เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๒๐
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๒๐  (อ่าน 8239 ครั้ง)

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 155
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๕
«ตอบ #60 เมื่อ27-10-2020 08:19:44 »

น้องงงงงงง  :ling1: :katai5: :katai4: :ling1:

ออฟไลน์ evanescence_69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๕
«ตอบ #61 เมื่อ17-12-2020 06:34:52 »

รอมาต่ออยู่นะ

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 806
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๕
«ตอบ #62 เมื่อ17-12-2020 20:07:00 »

 :L2: :pig4: :L2:

ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 69
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๖
«ตอบ #63 เมื่อ31-12-2020 23:51:30 »


บทที่ ๑๖

เที่ยววันสุดท้าย

 

 
เสียงเฮฮาดังขึ้นท่ามกลางอากาศอุ่นร้อนในช่วงสายของวัน สาว ๆ สองคนพร้อมกับโทนและเหนือทั้งสี่ได้นั่งรถของเหนือด้วยกัน ส่วนศศิกับหญิงในใจก็นั่งเพียงสองคนเพราะคุณพ่อของหญิงสาวใจดีให้ยืมรถมาคันหนึ่ง ส่วนสามคุณชายและหนุ่มนักรักที่เหลือก็นั่งด้วยกันเหมือนเดิม

ไม่ต้องหาต้นตอเลยว่าเสียงพวกนั้นดังมาจากไหน ก็ดังมาจากสี่คนนั้นที่ขับรถพร้อมกับชะโงกหน้าออกมา ต้นสนบ่นตั้งแต่พวกนั้นขับรถเลี้ยวไปเลี้ยวมาน่าหวาดเสียว ถึงแม้ตรงนี้จะเป็นถนนว่างไม่มีรถผ่านแต่ใช่ว่าจะขับอันตรายอย่างนั้นได้

“กลับไปจะทำการส่งจดหมายขอให้ทางกรมสั่งลงโทษพวกมันให้เข็ด” ต้นสนขมวดคิ้วมุ่นในขณะที่กำลังจ้องมองรถพวกนั้น

“เดี๋ยวก็ถึงที่หมายแล้ว ไว้เตือนเพื่อนที่นั่นก็ได้” ปราชญ์ที่หนังเบาะหลังคนขับเอ่ยบอกคนที่นั่งข้างกาย ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมทั้งคู่ถึงได้นั่งข้างหลังด้วยกัน ก็เพราะเจ้าน้องชายสุดแสบสองคนอย่างไรเล่า

“ว่าแต่เมื่อคืนหลับสบายกันไหมล่ะ” ชายกรณ์ที่ทำหน้าที่ขับรถเอ่ยถามพลางมองกระจกหลังแล้วก็พบว่าพี่ชายตนทำหน้าดุใส่แล้ว

“คือ...” ต้นสนอ้ำอึ้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทั้งหมดนั้นเป็นแผนที่วางไว้อยู่แล้ว

เมื่อเห็นอย่างนั้นชายธันก็แอบยิ้มขึ้นมา สงสัยพี่ปราชญ์คงจะไม่ได้บอกเรื่องนี้

“เงียบทำไมล่ะต้นสน” ชายกรณ์แกล้งทำเสียงขรึมแหย่ จนน้องคนเล็กที่นั่งข้างคนขับเอาแต่ส่ายหัว ส่วนพี่คนโตก็หันหน้าหนีมองวิวข้างทางไปเสียแล้ว

“ก็ดีครับ” ตำรวจหนุ่มว่าเสียงเบา

“หมายถึงอะไรก็ดี”

“พอได้แล้วชายกรณ์ อย่าแกล้งน้อง” ปราชญ์ทนไม่ไหวต้องดุอีกที

“โธ่ ผมแค่ถามเฉย ๆ”

ปราชญ์ถอนหายใจพลางตบหน้าขาคนข้างกายเบา ๆ เป็นเชิงบอกว่าอย่าไปถือสา

“ว่าแต่เมื่อคืนนี้—”

“ชายกรณ์!”

ตลอดทั้งวันนั้นไปเที่ยวหลากหลายที่อยู่เหมือนกันแต่ล้วนแล้วเป็นที่ใกล้เคียงเพราะจะได้กลับไปเตรียมตัวกลับพระนครกันอีก ถึงแม้ว่าอยากจะกลับพรุ่งนี้เช้าแต่เห็นว่าไม่เป็นการดีเพราะชายกรณ์รวมถึงตำรวจหนุ่มทั้งสองที่ต้องกลับไปรับหน้าที่อย่างช่วยไม่ได้

“คงอีกนานกว่าจะได้ขอลาพักผ่อนมาเที่ยวแบบนี้” ต้นสนที่ยืนมองคลื่นซัดอยู่เอ่ยกับสายลม แต่คงไม่รู้ว่ามีคนมายืนข้าง ๆ กัน

“นั่นสินะ”

ชลันตกใจเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มออกมาเมื่อพบใคร “เก็บของเสร็จแล้วหรือครับ”

“ใช่ กำลังรอชายกรณ์อาบน้ำอาบท่าเป็นคนสุดท้าย”

คนฟังทำเพียงพยักหน้าเป็นการรับรู้ จากนั้นก็มีเสียงลมคลื่นและเสียงนกที่บินผ่านไปเท่านั้น ถึงจะไม่ได้พูดคุย ทว่า ระหว่างสองก็ไม่มีใครรู้สึกอึดอัด ออกจะผ่อนคลายจมไปกับความคิดในหัว

ตำรวจหนุ่มคลี่ยิ้มเอื้อมมือไปจับกับมือของคนข้างกาย กระชับอย่างเบามือเพราะกลัวจะบุบสลาย

“วันหน้าเรามาเที่ยวกันอีกไหมครับ”

“ได้สิ” ปภารัชตอบอย่างไม่คิดใดใด

“แค่... สองคนนะครับ” คนตัวสูงหันมามอง รอยยิ้มประดับใบหน้าไม่จางหาย

ปถารัชช้อนตาขึ้นเอ่ยคำซ้ำเดิมกับอีกฝ่าย “ครับ... แค่สองคน”

เสียงเรียกทั้งคู่ดังแว่วเข้ามา ปภารัชหันมองชายกรณ์ที่โบกมือก่อนจะพยักหน้าตอบรับ เมื่อเจ้าตัวหายไปแล้วจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนข้างตัว “เรากลับบ้านกัน”

ชลันผงกหัวและผละมือเดินออกไปจากโขดหินด้วยกัน

“ไว้มาเที่ยวหาผมได้เสมอนะครับพี่ปราชญ์ พี่กรณ์ ไอ้ธัน” ศศิจับมือทุกคน

“หากมีเวลาว่างพี่จะมาแน่นอน” ปราชญ์คลี่ยิ้มก่อนจะกอดศศิพลางตบหลังเบา ๆ “ขอให้มีความสุขกับคนรักนะ”

ศศิเขินจนแทบมุดดิน “ขอบคุณครับ แล้วก็ขอให้กลับบ้านอย่างปลอดภัยนะครับ”

“เจอกันใหม่เพื่อน” ต้นสนเดินเข้ามาแล้วกอดมันแน่น

ศศิลูบหลังเพื่อนนายร้อยก่อนจะรู้สึกวูบโหวงแปลก ๆ “มึงจะมาเที่ยวหากูอีกใช่ไหมวะ”

ต้นสนผละออก “ทำไมมึงพูดอย่างนั้นล่ะ ก็ต้องมาอยู่แล้ว”

“ไม่รู้สิ กูแค่รู้สึกแปลก ๆ พระนครอาจจะมีเรื่องมากมายกูกลัวว่ามึงจะเข้าไปเกี่ยวพันและอาจเกิดอะไร”

“มึงคิดมากไปหรือเปล่า”

“มึงก็รู้ใครมันทำรัฐประหาร กูกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงที่พระนครเข้าสักวัน ไม่อาจปีนี้ก็อาจปีสองปีหน้า”

ต้นสนเข้าใจดีเพราะเพื่อนเป็นพวกชอบตามข่าวนอกสังคมมากมายรวมถึงข่าวการเมืองที่ว่าตอนนี้มีการทำรัฐประหารขึ้น และมันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยด้วยซ้ำที่ประเทศบ้านเมืองนี้มีการรัฐประหาร เพราะมักจะเกิดความสูญเสียตามมา

“ตามจริงแล้วกูคิดมากมาตั้งแต่เกิดเรื่องนี้ กูอาจจะไม่ห่วงมึงมากขนาดนั้นเพราะยังไงคงปลอดภัย แต่กูคงจะคิดมากจริง ๆ เพราะคนที่กูห่วงคือพี่ปราชญ์

“ทำไมวะ”

“มึงก็รู้ใช่ไหมว่าความรู้สึกกูมันแรงขนาดไหน จำวันที่กูบอกมึงว่าสักวันมึงกับไอ้ธันจะเป็นเพื่อนกันได้ไหม แล้วมันก็เป็นจริง กี่ครั้งแล้วที่กูคิดแล้วมันเป็นจริง มันคงจะดีที่เป็นเรื่องดีแต่นี่กูกำลังเผลอดันคิดมากเรื่องแย่ ๆ ที่เกี่ยวกับพี่ปราชญ์”

คนฟังใจเต้นระส่ำที่เพื่อนพูดนั้นไม่ขอโต้แย้งและมันก็น่าหวั่นเช่นเดียวกัน “มึงกำลังคิดอะไรบอกกูได้ไหม”

ศศิผันมองทางคุณชายทั้งสามที่ยืนยิ้มหัวเราะกันก่อนจะมองสบเพื่อนอย่างจริงจัง “รัฐประหารครั้งนี้มันเป็นเรื่องที่ประชาชนรับไม่ได้แม้แต่กูเองก็ตาม กูกลัวว่าจะมีการประท้วงขึ้นและรัฐบาลจะทำเรื่องระยำ”

ถึงจะฟังอย่างนั้นแต่ต้นสนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันเกี่ยวอะไรกับพี่ปราชญ์กัน และศศิก็ทราบจึงอธิบายให้ฟัง

“ทุกครั้งที่กูเดินคุยกับพี่ปราชญ์กันแค่สองคนส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องการเมือง ถึงแม้เขาดูจะไม่อะไรแต่เขาติดตามจริงจังมากนะ เห็นเขาบอกว่ามีเพื่อนเป็นอาจารย์อยู่ธรรมศาสตร์หลายคน ไหนจะเลขาธิการรวมถึงอาจารย์นักศึกษาของจุฬาเองก็ห่วงเรื่องนี้เหมือนกัน พี่ปราชญ์รู้อะไรมาแต่ไม่สามารถบอกกูได้ เขาบอกว่าเกี่ยวกับนักศึกษาของเขาและนักศึกษาจากที่อื่น”

“หมายความว่าอย่างไรกัน”

“กูเองก็ไม่แน่ใจ แต่หากว่าประท้วงนี้นักศึกษาเข้าร่วมมึงคิดดูสิว่าพี่ปราชญ์ที่เป็นครูจะอยู่เฉยหรือ”

ชลันเบิกตาแต่ก็พยายามสงบสติตัวเอง “แต่... ตอนนี้พระนครก็ไม่มีเรื่องอะไรเลย”

“มึงเคยได้ยินไหม น้ำทะเลที่หายไปเกือบครึ่งหาด จากนั้นก็จะกลับมาพร้อมคลื่นยักษ์

 

 

เฝ้าคำนึง





ระหว่างทางไม่มีเสียงพูดคุยกันมากมายนัก ทุกคนรับรู้ได้ทันทีว่าต้นสนนั้นมีเรื่องอะไรในใจ และชายธันและชายกรณ์ต่างก็มองหน้าพี่คนโตเพื่อให้พี่ของพวกเขานั้นสอบถามกันเอาเอง

เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนคนขับชายธันก็ให้เพื่อนไปนั่งหลังคู่กับพี่ปราชญ์แทน ตอนนี้จอดพักรถกันอยู่ทุกคนต่างไปทำธุระส่วนตัว แต่ปราชญ์ยังคงอยู่ในรถรอน้องเข้ามานั่งข้างใน

“ไหนมานี่ซิ” เมื่อประตูรถเปิดต้นสนก็เข้ามานั่ง ปภารัชจึงกระเถิบเข้าไปหาและจับมือหนาเอาไว้ “เป็นอะไรไหนพูดกับพี่ที”

คล้ายลำคอแห้งผากจะเอื้อนเอ่ยก็มิอาจเอ่ยอะไรออกมาได้ ดวงตาคมได้แต่ทอดมองไปยังคนข้างกาย เขาหลับตาลงและลืมขึ้นใหม่ “ผมกลัว”

“กลัว? กลัวอะไรครับ”

ต้นสนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากแม้จะไม่อยากหมกมุ่นไปกับความเชื่อที่ว่าเพื่อนพูดหรือคิดอะไรมักเป็นจริง แต่พอผนวกเข้ากับเรื่องการเมืองและสิ่งที่ปราชญ์ได้คุยกับศศินั้น อดที่จะคิดตามไม่ได้เลยว่าพี่ปราชญ์นั้นไปรู้อะไรมา เขาคงโทษตัวเองที่ไม่ค่อยอ่านการเมืองเท่าไรแต่ก็ยังพอรู้มาบ้าง และไม่ใส่ใจพอ ผิดกับเพื่อนอย่างศศิและรวมถึงพี่ปราชญ์ที่คงจะรู้อะไรมามากมายที่คนภายนอกไม่สามารถรับรู้ได้

เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าเรื่องนั้นเกี่ยวกับเรื่องรัฐประหารตัวเองที่เกิดเมื่อกลางเดือนพฤศจิกาหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเรื่องอื่นด้วยที่ไม่มีใครรู้แน่ชัด

“ศศิบอกว่าพี่ปราชญ์รู้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเยอะ”

เมื่อพูดถึงเรื่องนั้นปภารัชจึงเงียบไป ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง “คิดมากเรื่องนี้อยู่หรือ” มือขาวยกขึ้นเกลี่ยแก้ม และต้นสนก็จับมือนั้นไว้อย่างมั่นคง

“ผมกลัวว่าจะเกิดอะไร มันอาจจะเป็นเรื่องงมงายแต่ที่ศศิพูดมันจะเกิดขึ้นจริง ผมจึงกลัว”

ปราชญ์พรูลมหายใจ “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ที่จริงมันควรจะทำได้อย่างเสรี รู้ไหมว่าที่อังกฤษหรืออิตาลีที่นั่นเขาประท้วงกันอย่างเสรี ผิดกับที่นี่ที่ถูกยกเลิกรัฐธรรมนูญไม่พอ ยังยกเลิกรัฐสภา ยกเลิกพรรคการเมืองและมีข้อห้ามออกมาว่าไม่ให้มั่วสุมทางการเมืองเกินห้าคน มันน่าขำไหมล่ะ”

“แต่ที่นี่มันไม่เหมือนกัน”

“พี่รู้คนดี” ปราชญ์ยิ้มบาง “มันอาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นก็ได้เพราะตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวอะไร แค่รู้สึกไม่พอใจกับการที่เกิดรัฐประหารขึ้นและยกเลิกอะไรหลายอย่าง”

“แล้วถ้าเกิดวันนั้นมันมาถึงล่ะครับ”

“จงโกรธรัฐบาลเถอะที่ทำให้การออกไปเรียกร้องนั้นเป็นเรื่องน่ากลัว”

“ผมแค่ห่วงพี่”

“พี่ทราบดี ตอนนี้ยังไม่เกิดอะไรก็อย่าไปนึกถึงมันเลย ตอนนี้เรายังอยู่ด้วยกันตรงนี้ไม่ใช่หรือ”

ต้นสนยังคงกังวล “ผมไม่ได้ตามข่าวการเมือง พอมาฟังอย่างนี้ผมรู้สึกไม่ดีเลย ผมไม่คิดว่าพี่ปราชญ์จะสนใจเรื่องนี้ด้วย”

“มันเป็นเรื่องของทุกคนต้นสน”

“ครับผมเข้าใจผมเองก็ไม่พอใจพวกนั้น แต่เพียงผมยังคงไม่เข้าใจเรื่องอื่น ๆ”

“ไว้พี่จะเล่าให้ฟังดีไหม”

“ครับ ผมอยากฟัง”

ปราชญ์อธิบายเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง ที่จริงแล้วเขาตามเรื่องการเมืองมาพอสมควรและรวมถึงหลังจากที่มีเพื่อนที่เป็นอาจารย์ของทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และคุยกับอาจารย์ทางจุฬาบางท่านก็ได้รู้อะไรอีกมากมาย เขารู้ว่าต้นสนเป็นห่วง คงจะมีเรื่องนั้นเรื่องเดียว เรื่องที่ใหญ่มาก ที่เกี่ยวข้องกับสายเลือดเจ้าอย่างเขา และเขาคิดว่าสิ่งที่ถูกตบตาของคนในประเทศนั้นเป็นเรื่องจริงเขาพร้อมจะทิ้งความเป็นเชื้อเจ้าออกไป ถึงจะรู้ว่าเสี่ยงอันตรายก็ตาม

แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่มีสายเลือดที่แท้จริงมานานแล้ว...

แม้อย่างนั้นก็ยังมีเรื่องของการรัฐประหารตัวเองที่เป็นเรื่องใหญ่เช่นเดียวกัน ทางบุคลากรหลายฝ่ายกำลังคุยกันเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แม้ว่าเขาจะถูกห้ามรับรู้บางเรื่องเนื่องจากเป็นหม่อมราชวงศ์ก็ตาม... แต่ก็มีหลายท่านที่เชื่อมั่นในตัวเขาและพร้อมจะเปิดเผยเรื่องอะไรต่าง ๆ ให้ฟังตั้งแต่อดีตจึงทำให้ได้รับรู้อะไรมากขึ้น

เลยเป็นเหตุผลว่าทำไม... เขาถึงตามเรื่องการเมืองและความจริงของอดีตขนาดนี้ เพราะมันทั้งโหดร้ายและหลอกลวงมานานแสนนาน

เพียงไม่นานทางชายกรณ์และชายธันก็เดินกลับมาที่รถเมื่อลอบมองห่าง ๆ แล้วเห็นว่าทั้งคู่พูดคุยกันได้ปกติแล้ว

ระหว่างทางมีเงียบบ้าง คุยกันบ้าง จนผลัดเปลี่ยนมาเป็นต้นสนขับ ปราชญ์จึงไปนั่งข้างคนขับเพื่ออยู่เป็นเพื่อน คนที่คิดว่าน้องชายทั้งสองหลับไปแล้ว ยกมือเกลี่ยหูต้นสนอย่างหยอกล้อ ไม่มีคำพูดใดใดนอกจากการกระทำที่ทั้งคู่รู้กันเพียงสองคน

ชายกรณ์ที่หรี่ตามองอยู่ถึงกับต้องหันหลบแล้วก็พบน้องชายคนเล็กที่คงจะรู้สึกเหมือนกันถึงได้อมยิ้มให้กันก่อนจะพากันหลับไป

“ถึงเสียที” ปราชญ์ถอนหายใจแล้วหันไปปลุกน้อง ๆ คนรับใช้ในวังต่างออกมาต้อนรับกลับและพากันยกของฝากและยกของส่วนตัวของคุณชายทั้งหลายไปเก็บ

“ไม่เป็นไรครับพี่” ต้นสนตั้งท่าจะห้ามหนุ่มคนหนึ่งแต่ก็ไม่ทันเสียแล้วในเมื่อเจ้าตัวยกของส่วนตัวของต้นสนไปไว้ที่บ้านให้

“ต้นสนก็อาบน้ำพักผ่อนเสียเถอะนะ ส่วนพวกของไว้พี่ไปช่วยเก็บให้”

“ไม่ได้ครับพี่ปราชญ์ พี่เองก็ต้องพักผ่อน”

ปราชญ์ทำหน้าย่นแล้วเอานิ้วทำเป็นตีสันจมูกคนตรงหน้าเบา ๆ “อย่าดื้อครับ”

“ใครดื้อ” ต้นสนคิ้วยุ่ง “ผมแค่กลัวพี่ปราชญ์เหนื่อย”

“ไม่เหนื่อยหรอกครับ” ปราชญ์คลี่ยิ้มก่อนจะยื่นหน้าไปใกล้ใบหูพลางเอ่ยกระซิบเสียงเบา “แค่ช่วยคนที่พี่รักเท่านี้”

คล้ายกับหินที่แข็งทื่อพ่วงด้วยมะเขือเทศที่แต้มฉาดสองฉาดบนหิน ต้นสนหันมองคนรอบตัวที่ดูจะไม่สนใจเขาสองคนเพราะต่างกันวุ่นกับเอาของไปเก็บ

คนที่ทำผู้อื่นเสียอาการนั้นหันไปคุยกับคนอื่น ๆ สักพักถึงจะหันกลับมาหาต้นสนที่ยังยืนหน้าดำหน้าแดงไม่หาย “คนดี เราไปอาบน้ำอาบท่าก่อนนะ ส่วนพี่ก็จะไปอาบน้ำและไปหาผู้ใหญ่ก่อนแล้วค่ำ ๆ พี่จะไปช่วยเก็บของนะครับ”

คนดี...

ถึงแม้จะได้ยินมาบ่อยแต่พอมารู้ความในใจกันแล้ว หนุ่มนักรักอย่างชลันก็ดูอ่อนปวกเปียกไปทันตา

“ครับ...” ต้นสนผงกหัวและยังทำหน้าไม่ถูก

“ไว้เจอกันนะ” ปภารัชตบบ่าน้องและเดินเข้าไปพร้อมกับน้องชายทั้งสอง ส่วนต้นสนก็อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนจะเดินออกไปทางบ้านตัวเองพร้อมกับรอยยิ้มประดับบนใบหน้า

 

จวบจนหัวค่ำแล้วต้นสนคงเหนื่อยมากพออาบน้ำเสร็จก็หลับปุ๋ย จึงไม่รู้ว่ามีใครบางคนที่ขึ้นมาหานานแล้วและกำลังจัดของให้ ผ้าเปื้อนก็กองใส่ตะกร้า ของใช้ต่าง ๆ ก็แยกอย่างดี ปราชญ์ชอบช่วยแม่ทำบ่อย ๆ ไม่ว่าจะงานบ้าน งานเรือน เขาได้แม่มาทั้งนั้น

นึกถึงผู้หญิงที่สวยและใจดีที่สุดในใจปราชญ์ก็ได้แต่คลี่ยิ้ม หากตอนนี้ท่านยังอยู่คงเล่าเรื่องอะไรมากมาย และคงพูดออกไปว่าตอนนี้เขามีคนที่รักแล้ว เป็นตำรวจหนุ่มเหมือนพ่อสมัยจีบกับแม่ใหม่ ๆ เชียวล่ะ หรือว่านี่เขาจะมีคนรักเป็นตำรวจตามแม่ด้วยอย่างนั้นหรือ

คนนึกรำพันหัวเราะเสียงเบาพลางส่ายหัวที่คิดอะไรอย่างนั้นก่อนจะตกใจเมื่อมีคนเข้ามากอดจากด้านหลัง

“ต้นสน!”

“มาตั้งแต่เมื่อไรครับ” ต้นสนถามไถ่ มองของที่จัดวางต่าง ๆ ก็ได้แต่ชุ่มชื่นหัวใจ

“นานแล้วครับ ว่าแต่พี่กวนหรือเปล่า” ปราชญ์เอียงคอมอง

“ไม่กวนครับ ตอนแรกผมคิดว่าไปทำเจ้าที่โกรธอะไรเข้าถึงได้มีเสียงคนหัวเราะแว่ว ๆ ตอนกลางค่ำกลางคืน”

ปภารัชถึงกับขำออกเสียง “ว่าพี่เป็นผีหรือ”

“เปล่านะครับ เป็นใครใครก็คิด ไอ้เราก็อยู่ในห้องคนเดียว อยู่ ๆ มาได้ยินเสียงคนหัวเราะใกล้ ๆ มันก็ยังไงอยู่”

“เฮ้อ กลายเป็นผีไปแล้วสิตัวเรา” ปภารัชหันกลับมาจัดของต่อพลางส่ายหน้าก่อนจะสะดุ้งเมื่อคนด้านหลังหอมแก้มไปทีหนึ่ง “ตอนหัวบ่ายยังทำเป็นเขินกันอยู่เลย พอตกกลางคืนแล้วเปลี่ยนไปเชียว”

“คนเราต้องมีการพัฒนาบ้างสิครับ ปล่อยให้ถูกไล่ต้อนอย่างเดียว คงหมดชื่อผู้หมวดชลันผู้บุกบ่าฝ่าฟันทุกสรรพสิ่ง”

“ใครเขาคิดกัน” ปราชญ์เลิกคิ้ว

ต้นสนหอมแก้มอีกฝ่ายไปอีกที ตอนนี้ทำเก่งไปอย่างนั้นแหละหนา เพราะใบหูนั้นร้อนจนเจ้าตัวยังรู้สึก ใบหน้าคงเห่อแดงมาก ๆ แต่เพราะตอนนี้พี่ปราชญ์หันหลังให้อยู่เลยมีความกล้าจะทำอะไรมากขึ้น

ปภารัชเค้นเสียงในลำคอพลางเอาศีรษะซบกับแก้มอีกฝ่าย ถูกคนด้านหลังก่อกวนเป็นพัก ๆ กว่าจะจัดของเสร็จหมดก็เล่นเอาล้าไปหมด

“นี่พี่เอามาให้” ปราชญ์ยื่นรูปสมัยเด็ก ๆ ให้

“โห่ พี่ปราชญ์เคยอุ้มผมด้วยเหรอ”

“ก็ตั้งนานแล้ว สมัยนั้นพี่ยังทำปลาตะเพียนไปให้ต้นสนด้วย”

“จริงหรือครับ” ต้นสนเบิกตา

“จริงสิ พี่ทำไว้แล้วมันเหี่ยวจะให้ต้นสนก็ไม่กล้า ลุงสิงห์เลยหยิบเอาไปให้กับมือต้นสนแทน”

“ป่านนี้ปลาตัวนั้นหายไปไหนแล้วนะ”

“คงแห้งเหี่ยวหายไปตามกาลเวลานั่นแหละ”

พอได้ยินอย่างนั้นต้นสนก็ทำหน้าเศร้า “อยากเห็นจัง”

“หื้อ เด็กชายชลันอยากได้ปลาตะเพียนหรือครับ”

ต้นสนเงยหน้ามอง “อยากได้คนทำปลาตะเพียน”

คนถูกรุกกลับถึงกับนั่งนิ่งไปทันตา ส่วนต้นสนที่เพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปก็เอามือปิดปากตัวเองด้วยดวงตาเบิกกว้าง

เห็นน้องเอาแต่ตกใจกับคำพูดตัวเองความวาบหวามในใจก็ลดลงเปลี่ยนเป็นเอ็นดูขึ้นมา เขายกมือยีหัวน้อง “ทำเป็นพูดเข้า”

“ผมหมายถึงอยากเห็นพี่ตอนนั้น พี่คงเป็นเด็กที่น่ารักมาก ๆ เลย”

“อืม ก็มีหลายคนบอกอยู่นะ ขนาดหม่อมย่ากับเสด็จลุงยังหลงรักเด็กน้อยอย่างพี่หัวปักหัวปำ”

ขลันกลั้นยิ้มพลางหรี่ตา “ชมตัวเองอยู่หรือครับเนี่ย”

“อ่าว ก็มันคือเรื่องจริง” เมื่อเห็นว่าต้นสนยังทำหน้าล้อเลียนไม่หยุดจึงบีบแก้มไปที “พอเลย ๆ นี่ก็ค่ำมากแล้วด้วย ต้นสนนอนพักไปนะ พี่ขอตัวกลับ—“

“นอนด้วยกันนะครับ”

คนถูกชวนนิ่งไปเล็กน้อย ต้นสนเห็นอย่างนั้นจึงรีบพูด “คือผมเห็นว่ามันดึกมากแล้วไม่อยากให้เดินกลับวัง เดี๋ยวเจองูเจอแมลงมีพิษเข้า”

ปภารัชเกือบจะอ้าปากบอกว่าวังอยู่ใกล้เพียงแค่นี้ไม่มีอันตรายอะไรหรอกแต่ก็เงียบลง “เอาสิ มีผ้าปูอีกไหมพี่จะได้เอามาปูพื้น”

“อ้อ! ไม่เป็นไรครับ นอนบนเตียงกับผมก็ได้”

“พี่จะไม่เบียดต้นสนหรือ”

“ไม่หรอกครับ เตียงผมกว้าง” ว่าแล้วก็ตบเตียงให้ฝุ่นออกแม้เตียงจะดูไม่มีฝุ่นก็ตาม

“งั้นขออนุญาตนะครับ” ปราชญ์คลี่ยิ้มเดินมานั่งลงบนเตียงและหยิบเอาหมอนดี ๆ ให้น้อง

ต้นสนยิ้มกว้างก่อนจะเดินไปปิดไฟถึงจะมานอนลงข้าง ๆ มองเพดานพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ลำแขนพาดไปบนหมอน เมื่อปราชญ์รู้สัมผัสก็หันมองก่อนจะยกหัวขึ้นให้แขนนั้นสอดใต้คอ

“ถ้าเมื่อยก็เอาออกนะ” ปราชญ์กระซิบเสียงเบาพลางเขยิบมานอนใกล้ ๆ อมยิ้มเมื่อต้นสนกดจมูกลงบนผมเบา ๆ

“ฝันดีนะครับ”

ปราชญ์เงยหน้าและหลับตาลงเมื่อหน้าอีกฝ่ายเคลื่อนเข้ามาใกล้ ปากชุ่มชื่นแตะกันเล็กน้อยก่อนที่ทั้งคู่จะต่างคนต่างเข้าห้วงฝันหวาน





จบบทที่ ๑๖

----------------------------------------------------------------------------------------------

*ขออนุญาตนักอ่านทุกท่านอ่านเนื้อความด้านล่างนี้กันหน่อยนะคะ

วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จอมพลถนอม กิตติขจร ได้นำคณะปฏิวัติซึ่งประกอบด้วยทหารตำรวจและพลเรือนเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลของตนเอง ถือว่าเป็นสิ่งที่จุดชนวนเริ่มแรกของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 หรือแต่ละปีที่ผ่านมาหลังจากทำรัฐประหารเลยก็ว่าได้ค่ะ ใครที่ไม่ได้รู้เรื่องนี้ไว้รอติดตามได้นะคะเพราะเราจะใส่เข้าไปในนิยายด้วย หรือจะลองค้นข้อมูลหาก็ได้เลยนะคะ เพราะว่าในนิยายนั้นไม่ได้ระบุชื่อใครเข้าไปและไม่ได้ใส่ทุกตอนด้วย (อาจจะมาในตอนพิเศษก็ได้) เราเพียงแค่อยากให้รู้ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มีอะไรบ้างที่ถูกทางรัฐปิดเงียบหายไปนาน แต่ก็อยากแนะนำนักอ่านทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และขอให้ลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

และขอให้สิ่งที่เราใส่ลงไปได้ถูกเล่าขานต่อ ให้ลูกให้หลานได้ฟัง ว่าประวัติศาสตร์ไทยนั้นโหดร้ายมากมายแต่กลับไม่ได้ใส่ลงไปในหนังสือเรียนเลยสักอย่าง

 

- ข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่หรือสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ข้าพเจ้าขอเล่าเรื่องราวอันชั่วช้าของรัฐบาลและบุคคลที่เกี่ยวข้องในการล้อมปราบประชาชนและนักศึกษา ให้ทุกคน ณ ที่นี้ได้รับรู้มากขึ้น หากข้าพเจ้าลงเนื้อหาในเรื่องนี้ไปและถูกตรวจสอบ ข้าพเจ้าขอให้คำมั่นตรงนี้ว่าข้าพเจ้าไม่คิดเกรงกลัวและจะเปิดเผยต่อไป

 

ในนิยายนี้ไม่มีชื่อของผู้ใดที่อยู่ในเหตุการณ์จริงเขียนลงไป มีแต่เรื่องราวที่อยากให้นักอ่านหลากหลายท่านได้นำข้อมูลไปค้นหาและอ่านเพิ่มเติมเท่านั้น

 

ด้วยความเคารพต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงจากรัฐในอดีตที่ผ่านมา

นามปากกา ancient T.

ขอสืบสานต่อเรื่องราวบอกผู้คนให้ตื่นขึ้น


และท้ายที่ไม่ท้ายที่สุด สุขสันต์วันปีใหม่นะคะ ขอให้นักอ่านทุกท่านสุขภาพแข็งแรง

ขอให้ปีต่อไปในอีกหลาย ๆ ปี มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามานะคะ


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๖
«ตอบ #64 เมื่อ01-01-2021 14:18:02 »

 :pig4:
 :3123:
สวัสดีปีใหม่2564ค่ะ

ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 69
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๗
«ตอบ #65 เมื่อ28-02-2021 13:49:08 »

 

บทที่ ๑๗

สัตว์สงวน

 
 

อาทิตย์หนึ่งแล้วที่กลับมาแต่ก็ยังไม่มีวี่แววของน้องชายคนกลางว่าจะมาบอกเล่าเรื่องที่เจ้าตัวคิดมากเพียงผู้เดียว ปราชญ์เองก็อยากถามแต่ก็กลัวว่าจะเป็นการเร่งเร้าน้องมากจนเกินไป ปัญหานี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน ต้องคอยระวังคำพูดและการกระทำอยู่เสมอ

“วันนี้พี่ชายกรณ์ก็ไม่กลับหรือครับ” ชายธันที่กลับจากการทำงานเอ่ยถามพี่ชายคนโตที่นั่งอยู่โซฟา ในมือมีหนังสือพิมพ์อยู่

“อืม คาดว่าคงไม่กลับ”

ได้ยินอย่างนั้นนายตำรวจก็ถอนหายใจ “ไหนว่าพี่ชายกรณ์พร้อมที่จะพูดแล้วไม่ใช่หรือครับ ทำไมพอกลับมาแล้วถึงเป็นอย่างนี้ได้”

ปภารัชส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “พี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน บางทีอาจจะเป็นเรื่องที่ชายกรณ์คงจะลำบากใจในการพูดมันออกมา”

ชายธันพยักหน้า “เอาเป็นว่าผมจะรอวันที่พี่ชายกรณ์พร้อมจริง ๆ”

ปราชญ์พยักหน้าให้น้องก่อนที่อีกฝ่ายจะขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า รอจนเวลาล่วงเลยมาถึงค่ำก็ยังไม่เห็นน้องคนกลางกลับมา ปราชญ์จึงจำต้องปลีกตัวไปสะสางงานแทน

แม้ว่าก่อนหน้านี้ดูเหมือนชายกรณ์พร้อมที่จะพูดและอยากพูดออกมา แต่พอจะคุยกันจริง ๆ กลับไม่ใช่ดั่งที่คิด เขาคิดว่าชายกรณ์คงจะโทษตัวเองและคิดมากอยู่เป็นแน่ เขาเคยโทรไปที่กรมแต่ก็ได้ตอบรับกลับมาว่าชายกรณ์ไม่ว่างเสมอ เขาจึงนั่งรอจนถึงหัวค่ำแบบนี้ทุก ๆ วันแทน

เขาไม่อยากปล่อยให้น้องต้องคิดมากว่าตัวเองนั้นโดดเดี่ยว เพราะทุกคนที่นี่รักชายกรณ์จริง ๆ

ตรวจโปรเจคงานของเด็กกลุ่มสุดท้ายปราชญ์ก็พรูลมหายใจ สิ่งที่ต้องให้นักศึกษาแก้และปรับปรุงนั้นปราชญ์จดให้หมดทุกอย่างและให้เกร็ดความรู้เล็กน้อยเพิ่มไปด้วย ชายหนุ่มถอนหายใจอีกครา ทุกคนต่างงานยุ่งกันจนแทบไม่ได้พบหน้า อย่างวันนี้ที่ชายธันกลับมาถือว่าเป็นวันแรกในรอบอาทิตย์กว่า ๆ ที่เห็นชายธันกลับมาถึงบ้านเร็ว

ปราชญ์หมุนคอตัวเองก่อนจะลุกไปทางหน้าต่าง ดวงตาสอดส่องไปทางบ้านอีกหลังที่ห่างกันเพียงลำคลองกั้น ตอนนี้ไฟในบ้านยังเปิดอยู่ คงเปิดไว้รอต้นสนกลับมาเพราะต้นสนนั้นมีงานเยอะกว่าใคร

มองจนแล้วจนเล่าก็ไม่เห็นว่าต้นสนจะกลับมาเขาจึงไปอาบน้ำอาบท่าเพื่อเตรียมนอน ระหว่างที่กำลังจะมาปิดหน้าต่างก็พอดีกับเห็นกายใครบางคนเดินผ่านไปมาที่ห้องนอนแสนคุ้นตา

แผ่นหลังเปลือยเปล่านั้นเหมือนกำลังเดินไปมาระหว่างโต๊ะทำงานกับตู้เก็บเอกสาร ปราชญ์เปรยยิ้มเล็กน้อยก่อนจะยืนพิงกับขอบหน้าต่าง ทอดมองไปทางอีกฝ่ายอย่างคิดถึง เขากับต้นสนไม่ได้พบหน้ากันมาสักพัก จะมีก็แต่มองทางหน้าต่างอย่างนี้

ต้นสนดูจะมีงานใหญ่รออยู่ถึงได้เคร่งเครียดและตั้งใจกับมันมาก เขาได้แต่ภาวนาให้อีกฝ่ายนั้นทำงานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีอย่าได้เกิดอันตรายใด ๆ

และดูเหมือนว่าต้นสนจะล้าพอสมควรจากการอ่านกองเอกสารต่าง ๆ จึงได้เตรียมจะลุกมาปิดหน้าต่างเพื่อนอน ปราชญ์เห็นอย่างนั้นจึงโบกมือเล็กน้อย แม้จะห่างไกลแต่ก็เห็นดวงตานั้นเบิกกว้างและใบหน้าที่ตกใจ ผ่านไปสักพักถึงจะอมยิ้มกว้างและโบกมือไปมาให้เขา

“หึ เจ้าเด็กน้อย” ปราชญ์มันเขี้ยวจนอยากจะหยิกแก้มนั้นซะเดี๋ยวนี้ แต่เขารู้ดีว่าต้นสนต้องการพักผ่อนจึงทำท่าชี้อีกฝ่ายและประกบมือเอาหัวแนบเพื่อเป็นเชิงบอกให้ต้นสนนอนได้แล้ว

ต้นสนหน้าหงอยเพราะอยากคุยด้วยมากกว่านี้ งานยุ่งจนไม่ได้คุยกันเลย ตำรวจหนุ่มลอบมองก่อนจะชี้ตัวอีกฝ่ายและทำท่ากอดตัวเอง ปราชญ์ขมวดคิ้ว สับสนระหว่างต้นสนถามเขาว่าหนาวไหมหรือว่าอยากกอดเขากันแน่ พอไม่รู้จึงได้แต่ส่ายหน้า

เจ้าเด็กน้อยของเขาหน้ามุ่ยจนมองออกทันที ปราชญ์หัวเราะอย่างนึกขันก่อนจะเท้าแขนมองท่าทางของอีกฝ่ายที่ทำยังไงก็ไม่เข้าใจ

ต้นสนชี้ตัวเองและชี้คนตรงข้ามและกอดตัวเองไปมา ปราชญ์เริ่มเข้าใจขึ้นมาจึงได้แต่คลี่ยิ้ม

ไม่รู้จะบอกยังไงจึงทำท่ากอดตามแล้วก็เห็นว่าต้นสนตาโตแล้วก็วิ่งหายออกไปจากห้องนอน สักพักถึงจะเห็นคนวิ่งมาทางสะพาน ปราชญ์กะพริบตาปริบ ๆ ไม่ใช่ว่ากอดกันในความคิดก็พอหรอกหรือ

เขาไม่ได้บอกให้ต้นสนลงมาเสียหน่อย

ปราชญ์ส่ายหัวแต่ก็ยอมเดินลงไปข้างล่าง ต้นสนยังคงเปลือยท่อนบนส่วนท่อนล่างก็ใส่กางเกงผ้าลื่นสีกรม

“ลงมาทำไม หื้อ” เมื่อเดินเข้าไปแล้วปราชญ์ก็รับกอดจากอีกฝ่ายทันที ทั้งอบอุ่นและสบายใจ

“ก็ผมนึกว่าพี่ปราชญ์อยากกอดผมจริง ๆ เสียอีก” ตำรวจหนุ่มพูดอย่างตัดพ้อที่เข้าใจผิดไปเอง

“พี่ก็อยากกอดแต่เห็นว่าดึกแล้ว ต้นสนก็คงจะเหนื่อยเลยอยากให้นอนพักผ่อน”

“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่ครับ การกอดพี่ปราชญ์ก็ถือว่าได้พักเหมือนกัน”

ปราชญ์อยากจะพูดต่อแต่ก็เงียบลงเพราะเห็นด้วยกับการถูกต้นสนกอดอย่างนี้ก็หายเหนื่อยขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะเกยคางบนไหล่หนาแล้วกระชับกอดที่โอบรอบบ่าให้แน่นขึ้นเพื่อซึมซับความอบอุ่นนี้ “หายเหนื่อยจริง ๆ ด้วย”

ต้นสนคลี่ยิ้มกว้างกอดเอวอีกฝ่ายและจูบขมับ ไม่มีคำพูดอะไรออกมาอีกนอกจากการกอดกันอย่างนี้ งานที่เครียดและน่าหวาดหวั่นของตำรวจหนุ่มพลันถูกขจัดไปในพริบตา

“เอาล่ะ ไปนอนได้แล้ว” ปราชญ์ผละออกมาก่อนจะลูบเส้นผมนั้นอย่างเบามือ

“ราตรีสวัสดิ์นะครับ” ต้นสนเกลี่ยแก้มขาว

“ครับ ราตรีสวัสดิ์” ปราชญ์รับจูบอีกฝ่ายก่อนจะต่างคนต่างเดินกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง

 
 


เฝ้าคำนึง

 
 


“หมวดชลัน” สารวัตรพฤทธิ์ผู้เป็นหัวหน้าทีมเอ่ยเรียกลูกน้องคนสนิททันทีเมื่อเห็นว่าคนที่กำลังตามจับไม่ใช่คนที่ต้องการ

“ครับสารวัตร” ตำรวจหนุ่มรีบเดินเข้าไปหา

“เอกสารเกี่ยวกับคดีนี้อยู่ไหน”

ตำรวจหนุ่มหันมองรอบข้างและยื่นหน้าไปกระซิบ “ผมเก็บไว้ในตู้ที่บ้านครับ”

“อืม แต่จะดีมากหากเก็บไว้ให้มิดชิดกว่านี้”

ชลันพอจะเข้าใจในสิ่งที่หัวหน้าตนเองสื่อว่าทำไมถึงพูดอย่างนี้ เพราะพวกนี้มันมีเส้นสายใหญ่ “ครับสารวัตร” ผู้หมวดหนุ่มตอบรับหัวหน้าตนเองอย่างเคร่งครัดก่อนจะเดินออกไปจากพื้นที่

“เป็นไงบ้างหมวด” จ่าทูนหนึ่งในทีมได้เอ่ยถามขึ้นมาเมื่อเห็นสีหน้าหม่นหมองของอีกฝ่าย

“ถึงจะดักจับของกลางกับคนได้แต่ก็เป็นเพียงพวกตัวล่าง ๆ ไม่ใช่ตัวเป้งดั่งที่เราต้องการ”

“แต่ว่าพวกนั้นก็ใหญ่ใช่เล่นนะครับ ไม่อย่างนั้นคงไม่ตามตัวลำบากแบบนี้เพราะมันมีสายเยอะ”

หมวดชลันถอนหายใจพลางนวดขมับ “ถึงจะอย่างนั้นผมก็อยากจะจับไอ้ตัวใหญ่ให้ได้”

“เอาหน่าหมวด เดี๋ยวก็เจอตัว”

เขาทำเพียงพยักหน้าทั้งที่ในใจนั้นเดือดพล่านแค่ไหน เขาไม่อยากรอ ไม่อยากปล่อยให้พวกมันลอยนวล ต้องมีกี่คนแล้วที่ถูกพวกมันหลอกขายยาและทำให้เสียสติ ที่จริงแล้วเขาเพิ่งจะสืบมาได้ว่าพวกนี้เกี่ยวข้องกับคนใหญ่คนโตที่อยู่ในรัฐ นอกจากของกลางที่เป็นพวกยาแล้วยังมีพวกหนังสัตว์และซากสัตว์ที่เป็นพวกสัตว์สงวนด้วย เรื่องนี้มีเพียงไม่กี่คนในทีมเท่านั้นที่รู้เพราะกลัวว่าจะมีสายในตำรวจ

มันเสี่ยงและอันตรายเป็นอย่างมากเพราะเล่นกับคนใหญ่คนโตคนนี้...

เมื่อเสร็จงานจากตรงนี้แล้วก็ต้องไปประชุมกันอีกรอบ กว่าจะหมดเรื่องเวลาก็ล่วงเลยมายังตีสอง

ชลันนวดคอตัวเองและนั่งเอนพิงหลังอย่างเหนื่อยอ่อน ตอนนี้ในห้องเหลือตำรวจไม่กี่คนที่มีงานต้องทำ ชายหนุ่มมองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มด้านนอก เมื่อลองคิดในหลาย ๆ มุม ไม่มีข่าวคราวเรื่องที่ว่าจะมีคนใหญ่คนโตคนไหนเกี่ยวข้องกับยา แต่ทำไมพวกนั้นถึงได้ทำงานให้

หรือจะเป็นสัตว์สงวน?

นึกแล้วชายหนุ่มก็เบิกตาแล้วรีบกลับบ้านเพื่อไปอ่านเอกสารลับที่รู้กันเพียงสองคนกับสารวัตร

เมื่อถึงบ้านตนเองก็รีบขึ้นไปหาเอกสารที่เก็บไว้ในตู้ทันที “สัตว์สงวน นี่ไง” ชลันคลี่ยิ้มและอ่านเอกสารนั้นอีกครั้ง ก็พบว่าคนพวกนี้ลักลอบขนซากสัตว์ แต่ก็ไม่ได้ทำเป็นประจำแค่มีบางครั้งเท่านั้นที่สายข่าวบอกว่าพวกมันมักจะไปที่ทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ก็ไปที่อื่นด้วยเหมือนกัน บางทีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับรัฐในตอนนี้อาจจะเป็นเรื่องนี้ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีความมั่นใจมากพอที่จะตัดสินไปเอง

หมวดชลันถอนหายใจก่อนจะหันมองทางหน้าต่างของวังก็พบว่าหน้าต่างนั้นปิดไปแล้ว แม้เอกสารนี้จะเป็นความลับก็ตาม แต่ว่า... พี่ปราชญ์คงจะรู้อะไรมากกว่านี้ก็ได้

“ไม่ได้สิวะ เอกสารลับไม่ควรให้ใครดู” พูดเตือนตัวเองอีกรอบแล้วจัดการเก็บเอกสารไว้ที่เดิม นอนคิดเรื่องนี้ทั้งคืนจนสุดท้ายต้นสนก็ผล็อยหลับไป

 

เสียงของผู้คนและนกดังขึ้นในช่วงเช้าปลุกให้ผู้หมวดหนุ่มรีบลุกขึ้นเพื่อจะได้ไปทำงาน แม้ว่าเมื่อคืนจะกลับดึกเพียงใดก็ตาม

“อ้าวลูก เมื่อคืนกลับกี่โมงกี่ยามล่ะ” ต้นอ้อเมื่อเห็นลูกชายกำลังจะไปอาบน้ำก็ถามขึ้นทันที

“คงตีสองล่ะมั้งแม่” ต้นสนตอบยานคาง

“ดึกขนาดนี้น่าจะนอนที่นั่นเลย ขับรถกลับดึก ๆ ดื่น ๆ ไม่ง่วงจนโดนรถชนก็ดีแล้ว”

คนเป็นลูกพยักหน้าตอบรับเนือย ๆ และลงไปอาบน้ำข้างล่างที่อยู่ในบ้านชั้นแรกแต่ก็ต้องตกใจเมื่อพบกับใครบางคนที่เพิ่งนึกถึงก่อนนอนเมื่อคืนนี้

“พี่ปราชญ์”

ปภารัชยิ้มให้ อยู่ในชุดสูทที่เตรียมพร้อมไปสอน “วันนี้ตื่นสายหรือ”

“ครับ” ต้นสนผงกหัวก่อนจะรู้สึกเก้อเขินเพราะตอนนี้ใส่แค่ผ้าขาวม้า ผู้ชายทุกคนก็มีเจ้าลูกชายโผล่มาเสมอในช่วงเช้าเลยจำต้องหันข้างไว้

ปราชญ์ไม่ได้มองสิ่งใดนอกจากใบหน้า “ก่อนไปทำงานอย่าลืมทานอะไรไปนะครับ”

“ได้ครับ” ต้นสนยิ้มแหย

พอจะเข้าใจว่าเป็นอะไรปราชญ์ก็ได้แต่นึกขำอย่างเอ็นดูก่อนจะยื่นหน้าหอมแก้มและกระซิบเสียงเบา “อรุณสวัสดิ์ครับคนดี”

ตำรวจหนุ่มร้อนไปทั้งหน้า เขินเสียจนแทบจะมุดดินเสียให้รู้แล้วรู้รอด เขานั่งลงยอง ๆ แล้วกุมหัวตัวเอง จนลืมถามไปเสียเลยว่าพี่ปราชญ์มาหาใครที่บ้านนี้ เพราะดูแล้วไม่น่าจะมาคุยกับเขา

อาบน้ำเสร็จจนออกมาแล้วก็พบว่าพี่ปราชญ์ไม่อยู่ที่นี่แล้ว ตำรวจหนุ่มทำหน้าเศร้า อยากกอดอีกสักทีก่อนแล้วค่อยไปทำงานจะได้มีกำลังใจ...

“เร็ว ๆ สิพี่ต้นสน ฟ้าใสจะสายแล้วนะ” น้องที่อยู่ในชุดนักศึกษาโวยวาย

“เอ้า พ่อไม่ไปส่งแทนเหรอ”

“ก็พ่อติดงานส่งของน่ะสิ ไปเร็ว ๆ เลย” ว่าแล้วก็ผลักหลังพี่ชายตนเองให้เข้าห้องไป

ชลันส่ายหน้ากับตัวเองแล้วรีบแต่งตัวตามคำบัญชาน้องสาว

ต่างฝ่ายต่างขึ้นรถ ขับออกมาได้สักพักเจ้าน้องตัวดีที่บ่นก่อนหน้านี้กลับทำหน้ามีลับลมคมใน เอาแต่ลอบมองจนชลันต้องเอ่ยปากถาม

“มีอะไรก็พูดสิ มองอยู่นั่น”

“โธ่ มองไม่ได้หรือไง หรือพี่ปราชญ์มองได้คนเดียว”

พูดถึงคนในใจต้นสนก็หูแดงแปร๊ด “หยุดเลยฟ้าใส”

“อะไรเล่า ก็ใครให้ไปหอมกันตรงนั้น ไม่อายฟ้าอายดินหรือไง” พูดเสร็จก็ปิดแก้มตัวเองเพราะเขินแทนพี่ชาย

“นี่เธอเห็นเหรอ” ต้นสนลนลาน

“ก็ใช่น่ะสิ” ฟ้าใสกอดอกก่อนจะค่อย ๆ เรียกเสียงเบา “นี่พี่... ที่จริงแม่ก็เห็นนะ”

เอี๊ยดดด

“โอ๊ยยย ตาพี่นี่”

“แม่เห็นจริงเหรอ” ต้นสนหน้าซีด

เมื่อเห็นว่าพี่ชายตนเองเริ่มเครียดฟ้าใสก็รีบจับไหล่ปลอบ “แม่แค่ตกใจ แล้วก็ถามฟ้าใสด้วยว่าฟ้าใสคิดยังไง”

“แล้วยังไงต่อ”

“ก็ฟ้าใสบอกว่าน่ารักดี พี่สองคนรักกันก็ไม่เห็นเป็นอะไร”

ต้นสนพยักหน้าแต่ตายังเบิกอยู่อย่างนั้น “แล้วแม่ว่าไง”

“แม่ตอบว่า อือ ดีแล้วที่คิดแบบนี้”

ได้ยินอย่างนั้นต้นสนก็มีสีหน้าอ่อนลง “แค่นั้นเหรอ”

“ใช่”

“เฮ้อ”

“ที่จริงหนูเคยถามแม่เรื่องคนรักเพศเดียวกันนะ ตั้งแต่ที่พี่บอกหนูเรื่องพี่ปราชญ์น่ะ” เมื่อเห็นพี่ชายหรี่ตาก็ยกมือส่ายเป็นพัลวัน “แต่ไม่ได้พูดถึงพี่นะ หนูแค่ถามเพราะอยากรู้เฉย ๆ”

ต้นสนไม่ได้ตอบอะไรนอกจากขับรถต่อและฟังน้องไปด้วย

“แม่เล่าให้หนูฟังว่าที่จริงลุงสิงห์กับลุงไฟเป็นคนรักกัน หนูตกใจจนไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยนะพี่ แต่เรื่องนี้พี่คงรู้นานแล้วใช่ไหมเพราะพี่ไปอยู่นู่น”

ต้นสนพยักหน้าตอบน้อง ฟ้าใสเลยพูดต่อ

“หนูก็ไม่เข้าใจตั้งนานว่าทำไมลุงสิงห์กับลุงไฟถึงอยู่ด้วยกันแล้วทำไมไม่มีใครไปหาเมียสักที ที่ไหนได้...” ฟ้าใสส่ายหน้าพลางยิ้ม “สงสัยเวลาหนูไปหาท่านทั้งสองคงมองเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องแซวสักที”

“หึ มีหวังตาลุงไฟนั่นได้ชอบใจที่มีหลานแซวจนลุงสิงห์เขิน”

“ว่าแล้วก็อยากเห็นลุงสิงห์อีกมุมเลย ตอนเขินลุงไฟคงเหมือนพี่ต้นสนกับพี่ปราชญ์ใช่ไหม”

ชลันอมยิ้มจนแก้มนูน “อืม”

“แต่ลุงสิงห์น่ะนะทั้งเท่ ทั้งเก่ง ทั้งหล่อ ไม่อยากจะบอกว่ามีสาว ๆ ชอบลุงสิงห์มากกว่าลุงไฟเสียอีก”

ได้ยินอย่างนั้นต้นสนก็หัวเราะจนลั่นรถ “ถ้าตานั่นมาได้ยินคงหน้าหงิก ฮ่า ๆ”

“พี่นี่ชอบกัดกับลุงไฟอยู่เรื่อยเลย ก็ไปขำแก”

“พี่จะเล่าให้ฟังนะตอนที่พวกท่านมาหาที่นี่ สาวคนงานเอย สาวผู้ดีเอยที่รู้ข่าวก็ต่างอยากมาพบเจอท่านรองสหัสทั้งนั้น จนตาลุงไฟน่ะนะ นั่งหน้าหงิก หน้าบูดอยู่นั่นจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพราะน่ากลัว ฮ่า ๆ”

ฟ้าใสอดจะหัวเราะตามไม่ได้ เพราะจำได้ดีว่าลุงสิงห์มาหาแล้วก็มีสาว ๆ เอาทั้งขนม เอาทั้งของมาฝาก แล้วก็ได้ยินแม่กับยายคุยกันว่าลุงไฟน้อยใจอะไรสักอย่าง พอมาตอนนี้กลับเข้าใจแล้วว่าเรื่องมันเป็นยังไง

ถึงอย่างนั้นเด็กสาวก็ค่อย ๆ หุบยิ้มลง “เสียดายที่ฟ้าใสไม่รู้ตั้งแต่แรก”

ต้นสนหันมองน้องที่เศร้าหมองไปจึงผละมือจากพวงมาลัยมายีหัว “ตอนนี้ก็รู้แล้ว อย่าไปคิดมาก”

ฟ้าใสทำเป็นปัดแขนพี่ชายตนแก้เขิน “ผมยุ่งหมด”

ถึงที่หมายแล้วต้นสนก็จอดรถให้ “ตั้งใจเรียนนะ”

“พี่ก็ตั้งใจทำงานนะ” ฟ้าใสลงรถและโบกมือให้ รอจนน้องเดินเข้าไปถึงหน้าตึกสารถีส่วนตัวก็ออกรถเพื่อไปที่ทำงานทันที

 
 


เฝ้าคำนึง

 



ตกดึกของวันต้นสนกลับดึกอย่างเคยแต่ก็เร็วกว่าเมื่อวาน ตำรวจหนุ่มหันมองรอบบ้านอย่างฉงนเพราะคนที่บ้านดูเหมือนซื้ออะไรมาประดับมากมายอย่างกับจะจัดงาน ตั้งแต่ทางเข้าแล้วก็เห็นว่าเริ่มมีพวกไฟหลากสีและอะไรต่อมิอะไรมากมายอยู่เต็มไปหมด

“แม่นี่อะไร” ต้นสนถามถึงไฟสี ๆ

ต้นอ้อที่กำลังนั่งคุยกับสามีตนหันมอง “จำไม่ได้อย่างเคยสินะ” พูดเสร็จก็ส่ายหน้าแต่ก็ไม่ตอบอะไรจนต้นสนยืนฟังเก้อ

ชายหนุ่มยักไหล่และเตรียมเข้าห้อง ช่วงนี้ทำได้แต่ไปส่งน้องสาวส่วนคนรับหน้าที่เป็นสารถีรับน้องสาวกลับบ้านก็เป็นพ่อแทน ป่านนี้น้องคงเข้านอนไปแล้วหรือไม่ก็ทำการบ้านอยู่ เขาเองก็ควรจะอาบน้ำและเข้านอนเช่นกัน อีกอย่างเขาก็ไม่ค่อยกินข้าวจนมันชินไปเสียแล้ว ช่วงนี้ก็เลยไม่หิวข้าว ถึงแม้ว่ามันจะไม่ดีก็เถอะที่อดข้าวอย่างนี้ แต่คงไม่มีเวลามานั่งกินเพราะอยากสนใจแต่งาน

แต่พอเปิดประตูเข้าไปในห้องก็ต้องตกใจเมื่อเห็นใครนั่งอยู่ แม้จะเห็นเพียงแผ่นหลังแต่ก็รู้ว่าเป็นใคร ดวงใจชายหนุ่มเต้นระส่ำก่อนจะค่อย ๆ งับประตูแล้วย่องเท้าเข้าไปหา

หมับ

“หื้อ ต้นสน!” ปราชญ์ตกใจเล็กน้อยก่อนจะหลับตาหยีเมื่อถูกหอมแก้ม “ทานข้าวมาหรือยัง”

“ยังเลยครับ หิวมาก ๆ เลย” ไหนบอกว่าไม่หิวไงวะไอ้ต้นสน บ่นตัวเองในใจที่เล่นละครเก่งเสียขนาดนี้ สงสัยคงต้องไปแสดงละครเป็นงานอดิเรกเสียแล้ว

ปราชญ์ขมวดคิ้วแกมดุ “ทำไมไม่หาอะไรทานก่อน เป็นโรคกระเพาะขึ้นมาจะทำยังไง”

“ไม่มีเวลากินเลยครับ งานยุ่ง” ต้นสนพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนพลางกอดโยกอีกฝ่าย

คนอายุมากกว่าส่ายหัวแต่ก็ยอมให้กอดโยกเหมือนเด็ก ๆ “ทีหลังต้องหาอะไรไปทานระหว่างทำงานด้วย”

“แต่ส่วนมากผมทำงานนอกสถานที่น่ะสิเลยไม่ได้ซื้อพวกของกินติดมือ”

“ถึงจะนอกสถานที่แต่ก็มีไว้สักเล็กน้อยก็ได้ให้พอคลายหิว”

“ค้าบ ๆ”

“ฟังหรือเปล่า”

“ฟังสิฟัง” ชลันตอบพึมพำแล้วกดจูบที่ลำคอขาว

“อือ อย่าทำแบบนี้” ความวูบไหวนั้นทำปราชญ์เสียสมาธิในการดุคนด้านหลังทันทีจึงเผลอพูดเสียงกระเส่า ทว่า ต้นสนเองก็ไม่ได้สังเกต

“ทำไมหรือครับ” ต้นสนทำหน้างุนงง เริ่มกลัวว่าจะทำอะไรเกินเลยโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม “ขอโทษนะครับ”

ปราชญ์ถอนหายใจและคลี่ยิ้ม “ไม่ได้ห้ามไม่ให้ทำ ไม่ต้องขอโทษหรอก พี่แค่...”

รู้สึกอะไรบางอย่าง คำพูดนี้จำต้องพับเก็บเมื่อคิดได้ว่าหากพูดไปเจ้าเด็กดื้อคงจะทำตัวไม่ถูก

“แค่...” ต้นสนพูดตาม

“แค่จั๊กจี้”

“ปัดโธ่ ไอ้ผมก็นึกว่าพี่จะโกรธผมเสียแล้ว” ต้นสนยิ้มกว้าง

ปภารัชยกมือลูบผมอีกฝ่ายที่ซุกกับบ่าตนเอง เรื่องอย่างว่านั้นเป็นเรื่องรองก็จริง แต่คงอดปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่ได้กอด ได้จูบมักจะรู้สึกอะไรมากกว่านั้น แต่เขาก็อยากรอให้น้องพร้อมกับเรื่องนี้ก่อนเพราะน้องคงไม่รู้เกี่ยวกับวิธีทำและคงกังวลน่าดู ดูจากประสบการณ์จากที่เคยจูบกันครั้งแรกน่ะนะ...

“ไปทานข้าวกันครับ พี่ต้นอ้อทำไว้เผื่อ พี่เองก็รอต้นสนมาทานด้วยกัน”

“ครับผม” ตำรวจหนุ่มกระตือรือร้นถอดเสื้อนอกออกเหลือเพียงเสื้อยืดขาว “ไปกินข้าวกันครับ”

ปราชญ์ยิ้มและลุกขึ้นออกไปพร้อมกับอีกฝ่าย

 

วังศุลภาณันท์

กริ๊งงง


“ค่า มาแล้วค่า” แตงที่เพิ่งจะประแป้งเตรียมนอน รีบวิ่งมาทางโทรศัพท์ อดจะบ่นในใจไม่ได้ที่ใครกันโทรมาดึก ๆ ดื่น ๆ “วังศุลภาณันท์ค่ะ”

(ปราชญ์อยู่ไหมครับ!) น้ำเสียงทางด้านนั้นออกจะร้อนลนจนสาวเจ้าตกใจ

“คุณปราชญ์อยู่อีกบ้านหนึ่งค่ะ ไม่ทราบว่าทางสายคือท่านใดหรือคะจะได้แจ้งคุณปราชญ์ให้ทราบไว้”

(ผมอาทิตย์ เป็นเพื่อนคุณปราชญ์เองครับ)

“อ้อ คุณชายอาทิตย์นั่นเอง ไม่ทราบว่ามีเรื่องด่วนอันใดหรือคะ”

(ช่วยไปเรียกปราชญ์มาคุยได้ไหมครับ เป็นเรื่องด่วนมาก)

แตงมีสีหน้าหนักใจแต่ก็พยักหน้าแม้ปลายสายจะไม่เห็นก็ตาม “ได้ค่ะ สักครู่นะคะ จะรีบตามมาให้เดี๋ยวนี้” วางโทรศัพท์ลงไว้ข้าง ๆ ก็รีบถกผ้าถุงเพื่อข้ามสะพานไปอีกฟากทันที

“คุณปราชญ์คะ คุณปราชญ์ อยู่ไหมคะ”

“อ่าวแตง มีเรื่องอะไร” ปราชญ์ที่ออกมาทานข้าวกับต้นสนรีบลงมาดู

“คือคุณชายอาทิตย์โทรทางไกลมาค่ะ บอกว่ามีเรื่องด่วนอยากจะคุยด้วย”

ความรู้สึกหวั่น ๆ นั้นทำให้ปราชญ์ต้องรีบผงกหัวก่อนจะเงยหน้ามองต้นสนที่ชะโงกหน้ามามอง “เดี๋ยวพี่มานะครับ ทานข้าวไปก่อนเลย”

ยังไม่ทันที่ต้นสนจะเอ่ยถามอะไรปราชญ์ก็รีบวิ่งกลับไปที่วังทันที

“ว่าไงทิตย์”

(ปราชญ์! เกิดเรื่องแล้ว!)

“มีอะไร ใจเย็น ๆ ก่อน แล้วนายโทรมาทำไมดึกดื่นป่านนี้—”

(Look!)

 

(ภวัตไปเมืองไทยแล้ว!)





จบบทที่ ๑๗

--------------------------------------------------------------------------

ทุกวันนี้เป็นเดือนกว่าจะอัพแต่ละตอนทีเพราะติดขัดอะไรหลายอย่างเลย ต้องขออภัยคุณนักอ่านที่รอตลอดด้วยนะคะ จะพยายามอัพให้เร็วกว่าเดิม


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๗
«ตอบ #66 เมื่อ28-02-2021 19:05:55 »

 :-[ :impress2:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๗
«ตอบ #67 เมื่อ23-03-2021 13:44:28 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 69
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๘
«ตอบ #68 เมื่อ13-04-2021 17:21:55 »

 

บทที่ ๑๘

ปัญหาครอบครัว

 

 

ในห้องโถงขนาดใหญ่ปราชญ์นั่งอยู่ตรงกลางโดยมีชายธันขนาบข้าง ส่วนคนตรงข้ามก็เป็นน้องชายคนกลางที่เพิ่งจะกลับมาที่วังในรอบเดือน ปราชญ์ไม่อยากพูดในเชิงดุเพราะยังไงอีกฝ่ายก็โตพอจะคิดได้ในบางอย่าง

“พร้อมหรือยัง” เขาจะไม่ถามว่าทำไมถึงหลบหน้า เพราะเขารู้ว่าชายกรณ์ไม่อยากพูดถึง

“ครับ” ชายกรณ์ตอบอย่างเหนื่อยอ่อนกับตัวเองที่คอยเอาแต่หลบหน้า เพราะไม่ว่ายังไงก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

“ไหนบอกพี่หน่อย ว่าชายกรณ์เป็นอะไร”

ทหารหนุ่มมีสีหน้าลำบากใจ ทว่า ก็ดูอยากจะพูดจึงพรูลมหายใจ “ผมน้อยใจทุกคนในครอบครัวหรือแม้แต่คนนอกครอบครัวอย่างต้นสนที่ผมเห็นเสมือนน้องชายอีกคน”

ปราชญ์ทำเพียงพยักหน้าเพื่อให้น้องพูดต่อ

“จำวันที่มีงานแต่งของพี่ต้นอ้อกับพี่เฟื้องได้ไหมครับ ตอนนั้น… ถึงผมจะยังเด็กแต่ผมก็ยังพอรู้เรื่อง ผู้ใหญ่หลายท่านที่มางานต่างพูดว่าผมเกิดมาโดยที่เสด็จพ่อกับคุณแม่ไม่ได้รักกัน ทั้งคู่ถูกบังคับให้มีลูกซึ่งก็คือผม ถึงแม้ว่าหลัง ๆ มานั้น ท่านทั้งสองจะรักกันแล้วและมีลูกอีกคนอย่างชายเล็ก จากนั้นมามันทำให้ผมเสียนิสัยเผลอคิดน้อยใจว่าทำไมมีเพียงผมที่เกิดมาช่วงที่ครอบครัวไม่ได้สมบูรณ์แบบ แล้วทำไมพี่ชายใหญ่ถึงได้เกิดมาในครอบครัวที่รักกันมากขนาดนั้น ส่วนชายเล็กเองก็เกิดมาโดยที่เป็นครอบครัวที่อบอุ่นแล้ว ทำไมผมถึงได้เกิดมาช่วงนั้นคนเดียว”

ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกผิด แต่ก็เป็นความในใจที่ไม่เคยจางหายไปเลยตั้งแต่อดีต ชายกรณ์ไม่ค่อยแสดงความอ่อนแอหรือเสียใจให้ใครเห็นเพราะกลัวว่าคนอื่น ๆ นั้นจะหาว่าเขาเรียกร้องความสนใจ ถึงแม้จะรู้ว่าทุกคนในครอบครัวไม่มีทางพูดคำนั้น แต่มันก็อดคิดไม่ได้

“ผมรักทุกคนมาก จนผมรู้สึกผิดอยู่ตลอดที่เกิดอาการอิจฉากับพี่ชายและน้องขายของตัวเอง มันแย่มากเลย” ชายหนุ่มกุมหน้าผาก

ปราชญ์เห็นอย่างนั้นจึงลุกขึ้นไปนั่งข้าง ๆ แล้วโอบกอด “ไม่เป็นไรนะ พี่ไม่โกรธ พี่ขอโทษนะที่ไม่เคยถามหรือสังเกตเลย”

ทั้ง ๆ ที่ไม่ผิดแต่ก็ยังขอโทษ มันทำให้ชายกรณ์รู้สึกว่าตัวเองนั้นแย่จริง ๆ เพราะพี่ปราชญ์ก็ดูแลเขามาตลอด ห่วงใยเสมอ แต่เพราะความอิจฉามันบังจุดที่ดีไปจนเกือบหมด

“ผมน้อยใจเสด็จพ่อที่รักพี่ชายใหญ่มากเพราะเป็นลูกคนแรกและเป็นลูกของผู้หญิงที่ตัวเองรักที่สุด ส่วนคุณแม่ก็รักชายเล็กมาก คอยดูแลชายเล็กเสมอ ผมเลยถามกับตัวเองตลอดว่าพ่อแม่รักผมบ้างหรือเปล่า”

ปราชญ์น้ำตาคลอเล็กน้อยเพราะสงสารน้องเกินทน ไม่คิดเลยว่าจะแบกรับเรื่องพวกนี้มาตลอด ทหารหนุ่มที่ใคร ๆ ก็ว่าแข็งแกร่ง อดทน แต่ตอนนี้กลับกำลังนั่งร้องไห้จนตัวสั่นไปหมด

ชายธันมองพี่ชายคนกลางด้วยใบหน้าที่ตกใจตั้งแต่ได้เริ่มฟังก่อนจะลุกไปนั่งอีกข้างแล้วลูบหลังเพื่อปลอบโดยไม่พูดอะไรมากกว่านั้น

“วันนั้นที่เราทั้งสี่คนลงเล่นน้ำ ทำเป็นเล่นตำรวจไล่จับผู้ร้าย ตอนที่ชายธันกับต้นสนเล่นกับพี่ชายใหญ่ ผมมองภาพทั้งสามคนเล่นด้วยกันแล้วเหมือนรู้สึกว่าผมเป็นคนนอก ไม่ว่าจะออกไปซื้อของ เดินเล่นที่ไหน พี่ชายใหญ่มักจะดูแลและจูงมือทั้งต้นสนและชายธันตลอด ผมก็อยากอยู่แบบนั้นบ้าง ผมอยากร้องไห้ ผมอยากอ่นแอให้พี่ชายใหญ่ปลอบผมบ้าง”

“พี่ขอโทษนะ พี่ขอโทษ” ปราชญ์กอดน้องแน่นขึ้น ความรู้สึกผิดจุกอยู่เต็มอก

“ช่วงที่ชายเล็กเริ่มดีกับพี่ชายใหญ่ ชายเล็กก็ไม่เคยฟังผมเลย ไม่ว่าผมจะดุหรือเตือนในเรื่องที่น้องทำไม่ดีชายเล็กก็ไม่คิดจะฟังผมและไม่เคยคิดจะขอให้ผมดูแลหรือขอคำปรึกษาจากผมเลย แม้ผมจะรอน้องเสมอ”

ปราชญ์สบตากับชายธันที่ตอนนี้ก็น้ำตาคลอเฉกเช่นเดียวกัน น้องสุดท้องเม้มปากก่อนจะบีบมือพี่ชายตน “ผมขอโทษครับ”

ไม่เลย เขาไม่อยากได้คำขอโทษเลยสักนิด เพราะทั้งคู่ไม่ผิด มันเป็นเพียงความน้อยใจ อิจฉา ที่อยากจะระบายให้ทั้งคู่รับรู้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรือยอมรับผิดในเรื่องที่ตัวเองไม่รู้และไม่ใช่คนผิด

“ต้นสนเคยเล่นเคยดีกับผมเสมอและผมก็เอ็นดูเหมือนเป็นน้องชายอีกคน ผมคอยไปเล่นเป็นเพื่อน คอยช่วยตอนโดนชายเล็กต่อว่าและคอยรับฟังเวลาที่ต้นสนเล่าอะไร แต่พอต้นสนกับชายเล็กดีกันแล้ว เรื่องที่ต้นสนแอบรักพี่ชายใหญ่ ผมเองก็รู้คนสุดท้าย แล้วทำไมคนที่เคยทะเลาะกันมาก่อนถึงได้รู้คนแรกและคนเดียว”

เป็นความอิจฉาที่เขาเริ่มจะเกลียดตัวเองที่มีความคิดแบบนี้ มันไม่ควรจริง ๆ

“ผมขอโทษพี่ชายใหญ่และขอโทษชายธันที่คิดอะไรแบบนั้น”

“พี่—”

“ไม่เป็นไรครับ ผมรู้ว่าทั้งคู่ดีกับผมมากและรักผมมากจริง ๆ ทุกคนไม่มีใครผิดเลยครับ มีเพียงผมที่คิดในแง่ลบไปเพียงคนเดียว ไม่จำเป็นต้องขอโทษเลย ขอแค่เพียงรับฟังผมก็พอแล้ว” ชายกรณ์คลี่ยิ้มบางก่อนจะใช้แขนข้างขวาโอบกอดพี่ตอบและบีบมือน้องชายกลับ “ขอโทษนะชายเล็กที่คิดอะไรแบบนั้นมาตลอด”

“ไม่เป็นไรครับ อีกอย่าง… ผมก็มีส่วนผิดเพราะผมที่ไม่เคยฟังคำเตือนหรือฟังคำพูดของพี่ชายกรณ์เลย จนทำให้พี่ชายกรณ์เป็นอย่างนี้ ผมเองก็ผิดจริง ๆ ผมควรจะขอโทษ เพราะทุกสิ่งที่พี่ชายกรณ์พูดล้วนแล้วแต่หวังดีกับผม แต่ผมดันดื้อดันไม่ยอมสำนึกรับผิด ผมขอโทษจริง ๆ ครับและผมก็รู้สึกผิดมาก ๆ ที่ทำแบบนั้นและไม่เคยตระหนักถึง” ไม่ว่าเปล่ายังยกมือไหว้เพื่อเป็นการขอโทษออกมาจากใจจริง

ชายกรณ์ตกใจรีบคว้ามือน้องก่อนจะตบเบา ๆ ที่หลังมือ อยากจะพูดว่าไม่เป็นไรแต่คงจะดีกว่าที่รับรู้ “เข้าใจแล้ว พี่ยกโทษให้ ไม่ว่ายังไงเราก็ต่างคนต่างผิดแหละเนาะ” ชายกรณ์เริ่มสดใสมากขึ้น ความโล่งใจที่ได้เปิดเผยทำให้รู้สึกดีขึ้นเสียจริง

ปราชญ์นึกถึงเรื่องราวในอดีต ก็อยากจะต่อว่าตัวเองสักหลาย ๆ หน ทำไมถึงไม่คอยสังเกต ไม่คอยถามไถ่อะไรน้องเลย ทำไมถึงปล่อยให้เด็กคนหนึ่งต้องอยู่แบบนี้จนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาก็ยังไม่รู้ว่าน้องคิดอะไรหรือน้องเป็นอะไร ตอนที่ชายกรณ์โกรธที่เขาอยู่กับต้นสนทำไมเขาถึงไม่เอะใจ ว่าทำไมชายกรณ์ถึงเป็นอย่างนี้

เขากลับทำเป็นหงุดหงิดและโมโหใส่น้องที่ลากแขนตัวเองออกไปโดยไม่พูดไม่จา เขานี่มันเป็นพี่ที่ไม่ได้เรื่องเลยสักนิด

“พี่ชายใหญ่ครับ”

ปราชญ์สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้า “ว่าไง”

“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ พี่อย่าคิดมากสิ” ชายกรณ์อดจะห่วงไม่ได้เพราะใบหน้าอ่อนโยนนี้กำลังเศร้าและเคร่งเครียด เห็นแล้วก็ไม่อยากจะนึกในแง่ลบอีกเลย ดูสิ พอฟังก็คิดมากและคงจะโทษตัวเองอยู่ “ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้พอได้พูดได้ระบายผมก็รู้สึกดีขึ้นแล้วและผมก็ได้รู้ว่าทั้งคู่รักผมมากแค่ไหน ผมไม่มีทางกลับไปคิดในแง่ลบอีกแล้ว ตอนนี้ผมไม่เป็นไรแล้วครับ”

ปราชญ์มองหน้าน้องตนเองที่แม้ว่าจะโตขนาดนี้แล้วก็ยังเห็นเป็นภาพชายกรณ์ในวัยเด็กที่มักจะยิ้มแย้มให้เขาเสมอ โดยที่ข้างในจิตใจบอบช้ำมาแล้วตั้งไม่รู้กี่หน อดไม่ได้ที่จะร้องไห้อีกครั้งและกอดน้องไว้ให้แน่นที่สุด

“พี่รักชายกรณ์นะ รักมาก ๆ พี่ขอโทษสำหรับที่ผ่านมา ขอโทษจริง ๆ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมก็รักพี่ชายใหญ่ พี่ชายใหญ่เป็นพี่ชายที่ดีมาก ๆ ไม่ต้องร้องไห้นะครับ ผมไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ” จากที่คิดว่าจะถูกปลอบตอนนี้ดันเป็นคนปลอบเสียเอง ชายกรณ์ส่ายหัวพลางยิ้ม คนภายนอกอาจจะคิดว่าคนที่เข้มแข็งมากที่สุดคงจะเป็นพี่ปราชญ์ แต่เปล่าเลย พี่ปราชญ์เปราะบางมากและเพราะพี่ปราชญ์รักครอบครัวมากที่สุด ไม่แปลกหากจะอ่อนไหวมากกว่าสิ่งใด

“เป็นภาพที่แปลกตาดูชม ผู้ใหญ่วัยสามสิบสองคนกำลังนั่งกอดกันร้องไห้” พอดีขึ้นแล้วชายธันก็เอ่ยแซวทันที

“ทำเป็นพูดเข้า พี่ยังไม่สามสิบเลยนะ” หนุ่มวัยยี่สิบเก้ารีบปกป้องตนเอง

“แต่ก็จะสามสิบอีกไม่กี่วันนี้แล้วไม่ใช่หรือครับ ถ้าเด็กที่ไหนมาเห็นคงจะงงกันจริงเชียว”

ชายกรณ์ทำท่าจะดีดหน้าผากแต่ติดพี่ชายใหญ่ เจ้าน้องตัวดีเลยลุกขึ้นหนีทัน

“หึ ชายธันก็เหมือนกันเถอะ โตขนาดนี้แล้วยังทำเป็นเล่น”

ชายธันที่หนีออกไปยืนห่าง ๆ ทำท่ากอดอก “เล่นที่ไหนกันครับ”

“มาให้ดีดหน้าผากซะดี ๆ นะ”

“ไม่ครับ แน่จริงก็มาดีดให้ได้สิ” คนเล็กยิ้มมุมปาก

ชายกรณ์ก็อยากลุกไปแต่เพราะพี่คนโตยังคงกอดเขาไว้อยู่เลยได้แต่นั่งนิ่งเป็นแม่ลิงที่ถูกลูกลิงกอดไม่ปล่อย ชายหนุ่มเลยชี้คนที่กอดให้น้องคนเล็กดู

“เล่นเป็นแม่ลูกกันอยู่หรือครับน่ะ แต่ดูแล้วพี่ชายกรณ์น่าจะเป็นแม่ส่วนพี่ชายใหญ่เป็นลูก”

“โอ๋ ๆ” ไม่ว่าเปล่าชายกรณ์เลยทำท่ากอดโยก “ไม่ร้องนะลูกนะ แม่อยู่นี่แล้ว”

“คุณแม่ระวังลูกตกนะครับกอดไว้กอดไว้” ชายธันรีบเสริมทัพ

ปราชญ์ผละออกทันที เริ่มหน้าบึ้งตึงที่น้องชายทั้งสองต่างหันมาแกล้งเขาแล้ว “เจ้าเด็กแสบพวกนี้” ทำหน้าขรึมก็คงจะดูไม่น่ากลัว ด้วยเพราะจมูกและตาที่แดง ๆ เลยเหมือนเด็กที่กำลังงอนเสียมากกว่า

“ไม่เอาไม่พูดจาแบบนั้นครับหนู” ชายกรณ์ยกนิ้วชี้พลางส่ายหัวไปด้วย

“ชายกรณ์ เดี๋ยวเถอะ” ปราชญ์ดุเล็กน้อยก่อนจะรีบเช็ดหน้าเช็ดตา

“นั่น ๆ จะร้องไห้อีกแล้ว รีบโอ๋เร็วครับ” ชายธันชี้

“ไม่ได้ร้อง พอเลยชายธัน” ปราชญ์ขมวดคิ้วดุน้องคนเล็ก

“โอ๋—”

เมื่อรับสายตาพิฆาตชายกรณ์เลยยิ้มแหย ก่อนจะรีบลุกหนีไปทางน้องคนเล็กทันทีที่เห็นมือเรียวนั้นทำท่าจะยกมะเหงกใส่

“มานี่เลยนะทั้งคู่น่ะ” ปราชญ์รีบลุกตาม ทุกคนภายในวังต่างงุนงงที่คุณชายทั้งสามวิ่งไล่จับกันทั่ววัง

“เล่นอะไรกันเป็นเด็ก ๆ ไปได้ อายุอานามก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว” หม่อมย่าที่ได้ยินก็เดินออกมาเอ็ดทีหนึ่งถึงแม้จะมีความสุขที่เห็นทั้งสามอารมณ์ดีกันขนาดนี้ “โดยเฉพาะชายใหญ่นะ โตกว่าใครเขาเลย”

ปราชญ์ทำปากหุบปากอ้าอยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ได้ ยิ่งได้ยินเสียงขำของน้องสองคนก็อยากจะตีก้นทั้งคู่เสียจริง

“ไม่ต้องไปขำพี่เขาเลย ดูเล่นกันเข้า”

“มีอะไรกันคะ เห็นบอกว่ามีเด็กหลงสามคนป่วนอยู่ในวัง” แหวนเดินลงมาจากบนห้องทำงานเมื่อรู้ข่าวว่าลูก ๆ ทั้งสามวิ่งเล่นไปทั่ว

“ก็เจ้าเด็กทั้งสามนี่ไง วิ่งเล่นกันทั่ววังไม่ดูอายุเลย”

ได้ยินอย่างนั้นหม่อมแหวนก็หัวเราะเล็กน้อย “นาน ๆ จะได้คลายเครียดค่ะคุณแม่ ปล่อยไปเถอะ”

หม่อมสร้อยเองก็ไม่ได้โมโหอะไรออกจะมีความสุขและดีใจที่หลาน ๆ รักกันเพียงนี้ แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความที่ทั้งสามโตกันมากขนาดนี้แล้วแต่ยังทำตัวเป็นเด็กก็อดจะต่อว่าไม่ได้

“ตามใจแล้วกัน” หม่อมสร้อยส่ายหน้าแต่ก่อนจะเดินออกไปก็พูดทิ้งท้ายทำให้ทั้งสามรู้สึกเขินอาย “แล้วก็อย่าไปวิ่งเล่นข้างนอกล่ะ เดี๋ยวเผลอวิ่งออกไปถูกรถชนเอา ตัวก็แค่นี้คนขับรถมองไม่เห็นหรอก”

คนรับใช้ต่างก็แอบขำกันเมื่อทั้งสามคุณชายถูกยอกย้อน

หม่อมแหวนอมยิ้ม “ได้ยินไหมเด็ก ๆ แล้วถ้าวิ่งเล่นกันเสร็จแล้วก็ไปทานข้าวกันด้วยนะ”

“คุณแม่/คุณแม่”

“คุณน้า”

ทั้งสามต่างพูดออกมาอย่างพร้อมเพรียง จากที่กำลังเล่น ๆ ก็รู้สึกเขินอายที่ถูกล้อเลียน

“เห็นไหมโดนแซวเลย” ปราชญ์มองน้องทั้งสอง

“ชายธันเริ่มก่อน”

“พี่ชายกรณ์นั่นแหละ”

“ไปเลย ๆ ทั้งคู่นั่นแหละ” ปราชญ์ผลักหลังทั้งสองก่อนจะคลี่ยิ้ม เรื่องในวันนี้คงจะเป็นของขวัญต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เป็นวันดี ๆ ที่อยากจะเก็บไว้ในหัวใจตลอดไป

 

 

เฝ้าคำนึง

 


เสียงถอนหายใจดังขึ้นท่ามกลางเสียงนกเสียงแมลงด้านนอกห้อง ปราชญ์ลูบใบหน้าตัวเองก่อนจะนวดตามต้นคอและหัวไหล่ให้หายเมื่อยจากการนั่งเป็นเวลานาน วันนี้เป็นวันพิเศษจริง ๆ ดีใจที่ได้คุยกับน้องให้เข้าใจกันแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเรื่องที่เครียดอยู่

เกี่ยวกับภวัต

ปราชญ์เดินนวดขมับลงไปข้างล่างเผื่อมีของจุกจิกที่สามารถทานเล่นให้คลายเครียดได้ ชายกรณ์ที่ลงมาหานมดื่มก็หันไปเห็นพอดี ว่าจะเอ่ยทักแต่เห็นใบหน้าที่ดูเครียดเล็กน้อยก็คิดว่าคงเป็นเรื่องวันนี้เลยรู้สึกผิดและรีบเข้ามาถามไถ่

“มีเรื่องเครียดหรือครับ”

“อ่าว ชายกรณ์” ปราชญ์ยิ้มให้น้อง “นิดหน่อยน่ะ”

“พี่ชายใหญ่... ผมขอโทษนะครับที่ทำให้เหนื่อย”

ปภารัชหันมองก่อนจะรีบส่ายหัว “เปล่า ไม่ใช่เรื่องนี้หรอก พี่ไม่เคยเหนื่อยกับชายกรณ์เลย”

“แล้วพี่ชายใหญ่เป็นอะไรหรือครับ”

“พี่...” แม้จะหนักใจแค่ไหนแต่ก็มีที่พึ่งที่รู้กันอยู่ไม่กี่คน “ภวัตมาเมืองไทยแล้ว”

“ห๊ะ! เมื่อไรครับ”

“เมื่อวานน่ะ เช้านี้คงถึงแล้ว”

ทหารหนุ่มถึงกับถอนหายใจยาว “แต่เขาคงแค่กลับมาเฉย ๆ หรือเปล่าครับ”

“พี่ก็หวังว่าให้เป็นอย่างนั้น เพราะภวัตไม่เคยมีความคิดที่จะกลับไทยเลย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงกลับมา”

“ถ้าเขากลับมาแล้วมาที่นี่ผมจะสั่งให้คนไม่ต้องเปิดประตูต้อนรับ”

“ไม่เป็นไร ถ้าเขามาพี่ก็จะได้คุยให้รู้เรื่องกันเสียที”

ชายกรณ์มีสีหน้าหนักใจ “แล้วต้นสนรู้หรือเปล่าครับ”

“ไม่รู้ พี่ยังไม่ได้บอก”

“แต่บอกไว้ก็ดีนะครับ จะได้ไม่เข้าใจผิดกัน”

“พี่ก็ว่าจะบอกเหมือนกัน แต่คงรอพรุ่งนี้ก่อนเพราะวันนี้ต้นสนก็ไม่กลับบ้าน”

“อีกสองวันก็จะปีใหม่แล้ว หวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไรนะครับ”

ปราชญ์ถอนหายใจ “พี่เองก็ภาวนาเหมือนกัน”

“ถ้ามีอะไรรีบบอกผมเลยนะ ผมจะได้มาช่วยทัน”

“ขอบคุณมาก ๆ เลยนะ” ปราชญ์ตบบ่าน้องชาย

“ยินดีครับ” ชายกรณ์คลี่ยิ้มกว้างก่อนจะขอตัวขึ้นไปบนห้อง

 

เช้าวันใหม่มาถึงปราชญ์เตรียมตัวไปทำงานเช่นเคย แต่ก็ต้องแวะเอาของที่ทำเมื่อคืนไปหาพี่ต้นอ้อ เพราะกำลังนัดกันจัดงานปีใหม่ร่วมกันอยู่ แต่ต้นสนเป็นคนขี้ลืม จะปีใหม่แล้วก็ยังไม่รู้เลย แม้จะทำงานและรู้วันเวลาก็ตามแต่คงจะไม่ทันสังเกต

“ทำเสร็จแล้วหรือคะ” ต้นอ้อทักทายขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นใครขึ้นมาบนบ้าน

“ครับ กว่าจะทำได้ก็ยากพอควร ขอบคุณที่ช่วยหาอุปกรณ์ให้นะครับ”

“ไม่เป็นไรจ้ะ ของขวัญที่ให้ด้วยใจขนาดนี้ ต้นสนคงปลื้มใจตาย” คำพูดที่แฝงนัยบางอย่างทำให้ปราชญ์นิ่งไปเล็กน้อย

“คือว่า…”

“มันอาจจะมีอุปสรรคมากมายที่ผ่านมา แต่จะดีกว่าถ้าทั้งคู่ช่วยประคับประคองกันไป ลุงไฟเคยพูดกับพี่น่ะ” ต้นอ้อคลี่ยิ้ม

“ครับ” ปราชญ์ยิ้มบาง

“ต้นสนออกจะเป็นคนคิดมากนะ คิดเล็กคิดน้อย คิดแล้วคิดอีก คิดเองเออเองก็ด้วย เหนื่อยหน่อยนะ”

คำพูดนั้นทำให้ปราชญ์หูแดงขึ้นมา “ม..ไม่หรอกครับ”

“ต้นสนอาจจะยังเด็กและอายุน้อยกว่ามาก คงจะมีบางความคิดที่คงยังไม่เข้าใจผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ก็ค่อย ๆ คุยกันไปนะ”

ปราชญ์อ้ำอึ้ง เริ่มแดงมายังพวงแก้มทั้งสองข้าง

“แล้วผู้ใหญ่บ้านคุณชายรู้หรือยังคะ”

“อะ…ครับ คือ” ปราชญ์ลูบจมูก “ยังเลยครับ”

“แล้วมีใครรู้บ้าง”

“มีชายกรณ์กับชายธันครับ”

ต้นอ้อเบิกตา “ทั้งคู่รับได้ใช่ไหม”

“ตอนแรกก็ยังครับแต่ก็รับได้แล้ว”

“อือ ๆ ดีแล้ว” ต้นอ้อยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน “พี่ไม่เคยสังเกตเลยนะ ก็ว่าทำไมต้นสนถึงดูแปลก ๆ เวลาเจอคุณชายน่ะ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร นี่ยังไม่ได้ถามเลย เพิ่งจะกลับบ้านเกือบเช้า”

“เห็นต้นสนเล่าให้ชายธันฟังว่าตั้งแต่เด็ก ๆ น่ะครับ คงจะตั้งแต่ผมไปเมืองนอก”

“จริงหรือ! โธ่ ตาลูกคนนี้” ต้นอ้อส่ายหน้า “แล้วคุณชายล่ะจ้ะ”

ปราชญ์ยิ้มแหย “จริง ๆ เพิ่งจะรู้สึกหลังกลับมาน่ะครับ ผมยอมรับเลยว่าตั้งแต่เด็กผมไม่เคยคิดกับน้องมากกว่านั้นเลย แต่พอกลับมาที่นี่เห็นต้นสนแล้วรู้สึกเปลี่ยนไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ครับ”

“หรืออาจจะรู้สึกนานแล้วแต่ไม่เคยถามความรู้สึกตัวเองหรือเปล่า”

คำถามนั้นทำให้ปภารัชเริ่มคิดตาม มันอาจจะใช่ที่เขาคิดมานานแล้ว พอกลับมาที่ไทยได้เจอหน้า ได้คุยกันก็เลยรู้ความรู้สึกที่ตัวเองไม่เคยสัมผัสและถามหัวใจตัวเองในคราวก่อน มันอาจจะตั้งแต่เลิกกับภวัตได้เกือบสองปีที่เขาคอยโทรหาชายธันถามเรื่องต้นสน

ทุก ๆ วันที่เหนื่อยหรือกลับจากทำงานอยู่ ๆ ก็อยากอ่านจดหมายที่ต้นสนเคยส่งให้ ยิ่งอ่านยิ่งซึมซับก็ยิ่งรู้สึกดีจนมิอาจทนความคิดถึงคนทางไกลอย่างต้นสนไม่ได้

บางช่วงเวลาที่คนอยู่ใกล้ เจอกัน คุยกันมาตลอด หรือต่อให้เลิกคุยกันไปแล้วพอกลับมานึกถึง กลับทำให้ดวงใจนี้ที่ไม่เคยเปิดรับก็เผลอทลายกำแพงให้อีกฝ่ายเข้ามาโดยไม่รู้ตัว มันอาจจะเป็นจังหวะของเวลา บทจะชอบก็ชอบโดยไม่รู้ตัว

มารู้ตัวอีกทีก็เผลอหลงรักเข้าเสียแล้ว

“นั่นน่ะสิครับ แต่ผมก็ยังรู้สึกช้ากว่าจะเข้าใจตัวเองก็เกือบจะทำลายหัวใจของต้นสนไปแล้ว”

ต้นอ้อไม่คิดโกรธเคืองเลยสักนิด เพราะเรื่องความรักยังไงก็เป็นเรื่องของคนสองคน พ่อแม่น่ะไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูกที่จะต้องเลือกอาชีพหรือเลือกเรื่องความรักให้ลูก ต้องมีความอิสระหรือส่วนตัวให้ลูก อาจจะรับฟังปัญหาหรือให้คำปรึกษาเรื่องความรักหรือการงานบ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะสั่งว่าต้องรักคนนี้นะ ห้ามรักคนนี้นะคงจะเป็นไปไม่ได้

อีกอย่างเธอรู้ดีว่าปราชญ์มีเหตุผลมากพอเหมือนกัน แต่ทั้งคู่อาจจะไม่เข้าใจกันในบางส่วน เป็นลูกเธอเองที่ไปหลงรักเขาก่อน จะมาเรียกร้องให้เขารักกลับในทันทีก็คงมิได้ เพราะปราชญ์เองก็บอกด้วยความสัตย์จริงว่าเพิ่งมารับรู้ความรู้สึกตัวเองและคิดกับต้นสนเป็นเพียงน้องชายมาตลอดในช่วงวัยเด็ก ๆ

“เป็นเรื่องธรรมดาของความรัก ที่ได้รักก็ต้องเจอความเจ็บปวดตามมา”

ต้นอ้อหันมาพูดต่อ “บางคู่อาจจะไม่เคยทะเลาะกันเลยและไม่มีเรื่องเจ็บปวดในชีวิตคู่ แต่พี่ก็ไม่รู้หรอกนะว่ามีอยู่จริงหรือเปล่า อย่างน้อยชีวิตคู่ต้องมีไม่ลงรอยกันในบางเรื่อง เห็นอย่างนี้พี่กับพี่เฟื้องเองก็มีเรื่องทะเลาะกันอยู่ ถึงจะไม่บ่อยนักแต่ก็คงดีกว่าที่ไม่มีเลย เราต่างคนต่างความคิด ต่างนิสัย มีสิ่งใดที่รับไม่ได้หรือต้องปรับเปลี่ยนก็คุยกันเสีย อย่าปล่อยให้มันค้างคาหรือเก็บไว้ในใจคนเดียว เพราะเวลาที่คนเราระเบิดอารมณ์ มันจะรุนแรงมาก”

“ขอบคุณนะครับที่เข้าใจ”

“พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณที่ดูแลเจ้าเด็กน้อยนั่นที่เอาแต่ใจเก่งที่หนึ่ง ขอบคุณที่รักลูกของพี่นะ”

คำขอบคุณนั้นที่ปราชญ์ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคำนี้ด้วย ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีพ่อแม่คนไหนไหมหรือปู่ย่าตายายที่เลี้ยงหลานตัวเองจะมาพูดขอบคุณคนรักของลูก ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากน้ำเสียงทำให้ปราชญ์อุ่นใจ

“ผมเองก็ขอบคุณที่ให้ผู้ชายที่ดีที่สุดเกิดมาบนโลกนี้และทำให้ผมได้เจอเขา”

ทั้งสองต่างมองหน้ากัน ต้นอ้อยิ้มให้และอ้าแขน “มานี่สิว่าที่ลูกอีกคน”

ปราชญ์อึกอักก่อนจะเข้าไปกอด

“เรียกแม่ได้นะ”

“โธ่พี่ต้นอ้อ”

หญิงสาวผละออกก่อนจะหัวเราะ “เรียกแม่ไปเลย สินสอดไม่ต้อง ถวายให้ฟรี”

ปราชญ์อดจะหัวเราะไม่ได้

“แม่!” เสียงเรียกเสียงดังทำให้ทั้งคู่สะดุ้ง ต้นสนที่ใส่ผ้าขาวม้าเตรียมไปอาบน้ำนั้นยืนหน้าดำหน้าแดง

ต้นสนได้ยินมาตั้งนานแล้ว ได้ยินตั้งแต่แรก… อธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ถูก แต่ว่าเขาดีใจ ดีใจมาก ๆ มันมากกว่าดีใจ มัน…

“ตื่นแล้วเหรอพ่อตัวดี”

“ไม่ต้องเลย” ต้นสนหน้างอเดินดุ่ม ๆ มาทำหน้าบึ้งใส่แม่ตนเอง

“อะไรเจ้าลูกคนนี้” ต้นอ้อเขกหัว “แม่ไปดูยายละ”

“ไปเล้ย” ต้นสนบึนปาก

“เดี๋ยวเถอะ” เมื่อเห็นว่าแม่ตนทำท่าจะมาตีก็รีบหลบข้างหลังพี่ปราชญ์ทันที

“เป็นอะไรครับ” ปราชญ์หันมาหาอีกฝ่ายทันทีเมื่อเห็นว่าพี่ต้นอ้อออกไปแล้ว

“รีบไปทำงานไหมครับ”

คนถูกถามยกนาฬิกาขึ้นดูก็เห็นว่ายังอีกนานเพราะวันนี้ตื่นเช้า “ยังพอมีเวลาครับ มีอะไรหรือเปล่า”

ต้นสนไม่พูดอะไรรีบจับมือพาไปเข้าห้อง พอปิดประตูก็สวมกอดทันที

“อะไรกัน แค่อยากกอดพี่หรอกหรือ”

“ผมได้ยินหมดแล้ว” ผู้หมวดหนุ่มกระชับกอดมากขึ้น “ได้ยินทั้งหมด ตั้งแต่แรก…”

ปภารัชกอดตอบและซุกหน้าลงกับบ่าเปลือย “งั้นหรือ”

“ครับ” ตอบรับพร้อมกับกดจูบข้างใบหู “ผมก็ขอบคุณที่พี่เกิดมานะครับ… ขอบคุณท่านชายนนท์ ขอบคุณคุณปิ่นที่ทำให้ผมได้เจอพี่”

ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาทำให้หัวใจนั้นเต้นระส่ำ ดีเหลือเกินที่ได้พบเจอกัน

เมื่อโอบกอดจนพอใจต้นสนก็ผละออก “ผมขอไปส่งได้ไหมครับ”

“ส่งที่ทำงานหรือ”

“ครับ”

“แล้วต้นสนต้องกลับดึกหรือเปล่า พี่จะไปรบกวนไหม”

“ไม่ครับ” ชลันส่ายหัวหวือ “วันนี้ผมเลิกตามเวลา เพราะว่าต้องกลับมาทำงานที่นี่” เพื่อความปลอดภัยหากมีสายอยู่ในกรม คำหลังนั้นไม่ได้พูดออกไป ถึงแม้จะไว้ใจอีกฝ่ายแต่เรื่องงานอย่างนี้ก็ไม่สามารถบอกกับบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องได้

“พี่คงจะเลิกประมาณหกโมง ต้นสนก็รอพี่เก้อสิ”

“รอได้ครับ ผมจะรอ”

เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นและอ้อนวอนใจของปราชญ์ก็อ่อนยวบ ยิ่งเอ็นดูอีกฝ่ายมากขึ้น คงจะอยากไปและกลับพร้อมกัน “ก็ได้ครับ”

ต้นสนยิ้มกว้างหากกระโดดโลดเต้นได้ก็คงทำไปแล้ว “ถ้าอย่างนั้นรอผมเดี๋ยวนะครับ” พูดเสร็จก็วิ่งออกไปข้างนอกเพื่อไปอาบน้ำ ปราชญ์อยากจะร้องห้ามเพราะเดี๋ยวหกล้มหน้าคะมำขึ้นมา

 

รอเพียงไม่นานเจ้าตัวก็อาบน้ำเสร็จปราชญ์จึงขอออกไปรอข้างนอกเพื่อให้เวลาส่วนตัว ก่อนจะออกมาไม่วายยังโดนหอมแก้มไปหลายฟอด จนหัวใจเต้นระรัว ราวกับเด็กน้อยที่เริ่มมีรักครั้งแรก

ใช้เวลาสักพักชลันก็เดินออกมาในชุดราชการเต็มยศ ปราชญ์คลี่ยิ้ม อยู่ในชุดนี้ต้นสนดูเป็นผู้ใหญ่ให้ความรู้สึกถึงความปลอดภัย

“ไปกันครับ” ต้นสนลงไปเอารถก่อน คราวนี้ไม่ใช่รถมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ไปทุกวันเปลี่ยนมาเป็นรถยนต์แทน

เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถแล้วปราชญ์ก็เอ่ยถามทันที “ไม่ใช้รถมอเตอร์ไซค์หรือครับ”

“ฝุ่นมันเยอะครับ ใช้คันนี้ดีกว่าพี่ปราชญ์จะได้ไม่เปื้อนฝุ่น” ดวงตานั้นหยีลง ทว่า ในใจรำพึงขอโทษน้องสาวที่ต้องนั่งซ้อนหลังเขาประจำ มีไม่กี่ครั้งที่ใช้รถใหญ่ไปส่งหรือรับน้องสาว

“คนดี ขอบคุณครับ”

ต้นสนรู้สึกหัวใจกระชุ่มกระชวย “ชอบจังครับเวลาพี่ปราชญ์เรียกผมว่าคนดี”

ปภารัชไม่ได้มองที่อื่นใดนอกจากใบหน้าของคนข้างกาย ยิ่งเห็นแก้มนั้นขึ้นสีระเรื่อจึงยื่นมือไปเกลี่ยหูเบา ๆ เพื่อหยอกล้อ

ตลอดทางต้นสนพูดจาเจื้อยแจ้ว ปราชญ์ฟังสบายหูคล้ายฟังเพลงกล่อม อยากจะใช้เวลาให้นานขึ้นกว่านี้แต่รู้อีกทีก็มาถึงหน้าทางเข้าเสียแล้ว

“ตั้งใจทำงานนะครับ”

“ต้นสนก็ด้วยนะครับ” ปราชญ์ยิ้มบางก่อนจะเลิกคิ้วเมื่อเห็นใบหน้านั้นจ้องมองมาเหมือนต้องการอะไร ดวงตาพราวระยับนั้นตอบโดยการเหลือบมองปาก ปภารัชจึงเข้าใจได้ทันทีเขามองภายนอกรถก่อนว่ามีใครไหมเพราะคงไม่เหมาะสมหากมาทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าผู้อื่นแถมเขายังเป็นอาจารย์ด้วย แต่พอไม่มีใครจึงเอียงคอจูบกลีบปากนั้น ขบเม้มเบา ๆ ให้พอหอมปากหอมคอแล้วผละออก

ทั้งคู่ต่างหัวเราะออกมาเมื่อพบคนแก้มแดงและหูแดงตรงหน้า “ไปก่อนนะครับ”

“ครับ”

ปราชญ์ออกจากรถมาโบกมือให้ “ขับรถดี ๆ นะครับ”

“ครับผม” ถึงอย่างนั้นต้นสนก็ยังไม่ออกรถเสียที เจ้าหนุ่มนักรักเลยบอกว่าอยากจะรอส่งจนกว่าปราชญ์จะเข้าตึก

ปภารัชจำยอมปลีกตัวเดินไปที่ตึกคณะที่ตนสอน แต่ก่อนจะเข้าตึกก็มีใครบางคนเอ่ยเรียกเขาก่อน

“ปราชญ์ครับ”

ชลันคลี่ยิ้มและตีรถออกเพื่อจะไปยังสถานีแต่ก็ต้องชะลอรถลงเมื่อเห็นพี่ปราชญ์และใครบางคนที่ต้นสนไม่รู้จัก อีกฝ่ายเดินออกมาจากข้างในตึกคงจะเป็นอาจารย์ที่นั่น ผู้หมวดหนุ่มจึงขับรถออกไปด้วยหัวใจที่ฟูฟ่องก่อนไปทำงาน

ทางด้านปราชญ์นั้นกำลังมีสีหน้ากระอักกระอ่วน แลดูตกใจไม่น้อย เขาเงยหน้ามองอีกฝ่ายที่ไม่ได้พบกันมาเนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงเบา “ภวัต...”





จบบทที่ ๑๘
-------------------------------------------------------------

สุขสันต์วันสงกรานต์นะคะ ฉีดน้ำ ปิ้ว ๆ และขอโทษที่อัพช้าอีกแล้ว คงจะไม่ได้ลงบ่อย ๆ นะคะ ต้องขออภัยนักอ่านทุกท่านที่รอ ต้องขอโทษจริง ๆ ค่ะ


ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 69
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๙
«ตอบ #69 เมื่อ25-04-2021 01:46:30 »


บทที่ ๑๙

ถ่านไฟเก่า

 
 


“ภวัต...” ปภารัชเรียกเสียงเบา “คุณมาที่นี่ทำไม”

“พรุ่งนี้จะปีใหม่แล้ว ผมเลยอยากมาหา” ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม แม้รอยยิ้มนั้นจะดูไร้เรี่ยวแรงก็ตาม

“ภวัตเราไม่ควรเจอกัน” ปราชญ์ทำหน้าอ่อนใจระคนสงสารขึ้นมา

“ผมรู้... แต่ผมอยากมาแค่อวยพรให้คุณ”

ชายหนุ่มส่ายหน้าและยกมือห้าม “อย่าเลยครับ มันไม่ใช่เรื่องที่ดี”

“ผม...” คนที่กักเก็บอารมณ์ดีมาตลอดเริ่มมีน้ำตาคลอ “ผมคิดถึงคุณ ไม่เคยคลาย”

ปราชญ์นิ่งไปทันตามือที่ยกห้ามค่อย ๆ ทิ้งลงอย่างอ่อนแรง ใบหน้าอันคุ้นเคยที่กำลังเศร้าหมองแลดูโทรมกว่าที่เคย

ทั้ง ๆ ที่วันนี้ไปหาพี่ต้นอ้อเพื่อคุยเรื่องที่จะจัดงานปีใหม่แท้ ๆ เพราะพี่ต้นอ้อบอกว่าต้นสนชอบลืมเสมอเลยว่าจะให้ของขวัญ วันนี้ควรจะเป็นวันดี ๆ ก่อนเริ่มปีใหม่ ทำไมกันนะ ทำไมถึงมาในช่วงเวลานี้

“ภวัต”

“ผมทราบดีว่าไม่ควร แต่ว่า... จนถึงเที่ยงคืนของปีใหม่วันพรุ่งนี้ ปราชญ์มาหาผมได้ไหม”

“ผมอยู่กับคุณในวันปีใหม่ไม่ได้”

“ถ้าอย่างนั้น ขอแค่สักชั่วโมงก็ได้” ภวัตรีบพูดเสริม “ผมรู้ครับว่าคุณไม่มีทางกลับมาแล้ว แต่ว่า... อย่างน้อยก็อยากพบหน้าคุณสักครั้ง” ดวงตาชายหนุ่มสะท้อนไปด้วยความโหยหาระคนทุกข์ระทม

ปราชญ์หลบหลีกสายตานั้น “ผมขอโทษนะภวัต แต่คงจะดีกว่าถ้าเราไม่พบกันอีก”

ใจคนฟังกระตุกวาบ “ขอโทษครับ”

ทั้งสองเงียบใส่กัน ต่างก็จมอยู่แต่กับความคิดของตัวเอง ปราชญ์ยกนาฬิกาขึ้นดูก็พบว่าใกล้เวลาที่จะต้องไปสอนแล้ว “ผมขอตัวไปสอนก่อนนะ ยังไงก็ยินดีที่ได้พบนะครับ”

ภวัตรีบเดินไปจับแขน “ปราชญ์ครับ” ถึงแม้อยากจะดึงเข้ามากอดแต่ก็ต้องห้ามตัวเองไว้และปล่อยแขนไป “เลิกงานแล้วคุยกับผมได้ไหมครับ”

ชายหนุ่มคิดหนักเพราะวันนี้ต้นสนจะต้องมารับ แต่ก็อยากคุยให้เข้าใจ “พรุ่งนี้ก็ได้ครับ”

ภวัตเปรยยิ้มอย่างดีใจ “ได้ครับ ให้ผมมารับนะ”

“ไม่เป็นไรครับ เพราะตั้งแต่พรุ่งนี้ไปผมหยุด เดี๋ยวผมโทรศัพท์จองโต๊ะร้านอาหารให้ พรุ่งนี้ผมมีธุระช่วงเช้าคงได้ไปช่วงค่ำ ๆ”

“กี่โมงหรือครับ”

“คงจะหนึ่งทุ่ม”

“ได้ครับ”

“คุณพักที่ไหนผมจะได้โทรศัพท์บอก หากจองโต๊ะร้านอาหารได้แล้ว”

“ครับ” ภวัตรีบยื่นเบอร์ให้เป็นเบอร์ของทางโรงแรมที่เขาเป็นเจ้าของ “ผมจะรอนะครับ”

ปราชญ์ผงกหัว เห็นใบหน้าอีกฝ่ายสดใสมากขึ้น หากรู้ว่าพรุ่งนี้ต้องเป็นการคุยครั้งสุดท้าย ใบหน้านั้นคงจะไม่สดใสอีกเช่นเคย

ถึงจะมีความรู้สึกเห็นใจและสงสาร แต่ก็อยากให้ต้นสนเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่ลังเล เพราะตอนนี้เขาเป็นของต้นสนทั้งใจ เขากับภวัตจบกันไปนานแล้ว การเริ่มต้นใหม่มันยากเขาเข้าใจภวัตดี แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะยอมให้ภวัตกลับเข้ามาวนเวียนในชีวิต เพราะมันจะไม่ดีต่อต้นสน

การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างราบรื่น ปราชญ์ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาใส่กับงาน ยังคงยิ้มแย้มและให้คำปรึกษากับนักศึกษา คลาสต่อไปก็ต้องฟังนักศึกษาพรีเซนต์และติชมตามฉบับ

จนเวลาล่วงเลยมาถึงเวลาเลิกงาน ปภารัชรีบเก็บของเพราะกลัวว่าต้นสนจะรอนาน แล้วก็เป็นดั่งที่คาด รถของต้นสนจอดรออยู่หน้าทางเข้า

“รอนานไหมครับ” ปราชญ์ก้มถามก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งด้านใน “ขอโทษนะครับพอดีมีคุณครูท่านหนึ่งให้ช่วยเรียงเอกสารเพราะเขาติดพันกับอีกงานอยู่”

“ไม่นานหรอกครับ” ผู้หมวดหนุ่มคลี่ยิ้มตาหยีแล้วยื่นน้ำที่ซื้อมาให้ “ดื่มไหมครับ”

“ขอบคุณครับ” ปภารัชรับมาดื่มพอให้แก้กระหายเนื่องจากรีบจ้ำอ้าวจนเหนื่อยหอบ

พอเห็นว่าคนข้างกายเลิกดื่มน้ำแล้วต้นสนจึงเริ่มออกรถ เพราะหากรีบขับรถออกไป น้ำคงได้หกใส่พี่ปราชญ์แน่นอน

ตลอดทางนั้นค่อนข้างเงียบพอตัว ปราชญ์หันมองคนข้างกายที่ต่อให้เราไม่พูดคุยอะไรกันเลย แต่ใบหน้าของต้นสนก็ยังมีรอยยิ้ม หากเขาพูดเรื่องภวัตรอยยิ้มนั้นคงจะหายไปสินะ

“ต้นสน”

“ครับผม” ดวงตานั้นเป็นประกายเสียงอ่อนนุ่มขึ้นหลายส่วน

ปภารัชได้แต่ขอโทษในใจกับสิ่งที่จะพูดไม่ใช่เรื่องดีเลย “ภวัตมาหาพี่”

รถยนต์กระตุกเล็กน้อยเพราะต้นสนเกือบเหยียบเบรก รอยยิ้มที่ว่าหายไปเหลือเพียงแต่ใบหน้าตื่นตกใจ ดวงตาที่ส่องประกายดับวูบพร้อมกับความตื่นกลัวที่สะท้อนออกมา "มาทำไมหรือครับ แล้วคุยอะไรกัน”

คล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นบีบที่หัวใจ ต้นสนดูคงจะกลัวกับสิ่งที่คิดขึ้นในหัว กลัวว่าเขาจะกลับไปหาภวัต... “ภวัตต้องการคุยกับพี่น่ะ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะคุยเรื่องอะไร แต่พี่ก็ต้องการคุยกับเขาเหมือนกัน พรุ่งนี้ช่วงหนึ่งทุ่มพี่นัดเขา”

ต้นสนรีบตีไฟเลี้ยวจอดข้างทาง “จะไปหรือครับ”

ภาพสะท้อนใบหน้าที่เริ่มเศร้า คล้ายจะร้องไห้ได้ทุกเวลา “พี่จะไปคุยกับเขาครั้งสุดท้าย” เมื่อเห็นว่าต้นสนยังดูเศร้า เขาจึงลูบหัวอีกฝ่าย “ไม่ต้องห่วงนะ พี่มีแค่ต้นสน พี่ไม่กลับไปหาเขาหรอก”

“ผม” ชลันคล้ายน้ำท่วมปาก

“เชื่อใจพี่ไหม”

ต้นสนจดจ้องดวงตาที่ไม่ไหวสั่น ทำให้มั่นใจขึ้นอีกเปราะ ความตึงเครียดนั้นค่อย ๆ มลายหายไป “เชื่อใจครับ”

“ขอบคุณนะครับ” เลื่อนมือลงมาเกลี่ยแก้ม “ต้นสนจะไปกับพี่หรือเปล่า”

“ไปได้หรือครับ”

“ไปได้... แต่เราต้องรอพี่ที่รถนะ”

ต้นสนพยักหน้า “ครับ เพราะยังไงเรื่องนี้เป็นเรื่องของพี่กับคุณภวัต คุยกันเพียงสองคนดีกว่า”

“ครับ ขอบคุณที่เข้าใจนะ”

เมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อยต้นสนก็ขับรถออกไปอีกครั้ง คราวนี้ความเงียบนั้นมีความคิดของคนสองคนที่รู้แค่ตัวเอง ไม่มีใครยิ้ม แต่ปราชญ์สังเกตได้ว่าต้นสนขับรถช้ากว่าปกติจึงชิดเลนซ้ายไว้

“ที่จริงผมลองคิดดูว่า หากผมเป็นคุณภวัตผมจะทำยังไง” ชลันพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ “ผมรู้สึกเจ็บปวดและคงคิดถึงพี่ปราชญ์มาก คนที่อยู่ด้วยกันมาหลายปีหมดรักกันแล้ว มันดั่งกับโลกถล่มเลยครับ”

ปราชญ์ไม่ตอบอะไรนอกจากฟังอย่างเงียบ ๆ

“ผมสงสารเขาแต่ผมก็กลัว ผมเคยอยู่ในจุดที่แอบรักและคิดว่าคงไม่มีทางเป็นไปได้เพราะพี่ปราชญ์มีเจ้าของอยู่แล้ว ผมเจ็บเหมือนตัวเองกำลังจะจมน้ำ หายใจไม่ออก ร้องไห้จนไม่มีน้ำตา และผมคิดว่าเมื่อเขาได้รับความรักจากพี่ปราชญ์แต่กลับต้องหมดลง เขาอาจจะเจ็บปวดกว่าผมก็ได้”

“ทุกคนต่างมีสิ่งที่เจ็บปวด จะมากจะน้อยมันก็คือความเจ็บปวด” ชายหนุ่มเหม่อมองท้องฟ้านอกรถ "พี่ที่ทำให้คนสนสองคนต้องมาเจ็บปวด พี่เองก็รู้สึกแย่”

“มันไม่ใช่ความผิดพี่ปราชญ์หรอกนะครับ เรื่องที่ผมแอบรักนั่นก็เป็นเพราะผมคนเดียว พี่ปราชญ์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมรู้สึกยังไง พี่ปราชญ์เองก็ไม่เคยให้ความหวังผมด้วย ตอนนั้นพี่ปราชญ์ไม่ได้คิดกับผมในแง่อื่นด้วยซ้ำ มีแต่ผมที่เริ่มรักเองแล้วก็เจ็บเองคนเดียว” ผู้หมวดหนุ่มเริ่มยิ้มขึ้นได้เพราะมองจากหลาย ๆ มุม

“ส่วนทางคุณภวัต ผมเองก็ไม่รู้อะไรมากมาย แต่จากที่ฟังธันเล่าผมก็รู้ได้ทันทีว่าเขาดีต่อพี่ปราชญ์แค่ไหน ถึงผมจะกลัวการที่พี่กับคุณภวัตมาเจอกันแต่ผมคิดว่าการคุยกันคงจะดีกว่า”

ปราชญ์ยิ้มบาง “คิดบวกเสมอเลยนะ”

“ไม่หรอกครับ บางครั้งผมก็คิดลบแถมยังคิดไปเองด้วย”

“พี่ก็เหมือนกัน” เขาถอนหายใจ “ที่จริงตอนเลิกกับภวัตก็ดูคลุมเครือ พี่บอกเขาว่าเลิกรักแล้ว ชีวิตคู่ของเรามันอยู่ในจุดอิ่มตัว แต่เขาคงไม่เข้าใจ เพราะเขายังรักพี่ ส่วนพี่เข้าใจแค่คนเดียวเพราะไม่ได้รักเขาแล้ว”

“ผมขอโทษที่ถามแบบนี้ แต่ว่า... ทำไมถึงพูดว่าเลิกรักแล้วได้ง่ายขนาดนี้ล่ะครับ”

ปราชญ์ไม่นึกโกรธที่ถูกถามแบบนี้ “ช่วงแรกที่เราคบกันเป็นการคบเพื่อแลกเปลี่ยนความสุขทางกาย พี่ยังไม่รู้สึกรักเขา ส่วนเขาก็ยังนอนกับคนอื่นด้วยเพราะไม่ได้รักพี่เหมือนกัน”

เขาเงียบไปสักพักแล้วจึงพูดต่อ “มันเหมือนการนอกใจ แต่มันเรียกว่าการนอกใจได้หรือเปล่านะ ในเมื่อเราไม่ได้รักกัน ภวัตดีกับพี่มาก ประมาณปีกว่าที่ได้อยู่กับเขาพี่เริ่มรู้สึกดีและเริ่มไม่อยากเห็นเขาไปกับคนอื่น เป็นครั้งแรกที่รู้จักกับคำว่าหึงหวง ภวัตยอมหยุดแล้วเราก็เริ่มพูดคุยกันมากขึ้น ช่วงเวลาที่ผ่านมาพี่มีความสุขที่ได้อยู่กับเขา พี่สามารถบอกเขาว่ารักได้เต็มปากเพราะพี่รักเขาจริง ๆ”

แม้จะเจ็บปวดที่ได้ฟัง แต่เขาก็อยากฟัง อยากรับรู้ พี่ปราชญ์ไม่ลืมอดีตที่ได้อยู่กับคุณภวัตเลย... ตอนนั้นคงรักกันมากจริง ๆ

“เราก็ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะนะ ต่างคนต่างเป็นคนแรกในชีวิต เป็นรักแรกที่คงลืมไม่ลง ต่อให้พี่เลิกรักเขาแล้ว พี่ก็ยังเป็นห่วงเขาอยู่”

“พูดตรงดีครับ” ต้นสนหัวเราะในลำคอ ปวดแปลบ ๆ ที่อก

“พี่ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของตัวเองได้ ก่อนที่จะเลิกพี่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นตั้งแต่ตอนไหน พี่เคยบอกรักเขาแต่กลับเริ่มรู้สึกอึดอัดที่จะพูด ไม่แปลกหากจะบอกว่าพี่เลิกรักเขาได้ง่ายดาย เพราะบทจะหมดรักมันก็หมดอย่างไร้เยื่อใย พี่ก็ทึ่งกับตัวเองเหมือนกันนะ ยังคิดอยู่เลยว่าที่ผ่านมาพี่รักเขาจริงหรือเปล่า แต่ความทรงจำดี ๆ ที่ผ่านมา มันก็ทำให้พี่มั่นใจว่าพี่เคยรักเขามาก ๆ มากจนไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าเราจะเลิกกัน แต่มันก็เป็นไปแล้ว”

ภวัตมักจะชอบบอกว่าเขาใช้ความคิดเยอะ บางทีก็คิดไปก่อนทั้งที่ยังไม่ได้ถาม ส่วนภวัตเป็นคนที่มีอะไรก็พูดออกมาเลย คิดอะไรอยู่ก็พูด เราเหมือนขั้วบวกขั้วลบที่มาเจอกัน ตอนนั้นพวกเรายังไม่เป็นผู้ใหญ่กันมากพอ ชอบลองผิดลองถูก

และภวัตก็เป็นคนที่ขี้เล่น พูดจาหวานหู ทว่า ก็มีความจริงจัง สุขุมในเวลาที่มีปัญหา เป็นคนที่อ่อนโยน ดูแลเขาดียิ่งกว่ากกไข่ในหิน ทุกเทศกาล ทุกความทรงจำมันยังคงอยู่ในหัวเขา ข้างกายมักจะมีภวัตอยู่เสมอ

ในเวลาที่ไปสอบปริญญาโท หรือปริญญาเอก ไปเป็นผู้ช่วยครูก็มีภวัตที่คอยให้กำลังใจ เรียกได้ว่าครึ่งชีวิตนี้ที่ผ่านมาเขามีภวัตเป็นส่วนหนึ่ง

แต่แล้วเขาก็ทำลายส่วนหนึ่งในชีวิต เด็ดขาดจนมิอาจต่อกลับอย่างเดิม

“หากวันหนึ่งพี่คิดถึงหรือกลับไปรักคุณภวัตแล้ว พี่จะกลับไปหาเขาไหม”

คำถามนั้นทำให้ปราชญ์นิ่งไป “พี่ไม่รู้อนาคตหรอกครับ แต่พี่มั่นใจว่าตอนนี้ เวลานี้ ปัจจุบันที่อยู่ตอนนี้พี่รักต้นสน และพี่ก็ไม่คิดจะไปไหนเลย”

ต้นสนเข้าใจดี เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้อนาคตเหมือนกันว่าจะยังรักพี่ปราชญ์อยู่อย่างนี้ต่อไปหรือเลิกรักในวันข้างหน้า แต่เขาก็มั่นใจเหมือนกันว่าทุกช่วงเวลาของปัจจุบันนี้เขารักพี่ปราชญ์สุดหัวใจและมิอาจรักใครได้อีก

“ที่จริงเรายังไม่พูดว่าคบกันอย่างเป็นทางการเลย ผมเองก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก”

“อย่างนั้นหรือ พี่คิดว่าต้นสนเป็นคนรักของพี่มาตลอด”

“ผมก็คิด แต่ผมอยากขอให้มันเป็นพิธีน่ะครับ” ว่าแล้วก็ใช้นิ้วเคาะพวงมาลัยด้วยความประหม่า

“อืม” ปราชญ์พยักหน้าพลางคิดอะไรในหัว แต่ต้นสนดันรู้สึกผิดไปแล้ว

“ขอโทษนะครับที่พูดอย่างนั้น ผมแค่อยากให้เราพูดว่าคบกันแล้วได้เต็มปาก”

“ครับ พี่เข้าใจ บางทีแค่การกระทำมันก็พอบอกได้ แต่กับบางคนเขาต้องการคำพูดด้วย”

“นั่นแหละครับ” ต้นสนชี้นิ้วก่อนจะพรูลมหายใจ “จากเรื่องนั้นมาเรื่องนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้สิครับ”

 “พี่เองก็ขอโทษนะหากพูดอะไรกระทบจิตใจไปเกี่ยวกับเรื่องภวัตน่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าหากพี่ยังเป็นห่วงเขาอยู่ผมเองก็ไม่ว่าหรอกเพราะยังไงก็คบกันมานาน แต่ผมไม่ยอมแน่หากเขาจะขอคืนดีพี่ปราชญ์” ชลันพูดด้วยดวงตาแน่วแน่ไม่หวั่นเกรง “ตอนนี้พี่เป็นคนรักของผม”

ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม “ครับ พี่เป็นของต้นสนคนเดียว”

เป็นอีกครั้งที่ความเงียบกัดกินเราทั้งสองคน แต่มีเพียงต้นสนที่ลุกลี้ลุกลน อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ จนจะถึงที่หมายอยู่แล้ว เขาเหล่มองคนข้างกาย พลางคิดว่าหากพูดไปตอนนี้มันจะดีหรือเปล่า “พี่ปราชญ์”

“หื้อ” คนถูกเรียกหันมอง

ต้นสนเอ่ยสิ่งในใจโดยที่ไม่มองหน้าคนข้างกาย “คบกับผมนะครับ” ต้องขอบคุณตัวเองที่ขับรถอยู่ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าพูดต่อหน้า ที่จริงเขาอยากจะพาพี่ปราชญ์ไปเที่ยวที่ไหนสักที่เพียงแค่สองคนแล้วขอคบ แต่เพราะว่ามีเรื่องคุณภวัตเข้ามา เขาก็อยากจะเป็นคนรักเต็มตัวให้พี่ปราชญ์พูดกับคุณภวัตได้ว่ามีคนในดวงใจแล้ว

แต่เสียงเงียบนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มใจแป้ว ทำไมพี่ปราชญ์ไม่ตอบอะไรเลย สุดท้ายก็ถึงหน้าวัง อยากจะตีหน้าผากที่ตัวเองดันมาขอคบบนรถและมาขอตอนที่มาถึงหน้าบ้านอีกฝ่ายพอดี

พี่ปราชญ์ยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น จนทำให้ชายหนุ่มเริ่มหวั่นใจว่าจะขอคบเร็วเกินไปหรือเปล่า ผู้ใหญ่ส่วนมากจะคุยกันก่อนใช่ไหม เขาทำอะไรรวดเร็วเกินไปแน่ ๆ เลย

ต้นสนที่คิดลบไปแล้วก็ตกใจเมื่อคนข้างกายพูดขึ้นมา

“หันมาหาพี่หน่อยครับคนดี”

“ครับ” ต้นสนเม้มปากประหม่าจนเห็นได้ชัด

“ขออีกรอบได้ไหมครับ”

ชลันหายใจติดขัดขึ้นทันตา ดวงใจเต้นระรัว ทั้งใบหน้าและใบหูร้อนขึ้นมาดื้อ ๆ “คือ...”

“พี่อยากให้ต้นสนพูดกับพี่ตอนเราหันหน้าเข้าหากัน”

“ผม” ผู้หมวดหนุ่มหลับตาและปลอบตัวเอง เมื่อลืมตาขึ้นก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง “เราคบกันนะครับ” เสียงกลองที่ไหนกัน ลั่นอยู่ในหูไม่หยุดเลย ใจเต้นแรงขนาดนี้เขาจะตายหรือเปล่านะ

ปราชญ์เองก็หูแดง ทว่า ยังเก็บสีหน้าได้ดี เขานึกขันเมื่อเห็นต้นสนทำหน้าคล้ายกลั้นยิ้ม หน้าแดงจัด ทำปากมุบมิบจนน่ามันเขี้ยว “ครับคนดี”

คนถูกตอบรับนิ่งไปเล็กน้อย ดั่งกับหินมีชีวิต แข็งค้างราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างอย่างไรอย่างนั้น

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ปราชญ์หันไปทางเสียงเคาะก็พบกับสาวใช้ที่มาเคาะกระจกรถ “ครับ?”

“กลับมาพอดีเชียวเลยค่ะคุณชายใหญ่ ท่านชายนนท์ประสงค์ขอพบค่ะ”

เขาผงกหัว “ครับ เดี๋ยวผมไป” เมื่อเห็นเธอเดินเข้าไปแล้วก็หันมามองคนข้างกายที่ยังคงดูตื่นตกใจ ไม่ยอมพูดอะไรเลย

“พี่ไปก่อนนะครับ”

ชลันพยักหน้าเชื่องช้านั่งมองอีกฝ่ายเดินเข้าไปในวังแล้วจึงขับรถกลับไปจอดที่บ้านตนเอง ไม่ว่าใครทักทายอะไรก็ไม่ยอมตอบ

“พี่ต้นสนเป็นอะไรน่ะแม่” ฟ้าใสถามผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่ด้วยกัน

“ไม่รู้สิ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ลองไปถาม—”

“วู้วววววววว” สองแม่ลูกตกใจจนทำผักตกพื้น อยู่ ๆ ต้นสนก็ตะโกนเสียงดังลั่นบ้าน ดังจนพ่อเฟื้องที่อยู่โรงสีก่นด่าลูกตัวเองว่ามันเป็นอะไรของมัน

“โอ๊ย แสบหู อะไรของพี่เนี่ย” ฟ้าใสปิดหูตัวเอง

“แม่ ๆ ฟ้าใสสสส” ต้นสนยิ้มกว้างทำหน้าเบิกบาน

“อะไรกัน หื้อ! โธ่เด็กคนนี้ แม่ตกใจหมด”

ต้นสนเดินไปนั่งกับพื้นแล้วเอนหัวซบตักผู้เป็นแม่ “ผมได้คบกับพี่ปราชญ์แล้วแม่”

“ห๊ะ” ฟ้าใสตาโต

“อ่าว ไม่ได้คบกันอยู่แล้วรึ” ต้นอ้องุนงง

“ก็เพิ่งขอเป็นพิธีวันนี้” พูดเสร็จก็ยิ้มจนตาหยี

“พี่ปราชญ์น่าจะตาถั่ว”

“อะไร ๆ เดี๋ยวเถอะ พี่ชายเธอออกจะหล่อและนิสัยดีขนาดนี้”

ฟ้าใสกลอกตาแล้วหันไปเด็ดผักต่อ

“แม่ก็คิดว่าแกสองคนคบกันไปแล้ว วันนั้นก็พูดซะดิบดีว่าให้ดูแลชีวิตคู่”

“ก็คบนั่นแหละแม่ แค่ยังไม่ได้พูดให้ชัดเจนกับสถานะ”

ต้นอ้อส่ายหัวพลางยิ้มเหนื่อยอ่อน “แล้วนี่ ศึกษาดูใจกันพอรู้นิสัยแล้วใช่ไหมถึงคบกันน่ะ”

คนเป็นลูกเงียบไป พลางคิดทบทวน “หลังจากรู้ว่าใครรู้สึกอย่างไรเราก็ทำตัวดั่งคนรักมาตลอดเลย ผม...”

“เอาเถอะ อยู่กันไปก่อนเดี๋ยวก็รู้เองว่าชีวิตคู่รอดหรือไม่รอด จะเป็นยังไงก็ให้มันเป็นไปตามอนาคต แต่ต้นสนอายุน้อยกว่าพี่เขาเยอะเลย อาจจะไม่เข้าใจผู้ใหญ่ในบางเรื่อง มีอะไรก็คุยกันนะ ปรึกษากัน”

ต้นสนพยักหน้า นึกถึงตอนที่พี่ปราชญ์พูดเรื่องคุณภวัตแล้ว ลองมองมุมตัวเองว่าหากเป็นเขาเอง คงจะต้องปิดเงียบเพราะไม่กล้าพูด แต่พี่ปราชญ์ก็พูดมันออกมา เขาเองก็ต้องปรับเปลี่ยนเรื่องความคิดบ้าง บางคนอาจจะบอกว่าถ้าใครรักเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรเลย ทว่า มันก็ต้องมีบางเรื่องที่ต้องปรับเปลี่ยนกันบ้าง

ที่อยากจะเปลี่ยนในเรื่องความคิด เพราะเราจะได้เข้าใจกันและกันมากขึ้น

 



เฝ้าคำนึง

 
 


“เออแม่ ว่าจะถาม... จัดงานอะไรน่ะ” ต้นสนที่กำลังอยู่ในชุดตำรวจเอ่ยถามพลางมองรอบ ๆ รวมถึงนอกบ้าน

“จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้อีกเรอะ” ต้นอ้อส่ายหน้า

“เอ้า ถ้ารู้จะถามไหมล่ะ” ผู้เป็นแม่ที่กวาดบ้านเตรียมยกไม้ทำท่าจะฟาด ต้นสนเลยรีบวิ่งลงไปข้างล่าง “จะตีผมทำไมเนี่ย”

ต้นอ้อเอาไม้กวาดชี้ “เดี๋ยวเถอะ แล้วกลับกี่โมง คนที่ทำงานไม่บอกเลยหรือไง ที่นั่นเขาไม่หยุดกันหรือ”

“อืม... ก็เห็นหยุดล่ะมั้ง แต่ผมไม่ได้ฟังว่าหยุดกันทำไม”

ได้ยินอย่างนั้นต้นอ้อก็ถอนหายใจ “เที่ยงคืนนี้ก็จะวันปีใหม่แล้ว พุธโธลูกฉัน” บ่นเงียบ ๆ คนเดียวแล้วเดินหนีไปกวาดบ้านต่อส่วนต้นสนนั้นเบิกตาโตเป็นไข่ห่านไปเสียแล้ว

“แม่!!!”

“โอ๊ย อะไร!”

“ทำไมไม่บอก!!”

“แกไม่เคยเขียนวันที่เวลาทำงานหรือไง”

“ไม่! ...เขียนก็ได้! แต่ผมจำไม่ได้” ต้นสนโหวกเหวกโวยวาย “ผมยังไม่เตรียมของขวัญให้พี่ปราชญ์เลย!”

“จะไปรู้แกเรอะ” ต้นอ้อตะโกนตอบ สองแม่ลูกเถียงกันเสียงดังจนคนเดินผ่านไปมาได้ยินหมด

“แม่อะ!!!”

“ไปทำงานเลยไปไอ้ลูกคนนี้” ต้นอ้อเดินมาไล่ก่อนจะกลับไปทำอย่างอื่นต่อ

ชลันทำหน้าบึ้งตึง สัมผัสมือที่โดนไหล่ทำให้ต้องหันไปบ่นใส่คนทัก “อะไรเล่า อุ๊ย” ผู้หมวดหนุ่มตกใจก่อนจะยิ้มแหย “พี่ปราชญ์”

“ตะโกนอะไรเสียงดังไปถึงวังเลย”

“ขอโทษครับ” ชายหนุ่มผงกหัว ก่อนจะจับสังเกตได้ว่าวันนี้พี่ปราชญ์อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงขายาวที่ไม่ใช่ชุดสูทไปสอนอย่างทุกวัน “วันนี้ไม่ไปทำงานหรือครับ”

“หยุดน่ะครับ แล้วต้นสนไม่หยุดหรือ”

“คงหยุดพรุ่งนี้ครับ” ปากหนายิ้มแป้น “แล้วพี่ปราชญ์มาที่นี่ทำไมหรือครับ”

“ว่าจะมาขอส่งต้นสนไปทำงาน เดี๋ยวตอนเย็นพี่ไปรับ”

ต้นสนกำลังดีใจทว่าพอรู้ว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ก็ค่อย ๆ หุบยิ้ม “ได้ครับ”

“โธ่คนดี” ปราชญ์ลูบผม “พี่สัญญาจะรีบกลับมาฉลองปีใหม่ด้วยกัน”

“ครับ”

“ยิ้มเร็ว”

ไม่ต้องพูดให้มากความแค่เพียงเห็นรอยยิ้มคนตรงหน้าต้นสนก็ลืมความหม่นหมองในใจไปหมด อดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม

“ไปครับ พี่ไปส่ง” ปราชญ์เดินนำไปอีกทางเพื่อเอารถตนเองไป

ต้นสนยังคงพูดเจื้อยแจ้ว พอไม่ใช่คนที่ขับรถก็เอาแต่รุ่มร่ามจนโดนเอ็ดไปหลายที เอาหัวซบบ่าบ้างล่ะ จูบไหล่บ้างล่ะ หอมตามลำคอบ้างล่ะ ซนเสียจริง น่าตีให้เข็ด

“อือ อย่า” คนอายุมากกว่าเอียงหัวหลบให้วุ่น

“ตัวพี่ปราชญ์หอม ต้นสนอยากจูบ”

อยู่ ๆ ความร้อนก็กระทบใบหน้า ปราชญ์ตาพร่า หัวใจฟูฟ่อง วาบหวามไปกับคำพูดนั้น “หลังจากขอคบเมื่อวานก็เอาใหญ่เชียว”

“ฮี่” ต้นสนหัวเราะเสียงใส ดั่งกับเด็กน้อยได้ของขวัญชิ้นงาม “ผมดีใจนี่หน่า”

“ไว้ดีใจตอนที่พี่ไม่ได้ขับรถไม่ได้หรือครับ เดี๋ยวเกิดอุบัติเหตุ”

“ขอโทษครับ” หูลู่หางตกเป็นอย่างไรก็คงได้เห็นวันนี้

ปราชญ์หันมองน้องสลับกับถนน เห็นท่าทางหงอย ๆ เลยยื่นมือไปเกลี่ยใบหู “คนดีไม่งอนพี่นะครับ”

คนงอนที่ว่าหันหน้าหนี ปราชญ์หันมองทันทีเมื่อถนนว่างกลัวว่าต้นสนจะแง่งอนใส่ ทว่า พอเห็นปลายหูแดงก็ส่ายหน้า

ที่แท้ก็เขินนี่เอง

“พี่ปราชญ์” ตำรวจหนุ่มเรียกเสียงอ่อนเสียงค่อย

“หื้อ” เขาตอบรับและวางมือลงบนต้นขาข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็บังคับพวงมาลัย หากใครมาเห็นเข้าคงหลงเสน่ห์ให้วุ่น

“ผมเหมือนจะตายเลย” ต้นสนเอนหลังพิงกับเบาะพร้อมกับทาบมือลงที่กลางอก “หัวใจผมเต้นเร็วเกินไปแล้ว”

ปราชญ์นิ่งไปก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง เด็กหนอเด็ก “อะไรกัน ไม่ชินอีกหรือ”

“ทีพี่ปราชญ์ยังเขินผมเลย”

คนถูกย้อนกัดปาก แก้มนูนเพราะกลั้นยิ้ม “พี่เปล่า...” เขาว่าเสียงค่อย

ต้นสนหรี่ตามอง ตนเองแก้มแดงขนาดนั้นแต่ก็ยังไปแกล้งคนข้างกาย และแล้วความสนุกก็หมดลงเมื่อมาถึงที่ทำงาน

อยากนั่งรถสักครึ่งวันเสียจริง ผู้หมวดหนุ่มคิดในใจ

“ตั้งใจทำงานนะ”

ชลันผงกหัวก่อนจะเอียงหน้าพลางใช้นิ้วแตะแก้ม รอสักพักก็มีเสียง ‘ฟอด’ ดังแว่วเข้าหู “วันนี้ผมเลิกประมาณหกโมงนะ”

“ครับ เดี๋ยวมารับ”

รอจนต้นสนเข้าไปแล้วปราชญ์ถึงค่อยตีรถออกไป

วันนี้เกิดปรากฏการณ์น่าแปลกที่ผู้หมวดชลันที่เคร่งขรึมเสมอนั่งยิ้มทั้งวัน เท่านั้นยังไม่พอ น้ำเสียงยังอ่อนลงหลายส่วน ลูกน้องในทีมพากันขนลุกเกรียว กลัวฝนจะตกกะทันหัน รวมถึงหัวหน้าในอีกทีมที่ดูจะตกใจและคิดว่าคงจะมีพายุเข้าในอีกไม่ช้านี้ ใครคุยด้วยก็ยิ้มไปคุยไป อารมณ์ดีเป็นที่หนึ่ง

ถึงเวลาเลิกงานต้นสนก็ออกไปที่หน้าสน.เห็นรถคันคุ้นเคยจอดอยู่เลยเดินเข้าไปเคาะกระจกเป็นการขออนุญาตเพื่อขึ้นไปนั่ง

“รอนานไหมครับ”

“ไม่เลย”

ชลันพยักหน้าแล้วยกนาฬิกาขึ้นดู “กว่าจะหนึ่งทุ่ม ก็อีกครึ่งชั่วโมงเลยนี่ครับ”

“พอดีครับ เราก็ไปทานอาหารเย็นด้วยกันเลย” ปราชญ์ว่าพลางมองกระจกเพื่อถอยรถ

“พี่ปราชญ์หิวหรือครับ”

“พี่รอทานอาหารเย็นกับต้นสนน่ะ แล้วต้นสนก็เพิ่งเลิกงานด้วยเลยจะพาไปทานพอดี” พูดเสร็จก็ขับรถออกจากสน.

ต้นสนเม้มปาก “ที่เดียวกับที่นัดคุณภวัตหรือเปล่าครับ”

“ครับ”

หลังจากคำพูดนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรกันอีก จวบจนมาถึงร้านอาหาร ปราชญ์ก็เดินนำเข้าไปนั่งในห้องส่วนตัว สั่งอาหารมาสามสี่อย่าง

“แล้วพี่ปราชญ์จะไม่อิ่มก่อนหรือครับ หากต้องนั่งคุย”

“ตอนนั่งคุยจะสั่งพวกของทานเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาครับ จะได้ไม่อยู่นานเกินไป”

เพียงแค่คำพูดธรรมดาแต่ก็ใส่ใจคนฟัง ชลันอุ่นใจมากขึ้น เพราะเขาไม่อยากให้สองคนนี้อยู่ด้วยกันนานเลย

เขากลัว...

ไม่นานนักกับข้าวก็เสร็จ ทั้งคู่กินไปคุยไป หากอยู่ที่วังคนโดนดุไปแล้ว เพราะควรพูดหรือถามกันเล็กน้อย ถือเป็นมารยาทบนโต๊ะอาหารที่ไม่พูดคุยมากมาย แต่เพราะตอนนี้อยู่กับต้นสนแถมห้องนี้ยังเป็นห้องส่วนตัวเลยปล่อยตัวตามสบาย

“คุณชายครับ มีแขกมาพบครับ เห็นว่าชื่อคุณภวัต”

ทั้งคู่นิ่งไป ปราชญ์หันมองต้นสนที่ทานไปได้เพียงครึ่งเดียว “คือ”

“ไปเรียกเขาเข้ามาเลย” ชลันคลี่ยิ้มให้พนักงาน พอเห็นพนักงานออกไปแล้วก็ลุกขึ้น ทว่า พอเห็น ‘คนรัก’ มีสีหน้าหนักใจก็ยิ้มให้ “ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะครับ ผมไม่เป็นไรจริง ๆ”

“พี่จะรีบคุยนะ”

ต้นสนใจอ่อนความกลัวลดลง ชายหนุ่มลูบแก้มคนที่ยังนั่งอยู่ “คุยให้เข้าใจเลยครับ ผมรอได้ ดีกว่าค้างคากันนะ”

ปภารัชหลับตาพริ้มเอียงหน้าซบกับฝ่ามืออุ่นร้อน “ขอบคุณครับ”

ผู้หมวดหนุ่มยิ้มบางแล้วก้มลงจูบหน้าผาก “มาครับ เอากุญแจรถมา” ว่าพลางยื่นมือเพื่อขอกุญแจ

ปราชญ์เอากุญแจให้ “หรือจะให้พี่บอกพนักงานเปิดอีกห้องแล้วเอาอาหารไปทาน”

“พอเลยครับ ไว้เรากลับไปกินที่บ้านก็ได้ คืนนี้คงมีอาหารเยอะแยะ”

“จริงด้วยสิ”

“งั้นผมไปนะ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้าแล้ว ใบหน้ายังดูหนักใจเลยก้มลงจูบกลีบปากนั้นเบา ๆ ทว่า ตอนผละออกนั้นก็พอดีกับใครคนหนึ่งที่เดินเข้ามา

“ภวัต”





จบบทที่ ๑๙

-----------------------------------------------------------

ภวัตรอบที่สองก็แล้วยังไม่ได้คุยสักที คือมันยาวมากเลย ตอนแรกจะลงตอนนี้ทีเดียวแต่พอแต่งไป มันยาวเป็น24หน้ากระดาษเวิร์ด คิดว่ามันยาวเกินไปเลยว่าจะใส่ช่วงที่คุยกับภวัตไปตอนต่อไปค่ะ เพราะแค่ตอนคุยกับภวัตก็เกือบจบบทนึงได้ คิดว่าเอาใส่ตอนที่20ดีกว่า คาดว่าจะมาลงพรุ่งนี้ช่วงเย็น ๆ หรือค่ำ ๆ

แล้วก็เตรียมทิชชูไว้ก่อนอ่านตอนที่20เลยนะคะ555555555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๙
« ตอบ #69 เมื่อ: 25-04-2021 01:46:30 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 69
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
 

บทที่ ๒๐

ปีใหม่ที่แสนสวยและเจ็บปวด

 
 


ยังดีที่พนักงานต้องเปิดประตูดันออกด้านนอกเลยไม่เห็นว่าเราสองคนจูบกัน แต่คนที่เห็นคือแขกของพี่ปราชญ์

นั่นก็คือคุณภวัต...

ต้นสนมองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือใคร ชายคนนี้ดูตกใจ ดวงตาสั่นระริก ทว่า ก็หายวูบไปเหลือเพียงเรียบนิ่ง

ภวัตใส่ชุดสูทอย่างดีพร้อมของขวัญในมือ เขาเดินเข้าไปเพื่อให้พนักงานปิดประตู มองคนที่ใส่ชุดตำรวจดูภูมิฐานแลดูเย็นชาในสายตาคนนอก เพราะใบหน้าคมคายที่สะท้อนความเป็นผู้นำ อาจจะยศสูงและอาจจะเป็นหัวหน้าสักทีมก็เป็นได้ อีกฝ่ายสูงกว่าเขาเล็กน้อย สมกับเป็นตำรวจผู้นำความยุติธรรม

“สวัสดีครับคุณภวัต” ชลันยิ้มทักทายและพนมมือกลางอกไหว้จนคนถูกไหว้ตกใจเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไหว้ตน

“สวัสดีครับ” ภวัตรับไหว้เงยหน้ามองเล็กน้อย เพราะอีกฝ่ายสูงเสียจริง เห็นรอยยิ้มนั้นที่เผยออกมาดูจริงใจ ถ้าหากการจูบกันเมื่อกี้คือเป็นการบอกได้ดีว่าคุณคนนี้เป็นคนรักคนใหม่ของปราชญ์และคงจะรู้เรื่องของเขา ทว่า การตอบรับนี้ทำให้เขายอมรับไม่น้อยว่าอีกฝ่ายนั้นต้อนรับเขาดี ไม่ถือหยิ่ง ยังยิ้มรับให้ แม้เขาจะเป็นคนเก่าก็ตาม

แพ้อย่างถาวร

“คุณคือ...” ภวัตเอ่ยถามและยิ้มอย่างเป็นกันเอง ไม่รู้สึกขุ่นเคืองใดใด

“ผมหมวดชลันครับ”

“อ้อครับ หมวด” ชายหนุ่มยิ้มบาง “ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

“ครับ ตามสบายเลยนะครับ” ต้นสนยิ้มและผายมือ

“เอ่อ ไม่อยู่ต่อหรือครับ”

“ไม่เป็นไรครับ คุยกันเลย” ว่าแล้วก็เดินออกไปทันที ไม่รีรออะไรให้มากความ

ภวัตมองตามแผ่นหลังนั้นจนประตูปิดไปแล้วก็ยังคงมองอยู่อย่างนั้น

“ภวัต เชิญนั่งเลยครับ” ปราชญ์เอ่ยทักนั่นเลยทำให้ภวัตต้องหลุดจากภวังค์และเดินมานั่ง เห็นอาหารที่พร่องไปเล็กน้อย คิดว่าสองคนนี้คงจะมาทานอาหารกัน

สักพักก็มีพนักงานสองสามคนเข้ามาเก็บจานเก่า และเอาของทานเล่นมาเสิร์ฟอย่างรู้งาน

“ทานได้นะ” ปภารัชเอ่ยบอก

“คนเมื่อกี้...”

คำถามนี้ทำให้เกิดความเงียบขึ้นมาและคำตอบที่ได้ก็ทำให้คนฟังเจ็บปวด แม้จะเข้าใจตั้งแต่การกระทำนั้น แต่พอมาฟังจากปากของคนตรงหน้าก็ทำเอาจุกไม่น้อย

“คนรักผมเองครับ”

“หรือครับ” คนฟังยิ้มขืน ก่อนจะพรูลมหายใจและยื่นกล่องของขวัญให้ “ผมเอาของขวัญสำหรับต้อนรับปีใหม่มาให้”

“ขอบคุณนะครับ” ปราชญ์รับมาวางไว้ข้างตัว “ผมต้องขอโทษนะที่ไม่มีของขวัญให้เลย”

“ไม่เป็นไรครับปราชญ์”

“แล้วภวัตอยากคุยอะไรกับผมหรือครับ พูดก่อนได้เลยนะ”

ภวัตเตรียมใจมาเผื่อไว้แล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าก่อนจะเตรียมใจนั้นจะต้องมาเจอภาพบาดตาบาดใจอย่างนี้

สิ่งที่เขาอยากพูดมันไม่มีวันนั้นอีกแล้ว

“ที่จริงผมอยากขอปราชญ์ว่าให้เราติดต่อกันเหมือนเดิม จะเป็นเพื่อนกันก็ได้ ถ้าจะบอกว่าไม่หวังอะไรก็คงจะเป็นการโกหกเกินไป ผมหวังว่าสักวันเราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม” ถึงแม้ปากจะยิ้ม ผิดกับดวงใจที่เหลวแหลก พังทลายไม่มีชิ้นดี

ปราชญ์ไม่อยากสบดวงตาที่เศร้าหมองนั้น “ขอโทษนะครับ”

“ไม่ครับ ไม่เป็นไรเลย”

ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้งและน่าอึดอัดยิ่งกว่าเก่า สุดท้ายเขาก็ต้องพูดเพื่อให้เข้าใจกัน “ผมเองก็มีเรื่องจะพูดเหมือนกัน” พอคนตรงข้ามเงยหน้ามองแล้วจึงพูดต่อ “ที่ผมนัดคุณวันนี้ คือวันที่เราจะพบกันครั้งสุดท้าย”

หากใครบอกว่าหัวใจสามารถถูกบีบได้โดยไม่ต้องเอาออกจากร่างกายก็คงไม่เกินจริง ดั่งกับมีมือมาบีบให้มันปวดร้าวแทบเจียนตาย ยังนับถือตัวเองที่ไม่น้ำตาร่วงตอนนี้

“ผมเองก็เสียใจที่ทิ้งคุณมา ให้คุณจมกับความเจ็บปวดโดยที่ไม่พูดอะไรให้เข้าใจ แต่ผมไม่สามารถกลับไปอยู่ส่วนนั้นได้ ตอนผมอยู่กับคุณผมรู้สึกว่าผมเหนื่อย ไม่ใช่เพราะว่าคุณไม่มีเวลาหรือทำร้ายจิตใจกัน ไม่เลย คุณมีเวลาให้ผมตลอดและคุณก็ดูแลผมเสมอมาแต่หลังจากโตขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มคิดได้ในบางเรื่อง ผมกลับคิดว่าเราสองคนเริ่มต้นได้ไม่ดีเท่าไร คุณและผมเราเพิ่งรักกันหลังจากคบได้ปีสองปีกว่า เป็นการคบกันที่ไม่มีความรู้สึกรักตั้งแต่แรก และพอได้รักได้อยู่ใช้ชีวิตด้วยกัน ผมยอมรับว่ามันดีมาก แต่หลังจากนั้นผมก็รู้สึกว่าความรักของผมมันถูกกะเทาะจนแตกหัก ผมเลิกรักคุณ มันง่ายดายดีที่พูดไป และมันคงจะดูไร้เหตุผลเกินไป แต่ผมก็ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนี้ต่อคุณได้อีก”

ปราชญ์บีบมือทั้งสองเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมองน้ำตาที่ผล็อยลงมาของคนตรงข้าม “ผมขอโทษนะครับ ที่ผมไม่สามารถให้ความรักที่ดีต่อคุณได้”

ภวัตกัดกรามเพื่อกลั้นเสียงร้องก่อนจะเงยหน้าเพื่อไล่น้ำตากลับเข้าไป ชายหนุ่มยกมือเช็ดน้ำตาตามแก้ม “เพราะคนชื่อชลันหรือเปล่าที่ทำให้คุณหมดรักผม”

“ไม่เลยภวัต ช่วงตอนคบกับคุณจนเลิกกับคุณผมไม่มีใครในใจเลย ผมเพิ่งรู้สึกรักเขาหลังจากเลิกกับคุณไปได้หลายปีแล้ว”

ภวัตพยักหน้า “เข้าใจแล้วครับ ได้ยินอย่างนี้ผมจะได้ไม่คิดไปเองว่าคุณอาจมีคนอื่น” เขาถอนหายใจ “ขอโทษนะครับที่คิดอย่างนี้”

“ไม่เป็นไรครับ”

“แล้วเจอกันได้ยังไงหรือครับ เจอพร้อมกับน้องธันหรือเปล่า เป็นตำรวจแบบนี้เป็นเพื่อนน้องธันหรือ”

“ครับ แล้วก็บ้านเขาอยู่ใกล้กับบ้านของผม คุณพ่อของเขาเป็นน้องคนสนิทของคุณพ่อน่ะครับ”

ภวัตขบคิด “หรือครับ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเจอกันตั้งแต่เด็กสินะครับ เจอกันก่อนจะมาเจอผม”

ปราชญ์นิ่งไปก่อนจะพยักหน้า

“ใช่คนเดียวกับคนที่เขียนจดหมายมาหาคุณหรือเปล่า”

“ครับ”

ภวัตยิ้มอย่างนึกขัน เมื่อจำเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่ยังคบกันได้ “จำที่ผมพูดว่าหึงได้ไหม ตอนนั้นการเขียนของเด็กคนนั้นดูมีอะไรและมันก็มีจริง ๆ แต่คุณบอกว่าเป็นแค่น้องที่รู้จักแถมยังเด็กอยู่ ผมก็เลยไม่คิดอะไร แต่คุณรู้ไหมว่าเด็กโกหกไม่เก่ง ทุกตัวอักษรที่เขียนล้วนแล้วมาจากใจ ตอนนั้นคุณก็รู้ใช่ไหม”

“ไม่รู้เลยครับ ไม่เคยตะขิดตะขวงใจด้วย เพราะตอนนั้นผมไม่ได้คิดกับน้องเกินกว่าน้องชายคนหนึ่ง ไม่มีสักเสี้ยวเดียว”

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็รู้สึกดีมาตลอดที่ได้อ่านจดหมายพวกนั้นและความรักของคุณก็เริ่มเทไปให้ที่เด็กคนนั้น จนคุณคิดว่าคุณเลิกรักผมเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่คุณอาจจะเริ่มรักคนในจดหมายจนทำให้คุณให้ใจไปที่คนนั้นโดยไม่รู้ตัวก็ได้”

คำพูดเสียดแทงนั้นทำให้ปราชญ์วูบไหวไป ในหัวเริ่มคิดตาม เป็นคำพูดที่มีเหตุผลจนไม่อาจเถียงใดใดได้ แต่ก็ยังคัดค้านในใจกับบางอย่างที่ภวัตพูด

“บางทีเหตุผลที่คุณเลิกรักผมก็อาจจะเป็นเพราะจดหมายพวกนั้นก็ได้ แม้ว่าผมจะรู้ว่าเด็กคนนั้นไม่ส่งจดหมายมาหาคุณอีกเลย แต่คุณก็ยังส่งจดหมายไปให้ ถึงช่วงหลัง ๆ จะไม่ค่อยส่งแล้วแต่คุณก็ยังนั่งอ่านจดหมายนั้นซ้ำ ๆ แม้จะเก่าและนานแล้วก็ตาม คุณเก็บจดหมายพวกนั้นอย่างดี จนผมเคยนึกอิจฉาเด็กคนนั้นที่แค่จดหมายคุณก็เก็บและดูแลมาอย่างดีตลอด เวลาที่คุณรู้สึกเครียดก่อนที่คุณจะปรึกษาผมคุณก็จะอ่านจดหมายพวกนั้นเพื่อระบายความเครียด” ภวัตกำมือแน่น “ผมเคยอ่านจดหมายพวกนั้นตอนคุณไม่อยู่ ผมเรียบเรียงทุกอย่างและสงสัยมาตลอด พอมาวันนี้ผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงไม่ส่งจดหมายมาอีกเลย ก็เพราะว่าคุณบอกเขาเรื่องมีคนรักแล้วและเขาก็เจ็บปวดจนไม่อาจเขียนจดหมายได้อีก”

หากบอกว่าภวัตนั้นเก่งด้านใด ก็เก่งเรื่องที่พูดตรงจุดหรือแม้แต่พูดในสิ่งที่เห็น แต่เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำอะไร ทว่า ไม่ใช่กับปราชญ์ เขาจับอะไรได้บางอย่างจากคำพูดนั้นที่ทำให้เขาไขว้เขว ไม่ใช่เพราะเรื่องที่เผลอรักต้นสนตั้งแต่แรก แต่คือเรื่องที่ภวัตเก็บในใจมานานขนาดนี้...

“เราคบกันมาแปดปี แต่ถ้าพูดว่ารักกันจริง ๆ ก็ตอบได้แค่ว่าเรารักกันมาห้าปีเท่านั้น และช่วงแปดปีที่ผ่านมาคุณอาจจะมีเขาอยู่ในใจมานานแล้วเหมือนกันก็ได้ ห้าปีที่เรารักกันอาจจะเป็นเพราะว่าเด็กคนนั้นไม่ได้ส่งจดหมายมา เลยทำให้คุณสนใจผมได้เต็มที่มากกว่าการเขียนตอบจดหมาย”

ปราชญ์เริ่มขมวดคิ้วเมื่อคำพูดนั้นบอกอะไรได้หลายอย่าง

“คุณอาจจะไม่รู้ตัว แต่ผมที่สังเกตคุณมาตลอด ทำไมจะไม่รู้” ภวัตพูดพลางยิ้มขืน

“ผมไม่คิดอะไรกับเด็กคนนั้นจริง ๆ ครับ และผมก็มั่นใจว่าห้าปีนั้นผมรักคุณจริง ๆ”

“ปราชญ์ ยอมรับเถอะครับ คุณเงียบไปตอนฟังผมพูด ก็หมายความว่าสิ่งที่ผมพูดทำให้คุณเริ่มคิดและมองตัวเองในอดีต ทำให้คุณเชื่อไปแล้วว่ามันจริง”

“ที่เงียบเพราะกำลังฟังเหตุผลของคุณต่างหาก” ปราชญ์ส่ายหน้า “ผมขอปฏิเสธเรื่องที่ผมเริ่มรักเด็กคนนั้นตั้งแต่ก่อนคบกับคุณ เขาเป็นแค่เด็กนะภวัต ผมเห็นเขาเหมือนเด็กคนหนึ่ง เห็นเป็นน้องชายที่ชอบเล่าเรื่องทั่วไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีความหมายอะไรมากกว่านั้น และเวลาที่ผมเหนื่อยผมท้อทั้งชายธันและชายกรณ์ก็เป็นคนที่ทำให้ผมหายเหนื่อยเหมือนกัน ตอนที่ผมคบกับคุณ ผมมองคุณเป็นคนรักของผม และผมมองน้องเขาเป็นเพียงแค่น้องชาย ผมคิดแต่เรื่องคุณ จนปีสุดท้ายที่ผมเลิกรักคุณ ผมก็ยังไม่ได้แตะจดหมายสักฉบับ ที่ผมบอกว่าเริ่มรักหลังจากเลิกกับคุณไป ก็เพราะว่าหลังเลิกกับคุณสองปีนั้น ผมเริ่มอ่านจดหมายและถามเรื่องราวของเขากับชายธัน พอผมยิ่งรู้ ก็ยิ่งอยากเจอ แล้วพอผมกลับไทยผมก็ถึงได้รู้ตัวว่ารักเด็กคนนั้นไปแล้ว”

ปราชญ์นวดขมับ “ถ้าพูดตามตรง ผมรักเด็กคนนั้นหลังจากเลิกกับคุณไปสองปี เพราะช่วงนั้นผมถามเกี่ยวกับเรื่องเขาผ่านชายธันเสมอ ฟังเรื่องเขามาตลอด ได้รู้ความคิด ได้รู้ในสิ่งที่เขาทำ มันทำให้ผมอยากเจอเขา แต่ถ้าพูดว่ารักเขาตั้งแต่ก่อนคบกับคุณ และพอเลิกสนใจจดหมายพวกนั้นก็มาเริ่มรักกับคุณห้าปี ผมขอปฏิเสธ ช่วงสี่ปีหลังก่อนจะเลิกกันที่ผมไม่ได้ส่งจดหมายไปหาเขาและไม่เคยอ่านจดหมายพวกนั้น จนทำให้คุณคิดว่าผมเริ่มสนใจคุณแทนจดหมายพวกนั้น แต่เปล่าเลย มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด ผมรักคุณมาตลอด คุณคือรักแรกของผม”

ภวัตเป็นคนที่ทำให้เขามีกำลังใจเสมอมาและเคยเป็นคนที่เขาคิดว่าจะฝากชีวิตไว้ตลอดไป ปราชญ์จึงออกจะรู้สึกแย่อยู่บ้างที่ภวัตมองว่าห้าปีนั้นที่รักกันเขาไม่ได้รักอีกฝ่ายเลย

บางทีการพูดตรง ๆ ก็ควรไตร่ตรองก่อนพูดจริง ๆ

ภวัตเป็นคนตรง ๆ ที่มักจะพูดในสิ่งที่คิด แต่สิ่งที่คิดมันอาจจะไม่ถูกเสมอไป แต่คงโทษกันไม่ได้ เพราะว่าเขาอ่านจดหมายของต้นสนตอนเครียดจริง ๆ รวมถึงจดหมายของน้องชายทั้งสอง ไม่ยอมปรึกษาภวัต จนทำให้ภวัตคิดมากและคิดไปแล้วว่าเขาสนใจแต่จดหมายของต้นสน เรื่องนี้เขาผิดเต็ม ๆ ไม่ใส่ใจความรู้สึกอีกฝ่าย และเขาควรจะตงิดใจตั้งแต่ภวัตบอกว่าหึงเขา แต่เขาก็ปล่อยผ่านเลยเพราะคิดว่าต้นสนเป็นน้องชาย ไม่คิดหวั่นกลัวหรือหาข้อแก้ตัวว่าสิ่งที่ทำนั้นคือการนอกใจเพราะเขาคิดกับต้นสนแค่น้องชายจริง ๆ

เริ่มจะเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเหนื่อย ตัดเรื่องเวลา ตัดเรื่องการดูแล ก็คงจะเป็นทางความคิด พอเลิกไปนานจนกลับมาคุยกันอีกครั้งนี้ก็เข้าใจแล้วว่าเรามีความคิดที่ไม่ตรงกันเลย หรือเพราะตอนนั้นเขารักภวัตมากจนไม่เห็นข้อเสียของเราสองคนข้อนี้

ข้อเสียที่เราสองคนมีนั้น ดูท่า เขาคงคิดได้คนเดียว

ความเป็นผู้ใหญ่ที่เขาว่า ก็คือการมองเห็นปัญหาของชีวิตคู่ แต่ก็อธิบายความรู้สึกให้ใครไม่ได้ เพราะยังไม่นึกถึงเรื่องนี้ ได้แต่รู้สึกผิดต่อภวัตที่เลิกรักง่าย ๆ

วันนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงเลิกรักอีกฝ่าย

“ภวัต ผมต้องขอโทษนะที่ทำให้คุณคิดมากมาตลอดและมีปัญหาอะไรไม่เคยขอคำปรึกษาคุณเลย ขอโทษจริง ๆ แต่ผมขอบอกตรงนี้ว่าห้าปีที่ผ่านมามันมีค่ากับผมมาก มาเจอคุณวันนี้ ได้พูดคุยกันอีกก็รู้แล้วว่าทำไมผมถึงเลิกรักคุณ” ปราชญ์ถอนหายใจกับตัวเอง “เรามีความคิดที่ไม่เข้ากันเลย ตอนฟังคุณหรือตอนคุยกับคุณวันนี้ มันก็ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยแล้ว และผมคิดว่าคุณเองก็จะเหนื่อยตอนคุยกับผมเหมือนกัน เพียงแต่... คุณแค่รักผมมากจนไม่มองข้อเสียของผม ส่วนผมนั้นมองเห็นข้อเสียและผมเหนื่อยเกินกว่าจะคิดถึงมัน เราอายุเยอะแล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่ากระบวนการทางความคิดจะโตมากพอ ๆ กับอายุ” ปราชญ์จดจ้องดวงตานั้นที่มีความเศร้าปะปนก่อนจะพูด

“ต่อให้อายุเยอะแค่ไหน เราสองคนก็ยังคงเด็กกันเกินไปในเรื่องความคิดและความรัก”

เมื่อเห็นว่าภวัตไม่ตอบอะไรเขาจึงพูดต่อ “ผมเงียบก่อนหน้านี้เพราะกำลังรับฟังความคิดคุณและตอนนี้คุณเงียบเพราะกำลังรับฟังความคิดผม”

ภวัตนิ่งไปเพราะเริ่มทบทวนตามได้

“เรื่องพวกนี้ที่เราสองคนไม่เคยทำได้เลย คุณคิดมาก ผมผลักไส ผมนึกถึงคุณ และคุณเองก็ผลักไสส่วนนั้น เราต่างผลักไสกันโดยที่ไม่รู้ตัวและมันก็มีเพียงผมที่มองเห็นปัญหานั้น มีคนเคยบอกผมว่า ชีวิตคู่มีอะไรต้องปรึกษากัน ควรจะคุยกัน แต่เราสองคนแทบไม่คุยกันเรื่องนี้เลย ปล่อยให้คิดมาก ปล่อยให้โดดเดี่ยว ทั้ง ๆ ที่อยู่ด้วยกัน”

ปราชญ์ยังคงพูดต่อไปเพื่อให้อีกฝ่ายคิดหลาย ๆ แง่มุม “คุณลองทบทวนในสิ่งที่เราพูดกันดูวันนี้ ทุกประโยค ทุกคำต่างก็มีถากถางใส่กัน มักจะพูดให้ตัวเองดูดีและถูก โดยที่ไม่รู้ตัวอีกแล้ว และผมก็เป็นคนที่จับสังเกตได้ เราทั้งคู่ต่างมีเหตุผลที่อยากให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก ผมรู้ตัวเองดีว่าถากถางอะไรคุณบ้าง ขนาดรู้ตัวยังห้ามปากตัวเองไม่ได้เลย ผมพูดให้ตัวเองถูกก็เพราะสิ่งที่ผมพูดมันคือเรื่องจริง แต่ผมก็ยอมรับว่าสิ่งที่คุณพูดก็ทำให้ผมคิดได้ว่าผมมีส่วนผิดที่ทำให้คุณคิดแบบนี้มาตลอด ผมผิดที่ไม่ยอมคุยกับคุณตั้งแต่แรก”

“ผมยอมรับผิดกับสิ่งที่เคยกระทำกับคุณ ต้องขอโทษจากใจจริง ๆ ครับ แต่มันก็กลับไปแก้อะไรไม่ได้แล้ว ผมไม่ขอให้คุณให้อภัยหรอก แค่อยากให้คุณรู้ว่าห้าปีที่อยู่กับคุณผมรักคุณจริง ๆ และตอนคบกันสองปีแรกนั้นถึงเราจะยังไม่ได้รักกัน แต่คุณก็ทำให้ผมเปิดโลกอะไรหลาย ๆ อย่าง ผมอยากจะบอกว่าแปดปีที่อยู่กับคุณมันไม่เสียเวลาเลย เป็นระยะเวลาที่มีค่ามาก ๆ และผมก็จะไม่มีวันลืม”

“ภวัต ผมขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะและขอโทษกับสิ่งที่เคยทำไป รวมถึง...ขอโทษที่กลับไปไม่ได้อีกแล้ว”

เสียงร้องไห้นั้นดังขึ้นมา ภวัตก้มหน้า ตัวสั่นเทิ้มไปด้วยแรงสะอื้น น้ำตาไหลหยดใส่ผ้าปูโต๊ะจนมีรอยน้ำตาเต็มไปหมด

ถ้าเขาคิดเรื่องนี้ได้พร้อม ๆ กับปราชญ์ ถ้าเขาหันหน้าเข้าหาและเปิดใจคุยกันตั้งแต่แรก ปราชญ์ก็คงจะยังอยู่กับเขา ยังอยู่จนชั่วชีวิต ถ้าเกิดเขาคิดได้ตั้งแต่แรก ลองฟังความคิดเหมือนที่ปราชญ์ทำวันนี้ก็คงจะอยู่ด้วยกันจนถึงตอนนี้ไปแล้ว

ก็เพราะถ้ามันทำได้คงจะไม่มีคำว่า ‘ถ้า’ อยู่ด้วย

มันสายไปแล้ว... สายเกินย้อนกลับ

“ถ้าเราคุยกันตั้งแต่แรกเราคงจะยังคบกันใช่ไหม” ภวัตสะอื้นจนตัวโยนแต่ก็ยังพูดอย่างยากลำบาก

“ผมก็ไม่รู้หรอกครับ แต่ถ้าเราเปิดใจกันตั้งแต่แรกคงจะดีกว่าอยู่แล้ว มันก็เพราะผมที่ถึงจะรู้สึกได้แต่ก็ยังอธิบายไม่ได้ เพราะผมก็ยังสับสนกับตัวเองอยู่ เลยกลายเป็นคนที่ทำลายชีวิตคู่ของเรา”

ภวัตได้แต่ขอร้องในใจไม่ให้ปราชญ์โทษตัวเอง เพราะเขาเองก็ผิด เขาไม่ทันมองปัญหานั้น อยู่อย่างปล่อยปละละเลยเช่นกัน ถึงจะดูแลมากแค่ไหน ให้เวลาต่อกันมากเพียงใด แค่ขาดความคิดความเข้าใจกันมันก็พังทลายลงได้ หรือต่อให้ไม่ค่อยมีเวลาต่อกัน แต่หากเราพูดคุยกันเสมอมันก็ยังเดินหน้าได้ต่อ

ชีวิตคู่ไม่มีอะไรแน่นอนเลย

ภวัตพรูลมหายใจ เริ่มหยุดความเศร้าได้ เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาของตัวเอง “ผมเองก็ขอโทษนะครับที่ไม่ยอมมาเปิดใจคุยกับคุณ ผมเองก็ละเลยเรื่องนี้เหมือนกัน ขอโทษจริง ๆ”

“ไม่เป็นไรครับ”

เมื่อได้ยินคำนั้นภวัตก็ได้แต่ยิ้มจาง หากเขาเข้ามาคุยก่อนที่ปราชญ์จะนึกถึงคนที่ชื่อชลันคนนั้น คำว่าไม่เป็นไรจะทำให้เราทั้งคู่เข้าใจกันและกลับมาคบกันต่อ แต่นั่นก็เป็นเพียงความคิด หวังลม ๆ แล้ง ๆ ปลอบใจตัวเองเท่านั้น

เพราะคำว่าไม่เป็นไรคำนี้ หมายถึง ไม่เป็นไรให้อภัยต่อกันและก็กลับไปที่ ๆ ของตัวเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวต่อกันอีกแล้ว

ภวัตมองหน้าคนรักเก่า จดจำทุกส่วนทั้งใบหน้าและสิ่งที่เคยทำด้วยกันไว้ในใจ “เรื่องที่คุณขอโทษผม ผมก็ไม่ถือโทษหรอกครับ”

 

“ไม่เป็นไร”

ลาก่อนคนที่ผมรักที่สุด


 

 
*มีต่อ

ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 69
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
*ต่อจากด้านบน



ปราชญ์เปิดกล่องของขวัญที่ภวัตให้แล้วพบว่าเป็นพวงกุญแจจากสถานที่ที่หนึ่งที่เคยไปเที่ยวกับภวัต ตอนนั้นที่เราไปเที่ยวกันเป็นวันที่เราบอกรักกันครั้งแรก...

จากนั้นระหว่างทางกลับบ้านไม่มีใครพูดคุยอะไรกันเลยสักคำ ต้นสนเจ็บปวดที่เห็นน้ำตาของคนข้างกาย ตอนทั้งคู่เดินออกมาด้วยกันมีแต่คุณภวัตที่ดูออกว่าร้องไห้หนักจนตาแดงไปหมด ส่วนพี่ปราชญ์นั้นยังคงไม่เป็นอะไร แต่พอขับรถออกไปได้สักพักจวบจนเปิดกล่องของขวัญนั้นที่คงเป็นคุณภวัตให้มา คนที่เก็บอารมณ์ได้ดีเสมอก็ร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ โดยที่กลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้

เขายังจำได้ดี ตอนที่เดินออกมาแล้วคุณภวัตเรียกเขาให้ไปคุยด้วย

 

“ผมยินดีกับคุณนะ”

“ขอบคุณครับ”

“ฝากดูแลปราชญ์ด้วยนะ”

“ผมสัญญาจะดูแลเขาให้ดีที่สุด”

“นอกจากดูแล อย่าลืมนึกถึงเรื่องความคิดกันนะ มีอะไรก็คุยกัน ปรึกษากัน ไม่งั้นจะสายเกินไป เหมือนผม...”

ชลันใจกระตุก “เข้าใจแล้วครับ”

“ยินดีที่ได้พบนะครับ ขอให้รักกันนาน ๆ ผมจะไม่มายุ่งอะไรอีกแล้วเชื่อใจได้ ปราชญ์ไม่มีทางกลับมาอีกแล้ว”

“ขอบคุณนะครับและขอบคุณที่ดูแลพี่ปราชญ์มาเสมอ ขอบคุณที่อยู่กับพี่ปราชญ์ตอนมีปัญหารุมเล้า”

“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน ขอให้โชคดีนะครับ”

“คุณก็เช่นกันนะครับ”


 

ทุกคำพูดล้วนมาจากใจ แม้จะมีความเจ็บปวด อาลัยอาวรณ์ ส่งผ่านมาด้วย แต่ก็ยังคงยินดีและไม่มีความขุ่นเคืองต่อกัน คุณภวัตเป็นคนที่ดีมากจริง ๆ ดีเสียจนเขาเทียบแทบไม่ได้เลย

เขาจะดูแลพี่ปราชญ์ได้ดีเท่าคุณภวัตหรือเปล่านะ

ชลันหันมองคนข้างกายที่ยังคงมีหยดน้ำตาไหลผ่านพวงแก้ม ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยาวนานจนเป็นผูกพัน เขาไม่โกรธพี่ปราชญ์เลยที่ยังร้องไห้เพราะคนเก่า รักแรก คนแรก ไม่มีทางลืมลง

ในใจที่ยังมีอยู่ส่วนหนึ่งอาจจะยังมีคุณภวัตอยู่ในนั้น ต้นสนน้ำตาคลอ ในหัวสับสนไปหมด

เมื่อมาถึงที่หมายแล้ว พี่ปราชญ์ก็หยุดร้องไปสักพัก จัดการตัวเองให้สภาพคงเดิมก่อนจะขอตัวไปหาแขกก่อนเพราะต้องต้อนรับแขกเนื่องจากที่วังก็จัดงานปีใหม่เชิญใครหลายคนมาร่วม

ชลันฝากคนขับรถให้เอารถของทางวังไปเก็บ เขาเดินไปทางสถานที่จัดงานโดยที่มองพี่ปราชญ์ด้วย เห็นยืนคุยกับธันอยู่ และดูธันจะโมโหอะไรสักอย่าง รวมถึงพี่กรณ์ที่ดูจะตกใจแต่ก็ยังมีสติพอจะห้ามน้องคนเล็ก

พี่ปราชญ์ตาแดงอีกแล้วคงเพราะถูกน้องต่อว่า ต้นสนใจอ่อนยวบเขาจะเดินเข้าไปหาเพื่อห้ามเพื่อนตนเอง แต่ก็พอดีกับที่ธันหันมาเห็นเขาเลยรีบเดินมาทางนี้ด้วยใบหน้าบึ้งตึง

“ธันใจเย็น ๆ ก่อน”

“พาคนใหม่ไปเจอคนเก่า คิดอะไรอยู่ แล้วจะยังไปพบอีกหรือคนที่นอกใจแบบนั้นน่ะ” ชายธันบ่นอีกระรอกใหญ่ “แล้วร้องไห้กลับมาขนาดนั้น ยังห่วงเขาอยู่ไม่ใช่หรือไง ทำไมไม่ห่วงความรู้สึกนายบ้าง”

ต้นสนพอจะรู้เรื่องมาเล็กน้อยเขาเลยเข้าใจได้ดี “พวกเขายังไม่ได้รักกันเลยตอนนั้นจะเรียกว่านอกใจได้อย่างไร”

“คบกันก็หมายถึงเป็นคนรักกันแล้ว ต่อให้ไม่รักกันแต่ไปนอนกับคนอื่นมันใช่สิ่งที่ควรทำหรือไง”

“เขาอาจจะพลาดไป แต่พี่ปราชญ์เองก็ไม่ได้รักเขา ต่างคนต่างเคยทำผิดพลาด” ชลันมองพี่ปราชญ์ที่หายเข้าไปในวังพร้อมกับพี่กรณ์ “ที่นายเคยบอกว่าคุณภวัตดีมาก... ฉันเองก็บอกได้เลยว่าเขาเป็นคนที่ดีจริง ๆ”

ชายธันหันมองเพื่อนที่ปากยิ้มแต่ดวงตาเอ่อใส

“ถ้าเกิดว่าพี่ปราชญ์กับคุณภวัตคุยกันเข้าใจตั้งแต่ตอนนั้น บางที... คนที่ไม่ได้ใจไปและไม่ได้เข้าไปในชีวิตของพี่ปราชญ์ก็คงจะเป็นฉันเอง”

 

“ฉันอาจจะไม่มีหวังเลยสักนิดเดียวและอาจจะมองทั้งคู่อยู่ด้วยกันตลอดไป”

 

 

ใกล้เวลาเที่ยงคืนมาทุกที ทุกคนก็ต่างครื้นเครง นอกจากทางวังแล้วพ่อเฟื้องเองก็จัดที่บ้านเหมือนกันเขาเลยต้องเดินกลับไปร่วมงานที่บ้าน

“พี่ต้นสน” เด็ก ๆ ที่เคยเรียนกับเขาวิ่งมาหา เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยไปสอนแล้วเพราะเด็ก ๆ เริ่มได้ที่เรียนดี ๆ กันแล้ว จากการช่วยเหลือของพ่อเฟื้องที่ฝากให้ รวมถึงท่านชายนนท์ที่ก็เอ็นดูและจัดการเรื่องให้เหมือนกัน

“ว่าไงเจ้าตัวแสบทั้งหลาย”

“ครูปราชญ์ไม่มาหรือคะ” เด็กสาวคนหนึ่งถาม

“ครูธันด้วย” เด็กอีกคนพูดต่อ

ต้นสนลูบหัวทั้งคู่ “เขาจัดงานที่บ้านของเขาครับ เขาอยู่กับครอบครัว”

เด็ก ๆ ทุกคนหน้าหมอง สักพักก็โดนผู้ปกครองแต่ละคนเรียกให้ไปหา ต้นสนจึงนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว พื้นที่นี้คือพื้นที่กว้างเป็นของพ่อเฟื้อง คนงาน หรือคนที่อยู่อาศัยแถวนี้รู้จักกันเลยมาจัดอาหาร ขนมขบเคี้ยวมาไว้กลางงาน

ฟ้าใสก็ชวนเพื่อนและครอบครัวเพื่อนมาด้วย ส่วนแม่กับพ่อก็อยู่กับคนรู้จัก

ชลันคลี่ยิ้ม เงยหน้ามองดวงดาว ปล่อยความคิดให้ไหลไปเรื่อย ทว่า ท้องฟ้ากลับมืดมิด ทั้งดวงดาว พระจันทร์ก็หายไปจากสายตา

ด้วยมืออุ่น ๆ คู่นี้

ใจของชายหนุ่มสั่นไหว เขาจับมือนั้นที่ปิดตาของตนเองอยู่ “เด็กที่ไหนกันนะ” ต้นสนแกล้งแหย่

“เด็กอะไรกัน” เสียงทุ้มนุ่มเอ็ดแล้วผละออกก่อนจะหาเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ “ไม่ไปนั่งกับคนอื่นล่ะครับ มาอยู่ตรงนี้ทำไมคนเดียว”

“รอพี่ปราชญ์อยู่”

คนฟังยิ้มบาง “ขอโทษนะครับที่ให้รอ”

“ไม่เป็นไรครับ”

ปภารัชมองผู้คนในงานที่รื่นเริงไปกับเสียงเพลงและของกิน เห็นท้องฟ้าจากที่ไกล ๆ บางส่วนมีพลุจุดขึ้นมาบ้าง

“พี่มีอะไรจะให้”

“ครับ?” ต้นสนหันมอง ก่อนที่ตัวเองจะนึกได้ว่ายังไม่มีอะไรให้พี่ปราชญ์เลย “ผมขอโทษ ผมยังไม่ได้ซื้ออะไรให้พี่ปราชญ์เลย”

“แค่อยู่กับพี่ตรงนี้ก็พอครับ” ปราชญ์บีบมือก่อนจะขอตัวไปหาพี่ต้นอ้อ เพราะฝากของไว้ ไม่นานนักปราชญ์ก็เดินกลับมาพร้อมกับพี่ต้นอ้อ

ต้นสนมองแม่ตัวเองที่เดินขึ้นบนบ้าน ไม่นานนักก็ลงมาพร้อมกล่องเล็ก ๆ กล่องหนึ่ง “นี่จ้ะ” เธอยื่นกล่องให้ก่อนจะหันมาทำหน้าหมั่นไส้ลูกตัวเอง “แกนี่ดีจริง”

“เอ้า” เขาเกาหัวพอแม่เดินไปแล้วจึงหันมาสนใจคนข้างกาย

“พี่ให้ครับ”

“ขอบคุณนะครับ” ต้นสนยิ้มกว้าง “ผมเปิดได้เลยไหม”

“เปิดเลยครับ”

ได้รับคำอนุญาตต้นสนก็แกะออกมาอย่างประณีต ไม่มีทางที่จะฉีกออกมาเด็ดขาด ในกระดาษห่อเป็นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงิน ต้นสนตื่นเต้น เขาเปิดฝาออกก็พบกับกำไลไหมพรมสีดำสองคู่ อันนึงห้อยรูปครึ่งหัวใจ ส่วนอีกอันก็ห้อยรูปครึ่งหัวใจ ถ้าเอามาเชื่อมกันคงจะเป็นรูปหัวใจเต็มดวง

“สวยจังครับ แล้วให้ผมใส่สองอันหรือ”

ได้ยินอย่างนั้นปราชญ์ก็หัวเราะออกมา “ของพี่อันนึงครับ”

“อ้อ” ต้นสนยิ้มเขิน “ขอโทษครับ”

“สองอันนี้พี่ทำเอง มันเหมือนจะทำง่าย แต่ยากมาก ๆ เลย ดีนะที่พี่ต้นอ้อสอน”

ชลันตกใจเมื่อรับรู้ ชายหนุ่มเริ่มเบะปาก น้ำตาคลอ “ขอบคุณนะครับ”

“โธ่คนดี ร้องไห้ทำไมครับ” คนอายุมากกว่าลูบผมสีเข้มพร้อมกับเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา

“ผมดีใจ” ต้นสนหน้ายู่ไปหมด ยิ่งพอเจอเรื่องวันนี้มาก็ร้องไห้ไม่หยุด เพราะกลัวว่าตัวเองจะดีไม่เท่าคุณภวัต กลัวว่าสักวันจะเป็นคนทำความรักพังและพี่ปราชญ์จะกลับไปหาคุณภวัต

แต่พอเจออย่างนี้ก็รู้สึกผิดที่คิดมากไปเองคนเดียว

ปราชญ์กอดคนข้างกายเอาไว้ ไหล่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตา มือบางลูบหลังเพื่อปลอบประโลม

“ขอโทษนะครับ วันนี้ผมกลัวอะไรหลายอย่าง พอมารู้ว่าพี่ตั้งใจทำของพวกนี้ให้ผม ผมเลยรู้สึกผิดที่คิดกลัวคนเดียว”

“ไม่เป็นไรครับ ขอโทษเหมือนกันนะที่ทำให้ต้นสนคิดมาก”

ความหม่นหมองในใจถูกขจัดออกไป ต้นสนรู้สึกดีขึ้นมากเป็นเท่าตัวเลยผละออกมาและเช็ดหน้าเช็ดตาให้สะอาดก่อนจะก้มมองของในมือ “ใส่ให้ผมได้ไหมครับ”

ปราชญ์ยิ้มก่อนจะพยักหน้า “มาครับ”

ต้นสนยื่นแขนซ้ายให้มองมือเรียวนั้นที่กำลังหยิบกำไลออกมาและใส่ให้กับเขา อดไม่ได้ที่จะจ้องมองใบหน้านั้นที่มีรอยยิ้มประดับ สลับกับมองข้อมือตัวเองที่ใส่กำไลนั้นได้อย่างพอดี “ขอบคุณนะครับ”

“ทีนี้ ต้นสนใส่ให้พี่บ้าง” ว่าแล้วก็ยื่นแขนขวาออกไปและถือกล่องไว้อีกข้างเองเพื่อให้ต้นสนใส่ได้ถนัด

ต้นสนใส่ด้วยความถนอมจับขยับดี ๆ จนพอใจก็ยิ้มแป้นจนตาหยี ก่อนจะลองเอาที่ห้อยนั้นมาเชื่อมต่อกัน “หูวว สวยจัง”

คนทำยิ้มไม่หุบเพราะดีใจที่ต้นสนชอบ ปราชญ์มองดวงตาที่เป็นประกายนั้นยามมองกำไลที่เชื่อมกัน เอ็นดูเสียจนอยากจะหอมสักฟอด แต่ก็ทำไม่ได้เพราะอยู่ข้างนอก

ต้นสนเพิ่งจะรู้ตัวว่าถูกมองหน้าอยู่เลยเขินแทบจะมุดดิน อากาศร้อนขึ้นมาจนน่าแปลกเลยกลบเกลื่อนโดยการยกนาฬิกาข้างขวาของตัวเองขึ้นดู “จะเที่ยงคืนแล้วอีกสองนาที”

“เราขึ้นไปข้างบนไหม”

คนถูกชวนยิ่งเห่อร้อน “เข้าห้องหรือครับ”

“ครับ” ปราชญ์คลี่ยิ้มและจับมือข้างที่เชื่อมกำไลกันจูงน้องขึ้นไปบนห้อง เมื่อปิดล็อกประตูแล้วก็พากันมานั่งตรงปลายเตียงโดยที่ยังไม่ได้เปิดไฟ ภายในห้องจึงมีแต่ความมืด แต่ก็ยังมีแสงจากด้านนอกส่องเข้ามาอยู่บ้าง

ต้นสนดูละล่ำละลัก ไม่กล้าหันมองหน้าคนข้างกาย เพราะตอนนี้รับรู้ได้เลยว่าตัวเขานั้นหน้าแดงเพียงใด สัมผัสหลังมือคือนิ้วโป้งของพี่ปราชญ์ที่เกลี่ยไปมา ยิ่งทำให้ต้นสนอยู่ไม่สุข เนิ่นนานแล้วก็ไม่มีใครพูดอะไร ได้แต่นั่งเกลี่ยมือกันไปมาอยู่อย่างนั้น

ได้ยินคนด้านนอกเริ่มนับเลขถอยหลัง ต้นสนก็ตื่นเต้นจนมือชื้นเหงื่อ

“10...9...8...7...6...5..4...3..2..1”

 

ปี ๒๕๑๕

“สุขสันต์วันปีใหม่ครับ/สุขสันต์วันปีใหม่” ทั้งคู่พูดขึ้นมาพร้อมกันก่อนจะหัวเราะออกมา แม้เสียงพลุจากด้านนอกจะดังกลบเสียงแต่เพราะนั่งอยู่ข้างกันจึงได้ยินชัดเจน

“พี่ขอให้ต้นสนมีความสุขและสุขภาพร่างกายแข็งแรงนะ” ปราชญ์หันมาลูบผม

“ผมก็ขอให้พี่ปราชญ์มีความสุขมาก ๆ สุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่กับผมไปนาน ๆ”

“ครับ ขอให้เราอยู่ด้วยกันทุก ๆ ปี”

ต้นสนยิ้มกว้างและเอนหัวซบไหล่ดีใจจนสุขล้นปรี่เสียงพลุยังคงดังอย่างสม่ำเสมอ ต้นสนจึงหันหัวไปจูบซอกคอก่อนจะไล่ขึ้นมาตามสันกราม พวงแก้มสีฝาด ปลายจมูก ก่อนจะหยุดจดจ้องดวงตาสีนิลและจูบปากสีสดนั้นบางเบา

เขายกมือข้างขวาจับแก้มอีกฝ่าย ลูบมันเบา ๆ ผิดกับช่วงปากที่บดเบียดแนบแน่น เสียงจูบดังทั่วห้อง ด้านหลังของทั้งคู่นั้นเป็นหน้าต่างที่ยังคงเปิดอ้าออกทำให้เห็นพลุหลากสีจุดอยู่ทั่วฟ้า แสงไฟสะท้อนใบหน้าของทั้งคู่ที่กำลังจุมพิต

ปราชญ์เอนตัวนอนลงกับเตียงพร้อมกับต้นสนที่ขยับตัวมาคร่อมไว้ เราจูบกันเนิ่นนานราวกับไม่อยากออกไปไหน ทุกครั้งที่ผละออกมามองหน้ากัน ปราชญ์จะเห็นแสงไฟของพลุด้านนอกกระทบกับดวงตาดำลึกและใบหน้าของคนด้านบน เป็นภาพที่สวยงามจนอยากจะถ่ายมันเก็บเอาไว้

“ผมรักพี่ปราชญ์นะครับ”

คนถูกบอกรักอุ่นซ่านไปทั้งอก เขายิ้มให้ “พี่ก็รักต้นสน”

เป็นอีกครั้งที่เราจูบกัน แม้จะเสียใจที่ต้องถอดที่เชื่อมกำไลกันไว้แต่เราก็ต่างเข้าใจกันดีว่าอยากกอดก่ายให้มากพอ

ปราชญ์ตาพร่า วาบหวามไปกับสัมผัสที่คอ เขาขยุ้มเส้นผมยามที่ต้นสนลากจมูกผ่านแผ่นอก เจ้าเด็กน้อยที่เริ่มช่ำชองแลบลิ้นเลียสิ่งที่ชูชันผ่านเสื้อเชิ้ตนี้

“อื้อ” เขาครางเสียงกระเส่า รู้สึกหวิว ๆ ตรงช่วงท้อง

ดูเหมือนเสื้อเชิ้ตนี้จะเกะกะสำหรับต้นสนอยู่ไม่น้อยถึงได้ปลดกระดุมออกและพรมจูบทั่วแผ่นอกและหน้าท้องอย่างรักใคร่และสิ่งที่ต้นสนต้องการที่สุดก็คือครอบครองจุกสีชมพูทั้งสองข้าง

ปราชญ์ก้มมองก่อนจะเชิดหน้าขึ้นด้วยความเสียวซ่านยามที่ลิ้นร้อนตวัดและดูดดึง

ดวงตาของต้นสนเต็มไปด้วยความปรารถนา ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นไปจูบกลีบปากนั้น ก่อนจะตกใจเมื่อมีลิ้นร้อนของคนใต้ล่างยื่นแตะเป็นการหยอกล้อ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“พี่ต้นสน ไม่ออกไปกินอะไรหรือไง”

เพียงเสียงของฟ้าใสดังขึ้น ทั้งคู่ก็กระเด้งตัวลุกขึ้น ปราชญ์รีบติดกระดุมให้เรียบร้อย ส่วนต้นสนหัวเสียไปแล้ว

เขารอพี่ปราชญ์จัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนถึงจะลุกไปเปิดไฟและเปิดประตูออก “เดี๋ยวไปกิน”

ฟ้าใสทำท่าจะพูดทว่าสายตาเหลือบไปเห็นใครบางคนที่นั่งอยู่ปลายเตียง แถมเสื้อเชิ้ตนั้นก็ยับยู่ยี่ ยิ่งพอแสงไฟสาดส่องทั่วห้อง ก็เห็นแก้มของพี่ปราชญ์ที่แดงได้ชัดเจน ฟ้าใสอ้าปากค้าง

“พี่…พี่”

“ไปได้แล้ว ไม่ต้องมาตามอีกนะ” ต้นสนว่าน้องก่อนจะรีบปิดประตู

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ปราชญ์ทำท่าจะพูดแต่ก็ตกใจที่ต้นสนปิดไฟอีกรอบและเดินเข้ามา “คงไม่มีใครมากวนแล้วครับ”

ปราชญ์ใจเต้นแรง ดวงตานั้นที่มองมาทำคนมากประสบการณ์ดูด้อยไปเลย “เรา..ลงไป— อื้อ!”

และแล้วคำพูดก็ถูกกลืนลงท้องพร้อมกับปากที่ถูกปิดผนึกอีกครั้ง

ปีใหม่ครั้งนี้อาจจะเป็นปีใหม่ที่แสนสวยของใครหลาย ๆ คน แต่ก็คงเป็นปีใหม่ที่แสนเจ็บปวดของใครบางคนเช่นกัน


 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ต้นสนโว้ย คุณชายปราชญ์อยู่ในห้องไหม พาเขาออกมากินอะไรสิไอ้ลูกคนนี้ พาพี่เขาออกมา เร็ว ๆ” พ่อเฟื้องตะโกนเสียงดัง สุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องหยุดและลงไปอย่างห้ามไม่ได้






จบบทที่ ๒๐

-------------------------------------------------------------
สรุปเลยได้เอามาลงวันนี้แทน ขอโทษนะคะ

 

ออฟไลน์ evanescence_69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๒๐
«ตอบ #72 เมื่อ26-04-2021 15:32:44 »

 :hao7: :hao7:โธ่ ตาเฟือ้งงงงงง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด