✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 61 || P.17 ||29.05.2020 ✤
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 61 || P.17 ||29.05.2020 ✤  (อ่าน 18807 ครั้ง)

ออฟไลน์ KizzllKizz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-1
ยัยต้องงงง แม่น้องไจ๋คือถือมีดไว้ในมือแล้วนะ
 o18 :angry2:
อยากรู้ว่าทำไมสองพี่น้องถึงไม่ถูกกันขนาดนี้ เดานะคะว่าต้องอาจจะไม่พอใจที่ป๊าดูโอ๋น้องมากกว่ารึเปล่า อารมณ์อิจฉาแบบเด็กๆ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
งานนี้ไจ๋ผิดนะที่ไม่ขอก่อน

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 752
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
ต้องทำไมใช้อารมณ์กับน้องรุนแรงขนาดนั้น :serius2:

น่าจะมาจากการเลี้ยงของพ่อแม่ รวมทั้งอาม่า น่าจะเอนเอียงไปทางไจ๋ เพราะน้องน่าตาน่ารัก นิสัยก็น่าเอ็นดู เป็นลุกชายคนเล็ก อาจจะโอ๋ๆไจ่มากกว่า ตามใจมากกว่า
ต้องเลยดูเอาแต่ใจ โนสนโนแคร์ทุกคน ใครจะทำไม ส่วนไจ๋เมื่อพี่สาวไม่ได้เป็นที่พี่ที่รักและดูแลน้อง อย่างที่ควร แถมเป็นเด็กไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆแอบดื้อ ตีกันทีปวดประสาทแทนป๊า แต่ป๊าคงคิดไม่ถึงล่ะสิ ว่าเจ้าตัวเล็กของป๊าเป็นสายเปย์ :laugh:

ขำ เจ้าตัวเล็กตั้งอกตั้งใจอ่านการ์ตูนไป สัปหงกไป นึกว่าจะอ่านได้สักเล่มสองเล่ม ที่ไหนได้เล่มนึงยังไม่จบ น้อนนนนนลู๊กก :laugh:

มาทางนี้แล้วต้องไปให้สุด!ไจ๋สายเปย์ ตัวเล็กแต่ใจป๋า  :hao7:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-10-2019 13:10:48 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
 :เฮ้อ:


 :L2: :pig4: :L2:

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-6
เจ้ต้องก้าวร้าวมาก แต่ก็เข้าใจความหวงของที่รักที่ชอบ ย่อมไม่อยากให้ใครมาแตะต้อง ไม่ว่าจะเป็นพี่เป็นน้อง เพราะเราเองก็หวงหนังสือการ์ตูนหรือนิยายมากเหมือนกัน กลัวเพื่อนยืมไปแล้วสภาพเยินกลับมา กลับกันถ้าเรายืมหนังสือเพื่อนมาอ่าน ก็จะเกร็งมาก กลัวทำหนังสือเค้ายับ  :laugh:

เด็กๆ ในเรื่องนี้ดูจะมีปมในชีวิตกันทุกคน ยกเว้นเฮียคุน อนาคตหลัวแห่งชาติ   o18

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2872
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +283/-3
พ่อแม่รังแกไจ๋กับต้องหรือเปล่านี่

แม่บอกว่าแบ่งกันอ่าน ไจ๋ก็คิดแบบนั้น แต่ต้องไม่คิดด้วย เออ ตีกันมันส์หยด

เอ็นดูความพยายามอ่านของไจ๋ นว้องงงงงงงงง อิพี่มันจะรู้ไหมว่าน้องฮึบมากกกก ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
- 10 -


ไจ๋ทำตาละห้อยขณะยืนมองคนอื่นๆ เขี่ยลูกฟุตบอลไปมา แม้ภาพที่เห็นผ่านมุมมองตรงกึ่งกลางโกลสมมติซึ่งกำหนดเขตด้วยรองเท้าทั้งสองข้างจะดูชัดเจน แต่ถ้าเลือกได้ ไจ๋อยากเป็นส่วนหนึ่งของการแย่งชิงลูกพลาสติกกลมๆ นั่นมากกว่าเป็นผู้รักษาประตูเป็นไหนๆ

จากที่คิดว่าจะได้เตะบอลกับเฮียคุน เอาเข้าจริง ปอกลับชี้นิ้วบอกไจ๋ให้มายืนเฝ้าประตู แถมยังย้ำเสียงเข้มอีกด้วยว่า อย่ายืนโง่ปล่อยให้คู่แข่งตีไข่แตกได้

ตอนอยู่โรงเรียนเก่าก็เป็นโกล ย้ายโรงเรียนใหม่ก็ยังจะเป็นโกลอยู่นั่นเอง... เฮ้อ

ลูกชายร้านชำยืนทอดถอนใจเพียงไม่นาน เพราะทันทีที่เฮียคุนกับพี่ริวออกสเต็ปพลิ้วไหว ผู้ชมตรงเขตทำคะแนนอย่างเขาก็เริ่มลุ้นสนุก สองเพื่อนซี้รับส่งลูกบอลได้เข้าขากันมาก เท่าที่ดู ไจ๋คิดว่าทั้งคู่เก่งพอๆ กับพวกรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่า ส่วนฝีเท้าของปอนับว่าพอใช้ ในขณะที่เด็กป.สองซึ่งตัวเล็กกว่าใครๆ กลับดูน่าเป็นห่วง หนำซ้ำยังเป็นตัวอันตรายต่อเพื่อนร่วมทีมมากที่สุด

“...ซี้ดส์...” ไจ๋สูดปากอย่างลืมตัวในจังหวะที่ป่านพุ่งเข้าใส่ทางบอลของพี่ริวอย่างเหมาะเจาะ เคราะห์ดีที่เฮียคุนวิ่งเข้าไปดึงบอลออกมาได้ทัน ไม่อย่างนั้นทั้งคู่คงปะทะกันจนเจ็บตัว

หลังจากเหตุการณ์ระทึกใจครั้งนั้นผ่านไป ฝั่งตรงข้ามก็ตัดบอลที่ปอส่งให้น้องชายแล้ววิ่งกรูตรงมาหาไจ๋ แต่มีหรือที่เฮียคุนกับพี่ริวจะนิ่งเฉย ในเมื่อลูกบอลมีเพียงหนึ่ง แต่คนเตะมีถึงแปดคน นักฟุตบอลสมัครเล่นเกือบทั้งสนามจึงสุมหัวกันแย่งลูกบอลพลาสติกอย่างเอาเป็นเอาตาย การตะลุมบอนดำเนินไปได้เพียงอึดใจ อยู่ๆ สองร่างที่ชุลมุนอยู่ในกลุ่มก้อนนั้นก็ล้มลงนอนคว่ำหน้าจูบพื้น

เฮียคุน!

แม้จะเป็นห่วงสถานการณ์กลางสนามจนแทบทนยืนเฉยไม่ไหว แต่ชั่วขณะที่เห็นเด็กข้างบ้านทรุดตัวลงดูอาการคนเจ็บ ไจ๋ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก อึดใจให้หลัง พี่ริวก็หิ้วคอเสื้อ ลากตัวเด็กป.สองเดินมาหาเขาที่หน้าโกลพร้อมชี้นิ้ว ยื่นคำขาด  “มึงออกมาเตะ”

พูดกับไจ๋เสร็จ พี่ริวก็หันไปหาป่านแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าหงุดหงิด “ส่วนมึง เฝ้าประตูไปไอ้ป่าน”

ทีแรกไจ๋ไม่แน่ใจถึงเบื้องหลังการเปลี่ยนตัวนักเตะกะทันหัน ต่อเมื่อเดินเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ เห็นเฮียคุนฉุดปอกับเด็กอีกคนจากทีมคู่แข่งขึ้นจากพื้น ข้อสงสัยทั้งหลายก็พลันคลี่คลายในพริบตา

“มึงไหวปะปอ” เฮียคุนก้มหน้าถามคนที่ยืนตัวงอจนต้องเข้าไปช่วยหิ้วปีก

ปอนิ่วหน้าพลางลูบท้องป้อยๆ “แป๊บนึง กูจุก”

“มึงไปเป็นโกลก่อนไหม”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หาย” ปอกัดฟันตอบพลางเหลือบมองน้องชายด้วยสายตาแค้นเคือง “ป่านแม่ง... เสียบมาได้”

“เอาน่า ป่านมันไม่ได้ตั้งใจ”

“นี่ขนาดมันไม่ได้ตั้งใจนะพี่คุน เมื่อกี้หน้ากูแทบฟาดพื้น”

เฮียคุนส่ายหัวพลางตบบ่าปอเบาๆ ก่อนจะหันมายิ้มให้ไจ๋โดยเฉพาะ ไจ๋ฉีกยิ้มคืนให้พร้อมทั้งยังบอกเฮียคุนผ่านสายตาอีกว่า ไม่ต้องห่วงนะเฮียคุน อีกเดี๋ยวไจ๋จะช่วยเฮียคุนเอง

เมื่อนักเตะพร้อมลงเล่น ฟุตบอลโกลหนูก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ไจ๋เก็บลูกเตะที่พี่ริวส่งพลาดได้ จึงเลี้ยงหลบทีมคู่แข่งอย่างคล่องแคล่ว พอสบโอกาสทำคะแนน เด็กชายก็ตวัดปลายเท้าเคาะลูกบอลพลาสติกให้ลอยโด่งข้ามหัวโกล เมื่อลูกบอลทิ้งตัวลงสู่พื้นก็เด้งกระดอนเข้าตรงกลางเขตประตูอย่างแม่นยำ

“เฮ!!!” ทุกคนในทีมไจ๋ร้องตะโกนอย่างสุดเสียง พี่ริวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ หันมายิ้มให้พร้อมกับบีบไหล่ไจ๋อยู่สองสามที 

“มึงแม่งโคตรพลิ้วเลยว่ะ!”

ไจ๋ยิ้มรับคำชมอย่างหน้าชื่นตาบาน หลังจากนั้นเฮียคุนกับปอก็วิ่งเข้ามาจับไม้จับมือแสดงความดีใจจนไจ๋แทบแยกไม่ออกว่ามือใครเป็นมือใคร นับตั้งแต่วินาทีนั้น ความรู้สึกประดักประเดิด แปลกแยกระหว่างไจ๋กับเพื่อนใหม่กลุ่มนี้ก็พลันจางหายคล้ายกับไม่เคยมีมาก่อน
.
.
.
.
“คราวหน้ามึงส่งลูกให้กูอีกนะ” ปอตบบ่าไจ๋ที่กำลังคู้ตัวใช้สองมือรองน้ำดื่มเย็นเฉียบจากตู้กด จากนั้นจึงก้มลงกินน้ำจากหัวก๊อกข้างๆ กัน ความใกล้ชิดสนิทสนมที่เกิดขึ้นฉับพลันทำเอาไจ๋ปรับตัวไม่ทัน เด็กชายรีบดีดตัวขึ้นยืนตรงแหน็วแล้วยกหลังมือขึ้นปาดคราบน้ำเหนือริมฝีปากก่อนจะรับคำรวดเร็ว

“ได้”

ถ้าไม่นับเรื่องที่ป่านทำหน้าหงิกซ้ำยังแอบมองค้อนคนนั้นคนนี้ไม่เลิก ก็นับได้ว่าฟุตบอลนัดนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ของทั้งหมดให้แน่นแฟ้น ยิ่งเมื่อประตูที่ช่วยให้พวกเขาเอาชนะทีมรุ่นพี่เป็นผลงานการต่อบอลของไจ๋ด้วยแล้ว เวลานี้ ไม่ว่าใครล้วนเต็มใจทอดไมตรีให้เขากันทั้งนั้น

“เดี๋ยวคืนนี้กูไปนอนบ้านมึงนะคุน” คนที่เพิ่งล้างหน้าเสร็จหมาดๆ เดินมาสมทบที่ตู้กดน้ำ พี่ริวเอียงคอ ถูแก้มเปียกซ่กลงกับหัวไหล่ ในขณะที่ไจ๋ล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนสีฟ้าออกมาซับหน้า หลังจากเฮียคุนคืนผ้าเช็ดหน้าให้ไจ๋เมื่อหลายวันก่อน เด็กชายก็ไม่รู้สึกอับอายที่ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าอีกเลย หนำซ้ำลูกชายร้านชำยังภูมิอกภูมิใจเอามากๆ ที่ตนเองมีผ้าหอมๆ สะอาดๆ ไว้ใช้เช็ดหน้าอยู่คนเดียวในกลุ่ม

“เอาดิ” เฮียคุนสะบัดหน้าเบาๆ แล้วเช็ดแก้มด้วยปกเสื้อ

“งั้นเย็นนี้ไปร้านเน็ตกับพวกกูปะ” ปอแทรกขึ้นพลางมองเพื่อนรุ่นพี่ทั้งสองคนด้วยดวงตาเป็นประกาย...

ไหนๆ วันนี้พี่ริวก็ไม่ต้องรีบกลับบ้านแล้ว ถ้าพวกเขาทั้งหมดได้เล่นเกมออนไลน์ด้วยกันสักครั้งก็คงจะดี

เฮียคุนย่นจมูกพลางยักไหล่ “ไม่อะ กูเพิ่งซื้อการ์ตูนไป หมดตูดเลยว่ะ”

“โห่ ไม่เป็นไรหรอกพี่คุน ไปยืนดูเฉยๆ ก็ได้” ปอยังไม่ละความพยายาม แถมรอบนี้ยังมีแนวร่วมหว่านล้อมเพิ่มมาอีกหนึ่งหน่วยด้วยกัน

“ไปนะพี่คุน เดี๋ยวหนูให้ยืมตัวเข้าเกม” เด็กป.สองกระตุกชายเสื้อเฮียคุนแล้วทอดสายตามองอ้อน แต่เฮียคุนก็ไม่ใจอ่อนง่ายๆ

“อย่าเลย วันนี้กูกลับบ้านเลยดีกว่า ไม่อยากไปแย่งพวกมึงเล่น” คนพูดยิ้มบางแล้วลูบไหล่ป่านเบาๆ จากนั้นจึงหันกลับมาคุยกับพี่ริวที่ยืนอยู่ข้างๆ ไจ๋ “มึงอะ จะไปกับไอ้ปอปะ ถ้าจะไปก็ได้นะ แต่กูกลับบ้านก่อน”

“ไม่ว่ะ เดี๋ยวกูกลับพร้อมมึงนี่แหละ” ไจ๋ไม่รู้ว่าพี่ริวคิดอะไรอยู่ เพราะพูดมาถึงตรงนี้ ดวงตาทั้งสองข้างของพี่ริวก็เปล่งประกายวิบวับ แต่ก่อนที่ไจ๋จะต้องเล่นเกมเดาใจ พี่ริวก็ยิ้มเผล่แล้วเฉลยสิ่งที่คิดโดยไม่อ้อมค้อม “แต่พรุ่งนี้เย็นไปโดดน้ำเล่นที่บ้านไอ้ปอกันเหอะ”

ฟังแล้วปอกับป่านก็คลี่ยิ้มกว้างจนแก้มแทบฉีก อีกทั้งยังเอ่ยปากสนับสนุนพี่ริวด้วยความกระตือรือร้นเป็นที่สุด “มานะพี่คุน”

“ใช่ๆ พี่คุนมาโดดน้ำกับหนูนะ”

“เออ ไว้พรุ่งนี้ค่อยเล่นน้ำกันก็ได้” เฮียคุนพยักหน้าเห็นด้วย

หือ... พรุ่งนี้จะไปเล่นน้ำกันเหรอ?

ไจ๋เบิกตาโพลงพลางจับจ้องเพื่อนในกลุ่มอย่างตื่นเต้น แต่ครั้นจะร่วมผสมโรงยินดี เด็กชายก็นึกพรั่นใจ จริงอยู่ว่าเมื่อตอนเล่นฟุตบอล พี่ริวจะพูดจารื่นหู ทว่าเมื่อครู่นี้เจ้าตัวกลับไม่ได้เอ่ยปากชวนเขาสักคำ

•✤•✤•✤•

“กูยังฆ่าบอสไม่ตายสักที ติดด่านนี้มานานฉิบหาย” เสียงบ่นของพี่ริวฟังอู้อี้ คงเพราะระหว่างที่พูดประโยคเมื่อครู่ เจ้าตัวยังคงกัดไม้ไอศกรีมไม่เลิก

“บอสแม่งตายยากเหรอวะ”

“เออ ตายโคตรยาก” พี่ริวถอนหายใจเสียงดัง “สงสัยกูต้องซื้อหนังสือดูสูตรคิลบอสแล้วว่ะ”

“ลงทุนเนอะมึงเนี่ย” ไจ๋ได้ยินเสียงหัวเราะของเฮียคุนจึงรีบเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนทั้งสองคนที่เดินคุยกันอยู่ด้านหน้า บนเสี้ยวหน้าด้านข้างของเฮียคุนในเวลานี้มีรอยยิ้มประดับอยู่

พี่ริวเบะปากแล้วยักไหล่พลางปาไม้ไอศกรีมในมือลงถังขยะอย่างแม่นยำ “แน่นอน เพื่อเกม กูทำได้ทุกอย่าง”

ระหว่างทางกลับบ้าน ไจ๋เดินทอดน่อง สองมือกำสายเป้ทั้งสองข้าง รั้งจนกระเป๋าแนบไหล่พลางเหลือบมองแผ่นหลังของสองเพื่อนซี้ด้วยสายตาท้อแท้ แม้ว่าทุกครั้งที่พวกเพื่อนๆ พูดคุยกัน ไจ๋มักจะเลือกเป็นผู้ฟังเนื่องจากอับอายปมด้อยด้านการเจรจา แต่แท้จริงแล้ว เด็กชายอดรู้สึกอยู่ลึกๆ ไม่ได้ว่า พี่ริวเองก็พยายามกีดกันไม่ให้ไจ๋มีส่วนร่วมในบทสนทนา โดยเฉพาะเวลาที่พวกเขาอยู่กันตามลำพังเพียงสามคนแบบในตอนนี้

“ถ้ามึงเคลียร์บอสเสร็จ แล้วไงต่อวะ”

“ก็น็อกเกมไง”

“น็อกแล้วไง มึงจะเล่นใหม่อีกรอบเหรอ”

“เหอะ” พี่ริวส่ายหัวแล้วว่าต่อด้วยสีหน้ากรุ้มกริ่ม ดูภูมิอกภูมิใจแปลกๆ “เดี๋ยวพอจบเกมนี้ กูจะต่อไฟนอล แฟนตาซีเว่ย พ่อกูเพิ่งซื้อแผ่นมาให้สดๆ ร้อนๆ ”

“อ๋อ อืม”

ไจ๋อมยิ้มเมื่อเห็นเฮียคุนผงกหัวรับแล้วเหลือบมองมาทางไจ๋อยู่ชั่วอึดใจ แต่พอนึกถึงบทสนทนาที่ตนพูดคุยกับอีกฝ่ายเมื่อวาน ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเด็กชายก็จืดเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ตั้งใจจะบอกเฮียคุนเรื่องการ์ตูนมาตั้งแต่เช้า ทว่าจนป่านนี้ ไจ๋ก็ยังหาโอกาสคุยกับเด็กข้างบ้านตามลำพังไม่ได้เลยสักครั้ง

“วันไหนมึงไปลองเล่นที่บ้านกู ดีปะ”

“มึงเล่นก่อนเหอะ ถ้าสนุกค่อยว่ากัน”

“มันจะไม่สนุกได้ไงวะ ถ้าไม่สนุก เมก้า*คงไม่เอามาลงหรอก”
(หมายเหตุ: เมก้าคือชื่อนิตยสารเกมฉบับหนึ่ง)

“งั้นเลยเหรอ”

“เออดิ กราฟฟิคแม่งโคตรเฟี้ยวอะ”

เป็นเพราะเรื่องเมื่อวานแท้ๆ จิตใจของไจ๋จึงล่องลอย เอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่องจนหมดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้างโดยสิ้นเชิง กระทั่งเฮียคุนหรือเสียงเครื่องยนต์รถที่ดังกระหึ่มอยู่ข้างหูก็ยังเรียกร้องความสนใจจากเด็กชายแทบไม่ได้ ถึงอย่างนั้น ทันทีที่โสตประสาทรับรู้ถึงเสียงเพรียกฟังคุ้นหูที่ดังซ้ำๆ เขาก็พลันได้สติ

“ไจ๋ ขึ้นรถ”

ลูกชายร้านชำเงยหน้าขึ้น เขาเห็นรถของพ่อมาจอดเทียบอยู่ในระยะใกล้แค่เอื้อม กระจกฝั่งที่นั่งข้างคนขับเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าเคร่งเครียดของผู้ให้กำเนิดทั้งสองที่นั่งอยู่ด้านใน

“ป๊า?” ไจ๋ตกใจเพราะไม่คิดว่าจะเจอพ่อกับแม่ระหว่างทางกลับบ้าน

“ขึ้นรถ เร็ว” คนขับชำเลืองมองเด็กชายสองคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเลือดเนื้อเชื้อไข เมื่อตระหนักว่าหนึ่งในนั้นเป็นใคร เม้งก็ขมวดคิ้วพลางตะโกนสั่งลูกสาวที่นั่งอยู่เบาะหลังเสียงดังฟังชัด “ต้อง เถิบไปนั่งอีกฝั่ง หลบให้น้องมันขึ้นรถ”

ไจ๋แอบสบตากับเฮียคุนคล้ายกับร่ำลา แต่เพราะรู้จักบิดาของตัวเองเป็นอย่างดี เด็กชายจึงรีบเปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปนั่งอย่างจำใจ... เฮ้อ เลยไม่ได้บอกเฮียคุนเรื่องการ์ตูนสักที

“ไจ๋”

“หือ?” ไจ๋เลิกคิ้ว เลื่อนกรอบสายตาขึ้นมองหน้าพ่อผ่านกระจกมองหลัง

“มึงรู้จักกับไอ้เด็กข้างบ้านเหรอ”

สีหน้าของป๊ายังคงนิ่งเฉย ไม่แสดงอารมณ์ ทว่าหางเสียงห้วนเมื่อครู่บอกใบ้ให้ไจ๋รู้ว่า ป๊ากำลังไม่พอใจมาก เด็กชายจึงตอบคำถามของป๊าด้วยความระมัดระวังกว่าทุกครั้ง

“ระ เรียนห้องเดียวกัน”

“แล้วโดนมันแกล้งหรือเปล่า”

ไจ๋ส่ายหัว จ้องตากับป๊านิ่งๆ ไม่หลบเร้น “ไม่โดน”

“ถ้าโดนมันแกล้ง มึงต้องบอกกูนะ”

“ไม่มีใครแกล้งไจ๋ระ หรอกป๊า” ทั้งที่ตั้งใจจะพูดคุยกับป๊าอย่างใจเย็น แต่เมื่อได้ยินป๊าพูดถึงเพื่อนใหม่ไม่ดี ไจ๋ก็เผลอทำหน้ามุ่ยไม่พอใจ... ถ้าป๊ารู้จักเฮียคุนเหมือนไจ๋ ป๊าไม่มีทางมองเฮียคุนในแง่ร้ายแบบนี้แน่

“แต่ถ้าโดนใครแกล้ง มึงต้องมาบอกกูนะ เข้าใจไหม”

“อือ”

เม้งถอนหายใจอย่างหนักอกหลังสัมผัสได้ถึงการต่อต้าน รวมถึงท่าทีหมางเมินของลูกชาย แต่เพราะไม่มีหลักฐาน เขาจึงไม่อาจสรุปได้ว่า เลือดเนื้อเชื้อไขลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับลูกข้างบ้านแล้วหรือยัง ถึงอย่างนั้น ด้วยหน้าที่ของคนเป็นพ่อ เขาย่อมต้องดูแลและปกป้องไจ๋จากพวกคนชั่วให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะไอ้พวกข้างบ้าน... หึ อย่าหวังเลยว่าเขาจะส่งเสริมหรือสนับสนุนลูกชายให้ไปคบหาสมาคมด้วย

“ร้านใหม่อยู่ตัวเมื่อไร กูจะไปรับมึงที่โรงเรียนเหมือนเดิม มึงจะได้ไม่ต้องตากแดดเดินต๊อกๆ แบบนี้”

“ไม่ต้อง ไจ๋กลับเองได้” ไจ๋ยืนกรานหนักแน่น ไม่ว่าอย่างไร ไจ๋ก็จะกลับบ้านกับเฮียคุนให้ได้ ต่อให้ต้องทำในสิ่งที่ป๊าไม่ชอบ ไจ๋ก็ไม่ลังเล

“แน่ใจ”

“อือ” เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก
“ไจ๋”

“หือ?”

“ไอ้เด็กข้างบ้านน่ะ...” เม้งชะลอความเร็วรถแล้วตวัดสายตาขึ้นประสานกับดวงตาของลูกชายที่สะท้อนผ่านกระจกเงา บางอย่างในน้ำเสียงของป๊าทำเอาหัวใจดวงน้อยๆ ของไจ๋แกว่งไกวเป็นชิงช้า ไจ๋เหลือบมองแผ่นหลังป๊าพลางเม้มปากแน่น
ทำไมอยู่ๆ ป๊าก็พูดเรื่องเฮียคุนขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?

“...อยู่ห่างๆ มันไว้หน่อย กูเกลียดขี้หน้าพวกมันทั้งโคตรเหง้า เข้าใจไหม”

“...” อึดใจนั้น ไจ๋จ้องตากับป๊าโดยไม่หลบเลี่ยง หนำซ้ำแววตาคู่นั้นกลับดูเข้มข้น สุขุม อีกทั้งเยือกเย็นกว่าปกติวิสัย เด็กชายเม้มปากพลางครุ่นคิดทบทวนตัวเองอยู่พักใหญ่ ใช่เขาไม่รู้ความ แต่เมื่อได้เป็นเพื่อนกับเฮียคุนแล้ว ไจ๋มีความสุขมากๆ เขามีความสุขมากเสียจนไม่อาจสูญเสียไป

“ได้ยินที่กูบอกรึเปล่า”

เมื่อโดนคาดคั้นมากๆ เข้า ไจ๋ก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตนเองไม่เคยทำกับป๊ามาก่อน...

“อือ” ว่าแล้ว ไจ๋ก็เบือนหน้าออกไปมองข้างทางพลางลอบถอนหายใจ ขืนป๊ารู้ว่าเพื่อนที่ไจ๋อยากชวนมาอ่านการ์ตูนที่บ้านเป็นใคร ป๊าต้องโมโหอีกแน่ๆ

นั่นคือครั้งแรกที่ไจ๋โกหกป๊าในเรื่องที่เกี่ยวกับเฮียคุน

•✤•✤•✤•

“นี่มึงเดินกลับบ้านกับไอ้ไจ๋ทุกวันเลยเหรอ” ริวอิจิโพล่งขึ้นทันทีที่รถกระบะต่อหลังคาคันสีเงินเร่งเครื่องผ่านพวกเขาไป

คุนเลิกคิ้วพลางมองหน้าเพื่อนด้วยสายตาเรียบเฉย “เออ มีอะไร”

“ทำไมมึงต้องกลับกับมันด้วยวะ มันเอ๋อจนเดินกลับบ้านเองไม่เป็นหรือไง”

“ทางเดียวกัน จะให้แยกกันเดินหรือไง”

“เรอะ?” ริวอิจิหรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิด

“ก็เออดิ มึงไหวเปล่าเนี่ย” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวละสายตาจากเพื่อนสนิทพลางส่ายหัว

“ไม่ใช่ ที่กูถาม กูไม่ได้หมายความแบบนั้น” ริวอิจิทำหน้าหงุดหงิดพลางถอนหายใจ มือข้างหนึ่งยกขึ้นเกาเท้าทอยไม่หยุด “แล้วบ้านมันหลังไหน อยู่ใกล้บ้านมึงมากไหมวะ”

ระหว่างที่ทั้งคู่พูดคุยกัน ริวอิจิสังเกตเห็นเพื่อนสนิททอดสายตามองตามรถคันที่เพิ่งขับผ่านไปอย่างใจลอย ภาพนั้นทำเอาเด็กชายเผลอไผลไล่สายตามองตาม จวบจนเมื่อรถกระบะสีเงินจอดนิ่งตรงท้ายซอย จากนั้นคนในรถก็ทยอยกันเดินลงมาทีละคนสองคน ริวอิจิก็เลิกคิ้วพลางทำหน้าประหลาดใจ ถ้าเขาจำไม่ผิด ตรงนั้นน่าจะเป็นกำแพงด้านข้างร้านชำที่อยู่ติดกับบ้านเพื่อนสนิทไม่ใช่เหรอ?

“ไจ๋อยู่ข้างบ้านกู”

คำตอบนี้ช่วยยืนยันความเข้าใจให้คนฟัง ริวอิจิเขม้นมองหน้าคู่สนทนาด้วยความสนเท่ห์ “ข้างบ้านมึง?... แล้วทำไมมึงไม่บอกกูวะว่ามันอยู่ข้างบ้านมึง”

คุนไม่ตอบคำถาม แถมยังยักไหล่ ทำท่าไม่รู้ร้อนรู้หนาว “แล้วทำไมกูต้องบอกมึงด้วยอะ”

“อ้าว ก็ตอนแรกมึงทำเหมือนไม่รู้จักมันมาก่อน ทั้งๆ ที่มันอยู่ข้างบ้านมึงไง”

“ตอนนั้นก็ตอนนั้นดิ ตอนนี้เป็นเพื่อนกันแล้ว จะรู้จักหรือไม่รู้จักก็ไม่เกี่ยวเปล่าวะ”

“เหรอวะ” ริวอิจิมองหาเค้าลางอาการพิรุธบนใบหน้าเพื่อนสนิท แต่เพราะอีกฝ่ายทำหน้าตาย เด็กชายก็อับจนหนทาง ไม่รู้จะง้างปากเพื่อนรักด้วยวิธีใด

“เออ”

ฟังแล้วริวอิจิก็เกาหัวแกรกๆ อีกครั้ง ทั้งที่เพื่อนก็อธิบายแล้วแท้ๆ แต่ทำไมเขากลับยิ่งสับสนหนักก็ไม่รู้

“เออไรวะ กูงงอยู่เห็นไหมเนี่ย” ลองว่าเพื่อนสนิททำไก๋ไม่หือไม่อือ แปลว่าเจ้าตัวไม่มีทางขยายความเพิ่มเติมอีกแน่ ริวอิจิจึงได้แต่บ่นพึมพำในลำคอเท่านั้น

“ไปมึง วิ่งแข่งกัน ใครถึงบ้านกูทีหลังเป็นเบ๊หนึ่งคืน” สิ้นเสียง ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวก็ออกตัว วิ่งนำหน้าเพื่อนไปหลายก้าว คนที่แพ้ไม่เป็นอย่างริวอิจิจึงโยนเรื่องค้างคาใจทิ้งลงกลางทาง ก่อนจะวิ่งหน้าตั้งตามหลังเพื่อนสนิทไปอย่างไม่ยอมกัน

•✤•TBC•✤•


ตอนนี้เบาๆ เนื้อหาสบายๆ ไว้มารอลุ้นกันดูนะคะว่าตอนหน้าจะมีอะไรรออยู่บ้าง
ใครเล่นทวิตเตอร์ ติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ด้วยน้า เราจะตามไปเม้าท์ด้วยค่ะ 555
สุดท้ายนี้ ขอย้ำซ้ำๆ เหมือนทุกทีว่า รักคนอ่านทุกๆ ท่านที่สุดเลยค่า!
ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)


•✤•K.BABYBB:•✤•
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ (เราแอบเห็นด้วยนิดๆ แฮะ 555)
ไว้ถ้ามีโอกาส หวังว่าเราจะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันอีกนะค้า


•✤•K.KizzllKizz:•✤•
ฮ่าๆๆๆ จุดๆ นี้อยากจะบอกว่าแม่น้องไจ๋น่ารักที่สุด!!!
ในส่วนของปัญหาระหว่างพี่น้อง เดี๋ยวเราจะค่อยๆ เล่าไปทีละนิดละหน่อยนะคะ
เอาเป็นว่าทุกๆ เรื่องมีที่มา (และแอบกระซิบว่า ที่คุณ KizzllKizz สันนิษฐาน ใกล้เคียงกับความจริงมากๆ เลยค่ะ)
รักคุณ KizzllKizz นะคะ จุ๊บๆๆๆๆ (แม่น้องไจ๋ในทวิตเตอร์เผ็ดมากค่ะ)


•✤•K. Leenboy:•✤•
ก็จริงของคุณ Leenboy นะคะ แต่เดี๋ยวเร็วๆ นี้ต้องก็จะเอาคืนไจ๋ด้วยวิธีคล้ายๆ กันนี่แหละค่ะ
สองพี่น้องเค้าเรียนรู้วิธีเอาคืนกันและกันมานาน เลยไม่ค่อยเคารพกันเท่าไร
อันที่จริงส่วนหนึ่งเป็นเพราะสไตล์ของบ้านนี้ด้วยแหละค่ะ เดี๋ยวถ้าอ่านไปเรื่อยๆ ปัญหาของบ้านไจ๋ก็จะค่อยๆ ถูกตีแผ่ออกมาให้เห็นมากขึ้นนะคะ
รักคุณ Leenboy นะค้า ม๊วฟฟฟฟฟ!


•✤•K. Ac118:•✤•
ความบาดหมางระหว่างสองพี่น้องนี่มีที่มาที่ไปค่ะ แต่เพราะเนื้อเรื่องตอนนี้ไม่ได้กล่าวถึง
เราเลยต้องรบกวนคุณ Ac118 และผู้อ่านทุกท่านอดใจรออ่านกันหน่อยนะคะ
[จริงๆ ที่คุณ Ac118 รวมถึงท่านอื่นๆ ตั้งข้อสังเกต
ล้วนแล้วแต่ใกล้เคียงกับเบื้องหลังความสัมพันธ์ของลูกบ้านนี้มากแล้วล่ะค่ะ
แต่ในรายละเอียด เราจะเล่าให้ทราบโดยสังเขปต่อไป หรืออาจจะเล่าในตอนพิเศษที่แยกต่างหาก
(เนื้อหาส่วนนี้จะดึงความสนใจไปยังความหลังของป๊าและอาม่าเป็นหลัก
ดังนั้นเราจึงตัดสินใจว่าจะยังไม่เล่าในช่วงที่พวกเด็กๆ ทำความรู้จักกันค่ะ)]
ส่วนเรื่องที่น้องไจ๋อ่านหนังสือช้า เดี๋ยวเฮียคุนเองก็จะรู้ด้วยอีกคน
มารอดูกันนะคะว่าเฮียคุนจะรับมือกับการอ่านหนังสือแล้วหลับของน้องยังไง
รับรองเลยว่า ถ้าได้อ่าน จะรักเฮียคุนกับน้องไจ๋มากกว่านี้อีกหลายร้อยเท่าเลยค่ะ
ป.ล. น้องต่ายไจ๋สายเปย์ แต่เฮียคุนเปย์กว่าค่ะ เราอ่านตอนที่สามสิบกว่ามา... เรารู้ (โคตรใช้สูตรโกงเลย 555)
รักคุณ Ac118 นะคะ จุ๊บๆๆๆๆ


•✤•K. ommanymontra:•✤•
โอ๋ๆ ไม่ถอนหายใจนะคะ  :กอด1:
พักหายใจหายคอในตอนนี้ก่อนเนอะ
เดี๋ยวค่อยยิ้มกันอีกทีตอนหน้าน้า... ขอบคุณสำหรับความเห็นค่ะ มาคุยกันอีกนะค้า จุ๊บๆๆ ^_^


•✤•K. วายซ่า:•✤•
5555 เราเข้าใจหัวอกคุณวายซ่ามากๆ เลยค่ะ เรื่องหนังสือ
แต่ของเราเป็นกรณียืมหนังสือของคนอื่นมาอ่านนะคะ
(บอกเลยว่าเกร็งมาก อ่านทีไม่กล้ากางสุดเล่ม ไม่กล้าเอาไปอ่านใกล้น้ำ
ไม่กล้าเอาไปอ่านที่อื่นที่อาจเสี่ยงต่อการเสียหาย เพราะรู้เลยว่าเจ้าของเขาจะต้องรักหนังสือมาก
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ยอมเสียเงินเยอะๆ เพื่อมาแน่ ๆ – ว่าแต่ ราคาหนังสือเดี๋ยวนี้แพงนะคะ ซื้อทีไร ไตวายตลอด)
อย่างไรก็ดี เราขอสรุปตรงนี้ว่า เฮียคุนเป็นว่าที่หลัวของชาติแน่ๆ ค่ะ แต่กว่าจะเป็นหลัวที่ดีได้ เฮียคุนต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองยกใหญ่เลยค่ะ รายละเอียดเป็นยังไง รอลุ้นไปพร้อมกันนะคะ (เพราะเราเองก็ยังไม่รู้ - ยังเขียนไม่ถึงค่ะ 5555)
รักคุณวายซ่านะคะ มามะ มาให้กอดทีเร้ว!


•✤•K. แป้ง / Alternative:•✤•
พี่น้องบ้านนี้จะตีกันไปเรื่อยๆ ค่ะ ตีกันจนกว่าจะโตนั่นแหละ (ตอนหน้าที่ทะเลาะกันจะแรงกว่านี้ค่ะ รอดูฤทธิ์เจ้ได้เลย 555)
เอาจริงๆ ครอบครัวมีส่วนกับพฤติกรรมของทั้งต้องและไจ๋มากเลยค่ะ
ถึงโดยรวมแล้วไจ๋จะเป็นเด็กน่ารัก แต่ถ้ามองลึกๆ ไจ๋เองก็จะมีนิสัยบางอย่างที่ต้องขัดเกลาไปเรื่อยๆ เช่นกัน
เรามาเอาใจช่วยไจ๋และเฮียคุนให้เติบโตเป็นอนาคตที่ดีของชาติไปด้วยกันนะคะ ^_^
ส่วนเฮียคุน...อีกหน่อยเฮียก็จะรู้ซึ้งถึงความพยายามของไจ๋ในการทำทุกอย่างเพื่อเอาใจเฮียค่ะ
และแน่นอนว่าเฮียคุนเองก็จะตอบแทนน้องดีพอๆ กัน...
เชื่อเรานะคะ เราจะเขียนให้เฮียเปย์น้องอย่างบ้าคลั่งเลยค่ะ เราสัญญา (เดี๋ยว!)
รักคุณแป้งนะค้า มาค่ะ ขอเรากอดหน่อยนะ ม๊วฟ!


ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-6
แหม่ ชักอยากรู้เบื้องลึกเบื้องหลังที่ป๊าของใจ๋เกลียดบ้านข้างๆ มาก
หรือว่าจะเคยมีประวัติแย่งกันจีบสาวสมัยหนุ่มๆ กันน้อ.

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 752
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
ไจ๋ลูกเเม่เก่งที่ซู๊ดดด นอกจากจะเปย์เก่ง ไจ่ยังพลิ้วไหว ด้วยจั่มวัย!  :laugh:

เนี่ยยย ยอมอุ๊บอิ๊บกับป๊า เพื่อเฮียคุน ความสุขหนึ่งเดียวของไจ๋คือเฮียคุน
เฮียคุนก็อุบเงียบ เรื่องน้องเป็นพิเศษเฉพาะตัวเอง..  ดีต่อใจ :-[

สองบ้านไม่ถูกกัน นี่น่าจะมีปัญหากันตั้งแต่รุ่นอาม่าแล้วไหม ป๊าแค้นฝังหุ่นมาก

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-10-2019 12:34:37 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ KizzllKizz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-1
ทำไมป๊าต้องเกลียดคนบ้านข้างๆด้วยย พี่คุนน่ารักนะ!!
ใจ๋ก็รักของใจ๋อ่ะ! (น้องใจ๋ไม่ได้กล่าว แม่กล่าวเอง5555555)

 :laugh:  :laugh:  :laugh:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 10 || P.3 ||28.10.2019 ✤
« ตอบ #69 เมื่อ: 29-10-2019 20:40:44 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2872
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +283/-3
เรื่องนี้ดูมีเงื่อนงำ! พี่ริวหวงเพื่อนเหรออออออออ

น้องไจ๋สายพริ้วววว ฝึกไว้หลบหลีกป๊ามาเต๊าะพี่คุนตอนโตช่ะ

แม่รู้ แม่สัมผัสได้ อิอิ

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
- 11 -


ไจ๋หอบกระเป๋าเป้เดินจากหน้าประตูห้องไปยังโต๊ะเรียน ระหว่างทางมีเพื่อนร่วมห้องสองสามคนสวนทางผ่านไป ไม่มีใครทักทายไจ๋ เขาเองก็คร้านจะใส่ใจ สองเท้ายังคงก้าวย่างอย่างมั่นคงไปหยุดยืนตรงด้านข้างโต๊ะของตัวเอง หลังแขวนสายกระเป๋าทั้งสองข้างเข้ากับพนักเก้าอี้ ลูกชายร้านชำก็ผินหน้า ทอดสายตามองโต๊ะเรียนข้างหน้าต่าง เมื่อไม่เห็นกระเป๋าของเฮียคุนวางอยู่ที่โต๊ะจึงลอบถอนหายใจแล้วเดินคอตกออกจากห้องไปอย่างไร้ตัวตน ทว่าขณะกำลังนั่งยองๆ ผูกเชือกรองเท้าที่เพิ่งสวมอยู่บนพื้นหินขัดหน้าห้อง หูกลับแว่วน้ำเสียงอันคุ้นเคยดังอยู่ใกล้ๆ

“ไจ๋”

เมื่อปลายเท้าข้างหนึ่งของใครสักคนก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า ไจ๋จึงเชิดหน้าขึ้นแหงนมอง ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเด็กข้างบ้านซึ่งกำลังก้มลงมองสบตาด้วยทำเอาเด็กชายฉีกยิ้มกว้างจนดวงตากลมโตทั้งสองข้างดูคล้ายกับจันทร์เสี้ยวคู่แฝดประดับอยู่ใบหน้าขาวผ่อง ดูยวนตาชวนมองเป็นอย่างยิ่ง

“จะลงข้างล่างแล้วเหรอ”

“อือ” ไจ๋พยักหน้าหงึกหงัก

“รอแป๊บ เดี๋ยวลงไปพร้อมกัน”

ไจ๋ผุดลุกขึ้นยืนมองเด็กข้างบ้านจากกรอบประตู ตอนที่เฮียคุนวางกระเป๋าสองใบลงบนโต๊ะของตัวเองและโต๊ะตัวข้างๆ ไจ๋เห็นเจ้าตัวพยักหน้าให้เพื่อนด้านหลังห้องแทนการทักทาย จากนั้นจึงวิ่งสไลด์ตัวพุ่งออกมาหาไจ๋อย่างรวดเร็วด้วยความร่วมมือของถุงเท้านักเรียนกับพื้นห้องที่ลงแว็กซ์จนเงาวับ

“ปะ ไปกัน” เฮียคุนยิ้มกริ่มพลางก้าวออกมายืนข้างไจ๋ก่อนสอดปลายเท้าสวมเข้าด้านในรองเท้า เคาะปลายเท้าเบาๆ กับพื้น ขยับอีกแค่สองสามที รองเท้าทั้งสองข้างก็เข้าประจำที่เรียบร้อยโดยไม่ต้องนั่งคุดคู้แกะเชือก ผูกเงื่อนรองเท้าใหม่แบบงกๆ เงิ่นๆ เหมือนไจ๋ ดวงตากลมโตของเด็กชายจึงเฝ้ามองเพื่อนข้างบ้านด้วยความเลื่อมใสไม่ปิดบัง

เฮียคุนเจ๋งที่สุดเลย

“มาถึงนานยัง”

“เมื่อกี้” ไจ๋อมยิ้มก่อนจะไพล่นึกถึงเจ้าของกระเป๋าอีกใบที่เฮียคุนหิ้วขึ้นมาเก็บที่ห้องเรียนเมื่อครู่ “พี่ระ ริวล่ะ”

“มันไปเตะบอลแล้ว” เฮียคุนก้าวลงบันไดไปอย่างช้าๆ ไจ๋ที่ช่วงขาสั้นกว่าจึงไม่ต้องวิ่งกระหืดกระหอบตามหลัง ทั้งสองเดินเคียงไหล่พลางพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“กับใคร”

“พวกไอ้เข็ม”

“อ๋อ” ไจ๋ผงกหัวพลางนึกถึงใบหน้าของบุคคลที่สาม

หลังจากเตะบอลเมื่อวาน ไจ๋ก็ได้ทำความรู้จักกับเด็กป.สี่ซึ่งมารู้ทีหลังว่า ฝ่ายนั้นอายุเท่ากันกับเฮียคุนและพี่ริว ปอเรียกเด็กพวกนั้นว่า ‘เด็กสุเหร่า’ ด้วยเพราะทั้งหมดอาศัยอยู่ใกล้กับมัสยิดแถวบ้านปอ ซึ่งแน่นอนว่าทุกคน (ยกเว้นไจ๋) ต่างรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีแม้จะเรียนอยู่คนละชั้นปีก็ตาม

“แล้วเดี๋ยวจะไปไหน” เฮียคุนมองหน้าไจ๋แล้วก็อมยิ้ม เห็นแบบนั้น ไจ๋เลยอมยิ้มบ้างเพราะอยู่ๆ ก็รู้สึกดีขึ้นมาเสียเฉยๆ

“ไปสนาม”

“กลัวสนามหายเหรอถึงต้องรีบลงไปเฝ้า” เฮียคุนยิ้มมุมปากพลางยื่นหน้ามาใกล้ๆ แล้วมองไจ๋ด้วยสายตาล้อเลียน

“หึ!” ไจ๋อมยิ้มเขินๆ พลางส่ายหัว

เฮียคุนล่ะก็... สนามบอลตั้งเบ้อเร่อ อยู่ๆ จะหายไปดื้อๆ ได้ยังไงเล่า ที่รีบลงไปเพราะเมื่อกี้เฮียคุนยังไม่มา ไจ๋เลยจะลงไปเดินเล่นฆ่าเวลาระหว่างรอเฮียคุน ดีกว่าต้องนั่งหง่าวจับเจ่าอยู่บนห้องเรียนยังไงล่ะ
 
ทันทีที่ทั้งคู่ก้าวเท้าพ้นบันไดขั้นสุดท้ายตรงหน้าตึกเรียน เฮียคุนก็หันมายิ้มให้ซ้ำยังพยักหน้าชักชวนไจ๋อีกต่างหาก “ปะ ไปหาไรกินกัน”

ลูกชายร้านชำส่ายหัวดิก “ไจ๋กินมาละ แล้ว”

“ไปเป็นเพื่อนเฮียหน่อยงั้น”

แค่เฮียคุนพยักหน้าให้ ไจ๋ก็รับคำทันทีโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง “อือ”

ไจ๋เดินตามเฮียคุนทะลุผ่านสวนหย่อมด้านหน้าตึกเรียนหลังเก่า ห้องเรียนของพวกไจ๋อยู่ชั้นสามของอาคารเรียนแห่งนี้  ชั้นถัดลงไปด้านล่างเป็นห้องเรียนของเด็กป.หนึ่งกับป.สองรวมถึงห้องพยาบาลและห้องสมุด ส่วนพวกพี่ป.สี่ถึงป.หกอยู่ตึกใหม่รูปตัวยู ชั้นล่างสุดเป็นโรงอาหาร สหกรณ์ และเวทีการแสดงในร่ม

แม้โรงเรียนใหม่จะมีขนาดเล็กกว่าโรงเรียนเดิมที่ไจ๋เคยเรียนหลายเท่า แต่ห้องเรียน ทางเชื่อม ไหนจะซอกหลืบลับตาต่างๆ กลับมีไม่น้อย ช่วงแรกของการปรับตัว ไจ๋จึงมักจะหลงทางเป็นประจำ ดีว่าเช้านี้ยังมีเฮียคุนเดินเป็นเพื่อน ดังนั้นต่อให้อีกฝ่ายจะนำทางไปยังส่วนอื่นๆ ของโรงเรียนที่เขาไม่เคยสำรวจ ไจ๋ก็ยังอุ่นใจว่าจะไม่หลงทางแน่ๆ

“เฮียไม่ได้กินข้าวมาไง”

แม้จะย้ายมาเรียนใกล้บ้าน แต่กระเพาะของไจ๋กลับเคยชินกับการต้องกินอาหารเช้าในช่วงเวลาประมาณเจ็ดโมงไปเสียแล้ว เมื่อก่อนต้องกินข้าวกล่องบนเบาะด้านหลังของรถป๊าระหว่างทางไปโรงเรียน ตอนนี้สบายกว่าเดิมมากเพราะไจ๋ได้นั่งกินข้าวที่โต๊ะอาหารอย่างเป็นกิจจะลักษณะแถมยังได้ดูเจ้าขุนทองโดยไม่ต้องแย่งรีโมทกับเจ้ต้องอีกด้วย

“เมื่อคืนนอนดึกเช้านี้เลยตื่นสาย ถ้ามัวแต่กินข้าวอยู่คงมาไม่ทันเข้าแถว” เฮียคุนพูดพลางลูบหน้า สะบัดหัวเบาๆ เหมือนยังไม่ตี่นดี “แต่กินข้าวที่โรงเรียนก็ดี หนมปังหมูหย็องพริกเผาร้านป้าที่โรงอาหารอร่อย”

ไจ๋มองคู่สนทนาอย่างสนใจ ทว่าขณะกำลังจะอ้าปากถามไถ่เรื่องร้านขนมปัง เฮียคุนกลับเอ่ยแทรกขึ้นเสียก่อน “วันนี้ไปโดดน้ำไหม”

“อ๋อ ที่เมื่อวานคุยกันใช่ไหม”

“อือ ท่าน้ำตรงบ้านปอเขาเทปูนทำบันไดลงไปในน้ำเป็นสิบๆ ขั้น  ไจ๋ไปนั่งเล่นเฉยๆ ก็ได้นะ ถ้าว่ายน้ำไม่เป็นอะ” เฮียคุนยิ้มพลางก้าวขายาวๆ หลบแอ่งน้ำขังบนพื้น ไจ๋ลองกะระยะด้วยสายตาแล้วก็ไม่มั่นใจว่าจะก้าวพ้นในคราวเดียว เด็กชายจึงเบี่ยงตัวเล็กน้อยแล้วค่อยๆ วางฝ่าเท้าลงตรงจุดที่น้ำน่าจะตื้นที่สุดอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงชักเท้าเดินตามคุนไปโดยที่น้ำไม่ซึมเข้ารองเท้าเลยสักหยด

“ไจ๋ว่ายน้ำเป็น” ที่โรงเรียนเก่ามีสระว่ายน้ำมาตรฐาน ป๊าเลยให้เขากับเจ้ต้องลงเรียนพิเศษว่ายน้ำที่โรงเรียนทุกเช้าวันเสาร์ แต่พอย้ายโรงเรียนใหม่ ไจ๋ก็ไม่มีโอกาสได้ลงสระอีกเลย

“ดี งั้นไปไหมล่ะ” คนพูดเลี้ยวเข้าซอกเล็กๆ ด้านหลังอาคารเรียนใหม่ ทั้งคู่เดินตามทางแคบๆ เลียบกำแพงโรงเรียนมุ่งตรงไปยังด้านข้างของโรงอาหารซึ่งมีร้านน้ำและขนมอยู่หลายร้าน ระหว่างทางมีเด็กนักเรียนคนอื่นๆ เดินสวนมาเป็นระยะๆ พวกเขาจึงต้องคอยเบี่ยงตัวหลบให้ดี ไม่อย่างนั้นไหล่คงกระแทกโดนกัน

“ไจ๋ไม่ได้เอาชุดมาเปลี่ยน” แม้ไจ๋จะอยู่ร่วมวงสนทนาเมื่อวาน แต่ตอนที่พี่ริวเอ่ยชักชวนคนอื่นไปเล่นน้ำที่บ้านปอ เจ้าตัวไม่ได้พูดถึงไจ๋ เขาเลยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจสำหรับกิจกรรมหลังเลิกเรียนวันนี้

“ยืมกางเกงไอ้ปอเอาก็ได้ เฮียก็ยืมมันบ่อยๆ ”

ไจ๋กลืนน้ำลายพลางสบตาวัดใจกับเด็กข้างบ้านอยู่พักหนึ่ง แม้ลึกๆ เขาจะนึกหวั่นใจด้วยไม่เคยไปเที่ยวเล่นแถวชุมชนมัสยิดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว อย่างมากก็แค่ไปบ้านปอกับโกดังร้างเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ลองว่าคนที่เก่งและเจ๋งกว่าใครๆ ในสายตาเขาเป็นฝ่ายออกปากเชื้อเชิญ มีหรือที่ไจ๋จะปฏิเสธอีกฝ่ายได้ลงคอ

“อือ ไปก็ไป”

เฮียคุนครางรับสั้นๆ ในลำคอแล้วยักคิ้วให้ไจ๋ จากนั้นจึงเดินล้วงกระเป๋านำหน้าไปยืนต่อแถวหน้าร้านขายขนมปังปิ้งเจ้าเดียวในโรงอาหาร ถึงจะตื่นเต้นกับแผนการเย็นวันนี้เอามากๆ แต่เรื่องที่ไจ๋อยากพูดกับอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อวานก็ยังค้างใจอยู่...

“เฮียคุน”

“หือ?” เจ้าของเสียงเลิกคิ้วพลางมองจ้องเพื่อนตัวเล็กที่ยืนรออยู่ข้างๆ

ไจ๋เม้มปาก เหม่อมองร้านขายขนมปังตรงหน้าแล้วถอนหายใจจนไหล่หลู่ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนาอย่างห่อเหี่ยวเหมือนคนทุกข์ใจแสนสาหัส “ไจ๋เอาการ์ตูนที่บ้านมาให้เฮียคุนอ่านไม่ได้ละ แล้วอะ”

“อ้าวเหรอ” ทั้งที่เกือบหลุดปากถามถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง แต่พอเห็นสีหน้าอมทุกข์จนน่าเวทนาของเด็กข้างบ้าน คุนก็พอจะเดาสาเหตุได้ลางๆ

ไจ๋ก้มหน้า หรุบตามองเชือกผูกรองเท้าของตัวเอง “ขอโทษนะ”

“ขอโทษทำไม”

“ก็ไจ๋เอาการ์ตูนมาไม่ได้นี่” ลูกชายร้านชำอ้อมแอ้มโดยไม่ยอมละสายตาจากพื้นสักวินาที

ท่าทางหมดอาลัยตายอยากระคนสำนึกผิดของไจ๋ทำเอาคนมองใจอ่อนยวบ คุนใช้ข้อศอกสะกิดแขนเพื่อน พอไจ๋ยอมเงยหน้าขึ้นสบตากันจึงคลี่ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างไม่นึกหวง “ไม่เห็นเป็นไรเลย”

ไจ๋ยู่ปากพลางก้าวเท้าเดินตามคุนไปหยุดอยู่ตรงด้านหน้าร้านขายขนมปัง “จริงๆ ไจ๋มีการ์ตูนนะ แต่ป๊าไม่ให้เอาออกจากบ้าน” พูดจบ เด็กชายก็ถอนหายใจพรู

เฮ้อ ถ้าเมื่อวานเจ้ต้องยังไม่กลับบ้าน ป่านนี้เฮียคุนคงได้อ่านการ์ตูนไปแล้ว

“หมูหย็องพริกเผาคู่นึงครับป้า” ตอนไจ๋พึมพำคำอธิบายเป็นจังหวะเดียวกันกับที่คุนสั่งขนมกับคนขายพอดี ในเมื่อสบโอกาสเบี่ยงประเด็นสนทนา คุนเลยตัดบทแล้วไพล่ไปถามเรื่องอื่นแทน “ไม่เป็นไร เดี๋ยวถ้าเฮียอยากอ่านเรื่องไหน ค่อยไปเช่าร้านเอา... ไจ๋อ่านการ์ตูนเฮียถึงไหนแล้ว”

“จบเล่มสองละ แล้ว” ไจ๋อมยิ้มอย่างภูมิใจเมื่อนึกถึงความเก่งกาจและขยันขันแข็งจนผิดวิสัยของตัวเอง เด็กชายอาศัยช่วงเวลาช่วงเย็นวานที่ริวไปนอนค้างกับเฮียคุน เก็บตัวเร่งอ่านหนังสือการ์ตูนอย่างขะมักเขม้นยิ่งกว่าตอนอ่านหนังสือก่อนสอบ แม้เขาจะอ่านหนังสือช้ายิ่งกว่าเต่าคลาน แต่เพราะเนื้อเรื่องที่สนุกสนานจนวางไม่ลง ไจ๋จึงพิชิตเล่มสองลงได้เร็วกว่าที่คิด

“เป็นไง ชอบใคร” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวชะโงกหน้ารอฟังคำตอบของเพื่อนข้างบ้าน ตอนนี้คุนลุ้นคำตอบของไจ๋มากยิ่งกว่าลุ้นป้าคนขายไม่ให้ปิ้งขนมปังของเขาจนไหม้เกรียมดูไม่น่ากินเสียอีก

“ไวแอ็ตต์”

“ทำไมอะ”

“...อือ...” ไจ๋ครุ่นคิดพลางสบฟันลงขยี้ริมฝีปากล่างจนแก้มกลมดิกทั้งสองข้างขยับยุกยิกไปมา ขณะที่คิดหาเหตุผลอยู่นั้น เด็กชายก็เผลอตัวครางเสียงเครือในลำคอเบาๆ “ขนาดมองไม่เห็น ไวแอ็ตต์ยังชนะปีศาจกินฝันได้สบายๆ แถมยังหาทางเข้าห้องลับในเวิ้งปีศาจเจออีก”

ในเนื้อเรื่องวิถีผู้พิทักษ์ ไวแอ็ตต์เป็นนักเวทย์ตาบอดเพียงคนเดียวของสหพันธ์ กระนั้นเจ้าตัวกลับมีชื่อเสียงโด่งดังอีกทั้งยังเก่งกาจเสียจนพระเอกของเรื่องอย่างเอเดนยังเลื่อมใส แอบนับอีกฝ่ายเป็นคู่แข่งที่ตัวเขาจะต้องเอาชนะให้จงได้

ฟังคำอธิบายของไจ๋แล้วคุนก็อมยิ้มอย่างพึงพอใจ “เฮียก็ชอบไวแอ็ตต์”

“จริงอะ” ลูกชายร้านชำดีใจจนเผลอตบมือเบาๆ อยู่หลายครั้ง...

เย่! เฮียคุนชอบไวแอ็ตต์เหมือนไจ๋เลย

“อือ เดี๋ยวพออ่านๆ ไป ไจ๋จะชอบไวแอ็ตต์ยิ่งกว่านี้อีกนะ”

“ระ เหรอ” ดวงตาของไจ๋เป็นประกายแวววาว เขาจ้องมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของคู่สนทนาอย่างวาดหวัง “ทำไมอะ”

“ไม่บอก ไว้อ่านเองสิ” ทั้งที่ยิ้มจนเริ่มปวดแก้ม แต่พอเห็นสีหน้าอยากรู้อยากเห็นของอีกฝ่าย ไหนจะสายตาเปล่งแสงที่จ้องมองตรงมาอย่างเปิดเผยคู่นั้น คุนก็แทบกลั้นยิ้มอีกไม่ไหว

“บอกหน่อยซี่” ไจ๋พยายามตื๊อเพราะถ้าเฮียคุนยอมเล่าเนื้อหาให้ฟัง เขาก็จะไม่ต้องทนทรมานอ่านการ์ตูนไปหลับไปอีกแล้ว

“หึ อ่านเองสนุกกว่า” คุนตีหน้านิ่งพลางส่ายหัวดิก แต่ชั่วขณะที่เห็นคู่สนทนาทำปากยื่นเลียนแบบลูกหมู เด็กชายก็หลุดหัวเราะพรืด กระนั้นกลับไม่ยอมใจอ่อนง่ายๆ “เชื่อเฮียดิ”

“อะนี่ ได้แล้วจ้ะ” ป้าคนขายยื่นขนมปังปิ้งสองแผ่นที่ประกบคู่และหั่นเป็นรูปสามเหลี่ยมสองชิ้นวางอยู่ในถาดกระดาษส่งให้ คุนเอ่ยขอบคุณพลางยื่นเงินให้คนขาย จากนั้นจึงรับอาหารเช้ามาถือไว้ด้วยรอยยิ้ม

“ไปนั่งตรงนั้นกัน” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวหันมาพยักหน้าให้เพื่อนซึ่งบัดนี้ยื่นมือมาเกาะแขนเขาแล้วเขย่าเบาๆ ไม่ยอมหยุด

“น่า บอกหน่อย” ไจ๋ยังคงยืนกรานความตั้งใจเดิมด้วยสีหน้าขึงขังดั่งลูกกระต่ายหิวโหยที่เห็นอาหารวางอยู่ตรงหน้า ถึงการ์ตูนของเฮียคุนจะสนุกมาก แต่ถ้าต้องอ่านจนครบสี่สิบห้าเล่ม ไจ๋คงตายก่อนแน่ๆ

“หึ” คุนกัดขนมปังพลางส่ายหัว จากนั้นจึงงอข้อศอกยื่นไปรุนหลังไจ๋เบาๆ “ยังไงเฮียก็ไม่เล่าหรอก ไป... เดินเร็ว”

ลองว่าเด็กข้างบ้านพูดมาแบบนี้ มีหรือที่ไจ๋จะคัดค้านได้ลงคอ เด็กชายหักห้ามใจ ไม่เซ้าซี้ต่อ จากนั้นจึงเดินคอตกตามคนที่ยังไม่ได้กินข้าวเช้าไปหาที่นั่งกินขนมปังเงียบๆ

•✤•✤•✤•


ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
“วันนี้สนุกดีเนอะ” คุนในสภาพใส่ชุดนักเรียนหลุดลุ่ยกัดขนมโป๊งเหน่งแล้วเคี้ยวเร็วๆ พร้อมกับหันไปคุยกับเพื่อนข้างบ้าน “ไว้คราวหน้าไปกันอีก”

“อื้อ” ถึงจะเคยตามพวกเพื่อนๆ ไปนั่งเล่นแถวโป๊ะริมน้ำมาแล้ว แต่วันนี้กลับเป็นครั้งแรกที่ไจ๋ได้ลงเล่นน้ำที่ไม่ใช่สระว่ายน้ำ กระแสน้ำในแม่น้ำแรงกว่าน้ำในสระหลายเท่า แถมยังลึกและขุ่นจนมองไม่เห็นก้น ยังดีที่พวกเพื่อนๆ ไม่ได้ว่ายทิ้งฝั่งออกไปไกลนัก อย่างมากก็แค่แข่งกันกระโดดน้ำด้วยท่วงท่าพิสดารจากตรงบันไดท่าน้ำเท่านั้น

“คอยดูนะ คราวหน้าไจ๋จะโดดให้สูงกว่านี้อีก” ลูกชายร้านชำเอ่ยอย่างมุ่งมั่น น่าแปลกที่จนบัดนี้ ความตื่นเต้นที่ได้ลองตีลังกาลงน้ำยังคงไม่จางไป กระทั่งเหตุการณ์น่าอายที่แผ่นหลังของเขากระแทกเข้ากับผืนน้ำแบบเต็มเปาหลังกะจังหวะกระโดดผิดพลาด จนสุดท้ายโดนคนอื่นหัวเราะเยาะเสียงดัง ไจ๋ก็ยังจำได้ไม่ลืม

คุนยกไม้โป้งเหน่งที่มีรอยกัดจนแหว่งวิ่นขึ้นชูใส่หน้าเพื่อนพลางเอ่ยคำท้าทายด้วยน้ำเสียงไม่จริงจัง “เออ จะคอยดู”

วันนี้เขาสนุกมาก ยิ่งได้เห็นเด็กข้างบ้านว่ายน้ำ กระโดดโลดเต้น และหัวเราะอย่างมีความสุข คุนก็ยิ่งรู้สึกเบิกบานใจเสียจนอยากพาไจ๋ไปลองทำกิจกรรมอื่นๆ ด้วยกันไปอีกนานๆ 

“คอยดู!” ไจ๋ยิ้มยิงฟันแล้วยักคิ้วยียวน เด็กชายละสายตาจากคู่สนทนาแล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่บัดนี้เจือสีส้มเรืองๆ ก่อนจะเลื่อนกรอบสายตามองไปรอบตัวพลางสูดลมหายใจเข้าจนสุดปอด

แสงจากดวงไฟตรงสุดปลายเสาไฟฟ้าสองข้างทางที่เพิ่งส่องสว่างแยงตาจนเด็กชายรีบเสมองถนน การจราจรโดยรอบวงเวียนดูคล่องตัวกว่าช่วงเวลาที่พวกเขาเดินกลับบ้านตามปกติ กระนั้นการจราจรตรงบริเวณลานจอดรถด้านข้างตลาดสดที่ถูกเปลี่ยนโฉมเป็นหน้าตลาดโต้รุ่งกลับคึกคักจอแจ ทั้งคู่เดินสวนทางกับผู้คนหลากเพศหลายวัยที่ต่างมุ่งหน้าไปจับจ่ายสินค้าและอาหารในตลาดเย็นสุดคึกคัก จากนั้นจึงก้าวข้ามถนนตรงเข้าซอยบ้านไปอย่างสบายอารมณ์

“ไจ๋นึกว่าแม่ปอจะดุ” พอนึกถึงแม่เพื่อนแล้วไจ๋ก็อดเปรยขึ้นไม่ได้ บ้านนี้ผิวเข้มหน้าคมกันทั้งบ้าน เด็กชายยอมรับกับตัวเองว่า ชั่วขณะที่พบปะแม่เพื่อนเป็นครั้งแรก หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วและรุนแรงเพราะเผลอหวั่นใจอยู่ตั้งหลายนาที

ฟังแล้วคุนก็หลุดหัวเราะ “เฮียบอกแล้วไงว่าแม่ปอใจดี”

ไจ๋ยิ้มเขิน เด็กชายเกาปลายจมูกป้อยๆ แล้วไพล่ไปพูดเรื่องอื่นเสีย “น้องแป้งก็น่าระ รัก”

เป็นอีกครั้งที่ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวลั่นเสียงหัวเราะยาวนาน “แป้งพูดเก่งใช่ไหม”

“มาก” ไจ๋ลากหางเสียงยาวให้สมกับคุณสมบัติช่างพูดที่น้องสาวคนเล็กวัยสามขวบของปอมีอยู่เต็มเปี่ยม แม้น้องแป้งจะยังพูดไม่ชัด แต่เจ้าตัวกลับส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุดปากจนปอกับป่านยังต้องยอมแพ้ ทำตัวสงบเงียบผิดวิสัย

“ขนาดป่านยังสู้ไม่ได้อะ คิดดู”

“...ฮ่าๆๆๆ...” ไจ๋ฟังแล้วก็หัวเราะ อดเห็นด้วยไม่ได้

คุนอมยิ้มกับตัวเองพลางทอดสายตามองไปไกล “ถ้าเฮียมีน้องสาวพูดเก่งแบบแป้งนะ เฮียจะรีบกลับบ้านไปชวนคุยทุกวันเลย”

ถึงจะไม่เห็นหน้า แต่ไจ๋จับคว้าความเหงาในน้ำเสียงของเฮียคุนได้อยู่หมัด

เฮียคุนอยากมีน้องเหรอ...

“ไจ๋ไม่อยากมีน้อง ไจ๋อยากมีพี่ชายมากกว่า...” ว่าแล้ว ไจ๋ก็ก้มหน้ามองเงาของตัวเองบนพื้นที่ทอดยาวจนดูยืดยาดและเก้งก้างเกินความเป็นจริง “...มีพี่สาวไม่เห็นจะดีตรงไหน”

“ทำไมอะ”

“เจ้ต้องเกลียดไจ๋” ไจ๋ทำปากยื่นแล้วถอนหายใจยาวเหยียด

คุนไม่ได้สนิทกับพี่สาวไจ๋ ดังนั้นเขาย่อมไม่มีทางรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เป็นอย่างไร แต่จากใจคนไม่มีพี่น้อง พอได้ฟังที่ไจ๋พูด เขาก็ไม่อาจอยู่เฉยๆ ได้ “เจ้ต้องเป็นพี่ไจ๋ ยังไงก็ไม่เกลียดไจ๋หรอก”

“หึ” ลูกชายร้านชำส่ายหัว เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนาด้วยสายตาและสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง “เจ้ต้องเกลียดไจ๋จริงๆ นะ”

“อย่าคิดมากดิ” คนพูดโยนไม้โป๊งเหน่งลงถังขยะใกล้ๆ อย่างแม่นยำ จากนั้นจึงเช็ดมือกับกางเกงอยู่สองสามครั้งก่อนจะยกท่อนแขนขึ้นโอบไหล่คนเดินข้างๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ป๊าเฮียเคยบอกว่า คนเป็นพี่น้องกันน่ะ ถึงจะทะเลาะกันหรือโกรธกันแค่ไหนก็เกลียดกันไม่ลงหรอก”

ไจ๋ไม่ตอบ เด็กชายก้มลงมองเงาที่เมื่อเฮียคุนย้ายมาเดินข้างๆ ก็กลายเป็นเงาเก้งก้างเดินโยกเยกเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันไปเสียแล้ว ยิ่งมอง ไจ๋ก็ยิ่งรู้สึกอุ่นอกอุ่นใจอย่างไรบอกไม่ถูก

“ขนาดไวแอ็ตต์โดนพี่ชายหักหลังจนเกือบโดนจอมมารฆ่าตาย สุดท้ายไวแอ็ตต์กับพี่ยังคืนดีกันเลย”

“ไวแอ็ตต์มีพี่ชายด้วยเหรอ” พอคู่สนทนายอมแบไต๋เนื้อหาการ์ตูนให้ฟัง ไจ๋ก็เบิกตากว้าง จับจ้องเด็กข้างบ้านอย่างเลื่อมใสอีกทั้งยังบอกกล่าวผ่านสายตาด้วยเสียอีกว่า ‘เฮียคุน... เล่าให้ไจ๋ฟังอีกนิดนะ’

“มีดิ” คุนยิ้มกว้างหลังรับรู้ได้ถึงความกระตือรือร้นของคนข้างตัว ในเมื่อเด็กข้างบ้านแสดงความสนใจในเรื่องที่เขาชื่นชอบอย่างออกนอกหน้า มีหรือที่เขาจะทำให้อีกฝ่ายผิดหวัง “ไวแอ็ตต์มีพี่ชายตั้งหกคนเลยนะ”

“โห เยอะจัง”

“อื้อ” คุนพยักหน้าเห็นด้วย ป๊าเคยเล่าให้เขาฟังว่าสมัยอากงยังเด็ก ผู้คนยังยึดถือค่านิยมมีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมืองกันเหนียวแน่น ผิดกับสมัยนี้ ไม่อย่างนั้นทั้งบ้านจะมีเขาเป็นเด็กอยู่คนเดียวอย่างนั้นเหรอ “ไวแอ็ตต์เป็นลูกชายคนที่เจ็ดของอดีตนักเวทย์อันดับหนึ่งในอันเดอร์เวิร์ล”

“แล้วพี่ชายไวแอ็ตต์เก่งไหมเฮียคุน”

“ไม่บอก” คุนกระตุกมุมปากเบาๆ แล้วปรายตามองคู่สนทนาอย่างขำขัน เมื่อเห็นไจ๋ขมวดคิ้ว ชักสีหน้าก็อดนึกเอ็นดูไม่ได้

“ทำไมอะ”

“ไว้ไจ๋อ่านๆ ไป เดี๋ยวพี่ชายไวแอ็ตต์ก็โผล่มาเองแหละ”

“โห่ เฮียคุนอะ” ไจ๋ถอนหายใจเสียงดังพลางทำหน้าโศกเศร้าจะเป็นจะตายคล้ายกับเพิ่งสูญเสียสิ่งสำคัญไปหมาดๆ

“ไจ๋”


เสียงเรียกเมื่อครู่ทำให้ไจ๋เบือนหน้าหันไปมองทันควัน ก่อนจะเห็นอาม่ายืนกอดอกรอท่าอยู่อีกไม่ไกล ใครจะไปคิดว่า บทสนทนาของพวกเขาจะสั้นถึงเพียงนี้ คิดดูสิ เขายังไม่ทันได้ถามเรื่องไวแอ็ตต์ให้หนำใจ ก็เดินมาถึงบ้านเสียแล้ว

“อาม่า!”

“ไปไหนมา ทำไมเพิ่งกลับบ้าน”

สีหน้าเรียบเฉยของอาม่าทำเอาไจ๋หดคอ ห่อไหล่พลางเอ่ยเสียงอ่อยด้วยความรู้สึกผิด “ไจ๋ไปเล่นกับเพื่อนมา”

“มา เข้าบ้าน ป๊ารออยู่”

พอได้ยินย่าพูดแบบนั้นไจ๋ก็พลันสังเกตเห็นรถป๊าจอดอยู่ข้างบ้านจริงๆ เด็กชายจึงหันไปสบตากับคนข้างตัว เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าให้ ไจ๋ก็รีบจ้ำตามหลังอาม่าเข้าบ้านไปทันที

“ไปไหนมา” สร้อยถามพลางเดินเข้ามาหาลูกชาย สายตาหล่อนกวาดมองไปทั่วร่างเล็กๆ อย่างเป็นห่วงเป็นใย ตั้งแต่อนุญาตให้ไจ๋กลับบ้านเอง ไม่เคยมีสักครั้งที่เจ้าตัวจะกลับบ้านเย็นย่ำผิดเวล่ำเวลาขนาดนี้ ทุกคนในบ้านจึงกระวนกระวายเสียจนนั่งแทบไม่ติดที่

“ไจ๋ไปเล่นบ้านเพื่อนมา”

“ไปๆ ขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าก่อนไป” คนเป็นแม่กำลังจะรุนหลังลูกชายให้ก้าวเท้าขึ้นบันได ทว่าอยู่ๆ เม้งก็เดินออกมาจากห้องน้ำชั้นล่างเสียก่อน

“มึงไปไหนมาฮึไจ๋ ทำไมเพิ่งกลับเอาป่านนี้”

สีหน้าดุดันแฝงด้วยความไม่พอใจของพ่อทำเอาไจ๋กลัวจนขาสั่น กระนั้น เด็กชายก็ยังตอบคำถามโดยไม่หลบเลี่ยง “ไจ๋ไปละ เล่นกับเพื่อนมา”

“ไปเล่นที่ไหน ทำไมเพิ่งกลับ ไม่รู้หรือไงว่ามันกี่โมงกี่ยามแล้ว”

ไจ๋ก้มหน้า เสสายตามองพื้น เสียงของป๊าดุ แต่หน้าตากลับดุยิ่งกว่า ปากไจ๋เลยเม้มปิดสนิทแน่นเหมือนทาด้วยแป้งเปียก

“อาม่ากับหม่าม้ามึงเขาเป็นห่วง กูก็ไม่รู้จะไปหาตัวมึงที่ไหน” เม้งจับจ้องอาการของลูกชายแล้วก็ถอนหายใจ ทั้งที่เมื่อวานเขาก็เพิ่งพูดเพิ่งตักเตือนกันไปแท้ๆ แต่วันนี้เจ้าตัวยังทำซ่า ไม่ยั้งคิดถึงหัวอกของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเลยสักนิด

“ทำไมทำอะไรไม่รู้จักคิด”

เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองทั้งมารดา ทั้งย่า รวมถึงบิดาด้วยสายตาสำนึกผิด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ไจ๋ขอโทษ”

ท่าทางเซื่องซึมกับสายตาเศร้าๆ ของลูกชายมีอิทธิพลเหนือสิ่งอื่นใด ที่สุดเม้งเลิกตำหนิแล้วหันมาคาดคั้นคำอธิบายแทน “สรุปมึงไปเล่นที่ไหนมา ทำไมเพิ่งกลับ”

“สุระ เหร่า”

“ฮะ?!” หางตาเม้งจับภาพใบหน้าซีดเผือดของมารดากับภรรยาได้ถนัดถนี่ เจ้าของร้านชำตวัดสายตาจ้องหน้าลูกชายแล้วเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ “นี่มึงไปซ่าถึงแถวนั้นเลยเรอะ”

ไจ๋เลื่อนสายตามองบิดาเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะเหลือบมองมารดาแล้วจึงทอดสายตาประสานกับอาม่าในท้ายที่สุด หยู่ฮวยพยักหน้าให้หลานชายน้อยๆ เจ้าตัวจึงค่อยๆ ตอบคำถามป๊าอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ก็บ้านเพื่อนอยู่แถวนั้น”

“ไปเล่นอยู่บ้านเค้าถึงเย็นย่ำ พ่อแม่เพื่อนมึงเค้าไม่ว่าเอารึไง” แม้ก่อนหน้านี้เม้งจะร้อนใจเสียจนนึกอยากดุด่าว่ากล่าวลูกชายให้รู้จักเข็ดหลาบ แต่เอาเข้าจริง กลับเป็นเขาเสียเองที่ดุไจ๋ได้ไม่เต็มเสียงนัก

ไจ๋ส่ายหัว เม้งถอนหายใจด้วยไม่รู้จะทำอย่างไรกับลูกคนนี้ดี

“ทีหลังเลิกเรียนแล้วให้กลับบ้านเลยนะ ห้ามไปเถลไถลที่ไหน”

“แต่ป๊...”

“ถ้าพูดไม่ฟัง ต่อไปกูจะไปรับมึงกลับบ้านทุกวัน” เม้งยื่นคำขาดพลางจ้องตากับลูกชาย “ว่ายังไง ยังจะกลับบ้านช้าอีกไหม”

“ไม่” ที่สุดไจ๋ก็ต้องจำใจยอมรับเงื่อนไขเพราะรู้ว่าป๊าพูดจริงทำจริง

ท่าทางดื้อแพ่งที่เด็กชายแสดงออกทำเอามุมปากของคนเป็นพ่อกระตุก เม้งจุปากอย่างขัดใจแล้วจึงตั้งท่าจะสั่งสอนเจ้าตัวอีกยก เห็นดังนั้นสร้อยจึงแทรกขึ้นทันควัน “รีบขึ้นไปอาบน้ำไป เดี๋ยวม้าจัดโต๊ะรอ”

ไจ๋เดินขึ้นห้องอย่างกระปลกกระเปลี้ย ก่อนจะยิ่งห่อเหี่ยวไปกันใหญ่หลังพบว่าเด็กข้างบ้านไม่ได้ออกมายืนดูน้ำที่ระเบียงหลังบ้านเหมือนทุกวัน ความผิดหวังเพราะไม่ได้เจอหน้าคุน กอปรกับความกังวลใจว่าจะไม่ได้เล่นน้ำกับพวกเพื่อนๆ อีก ทำให้ไจ๋จ๋อยสนิท

กระนั้น เมื่อใคร่ครวญกับตัวเองอยู่สักพัก ความคิดอันเฉียบแหลมก็ผุดขึ้นในหัวสมองน้อยๆ ในบัดดล...

ที่วันนี้โดนป๊าดุเป็นเพราะกลับบ้านหลังป๊า เพราะฉะนั้น ถ้าเขากลับถึงบ้านก่อนป๊า ก็ไม่น่าจะมีปัญหาแล้วล่ะมั้ง

คิดได้ดังนั้น ไจ๋ก็รู้สึกสบายใจจนเผลอยิ้มกับตัวเอง จากนั้นเด็กชายก็หมุนตัวเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำไปอย่างร่าเริงโดยไม่รู้เลยสักนิดว่า ต่อจากนี้ไป ลำพังแค่เดินร่วมทางกลับบ้านกับลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวก็เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

 
•✤•TBC•✤•

ตอนเขียนบทสนทนาเตรียมรอไว้ เราชอบตอนนี้มากเลยค่ะ
เขียนแล้วคิดถึงตอนเป็นเด็ก ตอนไปเข้าแถวรอซื้อขนมปังสังขยาที่โรงเรียน (อร่อยมากเสียด้วย)
หลังจากตอนนี้ไป อาจจะต้องทำใจนิดหน่อยเพราะแอบทิ้งท้ายนำทางไว้แล้ว
แต่ๆๆๆๆ สัญญาเลยว่าผ่านอุปสรรครอบนี้ไปได้ แก๊งเด็กชายก็สบายบรื๋อแล้วค่ะ 555
ยังไงก็อดทนไปด้วยกันน้า รักทุกคนเหมือนเดิมค่ะ

ใครเล่นทวิตเตอร์ ติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ด้วยน้า เราจะตามไปเม้าท์ด้วยค่ะ
 ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)


•✤•K. วายซ่า:•✤•
5555 อดใจรอหน่อยนะคะ เดี๋ยวเราจะเล่าให้ฟัง
รุ่นพ่อนี่ดราม่าที่แท้ ถ้าเขียนถึงโบ้มเดียวโทนเรื่องจะไม่ใสๆ แล้วค่ะ
รักคุณวายซ่านะคะ จุ๊บๆๆๆๆ  :กอด1:


•✤•K. Ac118:•✤•
คุณ Ac118 เม้นท์ได้อารมณ์แม่น้องไจ๋มากๆๆๆๆ 555
ดีใจที่น้องมีแม่ที่ทุ่มเทและรักน้องขนาดนี้ เราสัญญาเลยค่ะว่า
ต่อไปจากนี้จะมีโมเมนต์ของน้องต่ายกับเฮียมาให้อ่านแบบจุใจมากกกกกก (กอไก่ล้านตัว)
แต่ยังไงต้องรบกวนคุณ Ac118 อดทนผ่านวิบากกรรมในตอนหน้าไปก่อนนะคะ 555
รักคุณ Ac118 เหมือนเดิมค่ะ จุ๊บๆๆๆๆ  :mew1:


•✤•K.KizzllKizz:•✤•
แหม ถ้ามีคนมาจีบลูกชาย ว่าที่พ่อตาก็ต้องหวงพอเป็นพิธีถูกไหมคะ
(เดี๋ยว! ไม่ใช่แล้ว!) เรื่องของรุ่นป๊า เดี๋ยวเราจะค่อยๆ เล่านะคะ
ส่วนตอนนี้ เอาปัญหารุ่นลูกไปขบคิดกันก่อนดีกว่าเนอะ –
ไม่สิ เราจะโยนระเบิดให้คุณ KizzllKizz (และคนอ่านไปกลุ้มล่วงหน้าไม่ได้)
รบกวนอดใจรอ และขอกำลังใจช่วยให้น้องไจ๋กับเฮียคุนผ่านอุปสรรคทั้งหลายไปด้วยนะคะคุณแม่
รักคุณ KizzllKizz มากกกกกกกกกกกก มาก มาก เลยค่ะ  :L2:


•✤•K. แป้ง / Alternative:•✤•
พี่ริวหวงเพื่อนก็ส่วนนึงค่ะ แต่เราว่าริวน่าจะมีซัมติงที่ต้องขยาย (ในอนาคต) บ้างแหละ
เอาเป็นว่า เราขอติดเรื่องที่บ้านไจ๋กับเรื่องริวไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวถ้าโอกาสเหมาะๆ จะเล่าให้ฟังเนอะ
ส่วนไจ๋กับความพลิ้วนี้ เราว่าอาจจะไม่มีผลกับตอนโตนะคะ เพราะตอนโต....
พระเอกของเราต้องพลิ้วกว่าไจ๋มากเลยค่ะ ไม่งั้นบ้านเฮียเม้งไม่รับเป็นลูกเขย 555
รักนะคะ จุ๊บๆๆๆๆๆ  :จุ๊บๆ:


ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-6
กลัวใจตอนหน้าจริงๆ แอบสงสารน้องไจ๋ไว้ล่วงหน้าเรย.  :katai1:

อยากให้เด็กน้อยได้ใช้ชีวิตสนุกสนานสมวัยนะคะ.  สู้ๆ นะเด็กๆ   :katai2-1:

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 752
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
เฮียคุนหลงกระต่ายตากลม ไปไหนก็พาน้องไปด้วยตลอด ไม่ยอมห่างเลย เด่วแหย่เด่วตามใจ แงํ ชอบตอนนี้มากกกกกกก :-[

..ตอนหน้าป๊าจับได้ไจ๋แอบไปเดินกับผู้ชายข้างบ้าน เก้วกาดจับแยกออกจากกัน แล้วป๊าก็จับไจ๋คลุมถุงชน /ผิด5555555

โอ้ยย เฮียคุนกับไจ๋กำลังมุ้งมิ้ง หัวใจลอยฟ่อง มีความสุขกันเลย ป๊าอ่ะ กลับบ้านเร็วทำไม  :katai1:


ออฟไลน์ Stiiiii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

พี่ริวชอบแกล้งน้องอ่ะ

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2872
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +283/-3
คิดถึงโรงเรียน เพื่อน สนามบอล ร้านข้าวแกง รั๋วที่แอบปีน กระดานดำซึ่งเขียนวันที่

เห็นเหตุการณ์และผู้คนเหล่านั้นไหลผ่านไปในโทนสีซีเปีย

แต่บางคนก็แจ่มชัดในใจเสมอ

ขอบคุณนะที่เขียนเรื่องนี้

---------
เฮียคะ เล่าแบบกั๊ก ๆ นี่ใจร้ายว่ะ แต่หลอกกันแบบนี้ได้ผลมากอ้ะ เป็นเราก็ไปตะลุยอ่าน ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ

นุ้งไจ๋ของพรี่ ทำไมน่ารักขนาดนี้วะ จังหวะช้อนตามองแป๋วแหววนี่ใจเราเหลวเป็นน้ำหวานหก อิพี่จะรอดได้ไง อิอิ

ออฟไลน์ KizzllKizz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-1
น้องไจ๋ก็คือฉลาดจ้ะ พยายามหาช่องว่างต่างๆ55555555555
ไม่ว่าจะมีอะไรเข้ามา น้องไจ๋กับพี่คุนผ่านกันไปได้แน่นอน! พี่คุนออกจะเอ็นดูน้องขนาดนี้แล้วอ่ะนะ  :hao6:

ปล. ทำไมตอนพูดถึงแถวสุเหร่า อาม่าและหม่าม้าต้องหน้าซีดขนาดนั้นนะ  :hao4:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
 :L2: :pig4: :L2:

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
- 12 -


ไจ๋เพิ่งอาบน้ำเสร็จ กำลังจะลงไปกินข้าว แต่เพราะเกิดสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง ขณะยืนแต่งตัวเด็กชายจึงกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องอย่างถี่ถ้วน ครั้นเห็นว่าหนังสือการ์ตูนของเฮียคุนไม่อยู่บนเตียง เด็กชายก็วิ่งหน้าตื่นลงบันไดไปโดยไม่แม้กระทั่งจะติดกระดุมเสื้อนอนให้เรียบร้อย

“เอาของไจ๋คืนมานะ!” ภาพพี่สาวขณะนั่งไขว่ห้างอ่านการ์ตูนของเฮียคุนอยู่ที่โต๊ะอาหารอย่างสบายอกสบายใจทำเอาไจ๋โกรธจนปากคอสั่น เด็กชายแผดเสียงลั่นพลางกระโดดแผล็วลงบันไดทีเดียวถึงสามขั้นก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปชิงการ์ตูนคืน

ถึงว่าสิ เมื่อกี้ตอนอาบน้ำ ที่เขาเผลอเข้าใจผิดว่าตัวเองหูแว่ว ได้ยินเสียงคนเรียกหา ที่แท้ตัวการก็อยู่ตรงหน้านี่แล้ว

“เรื่อง!” สิ้นเสียง ต้องจิตก็ชักเท้า เอี้ยวตัวหลบไปอีกทาง หล่อนหอบหิ้วหนังสือการ์ตูนเล่มนั้นติดมือแล้ววิ่งหนีน้องชายวนไปรอบๆ โต๊ะกินข้าว

“เอาคืนมานะ!”

“ไม่!”

“เอาคืนมา!” ไจ๋ซอยเท้าวิ่งตามหลังพี่สาวพลางตะโกนไล่หลังไม่ขาดปาก

“ต้อง... ไจ๋ ทำอะไรกัน!” อาม่าที่เพิ่งเดินออกมาจากครัวส่งเสียงปราม แต่ทั้งคู่กลับยังวิ่งไล่กวดกันไม่เลิก “พอๆ เลิกเล่นได้แล้ว!”

ต้องจิตวิ่งไปหลบหลังอาม่า เห็นดังนั้น ไจ๋จึงพุ่งเข้าไปหาโดยไม่รู้สักนิดว่าพี่เลี้ยงกำลังเดินประคองถ้วยน้ำแกงตามหลังย่ามาติดๆ แน่นอนว่าเมื่อทั้งหมดมาเจอกันอย่างกะทันหัน ตัวไจ๋ก็พลันกระแทกโดนแขนแต้วจนถ้วยแกงใบใหญ่ตกแตกในบัดดล

“ว้าย!”

“ต้อง ไจ๋ ไปนั่งที่โต๊ะ!... แต้วไปเอาผ้า เอาไม้กวาด แล้วก็หนังสือพิมพ์มา”

“ค่ะม่า”

แม้จะตกใจกับเหตุสุดวิสัยที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ไจ๋ยังคงมุ่งมั่นกับภารกิจเร่งด่วนส่วนตัว ทังทีที่ทั้งคู่ก้าวพ้นครัว เด็กชายก็อาศัยช่วงที่อาม่ากับพี่เลี้ยงวุ่นวายอยู่กับการทำความสะอาดพื้น ยื่นมือสุดแขน คว้าเล่มหนังสือการ์ตูนที่พี่สาวถืออยู่แล้วออกแรงดึง ทว่าต้องจิตกลับไม่อ่อนข้อให้ หล่อนยื้ออีกด้านของหนังสือเอาไว้ด้วยทิฐิเต็มเปี่ยม คู่อริพี่น้องฉุดกระชากหนังสือกันไปมาได้ไม่นานเท่าไร ก็เป็นหนังสือที่ทนไม่ไหว ขาดแคว่ก แยกร่างเป็นสองส่วนโดยพลัน

“เฮ้ย!!” ไจ๋ร้องเสียงหลงเมื่อเห็นซากหนังสือขาดรุ่งริ่งในมือตัวเองและพี่สาว

“ขาดหมดละ แล้ว!”

“เฮอะ อยากได้นักก็เอาไปเลย ไม่เห็นอยากได้เสียหน่อย!” คู่กรณีเบ้ปากพลางโยนซากที่เหลือทิ้งลงกับพื้น จากนั้นจึงเดินเอ้อระเหยไปนั่งเท้าคาง กดรีโมตเปลี่ยนช่องทีวีจากโต๊ะกินข้าวอย่างไม่รู้สึกรู้สา

เศษซากหนังสือการ์ตูนที่ถูกทิ้งขว้างไม่แยแสทำเอาขอบตาไจ๋ร้อนผ่าว ยิ่งเมื่อก้มลงเก็บเสี้ยวกระดาษยับเยินชิ้นแล้วชิ้นเล่าขึ้นมา พยายามประกอบเข้ากับอีกส่วนที่ถืออยู่ในมือ น้ำตาของเด็กชายก็ไหลพรากไม่ขาดสาย ทั้งหัวใจเจ็บปวด ร้อนรุ่ม ซ้ำหัวสมองยังยุ่งเหยิง ว้าวุ่น ด้วยไม่รู้จะทำอย่างไรกับหนังสือการ์ตูนของเฮียคุนที่ถูกฉีกทึ้งจนหมดสภาพตรงหน้า

เฮียคุนบอกไจ๋ว่า เฮียคุนรักการ์ตูนเรื่องนี้มาก แต่ดูตอนนี้สิ...

“เจ้ต้องทำแบบนี้ทำไม!” ไจ๋วางการ์ตูนเล่มที่ขาดลงข้างกองหนังสืออีกสามเล่มบนโต๊ะกินข้าว จากนั้นก็โผเข้าไปดึงคอเสื้อพี่สาวแล้วเขย่าเต็มแรงจนต้องจิตหัวสั่นหัวคลอน “เจ้ต้องทำหนังสือทำไม ทำหนังสือทำไม!”

“หึ!” คนเป็นพี่แสยะยิ้มเยาะเย้ยหากแต่ไม่โต้ตอบ ต้องจิตละสายตาจากหน้าจอทีวีแล้วหันไปจับจ้องใบหน้าเหยเกของน้องชายด้วยความสาสมใจคล้ายกับตั้งตารอคอยเวลานี้มาเนิ่นนาน

“เจ้ต้องทำหนังสือทำไม!!!” ไจ๋กระชากคอเสื้อพี่สาวแล้วเขย่าไม่ยั้ง เขาทนสายตาแบบนี้ของพี่สาวตัวเองไม่ได้ ซ้ำยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดอีกฝ่ายถึงยังทำท่ามีความสุขอยู่ได้ ทั้งๆ ที่เพิ่งทำลายของของคนอื่นลงไปแท้ๆ

“ไอ้ไจ๋ มึงทำอะไร!” เสียงตวาดของป๊าที่ดังมาจากหน้าร้านทำเอาสองมือน้อยๆ หยุดชะงัก เด็กชายเบือนหน้าไปสบตากับบิดาก่อนจะร้องไห้โฮ

“ฮือออ ป๊า”

“มึงร้องไห้ทำไมไจ๋”

เด็กชายชี้นิ้วไปที่ซากหนังสือบนโต๊ะแล้วสะอื้นเสียงสั่น “หนังสือ... หนังสือ”

หนังสือของเฮียคุนขาดหมดแล้ว

สีหน้าเจ็บปวด กับคราบน้ำตาบนใบหน้าเศร้าหมองของบุตรชายทำเอาคนเป็นพ่อชิงตัดสินความผิดของลูกสาวไปล่วงหน้า เม้งตวัดสายตาหันไปมองหน้าเลือดเนื้อเชื้อไขอีกคนอย่างเอาเรื่อง

“ต้อง... เมื่อกี้มึงทำอะไรน้อง ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้”

“หึ!” ต้องจิตแสยะยิ้มพลางมองเหยียดเย้ยน้องชาย

เม้งสูดลมหายใจเข้าอย่างหนักอก ไม่เป็นไร ถึงตัวการจะไม่ยอมรับผิดก็ไม่เป็นไร เพราะซากการ์ตูนบนโต๊ะก็เป็นหลักฐานชั้นดีที่ทำให้เขาพอจะคาดเดาสาเหตุของความบาดหมางในครั้งนี้ได้คร่าวๆ แล้ว

“พวกมึงแย่งการ์ตูนอีกแล้วใช่ไหม ได้ พรุ่งนี้กูจะขนไปเผาทิ้งให้หมด ไม่ต้องอ่งต้องอ่านมันแล้ว!” แม้คำพูดดังกล่าวจะคล้ายกับการตำหนิคู่กรณีทั้งสองฝ่าย หากแต่สายตาของคนเป็นพ่อกลับไม่ละจากใบหน้าของลูกสาวเลยสักวินาที

“ป๊าเผาการ์ตูนต้องไม่ได้นะ ต้องไม่ยอม!” ต้องจิตแหวใส่โดยไม่ลดราวาศอก ขืนปล่อยให้บิดาเข้าใจผิดจนตนเองต้องควักเนื้อ สูญเสียของรักของหวง แล้วหล่อนจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปทำไม

“ทำไมจะเผาไม่ได้... กูบอกพวกมึงแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้พวกมึงแย่งการ์ตูนกันอีก!” เม้งตวาดลั่น ให้มันได้อย่างนี้สิ เขาแค่เดินออกไปคุยโทรศัพท์ตรงหน้าร้านประเดี๋ยวเดียว ลูกสาวกับลูกชายก็หาเรื่องตีกันอีกจนได้

“ต้องไม่ได้แย่งนะป๊า ไจ๋มันมาหาเรื่องต้องก่อน”

เม้งเหลือบมองหน้าลูกชาย ทว่าไจ๋กลับก้มหน้า ไม่กล้าสู้สายตาเขาผิดกับทุกที เห็นดังนั้น คนเป็นพ่อจึงสูดลมหายใจเข้าอย่างเชื่องช้า ปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ แล้วจึงค่อยๆ สอบถามถึงที่มาที่ไปของเรื่องครั้งนี้จากปากคู่กรณีทั้งสองอย่างละเอียด

“ถ้าพวกมึงไม่ได้แย่งกัน แล้วหนังสือมันจะขาดได้ยังไง” น้ำเสียงของพ่อที่เปลี่ยนแปลงฉับพลันเรียกขวัญของพวกเด็กๆ ให้กลับคืน แน่นอนว่าเมื่อบิดาเปิดโอกาสให้พูด ต้องจิตกับตั้งใจย่อมต้องใช้สิทธิของตนอย่างเต็มที่ ไม่มีใครยอมใคร

“ไอ้ไจ๋มันดึง!”

“ก็เจ้ต้องไม่ยอมคืนหนังสือให้ไจ๋ก่อนนี่!”

“อย่าไปฟังมันนะป๊า!”

“แล้วทำไมกูต้องฟังมึง” เม้งจ้องหน้าลูกสาวตาเขม็ง

ถึงจะคอยพร่ำบอกตัวเองให้มอบความเป็นธรรมแก่เลือดเนื้อเชื้อไขโดยเท่าเทียม แต่เพราะที่ผ่านมา ต้องจิตมักจะแสดงท่าทีก้าวร้าว ต่อต้าน ในขณะที่ไจ๋นั้นโอนอ่อน อีกทั้งยังว่านอนสอนง่าย คนเป็นพ่อจึงไม่อาจก้าวข้ามอคติที่มีต่อลูกคนโตไปได้สักที

แทนที่จะหงุดหงิดเหมือนทุกครั้ง ต้องจิตกลับไม่ถือสาทีท่าลำเอียงของบิดา เด็กหญิงเพียงยกมุมปากขึ้นน้อยๆ พลางอธิบายด้วยสีหน้าสบอารมณ์เป็นที่สุด “ที่ต้องไม่ยอมปล่อยหนังสือเพราะต้องอยากรู้ว่าไจ๋มันเอาการ์ตูนพวกนี้มาจากไหน”

ไจ๋สะดุ้งโหยง เด็กชายขบเม้มริมฝีปากสะกดกลั้นความประหม่า ดวงตากลมโตทั้งสองหน่วยกวาดมองพื้นสลับกับใบหน้าของบิดาอย่างหลุกหลิก เห็นอาการเหมือนกระต่ายตื่นตูมของน้องชายแล้ว ต้องจิตก็ลอบหัวเราะเยาะอีกฝ่ายอยู่ในใจ

หึ! ยิ่งป๊าสงสัยไอ้ไจ๋มากเท่าไร หล่อนก็ยิ่งมีความสุข

เม้งหยิบซากหนังสือรุ่งริ่งขึ้นชูแล้วเอ่ยถามลูกสาวด้วยสีหน้าไม่เชื่อถือ “ไม่ใช่การ์ตูนมึงหรือไง”

“ไม่ใช่ของต้อง” เด็กหญิงเบ้ปาก ยกมือขึ้นกอดอกแล้วปรายตามองหนังสือในมือพ่อด้วยความรังเกียจอย่างเด่นชัด  เม้งจึงขมวดคิ้วปรายตามองจับผิดเลือดเนื้อเชื้อไขอีกคนแต่ก็ไม่วายถามต่อ

“แล้วมันของใคร”

ต้องจิตยักไหล่ เอ่ยอย่างสบายๆ “ป๊าก็ถามไอ้ไจ๋มันดูสิ”

คนเป็นพ่อเบือนหน้า หันไปมองลูกชายคนเล็กอย่างเอาเรื่อง “มึงไปเอาการ์ตูนพวกนี้มาจากไหนฮะไจ๋”

ไจ๋ลอบกลืนน้ำลายพลางสะกดจิตตัวเองอย่างหนัก...
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ต้องห้ามหลุดพูดชื่อเฮียคุนออกมาเป็นอันขาด
 
“ของเพื่อนไจ๋...” เด็กชายอ้อมแอ้มแล้วหลบตา ความรู้สึกผิดต่อบิดาทำเอาเขาไม่กล้าจ้องหน้าอีกฝ่ายนานนัก “...เพื่อนให้ไจ๋ยืมอ่าน”

“แล้วพวกมึงก็ทำการ์ตูนเขาขาดเนี่ยนะ” เม้งเหลือบมองซากหนังสือแล้วก็ถอนหายใจ

ท่าทางไม่ติดใจของป๊าเป็นยิ่งกว่าการละเว้นโทษประหาร ไจ๋ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ปากก็รีบแก้ไขความเข้าใจให้แก่ผู้ให้กำเนิดเสียใหม่ “เจ้ต้องทำขาด!”

“ถ้าแกไม่ดึง หนังสือมันก็ไม่ขาดหรอกไอ้ไจ๋!”

เจ้าบ้านตบโต๊ะดังปังพลางตะคอกเสียงแข็ง “พอ! พวกมึงหยุดกัดกันซะที!”

พวกเด็กๆ หุบปากฉับ เมื่อสงบศึกสำเร็จ เม้งก็ตะโกนเรียกภรรยาที่ง่วนอยู่ในครัว “สร้อย ตั้งโต๊ะได้แล้ว เฮียจะกินข้าว”

ทันทีที่ได้ยินเสียงขานรับจากหลังบ้าน เม้งก็หย่อนก้นลงนั่งพลางหันไปคุยกับลูกชายที่เพิ่งนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ กัน “ไจ๋”

“หือ?”

“พรุ่งนี้มึงไปบอกเพื่อนมึงนะว่ามึงจะซื้อเล่มใหม่คืนให้เขา”

เด็กชายสอดเศษกระดาษที่เพิ่งหล่นจากหนังสือการ์ตูนเล่มที่ขาดเอาไว้กับต้นขั้วพลางพยักหน้าเซื่องๆ “อือ”

“เออ แล้วเพื่อนมึงนี่คนไหน ชื่ออะไร เผื่อถ้ามันคุยกับมึงไม่รู้เรื่อง ป๊าจะได้ไปคุยให้” เพราะลูกชายเคยมีประวัติถูกเพื่อนที่โรงเรียนเก่าทำร้ายร่างกาย เม้งจึงไม่อาจวางใจได้เต็มร้อย จะเรื่องยิบย่อยน้อยนิดแค่ไหน เขาก็อยากรู้รายละเอียดให้มากที่สุด

คำถามนี้ทำหัวใจคนฟังหล่นลงไปกองที่ตาตุ่ม ไจ๋ตัวชาวาบ เด็กชายเม้มปาก ไม่รู้จะตอบอย่างไร...
ทำไงดี เขาควรทำไงดี

“ว่ายังไง เพื่อนมึงชื่ออะไร...” เม้งถามพลางเหลือบมองภรรยาที่เพิ่งเดินออกมาพร้อมสำรับอาหารเย็น ไจ๋เองก็เห็นแม่แล้วเช่นกัน เด็กชายจึงเหล่มองหล่อนคล้ายกำลังขอความช่วยเหลือ “...ลูกเต้าเหล่าใคร บอกมาเร็วๆ ”

พอโดนพ่อทวนถามซ้ำๆ ไจ๋ก็จำเป็นต้องเปิดเผยความจริงอย่างเสียไม่ได้ “...คะ คุน”

“อะไรนะ พูดให้มันดังๆ หน่อยซิ”

“เฮียคุน” ไจ๋หลบตาพ่อ

แม้น้ำเสียงของลูกชายจะแผ่วเบา ฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่เม้งก็ยังได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจนจนต้องถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “คุนไหน”

“ก็ไอ้เด็กบ้านข้างๆ ไงป๊า” ต้องจิตฉีกยิ้มกว้างพลางปรายหางตามองน้องชายอย่างสุขสม หลังจากหล่อนเฝ้ารอคอยวินาทีนี้มาเนิ่นนาน ในที่สุดป๊าก็รู้ความจริงเสียที

“ฮะ!?! หนังสือนี่ของไอ้เด็กเหลือขอนั่นงั้นเหรอ?!” เม้งมองหน้าลูกชายอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่าเขาเกลียดพวกข้างบ้านยิ่งกว่าอะไร ทำไมอีกฝ่ายถึงไม่เคยเชื่อฟังกันบ้างเลย “ห้องพี่มึงมีหนังสืออ่านเป็นร้อย ทำไมต้องไปเอาของมันมาอ่านด้วย มึงอยากให้กูอกแตกตายหรือไง!”

“ปะ... เปล่านะป๊า” จนบัดนี้ ไจ๋ก็ยังไม่กล้าละสายตาจากพื้นเลยสักวินาที หางเสียงเจือความผิดหวังของพ่อทำเอาเด็กชายสูดน้ำมูกเบาๆ

ไจ๋ไม่ได้อยากให้ป๊าอกแตกตาย ไจ๋แค่อยากเป็นเพื่อนกับเฮียคุนเท่านั้นเอง

“พรุ่งนี้มึงขนหนังสือพวกนี้ไปคืนมันให้หมดเลยนะ แล้วถ้ามันถามเรื่องหนังสือที่ขาดมึงก็เอาเงินให้มัน บอกมันด้วยว่าไปซื้อเล่มใหม่เอาเอง ส่วนมึงก็เลิกยุ่งกับมันเสียที”

“แต่ป๊...”

“ไม่มีแต่! พรุ่งนี้เย็นกูจะไปรับมึงหน้าโรงเรียน มึงไม่ต้องเดินกลับบ้านเองแล้ว เข้าใจไหมไจ๋” เม้งลั่นวาจาอย่างเด็ดขาด เขาจะไม่เปิดโอกาสให้ลูกชายได้ใกล้ชิดกับไอ้เด็กเวรนั่นอีก

“...” แม้จะรู้ดีว่าบิดาไม่ชอบข้างบ้าน แต่พอได้ยินที่พ่อบอก ไจ๋ก็ยังตกใจจนพูดอะไรไม่ออก

เขาไม่คิดเลยว่า สุดท้ายแล้วป๊าจะสั่งให้ไจ๋เลิกคบกับเฮียคุนจริงๆ

เม้งตบโต๊ะกินข้าวเสียงดังพลางตวาดลูกชายคนเล็กที่ยังนั่งเบื้อใบ้คล้ายไม่ใส่ใจรับฟังคำสั่ง “ที่กูพูดน่ะได้ยินไหม หรือมึงอยากจะโดนสักที!”

“ได้ยิน” เด็กชายลนลานพยักหน้าทันทีที่เห็นบิดาเงื้อมือ

“ได้ยินแล้วเข้าใจหรือเปล่า”

“เข้าใจละ แล้ว”

•✤•✤•✤•

“...ฮึก...” ไจ๋ครวญพลางก้มหน้าเช็ดหยาดน้ำตาตรงปลายคางกับหัวไหล่ มือข้างหนึ่งดึงเทปกาวใสจากแท่นด้วยท่าทางทุลักทุเล ส่วนมืออีกข้างวางกดลงบนเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง ตรึงมันไว้ให้อยู่กับที่ แต่โชคไม่ดี ช่วงที่เขากระตุกข้อมือตัดเทปกาวกับใบมีด ดันเผลอออกแรงมากเกินไป เศษกระดาษจึงเลื่อนจากตำแหน่งที่เหมาะสม เลยต้องเสียเวลาจัดที่ทางกันใหม่อยู่นานสองนาน

เมื่อแน่ใจกับพิกัดล่าสุด เด็กชายก็สูดน้ำมูกก่อนจะแปะเทปใสลงบนเศษกระดาษอย่างเบามือ กระนั้นจังหวะที่ปลายนิ้วแตะรูดเทปใสให้เรียบเสมอเป็นเนื้อเดียวกับหน้ากระดาษนั้น จู่ๆ เหงื่อบนหน้าผากก็ไหลเข้าตาจนแสบพร่า ใบหน้าของไวแอ็ตต์ที่ควรแปะอยู่เหนือลำคอจึงเขยื้อนผิดองศาเอาในนาทีสุดท้าย ซ้ำร้ายเมื่อมองภาพรวมแล้ว กระดาษทั้งแผ่นยังย่นยู่ดูผิดรูปไปเสียอีก

ความล้มเหลวที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ ทำเอาน้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดรินไหลออกมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่...

เฮียคุน ไจ๋ขอโทษ

ไจ๋พร่ำคำขอโทษเพื่อนข้างบ้านในใจอีกหนหลังจากเอื้อนเอ่ยกับตัวเองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จากนั้นมือน้อยข้างหนึ่งก็เอื้อมหยิบเศษซากของหนังสือการ์ตูนบนโต๊ะเขียนหนังสือแผ่นใหม่ขึ้นมาคลี่กาง กรีดจนเรียบ แล้วค่อยๆ เลื่อนหาตำแหน่งที่มันควรอยู่ แปะเทปกาวเพื่อให้ชิ้นส่วนนั้นติดอยู่ที่เดิมอย่างมุ่งมั่นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

•✤•✤•✤•

“เฮียคุน” เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เช้าวันนี้ไจ๋จึงนั่งรอเด็กข้างบ้านอยู่ในห้องเรียน ไม่ยอมลงไปที่สนามก่อน

คนที่เพิ่งมาถึงคลี่ยิ้ม หิ้วกระเป๋าเป้เดินเข้ามาหาเพื่อนข้างบ้านที่โต๊ะเรียนอย่างอารมณ์ดี “ว่าไง มีอะไร”

“ไจ๋เอาการ์ตูนมาคืน” ว่าแล้ว ลูกชายร้านชำก็ค่อยๆ หยิบหนังสือการ์ตูนทั้งสี่เล่มที่เตรียมรอไว้ในเก๊ะใต้โต๊ะขึ้นมาวางหรา แน่นอนว่าเล่มที่มีบาดแผลฉกรรจ์ย่อมอยู่ด้านบนสุด เนื่องจากไจ๋ไม่อยากปกปิดความผิดด้วยไม่รู้ว่าหลังจากนี้ตัวเองจะยังมีความกล้าหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่

“อ้าว อ่านจบแล้วเหรอ” คุนทำหน้าแปลกใจระคนตื่นเต้น แต่พอสังเกตกองหนังสือตรงหน้าดีๆ เขาก็เผลอตัวอ้าปากค้าง

“ขอโทษนะ”

คุนตะลึงกับสภาพหนังสือจนพูดอะไรไม่ออก แม้หนังสือจะยังคงรูปคล้ายการ์ตูนเล่มเดิม แต่สก็อตเทปที่ปะแปะจนทั่วก็ทำให้รูปเล่มรั้งตึงจนดูบิดเบี้ยวเสียทรง

“เมื่อวานเจ้ต้องแอบมาเอาหนังสือไป พอไจ๋ขอคืน เจ้ต้องก็ไม่ยอม ไจ๋เลยต้องแย่ง... หนังสือเลยขาด” ไจ๋ก้มหน้าลงมองพื้น บัดนี้เขาไม่เหลือความกล้าที่จะสบตากับคู่สนทนาตรงๆ ยิ่งอีกฝ่ายทำหน้าเรียบเฉย ไม่พูดไม่จา ความกังวลในใจก็ยิ่งเพิ่มพูน “เดี๋ยวไจ๋ซื้อให้ใหม่นะ”

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องซื้อหรอก” แม้จะรักหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้มาก แต่น่าแปลกที่เมื่อได้ยินคำขอโทษอย่างจริงใจจากปากไจ๋ คุนก็ไม่ได้รู้สึกโมโหหรืออยากเอาเรื่องอีกฝ่ายให้ถึงที่สุด

“ให้ไจ๋ซื้อใหม่เถอะนะ...” ไจ๋เม้มปาก ดวงตาแดงก่ำโรยล้าจับจ้องใบหน้าคู่สนทนาไม่วาง “...เมื่อคืนไจ๋ละ ลองซ่อมละ แล้ว แต่มันได้แค่นี้”

“ไม่เป็นไร” คุนส่ายหัวพลางกรีดหน้ากระดาษของหนังสือการ์ตูนเล่มที่ขาดดูคร่าวๆ ร่องรอยการปะติดสก็อตเทปที่ฟ้องชัดถึงความพยายามในการแปะรูปขาดวิ่นให้กลับคืนสภาพปัดเป่าความรู้สึกคุกรุ่นเบาบางในใจให้พลันคลี่คลาย ก่อนจะสลายหายไปจนหมด

“ทำอะไรกันอะ” ปอที่เพิ่งมาถึงโรงเรียนชะโงกหน้าเข้ามามีส่วนร่วมกับบทสนทนาโดยไม่รอให้ใครเชื้อเชิญ

“เปล่า ไม่มีไร” คุนปิดหนังสือในมือพลางตอบคำถามปอ เด็กชายรวบการ์ตูนทั้งกองขึ้นก่อนจะหันไปพูดกับไจ๋เร็วๆ “จริงๆ มันก็ยังอ่านได้อยู่แหละ ไม่ต้องซื้อใหม่หรอก”

 “พี่คุนไปโรงอาหารกัน” พอวางกระเป๋าเสร็จ ปอก็หันมาชวนเพื่อนอีกสองคนด้วยสีหน้าร่าเริง

“เอาดิ” คุนพยักหน้าพลางยัดการ์ตูนใส่เป้ ปิดซิปแล้ววางกระเป๋าลงบนโต๊ะเรียนของตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉยคล้ายกับไม่ได้เก็บเอาเรื่องที่เกิดขึ้นมาใส่ใจ ส่วนไจ๋ที่แม้จะยังไม่คลายความกังวล เด็กชายกลับไม่กล้าถาม ซ้ำยังไม่มีหน้าเล่าเรื่องที่ป๊าไม่ให้เดินกลับบ้านเองอีกต่อไปให้คนข้างบ้านรับฟัง

•✤•✤•✤•


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ✤ FriEndShit! / พิษข้างบ้าน || 12 || P.3 ||11.11.2019 ✤
« ตอบ #79 เมื่อ: 11-11-2019 19:09:05 »





ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
“เฮีย” สร้อยเดินเข้าไปคุยกับคู่ชีวิตที่กำลังยืนดูช่างเจาะผนังอยู่ตรงหลังร้าน

“อะไร”

“ให้ฉันพาลูกกลับบ้านก่อนไหม” สร้อยพยักพเยิดให้สามีทอดสายตามองตามไปยังด้านหน้าร้าน เมื่อเห็นภาพไจ๋นั่งห่อตัวเป็นก้อนกลมอยู่บนเก้าอี้พลาสติกตัวเตี้ยที่ช่างพกติดมา เม้งก็ถอนหายใจ

“ไม่ต้อง อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว รอแป๊บนึง”

“พวกเราทำเกินไปหรือเปล่าเฮีย” ตั้งแต่ทั้งคู่ไปรับลูกชายที่โรงเรียนแล้วพามาเฝ้าช่างที่ร้านด้วยกัน เด็กชายก็ไม่พูดกับใคร ไม่ส่งเสียงสักแอะ กระทั่งกับสร้อย ไจ๋ยังถามคำตอบคำ อีกทั้งยังทำหน้าตาเศร้าสร้อยคล้ายหมดอาลัยตายอยากจนคนเป็นแม่อดนึกเวทนาไม่ได้

“เกินไปที่ไหน ขืนปล่อยมันคบกับเด็กข้างบ้านแล้วติดนิสัยชั่วๆ มา พวกเรานี่แหละที่จะแย่กันหมด”

สร้อยถอนหายใจ สามีหล่อนช่างยึดมั่นถือมั่นกับปมความขัดแย้งในอดีตเสียเหลือเกิน แต่เพราะเข้าใจถึงที่มาของความรู้สึกเกลียดชังที่เจ้าตัวมีต่อคนข้างบ้านเป็นอย่างดี หล่อนจึงมักจะผ่อนปรนและยินยอมให้คู่ชีวิตทำตามใจเสมอ ทว่าครั้งนี้ คนที่โดนหางเลขดันเป็นลูกคนเล็กที่พวกเขาห่วงหาอาทรยิ่งกว่าใครนี่สิ

“ฉันสงสารลูกจังเฮีย”

เม้งกลอกตาแล้วเสมองไปอีกทาง “อีกเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเองแหละน่า”

สร้อยมองลูกชายสลับกับลูกสาวที่นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ตรงอีกมุมหนึ่งของร้านพลางถอนหายใจ

พอเริ่มโต แต่ละคนก็ค่อยๆ เผยอุปนิสัยใจคอรวมถึงตัวตนที่แตกต่างกันออกมาให้หล่อนเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ คนเป็นแม่จึงรู้สึกหนักใจกับการวางตัว รวมถึงการแสดงออกทางความรักเพื่อให้เลือดเนื้อเชื้อไขทั้งสองสัมผัสได้ถึงความเสมอภาค ยิ่งเมื่อตัวหล่อนกับสามีมีชนักปักหลัง ติดค้างลูกชายจนเป็นเหตุให้เจ้าตัวพูดติดอ่างมาจนทุกวันนี้ด้วยแล้ว หากคนเป็นพ่อแม่ยังเลินเล่อ ไม่คิดอ่านให้รอบคอบ เรื่องทะเลาะเบาะแว้งเล็กน้อยอาจสร้างบาดแผลเรื้อรังในจิตใจทุกฝ่ายจนไม่อาจเยียวยา

“สร้อย”

“ฮึ ว่าไงเฮีย?” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับคู่ชีวิต หล่อนจับสังเกตความอ่อนล้าในแววตาคู่นั้นได้ จึงยื่นมือไปบีบมือเม้งเบาๆ

“พาพวกมันไปหาอะไรกินรองท้องก่อนไป” เม้งบีบมือตอบพลางบุ้ยใบ้ไปทางลูกๆ ทั้งสองคน จากนั้นจึงยื่นธนบัตรใบสีม่วงส่งให้ สร้อยพยักหน้าแล้วเก็บเงินใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับต้องจิตและตั้งใจ
.
.
.
.
“ต้องไปดูหนังสือนะม้า” เด็กหญิงชี้นิ้วไปยังร้านหนังสือตรงอีกฟากถนน คนเป็นแม่ถอนหายใจพลางพยักหน้าอย่างจำยอม กระนั้นกลับไม่วายดักคอกันล่วงหน้า

“ไม่ซื้อแล้วนะต้อง”

ต้องจิตผงกหัวก่อนจะชิงออกตัวอย่างรวดเร็ว “ม้ากลับไปร้านก่อนเลยก็ได้ เดี๋ยวต้องกลับเอง”

คนเป็นแม่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เด็กหญิงก็วิ่งปร๋อจากไปยังแผงหนังสือชั้นล่างของตึกแถวฝั่งตรงข้ามตลาด สร้อยเลยต้องป้องปากตะโกนตามหลัง “อย่าช้านะต้อง ป๊ารออยู่”

“รู้แล้ว” ฟังเสียงตะโกนตอบของลูกสาวแล้วก็พาลให้ถอนหายใจ สร้อยละสายตาจากต้องจิตทันทีที่เห็นเจ้าตัวข้ามถนนอย่างปลอดภัยแล้วจึงหันมาคุยกับลูกชายที่เดินลากส้น ทำหน้าบอกบุญไม่รับข้างๆ ตัว “ไจ๋จะกินอะไร”

“...”

“รังผึ้งไหม”

เด็กชายส่ายหัว ทำหน้าเบื่อโลกขั้นสุด

ช่วงกลางปี ตลาดสดเพิ่งปรับปรุงรูปโฉมหลังจากเปลี่ยนมือเจ้าของ นอกจากเทปูน ปูกระเบื้อง ต่อเติมหลังคา อีกทั้งเสริมโครงสร้างโรงเรือนเดิมของตลาดให้แข็งแรงราวกับยกเครื่องใหม่ นายทุนรายนี้ยังจัดสรรพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย เม้งเห็นโอกาส จึงตัดสินใจเช่าห้องแถวสองชั้นหนึ่งคูหา เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวให้ภรรยาเพราะไม่อยากต่อสู้ แย่งชิงลูกค้ากับร้านสะดวกซื้อขาใหญ่ที่ชาวบางเขย่งตั้งตารอคอยกันมานานแสนนาน

ตลาดสดเพิ่งเปิดให้ค้าขายได้เพียงไม่กี่วัน ศูนย์รวมอาหารปรุงสำเร็จจึงค่อนข้างซบเซาเพราะร้านค้ายังลงไม่ครบ เท่าที่ประเมินด้วยสายตา สร้อยพบว่า บัดนี้มีเพียงร้านลูกชิ้นเพียงร้านเดียวที่ดูเข้าท่ากว่าร้านขนมรังผึ้งที่ลูกชายหล่อนเพิ่งมองเมินไปหมาดๆ คนเป็นแม่จึงจูงมือไจ๋พลางเอ่ยตะล่อม “กินลูกชิ้นปิ้งแล้วกันนะ”

ไจ๋ไม่ตอบแต่ยอมเดินตามแม่ไปหยุดตรงหน้าร้านลูกชิ้นปิ้งอย่างว่าง่าย แม้ดวงตาทั้งสองข้างของเด็กชายจะจับจ้องสองมือคล่องแคล่วของเจ้าของร้านลูกชิ้นปิ้งไม่วาง แต่ในหัวสมองเล็กๆ กลับใคร่ครวญถึงท่าทีของเด็กข้างบ้านไม่เลิกรา

ตั้งแต่คืนการ์ตูนเมื่อตอนเช้า เฮียคุนก็ดูเงียบๆ ยังไงไม่รู้

“อะไจ๋ ค่อยๆ กินนะ มันร้อน”

เรื่องของคุนถูกปัดตกไปเมื่อแม่ยื่นลูกชิ้นปิ้งไม้หนึ่งมาตรงหน้า กลิ่นลูกชิ้นเนื้อเจือกลิ่นถ่านบางๆ ตรงปลายจมูกเรียกน้ำลายได้ล้นหลาม ไอร้อนใกล้ริมฝีปากเชื้อเชิญให้ไจ๋แยกเขี้ยวแล้วค่อยๆ เลาะเล็มลูกชิ้นลูกบนอย่างระมัดระวัง เมื่อลิ้นรับรสชาติแสนอร่อยระลอกแรก เด็กชายก็รีบเคี้ยวสลับกับเป่าลูกชิ้นที่แหว่งติดปลายไม้ต่อทันที

“จะจิ้มน้ำจิ้มไหม”

เด็กชายส่ายหัวพลางงับลูกชิ้นเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเพลิดเพลิน เห็นแบบนั้นคนเป็นแม่จึงค่อยรู้สึกเบาใจ

“ไป กลับร้านกัน”

ไจ๋พยักหน้ารับ สร้อยจึงจูงมือลูกชายเดินกลับร้านพลางเหลือบมองลูกสาวที่ยังยืนกวาดตามองแผงหนังสือการ์ตูนทิ้งท้ายก่อนจะแอบถอนหายใจอยู่เพียงลำพัง

•✤•✤•✤•

“คุน” หาญกล้าอมยิ้มพลางเดินเข้าไปหาคุนที่ช่วยเหลือมารดากรอกน้ำอยู่ในครัว

เด็กชายเพิ่งขนกระบอกน้ำมาวางเรียงตรงหน้าตู้เย็น พอหูสดับเสียงเพรียกจึงวางมือจากงานตรงหน้าแล้วเดินไปหาน้าชาย “ครับ?”

“มีคนฝากของมาให้แน่ะ” หาญกล้ายื่นหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งส่งให้ เด็กชายรับไปพลางกวาดตามองหน้าปกแล้วก็พูดอะไรไม่ออก

“ใครฝากอะไรให้ใคร” สุนันท์เห็นขวดน้ำยังวางกองอยู่ตรงหน้าตู้เย็น หล่อนจึงเดินตามหลังมาร่วมวงสนทนาด้วยอีกคน

“ไม่รู้เหมือนกันพี่” หาญกล้าบุ้ยใบ้ให้พี่สาวชะโงกหน้าดูหนังสือการ์ตูนในมือลูกชายด้วยตัวเอง

“อ้าว แล้วใครเป็นคนฝากมาล่ะ เขาไม่ได้บอกอะไรเลยเหรอ” ถ้าจำไม่ผิด เมื่อตอนที่ทั้งหมดนั่งกินข้าวเย็นอยู่นั้น สุนันท์สังเกตเห็นเงาตะคุ่มๆ มากวักมือเรียกหาน้องชายอยู่ตรงหน้าร้าน แต่เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นลูกสาวบ้านไหน หล่อนจึงได้แต่รอฟังคำเฉลยจากผู้รู้จริงเท่านั้น

หาญกล้ายักไหล่แล้วตอบด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “เขาไม่ได้บอกอะไรเลยพี่ แค่ฝากของมาให้คุนเฉยๆ ”

สุนันท์ถอนหายใจพรู หล่อนถลึงตามองน้องชายอย่างหงุดหงิด “เขาน่ะใคร”

หาญกล้าหรุบตามองพื้นพลางเกาแก้มแก้เขิน “เด็กร้านข้างๆ น่ะพี่”

ได้ยินดังนั้น เถ้าแก่เนี้ยร้านก๋วยเตี๋ยวจึงหมดธุระกับน้องชาย เด็กร้านข้างๆ ที่อีกฝ่ายพูดถึงย่อมต้องเป็นพี่เลี้ยงวัยเพิ่งแตกเนื้อสาวของบ้านข้างๆ ผู้เป็นแรงจูงใจให้หาญกล้าขยันไปแหย่หนวดเสือจนคลุ้มคลั่งอยู่เป็นประจำ

แต่กับลูกชายหล่อนนี่สิ ไปทำอีท่าไหนถึงได้เข้าไปพัวพันกับคนข้างบ้านได้ล่ะ

“ข้างบ้านเอาการ์ตูนมาให้คุนทำไม”

“เขาทำการ์ตูนคุนขาด เลยซื้อใช้” คุนตอบโดยไม่ละสายตาจากหน้าปกหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่เอี่ยมในมือเลยสักวินาที

“ใครทำการ์ตูนของคุณขาด” ยิ่งคุย สุนันท์ก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยใจ พอโดนซักถามเข้าหน่อย ทั้งน้องชาย ทั้งเลือดเนื้อเชื้อไขก็มักจะอมพะนำ ทำปากหนักคล้ายอยากทดสอบขีดความอดทนของหล่อน เฮ้อ... นับวันสองน้าหลานก็ชักจะเหมือนกันเข้าไปทุกที

“ลูกชายข้างบ้าน ชื่อไจ๋” คุนเหลือบตามองหน้าแม่ แต่เพราะสีหน้าของมารดายังคงสับสน เด็กชายจึงรีบเสริมความ “ไจ๋เรียนห้องเดียวกับคุน”

“อ้าวเหรอ ทำไมแม่ถึงไม่รู้ล่ะ” สุนันท์เลิกคิ้ว กวาดตามองใบหน้าของลูกชายอย่างพินิจพิเคราะห์...

แปลก ทั้งที่ลูกข้างบ้านฝากหนังสือการ์ตูนมาให้ แต่ทำไมคุนถึงไม่เคยเล่าเรื่องเพื่อนใหม่ให้หล่อนฟังเลยสักครั้ง

“จับกลุ่มนินทาใครอยู่ ขอเฮียฟังด้วยคนสิ” จุ้ยเห็นภรรยากับลูกชายหายหน้าไปนาน จึงเดินเข้ามาตามทั้งคู่ถึงในครัว

“ข้างบ้านน่ะเฮีย” หาญกล้าอธิบายแต่สุนันท์กลับแย้งทันควัน

“ไม่ได้นินทานะเฮีย ถามเฉยๆ ” หญิงสาวขึงตาดุน้องชายแล้วส่ายหัวให้สามี ขืนปล่อยผ่านโดยไม่พูดอะไร ไม่แคล้วสามีหล่อนคงได้เหน็บแนมข้างบ้านจนสนุกปากอีกแน่ๆ 

ในเมื่อแหล่งข่าวทั้งสองให้ข้อมูลแตกต่างกัน คนมาใหม่เลยยิ่งกระตือรือร้นและสนใจ แต่แทนที่จะซักไซ้พวกผู้ใหญ่ เถ้าแก่ร้านก๋วยเตี๋ยวกลับหันไปถามลูกชายตัวเอง “แล้วคุยอะไรกันอยู่ล่ะ”

“ไจ๋ฝากการ์ตูนมาให้คุนน่ะครับป๊า”

“ไจ๋? ใครวะ... คุ้นๆ ” คราวนี้ จุ้ยเบือนหน้าหันไปเปรยกับหาญกล้าคล้ายกับขอคำตัวช่วย ซึ่งก็ได้ผล...

“ไจ๋ก็ลูกคนเล็กบ้านข้างๆ ไงเฮีย”

“อ๋อ” เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวพยักหน้าหงึกหงัก ในหัวก็พลันนึกภาพเด็กชายตัวเล็ก ผิวขาวเป็นไข่ปอก หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรายิ่งกว่าลูกสาวคนโตของบ้านข้างๆ (ที่โชคร้ายดันหน้าบอกบุญไม่รับคล้ายคนเป็นพ่อ) ออกทันที “แล้วไปรู้จักกันได้ยังไง”

“ไจ๋เรียนห้องเดียวกับคุน”

“เฮ้ย! นี่พวกลื้อเป็นเพื่อนห้องเดียวกันเหรอ” ฟังแล้วเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวก็ทำตาโต อ้าปากหวออย่างตกอกตกใจ

“ครับ” คุนพยักหน้า

จุ้ยอมยิ้ม ทำหน้าชอบอกชอบใจแล้วจุปากเบาๆ “สงสัยร้านชำจะขายไม่ดี ไอ้เม้งเลยส่งลูกชายคนเล็กมาเรียนโรงเรียนวัดกับลูกอั๊ว”

“เฮีย!” สุนันท์ทุบต้นแขนสามีเต็มแรงจนอีกฝ่ายนิ่วหน้า “อย่าพูดแบบนี้”

“แหม ล้อเล่นหน่อยเดียว จริงจังไปได้นัน”

“ล้อเล่นก็ไม่ได้” ว่าแล้ว หล่อนก็ง้างมือรอท่าจนสามีค้อมตัว ทำหน้าหงอประจบ

“จ้ะๆ ไม่ล้อเล่นแล้วจ้ะ” จุ้ยยิ้มประจบภรรยาก่อนจะยื่นแขนไปให้เลือดเนื้อเชื้อไขพลางทำเสียงออดอ้อน “คุนดูแขนให้ป๊าหน่อยสิ เขียวรึเปล่า แม่ลื้อมือนั้กหนัก”

“เฮีย!” พอสามีทำสำออยต่อหน้าลูกกับน้องชาย สุนันท์ก็ชักมือกลับแล้วปรายตามองค้อนคู่ชีวิตไปหนึ่งวงใหญ่ สีหน้าแง่งอนของภรรยาทำเอาจุ้ยหลุดหัวเราะสุดเสียง ก่อนจะจูงมือหล่อนพร้อมด้วยลูกชายเดินขึ้นบันไดไปนั่งดูทีวีด้วยกันบนชั้นสองของบ้านปล่อยให้น้องเมียรับช่วงปิดร้านและทำงานบ้านแทน

 
•✤•TBC•✤•

ต้อนรับวันลอยกระทงด้วยการเปิดตัวบ้านเฮียคุนเสียเลยค่ะ
เราว่า พออ่านตอนนี้แล้วทุกคนคงน่าจะมองเห็นความแตกต่างของทั้งสองบ้านแล้วล่ะเนอะ
ออกตัวก่อนว่าตรงนี้ไม่ใช่ปมดราม่าเด้อ เป็นการแสดงอภินิหารของเจ้ต้องอีกนิดๆ หน่อยๆ
ก่อนน้องต่ายไจ๋จะได้รับการปลดปล่อยจากท่านพ่อให้ไปขลุกขลิกกับผู้ชายในอีกสามตอนข้างหน้า
(เดี๋ยว... อะไรคือขลุกขลิก ได้ข่าวว่าน้องต่ายยังแบเบาะ!)
((อย่างไรก็ดี ทางเราขออุบไว้ก่อนนะคะว่าไจ๋จะแก้ปัญหาครั้งนี้ยังไง
แต่บอกเลยว่า ป๊าถึงกับเป็นท้อและกลุ้ม 555))

ใครเล่นทวิตเตอร์ ติดแท็ก #พิษข้างบ้าน ด้วยน้า เราจะตามไปเม้าท์ด้วยค่ะ
ส่วนถ้าคืนนี้ใครไปงานลอยกระทงก็ขอให้เดินทางปลอดภัย ได้ลอยกระทงอย่างสนุกสนานนะคะ
รักคนอ่านทุกๆ ท่านนะคะ (ยื่นมือให้จับเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของจิตใจ)
 ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)


•✤•K. วายซ่า:•✤•
5555 โอ๋ๆ ไม่ต้องกลัวไปนะคะ ป๊าไม่ร้ายไปกว่านี้แล้วค่ะ
ที่สำคัญ เดี๋ยวน้องไจ๋ก็จะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีไจ๋ๆ เองค่ะ
และพอผ่านเรื่องนี้ไปได้ เฮียคุนกับน้องไจ๋ก็จะกลับมาสนุกสนานด้วยกันเหมือนเดิมแล้ว
รักคุณวายซ่าที่สุดเลยค่ะ จุ๊บๆๆ


•✤•K. Ac118:•✤•
5555 คุณ Ac118 น่ารักอะ อ่านเมนต์ของคุณ Ac118 ทีไรแล้วเรายิ้มแก้มแทบแตกตลอดเลย
ตอนที่แล้ววิบากกรรมของไจ๋คือป๊า ตอนนี้เจ้ต้องมาทวงบัลลังก์แล้วนะคะ 555
กว่าน้องต่ายจะมีความสุขกับผู้ชายข้างบ้านได้ ป๊าคงได้ตัดหนังยางน้องต่ายไปอีกหลายเส้นเลยค่ะ 555
รักคุณ Ac118 ค่ะ มามะ มาให้เรากอดหน่อย!!
ป.ล. เราเห็นทวิตของคุณ Ac118 แล้วนะคะ แต่พอดียังไม่มีเวลาเข้าไปรีทวิตและเมนต์
ขออนุญาตรวบตึงทีเดียวอาทิตย์นี้เลยนะคะ ไม่ว่ากันเนอะ


•✤•K. Stiiiii:•✤•
พี่ริวแกล้งน้องจริงจังมากค่ะ แต่... ยังมีมากกว่านั้นอีกนะคะ
อดใจรออ่านความร้ายของพี่ริวได้หลังจากนี้เด้อ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ
ไว้ถ้าว่างๆ เข้ามาคุยกันอีกนะคะ


•✤•K. แป้ง / Alternative:•✤•
แง อ่านเมนต์คุณแป้งแล้วใจพองฟูมากอะ รู้สึกมิชชั่นคอมพลีตสุดไรสุด 555
นี่คือความตั้งใจของการเขียนเรื่องนี้เลยอะ แบบว่าอยากเล่าเรื่องที่ทำให้คนอ่านได้หวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตของตัวเอง
ได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ได้สุข ได้เศร้าไปพร้อมๆ เรื่องราวของน้องต่ายไจ๋และเฮียคุน
เราเองก็ดีใจค่ะ ที่ระหว่างทางนี้ เราได้แบ่งปันความสุขของไจ๋และเฮียคุนให้คุณแป้ง
(รวมถึงคุณผู้อ่านทุกๆ คนได้ร่วมสัมผัสไปพร้อมๆ กัน)

ว่าด้วยการอ่านหนังสือ คุณแป้งได้รับการยั่วยวนที่ดีมากนะคะ ยั่วให้อยากจนต้องไปหาอ่านเอง
ว่าแล้วก็ไปหาลิงค์นิยายเรื่องใหม่มาแปะให้เพื่อนอ่าน (เดี๋ยว!)
ส่วนน้องไจ๋นั้น... น้องน่ารักจริงๆ ค่ะ ขนาดเราเขียนเอง เรายังใจเหลวแทนเฮียคุนเลยอ่า
(แล้วก็สงสารเฮียคุนในอนาคตด้วย เพราะเฮียคุนน่าจะโดนแม่ๆ ของน้องไจ๋ต่อต้านหนักมาก 555)
รักคุณแป้งมากที่สุดเลยค่ะ ม๊วฟ!!


•✤•K.KizzllKizz:•✤•
อ่านคอมเมนต์ของคุณ KizzllKizz แล้วสัมผัสได้ถึงความสตรอง!!
เป็นแม่น้องไจ๋ ดราม่าแค่ไหนก็ไหวเนอะ 555
(ไม่ต้องห่วงนะคะ เพราะเฮียคุนจะโอบอุ้ม กล่อมใจน้องไจ๋มากๆๆๆๆๆๆ)
รักคุณ KizzllKizz นะคะ มามะ ขอกอดทีนึงเร้ว!!
ป.ล. แถวสุเหร่ามีอะไรน้า... รออ่านนะคะ สัญญาว่าไม่นานเกินห้าสิบตอนเดี๋ยวจะได้รู้ (เดี๋ยว!)


•✤•K. ommanymontra:•✤•
ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ ไว้มาเจอกันอีกน้า จุ๊บๆๆๆๆ



ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-6
น้องไจ๋สู้ๆ นะลูกนะ  เจ้ต้องร้ายนัก แต่น่าจะเป็นลูกพ่อเพราะลักษณะคล้ายพ่อมาก

ส่วนบ้านเฮียคุณนี่ แม่น่าจะเป็นใหญ่ในบ้านนะ บรรยากาศดูจะคลื้นเครงกว่าบ้านข้างๆ เยอะเลย

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 752
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
ถถถถถ กลายเป็นลูกกระตายซึมเศร้า หงอยเหงาเฉาไปเลยลูกเอ้ยย โอ๋ๆนะลูกนะ กอดโอ๋น้องงง

นี่ต้องข่มใจกับต้องจิตกันเลยทีเดียว เป็นเด็กนิสัยก้าวร้าวและร้ายกาจ ยิ่งมาทำท่าทางมีความสุขกับความเจ็บปวดเสียใจของน้อง ยิ่งปี๊ดดด! อยากจับเหวี่ยงไปไกลๆ ยิ่งตอนไจ๋ซ่อมหนังสือไปร้องไห้ไป น้ำตาจะไหล มันบีบหัวใจ!
ลูกสาวคนโตของป๊านอกจากหน้าบึ้งเหมือนกันแล้ว นิสียก็ได้ป๊ามาเลย ไจ๋ออมชอมคล้ายแม่ แล้วตัดมาที่ครอบครัวคุน ชัดเจนเลยกับแตกต่างของสองบ้าน มีความผ่อนคลาย อบอุ่น และที่สำคัญ แม่คือผู้มีอำนาจสูงสุดจ้า  :laugh:

คุนเป็นเด็กดีมาก รักหวงหนังสือแต่มีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ฟุ่มเฟือย พอน้องขอโทษก็เห็นถึงความพยามแก้ไขของน้อง 

โอ้ยยย แทบจะอยากจับไจ๋ผูกโบ ยกให้ว่าที่ลูกเขยในอนาคต เนี่ยยยป๊า ลูกเขยดีๆแบบนี้ ป๊ายังจะเอาอะไรอีก :hao5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-11-2019 21:51:53 โดย Ac118 »

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2872
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +283/-3
อยากจับป๊ากับพี่สร้อยมาตีคนละทีสองที ทำไมละเลยกับความรู้สึกของลูก ๆ นะ

แต่ในอีกทางก็เห็นใจแหละ เลี้ยงเด็กนี่มันไม่ง่ายเลยเนอะ

นุ้งไจ๋ของพรี่ ปวดใจไปหมดเลยตอนน้ำตาน้องร่วงเผาะ ๆ ฮรือออออออ
เจ้ต้องก็ร้ายได้ป๊าจริง ๆ

พี่คุนคะ พี่มีวุฒิภาวะมาก พ่อพระเอกของพี่ พ่อคนดีศรีชุมชน พี่โตมากับครอบครัวที่แม่เป็นใหญ่ใช่มะ พี่ถึงดีขนาดนี้
เอ๊ะ! ไม่เกี่ยวเหรอ? ฮ่าๆ ๆ ๆ

ออฟไลน์ KizzllKizz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-1
อ่านตอนนี้จบอยากจะเอามีดเฉาะหัวยัยต้องงง ทำไมร้ายกับน้องแบบนี้อ่ะ แอบคิดนิดนึงว่าต้องอาจจะไม่ใช่ลูกแท้ๆรึเปล่าหว่า  :hao4:

ติดตามต่อค่าว่าน้องไจ๋จะผ่านเรื่องนี้ไปได้ยังไง น้องคิดถึงเฮียคุนแล้ว  :sad4:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1664
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook

- 13 -


“เฮ้ยๆๆๆ ” จังหวะที่ริวอิจิเพิ่งก้าวขึ้นชั้นสองของอาคารเรียน เพื่อนสนิทก็ซอยเท้าวิ่งสวนลงมา เด็กชายจึงเอี้ยวตัวไปรั้งแขนอีกฝ่ายพร้อมเอ่ยถาม “มึงจะไปไหน”

“ข้างล่าง”

“ลงไปพร้อมกันดิ รอกูเก็บกระเป๋าแป๊บนึง”

“เหอะ ไม่อะ... เจอกันที่แถวเว่ยมึง” คุนปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดก่อนจะซอยเท้าวิ่งหน้าตั้งลงบันไดไปโดยไม่ได้สนใจเพื่อนสนิทซึ่งยังคงยืนงงอยู่กับที่

เพราะหนังสือการ์ตูนที่ได้มาเมื่อคืนแท้ๆ ตั้งแต่ตบเท้าก้าวเข้าเขตโรงเรียน ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวก็เอาแต่สอดส่ายสายตามองหาเด็กข้างบ้านอยู่ทุกขณะจิต ดีว่าขณะกำลังยืนใส่รองเท้าอยู่ตรงหน้าห้องเมื่อสักครู่ สายตาก็พลันจับภาพเงาร่างคุ้นตาที่กำลังเดินแกร่วอยู่ตรงขอบสนามฝั่งใกล้กับเรือนเพาะชำได้ เด็กชายจึงรีบห้อลงจากห้องเรียนก่อนที่สัญญาณแจ้งเวลาเข้าแถวตอนเช้าจะดังขึ้นในอีกไม่ถึงสิบนาที

“ไจ๋!”

“เฮ้ย!” ไจ๋สะดุ้งจนเผลอปล่อยกิ่งไม้ในมือลงกับพื้น แต่เมื่อสังเกตเห็นอาการหอบหายใจของคนตรงหน้า เด็กชายก็อดแปลกใจไม่ได้ “เฮียคุนเป็นระ ไร”

คุนส่ายหัวแล้วสูดลมหายใจเข้าจนสุดปอด พอจังหวะหายใจกลับเป็นปกติ เขาก็ชิงเปิดประเด็นโดยพลัน “ไจ๋ซื้อการ์ตูนเล่มใหม่มาให้เฮียทำไม”

“หือ?” ไจ๋เกาหัวพลางจ้องหน้าคู่สนทนาอย่างงุนงง

อ้าว ก็เมื่อวานเฮียคุนเพิ่งบอกไจ๋เองไม่ใช่เหรอว่า ไม่ต้องซื้อเล่มใหม่มาให้ ไจ๋ก็ทำตามที่เฮียคุนบอกแล้วนี่นา

“เฮียบอกแล้วไงว่าไม่ต้องซื้อเล่มใหม่มาให้”

“ไจ๋... ซื้อการ์ตูน? ตอนไหน?” จนถึงตอนนี้ ลูกชายร้านชำก็ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก...

ไจ๋ไม่ได้ซื้อหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่มาให้เฮียคุนเสียหน่อย ทำไมเฮียคุยถึงพูดแบบนี้ล่ะ

คุนยืดตัวยืนตรงแล้วปรายตาลงมองสบตากับเด็กข้างบ้านที่ตัวเตี้ยกว่าตนเองราวครึ่งไม้บรรทัด “แล้วเฮียจะรู้กับไจ๋ไหมล่ะ”

ไจ๋ขมวดคิ้ว นิ่วหน้าเพราะยังไม่เข้าใจ เด็กชายยังคงอธิบายตัวเองด้วยประโยคเดิมๆ เพราะไม่อยากโกหกเพื่อนข้างบ้าน  “ไจ๋ไม่ได้ซื้อการ์ตูนนะ”

“แต่เมื่อคืนพี่ชื่นฝากพี่กล้าเอาการ์ตูนเล่มใหม่มาให้เฮีย”

“หา? เฮียได้การ์ตูนใหม่ละ แล้วจริงๆ ระ เหรอ” ทายาทร้านชำทำหน้าแตกตื่นเหมือนลูกกระต่ายได้ยินเสียงประทัด...
เมื่อกี้เฮียคุนว่าไงนะ? ไม่จริงหรอก หูไจ๋จะต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ

“ก็จริงน่ะสิ เฮียจะโกหกทำไม”

“...พี่ชื่นจะเอาการ์ตูนไปให้เฮียทำไม...” ไจ๋ได้แต่พึมพำกับตัวเองเบาๆ ก็เฮียคุนเล่นทำท่าขึงขังเสียขนาดนั้น แล้วเขาจะไม่สับสนอย่างไรไหว

“คราวหลังถ้าเฮียบอกว่าไม่ต้องซื้อ ก็ไม่ต้องซื้อนะ” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวทำหน้าจริงจังพลางยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เมื่อวานหลังกลับถึงบ้าน คุนใช้เวลาสำรวจสภาพของหนังสือการ์ตูนที่ไจ๋เอามาคืนดีๆ อีกครั้ง เมื่อนั้นจึงสังเกตเห็นความตั้งใจในการซ่อมแซมหนังสือให้กลับคืนสู่สภาพ (คล้าย) เดิมของเด็กข้างบ้านได้อย่างชัดเจน เด็กชายจึงไม่รู้สึกเสียดายสักนิดที่การ์ตูนสุดรักสุดหวงมีตำหนิ หนำซ้ำลึกๆ แล้ว เขายังรู้สึกชอบใจกับสภาพหลังซ่อมอย่างสุดฝีมือ (ของไจ๋) เสียด้วย

“เฮียพูดคำไหนคำนั้น ไจ๋เข้าใจไหม”

“...อือ...” ไจ๋ครางรับในลำคออย่างจำใจ กระนั้นกลับไม่วายทำปากยื่นแล้วช้อนตามองเพื่อนข้างบ้านอย่างตัดพ้อพลางถกเถียงอีกฝ่ายอยู่ในใจไปตามเรื่องตามราว

ก็ไจ๋ไม่ได้ซื้อจริงๆ นี่นา

ก่อนที่บทสนทนาของทั้งคู่จะดำเนินต่อไป เสียงสัญญาณรวมตัวนักเรียนทุกชั้นปีก็ดังขึ้น คุนจึงตัดบทพลางจูงมือเพื่อนข้างบ้านให้เดินตามกันไปเข้าแถวอย่างรวดเร็ว “ปะ... กริ่งดังแล้ว”

•✤•✤•✤•

 “ไปหยอดตู้สายไหมกันเหอะ” ทันทีที่เสียงนำสวดมนต์ซึ่งเป็นสัญญาณก่อนตั้งแถวกลับบ้านเงียบลง ปอก็สะพายกระเป๋าเป้สีเลือดหมูแล้วเดินมาหยุดยืนทิ้งสะโพกพิงข้างโต๊ะไจ๋พลางมองกดดัน

ต่อให้ปอไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ไจ๋ก็มองว่าอีกฝ่ายน่าจะอยากก้าวเท้าออกจากโรงเรียนเต็มแก่ กระนั้น เขากลับเพียงปิดซิปกระเป๋าเป้ของตัวเองแล้วคลี่ยิ้มอ่อนอย่างจนใจ “วันนี้ป๊ามาระ... รับอะ”

“เหรอ”

“อือ”

ได้ยินดังนั้น ปอจึงหันไปหาเพื่อนรุ่นพี่ทั้งสองที่กำลังเก็บของลงกระเป๋าอยู่เช่นกัน “พี่คุน พี่ริว ไปกันเหอะ”

“ไปเว่ย” พี่ริวผิวปากแล้วเดินนำขบวนผ่านไป ส่วนเฮียคุนก็เดินมาหยุดยืนรอไจ๋ในตำแหน่งที่ปอเพิ่งผละจาก จะผิดกันอยู่อย่างก็ตรงที่ เฮียคุนไม่ได้ยืนพิงโต๊ะเรียนจนไจ๋ต้องจัดโต๊ะโย้เย้ให้กลับเข้าที่แบบที่ปอทำ 

“ป๊ามารับเหรอ”

“อือ” ไจ๋ถอนหายใจแล้วเดินเซื่องๆ ตามหลังเด็กข้างบ้านออกจากห้องเรียน ทั้งที่อยากไปเที่ยวเล่นกับพวกเพื่อนๆ ใจจะขาดแต่เพราะรู้ดีว่า ป่านนี้ป๊าคงมารออยู่ตรงหน้าโรงเรียนแล้ว เขาจึงทำอะไรไม่ได้

“เสียดาย...”

“เสียดายอะไร” ไจ๋เลิกคิ้วมองหน้าเด็กข้างบ้านขณะพยายามยืนใส่รองเท้าแบบคุน แต่เขาคงยังต้องฝึกฝนฝีมืออีกมาก เพราะส้นรองเท้าไม่ยอมให้ความร่วมมือด้วยสักเท่าไร ยิ่งเมื่อเด็กข้างบ้านหมุนตัวแล้วก้าวเดินไปยังบันได ไจ๋ก็ลนลานลากรองเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งตุปั๊ดตุเป๋ตามอีกฝ่ายไปอย่างงกๆ เงิ่นๆ

“...เมื่อวานเฮียเจอลูกหมาอยู่แถวๆ สถานีตำรวจ เลยจะชวนไปดู”

“ไจ๋อยากไป แต่ไปไม่ได้” เด็กชายทำหน้ามู่ทู่

คุนลอบถอนหายใจแล้วตบบ่าปลอบไจ๋เบาๆ “ไม่เป็นไร วันหลังค่อยไปแล้วกัน”

“อือ” ลูกชายร้านชำเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเพื่อนรุ่นพี่สลับกับขั้นบันได สองขาสั้นๆ ก้าวเร็วๆ ตามฝีเท้าของอีกฝ่ายจนเท่าทัน “ละ ลูกหมาสีอะไร”

“สีส้ม มีสองตัว ขนมันฟูๆ ตัวกลมๆ เหมือนลูกบอลเลย”

“หมาสีส้ม?” เด็กชายขมวดคิ้วหลังนึกภาพตาม ตั้งแต่เกิดมา ไจ๋ไม่เคยเห็นลูกหมาตัวสีส้มมาก่อน ดังนั้นเจ้าตัวจึงอดแปลกใจไม่ได้

คุนผงกหัวแรงๆ ซ้ำยังทำหน้าจริงจังเพื่อยืนยันคำพูดตัวเอง “อือ ส้มเหมือนจีวรพระบวชใหม่อะ”

สีส้มเหมือนจีวรพระ... “โห ส้มขนาดนั้นละ เลยไง?” ยิ่งฟัง ไจ๋ก็ยิ่งงง ต่อให้นอนนึกทั้งคืน ไจ๋ก็คงนึกถึงหน้าตาของลูกหมาตัวสีส้มแป๊ดไม่ออก
 
“ฮื่อ” ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวพยักหน้าหงึกหงักจนคนฟังชักลังเล เห็นดังนั้น คุนเลยรีบสำทับต่อ “ทีแรกเห็นไกลๆ เฮียนึกว่าแมว แต่พอได้ยินมันเห่าก็รู้ว่าไม่ใช่”

อาจเป็นเพราะรู้สึกชื่นชมคุนอย่างล้นหลาม ไจ๋จึงคล้อยตามคุนโดยง่าย เด็กชายรีบปัดภาพลูกหมาสีส้มสะท้อนแสงทิ้งไป ก่อนจะผงกหัวป้อยๆ พลางตั้งคำถามอย่างกระตือรือร้น “เฮียชอบหมาไง?”

คุนยักไหล่พลางเดินนำไจ๋เลี้ยวไปยังประตูรั้วหน้าโรงเรียน “เห็นมันน่ารักดีเลยอยากพาไปดู”

ไม่รู้ทำไม เขาจึงอยากพาไจ๋ไปดูลูกหมาทั้งสองตัวเอามากๆ ยิ่งพอลองนึกภาพไจ๋ฉีกยิ้มจนตาหยีขณะที่เล่นกับลูกหมาด้วยแล้ว คุนก็แทบจะอดใจรอคอยอีกไม่ไหว

“วันอื่นค่อยไปกันนะ”

“อือ”

ฟังคำตอบของคุนแล้วไจ๋ก็อมยิ้มกับตัวเอง ต่อให้ป๊าจะยื่นคำขาด แต่มันจะต้องมีสักวันสิน่าที่ป๊ากับหม่าม้าเกิดติดธุระด่วนกะทันหันจนมารับไจ๋ที่โรงเรียนไม่ได้

“ไจ๋” สร้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูรั้วกวักมือเรียกลูกชาย เจ้าของชื่อเหลือบมองเพื่อนข้างบ้าน ทันทีที่เฮียคุนพยักหน้าให้ เด็กชายจึงค่อยๆ ก้าวเข้าไปหามารดาอย่างอ้อยอิ่งจนคนเป็นแม่ต้องเดินมารับเสียเอง “ไป กลับบ้านกัน”

ไจ๋เดินตามแม่ไปขึ้นรถ แต่ชั่วขณะที่สบตากับพ่อผ่านกระจกมองหลัง เด็กชายก็โพล่งขึ้นโดยแทบไม่เสียเวลาคิด “ป๊าฝากพี่ชื่นเอาการ์ตูนไปให้เฮียคุนเหรอ”

“เออ มึงจะทำไม” เม้งกระแทกเสียงตอบพลางเหยียบคันเร่ง บังคับรถให้วิ่งตรงไปข้างหน้า แค่ได้ยินลูกชายนับญาติกับเด็กข้างบ้าน เจ้าของร้านชำก็ฉุนจัด

“ทำไมป๊าไม่บอกไจ๋ว่าฝากหนังสือไปคืนเฮียคุนละ แล้ว”

“เวลาจะทำอะไร กูต้องคอยรายงานมึงหรือไง” คนขับตวัดสายตามองลูกชายผ่านกระจกอย่างมีโมโห

“ปะ เปล่า” หลังจากครุ่นคิดมาทั้งวัน ไจ๋ก็ได้ข้อสรุปว่า การ์ตูนเล่มใหม่ที่พี่ชื่นเอาไปให้เฮียคุน น่าจะเป็นฝีมือของบิดากับพี่สาวของตัวเอง จวบจวนเมื่อได้ยินคำตอบเมื่อครู่ เด็กชายก็แน่ใจพันเปอร์เซนต์ว่า เมื่อวานป๊าจะต้องแอบให้เงินเจ้ต้องไปซื้อการ์ตูนใช้คืนเฮียคุนแน่ๆ

“แล้วก็นะ...” เม้งจับจ้องใบหน้าของลูกชายเขม็ง “...มึงมีพี่คนเดียว ชื่อต้องจิต ไม่ต้องแส่ไปหาพี่ใหม่ที่ไหน” สิ้นเสียง เจ้าของร้านชำก็ขับรถไปที่ร้านโดยไม่พูดอะไรอีกเลยแม้แต่คำเดียว
.
.
.
.
“ไหนตอนแรกเฮียบอกจะพาลูกไปส่งที่บ้านก่อนไง” เมื่อทั้งหมดมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวได้สักพัก สร้อยก็เปรยถามสามีที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน

“เดี๋ยวค่อยกลับพร้อมกันนี่ล่ะ” เม้งถอนหายใจพลางเหลือบมองลูกชายแล้วก็รีบชักสายตากลับคล้ายไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นความร้าวรานที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน

เดิมที เม้งบอกกับสร้อยขณะขับรถไปรับต้องจิตว่า เย็นวันนี้ เขาจะแวะไปส่งพวกลูกๆ ที่บ้านก่อน จากนั้นจึงค่อยวนรถกลับมาคุมช่างที่ร้าน แต่หลังจากโดนไจ๋ตั้งกระทู้ถาม เขาก็หงุดหงิดเสียจนตั้งหน้าตั้งตาขับรถตรงมาที่ร้านโดยไม่พูดอะไรสักคำ

สร้อยลูบไหล่คู่ชีวิตเบาๆ พลางเอ่ยอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “ไจ๋มันยังเด็ก เฮียอย่าถือสามันเลยนะ”

“ที่ผ่านมาเฮียคงตามใจมันมากไป พูดอะไรมันถึงไม่เคยฟัง”

ตลอดสองวันที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เผลอนึกถึงวีรกรรมของลูกชาย เม้งเป็นต้องเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างคับแค้นใจ ทั้งที่ตลอดมา เขาทั้งรักทั้งทุ่มเททุกสิ่งให้ไจ๋อย่างสุดหัวใจ แต่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกลับละเมิดคำสั่ง แอบคบหากับเด็กเวรนั่น ซ้ำร้ายเจ้าตัวยังจงใจปกปิดความผิด นี่ถ้าไม่เกิดเรื่องครั้งนี้ขึ้นเสียก่อน เขาคงจะกลายเป็นคนโง่ดักดาน ดีไม่ดี ตอนนี้พวกข้างบ้านอาจจะกำลังหัวเราะเยาะเขากันอย่างสนุกสนานก็เป็นได้

เห็นสีหน้าขมขื่นของสามีในเวลานี้แล้วคนกลางอย่างสร้อยก็หนักใจ แต่ครั้นจะไม่แก้ต่างให้ลูกชาย หล่อนก็ทำไม่ได้ “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเฮีย ไจ๋มันยังเด็ก อาจจะยังไม่เข้าใจเหตุผลทั้งหมด ไว้เราค่อยๆ สอนค่อยๆ บอกมันไป เดี๋ยวพอมันโตกว่านี้ มันก็รู้เองแหละว่าต้องทำตัวยังไง”

เม้งถอนหายใจยาว เจ้าของร้านชำควักเงินในกระเป๋าเสื้อส่งให้ภรรยา “พาพวกมันไปหาอะไรกินเถอะ”

“เอาโอเลี้ยงอีกไหมเฮีย”

“ไม่เอา เดี๋ยวคืนนี้นอนไม่หลับ” คนพูดส่ายหัวพลางโบกไม้โบกมือ ให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่มีทางยอมรับหรอกว่า สาเหตุที่เมื่อคืนเขานอนไม่หลับเกิดจากความกังวลใจเรื่องลูกชาย โอเลี้ยงกับน้ำชาจึงกลายเป็นข้ออ้างเบี่ยงประเด็นชั้นดี

“ถ้างั้นน้ำบ๊วยแล้วกัน... เดี๋ยวฉันบอกให้เขาชงหวานๆ หน่อย เอาไหม”

เม้งพยักหน้ารับ “ซื้ออะไรมาเผื่อพวกช่างด้วยแล้วกัน”

สร้อยกวาดตามองใบหน้าอ่อนล้าของสามีอีกครั้ง จากนั้นจึงเดินนำลูกสาวกับลูกชายออกจากร้านไป
.
.
.
.
“ไจ๋” ระหว่างรอแม่ค้าร้านกาแฟในตลาดชงเครื่องดื่มตามออร์เดอร์ สร้อยก็ละสายตาจากลูกสาวที่เดินเตร่อยู่ในร้านหนังสือฝั่งตรงข้ามแล้วหันไปคุยกับลูกชายที่นั่งอยู่ข้างๆ กัน

“หือ?” ไจ๋เงยหน้ามองมารดานิ่งๆ

“ถ้าหม่าม้าขอให้ไจ๋เลิกคบกับเด็กข้างบ้านจะได้ไหม” สร้อยจับจ้องสีหน้าว่างเปล่าของลูกคนเล็กแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ สองวันมานี้ ไจ๋เหม่อลอย อีกทั้งยังเซื่องซึมลงอย่างเห็นได้ชัด

“ทำไมไจ๋ถึงคบกับเฮียคุนไม่ได้อะหม่าม้า”

ทำไมน่ะเหรอ...

ก็ถ้าหล่อนเกลี้ยกล่อมสามีให้ปล่อยวาง ลืมความบาดหมางเกลียดชังที่มีต่อคนข้างบ้านได้ง่ายๆ สร้อยย่อมไม่มีทางขออะไรแบบนี้จากลูกชายเป็นอันขาด แต่เพราะทำไม่ได้ หล่อนจึงต้องโน้มน้ามให้ไจ๋ยอมถอยหนึ่งเก้าแทนคนเป็นพ่อ

“ถ้าไจ๋เป็นเพื่อนกับเด็กข้างบ้าน ป๊าคงไม่มีความสุข ไจ๋อยากให้ป๊าไม่มีความสุขเหรอ” สร้อยฝืนฉีกยิ้มพลางลูบหัวลูกชายอย่างเบามือ

ไจ๋ขืนตัว เอียงคอหลบมือแม่แล้วระบายความอัดอั้นตันใจด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “แต่ถ้าไม่คบกับเฮียคุน ไจ๋ก็จะไม่มีความสุขนะหม่าม้า”

“แต่ไจ๋ยังมีหม่าม้า มีป๊า มีเจ้ต้อง มีอาม่านะ แค่นี้ไจ๋ยังไม่พออีกเหรอ”

ในเมื่อตัดสินใจเลือกความสุขของครอบครัวเป็นสำคัญ สร้อยจึงเตรียมคำพูดหักล้างเหตุผลของไจ๋มาเป็นอย่างดี ต่อให้หลังจากนี้อีกฝ่ายจะพูดอย่างไร หล่อนก็จะหว่านล้อม ต้อนลูกชายให้จนมุมและยินยอมทำตามความต้องการของสามีในที่สุด

ไจ๋ยู่ปาก ทำหน้าย่นปนแหยแบบที่บ่งบอกอารมณ์ไม่ถูก... “ไม่เหมือนกันซะหน่อย”

“จะไม่เหมือนกันได้ยังไง”

แม้จะไม่สามารถอธิบายความรู้สึกขุ่นข้องที่อยู่ภายในใจออกมาเป็นถ้อยคำได้ แต่สิ่งที่หม่าม้าเพิ่งพูดออกมา ช่างไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย เด็กชายส่ายหัวรัวเร็วแล้วช้อนสายตามองมารดาอย่างเว้าวอน “ไม่เหมือน หม่าม้า ป๊า เจ้ต้องกับอาม่าไม่ใช่เพื่อนไจ๋เสียหน่อย”

“ใครบอก หม่าม้า ป๊า เจ้ต้องแล้วก็อาม่าเป็นเพื่อนไจ๋นะ”

คำว่า ‘เป็นเพื่อน’ ในความหมายของสร้อย คือ เป็นมิตร เป็นที่พึ่ง รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้ลูกชายในทุกๆ ด้านแบบที่ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีวันทำได้ น่าเสียดายที่ไจ๋ยังเด็กเกินไป เพราะนอกจากจะไม่เข้าใจความหมายนั้นแล้ว เด็กชายยังชักสีหน้า เสมองไปทางอื่นคล้ายไม่อยากรับฟัง

“ไม่ใช่ หม่าม้า ป๊า เจ้ต้องกับอาม่าไม่ใช่เพื่อนไจ๋”

“ไจ๋ฟังหม่าม้านะ” สร้อยสูดลมหายใจพลางสบดวงตากลมโต สดใสของลูกชายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง “ถ้าเกิดไจ๋ต้องเลือกระหว่างป๊ากับเด็กข้างบ้าน ไจ๋จะเลือกเด็กข้างบ้านแล้วไม่เลือกป๊าจริงๆ น่ะเหรอ ไจ๋ทนเห็นป๊าร้องไห้เสียใจได้เหรอ”

ฟังแล้วเด็กชายก็ก้มหน้า แสร้งแกะสะเก็ดแผลแห้งตรงปลายนิ้วเพื่อซื้อเวลาเพิ่มอีกสักนิด

ไจ๋ไม่อยากเลิกคบกับเฮียคุน แต่ก็ไม่อยากเห็นป๊าเศร้า ไม่อยากให้ป๊าร้องไห้ ดังนั้นคำตอบจึงเหลือเพียงข้อเดียว แถมยังเป็นคำตอบที่เขาไม่ชอบเอาเสียเลย...

“ไจ๋จะใจร้ายกับป๊าได้จริงๆ เหรอ” 

“ไม่ได้” เด็กชายอ้อมแอ้ม

คนเป็นแม่ระบายลมหายใจพรู หล่อนคลี่ยิ้มบางแล้วเสนอแนะด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ “ถ้างั้นเอางี้ ไจ๋ลองคบเพื่อนคนอื่นดูหน่อยไหมล่ะ”

“หือ?”

สร้อยลูบหัวลูกชายเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงรื่นหู “ถ้าไจ๋มีเพื่อนคนอื่นอีกเยอะๆ ถึงต่อไปไจ๋จะไม่ได้คบกับเด็กข้างบ้าน ไจ๋ก็จะมีความสุขเหมือนกันไง”

ไจ๋เลิกคิ้ว มองใบหน้าเปื้อนยิ้มของแม่อย่างประหลาดใจ...

คบเพื่อนคนอื่นงั้นเหรอ แต่คนอื่นจะดีเหมือนกับเฮียคุนไหม?

“ยังไงก็ลองดูหน่อยเถอะ นะ... ป๊าจะได้สบายใจ”

“...อือ ก็ได้...” เด็กชายรับคำมารดาแบบขอไปที

เพื่อไม่ให้ป๊าต้องเสียใจ เอาเป็นว่า หลังจากนี้ ไจ๋จะไม่ไปยุ่งกับเฮียคุนก่อนก็แล้วกัน

แล้วถ้าเกิดเฮียคุนมายุ่งกับไจ๋ก่อนล่ะ?

บทสรุปของการสนทนาในครั้งนี้ทำเอาไจ๋จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตลอดเย็นวันนั้น เด็กชายมัวแต่ทอดถอนใจจนไม่ทันได้คิดหาคำตอบของคำถามดังกล่าว ทว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง เด็กข้างบ้านกลับแอบดอดมาทดสอบความตั้งใจมั่นของเขาเข้าจนได้

“...ไจ๋...”

“...ไจ๋...”

เสียงคุ้นหูซึ่งดังมาจากด้านนอกระเบียงทำเอาคนที่เพิ่งเดินเข้าห้องรีบเปิดประตู วิ่งถลาออกไปตรงระเบียงหลังห้องอย่างร่าเริง “เฮียคุน!” ไจ๋ฉีกยิ้มจนมุมปากเกือบถึงรูหู ไม่นึกเลยว่าทันทีที่ตบเท้าเข้าห้องนอน เขาจะได้เจอหน้าเฮียคุนเป็นลำดับแรก

“เพิ่งกลับเหรอ”

“อือ ป๊าพาไประ ร้านใหม่ที่ตลาดมา” พูดจบ เด็กชายก็ฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม ดวงตากลมโตคู่นั้นทอประกายระยิบระยับจับตาจนคู่สนทนาจับจ้องอย่างหลงใหล

“กินข้าวยัง”

“ยัง แต่ใกล้ละ แล้ว” ไจ๋กวาดตามองใบหน้าของเด็กข้างบ้านแล้วก็คลี่ยิ้มหวาน “เฮียอะ กินยัง”

“ยัง รอไจ๋อยู่” คุนอมยิ้มกรุ้มกริ่มพลางถูคางอย่างเขินๆ ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน ลูกชายร้านก๋วยเตี๋ยวก็รีบขึ้นห้องมาเฝ้ารอเด็กข้างบ้านอย่างจดจ่อ ถึงจะต้องอดทนรอไจ๋จนท้องเริ่มหิวนิดๆ แต่พอได้พูดคุยกัน คุนก็ลืมความหิวไปในบัดดล

ลูกชายร้านชำเลิกคิ้ว เอนตัวพลางยื่นหน้าเข้าไปหาเพื่อนที่ยืนพิงราวระเบียงบ้านข้างๆ ด้วยความสนอกสนใจ “ระ รอไจ๋ทำไม”

“พรุ่งนี้บ่ายไปเตะบอลกัน”

“ที่ไหน”

“เตะที่โรงเรียน พวกไอ้เข็มมันเพิ่งชวนเมื่อตอนเย็น เห็นมันบอกว่าจะแข่งกันหลายๆ ทีม มีพวกเด็กป.ห้าป.หกมาแข่งด้วย” หลังจากแยกกับไจ๋ตรงหน้าโรงเรียน คุนก็เที่ยวเตร็ดเตร่กับพวกเพื่อนๆ อยู่พักใหญ่ พวกเขาบังเอิญเจอกับกลุ่มเด็กป.สี่ที่เพิ่งเล่นบอลด้วยกันเมื่อวันก่อน คุยเล่นหัวกันได้ไม่เท่าไร สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการนัดกันเตะบอลล้างตาในวันพรุ่งนี้

“เข้าไปเตะในระ โรงเรียนได้ด้วยไง” ไจ๋เลิกคิ้วแล้วจ้องมองคู่สนทนาด้วยสายตาฉายแววประหลาดใจ

พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ โรงเรียนเปิดด้วยเหรอ?

“ได้ดิ ลุงภารโรงไม่ว่าหรอก พวกไอ้เข็มไปเตะบ่อย ว่าไง ไปมะ” คุนพยักหน้ายืนยัน สองมือกำราวระเบียงแน่นขณะรอลุ้นท่าทีของเพื่อนข้างบ้านอย่างจดจ่อ

“อือ”

“งั้นเฮียไปกินข้าวก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกัน” นอกจากคำตอบของไจ๋จะไม่ทำให้คนตั้งตารอต้องผิดหวังแล้ว เจ้าตัวยังฉีกยิ้มกว้างส่งคืนมาให้จนเขาพลอยยิ้มตามอย่างมีความสุขไปเสียอีก

“เจอกัน” ไจ๋พยักหน้ารับเร็วรัวโดยไม่เรียกรั้งอีกฝ่ายเอาไว้เนื่องจากหูแว่วเสียงป๊าตะโกนอะไรสักอย่าง อารามร้อนตัว เด็กชายจึงวิ่งหน้าตั้งกลับเข้าห้องไปอาบน้ำด้วยความว่องไว

•✤•✤•✤•

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +281/-4
    • facebook
“ป๊า”

“อะไร” เม้งรับคำลูกชายเสียงห้วน กระนั้นมือข้างที่ยื่นไปตักน้ำแกงในชามกลับชะงักค้างคล้ายต้องการบอกใบ้ว่า ตนกำลังตั้งใจรอฟังทุกถ้อยคำอยู่

“พรุ่งนี้ตอนบ่ายไจ๋ไประ โรงเรียนนะ” ระหว่างรอฟังคำตอบของบิดา ไจ๋ก็ค่อยๆ ขยับช้อนตะล่อมเมล็ดข้าวที่เกาะอยู่ตามขอบจานเข้ามารวมกับกลุ่มก้อนใหญ่ใจกลางจาน

“ไปทำไม พรุ่งนี้โรงเรียนหยุดไม่ใช่เหรอ”

“ไปเตะบอล”

“กับใคร”

คำถามของป๊าทำเอาไจ๋มืออ่อนจนเผลอทำช้อนหลุดมือ ด้ามช้อนกระแทกกับขอบจานก่อนจะเด้งผึงหล่นลงพื้นอย่างพอดิบพอดี เด็กชายผงกหัวขอโทษขอโพยพร้อมทั้งขอบคุณอาม่าที่ยื่นช้อนคันใหม่ให้ทันควัน จากนั้นจึงอาศัยจังหวะที่ตนเองก้มลงเก็บช้อนบนพื้นตอบคำถามบิดา เขาจะได้ไม่ต้องมองตาอีกฝ่ายให้หลุกหลิกเสียอาการ

“กับเพื่อนที่ระ โรงเรียน”

“ไม่ได้ พรุ่งนี้ต้องไปร้าน” เม้งบอกปัดก่อนเหลือบมองหน้าภรรยาและลูกสาวพลางสำทับเสียงแข็ง “ไปกันหมดนี่แหละ”

ต้องจิตชักสีหน้า หันไปเขม้นมองเม้งอย่างก้าวร้าว “อ้าว ไหนป๊าบอกให้ต้องอยู่บ้านไง”

“กูเปลี่ยนใจแล้ว”

ไหนๆ ก็ตั้งใจจะจับตาดูลูกชายไม่ให้คลาดสายตา คนเป็นพ่อจึงถือโอกาสนี้เฝ้าดูพฤติกรรมของต้องจิตไปพร้อมกันเสียทีเดียว เผื่อว่ารายหลังแอบซุกซ่อนปัญหาอะไรเอาไว้ เขากับภรรยาจะได้จัดการแก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้หลงหูหลงตาจนลุกลามใหญ่โตซ้ำรอยเรื่องของไจ๋กับไอ้เด็กเหลือขอนั่น

“โห่... ป๊า ทำไมป๊าทำแบบนี้อะ!” เด็กหญิงกระแทกช้อนส้อมลงกับจาน

กี่ครั้งแล้วที่ป๊าหักหาญน้ำใจหล่อน ป๊าไม่เคยนึกถึงความสุขของหล่อนเลยแม้แต่นิดเดียว!

“ถ้ามึงเบื่อ มึงก็ขนหนังสือการ์ตูนของมึงไปอ่าน มึงจะอ่านทั้งวันกูก็ไม่ว่า... แล้วเย็นๆ ค่อยกลับบ้าน” เม้งตักข้าวเข้าปาก เคี้ยวหยับๆ แสร้งทำเมินเสียงบ่นพึมพำของลูกคนโตรวมถึงสายตาเว้าวอนของลูกคนเล็ก

“แต่ป๊า ไจ๋ต้องไปเตะบ...”

“กูไม่ให้มึงไป มีปัญหาอะไรไหม”

“แต...”

“พรุ่งนี้มึงไปเฝ้าช่างที่ร้านกับกู” เม้งยกช้อนชี้หน้าลูกชายแล้วตักแกงใส่จานตัวเองพลางตัดบทด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ต่อให้พรุ่งนี้มึงไม่ไปเตะบอล เขาก็เตะกันได้ ไม่มีใครตายหรอก”

•✤•TBC•✤•

มวลมหาความเศร้ายังไม่จาง เหล่าแม่ๆ ของน้องต่ายยังไหวกันอยู่ไหมเอ่ย
ใบ้หน่อยแล้วกันว่า อีกสองตอนก็ฟ้าใส ป๊าไม่ห้ามไจ๋ให้คบผู้ชายข้างบ้านแล้วค่ะคู้ณณณ 555
อดใจรอฟ้าหลังฝนกันหน่อยนะคะ เราบอกเลยว่าทุกตอนหลังจากป๊าไม่กีดกันน้องไจ๋
มีโมเมนต์ของเพื่อนรักทั้งสองแอบซ่อนไว้เยอะไปหมดเลย อ่านตอนไหนก็ปลื้มอะ เชื่อเรา
ใครเล่นทวิตเตอร์ อย่าลืมติดแท็ก #พิษข้างบ้าน เด้อ เพราะเราจะตามไปอ่าน ไปกวน ไปข่วนใจ อิอิ
รักคนอ่านทุกๆ ท่านนะคะ (มาค่ะ พวกเรามามุ่งหน้าสู่มาม่าชามใหญ่ในตอนท้ายของภาคไปด้วยกันเด้อ!!)
 ทางเข้าเพจเรา (กดตรงนี้ได้เลยค่ะ ^^)


•✤•K. วายซ่า:•✤•
คุณวายซ่าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เพราะน้องไจ๋สู้แน่ค่ะ
รออ่านวีรกรรมที่น้องจะวาดลวดลายในตอนหน้าได้เลย
(ทางนี้กลัวใจมากว่าแม่ยกจะเกียมไม้เรียวไว้หวดน่องน้องหลังจากรู้ว่าน้องทำอะไร 5555)
ส่วนบ้านเฮียคุนก็ครื้นเครงแบบที่คุณวายซ่าว่ามานี่แหละค่ะ
สองบ้านนี้จะทำให้เราเห็นเลยว่าครอบครัวมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจของพวกเด็กๆ พอสมควร
บ้านคุนเองถึงจะดูปัญหาน้อยกว่า แต่ก็จะมีอิทธิพลต่อเด็กชายมากเช่นกัน
แต่จะในทิศทางไหนนั้น เรามารอลุ้นไปพร้อมๆ กันนะคะ
รักคุณวายซ่านะคะ จุ๊บๆๆ  :mew1:


•✤•K. Ac118:•✤•
5555 คุณ Ac118 ขา คุณ Ac118 จะอวยเด็กข้างบ้านมากเสียจนอยากจะจับน้องต่ายผูกโบ
แล้วยกให้เป็นสะใภ้เอาตอนนี้ไม่ได้นะคะ
เพราะกว่าเด็กสองบ้านจะได้กัน นอกจากจะต้องฝ่าด่านคุณพ่อร้ายๆ อย่างเม้งไปให้ได้ก่อน
เฮียคุนก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่ารักน้องมากพอแบบที่พ่อตาแม่ยายวางใจ
ไม่งั้นความรักของทั้งคู่คงจะหวานแค่ข้ามคืนแต่ขมขื่นข้ามปีแน่ๆ เลยค่ะ
อย่างไรก็ดี คุณ Ac118 ต้องอดทนหน่อยนะคะ อีกแค่สองสามตอนเท่านั้น
เนื้อเรื่องก็จะกลับเข้าสู่ความสุขสันต์เต็มหลอดเหมือนเดิมแล้ว (และมันจะดีย์ต่อใจมากจริงๆ ค่ะ เชื่อเรา)
รักคุณ Ac118 นะคะ ไม่ดุเจ้ต้องน้า เพราะยังมีพี่ริวรอให้บรรดาแม่ยกเขวี้ยงเปลือกทุเรียนอยู่อีกคนค่ะ
(เพราะฉะนั้น ตอนนี้วอร์มกล้ามแขนรอล่วงหน้าได้เลย รับรองได้เหนื่อยกันแน่ๆ 555)  :L1:


 
•✤•K. แป้ง / Alternative:•✤•
เราว่าพออ่านตอนล่าสุดแล้ว คุณแป้งจะต้องดุป๊ากับหม่าม้าอีกหลายยกแน่ๆ เลยค่ะ
แต่เราเห็นด้วยเรื่องเลี้ยงเด็กนะคะ เพราะเป็นงานที่ยากมากๆๆๆๆ แบบที่เรายังอดยกย่องหัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้
แต่เอาจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีที่มาแหละเนอะ
ไว้เดี๋ยวถ้าสบโอกาส เราจะเขียนถึงเรื่องราวเบื้องหลังของบ้านเม้งให้ได้อ่านค่ะ
เพราะสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเม้ง ล้วนแล้วแต่เป็นต้นเหตุต่อผลที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้อย่างแท้จริง
(ซึ่งอย่างที่เราคุยกันนอกรอบว่า ดราม่าแน่ๆ แบบแน่นๆ นี่เอามาเล่าร่วมกับเรื่องของน้องไจ๋ไม่ได้เด็ดขาด
ไม่อย่างนั้น โทนเรื่องใสๆ ต้องกลายเป็นเรื่องโศกๆ แทนแล้วล่ะ)

ส่วนบ้านเฮียคุนที่เจริญๆ นี่ก็มีเรื่องราวของเขาเหมือนกัน (ซึ่งเราก็จะเล่าไปพร้อมกับเรื่องของบ้านเม้งนี่แหละค่ะ)
แต่เพราะความต่างของสองบ้านนี่แหละที่สร้างปัญหาให้เด็กทั้งคู่ต่างกัน
เดี๋ยวไว้รออ่านนะคะว่าทางบ้านคุนจะมีอิทธิพลยังไงกับเด็กชายผู้ซึ่งมีอนาคตเป็นหลัวของชาติคนนี้บ้าง 555
รักคุณแป้งที่สุดเลยค่ะ... ขอกอดหน่อยซิคนดีของบ่าว!!  :กอด1:


•✤•K.KizzllKizz:•✤•
เจ้ต้องเป็นลูกแท้ๆ ของป๊าและหม่าม้าค่ะ อันนี้เรายืนยัน นั่งยัน นอนยันได้เลย ร้อยเปอร์เซนต์
แต่เพราะเจ้ต้องเองก็เจอปัญหามาเยอะเหมือนกัน (ถ้าอ่านไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นเลยว่าป๊าปฏิบัติกับเจ้ต้องยังไง)
ไม่แปลกหากที่สุดท้าย เจ้ต้องเลยกลายเป็นเด็กไม่น่ารักแบบนี้
ซึ่งการที่เจ้ต้องเป็นคนแบบนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลดี ถ้ามองแบบโลกสวยหน่อย ก็อาจจะพอพูดได้ว่า
เพราะเจ้ต้องนี่แหละที่ทำให้ไจ๋สนใจพี่ชายข้างบ้านเอามากๆ
จนในที่สุดก็ตั้งหน้าตั้งตาสานสัมพันธ์กับอีกฝ่ายโดยไม่หวั่นไหวกับการห้ามปรามของพ่อ
(ถ้าเราจะแถว่าเจ้ต้องอุ้มสมคู่นี้ไว้แบบไม่ตั้งใจ ก็ขอให้คุณ KizzllKizz อย่าได้ถือสาเลยนะคะ 555) 
ส่วนเรื่องที่น้องไจ๋คิดถึงเฮียคุน เดี๋ยวตอนหน้าน้องจะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ป๊าเห็นแล้วค่ะ
ไว้เรามารอลุ้นไปพร้อมๆ กันนะคะว่าตอนหน้า น้องไจ๋จะแก้ปัญหาพ่อไม่ปลื้ม (ว่าที่แฟน...เอ๊ย!) เพื่อน ยังไง
รักคุณ KizzllKizz มากค่ะ จุ๊บๆๆๆๆ!!  :mew1:


•✤•K.AkuaPink:•✤•
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ ไว้ถ้าว่างๆ เข้ามาคุยกันอีกนะคะ  :L1:



ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 772
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-0
สงสารไจ๋มากๆๆๆๆๆ ที่พ่อเอาแต่ใจแบบนี้ แถมพี่สาวก็นิสัยไม่ดีอีก แม่ไม่รู้อะดิว่าไจ๋มีเฮียคุนคอยปกป้องดูแลและเปิดโลกทรรศให้ไจ๋ได้เติบโตขึ้น.. ถ้าไม่มีเฮียคุน ไจ๋ก็จะเป็นเด็กที่ไม่โตซะที พ่อกับแม่เลี้ยงน้องเหมือนไข่ในหิน ต่อไปจะเผชิญโลกกร้านๆ ได้อย่างไรเล่า..

เพิ่งมาอ่านเจอเรื่องนี้ ชอบมากๆ เลยนะคะ
รอติดตามน๊าาาา :mew1:

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-6
ป๊าเล่นเก็บลูกไว้กับตัวแบบนี้ ไจ๋จะมีเวลาไปหาเพื่อนใหม่อย่างที่ม่าม๊าขอได้ยังงัยคะ

เฮียก็เอ็นดูความสดใสมีชีวิตชีวาของน้องไจ๋ล่ะสิ มีแอบรอชวนน้องไปเตะบอลด้วยอ่ะ.  :hao3:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด