Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ | Chapter 8: one step closer |
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ | Chapter 8: one step closer |  (อ่าน 625 ครั้ง)

ออฟไลน์ yel.s.low

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ














BUTTERFLY EFFECT ทฤษฎีผีเสื้อ



รอยยิ้มของคุณเพียงครั้งเดียว

ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจอย่างมหาศาล

.
.
.

"ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังกังวลกับอะไร แต่สำหรับผม ความรู้สึกที่มีให้คุณมันเรียกว่าความรัก"

"..."

"แล้วคุณล่ะ รู้สึกยังไงกับผม"

-----



#ผีเสื้อทฤษฎี

ฝากด้วยนะต๊ะ




Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-05-2019 02:58:59 โดย yel.s.low »

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 716
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ
«ตอบ #1 เมื่อ19-02-2019 14:00:07 »

 :katai2-1:

ออฟไลน์ yel.s.low

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ | prologue |
«ตอบ #2 เมื่อ19-02-2019 14:02:15 »



prologue







ผมไม่เชื่อเรื่องรักแรกพบ

อันที่จริง..  ใช่ว่าจะไม่เชื่อซะทีเดียว แค่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง

แต่ก็หาเหตุผลที่ดีกว่านี้สำหรับการพาตัวเองมาอยู่ที่นี่ทุกวันไม่ได้จริงๆ

ตรงนี้ เวลานี้ พร้อมสมุดวาดภาพที่ฝากร่องรอยอารยธรรมไว้มากมายจากการใช้งานอีกหนึ่งเล่ม



เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นอย่างง่ายดาย

อารมณ์ศิลปินพาสังขารผมมาหยุดอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง เป็นพื้นที่ของหมู่บ้านข้างๆ เงียบสงบกว่า และห่างจากหมู่บ้านของผมพอสมควร

แต่แลกกับบรรยากาศดีๆก็ถือว่าคุ้มกับการยอมเหนื่อยล่ะนะ

เดินหาสักพักก็พบมุมที่พอใจ ทิ้งตัวลงนั่งพิงกับต้นไม้ต้นใหญ่ ข้างกันมีพุ่มไม้รกๆที่เหมือนจะสามารถมีงูโผล่ออกมาได้

ทอดสายตาไปข้างหน้า บ่อน้ำสะท้อนแสงสีส้มของพระอาทิตย์คล้อยต่ำ ใกล้ลาลับหลังทำหน้าที่ของวันเสร็จสิ้น สะพานเชื่อมสู่อีกฝั่งของบ่อน้ำ มีศาลาแปดเหลี่ยมสองสามหลังตั้งอยู่ เป็นภาพที่สวยใช้ได้

จดจ่อสมาธิกับภาพตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มตวัดปลายดินสอขึ้นโครงร่าง

ไม่ทันสนใจเสียงประหลาดที่เกิดจากพุ่มไม้รกๆที่ว่า

แกรก แกรก

ฟุ่บ!

สะดุ้งสุดตัว

เบิกตากว้าง

ตัวแข็งเกร็งไปชั่วขณะ

หันกลับไปมอง ก่อนจะค่อยๆถอนหายใจออกมาเมื่อสายตาปรับโฟกัสได้

ลูกแมวจรจัดสามสี พุ่งตัวออกจากพุ่มไม้ ใช้หัวของผมเป็นฐานที่มั่น สปริงตัวขึ้นไปบนต้นไม้ที่ผมนั่งพิงก่อนหน้า

.. เพื่อไล่จับกระรอก

แมวเวร...

ถอนหายใจอีกครั้ง ยกมือจัดผมยุ่งๆของตัวเองในตอนที่เจ้าตัวจ้อยกระโดดกลับมายืนบนพื้น ก่อนจะเดินนวยนาดไปทางด้านหลัง

เผลอมองตามไป


"หึๆ"


"..."


"พลาดหรอ"


"..."


ก่อนจะพบว่ามันเป็นความผิดพลาด

รอยยิ้มขบขัน สายตาที่ทอดมองเจ้าสามสีตรงหน้าด้วยความเอ็นดู เปล่งประกายระยิบระยับล้อกับแสงของพระอาทิตย์

ฝ่ามือค่อยๆหยิบเศษใบไม้ที่ยังติดอยู่บนเส้นขนออก ลูบหัวเบาๆตอบรับกับการคลอเคลีย

ทุกอย่างปรากฏอยู่ในสายตาผม

คนเล่นบันจี้จัมป์คงรู้สึกอย่างนี้สินะ

ตกจากที่สูง

เนิ่นนาน

ก่อนถูกกระชากกลับขึ้นไปในชั่วพริบตา

วนลูปซ้ำไปซ้ำมา

คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

ง่ายดายขนาดนี้เลยหรอ การตกหลุมรัก..

หันกลับมาด้วยความตกใจตอนที่อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมา รอยยิ้มเล็กๆยังติดอยู่ที่มุมปาก สบตาในเสี้ยววินาที แต่พลังทำลายล้างสูงราวคลื่นลูกยักษ์

สาดซัด

กลืนกินทุกสิ่งในชั่วพริบตา

หัวใจบีบรัดแน่น

เต้นรัวเร็ว

สีฟ้า

คือสีตาของอีกฝ่าย

และหลังจากนี้คงกลายเป็นสีโปรดของผมเช่นกัน






-------------------------------------------

#ผีเสื้อทฤษฎี

แต๊งกิ้ว
:)



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-02-2019 00:50:07 โดย yel.s.low »

ออฟไลน์ yel.s.low

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ | Chapter 2: blue |
«ตอบ #3 เมื่อ19-02-2019 19:31:49 »

blue





วันนั้นเป็นวันที่อากาศดีมากวันหนึ่ง...

ขาเรียวยาวก้าวไปตามทางเดินในสวนสาธารณะพร้อมกระเป๋าบรรจุสมุดวาดรูปไว้ข้างในหนึ่งเล่ม มุ่งตรงไปยังต้นไม้ริมบ่อน้ำ ทิ้งตัวลงนั่ง กางสมุดออก มือจับดินสอเตรียมลากลวดลายลงบนหน้ากระดาษ

กิจวัตรประจำวันหลังเลิกเรียนในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

ภาพผู้ชายตัวสูงในชุดสบายๆนั่งอยู่กลางสนามหญ้า ก้มหน้าเล่นกับลูกแมวจรจัดสามสีที่ตอนนี้เริ่มจะอ้วนจ้ำม่ำ ..กลายเป็นภาพที่เห็นจนชินตา หลักฐานคือเส้นร่างดินสอที่ถูกอัดแน่นอยู่เต็มสมุด

รอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก

นัยน์ตาสีฟ้าราบเรียบ

หากฉาบความเศร้าจางๆอยู่เสมอ

และสามสีตัวจ้อยอีกหนึ่งตัว

หลากหลายอิริยาบถ

ถูกเก็บบันทึกไว้ด้วยลายเส้นในสมุดวาดรูปเล่มโปรด เหลืออีกไม่กี่หน้าก็จะเต็ม พรุ่งนี้คงต้องไปซื้อสมุดใหม่ คิดพลางเงยหน้าขึ้นมองคนที่เป็นแบบให้ผมวาดรูปมาร่วมเดือน

ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นนายแบบให้คนแปลกหน้าใช้สเก็ตช์ภาพอยู่ทุกวัน เขาแค่ไม่สนใจ

ตรงนี้เงียบสงบเพราะไม่ใช่ทางที่คนจะมาใช้ออกกำลังกาย และการมีอยู่ของผมก็คงไม่ทำลายความสงบนั้นของเขาสักเท่าไหร่ถึงได้ยังไม่หนีไปนั่งเล่นที่อื่น ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะผมชอบการได้นั่งมองเขา เก็บบันทึกเรื่องราวในช่วงสั้นๆของวันที่เจอกันลงในหน้าสมุด วันนี้เขายิ้มกี่ครั้ง โดนเจ้าตัวแสบตะปบเล็บใส่ไปกี่ที รายละเอียดเล็กๆอย่างขี้แมลงวันที่ใต้ตาขวา ทั้งหมดถูกวาดลงไปด้วยความใส่ใจ

หลังพิจารณานายแบบกิตติมศักดิ์ของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ความสงสัยและความไม่สบายใจก็ก่อตัวขึ้นช้าๆ

ฝ่ามือหนายังคงทำหน้าที่ลูบหัวลูบหางสามสีตัวอ้วนเป็นอย่างดีเหมือนเช่นเคย

หากแต่มุมปากไร้รอยยิ้มประดับ

และดวงตาสีฟ้าคู่สวยก็ดูจะฉายแววเศร้ากว่าทุกครั้ง

ผมชะงักมือที่กำลังจับดินสอ ขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าด้วยความกังวล ความรู้สึกอยากวาดรูปหายไปในพริบตา ค่อยๆปิดสมุดวางลงข้างตัว กอดเข่ามองคนตรงหน้านิ่งงัน

อะไรที่ทำให้สีฟ้าไม่เคยฉายประกายของความสุขเลยนะ

ทำไมถึงเป็นสีฟ้าที่เศร้าขนาดนั้น

แถมครั้งนี้ ดูจะเศร้าลงอีก




ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เอาแต่เหม่อมองอีกฝ่าย จมอยู่กับความคิดตัวเอง กว่าจะรู้ตัวอีกที..
ฝนก็ตกลงมาซะแล้ว

ไม่ใช่จากท้องฟ้า

แต่เป็นจากดวงตาสีฟ้า

เปียกปอน

เหน็บหนาว

ตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้สีฟ้าที่ผมชอบสดใสขึ้นสักนิดก็ยังดี และหวังว่าจะทำให้หัวใจที่กำลังบีบรัดด้วยความเจ็บปวดของผมกลับมาเต้นในจังหวะเดิม

สูดหายใจเข้าลึก หยิบสมุดข้างตัวขึ้นมาเปิดอีกครั้ง ฉีกกระดาษออกหน้าหนึ่งด้วยความระมัดระวัง ลุกขึ้นยืน เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอีกคน น้ำตายังไหลอยู่ และเขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองผม

สูดหายใจเรียกกำลังใจให้ตัวเองอีกครั้ง

ก่อนเอ่ยในสิ่งที่ตั้งใจ


"คือ.."


"..."


"ผมให้ครับ"


ดวงตาสีฟ้าเงยขึ้นสบกันแวบหนึ่งก่อนก้มลงมองกระดาษในมือผม ภาพเขากำลังเอาเศษใบไม้ออกจากขนของเจ้าสามสี รอยยิ้มอบอุ่นประดับมุมปาก นัยน์ตาที่ทอดมองอย่างอ่อนโยน ทุกอย่างปรากฏอยู่ในนั้น

ภาพวันแรกที่เราเจอกัน


"ผมคิดว่าคุณคงรู้ว่าผมวาดรูปคุณ"


พูดต่อเมื่อเห็นอีกคนนิ่งไป


"ผมอยากเห็นคุณยิ้มแบบในรูป ผมชอบแบบนั้นมากกว่า"


"..."


"หวังว่าสักวัน ผมจะได้วาดรูปคุณที่ยิ้มกว้างกว่านี้นะครับ"


ยกยิ้มอย่างดีใจเมื่ออีกคนยอมรับกระดาษแผ่นนั้นไป ดวงตามองมาที่ผมเรียบนิ่งเหมือนเคย ผมยืนอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง หันหลังกลับเมื่อเห็นอีกคนไม่พูดอะไร เก็บของที่ตั้งทิ้งไว้ ยิ้มให้คนที่ยังมองตามมาอีกครั้งก่อนเดินออกมา

ในใจนึกภาวนาเหมือนทุกครั้ง

หวังว่าพรุ่งนี้ ความเศร้าในตาคู่นั้นจะหายไป


น่าเสียดาย...


ที่ผมไม่มีโอกาสได้รู้ว่าคำขอของตัวเองจะเป็นจริงหรือเปล่า

เพราะหลังจากวันนั้น

ผมก็ไม่เคยเจอเขาที่นั่นอีกเลย...


                                                                     


#####





เป็นไปไม่ได้..


"ป...ช.."


"..."


"ไ...ปั......ญ์"


"..."


"ไอ้เหี้ยปัชญ์!!!"


ผัวะ!


"โอ๊ย!! เหี้ยเต้ ตบหัวกูทำไมเนี่ย"


"แล้วมึงเหม่ออะไรล่ะ ระลึกชาติอยู่หรือไง ไปจ่ายเงินได้แล้ว"


สติผมกลับเข้าร่างอีกครั้งหลังจากโดนไอ้เต้ตบหัว อยากจะบอกมันว่าผมไม่ได้ระลึกชาติ แต่กำลังรำลึกความหลังอยู่ต่างหาก สาเหตุมาจากผู้ชายตัวสูง ผมดำขลับ ตาสีฟ้า เรียบนิ่งเหมือนมหาสมุทร ยืนอยู่ตรงโซนขายของสด ถัดจากผมไปสองบล็อก

และตอนนี้ ตาคู่นั้นกำลังสบกับผมอยู่ หลังเสียงโวยวายของเต้ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมา


"มองอะไรวะ ไปจ่ายเงินโว้ย กูหิวแล้ว"


"พูดมากว่ะ มึงเอาไปจ่ายก่อนแล้วขึ้นไปรอบนห้องเลย กูจะเดินดูของต่ออีกหน่อย"


"เออๆ ใช้กูจังวะ"


บ่นแต่ก็รับกระเป๋าเงินกับคีย์การ์ดที่ยื่นให้อย่างว่าง่าย ผมส่ายหน้าหน่ายๆก่อนหันกลับมามองที่เดิมอีกครั้ง

หายไปแล้ว...

ผมสบถขึ้นมาอย่างหงุดหงิด

ไม่ผิดแน่ๆ ผู้ชายคนนั้น

กลับมาปรากฏตัวต่อหน้าผมหลังจากผ่านไปห้าปี

และทั้งที่นานขนาดนั้น..

หัวใจของผมก็ยังเต้นอย่างบ้าคลั่งเพียงแค่ได้สบตากับเขา

เต้นแรงจนเจ็บไปหมด

จะรักดีเกินไปแล้ว

ตกลงใครเป็นเจ้าของร่างกายนี้กันแน่


มองหาจนทั่วแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอเขา ถอนหายใจอย่างเสียดาย ตัดสินใจเดินออกจากโซน
ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อกลับคอนโดฯ ก่อนที่เต้จะโมโหหิวจนกินหัวผมแทนข้าว ในหัวนึกย้อนถึงเรื่องราวในอดีตที่ไม่เคยลืม สาเหตุที่เขามาที่นี่ ความเป็นไปได้ที่จะเจอกันอีกครั้ง

ความคิดตีกันวุ่นวาย เหม่อจนลืมสังเกตสิ่งรอบข้าง ขาก้าวลงบนถนนเพื่อไปยังคอนโดฯฝั่งตรงข้ามตามความเคยชิน ไม่ทันเห็นรถที่วิ่งมาอย่างเร็ว


ปี๊นน!!!


หันไปมองด้วยความตกใจก่อนจะรู้สึกราวกับกำลังลอยคว้างในอากาศ

จากนั้นก็ร่วงหล่น..

เบาะรองรับไม่ได้แข็งเหมือนที่คิดไว้ทำให้ลืมตาขึ้นมอง หัวใจที่เริ่มสงบจากเหตุการณ์เมื่อครู่กลับมาเต้นแรงอีกครั้งเมื่อเห็นว่าใครกระชากแขนผมเข้ามาก่อนจะถูกรถชน


"เดินมองทางด้วย"


ขมวดคิ้วว่าอย่างตำหนิ ตาสีฟ้าดูดุขึ้นแบบที่ผมไม่เคยเห็น


"ลุกขึ้นครับ ผมหนัก"


ถอนหายใจก่อนจะดันให้ลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าผมยังนิ่งอยู่ เขาปัดฝุ่นออกจากตัวเล็กน้อย ก้มเก็บถุงใส่ของจากซูเปอร์ฯที่ทำตกก่อนทำท่าจะเดินจากไป


"คุณ...!"


"..." หันกลับมามองพลางเลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงถาม


"แขนคุณมีแผล"


"..."


"ให้ผมทำแผลให้คุณนะครับ"




                                                                                     
#####


#ผีเสื้อทฤษฎี


ฝากน้องปัชญ์กับคุณตาฟ้าของเขาด้วยนะคะ

                                                                                     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-02-2019 00:49:31 โดย yel.s.low »

ออฟไลน์ Ti0590

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ
«ตอบ #4 เมื่อ19-02-2019 21:23:38 »

butterfly effect ทฤษฏีผีเสื้อกระพือปีก

 :katai4: :katai4: :katai4:

ออฟไลน์ yel.s.low

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ | Chapter 3: next door |
«ตอบ #5 เมื่อ23-02-2019 00:43:08 »


next door






ผมนำอีกคนมาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง เคาะสองสามครั้ง ยืนรอครู่หนึ่งเต้ก็เดินมาเปิด มันเหลือบตามองคนข้างหลังแล้วหันมาทำหน้าหมางงใส่ ก่อนจะหลีกทางให้ผมกับอีกคนเดินเข้าไป


"กระเป๋าเงินกับคีย์การ์ดมึงกูวางไว้บนโต๊ะนะ"


"เออ"


"แล้วนั่น.."


เต้เหลือบตามองคนที่เดินตามเข้ามาอีกครั้งแล้วเอ่ยถาม ผมเมินคำถามอยากรู้อยากเห็นของมัน ดึงมืออีกคนมานั่งตรงโซฟาหน้าทีวี เดินไปหยิบกล่องยาในตู้ก่อนกลับมาทิ้งตัวนั่งข้างๆ จับแขนอีกฝ่ายขึ้นมาแต่กลับถูกแรงยื้อไว้เล็กน้อย


"ขอผมดูแผลหน่อยนะครับ"


"ทำให้ตัวเองก่อน"


"ครับ? "


"ฝ่ามือคุณ"


ผมก้มมองมือตัวเองด้วยความสงสัย ก่อนนึกขึ้นได้ว่าตอนล้มเอามือค้ำไว้ฝ่ามือเลยถลอกนิดหน่อย ยกยิ้มเล็กน้อย เงยหน้ามองอีกคน


"แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอกครับ เดี๋ยวผมทำทีหลัง"


"ทำ"


ส่งสายตาไม่พอใจ มองฝ่ามือที่มีรอยถลอกเล็กน้อยเป็นเชิงบังคับ ผมยกมือสองข้างยอมแพ้ ทำแผลให้ตัวเองจนเสร็จแล้วจึงยื่นมือไปข้างหน้า


"ทีนี้ขอผมดูแผลให้คุณได้หรือยังครับ" พูดพลางยกยิ้มกวนๆ ให้อีกคน


ดวงตาสีฟ้ามองมาอย่างเอือมระอา ยอมยื่นแขนตัวเองมาให้ ผมเอาสำลีชุบน้ำเกลือล้างแผล บรรจงเช็ดเอาเศษฝุ่นออก ใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดรอบๆ หยดเบตาดีนลงบนแผล แขนอีกคนกระตุกเล็กน้อย

ผมเงยหน้ามอง สีหน้าและแววตาของเขายังคงราบเรียบเหมือนเดิม หลุดขำออกมาจนอีกคนเบือนหน้าหนี สีแดงจางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนใบหูทำผมยิ้มกว้างกว่าเดิม


"แสบหน่อยนะครับ"


ก้มลงทำแผลอีกครั้ง ครั้งนี้ผมเบามือกว่าเดิม


"ตรงข้อศอกแผลใหญ่หน่อย ผมแปะผ้ากอซไว้ ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำนะครับ"


ผมมองคนที่พยักหน้าช้าๆ ลุกขึ้นยืนเมื่อหมดธุระ ในหัวเริ่มคิดหาวิธีรั้งให้อีกคนอยู่ด้วยกันนานกว่านี้อีกหน่อย


"อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนไหมครับ"


"..."


"ผมกำลังจะทำอาหารเย็น"


"ไม่ล่ะ"


"อ่า... งั้นเดี๋ยวผมลงไปส่งนะครับ"


ตอบกลับไปอย่างห่อเหี่ยวก่อนลุกขึ้นยืน เดินนำอีกคนมาที่หน้าประตู


"ส่งตรงนี้ก็พอ"


ผมเงยหน้ามองอีกฝ่าย สบกับดวงตาสีฟ้าที่กลับมาอยู่ตรงหน้าอีกครั้งหลังจากใช้เวลาอยู่แค่ในความทรงจำมาหลายปี ตัดสินใจพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป


"เราจะได้เจอกันอีกมั้ยครับ"


"..."


"ผมอยากเจอคุณอีก"


"..."


ความรู้สึกที่หลบซ่อนยาวนานคล้ายจะทะลักออกมา คำถามที่เคยได้แค่ถามตัวเอง

ตอนนี้

เจ้าของคำตอบยืนอยู่ตรงหน้า..

คนตัวสูงหันหลังเดินออกจากห้อง ผมปิดประตู ยกมือลูบหน้าอกเผื่อจะช่วยให้หัวใจที่เต้นรัวสงบลง คำพูดทิ้งท้ายของอีกคนดังก้องอยู่ในหัว


"อืม ไว้เจอกัน"


และผมเชื่อมันอย่างสนิทใจ...





#####







"เมื่อกี๊มันอะไรวะ"


"อะไร"


"ก็ไอ้บรรยากาศเหมือนห้องนี้มีกันอยู่สองคนเมื่อกี๊มันคืออะไร"


คนที่ถูกลืมไปแล้วว่ามีตัวตนอยู่ในห้องโวยขึ้นหลังผมเดินกลับมาที่โซฟาตัวเดิมอีกครั้ง อืม.. ห้องนี้มีกันอยู่สองคนหรอ ถ้ามีเขามาอยู่ด้วยกันในห้องนี้จริงๆ ก็คงดีไม่น้อย


"ใครวะ คนรู้จักหรอ"


"ไม่ยุ่งดิเต้"


"ไอ้เหี้ยปัชญ์! บอกมา ไม่งั้นกูจะฟ้องแม่มึงว่ามึงพาผู้ชายเข้าห้อง"


"ขี้ฟ้องว่ะเต้ มึงเป็นเด็กห้าขวบหรือไง"


"มึงเลือกเอาว่าจะบอกกูดีๆ หรือบอกด้วยน้ำตา"


เต้พุ่งเข้ามาเขย่าคอผมอย่างคนหมดความอดทน เมื่อต่อมเสือกพุ่งทะลุปรอท หัวผมโยกไปตามแรง ก่อนหยุดลงเพราะตัวปัญหาถูกผมถีบไปกองอยู่ที่พื้น


"น้ำตามึงอ่ะหรอ"


"เออ รีบบอกมาก่อนที่กูจะต้องคุกเข่าอ้อนวอนมึง"


ผมยกยิ้มขำกับความเล่นใหญ่ของไอเต้ ยอมบอกมันดีๆ ก่อนที่มันจะบีบน้ำตาอ้อนวอนผมขึ้นมาจริงๆ


"เจ้าของไทเกอร์"


พูดพร้อมยกมือขึ้นลูบหัวไทเกอร์ที่ว่าเมื่อมันกระโดดขึ้นมานอนบนตัก โผล่ออกมาถูกจังหวะจริงๆ


"หืม ไอ้แมวอ้วนนี่ก็ของมึงไม่ใช่หรือไง"


"หึ นั่นน่ะเจ้าของตัวจริง"


"ตัวจริง? "


"คนที่เคยเล่าให้ฟังตอนมอหก" ขยายความเล็กน้อยเมื่อเห็นเพื่อนทำหน้าโง่ใส่


"อ้อออ หนุ่มแปลกหน้าที่สวนสาธารณะ"


เบะปากให้หนึ่งทีเมื่อเห็นมันทำสายตาล้อเลียน


"แล้วไงวะ บังเอิญเจอกันหรือไง"


"อืม ที่ซูเปอร์มาเก็ต"


"ถึงว่า ยืนเหมือนคนสติหลุด"


"เออ เหม่อจนเกือบโดนรถชน เขาช่วยไว้เลยพาขึ้นมาทำแผล" ยักคิ้วอวดๆ ไปหนึ่งที


"เหอะ ใจลอยหาผู้ชายจนเกือบโดนรถชน โง่ขนาดนี้อย่าบอกใครนะว่าเป็นเพื่อนกู"


ผมปาหมอนอัดหน้ามันเมื่อได้ยินคำพูดไม่เข้าหู ลุกขึ้นเตรียมเดินเข้าครัวก่อนหงายหลังกลับมานั่งแหมะที่เดิมอีกครั้งเพราะถูกไอ้เต้ดึงคอเสื้อไว้


"อย่าเพิ่งไปดิกูยังเสือกไม่จบ เขาจำมึงได้มั้ยวะ"


"ไม่รู้"


อืม ไม่รู้

ไม่รู้ว่าเขาจำได้ไหม

ไม่รู้ว่าเขาเคยจำผมไว้บ้างหรือเปล่า

แต่ผมไม่เคยลืม

ดวงตาสีฟ้าที่ฉาบความเศร้าจางๆ

จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่..




ครั้งหน้าที่เจอกัน

ผมจะทำอะไรให้ความเศร้าในนั้นเจือจางลงได้บ้างนะ






#####





วันนี้วันหยุด

ผมเป็นนักศึกษาจบใหม่ ทำงานเป็นนักออกแบบและวาดภาพประกอบให้กับนิตยสาร

สำนักงานใหญ่อยู่ที่อเมริกา ส่วนบริษัทลูกเพิ่งก่อตั้งที่ไทยเมื่อสองปีก่อน

หัวหน้าเป็นรุ่นพี่จบจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เคยทำงานในตำแหน่งกราฟิกดีไซน์ที่บริษัทแม่ก่อนบินกลับมารับตำแหน่งหัวหน้าแผนกที่ไทย มีข้อเสียคือชอบคิดว่าผมว่างงานเลยมาลากไปเป็นนายแบบให้พวกคอลัมน์แฟชั่นที่เพื่อนตัวเองเป็นช่างภาพอยู่บ่อยๆ


"หุ่นมึงดี หน้ามึงได้ เก็บไว้ก็เสียของเอามาโชว์ซะบ้าง" ข้ออ้างที่ได้ยินประจำ จริงๆ พี่มันก็แค่ขี้เกียจหาคนให้วุ่นวาย เลยมาวุ่นวายกับผมแทน..


ละสายตาจากหน้าจอคอม ถอนหายใจให้งานที่รออยู่เป็นภูเขา วันหยุดไม่มีจริง...

บิดขี้เกียจหนึ่งที ลุกจากเก้าอี้ เดินไปเปิดตู้เย็นเมื่อท้องเริ่มร้องประท้วง เลยเวลาอาหารเช้ามานานจนใกล้จะกลายเป็นอาหารเที่ยง กวาดสายตามอง หากพบเพียงความว่างเปล่า ขมวดคิ้วเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานมีตัวตะกละมาฝากท้องที่ห้อง

กูรู้ว่ามึงหิวนะเต้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะกวาดครัวกูเกลี้ยงขนาดนี้

ปิดประตูตู้เย็นเมื่อไม่พบอะไรที่พอจะใช้ประทังชีวิต ปากพึมพำถ้อยคำระลึกถึงเพื่อนอยู่หลายประโยค

ครั้งหน้าคงต้องซื้ออาหารสำเร็จรูปมาตุนไว้บ้าง

คิดพลางเดินไปหยิบกระเป๋าเงินกับคีย์การ์ด ตัดสินใจลงไปห้างฯฝั่งตรงข้ามเพื่อซื้อข้าวสารอาหารแห้งมายังชีพ เหยียบเข้ามาในโซนของสดอีกครั้งทั้งที่ยังผ่านไปไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง หวนคิดถึงเจ้าของดวงตาสีฟ้าที่เพิ่งเจอกันเมื่อวาน


"อืม ไว้เจอกัน"


ไว้เจอกันที่ว่านี่.. อีกนานแค่ไหนนะ

สะบัดหัวเรียกสติครั้งหนึ่งเมื่อรู้สึกว่าเริ่มเหม่อไปไกล เดินไปจ่ายตังค์เมื่อได้ของครบก่อนจะข้ามถนนกลับคอนโดฯ คราวนี้สติผมอยู่ครบ ไม่เปิดโอกาสให้รถคันไหนมาบีบแตรใส่อีก

ลิฟต์โดยสารหยุดอยู่ที่ชั้นหนึ่งพอดี ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน มองตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พาผมไปสู่ชั้นที่ต้องการ เลขหยุดอยู่ที่ชั้นสามสิบห้า ประตูเปิดออกพร้อมกับผมที่ค่อยๆ เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

ไว้เจอกันที่เขาบอก เร็วขนาดนี้เลยหรอ..

ผมพาตัวเองออกมาจากลิฟต์ เงยหน้าพูดกับคนที่ยังมองกันด้วยสายตาเรียบนิ่ง ไม่มีทีท่าตกใจ


"คุณอยู่ที่นี่หรอครับ"


"อืม" เหลือบตามองไปที่ลิฟต์ครั้งหนึ่งก่อนจะหันกลับมาตอบสั้นๆ


"เมื่อวานไม่เห็นบอก" บ่นพึมพำกับตัวเอง ถามต่อในสิ่งที่สงสัย หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น


"ชั้นนี้เหมือนกันสินะครับ คุณอยู่ห้องไหนหรอ"


"ข้างๆ "


"ครับ? "


"ห้องข้างๆ คุณ"


อ่า ห้องผมอยู่สุดทางเดิน ห้องข้างกันมีแค่ห้องเดียว ไว้เจอกันของเขาไม่ใช่คำโกหกจริงๆ ด้วย เพราะอยู่ใกล้กันขนาดนี้เขาถึงมั่นใจว่ายังไงก็ต้องเจอกัน

ผมยกยิ้มอย่างยินดี ลืมเรื่องที่เขาไม่ยอมบอกว่าตัวเองก็อยู่ที่นี่เหมือนกันไปซะสนิท


"แล้วนี่คุณจะออกไปข้างนอกหรอครับ"


"ไปกินข้าว"


"ผมเพิ่งไปซื้อของมา กะจะทำอะไรกินอยู่พอดี"


"..."


"มากินด้วยกันมั้ยครับ"


ประตูลิฟต์ปิดลงแล้ว ตัวเลขที่ปรากฏบ่งบอกว่ามันกำลังเลื่อนไปชั้นอื่น

ดวงตาสีฟ้ายังคงเรียบนิ่งเหมือนเคย หากมุมปากที่ยกเป็นรอยยิ้มน้อยๆ ส่งผลให้หัวใจผมเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง


"...ครับ"


และคำตอบของเขาทำให้ผมไม่สามารถหยุดยิ้มได้เลย





                                                                             
#####


#ผีเสื้อทฤษฎี

แต๊งกิ้ว

:)


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-02-2019 00:48:04 โดย yel.s.low »

ออฟไลน์ yel.s.low

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ | Chapter 4: cat |
«ตอบ #6 เมื่อ26-02-2019 22:11:39 »

cat






"เมี้ยว"



เสียงร้องดังขี้นตอนที่ผมเปิดประตู เจ้าตัวจ้อยที่ตอนนี้กลายเป็นไอ้อ้วนเดินมาพันแข้งพันขา ผมหัวเราะในลำคอ ก้มลงจิ้มหัวแมวขี้ประจบไปสองจึ้ก ได้เวลาอาหารแล้วสินะถึงมาอ้อนอย่างนี้



"...แมวตัวนี้"



เงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ยืดตัวเต็มความสูงอีกครั้ง ถอดรองเท้าก่อนเดินนำเข้าห้อง



"มันชื่อไทเกอร์ครับ ผมฝากคุณให้อาหารมันหน่อยได้ไหม"



พูดพลางชี้ให้ดูอาณาจักรไทเกอร์ที่ตั้งอยู่ข้างประตูระเบียง ถาดอาหาร ที่ลับเล็บ เบาะนอน กระบะทราย คอนโดแมว เจ้าตัวแสบนี่ยึดครองพื้นที่ส่วนหนึ่งของห้องผมไปเป็นของตัวเอง



"คุณเลี้ยงมันหรอ"



"อันที่จริง ผมแค่รับฝากไว้เฉยๆ รอให้เจ้าของมันมาเอากลับไปน่ะครับ"



"เจ้าของ...? "



"ครับ เจ้าของมันหายไป"



"..."



"ตอนนี้กลับมาแล้ว.. แต่ไม่รู้ว่าจะมารับมันไปเมื่อไหร่"



"..."



"มันคงคิดถึงเจ้าของน่าดู"



ไม่ใช่แค่ไทเกอร์หรอกที่คิดถึง ผมก็เหมือนกัน..



"...ปัชญ์"



"...! "



ผมเงยหน้าสบตาอีกคนด้วยความตกใจ หัวใจเต้นแรงเหมือนจะทะลุออกมา ความร้อนลามขึ้นมาที่สองข้างแก้ม เสียงนุ่มทุ้มที่เรียกชื่อผม ดังก้องซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว



"ค.. คุณรู้จักชื่อผมหรอครับ"



"เมื่อวาน.. เพื่อนคุณตะโกนดังลั่นห้าง"



พยักหน้ารับรู้ ผ่อนลมหายใจคลายความตื่นเต้น



"งั้น.. ให้ผมรู้ชื่อคุณบ้างได้ไหม"



"... วินด์"



"ครับ คุณวินด์" ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มกว้าง





ผมปล่อยให้อีกคนไปให้อาหารเจ้าสามสี ส่วนตัวเองเดินเลี่ยงเข้ามาในครัว มือลูบหน้าอกแรงๆ เผื่อว่าอวัยวะที่อยู่ข้างในจะเต้นช้าลง ริมฝีปากยังยกยิ้มเต็มหน้าอย่างห้ามไม่อยู่

ตบแก้มตัวเองสองสามทีเรียกสติ



"ฟู่ ใจเย็นๆ "



หยิบของในถุงออกมา จัดการเก็บของที่ไม่ใช้เข้าที่ หันกลับมามองวัตถุดิบที่กำลังจะกลายเป็นอาหารเที่ยงของผมกับแขกคนพิเศษ



"มีอะไรให้ผมช่วยมั้ย"



"คุณวินด์อยากทานอะไรครับ" ไม่ตอบแต่ถามกลับแทน



"อะไรก็ได้"



"งั้นคุณไปนั่งรอที่โซฟาก่อนนะครับ ถ้าเบื่อเปิดโทรทัศน์ดูก็ได้ เสร็จแล้วเดี๋ยวผมออกไปเรียก"



คนตัวสูงพยักหน้ารับก่อนเดินออกไปอย่างว่าง่าย ผมหันมาจัดการของที่ทำค้างไว้ต่อ เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยก็โยนลงกระทะ ใช้เวลาไม่นานข้าวผัดหมูโง่ๆ จึงพร้อมเสิร์ฟ ตักใส่จานแล้วยกไปวางบนโต๊ะ โผล่หน้าไปคุยกับคนที่นั่งรออยู่



"อาหารเสร็จแล้วครับ วินด์จะนั่งกินที่โซฟาหรือเข้ามากินในครัว"



คนที่นั่งอยู่บนโซฟาลุกขึ้น เดินเข้ามาในครัวแทนคำตอบ หากตอนกำลังเดินผ่านไทเกอร์ เจ้าสามสีที่ตอนแรกนอนเล่นอยู่ก็ขู่ฟ่อก่อนจะกางเล็บตะปบลงบนขาคุณวินด์ คนโดนประทุษร้ายก้มมองด้วยความตกใจ เลือดค่อยๆ ไหลจากบาดแผล



"เฮ้ย ไทเกอร์!!! "



ผมตะโกนลั่น วิ่งไปอุ้มไอ้ตัวแสบให้ออกห่างจากคุณวินด์ ก้มลงมองแผลของอีกคน มือจับขากางเกงห้าส่วนที่อีกฝ่ายใส่อยู่พับขึ้นเพื่อไม่ให้เปื้อนเลือด แต่โดนดึงแขนไว้



"ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมพับเอง"



ผมไม่สนใจคำพูดของเขา พับเสร็จก็ลากแขนคนตัวสูงกลับมานั่งที่โซฟา หมุนตัวเดินไปหยิบกล่องพยาบาล กลับมาทิ้งตัวนั่งที่พื้นตรงหน้าอีกคน



"ปัชญ์ ขึ้นมานั่งข้างบน"



"ไม่เป็นไรหรอกครับ นั่งตรงนี้สะดวกดี"



"ขึ้นมา"



"คุณนี่ดื้อจริงๆ เลยนะ"



"ใครกันแน่ที่ดื้อ"



ผมยกมือยอมแพ้ ลุกขึ้นมานั่งบนโซฟาแต่โดยดีก่อนเจ้าของดวงตาสีฟ้าจะเลือดไหลจนหมดตัวซะก่อน



"ให้ผมมานั่งข้างบนก็ยกขาขึ้นมาวางบนโซฟาด้วยสิครับ"



ผมพูดยิ้มๆ ตาสีฟ้ามองมาด้วยความเอือมระอาหากยอมทำตามอย่างว่าง่าย จับเท้าอีกคนดึงเข้ามาใกล้เพื่อจะดูแผล แต่คนตัวโตสะดุ้งก่อนชักขากลับ



"ผมทำเองดีกว่า" พูดพลางทำท่าจะเอื้อมมือมาแย่งสำลีไปถือไว้เอง



"คุณนั่งนิ่งๆ ไปเถอะครับ"



ผมว่า มองดุอีกฝ่าย คนตรงหน้าทำท่าทางงุ่นง่านพักหนึ่งก่อนถอนหายใจ ยอมอยู่เฉยให้ทำแผลสักที



"คุณเจอผมทีไรได้แผลกลับไปทุกทีเลย แต่ไม่ต้องห่วงนะครับไทเกอร์ฉีดยาแล้ว ไม่รู้มันเกิดหงุดหงิดอะไรขึ้นมา ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้แท้ๆ คุณวินด์เพิ่งให้อาหารแกไปนะไออ้วน มาแว้งกัดแบบนี้ได้ยังไง"



บ่นยาวเหยียด ประโยคหลังหันไปพูดกับเจ้าตัวแสบที่นอนลอยหน้าลอยตาอยู่ข้างโซฟา



"ไม่เป็นไรหรอก มันคงโกรธผม"



คุณวินด์พึมพำเสียงเบา ผมเหลือบตามองคนพูดแวบหนึ่ง เขาจำแมวตัวนี้ได้จริงๆ ด้วย แบบนี้จะจำผมได้บ้างมั้ยนะ อ่า.. อยู่ดีๆ ก็อิจฉาแมวขึ้นมาตงิดๆ

ทำแผลเรียบร้อยก็บอกให้อีกคนไปนั่งรอที่โต๊ะกินข้าว ส่วนตัวเองเอาของไปเก็บแล้วเดินตามมานั่งลงฝั่งตรงข้าม ต่างฝ่ายต่างกินเงียบๆ ผมมองคนตรงหน้าที่เหมือนกำลังจมอยู่กับความคิดตัวเอง กินเสร็จก็เก็บจานไปล้าง ไล่คนที่อาสาเข้ามาช่วยให้ไปรอที่โซฟา เดินออกมาอีกทีถึงกับต้องหยุดมองด้วยความประหลาดใจ ตัวแสบที่เพิ่งเกรี้ยวกราดใส่คนตัวสูง ตอนนี้กลับนอนหลับตาพริ้มอยู่บนตักให้เขาลูบหัวลูบหางอย่างสบายใจ

ผมมองดวงตาสีฟ้าที่ทอประกายอ่อนโยน หวนนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่สวนสาธารณะ หัวใจเริ่มเต้นแรงอีกครั้ง ทำยังไงเขาถึงจะมองผมด้วยสายตาแบบนั้นบ้างนะ อิจฉาแมวโว้ย!

เดินไปทิ้งตัวนั่งลงข้างอีกคน มือเอื้อมไปขยี้หัวไอ้สามสีแรงๆ ด้วยความหมั่นไส้จนมันสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมามองตาขวาง



"มองอะไรฮะ ไอตัวขี้ประจบ"



"อย่ารังแกสัตว์สิ"



"ก็สัตว์มันทำตัวน่าหมั่นไส้"



"มันยังไม่ทำอะไรเลย แค่นอนนิ่งๆ อยู่บนตักผม"



"ก็นั่นแหละที่น่าหมั่นไส้!! "



"..."



เวร.. เผลอหลุดปาก ผมสบตาสีฟ้าที่มองมาอย่างสงสัย ตีหน้ามึนเหมือนไม่ได้เพิ่งพูดอะไรประหลาดๆ ออกไปก่อนเปลี่ยนเรื่อง



"คุณอยากดูโทรทัศน์มั้ยครับ เดี๋ยวผมเปิดให้"



"ไม่ล่ะ ผมจะกลับแล้ว"



ได้ยินว่าอีกคนจะกลับก็เผลอส่งสายตาห่อเหี่ยวไปให้



"อ่า.. งั้นหรอครับ"



"อืม มีงานต้องทำต่อ"



"งั้นไว้วันหลังมาทานข้าวด้วยกันอีกนะครับ"



"ครับ"



ได้ยินอีกคนตอบรับคำชวนก็ยิ้มอย่างลิงโลด เดินนำไปส่งหน้าห้อง แต่พอเปิดประตู ไอ้ไทเกอร์ก็เอาร่าง อ้วนๆ มาขวางทางไว้ไม่ยอมให้เขาไป



"เมี้ยว.."



มันจะเกินหน้าเกินตาไปหน่อยหรือเปล่านะแมวตัวนี้.. ตาสีฟ้าหันมองผมอย่างลำบากใจ ดูเหมือนเขาจะแพ้ทางตาแป๋วๆ นั่น ผมถอนหายใจ กำลังจะใช้เท้าเขี่ยเจ้าตัวอ้วนให้พ้นทางก็จะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้



"เจ้านี่ดูจะติดคุณนะ ถ้าไม่ว่าอะไรให้มันไปนั่งเล่นที่ห้องคุณด้วยได้มั้ยครับ"



"อ่า.. จะดีหรอ"



"ดีสิครับ"



ผมยิ้มกว้าง อุ้มสามสีตัวอ้วนยัดใส่มืออีกฝ่าย ดันหลังเขาไปส่งถึงหน้าห้อง



"อยู่ห้องคุณวินด์ก็เป็นเด็กดีอย่าไปรบกวนตอนเขาทำงานเข้าใจมั้ย เดี๋ยวถึงเวลาอาหารเย็นผมจะมาเรียกนะครับ"



สั่งแมวเรียบร้อยก็เงยหน้าขึ้นมาพูดกับเจ้าของห้อง พอเห็นอีกคนพยักหน้ารับงงๆ ก็ยิ้มให้หนึ่งทีก่อนเดินกลับห้อง

พลางคิดว่าเย็นนี้จะทำอะไรให้คุณวินด์ทานดี

ตอนที่เอาอาหารไทเกอร์ไปส่ง...







#####






ผมลุกขึ้นบิดขี้เกียจหลังนั่งวาดรูปหน้าคอมมาหลายชั่วโมง เหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าใกล้จะหนึ่งทุ่มแล้ว เวร.. คุณวินด์กินข้าวไปแล้วยังนะ บ่นตัวเองในใจที่ทำงานลืมเวลาจนได้ รีบเข้าครัวทำอาหารตามที่คิดไว้ อาหารคนเสร็จเรียบร้อยก็มาเตรียมอาหารให้แมวอ้วนที่ตอนนี้คงโมโหหิวได้ที่ก่อนพาตัวเองมาหยุดอยู่หน้าห้องอีกคน หายใจเข้าลึกๆ เรียกกำลังใจหนึ่งที



ก๊อก ก๊อก ก๊อก



แกร๊ก



"ผมเอาอาหารมาให้ไทเกอร์ครับ"



ฉีกยิ้มกว้างพร้อมยกถ้วยอาหารในมือให้คนที่โผล่ออกมาจากประตูดู



"คุณวินด์ทานอะไรแล้วยังครับ ผมทำอาหารเผื่อคุณด้วยนะ ฝากคุณวินด์เอานี่ให้ไทเกอร์ก่อน ผมไม่ได้ยกมาด้วยเพราะถือไม่หมด เดี๋ยวยกตามเข้าไปให้นะครับ"



"... จริงๆ คุณให้ไทเกอร์กลับไปกินที่ห้องก็ได้นะ"



พูดพลางหรี่ตามองมาด้วยสายตาจับผิด ผมชะงัก อ่า โดนจับได้แล้วสินะ



"แล้ว.. แบบนี้ไม่ได้หรอครับ"



คนตัวสูงสบตากันนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ถอนหายใจ หมุนตัวกลับเข้าไปในห้องแทนคำตอบ ผมยิ้มอย่างลิงโลด กลับเข้าห้องมายกอาหาร

ความจริงไทเกอร์ก็แค่ข้ออ้างที่ผมใช้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องอีกคนเท่านั้นแหละ เอาอาหารเม็ดไปให้ไอ้อ้วนกินในห้องคุณวินด์ จะได้เอาอาหารตัวเองเข้าไปกินกับอีกคนในนั้นได้บ้าง มุกตื้นเป็นบ้า ไม่แปลกที่เขาจะดูออก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยอมให้ผมทำตามใจได้อีก ใจดีจังเลยน้า

ผมยกข้าวและกับข้าวอีกสองสามอย่างใส่ถาด เดินไปเปิดประตูด้วยความทุลักทุเลเล็กน้อย เห็นคนตัวสูงยืนมองอยู่หน้าห้องก็สบตางงๆ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง เมื่ออีกคนแย่งถาดในมือไปถือไว้เอง รีบเดินนำไปเปิดประตูห้องอีกฝ่าย หลีกทางให้เขายกถาดอาหารไปวางไว้บนโต๊ะ



"ห้องคุณวินด์น่าอยู่จังเลย"



"มันก็แบบเดียวกับห้องคุณ"



"แบบเดียวกันที่ไหน คุณวินด์แต่งห้องสวยกว่าผมเยอะ"



สีน้ำเงินเข้มและสีเทาบนเฟอร์นิเจอร์ที่ประดับอยู่รอบๆ เสริมให้บรรยากาศในห้องดูสงบ เหมาะกับการทิ้งตัวลงนอนจริงๆ ..



"สนใจมาช่วยผมแต่งห้องใหม่มั้ยครับ"



ยักคิ้วกวนๆ ส่งให้อีกคน ก่อนโดนผลักหัวมาหนึ่งที



"เยอะ"



"แล้วนี่คุณวินด์ทำอะไรอยู่หรอครับ ผมมากวนหรือเปล่า"



"ถามตอนนี้ไม่ทันแล้วมั้ง"



"ก็.. กองทัพต้องเดินด้วยท้องไงครับ"



"งั้นหยุดพูด แล้วมากินข้าวได้แล้วครับ"



ผมทำท่ารูดซิปปาก นั่งลงเงียบๆ อีกคนทำหน้าเอือมใส่ก่อนนั่งตาม กินเสร็จคุณวินด์ก็อาสาล้างจานให้ ไล่ผมไปนั่งรอที่โซฟาบ้าง

มองตามคนที่กำลังล้างจานอยู่พลางพิจารณา โครงหน้าและดวงตาสีฟ้าสวยที่คงจะรับมาจากฝั่งตะวันตกแต่กลับมีผมสีดำขลับแบบคนเอเชีย บุคลิกดูภูมิฐานขึ้นจากห้าปีก่อน ส่วนสูงร้อยแปดสิบเซ็นติเมตรของผมแทบไม่มีผลเมื่อทุกครั้งที่คุยกันยังต้องเงยหน้าเพื่อสบตากับอีกคนอยู่ดี คุณวินด์เป็นคนที่ดูใกล้เคียงกับคำว่าเพอร์เฟกต์



ถ้าไม่นับความเศร้าที่ปรากฏในแววตาคู่นั้นเสมอ



ละสายตาจากอีกคนเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มๆ ที่ขา ก้มลงไปอุ้มแมวอ้วนที่คลอเคลียอยู่มากอดแน่นอย่างมันเขี้ยว ดึงเหนียงเล่นก่อนหัวเราะคิกคักเมื่อไอตัวแสบทำตาขวางใส่ ไทเกอร์ดิ้นขลุกขลักอยู่สักพักก็ถีบตัวออกจากอ้อมกอดผมสำเร็จ



"รังแกแมวอีกแล้วหรอ"



"เปล่าสักหน่อย" ตอบพลางยู่หน้าใส่คนที่กำลังเดินมาหา เมื่ออีกคนดูจะปกป้องเจ้าอ้วนนี่เหลือเกิน



"ก็เห็นๆ อยู่"



"วินด์ คุณน่ะสปอยล์ไอ้อ้วนมากเกินไปแล้ว อยู่กับคุณบ่อยๆ คงเสียนิสัยพอดี"



"มันเชื่องจะตาย ไม่เห็นจะทำตัวแย่อะไร"



"เชื่องแค่กับคุณน่ะสิ"



"ก็คุณชอบแกล้งมัน"



"วินด์เข้าข้างมันมากกว่าผม"



"แล้วทำไมผมต้องเข้าข้างคุณด้วย"



"ก็...! "



"ก็อะไร"



"ไม่รู้!!! "



ผมโวยวาย นึกหงุดหงิดที่อีกคนเห็นแมวดีกว่า ผ่านมาห้าปีไอ้อ้วนนี่ก็ยังชนะผมอยู่ดี ตวัดสายตาไปมองสิ่งมีชีวิตสามสีที่กำลังหลับตาพริ้มกระดิกหางไปมาอย่างสบายใจ ในหัวนึกวิธีทรมานสัตว์โลกตรงหน้าเป็นฉากๆ กลับห้องไปจะฟัดพุงย้วยๆ นั่นจนต้องร้องขอชีวิตเลยคอยดู!



"โมโหอะไร"



"..."



"อิจฉาแมวหรอ"



เงยหน้ามองอีกคนอย่างงุ่นง่าน ตั้งท่าจะเถียงกลับก่อนชะงักเมื่อเห็นแววตาที่มองมาทอประกายขบขัน ร่องรอยความสุขฉาบจางๆ บนใบหน้า

ส่งผลต่อความรู้สึกผมโดยตรง

ยิ้มกว้างส่งไปให้ คนมองนิ่งไปพักหนึ่ง ยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก



"ผมไม่ใช่ไทเกอร์นะ ไม่ต้องมาลูบหัวลูบหางให้ผมหรอก"



คุณวินด์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง หัวเราะในลำคอเบาๆ มือที่ลูบผมเปลี่ยนเป็นขยี้แรงๆ อย่างมันเขี้ยว



"พอแล้ว ผมยุ่งหมดแล้วเนี่ย"



"กวน"



"เปล่าสักหน่อย อยากลูบก็ไปลูบไทเกอร์นู่น เข้าข้างกันอยู่แล้วนี่"



"หึ เลิกงอแงได้แล้วครับ" พูดพลางช่วยจัดเส้นผมยุ่งๆ ให้เข้าที่



"งอแงอะไร ผมไม่ใช่เด็กๆ นะ"



"หรอ"



อีกฝ่ายพูดเสียงเรียบ ผมส่งสายตาแบบพร้อมจะกระโดดงับหัวไปให้คนที่เอาแต่กวนกันอยู่ได้ เขายกมือสองข้างเป็นเชิงยอมแพ้ ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ หยิบรีโมทขึ้นมาเปิดโทรทัศน์ก่อนเหลือบสายตามามองผม



"ไม่กลับห้องหรอ"



"ผมชอบดูรายการนี้มากเลยนะ มีนักร้อง นักดนตรีเก่งๆ มาโชว์ความสามารถเยอะแยะเลย"



"..."



"จริงๆ ผมเล่นดนตรีเป็นด้วยนะ ที่ห้องก็มีกีตาร์อยู่ คุณวินด์อยากฟังมั้ย"



"ไม่เนียน"



"ครับ? อ้าว ห้องคุณก็มีกีตาร์นี่ งั้นผ--"



"ไม่เนียน"



"วินด์.." เรียกอีกฝ่ายเสียงอ่อย



"กลับห้องได้แล้วครับ"



"... ครับ"



ผมอุ้มไทเกอร์พาดบ่า เดินคอตกไปทางประตูห้อง มีอีกคนเดินตามหลังมาส่ง



"ผมต้องทำงานต่อ พรุ่งนี้เช้าผมว่าง ถ้าอยากเล่นกีตาร์พรุ่งนี้ก็มาเรียก"



"งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะครับ! " ฉีกยิ้มกว้างหันไปตอบด้วยความรวดเร็ว ท่าทางห่อเหี่ยวหายไปในพริบตา



"ฝันดีครับคุณวินด์"



"อืม"



โคลงหัวอย่างเอือมๆ ก่อนเดินกลับเข้าห้อง ทิ้งอีกคนยืนกุมหัวใจตัวเองแน่น ความสุขฉายชัดบนใบหน้า

รอยยิ้มทั้งตาและปากคือหลักฐาน...





.

.

.





คืนนั้น..

ผมกางแขนกางขาไทเกอร์แนบกับพื้น

ผมสีน้ำตาลมุดเข้ากับพุงย้วยๆ ของเจ้าแมวตัวอ้วนเป็นการลงโทษตามที่ตั้งใจไว้

เสียงโหยหวนและแรงดิ้นไม่ทำให้ผมยอมรามือจากการกระทำที่โหดเหี้ยมนี้



แมวสามสีตัวกลมปุ๊ก

กลายเป็นเหยื่ออารมณ์ของมนุษย์เลือดเย็นอย่างสมบูรณ์...







+++++



ไทเกอร์ : เจ้ามนุษย์ขี้อิจฉา



ขอบคุณคับ

#ผีเสื้อทฤษฎี






ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +326/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ
«ตอบ #7 เมื่อ27-02-2019 08:16:47 »

 :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ yel.s.low

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ | Chapter 5: feel |
«ตอบ #8 เมื่อ02-03-2019 21:17:03 »




feel







ก๊อก ก๊อก ก๊อก


แกร๊ก



"รีบหรอ"



"มากๆ "



ผมตอบรับคำประชดของคนที่พูดขึ้นเมื่อเห็นผมมายืนอยู่หน้าห้องตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ในมืออุ้มไทเกอร์ที่ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วก็ยังทำตาขวางใส่ไม่เลิกสักที



"ขอทางหน่อยครับ ไทเกอร์หิวแล้ว"



พูดพลางยื่นแมวตาขวางไปจ่อหน้าอีกคน เมื่อวานผมทิ้งถ้วยอาหารไทเกอร์ไว้ที่ห้องคุณวินด์ เผื่อเขาตุกติกไม่ยอมเปิดประตูให้จะได้ใช้มันเป็นข้ออ้าง



"แขนไปโดนอะไรมา" คนตรงหน้าถามขึ้นเมื่อสังเกตเห็นรอยข่วนหลายแผลบนแขน



"ไม่มีอะไรครับ"



"ทะเลาะกับแมวอีกล่ะสิ"



"คุณรู้ได้ไง!! "



อีกคนไม่ตอบ แต่ส่งสายตาแบบไม่รู้ก็แปลกมาให้แทน ผมทำหน้ามึนๆ ก่อนแทรกตัวคนที่ยืนขวางประตูอยู่เข้าไปในห้อง ปล่อยไทเกอร์ลงกับพื้นส่วนตัวเองเดินไปทิ้งตัวนั่งที่โซฟา



"คุณวินด์ตื่นเช้าเหมือนกันนะครับเนี่ย"



"ผมยังไม่ได้นอน"



"อ้าว.. งานเยอะหรอครับ"



"อืม"



"งั้นคุณวินด์จะทานอะไรหน่อยมั้ยครับ เดี๋ยวผมทำให้"



"ไม่เป็นไร ผมกำลังจะชงกาแฟพอดี"



"ได้ไงล่ะครับ คุณไม่ได้นอนแล้วยังจะดื่มกาแฟอีก นี่เมื่อคืนก็ดื่มไปใช่ไหมครับถึงได้ลากยาวมาจนป่านนี้" ผมบ่นอีกฝ่าย นึกหงุดหงิดคนที่ไม่ดูแลตัวเอง ถึงจะเคยทำงานโต้รุ่ง อัดกาแฟวันละสองสามแก้วบ่อยๆ แต่พอเห็นอีกคนทำแบบเดียวกันก็เป็นห่วงจนเกินเรื่องเกินราวขึ้นมา



"ผมว่าผมทำโจ๊กให้ดีกว่า แต่ห้องคุณคงไม่มีวัตถุดิบ งั้นเดี๋ยวผมกลับไปทำที่ห้องแล้วยกมาให้นะครับ"



พูดรัวๆ ก่อนลุกขึ้นเดินไปทางประตูแต่ถูกอีกคนจับแขนเอาไว้ซะก่อน



"ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ ไม่มีใครแย่งคุณพูด"



"ก็...! "



"ส่วนโจ๊กไม่ต้องลำบากหรอก แค่ขนมปังง่ายๆ ก็พอแล้ว"



"แต่ว่า..."



"ขนมปังกับเครื่องปิ้งอยู่ในครัว มีแยมอยู่ในตู้เย็น รบกวนหน่อยนะครับ"



"โอเคครับ"



ผมยกมือสองข้างยอมแพ้เมื่ออีกคนใช้ท่าไม้ตายส่งยิ้มมุมปากมาให้ หมุนตัวเข้าไปในครัว ปิ้งขนมปังตามรีเควส หยิบซองโอวัลตินที่ตั้งอยู่ข้างถุงขนมปังเทใส่แก้วชงให้อีกคนดื่มแทนกาแฟ เสร็จก็ยกออกมาให้คนที่กลับไปนั่งทำงานอยู่หน้าคอม



"โอวัลติน? "



"ครับ คุณทำงานมาทั้งคืนแล้ว ทานเสร็จก็นอนพักสักหน่อยเถอะครับ"



"หึ ขอบคุณครับ แต่ว่านี่น่ะ คุณเอาไปดื่มเถอะ"



อีกคนพูดพร้อมกับเลื่อนแก้วโอวัลตินมาให้ผม ส่งขนมปังเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนหันกลับไปทำงานต่อ



"ไม่เอาครับ ผมชงมาให้คุณ"



"ดื้อจริงๆ เลยนะ" คุณวินด์บ่นพึมพำ ถอนหายใจ ยอมดึงแก้วกลับไปแต่หยิบขนมปังในจานยัดใส่ปากผมแทน



"อุนอิน!!! " ผมโวยวายทั้งที่ขนมปังยังเต็มปาก อีกฝ่ายไม่สนใจแค่ยกโอวัลตินขึ้นจิบ ตอบกลับมาเสียงราบเรียบแล้วหันไปจดจ่อกับหน้าคอมเหมือนเดิม



"กินด้วยกัน"



ผมทำท่าทางงุ่นง่าน แต่เมื่อเห็นอีกคนกำลังใช้สมาธิจึงเปลี่ยนเป็นนั่งนิ่งๆ มองคนที่กำลังตั้งใจทำงานแทน หากพอนั่งจ้องนานๆ เข้าก็เริ่มรู้สึกเขิน คุณวินด์ตอนทำงานดูเท่ขึ้นกว่าปกติอีกสิบเท่า ตัดสินใจเก็บแก้วกับจานที่อีกคนกินเสร็จแล้วไปล้างเมื่อเริ่มทนกับความร้อนบนใบหน้าไม่ไหว

ย้ายตัวเองมานั่งลงบนโซฟาหลังล้างจานเสร็จเพื่อไม่ให้รบกวนคนทำงาน ลูบหัวไทเกอร์ที่นั่งทำความสะอาดขนอยู่ข้างๆ เจ้าตัวอ้วนปรายตามองเล็กน้อยก่อนทิ้งตัวนอนหลับตาพริ้มให้ผมลูบหัวลูบหางอย่างสบายใจ พอได้กินอาหารก็ดูเหมือนจะหายโกรธเรื่องเมื่อคืนแล้ว ง้อง่ายจริงๆ

เวลาผ่านไปสักพักตัวผมก็เริ่มไหลไปกับโซฟา เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวตามแมวที่นอนอยู่ก่อนหน้า เหลือบตาที่ตอนนี้เปิดแค่ครึ่งเดียวไปมองคุณวินด์ครั้งหนึ่งก่อนทิ้งตัวลงนอน



ยอมแพ้ให้กับแรงโน้มถ่วงของโลกในที่สุด..




.

.

.




คนที่นั่งหน้าจอคอมมาหลายชั่วโมงยืดตัวบิดขี้เกียจเมื่องานที่ทำอยู่เสร็จเสียที สายตากวาดมองไปรอบห้องหาคนที่เขาปล่อยให้นั่งเงียบๆ อยู่นาน

วินด์ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อไม่เห็นคนที่มาก่อกวนเขาแต่เช้าอยู่ในห้อง เดินเข้าไปในครัวเห็นแก้วกับจานที่แห้งแล้ววางคว่ำอยู่แต่ไม่เจอคนล้าง



หรือจะกลับไปแล้ว



คิ้วเข้มขมวดขึ้นกว่าเดิมเมื่อคิดได้อย่างนั้น ขายาวพาร่างสูงเดินไปที่โซฟาก่อนจะชะงักเมื่อเห็นหนึ่งคนกับอีกหนึ่งแมวนอนอยู่ข้างกันบนโซฟา



"หึ.."



มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มขบขันแบบที่หากคนนอนอยู่เห็นคงทำให้หัวใจเต้นรัวยิ่งกว่าจังหวะกลองชุด ดวงตาสีฟ้าทอดมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนหมุนตัวเดินไปทางห้องนอน

กลับออกมาอีกครั้งพร้อมกล้องถ่ายรูปคู่ใจ ปรับค่านิดหน่อยจึงยกขึ้นลั่นชัตเตอร์ ปรากฏภาพคนตัวบางนอนหลับตาพริ้ม ผมสีน้ำตาลยุ่งซุกอยู่กับท้องนิ่มๆ ของเจ้าสามสี ปากบางถูกอุ้งเท้าข้างหนึ่งของไอ้อ้วนที่เจ้าตัวชอบเรียกยันไว้



เก็บไว้แบล็กเมล์แล้วกัน..



เปลี่ยนมุมถ่ายอีกสองสามรูปจนพอใจก็ย้ายมานั่งบนโซฟา มองคนที่กำลังหลับอย่างสบายใจนิ่งๆ นึกสงสัยการกระทำของตัวเองแต่ก็ไม่ได้คิดหาคำตอบ

ปัชญ์เป็นผู้ชายตัวสูงโปร่ง แต่พอมายืนกับเขาความสูงกลับอยู่แค่ปลายคาง ทำให้อีกคนต้องเงยหน้าคุยกันประจำ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายระยิบระยับเวลาเห็นเขายกยิ้ม จมูกรั้นที่ทำให้เจ้าตัวดูดื้อขึ้นไปอีกตอนเถียง ปากบางที่มักฉีกยิ้มสดใสส่งมาให้



ทุกอย่างรับกันอย่างลงตัวกับใบหน้าเรียว



จะบอกว่าเป็นผู้ชายหน้าสวยก็คงไม่ผิดนัก



วินด์ลุกขึ้นยืนเมื่ออีกคนดูไม่มีทีท่าว่าจะตื่นง่ายๆ หยิบกล้องไปเก็บในห้องก่อนกลับออกมาพร้อมผ้านวมในมือ ได้ยินเสียงขยุกขยิกที่โซฟา ไทเกอร์ตื่นแล้ว เจ้าสามสีใช้อุ้งเท้าตัวเองยันหัวอีกคนไว้เพื่อบิดขี้เกียจ



ดูเหมือนกิจกรรมยืดเหยียดกล้ามเนื้อจะรบกวนคนที่กำลังหลับอยู่ไม่น้อย



ร่างบางขยับพลิกตัวจนคอเสื้อย้วยๆ ตกลงมาถึงไหล่ ชายเสื้อเลิกขึ้นเล็กน้อยพอให้เห็นหน้าท้องเรียบแบน เช่นเดียวกับกางเกงขาสั้นที่เลิกขึ้นจนเห็นต้นขา ผิวกายใต้ร่มผ้าดูขาวเนียนไปซะทุกส่วน

วินด์กลอกตาไปมาเมื่อเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังคิดอะไรอยู่ กางผ้านวมที่ถือออกมาคลุมตัวให้อีกคน จากตอนแรกที่จะเอามาให้ห่มกันหนาว คงต้องเพิ่มห่มเพื่อปิดกั้นจินตนาการของเขาเข้าไปด้วย

ทำไมพลิกตัวแค่ครั้งเดียวมันถึงเป็นได้ขนาดนี้วะ

ถอนหายใจหน่ายๆ ก่อนหมุนตัวกลับเข้าห้องอีกครั้ง แวบหนึ่งในหัวเกิดความคิดขึ้นมาว่า



คงให้ไปนอนแบบนี้ที่ห้องใครไม่ได้...




.

.

.




"ปัชญ์... ปัชญ์ ตื่นได้แล้ว"



"... ครับ"



"ปัชญ์ ตื่น"



"หื้มมม.. เฮ้ย คุณวินด์!!! "



ผมตะโกนเสียงดังลั่น ดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ความงัวเงียหายเป็นปลิดทิ้ง



"ตกใจอะไร"



"ก็หน้าคุณมัน..."



พูดพร้อมยกฝ่ามือขึ้นตั้งระนาบเดียวกันกับหน้าตัวเองให้อีกคนดู เมื่อกี๊หน้าคุณวินด์อยู่ห่างจากผมไม่ถึงคืบ ถลึงตาใส่เขาไปอีกหนึ่งที หัวใจจะวายอยู่แล้ว!



"ผมไม่ได้จะทำอะไร" คุณวินด์เลิกคิ้วข้างหนึ่งก่อนเอ่ยตอบ



"ผมก็ไม่ได้คิดว่าคุณจะทำอะไร" แค่ตกใจ กลัวตัวเองคิดจะทำอะไรคุณต่างหาก...



"แล้วจะทำหน้าแบบนั้นทำไม"



"เปล่าครับ" อีกฝ่ายมองเหมือนไม่เชื่อแต่ก็ไม่คาดคั้นต่อ ผมลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก



"จะออกไปธุระข้างนอก"



"อ้อ.. "



"ผมงีบไปแล้วตอนคุณหลับ ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น"



เวร เผลอทำหน้าแบบไหนออกไปวะ!



"ผมยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย"



"หน้าคุณเหมือนมีฉลากอารมณ์แปะบอกอยู่ตลอดเวลา"



"จริงๆ ผมเป็นคนเก็บสีหน้าเก่งมากนะ"



"หรอ"



"ไม่เชื่อกันนี่"



"กลับห้องได้แล้ว"



"คุณเปลี่ยนเรื่องอ่ะ"



อีกฝ่ายยักไหล่ ไม่ปฏิเสธ เดินนำไปหน้าประตูผมจึงต้องลุกตามไป เพิ่งสังเกตตอนนี้ว่าตัวเองมีผ้าผืนใหญ่คลุมตัวอยู่ แอบซุกหน้าลงกับผ้านวมที่มีกลิ่นของอีกคนจางๆ ดีจังเลย ขอกลับไปนอนกอดที่ห้องได้มั้ยนะ..

ผมถอนหายใจอย่างเสียดาย ตัดใจจากผ้าผืนใหญ่ก่อนที่ตัวเองจะดูโรคจิตไปมากกว่านี้ เดินตามคุณวินด์ไปที่ประตู อีกคนหันมามองเล็กน้อยก่อนดึงคอเสื้อที่ตกอยู่กับไหล่ของผมขึ้นมา จับนู่นจับนี่ให้เสื้อที่ยับยู่ยี่ดูเรียบร้อย จัดผมฟูๆ ให้เข้าที่เข้าทาง



รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กที่มีผู้ปกครองแต่งตัวให้ก่อนไปโรงเรียน



"ออกไปข้างนอกก็แต่งตัวดีๆ หน่อย"



"แค่เดินกลับห้องเองนะครับ"



"นั่นแหละ"



"อ่า.. งั้นผมกลับนะครับ"



"อืม เป็นเด็กดี.."



ผมทำหน้างงส่งให้คนที่เอาแต่พูดอะไรแปลกๆ ออกมา แต่ก็ยังฉีกยิ้มกว้างพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้นไปด้วย



"แน่นอนอยู่แล้ว"



"อย่าไปหาเรื่องทะเลาะกับแมวอีก" พูดพลางปรายตามองร่องรอยที่ไทเกอร์ฝากไว้บนแขน



รอยยิ้มหุบฉับ ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นบูดบึ้งแทน คุณวินด์มองปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นพลางหัวเราะในลำคอ ผมยืนงุ่นง่าน อยากจะโวยวายกลับแต่พอเห็นอีกคนยิ้มก็ไปไม่เป็นทุกที



"ไว้เจอกันครับ" พูดทั้งที่ปากยังเบะอย่างไม่พอใจ



"ครับ"



คุณวินด์ตอบกลับ ยกยิ้มบางพร้อมลูบหัวกันสองสามที ผมถอนหายใจก่อนส่งยิ้มกลับไปให้ หมุนตัวเดินออกมาจากห้องอีกคน



เสียงหัวใจดังก้อง



เต้นแรงให้กับเรื่องเดิมๆ



ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับตัวเอง



ยังไงก็แพ้รอยยิ้มเขาจริงๆ ให้ตาย





#####



#ผีเสื้อทฤษฎี

แต๊งกิ้ว

:)





ออฟไลน์ yel.s.low

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
butterfly effect
[/size]






หลังจากวันนั้น ผ่านมาเกือบสองอาทิตย์แล้วที่ผมไม่ได้เจอคุณวินด์เลย เกือบจะคิดว่าเขาหายไปอีกแล้วถ้าเมื่อเช้าไม่บังเอิญสวนกันหน้าลิฟท์ตอนผมจะไปทำงาน คุณวินด์เหมือนจะลืมของอะไรสักอย่างเลยกลับมาเอา แต่อีกฝ่ายดูรีบๆเลยได้ทักกันไม่กี่คำ

เฮ้อ.. คิดถึงอ่ะ

ช่วงนี้งานผมยุ่งมากเลยไม่ได้ไปก่อกวนเขา เวลานอนยังแทบไม่มี วันนี้เคลียร์งานเสร็จก็แทบทิ้งทุกอย่างพุ่งตัวกลับมานอนที่ห้องแต่ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะดันมีเจ้ากรรมนายเวรเกาะติดมาด้วย

เต้อ้างว่าจะมาเลี้ยงฉลองให้ผมที่อุตส่าห์ทำงานหนัก แต่จริงๆมันแค่อยากมาสอดรู้สอดเห็นเรื่องผมกับคนข้างห้องมากกว่า เสียใจด้วยนะ ไม่มีอะไรให้มึงเสือกหรอก เพราะกูก็ไม่ได้เจอเขามานานแล้วเหมือนกัน อีกอย่างเดี๋ยวพวกพี่ที่บริษัทก็จะพากันไปเลี้ยงอยู่แล้ว ไอ้นี่ตอแหลไม่เนียน


"ทำอะไร"


"หาหลักฐาน"


"มึงเป็นโคนันหรือไง"


"กูเป็นโมริ โคโกโร่"


"งั้นมึงคงไขคดีนี้ไม่ได้แล้วล่ะ"


"กูก็ว่างั้น"


ไอ้เต้พยักหน้ารับแกนๆแล้วก็ล้มเลิกความตั้งใจไปซะอย่างนั้น


"นี่คือมึงเชื่อแล้วว่าห้องกูไม่มีอะไรให้มึงเสือก?"


"เปล่า กูแค่ไม่อยากทำลายสถิติโคโกโร่นิทรา"


"..."


"เขาไม่เคยไขคดีได้ด้วยตัวเอง"


"ทำไมกูถึงยังคบคนอย่างมึงเป็นเพื่อนวะ"


"เพราะมึงก็ไม่มีใครคบไง"


"เออ ไม่ต้องแดกละ กลับบ้านมึงไปเลยปะ"


"แหม ขอโทษครับพี่"


ถอนหายใจใส่มันหนึ่งทีก่อนทิ้งตัวลงนั่งหน้าโซฟา มือหยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์เปลี่ยนช่องไปเรื่อย เต้เดินไปหยิบแก้วกับมิกเซอร์ แกะกับแกล้มที่แวะซื้อหน้าคอนโดฯใส่จาน ยกมาบริการให้ถึงที่เพราะกลัวผมจะไล่กลับห้องเข้าจริงๆ

พอได้ที่มันก็ชวนคุยสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย ส่วนมากหนีไม่พ้นเรื่องงาน มันกับผมทำงานแผนกเดียวกันแต่บางครั้งก็ได้รับงานไม่เหมือนกันบ้าง เพราะบริษัททำทั้งนิตยสารรายเดือนและตีพิมพ์พวกหนังสือวรรณกรรมเยาวชนด้วย ถึงฝ่ายอื่นจะแยกงานของสองส่วนอย่างชัดเจน แต่ทีมอาร์ตมีแค่ทีมเดียวเลยต้องทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน

ทีมงานนิตยสารที่นี่เป็นพวกชอบปาร์ตี้ ทุกเดือนหลังปิดต้นฉบับเรียบร้อยก็ต้องนัดกันไปเลี้ยงฉลอง ส่วนฝ่ายอาร์ตคือไปยกทีม ถึงเดือนนั้นบางคนจะไม่ได้ช่วยงานนิตยสารก็ไม่เป็นไรเพราะถือว่าทำงานร่วมกันหมดอยู่แล้ว

อย่างคราวนี้ที่ไอเต้ติดวาดปกให้วรรณกรรมแปลเรื่องใหม่สองสามเล่มที่จะตีพิมพ์ต้นเดือนหน้า ฝั่งนิตยสารเลยมีผมกับรุ่นพี่คนอื่นช่วยกันทำแทน แต่ปลายเดือนที่พวกพี่เขานัดฉลองกัน มันก็ติดสอยห้อยตามไปด้วยอยู่ดี

รุ่นพี่คนอื่นในทีมทำงานกันมาตั้งแต่บริษัทเปิดตัวที่ไทยใหม่ๆจึงค่อนข้างสนิทกัน หัวหน้าผมที่ชื่อพี่โก้ก่อนหน้านี้เคยทำงานเป็นลูกทีมอยู่บริษัทแม่ แต่ถูกขอให้มาช่วยดูแลสาขาใหม่ให้ จะได้ควบคุมคุณภาพและสไตล์งานให้ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ฉีกแนวจากเดิมจนเกินไปนัก แต่ก็ต้องปรับให้เข้ากับความเป็นนิตยสารไทยด้วย

ส่วนคนอื่นๆก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักกันดีในแวดวงนักวาด มีผมกับเต้ที่เป็นรุ่นน้องจากคณะเดียวกันกับพี่โก้ ถึงจะบอกว่าเป็นรุ่นน้อง แต่ตอนที่พวกผมเข้าปีหนึ่งพี่มันก็เรียนจบพอดี

ได้รู้จักกันจริงๆตอนที่พี่โก้กลับมางานรับปริญญา ไอ้เต้บอกว่าพี่เขาเป็นไอดอล มันเลยเข้าไปขอถ่ายรูปหลังจากนั้นก็คุยกันยาว ส่วนผมยืนเงียบ ทำหน้าตาย ถามคำตอบคำเพราะไม่ชอบคุยกับคนไม่สนิท แต่พี่มันดันหัวเราะชอบใจบอกว่าท่าทางผมกวนตีนดี

พอเริ่มปลงกับความประหลาดของพี่โก้ได้ก็เห็นว่าเป็นคนที่น่าคบหาคนหนึ่ง ตอนพี่มันชวนเข้าทำงานที่นี่ถึงตกลงรับทันที

พี่โก้ชอบผลงานผมกับไอ้เต้ตั้งแต่สมัยเรียน เคยมาทาบทามไว้ตอนยังทำงานอยู่อเมริกาด้วยซ้ำ

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ตกลงรับคือขี้เกียจหางาน จะมีเด็กจบใหม่สักกี่คนที่ได้งานทำตั้งแต่เรียนจบ แถมยังเป็นบริษัทชื่อดัง รายได้ก็ดีอีกต่างหาก


"ไอ้ปัชญ์ มึงได้ข่าวเรื่องหัวหน้าช่างภาพคนใหม่แล้วยัง"


"ที่ว่าย้ายมาเดือนก่อนใช่มั้ย"


"เออ เห็นว่าจะมาอยู่ที่นี่ถาวรเลย ให้คุณปีเตอร์กลับไปทำงานที่นู่นเหมือนเดิม"


คุณปีเตอร์ที่ว่าคือหัวหน้าช่างภาพคนก่อน เป็นคนอเมริกันแท้ เห็นว่าตอนมาแรกๆไม่ค่อยคุ้นเคยกับวัฒนธรรมที่นี่ ใช้เวลาปรับตัวกันอยู่นาน แต่ตอนผมเข้ามาคุณปีเตอร์เขาพูดภาษาไทยได้แล้ว โดยเฉพาะคำสบถนี่คล่องปร๋อ แถมยังชอบเดินไปซื้อส้มตำข้างออฟฟิศมากินตอนพักเที่ยงอีกต่างหาก


"แต่รู้สึกว่าเขาจะถนัดถ่ายพวกทิวทัศน์ไม่ใช่หรอวะ"


"ได้ยินพี่โก้บอกอยู่เหมือนกัน รู้สึกว่าคุณเขาจะให้พี่คณินถ่ายพวกคอลัมน์แฟชั่นเหมือนเดิม ส่วนเขาจะมาดูภาพรวมให้ แล้วก็ช่วยทำตรงส่วนคอลัมน์ท่องเที่ยวเพิ่ม"


"อ่า ตอนนี้คอลัมน์ท่องเที่ยวมีช่างภาพอยู่คนเดียวนี่นะ"


"เออ แล้วก็นะ กูได้ยินสาวๆเม้าท์กันว่าเขาหล่อมากกก"


"หึ กูก็ไม่เคยเห็นสาวๆที่นี่บอกว่าใครไม่หล่อ คราวก่อนเจอเด็กเข้ามาสัมภาษณ์ฝึกงานยังชมว่าน่ารักกันเป็นวันๆ"


"นั่นก็จริง ฮ่าๆๆๆ"


ผมยกยิ้มขำๆเมื่อนึกถึงสุภาพสตรีทั้งหลายในแผนก นี่ถ้าพวกเธอรู้ว่าโดนเอามาเป็นหัวข้อนินทาคงโวยวายกันน่าดู

หลังจากดื่มไปค่อนคืน ไอ้เต้ก็เริ่มเลื้อยลงไปกองกับพื้น พล่ามเรื่องน้องจิ๊บน้องแจงน้องส้มอะไรของมันไปเรื่อย ผมปรายตามองเหยียดๆก่อนตัดสินใจลุกไปยืดเส้นยืดสายที่ระเบียง

ปากคาบบุหรี่ที่ถือติดมือมาด้วย จ่อไฟให้ปลายมวนนิโคตินเริ่มเผาไหม้ช้าๆ ลมเอื่อยๆที่พัดมากระทบผิวกายทำให้รู้สึกดีจนต้องหลับตา ปล่อยควันพิษออกจากปาก ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ

แอลกอฮอล์ในกระแสเลือดประกอบกับบรรยากาศตอนเที่ยงคืนเศษ ท้องฟ้ามืดสนิท แสงไฟเล็กๆจากเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหล เพียงพอจะทำให้ความคิดฟุ้งซ่านก่อกวนขึ้นในหัว

ผมยืนพิงราวระเบียง ปล่อยให้สายลมพัดจนเส้นผมปรกหน้าโดยไม่คิดทำอะไร สองนิ้วคีบบุหรี่ไว้หลวมๆ ใช้นิ้มโป้งเคาะก้นกรองสองสามทีให้เถ้าบุหรี่หล่นลงบนที่เขี่ย หันหน้าไปทางห้องข้างๆพลางคิดว่าป่านนี้เจ้าของห้องจะนอนแล้วยัง

ถ้าลองไปเคาะประตูตอนนี้จะโดนว่ามั้ยนะ..

อันที่จริง คิดไปแล้วตอนนี้ก็เหมือนกับฝัน ผมใช้เวลาอยู่กับความคิดถึงมาห้าปี ห้าปีที่เขาหายไปและผมไม่เคยรู้ว่าต้องไปตามหาเขาจากที่ไหน ไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นใคร และไม่เคยลืม.. ว่าเขาทำอะไรไว้กับความรู้สึกของผม

เวลาผ่านไปนานจนคิดว่ามันคงเป็นแค่ความฝังใจ แต่ตอนที่อีกคนกลับมาอยู่ตรงหน้า หัวใจผมก็ซื่อตรงเสียจนน่าตกใจ

มันเต้นในจังหวะเดิม

เต้นให้กับคนๆเดิม

เต้นในแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้

จนถึงตอนนี้ผมคิดว่าต่อให้เขาหายไปอีกสักสิบปี ยังไงความรู้สึกของผมคงไม่เปลี่ยน แต่ก็ไม่ได้อยากรอนานขนาดนั้น เสียเวลากับความคิดถึงมาเกินพอแล้ว คงต้องพยายามให้มากกว่านี้  ถ้าไม่อยากพลาดอีก

สะดุ้งเล็กน้อยตอนที่ประตูระเบียงห้องข้างๆเปิดออก ตาสีฟ้ามองสบกันก่อนจะของดวงตาจะเลิกคิ้วเล็กน้อย ผมยกยิ้มตอบกลับไป

โชคดีจริงๆที่ไม่กลับเข้าห้องเสียก่อน


"ยังไม่นอนอีกหรอครับ"


"นอนแล้ว"


"อ้าว นี่วินด์มีพี่น้องฝาแฝดด้วยหรอ ไม่เห็นเคยบอกกันเลย"


"กวน"


"คุณเริ่มก่อน" ผมแย้ง อีกฝ่ายยกมือยอมแพ้ก่อนเปลี่ยนเรื่อง


"เพิ่งรู้ว่าคุณสูบบุหรี่ด้วย"


"เวลาดื่มน่ะครับ"


"แสดงว่าดื่มมา?"


"ครับ ในห้องนี่แหละ เต้ซื้อของมา"


"อืม"


ไม่มีใครพูดอะไรอีก เรามองหน้ากันในความเงียบ ควันจากปลายมวนบุหรี่ลอยไปตามสายลมโดยที่ผมไม่ได้ยกมันขึ้นมาสูบอีก

ก็นะ การยืนมองหน้าอีกคนนิ่งๆอย่างนี้สุนทรีย์กว่าสูดควันพิษให้มันเข้าไปทำลายปอดเยอะ

ผมตัดสินใจเอ่ยสิ่งที่คิด หลังสบกับดวงตาสีฟ้าคู่นั้นอยู่นาน


".. วินด์"


"ครับ"


"สีตาคุณ เหมือนสีของมหาสมุทรเลยนะ"


"..."


"เคยมีคนจมลงไปในนั้นบ้างหรือเปล่า"


มองลึกลงไปในดวงตาของอีกฝ่าย

เคยมีคนจมลงไปในนั้นบ้างไหม

จมลงไปแบบผม

รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกทุกครั้งที่ได้สบตา เหมือนถูกดึงลงไปในมหาสมุทรลึกไร้ก้น และถึงแม้จะว่ายน้ำเป็นผมก็ไม่คิดจะตะเกียกตะกายขึ้นมา ยินยอมให้ลมหายใจถูกพรากไปด้วยความเต็มใจ

คนถูกถามมองหน้ากันนิ่ง สุดท้ายก็ยอมพูดอะไรออกมา


"เมาหรอ"


"หึ ผมไม่ได้ดื่มไปเยอะขนาดนั้น" หัวเราะในลำคอขำๆกับท่าทีเฉไฉของอีกฝ่าย


หมุนตัวกลับมามองวิวอีกครั้ง อัดนิโคตินที่ยังเหลืออยู่ครึ่งมวนเข้าปอด พ่นควันสีเทาลอยปกคลุม บดบังทัศนวิสัย ก่อนมันจะค่อยๆสลายไปเมื่อลมพัดมา


"คุณรู้จัก butterfly effect ไหม"


"ทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีก?"


"ครับ การขยับปีกเพียงแผ่วเบาของผีเสื้อแค่ครั้งเดียวก็อาจทำให้เกิดพายุได้"


"..."


"คุณคิดว่ามันเป็นไปได้หรือเปล่า.."


"..."


"การกระทำที่เล็กน้อยที่สุดของใครคนหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบต่อคนอีกคนอย่างมหาศาล"


"..."


"คุณวินด์ว่า.. รอยยิ้มสามารถเปลี่ยนโลกได้มั้ยครับ"


"... นั่นสินะ"


อีกคนพูดขึ้นหลังจากเงียบไปนาน พร้อมกระตุกรอยยิ้มที่มุมปาก


"..."


"แล้วคุณล่ะคิดว่าไง"


ผมมองหน้าอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ไม่ได้ตอบอะไร

เพียงแค่ส่งยิ้มกว้างกลับไปแทน

คิดว่าเขาคงรู้คำตอบของผมอยู่แล้ว

ขยี้บุหรี่ที่ใกล้หมดมวนลงกับที่เขี่ยหลังจากสูบไปได้ไม่กี่ครั้งก่อนหันมาเผชิญหน้ากับอีกคน


"คุณวินด์อยากกินข้าวต้มหมูหรือข้าวต้มกุ้งครับ"


"อยากกินข้าวต้มปลา"


"งั้นเป็นข้าวต้มหมูแล้วกันนะครับง่ายดี"


คุณวินด์หัวเราะในลำคอเบาๆหลังผมพูดจบก่อนเลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงถาม


"ไม่ใช่ว่าเชฟต้องทำอาหารตามใจคนกินหรอ"


"พอดีผมไม่ใช่เชฟครับ และวัตถุดิบก็มีแค่นี้ คงต้องขออนุญาตตามใจคนทำแทนนะครับ"


"งั้นผมจะช่วยรับไว้แล้วกัน" อีกคนยักไหล่ ตอบกลับพร้อมดวงตาเป็นประกายอย่างขบขัน


ผมส่ายหน้าอย่างอ่อนใจเล็กน้อย ทำไมนับวันถึงยิ่งกวนขึ้นเรื่อยๆอย่างนี้นะ มันผิดพลาดอะไรตรงไหนหรือเปล่า ตอนแรกคิดว่าจะเป็นคนนิ่งๆเสียอีก


"ผมจะไปนอนแล้ว"


"อืม" รับคำพร้อมรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า


"อย่าทำงานจนดึกนะครับ"


"ไม่หรอก ผมก็จะไปนอนแล้วเหมือนกัน"


"งั้น.. ฝันดีครับ"


"อืม พรุ่งนี้เจอกัน"


"ครับ พรุ่งนี้เจอกัน"


ตอบกลับอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มกว้าง ผมชอบคำนี้จริงๆเลย..



กลับเข้ามาในห้องก็พบกับซากศพหนึ่งรายนอนอยู่หน้าโซฟา ลืมไปแล้วนะเนี่ยว่ามันยังอยู่...

ผมลากไอ้ตัวภาระขึ้นมานอนบนโซฟา หาผ้าห่มมาคลุมให้ลวกๆกันมันหนาวตายอยู่ในห้อง เก็บซากอารยธรรมบนโต๊ะไปล้างก่อนกลับมาตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้ง เห็นหน้าคนที่นอนอยู่แล้วหมั่นไส้เลยจัดการตบหัวไปหนึ่งที

อุ้มไทเกอร์ที่นอนขดอยู่ข้างโซฟาไปยัดใส่ที่นอน ไม่รู้แมวปกติกวนตีนแบบนี้ทุกตัวหรือเปล่า แต่ไอ้อ้วนนี่คือซื้อที่นอนให้ก็ไม่ยอมนอนเอาแต่มุดเข้าถุงเข้ากล่อง ที่ลับเล็บมีก็ไม่เคยใช้ ข่วนโซฟาผมจนถลอกปอกเปิกไปหมด

กวนเหมือนเจ้าของมันไม่มีผิด

ความหงุดหงิดค่อยๆคลายลงเมื่อนึกถึงเจ้าของดวงตาสีฟ้าเป็นประกายกับรอยยิ้มที่แต้มมุมปาก

อืม

แบบนี้ก็ดีแล้ว

ถึงจะกวนไปหน่อย

แต่ถ้าเป็นสีฟ้าที่สดใสได้แบบนี้ก็ดีแล้ว






#####







ตอนที่ผมมาเคาะประตูห้อง คุณวินด์ยังไม่ตื่น

เขาเดินตาปรือหัวฟูมาเปิดประตู ถามอะไรไปก็เอาแต่หันมาทำหน้าอึนใส่ ตอนนี้ก็ยังนั่งทำหน้างัวเงียอยู่หน้าถ้วยข้าวต้ม จนผมกินของตัวเองหมดไปแล้วแต่เขาไม่มีทีท่าว่าจะตักเข้าปากสักคำ

เก้าโมงมันก็ไม่ได้เช้าขนาดนั้นนะ


"ผมบอกแล้วว่าให้คุณไปนอนต่อ ข้าวต้มนี่ค่อนตื่นมาอุ่นใหม่ก็ได้"


ผมถอนหายใจ พูดพร้อมส่งยิ้มขำไปให้คนที่จนถึงตอนนี้ก็ยังเปิดตาได้แค่ครึ่งเดียว


"ตกลงเมื่อคืนกลับมาทำงานต่อหรอครับ ถึงได้ดูง่วงขนาดนี้"


"อืม มีงานด่วนเข้ามา"


"งั้นคุณวินด์ไปนอนต่อเถอะครับ เดี๋ยวผมยกข้าวต้มไปเก็บให้"


อีกคนพยักหน้าหงึกหงัก ยอมแพ้ให้กับความง่วงของตัวเองในที่สุด

ผมจัดการเก็บข้าวต้มเข้าตู้เย็นให้เรียบร้อย ออกมาอีกทีก็เห็นคนตัวสูงทิ้งตัวนอนอยู่ที่โซฟาตัวยาว ผมเดินไปนั่งบนพื้นตรงหน้าอีกฝ่าย มองใบหน้าตอนหลับสนิทของเขาอยู่นานก่อนยกมือลูบผมสีดำสนิทของอีกคนเบาๆ

คนที่คิดว่าหลับไปแล้วลืมตาขึ้นมามองกันนิ่งๆ ผมยกยิ้มส่งกลับไปให้


"ทำไมไม่เข้าไปนอนในห้องล่ะครับ"


อีกคนไม่ตอบ เพียงแค่หลับตาปล่อยให้ผมลูบหัวต่อโดยไม่ว่าอะไร แต่ผ่านไปสักพักก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง


"ขึ้นมานั่งข้างบน"


ผมทำหน้างงส่งไปให้ แต่ก็ยอมลุกขึ้นมานั่งบนโซฟาตามแรงดึงที่แขน


"หืม อะไรครับเนี่ย"


พูดพร้อมหัวเราะในลำคอเบาๆตอนอีกคนทิ้งตัวลงมานอนบนตัก คนที่ถือวิสาสะใช้ตักคนอื่นแทนหมอนไม่ตอบอะไร หมุนตัวซุกเข้ากับหน้าท้องผมก่อนดวงตาจะปิดสนิทลงอีกครั้ง ผ่านไปไม่นานก็ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ โดยมีมือของผมทำหน้าที่ลูบหัวอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

นั่งมองหน้าคนบนตักเล่นอย่างไม่มีอะไรทำ คิดจะเปิดโทรทัศน์เพื่อไม่ให้ห้องเงียบเกินไปแต่ก็กลัวจะทำให้อีกคนตื่นเลยเปลี่ยนมานั่งเล่นโทรศัพท์แทน

ผ่านไปนานจนขาเริ่มชาถึงได้หันมองนาฬิกา เกือบเที่ยงแล้ว

ผมก้มมองคนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นนิ่งๆ

หลับสบายเกินไปหน่อยหรือเปล่า..

ขยี้ผมคนบนตักอย่างมันเขี้ยว คนขี้เซาขยับพลิกตัว คิ้วเข้มขมวดมุ่น ดวงตาสีฟ้ามองผมอย่างหงุดหงิดที่ถูกรบกวนการนอน


"ลุกได้แล้ว อีกนิดเหน็บจะกินขึ้นไปถึงคอผมแล้ว"


อีกคนทำเหมือนไม่ได้ยินที่คำบ่น พลิกตัวเอาหัวซุกเข้าที่ท้องผมเหมือนเดิม

ผมใช้สองมือจับใบหน้าเขาไว้ให้หันกลับมาหากัน


"ตื่นครับ เที่ยงแล้ว ข้าวเช้าคุณก็ยังไม่ได้ทาน ห้ามอดอีกมื้อนะครับ"


คนเพิ่งตื่นลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ยังทำหน้ามู่อยู่เหมือนเดิม


"ไปไหน"


คุณวินด์ถามขึ้นเมื่อเห็นผมลุกจากโซฟา ผมถอนหายใจ หันไปดึงแก้มคนที่ยังไม่ยอมคลายหน้าบูดบึ้งออกจนยืด เพิ่งรู้ว่าเวลาตื่นจะงอแงขนาดนี้


"ไปทำข้าวเที่ยงครับ ตู้เย็นคุณไม่มีอะไรให้ผมทำ"


"เดี๋ยวไปช่วย"


"ทำเป็น?"


"ไม่"


"งั้นนั่งรอกินไปเถอะครับ"


"อาบน้ำก่อน เดี๋ยวไปช่วย เปิดประตูให้ด้วย"


พูดจบก็เดินเข้าห้องไม่รอให้ผมได้ปฏิเสธอะไรอีก ส่ายหน้าให้คนที่อารมณ์สวิงยิ่งกว่าผู้หญิงตอนประจำเดือนมาก่อนเดินกลับห้อง

ผมทำอาหารสิ้นคิดอย่างกะเพรากับไข่ดาวเพราะวัตถุดิบในตู้เหลืออยู่ไม่กี่อย่าง จัดการยกอาหารมาวางบนโต๊ะเรียบร้อย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพอดี


"ทำไมไม่รอ" หันมาโวยวายเมื่อเห็นว่าอาหารพร้อมแล้ว


"คุณช้าเอง"


"..."


"ทานเถอะครับ"


"..."


คุณวินด์ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามผมด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ตกลงเขาเป็นวันนั้นของเดือนจริงๆใช่ไหม


"ยิ้มให้ผมหน่อย" พูดขึ้นเมื่อเห็นอีกคนไม่ยอมคลายคิ้วที่ขมวดอยู่ออกสักที


"..."


"ผมไม่อยากให้มันเลยมื้อเที่ยงไปมากกว่านี้ เมื่อเช้าคุณก็ยังไม่ได้ทานอะไร ถ้าอยากช่วยทำไว้ครั้งหน้าค่อยมาช่วยโอเคไหมครับ"


คนตรงหน้าเบ้ปากให้ก่อนก้มหน้าก้มตากินข้าว แต่มุมปากที่กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วก็ไม่รอดพ้นสายตาผมหรอก

เด็กจริงๆ

ส่ายหน้าหน่ายก่อนตักข้าวเข้าปากตัวเองบ้าง




.
.
.





"ดูหนังกันไหมครับ"


หันไปถามคุณวินด์ที่เทอาหารให้ไทเกอร์อยู่ตรงอาณาจักรของมัน พอกินเสร็จผมก็พาร่างตัวเองมานอนแผ่อยู่บนโซฟา ลืมไปซะสนิทว่ายังไม่ได้ให้อาหารไอ้อ้วนจนมันกระโดดขึ้นมานั่งทำตาขวางอยู่บนท้องถึงนึกออก

แต่เพราะขี้เกียจเกินกว่าจะขยับตัวไปไหน สุดท้ายคุณวินด์เลยอาสาเอาอาหารให้ไทเกอร์เองก่อนที่มันจะงับหัวผม


"จะออกไปข้างนอก?"


"เปล่าครับ ดูที่ห้องนี่แหละ แต่เครื่องเล่นอยู่ในห้องนอนผมนะ" หัวเราะในลำคอพร้อมยักคิ้วให้อีกฝ่าย


"ชวนผู้ชายเข้าห้องเหรอ"


"สนใจไหมล่ะครับ"


"มีอะไรน่าสนบ้างล่ะ" อีกฝ่ายยกยิ้มยียวนส่งกลับมา


"แค่ผมคนเดียวก็น่าจะพอแล้วนะครับ คุณยังอยากได้อะไรอีกหรอ"


"ถ้ามีแค่คุณผมไม่ถือว่าน่าสนใจหรอกนะ"


"โอเค ผมมีหนังเป็นร้อยเรื่องให้คุณเลือก ดูกับผมหน่อยเถอะ"


รีบพูดขัดขึ้นมาเมื่อคุณวินด์ทำท่าจะหันหลังเดินไปทางประตู


"หึ ไหนล่ะหนังของคุณ"


"เชิญทางนี้เลยครับท่าน"


ผายมือไปทางประตูห้องนอน ปากขมุบขมิบด่าคนขี้แกล้งที่เดินตามหลังมาด้วย

ผมเปิดประตูก่อนหันไปหาคุณวินด์ เห็นอีกคนกำลังมองไปยังมุมหนึ่งของห้องอย่างสนใจ

ภายในห้องตกแต่งด้วยสีน้ำเงินและสีน้ำตาล ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกมีผ้าม่านติดอยู่สองข้าง ประตูเปิดออกไปเป็นระเบียงกว้าง กลางห้องตั้งเตียงขนาดคิงไซส์ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาว ปลายเตียงเป็นเครื่องฉายและตู้เก็บแผ่นหนังที่กำลังจะให้คุณวินด์เลือก

ส่วนมุมที่อีกคนกำลังสนใจอยู่คือพื้นที่ติดกระจกระเบียง อุปกรณ์วาดรูปทั้งชีวิตของผมกองรวมอยู่ตรงนั้น โต๊ะทำงาน ขาตั้งวาดรูป เฟรมผ้าใบ กระดานรองวาด ดินสออีอี พู่กัน จานสี สีน้ำ สีน้ำมัน หมึกจีน เกรยอง และอีกสารพัดอย่างที่สามารถใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้ อ่า รกเหมือนกันแฮะ


"คุณชอบวาดรูปมากเลยหรอ"


"อันที่จริงเมื่อก่อนผมวาดเป็นงานอดิเรก"


"หืม?"


"แต่ผมได้เจอกับคนๆนึง เพราะอยากจะวาดรูปเขาให้ดี อยากเก็บทุกรายละเอียดของเขาให้ครบถ้วนที่สุด เลยตั้งใจเอามากๆ รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นว่าจริงจังกับทุกอย่างที่ได้วาดไปซะแล้ว"


"..."


"เขาทำให้ผมผ่านอะไรหลายๆอย่างมาได้ ทุกครั้งที่วาดรูปผมมีความสุข แต่การมาทำมันอย่างจริงจังไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนเรียนผมก็นึกท้อตั้งหลายครั้ง"


"..."


"ผมวาดภาพเขาทุกครั้งที่เหนื่อยหรือรู้สึกแย่ มันทำให้นึกถึงตอนที่ตัวเองวาดรูปอย่างมีความสุข อีกอย่างก็เพราะได้ไอ้เต้ช่วยลากช่วยขุดเวลาทำตัวห่อเหี่ยวหมดแรงบันดาลใจด้วย สุดท้ายก็เลยผ่านมาได้"


ผมหัวเราะขำๆเมื่อนึกถึงตอนนั้น นอกจากจะมีคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกเป็นกำลังใจก็ได้ไอ้เต้นี่แหละที่คอยตบกะบาลเวลาผมทำตัวงอแง กว่าจะจบมาได้เกือบฆ่ากันตาย


"ตอนนี้คุณก็ยังวาดรูปอยู่หรอ"


"ครับ แต่ไม่ค่อยได้ใช้โซนนั้นหรอก งานของผมต้องวาดในคอม"


"คุณทำพวกงานวาดภาพประกอบสินะ"


"หืม คุณรู้ได้ไง"


"ผมเคยได้ยินชื่อปัชญ์ ปัชญ์ฌากรมาบ้าง คิดว่าชื่อแปลกแบบนี้น่าจะมีอยู่ไม่กี่คน แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นคุณจริงๆ"


"ว้าว แสดงว่าเป็นแฟนคลับผมหรือเปล่าครับเนี่ย"


"แค่เคยได้ยินชื่อ"


"ผมไม่แจกลายเซนต์นะครับบอกไว้ก่อน"


"ไหนล่ะหนังที่จะให้เลือก"


"ฮ่าๆๆๆๆ"


ผมหัวเราะเสียงดังลั่นเมื่ออีกคนเปลี่ยนเรื่องกันเสียดื้อๆ มือชี้ไปทางตู้เก็บแผ่นหนัง ไม่ได้ถึงร้อยเรื่องเหมือนที่โม้ไว้ แต่ก็ไม่เกินความจริงมากนัก


"นี่เลยครับ เลือกได้เลย มีทุกเรื่องทุกแนวยกเว้นหนังโป๊เพราะปกติผมดูผ่านเว็บ"


หัวเราะคิกคักเมื่อคนตัวสูงยื่นมือมาผลักหัว คุณวินด์นั่งเลือกอยู่นาน สุดท้ายก็ยื่นหนังแผ่นหนึ่งมาให้ หืม ไม่คิดว่าจะชอบแนวนี้นะเนี่ย


"ผมเคยอ่านหนังสือเรื่องนี้ตอนยังเด็ก อยากรู้ว่าพอทำเป็นหนังแล้วจะออกมาเป็นยังไง" ตอบเหมือนรู้ว่าผมมีคำถามในใจ


"แต่เรื่องนี้ก็ออกมานานแล้วนี่ครับ"


"ปกติผมไม่ค่อยดูหนัง"


"งั้นหลังจากนี้คุณคงได้ดูหนังเยอะมากๆเลยล่ะ"


ฉีกยิ้มกว้างให้อีกคน หันกลับมาจัดการกับเครื่องฉายหนัง เสร็จเรียบร้อยก็ลากคนตัวสูงขึ้นมานั่งบนเตียง


"ผมชอบซื้อแผ่นหนังเรื่องที่ดูแล้วมาเก็บไว้ ถึงเดี๋ยวนี้จะมีช่องทางสตรีมมิ่งเยอะแยะแต่ก็ไม่อยากให้อะไรเดิมๆพวกนี้หายไปเลย"


"นั่นสิ แบบนี้มันดูคลาสสิคดี"


"ใช่มั้ยล่ะครับ ว่าแต่ดูหนังแบบนี้มันควรมีอะไรกินเล่นด้วยหรือเปล่านะ"


"ก็เพิ่งกินข้าวไปไม่ใช่หรือไง"


"ไม่เหมือนกันสักหน่อย"


"ตัวย้วยหมดแล้ว" พูดพร้อมยื่นมือมาบีบแขนผมเล่น


"นี่ คุณวินด์-- !!"


"หนังมาแล้ว" ตัดบทก่อนหันกลับไปตั้งใจดูหนังแทน


ผมมองอีกคนตาขวางแต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ หันกลับมาสนใจภาพเคลื่อนไหวตรงหน้าบ้าง หนังที่คุณวินด์เลือกเป็นแนวแฟนตาซี การผจญภัยของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในโลกที่มีแต่ความประหลาด สัตว์พูดได้ ผู้คนนิสัยแปลกๆ

ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงหนังก็จบ ผมยืดตัวบิดขี้เกียจหันไปหาคนที่กำลังมองมาอยู่เหมือนกัน


"เป็นไงบ้างครับ"


"อืม คนละความรู้สึกกับตอนอ่านหนังสือ"


"แล้วแบบไหนดีกว่า"


"ก็ดีกันคนละแบบ"


"อ้อ..."


ตอบรับในลำคอ มองหน้าอีกคนยิ้มๆก่อนเอ่ยถาม


"คุณวินด์ว่าตลอดไปนี่มันนานแค่ไหน"


ประโยคอมตะจากหนังที่เพิ่งดูจบไป


"หืม?"


"ว่าไงครับ"


"หึ ไม่รู้สิ คงเหมือนที่กระต่ายตัวนั้นบอกล่ะมั้ง"


"..."


"ตลอดไปของบางคนก็แค่วินาทีเดียว"


"อืมม ก็คงจะจริง.."


"..."


"แต่ว่านะ ถึงตลอดไปของบางคนจะมีความหมายแค่วินาทีเดียว"

 
"..."


"แต่คุณรู้ไหม ตลอดไปสำหรับผม มันคือทั้งชีวิต"


คุณวินด์มองกลับมานิ่งๆ ดวงตาสีฟ้ายังเคลือบไปด้วยความเศร้าจางๆที่ผมไม่เคยเข้าใจ

สักพักเขาก็คลี่ยิ้มบางที่มุมปาก


"มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่พูดหรอกนะ"


"ผมรู้.. คุณไม่เชื่อหรอว่าผมจะทำให้มันเป็นแบบนั้นได้จริงๆ"


อีกคนเพียงแค่ยื่นมือมาขยี้หัวกันแรงๆก่อนทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ไม่ยอมตอบอะไรอีก


"ห้องคุณนี่ห้องสาธารณะหรือไง"


"ใช่ที่ไหน นี่มันสิทธิพิเศษต่างหาก ขนาดไอ้เต้ยังไม่เคยได้เฉียดเข้ามาเลยนะ"


"หืม งั้นผมควรดีใจใช่มั้ย"


"แน่นอน จริงสิ เย็นนี้คุณว่างไหม"


"มีอะไร"


"ไปห้างกันไหมครับ ของในตู้เย็นผมหมดแล้ว"


"เอาสิ"


"ผมกะว่าจะซื้อของใช้ด้วย รู้สึกว่าสบู่กับแชมพูในห้องน้ำก็ใกล้หมดแล้วเหมือนกัน วินด์มีอะไรต้องซื้อไหม"


"อืม รู้สึกว่ากาแฟจะเหลือแค่ก้นขวด ซื้อมาเลยก็ดีเหมือนกัน"


ผมบิดขี้เกียจครางรับในลำคอพลางพลิกตัวนอนคว่ำมองหน้าคนพูด


"น่าจะซื้ออาหารสำเร็จรูปมาตุนไว้บ้าง บางทีก็ขี้เกียจลงไปกินข้างล่าง"


"ถ้าขี้เกียจก็มาเคาะประตูสิครับ ห้องผมเปิดต้อนรับตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง"


"ห้องหรือเซเว่น"


หัวเราะคิกคักให้คนที่ทำหน้าระอาใส่ ผมชวนคุณวินด์คุยนู่นคุยนี่ไปเรื่อยเปื่อย บางครั้งเขาก็เป็นฝ่ายถามกลับมาบ้าง เราปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปโดยไม่มีใครคิดจะขยับตัวลุกจากเตียง

จำไม่ได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป คุณวินด์ตอบกลับมาแต่ผมจับใจความในประโยคไม่ได้เลย เสียงของเขาเบาลงเรื่อยๆ

ก่อนจมสู่ห้วงความฝันผมได้ยินอีกคนหัวเราะแผ่วเบาพร้อมสัมผัสจากฝ่ามือใหญ่ที่วางลงบนหัว


"ฝันดีครับ"






#####







หนังที่คุณวินด์กับน้องปัชญ์ดูคือเรื่อง Alice in Wonderland หลายคนน่าจะเคยดูกัน :)

ปล ตอนนี้ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ เดี๋ยวจะมาย้อนตรวจให้อีกที




แต๊งกิ้ว
#ผีเสื้อทฤษฎี




CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 728
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ
«ตอบ #10 เมื่อ25-03-2019 12:41:32 »

 :pig4:
ติดตามต่อคร่าา
 o13
 :3123:

ออฟไลน์ yel.s.low

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ | Chapter 7: sick|
«ตอบ #11 เมื่อ16-04-2019 03:29:40 »





sick







"คุณวินด์อยากซื้อกล้องหรอครับ" ถามขึ้นเมื่อหันไปเห็นอีกคนหยุดยืนอยู่หน้าร้าน


"เปล่าหรอก แค่เห็นมันออกใหม่"


"จะเข้าไปดูก่อนก็ได้นะครับ"


"ไม่เป็นไร ไปกันเถอะ เดี๋ยวร้านอาหารจะปิดหมดซะก่อน"


พยักหน้ารับคำอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าใกล้ได้เวลาห้างฯปิดแล้ว กว่าผมกับคุณวินด์จะได้ออกมาซื้อของก็เกือบสองทุ่ม ผมหลับไปตอนยังคุยค้างอยู่ ส่วนคุณวินด์หลังจากเล่นโทรศัพท์สักพักก็เผลอหลับตามไปอีกคน

เลือกซื้อของอยู่นาน เห็นว่าดึกมากแล้วเราเลยตกลงกันว่าจะหาอะไรกินในห้างฯ ให้กลับไปทำคงเสียเวลา และผมก็หิวมากๆแล้วด้วย

ยังดีที่ร้านอาหารเวลานี้คนไม่ค่อยเยอะ ใช้เวลาไม่นานอาหารที่สั่งก็มาเสิร์ฟ เรานั่งกินกันเงียบๆเพราะต่างฝ่ายต่างหิว หลังทานเสร็จก็แยกย้ายกันกลับห้อง

ผมไม่ได้รบเร้าจะไปนั่งเล่นห้องคุณวินด์เหมือนทุกที เพราะวันนี้ใช้เวลานั่งเล่นนอนเล่นไปกับอีกคนทั้งวันงานเลยยังไม่ขยับไปไหน

คืนนี้มีแววว่าจะได้โต้รุ่ง

แค่คิดก็ห่อเหี่ยวแล้ว อยากเอาเวลาไปวอแวคนห้องข้างๆแต่หน้าที่มันค้ำคอ ถ้างานไม่เสร็จมีหวังต้องนั่งฟังหัวหน้าร่ายเรียงความพร้อมคำระลึกถึงบิดามารดาอีกสามจบแน่

เดินลากขาเอื่อยๆไปเทอาหารให้ไทเกอร์ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าไปอาบน้ำ ทำตัวให้สดชื่นก่อนออกมาผจญกับกองงานนรก

ราตรีนี้ยังอีกแสนไกล




.
.
.





กว่าผมจะได้นอนก็ตอนที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เหม่อมองท้องฟ้ายามเช้า ไม่ได้ตั้งใจจะซึมซับบรรยากาศอะไรทั้งนั้น แต่สติที่ลอยหายไปทำให้นึกไม่ออกว่าห้องนอนอยู่ทางไหน

และทั้งที่เพิ่งนอนไปยังไม่ถึงสามชั่วโมงดี  แต่ตอนนี้ผมต้องแกะตัวเองขึ้นมาจากเตียงเพราะเสียงเคาะประตูที่รบกวนการหลับใหลอันแสนสุข

ใครมันช่างไม่รู้จักกาลเทศะ!!

ผมกระชากประตูเปิดด้วยความเกรี้ยวกราดเล็กน้อย ก่อนจะชะงักไป ดวงตาสีฟ้าเป็นสิ่งแรกที่สามารถจับโฟกัสได้

ฉิบหาย


"คุณวินด์ ..หิวแล้วหรอครับ"


หันไปมองนาฬิกาก่อนหันกลับมาสบตากับคนตัวสูงอีกรอบ จะไม่หิวได้ยังไงนี่มันสิบโมงกว่าแล้ว!

เพราะเมื่อวานผมตั้งท่าห้ามตอนที่อีกคนจะซื้ออาหารแช่แข็งจนคุณวินด์ยอมวางกล่องอาหารพวกนั้นกลับไปในตู้ เลยเสนอตัวจะทำมื้อเช้าให้กินแทน แต่พอปั่นงานเสร็จในหัวก็นึกถึงแต่เตียงลืมเรื่องนี้เสียสนิท

ทึ้งหัวตัวเองด้วยความหงุดหงิด


"เข้ามานั่งรอในห้องก่อนนะครับ เดี่๋ยวผมทำอะไรให้ทาน"


"เพิ่งตื่น?" อีกคนถาม เอื้อมมาจับมือผมที่กำลังขยี้หัวตัวเองอย่างงุ่นง่านให้หยุด พร้อมจัดผมฟูๆให้เข้าที่เข้าทาง


"ฮือ ขอโทษนะครับ ผมทำงานดึกไปหน่อย" จริงๆคือเช้าไปหน่อย..


"ไปนอนต่อเถอะ"


"เดี๋ยวสิครับ คุณเข้ามานั่งรอก่อนนะ ผมทำไม่นานจริงๆ"


เอ่ยรั้งไว้เมื่ออีกคนหมุนตัวเตรียมกลับห้อง

คุณวินด์เหลือบมองกันเล็กน้อย ถอนหายใจก่อนดันหัวผมเบาๆให้หลีกทาง แต่เพราะเพิ่งตื่นแถมยังนอนน้อยศูนย์ถ่วงเลยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตัวเซไปไกลจนคนผลักต้องเอื้อมมือมาจับไว้

คุณวินด์ยกยิ้มขำมองผมที่ทำหน้าอึนๆก่อนลากแขนให้เดินตามเข้ามาในห้อง กดไหล่สองข้างให้นั่งลงที่โซฟาก่อนตัวเองจะหายเข้าไปในครัว

ชักจะทำตัวเหมือนเจ้าของห้องเข้าไปทุกวัน..

ใช้เวลาไม่นานร่างสูงก็เดินกลับมา แก้วโอวัลตินร้อนวางลงตรงหน้าผม


"ชงให้ผมหรอครับ"


"อืม"


"แล้วของคุณล่ะ"


"ผมดื่มกาแฟมาแล้ว"


"ขอโทษครับ" พูดเสียงอ่อยอย่างรู้สึกผิด


"ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย"


"ผมรู้สึกผิดนี่ รับปากคุณไว้แล้ว" ผมบ่นงึมงำ นั่งกอดขา วางคางลงบนเข่าพลางยกแก้วโอวัลตินขึ้นมาเป่าให้ไอร้อนคลาย


"งั้นเปลี่ยนจากมื้อเช้าเป็นมื้อเที่ยงแทนได้ไหมครับ"


ดวงตาสีฟ้ามองกลับมาอย่างระอาก่อนพยักหน้า


"ตามใจ"


ฉีกยิ้มกว้าง พลางยกโอวัลตินขึ้นจิบหลังเป่าจนมันเริ่มอุ่น


"โหห สุดยอด ไม่เคยกินโอวัลตินที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย"


"เยอะ"


"จริงๆนะครับ ไม่เชื่อคุณจะลองดื่มดูก็ได้"


"..."


"อร่อยขนาดนี้คนชงนี่สุดยอดไปเลยเนอะ"


คุณวินด์ปรายตามองผมด้วยหางตา

เอนหลังพิงโซฟาก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเหมือนไม่สนใจ

หากมุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม


แน่นอน

มันส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจผมเหมือนเช่นเคย







#####








กฎข้อแรกของการเป็นมนุษย์เงินเดือน คือ เกลียดวันจันทร์

ผมปฏิบัติตามกฎข้อนั้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะวันจันทร์ที่ตื่นสายและรถติด น่าหงุดหงิดโคตร..

มือยื่นไปรับแก้วช็อกโกแลตปั่นที่เต้ส่งให้ทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้ามาในแผนกอย่างรู้ใจ ของหวานทำให้อารมณ์ดีได้เสมอ


"ตื่นสายอีกล่ะสิ หน้าบูดมาขนาดนี้"


"เออ"


ตอนรับห้วนๆ โยนกระเป๋าลงบนเก้าอี้ มือกดเปิดคอมพิวเตอร์ประจำตำแหน่งเพื่อเตรียมตัวทำงาน


"เดี๋ยวตอนบ่ายต้องไปรับบรีฟลูกค้ากับพี่ตี้อีก กูจะเอาสติที่ไหนไปฟังวะ"


"เทไปดิ พี่ตี้คนเดียวคุยได้อยู่แล้ว"


"เทที่หน้ามึงอ่ะ ไปแทนกูหน่อยดิ"


"โนจ้ะน้องปัชญ์ มึงฝันอยู่หรอ"


"เพื่อนแท้เขาทำงี้"


"คำว่าเพื่อนมันสั้น"


ไอ้เต้ยักไหล่กวนๆก่อนเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน ผมขว้างตุ๊กตาสนูปปี้ตัวโปรดตามหลังมันไปก่อนนึกได้ว่าไม่น่าเลยกู ต้องเดินไปเก็บอีก

แผนกเราค่อนข้างสบายๆ เพราะต้องอยู่กับหน้าจอคอมฯตลอดจึงมีการอนุญาตให้เอาหมอนผ้าห่มมาทำที่กบดานเพื่อความผ่อนคลาย หรือบางครั้งต้องทำงานที่ใช้เวลาเรนเดอร์นานๆก็นอนรอกันไป

แต่ด้วยความเป็นบริษัทใหญ่เวลาฝ่ายบริหารเข้ามาคุยหรือมีลูกค้าเข้ามาติดต่องานก็ต้องหอบสมบัติล้ำค่าพวกนี้ไปเก็บในตู้เพื่อภาพลักษณ์ที่สวยงามสักหน่อย


"ปัชญ์น้องรักกก วันนี้พี่โก้มีงานง่ายรายได้ดีมาให้น้องปัชญ์ทำด้วย สนใจมั้ยจ๊ะ"


เสียงหัวหน้าแผนกดังลอยมาทั้งที่ยังไม่เห็นตัวด้วยซ้ำ


"ผมไม่ว่างครับ" ตอบกลับทั้งที่ยังไม่ละสายตาไปจากจอคอมฯ


"งานไรอ่ะพี่ ถ้าเงินดีผมทำแทนได้นะ"


"ไม่เสือกสิครับน้องเต้"


"อ้าว นี่ผมหวังดีนะครับหัวหน้า ไปอ้อนวอนคนอย่างไอ้ปัชญ์หัวหน้าคงต้องลงไปกราบตีนแล้วล่ะมันถึงจะช่วย"


"กราบตีนไอ้ปัชญ์ก็ยังดีกว่าให้คนน่ารำคาญอย่างมึงช่วย ครั้งที่แล้วกูยังบ่นมึงไม่จบเลย พูดขึ้นมานี่อยากโดนกูสวดต่อใช่มั้ย"


พี่โก้ตวัดสายตาไปหาไอ้เต้พร้อมเท้าที่เริ่มกระตุก มีเรื่องเดียวที่คนอย่างหัวหน้าต้องลงมาอ้อนวอนให้ผมไปช่วย คงไม่พ้นถ่ายแบบอีกเหมือนเคย

คราวที่แล้วพี่โก้เคยมาขอให้เต้ไปเป็นนายแบบให้เพราะรูปร่างหน้าตามันเข้ากับคอนเซ็ปต์งาน แต่แค่แต่งหน้าเปลี่ยนชุดออกมายืนหน้ากล้องได้ไม่ถึงครั่งชั่วโมงไอบ้านี่ก็โวยวายอยากล้างหน้า แล้วหลังจากนั้นทุกสิบนาทีก็หาเรื่องมาบ่นทุกอย่างรอบตัว

กว่าจะจบงานก็เล่นเอาหงุดหงิดกันทั้งคนถ่ายทั้งนายแบบ โดนพี่โก้สวดสรรเสริญไปสามจบมันถึงบอกว่าพวกเครื่องสำอางกับสเปรย์ฉีดผมทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แถมตอนยืนหน้ากล้องมีสายตาหลายคู่มองอยู่ก็เลยรู้สึกเกร็งๆ

โดนพี่โก้แพ่นกะบาลไปหนึ่งทีตอนได้ค่าตัว สมน้ำหน้า


"แหมพี่ อดีตก็ปล่อยให้มันเป็นอดีตไปเนอะ พี่มีเรื่องจะคุยกับไอ้ปัชญ์ใช่ม้า คุยสิ เชิญตามสบายเลย"


"เออ ก็ถ้ามึงไม่มากวนกูก็คุยกับมันจบไปแล้วเนี่ย"


"ผมไม่ว่างครับ" พูดขัดขึ้นทันทีที่หัวหน้าเปลี่ยนโฟกัสมาเป็นตัวเอง


"กูยังไม่ได้พูดอะไรเลย"


"ไม่ว่าพี่จะพูดอะไร ผมก็ไม่ว่างครับ"


"มึงว่างแน่ๆ งานนี้กว่าจะถ่ายอีกตั้งสองเดือน"


"พี่รู้ได้ไงครับ ถึงตอนนั้นผมอาจจะงานท่วมหัว"


"กูรู้ เพราะกูจะเอางานทั้งหมดของมึงโยนให้เหี้ยเต้ทำไง"


"ดีล"


"อ้าว ไอ้ปัชญ์ ไอ้เพื่อนเวร!!!"


"คำว่าเพื่อนมันสั้นว่ะ"


"ฮ่าๆๆ ต้องอย่างนี้สิน้องรัก"


ผมยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ เชี่ยเต้หยิบสนูปปี้ลูกรักฟาดใส่หัวผมไม่ยั้งโดยมีพี่โก้ยืนหัวเราะเป็นแบ็คกราวด์ประกอบอยู่ข้างๆ นี่ก็ไม่คิดจะช่วยกันเลย

แย่งตุ๊กตาออกจากมือมันสำเร็จก็จัดการถีบเพื่อนเวรจนมันลงไปนอนกองอยู่บนพื้น ไอ้เต้ร้องครางหงิงๆเรียกคะแนนสงสารแต่ผมไม่สนใจ จัดผมที่ยุ่งเหยิงจนเรียบร้อยก็หันกลับมาทำงานต่อ


"แล้วนี่มึงไม่คิดจะฟังรายละเอียดงานหน่อยเหรอวะ" หัวหน้าพูดพลางใช้เท้าเขี่ยไอ้ตัวที่ยังนอนเกลือกกลิ้งอยู่กับพื้น


"พี่ก็ว่ามาสิครับ"


"คืองี้ ครั้งนี้เป็นการถ่ายแนวแฟชั่นยูนิเซ็กส์ ตากล้องก็คณินเหมือนเดิม ชุดเป็นของดีไซน์เนอร์ชาวไทย ช่วงนี้เขากำลังเริ่มเป็นที่รู้จักอาทิตย์หน้าฝ่ายคอลัมนิสต์จะไปสัมภาษณ์ แล้วอีกสองเดือนเขาจะออกเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นใหม่ ซึ่งเสื้อผ้าพวกนี้แหละที่มึงต้องใส่ถ่ายแบบ"


"นายแบบนางแบบยูนิเซ็กส์ก็มีเยอะแยะนี่ครับ ทำไมต้องเป็นผม"


"แหม เรามีของดีอยู่กับตัวจะต้องไปเสียเงินจ้างแพงๆทำไม"


"บริษัทก็คงไม่ได้ให้งบมาน้อยนักหรอก"


"เอาน่า ไม่มีใครเหมาะเท่ามึงแล้ว ตอนคุณเจี๊ยบติดต่อไปขอสัมฯ กูลองฝากรูปมึงไปให้เขาดู ฝ่ายนั้นประทับใจมากเลยนะเว้ย บอกว่าอิมเมจมึงเหมาะกับเสื้อผ้าเขาสุดๆตรงกับที่เคยจินตนาการไว้ทุกอย่าง"


"อ้อ ที่แท้หัวหน้าก็คือตัวตั้งตัวตีที่จะให้ผมถ่ายงานนี้สินะครับ"


"แหะๆ ก็-- เนี่ย นายแบบนางแบบแพงๆจะมีความหมายอะไรถ้ามองแล้วมันไม่ใช่ล่ะว้า กูลองศึกษาสไตล์เขามาก่อนแล้วถึงได้กล้าเสนอมึงไปเนี่ย"


"เออ ผมรับปากแล้วยังไงก็ถ่ายให้ แต่อย่าลืมครับว่าผมทำงานวาดไม่ใช่นายแบบ เพลาๆลงหน่อยเถอะ"


"รับทราบครับน้องปัชญ์ เด็กดี มาให้พี่โก้หอมหัวหน่อยเร้ววว"


"อยากลงไปอยู่ที่พื้นเป็นเพื่อนไอ้เต้ก็เข้ามาเลยครับ"


หันไปขู่เมื่อหัวหน้าทำท่าจะเอาเคราหยุบหยับของมันมาถูกับหัวผม พี่โก้หัวเราะคิกคักอย่างถูกใจก่อนเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน พี่มันเป็นบ้าพอกับเชี่ยเต้วันไหนไม่โดนผมด่าคงกินข้าวไม่ได้


"เอ้อ มีอีกเรื่อง งานนี้คุณอนิลเขาจะมาช่วยบรีฟด้วยนะ"


"อนิลไหนวะพี่" เต้โผล่หน้าเข้ามาในบทสนทนาอย่างคนขี้เสือก


"หัวหน้าช่างภาพคนใหม่ไง"


"อ้อ พูดถึงก็ยังไม่เคยเจอเขาเลยนะ แล้วปกติเขาไม่ได้มาช่วยอยู่แล้วหรอ"


"เปล่า ปกติเขาถ่ายงานนอกสถานที่ไง ในสตูก็ยกให้ไอ้นินทำเต็มตัวเลยแต่เหมือนว่าช่วงนั้นเขาจะว่าง นินมันเลยล็อกคิวไว้ให้มาช่วย"


"โหห เขาคงเก่งน่าดู เฮียนินถึงขนาดขอให้มาช่วย ปกติมั่นหน้ามั่นตาจะตาย"


"หึ มันกะตีสนิทน้องชายประธานสิ ไอ้เวรนั่นยิ่งแผนสูงด้วย"


"ฮะ คุณอนิลอะไรนั่นเป็นน้องชายคุณเจเรมี่หรอพี่"


"เออ นี่มึงไปอยู่ไหนมา เขารู้กันทั้งบริษัทแล้วมั้ง"


"ผมเชื่อว่ามีไอ้ปัชญ์อีกคนที่ยังไม่รู้"


"ปัชญ์มันไม่เคยรู้อะไรทั้งนั้นแหละนอกจากเย็นนี้กินอะไรดี"


"ผมไม่ได้ชอบสอดส่ายสายตาเรื่องคนอื่นไปทั่วเหมือนหัวหน้านี่ครับ"


"ไอ้เด็กเวร ทั้งที่มันพูดครับทุกประโยคแถมคำพูดก็ไม่ได้หยาบแต่ทำไมกูเจ็บจังวะ เต้ รับพี่ที พี่จะล้ม"


"ไม่เป็นไรนะโก้ เราเข้าใจนาย"


เต้ตบบ่าหัวหน้าปุๆเป็นเชิงให้กำลังใจก่อนลากแขนลากขากันไปทำงาน ในที่สุดโต๊ะผมก็กลับสู่ความสงบเสียที หันกลับมาทำงานได้ไม่เท่าไหร่ โทรศัพท์มือถือก็สั่น หน้าจอแสดงสายเรียกจึงเลื่อนมือไปกดรับ

วันนี้งานจะเสร็จมั้ย!!


"สวัสดีครับพี่ตี้" รับสายอย่างสุภาพทั้งที่ในใจกำลังเกรี้ยวกราด


(ปัชญ์ใช่มั้ย วันนี้ที่นัดคุยงานกับลูกค้าตอนบ่ายแคนเซิลไปนะ พอดีลูกค้าติดธุระด่วนเลยขอเลื่อนเป็นพรุ่งนี้แทน)


"อ่า พรุ่งนี้ช่วงไหนหรอครับ"


(พรุ่งนี้เช้าค่ะ ขอโทษที่โทรมารบกวนนะ จริงๆลูกค้าบอกไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่พี่ลืมบอกแก นี่ก็ออกมาคุยงานข้างนอกนึกขึ้นได้เลยรีบโทรมาบอกก่อน)


"ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากครับพี่ตี้"


ผมทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้พร้อมบิดขี้เกียจอีกหนึ่งทีหลังวางสายพี่ตี้ อย่างน้อยวันนี้ก็มีเรื่องดี จริงๆผมไม่ชอบเข้าสังคมเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยออกไปคุยกับลูกค้าด้วยตัวเอง

แต่งานนี้พี่ตี้ขอมา เห็นบอกว่าลูกค้าคนนี้ค่อนข้างเรื่องมาก ผมรับงานนี้ร่วมกับพี่เขาก็เลยต้องยอมไปด้วยอย่างเสียไม่ได้

หันกลับมาจ้องหน้าจอคอมฯอีกครั้ง มองงานที่ยังไปไม่ถึงไหนขณะที่มือก็จับเม้าส์ปากกาขึ้นมาเตรียมวาดรูปต่อ

หวังว่าครั้งนี้จะไม่มีอะไรมากวนอีกนะ


"น้องปัชญ์จ๋าาาา"


กึก

ชะงักมือที่กำลังขยับ กระแทกปากกาลงบนโต๊ะอย่างหงุดหงิดแบบไม่กลัวว่ามันจะพังก่อนกัดฟันตอบกลับไป


"มีอะไรครับหัวหน้า"


"ไม่มีอะไรจ้า พี่โก้คิดถึงเลยเรียกเฉยๆ"


กวนตีน!!!!!






#####







"รอด้วยครับ"


ผมตะโกนให้เสียงนำก่อนตัวจะรีบวิ่งตามไปเมื่อเห็นประตูลิฟท์ของคอนโดฯกำลังจะปิด


"อ่า ขอบคุณครับ"


"ปัชญ์?"


"อ้าว คุณวินด์ เพิ่งกลับจากทำงานหรอครับ"


"อืม คุณก็เหมือนกันสินะ"


"ครับ คุณกินอะไรมาแล้วยัง ผมซื้ออาหารมาเยอะเลยกินด้วยกันมั้ยครับ"


"อาหารแมว?"


"แหะ ผิดถุง"


ยกมืออีกข้างที่ถืออาหารคนขึ้นมาแทน ผมแวะซื้ออาหารแมวที่ห้างฯตรงข้ามคอนโดฯหลังเลิกงาน วันก่อนที่ไปกับคุณวินด์ดันลืมซื้อ เมื่อเช้าโดนไทเกอร์จ้องตาขวางเพราะอาหารหมดแล้วเลยได้กินน้อยกว่าปกติ

ตอนแรกคิดว่าจะกลับมาทำอะไรกินที่ห้อง แต่เพราะความง่วงบวกกับขี้เกียจเลยเปลี่ยนเป็นซื้อกับข้าวร้านป้าข้างๆมากินแทน

คุณวินด์เดินตามผมมาที่ห้องอย่างว่าง่าย การร่วมโต๊ะอาหารกับอีกคนกลายเป็นความเคยชิน และผมหวังว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไปตลอด


"วันนี้คุณกลับเร็วจัง"


"อืม งานเสร็จก็กลับ"


"เมื่อเช้าผมตื่นสายด้วย"


"บอกให้เลิกดูซีรี่ย์ตอนตีสอง"


"ผมติดอ่ะ"


เพราะปลายเดือนหน้าภาคต่อของซีรี่ย์ชื่อดังจะเข้าฉาย ช่องฟรีทีวีเลยเอาหนังตั้งแต่ภาคแรกมาลงจอให้ดูยาวไปจนถึงวันปล่อย ผมที่ตามซีรี่ย์เรื่องนี้มาตั้งแต่แรกเลยมานั่งย้อนดูเพื่อทบทวนความจำ


"ดูย้อนหลังเอาก็ได้ สตรีมมิ่งก็มี"


"มันไม่เหมือนกัน แบบนี้มันได้ฟีลกว่า คุณไม่เข้าใจ"


"แล้วก็มาบ่นว่าตื่นสายทุกวัน"


หนังเริ่มตอนตีสองกว่าจะจบปาไปตีสี่ตีห้า นอนไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นไปทำงานต่อ ครั้งไหนคุณวินด์ว่างมานั่งดูเป็นเพื่อนก็ดีหน่อยเพราะหนังจบก็โดนอีกคนไล่ให้ไปนอนทันที ไม่ได้เถลไถลไปทำอย่างอื่นต่อ


"วันนี้มาดูด้วยกันไหมครับ"


"วันนี้ผมไม่ว่าง"


"โถ่.."


"อะไร"


"งั้นให้ผมไปดูที่ห้องคุณแทนนะ"


"ไม่ คุณมันตัวทำลายสมาธิ ให้คุณไปดูที่ห้องงานผมไม่เสร็จกันพอดี"


"ก็.. พอตื่นเต้นแล้วมันห้ามไม่ได้นี่"


ถึงปกติผมจะสามารถนั่งสงบเสงี่ยมรอคุณวินด์ทำงานได้ แต่กับตอนดูหนังหลายครั้งมันก็ลืมตัวหันไปชวนอีกคนคุย จนคนที่ต้องใช้สมาธิกับการทำงานแทบจะทุ่มคอมฯใส่ด้วยความหงุดหงิด


"เพราะงั้นก็ดูห้องตัวเองไป"


"ครั้งนี้ผมรับปากว่าจะนั่งเงียบๆไม่ส่งเสียงดัง ลดเสียงทีวีให้ด้วยเลยเอ้า"


อีกฝ่ายหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อ แต่พอโดนรบเร้าเข้าหน่อยสุดท้ายก็ยอมพยักหน้าตอบตกลง ผมรู้ว่าจริงๆเขายอมให้ผมไปตั้งแต่ขอครั้งแรกแล้วแค่ทำเป็นเล่นตัวไปอย่างนั้นเอง คุณวินด์น่ะใจดีจะตาย

หลังทานข้าวเสร็จผมก็ขอตัวมาอาบน้ำก่อนเดินไปหาอีกคนที่ห้อง ชวนคุยสองสามคำก่อนจะปล่อยให้เขาไปทำงานส่วนตัวเองเดินมาทิ้งตัวลงที่โซฟา

นอนเล่นโทรศัพท์เงียบๆ เพราะวันนี้ตั้งใจจะเป็นเด็กดีไม่รบกวนอีกฝ่าย แต่มองนาฬิกาแล้วตอนนี้เพิ่งจะสี่ทุ่ม อีกตั้งสี่ชั่วโมงกว่าจะถึงเวลา จากที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะนอนเล่นสุดท้ายเลยผล็อยหลับไปจนได้


"ปัชญ์ ตื่น.. ตื่นครับ"


"... ครับ"


"จะดูหนังอยู่มั้ย"


"หือ วินด์ กี่โมงแล้วครับ"


"เกือบตีสามแล้ว"


"เฮ้ย!!!!"


ผมดีดตัวลุกขึ้นมานั่งด้วยความตกใจก่อนจะทิ้งตัวกลับลงไปนอนเหมือนเดิมอย่างรวดเร็วเพราะรู้สึกว่าโลกหมุน โอย ปวดหัว


"ใครให้ลุกเร็วขนาดนั้น" อีกฝ่ายพูดพร้อมยื่นมือมาลูบหัวเบาๆ


"ทำไมคุณไม่ปลุกผมเร็วกว่านี้" พลาดไปกี่ตอนแล้วเนี่ย


"ผมเพิ่งทำงานเสร็จ ใครจะไปรู้ว่าคุณมานอนให้ทีวีดูแทน"


"ผมง่วง"


"แล้วจะดูต่อไหม"


"ดู!!!"


"ไหว?"


"แหะ ไม่รู้เหมือนกัน"


หัวเราะแห้งๆก่อนตอบกลับไป ง่วงก็ง่วง แต่ใจก็อยากดู สู้มาตั้งหลายวันจะมายอมแพ้วันนี้หรอว้า


"เสียดายอ่ะ อุตส่าห์ตามดูทุกวัน"


"ตกลงว่า?"


"ไม่ไหวแล้ว นอนดีกว่า"


คุณวินด์หัวเราะในลำคอเหมือนคิดไว้อยู่แล้ว ขอโทษนะเพื่อนรัก วันนี้เราดูนายไม่ไหวจริงๆ

บิดขี้เกียจพร้อมพลิกตัวไปมาอีกสิบตลบก่อนหันไปมองหน้าคนที่ยังนั่งอยู่บนพื้นหน้าโซฟาตั้งแต่ผมตื่น


"ไม่มีแรงลุกแล้ว คืนนี้ผมนอนห้องคุณนะ"


อีกคนทำหน้าเอือมระอาส่งมาให้ทันทีที่ผมพูดจบ เอื้อมมือมาขยี้หัวผมแรงๆแบบให้ความรู้สึกเหมือนโดนเขย่าหัวมากกว่าจะขยี้ด้วยความเอ็นดู จนพอใจเขาก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไป


"จะนอนก็มานอนในห้องดีๆ"


เยส!

ผมยกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เดินตามหลังคนตัวสูงเข้าไปในห้องอย่างระริกระรี้

บอกแล้วว่าคุณวินด์น่ะใจดีที่สุด





.
.
.






"วินด์.. วินด์ครับ... วินด์"


คุณวินด์ไม่สบาย..

ผมรู้สึกตัวเพราะเสียงละเมอของคนข้างๆ เห็นอีกฝ่ายนอนขมวดคิ้วแน่น ท่าทางดูทรมานเลยเอื้อมมือไปปลุก

ตอนนั้นถึงรู้ว่าคนที่นอนอยู่ตัวร้อนจัดขนาดไหน

ลองปลุกอยู่สักพักอีกคนก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว ผมจึงตัดสินใจลุกขึ้น เดินหาอุปกรณ์เพื่อเช็ดตัวให้คนป่วย

ผ้าขนหนูสีขาวสะอาดบิดน้ำพอหมาดถูกลูบไปตามกรอบหน้า คุณวินด์เหมือนจะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อผิวสัมผัสได้ถึงความเย็น ดวงตาสีฟ้าค่อยๆลืมขึ้นก่อนจะปิดลงไปอีกครั้ง คิ้วเข้มขมวดมุ่น ได้ยินเสียงครางเบาๆในลำคอ

ดูเหมือนจะปวดหัวสินะ

ผมยกมือขึ้นลูบหัวอีกคน ไล้ปลายนิ้วให้คิ้วที่ขมวดเป็นปมคลายออก หันกลับมาเอาผ้าขนหนูจุ่มน้ำอีกครั้ง


"ปวดหัวมากไหมครับ ขอผมเช็ดตัวให้ก่อนนะ"


ผมไล่เช็ดตั้งแต่ใบหน้า ซอกคอ แขน ข้อพับต่างๆเพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกายคนป่วย คุณวินด์เหงื่อออกเยอะมากผมจึงตั้งใจเปลี่ยนเสื้อให้เขาหลังจากเช็ดตัวเสร็จ

พยุงอีกคนให้ค่อยๆลุกขึ้นนั่ง คนป่วยไม่มีแรงเลยเทน้ำหนักตัวทั้งหมดลงมาที่ผม กว่าจะประคองให้นั่งดีๆได้ก็ทุลักทุเลไม่น้อย ขออนุญาตอีกคนก่อนจะไล่ปลดกระดุมชุดนอนทีละเม็ด ตาสีฟ้ามองตามทุกการกระทำแบบไม่ละสายตา

จากตอนแรกที่ไม่คิดอะไรกลายเป็นว่าหน้าเริ่มจะร้อนขึ้นมาหน่อยๆแล้ว

ผมค่อยๆถอดเสื้อออกจากตัวอีกฝ่ายแบบที่ไม่ได้รับความร่วมมืออะไรจากคนตัวสูงแม้แต่นิดเดียว ทั้งต้องพยุงตัวหนักๆนั่นให้นั่งตรงๆ กว่าจะดึงเสื้อให้พ้นไหล่  ไหนจะต้องเอาแขนออกจากแขนเสื้อโดยที่อีกฝ่ายทำแค่ทิ้งน้ำหนักตัวเองไปตามแรงโน้มถ่วงโลกเพียงอย่างเดียว ไม่ได้คิดจะช่วยอะไรกันเลย

ผมเริ่มทำหน้าบูดบึ้งตอนลงมือเช็ดตัวให้คนป่วยเมื่อรู้สึกว่าตัวเองโดนแกล้ง ตวัดสายตามองขุ่นๆเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ


"ยิ้มอะไรครับ"


"ไม่ได้ยิ้ม"


มุมปากที่กระตุกเป็นรอยยิ้มเล็กๆหุบฉับ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นราบเรียบในเสี้ยววินาที ก่อนดวงตาสีฟ้าจะหันมามองสบพร้อมทำท่างทางใสซื่อ

ดูยังไงก็น่าหมั่นไส้

เดินปึงปังไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบชุดนอนตัวใหม่มาใส่ให้เจ้าของห้องโดยไม่ขออนุญาต ขนาดนี้ก็ไม่ต้องมีกันแล้วมั้งมารยงมารยาท


"ยิ้มหน่อย"


คุณวินด์พูดพร้อมยื่นมือมาลูบหัวกันเบาๆตอนผมแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้ว ผมเบ้ปากใส่ก่อนจะชะงักเมื่ออีกคนส่งยิ้มมาให้เหมือนต้องการให้ผมยิ้มตอบ มือใหญ่เลื่อนจากหัวมาไล้อยู่ที่พวงแก้ม ตาสีฟ้ามีน้ำคลอหน่วยเพราะพิษไข้ส่งสายตาที่ดูเหมือนจะ.. อ้อน? มาให้

โอเค ยอมแพ้

ถอนหายใจหนักๆกับตัวเองก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มจางไปให้อีกฝ่าย

ยังไงก็แพ้ทางเขาจริงๆ


"คุณวินด์นอนต่อเถอะครับ เดี่๋ยวผมไปต้มโจ๊กให้จะได้กินยา"


ผมใช้ครัวในห้องคุณวินด์ทำโจ๊กหมูง่ายๆ เพื่อความรวดเร็ว ตอนนี้ตู้เย็นในห้องเขาเต็มไปด้วยของสดที่ผมซื้อมายัดไว้ถึงแม้ว่าเจ้าของห้องจะทำอาหารไม่เป็นก็ตาม

ปิดแก๊ส ยกหม้อออกจากเตาเมื่ออาหารเสร็จเรียบร้อย เดินกลับมาหาคนป่วยในห้อง ลองใช้หลังมือแตะวัดอุณหภูมิ ดูเหมือนไข้จะลดลงเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ตัดสินใจปล่อยให้คนป่วยนอนต่ออีกหน่อยส่วนตัวเองกลับมาอาบน้ำที่ห้องเตรียมตัวไปทำงาน

ผมกลับมาที่ห้องคุณวินด์อีกครั้งตอนประมาณเจ็ดโมง คิ้วขมวดมุ่นเมื่อพบว่าอีกคนตัวร้อนขึ้นกว่าตอนก่อนที่ผมจะออกไป หยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้อีกครั้งแต่จนเช็ดเสร็จเรียบร้อยคนป่วยก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว

จะไหวไหมเนี่ย


"คุณวินด์ครับ"


ส่งเสียงเรียกพร้อมเขย่าตัวเบาๆอยู่หลายทีจนอีกคนเริ่มรู้สึกตัว


"ลุกขึ้นมากินข้าวกินยาก่อนนะครับ"


"อืม"


ผมช่วยพยุงคนที่อุณหภูมิสูงจนน่าเป็นห่วงขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ยกชามโจ๊กมาวางบนโต๊ะข้างๆก่อนตักป้อนอีกคน

คุณวินด์หลับตาพิงหัวเตียง อ้าปากรับโจ๊กที่ผมป้อนให้ได้ไม่กี่คำก็ส่ายหน้าไม่ยอมกินต่อ อยากจะบังคับให้ฝืนกินอีกสักหน่อยแต่ดูท่าจะไม่ไหวจริงๆจึงส่งน้ำกับยาให้อีกคนก่อนจะยกชามออกไปเก็บ เดินกลับมาอีกทีคนป่วยก็ล้มตัวลงนอนเรียบร้อยแล้ว

เดินเข้าไปลูบหัวอีกคนเบาๆพร้อมแตะหลังมือวัดอุณหภูมิด้วยความเป็นห่วง


"คุณวินด์ เดี๋ยวผมต้องไปทำงานแล้ว"


คนถูกเรียกลืมตาขึ้นมามองก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย

อ่า.. ไม่อยากไปเลย ถ้าไม่ติดว่าวันนี้ต้องไปคุยงานกับลูกค้าผมคงลางานมาเฝ้าไข้คนป่วยแล้ว


"วันนี้คุณต้องไปทำงานหรือเปล่าครับ"


"มีออกไปคุยงานตอนบ่าย"


"เลื่อนไปก่อนไหมครับ คุณไปไม่ไหวหรอก"


ผมไม่เคยถามว่าคุณวินด์ทำงานอะไร แต่เหมือนเขาจะเข้างานไม่เป็นเวลา สองสามวันที่ผ่านมาก็ไปทำงานนอกสถานที่ติดๆกัน ช่วงนี้อากาศร้อนมาก คงเพราะอย่างนี้ถึงไม่สบายเอาง่ายๆ


"ถ้าเย็นนี้ยังไม่ดีขึ้นไปหาหมอกันนะครับ"


"เดี๋ยวก็หาย"


อีกคนยกยิ้มมุมปากตอบกลับมา มือก็ยกขึ้นมาลูบหัวผมไปเรื่อยๆ


"ผมต้องไปทำงานแล้ว วันนี้ต้องไปคุยงานกับลูกค้า"


"อืม"


"ไปนะครับ"


"ครับ"


"คุณอยากให้ผมโทรให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อนไหม"


"หึ ผมไม่เป็นไรหรอกปัชญ์ ไปทำงานได้แล้ว"


คุณวินด์พูดพร้อมหัวเราะในลำคอเบาๆ ทำไงได้ ก็คนมันเป็นห่วงนี่


"ผมทำโจ๊กเผื่อไว้ตอนเที่ยงแล้ว อย่าลืมลุกขึ้นมากินนะครับ"


"ครับ"


"อย่าลืมกินยาด้วย"


"รู้แล้วครับ"


"โจ๊กถ้าอุ่นไม่ได้ก็เข้าเวฟเอานะครับ"


"ไปทำงานได้แล้วครับปัชญ์"


"ไม่ให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อนจริงๆหรอครับ"


"ผมไม่เป็นไร"


"ที่ไหนล่ะ คุณไข้สูงมากนะ นี่ก็ยังไม่ลดลงเลย"


"กินยาแล้ว นอนพักเดี๋ยวก็หาย แต่ถ้าคุณไม่รีบไปทำงานเดี๋ยวจะสายแล้วนะ"


ผมถอนหายใจแรงๆก่อนจะพยักหน้ารับ ยอมลุกไปทำงาน


"มีอะไรรีบโทรหาผมเลยนะ"


คุณวินด์เอื้อมมือมาแตะแก้มผมที่ก้มหน้าลงไปหา ยกยิ้มขำๆส่งมาให้


"ผมไม่เป็นอะไรหรอกปัชญ์ ไปทำงานเถอะ"


ผมยิ้มตอบกลับอีกฝ่าย ดึงผ้าห่มขึ้นให้ถึงหน้าอก ก่อนผละออกมา


"แล้วผมจะรีบกลับนะครับ"







#####



ยังไม่ได้ตรวจคำผิดเหมือนเดิมนะคะ และคาดว่าจะยังไม่ได้กลับมาตรวจเร็วๆนี้ ;-;




แต๊งกิ้ว

#ผีเสื้อทฤษฎี










ออฟไลน์ yel.s.low

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ | Chapter 8: annoying |
«ตอบ #12 เมื่อ16-04-2019 03:37:36 »



annoying





"ฮัลโหล ว่าไงครับพี่ตี้"


"ปัชญ์อยู่ไหนแล้ว"


"ผมอยู่บนรถครับ เพิ่งออกมาได้ไม่นาน"


"อ๋อ งั้นเดี๋ยวไปเจอกันที่ร้านเลยก็ได้นะ พี่เอาไฟล์ที่ต้องใช้มาหมดแล้ว หรือปัชญ์ต้องไปเอาอะไรที่บริษัทอีกหรือเปล่า"


"ไม่ครับ ไปเจอกันที่ร้านเลยก็ได้"


"โอเคจ้า เก้าโมงนะอย่าเลท"


"ครับ"




.
.
.





"สวัสดีค่ะคุณกิตติ นี่น้องปัชญ์นะคะ จะมาช่วยตี้ดูแลงานครั้งนี้"


"สวัสดีครับคุณกิตติ ผมปัชญ์ฌากร ฝากตัวด้วยนะครับ"


"แหม ไม่ต้องทางการอะไรขนาดนั้นหรอกครับน้องปัชญ์ แล้วเรียกพี่ว่าพี่กิตก็พอครับ ได้ยินชื่อเสียงน้องปัชญ์มานาน ครั้งนี้ได้ร่วมงานกันเสียที"


"ครับ"

ผมตอบรับ ยกยิ้มบางๆให้คนตรงหน้าก่อนเราทั้งหมดจะเริ่มพูดคุยเรื่องงานกัน คุณกิตติจัดได้ว่าเป็นลูกค้าที่ค่อนข้างประจำ และเป็นที่เลื่องลือในความเรื่องเยอะ

เขาอยากร่วมงานกับผมตั้งแต่ผมมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ แต่เพราะทุกครั้งผมจะติดพันงานอื่นอยู่เสมอ ครั้งนี้พอหัวหน้ารู้ว่าผมว่างก็รีบยกงานนี้ใส่พานประเคนให้ถึงที่ อย่างที่บอกว่าเขาเรื่องเยอะ ไม่คอยมีใครอยากรับงานเขาสักเท่าไหร่หรอก

คุณกิตติเป็นเจ้าของโรงแรมขนาดกลางหนึ่งสาขาถ้วนตั้งอยู่ใจกลางเมือง งานที่เขาจ้างส่วนใหญ่จะเป็นพวกออกแบบป้ายโปรโมทกิจกรรมต่างๆของโรงแรม ซึ่งปกติแล้วไม่ใช่งานที่บริษัทจะรับทำ หัวหน้าบอกว่าตอนแรกก็ปฏิเสธไปแล้วด้วยซ้ำ แต่คุณกิตติก็ยังตามตื๊อไม่เลิกจนต้องเอาเรื่องนี้ไปคุยกับบอส สุดท้ายบอสดันบอกให้รับไปด้วยเหตุผลที่ว่าลองเจอลูกค้าแปลกๆบ้างก็น่าสนุกดี ไม่ใช่เพราะงานที่จ้างน่าสนใจอะไรทั้งนั้น

ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าคุณเจเรมี่บริหารบริษัทใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร นิสัยเขาเหมือนพวกเด็กซนๆที่แอบเข้ามาวิ่งเล่นในบริษัทเสียมากกว่า ผมเคยเจอบอสไม่กี่ครั้งและทุกครั้งที่เจอจะเป็นตอนที่เขาเข้ามาก่อกวนในแผนก โดยให้เหตุผลว่ามาตรวจสอบความเรียบร้อยในการทำงาน ทั้งที่ดูยังไงก็เหมือนคนเหงามาหาเพื่อนคุยเล่นมากกว่า

ที่เขาบอกว่าคนแบบไหนมักจะดึงดูดคนแบบนั้นคงเป็นเรื่องจริง บอสถึงได้ดึงดูดคนประหลาดอย่างคุณกิตตินี่เข้ามาไม่หยุดหย่อน หลังจากงานแรกจบไปได้แบบแทบกระอักเลือด คุณกิตติก็ประทับใจจนขอฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกค้าประจำ

ครั้งแรกที่รู้หัวหน้าแทบจะพาตัวเองไปกอดเข่าร้องไห้อยู่ตรงมุมห้อง ตอนนั้นผมกับไอเต้เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่พอดีถึงกับยืนงงว่าอะไรทำให้พี่โก้มันเป็นได้ขนาดนั้น


"งั้นเอาตามนี้เลยนะคะ คุณกิตติมีอะไรอยากเพิ่มเติมอีกไหมคะ"


"อืม คิดว่าไม่มีแล้วนะครับ แต่จริงๆผมรู้สึกเหมือนจะขาดอะไรอยู่นิดหน่อย ยังไงพี่กิตขอไลน์น้องปัชญ์ไว้หน่อยได้ไหมครับ เผื่อนึกออกว่าอยากจะเพิ่มอะไรจะได้ทักไปบอก"


"ถ้าเป็นเรื่องงานรบกวนคุณกิตติติดต่อทางเมลล์จะสะดวกกว่านะครับ"


"แล้วถ้าไม่ใช่เรื่องงานล่ะครับ"


ไอ้เวรนี่...


"ผมไม่ค่อยสะดวกคุยเรื่องอื่นนอกจากเรื่องงานน่ะครับ" นับหนึ่งถึงสิบในใจก่อนตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม


"แหม พูดจาห่างเหินจังเลยนะครับ เดี๋ยวร่วมงานกันบ่อยๆก็สนิทกันแล้ว แลกไลน์กันไว้ก็ไม่เห็นเสียหายเลยนะครับน้องปัชญ์"


"ผมไม่ค่อยได้เล่นโซเชียลครับ ถ้าคุณกิตติต้องการให้แก้ไขงานตรงส่วนไหนรบกวนเมลล์มาจะเร็วกว่านะครับ"


"แต่--"


"อ่า นี่ก็จะบ่ายแล้ว คุณกิตติมีงานที่ไหนต่อหรือเปล่าคะ"


โอ้โห ขอบคุณพี่ตี้ที่ช่วยชีวิต!!!


"ผมไม่มีหรอกครับ คุณตี้ล่ะครับต้องไปที่ไหนต่อหรือเปล่า"


"พอดีตี้มีธุระต่อน่ะค่ะ งั้นเราแยกย้ายกันเลยดีมั้ยคะ"


"แบบนั้นก็ได้ครับ" คุณกิตติได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบกลับมาเสียงเบาเมื่อพี่ตี้ตัดบทแบบนี้


"คุณกิตติจอดรถไว้ตรงไหนคะ ให้พวกเราเดินไปส่งที่รถไหม"


ไปส่งทำไม ทำไมต้องเดินไปส่ง พี่ตี้จะมีมารยาทมากไปแล้ว


"วันนี้ผมไม่ได้เอารถมาครับ นี่คงต้องเรียกแท็กซี่กลับ ผมเรียกแท็กซี่ไม่ค่อยเก่งด้วยสิ เมื่อเช้าก็ให้พนักงานที่โรงแรมเรียกไว้ให้"


เอ่ออ..


"งั้นเดี๋ยวตี้ให้ปัชญ์ไปช่วยเรียกแท็กซี่ให้คุณกิตติแล้วกันนะคะ ตี้ต้องขอตัวไปทำธุระก่อน"


นั่นไง!!!!!

ผมรีบตวัดสายตาไปมองพี่ตี้ด้วยความเกรี้ยวกราดทันทีที่ประโยคนั้นจบลง พี่ตี้ส่งยิ้มแหยเป็นเชิงขอโทษขอโพยมาให้ ผมอยากจะตะโกนบอกว่าไม่ให้อภัยโว้ยยยย


"ขอโทษนะแก คือสามีพี่มารอรับไปทานข้าวเที่ยงอยู่ข้างนอกนานแล้ว พี่ต้องรีบไปเดี๋ยวสามีพี่เข้างานบ่ายไม่ทัน" พี่ตี้กระซิบเบาๆ


แล้วความปลอดภัยในชีวิตผมล่ะพี่..


"พี่กิตเกรงใจจังเลยครับที่ต้องให้น้องปัชญ์มาช่วย งั้นเราไปกันเถอะครับ"


ยิ้มระรื่นขนาดนี้สาบานว่าเกรงใจ!


"งั้นตี้ลาตรงนี้เลยนะคะ สวัสดีค่ะคุณกิตติ"


"สวัสดีครับคุณตี้ ยินดีที่ได้ร่วมงานอีกครั้งนะครับ ไปครับน้องปัชญ์ ไปเรียกแท็กซี่ให้พี่กิตดีกว่า"


ผมหลับตาสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะหันกลับไปยิ้มให้คุณกิตติด้วยใบหน้าเป็นมิตรเหมือนเดิม


"ครับ"


"แล้วนี่น้องปัชญ์ไม่ต้องไปธุระกับคุณตี้หรอครับ" คุณกิตติหันกลับมาชวนคุยตอนเดินมาถึงจุดรอแท็กซี่


"เดี๋ยวผมตามไปทีหลังครับ"


ผมอ้างไปอย่างนั้น ธุระอะไรล่ะ พี่ตี้ไปกับผัวแล้ว! ผมจะไปมีธุระอะไรกับผัวพี่ตี้!!


"ว้า แย่จังเลย พี่กิตว่าจะชวนน้องปัชญ์ไปทานข้าวเสียหน่อย เมื่อกี๊ก็ทานไปได้นิดเดียวเอง"


"ขอโทษด้วยนะครับ"


"งั้นเพื่อเป็นการไถ่โทษ ครั้งหน้าน้องปัชญ์ต้องเลี้ยงข้าวพี่นะครับ"


เดี๋ยวมึง.. มันใช่หรอวะ

ไม่พูดเปล่า คนตรงหน้ายังเอื้อมมือพยามจะจับแขนผมให้หันไปสนใจ ผมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเบี่ยงตัวหลบทำทีเป็นมองหาแท็กซี่ มือที่เอื้อมมาชะงักค้างกลางอากาศหากสายตาคนตรงหน้ากลับวาววับด้วยความพึงพอใจ

น่ากลัวเกินไปแล้วโว้ย

ไอ้หมอนี่พยามจะถึงเนื้อถึงตัวผมตั้งแต่ตอนที่นั่งคุยงานกันอยู่ในร้าน ถึงใบหน้าผมจะยังส่งยิ้มไปให้แต่ในใจกูคว่ำโต๊ะไปเป็นร้อยรอบแล้ว


"แบบนี้พี่จะติดต่อน้องปัชญ์ยังไงดีล่ะครับ น้องปัชญ์ไม่ค่อยเล่นไลน์ด้วย"


"ไว้คุยงานครั้งหน้าผมถือโอกาสเลี้ยงไถ่โทษไปด้วยแล้วกันนะครับ ให้คุณกิตติเลือกร้านอาหารได้ตามใจชอบเลยครับ"


"แต่ไปคุยงานคุณตี้ก็ต้องไปด้วยใช่มั้ยล่ะครับ เดี๋ยวน้องปัชญ์จะจ่ายแพงเปล่าๆ เราออกมาทานกันสองคนดีกว่านะครับ ถ้าน้องปัชญ์ไม่เล่นไลน์งั้นพี่ขอเบอร์ไว้ดีไหมครับ เร็วกว่าส่งเมล์ตั้งเยอะ"


คุณกิตติพูดจบก็ตั้งท่าจะล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือของผมที่ยัดอยู่ในกระเป๋ากางเกง ผมเบี่ยงตัวหลบแต่ครั้งนี้คุณกิตติเดินตามมาท่าทางคุกคามอย่างชัดเจน ผมยกยิ้มพยามปฏิเสธด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่คนตรงหน้าก็ยังพยามยื่นมือมาจับแขนจับมือไม่หยุดจนผมเริ่มจะหมดความอดทน


"ปัชญ์"


ผมชะงักขาที่กำลังจะยกขึ้นถีบไอ้คุณกิตติ หันขวับไปมองเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นคันสีดำที่ไม่รู้มาจอดริมทางเท้าที่ผมยืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ กระจกข้างคนขับลดลงจนเห็นใบหน้าคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย


"คุณวินด์! มาอยู่ที่นี่ได้ไงครับ ทำไมไม่พักอยู่ที่ห้อง หายดีแล้วหรอ"


ผมรีบผละออกจากคุณกิตติที่หันมองคุณวินด์ด้วยความมึนงง คุณวินด์มาทันเวลาพอดี ผมเกือบทำลายความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าประจำของบริษัทไปแล้ว เหอะ


"ผมดีขึ้นแล้ว มาคุยงานที่บอกไว้"


"แต่ยังไม่หายดีใช่ไหมล่ะ ทำไมไม่เลื่อนไปก่อน คุณนี่ดื้อจังเลยนะ"


"ดื้อหรอ"


คุณวินด์ขมวดคิ้วฉับทันทีที่ทวนคำพูดจบ


"หรือไม่จริงล่ะ"


"เอ่อ น้องปัชญ์ครับ"


คุณวินด์ที่ทำท่าจะเถียงชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงเจ้ากรรมนายเวรเรียกชื่อผม ผมกรอกตาสามร้อยหกสิบองศา หันไปมองคุณกิตติเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาพูดกับคุณวินด์เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นแท็กซี่ขับตรงมาทางนี้พอดี


"คุณรีบหรือเปล่า รอก่อนได้ไหม ผมขอจัดการธุระเดี๋ยวเดียว"


"โอเคหรือเปล่า ให้ผมลงไปช่วยไหม"


คุณวินด์พูดพร้อมเหลือบสายตาไปมองสัมภเวสีที่เริ่มจะเอาตัวเองมาเบียดอยู่ข้างหลังผม


"ไม่เป็นไรครับ ผมจัดการได้ อีกอย่างคุณยังไม่หายป่วยจะลงมายืนกลางแดดร้อนๆได้ไง รออยู่บนรถนี่แหละ"


พูดจบก็ผละตัวออกจากรถของอีกฝ่าย หันกลับมาส่งยิ้มให้คุณกิตติก่อนจะเดินเลยไปโบกแท็กซี่คันสีเหลืองที่ขับมาถึงพอดี บอกที่หมายกับแท็กซี่เรียบร้อยก็หันกลับมาหาคุณกิตติอีกครั้ง


"แท็กซี่มาแล้วครับ เดินทางปลอดภัยนะครับ"


"แล้วน้องปัชญ์กลับยังไงล่ะครับ ไปพร้อมกันมั้ย เดี๋ยวพี่กิตให้แท็กซี่วนส่งน้องปัชญ์ไปหาคุณตี้ก่อนก็ได้"


"ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมไปกับเพื่อน"


ตอบพร้อมหันไปสบตากับคนที่มองมาผ่านกระจกมองหลังของรถ


"อ่า แล้วเบอร์โทร--"


"ยังไงคุณกิตติติดต่อผมมาทางเมลล์แล้วกันนะครับ ถ้ามีงานตรงไหนต้องปรับแก้อะไร แล้วผมจะรีบส่งบรีฟแรกไปให้ดู ผมไปก่อนนะครับ"


พูดจบก็หันหลังกลับไม่เปิดช่องว่างให้คุณกิตติได้พูดอะไรอีก ส่งยิ้มให้กับคนที่ยังมองตามผ่านกระจกมองหลัง แต่อยู่ดีๆคุณวินด์ก็ขมวดคิ้วฉับ สายตามองเลยผมไปยังด้านหลัง ผมเลิกคิ้วก่อนหันกลับไปมอง มือคุณกิตติที่กำลังยื่นมาจะถึงตัวชะงักค้าง


"สวัสดีครับ"


ผมเงยหน้ามอง ส่งยิ้มจางๆก่อนเอ่ยลาเป็นครั้งที่สาม คราวนี้ผมไม่ได้หันหลังกลับแต่ยืนรอให้คุณกิตติขึ้นรถ คุณกิตติทำท่าละล้าละลัง แต่เมื่อเห็นผมไม่พูดอะไรนอกจากยืนยิ้ม อีกทั้งแท็กซี่เริ่มมีท่าทีหงุดหงิดจึงยอมตัดใจขึ้นรถไปในที่สุด

ผมหมุนตัวกลับเมื่อแท็กซี่ขับออกไปแล้ว ก้าวขายาวๆขึ้นไปนั่งบนรถคุณวินด์ที่จอดรออยู่ ทึ้งหัวตัวเองก่อนจะตะโกนออกมาอย่างหมดความอดทน


"โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!"


คุณวินด์หันมามองอย่างตกใจ รีบเอื้อมมาจับมือผมที่กำลังทึ้งหัวตัวเองด้วยความหงุดหงิด


"ใจเย็นๆ"


มือหนาลูบหัวผมเบาๆ ค่อยๆจัดหัวฟูๆให้กลับมาเป็นทรงเหมือนเดิม


"ลูกค้าหรอ"


"ครับ"


ตอบพลางเลื้อยตัวพิงไปกับไหล่อีกคน


"เขาไม่ได้เอารถมา คุยงานกันเสร็จพี่ที่มาด้วยกันเลยให้ผมช่วยเรียกแท็กซี่ให้เขา ส่วนตัวเองหนีไปกินข้าวกับสามีสบายใจ"


"แล้วเขามาวุ่นวายอะไร" คุณวินด์ถามพร้อมกับค่อยๆไล้นิ้วไปบนหลังมือให้ผมใจเย็นลง


"ก็ขอคอนแทค ชวนไปกินข้าว พยามจะถึงเนื้อถึงตัว แรกๆก็ยังพอเบี่ยงหลบได้ แต่ครั้งหลังหลบแล้วก็ยังจะเดินตาม นี่ถ้าคุณวินด์มาช้ากว่านี้อีกนิดหมอนั่นคงลากผมเข้าพงหญ้าข้างทางไปแล้ว"


"งั้นเหรอ" อีกคนพึมพำเสียงเบา นิ้วที่ไล้วนอยู่หยุดชะงัก


"แล้วนี่คุณวินด์ต้องไปคุยงานกี่โมงหรอครับ"


รออยู่นานอีกคนก็ยังไม่ตอบจึงผละออกจากไหล่ก่อนหันกลับไปมอง สายตาคุณวินด์เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ผมเอื้อมมือไปแตะแขนอีกคน ออกแรงเขย่าเบาๆให้เขาหันมามอง


"หืม"


"เป็นอะไรหรือเปล่าครับ หรือว่าไข้กลับ"


ถามพร้อมขมวดคิ้ว มือก็ไล่แตะหน้าผากแตะแก้มแตะซอกคออีกคนด้วยความเป็นห่วง


"ผมไม่เป็นไร บอกแล้วไงว่าดีขึ้นแล้ว ทานข้าวทานยาเรียบร้อย"


"ดีมาก"


ผมยกนิ้วพร้อมส่งยิ้มกว้างไปให้ คุณวินด์เหมือนจะชะงักไปเล็กน้อย มองมาด้วยสายตาที่ดู.. โล่งใจ?


"ครับ?" ผมหุบยิ้มพร้อมเอ่ยถาม เมื่อเห็นอีกคนมีท่าทีแปลกๆ


"ไม่มีอะไร ยิ้มอีกสิ"


ผมทำหน้าไม่เข้าใจ แต่พอเห็นคุณวินด์ส่งยิ้มมาให้ก็ตาวาว รีบยกยิ้มกลับไปให้จนเต็มแก้ม คุณวินด์หัวเราะในลำคอ ดวงตาเป็นประกายขบขันท่าทางพอใจ ผมที่นึกขึ้นได้ว่าตัวเองคล้อยตามอีกคนง่ายเหลือเกินก็หุบยิ้มฉับ กระแอมเบาๆเรียกสติ ก่อนหันกลับไปคาดคั้นต่อ


"ตกลงมีอะไรหรือเปล่าครับ"


"เปล่า" คุณวินด์ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ หันกลับไปออกรถหลังจอดอยู่นาน แต่พอเห็นผมจ้องไม่ยอมละสายตาไปไหนก็ถอนหายใจ เหลือบตามองเล็กน้อยก่อนตอบ


"ก็แค่-- คุณดูแปลกๆตอนอยู่กับคนเมื่อกี๊"


"แปลก?"


"อืม เหมือนพวกนักธุรกิจอะไรแบบนี้มั้ง ไอ้รอยยิ้มการค้าพวกนั้น"


"คุณไม่ชอบหรอครับ"


"เปล่า แค่เคยเห็นคุณยิ้มแบบนั้นครั้งแรกเลยรู้สึกแปลกๆ แต่คุณยังยิ้มให้ผมเหมือนเดิมก็พอแล้ว"


"อ่า.."


ความรู้สึกร้อนๆที่แก้มแบบนี้มัน--


"อันที่จริง แบบเมื่อกี๊ไม่ได้เรียกว่าแปลกหรอกนะครับ แบบที่ผมเป็นกับคุณต่างหากที่เรียกว่าแปลก"


"หืม"


"ก็-- แบบนั้นคือเวอร์ชันปกติของผม ก่อนจะสนิทกันก็ต้องผ่านการเป็นคนแปลกหน้ามาก่อน ท่าทางแบบนั้นผมเอาไว้ใช้กับคนที่ไม่สนิทน่ะ แต่กับคุณ ผมดันอยากสนิทด้วยเร็วไปหน่อยเลยไม่มีช่วงเวลาของการเป็นคนแปลกหน้า คุณถึงไม่เคยเห็นท่าทีแบบนั้นของผม"



"งั้นหรอ"


"ครับ"


"ที่แท้ก็เพราะคุณอยากสนิทกับผม"


"อ่ะ ก็-- นั่นแหละ"


คุณวินด์หัวเราะในลำคอเบาๆให้ผมได้เบ้ปากใส่ด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะหันกลับไปมองทางข้างหน้า ใช้เวลาไม่นานรถก็เลี้ยวเข้ามาจอดในห้างฯแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่ทำงานผมมากนัก


"คุณคุยงานที่นี่หรอ"


"อืม"


"งั้นเดี๋ยวผมเดินเล่นรอแถวนี้ คุณเสร็จธุระแล้วค่อยโทรมานะครับ"


"ไม่ต้องหรอก คุณไปกับผมนี่แหละ ไม่ได้คุยทางการอะไร"


คุณวินด์เห็นผมทำท่าทางลังเล เลยจับมือดึงให้เดินตามจนมาหยุดอยู่ที่ร้านกาแฟเล็กๆ บรรยากาศดูสงบทั้งที่ตั้งอยู่กลางห้าง ผมตาลุกวาวเมื่อหันไปเห็นตู้เค้กที่มีเค้กเป็นสิบชนิดวางเรียงกันอยู่


"ผมสั่งเค้กได้ไหมครับ"


"เอาสิ"


"งั้นคุณวินด์เข้าไปนั่งก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมสั่งน้ำให้"


"สั่งเค้กนมสดให้ผมด้วย"


"คุณชอบเค้กนมสดหรอ" หันไปถามด้วยสายตาเป็นประกายเมื่อได้รู้เรื่องอีกคนเพิ่มขึ้น


"ก็อร่อยดี"


คุณวินด์ตอบก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน ทั้งที่ปกติดื่มกาแฟก็สั่งแต่อเมริกาโน่ขมๆ แต่ดันชอบกินขนมอะไรแบบนี้ด้วยแฮะ น่ารักจังเลย

ผมสั่งของเสร็จก็ขอยกเค้กมาก่อน พวกเครื่องดื่มให้พนักงานตามมาเสิร์ฟทีหลัง เดินมาถึงโต๊ะเห็นผู้ชายท่าทางทะเล้นคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามคุณวินด์ เขาเห็นผมเดินเข้ามาก็เงยหน้าขึ้นมามอง ผมยกยิ้มให้ก่อนกล่าวทักทาย


"สวัสดีครับ"


 คุณวินด์รับจานเค้กไปจากมือผม ขยับเข้าไปข้างใน ดึงมือผมให้ลงไปนั่งบนเก้าอี้โซฟาตััวเดียวกัน


"หืม คุณคนนี้มากับมึงหรอ ชื่ออะไรครับ"


ผู้ชายท่าทางทะเล้นคนนั้นหันมาถามผมพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์


"ยุ่ง"


แต่คนข้างๆผมดันตอบแทน


"ได้ข่าวว่ากูไม่ได้คุยกับมึง"


"จะคุยมั้ยงาน"


"มึงรีบหรอ หายหัวไปตั้งนานกว่าจะกลับมา พอกลับมาก็กว่าจะโผล่หน้ามาเจอเพื่อนฝูง นี่ถ้ากูไม่ใช้เรื่องงานมาล่อชีวิตนี้จะยังได้เจอหน้ามึงอยู่มั้ย"


"เหอะ"


ผมหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นคนข้างๆมีท่าทีหงุดหงิดงุ่นง่าน ถึงสายตาจะมีความรู้สึกผิดอยู่แต่ก็ดูจะรำคาญกับความพูดมากของคนตรงข้ามถึงได้ไม่ยอมแสดงออกไปตรงๆสินะ

ส่วนคนตรงข้ามเมื่อเห็นผมหัวเราะก็ทำตาเป็นประกายแล้วหันกลับมาถามชื่อผมต่อ ผมยกยิ้มจางแบบที่คุณวินด์เรียกมันว่ารอยยิ้มการค้าส่งไปให้ก่อนตอบกลับ


"ผมชื่อปัชญ์ครับ"


"โห ทำไมรอยยิ้มที่ผมได้รับมันถึงต่างกับไอ้วินด์นักล่ะครับ"


ผมเลิกคิ้ว หัวเราะเบาๆเมื่อได้ยินคนตรงข้ามพูดออกมาตรงๆแบบนี้ ก่อนจะไหวไหล่ให้เป็นเชิงว่าก็ช่วยไม่ได้ อีกคนพยักหน้าเข้าใจแต่ไม่วายส่งรอยยิ้มล้อเลียนมาให้


"ว่าแต่คุณปัชญ์รู้ด้วยหรอครับว่าวินด์มันชอบกินเค้กนมสด"


"ผมเพิ่งรู้เมื่อกี๊เลยครับ คุณวินด์ให้ผมสั่งให้"


"หืมม ปกติไม่ค่อยมีคนรู้หรอกครับ ไอ้ปากหนักนี่ไม่ค่อยยอมบอกใครเพราะดันชอบกินอะไรไม่เข้ากับลุคตัวเอง มันชอบเค้กอยู่ชนิดเดียวนี่แหละแล้วยังโคตรชอบด้วย"


"แต่คุณวินด์บอกผมว่าแค่อร่อยดีเองนะครับ"


"ไอนี่มันท่ามากน่ะ"


ผมพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อคุณวินด์ตักเค้กนมสดของโปรดยัดเข้าปากเพื่อนในขณะที่อีกคนก็โวยวายเป็นหมีกินผึ้ง


"หัวเราะอะไร กินได้แล้ว"


ยกยิ้มขำให้คนที่ทำเป็นโมโหกลบเกลื่อนแก้มแดงๆของตัวเอง ก่อนตักชีสเค้กเข้าปาก หลังจากสงบศึกเรียบร้อยคุณวินด์กับเพื่อนเขาที่ยังไม่มีโอกาสได้แนะนำตัวว่าตัวเองชื่ออะไรก็เริ่มคุยงานกันอย่างจริงจัง เปลี่ยนโหมดไปจากเมื่อกี๊อย่างกับเป็นคนละคน

หลังจากฟังอยู่สักพักผมถึงได้รู้ว่าคุณวินด์เป็นช่างภาพ มิน่ากล้องเขาถึงได้เยอะขนาดนั้น คิดว่าแค่ชอบถ่ายรูปเฉยๆ ผมนั่งหูผึ่งฟังบทสนทนาของทั้งคู่ด้วยความสนใจ

เพื่อนคุณวินด์เพิ่งเปิดภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหม่ อยากโปรโมทร้านเลยจะให้คุณวินด์ไปช่วยถ่ายรูปให้ เดินทางฟรี ที่พักฟรีเป็นรีสอร์ทในเครือของที่บ้าน แถมจ่ายค่าจ้างให้อีก โคตรรวย

หลังคุยเรื่องรูปแบบภาพที่ต้องการได้แล้ว จบจากเรื่องจริงจัง ทั้งคู่ก็เข้าโหมดเดิมคือตั้งท่าจะทะเลาะกันอยู่เนืองๆ โดยมีผมทำหน้าที่เป็นผู้ชมที่ดีเท่านั้น


"จริงสิ มึงไม่ชวนคุณปัชญ์ไปด้วยล่ะ ไปทะเลทั้งที ถือโอกาสพักผ่อนไปด้วยเลย"


คุณวินด์เลิกคิ้วก่อนหันมาหาผม


"ต้นเดือนหน้า ว่างหรือเปล่า"


"ว่างครับ!"


ผมตอบเสียงดังด้วยความรวดเร็วจนอีกคนหลุดหัวเราะ ตอนนี้ผมรับงานคุณกิตติแค่งานเดียว พอจะเคลียร์วันได้อยู่ แต่ถึงไม่ว่างยังไงผมก็จะทำให้ว่างจนได้ล่ะ


"งั้นต้นเดือนหน้าไปทะเลกันนะ"


"ครับ"


พยักหน้าหงึกหงักพร้อมส่งยิ้มกว้างไปให้ คุณวินด์หัวเราะในลำคอเบาๆก่อนยื่นมือมาลูบหัวกัน ทำให้ผมยิ้มกว้างขึ้นไปอีก


"โห บรรยากาศแบบนี้มันอะไรกัน"


"เสือก"


"ไอ้สองมาตรฐาน"


"หมดธุระแล้วใช่ไหมจะได้กลับ"


"เออ จะไปไหนก็ไปเลย แล้วเวลาเพื่อนนัดมาแฮงเอาท์ก็หัดออกมาซะบ้าง"


"พูดมาก ไปกันเถอะ" บ่นเพื่อนตัวเองเสร็จประโยคหลังจึงหันมาพูดกับผม


"สวัสดีครับ"


ผมเอ่ยลาคนฝั่งตรงข้ามที่กำลังลุกขึ้นยืน ก่อนเลิกคิ้วเป็นคำถาม


"จริงสิ ลืมไปเลย ผมชื่อพีทนะครับ เพราไอ้วินด์เอาแต่ขัดขวาง ผมเกือบจะไม่ได้แนะนำตัวกับคุณปัชญ์แล้ว"


"ครับ สวัสดีอีกครั้งครับคุณพีท"


"สวัสดีครับคุณปัชญ์ ไอ้วินด์เผลอแล้วเจอกัน"


คุณพีทว่าพร้อมยื่นมือมาข้างหน้า ผมกำลังจะยื่นไปจับตามมารยาทแต่มือของคนตรงหน้าถูกคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างผมปัดออกเสียก่อน


"ไปไหนก็ไป"


"ไอ้นี่ นิดๆหน่อยๆก็ไม่ได้เลย เออ ไปแล้วเว้ย เจอกัน"


คุณพีทโวยวายอีกสองสามประโยคก่อนหันมาพยักหน้ากับผมเป็นเชิงบอกลา แล้วเดินออกไป ทิ้งผมไว้กับอีกคนที่กำลังมองตามหลังเพื่อนตัวเองไปด้วยสายตารำคาญ

คุณวินด์ละสายตากลับมามองผมเพราะแรงสะกิด หัวคิ้วขมวดมุ่น


"ยังหงุดหงิดอยู่หรอครับ"


คุณวินด์ไม่ตอบ แต่เปลี่ยนเป็นยื่นมือมาผลักหัวผมอย่างแรงจนเซ ก่อนจะหันหลังเดินออกไป แต่ไปได้แค่สองสามเก้าก็เดินกลับมาจับมือผมที่ยังยืนงงอยู่ให้ไปพร้อมกัน


"ไปไหนต่อหรอครับ"


"ไม่รู้สิ หิวแล้วยัง"


"ยังไม่ค่อยหิวครับ เพิ่งกินเค้กไป"


"อืม งั้นซื้อของกลับไปทำอะไรกินที่ห้องแล้วกัน"





#####




ชื่อตอนมอบแด่คุณกิตติ แขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ ...เธอน่ารำคาญ




แต๊งกิ้ว

#ผีเสื้อทฤษฎี






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 728
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Butterfly Effect ทฤษฎีผีเสื้อ | Chapter 7: sick |
«ตอบ #13 เมื่อ16-04-2019 07:39:29 »

 o13
 :3123:
 :pig4:

ออฟไลน์ yel.s.low

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
one step closer







"คุณวินด์ เอาแครอทด้วยไหมครับ"


ผมถามขึ้นหลังจากยืนมองอีกคนกวาดสารพัดผักลงรถเข็นอย่างกับจะเอาไปทำแปลงพืนผักสวนครัว

เรื่องของเรื่องคือ ปกติเวลทำอาหารทานกันที่ห้องผมไม่ค่อยทำเมนูที่เป็นผักเท่าไหร่ ผมกินผักได้แต่ก็เลือกกินเฉาะที่รู้สึกว่ามันไม่ขม แต่คุณวินด์ดันเป็นประเภทสัตว์กินพืช ชอบผักเกือบทุกชนิด

อันที่จริงก็อยากทำเมนูผักให้กินเยอะๆอยู่เหมือนกัน แต่ผมเป็นพวกเลือกของที่ตัวเองไม่กินไม่เป็น วันนี้ได้มาห้างฯด้วยกัน แล้วของที่ห้องยังหมดพอดีเลยถือโอกาสให้อีกคนเลือกของที่ตัวเองอยากกินให้พอใจเลย คุณวินด์ถึงจะทำอาหารไม่เป็นแต่ถ้าให้เลือกซื้อวัตถุดิบก็ถือว่าทำได้ไม่เลว


"แล้วแต่คุณ"  คุณวินด์แอบทำหน้าแหยๆก่อนหันมาตอบ


"คุณไม่ชอบแครอทหรอ"


ถามพลางเค้นสมองนึกว่าที่ผ่านมาเคยเห็นคุณวินด์เขี่ยแครอทจากอาหารบ้างหรือเปล่า แต่เหมือนว่าตั้งแต่ทานอาหารด้วยกันมาจะไม่เคยสั่งหรือทำอาหารที่มีแครอทเลย เมื่อคิดแล้วไม่ได้คำตอบจึงเปลี่ยนไปเงยหน้ารอฟังคำตอบจากอีกคนแทน


"เปล่าหรอก แค่เห็นแล้วรู้สึกเบื่อ"


ผมทำหน้างง ก้มมองแครอทในมือสลับกับหน้าอีกฝ่าย คุณวินด์เห็นอย่างนั้นก็หัวเราะเบาๆ เอื้อมมาหยิบแครอทในมือผมไปใส่รถเข็นพร้อมพูดขยายความ


"ผมกับทีมงานเคยไปถ่ายงานกันที่ฟาร์มแครอท นานแล้วล่ะ ทีนี้ก่อนวันถ่ายคุณลุงเจ้าของสวนเลยจะพาเดินทัวร์รอบๆดูโลเคชัน แต่ก่อนหน้านั้นฝนดันตกเพิ่งจะหยุดก่อนถึงเวลานัดไม่นาน ดินทั้งแฉะทั้งลื่น

วันนั้นนัดกันตอนเช้าแต่ทีมงานคนนึงดันตื่นสาย ตอนกำลังเดินดูแปลงแครอทกันอยู่มันก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามา แต่ก็นั่นแหละ พื้นมันลื่น รองเท้าที่มันใส่มาก็แตะธรรมดา ทีมงานที่ยืนหลังสุดพยามหยุดมันแล้ว แต่มันดันสะดุดขาตัวเองด้วย ก่อนล้มก็คว้าตัวคนอื่นไว้ จนสุดท้ายก็ล้มตามๆกันเป็นโดมิโน่ ทีมงานเกือบยี่สิบคน เละเทะไปหมด แถมยังทำแปลงแครอทเขาเสียหายอีก"


ผมหลุดหัวเราะออกมาเมื่อลองนึกภาพตาม ตอนนั้นสภาพแต่ละคนคงดูไม่จืดแน่ๆ


"แล้วยังไงต่อครับ เพราะอย่างนี้หรอถึงไม่อยากกินแครอท"


"หึ เรื่องตลกคือพอได้ซวยครั้งแรก ครั้งต่อๆไปก็จะตามมา หัวหน้าทีมผมตอนนั้นตกใจที่ตัวเองล้มทับแครอทเลยรีบลุกขึ้นยืนจะขอโทษคุณลุงเจ้าของฟาร์มแต่ดันลื่นล้มลงไปอีกรอบแล้วก็กระแทกชนคนอื่นที่เริ่มลุกแล้วให้ล้มตามกันไปด้วย

ตอนนั้นทุกคนหน้าซีดรีบขอโทษขอโพยคุณลุงกันยกใหญ่ โชคดีที่คุณลุงไม่โกรธอะไรจะจ่ายค่าเสียหายให้ก็ไม่ยอมรับ แต่แครอทพวกนั้นก็เสียหายจนเอาไปขายไม่ได้ ทีมงานทุกคนเลยต้องรับผิดชอบกินกันเอง หลายวันที่อยู่ที่นั่นคือต้องกินแครอททุกวันทุกมื้อ ทั้งคาวทั้งหวาน แถมตอนกลับคุณลุงยังขนแครอทมาให้อีกหลายกระสอบ จะปฏิเสธก็พูดไม่ออกกันสักคน สุดท้ายเดือนนั้นเกือบทั้งเดือนก็ได้กินแต่แครอทแล้วก็แครอท"


ผมพยักหน้าหงึกหงักรับรู้พร้อมพยามกลั้นขำสีหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออกของคุณวินด์ตอนเล่าไปด้วย ถ้าเป็นผมก็คงไม่อยากกินแครอทอีกเลยทั้งชีวิตนั่นแหละ


"งั้นตอนนี้คุณวินด์ไม่กินแครอทเลยหรอครับ"


"ถ้ามีก็กินได้ แต่ถ้าให้เลือกก็จะไม่ซื้อมากินเอง"


"ฮ่าๆ  ผมอยากเห็นหน้าทีมงานคนนั้นเลย คงเป็นประสบการณ์ฝังใจทุกคนน่าดู"


"อืม แต่คงไม่ได้เจอเร็วๆนี้หรอก มันทำงานอยู่อเมริกา"


"หืม อ้าว งั้นก่อนหน้านี้คุณวินด์ก็ทำงานอยู่อเมริกาหรอครับ"


"ก็--"


"อ้าว พี่อนิล"


ผมชะงักก่อนหันไปตามเสียงเรียก อนิลหรอ ใช่อนิลเดียวกันหรือเปล่านะ


"ครับ?" ขมวดคิ้วถามอย่างแปลกใจเมื่อหันไปเจอเด็กผู้ชายหน้าหวานคนหนึ่งกำลังยืนมองผมอยู่ อ่า ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกเหมือนเด็กคนนี้จะเป็นน้องที่เข้ามาสัมภาษณ์ฝึกงานวันก่อน


เด็กคนนั้นละสายตาออก มองผ่านผมไปข้างหลังก่อนคลี่ยิ้มกว้าง พอเห็นแบบนี้ยิ่งทำให้ดูน่ารักขึ้นไปอีก


"คุณอนิลมาซื้อของหรอครับ"


"ครับ"


ผมขมวดคิ้วแน่นขึ้นเมื่อได้ยินบทสนทนาที่เด็กคนนั้นคุยกับคุณวินด์ พอหันไปสบกับดวงตาสีฟ้า เจ้าของมันก็ทำแค่ยกยิ้มให้ สมองผมเริ่มประมวลผล หัวคิ้วที่ขมวดคลายออกเมื่อเริ่มเข้าใจทุกอย่าง หันกลับไปทำหน้าตึงใส่อีกคนด้วยความไม่พอใจ

คุณวินด์คว้าข้อมือผมดึงให้เข้าไปยืนใกล้ พอดีกับที่เด็กหน้าหวานพูดขึ้นมา


"มีอะไรกันหรือเปล่าครับ"


"เปล่าครับ" เป็นคุณวินด์ที่คลี่ยิ้มจางๆตอบออกไป


"ปัชญ์ นี่ไวท์นักศึกษาฝึกงานที่แผนก ไวท์ นี่พี่ปัชญ์ ทำฝ่ายอาร์ตอยู่บริษัทเดียวกัน"


"ครับ ผมพอจะได้ยินชื่อมาบ้าง พี่ปัชญ์คนเก่ง แถมหน้าตาก็ดี"


ผมคลี่ยิ้มรับคำที่ดูเหมือนจะชมก็ไม่เชิงของรุ่นน้องหน้าหวาน พร้อมตอบรับอย่างเป็นมิตร


"สวัสดีครับไวท์ ยินดีที่ได้รู้จัก"


"พี่อนิลกับพี่ปัชญ์สนิทกันหรอครับ"


"สนิทครับ"


ผมยิ้มให้ก่อนตอบอย่างรวดเร็วจนคุณวินด์หันมามอง ผมหันไปเลิกคิ้วเป็นเชิงถามอีกคนว่ามีปัญหาอะไร คุณวินด์ไม่ตอบแค่ส่ายหน้าแล้วยกยิ้มขำๆส่งมาให้


หันกลับมาหาไวท์อีกครั้ง ทันเห็นสายตาไม่พอใจที่ส่งมาให้แวบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานในชั่วพริบตา โอเค ผมว่าผมไม่ได้คิดไปเองแล้ว เด็กคนนี้ไม่ชอบผม


"ดีจังเลยนะครับ ผมก็อยากมีเพื่อนสนิทแบบนี้ในที่ทำงานบ้าง"


"มีเด็กมาฝึกงานพร้อมเราอีกสองสามคนแต่อยู่คนละแผนกกัน ไว้คณินว่างๆก็ให้พาไปทำความรู้จักสิ"


"พี่คณินไม่ค่อยว่างเลยนี่สิครับ พี่อนิลก็น่าจะเข้าบริษัทบ่อยๆบ้างนะครับผมจะได้มีเพื่อนคุย แล้วก็จะได้มีคนปรึกษางานเพิ่มขึ้นด้วย"


"เดี๋ยวหลังจากนี้ก็ต้องเข้าบริษัทบ่อยๆแล้วล่ะ"


"งั้นหรอครับ ดีเลย ไว้ผมมีอะไรสงสัยตรงไหนขออนุญาติไปถามนะครับ"


"อืม"


"แล้วถ้าผมเหงาขอไปนั่งคุยเล่นด้วยได้ไหมครับ"


"ไม่จำเป็นต้องเป็นพี่หรอก ถ้าเหงาก็ชวนพี่ๆคนอื่นในบริษัทคุยได้"


"ผมยังไม่ค่อยรู้จักใครเลยครับ คงต้องวานให้พี่อนิลแนะนำให้หน่อย" ไวท์พูดพร้อมส่งสายตาออดอ้อนอย่างน่ารัก ส่วนคุณวินด์ก็ส่งยิ้มให้เล็กน้อย


"ไว้ถ้าพี่มีเวลานะ ตอนนี้คงต้องขอตัวก่อน"


"อ่า แล้วผมจะรอนะครับ เจอกันที่บริษัทนะพี่อนิล"


ผมยืนฟังบทสนทนาของคนทั้งคู่ด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สาบานได้ว่าถ้าอีกสองนาทียังไม่หยุดคุยกันผมจะทำตัวเสียมารยาทด้วยการลากคุณวินด์ออกจากตรงนี้แน่ๆ

โชคดีที่ยังรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองได้อยู่ในเมื่อคุณวินด์ตัดบทสนทนาแล้วอีกฝ่ายก็ไม่ได้ยื้ออะไร.. ถึงหน้าตาจะดูอยากเต็มทีก็เถอะ

เด็กคนนั้นยกยิ้มบอกลาในขณะที่ผมก็ส่งรอยยิ้มตอบกลับไปให้ก่อนรีบหันหลังเดินออกมาโดยมีคนที่ยังจับข้อมือไม่ยอมปล่อยเดินตามมาพร้อมรถเข็น

คุณวินด์ดึงตัวผมมาอยู่ข้างหน้า ส่วนตัวเองก็เอื้อมมือผ่านตัวผมไปจับรถเข็นเข็นต่อ กลายเป็นตอนนี้ผมยืนอยู่ระหว่างรถเข็นแล้วก็คุณวินด์


"แบบนี้มันเดินยากนะครับ"


"หงุดหงิดอะไร"


"คุณคิดว่าผมควรหงุดหงิดอะไรล่ะ"


"ว่ามาสิ"


ผมส่งเสียงฮึดฮัดใส่คนที่ทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว นี่ไม่รู้จริงๆหรือกวนตีนเนี่ย!!


"คุณไม่เคยบอกผมว่าตัวเองทำงานที่ไหน ทั้งๆที่ก็ทำอยู่ที่เดียวกันมาตลอด!"


"ผมไม่ได้คิดว่าจำเป็นต้องบอก ยังไงช่วงนี้ก็ไม่ได้เจอกันที่บริษัท" อีกฝ่ายตอบกลับมานิ่งๆเหมือนไม่่เรื่องจำเป็นอะไร


"คุณไม่เคยบอกผมว่าตัวเองเป็นญาติกับประธานบริษัท"


"แล้วการที่ผมเป็นผมตอนนี้มันดีหรือแย่กว่าการที่ผมจะเป็นหรือว่าไม่ได้เป็นญาติกับประธานบริษัทตรงไหน"


ผมชะงักกับคำตอบน่าหงุดหงิดที่ได้รับ ผ่อนลมหายใจแรงๆระบายความหงุดหงิดก่อนหันกลับไปสบดวงตาสีฟ้าที่ฉายแววไม่พอใจเล็กๆของคนข้างหลัง


"ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่คุณเป็นญาติใครแล้วมันจะดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิมยังไง หรือคุณจะมีเหตุผลอะไรที่คิดว่าเรื่องพวกนั้นมันไม่ได้สำคัญจนต้องเอามาบอกกัน ประเด็นคือผมแค่อยากรู้ทุกเรื่องของคุณ ไม่ว่าเรื่องพวกนั้นมันจะเล็กน้อยแค่ไหน มันสำคัญถึงคุณจะคิดว่ามันไม่สำคัญ"


"..."


"ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนนี้นี่แหละ ว่าผมเล่าทุกเรื่องของตัวเองให้คุณฟัง คุณรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวผมในขณะที่ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลย"


"..ขอโทษ"


ผมมองสบตาที่ฉายแววสับสนปนรู้สึกผิดนิ่ง เสียงเอ่ยขอโทษแผ่วเบาทำผมชะงักไป เกิดความเงียบระหว่างเราอยู่ครู่หนึ่ง ผมสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนระบายออกช้าๆเพื่อให้ตัวเองใจเย็นลง


"ช่างเถอะ ผมผิดเอง ผมไม่เคยถามอะไรคุณเลย ผมควรใส่ใจเรื่องของคุณให้มากกว่านี้"


ผมพูดขึ้นเมื่ออยู่ดีๆก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องแครอทที่เพิ่งคุยกันไป คุณวินด์ไม่ใช่คนพูดเยอะ เขาคงเป็นประเภทไม่บอกถ้าไม่ถาม ตอนถามเรื่องแครอทอีกคนยังยอมพูดยาวเหยียดทั้งที่ไม่ใช่วิสัยเพื่อเล่าเรื่องที่ผมอยากรู้ให้ฟัง


"คุณใส่ใจมากพอแล้ว ผมเองยังชอบเวลาคุณเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง ผมควรคิดถึงความรู้สึกคุณตรงนี้"


"ไม่ต้องรีบหรอกวินด์ หลังจากนี้ถ้าอยากรู้อะไรผมจะถาม คุณเล่าเท่าที่คุณอยากเล่า อย่าให้เรื่องพวกนี้มาทำให้คุณอึดอัด แต่ช่วยอย่าคิดว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับคุณเป็นเรื่องไม่สำคัญ ถ้าคุณอยากเล่า ไม่ว่าเรื่องอะไรผมก็อยากรู้"


ผ่อนลมหายใจหนักๆก่อนคลี่ยิ้มให้อีกฝ่าย หลังจากใจเย็นขึ้นแล้ว ลองคิดทบทวนดู ผมน้อยใจที่เขาไม่เคยบอกอะไรเลยทั้งที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้ แต่ก็พอจะเข้าใจกับนิสัยของอีกคนได้ ยังไงก็เถอะ เห็นคุณวินด์ทำหน้าตาหงอยๆแบบนั้นแล้วรู้สึกแย่ชะมัด จากที่ตอนแรกหงุดหงิดอยู่ก็เลยอารมณ์เย็นขึ้นด้วยความรวดเร็ว


"เข้าใจแล้ว ขอบคุณนะครับ"


"เคลียร์กันแล้วเนอะ"


"อืม"


"ดีกันเนอะ"


คุณวินด์หลุดหัวเราะเมื่อผมยกนิ้วก้อยขึ้นกระดิกไปมาตรงหน้า เขาส่ายหน้าเอือมๆก่อนยกนิ้วก้อยของตัวเองขึ้นมาเกี่ยวกัน ผมคลี่ยิ้มกว้างหมุนตัวกลับเตรียมจะเดินต่อ แต่ก็ชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีอีกอย่างที่ยังไม่เคลียร์


"เดี๋ยวนะ ผมมีอีกเรื่อง"


คุณวินด์มองมาอย่างุนงงเมื่อเห็นผมกลับมาทำหน้าไม่สบอารมณ์อีกครั้ง


"ไวท์น่ะ ชอบเขาหรอ"


ใบหน้างุนงงเปลี่ยนเป็นยกยิ้ม คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นอย่างยียวน


"คิดว่าไงล่ะ"


"ไม่คิด ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้นแหละ" ตวัดเสียงตอบอย่างหงุดหงิด


คุณวินด์ขยี้หัวกันแรงๆหนึ่งที หมุนตัวผมกลับ เอื้อมมือไปจับรถเข็นก่อนออกเดิน


"ไร้สาะระหน่า ผมไม่ได้ชอบ"


 ท่าเดินทุลักทุเลเหมือนเดิม หากความรู้สึกต่างกับก่อนหน้านี้ลิบลับ

แอบพิงตัวไปกับแผ่นอกคนที่เดินอยู่ข้างหลัง จนคนตัวสูงต้องวางคางลงบนหัวแรงๆโทษฐานที่ทำตัวให้เดินลำบากกว่าเดิมแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรมากไปกว่านั้น

ผมคลี่ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี

อืม.. จะว่าไปวันนี้ก็เป็นวันที่ดีมากๆอีกวันเลย



.
.
.




"มึงคิดว่าชีวิตมึงมีความสุขมากป่ะ"


"ถ้าหมายถึงก่อนที่มึงจะโผล่หน้าเข้ามาก็มากอยู่"


"ความรักไม่ได้ทำให้ความหยาบกระด้างในตัวมึงลดลงเลยใช่มั้ย"


"พูดเหมือนไปเสือกอะไรมา"


"สัส กูไม่ต้องเสือกหรอก โผล่มาให้เห็นจะๆเต็มสองตาขนาดนั้น"


"หมายถึงอะไร"


"พ่อหนุ่มรักแรกของมึงไง เมื่อเช้ากูเห็นมึงกับเขายืนอยู่ในร้านกาแฟใต้บริษัท"


"อ้อ"


เมื่อวานที่คุณวินด์บอกว่าช่วงนี้จะเข้าบริษัทบ่อยก็คือเริ่มเข้าตั้งแต่เช้าของอีกวันเลย พอผมรู้ก็รีบอาสาเป็นสารถีขับรถรับส่งอีกคน ยังไงก็ต้องเข้างานพร้อมกันอยู่แล้วแต่เมื่อเช้ากลายเป็นว่าผมได้นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้อีกฝ่ายแทน เพราะเมื่อวานดันลืมรถจอดไว้ร้านอาหารที่ไปคุยงานกับไอ้คุณกิตติ เลยตกลงกันว่าเย็นนี้เลิกงานค่อยไปเอา

ตอนที่นั่งทานข้าวกัน คุณวินด์เล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ตัวเองออกไปถ่ายงานเอาท์ดอร์ เข้าบริษัทแค่เวลามีธุระสำคัญ ตอนนี้เคลียร์จบแล้วเหลือแค่งานที่จะไปถ่ายให้คุณพีทต้นเดือนหน้า ตอนนี้ว่างเลยต้องเข้าบริษัทมาช่วยคุณเจเรมีจัดการงานเอกสารต่างๆทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีตำแหน่งตรงนั้น ที่ต้องทำก็เพราะคุณเจมส์พ่อของประธานฝากฝังมา สาเหตุก็.. ลูกชายตัวเองไม่ค่อยได้เรื่องสักเท่าไหร่ ซึ่งผมก็ไม่ได้แปลกใจอะไรกับคำตอบนั้น


"อ้อเหี้ยไร ขยายความด้วย ที่พูดนี่ไม่ใช่ประโยคบอกเล่า กูพูดเพราะต้องการใส่ใจ"


"ลองไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่นดูสักวันมั้ยเต้"


"กูเคยพยามแล้ว แต่โลกนี้มันมีสิ่งน่าสนใจเยอะเกินไป นักวิทยาศาสตร์ต้องรู้จักสังเกตและตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว"


"มึงไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์"


"มึงจะไปรู้อนาคตกูได้ยังไง"


"น้องปัชญ์อาจจะไม่รู้ แต่พี่โก้ว่าพี่โก้รู้นะครับ ถ้าน้องเต้ไม่ไปทำงานตอนนี้อนาคตน้องเต้ก็จะกลายเป็นบุคคลว่างงานไงครับ"


"อ้าว พี่โก้ ทำไมมาเร็วจังล่ะครับ ไหนว่าตอนเช้ามีประชุม"


"นี่มันจะเที่ยงแล้วไงครับไอ้เหี้ยเต้ ไปทำงานโว้ยยย"


เต้รีบวิ่งตาลีตาเหลือกกลับไปนั่งที่โต๊ะด้วยความรวดเร็วเมื่อเห็นหัวหน้าหันไปหยิบแฟ้มเตรียมจะเอามาแพ่นกบาลมัน ผมส่ายหน้าหน่ายๆให้ความวุ่นวายนี้ก่อนเตรียมหันกลับมาทำงานของตัวเองต่อ


"เออ ไอ้ปัชญ์ หลังจากนี้มึงไม่ต้องไปคุยงานกับคุณกิตติแล้วนะ"


"หือ ทำไมหรอครับ"


"ไม่รู้โว้ย บอสสั่งมา บอกให้กูไปคุยแทน สงสัยยังเห็นกูยุ่งไม่พอ"


"'งั้นงานนี้หัวหน้ารับไปด้วยเลยหรือเปล่าครับ"


"ไม่ครับไอ้เหี้ย งานมึงยังทำเหมือนเดิม แค่เวลาออกไปพบลูกค้ากูต้องไปแทน เพื่ออะไรวะ กูงงไปหมด คุณเจเรมีแม่งเอาใจยากชิบหาย"


ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย จะทำให้ยุ่งยากไปเพื่ออะไร แต่ก็ช่างเถอะ ถือเป็นเรื่องดีที่ผมไม่ต้องออกไปเจอหน้าคุณกิตติอีก ให้หัวหน้าปวดประสาทไปคนเดียวแล้วกัน






#####





แต๊งกิ้ว :)




ps ขอโทษที่ช้านะคะ orz











« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-05-2019 03:01:11 โดย yel.s.low »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +326/-0
+1 o13 :katai2-1: ขอบคุณมากครับ :pig4:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3229
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
 :L2: :pig4:

ออฟไลน์ Benzyza

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
 เจอคนขี้หวง 1 อัตราล่ะ 5555

:hao7:  :hao7:    :hao7:    :hao3:    :hao3:

อยากให้ลงที่อื่นๆด้วยอ่ะคนจะได้อ่านเยอะๆ แบบเด็กดีไรงี้ เพราะภาษาดีบรรยายดี อบอุ่นมากๆๆๆๆ เผื่อมีสนพ.มาติดต่อไรงี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-06-2019 16:35:41 โดย Benzyza »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด