- [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -  (อ่าน 369 ครั้ง)

ออฟไลน์ Aumu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
- [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
« เมื่อ28-02-2019 23:51:36 »

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม







...............................................................



เพราะต้องสูญเสียครอบครัวไปตั้งแต่เด็กด้วยเหตุผลที่เด็กอย่างเขาไม่อาจเข้าใจ นั่นทำให้เขาถูกอุปการะจากครอบครัวมิซากิและด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เขาได้พบกับพี่ชายต่างสายเลือดที่แสนจะเย็นชา


...............................................................


“อาเคโนะ” เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักแต่แสนโชคร้ายต้องเสียครอบครัวไปตั้งแต่เขาวัยเพียง 7 ขวบ นั่นทำให้เขาต้องมาอยู่กับครอบครัวมิซากิ และต้องมาอยู่ภายใต้ความดูแลของ “ฮินาตะ” ลูกชายคนโตของครอบครัว ที่มีนิสัยที่แสนจะเย็นชาแต่นิสัยเหล่านั้นก็เหมือนเป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น เพราะเมื่อเขาได้มาอยู่กับอาเคโนะแล้วหัวใจที่เคยเย็นเป็นน้ำแข็งก็พลันอบอุ่นขึ้นเหมือนได้รับความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ในยามเช้า



นี่เป็นนิยายเรื่องแรกของเราเอง ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ มีตรงไหนผิดพลาดก็สามารถชี้แนะได้ แล้วเราจะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นค่ะ ;)


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-03-2019 00:29:15 โดย Aumu »

ออฟไลน์ Aumu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
«ตอบ #1 เมื่อ01-03-2019 00:02:25 »

บทนำ

13 ปีก่อน
‘น่าสงสารนะเธอ อายุยังไม่เท่าไหร่ก็กำพร้าพ่อแม่ซะแล้ว’
‘ญาติฝั่งพ่อก็ไม่มีสักคน ฝั่งแม่เองก็ไม่มีใครจะมารับไปดูแล’
‘เห็นว่าอุบัติเหตุนี้จริงๆ แล้วมีคนอยู่เบื้องหลัง ญาติๆ เขาเลยไม่กล้าจะรับไปเลี้ยงเพราะกลัวจะโดนดีเข้าสักวัน’


เสียงกระซิบกระซาบของเหล่าแขกเหรื่อที่มาร่วมงานศพของคู่สามี-ภรรยานักธุรกิจที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิตทั้งคู่นั้นดังมาไม่ขาดสายแม้ว่าแขกในงานจะมากเพียงใดและเสียงกระซิบจะเบาสักแค่ไหนแต่เสียงนั้นก็ไม่สามารถหายไปจากหูของเด็กชายอายุ 7 ขวบที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นหน้าโลงศพของพ่อและแม่จนน้ำตาอาบท่วมแก้มสีแดงทั้งสองข้างของเขาจนหมดสิ้น

‘กาอาระ อาเคโนะ’ เด็กชายวัย 7 ขวบ ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของครอบครัวกาอาระ ครอบครัวอันแสนอบอุ่นที่ประกอบด้วยพ่อที่เป็นคนญี่ปุ่นและแม่ที่เป็นคนไทยและลูกชายที่แสนน่ารักอย่างอาเคโนะ

คุณพ่อของอาเคโนะเข้ามาทำธุรกิจที่เมืองไทยไม่กี่ปีก็พบรักกับแม่ของเขาที่ทำงานเป็นเลขาให้พ่อของเขาจนทั้งคู่มีพยานรักด้วยกันหนึ่งคน ธุรกิจของคุณพ่อเองก็เติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับพัฒนาการของอาเคโนะ จนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็เริ่มมีข่าวว่าธุรกิจที่คุณพ่อของเขาทำเริ่มมีปัญหาภายในองค์กรขึ้น รายชื่อของคุณพ่อเกือบถูกเด้งออกจากบอร์ดบริหารและสุดท้ายก็นำมาสู่อุบัติเหตุอันน่าเศร้าที่พรากชีวิตของพ่อกับแม่ของเขาไปแบบไม่มีวันหวนกลับอาเคโนะเองก็ยังเด็กมากไม่อาจจะสามารถมานั่งตรึกตรองได้ว่าอุบัติเหตุนี้มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือไม่เขาเพียงคิดแค่ว่าขอให้ดวงวิญญาณของพ่อและแม่ไปสู่สุขคติเท่านั้นแม้กระทั่งชีวิตเขาเองจะทำยังไงต่อจากนี้ก็ไม่อาจทราบได้

ขณะที่อาเคโนะกำลังนั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่นั้นก็มีชายวัยกลางคนตัวสูงเด่นเดินมานั่งตรงหน้าเขาพร้อมคนดูแลที่จูงมือเด็กผู้ชายเข้ามาด้วย เด็กคนนั้นหน้าตาหน้ารักตามวัยแต่ก็แฝงแววความขรึมไว้ภายในดูแล้วเย็นยะเยือกในเวลาเดียวกันดูจากส่วนสูงและขนาดสัดส่วนของร่างกายแล้วน่าจะอายุมากกว่าอาเคโนะไม่กี่ปี ชายวัยกลางคนนั่งลงและเอามือมาวางบนไหล่ของอาเคโนะอย่างเบามือพร้อมกับเอ่ยประโยคถามเป็นภาษาญี่ปุ่น

“หนูอาเคโนะพูดญี่ปุ่นได้ไหม” ชายวัยกลางคนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม

อาเคโนะถึงแม้จะเกิดที่ประเทศไทยแต่ขณะที่พ่อของเขายังมีชีวิตอยู่พ่อก็มักจะสื่อสารกับเขาเป็นภาษาญี่ปุ่นเสมอนั่นจึงทำให้เขาเข้าใจและสามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้
อาเคโนะไม่ตอบอะไรได้แต่พยักหน้าหงึกๆ พร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นไปด้วย

“ลุงชื่อมิซากิ ฮิโรชินะ เรียกลุงฮิโรชิก็ได้ ลุงเป็นเพื่อนของพ่อหนูตั้งแต่สมัยเขาอยู่ที่ญี่ปุ่น” พอเห็นอาเคโนะไม่พูดอะไรเขาจึงพูดต่อ “พอลุงรู้ข่าวว่าพ่อและแม่ของหนูเสียลุงก็รีบมาทันที ลุงเองก็ไม่คิดว่าเขาจะจากไปเร็วขนาดนี้ พ่อของหนูเขาฝากจดหมายไว้ให้หนูฉบับหนึ่ง” ชายวัยกลางคนพูดพร้อมกับยื่นซองจดหมายให้อาเคโนะเขาเองก็รับไปโดยไม่พูดอะไร

“ถ้าหนูเลิกร้องไห้เมื่อไหร่ก็ลองเปิดอ่านดูนะ พ่อหนูเขาคงมีอะไรอยากจะบอกหนูเยอะเลยล่ะแต่คงไม่มีโอกาสได้บอก” ชายวัยกลางคนเว้นช่วงแล้วนั่งมองเด็กชายข้างหน้าอย่างสายตาเศร้าสร้อยจากใจจริง อาเคโนะเองก็ยังไม่ยอมพูดจาใดๆ ออกมาสักคำเขาจึงเริ่มพูดต่อ

“พ่อหนูเขาบอกลุงมาว่าให้ช่วยดูแลหนูแทนเขาหน่อย ซึ่งลุงดูแล้วก็คงไม่มีใครจะดูแลหนูได้ดีนอกจากลุงแล้ว เพราะฉะนั้นหลังเสร็จงานศพแล้ว เราไปอยู่ญี่ปุ่นกันนะ” พอจบประโยคอาเคโนะก็เงยหน้าขึ้นมามองหน้าชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับเช็ดน้ำตาออกอย่างลวกๆ แต่การร้องไห้ก็ยังไม่สิ้นสุด ชายวัยกลางคนเห็นดังนั้นก็ดึงอาเคโนะเข้ามากอดพร้อมลูบผมของอาเคโนะอย่างอ่อนโยน

บรรยากาศงานศพไม่ว่าจะที่ไหนก็มักจะมีแต่กลิ่นความเศร้าลอยอบอวลผสมกับกลิ่นธูปจางๆ เป็นกลิ่นของความรู้สึกที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากพานพบยิ่งคนที่ต้องประสบกับเหตุการณ์สุดสลดนี้เป็นเด็กวัยเพียง 7 ขวบ หัวใจของฮิโรชิก็ยิ่งเจ็บปวด

เมื่องานศพเสร็จสิ้นลงอาเคโนะก็เตรียมตัวไปญี่ปุ่นทันทีโดยธุระต่างๆ ของอาเคโนะอยู่ภายใต้ความดูแลของฮิโรชิทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัยและโรงเรียนที่อาเคโนะจะไปเรียนที่ญี่ปุ่นก็ได้ถูกเตรียมการไว้จนหมดแล้ว จนถึงวันเดินทางอาเคโนะก็เพิ่งจะรู้ว่าเด็กผู้ชายที่ดูโตกว่าเขาและชอบตามติดฮิโรชิคนนั้นคือลูกชายของฮิโรชินั่นเองแม้ว่าหลายวันที่ผ่านมานี้อาเคโนะจะอยู่ใกล้ชิดกับฮิโรชิมากแต่เขากับเด็กชายคนนั้นก็ไม่เคยจะเอ่ยปากคุยกันแม้แต่คำเดียวฮิโรชิแนะนำเพียงแค่ว่าเขาชื่อ ‘มิซากิ  ฮินาตะ’ เท่านั้น

ที่นั่งบนเครื่องบินที่พวกเขานั่งนั้นเป็นที่นั่งระดับเฟิร์สคลาสส่วนมากมักจะมีแต่พวกนักธุรกิจใหญ่หรือพวกคุณหนูลูกมหาเศรษฐีเท่านั้นที่จะจับจองที่นั่งนี้ ถึงแม้อาเคโนะเองจะเคยเป็นลุกของนักธุรกิจใหญ่แต่โอกาสที่เขาจะได้นั่งเครื่องบินแบบนี้นั้นหาได้ยากเหลือเกิน เพราะด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานของคุณพ่อที่ต้องรับผิดชอบอะไรหลายๆ อย่างมากมายทำให้ไม่สามารถจะไปเที่ยวที่ไหนได้ไกลๆ เมื่อคุณพ่อของเขามีเวลาว่าง ส่วนมากก็จะอยู่กับบ้านและทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันเท่านั้น

อาเคโนะมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้นแต่ก็ไม่ได้แสดงออกอะไรมากมายนักเพราะด้วยนิสัยส่วนตัวที่เรียบร้อยและชอบเก็บความรู้สึกไว้ภายใน เลขาของฮิโรชิจัดที่นั่งโดยให้อาเคโนะนั่งเบาะคู่กับฮินาตะซึ่งฮินาตะเองก็เลือกนั่งที่นั่งที่ติดหน้าต่างที่สุดและเอาแต่ใช้สายตาจับจ้องไปยังท้องฟ้าภายนอกตลอดเวลา อาเคโนะเองด้วยความเป็นเด็กเรียบร้อยก็ได้แต่นั่งนิ่งๆ ถึงแม้ในใจอยากจะเอ่ยปากคุยกับฮินาตะมากแค่ไหนก็ตามแต่เมื่อจ้องมองไปที่เด็กชายข้างๆ ตัวเขาแล้วนั้น การที่จะเอ่ยวาจาใดออกมาก็คงจะเป็นการรบกวนฮินาตะมากเกินไป

ฮิโรชิเรียกพนักงานบนเครื่องบินมารับออร์เดอร์ ไม่นานนักน้ำส้มสองแก้วและเค้กช็อคโกแลตสองชิ้นก็มาวางไว้ตรงหน้าพวกเขาสองคน ส่วนฮิโรชินั้นพอได้รับวิสกี้มาก็กระดกเข้าปากแก้วแล้วแก้วเล่าอย่างไม่เหนื่อยหน่ายราวกับชื่นชอบเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นชีวิตจิตใจ

“ตื่นเต้นมั้ยอาเคโนะ” ฮิโรชิหันมาถามอาเคโนะหลังจากดื่มด่ำรสชาติของวิสกี้พอหอมปากหอมคอแล้ว

“ครับ” อาเคโนะตอบด้วยท่าทีสุภาพแล้วหันไปตักเค้กตรงหน้าทานต่อ

“ไปที่นั่นอาเคโนะไม่ต้องกลัวเหงาหรอกนะ ลุงมีลูกชายอีกคนอายุเท่าๆ กับอาเคโนะเนี่ยแหละ เขาจะคอยเป็นเพื่อนเล่นกับอาเคโนะเอง” ฮิโรชิพูดพร้อมกับวางมือใหญ่ลงบนหัวเล็กๆ ของอาเคโนะพร้อมกับลูบผมของเขาเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

“ฮินาตะลูกก็ต้องช่วยดูแลอาเคโนะด้วยนะ” ฮิโรชิเบนสายตาไปทางลูกชายคนโตของเขาพร้อมออกคำสั่งที่คนฟังก็ไม่อาจเลี่ยงได้

“ครับพ่อ” ฮินาตะหันหน้ามาตกปากรับคำของคนเป็นพ่อพร้อมกับชำเลืองมองคนที่เขาต้องดูแลด้วยสายตาเย็นเฉียบ

อาเคโนะหวังจะหันไปยิ้มให้กับพี่ชายที่ต้องรับหน้าที่ดูแลเขาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่สวยงามระหว่างเขาทั้งคู่เพราะหลังจากนี้ตัวอาเคโนะเองนั้นก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเขาจะอยู่ภายใต้ความดูแลของครอบครัวนี้ไปอีกนานแค่ไหน
แต่เมื่อหันไปเจอกับสายตาเย็นเฉียบคู่นั้นอาเคโนะก็ต้องกลืนรอยยิ้มลงคอไปพร้อมกับเค้กช็อคโกแลตในปาก


ออฟไลน์ Aumu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
«ตอบ #2 เมื่อ01-03-2019 00:15:21 »

บทที่ 1

ชายหนุ่มร่างบางกำลังหลับใหลอย่างสบายบนเตียงนุ่มในห้องนอนของตนหลังกลับจากส่งงานชิ้นสุดท้ายของเทอมนี้ที่มหาวิทยาลัย เนื่องจากหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาอาเคโนะมัวแต่ยุ่งกับการวาดภาพส่งอาจารย์เพื่อให้เวลาเรียนในเทอมนี้สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วจนทำให้เจ้าตัวต้องอดหลับอดนอนหลายวัน หลังจากกลับมาก็หลับเป็นตายอยู่บนเตียงไม่แม้แต่จะอาบน้ำหรือเปลี่ยนชุดก่อนนอนด้วยซ้ำ

ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไหร่ พอเมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนแล้วเจ้าตัวก็ค่อยลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แต่ก็ตกผงะตกใจเมื่อมีใบหน้าที่หล่อเหลาแต่แฝงไว้ด้วยความขี้เล่นกำลังนั่งจ้องมองเขาอยู่
ตกใจหมด!

เมื่อฮิเดโอะเห็นอาเคโนะลืมตาก็ยิ้มร่าเหมือนเจ้าชายที่รอให้เจ้าหญิงนิทราตื่นจากการหลับใหลมานานแสนนาน

“ตื่นแล้วเหรอ” ฮิเดโอะถามอาเคโนะเหมือนกับเพื่อเช็คความมั่นใจว่าอาเคโนะไม่ได้ละเมอ

“อื้อ มีอะไรหรือเปล่า” อาเคโนะเอ่ยปากถามพร้อมกับลุกขึ้นนั่งและใช้มือจัดทรงผมที่กำลังกระเซอะกระเซิง

“พี่ฮินาตะกลับมาแล้วนะ”

“จริงหรอ”

แค่ได้ยินชื่อนั้นอาการงัวเงียที่เคยมีก่อนหน้าก็พลันหายไปเสียอย่างนั้น
ตั้งแต่อาเคโนะย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นกับครอบครัวนี้ก็ได้ฮินาตะและฮิเดโอะดูแลมาตลอด ถึงแม้ฮินาตะจะมีนิสัยเงียบขรึมอยู่สักหน่อยแต่นั่นก็เป็นเหมือนสเน่ห์ที่ดึงดูดให้ใครต่อใครจับจ้องสายตาไปที่เขารวมไปถึงอาเคโนะด้วยเช่นกัน

ไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สายตาและหัวใจของอาเคโนะเอาแต่จับจ้องไปที่ฮินาตะคนเดียวเท่านั้น แต่ถึงจะอยู่ใกล้กันมากแค่ไหนมันก็กลับยิ่งดูไกลออกไปเท่านั้น

ยิ่งเมื่อรู้ว่าเขากลับมาแล้วหลังจากห่างบ้านไปติดต่อธุรกิจที่ต่างประเทศเป็นเวลาเกือบครึ่งค่อนปีหัวใจของอาเคโนะก็ไหวสั่นด้วยความดีใจจนต้องเผยรอยยิ้มเล็กๆ ออกมา

“อื้อ อาเคโนะจังก็ไปอาบน้ำได้แล้ว เขารอกินข้าวอยู่” ฮิเดโอะพูดพร้อมเอื้อมมือออกไปขยี้ผมคนตรงหน้าอย่างเบามือ แล้วเดินออกจากห้องไป

ครอบครัวมิซากิที่อาเคโนะอาศัยอยู่ด้วยนั้นถือเป็นตระกูลที่ใหญ่และมีอิทธิพลอันดับต้นของประเทศญี่ปุ่นเพราะจากอดีตที่บรรพบุรุษของตระกูลเป็นถึงผู้มีอิทธิพลใหญ่และปัจจุบันธุรกิจส่งออกสินค้าของตระกูลก็ถือว่าใหญ่เป็นอันดับต้นๆ และเป็นที่จับตามองของเหล่านักธุรกิจภายในและนอกประเทศ

อาเคโนะลุกลงจากเตียงและตรงเข้าห้องน้ำทันทีพร้อมปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจนหมดเผยให้เห็นผิวขาวนวลเนียนและกล้ามเนื้อเล็กๆ แต่ละส่วนอย่างชัดเจน

เมื่อชำระร่างกายเสร็จก็เกิดความคิดอยากแช่น้ำร้อนให้หายเหนื่อยจากการทำงานหนักมาหลายอาทิตย์ ร่างบางจึงรีบหย่อนตัวลงบ่อน้ำร้อนในทันทีโดยไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครกำลังดำน้ำอยู่ในบ่อหรือเปล่า

“อ่า สบายจัง”

อาเคโนะสำราญกับการแช่น้ำร้อนไม่นานนักจู่ๆ ก็มีร่างหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำจนทำให้อาเคโนะตกใจจนตัวแข็งทื่อได้แต่มองร่างที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาตาปริบๆ

พี่ฮินาตะ!

ร่างใหญ่ตรงหน้าที่พอโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำก็ใช้มือลูบใบหน้าและผมที่เปียกชื้นขึ้นและมองอาเคโนะด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่มีแม้แต่วี่แววความตกใจให้เห็น

“ฉันจะขึ้นแล้ว เชิญนายตามสบาย”

ฮินาตะพูดเสร็จก็ลุกจากบ่อน้ำร้อนทันที เผยให้เห็นร่างกายอันเปลือยเปล่าที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อจนทำให้อาเคโนะต้องหลุบสายตาลงต่ำลงเพราะความเขินอายระคนด้วยความตกใจ

แม้ที่ญี่ปุ่นจะมีวัฒนธรรมการอาบน้ำรวมหรือแช่น้ำร่วมกันแต่สำหรับอาเคโนะแล้วการที่ต้องแก้ผ้าอาบน้ำร่วมกันกับใครก็ไม่รู้คงเป็นโจทย์ที่หินที่สุดในชีวิตถึงแม้จะเป็นผู้ชายด้วยกันก็ตาม แม้แต่กับคนใกล้ชิดอย่างฮิเดโอะกับฮินตะเขาก็ยังไม่เคยแช่น้ำร้อนด้วยกันสักครั้ง

เมื่อฮินาตะออกจากห้องน้ำไปแล้วอาเคโนะก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าห้องน้ำนี้มันเชื่อมกันกับห้องของฮินาตะ อาจเพราะด้วยความเคยชินที่อาเคโนะเองจะใช้ห้องน้ำนี้เพียงคนเดียวเพราะฮินาตะมักไม่ค่อยอยู่ที่บ้านสักเท่าไรนักเนื่องจากต้องไปติดต่อธุรกิจที่ต่างประเทศบ่อยๆ จนทำให้อาเคโนะลืมเสียสนิทว่าวันนี้เขากลับมาแล้ว ห้องน้ำที่เคยเป็นของเขาก็ต้องกลายเป็นของฮินาตะด้วย แต่ก็ไม่คิดว่าแจ็กพ็อตจะแตกวันนี้ซะได้

ฮินาตะจากไปทิ้งให้อาเคโนะรู้สึกตัวร้อนผ่าวในน้ำเพียงลำพังและด้วยอุณหภูมิของน้ำยิ่งทำให้เจ้าตัวรู้สึกร้อนขึ้นไปอีกหากเขายังแช่อยู่ในน้ำนานกว่านี้มีหวังได้สลบเหมือดคาบ่อแน่เมื่อคิดดังนั้นอาเคโนะจึงรีบลุกจากบ่อและเข้าไปแต่งตัวในห้องตนเองทันที

มื้อเย็นวันนี้เป็นฝีมือของฮิเดโอะทั้งหมดเพื่อเป็นการต้อนรับที่พี่ชายสุดที่รักกลับมาเขาจึงลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง แม้อาชีพนายแบบเป็นสิ่งที่ฮิเดโอะถนัดมากที่สุดในชีวิตแต่ฝีมือการทำอาหารของเขาก็เหมือนติดตัวเขามาตั้งแต่เกิดด้วยเช่นกันเมื่อมีเวลาว่างจากตารางงานที่แน่นขนัดถ้าไม่นอนเล่นเกมและทำตัวติดกับอาเคโนะเหมือนตังเมก็มักจะเข้าครัวทำอาหารให้อาเคโนะกินเสมอ
อาหารหลากหลายอย่างถูกจัดเรียงรายจนเต็มโต๊ะและเมื่อเห็นว่าพี่ชายของตนเดินทางไกลอาจจะเกิดความเหนื่อยล้าและอาเคโนะที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำมาหลายอาทิตย์ฮิเดโอะจึงตอกไข่ดิบราดลงไปบนชามข้าวของทั้งคู่พร้อมเหยาะโชยุและโรยต้นหอมซอยลงไปเพื่อเพิ่มความน่าทานขึ้นไปอีก

เมื่ออาหารถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยร่างบางที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เดินเข้ามาที่โต๊ะอาหารทันที ทันทีที่เห็นอาหารก็สายตาก็ส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับทันที พร้อมเอ่ยปากถามคนทำ

“นี่ฮิเดโอะทำเองหมดนี่เลยเหรอ”

แม้คนที่เอ่ยปากถามจะรู้อยู่แล้วว่าคนตรงหน้าชอบทำอาหารแค่ไหน แต่การที่เห็นเขาทำอาหารจนเต็มโต๊ะขนาดนี้ก็ถือว่าบ้าพลังเป็นอย่างยิ่ง

“ใช่แล้ว ต้อนรับที่พี่ฮินาตะกลับบ้านไง และก็เป็นอาหารเติมพลังให้อาเคโนะจังด้วยนะ”

ฮิเดโอะพูดพร้อมเดินมาจับบ่าทั้งสองข้างของอาเคโนะแล้วดันให้อีกฝ่ายไปนั่งประจำที่พร้อมกับเอาคางแหลมของตนเกยบนบ่าของอีกฝ่าย

“ฉันตอกไข่สดราดลงไปบนข้าวให้อาเคโนะจังด้วยนะ จะได้มีแรงไง” ฮิเดโดะพูดพร้อมเผยรอยยิ้มเอาใจคนตรงหน้า

“ขอบใจนะ” คนที่ถูกเอาใจกล่าวพร้อมกับหันหน้าไปหาอีกฝ่ายจนทำให้ปลายจมูกที่โด่งเป็นสันของทั้งคู่ประชิดกันอย่างไม่ตั้งใจ พร้อมกันนั้นก็ปรากฏร่างสูงที่เพิ่งเดินมาถึงโต๊ะอาหารมองพวกเขาทั้งสองด้วยสายตาเย็นเฉียบ

สายตาคู่นั้นฉายแววความไม่พอใจอยู่เล็กน้อย แต่ก็ต้องเก็บซ่อนความรู้สึกไว้เมื่อได้ยินเสียงน้องชายเรียก

“พี่มาแล้วหรอ” ฮิเดโอะส่งเสียงเรียกพร้อมผละออกจากบ่าของอาเคโนะแล้วหันไปลากแขนพี่ชายสุดที่รักให้เดินไปนั่งประจำที่
“ของพี่ฮินาตะ ผมก็ตอกไข่สดราดข้าวไปให้ด้วยนะ”

ฮิเดโอะเมื่อจัดแจงแต่ละคนให้นั่งที่เรียบร้อยแล้วตนเองก็เดินไปนั่งที่ว่างข้างๆ อาเคโนะทันที

อาเคโนะหันไปมองคนที่ถูกเรียกแวบหนึ่งทันใดหัวสมองก็พลันฉายเหตุการณ์น่าอายที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทันที แค่นึกภาพร่างกายของอาเคโนะก็ร้อนผ่าวขึ้นมา ใบหูและแก้มทั้งสองข้างก็เริ่มกลายเป็นสีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที

ไม่ว่าอาเคโนะจะมีอาการผิดปกติยังไงก็ไม่อาจหลุดพ้นสายตาของฮิเดโอะไปได้

“ทำไมหน้าแดง หูแดงอย่างนั้นล่ะอาเคโนะจัง” ฮิเดโอะหันมาถามด้วยความสงสัยระคนเป็นห่วง

“เอ่อ สงสัยจะแช่น้ำร้อนนานน่ะ ไม่มีไรหรอก กินข้าวเถอะ” คนถูกถามบอกปัดพร้อมเชิญชวนให้คนขี้สงสัยที่นั่งข้างๆ สนใจอาหารแทนเรื่องของตน

หึ ถ้าทุกคนรู้ว่าเขาหน้าแดง หูแดงเพราะอะไรละก็ คงต้องขำก๊ากออกมาแน่

เมื่อได้รับคำตอบฮิเดโอะก็ไม่ได้คาดคั้นอะไรอีก แล้วจึงหันไปสนใจอาหารตรงหน้าพร้อมพูดประโยคขออนุญาตทานที่ปฏิบัติเป็นประจำ

“ทานแล้วนะครับ”

ทุกคนต่างหยิบตะเกียบขึ้นแล้วคีบอาหารเข้าปากทันทีโดยไม่ต้องให้ใครออกคำสั่ง

แม้การอยู่ในบ้านหลังใหญ่จะไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับฮินาตะนัก แต่การที่เจ้าตัวเลือกมาอยู่บ้านเล็กนั้นก็แค่เพียงเพราะต้องการความเป็นส่วนตัวเท่านั้นซึ่งฮิโรชิผู้เป็นพ่อก็ไม่ได้ขัดใจอะไรลูกชายหนำซ้ำเมื่อตอนฮินาตะอายุครบ 18 ปี ยังมอบบ้านเล็กนี้ให้เป็นของขวัญวันเกิดอีกด้วย แต่ก็ยังมีข้อแม้คือต้องพาน้องชายตัวแสบกับอาเคโนะมาอยู่ด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร

แต่เมื่อฮินาตะเรียนจบมหาวิทยาลัยก็ต้องไปช่วยฮิโรชิผู้เป็นพ่อดูแลธุรกิจทันที ต้องบินไปติดต่อธุรกิจที่ต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งการที่จะได้เห็นเจ้าบ้านอยู่ติดบ้านนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยากพอๆ กับการให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยได้อยู่บ้านมากนัก แต่เรื่องความเป็นส่วนตัวของเขาก็ไม่เคยลดลง ตั้งแต่ย้ายเข้าบ้านเล็กมาก็ไม่แม้แต่จะหาคนดูแลประจำบ้าน เพียงแค่ให้คนจากบ้านใหญ่มาทำความสะอาดที่นี่อาทิตย์ละสามครั้งเท่านั้น เมื่อทำเสร็จก็กลับบ้านใหญ่ไม่มีการนอนค้างอ้างแรมเกิดขึ้น เพียงแค่เพราะเจ้าของบ้านต้องการความเป็นส่วนตัว

แต่ข้อแม้ที่พ่อให้มาก็ทำให้ความส่วนตัวของเขาไม่ค่อยจะส่วนตัวสักเท่าไหร่ ถ้าตัดฮิเดโอะออกไปได้ก็คงจะดีไม่น้อย
และดูเหมือนน้องชายตัวแสบก็ยังพอมีความเข้าใจในตัวพี่ชายอยู่บ้าง เมื่อใดที่ต้องออกงานดึกๆ เขาจึงเลือกไปพักที่คอนโดที่ผู้จัดการหาไว้ให้แทน ซึ่งงานเลี้ยงต่างๆ ก็มักจะจัดกันซะดึกเสียส่วนใหญ่
แต่เมื่อใดที่ว่างก็จะกลับมาและขลุกตัวอยู่กับอาเคโนะทันที

“อะ นี่ อาเคโนะจังกินเยอะๆ นะ” ฮิเดโอะว่าพลางคีบเนื้อปลาย่างวางลงบนชามข้าวของอาเคโนะด้วยรอยยิ้มสุดหวานหยาดเยิ้ม

“อืม ขอบใจนะ” อาเคโนะหันไปกล่าวขอบคุณพร้อมยิ้มหวานให้กับคนมีน้ำใจข้างๆ

ถึงแม้ฮิเดโอะจะไม่บอกให้เขากินเยอะๆ ยังไงเขาก็จงใจจะเขมือบทุกสิ่งอย่างอยู่แล้ว เรื่องการกินเขาไม่เคยแพ้ใครแน่นอน

ฮิเดโอะหันกลับไปก็เจอกับดวงตาเรียวคมของคนเป็นพี่ชาย ที่กำลังมองเนื้อปลาย่างบนชามข้าวของอาเคโนะอย่างไม่วางตา
คนเป็นน้องชายเห็นดังนั้นจึงรีบนำตะเกียบไปคีบเนื้อปลาย่างไปวางบนชามข้าวของพี่ชายสุดที่รักทันที

“พี่ฮินาตะก็กินเยอะๆ นะครับ”

“ฉันไม่ได้พิการ ตักอาหารเองได้” คนเป็นพี่ชายพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

เนื้อปลาย่างที่น้องชายอุตส่าคีบให้กลับไม่ถูกเขาแยแสสักนิด หนำซ้ำยังเอื้อมตะเกียบไปคีบเต้าหู้ทอดที่วางอยู่ตรงหน้า
ฮิเดโอะเมื่อได้ยินประโยคนั้นก็บึ้งหน้า ย่นปากใส่พี่ชายทันที

เชอะ ทำเป็นพูดดี

“แล้วเรื่องงานเป็นไงบ้างเหรอครับ” อาเคโนะถามฮินาตะ หลังจากกลืนเนื้อปลาย่างที่ฮิเดโอะคีบให้ลงคอไปแล้ว

“แรกๆ ก็ติดขัดเล็กน้อย แต่ตอนนี้ก็ลงตัวแล้ว” ฮินาตะตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

เมื่อสี่เดือนก่อนบริษัทสาขาที่ประเทศไทยเกิดปัญหาเรื่องสต็อกสินค้า และยังมีปัญหากับคนในองค์กรที่ต้องจัดการให้อยู่หมัด เมื่อฮิโรชิเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ใหญ่พอสมควรแค่ส่งเลขาไปดูคงจัดการอะไรไม่ได้เขาจึงตัดสินใจส่งฮินาตะไปสะสางปัญหานี้ซะ ถือเสียว่าให้ลูกชายได้เรียนรู้งานหลายๆ อย่างเพิ่มมากขึ้น

ไม่เพียงแค่ปัญหาของบริษัทเท่านั้น ที่เขาตัดสินใจไปประเทศไทยอีกครั้งก็เพื่อจัดการปัญหาบางอย่างให้หมดไปซะ

“เห็นเลขาชินบอกว่าปัญหาใหญ่พอสมควร พ่อจึงส่งพี่ไป” ฮิเดโอะพูดพร้อมใช้มือเท้าคางมองหน้าพี่ชาย

“ก็ระดับหนึ่ง”

“บางทีคนแก่พวกนั้นก็ควรโดนสั่งสอนซะบ้างก็ดี สมควรจริงๆ” ฮิเดโอะพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความสะใจถึงที่สุด

ฮิเดโอะเองแม้ว่าจะคลุกคลีกับวงการเดินแบบเสียส่วนใหญ่ แต่ก็พอรู้อยู่บ้างว่าเกิดปัญหาอะไรในบริษัท และปัญหานอกบริษัทที่พี่ชายของเขาต้องการจัดการ

เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่นั่งข้างเขาตอนนี้เขาถึงใส่ใจมันมากเป็นพิเศษ แต่ดูเหมือน ‘คนที่เกี่ยวข้อง’ ที่กำลังเคี้ยวข้าวกลืนลงท้องจะไม่รู้อะไรเสียเลย

“ว่าแต่...พี่ไปอยู่นู่นตั้งสี่เดือน ไม่ได้อะไรกลับมาบ้างเหรอ” ฮิเดโอะเลิกคิ้วถามฮินาตะด้วยน้ำเสียงยียวน

เหมือนฮินาตะเองก็พอจะเข้าใจว่า ‘อะไร’ ที่น้องชายพูดถึงคืออะไร เขาจึงจ้องหน้าฮิเดโอะด้วยสายตาเย็นเฉียบที่พร้อมจะเยือกแข็งคนตรงหน้าได้ทันที

เมื่อเหลือบมองไปด้านข้างของฮิเดโอะก็เห็นว่าอาเคโนะเองก็กำลังมองเขาตาแป๋วอยู่เช่นกัน เห็นดังนั้นฮินาตะจึงลงแรงไปที่เท้าของฮิเดโอะอย่างจัง จนเจ้าตัวหน้าบูดเบี้ยวจากอาการเจ็บปวด จึงเอื้อมมือไปลูบเท้าของตนที่อยู่ใต้โต๊ะทันทีเพื่อบรรเทาอาการปวด

“ใครจะไปเหมือนแก” เมื่อลงแรงไปที่เท้าของน้องชายแล้วฮินาตะก็พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

สำหรับฮิเดโอะแล้วการขึ้นเตียงกับผู้หญิงถือเป็นเรื่องง่ายดั่งดีดนิ้ว เพราะด้วยงานที่ทำ ที่ต้องเจอกับผู้หญิงสวยเซ็กซี่มากมาย และใบหน้าที่สวยงามแต่ก็ไม่ทิ้งความหล่อเหลาในแบบผู้ชายของเขาก็เป็นอะไรที่ดึงดูดใจให้ผู้หญิงเหล่านั้นติดกับอย่างง่ายดาย ถ้าจะพูดว่าผู้หญิงเองมักจะเป็นฝ่ายชวนเขาขึ้นเตียงก่อนเสมอก็คงจะไม่ผิดนัก

“ก็ผู้หญิงเขาชวน ใครจะไปกล้าขัด” เมื่อเท้าหายปวดก็ยืดหลังพูดด้วยความภูมิใจ

เมื่อเห็นสีหน้าภูมิใจซะเต็มประดาของน้องชาย ฮินาตะก็อยากเหยียบเท้าเขาอีกสักทีสองที

“นี่อาเคโนะเองก็มีคนมาจีบนะครับพี่ เป็นผู้ชายมาจีบซะด้วย” ฮิเดโดะว่าพลางเอื้อมมือไปโอบไหล่ของคนที่นั่งข้างๆ
อาเคโนะได้ยินเรื่องที่ฮิเดโอะเล่าให้ฮินาตะฟังก็สำลักข้าวที่กำลังกลืนลงคอจนต้องคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่มทันที

ฮิเดโอะเห็นท่าทางของอาเคโนะก็หัวเราะชอบใจพร้อมเอามือลูบหลังให้อาเคโนะไปด้วย

แต่กับฮินาตะแล้วกลับไม่ชอบใจเอาซะเลย มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นขณะที่เขาไม่อยู่ได้อย่างไร แต่ตอนนี้เขากลับมาแล้วก็คงต้องเฝ้าจับตาดูอย่างระวังไม่ให้หมาตัวไหนมาขโมยชิ้นเนื้อแสนอร่อยของเขาไปได้แน่

“พี่คาซึมะเขาไม่ได้จีบผมซะหน่อย เขาแค่อยากได้ผมไปเป็นแบบปั้นให้ ช่วงนี้ก็เลยมาตามตื๊อก็เท่านั้นเอง”

อาเคโนะเมื่อหายสำลักแล้วก็พยายามพูดแก้ตัวทันที ซึ่งเจ้าตัวเองก็คิดแค่ว่าที่พี่เขามาตามตื๊อก็แค่อยากได้เขาไปเป็นแบบเท่านั้น แต่สำหรับฮินาตะแล้วคนที่เป็นมิตรกับทุกสิ่งอย่างอย่างอาเคโนะจะมีทางรู้หรือว่าอีกฝ่ายที่มาตามตื๊อคิดยังไงกับตัวเอง

“แหม แต่วันนั้นเห็นเขาขับรถมาส่งอาเคโนะจังด้วยนี่” ฮิเดโอะยังคงไม่เลิกสุมไฟในใจของพี่ชาย

มาส่งด้วยหรอ ถึงขั้นไหนกันแล้วนะ

“ก็วันนั้นต้องอยู่ช่วยงานอาจารย์จนดึก รถไฟเที่ยวสุดท้ายหมดแล้วด้วย เขาบอกเองว่าเป็นทางผ่าน ผมก็เลยไม่เกรงใจ แฮะๆ”
อาเคโนะพูดแก้ตัวพร้อมกับส่งยิ้มด้วยแววตาใสซื่อ สร้างความบันเทิงให้ฮิเดโอะไม่น้อย

“แต่ฉันว่าไอ้คาซึมะไรนั่นดูท่าจะไม่ได้อยากให้อาเคโนะจังเป็นแบบให้แค่นั้นหรอกนะ ดูสายตาที่มันจ้องอาเคโนะจังซิ หวานซะเยิ้มเชียว”

“เลิกพูดอะไรน่าขนลุกได้แล้วน่าฮิเดโอะ” อาเคโนะร้องโอดโอย

ยิ่งฟังก็ยิ่งขนลุก ถึงต่อให้มาจีบจริงอาเคโนะก็ไม่เอาด้วยแน่ๆ

“ว่าแต่เป็นแบบปั้นนี่ โป๊ไหมอ่ะ” ฮิเดโดะถามด้วยความใคร่รู้

อาเคโนะทำตาเลิ่กลั่กก่อนจะตอบ

“ก็เห็นงานส่วนมากของพี่คาซึมะมักจะเป็นแบบนั้นตลอด”

“ว้าว ฉันอยากไปอยู่ด้วยเวลาที่หมอนั่นปั้นจัง” ฮิเดโอะพูดด้วยแววตาที่เป็นประกาย

ฮินาตะไม่อยากจะฟังเรื่องราวของไอ้คาซึมะไรนั่นต่ออีกแล้ว ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่ชอบใจ จึงวางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรงจนสองคนข้างหน้าต้องหันมามองฮินาตะเป็นตาเดียว

“ฉันอิ่มแล้ว” ฮินาตะพูดพร้อมทำท่าจะลุกออกไป แต่ก็ชะงักไว้และพูดต่อ “นายจะคบผู้ชายฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่ก็ดูให้ดีๆ หน่อยแล้วกัน”

ฮินาตะลุกออกไปหลังจากทิ้งประโยคน่าขนลุกไว้ อาเคโนะได้แต่กระพริบตาปริบๆ กับประโยคเมื่อครู่

เพราะนอนกลางวันมาเต็มอิ่ม กว่าจะตื่นก็เกือบใกล้เวลาอาหารเย็น แม้ว่าเมื่อตอนเย็นจะสวาปามทุกอย่างจนเต็มท้องแล้วนั้น กลางดึกที่นอนไม่หลับเช่นนี้กระเพาะก็กลับมาทำงานอีกครั้ง

ด้วยความหิวอาเคโนะจึงลงมาที่ครัวอีกครั้งพลางเปิดตู้เย็นหาอะไรยัดลงท้อง เมื่อกวาดสายตาไปตามชั้นวางของในตู้เย็นก็เจอเค้กช็อคโกแลตของโปรดที่ฮิเดโอะซื้อมาฝากเมื่อหลายวันก่อน

ดวงตาเป็นประกายพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบเค้กออกมา แน่นอนว่าเขาตั้งใจจะฟาดเค้กชิ้นนี้ให้เรียบไม่ให้เหลือแม้แต่เศษอย่างแน่นอน แต่ไม่ทันจะดึงเค้กออกมาพ้นจากตู้เย็นก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อมีเสียงทุ้มดังมาจากด้านหลัง

อาเคโนะหันกลับด้วยความรวดเร็ว พบว่าเป็นฮินาตะที่กำลังยืนเอามือกอดอกพิงโต๊ะกินข้าวอยู่

“หาอะไรอยู่”

“พอดีผมนอนไม่หลับ แล้วเกิดหิวขึ้นมาก็เลยมาหาอะไรกิน เจอเค้กช็อคโกแลตอยู่ พี่ฮินาตะเอาด้วยไหมครับ”

อาเคโนะหยิบเค้กออกมาจากตู้เย็นแล้วยื่นมาตรงหน้าของฮินาตะพร้อมส่งสายตาเป็นการชักชวน

“ไม่ล่ะ”

ฮินาตะบอกปฏิเสธเค้กที่อยู่ตรงหน้าพร้อมผละออกไปเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบน้ำดื่มขึ้นมากรอกลงปาก
ทางด้านอาเคโนะเองเมื่อทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ได้ก็พร้อมที่จะจ้วงเค้กเข้าปากทันที หากสายตากลับไปจดจ้องอยู่ที่ฮินาตะตาไม่กระพริบ

ภาพของคนตรงหน้าที่กำลังเงยหน้าขึ้นดื่มน้ำ ร่างสูงสมส่วนพร้อมใบหน้าที่หล่อเหลา ดวงตาคมเฉี่ยวที่ฉายแววความเย็นชาอยู่ในที เมื่อมองไล่ลงมาที่คอ ลูกกระเดือกเม็ดใหญ่ที่บ่งบอกถึงความเป็นชายที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นลงตามจังหวะการกลืนน้ำยิ่งเป็นเหมือนแรงดึงดูดที่ทำให้อาเคโนะไม่อาจละสายตาหนีไปได้

ถ้าหากภาพนี้ถูกวาดลงบนผ้าใบขนาดใหญ่คงถือได้ว่าเป็นผลงานที่ล้ำค่างานหนึ่งแน่ๆ

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ฮินาตะเมื่อรู้สึกตัวว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องเขาอยู่ ก็ลดระดับของขวดน้ำลง พร้อมกับถามใส่คนที่ตอนนี้เหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์

“มองอะไร”

“อะ...เปล่าครับ”

เมื่อสติถูกเรียกให้กลับคืนมา อาเคโนะก็เอาแต่ตักเค้กเข้าปากอย่างรีบร้อน

“ค่อยๆ เคี้ยว เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก”

ฮินาตะเห็นท่าทางของอาเคโนะก็อดไม่ได้ที่จะแอบลอบยิ้มอยู่ในใจ

“อึก!”

ยังไม่ทันไร อาเคโนะก็แสดงสีหน้าทรมานจากการกลืนเค้กคำใหญ่ลงไป พลางใช้มือทุบหน้าอกไปด้วย

ฮินาตะเห็นดังนั้นก็รีบรินน้ำใส่แก้วแล้วยื่นให้คนจอมสวาปามตรงหน้าทันที อาเคโนะเองก็รีบคว้าน้ำแก้วนั้นมาดื่มทันทีเพื่อให้เค้กเจ้าปัญหานี่ลงกระเพาะไปซะ

เมื่อดื่มน้ำจนหมดแก้วสีหน้าของอาเคโนะก็เริ่มดีขึ้น และรู้สึกดีใจที่ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อสักครู่มาได้ หากต้องมาตายเพราะพยายามยัดเค้กคำใหญ่ลงท้องคงเป็นอะไรที่น่าอายไม่ใช่น้อย

“ก็บอกว่าค่อยๆ เคี้ยว” แม้จะเป็นเสียงที่ดุดันแต่ก็แฝงไว้ด้วยความห่วงใย

“ขอบคุณครับ” อาเคโนะก้มหน้าพูด ทั้งรู้สึกขอบใจและทั้งอยากจะทึ้งหัวตัวเองที่แสดงอาการแบบนั้นให้คนตรงหน้าเห็น

ปกติเขาเองก็ไม่ใช่คนที่จะสวาปามอะไรเข้าปากคำใหญ่ๆ สักนิด หากคนตรงหน้าไม่ทำให้เขารู้สึกประหม่าขึ้นมา จนเผลอตักเค้กคำโตลงท้อง

ฮินาตะเขยิบเก้าอี้ออกพร้อมทิ้งก้นลงนั่งก่อนจะเอ่ยปากถามคนตรงหน้า

“ตอนที่ฉันไม่อยู่ ที่บ้านไม่เกิดเรื่องอะไรใช่ไหม”

เหมือนเป็นคำถามที่ต้องการเช็คความเรียบร้อยของบ้านขณะที่เขาไม่อยู่ แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ฮินาตะอยากรู้มากนัก สิ่งที่เขาอยากรู้ก็คือเรื่องที่ฮิเดโอะเล่าเมื่อตอนเย็นตากหากล่ะ

เมื่อคนถูกถามอาการกลับมาเป็นปกติแล้วก็เอ่ยตอบเสียงใส “ก็ไม่นะครับ ทุกอย่างปกติดี” ร่างบางเผยรอยยิ้มเล็กๆ และแววตาสดใสแกมหยอกล้อออกมา “ผมดูแลบ้านหลังนี้ดีกว่าตอนที่พี่ฮินาตะอยู่ด้วยซ้ำ พี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ”

เมื่อจัดลำดับความสำคัญแล้วสิ่งที่เขาห่วงกลับไม่ใช่บ้านหลังนี้เลยสักนิด หากแต่เป็นคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้มากกว่าที่ฮินาตะทั้งเป็นห่วงและหวง

ไหนจะเรื่องที่ฮิเดโอะเล่าเมื่อตอนเย็นนั่น เรื่องนี้เองก็กวนใจเขาอยู่ไม่น้อย ใจก็อยากจะเอ่ยถามไปให้รู้แล้วรู้รอด

“แล้วเรื่องมหาลัยไม่มีปัญหาใช่ไหม”

เพื่อเลี่ยงการถามตรงๆ ฮินาติจึงเลือกถามด้วยคำถามที่กว้างๆ แทน และดูเหมือนคนโดนถามก็พอจะเดาออกว่าคนที่นั่งตรงหน้าต้องการจะถามอะไร

“ไม่มีผู้ชายคนไหนมาจีบผมทั้งนั้นแหละครับ”

เหมือนถูกจับไต๋ได้ ฮินาตะที่ปกติมักจะทำหน้านิ่งอยู่แล้วตอนนี้กลับยิ่งนิ่งกว่าปกติขึ้นไปอีก

“ฉันก็ไม่ได้ถาม” ใบหน้าคมแสดงสีหน้าเรียบนิ่งอย่างสุดกำลัง “ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ดี”

ถึงแม้จะแสดงสีหน้าเย็นเฉียบสักเพียงใด พอเมื่อได้ฟังคำตอบจากปากของคนตรงหน้าแล้วก็พอจะทำให้ฮินาตะสบายใจได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากมีคนมาคอยวอแวอยู่ข้างๆ อาเคโนะอย่างที่ฮิเดโอะเล่าจริงๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีสักเท่าไหร่

เห็นท่าทางของคนตรงหน้าแล้วอาเคโนะก็ไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตัว จึงรีบตักเค้กเข้าปากเพื่อที่จะให้หมดเร็วๆ และกลับไปเข้านอนซะ

“เดี๋ยวก็ติดคออีกหรอก” ฮินาตะว่าก่อนจะรินน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ข้างมือของอีกฝ่าย “ถ้าอิ่มแล้วก็รีบเข้านอน ฉันไปล่ะ” ร่างสูงพูดพร้อมผละออกไปแต่ก็ต้องชะงักและหันกลับมา

“พี่ฮินาตะ” อาเคโนะเรียกคนตัวสูงไว้ คนถูกเรียกหันกลับมา สายตาจับจ้องไปที่คนเรียกอย่างสงสัย “ฝันดีนะครับ” ร่างบางกล่าวราตรีสวัสดิ์พร้อมร้อยยิ้มเล็กๆ ฮินาตะเพียงสบตากับคนตรงหน้าและกล่าวเพียงคำสั้นๆ เท่านั้นก่อนจะหันหน้ากลับแล้วเดินจากไป

“อืม เช่นกัน”

ออฟไลน์ Aumu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
บทที่ 2        
แสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เจ้าของห้องไม่ได้ดึงผ้าม่านมาปิดไว้ เพราะตั้งใจให้แสงแดดในยามเช้าเป็นตัวปลุกให้เขาตื่นแทนนาฬิกาปลุก
   
        เนื่องจากส่งงานชิ้นสุดท้ายไปแล้วเมื่อวาน วันนี้จึงเป็นวันปิดเทอมวันแรกของอาเคโนะ ร่างบางที่กำลังนอนอยู่บนเตียงนุ่มค่อยๆ ปรือตาขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากถูกปลุกจากแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้า แต่ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ไม่เกิดความหงุดหงิดใจแม้แต่น้อย หากกลับรู้สึกมีชีวิตชีวามากกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา
   
         ไม่เพียงแค่เพราะวันนี้เป็นวันปิดเทอมวันแรก แต่เพราะเจ้าของบ้านตัวจริงได้กลับมาอยู่ที่บ้านของตัวเองแล้ว ผู้อาศัยที่แสนน่ารักอย่างเขาก็พลันเบิกบานใจอยากรีบๆ ตื่นมาเจอหน้าเจ้าของบ้านทันทีที่ลืมตา
   เมื่อความง่วงงุนจางหายไปร่างบางก็ยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจพร้อมกับกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง เมื่อเกลือกกลิ้งจนเป็นที่พอใจอาเคโนะก็ลุกออกจากเตียงก่อนจะจัดระเบียบผ้าห่มให้เรียบร้อย จากนั้นจึงเดินไปหยิบชุดที่จะใส่วันนี้ออกมาแล้วเดินเข้าห้องน้ำทันที
   หวังว่าเช้านี้จะไม่เกิดเรื่องหน้าขายหน้าอย่างเช่นเมื่อคืนนี้อีกนะ
   อาเคโนะยืนส่องกระจกสำรวจใบหน้าที่ขาวสะอาดของตนเพื่อมองหาว่ามีอะไรแปลกปลอมผุดขึ้นมาหรือไม่ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแปรงสีฟันขึ้นมา
   แต่ก็พบว่าที่แปรงของตนนั้นมียาสีฟันขนาดพอดีวางแหมะอยู่บนแปรงก่อนแล้ว ในใจก็เกิดพลันสงสัยขึ้นมาว่าใครกันที่ช่างใจดีปรนนิบัติเขาราวกับคุณหนูเช่นนี้
   อยู่บ้านนี้มาก็หลายปีไม่เคยมีครั้งไหนที่ตื่นมาแล้วจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
   ห้องน้ำห้องนี้มีเพียงเขาและฮินาตะที่อยู่อีกฟากหนึ่งของประตูเท่านั้นที่จะใช้ ถ้าหากไม่ใช่เขาก็คงเป็นฮินาตะผู้วางมาดเงียบขรึมอย่างแน่นอน
   แม้ในใจจะไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็คงจะอดคิดไม่ได้
   ร่างบางจ้องมองแปรงสีฟันที่อยู่ในมือแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มที่มุมปากบางๆ ออกมาอย่างอดไม่อยู่ แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็สามารถทำให้เขามีความสุขไปได้ทั้งวันแล้วแหละ
   แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามีอะไรเข้าสิงให้ชายหนุ่มผู้เงียบขรึมทำอะไรที่สุดแสนจะโรแมนติกขนาดนี้ออกมา ช่างผิดกับใบหน้าที่แสนจะเย็นชาขนาดนั้นเสียเหลือเกิน
   เมื่ออาเคโนะอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยก็พร้อมออกจากห้องนอน และตรงไปทางห้องครัวทันที หากแต่สาวเท้าเดินยังไม่ถึงห้องครัวจมูกที่ไวต่อความรู้สึกก็ถูกกลิ่นหอมอ่อนๆ จากอาหารลอยมาปะทะจมูกเข้าอย่างจัง เมื่อสัมผัสทางกลิ่นถูกกระตุ้นก็ส่งผลให้ต่อมน้ำลายในปากและกรดในกระเพาะทำงานทันที
   เมื่อความหิวถูกกระตุ้นจากกลิ่นของอาหารขนาดนี้แล้ว อาเคโนะก็ไม่อาจจะเยื้องย่างกรีดกรายอย่างเอื้อยเฉื่อยได้อีกต่อไป สองเท้ารีบสาวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปานผึ้งที่ตามกลิ่นของเกสรดอกไม้
   สองเท้ามาหยุดที่ห้องครัวก็พบกับชายหนุ่มร่างสูงที่ทำให้เขาประหม่าจนเผลอกลืนเค้กคำใหญ่จนเกือบติดคอตายเมื่อคืนกำลังจัดแจงอาหารขึ้นโต๊ะอย่างขะมักเขม้น
   อาหารเช้าอย่างง่ายถูกวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะอาหาร สีสันและกลิ่นของมันยิ่งกระตุ้นความหิวของอาเคโนะให้ทวีขึ้นเป็นเท่าตัว
   แม้บ้านมิซากิที่แสนจะมั่งคั่ง มีคนรับใช้ในบ้านอยู่มากมาย แต่บ้านเล็กหลังนี้ที่ฮินาตะเป็นเจ้าของมักไม่อยากให้มีคนมากมายมาเดินวนเวียนอยู่ในบ้าน ถ้าไม่กินมาจากข้างนอกพวกเขาก็ต้องลงมือทำอาหารเอง แม้เรื่องอาหารในหลายๆ ครั้งจะเป็นฮิเดโอะที่รับผิดชอบ แต่ด้วยตารางงานของเขาวันนี้ที่มีถ่ายแบบแต่เช้า ฮิเดโอะจึงตัดสินใจไปค้างที่คอนโดของผู้จัดการแทน
   มื้อเช้าของวันนี้จึงตกเป็นหน้าที่ของอาเคโนะและฮินาตะแทน
   อาเคโนะที่คิดว่าตัวเองตื่นเช้าแล้วกลับยังสายกว่าฮินาตะ กลายเป็นว่าหน้าที่เตรียมอาหารเช้าตกเป็นของฮินาตะเรียบร้อย
   ความรู้สึกผิดแล่นเข้ามาในใจของอาเคโนะ ถ้าหากเขาไม่มัวแต่เกลือกกลิ้งอยู่บนเตียง ฮินาตะที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศเหนื่อยๆ ก็คงไม่ต้องลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าอย่างเช่นตอนนี้
   หากแต่ความรู้สึกผิดอยู่ในใจไม่นานนักก็พลันหายไป เมื่อคิดว่าถ้าเป็นเขาที่ต้องเตรียมอาหารเช้าก็คงจะทำได้เพียงแซนวิชไข่ดาวอย่างง่ายเท่านั้น ดีแล้วที่มื้อเช้านี้เป็นฝีมือของฮินาตะ
   “ลำบากพี่ฮินาตะเลยนะครับ”
   เมื่อได้ยินเสียงของอาเคโนะ ชายหนุ่มที่กำลังตักซุปมิโสะถ้วยสุดท้ายหันกลับมาเอ่ย ก่อนจะถอดผ้ากันเปื้อนออกและนั่งลงประจำที่ของตน
   “นั่งสิ”
   ต่อให้เขาไม่เชิญชวน อาเคโนะก็พร้อมจะปรี่เข้าไปนั่งในทันที
   “น่ากินจัง” ร่างบางเอ่ยออกมาพร้อมแววตาเป็นประกายก่อนจะจ้วงอาหารเข้าปาก “อื้ม อร่อยมากด้วย”
   “งั้นก็กินเยอะๆ” ฮินาตะเอ่ยก่อนจะใช้ตะเกียบคีบผัดผักไปวางบนชามข้าวของอาเคโนะ
   อาเคโนะเห็นดังนั้นก็หันมายิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณชายหนุ่มตรงหน้า “ขอบคุณครับ”
   เพราะความหิวทั้งสองจึงเอาแต่จ้วงข้าวเข้าปากไม่มีใครคิดที่จะเอ่ยคำใดๆ ออกมา เนื่องจากอาหารเช้าวันนี้เป็นฝีมือของฮินาตะจึงทำให้อาเคโนะเจริญอาหารมากกว่าทุกวัน ไม่ใช่ว่าอาหารฝีมือของฮิเดโอะไม่ได้เรื่อง แต่เพราะเป็นฮินาตะทำ ทุกอย่างเลยอร่อยเป็นพิเศษเท่านั้นเอง
   โอกาสที่จะได้ชิมอาหารฝีมือของฮินาตะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อาเคโนะจึงอยากจะกอบโกยความรู้สึกนี้เอาไว้ให้มากๆ
   เมื่อกินจนเข้าใกล้คำว่าอิ่ม อาเคโนะก็เหมือนจะเพิ่งนึกได้ว่าก่อนหน้านี้ตัวเองมีเรื่องจะคุยกับคนตรงหน้า แต่ก็ตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะพูดออกไปดีหรือไม่ จึงเอาแต่จ้องหน้าฮินาตะ
   แม้เจ้าของร่างสูงจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง หากก็รับรู้ได้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องเขาตาเป็นมันอยู่
   “มองอะไร” ฮินาตะเอ่ยออกมาในขณะที่ยังคีบอาหารตรงหน้าเข้าปากอยู่
   อาเคโนะสะดุ้งเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะจ้องคนตรงหน้าจนเขารู้สึกตัว
   ร่างบางอึกอักเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็ยอมเอ่ยออกมา
   “เมื่อเช้า...พี่ฮินาตะบีบยาสีฟันใส่แปรงไว้ให้ผมเหรอครับ”
   “แค่ก!”
   คำถามของเขาถึงกับทำให้ฮินาตะสำลักข้าวที่กำลังกลืนลงท้องอย่างช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เขามาถามคำถามที่ลำบากจะตอบตอนนี้ล่ะ
   ฮินาตะรีบยกแก้วน้ำขึ้นดื่มทันที เมื่อคืนก็เป็นคนตรงหน้าที่เกือบตายเพราะเรื่องกิน ตอนเช้ากลับเป็นเขาซะได้
   เมื่อเห็นการตอบสนองของคนตรงหน้าแล้วร่างบางก็เข้าใจอะไรได้ทันที อาเคโนะอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเล็กๆ ออกมา แต่ก็รู้สึกผิดในเวลาเดียวกันที่คำถามของเขาทำให้คนตรงหน้าเกิดอาการทรมานจากการสำลักข้าว
   
   ถ้าไม่ใช่ฮินาตะแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ ในบ้านที่มีกันอยู่สองคนแถมพวกเขาทั้งสองยังใช้ห้องน้ำร่วมกันอีก ถ้าไม่ใช่ร่างสูงตรงหน้าก็คงเป็นผีสางเทวดาที่ปกป้องบ้านหลังนี้อยู่แน่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่
   “ขอบคุณนะครับ” อาเคโนะกล่าวอย่างยินดีพร้อมยิ้มจนตาหยีให้อีกฝ่าย
   ฮินาตะไม่ได้ตอบกลับในทันที รอจนอาการสำลักข้าวดีขึ้นจึงตอบเพียง “อืม” เบาๆ
   เมื่อทานอาหารกันจนอิ่มหนำ อาเคโนะจึงอาสาเป็นคนเก็บโต๊ะและล้างถ้วยเอง เนื่อจากฮินาตะเป็นคนทำอาหารเช้าแล้ว ถ้ายังให้ฮินาตะเป็นคนเก็บกวาดอีกก็คงจะดูเห็นแก่ตัวเกินไป
   ฮินาตะไม่ได้คัดค้านอะไร เมื่อกินเสร็จก็ลุกออกไปหากแต่ไม่ได้ตรงไปที่ห้องนั่งเล่นหรือห้องนอน เขากลับตรงไปอีกฝั่งของบ้านที่ซึ่งเป็นลานฝึกยิงธนูขนาดใหญ่
   ชายหนุ่มร่างสูงคนนี้หากไม่ได้มีดีเพียงหน้าตาที่แสนจะมีเสน่ห์ดึงดูด และความเก่งกาจในการทำธุรกิจ แต่เขายังมีความสามารถเรื่องการยิงธนูอีกด้วย สายตาเฉียบคมแฝงความเย็นชาของเขามักจะมีความแม่นยำสูงเสมอ ตั้งแต่เก้าขวบที่เขาค้นพบว่ากีฬายิงธนูเป็นกีฬาที่เขาหลงรักมากกว่ากีฬาชนิดอื่นเป็นไหนๆ ซึ่งฮิโรชิก็ไม่เคยคิดจะกีดกันความสามารถที่มีอยู่ในตัวชายหนุ่มแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังสนับสนุนเป็นอย่างมากถึงขึ้นสร้างลานซ้อมและยังจ้างโค้ชฝีมือดีมาฝึกสอนให้แก่เขาอีกด้วย
   เมื่อเรารักสิ่งใดเราก็มักจะทำสิ่งนั้นได้ดี ฮินาตะก็เช่นกัน ไม่เพียงแค่ทำได้ดีเท่านั้น สำหรับเขาแล้วถ้าจะใช้คำว่าอัจฉริยะก็คงไม่ผิด ฝึกยังไม่ถึงปีก็เผยความเก่งกาจออกมาจนโค้ชตกใจไม่น้อย เมื่อเห็นความสามารถนี้ของเขา ตัวโค้ชเองก็คอยผลักดันเขาอย่างเต็มที่ พาไปแข่งในทุกๆ สนาม ก็กวาดรางวัลชนะเลิศมาได้ทุกครั้ง จนอายุสิบห้าปีก็ถูกดึงเข้าทีมชาติอย่างง่ายดาย ลงทีมชาติได้เพียงปีกว่าก็ประกาศตัวลาออกจากทีมอย่างเป็นทางการ
   แม้การฝึกระดับทีมชาติจะไม่ได้หนักหนาอะไรสำหรับเขามาก หากแต่เพราะมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ และต้องสะสางให้เสร็จสิ้น หากยังอยู่ในทีมก็คงจะวุ่นวายไม่น้อย เขาจึงตัดสินใจลาออกซะสิ้นเรื่อง
   ไม่เพียงเพราะต้องรับช่วงต่อจากฮิโรชิผู้เป็นพ่อเรื่องธุรกิจส่งออก แต่หากเพราะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของ “เขาคนนั้น” คนที่เขามักจะให้ความสนใจและใส่ใจเป็นพิเศษเสมอ
   ถึงแม้จะออกจากทีมมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่การยิงธนูก็ยังเป็นสิ่งที่เขารัก และยังหมั่นคอยฝึกฝนอยู่เสมอ เพราะกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้เขาสามารถควบคุมจิตใจของตัวเองได้
   เพราะต้องไปสะสางปัญหาธุรกิจในต่างประเทศเป็นเวลาหลายเดือน เมื่อกลับมาเขาก็อยากจะจับมันในทันที
   เพราะวันนี้ไม่ต้องเข้าบริษัท เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จก็ตรงดิ่งไปยังลานซ้อมยิงธนูทันที
   ทางด้านอาเคโนะที่จัดการล้างถ้วยชามเสร็จก็ตรงไปยังห้องนั่งเล่น เพื่อนอนเกลือกกลิ้งบนโซฟาเปิดทีวีดูรายการต่างๆ พร้อมกับยัดขนมคบเคี้ยวเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย นี่แหละปิดเทอมที่เขาเฝ้ารอมาหลายเดือน
   ใช่ว่าเมื่อปิดเทอมแล้วจะนอนเกลือกกลิ้งอยู่บ้านเฉยๆ เพราะเพื่อต้องการหาประสบการณ์ใหม่ๆ เขาจึงอาสาไปช่วยงานอาจารย์ที่คณะที่เขาสนิทสนมบ้างเป็นบางครั้งตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ปิดเทอมนับจากนี้
   เมื่อนอนเกลือกกลิ้งดูทีวีได้สองสามชั่วโมง จู่ๆ ก็มีข้อความเข้ามา
   อาเคโนะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู ก็เห็นว่าข้อความที่ถูกส่งเข้ามานั้นไม่ใช่ของใคร แต่เป็นของ ‘เนเน่’ เพื่อนกลุ่มเดียวกันที่มหาวิทยาลัย
   ร่างบางอ่านข้อความอย่างตั้งใจก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
   ‘ฉันได้บัตรกำนัลดูหนังฟรีสองที่ล่ะ ฉันเพิ่งเห็นว่ามันจะหมดอายุวันนี้ แต่ฉันต้องไปต่างจังหวัดกับมิยะที่รักของฉันน่ะสิ จะทิ้งก็เสียดาย เลยส่งให้อาเคโนะดีกว่า ถือว่าตอบแทนที่เคยช่วยงานฉันแล้วกันนะ’
   ‘ขอบคุณมากนะเนเน่จัง’
   ‘จ้ะ ชวนใครสักคนไปดูด้วย แล้วดูหนังให้สนุกนะ’
   ‘อื้อ’
   เพราะวันนี้ว่างทั้งวัน แถมยังมีหนังที่เขาอยากดู พอได้ของฟรีดีๆ แบบนี้มาก็ไม่คิดจะปฏิเสธความมีน้ำใจของเพื่อนแน่นอน
   เมื่อบทสนทนาสิ้นสุดลง อาเคโนะก็ตกอยู่ในห้วงความคิดว่าควรจะชวนใครไปดูด้วยดี พลันภาพชายหนุ่มที่กำลังยิงธนูอยู่ที่ลานซ้อมก็ลอยเข้ามาในหัว แต่หากก็ยังลังเลนิดหน่อย เพราะไม่รู้ว่าหากชวนแล้วอีกฝ่ายจะยอมไปกับเขาหรือไม่
   แต่ถึงกระนั้นอาเคโนะก็ลุกขึ้นจากโซฟา พร้อมสาวเท้าตรงไปยังห้องซ้อมยิงธนู
   อย่างน้อยก็ควรลองชวนดู
   เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับชายหนุ่มในชุดยิงธนูยืนสูงเด่นตระหง่าน กำลังง้างแขนยิงธนูอย่างใจจดใจจ่อ ดูแล้วช่างมีเสน่ห์เย้ายวนชวนหลงใหลยิ่งนัก
   อาเคโนะเดินเข้าไปนั่งพลางมองฮินาตะที่กำลังยืนเล็งเป้าธนูอย่างไม่ละสายตา
   เวลาผ่านไปเพียงสิบนาทีฮินาตะก็หันกลับมาเมื่อเจอกับอาเคโนะที่กำลังนั่งจ้องเขาอยู่
   “มีอะไร” ฮินาตะเอ่ยปากถามพร้อมกับเดินไปถอดเครื่องมือเก็บไว้ในตู้
   อาเคโนะที่ตื่นจากภวังค์ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าที่ตนมาที่นี่เพราะอะไร
   “ผมได้ตั๋วหนังมาฟรีสองที่ จะหมดอายุวันนี้แล้ว ถ้าพี่ไม่ได้ไปไหน ไปดูหนังด้วยกันไหมครับ”
   เพราะไม่แน่ใจว่าชายหนุ่มจะเข้าบริษัทในช่วงบ่ายหรือไม่ อาเคโนะเอ่ยถามอย่างไม่ตั้งความหวังไว้มาก แต่ก็ต้องตกใจเมื่ออีกฝ่านตอบกลับมา
   “อือ ไปสิ ฉันขอเวลายี่สิบนาที”
   เมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่คาดว่าจะออกมาจากปากอีกฝ่าย อาเคโนะก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมา “ครับ”
   พอกล่าวรับคำเสร็จอาเคโนะก็รีบวิ่งกลับห้องไปเตรียมตัวทันที ส่วนฮินาตะเมื่อเก็บของเสร็จก็เดินกลับห้อง พร้อมที่จะอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางดีใจอย่างออกนอกหน้าของอีกฝ่าย
   อาเคโนะที่แต่งตัวเสร็จแล้วก็รีบลงมารอฮินาตะที่ห้องรับแขก แต่พอมาถึงก็พบว่าชายหนุ่มกำลังนั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว อาเคโนะเองก็แปลกใจไม่น้อย นึกว่าตนจะลงมาช้าจนปล่อยให้ฮินาตะต้องรอ แต่เมื่อดูเวลาแล้วกลับพบว่าเขาลงมาก่อนเวลาตั้งห้านาที
   “ไปเถอะ” เมื่อเห็นสีหน้าแปลกใจของอาเคโนะ ฮินาตะก็ไม่ปล่อยให้เขาเอ่ยถามอะไรแม้แต่น้อย พร้อมหยิบกุญแจรถแล้วเดินออกไปทันที
   รถยนต์ที่มีฮินาตะเป็นคนขับและอาเคโนะที่นั่งข้างๆ นั้นแล่นออกมาจากบ้านได้ครึ่งทางแล้ว อาเคโนะที่กำลังก้มหน้าก้มตาเช็ครอบหนังผ่านมือถืออยู่ก็เงยหน้าขึ้นพร้อมยื่นมือถือมาตรงหน้าชายหนุ่มพร้อมพูดขึ้นมา
   “เราดูเรื่องนี้กันดีไหมครับ ผมอยากดูมานานแล้ว อีกอย่างเราไปถึงก็ใกล้เวลาฉายด้วย จะได้เข้าไปดูเลย”
   ฮินาตะเหลือบมองจอโทรศัพท์ของอาเคโนะเพียงแวบเดียวเท่านั้นก็หันไปสนใจทางข้างหน้าต่อ ก่อนจะตอบตกลง
   “อือ ได้”
   อาเคโนะได้ยินดังนั้นก็ผุดรอยยิ้มแสดงความดีใจขึ้นมาอีกครั้ง
   สำหรับฮินาตะแล้วกลับไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าจะดูหนังเรื่องอะไร แต่สิ่งที่เขาสนใจนั้นคือคนที่เขาจะไปดูด้วยเป็นใครมากกว่า ไม่ว่าคนที่นั่งข้างๆ เขาตอนนี้อยากดูหนังเรื่องอะไร เขาก็พร้อมจะดูด้วยเสมอ
   เมื่อมาถึงโรงหนังอาเคโนะก็ตรงดิ่งไปรับตั๋วหนังที่เคาท์เตอร์ทันที ส่วนฮินาตะตรงไปซื้อป๊อปคอร์นและน้ำอัดลมให้อาเคโนะ เมื่อได้ทุกอย่างครบทั้งสองก็เดินตรงเข้าห้องฉายหนังพร้อมหาที่นั่งทันที
   เมื่อเพลิดเพลินกับหนังมากเพียงไร อาเคโนะก็เพลิดเพลินกับป๊อปคอร์นคลุกคาราเมลมากเท่านั้น
   ฮินาตะซื้อป๊อปคอร์นและน้ำอัดลมไซส์ใหญ่พิเศษมาเพียงอย่างละอันเท่านั้น เพราะคิดว่าคงพอกินกันสองคนแน่ และตนเองก็ไม่ใช่พวกที่โปรดปรานการดูหนังแล้วต้องมีอะไรเคี้ยวในปากไปด้วยซักเท่าไรนัก
   หนังฉายไปยังไม่ทันไร ป๊อปคอร์นในถังขนาดใหญ่ก็พร่องจนเกือบครึ่ง อาเคโนะเหมือนเพิ่งจะสังเกตว่าป๊อปคอร์นที่หายไปล้วนเป็นฝีมือของตนทั้งสิ้น และนึกขึ้นได้ว่าคนที่นั่งข้างๆ ไม่แม้แต่จะล้วงป๊อปคอร์นขึ้นมาซักชิ้น พลันเกิดความรู้สึกละอายที่ตัวเองตะกละตะกลามมากเสียจนคนข้างๆ มี่โอกาสได้ล้วงมือเข้ามาในถัง
   อาเคโนะหยิบป๊อปคอร์นชิ้นใหญ่พร้อมจ่อไปที่ปากของฮินาตะ
   ชายหนุ่มเมื่อรู้สึกตัวว่ามีสิ่งแปลกปลอมสัมผัสลงที่ริมฝีปาก ก็เหลือบมองอาเคโนะที่นั่งข้างๆ ก่อนจะอ้าปากงับ
ป๊อปคอร์นชิ้นนั้นเข้าปาก
   “ผมกินคนเดียวจนจะหมดแล้ว แหะๆ” อาเคโนะพูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ให้คนข้างๆ “ถ้าพี่กลัวมือเปื้อนเดี๋ยวผมป้อนเอง”
   พูดเสร็จอาเคโนะก็หยิบป๊อปคอร์นอีกชิ้นส่งเข้าปากฮินาตะ
   คนโดนป้อนไม่คิดจะเอ่ยปากคัดค้านแต่อย่างใดพร้อมงับป๊อปคอร์นอีกชิ้นเข้าปาก
   เพราะรสชาติของคาราเมลที่ติดนิ้วของอีกฝ่ายจึงทำให้ฮินาตะเผลอเลียเข้าที่ปลายนิ้วของอาเคโนะโดยไม่รู้ตัว
   เจ้าของนิ้วเรียวเองก็ตกใจอยู่ไม่น้อย หากไม่ได้รีบชักมือกลับในทันที
สัมผัสนั้นทำให้ร่างบางเกิดความรู้สึกแปลกๆ ในท้องอยู่ไม่น้อย
   หนังฉายจนจบพร้อมกับป๊อปคอร์นที่อาเคโนะทั้งหยิบกินเองทั้งป้อนคนข้างๆ ไปด้วยก็หมดลง ทั้งสองจึงเดินออกจากโรงหนัง
   กว่าหนังจะฉายจบก็กินเวลาไปเกือบบ่ายสองโมง อาหารเช้าที่กินเข้าไปก็ถูกย่อยจนหมด ป๊อปคอร์นไซส์ใหญ่พิเศษที่กินตอนดูหนังก็เหมือนเป็นเพียงขนมรองท้องเท่านั้น จะทำให้อิ่มก็คงยาก
   อาเคโนะก้มมองดูนาฬิกาข้อมือเห็นว่าเลยเวลาอาหารเที่ยงมาซักพักแล้ว พลันท้องก็ร้องประท้วงขออาหารดังขึ้นมาทันที
   ร่างบางยังไม่ทันได้ส่งสายตาอ้อนวอนให้อีกฝ่าย ชายหนุ่มก็พูดขึ้นมาทันที
   “ไปหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยกลับ” เมื่อได้ยินประโยคของฮินาตะ อาเคโนะก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมา
   “เย้ งั้นเราไปกินสเต็กกันไหมครับ มีอยู่ร้านหนึ่ง ผมกับเพื่อนชอบมากินกันบ่อยๆ”
   เพราะย่านการค้าใจกลางเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยที่อาเคโนะกำลังเรียนอยู่ ชายหนุ่มจึงช่ำชองกับเส้นทางและร้านอาหารแถวนี้เป็นอย่างดี
   ฮินาตะเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไรเพียงตอบแค่ “อืม” สั้นๆ เท่านั้น
   ว่าแล้วอาเคโนะก็เกี่ยวแขนชายหนุ่มให้เดินตามตัวเองไปยังร้านสเต็กทันที
   เดินผ่านตึกไม่กี่คูหา และเดินเข้าซอยมาอีกเล็กน้อยก็เจอกับร้านสเต็กที่อาเคโนะแนะนำ แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่สไตล์การจัดร้านและบรรยากาศรอบๆ ก็ชวนให้น่าเข้าไปลิ้มลองสักครั้ง
   เพราะช่วงนี้มหาวิทยาลัยเริ่มจะปิดเทอมแล้ว ลูกค้าที่มาอุดหนุนร้านนี้จึงเบาบางลงมาก แต่ก็ไม่ถึงกับเงียบงัน
   เมื่อทั้งคู่จับจองที่นั่งได้แล้ว ก็เริ่มสั่งอาหารทันที เพราะด้วยความหิวที่โหมกระหน่ำ อาเคโนะจึงสั่งสเต็กจานใหญ่เป็นพิเศษ ส่วนฮินาตะนั้นเพียงแค่ได้ฟังสิ่งที่อาเคโนะสั่งก็เหมือนจะอิ่มขึ้นมานิดๆ
   นั่งรอเพียงไม่นานอาหารที่สั่งก็มาเสิร์ฟที่โต๊ะ เพราะความหิวที่สะสมมานาน อาเคโนะจึงรีบหยิบมีดมาหั่นเนื้อเข้าปากทันที คำแล้วคำเล่า ฮินาตะได้เพียงแต่มองเด็กชายที่กำลังกินอย่างอ่อนใจ
   หารู้ไม่ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องพวกเขาทั้งสองอยู่
   ชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาวผ่องรับกับใบหน้าหวานๆ และรอยยิ้มที่แสนจะกระชากใจสาวๆ กำลังเยื้องย่างตรงเข้ามาหาอาเคโนะที่กำลังก้มหน้าก้มตากินสเต็กเนื้อแสนอร่อยตรงหน้า
   “เฮ้” ชายหนุ่มส่งเสียงเรียกพร้อมโบกมือลงตรงหน้าอาเคโนะ
   อาเคโนะละความสนใจจากสเต็กเนื้อตรงหน้า พร้อมเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา
   “อ้าว พี่คาซึมะ มาทำอะไรครับ”
   เมื่อได้ยินชื่อ ‘คาซึมะ’ จากริมฝีปากของคนตรงหน้า ฮินาตะก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมอง
   คนนี้สินะที่ฮิเดโอะพูดถึง
   “ฉันก็มาหาอะไรกินแบบนายน่ะแหละ แล้วนายล่ะ มาเดต?” ชายหนุ่มเอ่ยถามพร้อมกับเบนสายตาไปทาง
ฮินาตะ
   “จะบ้าเหรอครับ” อาเคโนะเอ่ยปากปฏิเสธ “อ้อ นี่พี่...”
   “สวัสดีครับ คุณมิชากิ”
   อาเคโนะยังไม่ทันได้แนะนำฮินาตะให้อีกฝ่ายรู้จักก็โดนตัดบทซะก่อน และดูเหมือนอีกฝ่ายเองก็รู้จักกับฮินาตะเช่นกัน ซึ่งสร้างความแปลกใจให้อาเคโนะอยู่ไม่น้อย
   คาซึมะกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายกลับไม่ค่อยมีอารมณ์อยากจะรู้จักด้วยสักเท่าไหร่
ฮินาตะเพียงพยักหน้าให้เล็กน้อยเท่านั้น
   “เอ๋ พี่คาซึมะรู้จักพี่ฮินาตะด้วยเหรอครับ” อาเคโนะอดถามอย่างสงสัยไม่ได้
   คาซึมะเองก็เหมือนจะรู้สึกได้ว่าฮินาตะคิดยังไง ก่อนจะหันมาตอบคำถามพร้อมยิ้มให้อาเคโนะ
   “ใครบ้างจะไม่รู้จัก คุณมิซากิเขาดังจะตาย”
   ด้วยดีกรีอดีตนักกีฬายิงธนูทีมชาติ และปัจจุบันยังพ่วงดีกรีรองประธานบริษัทที่อายุน้อยที่สุด ทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาของสื่อจำนวนมาก เพียงแค่เสิร์ชชื่อเขาในกูเกิ้ลก็ปรากฏประวัติของชายหนุ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบันให้อ่านกันตาแฉะอย่างแน่นอน
   อาเคโนะก็เหมือนเพิ่งคิดได้ จึงตอบกลับเพียงสั้นๆ เท่านั้น “อ้อ”
   “งั้นฉันไปละ เพื่อนๆ รออยู่” คาซึมะกล่าวลา แต่ก่อนไปก็ไม่วายก้มลงกระซิบข้างหูอาเคโนะด้วยประโยคที่ชวนให้จั๊กจี้ที่สุด “เดตให้สนุกล่ะ”
   ชายหนุ่มผละออกไปก่อนหันไปโบกมือให้กลุ่มเพื่อนที่นั่งอยู่โต๊ะเยื้องๆ กัน ทิ้งให้คนที่ได้ฟังประโยคเมื่อกี้หน้าขึ้นสีชมพูระเรื่อ
   หารู้ไม่ว่าชายหนุ่มที่เขาเรียก ‘คุณมิซากิ’ อยากจะเอามีดหั่นเนื้อปักลงกลางหน้าผากเขาแทบแย่ เพราะท่าทีสนิทสนมที่ทำกับอาเคโนะนั่นจุดไฟพยาบาทในใจเขาเป็นอย่างยิ่ง
   แต่พอมองดีๆ แล้ว เขาเองก็รู้สึกคุ้นหน้าคาซึมะอยู่นิดๆ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก
   เมื่อทั้งคู่กินเสร็จ อาเคโนะก็ขอเดินดูอุปกรณ์วาดภาพและหนังสือต่ออีกสักพัก ฮินาตะเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาเองก็รู้สึกดีเช่นกันที่นานๆ ครั้งจะได้ออกมาเดินในที่แบบนี้บ้าง
   กว่าจะเดินดูของกันเสร็จเวลาก็ล่วงเลยเกือบใกล้เวลาอาหารเย็น ฮินาตะที่คิดขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าในตู้เย็นแทบจะไม่มีอะไรเหลือให้ทำกับข้าวแล้ว ก่อนจะหันมาถามคนข้างๆ ว่าอยากกินอะไร ก่อนจะตัดสินใจแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน
   เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบกับฮิเดโอะที่นอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาสายตาพลางจ้องไปที่จอทีวี ก่อนจะหันมามองทางพี่ชายที่ถือถุงใส่ของเข้ามาในบ้าน ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากถาม ฮินาตะก็โยนถุงส่งให้เขาทันทีก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอน
   “ว้าว สองคนนี้ไปเดตมาเหรอเนี่ย” ฮิเดโอะเอ่ยแซวเมื่อเห็นอาเคโนะเดินเข้า
   ร่างบางหันมามองค้อนคนเอ่ยแซวก่อนจะนั่งลงบนโซฟาตัวข้างๆ กัน
   ทำไมวันนี้มีแต่คนแซวว่าเขาไปเดตกันนะ
   “แล้วไปไหนกันมาล่ะ” ฮิเดโอะเองก็อยากรู้ว่าสองคนนี้ไปไหนมากันแน่
   “ไปดูหนังมา แล้วก็ซื้อของนิดหน่อย”
   “มันก็คือเดตไม่ใช่เหรอเนี่ย” ฮิเดโอะยังคงแซวร่างบางไม่หยุด
   อาเคโนะเองก็เริ่มจะฉุนขึ้นมานิดๆ ก่อนจะตอบกลับไป “ไม่ใช่สักหน่อย!”
   ฮิเดโอะเห็นร่างบางปฏิเสธเสียงแข็งก็อดขำอยู่ไม่น้อย “โอเคๆ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่”
   “ดีมาก แล้วก็รีบไปทำอาหารเย็นเถอะ ผมหิวแล้ว ขอตัวไปอาบน้ำก่อน” อาเคโนะกล่าวก่อนจะหันมายิ้มอย่างชั่วร้ายให้อีกฝ่าย แล้วลุกจากโซฟาไป
   “นี่เห็นฉันเป็นคนใช้กันหมดเลยเหรอเนี่ย!”

ออฟไลน์ nofsnof

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 428
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
«ตอบ #4 เมื่อ08-03-2019 00:10:18 »

ฮินาตะน่าร้ากก หนุ่มซึนแต่เทคแคร์เต็มร้อย
 o13 o13 o13

ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-0
Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
«ตอบ #5 เมื่อ08-03-2019 12:21:56 »

 o13 :really2:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1064
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
«ตอบ #6 เมื่อ08-03-2019 13:33:54 »

 :pig4: :pig4:รอนะจ๊ะ

ออฟไลน์ Aumu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
บทที่ 3
เมื่อปิดเทอมแล้วก็ไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ค่า อาเคโนะจึงอาสาไปช่วยงานอาจารย์ที่คณะในช่วงปิดเทอม ค่าแรงที่ได้อาจจะน้อยนิด แต่นั่นหาใช่สิ่งที่เขาสนใจไม่ ขอแค่ได้ประสบการณ์และได้รับความรู้จากอาจารย์ก็ถือเป็นค่าแรงที่คุ้มค่าแล้ว
วันนี้อาเคโนะจึงตื่นเช้าเป็นพิเศษเพราะต้องรีบไปมหาวิทยาลัย แต่ก่อนไปก็ควรหาอะไรรองท้องก่อน ร่างบางจึงตรงดิ่งไปที่ห้องครัวเพื่อหาอะไรง่ายๆ กินไปก่อน
เมื่อไปถึงก็พบกับฮินาตะที่วันนี้ไม่ได้สวมชุดลำลองอยู่บ้านแบบวันก่อนแล้ว ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเทาเข้ารูปพร้อมทรงผมที่ถูกจัดทรงมาอย่างดีรับกับใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างลงตัว กำลังยืนพิงเคาท์เตอร์ในห้องครัวพร้อมจิบกาแฟพลางใบหน้าก็คล้ายครุ่นคิดอะไรบางอย่างในหัว ก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นมาอย่างช้าๆ
“อรุณสวัสดิ์ครับ” อาเคโนะกล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้มอย่างเช่นทุกวัน
“อืม”
อาเคโนะมองไปยังโต๊ะกินข้าว ก่อนจะหยิบแซนวิชที่วางอยู่ขึ้นมากัด นี่ก็คงเป็นฝีมือเขาอีกแล้วสินะ...
“พี่ฮินาตะจะเข้าบริษัทเหรอครับ” อาเคโนะเอ่ยถามพลางกัดแซนวิชเข้าปากไปด้วย
“อืม วันนี้มีประชุมเช้าน่ะ”
อาเคโนะก้มมองนาฬิกาบนข้อมือก่อนจะเอ่ย “นี่จะแปดโมงแล้วนะครับ”
“ฉันไม่รีบ” ฮินาตะกล่าวก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบอีกครั้ง “แล้วนาย?” ชายหนุ่มลดระดับแก้วลงพร้อมจับจ้องไปที่อาเคโนะ
“อ้อ ผมจะไปช่วยงานอาจารย์ที่คณะน่ะครับ”
เมื่อฟังคำตอบแล้วชายหนุ่มก็ไม่ได้ตอบกลับอะไร เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้แล้วเท่านั้น
แต่จู่ๆ ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดอยู่ในใจไม่น้อย ก่อนจะตัดสินใจถามออกไป
“ไอ้หมอนั่นอยู่ด้วยหรือเปล่า” น้ำเสียงของฮินาตะดูเย็นยะเยือกขึ้นเล็กน้อย
อาเคโนะทำหน้าสงสัยอยู่เล็กน้อยว่า ‘ไอ้หมอนั่น’ ที่ฮินาตะพูดถึงหมายถึงใคร ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคงหมายถึงคาซึมะแน่นอน
ทำไมเขาต้องถามถึงพี่คาซึมะด้วยล่ะ
“คงอยู่ที่ตึกปั้นมั้งครับ คงยุ่งๆ อยู่กับวิทยานิพนธ์ ทำไมเหรอครับ” ร่างบางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เปล่า” ฮินาตะหลุบตาลงพร้อมกลับไปสนใจกาแฟในแก้วต่อ ก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง “แล้วนายจะกลับกี่โมง”
นี่มันไม่ใช่นิสัยของเขาเลยสักนิด ไม่ใช่เลย...ที่จะต้องมาถามตารางชีวิตคนอื่นแบบนี้ แต่เพราะอะไรไม่รู้ทำให้เขาสนใจตารางชีวิตของคนตรงหน้าขึ้นมา พร้อมกับอาการหงุดหงิดในใจแปลกๆ
“น่าจะห้าโมงเย็นครับ” อาเคโนะที่กินแซนวิชไปชิ้นหนึ่งหมดแล้วเอ่ยตอบพร้อมหยิบแซนวิชชิ้นที่สองขึ้นมากัดเข้าปากต่อ
“เดี๋ยวฉันไปรับ” ฮินาตะเอ่ยพร้อมวางแก้วกาแฟที่กินหมดแล้วลงบนเคาท์เตอร์
“เอ๋?”
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาพูดออกมา ทำให้อาเคโนะแปลกใจอยู่ไม่น้อย
ร่างสูงไม่ได้สนใจท่าทีสงสัยของอาเคโนะแม้แต่น้อย แถมยังก้มมองนาฬิกาบนข้อมือก่อนจะก้าวเท้าเดินออกไป
   “ตอนเย็นเดี๋ยวฉันโทรหา หรือถ้านายเสร็จก่อนก็โทรหาฉัน”
   “อะ...ครับ” ร่างบางยังคงแปลกใจอยู่ไม่น้อย ก่อนจะตอบตกลงไปอย่างงงๆ หากสายตายังคงจับจ้องแผ่นหลังของชายหนุ่มจนเขาเดินจากไป

   เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัย อาเคโนะก็ตรงดิ่งไปที่ห้องพักอาจารย์ทันที
   ร่างบางใช้มือจับประตูบานเลื่อนพร้อมเปิดมันออก อาเคโนะผงะถอยถอยหลังไปเล็กน้อยเมื่อประจันหน้ากับชายหนุ่มที่ร่างสูงกว่าเขา ชายหนุ่มที่เจอกันที่ร้านสเต็กเมื่อวันก่อน
   “อรุณสวัสดิ์ อาเคโนะ” คาซึมะกล่าวพร้อมรอยยิ้มละลายใจสาวที่ได้มาดั่งสวรรค์ให้พร
   อาเคโนะปรับสีหน้าให้กลับมาปกติก่อนตอบกลับ “อรุณสวัสดิ์ครับพี่คาซึมะ”
   “นายมาช่วยงานอาจารย์ริโอะเหรอ”
    “ครับ”
   “ดีๆ ถ้าว่างๆ ก็มาหาฉันที่ตึกปั้นนะ”
   “ครับ” อาเคโนะเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม
   “งั้นฉันไปละ แล้วเจอกัน” คาซึมะไม่วายยื่นมือไปขยี้ผมอาเคโนะเบาๆ ก่อนจะเดินจากไป
   ร่างบางเพียงมองตามหลังชายหนุ่มไปครู่เดียวเท่านั้น ก่อนจะหันหน้ากลับแล้วเดินตรงเข้าห้องไป
   “อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์ริโอะ” อาเคโนะกล่าวพร้อมโค้งคำนับอย่างสุภาพ
   “มาแล้วเหรออาเคโนะ...นั่งก่อนสิ”
   ชายหนุ่มร่างสูงในวัยสามสิบปลายๆ กล่าวพร้อมกับผายมือที่ถือเอกสารอยู่ไปทางโซฟารับแขกที่ตั้งอยู่กลางห้อง ใกล้ๆ กันมีกองหนังสือและเอกสารทับถมกันเท่าภูเขา
   ร่างบางหย่อนสะโพกลงนั่งอย่างว่าง่ายพร้อมวางกระเป๋าสะพายไว้ข้างๆ ตัว
   ริโอะยังคงง่วนอยู่กับเอกสารในมือแล้วข้าวของบนโต๊ะอยู่เล็กน้อย ก่อนจะหอบเอกสารที่กองพะเนินกันอยู่มาวางตรงหน้าเด็กหนุ่มพร้อมทิ้งตัวเองลงบนโซฟาตัวข้างๆ
   “เมื่อกี้คาซึมะมาปรึกษาเรื่องวิทยานิพนธ์ หัวข้อเขาดีมากเลยล่ะ แต่เห็นว่ายังหาแบบปั้นไม่ได้”
   อาเคโนะรู้สึกสะดุดในใจ
   “เขาเคยมาขอผมครับ”
   ริโอะตาโตขึ้นเล็กน้อย “นายปฏิเสธเหรอ”
   “ครับ”
   ร่างบางก้มหน้ายอมรับ
   “ทำไมล่ะ” ริโอะยังคงไม่คลายความสงสัย
   “อาจารย์ก็หน้าจะรู้นะครับ หัวข้อวิทยานิพนธ์ของเขา...” อาเคโนะทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
   “ความงดงามที่สรรค์สร้างระหว่างบุรุษและบุรุษ...อีโรติคซะไม่มี ฮ่าๆ”
   ชายหนุ่มกล่าวออกมาอย่างขำขัน แต่ในใจของอีกฝ่ายไม่ได้ขำด้วยแม้แต่น้อย
   “นายกลัวเหรออาเคโนะ” ชายหนุ่มยังคงคาดคั้นลูกศิษย์
   อาเคโนะยิ้มแหย “อาจารย์ก็น่าจะเห็นภาพสเก็ตของเขานะครับ”
   “ฮ่าๆ นายเขินเหรอที่ต้องไปทำอะไรอย่างนั้นน่ะ”
   “ช่างมันเถอะครับอาจารย์” ร่างบางหวังอยากจะหยุดบทสนทนาหัวข้อนี้เสียที
   “โอเคๆ ฉันไม่ล้อแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมใช้นิ้วปาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาเพราะอาการขำขันจนท้องแข็ง “ถ้างั้นก็เริ่มงานกันเลยดีกว่า”
   “ครับ” อาเคโนะเอ่ยพร้อมปรายตามองไปที่กองเอกสารตรงหน้า
   “นายช่วยแยกเอกสารพวกนี้ให้หน่อยนะ เรียงตามวันที่ อันไหนด่วนที่สุดก็เอามาให้ฉัน” อาจารย์หนุ่มออกคำสั่ง
   “ครับ!”
   “ฝากด้วยนะ”
   ริโอะอดที่จะยื่นมือหนาไปขยี้ผมเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ เพราะความรู้สึกเอ็นดูทั้งนั้น ก่อนจะผละออกไปชงชาแหละหยิบขนมที่เคาท์เตอร์ด้านหลังห้อง นำมาเสิร์ฟให้เด็กหนุ่ม
   “อะ...ขอบคุณครับ” อาเคโนะยิ้มรับ ก่อนจะหันไปสนใจเอกสารตรงหน้าต่อ ริโอะเองก็กลับไปจัดการกับงานบนโต๊ะต่อเช่นกัน

   ฮินาตะที่มาถึงบริษัทแต่เช้าก็รีบตรงดิ่งเข้าห้องประชุมกว่าจะหารือเรื่องต่างๆ เสร็จเวลาก็ล่วงเลยจนใกล้เวลาอาหารเที่ยง ชายหนุ่มออกจากห้องประชุมแล้วก็ตรงเข้าห้องทำงานตัวเองทันที พร้อมมีเลขาชินคอยเดินตามหลังไป
   “เรื่องที่คุณให้ผมไปจัดการเรียบร้อยแล้วนะครับ ตอนนี้คาดว่าไอ้แก่นั่นคงหนีออกนอกประเทศไทยไปแล้ว” เลขาชินกล่าวทันทีเมื่อเดินเข้ามา พร้อมยืนตัวตรง มือสองข้างวางทับกันไว้ตรงระดับเอว ดูแล้วช่างสุขุมยิ่งนัก
   “ถ้ายังเห็นมันอยู่ในประเทศ...ก็ฆ่าซะ”
   ชายหนุ่มร่างสูงนั่งลง พลางเปิดเอกสารตรงหน้าพลิกอ่านอย่างตั้งใจก่อนจะกล่าว
   เลขาหนุ่มวัยกลางคนเผยรอยยิ้มอ่อนๆ ก่อนจะเอ่ยปราม “คงไม่ดีมั้งครับ”
   เพราะไม่อยากให้เจ้านายของเขามือต้องเปื้อนเลือด อะไรที่ควรปรามก็ต้องปราม
   “หึ” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม
   “ไฟไหม้บ้านยังเหลือที่ดิน แต่ติดพนัน แม้ชีวิตก็ไม่เหลือ”
   เลขาชินกล่าวอย่างเรียบเรื่อย
   “อะไรที่โกงเขามา มันอยู่ได้ไม่นานหรอก” ชายหนุ่มกล่าวพลางวางเอกสารลง
   “เรื่องเอกสาร คุณจะให้ผมไปจัดการเลยไหมครับ”
   “อืม” ชายหนุ่มตอบกลับสั้นๆ “คุณไปทานข้าวเถอะ”
   เพราะความใกล้ชิดสนิทสนมและได้รับการดูแลอย่างดีเป็นพิเศษจากชายหนุ่มวัยกลางคนที่กำลังยืนตัวตรงอยู่ตรงหน้าเขาตั้งแต่เขายังเด็ก ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกใส่ใจเขามากกว่าคนทั่วไป
   “ครับ”
   เลขาชินก้มหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะหันหลังเดินไปเปิดประตู แต่ก่อนจะเดินพ้นประตูเขาก็หันมากล่าวกับชายหนุ่มอีกครั้ง “คุณก็อย่าลืมทานนะครับ สุขภาพที่ดีสำคัญเสมอ” แล้วจึงปิดประตูลง
   “รู้แล้วน่า...” ฮินาตะกล่าวเบาๆ กับตัวเองก่อนปรายตามองกล่องอาหารกลางวันที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขกกลางห้อง
   ไม่ว่าจะผ่านมากี่วันกี่เดือนกี่ปี ไม่ว่าเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม อาหารกลางวันที่เขากินก็ยังคงเป็นหน้าที่ของเลขาชินที่ต้องเตรียมให้เขาเสมอ
   ฮินาตะยังคงนั่งอยู่ที่เดิม นั่งครุ่นคิดอยู่สักครู่ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเปิดหารายชื่อที่ต้องการโทรออก
   ‘อาเคโนะ’
   ชายหนุ่มจ้องจอโทรศัพท์มือถือ ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึกใดๆ หากในใจกลับเอาแต่เอ่ยชื่อนี้ซ้ำๆ
   แต่สุดท้ายเขาก็วางมันลง ก่อนจะลุกไปให้ความสนใจกล่องอาหารกลางวัน ที่วางรอเขามาหลายนาทีแล้ว

   อาเคโนะยังคงนั่งจัดการกับเอกสารที่กองกันเป็นภูเขาตั้งแต่เช้า แต่ดูเหมือนว่าเอกสารกองนี้ก็ยังคงไม่ยอมลดลงซักที
   “นี่ อาเคโนะ”
   “ครับ?” เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากริโอะ อาเคโนะจึงละสายตาจากเอกสารก่อนจะหันตามเสียงเรียกไป
   “นี่เที่ยงกว่าแล้วนะ นายไม่หิวเหรอ”
   ร่างบางก้มมองนาฬิกาบนข้อมือ ก่อนจะพบว่าเป็นเวลาเที่ยงกว่าๆ แล้วจริงๆ พลันความรู้สึกหิวก็เข้าแทรกทันที
   อาเคโนะเอามือลูบท้องเบาๆ
   “ไปกินข้าวเถอะ พักซักหน่อยแล้วค่อยมาทำต่อก็ได้” ริโอะกล่าวอย่างใจดี
   “ครับ” ร่างบางควานหาเงินในกระเป๋าสะพาย ก่อนจะหันกลับมาหาอีกฝ่ายที่ยังคงจดจ่ออยู่กับเอกสารบนโต๊ะ “แล้วอาจารย์ไม่ไปทานเหรอครับ”
   “อ้อ ฉันมีเบนโตะที่ฮารุจังทำให้ตั้งแต่เช้าแล้วละ” ชายหนุ่มกล่าวก่อนจะยกกล่องข้าวขนาดพอดีหนึ่งคนอิ่มที่ภรรยาสุดที่รักทำให้ขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม
   เมื่อเห็นรอยยิ้มมีความสุขของอีกฝ่าย อาเคโนะก็ยิ้มกลับทันทีก่อนจะกล่าว
   “ดีจังเลยนะครับ ถ้างั้นผมไปกินข้าวก่อนนะครับ”
   “อื้ม ทานให้อร่อยนะ”
   ร่างบางกล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องพักอาจารย์พร้อมตรงดิ่งไปที่โรงอาหารทันที
   แม้ว่าจะเป็นเวลาที่มหาวิทยาลัยปิดเทอมแล้ว แต่โรงอาหารที่นี่ก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่ดั่งเช่นทุกวัน เพื่อรองรับนักศึกษาปีสุดท้ายที่ยังคงอยู่ที่คณะเพื่อทำวิทยานิพนธ์ ถึงแม้จำนวนคนจะไม่เยอะเท่าตอนเปิดเทอม แต่ร้านอาหารก็ยังคงเปิดอยู่ทุกร้าน
   เมื่อซื้ออาหารที่อยากกินแล้ว อาเคโนะจึงจับจองที่นั่งพร้อมคีบอาหารเข้าปากทันที เพราะเลยเวลาอาหารเที่ยงมาซักพักแล้ว ความหิวจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
   เพียงทานได้ซักพักก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะด้วย หากเขาก็ไม่ได้รังเกียจอะไร ดีด้วยซ้ำที่อาหารมื้อนี้ไม่ต้องกินอย่างเหงาๆ คนเดียว
   “อาจารย์ริโอะใช้งานนายหนักเหรอ ถึงได้มากินข้าวเอาป่านนี้” คาซึมะกล่าวแกมหยอกทันทีที่ก้นแตะเก้าอี้ “ฉันนั่งด้วยคนนะ หวังว่าจะไม่รังเกียจ” ถึงหากจะรังเกียจก็คงจะกล่าวปฏิเสธไม่ทัน
   “ถ้าผมจะปฏิเสธก็คงไม่ทันแล้วแหละครับ” ร่างบางเงยหน้ากล่าว
   “ว้าว ปากคอเราะร้ายนะเรา”
   คาซึมะพูดหยอกพร้อมรอยยิ้ม หากมือก็ยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อจากจานข้าวของอีกฝ่ายเข้าปากตัวเอง คงไม่ต้องบอกว่าอีกฝ่ายโมโหหิวแค่ไหน เพียงเห็นเนื้อที่ลอยละลิ่วไปเข้าปากคนอื่นอาเคโนะก็มองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าพร้อมจะกัดหัวเขากินทันที
   “นั่นเนื้อผมนะ!”
   “แค่ชิ้นเดียวเอง”
   “ก็ผมหิวนี่” อาเคโนะพูดพลางนับชิ้นเนื้อในจานข้าวของตัวเอง
   “งั้นแลกกับน่องไก่ โอเคนะ”
   เพราะอยากให้อีกฝ่ายหายโกรธ คาซึมะจึงคีบน่องไก่ทอดชิ้นใหญ่พิเศษให้อีกฝ่ายทันที อาเคโนะที่เห็นน่องไก่ขนาดใหญ่วางแหมะอยู่บนจานข้าวตัวเองก็พลันตาเป็นประกายอย่างปิดไม่อยู่ พร้อมจ้วงอาหารเข้าปากอย่างไม่ขาดตอน
   เสียเนื้อไปชิ้นเดียวแต่ได้หน่องไก่อันใหญ่มาก็ถือว่าคุ้ม
   “อาจารย์ริโอะเขาใช้งานนายหนักไปเหรอ” เมื่อเห็นท่าทีมูมมามของอีกฝ่าย คาซึมะจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว
   “เปล่าหรอกครับ แค่ผมทำงานเพลินไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวก็หิวจนไส้กิ่วแล้ว” ร่างบางกล่าวทั้งๆ ที่อาหารยังคงคาอยู่ในปาก
   “มีแต่งานเอกสาร น่าเบื่อจะตาย” คาซึมะกล่าวพลางทำหน้าเบื่อหน่าย “ฉันมีงานสนุกๆ ให้นายทำอยู่นะ”
   แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ไม่ต้องรอให้เขาพูดอะไรต่ออีก อาเคโนะจ้องอีกฝ่ายเขม็งพร้อมพูดขึ้น
   “ผมไม่ทำ”
   ถ้าให้เขาต้องไปแก้ผ้ายืนเป็นแบบให้คนอื่นจ้องหลายชั่วโมงขนาดนั้นเขายอมตายดีกว่า แน่นอนว่าในฐานะศิลปินเขาก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายของมนุษย์เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างสวยงาม แต่เขากลับไม่ได้คิดว่า ร่างกายของเขาจะงดงามอะไรได้ขนาดนั้น และไม่มีความมั่นใจพอที่จะทำแบบนั้นด้วย
   แน่นอนว่าคำชักชวนของคาซึมะเขาย่อมปฏิเสธ
   “นี่ ฉันก็ไม่ได้ให้นายทำให้ฟรีๆ ซักหน่อย” คาซึมะยังคงโน้มน้าว
   “ค่าตัวผม พี่จ่ายไม่ไหวหรอกครับ” อาเคโนะตอบพร้อมยกยิ้ม
   “ว้าว จะแพงแค่ไหนกันนะ”
   “แบบที่พี่คิดไม่ถึงเลยล่ะ”
   ต่อให้อีกฝ่ายยกเงินมาวางให้เขาเป็นล้าน เขาก็ไม่มีทางยอมแน่นอน ไม่ใช่เพราะเขาหลงตัวเองอะไรเทือกนั้น เพียงเพราะความอายที่มีมากกว่า
   ถึงเขาจะเคยเห็นนางแบบที่ต้องเปลือยกายเป็นแบบให้เขาวาดภาพ มันก็คงไม่อายเท่าไปเป็นแบบนู้ดให้คนอื่นแน่นอน
   เรื่องอะไรเขาจะยอมทำแบบนั้น
   “นี่ ฉันอยากได้นายมาเป็นแบบจริงๆ นะ”
   คาซึมะกล่าวพร้อมจับจ้องไปที่ใบหน้าที่แสนสวยของอีกฝ่าย ส่งสายตาที่ยากจะอ่านความหมาย และยังคงจับจ้องอยู่อย่างนั้นราวกับโดนมนต์สะกด
   นายไม่รู้ตัวเลยเหรอ อาเคโนะ
   “พี่ไปจ้างพวกนายแบบสิครับ คนพวกนั้นรูปร่างดีจะตาย” ร่างบางยังคงเสนอแนวทางให้อีกฝ่ายเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากอุ้งมือมาร
   “ฉันมีเงินซะที่ไหนล่ะ” คาซึมะกล่าวอย่างโอดครวญ
   แน่นอนว่าโกหกอย่างเห็นได้ชัด ใช่ว่าเขาจะไม่มีปัญญาจ่ายค่าตัวนายแบบพวกนั้นซะที่ไหนล่ะ เพียงแค่ยกหูโทรศัพท์ครั้งเดียว นายแบบพวกนั้นก็คงมายืนเรียงรายให้เขาเลือกอย่างแล้ว
   แบบนั้นมันจะไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ คนอย่างเขาอะไรที่ได้มายากๆ สิ ถึงจะมีคุณค่าให้รักษา
   “นะ อาเคโนะ เห็นใจฉันเถอะ” คาซึมะยังคงอ้อนวอนพร้อมส่งสายตาดั่งแมวน้อยขออาหาร
   “ผมให้พี่ยืมเงินได้นะครับ แต่พี่ต้องสัญญาว่าจะคืนให้ครบ”
   ใช่ นี่คงเป็นทางออกที่ดีสุดในตอนนี้แล้วแหละ ถ้าอีกฝ่ายบอกไม่มีเงินเขาก็จะให้ยืม จะได้ไปจ้างนายแบบพวกนั้นมาเป็นแบบให้เขาปั้นให้จบๆซะ รุ่นพี่ที่ชื่อคาซึมะคนนี้จะได้ไม่ต้องคอยวนเวียนขอร้องอ้อนวอนให้เขาลำบากใจ
   “ทำไมฉันต้องยืมเงินนายด้วย”
   “ก็พี่บอกไม่มีเงินไปจ้างนายแบบ ผมก็จะให้ยืมไงครับ”
   นี่เขาเชื่อจริงๆ ใช่ไหม ว่าคนตรงหน้าเขาไม่มีเงิน
   ช่างน่ารักซะจริง หึ!
   คาซึมะจ้องหน้าอาเคโนะอย่างอ่อนใจ พลางเอ็นดูในความน่ารักของอีกฝ่าย อาจเพราะอะไรแบบนี้ในตัวอาเคโนะ ความน่ารักที่มักจะแสดงออกมาอย่างไม่รู้ตัวของคนๆ นี้ คงเป็นอะไรที่ทำให้คาซึมะสนใจเขาอยู่ไม่น้อย
   แล้วแบบนี้จะให้เขาอดใจไม่ให้อยากสัมผัสอีกฝ่ายได้อย่างไร
   ทั้งสองไม่มีใครเอ่ยคำใดๆ ออกมาอีก เพียงทานอีกไม่กี่คำข้าวในจานของอาเคโนะก็หมดเกลี้ยง พร้อมทั้งซุปมิโสะในถ้วยเล็กๆ นั่นก็เช่นกัน
   ร่างบางวางตะเกียบลง ก่อนจะก้มมองนาฬิกาบนข้อมือ ได้เวลาที่เขาควรจะกลับไปทำงานต่อได้แล้ว
   “ผมไปก่อนนะครับ” อาเคโนะพูดพร้อมจะยกถาดอาหารไปเก็บ
   “เอ๋? จะไปแล้วเหรอ”
   “ครับ” อาเคโนะเอ่ยพร้อมเผยรอยยิ้มบาง
   “อือ โอเค แล้วเจอกัน”
   คาซึมะไม่คิดจะรั้งอีกฝ่ายไปมากกว่านี้ ก่อนจะเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง อาเคโนะเองก็ไม่อยากอยู่ต่อให้นาน เพราะเกรงว่างานที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นจะเสร็จไม่ทันการ เขาจึงเพียงแค่ยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะนำถาดอาหารไปเก็บ
   ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังบอบบางของอีกฝ่ายที่เดินห่างจากเขาไป คนที่เมื่อยามเห็นหน้าก็พลันทำให้เขาสดใส อยากจะจับจ้องอยู่อย่างนั้น ร่างกายที่สมส่วน ความสูงกำลังพอดี แขนขาที่ยาวได้รูป ดูผอมบางหากแต่แฝงไปด้วยกล้ามเนื้อ ทุกอย่างเมื่อรวมกันแล้วกลับมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าความรู้สึกนี่มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ความรู้สึกที่ไม่อยากแค่มอง แต่อยากจะเอื้อมมือไปสัมผัส สัมผัสทุกส่วน
   ไม่รู้ว่าเรียกความรู้สึกนี้ว่าความรักได้หรือไม่ เพราะตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่เคยให้คำตอบได้ว่าความรักนั้นต้องรู้สึกเช่นไร ทุกครั้งที่เห็นของถูกใจ ในใจนั้นรู้เพียงแค่ว่าอยากครอบครอง เขาต้องมีและต้องได้
   กับอาเคโนะก็เช่นกัน มันต้องมีสักกวิธีที่เขาจะได้มาครอบครอง

   ร่างบางกลับมาจัดการกับงานเอกสารที่ได้รับมอบหมายต่อ จนเวลาล่วงเลยมาจนใกล้เย็น งานเอกสารที่เคยกองเท่าภูเขาก็ลดลงจนเหลือเพียงอีกไม่กี่ฉบับเท่านั้น
   อาเคโนะวางงานเอกสารลงก่อนจะยืดแขนขึ้นแล้วบิดตัวไปมาเพื่อไล่ความล้าตามเนื้อตัวออก เพราะต้องนั่งท่าเดิมเป็นเวลานานก็ต้องเมื่อยเป็นธรรมดา
   “นายจะกลับก่อนก็ได้นะ”
   อาจารย์หนุ่มเห็นท่าทีเมื่อยล้าของลูกศิษย์ก็พลันมองดูนาฬิกาก่อนจะพบว่านี้ก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว เขาไม่ควรใช้งานนักศึกษาให้หนักเกินไปนัก
   “แต่เหลืออีกแค่นิดเดียวเองครับ ผมทำอีกสักพักก็เสร็จแล้ว”
   “กลับเถอะ ยังไงพรุ่งนี้เอกสารก็คงกองพะเนินเหมือนวันนี้แหละ รีบทำให้เสร็จไปก็เท่านั้น”
   ร่างบางชำเลืองเอกสารที่เหลืออยู่อีกไม่กี่ฉบับพร้อมจินตนาการถึงกองเอกสารของวันพรุ่งนี้ก่อนจะกล่าว “ถ้างั้นผมกลับก่อนนะครับ”
   “วันนี้ขอบใจนายมากนะ” ริโอะกล่าวพร้อมส่งยิ้ม
   “ครับ อาจารย์ก็รีบกลับไปหาภรรยาได้แล้วนะครับ” อาเคโนะพูดแซวอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
   หากฝ่ายโดนแซวกลับไม่เอ่ยคำใดออกมาสักคำ กลับยิ้มอย่างเขินๆ พร้อมกับอาการหูแดงแก้มแดง อาเคโนะเห็นท่าทีเขอะเขินของอีกฝ่ายแล้วก็พอใจอยู่ไม่น้อย
   เมื่อร่างบางก้มลงหยิบกระเป๋าสะพายซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ ที่เขานั่งทำงาน จู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ร่างบางจึงรีบหยิบขึ้นมาดูทันที
   ‘คุณเจ้าของบ้าน’
   “ครับ พี่ฮินาตะ” อาเคโนะรับสาย ก่อนจะฟังอีกฝ่ายพูดสักพักจึงค่อยวางสายลง “ครับ ผมจะรีบออกไป”
   เมื่อวางสายลง ร่างบางยังคงจ้องที่หน้าจอมือถือสักพักก่อนจะเผยรอยยิ้มเล็กๆ ออกมา   
เขามาจริงๆ ด้วย


...

ช่วงนี้เคลียร์ตารางชีวิตยากเหลือเกิน นี่ก็ทำงานจนลืมไปเลยว่าต้องอัพนิยาย
:katai4:
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ นี่คิดว่าจะไม่มีใครเข้าอ่านแล้ว แอบเศร้าTT
จะพยายามเข้ามาอัพทุกวันพุธนะคะ อาจจะดึกๆ หน่อย แฮะๆ


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
«ตอบ #8 เมื่อ14-03-2019 07:47:08 »

:pig4:
รออ่านต่อน๊า
 :3123:

ออฟไลน์ nofsnof

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 428
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
«ตอบ #9 เมื่อ15-03-2019 00:50:56 »

น่ารักๆๆ รออ่านค่า

คนเขียนสู้ๆ  o13 o13 o13

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
« ตอบ #9 เมื่อ: 15-03-2019 00:50:56 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Aumu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
บทที่ 4
เมื่อบอกลาอาจารย์ที่ยังนั่งทำงานต่อในห้องแล้ว ร่างบางก็รีบสาวเท้าออกมา เพราะไม่อยากให้คนที่รอเขาอยู่ด้านนอกต้องรอนาน อาเคโนะจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
หากเท้ายังไม่ทันได้ก้าวออกจากประตูทางเข้าคณะ อาเคโนะก็ถูกใครอีกคนเรียกไว้
“อาเคโนะ!”
ร่างบางหันกลับไปตามเสียงเรียก พร้อมเลิกคิ้วสงสัยก่อนเอ่ยถาม
“มีอะไรครับพี่คาซึมะ”
ชายหนุ่มร่างสูงเดินมาหยุดตรงหน้าอาเคโนะ
“นายจะกลับแล้วเหรอ”
“ครับ” ร่างบางไม่อยากต่อบทสนทนาให้ยืดยาว จึงรีบเอ่ยตัดบทพร้อมหันกลับไปจะเดินต่อ “ผมกลับก่อนนะครับ”
หากยังไม่ทันได้หันกลับไป แขนเรียวยาวของอาเคโนะก็ถูกอีกฝ่ายดึงให้หันกลับ
“จะรีบไปไหน ขอคุยด้วยหน่อยสิ”
ร่างบางเหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดเรื่องอะไร “ถ้าเป็นเรื่องนั้น ผมว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะครับ”
“ฉันรู้นะว่ามันสร้างความลำบากใจให้นาย แต่นายช่วยคิดดีๆ อีกครั้งหนึ่งได้ไหม” ชายหนุ่มพูดพร้อมทำหน้าอ้อนวอน
หากเป็นคนอื่นที่ได้เห็นใบหน้านี้คงยอมตกลงรับปากโดยง่าย แต่ไม่ใช่กับเขาแน่ๆ
“พี่ทำแบบนี้ผมลำบากใจนะครับ” ร่างบางย่นคิ้ว
“น่า นะ” ร่างสูงก้มหน้าลงมาอยู่ในระดับเดียวกับอีกฝ่ายที่สูงน้อยกว่าเขานิดหน่อย พร้อมส่งสายตาหวานหยาดเยิ้ม
เพราะไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ ร่างบางจึงเอ่ยตกลงที่จะกลับไปคิดใหม่อีกครั้ง แน่นอนว่าถึงเขาจะกลับไปคิดใหม่ แต่คำตอบสุดท้ายก็ยังออกมาเหมือนเดิมอยู่ดี
“โอเคครับ ผมจะลองคิดดูอีกที” แต่เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายคาดหวังไว้มาก อาเคโนะจึงกล่าวดักทางเอาไว้ “แต่พี่ก็หาคนอื่นไว้เผื่อด้วยก็ดีนะครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น คาซึมะก็ยิ้มร่าออกมาทันที
เขาเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้คำตอบสุดท้ายที่จะได้ และยังหานายแบบคนอื่นไว้แล้วด้วยซ้ำ เพียงแค่อยากจะยื้อเวลาตรงนี้อีกสักนิดก็แค่นั้น...
เพราะคนที่กำลังจ้องมองเขาสองคนอยู่ข้างนอกนั่น...
“ขอบใจนะ” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมยื่นมือไปขยี้ผมคนตรงหน้าเบาๆ
“ผมกลับละนะครับ”
“อื้อ กลับดีๆ นะ”
ร่างบางก้มหัวให้คนตรงหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปเดินออกจากตึก ถึงค่อยพบว่ามีใครบางคนกำลังยืนมือกอดอกพิงรถพร้อมจ้องมองมาที่เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
นี่เขาคงปล่อยให้อีกฝ่ายรอนานมากแน่ๆ
“ขอโทษที่ให้รอครับ พอดีพี่...”
“ขึ้นรถเถอะ”
หากร่างบางพูดยังไม่ทันจบประโยค ก็โดนอีกฝ่ายตัดบท ก่อนเขาจะหันไปเปิดประตูรถเข้าไปนั่งฝั่งคนขับ อาเคโนะจึงรีบเดินเข้าไปนั่งอีกฝั่งทันที พร้อมคาดเข็มขัดอย่างไวมือ
รถแล่นออกมาจากมหาวิทยาลัยได้สักพัก อาเคโนะถึงค่อยสังเกตเห็นสิ่งผิดปกตินั่นก็คือ ‘เลขาชิน’ คนขับรถประจำตัวของคนร่างสูงที่กำลังจับพวงมาลัยรถอยู่ข้างๆ เขาหายไป
ปกติเขาจะให้เลขาชินขับรถให้นี่นา?
“ทำไมวันนี้พี่คาซึมะขับรถเองล่ะครับ? ปกติเลขาชินขับให้ไม่ใช่เหรอครับ” ร่างหันไปถามอย่างสงสัย
ร่างสูงที่กำลังจับพวงมาลัยรถยังคงจ้องไปที่ถนนสักพักก่อนจะหันมาตอบ “ฉันอยากขับเอง”
“อ่า” ร่างบางพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงรับรู้ “ความจริงพี่ฮินาตะไม่ต้องมารับผมก็ได้นะครับ”
“ทำไม” ร่างสูงเอ่ยถาม หากสายตายังคงจดจ่อกับทางด้านหน้า
“ผมเกรงใจ พี่ทำงานมาเหนื่อยๆ น่าจะตรงกลับบ้านเลย”
“ไม่ต้องเกรงใจ ทางผ่านอยู่แล้ว” ร่างสูงเอ่ยก่อนจะหันมามองคนที่นั่งด้านข้างด้วยสายตาเฉยชาก่อนจะหันกลับไปมองทางข้างหน้าเช่นเคย “หรือนายกลัวใครเห็น?”
“เปล่านี่ครับ”
ทำไมเขาต้องกลัวใครเห็นด้วยล่ะ แค่เกรงใจเขาเท่านั้นเอง
ร่างบางหันมามองใบหน้าด้านข้างที่แสนเขร่งขรึมของอีกฝ่าย ในใจมีแต่ความไม่เข้าใจ สิ่งที่อีกฝ่ายพูดหมายถึงอะไร
ใบหน้าที่แสนเย็นชานั่น ไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหน อารมณ์ไหนก็ไม่เคยจะแสดงสีหน้าใดๆ ออกมาเลย อารมณ์ ความรู้สึกที่ไม่อาจคาดเดา ทำให้เขาเข้าใจยากเสียจริง
“พี่ฮินาตะกินอะไรมาหรือยังครับ?”
บรรยากาศภายในรถเงียบอยู่ชั่วอึดใจ พลันเกิดความรู้สึกอึดอัดพิกล อาเคโนะจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อทำลายบรรยากาศที่ยากต่อการหายใจนี่เสีย
“กินแค่ข้าวกลางวันไปนิดหน่อย”
“งั้นเราแวะซุปเปอร์มาร์เก็ต ซื้อของไปทำอาหารดีไหมครับ” ร่างบางหันมาเชิญชวนอีกฝ่ายด้วยท่าทีร่าเริง
หากอีกฝ่ายเพียงตอบกลับสั้นๆ เท่านั้น “อืม”

ทั้งคู่นั่งรถกันมาสักพักก่อนจะแวะเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตตามคำเชิญชวนของอาเคโนะ ร่างบางเสนอตัวที่จะจัดการกับอาหารเย็นมื้อนี้เอง เพื่อเป็นการขอบคุณที่อีกฝ่ายแวะมารับเขาก่อนกลับบ้านและอาหารเช้าในอีกหลายๆ มื้อที่ฮินาตะเป็นคนจัดการ
เพราะอาเคโนะเสนอจะเป็นคนทำอาหารมื้อนี้เอง ร่างบางจึงเป็นฝ่ายเดินเลือกของ ส่วนฮินาตะนั้นจึงได้แต่เข็นรถเข็นตามหลังอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนคนที่เสนอตัวจะเป็นพ่อครัวกำลังสับสนกับอาหารและวัตถุดิบที่จะใช้ทำอยู่พอสมควร
และตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเดินวนรอบแผนกของสดครบสามรอบพอดี
ฮินาตะที่ทนเห็นท่าทางสับสนกระวนกระวายของอีกฝ่ายไม่ไหวจึงโพล่งถาม
“ตกลงนายจะทำอะไร”
อาเคโนะที่กำลังจดจ่ออยู่กับชั้นแช่ผักหันมาตามเสียงเรียกของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก
“ผมว่าจะทำข้าวแกงกะกรี่หมูทงคัตซึครับ”
“นายทำเป็น?”
“ผมลองเสิร์ชอินเทอร์เน็ตดู...”
“หยิบมันฝรั่ง แครอท หอมหัวใหญ่มา”
หากให้คนตรงหน้าเสิร์ชอินเทอร์เน็ตเพื่อหาสูตรอาหารต่อจนถึงพรุ่งนี้เช้าคาดว่าก็คงยังไม่ได้กิน ร่างสูงจึงจัดแจงทุกอย่างเอง อาเคโนะเองก็เชื่อฟังแต่โดยดี กุลีกุจอหาวัตถุดิบตามที่อีกฝ่ายสั่ง
“หยิบเนื้อหมูมา อย่าลืมก้อนแกงกะหรี่ด้วย เกล็ดขนมปัง ที่บ้านยังมีช็อคโกแลตเหลือไหม”
“เหลือครับ”
เมื่อได้ยินคำตอบจากอีกฝ่ายฮินาตะจึงเพียงพยักหน้าเบาๆ อาเคโนะเมื่อได้รับคำสั่งแล้วก็รีบไปตามหาวัตถุดิบมาโยนลงรถเข็นทันที
เพราะได้ความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย จากก่อนหน้าที่เดินวนกันเกือบชั่วโมงสุดท้ายได้วัตถุดิบครบเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
ทั้งๆ ที่รับปากว่าจะเป็นคนจัดการอาหารเย็นเอง กลับต้องให้อีกฝ่ายจัดการหมดซะนี่ เพราะฉะนั้นกลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่เขาจะจัดการเองทุกอย่างแน่นอน!
“ขอบคุณนะครับพี่ฮินาตะ แต่ผมรับรองเลยว่าไปถึงบ้านปุ๊บ พี่ฮินาตะแค่นั่งรอกินก็พอ” ร่างบางกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงเมื่อกระโดดเข้ามาในรถแล้ว
เขาจะได้นั่งรอกินอย่างเดียวจริงๆ แน่นะ
เนิ่นนานกว่าอีกฝ่ายจะตอบว่า “อืม”
รถยนต์ออกตัวมาจากซุเปอร์มาร์เก็ตได้สักพัก ในที่สุดก็มาถึงบ้านของพวกเขา เมื่อฮินาตะเอารถเข้าจอดเสร็จ อาเคโนะก็รีบกุลีกุจอขนของลงจากรถทันที ไม่ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอีกฝ่ายอีกแน่นอน
ร่างบางรีบตรงดิ่งเข้าไปที่ครัวทันที เมื่อวางของลงเจ้าตัวก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดสูตรการทำแกงกะหรี่ที่เปิดค้างไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมา
ทุกอย่างจะต้องออกมาอร่อยแน่นอน เชื่อมือเขาได้เลย!
ร่างบางรีบกุลีกุจอเอาผักต่างๆ ที่ซื้อมาออกมาล้างทันที ก่อนจะนำหม้อใส่น้ำขึ้นตั้งไฟ พร้อมกันนั้นเขาตั้งใจไว้ว่าจะทอดหมูไปด้วย ฮินาตะที่เดินตามเข้ามาเห็นอาเคโนะที่ล้างผักเสร็จแล้ว หากแต่ยังคงก้มหน้าอ่านสูตรแกงกะหรี่ในอินเทอร์เน็ตอยู่จึงเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“นายทำเป็นแน่นะ?”
“แค่มีนี่ก็ง่ายแล้วครับ” ร่างบางไม่อยากตอบออกไปตรงๆ ว่าทำไม่เป็นสักนิด จึงยกโทรศัพท์มือถือที่เปิดค้างหน้าสูตรแกงกะหรี่อยู่ให้คนตรงหน้าเห็น
“อืม” ร่างสูงเพียงพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะหันเดินตรงไปยังห้องนอนของตัวเองเพื่ออาบน้ำชำระล้างกาย
และทันทีที่จบบทสนทนา อาเคโนะก็หันกลับไปสนใจวัตถุดิบตรงหน้าต่อ ก่อนจะค่อยๆ หยิบผักขึ้นมาหั่น และเริ่มตั้งกระทะเพื่อทำหมูทงคัตซึไปด้วย

ร่างสูงที่เดินเข้ามาในห้องนอนแล้วก็ค่อยปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกก่อนจะเข้าห้องน้ำไปแช่น้ำให้สบายตัว หากแช่ได้เพียงชั่วครู่เท่านั้นจมูกเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นไหม้ลอยเข้ามาเตะจมูก พร้อมเสียงเอะอะโวยวายที่ตามมา ร่างสูงจึงรีบลุกขึ้นจากอ่างทันทีพร้อมหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาใส่ลวกๆ ก่อนจะรีบกุลีกุจอออกจากห้องน้ำตรงดิ่งไปที่ห้องครัวทันที
เมื่อมาถึงภาพตรงหน้าที่เขาเห็นคือ ควันที่ลอยโขมงเต็มห้องครัว และคนร่างบางที่กำลังตักบางอย่างขึ้นจากกะทะอย่างทุลักทุเล เนื่องจากควันที่ลอยโขมงจึงทำให้เขาไอค่อกแค่กเพราะสำลักควัน ไหนจะอาการแสบตาจากการหั่นหอมหัวใหญ่นั่นอีก ท่าทางของเขาตอนนี้ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก
เมื่อเห็นภาพตรงหน้าฮินาตะก็รีบเข้าไปเปิดเครื่องดูดควันพร้อมปิดเตาแก๊สทันทีก่อนจะผลักให้คนตัวเล็กกว่าถอยห่างจากกระทะที่เต็มไปด้วยน้ำมันร้อน แล้วจึงหันไปส่งสายตาแข็งกร้าวและดุดันให้อีกฝ่าย
“จะเผาบ้านหรือยังไง”
อีกฝ่ายไม่ได้โต้แย้งใดๆ เมื่ออาการสำลักควันหายแล้วเจ้าตัวก็เอาแต่กุมมือข้างขวาอยู่อย่างนั้น สีหน้าแสดงความเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย พลางพูดว่าขอโทษไปด้วย
ฮินาตะเห็นท่าทางที่ไม่สุ้ดีของอีกฝ่ายก็คาดเดาได้ว่าคงถูกน้ำมันลวกมือแล้วเป็นแน่ จึงฉุดมืออีกฝ่ายออกมาดูอาการ
รอยแดงปื้นใหญ่ปรากฏบนหลังมือเนียนขาวของอาเคโนะ เห็นแล้วชวนปวดใจยิ่งนัก หากกลายเป็นแผลเป็นคงไม่ดีแน่
“มานี่” ร่างสูงกล่าวพร้อมลากแขนให้อีกฝ่ายตามเขาไป
ฮินาตะพาอีกฝ่ายมานั่งที่โซฟาห้องรับแขก ก่อนเขาจะหายไปสักพักและกลับมาพร้อมกับกล่องอุปกรณ์ทำแผล
ร่างสูงคว้ามืออีกฝ่ายข้างที่โดนน้ำมันลวกออกมากุมไว้ในฝ่ามือ แล้วลองใช้นิ้วโป้งของตัวเองลูบเบาๆ
“อ๊ะ!” ร่างบางอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อนิ้วเรียวยาวของอีกฝ่ายสัมผัสลงบนแผล
“ไม่แปลกหรอกที่จะเจ็บน่ะ” ร่างสูงกล่าวพร้อมกับเริ่มทายาให้อีกฝ่าย “วันหลังถ้าทำกับข้าวไม่เป็นก็อย่าฝืน”
“ครับ” ร่างบางได้แต่ก้มหน้ารับผิดอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความผิดครั้งนี้มาจากเขาเต็มๆ
เพียงแค่อยากลองทำอาหารให้คนตรงหน้าได้ลองกินดู ไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วเขาเกือบจะได้กลายมือวางเพลิงในการเผาบ้าน
“ผมขอโทษนะครับ” ร่างบางกล่าวขอโทษรอบที่ล้าน
“ช่างมันเถอะ แค่นายอย่าใกล้เตา น้ำมันและมีดอีกเป็นพอ แล้วก็อย่าเพิ่งให้แผลโดนน้ำเดี๋ยวมันจะหายช้าและก็ทายานี่ด้วยเดี๋ยวจะเป็นแผลเป็น มือนี่สำคัญกับนายมากไม่ใช่หรือไง”
ที่เขาบ่นมาซะยาวเหยียดขนาดนี้ก็เพราะเป็นห่วงอีกฝ่ายมากเท่านั้นเอง ตอนที่ดึงมืออีกฝ่ายมาดูแล้วเห็นรอยแดงขนาดใหญ่นั่น หัวใจเขาก็ชาวาบขึ้นมาทันที
“มือนี่สำคัญกับผมก็จริง แต่หัวใจกลับสำคัญกว่า ถ้าหากวันหนึ่งใจผมไม่อยากวาดรูปแล้ว มือของผมก็คงจะสร้างงานอะไรไม่ได้เลย แผลนี่ไกลหัวใจมาก ผมไม่เป็นไรหรอกครับ ขอบคุณนะครับที่ทำแผลให้”
ร่างบางกล่าวทั้งรอยยิ้มก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา พลันสายตาของทั้งคู่ก็สอดประสานกัน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจ้องมองเขาเนิ่นนานเพียงใดแล้ว สายตาแหลมคมที่จ้องมองเขาราวกับจะทะลุเข้าไปข้างในหัวใจ มือเรียวใหญ่ที่กำลังเกาะกุมมือมือของอีกฝ่ายอยู่นั้นก็ยิ่งทำให้เขาใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
โครก~
เพราะเลยเวลาอาหารเย็นมาสักพัก ท้องที่ยังไม่มีอาหารตกถึงท้องมาตั้งแต่บ่ายก็เริ่มร้องเรียกหาอาหาร ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนที่ฮินาตะจะเป็นคนผละออกมาก่อน
“เดี๋ยวมื้อเย็นฉันจัดการเอง นายก็นั่งรออยู่นี่แหละ”
“เอ่อ...ผมไปเตรียมจานชามให้ดีกว่าครับ”
ร่างสูงยังคงจ้องแผลที่มืออีกฝ่ายที่ตอนนี้มีผ้าพันแผลพันอยู่แล้วก่อนจะเอ่ย “อืม” ร่างสูงพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงอนุญาต
ท้ายที่สุดหน้าที่ทำอาหารเย็นก็ยังตกเป็นฝีมือของเขาอีกเช่นเคย และดูเหมือนจะเสร็จเร็วกว่าให้อีกฝ่ายทำแน่นอนแถมครัวยังไม่ไหม้อีกด้วย เมื่ออาเคโนะเตรียมจานและแก้วน้ำเรียบร้อยฮินาตะก็สั่งให้เขานั่งรออยู่เฉยๆ ส่วนเขาจะเป็นคนจัดแจงอาหารให้เอง
เพราะอาการเจ็บที่มือข้างที่ถนัดจึงทำให้อาเคโนะตักอาหารเข้าปากไม่สะดวกสักเท่าไหร่ จากที่ปกติจะเป็นคนที่กินอย่างรวดเร็วแต่วันนี้ความเร็วนั้นกลับลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ
“ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า” ร่างสูงเอ่ยถาม
“นิดหน่อยครับ” ร่างบางตอบกลับพร้อมรอยยิ้มจางๆ
เพราะแผลนี่ทำให้เขากินได้ช้าลงกว่าเดิม อาเคโนะจึงรู้สึกหงุดหงิดอยู่เล็กน้อย
“พรุ่งนี้เลิกงานแล้วเดี๋ยวฉันพาไปตรวจที่โรงพยาบาล”
“ไม่ต้องก็ได้ครับ แผลแค่นี้เอง”
ถึงแม้ปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่มือที่กำลังจับช้อนอยู่ตอนนี้ก็สั่นเทาจนข้าวที่จะตักเข้าปากใกล้จะหกเลอะเทอะเต็มที
“มือสั่นขนาดนี้ยังจะบอกว่าแผลแค่นี้เองเหรอ” ร่างสูงพูดพลางจ้องไปที่มืออีกฝ่าย
ร่างบางมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปหยุดที่มือของตัวเองก็เห็นว่ามันสั่นจริงๆ ถ้าหากอาการสั่นนี้ไม่หายไปหลังจากแผลหายก็คงจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาแน่ หากมีใจที่อยากสร้างงานแต่มือกลับใช้งานไม่ได้จะมีประโยชน์อะไร ร่างบางจึงต้องยอมตกลงว่าจะไปหาหมอแต่โดยดี

หลังจากมื้ออาหารฮินาตะก็ไล่ให้อาเคโนะไปอาบน้ำชำระร่างกายตัวเองซะ จานชามที่หลังจากกินเสร็จแล้วเขาจะเป็นคนจัดการเอง ซ้ำยังไม่ลืมกำชับเรื่องห้ามไม่ให้แผลโดนน้ำอีก
เมื่อร่างบางจัดการตัวเองเสร็จก็เดินออกจากห้องนอนพร้อมตรงมาที่ห้องนั่งเล่น หวังจะดูทีวีสักพักแล้วค่อยเข้านอน เมื่อมาถึงก็พบกับฮิเดโอะที่กลับมาบ้านได้สักพักกำลังนั่งคุยกับพี่ชายของเขาอยู่
“กลับมาแล้วเหรอ” ร่างบางกล่าวทักทายอีกฝ่ายพร้อมหย่อนก้นลงนั่งบนโซฟาตัวข้างๆ และไม่ลืมที่จะหยิบหมอนอิงขึ้นมากอด
“อื้ม” อีกฝ่ายตอบกลับ พลันสายตาก็สังเกตเห็นผ้าพันแผลบนมือของอาเคโนะ “มือนายไปโดนอะไรมา”
ฮิเดโอะเบิกตากว้างพร้อมยื่นมือไปฉุดมืออีกฝ่ายมาตรวจดู แต่ดูท่าเขาจะฉุดแรงไปหน่อยเพราะความตกใจ ทำให้อีกฝ่ายร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“โอ้ย!”
เหมือนว่าฮิเดโอะจะรู้ตัวว่าฉุดแรงไป เขาจึงเบามือลง “ฉันขอโทษ เจ็บมากหรือเปล่า”
ฮิเดโอะกล่าวด้วยสีหน้าที่อ่อนลง ฮินาตะที่นั่งอยู่อีกฝากเห็นเหตุการณ์เมื่อสักครู่ก็คิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อย
“นิดหน่อยน่ะ” ร่างบางตอบกลับ
“แล้วตกลงไปโดนอะไรมา” ฮิเดโอะยังคงคาดคั้นเอาคำตอบ
“เพราะคิดจะเผาครัวน่ะสิ” ร่างสูงที่นั่งเงียบอยู่นานก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าราบเรียบพร้อมจ้องมองไปที่ฝ่ายตรงข้าม
“เผาครัว?”
อาเคโนะเห็นอีกฝ่ายจ้องมองเขาด้วยสายตาแบบนั้น เขาก็ต้องก้มหน้ายอมรับผิดอย่างเลี่ยงไม่ได้ก่อนจะตอบคำถามของฮิเดโอะ
 “ฉันจะทำอาหารเย็นน่ะ แต่เซ่อซ่าไปหน่อยเลยโดนน้ำมันลวกมือ” อาเคโนะขำแห้งๆ ให้กับความเซ่อซ่าของตัวเอง
ฮิเดโอะได้ยินสิ่งที่อาเคโนะพูดก็ตาเบิกกว้าง คิ้วหนาขมวดขึ้นน้อยๆ
“ทำไมถึงไม่ระวังห้ะ...แล้วนี่ทำอาหารเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงได้ลงมือทำเองน่ะ” ฮิเดโอะบ่นอุบ “แล้วถ้าแผลมันไม่หายจะทำยังไง มือนี่ไม่สำคัญกับนายเลยหรือไง ถึงคิดสั้นขนาดนี้” ชายหนุ่มหันไปคาดโทษฮินาตะที่ยังคงนั่งมองพวกเขาทั้งคู่อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว “พี่ฮินาตะก็เหมือนกัน พี่ก็รู้นี่ครับว่าอาเคโนะจังทำอาหารเป็นซะที่ไหน พี่ยังปล่อยให้...”
พึ่บ!
ฮิเดโอะยังบ่นไม่จบประโยค จู่ๆ หมอนอิงที่เคยอยู่บนตักของฮินาตะก็ลอยวืดมาปะทะกับใบหน้าหล่อเหลาของเขาอย่างแรง
ฮินาตะจ้องหน้าน้องชายด้วยสายตาเยือกเย็น “หุบปากซะ ก่อนที่ฉันจะเอาอย่างอื่นอุดปากนายแทน”
ฮิเดโอะได้ยินประโยคนั้นจากปากพี่ชายก็พลันเม้มปากแน่น พร้อมส่งสายตาหวาดกลัวไปให้อีกฝ่าย หวังว่าเขาจะไม่ทำอย่างว่าจริงๆ
“ฉันทำแผลให้แล้ว แต่พรุ่งนี้จะพาไปเช็คที่โรงพยาบาลอีกที” ร่างสูงกล่าวก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่นไป
สองคนที่เหลืออยู่ได้แต่มองตามแผ่นหลังที่แผ่รังสีอำมหิตนั่นไปจนร่างสูงลับตาแล้วจึงหันมามองกันไปมา
“ฉันเป็นห่วงนะ นายเข้าใจใช่ไหม” ฮิเดโอะเอ่ย หากมือก็ยังไม่ปล่อยมืออีกฝ่ายให้เป็นอิสระ ร่างบางจึงต้องดึงมือกลับมาเอง
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก” ร่างบางกล่าวพลางยักคิ้วให้อีกฝ่าย
ถึงแม้ปากจะพูดไปอย่างนั้น แต่ในใจก็แอบกังวลอยู่ไม่น้อย อีกฝ่ายก็เช่นกัน ตั้งแต่อาเคโนะย้ายมาอยู่กับครอบครัวของเขา ฮิเดโอะก็ไม่เคยต้องให้อีกฝ่ายเจ็บตัวแม้แต่น้อย มีเพียงช่วงแรกๆ ที่อาเคโนะย้ายเข้ามาเรียนที่นี่ใหม่ๆ เพราะแปลกที่แปลกทางทำให้อาเคโนะไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียว แถมยังโดนเพื่อนผู้ชายในห้องพากันรุมแกล้งซ้ำเข้าไปอีก ฮิเดโอะที่รู้ข่าวก็ตามไปต่อยเด็กที่รุมแกล้งอาเคโนะทันทีแถมยังขู่ไว้อีกว่าถ้าอาเคโนะโดนแกล้งอีกเขาจะตามมาต่อยปากอีกคนละสิบที หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้ามาแกล้งอาเคโนะอีก และเมื่อเวลาผ่านไปอาเคโนะก็สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้ เพื่อนๆ ที่เคยรุมแกล้งก็กลายมาเป็นเพื่อนเล่นกับเขาไปโดยปริยาย และเพราะความน่ารักของอาเคโนะ เพื่อนๆ ผู้หญิงก็ยิ่งตามเขาไม่เคยห่าง
ทั้งคู่พากันดูทีวีต่อสักพักก่อนจะแยกย้ายกันกลับห้องนอนของใครของมัน อาเคโนะที่เดินใกล้ถึงประตูห้องก็เห็นว่ามีใครบางคนกำลังยืนรอเขาอยู่หน้าห้อง ในมือของชายหนุ่มมีสิ่งของบางอย่างอยู่ในนั้น รูปทรงคล้ายๆ กับหลอดยาที่ชายหนุ่มทาให้เขาเมื่อตอนเย็น
“เข้าไปได้ไหม”
เมื่ออาเคโนะเดินมาถึงประตู ฮินาตะก็กล่าวเป็นเชิงขออนุญาต
ร่างบางเพียงมองหน้าอีกฝ่ายสักพักก่อนจะกล่าว “อ้อ ครับ”
มือเรียวยาวจับลูกบิดประตูก่อนจะเปิดมันออก พร้อมพาร่างเข้ามาในห้อง ร่างสูงเองก็ตามหลังมาติดๆ
“พี่ฮินาตะมีอะไรหรือเปล่าครับ” ร่างบางเอ่ยถามหากแต่ยังยืนอยู่กลางห้อง
แขกที่เพิ่งเข้ามาตรงไปนั่งลงยังริมเตียงของอีกฝ่ายเหมือนดั่งเป็นห้องของตัวเอง ไม่วายตบที่ว่างข้างๆ ให้อีกฝ่ายเข้าไปนั่ง
“นั่งนี่สิ”
ร่างบางเชื่อฟังแต่โดยดี
“เอามือมา” ร่างสูงออกคำสั่งอีกครั้ง อาเคโนะจึงยื่นมือออกไปตรงหน้าให้เขาดูอาการ
ร่างสูงค่อยๆ แกะผ้าพันแผลที่ตัวเองติดให้อีกฝ่ายเมื่อตอนเย็นออกอย่างเบามือ ก่อนจะค่อยๆ ทายาลงไปบนแผลแล้วค่อยพันผ้าอีกรอบเป็นอันเสร็จเรียบร้อย
“ขอบคุณนะครับ” ร่างบางเอ่ยก่อนจะก้มมองดูมือตัวเองพลางลูบเบาๆ
แม้จะทำแผลให้อาเคโนะเสร็จแล้วแต่เขากลับยังไม่ลุกไปไหน สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่อีกฝ่ายราวกับโดนมนต์สะกด ไล่ลงตั้งแต่กลุ่มผมสีน้าดำขลับที่เมื่อต้องแสงจะสะท้อนสีอย่างสวยงาม ดวงตามกลมโตที่เป็นประกายแม้ในยามที่ร้องไห้น้ำตาเอ่อท่วมก็ยังคงสวยงาม ต่อลงมาที่จมูกเรียวโค้งเป็นสันรับกับใบหน้าอย่างดูดี และสุดท้ายมาหยุดที่ริมฝีปากบางสีชมพูน่าหลงใหล ทุกครั้งที่ริมฝีปากนั้นค่อยๆ เผยอออกยิ่งน่าหลงใหล
อาเคโนะเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องเขาอยู่ ร่างบางมองกลับอย่างไม่เข้าใจ ทันใดนั้นใบหน้าของอีกฝ่ายก็เริ่มขยับเข้ามาใกล้จนไม่ทันตั้งตัว
ร่างสูงค่อยๆ แตะริมฝีปากของของตัวเองลงไปบนริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา


ตอนที่ 4 อัพแล้วค่ะ ฝากติดตามด้วยนะคะ เราพยายามและตั้งใจเขียนมากๆ
แต่ช่วงนี้ยุ่งมาก แทบกระอักเลือด
ยังไงก็ฝากติดตามต่อไปเรื่อยๆ ด้วยนะคะ  :mew2: :mew1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
«ตอบ #11 เมื่อ21-03-2019 10:10:09 »

ติดตามคร่า
 o13
 :3123:

ออฟไลน์ Aumu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
บทที่ 5
หัวใจของทั้งคู่เต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก ริมฝีปากของฮินาตะยังคงสัมผัสอยู่ที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย ความรู้สึกแผ่วเบาในตอนแรกก็ค่อยๆ หนักแน่นขึ้น ร่างสูงใช้มือข้างหนึ่งตรึงใบหน้าของอาเคโนะไว้เพื่อให้รับสัมผัสนั้นของเขา
ร่างบางที่ตอนแรกยังคงสับสนกับการกระทำของอีกฝ่าย แต่เมื่อสัมผัสนั้นค่อยๆ ลึกล้ำขึ้น ดวงตากลมโตก็ค่อยๆ หลับลงและฝังตัวเองอยู่กับภวังค์ที่อีกฝ่ายมอบให้
ร่างสูงเริ่มรุกอีกฝ่ายขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร่างบางเผยอริมฝีปากขึ้นเพื่อต้องการอากาศหายใจ ฮินาตะก็ใช้จังหวะนี้สอดแทรกลิ้นของตัวเองเข้าไปในปากของอีกฝ่ายอย่างเป็นธรรมชาติ ร่างบางก็ตอบสนองต่อการกระทำนั้นอย่างดี
ทั้งคู่จูบกันอย่างดูดดื่มอยู่สักพัก ก่อนที่ฮินาตะจะค่อยๆ ผละริมฝีปากออกจากอีกฝ่ายเพื่อให้เป็นอิสระ ร่างบางค่อยๆ ปรือตาขึ้น ดวงตากลมโตจ้องมองไปที่ดวงตาคมกริบของอีกฝ่าย ใบหน้าที่จากปกติจะขาวสะอาดก็พลันเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ
ดวงตาคมกริบจ้องมองคนตรงหน้าอยู่สักครู่ก่อนจะเอ่ย
“นายนอนเถอะ ฉันไม่รบกวนแล้ว” ฮินาตะกล่าวก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ทิ้งอาเคโนะไว้กับคำถามมากมายที่ไม่สามารถหาคำตอบได้
ถึงปากจะบอกว่าไม่รบกวน แต่การกระทำเมื่อครู่ก็รบกวนความรู้สึกของอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย
คืนนี้คงไม่สามารถข่มตาหลับได้แน่
ร่างสูงปิดประตูหากขายังไม่ทันได้ก้าวออกเดินก็ถูกใครบางคนทำให้ชะงัก
ฮิเดโอะที่ตอนนี้สวมชุดนอนแล้วกำลังยืนมองอีกฝ่าย “พี่ฮินาตะมาทำอะไรที่ห้องอาเคโนะอ่ะ”
ร่างสูงไม่ตอบคำถาม หากถามอีกฝ่ายกลับ “แล้วนายมาทำอะไรตรงนี้ ห้องนายอยู่ฝั่งนู้นไม่ใช่หรือไง”
“ผมก็จะมาหาอาเคโนะน่ะสิ” ฮิเดโอะตอบพร้อมกับจะก้าวไปเปิดประตูห้อง หากแต่ถูกอีกฝ่ายห้ามไว้
“หมอนั่นหลับไปแล้ว”
“หลับเร็วจังแหะ”
ฮิเดโอะกล่าวก่อนจะเหลือบมองหน้าพี่ชาย ก่อนจะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติปรากฏบนหน้าของชายหนุ่ม
“ทำไมพี่หน้าแดงขนาดนี้เนี่ย ไม่สบายเหรอ” ฮิเดโอะเริ่มลนลานเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่สบาย ก่อนจะยื่นมือหวังไปแตะหน้าผากของฮินาตะแต่กลับโดนอีกฝ่ายห้ามไว้ก่อน
“ไม่เป็นไร ฉันจะกลับห้อง นายก็กลับไปนอนได้แล้ว”
“ครับๆ”

   เพราะเหตุการณ์เมื่อคืน ทำให้อาเคโนะไม่สามารถข่มตาหลับได้ แม้จะพยายามนับแกะเป็นพันๆ ตัวแล้วก็ตาม เมื่อหลับตาลงครั้งใดภาพที่อีกฝ่ายจูบเขาก็กลับมาลอยวนเวียนอยู่ในหัว แถมยังทิ้งรสสัมผัสนั้นให้หัวใจของเขากระตุกวาบทุกครั้งที่เผลอเอานิ้วไปแตะที่ริมฝีปาก
   วันนี้อาเคโนะจึงมาทำงานด้วยสภาพที่เหมือนกับวิญญาณล่องลอยไม่มีผิด นั่งทำงานได้สักพักก็เหม่อมองลอยออกไป จึงไม่ใช่เรื่องยากที่อาจารย์หนุ่มจะสังเกตเห็น
   “อาเคโนะ”
   “…”
   ยังคงเงียบ
   “อาเคโนะ”
   “…”
   ก็ยังคงเงียบ
   “อาเคโนะ!” ครั้งนี้อาจารย์หนุ่มวัยกลางคนเพิ่มระดับความดังของเสียงมากกว่าปกติ
   เมื่อได้ยินเสียง วิญญาณที่เหมือนออกจากร่างก็กลับคืนมา
   “ครับอาจารย์” ร่างบางหันไปตามเสียงเรียก
   ริโอะถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ฉันเรียกนายตั้งหลายครั้ง ไม่ได้ยินหรือไง”
   “อา เหรอครับ ขอโทษครับอาจารย์” อาเคโนะกล่าวอย่างรู้สึกผิด
   “เป็นอะไร ใจลอยทั้งวัน”
   “เปล่าครับ”
   “ไม่สบายหรือเปล่า” ริโอะถามอีกฝ่ายอย่างเป็นห่วง
   “เปล่าครับ แค่เมื่อคืนนอนน้อยไปหน่อย”
   “นายไปพักก่อนเถอะ ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมาทำต่อ เป็นแบบนี้ไม่ใช่นายเลยนะ”
   เพราะความเป็นห่วง ริโอะจึงอนุญาตให้อีกฝ่ายไปพักผ่อนสงบจิตสงบใจก่อนสักพัก หากอีกฝ่ายยังเป็นแบบนี้อยู่คงทำงานต่อไม่ได้แน่
   อาเคโนะเองก็เห็นด้วยกับคำแนะนำของริโอะ หากเขาได้ไปสงบจิตสงบใจสักครู่คงดีขึ้น
   “งั้นอีกสักครู่เดี๋ยวผมกลับมานะครับ”
   อาจารย์หนุ่มพยักหน้ารับเป็นเชิงอนุญาต ปล่อยให้อาเคโนะจะเดินออกจากห้องไป
   ร่างบางพอออกมาจากห้องทำงานแล้วก็หอบตัวเองมานั่งจิบกาแฟแก้ง่วงที่ร้านกาแฟข้างๆ ตึก สั่งอเมริกาโน่เย็นมาหนึ่งแก้ว แต่เพราะไม่ค่อยชอบดื่มกาแฟขมๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เมื่อดูดกาแฟเข้าคอแล้วใบหน้าก็เหยเกขึ้นมาทันที
    เพราะง่วงหรอกนะ เขาถึงยอมกิน
   อาเคโนะนั่งอยู่สักพักก็ปรากฏร่างของใครบางคนขึ้นตรงหน้า พร้อมนั่งลงตรงข้ามกับเขาโดยไม่รอให้ใครเอ่ยปากอนุญาต
   “ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ ไม่ชอบกินกาแฟแล้วสั่งทำไม” คาซึมะเอ่ยปากถามทันทีเมื่อนั่งลง
   “เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับน่ะครับ ตอนนี้ก็เลยง่วงมาก”
   “เลยโดนอาจารย์ริโอะไล่ออกมาสินะ” ชายหยุ่มกล่าวด้วยความเอ็นดูอีกฝ่าย
   อาเคโนะพยักหน้ารับหงึกหงักเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมามันเป็นความจริงเสียยิ่งกว่าจริงเสียอีก
   คาซึมะจ้องหน้าอีกฝ่ายก่อนสายตาจะไล่ไปยังมือบางที่มีผ้าพันแผลติดอยู่ ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากถามอย่างเป็นห่วง
   “มือนายไปโดนอะไรมา”
   “โดนน้ำมันลวกน่ะครับ”
   เมื่อได้ยินคำตอบจากร่างบาง ชายหนุ่มก็เบิกตากว้างทันที
   “ไปอิท่าไหนถึงได้โดนน้ำมันลวกได้” คาซึมะกล่าวเป็นเชิงตำหนิเล็กน้อย
   ร่างบางเพียงมองมือตัวเองแวบเดียวก่อนเอ่ย หากแต่เขาไม่ได้บอกรายละเอียดกับอีกฝ่ายว่าที่มือต้องพันผ้าพันแผลแบบนี้ก็เพราะความสะเพร่าของตัวเองล้วนๆ
   “อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับ”
   “ทำไมไม่รู้จักระวัง ถ้ามือเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง แล้วนี่ทายาหรือไปหาหมอมาหรือยัง”
   อาเคโนะยิ้มน้อยๆ ให้อีกฝ่าย
   “ทายาแล้วครับ แต่เดี๋ยวตอนเย็นพี่ฮินาตะจะมารับไปหาหมอ” เมื่อร่างบางพูดถึงใครอีกคนขึ้นมา สีหน้าของเขาก็พลันอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว
   คงมีเพียงคาซึมะเท่านั้นที่สังเกตเห็น
   “คุณมิซากินี่เขาดีกับนายจังเลยนะ” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมจับจ้องไปที่ใบหน้าสวยของอีกฝ่าย “วันก่อนก็ขับรถมารับเอง แถมวันนี้ยังจะมารับไปหาหมออีก”
   “เพราะพี่ฮินาตะเป็นคนดีไงครับ”
   คาซึมะหัวเราะกับคำตอบของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยปากถามสิ่งที่ตัวเองใคร่อยากรู้มาสักพักแล้ว
   “นายกับคุณมิซากิเป็นอะไรกันงั้นเหรอ” ชายหนุ่มเอ่ยถามพร้อมจับจ้องไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย
   อาเคโนะหันมองคนด้านข้างด้วยสีหน้าที่ยากจะอธิบาย ไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์ของเขากับฮินาตะเป็นความลับแต่อย่างใด เพียงแต่คำถามของอีกฝ่ายนั้นพลันทำให้เขาหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่แสนเจ็บปวดเท่านั้นเอง
   และหากจะต้องตอบคำถามว่าเขาเป็นอะไรกับฮินาตะนั้นเขาเองก็ยังหาคำตอบให้กับคำถามนี้ไม่ได้เช่นกัน
   “พ่อแม่ผมเสียไปตั้งแต่ยังเด็กน่ะครับ คุณลุงซึ่งเป็นพ่อพี่ฮินาตะจึงรับผมมาดูแล” แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องตอบคำถามแต่ร่างบางก็ยังคงเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส
   คาซึมะได้ฟังคำตอบก็พลัยสีหน้าอ่อนลงอย่างรู้สึกผิดที่ไปสะกิดแผลของอีกฝ่าย
   “ฉันขอโทษนะที่ถามเลยทำให้นายรู้สึกไม่ดีเลย”
   “ไม่หรอกครับ เรื่องมันก็นานมาแล้ว”
   เห็นใบหน้าของอาเคโนะยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม จิตใจของคาซึมะที่ห่อเหี่ยวลงเมื่อครู่ก็เริ่มฟื้นคืน
   “ฉันก็นึกว่านายคบกับเขาอยู่ซะอีก”
   อาเคโนะตกใจกับประโยคที่อีกฝ่ายพูดออกมา ก่อนจะรีบปฏิเสธพัลวัน
   “ไม่ใช่ซะหน่อยครับ”
   คาซึมะอดไม่ได้ที่จะขำกับท่าทีของอีกฝ่าย
   “ฉันแค่พูดเล่นไปงั้นแหละ นายนี่ตลกซะมัด” คาซึมะว่าพลางเอื้อมมือไปขยี้ผมของอีกฝ่ายอย่างอดไม่ได้
   เส้นผมนุ่มสลวย สีดำขลับ ให้ความรู้สึกที่ดีเสมอในทุกครั้งที่เอื้อมมือไปสัมผัส อีกทั้งดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่มักจะสะท้อนรอยยิ้มสดใสออกมาทุกครั้งเมื่อพบหน้า สำหรับคาซึมะแล้วเขาไม่อยากหยุดที่การสัมผัสเล็กๆ น้อยๆ เพียงแค่นี้ แต่กลับอยากได้คนทั้งคนมาครอบครองเป็นของตนซะให้รู้แล้วรู้รอด
   ทั้งคู่ยังนั่งจิบกาแฟกันอยู่อีกสักพักก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ เวลาผันผ่านจนล่วงเข้ายามเย็น อาเคโนะรับสายจากฮินาตะว่าอีกฝ่ายมารอรับเขาแล้วจากนั้นก็รีบเดินออกจากตึกไปทันที แต่ก็ไม่วายโดนคาซึมะดักหน้าถ่วงเวลาเขาแบบนี้แทบทุกครั้ง กว่าจะปลีกตัวออกมาได้ก็เสียเวลาไปหลายนาที เมื่อขึ้นรถก็ต้องไปเจอกับสายตาเย็นยะเยือกของฮินาตะเป็นเช่นนี้ตลอด
   เมื่อร่างบางยัดกายเข้ามาในรถแล้ว ฮินาตะก็ขับรถตรงดิ่งไปที่โรงพยาบาลทันที สุดท้ายผลตรวจก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจว่าแผลที่มือของอาเคโนะนั้นไม่มีปัญหาร้ายแรงมากนักเพียงกินยาแก้อักเสบและทายาอย่างสม่ำเสมอรอยแผลที่มือก็จะจางหายไปเอง เมื่อได้รู้ว่าอาการของตนไม่ส่งผลอะไรกับงานที่เขาต้องทำอาเคโนะก็รู้สึกสดใสขึ้นมาทันที ฮินาตะเองก็หายกังวลไปมาก
   ชีวิตประจำวันเมื่อกลับมึงบ้านก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ อาบน้ำ ทานข้าวเย็น แยกย้ายเข้านอน แต่ดูเหมือนสิ่งที่ไม่ปกติคงมีแค่อาเคโนะเป็นแน่
   ร่างบางกระโดดขึ้นเตียงพยายามข่มตาหลับมาได้สักพัก หากแต่ภาพเหตุการณ์ในคืนก่อนก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หาย ร่างบางจึงได้แต่กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงไม่สามารถจะข่มตาหลับได้อีกต่อไป อาเคโนะจึงตัดสินใจเดินออกมาจากห้องนอนตรงไปที่ครัวเพื่อหานมอุ่นๆ จิบเพื่อให้หลับง่ายขึ้น เมื่อได้นมอุ่นๆ ไว้ในมือแล้วหากแต่ไม่ได้กลับไปยังห้องนอนของตัวเอง ร่างบางกลับเดินมาอีกฝั่งหนึ่งของบ้านซึ่งเป็นห้องซ้อมยิงธนูของฮินาตะ
   เมื่อเดินมาถึงก็พบว่าภายในห้องมีใครอีกคนกำลังยืนเล็งธนูไปที่เป้าอย่างใจจดใจจ่ออยู่ กลายเป็นว่าตอนนี้คนที่นอนไม่หลับไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวซะแล้ว
   อาเคโนะยังคงยืนอยู่หน้าห้อง สายตายังคงจับจ้องไปที่ฮินาตะอย่างไม่อาจละสายตา จนกระทั่งร่างสูงหันมาประสานสายตาเข้าให้ ร่างบางจึงรู้สึกตัวว่าตัวเองจ้องไปที่เขานานเกินไปแล้ว
   “นายยังไม่นอนอีกเหรอ” ร่างสูงเอ่ยถามพร้อมกับนำธนูไปเก็บ แล้วเดินกลับมานั่งด้านหน้าลานซ้อม
   “ผมนอนไม่ค่อยหลับน่ะครับ เลยเข้าครัวหานมอุ่นๆ ดื่ม พี่ฮินาตะก็นอนไม่หลับเหรอครับ” อาเคโนะเอ่ยถามพร้อมกับเดินไปนั่งข้างๆ ชายหนุ่ม
   “อืม มีเรื่องให้ต้องคิดนิดหน่อย”
   “ถ้างั้นผมไปอุ่นนมให้ไหมครับ”
   ฮินาตะจ้องไปที่มือซึ่งมีผ้าพันแผลพันอยู่ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ “ไม่ล่ะ”
   อาเคโนะเหมือนจะเข้าใจความหมายของสายตาที่ฮินาตะมองมายังตนอยู่เช่นกันจึงไม่ได้เซ้าซี้ต่อ ทั้งคู่เพียงนั่งอยู่ตรงนั้นไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมาสักคำ อาเคโนะเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ตอนนี้ถูกประดับประดาไปด้วยพระจันทร์และดวงดาวที่ส่งระยิบระยับสวยงาม ร่างบางเองก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้
   “วันนี้ท้องฟ้าสวยจัง” ร่างบางเอ่ยพร้อมกับปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ บนใบหน้า
   ฮินาตะเองก็เหลือบมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเช่นกัน และทั้งคู่ก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง หากแต่เป็นความเงียบที่ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย
   ทั้งคู่อยู่ในภวังค์ของตนเองเพียงสักพักเท่านั้นก่อนที่ฮินาตะจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบเสียก่อน
   “นี่ นายน่ะ”
   “ครับ?” อาเคโนะละสายตาจากท้องฟ้ามาจับจ้องที่ใบหน้าอีกฝ่ายที่เรียกเขาเมื่อครู่แทน
   “นายกับหมอนั่นเป็นอะไรกัน” ฮินาตะเอ่ยถามอีกฝ่ายหากแต่สายตากลับล่องลอยไปที่แห่งหนใดก็ไม่ทราบ
   อาเคโนะครุ่นคิดอยู่สักพักว่า ‘หมอนั่น’ ที่อีกฝ่ายพูดถึงคือใคร ก่อนจะเอ่ยปากถามกลับอย่างไม่แน่ใจ “พี่คาซึมะน่ะเหรอครับ?”
   ฮินาตะเพียงตอบ “อืม” กลับมาสั้นๆ เท่านั้น
   “ก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องไงครับ พี่ฮินาตะคิดว่ามีอะไรแปลกงั้นเหรอครับ” ร่างบางตอบกลับไปตามความจริง พร้อมกลับถามกลับอย่างสงสัยว่าระหว่างเขากับคาซึมะมีอะไรที่แปลกประหลาดไปหรือไม่จนทำให้เจ้าชายน้ำแข็งอย่างฮินาตะนำมาเป็นประเด็นพูดถึงได้
    ฮินาตะหันมาสบตากับอีกฝ่ายพร้อมกับเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจเขามาสักพักแล้วออกมา “นายอยู่ห่างหมอนั่นไว้หน่อยก็ดีนะ”
   ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนขี้ระแวง หรือไม่อยากให้ใครมายุ่งกับอีกฝ่ายแต่อย่างใด แต่เพียงเพราะว่าความรู้สึกเขาบอกอย่างนั้นว่าคาซึมะนั้นมีบางอย่างแปลกๆ แต่ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าคืออะไร
   หรือเขาจะระแวงไปเอง?
   อาเคโนะยังคงสับสนงุนงงกับสิ่งที่ฮินาตะกล่าวออกมา อะไรกันที่ทำให้อีกฝ่ายมีความคิดอย่างนั้น เขากับคาซึมะเองก็รู้จักกันตั้งแต่เขาเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ นับรวามๆ แล้วนี่ก็เป็นเวลากว่าสองปีแล้วด้วยซ้ำที่เขารู้จักกับคนที่กำลังเป็นหัวข้อการสนทนาครั้งนี้อยู่
   “ทำไม...”
   “ก็แค่ความรู้สึกฉันมันบอกอย่างนั้น บางทีฉันอาจจะแค่ไม่ชอบหน้าหมอนั่นก็ได้” ฮินาตะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และเพราะเขาไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายให้คนตรงหน้าได้ว่าเหตุใดเขาจึงรู้สึกเช่นนั้นกับคาซึมะร่างสูงจึงเลี่ยงที่จะพูดความจริงออกไป
   “ความจริงพี่คาซึมะเขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะครับ ออกจะเป็นรุ่นพี่ที่ดีคนหนึ่งด้วยซ้ำ รุ่นน้องหลายคนก็ชอบเขา ถ้าพี่ฮินาตะได้รู้จักเขาพี่อาจจะชอบเขาก็ได้นะครับ” อาเคโนะพูดถึงใครอีกคนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
   แต่หารู้ไม่ว่าใครบางคนที่ได้ยินกำลังหงุดหงิดอยู่ในใจ
   “นายชอบหมอนั่นหรือไง และอีกอย่าง...ฉันไม่อยากรู้จักหมอนั่น และเลิกพูดว่านายรู้จักหมอนั่นดีเถอะ คนบางคนรู้หน้าไม่รู้ใจ” ร่างสูงหันกลับมาจ้องหน้าอีกฝ่ายพร้อมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบหากแต่แฝงความเยือกเย็นอยู่ในทีจนทำให้ผู้ฟังถึงกับสะท้านอยู่ในใจไม่น้อย
   อาเคโนะถึงกับผงะเล็กน้อยที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดกับเขาด้วยประโยคที่ยาวเหยียดเช่นนี้
   ฮินาตะเองก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงแววตาอันหวาดหวั่นเล็กน้อยของอาเคโนะพลันสายตาของเขาก็อ่อนลงพยายามปรับทุกอย่างให้เป็นปกติเหมือนก่อนหน้านี้
   เขาคงไม่ได้แสดงอาการอะไรออกนอกหน้ามากเกินไปหรอกนะ
   ร่างสูงกระแอมไอเล็กน้อยเพื่อปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติก่อนจะเอ่ย “เพราะนายไว้ใจคนง่ายเกินไป ฉันก็แค่กลัวนายจะโดนล่อลวง อย่าลืมสิว่าฉันเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบชีวิตนาย”
   เขาจะลืมได้ยังไงล่ะ ตั้งแต่ตอนนั้นที่ย้ายมาที่นี่ชีวิตของเขาก็ตกอยู่ในความดูแลของบ้านมิซากิโดยมีอีกฝ่ายเป็นคนรับผิดชอบอะไรหลายๆ อย่างให้เขา ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้แสดงออกถึงความใส่ใจอะไรมากนักด้วยนิสัยที่เย็นชาเป็นน้ำแข็งอย่างนั้นแต่เขาเองก็รับรู้ได้ถึงอะไรหลายๆ อย่างที่อีกฝ่ายมอบให้
   ร่างบางยกยิ้มเล็กน้อย พลันในใจก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นอย่างประหลาด “ผมยี่สิบแล้วนะครับ รับรองได้ว่าจะไม่ทำให้พี่ต้องเดือดร้อนแน่นอน”
   ร่างบางกล่าวพร้อมกับสบตาอีกฝ่ายก่อนที่ชายหนุ่มจะเบือนหน้าไปทางอื่นทำเป็นไม่ใส่ใจกับสิ่งเขาพูด
   จะบอกว่าตัวเองบรรลุนิติภาวะแล้ว สามารถทำอะไรตามใจตัวเองได้แล้วสินะ แค่ทำอาหารยังเกือบจะเผาครัวทิ้งแล้วจะให้เขาวางใจได้อย่างไร
   “ฉันง่วงแล้ว ไปนอนก่อนล่ะ ฝากนายปิดไฟด้วยแล้วกัน”
   กล่าวเสร็จร่างสูงก็ยกร่างตนขึ้นเดินออกจากห้องซ้อมยิงธนูทันทีปล่อยให้อีกฝ่ายที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมมองตามเขาไปจนพ้นระยะที่สายตาจะมองเห็นได้
   ถึงคราวจะตัดบทกันก็ตัดเสียดื้อๆ เขาล่ะตามไม่ทันจริงๆ ยิ่งอยู่ภายใต้ใบหน้าเฉยชาอย่างนั้นยิ่งไม่อาจเดาได้ว่าในใจเขาคิดอะไรอยู่

   ชีวิตในทุกๆ วันของอาเคโนะยังคงดำเนินต่อไปเช่นนั้น เช้าตื่นมามีคนบีบยาสีฟันไว้บนแปรงให้ เดินเข้าครัวก็มีอาหารเช้าเตรียมพร้อมไว้แล้ว จากนั้นก็ไปมหาวิทยาลัย พอพักเที่ยงก็ต้องเจอกับคาซึมะที่ชอบเข้ามาทักทายเขาด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาดเสมอ พอถึงตอนเย็นฮินาตะก็จะมารอรับเขากลับบ้านพร้อมกัน เป็นอย่างนี้ทุกวัน ถึงแม้จะเป็นชีวิตประจำวันที่ไม่ได้หวือหวาอะไรมากมายนัก แต่กลับทำให้อาเคโนะรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
   และวันนี้ก็ยังเป็นเช่นทุกๆ วัน เมื่อใกล้ถึงเวลาเลิกงาน ฮินาตะก็มักจะโทรเข้ามาหาเขาทุกครั้งว่ากำลังจะไปรับเขากลับบ้าน
   ร่างบางเตรียมตัวเก็บของกลับบ้าน งานเอกสารที่ทำมาหลายวันก็ใกล้เหลือน้อยเต็มที หลังจากนี้เขาคงมีเวลาพักผ่อนช่วงปิดเทอมได้อย่างสบายใจแล้ว เมื่อเตรียมจะบอกลาอาเคโนะกลับโดนริโอะเรียกตัวไว้ก่อน
   “ฉันได้บัตรชมงานแสดงภาพมาล่ะ ฉันเองก็ต้องไปเปิดงานด้วย นายเองก็ไปด้วยสิ ไปเปิดหูเปิดตาบ้าง นั่งทำงานอุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแบบนี้คงไม่ดีเท่าไหร่ งานนี้เป็นงานรวมผลงานของศิลปินหน้าใหม่ที่ได้รับรางที่ต่างประเทศด้วยนะ ถ้านายไปอาจจะได้แรงบันดาลใจหลายๆ อย่าง และที่สำคัญอาจจะได้เจอกับศิลปินเจ้าของผลงานด้วย แบบนี้ดีใช่ไหมล่ะ”
   ชายหนุ่มวัยกลางคนกล่าวพร้อมยื่นบัตรเข้าชมงานแสดงภาพให้กับอาเคโนะ ร่างบางเมื่อรับบัตรมาแล้วดวงตาก็ส่องประกายระระยับทันที
   ช่วงนี้เขาเองก็ไม่ค่อยได้เข้าแกลอรี่เพื่อดูงานสักเท่าไหร่ด้วย ได้โอกาสดีๆ แบบนี้มาถ้าไม่รับก็คงจะโง่เต็มทน
   ร่างบางกวาดสายตาอ่านข้อความบนบัตรก่อนจะพบว่างานจะเริ่มวันมะรืนนี้แล้ว
   “เปิดงานวันมะรืนนี้แล้วเหรอครับ”
   “ใช่แล้ว ความจริงฉันได้บัตรมานานแล้วล่ะ แต่ก็ดันลืมไปซะสนิท เมื่อกี้เปิดลิ้นชักออกดูถึงได้เห็น วันงานนายเองก็ไปพร้อมฉันสิ”
   “อ้อ ได้ครับ” ร่างบางตอบกลับด้วยรอยยิ้มแฉ่งจนเกือบเห็นฟันครบสามสิบสองซี่ “ถ้างั้น ผมกลับก่อนนะครับ”
   “คนๆ นั้นเขามารับนายอีกล่ะสิ”
   เมื่อได้ยินคำถามจากปากของอีกฝ่ายคิ้วเรียวสวยของก็ยกขึ้นดวงตาเบิกโตขึ้นเล็กน้อยบนใบหน้าเรียวเล็กนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย
   อาจารย์หนุ่มวัยกลางคนเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะนึกขำน้อยๆ อยู่ในใจ
    “คนที่หล่อๆ ตัวสูงๆ ใส่สูทเท่ๆ และก็ขับรถหรูๆ คนนั้นน่ะ”
   แม้เขาไม่ต้องอธิบายอาเคโนะก็รู้อยู่เต็มอกว่าคนๆ นั้นที่ริโอะหมายถึงนั้นเป็นฮินาตะอย่างแน่นอน
   “เอ่อ...อาจารย์เห็นด้วยเหรอครับ”
   “แค่มองออกไปนอกหน้าต่างฉันก็เห็นทุกอย่างแล้ว”
   ไม่รอช้า เมื่ออีกฝ่ายพูดจบอาเคโนะก็เหลือบสายตาหันไปมองทางนอกหน้าต่างความจริงก็ปรากฏทันทีว่าเห็นทุกอย่างจริงๆ ด้วย
   เขาอยู่ในห้องนี้ตั้งหลายอาทิตย์ทำไมไม่เคยมองออกไปข้างนอกหน้าต่างนี่เลยนะ
   “บางวันฉันเห็นเขามายืนรอนายเป็นชั่วโมงเลยนะ”
   เป็นชั่วโมงเลยงั้นเหรอ ทำไมเขาไม่เคยรู้เลยแหะ เพราะปกติเวลาที่ฮินาตะจะโทรมาก็เป็นเวลาที่เขาใกล้จะเลิกงานแล้วทั้งนั้น
   แต่เมื่อมาคิดดูดีๆ ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฮินาตะออกมายืนรอเขาข้างนอกรถ สาวๆ ในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา อาจารย์หรือแม้กระทั่งแม่บ้านต่างก็เหลียวมองเขาเป็นตาเดียว ขนาดเขาเองที่เห็นฮินาตะอยู่ทุกวันก็ยังอดที่จะชื่นชมในความมีเสน่ห์ของอีกฝ่ายไม่ได้
   คงจะเป็นวันนั้นสินะ...
   เมื่อได้รับรู้เหตุการณ์เหล่านี้แล้วหัวใจของอาเคโนะก็เต้นระส่ำหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
   “นี่ก็เย็นมากแล้ว กลับบ้านเถอะ อย่าให้เขารอนาน”
   เมื่อริโอะกล่าวจบ ร่างบางก็หันขวับมองออกไปทางนอกหน้าต่าง ก็พบว่าคนๆ นั้นมาจอดรถอยู่เขาอยู่ข้างหน้าตึกเรียบร้อยแล้ว และไม่อยากให้ฮินาตะรอนานร่างบางจึงกล่าวลาคนตรงหน้าทันที
   “ถ้างั้นผมกลับก่อนนะครับ อาจารย์ก็กลับบ้านอย่างปลอดภัยนะครับ”
   ริโอะพยักหน้ารับ “กลับดีๆ ล่ะ”
   ร่างบางก้มหัวกล่าวลาก่อนจะรีบสาวเท้าเดินออกไป หัวใจที่มีขนาดเล็กเท่ากำปั้นก็เต้นรำส่ำอย่างไม่มีวันหยุด ใบหน้าเล็กเรียวก็ค่อยๆ เผยรอยยิ้มแห่งความสุขเล็กๆ ออกมา



ตอนที่5 มาอัพแล้วค่ะ ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ
ตอนนี้มันก็จะเขิลๆ หน่อย รู้สึกว่า 4 ตอนที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยได้สวีตวี้ดวิ้วกันเลย และคุณพี่ชายก็ไม่ค่อยได้รุกด้วย ไรท์เล็งเห็นว่า มันถึงเวลา มันถึงเวลาที่เขาควรจะได้สิ่งที่ต้องการ 55555 ไรท์เลยจัดฉากจูบเบาๆ ให้คุณพี่เขาหน่อยค่ะ เดี๋ยวเขางอน ฮ่าๆๆ
ยังไงก็ฝากติดตามกันนานๆ เลยนะคะ

 
:impress2: :pig4:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
«ตอบ #13 เมื่อ28-03-2019 09:13:31 »

 :3123:
 :pig4:

ออฟไลน์ Aumu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
บทที่ 6
   ในงานแสดงภาพแม้จะไม่ได้เป็นงานที่ใหญ่โตอะไรมากนัก แต่ก็ยังได้รับความสนใจจากศิลปินมากหน้าหลายตา ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า ทั้งยังศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายๆ ท่าน และยังรวมไปถึงนักข่าวจากหลายสำนัก ภายในงานถูกแต่งเติมไปด้วยงานจิตรกรรมและประติมากรรมที่น่าสนใจมากมายหลายชิ้น เพียงแค่ใช้สายตากวาดมองดวงตาของอาเคโนะก็เปล่งประกายอย่างห้ามไม่อยู่และยังช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจให้อาเคโนะอีกด้วย
   ได้เข้าแกลอรี่ชมงานศิลปะแบบนี้ก็เหมือนได้รับการเติมพลังอย่างไรอย่างนั้น
   ร่างบางเดินชมเดินชมภาพต่างๆ มากมายอย่างเพลิดเพลิน พลันสายตาก็มาหยุดลงที่ภาพๆ หนึ่งที่ขนาดของผ้าใบนั้นเหมือนจะเล็กกว่าผลงานชิ้นอื่นๆ หากแต่กลับมีอยู่หลายชิ้นด้วยกัน เป็นภาพของดอกทานตะวันที่หันหน้ารับแสงจากพระอาทิตย์ ในผ้าใบแต่ละแผ่นดอกทานตะวันจะหันหน้าไปในทิศทางที่ไม่เหมือนเดิม เหมือนกับว่ามันกำลังหันหน้าตามพระอาทิตย์อย่างไรอย่างนั้น
   มันทำให้เขาคิดถึงใครบางคน...
   “เธอชอบภาพนี้เหรอ”
   ร่างบางหันขวับไปตามต้นเสียง พบว่าเป็นหญิงสาวผมยาวดัดลอน ใบหน้าเรียวเล็กเปื้อนยิ้มที่ไม่ว่าใครได้เห็นรอยยิ้มนี้ก็คงไม่อาจละสายตาหนีไปได้ แม้แต่อาเคโนะเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะใจสั่นจนเผลอจ้องใบหน้านั้นเสียนาน
   “อ้อ ครับ”
   “ฉันเองก็ชอบเหมือนกัน ดอกทานตะวันที่มักจะหันหน้าไปตามพระอาทิตย์เสมอ ตอนที่วาดภาพนี้ทำให้ฉันคิดถึงใครบางคน” น้ำเสียงของหญิงสาวช่วงต้นดูจะสดใสหากแต่ท้ายประโยคกลับหม่นเศร้าอย่างยากที่จะสังเกตเห็น
   “คุณเป็นเจ้าของผลงานเหรอครับ?” เมื่อฟังประโยคเมื่อสักครู่ของหญิงสาวจบ อาเคโนะก็ตระหนักได้ถึงบางอย่างในประโยคนั้นจนต้องรีบหันขวับมาถามหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ข้างๆ เขา
   “ฉัน โยชิดะ อายูจ๊ะ” หญิงสาวแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ
         เมื่อได้ยินชื่อจากอีกฝ่ายอาเคโนะก็รีบเหลือบไปมองแผ่นป้ายชื่อเจ้าของผลงานป้ายเล็กๆ ที่ติดอยู่ข้างผนังทันที
        “เป็นคุณจริงๆ ด้วย...เอ่อ ผมกาอาระ อาเคโนะครับ เป็นลูกศิษย์อาจารย์ริโอะ” อาเคโนะเองก็รีบกล่าวแนะนำตัวเองเช่นกัน
        “งั้นเธอก็เป็นรุ่นน้องฉันน่ะสิ”
        “คุณโยชิดะเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยทามะด้วยเหรอครับ” ร่างบางเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย
         ด้วยรูปร่างหน้าตาของหญิงสาวแล้วก็น่าจะอายุไล่เลี่ยกันกับเขา ถ้าหากเธอเคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันเขาก็น่าจะเคยเห็นหน้าคร่าตากันบ้างสิ
       “ฉันเรียนแค่ปีเดียวน่ะ หลังจากนั้นก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส”
        เมื่อได้ยินคำตอบอาเคโนะก็อดที่จะชื่นชมหญิงสาวตรงหน้าเขาไม่ได้ ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ถือว่าสะสวยบวกกับการศึกษาที่ดีและด้วยอายุเพียงเท่านี้แต่สามารถประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ไม่ว่าใครที่ได้ฟังเรื่องราวของเธอต่างก็ต้องอิจฉาอย่างแน่นอน
ทั้งสวยทั้งเก่งใครบ้างจะไม่อยากจับจอง ถ้าหากถามว่าผู้หญิงแบบไหนที่เขาอยากได้มาเป็นแฟน คำตอบก็คงไม่พ้นที่จะเป็นเธอแน่นอน
        “คุณโยชิดะนี่ทั้งสวยทั้งเก่งจริงๆ” ร่างบางออกอาการเคอะเขินเล็กน้อย
         หญิงสาวยิ้มตอบรับคำชม เธอเองก็คงจะได้ยินคำชมเหล่านี้บ่อยๆ จนอดที่จะเบื่อไม่ได้จริงๆ อย่างแน่นอน “ขอบคุณจ๊ะ ความจริงฉันก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้นหรอก กว่าจะมาอยู่ตรงนี้ได้ก็เหนื่อยแทบขาดใจเหมือนกัน”
         แม้แต่คนที่สมบูรณ์แบบทุกอย่างก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะต้องโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป กว่าจะเก็บกุหลาบได้แต่ละดอกก็ต้องโดนหนามกุหลาบทิ่มแทงไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
       “ฉันว่าเราไปนั่งคุยกันตรงร้านกาแฟตรงนั้นไหม ในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง” หญิงสาวกล่าวเชิญชวนด้วยรอยยิ้ม หากใครได้เห็นก็คงต้องตอบตกลงโดยทันที
        อาเคโนะตกลงตามคำชวนของหญิงสาว ดูท่าว่าอาจจะเป็นการสนทนาที่ยาวนานแน่นอนและเขาเองก็มีอะไรหลายๆ อย่างอยากแลกเปลี่ยนกับคนตรงหน้าด้วย เมื่อได้ยินคำเชิญชวนเขาไม่แม้แต่จะคิดปฏิเสธ
       ทั้งสองเปลี่ยนสถานที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมาเป็นร้านกาแฟซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันกับพื้นที่จัดแสดงงานสามารถนั่งจิบกาแฟไปด้วยและเพลิดเพลินกับงานศิลปะไปด้วย ทั้งคู่ต่างก็แลกเปลี่ยนกันในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องเรียน เรื่องศิลปะ ตลอดจนความชอบส่วนตัวต่างๆ ของกันและกัน ตลอดบทสนทนาถูกดำเนินไปอย่างออกรสออกชาติ
       เมื่อได้มานั่งพูดคุยอาเคโนะก็ได้เห็นทัศนคติอะไรหลายๆ อย่างในตัวของอีกฝ่าย นั่นยิ่งทำให้เขาอดที่จะชื่นชมและยกย่องหญิงสาวมากกว่าเดิมไม่ได้ รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก
       และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็รู้สึกเช่นเดียวกับเขาเช่นกัน
       การที่ได้กลับมาบ้านเกิดและได้เจอกับคนที่สนใจอะไรคล้ายๆ กันนั้น ยิ่งทำให้หญิงสาวเกิดความคิดว่าควรจะเก็บอาเคโนะเอาไว้เป็นเพื่อนที่รู้ใจอีกคน ถ้าหากจบงานนี้แล้วได้เจอกับอีกฝ่ายอีกครั้งก็คงจะดี
      และแน่นอนว่าต้องได้เจอ
      “พอได้มาคุยกับคุณโยชิดะแบบนี้แล้ว...ก็ยิ่งที่จะอดชื่นชมคุณโยชิดะไม่ได้” ร่างบางพูดไปก็เขินไป
      “เวลาที่เธอพูดอะไรแบบนี้ แล้วก็ทำหน้าแบบนี้เนี่ย...มันน่ารักมากเลยนะรู้หรือเปล่า” หญิงสาวกล่าวพร้อมรอยยิ้มพร้อมจ้องหน้าไปที่อีกฝ่าย นั่นยิ่งทำให้อาเคโนะเขินหนักเข้าไปอีก
      “เอ่อ...”
      เมื่อได้พูดจาหยอกล้อและได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่ายก็ทำให้หญิงสาวถึงกับหลุดหัวเราะและอดที่จะเอ็นดูอีกฝ่ายไม่ได้
       ทั้งคู่ยังคงสนทนาต่อไปสักพัก อายูเองก็คอยที่จะหาจังหวะพูดจาหยอกล้อให้อีกฝ่ายเขินอายเพราะรู้สึกชอบเวลาที่อาเคโนะหน้าเริ่มแดงยิ่งทำให้รู้สึกหมั่นเขี้ยวมากกว่าเดิม
       และสุดท้ายบทสนทนาของทั้งคู่ก็ถูกขัดจังหวะจากพนักงานส่งดอกไม้ที่มาพร้อมกับกุหลาบขาวช่อโตที่ไม่ว่าหญิงสาวคนไหนได้เห็นต่างก็ต้องอิจฉาคนที่จะได้รับมันอย่างแน่นอน
      “คุณโยชิดะ อายูใช่ไหมครับ?”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกหญิงสาวก็หันไปตอบทันที “ใช่ค่ะ”
      “มีดอกไม้ส่งถึงคุณครับ” พนักงานว่าจบก็ยื่นดอกไม้ให้หญิงสาวรับไว้ก่อนจะหยิบเอกเอกสารรับของให้เธอเซ็น
อายูเซ็นรับก่อนจะก้มลงดูช่อดอกกุหลาบในมือและพบว่ามีการ์ดใบเล็กๆ ติดอยู่ด้วยเมื่อกวาดสายตาอ่านพลันสายตาของเธอก็อ่อนลงพร้อมเผยรอยยิ้มเล็กๆ ออกมา
       เมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวอาเคโนะก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่ส่งช่อดอกไม้ช่อใหญ่นี้มาคงเป็นที่พิเศษสำหรับเธออย่างแน่นอน
ตืด ตืด
       อาเคโนะก้มลงมองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็ปรากฏเห็นว่าเป็นข้อความจากฮินาตะที่เป็นฝ่ายส่งมา ร่างบางหยิบข้อความนั้นขึ้นมาเปิด
       ‘วันนี้งานเสร็จเร็ว เดี๋ยวฉันไปรับ’
อาเคโนะรีบพิมพ์ตอบกลับไปทันที
   ‘วันนี้ผมออกมางานแสดงภาพกับอาจารย์ครับ’
   เมื่ออาเคโนะพิมพ์ตอบกลับไปข้อความก็ขึ้นว่า ‘อ่านแล้ว’ ทันทีแต่รอสักพักกลับไม่มีข้อความใดๆ ตอบกลับ ครั้งแรกที่เห็นข้อความ อาเคโนะก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแอบดีใจอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อเห็นข้อความที่อ่านแล้วแต่ไร้การตอบกลับใดๆ ร่างบางก็ใจแป้วอยู่เช่นกัน
   อาเคโนะจึงวางมือถือลงและกลับไปสนทนากับอายูต่อ หากแต่เริ่มบทสนทนายังไม่ถึงครึ่งชั่วโมง โทรศัพท์มือถือของอาเคโนะก็ดังขึ้นอีกครั้งหากแต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ข้อความที่เข้ามาแต่กลับเป็นเบอร์ของฮินาตะที่อาเคโนะบันทึกไว้ในมือถือว่า ‘พี่ฮินาตะ’ โชว์หราอยู่บนหน้าจอรอให้เขากดรับสาย
   “ครับพี่ฮินาตะ”
   “ฉันอยู่หน้าแกลอรี่แล้ว”
   “เอ๋?”
   อยู่หน้าแกลอรี่อย่างนั้นเหรอ? แกลอรี่ที่เขากำลังอยู่ตอนนี้อย่างนั้นน่ะหรือ
   อาเคโนะเกิดความสงสัยอยู่ไม่น้อยที่ชายหนุ่มรู้ได้อย่างไรว่าเขาอยู่ที่ไหนทั้งๆ ที่เขาไม่ได้บอกเลยด้วยซ้ำ แล้วไหนจะการปรากฏตัวที่รวดเร็วนี้ หากตอนที่ฮินาตะส่งข้อความมานั้นเขายังอยู่ที่บริษัทอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาในการขับรถมาที่นี่อย่างน้อยสี่สิบนาทีได้ แต่เขากลับบอกว่าอยู่หน้าแกลอรี่ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
   “เร็วๆ ฉันหิวแล้ว”
    เมื่อได้ยินเสียงจากปลายสายก็ทำให้อาเคโนะตระหนักได้ทันทีว่าเขาควรจะรีบไปได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงได้กลายเป็นอาหารให้อีกฝ่ายเขมือบแน่นอน
    “ผมว่าผมต้องไปแล้วแหละครับ” ร่างบางหันไปกล่าวกับหญิงสาว
   อายูเผยสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าถึงเวลาที่เธอต้องแยกจากอีกฝ่ายแล้ว
   “เสียดายจัง ฉันว่าจะชวนเธอไปหาอะไรทานด้วยกันสักหน่อย”
   อาเคโนะเองก็เผยสีหน้าผิดหวังเช่นกัน “ผมเองก็เสียดายเช่นกัน”
   “ถ้างั้นเอาไว้โอกาสหน้า เราต้องได้ไปทานข้าวด้วยกันนะ”
   ไม่ง่ายเลยที่เธอจะคุยกับใครเพียงไม่นานแล้วจะรู้สึกถูกชะตากันได้ถึงเพียงนี้ เพราะเหตุนี้เธอจึงไม่อาจปล่อยให้อาเคโนะผ่านไปเฉยๆ ได้อย่างแน่นอน
   “ถ้างั้น ผมขอตัวก่อนนะครับ”
   “เดี๋ยวสิ ถ้างั้นเราแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ดีไหม เผื่อฉันจะได้โทรชวนเธอไปหาอะไรอร่อยๆ กินกัน”
   เพียงแค่ได้เห็นสีหน้าของอาเคโนะก็รู้ได้เลยว่าเขายินดีเป็นอย่างยิ่ง
   ชายหนุ่มรับโทรศัพท์มือถือมาจากหญิงสาวก่อนจะบรรจงกดเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองลงไป พร้อมกันนั้นเขาก็ยื่นโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้หญิงสาวเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างแลกเบอร์โทรศัพท์ซึ่งกันและกันก่อนที่อาเคโนะจะปลีกตัวออกมาและรีบตรงไปที่หน้าแกลอรี่ทันที
   เมื่อเขามาถึงก็พบว่าฮินาตะนั้นขับรถมารอรับเขาไว้อยู่แล้ว ร่างบางรีบกระโดดขึ้นไปนั่งด้านข้างคนขับทันทีไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายต้องรอนานอย่างแน่นอน
   เมื่ออาเคโนะผละจากไปแล้ว หญิงสาวก็สังเกตเห็นว่ามีผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนหนึ่งตกอยู่ที่พื้นตรงตำแหน่งที่ร่างบางเคยนั่งอยู่
   คงจะเป็นของอาเคโนะแน่นอน
   อายูรีบเดินตามหลังอาเคโนะไป หากแต่เมื่อเดินไปถึงหน้าแกลอรี่ก็พบว่าชายหนุ่มขึ้นรถยนต์คันหรูออกไปแล้วเรียบร้อย
ไว้ค่อยคืนตอนเจอกันครั้งหน้าก็ได้

        เมื่ออาเคโนะขึ้นมาบนรถพร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย ฮินาตะก็รีบบึ่งรถออกมาทันที ร่างบางก้มลงมองนาฬิกาข้อมือก็พบว่าตอนนี้เป็นเวาลาบ่ายโมงกว่าๆ แล้วก็นึกสงสัยว่าชายหนุ่มหน้าตาเฉยชาดั่งน้ำแข็งที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาตอนนี้มัวไปทำอะไรอยู่เหตุใดจึงยังไม่หาอะไรลงท้องตั้งแต่ตอนเที่ยงซะและยังจะลากเขามาด้วยอย่างนี้อีก
         บรรยากาศภายในรถเงียบอยู่เพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนจะถูกทำลายลง
         “แล้วนี่เราจะไปกินอะไรกันครับ”
         ชายหนุ่มร่างสูงจดจ่ออยู่กับเส้นทางข้างหน้าสักพักก่อนจะเอ่ยปากตอบ “ฉันอยากกินอาหารทะเล”
         เมื่อได้ยินคำตอบจากชายหนุ่ม อาเคโนะก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็รู้จักร้านอาหารร้านหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลเช่นกันก่อนจะเอ่ยปากแนะนำเขาไป
         “ผมรู้จักอยู่ร้านหนึ่ง เคยไปกินกับเพื่อนๆ อาหารทะเลสดมากเลยครับ เดี๋ยวพี่ฮินาตะเลี้ยวซ้ายตรงแยกข้างหน้าได้เลย”
ร่างบางผันตัวเองเป็นจีพีเอสส่วนตัวให้กับเขาซะเลย หากแต่เมื่อถึงสี่แยกที่เขาบอกแล้วนั้นร่างสูงหาได้เลี้ยวซ้ายตามที่เขาบอกไม่ กลับเหยียบคันเร่งแล้วรีบตรงไปข้างหน้าทันที
          “เราต้องเลี้ยวซ้ายนะครับ” ร่างบางรีบหันไปบอกกับชายหนุ่มที่นั่งหน้าตาเป็นน้ำแข็งข้างๆ ทันที
          หากแต่ชายหนุ่มกลับไม่แสดงท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรสักนิด เขายังคงจดจ่อกับเส้นทางข้างหน้าโดยไม่ได้หันมาให้ความสนใจกับอาการลุกลี้ลุกลนของคนข้างๆ แม้แต่น้อย
         หรือถ้าหากเขามีร้านที่อยากไปกินอยู่แล้วก็น่าจะเอ่ยปากบอกเข้าสักนิด เขาจะได้ไม่ต้องแนะนำเก้อแล้วถูกเมินเฉยใส่เช่นนี้
         ร่างบางได้แต่เก็บอาการน้อยใจไว้แค่ข้างในเท่านั้น
         “ฉันจองร้านไว้แล้ว” ฮินาตะตอบกลับด้วยเสียงเนือยๆ เหมือนหยั่งรู้ว่าคนข้างๆ นั้นกำลังน้อยใจอะไรบางอย่าง
         นั่นประไร...หากจองไว้แล้วก็น่าจะบอกเขาสักนิด จะได้ไม่ต้องแนะนำเก้อ
          ร่างสูงเหลือบมองคนที่นั่งข้างๆ เขาตอนนี้เพียงแวบเดียวก่อนจะหันกลับไปสนใจเส้นทางข้างหน้าต่อก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “ร้านที่นายแนะนำเราค่อยไปกินคราวหน้าก็ได้”
          แต่วันนี้ขอเขาสักวันเถอะ...เพราะวางแผนอะไรหลายๆ อย่างเอาไว้แล้ว เขาไม่อยากจะพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ไปง่ายๆ
โอกาสที่จะได้ใช้เวลาส่วนมากอยู่กับคนข้างๆ เขาตอนนี้...
          เพียงได้ยินประโยคนั้นออกจากปากคนตัวสูงหัวใจที่ห่อเหี่ยวอยู่เมื่อครู่ก็พลันสูบฉีดขึ้นมาทันที และได้แต่แอบหวังว่าจะมีคราวหน้าจริงๆ
          ทั้งคู่นั่งเคียงข้างกันมาได้สักพัก วิวสองข้างทางจากตอนแรกที่เต็มไปด้วยความแออัดของตึกรามบ้านช่องต่างๆ ตอนนี้เริ่มเบาบางลงมาก อาเคโนะเริ่มสังเกตเห็นว่าเส้นทางที่อีกฝ่ายกำลังมุ่งหน้าไปนั้นเริ่มจะไกลห่างตัวเมืองออกไปทุกที
          “นี่เรากำลังจะไปไหนกันเหรอครับ” ร่างบางเอ่ยถามอย่างสงสัย
          “ก็ไปกินอาหารทะเลไง” ฮินาตะตอบกลับเสียงชืดและยังคงสนใจเส้นทางข้างหน้าต่อ
          “แต่เรากำลังออกห่างจากตัวเมืองเข้าไปทุกทีแล้วนะครับ”
           นี่เขาคงไม่ได้คิดจะไปกินอาหารทะเลที่ริมทะเลจริงๆ ใช่ไหม
          “ถ้าง่วงก็งีบไปก่อนได้ ถึงแล้วเดี๋ยวฉันปลุกเอง” ปากว่าไม่พอ ฮินาตะยังเอื้อมมือมากดหัวอีกฝ่ายให้แนบติดกับเบาะนั่ง
           อาเคโนะตอนแรกเหมือนจะฝืนทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานแรงของอีกฝ่ายได้ จึงได้แต่โอนอ่อนตามเขาไปอย่างไม่อาจเลี่ยง
           ไม่ว่าจะไปที่ใดอาเคโนะก็พร้อมที่จะผจญหากมีเขาอยู่ข้างๆ เส้นทางอีกยาวไกลแค่ไหนก็ไม่บ่น แต่ขอเพียงแค่บอกให้เขารู้สักหน่อยเถอะว่าตอนนี้เขากำลังจะไปที่ไหนกันแน่ บอกให้เขางีบได้ไม่ใช่ตื่นมาอีกทีไปโผล่ที่ใดก็ไม่อาจรู้ได้
          “ตกลงเราจะไปที่ไหนกันครับ” ร่างบางยังไม่อาจละทิ้งความสงสัยนี้ลงได้
เมื่อเห็นว่าบนในหน้าของอาเคโนะมีแต่เครื่องหมายคำถามเด่นหราอยู่ร่างสูงจึงตอบกลับไปว่า “บ้านฉันเอง”
บ้าน...บ้านของเขาไม่ใช่อยู่ในเมืองนั่นหรอกเหรอ หรือเขาแอบไปซื้อบ้านไว้ที่ไหนอีก
          ใบหน้าของอาเคโนะยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย แต่กระนั้นเขาก็ไม่คิดจะเอ่ยปากถามขึ้นอีก เพราะถึงแม้ถามไปเขาก็คงไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นมา ร่างบางจึงหันไปให้ความสนใจกับวิวทิวทัศน์สองข้างถนนแทนก่อนจะเผลอไผลหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
ฮินาตะหันมาชำเลืองมองร่างบางที่กำลังพริ้มหลับอย่างมีความสุขก่อนที่เขาจะเผยรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากออกมา
          แค่ได้เห็นใบหน้าเล็กๆ นี่เขาก็มีความสุขจนล้นแล้ว

          ฮินาตะใช้เวลาขับรถเกือบสามชั่วโมง ก่อนที่รถจะแล่นมาจอดภายในบริเวณบ้านพักต่างอากาศหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าผาสูงชัน เมื่อมองออกไปก็พบทะเลที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เสียงคลื่นซัดกระทบหน้าผาดังเป็นระลอกๆ คลอกับเสียงนกที่กำลังบินโฉบเหยื่ออยู่บนผืนทะเล
           ร่างบางที่กำลังหลับใหลก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ เมื่อสายตาเริ่มจับโฟกัสได้ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันทีความง่วงงุนที่มีก็มลายหายไปสิ้นด้วยภาพเบื้องหน้าเขานั้นช่างสวยงามมากจริงๆ
           ความจริงฮินาตะขับรถเข้ามาจอดได้สักพักแล้ว แต่คนข้างกายยังคงโลดแล่นอยู่ในความฝันไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาพบกับความเป็นจริงบนโลก ฮินาตะจึงยังคงนั่งอยู่เงียบๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายหลับอย่างสบายใจ แม้แต่ตอนที่แม่บ้านที่ดูแลบ้านหลังนี้เดินเข้ามาที่รถหวังจะยกสำภาระต่างๆ ลงฮินาตะก็ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณว่าให้เงียบ เมื่อสังเกตุเห็นใครอีกคนที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราแม่บ้านก็เข้าใจได้ทันทีและเดินจากไป
            อาเคโนะยังคงตกตะลึงกับภาพตรงหน้า ได้แต่คิดว่าตัวเองนั้นตื่นจากความฝันแล้วจริงหรือไม่จากนั้นจึงหันหน้าไปสบตากับฮินาตะที่นั่งอยู่ข้างๆ ให้อีกฝ่ายช่วยยืนยันว่าไม่ได้ฝันไป
            “ถึงแล้ว” ฮินาตะกล่าวเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตื่นเต็มตาดีแล้ว
            “ที่นี่คือ...”
            “บ้านฉันเอง”
            เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูด อาเคโนะก็พลันเบิกตากว้างอย่างแปลกใจ
            เขาไม่ยักรู้ว่าอีกฝ่ายจะมีบ้านอีกหลังหนึ่ง แถมยังตั้งอยู่บนพื้นที่ๆ สวยงามขนาดนี้ เขาไม่อยากคิดเลยว่าราคาบ้านหลังนี้จะสูงขนาดไหน
            “ฉันเพิ่งซื้อไว้เมื่อปีที่แล้ว เจ้าของเก่าย้ายไปอยู่ต่างประเทศกันหมดไม่มีใครอยู่ดูแลบ้านหลังนี้จึงตัดสินใจขายทอดตลาด และฉันก็มาเห็นพอดีเลยซื้อเอาไว้” ร่างสูงหันไปสนใจวิวเบื้องหน้าก่อนจะกล่าวต่อ หากแต่น้ำเสียงกลับเบาลงมากคล้ายคุยกับตัวเอง“ไม่ง่ายเลยกว่าจะหาเจอ”
            อาเคโนะเมื่อได้ฟังคำอธิบายจากอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับเป็นเชิงเข้าใจ
            “ลงจากรถเถอะ ฉันหิวแล้ว” ฮินาตะว่าพลางเปิดประตูรถออกไป ร่างบางเองก็รีบกุลีกุจอลงจากรถเช่นกัน
           ทั้งคู่เดินเข้าไปในตัวบ้านก็พบว่ามีแม่บ้านหน้าตาท่าทางใจดีกำลังยืนรอต้อนรับเขาอยู่
            “ตื่นแล้วเหรอคะคุณหนู” ป้าแม่บ้านหันไปกล่าวทักทายกับอาเคโนะที่ตอนนี้ตื่นเต็มตาดีแล้ว
            เมื่อได้ยินประโยคทักทายจากป้าแม่บ้านเช่นนั้นก็ทำเอาอาเคโนะรู้สึกขัดเขินขึ้นมาเล็กน้อย และถึงได้รู้ตัวว่าตนเองนั้นหลับไหลอยู่ในห้วงนิทราเป็นเวลานานทีเดียว
            ร่างบางตอบกลับอย่างเคอะเขิน “ครับ...”
            “นี่คือป้าริกะ เป็นคนที่คอยดูแลบ้านหลังนี้” ฮินาตะเอ่ยแนะนำอีกฝ่ายให้อาเคโนะได้รู้จัก
            ป้าริกะยิ้มหวานให้ร่างบางก่อนจะก้มหน้าทักทาย อาเคโนะเองก็รีบก้มหน้าทักทายอีกฝ่ายเช่นกัน “สวัสดีครับ ผมยามากูชิ อาเคโนะครับ”
            “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณหนูอาเคโนะ”
            “เอ่อ...ไม่ต้องเรียกผมว่าคุณหนูก็ได้ครับ” ยอมรับเลยว่าเขารู้สึกแปลกๆ อยู่เล็กน้อยที่อีกฝ่ายเรียกเขาว่าคุณหนู
            “คำว่าคุณหนู เหมาะกับคุณหนูที่สุดแล้วค่ะ” ป้าริกะกล่าวด้วยท่าทางใจดีก่อนจะหันไปพบว่ามีใครอีกคนกำลังยืนมองพวกเขาอยู่ด้วยสายตาเรียบเฉยเป็นปกติ “ป้าเอากระเป๋าเสื้อผ้าไปเก็บไว้บนห้องให้แล้วนะคะ และอาหารที่คุณฮินาตะให้ป้าเตรียมไว้ให้ก็เสร็จแล้วจะให้ป้ายกขึ้นโต๊ะเลยไหมคะ”
           “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง ป้ากลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะครับ”
           “ได้ค่ะ ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอกป้าได้นะคะ”
           “ขอบคุณมากครับ”
           เมื่อกล่าวเสร็จป้าริกะก็เดินจากไปปล่อยให้ทั้งคู่ได้อยู่กันตามลำพัง ฮินาตะเองก็เตรียมจะหันกายเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสองเช่นกันหากแต่ถูกร่างบางเรียกไว้ซะก่อน
           “พี่ฮินาตะครับ กระเป๋าเสื้อผ้านี่หมายความว่ายังไงครับ” ร่างบางเอ่ยถามอย่างไม่เข้า ถ้าหากอีกฝ่ายต้องการมาที่นี่เพื่อจะกินอาหารทะเลเท่านั้นเหตุใดต้องเตรียมเสื้อผ้ามาด้วย
           “อยู่ที่นี่สักสองสามวันเถอะ” ร่างสูงกล่าวอย่างไม่รู้สึกทุกข์ร้อน
           หากแต่อีกฝ่ายที่ได้ยินประโยคเมื่อสักครู่เริ่มร้อนรนใจขึ้นมาทันที
           “แต่ผมยังมีงานต้องทำ ไหนจะเสื้อผ้า...”
           “ฉันเตรียมของนายมาแล้ว ไม่ต้องห่วง ส่วนเรื่องงานก็โทรไปลาซะ บอกว่าญาติป่วยหนักมากใกล้จะตาย”
           “แต่...”
           ร่างบางยังไม่ทันได้เอ่ยอีกฝ่ายก็หันหลังกลับเดินขึ้นบันไดหนีไปเสียดื้อๆ ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายอ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออกสักคำ
           ถ้าอีกฝ่ายยังเอาแต่ดันทุรังจะกลับไปทำงานต่อเขาที่รีบเคลียร์งานที่กองเป็นภูเขาเหล่ากอจนเสร็จและไปรับอีกฝ่ายมาที่นี่คงได้ตายจริงๆ แน่
          กว่าจะมีเวลาที่ดีแบบนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
          อาเคโนะที่เห็นอีกฝ่ายเดินจากไปโดยที่ไม่อยู่รอฟังเขาเลยสักนิดก็ถอดใจที่จะดันทุรังกลับไปโตเกียวซะ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหารายชื่อของอาจารย์ก่อนจะโทรออกไป ไม่นานนักปลายสายก็รับ
          “อาจารย์ครับ คือว่า...เรื่องงานผมขอลาสักสองสามวันนะครับ พอดีว่าหมาที่บ้านป่วยใกล้จะตาย”
          เพราะยังคงมีความขุ่นเคืองอยู่ในใจเล็กๆ อาเคโนะจึงเปลี่ยนประโยคของอีกฝ่ายจาก ‘ญาติ’ ไปเป็น ‘หมา’ แทนซะเลย




ตอนที่ 6 มาอัพแล้วค่ะ ตอนนี้ไรท์เพิ่งเขียนถึงตอนที่ 7 ที่เขียนมาหลายวันแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จสักที
แต่ต่อจากนี้คงต้องรีบจบตอนให้ได้แล้วล่ะค่ะ  :katai4:
ขอบคุณเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านกันนะคะ ผ่านเข้ามาแล้วก็ฝากคอมเม้นท์ไว้เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ :katai2-1:

ออฟไลน์ Aumu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset - (ตอนที่ 7)
«ตอบ #15 เมื่อ10-04-2019 23:46:07 »

บทที่ 7

หลังจากจัดการล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนไปอยู่ในชุดลำลองสบายๆ แล้ว อาเคโนะก็ค่อยๆ พาร่างของตัวเองลงมาข้างล่างและพบว่าอาหารทะเลหลากหลายอย่างถูกเตรียมขึ้นโต๊ะพร้อมให้เขากวาดลงท้องเรียบร้อยแล้ว และทั้งหมดก็เป็นฝีมือของคนตรงหน้า
อาเคโนะเอาแต่ยืนจ้องอาหารจนตาลุกวาว จนคนที่ยืนสังเกตอยู่ข้างๆ ต้องร้องเรียกสติของเขากลับคืนมา

“นั่งลงกินข้าวได้แล้ว ยืนจ้องอย่างเดียวไม่ทำให้อิ่มท้องหรอกนะ” ร่างสูงกล่าวพร้อมกับย่อตัวนั่งลงบนเก้าอี้

เมื่อถูกเสียงเรียกของอีกฝ่ายเตือนสติ อาเคโนะก็รีบย่อตัวลงนั่งบนเก้าอี้พร้อมหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารตรงหน้าเข้าปากทันทีไม่ต้องให้คนตรงหน้าเรียกเตือนสติอีกต่อไป

เมื่ออาหารคำแรกเข้าปาก อาเคโนะก็หลับตาพริ้มอดจะชื่นชมรสชาติอาหารในปากไม่ได้ ร่างสูงที่นั่งฝั่งตรงข้ามเห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่ลอบยิ้มให้กับท่าทางน่ารักๆ นั่น

“ป้าริกะนี่ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ” เมื่อกลืนอาหารลงท้องไปแล้วอาเคโนะจึงเอ่ยปากชมแม่ครัวที่เป็นคนทำอารเหล่านี้ให้เขาได้ทานอย่างจริงใจ “ผมจะกินให้หมดเลย มีแต่ของโปรดผมทั้งนั้น” นอกจากรสชาติอาหารที่ถูกปากแล้ว อาหารตรงหน้ายังมีแต่ของที่เขาชอบทั้งนั้น เห็นแบบนี้แล้วก็ยิ่งเจริญอาหารเข้าไปอีก

เมื่อสิ้นประโยคอาเคโนะก็รีบตักอาหารเข้าปากคำใหญ่หลายคำจนแก้มที่ป่องทั้งสองข้างแทบจะปริแตกออกจากกัน

“ค่อยๆ กิน เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก” ฮินาตะกล่าวเชิงเอ็ดอีกฝ่าย แต่คนตรงหน้ากลับสนใจเขาที่ไหนกันแถมยังเงยหน้าส่งยิ้มหวานให้เขาทั้งๆ ที่มีอาหารอยู่เต็มปาก

ฮินาตะได้แต่ส่ายหน้าให้กับท่าทีที่ไม่ใส่ใจของอีกฝ่าย ถ้าใครผ่านมาเห็นคงคิดว่าเขาเลี้ยงดูอีกฝ่ายอย่างอดๆ อยากๆ แน่

ทั้งคู่ใช้เวลาเพียงไม่นานอาหารที่เคยมีอยู่เต็มโต๊ะก็พร่องลงไปจนเกือบหมด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนว่าจะเป็นฝีมือของอาเคโนะแทบทั้งสิ้น

เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วฮินาตะจึงเตรียมเก็บจานชามเพื่อนำไปล้างแต่กลับถูกอีกฝ่ายอาสาเข้ามาทำหน้าที่ล้างจานชามทั้งหมดเองและฮินาตะเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ

อาเคโนะลงมือล้างจานชามทั้งหลายที่ก่อนหน้านี้เคยมีอาหารวางเรียงกันหลากหลายอย่างพร้อมกับฮัมเพลงไปด้วยอย่างอารมณ์ดี

เมื่อท้องอิ่มทุกอย่างก็ดีไปหมดจริงๆ

ฮินาตะเองก็อดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตอีกฝ่ายจากทางด้านหลังและอดไม่ได้ที่จะเผลอยิ้มออกมา อยากจะเดินเข้าไปกอดอีกฝ่ายจากทางด้านหลังจริงๆ

ถ้าหากเดินเข้าไปกอดอีกฝ่ายตรงๆ ก็คงไม่พ้นที่จะถูกครหาว่าเป็นผู้ชายหื่นกามที่พยายามหาเศษหาเลยกับน้องชายต่างสายเลือดคนนี้แน่

เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างสูงจึงเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายที่กำลังขัดถูจานอย่างอารมณ์ดีจากทางด้านหลังจนแผ่นอกแข็งแกร่งชนกับแผ่นหลังบางพร้อมกับกวาดแขนล้อมรอบตัวอีกฝ่ายไว้และยื่นมือออกไปให้ตรงกับระดับของก๊อกน้ำ

เพราะรับดับความสูงที่แตกต่างกันทำให้จมูกของฮินาตะชนกับใบหูของอาเคโนะพอดีพร้อมกับเป่าลมหายใจอุ่นๆ ออกมากระทบกับใบหูเล็กๆ

ด้วยการกระทำของอีกฝ่ายและลมหายใจอุ่นๆ ที่กำลังรดกับใบหูของเขาอยู่นั้นเล่นเอาอาเคโนะถึงกับสะดุ้งโหยงและหยุดการกระทำทุกอย่างของตัวเองลงและเปิดปากถามอีกฝ่าย

“พี่ฮินาตะจะทำอะไรครับ” ร่างบางเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

ความรู้สึกของอาเคโนะตอนนี้เหมือนกับกระต่ายที่กำลังตื่นกลัวสุนัขจิ้งจอกไม่มีผิด ยิ่งเห็นท่าทีของอาเคโนะแล้วฮินาตะก็ยิ่งอยากแกล้งเข้าไปอีก

“ฉันก็แค่จะล้างมือ” ร่างสูงตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน

“เดี๋ยวผมหลบให้...”

ร่างบางพูดพร้อมที่จะขยับออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่งของอีกฝ่าย แต่กลับถูกฮินาตะพูดดักไว้ก่อน

“ไม่ต้อง ฉันล้างแปบเดียวเดี๋ยวก็เสร็จ”

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดดังนั้นอาเคโนะจึงไม่กล้าขยับแม้แต่คืบเดียว พร้อมกับยืนถือจานและฟองน้ำที่เต็มไปด้วยฟองจากน้ำยาล้างจานนิ่งๆ รอให้อีกฝ่ายล้างมือให้เสร็จอย่างใจเย็น

ด้วยลักษณะท่าทางของทั้งคู่ที่ดูสองแง่สองง่ามและลมหายใจอุ่นจากฮินาตะเป่ารดที่ใบหูเล็กของอาเคโนะตลอดเวลานั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนร่างบางในอ้อมแขนอดที่จะใจสั่นหวั่นไหวไม่ได้

เมื่อล้างมือเสร็จฮินาตะก็ค่อยๆ เช็ดมือกับผ้าที่ห้อยอยู่ด้านบนของอ่างล้างจานอย่างไม่รีบร้อน ส่วนร่างบางที่อยู่ในอ้อมแขนก็ยังคงยืนนิ่งเป็นหุ่นอยู่เช่นเดิม

เห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็ทำให้ฮินาตะอดที่ลอบยิ้มอย่างขบขันอยู่ในใจไม่ได้

“เดี๋ยวฉันออกไปเดินเล่นข้างนอก ถ้านายอยากตามออกไปก็ได้นะ” ฮินาตะที่เช็ดมือเสร็จแล้วค่อยพูดเบาๆ ดั่งกระซิบอยู่ข้างๆ หูของอีกฝ่ายที่อยู่ในอ้อมแขน

เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยเบาๆ อยู่ข้างหูพร้อมกับลมหายใจอุ่นๆ ที่คอยเป่ารดที่ใบหูอยู่ตลอดเวลายิ่งทำให้อาเคโนะใจเต้นไม่เป็นส่ำเข้าไปอีก พร้อมกับแก้มขาวนวลเนียนค่อยๆ มีสีชมพูระเรื่อแต่งแต้ม

เมื่อแกล้งคนในอ้อมแขนเสร็จฮินาตะก็ค่อยๆ ผละออกไปปล่อยให้อีกฝ่ายยืนนิ่งเป็นหุ่นอยู่เหมือนเดิม

แค่ได้เห็นท่าทางงุ่มง่ามแบบนี้ของอีกฝ่ายก็ทำให้ฮินาตะรู้สึกอารมณ์ดีไปได้อีกหลายวัน แต่ก็อดที่จะตำหนิพฤติกรรมของตัวเองไม่ได้ที่ทำเหมือนตาแก่หื่นกามที่พยายามจะหาเศษหาเลยกับเด็กสาวอย่างนั้นแหละ และยิ่งเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ยิ่งดูพิลึกเข้าไปอีก

แม้ว่าบรรยากาศจะมืดค่ำสักเพียงไรแต่ยังได้รับแสงสว่างจากดวงจันทร์และดวงดาวที่ส่องส่างกระจ่างเต็มท้องฟ้าแต่แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟริมทางเดินใกล้ชายหาดพร้อมทั้งสายลมที่พัดเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนยิ่งทำให้รู้สึกเย็นสบายและเสียงคลื่นกระทบฝั่งยิ่งฟังยิ่งให้ความรู้สึกที่แสนผ่อนคลาย

ชายหนุ่มร่างสูงเดินเล่นเลียบเลาะตามริมชายหาดพร้อมทั้งขบคิดเรื่องราวต่างๆ นาๆ มากมายได้สักพักก่อนจะหันกลับไปตามเสียงเรียกของใครบางคนที่วิ่งตามเขาออกมาหลังจากเสร็จภารกิจที่ยิ่งใหญ่แล้ว

“พี่ฮินาตะครับ!”

ร่างบางวิ่งมาหยุดลงข้างๆ ชายหนุ่มพร้อมหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปให้ความสำคัญกับสายลมที่พัดเข้ามากระทบร่าง

“ว้าว ลมพัดเย็นมากเลย” อาเคโนะเอ่ยพร้อมกับผายวงแขนออกเพื่อรับลมที่เข้ามาปะทะอย่างเต็มที่

ฮินาตะที่ยืนอยู่ข้างๆ ลอบเฝ้าสังเกตท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แอบขำอย่างอดไม่ได้

“นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้มาเที่ยวแบบนี้ด้วยกัน ครั้งสุดท้ายน่าจะตอนสิบขวบหรือเปล่าครับ ตั้งแต่พี่ฮินาตะเข้าทีมชาติจนออกจากทีมพี่ก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเราสามคนก็ไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันเลย” พูดแล้วก็ทำให้หวนนึกถึงอดีตที่หน้าร้อนทุกๆ ปีคุณมิซากิมักจะพาพวกเขาทั้งสามมาเที่ยวทะเล

เมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก็ทำให้เขาเองหวนนึกถึงวันเวลาเก่าๆ เช่นกัน เพราะอยากเป็นคนที่ดีที่สุดในสายตาของอีกฝ่าย อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขานั้นสามารถปกป้องดูตนได้ นั่นจึงทำให้เขาพยายามอย่างหนักและสุดความสามารถของคนๆ หนึ่งจะพยายามได้ แต่นั่นเองก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาพลาดโอกาสดีๆ หรือแม้แต่ความทรงจำอันสวยงามระหว่างอีกฝ่ายก็ไม่ค่อยมีมากนัก
ยิ่งคิดได้แบบนี้ก็ทำให้เขายิ่งรู้สึกเสียดาย...

“ขอโทษนะ” ร่างสูงเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาคล้ายพูดกับตัวเอง จนทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ตนตอนนี้ต้องหันมาถามซ้ำอีกรอบด้วยความสงสัย

“พี่ฮินาตะว่าอะไรนะครับ” ดวงตาใสแป๋วจ้องมองเข้าไปที่ดวงตาเฉี่ยวคมของอีกฝ่าย

ผู้ถูกถามได้แต่ยืนนิ่งสบตากับอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้นไม่แม้แต่จะเอ่ยคำใดๆ ออกมา ได้แต่ส่งความรู้สึกที่หลากหลายผ่านดวงตาที่แสนเรียบเฉยนั้น

“เข้าบ้านเถอะ อากาศเริ่มเย็นมากแล้ว”

“เอ๋ แต่ผมเพิ่งออกมาเอง และอากาศก็ไม่ได้เย็นมากขนาดนั้นซะหน่อย” ร่างบางที่เพิ่งเดินออกได้เพียงไม่นานก็ถูกอีกฝ่ายไล่กลับเข้าบ้านซะงั้น เขาที่เพิ่งเดินออกมายังไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำมีหรือจะยอม

“เข้าบ้าน เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” ฮินาตะยังคงเอ่ยซ้ำ

ฮินาตะก้าวออกมาได้เพียงสองสามก้าวก่อนจะหันกลับไปยังคนร่างบางที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยพร้อมกับจับจ้องมาที่เขาด้วยสายตาละห้อย

อย่าทำสายตาอย่างนั้นได้ไหม

ชายหนุ่มจับจ้องสายตาคู่นั้นได้เพียงแวบเดียวก่อนจะหันขวาทีซ้ายทีอย่างกับมองหาอะไรอยู่สักอย่างก่อนจะเดินกลับมาหาอีกฝ่ายที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

อาเคโนะเห็นฮินาตะเดินกลับมาหาตนก็แสดงอาการดีใจอย่างเก็บไม่อยู่ เมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ตนแล้วจึงรีบเอ่ยปากขึ้น

“พี่ฮินาตะครับเราเดินเล่นกันแถวนี้แปบหนึ่งนะ แล้วเราค่อยกลับเข้าข้างในบ้านกัน นะๆ” อาเคโนะเอ่ยไม่วายส่งสายตาวิงวอนไปที่อีกฝ่าย แน่นอนว่าไม่ว่าใครได้เห็นสายตาคู่นี้ก็ต้องตอบรับโดยง่าย หากแต่ไม่ใช่กับคนตรงหน้าเขาตอนนี้

“นี่...ฉันจะบอกอะไรให้นายรู้สักอย่าง”

เมื่อได้ยินฮินาตะพูดขึ้นอย่างนั้น อาเคโนะก็ทำตาโตอย่างสงสัยทันที

“ที่ฉันซื้อบ้านหลังนี้แน่นอนว่าเพราะมันสวย แต่บ้านที่สวยขนาดนี้ขายทอดตลาดมาเป็นเวลานานและยังราคาถูกอย่างกับให้ฟรี แต่กลับไม่มีใครซื้อเลยสักคน นายคิดว่ามันเป็นเพราะอะไร” ฮินาตะพูดได้สักพักก็หยุดทำให้อีกฝ่ายที่ตั้งใจฟังอยู่ถึงกับต้องเอ่ยถามอย่างสงสัย

“เพราะอะไรครับ” แม้ในใจจะอยากรู้คำตอบว่าเป็นเพราะอะไรแต่เขาก็ภาวนาว่าคำตอบที่จะได้ยินนั้นจะไม่ใช่แบบที่เขาจินตนาการอยู่ตอนนี้

ฮินาตะเองก็รับรู้ได้ถึงแววตาที่หวาดหวั่นของคนตรงข้ามที่ส่งมา นั่นยิ่งทำให้เขาไม่อยากพูดอะไรออกไปเลยสักอย่างปล่อยให้อีกฝ่ายจินตนาการไปต่างๆ นาๆ นั้นแหละคือสิ่งที่เขาอยากเห็น

“ตอนที่ฉันมาดูบ้านหลังนี้ คนแถวนี้ต่างก็เล่าให้ฉันฟังว่าตอนกลางคืนริมชายหาดแถวนี้มักจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อหันไปที่ทะเลก็จะพบกับ...”

“กับอะไรครับ”

ฮินาตะยังคงไม่ตอบคำถามของอาเคโนะในทันที แต่กลับยื่นมือไปจับบ่าทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไว้ก่อนจะค่อยๆ หันร่างของอาเคโนะออกสู่ทะเลแม้จะรับรู้ได้ถึงแรงขัดขืนจากอีกฝ่ายอยู่ก็ตามที ก่อนจะตะโกนใส่หูของอาเคโนะอย่างสุดเสียง

“แอเรียลไงล่ะ!!”

“อ้ากกกกก!!” อาเคโนะที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวจากเสียงตะโกนของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาถึงกับสะดุ้งโหยงก่อนจะหันกลับมาโอบกอดและซุกหน้าไว้กับร่างของฮินาตะ

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายแล้วฮินาตะก็ทำได้แต่ขำให้กับท่าทางของอีกฝ่าย เคยรู้มาว่าอาเคโนะเป็นคนที่ขี้กลัวมาก แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะกลัวได้ถึงขนาดนี้

อาเคโนะที่ซุกหน้าอยู่กับร่างของฮินาตะเมื่อควบคุมอารมณ์ต่างๆ ที่แตกกระเจิงได้แล้วถึงได้หวนนึกถึงสิ่งที่ฮินาตะพูดเมื่อกี้ นั่นยิ่งทำให้เขาเริ่มหน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นเพราะตระหนักได้แล้วว่าตัวเองโดนอีกฝ่ายแกล้งแล้วแน่

“แอเรียลเนี่ยนะ ผมถามจริง?” อาเคโนะเงยหน้าขึ้นมองหน้าของอีกฝ่ายก่อนกล่าวขึ้น พร้อมกันนั้นก็ใช้กำปั้นฟาดไปที่แผงอกของฮินาตะก่อนจะผละออกแล้วรีบเดินตรงดิ่งเข้าบ้านทันที

เพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงโกรธให้เขาแล้วแน่ ฮินาตะจึงรีบเดินตามหลังของอีกฝ่ายไปอย่างไม่รีรอก่อนจะรีบคว้าแขนของอีกฝ่ายไว้ให้หันกลับมาเผชิญหน้ากับตน

“ถ้าทำให้นายตกใจ ฉันขอโทษ” ฮินาตะพูดพร้อมกับจ้องมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ในขณะที่อาเคโนะยังคงมองเขาตาเขียวปัดแต่ลึกๆ ในใจจริงๆ กลับไม่ได้โกรธฮินาตะเลยแม้แต่น้อย

“พี่เห็นผมเป็นเด็กหรือไง”

“แล้วผู้ใหญ่ที่ไหนเขากลัวแอเรียลกัน” ฮินาตะยังคงพูดจายียวนกวนประสาทจนทำให้คำพูดนั้นเข้าไปกระแทกกลางใจของอีกฝ่าย จากที่อาเคโนะนั้นหน้าแดงเพราะความโกรธอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งแดงเข้าไปใหญ่

“ผมจะไปนอนแล้ว” เพราะทั้งโกรธทั้งอาย อาเคโนะจึงตัดสินใจยุติบทสนทนานี้ซะและพร้อมหนีไปหลบในห้องนอนเสียดื้อๆ แต่เพียงแค่ก้าวขาขึ้นบันไดไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็ต้องหยุดชะงักเพราะเสียงกดกริ่งประตูหน้าบ้านดังขึ้นพร้อมกับหันไปมองทางต้นเสียงด้วยความสงสัยว่าใครกันที่มากดกริ่งในเวลานี้

ฮินาตะเดินตรงเข้าไปกดที่เครื่องตอบรับที่ติดอยู่กับผนังบ้าน สักครู่ที่หน้าจอก็ปรากฎภาพใบหน้าที่เขาแสนจะคุ้นเคยเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนฮินาตะก็ได้แต่มองบนก่อนจะเอ่ยกับผู้มาเยือนอย่างไม่ค่อยเป็นมิตรนัก

“มาทำอะไร” ฮินาตะกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงแสนจะเย็นชา

ผู้มาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือฮิเดโอะน้องชายของเขานั่นเอง

“พี่อยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย เปิดประตูให้ผมหน่อย” ฮิเดโอะพูดพร้อมส่งสายตาอ้อนวอนผ่านหน้าจอ

ฮินาตะจ้องมองที่หน้าจออยู่สักครู่ด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนจะเอ่ยขึ้น “เข้ามา” พร้อมกับกดลงไปที่ปุ่มเปิดประตูก่อนที่ประตูใบใหญ่จะเปิดออกอัตโนมัติ

ฮิเดโอะที่อยู่ด้านนอกเมื่อเห็นประตูเปิดแล้วก็รีบกระโดดเข้าไปในรถสปอร์ตคันงามตามเดิมก่อนจะเอามันเข้ามาจอดภายในตัวบ้านอย่างเร่งรีบเพราะหากชักช้ากลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจให้เขานอนนอกบ้านแทน

อาเคโนะที่กำลังจะหนีเข้าห้องนอนเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นใครแล้วนั้นเขาก็เดินกลับลงมาที่ชั้นล่างดังเดิม

ฮิเดโอะที่เดินเข้ามาในบ้านแล้วหันไปมองอาเคโนะที่ยืนอยู่กลางบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มผิดกับอีกคนที่หน้าตอนนี้จะกลายเป็นยักษ์อยู่แล้วพร้อมกับเดินเข้าไปกอดอาเคโนะด้วยความเว้าวอน

“อาเคโนะ ฉันคิดถึงนายจังเลย มามะมาหอมแก้มที” ฮิเดโอะเดินตรงดิ่งเข้าไปหาอาเคโนะก่อนจะใช้ปลายจมูกกดเข้าไปที่แก้มของอีกฝ่ายเรียกได้ว่าแทบจะเอาหน้าฝังเข้าไปจะดีกว่า

ร่างบางเองก็ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อให้อีกฝ่ายหอมแก้มซ้ายทีขวาทีอยู่อย่างนั้น

ฮินาตะที่กำลังยืนมองคนทั้งสองที่กำลังหอมแก้มกันด้วยสายตาที่ถ้าเป็นน้ำแข็งก็เย็นจนไปถึงไขสันหลัง แต่ถ้าหากเป็นไฟก็พร้อมจะเผาไหม้ทุกสิ่ง

“พี่ฮินาตะเขาลักพาตัวนายมาใช่ไหมอาเคโนะ”

“เปล่าซะหน่อย...”

ฮินาตะที่เริ่มจะทนไม่ไหวกับผู้มาเยือนจึงเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “แกมาทำอะไรที่นี่”

ที่เขาถามออกไปก็เพราะต้องการจะรู้เช่นกันว่าอีกฝ่ายมาที่นี่ได้อย่างไร เพราะคนที่รู้ว่าเขาอยู่ที่นี่กับอาเคโนะนั้นมีเพียงแค่ตัวเขาเอง อาเคโนะ และเลขาชิน...

ฮิเดโอะหันกลับมายังต้นเสียงก่อนจะเอ่ยตอบ “ผมกลับมาถึงบ้านก็มืดตึดตื๋อ ไม่มีใครอยู่บ้านสักคนผมโทรหาก็ไม่มีใครคิดจะรับสายผมสักนิด ผมก็เลยโทรไปถามเลขาชิน ก็เลยได้คำตอบว่าพี่แอบซื้อบ้านริมทะเลไว้หนึ่งหลังแถมยังลักพาตัวเด็กในบ้านออกมาอีก ร้ายไม่เบาจริงๆ” ฮิเดโอะอธิบายยาวเหยียดพร้อมกับมองไปยังฮินาตะอย่างยียวนกวนประสาท

ร่างบางก็เพิ่งคิดได้ว่าตั้งแต่มาถึงตัวเองก็เอาโทรศัพท์มือถือชาร์ตแบตเอาไว้ในห้องนอนจนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้แตะมันเลย

ส่วนฮินาตะนั้น แค่เห็นชื่อฮิเดโอะปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์เขาก็ตัดสายและปิดเครื่องหนีทันที

“ฉันไม่ได้ลักพาตัวใครมา ช่วยพูดให้ดีๆ ด้วย” ร่างสูงจ้องมองไปที่น้องชายอย่างเอาเรื่อง

“พี่แอบซื้อบ้านเอาไว้แล้วยังพาอาเคโนะมาเที่ยวกันสองคนไม่ชวนกันสักคำ พี่โคตรจะใจร้ายเลย” ฮิเดโอะทำปากยื่นบ่นขมุบขมิบอย่างไม่พอใจที่ตนโดนปล่อยทิ้งให้อยู่ในบ้านอย่างโดดเดี่ยว

แต่คนที่โดนกล่าวหาว่าใจร้ายกลับไม่ได้ใส่ใจอีกฝ่ายสักนิด เขาเบนสายตาไปที่อีกคนที่กำลังยืนอยู่ข้างๆ ฮิเดโอะ

สายตาที่จับจ้องไปนั้นแทบจะมองทะลุเข้าไปถึงภายในร่างกายและจิตใจของอาเคโนะ เมื่อร่างบางหันมาประสานสายตาด้วยก็ต้องรีบหันเหสายตาไปทางอื่นทันที

เมื่อเห็นว่าพี่ชายสุดที่รักหาได้สนใจเขาสักนิด ฮิเดโอะจึงหันไปออดอ้อนกับอาเคโนะแทน และไม่วายดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดพร้อมใช้แก้มขาวๆ เนียนนุ่มนั่นสัมผัสกับใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแนบชิด โดยไม่สนใจเลยว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับใครบางคน

ชิ! พี่ไม่สนใจผม ผมก็ไม่สนใจพี่เหมือนกัน อ้อนอาเคโนะดีกว่า

“อาเคโนะทำไมใจร้ายอย่างนี้ฮะ หนีฉันมาเที่ยวกับพี่แค่สองคนได้ยังไง”

“ฉันก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมา รู้ตัวอีกทีก็โผล่ที่นี่แล้ว”

ใช่ เพราะเขาหลับมาตลอดทางจริงๆ

“พี่เขาบังคับขืนใจนายมาใช่ไหม” ฮิเดโอะจับไหล่ทั้งสองข้างของคนตรงหน้าให้หันมาสบตากับตนพร้อมกับทำหน้าขึงขัง

“เปล่า...”

เขาเองก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกันจะพูดว่าไม่ได้โดนบังคับมาก็ไม่เชิง เพราะฮินาตะกลับเตรียมกระเป๋าเสื้อผ้ามาให้เขาเรียบร้อยแล้ว แถมเขาเองก็ยังดีใจสุดๆ อีกต่างหากที่ได้มาที่นี่ ถึงแม้จะมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัวก็เถอะ

“พี่นี่มันโหดร้ายจริงๆ”

ประโยคนี้ฮิเดโอะหันมาพูดกับผู้เป็นพี่ชาย

ฮินาตะได้ยินดังนั้นก็เอาแต่จ้องฮิเดโอะอย่างกินเลือดกินเนื้อ

เขาเคยบังคับขืนใจใครที่ไหน ก็แค่เตรียมแผนการทุกอย่างมาแล้ว และทำให้อีกฝ่ายปฏิเสธเขาไม่ได้เท่านั้นเอง แถมตอนที่มาถึงอีกฝ่ายก็ดูจะถูกใจที่นี่มากเสียด้วย

“แล้วนี่นายจะอยู่ที่นี่กี่วัน” ฮิเดโอะหันไปถามคนข้างกายด้วยท่าทีอ่อนโยน

“ก็น่าจะสองสามวัน แล้วนายล่ะ ไม่มีถ่ายแบบเหรอ”

ปกติตารางงานของฮิเดโอะมักจะแน่นเสมอ อาเคโนะจึงอดสงสัยไม่ได้ที่อีกฝ่ายสามารถขับรถมาหาเขาถึงที่นี่ได้

ใบหน้าของฮิเดโอะดูหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด

“มีสิ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันก็ต้องกลับแล้ว แต่เพราะฉันคิดถึงนายมากถึงได้บึ่งรถมาหานายถึงที่นี่ไง”

แน่นอนว่าเขาไม่ได้โกหกอาเคโนะสักนิด ปกติถ้าเขาว่างอยู่บ้านก็มักจะทำตัวติดแหง็กอยู่กับอาเคโนะทั้งวัน ยิ่งวันนี้นั้นกลับมาบ้านแล้วพบว่าไม่มีใครอยู่เลยสักคน คนขี้เหงาอย่างเขาก็ยิ่งทนไม่ได้

และยิ่งรู้ว่ามากับใครด้วยนั้นขายิ่งต้องมา

“คืนนี้ฉันนอนกับนายนะ”

ฮิเดโอะพูดพร้อมฉีกยิ้มหวานให้อาเคโนะ แต่อีกฝ่ายนั้นยังไม่ได้ให้คำตอบ ก็ได้ยินเสียงจากอีกคนหนึ่งแทรกขึ้นมาก่อนในทันที

“ไม่ได้”

ฮิเดโอะขมวดคิ้วหันไปทางต้นเสียงในทันทีเช่นกัน “ผมจะนอนกับอาเคโนะ ไม่ได้จะนอนกับพี่สักหน่อย”

“ที่นี่มีห้องนอนแค่สองห้อง ห้องหนึ่งของฉันและอีกห้องก็ของอาเคโนะ ส่วนของแก...โซฟา” ฮินาตะพูดด้วยน้ำเสียงติดเย็น
ไม่ว่ายังไงเขาก็ยอมให้ฮิเดโอะนอนห้องเดียวกับอาเคโนะไม่ได้

“ได้ไงอ่ะ ห้องนอนก็ตั้งกว้างจะให้ผมนอนโซฟาเนี่ยนะ ไม่มีทางซะล่ะ ยังไงผมก็จะนอนกับอาเคโนะ”

“งั้นแกก็กลับบ้านไปซะ”

ใช่ กลับไปตอนนี้ซะ

“พี่มีสิทธิ์อะไรมาไล่ผม พี่จะใจร้ายเกินไปแล้วนะ ขนาดอาเคโนะเองยังไม่พูดอะไรเลย ใช่ไหมอาเคโนะ ฉันนอนกับนายได้ใช่ป่ะ”

ฮิเดโอะหันหน้าจ้องหน้าของคนที่อยู่ด้านข้างพร้อมส่งสายตาอ้อนวอนและคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ปฏิเสธเขาอย่างแน่นอน

อาเคโนะชำเลืองไปทางฮินาตะที่ยืนอยู่อีกฝากหนึ่งเพียงแวบเดียวก่อนจะหันกลับมาให้คำตอบกับฮิเดโอะ

ร่างบางส่งรอยยิ้มสดใสให้ฮิเดโอะอย่างไม่หวงแหนสักนิด

“ได้สิ นายนอนกับฉันนี่แหละ”

ด้วยความโกรธที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ ทำให้อาเคโนะไม่ค่อยอยากเชื่อฟังฮินาตะเท่าไหร่นัก ยิ่งอีกฝ่ายบอกไม่ เขาก็จะตอบว่าใช่

ใครใช้ให้อีกฝ่ายแกล้งเขาก่อนล่ะ

และอีกอย่างก็ใช่ว่าเขากับฮิเดโอะจะไม่เคยนอนด้วยกันซะเมื่อไหร่ แถมเขาทั้งสองยังเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะมีเรื่องเสียหายอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อได้ฟังคำตอบจากอาเคโนะแล้ว ฮิเดโอะก็หันมายักคิ้วให้กับพี่ชายตัวเองด้วยใบหน้าที่แสนจะกวนเบื้องล่างถึงที่สุด

“ได้ยินชัดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นพี่ไม่มีสิทธิ์มาห้ามอะไรทั้งนั้น”

“ขึ้นไปบนห้องดีกว่า ฉันเริ่มง่วงแล้วล่ะ นายจะได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย” เป็นอาเคโนะที่เอ่ยชวนฮิเดโอะ

นั่นยิ่งเป็นการเพิ่มเชื้อไฟที่สุมอยู่ในอกของฮินาตะเข้าไปอีก

“ปะ ไปกันเถอะ ฉันอยากนอนกับนายจนจะแย่อยู่แล้ว” ฮิเดโอะไม่เพียงว่าเปล่า ยังยกแขนยาวๆ ของเขาขึ้นมาพาดบ่าของอีกฝ่ายด้วยก่อนจะเดินขึ้นบันได้ไปพร้อมที่จะไม่ลืมหันหน้ากลับมายังตำแหน่งที่ฮินาตะยืนอยู่ก่อนจะยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างผู้ชนะ
ปล่อยทิ้งให้ฮินาตะยืนเส้นกระตุกบนใบหน้าเบาๆ



ช่วยเป็นกำลังใจให้คุณฮินาตะเขาด้วยนะคะ และก็เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะ ใกล้จะไฟนอลแล้วววว ลั่นไปซะทุกอย่าง ไฟนอลนี้ฉันต้องรอด :katai4:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: - [Yaoi-romance] - You’re all my sunrise and sunset -
«ตอบ #16 เมื่อ11-04-2019 18:21:49 »

 :katai2-1:
 :3123:
 :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด