปข้างนอกค่ะ” เด็กหญิงตอบพลางชี้นิ้วไปยังด้านนอกของเต็นท์

“อ๋อ คุณพ่อต้องออกไปทำงานใช่ไหมคะ” คุนยังไม่ละความพยายาม เขาช่วยเป็นล่าม พูดคุยกับน้องสาวแทนไจ๋อย่างขะมักเขม้น

“ค่ะ” เด็กหญิงพยักหน้าก่อนหันมามองไจ๋เร็วๆ จากนั้นจึงชักเท้าถอยออกไปยืนชิดผนังด้านหนึ่งของเต็นท์พร้อมกับชี้นิ้วแล้วยืนกรานด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณพ่อออกไปค่ะ”

“พ่อต้องออกไปเดี๋ยวนี้ระ เหรอครับน้องแคร์?!”

“ค่ะ!”

ไจ๋มองแคร์งงๆ แต่เมื่อเห็นเด็กหญิงพยักหน้าไม่หยุด ก็ได้แต่ยกมือขึ้นเกาหัว เดินคอตกออกไปอย่างจำยอม กระนั้นกลับไม่วายลอบติดตามสถานการณ์ระหว่างสองพี่น้องผ่านบานหน้าต่างที่อยู่ด้านข้างของเต็นท์ด้วยความสนใจ

“แล้วลูกต้องทำอะไรคะ”

“ลูกก็นอนค่ะ”

“นอนทั้งวันเลยเหรอคะ ลูกไม่ต้องทำอะไรเลยเหรอคะ”

“โอ๋ๆ นอนนะลูก เดี๋ยวแม่ไปทำกับข้าวก่อนนะ” เด็กหญิงไม่ต่อความยาวสาวความยืดให้เสียเวลา หล่อนตบบ่าพี่ชายเบาๆ แล้วคลานเข่าเข้าไปนั่งจุ้มปุกอยู่ตรงหน้าชุดเครื่องครัวสีบานเย็น ไจ๋ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านนอกเต็นท์ยกมือขึ้นปิดปากกลั้นขำกับความเด็ดขาดของเจ้าตัวเล็ก เฮียคุนเองก็โดนคุณแม่จัดการเสียอยู่หมัด ว่าแต่ ตัวเขาจะยืนดูสองพี่น้องเล่นกันไปเรื่อยๆ อย่างนั้นน่ะเหรอ?...

อ้อ! เอาอย่างนี้ดีกว่า...

เด็กชายเดินดุ่มๆ ไปเปิดกล่องของเล่นตรงมุมห้อง ล้วงหยิบสร้อยคอลูกประคำสีม่วงออกมา จากนั้นจึงมุดกลับเข้าไปในเต็นท์พร้อมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “พ่อกลับมาแล้ว” ไจ๋ฉีกยิ้มให้ภรรยาตามท้องเรื่องพลางอวดของเล่นในมือ “ที่ระ รัก สามีซื้อสร้อยคอมาฝากจ้ะ”

“อุ๊ยขอบคุณค่ะ สร้อยคอสวยมากเลย” อารยายิ้มหวานพลางปรี่เข้ามาคว้าสร้อยคอในมือไจ๋ไปสวมโดยพลัน

“...อ่า จ้ะ...” ไจ๋มองน้องสาวเพื่อนข้างบ้านพลางยิ้มแห้งด้วยความเสียดาย ทั้งที่ตนตั้งใจจะใส่สร้อยให้ภรรยาสุดที่รักแท้ๆ แต่คุณเธอกลับหยิบสร้อยไปใส่เองเสร็จสรรพ ซ้ำยังก้าวฉับๆ กลับไปนั่งทำครัวตามเดิม

“อุแว้! อุแว้!!”

“ลูกร้อง?!” แคร์ทำหน้าตื่นพลางเหลือบมองเครื่องครัวของเล่นด้วยสายตาอาลัย ท่าทางตัดใจไม่ลงของเจ้าตัวเล็กเปิดโอกาสให้ไจ๋ได้แสดงความสามารถของสามีและสุดยอดคุณพ่อในบัดดล

“เดี๋ยวพ่อจะไปดูละ ลูกให้เอง ที่ระ รักไปทำกับข้าวต่อเถอะจ้ะ”

ได้ยินดังนั้น อารยาก็ก้มหน้าก้มตาหยิบจับเครื่องครัวพลางร้องเพลงหงุงหงิงอย่างสบายอารมณ์ เมื่อไจ๋หันตวัดสายตาหันไปมองอีกด้าน เขาก็พบว่าเพื่อนข้างบ้านกำลังนอนขดตัวงอแขนขา อ้าปากกรีดร้องกระจองอแงไม่ต่างจากเด็กทารกตอนโยเย

“โอ๋ๆ เงียบน้าคนดีของพ่อ” ไจ๋ทรุดตัวลงนั่งพลางตบหลังลูกชายตัวโตของตัวเองเบาๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับแผดเสียงดังสนั่นยิ่งกว่าเดิม

“แง้!!!”

“พ่ออุ้มลูกสิคะ ลูกจะได้ไม่ร้อง” เด็กหญิงละสายตาจากไข่ดาวพลาสติกในกระทะแล้วหันมาทำหน้าตาโกรธขึ้งใส่เพื่อนพี่ชายโดยเฉพาะ

“อุ้ม?!” สีหน้ากึ่งบึ้งกึ่งตำหนิของศรีภรรยาตัวน้อยทำเอาไจ๋จ้องมองสองพี่น้องสลับกันไปมาอย่างงุนงง ต่อเมื่อเห็นเฮียคุนเบะปากพลางร้องสะอื้นดังฮึกฮักทว่ากลับเงยหน้ามองกันตาแป๋ว ไจ๋ก็หลุดยิ้ม เด็กชายเอียงคอพลางครุ่นคิดหาวิธีอุ้มเพื่อนขึ้นจากพื้น ทว่าอีกฝ่ายกลับช่วยอำนวยความสะดวกด้วยการลุกขึ้นนั่ง แล้วกระเถิบมานอนเอนหลังพิงอกตน หนำซ้ำยังดึงมือทั้งสองข้างของเขาไปวางลงบนหน้าท้องตัวเองเสร็จสรรพ

ตั้งแต่ต้นจนจบ ไจ๋ทำได้แค่เพียงนั่งมองเพื่อนข้างบ้านจัดแจงทุกอย่างตาปริบๆ แต่แล้วชั่วขณะที่เห็นคนตัวโตในอ้อมกอดแสร้งหลับตาพริ้มทั้งยังเคี้ยวน้ำลายเสียงดังแจ๊บๆ เขาก็แอบนึกขำการทุ่มทุนสร้างตั้งใจรับบทลูกน้อยของอีกฝ่ายอยู่ในใจ

เฮียคุนตลกจัง อยากให้เพื่อนคนอื่นมาเห็นเฮียคุนตอนนี้จริงๆ

“มามะ แม่มาป้อนข้าวแล้ว” อารยาเดินเข่าเข้ามาหาพวกเขาพร้อมด้วยหม้อพลาสติกใบเล็กและทัพพีเข้าชุดกัน ทว่าจังหวะที่เด็กหญิงกำลังจะป้อนแตงโมกับฟักทองพลาสติกให้ทายาทวัยแบเบาะของพวกเขา ผืนผ้าใบที่เป็นเหมือนบานประตูของเต็นท์ก็ถูกเลิกขึ้นเสียก่อน

“เล่นอะไรกัน เสียงดังไปถึงข้างล่างโน่น” หาญกล้าปรายตามองเด็กทั้งสามด้วยความสงสัย

“ขอโทษครับ” ทายาทคนโตของร้านก๋วยเตี๋ยวผุดลุกขึ้นแล้วออกหน้ารับผิดก่อนใคร ก็คนทำเสียงดังคือตัวเขา ไม่ใช่ใครอื่น

“ไม่เป็นไร พี่แค่จะมาบอกว่าเบาเสียงหน่อย มีคนมาหาป๊ากับแม่น่ะ”

“หืม?” คุนมองหน้าน้าชายงงๆ แต่ยังไม่ทันได้ซักไซ้ อีกฝ่ายก็เดินจากไปเสียแล้ว เด็กชายจึงหันมาแลกเปลี่ยนสายตากับลูกกระต่ายอยู่ชั่วอึดใจ ทว่าทั้งคู่กลับไม่มีคำตอบให้แก่กัน แถมยังไม่มีโอกาสคิดใคร่ครวญถึงเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนอีกด้วยเนื่องจากคุณแม่คนสวยเริ่มป้อนอาหารทิพย์ที่ปรุงด้วยความรักจนเขาต้องรีบเคี้ยวอย่างไม่มีทางเลือก

•✤•✤•✤•

“มึงมานั่งนี่ซิไจ๋” เม้งกวักมือเรียกลูกชายที่เพิ่งเอาจานข้าวไปเก็บในครัวให้เดินกลับมานั่งร่วมโต๊ะอาหาร

สีหน้าเคร่งเครียดของบิดาทำเอาลมหายใจของเด็กชายสะดุดกึก...

ไม่รู้วันนี้ป๊าจะกล่อมให้ไปเรียนพิเศษกับเจ้ต้องอีกหรือเปล่า

“มึงกับหลานครูลพยังสนิทกันอยู่ไหม”

“หือ?” หลานครูลพนี่ใครเหรอ?

ใบหน้าเหลอหลาของเลือดเนื้อเชื้อไขคล้ายกำลังเรียกร้องคำอธิบาย คนเป็นพ่อจึงเอ่ยอย่างเสียไม่ได้ “หลานครูลพที่ชื่อริวน่ะ เขายังเป็นเพื่อนกับมึงอยู่หรือเปล่า”

ไจ๋มองหน้าป๊างงๆ ก่อนจะส่ายหัวดิก “หึ”

“เออ ไม่เป็นก็ดีแล้ว” เม้งถอนหายใจอย่างโล่งอก ลำพังแค่คบหากับเด็กเวรข้างบ้าน ก็น่าปวดหัวมากพอแล้ว ขืนไจ๋ยังไปสุงสิงกับหลานครูลพเข้าอีกคน เขาคงเป็นบ้าตาย “มึงต้องเลือกคบเพื่อนดีๆ นะไจ๋ หลานครูลพก็อยู่ห่างๆ เอาไว้ รู้หรือเปล่า เรื่องของหายกูไม่ห่วงเท่าไร แต่ถ้ามึงติดนิสัยเลวๆ มา กูกับหม่าม้ามึงนี่แหละจะลำบากกันไปหมด”

ยิ่งฟังป๊า ไจ๋ก็ยิ่งงง...

ทำไมอยู่ๆ ป๊าถึงพูดเรื่องพี่ริวขึ้นมาล่ะ แล้วใครนิสัยเลว? นี่ป๊ากำลังพูดถึงใครอยู่กันแน่?

“มึงยังไม่รู้ใช่ไหมว่าหลานครูลพไปขโมยของที่เซเว่น”

“ฮะ?!” เด็กชายเบิกตาจ้องหน้าบิดาอยู่พักใหญ่คล้ายกับไม่มั่นใจในหูทั้งสองข้าง ต่อเมื่อไม่เห็นแววหยอกล้อในดวงตาพ่อ ไจ๋ก็ละล่ำละลักเสียงสั่น “พี่ระ ริวขโมยของระ เหรอป๊า?!!”

“ก็เออสิวะ!” ผู้ให้กำเนิดขมวดคิ้วพลางพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด “ลุงรงค์เขาเล่าให้กูฟังว่า เมื่อเช้าหลานครูลพเข้ามาขโมยครีมอาบน้ำ พอถามไปถามมาก็ยังจะโกหก บอกว่าไม่รู้เรื่องแล้วก็แกล้งร้องไห้ บอกว่าโดนคนใส่ร้าย ใครก็ไม่รู้แอบเอาครีมอาบน้ำมาใส่กระเป๋า เด็กที่ร้านลุงรงค์เห็นว่าพูดจากลับไปกลับมาเลยเปิดกล้องวงจรปิดให้ดู เท่านั้นแหละ...”

“เท่านั้นอะระ ไรอะป๊า”

“...ก็พอรู้ว่าที่ร้านมีหลักฐาน หลานครูลพก็เงียบเป็นเป่าสาก ใครถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ”

“ละ แล้วละ ลุงระ รงค์ เขาว่ายังไงมั่งอะป๊า” ไจ๋เขย่าแขนป๊าพลางชะโงกหน้าเข้าใกล้บิดาขึ้นอีกนิด

“เด็กมันขโมยของ เขาก็ต้องเรียกผู้ปกครองมาจัดการน่ะสิวะ” ชั่วขณะที่หวนนึกถึงบทสนทนากับจตุรงค์เมื่อช่วงบ่าย คนเป็นพ่อก็รู้สึกอึดอัดขัดใจอย่างไรบอกไม่ถูก อันที่จริง อาของเด็กจะต้องเจรจาต่อรองกับเจ้าของตลาดด้วยตัวเอง แต่ไม่รู้ทำกันอีท่าไหน ข้างบ้านดันเสนอหน้าเข้ามาแทรกแซงจนจตุรงค์ยอมรอมชอม ไม่เอาเรื่องเด็ก

“ดีนะที่ลุงรงค์ใจดี เห็นแก่อนาคตของหลานครูลพ ไม่งั้นเรื่องคงไม่จบง่ายๆ แบบนี้หรอก”

“พี่ระ ริวไม่เป็นอะระ ไรใช่ไหมป๊า”

“กูจะไปรู้เหรอวะ?!” เม้งถลึงตาพลางเอ็ดลูกชายเสียงเขียว “แต่ถ้าหลานครูลพยังไม่เลิกนิสัยขี้ขโมย อีกไม่นานคงได้เข้าสถานพินิจเป็นว่าเล่นแน่ๆ ”

ไจ๋ถอนหายใจยาว ยิ่งคิดทบทวนถึงเรื่องเพื่อนเก่าที่ป๊าเพิ่งเล่าให้ฟัง เขาก็พลันสะท้อนในอก เด็กชายไม่รู้จริงๆ ว่าเพราะเหตุใด พี่ริวจึงทำแบบนั้น

“พอๆ เรื่องชาวบ้านน่ะไม่ต้องไปสนใจให้มันมาก เรื่องเรียนมึงน่ะเป็นไงมั่ง อาทิตย์หน้าจะสอบกลางภาคอยู่แล้ว มึงอ่านหนังสือมั่งหรือยัง”

ไจ๋เม้มปากพลางลอบระบายลมหายใจพลางปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ เด็กชายตอบคำถามของบิดาไปตามเรื่องตามราว ระหว่างนั้นก็แอบภาวนาในใจ ขอให้เฮียคุนไม่รู้สึกเสียใจและผิดหวังเมื่อได้รู้เรื่องของพี่ริวแบบที่ไจ๋เป็น

•✤•✤•✤•

“เฮียคุน” ไจ๋ฝืนฉีกยิ้มให้กับเพื่อนข้างบ้าน

ทันทีที่อาบน้ำเสร็จ เด็กชายก็รีบแง้มม่าน สอดแนมดูลาดเลาของเพื่อนข้างบ้าน แน่นอนว่าเมื่อสังเกตเห็นเงาตะคุ่มๆ คล้ายกับคนยืนหันหลังเหม่อมองบึงน้ำสีดำสนิท เขาก็วิ่งรี่ออกมาเกาะขอบระเบียงโดยพลัน

คุนจ้องมองใบหน้าของไจ๋อยู่นานสองนาน ขณะจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น เด็กชายก็พบว่า ลูกกระต่ายน่าจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว ไม่เท่านั้น เขายังเดาได้อีกด้วยว่า ใครเป็นคนเอาข่าวคราวของริวอิจิมาบอกกับเจ้าตัว

“ป๊าไจ๋บอกเรื่องริวแล้วใช่ไหม”

“อื้อ” เด็กชายพยักหน้าเซื่องๆ แล้วกระเถิบไปยืนพิงระเบียงในตำแหน่งเดียวกับทายาทร้านก๋วยเตี๋ยว จากนั้นจึงยื่นมือไปวางบนหลังมือข้างหนึ่งของเพื่อน “เฮียคุนไม่เป็นระ ไรนะ”

เจ้าของชื่อยิ้มบางแล้วส่ายหน้า จากนั้นจึงเอื้อมมือขึ้นลูบแก้มไจ๋เบาๆ “เฮียไม่เป็นไร”

ไจ๋เอียงคอ วางใบหน้าลงบนฝ่ามืออบอุ่นของเพื่อนข้างบ้านคล้ายกับเชิญชวนให้อีกฝ่ายสัมผัสแก้มตัวเองได้อย่างถนัดถนี่ ที่สุด รอยยิ้มบนหน้าคุนก็ผลิบานเต็มใบ เด็กชายไล้ปลายนิ้ววนบนแก้มกลมเนียนอย่างย่ามใจพลางเอ่ยเสียงแผ่ว “เมื่อตอนเที่ยงป๊าเฮียไปช่วยอาของริวคุยกับลุงรงค์มา”

“อืม”

คนเกิดก่อนวนปลายนิ้วเขี่ยแก้มไจ๋เป็นรูปก้นหอยไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด “ป๊าบอกว่า ทีแรกที่ร้านเขาโทรหาอาของริวมัน แต่พอรู้ว่าริวขโมยของในเซเว่น อามันก็กลัวว่าจะไม่มีเงินจ่ายค่าเสียหาย เขากลัวลุงรงค์จะเรียกตำรวจมาจับริวเข้าคุก อามันเลยพูดวกไปวนมา คุยไม่รู้เรื่อง สุดท้ายเขาเลยถามถึงอาวี พอรู้ว่าเรื่องจะถึงพ่อ ริวมันเลยขอให้ลุงรงค์โทรหาป๊าเฮียแทน” ถ้าเมื่อตอนเย็น อาของริวอิจิไม่ได้แวะมาขอบคุณป๊า เขาคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนสนิทเป็นแน่แท้

“ละ แล้วพี่ระ ริวเป็นไงมั่ง” ไจ๋อดเป็นห่วงเพื่อนเก่าไม่ได้

“อามันบอกว่าริวไม่พูดอะไรเลย นั่งเงียบตั้งแต่ตอนที่อาไปเจอที่ร้านจนพากลับบ้านก็ยังไม่พูดกับใครสักคำ จนตอนเย็นที่อามันออกมาหาป๊าเฮียที่บ้าน มันก็ยังนั่งเงียบเหมือนเป็นใบ้”

ประโยคเมื่อครู่ชวนให้คนฟังนึกขึ้นได้ว่า คนแปลกหน้าที่ตนเห็นเมื่อตอนเย็นคืออาคนหนึ่งของพี่ริว พวกเขาเคยเจอกันในงานศพของปู่กับย่าพี่ริว ไจ๋จับฝ่ามือที่สัมผัสใบหน้าให้หยุดอยู่กับที่ จากนั้นจึงช้อนตามองคู่สนทนาอย่างจริงจัง “ไจ๋เป็นห่วงพี่ระ ริวอะ”

“เฮียก็เป็นห่วงมัน” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ย “พรุ่งนี้เย็น เฮียว่าจะขี่รถไปหามันที่บ้านซะหน่อย”

“ไจ๋ไปด้วยนะ” ว่าแล้ว คนพูดก็ขยี้แก้มลงบนฝ่ามือของเฮียคุนแทนการออดอ้อนและปลอบประโลมใจอีกฝ่ายไปพร้อมๆ กัน

แม้จะยินดีที่ลูกกระต่ายเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนสนิท แต่คุนกลับหวั่นใจว่า เวลานี้ ริวอิจิอาจจะไม่อยากเจอหน้าไจ๋ ถึงอย่างนั้น เด็กชายก็ไม่ได้พูดจาตัดรอนให้ลูกกระต่ายต้องสูญเสียกำลังใจ “เดี๋ยวพรุ่งนี้เลิกเรียนแล้วพวกเราอาจจะต้องกลับบ้านก่อนพวกนั้น ขากลับจากบ้านริวจะได้ไม่เย็นมาก”

“อื้อ!” ไจ๋ผงกหัวพลางฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี

คุนบีบแก้มเนียนอย่างเบามือก่อนจะลอบสูดลมหายใจอย่างหนักอก เรื่องของเพื่อนสนิททำให้เขาอดเป็นห่วงอีกฝ่ายไม่ได้ ริวอิจิที่เขารู้จักไม่ใช่คนสิ้นคิด จะต้องมีเหตุอะไรสักอย่างที่ทำให้เจ้าตัวหุนหันพลันแล่นจนลงเอยเช่นนี้ น่าเสียดายที่เมื่อคุนขี่มอเตอร์ไซค์พาไจ๋ไปหาริวที่บ้านในเย็นวันรุ่งขึ้น พวกเขากลับต้องพบเพียงความผิดหวัง

แม้จะลองตะโกนเรียกชื่อเพื่อนสนิทเป็นสิบๆ ครั้ง เจ้าตัวก็ไม่ขานรับ ซ้ำร้ายบ้านทั้งหลังยังปิดเงียบราวกับไม่พร้อมจะต้อนรับใครหน้าไหนทั้งสิ้น ดูเหมือนว่า บ้านสวนซึ่งตั้งตระหง่านอยู่หลังรั้วเหล็กหลังนั้นได้กลายเป็นบ้านร้างไปเสียแล้ว

•✤•TBC•✤•

เพิ่งจะสังเกตเอาตอนนี้เองว่า พี่ริวโผล่มาทีไร เนื้อหามักจะเทไปทางดราม่าเสมอเลยค่ะ
(โอ๋ๆ ทุกๆ คนไม่ร้องนะคะ เดี๋ยวเราให้น้องไจ๋ช่วยปลอบเนอะ 555)
เราเห็นคอมเมนต์ของหลายๆ คนบอกว่าสงสารพี่ริว เอาจริงๆ ในฐานะคนเขียน เราสงสารพี่ริวไม่ต่างจากทุกคนเลยค่ะ
อย่างไรก็ดี บาดแผลของพี่ริวจะสร้างปัญหาให้กับตัวเองและคนรอบข้างในตอนท้ายที่สุด
ซึ่งพวกเราก็ต้องรอดูกันละนะคะ ว่าพี่ริวจะมีบทบาทอย่างไรกับชีวิตของเพื่อนๆ บ้าง
(แหะๆ ชักไม่แน่ใจแล้วว่านี่คือทอล์กท้ายตอนหรือการขู่คนอ่านกันแน่ 555)

ตอนหน้าทุกคนจะได้ประจักษ์ถึงความสามารถพิเศษอีกข้อหนึ่งของน้องต่ายค่ะ
อดใจรอนะคะ รับรองว่าแม่จ๋าพ่อจ๋าของน้องต่ายจะต้องยิ่งเอ็นดูน้องมากขึ้นแน่ๆ เลยค่ะ ^_^
ถ้าใครเล่นทวิตอย่าลืมติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ด้วยเด้อ เราจะตามไปเม้าท์ด้วยค่ะ จุ๊บๆๆๆๆ
รักคนอ่านทุกคนที่สุดในโลก ขอบคุณสำหรับความเห็นในทุกๆ แพล็ตฟอร์มนะคะ เราอาจจะไม่ได้ตอบทุกๆ ความเห็น
แต่เราอ่านคอมเมนต์ของทุกๆ คนวันละหลายๆ รอบเลยค่ะ - ใจฟูมาก 555
เจอกันวันศุกร์ค่า รักน้า ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ!
ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)

•✤K. narongyut:•✤•
คุณ narongyut น่ารักมากๆ เลยค่ะ เป็นกำลังใจให้พี่ริวด้วย เราเชื่อว่าถ้าพี่ริวรู้ว่าคุณ narongyut เป็นกำลังใจให้ วันใดวันนึง พี่ริวจะต้องเป็นคนที่ดีขึ้นได้แน่ๆ เลยค่ะ ^_^


•✤K.ป้าหมีโคตรขี้เกียจ:•✤•
เราอ่านทวิตของคุณป้าหมีโคตรขี้เกียจแล้วเราขำมาก คือ เข้าใจว่าเกินจุดที่คุณป้าหมีโคตรขี้เกียจจะทำใจได้แล้วจริงๆ ใช่ไหมคะ ถึงกับกำไม้เรียวแน่นทีเดียว 555

อันความแทะโลมน้องต่ายอย่างเก่งกาจของเฮียคุน และความช่างอ้อย (โดยไม่รู้ตัว) ของไจ๋นี้ น่าจะทำให้คุณป้าหมีโคตรขี้เกียจและเหล่าแม่ๆ ของน้องไจ๋ถึงกับก่ายหน้าผากวันละหลายๆ รอบแน่เลย ฝั่งนึงก็ยังไม่เดียงสา อีกฝั่งก็ เฮ้อ... หาช่องตอดน้องได้ตลอด อย่างไรก็ดี กระซิบก่อนว่า หลังจากนี้ จิ้งจอกเด็กจะต้องผจญกับสถานการณ์โหดๆ อย่างนี้ไปอีกนานเลยค่ะ ซ้ำหลังๆ คือยิ่งหนัก เพราะน้องต่ายผู้ใสซื่อของแม่ป้ายินยอมพร้อมใจ ตัวอ่อน ยอมให้เพื่อนแตะนิดแตะหน่อยไปเสียทุกโอกาสเลยค่ะ เพราะงั้นเฮียคุนจะธาตุไฟแตกบ่อยมาก 555

รักคุณป้าหมีโคตรขี้เกียจมากที่สุดในโลกเลยค่ะ ชุบ!!

ป.ล. ทางเราไม่ได้ตั้งใจจะชงขมเบรกหวานเลยนะคะ แต่พี่ริวรอไม่ไหวแล้วจริงๆ ค่ะ จะต้องขอซีนมาบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองเพื่อที่แม่ป้าจะไม่ลืมพี่ริวไปเสียก่อนค่ะ (เดี๋ยว มันใช่เหรอ?! 555)


•✤•K.blove:•✤•
สวัสดีคุณ blove อย่างเป็นทางการค่ะ ^_^ เราสบายใจขึ้นมากแล้วค่ะ (จริงๆ คือรู้วิธีที่จะจัดการตัวเองกว่าเมื่อสามเดือนก่อนเท่านั้นแหละค่ะ 555 อย่างไรก็ดี เราแข็งแรงแล้วน้า จะกลับมาลงนิยายให้ได้อ่านกันตามเดิมแล้วเด้อ!) ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์และกำลังใจที่มีให้กันมาโดยตลอดนะคะ หวังว่าเราจะจับมือเดินไปด้วยกันจนสุดทางนะคะ จุ๊บๆๆๆๆ


•✤•K.Ac118:•✤•
เจเจ้อย่าฟาดจิ้งจอกหนวดแปะเลยค่ะ เสียมือ 555 อีกอย่าง น้องต่ายเองก็ดูจะเป็นใจกับคนร้ายอยู่ไม่หยอกนะคะ ไม่งั้นคงไม่ลูบๆ คลำๆ ปากเขาทั้งก่อนและหลังโกนขนแน่ๆ (ไม่อยากบอกเล้ยว่าตอนน้องเบิกเนตรแล้ว น้องจะเซะซี่วัยขบเผาะหนักมากเลยค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าผู้โชคร้ายที่ต้องใช้ร่างกายปรนเปรอกระต่ายวัยฮอร์โมนย่อมจะเป็นเพื่อนข้างนี่แหละค่ะ 555)

ออกตัวก่อนว่าเรื่องราวของบ้านริวจะเป็นเนื้อหาส่วนที่เราจะไม่เข้าไปแตะมากนะคะ เพราะดราม่าของสองบ้านน่าจะเอาเรื่องมากอยู่ 555 เพราะงั้น ทางเราก็น้อมรับทุกๆ ความคิดเห็นของคุณ Ac118 (รวมถึงของคุณผู้อ่านทุกๆ ท่านไว้ด้วยความขอบคุณและซาบซึ้งใจค่ะ)

ส่วนตัวเรา เราสงสารริวไม่น้อยกว่าทุกคนเลย และคิดเสมอว่า เด็กทุกคนควรได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครองอย่างดีที่สุด แต่เพราะทุกครอบครัวล้วนมีปัญหาของตัวเอง ดังนั้นบางครั้งผลลัพธ์ที่รออยู่ตรงปลายทางจึงไม่อาจเป็นไปตามความต้องการของทุกคนได้ พวกเราจึงทำได้แค่เพียง พยายามสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อที่เด็กจะได้ทำความรู้จักกับตัวเองมากยิ่งขึ้น ได้รักและให้อภัยทั้งตัวเองและคนรอบตัว ทั้งยังมีโอกาสในอนาคตที่จะได้ใช้ชีวิตที่ดียิ่งกว่าที่เคย (ในกรณีที่ครอบครัวหยิบยื่นให้ไม่ได้น่ะนะคะ)

ขอบคุณสำหรับกำลังใจและพลังวัตรนะคะ เราจะสะสมพลังวัตรเอาไว้ให้เยอะๆ เลยค่ะ ตอนที่ต้องงัดออกมาใช้ จะได้มีพร้อมเนอะ 555 (เราเข้าใจคุณ Ac118 และคนอ่านทุกๆ ท่านที่รอฉากเข้าพระเข้านายนะคะ ตอนเราเป็นคนอ่านนิยาย เราเองก็ลุ้นให้พระนายที่รักกันแล้ว ได้เข้าห้องหอ รวมร่างกันเร็วๆ เหมือนกัน แต่เรื่องนี้คืออะไร... ปาเข้าไปเก้าสิบกว่าตอนโน่นแน่ะ กว่าที่พระนายจะได้จี๋จู๋ เอ๊ย จู๋จี๋กัน 555)

รักคุณ Ac118 มากที่สุดในโลกเลยค่ะ จุ๊บๆๆๆๆๆ กอดจุ๊บไม่หยุด 555

ป.ล. เรื่องคุณแม่ เราขอเป็นกำลังใจให้นะคะ และขออาราธนาคุณพระกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกช่วยดลบันดาลให้คุณแม่ของคุณ Ac118 มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงค่ะ เราเชื่อว่าคุณ Ac118 และคุณแม่จะช่วยดูและกันและกันจนผ่านทุกๆ อุปสรรคไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่าค่ะ ถ้าเรื่องราวรอบตัวทำให้คุณ Ac118 เหนื่อยมากๆ คุณ Ac118 ก็อย่าลืมให้เวลากับตัวเองแล้วพักผ่อนจิตใจบ้างนะคะ หรือถ้าคับข้องหมองใจ อยากระบายเรื่องในใจให้ใครฟัง หลังไมค์มาบ่นกับเราได้นะคะ เราฟังเก่งนะคะ ^_^


•✤•K.piakunaa:•✤•
งือ เราก็สงสารพี่ริวเหมือนกันค่ะคุณ piakunaa กอดๆ นะคะ ไม่เศร้าน้า!!


ออฟไลน์ narongyut

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 106
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-1
 :3123: :L2:สู้ๆนะพี่ริว เพื่อนๆจะคอยเป็นกำลังใจให้ จะผ่านมันไปด้วยกันครับ

ออนไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +101/-0
อ่าาาริวริจะเป็นโจรขโมยรึ เพราะแบบนี้ละถึงไม่อยากขโมยของ เวลาจับได้แล้วมันน่าอาย มันอาจจะเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ ก็ไม่รู้ว่าริวจะคิดได้ไหมนะแต่ทั้งไจ๋และเฮียคุนก็ไม่ตอกย้ำหรือตราหน้าให้ริวเสียใจนะ ยังมีเพื่อนที่ดีๆอยู่ยังคงห่วงใยกัน  :katai2-1: โอ้ววววอาม่าคาดว่าน่าจะเป็นผู้มาก่อนกาลแน่ 55555 ต้องรู้ความสัมพันธ์ของสองคนนี้ แล้วก็คงจะเป็นคนที่เข้าใจไจ๋ก่อนใครแน่เลย ไม่ธรรมดานะอาม่า แอบส่องๆ 555 ขำมากตอนเล่นพ่อแม่ลูก อินบทกันจริงจัง 5555 น่ารักมากอ่ะ งานกีฬาก็จะวนมาอีกแล้ว เป็นรุ่นพี่ความรับผิดชอบงานก็มากขึ้นอะนะ เอาใจช่วยนะเด็กๆ เจอกันตอนหน้าจ้า ขอบคุณนะคะที่มาต่อ จะอยู่ด้วยกันจนตอนสุดท้ายค่ะ  :katai2-1: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +184/-6
หวังว่าริวจะคิดได้ก่อนที่จะทำอะไรเพื่อประชดพ่อหรือแม่ใหม่ ซึ่งมันคงไม่ง่ายนักสำหรับริว แต่ยังมีเพื่อนๆ ที่เป็นห่วงอยู่นะถ้าจะยอมลดทิฐิลงมาหน่อย.  แต่คงยกเว้นปอไว้คน. คงได้ถูกทับถมไม่หยุดหย่อนแน่

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 464
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-0
เฮียคุนอย่าปล่อยมือริวนะ ดึงริวออกมาจากความมืดให้ได้ เข้าใจแหละว่าที่ทำไปคงเพราะประชดพ่อ พ่อต้องคุยกับริวบ่อยๆ ริวจะได้ไม่รู้สึกเหงา จะได้รู้ว่าพ่อยังคงรักยังคงห่วงริวเสมอ

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 761
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-0
โอ้ยย หมั่นไส้! อยากรับบทคุณแม่น้องแคร์ แม่จะฟาดเจ้าลูกเด็กโข่ง รับบทงอแง อ้อนพ่อจ๋า ซบซุกเก่งงงงงง /ฮึ๊ย! แม่มือสั่นแล้วว!

ริว ขโมยเพราะอารมณ์ชั่ววูบจากความน้อยใจเสียใจ ทุกอย่างสำหรับริว กำลังจะดำดิ่ง...เพราะยังเด็กกัน ถึงจะแค่ห่วงแค่ไหน แต่คุนกับไจ๋ก็ทำได้แค่นี้

//ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ เรารับรู้ถึงความรู้สึกที่ส่งมาให้ จนใจฟูขึ้นมาเลยค่ะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ กอดนะคะ กอดดดด
รักนะ ชุ้บๆๆ❤❤❤❤❤❤
เราโอเคแล้วค่ะ เราสู้เก่งค่ะ แอบโม้ 5555


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-11-2020 12:14:53 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ ป้าหมีโคตรขี้เกียจ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 195
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +32/-0
ขวดโลชั่นตรงหัวเตียงที่ริวคิดถึงอาจจะทำให้ปวดใจมากๆ ริวที่เคยเข้าใจว่าอาจจะเป็นของพ่อหรือแม่ พอได้ยินพ่อพูดว่าจะแต่งงานใหม่เลยเกิดความเชื่อมโยง GAT PAT ในใจว่าที่อุตส่าห์หยิบจับปัดฝุ่น คือการโดนหลอกหรือหักหลัก แต่เรายังไม่ค่อยเข้าใจว่สแล้วทำไมไปขโมยของล่ะ จะให้ประชด เรียกร้องความสนใจจากพ่อหรอ แต่คิดว่าริวคงไม่ได้คิดไหลว่าจะโดนจับได้ หรือจะรู้สึกภูมิใจถ้าขโมยแล้วร้ายไม่รู้ แต่ที่แน่นๆคืออารมณ์ชั่ววูบและขาดสติไตร่ตรอง

ส่วนคนดีมีสตินั้น...ค่ะ ลูกที่ร้องอุแว้ๆ นั่นแหละ หมั่นไส้มาก จะให้เค้าอุ้มแต่ประเคนตัวเองนั่งพิงอกเฉย~ แถมเอามือเค้ามาวางที่พุงตัวเองอีก แล้วอีกอย่างๆ เห็นนะ ที่ไปโอ๋กันตรงระเบียง อาม่าขาาาา เอาไม้เรียวมาเร็ว นอกจากไจ๋จะนั่งรถไปรร.พร้อมลูกร้านก๊วยเตี๋ยว ยังไปให้เค้าจับแก้มอีก

ปล. เกือบจะลืมเรื่องดราม่าระหว่างบ้านไปแล้วนะเนี่ยยย

ปล.2 รักคุณน้อยหน่าเช่นกันค่ะ อากาศเริ่มเย็นแล้ว รักษาสุขภาพด้วยนะคะ  :mew1:

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-4
    • facebook
- 81 -


“พี่เช่มันมาทำอะไร” ปอเพิ่งกลับจากห้องน้ำ ทว่าขณะกำลังจะก้าวเท้าเข้าโรงอาหาร เด็กชายก็สังเกตเห็นกลุ่มพี่นักกีฬาม.สามในชุดไปรเวทเพิ่งเดินคล้อยหลังจากไป เสียงหัวเราะคิกคักกับสีหน้าเบิกบานของไอ้พี่เช่กระตุกต่อมหวาดระแวงให้ตื่นตัวในทันใด เด็กชายเลยพุ่งเข้ามายืนค้ำหัวเพื่อนทั้งสี่พลางคาดคั้นถามขวัญชีวินด้วยสีหน้าบึ้งตึง

เด็กหญิงถอนหายใจ หล่อนทำหน้าเบื่อหน่ายพลางขยับสมุดโน้ตแล้วเบี่ยงตัวหนีไปอีกทาง ตะวันวาดเห็นปอห่อเหี่ยวในชั่วพริบตา จึงบุ้ยใบ้ให้เจ้าตัวนั่งลง ก่อนจะชี้แจงแถลงไขแทนขวัญชีวินที่ไม่ประสงค์ออกความเห็นอย่างเด่นชัด “พี่เช่มาเป็นเพื่อนพี่กี้”

“หือ เมื่อกี้พี่กี้มันมาหาข้าวฟ่างเหรอวะ” ปอตวัดสายตามองค้อนข้าวฟ่างอย่างเปิดเผย ส่วนคนโดนหางเลขก็แอบกลอกตาพร้อมกับถอนหายใจด้วยความระอาอีกครั้ง

“เปล่า พี่กี้เขามาถามกูกับคุนเรื่องซ้อมบาสตอนปิดเทอม แต่พวกกูยังไม่ได้รับปาก เขาเลยบอกว่าไว้ค่อยคุยกันอีกทีตอนที่พวกเรามาเตรียมพาเหรด”

“อ้อ แล้วไป” คนฟังพึมพำในลำคอคล้ายกับปลอบใจตัวเอง กับเรื่องนี้ เด็กชายไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมา ข้าวฟ่างวางตัวนิ่งเฉย ไม่ยินดียินร้ายกับรุ่นพี่หรือใครก็ตามที่เข้ามาจีบ ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการกวนน้ำให้ยิ่งขุ่น ปอเลยเสเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว “สอบเสร็จแล้วคือต้องเก็บกระเป๋าเตรียมเข้าค่ายเลยใช่ไหมวะ”

อาทิตย์นี้พวกเขาย้ายมาติวหนังสือเตรียมสอบกันในโรงอาหารเพราะเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ผู้อำนวยการอาศัยช่วงสอบปลายภาคซึ่งไม่มีกิจกรรมกลางแจ้ง กั้นพื้นที่โดยรอบสนามกีฬาเพื่อดำเนินงานปรับปรุงท่อระบายน้ำ รวมถึงพื้นผิวถนนและทางเดินในโรงเรียนใหม่ จะได้ทันใช้งานในเทอมหน้า ทันทีสอบวันแรกเสร็จ ทั้งห้าเลยชักชวนกันมาใช้เวลาช่วงก่อนกลับบ้านนั่งทบทวนความรู้พร้อมกับกินขนมไปพลางๆ

“ถ้าของเยอะ มึงก็ต้องรีบเก็บหน่อยละมั้ง แต่ก่อนเข้าค่ายเขาก็ให้เวลาพักตั้งสองวัน ยังไงมึงน่าจะเก็บของทันแหละ” อดีตหัวหน้าห้องออกความเห็นอย่างจริงจัง

“ของมันไม่เยอะหรอก มันแค่จะหาเรื่องอู้เท่านั้นแหละ” คุนรู้แกวเพื่อนรุ่นน้องเลยชิงพูดดักคออีกฝ่ายล่วงหน้า

“โห่พี่คุน กูไม่ได้จะอู้ กูแค่อยากระบายความในใจเฉยๆ ” ปอยกมือขึ้นตบหน้าอกตนเองเบาๆ ก่อนจะเบ้ปาก ทำหน้าเอือมระอาใส่ขาแซะ “พวกมึงคิดดูดิ แทนที่สอบเสร็จแล้วจะได้เที่ยวเล่น ปิดเทอมได้ไม่กี่วันก็ต้องมาเข้าค่ายลูกเสือ เข้าค่ายเสร็จก็ต้องเตรียมพาเหรดอีก เทอมหน้าเปิดมาก็แข่งกีฬาสี กว่าจะเสร็จงานก็ปาไปโน่น กลางเดือนธันวา มกราก็เลือกตั้งฯ เดือนกุมภายังต้องออกร้านเปิดโลกชุมนุมอีก ทำไมชีวิตเด็กม.สองของพวกเรามันถึงได้รันทดขนาดนี้วะ... อยากเป็นผู้ใหญ่จังเลยโว้ย!” เด็กชายแสร้งโอดครวญทั้งที่ในใจตื่นเต้นกับค่ายลูกเสือซึ่งจะจัดขึ้นในอาทิตย์หน้าเป็นอย่างยิ่ง หลังจากกัดฟัน อดทนให้ไอ้พวกหน้าเหม็นตามจีบข้าวฟ่างมานานหลายเดือน ที่สุดปอก็เก็บความรู้สึกที่มีต่อเด็กหญิงเอาไว้อีกไม่ไหว เด็กชายจึงหมายมั่นว่าจะสารภาพความในใจกับขวัญชีวินในระหว่างที่พวกเขาเข้าค่ายด้วยกัน

“แต่พ่อกูบอกว่าเป็นเด็กน่ะสบายสุดแล้วนะ”

ปอมองตะวันตาขวาง “สบายตรงไหนวะ หนังสือก็ต้องอ่าน สอบก็ต้องสอบ พวกผู้ใหญ่ไม่เห็นต้องสอบ แถมอยากทำอะไรก็ทำได้เลย ไม่มีใครคอยห้าม”

“สรุปว่าปิดเทอมโมนัดทำงานที่โรงเรียนใช่ปะ” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวหันไปถามข้าวฟ่าง ไหนๆ พวกเขาก็โดนปอก่อกวนจนสมาธิแตกซ่านแล้ว คุนเลยถือโอกาสนี้คุยเรื่องเตรียมงานกีฬาสีกับเหรัญญิกประจำห้องเสียเลย

ขวัญชีวินพยักหน้า “โมบอกว่าเดี๋ยวตอนเข้าค่ายจะเรียกทุกคนคุยอีกที”

“แล้วอย่างนี้พวกเราจะได้ซ้อมวงกันไหมวะ” คุนหันไปมองตะวันด้วยความกังวล ก่อนหน้านี้ พวกเขาตกลงกันว่าจะงดซ้อมวงจนกว่าจะสอบเสร็จ ทุกคนจะได้อ่านหนังสืออย่างเต็มที่ แต่หากระหว่างปิดเทอมต้องเตรียมงานกีฬาสีจนไม่เหลือเวลาซ้อมวง การเล่นที่เริ่มจะเข้าขากันก็อาจจะกลับไปฝืดเหมือนช่วงแรกๆ ก็เป็นได้

“ถ้างั้นพวกเรามาซ้อมกันทุกวันเสาร์ไหมล่ะ” เจ้าของสถานที่ฝึกซ้อมยื่นข้อเสนออย่างใจกว้าง

“อ้าว ปิดเทอมนี้เธอไม่เรียนพิเศษเหรอ” เด็กหญิงหันไปมองอดีตหัวหน้าห้องด้วยความสงสัย แต่แทนที่จะได้ฟังคำตอบจากคู่สนทนา คนอื่นกลับยื่นหน้าเข้ามาพูดแทรกเสียก่อน

“เราเรียน!”

“เฮ้อ” ข้าวฟ่างพ่นลมหายใจพลางกลอกตาใส่ปออย่างเหลืออด

“เราว่าปิดเทอมนี้เราจะไม่เรียนพิเศษอะไรเลยอะ ไว้รอกลับไปเรียนตอนเปิดเทอมทีเดียว” ที่สุดก็ถึงคราวที่ตะวันวาดได้อธิบายแผนการช่วงภาคเรียนของตนเองเสียที

ขวัญชีวินขมวดคิ้วนิ่วหน้า ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าหล่อนจะต้องเรียนพิเศษกับปอแค่สองคนน่ะสิ...

ดีนะที่ปิดเทอมแค่เดือนเดียว ไม่อย่างนั้นหล่อนคงเฉาน้ำลายปอตายแน่ๆ

“ถ้ามึงจะนัดวันเสาร์ กูขอเป็นช่วงเย็นๆ ได้ไหมล่ะ” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวสบสายตากับอดีตหัวหน้าห้อง “เอาเป็นหลังสามโมงถึงห้าโมง มึงโอเคปะ”

“อ้าว ทำไมอะ” ตะวันวาดมองหน้าคุนอย่างงุนงง แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า เพื่อนอีกคนต้องช่วยงานที่บ้านทุกๆ วันเสาร์ “อ๋อ มึงต้องรอไจ๋ก่อนเหรอ”

“เปล่า ปิดเทอมนี้กูว่ากูจะกลับไปช่วยงานที่ร้านแล้วว่ะ” ปีนี้คุนไม่ต้องอ่านหนังสือหรือค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อติวความรู้ให้ไจ๋เหมือนกับตอนเตรียมสอบเข้า เด็กชายเลยตั้งใจว่าจะขอบิดาทำงานที่ร้านอีกครั้งเพราะอยากเก็บเงินพาไจ๋ไปเที่ยวเล่น ที่สำคัญ หากได้ทำงาน จิตใจของเขาย่อมจะไม่ฟุ้งซ่าน จะได้เลิกฝันถึงเรื่องต้องห้ามที่ตนทำกับลูกกระต่ายเป็นประจำทุกค่ำคืนเสียที

“ว้า งี้ก็แย่ดิ” อดีตหัวหน้าห้องโอดครวญด้วยความเสียดายก่อนจะเปลี่ยนการตัดสินใจกะทันหัน “งั้นกูกลับไปเรียนพิเศษก็ได้ แล้วตอนบ่ายพวกมึงก็ค่อยไปซ้อมวงที่บ้านกู” อันที่จริงตะวันวาดตั้งใจจะทุ่มเทเวลาช่วงปิดเทอมให้กับการซ้อมวง แต่ในเมื่อเพื่อนรุ่นพี่ไม่สะดวก เขาก็ต้องปรับตารางให้เหมาะสมกับเวลาว่างที่มี

ข้าวฟ่างแอบอมยิ้มน้อยๆ ด้วยความยินดี ฝ่ายปอก็ขมวดคิ้ว เพ่งมองอดีตหัวหน้าห้องพลางครุ่นคิดอย่างว่องไว “ทำไมมึงไม่นัดซ้อมวันอาทิตย์ไปเลยวะ จะได้ซ้อมกันเต็มที่หน่อย” เด็กชายรีบโยนหินถามทาง เพราะหากทุกคนเห็นดีด้วย นั่นย่อมหมายความว่า ตลอดช่วงปิดเทอมที่จะถึงนี้ เขาจะได้เจอหน้าข้าวฟ่างเกือบทุกวัน

“มึงจะไม่ให้คนอื่นพักเลยหรือไง” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวสวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า วันอาทิตย์ร้านปิด คุนไม่ต้องทำงานก็จริง แต่หากต้องซ้อมวง เขายังจะได้ใช้เวลากับไจ๋ตามลำพังอีกหรือ

“จริงๆ ถ้าพวกมึงจะซ้อมวันอาทิตย์ด้วย กูก็โอเคนะ” ตะวันวาดเอ่ยอย่างเปิดเผย ไหนๆ พ่อแม่เขาก็ไม่ค่อยอยู่บ้านช่วงกลางวันอยู่แล้ว ต่อให้พวกเพื่อนๆ ยกโขยงมาขลุกอยู่ที่บ้านเขาตั้งแต่เช้ายันค่ำ เด็กชายก็พร้อมจะต้อนรับขับสู้เต็มที่

“อย่าเลย เราเกรงใจพ่อแม่เธออะ” เห็นอดีตหัวหน้าห้องอ้าปาก ตั้งท่าจะแย้ง ขวัญชีวินจึงชิงโน้มน้าวเหล่าสหายด้วยเหตุผลทันที “อีกอย่าง เราว่าโมไม่น่าจะนัดทำงานทุกวันหรอก ไว้รอให้คุยกับโมเสร็จก่อนแล้วพวกเราค่อยนัดซ้อมเพิ่มกันอีกทีดีไหมล่ะ”

“ก็ได้นะ”

กว่าทุกคนจะรู้ว่า เพื่อนคนหนึ่งได้หายหน้าไปจากวงสนทนา พวกเขาก็ได้ยินเสียงครางหงิงๆ ของหมาตัวหนึ่งดังอยู่ใกล้ๆ และแล้วก็เป็นปอที่ตาไวกว่าใคร “อ้าวไจ๋ มึงไปนั่งทำอะไรตรงนั้น”

“ก๊วยเจ๋งมาหา” ไจ๋หันมาฉีกยิ้มเด๋อด๋าให้พรรคพวกพลางลูบหน้าอกของสุนัขไทยพันธุ์หลังอานเพศผู้ที่นอนอ้าซ่าอวดหน้าท้องให้สะกิดเกาแต่โดยดี ก๊วยเจ๋งเป็นหมาของหัวหน้าภารโรง ช่วงหลังเลิกเรียน หัวหน้าภารโรงมักจะพามันมาเดินเล่นพร้อมกับตรวจตราความเรียบร้อยของโรงเรียน ไจ๋และข้าวฟ่างเล่นกับก๊วยเจ๋งเป็นประจำ ทั้งคู่จึงพลอยได้รับความเอ็นดูจากคุณลุงภารโรงอยู่พอสมควร

“มึงเล่นมันลงได้ไงวะไจ๋ ตัวมันเหม็นจะตาย” ทีแรกปอว่าจะไม่พูดอะไร แต่พอขวัญชีวินเดินตามไปนั่งยองๆ แล้วลูบหัวเจ้าหมาหน้าเป็นอย่างรักใคร่ เด็กชายก็คันปากยิบๆ ละแวกบ้านเขาเป็นชุมชนอิสลาม ปอจึงไม่คุ้นเคยกับสุนัขสักเท่าไร ดังนั้นเมื่อเห็นหมาออเซาะข้าวฟ่างต่อหน้าต่อตา เขาก็ยิ่งหมั่นไส้สัตว์หน้าขนตัวนี้แบบทวีคูณ

“ใครบอกก๊วยเจ๋งเหม็น” ขวัญชีวินถลึงตาใส่ปอแล้วหันไปคุยกับเจ้าสี่ขาสีดำปลอดที่ทำหูลู่คล้ายกับคลี่ยิ้มให้หล่อนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ก๊วยเจ๋งตัวหอมออกเนอะ เนอะก๊วยเจ๋งเนอะ”

“เดี๋ยวเล่นเสร็จแล้วไปล้างมือด้วยนะไจ๋” คุนเดินไปหยุดยืนมองไจ๋ใกล้ๆ

“อื้อ!”

เมื่อเพื่อนสามคนเทความสนใจไปที่อาคันตุกะสี่ขา ตะวันวาดกับปอเลยลุกตามไปร่วมวงด้วย ทว่าทันทีที่เดินอ้อมไปทางด้านหลังของเจ้าก๊วยเจ๋ง อดีตหัวหน้าห้องก็สังเกตเห็นซองพลาสติกตกอยู่บนพื้น เด็กชายจึงก้มลงเก็บมันขึ้นมาพลางเอ่ยถามไจ๋โดยเฉพาะ “อันนี้ยาของไจ๋หรือเปล่า”

เจ้าของชื่อตวัดสายตาขึ้นดูเม็ดยาทรงกลมสีส้มในซองยาที่เพื่อนชูขึ้นตรงหน้าแล้วก็พลันส่ายหัว “หึ! ตอนระ แรกระ เราเห็นก๊วยเจ๋งคาบของอยู่ในปาก ละ เลยลุกขึ้นมาดูว่ามันคาบอะระ ไรมา” แต่พอเจอหน้ากันเท่านั้นแหละ ก๊วยเจ๋งก็ทิ้งซองยาแล้วเกลือกกลิ้งอวดพุงหรา ไจ๋เห็นท่าทางออดอ้อนอย่างน่ารักของเจ้าตูบ เขาเลยตั้งหน้าตั้งตาลูบไล้เอาใจหมา ลืมเรื่องยาไปเสียสนิท

“ก๊วยเจ๋งมันไปคาบยาของใครมาเนี่ย”

“ไหนมึงเอามาดูดิ๊”

ทันทีที่ปอยื่นมือมาตรงหน้า ตะวันวาดก็ส่งซองยาในมือให้ “อะ มึงเอาไป”

“สีแม่งเหมือนยาบ้าเลยว่ะ”

“เฮ้ย! นี่มันในโรงเรียนนะ จะมียาบ้าที่ไหนกัน?!” อดีตหัวหน้าห้องไม่เชื่อข้อสันนิษฐานของปอ เพราะซองซิปล็อกนี้เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่ยาโดยเฉพาะ แถมตรงฉลากบ่งข้อใช้ยังมีลายมือ เขียนระบุเวลา สรรพคุณ และปริมาณยาต่อหน่วยบริโภคกำกับไว้อย่างชัดเจน

“นั่นดิ พูดอะไรของเธอเนี่ย” ขวัญชีวินเขม้นมองปอเชิงตำหนิ

เด็กชายส่ายหัวพลางคัดค้านหัวชนฝา “แต่ยาบ้ามันก็กลมๆ สีส้มๆ แบบนี้นะ”

“มึงพูดอย่างกับเคยเห็นงั้นแหละ” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวเองก็ไม่เชื่อปอเช่นกัน กระนั้นเพื่อนรุ่นน้องกลับเชิดหน้ามองเขาโดยไม่หลบสายตา ซ้ำยังสำทับรับรองเสียงดังฟังชัดอีกด้วย

“กูเคยเห็น”

“เฮ้ย บ้าน่ะ ไหนมึงเอามาดูอีกทีดิ๊” ตะวันวาดคว้าซองพลาสติกกลับไปก่อนจะพยายามอ่านชื่อยาบนหน้าซองอย่างเต็มความสามารถ เสียอย่างเดียว ลายมือที่เขียนกำกับเอาไว้นั้นดันอ่านยากจนน่าท้อใจ

“กูเคยเห็นจริงๆ นะเว้ย” ปอย้ำด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่มีแววล้อเล่นเหมือนทุกที “ที่โกดังเก่าแถวบ้านกูอะ มีวันนึงกูกับพวกแถวบ้านไปเล่นกันที่นั่นเลยเห็นคนแอบส่งยาบ้ากันพอดี ยาบ้ามันก็สีแบบนี้นี่แหละ”

ตะวันวาดถลึงตาใส่ปอพลางยกนิ้วชี้ขึ้นแตะปากตัวเอง “ชู่ว์! มึงพูดเบาๆ ดิวะ เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยินหรอก”

เมื่อได้ฟังคำเตือนของอดีตหัวหน้าห้อง เด็กชายทั้งสามที่ยืนล้อมวงมุงถุงยาก็เหลียวมองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง ภายในโรงอาหารเวลานี้ มีนักเรียนจำนวนมากเข้ามาใช้พื้นที่อ่านหนังสือ ซ้ำร้ายหลายคนยังจ้องมองมาทางพวกเขาเป็นตาเดียว ทั้งหมดเลยรีบหลุบตาลงมองเพื่อนสองคนที่นั่งยองๆ อยู่บนพื้น จังหวะเดียวกันนั้นเอง เจ้าก๊วยเจ๋งก็ลุกขึ้นยืนสี่ขาแล้วสะบัดขนไปมาจนกระดิ่งที่ห้อยอยู่ตรงปลอกคอดังกรุ๋งกริ๋ง จากนั้นมันก็วิ่งเหยาะๆ จากไปยังด้านหลังโรงอาหาร

เมื่อหมาหลังอานคล้อยหลัง ไจ๋กับข้าวฟ่างก็ลุกขึ้นยืนพลางถูฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน

“ไปล้างมือก่อนเถอะ” คุนเอ่ยกับลูกกระต่าย ทว่าไม่ทันไร เสียงกระดิ่งที่เพิ่งได้ยินไปหมาดๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ชั่วอึดใจให้หลัง ก๊วยเจ๋งก็วิ่งห้อกลับมาหาทั้งห้าอย่างร่าเริง ซ้ำมันยังคาบบางสิ่งมาด้วย ต่อเมื่อหยุดยืนอยู่ข้างฝ่าเท้าของไจ๋ มันก็คายของที่อยู่ในปากพลางกระดิกหางให้เด็กชายคล้ายกับขอคำชม

“ขอบใจนะก๊วยเจ๋ง” ไจ๋ทรุดตัวลงนั่งยองพลางลูบหัวหมาแสนรู้อย่างรักใคร่ ในขณะที่คุนหยิบของที่อยู่บนพื้นขึ้นมาตรวจดู

“กระเป๋าผู้หญิง?” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวเลิกคิ้วพลางพลิกดูกระเป๋าผ้าสำหรับใส่เศษสตางค์ขนาดพอๆ กับฝ่ามือตัวเอง “มีคนทำหล่นเอาไว้เหรอ” เด็กชายเลื่อนกรอบสายตาไปมองสัตว์หน้าขนที่นอนทอดกายปล่อยให้ไจ๋เกาท้องแล้วก็ถอนหายใจ ในเมื่อผู้เห็นเหตุการณ์ไม่สามารถเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงว่าไปตามเนื้อผ้าเท่านั้น

“มึงลองเปิดดูข้างในดิ๊พี่คุน เผื่อจะมีบัตรอะไร เราจะได้ไปตามหาเจ้าของได้”

ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวพยักหน้ารับคำปอ เขาเดินไปหยุดตรงโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆ แล้วเทของด้านในออกมา พบว่ามีเงินอยู่ราวร้อยห้าสิบบาท นอกจากนี้ยังมียาดมหนึ่งหลอด ขวดน้ำยาอุทัยขนาดเล็ก รวมถึงซองยาชนิดอื่นๆ อีกสี่ห้าซอง

“ไม่มีบัตรอะไรเลยว่ะ”

“อ้าว แล้วงี้จะรู้ได้ไงว่าใครเป็นเจ้าของอะ” ปอจ้องหน้าเพื่อนรุ่นพี่คล้ายกำลังค้นหาคำตอบ

“กูว่ายาสีส้ม ไม่น่าใช่ยาบ้า น่าจะเป็นวิตามินซีมากกว่า” เมื่อลองเทียบลายมือบนหน้าซองยาในกระเป๋า ตะวันวาดก็เดาว่า ยาทั้งหมดรวมถึงยาเม็ดสีส้มที่เจ้าก๊วยเจ๋งคาบมาให้ไจ๋ในทีแรก น่าจะเป็นยาชุดสำหรับรักษาโรคบางชนิดเท่านั้น ยิ่งเมื่อดูตัวยาอื่นๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นแผงยาพาราลดไข้ ลูกชายหมอใหญ่ก็มั่นใจในข้อโต้แย้งของตนเป็นอย่างมาก

คุนถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่า อดีตหัวหน้าห้องคิดเห็นไม่ต่างกัน “ใช่ กูก็ว่างั้นแหละ”

ปอขมวดคิ้ว จ้องมองยาเม็ดสีส้มที่ตะวันเพิ่งเอาไปรวมกับยาซองอื่นอย่างไม่คลายใจ เขาเชื่อในความทรงจำอันแม่นยำของตัวเอง แต่หากยาเม็ดเหล่านั้นเป็นยาบ้าจริง พวกเขาคงตกที่นั่งลำบากกันถ้วนหน้า เพราะนอกจากจะไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของกระเป๋าแล้ว พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ไอ้ก๊วยเจ๋งมันไปขุดกระเป๋าใบนี้มาจากที่ไหน

“แล้วนี่พวกเราจะเอาไงกันดีอะ” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวหันไปขอความเห็นจากตะวันวาด ระหว่างนั้น เด็กชายก็ค่อยๆ เก็บข้าวของทั้งหมดใส่ลงในกระเป๋า ก่อนจะพบว่า ซิปตรงปากกระเป๋าโดนเจ้าหมากัดจนพังยับเยิน

“เดี๋ยวกูเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ครูเวรแล้วกัน”

“เราไปด้วย” ขวัญชีวินผุดลุกขึ้นยืนทันควัน

“เธอจะไปทำไม?!” ปอเอ่ยเสียงหลง ตอนที่อดีตหัวหน้าห้องบอกว่าจะเรียนพิเศษข้าวฟ่างก็แอบอมยิ้มทีนึงแล้ว พอตะวันบอกว่าจะไปหาครูเวร เจ้าตัวก็ยังจะตามไปอีก!

แม้จะร้อนใจ แต่เมื่อขวัญชีวินพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด เด็กชายก็รีบสงบจิตใจ ปรับอารมณ์ให้เป็นปกติแล้วหว่านล้อมอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เราว่าเธอไปล้างมือเถอะ ดูดิ มือเปื้อนหมดแล้วเนี่ย”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราค่อยแวะล้างมือระหว่างทางก็ได้” ว่าแล้ว เด็กหญิงก็ก้มหน้าลงมองไจ๋พลางไต่ถามรวดเร็ว “ไจ๋จะไปด้วยกันหรือเปล่า เราว่าเราจะออกไปซื้อโตเกียวด้วยอะ”

เจ้าของชื่อมองก๊วยเจ๋งแล้วคลี่ยิ้มอย่างจนใจ จากนั้นจึงส่ายหน้าพร้อมกับขอโทษเพื่อนสนิทผ่านสายตา “ข้าวฟ่างไปคนเดียวได้ไหม”

สีหน้าที่ฟ้องว่าอยากเล่นหมามากๆ ทำเอาคนมองใจอ่อน ขวัญชีวินอมยิ้มพลางพยักหน้าให้อีกฝ่ายแต่โดยดี “ไจ๋จะเอาอะไรหน้าโรงเรียนไหม เดี๋ยวเราซื้อมาฝาก”

“ไม่เป็นระ ไร” เด็กชายยิ้มเขิน ตอนสอบวิชาสุดท้ายของวันเสร็จ ไจ๋เพิ่งให้รางวัลตัวเองเป็นไอศกรีมหนึ่งถ้วยใหญ่ ขืนยังกินโตเกียวอีกล่ะก็ กลับไปเขาคงกินขนมที่น้านันทำไม่ไหวแน่ๆ

“งั้นพวกเราไปกันเถอะ” ตะวันวาดตัดบทก่อนก้าวฉับๆ จากไปพร้อมกับขวัญชีวิน ปอกำลังจะอ้าปากด่าอดีตหัวหน้าห้องไล่หลัง แต่แล้วก็ฉุกคิดได้ว่า ขืนตนปล่อยข้าวฟ่างไปกับตะวันวาดแค่เพียงสองคน คงไม่ค่อยเข้าที เด็กชายเลยสับขาวิ่งอ้าวตามไปติดๆ

“ไปล้างมือได้แล้ว” คุนเอ่ยกับเพื่อนข้างบ้าน

“เฮียคุนไม่ละ เล่นกับก๊วยเจ๋งไง” คนพูดช้อนตามองทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวตาปริบๆ

สีหน้าเว้าวอนของไจ๋ทำเอาคนเกิดก่อนใจอ่อนยวบ เด็กชายนั่งยองๆ ลงข้างกัน จากนั้นก็ยื่นมือไปลูบหัวของก๊วยเจ๋งเบาๆ ขนสั้นละเอียดคล้ายผ้ากำมะหยี่กับใบหน้าเปี่ยมสุข และเสียงครางหงิงๆ อย่างพึงพอใจทำเอาเด็กชายนึกเอ็นดูจนเผลอตัวอมยิ้ม เขาเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใด ลูกกระต่ายถึงชอบเล่นกับก๊วยเจ๋งมากเป็นพิเศษ

“ไจ๋ไม่ลองขอป๊าเลี้ยงหมาดูอะ” ไจ๋ชอบหมามาก ยิ่งเมื่อเห็นเจ้าตัวเล่นกับก๊วยเจ๋ง คุนก็ยิ่งปักใจว่าอีกฝ่ายน่าจะถูกใจสัตว์เลี้ยงชนิดนี้เป็นพิเศษ

“ป๊าไม่ให้ละ เลี้ยงอะ” ไจ๋ยู่ปาก ก่อนหน้านี้ เขาเคยเลียบๆ เคียงๆ ถามบิดาหลายครั้ง ถึงขนาดยังเคยขอลูกหมาเป็นของขวัญวันเกิดมาแล้วด้วยซ้ำ แต่ป๊าบอกว่า ถ้าเลี้ยงหมา บ้านจะสกปรก ป๊าเลยไม่ยอมท่าเดียว พอโดนปฏิเสธมากๆ เข้า เด็กชายก็เลิกตั้งความหวังไปในที่สุด

“งั้นตอนอยู่โรงเรียนก็เล่นกับก๊วยเจ๋งไปก่อนแล้วกันเนอะ”

“อื้อ!” เด็กชายยิ้มหวานให้เพื่อนข้างบ้าน

ทั้งคู่เล่นกับก๊วยเจ๋งได้อีกไม่นานเท่าไร เพราะอยู่ๆ จากที่นอนแอ้งแม้งบนพื้นกระเบื้อง เจ้าหมาหลังอานก็ดีดตัวลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงไปยังทางเข้าออกของโรงอาหารอีกด้านหนึ่งทันที เมื่อทอดสายตามองตาม ทั้งคู่ก็เห็นคุณลุงหัวหน้าภารโรงเดินเข้ามาหาสุนัขคู่ใจ ส่วนเจ้าก๊วยเจ๋งที่เจอเจ้านายก็ส่ายหางครางหงิงๆ กึ่งกระโดดกึ่งวิ่งอย่างยินดี

ไจ๋ยิ้มพลางยกมือไหว้ชายวัยกลางคนหน้าตาดุดันที่ยืนห่างออกไปไม่ไกล “สวัสดีครับ”

“มันมากวนพวกหนูหรือเปล่า”

“เปล่าครับ” เด็กชายเอ่ยพลางเดินนำคุนเข้าไปหาคุณลุงภารโรง ก่อนจะหลุบตาลงมองก๊วยเจ๋งที่ตอนนี้ถูกคล้องสายจูงเรียบร้อยแล้ว

“ลุงไปก่อนนะ”

“จะกลับละ แล้วเหรอครับ” เด็กชายถามเพราะอยากรู้ว่าเย็นนี้ ตนจะได้เล่นกับเจ้าก๊วยเจ๋งอีกไหม

หัวหน้าภารโรงคลี่ยิ้มเอ็นดูพลางผงกหัวรับคำ “เดี๋ยวลุงจะไปเดินดูตามห้องน้ำหน่อย พักนี้ชอบมีเด็กแอบมาสูบบุหรี่ในห้องน้ำ ตามหาตัวมาหลายวันแล้ว ยังไม่เจอสักที วันนี้เลยจะให้ก๊วยเจ๋งไปช่วยดู เผื่อจะเจอ” พูดมาถึงตรงนี้ ชายวัยกลางคนก็ก้มลงมองหมาที่นั่งหูตั้งหลังตรงอยู่ข้างๆ กันก่อนจะฉีกยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ จากนั้นจึงเอ่ยทิ้งท้ายกับเด็กชายทั้งสองด้วยน้ำเสียงน่าฟัง “ลุงไปก่อนนะ”

“ครับ” ไจ๋ผงกหัวรับพลางมองส่งเจ้าสี่ขาจนลับตา

หมดเรื่องก๊วยเจ๋ง คุนก็หันมาเอ่ยชวนเพื่อนข้างบ้านทันที “พวกเราไปล้างมือกันเหอะ”

“อื้อ!”

•✤•✤•✤•

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-4
    • facebook
“ไจ๋ล้างมือเสร็จยัง”

“หึ!” เจ้าของชื่อส่ายหัวพลางก้มหน้าก้มตาล้างมืออย่างขะมักเขม้น วันนี้เขาเล่นกับก๊วยเจ๋งนานไปหน่อย คราบเหนียวๆ ที่ติดอยู่บนฝ่ามือเลยเกาะแน่นเป็นพิเศษ ข้าวฟ่างเคยบอกกับไจ๋ว่า คราบเหล่านี้น่าจะเกิดจากฝุ่นผสมกับน้ำมันบนผิวหนังของก๊วยเจ๋ง แบบเดียวกับเวลาที่คนเราไม่ได้สระผมนานๆ แน่นอนว่าหากล้างด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียว ย่อมต้องใช้เวลาทำความสะอาดมากกว่าใช้สบู่เป็นไหนๆ

“งั้นเดี๋ยวเฮียไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะ” คุนลูบหัวเพื่อนข้างบ้านพลางกำชับ “รอเฮียอยู่นี่นะ แป๊บเดียว เดี๋ยวเฮียมา”

“อื้อ!” ไจ๋คลี่ยิ้มพลางมองส่งเพื่อนเดินเข้าห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาขัดเถูคราบมันตามซอกนิ้วมืออย่างขยันขันแข็ง

ขณะปลดเบา คุนได้กลิ่นบุหรี่โชยมาจากซอกด้านหลังห้องน้ำ อาจเพราะบทสนทนากับหัวหน้าภารโรงเมื่อครู่ เด็กชายจึงเกิดตงิดใจกับกลิ่นควันจนอยากรู้ว่า ใครกันที่ขวัญกล้า แอบสูบบุหรี่ในโรงเรียน ทว่าในชั่วขณะเดียวกันนั้นเอง จู่ๆ ใจเขากลับกระหวัดนึกถึงเพื่อนสนิทผู้มีวีรกรรมแหกกฎต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า...

สาธุ ขออย่าให้เด็กนักเรียนที่ลุงภารโรงกำลังตามตัวอยู่เป็นริวเลย

จังหวะที่ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวก้าวพ้นชายคาห้องน้ำพอดีกันกับคนที่แอบสูบบุหรี่เดินออกมาจากซอกด้านหลัง คุนเลยตั้งใจหยุดยืนนิ่งแล้วรอดูว่าบุคคลปริศนาเป็นใคร ต่อเมื่อเห็นใบหน้าของคนคุ้นเคย เด็กชายก็ทอดถอนใจโดยที่ส่วนลึกกลับรู้สึกยินดีที่ได้เจอหน้าอีกฝ่ายไปพร้อมๆ กัน

เป็นริวจริงๆ ด้วย...

แม้จะหนักใจที่เพื่อนสนิททำผิด แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ได้พบหน้าค่าตาอีกฝ่ายสักที

ริวอิจิแปลกใจที่เจอคุน ตั้งแต่เกิดเหตุร้านสะดวกซื้อ เด็กชายก็พยายามหลบหน้าทุกคนที่น่าจะรู้เรื่องราว โดยเฉพาะทายาทร้านก๋วยเตี๋ยว เวลาอยู่ที่โรงเรียน ริวอิจิจะทำตัวติดกับเพื่อนในห้อง ไม่ก็ไปขลุกอยู่กับพวกรุ่นพี่ อาศัยสีหน้าไม่รับแขกของผู้คนรอบตัวเป็นเครื่องมือขับไล่เพื่อนเก่าให้ตีจาก แต่ใครจะไปคิดว่า วันดีคืนดี ตนเองจะเซ่อซ่า เดินทะเล่อทะล่ามาเจอกับคนที่ไม่อยากเจอที่สุดเสียได้

“มึงไม่ได้อยู่ที่บ้านปู่มึงแล้วเหรอวะ”

ริวอิจิไม่ตอบคำหากแต่เลิกคิ้วมองคู่สนทนาอย่างแปลกใจ อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่า พักนี้เขาไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังนั้นอีกแล้ว

“กูไปหามึงที่บ้าน...” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวยิ้มขื่นเมื่อย้อนนึกถึงความพยายามนับสิบครั้ง ซึ่งล้วนแต่ได้ค่าตอบแทนเป็นความล้มเหลวทั้งสิ้น “...แต่ไม่เคยเจอมึงเลย”

ริวอิจิกระตุกมุมปากแสร้งฉีกยิ้มทั้งที่ดวงตาแข็งกร้าว “เทอมนี้กูย้ายไปอยู่บ้านอา เขาอยากให้ไปช่วยดูน้องตอนเขาไปไร่” เด็กชายโกหกคำโต อันที่จริง เขาไม่ได้ไปช่วยอาเลี้ยงน้องหรอก หากแต่โดนพ่อสั่งให้ย้ายไปอยู่บ้านอา เพื่อที่อาเขยจะได้ช่วยจับตาดูเขาสะดวกๆ ต่างหาก

“อ้อ” คุนไม่พูดอะไรต่อเพราะเขาไม่รู้จริงๆ ว่า แท้จริงแล้ว เรื่องราวที่เพื่อนประสบเป็นเช่นไร ส่วนเรื่องเก่าที่เขาเคยรู้มาก่อน ก็ไม่ควรพูดถึงเช่นกัน คบหากันมานาน ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวจึงเข้าใจนิสัยของริวอิจิเป็นอย่างดี นั่นคือ เจ้าตัวไม่ชอบให้คนอื่นพูดถึงความผิดพลาดของตัวเอง ดังนั้นเด็กชายจึงหยิบยกเรื่องด่วนที่ควรระวังขึ้นมาคุยแทน “ช่วงนี้มึงเพลาๆ บุหรี่หน่อยก็ดีนะ ถ้าไม่จำเป็น อย่าสูบที่โรงเรียน”

“ทำไมวะ”

คุนยิ้มบางพลางส่ายหัวด้วยความระอาปนอ่อนใจ ลำพังแค่ฟังหางเสียงท้ายประโยคเมื่อครู่ เขาก็รู้แล้วว่า ริวอิจิกำลังไม่พอใจ แต่ท่าทางหัวเสียนั่นกลับไม่ได้สั่นคลอนความตั้งใจของเด็กชายเลยแม้แต่น้อย “ภารโรงเขาหาตัวคนสูบบุหรี่อยู่”

คำเตือนจากปากเพื่อนทำให้ริวอิจิพลันเข้าใจ พวกภารโรงนี่เองที่จุ้นจ้านจนเขากับพวกพี่ๆ หามุมสงบเพื่อสูบบุหรี่แทบไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องแอบมาสูบบุหรี่ตามซอกข้างห้องน้ำที่ทั้งเหม็นและเลอะเทอะเฉอะแฉะเป็นที่สุด

“ขอบใจนะมึง”

“ไม่เป็นไร” คุนมองหน้าคู่สนทนาอยู่ครู่ใหญ่ ร่องรอยความเศร้าที่พาดผ่านดวงตาของอีกฝ่ายทำให้เพื่อนสนิทดูผ่ายผอมและอมทุกข์มากขึ้นกว่าครั้งสุดท้ายที่เจอกัน แต่ครั้นจะเอ่ยปากทักถาม เด็กชายก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอ จากนั้นจึงทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกห่วงใยต่อสวัสดิภาพของอีกฝ่ายไม่ต่างจากวันวาน “ถ้าวันไหนมึงเบื่อบ้าน มึงมาหากูได้นะ ที่บ้านกูพร้อมต้อนรับมึงเสมอ”

ริวอิจิพยักหน้าพลางอมยิ้มอายๆ “ขอบใจนะเว้ย”

“ไม่เป็นไร กูไปก่อนนะ ไจ๋รออยู่” คุนกำลังจะก้าวเท้าออกเดิน กระนั้นกลับรั้งตัวแล้วตวัดสายตา หันกลับมาจ้องมองหน้าเพื่อนสนิท เด็กชายถามไถ่อีกฝ่ายผ่านสายตาว่าสนใจจะเดินออกไปพร้อมกันหรือไม่

ริวอิจิส่ายหัว คลี่ยิ้มบางพลางเอ่ย “เดี๋ยวกูเข้าห้องน้ำแป๊บ มึงไปเหอะ”

“เจอกันเว้ยมึง”

“เจอกัน” ริวอิจิหรี่ตามองตามแผ่นหลังของเพื่อนสนิทอยู่นานสองนาน บรรยากาศปลอดโปร่งผ่อนคลายที่เขาสัมผัสได้ขณะพูดคุยกับคุนช่างน่าอิจฉาแกมน่าหมั่นไส้ ทั้งยังชวนให้อดคิดไม่ได้ว่า ที่ผ่านมา การตัดสินใจของตนล้วนแล้วแต่ไม่น่าพอใจทั้งสิ้น ทว่าเมื่อเห็นทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวเดินจากไปพร้อมกับไอ้เด็กเอ๋อนั่น ริวอิจิก็หมุนตัวเดินเข้าห้องน้ำพร้อมกับสั่งให้ตัวเองเลิกคร่ำครวญหวนไห้ถึงเรื่องที่ไม่มีทางแก้ไขในอดีต

•✤•✤•✤•

“ไจ๋เอาเพลงอะไร”

“ดาว” ว่าแล้ว ไจ๋ก็เปิดหนังสือเพลงแล้วกางคอร์ดเพลงที่ตัวเองอยากร้องให้นักดนตรีดูใกล้ๆ วันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย พวกเขาเลยฉลองปิดเทอมด้วยการเล่นกีตาร์หลังจากห่างหายไปนานเกือบสองอาทิตย์

คุนทำตาวาวพร้อมกับอมยิ้มชอบใจ เขาเคยได้ยินไจ๋ฮัมเพลงหลายต่อหลายครั้ง แถมยังเคยได้ยินลูกกระต่ายร้องเนื้อเพลงบางท่อนมาก่อน ในฐานะผู้ฟัง เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายน่าจะร้องเพลงได้ เด็กชายเลยเสนอตัวเล่นกีตาร์ให้อีกฝ่ายร้องเพลงโดยเฉพาะ “เอายัง”

ไจ๋ยิ้มเขินหากแต่กลับผงกหัวรับเบาๆ “ฮื่อ”

“นึง ส่อง สั้ม...” สิ้นเสียงนับ คุนก็เริ่มดีดโน้ตตัวแรกออกมาเป็นท่วงทำนอง เด็กชายเลื่อนสายตาอ่านคอร์ดสลับจ้องตานักร้องใหม่แกะกล่อง เมื่อถึงจังหวะขึ้นต้นส่วนคำร้อง นักดนตรีก็พยักหน้าส่งสัญญาณให้เพื่อนข้างบ้านทันที

“หากคืนนี้ มีดาวอยู่ล้านดวง
ฉันขอได้ไหมสักดวงหนึ่ง ช่วยฟังฉันที
เพราะว่าคืนนี้ ฉันมีเรื่องร้อนใจ
อยากอธิษฐานและขอดวงดาวให้ ช่วยฉันสักที
เนื่องจากตอนนี้ฉันรู้สึก จิตใจมันอ่อนไหว
อยากจะรู้ว่าเขาเป็นยังไง จากคำพูดวันนี้”

มือกีตาร์ยิ้มไม่หุบ ไจ๋ร้องเพลงเพราะมาก ร้องเพราะกว่าที่เขาคาดหวังหลายเท่า เสียงของไจ๋ไม่เหมือนกับเสียงของพี่โจ้ ซ้ำยังต่างจากเสียงทุ้มๆ ของปอ ที่สำคัญ มันไม่เหมือนกับเสียงพูดของเจ้าตัวเสียด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้น เสียงที่เขาได้ยินอยู่ในเวลานี้กลับเป็นเสียงที่ชวนให้รู้สึกอุ่นซ่านระคนอ่อนหวานในใจ ยิ่งฟังไปนานๆ เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า ใบหน้าของตัวเองเริ่มจะบานใหญ่จนใกล้จะเป็นจานดาวเทียมเข้าไปทุกที

“ช่วยบอกให้ฉันได้รู้ ให้มั่นใจ
การรอคอย มันยากเกินทนไหว
ได้โปรดช่วยบอกฉัน และตอบหน่อยได้ไหม
ว่าพรุ่งนี้เขากับฉัน นั้นจะเป็นอย่างไร
เพราะฉันเพิ่งบอก รักไป
และเขา ก็รับฟังทุกอย่าง ทุกถ้อยคำ เหมือนความฝัน
แต่ฉันเองก็ไม่อาจ แน่ใจ ว่าพรุ่งนี้
เรื่องของเราจะสุข หรือแสนเศร้า จึงวอนขอดาวให้ช่วยบอกที”

ถึงจะเคยรู้มาว่า ตอนร้องเพลง ไจ๋จะไม่ติดอ่าง แต่เมื่อได้ฟังคำว่ารักที่เพื่อนข้างบ้านร้องออกมาทีไร คุนเป็นต้องรู้สึกอิจฉาคนในเพลงที่ถูกลูกกระต่ายตัวน้อยบอกรักไปเสียทุกรอบ อันที่จริง หากเพื่อนข้างบ้านสารภาพรักกับใคร ฝ่ายที่ควรว้าวุ่นใจไม่น่าจะเป็นเจ้าตัวหรอก คนถูกบอกรักต่างหากที่ควรรู้ตัวสักทีว่าโชคดีแค่ไหนที่ได้หัวใจของไจ๋ไปครอง

“เพราะมาก” คุนยีผมนุ่มนิ่มของลูกกระต่ายไม่หยุด

“จริงอะ?” ไจ๋ชายตามองคู่สนทนาพลางอมยิ้มเขิน

“จริง เพราะจริงๆ!”

เมื่อได้ฟังคำยืนยันอย่างหนักแน่นจริงจัง คนฟังก็เม้มปากกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ

“ไจ๋”

“หือ?”

ไจ๋ร้องเพลงเพราะ แต่นับว่าเพราะคนละแบบกับปอ ต่อให้คุนจะไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าลูกกระต่ายร้องเพลงได้ดี แต่เพื่อวงของพวกเขาแล้ว มือกีตาร์ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ “ไจ๋อยากร้องเพลงกับวงไหม”

“หืม?” เจ้าของชื่อเอียงคอมองเพื่อนข้างบ้านอย่างกังขา...

เฮียคุนไม่กลัวไจ๋ทำวงล่มเหรอถึงได้ถามกันแบบนี้

“อยากลองขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีให้คนอื่นฟังหรือเปล่า”

“ไม่เอา ไจ๋แค่อยากระ ร้องละ เล่นๆ กับเฮียคุนแค่สองคน” เด็กชายส่ายหัวเร็วรัว ซ้ำยังทำหน้าหวาดกลัวเด่นชัด

ไม่เอาหรอก ลำพังยืนพูดหน้าชั้นไจ๋ยังไม่กล้าเลย นับประสาอะไรกับการขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีให้คนแปลกหน้าฟังล่ะ

ฟังคำตอบของลูกกระต่ายแล้วคุนก็อมยิ้มชอบใจ เด็กชายเลื่อนมือลงลูบแก้มเพื่อนข้างบ้านแล้วเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ “ถ้างั้นก็ร้องให้เฮียฟังคนเดียวพอเนอะ”

“อื้อ!” ไจ๋ยิ้มหวานอย่างยินดี ทว่าทันทีที่นึกขึ้นได้ว่า อีกไม่กี่วันพวกเขาจะต้องเดินทางไปเข้าค่าย เด็กชายก็ไพล่นึกถึงเรื่องที่หัวหน้าห้องจะเรียกทุกคนคุยก่อนการเตรียมงานกีฬาสีขึ้นมา แม้จะยังแบ่งงานไม่ชัดเจน แต่โควตานักกีฬาสำรองคงไม่ช่วยให้เขาได้ตามไปดูเฮียคุนแข่งบาสตามอำเภอใจ

“เฮียคุน”

“หืม?” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวกำลังพลิกหน้าหนังสือเพลง เมื่อได้ยินเสียงเรียกจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับคู่สนทนา “ว่าไง”

“ถ้าไจ๋คุยกับโมดีๆ โมจะยอมให้ไจ๋ไปดูเฮียคุนแข่งบาสครบทุกนัดไหม”

คนเกิดก่อนมองสีหน้าว้าวุ่นของลูกกระต่าย จากนั้นจึงคลี่ยิ้มอย่างอ่อนใจระคนซาบซึ้งอยู่ในที “ตะวันบอกเฮียว่ามันจะไปคุยกับโมให้งดซ้อมพาเหรดทุกวันที่มีแข่งกีฬานัดสำคัญๆ แบบที่พี่ม.สามเมื่อปีที่แล้วทำ แต่เดี๋ยวยังไงเฮียจะไปลองคุยกับพี่กี้ดูอีกทาง” เมื่อนึกถึงแผนการในใจ เด็กชายก็กระตุกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ คุนชะโงกหน้า กระซิบกระซาบข้างหูคู่สนทนาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เฮียว่าเฮียจะไปขอพี่กี้ให้ไจ๋มาเป็นสวัสดิการส่วนตัวของเฮียคนเดียว”

“หา?!!” ไจ๋ตกใจจนเผลอทำตาโต เด็กชายหันไปมองหน้าเพื่อนอย่างเหลือเชื่อ “จะดีระ เหรอเฮียคุน?!”

“เอาน่า ไม่ลองไม่รู้ แต่เฮียว่าน่าจะได้แหละ” คุนอมยิ้มพลางยักคิ้วอย่างเชื่อมั่น อาจจะดูหลงตัวเองไปสักหน่อย แต่ด้วยตำแหน่งนักกีฬาตัวจริงของเขาน่าจะส่งผลให้คำร้องขอสวัสดิการส่วนตัวกลายเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ

•✤•TBC•✤•

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 81&82 || P.24 ||16.11.2020 ✤
« ตอบ #699 เมื่อ: 16-11-2020 20:15:04 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-4
    • facebook
- 82 -


“พี่คุน ตื่นเร็ว ถึงแล้ว!”

แรงสะกิดตรงหัวไหล่ทำให้เจ้าของชื่อหันไปทำตาขวางใส่จอมจุ้นที่คลี่ยิ้มไม่รู้สึกรู้สาอยู่บนเบาะรถบัสอีกฟากหนึ่งของทางเดิน  คุนดึงหูฟังข้างหนึ่งออกจากหูพลางเอ่ยเสียงห้วน “กูไม่ได้นอน”

“อ้าวเหรอ กูนึกว่ามึงหลับมาตลอดทางเลยนะเนี่ย” ปอยิ้มแหยพลางส่งสายตาขอโทษขอโพย จากนั้นจึงพยักพเยิดไปทางเพื่อนอีกคนที่นั่งหลับคอพับอยู่ข้างๆ ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยว “มึงปลุกไอ้ไจ๋ดิ เดี๋ยวมันก็ลงรถไม่ทันคนอื่นหรอก”

คนเกิดก่อนสะบัดหน้าใส่พลางเอ่ยอย่างรำคาญ “ถ้ามึงไม่มีอะไรทำ มึงเดินไปปลุกข้าวฟ่างไป”

พอได้ยินเพื่อนยุส่ง ปอเลยหยัดตัวลุกขึ้นยืนแล้วชะเง้อมองหาขวัญชีวินที่นั่งแถวหน้าสุด เด็กหญิงเมารถบัสจึงต้องแยกตัวออกจากกลุ่ม เมื่อเห็นคนที่ตนแอบชอบเอื้อมแขนหยิบขวดน้ำขึ้นดื่ม ปอก็ทรุดตัวนั่งดังเดิมก่อนจะหันมารายงานความคืบหน้ากับเพื่อนรุ่นพี่ด้วยความกระตือรือร้น “ข้าวฟ่างตื่นแล้วไม่ต้องปลุก เหลือแต่ไอ้ไจ๋นี่แหละที่ยังนอนขี้เซาอยู่คนเดียว”

คุนไม่ได้สนใจปอ เขาดึงสายตากลับมาวางบนใบหน้าของเพื่อนข้างบ้าน ภาพไจ๋เอนตัวนอนซบหัวไหล่กันแถมเจ้าตัวยังหลับตาพริ้มอย่างสบายอุราทำเอาทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวอมยิ้มชอบใจ ต่อเมื่อรถบัสค่อยๆ ลดความเร็ว แล้วจอดนิ่งอยู่กับที่ ลูกกระต่ายก็พลันรู้สึกตัว ตื่นนอนโดยไม่ต้องให้ใครต้องปลุก

“ไจ๋นอนไปตอนไหนอะเฮียคุน”

คุนรู้ว่าไจ๋ตื่นเต้นกับค่ายครั้งนี้มาก ดูได้จากขนมขบเคี้ยวหลายถุงที่เจ้าตัวหอบหิ้วมาแจกจ่ายเพื่อนๆ เขาจึงไม่อยากเปิดโปงความจริงที่ว่า เจ้าตัวผล็อยหลับไปตั้งแต่ตอนที่รถยังไม่ออกจากบางเขย่ง เด็กชายเลยแสร้งตีมึนแล้วเอ่ยด้วยเสียงเรียบเรื่อย ไร้อารมณ์ “เฮียก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“เฮียก็นอนไง” ไจ๋เอียงคอมองคู่สนทนา

คุนผงกหัว อมยิ้มแล้วครางรับในลำคอ “อืม”

“นั่งรถนานๆ มันง่วงเนอะ” เมื่อรู้ว่าตนไม่ได้เผลอหลับอยู่คนเดียว เด็กชายก็แก้ขวยด้วยรอยยิ้มเขินๆ ก่อนจะอ้าปากหาวหวอดแล้วปรือตามองไปรอบๆ รถ “ถึงค่ายละ แล้วไง?” เด็กชายยกมือขึ้นขยี้ตาแต่กลับโดนเพื่อนข้างบ้านรั้งข้อมือเอาไว้

“ฮื่อ อย่าขยี้ตา”

“อือ...” เมื่อไม่อาจทำตามใจ ไจ๋ก็ปิดปากครางหงุงหงิงอย่างกระเง้ากระงอด ก่อนจะทำตัวเกียจคร้าน เอนหลังอิงทายาทร้านก๋วยเตี๋ยว จากนั้นจึงไถหัวกับอกเพื่อนแล้วบิดตัวไปมาอยู่ครู่ใหญ่ “...ยังไม่ถึงอีกไง”

ท่าทางออดอ้อนสนิทสนม แฝงด้วยความเอาแต่ใจเรียกเสียงหัวเราะจากคู่สนทนาได้ชะงัด คุนอมยิ้มพลางอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เมื่อกี้รถเพิ่งวิ่งผ่านทางเข้าค่าย แต่ไม่รู้ตอนนี้เขาจอดรถทำไม”

ไหนๆ ก็บังเอิญจับลูกกระต่ายขี้เกียจได้หนึ่งตัวแล้ว ปล่อยให้นอนต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน

ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไร ผู้โดยสารรู้มากจากแถวข้างๆ ก็พุ่งตัวเข้ามาแหวกผ้าม่านข้างหน้าต่างติดกับฝั่งทางเท้า ซึ่งเป็นฝั่งที่คุนกับไจ๋นั่งอยู่ พลางเอ่ยอย่างอวดภูมิ “ครูเขาจอดไหว้ศาลเจ้าที่ สองคืนที่พวกเรานอนอยู่ที่นี่จะได้ไม่โดนผีหลอกไง”

“ผีอะไร ไร้สาระว่ะมึงอะ” ตะวันวาดลุกตามมาสมทบ เด็กชายยืนพิงด้านข้างของเบาะที่คุนนั่ง จากนั้นจึงเท้าแขนกับสันเบาะ มองสอดส่องบรรดาครูที่ปรึกษากับตัวแทนห้องซึ่งกำลังจุดธูปไหว้รูปปั้นและศาลพระภูมิขนาดใหญ่ตรงข้างทางอย่างเอาจริงเอาจัง

คำโต้แย้งของอดีตหัวหน้าห้องทำปอจุปากอย่างขัดใจ เด็กชายเลยหันมาเจาะจงเอ่ยกับคุนและไจ๋ด้วยท่าทางกระดี๊กระด๊าจนน่าหมั่นไส้ “กูได้ยินพวกห้องอื่นคุยกันว่าตอนกลางคืนอย่าเที่ยวออกมาเดินเพ่นพ่านข้างนอก ไม่งั้นได้เจอของจริงแน่”

“แหงดิ คืบก็ป่าศอกก็ป่าขนาดนี้ ขืนมึงเดินไปเรื่อย เดี๋ยวก็โดนงูกัดตายพอดี” ตะวันวาดสวนกลับด้วยหลักการ

“กูไม่ได้พูดถึงงู กูพูดถึงสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา แบบที่โผล่มาทำหน้าเละใส่มึงแล้วก็หายวับไปต่างหากเล่า” ปอแลบลิ้นปลิ้นตาแล้วทำเสียงโหยหวนแปลกๆ ในลำคอคล้ายจะย้ำประเด็นสนทนาที่ตนสนใจ

“เหอะ มึงพูดอย่างกับเคยเห็นงั้นแหละ” ตะวันวาดยิ้มมุมปากพลางเหล่มองปอคล้ายกำลังท้าทาย ส่วนคุนกับไจ๋ก็แทบไม่ละสายตาจากปอเลยสักวินาที

เมื่อถูกพลังงานจากสายตาทั้งสามกดดัน ปอก็เชิดหน้าขึ้นแล้วเอ่ยอย่างถือดี “โห่ กูก็ต้องเคยเห็นดิวะ ไม่งั้นกูจะรู้เหรอว่าผีมันชอบทำหน้าตาแบบไหนตอนหลอกคนอะ ก่อนมานี่กูลองหาข้อมูลเกี่ยวกับค่ายนี้ในเน็ต เห็นมีคนบอกว่าผีในค่ายเฮี้ยนมาก ไม่งั้นครูเขาคงไม่บอกให้คนขับจอดรถไหว้เจ้าที่หรอก”

อดีตหัวหน้าห้องปรบมือหนึ่งครั้งพลางกระตุกยิ้ม ดวงตาทั้งสองของเด็กชายเปล่งประกายเจิดจ้าคล้ายกับคำพูดของปอเข้าเป้าที่ตนวาดหวังอย่างพอดิบพอดี “งั้นคืนนี้มึงพากูไปดูหน่อยนะ กูอยากเห็นเป็นบุญตาสักครั้งในชีวิตว่ะ”

“เฮ้ยๆๆ เขาบอกว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะเว้ย” ปอปรายตามองคู่สนทนาก่อนจะส่ายหัวอย่างระอา ทว่าตะวันวาดกลับไม่สลดแม้แต่น้อย

“ก็ถ้าคืนนี้มึงพากูไปดู กูจะได้เชื่อไงว่าผีมันมีจริงๆ ”

“ได้! ถ้าเจอของจริงมึงอย่ามาร้องให้กูช่วยแล้วกัน” ปอเอ่ยเสียงแข็งในเมื่อพูดแล้วไม่ฟัง ก็ต้องปล่อยให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สั่งสอนอีกฝ่ายให้รู้สำนึก

“แล้วถ้าคืนนี้กูไม่เจอผีมึงจะทำไง”

เห็นปออ้ำอึ้ง พูดอะไรไม่ออก คุนก็อมยิ้มอย่างนึกสนุก ดูท่าว่า หากเจ้าตัวยังจะเจื้อยแจ้วถึงเรื่องลี้ลับไม่หยุดปาก อดีตหัวหน้าห้องคงได้ลากไส้ของทั้งปอและผีเจ้าที่ออกมาตีแผ่จนครบทุกขดแหงๆ ฝ่ายไจ๋ที่ยังไม่ตื่นดีก็ปรายตามองสหายทั้งสามตาปริบๆ ทว่าทันทีที่รถเริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง เด็กชายก็เบนหน้าหันกลับไปปรือตามองวิวสองข้างทางพลางปล่อยให้บทสนทนาของเพื่อนๆ ล่องลอยผ่านหูไปจนถึงที่หมายแรกของวัน

•✤•✤•✤•

“ฐานหน้ามันไปทางไหนกันแน่วะ” โมมองแผนที่สลับกับทางห้าแพร่งข้างหน้าอยู่นานสองนาน พรรคพวกที่สนิทกันเลยเดินเข้าไปสุมหัวอภิปรายความเป็นไปได้อย่างเต็มความสามารถ กระนั้นกลับยังมีเสียงโต้เถียงเรื่องเส้นทางที่ถูกต้องดังออกมาเป็นระยะๆ “แยกไหนวะ... ซ้าย ขวา หรือทางนี้”

“ไหน เอาแผนที่มาดูดิ๊” ตะวันวาดเดินเข้าไปคุยกับหัวหน้าห้องผู้รับหน้าที่หัวหน้าหมู่กัลปพฤกษ์ซึ่งเป็นสังกัดของพวกเขาในค่ายคราวนี้

หลังจากลงรถที่ลานกิจกรรมพร้อมทั้งทำพิธีเปิดค่าย ครูที่ปรึกษาก็แบ่งนักเรียนทั้งหมดออกเป็นสิบหมู่ หมู่ละประมาณยี่สิบคน จากนั้นจึงมอบหน้าที่ให้ครูฝึก หรือก็คือเหล่าทหารในค่ายแจกจ่ายภารกิจแรกอันได้แก่การเดินเท้าเข้าฐานกิจกรรมช่วงบ่าย ทันทีที่กินอาหารกลางวันและเติมน้ำใส่กระติกน้ำส่วนตัวเสร็จสรรพ หมู่ของไจ๋กับหมู่ของห้องสี่ที่ครูฝึกจับคู่ให้ออกเดินทางพร้อมกันก็มุ่งหน้าเข้าป่าตามการนำทางของหัวหน้าห้อง แต่กว่าทุกคนจะรู้ว่าโมเป็นจอมหลงทิศ พวกไจ๋และห้องสี่ก็เข้าฐานผิดมาแล้วสองครั้ง ที่สุดตะวันวาดเลยทนอยู่เฉยอีกไม่ไหว รีบเข้าไปให้ความช่วยเหลือ

“พวกห้องสี่แม่งจับกลุ่มด่าโมอีกแล้วว่ะ” ปอส่ายหัวพลางชายตามองเพื่อนร่วมชั้นปีที่ยืนรวมตัวกันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

“จริงๆ ถ้าพวกห้องสี่ไม่เห็นด้วยกับโม หัวหน้าหมู่ของห้องสี่ก็น่าจะแย้งโมแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่ปล่อยให้โมนำทางแล้วมาทำท่าไม่พอใจเอาตอนนี้” ขวัญชีวินล้วงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าขึ้นซับเหงื่อตรงหน้าผาก แม้เมื่อช่วงเช้าหล่อนจะไม่ได้นั่งรถกับเพื่อน แต่โชคดีที่ตอนแบ่งกลุ่ม พวกเขาทั้งห้านั่งอยู่ด้วยกัน เด็กหญิงจึงได้อยู่หมู่กัลปพฤกษ์ไปโดยปริยาย

“โมแม่งก็กลัวเสียหน้าเหลือเกิน ตัวเองอ่านแผนที่ไม่ออก อุบเงียบไม่พอ ยังพาคนอื่นเดินมั่วอยู่ได้ตั้งนาน”

“เอาน่ะ ตะวันมันไปดูแล้ว หลังจากนี้คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ” คุนเอ่ยขึ้นแล้วเขม้นมองเพื่อนรุ่นน้องคล้ายกับห้ามปราม จังหวะเดียวกันนั้นเอง กลุ่มผู้นำขบวนก็เริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง

หลังจากเดินเกาะกลุ่มตามกันอีกเพียงไม่นาน ทั้งสองหมู่ก็มาถึงยังฐานกิจกรรมสุดท้ายของช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งทันทีที่พวกเขายืนเรียงแถวหน้ากระดานเพื่อทักทายครูฝึก ไจ๋ก็ยิ้มออก เพราะนอกจากจะไม่ต้องแนะนำหมู่ให้เสียเวลาแล้ว พวกเขายังไม่ต้องเต้นท่าพิสดารเหมือนในฐานก่อนๆ อีกด้วย

ถึงไจ๋จะชอบเต้น แต่ถ้าต้องร้องเพลงสองแง่สองง่ามแล้วเด้งหน้าเด้งหลังบ่อยๆ ไจ๋ก็เขินเป็นนะ

ภารกิจของฐานนี้คือการชิงธงประจำหมู่ที่ห้อยติดกับสายสลิงซึ่งอยู่เหนือพื้นราวสี่เมตร แน่นอนว่า หากหมู่ไหนทำสำเร็จก่อนย่อมได้รับคำชื่นชมอย่างสมฐานะ ดังนั้นเมื่อครูฝึกให้สัญญาณเริ่มต้น พวกห้องสี่เลยรวมกลุ่มกันต่อตัว แล้วพยายามสอยธงผืนหนึ่งลงมาด้วยปลายไม้ง่าม

ความสามัคคีและมุ่งมั่นของทีมคู่แข่งเร่งเร้าโมและพรรคพวกให้เริ่มแตกตื่น ถึงใจจะร้อนเป็นไฟ แต่พวกเขากลับไม่ถนัดกิจกรรมที่อาศัยทักษะทางร่างกายเอาเสียเลย ตะวันวาดจึงออกหน้า เรียกเพื่อนในหมู่ทุกคนให้มารวมตัวกัน

“เอาไงดี พวกห้องสี่ต่อตัวกันแล้วนะ” โมเอ่ยอย่างร้อนใจ สายตาหลังกรอบแว่นของเด็กชายจับจ้องพวกห้องสี่ไม่วาง

“เท่าที่ดู เราว่าถ้าแค่ต่อตัวกันเฉยๆ ไม่น่าจะถึง น่าจะต้องใช้ไม้ง่ามเกี่ยวธงลงมาอีกที”

ได้ฟังข้อสังเกตของอดีตหัวหน้าห้อง ทั้งหมดก็หันไปมองพวกห้องสี่ที่ยังคงพยายามปรับท่าทาง ประกอบฐานด้านล่างให้แข็งแรง แต่พอสมาชิกคนหนึ่งเริ่มปีนขึ้นไปต่อตัวบนชั้นที่สอง ก็พบว่า ไม่เพียงแต่จะเอื้อมไม่ถึงธงแล้ว จำนวนคนที่เหลืออยู่ยังไม่เพียงพอสำหรับการต่อตัวบนชั้นที่อยู่สูงขึ้นไป

“พวกเราเอาเชือกมามัดไม้ง่ามสักสองอัน ลองต่อความยาวดูก่อน” ตะวันวาดตวัดสายตามองโมคล้ายกับสั่งงาน หัวหน้าห้องไม่อิดออด รีบลงมือทำตามคำบอกทันที อดีตหัวหน้าห้องหันกลับมากวาดตามองสมาชิกที่เหลือแล้วเอ่ยกับพีแว่น เพื่อนร่วมหมู่ที่ตัวเล็กกว่าใคร จากนั้นจึงเอ่ยด้วยความรวบรัดทว่าแฝงความเป็นห่วงอยู่ในที “พีกลัวความสูงหรือเปล่า”

“หึ!”

“งั้นเดี๋ยวพีอยู่บนยอดแล้วใช้ไม้ง่ามสอยธงลงมานะ”

“ได้”

อดีตหัวหน้าห้องเบือนหน้าหันมาถามเพื่อนรุ่นพี่ “มึงกับกูไหล่เท่ากันใช่ไหมวะ”

คุนรู้ว่าตะวันวาดคิดอะไรอยู่ จึงเสนอแนะทางเลือกอื่นให้อีกฝ่ายลองพิจารณา “กูว่าพวกเราช่วยกันยกขาพีแว่นคนละข้างเลยดีกว่าว่ะ”

ตะวันวาดกะระยะของธงด้วยสายตาซ้ำอีกครั้ง จากนั้นก็ส่ายหัวดิก “กูว่าไม่ไหวว่ะ ขืนพวกเรายกไม่ดี พีมันจะหล่นลงมานะเว้ย”

“งั้นก็ลองให้พีมันเหยียบบ่าพวกเราดูก่อนแล้วกัน”

“เออ ลองดู ถ้าไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” อดีตหัวหน้าห้องพยักหน้ารับแล้วแลกเปลี่ยนเคล็ดลับในการต่อตัวที่จะใช้กับทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวโดยละเอียด

“พีไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวพวกเราจะช่วยรอรับอยู่ข้างหลัง” ขวัญชีวินเอ่ยกับพีแว่นก่อนจะหันไปนัดแนะกลุ่มเพื่อนที่เหลือ ไจ๋รู้ว่าช่วยอะไรมากไม่ได้เลยรีบตามข้าวฟ่างกับปอไปฟังแผนการทันที

ไม่กี่นาทีให้หลัง อุปกรณ์ของพวกเขาก็พร้อมใช้งาน ไจ๋กับปอไปยืนรอท่าอยู่ตรงด้านหลังของเฮียคุนกับตะวันที่บัดนี้ยืนย่อตัวโดยหันหน้าเข้าหากัน พวกเขายื่นมือส่งให้พีแว่นจับแล้วช่วยประคับประคองจนเพื่อนเหยียบบ่าของทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวกับอดีตหัวหน้าห้องได้อย่างมั่นคง เด็กชายกลั้นหายใจพลางภาวนาให้พีแว่นยืดตัวยืนตรงได้โดยไม่เสียศูนย์ ต่อเมื่อพีแว่นปักหลักได้อย่างมั่นคง โมก็ส่งไม้ง่ามที่ต่อด้ามแล้วให้เจ้าตัว

ช่วงเวลาหลังจากนั้น ไจ๋แทบไม่สนใจสิ่งใดนอกไปจากสีหน้าท่าทางของเพื่อนข้างบ้าน เด็กชายเพ่งสมาธิทั้งหมด เฝ้าดูอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ เมื่อเห็นเฮียคุนเม้มปากพลางสูดลมหายใจอย่างยากลำบาก ไจ๋ก็พลอยเป็นห่วงและสงสารเฮียคุนสุดหัวใจ โชคดีที่แผนการของพวกเขาลุล่วงตามความตั้งใจ พีแว่นคว้าธงลงมาได้ก่อนห้องสี่ ลมหายใจที่เผลอเก็บกั้นเอาไว้เลยได้ระบายออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

ระหว่างที่พวกโมกรีดร้องยินดี ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวกับตะวันวาดก็ค่อยๆ ย่อตัว ส่งพีแว่นให้ทิ้งตัวลงไปยังกลุ่มของข้าวฟ่างที่ประสานมือรอรับอยู่ด้านหลัง ทว่าด้วยระยะห่างที่กระชั้นจนเกินไป ในจังหวะทิ้งตัว ปลายเท้าข้างหนึ่งของพีแว่นก็สะบัดขึ้นฟาดท้องแขนของคุนแบบเต็มเปา

“เฮียคุนเจ็บไหม” ไจ๋ปราดเข้าไปถามเพื่อนข้างบ้านด้วยสีหน้าเป็นห่วง

“ไม่เป็นไร เจ็บแค่นิดเดียวเอง เดี๋ยวก็หาย” คนเกิดก่อนลูบต้นแขนตัวเองเบาๆ แล้วฝืนฉีกยิ้มให้ลูกกระต่ายเพราะไม่อยากให้เจ้าตัวรวมถึงเพื่อนคนอื่นๆ เป็นห่วง กระนั้นระหว่างอาบน้ำ เขาก็ไม่อาจปกปิดร่องรอยตรงต้นแขนได้อีกต่อไป

“โหคุน แขนมึงแดงเป็นปื้นเลยว่ะ” ตะวันวาดทักขึ้นทันทีที่เพื่อนรุ่นพี่สะบัดเสี้อยืดที่เพิ่งถอดพ้นตัว “มึงยังเจ็บอยู่ปะวะ”

ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวเอ่ยเสียงเรียบพลางพาดเสื้อยืดลงบนบ่า “ถ้าไม่จับก็ไม่เจ็บว่ะ”

พูดไม่ทันขาดคำ ปอก็ลองดี บีบต้นแขนเพื่อนรุ่นพี่พลางเอ่ยอย่างทีเล่นทีจริง “แล้วแบบนี้เจ็บปะ”

“เดี๋ยวมึงโดนกูแน่!” คุนชี้หน้าปอที่วิ่งถอยหลังหนีเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะหลุดหัวเราะด้วยความระอาเมื่อเห็นอีกฝ่ายถลันเข้าใส่เพื่อนห้องอื่นที่ยืนอาบน้ำอยู่

ไจ๋มองปอค้อมหัวพลางเอ่ยขอโทษขอโพยคู่กรณีแล้วก็ส่ายหัว จากนั้นจึงหันกลับมาสำรวจรอยช้ำบนท้องแขนของเพื่อนข้างบ้านพลางบอกกับตัวเองว่า ไว้ถ้าอาบน้ำเสร็จเมื่อไร เขาจะต้องไปขอยาแก้ฟกช้ำจากครูที่ปรึกษา แล้วเอามาทาให้อีกฝ่ายเสียหน่อย

“สรุปว่าอาบแม่งทั้งบ็อกเซอร์เลยใช่ไหมวะ” ตะวันวาดถอดเสื้อยืดแล้วพาดลงบนราวลวดที่ขึงอยู่โดยรอบผนังห้องน้ำ เด็กชายกวาดตามองดูเพื่อนร่วมชั้นปีที่หันหน้าเข้าหาอ่างปูนกรุกระเบื้องขนาดใหญ่จ้วงน้ำในอ่างด้วยขันแล้วราดลงบนลำตัวอย่างปลงตก สภาพเละเทะวุ่นวายภายในห้องอาบน้ำรวมยามนี้ทำให้อดีตหัวหน้าห้องยิ่งปักใจว่า ไม่มีที่ใดสะดวกสบายเหมือนกับที่บ้าน...

มิน่าล่ะ ตอนที่พวกเขาเดินลงมาจากเรือนนอนถึงเห็นพวกผู้หญิงตากผ้าถุงทั่วไปหมด ที่แท้ห้องอาบน้ำก็เป็นห้องอาบรวมแบบนี้นี่เอง

“อย่างนี้ก็ไม่สะอาดเท่าไรดิวะ” คนพูดเบ้ปากอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์

“หรือมึงจะแก้ผ้าอาบ” พูดจบ ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวก็เลิกคิ้วมองตะวันวาด อีกฝ่ายเข้าใจความหมายของน้ำเสียงค่อนแคะเมื่อครู่เป็นอย่างดี จึงหันมาสบตา ก่อนจะแยกเขี้ยวแล้วคลี่ยิ้มอย่างท้าท้ายส่งให้กัน

“มึงกล้าปะล่ะ”

คุนเกือบจะหลุดปากรับคำอยู่แล้วเชียว หากไม่ติดว่าเมื่อครู่นี้ ตนเหลือบเห็นสายตาซุกซนของเหล่า ‘แก๊งนางฟ้า’ ซึ่งกำลังยืนต่อแถวรออาบน้ำในห้องส้วมเข้าเสียก่อน...

“ไม่อะ กูป๊อด” เด็กชายเอ่ยพลางตีหน้าหวาดหวั่น แสร้งทำตัวสั่นใส่อดีตหัวหน้าห้อง แล้วจึงหันไปดูลูกกระต่ายที่ยืนหลบมุมอยู่ด้านหลัง ทว่าทันทีที่เห็นเนื้อตัวขาวผ่องนวลเนียนซึ่งมีเพียงผ้าเช็ดตัวสีเลือดหมูปกปิดท่อนล่าง หัวใจคนมองก็พลันเต้นกระหน่ำด้วยความตื่นเต้น กระนั้นทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวกลับยังสามารถสนทนากับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ “ไจ๋เอาเสื้อไว้ไหน”

“ตรงโน้น” เจ้าของชื่อชี้นิ้วให้เพื่อนข้างบ้านดูเสื้อยืดสำหรับผลัดเปลี่ยนที่พาดราวไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

“อาบน้ำกันเหอะ อ่างว่างแล้ว” ตะวันวาดเอ่ยพลางกระตุกผ้าขนหนูที่คาดอยู่บนเอวออกแล้วพาดลงบนราว จากนั้นจึงหมุนตัว ย่ำเท้าเข้าไปยังลานเชือดพร้อมด้วยอุปกรณ์อาบน้ำครบมือ

“เหี้ย!” ปลดผ้าขนหนูขึ้นพาดราวได้ไม่ทันไร แผ่นหลังของคุนก็โดนสาดน้ำใส่เข้าเต็มเปา เมื่อหันกลับไป เขาก็เจอตัวการที่ฉีกยิ้มจนหน้าบานอยู่ข้างๆ อดีตหัวหน้าห้องที่ยืนถือขันตั้งสติก่อนตักน้ำเย็นในอ่างขึ้นอาบ

“ไอ้เหี้ยปอ!” คนเกิดก่อนถลึงตาใส่เพื่อนรุ่นน้องอย่างเหลืออด

“น้ำเย็นดีเนอะพี่คุน”

“ไอ้สัด เดี๋ยวมึงโดนกูแน่ปอ!” คุนยังพะวงกับไจ๋จึงได้แต่ชี้หน้าด่าปอด้วยสายตา ต่อเมื่อเอี้ยวคอหันกลับไปมองคนที่อยู่ด้านหลัง เด็กชายก็พบว่า เพื่อนข้างบ้านที่นุ่งกางเกงในสีน้ำเงินตัวน้อยกำลังถือตะกร้าใส่อุปกรณ์อาบน้ำเดินต้วมเตี้ยมตรงเข้ามาหากัน จากนั้นเจ้าตัวก็มาหยุดยืนอยู่ข้างๆ พลางคลี่ยิ้มหวานส่งให้

ลูกกระต่ายตัวขาวจั๊วะที่ยืนกะพริบตาปริบๆ อย่างซื่อใสทำเอาเด็กชายรีบวักน้ำในอ่างขึ้นมาราดหัวคล้ายจะอาศัยความเย็นดับอารมณ์รุ่มร้อนภายในจิตใจ...

ให้ตายสิ ลูกกระต่ายของเขาขาวเนียนไปทั้งตัวจริงๆ

“เหี้ยคุน! ว่าแต่ปอมัน มึงเองก็ระวังคนอื่นเขาบ้างดิวะ น้ำมันเย็นนะเว้ย” ตะวันวาดบ่นอุบ เมื่อครู่เขายังทำใจได้ไม่เท่าไร อยู่ๆ คนข้างตัวดันจ้วงน้ำรัวๆ จนละอองน้ำเย็นฉ่ำกระเด็นมาโดนตัวเขาจนเปียกไปทั้งแถบ

“มึงรีบๆ อาบเหอะ อย่าชักช้า เดี๋ยวไปเข้าแถวไม่ทัน” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวรวบรัดพลางก้มหน้าขัดคราบไคลตามตัวมือเป็นระวิง

“ไจ๋” ปอที่กำลังสระผมอยู่ชะโงกหน้าพลางหยีตามองเจ้าของชื่อที่เพิ่งเทยาสระผมใส่มือ

“หือ?”

“ครีมอาบน้ำมึงอยู่ไหน ขอกูยืมหน่อยดิ”

“เดี๋ยวนะ” ไจ๋ละล่ำละลักเนื่องจากมือทั้งสองข้างไม่ว่าง ยังไม่สะดวกหยิบของให้เพื่อน

“มึงไม่ได้เอาของมึงมาเหรอวะ” คุนเอ่ยแทรกเสียงฉุน

“เออ กูเพิ่งรู้เนี่ยแหละว่าหยิบมาแต่แชมพูอย่างเดียว” ปอผงกหัวอย่างจนใจ

ก่อนมาค่ายครั้งนี้ เด็กชายบอกกับแม่ว่าขอจัดกระเป๋าเอง สุดท้ายจึงหลงลืมของใช้จำเป็นบางอย่างจนได้ ยังดีที่อย่างน้อยก็ไม่ลืมแปรงสีฟัน ที่สำคัญเขายังมีเพื่อนให้คอยรีดไถสิ่งของที่ขาดแคลน ไม่อย่างนั้นเขาคงตกที่นั่งลำบากแน่ๆ

“อะ มึงใช้ของกูนี่” คนเกิดก่อนถอนหายใจพลางโยนครีมอาบน้ำของตัวเองให้เพื่อนรุ่นน้อง

ความช่วยเหลือมาเร็วเกินไป ปอไม่ทันรับ ขวดครีมอาบน้ำเลยหล่นลงกับพื้นทั้งยังไถลไปไกลถึงอีกฟากของห้องอาบน้ำ จังหวะที่เด็กชายกำลังจะเดินไปเก็บครีมอาบน้ำ แชมพูบนหัวก็ดันไหลเข้าตา แถมเพื่อนคนอื่นๆ ก็กำลังสระผมอยู่เช่นกัน ขวดครีมอาบน้ำจึงยังไม่มีใครเหลียวแล ทว่าชั่วอึดใจให้หลัง ทั้งสี่ก็ได้ยินเสียงพวกห้องอื่นเอ่ยแซวกันเสียงดังลั่น

“เฮ้ยๆๆๆ ใครทำสบู่ตกวะ”

“ใครอ่อยมึงเปล่า”

“อ่อยเหี้ยอะไรล่ะ! เมื่อกี้ไม่รู้ใครโยนมา หรือเขาจะปาหัวมึง”

“ปาหัวพ่อมึงสิ!”

“เอ้า สบู่ของใคร มาเก็บด้วย”

“เฮ้ยมึงๆ มึงไปเรียกอีสวยมาเก็บสบู่เหอะว่ะ”

“เออๆ ไปเรียกมันมาดิ๊!”

“สวย มึงมานี่มา”

“น้องสวยจ๊ะ มาเก็บสบู่หน่อยเร้ว” หนึ่งในกลุ่มเด็กชายเดินไปลากตัวแก๊งนางฟ้ามาเก็บขวดครีมอาบน้ำ

“ปล่อย!”

“สบู่ตกอะมึง เก็บเร็ว มึงชอบโก่งตูดเก็บสบู่ไม่ใช่เหรอ”

“ปล่อย กูจะไปอาบน้ำ!”

“แหม ทีนี้ทำเป็นเล่นตัว”

“นั่นดิ เมื่อกี้กูเห็นมึงจ้องพวกกูตาไม่กะพริบ ตอนนี้ทำมาสะดิ้ง” เด็กชายในสภาพตัวเปียกซ่กหลายคนเดินเข้าไปยืนล้อมเพื่อนร่วมชั้นซึ่งยังแต่งตัวเต็มยศ ก่อนที่หัวโจกจะเอ่ยกระเซ้าเป้าหมายด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง “จริงๆ มึงอยากก็บอกมาเหอะ”

ตะวันวาดเห็นท่าไม่ดีเลยก้าวฉับๆ ตรงไปเก็บขวดครีมอาบน้ำของคุนมาส่งให้ปอ หนึ่งในกลุ่มนั้นเลยเอ่ยขึ้น “เฮ้ยๆ มีคนเก็บสบู่แล้วเว้ยมึง ปล่อยอีสวยมันไปเหอะ”

คุนเห็นลูกกระต่ายจ้องมองภาพเหตุการณ์อีกฝั่งของห้องอาบน้ำตาเขม็ง เด็กชายเลยก้มหน้าลง กระซิบเบาๆ ข้างหูอีกฝ่าย “อาบน้ำไป อย่ามอง”

ทั้งที่พูดเตือนคนอื่นเสียดิบดี แต่สายตาซุกซนของเขากลับไม่ยอมเชื่อฟังเลย...

“อื้อ” ไจ๋พยักหน้าอย่างเลื่อนลอย ทว่าทันทีที่กลุ่มเพื่อนห้องอื่นแยกย้ายสลายตัวโดยไม่เกิดการล่วงเกินใดๆ เด็กชายก็ดึงสายตากลับมาได้อย่างหมดห่วง

“มึงแม่ง โยนมาได้ ไม่บอกกูก่อนวะ” ปอบ่นเพื่อนรุ่นพี่โทษฐานที่มือไวจนเขาไหวตัวไม่ทัน

“รีบอาบเหอะ เดี๋ยวต้องขึ้นไปแต่งตัวอีก” อดีตหัวหน้าห้องชิงห้ามศึกแต่เนิ่นๆ

“อืม” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวครางเบาๆ ในลำคอก่อนจะส่งสายตาไปลอบสำรวจผิวขาวเนียนที่ถูกขโลมด้วยหยดน้ำของลูกกระต่ายเกือบทุกตารางนิ้วอย่างเงียบเชียบเป็นที่สุด

•✤•✤•✤•

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-4
    • facebook
“ตะวัน” ปอหันไปเรียกเพื่อนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างกัน

“หือ?”

“คืนนี้มึงยังจะไปดูผีอยู่ปะ”

อดีตหัวหน้าห้องเหลือบมองครูที่ปรึกษาที่ยืนอยู่หน้าแถว เมื่อครูเลื่อนสายตาไปทางอื่นพร้อมกับประกาศกำหนดการและกิจกรรมที่ทั้งหมดจะทำในวันพรุ่งนี้ เด็กชายก็เอ่ยเสียงเบา “เดี๋ยวรอครูปล่อยก่อน”

“เอาล่ะค่ะนักเรียน แยกย้ายกันขึ้นหอนอนได้แล้วนะคะ ใครจะล้างหน้าแปรงฟันหรือจะอาบน้ำอีกรอบก็อย่างทำเสียงดังรบกวนคนอื่น เดี๋ยวตอนสี่ทุ่มครูจะขึ้นไปเดินดู ถ้าครูเห็นใครยังไม่นอน ครูจะขอให้ครูฝึกช่วยมาเล่านิทานให้ฟังนะคะ” หัวหน้ากลุ่มครูที่ปรึกษาหันไปพยักหน้าให้นักเรียนหญิงที่นั่งสองแถวริมสุดพลางโบกมือให้สัญญาณ “นักเรียนหญิงสองแถวแรกเดินขึ้นหอนอนเลยค่ะ”

“พวกเราขึ้นไปหยิบแปรงลงมาแปรงฟันก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน”
.
.
.
.
“พี่คุนมึงจะไปด้วยกันหรือเปล่า” ทันทีที่แปรงฟันเสร็จ ปอก็ย้ายมายืนกอดอกมองกดดันเพื่อนรุ่นพี่ที่กำลังล้างหน้า

“มึงจะไปแถวไหน ถ้าไม่ไกล กูกับไจ๋ไปด้วย” ภาพไจ๋ตอนอาบน้ำทำเอาคุนร้อนรุ่มจนแทบควบคุมตัวเองอีกไม่ไหว ดังนั้นเมื่อปอชวนไปล่าท้าผี เขาจึงไม่ปฏิเสธ...

หวังว่าหลังจากเดินเล่นเสร็จ คืนนี้คงข่มตานอนได้อย่างปกติสุข

“ก็ไปแถวนี้แหละ” ปอบุ้ยใบ้ให้เพื่อนทั้งสามมองไปทางเสาธงตรงสนามหญ้าหน้าหอนอน “เขาบอกว่าตรงข้างล่างเนินหลังเสาธง ตรงใต้ต้นไทรมีศาลพระภูมิเก่าอยู่ เดี๋ยวลองไปดูตรงนั้นก่อนก็ได้”

ไจ๋บรรจงล้างทำความสะอาดแปรงสีฟันพลางลอบกลืนน้ำลายเมื่อนึกถึงต้นไทรใหญ่ตรงหลังเสาธง ขนาดเห็นไกลๆ ตอนกลางวันไจ๋ยังรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อีกเดี๋ยวพวกเขาจะเดินไปที่นั่นทั้งที่มืดตึ๊ดตื๋อแบบนี้น่ะเหรอ?

“ปกติพระภูมินี่หน้าเละเหรอวะ กูเพิ่งรู้” ตะวันวาดเอ่ยอย่างพาซื่อพลางสะบัดแปรงสีฟันเบาๆ

ปอขวมดคิ้วมองอดีตหัวหน้าห้องด้วยสายตาเคืองขุ่น “ตอนนี้มึงอยากพูดอะไรก็พูดไป เดี๋ยวมึงเจอของจริงเมื่อไร อย่ามาร้องนะมึง”

“ไจ๋”

“ข้าวฟ่างมาแปรงฟันไง?!” เด็กชายฉีกยิ้มกว้างให้กับเพื่อนสนิทที่เพิ่งปลีกตัวมาจากกลุ่มเด็กผู้หญิงแล้วเดินตรงเข้ามาหากันโดยเฉพาะ ทุกครั้งที่มาค่าย ระบบที่พักแบบแบ่งแยกชายหญิงทำให้เขาไม่อาจทำตัวติดกับข้าวฟ่างได้ตลอดเวลา เจ้าตัวเลยต้องไปอยู่กับพวกอุ๋มชั่วคราว

“ใช่” ขวัญชีวินเหลือบมองกลุ่มเพื่อนที่เพิ่งเดินเข้าห้องน้ำหญิงไป จากนั้นจึงหันกลับมาเอ่ยถามเหล่าเด็กชายตรงหน้า “พวกเธอแปรงฟันกันเสร็จแล้วเหรอ”

“อื้อ!”

“เดี๋ยวพวกเราจะไป...”

“เดี๋ยวพวกเราจะขึ้นนอนแล้ว เธอก็อย่านอนดึกล่ะ” ปอเอ่ยแทรกขึ้นในจังหวะเดียวกันกับที่ตะวันวาดกำลังจะเชื้อเชิญข้าวฟ่างไปร่วมพิสูจน์เรื่องลี้ลับก่อนเข้านอน เมื่อสังเกตเห็นบรรดาเพื่อนๆ แลกเปลี่ยนสายตากันด้วยความแปลกใจ เด็กชายก็ชิงรวบรัดตัดบทสนทนาทันที “ไปพวกมึง ขึ้นข้างบนกัน” ไม่พูดเปล่า ปอยังพยักพเยิดให้อดีตหัวหน้าห้องออกเดินนำ ก่อนตนเองจะเดินตาม คุนเห็นดังนั้นเลยหันมาพยักหน้าเรียกไจ๋อีกทอดหนึ่ง เด็กชายจึงหันไปเอ่ยกับขวัญชีวินอย่างเสียไม่ได้

“ไปก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกัน”

“พรุ่งนี้เจอกัน”

“อื้อ” ไจ๋โบกมือทิ้งท้ายพลางฉีกยิ้มทิ้งท้าย จากนั้นจึงรีบเดินจ้ำตามเพื่อนข้างบ้านขึ้นหอนอนไปในชั่วพริบตา

•✤•✤•✤•

“ทำไมมึงถึงไม่ชวนข้าวฟ่างมาด้วยวะ” ตะวันวาดยังไม่คลายความสงสัย เด็กชายซักไซ้ปอมาตั้งแต่ตอนเอาแปรงสีฟันขึ้นไปเก็บ จวบจนกระทั่งพวกเขาเดินหันหลังให้กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นปีที่ลงมารวมตัวกันเขียนสมุดค่ายและทำกิจกรรมฆ่าเวลาอื่นๆ ตรงด้านล่างของหอนอน

ปอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น “กูมีเรื่องสำคัญจะบอกพวกมึง”

“มึงกำลังจะบอกพวกกูว่าผีไม่มีจริงใช่ปะ” อดีตหัวหน้าห้องยิ้มกริ่มทว่ากลับเลิกคิ้วมองหน้าปอด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์

“ไม่ใช่เรื่องนั้นโว้ย!” ปอแหวพลางหันไปถลึงตาใส่คู่สนทนาขาป่วน ก่อนจะนำขบวน พาเพื่อนเดินลัดสนามหญ้าด้านหน้าหอนอน มุ่งตรงไปยังเสาธงที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล “อีกอย่าง ถ้าผีไม่มีจริง กูจะพาพวกมึงเดินมาทางนี้ทำห่าอะไร?!”

ทั้งสี่เดินหันหลังให้แสงไฟ ดังนั้นหนทางที่พวกเขากำลังมุ่งไปจึงมืดจนแทบมองอะไรไม่เห็น สิ่งแวดล้อมแปลกใหม่ไม่คุ้นเคยทำให้ไจ๋นึกหวั่น เด็กชายเลยเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของเพื่อนข้างบ้านเอาไว้แล้วใช้มันต่างเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทว่าไม่ทันไร คนเดินข้างหน้าก็ไพล่แขน ตวัดมือมากุมมือเขาแล้วบีบเบาๆ คล้ายกับปลอบประโลม

“อะๆ มึงมีเรื่องอะไรมึงก็รีบพูดมา” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวเอ่ยพลางสอดปลายนิ้วแนบกับนิ้วทั้งห้าของลูกกระต่าย

ไจ๋ก้มลงมองฝ่ามือใหญ่ที่สอดนิ้วประสานกับมือเขาอย่างไม่มีช่องว่างแล้วก็อมยิ้ม ในใจพลันลืมความรู้สึกหวาดกลัวทั้งหลายไปในชั่วบัดดล

“คืองี้...” อยู่ดีๆ ปอก็หันหลังกลับมา จากนั้นเด็กชายก็เริ่มเดินถอยหลังไปข้างหน้าพร้อมกับมองสบตากับเพื่อนทั้งสามคน “...คืนพรุ่งนี้กูจะขอข้าวฟ่างเป็นแฟนว่ะ”

“หา?!” ไจ๋อุทานพลางเบิกตามองหน้าปออย่างเหลือเชื่อ...

ปอชอบข้าวฟ่างเหรอ?!!

คุนหัวเราะในลำคอพลางแลกเปลี่ยนสายตากับตะวันวาดอย่างรู้ทันกัน อดีตหัวหน้าห้องเองก็เอาแต่อมยิ้มกรุ้มกริ่ม จากนั้นก็ผงกหัวเป็นจังหวะเชื่องช้าพร้อมกับเหล่มองปอด้วยสายตาเลื่อมใส...

หลังจากปล่อยให้ทุกอย่างคลุมเครือมานาน ในที่สุดปอก็ตัดสินใจได้เสียที

ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวแกล้งทำไก๋ ก่อนจะยิงคำถามใส่เพื่อนรุ่นน้องด้วยทีท่าห่างเหิน “มึงจะขอข้าวฟ่างเป็นแฟน แล้วพวกกูไปเกี่ยวอะไรด้วยวะ”

ปอชักสีหน้าพลางช้อนตามองเพื่อนรุ่นพี่อย่างเว้าวอน “โห่พี่คุน ที่กูยอมบอกมึงก็เพราะกูอยากให้พวกมึงช่วยกันคิด กูอยากรู้ว่าข้าวฟ่างจะยอมตกลงเป็นแฟนกับกูไหม”

“แล้วถ้าข้าวฟ่างไม่ตกลงมึงจะทำยังไงวะ” ตะวันวาดอดใจไม่ไหว จำต้องโพล่งข้อสงสัยขึ้นกลางคัน

“มึงคิดว่าข้าวฟ่างจะไม่ยอมคบกับกูเหรอวะ” ปอเอ่ยฉุนๆ

“กูไม่ได้พูดแบบนั้น” อดีตหัวหน้าห้องเกาหัวพลางถอนหายใจยาวเหยียด “กูแค่อยากรู้ว่ามึงเตรียมเผื่อใจเอาไว้บ้างหรือเปล่า”

“เวลาอยู่กับกู ข้าวฟ่างก็ดูแฮปปี้ดีนะเว้ย” เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุข ปอก็ปัดคำถามของตะวันทิ้งไปจากใจ เด็กชายคลี่ยิ้มพลางผงกหัวน้อยๆ คล้ายชมเชยและให้กำลังใจตนเอง จากนั้นจึงฉวยโอกาสเบี่ยงประเด็นเร็วรี่ “ช่างเหอะ พวกมึงไม่ต้องช่วยกูคิดก็ได้ว่าข้าวฟ่างจะยอมเป็นแฟนกูไหม ตอนนี้มึงช่วยกูคิดดีกว่าว่ากูควรบอกข้าวฟ่างตอนไหน ยังไงดี”

“มึงจะขอข้าวฟ่างเป็นแฟนที่ค่ายนี่เหรอวะ” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวเลิกคิ้วมองหน้าเพื่อนรุ่นน้องด้วยความประหลาดใจระคนผิดหวัง ในความคิดของเขา ค่ายทหารแห่งนี้ดูไม่เหมาะกับการขอใครเป็นแฟนเลยสักนิด อากาศร้อนไม่พอ บรรยากาศโดยรอบยังขาดแคลนความโรแมนติกอย่างร้ายกาจอีกต่างหาก

“ก็เออดิวะ! ถ้าให้กูรอเปิดเทอม กูคงอกแตกตายก่อนพอดี” ปอละล่ำละลักอย่างร้อนรน ยังดีที่ค่ายนี้มีแต่เพื่อนร่วมรุ่น ลองถ้าพวกพี่ม.สามตามมาด้วยสิ เขาคงต้องคอยตามกีดกันไอ้พี่เช่จนไม่เป็นอันทำอะไรแน่ๆ

ฟังคำของเพื่อนรุ่นน้องแล้ว คุนก็ลอบสบตากับตะวันวาด จากนั้นทั้งคู่ก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า น้ำกำลังเชี่ยว ไม่ควรเอาเรือไปขวาง ดังนั้นหลังจากนี้ ไม่ว่าปออยากทำอะไร พวกเขาก็แค่คอยให้คำแนะนำเท่าที่พอทำได้เท่านั้น

“กูว่าถ้ามึงจะบอกข้าวฟ่างจริงๆ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็น่าจะเป็นคืนพรุ่งนี้นะ”

ปอขมวดคิ้วมองคุนอย่างไม่ค่อยพอใจนัก “แต่พรุ่งนี้โมมันนัดประชุมไม่ใช่เหรอวะ”

“มึงก็รอหลังประชุมเสร็จก่อนดิวะ” ตะวันวาดแย้ง “โมมันไม่ประชุมถึงเช้าหรอกน่า แต่ถ้ามึงกลัวว่ามันจะพูดนาน เดี๋ยวกูช่วยขวางมันให้เอง”

เมื่อลองนึกภาพตาม ปอก็เริ่มเห็นด้วยกับข้อเสนอของเพื่อนทั้งสองคน กระนั้นอีกใจก็ยังเสียดายช่วงหลังกายบริหารที่เขามั่นใจว่าน่าจะเป็นจังหวะอันเหมาะสม...

ถ้าได้เป็นแฟนกับข้าวฟ่างเร็วขึ้นอีกหน่อย มันก็น่าจะดีไม่ใช่เหรอ

“พวกมึงไม่คิดว่าตอนเช้าดีกว่าเหรอวะ”

ไจ๋คงมัวแต่คิดเรื่องปอกับข้าวฟ่างจนเพลิน กว่าจะรู้ตัว พวกเขาก็กำลังเดินไต่ขึ้นเนินแล้ว...

เอ๋... เมื่อกี้เขาเดินผ่านเสาธงไปแล้วเหรอ?

“กูว่าก่อนนอนดีกว่าว่ะ ตอนเช้าคนเยอะ ไม่ค่อยเป็นส่วนตัวเท่าไร”

“นั่นดิ” คุนสนับสนุนแนวคิดของตะวันวาด ก่อนจะเหลือบมองปอด้วยแววตาเปื้อนยิ้ม แล้วยั่วเย้าอีกฝ่ายด้วยใบหน้ากรุ้มกริ่มแกมหยอกล้อ “หรือมึงอยากให้คนอื่นอยู่ร่วมเป็นสักขีพยานความรักของมึงกับข้าวฟ่าง ทีนี้ละมึง ดังไปทั้งโรงเรียนแน่”

“เฮ้ย บ้า ไม่เอา!” ปอที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเดินในระนาบเดียวกันกับเพื่อนทั้งสามยิ้มเขินพลางสะบัดแขนไปมาอย่างไร้จุดหมาย “แค่พวกมึงสามคนรู้ กูก็เขินจนทำหน้าไม่ถูกแล้ว”

“นี่คือทำหน้าไม่ถูกแล้ว” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวเลิกคิ้วมองเพื่อนรุ่นน้องอย่างยียวน

“ไอ้เหี้ยพี่คุน เดี๋ยวเหอะนะ!” ปอตวาดเสียงหลาง ไม่เท่านั้น เจ้าตัวยังถลึงตา ยกนิ้วชี้หน้าเพื่อนรุ่นพี่อย่างเหลืออดอีกด้วย เห็นดังนั้น คุนกับตะวันวาดก็ระเบิดหัวเราะเต็มเสียง ทว่าเมื่อแสงไฟเจิดจ้าสาดกระทบตัว พวกเขาก็หุบปากฉับก่อนจะเอี้ยวคอ เหลียวมองไปยังด้านหลังเป็นตาเดียว

“นั่นพวกเธอจะไปไหนกัน?! กลับไปที่หอนอนเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นครูจะไปบอกให้ครูฝึกมาเฝ้าพวกเธอ!” เสียงแผดก้องของครูที่ปรึกษาที่เพิ่งก้าวลงจากรถเก๋งทำให้ทั้งสี่วิ่งหน้าตั้งกลับไปยังหอนอนอย่างไม่คิดชีวิต

“เหี้ยเอ๊ย เกือบไปแล้วไหมล่ะ” ปอกุมหน้าอกพลางมองหน้าเพื่อนที่เพิ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในห้องนอนรวมของเหล่าเด็กชาย ดีเท่าไรแล้วที่ครูมัวแต่ยุ่งกับการไล่คนอื่นๆ ขึ้นหอนอน พวกเขาเลยรอดตัวอย่างหวุดหวิด

“กูอยากอาบน้ำว่ะ” ตะวันวาดยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางกระพือคอเสื้อไม่หยุด

“ลงไปอาบตอนนี้คงไม่ได้แล้วว่ะ” คนเกิดก่อนแย้งเสียงเบา ชั่วขณะที่กำลังวิ่งขึ้นหอนอน พวกเขาเห็นครูที่ปรึกษาไล่ตรวจตราไปรอบๆ ตัวอาคาร กระทั่งห้องน้ำที่แยกปลูกอยู่ทางด้านหลังก็ยังไม่เว้น

“ตะวันมาผึ่งพัดละ ลมก่อนไหม” ไจ๋เอ่ยพลางชี้ให้อีกฝ่ายไปยืนใต้พัดลมซึ่งเป็นตำแหน่งของฟูกที่ตัวเขาได้จับจองเอาไว้ ถึงคราวนี้เขาจะไม่ได้นอนริมเหมือนตอนเข้าค่ายปีที่แล้ว แต่โชคดีที่คนนอนฟูกข้างๆ เป็นเฮียคุนกับมิค เด็กชายเลยค่อนข้างสบายใจว่าตนน่าจะนอนหลับสนิทตลอดคืน

“ขอบใจนะ” อดีตหัวหน้าห้องตอบรับไมตรีด้วยการก้าวไปยืนหยุดใต้พัดลมพร้อมกับดึงคอเสื้อ สลับกับชูแขนทั้งสองขึ้นเป็นระยะๆ

“เฮียคุนจะอาบน้ำอีกระ รอบไหม” ไจ๋หันไปถามเพื่อนข้างบ้านก่อนจะทิ้งตัวนั่งยืดขาอยู่ตรงปลายฟูกของตัวเอง

เจ้าของฟูกหลังข้างๆ นั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหาไจ๋ เขาเหลือบมองแก้มกับริมฝีปากแดงๆ พลางเอื้อมมือไปปัดผมที่ปรกหน้าอีกฝ่ายขึ้นอย่างอ่อนโยน “ไจ๋จะอาบเหรอ”

“เปล่า ถ้าเฮียคุนอาบ ไจ๋จะได้ทายาให้ใหม่” หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ข้าวฟ่างก็พาไจ๋ไปขอเจลเย็นหนึ่งหลอดจากครูที่ปรึกษา ไหนๆ ก็ยังไม่ต้องเอาเจลไปคืนครูแล้ว หากเฮียคุนอยากอาบน้ำก่อนนอน เขาก็จะอยู่รอทายาให้

“เฮียไม่อาบแล้ว” คนเกิดก่อนคลี่ยิ้มอย่างซาบซึ้งใจ

“สรุปว่า คืนพรุ่งนี้กูจะลงมือแล้วนะ” เมื่อลมหายใจกลับสู่จังหวะปกติ ปอก็ตัดสินใจได้ในที่สุด “พวกมึงต้องช่วยกูด้วยนะเว้ย”

ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวจำใจละสายตาจากลูกกระต่าย เด็กชายหันไปมองเพื่อนรุ่นน้องแล้วเอ่ยด้วยความระอา “เออน่ะ มึงไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

ดูท่าว่าเหตุผลที่ปอพาพวกเขาเดินฝ่าความมืดไปที่เนินนั่น น่าจะเป็นเพราะเจ้าตัวอยากคุยเรื่องข้าวฟ่างมากกว่าจะพาพวกเขาไปพิสูจน์เรื่องลี้ลับเสียละมั้ง

•✤•TBC•✤•

ตัดฉับแบบไม่เห็นใจเหล่าแม่ยกทั่วหล้า 555
ไปลุ้นต่อตอนหน้านะคะว่าปอจะสมหวังในความรักครั้งนี้ไหม
แอบกระซิบนิดนึงว่าตอนหน้ามีฉากชวนหวาดเสียวนิดๆ หน่อยๆ ด้วยค่ะ
รับรองว่าใครที่รอความกิ๋วกิ๊วสยิวเล็กๆ จะต้องกระชุ่มกระชวยแน่ๆ ^_^

ชาวทวิตเตี้ยนอย่าลืมติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ด้วยนะคะ เราจะตามไปเม้าท์ด้วยค่ะ
ส่วนชาวเล้าเป็ด ตอนที่แล้วเราเข้าเล้าไม่ได้ เราเลยขออุ๊บอิ๊บไม่ตอบเมนต์ของคราวก่อนโน้นนะคะ
แฮ่! กลัวจะอ่านแล้วงงๆ น่ะค่ะ (ที่จริงคือปั่นไม่ทัน 555)
ช่วงนี้นอกจากจะอากาศเย็นแล้ว ค่าฝุ่นกับโควิดก็กลับมาแล้วเด้อ ขอให้ทุกคนอย่าประมาท
ดูแลตัวเองดีๆ ใส่หน้ากากและล้างมือบ่อยๆ นะคะ ถ้ามือแห้งก็อย่าลืมทาโลชั่นด้วยเด้อ
ด้วยรักและเป็นห่วงอย่างสุดซึ้งถึงใจ เจอกันวันศุกร์ค่ะ มาเอาใจช่วยปอบอกรักข้าวฟ่างไปพร้อมๆ กันนะคะ!
ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)

ออฟไลน์ narongyut

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 106
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-1
 :hao3: เด็กๆมาแล้ว คิดถึงจัง ปอ นี่แผนสูงจัง แต่ จิ้งจอกเด็กนี่ จ้องแต่จะกินน้องกระต่ายอย่างเดียวเลยไม่ไหวจริงๆครับ

ออนไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +101/-0
แผนขอข้าวฟ่างเป็นแฟน ถ้าโดนปฎิเสธกลับมาอย่างอแงละปอ 5555 เฮียคุนกับไจ๋มีโมเม้นท์ให้เขินตลอดเล็กๆน้อยๆเราก็เห็นหมดนะ 5555  :-[ :-[ เห็นเด็กทำกิจกรรมต่างๆแล้วคิดถึงวัยตัวเองจริง แก่แล้วชอบรำลึกความหลัง 55555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อยาวๆเลย รตอนต่อไปค่ะ  :pig4: :pig4: :L1: :L1:

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
สนุก อ่านได้เรื่อยๆ

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 761
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-0
ลูกกระต่ายร้องเพลง ให้เฮียหลงหนักเข้าไปอิ๊ก เคลิ้ม~จนอิจฉาคนที่จะได้ใจน้องไปครอง
โง้ยย เฮียเพ้อแล้วว  รักเฮียเฮียหลงที่แท้จริง!

ตอนอาบน้ำ สายตาซุกซนนักนะเฮีย เจอกระต่ายเนื้อนุ่มขาวเนียนถึงกับร้อนรุ่ม อยากกินแต่กินไม่ได้ ได้แบบส่องแอบมอง  :hao7:

ปอเผื่อใจไว้บ้างเด้อ เห็นความมั่นใจล่ะ มือที่ถือใบบัวบกสั่นระริก :ruready

ตอนหน้าจะมีอะไรเสียวๆน้าา?? ผีหรือเฮียคุน  :hao7:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-11-2020 23:02:49 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ ป้าหมีโคตรขี้เกียจ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 195
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +32/-0
โอ้โห พ่อปอ พ่อคนกล้าแห่งบางแขย่ง มั่นหน้ามาก “เวลาอยู่กับกู ข้าวฟ่างก็ดูแฮปปี้ดีนะเว้ย” จ้าาาาา ดีแล้วที่โดนเบรกให้ขอตอนคืนวันสุดท้าย ไม่งั้นมองหน้ากันเจื่อนๆแน่

เข้าค่ายที่เราชอบสุดเลยคืออาหาร ไม่ใช่กิจกรรมรอบกองไฟ เข้าฐาน หรือได้นอนกับเพื่อน แต่เป็นอาหารของค่ายจะมีอะไรแปลกใหม่กว่ากับข้าวที่บ้านหรือกับข้าวโรงอาหารเสมอ 555555

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-4
    • facebook
- 83 -


หลังจากเข้าฐานเล่นกิจกรรมกีฬาผสมสันทนาการกันมาทั้งวัน ครูที่ปรึกษาก็ปล่อยให้นักเรียนแต่ละห้องเตรียมการแสดงรอบกองไฟช่วงหลังอาหารค่ำ ขณะทั้งหมดรวมตัวพูดคุยระดมความคิดกันอยู่นั้น จู่ๆ เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มของโมก็ขึ้นเสียงใส่แอมอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย หลายคนที่วางตัวเป็นกลางเลยต้องเข้าไปช่วยกำกับบทสนทนาอย่างใกล้ชิด การโต้คารมซึ่งส่อเค้ายืดเยื้อเป็นเหตุให้สมาชิกที่เหลือเริ่มจับกลุ่มสนทนากันตามประสาตัวประกอบผู้ไม่มีปากเสียง

“โหตะวัน หน้ามึงแม่งอย่างโจรเลยว่ะ” คุนเอ่ยทักอดีตหัวหน้าห้องที่เดินตรงกลับมานั่งร่วมวงด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

เมื่อได้ฟังถ้อยคำของเพื่อนรุ่นพี่ ประกายในแววตาคนฟังก็สุกสว่างขึ้นอีกครั้ง เด็กชายเอียงคอเก็กหน้า คลี่ยิ้มบางแล้วเลิกคิ้วมองเพื่อนรุ่นพี่ด้วยสายตายียวน “มึงเพิ่งเห็นหน้ากูหรือไง”

ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวส่ายหัวอย่างระอา “เปล่า แค่เมื่อกี้แสงมันส่องเข้าหน้ามึงพอดี กูเลยเห็นหนวดมึงชัดกว่าปกติ”

คู่สนทนาถอนหายใจแล้วเอ่ยเสียงเบาคล้ายกับบ่นให้ตัวเองฟัง “กูถึงได้ต้องโกนหนวดทุกวันไง”

เห็นอีกฝ่ายยักไหล่ทำนองว่าเข้าใจทว่าแก้ไขอะไรไม่ได้ (เพราะไม่ได้เอาอุปกรณ์โกนหนวดที่ใช้ประจำมาด้วย) คนเกิดก่อนจึงเปลี่ยนเรื่องคุยทันที “สรุปพวกนั้นจะเอาไง”

“เฮ้อ” หนึ่งในกรรมการห้ามมวยทอดถอนใจพลางยักไหล่อย่างเซ็งๆ ตะวันวาดไม่ได้ตอบคำถามของคุนในทันที หากแต่จ้องมองอีกฝ่ายสลับกับไจ๋ ก่อนจะเหลียวมองไปรอบตัว “ทำไมพวกมึงอยู่กันแค่สองคนวะ ปออะ มันเรียกข้าวฟ่างไปคุยแล้วเหรอ”

คนเกิดก่อนส่ายหัวดิก “เปล่า เมื่อกี้พวกอุ๋มมาเรียกข้าวฟ่างไปช่วยทำอะไรไม่รู้ ส่วนไอ้ปอ โน่น...” พูดมาถึงตรงนี้ คนเกิดก่อนก็ถอนหายใจแล้วบุ้ยใบ้ให้เพื่อนหันไปดูบุคคลที่สามกำลังนั่งสุมหัวพูดคุยกับเด็กห้องอื่นอย่างออกรส “...มันไปคุยกับพวกห้องสี่อยู่โน่น”

“รอบกองไฟคืนนี้ห้องเราแสดงละครว่ะ” อดีตหัวหน้าห้องถอนหายใจพลางส่ายหัวอย่างปลงตก

“ละครอะไรวะ” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวขมวดคิ้วมองพวกโมกับมิคที่บัดนี้ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กันคล้ายกับไม่เคยหมางใจกันมาก่อน

“เห็นพวกนั้นบอกว่าจะทำละครเพลงนะ”

“จะร้องสดกันเหรอวะ” คนเกิดก่อนเดาสุ่ม เท่าที่ประเมินจากเวลาเตรียมตัวกับความสามารถด้านการแสดงอันจำกัดของเพื่อนร่วมห้อง คุนก็อดคิดไม่ได้ว่าละครเรื่องนี้คงไม่น่าติดตามสักเท่าไร

“งั้นมั้ง” อดีตหัวหน้าห้องทอดถอนใจ ก่อนหน้านี้ เขาทัดทานแล้ว แต่ไม่มีใครฟัง ดังนั้นเมื่อแน่ใจว่าพวกโมกับมิคจะไม่ตีกัน เด็กชายก็ตัดสินใจถอยออกมาแต่โดยดี หากไม่นับว่ากิจกรรมนี้ช่วยสนับสนุนให้ทุกคนทำงานร่วมกัน การแสดงรอบกองไฟก็เป็นเพียงการฆ่าเวลาอย่างมีสีสันเท่านั้นเอง

“พวกมึงๆ ” ปอส่งเสียงนำหน้าพร้อมกับพุ่งตัวเข้ามาแล้วไถลก้นลงนั่งตรงที่ว่างข้างๆ ตะวันอย่างพอดิบพอดี “เมื่อคืนพวกมึงได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ปะ”

“เสียงอะไรวะ” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวกับอดีตหัวหน้าห้องเลิกคิ้วมองเพื่อนที่เพิ่งกลับมารวมกลุ่มด้วยสายตางุนงง ยิ่งเจ้าตัวทำท่าตื่นเต้นคล้ายกับเพิ่งพบเจอเรื่องเด็ดมาหมาดๆ พวกเขาก็ยิ่งจับต้นชนปลายไม่ถูก ทว่ากับไจ๋แล้ว แววตากับสีหน้าของปอในยามนี้ชวนให้เอาเด็กชายรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างไรบอกไม่ถูก

“เมื่อคืนในห้องที่เรานอนมีคนแอบเอากัน”

“ฮะ?!” ตะวันวาดอุทานลั่นก่อนจะยกมือขึ้นอุดปาก ในขณะที่คุนกลอกตาใส่เพราะไม่เชื่อ ส่วนไจ๋นั้นตกใจจนใบหน้าซีดเผือด

“เมื่อเช้าตอนเข้าฐานกูได้ยินพวกห้องสี่คุยกันแต่ยังไม่แน่ใจ เมื่อกี้กูเลยไปคอนเฟิร์มมา...” ปอยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบข่าวกรองให้เพื่อนทั้งสามฟัง “...คืองี้ เมื่อคืนมีคนปวดฉี่ ตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนตีสามใช่ปะ ทีนี้อีตอนกำลังจะลุกไอ้คนนั้นก็ดันเห็นเงาตะคุ่มๆ เหมือนมีตัวอะไรคลานอยู่แถวๆ ที่พวกเรานอนกัน มันเลยอั้นฉี่แล้วนั่งมองเพราะนึกว่ามีคนโดนผีอำ ที่ไหนได้ ไอ้พวกตุ๊ดมันแอบลุกขึ้นมาล่อกัน กูเลยถามพวกมึงไงว่าเมื่อคืนมีใครได้ยินเสียงแปลกๆ ไหม”

“มึงแน่ใจได้ไงว่าเป็นเรื่องจริง” อดีตหัวหน้าห้องยังกังขาเพราะเรื่องที่ปอเล่าเหลือเชื่อเกินไป จะมีใครกล้าทำเรื่องแบบนี้ทั้งที่นอนในห้องรวมร่วมกับคนอื่นนับร้อยชีวิต?

“ถ้าไม่เชื่อมึงจะลองไปถามคนที่เห็นดูก็ได้” ปอสบตากับคนขี้สงสัยแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “เอาปะ เดี๋ยวกูพาไป กูรู้จัก”

“เหอะ ไม่ต้องอะ” อดีตหัวหน้าห้องโบกไม้โบกมือ เขาไม่อยากรู้รายละเอียดเพราะไม่เชื่อ แต่ปอกลับปักใจเป็นแม่นมั่น

“พวกมึงว่าเป็นใครวะ...” ปอเอ่ยถามเพื่อนทั้งสามพลางเบนสายตา แอบเหลือบมองผู้ต้องสงสัยตัวฉกาจอย่างจับผิด “...ใช่ไอ้มิคปะ”

ไจ๋ลอบกลืนน้ำลาย เขาไม่ได้ตอบคำถามของปอ ซ้ำร้ายเด็กชายยังไม่มีกะจิตกะใจฟังบทสนทนาหลังจากนั้นอีกด้วย อันที่จริง เรื่องที่ปอเล่าทำให้เขานึกถึงกางเกงในตัวที่เขาใส่นอนเมื่อคืน ซึ่งได้ย้ายไปอยู่ในถุงก๊อบแก๊บใบหนึ่งที่บัดนี้ถูกซ่อนเอาไว้ตรงช่องลับของกระเป๋าเดินทาง...

เมื่อคืนไจ๋ตื่นตอนกลางดึกเพราะรู้สึกเย็นจนขาชา ขณะพยายามป่ายแขน ตวัดมือควานหาผ้าห่มผืนบางไปทั่ว หูก็พลันได้ยินเสียงหอบหายใจกับเสียงครางเบาๆ ดังมาจากฟูกที่อยู่ถัดไปทางซ้ายมือ เขาปรือตามองไปยังต้นเสียง เห็นเพียงแผ่นหลังของมิคที่นอนตะแคงหันหลังให้ อารามเป็นห่วง กลัวว่าเพื่อนร่วมห้องจะป่วยไข้ เด็กชายเลยฝืนยันข้อศอก ดันลำตัวท่อนบนขึ้นแล้วชะโงกดูว่ามิคเป็นอะไร แต่แล้วกลับต้องพบว่าบนฟูกของมิคมีร่างของใครอีกคนนอนหันหน้าเข้าหาเจ้าตัว และคนทั้งสองซึ่งนอนร่วมหมอนกันอยู่นั้นกำลังขยับตัวยุกยิกจนเกิดเสียงเสียดสีที่ฟ้องความเหนอะหนะ เฉอะแฉะทว่าฟังคุ้นหูอย่างน่าประหลาด

ทีแรกสมองไจ๋ยังไม่ทันประมวลผลว่าภาพในกรอบสายตาคืออะไร แต่เมื่อจมูกได้กลิ่นเหงื่อคาวที่ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ช่วงบ่ายวันหนึ่ง ณ บ้านสวนของพี่ริว เด็กชายก็กระตุกผ้าผืนบางที่กองม้วนอยู่ตรงปลายเท้าขึ้นพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนตะแคงหันหลังให้ทั้งคู่ทันที...

มิคกำลังทำแบบนั้นกับใครอยู่ก็ไม่รู้?!!

ไจ๋แสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้ เด็กชายกระเถิบเข้าไปนอนใกล้กับเพื่อนข้างบ้าน ตวัดผ้าห่มขึ้นคลุมตัว ข่มความอยากรู้อยากเห็นแล้วหลับตาพลางเกลี้ยกล่อมให้ตนเองรีบนอน ทว่าเสียงหอบครางดังอู้อี้กลับไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงเสียที หนำซ้ำเมื่อยิ่งฟังไปนานๆ สมองของเด็กชายก็เริ่มฟุ้งซ่าน จินตนาการภาพตามเป็นฉากๆ

สมองน้อยๆ ของไจ๋ในเวลานั้นฉายภาพมิคกำลังนอนเปลือยกายอยู่บนฟูก มิคคลี่ยิ้มเอียงอายพลางตวัดสายตามองตรงมาด้วยท่าทางกึ่งประหม่ากึ่งเชื้อเชิญ มองเผินๆ ช่างคล้ายกับดาราญี่ปุ่นในวีซีดีโป๊ของพี่ริวไม่มีผิด ชั่วอึดใจให้หลัง ผู้ชายคนหนึ่งก็เดินตัวเปล่าออกมาจากประตูบานข้างๆ จากนั้นจึงก้าวเร็วๆ ตรงเข้าไปนอนคร่อมมิค แล้วทั้งคู่ก็จูบแลกลิ้นกันเป็นพัลวัน

“...อืม...”

เสียงกลั้นครางกับเสียงขยับถี่เร็วรัวที่เพิ่งได้ยินผ่านหูทำให้อยู่ๆ มิคในจินตนาการก็พลิกตัว นอนสลับหัวสลับท้ายกับผู้ชายคนนั้นที่ไจ๋ไม่รู้จัก พวกเขาต่างใช้ปากกับลิ้นสัมผัสเครื่องเพศของอีกฝ่ายอย่างหน้ามืดตามัว จินตภาพสุดสยิวในหัวกับเสียงความเคลื่อนไหวที่ดังมาจากฟูกหลังข้างๆ ก่อกวนจนไจ๋ร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ที่สุดเด็กชายก็พลันรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของอวัยวะตรงกึ่งกลางหว่างขา...

เขากำลังเกิดอารมณ์และต้องการปลดปล่อย!

วินาทีนั้น ไจ๋แตกตื่นกับปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายจนไม่อาจแยกแยะได้ว่า ตนมีความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์จริงบนฟูกหลังข้างๆ หรือตื่นเต้นกับการเล้าโลมในหัวมากกว่ากัน ไจ๋รู้เพียงแค่ว่า หากไม่เร่งระบายความร้อนรุ่มที่อัดแน่นอยู่ข้างใน ไม่แคล้วเขาคงต้องนอนตาค้างไปทั้งคืนเป็นแน่

ในเมื่อไม่อาจฝืนความต้องการ ก็ได้แต่ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำให้สำเร็จโดยเร็วเท่านั้น

เด็กชายเม้มปาก กลั้นหายใจพลางค่อยๆ สอดฝ่ามือ ล้วงเข้าไปในกางเกงแล้วอาศัยเสียงของมิคกับใครอีกคนเป็นเชื้อเพลิง ต่อเติมจินตนาการให้ยิ่งบรรเจิด ทว่าเมื่อปล่อยตัวปล่อยใจ จ่อมจมไปกับภาพเคลื่อนไหวในสมอง ไจ๋กลับพบว่า บัดนี้ตนเองกำลังนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงแทนที่มิคไปเสียแล้ว หนำซ้ำยังถูกผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นลากฝ่ามือลูบไล้ไปทั่วร่างโดยเฉพาะอวัยวะเพศที่ถูกอีกฝ่ายกอบกุมเอาไว้ ก่อนจะชักรูดย้ำๆ จนเสียวซ่านไปทั้งสรรพางค์

แม้ไจ๋จะเฉลียวใจและนึกตั้งคำถามถึงมิคที่อันตรธานหายวับไปในชั่วพริบตา แต่เด็กชายกลับถูกสัมผัสรึงเร้าของชายแปลกหน้าครอบงำสติสัมปชัญญะจนหมดสิ้น ทว่าระหว่างที่บทรักดำเนินไปข้างหน้าอย่างเร่าร้อน อยู่ๆ เขาก็พลันสะดุ้งทันทีที่ได้ยินเสียงคนนอนข้างกันพลิกตัว...

เฮียคุนตื่น?!

ไจ๋เกร็งข้อมือ ขืนตัวทำนิ่งพร้อมกับเบิกตามองเพื่อนข้างบ้านอย่างลุ้นระทึก ต่อเมื่อแน่ใจแล้วว่า ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวเพียงพลิกตัวตะแคงหันหน้ามาหากัน เขาก็ถอนหายใจพรูอย่างโล่งอก ทว่าสบายใจได้ไม่เท่าไร มือข้างหนึ่งของเฮียคุนที่สอดอยู่ใต้คางก็เลื่อนลงไปเกาหน้าท้องอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะวางพาดลงบนฟูกในตำแหน่งที่น่าหวาดเสียวเสียเหลือเกิน...

เมื่อกี้หลังมือเฮียคุนเกือบจะโดนของไจ๋อยู่แล้ว?!!

เด็กชายกลัดกลุ้ม ไม่รู้จะจัดการกับอาการครึ่งๆ กลางๆ ของตัวเองอย่างไร เมื่อครู่นี้ เขาเกือบจะเสร็จสมแล้วแท้ๆ แต่ครั้นจะพลิกตัวตะแคงหันกลับไปอีกด้าน เสียงความเคลื่อนไหวทางฝั่งมิคก็ยังไม่ยุติ ไจ๋เลยตัดสินใจหักดิบ ชักฝ่ามือออกจากขอบกางเกงแล้วข่มตา สะกดกลั้นความต้องการลงเดี๋ยวนั้น

จิตใจฟุ้งซ่านไม่ทันสงบ ไจ๋ก็ถูกคนนอนข้างๆ รวบตัวเข้าไปกอดแน่นจนกึ่งกลางลำตัวที่ยังผงาดง้ำทาบลงบนหน้าท้องของอีกฝ่าย วินาทีนั้น เขาไม่ได้ตกใจกับสัมผัสใกล้ชิดสนิทเนื้อ หากแต่กำลังประหวั่นเนื่องจากปลายจมูกของเฮียคุนอยู่ใกล้กับใบหูเสียเหลือเกิน

ลมหายใจร้อนผ่าวสม่ำเสมอทำเอาไจ๋ย่นคอด้วยความหวิวไหว การขยับตัวเพียงเล็กน้อยเมื่อครู่กระตุ้นท่อนแขนซึ่งพาดอยู่เหนือเอวให้ยิ่งกระชับแนบ อวัยวะร้อนผ่าวที่ยังตื่นตัวเลยสีกับเนื้อผ้าเข้าอย่างจัง เด็กชายทั้งตื่นตระหนกทั้งเสียดเสียว สุดท้ายจึงลืมตัว เผลอกระดกสะโพกแล้วถูไถหนักๆ สองสามครั้ง จากนั้นสายธนูที่ถูกรั้งจนตึงก็ดีดลูกศรพุ่งผึงตรึงเป้าเข้าอย่างจัง

เด็กชายนอนหอบหายใจกำซาบความรู้สึกสุขสมผสมหวาดระแวดอยู่เนิ่นนาน เขาไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้าด้วยไม่อยากทำให้เพื่อนข้างบ้านผวาตื่น ทว่าเมื่อร่างกายได้ปลดปล่อยความอัดอั้นจนปลอดโปร่ง ที่สุดก็ปิดสวิตช์ลงดื้อๆ เคราะห์ดีที่ตอนตื่นนอน เขาหันตะแคงไปอีกทางอีกทั้งยังห่มผ้ามิดชิด เด็กชายจึงสามารถปกปิดคราบขาววงเล็กๆ บนกางเกงนอนจากสายตาคนอื่นได้อย่างแนบเนียน

“ไจ๋”

“หือ?” เสียงของเพื่อนข้างบ้านที่ดังอยู่ข้างหูทำเอาเจ้าของชื่อสะดุ้งโหยง เหตุการณ์ช่วงกลางดึกเมื่อคืนช่างน่าละอาย ไจ๋เลยหลุบตามองพื้นด้วยไม่กล้าสู้หน้าใคร

“คิดอะไรอยู่” เห็นลูกกระต่ายเสมองพื้นแล้วทำตาปริบๆ คุนก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าไจ๋ง่วงมาก หลังจากถูกปลุกให้ลงไปออกกำลังกาย กระทั่งตอนอาบน้ำล้างหน้า ลูกกระต่ายก็แทบจะหลับตาทำทุกอย่างจนตัวเขาต้องคอยจับตามองอย่างใกล้ชิด

“ง่วงมากไหม ทนหน่อยนะ เดี๋ยวคืนนี้กลับไปค่อยนอน” คนพูดลูบหัวลูกกระต่ายเบาๆ ลำพังนอนน้อย เขาคงไม่ห่วงเท่าไร แต่เมื่อพวกเขาต้องเที่ยวตะลอนๆ ไปทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยแทบไม่ได้พัก ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวก็ชักจะกังวลใจขึ้นมานิดๆ

“อื้อ” เด็กชายพยักหน้ารับอย่างขอไปที

คุนเข้าใจว่าเพื่อนข้างบ้านน่าจะอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรงเลยไม่เซ้าซี้ เด็กชายจับมือไจ๋แล้วจูงเจ้าตัวให้ลุกขึ้นยืนแล้วออกเดินตามกัน “ปะ ไปซ้อมกัน”

“ซ้อม?” ไจ๋รั้งตัว หยุดยืนอยู่กับที่ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นพลางถามหาคำอธิบายผ่านสายตา

ดวงตากลมโตที่ดูอิดโรย ไม่สดใสทำเอาใจคนมองไหวสะท้าน คุนนึกสงสารลูกกระต่ายจับใจ จึงคลี่ยิ้มบางพลางลูบเส้นผมนุ่มนิ่มอย่างแผ่วเบา “พวกเราเล่นเป็นต้นไม้ ไจ๋ยืนเฉยๆ ไหวไหม”

“อื้อ!” ไจ๋ฝืนฉีกยิ้มเพราะไม่อยากให้เฮียคุนต้องเป็นห่วง

“งั้นไปกัน โมเรียกไปซ้อมแล้ว” เมื่อไจ๋พยักหน้ารับ คุนก็จูงมือเพื่อนข้างบ้านให้เดินตามไปสมทบกับตะวันและปอที่ยืนประจำจุดรอซ้อมตั้งแต่เมื่ออึดใจที่แล้ว

•✤•✤•✤•

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-4
    • facebook

“ที่พวกเราต้องรีบทำให้เสร็จก่อนปิดเทอมเลยคือพญานาคในขบวนแห่ เท่าที่เราคุยกับพวกเต็ง อาทิตย์แรกเราคงต้องขอแรงผู้ชายให้มาช่วยก่อน ส่วนผู้หญิงใครอยากมา เราก็ไม่ห้าม แต่งานส่วนใหญ่มันจะเป็นการเตรียมโครงสร้างไม้รวมถึงร่างแบบ พวกเธออาจจะเบื่อเพราะไม่มีอะไรทำ”

“ดีนะที่ไม่มีรางวัลการแสดงห่วย ไม่งั้นห้องเราต้องได้แหงๆ” ปอพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด ไจ๋กับพวกเพื่อนๆ ปรายตามองปอพร้อมกับถอนหายใจยาว จากนั้นจึงหันกลับไปฟังโมพูดเรื่องเตรียมงานพาเหรดต่อ

“แต่เท่าที่เราคุยกับเต็ง งานมันก็ไม่ได้เยอะอะไร เพราะฉะนั้น พวกเรามาเจอกันแค่อาทิตย์ละสามวันก็น่าจะพอ เพราะงั้นพวกเรามาโหวตกันดีกว่าว่าจะมาช่วงต้นอาทิตย์หรือปลายอาทิตย์ดี”

“ตอนพวกเราแสดง พวกมึงเห็นหน้าห้องอื่นปะ กูว่าคนอื่นแม่งต้องกำลังสงสารไม่ก็รำคาญพวกเราอยู่แหงๆ เพราะแม่งไม่มีใครหัวเราะซักคน” ปอยังคงพร่ำบ่นเรื่องการแสดงของห้องโดยไม่สนใจโมเลยสักนิด

“...ทีนี้ใครอยากมาทำวันพุธถึงศุกร์ยกมือ”

ไจ๋เหลือบสบตากับข้าวฟ่างที่ยังนั่งรวมกลุ่มกับพวกอุ๋มเหมือนเดิมก่อนจะหันมาหาเฮียคุน เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าให้ เด็กชายเลยยกมือขึ้นพร้อมๆ กับเพื่อนข้างบ้าน ฝ่ายปอที่เพิ่งโดนตะวันกระทุ้งเอว ก็สะดุ้งจนรีบยกมือตามมาติดๆ

“โมแม่งโคตรแกร่งอะ ขนาดการแสดงห่วยแตก มันยังเรียกประชุมได้อยู่อีก”

“มึงช่วยเงียบสักแป๊บได้ไหมวะปอ กูฟังโมไม่รู้เรื่องเลยว่ะ” อดีตหัวหน้าห้องชะเง้อคอ พยายามอ่านปากของโมอย่างอุตสาหะ เขาอยากรู้ว่าผลโหวตเมื่อครู่เป็นอย่างไร จะได้วางแผนชีวิตช่วงปิดเทอมล่วงหน้าได้อย่างเหมาะสม

“กูทำไม่ได้... กูตื่นเต้น”

น้ำเสียงสั่นๆ เมื่อครู่ทำเอาไจ๋ คุน และตะวันวาดเบือนหน้าหันไปมองปอเป็นตาเดียว ก่อนจะเป็นทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวที่ตบบ่าเจ้าตัวแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเห็นใจ “ใจเย็นมึง มึงไม่ต้องตื่นเต้น ไม่มีอะไรหรอก เชื่อกู”

“มีใครอยากเสนออะไรไหม หรือถ้าจะแย้ง... พูดตอนนี้ยังทันนะ” โมถามเพื่อนๆ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่แล้วกลับไม่มีใครแสดงความเห็นแม้แต่คนเดียว หัวหน้าห้องเลยปิดการประชุมด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นทุกคนแยกย้ายกันได้ ส่วนใครจะเขียนสมุดค่ายหรือจะไปทำอะไรก็อย่าลืมขึ้นห้องก่อนสี่ทุ่มล่ะ ไม่งั้นคืนนี้ครูฝึกมาเฝ้าถึงห้องแน่” แม้โมจะหยิบยกประโยคข่มขู่สุดคลาสสิกของพวกครูขึ้นมาเตือนสติเพื่อน แต่พวกเขากลับไม่ถือสา เก็บคำพูดโมมาเป็นอารมณ์ เพราะส่วนใหญ่ล้วนแต่ดีใจมากกว่าที่หนึ่งวันอันยาวนานกำลังจะสิ้นสุดลงเสียที

“ไจ๋”

“ข้าวฟ่าง” เจ้าของชื่อส่งยิ้มให้เพื่อนสนิทที่เพิ่งเดินตัวปลิวตรงเข้ามาหากัน

“ไปเขียนสมุดค่ายกันเหอะ” ขวัญชีวินยิ้มพลางผงกหัวเชื้อเชิญ เมื่อช่วงเย็น พวกเขาตกลงกันว่า ก่อนขึ้นนอนจะรีบไปเขียนสมุดค่าย บอกเล่าความประทับใจที่มีต่อเพื่อนคนอื่นๆ พร้อมกัน อันที่จริง ถ้าไม่ติดว่าถูกโมเรียกตัวไปคุยเรื่องเงินห้องระหว่างกิจกรรมรอบกองไฟ เด็กหญิงคงมานั่งกับสหายทั้งสี่นานแล้ว

“อื้อ!” เด็กชายพยักหน้าก่อนจะหันไปเอ่ยกับทายาทร้านก๋วยเตี๋ยว “ไจ๋ไปเขียนสมุดค่ายกับข้าวฟ่างนะ”

คุนยิ้มบางแล้วตอบด้วยน้ำเสียงชวนฟัง “เดี๋ยวเฮียเดินไปหา”

ไจ๋ลุกขึ้นแล้วเดินตามข้าวฟ่างไป เดิมทีเด็กชายตั้งใจจะเขียนสมุดค่ายพร้อมกับเพื่อนข้างบ้าน แต่ปอขอร้องให้เฮียคุนกับตะวันคอยเป็นกองหนุน เขาเลยต้องรับหน้าที่ประกบขวัญชีวิน ทั้งยังคอยกันไม่ให้เจ้าตัวขึ้นนอนไปก่อนเวลาที่ปอจะมาหา

“ข้าวฟ่างจะมาทำงานที่ระ โรงเรียนตอนไหน”

ฟังจากที่โมบอก ไจ๋สรุปได้ว่า อาทิตย์หน้าพวกผู้ชายจะไปโรงเรียนเพื่อเตรียมงานเบื้องต้น จากนั้นอีกสองอาทิตย์ที่เหลือ พวกผู้หญิงจะต้องตามมาสมทบเพื่อช่วยทำงานจิปาถะอื่นๆ แต่ด้วยฐานะเหรัญญิกของข้าวฟ่าง เขาเดาว่าเจ้าตัวน่าจะต้องเข้ามาทำงานโรงเรียนทุกวัน

“เราว่าจะมาตั้งแต่วันแรกเลย ดีปะ” พูดจบ เด็กหญิงก็ก้มลงหยิบสมุดค่ายของกลุ่มลูกเสือกัลปพฤกษ์ที่มัดรวมไว้กับปากกาเมจิกส่วนกลางขึ้นมาถือเอาไว้

“อื้อ!” ไจ๋พยักหน้าหงึกหงักพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง ถึงจะต้องมาโรงเรียนเพื่อเตรียมงานกีฬาสีสามวันต่อสัปดาห์ แต่ถ้าได้เจอหน้าข้าวฟ่างทุกวัน ปอจะต้องดีใจมากแน่ๆ

“ไปนั่งตรงโน้นกัน” ขวัญชีวินชี้นิ้วให้คู่สนทนามองดูที่ว่างมุมหนึ่งที่ยังไม่มีใครจับจอง เมื่อไจ๋ผงกหัวเห็นพ้อง หล่อนก็เดินนำเพื่อนสนิทไปนั่งตรงมุมใกล้กับประตูด้านหน้าของโถงอเนกประสงค์ใต้หอนอนซึ่งมีทั้งแสงสว่าง อีกทั้งยังยู่ใกล้กับพัดลมเพดาน

“อะ สมุดค่ายของพี่คุน”

“ขอบใจ” ไจ๋ยิ้มเขินพลางรับสมุดค่ายที่บนหน้าปกมีลายมือคุ้นตาเขียนกำกับอยู่ อันที่จริง เมื่อครู่นี้ไจ๋ตั้งใจจะหาสมุดค่ายของเฮียคุนอยู่แล้วเชียว แต่ข้าวฟ่างกลับรู้ใจ หยิบมาให้ก่อน แต่เมื่อพลิกเปิดดูข้างใน รอยยิ้มบนหน้าขาวผ่องก็เลือนหายโดยพลัน

มีคนมาเขียนข้อความถึงเฮียคุนเต็มไปหมดเลย แถมหลายคนยังเขียนอีเมล แอคเคาท์เอ็มเอสเอ็น เบอร์โทรศัพท์ รายที่อาการหนักหน่อยถึงกับแปะรูปสติกเกอร์ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าอีกต่างหาก

“ตะวันกับพี่คุนนี่เสน่ห์แรงขึ้นทุกวันเลยแฮะ” ขวัญชีวินยังปิดสมุดค่ายของอดีตหัวหน้าห้องค้างอยู่ กระนั้นหล่อนกลับชะโงกหน้ามาดูสมุดค่ายของเพื่อนรุ่นพี่ในระหว่างที่ไจ๋กำลังพลิกหน้ากระดาษหาพื้นที่ว่างเป็นพัลวัน แต่จนถึงตอนนี้ เจ้าตัวก็ยังหาสิ่งที่ต้องการไม่เจอ “ไจ๋เขียนตรงปกเลยสิ พี่คุนจะได้เห็นที่ไจ๋เขียนง่ายๆ ”

คำแนะนำของข้าวฟ่างช่วยชี้ทางสว่างให้ไจ๋ ที่สุดเด็กชายก็เจอที่ว่างซึ่งปราศจากรอยปากกาของคนอื่นจนได้ “อื้อ!”

คอยดูนะ ไจ๋จะเขียนให้เต็มทั้งปกหน้าปกหลังเลย!

“ไจ๋ว่าเราเขียนให้ใครก่อนดีอะ” เด็กหญิงหยิบสมุดค่ายของปอกับตะวันขึ้นมาชูตรงหน้าเพื่อนสนิท

“อือ” เจ้าของชื่อยู่ปากพลางมองสมุดค่ายสองเล่มสลับกัน ทว่าด้วยฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดในแผนการสารภาพรักที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า เด็กชายเลยจรดปลายนิ้วลงบนปกสมุดค่ายของปออย่างลืมตัว ทว่าพอเห็นขวัญชีวินทำหน้ามู่ทู่คล้ายไม่เห็นชอบ เขาก็อดรู้สึกใจแป้วแทนเจ้าของไม่ได้

“เราเขียนของตะวันก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะหาหน้าว่างเขียนอีกไม่ได้”

เห็นข้าวฟ่างก้มหน้าก้มตาเขียนข้อความลงบนสมุดค่ายของตะวัน ไจ๋ก็เอื้อมหยิบปากกาในกล่องพลางลอบถอนหายใจแทนปอไปรอบหนึ่ง

“ข้าวฟ่าง เธอว่างปะ ออกมาคุยกับเราหน่อยดิ”

เสียงของปอดึงดูดความสนใจของทั้งคู่ได้ในบัดดล ไจ๋ละสายตาจากสมุดค่ายของเฮียคุน เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนในกลุ่มที่ยืนยิ้มเผล่อยู่ตรงกรอบประตู

“เธอมีอะไรหรือเปล่า” ขวัญชีวินใช้ปลายนิ้วคั่นสมุดค่ายของตะวันก่อนจะสบตากับปอพลางต่อรอง “นั่งคุยกันตรงนี้ได้ปะ เรายังเขียนสมุดค่ายไม่เสร็จเลยอะ”

“เธอเอาสมุดค่ายมาด้วยดิ เดี๋ยวพอคุยเสร็จค่อยกลับมานั่งเขียนต่อ” ปอดูประดักประเดิดแต่ก็ไม่ถอดใจ ยังมุ่งมั่นจะเรียกขวัญชีวินออกไปพูดคุยกันให้ได้

“ก็ได้” ท่าทีเก็บเนื้อเก็บตัวจนน่าประหลาดของอีกฝ่ายตลอดสองวันที่ผ่านมาเป็นเหตุให้เด็กหญิงไม่สบายใจนัก หากการสนทนาจะช่วยเหลือเพื่อนได้ หล่อนก็พร้อมจะให้ความร่วมมือเต็มที่

ไจ๋นั่งมองตามแผ่นหลังของข้าวฟ่างกับปออยู่ชั่วอึดใจก่อนจะหย่อนสมุดค่ายของเฮียคุนใส่ลงในกระเป๋ากางเกง จากนั้นจึงออกวิ่งตามเพื่อนทั้งสองไปห่างๆ ต่อเมื่อเห็นปอหยุดยืนหันหลังให้กับถังเก็บน้ำฝนทรงสี่เหลี่ยม เด็กชายก็พลันชะงัก ก่อนจะหันรีหันขวางด้วยไม่รู้ว่าควรไปซ่อนตัวที่ไหน

ทำไงดี ขืนยังยืนอยู่ตรงนี้ จะต้องกลายเป็นก้างขวางคอของปอแน่ๆ เลย

ระหว่างที่เด็กชายกำลังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่นั้น มือข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาฉุดแขนเจ้าตัวให้วิ่งตามกันไปแอบซุ่มตรงมุมอับแสงด้านหลังถังเก็บน้ำ ไจ๋ได้กลิ่นคุ้นเคยเลยไม่ตื่นตกใจ ต่อเมื่อรู้ว่าเฮียคุนพาตนเข้ามาหลบยืนในที่ลับตาโดยมีตะวันคู้ตัวรอดูสถานการณ์ฝั่งปออยู่ข้างๆ เด็กชายก็สูดลมหายใจอย่างผ่อนคลายได้ในที่สุด

“ข้าวฟ่าง เรามีอะไรจะบอกเธอ”

แม้จากจุดนี้ไจ๋จะมองเห็นเพียงแผ่นหลังของข้าวฟ่างกับใบหน้าด้านข้างของปอที่ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่หูทั้งสองข้างกลับได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน เด็กชายเหลือบมองเพื่อนทั้งสองพลางชื่นชมทั้งคู่อยู่ในใจ...

เฮียคุนกับตะวันเลือกที่ซ่อนได้ดีจังเลยแฮะ

“อืม เธอจะบอกอะไรเราก็บอกมาเหอะ”

“เราชอบเธอ เธอเป็นแฟนกับเรานะ”

ไจ๋ยกมือขึ้นปิดปากกั้นเสียงอุทาน เขาไม่คิดเลยว่า ปอจะโพล่งคำสารภาพโดยไม่เกริ่นความรู้สึกร้อยพันเหมือนพระเอกในละครทีวี ทว่าการที่ข้าวฟ่างนิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา ก็น่าเป็นห่วงพอดู เด็กชายเลยชะโงกหน้าแล้วเพ่งมองดูปอ ก่อนจะพบว่า เจ้าตัวกำลังทำหน้าคาดหวังไม่ต่างกัน

ความเงียบงันที่ค่อยๆ เยื้องย่างผ่านไปอย่างช้าๆ พัดตะกอนความฟุ้งซ่านในใจจนฟุ้งกระจาย เด็กชายลุ้นคำตอบจากปากเพื่อนสนิทจนเผลอตัวแยกเขี้ยว กัดข้อนิ้วมือเพื่อระบายความเครียด...

ข้าวฟ่างช่วยพูดอะไรสักอย่างทีเถอะ!

ที่สุดคำภาวนาของไจ๋ก็เป็นผล ชั่วอึดใจให้หลัง ขวัญชีวินก็เอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเด็ดขาด “เราชอบเธอแบบเพื่อน เราไม่ได้อยากคบเธอแบบแฟน”

ภาพใบหน้าของปอกับรอยยิ้มฝืดเฝื่อนดูน่าสงสารมาก ไจ๋กำชายเสื้อของเพื่อนข้างบ้าน ระบายความโศกเศร้าใส่มันจนยับยู่ ต่อเมื่อเฮียคุนยื่นมือมาจับกันเอาไว้ เด็กชายเลยเปลี่ยนไปบีบของมืออีกฝ่ายแทน

“ถึงตอนนี้เธอจะชอบเราแบบเพื่อน แต่ถ้าพวกเราลองคบกันเป็นแฟน เธออาจจะชอบเรามากขึ้นก็ได้นะ” รอยยิ้มของปอดูเจ็บปวด กระนั้นเจ้าตัวกลับยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว “ลองคบกันดูก่อนไหม สมมติถ้าสุดท้ายเธอไม่ชอบเราแบบนั้นจริงๆ พวกเราก็กลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมไง”

ไจ๋เห็นปอก้าวเท้าเข้าไปหาข้าวฟ่าง แต่เพื่อนสนิทของเขากลับถอยกรูด กระทั่งแผ่นหลังของเจ้าตัวยังหลุดจากกรอบสายตาของเขาไปเสียแล้ว ถึงอย่างนั้น สีหน้าเสียใจของปอกลับแทรกซึมลึกเข้าไปในจิตใจของทุกคนถึงขนาดที่ว่า ต่อให้ผ่านไปอีกหลายปี เหตุการณ์ในค่ำคืนนี้ก็มักจะถูกหยิบยกขึ้นมากระเซ้าเจ้าตัวอยู่เสมอ

“อย่าเลย พวกเราคบกันเป็นเพื่อนเถอะนะ”

“แต่เธ...”

“เธอเชื่อเราเถอะ เป็นเพื่อนกันน่ะดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเลิกคบกันไง”

ไจ๋อึดอัดจนเผลอกัดริมฝีปากล่างโดยไม่รู้ตัว ไม่อยากจะคิดเลยว่า หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับปอ ตนควรรับมืออย่างไร

“ข้าวฟ่าง”

“หืม?”

“เธอชอบคนอื่นอยู่หรือเปล่า เธอถึงไม่ชอบเราอะ”

“เปล่า เราไม่ได้ชอบใคร เราแค่ยังไม่อยากมีแฟนจริงๆ ”

ไจ๋บีบมือเฮียคุนเต็มแรงหลังจากเห็นปอก้มหน้าลงมองต้นหญ้าบนพื้น แม้หลังจากนั้น ข้าวฟ่างจะพูดจาปลอบใจเจ้าตัวอีกหลายต่อหลายประโยค ปอก็ไม่เงยหน้าขึ้นอีกเลย ต่อเมื่อข้าวฟ่างเดินจากไป ไจ๋ก็สังเกตเห็นรอยน้ำตาบนแก้มปอที่สะท้อนแสงไฟ เจ้าตัวยกหลังมือขึ้นปากมันทิ้งอย่างลวกๆ จากนั้นจึงเดินหนีไปก่อนที่พวกเขาจะไหวตัว

“เดี๋ยวกูไปดูปอให้” ตะวันวาดอาสาทันควัน ทว่าคุนกลับส่ายหัวทันที

“มึงไปดูข้าวฟ่างกับไจ๋ เดี๋ยวกูไปดูปอให้เอง”

“เฮียกับตะวันไปดูปอเถอะ ไจ๋ไปหาข้าวฟ่างคนเดียวได้” ไจ๋บอกปัดทันที เขาคิดว่า คงจะดีกว่าถ้าได้พูดคุยกับข้าวฟ่างตามลำพัง เมื่อได้ยินดังนั้น เพื่อนทั้งสองคนก็รีบวิ่งตามหลังปอไปทันที ส่วนไจ๋เองก็ก้าวเร็วๆ กลับไปหาขวัญชีวินยังจุดสุดท้ายที่พวกเขาใช้เวลาร่วมกัน

“ข้าวฟ่าง” เด็กชายเม้มปากพลางสูดลมหายใจเข้าจนสุดปอดเพื่อกลบเกลื่อนอาการเหนื่อยหอบของตน

“ไม่ไปดูปอเหรอ” ขวัญชีวินแค่นยิ้ม ในแววตาของหล่อนแฝงความรู้สึกน้อยใจเอาไว้บางๆ

กิจกรรมในค่ายไม่เพียงแยกหล่อนออกจากกลุ่มเพื่อนทางอ้อม หากแต่ยังทำให้เด็กหญิงเห็นเส้นแบ่งทางเพศที่ชัดเจนกว่าปกติอยู่หลายเท่า คงไม่แปลก ถ้าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ ตามไปดูอาการของปอในเวลานี้

ไจ๋ส่ายหัวพลางทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามอีกฝ่าย “ระ เราเป็นห่วงข้าวฟ่าง”

เด็กหญิงบรรจงเขียนตัวอักษรประดิษฐ์ลงในสมุดค่ายให้อดีตหัวหน้าห้อง “ไม่ต้องห่วงเราหรอก เราโอเค”

เห็นเพื่อนสนิทเพ่งสมาธิเขียนหนังสืออย่างตั้งใจ ไจ๋ก็สะกดความสงสัยอีกไม่ไหว โพล่งคำถามออกไปทันที “ข้าวฟ่างไม่ชอบปอไง”

เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมองสบตากับคู่สนทนาพลางส่ายหัวดิก “ไม่ชอบ”

แววตาของเพื่อนสนิทเรียบเฉย ยิ่งมอง ไจ๋ก็ยิ่งรู้สึกว่า อีกฝ่ายคงไม่มีทางเปลี่ยนใจ

“เฮ้อ” เด็กชายถอนหายใจยืดยาว เมื่อได้สบตากับข้าวฟ่าง เขาก็พลันเข้าใจความเจ็บปวดของปอ แต่ในขณะเดียวกัน เด็กชายก็ยิ่งนับถือความซื่อสัตย์จริงใจของเพื่อนสนิทมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

“เราอยากมีเพื่อนที่สนิทกันมากๆ แบบที่คุยกันได้ทุกเรื่องมากกว่าจะมีแฟน ไจ๋เข้าใจเราใช่ปะ”

“อื้อ!” ไจ๋ผงกหัวหงึกหงัก

เข้าใจสิ ทำไมไจ๋จะไม่เข้าใจ ถ้าไม่ใช่เพราะมีเฮียคุน ปอ ตะวัน และข้าวฟ่างคอยอยู่ข้างๆ ไจ๋จะมีความสุขแบบนี้เหรอ

ปฏิกิริยาของไจ๋เรียกรอยยิ้มจากขวัญชีวินได้ในพริบตา หล่อนชอบที่คู่สนทนาเห็นอกเห็นใจคนอื่นอยู่เสมอ แต่เพราะไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจบลง เด็กหญิงจึงรีบเบนความสนใจของเพื่อนสนิทไปยังสมุดค่ายตรงหน้า “เขียนกันเหอะ”

“อื้อ” ไจ๋ผงกหัวรับคำก่อนจะล้วงหยิบสมุดค่ายของทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวออกมาเขียนต่อ ทั้งคู่นั่งเขียนสมุดไปพลาง เงี่ยหูฟังเพื่อนร่วมชั้นปีคนอื่นๆ พูดคุยกันไปพลาง รู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนที่เฮียคุนเดินมาเรียกหากัน

“ไจ๋ ข้าวฟ่าง จะสี่ทุ่มแล้ว ขึ้นข้างบนกันเหอะ”

สิ้นเสียงของเพื่อนรุ่นพี่ เจ้าของชื่อทั้งสองก็กุลีกุจอเก็บข้าวของ เตรียมตัวขึ้นนอน เมื่อทั้งสามก้าวขึ้นบันไดไปยังเรือนนอนบนชั้นสอง ขวัญชีวินก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ปออะพี่คุน”

“มันกับตะวันไปนอนแล้ว”

“อ้อ อืม” เด็กหญิงพยักหน้าพลางก้าวเท้าข้ามบันไดขั้นสุดท้าย จากนั้นจึงหยุดยืนตรงหน้าประตูมุ้งลวด ทางเข้าห้องนอนรวมของเด็กผู้หญิง หล่อนโบกมือให้เพื่อนทั้งสองคนพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เราไปนอนก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกัน”

“อื้อ”

“ฝันดี”

“ฝันดีนะข้าวฟ่าง” ไจ๋คลี่ยิ้มพลางมองส่งเพื่อนสนิทจนเจ้าตัวเดินหายลับเข้าไปในห้อง

“ไปนอนกันเหอะ” คนเกิดก่อนเอ่ยพลางพาดแขนลงบนหัวไหล่เพื่อนข้างบ้าน แล้วสืบเท้า เดินนำอีกฝ่ายให้ก้าวตามกันไปยังห้องนอนของพวกเขาที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

“ปอเป็นไงมั่งอะเฮียคุน”

“มันนอนแล้ว ไม่ต้องห่วงมันหรอก” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวตอบอย่างรวบรัด เพราะนอกจากจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ แล้ว เพื่อนรุ่นน้องยังนิ่งเงียบจนน่าใจหาย ยังดีที่เมื่อตะวันชักชวนให้กลับขึ้นหอนอน ปอไม่ต่อต้าน ซ้ำยังยอมเดินตามไปง่ายๆ ไม่อย่างนั้นคืนนี้พวกเขาคงไม่ได้พักผ่อนเป็นแน่

“ไจ๋สงสารปออะ”

“เฮียก็สงสารมันเหมือนกัน” คุนถอนหายใจ

“นั่นพวกเธอยืนทำอะไรกัน ทำไมไม่เข้าห้อง” ทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนของครูดังมาจากชั้นล่าง เด็กชายทั้งสองคนก็มองหน้ากันก่อนจะรีบวิ่งเข้าห้องนอนไปอย่างรวดเร็ว

•✤•✤•✤•

“ตั้งใจเถิบไปหน่อยได้ปะ” เพื่อนคนหนึ่งในหมู่หันมาถามไจ๋ที่รับหน้าที่นั่งเฝ้าที่กินข้าว เด็กชายกำลังจะบอกปัดด้วยตั้งใจจะเว้นที่ว่างให้ข้าวฟ่างที่ยังไม่มา แต่เมื่อเห็นเพื่อนสนิทเดินไปนั่งร่วมวงกับอุ๋ม ไจ๋ก็ถอนหายใจพลางกระเถิบไปข้างๆ ยอมเปิดทางให้เจ้าของคำถามเมื่อครู่อย่างว่าง่าย

ตั้งแต่เริ่มกิจกรรมในตอนเช้า ปอก็ปลีกตัวไปอยู่ห่างๆ จากข้าวฟ่าง พอปอหนีไปนั่งคนเดียว เฮียคุนกับตะวันก็พะวักพะวน นั่งไม่ติดที่ อดีตหัวหน้าห้องแอบกระซิบบอกกับไจ๋และเฮียคุนว่า เมื่อคืนปอนอนร้องไห้ ไจ๋เลยรีบตามไปดู ข้าวฟ่างคงรู้ เจ้าตัวจึงจงใจเลี่ยงไปนั่งรวมกลุ่มกับอุ๋ม ไม่มานั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนทุกวัน

ไจ๋ไม่ชอบสถานการณ์ในตอนนี้เลย แต่ครั้นจะไปอยู่เป็นเพื่อนข้าวฟ่าง เขาก็อดห่วงปอไม่ได้เพราะสภาพของปอในตอนนี้ ย่ำแย่จนดูน่าสงสารมากๆ

คุนเดินนำตะวันกับปอกลับมานั่งยังที่ว่างอีกฟากที่ไจ๋เอากระติกน้ำวางจองไว้ให้ จากนั้นจึงหันไปเอ่ยกับเพื่อนข้างบ้าน “กินข้าวกันเหอะ”

“อื้อ”

“สรุปเมื่อคืนพวกห้องห้าเล่นไพ่โต้รุ่งกันหรือเปล่าวะ” ตะวันวาดแสร้งเปรยขึ้นคล้ายกับรอให้ปอช่วยต่อบทสนทนาเหมือนทุกที แต่อีกฝ่ายกลับไม่พูดไม่จา หนำซ้ำยังก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวเลยจำเป็นต้องรับไม้ต่ออย่างเสียไม่ได้

“ไม่รู้ว่ะ พอหัวถึงหมอน กูก็ปิดสวิตช์แล้ว”

ตะวันวาดแลกเปลี่ยนสายตากับเพื่อนรุ่นพี่ แต่ค่าที่พูดออกไปไม่ได้ว่าตนนอนเฝ้าปอเกือบทั้งคืน เด็กชายจึงเพียงเออออห่อหมกไปตามเรื่อง “กูก็เหมือนกัน”

พอปอไม่พูดขึ้นมา ต่อให้ตะวันกับเฮียคุนจะพยายามประคับประคองบทสนทนาอย่างไร บรรยากาศโดยรวมก็กร่อยอยู่ดี สุดท้ายทั้งสี่จึงได้แต่นั่งเงียบๆ ไม่พูดจาเล่นหัวกันเหมือนทุกที กระทั่งขณะนั่งรถกลับบ้าน ความกระอักกระอ่วนอันเป็นผลจากเหตุการณ์ช่วงก่อนนอนเมื่อคืนก็ยังไม่คลี่คลาย


•✤•TBC•✤•

ตอนนี้เราไม่ชวนคุยยาวนะคะ เข้าใจหัวอกคนกำลังเศร้า
เห็นใจปอ แต่ก็เข้าใจข้าวฟ่างแหละเนอะ ส่วนน้องต่ายที่แอบทำอะไรลับๆ ล่อๆ กลางดึก
เราคงต้องปล่อยให้เพื่อนข้างบ้านช่วยดูแล บำบัดทุกข์ บำรุงสุขในภายหลังในจังหวะที่เหมาะสมค่ะ ^_^
ตอนหน้าเราจะพาคนอกหักไปปลอบประโลมใจกันค่ะ มารอดูกันนะคะว่าเหล่าเด็กชายจะไปหัวหักก้นขวิดกันที่ไหน
แต่รับรองเลยว่าใครที่เป็นแม่ยกตะวันวาดจะต้องดีใจที่ได้เจอกับใครคนหนึ่งที่มักจะถูกพูดถึงอยู่เนืองๆ แน่ๆ เลยค่ะ 555

ชาวทวิตภพติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ด้วยน้า เราชอบอ่านทวิตของพวกคุณค่ะ
เจอกันวันจันทร์ค่ะ ขอให้วันหยุดสุดสัปดาห์นี้เป็นช่วงเวลาที่ดีของทุกๆ คนนะคะ!
ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)

•✤K. narongyut:•✤•
555 คุณ narongyut คงต้องทำใจแล้วละค่ะ เพราะหลังจากนี้ จิ้งจอกเด็กจะอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
อย่าลืมดูแลตัวเองดีๆ นะคะ ทางเราเป็นห่วงรู้ไหม ^_^


•✤•K.blove:•✤•
เราว่าทางปอน่าจะงอแงนานอยู่ค่ะ เท่าที่ไปแอบๆ นับ น่าจะยืดเยื้อไปอีกอย่างน้อยสองตอนค่ะ 555
ส่วนไจ๋กับเฮียคุนนั้น.... เฮ้อ เราอย่าพูดถึงเลยค่ะ ลับหลังเป็นไม่ได้ สองคนนี้เป็นต้องมุ้งมิ้งกันตลอดๆ น่าหนักใจแทนเฮียเม้งจริงๆ ค่ะ 555 รักคุณ blove มากนะคะ ไว้กลับมาคุยกันอีกเนอะ
ป.ล. เราดีใจนะคะที่เรื่องของไจ๋ทำให้คุณ blove ได้หวนนึกถึงช่วงเวลาดีๆ ในอดีต มาค่ะ พวกเรามาย้อนรำลึกถึงความสุขในวัยเยาว์ไปพร้อมๆ กัน!


•✤•K.  GBlk:•✤•
ขอบคุณสำหรับความเห็นนะคะ หวังว่าโอกาสหน้าเราจะได้คุยกันอีกนะคะ


•✤•K.Ac118:•✤•
ตอนก่อนหน้านั้นเฮียคุนเคลิ้มเพราะเสียงน้อง มาล่าสุดก็เคลิ้มเพราะความขาวเนียน ตอนที่เพิ่งจบไปนี่ ทางเราไม่กล้าคิดเลยนะคะว่า ถ้าจิ้งจอกเด็กรู้ว่าลูกต่ายกระทำการห้าวหาญกับตัวเองแล้วผลจะเป็นยังไง 555 (สงสัยว่าหลังจากนี้ คุณ Ac118 คงต้องให้โอกาสเฮียคุนได้แก้ต่างแล้วล่ะค่ะ เพราะน้องต่ายเป็นฝ่ายออกอาวุธก่อนอย่างเห็นได้ชัดเลย // ตอนนี้เฮียคุนคือหัดร้องเพลง ‘เด็กมันยั่ว’ วนไปเลยค่ะ 555)

ส่วนปอน้านนนน... คงต้องรบกวนขอน้ำใบบัวบกในมือคุณ Ac118 มาแก้อาการช้ำในอกของปอแล้วล่ะค่ะ ถถถ สงสารพ่อคุณอยู่นะคะ จ๋อยไปเลย (แต่ตอนหน้า ปอจะเจอศาสดาที่จะเข้ามาช่วยนำทางสว่างให้แล้วค่ะ รับรองว่าไม่ดราม่านานแน่ๆ เชื่อเรานะคะ ^_^)

รักคุณ Ac118 นะคะ ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมคะว่าอะไรที่เสียวๆ 555 (หลับตา ปิดปาก แต่ชี้นิ้วไปที่ลูกกระต่าย)


•✤K.ป้าหมีโคตรขี้เกียจ:•✤•
ตอนนี้ปอโดนข้าวฟ่างเบรกจนหน้าคว่ำเลยค่ะ 5555 มั่นหน้ามากไปก็ใจสลายแรงเป็นเงาตามตัวเลยค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงปอนะคะ เพื่อนๆ รอซัพพอร์ตปอเต็มที่ค่ะ เพราะงั้น ปอจะเศร้าไม่นานค่ะ ^_^

ทางเราตอนเรียนมัธยมเคยไปเข้าค่ายที่โรงเรียนแค่ครั้งเดียวค่ะ และกินอาหารโรงเรียน (แหงอยู่แล้วว่าต้องไม่มีอะไรแปลกใหม่ 555) แต่เพิ่งจะได้เจอประสบการณ์หลากหลายเอาตอนเรียนมหาลัยนี่แหละค่ะ อย่างไรก็ดี ตอนโตเราเองก็ชอบไปค่ายมากนะคะ เพราะอาหารที่ค่ายอร่อยเกือบทุกค่ายเลยค่ะ 555

ช่วงนี้อากาศไม่ค่อยดี (ฝุ่นกลับมาอีกแล้ว) ยังไงคุณป้าหมีโคตรขี้เกียจต้องดูแลตัวเองดีๆ นะคะ ร่างกายจะได้แข็งแรงค่ะ รักคุณป้าหมีโคตรขี้เกียจมากๆ ค่ะ จุ๊บๆๆๆๆ


ออฟไลน์ ป้าหมีโคตรขี้เกียจ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 195
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +32/-0
เอามืออุดปากกรี๊ดตั้งแต่ช่วงต้น EP เรากังวลผิดคนอยู่ใช่มั๊ยนะ คิดไม่ถึงว่าน้องไจ๋ที่นุ่มนิ่มน่ารักจะทำการอุกอาจขนาดนี้ ไม่จริงงงงงงงงง ไม่ๆๆๆๆ ฮืออออออ แล้วทำกับใคร! กับเฮียคุน อิเฮียที่เรากำไม้มะยมหมายหัวมาตลอดว่าจะทำมิดีมิร้ายน้อง แต่กลายเปฺนว่าน้องไปทำเฮียคุณแทน ม่ายยยยยยย  o22 o22 o22

ส่วนปอก็.. /ตบไหล่ปุๆ เอาน่า นายอาจจะอกหักอีกหลายครั้ง ครั้งแรกมันก็จุกๆเจ็บๆแบบนี้ละนะ

ปล. เรากังวลจังเลยว่าการสารภาพรักจะทำให้ข้างฟ่างเริ่มห่างจากพวกเด็กผู้ชาย ได้แต่หวังว่าไจ๋จะเป็นกาวดึงข้าวฟ่างกลับมาได้บ้าง

ปล.2 คุณน้อยหน่าก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ  :L1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 83 || P.24 ||20.11.2020 ✤
« ตอบ #709 เมื่อ: 20-11-2020 17:22:53 »





ออนไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +101/-0
ปอจะเสียใจก็ตอนนี้แหละ โดนปฎิเสธมามันก็ธรรมดา แต่ว่านะ คิดว่ามูฟออนได้เร็ว เพราะปอยังเด็ก และชอบสาวสวยๆเจอคนใหม่ก็คงชอบไปเรื่อย แล้วก็จะกลับมาคุยกับข้าวฟ่างเหมือนเพื่อนได้เหมือนเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิม เมื่อก่อนยังมีเกรงใจข้าวฟ่างเพราะต้องดูดีในสายตาเขา แต่หลังจากนี้อาจไม่เกรงใจแล้วก็ได้ เป็นเพื่อนที่สถานะเหมือนเพื่อนคนอื่น 5555 //แต่แบบไจ๋นี่โอออออ~แอบร้อนแรงแซงเฮียคุนไปแล้ว 55555 การที่ไจ๋เห็น แล้วเกิดอารมณ์ แสดงว่าไจ๋ไม่ได้รังเกียจถ้าโตกว่านี้ก็น่าจะแยกแยะและรับรู้ตีความหมายได้ คึคึ  :-[ ไจ๋ไม่ต้องซีเรียวนะบรรยากาศอึมครึมสักพักก็หายไป ปอทำใจได้เร็วอยู่หรอก 555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รตอนต่อไปเล้ย สู้ๆค่ะ  :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +184/-6
ตายแล้ว น้องไจ๋ก้าวล้ำนำหน้าเฮียไปซะแล้ว  อดเห็นใจเฮียไม่ได้ที่เห็นความขาวโอโม่ล่อตาล่อใจ แต่ทำได้แค่ข่มใจไว้ ผิดกับเจ้าลูกต่ายที่ยังไม่แกร่งพอ

สงสารปอเหมือนกันนะที่ต้องอกหัก มีความกล้าหาญที่จะสารภาพรักกับข้าวฟ่างแต่เมื่อปลออกมาไม่เป็นอย่างที่คิด อาจจะเป็นประสบการณ์ให้ปอคิดหน้าคิดหลังให้มากกว่าเดิม

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 464
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-0
ไจ๋ลูกนู๋ทำอะรายยยยยยยย :hao6: :hao7:ร้ายนะเราเนี่ย :hao7:

ออฟไลน์ narongyut

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 106
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-1
 :hao4: เอ่อมมมม น้องต่ายน้อย ของเฮียคุน สู้ๆนะปอเอ้ย

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 761
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-0
อุ๊กรี๊ดดด ไจ๋ลู้กก เจ้าลูกกระต่ายนุ่มนิ่มของแม่ หนูแซ่บนะลูกก //อิแม่ถูกใจสิ่งนี้ คิคิ

โดนเฮียแอบเนียนมาตั้งนานหนูยังไม่รู้ตัว มันต้องเอาคืนบ้างไรบ้าง เอาแบบเฮียไม่รู้ตัวนี่แหล่ะ หื่นมาหื่นกลับไม่โกง! เสียเชิงจิ้งจอกตัวร้าย หลับสนิทโดนลูกกระต่ายเอาเบบี้แครอท ไถจิ้มพุง จนเสร็จสมอารมณ์หมาย5555555
 //แคะกระปุกเกียมซื้อกล้องวงจรปิดแพ๊พ!

ปอเอ้ย /ตบบ่าปุๆ/ริจะเป็นนักรัก แค่นี้จิ๊บๆ ซดน้ำใบบัวบกแก้ช้ำในเด่วก็หาย อกหักดีกว่ารักไม่เป็น
น้ำหยดลงหินทุกวัน หินมันยังกร่อน นับประสาอะไรกับใจคน ไม่เชื่อถามเฮียคุนดิ!
แต่ถ้าไม่เชื่อไม่เป็นไรนะ ไปหาใหม่เลยยย (ยุส่ง555)  /ทีมน้องข้าวฟ่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-11-2020 16:13:55 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-4
    • facebook
- 84 -


เมื่อเข็มนาฬิกาบอกเวลาเก้าโมง เด็กชายก็ผุดลุกขึ้น ผละจากโต๊ะกินข้าว ก้าวไปหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายบนบ่าแล้วเดินวกกลับไปกอดอาม่าเร็วๆ “ไจ๋ไประ โรงเรียนแล้วนะ”

ไจ๋ขออนุญาตบิดาไปเตรียมงานกีฬาสีที่โรงเรียนทันทีที่กลับจากค่ายลูกเสือ แม้จะเป็นห่วงและไม่ค่อยพอใจนัก แต่คนเป็นพ่อก็ทนการรบเร้าไม่ไหว จึงยอมผ่อนปรนให้เลือดเนื้อเชื้อไขได้ทำตามใจ หยู่ฮวยไม่ได้เป็นกังวลที่หลานชายต้องไปทำกิจกรรมที่โรงเรียนในช่วงปิดเทอม หากแต่การเดินทางไปกลับโรงเรียนต่างหากที่ทำหล่อนปริวิตก

ทุกวันที่ต้องไปโรงเรียน เด็กคุนนั่นจะขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดรอรับหลานชายหล่อนถึงหน้าบ้าน ช่วงวันสองวันแรก หญิงชราใจหายใจคว่ำเมื่อเห็นไจ๋ปีนขึ้นซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของลูกข้างบ้าน แต่ครั้นจะหักด้ามพร้าด้วยเข่า หรือหยิบยกเรื่องนี้ไปบอกเล่าแก่บุตรชาย หล่อนก็ทำไม่ลง สุดท้ายจึงได้แต่ทนดูอยู่ทุกวัน

“อาม่าให้พี่แต้วไปเรียกรถให้ไหม” หยู่ฮวยลูบแขนหลานชายเบาๆ

ไจ๋ส่ายหัว คลี่ยิ้มหวานแล้วมองย่าตาปริบๆ “ไม่เป็นระ ไร เดี๋ยวไจ๋ไปกับเฮียคุน”

พูดไม่ทันขาดคำ มอเตอร์ไซค์ที่เริ่มจะดูคุ้นตาก็แล่นมาจอดตรงหน้าประตู หยู่ฮวยทอดสายตามองลูกข้างบ้านก่อนจะถอนหายใจ ขณะกำลังจะเอ่ยปากทัดทานอีกครั้ง หลานชายก็กระชับอ้อมแขนที่โอบรอบตัวหล่อนพลางยื่นหน้าเข้ามาหอมแก้มกันเต็มรัก

“ไจ๋ไปนะ”

คนเป็นย่าฝืนฉีกยิ้มพลางสำทับทิ้งท้าย “เสร็จงานแล้วก็รีบกลับนะไจ๋ อย่าไปเถลไถลที่ไหน”

“อื้อ!” เด็กชายพยักหน้าแข็งขันก่อนจะกึ่งกระโดดกึ่งวิ่งออกประตูไป หญิงชราเดินตามไปเกาะขอบประตูเหล็กพับ หล่อนยกมือขึ้นรับไหว้ลูกข้างบ้านแบบพอเป็นพิธี จากนั้นจึงเฝ้ามองภาพเด็กคุนใส่หมวกกันน็อกให้หลานชายด้วยความรู้สึกซับซ้อนยากจะบรรยาย

“ไจ๋ไปนะม่า” ไจ๋ตวัดขาขึ้นคร่อมเบาะ แล้วหันมาโบกมือให้ย่าพลางฉีกยิ้มกว้างอย่างสดใส

“นั่งดีๆ ระวังตก” หยู่ฮวยเม้มปาก สองตาจับจ้องมองลูกข้างบ้านเร่งเครื่องยนต์ บังคับรถมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าไปอย่างช้าๆ จากนั้นเพียงชั่วอึดใจ โครงร่างของเด็กชายทั้งสองก็ค่อยๆ หดเล็กลงจนดูคล้ายกับจุดเล็กๆ ตรงกึ่งกลางกรอบสายตา

•✤•✤•✤•

“คุน ไจ๋!” ตะวันวาดโบกมือไหวๆ ให้เพื่อนทั้งสองที่เพิ่งมาถึงโรงเรียน

“มายืนทำอะไรกัน” คุนยังไม่ทันดับเครื่องยนต์ ไจ๋ก็รีบกระโดดลงจากรถแล้วพุ่งเข้าไปหาข้าวฟ่างที่ยืนอยู่ข้างๆ อดีตหัวหน้าห้อง เด็กชายคลี่ยิ้มให้เพื่อนสนิทพร้อมกับผงกหัวทักทายอีกฝ่ายหลังจากไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายวัน

ขวัญชีวินคลี่ยิ้มบางแต่ไม่ตอบคำถามของทายาทร้านก๋วยเตี๋ยว ตะวันวาดเลยออกหน้าอธิบายแทน “ก็มารอพวกมึงนี่แหละ”

“หืม?” คุนกับไจ๋เลิกคิ้วมองตะวันวาดเป็นตาเดียว

“เมื่อวันเสาร์ปอมันไม่มาเรียนพิเศษอีกแล้วว่ะ” อดีตหัวหน้าห้องถอนหายใจอย่างหนักอก

ตั้งแต่กลับจากค่ายลูกเสือ พวกเขาก็ไม่ได้เจอหน้าปออีกเลย อาทิตย์ก่อนเป็นสัปดาห์แรกที่โมนัดพวกเขามาเตรียมงานกีฬาสีที่โรงเรียน ทว่าเพื่อนคนนี้กลับทำตัวคล้ายเป็นบุคคลสาบสูญ คุนกับตะวันทั้งโทร ทั้งแช็ตไปหว่านล้อมเจ้าตัวอยู่ทุกวี่วัน แต่ปอกลับรับปากเพียงส่งๆ ไม่ยอมปรากฏตัวเสียที

แม้พวกเขาจะไม่ได้เปิดอกถกเรื่องปอกับข้าวฟ่างอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่ในใจของทุกคนกลับอดกังวลไม่ได้ว่า เหตุการณ์ในคืนสุดท้ายของค่ายลูกเสือจะบานปลายจนกลายเป็นปัญหาของกลุ่ม ทั้งสี่จึงตกลงกันว่า หากวันเสาร์ที่ผ่านมา ปอยังไม่ยอมไปเรียนพิเศษ พวกเขาจะไปหาเจ้าตัวถึงบ้าน

“ถ้าวันนี้พวกเราไม่ไปช่วยงาน โมมันจะว่าอะไรไหมวะ” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวโพล่งขึ้นด้วยความเป็นห่วง เพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พวกเขาก็วุ่นกันตลอดทั้งสามวัน

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราบอกโมให้ว่าพวกนายมีธุระ” ขวัญชีวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“อ้าว เธอจะไม่ไปด้วยกันเหรอ” คนเกิดก่อนขมวดคิ้วมองเด็กหญิงด้วยความสงสัย ไม่ใช่ข้าวฟ่างหรอกเหรอที่เสนอว่าพวกเขาควรแวะไปดูอาการของปอตั้งแต่สองวันแรกที่อีกฝ่ายหายตัว ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยของอดีตหัวหน้าห้องที่คล้ายจะบอกใบ้แบบอ้อมๆ ว่า ‘นี่คือข้อสรุปที่ทั้งคู่ได้หารือกันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว’ คุนจึงข่มความรู้สึกกังขาลงทันที

“วันนี้พวกเธอไปลองดูก่อนเถอะ ถ้าไม่สำเร็จ พรุ่งนี้เราค่อยไปก็ได้”

“โอเค งั้นพวกเราก็ไปกันเหอะ” ตะวันวาดทิ้งท้ายสั้นๆ ก่อนจะเดินตัวปลิวเข้าไปซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนรุ่นพี่อย่างรู้งาน แม้จะแปลกใจกับแผนการที่พลิกผันทันตา แต่คุนกลับไม่ได้โต้แย้งใดๆ เพราะไม่ว่าจะเร็วหรือช้า พวกเขาทั้งห้าก็ต้องเจอหน้ากันอยู่ดี

ฝ่ายไจ๋ที่ยังรั้งรออยู่หันไปไต่ถามเพื่อนสนิทด้วยความเป็นห่วง “ข้าวฟ่างโอเคใช่ไหม”

เด็กหญิงพยักหน้า แย้มยิ้มพร้อมเอ่ยอย่างจริงใจ “เราโอเค ไจ๋ไปเหอะ เดี๋ยวเย็นนี้เราทักเอ็มไป”

“อื้อ” เด็กชายพยักหน้าพลางกวาดตามองคู่สนทนาอย่างถี่ถ้วน

ขวัญชีวินรู้ว่าเพื่อนเป็นห่วงตน หล่อนจึงสืบเท้าก้าวเข้าไปยืนประจันหน้าไจ๋ จับบ่าทั้งสองข้าง หมุนตัวอีกฝ่ายให้หันกลับหลัง จากนั้นจึงรุนบั้นเอวของเจ้าตัวเบาๆ “ไปได้แล้ว พี่คุนติดเครื่องรอนานแล้ว”

“อื้อ” ไจ๋รับคำเซื่องๆ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ตรงที่นั่งพิเศษ ด้านหน้าเพื่อนข้างบ้านตามความเคยชิน
.
.
.
.
“มึงจอดตรงนี้ทำไมวะ” ตะวันวาดโพล่งขึ้นด้วยความสงสัย ก้นเขายังไม่ทันร้อน รถมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนก็ลดความเร็วแล้วจอดเข้าเทียบริมทางเท้าเสียแล้ว ต่อเมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นป้ายร้านอินเทอร์เน็ต เด็กชายก็ยิงคำถามถัดไปทันที “บ้านปอเป็นร้านเน็ตเหรอวะ”

หรือที่ก่อนหน้านี้ ร้านเน็ตที่เจ้าตัวเคยเปรยให้เขาฟังอยู่บ่อยๆ จะเป็นกิจการของครอบครัว?

“เปล่า” คนขับส่ายหัว

“อ้าว แล้วมึงจอดทำไม”

“ลองหาที่นี่ก่อน ถ้าไม่เจอค่อยไปหามันที่บ้าน” คุนไม่แน่ใจว่าปออยู่ที่ร้านเน็ตหรืออยู่ที่บ้าน แต่ไหนๆ ก็ขี่รถผ่านร้านเน็ตทั้งที เด็กชายเลยตัดสินใจแวะดูร่องรอยของเพื่อนรุ่นน้องสักหน่อย หากโชคดี ปอเกิดสิงสถิตอยู่ที่นี่จริง พวกเขาจะได้ไม่ต้องยกโขยงกันไปรบกวนครอบครัวปอถึงถิ่น “ปะ เข้าไปดูข้างในกัน”

สิ้นเสียงเชิญชวน ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวก็นำขบวน พาเพื่อนทั้งสองเดินตามกันเข้าด้านในร้านอินเทอร์เน็ต

แม้จะห่างหายไปนาน ทว่าบรรยากาศและกลิ่นอายบางอย่างของร้านอินเทอร์เน็ตก็กระตุ้นความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ไจ๋อมยิ้มมุมปากเมื่อพบว่าแทบทุกอย่างภายในร้านเน็ตแห่งนี้ยังเหมือนเดิม เฉกเช่นเมื่อครั้งที่เขามาที่นี่พร้อมกับเฮียคุน ปอและพี่ริว...

เฮียคุนก็ยังไม่สนใจใยดีพนักงานเฝ้าร้านเหมือนเดิม ส่วนตัวเขาที่ไม่กล้าสู้สายตาดุดันของพนักงานเฝ้าร้านคนเดิม (เหมือนเดิม) ก็ก้มหน้าก้มตา จ้ำตามหลังเพื่อนข้างบ้านกับอดีตหัวหน้าห้องตรงเข้าไปสำรวจเก้าอี้ที่ปอเคยนั่ง ก่อนจะพบว่าเจ้าตัวกำลังนั่งเล่นเกมอยู่ตรงที่ประจำจริงๆ

“หายหัวไปเลยนะมึง” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวเอ่ยพลางดึงหูฟังออกจากหูปอ

“เฮ้ย?!!” ปอตกใจพอๆ กับหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะกลางคัน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่า เพื่อนทั้งสามคนกำลังยืนล้อมรอบเก้าอี้ที่ตนนั่ง เด็กชายก็ถอนหายใจดังพรืด “พวกมึงมาทำไม”

“ก็มาดูมึงอะดิ” คุนส่ายหัวอย่างอ่อนใจพลางอธิบายเจตนาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทุกคนเขาเป็นห่วงมึง เห็นมึงหายหัวไป กูเลยอยากมาดูให้แน่ใจว่ามึงยังโอเคอยู่หรือเปล่า”

“กูโอเค” เด็กชายกัดฟันตอบก่อนจะฉวยหูฟังจากมือเพื่อนแล้วเอ่ยอย่างผลักไส “พวกมึงไปโรงเรียนเหอะ ไม่ต้องห่วงกู”

ก่อนปอจะสวมหูฟังอีกครั้ง ตะวันวาดก็เอื้อมมือไปริบหูฟังมาถือเอาไว้เสียเอง “พวกกูจะไม่ไปไหนทั้งนั้น วันนี้พวกกูจะอยู่กับมึงทั้งวันเลยปอ”

เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นก่อนจะเบิกตามองอดีตหัวหน้าห้องอย่างงงๆ “พวกมึงจะอยู่เล่นเน็ตกับกูเหรอ”

“หึๆ เดี๋ยวมึงก็รู้” ตะวันวาดหัวเราะในลำคอพลางอมยิ้มอย่างมีเลศนัย

“ทุกคน นี่พี่จันทร์ พี่ชายกู” ราวครึ่งชั่วโมงให้หลัง อดีตหัวหน้าห้องก็ผายมือแนะนำคนขับรถวีไอพีที่สละเวลาพักผ่อนช่วงปิดเทอม ออกมาเที่ยวตะลอนกับพวกเขาทั้งสี่

“หวัดดีครับ” เหล่าเด็กชายที่บัดนี้นั่งเบียดกันอยู่ตรงเบาะด้านหลังยกมือไหว้พี่ชายเพื่อนซึ่งกำลังขับรถอย่างตั้งอกตั้งใจ

“หวัดดีทุกคน” จันทร์ทรงกลดยิ้มมุมปากพลางช้อนตามองสบตากับเพื่อนสนิทของน้องชายผ่านกระจกมองหลังอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นจึงประเดิมยิงคำถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ไหน คนไหนชื่อปอ”

เจ้าของชื่อผงกหัวพลางโต้ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ผมครับ”

“เดี๋ยววันนี้ไปเที่ยวกัน” จันทร์ทรงกลดฉีกยิ้มกว้างให้กับเด็กชายที่นั่งห่อเหี่ยวอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่ข้างหลังตน “ออกไปคลายเครียดกันหน่อย จะได้เลิกคิดมาก โอเคปะ”

“ครับ” ปอตอบรับเหนียมๆ เนื่องจากยังจับต้นชนปลายไม่ถูก หลังจากพวกเพื่อนๆ มาหาตนที่ร้านอินเทอร์เน็ตได้ไม่ถึงสิบนาที ตะวันวาดก็สั่งห้ามไม่ให้เขาหยอดเหรียญต่อเวลาเล่นเกม ทั้งยังบอกว่าจะพาเขาไปเที่ยวผ่อนคลาย จะได้ลืมเรื่องที่ค่ายได้สนิทใจ แม้จะพยายามสอบถาม แต่อดีตหัวหน้าห้องกลับไม่แพร่งพรายข้อมูลใดๆ ซ้ำร้ายผู้ร่วมชะตากรรมอีกสองคนก็ดันไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไม่แพ้กัน ครั้นจะงอแงไม่ให้ความร่วมมือ พี่จันทร์ก็โผล่มาถึงหน้าร้านอินเทอร์เน็ตเสียแล้ว สุดท้ายเขาจึงโดนพวกเพื่อนๆ ลากตัวขึ้นมาบนรถจนได้

•✤•✤•✤•

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-4
    • facebook
“ตามึงไปล้างท่อปิดเกมแล้วตะวัน” คุนแสยะยิ้มพลางผลักไหล่ไล่เพื่อนให้ลุกขึ้น

อดีตหัวหน้าห้องแยกเขี้ยวใส่พร้อมกับชี้หน้า “หึ! เดี๋ยวมึงคอยดูกูให้ดีๆ ”

ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวยักคิ้วพร้อมกับฉีกยิ้มยียวน เอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “เออ กูจะจ้องจอรอมึงล้างท่อนะ” ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ผลงานช่วงแรกๆ ของอีกฝ่ายย่ำแย่เองล่ะ ขืนไม่ล้อเจ้าตัวเสียหน่อย เขาคงไม่แคล้วโดนคู่แข่งจอมเหลิงข่มจนหมดสภาพแน่ๆ

ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ไจ๋ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดปากั้นเสียงหัวเราะเพราะแม้สุดท้ายฝีมือของอดีตหัวหน้าห้องกับเฮียคุนจะสูสี แต่นี่คือครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นสภาพแพ้หลุดลุ่ยของยอดมนุษย์ผู้สมบูรณ์แบบขณะลองผิดลองถูก จับจุดในการทอยแก่นโดยไม่เผลอล้างท่ออยู่นานสองนาน

ก่อนหน้านี้ ไจ๋ยังเฝ้าสงสัยว่าเพราะเหตุใด ตะวันถึงขอให้พี่จันทร์ขับรถมารับพวกเขาถึงที่ร้านอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อพี่จันทร์หักพวงมาลัย นำรถเลี้ยวขึ้นลานจอดรถชั้นบนสุดของพาราไดซ์ เด็กชายก็ทึกทักเอาเองว่า อดีตหัวหน้าห้องคงจะอยากพาปอมาเที่ยว กระนั้นสถานที่เปลี่ยนบรรยากาศที่พี่ชายอดีตหัวหน้าห้องภูมิใจนำเสนอกลับแปลกใหม่เสียจนเขากับเพื่อนๆ ตั้งตัวแทบไม่ถูก แต่ก็เพียงไม่นานเท่านั้น เพราะในที่สุดแล้ว ไจ๋ก็รู้ว่าทำไมพี่จันทร์ถึงพาพวกเขามาลองเล่นกีฬาที่ไม่มีใครเคยเล่นมาก่อน

ความล้มเหลวอย่างเสมอภาคของทุกคน (โดยเฉพาะตะวัน) ทำให้ปอยิ้มและหัวเราะเสียงดังได้อีกครั้ง

“สอบใบขับขี่ยากไหมครับพี่จันทร์” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวเอ่ยถามพี่ชายเพื่อนที่เพิ่งได้ใบขับขี่มาหมาดๆ คุนอยากสอบใบขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่เมื่อปีกลาย แต่ป๊าบอกว่าต้องรอจนอายุสิบแปดปีก่อน ถึงจะเข้ารับการทดสอบได้ เด็กชายเลยตั้งใจว่า ช่วงปิดเทอมใหญ่ปีหน้า จะลองขอให้บิดาสอนขับรถกระบะบ้าง วันที่ไปสอบใบขับขี่ที่ขนส่ง เขาจะได้สมัครสอบทั้งรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ไปพร้อมๆ กัน

“ไม่ยาก แต่ก่อนอื่นมึงต้องขับรถให้คล่อง ถอยรถได้ จอดเทียบได้ ที่สำคัญมึงต้องอ่านป้ายจราจรเป็น ถ้าเห็นป้ายหยุดมึงก็อย่าห้าวขับต่อ เขาบอกให้ทำอะไรก็ต้องทำตามให้ถูก” จันทร์ทรงกลดตอบอย่างฉะฉานก่อนจะละสายตาจากคู่สนทนา หันไปทอดสายตามองน้องชายที่กำลังใช้ชายเสื้อขัดถูลูกโบว์ลิ่งพลางบ่นพึมพำคล้ายกับลงอาคม

“แล้วผมต้องไปลงเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถปะพี่”

เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของทายาทร้านก๋วยเตี๋ยว เด็กม.หกก็อมยิ้ม “ถ้ามึงขับรถเป็นอยู่แล้วก็ไม่ต้อง แค่ตอนไปอบรมมึงตั้งใจดูวิดีโอมากหน่อย แล้วก็ศึกษาป้ายเป้ยเอาไว้บ้าง ถึงเวลาจริงก็ทำได้เองแหละ”

เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีที่ดังมาจากเลนโบว์ลิ่งดึงสายตาของทั้งหมดให้หันไปมองยังต้นเสียงเป็นตาเดียว เมื่อนั้น อดีตหัวหน้าห้องก็ก้าวฉับๆ กลับมาที่โต๊ะพร้อมด้วยใบหน้าเบิกบาน “มึงเห็นตอนกูปั่นลูกไซด์เมื่อกี้ปะ”

แค่เพื่อนทั้งสามคนยิ้มแหย ตะวันวาดก็รู้ทันทีว่าไม่มีใครสนใจดูตน แต่เรื่องแค่นี้ไม่ทำให้เขาเสียกำลังใจแม้แต่น้อย “ต่ออีกเกมปะ”

“เอาดิ” จันทร์ทรงกลดเลื่อนกรอบสายตาค่อยๆ พินิจใบหน้าเพื่อนน้องชายทุกคนก่อนจะเอ่ยกับเด็กชายตัวกลมที่แค่มองด้วยตา เขาก็รู้แล้วว่า เจ้าตัวน่าจะเป็นคนที่เหล่าสหายเอ็นดูกว่าใคร “สองเกมก่อนไจ๋ไม่ค่อยได้โยนเลย เดี๋ยวเกมหน้าเล่นกับตะวันแทนพี่ทีนะ”

“ครับ” เด็กชายอมยิ้มเขิน ไจ๋อยู่ทีมเดียวกับพี่จันทร์และตะวัน แต่พอพี่จันทร์สั่งปีกไก่ทอด เฟรนช์ฟรายจานใหญ่ กับน้ำอัดลมมาเลี้ยงทุกคน ไจ๋ก็นั่งเฝ้าจานไก่กับเฟรนช์ฟรายจนแทบไม่ลุกไปไหนอีกเลย

“ไปไจ๋ ไปเตรียมตัว” อดีตหัวหน้าห้องเอ่ยพลางเดินไปกดปุ่มเริ่มเกมใหม่ ดีที่ทุกคนเลือกใช้ลูกโบว์ลิ่งน้ำหนักเท่ากัน ดังนั้นพวกเขาจึงสลับกันเล่นได้โดยอิสระ ไม่ต้องเคร่งเครียดกับกติกาการแข่งขันจนเกินไปนัก

“มึงไม่ต้องเศร้าไปหรอกปอ อกหักแค่นี้เรื่องเล็ก” จันทร์ทรงกลดเปรยกับปอพลางอมยิ้มเมื่อเห็นน้องชายเดินตามไปถ่ายทอดเทคนิคในการเล่นให้กับเพื่อนตัวกลมจนถึงด้านหน้าเลน

“แต่เขาโคตรน่ารักเลยนะพี่จันทร์ นิสัยก็ดี เรียนก็เก่ง” ปอเถียงคอเป็นเอ็น

เด็กม.หกส่ายหัว เอ่ยอย่างอ่อนใจ “ปอมึงเชื่อกู อีกหน่อยมึงจะเจอผู้หญิงแจ่มๆ อีกเป็นร้อย” เห็นไจ๋ทำสไตรค์ได้ทั้งที่เจ้าตัวโยนลูกออกไปด้วยความไม่มั่นใจ จันทร์ทรงกลดก็คลี่ยิ้มพอใจ ทว่าคราวนี้ไม่ต้องลำบากให้น้องชายเขาเดินกลับมาทวงคำยินดี เพราะอยู่ๆ คุนที่นั่งเคี้ยวไก่ทอดฟังบทสนทนาเงียบๆ ก็ผุดลุกขึ้นแล้วก้าวฉับๆ เข้าไปแสดงความยินดีกับคนทำสไตรค์ด้วยการสวมกอดเจ้าตัวเสียเต็มรัก

เด็กสองคนนี้ท่าจะสนิทกันมากเลยแฮะ

เด็กหนุ่มเพ่งสายตามองคุนกับไจ๋ด้วยความสนใจ แต่เมื่อได้ยินคำถามของปอ เขาก็ปัดความสงสัยทิ้งไปทันที

“ถ้าต้องไปเจอเขา ผมต้องทำตัวยังไงอะพี่”

“มึงไม่เจอเขามากี่วันแล้ว”

“เกือบสองอาทิตย์แล้วอะพี่”

ตั้งสองอาทิตย์แล้วมึงยังจะเฮิร์ตอยู่อีกเหรอวะ” จันทร์ทรงกลดเลิกคิ้วมองปอด้วยความสงสัย คล้ายกับจะถามอีกฝ่ายแบบอ้อมๆ ว่า ‘จนป่านนี้แล้ว ทำไมถึงยังทำใจไม่ได้เสียที’

เด็กชายกุมขมับพลางโอดครวญ “โห่พี่ เกิดมาผมเพิ่งเคยอกหักครั้งแรก จะให้ผมหายเฮิร์ตภายในวันสองวันมันก็ไม่ได้ปะ”

“มึงเลยตั้งใจจะหลบหน้าคนอื่นไปเรื่อยๆ งั้นดิ” คุนที่เพิ่งเดินกลับมาพร้อมกับเพื่อนอีกสองคนเอ่ยแทรกกลางบทสนทนา จากนั้นจึงฉุดแขน ยื้อตัวเพื่อนรุ่นน้องให้ลุกขึ้นยืน “ตามึงโยนแล้วปอ”

“โห่ กูคุยกับพี่จันทร์อยู่ มึงไม่เห็นไง” ปองอแง

“พวกมึงคุยกันไปแล้วกัน เดี๋ยวกูโยนปิดเกมนี้ให้เอง” จันทร์ทรงกลดไม่สนใจคนอกหัก เด็กหนุ่มหยัดยืนตัวตรงก่อนจะตบบ่าน้องชายแล้วเดินไปหยิบลูกโบว์ลิ่งอย่างคล่องแคล่ว

“ว่าไง มึงจะหลบหน้าข้าวฟ่างไปถึงเมื่อไร” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวนั่งพลางเอ่ยถามเพื่อนรุ่นน้องด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ปอทำหน้าบอกบุญไม่รับก่อนจะปรายตามองคู่สนทนาแล้วเอ่ยอ้อมแอ้ม “แล้วเขาเป็นไงบ้างอะ”

“มึงไม่รอให้เรียนจบก่อนแล้วค่อยถามล่ะ” คนเกิดก่อนย้อนด้วยสีหน้าหมั่นไส้

“เมื่อกี้กูถามมึงดีๆ นะเว้ย” ปอตวัดสายตามองค้อน

“เออๆ กูไม่แกล้งมึงแล้วก็ได้” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวแลกเปลี่ยนสายตากับตะวันวาดเร็วๆ จากนั้นจึงหว่านล้อมเพื่อนรุ่นน้องอย่างใจเย็น “ข้าวฟ่างเป็นห่วงมึงนะ”

เมื่อสบโอกาส อดีตหัวหน้าห้องก็รีบเสริมความทันที “เมื่อเช้าข้าวฟ่างบอกว่าถ้าพรุ่งนี้มึงยังไม่ไปโรงเรียน เขาจะมาตามมึงถึงบ้านเลย”

“อื้อๆ ” ไจ๋มัวแต่เคี้ยวเฟรนช์ฟราย เลยทำได้แค่ส่งเสียงสนับสนุนในลำคอพลางผงกหัวยืนยันคำพูดของเพื่อนทั้งสองคนไม่หยุด

“จริงดิ?!” ฟังคำของเพื่อนแล้ว ปอก็ทั้งตกใจและดีใจไปในเวลาเดียวกัน

“ถ้าไม่เชื่อ พรุ่งนี้มึงก็ไม่ต้องไปโรงเรียน ตอนพวกกูพาข้าวฟ่างไปหามึงที่บ้าน มึงก็อย่าตกใจแล้วกัน”

คนอกหักชูฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นเสมอไหล่พลางช้อนตามองเพื่อนรุ่นพี่อย่างพ่ายแพ้ “เออๆ กูเชื่อก็ได้ว่าพวกมึงไม่ได้อำกูเล่น”

ตะวันวาดยังไม่วางใจจึงเท้าแขนลงกับโต๊ะแล้วชะโงกหน้าส่งสายตากดดันปอ “แล้วพรุ่งนี้มึงเอาไง จะอยู่รอข้าวฟ่างที่บ้าน หรือจะมาเจอกันที่โรงเรียน”

“โรงเรียน”

สีหน้าของปอดูอ่อนลงจากเมื่อเช้ามาก คุนเลยจงใจใช้ทั้งคำพูดและสายตาข่มขู่เพื่อนรุ่นน้องด้วยอีกคน “มึงอย่าให้พวกกูต้องไปตามเชียวนะ”

ปอถอนหายใจพลางรับคำด้วยน้ำเสียงกระด้าง “เออน่ะ มึงไม่ต้องห่วงหรอก พรุ่งนี้กูจะไปเจอพวกมึงที่โรงเรียนแต่เช้าเลย”

ไจ๋ คุน และตะวันมองหน้ากันก่อนจะอมยิ้มพอใจ กระนั้นด้วยความเป็นห่วง คนเกิดก่อนจึงสำทับอีกครา “ถ้ามึงยังไม่อยากคุยกับข้าวฟ่าง เดี๋ยวมึงไปช่วยกูกับไจ๋เขียนป้ายก็ได้ จะได้ไม่ต้องเจอหน้ากันบ่อยๆ ”

“อืม” ปอพยักหน้าพลางครุ่นคิด

กว่าสองสัปดาห์ที่ไม่ได้เจอหน้าข้าวฟ่าง เขามักจะหวนนึกถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับพวกเพื่อนๆ เป็นประจำ จริงอยู่ แม้หลังจากโดนปฏิเสธความรัก เด็กชายจะรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงจนแอบนอนร้องไห้อยู่หลายคืน แต่เมื่อลองทบทวนดูอีกที ปอก็ตระหนักว่า ลึกๆ แล้วตนรู้ซึ้งถึงสถานภาพ ‘เพื่อนสนิท’ ที่ข้าวฟ่างมอบให้กันมาตั้งแต่แรก ต่อให้บ่อยครั้ง ตนจะพยายามแสดงท่าทีพิเศษเกินกว่าเพื่อน ข้าวฟ่างก็มักจะแสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้คล้ายกับมองไม่เห็นมันเสมอ

ถึงอย่างนั้น การยอมรับความจริงกลับน่ากลัวเกินไป ปอเลยหลอกตัวเองมาโดยตลอดว่า ที่ผ่านมา ตนไม่เคยพูดจาสารภาพอย่างชัดเจน อีกฝ่ายเลยยังไม่รู้ความในใจ ทว่าเมื่อโกหกตัวเองมากๆ เข้า ที่สุดเขาก็หลงลืมไปว่า ข้าวฟ่างไม่ได้รู้สึกพิเศษต่อกันเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้ สาเหตุที่ตัวเขาอกหักอย่างสาหัสยังเป็นเพราะตั้งแต่เริ่มคบหาดูใจเพื่อนต่างเพศเป็นต้นมา ปอก็ไม่เคยโดนใครปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเลยสักครั้ง ยิ่งเมื่อรวมความรู้สึกเสียฟอร์มหลังจากถูกข้าวฟ่างตัดรอนต่อหน้าสักขีพยานอีกสามชีวิตเพิ่มเข้าไป เด็กชายก็ยิ่งรู้สึกอับอายจนพลอยไม่กล้าสู้หน้าคู่กรณีไปเสียดื้อๆ

“ตามึงแล้วปอ” จันทร์ทรงกลดเดินกลับมาที่โต๊ะแล้วหยิบแก้วน้ำของตัวเองขึ้นดูด

“อ้าว ไหนพี่จันทร์บอกจะเล่นจนจบเกมไง” ตะวันวาดแย้ง

“ไม่เอาอะ สไตรค์ติดกันหลายๆ ตามันน่าเบื่อ ต้องให้โอกาสคู่แข่งได้ทำคะแนนตีตื้นบ้าง” คนพูดยักคิ้วพลางส่งสายตาเยาะเย้ยสมาชิกทีมคู่แข่งอย่างโจ่งแจ้ง

ปอกลอกตาพลางเหลือบมองสองพี่น้องสลับกันก่อนจะถอนหายใจยาว...

อะไรจะน่าหมั่นไส้ได้เหมือนกันขนาดนี้วะ?!

“งั้นผมไปเอง” ทายาทร้านก๋วยเตี๋ยวยกมือเสนอตัว ไจ๋เห็นดังนั้นเลยรีบเช็ดมือแล้ววิ่งดุ๊กๆ ตามไปคอยลุ้นใกล้ๆ ด้วยอีกคน

“สบายใจขึ้นยัง” เด็กม.หกเอ่ยถามคนอกหัก

ปอเบ้ปาก ทำหน้ามุ่ย “ก็ไม่เชิงอะพี่”

“เอาน่า แรกๆ ก็งี้แหละ เดี๋ยวมึงเจอคนใหม่ก็หาย” จันทร์ทรงกลดต่อยบ่าเพื่อนน้องชายเบาๆ

ปอถอนหายใจอย่างปลงตกก่อนจะเปรยเสียงอ่อย “คงอีกนานอะพี่กว่าผมจะทำใจได้”

“เอางี้...” เด็กม.หกเอื้อมมือไปตบบ่าคู่สนทนา “...ต่อไปถ้ามึงมีปัญหา มึงฝากตะวันมาถามกูก็ได้ จะเรื่องจีบหญิงหรือเรื่องไหนๆ มึงถามกูได้หมด”

“เรื่องจีบหญิงก็ถามได้เหรอพี่”

“จริงดิวะ” คนพูดยักคิ้ว กระตุกยิ้มมุมปาก

“เหอะ” บทสนทนาของพี่ชายกับเพื่อนในกลุ่มทำเอาตะวันวาดแค่นหัวเราะสั้นๆ ในลำคอ เด็กชายผุดลุกขึ้นแล้วรีบปลีกตัว เดินลิ่วๆ ตรงไปหาคุนกับไจ๋ เขาไม่อยากร่วมรับฟังประสบการณ์ความรักอันโชกโชนของพี่ชาย (หลังจากต้องทนฟังมาตลอดหลายปี) วันนี้ปล่อยให้ปอได้ทำหน้าที่ผู้ฟังที่ดีแทนตนไปแล้วกัน

•✤•✤•✤•

“วันนี้ที่โรงเรียนไจ๋ทำอะไรบ้าง” หยู่ฮวยถามไถ่หลานชายตามปกติ

เด็กชายวางแก้วน้ำเย็นลงกับโต๊ะกินข้าว จากนั้นจึงเม้มปากพลางเหลือบมองสบตากับย่าอย่างชั่งใจ ที่สุดก็ยอมเปิดปากเล่าความจริง “วันนี้ไจ๋ไปหาเพื่อนมา”

“อ้าว วันนี้ไจ๋ไม่ได้ไปโรงเรียนหรอกเหรอ” คนเป็นย่าชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมหยิบรีโมตทีวี หล่อนเลิกคิ้ว ตวัดหน้าหันกลับไปมองคู่สนทนาคล้ายกับไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนเพิ่งได้ยิน

“เปล่า”

“แล้วทำไมไจ๋ถึงไม่ไปโรงเรียน”

“...คือ...” สีหน้าคลางแคลงใจของคู่สนทนาเร่งรัดเด็กชายให้รีบเท้าความถึงเรื่องของปอกับข้าวฟ่าง ทั้งยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างวันให้ย่าฟังโดยละเอียด เมื่อเล่าจบ ไจ๋ก็สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพลางหยิบแก้วน้ำที่คลายความเย็นขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

หยู่ฮวยลอบถอนหายใจพลางบอกแต้วให้ไปหยิบกระบอกน้ำเย็นกระบอกใหม่มาวางที่โต๊ะ หล่อนกวาดตามองใบหน้าจิ้มลิ้มของหลานชายด้วยความรู้สึกหลากหลาย ถึงอย่างนั้น ลึกๆ แล้วหญิงชรากลับอดดีใจไม่ได้ที่อีกฝ่ายตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา ผู้อาวุโสอมยิ้มน้อยๆ พลางฉวยรีโมตขึ้นแล้วกดเปลี่ยนช่องทีวี จากนั้นจึงเอ่ยเย้าไจ๋ด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “แล้วไจ๋ล่ะ แอบชอบใครบ้างหรือยัง”

นับตั้งแต่รู้ว่าหลานชายแอบนัดแนะเด็กข้างบ้าน ทั้งยังชักชวนอีกฝ่ายให้โดยสารรถสามล้อไปโรงเรียนด้วยกันทุกเช้า จิตใจของหล่อนก็ถูกความคิดไม่เข้าท่าบางอย่างก่อกวนจนว้าวุ่นไม่เป็นสุข ในเมื่อบทสนาเป็นใจ หยู่ฮวยจึงฉวยโอกาสนี้เอาไว้ไม่ยอมปล่อย...

อย่างน้อยๆ หากได้รู้ว่า ทุกอย่างยังเป็น ‘ปกติ’ ดี หล่อนคงวางใจได้

ไจ๋อมยิ้มเขินๆ แล้วจึงส่ายหัวดิก “ยัง ไจ๋ยังไม่อยากมีแฟน”

เฮียคุนบอกว่าถ้าไจ๋ไม่มีแฟน เฮียคุนก็จะไม่มีแฟนเหมือนกัน

หญิงชราคลี่ยิ้มพอใจกับคำตอบที่ได้ยิน หล่อนเอื้อมมือไปลูบหัวหลานชายด้วยความรักใคร่ “ดีแล้ว ตอนนี้ไจ๋มีหน้าที่เรียนก็ตั้งใจเรียนไปก่อน เดี๋ยวตอนทำงานค่อยหาแฟนก็ยังทัน”

เด็กชายโถมตัวเข้ากอดย่า จากนั้นจึงซบหน้ากับซอกคอหอมกรุ่นพลางทอดสายตามองโฆษณาในจอทีวี “อื้อ!”

“อีกหน่อยพอขยายร้านเสร็จ ป๊ากับหม่าม้าก็ต้องไปค้างที่โน่นบ่อยๆ ถ้าไจ๋มีเรื่องกลุ้มใจที่บอกใครไม่ได้ ไจ๋มาคุยกับอาม่าได้นะ”

ไจ๋รับรู้ได้ว่าคู่สนทนาน่าจะเป็นห่วงตนมาก ซ้ำร้าย เรื่องของปอน่าจะทำให้ย่าพลอยเป็นกังวล ดังนั้นเมื่อได้ประโยคเมื่อครู่ ความรู้สึกอุ่นวาบในอกก็ทำให้เด็กชายกระชับอ้อมกอดแล้วกดปลายจมูก สูดดมกลิ่นหอมประจำตัวย่าเสียเต็มรัก “อื้อ!”

“อาม่ารักไจ๋นะ”

“ไจ๋ก็ระ รักม่าที่สุดละ เลย!”

หยู่ฮวยลูบหัวหลานชายพลางระบายลมหายใจ แม้วันนี้หล่อนจะได้ยินคำยืนยันจากปากไจ๋ แต่กว่าที่หญิงชราจะรู้ว่าหมอกควันที่ปกคลุมซอกหนึ่งของหัวใจไม่เคยจางหายไป ก็เป็นตอนที่ทุกอย่าง ‘ผิดปกติ’ จนเกินจะแก้ไขเสียแล้ว


•✤•TBC•✤•

เราพาพี่จันทร์มาแนะนำตัวค่ะ แต่แม่ๆ อย่าเพิ่งตั้งความหวังว่าพี่จันทร์จะมีบทเยอะนะคะ
ออกตัวเลยว่า รายนี้จะแวบมาแล้วก็แวบไปเป็นครั้งคราวเท่านั้นค่ะ แฮ่! ^_^
(อย่างไรก็ดี แอบกระซิบบอกไว้ตรงนี้ค่ะว่า จันทร์ทรงกลดกับตะวันวาดเป็นชื่อตัวละครที่เราชอบมากเลยค่ะ
แบบเป็นชื่อที่รู้สึกได้ถึงอภินิหารจางๆ ยังไงบอกไม่ถูก 555)
ส่วนอาม่าของไจ๋น้านนนนน... ตอนนี้อาม่าเริ่มจับสังเกตความผิดปกติได้แล้วค่ะ
พวกเราคงต้องลุ้นกันแล้วละคะว่า อาม่าจะจัดการกับเรื่องน่ากังวลใจอันมีเด็กคุนเป็นต้นเหตุยังไง
แต่เชื่อเรานะคะว่า ต่อให้คนทั้งโลกจะสงสัยในความสัมพันธ์ครั้งนี้ เฮียคุนกับลูกกระต่ายก็พร้อมจะกระโดดเข้ากองไฟ
ลิ้มรสความสุข ความหฤหรรษ์ต้องห้ามไปพร้อมๆ กันอย่างแน่นอนค่ะ (หัวเราะหึๆ พลางยกหลังมือขึ้นปาดเลือดกำเดา)

ใครที่เล่นทวิตอย่าลืมติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ด้วยน้า เจอกันวันศุกร์ค่ะ
มาลุ้นกันว่า ปอกับข้าวฟ่างจะดีกันสำเร็จไหม หรือจะมีเหตุการณ์อะไรที่ช่วยให้ทั้งคู่กลับมาคุยกันได้เหมือนเดิมกันหนอ?!
ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)

•✤K.ป้าหมีโคตรขี้เกียจ:•✤•
5555 คุณป้าหมีโคตรขี้เกียจดูจะตกใจกับความก้าวหน้าของลูกกระต่ายมากเลยนะคะ ทางเราก็ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ มาช่วยกู้ชื่อเสียงที่เสียไปของน้องไจ๋ได้อีกแล้ว (ก็หลักฐานมันเห็นอยู่ทนโท่นี่เนอะ 555) อย่างไรก็ดี เราขอยืนยันนะคะว่า หลังจากนี้ เฮียคุนจะเป็นคนเดียวที่แสดงด้านร้ายกาจออกมาให้แม่ป้าชื่นชมค่ะ (รีบอุ้มน้องต่ายไปซ่อนไว้ก่อน ไม่งั้นคุณป้าหมีโคตรขี้เกียจจะต้องอกแตกก่อนแน่ๆ 555)

ส่วนเรื่องปอกับข้าวฟ่างนั้น เราว่าคุณป้าหมีโคตรขี้เกียจไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เพราะทางข้าวฟ่างคือแมนมาก ส่วนปอก็จะได้พี่จันทร์ช่วยเป็นเมนเทอร์ ชี้แนะทางสว่างให้ค่ะ เรื่องเดียวที่ต้องคอยติดตามก็คือ ปอจะวางฟอร์มลงเมื่อไร และใช้กระบวนท่าไหนเท่านั้นเอง 555

ขอบคุณสำหรับความห่วงใยและความรักที่มีให้กันมาโดยตลอดนะคะ รักคุณป้าหมีโคตรขี้เกียจมากค่ะ *กอดแน่น*
ป.ล. ขอบคุณสำหรับไอศกรีมหนึ่งถ้วยนะคะ สัญญาว่าในอนาคตข้างหน้า (ที่อยู่ห่างออกไปราวๆ ยี่สิบกว่าตอน) น้องต่ายจะได้กินไอติมแท่งแน่ๆ ค่ะ 555


•✤•K.blove:•✤•
เอาจริงๆ มาตอนนี้เราว่าปอน่าจะเริ่มคิดได้แล้วละค่ะว่าจะจัดการกับตัวเองยังไง แต่เพราะเล่นใหญ่และฟอร์มจัดไปหน่อย เลยยังหาทางลงไม่เจอ ดีว่าคู่กรณีเป็นข้าวฟ่างที่หนักแน่นยิ่งกว่าหินผา ทางนั้นเลยจะไม่ถือสาปอค่ะ ส่วนท่าทีของปอที่จะแสดงต่อข้าวฟ่างหลังจากนี้ คงต้องรบกวนคุณ blove ให้คอยติดตามแล้วละค่ะ ^_^

ไจ๋จะรู้จักตัวเองจากเหตุการณ์ในค่ายคืนนั้นจริงๆ ค่ะ และน้องก็จะยอมรับความชอบและรสนิยมทางเพศของตัวเองอย่างกล้าหาญแบบที่คุณ blove ว่าเอาไว้เปี๊ยบเลยค่ะ ส่วนเรื่องซีเรียสที่เกี่ยวกับเพื่อนๆ ในครั้งนี้จะสลายไปในอีกไม่กี่ตอนข้างหน้านี่แล้วละค่ะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจ คอมเมนต์ และความห่วงใยที่มีให้กันเสมอนะคะ รักคุณ blove นะคะ จุ๊บๆๆๆๆ


•✤K.วายซ่า:•✤•
ถึงไจ๋จะรู้ตัวช้า แต่ไจ๋มาแรงแซงทางโค้งก่อนเฮียคุนนะคะ 555 (ลูกกระต่ายที่เพิ่งโดนเม้าท์ไปหมาดๆ ช้อนตามองออดอ้อนคุณวายซ่า อุทธรณ์ขอความรักและเมตตาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด) ตัดภาพไปที่ปอ... เรื่องของข้าวฟ่างจะทำให้ปอได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นเยอะเลยเชียวค่ะ อย่างน้อยๆ ปอก็จะไม่เข้าข้างตัวเองจนต้องเจ็บอีกแล้วล่ะเนอะ ^_^
รักคุณวายซ่ามากนะคะ ดูแลตัวเองดีๆ น้า ช่วงนี้ทั้งฝน ทั้งฝุ่น ทั้งโควิด คุณวายซ่าต้องรักษาสุขภาพอย่างเต็มที่นะคะ!!


•✤•K.kong6336:•✤•
ฮ่าๆๆๆ ถ้าเราอ่านความเห็นของคุณ kong6336 เราคิดว่าคุณ kong6336 น่าจะชอบที่น้องไจ๋ทำมากอยู่นะคะ... จริงไหมเอ่ย? (ขยิบตา ยิ้มมุมปาก)


•✤K. narongyut:•✤•
555 เราอ่านคอมเมนต์ของคุณ narongyut แล้วรับรู้ได้ถึงความหนักใจเลยค่ะ โอ๋ๆ อย่าเครียดที่น้องไจ๋ไวไฟเลยนะคะ ไว้รอเจอจิ้งจอกเด็กวาดลวดลายเมื่อไร คุณ narongyut จะรู้เลยค่ะว่า ตัวร้ายของเรื่องนี้ไม่ได้มาเล่นๆ 555 รักคุณ narongyut นะคะ!!


•✤•K.Ac118:•✤•
5555 ทำไมเราถึงรู้สึกว่าความไวไฟของน้องต่ายสร้างความสุขให้กับเหล่าแม่ป้าได้มากขนาดนี้ล่ะคะ หรือว่าเราเข้าใจอะไรผิด ยังไงรบกวนคุณ Ac118 ช่วยชี้แนะด้วยนะคะ 555 เอาจริงๆ นี่น่าจะเป็นตอนเดียวที่ไจ๋ล่วงเกินเฮียคุนก่อนนะคะ ส่วนเนื้อหาวาบหวิวตอนถัดๆ ไป (ในตอนท้ายภาค) จะเป็นความอยากรู้อยากเห็นร่วมกันของทั้งเฮียคุนและไจ๋ค่ะ ยืนยันเลยว่าจะไม่มีใครแซ่บเกินหน้าใครเป็นอันขาด แต่เรื่องหื่นนั้น อันนี้ต้องให้คุณ Ac118 ลองเปรียบเทียบแล้วสรุปให้เรารู้อีกทีนะคะ ^_^

อ่านข้อความให้กำลังใจปอแล้ว เราอดสงสารปอไม่ได้จริงๆ ค่ะ ดูเหมือนเจเจ้จะถือหางข้าวฟ่างมากกว่าปอเป็นไหนๆ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงปอไปนะคะ เพราะพอปอเจอท่านผู้นำอย่างพี่จันทร์เข้าไป ปอจะพบทางสว่างและหาทางกลับมาแฝงพวงมะม่วงได้แนบเนียนกว่าเดิมค่ะ 555

รักคุณ Ac118 มากที่สุดในโลกเลยค่ะ รักษาสุขภาพด้วยน้า ถ้าเหนื่อยกับการงานและการดูแลคุณแม่หรือคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง คุณ Ac118 ก็พักผ่อนและให้เวลากับตัวเองบ้างนะคะ เราจะคอยเป็นกำลังใจให้คุณ Ac118 อยู่ที่นี่เสมอน้า!!


ออนไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +101/-0
ใช่แล้ว ถึงตอนนั้นอาม่าคงต้องทำใจยอมรับเพียงเท่านั้นละคะ 5555 โอ๊ะ! จันทร์ทรงกรดนี้แหละที่จะเป็นไกด์นำเส้นทางความรักสายนี้ อาจจะดูเหมือนคนไปเรื่อยแต่จริงๆจันทร์คือเชี่ยวชาญและดูท่าจะให้คำปรึกษาได้ดีนะ ต้องรอดูกันต่อไป มีเพื่อนดีก็ดีแบบนี้แหละนะ เป็นห่วงกันพามาผ่อนคลาย กลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมนะปอ ความสันพันธ์แบบเพื่อนบางทียาวนานกว่า ยกเว้นเฮียคุนกับไจ๋ ต้องมากกว่าเพื่อน 555555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รออ่านตอนต่อไปเลย ชอบมาก สนุก  :pig4: :pig4: :L1: :L1:

ออฟไลน์ narongyut

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 106
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-1
 :mew4: น้องต่ายน้อยนี่ มีของกินมาล่อ ลืมทุกสิ่งอย่างเลย  ส่วนจิ้งจอกเด็กนี่ เหมือนเดิมนิดๆหน่อยก็เอา น้องต่ายน้อยคงรู้ไม่ทันแน่ๆครับ

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +184/-6
สิ่งที่อาม่ากังวลคงมาถึงอีกในไม่ช้า รู้สึกว่างั้นนะ เพราะเฮียไม่เก็บอาการใดๆทั้งสิ้น ใครๆก็สังเกตได้  :laugh:

พ่อหนุ่มน้อยปอได้ที่ปรึกษาปัญหาหัวใจแล้ว จะเปลี่ยนมาเป็นคาสโนว่าตามพี่จันทร์หรือเปล่าน้อ

ไรท์ก็ดูแลตัวเองด้วยนะจ๊ะ ทั้งฝุ่น ทั้งฝน ทั้งโควิด.  :กอด1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด