เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย บทพิเศษ คืนเพ็ญ เดือนสิบสอง [หน้าที่ ๑๖ /๑๘ มีนาคม ๒๕๖๒]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย บทพิเศษ คืนเพ็ญ เดือนสิบสอง [หน้าที่ ๑๖ /๑๘ มีนาคม ๒๕๖๒]  (อ่าน 21067 ครั้ง)

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3



เมื่อคืน... พี่ชบาบอกเขาว่า ได้ยินพ่อของเขาคุยกับแม่เกี่ยวกับเรื่องการทาบทามของคุณหญิงสมสมร เพราะดูเหมือนทางนั้นจะจริงจังมาก ถึงกับเอ่ยถามซ้ำเป็นครั้งที่สองเมื่อบังเอิญเจอกับพ่อของเขาในงานเลี้ยงงานหนึ่ง

พี่ชบาได้ยินว่าทางนั้นขอนัดกินมื้อเย็นกับทางจันทร์ดาราฉาย ซึ่งทางเพชรน้ำหนึ่งไม่สามารถบ่ายเบี่ยงได้ เนื่องจากต้องรักษามารยาทเอาไว้ แต่ก็ขอเลี่ยงเป็นนัดกลางวัน ซึ่งเป็นเที่ยงวันเสาร์ของสัปดาห์หน้า

มองผิวเผินก็แค่นัดกินข้าวกันตามประสาคนคุ้นเคย แต่จริง ๆ แล้วคุณหญิงสมสมรตั้งใจพาหลานสาวมาดูตัว และจากการตีขลุมยึดเอาคำพูดเก่าเก็บมาเป็นข้ออ้างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ตอนนี้พ่อของเขาวางตัวลำบาก

อันที่จริงแล้ว คนที่จะมาในวันนี้มีแค่กรองแก้วกับยศกร ส่วนฉัตรศิริวิไลนั้น เธอติดนัดกับพระญาติซึ่งมีฐานันดรที่สูงกว่า แต่หญิงสาวก็ขอเลื่อนนัดออกไปเพื่อมาตามคำขอของเขาในวันนี้

เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้มให้กับมารดาที่นั่งรออยู่ในห้องหนังสือ คาดว่าคงรีบให้คุณหญิงมณีจันทร์นั่งพักแล้วขอตัวออกมา

แม่ของเขาคงพอจะดูออกแล้วสินะ

“คุณแม่มีอะไรเหรอครับ” เขาเอ่ยถามเมื่อทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้ามแล้ว

“ความจริงแม่ควรรอให้คุณจันทร์ต้อนรับแขกก่อน แต่แม่ร้อนใจ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มเล็กน้อย “คุณจันทร์ทราบดีที่สุดว่าคุณย่าหมายตาท่านหญิงฉัตรศิริวิไลเอาไว้ ถ้าคุณจันทร์ไม่ต้องการบุพเพนี้ เหตุใดจึงพามากราบคุณย่า”

“วันนี้คุณหญิงและเพื่อนของคุณจันทร์ต้องการมาที่ร้านอยู่แล้ว คุณจันทร์ก็แค่พาขึ้นไปกราบคุณย่าตามความเหมาะสม”

“เสน่ห์จันทร์” คุณหญิงอรุณพิศเอ่ยชื่อบุตรชายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เธอเลี้ยงลูกคนนี้มากับมือ ทำไมจะไม่รู้ว่าเสน่ห์จันทร์แท้จริงเป็นผู้ชายเช่นไร

เธอไม่คิดว่าลูกชายโกหก แต่ถ้าให้เชื่อว่าไม่มีสิ่งแอบแฝงนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

“ทราบมาว่า... สัปดาห์หน้าคุณพ่อรับเชิญคุณหญิงสมสมรและหลานสาวมารับประทานอาหารเที่ยงที่นี่ใช่ไหมครับ” อรุณพิศถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้า

เรื่องนี้ก็เช่นกัน เธอรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย บางครั้งก็นึกอยากเป็นแค่ลูกสะใภ้ของย่าแก่ ๆ คนหนึ่ง สามีเป็นแค่ลุงบ้าทำสวนที่ปลูกอะไรก็ไม่งามสักอย่าง ลูกสาวลูกชายก็เป็นแค่วัยรุ่นธรรมดาทั่วไป เพราะหากเป็นเช่นที่คิดจริง เธอจะได้อ้าปากต่อว่าคนเสียบ้าง

แต่พออยู่ในฐานะที่ใครต่อใครก็อิจฉา แค่จะขยับกายหรือถอนหายใจยังต้องระวัง นับประสาอะไรจะเอ่ยตำหนิผู้ลากมากดีเล่า

“คุณแม่เคยพบหลานสาวของคุณหญิงสมสรหรือไม่ครับ”

“บอกว่าเคยเจอไหมก็คงพูดว่าไม่เคย แต่ก็เคยไปร่วมงานการกุศลงานเดียวกัน เห็นผ่านตาอยู่” อรุณพิศตอบแล้วมองใบหน้างดงามของลูกชาย ที่ตอนนี้นิ่งสงบ ไม่สามารถอ่านความคิดได้

“หากมองแค่ผ่านตา เห็นภายนอก คุณแม่คิดว่าระหว่างคุณหญิงฉัตรกับหลานสาวคุณหญิงสมสมร ใครที่ดีกว่าครับ” คำถามของเสน่ห์จันทร์ทำให้อรุณพิศนิ่งอึ้ง

ปรกติเสน่ห์จันทร์แทบจะไม่แสดงอารมณ์หรือท่าทีไม่เหมาะสมต่อหน้าคนอื่น อันที่จริงต้องบอกว่า แม้แต่คนในครอบครัว ลูกชายของเธอก็รักษาอาการได้ดี ดีเสียจนคนเป็นแม่อย่างเธออยากจะบอกกับลูกชายว่า... เป็นเด็กวัยรุ่นทั่ว ๆ ไปบ้างก็ได้ แต่เสน่ห์จันทร์ก็คือเสน่ห์จันทร์

คำพูดเชิงเปรียบเปรยของสองสิ่งแทบจะไม่เคยหลุดออกจากปากของชายหนุ่ม เพราะมักจะให้เกียรติกับทุกสิ่งจนเป็นนิสัย ยิ่งสิ่งที่เปรียบเป็นบุคคลด้วยแล้ว... อรุณพิศไม่เคยได้ยินเลยสักครั้ง

“ก่อนหน้านี้แม่ไม่เคยเจอคุณหญิงฉัตรศิริวิไลตรง ๆ จึงคิดว่าหลานสาวของคุณหญิงสมสมรก็งามไม่น้อย จำได้ว่างานเลี้ยงคืนนั้นเป็นงานแฟชั่นโชว์การกุศล หลานสาวคุณหญิงเดินในชุดฟินาเล่ สวยมาก รูปร่าง หน้าตา การเดินเหิน การวางตัวในงาน ถือว่าดีทีเดียว” อรุณพิศเอ่ย โดยที่พยายามนึกถึงภาพของหญิงสาวแรกรุ่นคนนั้น

“แต่แค่รูปร่างภายนอกถือว่ายังน้อยไปถ้าจะด่วนตัดสินอะไร แม่ก็อยากจะพูดคุย ได้มองกิริยามารยาทของเธอก่อน” เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ว่าอะไร เขายังคงนิ่งเงียบ และรอฟังผู้เป็นแม่

“สำหรับท่านหญิงฉัตรศิริวิไล เธองามกว่ามากนัก กิริยามารยาท การวางตัวสมกับเป็นพระญาติของหม่อมเจ้าโฉมฉาย” อรุณพิศไม่พูดอะไรมาก เพราะแค่ดูจากท่าทีของคุณหญิงมณีจันทร์วันนี้ก็ชัดเจนมากว่าพึงพอใจมากแค่ไหน

เสน่ห์จันทร์ยังคงนิ่ง กลีบปากของเขาปิดสนิท แต่มุมปากนั้นยกยิ้มเล็กน้อย อรุณพิศเห็นรอยยิ้มนี้ของลูกชาย เธอถึงกับชะงักมือที่กำลังจะจับหูแก้วชา

เป็นรอยยิ้มที่อ่อนหวาน น่าหลงใหลแต่... เย็นชานัก

“คุณจันทร์”

“คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เรื่องนี้หากเอ่ยอะไรออกไปมากเกินจะดูไม่งามนัก อย่างไรก็ตามน้ำไปก่อน รอดูท่าทีจะดีกว่าครับ”

“ทางคุณหญิงสมสมรดูท่าจะจริงจังมาก”

“จริงจังกับอะไรหรือครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยถามออกไป ก่อนจะขยับตัวและลุกขึ้น “คุณจันทร์ยังไม่เห็นว่ามีอะไรที่ทางเราต้องคิดมากเกินไป ส่วนทางฝ่ายนั้น คุณจันทร์ไม่ทราบจริง ๆ ว่าเขาจะจริงจังกับอะไรกัน”

อรุณพิศพูดไม่ออก เธอได้แต่เงียบ ก่อนจะพยักหน้ากับการขอตัวออกไปของลูกชาย เมื่อเสียงประตูเปิดและปิดลง เธอก็ได้แต่ทอดถอนหายใจ แล้วก็ได้แต่เสียดาย

สกุลจันทร์ดาราฉายอาจจะต้องสิ้นสุดเพียงเท่านี้

วันนี้เธอเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า... สายตาของเสน่ห์จันทร์ยามมองหญิงสาวอย่างหม่อมราชวงศ์ฉัตรศิริวิไลนั้นเฉยเมย ไร้ซึ่งความนัยระหว่างชายหญิง อย่าว่าแต่หญิงงามผู้นี้เลย หญิงสาวคนอื่น ๆ เธอก็เห็นแววตาเช่นนี้ของบุตรชาย

มีเพียงแค่สายพิรุณเพียงคนเดียวกระมัง ที่ได้รับแววตาอ่อนหวานของเสน่ห์จันทร์



สายพิรุณทำตัวไม่ถูกเท่าไรนัก ยามที่ต้องเดินออกมาจากสวนผึ้งด้านหลังเพื่อมาพบปะกับเพื่อนของเสน่ห์จันทร์ ก่อนหน้านี้พี่ชบามาแจ้งเขาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เห็นว่าเสน่ห์จันทร์ยังไม่มา เขาจึงทำเฉยไปก่อน จะให้เขาไปนั่งยิ้มปั้นจิ้มปั้นเจ๋อทั้งที่ไม่รู้จักใครเลยก็อย่างไรอยู่

แต่ตอนนี้เขากำลังเดินตามแผ่นหลังของเสน่ห์จันทร์

“จันทร์... จริง ๆ ไม่ต้องแนะนำก็ได้นะ”

“ทำไมล่ะครับ เพื่อน ๆ อยากเจอพระพายนะครับ”

“แต่... ไม่รู้สิ ไม่รู้จะพูดยังไง แต่จำเป็นเหรอ” คำถามของสายพิรุณนั้นไม่ได้ผิดปรกติอะไร เพราะเขาคิดเช่นที่ถาม เขาไม่เห็นความจำเป็นจริง ๆ ที่ต้องแนะนำเขาให้กับเพื่อนของเสน่ห์จันทร์ วงโคจรชีวิตชาวสวนของเขายากที่จะพบเจอน้อง ๆ กลุ่มนี้ แต่เขาก็ไม่ได้จะขัดใจนะถ้าเสน่ห์จันทร์อยากให้เขาทำ

ร่างสูงชะงักเท้า ก่อนจะหมุนตัวกลับมามองสบตากับสายพิรุณที่กำลังทำหน้ายุ่ง สายตามีแววของความไม่เข้าใจ

“ไม่ใช่ว่าอยากขัดใจจันทร์นะ แต่คิดเหตุผลไม่ออกจริง ๆ”

รอยยิ้มอ่อนหวานของเสน่ห์จันทร์ทำให้สองแก้มของสายพิรุณร้อนขึ้นมา อากาศยามบ่ายว่าร้อนแล้ว แต่ยังพอมีสายลมพัดให้เย็นชื่นใจอยู่บ้าง แต่ถ้าร้อนเพราะมีใครบางคนทำให้ใจเต้นแรง... สายพิรุณต้องแก้ตรงไหนดี

“เพราะพระพายเป็นคนรักของจันทร์ เป็นคนที่จันทร์รัก” น้ำเสียงนุ่มนวลคลอเคล้ากับสายลมที่พัดผ่าน ลูกจันผลน้อยสุกงอมร่วงหล่นลงพื้น กลิ่นหอมหวานรอบกายโอบกอดทั้งสองเอาไว้ “เหตุผลสองข้อนี้พอจะทำให้พระพายรู้สึกดีไหมครับ”

สายพิรุณพูดไม่ออก เขาได้แต่ยืนงงในดงลูกจัน กะพริบตาปริบ ๆ เหมือนคนสติไม่อยู่กับตัว

ใช่ เขากับเสน่ห์จันทร์อาจจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่เกินเลยความเป็นเพื่อนบ้านที่โตมาด้วยกัน และแน่นอนว่าความรู้สึกในใจนั้นต่างฝ่ายต่างก็รับรู้

แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องเอ่ยออกมาหรือเรียกร้องสถานะอะไร

เพราะที่เป็นอยู่ สายพิรุณก็มีความสุขมากเหลือเกินแล้ว

“พระพาย...” เสน่ห์จันทร์เอ่ยเรียก จ้องมองใบหน้ามนใสด้วยแววตาอ่อนหวาน และรักสุดหัวใจ “ให้เพื่อนได้รู้จักพระพายในฐานะคนที่จันทร์รักนะครับ”

“แล้ว... แล้วจะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”

“ปัญหาคงมีข้อเดียวครับ” สายพิรุณเผลอเม้มปาก

ก็ต้องมีปัญหาอยู่แล้ว ตัวเขารู้ดีถึงข้อแตกต่างระหว่างเรา ที่ผ่านมาก็แค่ทำเป็นไม่มองไม่รับรู้เท่านั้น ปล่อยใจไปกับความรู้สึกที่เบ่งบาน แต่เมื่อหันกลับมาเจอความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

สายพิรุณพยักหน้า เมื่อทำใจรับฟังคำพูดประโยคต่อมาได้แล้ว เขาไม่เป็นอะไร ความจริงคือความจริง ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้น เขาก็แค่มั่นรักเสน่ห์จันทร์ต่อไปเท่านั้น...

“พระพายไม่รักจันทร์”

“หา?”

“ก็ปัญหาของเรื่องนี้ไงครับ ถ้าจะมีก็คือเพราะพระพายไม่รักจันทร์”

เดี๋ยวนะ...

“พี่เนี่ยนะไม่รักจันทร์? ไหนใครพูด?”

“แล้วรักจันทร์ใช่ไหมครับ”

“รักสิ พี่รักจันทร์ เอาอะไรมาคิดว่าไม่รัก” สายพิรุณรีบเอ่ยให้อีกฝ่ายสบายใจ และก็ดีมากเลยทีเดียวที่จบคำพูดของเขา เสน่ห์จันทร์ก็ยิ้มหวาน ยิ้มกว้างจนตาเป็นสละอิ

“พระพายรักจันทร์” เสน่ห์จันทร์เอ่ยทวน และสายพิรุณก็พยักหน้าสำทับ

“อย่าคิดมากนะ พี่รักจันทร์ รักมาก...”

“ครับ”

เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้ม ก่อนจะจูงมือพาสายพิรุณเดินไปยังบ้านสวน ซึ่งเพื่อน ๆ ของเขานั่งรออยู่ โดยคนที่เดินตามนั้นถอนหายใจอย่างโล่งอก และพึงพอใจที่ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ

จะว่าไปเสน่ห์จันทร์คงอารมณ์ดีไม่น้อย เพราะเหมือนกับว่าสายพิรุณจะได้ยินเสียงฮัมเพลงเบา ๆ คลอสายลมที่พัดเอื่อย แม้ตอนนี้จะร้อนเพราะแดดยามบ่าย แต่เขากลับรู้สึกสุขสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

เนี่ย... สายพิรุณรักเสน่ห์จันทร์

รักมาก รู้ใช่ไหม

 

+++++++++++++

เราลืมบอกไป.... เรื่องนี้มีตัวละครจาก ม่านรักหมอกหัวใจมาด้วยนะคะ.... ตอนนี้ออกมา 1 ตัวละครแล้ว ฮี่ๆ ๆ ๆ ๆ

ใครเคยอ่านตอนพิเศษอาจจะคุ้น ๆ ชื่อน้องอยู่บ้าง ยิ่งในเรื่องพ่อเลี้ยงสายน้ำอ้อย ชื่อน้องก็มาบ่อยพอสมควร

ส่วนตัวละครที่สอง... เดาไม่ยากหรอกว่าใคร

ออฟไลน์ k00_eng^^

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 671
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2
คุณจันทร์เจ้าเล่ห์หลอกให้พี่พระพายบอกรักนี่

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
คำพูดแต่ละคำ ของคุณจันทร์นี่ ปฎิเสธไม่ได้เลยนะ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0

ออฟไลน์ catka12

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 714
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
 :o8:  :-[  :impress2: เขินมากกกก   :o8:   :-[  :impress2: อยากอ่านต่อแล้วววว  :hao3:
แอบกังวลเรื่องจับแต่งงานมากกกค่ะ  :ling2:  ไม่อยากให้พระพายเสียใจ  :ling3:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +409/-25

ออฟไลน์ rainichxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เชื่อมั่นในคุณจันทร์มาก ถ้าคุณจันทร์บอกว่าไม่มีปัญหาก็คือไม่มีปัญหา
แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ แถมระบุตำแหน่งชัดเจนขนาดนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรแล้วว
คุณแม่ของคุณจันทร์ก็รับรู้ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของคนนอก เราเชื่อมือในคุณจันทร์นะคะ  :katai2-1:

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3
เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๑๐ ขนมเปียกปูน



เมนูอาหารและขนมที่ทำจากบัวนั้นขายดิบขายดี โดยเฉพาะเมี่ยงคำกลีบบัว ลูกค้าบางรายถึงกับโทรมาจองคิวล่วงหน้า ทั้งยังหอบหิ้วกลับบ้านกันอีกคนละหลายชุด นอกจากเรื่องรสชาติที่อร่อยถูกปากแล้ว อาจจะเพราะร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองยืนยันกับลูกค้าทุกคนว่า วัตถุดิบทุกอย่างและดอกบัวทุกดอกปลอดสารเคมี ส่วนของหวานนั้นไม่ต้องพูดอะไรมากเลย มีเท่าไรก็ไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการ เมนูสุดท้ายที่ทำก่อนปิดรายการของคาวหวานจากบัวคือ ตะโก้เม็ดบัวกับขนมหม้อแกงเม็ดบัว บอกได้เลยว่าของหมดตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด

ไม่ถึงสิบวัน บัวของสวนพิรุณก็หมด ไม่ใช่ไม่เหลือเลย แต่โตไม่ทันแล้ว ดังนั้นร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองจึงกลับมาทำรายการอาหารตามปรกติ

“ผมเอาถ่านกากมะพร้าวมาส่งครับ” สายพิรุณยิ้มให้กับพี่มาลัยซึ่งกำลังช่วยเด็ก ๆ ล้างใบเตย ตอนนี้ฟ้ายังไม่สว่างแต่คนในครัวเสน่ห์จันทร์กำลังยุ่งกันมือเป็นระวิง

“คุณพระพาย น้ารบกวนเอาเข้าไปให้ชบาข้างในเลยนะคะ” พี่มาลัยเอ่ย มือก็เร่งล้างใบเตยหอมไม่หยุด

วันนี้ครัวเสน่ห์จันทร์จะทำขนมเปียกปูนใบเตยและเปียกปูนดำ ซึ่งนั่นทำให้สายพิรุณต้องเผากากมะพร้าวเมื่อเย็นวานแล้วทำเป็นถ่าน เพื่อที่ครัวจะได้เอามาทำเป็นน้ำสีดำของขนมเปียกปูนดำ

ถ่านกากมะพร้าวหนักสองกิโลกรัมถูกนำมาวางไว้บนแคร่ในครัว พอดีกับที่ประตูครัวชั้นในเปิดออก ร่างของพี่ชบาเดินออกมา ก่อนจะปิดประตูให้สนิท เธอยิ้มให้กับสายพิรุณ

“กำลังรออยู่เลยค่ะ”

“มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ” สายพิรุณอาสาอย่างเต็มใจ เมื่อไม่ได้เก็บบัวแล้ว การเก็บดอกมะลิก็ยังเหลือเวลาว่างยามเช้าอยู่บ้าง การช่วยงานในครัวเสน่ห์จันทร์นับว่าเป็นประโยชน์มากกว่าการที่เขาจะกลับไปเดินเล่นโต๋เต๋ในสวน

“ตอนนี้ก็เหลือแค่ทำน้ำสีแล้วค่ะ คุณพระพายมาช่วยพี่บดถ่านมะพร้าวทางนี้เถอะค่ะ” สายพิรุณไม่รอช้า ช่วยพี่ชบาตามที่เธอต้องการ

สมัยก่อนกากมะพร้าวที่จะใช้มาทำน้ำสีดำในการทำขนมเปียกปูน ถ้าไม่ถูกบดจนละเอียดก็ต้องถูกขยำในน้ำให้เป็นชิ้นเล็กที่สุด ปัจจุบันถูกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วเอาใส่เครื่องปั่น พร้อมกับน้ำที่เตรียมไว้

กากมะพร้าวที่สายพิรุณเผามาให้เสน่ห์จันทร์นั้น เขาเลือกกากที่สวย แน่น และเป็นสีน้ำตาลทองหรือสีแดง ก่อนจะนำไปเผาไฟให้ไหม้เกรียมแล้วราดด้วยน้ำ ต้องรอจังหวะให้ดี เพราะหากช้าเกินไป ไฟอาจจะไหม้จนกากมะพร้าวกลายเป็นขี้เถ้า หรือถ้าดับไฟเร็วเกินไป ด้านในกากมะพร้าวอาจจะยังไหม้ไม่ทั่วถึง

เมื่อดับไฟแล้วก็ตากทิ้งไว้ให้เย็น เพราะถ่านจะผุกร่อนและหักง่าย เมื่อนำมาแช่น้ำหรือปั่นอีกครั้งก็จะละเอียดได้เร็ว เช่นตอนนี้ ที่เขากับพี่ชบากำลังหักถ่านกากมะพร้าวเป็นชิ้นแล้วใส่ในเครื่องปั่น

น้ำที่พี่ชบาเทลงไปเป็นน้ำสีใสสะอาด ไม่ใช่น้ำเปล่าธรรมดา แต่คือน้ำปูนใสที่เตรียมเอาไว้ เคล็ดลับสำคัญของการทำขนมเปียกปูนไม่ได้อยู่ที่ส่วนผสมหรือแป้งอะไรทั้งนั้น แต่อยู่ที่น้ำปูนใสนี่แหละ

เมื่อครัวเสน่ห์จันทร์จะทำขนมเปียกปูน เจ้าของครัวจะละลายปูนแดงในอัตราส่วนที่เหมาะสม คนจนน้ำเป็นสีแดงอมชมพู จากนั้นก็ทิ้งเอาไว้หนึ่งคืน เช้ามาเมื่อน้ำเริ่มตกตะกอนจนใส เสน่ห์จันทร์จะลอยดอกมะลิครู่ใหญ่ ก่อนจะตักออก และทิ้งไว้อีกหนึ่งคืน เช้าของอีกวันก็ทำเช่นเดิม วนอยู่สามคืนสามเช้า จะได้น้ำปูนใสที่ใสสะอาดและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกมะลิ

น้ำปูนใสจะทำให้เนื้อแป้งนุ่ม หนึบ เมื่อมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมะลิผสมกับกลิ่นถ่านมะพร้าว จะทำให้ขนมเปียกปูนของครัวเสน่ห์จันทร์มีกลิ่นหอมต่างจากที่อื่น

เป็นเคล็ดลับง่าย ๆ แต่เสน่ห์จันทร์กลับทำให้เป็นสิ่งที่พิเศษ นอกจากพี่ชบาแล้ว ไม่มีใครรู้วิธีเตรียมน้ำปูนใสของเสน่ห์จันทร์ เพราะเมื่อถึงเวลาเธอก็แค่เดินไปยกน้ำจากในห้องครัวชั้นในออกมาเท่านั้น

น้ำสีดำที่เต็มไปด้วยกากของถ่านมะพร้าวถูกกรองด้วยผ้าขาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีการกำหนดว่าต้องกรองกี่ครั้ง แต่ต้องทำจนกว่าน้ำสีดำจะไม่มีเศษตะกอนของถ่าน

น้ำใบเตยก็เช่นกัน เมื่อล้างจนสะอาดแล้ว นำใบเตยมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก แล้วปั่นจนได้น้ำสีเขียว จากนั้นก็นำไปกรองซ้ำไปซ้ำมาจนไม่มีเศษใบเตยติด

“ผมไม่กล้าต่อราคาขนมในตลาดแล้วนะ” สายพิรุณพูดขึ้นเมื่อกรองน้ำสีดำเรียบร้อยแล้ว มือของเขาเย็นและมีคราบสีดำสีเทาเข้มเต็มไปหมด “กว่าจะได้ขนมชิ้นหนึ่ง...”

“ก็ต้องทำกันอย่างนี้แหละค่ะคุณพระพาย ช่วยพี่ยกเข้าไปให้คุณจันทร์หน่อยนะคะ” ตอนแรกสายพิรุณจะรีบขยับตัวลุกขึ้นแล้ว แต่เมื่อนึกได้ว่าหลังประตูครัวด้านในนั้นมีความลับอะไรบ้างแล้ว เขาก็ยิ้มแห้ง

“เดี๋ยวผมช่วยยกไปที่หน้าประตูก็พอครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณจันทร์ไม่ตำหนิคุณพระพายหรอก” ถึงจะบอกอย่างนั้นก็เถอะ สายพิรุณก็ส่ายหน้าไม่ยอมท่าเดียว ทั้งยังลุกขึ้นยกกาน้ำสีไปวางไว้หน้าประตูให้

“ถึงคุณจันทร์จะไม่ว่า แต่ผมก็ว่าไม่ดีหรอกครับ ยังไงผมก็เป็นคนนอก ไม่ควรเข้าไปในนั้น” ในน้ำเสียงไม่ได้มีกระแสน้อยเนื้อต่ำใจอะไร คนฟังรับรู้ได้ถึงความแน่วแน่และจริงจัง ทั้งยังมีความประมาณตนอยู่ในที

เพราะสายพิรุณเป็นเด็กรู้จักกาลเทศะแบบนี้สินะ คุณ ๆ บนเรือนถึงไม่ตำหนิอะไรเสน่ห์จันทร์ที่ให้ความสนิทสนมกับอีกฝ่ายมากเกินคนทั่วไป

พี่ชบายิ้มรับพร้อมคำขอบคุณ ก่อนเธอจะเปิดประตูครัวชั้นในแล้วยกกาน้ำเข้าไป โดยมีพี่มาลัยที่ช่วยอีกแรง ส่วนสายพิรุณนั้น เมื่อเสร็จจากตรงนี้ เขาก็ช่วยแก้ว มะลิ อุ่น เก็บของด้านนอกไปวางที่ลานล้าง กลับมาพร้อมกับสาว ๆ ที่เตรียมไม้พายกันคนละอัน



น้ำตาลมะพร้าวสีน้ำตาลอ่อนเมื่อผสมเข้ากับน้ำผึ้งคนละลายจนเหลวมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อนำผสมกับแป้งสามชนิด (แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งเท้ายายม่อม) และเกลืออีกเล็กน้อย ก็ยังถือว่าสีอ่อนอยู่มาก เมื่อพี่ชบากับพี่มาลัยยกกาน้ำสีเข้ามาแล้ว ชายหนุ่มจึงเริ่มที่พี่ชบาก่อน

“เทลงหม้อเลยครับ พอเมื่อไหร่คุณจันทร์จะบอกเอง” หม้อที่ว่าเป็นหม้อที่มีความกว้างสี่สิบแปดนิ้ว มีแป้งที่คลุกกับน้ำตาลน้ำผึ้งอยู่ พี่ชบาค่อย ๆ เทน้ำสีดำลงไป โดยที่เสน่ห์จันทร์คนแป้งไปด้วยเพื่อให้เข้ากันได้ดี และแป้งเนียนที่สุด

“พอแล้วครับ” ตอนที่บอกว่าพอนั้น แป้งถูกคนจนกลายเป็นสีเทาระดับกลาง ซึ่งพี่ชบาจำได้ว่าครั้งก่อนหน้านี้ยังไม่ใช้น้ำสีดำมากขนาดนี้ เธอจึงอดถามไม่ได้

“ทำไมครั้งนี้ใช้น้ำสีดำเยอะจังคะ”

“คราวนี้น้ำตาลมะพร้าวมีสีอ่อนกว่าครั้งก่อนครับ เวลาเราทำขนมเปียกปูน การที่จะให้สีของขนมเข้มหรืออ่อนพอดีต้องดูว่าน้ำตาลที่เราใช้สีเข้มหรืออ่อนด้วยครับ ถ้าอ่อนก็ให้ใช้น้ำสีมากหน่อย ถ้าสีเข้มแล้วก็ใช้พอประมาณครับ” เป็นคำอธิบายที่ชัดเจน พี่ชบาและพี่มาลัยพยักหน้าเข้าใจและจดจำไว้ทันที เพราะเมื่อไหร่ที่เสน่ห์จันทร์เริ่มบอกเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นหมายความว่าครั้งต่อไป พวกเธอจะได้ทำงานในขั้นตอนนั้น ๆ

“พี่ชบาคนแป้งก่อนนะครับ อย่าให้เป็นก้อนหรือแตกฟอง เนื้อขนมจะได้เนียนครับ”

“ได้ค่ะ” พี่ชบารับไม้พายจากมือของเสน่ห์จันทร์มา แล้วเริ่มคนแป้งต่อทันที ส่วนชายหนุ่มนั้นก็ขยับตัวไปยังอีกหม้อหนึ่ง แล้วให้พี่มาลัยเทน้ำสีเขียวลงหม้อ ทำเช่นเดียวกันกับหม้อแรก จากนั้นก็เปลี่ยนให้พี่มาลัยเป็นคนคนแป้งต่อ

เมื่อเห็นว่าแป้งเนียนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ก็ช่วยกันยกออกไปจากห้องครัวชั้นใน เทลงกระทะทองเหลืองขนาดใหญ่ก่อนจะเปิดไฟเพื่อทำการกวนแป้งให้สุก

“ใช้ไฟแรง คนเร็วระดับปานกลางครับ”

เสน่ห์จันทร์ออกมายืนคุม ถึงตอนนี้เขาถึงเห็นว่ามีคนงานในครัวเพิ่มมาอีกหนึ่งคน อดยิ้มกับภาพสายพิรุณที่ถกแขนเสื้อยืดแขนสั้นขึ้นถึงไหล่ และไม่รู้ว่าไปหาหมวกคลุมผมมาจากไหน แต่ถือว่าเรียบร้อย เพราะขนาดเสน่ห์จันทร์เองที่ไม่ชอบหมวกคลุมผม เขาก็ยังหาผ้ามาโพกคลุมศีรษะเอาไว้ เนื่องจากป้องกันไม่ให้เศษผมหรือสิ่งแปลกปลอมอันใดที่อาจจะตกลงไปในขนม

“คนเร็ว แต่ไม่แรงนะครับ พี่พระพายต้องใจเย็นอีกนิดครับ” แค่ไม่ถึงนาทีเด็กในครัวคนใหม่ก็โดนหักคะแนนเสียแล้ว เพราะกวนแป้งแรงเกินไป

“ทำไมเร็วแต่ไม่แรงล่ะครับ ผมไม่เข้าใจ” สายพิรุณเอ่ยถาม พร้อมกับพยายามถือไม้พายกวนแป้งให้เร็วแต่ไม่แรง... ซึ่งก็ไม่ได้ยาก แค่ยังไม่ชิน

“ช้าเกินไปความร้อนจะกระจายได้ไม่ดีครับ ต้องเร็วพอดี มีพื้นที่ให้ความร้อนได้กระจายตัว ส่วนที่ไม่แรงก็เพื่อไม่ให้เกิดฟองอากาศระหว่างที่แป้งกำลังจะสุก เพราะจะทำให้เนื้อขนมไม่เนียนครับ”

คือ... แค่ขนมชิ้นเล็ก ๆ เอง!!

“ผมจะไม่บังคับให้แม่ค้าในตลาดแถมขนมให้อีกแล้ว” สายพิรุณรำพึงออกมา จนเสน่ห์จันทร์และทุกคนที่ได้ยินต่างอดยิ้มไม่ได้ แต่วินาทีต่อมาทุกชีวิตก็ต้องพยายามเม้มปากกันสุดชีวิต เมื่อเสน่ห์จันทร์พูดว่า

“พี่พระพายจะไปกินขนมที่อื่นทำไมล่ะครับ อยากกินอะไรก็บอกคุณจันทร์สิ คุณจันทร์ทำให้”

ฮืออออออ แสนดีเกินไปแล้วพ่อคุณ

“ขนดสอดไส้...” อ้อมแอ้มพูดออกไป ตาหวาน ๆ ก็ช้อนขึ้นมาคนที่สูงกว่า จากนั้นก็ถามเบา ๆ ว่า “ได้ไหม”

“พี่พระพายตัดใบตองให้คุณจันทร์สักห้าพับทันไหมล่ะครับ ถ้าทัน ตอนบ่ายคุณจันทร์ก็ทำสอดไส้ทันครับ”

“โอเค! น้องแก้วครับ” สายพิรุณหันไปเรียกเด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกล เธอเดินเข้ามาหาเขา ก่อนจะรับพายไม้ไปถืออย่างงง ๆ “กวนแป้งแทนผมหน่อยนะครับ ผมจะไปตัดใบตอง”

เดี๋ยวนะ...

“อ้อ... กวนแป้งเร็วแต่ไม่แรงนะครับ เดี๋ยวเนื้อแป้งไม่เนียน” สายพิรุณพูดแล้วก็วิ่งจู๊ดออกจากครัวไป ทุกคนยืนงงเป็นไก่ตาแตก ยกเว้นเสน่ห์จันทร์พี่พยายามอย่างหนักกับการห้ามไม่ให้ตัวเองยิ้มกว้าง

“เอาล่ะครับ กวนแป้งต่อเถอะครับ ไฟแรงขนาดนี้เดี๋ยวแป้งจะไหม้ก่อนสุกนะครับ” น้ำเสียงนุ่มนวลของเสน่ห์จันทร์ปลุกทุกคนออกจากความงุนงงสงสัย แก้วรีบกวนแป้งต่อจากสายพิรุณ ส่วนพี่ชบาอดทักเสน่ห์จันทร์ไม่ได้

“คุณจันทร์คะ ของว่างช่วงบ่ายคือขนมโคไม่ใช่เหรอคะ”

“หืม?” เสน่ห์จันทร์ที่กำลังจะหมุนตัวเดินเข้าไปในครัวชั้นในเอียงใบหน้ามองพี่ชบาเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน

“ก็ขนมสอดไส้ที่คุณจันทร์ให้คุณพระพายไปตัดใบตอง ถ้าทำแค่ส่วนของคุณพระพาย ไม่ต้องใช้ใบตองถึงห้าพับหรอกมั้งคะ อีกอย่างรายการของหวานตอนบ่ายเป็นขนมโคไม่ใช่เหรอคะ”

“เหรอครับ พี่ชบาขึ้นไปบอกที่ครัวดาราทองนะครับ ว่าแป้งข้าวไม่พอ วันนี้คุณจันทร์ทำขนมโคไม่ได้แล้ว จะเปลี่ยนเป็นสอดไส้แทน รบกวนให้คุณน้าเอมอรเปลี่ยนรายการของว่างในเพจร้านด้วยครับ”

เล่นกันแบบนี้เลยเหรอ

แป้งจะไม่พอได้อย่างไร ในเมื่อของจากโรงงานเพิ่งมาส่งเมื่ออาทิตย์ก่อนและใช้ไปไม่เท่าไร อีกทั้งขนมสอดไส้ก็ใช้แป้งข้าวตั้งหลายชนิด

อย่ากระนั้นเลย... เจ้านายว่าอย่างไร ตัวเล็กตัวน้อยอย่างพวกเธอจะขัดได้อย่างไรเล่า

สอดไส้ก็สอดไส้!

 

ถามว่าระหว่างขนมโคและขนมสอดไส้ ถ้าให้พี่ชบาเลือกทำ พี่ชบาจะทำขนมชนิดใดก่อน พี่ชบาตอบแบบไม่ต้องคิดนานเลยว่า ขนมโค!

ขนมสอดไส้นั้น ต้องทำไส้และมีวิธีการทำไส้ที่ยุ่งยาก คำว่ายุ่งยากไม่ใช่ว่าเป็นที่วัตถุดิบ แต่เป็นที่ขั้นตอนการทำต่างหาก เมื่อทำไส้แล้วก็ต้องห่อไส้ แล้วนำไปใส่ในแป้งหน้าขนมอีก จากนั้นต้องห่อใบตองก่อนนำไปนึ่ง

บอกได้เลยว่าขั้นตอนการทำวุ่นวายกว่าขนมโคหลายส่วนนัก

แต่เมื่อเสน่ห์จันทร์ลงว่าจะทำขนมสอดไส้แล้ว มีหรือพวกเธอจะขัดคำได้ เพราะหลังจากเทขนมเปียกปูนลงใส่แม่พิมพ์รอให้เย็น ช่วงสายสายพิรุณก็หอบใบตองห้าพับ พร้อมใบมะพร้าว ทั้งยังหามะพร้าวใหม่มาให้ด้วย แล้วยังนั่งติดใบตองให้โดยที่พวกเธอไม่ต้องมานั่งเป็นธุระ อย่างนี้แล้วจะเคืองที่ทำให้งานเพิ่มก็อย่างไรอยู่

เสน่ห์จันทร์ยิ้มตอนที่คุมแก้วให้ต้มสาคู เพราะของหวานหลังมื้อเที่ยง เปลี่ยนจากดาวล้อมเดือนเป็นสาคูเผือก การทำขนมสอดไส้นั้นใช้เวลาและหลายขั้นตอน ในเมื่อตัดสินใจทำของยุ่งยากแล้ว เสน่ห์จันทร์ก็ต้องลดทอนความยุ่งยากของขนมอย่างอื่นไป สาคูเผือกทำง่ายกว่าดาวล้อมเดือน เป็นทางเลือกที่ไม่ต้องเสียเวลาคิดอะไรมากมายเลย

 

สายพิรุณนั่งตัดใบตองอยู่พักใหญ่ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ส่งเสียงร้องขึ้น หมายเลขที่โทรเข้ามาคือชื่อของเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งนาน ๆ จะติดต่อกัน เพราะอีกฝ่ายนั้นกลับไปช่วยธุรกิจเล็ก ๆ ของครอบครัวที่ต่างจังหวัด

“ฮัลโหล”

“สวัสดีคร้าบบบบ นี่เบอร์พระพายใช่ไหมครับ”

“จะให้เป็นเบอร์น้องสาวแกป่ะล่ะไอ้เบจ” พระพายสวนกลับเพื่อนไป พร้อมกับยิ้มขำเมื่อได้ยินเสียงโวยวายจากอีกฝ่าย เขารู้อยู่เต็มอกว่าภูเบศหวงน้องสาวขนาดไหน เขาเคยเจอครั้งหนึ่งตอนงานรับปริญญา เมื่อเด็กสาวทำหน้าเขินยามที่เพื่อนแนะนำให้รู้จักกัน เจ้าเพื่อนตัวแสบก็ออกยักษ์ออกโขนกันท่าเขาสุดฤทธิ์

ให้ตายเถอะ เขามีคนในใจแล้วโว้ยยยย ไม่อยากจะพูด

“พูดจาวอนตีนว่ะไอ้พาย กูอุตส่าห์คิดถึง”

“ขอร้องเหรอ ก็ไม่นะ”

“เนี่ยยยย นิสัยเสียอะคนเรา” สายพิรุณหัวเราะร่าที่ก่อกวนเพื่อนให้อารมณ์เสียได้ ก่อนจะเข้าเรื่อง

“โทรมามีอะไร แกไม่ได้โทรหาฉันนานมากแล้วนะ”

“ก็ยุ่ง ๆ เพิ่งลงตัวกับเรื่องงานที่บ้าน เออ... ตอนนี้กูขึ้นมากรุงเทพฯ มาเจอกันหน่อยดิ กูอยู่แค่สยามนี่เอง”

“ตั้งสยาม! ไม่ใช่แค่สยาม จากสวนของฉันไปหาแกนี่เป็นชั่วโมง อีกอย่างจะให้ไปหาเนี่ย ไม่ถามบ้างหรือไงว่าฉันว่างไหม” พูดไปก็ตัดใบตองไป ก่อนจะยิ้มและส่ายหน้า

“ก็กูมาทำธุระให้ที่บ้านเพิ่งว่างนี่หว่า เนี่ยก็ต้องกลับพังงาคืนนี้แล้ว มาเจอกันหน่อยเพื่อน”

“กวนตีนอะ มาตั้งหลายวันแล้วดิ เพิ่งมาชวน”

“เอาน่า มาเจอกันหน่อยเพื่อน กินข้าวกัน”

สายพิรุณครุ่นคิด ถ้าออกไปเจอเพื่อน เขาก็น่าจะกลับถึงสวนเย็นพอดี วันนี้งานที่สวนไม่มีอะไรมาก เพราะเพิ่งให้น้ำเชื่อมกับผึ้งไปเมื่อวาน ให้อีกทีก็วันมะรืน ส่วนขนมของเสน่ห์จันทร์... เขากลับมากินตอนเย็นก็ทัน เพื่อนไม่ได้เจอกันนาน แถมเวลามีไม่มากด้วย

“โอเค ๆ งั้นเจอกันก็ได้ เลี้ยงข้าวด้วยนะ”

“โห... ไอ้เวร ใครชวนคนนั้นจ่ายว่างั้น”

“กฎเดิม เพิ่มเติมคือกูแดกดุกว่าเดิมมาก”

“เกลียดมึงว่ะไอ้พาย”

สายพิรุณหัวเราะเฮฮา ก่อนจะวางสาย เร่งมือตัดใบตองจนเรียบร้อย แล้วชะเง้อมองไปในครัว เห็นครัวชั้นในยังปิดอยู่เลยไม่อยากกวน เขาจึงฝากความไว้กับพี่มาลัยแทน จากนั้นก็รีบกลับบ้าน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อไปเจอเพื่อนเก่า

 

แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเหนียวดำ แป้งข้าวเหนียวขาว เกลือ น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลมะพร้าว แบะแซ มะพร้าวขูด หัวกะทิ หางกะทิ เทียนอบ น้ำใบเตย ผงลูกจันทน์ น้ำผึ้ง

ส่วนผสมทุกอย่างวางเรียงรายอยู่ตรงหน้าของเสน่ห์จันทร์ ชายหนุ่มเลือกทำไส้ขนมก่อน โดยการนำน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลมะพร้าว เกลือ น้ำผึ้ง แบะแซแบบจีน ผสมลงในกระทะทองเหลือง ใช้ไฟอ่อนให้ส่วนผสมค่อย ๆ ละลายรวมกันโดยไม่คน และไม่ลืมเทน้ำลงข้าง ๆ กระทะ เพื่อไม่ให้ส่วนผสมไหม้ติดกระทะ เมื่อทุกอย่างละลายเข้าด้วยกันแล้ว เขาถึงเทมะพร้าวขูดลงไปผัด โดยเพิ่มเป็นไฟระดับปานกลาง ผัดจนเหนียวแห้งเป็นเนื้อเดียวกัน จึงยกลงจากเตา ทิ้งเอาไว้รอให้เย็น

ต่อมาเสน่ห์จันทร์จึงเริ่มทำแป้งหน้าขนม เขานำน้ำตาลทราย เกลือ ใส่ลงไปในหัวกะทิ คนเบา ๆ จนละลายเข้ากัน เทหางกะทิลงไปในตอนท้าย จากนั้นนำแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน แป้งข้าวเหนียว ผงลูกจันทน์ผสมเข้าด้วยกัน ค่อย ๆ เทน้ำกะทิลงไปทีละน้อยคนให้เข้ากันไม่ให้แป้งเป็นก้อน นำไปกรองเอาตะกอนออก จากนั้นนำขึ้นตั้งไฟแรง คนไปในทิศทางเดียวกัน ครู่หนึ่งเมื่อน้ำแป้งเริ่มร้อนจึงใช้ไฟอ่อน คนต่อไปอีกชั่วครู่จนน้ำแป้งเริ่มเหนียวได้ที่จึงยกลงจากเตา

ระหว่างที่รอให้แป้งและไส้ที่ผัดไว้เย็น เสน่ห์จันทร์หันไปทำแป้งสำหรับห่อไส้ขนม เขาแบ่งแป้งข้าวเหนียวดำเป็นสองส่วน แป้งข้าวเหนียวขาวสามส่วน ใส่น้ำใบเตยพอประมาณ ก่อนจะคลุกเคล้าให้เข้ากัน เมื่อถึงขั้นตอนนี้เขาจึงเรียกพี่ชบาและพี่มาลัยเข้ามาในห้อง เพื่อยกแป้งออกไปช่วยกันนวดด้านนอก พร้อมทั้งให้นำไส้ที่เริ่มเย็นแล้วปั้นเป็นก้อนขนาดพอดี

เมื่อนวดแป้งจนเข้ากันและไม่ติดมือแล้ว จึงนำไปห่อก้อนไส้ขนม แล้วใส่เป็นไส้ของแป้งกะทิหน้าขนมอีกที จัดการห่อใบตองเป็นทรงสูงคาดด้วยใบมะพร้าวกลัดไม้ให้สวยงาม แล้วนำไปเรียงในซึ้ง เพื่อเตรียมยกขึ้นนึ่ง

เสน่ห์จันทร์ทำทุกอย่างจนลืมเวลา เขาเงยหน้ามองนาฬิกาที่ผนังห้องครัวก็เห็นว่าเกือบจะสิบเอ็ดโมงแล้ว ซึ่งเลยเวลาขนมว่างไปและกำลังจะเป็นเวลามื้อเที่ยง พี่ชบาและพี่มาลัยกำกับดูแลเรื่องยกขนมเปียกปูนและสาคูเผือกขึ้นโต๊ะจนเรียบร้อยดี ทำให้เสน่ห์จันทร์เบาแรงไปเยอะ

ชายหนุ่มรู้สึกโชคดีไม่น้อยที่มีพี่ชบาเป็นคนช่วยดูแลด้านนอกครัว เธอเป็นแม่งานขนมบางอย่างแทนเขาได้ดี และใช้มาตรฐานเดียวกันกับเขา ยิ่งเธอต้องดูแลแทน เธอก็ยิ่งเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดจนเดือดร้อนมาถึงเขา

“วันนี้คุณจันทร์เหนื่อยมากเลยนะคะ ขึ้นไปพักผ่อนสักครู่ก่อนเถอะค่ะ ที่เหลือทางนี้พี่จะดูแลแทนเอง” พี่ชบาบอกกับเขา ในขณะที่มือห่อขนมสอดไส้ไปด้วย

“พี่พระพายล่ะครับ กลับสวนไปแล้วเหรอ”

“คุณพระพายฝากบอกว่าจะออกไปเจอเพื่อนสมัยเรียนสักพักหนึ่งค่ะ จะกลับมาตอนบ่าย ๆ” พี่มาลัยตอบคำถามตามที่สายพิรุณแจ้งไว้ “เห็นว่าเพื่อนมาจากต่างจังหวัดแล้วจะเดินทางกลับคืนนี้ ไม่ได้เจอกันนานแล้วเลยต้องรีบออกไป”

“ครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบเพียงเท่านั้น

เพื่อนของสายพิรุณเขาไม่ใคร่ได้เห็นหน้าหรอก เพราะอีกฝ่ายนาน ๆ จะเข้าไปเรียนที เพื่อนที่เรียนด้วยกันส่วนมากก็ไม่เข้าเรียน เจอกันแต่ละทีหน้าห้องสอบ มีเพียงไม่กี่คนที่ติดต่อกันบ่อยครั้ง ต่อให้เสน่ห์จันทร์เคยเห็น เขาก็อาจจะจำไม่ได้

เสน่ห์จันทร์ไม่ได้พูดอะไรอีก เขายอมรับว่าเขาเหนื่อย ช่วงนี้เขานอนน้อยมากเพราะใกล้สอบ ทั้งวันนี้ยังทำขนมสอดไส้แบบกะทันหันด้วย แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังนั่งลงกับวงแม่ครัวและช่วยห่อขนม แม้จะมีคำทัดทาน ชายหนุ่มก็แค่ยิ้มน้อย ๆ ไม่พูดอะไร สายตามองเจ้าขนมห่อเล็กในมือด้วยแววตาอ่อนโยน

เห็นอย่างนี้แล้วพี่ชบาจะทัดทานอะไรได้เล่า

 

 

เมื่อขนมสอดไส้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เป็นเวลาเที่ยงกว่าแล้ว เสน่ห์จันทร์ไม่ลืมแยกไว้สำหรับสายพิรุณ และเป็นคนถือเดินไปยังบ้านสวน

บ้านหลังน้อยยังไม่มีร่องรอยของเจ้าของบ้าน ซึ่งเสน่ห์จันทร์เดาว่าอีกพักใหญ่กว่าจะกลับ เวลาแบบนี้คงกินข้าวเที่ยงกันแน่นอน

เขามีกุญแจบ้านของสายพิรุณ ดังนั้นจึงไขและเปิดประตูเข้าไป นำขนมไปวางไว้บนโต๊ะในห้องครัว ขนมสอดไส้ไม่เหมาะจะนำแช่เย็นและไม่ควรเก็บค้างคืน ดังนั้นเขาหวังว่าสายพิรุณจะกลับมาก่อนค่ำ เขาไม่อยากให้พลาดขนมที่เจ้าตัวอยากกิน

ชายหนุ่มเดินกลับมาที่เรือนจันทร์ดาราฉาย ทางด้านครัวดาราทองกำลังยุ่งกันยกใหญ่ เพราะลูกค้าที่แน่นขนัด แต่เขาไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เนื่องจากไม่ถนัด (?) อาหารคาว สิ่งที่เขาพอจะช่วยพี่สาวได้ก็คือ

“พี่ชบาครับ ไปบอกคุณดาราว่าไม่ต้องเตรียมมื้อเที่ยงให้คุณจันทร์นะครับ บอกว่าคุณจันทร์นอนพักแล้ว”

“ได้ค่ะ แล้วคุณจันทร์จะรับอะไรไหมคะเที่ยงนี้ พี่จะเข้าครัวทำให้” เสน่ห์จันทร์นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้ม

“ข้าวไข่ดาวสักฟองก็พอครับ คุณจันทร์ไม่ค่อยหิวสักเท่าไร”

“ได้ค่ะ แล้วพี่จะยกขึ้นไปให้ที่ห้องนะคะ”

“ขอบคุณครับ”

 

ตอนที่พี่ชบายกข้าวไข่ดาวขึ้นมาบนห้องของเสน่ห์จันทร์นั้น ชายหนุ่มกำลังอาบน้ำอยู่ เธอไม่ได้ส่งเสียงเรียกแต่จัดการวางถาดอาหารและน้ำดื่มบนโต๊ะอ่านหนังสือ ซึ่งจัดวางตำราต่าง ๆ ไว้อย่างเรียบร้อย จากนั้นจึงเดินไปยังประตูห้อง ขณะที่เดินผ่านชั้นหนังสือ สายตาก็เหลือบเห็นกรอบรูปที่ตั้งอยู่

ไม่ใช่รูปครอบครัว เพราะส่วนมากรูปเหล่านั้นจะถูกใส่กรอบตั้งในห้องหนังสือของเรือนจันทร์ดาราฉาย ส่วนรูปที่เธอกำลังมอง ไม่ใช่รูปเสน่ห์จันทร์แต่เป็นรูปของสายพิรุณ

รูปในกรอบแรกนั้น เป็นรูปของสายพิรุณวัยสิบเจ็ด สวมชุดนักเรียนยิ้มให้กล้อง ส่วนกรอบที่สอง เป็นรูปของชายหนุ่มคนเดิม แต่เปลี่ยนไปตรงที่อายุของคนในรูปมากกว่าเดิมหลายปี

สายพิรุณนั่งอยู่ในเรือท้องแบนซึ่งลอยอยู่เหนือน้ำกลางนาบัว ดอกบัวมากมายรายล้อม มองเห็นสวนดอกมะลิเป็นฉากหลังด้วย รอยยิ้มกว้างสดใสของอีกฝ่ายทำให้เธออดยิ้มให้รูปนั้นไม่ได้

บางครั้งพี่ชบาก็ถามตัวเองว่า เพราะอะไร เสน่ห์จันทร์ผู้งามพร้อมถึงฝากรักให้กับสายพิรุณเพียงผู้เดียว เป็นเพราะสนิทสนมกันตั้งแต่เด็กอย่างนั้นหรือ? หรือเพราะใกล้ชิดกันมาเนิ่นนาน? หรือสายพิรุณเป็นคนที่ดีพร้อมในทุกด้าน?

แต่ทุกข้อสันนิษฐานก็เหมือนจะมีเหตุผลมาหักล้างกันไปหมด

สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก... ใช่ว่าสายพิรุณจะสนิทกับเสน่ห์จันทร์คนเดียวเสียเมื่อไหร่ กับคุณดาราทองก็เป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่น้อยแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ด้วยวัยเพียงไม่กี่ขวบปีจะรู้จักคำว่ารักแล้วหรือ? ก็ไม่น่า...

ใกล้ชิดกันมานาน... ข้อนี้อาจจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะเธอเองก็ดูแลเสน่ห์จันทร์มาตั้งแต่เด็ก ก็ไม่เห็นว่าชายหนุ่มจะใกล้ชิดสนิทสนมกับใครอื่น ทว่า... เพียงแค่นี้จะทำให้รักปักใจจนยากจะห่างเหินได้เชียวหรือ? ก็ไม่น่า...

คนที่ดีพร้อมที่สุด... เรื่องนี้บอกเลยว่าพี่ชบาไม่เห็นด้วยมากที่สุด เสน่ห์จันทร์เรียนมาในโรงเรียนมัธยมมีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของประเทศ ผู้ชายผู้หญิงที่อยู่รอบกายแต่ละคนนั้น ถ้าให้พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือเหนือกว่าสายพิรุณทั้งสิ้น หากเสน่ห์จันทร์จะเลือกรักคนที่ดีพร้อมสักคนนั้น ไม่ใช่จะหายากเลย ดังนั้นข้อนี้จึงเป็นไปไม่ได้

เธอเองก็จนใจจะหาคำตอบ ได้เพียงแต่มองเจ้านายตั้งแต่ตัวน้อย ๆ จนบัดนี้ เป็นชายหนุ่มที่พร้อมไปทุกอย่าง แต่ไม่ว่าอย่างไร สายตาของเสน่ห์จันทร์ก็ไม่เคยมองใครได้หวานล้ำเท่ามองสายพิรุณ

เฮ้อ... คงเป็นคำถาม ที่เธอไม่รู้คำตอบตลอดไป นอกเสียงจากเสน่ห์จันทร์บอกกระมัง

 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>  มีต่อค่ะ



ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3

พี่ชบาออกจากห้องของเสน่ห์จันทร์สักครู่ ประตูห้องน้ำก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงของเสน่ห์จันทร์ ซึ่งมีเพียงผ้าเช็ดตัวชิ้นเดียวที่พันกายท่อนล่างเอาไว้

ชายหนุ่มเดินไปที่หน้ากระจก เสียบไดร์เป่าผม จากนั้นก็เอามาจ่อที่กลางศีรษะ สะบัดหัวไปมา พร้อมกับใช้ก้านนิ้วยาวทั้งห้าสางผมไปทั่ว ๆ เมื่อโคนผมแห้งแล้วเหลือเพียงปลายผมที่พอหมาด ก็ปิดไดร์ ถอดปลั๊ก เสยผมลวก ๆ ก่อนจะเดินมาเปิดตู้เสื้อผ้า เลือกเอาเสื้อยืดกับกางเกงผ้าสบายตัวออกมาวางไว้ที่ปลายเตียง เขาเหลือบเห็นถาดอาหารตั้งแต่ออกจากห้องน้ำแล้ว แต่แทนที่จะรีบไปนั่งกิน เขากลับเลือกที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู พร้อมทั้งเปิดเข้าไปในไลน์ส่วนตัว

ไม่ได้เข้าไปอ่านข้อความของกลุ่มเพื่อนสนิทหรือเพื่อนอีกไม่กี่คนที่ทักมา เขาเลือกหาแค่ชื่อของสายพิรุณเท่านั้น เพราะเห็นแจ้งเตือนอยู่หลายข้อความ

เป็นรูปภาพมื้อกลางวันที่อีกฝ่ายไปกินกับเพื่อน พร้อมกับคำพูดหนึ่งประโยคว่า จะรีบกลับ เสน่ห์จันทร์กดสติกเกอร์ตกลงกลับไป ก่อนจะพิมพ์ข้อความทิ้งเอาไว้



จันทร์นอนก่อนนะครับ

กลับบ้านแล้วโทรหาจันทร์ด้วย

ขนมสอดไส้อยู่บนโต๊ะในห้องครัวนะครับ




ข้อความยังไม่ได้ถูกอ่าน อาจจะเพราะอีกฝ่ายไม่ได้เล่นโทรศัพท์มือถือแล้ว คิดเช่นนั้นจึงวางเจ้าเครื่องมือสื่อสารเอาไว้แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะอ่านหนังสือ

อันที่จริงเขาไม่หิวข้าวเลย พูดกันตรง ๆ ก็คือเหนื่อยจนไม่นึกอยาก แต่ในเมื่อบอกให้พี่ชบาทำมาให้แล้ว เขาก็ควรกินลงไป ฝาครอบถูกยกออก มีข้าวสวยที่เริ่มหายร้อน ไข่ดาวหนึ่งฟอง พร้อมเครื่องปรุงรส เสน่ห์จันทร์ตักกินไม่กี่คำก็จิบน้ำ แล้วปิดที่ครอบลงเช่นเดิม เขาเดินเข้าไปในห้องน้ำ บ้วนปากอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับมาที่เตียง

เสน่ห์จันทร์ไม่ใช่ผู้ชายผอมกะหร่องเช่นตอนเรียนมัธยมต้น เขาออกกำลังกายเมื่อมีเวลาว่าง ทำให้พอมีกล้ามเนื้อที่เรียงตัวสวยอยู่พอสมควร ไม่ใช่พวกมีกล้ามเป็นมัด ๆ แต่ไหล่กว้างและต้นแขนแน่นได้สัดส่วน แผงอกได้รูป ลาดหลั่นลงมาตามเอวสอบ หน้าท้องเป็นลอนพองาม และด้วยความที่เขาเป็นผู้ชายที่สูงมาก ช่วงขาที่เรียวยาวนั้นยิ่งส่งเสริมให้รูปร่างของเขาน่ามอง... ไม่วางตา

เสน่ห์จันทร์สวมเสื้อผ้าแล้วนำผ้าเช็ดตัวไปพาดไว้ตรงหลังฉากกั้นข้างตู้เสื้อผ้า จากนั้นก็เดินมายกถาดอาหารออกไปวางไว้ที่ชั้นวางข้างประตูด้านนอก อีกสักพักเด็กในบ้านก็จะมายกไปทำความสะอาดโดยไม่เข้ามารบกวนเขาอีก

เสน่ห์จันทร์ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง คว้าโทรศัพท์ออกมาแล้วเปิดเช็กอีกครั้งว่าสายพิรุณตอบข้อความของเขาหรือยัง แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้อ่านข้อความ เขาจึงเข้าโหมดเครื่องบินแล้วมองเพดานห้องเงียบ ๆ ไม่นานเปลือกตาก็ค่อย ๆ ปิดลง พร้อมกับการจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา

 

 

ยังไม่ได้กลับนะ

เพื่อนจะดูหนังต่อครับ

ไม่ดูก็ไม่ได้ มันดันจองตั๋วหนังไว้แล้ว

อยากกินขนมแล้ว




ข้อความของสายพิรุณถูกส่งมาตอนประมาณบ่ายสองกว่า แต่เสน่ห์จันทร์เปิดอ่านตอนบ่ายสี่โมงแล้ว ระเบียงห้องของเขามีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่บดบังแสงแดดยามบ่าย ทำให้ชายหนุ่มสามารถออกมายืนชมวิวตอนนี้ได้ และสิ่งที่เขามองก็ไม่พ้นบริเวณของสวนพิรุณ

ถ้าดูหนังประมาณบ่ายสอง กว่าหนังจะจบ กว่าจะถึงบ้านอย่างเร็วก็คงหกโมงเย็น แต่เอาเถอะ สายพิรุณไม่ได้เจอเพื่อนนานแล้วไม่ใช่หรือ

รออีกไม่นานก็คงกลับบ้านแล้วล่ะ



ทว่า... จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นว่าจะได้รับข้อความอะไรตอบกลับมา เสน่ห์จันทร์ที่นั่งอ่านหนังสือจนถึงหกโมงเย็นเริ่มขมวดคิ้ว และเมื่อเขากำลังจะกดโทรออกไปหาสายพิรุณ ข้อความก็เตือนขึ้นมาเสียก่อน

แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องกดพิมพ์แค่คำว่า ครับ แล้วคว่ำหน้าโทรศัพท์ลงกับโต๊ะ



เพิ่งออกจากโรงหนังครับ

เบจบ่นหิว

ตอนนี้มานั่งร้านขนม

เบจเลี้ยงชีสเค้ก

หมอนี่บอกว่าเป็นต้นเหตุทำให้พี่ผิดนัดกับจันทร์

เลยซื้อชีสเค้กให้พี่หิ้วไปฝากจันทร์ด้วย

จะรีบกลับนะ


 

ดวงตาสีเข้มตวัดมองไปยังเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาตั้งโต๊ะทรงเรียบหรู ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นโดยไม่เก็บตำราที่กางไว้บนโต๊ะ สองขาก้าวออกจากห้อง แล้วลงไปยังชั้นล่าง ยิ้มรับให้กับบิดาและมารดาที่นั่งพูดคุยกัน ก่อนจะเดินลงเรือน อ้อมหลังครัวดาราทองซึ่งพี่สาวของเขากำลังเช็กเครื่องปรุงต่าง ๆ และคุมคนในครัวทำงานไปด้วย

เสน่ห์จันทร์ไม่ได้แวะที่ครัวของเขา ชายหนุ่มเดินตรงไปยังประตูหลัง ข้ามไปยังเขตสวนพิรุณ หกโมงกว่าแล้ว แสงแดดสุดท้ายกำลังจะหายไปจากท้องฟ้า เงาดำทอดยาวพาดต้นมะลิน้อยที่กำลังส่งกลิ่นหอมเย้ายวน กลิ่นเหมือนใครบางคนที่กำลังอร่อยกับชีสเค้กแบรนด์ต่างชาติ

เขาไม่ได้โกรธ เขาก็เคยกินขนมเหล่านั้น และก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่สายพิรุณกินเค้กด้วย ตัวเขาเองก็เคยซื้อให้อีกฝ่ายบ่อย ๆ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเขาควรรู้สึกเช่นไรหนอ

โกรธ... เขาก็บอกแล้วว่าไม่ได้โกรธ เขาไม่เคยโกรธเคืองอีกฝ่ายได้เลยสักครั้ง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าสายพิรุณแคร์เขา รักเขา ไอ้เรื่องโกรธไม่มีทางเป็นไปได้

 

ขนมสอดไส้... เป็นขนมที่หาซื้อได้ไม่ยากตามท้องตลาด อยากกินก็หาซื้อได้ แต่ลองถามแม่ค้าดูเถอะว่าทำยากไหม ไม่ได้ทำยาก แต่หลากหลายขั้นตอน

ทว่า... ก็เสียง่ายมากเหมือนกัน

เสน่ห์จันทร์มองขนมสอดไส้ในมือ เขาแกะดูแล้ว สภาพก็ยังดูดีอยู่ แต่หากมองอย่างสังเกตจะเห็นว่าเริ่มมียางเล็กน้อย แป้งหน้าขนมมีส่วนผสมของกะทิ ยิ่งเป็นกะทิที่ผสมน้ำตาลด้วยแล้ว ยิ่งเสียง่าย อากาศช่วงนี้ก็ร้อนอบอ้าวเสียขนาดนี้ ถ้าขนมจะไม่เสีย ก็คงเพราะเอาใส่ตู้เย็นเท่านั้น

ซึ่ง... ถ้าเอาใส่ตู้เย็น สู้เอาทิ้งไม่ดีกว่าหรือไง ขนมเหล่านี้เมื่อเจอความเย็น รสชาติดั้งเดิมก็สูญหาย

เสน่ห์จันทร์นำขนมสอดไส้ส่วนของสายพิรุณถือติดมือออกจากบ้านสวนมาด้วย เขาจำใจเอาขนมทิ้งถังขยะ เพราะถ้าสายพิรุณกลับมา ต่อให้อิ่มแค่ไหน อีกฝ่ายต้องกินขนมของเขาอีกแน่นอน

เขาคงทนไม่ได้ถ้าอีกฝ่ายท้องเสียเพราะกินขนมที่บูดแล้ว

ได้แต่มองขนมที่ทำเองกับมือนอนนิ่งในถังขยะ ก่อนจะตัดใจเดินขึ้นเรือน เขาไม่ได้โกรธสายพิรุณ ไม่เลยสักนิด... แต่เขา........................ น้อยใจ

 





+++++++++++++++++++++++++++

โอ้ละน้อออออ พ่อเอ๊ยยย แม้ทรามเชยยังทำให้จ้อยใน 5555555555555555555555555555

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +409/-25

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4388
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-7
คุณจันทร์น้อยใจแล้วนะ พี่พระพายจะรู้ตัวไหม รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ Caramel Syrup

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
พระพายแย่แล้ว  สงสารคุณจันทร์เลย  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
อย่าโกรธพระพายเลย นานๆ เขาเจอเพื่อนที
ก็น่าเห็นใจคุณจันทร์นะ ตั้งใจทำขนมให้
 :เฮ้อ:

ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-2

ออฟไลน์ popuri

  • รักหนึ่งคำ...จดจำตลอดไป ♥
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 85
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ชอบอ่านอะไรแบบนี้มากเลยค่ะ ขนมไทย อาหารไทย รอติดตามนะคะ ดีงามมากเลย

ออฟไลน์ rainichxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
โธ่ พ่อคุณ เอ็นดูละเกิน
จะโกรธก็โกรธไม่ลง ได้แต่น้อยใจ เก็บขนมตัวเองทิ้งเพราะห่วงท้องเค้า
รอตอนพระพายกลับมาแล้วมาง้อคุณจันทร์นะเจ้าคะ

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1713
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
หูยยยยย ตีพี่พระพายเลย ตีๆๆๆๆ เดี๋ยวได้ดูคนง้อกันยาวๆแน่

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3
เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๑๑ เพียงจันทร์



ข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ทำเอาสายพิรุณชั่งใจอยู่พักใหญ่ ตอนนี้สองทุ่มกว่าแล้ว ถามว่าดึกไหม ก็ต้องตอบเลยว่า ถือเป็นหัวค่ำของคนเมืองใหญ่ก็ว่าได้ แต่กับเสน่ห์จันทร์... ไม่แน่

ถ้าพรุ่งนี้มีรายการขนมไทยยาก ๆ มีความเป็นไปได้ว่าตอนนี้เจ้าของครัวอาจจะนอนหลับไปแล้ว และจะตื่นมาตอนกลางดึก แต่ถ้าพรุ่งนี้รายการขนมไม่ยุ่งยาก เสน่ห์จันทร์อาจจะตื่นอยู่ก็ได้

เขาจะลองส่งข้อความไปดีไหมนะ แต่พออ่านข้อความสุดท้ายของเสน่ห์จันทร์แล้ว...

คิดว่าตอนนี้เขาอาจจะโดนโกรธไปแล้ว



ขนมบูดแล้วนะครับ

คุณจันทร์เอาทิ้งไปแล้ว

พี่พระพายกลับบ้านเมื่อไหร่ก็รีบพักผ่อนนะครับ




พิมพ์แทนตัวเองด้วยชื่อ คุณจันทร์ แบบนี้... จะง้อยากไหมนะ สายพิรุณตัดสินใจส่งข้อความบอกคนรอไปก่อน อย่างน้อยถ้าขึ้นอ่านก่อนสี่ทุ่ม ก็แสดงว่าอีกฝ่ายยังไม่นอน แล้ว... ค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน



กลับมาถึงบ้านแล้วครับ

จันทร์นอนหรือยัง




เอาละเว้ย... คราวนี้ก็มาลุ้นว่าจะง้ออีกฝ่ายอย่างไร แต่ไม่ทันได้คิดวิธีอะไร ข้อความก็ขึ้นว่าอ่านแล้ว ทำเอาสายพิรุณสะดุ้ง เบะปากอยากร้องไห้ขึ้นมาเฉย ๆ

จันทร์จ๋า... ให้เวลาพี่คิดนิดนึงไม่ได้เหรอ... ฮืออออออ

 

คุณจันทร์ยังไม่นอนครับ

 

ถามตรงไหนก็ตอบแค่ตรงนั้น แล้วอย่างนี้คนพี่เค้าจะไปทางไหนต่อดีล่ะเนี่ย

สายพิรุณเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะพิมพ์ข้อความส่งไปให้อีกครั้ง

 

ทำอะไรอยู่เหรอ?

อ่านหนังสือหรือเปล่า?

พี่กวนจันทร์ไหม?


 

พิมพ์ส่งไปแล้วก็นึกอยากเอาหัวโหม่งต้นมะลิให้รู้แล้วรู้รอด ถ้าเกิดเสน่ห์จันทร์ตอบว่ากวนเล่า เขาไม่ต้องหัวเราะแห้ง ๆ หรอกหรือ

 

คุณจันทร์ไม่ได้อ่านหนังสือครับ กำลังแช่ถั่วทอง

พี่พระพายไม่ได้กวนคุณจันทร์ครับ


 

ยังไงต่อล่ะทีนี้ แค่อ่านยังรู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกไม่ดีนัก โทษใครไม่ได้เลยเรื่องนี้ ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเขา... ถ้าเสน่ห์จันทร์ให้เขาเก็บมะลิ แต่สุดท้ายไม่ใช้ เขาก็เสียใจเหมือนกัน ตัวเขาเองน่าจะรู้ดีไม่ต่างกันสิว่าขนมสอดไส้ไม่ได้ทำง่าย ๆ จะให้เขาไปหาซื้อกินในตลาดก็ได้ แต่ไม่มีขนมไทยที่ไหนอร่อยเท่าของเสน่ห์จันทร์อีกแล้ว

แล้วอย่างไรล่ะที่นี้... จะให้พิมพ์ง้องอนในนี้น่ะเหรอ

ไม่มีทาง

 

จันทร์จ๋า...

พี่ไปหาได้ไหม


 

แล้วก็ขึ้นอ่านทันที แต่ผ่านไปเกือบสามนาทีนั่นแหละถึงมีข้อความตอบกลับมา บอกได้เลยนะว่า เป็นสามนาทีที่สายพิรุณรู้สึกเหมือนสามชั่วโมงเลยทีเดียว

 

คุณจันทร์อยู่ที่ครัวเสน่ห์จันทร์ครับ

 

สายพิรุณไม่รอช้า เขาคว้าไฟฉายได้ก็เผ่นแน่บออกจากบ้าน ไม่ลืมคว้าชีสเค้กก้อนขนาดหนึ่งปอนด์ติดมือมาด้วย ไหน ๆ ภูเบศก็ซื้อฝากมาให้แล้ว ถือโอกาสเอาไปให้เลยทีเดียว

เขารู้ว่าสวนพิรุณยามค่ำมืดนั้นอันตราย แม้จะเปิดไฟเป็นบางจุดแล้วก็ตาม แต่เส้นทางนี้ใช้เวลาน้อยกว่าเดินอ้อมไปด้านหน้าของประตูเรือนจันทร์ดาราฉาย

เขาส่องไฟฉายตามทางเดิน ไม่ประมาทแม้จะเร่งรีบแค่ไหน และเมื่อมาถึงประตูรั้ว ก็รีบเปิดแล้วข้ามไป ครัวเสน่ห์จันทร์อยู่ไม่ไกลนักหากเดินจากตรงนี้ เขามองเห็นแสงไฟสว่างจากครัว สองขาก็รีบเดินตรงไปทันที

ไม่รู้ว่าตอนนี้มีคนอยู่กี่มากน้อย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นแล้ว

เขาอยากเจอเสน่ห์จันทร์

 

ประตูครัวชั้นนอกแง้มไว้เล็กน้อย สายพิรุณเคาะก่อนจะผลักให้เปิดกว้างขึ้น ไม่จำเป็นต้องเรียกหาเจ้าของครัว เพราะร่างสูงของเสน่ห์จันทร์ในชุดกางเกงสีเข้มและเสื้อกล้ามสีเทากำลังถอยห่างจากกะละมังใบใหญ่ และหันมามองเขาพอดี

“จันทร์...” เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้มเพียงเล็กน้อยเป็นการรับรู้ว่าได้ยินแล้ว ก่อนจะเช็ดมือกับผ้าแห้งที่วางอยู่ใกล้มือ แล้วเดินมานั่งบนตั่งไม้ “คนอื่น ๆ ล่ะจันทร์”

“คุณจันทร์ให้ไปพักแล้วครับ” สายพิรุณถึงกับยกมือขึ้นเกากลางกระหม่อม ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีปัญหากันแบบนี้

เขารู้ว่าทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีที่เขาผิดนัดจนขนมที่ตั้งใจทำบูด แต่เขาก็ไม่คิดว่าการเดินทางไปเจอเพื่อนเก่าเช่นภูเบศนั้น จะทำให้ใช้เวลาหมดไปมากขนาดนี้

เอาวะ ตามน้ำไปก่อน

ถึงใจจะตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ แต่ก็พยายามจะต่อสู้กับบาปในใจอยู่มากทีเดียว

“ชีสเค้กครับ ตอนแรกพี่จะเป็นคนซื้อเอง แต่ภูเบศมันแย่งซื้อ บอกว่าฝากขอโทษจันทร์ที่เป็นสาเหตุให้พี่ผิดนัดจันทร์ครับ”

เสน่ห์จันทร์เหลือบมองกล่องชีสเค้กนั้นเพียงหางตา แต่มุมปากของเขากลับแย้มยิ้ม ก่อนมือข้างหนึ่งจะยกขึ้นแตะข้อศอกของสายพิรุณ เกี่ยวนิ้วกับท่อนแขน เป็นการบอกให้อีกคนนั่งลง

สายพิรุณทรุดนั่ง และเขาเลือกที่จะนั่งใกล้เสน่ห์จันทร์จนเกือบจะเป็นชิด กล่องชีสเค้กดูเกะกะจนต้องเอาวางไว้บนตั่งไม้ห่างออกไปเล็กน้อย

“พี่ขอโทษที่มาไม่ทัน จันทร์เหนื่อยมากเลยใช่ไหม” ขนมสอดไส้ไม่ได้ทำกันแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ขั้นตอนหลักมีสี่ขั้นตอน คือ ทำไส้ ทำแป้งหน้าขนมแป้งห่อไส้ ห่อ และนึ่ง แต่ละขั้นตอนใช้เวลาทั้งนั้น

เขาแย่จริง ๆ ที่เที่ยวเพลินจนลืมเวลา

เมื่อเห็นว่าเสน่ห์จันทร์ไม่ได้ตอบอะไร สายพิรุณก็ก้มหน้า สายตามองแค่ตักของตนเอง มือไม้เกะกะไปหมด ไม่รู้จะยกหรือวางไว้ตรงไหน ในหัวก็คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรดี

“อร่อยไหมครับ”

“หือ?”

สายพิรุณหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเสน่ห์จันทร์ สันกรามของอีกฝ่ายสวย... น่ามองมาก ทว่าเขามีโอกาสชื่นชมแค่อึดใจเท่านั้น เพราะใบหน้างดงามนั้นหันมามองเขาเช่นเดียวกัน ก่อนริมฝีปากสวยจะเม้มสนิท แววตาที่จ้องมองมีประกายบางอย่างที่เขาไม่ทันได้ตีความ ด้วยเปลือกตาของเสน่ห์จันทร์หลุบลงไปเสียก่อน

“ชีสเค้ก... อร่อยมากไหมครับ”

“...”

“คงไม่หวานจนแสบคอ ไม่ข้นมันเหมือนกะทิ... ใช่ไหมครับ”

“...............”

“พี่พระพายถึงลืมขนมของคุณจันทร์”

ตายไปเลย! สายพิรุณกลั้นใจตายเดี๋ยวนี้!!

กำลังคิดหาวิธีง้อ แต่เจอตัดพ้อเบอร์นี้เข้าไป...

ยอมทุกอย่างแล้ว!!

“จันทร์...” สายพิรุณจะอ้าปากเอ่ยขอโทษอีกครั้ง แต่ดวงตาที่ช้อนมองกลับมาทำให้เขาพูดไม่ออก

“คุณจันทร์ไม่ได้โกรธ” น้ำเสียงนุ่มเบา ไหนจะใบหน้างดงามที่ขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะเกยคางกับบ่าของเขา “ไม่เคยโกรธพระพายได้สักครั้ง”

เป็นความจริงอย่างที่สุด บางครั้งคนตรงหน้าก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย หลายครั้งเพราะความไม่รู้ของสายพิรุณก็ทำให้อกของเสน่ห์จันทร์เหมือนโดนเหล็กแหลมทิ่มแทง

ไม่ว่าจะเป็นตอนมัธยมที่สายพิรุณรับดอกกุหลาบจากนักเรียนหญิงในโรงเรียนเดียวกัน

ตอนที่ยิ้มหน้าบานเพราะมีคนมาบอกชอบ

ตอนที่แอบไปดูหนังกับเพื่อนผู้หญิง... ที่เขาเองก็รู้ว่าไม่ใช่เพื่อนอย่างที่บอกเขาหรือบอกคนในครอบครัว

แต่เป็นแฟน...

ก็เป็นคนเดียวกับที่ให้ดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์นั่นแหละ

เสน่ห์จันทร์รู้...

แต่เสน่ห์จันทร์ก็ยังคงอยู่ที่เดิม เป็นคุณจันทร์หกขวบ คุณจันทร์สิบขวบ คุณจันทร์สิบสามขวบ... เป็นคุณจันทร์คนนี้คนเดิม

อีกกี่วันกี่ปี... เขาก็ยังคงเป็นคุณจันทร์

เขา... อยากเป็นเพียงจันทร์ของพระพายเท่านั้น

“จันทร์... แค่น้อยใจครับ” รอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ซึ่งเป็นกลิ่นหอมหวานประจำครัวของเสน่ห์จันทร์ ความเงียบที่ไม่ได้เงียบ เพราะบนครัวดาราทองที่อยู่ห่างไปอีกระยะหนึ่งยังทำงานอยู่

แต่ระหว่างชายหนุ่มทั้งสองนั้นกลับมีความเงียบงันที่แสนหอมหวานโอบล้อม

“ความผิดของพี่เอง... พี่ขอโทษ” เสน่ห์จันทร์ส่ายหน้าเล็กน้อยเมื่อสายพิรุณเอ่ยเช่นนั้น เขากดปลายจมูกลงกับบ่า รับรู้ได้ถึงกลิ่นกายเฉพาะตัวที่ผสมกลิ่นเหงื่อบางเบา อากาศร้อนอบอ้าว แม้จะไม่มีแสงแดดแล้ว แต่ก็ยังมีอุณหภูมิที่สูงไม่น้อย ไม่แปลกหากสายพิรุณที่เพิ่งเดินมาถึงจะรู้สึกร้อน

“พระพาย” เสน่ห์จันทร์กระซิบเรียก แขนข้างหนึ่งโอบเอวรั้งจนร่างของทั้งคู่ชิดใกล้ ใบหน้างดงามซุกอยู่เหนือไหล่ ก่อนจะไล่ปลายจมูกไปที่ข้างแก้ม แตะแผ่วเบาที่ผิวเนียนนั้น ก่อนจะเลื่อนไปจนสามารถกระซิบที่ข้างหู

“จันทร์... น้อยใจ”

สายพิรุณพยักหน้า มืออีกข้างของเสน่ห์จันทร์ถูกเขาประคองกอบกุมเอาไว้ ลูบหลังมือขาวราวกับหยกนั้นอย่างทะนุถนอม ก่อนจะละทิ้งความรู้สึกเทิดทูนบูชาออกไปจากหัว ก้มลงไปแตะริมฝีปากนุ่มนิ่มบนหลังมือนั้น

“อย่าน้อยใจนะครับ...”

ปลายจมูกยกแตะคลอเคลียสันกรามสวย เป็นครั้งแรกที่สายพิรุณเป็นฝ่ายเริ่ม แต่เขาเกินจะหักห้ามใจแล้ว ความใกล้ชิดความรู้สึกที่ต่างมีให้กัน ท่วมท้นมากขึ้นจนแทบล้นออกมาจากอก ยิ่งนับวันเสน่ห์จันทร์แสดงออกต่อเขามากเท่าไร ความยับยั้งชั่งใจของสายพิรุณก็ลดน้อยถอยไป... จนวินาทีนี้ไม่มีเหลือแล้ว

ทั้งที่รู้ว่าไม่เหมาะสม ทั้งที่รู้ว่าไม่คู่ควร...

“จะไม่มีอีกแล้ว... พี่จะไม่ทำให้จันทร์รู้สึกแบบนี้อีก...”

“อย่าสัญญา” เสียงกระซิบของเสน่ห์จันทร์ทำให้สายพิรุณชะงักไป แม้ยังไม่ได้ถอยห่างออกมา แต่ก็รู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่เริ่มมากขึ้น “แค่พระพายสนใจต้นไม้ใบหญ้า จันทร์ก็น้อยใจแล้วครับ”

สายพิรุณยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะแตะจูบตรงมุมปากที่ช่างสรรหาคำพูดมาเอ่ยให้คนฟังอย่างเขาหัวใจอ่อนระทวย ทั้งที่นั่งใกล้กันขนาดนี้ ยังเบียดกายเข้าไปแนบชิดอกมากขึ้นอีก ริมฝีปากคลอเคลียกันไม่ห่าง ยามเอ่ยปากพูด ก็ไม่ยอมผละออก

“ชีสเค้กเลี่ยน ตอนที่กินก็คิดถึงแต่ขนมของจันทร์ อยากรีบกลับ แต่ก็ห่วงภูเบศ” เสน่ห์จันทร์เม้มริมฝีปากของสายพิรุณยามที่พูดถึงบุคคลที่สาม คนที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ขนมของเขาบูด

“จันทร์เข้าใจครับ” ใช่ เสน่ห์จันทร์เข้าใจทุกเหตุผล ทุก ๆ การกระทำ ตั้งแต่ที่มั่นใจว่าใจของพระพายเป็นของเขา อีกฝ่ายไม่เคยทำให้เขารู้สึกไม่ดีหรือไม่มั่นใจเลย เขาถึงทำได้แค่น้อยใจ

และวินาทีนี้... ความรู้สึกนั้นก็ไม่มีเหลือแล้ว

“พระพาย...” เสน่ห์จันทร์ขานชื่อด้วยกระแสเสียงเบาราวกระซิบ จูบริมฝีปากนุ่ม หยอกเย้าไปมา

“หือ...” สายพิรุณขานรับด้วยน้ำเสียงที่แทบจะอยู่ในลำคอ เปลือกตาปรือหวานฉ่ำที่สบตากันช่างเย้ายวน

“ตามใจจันทร์หน่อยนะครับ”



ยามเจ้าแย้ม กลีบปาก ให้แทรกลิ้น

ละลายสิ้น ความหม่น ทำใจหมอง

ยามเจ้าคล้อย เจ้าตาม ให้ครอบครอง

ตอบสนอง ปองรัก ไม่หน่ายหนี





ดึกพอสมควรแล้วที่ประตูรั้วหลังของเรือนจันทร์ดาราฉายเปิดออก มีสองร่างยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ทิ้งระยะห่างกันเกินหนึ่งฝ่ามือ ใกล้กันจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น แสงสลัวของไฟประดับดวงกลมเหนือกำแพงไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรเด่นชัดนัก แต่สำหรับเสน่ห์จันทร์แล้ว ยามนี้ไม่มีอะไรที่เขามองเห็นชัดเจนยิ่งกว่าใบหน้าของสายพิรุณ

“จันทร์ยืนรอตรงนี้จนกว่าพระพายจะถึงบ้านนะครับ” สายพิรุณพยักหน้า ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองเสน่ห์จันทร์โดยตรง ได้แต่ช้อนตามองเพียงนิด ก่อนจะหลบสายตา เมื่อปะทะเข้ากับแววตาแสนอ่อนหวาน

“พระพาย” แก้มเนียนถูกประคองด้วยฝ่ามือกว้าง นิ้วโป้งเกลี่ยไล้ผิวเนียน เชยใบหน้ามนใสให้เงยขึ้น กลีบปากสีสวยขึ้นสีจนเข้มจัด เสียดายที่แสงนวลของไฟมีเพียงเล็กน้อย เสน่ห์จันทร์จึงได้แต่นึกคิดถึงใบหน้านี้ยามที่เห็นก่อนหน้า ผสมปนเปกับภาพที่กำลังจ้องมอง...

ใบหน้างดงามก้มลงไปแตะจูบ ไล่เล็มอีกสักนิด เชยชิมความหวานที่แทรกอยู่ในสัมผัส และก่อนที่จะกลายเป็นจุมพิตที่ลึกซึ้งมากกว่านี้ ก็ยอมหักใจถอนใบหน้าห่างออกมา

“กลับบ้านก่อนเถอะครับ” สายพิรุณพยักหน้าอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้เสน่ห์จันทร์จะเดินไปส่งเขาที่บ้าน แต่เขาไม่ยอมเพราะอีกฝ่ายไม่พ้นต้องเดินกลับมาคนเดียว ดังนั้นจึงตกลงกันที่ครึ่งทาง คือตรงนี้ เมื่อเหมาะแก่เวลาแล้ว เขาควรเดินกลับไปเสียที

ก่อนที่...

“ถ้ายังช้า จันทร์ไม่ให้กลับแล้วนะครับ” ส่ายพิรุณเงยหน้าขึ้น ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้กับร่างสูง เขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย แตะจูบที่ริมฝีปากสวยที่แดงจัดไม่ต่างกัน

“ฝันดีนะ... จันทร์จ๋า”

เสน่ห์จันทร์ปิดเปลือกตา จูบเบา ๆ ตอบกลับ พร้อมกระซิบเสียงแผ่ว

“ราตรีสวัสดิ์ครับ”

กว่าจะลืมตาขึ้น ก็ตอนที่สายพิรุณหมุนตัวเดินห่างออกไปหลายเมตรแล้ว เขาต้องทำเช่นนี้ เพราะไม่อย่างนั้นคงยากที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายห่างจากอ้อมกอด

แววตาอ่อนหวานมองตามแผ่นหลังนั้นไป และยิ้มเมื่อสายพิรุณที่เดินไปได้ครึ่งทางแล้วก็ยังหันกลับมามองเขา กว่าจะถึงบ้าน โบกมือให้เขาไกล ๆ ก็เล่นเอาเสน่ห์จันทร์ยิ้มค้างไปครู่ใหญ่

เมื่อแน่ใจว่าสายพิรุณเข้าบ้านเรียบร้อยแล้ว เขาจึงถอยจากประตูและปิดลง จากนั้นก็เดินกลับมายังครัวเสน่ห์จันทร์อีกครั้ง

พรุ่งนี้เขาจะทำขนมเพียงสองอย่างคือเต้าส่วนและขนมถั่วแปบ เขาแช่ถั่วทองด้วยน้ำลอยดอกมะลิแล้ว พรุ่งนี้เช้าก็สามารถให้พี่ชบาคุมเด็ก ๆ ทำงานในครัวแทนเขาได้ เพราะเขามีเรียนช่วงเช้า

ส่วนตอนบ่าย... เขามีบางอย่างที่จะต้องทำ

ร่างสูงเดินตรวจสอบความเรียบร้อยในครัวชั้นในอีกครั้ง ก่อนจะปิดล็อก นำผ้าขาวมาปิดกะละมังที่ใช้แช่ถั่ว จากนั้นก็ปิดไฟแล้วออกจากครัว โดยไม่ลืมปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา

?

เขาลืมอะไรหรือเปล่าน่ะเหรอ

ไม่เลย... เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ลืมอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างเตรียมไว้พร้อมสำหรับงานพรุ่งนี้อย่างเรียบร้อย และไม่ผิดพลาด

ชีสเค้ก?

เขาไม่ได้ลืม แต่เขาจงใจทิ้งให้อยู่ตรงนั้นนั่นแหละ ถ้าพรุ่งนี้ใครมาเจอก็เป็นของคนนั้นไปแล้วกัน แต่หวังว่า อากาศที่ร้อนอบอ้าวแบบนี้จะไม่ทำให้เสียไปก่อนนะ

ภูเบศ...

ภูเบศอย่างนั้นหรือ

เขาจะจดจำชื่อนี้เอาไว้

 

++++++++++++++++

 

ภูเบศศศศศศศศศศ หนีไป๊!!!!

วิ่งสิเบจ เบจวิ่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

 

นั่นแหละค่ะท่านผู้ชม คนเค้าลืมอะเนาะ อย่าไปว่าน้องเค้าเล้ยยยยยยยยย

 

ปล.จะเห็นเรื่องราวเก่า ๆ ของคู่นี้อยู่นิดหน่อยนะคะ ไม่ต้องใจร้อน จะมีโผล่มาเรื่อย ๆ แต่เราไม่ได้เน้นอะไรมากนะคะ จะเขียนให้เหมือนเป็นการนึกถึงเป็นบางช่วงก็พอ

อดีตจะไปสำคัญอะไร๊!! ปัจจุบันที่เขาจะได้กันต่างหากที่คู่ควร

ช่วงนี้กำลังเริ่มสร้างทางสายบาปอยู่ค่ะ ทุกคนต้องใจเย็นนะ... สังขารพี่ก็ตามวัยอันควร 55555

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Caramel Syrup

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
 :a5: พ่อคนขี้หึง พ่อคนขี้งอน พ่อคนขี้น้อยใจ  พ่อคนนี้ก้อคุณจันทร์ไง  ฮึ่ย... ตอนนี้ไม่สงสารคุณจันทร์แล้ว แต่รู้สึกหมั่นไส้นิดนิดเจ้าค่ะ

ออฟไลน์ catka12

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 714
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
 :hao7: โอ๊ย... คุณจันทร์....  :hao7: ขนาดหึงยังละมุน....  :hao7: รออ่านทางสายบาปแบบยาวๆจุใจอยู่ค่ะ  :hao3:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +409/-25
คนโดนหมายหัวจะรู้สึก​ร้อนๆหนาวๆบ้างไหมหนอ

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดPoseidon
  • *
  • กระทู้: 9970
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-77

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4388
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-7

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
ฮาาา ตามมาตั้งแต่ เด็กดี สงสารเบจสุดอ่ะ 55555 เราชอบเรื่องนี้ มากกกกกก รอ nc #ผิดๆ 

ออฟไลน์ rainichxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
โอ๊ยยยย คุณจั๊นนนนนนนทร์ 55555555
ไม่ได้อะไรนะ แค่จำชื่อภูเบศฝังหัวเลย  :laugh:

ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-2

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3
เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๑๒ ขนมมัศกอด



มัศกอดกอดอย่างไร น่าสงสัยใคร่ขอถาม

กอดเคล้นจะเห็นความ ขนมนามนี้ยังแคลง


-------------------------------------------------------------------------------------------------------

***กาพย์เห่ชมเครื่องคาว-หวาน

บทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒***







เสียงล้อรถบดกับกรวดเม็ดเล็กทำให้สายพิรุณต้องเงยหน้าขึ้นจากการนับมะพร้าวแห้ง เมื่อเห็นว่าเป็นรถของใคร เขาก็ยิ้มให้ตั้งแต่เจ้าของรถยังไม่ทันลงจากรถ ก่อนจะก้มลงมัดเปลือกมะพร้าวแห้งที่ฉีกออกให้ติดกัน เพื่อที่จะได้หิ้วมะพร้าวทีละสองลูกได้สบาย ๆ

เสน่ห์จันทร์ลงจากรถแล้วเดินตรงเข้ามาหา ดวงตาทั้งสองไวพอที่จะเห็นว่าบ้านสวนไม่ได้มีแค่สายพิรุณ แต่ป้าสมัยกับลุงพินิจก็อยู่ด้วย สองลุงป้ากำลังทำงานอยู่ที่สวนหลังบ้าน

ร่างสูงทรุดลงนั่งบนแคร่ ตั้งใจจะยื่นหน้าเข้าไปกดปลายจมูกกับแก้มของสายพิรุณ แต่เจ้าตัวเอียงตัวหนีเสียก่อน ทั้งยังหันไปมองด้านหลัง เพราะกลัวว่าลุงกับป้าจะมาเห็นเข้า

“พี่มีแต่เหงื่อครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม เขาไม่ได้ถือเรื่องนี้เสียหน่อย แต่ในเมื่อสายพิรุณไม่สะดวก เขาก็ไม่ได้บังคับ “แล้วทำไมขับรถเลยมาที่นี่ครับ”

“วันนี้คนน่าจะเข้าร้านเยอะครับ รถจอดเต็มไปหมด จันทร์ขอมาจอดรถที่นี่ได้ไหมครับ พระพายคิดค่าจอดไหม” สายพิรุณเหลือบแลไปด้านหลังบ้าน ระแวงว่าลุงกับป้าจะมาเห็น กลัวจะทำให้เสน่ห์จันทร์เสียหาย เลยได้แต่ส่ายหน้า

“แต่จันทร์อยากให้นี่ครับ”

นี่ก็ยังไงกันนะ! ทำไมชอบทำให้เขากลายเป็นคนบาปอยู่เรื่อย เมื่อคืนก็ทำซะเขานอนไม่หลับ เพราะเอาแต่คิดถึงเรื่องจูบที่พากันเตลิดเปิดเปิงจนกู่ไม่กลับ จนถึงตอนนี้สายพิรุณยังคิดไม่ตกเลยว่าจะไปทำบุญลดบาปที่ไหนดี ขอกุศลแรง ๆ เพราะดูแล้วเขามันคนบาปหนาเหลือเกิน

“ไว้ก่อนนะ” ไม่ใช่จะไม่เอานะ แต่เก็บไว้ก่อน ไว้ให้ตอนไม่มีคนอยู่แล้วกัน

แหะ ๆ

ถ้าจะบาป... ก็ขอบาปอีกสักนิด ไหน ๆ ก็จะบาปแล้ว

เสน่ห์จันทร์อมยิ้ม มองข้างแก้มที่ขึ้นสีจนแดงมาถึงใบหูของสายพิรุณ ก่อนจะลดสายตาไล่ลงมาที่ต้นคอ และต่ำลงไปที่คอเสื้อ...

“มะพร้าวแห้งสี่ลูกพอไหมครับ”

“จริง ๆ วันนี้จันทร์ใช้แค่ลูกเดียวครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบ ดึงสายตากลับมาที่บ่า มองไล่มาจนถึงต้นแขนขาวที่โผล่พ้นแขนเสื้อ

“จริง ๆ ก็มีอีกนะ เดี๋ยวพี่จะดูให้ว่ามะพร้าวแห้งมีอยู่เท่าไร พี่ไม่ได้ดูมาพักใหญ่แล้ว” สายพิรุณเอ่ย แต่ไม่ได้หันมามองคนที่นั่งอยู่ข้างกาย ดังนั้นจึงไม่เห็นว่าเสน่ห์จันทร์นั้นมองตนเองด้วยสายตาเช่นไร

ใช้คำว่าหิวกระหาย... อาจจะดูหยาบคายเกินไปสำหรับชายหนุ่มผู้นี้ แต่ไม่มีคำนิยามใดอธิบายความรู้สึกของเสน่ห์จันทร์ได้ตรงมาเท่าคำนี้แล้ว

“พรุ่งนี้จันทร์จะทำขนมอะไรเหรอ ถึงถามหามะพร้าว” สายพิรุณหันกลับมาเอ่ยถาม สายตาของเขาปะทะเข้ากับแววตาสื่อนัยบางอย่างที่เขารู้สึกร้อนวูบในท้อง แต่เพียงเสี้ยววินาที ความรู้สึกเข้มข้นนั้นก็จางหายไป เหลือเพียงรอยยิ้มอ่อนหวานและสายตาที่ทอดมองเขาอย่างอบอุ่น

แม้ความวูบวาบในอกยังคงอยู่ แต่สายพิรุณก็คิดว่า เขาบ้าบอคิดบาปไปเองคนเดียว เสน่ห์จันทร์อ่อนโยนกับเขาขนาดนี้ ยังจะคิดไปโน่นอีก

คนบาปหนานี่มันบาปหนาจริง ๆ

“จันทร์จะใช้วันนี้ครับ”

“หือ? มะพร้าวเนี่ยนะ แต่วันนี้ร้านทำขนมถั่วแปบกับเต้าส่วนนี่นา” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม

“ครับ แต่มะพร้าวนี่จันทร์จะใช้ทำมัศกอดครับ”

“มัศกอด?” เสน่ห์จันทร์พยักหน้า “เป็นยังไงอะจันทร์ พี่ไม่เคยได้ยิน”

“ถ้าลักษณะที่คล้ายที่สุดก็คัพเค้กครับ เพราะถ้าบอกว่าขนมเค้กโบราณ จันทร์ว่าก็ไม่ได้เหมือนกันสักเท่าไรครับ”

“คัพเค้ก? แล้วเป็นขนมไทยตรงไหน จันทร์ทำเป็นด้วยเหรอ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มกว้าง นับจำนวนครั้งอยู่ในใจเท่าที่นับได้ ถ้าตอนนี้ญาติของสายพิรุณไม่ทำงานอยู่ใกล้ ๆ เขาคงจูบริมฝีปากช่างถามนั่นไปเกินสามครั้งแล้ว

ริมฝีปากสีสวย... ที่ดูจะเย้ายวนใจเขาอยู่ตลอดเวลา ทั้งยามหลับและยามตื่น

“คัพเค้กไม่ใช่ขนมไทย แต่มัศกอดคือขนมไทยครับ มีมาตั้งแต่ก่อนกรุงรัตนโกสินทร์แล้วครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยให้สายพิรุณหายสงสัย แต่สำหรับคนฟังแล้ว มัศกอดจะมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณเจ้าของสวนกล้วยคงลืมในนาทีต่อมา แต่ที่จำได้แม่นก็คือ...

“พี่ต้องได้ชิมนะ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มให้กับคำพูดจาน่ารักและการทำตาเล็กตาน้อยของสายพิรุณ

“ได้ชิมครับ เพราะมัศกอดไม่บูดง่ายเหมือนสอดไส้”

“ฮื้ออออ ไม่เอาสิ” สายพิรุณทำเสียงอแง ช้อนสายตาออดอ้อนมองอีกฝ่ายอย่างลืมตัว ก็ไม่อยากให้น้องคิดมากอีก แต่ก็ลืมไปว่าการทำแบบนี้อีกฝ่ายอาจจะไม่ชิน ดังนั้นเมื่อสบแววตาอบอุ่นที่ตอนนี้ดูเข้มขึ้นด้วยห้วงอารมณ์บางอย่าง ความรู้สึกร้อนวูบในท้องและอกก็เกิดขึ้นอีก จนต้องหลบสายตา

เป็นเสน่ห์จันทร์ที่ต้องนับหนึ่งถึงสิบในใจแล้วถอนสายตาออกก่อน เปลี่ยนเรื่องไปที่มะพร้าวแห้ง

“จันทร์ไม่ได้ทำมัศกอดมานานแล้วครับ ครั้งสุดท้ายที่ทำคือตอน ม.ต้น วันนี้จันทร์เลยว่าจะลองรสมือก่อน ถ้าพอไหว พรุ่งนี้ก็จะทำขึ้นโต๊ะในร้านครับ”

“ฝีมือของจันทร์จะไม่รอดได้ยังไงกัน” สายพิรุณโอ่ ก่อนจะฉีกยิ้มให้กว้าง ส่วนหนึ่งเพื่อเบี่ยงเบนความรู้สึกบางอย่างออกไปจากหัว “พี่ไม่เคยกินขนมที่ไหนอร่อยเท่าของจันทร์”

“ชีสเค้กล่ะครับ” เสน่ห์จันทร์แสร้งหยอกเย้า ทำเอาสายพิรุณหน้ายุ่ง ยู่ปาก พร้อมกับส่ายหน้า

“ขนมของจันทร์อร่อยที่สุดแล้ว”

“แล้วจันทร์ล่ะครับ” คำถามนี้ถูกแทรกขึ้นมา ไม่ทันได้ตั้งตัวแต่สมองแปลความหมายได้เร็วพอ ๆ กับจังหวะหัวใจที่เต้นแรงจนผิดจังหวะ สองแก้มร้อนขึ้นมาราวกับถูกไฟลน “อร่อยไหม”

สายพิรุณทำหน้าไม่ถูก ไม่กล้าสู้หน้าหรือมองสบสายตาวาบหวามที่จ้องมองมา เขาก้มหน้าแล้วก็ส่ายหัว ไม่รู้ว่าเป็นการตอบคำถามของเสน่ห์จันทร์หรือเปล่า ทำให้ชายหนุ่มต้องขยับเข้าใกล้แล้วกระซิบถาม

“ว่าไงครับ อร่อยไหม”

“...”

“พระพาย...” เสียงกระซิบข้างหูทำเอาสายพิรุณสั่นเหมือนไข้ขึ้น เขายังคงส่ายหน้า แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่เบาจนแทบหายไปกับสายลมแผ่วเบาที่โชยพัด

“ไม่... รู้”

“งั้นเดี๋ยวจันทร์ให้ชิมครับ” ไม่ไหวแล้วววววววว

“จันทร์!” สายพิรุณเผลอทัดทานออกมาด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเข้ม ไม่รู้ว่าห้ามอะไรระหว่างไม่ให้ตัวเองวิ่งไปเอาหัวจุ่มน้ำในนาบัวกับวิ่งไปชนต้นมะลิ แต่ที่แน่ ๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มของเสน่ห์จันทร์และแววตาที่ทอดมองราวกับต้องการจะบอกอะไร ๆ นั่นแล้ว เขาอยากจะระเบิดตัวตายไปเสียให้จบให้สิ้น

“เดี๋ยวจันทร์ให้ชิมมัศกอดไงครับ” เพราะกลัวสายพิรุณจะระเบิดตัวตายไปเสียก่อน เสน่ห์จันทร์เลยต้องเอ่ยออกไปเช่นนั้น ก่อนจะก้มลงไปยกมะพร้าวแห้งที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา “จันทร์ไม่กวนพระพายแล้ว ถ้าขนมเสร็จเมื่อไหร่ จันทร์จะยกมาให้ชิม... นะครับ”

สายพิรุณไม่รู้จะทำอย่างไรดี เขาได้แต่พยักหน้า กว่าจะกล้าเงยหน้าขึ้นก็ตอนที่เสน่ห์จันทร์เดินไปจนถึงสวนมะลิแล้ว เขาจึงทำได้เพียงเหม่อมองตามแผ่นหลังกว้าง... ที่รู้ดีว่าอบอุ่นแค่ไหน

อบอุ่นเช่นอ้อมกอดที่ตระกองกอดเขาเอาไว้...

ตอนนี้... สายพิรุณไม่อยากชิมมัศกอดแล้ว แม้ว่าจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม

บาปก็บาปเถอะ ไม่ไหวแล้ว!

 

มัศกอด เป็นขนมไทยโบราณที่จะเรียกว่าเป็นลูกครึ่งก็ย่อมได้ เพราะสันนิษฐานว่าเข้ามาในประเทศไทยโดยกลุ่มพ่อค้าสายเปอร์เซีย

ขนมชนิดนี้ถือว่าเป็นฮะหรั่วชนิดหนึ่งซึ่งเป็นขนมกวนของชาวเปอร์เซีย (ขนมกวนทุกชนิด ทุกวัตถุดิบ หากเป็นการกวน ชาวเปอร์เซียจะเรียกว่าฮะหรั่ว) เรียกว่า ฮะหรั่วมัสกัต เนื่องด้วยวิธีทำและการกินซึ่งมักจะรับประทานพร้อมแผ่นแป้งลุดตี่ (มีอธิบายท้ายเรื่อง) เมื่อยุคสมัยผ่านไปกรรมวิธีเปลี่ยนไป ก็มีการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์และรสชาติ เพื่อให้ถูกปากคนไทยสมัยนั้นมากขึ้น ส่วนชื่อมัศกอดนั้น สันนิษฐานว่าเป็นการเรียกเพี้ยนมาจากชื่อเมือง นั่นคือเมืองมัสกัต (Muscat) เมืองท่าปากอ่าวโอมาน ซึ่งในสมัยนั้น การเดินทางมาแผ่นดินสยามต้องแล่นเรือผ่านเมืองท่าแห่งนี้ และได้นำกรรมวิธีทำขนมชนิดนี้มาด้วย

สำหรับเสน่ห์จันทร์แล้วนั้น มัศกอดจะเป็นขนมมาจากไหน อย่างไร เขาจำได้บ้างไม่จำเสียมาก แต่ที่อยู่ในหัวของเขาก็คือ มัศกอดคือหนึ่งในรายชื่อขนมโบราณซึ่งจันทร์ดาราฉายต้องทำเป็น และเขาก็เคยทำแล้ว... ตั้งหนึ่งครั้ง

อย่างที่บอกกับสายพิรุณไป เขาทำครั้งแรก ครั้งเดียว และตอนนั้นเขาอายุสิบห้าปีเท่านั้น

เสน่ห์จันทร์สามารถทำฮะหรั่วมัศกอดโบราณได้ ทั้งที่ตอนนั้นคุณอรุณพิศแค่ให้เขาลองอ่านวิธีการทำเพียงคร่าว ๆ เท่านั้น แต่วันนี้เขาเลือกที่จะทำมัศกอดในรูปแบบที่ปรับเข้ากับชาวไทยแล้ว

 

เมื่อกลับมาถึงเรือน เสน่ห์จันทร์เปลี่ยนจากชุดนักศึกษาเป็นเสื้อแขนกุดสีเข้มกับกางเกงยีนส์พอดีตัว แล้วนำมะพร้าวมาให้พี่ชบาจัดการก่อนจะเข้าไปในครัวชั้นใน

ไข่ไก่ถูกตีจนเข้ากันก่อนจะนำไปกรอง แล้วผสมกับน้ำผึ้งและน้ำตาลทรายขาว ใช้ที่ตีแป้งด้วยมือตีให้เข้ากันจนขึ้นฟู เสน่ห์จันทร์ไม่ใช้เครื่องตีเพราะงานวันนี้ทำไม่มาก อีกอย่าง เขาต้องการรับรู้ถึงสัมผัสของการทำขนมในแบบโบราณก่อน

เมื่อส่วนผสมเข้ากัน ขึ้นฟู และมีสีเหลืองนวลเป็นที่น่าพอใจแล้ว ชายหนุ่มถึงกับปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาตรงขมับ ก่อนจะนำแป้งสาลีที่ร่อนไว้แล้วมาผสม แม้จะไม่ปริปากพูดอะไรออกมา แต่บอกให้รู้เลยว่า การตีแป้งให้เข้ากันและขึ้นฟูนั้นเหนื่อยมาก...

เมื่อส่วนผสมเข้าที่แล้ว เสน่ห์จันทร์หยอดลงกับพิมพ์ของขนมถ้วยฟู ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะใช้กระทงใบตองขนาดเล็ก แต่กลิ่นของใบตองอาจจะทำให้สัมผัสของขนมมัศกอดเปลี่ยนไป จึงเว้นเอาไว้ก่อน เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ถึงขั้นตอนของการอบ

การทำมัศกอดในสมัยนี้นั้นง่ายกว่าสมัยก่อนมาก เพราะมีทั้งเครื่องตีแป้ง เครื่องอบ สีผสมอาหาร กลิ่นสังเคราะห์ แต่ในสมัยก่อนนั้นการกำจัดกลิ่นคาวไข่ไก่หรือการตีแป้งกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย หากเทียบกับคำว่า “การอบขนม”

เสน่ห์จันทร์ใช้เตาอบขนมที่ครัวเสน่ห์จันทร์มี อันที่จริงก็มีตั้งแต่เครื่องตีแป้งตีไข่ หัวตีขนาดต่าง ๆ แต่เขาไม่ใช้เอง

เมื่อก่อนเรือนจันทร์ดาราฉายมีเตาอบโบราณอยู่ ภูมิปัญญาไทยประดิษฐ์ในสมัยก่อน แต่ถูกส่งมอบให้พิพิธภัณฑ์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นเสียแล้ว เสน่ห์จันทร์นึกสนุกอยากลองทำเตาถ่านแบบบ้าน ๆ เองเหมือนกัน แต่เขาไม่มีเวลามากมายขนาดนั้น

ตอนที่เขายกถาดขนมออกมา นอกจากคนในครัวเสน่ห์จันทร์แล้ว ยังมีสายพิรุณที่มานั่งยอง ๆ อยู่ข้างตั่งไม้ เท้าคางมองมองพี่ชบากำลังผสมมะพร้าวทึนทึกขูดกับสีน้ำใบเตย น้ำดอกอัญชัน น้ำแคร์รอต น้ำดอกกระเจี๊ยบ

“จันทร์... เอ่อ... คุณจันทร์ทำอะไรเหรอครับ พี่ชบาบอกพี่ว่าคุณจันทร์จะอบขนม”

“ใช่ครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม เหลือบมองคนอื่น ๆ เล็กน้อยก่อนจะสบตากับสายพิรุณ “คุณ... จันทร์กำลังจะอบขนม”

“มัศกอด?”

“ครับ” สายพิรุณรีบลุกขึ้น มองแป้งสีเหลืองในพิมพ์สิบกว่าถ้วย สลับกับมองหน้าเสน่ห์จันทร์ “จะคล้ายกับขนมไข่ครับ”

ก็เหมือนว่าจะพอนึกภาพออกอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับมะพร้าวสีพวกนี้ตรงไหน

“คุณจันทร์ทำเยอะไหม”

“พอสมควรครับ พี่พระพายช่วยจันทร์ได้ไหมครับ”

“ช่วยอะไรเหรอ” สายพิรุณมีท่าทีตื่นเต้น เขาโดดงานในสวนมาเพราะอยากเห็นไอ้ขนมชนิดนี้นี่แหละ พอมีโอกาสเลยอยากจะช่วย

“ช่วยยกถาดขนมในครัวออกมาให้คุณจันทร์หน่อย คุณจันทร์จะดูอุณหภูมิเครื่องอบครับ”

“ได้สิ” สายพิรุณตอบรับ ก่อนจะเดินไปที่ครัวชั้นใน แต่ดันหยุดชะงักเสียก่อน ความไม่มั่นใจเริ่มจู่โจมอีกครั้ง ถึงกับต้องหันไปมองเจ้าของครัว ซึ่งตอนนี้วางถาดขนมไว้ในบนตั่งไม้ และหันไปตั้งค่าอุณหภูมิที่ต้องการ

“เข้าไปเถอะครับ” เสน่ห์จันทร์หันมามองหน้าสายพิรุณเล็กน้อย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่ได้เข้าไป เอาเป็นว่า เป็นการเข้าไปครั้งที่สอง แต่เป็นครั้งแรกต่อหน้าทุกคนแล้วกัน หลังจากที่เข้าไปครั้งแรก... เมื่อคืน

สายพิรุณยกถาดขนมสองถาดออกมา โดยถือข้างละหนึ่งถาด เมื่อเดินมาถึง ก็ส่งให้เสน่ห์จันทร์นำไปวางไว้ในเตาอบ

“อีกนานไหมครับคุณจันทร์”

“ตัวแป้งอบประมาณสิบห้าถึงยี่สิบนาทีครับ”

“แล้วก็เอามะพร้าวโรยเลยใช่ไหมครับ” สายพิรุณเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ เสน่ห์จันทร์ห้ามยิ้มบนใบหน้าไม่ค่อยได้นัก เหลือบมองคนอื่น ๆ ในครัว ก็ต่างยิ้มให้กับความน่ารักน่าเอ็นดูของสายพิรุณ

สายพิรุณคนขี้ลืม...

ทำไมลืมรักษาอาการนะ ทำไมไม่รู้จักเก็บความน่ารักของตัวเองเอาไว้บ้าง

เคยบอกแล้ว... ว่าเสน่ห์จันทร์ทั้งรักทั้งหวง

“ยังหรอกครับ ตามคุณจันทร์มานี่ครับ” ปากบอกเช่นนั้นแต่มือคว้าแขนของสายพิรุณดึงให้เดินตาม พากันหายไปในครัวชั้นใน...

ทุกคนมองตาม แม้จะอยากรู้ว่าเข้าไปทำอะไรต่อ แต่เมื่อประตูครัวปิดลง ก็ต่างทำได้แค่มองหน้ากันไปมา ครั้นจะถามพี่ชบา ก็คงเป็นไปไม่ได้ รายนี้เก็บเรื่องเจ้านายของตัวเองเงียบกริบเหมือนคนเป็นใบ้

 


>>>>>>>>>>>>>> มีต่อ

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3

ในครัวชั้นใน สายพิรุณหน้าร้อนวูบ เพราะถูกภาพยามค่ำคืนที่ผ่านมาเข้าจู่โจม เขาขยับตัวห่างเสน่ห์จันทร์เล็กน้อย จนอีกฝ่ายเห็นแล้วต้องพยายามห้ามความรู้สึกอยากกัดปากสีหวานนั้นให้ช้ำให้เจ่ออย่างสุดความสามารถ

“มาช่วยจันทร์ตีไข่ขาวหน่อยครับ” เสน่ห์จันทร์เดินไปนั่งบนตั่งไม้ ไข่ขาวถูกเตรียมเอาไว้แล้วในชามอะลูมิเนียม ลวดตีไข่แบบหัวตะกร้อก็พร้อมทำงานแล้ว

สายพิรุณไม่รอช้า เขาตีแป้งตีไข่เป็น แต่ไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก ดังนั้นจึงไม่ต้องให้เสน่ห์จันทร์สอน ทว่าการใช้แรงตีนั้นทำเอาเหงื่อซึมเหมือนกันกว่าที่ไข่ขาวจะตั้งยอดและแข็งตัวขึ้น

“ขอบคุณครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย และไม่ทันที่สายพิรุณจะยิ้มรับ ปลายจมูกของตนเองก็ถูกแตะเบา ๆ ด้วยริมฝีปากของเจ้าของครัว ครั้นจะอ้าปากพูดอะไรยามที่เห็นรอยยิ้มหวานฉ่ำก็เป็นต้องรีบหุบปาก เพราะอีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาแล้วฉกจูบเบา ๆ ที่ปากของเขาไปอีกทีหนึ่ง

“เดี๋ยวจันทร์ทำต่อเองครับ” เสน่ห์จันทร์รับชามไข่ขาวไปแล้วจัดการเทน้ำตาลทรายขาวป่นละเอียด จากนั้นถึงตีต่ออีกจนไข่ขาวกลายเป็นเนื้อครีม ถึงบีบน้ำมะนาวลงไปคนให้เข้ากัน

“ทำไมใช้มะนาวล่ะจันทร์ ไม่เปรี้ยวเหรอ” สายพิรุณถามอย่างอยากรู้

“ไม่หรอกครับ น้ำมะนาวช่วยดับกลิ่นคาวของไข่ขาวครับ” ไม่พูดเปล่าเสน่ห์จันทร์ยกลวดตีที่มีครีมไข่ติดอยู่ขึ้น สายพิรุณทำจมุกฟุดฟิดก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก สายตาแสดงถึงความทึ่ง “ครีมไข่เอาไว้ใช้แต่งหน้าขนมที่อบอยู่ครับ”

“แล้วโรยด้วยมะพร้าว?”

“ใช่ครับ”

“อยากกินแล้วววววว” สายพิรุณอยากกรีดร้องออกมา ตอนนี้จมูกของเขาได้กลิ่นหอม ๆ ของแป้งที่อบอยู่ด้านนอก ไม่ทันจะพูดอะไรต่อพี่ชบาก็เคาะประตูครัว

“คุณจันทร์คะ ขนมอบเสร็จแล้วค่ะ”

“ครับ” เสน่ห์จันทร์ขานตอบไป ก่อนจะลุกขึ้น

สายพิรุณเองก็เช่นกัน เขารีบเดินเพื่อจะไปเปิดประตูให้เสน่ห์จันทร์ เพราะอีกฝ่ายถือชามครีมสีขาวนวลอยู่ แต่ยังไม่ทันได้ผลักออกไป เอวของเขาก็ถูกแขนข้างหนึ่งรวบกอดเอาไว้ แก้มเนียนถูกกดหอมหนัก ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเกลี่ยปลายจมูกตรงผิวไปมา และจูบแผ่วเบาอีกครั้ง ใบหน้าของเขาขึ้นสี ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะสะบัดตัวหนีก็เหมือนว่าใจไม่ได้อยากทำ แต่จะยืนนิ่ง ๆ ก็กลัวใครจะเปิดมาเห็น

“หอม... จันทร์หิวจังครับ”

“หอมกลิ่นเค้กไง จันทร์ไม่ได้กินข้าวกลางวันมาใช่ไหมถึงหิว เดี๋ยวก็ได้...”

“อยากกิน...” ต้องหิวเบอร์ไหนล่ะถึงได้อ้อนเขาขนาดนี้ สายพิรุณคลี่ยิ้มก่อนจะเงยหน้า แล้วหันไปแตะจูบที่ริมฝีปากของเสน่ห์จันทร์เบา ๆ

“รีบทำขนมให้เสร็จเร็ว ๆ จันทร์จะได้กิน” สายพิรุณยิ้ม แม้สองแก้มจะแดงซ่าน แต่ก็พยายามตัดใจ แกะวงแขนนั้น ก่อนจะพี่ชบาจะเปิดเข้ามา ไม่พอ ยังรีบเดินไปที่ถาดซึ่งเต็มไปด้วยขนมซึ่งดูแล้วก็เหมือนขนมไข่หอม ๆ นี่เอง

เสน่ห์จันทร์หลุบตามองครีมเค้กที่ถือไว้ ก่อนจะเดินตามมา สีหน้าของเขาไม่มีอะไรผิดปรกติ เมื่อนั่งลงบนตั่งไม้ ก็หยิบไม้แหลมมาลองเสียบลงไปที่ขนมไข่ เมื่อเห็นว่าแป้งไม่ติดออกมาด้วยก็ยิ้มพอใจ ใช้ช้อนเงินตักครีมสีขาวนวลวางบนหน้าขนมนั้นให้ดูคล้ายกับวิปครีมแต่งหน้าเค้ก

“แล้วก็เอามะพร้าววางเลยใช่ไหมครับ” สายพิรุณมีสีหน้าและแววตาตื่นเต้น เสน่ห์จันทร์ส่ายหน้า

“ทำแบบนี้ก่อนครับ” เขาใช้ไม้แหลมจุ่มปลายลงไปในน้ำสีที่เหลือจากการทำสีมะพร้าวขูด แล้วแตะลงไปที่ครีมก่อนจะหมุนวน ทำซ้ำกันสองสามครั้งจนมีสีสันบนเนื้อครีมพอสวยงาม จากนั้นใช้มะพร้าวสีเดียวกับสีครีมวางไว้ด้านบน

“พี่ทำบ้างได้ไหม ๆ” เสน่ห์จันทร์ส่งไม้แหลมให้สายพิรุณ ปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามที่ใจนึกสนุก โดยมีพี่ชบาและคนอื่น ๆ ช่วยด้วยคนละไม้ละมือ ตัวเขาเองก็รีบแต่งครีมหน้าขนมจนครบทุกอัน

“เสร็จแล้ว ๆ น่ารักมากเลย ดูสิพี่ชบา อันนี้ผมทำเอง ๆ” สายพิรุณยกมัศกอดที่ใส่มะพร้าวสีแดงอ่อนจนคล้ายกับสีชมพูขึ้นอวดคนนั้นคนนี้ จนใครต่อใครก็อดยิ้มตามไม่ได้ “ชิมเลยได้ไหม ทั้งน่ารักทั้งหอมขนาดนี้”

“ยังไม่ได้ค่ะ” พี่ชบาค้าน ก่อนจะวางขนมในมือของตนเองลงถาด “ต้องเอาไปอบอีกรอบหนึ่งก่อน”

“อ้าว ต้องอบอีกเหรอครับ”

“ครับ” เสน่ห์จันทร์เป็นคนตอบ “เพื่อให้หน้าครีมเซ็ตตัวครับ”

“นานเหมือนเมื่อกี้ใช่ไหมครับ”

“สามถึงห้านาทีก็พอครับ” เสน่ห์จันทร์พูด จัดมัศกอดเรียงให้ถาดให้ดีกว่าเดิม จากนั้นให้พี่ชบายกขึ้นไปใส่ในเครื่องอบ “ใช้ไฟเท่าเดิมนะครับ ตั้งไว้ห้านาทีก็พอครับ”

“ค่ะ”

เครื่องอบทำงานห้านาทีก็ดังเตือน หลังจากนั้นมัศกอดร้อน ๆ สีสันต่าง ๆ ก็อยู่ตรงหน้าของสายพิรุณ มองแล้วก็เหมือนกับคัพเค้กจริง ๆ แต่ว่ามีความเป็นไทยอยู่ก็ตรงมะพร้าวนี่แหละ และตรงครีมก็ไม่เหมือนครีมหน้าเค้กเสียทีเดียว

ไม่รู้ล่ะ สำหรับสายพิรุณตอนนี้ มัศกอดชิ้นน่ารักเหล่านี้ดีงามยิ่งกว่าชีสเค้กปอนด์ใหญ่ ๆ เสียอีก

เสน่ห์จันทร์จัดมัศกอดเป็นหลายชุด ชุดแรกคือให้พี่ชบายกขึ้นไปบนเรือนสำหรับคุณหญิงมณีจันทร์ คุณอรุณ คุณเพชรน้ำหนึ่ง และป้าพวง ชุดที่สองมีจำนวนมากชิ้น มะลิกับแก้วยกออกไปที่ครัวดาราทอง สำหรับพี่สาวและผู้ช่วยในครัว ชุดที่สามสำหรับคนในครัวเสน่ห์จันทร์ ชุดที่สี่จัดใส่จานสำหรับตนเองกับสายพิรุณ ชุดที่ห้าจัดลงตะกร้าเพื่อให้สายพิรุณหิ้วกลับ

พี่มาลัยกับอุ่นช่วยกันเก็บของ ครู่ต่อมาแก้วกับมะลิก็กลับมาช่วย ตามด้วยพี่ชบา ซึ่งไม่ได้ใช้เวลานานมากนักก็เสร็จเรียบร้อย

เสน่ห์จันทร์ยังอยู่ในครัวชั้นตอนที่พี่ชบางับประตูครัวชั้นนอก และสายพิรุณยังไม่ได้กลับ ทั้งสองอยู่ด้วยกัน

“แบ่งให้คุณลุงกับคุณป้าด้วยใช่ไหมครับ” สายพิรุณพยักหน้า ตอนที่หยิบมัศกอดขึ้นมามองซ้ายมองขวา ยิ้มจนแก้มพอง “งั้นเดี๋ยวจันทร์จัดใส่กล่องให้ครับ”

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวพี่จัดการเอง จันทร์นั่งพักก่อน” เสน่ห์จันทร์ทำตามอย่างว่าง่าย จ้องมองสายพิรุณที่ยกมัศกอดขึ้นดม ก่อนจะยิ้ม “พี่เป็นคนทำครีม”

ในเมื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้มขนาดนี้ทำไมเสน่ห์จันทร์ต้องทักท้วง ถ้าเป็นความสุขของสายพิรุณ เขาก็ยินดีทั้งหมดนั่นแหละ

“อร่อย... อร่อยมาก” สายพิรุณกัดไปคำแรกก็พูดทั้งที่ครีมยังเลอะปาก หันมาฉีกยิ้มกว้างให้กับเสน่ห์จันทร์ “จันทร์กินเร็ว ตะกี้จันทร์บอกหิวนี่ อร่อยมาก ใครทำครีมน้า...”

เสน่ห์จันทร์ยิ้มกว้าง ก่อนจะหยิบมัศกอดขึ้นมามองบ้าง แต่เขายังไม่ได้กัดมัน สายตาช้อนมองไปที่คนพี่ที่กำลังกัดขนมคำที่สองพร้อมกับอมยิ้ม

“เลอะหมดแล้วครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย แต่สายพิรุณก็แค่หันมายิ้มกับเขา กัดขนมไปอีกคำ

“ถ้าจันทร์ทำมัศกอดทุกวัน พี่ก็จะกินทุกวัน”

“งั้นย้ายมาอยู่กับจันทร์เลยดีไหมครับ” สายพิรุณได้ยินก็หัวเราะคิกคัก แต่สองแก้มแดงเรื่อ

วันนี้เสน่ห์จันทร์เป็นอะไร ทำไมขยันพูดจาทำให้เขาคิดแต่เรื่องบาป ๆ อยู่นั่น เดี๋ยวเขาเป็นคนบาปขึ้นมาจริง ๆ อย่าไล่ให้ไปทำบุญเชียวนะ

“ให้พี่มาเป็นยามเฝ้าหน้าครัวเหรอ” คำพูดหยอกเย้าและเฉไฉที่ได้ยินทำให้เสน่ห์จันทร์คลี่ยิ้มหวานต่อไป เขาวางขนมในมือ เปลี่ยนไปดึงกระดาษทิชชูแทน แล้วส่งให้กับสายพิรุณเพื่อจัดการเช็ดคราบครีมที่ติดตามมุมปาก

“พระพายก็รู้... ว่าจันทร์ไม่มีทางทำแบบนั้น”

“พี่รู้” สายพิรุณรับกระดาษทิชชูมาเช็ดปาก อ้อมแอ้มตอบ เพราะเข้าใจในความหมายในคำพูดนั้นดี

“ขยับมานั่งตรงนี้ครับ” เสน่ห์จันทร์ตบมือเบา ๆ ลงที่ตักของตนเอง สายพิรุณเหลือบมอง เสียงเล็ก ๆ ในหัวบอกว่าให้ส่ายหน้าแล้วนั่งอยู่ที่เดิม แต่ร่างกายกลับถูกอีกเสียงสั่งการให้ขยับเข้าไปหาอย่างไม่อิดออด

ต่อให้เสียงเส้นทางบุญจะบอกว่าไม่เหมาะไม่ควร ที่นี่เป็นห้องครัว แต่เสียงทางสายบาปกลับกระซิบหยอกเย้าว่า ห้องครัวแล้วอย่างไร ใช่ว่าเมื่อคืนจะไม่เคยทำอะไรกันสักหน่อย

เสน่ห์จันทร์นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้ โดนมีสายพิรุณนั่งจุมปุ๊กอยู่บนตักของตนเองอีกที สองแขนสอดกอดเอว รั้งเข้ามากอดจนแผ่นหลังของอีกฝ่ายแนบชิดกับแผงอก เกยคางกับลาดไหล่

“จันทร์ไม่กินเหรอ ไหนว่าหิว” สายพิรุณเอียงใบหน้ามาถาม เลยถูกแตะจูบที่สันกรามเบา ๆ “กินไหม เดี๋ยวพี่ป้อนก็ได้” ก็ดูแล้วเสน่ห์จันทร์คงไม่เลิกกอดเขา

มัศกอดอันใหม่ถูกยกมาถึงปาก แต่เสน่ห์จันทร์กลับกัดไปแค่คำเล็ก ๆ เห็นแล้วสายพิรุณก็ได้แต่ขมวดคิ้วยุ่ง ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็บอกว่าหิว แต่กินแค่นี้น่ะหรือ

“จันทร์... ไม่อยากกินเหรอ มัศกอดที่จันทร์ทำอร่อยมากเลยนะ”

“จันทร์อยากกินครับ”

“นี่ไง” เสน่ห์จันทร์ส่ายหน้า ช้อนตามองสายพิรุณที่แก้มเนียนมีสีระเรื่อจาง ๆ

“จันทร์อยากกินพระพาย” ไอ้ยินแล้วสายพิรุณนึกอยากเกาศีรษะเลยทีเดียว ก็ตอนนี้มีแต่มัศกอด จะเอาขนมพระพายมาจากไหน

“จันทร์อยากกินขนมพระพาย ทำไมไม่ทำขนมพระพายล่ะ” ถามไปแล้วก็นึกอยากตีหน้าผากตัวเองแรง ๆ ขนมพระพายใช้เวลาทำนานไม่ใช่น้อย อยากกินตอนนี้ ถ้าทำจริง ๆ คงได้กินกลางดึกโน่นแหละ

“พระพายเข้าใจอย่างนั้นจริง ๆ เหรอครับ” คำถามของเสน่ห์จันทร์ได้รับคำตอบเป็นเสียงอื้อ แล้วก็อาการหันไปสนใจกินมัศกอดที่เขากัดไปคำเดียว แต่ท่าทางเฉไฉนั่นกลับไม่สามารถกลบเกลื่อนสีแดงที่เริ่มเข้มบนใบหน้าได้เลย

สายพิรุณเข้าใจสิ่งที่เขาบอกเสียที ถึงจะแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ก็เถอะ

ขนมมัศกอดชิ้นที่สองหมดลง สายพิรุณจิบชามะลิ ซึมซับความหอมขึ้นจมูก ก่อนจะเริ่มหันกลับไปสนใจคนที่กอดเขาไม่ปล่อย

“จันทร์...”

“ครับ” เสน่ห์จันทร์ช้อนสายตามองเขา ก่อนจะกดปลายจมูกลงกับบ่า

“อีกเดี๋ยวพี่จะไปให้น้ำเชื่อมกับผึ้งแล้ว” เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ตอบอะไร ไล่กดจูบไปจนถึงซอกคอ ไกล่เกลี่ยไปมาจนสายพิรุณรู้สึกสะท้านไปทั้งตัว และไม่ได้ห้ามปรามฝ่ามือที่ลูบไล้ต้นขา แม้จะมีกางเกงยีนส์ขวางกั้น แต่เขาก็รับรู้ถึงความร้อนผ่าวของฝ่ามือนั้น

ใบหน้ามนใสเอียงเข้ามาหา ก่อนจะจูบที่หน้าผากของเสน่ห์จันทร์ พร้อมกับการเอี้ยวตัวจนสามารถใช้แขนข้างหนึ่งโอบกอดรอบคอได้ และจูบลงไปที่สันจมูกโด่ง

แววตาอบอุ่นช้อนมองและแววหวามไหวระริกที่จ้องมอง สายพิรุณแทบจะหักห้ามใจไม่อยู่ แต่เขายังไม่เลอะเลือนจนไม่รู้เวล่ำเวลา แม้ว่าตอนนี้หัวใจของเขาจะละลายเหลวยิ่งกว่าน้ำผึ้งหอมหวาน

“ยังกินไม่ได้นะ” สายพิรุณกระซิบบอก “ยังกินพระพายตอนนี้ไม่ได้”

“ใจร้าย” เสียงออดอ้อนตัดพ้อนั้นแทบทำให้สายพิรุณยอมทิ้งทุกอย่าง แต่เขายังพยายามตั้งสติ ทั้งที่จริงแล้วนั้น ทำใจแข็งไม่เคยได้

“จันทร์...” สายพิรุณกระซิบ เมื่อรู้สึกถึงฝ่ามืออุ่นจัดที่ลูบขึ้นมาจนถึงกระดุมกางเกงยีนส์ของเขา และปลายนิ้วโป้งที่เกลี่ยบนผิวตรงหน้าท้อง

“ตอนนี้... ยังไม่ได้” เอ่ยปากห้ามปราม แต่ริมฝีปากกลับแตะจูบกันแผ่วเบา หยอกเย้าให้หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ก่อนจะถอยห่างกันเพียงเล็กน้อย แล้วขยับกายเปลี่ยนให้คนพี่นั่งคร่อมอยู่เหนือตัก เบียดเข้าหาจะอกแนบชิดกัน

“ให้จันทร์ชิมสักนิดไม่ได้เลยเหรอครับ” แล้วที่ผ่านมาไม่ยินยอมเลยหรือไร

แม้จะตัดพ้อเช่นนั้นในใจ แต่สักคำน้อยสายพิรุณก็ไม่อาจจะเอ่ยทัดทานให้อีกฝ่ายได้ขัดใจ ยามที่ปลายจมูกนั้นดอมดมตามแก้ม ไล่ลงไปจนถึงผิวเนียนที่ซอกคอ มีตอนไหนที่เขาต้านทานหรือ

ไม่เลย...

คำว่าใจแข็ง เคยมีสักครั้งหรือ... ที่สายพิรุณทำได้

“จันทร์...” เสียงกระซิบแผ่ว เกิดพร้อมกับมือที่ขยุ้มเสื้อกล้ามจนแน่น เมื่อฝ่ามืออุ่นซุกสอดเข้ามาใต้เสื้อ ไล่ขึ้นมาจนถึงอก ชื่อของอีกฝ่ายอาจจะเป็นคำเดียวที่สายพิรุณเอ่ยเป็นคำได้ “จันทร์...”

สายพิรุณสะดุ้งเมื่อปลายนิ้วเรียวยาวที่เขาเห็นนวดแป้งและทำขนมนับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้สะกิดแผ่วที่อก และก็หมดสิ้นกันทีกับความพยายาม เมื่อเสียงกระซิบแผ่วหวานตอบกลับมาที่ข้างหูยามเขาเรียกชื่อ

“จันทร์...”

“จ๋า...”

 

++++++++++++++++++++++

 

ระหว่างคุณจันทร์และพี่พระพาย... ใครบาปมากกว่ากันเอ่ย?

10 คะแนน

 

#คนบาปคืออิชั้นเอง

 

ทางสายบาปปูมาเยอะพอสมควร เริ่มไม่มีกงมีกลอน... ต่อจากนี้มโนไปก่อนนะคะ ฮี่ๆ  ประตูบาปเปิดเมื่อไหร่ เดี๋ยวพี่นำทางไปเอง ฮี่ ๆ

 

ใครจะไปหาซื้อมัศกอดแล้วหาไม่เจอ พี่แนะนำเค้กโบราณแทนไปก่อนนะคะ แต่แป้งเค้กก็จะต่างกันนิดหน่อย (ไม่หน่อยอะ 55555) ไม่ก็หาคัพเค้กแทน แต่จริง ๆ ที่ใกล้เคียงที่สุดคงเป็นขนมไข่ อิอิอิ

 

เท่าที่พี่ไปดูนั่นเปิดนี่มา เมื่อก่อนเหมือนว่ามัศกอดจะไม่ได้มีรูปร่างแบบนี้นะคะ เหมือนนางจะเป็นแป้งกวน เหมือนฮะหรั่วประมาณนั้น แต่เวลากินเขาก็จะเอาแผ่นลุดตี่นี่แหละห่อฮะหรั่วมัศกอดอีกที ทำให้รสชาติไม่หวานเกินไป

จากนั้นไทยเราก็ปรับเปลี่ยนจนมีลักษณะเป็นมัศกอด อย่างที่แปะรูปเอาไว้ค่ะ ตัวแป้งกวนแบบฮะหรั่ว กลายเป็นแป้งที่นำไปอบ รสชาติก็ขนมไข่ นุ่ม ๆ หอม ๆ ที่เราเคยกินค่ะ จะพิเศษอีกนิดก็คือตัวครีมนั่นแหละ

(แผ่นลุดตี่ ทำจากแป้งข้าวเจ้าที่โม่ใหม่ ๆ เป็นวิธีแบบโบราณ คือนำข้าวสารมาแช่น้ำหนึ่งคืน แล้วโม่ด้วยโม่หิน โดยเจือน้ำขณะโม่ด้วย ก็จะได้น้ำแป้งข้าวเจ้า นำไข่ไก่มาตีผสมพอเข้ากัน ผสมด้วยสีเหลือง ที่ได้จากหญ้าฝรั่น หรือขมิ้นผง เสร็จแล้วตักหยอดแป้ง ลงกระทะที่ตั้งไฟจนร้อน กลอกแป้งในกระทะ ให้น้ำแป้งแผ่เป็นแผ่นกลม ขนาดกำลังเหมาะ เมื่อแป้งสุกแล้ว จะร่อนจากกระทะ มีสีเหลืองนวลชวนรับประทานทำให้ไม่มีรสหวานเกินไป)

 
ในนิยายเรื่องนี้ ถ้าพูดเรื่องความถนัดแล้ว การทำ(แผ่น)ลุดตี่ ดาราทองจะทำได้ดีกว่าคุณจันทร์ค่ะ เพราะที่ร้านจะมีเมนูที่เรียกว่า ลุดตี่หน้าแกงไก่ (อาหารโบราณ)

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด