เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย บทพิเศษ คืนเพ็ญ เดือนสิบสอง [หน้าที่ ๑๖ /๑๘ มีนาคม ๒๕๖๒]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย บทพิเศษ คืนเพ็ญ เดือนสิบสอง [หน้าที่ ๑๖ /๑๘ มีนาคม ๒๕๖๒]  (อ่าน 21075 ครั้ง)

ออฟไลน์ catka12

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 714
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
ถามว่าใครจะเป็นคนบาป ระว่างพระพาย กับ คุณจันทร์ คำตอบที่ได้ คือ ไม่ใช่ทั้งคู่ค่ะ  :hao3:  คนบาปนี่คือ คนนี้ค่ะ (เราเอง)  :hao6: ตั้งหน้าตั้งตาแอบอยู่ในตู้เสื้อผ้าข้างเตียงรอวันนั้นทั้งวัน ทุกวัน ทุกคืนค่ะ  :hao6:  :hao7:  :hao6:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4388
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-7

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +409/-25

ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-2
ทำไมตอนไปมัสกัตไม่เห็นจะได้เจอเลย

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2782
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
ใจบางไปหมดแล้วค่ะ จันทร์พระพาย

ชอบความน้อยใจของคุณจันทร์ แล้วบอกด้วย
ชอบความตามใจของพระพาย ยอมใจไปหมด

รุกคืบ ก้าวหน้าแบบไม่มีลิมิตแล้วจ้า
เป็นแฟนกันตอนไหนไม่ทันถาม แต่บอกกันได้

55555 ทุกคนรู้สึกผิดบาปมาก กับการทำอะไรไม่ดีกับจันทร์
แต่ด้วยลุค ด้วยความสุภาพใดๆ ความมั่นคงมาก
ไม่ผิด ก็รู้สึกผิดได้ง่ายมากเลยค่ะ

ชบายังอยากรู้เลยว่าเพราะอะไร เริ่มจากตรงไหน
อยากรู้ด้วยค่ะ อะไรทำให้ผูกใจกันขนาดนั้น


ออฟไลน์ rainichxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ฮืออออ คุณจันทร์ !!!!!!
คนบาปคือเราเอง เราควรไปทำบุญ ๆๆๆๆ แงงง อยากจับขังคู่ไว้ในห้องจนกว่าคุณจันทร์จะกินอิ่ม  :m25:

ออนไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
ต้องไปหาชิมแล้วละ และหาคนมากอดด้วย อิอิอิ
 :mew2:

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3

เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๑๓ ครองแครงแก้ว


ครองแครงแก้ว หรือ ครองแครงกะทิสด จะให้หอมชื่นใจยามตักชิมนั้น ต้องเริ่มตั้งแต่การต้มน้ำดอกไม้สีต่าง ๆ โดยใช้น้ำลอยดอกมะลิ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จะอยู่ในน้ำสีเหล่านี้ยามใช้ผสมแป้งเพื่อนวดทำตัวครองแครง

ครัวเสน่ห์จันทร์ทำครองแครงจากน้ำดอกอัญชัน ซึ่งสีมีสามระดับ นั่นคือน้ำเงินเข้ม สีฟ้า สีขาว การทำสีน้ำเงิน จะสีเข้ม หรืออ่อนจากดอกอัญชันนั้นไม่ยาก นั่นก็คือนำดอกอัญชันกลีบซ้อนลงไปต้มในน้ำลอยดอกมะลิที่กำลังเดือดจัด ประมาณ 20-25 ดอก เมื่อได้น้ำสีเข้มจนพอใจแล้วให้ตักดอกอัญชันออก ส่วนน้ำสีฟ้า หรือน้ำเงินอ่อนลงมา ให้ต้มน้ำอัญชันแบบเดิมแต่ลดจำนวนดอกอัญชันให้เหลือครึ่งเดียว

หากไม่ใช้ดอกอัญชันในการทำสีตัวครองแครง ก็สามารถใช้ใบเตย กระเจี๊ยบ หรือพืชให้สีต่าง ๆ ทดแทนได้ ความอ่อนเข้มของสีสันก็ใช้วิธีการเดียวกันกับการต้มน้ำดอกอัญชัน

ครองแครงแก้ว นอกจากน้ำกะทิที่เป็นส่วนสำคัญว่าต้อง หวาน มัน หอม แล้ว ส่วนที่ทำให้ความอร่อยจนติดใจนั้นคือตัวครองแครงเอง การนวดแป้งจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เสน่ห์จันทร์ไม่เคยให้คนในครัวละเลย

เสน่ห์จันทร์ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันตามสัดส่วน จากนั้นเริ่มการผสมสีแป้ง โดยใช้มือข้างหนึ่งค่อย ๆ เทน้ำสี มืออีกข้างคือไม้พายคนแป้งให้เข้าในพอประมาณจากนั้นส่งต่อให้พี่ชบาลงมือนวดทันที โดยพี่ชบาจะคอยทาแป้งนวล (แป้งมัน) ฝ่ามือบ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้เนื้อแป้งนั้นติดมือ ซึ่งต้องนวดจนกว่าแป้งจะเนียนนุ่มแล้วจึงแป้งออกเป็นก้อน ๆ

ครองแครงสีฟ้าอ่อน คนนวดคือพี่มาลัย ซึ่งเสน่ห์จันทร์เป็นคนจัดการผสมแป้งให้ก่อน ครองแครงสีขาวคนนวดคือมะลิ

สักพักใหญ่พี่ชบาเริ่มคลึงแป้งที่นวดจนเนียนนุ่มและแป้งเป็นก้อน ๆ ให้เป็นเส้นกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดหนึ่งเซนติเมตร ก่อนจะใช้แป้งโรยไปตลอดเส้น แล้วใช้มีดคมตัดเป็นชิ้นเล็กขนาดกำลังดี

แก้วและอุ่นนำแป้งมาโรยบนพิมพ์ครองแครง ซึ่งมีรูปร่างคลายไม้พายพลาสติก มีด้ามจับ ตรงหน้าไม้พายจะเป็นรอยหยักยาวตลอดหน้าไม้พาย เด็กสาวทั้งสองหยิบก้อนแป้งที่พี่ชบาทยอยตัดวางไว้บนพิมพ์ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วกดแป้งเล็กน้อยแล้วลากไปตามพิมพ์ ซึ่งทำให้แป้งม้วนตามมาจนกลายเป็นตัวครองแครง

เสน่ห์จันทร์ลองหยิบตัวครองแครงที่อุ่นและแก้วเป็นคนทำขึ้นมาพิจารณา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แก้วทำตัวครองแครง อันที่จริงเขาไม่ได้ตำหนิอะไรแก้วหรอก เพราะสิ่งที่แก้วทำนั้นไม่ได้ผิด และอยู่ในมาตรฐานที่ดีอยู่แล้ว

สิ่งที่เสน่ห์จันทร์มองก็คือฝีมือของอุ่นต่างหาก ชายหนุ่มพินิจพิจารณาอยู่เงียบ ๆ ทุกคนในครัวต่างเห็นเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถาม แม้แต่พี่ชบายังไม่คิดจะเอ่ยปาก คนอื่น ๆ ก็ยิ่งไม่กล้า

แต่จนแล้วจนรอดเสน่ห์จันทร์ก็ไม่ได้พูดอะไร นอกจาก “แป้งที่ยังตัดไว้ให้เอาผ้าชุบน้ำบิดหมาดมาคลุมเอาไว้ก่อนนะครับ อย่าให้แป้งติดกัน”

“ค่ะ” เป็นมะลิที่ลุกขึ้นไปจัดการเรื่องนี้ จากนั้นเสน่ห์จันทร์ก็ลุกขึ้น

“คุณจันทร์จะไปเตรียมน้ำกะทิ ถ้าตัวครองแครงเรียบร้อยแล้วพี่ชบายกตามเข้าไปเลยนะครับ

“ได้ค่ะ”

คล้อยหลังเสน่ห์จันทร์ไปแล้ว ทุกคนหันมามองอุ่นเป็นตาเดียว ซึ่งเด็กสาวก็ได้แต่ส่ายหน้า เพราะไม่รู้จริง ๆ ว่าตนเองทำอะไรผิดพลาดหรือไม่ ทำไมเสน่ห์จันทร์จึงมีท่าทีแบบนั้น แต่ถึงจะเครียด อุ่นก็ยังคงทำตัวของครองแครงต่อไป

เสน่ห์จันทร์คำนวณและจัดการส่วนผสมขนมมัศกอดเอาไว้แล้ว รอทำตัวครองแครงเสร็จแล้ว เขาจะให้พี่ชบายกออกไปใช้เครื่องตีจัดการ ซึ่งหากส่วนผสมมีปริมาณที่ถูกต้องเหมาะสม และทำตามวิธีของเขาทุกอย่าง ก็ไม่มีปัญหาอะไร และเขาไว้ใจพี่ชบาได้

ดังนั้นชายหนุ่มจึงเริ่มทำน้ำกะทิสำหรับครองแครงก่อน โดยการเทหัวกะทิและน้ำลอยดอกมะลิลงในหม้อทองเหลือง ตามด้วยใบเตยอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเขาขย้ำมันสองสามครั้งเพื่อให้มีกลิ่นหอมมากขึ้น เมื่อกะทิแตกมันก็เทน้ำตาลทรายและใส่เกลือตามลงไปอีกเล็กน้อย คนจนร้อนและเข้ากันดี ชิมรส เมื่อได้รสที่ต้องการแล้วจึงยกลง แล้วแบ่งใส่หม้อดินสองใบประมาณใกล้เคียงกัน

หันไปอีกเตาที่ต้มน้ำลอยดอกมะลิจนเดือด น้ำหม้อนี้จะใช้ต้มครองแครงให้สุก เขาใช้กระชอนตาถี่ช้อนตักดอกมะลิน้อยออกจากหม้อ เมื่อทำเสร็จ พี่ชบาและพี่มาลัยก็ยกกะละมังซึ่งมีตัวครองแครงอยู่เข้ามาพอดี

“ยกของบนตั่งออกไปตีได้เลยนะครับความเร็วของเครื่องคุณจันทร์จดไว้แล้ว พี่ชบาตั้งค่าตามนั้นเลยนะครับ” เสน่ห์จันทร์พูด พร้อมกับหยิบตัวครองแครงสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเป็นครองแครงสีที่อุ่นเป็นม้วนขึ้นมาดู

“ค่ะ” พี่ชบาขานรับ พี่มาลัยเป็นคนยกของออกไปก่อน

“ของแต่ละชุดสามารถหยอดได้ประมาณ 25 พิมพ์นะครับ ส่วนครีมไข่ เดี๋ยวให้พี่มาลัยเข้ามาหาคุณจันทร์อีกทีครับ” เขาวางตัวครองแครงไว้ที่เดิม

“ได้ค่ะ...” พี่ชบาขานรับอีกครั้ง

เสน่ห์จันทร์แบ่งส่วนครองแครงออกเป็นสีละครึ่ง แล้วนำแต่ละครึ่งมารวมกัน เป็นกะละมังละสามสี ก่อนจะเตรียมกะละมั้งยกขึ้น ส่วนพี่ชบานั้นยังมีท่าทีอึกอักเหมือนอยากถามอะไร เสน่ห์จันทร์รู้ แต่เขาไม่ได้หันกลับมามอง สนใจกับการยกเอาตัวครองแครงลงใส่หม้อต้มน้ำเดือด

“พี่ชบาอยากถามอะไรคุณจันทร์ครับ”

“เรื่องอุ่นค่ะ” พี่ชบาเปิดปากทันที เหลือบไปมองที่ประตูครัวซึ่งปิดอยู่ เธอรู้ว่าเด็ก ๆ คงแทบเอาหูแนบประตู แต่ระยะห่างและน้ำเสียงของเสน่ห์จันทร์เวลาพูด คนด้านนอกคงไม่ได้ยิน “เด็กมันทำอะไรผิดหรือเปล่าคะ”

“ไม่มีอะไรผิดครับ”

“...”

“ตัวครองแครงที่อยู่ด้านบนตอนที่พี่ชบายกเข้ามา อุ่นทำต่อหลังจากที่คุณจันทร์เดินเข้ามาในนี้ใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ ถึงจะดูเครียด ๆ แต่อุ่นก็ยังทำงานต่อ แกเป็นเด็กไม่ค่อยเรียบร้อย แต่ก็ไม่ได้ไร้มารยาทนะคะ.... แต่ไม่รู้ว่าเธอทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า”

การจะทำงานในครัวเสน่ห์จันทร์ ไม่ใช่เก่ง หรือมีความสามารถ แต่ถ้ากิริยามารยาไม่ดีพอล่ะก็... ต่อให้เก่งแค่ไหน เสน่ห์จันทร์ก็ไม่ให้อยู่

ดังนั้น...จากความสามารถของอุ่น เด็กสาวอาจจะห่างชั้นของคำว่าเก่ง อันที่จริงแล้วตั้งแต่ที่พี่ชบาเห็นว่าเสน่ห์จันทร์ขอตัวอุ่นจากครัวดาราทองให้มาอยู่ครัวเสน่ห์จันทร์ เธอก็นึกสงสัยอยู่ไม่น้อย ว่าเด็กคนนี้มีความสามารถตรงไหน ฝึกได้ง่ายหรือยาก ทำไมเสน่ห์จันทร์ถึงดึงตัวมา

แต่ทำงานครัวนี้มาหลายเดือนแล้ว เด็กสาวยังไม่ได้ทำอะไรเป็นหน้าที่หลักเลย นอกจากเป็นลูกมือให้พี่ชบาอีกที ซึ่งส่วนมากก็งานหยิบจับ ล้างเครื่องมือต่าง ๆ

คำตอบของพี่ชบานั้นทำให้เสน่ห์จันทร์ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เขาคนครองแครงในหม้อน้ำเดือดไปมา พฤติกรรมของเขาอาจจะทำให้คนในครัวเครียด และเมื่อคิดมาก ไม่สบายใจสมาธิในการทำงานก็ลดลง

หากเป็นแก้ว แม้จะมีฝีมือ และแก้วถือว่ามีเป็นคนที่มีมาตรฐานในทุกงานที่ทำ หากเจอท่าทีของเขาปฏิบัติใส่อย่างที่ทำกับอุ่น เขามั่นใจได้เลยว่า ตัวครองแครงของแก้จะหนาบางไม่เสมอกัน

แต่กับอุ่นไม่ใช่...

เด็กสาวอาจจะไม่มีฝีมือนัก และงานด้านขนมก็ยังไม่ถนัด แต่การที่เสน่ห์จันทร์ดึงตัวมา นั่นเพราะ... อุ่นเป็นเด็กที่มีสมาธิสูง แม้จะกระโดกกระเดก ไม่เรียบร้อยเท่าแก้วและมะลิ แต่... เมื่อหยิบจับงานใด เด็กสาวจะมีความตั้งใจ และมีสมาธิ ที่สำคัญ... น้ำหนักมือเท่ากันมาก

เขาเห็นตัวครองแครงที่อยู่ด้านบนแล้ว มันอยู่บนสุดแสดงว่าทำทีหลัง ซึ่งนั่นก็คือทำหลังจากที่เห็นท่าทีของเขา แต่ครองแครงของอุ่นยังมีความเสมอกัน ความหนาบางเท่ากันเสมอทุกตัว

ฝีมือแบบนี้ สมาธิแบบนี้ อาจจะใช้ได้น้อยในงานขนม ซึ่งเขามีคนที่มีฝีมือประณีตมากพอแล้ว... ที่เขาพาตัวอุ่นมาก็เพื่องานแกะสลัก

ครัวเสน่ห์จันทร์ไม่มีงานแกะสลัก แม้จะมีก็น้อยมาก ส่วนมากแล้วครัวดาราทองจะใช้คนมีฝีมือด้านแกะสลักมากกว่า ซึ่งบนนั้นมีคนทำงานด้านนี้อยู่สองคน คือแก้ว ลูกสาวป้าสุรี (คนละแก้วกับครัวเสน่ห์จันทร์) ส่วนอีกคนก็คือ ดาราทองนั่นเอง

ทว่า...ดาราทองนั้นทิ้งงานอาหารไม่ได้ ผลไม้แกะสลักที่นำมาใช้จึงเป็นงานหนักสำหรับแก้วซึ่งต้องทำคนเดียว ดังนั้น เวลาที่มีผลไม้เยอะ ๆ งานแกะสลักจึงมีหัวเรือหลักอีกคนหนึ่งนั่นก็คือ....

สายพิรุณ

สายพิรุณนั้นมีความสามารถด้านงานฝีทุกประเภท และทุกอย่างขึ้นตรงต่อเรือนจันทร์ดาราฉาย แม้จะดูเหมือนน้อยแต่ไม่เคยน้อยลงเลย ดังนั้นตอนที่เขาเห็บอุ่นจับมีด จับผัก ทำงานในครัวดาราทอง เขาจึงรีบดึงตัวเด็กคนนี้มาที่ครัวเสน่ห์จันทร์

และเขาวางแผนไว้แล้วว่า... อุ่นจะต้องเรียนงานฝีมือและเป็นผู้ช่วยของสายพิรุณ

“ไม่มีอะไรที่ไม่ดีครับ ไม่ต้องกังวล” เสน่ห์จันทร์เอ่ยออกมา เรื่องนี้เขายังไม่ได้พูดคุยกับสายพิรุณ เพราะเห็นอีกฝ่ายวุ่นอยู่กับเรื่องผึ้ง

อันที่จริง เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง เสน่ห์จันทร์ก็ช่างจะคลอเคลียร์อีกฝ่ายจนไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย เอาเป็นว่าเขาจะคุยเรื่องนี้ในเร็ววันนี้

“พี่ชบาออกไปช่วยพี่มาลัยก่อนเถอะครับ บอกเด็ก ๆ ว่าไม่มีอะไรก็พอ”

“ได้ค่ะ” พี่ชบายังคิดมากอยู่ แต่เมื่อเจ้านายเอ่ยเช่นนี้เธอก็ต้องตามน้ำไปก่อน ในใจเธอนั้นคิดว่าเสน่ห์จันทร์จะบอกก็ต่อเมื่อถึงเวลา

ดูอย่างเรื่องของสายพิรุณสิ... เจ้านายของเธอยังรอจนถึงเวลาที่เหมาะสมเลย จึงเริ่มความสัมพันธ์จนก้าวกระโดนเพียงนี้ ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ใจกันมานานแล้วแท้ ๆ

 

เมื่อพี่ชบาออกไปแล้ว เสน่ห์จันทร์ก็ดูตัวครองแครงที่ต้มอยู่ เมื่อเห็นว่ามันสุกแล้ว ก็ช้อนขึ้นแล้วเทลงกะละมังน้ำเปล่าก่อน จากนั้นจึงเทตัวครองแครงกะละมังต่อไปลงต้มอีก

ครองแครงที่สุกและผ่านน้ำเย็นแล้ว เสน่ห์จันทร์ตักขึ้นแล้วน้ำใส่ลงไปหม้อดินที่บรรจุกะทิเอาไว้ ก่อนจะปิดฝา และทำเช่นนี้กับครองแครงที่กำลังต้มอยู่เช่นเดียวกัน

งาขาวถูกคั่วจนหอมพอประมาณ ตักลงพักให้หายร้อน เพื่อนำไปใช้โรยหน้าตอนตักครองแคงขึ้นโต๊ะ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาลองตักครองแครงแก้วใส่ชามกระเบื้องเล็ก ๆ โรยหน้าด้วยงาเล็กน้อย แล้วชิมไปหลายคำ

น้ำกะทิมัน หอม เพราะความสดใหม่ มีกลิ่นหอมดอกมะลิและใบเตยเป็นตัวเสริม ตัวครองแครงนั้นเหนียวหนึบ รู้สึกถึงความนุ่มเนียนของเนื้อแป้งที่นวดอย่างดีและกลิ่นหอมมะลิอบอวนในปากยามที่ขบกัด งาช่วยเพิ่มรสชาติและความหอมที่ตัดกันทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยนและเอียนเกินไป

ครองแครงแก้วสองหม้อใหญ่นี้ ถือว่าผ่านไปด้วยดี  ดังนั้นเมื่อพี่มาลัยเข้ามาในครัว เสน่ห์จันทร์จึงสอนวิธีการตีไข่ขาว การผสมน้ำตาลทรายป่นละเอียดและปริมาณน้ำมะนาวให้แก่เธอ แล้วปล่อยให้ไปทำกันเอง

 

มัศกอดเสร็จทันเวลาขนมว่างช่วงสาย ก่อนยกขึ้นไป เสน่ห์จันทร์ตรวจสอบแล้วว่าทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และการที่เขาปล่อยให้ทุกคนในครัวลองทำโดยไม่มีเขาคอยกำกับ แถมผลงานยังออกมาพอใจเขา เหมือนว่าจะทำให้ทุกคนภูมิใจและมีกำลังใจมากขึ้น

เขาไม่ได้หวงวิธีการทำขนม หรือส่วนผสม ดังนั้นเมื่อถึงเวลาทุกคนในครัวสามารถที่จะเรียนรู้ขั้นตอนต่าง ๆ หลายรุ่นหลายคนตั้งแต่ก่อนยุคของคุณย่าของเขาแล้ว ที่เด็กในครัวไม่ได้ทำงานในครัวนี้ตลอดชีวิต แต่เมื่อย้ายออกไปก็มีวิชามีฝีมือสามารถนำไปต่อยอด สร้างอาชีพของตนเองได้

แต่สิ่งที่ครัวเสน่ห์จันทร์หวงก็คือสูตรลับบางอย่างเฉพาะรุ่นเท่านั้น ดังนั้นแม้จะออกจากครัวนี้ไป มีวิชา มีความรู้ความสามารถ แต่หากไม่คิดค้นดัดแปลงสร้างสูตรเอง ก็ไม่มีทางที่ขนมจะอร่อยกว่าของครัวเสน่ห์จันทร์

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ เสน่ห์จันทร์เห็นครัวดาราทองค่อนข้างยุ่ง ดังนั้นเขาจึงวานพี่ชบาให้ทำข้าวผัดให้เขาเป็นมื้อกลางวันแทนที่จะไปเพิ่มงานให้พี่สาว

คราแรกจะไปกินกลางวันกับสายพิรุณ ซึ่งอาจจะพากันไปกินข้างนอก แต่อีกฝ่ายนั้นไปทำธุระกับลุงยังไม่กลับ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่เก็บมัศกอดไว้สองสามชิ้น และครองแครงแก้วอีกหนึ่งถ้วย จัดเป็นสำหรับของหวาน บอกให้สายพิรุณมารับไปเมื่อกลับถึงบ้าน

เสน่ห์จันทร์นอนพักจนถึงบ่ายสาม ถึงได้ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา เห็นข้อความของสายพิรุณที่บอกว่ากลับมาถึงแล้ว และจัดการขนมไม่มีเหลือ รอยยิ้มหวานก็แต่งแต้มใบหน้า เปิดหน้าต่างมองออกไปที่สวนก็เห็นเจ้าของสวนกำลังวุ่นวายอยู่ที่ดงตะไคร้

ร่างสูงว่าจะอ่านหนังสือสักครู่ จากนั้นค่อยลงไปหาดาราทองเพื่อลองเกริ่นเรื่องรายการอาหารคาวพรุ่งนี้ เขาจะได้คิดรายการของหวาน แต่เปิดหนังสือได้ไม่แค่หน้าแรกประตูห้องก็ถูกเคาะ และเป็นเสียงของพี่ชบาที่เอ่ยเรียก

“คุณจันทร์คะ...พี่ชบาเองค่ะ”

“ครับ” ด้านนอกประตูนิ่งไป คงคิดว่าเขายังไม่ตื่นกระมัง ชายหนุ่มลุกจากเก้าอี้ เดินไปที่ประตูปลดกลอนแล้วเปิดออก เป็นพี่ชบาที่ยืนสงบนิ่งอยู่ แต่สีหน้ามีร่องรอยความกังวลใจไม่น้อย “มีอะไรครับ?”

“คุณท่านเพชรให้เชิญที่ห้องรับรองค่ะ มีแขกมา”

“แขกของคุณพ่อเหรอครับ” ถ้าเป็นแขกของคุณพ่อ แล้วทำไมต้องเชิญเขาไป? หรือเป็นแขกของเขาเอง? แต่ถ้าเพื่อนของเขามา ทำไมไม่มีใครบอกอะไรกับเขาก่อน

“คุณชายสุขุม คุณหญิงสมสมรมาค่ะ” ยิ่งได้ยินคำบอกกล่าวของพี่ชบา เสน่ห์จันทร์ก็ยิ่งไม่เข้าใจ

เขามั่นใจว่าด้วยวัยของเขา และสองสามีภรรยาสูงศักดิ์คู่นี้ คงไม่สามารถอยู่ในสถานะเพื่อนกันจนมาเยี่ยมเยียนกันได้ ทั้งรายนามของทั้งสองนั้นสะกิดใจบางเรื่องให้เขาฉุกคิด

เริ่มแล้วสินะ...

“ทั้งสองพาหลานชายและหลานสาวมาด้วยค่ะ ชื่อคุณอัครินทร์และคุณอัมพิกาค่ะ” แม้ท่านสุขุมจะมียศเป็นหม่อมเจ้า แต่ลูกสาวของท่านแต่งกับสามัญชน ดังนั้นหลานชายและหลานสาวก็ไม่มียศศักดิ์ใดใด หากแต่ด้วยวงค์วารแล้วก็ถือว่าเป็นที่รู้จักในวงสังคมชั้นสูง

“คุณแม่ทราบเรื่องนี้หรือยังครับ”

“พิไลกำลังขึ้นไปเชิญคุณอรุณพิศมาร่วมจิบชาเหมือนกันค่ะ” เสน่ห์จันทร์พยักหน้า

“คุณจันทร์ขอเปลี่ยนชุดก่อน ระหว่างนี้พี่ชบาไปดูที่ครัวว่ามัศกอดยังพอมีเหลือไหม ให้ยกมารับแขกก่อนครับ”

“ได้ค่ะ... แต่ว่า...”

“ครับ?” พี่ชบามีแววของความเป็นห่วงและกังวลใจ เพราะเธอก็พอรู้เรื่องยุ่งยากที่เอมอรพยายามก่อนี้อยู่ไม่น้อย ห่วงก็แต่ว่า...

“ถ้าเกิดว่าคุณท่านเพชรเธอ...” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม

“พี่ชบาอย่ากังวลใจไปเลยครับ” ถึงเจ้านายน้อยของเธอจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ เธอก็ยังไม่คลายกังวล เสน่ห์จันทร์ที่กำลังจะหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องก็พลันคิดอะไรได้ แย้มยิ้มออกมา แล้วจึงฝากฝังบางเรื่องกับพี่ชบา

“พี่ชบาครับ คุณจันทร์รบกวนอะไรสักอย่างสิครับ”

“ว่ามาได้เลยค่ะ พี่จะรีบจัดการให้”

เสน่ห์จันทร์ยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยเรื่องที่ต้องการให้พี่ชบาเป็นธุระให้ เมื่อได้ยินเธอถึงกับหน้าถอดสี นึกอยากจะถามย้ำว่าเสน่ห์จันทร์จะให้เธอทำจริง ๆ หรือ แต่อีกฝ่ายก็ปิดประตูห้องไปแล้ว เธอจึงได้แต่เดินเหมือนคนสติหลุดลอยลงมาชั้นล่าง เลยไปยังครัวเสน่ห์จันทร์ บอกให้มาลัยเตรียมมัศกอดจัดขึ้นรับรอง แต่ขนมสำหรับขายนั้นหมดไปแล้ว ที่เหลืออยู่ก็คือของเด็ก ๆ ในครัวที่จะเก็บเอาไว้กินเล่นกัน เมื่อไม่มีทางเลือก พี่มาลัยเลยนำมาตกแต่งเพิ่มแล้วให้มะลิยกขึ้นเรือนไป โดยย้ำกับลูกสาวว่าอย่าได้ทำกิริยาไม่งาม

ส่วนพี่ชบานั้น... เธอไปนั่งที่แคร่เก่าตรงทางเดินไปยังสวนพิรุณ เพื่อรอเวลาตามคำของเสน่ห์จันทร์

“อีกสักครึ่งชั่วโมง พี่ชบาไปหาพี่พระพายนะครับ แล้วบอกพี่พระพายว่า.... คุณจันทร์กำลังถูกจับดูตัว”

คุณพระคุณเจ้า!!

คุณจันทร์ของบ่าวจะเล่นอะไรคะ!

 

 

สายพิรุณกำลังล้างตะไคร้ที่เพิ่งขุดขึ้นมาและตัดใบออกแล้ว หลังกลับจากทำธุระกับลุงและป้า เขาก็รีบมาขุดข่า ตะไคร้ และตั้งใจว่าตอนเย็นจะเก็บใบมะกรูด ทั้งยังมีพวกมะเขือ และผักอื่น ๆ อีกสองสามอย่างตามที่ดาราทองส่งข้อความมาบอก ซึ่งก็มาพร้อมกับข้อความของภูเบศที่บอกว่า ธุระด่วนต้องขึ้นมากรุงเทพในวันมะรืน คราวนี้ก็น่าจะมีเวลาว่างมากพอ จึงคิดจะแวะมาเยี่ยมเขาถึงสวนพิรุณ เขาก็ตอบกลับไปแค่ว่า ตกลง แต่ไม่ไปกินชีสเค้กแล้วนะ

ไม่ใช่ว่าไม่อร่อยน้า... แต่ไม่อยากให้น้องจันทร์คนดีของเขาน้อยใจอีก

คิดแล้วก็อมยิ้มอัมเพลงอย่างอารมณ์ดี

เขามองตะไคร้สองตะกร้าที่จัดการเรียบร้อยแล้ว มันพอสำหรับทำอาหารในครัวดาราทองแค่ 2-3 วันเท่านั้น ข่าเองก็เช่นกัน เขาไม่ต้องการให้ครัวเก็บของไว้นานมากกว่านี้ เพราะกลิ่นและความสดใหม่ของพืชผักจะหายไป

ในขณะที่กำลังใช้ฟองน้ำขัดดินให้ออกจากข่าแก่ เขาก็เห็นพี่ชบากึ่งวิ่งกึ่งเดินลัดสวนมาหา เธอดูเร่งรีบ และร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด ทำให้สายพิรุณต้องลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันได้เดินไปหา พี่ชบาก็มาถึงแล้ว

“พี่ชบามีอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมดูรีบ ๆ”

“คุณพระพายคะ...” พี่ชบาพูดไปหอบไป เธอคงเหนื่อยจริง ๆ ก็เห็นเดินจนเกือบจะเหมือนวิ่งขนาดนั้น อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ

“ใจเย็นก่อนครับ เข้ามานั่งพักในร่มก่อน ร้อนขนาดนี้วิ่งทำไม เดี๋ยวก็เป็นลมเป็นแล้งหรอก”

“ไม่พักแล้วค่ะ พักไม่ได้แล้ว” เธอหอบหายใจ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งชี้ไปทางเรือนจันทร์ดาราฉาย “แย่แล้วค่ะ”

“ครับ? อะไรครับพี่ชบา ค่อย ๆ พูด”

“คุณจันทร์... แย่แล้ว”

“คุณจันทร์?” ชื่อของเสน่ห์จันทร์ถูกเอ่ยขึ้น ท่าทางเร่งร้อนของพี่ชบาทำให้เขาคิดดีไม่ได้แล้ว “จันทร์เป็นอะไรครับ อย่าบอกนะว่าเป็นลม”

ก็สันนิษฐานแบบนี้ก่อน เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นพวกนอนน้อย ทั้งเรียนและทำขนมก็หนักไม่ใช่เล่น สายพิรุณเกือบจะพุ่งไปแล้ว แต่พี่ชบาส่ายหน้าแล้วปฏิเสธ

“ไม่ใช่ค่ะ... ไม่ใช่”

“แล้วจันทร์เป็นอะไรครับ? พี่ชบาบอกผมเร็ว ๆ จันทร์เป็นอะไรหรือเปล่า”

“คุณจันทร์... คุณจันทร์ถูกจับแต่งงานคลุมถุงชนค่ะ!”

เฮือก!!

ไม่ใช่สายพิรุณที่สะดุ้ง แต่เป็นพี่ชบาเองต่างหากที่ตกใจจะตัวเกือบจะหงายหลัง

ตาเถร! เจ้านายบอกแค่ว่าดูตัว แต่พี่ชบาดันอัพเลเวลเป็นแต่งงาน พอเห็นหน้าซีดเผือดของสายพิรุณแล้วเธอรีบเอามือปิดปาก

ตายแน่ชบา! คุณจันทร์จับหล่อนเคี่ยวเป็นน้ำเชื่อมแน่ ๆ

“แต่งงาน?” น้ำเสียงของสายพิรุณเบาหวิว พี่ชบาจะแก้คำก็ไม่รู้จะแก้ตรงไหนแล้ว ดูสิ...ดูสีหน้าของสายพิรุณสิ เลือดในตัวยังไหลอยู่ไหม

แล้วจะยังไงต่อล่ะ

“คือ... ตอน...ตอนนี้ยังไม่แต่งค่ะ”

“...”

“ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายกำลังคุยกันอยู่” อันนี้เรื่องจริง ยกขบวนมาคุยกันที่ห้องรับรองเรือนจันทร์ดาราฉายขนาดนี้ แต่ว่าเรื่องนี้ถ้าเหรียญจะออกหัว คุณจันทร์ของเธอก็คงบังคับอย่างแนบเนียนให้ออกก้อยแน่นอน

“...”

“คุณพระพาย” คราวนี้เป็นพี่ชบาเองที่ตกใจ เธอไม่คิดว่าการที่เผลอหลับไปชั่วครู่แล้วตื่นมาเลยเวลาที่เจ้านายบอกจึงรีบเดินจนแทบกลายเป็นวิ่ง แถมยังพูดผิดพูดถูกจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดขนาดนี้

แม้ว่าตอนนี้สายพิรุณจะไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด แต่การที่อีกฝ่ายเดินสะเปะสะปะลัดไปตามทางเดินสวนดอกมะลิ ตรงไปยังเรือนจันทร์ดาราฉายนั้น ก็เหมือนคนใจกำลังจะขาดแล้ว

ท่าทางแบบนั้น... ร้องไห้โฮออกมาเลยยังดีกว่า

ครั้งนี้... เธอหรือเสน่ห์จันทร์กันเล่าที่เล่นแรงเกินกว่าเหตุ







+++++++++

พี่ชบาจ๊ะ... พี่ชบาสนใจวัดป่าไหมจ๊ะ บวชหนีนายงี้...


ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-2

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +409/-25

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4388
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-7

ออฟไลน์ rainichxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
จากเดิมอยากจะแหย่นิด ๆ หน่อย ๆ กลายเป็นหนักเลย
ถ้าคุณจันทร์มาเห็นพี่พระพายหน้าซีด เดินเซ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้งี้
ไม่อยากจะคิดถึงอนาคตเลย ฮือออ ไว้อาลัยล่วงหน้าให้พี่ชบาเลยได้มั้ย
ทำบุญเก้าวัดอาจจะยังผ่อนบาปไม่พอ  :katai1:

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1713
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
พี่ชบาทำดียยยยย์ เล่นใหญ่เกินเบอร์ แบบนี้ต้องตบรางวัลนะ  :laugh:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3
เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๑๔ กลจันทร์

 

ในยามที่เสน่ห์จันทร์ลงมาถึงห้องรับรองนั้น แขกกิติมาศักดิ์ได้รับการรับรองไปพอสมควร และมะลิก็ยกมัศกอดขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ทั้งอรุณพิศก็มานั่งเป็นหนึ่งกลุ่มสนทนาด้วย

เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้ม และยกมือไหว้ผู้อาวุโวโส ทั้งยังรับไหว้หญิงสาวใบหน้าสะสวยที่น่าจะเป็นคนอายุน้อยที่สุดในห้องนี้แล้ว

ร่างสูงทรุดลงนั่งขวามือของผู้เป็นพ่อ ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแม้ครึ่งคำ ปล่อยให้หน้าที่การพูดคุยเป็นเรื่องของทางผู้ใหญ่เอง เขาก็อยากรู้เช่นกันว่าอีกฝ่ายนั้นจะเริ่มเข้าเรื่องยังไง

เป็นเอมอรที่ยิ้มแย้มมากเป็นพิเศษ เอ่ยหยั่งเชิงให้ทั้งสองฝ่าย เพราะตัวเธอเองรู้ดีที่สุดว่าอะไรเป็นอะไร “คุณจันทร์เป็นเจ้าของครัวเสน่ห์จันทร์รุ่นปัจจุบันค่ะ”

“คุณน้าเอมครับ... อย่าตื่นเต้นเกินไปครับ คุณจันทร์ต้องเป็นฝ่ายแนะนำตัวกับหม่อมเจ้าสุขุมครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและรอยยิ้มชวนให้ฝันกลางวัน เป็นการเตือนสติให้กับน้าสาวอย่างอ่อนนุ่ม ก่อนจะหันไปมองแขกทั้งสี่คน

“กระหม่อม... เสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉาย บุตรชายคนเล็กของท่านชายเพชรน้ำหนึ่ง และคุณอรุณพิศ จันทร์ดาราฉายกระหม่อม” คุณชายสุขุมยิ้มรับเล็กน้อย เขาไม่คิดจริง ๆ ว่าชายหนุ่มวัยเท่านี้ ทั้งยังไม่มีเลือดขัตติยวงค์ใดใด อาศัยเพียงแค่ต้นตระกูลเป็นข้าหลวงเก่า แต่กลับมีกิริยามารยาทและการวางตัวได้เหมาะสมเพียงนี้

“ตามสบายเถอะ วันนี้มาเยี่ยมเยียนในนามแขกคนใกล้ชิด อย่าได้ถือมารยาทราชาศัพท์อะไรเลย” เสน่ห์จันทร์เพียงแค่ยิ้ม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นเดิม

“เกล้ากระหม่อมมิบังอาจครับกระหม่อม” สั้น ๆ ง่าย ๆ ฟังเข้าใจไม่ยาก ตีความหมายได้โดยที่คงมีเพียงเพชรน้ำหนึ่ง อรุณพิศ และตัวหม่อมเจ้าสุขุมเท่านั้นที่รู้ว่า คนพูดไม่ปรารถนาจะเอื้อมรับน้ำใจ

หม่อมเจ้าสุขุมนั้นพึงพอใจกับการรู้จักสัมมาคาราวะของเสน่ห์จันทร์นัก และเขาคงไม่บังคับให้เด็กน้อยผู้นี้อึดอัดใจ ใคร่อยากเอ่ยอย่างไรก็ไม่ขัดข้อง

แต่ที่รู้อย่างถ่องแท้คงจะเป็นทางฝั่งของบิดาและมารดาของเสน่ห์จันทร์มากกว่า...

ลูกชายตัวดี ลับคมมีดรอแล้ว

เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้ม หันไปทางคุณหญิงสมสมร เดิมทีเธอเป็นเพียงนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และถือหุ้นบริหารงานโรงแรมในเครือครอบครัวเดิม แต่เมื่อเสกสมรสกับหม่อมเจ้าสุขุมแล้ว เธอก็มียศหม่อมนำหน้า แต่เพราะเป็นเพียงสามัญชน การจะถูกเรียกว่าหม่อม หรือ คุณหญิง ก็ไม่ต่างกันนัก

“สมกับเป็นทายาทของจันทร์ดาราฉาย สง่างามนัก” คุณหญิงสมสมรเอ่ยชม มองเสน่ห์จันทร์อย่างพึงพอใจ เธอเคยมาที่นี่แล้วตามคำเชิญของเอมอร แต่ไม่ได้พบเจ้าของเรือนผู้นี้ แต่เธอไม่ได้แสดงกิริยาไม่พอใจอะไรออกไป นั่นเพราะชื่อเสียงและอะไรหลาย ๆ อย่างของจันทร์ดาราฉายเป็นที่หมายตาของเธอ

“ขอบพระคุณครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย ก่อนจะหันไปทางชายหนุ่มที่ดูแล้วอายุน่าจะไล่เลี่ยกับเขา แต่หากสังเกตดี ๆ แล้วอีกฝ่ายน่าจะแก่กว่าสองสามปี หรืออาจจะอายุพอ ๆ กับสายพิรุณ เขายิ้มให้ ซึ่งสิ่งที่ได้รับตอบกลับมาก็คืออาการยิ้มเหมือนทำอะไรไม่ถูก ทั้งยังขยับตัวเล็กน้อย แต่มองแค่แวบเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอึดอัด

กิริยาของเสน่ห์จันทร์ที่มองอัครินทร์นั้นทำให้คุณหญิงสมสมรเป็นฝ่ายเอ่ยปาก นั่นเพราะชายหนุ่มแนะนำตัวไปและ อีกทั้งหลานชายคนโตของเธอนั้นอายุไหล่เลี่ยกับเสน่ห์จันทร์ ไม่ได้ถือยศใดใดทั้งสิ้นการจะให้เจ้าของจันทร์ดาราฉายพินอบพิเทาตลอดเวลานั้น จะเป็นทางฝ่ายเธอที่ถูกเหยียดหยันเสียมากกว่า

“อัครรินทร์ เป็นหลานชายคนโตของท่านชายสุขุมค่ะ คุณจันทร์เรียกว่าพี่อิ๊กก็ได้นะคะ เพราะตาอิ๊กน่าจะโตกว่าคุณจันทร์สองสามปี กำลังเรียนโทด้านบริหารอยู่ค่ะ”

“สวัสดีครับ... พี่อิ๊ก” เสน่ห์จันทร์เอ่ยทักทายอีกฝ่ายอีกครั้ง อาจจะไม่มีใครสังเกตนัก แต่อัครินทร์ เขารับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างในกระแสเสียงนั้น จึงได้สบตากับดวงตาและเผลอจ้องมองใบหน้าที่งดงามของเสน่ห์จันทร์ กว่าจะรู้ตัวว่าเสียมารยาทก็ตอนที่หม่อมเจ้าสุขุมผู้เป็นพระอัยกากะแอมเบา ๆ และเสียงคุณหญิงสมสมรกำลังเอ่ยแนะนำอัมพิกาน้องสาวของเขากับเสน่ห์จันทร์

“ส่วนคนนี้ก็อัมพิกา หลานสาวคนเล็กของเราค่ะ น้องพิงกี้เพิ่งกลับจากอเมริกา เป็นนิสิตปีหนึ่งนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยเดียวกันกับคุณจันทร์ค่ะ”

เสน่ห์จันทร์ยิ้มรับไหว้จากอัมพิกา นอกจากคำว่าสวัสดีครับแล้ว เขาไม่ได้เอ่ยอะไรอีก รูปลักษณ์ของอีกฝ่ายเขาก็มองแค่ครู่แล้วก็มองไปทางอื่น ซึ่งทางอื่นนั้นก็คือ... ใบหน้าของอัครินทร์ เพียงแค่หนึ่งลมหายใจอีกฝ่ายก็รับรู้ว่าเขาจ้องมอง เมื่อเหลือบสายตามา เสน่ห์จันทร์ก็จงใจเบนสายตาไปมองขนมบนโต๊ะ

บทสนทนาบนโต๊ะรับรองนั้น ส่วนมากเป็นทางคุณหญิงสมสมรกับเอมอร มารดาและบิดาของเขาเสียมากกว่า หม่อมเจ้าสุขุมนั้นรับฟัง และมีเสริมบ้างเล็กน้อย ในขณะที่อัครินทร์นั้นนิ่งเงียบ แต่เสน่ห์จันทร์รู้...ว่าใจอีกฝ่ายไม่นิ่งแน่

ท่าทางพยายามสุขุมนั้นมักจะกระวนกระวายขึ้นมาทันที เมื่อคุณหญิงสมสมรและเอมอรพยายามลากเสน่ห์จันทร์เข้าวงสนทนาที่มีอัมพิกาเกี่ยวข้อง

“เห็นว่าน้องพิงกี้ได้คัดเลือกเป็นเป็นดาวของคณะนิเทศศาสตร์ด้วยใช่ไหมคะ”

“ใช่ค่ะ กำลังจะเข้าประกวนดาวเดือนมหาวิทยาลัย” อัมพิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้มภูมิใจ ซึ่งดูเหมือนเธอจะชอบกับตำแหน่งนี้อยู่มาก  แน่ล่ะนิเทศศาสตร์ไม่ใช่คณะที่ใครนึกอยากจะเป็นดาวเป็นเดือนก็เป็นกันง่าย ๆ

“แบบนี้เสน่ห์แรงไม่เบาแน่ ๆ” เอมอรทำเป็นชงเข้าเรื่อง คุณหญิงสมสมรก็ขำคิกคักพองาม ก่อนจะเอ่ยแทนหลานสาวที่มีท่าทีเขินอายเล็กน้อย 

“เห็นอย่างนี้น้องพิงกี้ไม่ค่อยสนใจเรื่องอะไรแบบนี้หรอกค่ะ ตอนที่ได้เลือกให้เป็นดาวก็ไม่มั่นใจ วิ่งมางอแงกับพระอัยกา เพราะกลัวทำอะไรให้ขายพระพักตร์ ส่วนไอ้เรื่องมีใครมาวอแวไหม ก็พอมีบ้างตามประสา แต่ไม่เห็นสนใจใครสักคน เอาแต่ทำกิจกรรมกับเรียน”

สูตรสำเร็จของหญิงงามพร้อม รูปร่าง หน้าตา ฐานะ การศึกษา ชาติตระกูล พฤติกรรม

อัมพิกาก้มหน้าเล็กน้อย มองดูแล้วเหมือนเธอแค่ต้องการซ้อนรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่แย้มยิ้มออกมา ไม่ให้เสียมารยาท ปลายนิ้วสวยยกขึ้นแตะเส้นผมยาวสลวยแล้วเกี่ยวให้ทัดหู ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา สายตามองทางเสน่ห์จันทร์เล็กน้อย ดูแล้วเหมือนเป็นความบังเอิญ...

เสน่ห์จันทร์นั้นแค่นั่งฟังคำพูดป้อยอเหล่านั้น พร้อมกับยกชาขึ้นจิบเป็นบางครั้ง ก่อนจะยิ้มบางเมื่อมีคำพูดพาดพิงมาถึงโดยเอมอร

“คุณจันทร์เธอก็เคยเกือบได้เป็นเดือนคณะเหมือนกันค่ะ น่าเสียดาย”

“อ่าว...ทำไมล่ะคะ? ระดับคุณจันทร์ไม่น่ามีใครเหนือกว่านะ”  คุณหญิงสมสมรหันมามองชายหนุ่มเหมือนจะขอคำอธิบาย ทั้งที่เรื่องนี้มันไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญอะไรเลยสักนิด

“ผมไม่มีความสามารถทางด้านกิจกรรมน่ะครับ ให้คนที่เหมาะสมทำหน้าที่ตรงนั้นจะได้ประโยชน์กว่าครับ”

คำตอบของเสน่ห์จันทร์นั้น ปรกติ ธรรมดาสามัญ ไม่มีข้ออ้างสำหรับการไม่ได้ตำแหน่งเดือนคณะ แน่นอนว่าการที่เขาไม่ได้ตำแหน่งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเก่งหรือไม่เก่งกิจกรรมหรอก มันอยู่ที่เขาจะทำหรือไม่ทำมากกว่า

“พูดถึงเรื่องกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ปีนี้น้าว่าน้องพิงกี้คงจะได้รับเลือกให้อัญเชิญพระเกี้ยวในงานประเพณีแน่ค่ะ ทั้งสวยทั้งเก่ง ชาติตระกูลก็ดี งามพร้อมขนาดนี้ จำได้ว่าคุณจันทณ์เองก็ได้รับเลือก” เอมอรยังคงยกยอให้กับอัมพิกา แม้จะทำเป็นมาเอ่ยถามเสน่ห์จันทร์ แต่ฟังผิวเผินก็เหมือนจะพูดเป็นกลาย ๆ ว่าต่างฝ่ายต่างเหมาะสมคู่ควรกัน

“ครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบสั้น ๆ

“แล้วฝ่ายหญิงคือใครเหรอคะ” คุณหญิงสมสมรเอ่ยถาม อันที่จริงเธอไม่ได้อยากรู้ เพราะอย่างไร ปีนี้คนที่จะอัญเชิญพระเกี้ยวนั้นคงไม่ใช่เสน่ห์จันทร์ แต่เธออยากรู้ว่าผู้หญิงคนไหนที่มียืนเคียงข้างชายหนุ่มผู้นี้มากกว่า

ภาพลักษณ์จะงดงามกว่าหลานสาวของเธอไม่ได้ เพราะเธอหมายมาดไว้แล้วว่าอัมพิกาต้องแต่งเข้าเรือนจันทร์ดาราฉาย

“หม่อมราชวงค์ฉัตรศิริวิไล ป้องพันธุ์นุกูลครับ” คำตอบของเสน่ห์จันทร์ทำให้คุณหญิงสมสมรใบหน้ากระตุก เพราะไม่คิดว่านามของผู้หญิงที่เธอคิดจะให้หลานสาวไปกลบทับนั้นจะเป็นสกุลนี้

แม้จะเป็นหม่อมราชวงค์ ไม่ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ภาษีก็มากกว่าอัมพิกาที่ไม่มีคำนำหน้าอะไรเลย อีกทั้ง สกุลป้องพันธุ์นุกูลนั้นก็ถือว่าใกล้ชิดเป็นพระญาติสายตรง

หวังว่า...จะแค่อัญเชิญพระเกี้ยวคู่กันเท่านั้น

“ว่าไปแล้ว คุณหญิงฉัตรก็เพิ่งจะมาเยี่ยมคุณจันทร์เมื่อไม่นานนี้เองใช่ไหมคะ จำได้ว่าวันนั้นขึ้นไปพบคุณหญิงย่าของคุณจันทร์ด้วย”

“ครับ” เสน่ห์จันทร์หันไปตอบมารดาซึ่งไม่ค่อยเอ่ยอะไร แต่กลับเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา “หม่อมหลวงโฉมฉายรับไมตรีคุณย่าเป็นพระสหายสนิทกันครับ”

คำบอกกล่าวของเสน่ห์จันทร์นั้น ทำเอาคุณหญิงสมสมรพยายามอย่างยิ่งที่จะเก็บอาการสั่นระริกไว้ให้ได้ ส่วนอัมพิกานั้นเกือบปั้นหน้าไม่ถูก ตั้งแต่ได้ยินชื่อฉัตรศิริวิไล เธอก็รู้สึกเหมือนมีของแสลงอยู่ในท้อง

สตรีเพียงคนเดียวที่ยืนเคียงข้างเสน่ห์จันทร์แล้วไม่มีใครตำหนิว่าไม่เหมาะสม... อัมพิกาเกลียดนัก!

“ดูท่าแล้วคุณจันทร์สนิทสนมกับหม่อมราชวงศ์ฉัตรศิริวิไลพอสมควรนะคะ” คุณหญิงสมสมรหยั่งเชิง ซึ่งเสน่ห์จันทร์ก็เพียงยิ้ม คำตอบของเขานั้น ไม่ถือว่าตอบรับหรือปฏิเสธ

“ผมเรียนและมักจะทำงานกลุ่มเดียวกับคุณหญิงฉัตรตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วครับ” ถ้าจับตามองเขาก็คงจะรู้ดีว่ากลุ่มของเขานั้นมักจะอยู่ด้วยกันสี่คนเป็นประจำ ดังนั้นคำพูดของเสน่ห์จันทร์จะว่าชัดเจนก็ใช่ แต่ก็คลุมเครือไม่น้อย

“พูดถึงแบบนี้แล้วก็ทำให้นึกถึงเรื่อง ๆ หนึ่งขึ้นมาได้” น้ำเสียงของคุณหญิงสมสมรนั้นทำให้คนทั้งโต๊ะสะดุดไป แต่ยังคงรักษากิริยาไม่ให้บรรยากาศอึดอัด เพชรน้ำหนึ่งชำเลืองมองลูกชาย เมื่อเห็นการยกชาขึ้นจิบ โดยไม่แสดงอารมณ์ใดใดออกมาก็รู้สึกตำหนิตัวเองอยู่ในใจ

ดูสิ ไอ้ครั้นเขาผู้เป็นพ่อยังขบคิดจนเคร่งเครียด แต่ลูกชายดันสบายอารมณ์จนนึกอยากให้โดนจับมัดมือมัดเท้าแต่งกับเขาไปเสีย แต่พอคิดได้ว่าหากลูกชายต้องโดนบังคับก็เสียใจไม่น้อย รู้สึกผิดขึ้นมาอีก

เฮ่อออออ ตอนแรกก็ดีใจที่นัดครั้งก่อนถูกเลื่อนเพราะธุระด่วนของทางคุณหญิงสมสมร แต่วางใจได้ไม่ถึงสิบวันก็ต้องมานั่งอยู่ตรงนี้

“เรื่องอะไรคะคุณพี่” เป็นเอมอรที่เอ่ย เพราะคนอื่นต่างทำไม่รู้ไม่ชี้ ถ้าเธอไม่ต่อบทสนทนานี้ ความพยายามพูดอ้อมไปอ้อมมาคงไม่เป็นผล

ก็เป็นฝ่ายหญิงแต่จะมาพูดเรื่องทาบทามก่อน รู้ไปถึงไหนก็อายไปถึงนั้น แต่เอมอรก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก เพราะเธอเล็งเห็นประโยชน์ที่ได้จากการดองของสองสกุลนี้วางอยู่ตรงหน้า

“มีครั้งหนึ่งคุณพี่หญิงมณีจันทร์เคยเปรยว่าอยากจะหาคู่หมายที่เหมาะสมไว้ให้คุณจันทร์ต่อหน้าคุณพี่และพระพักตร์หม่อมเจ้าโฉมฉาย ตอนนั้นคุณพี่ก็คิดว่าคุณพี่หญิงมณีเอ่ยทาบทามหลานสาวหม่อมเจ้าโฉมฉาย แต่พอคิดดูได้แต่ตำหนิความไม่รู้ของตัวคุณพี่เองค่ะคุณน้องเอม คุณพี่หญิงมณีจะเอ่ยกับหม่อมเจ้าได้อย่างไร คุณพี่หญิงย่อมรู้ถึงความเหมาะสมกว่าใครในที่นั้น...”

“อุ้ย...” เอมอรทำท่ายกมือขึ้นทาบอกอย่างตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มเขินอายปนหยอกเย้าให้กับคุณหญิงสมสมร “ถ้าไม่ได้หมายถึงหลานสาวหม่อมเจ้า ตรงนั้นก็มีแค่คุณพี่...” คุณหญิงสมสมรทำเป็นยิ้มบาง ๆ แต่แววตาที่ตวัดขึ้นมองทางเพชรน้ำหนึ่งและอรุณพิศนั้น ทำเอาเจ้าของเรือนถึงกับรู้สึกจุกที่อก

เนื่องด้วยเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นจริง ๆ แต่ตอนนั้นความหมายของคุณหญิงมณีจันทร์นั้นคือหลานสาวของหม่อมเจ้าโฉมฉาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ว่ากันตามฐานันดรแล้วเป็นการไม่ควรยิ่ง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความสนิทสนมกันแล้วล่ะก็... ไม่แปลกตรงไหนเลย ไม่คิดว่าคุณหญิงสมสมรจะเลือกเหตุผลนี้มาจี้จุดตายของเพชรน้ำหนึ่ง

ถ้าปฏิเสธอ้างว่าคุณหญิงมณีจันทร์หมายถึงหลานสาวหม่อมเจ้า รู้ไปถึงไหน เกียรติของจันทร์ดาราฉายก็คงไม่งาม ยิ่งทำให้เกียรติของป้องพันธุ์นุกูลเสื่อมเสียไปด้วย เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในสังคมชั้นสูง

แต่ถ้าตอบรับคำอ้างของคุณหญิงสมสมร...

เสน่ห์จันทร์มองบิดาและมารดาที่เหมือนมีอะไรติดคอ ไม่พูดก็ไม่งาม เอ่ยปากก็ไม่ดี เหลือบมองอัมพิกาที่ก้มหน้า สองแก้มแดงระเรืออย่างเอียงอาย ก่อนจะเบนสายตาไปยัง...อัครินทร์

“เรื่องนี้...” เพชรน้ำหนึ่งเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังมากนัก แต่ถือว่าเบากว่าปรกติอยู่ “ทูลขอประทานอภัยฝ่าบาท ตัวกระหม่อมเองเพิ่งรับรู้ไม่นานมานี้เองว่าเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกระหม่อม”

“อันที่จริงฉันก็เพิ่งรู้ไม่นานเหมือนกัน ก่อนหน้าคุณหญิงก็ไม่ได้เล่าอะไรมากนัก เพียงแต่ครั้งก่อนเก่าคุณหญิงก็เข้าเฝ้าหม่อมเจ้าโฉมฉายทรงน้ำชาบ่อยครั้งจริง ๆ” คำตรัสของหม่อมเจ้าสุขุมนั้นเป็นกลาง แบ่งรับแบ่งสู้ ดูแล้วในสี่บุคคลที่มานั่งเป็นแขกตรงนี้ คนที่วางตัวได้เหมาะสมที่สุดคงเป็นชายสูงศักดิ์ผู้นี้เอง

“ก็ตอนแรกหม่อมฉันไม่คิดว่าจะหมายถึงหลานพิ้งกี้ของเราน่ะสิเพคะ” ทั้งโต๊ะรับรองตอนนี้คงมีเพียงคุณหญิงสมสมรและเอมอรเท่านั้นที่สนทนากันอย่างออกรสออกชาติ ที่เหลือต่างนิ่งเงียบ แต่คนที่มีท่าทางสบายอกสบายใจมากที่สุดคงเป็นเสน่ห์จันทร์ ซึ่งท่าทางของเขาแวบแรกที่เห็น อัมพิกาตื่นเต้นดีใจไม่น้อย ทว่าก็ต้องเก็บกิริยายเอาไว้ให้มาก เพราะอีกฝ่ายไม่มีท่าทีปฏิเสธหรือไม่เห็นด้วยอะไร

ตอนแรกเธอไม่ได้สนใจกับผู้ชายที่ชื่อเสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉายนัก นั่นอาจจะเพราะสิ่งที่เธอมีติดตัวมาแต่เกิดทำให้เธอมองไม่เห็นอะไรสำคัญเท่าความพึงพอใจของตนเอง ซึ่งส่วนมากไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าเครื่องประดับ หรือแม้แต่ผู้ชาย เธอก็มักจะเป็นฝ่ายเลือกสิ่งที่ถูกใจ

เธอไม่เคยสนใจเสน่ห์จันทร์เลยสักนิด ในสายตาของเธอ ผู้ชายในมหาวิทยาลัยก็แค่พวกกระจอกงอกง้อย เธอจะกระดิกนิ้วเรียก หรือชี้นิ้วสั่งทุกคนก็ทำตาม พอเบื่อก็เฉดหัวทิ้งเสีย จวบจนมาเจอเข้ากับเสน่ห์จันทร์ เป็นความบังเอิญที่เธอได้พบกับชายผู้เป็นที่กล่าวขาน ว่าสูงส่งจนไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าเทียบเคียง

อัมพิกาเคยชินกับการมีผู้คนล้อมหน้าล้อมหลัง ย่างกรายไปทางไหนก็มีแต่ผู้ชายที่จะโอนอ่อนยอมให้ แต่เสน่ห์จันทร์กลับเดินผ่านเธอไปโดยไม่แม้แต่จะแลหางตามอง

กิริยาสง่าผ่าเผย ความเป็นสุภาพบุรุษชน ทุก ๆ อย่างที่เป็นเสน่ห์จันทร์ดึงดูดเธอ ทว่า... เธอหาทางเข้าใกล้ชิดผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย

ไม่เล่นโซเชียล ไม่ติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่นเกินจำเป็น ให้ความสนิทสนมกับเพื่อนในคณะเพียงผิวเผิน การจะตีสนิทอีกฝ่ายในมหาลัยนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

จนกระทั่งคุณยายของเธอเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาโดยบังเอิญนั่นแหละ อันที่จริงคุณหญิงสมสมรพยายามดันทุรังทำเรื่องพวกนี้ก็เพราะความต้องการของเธอทั้งนั้น ยิ่งมีเอมอรที่บังเอิญรู้จักผสมโรงด้วย ก็เลยง่าย

คราวนี้เธอไม่ต้องเปลืองแรงอะไรด้วยซ้ำก็ได้ผู้ชายคนนี้มาครอบครอง... คอยดูสิ อีกไม่เกินอาทิตย์เธอจะทำให้เกิดข่าวไปให้ทั่วว่าทายาทจันทร์ดาราฉายหมั้นหมายกับหลานสาวของสกุลอภิรัตนกูล

“ไม่คิดเลยว่าคุณหญิงมณีจะมองกาลไกลขนาดนี้ ดูสิน้องพิงกี้น่ารัก น่าเอ็นดู ท่าทางกิริยามารยาทก็เรียบร้อย คุณพี่เลี้ยงดูหลานสาวได้งามพร้อมจริง ๆ” คำพูดของเอมอรถูกใจคุณหญิงสมสมรยิ่งยัก แต่ขัดหูอรุณพิศผู้เป็นแม่แท้ ๆ ของเสน่ห์จันทร์มาก

เธอเป็นมารดาที่อุ้มท้องและคลอดบุตรชายออกมาเองแท้ ๆ ยังไม่เอ่ยปากอะไรสักคำ ญาติห่าง ๆ คนนี้นับวันยิ่งทำตัวส่อนิสัยข้างในชัดเจนจนขัดตา

“ตัวคุณพี่เองก็สั่งสอนหลานตามขนบธรรมเนียมในบ้านของเรานี่แหละค่ะคุณน้อง แม่หลานสาวคนนี้น่ะสิ นับวันยิ่งโตยิ่งรู้ความก็พยามศึกษา และปฏิบัติตัวให้ดีมาเสมอ เพราะกลัวว่าจะไม่คู่ควรกับจันทร์ดาราฉาย”

คำพูดของคุณหญิงสมสมรนั้นถ้ามองว่าเป็นการยกหางคนในบ้านก็ไม่เชิงทั้งหมด เพราะคำพูดตามแบบฉบับผู้ดีไม่หยาบกระด้างผสมกับนักธุรกิจมัดมือชก ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องรับไปเต็ม ๆ

ผู้หญิงคนหนึ่งโตมาโดนยึดมั่นในคำพูดของผู้ใหญ่เอ่ยปากต่อกันไว้ ประพฤติตนเหมาะสม รักษากิริยามารยาท เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้แก่ฝ่ายชาย ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เหมาะสม คู่ควร หากไม่รับน้ำใจนี้ไว้ ก็ถือเสียว่าเป็นความผิดของทางนี้

น่าเจ็บใจนัก


>>>>>>>>>>>>>>>>>มีต่อ

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3



เพชรน้ำหนึ่งเผลอกำหมัดอยู่ใต้โต๊ะ แต่เดิมทีเขาก็รับราชการทหาร แม้หน้าที่ตำแหน่งจะใหญ่โตพอสมควร แต่ก็ไม่ได้อยู่ในส่วนที่จะต้องได้พบปะเจรจาอะไรกับใครนัก ทั้งรอบกาย ครอบครัวก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความดีความยุติธรรมเสมอ ไม่เคยมีปัญหาอึดอัดใจ เมื่อต้องเจอกับมารยาของผู้ดีจอมเจรจาก็ทำเอาอดโมโหไม่ได้ รู้สึกไม่พอใจกับความไม่เก่งกล้าของตนเอง

เสน่ห์จันทร์รับรู้ถึงความรู้สึกของบิดาและมารดาได้ และเขาก็คิดว่าเวลานี้เหมาะสมแล้วที่เขาควรออกปากสักเล็กน้อย

“ไม่ทราบว่าผมขอเอ่ยถามได้ไหมครับ?” เสน่ห์จันทร์เอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล น่าฟังนัก ไม่มีท่าทีอึดอัดเช่นเพชรน้ำหนึ่งและอรุณพิศ การที่เอมอรและคุณหญิงสมสมรพูดคุยกันไม่หยุด เพราะไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่ของทางนี้ตั้งตัวได้ หวังจะมัดมือชกในจังหวะใกล้ ๆ นี้

“คุณจันทร์จะถามอะไรเหรอคะ?” เป็นเอมอรที่ถามกลับ โดยลืมไปว่าเสน่ห์จันทร์ไม่ได้คุยกับตนเอง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้ว่าอะไร

เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้ม ก่อนจะหันไปสบตากับหม่อมหลวงสุขุม ทิ้งหางตาให้อัครินทร์เล็กน้อย ก่อนจะตวัดกลับมามองอัมพิกา แล้วหยุดสายตาที่คุณหญิงสมสมร

“คุณย่า เอ่ยชื่อหรือพระนามของใครออกมาในการสนทนาครั้งนั้นหรือเปล่าครับ” หนึ่งคำถามทำเอาทุกคนเงียบกริบไปทั้งโต๊ะ ก่อนจะเป็นเอมอรและคุณหญิงสมสมรที่แสร้งหัวเราะเบา ๆ อย่างมีจริต เพื่อกลบเกลื่อนความอึกอัดใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นชนิดที่ว่ากะทันหัน

สึนามิยังมีแจ้งเตือน แล้วใยเสน่ห์จันทร์ถึงไม่มีท่าทีเตือนอะไรเลย!

“ไม่ได้เอ่ยชื่อของใครมาตรง ๆ หรอกค่ะ วันนั้นคุณพี่หญิงมณีก็แค่เปรยว่าอยากหาคู่หมายไว้ให้คุณจันทร์เท่านั้น”

“เพราะแบบนี้นี่เอง...” เสน่ห์จันทร์เปรยด้วยน้ำเสียงบางเบา ได้ยินแล้วสบายหูนัก แต่คำพูดประโยคต่อไปนี่สิ “ผมทราบเรื่องที่คุณย่าเอ่ยเปรยเรื่องนี้เหมือนกันครับ... จากคุณหญิงฉัตรซึ่งหม่อมเจ้าโฉมฉายตรัสให้ทราบมาอีกทีครับ” เป็นคำเอ่ยที่ไม่ตรง แต่ไม่ได้อ้อม ทว่าชัดเจนได้แบบไม่ต้องอธิบายมาก

ในเรื่องเดียวกัน แต่ออกจากปากฝ่ายหญิงสองฝ่าย ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่ามาดหมายในสิ่งเดียวกัน

แต่เสน่ห์จันทร์ไม่ปล่อยให้นามของเพื่อนต้องเดือดร้อนด้วย เขาหลุบมองถ้วยชาที่หมดความหอมหวานไปแล้ว รอยยิ้มอ่อนหวานแต้มที่ใบหน้า

“คุณหญิงฉัตรและผมในตอนนี้ยังคบหากันในฐานะเพื่อน บางทีคุณย่าอาจจะคาดหวังกับผมมากเกินไป จนรีบร้อนครับ”  ชัดเจนกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

คำพูดที่ดูแล้วไม่มีอะไรเลยในความสัมพันธ์ของตนเองกับฉัตรศิริวิไล แต่ความหมายมันกลับมีมากล้นจนจุกคอคนฟัง ตอนนี้ยังคบกันเป็นเพื่อน แล้วตอนอื่น ๆ เล่า!

จะกล่าวหาอีกฝ่ายว่ามาทีหลังก็ย่อมไม่ได้ เพราะงานนี้ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ได้ยินพร้อมกัน ประเด็นคือ.... ไม่คิดว่าฝั่งหม่อมเจ้าโฉมฉายจะเดินเกมก่อน

 “ตัวผมเป็นผู้ชาย การที่ให้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายเอ่ยถามเรื่องนี้ก่อนรู้สึกไม่สบายใจจริง ๆ ครับ”

ตอนนี้หม่อมเจ้าสุขุมรู้สึกอยากหายตัวกลับไปที่วังของตนเองนัก คำพูดของเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานเจาะเข้ามาที่อกจนเขาจุกไปหมด นึกโทษภรรยาที่นำพาให้ตนเองต้องมานั่งฟังอะไรแบบนี้จนแทบกระอักโลหิต ก่อนหน้านี้เขาไม่เห็นด้วยสักนิดกับการพยายามทาบทามบุตรชายคนเล็กของจันทร์ดาราฉาย แต่ก็ทัดทานคุณหญิงสมสมรไม่ค่อยได้นัก ต่อหน้าไม่พูดลับหลังอาจจะแอบมาทำ วันนี้ตัวท่านเองจึงมาด้วย แล้วเป็นอย่างไรล่ะ ใครไม่คิดมากก็ช่าง แต่ผู้ดีมีราชสกุลเช่นเขาคิด! และอับอายนัก!

“โชคยังดีนะครับ ที่ผมกับคุณหญิงฉัตรเป็นเพื่อนกัน เรื่องนี้เลยถือว่าจบลงด้วยดี”

แล้วส่วนของบ้านนี้ล่ะ...จะจบลงด้วยดีไหม

คำถามนี้ไม่มีใครเอ่ยถาม แต่เหมือนมันลอยแล้วหล่นปุอยู่กลางโต๊ะ ทำเอาทุกคนนิ่งเงียบ

ขนาดราชสกุลใกล้ชิด เสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉายยังไม่เห็นหัว แล้วสกุลแตกหน่อเช่นอภิรัตนกูลเล่า!

“ทูลฝ่าบาท อันที่จริงแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นคำเปรยของคุณแม่ท่าน ที่ก็ชรามากแล้ว กระหม่อมหวังอย่างยิ่งว่าจะไม่ทำให้เคืองพระทัยกระหม่อม” เพชรน้ำหนึ่งหาทางลงให้กับหม่อมเจ้าสุขุม ซึ่งดูแล้วคงอยากสำเร็จโทษภรรยามากเหลือทน ที่ทำให้ต้องมาอยู่ในสถานการณ์นี้ การที่เขาเอ่ยปากออกไปหลังจากที่ลูกชายเอ่ยถึงความสัมพันธ์กับเพื่อน น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะเจาะพอดี

“ฉันไม่ได้ว่าอะไรกับเรื่องนี้หรอก คุณหญิงเปรยให้ฟัง วันนี้มาเยี่ยมเยียนก็ถือโอกาสเอ่ยสักคำ ได้รู้ว่าเป็นการเข้าใจผิดกันก็สบายใจ ว่าแต่ว่า... ได้ยินเข้าหูมาว่าคุณชายเพชรนิยมปลูกกล้วยไม้ ฉันเองก็สนใจเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยนะ”

ได้ยินหม่อมเจ้าสุขุมเปลี่ยนเรื่องชนิดที่หาความเชื่อมโยงไม่ได้ขนาดนี้ เพชรน้ำหนึ่งจะขัดประสงค์ก็ไม่ใช่เรื่องแล้ว ดังนั้นเวลาต่อมาก็มีตั้งแต่เรื่องกล้วยไม้ ลากไปจนถึงเรื่องวัตถุดิบของร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองว่านำมาจากไหน โผล่ไปโน่น... ริมสวนพิรุณเลย

พอนึกถึงสวนพิรุณ เสน่ห์จันทร์ก็กระหวัดใจไปหาเจ้าของสวน ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว

สิ่งที่เขาทำลงไปถือว่ารุนแรงก็ว่าได้ แต่ที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ สายพิรุณมีแต่โอนอ่อนผ่อนตามใจของเขา ไม่ใช่ว่าเขาอยากให้ขัดใจนะ...ชอบมากทีเดียวเลยล่ะ แต่...เขาอยากให้สายพิรุณกล้าตัดสินใจมากกว่านี้

กล้าที่จะก้าวออกมาจากความรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัวนั่น

เขาอยากเป็นผู้ชายที่ครอบครองสายพิรุณอย่างเต็มตัวสักที

 

ครู่ใหญ่ต่อมาครอบครัวอภิรัตนกูลก็ขอตัวกลับ หลังจากที่ท้ายการสนทนาไม่มีเรื่องอะไรให้ปวดหัวเลย เพราะเพชรน้ำหนึ่งและหม่อมเจ้าสุขุมนั้นผูกขาดการสนทนาไว้ทั้งหมด

แต่เมื่อแขกหันหลังกลับ เสน่ห์จันทร์กลับขยับตัวก้าวออกมา “พี่อิ๊กครับ”

เจ้าของชื่อชะงักขา ก่อนที่จะหันหลังกลับมาชายหนุ่มพยายามรวบรวมสติ และทำเป็นไม่เห็นสายตาของน้องสาวและผู้เป็นยาย วินาทีต่อมาเมื่อคิดว่าพร้อมแล้วจึงขานรับแล้วหันมาสู้หน้า

“ครับ” แล้วก็คิดได้ว่า...คำว่าพร้อมไม่เคยใช้ได้เลยเมื่อเจอกับรอยยิ้มน้อย ๆ ที่แทบจะยึดลมหายใจของเขาไป

“ผมมีเพื่อนที่สนใจจะต่อโทบริหารครับ... ไม่ทราบว่าถ้าจะขอคำปรึกษากับพี่อิ๊กจะได้ไหม”

มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะไม่เดินข้ามสะพานนี้ไป และอัครินทร์ไม่ใช่คนโง่ด้วย หรือต่อให้เขาตาบอด เขาก็ไม่มีทางที่จะเดินผิดทางแน่นอน

“ได้สิครับ” อัครินทร์ล้วงเอากระเป๋าเงินแบรนด์เนมของตนเองออกมา เขาจำได้ว่ามีนามบัตรของตนเองเหลือหนึ่งใบ และเก็บเอาไว้ในนี้ เขาเปิดช่องเล็ก ๆ ดู เมื่อพบก็ดึงส่งให้กับเสน่ห์จันทร์ “เบอร์ติดต่อของพี่ครับ มันโยงกับ ID LINE ด้วย คุณจันทร์ เออ... หมายถึงเพื่อนของคุณจันทร์สามารถติดต่อพี่ได้ตลอดครับ”

“ขอบคุณครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก ดังนั้นอัครินทร์จึงจำใจหมุนตัวแล้วรีบเดินกลับไปที่รถของตนเอง

หลังจากนี้อัครินทร์ต้องตอบคำถามอะไรกับครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่เสน่ห์จันทร์ต้องสนใจ  เพราะเขามีเรื่องที่ต้องจัดการอีก

“คุณเอมอรคะ.... คุณท่านเพชรเชิญที่ห้องหนังสือค่ะ” เสียงของพิไลเอ่ยมาจากด้านหลัง ซึ่งเอมอรออกมาส่งแขกพร้อมกับเสน่ห์จันทร์นั่นแหละ

อันที่จริง เพชรน้ำหนึ่งไม่จำเป็นต้องต่อว่าอะไรเอมอรก็ได้ เพราะสำหรับเสน่ห์จันทร์แล้ว เขาไม่ได้สนใจอะไร

ชายหนุ่มเดินเข้ามาในบ้าน ตั้งใจว่าจะขึ้นไปหาคุณหญิงมณีจันทร์สักนิด เพราะมั่นใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคงถึงหูของท่านแล้ว แต่เมื่อเดินผ่านห้องหนังสือ แวะเอานามบัตรที่ได้มาทิ้งลงถังขยะ ซึ่งตั้งอยู่ในมุมหลังเชิงบันไดขึ้นชั้นสอง ก็ได้ยินเสียงของเอมอรโวยวายใส่บิดาและมารดาของเขาแว่วเข้ามา ทำไม่ทันได้ทำอะไร ประตูห้องก็เปิดกว้างออกด้วยแรงกระชากจากด้านใน และเป็นเอมอรที่มีสีหน้าโมโหอย่างเห็นได้ชัด ดูท่าคงโดนต่อว่าไปหนักพอสมควร

และเมื่ออารมณ์โมโหมันห้ามไม่อยู่ เห็นหน้าคนที่ทำให้ตนโดนว่าอย่างแรงก็ทำให้เอมอรควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ คิดจะต่อว่าให้เสน่ห์จันทร์สักหลายคำให้รู้จักเห็นหัวญาติผู้ใหญ่อย่างเธอเสียบ้าง

“คุณจันทร์จะตำหนิน้าอีกคนหรือคะ เอาเลยค่ะ ต่อว่าให้พอใจเลย น้าทำอะไรก็แย่ก็เลวในสายตาคนในเรือนจันทร์ดาราฉายอยู่แล้ว”

“แม่เอม!” เพชรน้ำหนึ่งเอ่ยเรียกญาติห่าง ๆ ด้วยน้ำเสียงเข้ม ซึ่งน้อยครั้งจะได้ยินเช่นนี้ เพราะตั้งแต่ละทิ้งหน้าที่การงานมา เพชรน้ำหนึ่งก็เลิกสวมหน้ากากชายผู้แข็งขัน เป็นเพียงลุงแก่ ๆ ที่ชอบกล้วยไม้ชอบปลูกผักปลูกหญ้าไปวัน ๆ ตั้งใจจะใช้ชีวิตหลังเกษียรดูแลแม่และเมีย มองความสำเร็จของลูก ๆ ก็เพียงพอแล้ว

ใครจะคิดว่าวันนี้ต้องมาโมโหจนเส้นเลือดในสมองจะแตก

“ก็มันจริงไม่ใช่เหรอคะ... เอมเห็นว่าเรื่องนี้ผู้ใหญ่เคยคุยกัน แล้วเขาก็ถามไถ่มาเลยเป็นธุระพูดคุย แต่กลายเป็นเอมที่ชักศึกเข้าบ้านหรือคะ? ทุกคนก็รู้ว่าเรื่องนี้มีมาตั้งแต่คุณหญิงมณีจันทร์”

“คุณน้าเอรอรกำลังตำหนิคุณย่าเหรอครับ?” เสน่ห์จันทร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงโทนนุ่ม ทำให้เอมอรหันมามองหน้าเขาด้วยสายตาโกรธขึง

“คุณจันทร์ก็เหมือนกัน ถ้าอยากจะด่าอยากจะตำหนิอะไรน้าก็พูดมาเลย ไหน ๆ น้าก็แย่ในสายตาคนอื่นอยู่แล้ว” ก็ลองเสน่ห์จันทร์ด่าเธอสักคำสิ คนจะได้มองว่าเป็นเด็กไม่มีสัมมาคาราวะ คราวนี้แหละ เธอจะลากให้ชื่อเสียงของทายาทจันทร์ดาราฉายให้เปื้อนโคลนให้หมด

“คุณจันทร์คงไม่จำเป็นต้องตำหนิใครครับ เพราะคุณจันทร์คิดเสมอว่า กิริยาคือตัวบ่งบอกถึงมารยาทและกาลเทสะของบุคคลนั้น ๆ อยู่แล้วครับ”

เสน่ห์จันทร์ทิ้งไว้แค่นั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นชั้นสองไป เขาไม่น่าเสียเวลาหยุดเดินเลย ไม่งั้นป่านนี้ถึงห้องคุณย่าไปแล้ว ดูสิ... เวลาที่จะไปง้อพี่พระพายยืดออกไปอีก

เฮ่อออออ

 

 

++++++++++++

ออกตัวเลยว่าไม่แม่นเรื่องราชาศัพท์ค่ะ ผิดพลาดตรงไหนชี้แนะได้เสมอนะคะ จะในนี้หรือบอกในทวิตก็ได้หมดนะคะ เรารอทุกคำติชมค้า

มีคนอ่านแนะนำเรื่องบัวมาในทวิต เดี๋ยวกลับมาแก้นะคะ  ขอบคุณมาก ๆ เลยค้าาาา

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +409/-25

ออฟไลน์ Gokusan

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-1
โอ้โห~~ ตามอ่านมาแต่ละตอน
แต่ละคำของคุณจันทร์นี่แบบ...ด่ายังไงให้เขาไม่รู้ว่าด่า ฮืออออ ยอมแพ้~~~

สีหน้ายิ้มๆ พูดเรียบๆ เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฟังแล้วช้ำในตายไปเลยจ้า~~~

อยากรู้แล้วว่า คุณย่าจะปลอบอะไรหลานชายข้างบ้านอยู่หนอ ^^

ออฟไลน์ MayA@TK

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5316
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-5

ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-2

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ข้าวสวย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ร้ายสุดในเรื่องก็คุณจันทร์นี้แหละค่ะ ไม่ใช่ตัวร้ายจากตระกูลไหนเล้ยยยยย ชอบมาก พระเอกทันคนแบบนี้ค่า o18

ออฟไลน์ kokoro

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +136/-2
พ่อจันทร์ วาจาร้ายกาจ เจ้าแผนการเหลือเกิน
นี่รออ่านพาร์ทพระพายมาก ปฏิกริยาที่ได้ยินข่าวคลุมถุงชนนี่น่าสงสารสุดๆ
จันทร์รีบไปปลอบพี่เขาเน้อ

ออฟไลน์ rainichxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คุณจันทร์สุดยอดดด
หวังว่าเด็ก ๆ ของทางฝั่งนั้นจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับคุณจันทร์อีก
รอดูฉากง้องอน พาร์ทของพระพายเลยค่ะ  :hao3:

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1713
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
โอ้โหหหหหห เหมือนน้องพิกกี้โดนลากไปตบกลางสี่แยกลาดพร้าวเลย ถามคำเดียว อายไหมลูก? ใส่พานมาอย่างดีแล้วโดนเข้าไปแบบนี้ คุณจันทร์ร้ายยยยย.  :hao3:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2782
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-0
คุณจันทร์ช่างร้ายเหลือเกิน แถมมีวางแผนกระตุ้นพี่พระพายด้วย

เอ็นดูทีมครัวเสน่ห์ครัว ถึงกับหลอนกันน่าดู
ส่องผลงาน แล้วบอกไม่มีอะไร 5555

พี่ชบาเอ้ย ล่าช้าไปนัก แล้วอะไรคือถูกคลุมถุงชนแต่งงาน
ไม่รู้พระพายมีแรงวิ่งมารอเจอตรงไหน
สงสัยงานนี้จะยิ่งกว่าสมใจคุณจันทร์
พระพายถูกกระตุ้นคำหนักกว่าเดิมไปอีก


ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
คุณจันทร์ผู้ปราบอสูรเหรอ เฉียยบมาก

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3
เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๑๕ ลมพิโรธ

 

สายพิรุณเป็นหลานรักของตามิ่ง และเขาก็รักคุณตามาก เด็กน้อยพระพายในวันวานนั้นมักเดินตามหลังคุณตาเข้าสวนกล้วยทุกวัน บางทีก็วิ่งเก็บลูกจันอินจันโอที่ร่วงหล่นจากต้นใส่ตะกร้า โดยมีคุณตานั่งพับใบตองหรือทำงานอยู่ไม่ไกล

ไม่ว่าจะเป็นใบตอง ผลลูกจันทร์ หรือพืชผลต่าง ๆ ของสวนพิรุณ คุณตามิ่งบอกเสมอว่าให้ยกไปที่เรือนจันทร์ดาราฉาย สายพิรุณในวัยเด็กไม่เข้าใจนัก รู้แต่ว่าต้องช่วยคุณตามิ่งเอาใบตองไปส่ง โดยที่เด็กน้อยจะหิ้วตะกร้าลูกจันสุก ลูกจันแห้งไปด้วย

ไปเรือนจันทร์ดาราฉายทุกวัน...

โตขึ้นมาอีกนิด แม่ยุพิณสอนให้เขาเย็บกระทง เย็บบายศรี งานแกะสลัก ร้อยมาลัย ซึ่งแม่ยุพิณเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาให้อย่างไม่หมกเม็ด เพราะคาดหวังให้ลูกชายคนเดียวเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงต่อไปในอนาคต คำพูดที่แม่ยุพิณบอกเสมอก็คือ...

“เรามีอยู่มีกินกันก็เพราะความเมตตาของคุณ ๆ บนเรือนจันทร์ดาราฉาย จำไว้นะลม... หากคุณ ๆ ท่านเรียกใช้ ห้ามอิดออด ต้องรับใช้ให้เต็มความสามารถ เข้าใจที่แม่พูดใช่ไหม”

“เข้าใจครับ แต่แม่ครับ... ลมไม่เข้าใจว่า ทำไมลมต้องเย็บกระทง เย็บบายศรี หรือแม้แต่แกะสลักล่ะครับ”

“คุณหญิงมณีท่านให้ป้าพวงสอนแม่จนเป็นงานฝีมือพวกนี้ ก็เพื่อให้เป็นวิชาติดตัว จะได้เลี้ยงดูปากท้องตัวเองได้”

 

จนวันที่คุณตามิ่งเสียด้วยโรควัยชรา... และเพราะคุณตาเหลือไตเพียงข้างเดียว ทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วในช่วงปีหลัง ๆ

แม้จะพยายามดูแลรักษากันมาตลอด แต่เมื่อถึงเวลา สายพิรุณร้องไห้หนักแค่ไหน คุณตามิ่งก็เหลือทิ้งไว้เพียงสวนพิรุณ และความทรงจำวัยเด็กที่วิ่งเล่นไปมาตอนคุณตามิ่งทำงานเท่านั้น

สายพิรุณเริ่มโตเป็นหนุ่ม หน้าตาของเขาเป็นที่สนใจของเพศตรงข้ามไม่น้อย ไปโรงเรียนก็มักได้รับขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเพื่อนนักเรียนหญิงกลับมาบ้าน จนสนิทสนมกับเด็กสาวคนหนึ่งช่วงมัธยมปลาย

แต่เมื่อเข้าเทอมสุดท้ายของชีวิตมัธยมปลาย อุบัติเหตุก็พรากพ่อและแม่ไปจากเขา ซ้ำยังมารู้ทีหลังอีกว่าแม่ยุพินกำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ

เขาสูญเสียครอบครัวไป เหลือเพียงตัวคนเดียว...

ป้าสมัยไม่สามารถส่งเสียเขาได้ ช่วยได้แค่เพียงเป็นธุระติดต่อเอกสารเกี่ยวกับพ่อและแม่ จากนั้นก็ดูแลเขาเล็กน้อย ๆ จนเรียนจบ...

เรื่องความรักในวัยเรียนคงไม่ต้องถามถึง... หลังจากที่เสียพ่อแม่ไปไม่นาน เด็กสาวที่เขาสนิทสนมตีตัวออกห่าง สายพิรุณไม่ได้เสียใจมากนัก อาจจะเพราะเขาร้องไห้เสียใจไปในวันที่เสียครอบครัวไปหมดแล้ว

หรืออีกเหตุผลหนึ่ง...

ข้างกายของเขามีเด็กผู้ชายตัวสูงโย่งคนหนึ่งเคียงข้างเสมอ...

อันที่จริงแล้ว...เด็กชายคนนี้อยู่เคียงข้างเขามาตลอด...นับตั้งแต่จำความได้

 

ตั้งแต่เด็ก นอกจากเดินตามคุณตามิ่งเข้าสวน สิ่งที่สายพิรุณทำเสมอก็คือเป็นเพื่อนเล่นกับเด็กหญิงและเด็กชายตัวผอมที่ใครต่อใครก็เรียกคุณดาราและคุณจันทร์ ซึ่งเมื่อผู้เป็นพี่สาวเริ่มตามผู้เป็นแม่เข้าครัวได้ คุณจันทร์ก็ไม่มีเพื่อนเล่นอีก

สายพิรุณแปดขวบ คุณจันทร์วัยสี่ขวบจึงมักเดินตามหลังแล้วร้องเรียกหาพี่สายลมเสมอ

ถ้าพี่สายลมเก็บลูกจันอินจันโอ คนที่ถือตะกร้าก็คือคุณจันทร์

ถ้าพี่สายลมเก็บดอกมะลิ คุณจันก็จะยืนอยู่ใกล้ ๆ คอยถือถุงใส่มะลิ

ถ้าพี่สายลมหัดพับกระทงใบตอง คุณจันทร์ก็จะนั่งฉีกใบตองเล่นอยู่ข้าง ๆ

สายพิรุณเก้าขวบ คุณจันทร์วัยห้าขวบ ทำขนมเป็นครั้งแรก ลูกชุบที่ปั้นลูกโตเบ้อเร่อ เพราะกลัวพี่สายลมจะกินไม่อิ่ม คุณอรุณพิศพูดอย่างไรก็ไม่ฟัง ทำเสร็จแล้วก็รีบเอามาให้พี่สายลมชิมก่อนใคร...

สายพิรุณสิบขวบ คุณจันทร์หกขวบ หัดทำขนมพระพาย เพราะพระพายหมายถึงสายลม... ตอนนั้นสายพิรุณเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ จากที่ตัวอ้วน ๆ กลม ๆ ก็เริ่มผอม ข้าวปลายิ่งพยายามกินก็ยิ่งกินได้น้อยลง

ขนมพระพายหอมหวาน รสนุ่มนวล เหมือนเป็นสิ่งเดียวที่สายพิรุณเฝ้ารอทุกวันหยุด พยายามกินข้าว กินยา อยากมีแรงรอเจ้าขนมลูกเล็ก ๆ นั่น

กินบ่อยจนแม่ยุพิณเปลี่ยนชื่อเล่นให้เป็นพระพาย ไม่ใช่เพราะพระพายคือสายลม คล้องจองกับชื่อจริงของสายพิรุณอย่างที่ใครต่อใครคิด แต่เพราะเจ้าลูกชายตัวอ้วนรอแต่จะกินขนมพระพายจากคุณจันทร์

สายพิรุณอายุสิบสี่... คุณจันทร์สิบขวบ ตัวสูงขึ้น แต่ยังดูผอม ทั้งที่ก็ทำขนมทุกวัน แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่อ้วนขึ้นเลย ต่างกับสายพิรุณอายุสิบสี่... ยังโตได้อีก แต่ทำไมเหมือนจะหยุดสูงไปแล้ว ขนมไทยก็ไม่ได้กินทุกวัน แล้วเอาอะไรมาออกแก้มออกพุงนะ เวลาคุณจันทร์ยกขนมมาให้ก็ชอบมองแก้มพี่พระพายแล้วยิ้ม

คุณจันทร์ยิ้มสวย คุณจันทร์สุภาพ คุณจันทร์นุ่มนิ่ม นุ่มนวล อ่อนโยน

สำหรับสายพิรุณตั้งแต่เล็กแต่น้อยที่เห็นคุณจันทร์... คุณจันทร์คือความดีงามในชีวิต

คุณจันทร์ไม่ควรแปดปื้อนใดใด

 

สายพิรุณอายุสิบหก คุณจันทร์อายุสิบสอง... แต่คุณจันทร์ตัวโตกว่า สูงกว่า บางครั้งก็เหมือนคนจะมองว่าคุณจันทร์เป็นพี่

คุณจันทร์และคุณดาราเรียนอยู่ในโรงเรียนชื่อดังในหมู่ลูกท่านหลานเธอในเมือง ส่วนสายพิรุณแค่เรียน
โรงเรียนมัธยมใกล้บ้าน บางครั้งเดินออกจากสวนเพื่อไปขึ้นรถเมล์หน้าปากซอยก็เจอรถของเรือนจันทร์ดาราฉายจอดแวะแล้วพาเขาไปส่งโรงเรียน

จนคุณตามิ่งเสีย...

สายพิรุณร้องไห้จนตาบวมช้ำลืมแทบไม่ขึ้น แม่ยุพิณและพ่อสมศักดิ์วุ่นวายเรื่องงานศพ จนไม่มีเวลาปลอบ จะมีก็แต่เจ้าของฝ่ามือขาว ก้านนิ้วเรียวยาว ที่คอยหาน้ำแข็งห่อผ้ามาประคบดวงตา และคอยพูดเบา ๆ ให้รับรู้เสมอว่า...

“พี่พระพายยังมีคุณจันทร์อยู่ตรงนี้นะครับ ไม่เป็นไรนะ”

 

สายพิรุณอายุสิบเจ็ด... มีแฟนครั้งแรก เป็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน เรียนอยู่คนละห้อง ตอนที่ได้ดอกไม้จากเธอในวันวาเลนไทน์ เขาตกใจและตื่นเต้นไม่น้อย เพราะชีวิตนี้ก็เพิ่งเคยได้ของอะไรแบบนี้ ถ้าบอกว่าเป็นกุหลาบล่ะก็ คุ้นชินมากที่สุดก็กุหลาบมอญดอกเล็กที่เอามาเด็ดกลีบร้อยมาลัย  หรือถ้าเป็นกุหลาบดอกโต ๆ ที่สัมผัสบ่อยครั้งก็คือกุหลาบที่แกะสลักตามผลไม้ต่าง ๆ

ส่วนดอกกุหลาบดอกโตของจริงแบบนี้... เพิ่งเคยได้

เขาดีใจไม่น้อย ถึงกับรีบวิ่งไปรอคุณจันทร์ที่ครัวเสน่ห์จันทร์ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่กลับจากเรียนพิเศษ แต่คุณจันทร์เข้าครัวทุกเย็น กลับค่ำแค่ไหนก็จะเข้า วันนั้นก็เช่นกัน

สายพิรุณรอจนพบกับคุณจันทร์ เอาดอกกุหลาบดอกนั้นให้ดู ตอนแรกคุณจันทร์ก็ยิ้มกว้าง

“พี่พระพายให้คุณจันทร์เหรอครับ?” คำถามนั้นสายพิรุณไม่ได้สังเกตอะไรมากนัก คำตอบของเขาจึงเป็นการส่ายหน้า แล้วยิ้มกว้างกว่า

“มีคนให้พี่มาครับ สวยไหม? พี่จะสตาฟเป็นดอกแห้งเก็บไว้ด้วย” คุณจันทร์คลี่ยิ้มน้อย ๆ หลุบตามองกุหลาบดอกนั้นในมือ

“สวยครับ” สายพิรุณยิ้มแฉ่ง อยู่เป็นเพื่อนคุณจันทร์ในครัว แต่เกิดอุบัติเหตุตอนทำขนมเล็กน้อย ทำให้กุหลาบที่เอาวางไว้ของสายพิรุณโดนน้ำเดือดลวกจนสุก ช้ำ เละ...เก็บรักษาไม่ได้แล้ว

สายพิรุณไม่โกรธคุณจันทร์หรอก เพราะคุณจันทร์ไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย ใครก็เดินสะดุดได้ อีกทั้งวันหยุดคุณจันทร์ยังทำขนมชั้น โดนนำแผ่นแป้งขนมที่สุกแล้วมาม้วน เป็นกุหลาบหลากสีให้สายพิรุณ...

สวยด้วย อร่อยด้วย พี่พระพายยิ่งไม่คิดจะเคืองคุณจันทร์คนดีคนน่ารัก

 

สายพิรุณตกลงคบกับเด็กสาวเจ้าของกุหลาบนั้น เพราะเธอก็น่ารักดี แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยมีเวลาไปเที่ยวเล่นเหมือนวัยรุ่นคนอื่น ๆ เธอก็ไม่ได้ว่าอะไร

จะว่าไป...ถ้าพูดเรื่องน่ารัก

คุณจันทร์ก็น่ารัก นิสัยก็น่ารัก ยิ้มก็น่ารัก คำพูดคำจาก็น่ารัก หล่อด้วยแหละ

ทั้งที่ก็น่ารักเหมือน ๆ กัน แต่แค่นึกคุณจันทร์ สายพิรุณถึงใจเต้นแรง... เอ้... ทำไมไม่เหมือนกับตอนที่เห็นแฟนตัวเองยิ้มนะ

สายพิรุณไม่เคยมีความลับกับคุณจันทร์ เมื่อมีแฟนก็บอกคุณจันทร์ แอบไปดูหนังกับแฟนก็บอกคุณจันทร์

“พี่พระพายครับ”

“ครับ”

“อาทิตย์นี้จะไปดูหนังอีกไหมครับ” เพราะหลัง ๆ มาแฟนสาวชอบชวนไปเที่ยววันหยุด ทำให้เสาร์อาทิตย์บางทีสายพิรุณก็อ้างกับที่บ้านบอกว่าไปทำรายงานบ้าง ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง ถึงแม้พ่อกับแม่จะไม่ว่า แต่บ่อยเข้าสายพิรุณก็ชักรู้สึกว่าถี่เกินไป แถมแฟนสาวก็เริ่มงอแงกับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ สายพิรุณรู้สึกไม่สบายใจ

“ไม่อยากไปครับ” คำตอบของเขา คุณจันทร์คงรับรู้ถึงความอึดอัดใจได้ ขนมข้าวเหนียวตัดหน้ากะทิถั่วถูกวางไว้ตรงหน้า

“วันเสาร์อาทิตย์ คุณดาราจะติวหนังสือกับเพื่อน ๆ ครับ พี่พระพายจะมาอ่านหนังสือด้วยก็ได้ ไม่เข้าใจตรงไหนให้คุณดาราสอนก็ดีนะครับ”

“จะดีเหรอ? คุณดารากับเพื่อน ๆ จะสะดวกเหรอครับ”

“สะดวกสิครับ คุณดาราให้คุณจันทร์มาชวนเอง เพราะเห็นว่าพี่พระพายก็ต้องสอบเหมือนกัน” สายพิรุณนิ่งคิด ตักขนมแสนอร่อยเข้าปาก  “แต่ถ้ากลัวจะมีปัญหากับ...เค้า ก็ไม่เป็นไรครับ”

“พี่มาอ่านหนังสือกับคุณดาราดีกว่า มอห้าแล้ว คะแนนสอบก็ใช่ว่าจะดี เอาแต่เที่ยวเล่นคงไม่ดีหรอกเนาะ” สายพิรุณยิ้มแป้น ตักข้าวเหนียวตัดกินอีกคำ “อร่อยที่สุด ขนมของคุณจันทร์อร่อยที่สุด”

“คุณจันทร์ดีใจ ที่พี่พระพายชอบครับ”

สายพิรุณชักเริ่มรำคาญแฟนสาว เพราะเธอไม่พอใจที่เขาไม่ค่อยออกไปเที่ยวกับเธอในวันหยุด และเอาแต่ขลุกอยู่ในสวน ในครัวบ้าง

แต่เขาก็คิดว่าคุ้มไม่น้อย เพราะเทอมหน้าเขาจะขึ้นมอหกแล้ว การที่คุณดาราติวหนังสือให้เป็นเรื่องที่ดีมาก เธอเรียนเก่ง เพื่อน ๆ ของเธอก็เก่ง คอยช่วยเขาตลอด ไม่เข้าใจตรงไหน ทุกคนก็ช่วยสอนให้ ตอนแรกก็คิดว่าเขาจะเป็นตัวถ่วงทุกคนเสียอีก แต่กลายเป็นว่า การมาอ่านหนังสือของกลุ่มเพื่อนของคุณดารานั้นก็แค่นัดกันมาทำการบ้าน เวลาที่เหลือก็ติวกันนิดหน่อย...นอกนั้นก็...

กินขนม!

ค่าติวหนังสือที่สายพิรุณควรต้องจ่ายก็คือ ต้องยอมให้สาว ๆ ชิมขนมที่คุณจันทร์ทำแล้วยกมาให้เขากินรองท้องเวลาอ่านหนังสือ

ถ้ามีบัวลอย... ถ้วยของสายพิรุณจะพิเศษกว่าคนอื่นก็คือมีไข่หวานเพิ่ม

ถ้ามีสัมปันนี... ชามของสายพิรุณจะมีน้ำดอกไม้เพิ่มมา

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สาว ๆ ยอมไม่ได้... สุดท้ายชีวิตตลอดทั้งเทอมสองชั้นมอห้าของสายพิรุณนั้น เหมือนทำให้คุณจันทร์ต้องเหนื่อยทำขนมมากขึ้น เพื่อเซ่นสาว ๆ เหล่านี้

รู้สึกผิดมาก... แต่ขนมของคุณจันทร์อร่อยจริง ๆ

“ถ้ารู้ว่าติวหนังสือให้พระพายแล้วได้กินขนมของคุณจันทร์อิ่มแปร่ขนาดนี้ ดาราพาพระพายมาอ่านหนังสือด้วยกันตั้งนานแล้ว” คุณดาราพูดพร้อมรอยยิ้ม

“ใช่ ๆ เมื่อก่อนนะ มาอ่านหนังสือบ้านดาราทีไร ก็มีชากับของว่างที่คุณน้าอรุณทำเท่านั้น คือก็อร่อยมาก แต่ชอบรสแบบของคุณจันทร์มากกว่า” เพื่อนคนหนึ่งของคุณดาราเอ่ย

“แล้วแบบ... ไม่รู้อะ ขนมของคุณจันทร์ที่ยกมาให้พายแต่ละอย่างนะ น่ารักน่ากินมากกก ออฟชั่นเสริมอลังการตลอดเลย ฟ้าเห็นแล้วแบบ...สักคำได้ไหม ขอชิมสักคำ แต่ไม่กล้าเอ่ยปากกับคุณจันทร์ กลัวทำคุณจันทร์เคืองหูเพราะพูดไม่เพราะ”

“พูดแล้วก็น้อยใจ คุณดาราอะนะ เป็นพี่สาวแท้ ๆ คราวก่อนอยากกินขนมต้ม คุณจันทร์ไม่ยอมทำให้ บอกว่ากินเหมือนของขึ้นโต๊ะบนร้านก็ได้ คุณจันทร์ก็กิน ไอ้เราก็แบบ..อยากกินไง งอแงยังไงก็ไม่ยอมทำ แต่พอพระพายบอกอยากลองชิมขนมต้มเท่านั้นแหละ... อีกวันนะจ๊ะ... ขนมต้มแบบ... อือออออ อร่อยจนน้ำตาไหลเต็มโต๊ะไปหมด”

ทุกคนหัวเราะ แต่สายพิรุณกับรู้สึกแปลก ๆ ในอก มันเป็นความรู้สึกเหมือนลูกโป่งที่ค่อย ๆ พองตัวขึ้นด้วยลมอัดแก๊ส และกำลังจะลอยขึ้นฟ้า

“เรื่องพูดนี่อีก คุณดาราชอบเม้ามอยหอยสังข์ไปเรื่อย แต่คุณจันทร์นะ... ชอบดักคอ แบบ คุณดารา...” พี่สาวคนสวยแสร้งทำเสียงเลียนแบบท่าทางของน้องชาย ก่อนจะกลอกตาขึ้นฟ้า “คือจริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรแปลกใช่ไหม แต่แบบ..พอคุณจันทร์พูดแบบนั้นทีไร คุณดาราเหมือนจะต้องไปปฏิบัติธรรมล้างบาป”

เนี่ย... จะได้อ่านไหมหนังสือ

“แต่พอเป็นพระพายนะ พูดอะไรก็ได้หมด ขนาดสบถคำว่าแม่ง...”

“คุณดารา” คราวนี้ไม่ใช่เสียงที่ทำเลียนแบบ แต่เป็นของเจ้าตัวจริงมาเลย มาทั้งเสียง มาทั้งรูป

“ว้ายยยยยยย”

“คุณดารา เสียงดัง” เสน่ห์จันทร์ปรามพี่สาวที่เอาหมอนอิงมาปิดหน้าหนีไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ปล่อยผ่าน “พูดจาไม่น่ารักเลยครับ”

เสียงฮือเล็ดลอดจากหมอน ทำเอาสายพิรุณหัวเราะเอิ้กอ้าก หันไปรับถาดขนมที่คุณจันทร์ยกมา พี่น้องคู่นี้ตีกันทีไรสนุกชะมัด เพราะคุณดาราไม่เคยชนะผู้เป็นน้องชายเลย ขนาดยูโดสายดำ ชกมวยก็เป็น เห็นว่าเรียนยิงปืนด้วย แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็แพ้คุณจันทร์ทุกที

ถ้าลงเงินพนันข้างคุณจันทร์นะ เขาต้องรวยแน่ ๆ

แล้วดูสิ แค่ดาราทองเสียงดังนิดเดียวก็โดนน้องชายดุ แต่พอเป็นพี่พระพายที่ทั้งหัวเราะ ทั้งหยิบขนมขึ้นกินไปด้วย ไม่เห็นคุณจันทร์ว่าสักคำ

คุณจันทร์ลำเอียง....

สายพิรุณรู้ดี

และรู้สึกดีมาก ๆ ด้วย

 

พอปิดเทอมหน้าร้อน ความสัมพันธ์กับแฟนก็ยิ่งแย่ เพราะแม้จะหยุดยาว แต่สายพิรุณกลับเอาแต่อยู่ในสวน อ้างกับแฟนสาวว่าต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาไปเที่ยวเล่น แต่ทุกวันกลับมีเวลานั่งเย็บใบตองไปส่งให้ครัวเสน่ห์จันทร์ แล้วขลุกอยู่ที่นั่นครึ่งค่อนวัน

ก็คุณจันทร์ปิดเทอม มีเวลาทำขนมเยอะแยะ เขาก็อยู่ช่วยเป็นลูกมือบ้าง พี่ชบาน่ะ คุณจันทร์ทำอะไรให้ชิมก็เอาแต่ชมตลอด ไม่เคยติติงรสชาติ แย่จริงจริ๊งงงง ต้องสายพิรุณนี่... ไม่เคยชิมหรอก แต่ฟาดเรียบ!

จนกระทั่งเปิดเทอมไม่ถึงสองอาทิตย์ วันนั้น... อยู่ ๆ ฝนก็ตกหนักตั้งแต่หัวค่ำ คงเพราะผลกระทบจากพายุโซนร้อนทางประเทศเพื่อนบ้านตามที่ข่าวบอก พ่อกับแม่เอาพืชผักที่นอกเหนือจากส่งให้เรือนจันทร์ดาราฉาย ไปส่งให้กับแม่เค้าเจ้าอื่นยังไม่กลับ เขาจึงต้องอยู่บ้านคนเดียว พอหิวก็ทำไข่เจียวง่าย ๆ กิน

กลางดึกคืนนั้น อยู่ ๆ ป้าสมัยและลุงพินิจก็มาหาเขาที่บ้าน พร้อมกับข่าวร้ายที่สายพิรุณไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเขา

เพราะฝนที่ตกอย่างหนักทำให้ถนนลื่น รถคันหนึ่งวิ่งด้วยความเร็วเกิดเสียหลักพุ่งข้ามเลนมาชนรถกระบะของพ่อกับแม่ ทั้งสองเสียชีวิตคาที่ รวมถึงน้องที่เขาไม่รู้ว่าชายหรือหญิงในท้องของแม่อีกหนึ่งชีวิต

งานศพจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย มีเรือนจันทร์ดาราฉายเป็นเจ้าภาพตั้งแต่สวดอภิธรรมคืนแรกจนวันเผา ธุระต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีมีป้าสมัยและลุงพินิจช่วยจัดการ และได้รับความช่วยเหลือจากคุณท่านเพชรน้ำหนึ่งเรื่องเส้นสายอีกส่วน ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

ตลอดงานสายพิรุณไม่ร้องไห้เลย ไม่มีน้ำตาสักหยด ทุกคนต่างคิดว่าเขาช็อคไปแล้ว ซึ่งก็ใช่ สายพิรุณช็อค ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป เขาเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่ยังไม่เต็มสิบแปดเลยด้วยซ้ำ ต่อไปนี้...เขาจะเป็นอย่างไร

ป้าสมัยและลุงพินิจมีภาระเลี้ยงดูลูก และสวนที่เพิ่งเริ่มลงทุนทำ หากต้องส่งเสียเขาอีกคน ท่านคงไม่ไหว ญาติพี่น้องคนอื่นก็ไม่มีที่ไหนแล้ว ต่อให้มีก็ไม่มีใครอยากนับญาติกับเด็กที่ไม่มีอะไรติดตัวเช่นเขาอีกแล้ว

เพราะทุกคนต่างรู้ดี... ว่าสวนพิรุณนั้น แท้จริงเจ้าของคือใคร

ตัวสายพิรุณเองก็รู้

เก็บเถ้ากระดูกพ่อและแม่แล้ว สายพิรุณเก็บตัวอยู่ในสวน... ศาลาหลังน้อยที่อยู่ระหว่างรั้วต้นกล้วยกับต้นลูกจันเป็นที่หลบภัยของเขา สมัยเด็กเขากับคุณจันทร์มาวิ่งเล่นแถวนี้บ่อย ๆ ตามิ่งผู้ล่วงลับ กลัวว่าหลานชายของตนเองจะทำให้หลานชายของคุณ ๆ เรือนใหญ่ไม่สบาย เลยหาไม้หาอุปกรณ์มาสร้างศาลาหลังนี้ให้

เวลาเขาโดนพ่อหรือแม่ดุ ก็จะหนีมาหลบที่นี่ บางทีก็มาเล่นซ่อนแอบกับคุณจันทร์ จนหายกันไปทั้งคู่ เป็นแม่ยุพิณ ไม่ก็พ่อสมศักดิ์นั่นแหละที่มาตามจนเจอ

แต่ตอนนี้... เขานั่งที่ศาลาแห่งนี้ ไม่มีตามิ่ง ไม่มีแม่ยุพิณ ไม่มีพ่อสมศักดิ์แล้ว

“พี่พระพายครับ” ในความหม่นเศร้าของเขา เสียงนี้ฉุดรั้งให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง

สายลมที่พัดโชย หอบเอากลิ่นลูกจันสุกและดอกมะลิมาโอบล้อม พร้อมกับร่างสูงในชุดลำลองสีเข้มแสนสุภาพ ร่างสูงของเด็กหนุ่มที่อ่อนกว่าเขาถึงสี่ปีทรุดนั่งข้างกายของเขา ก่อนที่มือเรียวสวยจะเอื้อมมากุมมือของเขาเอาไว้

“คุณจันทร์อยู่ตรงนี้... พี่พระพายยังมีคุณจันทร์เสมอนะครับ”

เพียงแค่นั้น...เพียงแค่คำพูดบอกกล่าวแสนธรรมดา แต่เต็มไปด้วยความนุ่มนวล อ่อนโยนและแสนอบอุ่น...

เพียงแค่นั้น...

น้ำตาที่กักเก็บมาไว้ตลอดก็พรั่งพรู

โลกใบเบี้ยว ๆ ที่แสนกว้างใหญ่ใบนี้... คงมีแค่ที่ตรงนี้ที่สายพิรุณไม่รู้สึกว่าอ้างว้างและโดดเดี่ยว

พื้นที่เล็ก ๆ ที่มีเด็กชายตัวสูงโย่ง ที่หากต้องยืนข้างกันใครต่อใครก็คงคิดว่าเป็นพี่ชายของเขา

เด็กผู้ชายที่ไม่ว่าจะร้อนจะหนาว ฝนจะตกหรือไม่ ก็มีขนมมาให้เขา

เด็กผู้ชาย... ที่ชื่อเสน่ห์จันทร์

 

เด็กผู้ชายคนนั้น... ที่ในวันนี้...คือโลกทั้งใบของสายพิรุณ

.

.

สายพิรุณเหม่อมองแสงสีแดงที่เหยียบเย็นของดองอาทิตย์ ยามที่มันกำลังจะลับไปที่สุดขอบฟ้า อันที่จริงถ้าเป็นชนบท ทิวทัศน์เบื้องหน้าคงเป็นท้องทุ่งและแนวเขา แต่ที่ตรงนี้ หลังสวนสายพิรุณติดกับคลองเก่า และพื้นที่รกร้าง ห่างออกไปอีกนิดก็เป็นชุมชนที่ปลูกบ้านเรือนเต็มไปหมด

จากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ากลางท้องทุ่งและแนวเขา ก็เป็นพระอาทิตย์ที่จำเป็นต้องลับขอบฟ้าเพราะหลังคาบ้านและตึกบังแทน

เรื่องราวต่าง ๆ เท่าที่สมองน้อย ๆ ของเขาจะจดจำได้วนเวียนอยู่ในหัว มาถึงตรงที่นั่งร้องไห้ที่ศาลาแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อนแล้วเป็นอย่างไรต่อนะ...

เขาได้รับการดูแลจากป้าสมัยตามมีตามเกิด แต่เรื่องเข้ามหาวิทยาลัยที่คาดหวังคงต้องหยุดไป เพราะคงไม่มีใครส่งเสีย ใจเขาอยากหยุดเรียนไปเลย แต่สุดท้ายก็กลัวว่าจะไม่มีอะไรติดตัว

เพราะเขารู้เต็มอกว่าที่นี่เป็นของใคร แม้ชื่อในโฉนดจะกลายเป็นชื่อของเขาแล้วก็ตาม... แต่คำของตามิ่งและแม่ก็คอยวนอยู่ในหัว

เขาจึงตัดสินใจว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยเปิด อย่างน้อย ถ้าจะไม่ได้อยู่ที่นี่จริง ๆ ก็ขอให้มีความรู้ติดตัว เวลาหางานทำจะได้ง่ายหน่อย

เสร็จเรื่องงานศพไป เขาก็ตั้งใจเรียน เพราะอีกแค่ปีเดียวก็จะจบมัธยมแล้ว แฟนสาวของเขาที่เริ่มห่างกัน อยู่ ๆ ก็มาถามเขาว่า เขาจะทำอย่างไรกับชีวิตต่อไป

เป็นเรื่องน่าแปลกไหม? ปรกติเธอจะสนใจแค่ว่าวันนี้จะชวนเขาไปเที่ยวไหน ไม่ก็พยายามชักชวนให้เขาไปที่ไหนสักที่กับเธอ

เขาก็ตอบไปตามตรงว่าไม่รู้ เรียนให้จบก่อน เธออ้ำอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากอีกครั้ง

“จริงหรือเปล่า...ที่คนในตลาดเขาพูดกันว่า สวนของพาย จริง ๆ เป็นของร้านขนมไทยที่อยู่ติดกัน”

“อือ... เจ้าของร้านยกที่ให้ตาของเราทำมาหากิน ก็ต่อมาถึงรุ่นแม่เรา ตอนนี้ก็เหลือเรา...ที่เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง” คำตอบของสายพิรุณทำเอาหน้าของเด็กสาวซีดไป ก่อนที่เธอจะพยายามยิ้มกลบเกลื่อน แล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น...

สายพิรุณขำในใจ...

ไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่นับตั้งแต่วันนั้น แฟนสาวที่เคยบอกว่าชอบเขามาก อยากอยู่กับเขาตลอดจะห่างเหินไป

ใครจะไปอยากอยู่กับคนไม่มีอนาคตเล่า...

แต่สายพิรุณไม่รู้สึกน้อยใจ หรือเสียใจเลย... เขากลับรู้สึกสบายใจด้วยซ้ำ และเล่าเรื่องนี้ให้เสน่ห์จันทร์ฟัง คนฟังนอกจากจะไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมาแล้ว ซ้ำยังไม่พูดอะไรเสริมอีก นอกเสียจากดันจานขนมที่เจ้าก้อนกลม ๆ สีเหลืองกลิ่นหอมอ่อน ๆ เหมือนลูกจันมาตรงหน้าเขา

จำได้ว่า... วันนั้นก็นั่งกันตรงนี้... ที่ศาลาแห่งนี้

“คุณท่านบวรให้คุณตามิ่งดูแลสวนให้ พอมาถึงรุ่นคุณท่านเพชรพ่อของคุณจันทร์ ก็ให้แม่ยุพิณดูแลสวนต่ออีก... แล้วรุณของคุณดาราล่ะครับ... จะให้พี่ดูแลสวนต่อไหม”

สายพิรุณถึงกับขำตัวเอง เมื่อนึกถึงประโยคคำถามที่อ้อมโลกในตอนนั้น... เขายังเด็ก เลยกลัวว่าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน เพราะแค่เด็กตัวเท่าลูกหมาจะดูแลสวนแห่งนี้ได้อย่างไร  แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่เรือนจันทร์ดาราฉายต้องเลี้ยงดูเขา

“รุ่นต่อจากคุณพ่อคือรุ่นของคุณจันทร์ครับ คุณดาราจะสืบทอดเรื่องอาหารคาว และคงแต่งออกไปครับ” คำตอบของเสน่ห์จันทร์ทำเอาสายพิรุณตกใจ ต่อให้มานั่งนึกย้อนตอนนี้ก็ยังน่าตกใจ

ตอนนั้นเสน่ห์จันทร์เพิ่งแค่อายุสิบสี่ แม้ผีมือการทำขนมจะถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง แต่ก็เป็นเพียงเด็กอายุสิบสี่ เขาไม่คิดว่าจะพูดเรื่องที่...ซับซ้อนแบบนี้ออกมา

“จันทร์ดาราฉายคือต้นครัวขนมชาววัง สูตรลับต่าง ๆ  มีเพียงผู้สืบทอดที่จะอยู่ในจันทร์ดาราฉายเท่านั้นที่ได้เรียนรู้... คุณดารายังไงก็คงต้องแต่งออก ดังนั้นคุณแม่จึงให้ทำแต่อาหารคาว”

ควรต้องรู้สึกอย่างไรกับความซับซ้อนในสายสัมพันธ์ครอบครัวผู้ดีเก่านะ... สายพิรุณคิดมาถึงทุกวันนี้ก็ยังคิดไม่ออก แต่เขาจำได้ว่าตอนนั้นสีหน้าของเสน่ห์จันทร์ไม่สู้ดีนัก และคำพูดเบา ๆ ของอีกฝ่าย เขาก็ไม่เคยลืม

“ทั้งที่คุณดาราก็คือจันทร์ดาราฉายคนหนึ่ง แต่แค่ขนมง่าย ๆ ก็ไม่ยอมให้คุณดาราได้ทำ”

สายพิรุณไม่เข้าใจ แต่เมื่อมาคิดดูในตอนนี้ เข้าใจอย่างถ่องแท้ ในตอนนั้น เขาได้รู้แล้วว่า ไม่ได้มีแค่เขาที่มีเรื่องเจ็บปวดใจ เสน่ห์จันทร์ก็เช่นกัน

แต่เรื่องหนักหน่วงเช่นนั้นก็เก็บเอาไว้เต็มอก ยังพยายามทำตัวเป็นที่พักพิงกับเขาอีก... แล้วมีหรือที่สายพิรุณจะไม่เห็นความดีนั้น

“พี่พระพายครับ”

“...”

“คุณตามิ่งดูแลสวนพิรุณเพื่อเรือนจันทร์ดาราฉาย คุณน้ายุพิณก็ดูแลสวนพิรุณเพื่อจันทร์ดาราฉาย... แล้วพี่พระพายล่ะครับ... ถึงวันนี้และวันข้างหน้า พี่พระพายจะอยู่ดูแลสวนพิรุณเพื่อจันทร์ดาราฉายไหมครับ”

“...”

“ถ้าคุณจันทร์ขอ... ในวันที่เรือนจันทร์ดาราฉายเป็นของคุณจันทร์ ในวันนั้นขอให้พี่พระพายอยู่ที่นี่เพื่อคุณจันทร์... พี่พระพายจะอยู่เพื่อคุณจันทร์ไหมครับ”

หากสิ่งไหนที่เป็นของเสน่ห์จันทร์

สายพิรุณคนนี้จะต้องปกป้องและดูแลอย่างถึงที่สุด

เมื่อยามอายุหกขวบ เสน่ห์จันทร์เคยให้คำสัญญากับสายพิรุณไว้ แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ไม่เคยผิดคำพูดสักครั้ง ดังนั้นนับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา

หัวใจของสายพิรุณ... ก็ไม่เคยคิดจะเป็นอื่น

 

ความรู้สึกของทั้งสอง ใครก็คิดว่าคือความสนิทสนมในวัยเด็ก แต่สำหรับทั้งคู่นับวันยิ่งสัมผัสได้ แต่ไม่เคยมีคำพูดที่บ่งชี้ เป็นการส่งมอบความรู้สึกผ่านการกระทำที่ชัดเจน

เขามั่นใจในความรู้สึกของเสน่ห์จันทร์ว่ารักเขามากแค่ไหน ไม่ใช่เพราะความแปลกใหม่ อยากรู้อยากลอง หรือเพราะใกล้ชิดมาทั้งชีวิต แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยังรั้งรอ เขาก็ไม่จำเป็นต้องรีบ

เขารู้มาตลอดว่าเสน่ห์จันทร์กำลังรออะไรบางอย่าง ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าอะไร แต่ก็น่าจะพอเดาได้ หลังจากที่ช่วงนี้อีกฝ่ายเริ่มเข้าหา เริ่มแสดงถึงความรู้สึกต่าง ๆ ทั้งคำพูดและการกระทำ

เปิดเผยมากกว่าเดิมมาก... มากจนบางที เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบาป

รู้สึกบาปจริง ๆ ไม่ใช่แค่เปรียบเปรย

เสน่ห์จันทร์ผู้เพรียมพร้อม งดงามทั้งรูป และนาม การกระทำ อิริยาบถทุกอย่างช่างนุ่มนวล อ่อนโยน...

เป็นภาพที่ตรึงตาตรึงใจ จนอยากให้คงอยู่เช่นนั้นไปตลอด

แต่เขารู้ว่าไม่มีอะไรในโลกที่เป็นนิจนิรันดร์... เขารู้ว่าสักวันเขาต้องทนไม่ไหว

และใช่... เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

เขาตกใจกับสิ่งที่พี่ชบาบอก แต่เรื่องนี้เขาก็เคยแอบคิดเอาไว้ ผู้รากมากดีมักมีเรื่องเช่นนี้ตลอดเวลา ราวกับเป็นประเพณีจับคู่ แต่เขาเชื่อว่าเสน่ห์จันทร์จะไม่ยินยอม ภาพและเสียงสนทนาภายในห้องรับรองวันนี้ ไม่ได้ทำให้เขาสะเทือนเลยสักนิด ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางทำให้เสน่ห์จันทร์หวั่นไหว

แต่สิ่งที่เขารู้สึกเหมือนวิญญาณร้ายบางตนได้สิงสู่ร่าง ก็คือตอนที่เสน่ห์จันทร์ขอเบอร์ติดต่อกับผู้ชายคนนั้นต่างหาก

เสน่ห์จันทร์ชายตาแลหมอนั่น

เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้มให้หมอนั่น...

เสน่ห์จันทร์ไม่ปฏิเสธไมตรี ยามที่สายตาของหมอนั่นจ้องมองมา

เขาเกลียด!

สายพิรุณเกลียดผู้ชายคนนั้น!

 

+++++++++++++++



ขอดักไว้ก่อน คืออย่ามองว่าพี่ยื้อฉากง้อกันเลยนะคะ แต่จังหวะนี้ต้องย้อนอดีตกันก่อน ทุกคนจะได้เห็นความเป็นพระพาย

#สายพิรุณผู้กลัวทำบาปแต่ก็ไม่เคยปฏิเสธบาป อิอิอิอิ

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4388
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-7
เอาแล้ว ดูท่าเนื้อไม่ได้กินงานก็จะเข้านะอิ๊ก ฮา รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ Gokusan

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-1
พอย้อนอดีตเท่านั้นแหละค่ะ
คุณจันทร์นี่ตัวแสบของจริง!! หน้านิ่งเหลือเกินนนน

คุณจันทร์ไปแหย่เหมียวน้อยโกรธแล้ว ง้อยังไงดีน้า~~~

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด