ตะวันดั้นเมฆ ♥ Sunshine of Love ♥ Chapter 27 (22/5/2020) UP!
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ตะวันดั้นเมฆ ♥ Sunshine of Love ♥ Chapter 27 (22/5/2020) UP!  (อ่าน 6346 ครั้ง)

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 26 



ปลดล็อก











              ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวของผมเองกำลังล่องลอยอยู่ในอวกาศครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นี่คือที่ไหนและผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเป็นเวลานานแค่ไหนแล้ว ผมจำเลือนรางได้แต่เพียงว่าพี่ตะวันตามผมมาที่ทะเลแล้วเราก็ทะเลาะกันอย่างหนัก จากนั้นผมก็วิ่งหนีพี่ตะวันออกมา ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นก็คือ ข้างหน้าผมมันมีแสงไฟสว่างจ้าสองดวงกำลังพุ่งเข้ามาหาผม หลังจากนั้นผมก็มาอยู่ที่นี่แล้วครับ หรือว่าตอนนี้ผมกำลังจะตาย เขาว่ากันว่าคนที่กำลังจะเสียชีวิต ภาพเหตุการณ์ในอดีตครั้งวันวานจะย้อนกลับมาให้เราเห็น เหมือนกับที่ผมกำลังเห็นเหตุการณ์ในอดีตอยู่ ณ ขณะนี้...










              “อุแว้ อุแว้ อุแว้...”


              “ยินดีด้วยนะครับคุณแม่ คุณได้ลูกชายครับ ทารกปลอดภัยดี แข็งแรงสมบูรณ์ อาการครบสามสิบสองครับ”


              “ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ ไหน...แม่ขอดูหน้าตาของลูกชายแม่หน่อยสิ โถ ลูกแม่หน้าตาน่ารักน่าชังจริงๆนะลูก ลูกรักของแม่”


              “คุณเก่งมากเลยที่อดทนและพยายามคลอดเจ้าตัวน้อยของเราออกมาได้ ต่อไปนี้เราก็จะได้เป็นพ่อเป็นแม่คนแล้วนะที่รักของผม ผมรักคุณกับลูกมากที่สุดในชีวิตของผมแล้วนะที่รัก”


              “ต่อไปนี้ฉันก็ต้องเรียกคุณว่า ‘พ่อ’ แล้วสินะคะ ส่วนคุณก็ต้องเรียกฉันว่า ‘แม่’ นะ เรามาช่วยกันเลี้ยงดูลูกของเราให้เติบโตเป็นคนดีในอนาคตต่อไปกันนะคะ ฉันสัญญาว่าจะเป็นทั้งแม่และภรรยาที่ดีของคุณค่ะ”


              “พ่อก็สัญญาว่าจะเลี้ยงดูแม่และลูกของเราให้ดีที่สุดตราบเท่าที่พ่อจะสามารถทำได้ พ่อรักแม่กับลูกนะ คนดีของพ่อ ชีวิตของพ่อ”


              ผู้ชายและผู้หญิงสองคนที่ผมกำลังเห็นอยู่คือ พ่อกับแม่ของผมครับ พ่อกับแม่ของผมเป็นเสมือนโลกทั้งใบของผมและผมรักท่านทั้งสองคนมาก มากที่สุดในชีวิตจนเกินกว่าที่จะหาอะไรมาเปรียบเปรยได้ บุคคลผู้ให้กำเนิดชีวิตนี้และเลี้ยงดูจนเติบโตขึ้นมาอย่างดี


              “แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู แฮปปี้เบิร์ธเดย์ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ แฮปปี้เบิร์ธเดย์...ทูยู”


              และเสียงปรบมือก็ดังขึ้นมาครับ นี่เป็นเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ที่ไพเราะและงดงามที่สุดสำหรับผมครับ


              “บัลลาด สุขสันต์วันเกิดนะลูกรัก วันเกิดลูกปีนี้แม่ขออวยพรให้ลูกมีแต่ความสุข ความเจริญก้าวหน้า คิดฝันสิ่งใดขอให้สมพรปรารถนานะลูก แม่รักลูกมากที่สุดในชีวิต บัลลาด ลูกเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุดของแม่นะจ๊ะ”


              “พ่อก็รักลูกมากบัลลาด ตั้งแต่วันที่ลูกเกิดขึ้นมาลืมตาดูโลกใบนี้ วันที่พ่อเห็นหน้าลูกครั้งแรก พ่อยังจำได้ไม่ลืมเลือน ลูกเป็นของขวัญชิ้นพิเศษจากแม่ที่มอบให้พ่อและของขวัญชิ้นนี้ก็เป็นชิ้นที่งดงามที่สุดเพราะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นก็คือลูก พ่อไม่ต้องการสิ่งใดในโลกนี้อีกแล้วนอกจากแม่กับลูก พ่อรักลูกมากที่สุดเลยนะบัลลาด”


              จากนั้นท่านทั้งสองคนก็เข้ามากอดผมเอาไว้ในอ้อมอกครับ ผมรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเวลาที่ได้รับความรักจากพ่อกับแม่ ท่านทั้งสองคนเป็นดังลมหายใจของผมครับ


              “หนูก็รักพ่อกับแม่ครับ พ่อกับแม่เป็นที่หนึ่งในชีวิตของหนูเสมอ ถ้าหากว่าไม่มีพ่อกับแม่ หนูก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง พ่อกับแม่ต้องอยู่กับหนูไปตลอดนะครับ อย่าทิ้งบัลลาดนะ บัลลาดรักพ่อกับแม่ที่สุดเลยและจะรักตลอดไปครับ บัลลาดจะเป็นเด็กดีทำให้พ่อกับแม่ได้ชื่นใจและภาคภูมิใจในตัวบัลลาดนะครับ”


              “โถ ลูกแม่น่ารักที่สุดเลยเด็กคนนี้ ไหนมาให้แม่หอมแก้มให้ชื่นใจหน่อยสิ แม่รักลูกมากนะจ๊ะ”


              “นั้นแม่หอมแก้มลูกข้างซ้ายนะ ส่วนข้างขวาพ่อจะเป็นคนหอมแก้มลูกเอง เรามาหอมแก้มลูกพร้อมกันนะแม่”


              “บัลลาดชื่นใจและมีความสุขมากที่สุดเลยครับผม”


              งานวันเกิดของผมในครั้งนั้นเป็นงานวันเกิดที่ผมจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต ผมยังจำได้ดีถึงบรรยากาศอันแสนอบอุ่นและเป็นกันเอง พ่อกับแม่ของผมท่านทั้งสองช่วยกันทำขนมเค้กให้ผมกินในวันเกิดครับ ท่านบอกว่าที่ท่านช่วยกันทำเองนั้นเพราะอยากจะให้ผมได้กินแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์จะได้ทำให้สุขภาพพลานามัยร่างกายของผมแข็งแรงสมบูรณ์ และที่สำคัญ ท่านทั้งสองคนบอกว่าท่านใส่ความรักลงไปในขนมเค้กก้อนนี้ด้วยครับ รสชาติที่ออกมามันถึงได้เป็นรสชาติที่ลูกคนนี้สัมผัสได้ถึงความรักของพ่อกับแม่อย่างเต็มที่ ความรักอันไม่มีเงื่อนไขที่มอบให้แก่ลูก และผมเชื่อว่าเค้กก้อนพิเศษก่อนนี้จะไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้อีกแล้วในโลกใบนี้ เพราะส่วนผสมสำคัญที่พ่อกับแม่ของผมใส่ลงไปซึ่งหาจากที่ไหนไม่ได้เลยนั่นก็คือ ความรักจากท่านทั้งสองครับ พวกเราทั้งสามคนแบ่งเค้กกันกินจนหมดเกลี้ยง


              “ฮือๆ...”


              “บัลลาด เป็นอะไรไปลูก ลูกร้องไห้ทำไมจ๊ะ”


              “นั่นสิลูก ลูกเป็นอะไรลูกบอกพ่อมา พ่อจะได้ช่วยลูกได้”


              “เปล่าครับ หนูไม่ได้เป็นอะไร หนูแค่ซาบซึ้งใจในพระคุณของพ่อกับแม่ครับ หนูรักพ่อกับแม่นะ รักมากที่สุดในชีวิตจริงๆ บัลลาดไม่ต้องการอะไรอีกแล้วนอกจากความรักของพ่อกับแม่ ฮือๆ”


              “โถ ลูกรักของแม่ ขี้อ้อนจริงๆนะเจ้าตัวน้อย”


              “งั้นเรามาเล่นดนตรีกับร้องเพลงให้ลูกของเราฟังกันดีกว่านะแม่ จะได้ถือว่าเป็นการปลอบขวัญลูกของเราไปด้วย บัลลาดอยากฟังพ่อกับแม่เล่นดนตรีและร้องเพลงไหมครับ”


              “อยากครับ อยากฟังมากที่สุดในโลกเลย พ่อกับแม่เล่นดนตรีและร้องเพลงให้บัลลาดฟังตอนนี้เลยนะครับ บัลลาดอยากฟังแล้ว”


              “ถ้าลูกขอมา พ่อกับแม่ก็จัดให้จ้า”


              พ่อของผมหยิบกีตาร์โปร่งขึ้นมาเล่นครับ จากนั้นพ่อของผมก็เริ่มดีดกีตาร์ไปตามทำนองเพลง ท่วงทำนองนั้นไพเราะเสนาะหูมากราวกับเป็นเสียงเพลงจากสรวงสวรรค์ชั้นบนสำหรับผมเลยครับ ส่วนแม่ของผมนั้นท่านก็เริ่มร้องเพลงขึ้นมา น้ำเสียงของท่านนั้นดังกังวาลไพเราะเพราะพริ้งเสนาะหูมากที่สุด คำแต่ละคำที่ท่านเอื้อนเอ่ยออกมาเวลาที่ท่านร้องเพลง มันเชื่อมต่อสอดประสานรัดร้อยเข้ากับทำนองของกีตาร์ที่พ่อของผมเล่นได้เป็นหนึ่งเดียวกันที่สุดครับ 


              ที่ท่านทั้งสองคนเล่นเพลงได้ไพเราะขนาดนี้เพราะท่านทั้งคู่เป็นนักดนตรีครับ ผมเลยได้ฟังบทเพลงไพเราะจากท่านทั้งสองคนอยู่บ่อยๆ ท่านทั้งแต่งเนื้อเพลงเอง แต่งทำนองเอง เรียบเรียง ขัดเกลาเองทั้งหมดจนออกมาเป็นบทเพลงที่ผมได้ฟังอยู่เป็นนิจครับ 


              ส่วนชื่อเล่นของผมที่ชื่อว่า ‘บัลลาด’ นั้นมันมีที่มาที่ไปอันสุดแสนโรแมนติกครับ พ่อกับแม่เล่าให้ผมฟังว่า ตอนสมัยที่ท่านทั้งคู่เริ่มชอบพอซึ่งกันและกันใหม่ๆนั้น พ่อของผมก็มักใช้เพลงแนวบัลลาดแสนสุดซาบซึ้งตรึงใจมาเล่นดนตรีจีบแม่อยู่เสมอ พ่อบอกว่าถ้าหากแม่มีใจรักให้พ่อแล้วล่ะก็ ให้แม่ร้องเพลงตอบกลับมาตามเสียงดนตรีที่พ่อผมเล่นเพื่อพิชิตใจแม่ครับ สุดท้ายแม่ก็ตอบรับรักพ่อกลับไป เพลงที่แม่ขับขานออกมาได้ประสานเข้ากันเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงดนตรีของพ่อครับ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เพราะความรักและลำนำแนวบัลลาด จึงก่อกำเนิดเกิดเป็นผมขึ้นมาอยู่บนโลกอันสวยงามใบนี้นี่แหละครับ 


              ผมมักจะต้องติดตามพ่อกับแม่ไปเล่นดนตรีอยู่บ่อยๆครับ ชีวิตในวัยเด็กของผมนั้นย้ายโรงเรียนบ่อยเป็นว่าเล่น ช่วงเวลาในวัยเด็กของผมไม่ค่อยมีเพื่อนหรอกครับ ส่วนใหญ่เราจะอยู่กันสามคนพ่อแม่ลูกมากกว่า เราต้องย้ายไปจังหวัดโน้นที จังหวัดนี้ที บางทีก็ย้ายไปอยู่ต่างประเทศด้วยซ้ำ แล้วก็ค่อยกลับมาที่เมืองไทยเพราะการทำสัญญาว่าจ้างเล่นดนตรีทำทีละหลายเดือนครับ 


              ชีวิตนักดนตรีอิสระก็แบบนี้แหละครับ เราก็มีกันแค่สามคนพ่อแม่ลูกเท่านั้นและท่านทั้งสองคนก็ไม่ยอมฝากผมไว้ให้ใครเลี้ยงทั้งนั้นครับ ท่านทั้งสองคนบอกว่า ชีวิตของลูกทั้งคน เมื่อพ่อกับแม่ให้กำเนิดขึ้นมาแล้ว พ่อกับแม่สามารถดูแลลูกได้ ลูกรักเพียงคนเดียว พ่อกับแม่ไม่มีวันทิ้งครับ และพ่อกับแม่ของผมก็สัญญากับผมเอาไว้ว่าจะอยู่ดูแลผมไปตลอดไม่ทอดทิ้งกันและจากลาไปไหนครับ


              “ลูกเดินทางกับพ่อแม่มาตลอดอย่างนี้ ลูกยังไหวอยู่ไหมลูก”


              “ที่พ่อกับแม่ถามเพราะพ่อกับแม่เป็นห่วงสภาพจิตใจและร่างกายของลูกนะ”


              “สบายมากเลยครับ พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะ พ่อกับแม่อยู่ที่ไหนหนูก็จะอยู่ที่นั่น พวกเราสามคนจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป หนูจะไม่มีวันห่างจากพ่อแม่ไปเป็นอันขาด เพราะหนูรักพ่อกับแม่ที่สุดในโลกเลย”


              “พ่อจ๊ะ ดูสิว่าลูกของเราน่ารักมากแค่ไหน สมแล้วที่เป็นลูกรักของแม่ แม่รักหนูมากนะบัลลาด”


              “ลูกพ่อเก่งที่สุดในโลกเลย ลูกเป็นเด็กที่เข้มแข็งมาก พ่อขอให้ลูกของพ่อเป็นเด็กดีอย่างนี้ตลอดไปนะ พ่อก็รักลูกเหมือนกัน เด็กน้อยแสนดีของพ่อ”


              ในตอนกลางคืนเวลาที่เราเริ่มพักผ่อน เราทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็จะนอนกอดและบอกรักกันอยู่เสมอครับ เรียกได้ว่าแทบจะทั้งชีวิตในวัยเด็กของผม ผมไม่เคยห่างไกลจากพ่อกับแม่เลย ท่านทั้งสองคนเป็นเสมือนเสาหลักในชีวิตของผมครับ ถึงแม้ว่าชีวิตในวัยเด็กของผมอาจจะไม่เหมือนกับชีวิตในวัยเด็กแบบคนอื่นเขา ที่ได้มีเพื่อนเที่ยวเล่นตามประสาเด็ก ได้ไปโรงเรียนเดิมในทุกเช้า ตกเย็นกลับมาก็กินข้าว ดูการ์ตูน และอาบน้ำนอน แต่ผมก็มีความสุขที่สุดแล้วครับ เพราะพ่อกับแม่นั้นคือชีวิตของผมทั้งชีวิต ท่านทั้งสองเปรียบเสมือนสายน้ำใสไหลเย็นที่เข้ามาหล่อเลี้ยงหัวใจของผมให้สดชื่นชุ่มฉ่ำอยู่ตลอดครับ จนกระทั่งมาถึงวันนั้น...วันที่เมฆฝนดำทะมึนเริ่มตั้งเค้าขึ้นมา


              “สงสัยคราวนี้ฝนจะตกหนักน่าดูเลยนะพ่อ ดูบนท้องฟ้าสิ กลุ่มเมฆฝนลอยมารวมตัวกันเป็นก้อนเลย ตอนนี้ก็มืดมิดไปหมด ลมก็พัดกระโชกแรงน่าดู ฟ้าก็แลบตลอดเลย ดูน่ากลัวจริงๆ”


              “นั่นสิแม่ อากาศวันนี้มันดูไม่ค่อยเป็นใจเลย พ่อล่ะกลัวจริงๆว่าเราจะขับรถไปถึงที่งานทันเวลาที่เขาว่าจ้างไว้ได้หรือเปล่า”


              “หรือว่าเราจะยกเลิกงานนี้ไปก่อนดีคะ ฝนเริ่มตกหนักแล้วนะพ่อ ทางข้างหน้าก็ไม่ค่อยเห็นแล้วเอายังไงดีคะ”


              “พ่อว่าเราคงยกเลิกไม่ทันแล้วล่ะ เรามากันเกินครึ่งทางแล้วนะ และงานนี้ก็เป็นงานที่เขาว่าจ้างมาเป็นแรมปีด้วย ถ้าเรายกเลิกกะทันหัน เขาจะว่าเราภายหลังเอาได้นะแม่ และเจ้าของงานก็ยังเป็นผู้มีพระคุณกับเรามาก่อนด้วย บางครั้งที่เราไม่มีค่าเทอมจ่ายเงินให้ลูกเราเรียน ก็ได้เขานี่แหละที่เมตตากรุณาช่วยส่งเสียบัลลาด เพราะเขาเห็นว่าลูกของเราน่ารักน่าเอ็นดูมาก คราวนี้เราก็ต้องตอบแทนเขาบ้างนะแม่”


              เปรี้ยง!


              “ว้าก!”


              “บัลลาดเป็นอะไรไปลูก! ร้องดั่งลั่นเลย”


              “นะ...หนูกลัวฟ้าผ่าครับแม่ ฮือๆ”


              “โถ ลูกไม่ต้องกลัวไปนะ แม่กับพ่ออยู่ตรงนี้ทั้งคนลูกไม่ต้องห่วงนะ พ่อกับแม่จะปกป้องลูกเอง”


              “สงสัยฝนคงตกหนักไม่หยุดแน่เลย เดี๋ยวพ่อจะรีบเร่งขับรถไปให้ถึงงานให้เร็วที่สุดก็แล้วกันนะ เราสามคนพ่อแม่ลูกจะได้ไปพักผ่อนกันที่งานก่อนที่พ่อกับแม่จะขึ้นเวทีไปทำการแสดง บัลลาดอดทนอีกนิดนะลูกนะ ไม่ต้องกลัวนะลูก”


              พ่อของผมรีบเร่งเครื่องยนต์เต็มอัตรา ภาพที่ผมเห็นในตอนนั้นคือ ฝนเม็ดใหญ่เทลงมาอย่างหนัก มีลมพัดกระโชกรุนแรงมาก ตลอดทางที่พ่อขับรถไปนั้นมีแต่แสงไฟสลัวข้างทางมองอะไรไม่ค่อยเห็นชัดสักเท่าไรนัก แม้ว่าที่ปัดน้ำฝนจะทำงานอย่างต่อเนื่องแต่ก็สู้แรงฝนที่ตกลงมาราวฟ้ารั่วไม่ได้ ข้างบนกลุ่มเมฆฝนดำทะมึนนั้นเกิดฟ้าแลบและฟ้าผ่าตลอดทาง เสียงดังคำรามกึกก้องไปทั่วหล้า จนผมหวาดเสียวหน้าซีดใจเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะเหงื่อแตกไหลไม่หยุด...และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง


              เปรี้ยง!


              “เฮ้ย!”


              “กรี๊ด!”


              “ว้าก!”


              โครม!


              อสุนีบาตได้ฟาดลงมายังต้นไม้ใหญ่ข้างถนนจนทำให้ต้นไม้นั้นถูกโค่นลงมาอย่างฉับพลันตรงหน้าถนนนั่นเอง รถของเราเบรคไม่ทันพุ่งชนมันเข้าอย่างจังจนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมขึ้นมาครั้งแรกในชีวิตของผม


              “...อึก...โอะ...โอ๊ย...จะ...เจ็บ...พ่อ...แม่...อยู่...ที่ไหน...ช่วย...นะ...หนู...ด้วย...”


              “...”


              “...”


              อุบัติเหตุในครั้งนั้นมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เร็วเสียจนเกินกว่าจะตั้งตัวทัน รถของเราพังยับเยินไม่มีชิ้นดี ศีรษะของผมถูกกระแทกเข้าอย่างจังจนปวดบวมไปหมด ร่างกายของผมก็มีรอยถลอกไปทั่วร่างกาย ผมรู้สึกเจ็บที่แขนเป็นอย่างมากซึ่งผมมารู้ตัวอีกทีว่าแขนของผมหักไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ พ่อกับแม่ของผมล่ะ ท่านอยู่ที่ไหน ทำไมถึงไม่มีใครตอบรับคำขานของผมกลับมาเลยสักคนเดียว ผมเริ่มควานหาตัวพ่อกับแม่ รอบข้างผมมันมืดและน่ากลัวจนเกินกว่าเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งจะสามารถอยู่คนเดียวได้ สายฝนยังตกกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสายและสุดท้ายผมก็เห็นพ่อกับแม่...นอนจมอยู่ในกองเลือดสีแดงสด


              “พ่อ! แม่! ตื่นขึ้นมาสิ อย่าทิ้งหนูเอาไว้คนเดียว หนูกลัวนะ โฮๆๆๆๆๆ”


              ผมกลัวจนตัวสั่นสะท้านไปทั้งกายาพยพ สติของผมหลุดลอยออกไป ผมทำอะไรไม่ถูกจริงๆ ผมร้องไห้อย่างบ้าคลั่งพลางก็เข้าไปเขย่าตัวท่านทั้งสองเพื่อหวังให้ท่านฟื้นขึ้นมาแต่ว่ามันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะท่านจากผมไปแบบไม่หวนคืน ผมเป็นลมล้มฟุบอยู่ตรงนั้น... 


              เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ผมตื่นขึ้นมาในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ชีวิตของผมทั้งชีวิตมันเปลี่ยนไปแล้วนับตั้งแต่วันนั้น วันที่พ่อกับแม่ที่ผมรักที่สุดจากผมแบบไร้การกลับมา ผมได้แต่นั่งเหม่อลอยไปวันๆ ไม่ยอมพูดจากับใครเป็นเดือนๆ ใจของผมเริ่มปิดกั้นทุกความรู้สึกโดยเฉพาะ ‘ความรัก’ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมเฝ้าแต่บอกตัวเองว่าถ้าไม่มีความรักก็จะไม่มีความเจ็บปวด เป็นเพราะพ่อกับแม่ให้ความรักกับผมมากเกินไปและผมก็รักท่านทั้งหมดหัวใจจนไม่เคยคิดที่จะเผื่อแผ่ช่องว่างเอาไว้สำหรับความเจ็บปวด สุดท้ายแล้วเพราะความรักนั่นเองที่ย้อนกลับมาทำร้ายผมให้เจ็บจนเจียนขาดใจ ผมเลยเริ่มปิดตายล็อกกลอนหัวใจของผมนับแต่นั้นเป็นต้นมา 


              จากนั้นผมก็เริ่มต้นแสวงหาพัวพันกับงานโศกนาฏกรรมมากยิ่งขึ้น เพราะผมอยากจะให้หัวใจของผมมันชาชินกับความทุกข์ และเมื่อผมชินชากับมันจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิต ผมก็จะได้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอีกต่อไป จนหัวใจมันเริ่มหลงลืมกับความรู้สึกที่เรียกว่า ‘รัก’ เกือบจะหมดแล้ว คงเป็นเพราะสาเหตุนี้กระมังที่ทำให้ผมไม่สามารถเขียนนวนิยายรักโรแมนติกได้สำเร็จ 


              ถึงแม้ว่าผมจะพยายามกดความรู้สึกของความรักเอาไว้ให้ลึกมากที่สุดเท่าใด แต่อีกเสี้ยวหนึ่งของตัวผมก็ตอบสะท้อนกลับมาว่าผมยังต้องการความรักอยู่ เพียงแต่ผมไม่อยากจะเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานอีกแล้วก็เท่านั้นเอง ผมเสียใจ ผมเสียใจมากจริงๆ สุดท้ายแล้วผมก็กำลังจะตายโดยไร้ค่าไร้รักเหมือนกับที่ผ่านมา...


              “โฮๆๆ...ทำไม...ทำไมชีวิตของผมต้องเป็นแบบนี้ด้วย โชคชะตาช่างไม่ยุติธรรมเลย ทำไมต้องทำร้ายทำลายชีวิตผมถึงขนาดนี้ ผมเกลียดความรักที่มันทำให้ผมต้องมามีจุดจบแบบนี้ พระเจ้าครับได้โปรดเอาชีวิตผมไปทีเถอะ ผมไม่ต้องการที่จะอยู่บนโลกอันแสนโหดร้ายทารุณใบนี้อีกแล้ว ไม่ต้องการแล้ว!”


              ตัวของผมทรุดลงอย่างสิ้นหวัง ผมได้แต่สะอึกสะอื้นร้องไห้ไปกับชะตาชีวิตอันแสนเศร้าของผม ผมกำลังอยู่ในความมืดมิดที่หาทางไปไม่เจอ หรือว่าผมจะต้องติดอยู่ในกับดักแห่งความทุกข์เมฆหมอกหมองหม่นทะมึนนี้ตลอดกาล


              “พ่อครับแม่ครับ หนูคิดถึงพ่อกับแม่เหลือเกิน พ่อกับแม่ได้โปรดช่วยมารับหนูไปอยู่กับพ่อกับแม่ด้วยคนนะครับ หนูเหงาเหลือเกิน หนูรู้สึกเดียวดายอ้างว้างตลอดเวลาที่ไม่มีพ่อกับแม่คอยปลอบโยนคอยกอดหนูด้วยความรักและความอบอุ่น ถ้าพ่อกับแม่ยังอยู่และได้ยินที่หนูขอร้อง ได้โปรดช่วยหนูอีกครั้งหนึ่งเถอะครับ หนูต้องการความรักจากพ่อกับแม่นะ หนูรักพ่อกับแม่มากที่สุด พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยบัลลาดด้วย ได้โปรดมอบความรักกลับคืนมาให้บัลลาดด้วยเถอะ โฮๆๆ พ่อแม่ครับช่วยบัลลาดด้วย!”


             

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1




              ทันใดนั้นเองก็มีแสงสว่างส่องออกมาจากกลางดวงใจผม ผมมีความรู้สึกอบอุ่นมากที่สุดอย่างอธิบายไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกอันสุดแสนวิเศษที่ผมโหยหาและรอคอยอยากจะได้รับมันมาตลอดชั่วชีวิต แสงสว่างอันอบอุ่นนั้นกลายเป็นแสงตะวันที่สาดส่องมายังตัวของผม บรรยากาศรอบข้างผมนั้นสว่างเจิดจ้ากระจ่างใสเต็มไปด้วยสัมผัสแห่งความอบอุ่นและปลอดภัย เมฆหมอกดำทะมึนในหัวใจของผมได้ถูกแสงตะวันอันแรงกล้าและอบอุ่นสาดรัศมีใส่ไล่ล้างคราบสนิมตกตะกอนที่กัดกร่อนฝังลึกอยู่ในใจออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ผมรู้สึกมีความสุขอย่างประหลาด มันเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปตอนที่ผมยังอยู่กับพ่อแม่ซึ่งเป็นจักรวาล เป็นโลกทั้งใบ เป็นชีวิต และเป็นหัวใจของผมที่ผมรักยิ่ง


              “อบอุ่นจัง สบายใจที่สุดเลย ความรู้สึกเช่นนี้มันคืออะไรกันนะอยากรู้จัง”


              โดยฉับพลันทันทีทันใดนั้นเองก็มีเสียงอันคุ้นเคยตอบผมกลับมาครับ เสียงที่อยู่ในความทรงจำของผมมาตลอดนับตั้งแต่ผมเกิดจนถึง ณ เวลานี้ และเป็นเสียงซึ่งผมไม่มีวันลืมเลือนแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม


              “ความรู้สึกที่ลูกสัมผัสอยู่ตอนนี้ มันคือ ‘ความรัก’ ยังไงล่ะจ๊ะ”


              บุคคลที่มาปรากฏกายให้ผมเห็นอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ใครอื่นครับ


              “พ่อ! แม่!”


              บุคคลที่ผมปรารถนาที่จะเจอที่สุดในชีวิต ทั้งสองท่านมาอยู่ตรงหน้าผมแล้ว


              “พ่อกับแม่มารับหนูแล้วเหรอครับ หนูดีใจที่สุดเลย พ่อกับแม่รู้ไหมว่าเวลาที่พ่อกับแม่ไม่อยู่ หนูคิดถึงพ่อกับแม่มากเพียงใด หนูกลัวไปหมดเวลาที่พ่อกับแม่ไม่อยู่คอยให้ความรักหนู ชีวิตหนูต้องก้าวเดินไปบนหนทางอันขรุขระแต่เพียงลำพังด้วยตนเองอย่างยากลำบาก หนูทั้งเหนื่อย ทั้งเหงา ทั้งท้อแท้ หมดกำลังใจในชีวิต แต่ตอนนี้หนูได้มาเจอพ่อกับแม่อีกครั้ง เพียงเท่านี้หนูก็พอใจแล้ว พ่อกับแม่ได้โปรดรับหนูไปอยู่ด้วยคนเถอะครับ ให้ความรักกับหนูเหมือนเดิมเหมือนที่พ่อกับแม่เคยให้หนูมาตลอด ได้โปรดรับหนูไปอยู่ในอ้อมอกของพ่อกับแม่ด้วยนะครับ บัลลาดขอร้อง โฮๆๆ”


              “แม่ก็รักและคิดถึงลูกมากที่สุดเหมือนกันนะจ๊ะ แต่ว่าตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาที่หนูจะมาอยู่กับเรานะลูก บัลลาด”


              “พ่อก็รักลูกมากที่สุดเหมือนกัน พวกเราทั้งสองคนขอโทษลูกด้วยนะที่รีบด่วนจากลูกไปอย่างกะทันหัน”


              “พ่อกับแม่อย่าโทษตัวเองเลยนะครับ เรื่องทุกอย่างมันเป็นเพราะอุบัติเหตุทั้งนั้นซึ่งเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ล่วงหน้าได้ แต่ตอนนี้พ่อกับแม่ได้มาปรากฏกายให้ผมเห็น ผมก็ดีใจมากแล้วครับ”


              “พ่อกับแม่ก็ดีใจเช่นเดียวกันที่เห็นลูกมีความสุขนะลูก แต่ว่าพวกเราทั้งสองคนมีอะไรบางสิ่งที่จะบอกลูกนะจ๊ะ สิ่งสำคัญที่พ่อกับแม่จะบอกลูกก็คือ บัลลาด...ขอให้ลูกจดจำความรู้สึกอันนี้เอาไว้นะ ความรู้สึกที่ลูกได้สัมผัสอยู่ขณะนี้มันคือ ‘ความรัก’ ของพ่อกับแม่ที่อยู่ในหัวใจของลูกเสมอมา จงจำเอาไว้ว่าพ่อกับแม่ไม่เคยทิ้งลูกไปไหนเลย พ่อกับแม่ยังคงสถิตย์อยู่ในหัวใจดวงน้อยอันบริสุทธิ์ของลูกเสมอมา อย่างที่พ่อกับแม่ได้เคยให้สัญญากับลูกเอาไว้ว่าพวกเราสามคนพ่อแม่ลูกจะไม่ทอดทิ้งกันไปไหน พ่อกับแม่ก็ขออวยพรให้หนูหลุดพ้นจากพันธนาการทุกข์ในหัวใจ สามารถปลดล็อกเมฆหมอกที่คุมขังหนูเอาไว้จากความรัก จงใช้ความกล้าหาญเอาชนะความกลัวนั้นและก้าวข้ามผ่านพ้นอุปสรรคไปให้ถึงเส้นชัยของความสำเร็จให้ได้นะลูก พ่อกับแม่จะคงอยู่เคียงข้างลูกและเอาใจช่วยลูกไม่จากไปไหน จะยังคงอยู่ในใจของบัลลาดไปตลอดกาล ลูกไม่ต้องทุกข์ใจไปอีกแล้ว ต่อจากนี้ ลูกจงเปิดใจรับความรักเข้ามาใหม่อีกครั้งและจงกุมมือความรักเอาไว้ ให้ความรักเป็นดั่งแสงตะวันที่สาดแสงทองส่องสว่างนำทางลูกไปสู่จุดหมายที่ดีงามนะ พ่อกับแม่รักลูกคนนี้ที่สุด ลูกคนเก่งของพ่อกับแม่ต้องสามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งมวลได้แน่นอน พ่อกับแม่เชื่อมั่นในตัวลูกนะ บัลลาดลูกรัก”


              “พ่อครับ แม่ครับ บัลลาดก็รักพ่อกับแม่ที่สุดเหมือนกัน ผมจะทำให้สำเร็จครับ”


              จากนั้นเราทั้งสามคนก็สวมกอดกันด้วยความรักอย่างอบอุ่นครับ ผมไม่กลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ผมสามารถปลดล็อกพันธนาการแห่งความกลัวที่อยู่ในหัวใจของผมมาเนิ่นนานราวกับความมืดมิดที่มันฝังตัวอยู่ข้างในถูกชำระล้างออกไปอย่างใสสะอาดบริสุทธิ์จนหมดสิ้นด้วยแสงทองอันอบอุ่นของตะวันแห่งความรักแล้วครับ ผมรู้สึกมีความสุขและสงบใจในแบบที่ผมเฝ้าถวิลหามาตลอด ต่อจากนี้ไป ผมไม่กลัวอะไรอีกแล้ว ด้วยเพราะผมได้พบเจอได้รับความรักแท้ที่เป็นบ่อเกิดของพลังอันยิ่งใหญ่มากมายมหาศาลเช่นนี้นี่เอง


              “หนูขอขอบคุณพ่อกับแม่มากนะครับ ที่ช่วยหนูเอาไว้ พ่อกับแม่จะอยู่ในใจของหนูไปตลอดนะครับ ได้โปรดให้ความรักกับหนูไปตลอดด้วยนะ เป็นพลังใจให้หนูที่จะสู้ต่อไปนะครับ”


              “พ่อกับแม่สัญญาว่าจะส่งมอบพลังแห่งความรักและจะคงอยู่ในดวงใจอันอบอุ่นของลูกไปตลอดกาลนะ บัลลาดลูกรัก”


              “ผมรักพ่อกับแม่มากที่สุดในโลกเลยและจะรักตลอดไปไม่มีวันเปลี่ยนแปลงครับผม”


              “จ้า บัลลาดลูกรัก แต่ตอนนี้ก็มาถึงเวลาแล้วนะที่ลูกจะต้องกลับไปแล้ว กลับไปหา ‘รักแท้’ ที่กำลังรอลูกอยู่ ณ ปลายทางแห่งแสงตะวันนะจ๊ะ ขอให้ลูกเดินทางไปตามเสียงเพลงที่ลูกกำลังจะได้ยินต่อไปนี้นะ สิ้นสุดแห่งปลายทางนั้น ลูกจะได้เจอกับรักแท้จากหัวใจอีกหนึ่งดวงที่รอลูกอยู่นะ”


              “รักแท้เหรอครับ...แล้วหนูจะได้พบพ่อกับแม่อีกครั้งไหมครับ”


              “ถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไร เราจะได้เจอกันอีกครั้งนะลูก รีบไปเถอะลูก รักแท้กำลังรอหนูอยู่ พ่อกับแม่รักลูกนะจ๊ะ เด็กดีของพ่อกับแม่”


              “ครับผม!”


              ผมกอดพ่อกับแม่ด้วยความรักทั้งหมดที่มีอยู่เต็มหัวใจอีกครั้ง ก่อนจะออกเดินทางตามแสงสว่างของตะวันที่ชี้นำทางออกแก่ผมซึ่งมาพร้อมกับเสียงดนตรีที่ผมได้ยินอยู่ครับ เพลงนี้เหมือนผมเคยได้ฟังมาก่อน มันช่างอบอุ่นนุ่มนวลไพเราะเสนาะหูและคุ้นเคยเสียเหลือเกิน ยิ่งผมเดินใกล้ถึงปลายทางแห่งแสงสว่างมากขึ้นเท่าไหร่ บทเพลงก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นครับ


.


..


... 

 

             








              ‘ในวันท้องฟ้านั้นไม่สดใส อะไรต่อมิอะไรดูไม่เข้าที ขอให้จำไว้นะคนดี ว่าเธอยังมีฉัน เธออาจจะเสียใจจนปางตาย แต่โปรดรับรู้เอาไว้ ฉันนั้นเสียใจยิ่งกว่า รอยยิ้มของเธอนั้นงดงามกว่าชมพูภูคา เมื่อเธอแย้มยิ้มผลิมา มันมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด อยากจะเห็นเธอมีความสุข ไม่จมอยู่ในกองทุกข์จะได้ไหม ให้ฉันนั้นเป็นเรือนพักใจ ให้เธอสดใสและหายดี เธอช่วยเปิดใจให้ฉันหน่อย โปรดอย่าทำให้ฉันคอยอยู่ตรงนี้ คำว่ารักมันเอ่อล้นท่วมท้นชีวี เธอคนแสนดี เรารักกันได้ไหม ฉันจะให้เธอเห็น รักแท้เป็นเช่นไร ฉันจะทำให้เธอหายสงสัย รักแท้นั้นมีอยู่จริง’






              ผมค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาจากดินแดนแห่งหัวใจที่ผมได้ไปเยี่ยมเยียนมาครับ แสงสว่างสาดส่องเข้ามาบนใบหน้าของผมอย่างอ่อนโยนละมุนละไม เสียงดนตรีได้รับการบรรเลงและจบลงไป ผมมึนหัวอยู่ครู่หนึ่งแต่ว่าหลังจากนั้นผมก็เริ่มตั้งสติครับ และผมก็ได้เจอรักแท้ตามที่พ่อกับแม่ของผมบอกเอาไว้...


              “หนูกลับมาหาพี่ตะวันแล้วเหรอ หนูรู้ไหมว่าพี่รอหนูอยู่นานมาก พี่เล่นเพลงของเราให้หนูฟังทุกวันเลย โดยหวังว่าสักวันหนึ่งหนูจะได้ยินและตื่นขึ้นมาพบพี่ หนูกลับมาครั้งนี้ห้ามจากพี่ตะวันไปไหนอีกแล้วนะ คนรักคนดีของพี่ตะวัน”


              “ครับ...พี่ตะวัน”


              ใช่แล้วครับ ผมกลับมาแล้ว กลับมาเพื่อพบรักแท้ของผมครับ







TBC.


 

 



              ในที่สุดทั้งสองคนก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันซักทีนะทั้งน้องบัลลาดและพี่ตะวัน ขออนุญาต เฮ้อออออออออออออออ...ยาวๆๆๆๆๆๆเลยนะคะ ก็มันโล่งอกนี่นา รู้สึกสบายใจมากๆๆๆๆๆๆๆเลยจริงๆนะ ก็แหมนักเขียนดีใจสุดๆที่ความทุกข์ความอัดอั้นตันใจมันถูกปลดล็อกแล้วซักที ทั้งตัวนักเขียนเอง ทั้งตัวบัลลาดเอง ทั้งพี่ตะวัน และคิดว่านักอ่านที่รักก็น่าจะเหมือนถูกปลดล็อกไปด้วยนะคะเพราะเรื่องนี้จบแบบ Happy Ending คร่าาาาาา (มีความหลอกล่อนักอ่านเสมือนว่าจบแบบ Bad Ending หุๆๆๆๆ เก๊าขอโทษน้าาาาาาา รักน้าาาา loveๆๆๆๆๆ แต่เพื่อจุดพีคมันก็ต้องมีเนอะ) ต่อไปสถานการณ์ก็จะดีขึ้นๆๆๆๆแล้วค่ะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าน้าาาาาานักอ่านที่รัก บายฮ้าฟฟฟฟฟ เลิฟยูนะ




:L1: :กอด1: :L1:







 

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
เรางง
เดี๋ยวต้องย้อนกลับไปอ่านไหม นี่เข้าใจว่าตายทั้งคู่ด้วยนะ

ออฟไลน์ Bonheur

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Chapter 27
 




ภาพตะวัน


 







              หลังจากที่ผมฟื้นคืนสติขึ้นมาแล้ว ผมก็อยู่ทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลต่อไปอีกครับ โดยมีพี่ตะวันคอยอยู่เคียงข้างผม ช่วยเหลือผม ดูแลไม่ห่างกายครับ 


              “หนูค่อยๆเดินช้าๆนะ จับแขนพี่เอาไว้ เดี๋ยวพี่จะช่วยพยุงหนูเอาไว้เองนะครับ”


              “ขอบคุณนะครับพี่ตะวัน ผมเริ่มจะเดินคล่องมากขึ้นแล้วครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่พี่คอยอยู่ดูแลผมมาอย่างดี”


              “ไม่ว่าจะนานแค่ไหนพี่ตะวันคนนี้ก็จะอยู่ดูแลหนูไปตลอด หนูไม่ต้องเป็นห่วงนะ ต่อให้หนูเดินไม่ได้ พี่คนนี้นี่แหละก็จะเป็นคนอุ้มหนู พาหนูไปในที่ที่ต้องการเอง พี่ไม่เคยเบื่อเลยที่จะดูแลหนูไปเรื่อยๆ มิหนำซ้ำมันยังดีเสียอีกที่พี่ยังมีโอกาสมีคนรักให้พี่ได้คอยดูแลอย่างนี้”


              “พี่ตะวัน”


              “พี่มีเรื่องที่จะเล่าให้หนูฟังหลายเรื่องเลย ช่วงเวลาที่ผ่านมาในขณะที่หนูนอนหลับอยู่ พี่ก็หวังแต่เพียงว่าสักวันหนึ่งหนูจะตื่นขึ้นมาแล้วได้ฟังสิ่งที่พี่กำลังจะเล่าต่อไปนี้”


              “อะไรหรือครับ?”


              “พี่ขอสารภาพกับหนูเลยว่าพี่กลัวที่จะเสียหนูไปมาก มากถึงขั้นที่ว่าพี่ช็อกเป็นลมหมดสติไปตอนที่อาเอื้อมาบอกว่าหนูจากพี่ไปแล้ว จากนั้นพี่ก็เริ่มฝันร้าย ในฝันนั้นมันน่ากลัวมาก พี่ฝันว่าพี่เป็นคนจัดงานศพของหนู ทุกๆคนต่างเศร้าโศกเสียใจที่หนูจากไป โดยเฉพาะพี่นั้นอาการหนักมากได้แต่ตรอมใจไม่ยอมกินข้าวกินปลาไม่เป็นอันทำการทำงานอะไรเลยสักอย่าง วันๆพี่ก็ได้แต่นั่งเพ้อถึงหนู เอาแต่กอดอัฐิของหนูเอาไว้แล้วก็คร่ำครวญร้องไห้เสียใจ สุดท้ายแล้ว ด้วยความอาลัยอาวรณ์ที่หนูจากไป พี่ก็เลยขี่เจ้าพายุไปที่หน้าผาและทำการปลิดชีพตนเองเพื่อไปหาหนูที่อยู่สุดปลายสายรุ้ง” 


              ผมได้ฟังจากสิ่งที่พี่ตะวันเล่ามานั้น ผมรับรู้เลยว่าเขารักผมมากแค่ไหน ภายในจิตใจของเขาคงจะมัวแต่พะวักพะวนเกี่ยวกับผม เขาเลยเก็บเอาไปฝันร้ายแบบนี้ น้ำตาผมมันเริ่มไหลรินออกมาไม่ขาดสาย ผมเข้าไปกอดพี่ตะวันและซบหน้าลงบนอกของเขา


              “พี่ตะวัน...พะ...พี่...สัญญากับผมนะ...ไม่ว่าผมจะเป็นอะไรไป...พี่...ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปนะครับ...อย่าให้ผม...ตะ...ต้อง...เป็นสาเหตุทำให้...พะ...พี่...เป็นอันตรายอีกนะ...ผมขอโทษ...พี่ยกโทษให้ผมนะ...โฮๆๆ”


              “โอ๋ๆ...ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะคนดี พี่ไม่เคยมองว่าหนูทำอะไรผิดเลย ทุกอย่างในฝันร้ายนั้นมันยิ่งตอกย้ำให้พี่รู้ว่าพี่รักหนูและขาดหนูไม่ได้มากแค่ไหน ตอนนี้หนูกลับมาอยู่กับพี่แล้ว พี่จะไม่ยอมให้เรื่องราวร้ายๆมันเกิดขึ้นกับเราสองคนอีก เราสองคนจะต้องมีแต่ความสุขนะครับ คนดีของพี่ สุดที่รักของพี่”


              พี่ตะวันจุมพิตลงบนหน้าผากแล้วหอมแก้มผมเพื่อปลอบผมไม่ให้ร้องไห้ครับ จากนั้นเขาก็ส่งผ่านไออุ่นของเขาโดยการกอดผมอย่างแนบชิดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมครับ


              “โชคดีที่ยังมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น ตอนที่พี่สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายนั้น พี่ก็รีบลุกจากเตียงคนไข้แล้วรีบรุดไปหาหนู ปรากฏว่าหนูได้รับการย้ายไปอยู่ในห้อง ICU แล้ว นั่นหมายความว่าหนูยังมีชีวิตอยู่ อาเอื้อรีบวิ่งมาบอกพี่ว่าตอนแรกนั้นหัวใจของหนูหยุดเต้นแล้ว แต่พอผ่านไปสักพักหนึ่งก็มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น หัวใจของหนูกลับมาเต้นอีกครั้ง ทีมแพทย์เลยใช้โอกาสนี้ช่วยชีวิตหนูกลับมา ต้องขอบคุณปาฏิหาริย์จริงๆที่เกิดขึ้นกับหนู ตอนนั้นพี่ร้องไห้โฮเลยเพราะดีใจมากที่พระเจ้าไม่เอาชีวิตหนูกลับคืนไป”


              “นอกจากปาฏิหาริย์แล้วก็ต้องขอบคุณความรักด้วยนะครับ เพราะความรักจึงทำให้ผมกลับมาหาพี่อีกครั้งหนึ่ง”


              ผมทาบมือของตัวเองลงบนอกของผม ที่ที่ผมรู้ว่ามีใครสถิตอยู่ ณ ข้างในดวงใจดวงนี้ พ่อกับแม่ครับ...ผมขอขอบคุณพ่อกับแม่มากๆนะครับ ที่ทำให้ผมได้กลับมาเจอกับพี่ตะวันอีกครั้งหนึ่ง พ่อกับแม่คือปาฏิหาริย์ของผมนะครับ ผมรักพ่อกับแม่นะ


              “คราวนี้หนูก็รู้แล้วใช่ไหมว่ารักที่พี่มีให้หนูนั้นเป็นรักที่แท้จริง”


              “ครับ ผมรู้แล้ว”


              “และพี่มีเรื่องอีกอย่างหนึ่งที่จะต้องบอกหนูให้ได้ เรื่องนี้สำคัญมากเพราะเป็นต้นเหตุที่ทำให้หนูเข้าใจผิดตั้งแต่ตอนนั้น”


              “เรื่อง...ภรรยาพี่...ที่ชื่อ...น้ำค้าง...”


              “ใช่...เรื่องน้ำค้าง”


              สุดท้ายแล้ว หรือว่ารักแท้จะแพ้ภรรยาตัวจริงกันล่ะนี่ ผมได้แต่คิดแต่ไม่ได้พูดออกไป


              “เรื่องที่ถูกคือ...ใช่...น้ำค้างเป็นภรรยา”


              ใจผมหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว หรือว่าผมจะต้องกลายมาเป็นภรรยาที่สองของพี่ตะวันนี่ โอย...ผมต้องแชร์พี่ตะวันกับคนอื่นเหรอ


              “แต่เรื่องที่ผิดคือ...น้ำค้างไม่ใช่ภรรยาของพี่ตะวัน แต่เป็นภรรยาของพี่ชายฝาแฝดพี่เอง...พี่รพี


              “ฮะ! พี่ตะวันมีพี่ชายฝาแฝดด้วยเหรอครับ ทำไมผมไม่รู้ไม่เคยเห็นเขาเลยล่ะ ผมเห็นแต่คุณภูผากับน้องฟ้า”


              “หนูไม่รู้ก็ถูกต้องแล้วล่ะ เพราะพี่รพี...เสียชีวิตไปนานแล้ว”


              “อ๋อ...เป็นเพราะแบบนี้เองสินะครับ เลยไม่มีใครพูดถึงเขาเลย”


              “และน้องฟ้าก็เป็นน้องสาวพี่ตะวันแท้ๆ ไม่ใช่ลูกของน้ำค้างด้วย”


              “แล้วทำไมผมถึงได้ยินเธอเรียกน้องฟ้าว่าลูกล่ะครับ ผมงงไปหมดแล้ว”


              “เรื่องนี้มันค่อนข้างละเอียดอ่อนน่ะหนู ก็เลยเป็นสาเหตุที่พี่ตะวันไม่ได้บอกหนูตั้งแต่แรก”


              “แล้วความจริงมันเป็นยังไงเหรอครับ พี่ตะวันช่วยบอกผมหน่อย ผมจะได้หายข้องใจสักที”


              “เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมานานมากแล้ว ก็คือ...”

 










              Click!


              “ผลสอบเป็นยังไงบ้างตะวัน พี่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า พี่ไม่กล้าเปิดตาดูหน้าจอคอมพิวเตอร์เลย”


              “พี่รพีครับ...”


              “เป็นยังไงบ้างตะวัน บอกพี่มาสิ อย่าเงียบไป พี่ลุ้นอยู่นะ”


              “เราสอบเข้ามหาวิทยาลัยติดทั้งคู่เลยครับ ไชโย!”


              “เฮ้ย! จริงดิ สำเร็จแล้วโว้ย เราสองคนพี่น้องฝาแฝดสอบติดมหาวิทยาลัยทั้งคู่เลย”


              “แต่น่าเสียดายนะครับที่เราอยู่กันคนละคณะ”


              “ไม่เป็นไรหรอกตะวัน ถึงจะอยู่กันคนละคณะแต่ก็ยังอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน น้องเก่งด้านการบริหารก็สมควรแล้วที่เลือกเรียนด้านนี้ แต่หัวของพี่มันไปทางด้านศิลปะ เราก็เลยต้องแยกกันเรียน”


              “งั้นเรามาฉลองกันดีกว่าครับพี่รพี เพื่อสดุดีในความเก่งของเราทั้งคู่ ฮ่าๆๆ”


              “เอายังงั้นเลยเหรอ โอเค จัดไป ฮ่าๆๆ”

 

              หลังจากที่เราสองคนพี่น้องรู้ผลสอบว่าเราสอบผ่านกันทั้งคู่ เราสองคนก็ได้ย่างก้าวเข้าสู่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย และเป็นที่นี่เองที่พี่รพีได้เจอกับน้ำค้าง


              “เอาล่ะ วันนี้เราจะมาเรียนวาดรูป nude กันนะ เดี๋ยวอาจารย์จะเรียกนางแบบออกมา จากนั้นพวกเธอนักศึกษาก็เริ่มวาดกันได้เลย มีอะไรขัดข้องก็ถามอาจารย์ได้นะ”


              “ครับ / ค่ะ”


              หลังจากที่อาจารย์เรียกนางแบบออกมา นางแบบคนนั้นก็เริ่มเปลื้องผ้าออกทีละชิ้นๆจนเหลือแต่ร่างกายอันเปลือยเปล่า ใบหน้าอันสะสวยและความงดงามของเจ้าหล่อนเกิดไปสะดุดตาพี่รพีเข้าอย่างจัง หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา น้ำค้างก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพี่รพี ทั้งสองคนรักกันมาก ถ้ามีพี่รพีที่ไหนก็ต้องมีน้ำค้างที่นั่น ตลอดเวลาที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันมาตลอด กระทั่งตอนที่เรียนจบ น้ำค้างก็ตั้งครรภ์พอดี


              “คุณตั้งท้องลูกของเราเหรอน้ำค้าง ผมดีใจที่สุดเลย ผมจะได้เป็นพ่อคนแล้ว ผมรักคุณกับลูกมากที่สุด”


              “ทางครอบครัวของคุณจะไม่รังเกียจฉันใช่ไหมคะ ที่ฉันเป็นแค่นางแบบธรรมดาๆ ไม่ได้มีหน้ามีตาอะไรในสังคม”


              “ไม่ต้องกังวลอะไรหรอก ครอบครัวของผมเข้าใจ”


              “ฉันกลัวค่ะ...รพีขึ้นตอนกลางวันฉันใด น้ำค้างที่จับตัวเฉพาะในตอนกลางคืน ก็ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ฉันนั้น ฉันรู้สึกว่าเราอาจจะไม่ได้อยู่ร่วมกันค่ะ”


              “คุณไม่ต้องคิดมากนะ ผมจะคุยกับที่บ้านเอง”


              ทางครอบครัวของเราก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะว่าการคบกันของทั้งคู่ก็อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่มาตลอด และการเรียนของพี่รพีก็จบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างดูราบรื่นไปหมด


              “รพี คุณจะพาฉันไปไหนคะ ทำไมต้องปิดตาฉันด้วย ฉันตื่นเต้นนะ”


              “เอาน่า เดี๋ยวผมจะพาคุณไปดูอะไรดีๆ นี่ไง...ถึงแล้วครับน้ำค้าง คุณลองเปิดตาดูสิ”


              “อุ๊ย! วิวสวยมากเลยค่ะคุณรพี พอมองออกไปแล้วก็เห็นดวงตะวันฉายรัศมีอยู่ตรงหน้าเราเลยค่ะ ช่างงดงามจับใจจริงๆ”


              “ผมว่าแล้วว่าคุณต้องชอบ เพราะวิวตรงจุดนี้เป็นจุดที่สวยที่สุดแล้วในไร่ปลายฟ้า และผมก็มีอะไรบางอย่างจะทำให้คุณประหลาดใจอีกนะ”


              “อะไรหรือคะ?”


              “นี่ไง! คุณชอบหรือเปล่า”


              “นี่มัน ‘ภาพตะวัน’ วิวที่อยู่ตรงข้างหน้าเราเลยนี่คะ คุณไปแอบวาดมาตั้งแต่เมื่อไหร่”


              “ผมวาดขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้เองและภาพนี้ผมก็ส่งไปประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศมาด้วยนะ คนที่มาในงานขอถ่ายรูปเอาไปลงสื่อด้วย ผมเก่งไหมล่ะ ฮ่าๆๆ”


              “สำหรับฉัน คุณเก่งที่สุดอยู่แล้วค่ะ”


              “ความจริงแล้วภาพตะวันภาพนี้มันมีค่าสำหรับผมมากเลยนะ ผมตั้งใจวาดมันเอาไว้ให้คุณกับลูกที่กำลังจะเกิดมาลืมตาดูโลก เพื่อเป็นสิ่งแทนใจของผมและเป็นของขวัญสำหรับครอบครัวของเรา”


              “คุณรพี”


              “พวกคุณทั้งสองคนเปรียบเสมือนดวงตะวันของผมและตะวันดวงนี้ก็จะอยู่กับน้ำค้างตลอดเวลาไม่จากไปไหน”


              “คุณรพี...คุณรักฉันแค่เพียงคนเดียวใช่ไหมคะ”


              “ใช่ครับ ผมรักคุณเพียงคนเดียว...น้ำค้าง”


              “ขอฉันได้กอดคุณหน่อยเถอะค่ะ”


              “ครับ ที่รัก”


              ทั้งคู่วางแผนที่จะแต่งงานกันและสร้างอนาคตไปด้วยกัน วันคืนผ่านไปอย่างมีความสุขราวกับว่าอยู่บนสวรรค์ ทั้งพี่รพีและน้ำค้างต่างก็ยิ่งรักใคร่กลมเกลียวเป็นทวีคูณ จนกระทั่ง...


              “รพีคะ ทำไมเดี๋ยวนี้คุณไอหนักจังเลยคะ”


              “ผมก็ไอปกติแหละไม่มีอะไรหรอก”


              “คุณลองไปให้หมอเช็คสุขภาพดูบ้างดีไหมคะ”


              “ไม่เป็นไรๆ”


              “มาค่ะ เดี๋ยวฉันเปลี่ยนผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่ให้”

 
              “ขอบคุณครับ”


              “ส่งมาเลยค่ะ...กรี๊ด! เลือด! เลือดเต็มเลย รพี!”


              “ฮะ! คุณว่ายังไงนะ!”


              พี่รพีได้รับการส่งตัวโดยด่วนเพื่อเข้าไปตรวจเช็คอาการในโรงพยาบาล ท้ายที่สุดคุณหมอก็ได้ทำการตรวจวินิจฉัยอาการของพี่รพีโดยที่ผลลัพธ์นั้นออกมาว่า...


               “สามีของคุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายนะครับ อาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน หมอเสียใจด้วยนะครับ”


               “ผมนี่เหรอเป็น...มะเร็ง!”


               “ไม่จริงใช่ไหม...คุณรพี โฮๆๆ”


               ยิ่งนานวันเข้า อาการของพี่รพีก็ยิ่งทรุดหนักลง น้ำค้างก็เอาแต่เครียด กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นห่วงแต่พี่รพีเพียงคนเดียว ไหนยังจะลูกในท้องอีก สิ่งเลวร้ายนี้สร้างความกดดันให้น้ำค้างเป็นอย่างมาก จนวันนั้นก็มาถึง วันที่พี่รพีจากไปอย่างไม่มีวันกลับ


               “น้ำค้าง...ผมไม่ไหวแล้ว ผะ...ผมฝากคุณดูแล...ละ...ลูกของเราด้วยนะ”


               “ไม่นะคะรพี! คุณอย่าทิ้งฉันไปไหนนะ ไม่นะ! ไม่!...”


               ในคราวนั้นเอง น้ำค้างไม่ได้เสียเพียงแค่พี่รพีไปคนเดียวแต่ยังแท้งลูกในท้องไปด้วย ทุกคนต่างเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของพี่รพีและลูกในท้องของคนทั้งคู่ แต่ว่าคนที่รับเรื่องนี้ไม่ได้มากที่สุดคือน้ำค้าง น้ำค้างเริ่มมีอาการทางประสาท จิตใจเริ่มฟั่นเฟือนจดจำอะไรไม่ได้ บางทีก็ออกอาการคลุ้มคลั่งเรียกหาแต่พี่รพีกับลูก จนพวกเราเอาไม่อยู่และคิดจะจับเธอส่งโรงพยาบาล แต่เรามาสังเกตเห็นว่าอาการของเธอจะสงบลงเมื่อเห็นภาพตะวันที่พี่รพีวาดเอาไว้ เราจึงลงความเห็นกันว่า เราจะให้เธอรักษาอาการอยู่ที่ไร่นี้ต่อไป ครอบครัวของเราพาหมอมารักษาเธออย่างต่อเนื่องจนอาการเริ่มดีวันดีคืนแต่ก็ยังไม่เต็มที่ 100% แต่มันก็ยังดีกว่าปล่อยเธอเอาไว้ตัวคนเดียวในโรงพยาบาลประสาทโดยที่ไร้คนใกล้ชิดดูแล...

 










              “และด้วยความที่พี่ตะวันเป็นฝาแฝดของพี่รพี น้ำค้างก็เลยเข้าใจว่าพี่ตะวันคือพี่รพียังไงล่ะ ส่วนน้องฟ้า น้ำค้างก็เข้าใจผิดเหมือนกันว่าคือลูกของตัวเอง แต่ทั้งพี่ตะวันและน้องฟ้าก็ยอมที่จะสวมบทบาทเป็นคนอื่นเพื่อที่จะทำให้น้ำค้างมีอาการดียิ่งขึ้น ซึ่งคุณหมอที่รักษาประจำก็บอกว่ามีโอกาสสูงมากที่จะกลับมาเป็นปกติเพราะคนไข้ได้รับการเยียวยาทางจิตใจดีมาก ดังนั้นสิ่งที่หนูเห็นไม่ได้เป็นเหมือนที่หนูคิดอย่างแน่นอน พี่ตะวันสาบานได้ครับ”


              พอผมได้ฟังพี่ตะวันเล่าถึงที่มาทั้งหมดของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตผมก็ถึงบางอ้อเลยครับ ทุกอย่างที่ผมคิดมันผิดไปหมดเลย จนกระทั่งมาได้รู้ความจริงจากปากพี่ตะวันในวันนี้นี่เอง


              “แล้วทำไมตอนที่ผมมาที่ไร่ในตอนแรกเพื่อมาตามหาภาพตะวัน ทำไมพี่ถึงบอกว่าไม่มีภาพนี้ล่ะครับ”


              “เพราะว่าตอนนั้นเรายังไม่รู้จักกันดีพอ และภาพตะวันก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่พี่รพีทิ้งเอาไว้เป็นสมบัติดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายให้น้ำค้างกับลูก อีกอย่าง...เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุดซึ่งสมควรจะต้องเก็บไว้เป็นความลับภายในครอบครัวเท่านั้น ดังนั้น การที่จะให้คนอื่นที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเข้ามาดูเข้ามาเห็นย่อมเป็นไปไม่ได้ และนี่ก็คือสาเหตุที่พี่ตะวันบอกหนูไปว่าไม่เคยมีภาพนี้อยู่ครับ”


              ในที่สุดผมก็ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับภาพตะวัน ภาพที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผมออกเดินทางมายังไร่ปลายฟ้าและได้รับประสบการณ์มากมายหลากหลายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต จนกระทั่งสุดท้าย สาเหตุก็เพราะภาพนี้ที่เป็นบ่อเกิดทำให้ผมสามารถปลดล็อกหัวใจของตัวเองที่ถูกคุมขังเอาไว้จากความหวาดกลัวได้อย่างสมบูรณ์ครับ ขอบคุณนะครับคุณรพี ถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยเจอคุณมาก่อน แต่ภาพตะวันอันมีค่าที่คุณวาดเอาไว้นั้น มันทำให้ผมได้เจอกับรักแท้ในวันนี้ครับ 


               “พี่ตะวันครับ ผมขอยืม notebook ของพี่ได้ไหมครับ”


               “หนูจะเอาไปทำอะไรครับ”


               ผมยิ้มให้พี่ตะวันเล็กน้อยครับ


               “ผมจะเอามาเขียนนวนิยายรักโรแมนติกครับ”


               และแล้ววันนี้ วันที่ผมรอคอยก็มาถึงครับ วันที่ผมสามารถเขียนเรื่องราวความรักออกมาได้หมดจากหัวใจโดยบริบูรณ์






TBC.






              clear cut ทั้งหมดชัดเจนแล้วนะคะในตอนนี้ตอนเดียวเลยค่ะสำหรับการเฉลยที่มาต่างๆของเรื่องราวที่ผ่านมาจากปากของพี่ตะวัน จนในที่สุดน้องบัลลาดก็เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดีค่ะ


              ความรักของคนทั้งคู่จะเป็นเช่นไรต่อไป โปรดติดตามตอนจบของตะวันดั้นเมฆในตอนหน้านะคะ นักเขียนขอขอบคุณนักอ่านมากๆนะคะที่ติดตามกันมาตลอด แล้วเจอกันค้าฟฟ บัย






:L1: :pig4: :L1:










ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2023
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
ชอบทุกคู่เล้ย

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 :L2: :L1: :pig4:

เย้ๆ ไม่เศร้าแล้ว

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด