วสันตวิษุวัต (werewolf)(Mpreg) วงโคจรที่ 7 17/04/19 P.2
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: วสันตวิษุวัต (werewolf)(Mpreg) วงโคจรที่ 7 17/04/19 P.2  (อ่าน 3357 ครั้ง)

ออฟไลน์ mokha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ jin_kazu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เหนือเข้าใจผิดแล้วววววว เห็นแววดราม่ามาแต่ไกล  :hao5:
พลอตน่าสนใจมากๆ รออ่านตอนต่อไปนะคะ ^^

ออฟไลน์ Veesi3

  • coHon3 {ต้นฝ้าย}
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
 :กอด1:อ้าววว นี่เข้าใจว่าคะนิ้งรักกับเหมันต์นะเนี่ยยย มาแนวนี้เหรอคะนิ้งงงง แต่เธอก็ไปนอนกับเหมด้วยเนี่ยนะ ยังไงแน่

ออฟไลน์ Ti0590

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 498
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
โตแล้ววววววว

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1073
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0

ออฟไลน์ twinmonkey0311

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-9

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 426
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2847
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-0
ลุ้นมากเลยค่ะ ตอนที่เหนือถูกยิง แล้วหนีไป
ไหนว่า อยู่ไกลแค่ไหนก็ได้ยิน ไม่ได้ยินหรอว่า พี่ออช่วยไว้
หรือเพราะความแค้นเคืองบังตา เลยไม่สนใจรับฟังอะไร

สงสารออทัม ผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง ทั้งที่ไม่ได้เริ่ม

หนึ่งนางร้ายผู้ใกล้ชิด คงไม่พ้นคะนิ้ง

รอตอนทั้งสองเจอกันค่ะ ว่าจะทำตัวยังไง

ออฟไลน์ everlastingly

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 486
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
 :pig4: ชื่นชมผู้เขียน เพราะนิยายสนุกมาก สงสารพี่ออ ไม่รู้จะโดนอะไรต่อไป “ตายทั้งเป็น” น่ากลัวมาก

ออฟไลน์ mokha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ยังรอตอนต่อไปอยู่น้าาาาา :mew2: :mew2: :mew2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 441
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +387/-10
วงโคจรที่ 6



               บ้านไม้สีขาวแบบชั้นเดียวแต่ยกพื้นสูงประมาณหนึ่งเมตรหลังนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยของทิวากรจากนี้ไปอีกหลายปี เขาทำสัญญาเช่าระยะยาวเอาไว้เพราะกลัวว่าเจ้าของจะเปลี่ยนใจเอาคืน ได้เห็นแค่ภายนอกตัวบ้านและรอบบริเวณแล้วเขาก็รู้สึกถูกใจเป็นอย่างมาก ถึงขนาดของมันไม่ใหญ่เท่าบ้านหลังเดิมที่เคยอยู่ตั้งแต่เกิด แต่มันก็เหมาะสำหรับการอยู่คนเดียวในตอนนี้



ที่ระเบียงหน้าบ้านมีชิงช้าแขวนอยู่ฝั่งละตัว ไม้ประดับในกระถางทรงสูงถูกตั้งวางตามบันไดและขนาบประตูบ้าน เขายอมรับว่าเจ้าของบ้านรสนิยมดี ตกแต่งได้น่ารัก แต่ได้ยินมาว่าไม่เคยมีใครอยู่อาศัยมาก่อน เพราะเจ้าของบ้านไม่เคยปล่อยให้เช่า นี่คงเป็นอีกเรื่องทำให้ทิวากรยิ้มได้ แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าใครบางคนสร้างบ้านหลังนี้เพื่อรอเขากลับมา



เมื่อก้าวเข้ามาในตัวบ้านก็ยิ่งพึงพอใจ โทนการตกแต่งเป็นสีขาวแทบจะทั้งหมด มันดูสวยมากจนรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาเปื้อนใบหน้าของเขาโดยอัตโนมัติ ตอนที่เขาอยู่ที่กรุงเทพ บ่อยครั้งที่เขาออกมายืนที่ระเบียงในยามค่ำคืน มองดวงจันทร์สีเหลืองนวลแล้วเล่าเรื่องราวในแต่ละวันให้ฟัง หวังว่าคนที่อยู่เหนือพระจันทร์จะได้ยิน การอยากมีบ้านหลังเล็กๆ ข้างในบ้านตกแต่งด้วยโทนสีขาวล้วนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขาเล่าให้พระจันทร์ฟัง



‘ทิวากร แปลว่า พระอาทิตย์ เหนือพิธุ แปลว่า เหนือพระจันทร์’



พระจันทร์ดวงนั้นได้ยินสิ่งที่พระอาทิตย์ดวงนี้เล่าให้ฟังใช่ไหม



แต่แล้วรอยยิ้มของทิวากรต้องเลือนหายไปเมื่อสองเท้าก้าวเข้ามาถึงห้องนอน ภายในห้องมีเพียงความว่างเปล่าไร้เฟอร์นิเจอร์ใดๆ แต่เจ้าของบ้านยังมีน้ำใจให้เล็กน้อยด้วยการทิ้งเสื่อผืนบางให้เพียงหนึ่งผืนเท่านั้น แต่ของอย่างหนึ่งที่ทำให้เขากลับมายิ้มดั่งเดิมคือกระจกบานใหญ่ที่ส่องได้เต็มตัว ของสิ่งนี่เป็นของเขาเอง กระจกที่แม่จันทร์เจ้ามอบเอาไว้ให้ดูต่างหน้า ตอนต้องย้ายบ้านกะทันหัน เขานึกว่ามันคงถูกทอดขายไปแล้ว แต่ใครบางคนก็ยังอุตส่าห์เก็บเอาไว้ให้



“ต้อนรับพี่ได้อบอุ่นมาก...เหนือพิธุ” แม้เขาจะพึมพำเบาๆ แต่เสียงนั้นได้ยินไปถึงองค์ราชัน รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากคนที่ถูกเอ่ยถึง “คิดว่ามีแค่เสื่อแล้วพี่จะอยู่ไม่ได้เหรอ แค่นี้สบายมาก ยิ้มเยาะอยู่ล่ะสิ จงยิ้มแห้งไปเถอะ” คราวนี้คนพูดไม่ได้พึมพำ แต่กลับพูดเสียงดังฟังชัด ซึ่งแน่นอนว่าคนที่แอบฟังอยู่ไกลๆ ได้ยินแล้วหน้าตึงทันที



ทิวากรไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคนที่ตัวเองทิ้งแผลในใจเอาไว้ให้ แต่ถ้าถอดใจก็คงไม่คิดกลับมา ไม่รู้ว่าจดหมายขอโทษฉบับนั้นถึงมือของผู้รับไหม แต่ถึงไม่...เขาก็ตั้งใจกลับมาบอกฝ่ายนั้นด้วยตัวเองอยู่แล้ว อยากขอโทษที่ทำร้ายให้ต้องเจ็บ อยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าคนลั่นไกปืนก็เจ็บเจียนตายไม่ต่างกัน



……



นี่แค่วันแรก...ถือว่าองค์ราชันเหนือพิธุยังปรานีต่อคนที่เคยทำให้ตัวเองต้องเจ็บ แม้จะผิดหวังอยู่บ้างที่อีกฝ่ายไม่ได้อ่อนแออย่างที่หวังเอาไว้ แถมยังดูดื้อรั้นกว่าแต่ก่อน ก็อยากจะรู้นักว่าจะอดทนได้แค่ไหน ขออวยพรให้ได้ครึ่งความอดทนที่ผ่านมาของเขาก็แล้วกัน



“มาทำอะไรตรงนี้องค์ราชัน”



“แม่...ท่านลงมาตั้งแต่เมื่อใด แล้วข้าบอกท่านแล้ว เวลาอยู่กันสองคนอย่าเรียกข้าว่าองค์ราชัน”



“ทำไมแม่จะเรียกเจ้าแบบนั้นไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่เจ้าเป็น”



“โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ข้าไม่อยากให้ทุกคนต้องมานอบน้อมข้า เราทุกคนก็เป็นเหมือนครอบครัว”



“เป็นเช่นนั้นไม่ได้หรอกลูกแม่ เจ้ามีสายเลือดที่ยิ่งใหญ่ เกิดมาพร้อมกับหน้าที่ที่สำคัญ ต่อให้เจ้าไม่อยากยกตัวเองให้สูง แต่เจ้าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจบารมีของเจ้าสูงกว่าผู้ใด แม่เฒ่าจึงตั้งชื่อของเจ้าว่าเหนือพิธุ การวางตัวให้ผู้อื่นเกรงมันช่วยให้ลูกปกครองฝูงได้ง่ายขึ้น”



“ข้าแค่อยากเป็นแค่ลูกของแม่ เป็นแค่เพื่อนของเจ้าคิม เจ้าเหม เจ้าคะนิ้ง” และอยากเป็นแค่คนรักธรรมดาของใครบางคน ประโยคท้ายทำได้แค่อยู่ในใจ ไม่กล้าพูดให้ผู้เป็นแม่ได้ยิน



“เอาเถิด เรื่องนี้ต่อไปเจ้าคงเข้าใจเอง แม่แค่มาเตือนเจ้า อีกไม่ถึงเดือนเจ้าจะมีอายุครบยี่สิบห้าปี มันสำคัญมากนะองค์ราชัน ถึงเจ้าจะขึ้นรับตำแหน่งองค์ราชันของฝูงแล้ว แต่วสันวิษุวัตในปีนี้ เจ้าจะต้องแต่งงาน แม่เฒ่าว่ามันจะช่วยให้เจ้าพ้นจากอำนาจร้ายตามคำทำนายได้”



“คือข้า...”



“คราวนี้เจ้าปฏิเสธไม่ได้นะ แม่ยอมเจ้าทุกเรื่อง เจ้าอยากลงมาอยู่ที่นี่แม่ก็ตามใจ อยากมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์แม่ก็ไม่ว่า เจ้าอยากแฝงตัวมาเป็นมนุษย์ธรรมดาเพื่อเรียนรู้ที่จะปกครองฝูงให้อยู่กับมนุษย์อย่างสันติ แม่ไม่เคยขัดใจเจ้าสักครั้งถึงจะไม่เห็นด้วย แต่ครั้งนี้แม่ยอมเจ้าไม่ได้” วันเพ็ญพูดจบก็น้ำตาคลอ เธอคิดว่าตัวเองตามใจลูกชายจนเคย แต่คราวนี้เป็นเรื่องที่เธอยอมไม่ได้จริงๆ เธอพยายามฝืนน้ำตาเอาไว้แล้วใช้น้ำเสียงที่อ่อนลง “แม่เหลือเจ้าเพียงคนเดียว แม่กลัว...กลัวว่าคำทำนายจะเป็นจริง ถ้าแม่ต้องเสียลูกไป แม่คงอยู่ไม่ได้”



“ถ้าข้าแต่งงาน มันจะทำลายคำสาปได้จริงหรือ”



“คำทำนายย่อมเกิดขึ้น มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างน้อยการได้ลอง มันทำให้เจ้าปลอดภัย เจ้าต้องไม่มีคู่ที่จะทำให้ตัวเองและฝูงเดือดร้อน แม่เองจะสบายใจหากเจ้ามีคนเคียงข้างที่คู่ควร”



“ข้าขอเลือกคู่เองไม่ได้หรือ” เหนือพิธุเกริ่นถาม เมื่อเห็นว่าวันเพ็ญมีทีท่าจะค้านจึงรีบพูดต่อ “ข้าจะเอามาให้แม่เฒ่าช่วยตรวจดู และพามาเจอแม่ก่อน ถ้าไม่ผ่าน ข้าจะยอมแต่งกับคนที่ท่านเลือก”



“เช่นนั้นก็ได้ แต่แม่บอกเจ้าเอาไว้ก่อนเลยนะองค์ราชัน ถ้าแม่เฒ่าบอกว่าไม่ได้ เจ้าต้องตัดใจ” วันเพ็ญพูดพลางพรูลมหายใจ “ข้ารู้ว่ามนุษย์ผู้นั้นกลับมาแล้ว เจ้ายังฝังใจกับเขาอีกหรือ”



“ข้าแค่อยากแก้แค้น”



เสียงของเหนือพิธุแข็งกร้าวจนวันเพ็ญตกใจ แต่เธอไม่แปลกใจ ลูกชายคนนี้ไม่เคยแพ้ใคร ตั้งแต่ถือกำเนิดมาก็เป็นผู้นำชัยในทุกสรรพสิ่ง แต่มาเจ็บปวดกับมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งก็คงแค้นใจเป็นธรรมดา เธอพอจะรับรู้มาจากสิสิรว่ามนุษย์ผู้นี้ทิ้งลูกชายของเธอไปเมื่อรู้ว่าเขาเป็นหมาป่า



“เจ้าไม่ได้รักเขาใช่หรือไม่เหนือพิธุ” วันเพ็ญถามอีกครั้งให้แน่ใจ



“เขาไม่ใช่คนตามคำทำนายแน่นอน เพราะนอกจากข้าจะไม่รักแล้ว ข้ายังชังน้ำหน้าเขานัก ไม่มีอะไรตรงตามคำทำนายสักนิด แม่ข้าไม่ต้องกังวล ข้าแค่อยากทำให้เขารักข้าจนสุดหัวใจ รักแล้วโดนข้าทิ้ง ต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็น”



“เจ้านี่ร้ายกว่าตอนยังเล็กมากนัก”



“โธ่ ข้าก็แค่อยากเอาคืนคนที่ทำให้ข้ารู้สึกแย่”



“ตามใจเจ้าถ้าเจ้าจะเลือกเขาเป็นคู่ เพราะอย่างไรเจ้าก็เกลียดเขาเข้าไส้ แต่อย่าทำร้ายเขาจนถึงกับชีวิตนะ แม่ไม่อยากให้เจ้าทำร้ายใคร”



“ข้าไม่เคยทำร้ายใคร ถ้าไม่จำเป็น”



“เอาเป็นว่าเจ้ารีบพาคนที่เจ้าหมายมาให้แม่เฒ่าดูตัว ส่วนวันมะรืนนี้มีงานเลี้ยง แม่จัดทุกอย่างให้เจ้าตามที่ขอแล้ว เจ้ามั่นใจหรือว่าเราจะผูกสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ แม่เป็นมนุษย์เช่นกันย่อมรู้ดีว่าไว้ใจไม่ได้”



“ข้าลงมาทำธุรกิจเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ตอนนี้ก็กว้านซื้อที่บริเวณนี้หมดแล้ว ในเมืองก็มีพวกของเราไปอาศัยปะปนอยู่ ทุกคนใช้ชีวิตแบบธรรมดาทั่วไป ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับมนุษย์ สัตว์ป่าทุกตัวก็ไม่ลงมายุ่มย่ามตามคำสั่งของข้า เมืองนี้ไม่เคยมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นท่านก็เห็น มันสงบสุขอย่างที่ท่านพ่อทินกรและท่านหวังเอาไว้มิใช่หรือ”



“ก็จริงของเจ้า ขอบใจลูกมากนักเหนือพิธุ เจ้าเป็นผู้ที่เบื้องบนส่งลงมาให้ทุกคนพบเจอแต่ความสุข” วันเพ็ญจับมือของลูกชาย สีหน้าบ่งบอกถึงความภูมิใจ นึกเสียดายที่สามีของเธอด่วนจากไป ไม่เช่นนั้นเขาคงมีความสุขไม่ต่างจากเธอในวันนี้



เมื่อวันเพ็ญจากไปแล้ว เหนือพิธุก็ระบายลมหายใจ เมืองนี้ไม่ได้สงบสุขอย่างที่เขาบอกกับแม่ไป ระยะหลังมานี้มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งกับมนุษย์ธรรมดา มนุษย์หมาป่า และสัตว์ป่า พวกมนุษย์พิสูจน์ว่าเป็นการตายแบบทั่วไป แต่เขารับรู้ได้ว่าพลังมืดมาเกี่ยวข้อง หากแต่ยังไม่รู้ว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด แม้ว่าตอนนี้เขาจะมีพลังอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง แต่น่าแปลกใจที่เขากลับหาตัวมันไม่เจอ มันแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิด แถมอำนาจมนต์ดำของมันเรียกได้ว่าไม่ธรรมดา แม่เฒ่าบอกกับเขาว่า มันผู้นั้นอาจจะเป็นคนในคำทำนาย มันอาจจะมาเพื่อชิงอำนาจที่เหนือพิธุมี



……..



หลังจากทำความสะอาดบ้านทั้งหลังจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทิวากรก็เดินมานั่งรับลมที่ชิงช้าหน้าระเบียงบ้าน อากาศที่นี่บริสุทธิ์เย็นสบายกว่าในกรุงเทพหลายเท่า แถมทิวทัศน์โดยรอบก็สุดแสนสบายตา ตั้งใจว่าจะหาดอกไม้สวยๆ มาปลูกเพิ่ม และอยากเปิดคลินิกที่นี่ เขาอยากรักษาสัตว์ต่างๆ ที่มันช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความสามารถพิเศษในการรักษาของเขามีเพิ่มมากขึ้น จากที่ต้องใช้วิธีการเลียบาดแผล ตอนนี้เขาเพียงแค่สัมผัสก็ช่วยเยียวยาได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เขาอ่อนเพลียได้มากกว่าการรักษาแบบเดิม



เขานั่งคิดไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งมีใครบางคนเดินเข้ามาในเขตรั้วบ้านเขาถึงหลุดออกจากความคิดและเดินไปต้อนรับ



“สวัสดีครับคุณทิวากร” ผู้ที่เดินเข้ามาเอ่ยทักก่อน



“สวัสดีครับ”



“ผมชื่อเหมันต์ เรียกว่าเหมก็ได้ครับ ผมเป็นตัวแทนของเจ้าของบ้านที่คุณเช่าอยู่”



“อ๋อ สวัสดีครับคุณเหม”



“พออยู่ได้ไหมครับ”



“สบายมากครับ บ้านสวย บรรยากาศดี สวนก็สวย ผมพอใจมากครับ”



“ได้ยินว่าคุณเป็นสัตวแพทย์”



“ครับ คุณถามมาก็ดีแล้ว ถ้าผมจะขอใช้โรงจอดรถด้านข้างทำเป็นคลินิก ไม่ทราบว่าเจ้าของบ้านจะยินยอมไหมครับ ผมจะออกค่าใช้จ่ายเอง ไม่อยากไปเช่าในเมือง เผื่อมี..เอ่อ สัตว์ป่าที่ต้องการการรักษา ผมจะได้ช่วยเหลือได้”



“แล้วผมจะไปถามให้นะครับ”



“คุณถามเขาเลยก็ได้นะครับ ผมรู้ว่าเขาฟังอยู่” ทิวากรพูดออกไปด้วยสีหน้าปกติ แต่คนฟังกลับอึ้งไปเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้ทัน



“คือว่า...” เหมันต์ได้ยินเสียงที่ตอบกลับมาของเจ้าของบ้านตัวจริงแล้ว แต่ไม่กล้าพูดออกไป



“คือว่าอะไรเหรอครับ พูดมาเถอะ” ทิวากรเห็นท่าทีอ้ำอึ้งก็พอจะเดาออกว่าคนตรงหน้าได้รับคำตอบแล้ว



“คือ...เจ้าของบ้านเขาบอกว่า มาวันแรกก็เจ้ากี้เจ้าการ คิดเปลี่ยนนั่นนี่”



“ฝากบอกไปว่า ผมอยากรีบทำคลินิกให้เร็ว เพราะมีคนไข้บางคนต้องการการเยียวยาก่อนใคร พวกเจ้าคิดเจ้าแค้นน่ะครับ”



“เอ่อคือ...” เหมันต์อึกอัก ก่อนจะพูดกลับไป “เขาตอบว่า อยากจะทำคลินิกก็ได้ แต่ต้องจ่ายค่าเช่าเพิ่ม”



“บอกเขาไปว่าไม่มีปัญหาครับ”



“เขาบอกว่า เอ่อ....”



“ว่าอะไรครับ”



“ว่าไม่รับเป็นเงิน แต่ต้องจ่ายเป็นร่างกายครับ” เหมันต์พูดจบก็ถอนหายใจ อยากจะยื่นโทรศัพท์มือถือให้ไปคุยกันเอง ไม่ใช่มาตอบเขาผ่านกระแสจิตแล้วให้เขาต้องมากระอักกระอ่วนเป็นคนกลางโต้ตอบแทนอย่างนี้ ถึงจะมีพลังพิเศษ แต่เรื่องแบบนี้ใช้วิวัฒนาการของมนุษย์บ้างก็ได้



“แก่แดด”



“อะไรนะครับ” เหมันต์สะดุ้งเมื่อคุณหมอทิวากรต่อว่าองค์ราชันของเขาตรงๆ



“บอกเขาไปว่า อยากได้ค่าเช่าที่เขาเสนอ ก็มาเก็บด้วยตัวเอง ผมไม่จ่ายผ่านใคร แล้วค่าตัวของผมก็แพงมาก ไม่ได้ฟรีเหมือนแต่ก่อน ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ ร้อนมาก” ทิวากรพูดจบก็เดินหน้าบึ้งกลับเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้เหมันต์ส่ายหน้าเพราะเสียงหัวเราะขององค์ราชันดังก้องอยู่ในหัวของเขา ดังจนหูจะแตก



จะว่าไปเหมันต์ไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของสหายผู้สูงศักดิ์คนนี้มานับสิบปี จากที่พร่ำพูดว่าจะแก้แค้นมนุษย์ผู้นี้ให้ตายทั้งเป็น เห็นทีว่าเขาต้องไปย้ายข้างที่แทงพนันกับเจ้าคิมหันต์และสิสิรเสียแล้ว เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าใครจะแพ้ใคร ระหว่างคุณหมอพระอาทิตย์กับเจ้าชีวิตผู้อยู่เหนือดวงจันทร์



……



เครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณแต่สภาพการใช้งานยังดีอยู่คือสิ่งที่ทิวากรให้ความสนใจ เขาเดินไปเลือกแผ่นเสียงอยู่พักใหญ่ แล้วก็ได้เจอเพลงที่ถูกใจ shape of you ของ Ed Sheeran คือเพลงโปรดของเขา เขาวางมันลงบนเครื่องเล่นอย่างเบามือ เจ้าของเครื่องคงรักมันมากถึงได้ดูแลเป็นอย่างดี แม้จะปล่อยให้มันอยู่ในสภาพเดิม สีของเครื่องเล่นออกจะจางลงตามเวลา แต่นี่แหละคือเสน่ห์อย่างหนึ่งของเครื่องใช้โบราณเหล่านี้



ผมด้านหน้าที่ยาวเสมอด้านหลังถูกรวบขึ้นอย่างลวกๆ โชว์ต้นคอยาวที่มีไรผมขึ้นประปราย เสื้อผ้าถูกปลดออกก่อนจะโยนมันลงไปในตะกร้าได้อย่างพอดิบพอดี เรือนร่างสูงโปร่งแต่ผอมบางไร้อาภรณ์มาปิดบังเดินไปเปิดน้ำที่อ่างหินอ่อนสีขาวเล่นลายริ้วสีเทา ระหว่างรอน้ำเต็มอ่าง เขาเดินไปหยุดยืนที่หน้าอ่างล้างหน้า เครื่องเล่นแผ่นเสียงยังคงเล่นเพลงที่มีท่วงทำนองชวนให้ร่างกายขยับตามหน้าที่ของมัน สะโพกมนเริ่มพลิ้วไหวไปตามจังหวะ สองแขนเรียวยาวชูขึ้นวาดอากาศช้าๆ ขาเรียวยาวไร้เส้นขน ขยับหมุนไปรอบๆ ปล่อยให้ร่างกายโลดแล่นไปตามอารมณ์เพลง



ดวงตาสีแดงสว่างวาบขึ้นเมื่ออารมณ์ถูกกระตุ้นจากภาพที่เห็น แม้คนคนนั้นจะอยู่ห่างจากตัวเองแค่ไหน แต่ทว่าดวงตาคู่นี้สามารถมองทะลุทุกอย่างจนเห็นสิ่งที่หมายได้ชัดราวกับไปยืนอยู่ตรงหน้า เขาสบถเบาๆ เพราะหงุดหงิดกับการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตัวเอง เขาฝึกฝนมาสิบกว่าปีให้ทนต่อการถูกปลุกเร้าต่างๆ ควบคุมตัวให้เย็นนิ่งได้ดั่งสายน้ำ นิ่งจนเหมือนราชันแห่งน้ำแข็งตามฉายาที่ทุกคนเรียก แต่ทำไมมันกลับไม่ได้ผลเพียงแค่เห็นท่าทางยั่วยวนจากมนุษย์ผู้นั้น ตอนนี้แทบอยากจะกระโจนใส่แล้วทำให้ฝ่ายนั้นทุรนทุรายเหลือเกิน



ฝ่ายคนที่ถูกแอบมองเห็นว่าอ่างน้ำมีน้ำเพียงพอที่จะลงไปแช่ตัวแล้วจึงหยุดเคลื่อนไหวร่างกายแล้วเดินไปหย่อนกายลงในอ่างหินอ่อน น้ำเย็นๆ ช่วยให้คลายร้อน แม้ตอนนี้ยังไม่เริ่มต้นฤดูร้อน แต่ช่วงกลางวันของจังหวัดที่อยู่บนภูเขาอย่างนี้แดดจัดยิ่งกว่าในเมืองหลวงหลายเท่า



ทิวากรเอนหลังพิงขอบอ่างด้านหนึ่ง หลับตาลงอย่างผ่อนคลาย แต่ริมฝีปากยังขยับร้องเพลงตามเครื่องเล่นไปเรื่อย จู่ๆ ก็เกิดง่วงขึ้นมาทั้งที่ไม่มีทีท่าว่าอยากจะหลับมาก่อนหน้านี้ พยายามฝืนเปลือกตาให้เปิดขึ้นดังเดิมแต่ก็ไร้ผล สุดท้ายก็หลับใหลไปง่ายๆ ร่างกายเริ่มไหลลู่ลงไปในอ่างน้ำ ก่อนที่จมูกจะพ้นจากอากาศเบื้องบนแล้วจมลงสู่ใต้น้ำ สองมือแข็งแรงของใครบางคนก็มาคว้าแขนเอาไว้ได้ทัน



“มาเก็บค่าเช่า” เจ้าของมือพูดสั้นๆ ก่อนจะช้อนร่างที่เปียกปอนขึ้นแล้วพาไปยังห้องนอนที่มีแค่เสื่อเพียงผืนเดียว


มีต่อด้านล่างค่ะ
V
V
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-04-2019 04:13:39 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 441
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +387/-10
ต่อจากด้านบนค่ะ


.
.
.

ฝันอีกแล้ว....เขาฝันเห็นน้องเหนืออีกแล้ว



‘อ่า’



เมื่อร่างกายถูกสัมผัสอุ่นชื้นแตะต้องไปทั่วก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเพื่อระบายความทรมาน บ่อยครั้งที่ฝันว่าน้องเหนือมาโอบกอดและสัมผัสเช่นนี้ แต่ครั้งนี่มันดูร้อนแรงกว่าครั้งไหนๆ ปลายลิ้นของน้องเหนือออกแรงดูดเม้มร่างกายของเขาจนเจ็บแต่ก็แสนสุขสม เขาแอ่นอกเข้าหาอีกฝ่ายเพื่อเชิญชวนให้อีกฝ่ายลิ้มลองยอดอกสีอ่อน ในฝันเขาไม่คิดอาย อยากให้น้องเหนือทำอะไรก็ได้ เพราะความสุขมันมีเพียงแค่ความฝัน ไม่อยากเสียเวลา เพราะเมื่อตื่นขึ้นมามันมีแต่ความว่างเปล่าทุกครั้งจนปวดร้าวไปทั้งใจ



‘ตรงนั้น น้องเหนือลงไปตรงนั้น’



‘พี่ออต้องการหรือ’



‘ต้องการ’



‘ต้องการอะไร’



‘เหนือก็รู้’



‘เหนือไม่รู้’



‘น้องเหนือแกล้งพี่ให้อาย’



‘ผิดแล้ว เหนือแค่อยากได้ยิน’



‘พี่ออต้องการให้เหนือชิม...ชิมมัน’



‘อย่างนี้หรือ’



‘อ่า....’



เสียงแผ่วเบาที่เกิดจากความพึงพอใจช่างไพเราะน่าฟังอย่างไม่สิ้นสุด เมื่อชอบที่จะฟังจึงต้องปรนเปรอให้อีกฝ่ายส่งเสียงออกมาเรื่อยๆ แรงดูดดื่มถาโถมช่วยกระพืออารมณ์ของผู้ที่ได้รับสัมผัสทะยานสูงขึ้น สะโพกกลมกลึงเกร็งขึ้น มันลอยเหนือพื้นเมื่อทรมานเกินกว่าจะอยู่เฉย อีกฝ่ายยังคงฉกชิม ยิ่งลงลึกก็ยิ่งทำให้ทิวากรแทบขาดใจ



‘เหนือ....’



‘……..’



‘เหนือ’



‘……..’



‘เหนือพิธุ’



‘……..’



‘น้องเหนือ พี่ออเรียกไม่ได้ยินเหรอครับ’



‘ได้ยิน’



‘อืม...แล้วทำไมไม่ขานรับพี่’



‘I love my name when you say it’



‘น้องเหนือของพี่ออ พี่ออจะไม่ไหวแล้วคนดี’



ความสุขทะลักล้นเกินอดกลั้น ร่างกายกระตุกเมื่อความสุขของทิวากรไต่ถึงขีดสุข นอนหายใจระทวยเพราะเมื่อครู่กลั้นลมหายใจเอาไว้จนเหนื่อยหอบ คิดจะกลับไปมอบความสุขอย่างที่เขามอบให้บ้าง แต่ปรากฏว่าเขาหายไปแล้ว ใจหายวาบและรู้สึกเคว้งคว้าง น้ำตาไหลออกมาพร้อมกับตะโกนเรียกชื่อเขาหลายครั้ง เขาบอกว่าอยากได้ยินชื่อของเขา แต่ทำไมเขาไม่ยอมอยู่ฟัง







แค่กๆ ๆ ๆ



ทิวากรดันตัวขึ้นจากก้นอ่างก่อนที่จะสำลักน้ำจนขาดใจ สองมือลูบน้ำออกจากใบหน้าและเส้นผม นึกตำหนิตัวเองว่าขนาดอาบน้ำยังเผลอหลับจนฝันเรื่องสัปดนได้ เจ้าตัวรีบลุกขึ้นจากน้ำก่อนจะพึมพำเบาๆ



“เกือบจะตายแล้วไหมล่ะ คิดถึงคนแก่แดดคนนั้นมากเกินไปแล้วนะทิวากร”



ประโยคที่คนพูดพูดเบาๆ แต่มันสั่นคลอนความรู้สึกใครบางคนที่แอบฟังอยู่ เหนือพิธุพรูลมหายใจ เขาเกือบถูกอีกฝ่ายจับได้ นึกแปลกใจว่าทำไมมนตร์สะกดของเขาถึงใช้กับอีกฝ่ายนั้นได้เพียงไม่นาน ที่เจ็บใจกว่าคืออดเก็บค่าเช่าโรงจอดรถแบบระยะยาวอย่างที่ตั้งใจ แล้วตอนนี้องค์ราชันอย่างเขาจะทำอะไร ให้โผล่ออกไปร้องขอ ‘กิน’ อีกฝ่ายตรงๆ คงไม่เหลือความเป็นราชันผู้ยิ่งใหญ่ ขอทบเอาไว้ก่อน ยังไงคุณหมอทิวากรต้องถูกเขาชำระแค้นคืนแน่ ในเมื่อเลือกที่กลับมาเอง เขาจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปไหนได้อีก



‘เหนือพิธุ แปลว่า เหนือพระจันทร์ แต่ครั้งนี้เขาจะอยู่เหนือพระอาทิตย์ให้ดู’



……


เนื่องจากยังไม่ได้ซื้ออาหารสดหรืออาหารแห้งมาเตรียมเอาไว้ ทิวากรจึงไม่มีอะไรกินในค่ำนี้ รู้สึกหิวอยู่บ้างแต่ก็พอจะทนได้ เขาตัดสินใจเข้านอนทั้งที่ยังไม่ได้กินอะไรแต่ได้ยินเสียงเคาะประตูดังระรัวมาจากในครัวเสียก่อน เมื่อเขาเดินไปที่ประตูด้านหลังก็พบคนแปลกหน้า ในมือของเขาถือของพะรุงพะรัง



“ของกิน” อาคันตุกะพูดสั้นๆ พร้อมกับยื่นของในมือให้เขา



“ให้ผมเหรอครับ”



“ที่นี่มีกี่คนล่ะ”



“แล้วทำไมผมจึงต้องรับของจากคุณ” ทิวากรย้อนถาม



“เป็นการต้อนรับจากเจ้าของบ้าน”



“อ๋อ งั้นขอบคุณครับ” ทิวากรพยักหน้าก่อนจะรับถุงของมาถือไว้



“ผมชื่อคะนิ้ง เป็นคนของ...ผมหมายถึง เป็นคู่ของเหนือ” เมื่อคนพูดเห็นอีกฝ่ายเอียงคอเล็กน้อยเหมือนฉงนจึงย้ำอีกครั้ง “ผมหมายถึง เราเป็นคู่หมายกัน คุณไม่เชื่อเหรอ”



“ผมแค่สงสัย”



“สงสัยอะไร”



“มีคนเคยบอกแบบนี้กับผมครั้งหนึ่ง แต่คนนั้นไม่ใช่คุณ”



“หมายความว่ายังไง” คราวนี้สิสิรเป็นฝ่ายสงสัยบ้าง



“เคยมีผู้หญิงคนหนึ่งมาบอกผมว่าเป็นคู่หมายขององค์ราชันเหนือพิธุ สวยเสียด้วย” ทิวากรไม่ได้พูดเพราะอยากให้อีกฝ่ายเสียหน้า แต่เขาพูดความจริง



“เป็นไปไม่ได้ เจ้า..เอ่อ คุณโกหก” สิสิรยอมรับว่าผู้ชายคนนี้รู้เรื่องเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ของพวกเขามากพอสมควร คิดว่าเหนือพิธุคงเล่าให้ฟังครั้งเมื่อยังเยาว์วัย แต่การมาบอกว่าเหนือพิธุมีคู่หมายแล้วมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าคนตรงหน้าไม่โกหกก็ต้องมีเรื่องเข้าใจผิด



สิสิรเคยพยายามสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับทิวากรตามคำสั่งของแม่นาย แต่เขากลับไม่พบอะไรเลย แม่นายบอกว่าเหนือพิธุคงใช้พลังพรางทุกอย่างเอาไว้ เขารู้เพียงแต่ว่าเหนือพิธุโดนอีกฝ่ายทำร้ายร่างกายและหัวใจ แต่เขาไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับแม่นายได้ เพราะเขาให้คำมั่นกับองค์ราชันเอาไว้ หากผิดคำพูดกับเจ้าชีวิต ชีวิตของเขานี่แหละที่จะต้องดับสูญ เขาจึงต้องปดแม่นายว่าทิวากรรับไม่ได้ที่เหนือสินธุเป็นมนุษย์หมาป่าจึงหนีไป



“ถ้าคิดว่าผมโกหก ก็คิดว่าผมไม่ได้พูดก็แล้วกัน ขอบคุณนะครับสำหรับของพวกนี้” ทิวากรเตรียมจะเดินกลับเข้าบ้านแต่โดนอีกฝ่ายรั้งเอาไว้ก่อน



“คุณทำให้เหนือต้องเจ็บ คุณไม่ควรกลับมา” สิสิรไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับคนตรงหน้า ยอมรับว่าตั้งใจมาหาเรื่องและแก้แค้นแทนเหนือพิธุ แต่เมื่อได้เจอทิวากรแล้วกลับรู้สึกถูกชะตา ที่สำคัญ เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของทิวากร เมื่อได้สูดดมมันทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ บอกไม่ถูกเหมือนว่ากันดีขึ้นอย่างไร



“ผมกลับมาก็เพราะผมทำให้เหนือต้องเจ็บ”



“มันไม่ง่าย”



“ผมรู้ว่าไม่ง่าย”



“คุณไม่มีวันชนะองค์ราชัน”



“ผมไม่ได้กลับมาเพื่อเอาชนะ ผมกลับมาเพื่อ...” ทิวากรหยุดพูดก่อนจะระบายลมหายใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายรอฟังจึงตัดบท “ผมควรพูดกับเขาเอง ขอบคุณอีกครั้งและราตรีสวัสดิ์ครับ”



“วันมะรืนจะมีงานเลี้ยงประจำปีที่บ้านทานตะวัน หมายถึงบ้านหลังใหญ่โน้น”



“แล้วผมต้องไปเหรอ” ทิวากรเลิกคิ้วขึ้น



“คุณควรไป เพราะคุณจะเจอกับเหนือที่นั่น”



“ตกลงครับ ผมจะไป”



“เอ่อคือ...” สิสิรมองถุงในมือของทิวากรก่อนจะถอนหายใจแรงๆ สีหน้าเหมือนคนสับสน แต่แล้วก็ไม่พูดอะไรนอกจากขอตัวลาไป



ประตูหลังครัวถูกปิดและลงล็อกอย่างดีเมื่ออาคันตุกะผู้มาเยือนกลับไปแล้ว ทิวากรเปิดถุงดูว่ามีอะไรที่กินได้บ้าง ในถุงมีผลไม้แต่ทุกลูกเน่าจนกินแทบไม่ได้ ของอื่นๆ ก็เป็นหมดอายุ เขาแค่นหัวเราะเมื่อรู้ว่าถูกเล่นงานก่อนจะเดินไปเปิดประตูครัวแล้วโยนถุงของทิ้งลงถังขยะ ระหว่างนั้นก็เงยหน้าขึ้นไปมองพระจันทร์ดวงโต ดวงตาหม่นลงเพราะคิดถึงคนที่มีชื่อเปรียบดั่งพระจันทร์



‘มันไม่ง่าย’



เขารับรู้ว่าคำพูดของสิสิรไม่เกินจริงเลย แต่รู้เอาไว้เถอะน้องเหนือ พี่ออคนนี้จะอดทนต่อความโกรธแค้นของน้องเหนือทุกอย่าง และพี่ออคนนี้จะทำให้น้องเหนือรู้ว่าพี่ออไม่ได้ตั้งใจทำร้ายให้ต้องเจ็บเลยสักนิด พี่ออเพียงแค่ไม่อยากให้น้องเหนือฆ่าเขา เพราะพี่ออไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นลูกทรพีที่มอบหัวใจให้กับคนที่ฆ่าพ่อของตัวเอง



……



อารมณ์ภายนอกของผู้ที่เป็นเจ้าชีวิตเรียบนิ่งดุจดั่งแผ่นหลังกว้างของเขา มันไม่ไหวติ่งจนสหายทั้งสองคนที่ยืนมองแผ่นหลังนั้นอยู่รู้สึกอึดอัดแทน องค์ราชันที่สนิทสนมกับพวกเขามาตั้งแต่พวกเขารู้ความ มีหรือที่พวกเขาจะเดาไม่ได้ว่าในใจของเหนือพิธุคิดอย่างไรกับคุณหมอคนนั้น คงทั้งรักทั้งแค้น แต่ต่อให้โกรธเกลียดแค่ไหนใช่ว่าจะตัดง่ายๆ เพราะองค์ราชันเลือกที่จะตีตราจองเอาไว้ มันไม่ใช่การตีตราจองธรรมดา แต่เจ้าชีวิตของพวกเขามอบจิตวิญญาณอีกครึ่งให้อีกฝ่ายไปด้วย รอยสักบนสะโพกของทิวากรทำให้พวกเขาแจ้งแก่ใจถึงความสำคัญ



‘คนของเจ้าแห่งชีวิต ใครก็แตะต้องไม่ได้ ทำร้ายไม่ได้ และรักไม่ได้’



รอยสักแบบนั้นผู้เป็นจ่าฝูงสามารถทำได้แค่เพียงครั้งเดียวในชีวิต คนคนนั้นต้องสำคัญขนาดไหนองค์ราชันถึงกับมอบมันให้ และพวกเขาคงไม่มีโอกาสได้เห็นถ้าวันนี้ไม่ได้ตามองค์ราชันไป แน่นอนว่ามันต้องเป็นความลับที่พวกเขาจะไม่มีวันบอกให้ผู้ใดล่วงรู้



“รักเขาก็แค่ไปพูดกันให้เข้าใจ” เหมันต์พูดลอยๆ



“หุบปากของเจ้าไปเลยเหมันต์” เจ้าของแผ่นหลังกว้างส่งเสียงเข้มกลับมา



“ข้าก็อยากหุบปาก ถ้าเจ้าไม่ใช้ให้ข้าไปเป็นคนกลางอีก” เหมันต์ย้อน



“ก็ข้า...ไม่อยากเห็นหน้าเขา”



“จริงหรือ” คิมหันต์เป็นฝ่ายถาม



“ข้าทำอะไรให้พวกเจ้าแคลงใจกัน” คราวนี้เจ้าของแผ่นหลังหันกลับมาถาม ดวงตาเรียบนิ่งแต่ไม่ได้มีแววโกรธเคืองสหายทั้งสองแต่อย่างใด



“ไม่อยากเจอหน้าแต่ไปดูเขาอาบน้ำ”



“พวกเจ้า! ” คราวนี้ดวงตาเรียบนิ่งวาวโรจน์ขึ้นมาทันที



สหายทั้งสองรีบปิดปากสนิท มองไปรอบๆ หาทางหนีทีไล่ เผื่อโดนอีกฝ่ายจู่โจมจะได้หนีเอาตัวรอดทัน



“ทำไมต้องโกรธขนาดนั้น ข้ารู้...ข้ารู้ว่าเจ้าแค่แอบดูเพื่อหาทางเอาคืน ใช่ไหม” คิมหันต์รีบหาทางออก



“ใช่ๆ เจ้าก็แค่..แค่...แค่ไม่อยากเห็นหน้า แต่อยากเห็นร่างกายของเขา ดูอยู่นานสองนาน แถมยังของขึ้นอีก”



“ไอ้เหม” เสียงตะคอกของผู้เป็นจ่าฝูงทำเอาขนแขนของคิมหันต์ตั้งชัน นึกอยากตบปากไอ้เหมเพื่อนรักที่ไปพูดยั่วอารมณ์เหนือพิธุซ้ำอีกทั้งที่เขาหาเพิ่งทางออกสวยๆ ให้ไปเมื่อครู่



“ข้ากลัวแล้วองค์ราชัน ฮ่าๆ ” เหมันต์โค้งคำนับพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะชอบใจที่ยั่วให้องค์ราชันแห่งน้ำแข็งแสดงอารมณ์โกรธได้ จากนั้นก็รีบชิ่งหนีเอาตัวรอดไปเพราะรู้ดีว่าขืนอยู่คงโดนอีกฝ่ายตะปบจนได้เลือด



“อ้าว ไอ้เหม หางานแล้วชิ่ง รอข้าด้วยสิ ข้าไปก่อนนะองค์ราชัน” คิมหันต์รีบโค้งคำนับอีกฝ่ายก่อนจะวิ่งตามเหมันต์ไปติดๆ



“ไอ้พวกบ้าเอ้ย! พวกเจ้าตามข้าไป แปลว่าพวกเจ้าก็ต้องเห็นพี่ออแก้ผ้าเช่นกัน ข้าจะจับควักลูกตาให้หมด! ” องค์ราชันกัดฟันจนกรามขึ้นเป็นสัน สองคนนั้นคือเพื่อนสนิทที่เป็นดั่งพี่น้อง การกระเซ้าเย้าแหย่หรือจี้ใจดำไม่ได้ทำให้เขาหัวเสีย แต่...



ร่างกายเปลือยเปล่าของคุณหมอทิวากร ใครก็ห้ามเห็นทั้งนั้น ใครก็ไม่ได้!





โปรดเคลื่อนตามวงโคจรถัดไป




มาต่อแล้วค่ะ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
เรื่องนี้ไม่ได้ดราม่าขนาดน้านนนน ไม่ต้องกลัวไปค่า
แต่ถามว่ามีไหม ก็มีค่ะ ของมันต้องมี
ใครไหวไปต่อเลย ใครไม่ไหวต้องขออภัยด้วยน้า
เพราะเรื่องนี้ขอครบรสค่ะ 555555



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-04-2019 13:03:57 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ mokha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2410
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

แหม่...จะหันมาพูดจากันดี ๆ ก็ไม่ได้

มโนกันไป

นี่หล่ะหนา  สัตว์โลก

ออฟไลน์ everlastingly

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 486
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
 :pig4: เป็นการแก้แค้นที่เอ่อ…หว๊านหวาน นิยายสนุกมาก รออ่านตอนต่อไปไม่ไหวแล้ว

ออฟไลน์ Veesi3

  • coHon3 {ต้นฝ้าย}
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
สนุกมากๆ  รอทุกวัยเลยค่า  เดาไม่ออกเลยอ่ะ  ติดตามมม   :katai2-1:

ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-12
สนุกเว่อร์  รอดูจุดจบคนปากแข็ง อิอิ

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2847
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-0
แลกกันคนละแต้มนะ ตอนนี้พี่ออเข้มแข็งขึ้นเยอะแล้ว
พร้อมสู้ศึก และปะทะคารมมาก

เอ็นดูออทัม รู้จักน้องเหนือดีจังเลยน้า

แล้วคนอะไร สะกดจิตลักหลับอีกแล้ว เนียนซะไม่มี
เหนือคือตัวร้ายที่ทำปากแข็งไม่งั้นเอง

จะพาพี่ออไปเจอแม่เฒ่าตอนไหนนะ อยากให้เจอกันค่ะ

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1073
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ว๊าย น้องเหนือ 5555555555
นึกว่าคำทำนายนั้นเกี่ยวกับพี่ออแค่คนเดียว ยังมีเรื่องอื่นอีก
 :m29:

ออฟไลน์ twinmonkey0311

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-9

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ smmikie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
เหนือพิธุ คนกาก 2019

555'

ออฟไลน์ smmikie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
เหนือพิธุ คนกาก 2019

555'

ออฟไลน์ เงาเดือน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เอาอีกๆ สนุกมาก ลงบ่อยๆนะคะ :mew1:

ออฟไลน์ lolli_candy99

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สนุกมากกกกก รอๆๆ อ่านต่อนะคะะะะ

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 890
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
พระเอกสายซึน อิอิ :hao7:

ออฟไลน์ diltosscap

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 699
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
สนุกมาก ชอบพระเอกแบบน้องเหนือ น้องเหนือมันร้าย

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 441
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +387/-10
วงโคจรที่ 7



ทั้งที่คิดเอาไว้ว่าการนอนบนเสื่อบางๆ เพียงผืนเดียวทั้งคืนคงจะทำให้ปวดเมื่อยหลังแน่ๆ แต่เมื่อทิวากรตื่นขึ้นมากลับพบว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แถมยังรู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้นอนบนฟูกที่นุ่มสบาย มีผ้าห่มผืนใหญ่มาช่วยให้คลายหนาว สัมผัสของผ้าห่มนั้นอบอุ่นราวกับมีใครมานอนกอด แต่มันคงเป็นแค่ฝันอีกตามเคย เพราะตอนนี้สิ่งที่เห็นก็มีแค่เสื่อผืนบางหนึ่งผืนเช่นเดิม กระเป๋าใบโตของเขาคือหมอนที่ใช้หนุนนอน และมีเพียงเสื้อกันหนาวสีเทาเข้มที่เขาใช้ทดแทนผ้าห่มเท่านั้น

ทิวากรบิดขี้เกียจสองสามทีก่อนจะลุกไปล้างหน้าล้างตา อากาศบนเขาตอนใกล้สว่างอย่างนี้ช่างแตกต่างจากตอนเที่ยงวันราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ ลองมองผ่านช่องหน้าต่างออกไปก็เห็นทุ่งดอกทานตะวันที่กำลังเริ่มบานรอรับแสง เขาเห็นว่าอากาศกำลังดีจึงเปลี่ยนเสื้อผ้า อยากจะออกไปเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์ที่หาไม่ค่อยได้จากในเมืองกรุง

แม้จะเห็นอยู่ว่ามีป้ายที่เขียนเตือนห้ามคนภายนอกเข้ามา แต่เขาถือวิสาสะว่าบ้านที่ตัวเองเช่าอยู่นั้นก็อยู่ในอาณาเขตเดียวกับเจ้าของทุ่งดอกทานตะวัน นั่นแปลว่าเขาก็ไม่ใช่คนนอก แต่หากเจ้าของอยากจะทำโทษก็ดี จะได้เจอหน้ากันเสียที ไม่อยากรอให้ถึงวันงานเลี้ยง เพราะเขามีอะไรอยากบอกเจ้าของบ้านที่ชื่อเหนือพิธุเต็มไปหมด

“นั่นมันคุณสิสิรนี่” ทิวากรเห็นสิสิรยืนอยู่ในทุ่งดอกทานตะวัน กำลังจะเข้าไปทักทาย แต่เมื่อเห็นท่าทางของฝ่ายนั้นแล้วสังหรณ์ใจแปลกๆ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผู้ชายที่เอาผลไม้เน่ามาให้เขาเมื่อคืนนี้ไม่ได้ยืนอยู่ตามลำพัง เขาเห็นศีรษะของใครอีกคนหนึ่งผลุบโผล่อยู่ต่ำกว่าเอวของสิสิร เมื่อเพ่งพินิจดีแล้วถึงได้เห็นว่าอีกคนที่อยู่กับสิสิรนั้นเป็นใคร “คุณเหมนี่นา อ๊ะ” ทิวากรยกมือขึ้นปิดปากเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ อยากจะเดินหนีไปแต่ขาดันก้าวไม่ออกราวกับว่ามีใครมาสะกดเอาไว้ พักใหญ่เหมันต์ก็ลุกขึ้นยืน แล้วทั้งคู่ก็จูบกันอย่างดูดดื่มจนทิวากรต้องหันหน้าหนีไปทางอื่น

“คนแก่แดด” เสียงหนึ่งพูดขึ้นมาจนทิวากรสะดุ้ง

“น้องเหนือ”

“ขอโทษนะครับ ผมเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง”

“คุณเหนือพิธุ” ทิวากรหน้าเสียไปชั่วขณะเมื่อเห็นความเย็นชาของอีกฝ่าย

“ที่นี่ห้ามคนนอกเข้ามา แล้วก็ไม่ต้อนรับพวกถ้ำมอง เชิญกลับไปที่ที่คุณควรอยู่ได้แล้ว”

“พี่..เอ่อ ผมไม่ใช่คนนอก เพราะบ้านของผมก็อยู่ในอาณาเขตนี้” ทิวากรเถียงกลับ

“ก็แค่คนเช่าบ้าน อย่าได้ถือตัวว่าเป็นเจ้าของ”

“ใช่ อย่าถือตัวว่าเป็นเจ้าของที่เที่ยวมาจับจองคนอื่นง่ายๆ” ทิวากรย้อนก่อนจะดึงขอบกางเกงด้านซ้ายลงเล็กน้อยให้เห็นรอยสักที่เหนือพิธุเป็นคนทำเอาไว้

“นอกจากแก่แดด ถ้ำมอง แล้วยังเป็นพวกชอบโชว์อีก เห็นทีผมต้องพิจารณาว่าควรให้เช่าบ้านของผมต่อดีไหม ท่าทางจะเป็นบุคคลอันตราย”

ทิวากรไม่คิดต่อปากต่อคำกับคนตรงหน้าอีก เขาอยากมองคนที่คิดถึงให้เต็มตา สิบกว่าปีที่เขาไม่ได้เห็นคนคนนี้ เหนือพิธุโตขึ้นมาก ไม่ใช่น้องเหนือที่ตัวไล่เลี่ยกับเขาอีกแล้ว ทั้งสูงสง่าสมชายชาตรี อกผ่ายไหล่ผึ่งรูปร่างสมส่วน รูปหน้าคมเข้มชวนให้หลงใหล แววตาที่ดุดันคู่นั้นถ้าอ่อนโยนลงสักนิดก็คงจะดี

ฝ่ายเหนือพิธุก็อดไม่ได้ที่จะมองอีกฝ่ายเช่นกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นคนใจร้ายคนนี้ นับครั้งไม่ถ้วนที่เขาเฝ้ามองตั้งแต่อีกฝ่ายหนีไปจนถึงตอนนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายสบตาเขาในระยะใกล้แค่เอื้อม ดวงตาใสบริสุทธิ์ของอีกฝ่ายคืออาวุธที่ทำให้เขาเจ็บปวด เพราะเจ้าของดวงตาคู่นี้ไม่รีรอที่จะลั่นปืนใส่เขาในวันนั้น แต่นั่นยังไม่เจ็บเจียนตายเท่ากับการที่อีกฝ่ายมีคนอื่นทั้งที่ถูกเขาตีตราจองเอาไว้แล้ว

“เหนือ...” ทิวากรจะเอื้อมมือไปแตะตัวอีกฝ่าย

“กลับมาทำไม” เหนือพิธุไม่ได้ขยับหนี แต่คำพูดหมางเมินนั้นมันไม่ต่างอะไรกับการผลักไส

“พี่อยากขอโทษ”

“ได้ขอโทษแล้วก็กลับไปซะ”

“พี่จะไม่ไปไหนแล้ว”

“.....”

“ยกโทษให้พี่นะ”

“ไม่รอให้ผมตายก่อนแล้วค่อยกลับมาขอโทษ มันสายไปแล้วคุณทิวากร”

“ไม่สาย นี่ยังเช้าอยู่” ทิวากรกัดริมฝีปากก่อนจะเถียงข้างๆ คูๆ

บอกตามตรงว่าเหนือพิธุชะงักไปชั่วขณะเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาเล่นมุกฝืดๆ ทั้งที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดแบบนี้ ต่อให้เขาอยากยิ้มแค่ไหนก็อย่าได้หวังว่าจะได้เห็นเลย นี่แค่เริ่มต้นการลงโทษคนใจร้ายเท่านั้น เขาไม่ใช่น้องเหนือที่จะยอมพี่ออทุกอย่างอีกแล้ว

“โอเค ไม่ขำ พี่ไปก่อนก็ได้ เห็นน้องเหนือทำหน้าเครียดเดี๋ยวท้องจะผูก แต่พี่เป็นหมอนะ ถ้าท้องผูกก็มาหาพี่ได้ พี่จะรักษาให้” ทิวากรเห็นอีกฝ่ายวางท่าเคร่งขรึมจึงไม่อยากเร้าหรือ ทุกอย่างต้องใช้เวลา เขาสร้างบาดแผลให้อีกฝ่าย เขาต้องรับผลจากการกระทำของตัวเอง

“หึ...ยังไง จะรักษาด้วยการเลียให้อีกเหรอ”

“ก็คงงั้น” ทิวากรไม่อยากเล่าให้เหนือพิธุฟังว่าเขาไม่ต้องรักษาบาดแผลแบบเดิมแล้ว เพราะดูท่าอีกฝ่ายอยากหาเรื่องเขามากกว่าจะฟังเรื่องราวต่างๆ จากที่คิดว่าถ้าเจอหน้าจะขอโทษ แล้วจะเล่าอะไรให้ฟังเยอะแยะไปหมด แต่ดูแล้วคงจะยากกว่าที่คิดเอาไว้

“ท้องผูก ต้องรักษาตรงไหน” เหนือพิธุถามพลางยิ้มเยาะ อยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบว่าไง ซึ่งพอเห็นอีกฝ่ายเบิกตาโตก็ลอบขำในใจ แต่แล้วคนที่ต้องเบิกตาโตที่หลังไม่ใช่คนถูกถาม แต่เป็นเขานี่แหละ เพราะอีกฝ่ายเดินเข้ามาประชิดตัว เรียกได้ว่าสัมผัสลมหายใจของกันและกันได้

“เลียทั้งตัว”

เหนือพิธุรีบหันหลังกลับทันที ไม่ได้มองว่าอีกฝ่ายทำหน้าอย่างไร ได้ยินแค่เสียงหัวเราะเบาๆ ถ้าไม่ติดว่าสหายรักทั้งสองแอบมาพลอดรักกันกลางทุ่งทานตะวันนี้ก่อนเขา เขานี่แหละจะจับคุณหมอคนทะลึ่งกินท่ามกลางดอกทานตะวันให้เข็ดหลาบเลยทีเดียว แต่เขายังไม่อยากทับรอยใคร โดยเฉพาะคนที่เขาอยากจับกินกล้าไปเป็นของใครคนอื่น เขาเดินหนีอีกฝ่ายไปพลางนึกในใจ

‘ยิ่งโตยิ่งแก่แดด คนรักของคุณคงสอนมาดีสินะ...คุณทิวากร’

……


ในช่วงสาย ทิวากรจ้างรถมารับเพื่อที่จะพาเขาเข้าไปตัวเมือง เขาอยากซื้อของกินมาตุนเก็บไว้ ยังมีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นอีกหลายอย่างที่ต้องซื้อ อันที่จริงเขาอยากสั่งเครื่องนอนกลับไปด้วย แต่ในเมื่อเหนือพิธุอยากให้เขาลำบาก เขาก็ยินดีแสดงให้ฝ่ายนั้นรู้ว่าเขากลับมาเพื่ออยากไถ่โทษในสิ่งที่ทำเอาไว้ด้วยความจริงใจ

เมื่อมาถึงตัวเมืองเขาก็เจอกับรอยอินทร์เข้าพอดี ฝ่ายนั้นรีบกุลีกุจออาสาพาเขาไปซื้อของ อยากจะปฏิเสธแต่รู้ดีว่าคงโดนตื้อไม่เลิกจึงปล่อยให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่อยากทำ เขาเลือกซื้อของใช้ได้หลายอย่างแล้วให้อีกฝ่ายช่วยถือจนไหล่แทบทรุด สุดท้ายเขายอมมาทานข้าวด้วยเพราะเห็นแก่ความดีที่อีกฝ่ายไม่ปริปากบ่น

“น้องอออยากทานอะไรครับ”

“ข้าวไข่เจียว”

“โห ทานง่ายดีจัง แต่ว่าที่นี่เขาอร่อยหลายอย่างเลย พี่สั่งให้ก็แล้วกันเนอะ”

“ตามใจครับ” ทิวากรไม่ขัดทั้งที่ใจอยากทานข้าวราดไข่เจียวจริงๆ

“ทำไมทานน้อยจัง ดูสิ ข้อมือเหลือนิดเดียวแล้ว” หลังทานอาหารไปได้สักพักรอยอินทร์ก็ถือวิสาสะเอื้อมไปจับข้อมือของทิวากรเอาไว้

“ถือข้อมือจะเล็ก แต่เวลาออกแรงต่อยคนนี่ดั้งยุบเลยนะครับ” ทิวากรพูดพลางส่งยิ้มให้อีกฝ่าย แต่เป็นรอยยิ้มที่รอยอินทร์เห็นแล้วต้องรีบปล่อยข้อมือของคนพูดให้เป็นอิสระ

“เออ น้องออจะไปงานเลี้ยงของพ่อเลี้ยงเหนือพิธุไหม เขาเป็นเจ้าของบ้านเช่าที่น้องออเช่าอยู่”

“พ่อเลี้ยง? ฟังดูแก่จัง” ทิวากรแอบขำ

“ก็ไม่แก่นะ อายุน้อยกว่าพี่อีก แต่เขารวยมาก มีไร่สวนมากมาย มีโรงงานผลไม้ส่งออก เป็นเจ้าของที่ดินแถบนั้นทั้งหมดเลย พ่อพี่เล่าว่าเขาย้ายมาจากต่างประเทศแล้วมาลงทุนที่นี่จนประสบความสำเร็จ แต่ไม่ค่อยมีใครเห็นเขาเท่าไหร่หรอก พี่เคยเห็นครั้งเดียวเอง แต่ก็เห็นไม่ถนัด สงสัยจะขี้เหร่ถึงเก็บเนื้อเก็บตัว น้องออว่างั้นไหมครับ”

“ก็คงงั้นมั้งครับ” ทิวากรหัวเราะเล็กน้อย แอบคิดในใจว่าถ้าคนตรงหน้าไปพูดให้พ่อเลี้ยงคนนั้นได้ยิน อาจจะโดนแหวกอกควักหัวใจออกมากองกับพื้นแล้วก็เป็นได้

“ซื้อของเสร็จแล้วน้องออไปไหนต่อครับ”

“กลับบ้านครับ ยังจัดของไม่เสร็จ”

“พี่ไปช่วยไหม พี่จัดบ้านเก่งนะครับ”

“พี่ไม่มีงานทำเหรอครับ” ทิวากรถามตรงๆ คนถูกถามหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยก่อนจะรีบหัวเราะแก้เก้อที่โดนจี้ใจดำ

“พี่ก็ช่วยพ่อกำนันบริหารธุรกิจนี่แหละครับ แต่อย่างว่า...เราเป็นเจ้าของ มีลูกน้องทำงานให้ พี่ก็เลยว่างครับ”

“มีลูกน้องก็ไว้ใจไม่ได้นะครับ ออว่าเราแยกกันตรงนี้เลยดีกว่า ขอบคุณที่เลี้ยงข้าวนะครับ” ทิวากรพูดจบก็คว้าถุงข้าวของของตัวเองออกไปโดยไม่รอให้อีกฝ่ายทัดทาน

รอยอินทร์ได้แต่นึกเซ็งที่โดนอีกฝ่ายเล่นตัวใส่ ถ้าไม่ติดว่าทิวากรมีเสน่ห์น่าดึงดูดเขาคงไม่ตื้อขนาดนี้ เขาก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงได้อยากครอบครองคนคนนี้นัก ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งอยากได้มานอนกอด คิดแล้วก็หมายมั่นว่ายังไงจะต้องได้ทิวากรมาเป็นของของตนให้ได้ในสักวัน

……


ทิวากรยกนาฬิกาข้อมือมาดูเมื่อเห็นว่ารถรับจ้างที่นัดเอาไว้ไม่มาตรงตามเวลาที่นัดหมาย น่าแปลกที่ในตัวเมืองไม่มีรถรับจ้างคันอื่นเหลืออยู่เลย เขายืนแกร่วอยู่ที่ท่ารถนานกว่าห้าชั่วโมงแล้ว แต่จะให้เขาโทรไปขอความช่วยเหลือจากรอยอินทร์เขายอมยืนรอต่ออีกสักหน่อยดีกว่า ในเมื่อยังหารถไม่ได้เขาจึงไปนั่งรอที่ร้านกาแฟแถวท่ารถ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีรถโผล่มาเลยสักคัน เขาตัดสินใจโทรหารอยอินทร์เพราะกลัวว่าจะค่ำมากไปกว่านี้ แต่ปรากฏว่าฝ่ายนั้นไม่รับสาย

“ต้องเดินกลับจริงเหรอเนี่ย” ทิวากรพึมพำ ระยะทางมันเกือบสิบกิโลฯ แต่มันก็ช่วยไม่ได้เพราะเขาไม่อยากค้างในตัวเมือง

อุณหภูมิตอนใกล้ค่ำทำให้ทิวากรยังพอมีแรงจะเดินต่อไป ถ้าเป็นแดดตอนบ่ายเขาคงได้เป็นลมอยู่แถวนี้ ระหว่างทางไม่มีรถผ่านมาเลยสักคันจนน่าแปลกใจ ไม่อยากคิดว่านี่คือการแก้แค้นของเหนือพิธุ แต่ก็ยอมรับว่าแอบคิดอยู่บ้างเพราะทุกอย่างไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญ นึกในใจว่าไม่น่าไปแกล้งให้รอยอินทร์ถือของให้ บาปกรรมคงกำลังเอาคืนเขาบ้าง ตอนนี้ไหล่เขาเกือบจะทรุดลงไปอยู่ที่สะโพกแล้วกระมัง

แฮ่...

เสียงคำรามดังมาจากป่าสนข้างทาง ทิวากรรีบหันไปตามเสียงแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า เขารีบก้าวขาให้ไวกว่าเดิม อีกไม่ถึงสองกิโลฯ ก็จะเข้าเขตพื้นที่ของเหนือพิธุแล้ว

แฮ่...

แสงสะท้อนสีแดงสองดวงเด่นชัดในความมืด อะไรบางอย่างซ่อนตัวอยู่ในป่าสน และมีทีท่าว่ากำลังจะเข้ามาหาเขา

“เหนือเหรอ” เขาจำได้ว่าดวงตาของเหนือพิธุก็เป็นสีแดงแบบนี้

แฮ่....

หมาป่าตัวใหญ่ขนสีน้ำตาลก้าวขาออกมาจากเงามืดช้าๆ เขี้ยวของมันแหลมคมดูน่ากลัว ทิวากรผงะแล้วมองไปรอบๆ กำลังคิดว่าหากวิ่งหนีก็คงไม่ทันความเร็วของหมาป่า คิดว่าจะต้องทำยังไงถึงจะรอดจากคมเขี้ยวนั้นได้ เมื่อมันส่งเสียงคำรามอีกรอบ เขาเผลอปล่อยถุงที่อยู่ในมือทิ้งด้วยความตกใจ

‘นี่ไม่ใช่น้องเหนือ’ เขาจำเสียงคำรามของเหนือพิธุได้ คงเป็นหนึ่งในฝูงหมาป่าที่เหนือพิธุปกครองอยู่ แต่เหนือพิธุเคยบอกว่าสมาชิกในฝูงไม่ทำร้ายใคร แต่ดูท่าเจ้าตัวนี้จะไม่เป็นมิตรกับเขาเอาเสียเลย ‘น้องเหนือช่วยพี่ออด้วย’ ทิวากรภาวนาในใจ

เหมือนว่าสวรรค์จะรับรู้ว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ รถคันหนึ่งขับแล่นเข้ามาจอดขนาบตัวทิวากร เขารีบเปิดประตูแล้วก้าวขาขึ้นไปนั่งทั้งที่เจ้าของรถยังไม่ได้อนุญาต ยังไงต้องเอาชีวิตรอดไว้ก่อน มารยาทค่อยตามมาทีหลัง

“ผมขอโทษนะครับ คือว่า...อ๊ะ น้องเหนือ”

“เป็นอะไร” อีกฝ่ายถามเมื่อเห็นว่าคนที่ถือวิสาสะขึ้นมานั่งบนรถของเขาหน้าซีดไร้สีเลือด

“คือว่าเมื่อกี้” ทิวากรหันไปมองข้างทาง ปรากฏว่าไม่มีหมาป่าตัวใหญ่นั่นแล้ว พอหันกลับไปมองเจ้าของรถก็เห็นอีกฝ่ายเลิกคิ้วรอคำตอบอยู่ “ไม่มีอะไร แค่เดินแล้วเหนื่อย” เขาตัดสินใจไม่พูดเรื่องที่เห็นก่อนหน้า

“อยากออกกำลังกายรึไง”

“อืม” อยากจะถามอยู่เหมือนกันว่าเหนือพิธุจงใจแกล้งให้เขาต้องเดินกลับหรือเปล่า แต่พอมาคิดดูอีกที คำถามเชิงกล่าวหานั้นอาจจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีเลยตัดบทยอมรับไป

“ลงไป...”

เมื่อโดนไล่ลงจากรถ ทิวากรก็กัดริมฝีปากแล้วมองหน้าอีกฝ่าย สิ่งที่เห็นคือแววตาเยียบเย็น ในใจอยากจะร้องไห้แต่ก็ต้องอดกลั้นเอาไว้ เขาตัดสินใจลงจากรถโดยไม่พูดอะไร เมื่อเก็บข้าวของเรียบร้อยก็กลับมายืนหน้าเชิดหลังตรง เขาจะต้องไม่แสดงความอ่อนแอให้คนใจดำได้เห็น

รถของเหนือพิธุขับตามมาช้าๆ พอทิวากรหยุดเดิน รถก็หยุดตาม พอเริ่มออกเดินต่อฝ่ายนั้นก็ขับตามมาเรื่อยๆ จนทิวากรหมดความอดทนจึงหันกลับมอง เขาเห็นว่าเหนือพิธุก็จ้องมองมาเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างทำสงครามประสาทกันด้วยสายตา สุดท้ายทิวากรเดินกลับมาที่รถแล้วเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งโดยไม่สนใจว่าจะโดนไล่ลงอีก แต่เจ้าของรถไม่ได้ไล่อย่างที่คิด ฝ่ายนั้นเอี้ยวตัวมาแล้วคว้าเข็มขัดรถมาคาดให้เขา มันก็ควรจะโรแมนติกเหมือนในละครถ้าคนใจดำไม่กระชากเข็มขัดแล้วทำท่าทีเหมือนคนไม่สบอารมณ์

“จะให้ไปด้วยแต่แรกแล้วไล่ลงทำไม” แม้ทิวากรจะเตือนตัวเองว่าให้สงบปากสงบคำ แต่มันอดไม่ได้จึงพูดออกไป

“ของหล่นเกลื่อน ไม่ไล่ให้ลงไปเก็บแล้วจะทิ้งไว้ข้างทางรึไง”

“อ้าว...” ทิวากรเหลอหลาเพราะเข้าใจไปว่าเหนือพิธุไล่ให้เดินกลับ

“ด่าผมในใจไปแล้วสิท่า”

“หา....” ทิวากรหลุดคำอุทานติดปากเหมือนเคยก่อนจะยิ้มแหยๆ “เดี๋ยวนี้อ่านใจได้ด้วยเหรอ” เสียงอ่อยๆ ถามมาจนคนฟังแทบจะหลุดขำ

“ใช่ เพราะฉะนั้นอย่าได้คิดร้าย ผมจะรู้ทุกอย่าง” เหนือพิธุเล่นตามน้ำไป อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะออกฤทธิ์อะไรอีก ท่าทางเมื่อครู่ที่ทำหน้าเชิดหลังตรง แถมยังหน้างอเป็นจวัก มันน่าจับมาตีก้นให้นั่งไม่ได้

“งั้นลองเดาสิว่าพี่คิดอะไรอยู่” ทิวากรยื่นหน้าไปใกล้ๆ คนขับ อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อยก่อนจะปรับท่าทีให้เป็นปกติ

“แก่แดดอย่างคุณคงอยากให้ผมจับกินล่ะสิท่า”

“อ๊ะ อ่านใจได้จริงๆ ด้วย” ทิวากรทำหน้าตกใจ

แต่คนที่ทำหน้าตกใจกว่าคือเหนือพิธุ เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเดาถูก สิ่งที่ทำให้ตกใจไม่ใช่เพราะเขาเดาถูก แต่แค่ข้องใจว่าทำไมคนที่เคยขี้อายอย่างพี่ออถึงได้แก่แดดแก่ลมขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเช่นนี้ จนกระทั่งฝ่ายนั้นหัวเราะเสียงใสเขาถึงได้รู้ว่าอีกถูกฝ่ายอำเข้าให้แล้ว

“เวลาน้องเหนือเขินน่ารักจัง” ทิวากรยิ้มให้อีกฝ่ายแต่ก็ยังได้รับการตอบกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “กลับมาเป็นน้องเหนือของพี่ออไม่ได้เหรอ” ทิวากรคงไม่รู้ตัวว่าน้ำเสียงและสีหน้าของตัวเองดูอ้อนแค่ไหน

“ถึงแล้ว ลงไปได้แล้ว” รถของเหนือพิธุขับมาถึงหน้าบ้านเช่าปุ๊บเขาก็ไล่อีกฝ่ายลงทันที

“ช่วยขนของหน่อยได้ไหม” ทิวากรลอบถอนหายใจ คนอะไรใจแข็งยิ่งกว่าหิน แต่โบราณว่าเอาไว้ น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน นับประสาอะไรกับใจมนุษย์หมาป่าอย่างเหนือพิธุ เขาต้องอดทนและทำให้อีกฝ่ายกลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้

เหนือพิธุก้าวลงจากรถแล้วเดินมาเปิดประตูฝั่งที่ทิวากรนั่งอยู่ เขาดึงถุงของบนตักฝ่ายนั้นมาถือแล้วเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่รอเจ้าของถุงเหล่านี้

“บ้านน่ารักมาก ขอบคุณนะที่เก็บกระจกของแม่เอาไว้ให้พี่” ทิวากรดีใจที่เหนือพิธุยอมขนของลงมาให้ คิดว่าจะโดนตอกกลับให้เสียใจอย่างทุกทีเสียแล้ว

เหนือพิธุไม่ได้โต้ตอบอะไร เมื่อเขาวางของลงพื้นแล้วก็หมุนตัวเตรียมจะกลับทันที แต่ทิวากรรีบก้าวขาตามไปแล้วสวมกอดเหนือพิธุเอาไว้จากทางด้านหลัง

“กินข้าวเย็นกับพี่ได้ไหม พี่ทำกับข้าวเก่งขึ้นแล้วนะ”

“ปล่อยผมได้แล้ว”

“เด็กอายุแค่สิบสองขวบยอมให้ใครบางคนมาทำอะไรต่ออะไรด้วยมันแปลว่าอะไร เหนือไม่รับรู้บ้างเลยเหรอ”

“แล้วเด็กที่อายุแค่สิบเอ็ดขวบโดนคนที่...คนที่เคยรู้สึกดีด้วยยิงปืนใส่ คุณคิดบ้างไหมว่าเขาจะรู้ยังไง”

“เหนือยิงพี่กลับดีไหม ถ้ามันจะทำให้เหนือหายโกรธพี่” ทิวากรไม่พูดเปล่าแต่คว้าเอาปืนที่เหนือพิธุเหน็บเอวเอาไว้ออกมา หันปลายกระบอกปืนมาทาบที่หน้าอกของตัวเอง เมื่อเหนือพิธุพลิกตัวกลับมาเขาก็คว้ามือของอีกฝ่ายให้มาจับที่ด้ามปืน แต่เหนือพิธุยังทำสีหน้าเมินเฉย ทิวากรเลยปัดมือเจ้าของปืนออกแล้วเตรียมจะลั่นไกใส่ตัวเอง

มีต่อด้านล่าง
V
V
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2019 23:30:55 โดย Loverouter »

ออฟไลน์ Loverouter

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 441
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +387/-10
ต่อจากด้านบน


ปืนพกตกลงพื้นก่อนที่มันจะได้ทำหน้าที่สังหารใครบางคน แววตาของเหนือพิธุแดงโรจน์ ปลายเล็บแหลมคมปัดปืนตกและเฉียดไปที่นิ้วของทิวากรจนเลือดซึมออกมาเล็กน้อย นั่นเป็นการลงโทษสำหรับคนที่ไม่รักตัวเองอย่างทิวากร

“ร่างกายของคุณเป็นของผม ต่อให้อยากตายก็ตายไม่ได้ คุณต้องมีชีวิตอยู่เพื่อลิ้มรสความเจ็บปวดไม่ใช่คิดจะหนีไปง่ายๆ อีก” เสียงตวาดของเหนือพิธุทำให้ทิวากรตัวสั่น

“พี่ไม่ได้อยากให้เหนือเจ็บปวดเลย แต่พี่ก็ให้เหนือฆ่าพ่อของพี่ไม่ได้จริงๆ ทำไมต้องทำแบบนั้น” ทิวากรน้ำตารื้น

“แล้วการที่พ่อของคุณฆ่าพ่อของผม ผมทำอะไรได้บ้าง”

ทิวากรเบิกตาขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งที่เหนือพิธุพูด เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าพ่อพายุเป็นผู้ที่ฆ่าพ่อของน้องเหนือ พ่อพายุพูดแต่ว่าหมาป่าฆ่าแม่จันทร์เจ้า แถมยังระรานชาวบ้าน ฆ่าคนเป็นผักปลา คุณปู่ถึงได้ผันตัวมาเป็นนักล่าหมาป่าเพียงแค่อยากปกป้องชาวบ้าน และพ่อพายุจึงมีหน้าที่รับช่วงต่อเมื่อคุณปู่เสียชีวิตไป ต้องมีใครสักคนที่พูดไม่จริง

“แต่พ่อของเหนือก็ฆ่าแม่ของพี่เหมือนกัน” ทิวากรพูดก่อนจะสบตาอีกฝ่าย “ฆ่ากันไปก็ฆ่ากันมามันมีประโยชน์อะไร เราต้องตาย ลูกหลานเราต้องตายไปแบบนี้เรื่อยๆ เหรอเหนือ ให้มันจบลง เราไม่จำเป็นต้องเกลียดกัน”

“อยากให้มันจบลงเช่นนั้นหรือ” เหนือพิธุถาม เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเขาจึงเดินเข้ามาใกล้แล้วเกี่ยวคางอีกฝ่ายให้เชิดขึ้นเล็กน้อย “คุณจะเป็นมนุษย์คนสุดท้ายที่ยอมชดใช้ทั้งหมดใช่ไหม”

“ถ้ามันทำให้เหนือสบายใจ พี่ยอมชดใช้ทุกอย่าง”

“ยอมทุกอย่างหรือ” เหนือพิธุย้อนถาม ริมฝีปากของเขาขยับเข้ามาใกล้ริมฝีปากของอีกฝ่าย

“ใช่ แต่จะต้องไม่มีการฆ่ากันอีก ตกลงไหม” ทิวากรรู้สึกประหม่าเมื่ออีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้จนริมฝีปากแทบจะสัมผัสกันอยู่แล้ว

“ย่อมได้ ถ้าพ่อคุณไม่คิดทำร้ายพวกของผมอีก ผมก็จะไม่ทำร้ายเขา แต่ถ้าเขายังคิดจะคร่าชีวิตและลิดรอนลมหายใจพวกพ้องของผม เขาจะต้องตายอย่างอนาถ”

“เขากลับมาทำร้ายใครไม่ได้อีกแล้ว ไม่ต้องห่วง”

“ทำไม หมอนั่นตายไปแล้วรึไง”

“น้องเหนือ!”

“อย่ามาทำเสียงดังใส่ผม คุณเป็นทาสของผม”

“ใครจะไปเป็นทาสของน้องเหนือกัน”

“ก็คุณบอกว่ายอมทุกอย่าง”

“ยอมก็ไม่ได้หมายความจะต้องเป็นทาส”

“งั้นข้อตกลงยกเลิก”

“ก็ได้!” ทิวากรหน้างอ ปัดมือของอีกฝ่ายออกจากคางของตัวเอง

“คุกเข่าลง” เหนือพิธุออกคำสั่ง อยากรู้ว่าคนอวดดีจะยอมลดศักดิ์ศรีคุกเข่าอ้อนวอนเขาหรือไม่ แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจเมื่ออีกฝ่ายทำมากกว่าที่สั่ง “เฮ้ย พี่ออ จะทำอะไร!” เขาถึงกับสะดุ้งแล้วถอยหลังทันทีเมื่อคนอวดดียอมคุกเข่า แต่มือของฝ่ายนั้นรูดซิปกางเกงของเขาลงด้วย

“อ้าว ก็ให้ข้าคุกเข่าเพราะอยากให้ข้าทำเช่นนี้มิใช่หรือองค์ราชัน” ทิวากรเลียนแบบคำพูดโบราณของเหนือพิธุ อยากจะหัวเราะตั้งแต่ได้ยินฝ่ายนั้นตกใจจนเผลอเรียกตัวเองว่าพี่ออแล้ว แต่ยังต้องทำหน้าใสซื่อเพื่อเอาคืนเด็กเมื่อวานซืนบ้าง

“ปากของคุณรับใช้คนอื่นมาแล้วผมไม่ต้องการ”

“หมายความว่ายังไง” ทิวากรไม่เข้าใจ

“อย่าแสร้งใสซื่ออีกเลย ถึงคุณจะหนีไปอยู่ไกลใช่ว่าผมจะไม่รู้เรื่องของคุณ”

“ก็พูดมาสิ พี่ไม่เข้าใจ”

“คุณอยู่กับคนอื่น คนตัวบางๆ ผิวขาว ผมสีเงิน เข้าออกห้องนอนของคุณทุกคืน เช่นนี้แล้วเข้าใจหรือยัง พวกทรยศ” เหนือพิธุต่อว่าอย่างเหลืออด

คนที่มารายงานเขาเรื่องของใครคนนั้นคือคิมหันต์ ทีแรกเขาก็ไม่ปักใจเชื่อ จนกระทั่งเขาไปเห็นกับตา ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่ออจะชอบผู้ชายที่บอบบางกว่าตัวเอง ใบหน้าสวยราวกับผู้หญิง แต่มันก็ต้องเชื่อเมื่อผู้ชายคนนั้นนอนห้องเดียวกับพี่ออทุกคืน เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมชายคนนั้นถึงสามารถทำลายอำนาจที่เขาตีตราจองเอาไว้บนร่างกายของพี่ออได้ เขาเคยลอบเข้าไปหาเพราะอยากรู้ว่าคนที่กล้ามาชิงคนขององค์ราชันเป็นใคร แต่กลับไม่เจอเลยสักครั้ง เขาไม่รู้ว่าคนคนนั้นหายไปได้ยังไง แต่สิ่งที่รู้คือ นอกจากพี่ออจะลงมือยิงเขาแล้ว ยังทรยศต่อหัวใจของเขาด้วย

“อ๋อ”

“ยอมรับแล้วสินะว่าเป็นคนทรยศ”

“พี่จะพาเขามาให้เหนือรู้จัก”

“ไม่จำเป็น จำเอาไว้ว่าการที่คุณเลือกกลับมาที่นี่แปลว่าคุณจะไม่มีวันได้กลับไปอีก คุณจะเป็นทาสของผม อย่าได้คิดทรยศผมอีก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น นอกจากพ่อคุณจะต้องตาย ตัวคุณและมนุษย์ทั้งหลายก็ต้องตายเหมือนกัน”

“เข้าใจแล้ว” ทิวากรลอบถอนหายใจเมื่อองค์ราชันไม่ยอมฟังอะไรเลย

“ลุกขึ้นมา เก็บปืนนั่นเอาไว้ป้องกันตัว แต่อย่าได้คิดทำร้ายตัวเอง ลมหายใจของคุณเป็นของผม ถ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ตายคุณจะตายไม่ได้”

“เข้าใจแล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วง”

“ไม่ได้ห่วง มันคือคำสั่ง”

“ครับๆ องค์ราชัน น้อมรับพระบัญชา ตายไม่ได้ ขอโทษไม่ได้ เถียงก็ไม่ได้ จะช่วยปลดปล่อยให้ก็ไม่ได้อีก” ทิวากรลุกขึ้นมาก่อนจะโค้งคำนับ ได้ยินเสียงอีกฝ่ายคำรามเบาๆ ก็แอบลอบยิ้ม “แล้วจะกินข้าวด้วยกันไหมครับ”

“ผมไม่กินฝีมือของคุณหรอก เดี๋ยวใส่ยาพิษให้ผม ผมไม่ไว้ใจคนที่เคยทรยศกัน”

“ก็เราสัญญากันแล้วไงว่าจะไม่มีฆ่ากันอีก พี่ไม่ทำร้ายน้องเหนือหรอก พี่สัญญาด้วยชีวิต”

“ไปอาบน้ำ ผมจะทำกับข้าวเอง” เหนือพิธุพูดหน้าตายก่อนจะเดินเข้าไปในครัว ทิ้งให้ทิวากรระบายยิ้มอยู่คนเดียว



นับเป็นการอาบน้ำที่เร็วที่สุดในชีวิตของทิวากรก็ว่าได้ เพราะเขากลัวว่าเหนือพิธุจะเปลี่ยนใจหนีกลับไปก่อน เขาจึงพยายามใช้เวลาให้น้อยที่สุดที่จะอยู่ห่างจากอีกฝ่าย เมื่อเดินมาถึงครัวก็ได้กลิ่นไข่เจียวหอมฟุ้งไปทั่ว เขารีบเดินไปนั่งที่โต๊ะทานข้าวขนาดเล็กที่มีอาหารวางรออยู่แล้ว ส่วนคนที่ทำอาหารให้ทาสคนนี้กินกลับออกไปยืนรับลมอยู่ที่หลังบ้าน

“น้องเหนือ มากินข้าวกัน พี่ออหิวแล้ว”

คนถูกเรียกเดินกลับเข้ามาในบ้าน เสื้อเชิ้ตแขนยาวของเขาถูกพับขึ้นไปอยู่เหนือข้อศอก กระดุมเสื้อถูกปลดออกสามเม็ด โชว์หน้าอกแกร่งที่มีขนสีน้ำตาลอ่อนขึ้นรำไร น้องเหนือดูดีมากจนพี่ออคนนี้ไม่อยากละสายตาไป

“จะกินข้าวหรือคิดจะกินผม” คนถูกมองเอ่ยถาม

“จะยอมให้พี่กินเหรอ”

“สู้แรงได้ก็ลองดู”

“ไม่สู้หรอก พี่ไม่เคยคิดสู้เหนือ ยอมแพ้ดีกว่า”

อีกฝ่ายไม่ตอบ ไม่แสดงสีหน้าอะไรอีกตามเคย ทิวากรเลยทิ้งตัวลงนั่งแล้วยกจานข้าวที่มีไข่เจียวโปะอยู่ขึ้นมาดม จากนั้นก็วางลงอย่างเดิมแล้วตักกินด้วยความหิว อยากกินมาตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้ว พอได้กินแล้วมีความสุขจนต้องกินไปยิ้มไป ไม่ทันได้เห็นว่าคนที่นั่งตรงข้ามลอบมองตัวเองอยู่ทุกอิริยาบถ รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของอีกฝ่าย แต่แล้วมันก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อทิวากรเงยหน้าขึ้นมาจากจานข้าว

“น้องเหนือไม่กินเหรอ”

“ยังไม่หิว”

“แล้วทำตั้งสองจานทำไม กินเดี๋ยวนี้เลย” ทิวากรเผลอดุเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมแตะต้องอาหาร

“อยากกินของสดมากกว่า”

“หา...” ทิวากรอ้าปากค้างเมื่อได้ยิน ลืมไปว่าอีกฝ่ายคือมนุษย์หมาป่า “พี่มีเนื้อในตู้เย็น”

“หึหึ” เหนือพิธุหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะเลื่อนจานข้าวมาใกล้แล้วเริ่มตักกิน

“ล้อเล่นหรอกเหรอ น่ากลัวชะมัด” ทิวากรบ่นอุบ แต่ก็ลงมือกินข้าวต่อ รู้สึกว่าอาหารมื้อนี้อร่อยที่สุดในรอบหลายสิบปี รสชาติอาหารมันขึ้นอยู่กับว่าเราได้กินกับใครจริงๆ

“ค้างไหม” ทิวากรลองถามดู

“ไม่ใช่วันนี้” อีกฝ่ายตอบ

“แปลว่าจะมีสักวันใช่ไหม” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของคนถามเมื่อคิดว่าตัวเองยังมีความหวังที่จะได้น้องเหนือคนเดิมกลับมา

“อยากเป็นของผมขนาดนี้เลยเหรอ”

“ก็อยากมาตีตราจองเอาไว้ทำไม ทั้งที่ตัวเองมีคู่หมายอยู่แล้วแท้ๆ” ทิวากรบ่นเบาๆ แต่มีหรือที่คนหูดีอย่างองค์ราชันจะไม่ได้ยิน

“ถ้าผมมีคู่หมาย คุณจะยอมเป็นของผมไหม” เหนือพิธุถามกลับไป

“เป็นได้แค่คู่นอนขององค์ราชันสินะ”

“ใช่”

“แล้วพี่จะทำยังไงได้ ไม่เหลือทางเลือกให้พี่เลยนี่”

“ยอมลดศักดิ์ศรีของตัวเองขนาดนั้นเชียว”

“ถ้าศักดิ์ศรีของพี่ มันมีแล้วทำให้น้องเหนือเกลียดพี่ พี่ยอมให้มันหายไป”

“จำคำของคุณเอาไว้” เหนือพิธุจ้องตาอีกฝ่ายอยู่นานก่อนจะลุกเดินออกไป

เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นและค่อยๆ ห่างจากการได้ยิน ทำให้รู้ว่าเหนือพิธุกลับไปแล้ว ทิวากรลอบถอนหายใจ มองจานข้าวแล้วจัดการกินต่อให้หมด แม้จะอิ่มจนกลืนแทบไม่ลงแต่ไข่เจียวที่น้องเหนืออุตส่าห์ทำให้เขาจะไม่ยอมทิ้งขว้างมันไป ต่อให้อีกฝ่ายใจแข็งอีกสักเท่าไหร่เขาก็จะง้อจนกว่าน้องเหนือจะยอมกลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้

……

น่าประหลาดใจที่สุดเมื่อตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงที่มีฟูกหนารองรับร่างกายอยู่ เครื่องปรับอากาศไม่ทำให้ทิวากรหนาวสั่นอีกเมื่อมีผ้าห่มนวมผืนหนาปกคลุมร่างกาย ที่สำคัญนิ้วของเขาที่โดนปลายเล็บของเหนือพิธุตวัดใส่จนได้เลือดนั้น ตอนนี้มีพลาสเตอร์ยาปิดทับเอาไว้

สิ่งที่ได้รับแม้จะสร้างความประหลาดใจแต่ก็ไม่เกินความสามารถที่องค์ราชันเหนือพิธุจะทำ เขาเคยบอกว่าเขามีพลังอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง ก็เห็นจะเป็นเช่นนั้น ทิวากรควรจะสงสัยมากกว่าว่าทำไมตัวเองถึงได้หลับสนิทขนาดที่ไม่รู้เลยว่าไอ้เครื่องนอนพวกนี้ถูกขนเข้ามาตั้งไว้ในห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ต่อให้สงสัยเขาก็ไม่คิดถามเจ้าของบ้าน การได้รับน้ำใจอย่างนี้แปลว่าอีกฝ่ายคงเริ่มใจอ่อนบ้างแล้ว จนกระทั่งเห็นข้อความที่แปะไว้ที่หมอนเขาถึงได้หน้าแดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

‘คืนนี้ผมจะมาเก็บค่าเช่าโรงจอดรถ เสื่อผืนเดียวอาจจะไม่สะดวกต่อการกระทำบางอย่าง อย่าได้ดีใจว่าผมใจอ่อน เก็บรอยยิ้มของคุณเอาไว้ยิ้มให้ใครคนนั้นเถอะ มันก็แค่เป็นช่วงฤดูที่ผมต้องปลดปล่อย แล้วคุณคือคู่นอนที่ผมเลือก เจอกันที่งานเลี้ยง’

โปรดเคลื่อนตามวงโคจรถัดไป


ขอบคุณที่ติดตามและเข้ามาให้กำลังใจนะคะ

มาช่วยกันขำองค์ราชันที่ต่อว่าคนอื่นถ้ำมองโดยไม่ดูตัวเองกันค่ะ 55555

ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-12
อยาากจะแหมสักล้านครั้ง

ออฟไลน์ mokha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด