เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย บทพิเศษ คืนเพ็ญ เดือนสิบสอง [หน้าที่ ๑๖ /๑๘ มีนาคม ๒๕๖๒]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย บทพิเศษ คืนเพ็ญ เดือนสิบสอง [หน้าที่ ๑๖ /๑๘ มีนาคม ๒๕๖๒]  (อ่าน 21082 ครั้ง)

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1713
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
ไม่บาป ไม่บาป พี่พายไม่ต้องกังวล จัดไปเลยค่ะ ใส่เกียร์ปล่อยใจไปเลยไม่ต้องยั้ง คริๆๆ

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3
เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๖ เจ้าบัวเอ๋ย



เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้มเล็กน้อย เมื่อฟังคำพูดของบิดาที่กล่าวถึงเรื่องคู่หมาย เปลือกตาของเขาหลุบมองถ้วยชามะลิ ก่อนจะเอ่ยว่า

“ไม่ต่างจากที่คุณหญิงฉัตรสนทนากับคุณจันทร์ครับ”

แม้ว่าฉัตรศิริวิไลจะเป็นเพื่อนที่ค่อนข้างสนิทสนมกันและครอบครัวของเขาก็ทราบเรื่องนี้ แต่เมื่อต้องเอ่ยถึงหญิงสาว เสน่ห์จันทร์มักทิ้งระยะห่างในสถานะจนสามารถรับรู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องถามถึงความใกล้ชิดกัน เพียงประโยคนี้ประโยคเดียว ทั้งเพชรน้ำหนึ่งและอรุณพิศก็รู้แล้วว่าในใจของลูกชายนั้นวางหญิงสาวสูงศักดิ์ผู้นี้ไว้ตรงที่ใด

“คุณย่าหวังจะทาบทามคุณหญิงฉัตรศิริวิไลให้กับคุณจันทร์ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะผิดฝาผิดตัวมาแบบนี้” อรุณพิศเอ่ยสำทับ เรื่องนี้เมื่อกลางวันเธอมีโอกาสจึงลองสอบถามคุณหญิงมณีจันทร์ ท่านก็เล่าความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เสน่ห์จันทร์ได้รับทราบมาจากฉัตรศิริวิไล เพียงแต่เพิ่มเติมมาอีกหลายคำ ซึ่งอรุณพิศไม่ได้เอ่ยบอกลูกชาย

“ครั้งนั้นฉันเห็นว่าไม่มีใครเหมาะกับพ่อจันทร์เท่าคุณหญิงฉัตรแล้ว แต่ก็คิดว่าไม่ควรถ้าจะไปเอ่ยปากขอทาบทามตรง ๆ อย่างไรเสีย ทางนั้นก็มียศศักดิ์สูงกว่า เลยคิดว่าจะหาโอกาสให้เด็ก ๆ ได้รู้จักสนิทสนมกันก่อน แต่... ดูพ่อจันทร์ตอนนี้ คงไม่มีใจให้ใครแล้วมั้ง”

“คุณแม่คะ” ดวงตาอ่อนแสงของคุณหญิงมณีจันทร์มองออกไปนอกเรือน เลยออกไปยังสวนพิรุณ

“ฉันน่ะไม้ใกล้ฝั่งแล้ว อีกไม่กี่ปีก็ไม่ได้อยู่เห็นโลก อนาคตของลูกหลานก็ให้เขาจัดการกันเอง สุดแต่บุพเพเถิด แม่อรุณ”

“ค่ะ”

แม้แต่คุณหญิงมณีจันทร์ที่ใช้ชีวิตส่วนมากอยู่บนเรือนจันทร์ดาราฉาย ไม่เคยออกมาพบปะผู้ใดนานหลายปี ยังรู้ถึงใจของเสน่ห์จันทร์ แล้วสิ่งที่เอมอรคิดจะทำ จะไม่เป็นการทำให้เรื่องราววุ่นวายหรอกหรือ

“เรื่องนี้คุณจันทร์จะคุยกับคุณย่าเองครับ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวล”

“พ่อรู้ว่าคุณจันทร์คงจะจัดการได้ เพียงแต่...” เพชรน้ำหนึ่งใช่ว่าจะไม่มีหูมีตา อย่างไรเขาก็มีหน้ามีตาในสังคมไม่น้อย และต่อให้ลูกชายของเขาไม่เคยออกงานสังคมใดใด แต่ชื่อเสียงของจันทร์ดาราฉายนั้นก็มีไม่น้อยเลย 

“อย่างไรแม่เอมก็มีศักดิ์เป็นน้าของคุณจันทร์และคุณดารา ถ้ามีวิธีที่รอมชอมได้ก็น่าจะดี” เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้ม

“ถ้าคุณน้าเอมอรคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นเรื่องที่ดีที่เหมาะสมแล้ว คุณจันทร์ก็คงไม่มีคำพูดอะไรหรอกครับ เพียงแต่ถ้าหยุดที่คุณจันทร์ได้จะดีมาก อย่าให้เรื่องทำนองนี้วุ่นวายถึงคุณดาราก็พอ”

แม้ดาราทองจะเป็นหญิง แต่งงานออกเรือนก็ต้องเปลี่ยนสกุล แต่สำหรับเสน่ห์จันทร์ พี่สาวของเขานั้นคือจันทร์ดาราฉายคนหนึ่ง และเธอไม่ควรต้องมาพบเจอกับเรื่องไม่น่ารักเช่นนี้

ที่สำคัญกว่าสิ่งใด ดาราทองมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว แม้ฝ่ายชายจะไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอ แต่ก็เป็นชายหนุ่มที่ดีพร้อมคนหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเอมอรจะมองเช่นเดียวกับคนอื่นไหม

เพราะขนาดเสน่ห์จันทร์ เป็นถึงเจ้าของครัวเสน่ห์จันทร์ เธอยังกล้าวุ่นวาย

“พ่อจะเตือนแม่เอมแล้วกัน”

นั่นเหมือนเป็นการจบสนทนาเรื่องเคร่งเครียดที่เสน่ห์จันทร์ไม่ได้เครียดตามเลยสักนิด เขานั่งคุยกับพ่อและแม่อีกครู่หนึ่งก็เดินออกจากห้องหนังสือ และมาเจอกับดาราทองที่นั่งหน้ายุ่งอยู่ที่โถงรับแขก

“คุณดารา เป็นอะไรครับ ทำไมทำหน้าแบบนั้น”

“คิดรายการอาหารพรุ่งนี้ไม่ออกน่ะสิ ทำบ่อย ๆ คุณดาราก็เบื่อเหมือนกัน” เสน่ห์จันทร์ยิ้มขัน ก่อนจะเดินมาทรุดลงนั่งตรงกันข้ามกับพี่สาว ยื่นมือไปข้างหน้า เพื่อขอดูกระดาษจดรายการอาหารในมือเรียวเล็กนั้น

“คุณจันทร์กินอะไรมาหรือยัง” เธอเอ่ยถามพร้อมกับยื่นกระดาษที่เขียนรายการอาหารให้น้องชาย แล้วก็มีแต่การกากบากทับไปเสียมาก

“เรียบร้อยแล้วครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบ หลังจากเรียนเสร็จ เขาและเพื่อน ๆ พากันไปนั่งกินพิชซ่าในห้างสรรพสินค้าใกล้กับมหาวิทยาลัย ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ “วันนี้แกงกะทิสายบัวไปแล้ว พรุ่งนี้ก็จะมีแกงกะทิหน่อไม้อีกเหรอครับ รายการกะทิบ่อยเกินไปหรือเปล่า”

“ก็คุณดาราคิดไม่ออกแล้วนี่นา คุณจันทร์ล่ะ จะใช้ขนมอะไร”

“คุณจันทร์ต้องดูรายการอาหารว่างกับอาหารจานหลักก่อนสิครับ” เอ๊ะ... ทำไมเหมือนโดนโยนงานใส่หน้านะ แต่... ไม่หรอกมั้ง คุณจันทร์ไม่ใช่คนแบบนั้นเสียหน่อย

หรือเป็น?

“หมดมุกแล้ว” คุณดาราบ่นกระปอดกระแปด พลันสายตาเหลือบไปเห็นป้าพวงที่กำลังเดินผ่านห้องโถงเพื่อขึ้นไปยังชั้นสอง ในมือของป้าพวงมีดอกบัวที่พับกลีบอย่างสวยงามอยู่กำใหญ่

“ป้าพวงคะ จะเอาดอกบัวไปไหนคะ” ป้าพวงชะงัก เมื่อเห็นว่าเป็นคุณ ๆ ของเรือนก็เดินเข้ามาหา ทำท่าจะนั่งลงบนพื้น แต่เสน่ห์จันทร์กลับยิ้มดักทางไว้ก่อน

“นั่งบนเก้าอี้ครับ” พอเจออย่างนี้เข้าไป ป้าพวงไม่กล้าขัด เลยต้องยอบนั่งบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง

“ดอกบัวงามมาก” ดาราทองเอ่ยชม ด้วยเพราะฝีมือการพับ ทั้งการคลี่กลีบใกล้บาน การจับหยักให้พับเข้า

เสน่ห์จันทร์หลุบตามองดอกบัวกำนั้น ก่อนจะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

“พี่พระพายทำมาให้เหรอครับ”

“ใช่ค่ะ คุณพระพายเธอแวะมาเมื่อสักครู่ บอกว่าบัวเหลือ ดอกงามนัก อิชั้นเลยขอเอาขึ้นไปจัดใส่แจกันให้คุณหญิงท่าน”

“คุณจันทร์รู้ได้ไงว่าพายเป็นคนทำ” เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ตอบคำถามของดาราทองในทันที เขายิ้มอ่อน

ดอกบัว... มีวิธีพับมากกว่าสิบแบบ ตัวเขาเองไม่สามารถพับได้เพราะเผลอลงมือหนักจนกลีบบัวช้ำ ทำได้ก็แค่เด็ดกลีบบัวเวลาจะนำมาใช้ แต่สำหรับสายพิรุณนั้น...

สายลมพระพายของเสน่ห์จันทร์... พับกลีบบัวได้ถึงสิบหกแบบ และที่ป้าพวงถือมานี้มีลายพับกลีบพิกุล และลายพับกลีบมรกต

เสน่ห์จันทร์จดจำงานฝีมือของสายพิรุณได้ทุกอย่าง เพียงแค่มองชั่วกะพริบตา เขาก็รู้ได้ทันที

“ถ้าไม่ใช่พี่พระพายแล้วจะไปใครได้ล่ะครับ ในเรือนจันทร์ดาราฉาย นอกจากคุณย่า ป้าพวง คุณแม่... ก็ไม่มีใครพับบัวได้สวยขนาดนี้”

“ใช่ค่ะ คุณพระพายเป็นคนพับเอง”

“แล้วตอนนี้พี่พระพายกลับไปหรือยังครับ”

“ยังค่ะ ยังนั่งคุยกับแม่ชบากับแม่มาลัยอยู่ที่ครัว” เสน่ห์จันทร์ยิ้มรับ ส่วนดาราทองนั้นแอบเหล่สายตามองน้องชาย แล้วก็นึกอยากทำเสียงหึให้ได้ยิน แต่ก็กลัวจะโดนน้องชายดุว่าไม่งาม

“ดอกบัวเยอะขนาดนี้ พายไม่ได้เอาไปส่งที่ตลาดเหรอคะ ปรกติเห็นเก็บส่งทางนั้นได้เยอะเลย”

“เห็นว่าเอาไปส่งแล้วค่ะ แต่ตอนนี้บัวล้นตลาด แม่ค้ารับเจ้าอื่นที่ถูกกว่า คุณพระพายเลยเอากลับมา จะทิ้งก็เสียดาย เลยเอามานั่งพับให้เอาใช้ตกแต่งร้านค่ะ”

จบคำอธิบายของป้าพวง ดาราทองก็แค่เลิกคิ้วขึ้น แต่เสน่ห์จันทร์นั้นกลับนั่งนิ่งไม่ไหวติง เมื่อเห็นว่าคุณ ๆ เธอไม่ซักถามอะไรแล้วป้าพวงก็ขอตัวขึ้นไปดูแลคุณหญิงมณีจันทร์ต่อ

เหลือเพียงดาราทองและเสน่ห์จันทร์นั่งอยู่ในโถง

“คุณจันทร์...” ดาราทองไม่ทันเอ่ยถามอะไร กระดาษรายการอาหารก็ถูกวางไว้บนโต๊ะเบื้องหน้า เธอรับมาดู แล้วก็แทบจะอุทานอย่างตกใจ แต่ก็รีบตั้งสติแล้วเปลี่ยนเป็นถามว่า

“เอาจริงเหรอคุณจันทร์” เสน่ห์จันทร์ไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้มแล้วขยับตัวลุกขึ้น

“คุณจันทร์ไปบอกพี่พระพายก่อนนะครับ” ดาราทองไม่ได้เอ่ยห้าม เธอมองตามแผ่นหลังของน้องชาย แล้วก็ก้มมองรายการอาหารว่าง อาหารจากหลักของร้านในวันพรุ่งนี้...

รายการขนมหวานช่วงสาย คือ เม็ดบัวฉาบคู่กับชาดอกบัวสด

รายการอาหารคาว ประกอบด้วย อาหารเรียกน้ำย่อยคือ สายบัวทอดกรอบ อาหารจานหลักคือ ข้าวผัดเม็ดบัวห่อใบบัว เม็ดบัวผัดสามรส ต้มซี่โครงหมูเม็ดบัว แกงส้มรากบัว ของหวานหลังมื้อกลางวันคือ เม็ดบัวต้มน้ำตาล

รายการช่วงบ่าย คือ เมี่ยงคำกลีบบัว

รายการนี้ทำเอาดาราทองแทบกรี๊ด เมื่อลายมือเสน่ห์จันทร์เขียนกำกับเอาไว้พร้อมขีดเส้นใต้ว่า... ครัวเสน่ห์จันทร์

ใช่! เธอตาไม่ฝาดและอ่านไม่ผิด

เมี่ยงคำกลีบบัว ถือเป็นอาหารคาว แต่... รายการอาหารนี้จะออกจากครัวเสน่ห์จันทร์!

“โอ๊ย!! รักมากแค่ไหนเนี่ยคุณจันทร์!”

 

เสน่ห์จันทร์เดินมาถึงครัวแล้ว แต่เหมือนกวาดสายตามองไปโดยรอบไม่พบเจอร่างเจ้าของชื่อสายพิรุณ มีเพียงพี่ชบาและพี่มาลัยที่กำลังคุมเด็ก ๆ ดูแลครัว

“คุณจันทร์กลับมานานแล้วเหรอคะ พี่กำลังจะปิดครัว” เสน่ห์จันทร์ยิ้มรับพี่ชบา แล้วเอ่ยถามกลับไป

“พี่พระพายล่ะครับ”

“คุณพระพายเพิ่งกลับไปเมื่อกี้นี่เองค่ะ” พี่ชบาไม่เอ่ยถามว่าต้องให้ตนหรือเด็กในครัวคนไหนไปตามให้หรือไม่ เพราะถ้าเกี่ยวข้องกับสายพิรุณแล้วนั้น เสน่ห์จันทร์มักจะจัดการเองมากกว่า นอกจากมีความจำเป็นถึงจะให้เธอไปตาม

“ดูแลครัวให้คุณจันทร์ก่อนนะครับ แล้วก็พรุ่งนี้ของหวานจะเป็นขนมเม็ดบัวฉาบ ชาดอกบัวสด เม็ดบัวต้มน้ำตาล แล้วก็เมี่ยงคำ ฝากให้พี่มาลัยไปดูส่วนผสมเมี่ยงคำในครัวดาราทองหน่อยนะครับ” พี่ชบาไม่สงสัยอะไรนัก เพราะใช่ว่าเสน่ห์จันทร์จะไม่เคยทำเมี่ยงคำ แต่ครั้งสุดท้ายที่ทำก็นานมากแล้ว

จำได้ว่า... สายพิรุณไม่บ่นว่าอยากกินเมี่ยงคำมาเป็นปีแล้ว

“ชะพลูน่าจะหมดนะคะ เพราะวันก่อนคุณดาราเธอใช้ทำเมี่ยงคำเหมือนกัน”

“คุณจันทร์จะใช้กลีบบัวครับ แต่ถ้ามีก็เอามาได้ครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบ ก่อนจะเดินอ้อมไปทางเดิน มุ่งตรงไปยังประตูรั้วด้านหลัง พี่ชบาแค่ยิ้มบางเบา ก่อนจะไปจัดการเรื่องต่าง ๆ ตามที่เจ้านายต้องการ

 

ตอนนี้มืดแล้ว แต่สายพิรุณยังคงไม่หยุดมือจากการดูแลเจ้ากล้วยไม้ ในใจก็นึกถึงพรุ่งนี้เช้า วางแผนว่าจะทำอะไรก่อนเมื่อตื่นนอน

ตอนนี้กระทงใบตองกว่าร้อยใบถูกเย็บเรียบร้อย เนื่องจากเป็นของที่ต้องทำทุกสองวันส่งให้ครัวเสน่ห์จันทร์ดาราทอง ใบตองถูกจับมุมและเย็บตรึงด้วยด้ายสีเขียวเข้ม เล็กจนแทบมองไม่เห็นรอย สายพิรุณไม่เคยใช้ลวดเย็บกระดาษหรือไม้กลัดแม้จะประหยัดเวลามากแค่ไหนก็ตาม งานเย็บมือด้วยเส้นด้ายดูดีและคู่ควรกับครัวเสน่ห์จันทร์ดาราทอง

เมื่อเย็บเสร็จแล้วเขาก็นำกระทงน้อยเหล่านั้นแช่ในกะละมังขนาดใหญ่ ซึ่งบรรจุน้ำผสมกับน้ำมันมะกอกตามสัดส่วนเพื่อเพิ่มความเงางาม และเพื่อไม่ให้มีกลิ่นน้ำมันติด เขามักจะใช้เกสรดอกกุหลาบซึ่งเด็ดกลีบเก็บแยกเอาไว้ ขยำรวมกับผลลูกจันสุก แช่ในน้ำไปด้วย ส่วนกลีบกุหลาบที่ถูกเด็ดแยกไว้ นำไปตากจนแห้งแล้วเอามาเป็นหนึ่งในส่วนผสมไส้เทียนอบขนม

เช้ามืดพรุ่งนี้เขาจะเก็บดอกมะลิที่เริ่มโตเต็มที่ เพื่อส่งไปที่ครัวเสน่ห์จันทร์ วันนี้พี่ชบาบอกกับเขาว่า น้ำลอยดอกมะลิถูกใช้หมดไปเยอะมาก รวมไปถึงดอกมะลิแห้งก็แทบไม่มีเหลือแล้ว มองจากปริมาณมะลิในสวน เขาจะมีมะลิมากเกินห้ากิโล แต่เขาคนเดียวจะสามารถเก็บได้ก่อนแดดจะออกหรือไม่

น้ำลอยดอกมะลิ ถ้าจะให้หอมสดชื่นมากที่สุด ต้องเป็นมะลิที่เก็บตอนเช้ามืด

ส่วนดอกมะลิแห้ง ถ้าจะให้กลิ่นติดดอกนานที่สุด ต้องเป็นมะลิบ่าย

วางเรื่องดอกมะลิไว้ก่อน พรุ่งนี้ช่วงเที่ยงน้ำตาลทรายขาวที่เขาสั่งไว้จะมาส่ง ของที่มีก็ใช้เกือบหมดพอดี ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีเกสรดอกไม้ นอกจากดอกมะลิแล้ว ผึ้งที่สายพิรุณเลี้ยงเอาไว้ด้านหลังสวนก็ไม่มีอาหารอื่นใด เขาจึงต้องใช้วิธีการเลี้ยงด้วยน้ำเชื่อม

อีกไม่นานจะได้เวลาเก็บน้ำผึ้งแล้ว เขาต้องคอยดูแลผึ้งในรังให้ดีที่สุด เพราะหากเดือนหน้าเขาเก็บน้ำผึ้งไม่ได้ คนที่เดือนร้อนที่สุดคือเสน่ห์จันทร์

ส่วนผสมในน้ำที่จะทำน้ำเชื่อมให้ผึ้งของเขามีครบหรือยังนะ...

สายพิรุณยืนคิดไป มือก็บีบกระบอกฉีดปุ๋ยให้กล้วยไม้ไป ไม่รู้ว่าตนเองนั้นตกเป็นเป้าสายตาให้กับชายหนุ่มที่มาถึงแต่ไม่ยอมเรียกให้รู้ตัว แต่กลับเลือกที่จะนั่งลงที่แคร่ไม้ไม่ไกล ในมือมีดอกบัวหลวงสีขาวดอกใหญ่ ชั่งใจว่าจะทำอย่างไรกับมันดี

กว่าครึ่งชั่วโมงสายพิรุณถึงวางมือแล้วออกจากเรือนเพาะกล้วยไม้ เขาสะดุ้งเมื่อเห็นว่าเสน่ห์จันทร์พยายามพับกลีบบัวสีขาว แต่ดูเหมือนการพับกลีบบัวจะเป็นเรื่องที่ชายหนุ่มคนนี้ไม่ถนัดเลย

“ทำไมไม่เรียกพี่ครับ”

“ไม่อยากกวนตอนพี่พระพายทำงานครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยตอบทันที แต่ไม่ได้เงยหน้ามองเจ้าของบ้าน สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่กลีบบัวขาวที่ช้ำไปแล้วเรียบร้อย

เขานวดแป้งเก่ง แต่พับกลีบบัวไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ

สายพิรุณเดินยิ้มมาทรุดลงนั่งอยู่ข้างกายของเสน่ห์จันทร์ และยังไม่ได้ทันทำอะไรอีกฝ่ายก็เอนตัวเข้ามาใกล้

“คุณจันทร์ต้องพับกลีบตรีรัตน์ยังไงครับ”

“ตรีรัตน์เลยเหรอ คุณจันทร์เอาแค่กลีบบานชื่นก่อนดีไหมครับ”

ถือว่าเป็นการสบประมาทขั้นสูงสุด และใช่! ฝีมือระดับเสน่ห์จันทร์นั้น ไม่มีทางพับกลีบตรีรัตน์ได้

เห็นหน้ายุ่ง ๆ ของเสน่ห์จันทร์แล้ว สายพิรุณก็ยิ้มกว้าง แต่ครู่เดียวก็รีบหุบยิ้ม เมื่อคิดได้ว่าตนเองได้ลงมือกลั่นแกล้งอีกฝ่ายไปเสียแล้ว

โอ๊ยยยย ไอ้พายโว้ยยยย

แสนดีอย่างคุณจันทร์แกยังแกล้งได้ บาป! คนบาป!!

“คุณจันทร์มีอะไรหรือเปล่า ถึงมาหาพี่ค่ำมืดขนาดนี้” สายพิรุณเปลี่ยนเรื่อง เหลือบตามองเสน่ห์จันทร์ที่นั่งเล่นดอกบัวช้ำ ๆ นั้น อมยิ้มกับท่าทีแสนซื่อและบริสุทธิ์ของอีกฝ่าย

ผู้ชายตัวโต ๆ ทำไมน่าเอ็นดูสุดขาดใจขนาดนี้นะ

“คุณจันทร์จะมาถามว่า พรุ่งนี้พี่พระพายเก็บเม็ดบัว สายบัว ดอกบัว ใบบัว รากบัว...”

“ทุกอย่างของบัว พี่เก็บให้คุณจันทร์ได้” สายพิรุณเอ่ยแทรกพร้อมรอยยิ้ม และเมื่อได้เห็นใบหน้างดงามกำลังอมยิ้ม หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นหนักขึ้น พร้อมกับความรู้สึกหอมหวานที่ซึมแทรกเข้ามาในอก

จะไม่ไหวแล้ว...

“งั้นเอาให้มากที่สุดเท่าที่จะเก็บได้เลยนะครับ ช่วงนี้ร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองจะทำเมนูดอกบัวให้ลูกค้า” ได้ยินแล้วสายพิรุณถึงกับยิ้มออกมาอย่างดีใจ เพราะบัวของเขาไม่ต้องแห้งเหี่ยวอย่างไร้ประโยชน์ แต่พอคิดอีกทีรอยยิ้มก็เริ่มหายไปทีละน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเม้มปาก

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นครับ” เสน่ห์จันทร์ถึงกับเอ่ยถามออกมา เพราะอยู่ ๆ รอยยิ้มสดใสของสายพิรุณก็จางหายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้ เขาไม่ชอบ แต่มากกว่าสิ่งอื่นใด เขาเป็นกังวล

“คุณจันทร์รู้ใช่ไหมว่าพี่ขายดอกบัวไม่ได้ เลยเปลี่ยนเมนูของร้านเพื่อช่วยพี่” ไม่ผิดนักหรอก แต่ก็ไม่ได้ถูกทั้งหมด เพราะรายการอาหารของครัวทั้งสองยังไม่ได้ถูกกำหนด เสน่ห์จันทร์จึงทำการลงรายการเอง ซึ่งต้องใช้ทุกส่วนของบัวมาประกอบอาหาร

“คุณจันทร์ไม่ได้เปลี่ยนรายการอาหารครับ คุณดารายังไม่ได้คิดเมนู พอรู้ว่าพี่พระพายมีบัวอยู่มาก ก็เลยปรับรายการอาหาร ที่สำคัญ พรุ่งนี้เป็นวันหยุด ลูกค้าน่าจะเยอะ เมนูเดิม ๆ อาจจะทำให้ลูกค้าเบื่อครับ”

“พี่ทำให้ร้านเป็นภาระหรือเปล่า” เสน่ห์จันทร์ส่ายหน้าทันที

“ถ้าไม่มีสวนพิรุณ ร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองก็ยากจะอยู่ได้ครับ ทุกคนรู้ดีว่าส่วนผสมหลักของอาหารและของหวานที่นี่ ต้องเป็นวัตถุดิบที่ดีและปลอดภัย ครัวของร้านไม่วางใจกับของจากที่อื่น และรายการอาหารที่ดี ควรเน้นไปที่วัตถุดิบธรรมชาติที่เรามีอยู่ในมือมากกว่า ในเมื่อตอนนี้ครัวของเรามีบัวที่สดใหม่ ปลอดภัย ไม่มีการพ่นยาฆ่าแมลง ทำไมคุณจันทร์ต้องปล่อยให้หลุดมือล่ะครับ” สายพิรุณฟังแล้วก็ใจชื้นขึ้น แต่ก็แอบค้อนในใจไม่น้อย

โธ่... ตอบแค่เรื่องมาตรฐานเลยจริง ๆ นะคุณจันทร์ จะตอบหวาน ๆ แบบส่วนตัวหน่อยก็ไม่ได้

“อีกอย่างนะครับ...” สายพิรุณพยักหน้ารับฟัง เอื้อมไปหยิบบัวสีขาวมาหนึ่งดอก ว่าจะพับกลีบให้สวย ๆ แต่คำพูดของเสน่ห์จันทร์ทำให้เขาต้องนิ่งงัน

“(ครัว) เสน่ห์จันทร์ ขาด (สวน) สายพิรุณไม่ได้”

 สายพิรุณใช่ว่าจะไม่รู้ถึงความนัยในคำพูดที่เอ่ยออกมานั้น แต่เขาไม่อยากคิดอะไรไปไกลลิบ ทั้งที่สามารถคิดไปตามคำเหล่านั้นได้ไกลโข สุดท้ายก็เพียงแต่คอยห้ามใจเอาไว้ หยุดสายตามองที่เจ้าบัวน้อยในมือ

“ลมเย็นดีจัง” เขาเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ว่าอะไร นอกจากยิ้มละมุนแต้มใบหน้า วางดอกบัวช้ำ ๆ เอาไว้ ก่อนจะหยิบบัวดอกใหม่ขึ้นแล้ว แล้วเด็ดกลีบออกช้า ๆ

“กลิ่นดอกมะลิหอม” สายพิรุณเอ่ยขึ้นอีก เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร เขากลัวว่าจะเงียบเกินไป อาจจะทำให้รู้สึกอึดอัด

“หอมครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบ แย้มยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดต่อว่า “พี่พระพายคิดว่าดอกไม้อะไรเหมาะกับคุณจันทร์เหรอครับ” สายพิรุณหมุนก้านดอกบัวในมือ ริมฝีปากสวยยู่เข้าหากัน เงยหน้าขึ้น สายตามองไปยังกล้วยไม้ในเรือนเพาะแทบจะทันที

“คุณจันทร์น่ะเหรอ อืม...” เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ตอบรับอะไรกับการพึมพำนั้น เปลือกตาของเขาหลุบมองกลีบบัวขาวที่เขาค่อย ๆ เด็ดทีละกลีบ “คุณจันทร์เหมาะกับดอกบัว... สีขาว บริสุทธิ์ สูงค่า”

อีกนิดหนึ่งสายพิรุณจะบอกว่า ขึ้นหิ้งกราบไหว้บูชาแล้วนะ แต่ยั้งปากไว้ทัน การแกล้งเสน่ห์จันทร์ แม้จะทำเพราะรักและเอ็นดูแค่ไหน ก็รู้สึกผิดบาปอยู่ดี

“ดอกบัว... สูงค่า บริสุทธิ์ ผุดผ่อง...” เสน่ห์จันทร์ทวน อมยิ้มเล็กน้อย ไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้สายลมบางเบาพัดเอื่อยและความเงียบเข้าปกคลุมทั้งคู่ ก้านนิ้วยาวจับและเด็ดกลีบดอกบัวออกมาหนึ่งกลีบ เมื่อเงียบมากเกินไป สายพิรุณจึงหันมามองคนที่นั่งนิ่ง เพราะนึกว่าตนเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า

“คุณจันทร์ไม่ชอบเหรอครับ”

“คุณจันทร์ชอบดอกไม้ทุกชนิดครับ แค่คุณจันทร์ไม่คิดว่าพี่พระพายจะตอบว่าดอกบัวเท่านั้นครับ” ได้ยินอย่างนี้ สายพิรุณก็นิ่ง ก่อนจะหลบสายตาคู่งามของเสน่ห์จันทร์

“พี่พระพายชอบกล้วยไม้ไม่ใช่เหรอครับ”

สายพิรุณพยักหน้า เขาชอบกล้วยไม้ทุกสายพันธุ์ แต่เขาเลี้ยงและดูแลอยู่ไม่กี่สายพันธ์ุเท่านั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะ... กลิ่นของดอกไม้ชนิดนี้ ราชินีแห่งดอกไม้

กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมันทำให้สายพิรุณรู้สึกตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เหมือนที่เขาหลงรักเสน่ห์จันทร์

“ทำไมไม่คิดว่าคุณจันทร์เหมาะจะเป็นกล้วยไม้บ้างล่ะครับ” สายพิรุณหันขวับ แต่กลายเป็นว่าเขาต้องตกใจจนหัวใจกระตุกอย่างแรง เมื่อใบหน้างดงามของเสน่ห์จันทร์อยู่ห่างจากหน้าของเขาเพียงแค่หนึ่งลมหายใจขวางกั้นเท่านั้น

“คุณจันทร์ไม่ได้อยากเป็นดอกบัว แต่คุณจันทร์อยากเป็นกล้วยไม้... เหมือนกับที่คุณจันทร์คิดว่าพี่พระพายเป็นดอกมะลิ... ของคุณจันทร์”

สายพิรุณนิ่งค้าง ไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรเช่นนี้จากปากของเสน่ห์จันทร์ ก็ใช่ว่าจะไม่เคยได้รับรู้ถึงวามรู้สึกต่าง ๆ แต่ไม่เคยชัดเจนและพุ่งตรงขนาดนี้

กลีบบัวขาวบอบบางแตะลงที่กลีบปากสีระเรื่อ ลูบไล้แผ่วเบาราวกับหยอกเย้า ก่อนจะเลื่อนไปที่ข้างแก้มนวล

“แต่ถ้าพี่พระพายอยากให้คุณจันทร์เป็นดอกบัว...”

 

เจ้าบัวน้อยลอยตูมเหนือน่านน้ำ              สีหวานล้ำฉ่ำรินสายน้ำไหว

สายบัวคล้องล่องรักเกี่ยวพันใจ               ฝังฤทัยในเจ้ารากบัวเอ๋ย

สายลมจ๋า วอนเจ้า พัดชิดเชย                 รักรำเพย เชยหวาม ยามใจเผย

หากใจนี้ สัมผัส ใคร่คุ้นเคย                    หอมนวลเอย แก้มเนียน แนบอุรา

 

“จันทร์ก็จะยอมเป็นบัวที่ถูกพระพายเด็ดกลีบครับ”

 

++++++++++++++++++++++



ทำอะไรกันน่ะ!!

ฮี่ ๆ

 

ออฟไลน์ Caramel Syrup

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
ตอนที่ 6 นี้ หอมกลิ่นดอกไม้หรือหอมกลิ่นความรักกันนะ   :-[

ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 577
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
สำลักกลิ่นหอม ลอยอวลตลบฟุ้งไปหมดแล้ว

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1713
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
เดี๋ยวนะ!! ทำไมคุณจันทร์บุกหนักขนาดนี้ มีเอ๊ะเบาๆ ที่คุณจันทร์ตัวโตกว่าพี่พระพายด้วย คือยังไง?? ยังไงคะ? คุณจันทร์เป็นรุกใช่ไหม? กรี๊ดดดด  :man1:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0

ออฟไลน์ rainichxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนนี้คุณจันทร์รุกหนักมาก  :-[
คนรอบตัวคุณจันทร์คือรู้หมดว่าคุณจันทร์คิดยังไง มีคุณน้าเอมอรนี่แหละ จับตีซักที ! อย่ามายุ่งกับพี่พระพายและน้องจันทร์นะ !

ออฟไลน์ ryokijung

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1
โอ้ยยย​ ด้วยความที่พี่เป็นคนใจบาปหยาบช้า​ ที่พระพายคิดว่าเสน่ห์​จันทร์​เป็นเหมือนดอกบัวนี่เพราะ​ อยากถวายบัวด้วยหรือเปล่าคะ​ กรี๊ดดดดพี่ขอโทษพี่ต้องไปทำบุญด้วยไหม :hao7:

ออฟไลน์ catka12

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 714
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
 :o8:  :-[  :impress2: มันหวานนุ่มละมุนละไม มากกกกก  :hao7:   o13 ติดงอมแงมเลยค่ะ  :hao3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-0

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 368
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-3

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3
เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๗ เมี่ยงคำกลีบปทุมปุณฑริก



“จันทร์ก็จะยอมเป็นบัวให้พระพายเด็ดกลีบครับ”



สายพิรุณลืมตาขึ้น เหม่อมองเพดานห้องนอน พัดลมเพดานตัวเก่าหมุนแกว่งช้า ๆ แต่ความเย็นที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากพัดลม เป็นเพราะลมจากสายฝนที่กำลังตก ซึ่งพัดเข้ามาในห้องผ่านหน้าต่างที่เขาเปิดเอาไว้ต่างหาก

ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขยับตัวอย่างอึดอัด สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ลุกขึ้นนั่ง แล้วเปิดผ้าห่ม ก้มมองร่างกายท่อนล่างที่กำลังทำร้ายเขาอยู่

ความฝันบ้าบอ...

โอ๊ยยยย จะด่าว่าความฝันบ้าบอยังรู้สึกไม่ดีเลย

ก็ในฝันของเขามีใบหน้าของชายหนุ่มอีกคน ซึ่งเป็นคนที่ไม่เหมาะกับคำหยาบคาย ไม่สิ... หยาบคายก็ไม่ได้ แค่ตำหนิเบา ๆ ยังไม่เหมาะเลย

แล้วดูเขาสิ...

ไอ้พายเอ๋ย... แกฝันเปียก!!

ไม่ใช่แค่ฝันเห็นใบหน้างดงามของเสน่ห์จันทร์เท่านั้น ในความฝันเขายังทำเรื่อง...

เรื่อง...

โว้ยยยยยยยย

จะพูดคำ ๆ หนึ่งออกมา ยังรู้สึกผิดบาปขนาดนี้ ชายหนุ่มผู้แสนดีเช่นเสน่ห์จันทร์ต้องมาแปดเปื้อน เพราะเขาเอาอีกฝ่ายมาอยู่ในความฝันสัปดนของตัวเอง

ไอ้พาย!! ไอ้บาป!! 

นั่นคือคุณจันทร์ผู้แสนดีเชียวนะ!!

สายพิรุณพยายามตั้งสติหลังจากก่นด่าตัวเองจนพอใจแล้ว เขาไม่นึกโทษเรื่องเมื่อตอนค่ำเลยที่เป็นสาเหตุทำให้เขาแทบนอนไม่หลับ เพราะเอาแต่วนเวียนคิดถึงสัมผัสแผ่วเบานั้น กว่าจะหลับตาลงได้... ดันฝันอะไรก็ไม่รู้อีก

 

ใบหน้างดงามที่เคลื่อนเข้ามาใกล้จนหัวใจแทบหยุดเต้น ยามกลีบบัวบอบบางเกลี่ยไล้ไปมาบางเบาราวสายลมอ่อนพัดไหว หัวใจของสายพิรุณเต้นแรงจนจะได้ยินเสียงตึกตักที่กำลังกระหน่ำในอก เพราะความนุ่มนวลที่กดแนบที่มุมปาก 

ลมหายใจอุ่นเป่ารดที่ข้างแก้มของเขา ก่อนแรงที่กดลงมาจะทำให้ผิวเนียนบุ๋มลงไป ความอบอุ่นแผ่ซ่าน แม้ปลายจมูกโด่งนั้นจะละห่างออกไปแล้ว แต่ความอ่อนหวานยังไม่จางหาย

“จันทร์ก็จะยอมเป็นบัวให้พระพายเด็ดกลีบครับ”

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เสน่ห์จันทร์ไม่เรียกขานชื่อตัวเองโดยมีคำว่าคุณนำหน้ายามอยู่กันตามลำพัง ไร้ซึ่งใครคนอื่น ความแตกต่างเล็กน้อยนั้นกลับถมช่องว่างของกันและกันจนเต็ม

เฉกเช่นเดียวกับยามที่เสน่ห์จันทร์ใกล้ชิดเขาเช่นนี้...

ความอ่อนหวานของกลีบบัวหาเทียบได้กับริมฝีปากนุ่มนั้นไม่ สายพิรุณเหม่อมองอย่างเผลอไผล ใจของเขาไม่ได้อยู่กับตัวนานมาแล้ว ยิ่งตอนนี้ยังล่องลอยไปอยู่ในอุ้งมือของคนตรงหน้า หากจะขยำขยี้ก็คงไม่คัดค้าน

แม้จะรู้ว่าไม่ควรเปิดเผยความรู้สึกที่ผลิบานมาหลายปีนี้ แต่ก็ยากเหลือเกินที่จะเก็บเอาไว้ ยิ่งต่างก็รู้อยู่เต็มหัวใจว่าไม่ได้คิดแตกต่างกันเลย

“พระพาย” เสียงกระซิบดังใกล้แค่ริมปากนี้เอง หากต้องถอยห่างก็ย่อมทำได้ แต่สายพิรุณกลับนั่งนิ่ง ซ้ำยังขยับใบหน้า พร้อมเปลือกตาปิดลง ยามที่ริมฝีปากนุ่มแนบชิดลงมา

 

เพียงเชยชิด กลีบแย้ม แต้มริมปาก

ราวน้ำหลาก กระชาก ให้หวั่นไหว

ยามเจ้าหยอก เจ้าเย้า ประโลมใจ

ดวงฤทัย หวามไหว ให้ยาชิม

ชิวหาหวาน ซาบซ่าน กมลทรวง

ภมรล้วง ห้วงใจ ใคร่หลงใหล

สายพิรุณ นุ่มนวล... เคียงดวงใจ

ปลูกรักไว้ ให้เจ้า... เสน่ห์จันทร์

 

สุดท้าย สายพิรุณก็รวบรวมสติกลับมาได้ เขาออกมาเก็บดอกมะลิตั้งแต่ตีสาม โดยก่อนออกไปทำงาน ไม่ลืมเอาเม็ดบัวที่แช่น้ำทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อค่ำวาน ยกขึ้นสะเด็ดน้ำแล้วผึ่งเอาไว้ ยังดีว่าเมื่อวานเขาเก็บฝักบัวไปค่อนข้างเยอะ ช่วงบ่ายไม่มีอะไรทำนอกจากเย็บกระทง ก็แกะเพลิน ๆ ได้เกือบสามกิโล และแช่น้ำไว้

ประมาณตีห้ากว่า อุ่นและแก้ว เด็กสาวจากครัวเสน่ห์จันทร์ก็มาช่วย เพราะวันนี้มะลิที่จะใช้ในครัวไม่เหลือแล้ว และเสน่ห์จันทร์เกรงว่าแค่สายพิรุณคนเดียวจะเก็บไม่ทัน

เมื่อมีคนมาช่วย สายพิรุณก็ปล่อยให้เด็กสาวทั้งสองจัดการดอกมะลิ ส่วนตัวเขานั้นรีบลงไปในนาบัว ไล่เก็บฝักบัวก่อน เพราะกว่าที่จะแกะเอาเม็ด เอาดีบัวออก อีกหลายขั้นตอน ซึ่งต้องใช้เวลา ฝักบัวนับร้อยฝักในเรือท้องแบนถูกเก็บโดยใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ แต่เท่านี้ยังไม่พอ สายพิรุณยังคงเร่งมือตัดฝักบัวจนแสงแดดเริ่มฉาบบนท้องฟ้า เขาจึงหันไปเรียกทั้งสองสาว

“น้องแก้ว น้องอุ่นครับ เอามะลิกับเม็ดบัวในกระจาดตรงโน้นไปให้คุณจันทร์ก่อนเถอะครับ”

“ได้จ้ะ เดี๋ยวแก้วจะให้พี่พุดมาขนฝักบัวไปที่ครัวดาราทองนะจ๊ะ” แก้วบอก ซึ่งเป็นคำของเสน่ห์จันทร์นั่นแหละ ว่าหากสายพิรุณเก็บฝักบัวได้จำนวนเยอะแล้ว ให้เรียกพี่พุดคนสวนของเรือนจันทร์ดาราฉายไปช่วยขน เพราะสายพิรุณคงวุ่นกับดอกบัวและสายบัวอีกพักใหญ่ ซึ่งก็ไม่ผิดคำของเสน่ห์จันทร์จริง ๆ เพราะเมื่อฝักบัวเต็มลำเรือท้องแบนลำน้อยนั้น สายพิรุณก็รีบดันเรือเข้าท่า ย้ายฝักบัวใส่เข่งที่เตรียมไว้ ก่อนจะหันกลับไปกลางนาบัวอีกครั้ง เพื่อตัดดอกบัว และสายบัว ก่อนที่แดดจะแรงมากกว่านี้

สองสาวหายไปครู่หนึ่ง ก็มีชายรูปร่างกำยำสูงใหญ่ ผิวคล้ำแดด เดินตรงดิ่งมายังนาบัวก่อนจะอ้อมไปที่ท่าน้ำ ไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไรก็ยกเอาเข่งที่เต็มไปด้วยฝักบัวขึ้นบ่า ส่วนอีกมือก็หอบฝักบัวไปด้วยมากเท่าที่จะมากได้ แต่คงต้องกลับมาอีกรอบแน่นอน

“พี่พุดไหวไหมนั่น” สายพิรุณตะโกนถามจากกลางนาบัว พี่พุดไม่ได้หันกลับมา แต่เสียงขานตอบดัง ๆ นั้นชัดเจนว่าขนอีกหลายรอบก็สบาย

“สบายมากครับ นึกว่าจะหนักกว่านี้ซะอีก”

“อ้าว ถ้าอย่างนั้นไม่ยกไปทีละสองเข่งเลยล่ะครับ”

“โอ๊ยยยย หยอกครับหยอก”

สายพิรุณหัวเราะ หันไปเร่งมือเก็บดอกบัวต่อ ส่วนรากบัวสดนั้น เขายังไม่สามารถหาให้ครัวเสน่ห์จันทร์ดาราทองได้ เนื่องจากยังไม่ถึงช่วงเก็บเกี่ยว แต่เขามีรากบัวแห้งที่ถนอมเก็บไว้มากพอสำหรับการนำไปทำอาหารหรือขนม และเขาก็จัดการแช่น้ำให้รากบัวคลายตัวไว้แล้ว

ในเมื่อเสน่ห์จันทร์ทุ่มให้เขาหมดหน้าตัก เขาก็จะไม่ยอมให้เจ้าของหัวใจผิดหวังเด็ดขาด

 

เม็ดบัวฉาบ เป็นของว่างยุคโบราณ นับเป็นเครื่องเสวยยามเสด็จประพาสนอกพระราชวัง ซึ่งห้องเครื่องในแต่ละวังจะมีสูตรเฉพาะของตนเอง อย่างเช่นของจันทร์ดาราฉาย

ด้วยเพราะส่วนตัวแล้วเสน่ห์จันทร์ไม่ชอบกลิ่นฉุนของผักบางชนิด เขาจึงดัดแปลงสูตรเม็ดบัวฉาบของจันทร์ดาราฉาย จากที่เคยใช้สามเกลอ (รากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกให้เป็นเนื้อเดียวกัน) เป็นหนึ่งในส่วนผสมสำคัญ แม้ว่าสามเกลอจะช่วยให้มีกลิ่นหอมเครื่องเทศ ทำให้รสของเม็ดบัวฉาบกลมกล่อมขึ้น แต่เมื่อใดที่กินเม็ดบัวฉาบที่ใส่สามเกลอพร้อมกับชาดอกบัวแล้ว บอกได้เลยว่าเขาทนแทบไม่ไหว เพราะกลิ่นและรสของสามเกลอทำเอาลิ้นของเขาเพี้ยนไปเลยทีเดียว

ชายหนุ่มมองเม็ดบัวนึ่งที่เพิ่งยกจากเตา ให้พี่ชบาเทลงกระจาดที่มีผ้าขาววางไว้ ซึ่งใต้ผ้าขาวนั้นมีใบเตยหั่นละเอียดโรยไว้อีกจำนวนหนึ่ง เขาใช้ไม้พายเกลี่ยเม็ดบัวให้กระจายตัวจนทั่ว ปล่อยทิ้งไว้รอให้เย็น

“พี่พระพายล่ะครับ”

“ตอนที่มะลิไปเก็บมะนาว เห็นว่าเพิ่งเก็บดอกบัวเสร็จค่ะ อีกสักครู่คงมาที่นี่ คุณจันทร์รีบหรือเปล่าคะ พี่จะไปตามให้”

“ไม่ต้องครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบ สายตามองเม็ดบัวที่ต้องบอกเลยว่างานนี้ยกความดีให้สายพิรุณเต็ม ๆ เพราะความไม่อยากอยู่นิ่งของอีกฝ่าย ทำให้วันนี้เขามีเม็ดบัวพร้อมปรุง ถ้าเกิดว่าเมื่อวานไม่มีเม็ดบัวแกะและแช่ไว้อยู่แล้วล่ะก็ อย่างไรเสีย สายของวันนี้คงไม่สามารถทำเม็ดบัวฉาบได้

เพราะรายการขนมว่างชนิดนี้ เม็ดบัวที่จะเอามาทำได้นั้น ต้องจัดการเอาดีบัวออกจากเม็ดก่อนแล้วแช่น้ำทิ้งไว้หนึ่งคืน จากนั้นถึงนำมานึ่ง เพื่อให้เม็ดบัวนิ่ม

การนำดีบัวออกไปก่อนนั้น ก็เพื่อตัดรสขมของเม็ดบัว ซึ่งขั้นตอนนี้จุกจิกไม่ว่าจะดึงออกโดยตรง หรือผ่าเม็ดบัว หรือรอเม็ดบัวนิ่มแล้วดึงออก ไม่ว่าจะขั้นตอนไหนก็ตาม ก็ต้องใช้เวลาทั้งนั้น

(ดีบัว คือ ต้นสีเขียวเล็ก ๆ ที่อยู่ในเม็ดบัว ซึ่งก็คือต้นอ่อนของบัว มีสรรพคุณที่มีประโยชน์หลายอย่าง มีรสขม)

“ถ้าเม็ดบัวเย็นแล้ว พี่ชบาเอาลงทอดให้พอเหลืองนะครับ แล้วยกเข้าไปให้คุณจันทร์ข้างในได้เลย”

“ค่ะ”

เสน่ห์จันทร์เดินเข้าสู่ครัวชั้นใน นำโถน้ำตาลปี๊บ และน้ำตาลมะพร้าวออกมา ตวงน้ำหนักที่ต้องใช้ ก่อนจะนำโถลายครามอีกหนึ่งโถออกมา พร้อมทั้งเกลือและผงจันทน์

หากสูตรเดิมของจันทร์ดาราฉายใช้สามเกลอ สูตรของเสน่ห์จันทร์ที่ดัดแปลงใหม่ก็คือเปลี่ยนไปใช้ผงจันทน์เพื่อเพิ่มกลิ่นหอม และใช้แค่เกลือในการกระตุ้นความกลมกล่อมของรสชาติ เขาไม่ใช่น้ำปลาเพราะอาจจะทำให้เกิดกลิ่นคาว

โถลายครามใบหนึ่งถูกเปิดออก ด้านในเป็นของเหลวสีเหลืองทอง กลิ่นหอมหวานของมันทำให้เสน่ห์จันทร์ยิ้มบาง ที่มาความลับต่าง ๆ ของขนมหวานตระกูลจันทร์ดาราฉาย ที่ถูกปรับสูตรในรุ่นของเขาก็คือสิ่งนี้

น้ำผึ้ง...

เขาลดหวานของน้ำตาลต่าง ๆ ลงและเพิ่มหวานของน้ำผึ้ง ทำให้ขนมของครัวเสน่ห์จันทร์มีกลิ่นหอมหวานอบอวลติดปลายจมูก ติดในปาก ต่างจากทุกที่ และน้ำผึ้งที่ดีนอกจากรสชาติที่หวาน เหนียว ข้น เป็นสีเหลืองทอง กลิ่นต้องหอมคล้ายกลิ่นลูกจันผสมมะลิ แล้วคิดว่าที่ไหนจะผลิตน้ำผึ้งที่มีกลิ่นเฉพาะแบบนี้ให้เขาได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่สวนที่มีต้นลูกจันหลายสิบต้นและมีมะลิหอมนับร้อย... สวนพิรุณ

เสน่ห์จันทร์ตักตวงส่วนผสมต่าง ๆ ไว้รอท่า ไม่นานพี่ชบาก็เข้ามาในครัวชั้นในพร้อมกับเม็ดบัวกว่าสามกิโล เธอวางเอาไว้บนตั่งข้าง ๆ ร่างของชายหนุ่มที่นั่งคนน้ำผึ้งในถ้วยไปเรื่อย ๆ

“คุณพระพายมาแล้วนะคะ เอาสายบัว รากบัวอบแห้งขึ้นไปที่ครัวดาราทอง คุณจันทร์จะให้เธอมาที่นี่หรือเปล่า พี่จะรอเรียกเธอไว้”

“ถามพี่พระพายให้หน่อยนะครับว่ามีใบบัวขนาดกลางสักสามพับไหม คุณจันทร์จะตกแต่งตอนยกขึ้นโต๊ะ แล้วก็ดอกบัวที่คุณจันทร์จะใช้ตอนบ่ายขอเป็นปทุมกับปุณฑริกนะครับ”

ดอกบัวหลวงปทุม หรือเรียกง่าย ๆ ว่า บัวแหลมชมพู รูปทรงคล้ายไข่ กลีบใหญ่สี่ถึงห้าชั้น มีสีชมพู ส่วนบัวสีขาวจะเรียกว่า ปุณฑริก หรือบัวแหลมขาว ลักษณะเหมือนบัวปทุม แต่เป็นสีขาว เสน่ห์จันทร์จะใช้บัวสองสีนี้สำหรับทำกลีบเมี่ยงคำ

“ส่วนสัตตบงกช ให้พี่พระพายพับกลีบตกแต่งได้เลยครับ แต่ให้เก็บสัตตบุษย์ไว้สักสองกำ เอาไว้ทำน้ำชา”

ทีแรกเสน่ห์จันทร์ก็แยกไม่ออกหรอกว่าบัวแบบไหนเป็นแบบไหน เขาเห็นแค่ว่านาบัวของสายพิรุณนั้นมีบัวอยู่สองสี รูปร่างอาจจะต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็คือบัว จนกระทั่งเจ้าของบัวอธิบายให้รู้นั่นแหละ

อย่างเช่นสัตตบงกช ก็คือบัวหลวงเช่นปทุม ปุณฑริก แต่รูปร่างจะกลมป้อม และจำนวนชั้นจะมากกว่า ทั้งยังมีกลีบเล็กซ้อนด้านในอีกสองถึงสามชั้นกว่าจะถึงเกสร

สัตตบุษย์ ไม่ได้ต่างกับสัตตบงกชเลย เพียงแค่เจ้าบัวชื่อนี้เป็นสีขาวเท่านั้นเอง

“ได้ค่ะ” พี่ชบากำลังจะเดินออกไป แต่เสน่ห์จันทร์เอ่ยขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งว่า

“ถ้าพี่พระพายอยากมาหาคุณจันทร์ ให้เข้ามาที่นี่ได้เลยนะครับ”

“............ ค่ะ”

ก่อนที่พี่ชบาจะขานรับ เธอนิ่งไปหนึ่งลมหายใจ เสน่ห์จันทร์รู้ถึงปฏิกิริยานี้ดี เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เขาเอ่ยเช่นนี้ ไม่มีครั้งไหนที่พี่ชบาไม่รู้สึกประหลาดใจ

อย่างที่รู้กันว่าครัวชั้นในของครัวเสน่ห์จันทร์ห้ามคนนอกเข้า แม้คน ๆ นั้นจะเป็นเพชรน้ำหนึ่งก็ตาม อรุณพิศตั้งแต่วางมือก็ทำเหมือนว่าไม่รู้จักที่นี่ ดาราทองหากจะเข้ามายังต้องให้เขาอนุญาต ซึ่งเธอแทบจะไม่มาเลยเนื่องจากไม่มีธุระอะไร พี่ชบาและพี่มาลัย หากเขาไม่เรียกก็ไม่กล้าย่างกราย

แล้วสายพิรุณเป็นใคร ทำไมเจ้าของเรือนถึงออกปากให้เข้าออกได้ตามสบาย

เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียว คนทั้งเรือนจันทร์ดาราฉายก็รู้ถึงความพิเศษของชายหนุ่มชาวสวนผู้นี้

ทว่า ถึงเจ้าของครัวจะเอ่ยปากก็แล้ว ชักชวนก็แล้ว แต่สายพิรุณกลับไม่เคยก้าวผ่านธรณีประตูครัวชั้นในเข้ามา อย่าว่าครัวชั้นในเลย แค่ครัวด้านนอกชายหนุ่มก็แค่มาเมียงมองบ้างเท่านั้น

และหากจะพบเสน่ห์จันทร์จริง ๆ สายพิรุณจะนั่งรออยู่ที่แคร่หน้าครัว ซึ่งเป็นเรื่องที่บรรดาคุณ ๆ บนเรือนจันทร์ดาราฉายได้รู้ก็พอใจในกิริยานักล่ะ

 

เสน่ห์จันทร์ตั้งกระทะทองเหลืองใบใหญ่ เขาไม่ใช้น้ำมัน แต่ใช้วิธีการเทน้ำลอยดอกมะลิลงไปปริมาณที่เหมาะสม พอเริ่มเดือดก็เทน้ำตาลปี๊บและน้ำตาลมะพร้าว เคี่ยวจนเหลว จากนั้นใส่เกลือและโรยผงลูกจันทน์ลงไป กลิ่นหอมน้ำตาลและลูกจันทน์ที่ผสมกันแทบจะทันทีนั้น ลอยออกไปด้านนอกจนบรรดาแม่ครัวและเด็กในครัวต่างสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าเต็มปอด ยังไม่ทันได้ชิมก็รู้สึกอร่อยแล้ว

ชายหนุ่มเคี่ยวอยู่พักใหญ่จนน้ำตาลเริ่มงวด เหนียวข้น เขาถึงนำเม็ดบัวทอดจนเหลืองกรอบเทลงไปในกระทะ จากนั้นก็คลุกเม็ดบัวและส่วนผสมให้ทั่ว คนไปมาจนน้ำตาลเริ่มเกาะตัวเหนียวขึ้น เขาจึงเทน้ำผึ้งลงไปคลุกเคล้า แล้วก็คนต่อไปอีกพักใหญ่จนเม็ดบัวเหนียวและน้ำตาลเกาะติดขึ้นเงาแวววาว จึงปิดไฟ คนต่อจนกระทะคลายร้อนลง ตักลงถาดเงินที่มีใบตองรองเอาไว้ หลังจากนี้ก็ปล่อยให้เย็นแล้วค่อยจัดใส่กระทงใบตอง

เสน่ห์จันทร์ออกจากครัวชั้นในมาพร้อมกับกระทะที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาล ซึ่งจะต้องถูกนำไปแช่น้ำ แล้วค่อยขัดทีหลัง มะลิเป็นคนที่อยู่ใกล้ที่สุด เธอจึงรีบลุกขึ้นแล้วไปรับกระทะทองเลืองนั้นไปยังที่ล้างจาน

“ขอบคุณครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยเสียงนุ่ม แต่สายตาของเขามองเลยไปยังหน้าครัว ซึ่งมีร่างของคนในใจนั่งอยู่ สายพิรุณกำลังแกะเม็ดบัวสด รอบกายของชายหนุ่มมีทั้งกองฝักบัวและดอกบัวสีชมพูกับขาวเต็มไปหมด  รอยยิ้มอ่อนหวานปรากฏขึ้น แต่ก็เพียงชั่วครู่ เมื่อเสน่ห์จันทร์ถอนสายตากลับมามองทุกคนที่กำลังทำงานอยู่

การทำเมี่ยงคำ เมนูของว่างยามบ่าย นับว่าต้องใช้เวลาเตรียมเครื่องเคียงพอสมควร รายการเมนูเม็ดบัวต้มน้ำตาลใช้เวลาไม่นาน แต่ด้วยความที่ใช้เม็ดบัวนิ่มหมดไปแล้ว เสน่ห์จันทร์จึงเปลี่ยนรายการของหวานหลังมื้อกลางวันเป็นรากบัวกะทิสด ซึ่งรากบัวอบแห้งถูกนำแช่น้ำทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนและตอนนี้กำลังอยู่ในหม้อนึ่ง

เขาจะใช้เม็ดบัวสดที่สายพิรุณแกะอยู่ตอนนี้ก็ได้ แต่ทว่าต้องเสียเวลาต้มนาน และรสชาติเม็ดบัวจะโดนน้ำร้อนล้างออกไปจนไม่อร่อย ดังนั้นการเปลี่ยนรายการของหวานจึงเป็นทางออกที่ดี

“พี่มาลัยเตรียมน้ำไว้หรือยังครับ”

“เรียบร้อยค่ะ อุ่นบนเตาเอาไว้แล้วค่ะ” น้ำที่เสน่ห์จันทร์ถามถึงคือน้ำลอยดอกมะลิ ซึ่งไม่ใช้น้ำประปาเพราะจะนำไปทำเป็นน้ำชาบัวสด หากใช้น้ำที่มีส่วนผสมของคลอรีนจะทำให้ดอกบัวช้ำและสีคล้ำเร็วเกินไป และรสชาติไม่ดีนัก

เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ว่าอะไรอีก เขามองแก้วที่กำลังหั่นมะนาวแป้นเป็นชิ้นเล็ก ๆ มะนาวสดที่พากันไปเก็บในสวนพิรุณ มีอยู่สิบกว่าต้น เจ้าของสวนปลูกเอาไว้ไม่ให้เสียพื้นที่ และพอมีใช้ไม่ขาดเท่านั้น จะปลูกไว้ขายส่งเยอะ ๆ ก็ไม่ไหว ลำพังพืชผลที่มีอยู่ตอนนี้ก็แทบจะดูแลคนเดียวไม่ค่อยจะทั่วถึงแล้ว

พี่ชบาคัดกุ้งแห้ง เลือกที่มีขนาดใกล้เคียงกัน จัดเป็นกลุ่ม ๆ เมื่อจัดใส่กระทงเครื่องเคียงจะได้ดูสวย พี่มาลัยหั่นตะไคร้ มะลิกลับมานั่งหั่นข่า อุ่นกำลังหั่นมะพร้าว

“อุ่นครับ” เสน่ห์จันทร์เรียกเด็กสาว ซึ่งน้ำเสียงนุ่มนวลของเขานั้นทำให้เจ้าของชื่อรีบหยุดมือ วางมีด และทำท่าจะลุกขึ้นเผื่อว่าเจ้านายจะเรียกใช้ไปที่อื่น แต่ชายหนุ่มกลับระบายลมหายใจเล็กน้อย แล้วพูดว่า

“มะพร้าวต้องหั่นให้สม่ำเสมอกันครับ บางก็บางให้ใกล้เคียงกัน หนาก็หนาให้ใกล้เคียงกัน ไม่งั้นตอนเอาไปคั่ว จะสุกไม่เสมอครับ”

“อุ้ย... ขอโทษค่ะ”

เสน่ห์จันทร์ไม่ว่าอะไร เขามองแก้วที่หยุดมือด้วยเช่นกัน ก่อนจะขยับตัวเข้าไปนั่งแทนที่เด็กอุ่น

“ขอโทษด้วยนะคะคุณจันทร์ พี่ไม่ได้ย้ำเด็ก ๆ เองค่ะ” พี่ชบารีบเอ่ย เพราะตนเองผิดพลาดจริง เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ตำหนิอะไร... มากนัก นอกจาก...

“ที่อุ่นซอยไว้ เดี๋ยวเอาคั่วแยกนะครับ แล้วเอาโขลกให้ละเอียด” จากนั้นเสน่ห์จันทร์ก็จับมีด มืออีกข้างจับมะพร้าวเนื้อขาว

อุ่น แก้ว มะลิ ต่างทึ่งกับสิ่งที่ได้เห็น คมมีดที่หั่นลงไปบนเนื้อมะพร้าวแก่นั้น เร็ว ถี่ยิบ อีกทั้งยังละเอียดและสม่ำเสมอจนไม่มีที่ติ ไม่นานก็หมดชิ้น เปลี่ยนเป็นสับเบา ๆ ไม่ให้เศษมะพร้าวนั้นใหญ่เกินไป

เสน่ห์จันทร์วางมีด ก่อนจะเอ่ยว่า

“พี่ชบาเป็นคนซอยมะพร้าวนะครับ ส่วนอุ่นไปคัดกุ้งแทนพี่ชบาครับ”

“ค่ะ” เห็นฝีมือการหั่นของเสน่ห์จันทร์แล้ว เด็กอุ่นไม่กล้าจับมีดอีกพักใหญ่แน่นอน ก็ใครจะคิดล่ะว่าแค่หั่นมะพร้าว เจ้าของครัวจะเคร่งครัดขนาดนี้

“ข่า ตะไคร้ มะพร้าว แบ่งผึ่งให้แห้งแล้วเอาไปคั่วได้เลยนะครับพี่ชบา” ชายหนุ่มสำทับ เมื่อได้รับคำตอบรับแล้วจึงเดินไปนอกครัว

“ไม่เห็นกับตาไม่เชื่อเลยนะ ว่าคุณจันทร์จะทำได้ หนูไม่เคยเห็นคุณจันทร์จับมีดเลย” อุ่นเอ่ยขึ้น เด็กสาวยังมีสีหน้าทึ่งไม่คลาย พี่ชบายิ้ม

“ก็ถ้าคุณจันทร์เธอต้องทำทุกอย่างแม้แต่หั่นของ ก็คงไม่ต้องจ้างเธอมาทำงานหรอกมั้ง แม่อุ่น”

“อุ้ย! รุนแรง”

เสียงขบขันของคนในครัว ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เสน่ห์จันทร์ยิ้มหรอกนะ แต่แค่ได้เห็นเสี้ยวหน้าของสายพิรุณ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมาเองทุกครั้ง

“สอนคุณจันทร์พับกลีบบัวหน่อยครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย พร้อมกับนั่งลงบนแคร่อีกตัวซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนัก สายพิรุณไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบตาด้วย แต่อมยิ้ม และเมื่อจ้องมองให้ชัดจะเห็นว่าใบหูของอีกฝ่ายมีสีเข้มขึ้น

เสน่ห์จันทร์ชอบใจนัก ก็ถ้าเจอกันวันนี้แล้วสายพิรุณไม่มีอาการอะไรเลยสิ เขาต้องปวดหัว (ใจ) แน่ ๆ

“คุณจันทร์ขอบัวสัตตบุษย์มาพับสักสองกำนะครับ ต้องเอาต้มเป็นน้ำชาบัวสดหวาน”

“เดี๋ยวพี่... ผมพับให้” สายพิรุณเหลือบมองไปในครัว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจก็พูดต่อ “คุณจันทร์อยากให้พับดอกอะไรครับ”

“ดอกมะลิครับ” ใช่ว่าจะไม่มีการพับกลีบบัวแบบดอกมะลิ แต่ลายพับนี้ไม่ค่อยเปิดเกสรดอกบัวนัก ถ้าเกิดว่าต้องเอาไปต้มชา น้ำอาจจะไม่ได้รสชาตินัก

“พับเป็นลายบานชื่นไม่ดีกว่าเหรอครับ คลี่กลีบได้ถึงเกสรเลย”

“พับลายอะไรก็ได้ครับ”

“??”

“แต่ดอกมะลิน่ะ”

“...”

“คุณจันทร์ชอบ... ดอกมะลิครับ” สายพิรุณเกือบเผลอขย้ำฝักบัวในมือ ยิ่งเมื่อได้สบตากับเสน่ห์จันทร์แล้ว เขายิ่งรู้สึกว่ามือสั่นจนห้ามเกือบไม่ได้

ดวงตาคู่งามหลบวูบ เมื่อไม่สามารถทนจ้องตากับนัยน์ตาทอประกายหวามไหว ยามที่จับจ้องมายังริมฝีปากของเขา สายพิรุณเหมือนร่างจะระเบิด

รสจูบเมื่อค่ำคืนหวนกลับมาในความนึกคิดอีกครั้ง...

“แต่ถ้าจะพูดให้ชัดเจนคือ... คุณจันทร์รัก... ไม่ได้แค่ชอบครับ”

จะตายแล้ว... สายพิรุณจะตายแล้ว หรือจริง ๆ เขาตายไปแล้ว และตอนนี้เป็นเพียงแค่วิญญาณที่ล่องลอย

เสน่ห์จันทร์ไม่ได้พูดอะไรอีก ชายหนุ่มแค่หยิบดอกบัวมาพินิจมอง สลับกับสองแก้มที่ขึ้นสีจนเห็นชัดเจน รอยยิ้มคลี่กว้างขึ้น ก่อนจะหยุดความคิดเอ่ยสัพยอกหยอกเย้าอีกฝ่ายมากจนเกินไป

“บ่ายนี้คุณจันทร์ทำเมี่ยงคำบัวหลวงครับ”

“ยังมีดอกบัวที่ตัดแล้วที่บ้านอีกครับ ไว้จะยกมาให้”

“ไม่ใช่ครับ คุณจันทร์จะบอกว่า เสร็จจากรายการของว่างช่วงบ่าย... ไปดูหนังรอบค่ำกันไหมครับ”

กลั้นเขินจนจมูกบานไปหมดแล้ว!!!

โว้ยยยยยยยยยยยยยย

 



น้ำลอยดอกมะลิถูกต้มจนเดือด ก่อนดอกบัวสีขาวที่ถูกพับจนเห็นเกสรจะถูกใส่ลงไป ใบเตยสดอีกเล็กน้อยพอให้น้ำชาออกสีเขียวและมีกลิ่นหอมผสมกับกลิ่นดอกมะลิ น้ำตาลทรายเพิ่มรสหวานเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ชาขมฝาดมากเกินไป ชาบัวสดสามารถจิบได้ทั้งร้อนและเย็นแล้วแต่ชอบ

ครู่ใหญ่ ขนมเม็ดบัวฉาบในกระทงใบตอง ก็ถูกจัดใส่ถาดเงินรองใบบัวคู่กับชุดถ้วยกาน้ำชาแก้วใสจนเห็นน้ำชาสีเขียวอ่อนภายใน ตกแต่งด้วยดอกบัวสัตตบงกชสีหวานพับกลีบมรกต ก็ถูกยกขึ้นไปบนร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง เมื่อมีลูกค้าคนแรกเข้ามาและสั่งของว่างชุดนี้

ชาดอกบัวสดกลิ่นหอม รสเข้มติดปลายลิ้น กับ เม็ดบัวฉาบเคลือบน้ำตาลแวววาว รสหวาน หอม นุ่มนวลกรุ่นในปาก กลายเป็นรายการของว่างร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองที่นักชิมไม่ควรพลาดเสียแล้ว

เสน่ห์จันทร์ให้พี่มาลัยและพี่ชบาดูแลเรื่องการยกของว่างและน้ำชาขึ้นโต๊ะ ส่วนเขานั้นอยู่ในห้องครัวชั้นใน กำลังทำน้ำเชื่อมและกะทิสำหรับรากบัวกะทิสด ซึ่งไม่ได้ใช้เวลานานมากนัก กว่าที่เด็กในครัวเสน่ห์จันทร์จะกลับมา รากบัวกะทิสดก็เสร็จเรียบร้อย และเสน่ห์จันทร์ก็เริ่มทำน้ำจิ้มเมี่ยงคำแล้ว

เสน่ห์จันทร์ใช้หม้อดินในการเคี่ยวน้ำเมี่ยง ใช้น้ำลอยดอกมะลิปริมาณพอควร ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำตายทราย น้ำตาลมะพร้าว รอให้ร้อน

เขาตวงน้ำผึ้งเทลงไปในหม้อดินคนเข้าด้วยกัน พอเดือดก็ใส่กะปิกุ้งเคย ที่ต้องห่อใบตองย่างด้วยไฟอ่อนให้หอมเสียก่อนถึงนำมาใช้ เคี่ยวจนเริ่มเหนียวจึงใส่ ข่า ตะไคร้ มะพร้าวสับ กุ้งแห้ง ถั่วลิสง ซึ่งพี่ชบานำไปคั่วและโขลกจนละเอียดเตรียมไว้แล้ว เทลงไปตามลำดับ เคี่ยวจนได้กลิ่นหอม และพอเริ่มงวดจึงปิดหม้อแล้วยกลงจากเตา เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

สำหรับเครื่องเคียงที่ครัวเสน่ห์จันทร์จัดเอาไว้นั้น ก็มี กุ้งแห้ง ถั่วลิสง ขิงซอย หอมแดงซอย มะนาวซอย พริกขี้หนูหั่น เกสรดอกบัว ใบชะพลูหั่นฝอย ส้มโอเนื้อขาว และที่ขาดไม่ได้เลยคือกลีบดอกบัวปทุมสีหวานและปุณฑริกขาวบริสุทธิ์

เสน่ห์จันทร์จัดเมี่ยงคำใส่สำรับสองหนึ่งชุดใหญ่ หนึ่งแรกเอาไว้ในครัว และเมื่อเห็นชายหนุ่มหิ้วตะกร้าอีกสำหรับออกจากครัว ไม่ต้องถามว่าเป็นของใคร เพราะคำตอบ... คือสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว

“รากบัวกะทิสดเรียบร้อยแล้วครับ จัดขึ้นโต๊ะอย่าลืมใช้ดอกบัวที่พี่พระพายพับเอาไว้ตกแต่งนะครับ  ส่วนเมี่ยงคำ คุณจันทร์จัดเอาไว้เป็นตัวอย่างหนึ่งชุด ถ้าลูกค้าสั่งก็ให้จัดตามนั้น และส่วนของทุกคนในครัว คุณจันทร์แยกเอาไว้ให้แล้วด้วย พี่ชบาจัดแบ่งกันตามชอบนะครับ”

“ขอบคุณค่ะคุณจันทร์” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม ยืนรอจนพี่ชบาและพี่มาลัยยกของในห้องครัวออกมาจนหมด แล้วจึงปิดครัวชั้นใน “คุณจันทร์จะกลับเข้ามาอีกไหมคะ”

“ไม่แน่ใจว่าตอนไหนครับ แต่ถ้ามีอะไรด่วนก็ไปตามคุณจันทร์ได้ครับ” พูดไว้เท่านั้นก็เดินจากไป

สถานที่ที่รู้กันว่าถ้าจะตามหาเสน่ห์จันทร์ให้เจอนั้นคือที่ไหน ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง

สำหรับเสน่ห์จันทร์นั้น ตอนนี้เขาอารมณ์ดีมาก อาจจะเพราะคำพูดธรรมดาของสายพิรุณก่อนจะรีบกลับสวน เพราะน้ำตาลมาส่งก็เป็นได้

“กลางวันนี้พี่อยากกินแค่เมี่ยงคำที่คุณจันทร์ทำครับ ตอนเย็นค่อยไปหาอะไรกินกันข้างนอกดีกว่า คุณจันทร์จะว่าอะไรไหม”

เสน่ห์จันทร์จะว่าอะไรล่ะ สายพิรุณอยากกินฟ้ากินดาว เขาก็มั่นใจว่าทำให้กินได้ หรือจะกินเขาทั้งตัว เขาก็ยังไม่คิดจะตำหนิสักคำเลย

รักแค่ไหนอย่าถามเลย

 

++++++



ด้วยรักและคำเตือน เพราะอยากเห็นคนอ่านมาเมนต์ในตอนต่อไป... อย่าได้ทำขนม หรืออาหารตามสูตรที่เราพิมพ์ไว้เด็ดขาด

อาจจะถึงตายเลยนะ 55555555555555

ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 577
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
แค่อ่านเบาหวานก็ขึ้นตาแล้ว ไม่กล้าทำตามสูตรที่บอกไว้หรอกค่ะ 555+

ออฟไลน์ arissara

  • ดาดาเดเด
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 621
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-2
ฮาพี่สาว โอ้ยยย....รักมากเเค่ไหน5555
อ่านยังเทียบไม่ได้เลย โอ้ยยย รักมากเเค่ไหน

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0

ออฟไลน์ k00_eng^^

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 671
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-2

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-0

ออฟไลน์ rainichxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
“รักแค่ไหนอย่าถามเลย”

โอยยยยยย ไม่กล้าถามแล้วค่ะ คุณจันทร์ ฮือออ  :-[

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1713
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
วุ้ยยย เหม็นความรัก  :-[  พี่พระพาย พี่จะมัวแต่อายหน้าแดงม้วนต้วน ปล่อยให้คุณจันทร์บุกหนักแบบนี้ไม่ได้ พี่ต้องโชว์สกิลแอ้วของพี่ออกมา  อย่าให้เสียเชิงค่ะพี่พระพาย ไหนๆคุณจันทร์ก็เอ่ยแากยอมเป็นบัวให้พี่พระพายเด็ดแล้ว  :hao6: กลับมาทวงตำแหน่งพระเอกให้ได้ค่ะพี่ ฮึบๆ

ออฟไลน์ aha_aha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 117
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-4
นี่ถ้าไม่อ่านคำเตือน เราเกือบไปหาดอกบัวมาทำชากินแล้วนะเนี่ย!!

อาหารแต่ละอย่างบรรยายซะทำเอาอยากกินด้วยเลย 555

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3
เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๘ มะลิหอมลูกจันหวาน


เสียงบดล้อรถกับกรวดเม็ดเล็กก่อนเสียงนั้นจะเงียบไป พร้อมกับรถยนต์ที่จอดนิ่งสนิท เครื่องยนต์ถูกดับ แสงไฟหน้ารถหยุดการทำงาน ก่อนที่จะมืดไปมากกว่านี้ สายพิรุณยกมือขึ้นหวังจะเปิดไฟในรถแต่ข้อมือถูกจับเอาไว้เสียก่อน

“พรุ่งนี้คุณจันทร์ว่างหลังบ่ายสองครับ” เสน่ห์จันทร์ไม่ได้พูดกับเขา แต่กำลังตอบโต้กับปลายสายซึ่งเพิ่งโทรเข้ามาตอนที่รถเลี้ยวเข้ามาในซอย

ขาไปเสน่ห์จันทร์เป็นคนขับ ขากลับสายพิรุณเลยขอเปลี่ยนมาขับเอง เขาอยากให้อีกฝ่ายได้นั่งสบายบ้าง ทั้งสองไปเดินดูของ กินข้าว และดูหนังรอบค่ำ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เพิ่งเคยเกิดขึ้น การไปกินข้าวดูหนังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแทบจะอาทิตย์เว้นอาทิตย์

เห็นแบบนี้เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ชอบกินแต่อาหารไทย จะว่าไปแล้วที่เห็นบ่อยเลยคือชายหนุ่มชอบกินอาหารประเภทราเม็ง หรืออาหารจำพวกเส้นอย่างสปาเกตตีต่าง ๆ ด้วยซ้ำ แต่ถ้าบอกใครคงไม่มีใครเชื่อ เพราะภาพลักษณ์ของเสน่ห์จันทร์ ดูอย่างไรก็คงนั่งรับประทานอาหารชาววัง ผลไม้แกะสลัก ตบท้ายด้วยขนมหวานไทยแท้สักอย่าง

แต่ทำอย่างไรได้ ภาพเหล่านั้นไม่ค่อยอยู่ในหัวของสายพิรุณนัก ก็อย่างที่รู้ว่าโตมาด้วยกันและก็เป็นเขานี่แหละที่ชอบพาอีกฝ่ายไปตระเวนกิน เพราะดูแล้วเหมือนเสน่ห์จันทร์จะไม่เจริญอาหารในเรือนของตัวเองสักเท่าไร อีกฝ่ายกินได้น้อยมาก ไม่ใช่ไม่อร่อยถูกปากหรอก แต่คงเพราะกินจนเบื่อ

บางครั้ง เสน่ห์จันทร์เดินมาที่บ้านสวน เพื่อให้เขาต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้กิน ใช่! บะหมี่ซองละห้าหกบาทนี่แหละ!

เพราะถ้าเอ่ยปากบอกครัวเรือนจันทร์ดาราฉายว่า อยากกินบะหมี่ต้ม สิ่งที่ได้ขึ้นโต๊ะก็คือ ชามกระเบื้องลายครามใบใหญ่ ที่เต็มไปด้วยสารพัดเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นหมูสับ หมูแดง หมูชิ้น ผัก และอีกมากมาย ซ้ำยังเป็นน้ำซุปฉบับชาววัง เครื่องปรุงอีกหนึ่งชุดใหญ่ ทั้งที่จริงแล้วแค่อยากจะกินแค่เส้นบะหมี่โง่ ๆ ที่ต้องลวกให้สุกกับน้ำร้อนที่หอมเพราะกลิ่นเครื่องปรุงในซองเท่านั้น

“คุณจันทร์สะดวกครับ ไม่ต้องเกรงใจ เจอกันพรุ่งนี้นะครับ” สายพิรุณเหลือบตามองคนที่กำลังวางสาย ก่อนจะยิ้มนิด ๆ เมื่อเสน่ห์จันทร์ขยับตัว เอียงใบหน้ามามองสบตากับเขา

แสงสว่างเล็กน้อยจากไฟตรงประตูบ้าน ทำให้สายพิรุณพอจะเห็นใบหน้างดงามของเสน่ห์จันทร์ ความมืดสลัวในตอนนี้คล้ายกับในโรงหนัง... เล็กน้อย

“พรุ่งนี้เพื่อน ๆ ของคุณจันทร์จะมาที่เรือนครับ คุณกรองเห็นโพสต์ของร้านเรื่องเมี่ยงคำวันนี้ เลยอยากจะมาลองชิม”

“งั้นพรุ่งนี้พี่จะเก็บบัวเอาไว้ให้นะครับ” เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้ม

“เก็บเยอะ ๆ ไหวไหมครับ เพราะคุณดาราส่งข้อความมาบอกว่า พรุ่งนี้ครัวดาราทองจะทำเมี่ยงคำกลีบบัวเหมือนกัน วันนี้ผลตอบรับดีมาก มีลูกค้าต้องการสั่งแบบสำรับกลับบ้านด้วย”

“พี่เก็บทั้งนาบัวก็ไหว” สายพิรุณเอียงตัวเพื่อจะได้มองหน้าเสน่ห์จันทร์ชัด ๆ และส่งยิ้มกว้างให้

บัวของเขาไม่แห้งเหี่ยวไร้ประโยชน์เขาก็ดีใจจะแย่แล้ว เรื่องเหนื่อยนั้น... สายพิรุณไม่เคยนึกถึงเลย

“คุณจันทร์มาช่วยนะครับ” คำพูดนี้ทำให้สายพิรุณส่ายหน้า เขารู้ดีว่าช่วงเช้ามืดจนถึงสาย เสน่ห์จันทร์จะยุ่งมาก อีกอย่าง ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ครัวเสน่ห์จันทร์จะทำขนมอะไร

“พรุ่งนี้คุณลุงกับคุณป้าจะมาช่วยที่สวนครับ ต้องเริ่มให้อาหารผึ้งแล้ว คุณจันทร์ไม่ต้องห่วงพี่นะ คุณจันทร์พักผ่อนเยอะ ๆ ก่อน ทั้งทำงาน ทั้งเรียน เหนื่อยแย่”

“จันทร์เป็นห่วงพระพาย... ไม่ได้เหรอ” เสียงทุ้มเบาเอ่ย ท้ายประโยคทิ้งหางเสียงออดอ้อนจนคนฟังหัวใจกระตุกวูบ ยามเสน่ห์จันทร์แทนตัวเองว่าคุณจันทร์ก็ว่าน่ารักแล้ว แต่เมื่อเอ่ยคำว่าจันทร์และพระพายตรงตัวเช่นนี้ มีหรือหัวใจคนฟังจะไม่ละลาย

“ได้... พี่ก็เป็นห่วงคุณจันทร์”

“พระพาย...” เสน่ห์จันทร์ขยับตัว ปลดเข็มขัดนิรภัยออก ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้คนที่นั่งอยู่อีกเบาะ ก้านนิ้วยาวยกขึ้นแตะที่ปลายคาง ไล่ขึ้นไปแตะริมฝีปากสีหวาน กดลงเล็กน้อยราวกับหยอกเย้า และสิ่งที่สายพิรุณเผลอตอบกลับมาคือ การจูบเบา ๆ ตรงปลายนิ้วนั้น

สายพิรุณรู้ว่าที่เสน่ห์จันทร์ปรามเขานั้นเรื่องอะไร ยามที่อยู่ด้วยกันสองต่อสองเช่นนี้ อีกฝ่ายไม่ต้องการสถานะใดใด นอกจากเป็นตัวของตัวเองเท่านั้น เป็นความสนิทสนม ชิดเชื้อ สายใยผูกพันเล็ก ๆ ที่ถักทอจนแน่นหนา...

“น้องจันทร์”

“ไม่อยากเป็นน้องครับ” สายพิรุณงับก้านนิ้วนั้นเบา ๆ เหมือนแกล้ง อยากจะต่อว่าอีกฝ่ายว่าเอาแต่ใจ แต่สิ่งที่ทำก็แค่เพียงยิ้มอ่อนหวานมอบให้

ยามใบหน้าของสองเราใกล้กันพียงนิด สนิทเพียงลมหายใจกั้นกลาง เสียงแผ่วเบาของกระซิบชิดริมฝีปากของเสน่ห์จันทร์

“จันทร์........................ จ๋า...”

 

สายพิรุณ ฉ่ำหวาน สะคราญโฉม

เจ้าโอ้โลม โหมรัก พระพายเอ๋ย

ยามจันทร์ออด จันทร์อ้อน รักทรามเชย

ลมเจ้าเอย เผยใจ ใคร่ข้าที

เสียงกระซิบ แผ่วหวาน ข้างริมหู

เจ้าโปรดรู้ สู่อ้อม กอดรักพี่

หวานใจจ๋า ล้วงล้ำ ทรามฤดี

ฤทัยนี้ ใคร่มี เจ้าครอบครอง

 

วินาทีใดที่พากันเข้ามาในบ้านไม่มีใครตอบได้แน่ชัด แต่ ณ เวลานี้ทั้งสองร่างกอดเกยกันอยู่บนโซฟาหวายตัวเก่า ท่ามกลางความมืด มีเพียงแสงไฟวอมแวมหน้าประตูบ้านเล็ดลอดเข้ามา

หากจะบอกว่าทุกอย่างดูรวดเร็วไปหมด ก็คงจะไม่ใช่เสียทีเดียว ไม่ใช่แค่วันหรือสองวันที่ต่างฝ่ายต่างบ่มเพาะความรักในใจเอาไว้กับตนเอง ไม่ได้กำหนดกะเกณฑ์ว่าต้องเวลาไหนที่เหมาะจะเปิดเผย ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านล่วงมาจนขั้นนี้ ความรู้สึกหวานที่ผลิบานกลายเป็นรักแรกแย้มยามที่ใจพ้องกันนั้น จึงงดงามหาที่ติไม่ได้

ยามถอนริมฝีปาก ปลายจมูกยังแนบชิด ถูไถเบา ๆ คลอเคลียไม่ห่าง เปลือกตาลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความมืด ดวงตาทอประกายเหมือนมีดวงดาวนับแสนนับล้านระยิบระยับงามจับใจ

เสน่ห์จันทร์ทั้งรักทั้งหลงในความเป็นสายพิรุณ

“พระพาย...”

“หือ...” เสียงร้องรับนั้นเบาราวกับเสียงกระซิบ ยามที่กดปลายจมูกลงที่ข้างขมับของเสน่ห์จันทร์

“ใกล้อีกนิดได้ไหมครับ” ใกล้อีกนิดที่ว่านี้ ก็ไม่รู้ว่าต้องใกล้แค่ไหนแล้ว เพราะตอนนี้สายพิรุณนั่งคร่อมอยู่บนตักของอีกฝ่าย และตั้งแต่อกลงไปก็แนบชิดอยู่กับคนร้องขอให้ใกล้

“ต้องใกล้แค่ไหนจันทร์...” ไม่รู้จริง ๆ ถึงได้ถามออกไป เพราะนึกสภาพการประมวลผลของสมองในยามนี้ ค่อนข้างเป็นอะไรที่ขาวโล่ง

ฝ่ามือกว้างลูบไล้จากต้นขาขึ้นมาที่เอวสอบ สอดเข้าไปใต้เสื้อยืดสีเข้ม แตะปลายนิ้วเบา ๆ ที่ร่องสันหลัง ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาจนถึงกลางแผ่นหลัง มือของสายพิรุณข้างหนึ่งถูกจับ ก่อนจะถูกดึงให้ไปวางตรงสาบเสื้อ ปลายนิ้วถูกก้านนิ้วยาวเกี่ยวแตะที่กระดุมเสื้อ

เขาต้องแกะกระดุมเสื้อของเสน่ห์จันทร์ออก... ใช่ไหม

เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในชั่ววินาที แต่กระดุมเม็ดแรกของเสน่ห์จันทร์หลุดออกไปแล้ว และเมื่อริมฝีปากแตะสัมผัส สาบเสื้อเชิ้ตสีเข้มก็แยกออกจากกัน......

 

สวนพิรุณยามค่ำมืด ไม่ใช่สถานที่ที่ควรเดินเล่นนัก เพราะแม้จะมีกลิ่นหอมของดอกมะลิและไม้หอมบางอย่างลอยให้ได้กลิ่นชื่นใจ แต่ทางเดินในสวนค่อนข้างขรุขระและบางพื้นที่ค่อนข้างรกด้วยต้นหญ้า แม้แต่เจ้าของสวนอย่างสายพิรุณยังไม่กล้าฟันธงว่า สวนของตนนั้นมีสัตว์จำพวกงูหรือสัตว์มีพิษอื่น ๆ หรือไม่

พี่ชบารอการกลับขึ้นเรือนของเสน่ห์จันทร์อยู่พักใหญ่ หลังจากที่ได้ยินยามรักษาความปลอดภัยหน้าประตูรั้วบอกว่าเห็นรถของเจ้านายขับเลยไปสุดซอย ซึ่งก็เดาไม่ยากว่าเจ้าของรถจะไปที่ไหน ถัดจากประตูรั้วเรือนจันทร์ดาราฉาย ก็คือทางเข้าสวนพิรุณ

ทว่าที่เธอนิ่งนอนใจรออยู่บนเรือนไม่ได้นานนัก เพราะเรื่องที่ไปแอบได้ยินคุณ ๆ บนเรือนคุยกัน

“พี่มาลัยเดินระวังหน่อยนะ ตรงนี้ทางไม่เสมอกัน” พี่ชบาเอ่ยกับพี่มาลัย ซึ่งมีอายุอานามแก่กว่าเธอหลายปี แต่อีกฝ่ายก็มีท่าทีเกรงอกเกรงใจเธออยู่ไม่น้อย นั่นอาจจะเพราะเห็นว่าเธอเป็นคนสนิทของเสน่ห์จันทร์ ส่วนพี่มาลัยนั้นมาทำงานอยู่ที่นี่นับสิบปีก็จริง แต่ก่อนหน้านี้อยู่กับคุณอรุณพิศเสียมาก เมื่อครัวเสน่ห์จันทร์เปลี่ยนนายใหม่ เธอจึงให้เกียรติเจ้านายใหม่รวมทั้งคนสนิทของเจ้านายด้วย

และชบาก็ไม่เคยทำตัวโอ้อวดหรือข่มเหงใคร เธออยู่กับเสน่ห์จันทร์มาตั้งเป็นสาว ดูแลคุณ ๆ มาตั้งแต่ตัวน้อย ๆ ทำไมจะไม่รู้ว่าต้องวางตัวอย่างไรถึงจะดี

“จ้ะ ว่าแต่คุณจันทร์เธอจะอยู่ที่นี่เหรอ เรือนของคุณพระพายยังเปิดแค่ไฟประตูบ้านเองนะ” พี่มาลัยชะเง้อมองบ้านหลังน้อยของสายพิรุณซึ่งอยู่ไม่ไกลแล้ว มองอย่างไรก็ไม่น่าจะมีคนอยู่

“น่าจะเพิ่งมาถึงค่ะ” พี่ชบาเอ่ยแค่นั้น ส่องไฟไปที่ตัวเรือนของสายพิรุณ จงใจส่ายกระบอกไฟฉายไปมา ครู่เดียวไฟในบ้านก็เปิดสว่างขึ้น “คงเพิ่งมาถึงกัน”

“เราสองคนก็เดินเร็วเหมือนกันนะเนี่ย แสดงว่ายังไม่แก่” พี่มาลัยพูดแล้วก็หัวเราะคิกคัก ไม่ได้เอะใจกับท่าทีผิดปรกติของพี่ชบานัก

“พี่มาลัยก็พูดอะไรไม่รู้ แค่แม่มะลิอายุจะแตะยี่สิบก็คิดว่าตัวเองแก่ไปหมดแล้ว”

“แหม... ชบาไม่มีลูกมีผัว ก็ดูเป็นสาวตลอดนั่นแหละ ไอ้พี่นะ ลองนั่งห่อขนมสักสิบยี่สิบนาทีเถอะ ปวดเมื่อยไปหมด”

พี่ชบาไม่ได้ตอบโต้อะไรไป เพราะตอนนี้เธอเดินมาถึงมุขข้างบ้านที่ต่อเติมออกมาเพื่อเป็นที่นั่งเล่น บนแคร่ไม้มีใบบัวพับใหญ่นับสิบพับ ไหนจะกะละมังที่แช่เม็ดบัวเอาไว้อีกสามกะละมังใหญ่ ไม่รวมกระสอบที่มีตัวหนังสือเขียนว่าน้ำตาลทรายขาวอีกนับสิบ ๆ กระสอบนั่นอีก

“คุณพระพายนี่ก็ขยันจริง ๆ ดูเอาเถอะ ทำสารพัดอย่าง” พี่ชบามองข้าวของต่าง ๆ แล้วก็ลอบยิ้มกับตนเอง

ทั้งหมดที่สายพิรุณทำ... ก็เพื่อคุณจันทร์ทั้งนั้น

พี่ชบาและพี่มาลัยเดินอ้อมมาถึงประตูบ้าน แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยเรียก บานไม้สีขาวนั้นก็เปิดออก พร้อมกับร่างสูงของเสน่ห์จันทร์ที่สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยเช่นตอนออกจากบ้าน ติดที่ว่าถ้าสังเกตเล็กน้อย จะเห็นว่ามีรอยยับเล็ก ๆ ที่อกเสื้อ

“พี่ชบามาหาคุณจันทร์ หรือมาหาพี่พระพายครับ” เป็นเสน่ห์จันทร์ที่เอ่ยถาม พี่ชบายิ้มให้กับเจ้านายและเจ้าของบ้านที่เอียงหน้าออกมาจากด้านหลังของเสน่ห์จันทร์

“พี่เป็นห่วงน่ะค่ะ เห็นแสงบอกว่ารถของคุณจันทร์ผ่านเรือนไป สั... นึกว่ารถมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“เปล่าหรอกครับ คุณจันทร์แค่มาส่งพี่พระพายก่อน ไม่อยากให้เดินลัดสวนตอนกลางคืน” ตอบแล้วก็มองคนสนิท เพียงแวบเดียวก็เข้าใจว่าพี่ชบามีเรื่องต้องบอกตนเองอย่างแน่นอน และคงไม่สามารถพูดต่อหน้าพี่มาลัย ยิ่งกับสายพิรุณด้วยแล้ว...

พี่ชบาดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นเช่นไรพี่ชบาย่อมรู้ดี และเรื่องบางเรื่องบนเรือน แม้เธอจะรู้อยู่แก่ใจว่าสายพิรุณสำคัญกับเขาแค่ไหน แต่เธอคงอยากให้เขารับรู้ก่อน แล้วหลังจากนั้นก็พูดคุยเองเป็นการส่วนตัวมากกว่า

“แล้วนี่พี่ชบากับน้ามาลัยเดินลัดสวนมาเหรอครับ ผมไม่ได้เปิดไฟในสวนด้วย อันตรายนะ ทีหลังอย่าทำอีก มีอะไรโทรมาถามผมก็ได้ครับ” สายพิรุณเอ่ยออกมา เพราะเดาได้ไม่ยากเลยว่าทั้งสองเดินมาบ้านเขาด้วยวิธีไหน

ปรกติสายพิรุณจะเปิดไฟเป็นจุด ๆ ในสวน ไม่ใช่ว่าเพื่อประโยชน์อื่นใดหรอก แต่ก็แค่เผื่อไว้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เวลามองออกไปจะได้พอเห็นอะไร ๆ บ้างเท่านั้น แต่เมื่อเย็นเพราะรีบออกไปเลยเปิดแค่ไฟหน้าประตู และลืมเรื่องไฟในสวนจึงทำให้พื้นที่สวนพิรุณตกอยู่ในความมืด

“พี่ชบาลืมค่ะคุณพระพาย”

“ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยออกมา ยิ้มให้สายพิรุณและหันกลับมามองพี่ชบา “เดี๋ยวพี่ชบากับพี่มาลัยขึ้นรถกลับกับคุณจันทร์นะครับ จะได้ไม่ต้องเดินลัดสวนอีก”

“ไม่ได้หรอกค่ะคุณจันทร์ คือ...” พี่มาลัยละล้าละลักเอ่ยออกมา เธอเป็นแค่ลูกจ้างในครัว พูดภาษาชาวบ้านก็คือคนใช้ จะให้นั่งรถกับเจ้านายได้อย่างไร

“เดี๋ยวพี่ชบากับพี่มาลัยเดินไปด้านหน้าสวนก็ได้ค่ะคุณจันทร์” พี่ชบาเอ่ยอีกคน เพราะรู้ถึงสถานะของตนเองดี แม้เจ้านายจะดีด้วยแค่ไหน ก็ต้องอย่าตีตนเสมอท่าน แต่ถามว่าเมื่อเสน่ห์จันทร์ตัดสินใจแล้ว ทั้งยังเอ่ยปาก มีหรือจะยอมให้อะไรผิดจากที่ต้องการ

“ขึ้นไปนั่งรอคุณจันทร์บนรถครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยแค่นั้น ทั้งสองก็ไม่กล้าเถียงอะไรอีก ได้แต่ก้มหน้าแล้วเดินไปที่รถสีดำคันหรูที่จอดอยู่ไม่ไกล

“เธอนั่งหลังนะชบา”

“พี่มาลัยนั่นแหละนั่งข้างหลัง”

“จะบ้าเรอะ วอมันจะมาแบกพี่น่ะสิ ชบานั่นแหละไปนั่งหลัง” พี่ชบาส่ายหน้าอย่างเดียว ทั้งยังรีบเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับทันที

ก็ในเมื่อเธอและพี่มาลัยไม่มีใครขับรถเป็นสักคน ดังนั้นคนที่ขับก็ต้องเป็นเสน่ห์จันทร์ แล้วคิดดูสิ พวกเธอที่มีสถานะเป็นแค่เด็กในเรือนท่าน แต่ต้องนั่งรถให้คุณเขาขับน่ะ อะไรจะกินกบาล บาปไม่ใช่หรือไงล่ะ

 

“จันทร์ทำพี่ชบากับน้ามาลัยเครียดแล้วนั่น ไม่รู้ร้องไห้แล้วไหม” สายพิรุณเอ่ยขำ ๆ เห็นท่าทางเงอะงะและเถียงกันเรื่องที่นั่งก็ยิ่งเอ็นดู

“จันทร์ไม่อยากให้คนอื่นลำบากครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย ก่อนจะยืนหันหลังให้กับรถและมองสายพิรุณเต็มตา “พรุ่งนี้จันทร์พาเพื่อนมานั่งกินของว่างที่สวนได้ไหมครับ”

“เอ๋?” สายพิรุณงุนงงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ปฏิเสธอะไรไป ถ้าพูดถึงเรื่องบรรยายกาศแล้ว เพื่อนของเสน่ห์จันทร์น่าจะชอบนั่งที่ร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองมากกว่าที่นี่นะ

“ได้ไหมครับ จันทร์อยากให้เพื่อน ๆ รู้จักพระพาย”

“จะดีเหรอ คือที่นี่อาจจะไม่สะดวกก็ได้ เกิดเพื่อนของจันทร์ไม่พอใจล่ะ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มหวาน ทอดสายตาอบอุ่นมองคนตรงหน้า

“ทุกคนเป็นกันเองครับ อีกอย่างทุกคนมาหวังจะนั่งเล่นมากกว่าให้ร้านดูแล” สายพิรุณคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า

“งั้น... พาไปนั่งที่ศาลาท้ายสวนไหม เห็นทั้งนาบัว สวนมะลิ มีต้นลูกจันด้วย ผลสุกมีกลิ่นหอม เพื่อน ๆ ของจันทร์น่าจะชอบ” จบคำของสายพิรุณแล้ว ใบหน้างดงามก็ส่ายปฏิเสธทันที ก่อนเปลือกตาจะหลุบลงเล็กน้อย 

“ให้นั่งตรงแคร่นี้ก็เห็นนาบัวเห็นสวนมะลิเหมือนกันครับ”

“อ้าว แต่บรรยากาศที่ศาลา...”

“ตรงนั้น... คุณตามิ่งสร้างศาลานั้นไว้ให้จันทร์กับพระพายนั่งเล่น จันทร์ไม่คิดจะให้ใครไปนั่งเล่นครับ”

คำตอบของเสน่ห์จันทร์ทำเอาสายพิรุณจ้องมองอย่างตะลึงงัน ก่อนสองแก้มจะเห่อร้อนขึ้นมา ลมหายใจถึงกับสะดุดเมื่อสบสายตากับแววตาที่สื่อความหมายหวงแหนอย่างชัดเจน

“...”

“ทุกอย่างที่เป็นของเรา ทุกอย่างที่เป็นพระพาย... จันทร์รักจันทร์หวง”

จะให้สายพิรุณเอ่ยอะไรตอบกลับเล่า ในเมื่อตอนนี้ทั้งหัวว่างโล่งไปหมด ถ้อยคำแสนซื่อกับดวงตาซื่อใสยามฝากคำรักคำห่วงหา คิดว่าใจของเขาจะต้านทานได้หรือ

“เข้าบ้านได้แล้วครับ เดี๋ยวจันทร์ให้พี่ชบาปิดประตูรั้วให้ พระพายจะได้รีบพักผ่อน”

“อืม ก็ได้... จันทร์ก็เหมือนกันนะ รีบพักผ่อน” สายพิรุณเอ่ย ยิ้มหวานให้หนึ่งที ก่อนจะหลบสายตาที่จับจ้องมา บอกไม่ถูกว่าสายตานั้นทำให้เขารู้สึกเช่นไร แต่... ตอนนี้เหมือนปั่นป่วนไปทั้งตัว

“งั้นจันทร์กลับก่อนนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ” สายพิรุณพยักหน้ารับคำพูดอ่อนโยนนั้น และเอ่ยฝากคำฝันดีให้อีกฝ่ายเช่นกัน

“ฝันดีครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มรับ เม้มปากเล็กน้อย และตัดสินใจเอ่ยบางอย่างออกมา

“พรุ่งนี้อย่าใส่เสื้อคอกว้างมากนะครับ”

“หืม? ทำไมเหรอ” ถึงจะสงสัยอยู่บ้าง แต่สายพิรุณก็คิดได้ว่าปรกติตนเองก็ไม่ค่อยใส่เสื้อผ้าเปิดเผยเนื้อตัวสักเท่าไร เพราะต้องทำงานกลางแดด กลางน้ำ เสื้อผ้ามิดชิดปกป้องเขาได้ดีกว่า แต่ถ้าอยู่เฉย ๆ ก็เสื้อยืด เสื้อกล้ามสบายตัวบ้าง

“จันทร์ไม่อยากให้ใครมองครับ” คำตอบซื่อ ๆ ตาใส ๆ ยิ้มหวาน ๆ นั้นทำเอาสายพิรุณไปไม่เป็น ก่อนจะพยายามตั้งสติแล้วรีบดันให้เสน่ห์จันทร์ไปที่รถเสียที เพราะถ้ายังคุยกันอยู่ ยุงคงได้หามทั้งคู่ไปโยนลงนาบัว ไม่ก็ทิ้งไว้ที่ดงกล้วยนั่นแน่

“ราตรีสวัสดิ์นะครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย ตอนที่เปิดประตูรถ และเมื่อสายพิรุณพยักหน้ารับก็เข้าไปนั่งในรถ

เจ้าของบ้านถอยมายืนที่ประตูบ้าน มองรถคันหรูถอยออกไป แสงไฟท้ายรถหยุดตรงรั้วของสวน ได้ยินเสียงดึงประตูครืดคราด จากนั้นก็เงียบและแสงไฟท้ายรถก็หายไปในเวลาต่อมา

สายพิรุณเดินไปดูข้าวของต่าง ๆ สำรวจความเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับเข้าบ้าน ล็อกประตู และไม่ลืมกดเปิดไฟในสวน จากนั้นก็เดินเข้าห้องส่วนตัวเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ

เสื้อยืดและกางเกงยีนส์ถูกถอดโยนลงตะกร้าผ้า ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ถูกคว้ามาพันรอบเอว ก่อนจะเดินออกจากห้องนอนมาเข้าห้องน้ำ สายพิรุณบิดร่างกายไปมา เดินไปที่อ่างล้างหน้าเปิดน้ำแล้วกวักขึ้นล้างหน้าลวก ๆ ก่อนจะหยิบเอาโฟมล้างหน้ามาเปิดออก แต่ทว่าเขาก็เผลอบีบโฟมล้างหน้าจนเนื้อครีมทะลัก ดวงตาเบิกกว้าง เมื่อได้เห็นภาพของตนเองในกระจกเงา...

เขารู้แล้วว่าทำไมเสน่ห์จันทร์ถึงเตือนไม่ให้เขาใส่เสื้อคอกว้าง!!

ซอกคอ หัวไหล่ ไหปลาร้า...

แม้จะไม่ชัดนัก แต่ก็มองเห็น

พระพายเอ๊ย!

ไปแกะกระดุมเสื้อคุณจันทร์ออกก่อนด้วย สุดท้ายตัวเองมีรอยระเรื่อแบบนี้...

บาป!! ไอ้พายยยยยย บาปอีกแล้วววววว



+++++++++++++++++++++++++++++

 

เอ๊ะ... ยังไงกันหว่า พี่ว่าพระพายอาจจะมีการเข้าใจผิดอะไรสักอย่างนะ

ฮ่า ๆ

ปล. ตอนที่แล้ว ตรงชาดอกบัวอะค่ะ ใครจะทำก็ทำได้นะคะ
แต่ดอกบัวที่เอามาทำ ควรเป็นบัวสีขาว (ตอนทำเราใช้ สัตตบุษย์) เพราะถ้าเป็นสีชมพูน้ำชาจะสีขุ่น ไม่น่ากินค่ะ แล้วก็พับกลีบดอกบัวถึงเกสรเลย ส่วนตรงก้านของบัว ก็ตัดให้ชิดดอก (ชิดมากเท่าไหร่ยิ่งดี)  น้ำที่ใช้ต้มใช้น้ำไม่ผสมคลอลีน(น้ำปะปา) จะดีมากค่ะ เพราะคลอลีนทำให้สีบัวคล้ำ (เราใช้น้ำลอยดอกมะลิทำค่ะ)

ต้มน้ำเดือดพอมีกลิ่นหอม อย่าต้มนานเกินไป เพราะชาดอกบัวจะมีรสเฟื่อน ฝาด ยิ่งต้มนาน บัวยิ่งช้ำ ก็จะยิ่งรสแย่ค่ะ ใครชอบหวานนิด ๆ ก็ผสมน้ำเชื่อมลงไป หรือมะนาวเชื่อม ก็ได้ค่ะ

อันนี้เราลองแล้ว เรายังไม่ตาย 55555555

หรือถ้าใครชอบชาบัวแห้ง ก็ทำไม่ยากนะคะ

เด็ดกลีบบัว (สีอะไรก็ได้ ตามที่ชอบ) แยกกลีบ เกสร ถ้าใครมีเครื่องอบลมร้อน ก็ใช้เจ้าเครื่องนี้แหละค่ะ อบกลีบดอกบัวได้เลย (ลองเอาดอกมะลิลงไปอบด้วยสักสองสามดอกนะคะ หรือใครชอบจำปี กระดังงา ก็แล้วแต่จะเลือก)

ถ้าใครไม่มีเครื่องอบลมร้อน ก็เอากลีบบัวไปผึ่งแดดให้แห้งสักหน่อย จากนั้นนำมาคั่วให้แห้งกรอบ ทิ้งให้เย็นแล้วเก็บใส่ถุงไว้ค่ะ

กลีบบัวที่จะเอามาทำชาแห้ง จะหั่นละเอียด หรือเป็นกลีบใหญ่เลยก็แล้วแต่ชอบนะคะ เราทำไว้ทั้งสองแบบ รสชาติไม่ต่างกันมาก แต่แบบหั่นละเอียดจะมีความเข้มข้นกว่านิดหน่อย

เราว่าเกศรบัว เหมาะสำหรับคนที่ชอบชารสเข้มนิด ๆ นะคะ

วิธีชงชาก็เหมือนชาทั่ว ๆ ไปเลยค่ะ เอาชาบัวที่ทำไว้ ใส่กาชา แช่น้ำร้อนจัดสัก30-60 วินาที แล้วก็เปลี่ยนน้ำใหม่ จะได้ชาที่รสนุ่มกว่าน้ำแรกค่ะ

เราชอบกินกับส้มเชื่อ มะนาวเชื่อม ฮี่ๆ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
หอม หวานยิ่งกว่าขนมก็ความรักของคุณจันทร์นี้แหละ :impress2:

ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 577
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
เปิดตัวพี่กับเพื่อนๆ อย่างเป็นทางการแน่ๆ เลย

ออฟไลน์ rainichxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ฮืออออ พระพายเอ๊ยยย จะโดนกินอยู่แล้ว ยังมากลัวบาปขึ้นอีก เอ็นดู 55555
คุณจันทร์ค่อย ๆ เปิดตัวพี่พระพายกับคนรอบข้างแล้วสินะคะ แงงงง หวานจริง ๆ ขี้หวง !  :o8:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1678
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
หวานแหววจริงๆ คู่นี้ แต่สำหรับเราเหมือนคนเขียนบรายายให้รู้สึกตรงกันข้ามนะ
พระพาย เป็นชาวสวนทำงานหนักแบกหาม แต่บรรยายร่างกายกระทัดรัดนัยตาสวย
คุณจันทร์ ทำงานปรานีต ดูอ้อนแอ้น แต่บรรยายร่างกายสูงใหญ่ เราสับสน อิอิอิ
แต่ก็ชอบทั้งคู่นะ
 :z2: :z2:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +409/-25
เราพลาดเรื่องนี้มาได้อย่างไร​  :ling2: :ling2: สนุกมากค่ะ​ ชอบมากๆเลย

ออฟไลน์ PPSMM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-3
เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๙ เสน่ห์หอมเพราะจันทร์หวาน



น้ำเชื่อมที่ใช้เลี้ยงผึ้งทดแทนเกสรดอกไม้ซึ่งถูกละลายด้วยวิธีของสายพิรุณนั้น เขาใช้ส่วนผสมของผลลูกจันสุกกับน้ำแช่ดอกมะลิ เมื่อได้น้ำลูกจันมะลิตามอัตราส่วนแล้ว จึงนำน้ำตาลทรายขาวมาละลายทำน้ำเชื่อมโดยไม่อุ่นละลายด้วยความร้อน แต่เขาจะคนน้ำตาลกับน้ำลูกจันมะลิ เพื่อรักษากลิ่นหอมของดอกมะลิและรสชาติเฉพาะของลูกจันไว้ให้มากที่สุด

ตอนนี้สายพิรุณมีกล่องเลี้ยงผึ้งไม่มากนัก เพราะเขาส่งน้ำผึ้งทั้งหมดนี้ให้กับครัวเสน่ห์จันทร์เท่านั้น และไม่มีโครงการจะขยายจำนวนการผลิตจนเกินกำลังของตนเอง แม้ว่าลุงกับป้าดีของเขาจะแนะนำแล้วก็ตาม

“จริง ๆ นะ ลุงว่าถ้าแกเพิ่มรังผึ้ง แล้วบังคับเลี้ยงช่วงต้นลูกจันมีดอก รับรองว่าเงินจะไหลเข้าสวนไม่ขาด”

“ไม่หรอกครับลุง ผมทำไม่ไหวหรอก อีกอย่างน้ำผึ้งสูตรนี้จะเอาออกขายให้คนนอกไม่ได้” ได้ยินแล้วลุงพินิจก็ได้แต่ส่ายหัว แต่ก็จนใจจะหว่านล้อมหลานชายของภรรยา แม้จะเห็นว่าน้ำผึ้งนี้มีมูลค่ามากแค่ไหน แต่เมื่อมีคำว่าเรือนจันทร์ดาราฉายโผล่ขึ้นมาล่ะก็ ทุกอย่างก็จบแล้ว

สวนพิรุณไม่เคยหวังผลกำไรอะไรมากมายนอกจากมีกินมีใช้ไม่มีหนี้สิน แรงกายทั้งหมดที่ทุ่มลงไปก็เพื่อหวังทดแทนบุญคุณเจ้าของเรือนจันทร์ดาราฉาย

ตามิ่งสั่งสอนยุพินมาอย่างไร ยุพินก็สั่งสอนลูกชายอย่างสายพิรุณเช่นนั้น ที่บ้านรัญจวนใจมีที่อยู่ที่กินก็เพราะจันทร์ดาราฉาย พูดแล้วลุงพินิจก็นึกเสียดายปนเข้าใจถึงเหตุและผลของเรื่องต่าง ๆ

เพราะครั้งหนึ่ง ตามิ่งผู้เป็นแค่คนสวนของเรือนจันทร์ดาราฉาย เคยช่วยเหลือคุณท่านบวร สามีของคุณหญิงมณีจันทร์ไว้ ท่านจึงตอบแทนตามิ่งด้วยการยกที่ดินแปลงใหญ่แปลงหนึ่งซึ่งติดกับเรือนจันทร์ดาราฉายให้ ยุพินซึ่งเป็นลูกสาวตามิ่งก็พลอยได้รับโอกาสร่ำเรียนหนังสือ แต่เธอเป็นคนหัวช้า ไม่ถนัดคิดคำนวณอ่านเขียน จึงขอช่วยพ่อดูแลสวน

ทีแรกตามิ่งนั้นไม่ยอมรับที่ดินแปลงนี้ เพราะถือว่าตนนั้นเป็นข้าในเรือนเก่า ได้ช่วยเหลือเจ้านายก็เป็นเรื่องที่ถูกที่ควรแล้ว แต่ท่านบวรเป็นคนสมัยใหม่ ท่านไม่สนใจว่าตามิ่งจะเป็นแค่คนในเรือน เมื่อได้รับการช่วยเหลือก็ต้องตอบแทน หากลำบากใจว่ามากเกินไปก็ให้คิดว่าทำสวนทำไร่ นำผลผลิตมาค้ำจุน ช่วยเหลือเรือนจันทร์ดาราฉายก็ได้ ตามิ่งไม่สามารถทัดทานเจ้านายได้ จึงยอมและก็เริ่มทำสวนพิรุณ ซึ่งท่านบวรเป็นคนตั้งชื่อให้

สวนพิรุณเดิมนั้นเป็นที่ลุ่ม พื้นที่ดอนส่วนมากอยู่ในเขตเรือนจันทร์ดาราฉาย แต่ตามิ่งก็ไม่ย่อท้อ บุกเบิกทำสวนจนมีพืชพันธ์ุมากมาย ซึ่งส่วนมากก็เป็นส่วนผสมที่เรือนจันทร์ดาราฉายสามารถนำมาใช้ได้ทั้งสิ้น ยิ่งถึงรุ่นของอรุณพิศเข้ามาดูแลครัวขนม เธอเลือกใช้วัตถุดิบสำหรับทำอาหารและขนมไทยจากสวนพิรุณเป็นหลัก ทำให้ตามิ่งและครอบครัวมีกินมีใช้ จนยุพินแต่งงานและมีลูก ตามิ่งจึงตั้งชื่อหลานว่าสายพิรุณให้คล้องกับชื่อของสวนพิรุณ

สามีของยุพินเป็นคนเก่งการเกษตร ทั้งปลูกมะลิ ลงกล้วยน้ำว้าซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด และกล้วยป่าเพื่อนำใบมาใช้ประโยชน์ เมื่อเห็นว่าพื้นที่บางส่วนของสวนพิรุณเป็นที่ลุ่มดูดน้ำ เขาจึงขุดดินทำนาบัว และเลือกปลูกบัวหลวง เพราะสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เพาะกล้าต้นลูกจันและดูแลให้มีจำนวนมากต้นขึ้น

ตามิ่งเสียตอนที่สายพิรุณอายุได้เพียงแค่สิบสองขวบ แต่คำสอนของตามิ่ง ผู้เป็นลูกอย่างยุพินไม่เคยลืมเลือน เธอยังทำเพื่อเรือนจันทร์ดาราฉาย สั่งสอนและพูดถึงที่มาที่ไปของสวนพิรุณให้สายพิรุณจดจำเสมอ แล้วยังคอยย้ำเตือนไว้ตลอดว่า วันใดวันหนึ่งหากดูแลสวนนี้ไม่ได้ ให้คืนทุกอย่างกับคุณ ๆ

ทุกวันนี้ แม้พ่อแม่จะเสียชีวิตไปแล้ว สายพิรุณก็ไม่เคยลืม เขาจะไม่มีอะไรติดตัวเลย หากไม่เพราะครั้งหนึ่งครอบครัวเคยได้รับความช่วยเหลือ แม้ว่าที่ผ่านมา คนในเรือนจันทร์ดาราฉายจะไม่เห็นว่าเป็นเรื่องตอบแทนบุญคุณที่เหมาะสมแล้ว แต่สำหรับชีวิตลูกหลานคนสวนคนหนึ่งคงไม่มีทางมีวันนี้ได้ ถ้าวันนั้นตามิ่งของเขาไม่ได้รับที่ดินแปลงนี้มา

สายพิรุณจึงตั้งใจไว้ว่า หากเรือนจันทร์ดาราฉายต้องการให้เขาทำอะไร สร้างอะไรในสวนแห่งนี้ เขาก็จะทำ

“ตอนนี้ลำไยที่สวนของลุงโตพอจะปล่อยดอกหรือยังครับ” เมื่อหลานชายถาม ลุงพินิจก็ต้องยอมเปลี่ยนเรื่อง เขาก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร หากไม่คิดจะทำ ก็ไม่บังคับ

“ลุงว่าจะปล่อยดอกตอนปลายปีนี้นะ ทำไมเหรอ”

“ผมว่าจะเอาผึ้งไปเลี้ยงที่สวนของลุงสักร้อยกล่องน่ะครับ ลุงสนใจไหม”

“ไอ้สนมันก็สนอยู่แล้ว น้ำผึ้งน่ะ ขายดีอยู่เรื่อย ๆ ถ้าทำได้ลุงก็ทำนะ แต่จะไม่แย่งตลาดกันกับแกเรอะพ่อพาย”

“ก็แบ่งกำไรกันสิลุง โอเคไหมล่ะ เพราะผมเองคงไปดูแลเองไม่ทั่วถึง ที่ของลุง ต้นลำไยป้า ผึ้งของผม แต่ลุงกับป้าดูแล ผมหาตลาดให้ แบ่งกันสักครึ่ง ๆ ดีไหม” ดูไอ้หลานคนนี้มันคิดการค้าการขาย แต่เห็นเจ้าตัวฉีกยิ้มยิงฟันก็ว่ากันไม่ลง

“บ๊ะ! เอ็งนี่นะ ไม่ต้องทำมันละมั้งสวนเนี่ย ไปลงทุนไป หัวการค้าเหลือเกิน” สายพิรุณหัวเราะ แล้วส่ายหน้า

“ตกลงสนใจไหมล่ะครับ ผมจะได้ดู ๆ เรื่องพันธ์ุผึ้งไว้ให้”

“สนใจอยู่แล้ว แต่ลุงกับป้าของแกน่ะ ไม่ค่อยรู้เรื่องผึ้งนะ จะไหวเหรอ แล้วไอ้เรื่องน้ำเชื่อมเลี้ยงผึ้งนี่อีก ลุงต้องคำนวณอะไรยังไงล่ะวะ”

ที่มาช่วยหลานก็คือมาช่วยหลานจริง ๆ ลุงพินิจและป้าสมัยไม่เคยคิดล้วงความลับอะไรเกี่ยวกับผึ้งหรือเรือนจันทร์ดาราฉาย ครั้งหนึ่งเคยเห็นลูกหลานเดือนร้อน ไอ้ครั้นจะอุ้มหอบไปเลี้ยงดูก็จนปัญญา เพราะตนเองก็มีลูกเหมือนกัน เลยพอจะช่วยเรื่องแรงบ้างว่ากันไปตามเรื่องตามราว ดังนั้นไม่แปลกเลย ถ้าต้องมาช่วยสายพิรุณดูแลให้อาหารผึ้ง สองลุงป้าจะทำไม่รู้ไม่เห็นอะไร ให้น้ำเชื่อมก็คือให้น้ำเชื่อม สูตรลับไม่เคยรู้จักทั้งนั้น

“ถ้าดอกลำไยลุงออกดอกช่วงปลายปีก็ง่ายเลยครับ เราแค่เลี้ยงผึ้งไว้กับต้นลำไย มันก็จะดูดน้ำหวานของดอกลำไยเอง ลงทุนไม่เยอะด้วย แค่ต้องคอยดูแลมันเนือง ๆ” ได้ยินแล้วลุงพินิจก็พยักหน้า ก็เหมือนจะเข้าใจล่ะวะ แต่ก็...

“อะ เลี้ยงก็เลี้ยง อะไรอย่างอื่นก็ว่ากันไป”

จบคำของลุงพินิจ ป้าสมัยก็เดินออกจากครัว พร้อมกับข้าวกับปลาสองสามอย่าง เห็นแล้วสายพิรุณรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปยกหม้อข้าวออกมา

“คุยอะไรกันอยู่”

“เจ้าพระพายน่ะสิ มาช่วยให้เราเลี้ยงผึ้งที่สวนด้วย แม่ว่าไง สนใจไหม พ่อฟัง ๆ ดูก็ว่าดีอยู่นะ”

ป้าสมัยไม่ได้ว่าอะไร นั่งลงและจัดแจงกับข้าว หูก็ฟังสามีพูดเรื่องที่คุยกับหลานชาย ไม่นานสายพิรุณก็มาร่วมวง และผลตอบรับก็คือทำนั่นแหละ!

 

หลังจากกินมื้อกลางวันอิ่มได้ไม่นานเท่าไร เสียงของแก้วกับอุ่นก็มาเรียกหาสายพิรุณ ชายหนุ่มเดินอ้อมมาจากหลังบ้าน เพราะเตรียมถังน้ำเชื่อมไว้ด้านนั้น เมื่อเห็นสองสาวมาพร้อมกับข้าวของหลายอย่างก็ทำหน้าสงสัย แต่ก็ยิ้มทักทาย

“อะไรเยอะแยะครับ”

“เม็ดบัวต้มน้ำตาลจ้า คุณจันทร์ให้ยกมาให้คุณพระพาย แล้วก็บอกให้พวกหนูจัดที่นั่งไว้ตรงมุขข้างบ้าน เพราะเดี๋ยวบ่าย ๆ เพื่อนคุณจันทร์จะมาจ้ะ” อุ่นเจื้อยแจ้วตอบ ส่วนแก้วนั้นเอาเบาะยัดนุ่นหลายอันวางบนแคร่ไม้ตัวใหญ่ ก่อนจะทำจมูกฟุดฟิด

“กลิ่นน้ำเชื่อมเหรอคะคุณพระพาย หอมมาก”

“ครับ” สายพิรุณตอบรับ ก่อนจะนึกขึ้นได้เลยรีบถาม พร้อมทั้งมือก็รับตะกร้าขนมจากอุ่นมากถือไว้ “กลิ่นหวานแหลมไหมครับ”

“น้ำเชื่อมน่ะเหรอคะ” แก้วถามกลับ เด็กสาวทำท่าคิดก่อนจะส่ายหน้า “ไม่นะคะ กลิ่นหอมหวาน นุ่ม ๆ เหมือนน้ำผึ้งเลย ไม่น่าจะแสบคอค่ะ”

ได้ยินเช่นนี้แล้วสายพิรุณก็โล่งใจ เขาได้ลูกจันที่สุกมากจนเกือบงอม จากที่จะใช้แค่สุกพอดี กำลังหวานฉ่ำ เลยทำให้ไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่ตอนผสม เขาว่ารสและกลิ่นก็เหมือนเดิม เมื่อได้ยินแก้วพูดเช่นนี้ก็สบายใจขึ้นบ้าง แต่จะให้ดี... อยากให้เสน่ห์จันทร์ได้ดม

“พี่แก้วได้กลิ่นด้วยเหรอจ๊ะ” อุ่นทำจมูกฟุดฟิด แล้วทำหน้าย่น “หนูไม่เห็นได้กลิ่นอะไรเลย”

“ก็เป็นซะแบบนี้ ถึงได้ถูกให้ทำแค่ล้างของกับเช็ดใบตองไง” แก้วว่าเข้าให้ มือก็จัดเบาะบนแคร่ให้เป็นที่เป็นทาง ขำกับท่าทีงอแงของอุ่น

เด็กสาวอายุน้อยที่สุดในครัว พอจะเห็นแววอยู่บ้าง เสน่ห์จันทร์เลยขอจากครัวดาราทองมาเป็นเด็กในครัวเสน่ห์จันทร์ แต่ทำงานหลายเดือนแล้ว เธอยังทำได้แค่ล้างข้าวของ เช็ดใบตอง กับจับมีดหั่นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น จะมีพี่ชบาที่คอยสอนเรื่องขนมให้จดจำอยู่ทุกวัน แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ค่อยได้เรื่องสักเท่าไร ยิ่งเรื่องกลิ่นนี่ไปกันใหญ่ จมูกไม่ดีเอาเสียเลย

แต่สายพิรุณไม่คิดว่าอุ่นไม่มีความสามารถ คนอย่างเสน่ห์จันทร์ ลองได้เลือกอะไรแล้ว มักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ แม้ตอนแรกจะเป็นกรวด แต่เขาเชื่อว่าเจ้าของครัวเสน่ห์จันทร์สามารถทำให้เป็นเพชรได้

“เดี๋ยวพี่แก้วคอยดูนะ สิ้นปีนี้หนูจะทำขนมสำปันนีให้ได้”

“แม่คุณเอ๊ยยยย ขอให้คุณจันทร์ยอมให้นวดแป้งก่อนเถอะ แล้วค่อยพูดเรื่องทำสำปันนี มาเร็ว มาช่วยกันจัดของก่อน เดี๋ยวคุณ ๆ เพื่อนคุณจันทร์มา จะไม่ทันการ”

สายพิรุณไม่ได้ว่าอะไร เขาแค่ยิ้ม ก่อนจะปล่อยให้สาว ๆ ทำงานของตนเองไป ส่วนเขานั้นเอาขนมเข้าไปเก็บ มองปริมาณแล้วสามารถแบ่งให้ลุงกับป้าได้ด้วย

เสน่ห์จันทร์คิดเผื่อเขาไว้แล้ว

น่ารักจริงเชียว



ขณะที่สายพิรุณกำลังวุ่นวายกับการทำน้ำเชื่อม เสน่ห์จันทร์กำลังนั่งอยู่ในห้องของคุณหญิงมณีจันทร์ เขามองฉากกั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง ก่อนจะยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นยศกรและกรองแก้วกำลังจะตีกันโดยพยายามทำให้เงียบที่สุด ส่วนฉัตรศิริวิไลนั้นก็ได้แต่ยิ้มอย่างปลงในความเพี้ยนของทั้งคู่

ครู่ต่อมา ป้าพวงก็ดันวีลแชร์ซึ่งคุณหญิงมณีจันทร์นั่งอยู่ออกมาจากหลังฉากกั้น ตามด้วยอรุณพิศที่แย้มยิ้มให้กับลูกชาย เมื่อล้อหยุดลงไม่ห่างมากนัก ทุกคนยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม คุณหญิงมณีจันทร์รับไหว้และยิ้มอย่างอ่อนโยน มองเด็กรุ่นหลานด้วยแววตาเอื้อเอ็นดู

“ลูกเต้าเหล่าใครบ้างล่ะเนี่ย ดูสิคนแก่อย่างย่าหูตาฝ้าฟางไปหมด”

เสน่ห์จันทร์คลี่ยิ้ม เขานึกแล้วเชียวว่าคุณย่าของเขาต้องพูดอะไรแบบนี้ สำหรับฉัตรศิริวิไลน่ะ ไม่เท่าไรหรอก แต่อีกสองคนนี่สิ ตัวลีบแล้วนั่น

“หม่อมราชวงศ์ฉัตรศิริวิไล ป้องพันธ์นุกูลครับ” เสน่ห์จันทร์เลือกแนะนำฉัตรศิริวิไลก่อน เพราะต่อให้ไม่ถือยศศักดิ์ในหมู่เพื่อน ทว่ายามที่อยู่กับผู้อื่น ยิ่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว เรื่องแบบนี้คือกาลเทศะมารยาทที่ต้องกระทำและไม่สามารถละเลยได้

“กราบสวัสดีค่ะคุณหญิงมณีจันทร์” ฉัตรศิริวิไลเอ่ยขานด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะ ทุกการกระทำงดงามและถูกต้องตามจารีตประเพณีทุกอย่าง ไม่เพียงแต่ผู้ที่อาวุโสที่สุดจะจับตามอง แต่อรุณพิศเองก็ลอบจับสังเกตอยู่ไม่น้อย

“หลานสาวของท่านคุณหญิงโฉมฉายสินะ”

“ค่ะ”

คุณหญิงมณีจันทร์ใช้ดวงตาอ่อนโยนทอดมองหญิงสาวตรงหน้า แม้จะดูเหมือนไม่ได้จับจ้องอะไรเป็นพิเศษ แต่แท้ที่จริงนั้นกลับสำรวจตรวจตราอย่างละเอียดถี่ถ้วน

รูปร่างหน้าตางามไร้ที่ติ บุคลิกภาพนุ่มนวล อ่อนหวาน แต่สง่าผ่าเผย การพูดจาก็สมฐานันดร เป็นหญิงสาวที่งามพร้อมจริง ๆ

“ท่านคุณหญิงฉายเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีใช่ไหม”

“หม่อมย่าพลานามัยแข็งแรงตามอัตภาพค่ะ”

แม้ตามยศแล้วฉัตรศิริวิไลจะเหนือกว่าคุณหญิงมณีจันทร์ สามารถเอ่ยถามเรื่องต่าง ๆ ได้ แต่หญิงสาวก็ถือหลักอาวุโสเอาไว้มั่น นั่นคือผู้น้อยไม่เอ่ยถามผู้อาวุโส ซึ่งนั่นทำให้คุณหญิงมณีจันทร์พอใจนัก

อรุณพิศรับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ได้ เธอลอบมองใบหน้าของลูกชาย ซึ่งยังคงนิ่ง รักษาความสุภาพและอบอุ่นไว้เช่นเดิม เธอไม่เข้าใจนักว่าทำไมวันนี้เสน่ห์จันทร์ถึงพาเพื่อนขึ้นมากราบคุณหญิงมณีจันทร์ ที่ผ่านมาใช่ว่าเด็ก ๆ จะไม่เคยมาที่นี่ แต่นี่คือครั้งแรกที่ลูกชายของเธอพาขึ้นเรือน

เธอพอจะเดาได้ว่าลูกชายเธอคิดและต้องการอะไรบางอย่าง แค่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องใด แต่ที่เธอมั่นใจไม่น้อยเลยก็คือ เกี่ยวข้องกับหม่อมราชวงศ์หญิงผู้นี้แน่นอน

“ครั้นตัวฉันจะไปเยี่ยมเยียนท่านคุณหญิงก็ไม่ใคร่ไหว อย่างไรวันนี้มาแล้ว ฉันจะขอรบกวนฝากขนมนมเนยไปเยี่ยมท่านจะดีไหม” ฉัตรศิริวิไลยิ้มพองาม พร้อมตอบรับด้วยน้ำเสียงรื่นหู

“ย่อมดีค่ะ หม่อมย่าเอ่ยหลายครั้งแล้วค่ะ ว่าคิดถึงรสขนมของเรือนจันทร์ดาราฉาย เป็นที่หญิงฉัตรเองที่ไม่มีเวลามาหาไปฝากหม่อมย่า” คุณหญิงมณีจันทร์แย้มยิ้มเล็กน้อย ใจจริงก็อยากจะสนทนากับหญิงสาวให้มากกว่านี้ แต่เธอยังไม่ได้แก่จนเลอะเลือนที่จะลืมว่า เพื่อนของหลานชายยังมีอีกสองคนที่มา

“แล้วทางนี้ล่ะ” กรองแก้วกับยศกรเกือบรักษากิริยาไม่ได้ อยู่ ๆ ก็ได้รับความสนใจ ทำเอาปุถุชนคนธรรมดาอย่างทั้งคู่ทำตัวไม่ค่อยถูก

“คุณมะยม ยศกร ชัยดำรง กับ คุณกรอง กรองแก้ว พิริยปัญญาชัยครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยแนะนำเพื่อน ซึ่งรีบยกมือไหว้คุณหญิงมณีจันทร์อีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยคำว่า สวัสดี

อ้าว เฮ้ย ลืมคำว่า กราบ... ยังไงดีล่ะ!

เห็นท่าทางเลิ่กลั่กของทั้งสองหนุ่มสาวแล้ว คุณหญิงมณีจันทร์ก็ยิ้มเอ็นดูและเข้าใจ ซึ่งเธอก็เคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้ง

“ไม่ต้องลนลาน ฉันไม่ได้มียศมีศักดิ์อะไร เป็นย่าแก่ ๆ ของพ่อจันทร์ก็เท่านั้น” ก็เพราะเป็นคุณย่าของเสน่ห์จันทร์นี่แหละ ทุกคนถึงเกร็งกันจนแทบเป็นตะคริว “แล้วเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันล่ะ”

คำถามของคุณหญิงมณีจันทร์นั้นทำเอายศกรและกรองแก้วลอบกลืนน้ำลาย เพราะพ่อแม่ของตนก็ตาสีตาสา ไม่ได้มียศมีศักดิ์เหมือนกับฉัตรศิริวิไล ไม่รู้ว่าถ้าเอ่ยออกไปแล้ว คุณหญิงท่านจะรังเกียจรังงอนหรือไม่ ที่ผ่านมาคบหาเป็นเพื่อนกันก็ไม่เคยเอาเรื่องชาติตระกูลมาเกี่ยวข้อง พอมาวันนี้ก็เข้าใจว่าผู้ใหญ่ในชนชั้นนี้ท่านคงคาดหวังไม่น้อย ว่าลูกหลานจะมีเพื่อนฝูงที่ฐานะใกล้เคียงกัน

“คุณพ่อกับคุณแม่เป็นข้าราชการครูค่ะ ตอนนี้อยู่จังหวัดทางใต้” กรองแก้วเอ่ยไปก่อน หวังว่าตำแหน่งข้าราชการน้อย ๆ ของพ่อและแม่จะพอไม่ทำให้คุณหญิงท่านเคืองใจ

“เธอเป็นคนใต้หรือ จังหวัดอะไร”

“ค่ะ หนูเป็นคนนครศรีธรรมราชค่ะ”

“พูดถึงนครศรธรรมราช ก็นึกถึงมังคุดคัด หลายปีก่อนลูกน้องของพ่อเพชรช่างสรรหามาฝาก อร่อยถูกปากไม่น้อย”

“เป็นของขึ้นชื่อของเลยค่ะ” กรองแก้วตอบด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจกับของดีขึ้นชื่อของจังหวัด

“อืม... มาเรียนไกลบ้านอย่างนี้ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ”

“ขอบคุณค่ะ” จากสีหน้าท่าทางของคุณหญิง ทำเอากรองแก้วแอบโล่งใจ เพราะดูแล้วเธอน่าจะผ่าน แต่ที่ลำบากเห็นที่จะเป็นยศกรนี่แหละ

พ่อแม่ของเขาเป็นพ่อค้าแม่ค้าธรรมดา ถือว่าเป็นอาชีพที่บรรดาผู้ดีเก่าไม่ปลาบปลื้มนัก

“คุณพ่อกับคุณแม่ค้าขายครับ”

“อืม...” คุณหญิงมณีจันทร์พยักหน้า “ค้าขายนี่ขายอะไรรึ”

“เอ่อ... เกี่ยวกับผ้าทอครับ”

“ผ้าทอ เอ... เป็นผ้าแบบไหน งานทอผ้าไหมมีด้วยไหม”

“ผ้าทอแบบพื้นเมืองจำพวกผ้าฝ้าย งานเย็บ ปัก ของชาวบ้านแถบภาคเหนือครับ งานทอผ้าไหมก็มีครับ ตอนนี้พี่ชายของผมดูแลเรื่องนี้อยู่” คุณหญิงมณีจันทร์พยักหน้า ยิ้มละมุน

“ฉันชอบงานฝีมือทอผ้านะ ในเรือนก็เก็บผ้าเก่า ๆ ไว้หลายชิ้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ออกงาน ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหน เลยไม่มีของสะสมเพิ่มเติม จำได้ว่าสมัยสาว ๆ เคยไปทางสุโขทัย ได้ผ้ามาพับหนึ่ง งามนัก”

“คุณมะยมเป็นคนสุโขทัยครับ เมื่อปีที่แล้วเคยช่วยงานกิจกรรมนักศึกษา ก็ดูแลเรื่องผ้าไทยที่นำมาใช้ในงาน ส่วนคุณกรองก็ดูแลเรื่องการประสานงานต่าง ๆ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยถึงคุณงามความดีของเพื่อน อันที่จริงเขาก็แค่บอกว่าเพื่อนของเขาแต่ละคนถนัดเรื่องอะไรเท่านั้น

จากที่ฟัง คุณหญิงมณีจันทร์ชอบเพื่อน ๆ ของเขา เพราะถ้าหากไม่ถูกใจ ท่านไม่มีทางออกมาจากหลังฉากกั้นตั้งแต่แรกหรอก แม้ว่าจะมีหนึ่งในนี้เป็นถึงหม่อมราชวงศ์ก็ตาม

“อืม... ดี ๆ ชีวิตตอนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยนี่แหละที่สนุกสนาน แต่ก็อย่าเล่นกันจนละเลยการเรียนล่ะ”

เด็ก ๆ ทุกคนรับคำ หลังจากนั้นคุณหญิงมณีจันทร์ก็สนทนากับฉัตรศิริวิไลเรื่องเกี่ยวกับสมาคมต่าง ๆ พอประมาณ หันมาพูดคุยกับยศกรเรื่องผ้าที่ท่านชื่นชอบ และเอ่ยถามกรองแก้วเกี่ยวกับเรื่องทางภาคใต้อย่างสนใจไม่น้อย

พูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ คุณหญิงมณีจันทณ์ก็ต้องการพักผ่อน ทุกคนจึงออกจากห้องส่วนตัวของท่าน บอกได้เลยว่าทั้งกรองแก้วและยศกรนั้นหายใจคล่องขึ้นก็ต่อเมื่อลงมาถึงหน้าร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองนั่นแหละ

“โอยยยยยย ไม่ไหว ๆ ชาตินี้นะ ขอเป็นไอ้กรองลูกพ่อสุแม่พิกุลก็พอแล้ว ไม่เอาแล้ว ไม่เพ้อเจ้าหญิงเจ้าชายอะไรแล้ว”

“ตะคริวจะกิ๋นขา ยมว่ายมบ่ไหวเน้อ ถ้าต้องปะจะอี้ ยมเคียด!” (ตะคริวจะกินขา ยมว่ายมไม่ไหว ถ้าต้องเจออย่างนี้ ยมเครียด!)

เสน่ห์จันทร์อมยิ้ม ส่วนฉัตรศิริวิไลนั้นเธอก็แค่ยิ้มและส่ายหน้าให้กับเพื่อน ๆ ที่พากันบ่นอุบอิบ ตัวของเธอน่ะ ชินเสียแล้วกับเรื่องทำนองนี้

“คุณจันทร์คะ” เสียงเรียกที่เบาพอได้ยินจากด้านหลัง ทำให้ชายหนุ่มและเพื่อน ๆ ชะงักเท้า หันกลับไปเจอกับน้าพรซึ่งเป็นคนสนิทของอรุณพิศ เธอกุมสองมือไว้ที่หน้าท้องค้อมตัวลงเล็กน้อย “คุณอรุณต้องการพบค่ะ”

เสน่ห์จันทร์ยิ้ม หันกลับไปทางเพื่อน ๆ นอกจากฉัตรศิริวิไลแล้ว อีกสองคนกำลังมองเขาด้วยสายตาเป็นคำถามว่า ต้องไปนั่งเกร็งด้วยอีกไหม ตะกี้ย่า คราวนี้แม่ เพื่อนเครียดนะ เพื่อนเครียดดดดดด

“คุณจันทร์จะตามไปครับ” น้าพรถอยหลังไปสองก้าวแล้วหมุนตัวเดินกลับไป ส่วนเสน่ห์จันทร์นั้นหันไปมองเพื่อน ๆ ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย “เดี๋ยวคุณจันทร์จะให้พี่ชบาพาไปนั่งเล่นที่สวนพิรุณนะครับ”

“ขอบคุณมาก...” กรองแก้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง เพราะไปนั่งกลางสวนย่อมดีกว่านั่งกลางดงผู้ดี บอกตรง ๆ เธอไม่ไหวจริง ๆ

“พี่ชบาพาเพื่อน ๆ ของคุณจันทนร์ไปที่บ้านพี่พระพาย แล้วให้เด็ก ๆ ยกสำรับเมี่ยงคำตามไปเลยนะครับ”

“ค่ะ”

พี่ชบารอจนเสน่ห์จันทร์เดินไปก่อน เธอถึงเชื้อเชิญคุณ ๆ ให้เดินตามเธอไปทางด้านหลังร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง อ้อมไปยังครัวเสน่ห์จันทร์ แวะบอกมะลิกับแก้วให้เตรียมยกสำรับเมี่ยงคำกลีบบัวที่จัดไว้แล้วจากครัวดาราทองตามไป

“พี่ชบาคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานของฉัตรศิริวิไลเอ่ยเรียกยามที่เดินไปยังประตูหลัง

“คะ”

“พี่พระพายที่คุณจันทร์พูดถึงใครเหรอคะ”

“คุณพระพายคือเจ้าของสวนพิรุณค่ะ เป็นเพื่อนตั้งแต่เด็กของคุณจันทร์” พี่ชบาไม่แน่ใจว่าหญิงสาวผู้สูงศักดิ์คนนี้มีความคิดหรือรู้สึกอันใดกับเจ้านายของตน เธอจึงเลือกตอบด้วยคำตอบทั่ว ๆ ไปและระวังคำพูด

“หญิงเคยได้ยินแต่ชื่อ ยังไม่เคยเจอตัวจริงสักครั้ง มาทีไรก็ไม่เจอ”

“ปรกติคุณพระพายจะอยู่ที่สวนค่ะ”

“ใครเหรอฉัตร” กรองแก้วเอ่ยถาม เธอได้ยินฉัตรศิริวิไลถามหาคนชื่อนี้

“พี่พระพาย เจ้าของสวนที่เราจะไปนั่งเล่นกันนี่ไง”

“อ๋อ...” กรองแก้วพยักหน้า หลังจากนั้นไม่มีใครถามอะไรอีก นอกจากเดินตามพี่ชบาไปเงียบ ๆ จนเข้าสู่เขตพื้นที่ของสวนพิรุณ


>>>>>>>>>>>>>>>>>> มีต่อหน้าถัดไปนะคะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด