กับตอนนั้น คำนั้น - And the Words They Say [11 : 14.10.20]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: กับตอนนั้น คำนั้น - And the Words They Say [11 : 14.10.20]  (อ่าน 719 ครั้ง)

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

=====================================================================

ขอให้อ่านไปอย่างไม่คิดมากนะคะ  :pig4:




เรื่องอื่น

[เรื่องสั้น] ก่อนกลิ่นทะเลจางหาย (จบ)
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2020 13:38:48 โดย บะบะสะ »

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: กับตอนนั้น คำนั้น - And the Words They Say [1]
«ตอบ #1 เมื่อ06-04-2019 01:58:53 »

ตอนที่ 1


สมัยก่อนมีเกมหนึ่งที่เขาชอบเล่นกับเพื่อนบ่อย ๆ

มันคล้ายการเล่นซ่อนหา แต่ยุ่งยากกว่าและกินเวลามากกว่า ก่อนอื่นพวกเขาจะต้องตกลงเงื่อนไขและเวลา และจะนัดวันเริ่มเล่นไว้ล่วงหน้า พอถึงเวลาก็จะบอกตัวเองเงียบ ๆ ว่ามันเริ่มขึ้นแล้ว

พวกเขามีกันไม่กี่คน คนคนหนึ่งจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข จะเรียกคนนั้นว่าตัวตุ่น เงื่อนไขที่ว่าจะเป็นอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ถ้าให้ดีก็ควรเป็นอะไรที่สามารถใช้ตัดสินได้ชัดเจน อย่างการแตะตัว ดีดมะกอก หรือเป่ายิ้งฉุบให้ชนะ หากใครสามารถทำเงื่อนไขให้สำเร็จได้ก็จะถือว่าชนะเกม เกมรอบนั้นก็จะจบลง

แต่ตัวตุ่นไม่อยู่เฉย เขาจะหลบซ่อนไม่ยอมให้คนที่เหลือหาพบ ดังนั้นหากจะชนะตัวตุ่นได้ ก่อนอื่นก็ต้องตามหาตัวให้เจอเสียก่อน โดยมีเงื่อนไขว่าตัวตุ่นห้ามแอบอยู่ที่เดิมตลอด ต้องเปลี่ยนที่หลบไปเรื่อย ๆ

เกมนี้กินเวลามาก บางครั้งยืดเยื้อถึงสัปดาห์ ระหว่างนั้นเพื่อนตัวตุ่นของเขาจะหายไปจากสารบบทุกอย่าง แต่เพราะรู้แกวกันอยู่แล้ว สุดท้ายอย่างไรก็จะตามกันจนเจอ

เวลาถึงตาเขาเป็นตัวตุ่น เขามักจะออกเดินไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ รอจนกว่าจะมีคนมาตามตัวพบหรือเย็นย่ำค่ำจนต้องกลับบ้านแล้วค่อยออกเดินต่อในวันถัดไป แท้จริงถึงรู้สึกว่าเดินไกลแค่ไหนมันก็ยังวนอยู่ในเขตหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ดี

เขาต้องทำอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะหากไปไกลเกินไปแล้วใครกันจะมาตามตัวเขาจนเจอ ถ้าหากไม่มีคนหาเขาเจอ แล้วเขาจะเล่นเกมนี้ไปเพื่ออะไร

เขาชอบความตื่นเต้นจากการที่ต้องหลบซ่อนไม่ให้โดนพบตัว และชอบความสนุกสนานหลังโดนจับได้ ครั้งหนึ่งที่เขาตั้งเงื่อนไขให้แตะตัว เขาวิ่งหนีเพื่อนคนแรกที่เจอตัวเขาไปครึ่งหมู่บ้าน สุดท้ายพอวิ่งเลี้ยวที่หัวมุมหนึ่งเขากลับไปชนเข้ากับเพื่อนอีกคน ดังนั้นเพื่อนคนนั้นจึงกลายเป็นผู้ชนะไปอย่างงง ๆ ปล่อยให้อีกคนเจ็บใจไปอีกหลายชั่วโมง

ตอนนี้แม้สถานการณ์ไม่เป็นอย่างเมื่อก่อน แต่เขาก็กำลังเดินอยู่เช่นกัน ความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้มันช่างคุ้นเคยเสียจนน่าขัน

เขาเดินไปข้างหน้า ครานี้ออกมาไกลจากหมู่บ้านมากแล้ว เพราะไม่ได้มุ่งหมายว่าจะให้ใครมาหาพบ เขาไม่จำเป็นต้องคิดสิ่งใดให้มากความอีก ขณะนี้ มันไม่ใช่เกม

จุดหมายของเขาคือที่ห่างไกลกระทั่งไม่มีใครสามารถพบเจอ แต่แท้จริงมันจำเป็นหรือ

มีใครคิดตามหาเขาให้พบด้วยหรือ

และนั่นเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องดีอย่างมาก ตอนนี้เขาต้องการเพียงความสงบแม้สักเล็กน้อยให้พอได้พัก ในหัวของเขากำลังส่งเสียงเอะอะเกินไป มันหนวกหูเสียจนทำให้รำคาญ

ไม่รู้ว่ามาไกลเท่าใด จำได้ว่าเขานั่งรถไฟขบวนแรกที่เจอด้วยเงินที่เหลือติดตัวจนสุดทาง จากนั้นก็ขึ้นอีกขบวน อีกขบวน เมื่อในกระเป๋าเหลือเพียงไม่กี่สตางค์แล้วเขาจึงหยุด มันไม่พอให้เขาไปต่ออีก สถานีสุดท้ายที่เขาลงเป็นเพียงสถานีขนาดเล็กที่แทบไม่มีอะไรนอกจากป้ายบอกชื่อสถานี ตัวอักษรบนนั้นเขียนว่า ‘ปาราคาร’

เขาลากตัวเองออกจากที่ตรงนั้น ออกเดินอีกครั้ง ก้าวแรกที่เหยียบลงไปบนถนนส่งผลให้ความระบมทั่วตัวส่งเสียงประท้วง นึกสงสัยขึ้นมาว่าคราวนี้ตัวเองจะไปได้อีกไกลแค่ไหน และร่างกายตนจะยังทนได้อีกสักเท่าไร

น่าแปลกที่ทิวทัศน์ยามที่เขาเงยหน้ามอง กลับงดงามเสียจนต้องหลุดยิ้มออกมา ภูเขาตระหง่านอยู่ไกลออกไป บริเวณที่เขาอยู่เป็นเนินสูง จากตรงนี้มองเห็นหมู่บ้านอยู่ด้านล่างสุดปลายถนน

เท้าของเขาพาตัวเองเดินไปตามสัญชาติญาณ ที่หมู่บ้านคงพอมีที่ทางให้เขาได้พักบ้าง

และที่สำคัญกว่านั้น

ตอนนี้ท้องของเขาร้องเสียงดังเหลือเกิน


ออฟไลน์ Keane

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-0
Re: กับตอนนั้น คำนั้น - And the Words They Say [1]
«ตอบ #2 เมื่อ15-04-2019 10:00:02 »

 :L1:

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 2


“อู้งาน”

ถ้อยเอ่ยแผ่วเบาอ่อนหวาน กระนั้นในน้ำคำยังติดรอยตำหนิติเตียนอยู่บ้าง ผู้พูดเป็นสตรียังสาว เส้นผมหยักศกดำขลับสยายถึงกลางหลัง ดวงตาของเธอมีสีอย่างฟ้ายามราตรีเช่นเดียวกัน เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกสานที่ชานบ้าน ปรายตามองแขกที่ยังคงนอนตากลมอย่างสบายอารมณ์บนเปลญวนซึ่งผูกปลายไว้กับเสาสองต้น คนอู้งานเพียงหันหน้ามายิ้มเผล่แล้วเอ่ยไม่ยี่หระ “เดี๋ยวก็ไปทำน่า เธอเห็นฉันเป็นคนยังไง”

“เป็นคนอู้งานที่อ้างเหมือนเดิมทุกที”

“คนเราหนอ” ชายหนุ่มในวัยยี่สิบตอนต้นส่ายศีรษะอ่อนใจ เส้นผมบนศีรษะเป็นสีเทา เขายกมือที่สอดหนุนรองใต้ท้ายทอยขึ้นโบกเหมือนจะบอกว่าคำพูดที่เธอเอ่ยออกมามันไร้สาระ “คำก็อู้งานสองคำก็อู้งาน เพื่อนรัก การอู้น่ะนะ ตามนิยามแล้วจะต้องทำให้ไอ้อะไร ๆ ที่กำลังทำอยู่มันเสร็จช้าลง ทีนี้ไหนลองบอกมาหน่อยซิว่าเรื่องอะไรกันที่คนอย่างคุณฝูคนนี้จะทำให้เสร็จทันเวลาไม่ได้...เรื่องอย่างนั้นมันก็ไม่มีหรอก โธ่”

“ถ้าทำให้เสร็จ ๆ ไปได้ทำไมไม่ทำเล่า” เธอทักท้วงพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยไม่คิดชื่นชอบคำที่อีกฝ่ายกล่าวนัก

“ทำไม่ได้” คนพูดเพียงเอ่ยจริงจังจนสตรีคนฟังต้องเอ่ยถามกลับ “ทำไมไม่ได้”

“ก็ไม่ว่าง” อีกฝ่ายตอบหน้าตาเฉย

เธอหมั่นไส้จนอดไม่อยู่ คว้าเอาหมอนบนตักขึ้นขว้างใส่คนที่ยังนอนไขว่ห้างพลางโยกตัวไกวเปลเบา ๆ ไปมาอย่างสบายใจ ทั้งที่หมอนใบนั้นเพิ่งลอยเฉียดผิวหน้าไปหวุดหวิด “ก็เห็นตำตาว่าอยู่ตรงนี้ตั้งนานสองนานแล้ว ยังเอาแต่นอนเล่นไม่ลุกไปไหนสักที ยังกล้ามาบอกว่าไม่ว่าง”

“อ้าว พูดอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน” น้ำเสียงชายหนุ่มเจือรอยสั่งสอน “จะบอกให้ฟังเอาไว้ ฉันน่ะนะ ตอนนี้กำลังพักผ่อนอย่างมุ่งมั่นตั้งอกตั้งใจ อย่างที่ต่อให้ใครมาสาดน้ำไล่ก็จะไม่ขยับไปไหน หรือต่อให้มาดึงแขนลากไปก็จะแกล้งทิ้งตัวนอนตาย บุหลันเข้าใจไหม คนที่กำลังทำตามความมุ่งมั่นขนาดนี้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องจะเรียกว่าว่างได้ยังไง”

ด้านบนริมฝีปากที่กล่าวถ้อยคำเหล่านั้นออกมาคือดวงตาเรียวสีน้ำตาลที่มองตรงมายังเธอ แถมยังแสดงความจริงจังจนน่าปาหมอนใส่อีกสักรอบ

ผ้าม่านสีขาวเบื้องหลังกรอบหน้าต่างพลิ้วไหว ผนังบ้านทำจากปูนทาสีส้มอ่อนมีรอยแตกร้าวประปราย นอกชานฝั่งตะวันออกของบ้านสีส้มหลังนี้ปูพื้นด้วยหญ้า มีต้นไม้ในกระถางดินเผาเจ็ดต้นยืนเรียงเป็นแถวชิดกำแพง พื้นที่ไม่กว้างไม่แคบของชานเพียงพอสำหรับให้จัดวางเปลญวนและเก้าอี้สานอย่างละหนึ่ง นอกตัวบ้านมีพื้นที่ประมาณหนึ่งก่อนถัดไปจะเป็นเขตของบ้านหลังอื่น บริเวณโล่งว่างเหล่านั้นมากพอให้เจ้าของบ้านมีพื้นที่หายใจหายคอและมีที่สำหรับปลูกต้นไม้ที่ใจปรารถนา เข้ากลางฤดูร้อนแล้ว พอมองไปก็เห็นผลไม้สุกงอมติดผลอยู่บนต้นชวนให้เด็ดมากิน เขาเหม่ออยู่ครู่หนึ่งถึงได้ยินเสียง

“อ้อ” เธอเอ่ยคล้ายยอมรับในเหตุผล “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้คงกำลังยุ่งมากใช่ไหม”

“ใช่แล้ว ก็เข้าใจดีนี่” คนพูดพยักหน้าพอใจ

“จนไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย”

“ประมาณอย่างนั้น” เขาว่า “แต่ไม่ได้ยุ่งสุด ๆ ขนาดที่จะไม่มีเวลาลิ้มรสอาหารฝีมือคุณบุหลันในเย็นวันนี้หรอก อย่ามาเล่นมุกเดิมแล้วอดอาหารกันดื้อ ๆ อย่างครั้งก่อน มันเก่าแล้วน่า”

ดวงตาที่สื่อชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้งดอาหารส่วนของตนจ้องเขม็งยังสตรีผู้ฟัง ชายหนุ่มทำอย่างนั้นทั้ง ๆ ที่ทั้งสองรู้จักกันมานานพอให้รู้ว่าสายตาเช่นนั้นไม่มีผลต่อคนถูกมองแต่อย่างใด

สตรีบนเก้าอี้สานเพียงยิ้มอ่อนหวาน เอ่ยว่า

“ใครจะพูดอะไรอย่างนั้น”

บุหลันไม่กล่าวสืบต่อ ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินช้า ๆ ออกจากบริเวณนั้นไป

ฝูรู้สึกว่าสถานการณ์ชักไม่สู้ดีนัก

แม้ใจเริ่มเป็นกังวล ตัวเขาที่ไม่มีคนให้ต่อล้อต่อเถียงด้วยก็ทำได้เพียงนอนแผ่เรื่อยเปื่อยบนเปลญวนพลางปล่อยให้ใจลอยไปตามสายลมโชยเอื่อย

“ขโมย ! ขโมยโว้ย ! จับตัวเอาไว้ !”

เพียงแต่การพักผ่อนมักไม่มาถึงดังที่หวัง

คนเอะอะโวยวายจากด้านหน้าไกลออกไป คะเนแล้วคงมาจากบ้านสักสามสี่หลังถัดไป ชายหนุ่มไม่อาจเห็นว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น ณ ที่นั้นเพราะทิวทัศน์เบื้องหน้าถูกบดบังด้วยลำต้นต้นไม้ใหญ่ รวมถึงกำแพงและหลังคาบ้านของเพื่อนบ้านข้างเคียง เสียงตะโกนอย่างดุดันฟังคุ้น ๆ บางทีคิดว่าคงเป็นของลุงช่างซ่อมสารพัดอย่างคนนั้น

“เฮ้ย ! อย่าหนีสิวะ !”

เสียงลุงตะโกนตามมาอีกระลอก เห็นท่าจะยังจับตัวขโมยไม่ได้ อากาศร้อนอย่างนี้ยังต้องมาวิ่งไล่จับ เป็นลุงก็ลำบากไม่น้อยเหมือนกัน เสียงเหล็กกระทบกันดังเคร้งคร้าง ตามด้วยเสียงของหนักหล่นกระแทกพื้น มันทำให้เขาคิด เละเทะ เละเทะแน่ ๆ แค่ฟังเสียงจากตรงนี้ยังรู้ได้เลยว่าข้าวของแถบนั้นไม่ถูกเตะทิ้งเพราะขวางทางก็คงถูกหยิบมาขว้างขึ้นปาใส่ผู้ร้ายเท้าไว ฝ่าเท้าหนัก ๆ สองคู่ค่อย ๆ ดังห่างออกไป ผ่านไปครู่หนึ่งเขาได้ยินเสียงลุงสบถด้วยความหัวเสียดังลั่นหลายครั้ง ฟังดูแล้วลุงคงจับตัวขโมยเอาไว้ไม่ทัน

แต่ขโมยของใครไม่ขโมย ดันไปคว้าเอาของลุงช่าง ด้วยความสนใจใคร่รู้ ฝูลุกจากเปลญวน สวมรองเท้าแล้วเดินไปทางที่เกิดเหตุ พอถึงหน้าบ้านของลุงช่างก็เห็นแกนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หน้าบ้าน บนตัวสวมเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น ซดน้ำเปล่าจากกระบอกลงคออึก ๆ ทั้งที่ใบหน้ายังแดงก่ำและร่างกายชุ่มโชกด้วยเหงื่อ

ลุงช่างเห็นฝูเดินมาใกล้ก็กวักมือเรียก พูดไปหอบไปว่า “มา ๆ มานั่งก่อน”

หน้าบ้านลุงช่างเต็มไปด้วยกองเศษชิ้นส่วนโลหะที่ส่งกลิ่นน้ำมันอันเป็นเอกลักษณ์ พวกมันสุมจนเป็นกองสูง ไล่ตั้งแต่หน้าบ้านลากยาวเข้าไปยังด้านหลังของประตู  พื้นที่ด้านนอกนี้เหนือศีรษะมีแผ่นสังกะสีค้ำด้วยเสาไม้คอยคุ้มแดดคุ้มฝน ฝูเดินวนหาทำเลที่นั่งเหมาะ ๆ แล้วหย่อนตัวลงนั่งบนชิ้นส่วนทรงกระบอกมีรูตรงกลางที่เส้นผ่านศูนย์กลางคงอยู่ราวความยาวขาของเขา มันใหญ่พอให้นั่งได้สบาย

ชื่อจริงของคนที่ยังสูดหายใจฟืดฟาดหน้าแดงอยู่บนกองเหล็กคนนี้คือกุน แต่ฝูไม่เคยได้เรียกอีกฝ่ายอย่างนั้นเพราะเรียกลุงช่างจนชินไปแล้ว นาน ๆ ทีก็จะลืมไปเสียบางครั้งว่าชื่อจริงที่ว่าคืออะไร

“ไหวหรือเปล่าลุง”

“ไหว ยังไหวอยู่ ไอ้นี่ พูดอย่างนี้ได้ยินข้าตะโกนแล้วใช่ไหม แล้วทำไมไม่มาช่วยกันวะ รอป่านนี้เพิ่งโผล่หัวมา เห็นเป็นเรื่องสนุกนักหรือยังไง” กุนมองฝูพลางบ่นกระปอดกระแปด เหงื่อหยดลงจากใบหน้าเกรียมแดดหยดแล้วหยดเล่า ฝูไม่ตอบปฏิเสธอะไร

เหมือนดื่มน้ำแล้วยังไม่หายร้อน กุนถึงเอาน้ำเทลงศีรษะล้างหัวล้างหน้าตัวเอง บ่นต่อ “ตีนไวเหลือเกินสิ เห็นท่าทางเหมือนผีตายซากอย่างนั้น”

“ขโมยหรือ”

“ก็ขโมยสิวะ” คนพูดส่งเสียงฟึดฟัดไม่พอใจเมื่อได้ยินคำนั้น

“เขาเอาอะไรไป”

พูดแล้วชายหนุ่มถึงกวาดตามองรอบข้าง บ้านอย่างนี้หรือจะมีอะไรน่าฉกฉวยตอนกลางวันแสก ๆ ข้างนอกดูไปก็มีแต่ชิ้นส่วนโลหะที่ท่าทางจะหนักกว่าพวกเขาสองคนชั่งรวมกันเสียอีก ถ้าเข้าไปในบ้านโอกาสที่จะสะดุดพื้นโดนเหล็กหล่นลงมาทับตายก็เป็นไปได้สูง ดูอย่างไรก็ไม่น่าดึงดูดใจให้เข้ามาลอง

“ข้าวกลางวัน !” คนโดนขโมยของเอ่ยด้วยความโมโห ใบหน้ายับยู่เมื่ออยู่บนร่างกำยำก็ยิ่งชวนให้คนคิดหนีห่าง เพราะห่วงว่าตัวเองอาจเผลอไปเหยียบกับระเบิดอะไรเข้า “หมูย่างสิบไม้กับตับอีกสอง ไอ้เราก็อุตส่าห์เอาใส่จานจะมานั่งกินข้างนอก อยู่ ๆ เจ้านั่นดันเดินผ่านมาหน้าบ้าน จ้องแต่ไม้ในมือข้า เห็นเดินสะโหลสะเหลแถมชุดที่ใส่ก็เหมือนไม่ได้เปลี่ยนมาสักสองสัปดาห์เลยเผลอเห็นใจจะเอาหมูแบ่งให้”

กุนสูดหายใจลึกดังฟืดเพราะพูดเร็วจนหายใจไม่ทัน แต่หลังจากนั้นก็บ่นต่อ “ไม่น่ายื่นจานไปเลย ! พับผ่า...ทำไมข้าถึงทำอย่างนั้นวะ เพื่อนเล่นรวบไปทีเดียวหมดจาน แถมวิ่งไวอย่างกับหมา อย่างน้อยถ้าหิวมากสองสามไม้ไม่พอแบ่งกันสักครึ่งครึ่งก็ยังได้ ทำไมวะ ทำไมต้องทำอย่างนั้น นี่ก็คนก็หิวเป็นเหมือนกันนะโว้ย ขี้เกียจย่างแล้วไม่รู้หรือยังไง เฮ้อ...”

ฝูได้แต่ฟังเงียบ ๆ พร้อมส่งสายตาเห็นใจ ที่แท้เป็นของกินนี่เองที่ถูกขโมยไป เขาสบายใจเล็กน้อยที่คลายความสงสัยเรื่องหนึ่งไปได้ คนขโมยคงหิวจัดจนไม่มีทางเลือกถึงคิดขโมยซึ่งหน้าจากลุงช่างที่มีลำแขนแข็งแกร่งประหนึ่งจะสามารถหักคอคนตายด้วยมือข้างเดียว

“แล้วอย่างนี้ลุงจะกินอะไร” คนที่ฟังมาตลอดถาม

“ของเหลือเมื่อเช้ามันยังพอไปได้” กุนถอนหายใจปลงตก ขยายความ “ผัดผักชืด ๆ กับแกงครึ่งชาม ยังดีข้ามีขนมจากตลาดอีกสองห่อไว้ตบท้าย แกจะเอาไปกินสักห่อไหม”

“ลุงกินเถอะ” ฝูว่า คิดสักพักถึงเอ่ยชวน “ไว้เย็นนี้มากินบ้านบุหลันไหม เขาบอกวันนี้จะทำอะไรดี ๆ เดี๋ยวฉันก็ต้องไปซื้อเนื้ออยู่”

คนชวนเอ่ยด้วยความหวังดี แต่กลับทำให้ใบหน้าเกรียมแดดนั้นแสดงสีหน้าเสียดายมากขึ้นไปอีก “เฮ้ย...มาชวนช้าไปไหม รู้อย่างนี้เมื่อเช้าไม่ตอบรับไอ้เพื่อนนั่นว่าจะไปกินข้าวด้วยก็ดี ไม่ได้กินฝีมือกะระตาตั้งนาน แต่ก็ไม่ทันแล้วว่ะ ไว้คราวหน้าแล้วกัน”

“อ้อ” คนชวนมีท่าทางเสียดายเช่นกัน “งั้นไว้คราวหน้าก็คราวหน้า”



พอกลับถึงบ้าน สิ่งแรกที่เขาทำคือเดินเข้าไปในครัว มีคนคนหนึ่งอยู่ในนั้นอย่างที่เขาคาดเอาไว้

“คุณแม่” ฝูทัก “ทำอะไรอยู่”

เธอหันมาตามเสียง สตรีร่างเล็กเอ่ยขณะที่มือข้างหนึ่งยกฝาและอีกมือยังคนแกงในหม้อ “เห็นบุหลันว่าจะทำของชอบของเราให้”

“เมื่อเช้าก็พูดกับฝูอย่างนั้น” พูดจบก็หัวเราะ “แล้วก็บอกว่าถ้าพับไม่เสร็จก็ไม่ต้องกิน”

เธอระบายยิ้มบาง “แล้วทำแล้วหรือเปล่า”

“ยัง วางเอาไว้ที่โต๊ะกะว่าเดี๋ยวจะไปทำต่อ”

“บุหลันมาได้ยินคงโมโห”

“ไม่เห็นจะเคยโมโหจริง ๆ สักที” เขายักไหล่อย่างไม่คิดใส่ใจในเรื่องที่ว่า แต่หลังจากนั้นก็เอ่ย “แต่ถ้าบอกว่าจะไม่ให้กินก็มีหวังได้อดจริงแน่ ๆ คุณแม่รอเดี๋ยวเดียวนะถ้าทำนู่นเสร็จแล้วจะมาช่วย”

“เมื่อกี้ใครพูดอะไรนะ”

นั่นไม่ใช่เสียงของคนที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้หรอก ดังนั้นจึงเหลือเพียงความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น

“ครับ” ฝูยิ้ม หันมองต้นเสียง เขาเอ่ย “คุณบุหลันมีเรื่องอะไรกับผมหรือเปล่า”

เธอยิ้มกลับอย่างเป็นมิตร “มี ฉันมาบอกว่าไม่ต้องไปตลาดแล้วนะ”

“ทำไม” คนพูดขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“ก็เห็นไม่ว่าง ไม่ว่างแล้วจะไปตลาดยังไง”

“ถ้าอย่างนั้น...” ยังถามไม่ทันจบบุหลันก็เอ่ยแทรก “ฝากสังไปซื้อแล้ว เห็นบอกทางเดียวกัน”

“สังเนี่ยนะ เจ้านั่นจะไปไหน ไม่ใช่ว่าวันนี้จะไปเรียนหรือ”

“เขาว่ามีญาติมาหา เลยจะเอาของไปส่งให้”

ฝูตอบรับอย่างไม่คิดอะไร หลังจากนั้นเขาไปที่ห้องนอน ห้องนอนที่แต่เดิมไม่ใช่ของเขาแต่อย่างใด ถึงอย่างนั้นเขาก็ใช้มันเป็นที่ซุกหัวนอนบ่อยจนคล้ายจะเป็นเจ้าของร่วม ด้านในห้องมีเตียงสองเตียงวางชิดกำแพงทำมุมตั้งฉาก ฝั่งปลายเท้าของพวกมันชนกัน เหนือหัวเตียงหนึ่งมีโต๊ะไม้ บนโต๊ะมีกองกระดาษขนาดเล็กกว่าฝ่ามือสีสันน่ารักกับกระดิ่งอันจ้อยจำนวนมากภายในกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หน้าที่ของเขาคือพับกระดาษเป็นรูปดอกไม้แล้วเอาดอกไม้ที่ว่ากับกระดิ่งร้อยเข้าไปในสายสร้อยสั้น ๆ พวกมันเป็นของที่ระลึก แต่ถามว่าเป็นของที่ระลึกของงานอะไรเขาก็จำไม่ค่อยจะได้แล้ว คิดว่าจะไปถามเอาทีหลัง ตอนนี้แค่ทำเสร็จมีส่งได้เขาก็สบายใจ

ฝูนั่งทำงานฝีมืออย่างใจเย็น กองงานที่เสร็จเรียบร้อยแล้วค่อย ๆ พูนสูงขึ้น ระหว่างที่มือกำลังพับกระดาษ สมองของเขาก็ทำหน้าที่คิดนู่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย ที่จริงวันนี้เขายังมีอีกธุระหนึ่งที่ต้องจัดการ แต่ที่ทำตัวว่างงานได้อย่างนี้เพราะมันยังไม่ถึงเวลา แล้วเรื่องที่ต้องทำก็ไม่ต้องเตรียมตัวมากมาย ที่ลำบากที่สุดเห็นจะเป็นการเดินทาง เพราะมันอยู่ห่างออกไปไกลไม่น้อย ยังดีว่าวันนี้เขาเอาจักรยานมา ดังนั้นมันคงไม่เป็นปัญหานัก

อีกเหตุผลที่เขาเอาจักรยานมาก็เพราะคิดว่าจะต้องไปตลาดนี่ล่ะ แต่สุดท้ายก็ดันไม่ต้องไปแล้ว สำหรับตลาดถ้าเดินไปคงต้องใช้เวลา

พูดถึงเรื่องนี้...มาคิดดูสังต้องแบกของทั้งขาไปขากลับเลยแฮะ จะว่าไปก็ลำบากเหมือนกัน แต่บุหลันก็ยังคิดฝากให้สังซื้อของมาให้…

เดี๋ยวนะ…

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ฝูเด้งตัวจากเก้าอี้ วิ่งไปรอบบ้านเพื่อตามหาตัวต้นเหตุของเหงื่อที่กำลังไหลออกจากขมับของเขา ใครบางคนที่กลับมานั่งบนเก้าอี้สานนอกชานบ้านอีกครั้งมองชายหนุ่มที่กำลังมีสีหน้าไม่คิดอยากเชื่อ เธอสบตากับเขา เอ่ยว่า “เป็นอะไร อยู่ดี ๆ มาวิ่งไปวิ่งมา”

อีกฝ่ายไม่สนใจคำนั้น น้ำเสียงของฝูแข็งกระด้างขึ้น “วันนี้วันอังคาร”

“รู้แล้ว” หญิงสาวว่า

“ป้าสังไม่อยู่บ้านวันอังคาร”

“อันนั้นก็รู้”

“เธอต้องใช้จักรยานปั่นไปหมู่บ้านข้าง ๆ”

บุหลันยิ้มรับคำ

“ยังมายิ้มอีก !” คนที่เพิ่งเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นโวยวายทันที “เล่นกันอย่างนี้เลยเหรอ เธอก็รู้ว่าวันนี้ฉันต้องไปที่ไหนต่อ สังจะกลับมากี่โมงก็ไม่รู้”

“ไม่อย่างนั้นสังต้องเดินไปนะ” เธอพูดกลับ ฝูนิ่งไป แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด “เห็นว่าตอนแรกเขาก็คิดจะทำอย่างนั้น เพราะจักรยานจะยังไงป้าสังก็ต้องใช้อยู่แล้ว เขาเรียกว่าน้ำใจไง การช่วยเหลือเพื่อนบ้านน่ะ รู้จักไหม ฉันเลยบอกให้เอาไปใช้ได้เลยไม่ต้องรีบเอามาคืนก็ได้”

ได้ยินอย่างนั้นคนฟังก็ได้แต่สะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองไว้ สักพักถึงถอนหายใจ ไม่พูดอะไรต่อ บุหลันหัวเราะให้กับใบหน้าอมทุกข์อีกคน “ไม่ต้องไปตลาดแล้ว เหลือเวลาว่างอีกตั้งเยอะไม่ใช่หรือ”

“เอาจริงน่ะ”

“ต่อให้บอกว่าไม่จริงก็ไม่ทันแล้ว”

“เมื่อกี้ที่บ้านลุงช่างมีขโมยขึ้นด้วยนะ เธอไม่กลัวฉันโดนดักทำร้ายบ้างรึไง”

“มีอะไรให้เขาขโมยด้วยเหรอ”

ดวงตาของชายหนุ่มติดจะค้อนตอนที่กล่าว “ถ้าฉันเป็นอะไรขึ้นมาเธอต้องรับผิดชอบด้วยนะ”

“อย่า...” บุหลันพูดแบบนั้นเมื่อได้ยิน ดวงตาของเธอจริงจัง หลังจากนั้นเธอถึงขมวดคิ้วน้อย ๆ เอ่ยแผ่วเบา “ฉันไม่ชอบคำพูดแบบนั้น”

ชายหนุ่มมองตาคนพูด สุดท้ายก็ยอมแพ้ “ที่อยู่บนโต๊ะเดี๋ยวพรุ่งนี้มาทำให้ต่อ เธอมันใจร้ายจริง ๆ” ตบท้ายด้วยชี้หน้าพลางจ้องเหมือนจะบอกว่าฝากเอาไว้ก่อน

บุหลันโบกมือไล่ด้วยท่าทางผ่อนคลายขึ้น ตอบไปอย่างไม่ใส่ใจ “เออ ๆ ไว้เจอกัน”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-05-2020 00:57:40 โดย บะบะสะ »

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 3


ไม่คิดว่าเพื่อนรักจะเล่นกันแบบนี้ ชายหนุ่มผมเทาที่ผมกระเซิงขึ้นเล็กน้อยเพราะเพิ่งถูกขยี้ระบายอารมณ์เดินออกตามหาพาหนะคันน้อยที่พอจะพาเขาไปถึงจุดหมาย แต่เหมือนฝนฟ้าเทวดาหรืออะไรก็ตามไม่เป็นใจ ทำให้วันนี้ไม่มีคนรู้จักคนไหนมีพาหนะใด ๆ เหลือพอให้เขาหยิบยืมมาใช้แม้แต่คนเดียว

ทางเลือกสุดท้าย ตนก็คงต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน สองเท้าหนืดหน่วงด้วยอารมณ์ห่อเหี่ยวของชายคนหนึ่งถึงต้องลากพาตัวเองไปตามทางเลียบถนน บนศีรษะสวมหมวกสานปีกกว้างกันแดดยามบ่ายที่ยังส่องลงมาไม่หยุดหย่อน เขาหนีความจริงตรงหน้าด้วยการจมตัวเองลงไปกับการคิดวางแผนเอาคืน เดินไปพลางคิดไปพลางจนมาหยุดบริเวณหนึ่ง ถนนตรงนี้ทำจากดินที่ถมจนสูง พื้นที่รอบข้างนอกเหนือจากนั้นปกคลุมด้วยหญ้าขึ้นสูงถึงเอว

ก่อนหน้านี้ บริเวณนี้เคยมีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่มาก่อน ตอนนั้นยังไม่มีหญ้าขึ้นสูงเช่นนี้ เพราะครอบครัวนั้นถางพื้นที่รอบบ้านเพือทำสวนและเลี้ยงสัตว์ จากตรงที่ยืนไม่ไกลหากมองไปก็จะเจอบ้านหลังน้อย มาตอนนี้เขาเห็นเพียงส่วนบนของบ้านที่ยื่นออกมาเหนือพงหญ้า มันดูทรุดโทรมลงเมื่อไม่มีใครคอยดูแล ถึงขนาดมีไม้เลื้อยเติบโตจนพันขึ้นไปถึงหลังคา

จะว่าไปก็นานแล้วที่ไม่ได้มองบ้านหลังนั้นอย่างตั้งใจ แรก ๆ ตอนที่ครอบครัวที่เคยอาศัยเพิ่งทิ้งบ้านและที่ดินเพื่อย้ายไปอยู่ที่อื่น เวลาเขาผ่านเส้นทางนี้แล้วมองบ้านหลังนั้น จะรู้สึกได้ถึงความอ้างว้างแวบหนึ่ง แต่สักพักความรู้สึกเหล่านั้นก็จางหายไปในความเคยชิน

ฝูเดินไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอยจนไม่ทันมองทางที่ตัวเองกำลังเดิน ตอนนั้นเองที่เท้าเตะเข้ากับอะไรบางอย่างบนพื้น

ยังดีที่เขาไม่ซวยพอให้สะดุดหัวทิ่ม พอลากสายตาลงต่ำ เขาก็เจอเข้ากับภาพที่น่าสนใจจนต้องมองซ้ำอีกรอบ

มีเท้าข้างหนึ่งยื่นออกมาจากกองหญ้าตรงหน้าของเขา

“โอ้...” คือคำอุทานที่หลุดออกมา

คนเจอของแปลกใช้เวลาสองวินาทีในการตัดสินใจก่อนที่จะลองแหวกพงหญ้าเพื่อดูที่มาของเท้าข้างที่เห็น โชคดีที่เท้าข้างนั้นยังติดอยู่กับขา และขาข้างนั้นยังติดอยู่กับส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เขาถึงได้เห็นร่างของชายคนหนึ่งที่กำลังนอนหลับตาจมอยู่ในกองหญ้าข้างทาง เมื่อมองจากด้านนอก ตัวของคนคนนั้นทั้งตัวถูกบดบังด้วยหญ้าจนเห็นได้เพียงเท้าข้างหนึ่งที่ยื่นโผล่ออกมา

มานอนทำอะไรตรงนี้กันหนอ

ใบหน้าที่โผล่พ้นจากการบดบังของต้นหญ้าเพียงเสี้ยวเดียวเปรอะด้วยดิน เส้นผมยุ่งเหยิงบนศีรษะเป็นสีดำ บนร่างกายคือชุดที่ดูแล้วคงไม่ได้ซักหรือเปลี่ยนมานาน ร่างกายเท่าที่เห็นมอมแมมแถมแซมด้วยรอยแผลไปทั่ว สรุปได้ว่าสภาพเท่าที่เป็นอยู่แม้ไม่นับการมานอนฝังตัวในพงหญ้าก็ยังนับว่าดูไม่ค่อยได้ ฝูจ้องใบหน้าที่ไม่รู้จักอยู่พักหนึ่ง อย่างน้อยก็คงไม่ใช่คนที่อาศัยแถวนี้

หือ...ในมือที่กำอยู่นั่น…

เขาก้มลงมองให้ชัด สิ่งนั้นคือหมูย่างหนึ่งไม้อย่างที่คิดเอาไว้

ก็นึกว่าใคร อย่าบอกนะว่าเป็นขโมยคนนั้น

บุหลันนี่นะ ก็บอกแล้วว่าถ้าเขาเจอขโมยเข้าจะไม่แย่เอาหรือ ดูเอาสิ พูดแล้วก็ไม่เชื่อ

เขาลองเตะขาอีกฝ่ายสองสามที เพราะคิดว่าการมานอนตรงนี้ในหน้าร้อนดูไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก หรือความจริงตรงนี้มันจะเย็นกว่าที่คิดเขาก็ไม่แน่ใจ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีหญ้าคอยบังแดดให้ แล้วคนที่กำลังนอนอยู่ก็ไม่มีท่าทางทรมานแต่อย่างใด

“หรือว่า…” คนที่ลองใช้เท้าทั้งเขี่ยทั้งเตะอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มีทีท่าว่าจะปลุกหรือเรียกสติคนที่กำลังนอนอยู่ให้ตื่นขึ้นมาได้คิดถึงความเป็นไปได้อีกอย่าง เขาจับมืออีกคนยกขึ้นโบกไปมาในอากาศ โบกเสร็จก็ลองใช้มือที่ว่าตบหน้าที่ยังหลับตาพริ้มไม่รู้เรื่องรู้ราวไปหลายที หลัง ๆ แรงที่ใช้ตีก็เริ่มรุนแรงขึ้น เหงื่อที่เริ่มไหลลงเข้าตาบ่งบอกว่าอากาศไม่คิดเป็นใจให้เขาอยู่ตรงนี้นานไปกว่านี้ เห็นยังไม่มีปฏิกิริยาฝูก็ยอมปล่อยมือข้างนั้นให้ลงไปกองกับพื้นเหมือนเดิม

ร่างที่ไม่มีการตอบสนอง เมื่อควบรวมกับแสงแดดที่ยังคงแผดเผาแผ่นหลังไม่หยุดหย่อน ฝูจึงคิดสรุปว่าเขาคงมาเจออีกฝ่ายช้าเกินไป และคิดว่าตนควรรีบไปตามทางก่อนที่ร่างกายตัวเองจะละลายไปกับพื้นถนนจะดีกว่า

“วันนี้ไม่มีจักรยาน ขอโทษทีนะ” คนที่กำลังมองร่างในพงหญ้าเป็นครั้งสุดท้ายพึมพำ “เอาไว้จะเรียกคนมารับไปทำพิธีให้ หรือถ้าไม่มีใครมาแล้วนายรอได้ ตอนที่ได้จักรยานคืนมาแล้วฉันจะมาแบกไปให้ด้วยตัวเองแล้วกัน ตอนนี้ก็ทำตัวดี ๆ อย่าเพิ่งออกมาหลอกหลอนคนอื่น ขอโทษทีแต่คงลากไปด้วยกันตอนนี้ไม่ไหว ทางอีกตั้งไกล”

ฝูบอกลาไปอีกครั้ง ลุกขึ้นจับหมวกตัวเองให้เข้าที่แล้วคิดออกเดินต่อ

หมับ !

“เฮ้ย !” ชายหนุ่มอุทานเสียงดัง ที่ตกใจยังไม่เท่ากับเกือบล้มหน้าทิ่ม ใครจะคิดว่าอยู่ดี ๆ ขาของเขาจะถูกแรงปริศนารั้งเอาไว้จนก้าวเสียจังหวะทำให้เกือบพุ่งตัวทิ่มไปข้างหน้า เคราะห์ดีที่ทรงตัวได้ทันเลยยังไม่ต้องเจ็บตัว

เนื่องจากกำลังงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น สายตาสีน้ำตาลคู่นั้นถึงหันขวับมองต้นตอที่รั้งเขาเอาไว้โดยไม่ทันไตร่ตรองใด ๆ

และแล้วภาพนั้นก็ปรากฏสู่สายตา

มือที่เต็มไปด้วยบาดแผลข้างหนึ่งกุมแน่นอยู่ที่ข้อเท้าของเขา

“เฮ้ย !” คำอุทานคุ้นหูดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง ต่างเพียงคราวนี้มันไม่ได้มาเฉพาะเสียง แต่ขาอีกข้างของเขาก็ส่งแรงเตะออกไปไวพอกัน

ปึ้ก ! เท้าของเขาอัดเข้าลำตัวคนที่ยังนอนอยู่ในพงหญ้า

มือที่เกาะบนข้อเท้าคลายออกในที่สุด

ฝูเห็นดังนั้นก็โล่งใจ พอสติกลับมาหลังจากนั้นถึงเริ่มรู้สึกแหม่ง ๆ เขาครุ่นคิดว่ามันประหลาดตรงไหน ครู่เดียวก็นึกขึ้นได้ เขารีบย่อตัวลงดูสภาพผู้เคราะห์ร้าย

“ยังไม่ตายก็รีบบอกกันหน่อยสิ...” เสียงบ่นหงุงหงิงของผู้มีชนักติดหลังคล้ายกล่าวโทษอีกฝ่ายอยู่ในที เขามองร่างที่นอนพลิกไปอีกทางด้วยฝีเท้าตัวเองแล้วเกาศีรษะ จากนั้นก็ลองเอานิ้วเขี่ยหน้าที่ยังหลับนิ่งเหมือนตาย “นี่ ตื่นอยู่หรือเปล่า”

มีหวังถ้าจะตายก็คงมาตายเอาตอนนี้ล่ะมั้ง คนที่โดนเรียกไม่กระดุกกระดิกแม้แต่น้อย ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เขาก็คงปล่อยทิ้งเอาไว้ได้ แต่มาตอนนี้ความรู้สึกผิดดันตื้อขึ้นมาในใจเสียอย่างนั้น

ไม่น่าเลย เตะไปไม่ได้ยั้งแรงเลยด้วย

“ขอโทษที่เตะแล้วกัน ตื่นได้แล้วน่า”

เงียบ เงียบเสียจนน่าสลดใจ ภายในใจของเขามีความคิดเห็นสองฝั่งที่กำลังตีกันเอง ใจหนึ่งอยากจะเดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ไอ้สำนึกรับผิดชอบมันก็ดันรั้งขาเขาเอาไว้ จนสุดท้ายก็ต้องยอมแพ้

...เอาก็เอา โธ่เอ๊ย

ฝูก้มลงคว้าเอาแขนทั้งสองข้าง จับมันให้มั่นแล้วลากคนออกจากพงหญ้า สิ่งแรกที่เขาคิดในตอนนั้นคือ

หนักว่ะ ถึงไม่เท่าที่คิดแต่ก็ยังหนัก

แต่ก็เท่านั้นเอง มาขนาดนี้แล้วความหนักระดับนี้คงจะหยุดเขาไว้ไม่ได้ ฝูพยายามหาท่าแบกที่ใช้การได้ ขลุกขลักอยู่นานถึงมาจบที่การจัดท่าคนกึ่งศพคนนี้ให้ขึ้นขี่หลังของเขา แต่พูดตามตรงมันก็ยังทุลักทุเลเอาการเพราะอีกฝ่ายไม่มีสติมาพยุงร่างตัวเอง

อากาศยังร้อนจนเหงื่อไหล ทางข้างหน้าก็อีกยาวไกล ขณะนี้แม้แต่การถอนหายใจระบายอารมณ์ยังทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าได้

ชายหนุ่มเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้เขาคงไปตามนัดไม่ทันแล้ว เพราะฉะนั้นเขาคงต้องเลื่อนมันออกไปก่อน ส่วนคนที่กำลังหลับบนหลัง เขาจะแบ่งปันน้ำใจและมิตรไมตรีให้สักหน่อยก็ได้ อย่างน้อยตอนนี้รอยช้ำที่เพิ่มขึ้นมาบนร่างนั้นก็เป็นหลักฐานอย่างดีถึงความรับผิดชอบของเขา ฝูเปลี่ยนจุดหมายปลายทางของตนในตอนนั้นเอง



จากถนนเส้นนั้นแล้วเดินขึ้นเนินอีกเล็กน้อย ก็จะถึงบ้านของฝู

พื้นที่รอบบ้านของเขาเป็นสวน ตัวบ้านสีน้ำตาลมีขนาดกะทัดรัด ฝูใช้เท้าเปิดประตูที่ไม่ได้ลงกลอนเอาไว้แล้วเดินไปด้านใน ระมัดระวังไม่ให้ศีรษะของอีกคนชนเข้ากับกรอบประตู

เขาเดินไปยังห้องนอนแล้ววางคนบนหลังลงบนเตียง พอภาระบนหลังหลุดออกไปได้ถึงถอนหายใจเฮือกใหญ่เงียบ ๆ คนเดียว เขายืนนิ่งปรับลมหายใจที่กำลังหอบถี่เพราะความเหนื่อยล้าให้เข้าที่ พลางมองใบหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนหลับพริ้มไม่รู้เรื่องราว คิดกับตัวเองว่าหลังจากนี้จะเอาอย่างไรต่อ

คิดไปคิดมา ฝูก็ตัดสินใจว่าตนจะทำหน้าที่ดูแลคนป่วยแทนการชดใช้ความผิดให้จบ ๆ ไป

ดังนั้นเขาจึงจัดท่านอนอีกฝ่ายให้เข้าที่ จัดการถอดชุดที่เข้าขั้นโสโครกพวกนั้นโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี มันเปรอะเปื้อนด้วยคราบดิน คราบเลือด และคราบปริศนาอื่น ๆ นับไม่ถ้วน ทั้งขาดตรงนั้น มีรูตรงนี้ อย่างที่อยากจะควานหาเศษเสี้ยวของความสะอาดก็ยังหาไม่เจอ

เขาเหลือกางเกงขาสั้นชั้นในเอาไว้ตัวหนึ่งกันอุจาด เผื่อว่าคนในการดูแลจะไม่ชอบให้ใครมายุ่งเรื่องส่วนตัว แล้วเขาก็ไม่ได้มีจิตใจสาธารณะขนาดคิดอยากดูแลให้ทุกซอกทุกมุมขนาดนั้น

เสื้อผ้าว่าทนมองได้ยากแล้ว เนื้อตัวกลับอาการหนักยิ่งกว่า

บนผิวหนังของคนบนเตียงเต็มไปด้วยรอยช้ำเป็นจ้ำหลากสี บาดแผลบางส่วนก็ยังไม่สมานดีจนเห็นสีของเลือดที่แห้งกรังโดยรอบอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีรอยถลอกกับรอยเหมือนถูกบาดด้วยของมีคมกระจายอยู่ทั่ว เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไม่น้อยไปกว่าเสื้อผ้าก่อนหน้านี้ สภาพอย่างนี้เด็กสามขวบกวาดตาดูก็คงรู้ว่าท่าทางจะไม่ได้อาบน้ำมาสักพักใหญ่ ๆ แผลทั้งหลายก็คงไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มาตอนนี้ไม่รู้ว่ากลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เขาต้องดมมาตลอดทางมันโชยมาจากเสื้อผ้าหรือตัวคนมากกว่ากัน

...คิดดูแล้วจับเข้าห้องน้ำเลยดีกว่า

จากตอนแรกที่คิดจะเช็ดตัวให้ พอมาเห็นสภาพความเป็นจริงเห็นทีคงเป็นเขาเองที่จะทนมองไม่ไหว ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วเอาให้สะอาดกันไปเลยแล้วกัน

เขาลากอีกฝ่ายเข้าห้องน้ำ จับเปลื้องผ้าชิ้นสุดท้ายแล้วยกคนลงไปนอนในอ่าง ส่วนตัวเขานั่งอยู่ด้านนอก ผมเหนียวหนืดที่ยาวถึงบ่าช่างชวนให้เขาหาอะไรมาโกนมันออกมากกว่าจะพยายามช่วยสระให้สะอาด แต่พอทำ ๆ ไปกลับพบว่าการสระผมให้คนอื่นมันเพลินมืออยู่เหมือนกัน หลังสระผมเสร็จเขาจึงไล่มือมายังใบหน้า

ดวงหน้าคมคายดูดีแม้ถูกแต่งแต้มด้วยบาดแผล โครงหน้าคมได้รูป จมูกเป็นสัน ท่าทางปรกติคงเป็นหนุ่มหล่อเหลาเอาการ ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงมาตกอยู่ในสภาพสะบักสะบอมอย่างนี้

หลังจัดการจนสะอาด ฝูก็จับคนที่ยังไม่คิดจะลืมตามาดูโลกภายนอกแม้โดนลากไปลากมาจนทั่วบ้านทำแผลแล้วแต่งตัว โชคดีที่อีกฝ่ายตัวใหญ่กว่าเพียงเล็กน้อยจึงพอจับใส่ชุดของเขาได้ ส่วนเรื่องแผลเขาเพียงรักษาเบื้องต้นเท่าที่พอจะทำให้ได้ ทายาบ้างพันแผลบ้าง หวังแต่ว่ามันจะพอช่วยได้ไม่มากก็น้อย

ตบท้ายด้วยการแบกกลับไปขึ้นเตียงที่เปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่แล้ว เพราะผืนก่อนหน้าเลอะสิ่งสกปรกจากตัวอีกฝ่ายจนไม่อาจทนใช้ต่อ

ทำขนาดนี้แล้ว คนที่นอนอยู่ก็ยังคงนอนเช่นเดิมอย่างไม่คิดจะตื่นลืมตา แต่พอตรวจลมหายใจดูก็พบว่ายังไม่ตาย

เย็นวันนั้น นอกจากจะไม่ได้กินข้าวฝีมือบุหลันและคุณแม่จนต้องทำอาหารเองแล้ว ฝูยังนั่งเคี้ยวข้าวฝีมือตัวเองไปพลาง จ้องหน้าชายแปลกหน้าบนเตียงตัวเองจากบนพื้นในท่าขัดสมาธิไปพลาง

ไม่ล่ะ ไม่เอาดีกว่า ทำไมเขาต้องเสียสละเตียงตัวเองให้คนแปลกหน้ากระทั่งตอนนอนด้วย

ว่าแล้วคืนนั้นก็จัดการปูเสื่อไว้ข้างเตียง ยกแขกลงจากเตียงให้นอนบนเสื่อที่ปูผ้าทับไปอีกชั้นหนึ่ง ส่วนตัวเองก็นอนบนเตียงดังปรกติ แต่อย่างน้อยเขาก็ใจดีพอจะสละหมอนใบหนึ่งให้คนข้างล่าง

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 4


ตอนที่เขาตื่นขึ้นมา อีกฝ่ายยังคงหลับตาอยู่เช่นเดิม

เช้าแล้วนา ยังไม่คิดตื่นอีก

ชายหนุ่มเริ่มกังวลใจเล็กน้อย กลัวว่าการดูแลคนเจ็บคนนี้จะเป็นงานใหญ่กว่าที่ตนคิดเอาไว้ ถ้าขืนยังไม่ตื่นไปเรื่อย ๆ เขาเองก็คงไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไรเช่นกัน

หลังทำอาหารเช้าให้ตัวเองเสร็จ ฝูก็กลับมานั่งข้างเตียงใช้ปากเคี้ยวข้าวและใช้ตามองคนบนเตียงอีกครั้ง พลางคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี หรือเขาควรเอาไปส่งโรงหมอ แต่มันก็อยู่ตั้งไกล

พอเข้าช่วงสายอากาศเริ่มร้อน เม็ดเหงื่อก็เริ่มผุดขึ้นบนดวงหน้าดูดีนั้น

ฝูที่เข้ามาดูอาการว่าเป็นหรือตายเป็นรอบที่สามของวันมองเส้นผมรุงรังที่กำลังปรกหน้าปรกตาอีกฝ่ายแล้วพาลรู้สึกร้อนแทน ครั้งสุดท้ายที่ผมของเขายาวเท่านั้นคงไม่ต่ำกว่าสิบปีก่อน เขาไม่ค่อยชอบไว้ผมยาวนัก

"เกะกะจะตายชัก" คนบ่นส่ายหัวให้ตัวเอง ก่อนเกิดความคิดบรรเจิดขึ้น

จะว่าไปไหน ๆ ถ้ามองแล้วขัดหูขัดตา เขาก็ตัดให้เสียเลยดีไหมนะ หลับเป็นตายขนาดนี้จะไปรู้เรื่องอะไร

ฝูใช้เวลาพิจารณาไม่นานก่อนเดินไปหยิบกรรไกรในลิ้นชัก

เขานั่งลงบนเตียงใกล้ศีรษะอีกฝ่าย ใช้มือหยิบเส้นผมสีดำเหล่านั้นขึ้นมากำหนึ่ง กะคร่าว ๆ ว่าจะให้เหลือสั้นสักเท่าไหร่ พอได้ความยาวที่พอใจแล้วก็ยกกรรไกรขึ้น ไม่แม้แต่จะสนใจว่าท่าทางที่เป็นอยู่ไม่เหมาะแก่การตัดผมให้คนอื่นแค่ไหน

ยังไม่ทันลงมือ

ดวงตาคู่นั้นกลับเปิดขึ้นเสียก่อน

ดวงตาสีดำ คล้ายกับตาคู่นั้นของบุหลัน แต่กลับให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง ภายในแววตาตรงหน้า เขามองไม่เห็นประกายเช่นดวงดาราที่เธอคนนั้นมี มันทื่อกว่านั้น อาจบางทียังคล้ายลูกปัดสีดำด้านสองเม็ดมากกว่าลูกนัยน์ตา

เพียงเสี้ยววินาทีหลังจากนั้น แววตาว่างเปล่ากลับแข็งกร้าวขึ้น ฝูรู้ว่าความรู้สึกที่สื่อออกมาผ่านการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของกล้ามเนื้อบนใบหน้าเหล่านั้นคืออะไร ถึงแม้เขามั่นใจว่าไม่เคยพบคนตรงหน้ามาก่อนแต่อย่างใดก็ตาม

มันเอ่อล้นไปด้วยความเกลียดชัง มากพอให้อาจสามารถกลั่นออกจากหางตา

"ตื่นแล้…"

ชายหนุ่มยังเอ่ยไม่จบคำ คนที่นอนอยู่ก็ใช้มือข้างหนึ่งคว้าเข้าที่กรรไกรเบื้องหน้าสายตาแล้วกระชากมันออกจากมือของฝูอย่างแรง จากนั้นก็ยันตัวขึ้น ออกแรงผลักฝูที่นั่งอยู่ขอบเตียงจนหงายหลังกระแทกพื้น ผู้ลงมือรีบกระโจนตามลงไป ใช้ตัวคร่อมคนที่ยังงุนงงกับรายการเจ็บตัวกะทันหัน แล้วเอาด้านคมของกรรไกรจ่อเข้าที่ลำคอด้านล่าง

ผิวโลหะสัมผัสกับผิวหนัง ร่างที่เมื่อครู่ยังนอนเป็นคนตายบนเตียงตอนนี้กลับมีเรี่ยวแรงพอเอากรรไกรมาทิ่มคอคนอื่น บางทีเขาอาจควรดีใจที่อีกฝ่ายไม่คิดนอนกินบ้านกินเมืองไปนานกว่านี้

“...คิดจะทำอะไร” ฝูเอ่ยเยียบเย็น จ้องตรงยังดวงตาที่คล้ายไม่สะท้อนภาพของเขา มือที่ยังกำกรรไกรข้างนั้นสั่นน้อย ๆ

ทั้งที่ตนเป็นฝ่ายที่กำลังถืออาวุธ บนดวงหน้านั้นกลับแสดงความตึงเครียด ผิดกับฝูที่ยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่ง

ไม่นานหลังจากนั้น ริมฝีปากแห้งผากของผู้คุกคามก็เปิดออก เค้นเอ่ยถ้อยคำ “...ทำไ...”

ไม่รอให้จบแม้แต่คำหนึ่ง ฝูใช้โอกาสนั้นรีบเอามือข้างหนึ่งจับเข้าที่กรรไกร กระชากมันออกจากมือของอีกคนแล้วขว้างไปทางอื่น คมของกรรไกรเฉียดผ่านผิวคอของฝูในจังหวะนั้นจนรู้สึกได้ถึงความแสบร้อนที่หลงเหลือบนผิวหนัง จากนั้นเขาก็ผลักอีกฝ่ายไปข้าง ๆ อย่างแรงแล้วลุกขึ้นยืนถอยออกห่าง

เป็นที่ชัดเจนว่าคนแปลกหน้าไม่มีแม้แต่สติพอที่จะสังเกตว่ามือและเท้าของคนข้างล่างเป็นอิสระพร้อมโต้กลับทุกเมื่อด้วยซ้ำ จะอย่างไรก็ตาม ตอนนี้คนผมดำปรกหน้าปรกตาก็กำลังยันตัวเองให้ลุกจากพื้นอย่างทุลักทุเล ยืดตัวได้แค่ครึ่งทางก็ทำท่าจะเซไปฝั่งหนึ่งหวิดเอาหัวกระแทกขอบเตียงที่รออยู่ด้านล่าง

"ฝู ! อยู่บ้านหรือเปล่า" เสียงดังมาจากประตูบ้าน แต่ตอนนี้เขายังไม่มีเวลามาตอบอะไรใครทั้งนั้น

"เฮ้ย ๆ" ฝูรีบเข้าไปผลักคนโงนเงนให้ล้มไปอีกทาง หัวที่รอดจากความโหดร้ายของขอบเตียงเอนไปอีกฝั่ง ฝูแอบลอบถอนหายใจกับตัวเอง

เสี้ยววินาทีหลังจากนั้น ร่างหนัก ๆ ร่วงลงด้วยอำนาจแรงโน้มถ่วงตามองศาที่ถูกผลัก ก่อนที่ศีรษะจะกระแทกเข้ากับขาโต๊ะตรงข้ามเตียงอย่างจัง

ตึง ! ร่างนั้นหล่นลงพื้น นอนคว่ำหน้าแน่นิ่ง

"ฝู ! อยู่ใช่ไหม ! แล้วเมื่อกี้เสียงอะไร" แขกคนเดิมน่าจะเข้ามาในบ้านแล้ว ประตูหน้าบ้านของเขาไม่ค่อยใส่กลอนเอาไว้ อีกฝ่ายก็คงเดินเข้ามาง่าย ๆ เพียงแต่ยังมาไม่ถึงห้องนอนเลยไม่ทันเห็นว่าเขากำลังอยู่ในสภาพอย่างไร

"ไม่มีอะไร ๆ" ชายหนุ่มยังคงตอบกลับไปอย่างนั้น ทั้งที่ในใจรู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่เข้าท่าสักเท่าไร บุหลัน...เฮ้อ ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว สนใจมาช่วยเขาแบกศพไปทิ้งไหม

"ฝูไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหม เมื่อกี้หกล้มหรือเปล่า" เสียงที่สามเอ่ยอย่างห่วงใย นั่นเป็นเสียงของสัง ท่าทางสองคนนั้นคงมาหาเขาด้วยกัน

"ฉันไม่เป็นไร" แต่ไอ้คนที่นอนอยู่นี่น่ะไม่แน่

เขาพิจารณาสภาพผู้เคราะห์ร้าย พอพลิกตัวมาดูว่าอาการเป็นอย่างไรก็เห็นเลือดแดงเป็นสายไหลอาบฝั่งหนึ่งของใบหน้า

"เอาอย่างนี้เลยเรอะ" คนลงมือผลักพึมพำกับตัวเอง

ทันใดนั้นเอง ดวงตาสองข้างของคนเลือดอาบก็เบิกโพลง !

"...!!" เขาตกใจจนสะดุ้งแต่ยั้งตัวเองไม่ให้ลงมือทำร้ายคนตรงหน้าไปมากกว่านี้ไว้ทัน

ทำไมชอบเล่นอะไรอย่างนี้นักนะ ! จะตื่นก็ตื่นดี ๆ ไม่ได้หรือ ไม่ทำให้คนอื่นตกใจแล้วจะตื่นไม่ขึ้นหรือยังไง

"นี่ สังเอาจักรยานมาคืนแล้วนะ" เสียงน่ารักเอ่ยบอกพร้อมกับฝีเท้าที่เข้ามาใกล้ "วางไว้ที่เดิมนะ"

"ขอบคุณ ๆ" เขาตอบไปเท่านั้น ตายังจ้องมนุษย์ตายยากที่ตอนนี้กะพริบตาปริบ ๆ หลายที คนคนนั้นขมวดคิ้วด้วยความสับสนก่อนค่อย ๆ ยกมือปาดเลือดบนใบหน้าตนเองบริเวณตา ยกมันขึ้นมองอย่างสงสัย

"ฝูทำอะไรอยู่" คนด้านนอกห้องไถ่ถาม เสียงนั้นเข้ามาใกล้จนเกินไปแล้ว คิดว่าอีกไม่กี่ก้าวก็คงเห็นว่าสภาพในห้องนอนกำลังเป็นอย่างไร เขาเอ่ยทันควัน "เดี๋ยว ! หยุดก่อน ! อย่าเพิ่งเข้ามา !"

ไม่ใช่เขาห่วงว่าตนเองจะถูกมองแปลก ๆ ที่มีคนเลือดอาบหน้ามาอยู่ในห้องนอนแต่อย่างใด แต่เขากลัวคนแปลกหน้าที่อาละวาดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยคนนี้จะลุกขึ้นมาทำร้ายคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องอะไรมากกว่า

ดวงตาสีนิลคู่นั้นกวาดมองรอบห้องด้วยท่าทางไม่เข้าใจ ก่อนหยุดสายตาลงยังใบหน้าของฝู คิ้วเหนือดวงตาเหล่านั้นขมวดขึ้นอย่างคล้ายจะเอ่ยถาม ฝูไม่ได้กล่าวคำใดออกไปเพราะยังดูท่าทีว่าอีกฝ่ายจะคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีกหนหรือไม่

"...ที่ไหน ?" คนคนนั้นเปล่งเสียงแหบแห้ง มองไปรอบ ๆ อีกครั้ง เลือดสีแดงจากใบหน้าหยดแหมะลงบนเสื้อ คนเจ็บใช้มือปาดเลือดบนหน้าอย่างสับสน

คงไม่เป็นอะไรแล้วมั้ง ฝูที่คิดอย่างนั้นจึงบอก "ที่นี่บ้านฉัน ส่วนเรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยคุยแล้วกัน ตอนนี้ล้างเลือดออกจากหน้าก่อนไหม"

สีหน้าอีกคนไม่ได้สับสนน้อยลงกว่าเดิม แต่ก็ยังพยักหน้าให้งง ๆ ฝูชี้ไปทิศหนึ่ง "ออกไปทางนี้เดี๋ยวก็เจอ"

“หือ”

“ห้องน้ำไง”

“อ้อ...” หลังพยักหน้าให้อีกทีคนเจ็บก็เดินโขยกเขยกออกจากห้อง ฝูเดินตามออกไปเผื่อระหว่างทางไปห้องน้ำเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้น นอกห้องมีบุหลันกับสัง พวกเธอชะงักทันทีที่เห็นว่าคนที่ออกมาจากห้องไม่ใช่คนที่ตนรู้จัก รอจนฝ่ายนั้นเดินผ่านหน้าไปเรียบร้อยบุหลันที่ขมวดคิ้วน้อย ๆ ก็มองหน้าฝูอย่างตั้งคำถาม

"มายังไงเนี่ย" ฝูทักเรื่องอื่น รู้ว่าบุหลันคงไม่มากับสังด้วยจักรยานคันเดียวแล้วเดินตอนขากลับแน่ ๆ

"ขี่จักรยานมา" เธอว่า

"อ้อ กลับมาแล้วหรือ" เขาพูดถึงคนที่เอาจักรยานบ้านบุหลันไปใช้ในช่วงที่ผ่านมา จะว่าไปถ้าเอากลับมาเร็วกว่านี้อีกสักหน่อยเขาก็คงไม่โดนกลั่นแกล้งอย่างเมื่อวานแล้ว

"อือ เมื่อเช้า" ตอบเสร็จก็มองตาของคู่สนทนา ไม่ถึงกับคาดคั้นแต่ก็ไม่คิดลดละ แล้วเอ่ย "ว่ามา"

เขาเกาหัวแกรก คร้านที่จะอธิบาย “...เรื่องมันยาวนิดหน่อย”



หญิงสาวจ้องมองชายแปลกหน้า ชายแปลกหน้าก็มองกลับยังเธอ

ฝูเล่าเรื่องจบแล้วอย่างรวบรัด ไม่ตัดแม้แต่ตอนที่ตนเตะคนเจ็บจนตัวพลิกออก แต่ตอนนี้คนในห้องกลับไม่มีใครสนใจเขาสักคน สองคนกำลังนั่งจ้องตากันบนพื้น ส่วนสังก็นั่งสังเกตการณ์เงียบ ๆ อยู่ข้างเขาที่ถอยห่างออกมา

"ชื่ออะไร" บุหลันเอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงแววอ่อนโยนแต่ใบหน้านั้นไม่แสดงอารมณ์มากนัก

"อาทิตย์" ชายคนนั้นตอบ เสียงที่เอ่ยยังแปร่งอยู่บ้าง คล้ายต้องใช้ความพยายามถึงจะเปล่งเสียงออกมาได้ กระนั้นก็ยังหนักแน่นในน้ำคำที่เอ่ย

“ไม่ได้มาจากแถวนี้ใช่ไหม แล้วมาจากที่ไหน” บุหลันยังคงถามด้วยกิริยาที่ผ่อนคลายมากกว่าบีบคั้น เธอเป็นคนออกปากขอคุยกับคนแปลกหน้าคนนี้หลังถามฝูแล้วไม่ได้ความใดว่าคนคนนี้เป็นใคร มาจากที่ไหน และมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ฝ่ายนั้นที่ล้างหน้าล้างตาจนเรียบร้อยแล้วและท่าทางจะมีสติเต็มที่ในที่สุดก็ให้ความร่วมมือนั่งลงตามคำบอกของบุหลันเป็นอย่างดี

อาทิตย์ไม่ตอบ เขาไม่ได้หลบตาบุหลันและยังคงมองเธออย่างจริงจัง แต่ไม่ว่ารอนานแค่ไหนคำตอบก็ไม่หลุดออกมาจากปากนั้น

“ไม่อยากบอกหรือ” ผ่านไปครู่ใหญ่เธอถึงเอ่ยถาม

“อืม”

“ถ้าอย่างนั้นคุณมาทำอะไรที่นี่”

“...เปล่า” คนพูดเงียบไปนานถึงเอ่ยต่อ “ไม่ได้มาทำอะไร”

“ไม่ได้มาหาใคร ? หรือมีธุระ...?”

“อืม”

จากคำบอกเล่าของฝู บุหลันเข้าใจว่าคนที่เธอกำลังพูดด้วยมีของมีค่าติดตัวไม่พอค่าอาหารมื้อหนึ่งด้วยซ้ำ ทั้งตัวเขาแทบไม่มีอะไรเลยนอกเหนือจากเสื้อผ้าสกปรกชุดหนึ่ง อย่างน้อยถึงสภาพจะไม่ให้แต่ถ้าฝ่ายนั้นมายังเมืองนี้เพื่อทำงานหรือมีจุดมุ่งหมายอื่นใด ๆ เธอก็คงยังพอทำความเข้าใจได้

บุหลันมองฝูแวบหนึ่งแล้วจึงหันกลับไปถาม “ขอโทษที่ละลาบละล้วงนะ แต่หลังจากนี้คุณมีแผนอะไรหรือเปล่า อย่างที่ ๆ จะไป หรือมีเรื่องอะไรต้องไปทำ”

ตอนนั้นเองที่อาทิตย์เหยียดยิ้มที่มุมปาก เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย หยุดค้างอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ก่อนเอ่ย “...ไม่มี ยังไม่มี”

“คุณอาศัยที่ไหน”

“ผมไม่มีที่อยู่”

“คนรู้จัก ?”

เขาส่ายศีรษะ

“แผลพวกนั้น...” บุหลันลังเล “คุณรู้สึกแย่ตรงไหนมากหรือเปล่า อยากไปให้หมอดูหน่อยไหม”

“ไม่เป็นไร” เขาก้มหัวเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ “ขอบคุณมาก”

“เปล่า ฉันไม่ได้ทำอะไร คนนั้นเป็นคนทำ” เธอชี้ไปที่ฝู

อาทิตย์หันมาตามนิ้ว ยิ้มให้ฝูน้อย ๆ ก่อนเอ่ยขอบคุณ

ฝูบอกว่าไม่เป็นไร ในสมองพาลปรากฏภาพรอยช้ำสดใหม่บนท้องของอีกฝ่ายกับเลือดที่ไหลอาบครึ่งหน้า

บุหลันไม่คิดถามสิ่งใดอีกแล้ว จึงส่งไม้ต่อให้เจ้าของเรื่องหัวเทา เพียงมองตาของเธอที่สบเข้ากับตาของเขาฝูก็เข้าใจ บุหลันถามเขาว่าคิดทำอย่างไรต่อ คนแปลกหน้าคนนี้ไม่มีท่าทีคิดอยากขออยู่ที่นี่ต่อ ขณะเดียวกันก็ไม่แสดงอาการว่าต้องการจากไป ไม่เอ่ยสิ่งใดหากไม่มีใครเอ่ยถาม ไม่มีท่าทีมุ่งร้าย ขณะเดียวกันก็ไม่ได้แสดงความเป็นมิตร เขาคล้ายไม่มีความต้องการหรือความคิดเห็นใด ๆ ในขณะนี้ ดวงตาราวลูกปัดสีดำสองข้างนั้นแห้งแล้งแทบปราศจากชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง ข้อมูลน้อยนิดที่ได้ก็ไม่ช่วยให้คนที่เหลือเข้าใจที่มาที่ไปมากนัก

แขกที่ไม่เชิงว่าได้รับเชิญมีสติและพูดกันรู้เรื่องขนาดนี้แล้ว แต่จะยังไงคนแปลกหน้าก็คือคนแปลกหน้า บุหลันจำไม่ได้ว่าฝูชอบช่วยเหลือผู้อื่นมากขนาดนั้น

“จะอยู่ที่นี่สักพักก็ได้นะ”

ทั้งอย่างนั้น เจ้าตัวกลับเอ่ยถ้อยคำดังกล่าวออกมา

เธอสับสน แต่มันคงอยู่ไม่นาน เพราะคนพูดอธิบายต่อไป “จนกว่าแผลที่ท้องกับหัวที่ฉันทำไว้จะหายดี อยู่ที่นี่ไปก่อนก็ได้ ฉันตัดสินใจไว้ตั้งแต่ตอนพามาแล้วว่าจะช่วยจนกว่าแผลที่ท้องนั่นจะดีขึ้น คิดไม่ถึงว่าดันมามีแผลเพิ่มซะงั้น แต่จะอยู่หรือไม่ก็ตามใจแล้วกัน”

เมื่อฝูพูดแล้ว มันก็เป็นไปตามนั้น คนฟังเพียงคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า ไม่ได้เอ่ยคำใด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-05-2020 01:02:43 โดย บะบะสะ »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
 :pig4:
รออ่านต่อค่ะ
 :3123:

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 5


กลิ่นของดอกไม้ขาวอบอวลในอากาศ กลิ่นหอมที่มาพร้อมสัมผัสอ่อนนุ่มจากผิวหนังเย็นเยียบ กลิ่นฉุนแหลมคมเสียดแทงเข้าสู่ปอด กู่ร้องต้องการเป็นอิสระจากพันธนาการที่กักเก็บ พวกมันจึงกรีดอวัยวะชุ่มชื้นนั้น บรรจงอย่างยิ่งและประณีตอย่างยิ่ง กระทั่งผนังบางเผยอออกทีละน้อยจากภายใน พวกมันแทรกตัวออกมาผ่านรอยแยก ระเหยและจางหายไป หลงเหลือไว้เพียงแผลเปิดเหวอะหวะบนทรวงอกเปล่าเปลือย

หยาดโลหิตหลั่งรินลง ครั้งกระทบพื้นพลันส่งเสียงสะท้อนใสกระจ่างดังกระดิ่งเงิน เฉกเช่นเสียงหัวเราะของหญิงสาว โลหิตทะลักออกมาจากปากแผลไม่หยุด สีชาดกลืนกินทุกสิ่งเบื้องหน้าสายตาราวคลื่นทะเลสาดปะทะร่าง มันส่ายไหว พุ่งเข้าหาและอาบย้อมทุกอย่างให้กลายเป็นสีดำ ตัวเขากำลังจมลงไปในแอ่งน้ำสะท้อนภาพฟ้าราตรีไร้ดาว เขายื่นแขนไขว่คว้า ทว่ารอบข้างมืดมิดกระทั่งไม่อาจมองเห็นว่าตนได้ยื่นแขนที่ว่าออกไปจริงหรือไม่

ก่อนที่ศีรษะจะจมลงไปในแอ่งอนธการเช่นกัน เปลวเพลิงสีขาวก็วูบไหวที่หางตา เขาไม่ทราบว่ามันอยู่ที่ใด ไกลออกไปหรือไม่ ในโลกดังหมึกสีดำระยะทางเป็นได้เพียงเรื่องชวนหัวเท่านั้น

บ่อไร้ก้นเหนี่ยวรั้งร่างจนจมลึกลง ดวงตาท่วมทะลักด้วยของเหลวเย็นข้น บดบังภาพเบื้องหน้ากระทั่งแสงนั้นดับหายไป หลงเหลือเพียงความมืดมัวแสนดื้อดึงที่ไม่ยินยอมผละจาก ศีรษะของเขาจมลงไปในแอ่งจนมิดในที่สุด ที่แห่งนั้นจึงไม่เหลือสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากแอ่งน้ำขุ่นข้น



อุณหภูมิร้อนอบอ้าวจนเหงื่อออกปลุกชายหนุ่มให้ตื่นจากฝัน

หนัก…

หัวหนัก ตัวหนัก แม้แต่เปลือกตาก็ยังหนัก ร่างกายบ้าอะไรทำไมถึงได้หนักไปหมดทุกส่วนขนาดนี้ แถมยัง...ร้อนชะมัด

อาทิตย์ยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางทุลักทุเลเพราะความระบมเป็นเหตุ เหงื่อที่ซึมผ่านผิวหนังพาให้ร่างกายเหนอะหนะไม่น้อย เขายกมือลูบหน้าเรียกสติ เรียบเรียงความคิดให้เข้าที่ ก่อนกวาดตามองสิ่งรอบข้าง เขาอยู่ในห้องนอนไม่คุ้นตา ด้านล่างตัวคือเตียงที่มีเพียงหมอนใบเดียวซึ่งเพิ่งรับน้ำหนักศีรษะของเขามาหมาด ๆ

…เมื่อคืนเขานอนบนเตียงด้วยหรือ?

คนคิดเกาหัวแกรก...เอาเถอะ

เขานั่งใจลอยต่ออีกพักหนึ่งพลางคิดว่าควรทำอะไรต่อ จึงลองทบทวนความทรงจำว่าเมื่อวานเจ้าของบ้านที่เวลานี้ไม่เห็นแม้แต่เงาบอกอะไรกับตนเอาไว้บ้าง แต่กลับคิดออกเพียงประโยคหนึ่งกับเสียงที่ฟังดูนุ่มได้อย่างประหลาดแม้คนพูดจะมีท่าทางขอไปที

‘อย่าทำบ้านสกปรกละ’

อีกฝ่ายสั่งเสียไว้แค่นั้น หรืออย่างน้อยก็เท่าที่เขาจับใจความได้ เมื่อคืนยังไม่ทันได้ถามอะไร เจ้าของบ้านก็ชิงล้มตัวลงนอนไม่เปิดโอกาสให้ผู้อาศัยที่วางตัวไม่ถูกไถ่ถามอะไรสักคำ ทิ้งไว้แต่เสื่อ ผ้าปูและหมอนบนพื้นให้จัดการที่ซุกหัวนอนเอาเอง พอเขาหันไปมองอีกที ฝ่ายนั้นก็ดูท่าจะหลับสนิทไปแล้วจริง ๆ ตนจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไม่เข้าไปก่อกวนคนนิทรา

ชายหนุ่มพบว่าตอนนี้ในบ้านไม่มีใครนอกจากเขาคนเดียว บนโต๊ะกินข้าวมีกระดาษที่เขียนไว้ว่า ‘ถ้าหิวจะกินอะไรก็กินไปเลย’

เขาทำตามคำแนะนำบนกระดาษ ในครัวที่ได้รับการเก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อยไม่ได้มีของกินมากมายนัก เขาหยิบเอาขนมปังกับผลไม้มากินเป็นอาหารเช้าแบบง่าย ๆ ห้องที่มีเพียงตนเงียบสงบจนน่าแปลกใจ กลิ่นที่ไม่รู้จักลอยอบอวลแผ่วจางในอากาศ กลิ่นเย็นชุ่มชื่นไม่รู้ที่มาคลอเคลียกับกลิ่นหวานละมุนของดอกไม้ คนธ์นั้นล่อลวงให้ใฝ่หาแต่กลับผินจากไปอย่างเงียบงัน ครั้งซึมผ่านสู่สมองกลับลูบไล้ดวงใจหนักอึ้งด้วยสัมผัสอ่อนโยนดังลมเย็นพัดผ่าน ก้อนสมองพลันว่างเปล่าอย่างที่ไม่เป็นมานาน นานจนก่อนหน้านี้เจ้าตัวเกือบลืมว่าความสงบเป็นอย่างไรแล้วด้วยซ้ำ

มือที่เต็มไปด้วยบาดแผลยกผลไม้กลมในมือขึ้นกัดคำใหญ่ รสเปรี้ยวอมหวานแผ่กระจายทั่วลิ้น เขาเคี้ยวมันจนหมด มองผลส่วนที่เหลือในมือ หลับตาลงเชื่องช้าก่อนที่คิ้วจะขมวดเข้าหากันน้อย ๆ จากนั้นถึงถอนหายใจ



“ฉันจะแต่งงานแล้วนะ”

กิรีบอกขณะที่กำลังยกมือรวบผมยาวของตนผูกขึ้นเป็นหางม้า เสร็จแล้วก็เดินไปหยิบถ้วยชามาวางบนโต๊ะกลมขนาดเล็กหน้าฝูที่กำลังนั่งมองเจ้าบ้านเดินไปเดินมาโดยไม่เข้าไปยุ่ง เธอรินของเหลวสีเข้มร้อนกรุ่นจากกาลงถ้วยกระเบื้อง เล่ากลั้วหัวเราะต่อไปขณะที่หันมารินชาให้ตัวเองแล้วลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามแขกด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง “กับคช แต่ก็นะมันจะเป็นใครไปได้อีก”

ฝูเลิกคิ้วน้อย ๆ “เมื่อไหร่”

“อีกสองสัปดาห์”

“อ้อ…” ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ ความแปลกใจวาบผ่านในแววตาเพียงชั่วครู่ก่อนจางหายไปอย่างรวดเร็ว เขายกชาขึ้นจิบ นิ่งไปคล้ายครุ่นคิดแล้วมองคนที่ตนเพิ่งเบี้ยวนัดไปเมื่อวาน วันนี้เขามาหาอีกฝ่ายแต่เช้าตรู่ทั้งยังหอบขนมจากบ้านมาแทนคำขอโทษ เธอที่ต้องออกมาเปิดประตูรับแขกไม่ได้รับเชิญยามเช้ารับคำขอโทษแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ถามเขาว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นถึงหายหน้าไปเฉย ๆ พอตอบว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันนิดหน่อยแต่ไม่เป็นไรแล้ว เธอก็แค่ยิ้มสดใสแล้วบอกว่าดีแล้ว ๆ

ฝ่ายนั้นมองเขาอยู่ก่อนแล้ว กิรีอมยิ้มไม่พูดอะไร เอาแต่จ้องหน้าเขาพร้อมรอยขำขันที่ประดับอยู่บนแก้ม จนในที่สุดก็เป็นฝูที่เปิดปากถาม “ยิ้มอะไร”

“คุณจะไม่ยิ้มกว้างให้ฉัน ตบไหล่แล้วบอกว่า ‘ยินดีด้วย’เหรอ”

ฝูยิ้มให้คำนั้น “ยินดี? ยินดีเรื่องอะไร”

“ต้องถามด้วย?”

“อือ บอกมาสิ” อีกคนย้อน “ดีใจด้วยที่หลังจากนี้จะประหยัดค่าชาลงได้ครึ่งหนึ่ง?”

“ฉันยินดีรินชาให้คุณอยู่แล้ว อีกพันถ้วยก็เถอะ คุณก็รู้” กิรีหัวเราะเบา ๆ เสียงที่กล่าวเบาลงทีละน้อย “เหมือนที่ฉันรู้ว่าเราอาจไม่ได้เจอกันอย่างนี้อีก”

“คุณมาบ้านผมแทนแล้วกัน“ กระเซ้าจบถึงส่ายศีรษะกับตัวเอง “มันติดที่คู่กรณีนี่แหละนะ”

“ฉันรู้ว่าคชเป็นคนอารมณ์ร้อน พอเลือดขึ้นหน้าแล้วใครก็ห้ามไม่อยู่” กิรีถอนหายใจ “แม้แต่ฉันเองก็ตาม คุณไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องโง่ ๆ หรือที่จะแต่งงานทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแบบนี้”

นั่นอาจไม่ใช่คำพูดที่ควรออกมาจากปากคนที่กำลังจะแต่งงานในอีกครึ่งเดือนให้หลัง แต่มันก็หลุดออกมาแล้ว เธอเอ่ยเรียบเรื่อยราวกับกำลังเล่าเรื่องของคนอื่น สีหน้าที่อมยิ้มน้อย ๆ เป็นนิจนั้นยังคงอ่อนหวานเช่นเคย ฝูฟังเธอเล่าเงียบ ๆ “คนมุทะลุที่เพียรเข้าหาฉันมาหลายต่อหลายปี คนที่สุดท้ายก็ขอแต่งงานกันแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วยท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆในสวนหลังบ้าน...และฉันก็ตอบตกลง แม่น่ะตื่นเต้นกับงานนี้กว่าฉันซะอีก ตอนที่อยู่ต่อหน้าแม่ฉันถึงพลอยตื่นเต้นไปด้วย แต่พออยู่คนเดียวแล้วแม้แต่จะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก”

เธอเว้นช่วงไปนาน เบือนสายตามองออกไปนอกหน้าต่างไม้ที่เปิดค้างไว้ แสงตะวันสะท้อนผิวกระเบื้องขาวของถ้วยชา ฉายอาบปลายนิ้วและมือที่ยังค้างอยู่บนขอบถ้วย ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของสตรีฉายภาพท้องนภาในวันฟ้าโปร่งสดใสแต่งแต้มด้วยปุยเมฆขาวเบื้องนอก เธอซ่อนเก็บทิวทัศน์ไว้ในดวงตาและดื่มเงาสะท้อนที่ฉายลงบนผิวน้ำชาร้อนกรุ่น บางทีคงเพราะดินแดนกลางเวหานั้นหนักอึ้งเกินกว่าที่วงแขนบอบบางจะสามารถโอบอุ้มไว้ในอ้อมอก

เธอหลุบตาลง “เขาก็รู้ว่าฉันเป็นคนยังไง เรื่องราวหวานหยดย้อยเหมือนน้ำผึ้งพระจันทร์น่ะ ฉันไม่เคยฝันถึงมันด้วยซ้ำ เรื่องไร้สาระที่ฉันคงไม่มีวันเข้าใจ แต่มีใครบ้างที่ไม่ต้องการแต่งแต้มสีสันแห่งความไร้สาระให้กับชีวิต ฉันบอกเขาอย่างนี้ไปแล้ว ว่าถึงรอนานแค่ไหนก็มีสิ่งที่ฉันให้ไม่ได้ เขาบอกฉันว่าไม่เป็นไร สิ่งที่ฉันไม่มีเขาจะมอบให้เอง” เธอหัวเราะหึ ๆ “คนโง่ ทำเป็นพูดดีไป คิดอธิบายความแตกต่างของสีให้กับคนตาบอด ถึงยังไงความรู้สึกก็ไม่ใช่กระจกเงา ไหนเลยจะว่าง่ายสะท้อนภาพที่คุณฉายให้มันดู รู้ทั้งรู้ฉันก็ยังตกลงรับคำขอของเขา ใจร้ายใช่ไหม แต่ฉันก็ตัดสินใจแล้ว สุดท้ายอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด”

ชายหนุ่มนั่งฟังอยู่อย่างนั้นโดยไม่ออกความเห็น กิรียกชาขึ้นจิบคำหนึ่ง ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อแต่กลับเปลี่ยนใจกลางคัน ฝูเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มกระเซ้า “คุณมีอะไรต้องกังวลรึไง ผมอยู่ที่นี่เพื่อฟังคุณอยู่แล้ว”

“ใช่สิ แล้วฉันก็ควรใช้โอกาสที่เหลืออยู่น้อยนิดให้คุ้มด้วย”

“ถ้าต้องการผมก็จะมาหานะ แล้วไว้ค่อยเรียกเก็บค่ายาแก้ฟกช้ำทีหลัง”

กิรีพยักหน้ารับคำ “เอาสิ เท่าไหร่ก็เรียกมา”

“โอ้ ใจป๋า”

เธอหัวเราะคิกคัก กระนั้นแววตากลับไม่เป็นประกายดังที่เคย ชายหนุ่มหัวเทามองคนตรงหน้าแล้วจู่ ๆ ก็โพล่งออกมา “ผมจะให้ของขวัญฉลองแต่งงานกับคุณแล้วกัน”

“หืม” ถ้อยคำกะทันหันพาให้คนฟังมีสีหน้าฉงน “อยู่ดี ๆ ก็พูดเรื่องของขวัญเนี่ยนะ อือ ยังไงก็ช่างเถอะ แล้วมันคืออะไร”

“คุณต้องชอบแน่ ๆ เอาไว้ถึงเวลาเดี๋ยวก็รู้เอง ขอเวลาผมไปเตรียมตัวก่อน ไม่นานหรอก”

หญิงสาวแสดงท่าทางสนใจใคร่รู้แต่ไม่คิดซักไซ้ต่อ เพียงเอ่ยติดจะกระตือรือร้น “เอาสิ แล้วฉันจะตั้งหน้าตั้งตารอ”

เขาหัวเราะหึ ๆ มีเลศนัยแล้วยักคิ้วให้ “รับรองไม่มีผิดหวัง”

“ท่ามาก”

ฝูรับคำวิจารณ์ยิ้ม ๆ ก่อนเปลี่ยนมาทำหน้าจริงจัง เขามองตาหญิงสาวตรงหน้า เสียงนุ่มทุ้มนั้นฟังรื่นหู “กิรี ผมอาจแสดงความยินดีให้งานแต่งงานของคุณไม่ได้ แต่ผมหวังจากใจจริงว่าคุณจะพอใจกับทางที่ตัวเองเลือก ผมหวังให้คุณมีรอยยิ้มในตอนสุดท้าย และถ้าหากคุณต้องการ ผมจะมาหาเสมอ”



ตอนที่ฝูกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาเย็นแล้ว

ดวงอาทิตย์เพิ่งลับขอบฟ้าไปไม่นาน ชายหนุ่มจอดจักรยานพิงกำแพงข้างบ้าน ขณะที่กำลังจะผลักเปิดประตูพร้อมหอบหิ้วข้าวของสองสามอย่างเดินเข้าบ้าน เขาก็สังเกตเห็นใยแมงมุมที่แผ่อาณาเขตอยู่เหนือศีรษะระหว่างผนังบ้านกับชายหลังคา เวลานี้เจ้าของรังไม่อยู่เฝ้าที่ มีเพียงผีเสื้อตัวน้อยติดกับดักใยเหนียวกำลังกระพือปีกหลากสีอย่างอ่อนแรง เขามองมันครู่หนึ่ง ตัดสินใจว่าไว้ค่อยมาทำความสะอาดวันอื่น หลังเข้าไปในตัวบ้าน เขาก็ต้องชะงักเท้าเล็กน้อยเพราะเงาตะคุ่ม ๆ แถวโต๊ะกินข้าว

ฝูเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟแล้วเดินเข้าไปดูต้นตอเงาใกล้ ๆ คนอยู่อาศัยชั่วคราวหลับฟุบอยู่กับโต๊ะไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวถึงการกลับมาของเจ้าของบ้าน หนังสือเล่มหนึ่งยังคาอยู่ใต้มือที่เจ้าตัวใช้หนุนแทนหมอน ผมยาวเช่นท้องฟ้าราตรีตกลงมาปรกหน้าปรกตา ฝูวางของในมือลงบนโต๊ะเบา ๆ ตัดสินใจไม่ปลุกอีกฝ่าย

เสียงทำครัวปลุกคนหลับให้ตื่นจากนิทรา อาทิตย์ยืดตัวขึ้นเชื่องช้าพร้อมหลังที่ปวดหนึบ พอมองไปข้างหน้าก็เห็นแผ่นหลังไม่คุ้นตาที่กำลังขยับตามจังหวะการหั่นอะไรสักอย่างบนเขียงไม้ แขนที่โดนหัวตัวเองทับจนกลายเป็นสีแดงปัดไปโดนถุงกระดาษบนโต๊ะจนเกิดเสียง ฝูหันมามองแวบเดียวก่อนหันกลับไปสนใจธุระในมือตัวเองต่อ

ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่กระทั่งฝูทักขึ้นทั้งที่ยังก้มหน้าก้มตาทำอาหาร “กินข้าวเย็นแล้วรึยัง”

ชายหนุ่มผมดำกะพริบตาปริบ ๆ ให้กับคำถามกะทันหันแม้ตัวคนเปิดบทสนทนาจะมองไม่เห็นเพราะไม่ได้หันมามอง แต่ความจริงคำตอบของคนที่หลับลืมโลกไม่รู้เดือนรู้ตะวันนั้นต่อให้ไม่ถามก็เดาได้อยู่ดี เสียงของเขาแหบพร่าอย่างคนเพิ่งตื่น “...ยัง”

ฝูพยักหน้ารับรู้ หลังจากนั้นไม่นานก็ร่อนจานข้าวผัดเพิ่งเสร็จสองจานลงบนโต๊ะ พยักเพยิดหน้าแล้วบอกแค่ว่า “อะ” ก่อนลงมือจัดการอาหารตรงหน้าตัวเอง

อาทิตย์มองอีกฝ่ายที่ตั้งอกตั้งใจกินข้าวไม่สนใจโลก จากนั้นถึงค่อยยกช้อนขึ้นมาตักข้าวผัดส่วนของตัวเองกินเงียบ ๆ บ้าง ความจริงแล้วรสชาติอาหารมื้อนี้ก็คงธรรมดาพอ ๆ กับหน้าตาของมัน แต่สำหรับเขาที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องเป็นกิจจะลักษณะมานานถึงเป็นข้าวเปล่าจานเดียวก็เลิศรสเกินบรรยายแล้ว

ข้าวในจานฝูพร่องลงอย่างรวดเร็วก่อนหมดเกลี้ยงในที่สุด เขาแกะขนมที่ซื้อมาแทะเล่นพลางหยิบถุงอีกถุงมาเทของข้างในออก กล่องกระดาษ ตลับโลหะกับขวดแก้วขนาดเล็กจำนวนหนึ่งตกลงมา เขาหยิบพวกมันวางเรียงตรงหน้าผู้อาศัยแล้วเริ่มอธิบาย “อันนี้ทาแผลฟกช้ำก่อนนอน ส่วนอันนี้กินวันละสองเม็ด เขาว่าช่วยให้แผลสมานเร็วขึ้น ส่วนพวกนี้เขาบอกให้ผสม ๆ กันแล้วต้มดื่ม มันกินแล้วดียังไงจำไม่ได้แล้วแต่เอาเป็นว่าดีก็กลืน ๆ เข้าไปเถอะ รับรองไม่ตาย”

คนเจ็บนิ่งไปด้วยความประหลาดใจ เขามองข้าวของตรงหน้าสักพักก่อนเงยหน้าขึ้นมาสบตาเจ้าบ้าน ท่าทางทำตัวไม่ถูกนัก ผ่านไปไม่นานเขาก็ผงกศีรษะ กล่าวขอบคุณ ส่วนอีกฝ่ายก็ตอบแค่ “อืม อย่าลืมล้างจานด้วยนะ” แล้วลุกขึ้นเดินหายไปหลังบ้าน



ฝูหลับแต่หัวค่ำและตื่นตอนเช้ามืดเป็นกิจวัตร ชายหนุ่มโผล่หน้าออกมาที่ห้องครัวอีกครั้งตอนดึกในสภาพผ่านการอาบน้ำและสวมชุดนอนอันประกอบด้วยเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นเรียบร้อย เตรียมพร้อมนอนหลับได้ทุกเมื่อ เขากวาดตาสอดส่องว่าคนอาศัยล้างจานเก็บเข้าที่แล้วหรือยัง พอเห็นผลลัพธ์น่าพึงพอใจถึงค่อยเริ่มมองหาคนร่วมชายคาที่ว่า

คนคนนั้นยืนหันหลังให้หน้าต่างอยู่ข้างประตูหน้าบ้าน เงาร่างอ่อนจางจากแสงจันทร์ทอดลงมาภายในห้อง

ฝูไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเหม่อมองหรือครุ่นคิดพิจารณาอะไรอยู่ แต่ถามว่าเขาสนใจไหม ก็ไม่หรอก เขายังหาเหตุผลให้สนใจไม่ได้

เจ้าของบ้านเปิดประตูออกไปถาม “จะนอนรึยัง อาบน้ำก่อนด้วยนะ แล้วอย่าลืมกินยาทายาด้วย”

อาทิตย์พยักหน้ารับ เลือกที่จะเดินกลับเข้ามาในบ้านพอดีกับตอนที่อีกฝ่ายทำท่าจะปิดประตู พอเข้ามาแล้ว คนอาศัยก็มองเจ้าบ้านที่ปิดประตูหน้าดังปังแล้วเดินนำลิ่วตรงไปยังห้องนอน เขาขมวดคิ้วน้อย ๆ “...จะนอนแล้วหรือ”

“อืม” ฝ่ายถูกถามตอบโดยที่ไม่หันมาหา มือขวาคว้าเข้าที่ลูกบิดประตูห้องนอน

“ประตูบ้าน...”

“อ้อ ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยไว้อย่างนั้นแหละ”

“คุณ…” เสียงเรียกเงียบไปชั่วครู่ คิ้วขมวดหนักกว่าเดิม “จะดีหรือ”

คราวนี้ชายหนุ่มหัวเทาถึงหันกลับมาเผชิญหน้ามนุษย์มากคำถาม ขมวดคิ้วสู้กลับบ้าง “อะไรดีไม่ดี”

อีกฝ่ายทำท่าจะพูดบางอย่างแต่กลับนิ่งค้างไป ก่อนเปลี่ยนคำถามของตัวเอง “การที่ปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้ามาอาศัยในบ้านทั้งที่ไม่รู้จักกัน?”

ฝ่ายเหย้ามองตาผู้อาศัยไม่เจียมสถานะที่ถามเหมือนกลัวไม่โดนคนเขาไล่ออกจากบ้าน ส่งคำถามกลับด้วยความสงสัย “ถ้ารู้จักกันจะเป็นคนแปลกหน้าได้ด้วยรึไง”

“ไม่ใช่อย่างนั้น...ถ้าไม่รู้จักกันก็คงไม่รู้ว่าเป็นคนแบบไหนไม่ใช่หรือ”

“นายรู้ว่าทุกคนที่นายรู้จักเป็นคนแบบไหนงั้นเหรอ”

“...เปล่า”

ชายหัวเทาฟังคำตอบแล้วคลี่ยิ้มน้อย ๆ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่พูดถึงตอนนี้ก็ไม่มีคนแปลกหน้าให้ต้องกังวลนี่ ไว้วันหลังมีเมื่อไหร่แล้วค่อยถามใหม่แล้วกัน”

อาทิตย์ชะงักค้าง ...ไม่มีคน แล้วเขาเป็นผีมาขอส่วนบุญรึไง

ฝูเห็นสีหน้าสับสนตรงหน้าก็หัวเราะ “นายน่ะนะ? คนที่กินข้าวด้วยกันมาสองวัน นอนห้องเดียวกันมาสองคืนยังถือว่าเป็นคนแปลกหน้าอยู่อีกรึไง...เอ๊ะ...หรือว่ายังเป็นนะ” พูดเองเออเองเสร็จก็ถามขอความเห็น “สำหรับนายระยะฝึกงานของคนแปลกหน้านี่มันสิ้นสุดเมื่อไหร่ ฉันกลัวว่าถ้านานเกินไปเดี๋ยวจะขาดคนคบเอาละนะ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-05-2020 01:05:26 โดย บะบะสะ »

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 6


ฝู บุหลันและสังนั่งรอรถไฟพร้อมสัมภาระติดตัวคนละอย่างสองอย่าง ณ สถานีขนาดกะทัดรัดที่มีเพียงศาลาไว้คุ้มกะลาหัวอยู่เคียงคู่กับป้ายชื่อสถานี ชานชาลาที่นี่ขนาดน่ารักพอเหมาะเหมือนคำนวณไว้แล้วว่าคงมีคนใช้บริการครั้งละไม่เกินห้าชีวิต แถมยังไม่มีแม้แต่เงาของพนักงาน ส่วนตั๋วรถไฟซื้อได้จากจุดขายภายในหมู่บ้าน ซึ่งจุดที่ว่าก็เป็นเพียงโต๊ะเก่า ๆ ในบ้านของคุณตาคนหนึ่งเท่านั้นเอง

ทริปกะทันหันนี้เริ่มมาจากคำชวนระหว่างมื้ออาหารเช้าของชายหนุ่มหัวเทาที่หายหัวออกจากบ้านคนเดียวตั้งแต่ตะวันเพิ่งขึ้นอีกครั้ง

“อีกสักสามวันเราเข้าเมืองกันไหม” ฝูถามบุหลันแล้วหันไปหาคนข้าง ๆ “คุณแม่ด้วย ไปไหม”

“...แล้วไอ้คนที่นั่งหัวโด่อยู่นี่ละ” เศษเกินที่โดนเมินเอ่ยแทรกด้วยความไม่พอใจ ผมทรงตัดสั้นบนศีรษะเด็กหนุ่มเป็นสีเดียวกับบุหลัน

คนชวนตอกกลับ “เพิ่งกลับมายังจะไปไหนอีก เฝ้าบ้านบ้างไม่เป็นรึไง”

อีกฝ่ายทำเสียงฮึดฮัดแล้วจ้วงข้าวเข้าปากต่อ กะระตามองทั้งคู่ยิ้ม ๆ “จะเข้าเมืองไปทำอะไร”

“หาของขวัญแต่งงานให้กิรี”

“ทำของชำร่วยงานเขาให้เสร็จก่อนไหม” บุหลันดักคอ เขาเองก็พอเดาได้ราง ๆ ตั้งแต่กิรีพูดถึงงานแต่งงาน ถึงยังไงในหมู่บ้านก็ไม่ได้มีงานใหญ่ให้เห็นบ่อย

เจ้าตัวยิ้มมั่นใจ “เสร็จอยู่แล้วน่าไม่ต้องห่วง สรุปว่าไปนะ นี่กะจะไปหาหนังสือเล่มใหม่ด้วย แล้วจะชวนสังไปด้วยกัน ไหน ๆ ไปแล้วก็ถือว่าพาไปเที่ยวเลยทีเดียว”

“ไปกันสามคนเถอะ แม่จะอยู่กับบุหงาแล้วกัน”

คำปฏิเสธพาให้คนชวนขมวดคิ้วน้อยใจ “ไม่ไปหรือ จะสนใจคนอย่างนี้ไปทำไมปล่อย ๆ ไว้คนเดียวบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร”

เธอปฏิเสธซ้ำอีกหนฝูถึงยอมถอดใจ หันขวับไปหาบุหลัน ยิ้มประจบอ่อนหวานส่งให้ เอ่ยชวนเสียงนุ่มจนน่าหมั่นไส้ว่า “...ไปนะ”

“อะไรวะ คนเสนอตัวไปดันไม่สน แล้วยังมีหน้าหันไปอ้อนคนอื่นอีก” บุหงายกช้อนชี้หน้าคนเมินตัวเองแล้วโวยวาย เริ่มแผนการขัดขวาง “พี่ ! อย่าไปกับมันนะ !”

ทว่าคนโดนทิ้งก็ยังคงโดนทิ้งอย่างเสมอต้นเสมอปลาย บุหลันปรายตามองน้องชายแวบเดียวก่อนพยักหน้าตอบรับฝู ชายหนุ่มหัวเทายิ้มแป้นทันที มิวายหันหน้าไปยักคิ้วให้คนโดนเมินอย่างผู้ชนะ

อีกฝ่ายขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจ้องมาด้วยแววตาวาววับ แต่ก็ทำอะไรคนที่ลงมือกินข้าวต่ออย่างสบายอกสบายใจไม่ได้ กะระตามองสองฝ่ายสลับไปมาก่อนหลุดหัวเราะเบา ๆ ก้มหน้าลงทานอาหารเช้าต่อเช่นกัน



ไม่นานม้าเหล็กก็เดินทางมาถึงตามเวลา ภายในห้องโดยสารมีที่นั่งเรียงเป็นแถวสองฝั่งเว้นทางเดินไว้ตรงกลาง ทั้งสามเดินไปยังที่นั่งตามเลขในตั๋ว ยกสัมภาระเก็บไว้บนชั้นเหนือศีรษะ บุหลันนั่งข้างสังหันหน้าเข้าหาฝูที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน ชายหนุ่มวางของกินแก้ว่างไว้บนโต๊ะเล็กใต้หน้าต่าง บุหลันมองเพื่อนร่วมเดินทางที่กำลังแกะส้มในมือก่อนยื่นให้พวกเธอคนละชิ้น “ไปไกล ๆ อย่างนี้ไม่เป็นไรรึไง”

อีกฝ่ายเอียงคอมาตามเสียง “อะไรไม่เป็นไร”

“ผู้ชายคนนั้นยังอยู่ที่บ้านไม่ใช่เหรอ”

“ก็ต้องอยู่สิ” สายตาที่มองเธอสื่อความสงสัย “ไม่งั้นจะให้ไปอยู่ที่ไหน ถามอะไรประหลาด”

บุหลันถอนหายใจเบา ๆ “แล้วไม่เป็นไรรึไง”

คราวนี้คนถูกถามชักขมวดคิ้วรำคาญ “ก็แล้วอะไรเป็นอะไร อะไรไม่เป็นอะไรเล่า”

“ที่นายทิ้งบ้านไว้กับคนแปลกหน้า”

ฝูฟังแล้วชะงักกึก แต่แทนที่จะทำท่าฉุกคิดได้ชายหนุ่มกลับหัวเราะพรืด กลายเป็นเธอที่ถูกทิ้งให้งงงวยแทน “ขำอะไรของนาย”

“ก็เธอพูดเหมือนคนแปลกหน้าที่ว่าเมื่อเช้าเลย”

คำตอบนั้นเหนือความคาดหมาย

“ก่อนหน้านี้ตอนที่บอกว่าจะเข้าเมืองสักสัปดาห์ก็เห็นตีสีหน้าพิลึกพิลั่นอยู่นานแต่ดันไม่พูดอะไร มาเมื่อเช้าพอบอกว่าจะไปแล้วถึงค่อยยอมอ้าปาก ทำหน้าจริงจังถามเสียงเครียดว่า ‘ให้ผมเฝ้าบ้านจะไม่เป็นไรรึไง’” ว่าจบก็ส่ายศีรษะ วิจารณ์ออกมาคำหนึ่ง “คนประหลาด”

ดวงตาสีดำของสตรีเหลือบมองคนเล่าแต่ไม่ออกความเห็น

“ที่จริงสองวันมานี้ก็ชอบบ่นอะไรไม่รู้ อย่างกลางคืนไม่ต้องล็อคประตูเหรอบ้างละ ไม่กลัวขโมยขึ้นบ้านบ้างเหรอบ้างละ ทั้งที่ปกติก็เงียบเป็นเป่าสากแท้ ๆ พอเปิดปากออกมาดันเอาแต่บ่นนู่นนี่ทุกที ไม่รู้อะไรของเขา”

เรื่องของอดีตหัวขโมยที่เป็นห่วงเหตุโจรขึ้นบ้านแทนเจ้าของผู้ไม่รู้สึกรู้สา บุหลันฟังแล้วก็ได้แต่ลอบปลงตกในใจ ไม่ใช่ว่าไม่เป็นห่วง ถึงยังไงนั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ดูวู่วามเกินไปสำหรับเธอ ทำไมถึงคิดรับคนไม่รู้จักเข้าบ้านกันนะ...แต่ฝ่ายเจ้าของเรื่องกลับทำตัวสบาย ๆ ยิ่งกว่าเก็บหมาแมวมาเลี้ยง เอาเข้าจริงก็ไม่เห็นจะไยดีคนป่วยนั่นมากมาย ถึงเธอจะยังไม่มั่นใจว่าควรเข้าไปก้าวก่ายหรือไม่ แต่ความจริงก็คือในบ้านฝูไม่มีของมีค่าให้ไปต้องตาต้องใจหัวขโมยที่ไหนจริง ๆ...แล้วในเมื่อตอนนี้เขาอยู่กับเธอ ก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องกังวลว่าจะถูกคนอาศัยลอบทำร้าย

“แต่ฉันก็อธิบายไปแล้วว่าไม่เป็นไรละนะ” เจ้าตัวยังคงพล่ามต่อ “หลังจากนี้คงไม่บ่นแล้วมั้ง แต่ถ้าตัดเรื่องขี้บ่นออกความจริงหมอนั่นก็มีข้อดีนะ อย่างบางทีก็คอยช่วยงานบ้านบ้าง งานจิปาถะเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง...”

“อ้อ?” บุหลันเลิกคิ้ว “อย่างอะไรละ”

เห็นอีกฝ่ายไม่ตอบเอาแต่ยิ้มแป้นเจ้าของดวงหน้าหวานก็ถึงบางอ้อ ก็ว่าทำไมครั้งนี้ทำงานฝีมือไวผิดวิสัย นี่เอาคนอาศัยมาเป็นลูกมือสินะ

เด็กสาวผมสั้นที่นั่งเงียบ ๆ ฟังสองคนโต้ไปมาอยู่นานเอ่ยแทรกขึ้นมาในที่สุด เธอยกนิ้วขึ้นชี้ “ฝู แกะอันนี้ให้สังอีกลูกได้ไหม”

ตาเด็กสาวมองลงไปยังส้มในถุง ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงไล่ให้ไปแกะเองอยู่หรอก แต่คนมันลำเอียงจะให้ทำยังไง

“ที่พามานี่บอกป้าสังดีแล้วใช่ไหม” บุหลันมองคนที่กำลังยื่นส้มแกะเสร็จแล้วให้คนข้างตัวเธอ

“บอกดีแล้วสิ นี่ป้าเขายังฝากฉันซื้อของให้อยู่เลย” ว่าแล้วก็ยิ้มประจบ “อีกอย่างมีเธออยู่ด้วยฉันยังต้องห่วงอะไรอีกหรือไง”



‘มีเธออยู่ด้วยฉันยังต้องห่วงอะไรอีกหรือไง’

บุหลันแค่นหัวเราะกับตัวเองในใจ นั่นสินะ อันที่จริงเธอก็ควรรู้อยู่แล้วว่ามันต้องมาลงอีหรอบนี้

หลายชั่วโมงถัดมา พวกเธอมาถึงสถานีภายในเมืองที่คราคร่ำด้วยผู้คน ทั้งสามแบกสัมภาระมุ่งหน้าไปยังบ้านญาติคนรู้จักที่เปิดร้านเช่าชุดขนาดหนึ่งห้องไม่ไกลจากสถานีรถไฟ

สองสามีภรรยาวัยชรานั่งตากลมเฝ้าร้านกันสองคนตามปกติ พอเห็นใบหน้าคุ้นเคยที่ก้าวเข้ามาในร้าน ใบหน้าติดง่วงงุนทั้งสองก็ฉีกยิ้มสดใสขึ้นมาทันที บุหลันที่เข้าไปเป็นคนแรกทักผู้อาวุโสผมดอกเลาพร้อมรอยยิ้ม “คุณตาคุณยาย สบายดีไหมคะ พวกเรามารบกวนอีกแล้ว”

หญิงชราลุกเดินมาหาผู้มาเยือนด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง พอเข้าประชิดถึงตัวปุ๊ปก็ลากหลานนอกสายเลือดทั้งหมดมานั่งล้อมวง ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบไปตามประสา ก่อนนำสามชีวิตไปวางของยังห้องนอน

พอจัดการที่ซุกหัวนอนกันเสร็จ ฝูก็หันมาเผชิญหน้ากับบุหลัน

ชายหนุ่มวางมือสองข้างบนไหล่เธอ กำลังจะเปิดปากพูดบางอย่าง บุหลันที่สัมผัสถึงลางไม่ดีได้ด้วยสัญชาติญาณคว้าข้อมืออีกฝ่ายทันควัน ชายผมเทาชะงัก รู้ว่าไม่เหลือเวลาให้ลังเลอีกต่อไป เขากระชากข้อมือออกจากการเกาะกุม พูดเร็วรัวว่า “ฝากที่เหลือด้วยนะ !” จากนั้นก็กลับหลังหันวิ่งแจ้นออกนอกประตู

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป เธอยังไม่ทันได้ตอบโต้ คู่กรณีก็หายไปไม่เหลือแม้แต่เงาเสียก่อน

มาฟงมาฝากบ้าอะไรเล่า…! ตัวเองเป็นคนชวนคนเขาให้มาด้วยกันแท้ ๆ นี่อะไร ยังไม่พ้นวันแรกก็ทำท่าจะหายหัวกันไปดื้อ ๆ

คนโดนทิ้งหน้าด้าน ๆ ถอนหายใจรับชะตากรรม เพราะใช่ว่าคนบ้าบอนั่นจะไม่เคยทำเรื่องไร้สาระแบบนี้มาก่อน แล้วถึงไม่มีหน้ากวนประสาทนั่นลอยไปลอยมาอยู่ข้าง ๆ มันก็คงไม่เป็นปัญหาอะไรสำหรับเธอ

“ฝูไปไหนเหรอ” สังโผล่หน้าออกมาถามจากนอกประตู สายตาไล่ตามหลังที่วิ่งฉิวจากไป

“ปล่อยคนบ้าไปเถอะ” คนตอบหมดอารมณ์จะสนใจ แต่เด็กสาวยังคงถามต่อ “ไปข้างนอกเหรอ ไปไกลหรือเปล่า แล้วต้องใช้เงินไหม”

“หืม ทำไม มีอะไรรึเปล่า”

คิ้วบนดวงหน้าน่ารักนั้นมุ่นน้อย ๆ ชูถุงเล็ก ๆ ในมือขึ้น “ก็กระเป๋าเงินฝูยังอยู่ที่สังอยู่เลย”

บุหลันจำได้ว่าระหว่างทางมา สังเผอิญเหลือบไปเห็นเข็มกลัดหน้าตาน่ารักในสถานีรถไฟ มนุษย์หัวเทาขี้เอ็นดูจึงโยนถุงเงินของตนให้เด็กสาวที่แทบมีตัวอักษรคำว่า ‘อยากได้จัง’ แปะหราไว้บนหน้า

มุมปากของเธอกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ...แหม สะเพร่าได้ถูกเวลาดีจัง

เจ้าตัวที่อารมณ์ดีขึ้นในเสี้ยววินาทีกล่าวกับอีกคนที่ยังมีท่าทีเป็นกังวลด้วยเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็นไรหรอก หมอนั่นคงออกไปทำธุระของตัวเองละมั้ง พวกเราก็ออกไปเดินเล่นกันบ้างเถอะ เนอะ ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว”



อีกฟากยาจกไร้สตางค์ที่ยังไม่รู้สถานะทางการเงินของตัวเองก็กำลังเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์ไปตามถนน ในใจไพล่คิดไปถึงสีหน้าของคนที่ตัวเองทิ้งมาเมื่อครู่แล้วก็หัวเราะคิกคักชอบใจ ตัวเมืองที่เข้ามาเยี่ยมเยียนเป็นพัก ๆ ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมสักเท่าไร

ท่ามกลางอาคารสูงต่ำเรียงราย เขาทอดน่องไปเรื่อย ๆ ตามเส้นถนนพลางกวาดตาสอดส่องหาอาคารเป้าหมายจนพบ มันเป็นบ้านพักขนาดเล็ก ตกแต่งภายในอย่างเรียบง่าย ชายหนุ่มเข้าไปถามพนักงานด้านในสองสามคำก่อนที่จะกลับออกมา

จุดหมายต่อไปคือร้านหนังสือสองชั้นที่เขาชอบมาใช้บริการ หลัก ๆ เพราะมันมีที่นั่งจัดไว้ให้มนุษย์ผู้มีเวลามานั่ง ๆ นอน ๆ อ่านหนังสือทั้งหลายได้เลือกลงหลักปักฐานกันตามสะดวก หลังเดินเรื่อยเปื่อยดูหนังสือออกใหม่ไปเรื่อย ในที่สุดเขาก็เจอเล่มต่อที่กำลังตามหา

เป้าหมายอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อย แต่เขาเลือกที่จะมุ่งหน้าไปยังจุดนั่งอ่านข้างหน้าต่างชั้นสองแทนที่จะไปทางฝั่งคิดเงิน ฝูหย่อนตัวลงบนเบาะนุ่มเอนหลังพิงผนังด้วยความสบายอุรา แล้วเริ่มเปิดอ่านหนังสือที่หยิบมาแบบสุ่ม ๆ

เดิมทีหัวเขาก็ยังก้มอยู่เหนือหน้าหนังสืออยู่หรอก แต่ความสนใจในตัวอักษรมันดันพ่ายแพ้ความอ่อนล้าจากการเดินทางเสียจนราบคาบ ไม่นานศีรษะหนักอึ้งเหมือนมีใครเอาหินมาถ่วงก็ค่อย ๆ ห้อยต่ำจนในที่สุดก็ฟุบลงไปกับโต๊ะ และเขาคงไม่พ้นได้หลับตาพริ้มเฝ้าพระอินทร์ไปแล้วถ้าไม่ใช่เพราะเสียงกระซิบคุยกันข้างตัว

“ตัวอักษรเยอะเป็นบ้า” เสียงติดแหลมดังขึ้นแกมบ่น ประโยคที่ตามมาส่อเค้าไม่อยากเชื่อ “ต้องอ่านทั้งหมดนี่จริงน่ะ”

ชายหนุ่มยังคงหลับตาฟุบอยู่ในท่าหลับ จึงไม่เห็นหน้าค่าตาเจ้าของเสียง หญิงสาวอีกคนกระซิบกระซาบตอบ “จะหลอกแกเล่นไปทำไม แล้วก็ขอโทษที แต่ที่เห็นนี่น่ะครึ่งเดียว อีกครึ่งยังรอแกอยู่ที่บ้าน”

“ฉันว่าฉันไม่ไหวว่ะ” ฝ่ายแรกตัดสินใจในเสี้ยววินาที “แกสอบไปคนเดียวแล้วกัน อีกห้าปีเจอกันยังไม่สาย”

“เฮ้ย อะไรวะ รับปากกันดิบดีดันจะมาเบี้ยวเอาตอนนี้” อีกฝ่ายโวยวาย แต่แป๊บเดียวก็เปลี่ยนมาเลือกใช้วิธีกล่อม “น่านะ ไปสอบด้วยกันเถอะนะ ออกไปอยู่ไกล ๆ บ้างเปลี่ยนบรรยากาศไง น่าสนุกดีออก เนอะ ๆ เขาว่าตรงนู้นที่เที่ยวเยอะแยะ เห็นแก่เพื่อนขี้เหงาตาดำ ๆ คนนี้เถอะนะ”

“ฉันก็อยากโปรดแกอยู่หรอก แต่ติดอยู่อย่างเดียว” คำที่ตามมาจริงจัง “เพื่อนแกโง่ว่ะ”

เพื่อนสาวกลับไม่สะทกสะท้านกับคำประกาศนั้น “เรื่องนั้นฉันรู้มานานแล้ว แต่ไม่มีอะไรต้องห่วง เพื่อนคนนี้จะแบ่งปันเซลล์สมองให้เอง รับรองผ่านฉลุย”

“แถวนั้นมันมีอะไรดีนักหนาแกถึงได้อยากไปนัก”

“ผู้ชายหล่อ”

“เชื่อแกฉันก็ออกลูกเป็นหมีขอแล้ว ชิ คิดจะหลอกล่อกันยังไม่มีศิลปะ นี่แล้วจะบอกอะไรให้นะ แถวนั้นน่ะปลอดภัยรึเปล่าก็ไม่รู้ วันก่อนพี่ฉันเพิ่งกลับมาจากแถบนั้น บอกว่าไม่นานมานี้เพิ่งมีข่าวใหญ่ ...เขาว่าอยู่ดี ๆ คฤหาสน์ของเศรษฐีในเมืองข้าง ๆ ก็เกิดไฟไหม้ตอนกลางดึก แถมไหม้ทีเดียวเล่นล่อไปค่อนหลัง ทั้งคนใช้ทั้งครอบครัวรวม ๆ กันไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยชีวิตดึก ๆ ดื่น ๆ ต้องหนีตายกันจ้าละหวั่น”

“ใครเผลอเผาหญ้าข้างบ้านรึไง”

“บ้านแกสิเผาหญ้า มีคนวางเพลิงน่ะเข้าใจไหม เขาว่าเป็นคนแถวนั้นที่รู้จักกับลูกสาวเศรษฐีมานาน” เธอจุ๊ปาก “ปัญหารัก ๆ ใคร่ ๆ นั่นละ ฟังแล้วฉันยังนึกว่าพี่แกไปอ่านนิยายน้ำเน่าที่ไหนมา เขาว่าคนคนนั้นชอบลูกสาวเศรษฐีมาตั้งแต่เด็ก ตอนหลังพอได้ยินว่าเจ้าหล่อนไปชอบคนอื่นก็ไม่ยอมแพ้พากเพียรตามตื๊อไม่หยุด แต่พอได้ข่าวว่านางในฝันโดนจับหมั้นก็ซึมเป็นหมากินยาเบื่อหายหน้าหายตาไปนาน แล้วอยู่ดี ๆ ก็เกิดเหตุไฟไหม้ที่ว่าขึ้น”

“แค่นี้น่ะนะ? ไม่ด่วนสรุปไปรึไง”

“ฟังให้จบก่อนสิ” คนเล่าทำเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจ “เขาว่าตอนที่ไฟมันเริ่มลาม คนก็วิ่งหนีออกมากันอลหม่านไปหมด แล้วหนึ่งในนั้นก็วิ่งออกทางประตูหลังบ้าน จากนั้นก็ไปป๊ะกับหมอนั่นที่หลบอยู่ในสวนเข้า”

“แล้วไงต่อ?”

“เจ้านั่นก็โดนรวบตัวแล้วรุมกระทืบน่ะสิ เศรษฐีโมโหเป็นฟืนเป็นไฟจะเอาเรื่องจนถึงที่สุด แต่ทั้งหมดนั่นจะยังไงก็ช่างเถอะ ประเด็นคือไอ้เจ้าคนวางเพลิงที่ว่าน่ะนะ จู่ ๆ ดันหายตัวไปแบบไร้ร่องรอย แถมผ่านไปไม่นานก็เริ่มมีข่าวผู้หญิงหายตัวไปอย่างลึกลับทีละคนสองคนจากเมืองแถวนั้น เล่นเอาขนหัวลุกกันไปหมด บางคนก็บอกว่าเจ้านั่นคลั่งแล้วจับตัวผู้หญิงไปทรมานในฐานะตัวแทนลูกสาวเศรษฐี ...แกดูสิดู เรื่องคนสติแตกพรรค์นี้ครั้งสุดท้ายก็สิบปีก่อนได้แล้วมั้ง ที่เคยมีไฟไหม้จนคนตายอะไรนั่น แล้วนี่ยังคิดจะพาฉันไปสอบอีกเหรอ ไม่กลัวสาวน้อยอ่อนแออย่างฉันโดนโจรลักพาตัวไปทำร้ายรึไง”

“ที่เล่ามายืดยาวคือจะบอกแค่นี้ใช่ไหม”

“เออ คอแห้งแล้วเนี่ย”

“งั้นแกอ่านหนังสือไปเดี๋ยวฉันไปซื้อน้ำให้ ไม่เข้าใจตรงไหนฉันกลับมาค่อยถาม รู้เรื่องแล้วนะ”

เสียงเก้าอี้ขยับตามมาด้วยเสียงรองเท้ากระทบพื้น เพื่อนผู้ถูกทิ้งโวยวายทันควันแต่ดูท่าจะรั้งอีกคนให้อยู่ฟังไม่ได้ เสียงรองเท้าค่อย ๆ ห่างไกลออกไปจนเงียบหายไปในที่สุด ฝูได้ยินเธอคนนั้นสบถเบา ๆ แต่ผ่านไปไม่นานก็เหลือเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษแผ่วเบาเป็นระยะ

พอไม่มีคนคุยกันช่วยดึงความสนใจ สติของชายหนุ่มก็เริ่มล่องลอยอีกครั้ง เสียงพลิกหน้ากระดาษดังคลอไปกับเสียงจอแจฟังไม่ได้ศัพท์ที่ลอดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง กระทั่งเขาหลับลงไปโดยไม่ทันรู้ตัว



ชายหนุ่มกลับถึงบ้านหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วพร้อมท้องที่เริ่มประท้วงดังครืดคราด ในมือปราศจากหนังสือที่ตนมาดหมายไว้

บ้าชะมัด… ชายหนุ่มได้แต่บ่นเป็นหมีกินผึ้งกับตัวเองในใจ

ดึกแล้ว ก่อนล้มตัวลงบนเตียงบ่งบอกสัญญาณถึงการสิ้นสุดไปอีกหนึ่งวัน ถุงผ้าหน้าตาคุ้น ๆ บนหมอนก็สะดุดดวงตาสีน้ำตาลเข้าอย่างจัง เจ้าของถุงที่ว่าระบายยิ้มแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงในคราวเดียว ลูบคลำถุงเก่าในมือยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุข

“วันนี้เป็นยังไงบ้าง”

เสียงหวานของสตรีดังทำลายความเงียบ เธอยังคงนั่งหันหลังให้เขาบนเตียงข้าง ๆ พลางค้นของในกระเป๋าเสียงกุกกักโดยไม่หันมาหา

ชายหนุ่มยังคงจ้องถุงผ้าตอนที่ตอบ “ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2020 17:20:51 โดย บะบะสะ »

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 7


เจ้าของบ้านหัวเทาแนะนำพื้นที่แถวนี้ให้เขาฟังคร่าว ๆ รอบหนึ่งก่อนออกเดินทางไกลในเช้าวันถัดมา

ถ้าเดินอ้อมภูเขาหลังบ้านแล้วตรงไปอีกหน่อยจะเจอลำธารกว้างที่ไหลลงมาจากเขา ปลารูปร่างเพรียวยาวแหวกว่ายกลางสายน้ำใสกระจ่าง ลมเย็นที่พัดผ่านร่างพอช่วยคลายความร้อนอันแผดเผาในอากาศ เขานั่งลงบนก้อนหินใหญ่ข้างลำธาร อาศัยร่มเงาของหมู่ไม้ยืนต้นบดบังแสงแดดยามเช้า

รอบข้างไม่มีใคร

สกุณาร่ำร้องบทเพลงจากที่ห่างไกล เคล้าคลอกับเสียงใบไม้สัมผัสพื้นดิน สายน้ำเบื้องหน้าไหลเอื่อยตามเส้นทางที่ควรเป็น บางทีตัวเขาในตอนนี้คงเล็กจ้อยเกินกว่าที่มารดาแห่งโลกจะจับสังเกตเห็น เหมือนที่เขาไม่อาจรับรู้ความต่างของก้อนกรวดนับไม่ถ้วนใต้ฝ่าเท้า

ในบ้านที่ไม่มีคนเงียบจนเกินไป เงียบเสียจนนึกชิงชังเสียงโวยวายหนวกหูที่สองมือข้างใบหูไม่อาจปิดกั้น เขาเริ่มชินกับการใช้ชีวิตในบ้านหลังนั้นบ้างแล้ว แต่ถึงยังไงก็ยังทำตัวไม่ค่อยถูก หนึ่งในสาเหตุของความรู้สึกติดค้างนี้คงไม่พ้นเป็นเพราะคนที่ช่วยเขาไว้คนนั้น

เขาไม่เข้าใจอีกฝ่าย ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นไม่สื่อนัยยะ ทั้งยังปราศจากความมุ่งหมาย ...หรือมันเพียงแค่กำลังฉายสิ่งที่เขาไม่เคยเข้าใจกัน?

แต่ชายหนุ่มยินดีที่จะปล่อยสมองให้จมไปกับปริศนาของเจ้าของดวงตาคู่นั้น ให้มันชักพาเขาไป ทางที่ดีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยขอให้ไกลพอพ้นจากฤทธิ์ของสุคนธ์ละมุนหวาน ละเอียดอ่อนทว่าเปราะบาง ไม่ต่างจากกลิ่นมือนุ่มไร้ตำหนิเช่นกระเบื้องเคลือบของหญิงสาวในชุดขาวบริสุทธิ์ กลิ่นฉุนรุนแรงอัดแน่นในสมองเสียจนปวดร้าว มันเจ็บปวดกว่าบาดแผลบนร่างกาย

...จริงสิ เขายังไม่ได้ทายาที่อีกฝ่ายให้มาเลย

ไม่นานหลังจากนั้น จู่ ๆ เสียงทักหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ฝู ? นั่นฝูใช่รึเปล่า ?”

เขาหันกลับไปตามเสียง จำได้ว่านั่นคือชื่อของเจ้าของบ้านคนปัจจุบันนั่นเอง คนเรียกเป็นชายในวัยสี่สิบ รูปร่างออกท้วม บนใบหน้าประดับรอยยิ้มกว้างจากความตื่นเต้นปนยินดี พอเห็นว่าคนที่ตนเรียกหันมาหาก็ยิ่งย้ำด้วยความมั่นใจ “ฝูจริง ๆ ด้วยใช่ไหม ! บ๊ะ ไม่เจอตั้งนานโตพรวดพราดขึ้นเป็นกอง”

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายตาถั่วหรือไม่ได้เจอเจ้าของชื่อมานานกันแน่ ตะแคงมองมุมไหนพวกเขาสองคนก็ไม่เห็นจะเหมือนกันเลยสักนิด ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ปฏิเสธคำพูดทึกทักเอาเองของคนตรงหน้า แค่มองอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ นิ่ง ๆ เขาไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งแก้ไขความเข้าใจผิดพรรค์นี้

“นี่ไปทำอะไรมาทำไมแผลเต็มหน้าเต็มตัวขนาดนี้” สายตาอีกฝ่ายสอดส่องมองใบหน้าและแขนที่โผล่พ้นออกมานอกเสื้อตัวบางของคนเด็กกว่า ก่อนจากไปเจ้าของบ้านกอดเสื้อผ้ากองหนึ่งมาวางตรงหน้าเขา บอกว่าชุดทั้งหมดในนั้นอยากใส่อะไรก็ให้ใส่ไป ว่ากันตามตรงถ้าอีกฝ่ายไม่บอกแบบนั้น เขาเองก็คงไม่รู้จะไปขุดหาชุดที่ไหนมาใส่เหมือนกัน

พอเห็นว่าไม่มีคำตอบ อีกฝ่ายก็เลิกราไปง่าย ๆ ไม่คิดเก็บมาใส่ใจ “แต่แกก็...ชอบหาเรื่องเจ็บตัวอยู่แล้วนี่นะ แต่ขนาดนี้มันก็เกินไปหน่อย ถึงยังหนุ่มยังแน่นยังไงก็ต้องรู้จักถนอมร่างกายตัวเองไว้บ้าง เข้าใจไหม”

ชายวัยกลางคนมองท่าทางอดีตคนรู้จักที่ยังคงไม่มีปฏิกิริยา จึงขมวดคิ้วสงสัยขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่ “เอ๊ะไอ้นี่ ทำไมมามองเหมือนไม่รู้จักกันอย่างนั้น อย่าบอกนะว่าลืมหน้าอาแล้ว แต่ก็อย่างว่านะไม่เจอกันตั้งกี่ปี” ว่าแล้วก็หัวเราะ “ทั้งที่แต่ก่อนยังมาเล่นกับหมาที่บ้านบ่อย ๆ อยู่เลย”

ได้ยินอย่างนั้นคนฟังก็เบิกตาขึ้นน้อย ๆ ก่อนคลี่ยิ้มเป็นมิตรราวคนคุ้นเคยสนิทสนม

เอาเถอะ

“อ้อ...คุณอา”

“เออ จำได้แล้วสิ ! แกนี่...อย่ามาแกล้งให้ชาวบ้านรู้สึกแก่หน่อยเลยว่ะ ! แล้วนี่มาทำอะไรแถวนี้คนเดียว อีกสองคนเป็นไงบ้าง คุณแม่แกด้วย ตั้งแต่มาถึงนี่ยังไม่ได้เห็นหน้า”

อาแปลกหน้ารัวคำถามใส่ ชายหนุ่มเบือนหน้าไปมองลำธาร ตอบไม่ยี่หระ “คงอยู่ที่บ้านมั้ง นี่อามาทำอะไรที่นี่”

“มาร่วมงานแต่งงานเจ้าคชมันไง งานแต่งน้องชายทั้งทีต่อให้ต้องถ่อมาไกลแค่ไหนก็พลาดไม่ได้หรอกจริงไหม ก็ขอแค่ว่าอย่าให้มันเผลอแต่งบ่อยเกินไปเลยว่ะ เอาจริง ๆ นะ นั่งทางไกลหลายต่อขนาดนี้รอบเดียวเข็ดเกินพอ หืม ทำหน้าอย่างนั้นหมายความว่ายังไง อย่าบอกนะว่ายังไม่รู้เรื่องงานแต่ง...แต่แกมันก็เป็นซะอย่างนี้”

เป็นซะอย่างไหนกัน...เขาไม่รู้หรอกนะ

“เปล่า ที่ผมถามหมายถึงอามาเดินเล่นอะไรแถวนี้”

อีกฝ่ายได้ยินคำสวนก็ชะงัก เกาศีรษะหัวเราะเก้อ ๆ “เอ้อ โทษทีเข้าใจผิดไปหน่อย อาก็เดินไปเรื่อย อยู่บ้านเห็นคชมันยุ่ง ๆ เลยไม่อยากไปกวน เดินไปเดินมาก็มาโผล่ตรงนี้เอง นี่กะว่าจะเดินต่อไปเยี่ยมบ้านเก่าด้วยเลย...ไม่ได้กลับมาซะนาน ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้างแล้ว คนดูแลก็ไม่มี เออ ถ้ายังไงเราเดินไปด้วยกันเลยไหม”

พวกเขาลัดเลาะผ่านเส้นทางลัดที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้รกชัฏกับหญ้าสูงภายใต้การนำทางของอดีตเจ้าถิ่น แล้วถึงโผล่ออกมายังถนนเส้นที่อาทิตย์จำได้ว่าเคยเดินผ่าน

เขาไม่ได้อยากออกมาเดินเล่นกับคนแปลกหน้า แต่หลังคุณอาที่เอาแต่พูดไม่หยุดเอ่ยชวนเป็นครั้งที่สี่ คนโดนตื๊อก็ชักขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืดต่อไปอีก คนคนนี้อาจเคยสนิทกับเจ้าของบ้านหัวเทาของเขามากก็ได้ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ลองเป็นคนรู้จักต่อไปให้อีกสักพักก็คงไม่มีอะไรเสียหาย

โชคดีที่ระหว่างเดินไปด้วยกันอีกฝ่ายเล่าเรื่องตัวเองให้ฟังไม่หยุด เขาจึงมีหน้าที่แค่ฟัง ๆ แล้วก็พยักหน้า ตอบตามน้ำบ้างเป็นบางโอกาส ไม่ต้องเปลืองแรงอะไรมากมาย

คุณอาเคยอยู่ที่หมู่บ้านนี้แต่ย้ายออกไปพร้อมภรรยาตั้งแต่หลายปีก่อน พอได้ยินข่าวว่าน้องชายคนเดียวกำลังจะแต่งงานถึงเดินทางไกลกลับมา ส่วนภรรยาที่ว่าต้องอยู่คุมโรงงานผลิตของใช้ในครัวเล็ก ๆ ที่ทั้งคู่เปิดร่วมกันและเพิ่งเริ่มตั้งตัวได้ไม่นาน จึงฝากมาเพียงความยินดีให้แก่คู่บ่าวสาวใหม่

“ไม่คิดว่าจะมีวันได้เห็นมันแต่งกิรีเป็นเมียจริง ๆ” คนเล่าถอนใจยาว ถึงคำพูดจะค่อนแคะอยู่ในที แต่ริ้วรอยตามอายุบนหางตากลับจมลึกขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เห็นตื๊อแล้วตื๊ออีกไม่เลิก ฝ่ายสาวเจ้าเขาก็ไม่เห็นมีท่าทีสนใจมันเลยสักนิด ดูยังไง ๆ ลุ้นให้ถูกหวยรางวัลที่หนึ่งก็ยังจะง่ายซะกว่า ไม่รู้หลายปีมานี้ที่อาไม่อยู่ฝ่ายนั้นเขาเผลอล้มหัวกระแทกพื้นรึยังไงถึงจับพลัดจับผลูมาลงเอยกันได้”

“โชคดีขนาดนั้นเชียว”

“ขนาดนั้นสิ ที่ได้แต่งเนี่ยถ้าไม่ใช่เพราะโชคมันจะเป็นเพราะอะไรได้อีกเล่า ถ้าตัดเรื่องโชคดีออกไป คงเหลือความเป็นไปได้แค่สองทางแล้วมั้ง อย่างแรกฝ่ายนั้นเขาเกิดเปลี่ยนรสนิยมกะทันหัน อย่างที่สองถ้าไม่ได้ล้มหัวกระแทกพื้น ก็เป็นไอ้คชนั่นละที่ไปฟาดหัวคนเขาจนสมองกระทบกระเทือนแล้วรีบรวบหัวรวบหางขอแต่งงาน”

คนฟังคิดภาพตาม “ฉลาดนะ”

อีกฝ่ายขำให้กับความคิดเห็น “ฉลาดกับผีสิไอ้นี่ ! แบบนั้นน่ะ มีหวังต้องส่งเข้าตารางสถานเดียว...เอ้อแต่ก็นะ ถ้าเป็นแถวนี้ก็ไม่มีแม้แต่คุกด้วยซ้ำ ถ้าอย่างนั้นอาจต้องส่งไปคุกที่ใกล้ที่สุด...”

กระทั่งมาถึงถนนที่เป็นดินถมยกสูง คิ้วสองข้างของอาทิตย์ก็ขมวดเข้าหากันด้วยตัวมันเอง ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นภาพนี้มาก่อน แต่ยังไม่ทันได้ขุดหาความทรงจำให้มันชัดเจน คนข้างตัวก็กลับหยุดเท้าลง เอ่ยเสียงยุ่งยากใจ “อะไรวะ ! หญ้าสูงจะท่วมหัวขนาดนี้เลยเรอะ”

สายตาคนบ่นมองไกลไปยังเบื้องหลังผืนหญ้าความสูงไล่เลี่ยเอวที่กินพื้นที่กว้าง ตรงนั้นมีบ้านติดซอมซ่อจากฤทธิ์ของกาลเวลาหลังหนึ่งโผล่พ้นออกมา สีเข้มคล้ำของหลังคาโดดเด่นเหนือผืนหญ้าสีเขียวรอบตัว

...คงเป็นบ้านเก่าที่คุณอาอยากกลับมาเยี่ยมสินะ ดันกลายเป็นอนาคตว่าที่เพิงหมาแหงนไปซะแล้ว

คนเดินนำขยี้ศีรษะลำบากใจ บ่นงึมงำกับตัวเองว่าไม่คิดว่าแถวนี้จะเปลี่ยนไปขนาดนี้ แต่บ่นไปบ่นมาสุดท้ายก็ทำท่าจะเดินลุยเข้าไปอยู่ดี ก่อนไปยังมิวายหันมาหา ทำหน้าเหมือนจะถามเขาว่าจะไปด้วยกันไหม

...แล้วเขาก็ดันเดินลุยตามเข้าไปทั้งอย่างนั้น บางทีคงเพราะต้องการสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองละมั้ง ว่าสภาพภายในของบ้านที่ถูกทิ้งร้างเป็นเวลานานมันจะเป็นยังไง

โชคดีที่ระหว่างลุยพงหญ้าไม่มีใครโดนงูฉกตายไปเสียก่อน พวกเขามาถึงหน้าประตูบ้านผุพังโดยสวัสดิภาพทั้งคู่ สภาพตัวบ้านระยะใกล้ดูดีกว่าตอนที่มองจากไกล ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ มือกร้านของอดีตเจ้าของบ้านผลักเปิดประตูที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดบาดหู

ห้องเบื้องหลังบานประตูสว่างด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดเข้ามาทางหน้าต่างฝั่งหนึ่ง โต๊ะ เก้าอี้และเครื่องเรือนอื่น ๆ ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ภายในห้องอย่างเงียบงัน แม้แต่แจกันบนโต๊ะเตี้ยกับภาพแขวนบนผนังก็ยังอยู่ในที่ ๆ สมควรอยู่ จะต่างไปก็ตรงที่พวกมันจมอยู่ภายใต้กองฝุ่นหนา รวมถึงยับเยินไปบ้างจากลมฝนและร่องรอยอารยธรรมสัตว์โลกที่ลอดเข้ามาทางบานหน้าต่างไม้ซึ่งผุพังไปแล้วครึ่งบาน คนเดินนำชะงักกับภาพตรงหน้า ผ่านไปนานก่อนที่จะถอนหายใจยาวเหยียด บ่นเบา ๆ กับตัวเอง “...เก่าไปมากแล้วจริง ๆ”

หลังจากนั้นคุณอาที่คิดรำลึกความหลังก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปสำรวจบ้านเก่า ดังนั้นคนรู้จักแต่ในนามจึงถือโอกาสเดินตามเข้าไปด้วย เขาเดินวนรอบห้องรับแขกจนครบแล้วลองเปิดประตูบานที่ใกล้มือที่สุด วินาทีที่เห็นสภาพภายในห้อง ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วขึ้นมาโดยไม่ทันรู้ตัว

...ห้องเด็ก?

เตียงขนาดเล็กสีหวานนอนชิดฝาผนังที่มุมหนึ่ง เหนือผ้าปูที่นอนลายดอกไม้คือชุดกระโปรงเขียวตัวน้อยที่ปลายเตียง ชั้นวางบนผนังเบียดเสียดด้วยตุ๊กตายัดนุ่นกับหนังสือภาพที่ได้รับการจัดเรียงเรียบร้อย บ้านตุ๊กตาขนาดใหญ่ทำจากไม้นอนชิดมุมผนังข้างตู้เสื้อผ้าเด็กสีขาว ทุกอย่างในห้องยังคงสภาพดังที่มันควรจะเป็น เพิ่มมาก็เพียงแต่ฝุ่นหนาจับเป็นก้อนเท่านั้น แสงอาทิตย์จากภายนอกลอดเข้ามาผ่านซี่หน้าต่างขึ้นคราบดำ อาบย้อมห้องแคบด้วยแสงสลัวทึบทึม ในโลกสีเทาใบนั้น ดวงตาของตุ๊กตาผ้าบนผนังคล้ายจ้องตรงมายังผู้มาเยือน พร้อมทั้งไถ่ถามถึงเธอที่จากไป...ถึงเธอที่พวกเขาเฝ้ารอคอย

ที่เขาแปลกใจก็เพราะระหว่างทางมา อาคนนี้เล่าเรื่องแบบหว่านแหสุด ๆ ถึงขนาดที่เขาต้องรู้ทั้งที่ไม่ได้อยากว่าพนักงานรุ่นป้าคนหนึ่งในโรงงานอากำมะลอมีลูกชายสองคน คนพี่ชอบเล่นกีฬา ส่วนคนน้องชอบดูกีฬาที่พี่ตัวเองเล่น แต่กลับไม่เห็นฝ่ายนั้นเล่าเรื่องลูกตัวเองให้ฟังเลยแม้แต่คำเดียว ตอนแรกเขาเดาเอาเองว่าอีกฝ่ายคงไม่มีลูก ใครจะรู้บางทีครอบครัวนี้อาจมีปัญหาด้านการมีลูกยากก็ได้ แต่ถ้าว่ากันตามห้องตรงหน้า เขาคงเดาผิดเสียแล้ว

กึก…

ฝีเท้าด้านหลังตัวทำให้คนที่หลุดเข้าไปในภวังค์ความคิดสะดุ้งเล็กน้อย “ห้องนั้น…” เสียงติดแหบกว่าที่เคยของชายวัยกลางคนดังขึ้นเบื้องหลัง เขาหันหน้าไปมอง

หว่างคิ้วขมวดลึกเป็นปมบนดวงหน้าเจือริ้วรอยแห่งกาลเวลาปรากฏแก่สายตาเป็นอย่างแรก ก่อนที่นัยน์ตาใต้คิ้วสองข้างจะมองผ่านไหล่เขาที่ยังจับลูกบิดประตูค้างไว้ เหลือบเข้าไปในห้อง

แวบเดียว เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น ก่อนที่คนคนนั้นจะหลับตาลงแทบทันทีในจังหวะที่เบือนหน้าหนีไปอีกทาง จากนั้นถึงบอกเขาด้วยเสียงแห้งผาก “ปิดประตูเถอะ”

อาทิตย์ทำตามคำขอ ประตูไม้ลั่นเสียงแหลมออกมาเบา  ๆ ตอนที่เขาปิดมันลง

เมื่อสำรวจบ้านเก่าจนเสร็จ ไม่นานพวกเขาก็แยกย้าย

และด้วยเหตุผลบางประการที่เขาเองไม่ค่อยเข้าใจ คุณอาคนเดิมปรากฏตัวอีกครั้งในช่วงบ่ายวันถัดมาหน้าประตูบ้านหลังปัจจุบันของอาทิตย์

ชายร่างท้วมตะโกนมาจากหน้าบ้านว่า ‘ฝู ! นี่อาเอง ! อยู่หรือเปล่า !’

ไม่อยู่ครับ

เสียงที่ดังขึ้นมาในใจของอาทิตย์ตอบไปอย่างนั้น

ตอนแรกเขากะจะรีบหลบเข้าหลังบ้านแกล้งทำเหมือนไม่มีคนอยู่ก่อนที่เรื่องจะยุ่งยากไปกว่านี้อยู่แล้ว โชคไม่ดีที่จังหวะนั้นคนข้างนอกดันมองเห็นเขาผ่านหน้าต่างพอดี ซ้ำยังโบกมือตะโกนทักทายให้อีก

...บ้านเขารึก็ไม่ใช่ แล้วมันเรื่องอะไรถึงยังต้องเดินมาเปิดประตูรับแขกอย่างนี้ก็ไม่รู้ ในใจคนอาศัยอดไม่ได้ที่จะเริ่มชั่งน้ำหนักว่าระหว่างเล่นตามน้ำต่อไปกับเฉลยความจริง แบบไหนถึงจะยุ่งยากน้อยกว่ากันกันแน่

อาทิตย์มองคนที่เดินเข้ามาในบ้านแล้วได้แต่ลอบถอนหายใจ

“ทำซะดูดีขึ้นขนาดนี้เชียว” อาร่างท้วมมองสภาพภายในบ้านด้วยแววตากึ่งตื่นตาตื่นใจ “น่าอยู่ขึ้นกว่าเดิมตั้งเยอะเลยนี่ ทั้งที่แต่ก่อนเคยโทรมตั้งขนาดนั้น เก่งนะเรา”

อาทิตย์ส่งรอยยิ้มรับคำชมให้อีกฝ่าย ไม่มีอะไรจะพูดมากไปกว่าคำถามตรงประเด็น “อามาถึงนี่มีธุระอะไรหรือเปล่า”

คุณอาไม่ได้ตอบในทันที เอาแต่มองรอบ ๆ ไปเรื่อย คนถามจึงยืนพิงกำแพงเงียบ ๆ รอคอยคำตอบ

“โฮ่...โต๊ะนี่มันตัวนั้นนี่ ที่เอามาจากบ้านอาใช่ไหม” คนพูดลูบผิวหน้าโต๊ะไม้ซึ่งถูกใช้เป็นที่วางตู้ลิ้นชักเล็ก ๆ ชั่วครู่ ก่อนผละออกมามองอย่างอื่น

“อาจะ…” เจ้าของบ้านจำเป็นรู้สึกว่าถ้าต้องยืนรอแขกชื่นชมการตกแต่งภายในไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ บางทีคงอีกยาว ให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มลากเข้าเรื่องก่อนเองคงดีกว่า “นั่งพักก่อนไหม เดินมาน่าจะร้อน”

“เอ้อ ก็ดี”

อาทิตย์ถือโอกาสนั้นรินน้ำมาให้อีกคนที่นั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะกินข้าว

“แกนี่...พูดน้อยลงนะ” คุณอาทักขณะรับแก้วน้ำไป

“น้อยลงหรือ” คิ้วที่เลิกขึ้นแสดงความแปลกใจ สุดท้ายเจ้าตัวก็พยักหน้ารับ “คงอย่างนั้นมั้ง ช่วงนี้เหนื่อย ๆ ร่างกายคงขี้เกียจขยับไปเอง”

“ขยันแวบไปทั่วแบบแกเหนื่อยเป็นด้วยรึไง”

“คนขยันก็รู้จักเหนื่อยเหมือนกันไม่ใช่หรือ” รอยยิ้มสบาย ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากได้รูป “แล้วนี่มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าถึงได้มาหาถึงบ้าน เมื่อวานไม่เห็นบอกอะไร”

อาโบกมือปฏิเสธ “โอ๊ย ไม่มีอะไร ๆ คนมันอยู่บ้านว่าง ๆ ไม่มีคนคุยด้วย ถึงได้มาชวนแกเพ้อเจ้อไปเรื่อย เออ วันนี้ก็เห็นเจ้าคชมันจะไปหากิรีที่บ้าน ตอนออกไปท่าทางกระดี๊กระด๊าจนน่ารำคาญ พี่ชายแท้ ๆ ไม่กลับมาตั้งหลายปีเจอหน้ากันทั้งทีแท้ ๆ นี่ถ้ามันเจียดความกระตือรือร้นพวกนั้นออกมาดูแลพี่ชายตัวเองบ้าง ป่านนี้มีหวังได้เข้าชิงรางวัลน้องดีเด่นไปแล้ว”

แล้วเสียงบ่นกระปอดกกระแปดก็ดังต่อเนื่องตามมาไม่หยุด หารู้ไม่ว่าเจ้าตัวคนฟังไม่ได้มีใจคิดจะฟังเลยสักนิด อาทิตย์ลอบขมวดคิ้วตั้งแต่ได้ยินเป้าหมายที่อีกฝ่ายถ่อมาถึงนี่ เสียแต่คนที่ท่าทางจะคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้ยิ่งกว่าเขากลับไม่ได้รับรู้ถึงหัวคิ้วที่เขยิบเข้าหากันพวกนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำได้แค่ปล่อยให้มันเป็นไป พร้อมหาจังหวะเชิญแขกกลับไปพลาง ๆ เท่านั้นเอง

“จะว่าไปเดี๋ยวนี้แกก็ยังไปหากิรีบ่อย ๆ อยู่ใช่ไหม เจ้านั่นมันบ่นให้ฟังแล้วฟังอีก พับผ่าผ่านมาตั้งกี่ปี เรื่องบ่นเสือกยังวนอยู่แต่หัวข้อเดิม ๆ จะแต่งงานอยู่อีกไม่กี่วันแล้วก็ยังไม่เว้น แต่แกก็รู้อยู่ว่ามันไม่ชอบที่แกไปเจอกิรีอยู่เรื่อย แต่ว่าก็ว่าเถอะ คนเขารู้จักกันมานานขนาดนี้ยังไม่รู้จะบ่นอะไรนักหนา สงสัยมันกลัวสู้แกไม่ได้เลยกังวลจนวิตกจริตมั้ง ฟังเจ้านั่นพล่ามมากเข้าแล้วประสาทจะกินเอา ระหว่างนี้ถ้ามันมาหาเรื่องก็มาบอกกันได้เลยนะ ไว้จะด่าให้สักที”

ข้อความนี้ถ้าเจ้าของบ้านกลับมาแล้วเขาจะเก็บไปบอกให้แล้วกันนะ

แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็คงต้องยอมรับ เรื่องบ่นของคุณอานั้น...ยาว...มากทีเดียว

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ ก่อนที่เสียงเปิดประตูหน้าบ้านจะหยุดปากที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งไม่หยุดพักนั้นลงได้สำเร็จในที่สุด

...ใครกันอีก

ถึงจิตใต้สำนึกจะซาบซึ้งในน้ำใจคนที่เข้ามาช่วยเหลือประสาทหูของเขาไว้ได้ทันท่วงที แต่ตอนนี้ความสับสนมันมีอิทธิพลมากกว่า อาทิตย์มองคนที่เข้ามาแบบไม่ให้สัญญาณล่วงหน้าแม้แต่น้อย นอกจากนี้ถ้าเขาเดาไม่ผิด มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คนคนนี้จะไม่รู้จัก ‘ฝู’

ยุ่งยากจริง ๆ

ใครคนนั้นคงอยู่ในวัยไล่เลี่ยกับเขา พอก้าวเข้ามาเห็นคนในบ้านทั้งสองก็ชะงักค้าง บนใบหน้าแสดงความสับสนงุนงง

สักพักฝ่ายนั้นถึงเริ่มถึงบางอ้อ “อาโคมิน ! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่เห็นรู้เลย”

ฝ่ายคนแก่กว่าก็จำเจ้าของเสียงทักได้แทบจะในทันที “บุหงาเรอะ แกนี่หน้าไม่ค่อยเปลี่ยนเลยนะ อาเพิ่งกลับมาไม่นานเอง”

“คนมันหน้าตาดีเหมือนเดิมก็อย่างนี้ จะให้เปลี่ยนคงยากนิดนึง” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ยักคิ้วส่งให้

“ไอ้นิสัยนี่ก็ยังไม่เปลี่ยน”

“มีคนบอกว่าคนเราถ้าโกหกมันก็พูดเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าพูดความจริงจะเมื่อไหร่มันก็ยังเหมือนเดิม เข้าใจไหมอา”

“เคยได้ยินแต่ที่เขาบอกว่า คนบางคนโกหกเก่งจนหลอกได้แม้กระทั่งตัวเองว่ะ”

“คนอะไรน่าสงสารจัง ดีนะที่ผมโกหกไม่เก่ง”

อีกฝ่ายเพียงแค่นเสียง ‘เฮอะ’ ให้กับประโยคนั้น พาให้อีกคนหัวเราะเอิ๊กอ๊ากพึงพอใจ

บุหงาเหลือบตามองคนในห้องที่เหลือ เลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นน้อย ๆ รอยยิ้มกว้างยังคงประดับอยู่บนมุมริมฝีปากตอนที่ลากเสียงยาวถามคนรู้จัก “แล้วนี่อามา…?”

“มารอแกมาหามั้ง ก็มาเยี่ยมเพื่อนแกน่ะสิวะ อยู่บ้านเขาทนโท่อย่างนี้ยังจะถามทำไมอีก” เพราะคิดว่ากำลังโดนเด็กยียวนอย่างเคย โคมินถึงตอบแกมรำคาญกลับอย่างขอไปที

“อ้อ...” เสียงนั้นมาพร้อมรอยยิ้ม “มาหาฝูนี่เอง”


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 8


อาทิตย์ไหวตัวให้กับรอยยิ้มร่าเริงของผู้มาใหม่ แม้อย่างนั้นในใจก็ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนอะไรกับร่องรอยรู้เท่าทันที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงมากมาย บนดวงหน้าดูดีจึงปราศจากความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เช่นกัน

เพราะอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีงุนงงสงสัยในเนื้อหาที่อาจำเป็นเพิ่งบอกออกมา อาทิตย์จึงรอเงียบ ๆ ว่าคนตรงหน้าจะตัดสินใจทำอย่างไรต่อไป

“เออ ถ้างั้นอาว่า…แล้วฝูมันยังหน้าเหมือนเดิมด้วยหรือเปล่า”

คำถามเรื่อยเปื่อยดังกล่าวมาพร้อมท่าทีไม่จริงจัง โคมินเองก็เคยชินกับการพูดล้อเล่นไปเรื่อยของคนเด็กกว่า จึงไม่ได้รู้สึกว่าแปลกประหลาดที่ตรงไหน เขาจดจ้องอาทิตย์ด้วยสายตาครุ่นคิดอยู่นานสองนาน จากนั้นก็ยกมือขึ้นมาชี้ชายหนุ่มซ้ำ ๆ ระหว่างที่แสดงความเห็น “เจ้านี่น่ะนะ หน้าเปลี่ยนไปมากกว่าแก...แต่ก็ยังมีเค้าเดิม”

เท่านั้นเองคนฟังก็ขำก๊าก มิวายเงื้อมือตบหลังคนที่หน้ายังมีเค้าอดีตที่ว่าดังป้าบ ๆ จนเจ้าตัวต้องนิ่วหน้าน้อย ๆ เพราะแผลช้ำใต้เนื้อผ้าที่โดนทำร้ายกะทันหัน แต่ตัวคนตบกลับไม่ทันสังเกตเห็นเอาแต่ลงแรงไม่ยั้ง ปากก็ว่า “เหรอ ๆ อย่างนี่นี่เอง”

ยังไม่ทันที่เสียงหัวเราะจะหยุด ความคิดเห็นเสริมก็ดังขึ้นแทรก

“มันโตมาหล่อขึ้น ไม่เหมือนแก”

คราวนี้คนโดนพาดพิงเป็นต้องชะงักมือที่กำลังทำร้ายร่างกายคนอื่นกึก ขมวดคิ้วไม่พอใจ “ไอ้วิธีพูดอย่างนี้มันแปลความหมายได้หลายทางนะ”

คนแก่กว่ากลับตัดรำคาญเอาดื้อ ๆ “แกเข้าใจว่าอย่างไหนก็แปลว่าอย่างนั้น”

“เอ๊ะ...อานี่ ! พูดจาอะไรทำไมไม่มีความรับผิดชอบอย่างนี้วะ ! เมื่อกี้หมายความว่ายังไงกันแน่บอกมาซะดี ๆ ไม่งั้นอย่าหาว่าไม่เตือน”

“ไอ้ลูกหมา แกมันจะทำอะไรได้” เสียงกล่าวดูถูกอยู่ในที แต่กลับไม่กระทบความมั่นใจของชายหนุ่มที่ยักคิ้วข้างหนึ่งด้วยท่าทางเหนือกว่าแม้แต่น้อย

“ผมจะเอาฝูไปซ่อน” บุหงากระตุกยิ้ม “เอาให้พลิกหาทั้งหมู่บ้านสามวันสามคืนก็ยังไม่เจอ ดูซิจะมีใครอกแตกตายเพราะไม่มีคนคอยฟังตัวเองพล่ามบ้างรึเปล่า”

“แกนี่ไม่รู้จักโต” อีกฝ่ายส่ายศีรษะให้คำขู่ ไม่นานก็ลุกจากเก้าอี้ “เอาเถอะ งั้นวันนี้อากลับก่อนแล้วกัน ไว้วันหลังเจอกันใหม่ แกด้วยบุหงา”

ว่าแล้วคนพูดก็ชี้หน้าเจ้าของชื่อ ก่อนจากไปง่าย ๆ ทั้งอย่างนั้น ทิ้งอาทิตย์ไว้กับคนที่ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่าหน้าคุ้น ๆ พอคิดไปคิดมาถึงนึกขึ้นได้ว่าใบหน้านี้มีเค้าเดียวกับผู้หญิงที่เขาเจอหลังฟื้นขึ้นมาในบ้านนี้ไม่นาน

ความเงียบคลอบคลุมทั่วห้องหลังคนที่พูดมาตลอดหายศีรษะไป อาทิตย์ไม่รู้ว่าคนคนนี้รู้สึกอย่างไรที่เขาไม่ได้บอก ‘คุณอา’ ว่าตนไม่ใช่ฝู ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องเขามากน้อยแค่ไหน และตอนนี้เขาเป็นอะไรในสายตาอีกฝ่าย โจร ? นักต้มตุ๋น ? คนสติฟั่นเฟือน ?

บุหงาเองพอเดาเรื่องที่คนข้างตัวกำลังคิดอยู่ได้ราง ๆ เดิมทีถึงคิดว่าจะได้เห็นท่าทีกระวนกระวายอย่างคนถูกจับได้คาหนังคาเขา

ที่ไหนได้ ผู้อาศัยตัวดีดันเอาแต่มองมานิ่ง ๆ รอให้เขาเป็นฝ่ายเปิดประเด็นก่อน สุขุมเสียจนเขาเผลอหลุดขำพรืดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“นายนี่น่าสงสาร” คนพูดแสดงสีหน้าเห็นใจ “ ทนฟังอาแกพล่ามน้ำท่วมทุ่งเป็นวรรคเป็นเวรเลยสิ เมื่อกี้ตอนเข้ามาเห็นหน้าก็รู้แล้ว น่าสงสาร ๆ ดวงไม่ดีเอาซะเลย คนที่ฟังคนอื่นบ่นเรื่องตัวเองได้นานขนาดนั้นโดยไม่ทุกข์ไม่ร้อนก็มีแต่เจ้านั่นแหละ นั่นน่ะระดับผู้เชี่ยวชาญ”

ความเป็นมิตรนั้นทำให้อาทิตย์ขมวดคิ้วน้อย ๆ เลือกถามสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองแม้ความจริงจะมีเรื่องสงสัยอีกเป็นกระบุงโกย “คุณไม่ตกใจผม ?”

“ตกใจเรื่องอะไร ทำไมต้องตกใจด้วย นายเป็นผีรึไง”

ในเมื่ออีกฝ่ายรู้จักคนที่เก็บเขามา ถึงบอกว่าเคยได้ยินเรื่องของเขาแล้วก็คงไม่แปลก

...ฝ่ายนั้นไม่เอาความ เขาเองก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องสาวความต่อ ที่จริิงคนคนนี้จะเป็นใคร หรือมีความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเขายังไง มันสำคัญตรงไหน ?

ต่อให้ประกายแข็งกระด้างจะวูบไหวในดวงตาอีกฝ่ายยามแรกพบก็ตาม

“คุณมาที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่า ถ้ามาหาเขา...ตอนนี้เขาไม่อยู่”

“เปล่า ๆ เรื่องนั้นน่ะฉันรู้ตั้งแต่โดนทิ้งแล้ว ที่มาหานี่ก็ตั้งใจมาหานายนั่นละ เจ้านั่นมันฝากให้มาดูว่าระหว่างมันไม่อยู่คนในบ้านยังหายใจหรือซี้ม่องเท่งไปแล้วกันแน่ อยู่ดี ๆ ก็อยากเล่นบทคนใจบุญ ไม่รู้ตัวอะไรเข้าสิง แต่เล่นคนเดียวไม่ได้เสือกต้องลากคนอื่นไปลำบากด้วย”

ด้วยความที่รู้สึกเหมือนโดนพาดพิง คนอาศัยดังกล่าวจึงได้แต่ค้างเล็กน้อยก่อนบอกเรียบ ๆ “ขอโทษที ทำให้คุณลำบากแล้ว”

แต่อีกคนกลับโบกมือปฏิเสธคำขอโทษ “ไม่เป็นไร ๆ เรื่องเล็กน้อย เอ้า ! เข้าเรื่องกันเถอะ !”

เรื่องไหน ?

“ยาที่ให้กินบ้างหรือเปล่า ทายาแล้วเป็นยังไงบ้าง มีอาการแปลก ๆ ไหม ไหน ขอดูแผลหน่อย” ว่าแล้วเจ้าตัวก็เข้ามาพิจารณาแผลบนร่างกายของเขาใกล้ ๆ “วันก่อนเจ้านั่นปุบปับมาถึงบ้านบอกว่าขอยาหน่อย ไอ้เราก็นึกว่ามันไปหาเรื่องใครที่ไหนมาอีก มันเล่าแค่ว่านายมีแผลนู่นนี่เต็มตัวฉันเลยให้แบบสุ่ม ๆ ไปก่อน เห็นว่าตอนแรกหลับเป็นตายเลยนี่ แล้วเป็นไงมาไงถึงเกิดอยากกลายเป็นเจ้านั่นขึ้นมา มันมีดีตรงไหน”

“เรื่องนั้น...” หัวข้อที่ยังค้างคาวกกลับมาแบบไม่ให้สัญญาณล่วงหน้า อาทิตย์คิดครู่หนึ่งก่อนตอบสั้นกระชับ “เขาเข้าใจผิดผมเลยปล่อยเลยตามเลย”

แปลกดีที่ฝ่ายนั้นก็ดูจะเชื่อกันง่าย ๆ แถมยังยิ้มล้อเลียนให้ “โถ พาตัวเองซวยแท้ ๆ แต่จะว่าไปก็พอเข้าใจได้อยู่ ดูไปดูมานายสภาพนี้ก็คล้ายเจ้านั่นสมัยก่อนนิด ๆ นะ ประมาณว่าถึงโตขึ้นมาได้แบบนี้ก็คงไม่แปลก แต่ก่อนสีตามันเข้มกว่าเดี๋ยวนี้ อือแต่หน้านี่...มันก็เหมือนจะมีเค้าแต่ก็เหมือนจะไม่มี อาแกคงสายตายาวแล้วมั้ง ตกลงทายากินยาแล้วเป็นยังไงบ้าง มีอาการแปลก ๆ อะไรรึเปล่า”

คราวนี้คนตอบออกจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง “ผมยังไม่ได้ใช้เลย คุณเป็นหมอ ?”

“เปล่าไม่ได้เป็น ...แผลพวกนี้ใช้ยาที่ให้ไม่น่าจะมีปัญหานะ ฝูมันเอามาให้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่เหรอทำไมถึงไม่ใช้ ไม่อยากหรือไม่กล้าหรืออะไร พวกนั้นไม่ใช่อะไรพิลึก ๆ หรอก ฝูมันก็ตั้งใจอยากให้นายหายดีจริง ๆ”

เขาตอบไปแค่ อืม

หมดธุระแล้วบุหงาก็เตรียมตัวจะกลับบ้าน ก่อนไปยังไม่ลืมชวนอีกคนว่าจะไปกินข้าวที่บ้านด้วยกันไหม พอเห็นว่าอาทิตย์ปฏิเสธ เขาก็ยื่นปิ่นโตที่หิ้วติดมือมาตั้งแต่แรกให้เหมือนเดาว่าเขาจะตอบอะไรเอาไว้แล้ว บอกว่าเป็นอาหารที่แม่ทำมาฝาก

ตอนที่กำลังจะกลับแล้วจริง ๆ บุหงาก็ถามขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “แล้วนี่นายจะเป็นฝูไปอีกนานแค่ไหน”

ไม่รอให้คนที่กำลังชะงักเพราะคำถามเหนือคาดได้ตอบอะไร เสียงเดิมก็ถามต่อพร้อมรอยยิ้มกว้างบนริมฝีปาก

“แต่ว่าการที่ไม่ต้องเป็นตัวเองน่ะ มันรู้สึกดีใช่ไหม”

อาทิตย์มองคนตรงหน้าเล็กน้อย คลี่ยิ้มเป็นมิตรกลับเช่นกัน

เห็นรอยยิ้มนั้นแล้วคนที่ไม่ใช่หมอก็เพียงแค่โบกมือลา เอ่ยทิ้งท้ายไม่ยี่หระ “อย่าเผลอเล่นจนติดใจแล้วกัน แบบนั้นน่ะ ถึงเป็นยาฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะ”

แผ่นหลังนั้นห่างไกลจนหายลับไป ในบ้านไม่เหลือใครนอกจากเขาอีกครั้ง เสียงเอะอะเดิม ๆ จึงร้องตะโกนฝ่าความเงียบขึ้นมา กู่ร้องดังก้องภายในก้อนสมองจนรวดร้าว ความรู้สึกนี้อีกแล้ว

เจ็บชะมัด…

ความเจ็บปวดที่ก่อนหน้าทรมานจนแทบทนไม่ได้ แต่เวลานี้กลิ่นเย็นนุ่มละมุนกลับปลอบประโลมใจให้ทุเลา มันต่างจากกลิ่นหวานทว่าเสียดแทงนั้น

กลิ่นเย็นที่คล้ายจะชัดเจนที่สุดในห้วงฝันก่อนลืมตาตื่นยามรุ่งสาง



“นี่พี่ไปไหมมา ?”

คชถามพี่ชายซึ่งเพิ่งเดินตัวปลิวกลับเข้าบ้าน คนที่ถ่อมาจากต่างเมืองเพื่อเข้าร่วมงานแต่งงานของตน แต่กลับหายตัวไปจากบ้านบ่อย ๆ ถึงเขาเองจะไม่ค่อยมีเวลามาสนใจอีกฝ่ายเหมือนกันก็เถอะ

“เดินเล่น แล้วแกล่ะ ไปหากิรีไม่ใช่รึไง ทำไมกลับมาไวนัก”

“กิรีไม่อยู่บ้าน” ตอบแล้วคนพูดก็ขมวดคิ้วมุ่น

“อ้าวเรอะ แล้วไปไหน”

“ไม่รู้ ฉันนึกว่ารอสักพักก็คงกลับมา แต่รอเป็นชั่วโมงแล้วก็ยังไม่เห็นตัว ถึงได้กลับมาก่อนนี่ไง ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปหาใหม่ก็ได้”

“จะแต่งงานกันอยู่แล้วแต่พวกแกนี่ก็ยังเหมือนเดิม”

น้องชายตัวดีกลับยิ้มเผล่ให้ประโยคแฝงอารมณ์ห่วงใยอันหาได้ยากของพี่ชายที่อายุห่างกันไม่น้อย ทำไมเขาจะไม่รู้ ในสายตาของพี่ เขาไม่ต่างจากเด็กคนเดิมที่พยายามวิ่งไล่ตามแมลงปีกบางสีสวยอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งที่มันบินไปไกลเกินกว่ามือจะเอื้อมถึงตั้งนานแล้ว และทั้งที่มันคงไม่มีวันบินกลับมาเพียงเพื่อเกาะลงบนปลายนิ้วของเขา พี่ก็แค่ห่วงว่าระหว่างที่ตาของเขากำลังเอาแต่จับจ้องภาพบนฟ้าแล้วออกตัววิ่งไม่หยุด เขาจะเผลอสะดุดล้มหน้ากระแทกจนตัวยับเยินไปด้วยรอยแผลเสียก่อน

นอกจากนี้จะให้ปฏิเสธแล้วบอกว่าสิ่งที่พี่คิดมันผิดเขาเองก็ปฏิเสธได้ไม่เต็มปาก ถึงตัวเขาจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่เขาก็เคยเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ภาพเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นมันติดแน่นอยู่ในดวงตาของพี่จนยากที่จะลบออก

คชรู้ดี ความห่วงใยที่ได้รับนี้ และเขารู้สึกขอบคุณที่อีกฝ่ายมอบมันให้กับเขา

แต่สิ่งที่พี่ไม่รู้ก็คือ คนที่ทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกขอบคุณนี้ ก็คือเธอ

ถ้าเป็นตัวเขาเมื่อก่อนคงไม่มีวันรับรู้ถึงแม้กระทั่งความห่วงใยในประโยคง่าย ๆ แบบนี้แน่ ต่อให้ตามองตรงไปข้างหน้าแต่ใจกลับหันไปทางอื่นตลอดเวลา จึงไม่เคยมองเห็นสิ่งเล็ก ๆ มากมายที่วางอยู่ข้างกายเสมอ

ระหว่างที่กำลังเดินไปคุยไปสองคนบนทางกลับบ้านของกิรีในวันหนึ่ง เขาจำไม่ได้แล้วว่าก่อนหน้านั้นคุยเรื่องอะไรกันอยู่ บางทีอาจเป็นแค่เรื่องไร้สาระทั่วไปก็ได้ ความทรงจำของเขามันจะชัดเจนขึ้นก็หลังจากนั้น ตอนที่เธอหยุดเท้าลงกะทันหัน มองตาเขาตรง ๆ จากนั้นก็เอ่ยด้วยท่าทางเป็นปกติ ไม่ต่างจากเวลาบอกเขาว่าอากาศเป็นยังไงหรือวันนี้เพิ่งไปไหนมา “คุณมองฉันอยู่”

แน่นอน เขาในตอนนั้นได้แต่งงไปพักใหญ่ จากนั้นก็ตอบออกไปว่า “อืม” ...ก็ในเมื่อพวกเขากำลังมองตากัน แล้วเขาจะไม่ได้มองเธออยู่ได้ยังไง

เธอบอกเขาว่า “แต่กลับไม่เห็นอะไรเลย”

หลังจากนั้น ตอนแรกเขาเองไม่เข้าใจ ส่วนตอนหลัง...เขาโกรธจัดจนแทบระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่

แวบแรกเขาไม่เข้าใจและคิดว่าเธอกำลังพูดล้อเล่นอะไรสักอย่าง แต่พอทวนถ้อยคำเดิมซ้ำอีกหนในสมอง คำเหล่านั้นกลับเหมือนถ้อยคำดูถูก

แค่คำไม่กี่คำเท่านั้น เขารู้สึกว่าตนกำลังถูกหยามศักดิ์ศรี เหมือนได้ยินเสียงที่เคยชอบฟังมาตลอดแฝงไปด้วยรอยเสียดสีซึ่งบาดลึกลงมาถึงใจดำ เหมือนเธอตั้งใจใช้มันเย้ยหยันเขา ชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเส้นโทสะบาง ๆ ก็ขาดผึง ขาทั้งสองข้างยืนนิ่งค้าง รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังกำหมัดแน่น ขณะที่ยังคงจ้องหน้าคนคนนั้นไม่วางตา

เขาจำได้ว่าตัวเองเค้นคำออกจากปากด้วยเสียงแหบต่ำจนแทบคล้ายการข่มขู่ “..กิรี เธอรำคาญฉันจนตั้งใจจะยั่วโมโหให้ฉันเลิกมายุ่งกับเธอใช่ไหม”

เขาโกรธมาก และโกรธมากกว่าเดิมตอนที่เธอไม่ตอบอะไร เพียงแค่มองเขาด้วยแววตาที่เขาไม่คิดจะเข้าใจ

หมัดที่กำจนเส้นเลือดนูนขึ้นมาสั่นน้อย ๆ ความหงุดหงิดเอ่อล้นจนแทบทนไม่ได้ เขาควรทำยังไงกับความรู้สึกนี้ ความเคยชินแนะนำให้เขาตะคอกใส่เธอกลับไป หรือไม่ก็ใช้กำลัง เธอสู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว

ชั่วพริบตานั้นอีกความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามา ไม่รู้มาจากที่ใด

เสียงของเขาที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนถามเขาว่า แล้วถ้ายอมรับมันล่ะ ?

แล้วความรู้สึกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนก็ผุดขึ้นจากความว่างเปล่า ชะล้างทุกสิ่งก่อนหน้าจนหายวับไปเหมือนน้ำเย็นที่สาดลงบนหน้า

บางแห่งในใจตอบไปว่า ...อย่างนี้นี่เอง

วินาทีนั้นเขารู้ว่าเขายอมรับมันได้ด้วยความคิดที่ว่า ถ้าอีกฝ่ายเป็นเธอ เขาคงยินดีเดินถอยหลังกลับมา

ถึงเขาจะถอยกลับมา เธอเองคงยืนมองเขาอยู่ที่เดิม คล้ายรอคอยเช่นนั้น โดยไม่ต่อว่าหรือซ้ำเติม

แล้วเขายังมีความจำเป็นอะไรให้ต้องเงื้อมือขึ้นเพียงเพือป้องกันตัวเองอีก ?

“ฉันไม่เป็นไรหรอก” เขาบอกพี่ชายพร้อมรอยยิ้ม

“ลองเป็นดูขึ้นมาสิ” คำย้อนกึ่งเล่นกึ่งจริง “แล้วจะซ้ำให้ เตือนแล้วเตือนอีกก็ไม่ฟัง”

คนน้องส่ายหัวอ่อนใจ “เอาน่า ๆ หรือยังไงวันไหนพี่ไปหากิรีด้วยกันเลยไหม ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว”



ฝูตื่นตอนเช้ามืดตามเวลาของนาฬิการ่างกาย จัดการตัวเองรวดเร็วเสร็จสรรพ แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟเจ้าเก่า

ไฟหน้าของขบวนม้าเหล็กแหวกฝ่าความมืดมิดเบื้องล่างท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม พุ่งเข้ามาหยุดนิ่งข้างชานชาลา อากาศตอนเช้ามืดติดจะชื้น คนลงจากขบวนโดยสารพลุกพล่านไม่น้อยเพราะเป็นสถานีขนาดใหญ่ เขาชะเง้อคอมองคนที่กำลังทยอยเดินออกมาแต่กลับไม่เห็นหน้าที่สมควรได้เห็นสักที

กระทั่งคนเริ่มซาลง ฝูถึงขมวดคิ้วเป็นปมน้อย ๆ ในใจผุดความคิดที่ว่าอาจมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น

แรงสะกิดที่ไหล่จากด้านหลังทำให้เขาหันขวับไปมอง พอเห็นหน้าเจ้าของมือชัดเต็มตา ชายหนุ่มหัวเทาก็ถอนหายใจให้อีกฝ่ายที่ยักคิ้วส่งมาให้แล้วถามเขาด้วยน้ำเสียงขบขัน “ตกใจรึเปล่า”

“ตกใจสิ ! เฮ้อ...ไอ้เราก็นึกว่าตัวเองพลาดแล้วที่ไม่ได้สอนไว้ก่อน ว่าถ้าไม่รู้ต้องลงป้ายไหนก็ให้ลงตามตอนที่คนอื่นเขาลงเยอะ ๆ”

“มากไป”

“เขาเรียกว่าเป็นห่วงหรอก ป่ะ มาถึงแล้วก็ไปกันเถอะ แถวนี้คนเยอะเป็นบ้า”

“เอาสิ อยากนำไปที่ไหนก็เอา”

“ไปวางของกันก่อนแล้วกันเนอะ นี่แบกอะไรมา หนักไหม” สายตาที่เหลือบมองกระเป๋าถือทรงสี่เหลี่ยมในมืออีกฝ่ายติดสนใจใคร่รู้

“ถ้าบอกว่าหนักจะช่วยถือรึไง”

ชายหนุ่มหัวเราะร่าเริง “ไม่ละ”

ได้ยินอย่างนั้นอีกคนก็แค่นหัวเราะขึ้นจมูก เดินตามคนนำพลางกวาดตาสำรวจรอบข้างไปด้วย ในเสียงเคล้าอารมณ์ตื่นเต้นที่ซ่อนไว้ไม่มิด “ไม่ได้มาตั้งนาน เอะอะวุ่นวายเหมือนเดิม”

“อย่าหลงทางละ บอกไว้ก่อนถ้าหลงแล้วหาไม่เจอผมไม่รับผิดชอบนะ”

“อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ แล้วถึงหลงก็ไม่ต้องให้คุณมาช่วยหรอก”

ทั้งที่เขากะจะหันหน้าไปเพื่อเถียงย้อน แต่กลับเห็นคนที่เคยเดินข้าง ๆ กำลังจะไหลตามฝูงชนไปอีกทางเพราะตายังสอดส่องรอบข้างไปเรื่อยเสียก่อน

“เดี๋ยว ! ไม่ใช่ทางนั้นสักหน่อย !” ว่าแล้วมือซ้ายก็รีบคว้าข้อมืออีกคนหมับ

หลังลากตัวคนพร้อมของออกมานอกสถานีได้ คนออกแรงลากก็ถอนหายใจแล้วบ่น “พูดยังไม่ทันขาดคำเลย กิรี ผมหาคนไม่เก่งหรอกนะ”

รอยยิ้มกว้างปลอบใจที่เธอส่งมาช่างชวนให้กุมขมับเหลือเกิน “นิด ๆ หน่อย ๆ คิดมากไปได้ เลิกขมวดคิ้วได้แล้ว เอ้า ! เราไปกันเถอะ ! เนอะ !”

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 9


ซองจดหมายฉบับหนึ่งถูกสอดเข้ามาจากใต้ประตู ไม่รู้ว่านอนอยู่บนพื้นมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วหรือเปล่า กิรีหยิบมันขึ้นมาเปิดซองออกดู ภายในนั้นมีตั๋วรถไฟกับตัวอักษรบนกระดาษใบน้อย

‘ไปเที่ยวกัน’

ลายมือคุ้นตา แต่ต่อให้ตัดเรื่องลายมือออกเธอก็คงเดาได้อยู่ดีว่าเจ้าของจดหมายปริศนานี้คือใคร นี่น่ะนะของขวัญฉลองแต่งงานที่ว่า ?

มันตลกจนเธออดยิ้มไม่ได้ ยังชอบทำเป็นเล่นไปเรื่อยเหมือนเคย ปฏิทินที่วางอยู่บนโต๊ะบอกเธอว่าเวลาของงานที่ใคร ๆ บอกว่าสำคัญใกล้เข้ามาทุกที ตัวเลขบนหน้ากระดาษช่วยให้ตัดสินใจได้ไวขึ้นโขทีเดียว การเก็บของยัดใส่กระเป๋าไม่ใช่เรื่องยาก ไม่นานภายในกระเป๋าคู่ใจก็มีข้าวของจำเป็นจัดเรียงไว้เป็นระเบียบ

ยามค่ำ วันเดียวกับตัวเลขที่ระบุไว้บนตั๋วรถไฟ เธอถือสัมภาระเดินอ้อมผ่านทางไร้ผู้คนสัญจร เสียงแมลงที่ไม่ยอมปรากฎตัวให้เห็นดังระงมออกมาจากแผ่นผืนราตรีมืดมิด เงาที่ทอดลงบนพื้น ณ ชานชาลามืดสลัวในคืนจันทร์เสี้ยวมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น

ภายในห้องโดยสารรถไฟ ผู้ร่วมทางโดยมากต่างหลับใหลไม่รู้เรื่องราว ตัวเธอที่เหม่อมองความมืดมิดนอกหน้าต่างและหลับไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้เช่นกันตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงตะโกนบอกชื่อสถานีของเจ้าหน้าที่รถไฟร่างใหญ่ในชุดพนักงานยับย่นเหมือนเพิ่งโดนนอนทับมา เวลานั้นฟ้ายังไม่ทันสว่างดี

ไม่นานหลังจากนั้นเธอก็เจอกับเจ้าของจดหมายหน้าประตูบ้าน

คนนำทางพาเธอเดินเล่นพลางยืดอกตบปุ ๆ ด้วยความองอาจ ปากก็ว่า “ทริปนี้ไว้ใจเจ้ามือได้เลย !”

รู้จักกันมาก็นับว่านานนม หญิงสาวย่อมรู้ดีว่าสถานะทางการเงินของป๋าเฉพาะกิจคนนี้คาบอยู่บนเส้น ‘พอกินพอใช้’ มายาวนานพอ ๆ กับประวัติความสัมพันธ์ของพวกเธอสองคน ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวดีก็ยังพล่ามสรรพคุณตัวเองไม่หยุด แถมด้วยชี้สินค้าโน่นนี่ตามรายทางชักชวนให้เธอสนใจซื้อ คนฟังอย่างกิรีจึงได้แต่ส่ายหัวอ่อนใจ “กลัวลืมรสชาติแกลบรึไง”

“กิรี พูดอะไรอย่างนั้นเล่า” ฝ่ายนี้ยังส่ายนิ้วดิ๊กพลางส่งเสียงจุ๊ ๆ เป็นญาติจิ้งจกไปด้วย “นี่ผมเตรียมตัวมาอย่างดีขนาดไหนเพื่อการหนีเที่ยวรอบนี้รู้หรือเปล่า แล้วยังจะมาหักหาญน้ำใจกันด้วยคำพูดแบบนี้ลงคอเหรอ ไม่กลัวผมที่น่าสงสารน้อยเนื้อต่ำใจบ้างหรือไง จะบอกอะไรให้ ถ้าลองฟังดูดี ๆ ตอนนี้นะ ขนาดเวลาเหรียญในกระเป๋าตังค์ผมชนกันแทนที่จะดังกรุ๊งกริ๊งยังส่งเสียงว่า ‘ใช้ฉันสิ ! ใช้ฉันสิ !’ เลย ดูสิดูว่าพวกมันรอให้คุณมาใช้แค่ไหน !”

“...เหรอ ๆ โอ้โห สุดยอดไปเลย”

เห็นความตกอกตกใจแสนจริงใจนั้นแล้ว อีกฝ่ายก็ดันหันมายิ้มกว้างให้ พร้อมยื่นมือตบไหล่บางแปะ ๆ “แหม ไม่ต้องกลบเกลื่อนก็ได้น่า คนกันเอง จะมามัวเขินอยู่ทำไม แค่นี้ผมทำให้ได้อยู่แล้ว นี่ ๆ กิรี เอาไอ้นั่นไหม” เจ้าตัวได้ทีก็ดึงแขนเสื้อเธอแล้วชี้ไปยังแผงข้างตัว ไม่ยอมหยุดโฆษณาขายของ “คีรีบาไง ไม่ค่อยได้กินใช่ไหม จะปลูกแถวบ้านก็ปลูกไม่ขึ้น ไอ้ครั้นจะให้ปีนเขาขึ้นไปเอาก็ลำบาก”

หญิงสาวมองผลสีส้มแล้วเลื่อนสายตาขึ้นมองป้ายราคา หัวคิ้วมุ่นน้อย ๆ “...คุณอยากกินหรือเปล่า”

ฝ่ายนั้นยักไหล่ “ผมยังไงก็ได้”

ผลคีรีบามีรสหวาน เอาไปหมักทำเครื่องดื่มก็ได้ รสชาติของมันนับว่าไม่เลว เสียแต่ปกติราคามักไม่น่ารักสักเท่าไหร่ ที่จริงถ้าเขาอยากกินฟรีออกแรงขึ้นเขาแถวหมู่บ้านไปหาก็ยังพอมี แต่กว่าจะเข้าถึงต้นมันทางไปก็ทั้งไกลทั้งชันทั้งลำบาก จะหน้าไหน ๆ ไปเก็บทีไรเป็นได้เจ็บตัวกลับมาเกือบหมด ของที่กินก็ดีไม่กินก็ได้อย่างนี้ ใครจะไปมีแรงหามาเลี้ยงท้องบ่อย ๆ กัน

“งั้นอย่าเลย” เธอเดินต่อ “ฉันไม่ได้ชอบมันขนาดนั้น เอาเงินไปกินอย่างอื่นดีกว่า”

“เอางั้นเหรอ”

เขาผละออกมาจากแผงขายตามอีกคนอย่างว่าง่าย ก่อนที่เสียงพึมพำแผ่วเบาของหญิงสาวจะดังเข้าหู “...แต่ถ้าเป็นคชคงเอาละมั้ง เขาชอบคีรีบามากเลย แต่เพราะจะไปหาเองก็ลำบากจะซื้อบ่อย ๆ ก็ไม่ไหวเลยไม่ค่อยได้กิน”

ได้ยินอย่างนั้นคนฟังก็ยิ้มไม่พูดอะไร เดินไปอีกนิดสายตาก็สะดุดเข้ากับแผงขายดอกไม้ข้างตัว เขาสะกิดเธอให้หยุดเดิน หันไปพินิจบุปผาหลากสีสันบนแผงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคว้าเอาช่อดอกไม้สีฟ้าช่อเล็กขึ้นมา

เธอเลิกคิ้ว “จะซื้อดอกไม้ ? ให้ฉัน ?”

ฝูพยักหน้ารับ

“อารมณ์ไหนกัน ดอกไม้แถวบ้านมีตั้งเยอะแยะ ...ทำไมถึงพกกุหลาบไว้ในนั้นล่ะ ?” กิรีชะโงกหน้ามองถุงผ้าของคนหัวเทาที่กำลังควักเหรียญออกมายื่นให้คนขาย กลีบบางสีแดงสดภายในนั้นเด่นสะดุดสายตา เจ้าของกระเป๋าส่ายหัวดิ๊ก

“นี่ของสังเขา บุหลันบอกว่าตอนกำลังเดินเล่นอยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงเดินเอากุหลาบดอกนึงมาให้สัง ตอนนั้นถุงเงินนี่อยู่กับพวกนั้น สังเลยเอามันใส่ไว้ในนี้”

“หืม แล้วเด็กที่ให้ดอกไม้ที่ว่า...”

“อย่างน้อยทั้งสังทั้งบุหลันก็เหมือนจะไม่รู้จักละนะ” เขายื่นดอกไม้ให้คนข้างตัว “ผมให้”

กิรียิ้มน้อย ๆ “นี่ก็ของขวัญแต่งงานหรือ”

อีกฝ่ายตอบแค่ว่า “สีมันสวยดี”

“อืม สวย” ว่าแล้วเธอก็หยิบช่อดอกไม้อีกฝั่งขึ้นมายื่นเงินให้คนขาย จากนั้นก็ส่งหาคนข้างตัว “ฉันให้”

“อะไรเนี่ย” คำถามนั้นกลั้วหัวเราะ

“สู้กลับไง รับไปสิ”

“อยู่ดี ๆ มาให้ดอกไม้กันอย่างนี้เดี๋ยวใจผมหวิวนา โอ๊ะ...อย่าบอกนะ นั่นแน่ะ ! หลงเสน่ห์กันแล้วละสิ” บอกตามตรงไอ้คำที่พูดออกมาน่ะ กิรีไม่ถือสา แต่ท่าเสยผมไปข้างหลังแล้วยักคิ้วระหว่างพูดเนี่ย เธอรับไม่ได้ ฝ่ายนั้นพล่ามต่อพร้อมรอยยิ้มยียวนชวนคิ้วกระตุกที่มุมปาก “แบบนี้ไม่ได้นา ไม่ไหว ๆ ก็เข้าใจว่ามองมุมไหนผมก็ดีกว่าเจ้าคชอะไรนั่นละนะ แต่น่าเสียดายสายเกินไปนิดนึง เผอิญผมไม่มีนโนบายฉกตัวเจ้าสาว”

เจ้าสาวที่ว่าดันยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ “ไม่ต้องฉกต้องชิงอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวฉันเดินไปหาเองเลยแล้วกัน”

เขาถอยหลังสามก้าวโดยอัตโนมัติ “เอ๊ะ อย่ามาแช่งกันอย่างนี้นะ ตายด้วยเงื้อมมือว่าที่เจ้าบ่าวผู้เดือดดาลในข้อหาโจรลักพาตัวคู่หมั้นคู่หมายเขาน่ะ สมัยนี้คนเขาไม่แม้แต่จะเอาขึ้นข่าวกันแล้วด้วยซ้ำ อีกอย่างถ้าจะชวนผมหนีตามกันขอบุหงาก่อนแล้วรึยัง ไม่งั้นเดี๋ยวโดนหมอนั่นหงุดหงิดเอาไม่รู้ด้วย”

“ตีกันทุกวันยังจะมาหวงอะไรอีก”

“มันก็ท่ามากไปงั้น กิรีก็รู้ จริง ๆ ขี้เหงาจะตายชัก ผมไม่อยู่ขึ้นมาสงสัยทั้งวันคงเอาแต่นั่งซึมเป็นหมาหงอย”

“ถ้าตอนนี้บุหงาซึมอยู่จริง ๆ บางทีฉันคงมีส่วนต้องรับผิดชอบ” แววตาเธอเป็นประกายราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ “ที่คุณพาทั้งบุหลันกับสังมาที่นี่ มันเป็นเพราะฉันใช่ไหม”

ชายหนุ่มโบกมือปฏิเสธพร้อมสีหน้าที่เหมือนจะบอกว่าคิดมากไปแล้ว “มันก็แค่ผลทางอ้อมน่ะกิรี คุณก็แค่แต่งงาน แล้วคนที่คุณแต่งงานด้วยก็แค่เป็นเขา อีกอย่างผมก็แค่ทำอย่างที่ตัวเองอยากทำ นาน ๆ ทีออกมาเที่ยวด้วยกันบ้างก็ไม่เลว ผมไม่อยากให้คุณออกหน้ารับแทนผมหรอก แต่ว่าที่ชวนคุณมาที่นี่ก็เพราะผมอยากพาคุณมาจริง ๆ นะ”

"โบราณว่าไว้อย่าไว้ใจผู้ชายที่หัวเทาตั้งแต่ยังไม่แก่ เชื่อสิ"

นั่นเป็นเสียงของผู้ชาย

ทั้งคู่ขมวดคิ้วหันหน้าไปหาต้นเสียงแทบจะพร้อมกัน หัวเพิ่งหันได้ครึ่งทาง ผ้าปริศนาก็ลอยมาแปะบนหน้าฝูเต็มรัก กลิ่นตุ ๆ จากผ้าเนื้อหยาบทำให้คนโดนโจมตีย่นจมูก ใช้สองนิ้วคีบมันออกจากหน้าแล้วเขวี้ยงคืนเจ้าของที่พลิ้วตัวหลบทันท่วงที

“หลบทำไม” ฝูขมวดคิ้ว

“ไม่หลบให้โง่สิ” ฝั่งนั้นยิ้มล้อเลียน ก้มลงหยิบผ้าที่ไม่สามารถระบุสีเดิมได้ขึ้นมายัดลงในกระเป๋ากางเกงลวก ๆ “หัวเปลี่ยนสีตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนแรกเกือบนึกว่ามองคนผิดแล้วเชียว ก็ว่าตาแก่ที่ไหนเสียงคุ้น ๆ” ว่าจบเขาก็หันมาทักกิรีที่อยู่ข้าง ๆ คำแนะนำตัวมาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นเป็นมิตร เจ้าตัวทำท่าอยากอยู่คุยต่อ แต่ก็บอกว่าแอบหลบออกมาอู้งานนานเกินไปแล้ว ระหว่างหันตัวกลับเขาชนเข้ากับเด็กที่วิ่งเล่นจนตัวเองเกือบล้มหน้าทิ่ม พอทรงตัวได้ก็โบกมือลาจากไปอย่างเร่งรีบ

ผู้ชายในชุดภารโรงนามว่าวามิทมาไวไปไวแบบนี้เอง

“เพื่อนหรือ”

ฝูมองตามหลังมนุษย์ตัวโตที่หายไปในฝูงชนพลางเกาท้ายทอย “อืม...ก็อะไรประมาณนั้น”

“ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยนะ” เธอเลิกคิ้วแปลกใจนิด ๆ

“ก็กิรีไม่ค่อยมาแถวนี้นี่นา”

“เขาอยู่แถวนี้หรือ งั้นไปรู้จักกันได้ยังไง”

“...ด้วยกำปั้นละนะ ?”

คนฟังหลุดขำคิก “ไปต่อยกับเขามา ?”

ทำหน้าน่าหมั่นไส้ยิ่งนัก คิดว่าเขาโม้อีกแล้วรึไง ครั้งนี้ไม่ได้ล้อเล่นนา ตอนแรกสุดน่ะที่รู้จักกันก็เพราะกำปั้นลุ่น ๆ จริง ๆ แค่ว่าเป็นเขาที่กินหมัดอยู่ฝ่ายเดียวก็เท่านั้น

มนุษย์หัวเทาเลยตอบไปได้แค่ว่า “ผมไม่ใช่คนป่าเถื่อนอย่างนั้นสักหน่อย”

ที่ไหนได้อีกคนกลับตบเข่าฉาด พยักหน้าเข้าอกเข้าใจ “โดนอัดมางั้นสิ ?”

“อะ...เอ้อ” ไอ้ครั้นจะปฏิเสธมันก็ทำได้ไม่เต็มปาก เขาได้แต่เบนสายตาไปพร้อมหัวข้อคุย “จะว่าไป...เมื่อกี้เจ้านั่นดูหน้าตาซึม ๆ พิกลนะ กิรีว่าไหม ไม่รู้มีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า เจอกันทีไรต้องมีประเด็นใหม่ไปซะทุกที สงสัยเกิดใต้ฤกษ์ดาวซวยละมั้ง ให้คนยืมเงินก็โดนชิ่ง คบเพื่อนเพื่อนเจ้ากรรมมันก็ดันพาเข้าวงพนันจนกระเป๋าตังค์โบ๋เบ๋ แถมหลังจากนั้นมิตรสุดประเสริฐก็หายหัวไปซะฉิบ พอไปทำงานก็เจอเจ้านายพุงพลุ้ยขี้กดขี่ที่มีงานอดิเรกโกงเงินลูกน้อง...” สาธยายมาถึงตรงนี้เจ้าตัวคนพูดก็ชักขมวดคิ้วน้อย ๆ “...อือ ไม่น่ารอดแฮะ”

“เอ้า ไปแช่งเขาทำไม”

“เขาเรียกว่าสมมติฐานที่อ้างอิงจากข้อมูลสถิติในอดีต ระดับเจ้านั่นน่ะต่อให้ยืนเบลอ ๆ กลางแจ้งยังโดนขี้นกตกใส่หัวได้เลย ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงเป็นที่นิยมของเรื่องซวย ๆ นัก” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ดีดนิ้วเป๊าะ สีหน้าจริงจังตั้งใจ เป็นสัญญาณว่าประโยคที่จะตามมาน่ะแค่ฟังผ่าน ๆ หูไปก็พอ “สงสัยคงเอาบุญที่สะสมมาใช้ตอนเจอกับผมจนหมดแล้วแหง”

กิรีคว้าแขนคนข้างตัวแล้วออกแรงลากให้เดินไปอีกทาง อีกมือก็ชี้ร้านค้า “โหฝู ดูร้านนั้นสิ น่าเข้าจังเลย ว่าไหม”

คนโดนลากปล่อยตัวไหลตามแรงเชื่อง ๆ ปากก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะ “จะเอางี้เหรอ”

หญิงสาวหัวเราะคิกคัก “เดินเล่นต่อกันดีกว่าน่า เดินเล่นต่อ”



ปัง ๆ ๆ !!

เสียงเคาะเร็วรัวดังขึ้นที่ประตูบ้านบุหงาตอนหัวค่ำ กะระตาชะงักมือที่กำลังจัดดอกไม้ใส่แจกัน หันไปมองลูกชายที่กำลังต้มน้ำปริศนาสีเขียวอื๋อบางอย่างในหม้อ สีหน้าไถ่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น บุหงามองเธอกลับด้วยแววตาสงสัยไม่ต่างกัน เสียงเคาะรีบร้อนไร้ความอดทนดังขึ้นอีกครั้ง เขาจึงฝากเตากับอีกคนแล้วว่า “เดี๋ยวผมไปดูเอง”

ทันทีที่ประตูแง้มเปิด ใบหน้าของว่าที่เจ้าบ่าวใหม่ก็ยื่นพรวดเข้ามาในบ้าน หันซ้ายแลขวาด้วยสีหน้าร้อนรน ปากก็ถาม “เห็นกิรีกันบ้างไหม !”

บุหงาไม่ถือสาแขกผู้โผงผางที่ไม่มอบแม้แต่คำทักทาย เพียงแค่ขมวดคิ้วแปลกใจกับคำถาม ตอบตามตรง “วันนี้ยังไม่เห็นนะ เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า ทำไมหน้าพิลึกชอบกล”

“ฉันหาเขาไม่เจอ ที่ไหนก็ไม่มี” พอเห็นกะระตาที่ชะโงกหน้าออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ถามอีกครั้ง “คุณน้า คุณน้าเห็นกิรีบ้างไหม”

คชเผยสีหน้าผิดหวังทันทีเมื่อคำตอบนั้นไม่เป็นไปดังที่หวัง เขากัดฟันกรอด บอกขอโทษที่รบกวนก่อนหุนหันจากไป

เขาไปหากิรีที่บ้านวันแล้ววันเล่า แต่ทุกหนกลับพบเพียงบ้านที่ว่างเปล่าไร้เงาผู้อยู่อาศัย เขารู้ว่าแม่ของเธอเดินทางไปหมู่บ้านข้าง ๆ เพื่อพาตายายของกิรีมาร่วมงานฉลองด้วยตนเอง จึงไม่แปลกที่จะไม่อยู่ แต่เขารู้ว่ากิรีไม่ได้ตามแม่ไป เธอควรจะอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ แล้วทำไมถึงไม่มีใครพบเธอเลยตลอดห้าวันที่ผ่านมา จะถามกี่คนต่อกี่คนก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอหายไปที่ใดหรือเพราะอะไร กิรีไม่เคยหายหน้าไปเฉย ๆ อย่างนี้มาก่อน เขาไม่อยากคิดว่ามีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับเธอ

“ไปถามมาแล้ว ฝั่งตะวันตกก็ไม่ไหว” โคมินที่ช่วยไล่ถามตามบ้านวิ่งเหยาะ ๆ มาหาน้องชาย ไล่หลังเขามาคือกุนที่ได้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน กุนเป็นคนแรก ๆ ที่คชถามถึงเรื่องกิรี พอรู้ที่มาที่ไปเขาจึงอาสาออกแรงช่วยหาด้วยอีกคน

ใจคชเต้นระรัวไม่เป็นสุข “มีใครที่ยังไม่ได้ถามอีกไหม”

“แถวนี้ไม่เหลือแล้ว” กุนส่ายศีรษะ

เหงื่อเย็นผุดขึ้นข้างขมับอันเครียดเขม็งของผู้ฟัง คชสบถกับตัวเองอย่างหัวเสีย เค้นสมองที่กำลังปั่นป่วนหาความเป็นไปได้อื่น ใครจะยอมถอดใจเลิกตามหาง่าย ๆ ทั้งอย่างนี้เล่า ! มันต้องมีที่ไหนสักที่สิ ที่ ๆ เธอจะไป…

เขาชะงัก ขมวดคิ้วมุ่น จะว่าไปก็ไม่เห็นใบหน้าน่าหงุดหงิดใจนั่นมาหลายวันแล้ว “...ฝู ฝูล่ะ มีใครถามเจ้านั่นแล้วรึยัง”

“ไอ้นั่นเรอะ จะไปถามอีท่าไหนได้ มันเข้าเมืองไปเป็นสัปดาห์แล้วมั้ง ยังไม่ไสหัวกลับมาเลย” กุนตอบ

คชเดาะลิ้นขัดใจ ยังไม่ทันได้ถามอะไรต่อ เสียงพี่ชายก็แทรกเข้ามา “เข้าเมืองไปเป็นสัปดาห์แล้ว ? ฝูน่ะนะ ? พูดอะไร เข้าใจผิดรึเปล่า”

อีกสองคนเผยสีหน้างุนงง คชถามขึ้น “พี่หมายความว่ายังไง”

“ก็สามสี่วันที่แล้วเพิ่งเจอมันเอง ยังคุยกันตั้งนาน” เขาหมายถึงฝูเฉพาะกิจหรืออาทิตย์นั่นเอง แต่แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ความจริงข้อนี้

“เฮ้ยไม่เจอนานจำคนผิดรึเปล่า ก็ข้าเห็นมันแบกของเดินไปขึ้นรถไฟกับบุหลันกับสังอยู่เลย” ฝ่ายนี้ก็ย้ำมั่นใจ

“ไม่ ๆ ฝูนั่นละ เค้าหน้าเปลี่ยนไปบ้างก็จริง แต่เป็นมันนั่นละ เจ้านั่นยังอยู่บ้านบนเนินนั่นเหมือนเดิมใช่ไหม ก็ฉันไปเจอมันที่บ้าน มันยังเปิดประตูมารับอยู่เลย จะผิดคนได้ยังไง”

ถูกแล้ว บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของฝูจริง ๆ คชรู้ว่าพี่ตัวเองไม่มีทางจำพลาด แถวนั้นมีบ้านบนเนินเพียงหลังเดียว ก่อนหน้าตอนที่ยังไม่ย้ายออกไป อีกฝ่ายก็เคยไปเยี่ยมบ้านนั้นหลายครั้งหลายหน

กุนเกาหัวแกรก เขาเองก็มั่นใจว่าสามคนนั้นเข้าเมืองไปแน่ ๆ “ฮะ อะไรวะ ผีเจ้าที่เล่นเอ็งแล้วรึไง”

“ผีเผอที่ไหนเล่า คนเป็น ๆ น่ะคนเป็น ๆ เชื่อฉันสิ”

คำถามที่คิดไปก็คิดไม่ตก คชไม่รีรออีก เขามุ่งหน้าไปยังบ้านเจ้าปัญหาเพื่อพิสูจน์ความจริงว่าตกลงคนที่เขาไม่ชอบขี้หน้านักนั่นอยู่บ้านหรือไม่อยู่กันแน่ เขาไม่อยากคิดหรอกว่าการที่กิรีหายไป...เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้านั่น จะบอกว่าเขาวิตกจริตก็ได้ แต่ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นมันขัดหูขัดตายังไงชอบกล ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอแล้ว ไม่ว่ายังไงเขาก็ทำใจให้ชินไม่ได้สักที

เขาหุนหันเปิดประดูบ้านที่ไม่ล็อคเหมือนเคย ในบ้านเงียบสงัดคล้ายเวลานี้ไม่มีใครใช้ชีวิตอยู่จริง ๆ เขาลองตะโกนเรียกชื่อเจ้าของมัน แต่กลับได้ยินเพียงเสียงความเงียบตอบกลับมา แม้รู้ว่าตัวเองไม่ควรบุกรุกบ้านคนอื่นไปมากกว่านี้ แต่เขาก็ยังอยากยึดฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้

เท้าสองข้างพาเขาเดินมาถึงหน้าบานประตูห้องนอน คชรู้แม้ไม่ได้อยากว่าฝูนอนแต่หัวค่ำเป็นกิจวัตร เขาแง้มประตูเบา ๆ แล้วมองเข้าไปข้างใน

ภาพสลัวบนเตียงใต้แสงจันทร์ราบเรียบ ไร้ซึ่งเงาคน มีเพียงหมอนที่นอนนิ่งอยู่บนนั้น

เฮ้อ...

คชขมวดคิ้วพลางถอนหายใจ ไม่ทราบเท่าไรเพราะผิดหวัง เท่าไรเพราะโล่งใจ

ในเมื่อเป็นอย่างนี้ แล้วที่พี่เขาพูดถึงมันคืออะไรกันแน่

ระหว่างที่กำลังแง้มประตูปิด อยู่ดี ๆ ก็มีเสียงบางอย่างหล่นดังตุ้บ ! ผู้บุกรุกสะดุ้งน้อย ๆ ก่อนมองม้วนยาวรูปลักษณ์คุ้นตาที่กลิ้งเล็กน้อยก่อนหยุดนิ่ง ผ่อนลมหายใจเมื่อพบว่ามันเป็นแค่เสื่อ เขาคงเผลอชนมันจนเสียสมดุลตอนที่เปิดปิดประตู หลังลังเลชั่วขณะ เขาก็เลือกที่จะปล่อยเสื่อทิ้งไว้อย่างนั้นมากกว่าจะเข้าไปยุ่งห้องนอนอีกฝ่าย จากนั้นก็ผลุนผลันวิ่งจากไปพลางคิดหาทางตามหาตัวกิรีต่อ

ประตูห้องนอนปิดสนิทลง ตามมาด้วยเสียงปิดประตูหน้าบ้าน

เงาร่างที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตูห้องนอนวางกรรไกรในมือคืนลงบนโต๊ะเล็กข้างตัว

อาทิตย์เพิ่งจะเตรียมล้มตัวลงนอนตอนที่เสียงผลักเปิดประตูดังขึ้น ลางไม่ดีพาให้เขาผุดลุกฉับพลันตามสัญชาติญาณแล้วคว้าเอากรรไกรที่เผอิญเหลือบเห็นบนโต๊ะขึ้นมา ลังเลเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงที่ไม่รู้จักตะโกนเรียกชื่อชื่อนั้น ครั้งเสียงฝีเท้าย่ำเข้ามาใกล้ตัวเข้า เขาก็ซ่อนตัวหลังบานประตูที่เปิดออก แม้ไม่รู้จุดมุ่งหมายของผู้บุกรุก อาทิตย์ก็ยังเตรียมตัวลงมือทันทีหากอีกฝ่ายคิดก้าวเข้ามาข้างใน แต่ก็ดีแล้วที่ผู้มาเยือนกลับไปเองง่าย ๆ เพราะอันที่จริงเขาเองก็ไม่อยากสร้างเรื่องยุ่งยากในบ้านของคนที่ให้ที่ซุกหัวนอนเท่าไหร่

หลังรอสักพักแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชายหนุ่มก็เก็บเสื่อที่ล้มกลิ้งให้เข้าที่ จากนั้นก็ทิ้งตัวลงบนเตียงอีกครั้ง ก่อนเข้าสู่ห้วงนิทราในเวลาไม่นาน ไม่รับรู้ถึงความวุ่นวายใด ๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกแม้แต่น้อย

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 10


มีคนพบตัวกิรีในช่วงสายที่เชิงเขาข้างหมู่บ้านวันที่หกหลังจากที่เธอหายตัวไป ในมือหญิงสาวถือตะกร้าสานบรรจุผลคีรีบาจำนวนหนึ่ง และก็เหมือนหลายต่อหลายคนที่เคยขึ้นเขาลูกนี้ บางทีสภาพขาไปของเธอคงไม่ใช่แบบที่เป็นตอนที่มีคนมาเจอกระมัง เนื้อตัวหญิงสาวเขลอะฝุ่นดินแซมด้วยใบไม้ประปราย ตามแขนขามีรอยเลือดซึมเล็ก ๆ เป็นทาง ผมเผ้าไม่ใคร่เป็นทรงนัก ตบท้ายด้วยเท้าขวาที่เดินกะเผลกอย่างเห็นได้ชัด คนที่พบเธอคือคุณป้าในหมู่บ้านที่ออกมาเดินเล่นตามกิจวัตร จากคำที่หญิงวัยกลางคนเล่า พอกิรีที่กำลังค่อย ๆ เดินโขยกเขยกกลับมาทางหมู่บ้านสบตากับเธอเข้า หญิงสาวก็ยิ้มอาย ๆ แล้วขอให้อีกฝ่ายช่วยพยุงเธอกลับบ้าน

คุณป้ารีบส่งคนเจ็บถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ซ้ำยังเป็นห่วงจนเปรยขึ้นว่าจะตามหมออาวุโสประจำหมู่บ้านให้มาดูว่าเธอสึกหรอตรงไหนบ้างหรือเปล่า กิรีห้ามเอาไว้ ย้ำอยู่หลายรอบให้อีกฝ่ายสบายใจว่าเธอไม่เป็นอะไร แค่ข้อเท้าพลิกเฉย ๆ ฝ่ายนั้นถึงเลิกล้มความคิดไปในที่สุด ก่อนจากไปพร้อมกับคำบ่นปนเทศนาว่าผลไม้แค่ไม่กี่ลูกจะไปเก็บมันทำไม เจ็บตัวเปล่า ๆ ไม่เห็นคุ้มกันตรงไหน

“กิรี !!” เสียงคุ้นหูเรียกเธอทันทีที่ประตูบ้านเปิดผลัวะออก คุณป้าเพิ่งกลับไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดี ข่าวสารแพร่กระจายไวกว่าเชื้อราเสียอีก พอเห็นคิ้วที่ขมวดมุ่นแต่มุมปากดันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโล่งใจเหมือนปรับสีหน้าตามสถานการณ์ทันแค่ครึ่งเดียวนั่น คนมองก็หลุดขำพรืดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ท่าทางร้อนใจของเขาไม่ต่างจากที่คาดเดาไว้มากนัก จริงอยู่ถ้าบอกก่อนทุกคนก็คงห้ามไม่ให้เธอไปและถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงแอบหนียากขึ้น แต่กิรีก็รู้ว่าตัวเองไม่ควรหายไปโดยไม่บอกกล่าวอย่างนั้น เธอเตรียมตัวขอโทษเอาไว้แล้ว แต่เผอิญสีหน้านั้นมันอยู่นอกเหนือความคาดหมายไปหน่อย

“...ขำอะไรเล่า” เห็นคนในบ้านครบสามสิบสองไม่ขาดไม่เกินแถมยังหัวเราะตัวเองได้ ร่างกายของคชก็คล้ายจะหมดแรงด้วยความโล่งอก เขารีบวิ่งมาที่นี่ทิ้งพี่ตัวเองไว้ข้างหลังทันทีที่ได้ยินข่าว สาเหตุที่หายตัวไปแล้วกลับมาจะคืออะไรก็ตาม ตอนนี้ขอเขาดีใจที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่เป็นอะไรก่อนแล้วกัน

“ขอโทษ ๆ นี่วิ่งมาใช่ไหม นั่งพักก่อนสิ”

เขานั่งลงตามที่เธอบอก เหลือบตามองตะกร้าคีรีบาแวบหนึ่ง ตอนนั้นเองเสียงของเธอก็แทรกห้วงคำนึงเข้ามา “ขอโทษนะ ที่หายไปโดยที่ไม่บอก ที่ทำให้เป็นห่วงด้วย”

คชนิ่งไป จากนั้นก็คลี่ยิ้ม “รู้ไหม เขาลือกันว่ากิรีขึ้นเขาไปเก็บคีรีบาให้ฉันด้วย”

“ในตะกร้าพวกนั้นให้คุณถูกแล้ว แต่ฉันไม่ใช่คนเก็บหรอก” สายตาผู้เอ่ยจริงจัง น้ำคำแผ่วเบาเช่นลมโชยแฝงไว้ซึ่งเศษเสี้ยวแห่งความละล้าละลังอันหาได้ยาก “ก่อนที่ความไม่เข้าใจจะเผาหัวใจของคุณ ฉันจะเล่าให้ฟัง แล้วจากนั้น...”

ดวงตาที่สบกับเธอวูบไหว แต่ด้วยสาเหตุใด เธอไม่ทราบได้ เพราะเธอไม่เคยเข้าใจสิ่งที่เขารู้สึก

แม้อย่างนั้นสักวันหนึ่งเธออาจเข้าใจก็เป็นได้ ต่อให้นั่นคือข่าวดีหรือไม่ก็ตาม บางที...เขาคนนั้นเองก็คงเหมือนกัน

...

“ใครบางคนรู้เข้ามีหวังโวยวายตาย” นภาสีส้มเคลื่อนคล้อยแล้ว อีกไม่นานโคมไฟข้างทางคงพากันสว่างขึ้นเพื่อนำทางผู้สัญจร คนชวนเธอมาที่นี่เอ่ยยิ้ม ๆ ระหว่างที่พวกเธอกำลังนั่งบนกำแพงหินข้างทางมองคนเดินไปมาพร้อมไอติมในมือคนละแท่ง เขาพูดเหมือนไม่รู้ว่าถ้าใครบางคนที่ว่ารู้เข้า ตัวเองนั่นแหละที่จะซวยที่สุด

“เขาไม่ชอบที่พวกเราเจอกันเลยเนอะ คงกลัวผมทำร้ายคุณมั้ง เจ้านั่นเคยบอกว่าผมชอบทำตัวน่าสงสัยด้วย แต่ผมไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องห่วง” อีกฝ่ายดักคอรู้ทัน “คุณน่ะ กังวลเรื่องอะไรกันแน่”

เขาถามคำถามที่เธอเสาะหาคำตอบจากตัวเองมาสักพักใหญ่ ๆ ความว้าวุ่นที่คอยสะกิดใจจนอยู่ไม่สุขอย่างนี้คืออะไร เธอคิดว่าตัวเองควรจะรู้จักมัน คนข้างตัวคนนี้คงรู้ไม่ต่างกันว่าสิ่งที่เธอต้องการตอนนี้คืออะไร

เธอต้องการเวลา กับความพยายามที่จะทำความเข้าใจ

ส่วนเขาก็อยู่ข้าง ๆ เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน คอยรับฟัง ไม่คิดเร่งร้อน...เป็นอย่างนี้มาเสมอ และไม่ใช่แค่กับเธอเท่านั้น เธอไม่เข้าใจสิ่งที่เขาทำ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจ

สิ่งที่คิดผ่านการเรียบเรียงออกเป็นคำพูด ถ้อยคำเอื้อนเอ่ยเชื่องช้า ราวกับกำลังยืนยันให้ตัวเองฟัง “ฉันคิดว่า...อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยบอกว่าที่ชอบฉันเพราะฉันเป็นฉัน ไม่เคยบอกว่าอย่างที่ฉันเป็นมันดีอยู่แล้ว”

“อืม”

“ระหว่างที่คิดอย่างนั้น ฉันเลยรู้สึกว่าถึงตอบตกลงก็คงไม่เป็นไร แต่ฉันตอนนี้กลับกำลังหนี แถมพอหนีมาไกลขนาดนี้ก็กลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมา" เธอยิ้ม “แต่ความเป็นจริงก็คือฉันตัดสินใจไปแล้ว ดังนั้นถึงควรจะรับผิดชอบคำสัญญาของตัวเอง พอหัวโล่งขึ้นแล้วก็เหมือนจะพอเข้าใจมากขึ้นนิดหน่อย ฝู ฉันอาจจะกลายเป็นฉันที่น่าสนใจขึ้นแล้วก็ได้นะ”

แปลกที่คนที่เคยนั่งฟังเงียบ ๆ กลับชะงักกึกในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ริมฝีปากไม่คิดเอ่ยวาจา ทว่าดวงตาสีน้ำตาลที่มองเธอนั้นแฝงความนัยต่างจากที่เคย มันลังเล สับสน และใฝ่หาคำตอบ...คนหลงทางที่สิ้นหวังกระทั่งคิดเสาะหาคำตอบจากเธอที่ยังเมามายอยู่ในฤทธิ์สุราแห่งความรวนเร วินาทีนั้นหญิงสาวทราบว่าใจของคนข้างกายซ่อนงำไว้ซึ่งบางสิ่ง ทว่าสิ่งนั้นคืออะไร เกรงว่าเขาเองก็คงจนปัญญา น่าประหลาดอยู่เหมือนกัน กลับเป็นเธอเสียอีกที่ได้รับชิ้นส่วนคำตอบจากดวงตาเวิ้งว้างไร้ที่ยึดของผู้ชายตรงหน้า

ที่แท้พวกเราก็ไม่ต่างกันเท่าไร แม้แต่เขาเองก็คงต้องตัดสินใจเหมือนกันใช่ไหม เพื่อที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า

ไม่ทราบเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นจะรู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังทำสีหน้าเช่นไร หัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันน้อย ๆ กับริมฝีปากที่เผยอออกก่อนปิดลง บางทีเขาอาจกำลังไถ่ถามแม้ไม่ทันรู้ตัว ...สักวันเขาเองคงเปลี่ยนไปเหมือนกันใช่หรือเปล่า

อีกฝ่ายยกมือลูบหน้าราวกับอยากล้างห้วงอารมณ์บนนั้นให้หมดไป “ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ คุณกำลังเล่าเรื่องตัวเองอยู่แท้ ๆ” 

แต่มีใครหรือคงอยู่ดังเดิมไม่เปลี่ยนแปร

“อย่าขอโทษสิ ไม่มีอะไรต้องขอโทษนี่นา” น้ำเสียงเอ็ดเล็ก ๆ นุ่มนวลอยู่ในที ก่อนที่เสียงถอนหายใจจะตามมา “ความจริงแล้วเมื่อกี้คุณทำให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย”

“อะไร จู่ ๆ มาพูดอย่างนี้เดี๋ยวผมเขินนะ”

กิรีส่ายหน้าให้คนที่ยังล้อเล่นไปเรื่อยด้วยความขบขัน แล้วฟาดปลายนิ้วดัง ‘แปะ’ ลงบนหน้าผากอีกคนเบา ๆ ยิ้มแย้มพลางเอ่ย “ไม่เป็นไร ถึงจะยังไม่รู้ว่าควรทำยังไง แต่ฉันว่าต้องไม่เป็นไรแน่ ๆ พวกเรามาพยายามกันเถอะ !”

คนฟังหรี่ตาเหมือนจับผิด “ร่าเริงไวจัง”

“เพราะคุณทำให้ฉันคิดได้นี่นา แล้วก็เพราะอย่างนั้น ถ้าสักวันคุณเล่าเรื่องของคุณให้ฉันฟังได้บ้าง...ก็คงจะดีนะ”

พอได้ยินส่วนท้าย คนข้างตัวก็ขำพรืดราวกับเพิ่งฟังเรื่องเล่าชวนหัว

บางทีเขาอาจกำลังหัวเราะเยาะให้ตัวเองก็เป็นได้ และปันรอยหยันให้กับความไม่รู้อันโง่งม



ช่วงเย็นบุหงามาเยี่ยมที่บ้านของเธอ

"กิรี เป็นไงมั่ง" ชายหนุ่มเดินผ่านบรรดาแขกคุ้นหน้าคุ้นตาคนอื่น ๆ มานั่งลงบนเก้าอี้ เลื่อนสายตาลงมองข้อเท้าที่บวมผิดรูป "ได้ข่าวว่าล้มจนเท้าพลิกใช่ไหม ยังเจ็บหรือเปล่า"

"มีบ้างนิดหน่อย แต่ไม่แย่เท่าตอนแรก"

"ยังไงให้ฉันดูหน่อยไหม" เขาเสนอ

"ไม่ต้องหรอก แค่นี้พักไม่นานก็หายแล้ว" กิรียิ้มน้อย ๆ พลางสบตาคนตรงหน้า ประกายวูบไหวในดวงตาอ่อนโยนสื่อข้อความว่า

สายไปแล้ว หมอกำมะลอ จะมาทำเป็นใจดีตอนนี้ให้มันได้อะไรขึ้นมา

เห็นอย่างนั้นสีหน้าห่วงใยที่ออกไปทางทื่อของบุหงาก็เปลี่ยนสภาพทันใด เขาขมวดคิ้วฉับเหมือนอยากโวยวายขอความเป็นธรรมแต่ก็ทำไม่ได้ เลยได้แต่ส่งสายตาประท้วงกลับ เฮ้ย...คนเขาไม่ได้ตั้งใจน่า ก็เห็น ๆ กันอยู่ จะมาทำตัวเจ้าคิดเจ้าแค้นทำไม

เธอเหลือบตามองเท้าตัวเองแล้วเลื่อนกลับขึ้นมาสบตา เลิกคิ้วน้อย ๆ

ครับ ขอประทานอภัยครับ กระผมผิดไปแล้ว ไม้นี้จุกอกอย่างจัง เขาได้แต่รีบยกธงขาวว่องไวแล้วตัดบทสนทนาทางสายตาฉับ พึมพำแบบพอให้ได้ยินกันสองคนว่า "เมตตาธรรมค้ำจุนโลกนา..." เสร็จแล้วก็กะพริบตาปริบ ๆ ส่งให้อย่างน่าสงสาร

ณ ชานชาลาเช้ามืดของวันนี้ กิรีนั่งรถไฟกลับมาถึงหมู่บ้าน ใต้ร่มเงาศาลาที่ก้าวเข้าไปมีคนหนึ่งคนกับแมวอีกหนึ่งตัวกำลังหาวหวอดด้วยความง่วงงุนพร้อมกัน เขารอเธออยู่ก่อนแล้ว

บุหงาขยี้ตาอย่างคนยังไม่ตื่นดี จ้องหน้าคนที่กำลังยืนค้ำหัวตัวเองแล้วพึมพำเหมือนเพ้อว่า “มาแล้วเหรอ” จากนั้นยืดตัวโซเซลุกขึ้น กวักมือเรียกให้เธอเดิมตาม ทิ้งแมวลายที่บิดขี้เกียจก่อนขดตัวนอนตามเดิมตัวนั้นไว้ในศาลา

“ขอโทษนะที่ต้องให้มาช่วยด้วย ว่าแต่เมื่อคืนนอนน้อยเหรอ” เธอพูดเบา ๆ กับคนข้างตัวที่เดินลากเท้าไร้วิญญาณนำเธอไปยังภูเขาข้างหมู่บ้าน

เสียงตอบเบายิ่งกว่า “ก็นิดหน่อย เผอิญแผลกับอาการระบมเพราะต้องปีนไปเก็บผลไม้บ้า ๆ อะไรนั่นเมื่อวานมันเล่นเอาปวดจนนอนไม่ค่อยจะหลับล่ะนะ ไอ้บ้านั่นทิ้งกันไว้แล้วยังใช้งานคุ้มฉิบ…เดี๋ยวก็ให้ไปนู่น เดี๋ยวก็ให้มานี่ ไม่รู้นี่คนใช้หรือทาส โอ๊ย...พูดมากแล้วมันก็ปวด…”

เห็นคนเจ็บโอดโอยหนักเข้ามโนธรรมก็ชักเริ่มทำงาน คนฟังถึงได้ถามเสียงอ่อนเพราะรู้สึกผิด “เป็นอะไรมากรึเปล่า”

“เป็น เป็นมากเลย ตอนแรกอุตส่าห์เลือกต้นเตี้ย ๆ ที่พอปีนไหวแล้วเชียว แต่ไอ้กิ่งที่คว้าตอนสุดท้ายมันทำไมหักดังเป๊าะเอาได้ก็ไม่รู้ อีกคืบเดียวก็จะคว้าถึงอยู่แล้ว ตกลงมาสีข้างดันกระแทกหินเข้าอีก เจ็บน้ำตาแทบเล็ด ตอนนั้นนะกะจะเลิกไม่กงไม่เก็บมันให้รู้แล้วรู้รอด นี่ถ้าไม่ติดว่า...” บ่นงึมงำมาถึงตรงนี้คนพล่ามก็หยุดกะทันหันเหมือนวิญญาณเพิ่งสถิตร่าง จากนั้นก็เกาหัวแกรก ๆ ราวกับไม่รู้จะไปต่อยังไง สุดท้ายก็ตัดบท “...นี่ถ้าไม่ติดว่ากลัวกิรีจะต้องลำบากถ้าไม่มีมัน ฉันก็ไม่มีทางดิ้นรนปีนต่อให้เหน็ดเหนื่อยเมื่อยไปทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดง่ามนิ้วเท้าหรอก”

หญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองสัมผัสได้ถึงอาการลอกแลกในดวงตาของคนข้าง ๆ แม้ว่าฟ้าจะยังมืดจนมองอะไรแทบไม่เห็นก็ตามที แต่ก็คิดไม่ออกว่าช่วงนี้มีเรื่องอะไรให้ต้องทำตัวมีลับลมคมในด้วย

และแล้วพวกเธอก็มาถึงเชิงเขาเป้าหมายตามที่กุนซือหัวเทาผู้เป็นตัวตั้งตัวตีและคอยวางแผนทุกอย่างนัดแนะทั้งคู่เอาไว้ ฝูคาดไว้ว่าถ้าผ่านไปหลายวันขนาดนี้ ต่อให้คนอื่นไม่ทันสังเกต แต่อย่างน้อยมนุษย์นิสัยมุทะลุที่ไม่ชอบขี้หน้าเขาคนนั้นก็คงจะรู้สึกตัวแล้วว่าว่าที่เจ้าสาวตัวเองหายตัวไปนานผิดวิสัย แล้วก็คงจะเริ่มร้อนใจออกตามหา แต่เอาเถอะเรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าไหร่ ได้ข่าวว่าคนวางแผนพินิจอยู่นานว่าจะจัดฉากยังไงให้น่าสนใจ สุดท้ายเลยมาลงเอาอีหรอบนี้

เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า มีว่าที่เจ้าสาวคนหนึ่งนามว่ากิรี เธอเพียรแอบขึ้นเขาโดยลำพังวันเล่าวันเล่าเพราะมุ่งหวังจะเก็บเอาผลไม้หายากบนนั้น หลังล้มเหลวบ้างสำเร็จบ้าง หลายวันผ่านไปหญิงสาวก็เก็บผลไม้กลับบ้านได้พอสมควร ระหว่างนั้นเพราะเส้นทางอันลาดชันและอุปสรรคขวากหนามบนเขาเป็นเหตุ เนื้อตัวหญิงสาวที่กลับลงมาในวันสุดท้ายจึงสะบักสะบอมไปด้วยคราบดิน

“ปุจฉา !” กุนซือยืดตัวตบโต๊ะ มองตาเบ๊จำเป็นที่นั่งอยู่ตรงข้ามตน รวมหัวกันเตี๊ยมล่วงหน้าก่อนที่คนหนึ่งจะหายหัวเข้าเมือง ฝ่ายคิดแผนตีหน้าจริงจังถามว่า “ในเมื่อมันลำบากสังขารขนาดนั้น แล้วสาวเจ้าจะขึ้นเขาไปเก็บให้เมื่อยขาทำไม”

“เฮ้ย อันนี้หมู ๆ วิสัชนา” เบ๊ยักคิ้วแผล็บ “เงื่อนงำมันอยู่ที่คำว่าเจ้าสาวไง”

“ว่าต่อไป”

“มีเจ้าสาวก็ต้องมีคู่ของเจ้าสาว แล้วบังเอิญ 'ใคร ๆ ก็รู้ว่า' เจ้านั่นโปรดปรานคีรีบามากแค่ไหน แค่ลองคิดดูก็รู้ปั๊ป เจ้าสาวที่ไม่เคยชอบผลไม้นั่นจะเก็บมันไปให้ใครไปได้”

“แล้วทำไมต้องแอบด้วย ขึ้นโต้ง ๆ ไม่ได้รึไง"

"เขาเรียกว่าเซอร์ไพรส์"

ได้ยินอย่างนั้นคนถามก็พยักหน้าหงึก ๆ พึงพอใจ เป็นอีกคนเสียอีกที่มุ่นหัวคิ้วแล้วลูบคางครุ่นคิด "แต่ว่านะ ซือแป๋ มันจะไหวแน่เหรอ ไม่รู้สึกว่ามันทะแม่ง ๆ บ้างเหรอ"

"ยังไงนะ"

"ฉันไม่ยักรู้ว่าเจ้าสาวที่ว่ารู้จักทำอะไรแบบนี้กับคนเขาตั้งแต่เมื่อไหร่"

“จะไปสนใจตรงนั้นทำไมเล่า พล็อตบากบั่นโดยลำพังไม่บอกใครเพื่อให้คนที่ตัวเองรักดีใจทั้งที่ตัวเองต้องเจ็บตัวอย่างนี้มีใครไม่ชอบบ้าง รับรองซึ้งกันทั้งหมู่บ้านเชื่อซือแป๋เถอะ”

คนฟังยังคงปักใจเชื่อไม่ลง ก่อนอื่นเลยเนื้อหาดูจะมีอะไรไม่เข้าเค้ากับความจริงหลายจุดอยู่นะ แล้วที่สำคัญ… “สมมติว่าคนอื่นเชื่อจริง ๆ แต่เจ้าบ่าวนั่นจะไม่สงสัยเอารึไง”

“เอ๊ะ ไอ้นี่” สีหน้านั้นดูแคลนระดับสมองคนฟังอยู่ในที “ถ้าเจ้านั่นไม่สงสัยอะไรเลย พวกเราเปลี่ยนแผนเป็นบุกชิงตัวเจ้าสาวไม่ดีกว่ารึไง”

คราวนี้บุหงาถึงตบมือแปะร้องอ้อ พยักหน้ารับ “เออ ก็จริงนะ งั้นตกลงเอาตามนี้?”

“ตามนี้แหละ เดี๋ยวฝั่งกิรีฉันค่อยไปเตี๊ยมอีกที เออ...ตอนฉันไม่อยู่อย่าลืมไปดูเจ้านั่นให้ด้วยนะ ยังไงก็ต้องติดตามผลอยู่แล้วนี่”

ด้วยประการฉะนี้เองเขาถึงต้องวิ่งรอกแทนมนุษย์หัวเทาที่ทิ้งไว้แต่แผนแล้วหายหัวไปกับพี่สาว นี่ถ้าไม่ใช่เพราะหนูทดลองนั่นมันล่อใจ ป่านนี้เขาคงได้หลับอุตุอยู่บนเตียงสบายใจเฉิบแล้ว คิดไปก็ได้แต่ถอนหายใจไป เขาถามกิรีที่เดินตามขึ้นมาบนเขา ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว “อยากจะกลิ้งลงไปหรือให้ฉันช่วยละเลงตัวมากกว่า”

เธอขมวดคิ้วรับ ที่จริงก็ฟังเรื่องมาจากฝูแล้วหรอกนะ “ฉันว่า...เดี๋ยวนะ แค่คุณส่งตะกร้านั่นมาก็พอแล้วไม่ใช่หรือ จากนั้นฉันก็แค่เดินลงไปให้คนอื่นเจอตัว ทำไมต้องทำให้ตัวเลอะเทอะด้วย”

“ให้ถึกยังไงแต่มีใครขึ้นเขามาเก็บคีรีบาแล้วกลับลงไปสภาพดี ๆ บ้าง อย่างน้อยมันก็ต้องมีโทรมกันบ้างสิ อีกอย่างสภาพน่าสงสารหน่อยคนเขาจะได้สงสัยน้อยลง”

พูดจบเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาหาทำเลกลิ้งเหมาะ ๆ ต่อ ปล่อยให้ตัวเอกของเรื่องเดินตามโดยที่ยังทำใจไม่ค่อยได้ ระหว่างกำลังคิดหาข้ออ้างมาบิดพลิ้วเธอก็นึกถึงอีกเรื่องออก “นี่ บุหงา รู้รึเปล่าว่าช่วงนี้ฝูมีเรื่องอะไร”

เขาถามกลับทั้งที่ยังไม่หันไป “หมายถึงอะไร”

“ฉันว่าเขาทำตัวประหลาดชอบกล อย่างกับมีอะไรในใจตลอดเวลา ตอนที่อยู่ด้วยกันในเมือง ทุกครั้งที่แยกกันแล้วฉันกลับมาเจอเขา เขาจะต้องคุยกับคนแปลกหน้าอยู่เรื่อยเลย”

“ถ้าเทียบกับพฤติกรรมที่ผ่านมาก็ฟังดูไม่แปลกเท่าไรนะ”

“แล้วเรื่องที่คุยก็เป็นเรื่องเดิมทุกครั้งด้วย”

คราวนี้หูคนฟังชักกระดิกด้วยความสนใจ

“เหมือนจะเป็นข่าวเกี่ยวกับบ้านเศรษฐีสักเมืองถูกวางเพลิง แล้วก็ดูเหมือนว่าคนร้ายที่โดนจับได้จะหายตัวไปอะไรสักอย่าง พอถามว่าทำไมถึงสนใจ เขาก็บอกแค่ว่ามันเป็นข่าวใหญ่ออก”

บุหงาใช้นิ้วคลึงใบหูพลางครุ่นคิด “เรื่องนี้ไม่ยักกะเคยได้ยินนา” ปากว่าอย่างนั้น ใจก็พลันไพล่นึกไปถึง ‘เรื่อง’ ช่วงนี้ของคนในประเด็น

เอ๊ะ...ไอ้หนังตาขวาที่มันกระตุกยิก ๆ อยู่นี่มันอะไร

“เอ้อ ไม่มีอะไรหรอกมั้ง” คนพูดปลอบตัวเองกับคนข้างหลังไปก็สะบัดหัวไล่ความคิดไป “ไม่เป็นไรหรอกกิรี ถึงหมอนั่นจะชอบทำตัวน่าสงสัยแต่ถ้ามีปัญหาก็คงมาบอกเอง”

“แต่ฉันว่า...”

ประโยคยังไม่ทันจบ อีกคนก็หันตัวขวับกลับมาแล้วชี้้ไปอีกทาง ร้องแทรกด้วยท่าทางยินดีว่า “ตรงนั้นแหละ !! ฉันว่าไปกลิ้งตรงนั้นน่าจะดีนะกิ...”

ชื่อยังมาไม่ครบ แขนที่เหวี่ยงกลับมาด้านหลังอย่างรวดเร็วตามการหมุนตัวก็ฟาดลงกลางหน้าเจ้าของชื่อพอดิบพอดี เสียงแขนกระแทกหน้าดังขึ้นท่ามกลางเสียงนกและธรรมชาติบนเขายามรุ่งสาง มือที่ทำท่าชี้ชะงักค้างกลางอากาศในอารามตกตะลึงของผู้กระทำ แรงปะทะทำให้ร่างของหญิงสาวเอนไปด้านหลัง เห็นท่าไม่ดีดังนั้นบุหงาจึงรีบยื่นมือเอื้อมไปหาทันที ทว่าพื้นลาดชันที่มีใบไม้กองสุมไม่ได้ช่วยให้คนที่เสียการทรงตัวคนหนึ่งมีปัญญายืนนิ่งรอจนความช่วยเหลือมาถึงแต่อย่างใด เท้าที่ถอยพลาดเพียงครึ่งก้าวของเธอสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่จนตัวเสียหลัก จากนั้นเสียงร้องว่า “อ๊ะ...” ก็หลุดตามมาจากริมฝีปากบาง

มือของชายหนุ่มคว้าได้เพียงอากาศสะอาดบริสุทธิ์แห่งขุนเขาเท่านั้น

กิรีล้มกลิ้งลงไปตามทางลาดราวสามสี่ตลบก่อนหยุดลงในที่สุด ร่างของเธอที่นอนตะแคงข้างแข็งทื่อไม่กระดุกกระดิก ใจของผู้ร้ายหนาววูบ เขารีบรุดไปข้างตัวอีกฝ่ายแล้วย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ยื่นมือไปยังไหล่บางอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ลองกลั้นใจเรียกเสียงเบาหวิว “กิ...กิรี ?”

ผ่านไปสักพัก เขาก็ได้ยินเสียงงึมงำดังออกมาจากใต้ผมรุงรังที่ปรกใบหน้า “เจ้าบ้านี่...”

บุหงาชะงักค้าง ไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าเขาเพิ่งโดนด่าด้วยหนึ่งในคำสบถที่รุนแรงที่สุดในคลังคำศัพท์ของกิรี แต่คิด ๆ ไปมันก็สมควรอยู่

ถึงอย่างนั้นแค่ได้ยินเสียงเขาก็สบายใจขึ้นหลายเปลาะ ไม่ทันต้องช่วยอะไรผู้เคราะห์ร้ายก็ยันตัวเองช้า ๆ ขึ้นมาจ้องหน้าตัวต้นเหตุ ทำเอาอีกคนรีบขอโทษขอโพยเป็นชุดแล้วพยุงเธอลุกขึ้นยืน ก่อนปลอบสภาพเนื้อตัวเปื้อนดินแถมเต็มไปด้วยแผลของเธอว่า “คิดซะว่าอย่างน้อยแบบนี้ก็ดูสมจริงขึ้นนะ”

“บุหงา” เธอเรียกระหว่างที่คนพยุงกำลังตั้งท่าจะพาเดินไปด้วยกัน

“ว่ายังไง”

“ฉันเจ็บเท้า”

“...ขอโทษ”

หลังจากนั้นบุหงาที่ทิ้งกิรีเอาไว้กับตะกร้าก็จรลีกลับบ้านอย่างว่องไว แสร้งทำตกใจตอนได้ยินข่าวการกลับมาของเธอ พอได้โอกาสเหมาะ ๆ ก็ไปเยี่ยมที่บ้าน

ไอ้เขาก็นึกว่าจะจบอย่างสวยงามตรงนั้นแล้วเชียว

แหม ตอนเล่นมันก็สนุกดีหรอก คิดไม่ถึงว่าปัญหาตกค้างจากละครชั้นอนุบาลมันจะหวนมาทวงความเป็นธรรมเข้าจนได้ แถมนักแสดงนำดันหายหัวไปเสียฉิบ ได้ยินว่าที่บ้านก็ไม่อยู่ ไม่รู้ไปเดินเล่นถึงไหน ปล่อยให้เขาเป็นหนังหน้าไฟยิ้มซื่อรับหน้าคนเดียว เลือกมาหาคนเจ็บผิดเวลาจริง ๆ

สายตาคาดคั้นจากแขกของกิรีทิ่มแทงตัวเขาจนแทบพรุน โดยเฉพาะโคมินที่ทำหน้าสับสนกว่าใครเพื่อน ถามเขาอยู่นั่นว่าตกลงตอนนี้ฝูอยู่ที่ไหนกันแน่ ถ้าเป็นอย่างที่กุนว่าแล้วฝูยังอยู่ในเมืองกับคนอื่น อย่างนั้นคนที่เห็นในบ้านหลังนั้นคือใคร

ออฟไลน์ บะบะสะ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 11


ชั่วยามที่ตะวันยังฝังตัวในห้วงนิทราภายใต้อ้อมแขนแห่งราตรี เสียงบานประตูเปิดฝ่าความเงียบสงัด สายลมที่พัดปะทะแขนก่อนประตูจะปิดสนิทให้สัมผัสเย็นชื้น

ฝูกลับถึงบ้านแล้ว

ชายหนุ่มวางสัมภาระลงบนพื้นข้างประตูเบา ๆ ก่อนเอื้อมมือไปเปิดไฟ กวาดตามองภายในห้องรอบหนึ่ง หยุดคิดเล็กน้อย ก้าวย่างเชื่องช้าพาตัวไปยังหน้าห้องนอน เขาหมุนลูกบิดก่อนค่อย ๆ ผลักเปิด

แสงสว่างจากห้องรับแขกทอดสู่ความมืดเบื้องหลังประตู ใครคนหนึ่งอยู่บนเตียงของเขา หนุนศีรษะบนหมอนของเขา นอนตะแคงหันหลังให้กับประตู

ฝูชะงัก ตกใจปนแปลกใจกับภาพที่เห็น คงเพราะสภาพภายในบ้านไม่ต่างจากตอนที่จากไปจนคล้ายว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เผลอเชื่อขึ้นว่าสงสัยที่นี่คงไม่มีใครอยู่จริง ๆ ละมั้ง เรื่องราวทั้งหมดคงเป็นเพียงฝันหนึ่งตื่น และค่ำคืนดังกล่าวจบลงแล้ว เพราะอย่างนั้นตอนที่เห็นคนบนเตียงเขาถึงรู้สึกว่ามันขัดแย้งกับสิ่งที่ควรจะเป็นชอบกล

มีคนอยู่จริง ๆ ด้วยแฮะ เจ้าตัวอดรำพึงในใจไม่ได้

ฝูเข้าไปใกล้คนที่ยังหลับสนิท ชะโงกหัวมองใบหน้าด้านข้างที่ฝังภายใต้เส้นผมสีดำ อยู่ดี ๆ ก็นึกอยากยื่นมือไปเขี่ยปอยผมข้างแก้มนั้น

แล้วเขาก็ทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ พอเห็นคนบนเตียงมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อยตอนที่นิ้วของเขาสัมผัสผิวแก้มแผ่วเบา เจ้าของนิ้วก็เอียงคอแปลกใจเพราะพบว่ามันสนุกกว่าที่คาด

ว่าแต่ได้ทีก็ยึดเตียงเป็นของตัวเองเลยนะ

ฝูเกลี่ยผมตรงหน้าไปมาก่อนค่อย ๆ ลากนิ้วขึ้น กะจะจับปอยผมสะเปะสะปะทัดหลังใบหูให้ด้วยความหวังดี แต่มือที่เคยนอนนิ่งอยู่ใกล้ใบหน้าที่กำลังหลับใหลกลับกระตุกเบา ๆ เสียก่อน

อีกฝ่ายลืมตาแล้วหันมาหา ใบหน้าเฉยชากับแววตาชิงชังคู่นั้นคล้ายดังครั้งแรกที่สบตา

เขาตั้งใจจะชักมือบนแก้มออก แต่กลับมีมืออุ่นคว้าเข้าที่ข้อมือเสียก่อน

มือหยาบบีบแน่นเช่นคำข่มขู่ ฝูรอคอยว่าเจ้าของแววตาแข็งกร้าวจะทำอะไรต่อด้วยใจแกมใคร่รู้ ทว่าไม่นานแรงบนข้อมือก็คลายลง แรงคุกคามในดวงตาจางหายไปทีละน้อยราวกับคลื่นทะเลที่คืนสู่ความสงบ

“คุณ…” เสียงพึมพำดังลอดริมฝีปากตรงหน้า ท่าทางเหมือนยังตามไม่ทันว่าเพิ่งเกิดอะไรขึ้น ฝูเห็นอย่างนั้นก็ดึงมือตัวเองกลับเบา ๆ รู้สึกเซ็งนิดหน่อยกับความจำเจ  “อืม ฉันเอง ไม่มีอะไรหรอก จะหลับต่อก็ได้”

อาทิตย์ยังคงมองใบหน้าเหนือร่างพร้อมหัวคิ้วที่มุ่นน้อย ๆ แต่ผ่านไปไม่นานกล้ามเนื้อบนหน้าผากก็คลายลง "เพิ่งกลับมาถึงหรือ"

"ใช่ เมื่อกี้เอง" ชายหนุ่มตอบตามความจริง "กว่าพระอาทิตย์จะขึ้นน่าจะอีกสักชั่วโมงกว่า จะนอนต่อก็นอนไปเถอะ ขอโทษที่ปลุกแล้วกัน"

พูดจบฝูก็กะจะออกไปจากห้อง แต่อีกฝ่ายกลับถามขึ้นก่อน "แล้วคุณล่ะ"

"ฉันทำไม"

"ไม่นอนหรือ"

"อีกไม่นานก็ถึงเวลาตื่นอยู่ดี"

"แต่คุณเพิ่งเดินทางมาถึง คงจะเหนื่อยใช่ไหม"

ฝูขมวดคิ้ว "ต่อให้เหนื่อยแล้วยังไง"

"นี่เตียงของคุณ" เขาบอก อีกคนจึงว่า "ฉันรู้"

ชายผมดำสรุปเรื่องว่า "นอนพักสักงีบเถอะ"

คนฟังเกาหูแกรก ๆ "หน้าเหมือนผีขนาดนี้ยังจะมาพูดอะไร ถามตัวเองก่อนเถอะว่านอนพอบ้างหรือเปล่า อะไรวะหายไปแป๊ปเดียวทำไมกลับมาสภาพอนาถกว่าเดิม จะให้ฉันรู้สึกผิดกว่านี้รึไง หรือร่างกายเกิดพิเรนทร์อะไรขึ้นมา ถ้าไม่อยากนอนจะบอกมาตอนนี้เลยก็ได้”

พล่ามเสียยาว ไอ้เขาก็หวังว่าจะคุยกันรู้เรื่องขึ้นบ้าง ที่ไหนได้ก้มหน้าฟังเงียบ ๆ จนจบ เจ้านั่นก็ไถลตัวลงจากเตียงแล้วเดินเตาะแตะไปหาเสื่อ สะบัดปูหนึ่งทีอย่างคล่องแคล่ว คว้าเอาหมอนมาโยนลงไปจากนั้นก็หันมาจ้องตาเขา เบือนหน้าไปมองเตียง หันกลับมาอีกทีแล้วบอกเรียบ ๆ ว่า “นอนนะ”

นี่ละเมออยู่ใช่ไหมตอบพี่ ? ถ้าจะทำตัวโหยหาพระอินทร์ขนาดนี้ทำไมไม่นอนต่อไปง่าย ๆ ตั้งแต่ทีแรก ?

ฝูได้เรียนรู้เป็นครั้งแรกว่าคนเราสามารถขอร้องและข่มขู่ผ่านสายตาในเวลาเดียวกันได้ ยิ่งกว่านั้นมันยังเป็นดวงตาที่ล่องลอยเต็มที ถ้าไม่ติดว่าในสติเลือนลางที่เหลืออยู่ยังเผอิญเหลือความเกรงใจเอาไว้ด้วย อีกฝ่ายคงได้จับเขาลากโยนลงเตียงแล้วฟาดหลังคอให้สลบจะได้นอนดี ๆ ตามคำขอสักทีเป็นแน่

เพราะขี้เกียจใช้สมองฝูจึงเดินไปนอนแผ่บนเตียงแต่โดยดี เอาเข้าจริงก็ชักสงสัยนิด ๆ ว่าจะเป็นยังไงต่อ พอเห็นเขายอมทำตามที่บอกแล้ว อาทิตย์ก็ลงไปนอนบนเสื่อบ้าง หลังหลับตาไปไม่นานเสียงลมหายใจในห้องอันเงียบสงบก็ดังสม่ำเสมอ เจ้าของบ้านที่นอนตะแคงสังเกตการณ์ทุกอย่างได้แต่ขมวดคิ้วงุนงง อย่าบอกนะว่าบุหงามันจ่ายยามาผิดขนาน แผลบนตัวมันเลยติดเชื้อลามขึ้นสมอง ไม่เอาน่า อย่างนี้เขามิกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเอารึไง ดันตกลงจะช่วยเจ้านั่นบันทึกผลยาให้แลกกับธุระช่วงที่ผ่านมาไปแล้วด้วย ชั่วข้ามคืนก็ต้องกลายเป็นผู้ร้ายวางยาแล้วเรอะ ไม่ดีมั้ง

ฟุ้งซ่านไกลเข้าหนังตามันก็พาลจะค่อย ๆ หนักขึ้น คนคิดมากหลับไปไม่ทันรู้ตัว แม้ไม่ช้าจะตื่นขึ้นตามเวลาปลุกของนาฬิการ่างกายอันเที่ยงตรงอยู่ดีก็ตาม

หลายชั่วโมงถัดมา แพขนตาบนดวงหน้าหลับใหลของชายผมดำก็ไหวระริก เปลือกตาบางเผยอขึ้นเชื่องช้า

ในตอนนั้น เขาพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงอีกครั้ง



“ไม่วางใจรึไง”

นิ้วโป้งเจ้าของบ้านชี้ไปยังสารพัดยาบนโต๊ะเล็กในห้องนอนที่นอนตายอยู่ในสภาพเดิมตั้งแต่วันแรกที่มาถึงจนวันนี้ พวกมันไม่มีร่องรอยโดนแตะแม้แต่ชิ้นเดียว ฝูถามหน้าซื่อแม้กำลังซุกซ่อนใจที่ชักจะร้อนรน

ไม่ยอมใช้แล้วเขาจะเอาผลที่ไหนไปแลกค่าแรงเจ้านั่นเล่า มีหวังได้โวยวายตายชัก

อีกคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จชะงักขา มองตามนิ้วแล้วตอบสั้น ๆ ว่า “เปล่า”

“แล้วทำไมไม่ใช้ หรือกลัวเจ็บไม่กล้าโดนแผล ? งั้นอย่างน้อยก็น่าจะกินยานะ” ฝ่ายนี้ยังคงโน้มน้าวด้วยแน่วแน่ในเป้าหมาย

คนเจ็บไม่ตอบแต่เงียบไปเหมือนกำลังครุ่นคิด สักพักถึงว่า “ผมแค่...ลืมสนใจแผลพวกนี้มั้ง”

คนถามก็ไม่สนใจว่าจะต้องตะล่อมด้วยวิธีไหนเหมือนกัน คำตอบของแขกบ้านมีหน้าที่เป็นแค่ขั้นบันไดสู่จุดหมายของมนุษย์หัวเทาเท่านั้น “หมายความว่าที่ไม่ได้ใช้ยาก็เพราะไม่ได้นึกถึงแผลงั้นเหรอ”

อีกฝ่ายพยักหน้า ฝูจึงถามต่อ “ไม่ใช่เพราะไม่อยากใช้ ? หรือเพราะกลัว ? หรือเพราะรู้สึกว่าไม่น่าไว้ใจ?”

พอเห็นอาทิตย์พยักหน้าซ้ำคนมองก็ยิ้มกว้างทันที “งั้นถ้าไม่ลืมก็คงจะใช้ใช่ไหม”

“เอ๊ะ…?”

สีหน้างุนงงน้อย ๆ นั้นไม่ทำให้ผู้เห็นคิดหยุดปากแต่อย่างใด ต่อให้รู้ดีแก่ใจว่าข้อความสุดท้ายไม่ได้เชื่อมกับประโยคอื่น ๆ ก่อนหน้านั้นที่ตรงไหนเลยก็ตาม ฝูดีดนิ้วเป๊าะ “งั้นก็ตกลงตามนี้ ไว้ฉันจะคอยเตือนเรื่อย ๆ เอง ส่วนนายก็ทายากินยาซะนะ”

เมื่อเรื่องราวจบลงด้วยดี คนพูดก็ตบบ่าอีกคนแปะ ๆ เหมือนฝากฝัง จากนั้นก็เมินสีหน้าตามไม่ทันนั้นแล้วหายไปทำธุระอย่างอื่นตามทางของตัวเองอย่างอารมณ์ดี

แต่หลังเมื่อยลิ้นปากล้าเตือนคนร่วมบ้านทุกครั้งที่เจอหน้าและได้รับเพียงความเงียบกับบรรดาสารพัดกล่องที่ปราศจากร่องรอยการเปิดโดยสิ้นเชิงเป็นสิ่งตอบแทนอยู่ห้าวัน ชายหัวเทาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

...ไม่ยอมทำเขาทำให้เองก็ได้วะ

คนบ่นในใจอยู่ในอารมณ์เซ็งปนรำคาญ เอาเถอะยังไงเดิมทีเขาก็ควรจะดูแลอีกฝ่ายให้หายดีอยู่แล้ว มาบ่นตอนนี้ก็ออกจะสายเกินไปสักหน่อย

ด้วยเหตุนี้ฝูจึงผันตัวเป็นพี่เลี้ยงเฉพาะกิจคอยต้มยามาถวายถึงหน้าคนเจ็บทุกเช้า ถึงกลิ่นจะไม่แรงเท่าที่คาด แต่พอเห็นสีหน้าคลับคล้ายความพะอืดพะอมของคนที่กำลังกลืนมันลงคอเขาก็พอรู้ได้ว่ารสชาติคงไม่โสภาเท่าที่ควร แต่อาจจะเพราะเกรงใจหรือเพราะถูกเขาจ้องด้วยสายตาบังคับหรือเพราะอะไรก็ตามแต่ อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ดื่มมันจนเกลี้ยงเสมอ ส่วนยาที่เหลือเขาก็แทบจะจับกรอกปากอยู่ทุกวันตามเวลา พอตกกลางคืนก็จับมาทายาก่อนนอน

นี่เขาเลี้ยงเด็กโข่งอยู่รึไง

ที่ชวนขมวดคิ้วยิ่งกว่าคือเจ้าเด็กโข่งนี่ก็ยอมให้เขาลงยากรอกยาทุกวันไม่มีหือไม่มีอือ เชื่องซะยิ่งกว่าหมาข้างหมู่บ้าน เรียกได้ว่าถ้ากรอกยาพิษก็คงตายไม่รู้เรื่องไปตั้งแต่สองวันแรก แล้วก่อนหน้านี้ให้กินเองทำไมไม่ยอมกินวะ

อย่างไรก็ตามดูเหมือนยาของบุหงาจะออกฤทธิ์ตามหน้าที่ได้ดีจนเขาเองยังแปลกใจ แผลพร้อยบนตัวค่อย ๆ สมานและมีอาการดีขึ้นตามลำดับ แม้แต่สีหน้าซีดเซียวก็ยังดูเป็นคนมากขึ้นเรื่อย ๆ เวลาเอาความคืบหน้าที่จดไว้ไปให้เจ้านั่นแล้วเห็นมันกระหยิ่มยิ้มย่องกับความสำเร็จของตัวเอง หางคิ้วมันก็พาลจะกระตุกเหมือนรับรู้ถึงลางไม่ดีขึ้นมาทุกที

"พวกนี้ดีขึ้นมากแล้วนะเนี่ย" ฝูพิจารณารอยช้ำบนผิวตรงหน้าขณะที่นิ้วยังละเลงยาลงไปรอบ ๆ อาทิตย์เปลือยท่อนบนหันหลังให้เขาบนเตียง นั่งนิ่งหลังตรงเป็นหุ่นไม้ปล่อยให้เจ้าของบ้านอาบยาให้เป็นกิจวัตรก่อนนอน พอได้ยินที่พี่เลี้ยงเด็กพูดก็ขานรับเบา ๆ จากนั้นก็อธิบายเสริมอย่างที่ชักจะตอบจนชินเพราะรู้ว่ายังไงก็ต้องโดนถาม “วันนี้ก็ไม่มีอะไร”

ถึงอย่างนั้นอีกคนก็ยังถามย้ำเหมือนทุกที “จริงเหรอ ไม่เจ็บไม่ปวดตรงไหนแน่นะ มีอาการแพ้ ปวดหัว คลื่นไส้ ครั่นเนื้อครั่นตัวอะไรไหม”

พออาทิตย์ส่ายหัว สัมผัสอุ่นที่เคยอยู่บนหลังก็หายไปเพราะเจ้าของมันใช้สองมือเอื้อมไปหยิบสมุดกับปากกาขึ้นมาจดคำตอบ เขียนยุกยิกสักพักก็เงยหน้าขึ้นมาจะทายาให้ต่อ ปากก็ว่า “หลังเสร็จแล้ว เอ้า หันหน้ามา”

แล้วคนเจ็บก็หมุนตัวมาหา ว่าง่ายจนน่าตบรางวัลเป็นสติกเกอร์เด็กดีให้สักดวง วันแรกที่พวกเขาเริ่มภารกิจทายาฝูยังอดคิดไม่ได้ว่าสะดวกดีจัง สั่งให้นั่งก็นั่ง สั่งให้หันก็หัน มีแค่ให้ทำเองเท่านั้นที่พูดจนปากจะฉีกถึงรูหูแล้วก็ยังไร้ผล พี่เลี้ยงเด็กโข่งละเลงยาอย่างคล่องแคล่วเพราะทาอยู่ทุกวันจนแทบจะหลับตาคลำได้ ซึ่งความรู้ใหม่ที่เขาได้จากงานเลี้ยงเด็กนี้ก็คืออีกฝ่ายบ้าจี้ที่เอวเล็กน้อย ครั้งแรกที่ทาถึงได้สภาพบอบช้ำกันทั้งสองฝ่าย คนทาบาดเจ็บเพราะโดนเท้าฟาดโดยไม่ทันตั้งตัว ส่วนคนโดนทาเจ็บตัวเพราะขำจนแผลกระเทือน ผลทางอ้อมที่บังเอิญได้มาคือเสียงหลุดหัวเราะจากปากอีกฝ่ายที่ฝูได้ยินเป็นครั้งแรกและจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอีกเป็นครั้งที่สอง น่าเสียดายที่ตอนนั้นไม่ทันเห็นหน้าเพราะเผอิญเขาเองกำลังล้มหน้าหงายอยู่ ส่วนที่ไม่มีครั้งที่สองก็เพราะเขาค้นพบเคล็ดลับทายาอย่างกระชับฉับไวโดยที่ตัวเองไม่ต้องเจ็บตัวแล้ว

ว่าแล้วนิ้วทั้งสามของฝูก็พุ่งไปยังแผลช้ำข้างเอวตรงหน้า กดลงตรงเป้าหมายแบบไม่ยั้งแรงแล้วขยี้สามทีก่อนรีบผละออก เจ้าของแผลสะดุ้งน้อย ๆ แต่ไม่ใช่เพราะความจั๊กจี้ ...อย่างที่บอกว่าวิธีนี้เขาไม่ต้องเจ็บตัว แต่อีกคนน่ะคงต้องว่ากันอีกที ใจดำ ๆ ของชายหัวเทาทำให้เขาลงมือได้โดยไม่ลังเล แต่พอเห็นอีกฝ่ายสะดุ้งก็ยังรีบบอกว่า “ขอโทษ ๆ ลืมบอกอีกแล้วว่าจะทาแผลตรงนั้น เจ็บมากไหม”

คนรับกรรมทำท่าจะส่ายหน้าตามความเคยชินแต่ก็ชะงัก เปลี่ยนมาตอบตรง ๆ ว่า “เจ็บ แต่ไม่เป็นไร”

อาจเป็นเพราะชักรู้แกวของเขาแล้วก็เป็นได้ คนพูดน่าจะรู้ว่าถึงบอกว่าเจ็บ ครั้งต่อไปเขาก็ออกแรงเท่าเดิมอยู่ดี

“อือ ๆ ดีแล้ว ๆ เกิดนายเป็นอะไรขึ้นมาเดี๋ยวฉันจะโดนคนครหาเอาว่ารังแกญาติเพื่อนผู้น่าสงสาร” เสียงเอ่ยกลั้วหัวเราะ ว่าจบก็ใช้หมัดดันไหล่หยอกอีกคนไปที

ใช่แล้ว แขกผมดำพ่วงฐานะเด็กโข่งในความดูแลของเขาคนนี้คือญาติของเพื่อนของเขาเอง

ถ้าถามว่าเพื่อนคนไหน แล้วญาติเพื่อนคนที่ว่ามาโผล่อยู่ในบ้านเขาทำไม เรื่องนั้นอาจจะต้องไปถามบุหงา เพราะนิยายอาภัพตอนล่าสุดของมันเป็นอย่างไรแล้วเขาเองก็ไม่ทราบ

ได้ยินว่าวันนั้นมันไปหากิรีที่ขาเจ็บถึงบ้านแล้วโดนซักยกใหญ่ว่าคนที่อยู่ในบ้านเขาเป็นใคร แต่แทนที่จะบอกไปตามตรงว่าคนแปลกหน้า ไม่รู้มันเป็นห่วงกลัวเด็กโข่งนี่ถูกมองเป็นคนน่าสงสัยกว่าเดิมหรือกลัวคนอื่นมองเขาเป็นคนสติไม่ดีที่ปล่อยให้คนไม่รู้จักเฝ้าบ้านหรือกลัวว่าคนอื่นจะไม่ต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญจนไล่หนูทดลองตัวล่าสุดไป หรือเอาจริง ๆ อาจจะแค่ลนลานจนเครื่องร้อนสมองลัดวงจรก็ได้ มันเลยโพล่งไปว่า

“อ้อ...หมอนั่นน่ะเหรอ ก็เป็นไอ้นั่นของฝูมันไง เอ๊ะ...เขาเรียกอะไรแล้วนะ อ้อ ๆ ! หมอนั่นเป็นญาติขอ...”

แล้วเสียงก็หยุดกลางคันตรงนั้น เพราะสายตาที่มองมากับหัวคิ้วมุ่นน้อย ๆ ของหลายคนทำให้คนพูดสำเหนียกขึ้นได้

...ฝูมันเคยมีญาติตั้งแต่เมื่อไหร่วะ

แต่ยังไงก็โพล่งออกไปแล้ว แค่เลี้ยวหลบสักหน่อยก็เป็นอันใช้ได้ เพราะคิดอย่างนี้บุหงาจึงต่อประโยคไปว่า “...ญาติของเพื่อนของฝูมันไง ช่วงนี้เห็นว่ามีปัญหาอะไรนี่แหละฝ่ายนั้นเขาเลยมาขออาศัยชั่วคราว”

พูดจบก็หัวเราะแหะ ๆ ตบท้าย แต่ปฏิกิริยาจากคนฟังกลับไม่น่าประทับใจนัก แค่สีหน้า ‘นี่พูดเรื่องบ้าอะไรอยู่วะ’ ของโคมินกับกุนสองคนก็ทำร้ายจิตใจเขามากพอแล้ว

“ถ้าเป็นญาติของเพื่อน...” โคมินยังพยายามคิดตามอย่างมีอุตสาหะแม้คิ้วจะขมวดเป็นปมลึก “แล้วจะมาบอกว่าเป็นฝูทำไม แถมแกเองก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย”

เอ๊ะ...เข้าตัวอีกแล้วเรอะ

มุมปากที่ยังคงยิ้มสู้ของบุหงาชักเมื่อยนิด ๆ ไม่รู้ถ้าเขาพูดอะไรไปอีกเรื่องมันจะยิ่งบานปลายกว่าเก่าหรือเปล่า แต่ถึงยังไง...เดี๋ยวฝูมันก็จะกลับมาแล้วนี่หว่า ขี้มีไว้ให้โยน คิดได้ดังนั้นเจ้าตัวก็เริ่มพล่ามด้วยความผ่อนคลาย “อานี่...ที่จริงผมก็ไม่อยากพูดหรอกนะ เดี๋ยวจะหาว่านินทาคนอื่นเขา แต่ถ้าสงสัยนักจะบอกให้ก็ได้ จะได้รู้ว่าผมไม่ได้อยากอมพะนำทำตัวน่าสงสัยโดยไม่มีสาเหตุ ก็เจ้านั่นน่ะนะ...” พูดถึงตรงนี้เขาก็ใช้นิ้วชี้จิ้มจึก ๆ ที่ข้างหัว หรี่ตาแล้วบอกว่า “สมองไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ได้ยินว่าเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ชอบบอกว่าตัวเองเป็นคนนั้นคนนี้อยู่เรื่อย ทั้งคนใกล้ตัว ทั้งตัวละครในนิทาน ใครไม่เล่นด้วยก็โวยวายทำลายข้าวของ เนี่ย มันเลยสร้างปัญหาจนโดนตัดหางปล่อยวัดไง จุ๊ ๆ ๆ อาเห็นแผลบนตัวพวกนั้นไหมล่ะ นั่นน่ะมันไปแหย่ผิดคนเข้าเลยโดนซ้อมซะอ่วม เรื่องราวบานปลายใหญ่โตจนครอบครัวก็คุ้มกะลาหัวไม่ไหว พอถูกไล่ตะเพิดออกมาก็ไม่มีที่ไป เห็นว่าเพื่อนคนนั้นเป็นห่วงญาติมันมากแต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีปัญญาดูแล ไม่รู้จะไปหาใครช่วย ญาติคนอื่นก็ไม่รับเลี้ยง คนรู้จักก็ไม่ค่อยมี สุดท้ายก็มาขอร้องฝูมัน ฝูมันเห็นใจเลยรับปากจะให้เจ้านั่นอาศัยสักระยะหนึ่ง”

ร่ายยาวเสร็จคนพูดก็ลอบสังเกตสีหน้าคนรอบตัว คราวนี้ดูจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง บุหงาจึงตัดจบว่า “ไม่เชื่อก็ไปถามฝูตอนมันกลับมาก็ได้นะ”

สุดท้ายมนุษย์หัวเทาจึงต้องมานั่งยืนยันเรื่องเพ้อเจ้อที่อีกคนเล่าอย่างเสียมิได้เพราะขี้เกียจทำเรื่องให้มันยุ่งยากกว่าเดิม ยิ่งอาโคมินที่วันถัดไปก็ต้องออกจากหมู่บ้านแล้วยิ่งบ่นเป็นหมีกินผึ้งว่ากลับมาทั้งทีดันได้เจอเขาจริง ๆ แค่วันเดียว แถมไม่ได้เจอบุหลันที่ยังอยู่ในตัวเมืองและจะกลับตามมาในอีกสองวันให้หลังด้วย บ่นไปบ่นมาก็บ่นแทนน้องชายว่างานแต่งคชทั้งทีดันพากันหนีไปเที่ยวไม่ยอมอยู่ร่วมงาน แหม นี่เขาก็อุตส่าห์รีบกลับมาดูผลงานแล้วไงว่าแผนไปได้สวยหรือเปล่า เห็นพิธีก็ผ่านไปได้ด้วยดีนี่นา ...แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดเรื่องพวกนี้ออกไปละนะ

ว่าแล้วก็เอาเถอะ คนเจ็บในบ้านเขาจะเป็นคนบ้าในสายตาคนแถวนี้ไปก็ไม่เห็นเป็นไร ไม่ได้ทำให้แผลหายช้าลงสักหน่อย แผลหายไม่แน่อีกฝ่ายก็คงไปจากที่นี่แล้ว จะมาสนใจไปทำไม แถมความจริงพอข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ช่วงนี้บางทีก็มีคนให้ของกินดี ๆ กับเขาเพราะได้ยินเรื่องแล้วสงสารเด็กโข่งนี่ด้วย กำไรเหนาะ ๆ นี่เขายังเคยคิดเลยว่าวันไหนพาไปโชว์ตัวเรียกคะแนนสงสารเพิ่มดีไหม ไม่ใช่เอาแต่อุดอู้อยู่ในบ้าน ออกข้างนอกทีก็ยังหลบลี้หนีหน้าผู้คนฝักใฝ่แค่ชมธรรมชาติอย่างนี้ ต่อให้แผลบนตัวไม่ทำให้คนสงสารอย่างที่หวัง หน้าแบบนั้นก็น่าจะยังพอเรียกขนมฟรีได้อยู่ อย่างที่ถ้าเปลี่ยนเป็นเขาก็คงไม่ไหว...

นึกถึงตรงนี้ก็คิดถึงเรื่องตลกที่เพิ่งรู้ตอนกลับมาถึงหมู่บ้านขึ้นได้อีกหน พอเขาถามว่าทำไมต้องบอกอาโคมินว่าตัวเองเป็นเขาด้วย คนอาศัยก็คิดแป๊ปเดียวแล้วตอบออกมาว่า “เพราะขี้เกียจอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟัง”

ซึ่งตอนนั้นเจ้าของบ้านก็ดันพยักหน้าหงึก ๆ รับได้กับคำตอบแสนสั้นเสียอย่างนั้น อาจเพราะรู้สึกว่าถ้าเป็นเขาเองก็คงขี้เกียจอธิบายเหมือนกันก็เป็นได้

“โอเค ! ทาเสร็จแล้ว” พี่เลี้ยงเด็กทาวนรอบแผลสุดท้ายอีกสองหนแล้วละมือ ตั้งหน้าตั้งตาเก็บยาเข้าที่จะได้เตรียมตัวนอนสักที

อาทิตย์ลุกขึ้นมาปูที่นอนตัวเองบนพื้นอย่างรู้งาน หลังเสื่อประจำตำแหน่งเข้าที่เข้าทางแล้วก็ตามด้วยหยิบหมอน…

ตอนนั้นเองเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน

เจ้าของบ้านขมวดคิ้ว นี่มันจะเวลานอนของเขาแล้วนะ อย่างไรก็ตามพอเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง เขาก็ยังเดินไปเปิดประตูตามหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี

ทันทีที่ประตูแง้มเปิด ร่างเล็กหนึ่งก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของชายหนุ่ม เธอฝังหน้าลงกับตัวเขา สองแขนบางโอบกอดรอบเอวอีกคนไว้แน่น

พอเห็นเต็มตาว่าผู้มาเยือนเป็นใคร ฝูก็ยืนนิ่งปล่อยให้อีกคนกอดแต่โดยดี หลังกะคร่าว ๆ ว่าเด็กสาวน่าจะสงบใจลงแล้ว เขาก็ยกมือลูบหัวที่ติดจะเย็นเพราะอากาศกลางคืนตรงหน้าเบา ๆ ถามว่า “เข้ามาในบ้านก่อนนะ ?”

น้ำเสียงนั้นชวนให้ใจผ่อนคลายลงได้อย่างน่าประหลาด หัวเล็ก ๆ ตรงหน้าผงกลงตอบรับโดยไม่เอ่ยอะไร ฝูยิ้มบาง ๆ ให้แม้อีกฝ่ายจะมองไม่เห็นมันก็ตาม เขาพาอีกคนที่เกาะหนึบอยู่บนตัวจนวินาทีสุดท้ายเข้ามานั่งในบ้าน ส่วนเขาก็นั่งลงข้าง ๆ ผ่านไปสักพักถึงถามว่า “อยากเล่าอะไรให้ฝูฟังไหม”

สังนั่งก้มหน้าอยู่นาน คล้ายอัดอั้น คล้ายกระวนกระวาย ฝูยังคงรอเธออยู่อย่างนั้นกระทั่งเด็กสาวพึมพำขึ้นว่า “ฝู สังว่าสังกำลังจะกลายเป็นคนเฝ้าประตู”

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด