BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่๒๖ ขุดราก ถอนโคน อัพ ๑๙ มีนา ๖๒
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่๒๖ ขุดราก ถอนโคน อัพ ๑๙ มีนา ๖๒  (อ่าน 4092 ครั้ง)

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
คำถามที่ดูเหมือนจะธรรมดา จากปากคนธรรมดาๆ กลับสร้างอานุภาพเหนือธรรมดาทำให้กับอัศวินหนุ่มตกอยู่ในสภาวะนิ่งงันยิ่งกว่าเดิม มิใช่ว่าเขาหาเหตุผลในการหลงรักมิได้  แต่เขาจะเรียงร้องถ้อยคำเป็นล้านคำในสมองออกมาได้อย่างไรให้น่าฟัง ราบรื่นต่างหาก  ...และแล้วมินานท่วงทำนองเสียงที่ไร้ความเอาแต่ใจ ก็ปรับโทนให้หวานขึ้น ใช้ความดังอยู่ในระดับกังวาน นำความจากหัวใจส่งผ่านไปให้ถึงใจคนฟัง

“มูนไม่ใช่คนธรรมดา...คนธรรมดาที่ไหน จะทำให้คนอย่างก้องรู้จักคำว่ารักแรกพบ  ” ก้องพูดจบก็เขยิบกายเข้ามาใกล้กว่าเดิม และมูนก็ไม่หลีกลี้กระเถิบกายหนีแต่อย่างใด ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมฟังก้องที่กำลังขับถ้อยคำพรั่งพรูต่อมาไม่หยุดยั้ง

“อย่างที่ก้องเคยบอกมูนหน้าซุ้มประตูในคืนนั้น... ที่ผ่านมา ก้องอาจจะมองว่าการเปลี่ยนคน คบไปเรื่อยๆเป็นเรื่องสนุก เป็นการเปลี่ยนรสรักแปลกๆใหม่ๆ แต่พอได้เจอมูน ก้องก็อยากหยุดไว้ที่มูนเพียงคนเดียว มูนไม่เหมือนใคร อยู่ใกล้ๆแล้วก้องเย็นใจมีความสุข มูนไม่รู้หรอกว่า การที่เราจะเจอคนที่ใช่มันยากแค่ไหน เมื่อเจอแล้วก้องก็ไม่อยากให้ มูนหลุดมือ”

มูนย่อมจำได้ดีไม่มีลืมและจำได้แม่นเสียด้วยว่าตนตอบบ่ายเบี่ยงไปอย่างไร และคำตอบของตนในคืนนั้นก็นำไปสู่การรังแกใต้ซุ้มประตูจนเต้ยต้องเข้ามาช่วย เกิดเป็นมวยหน้าประตู จนชมนาถและกระถางตะโกดัดลายครามร่วง

“มูนก็เคยบอกก้องไปแล้ว อย่าเพิ่งตัดสินใจว่ามูนจะดีเหนือคนอื่น ... อย่ามาหยุดที่มูนเลย”

“ใช่...และคำตอบของมูนก็ทำให้ก้องรู้ว่ามูนมีใครในใจ ซึ่งมันก็กลายเป็นไอ้เต้ย มูนไม่เข้าใจความรู้สึกตาต้องตาหน้าห้องฝึกโยคะในวันแรกที่มูนไปสอนลูกค้าที่รีสอร์ทของก้องหรอก”

“ทำไมมูนจะไม่เข้าใจล่ะก้อง มูนเข้าใจดีเลยแหละ เพราะตาสบกันเนี่ยแหละ มันทำให้มูนรู้จักกับคำว่ารักแรกพบ มานานแล้ว ”

ก้องรู้อยู่เต็มใจว่าไอ้อาการ ตาตาสบกันของมูน มันเกิดขึ้นระหว่างมูนกับใคร จึงมิขัดอะไรปล่อยให้มูนพูดต่อจนจบประโยค

“ก้องรู้ไหม หัวใจของมูน มองใครไม่ได้อีกจนเกือบสิบปี อยู่กับการรอคอยที่เกือบจะหมดหวัง สายตาของเต้ยมันคมวาว มีอำนาจอย่างร้ายกาจ สะกดให้มูนแน่นิ่งตกอยู่ในภวังค์ พอรู้สึกตัวอีกที หัวใจทั้งดวงก็ถูกเขากระชากไปแล้ว ” มูนหยุดยิ้มอ่อนๆ ทั้งเล่าทั้งอธิบายให้ก้องฟัง แลคล้ายจะตกอยู่ในภวังค์เดียวกับครั้งนั้น หากแต่ก็ยังสามารถกล่าวต่อมาได้

“มูนเจอเต้ยก่อนจะเจอก้อง ตั้งแต่อยู่มอหนึ่ง อันนี้ก้องคงรู้แล้ว แต่ที่ก้องไม่รู้ คือ ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากการที่มูนก้าวเท้าเดินเข้าห้องเรียน วันนั้นตาเราสบกัน และนั่นก็เป็นจุดกำเนิดที่เราสองคนต่างฝ่ายต่างแอบชำเลืองตามองกันตลอดมา”

“นี่คงเป็นคำตอบที่มูนกำลังจะตอบก้องว่า ทำไมถึงเลือกไอ้เต้ยใช่ไหม” ก้องถามขึ้นอย่างสงบ ซึ่งอันที่จริงเขาก็ถามไปอย่างนั้น สมองเขามี เขาย่อมคิดได้ว่ามูนเกริ่นมาถึงขนาดนี้ มันหมายความได้ถึงอะไร

“รักแรกพบ” ...ใช่ว่าเขาจะมีเพียงคนเดียว น่าเสียดายที่ชายผู้ “พบรักแรก” ของมูน มันไม่ใช่เขา อย่างนี้คงตกปากได้ว่า บุญมีที่ได้เจอ หากวาสนาไซร้ไม่เกื้อหนุน

“ใช่” มูนรับคำเพียงสั้นๆ

“แล้วมันมีดีอะไร เท่าที่ก้องรู้จากเกรซ มันชอบเสียดสี ชอบแกล้ง ชอบรังแกมูน ทำให้มูนร้องไห้อยู่บ่อยๆ ...ไหนลองตอบก้องมาสิครับ”

ในเมื่อก้องยังถามอย่างสงบ มูนก็ยิ่งสงบ แลคล้ายจะใช้กระแสเย็นระเรื่อผสานไปทุกอณูกับสายลม ดวงตากลมโตน้ำตาลใส หันไปมองชายที่ถูกกล่าวถึงในบทสนทนาเพียงแวบ แล้วหันกลับมาให้คำตอบกับก้องที่จ้องตนไม่วางตา

“ถึงจะร้ายแต่ก็คล้ายพระพายเสก 
ประดุจเฉกลมละมุนเหนือขุนเขา
บางครั้งคือพระเพลิงร้อนยากคาดเดา
บ้างเป็นน้ำดับไฟเผาชื่นฤทัย”

อัศวินหน้าตี๋มีหรือจะตีความกลอนง่ายๆ ไม่ออก แลเพราะตีแตกแปลได้ออก เลยทำให้พูดเกือบไม่ออกไปชั่วพัก แต่มินานก็กลับขยับปากถามความต่อมาได้

“มูนกำลังจะบอกก้องว่า ในความร้ายมันซ่อนความรัก อย่างนั้นใช่ไหม”

พระจันทร์ดวงน้อยระบายลมหายใจเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้ของวัน แล้วอธิบายต่อมาให้เพื่อความกระจ่างใจของก้องว่า  “ใช่แล้วก้อง เขาร้ายกาจกับมูนในตอนแรกๆ ตอแย รังแกมูนอยู่บ่อยๆก็จริง แต่ในความร้ายของเขามันมีความรัก ความหวานซ่อนซึ้งในการกระทำและสายตาของเขาอยู่เสมอ มูนสัมผัสได้แต่ปฏิเสธความรู้สึกตลอดมา”

“เพิ่งรู้ว่ามูนชอบผู้ชายแบบนี้”

เสียงของก้องหวนกลับมาขัดใจหน่อยๆ แล้วเบือนหน้าไปมองระลอกคลื่นมืดครึ้มในท้องทะเล ในใจยังอดคิดไม่ได้ที่จะเข้าข้างตัวเองว่าที่ผ่านมา เขาทำตัวน่าให้รักซะขนาดนั้น รังแกด้วยจูบก็เพียงแค่นิดหน่อย  ทำไมมูนยังไม่ยอมรัก เอาเวลาไปปักใจกับไอ้เต้ยด้วยเหตุผลบ้าๆนั่น แต่ไอ้เหตุผลบ้าๆของมูนไม่ใช่เหรอ มันคือเหตุผลเดียวกันกับของเขาที่เรียกรักแรกพบ 

“ไม่ใช่ชอบผู้ชายแบบนี้ ...แต่รักผู้ชายคนนี้คนเดียว รักมากเสียจนเมื่อครู่ต้องกระโดดเข้าขวางทางปืนของก้อง ”

“มูนรักมันจนไม่ห่วงตัวเองเลยเหรอ รู้ไหม ถ้าก้องไม่หันปลายกระบอกปืนขึ้นฟ้า เมื่อกี้มูนคงจะ.....”

“ตาย” มูนต่อท้ายความมาให้ แล้วทอดเสียงโทนเดิม บอกความรู้สึกในใจต่อ

“ คุณยายเปรียบเสมือนกับหลักใจและหลักชัยในชีวิตของมูน เมื่อสิ้นคุณยาย ทุกอย่างก็สิ้น และเมื่อมีเต้ยเข้ามาเป็นเสาหลักแทนที่ ชีวิตมูนจึงดำรงอยู่เพื่อเขาเท่านั้น หากไม่มีเขา มูนก็อยู่ไม่ได้ ตั้งแต่เด็กมา มูนบอบช้ำเพราะการจากตายมาหนักหนาแล้ว ด้วยเหตุนี้มูนจึงยอมตายแทนดีกว่า ที่จะต้องทนทุกข์ทรมานเห็นเขาจากไป...ว่าแต่ ทำไมก้องหันไปยิงขึ้นฟ้าเสียล่ะ ทำไม ไม่ยิงมูนให้หายโกรธ หายแค้น”

“โธ่มูน...ใครจะฆ่าหัวใจของตัวเองได้ลง แค่รังแกมูนวันนี้ก้องก็ฝืนใจอย่างที่สุดแล้ว”

น้ำตาของก้องเริ่มปริ่มๆอีกครั้ง มิใช่เพราะเป็นผู้ชายอ่อนไหว หากแต่ภาพวินาทีชีวิตที่พระจันทร์ถลันมาขวางวิถีกระสุน มันคือภาพสะเทือนใจที่สุดในชีวิตของเขา มันตอกย้ำถึงความพ่ายแพ้ที่ชาตินี้ จะทำวิถีทางไหนก็ไม่มีวันได้ชัยชำนะ  ยอมรับกับตัวเองว่าอิจฉาไอ้เต้ย ที่คนเลวเกเรอย่างมัน ได้มณีล้ำค่ากลางฟ้าไปครอบครอง 

จากเดิมที่แค่คิดตาม สติทำให้ ก้องเริ่มคิดได้ หากวันนี้ฆ่าไอ้เต้ยไป...ก็ใช่ว่า พระจันทร์จะลอยมาซบอก
ไม่มีไอ้เต้ย มูนก็อยู่ไม่ได้ ...เอามาแต่ตัว ไม่ได้หัวใจ ความสุขใจไซร้ ก็คงบังเกิดแค่ตอนจุดสุดยอดระเบิดเท่านั้น

วาสนาของตนมีได้แค่ชะเง้อมองจริงๆ พจนานุกรมชีวิตคงต้องถูกตีพิมพ์ใหม่ ใส่คำว่า “ไม่ได้” ลงไปอย่างถาวรเสียแล้ว

“ไอ้เต้ยมันเป็นผู้ชายที่น่าอิจฉาที่สุด”

ก้องพูดไปก็เอื้อมมือมาบีบมือของมูนแน่น ใจอยากจะดึงมาจูบ แต่ก็ยังหวาดหวั่นกับหมาบ้าที่ค่อยๆเดินเข้ามาทีละก้าวเป็นเงาตะคุ่มๆ เขาจึงกล้ากระทำเพียงแค่นั้น ..จู่ๆสิ่งที่เขาไม่คิดไม่ฝันก็เกิดขึ้น คือมือเสลาที่เขากุมไว้แน่น ได้หาทางแทรกออกมากุมมือเขาตอบไว้อีกชั้น ถ่ายทอดความอ่อนโยนและอ่อนหวานที่เขาคงจะได้สัมผัสเป็นครั้งสุดท้าย

“วันหนึ่งข้างหน้าก้องก็คงจะเป็นผู้ชายที่น่าอิจฉาที่สุดเช่นกัน เชื่อมูนเถอะ ยังมีคนที่เหนือกว่ามูนในโลกนี้อีกมาก ตัดใจจากมูนซะ ปล่อยให้มูนเดินไปตามทางของมูน... เอาล่ะ หวังว่าเหตุผลของมูนคงตอบในสิ่งที่ก้องสงสัยครบถ้วน และก้องก็ต้องทำตามสัญญา คือยอมรับในเหตุผลของมูน”

มูนไม่ยอมเสียเวลาอ้อมค้อมอันใดอีกแล้ว เพราะได้ชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือ ก็เห็นว่าเข็มยาวเดินมาถึงเลขสี่ ใกล้จะชี้มาที่เลขหก นั่นก็แสดงว่าเวลาสำหรับก้องเหลือเพียงแค่อีกสิบนาทีเท่านั้น และพอหันไปดูเต้ยอีกที สายตาก็บอกระยะห่างได้ทันทีว่าเหลืออีกแค่สิบก้าว

ในแต่ละย่างก้าวของเต้ยที่เข้ามาใกล้ คือความโล่งใจของมูนในทุกๆนาที
แต่สำหรับก้องนี้สิ ไอ้เต้ยมันก้าวเดินในแต่ละนาที หัวใจเขาขาดกระเด็นทีละเสี่ยง

ไอ้เต้ยมันกำลังมารับพระจันทร์ของมันคืนแล้ว... ยื้อไว้ด้วยกำลังหรือยอมรับด้วยสติ ยากตัดสินใจ 

“ยัง... ยังไม่ครบ มูนยังไม่ได้บอกว่าก้องมีดีอะไรสู้ไอ้เต้ยไม่ได้ ก้องไม่หล่อเลยเหรอ ” ก้องเริ่มยื้อและดื้ออีกครั้ง และมูนก็จำต้องตอบคำถามนั้นๆ ทั้งๆที่รู้ดีว่าตอบอย่างไร มันก็จะวนมาจุดเดิม

 “หล่อสิหล่อมาก นักร้องเกาหลีอย่างไรอย่างนั้น นอกจากหล่อแล้ว ก้องยังสุภาพ น่าเอ็นดู มูนยังจำได้นะ ตอนรู้จักกับก้องใหม่ๆ ก้องมักจะหน้าแดงเสมอเวลาคุยกับมูน ยิ่งวันที่ก้องบุกมาที่บ้านสวน และคืนที่ขออนุญาตจีบอย่างเป็นทางการ วันนั้นก้องหน้าแดงมากเลยรู้ไหม” มูนหยุดเว้นวรรคทอดอารมณ์เพียงครู่แล้วกล่าวต่อมาว่า

 “ ก้องเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เอาใจใส่ได้อย่างน่าประทับใจ แม้จะชอบฉวยโอกาส ถึงเนื้อถึงตัวไปบ้างก็ตาม และถ้าก้องตัดนิสัยเอาแต่ใจตัวออกไปได้บ้าง ก้องจะเป็นผู้ชายที่เพอร์เฟ็คที่สุด”

ประโยคยาวเหยียดทั้งหมดที่มูนกล่าวขึ้นทำให้ก้องยิ้มได้ และเขาก็ควรจะยิ้มได้กว้าง หากไม่มีประโยคสรุปความปิดท้าย

“แต่มูนต้องขอโทษก้องด้วย ที่มูนไม่เคยได้ใช้หัวใจมองความน่ามองเหล่านั้นของก้องเลย เหตุผลคงจะไม่ต้องบอกซ้ำอีก เพราะได้บอกไปหมดแล้ว”

ก้องฟังแล้วก็หน้าม่อย และแม้เขาจะรู้เหตุผลดี หากก็ยังไม่วายแย้ง ตามนิสัยเอาแต่ใจที่ต่อให้สะกดดีอย่างไรมันก็ย่อมโผล่ได้ทุกวินาทีที่ถูกขัดใจ 

“ที่มูนไม่ใช้หัวใจมองก้อง เพราะมูนยังไม่เปิดโอกาสให้ก้องพิสูจน์”

“ใครบอกว่ามูนไม่เปิดโอกาสให้ก้องพิสูจน์ ก้องได้พิสูจน์แล้วต่างหาก ...จำวันที่ก้องมาส่งมูนที่บ้านหลังจากที่เราดูหนังและกินข้าวกันได้ไหม คืนนั้นก้องจูบมูนหน้ารั้วบ้านก่อนกลับ ” มูนแย้งอย่างใจเย็นเช่นเคย และทบทวนความจำในบางเรื่องมาให้ ซึ่งก้องก็จำได้ดี

“ใช่ และจูบนั้นมันก็ทำให้ก้องนอนฝันดีทั้งคืน”

“สำหรับก้องอาจจะนอนฝันดี แต่สำหรับมูน มันคือการตัดสินใจให้เต้ยชนะขาดลอย เพราะก่อนหน้านั้นที่ร้านอาหาร ในคืนเดียวกันนั่นเอง เต้ยฝากรอยจูบที่หวานกว่าให้มูนมาก่อนแล้ว เพื่อเอามาเปรียบเทียบกับของก้องโดยเฉพาะ”

ก้องพยายามนึกทันทีจนคิ้วขมวดเป็นปม คืนนั้นที่ร้านอาหาร ตนตามติดมูนแทบตลอดเวลา หากก็มีบางช่วงที่มูนไม่อยู่โต๊ะ และช่วงเวลานั้น ไอ้เต้ยก็ไม่อยู่เช่นกัน ...หรือจะเป็นช่วงที่ไอ้เต้ยไปสูบบุหรี่และมูนไปเอาแบล็คเบอร์รี่ และนี่คงเป็นที่มาของประโยคที่มูนบอกตอนกลับมาถึงว่า

“โดนหมาบ้ามันไล่ฟัด”

หมาตัวที่เขาอาสาจะไปเตะ ที่แท้มันเป็นหมาตัวที่ตัดหน้าเขาไปแทบทุกเรื่อง และชนะเขาในทุกๆด้านเช่นกัน สิ่งเดียวที่อยากจะกระทำตอนนี้คือ ....ย้อนเวลา แซงหน้าหมา ทว่ามันจะเป็นไปได้ฤา

“อย่าโกรธก้องนะ ถ้าก้องจะบอกว่า เหตุผลของมูนข้อนี้ มันงี่เง่าปัญญาอ่อนเสียเหลือเกิน จนก้องต้องคิดงี่เง่าตามไปด้วย คิดอยากจะย้อนเวลาไปจูบใหม่ อยากกลับไปต้องตาเป็นคนแรก”

“ก้องก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้”

“แล้วถ้าขอจูบใหม่ดีๆตรงนี้ล่ะ ” ก้องเอ่ยเบาๆขอโอกาส ไม่กล้าพูดดัง เพราะเห็นเต้ยเดินเข้ามาใกล้อีกนิดแล้ว มินาน คำตอบก็มีมาพร้อมความหวังที่ไม่เหลือแม้กระทั่งคำว่า...ริบหรี่รำไร 

“ไม่ว่าก้องจะจูบอีกกี่ครั้ง เต้ยเขาก็ชนะอย่างขาดลอยเสมอ หัวใจของมูนลำเอียงเสียแล้วก้อง”

มูนกุมมือก้องแน่นขึ้นเสียเอง รู้สึกเศร้าใจแปลกๆที่ต้องพูดตรงๆ แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้แผลฤาจะหาย เนื้อร้ายฤาจะตายจาก ที่ผ่านมาในชีวิต ก้องมิใช่ผู้ชายคนแรกที่ต้องบอกปัดตัดสัมพันธ์เพราะหัวใจมีแต่เต้ย ไม่ว่าจะเป็นพี่อั๋น น้องณัฐรุ่นน้องมอสี่ ต่างก็ล้วนทำมาแล้ว แต่หามีคนใด จะทำให้ตนหนักใจและเหนื่อยใจ เท่ากับก้องเพียงคนเดียว

หากตัดบัวยังเหลือใยให้ใหลหลง         
ใยยาวคงยืดยางใยสิเน่หา
ใยบัวเบาใยรักหนักโยงใยมา         
ยากโรยลาไยฆ่าเขาด้วยใยนาง   

“ขอโทษที่ใจร้ายและต้องพูดตรงๆ  ขอโทษที่ทำให้ก้องต้องเสียเวลาอยู่นานและไม่เคยคิดจะรักก้องเลย”

 “ก้องเคยบอกมูนว่าก้องไม่กลัวเสียเวลา แต่ก้องคงลืมบอกไปว่า ก้องกลัวเสียใจ และมันก็เป็นอย่างที่ก้องคิดจริงๆ มูนทำให้รักแรกในชีวิตของก้อง จบลงด้วยคำว่าอกหักครั้งแรก ” ก้องขับเสียงได้แค่เพียงพึมพำ รู้สึกถึงลำคอที่ตีบตันจนบีบกล่องเสียง ขับเสียงออกมาได้แค่นั้น

“มูนก็เคยเสียใจแบบก้อง ตอนเต้ยคบกับเกรซ แต่มูนต่างกับก้องตรงที่มูนเก็บความเจ็บเอาไว้ข้างใน ไม่ทำร้ายใคร มูนอยากให้ก้องคิดได้ กลับมาเป็นอัศวินหน้าตี๋คนเดิม ไม่ใช่ว่ามูนไม่รักก้อง แล้วจะไม่มีคนรักก้อง ก้องยังมีคุณแม่ ยังมีพี่ชาย และยังมีใครอีกหลายๆคน ที่เขาพร้อมจะรักก้อง ...รับปากมูนให้มูนชื่นใจได้ไหมว่าก้องจะยุติ ยอมรับเหตุผลและปล่อยมูนเสียที ”

ก้องได้ยินครบถ้วนกระบวนความจึงนิ่งกว่าทุกครั้งที่เคยนิ่ง ตาตี่ตี๋พร่าลงด้วยคลื่นน้ำตาที่ซัดซ่ามาอีกหน ทว่าการร้องไห้ครั้งนี้มันต่างจากครั้งเมื่อตอนแรก คือไม่ฟูมฟายสะอึกสะอื้น และเป็นการร้องไห้ที่เงียบอย่างมีสติ

เหตุผลที่มูนให้ทั้งหมด ครั้นทบทวนด้วยสมอง มันทำให้เขาหมดแรงที่จะเอื้อมมือไขว่คว้า และมันก็มีอำนาจเพียงพอที่จะซัดเขาให้กระเด็นร่วงลงไปกองกับผืนทราย... ท่วงท่าสง่า กริยาโอนอ่อน แต่ไม่อ่อนแอของมูน อีกทั้งน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวที่ไม่ว่าอย่างไร ก็จะไม่มีวันแปรเปลี่ยนกับการตัดสินใจ นำไปสู่ความพ่ายแพ้ ที่สติบอกให้เขาต้องยอมรับ เป็นความจริงอันเจ็บปวดจนแทบกระอักเลือด

ได้ตัวแต่มิได้ใจ...มันไร้ประโยชน์ ก้องรู้และเข้าใจแล้ว... ปล่อยมือน่ะ ปล่อยแน่ แต่อย่าหวังว่าชาตินี้เขาจะยอมปล่อยใจ

“ดวงใจอัศวิน” เมื่อเลือกคนที่จงรัก ย่อมภักดีจวบจนวันตาย
 ฉะนั้นฉากสุดท้ายตอนปล่อยมือ ต้องเป็นที่ “จารจำ” สมศักดิ์ศรีอัศวิน

  “ก้องคงต้องยอมรับ และจำใจยอมปล่อย แต่ก่อนปล่อย ขอนอนหนุนตักสักหน่อยได้ไหม ก้องอยากพูดอะไรให้ฟัง”

ก้องอ่อนยวบลงอย่างไม่เคยเป็น ฝืนเสียงขึ้นมาขอข้อแม้ พร้อมตาช้ำๆด้วยน้ำตาที่กำลังส่งกระแสวิงวอนออดอ้อนไม่ว่าใครที่เห็นก็ต้องใจอ่อน แม้กระทั่งกับมูน ที่ก้องคาดว่าในอีกไม่กี่วินาที ต้องตอบรับ ...ทว่ามิเป็นเช่นนั้น

“กูไม่อนุญาต”

เต้ยประกาศกร้าวด้วยเสียงราวกับฟ้าผ่าดังมาจากด้านหลัง ...ระยะห่างสองต่อสองของก้องและมูนที่เต้ยทิ้งไว้ให้ บัดนี้คงจะเรียกว่าระยะห่างอีกมิได้แล้ว เต้ยกลับมายืนหยัดอยู่ในรัศมีที่ได้ยินบทสนทนา ด้วยประกายสายตาเจิดจ้า และก้องก็รู้ตัวว่ามันใกล้จะสิ้นสุดช่วงเวลาเอาแต่ใจของเขา ที่มาพร้อมกับประโยคตัดรอนของมูนอย่างสิ้นเชิงอีกครั้ง

“ มันไม่งามหรอกก้องที่มูนจะยอมให้ก้องนอนหนุนตัก ไม่ใช่ว่ามูนใจดำหรือไม่มีหัวจิตหัวใจ แต่เกียรติยศของเต้ยคือสิ่งที่มูนต้องรักษาไว้ ก้องอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่มูนมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ในความรู้สึกของคนเป็นเมีย ที่ตักของตน ควรสงวนไว้ให้ผัวโดยเฉพาะ.... เอาเถอะ อย่าติดใจในเรื่องอะไรไร้สาระนี่เลย ก้องเหลือเวลาอีกไม่มาก  ”

ก้องฝืนยิ้มแค่นๆ สะกดใจไม่ยอมอาละวาดดังเคย แม้คำตอบจะผิดคาด จนสร้างน้ำเสียงประชดประชันได้หน่อยๆ “ รักและเทิดทูนผัวเหลือเกินนะมูน ใช่สิ ผัวมูนมันไม่มีใครเทียบได้อยู่แล้วนี่ เหอะ ก้องคงจะไม่คุยเรื่องไร้สาระอะไรนี่อีก เพราะเวลาของก้องเหลือไม่มาก เหลืออีกประมาณห้านาทีใช่ไหม”

“ไม่ใช่... มึงเหลือแค่สี่”

เต้ยแทรกเสียงเข้ามาตอบแทนให้อีก ยิ้มเหยียดได้อย่างสะใจ ยามก้าวมาอีกก้าว ส่วนอัศวินหน้าตี๋ก็หักใจไม่หันไปเจรจาตอบ เลื่อนมือมากุมมือมูนอีกครั้ง มิหวาดหวั่นเต้ยอีกแล้ว เพลานี้สี่นาทีที่เหลือ คือนาทีที่ยิ่งใหญ่ ที่มั่นใจว่ามูนจะจำไปชั่วชีวิต

“เวลาของก้องมักสั้นเสมอนะ แต่มันก็คงยาวนาน น่ารำคาญ ในความรู้สึกของมูน ช่างเถอะ อย่างน้อยมันก็พอที่ก้องจะบอกอะไรให้ฟัง หวังว่ามูนจะแบ่งเมมโมรีในหัวใจได้พอที่จะบันทึกไว้...ตั้งใจฟังให้ดีนะ ”

ก้องพูดจบก็สูดลมหายใจเข้าลึกยิ่งกว่าลึก แล้วปล่อยออกยาวยิ่งกว่ายาว ไม่สนใจใครรอบข้าง แม้แต่หมาบางตัวที่กำลังยืนกระดิกหางจ้องเขม็ง สายตาของเขามองหมาตัวนั้นเป็นเพียงอากาศธาตุ ก่อนจะเบนกลับมาส่งกระแสซ่อนซึ้งไปยังพระจันทร์ตรงหน้า ลำดับเสียงที่หวานที่สุดในชีวิตออกมาเพื่อขับกล่อมให้ดั่งดวงหฤทัยฟัง

“หากวันหนึ่งถึงเจ้าต้องผิดหวัง
หากฉันยังหายใจและคงอยู่
จะปลอบใจให้คลายเศร้าเฝ้าแลดู
จะเคียงคู่กอดฤทัยไม่เว้นวาง

มีคำรัก คำสุดท้าย ที่อยากบอก
ก่อนต้องออกจากใจให้ไกลห่าง
จะรักเจ้า เฝ้าแต่เธอแม้เลือนราง
แม้ต้องทนอ้างว้างก็จะรอ ”

“มูนครับ  ก้องขอถามครั้งสุดท้าย แม้จะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว.... มูนจะไม่ยอมเปลี่ยนใจจริงๆหรือ”

“ถ้ามูนจะเปลี่ยนใจ มูนเปลี่ยนไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้มันยืดเยื้อมาถึงขนาดนี้หรอก.....อย่ารอมูนเลยก้อง ”

ถึงแม้ก้องจะเตรียมใจกับคำตอบไว้แล้ว แต่ครั้นได้ฟังจริงๆมันก็รู้สึกร้าว แลแทบจะทรุดฮวบลงไปกับพื้นทราย แต่สิ่งเดียวที่ฝืนร่างกายไว้ได้ คือทิฐิที่จะไม่มีวันล้มต่อหน้าไอ้เต้ยอีกเป็นอันขาด ลำนำรักเมื่อครู่เรียกน้ำตาของพระจันทร์มาได้ก็จริง แต่อาจจะไม่อยู่ในความทรงจำ หากสิ่งต่อไปนี้ที่จะทำ คือสิ่งที่จะอยู่ในใจจันทร์ให้จารจำตลอดไป

โดยมิต้องรอให้สมองสั่งการอันใดอีกแล้ว วงแขนอัศวินอันแข็งแรงก็รวบตัวมูนเข้ามาตระกองกอดแนบอกที่กำลังร้าวระบมแน่น  การกอดรัดครั้งนี้มิได้จาบจ้วงล่วงเกินอย่างคราวแรก แต่กลับอ่อนโยนยิ่ง และคนโดนกอดก็รับรู้ได้ทันทีว่า คนกอดอยากจะฝากรอยให้จดจำ อ้อมกอดของก้องแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นไม่นานนัก แล้วจึงคลายออกใช้นิ้วเชยคางมูนขึ้นมา  ฝ่ามือที่เคยเกือบจะขยำและขย้ำ ช่วยเช็ดคราบน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะปิดท้ายด้วยรอยประทับจูบกลางหน้าผากอันนุ่มนวล ฝากให้เป็นรอยอาลัยสำหรับมูนเพียงผู้เดียว

“ไม่เปลี่ยนใจก็ไม่เป็นไร แต่จงจำไว้ มูนคือ ดั่งดวงหฤทัย....ดวงใจอัศวิน คนแรกและคนเดียว ตลอดไป ไม่ว่าก้องจะมีใครอีกกี่คนก็ตาม”

“โธ่...ก้อง”

มูนแทบพูดอะไรไม่ออกและพูดได้แค่นั้น แลยังมิทันจะสิ้นเสียงของมูนดี ก้องก็รู้สึกว่าร่างของตนถูกผลักออก และการผลักครั้งนี้ มันก็ทำให้เขาหวนคิดถึงแรงกระชากของเขาที่เคยใช้ทำร้ายและทำลายการกุมกันแน่น ของมือหนึ่งกับมือหนึ่ง ตรงริมน้ำที่ตลาดน้ำอัมพวา ...ตอนนี้ เขารู้แล้วว่าการถูกพรากหัวใจด้วยแรงกระชากนั้นมันเจ็บปวดอย่างไร

“กูมารับเมียกูกลับ หมดเวลาน่าสมเพชของมึงแล้ว”

เต้ยแทรกกายทำลายล้างภวังค์หวานทุกอย่างหมดสิ้น ปากแผดเสียงเกรี้ยวไป ส่วนมือก็กำแบล็คเบอร์รี่ของมูนไว้แน่น และทันทีที่พูดว่า “หมดเวลา” นั่นก็หมายความว่า “พินบีบีของอัศวินหน้าตี๋” หมดอายุขัยในแบล็คเบอร์รี่ของมูนภายในพริบตา

“เรียบร้อยไหมมูน” เต้ยถามมูนด้วยเสียงปกติ แล้วยื่นฝ่ามือมาหา ซึ่งมูนก็ไม่รีรอที่จะกระชับจับไว้แน่นยามพยุงกายขึ้น พร้อมเสียงนุ่มๆที่ฝืนเวทนาเอ่ยตอบ

“เรียบร้อย สติและปัญญาแก้ไขปัญหาได้เสมอ...ก้องเขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว”

“งั้นเราก็ไปกันเถอะ กลับไปอาบน้ำ ล้างรอยจูบอัปรีย์เมื่อกี้ให้หมด” เต้ยประคองมูนหันหลังกลับ ตั้งท่าจะเดินออกไป หากก็ต้องชะงักฝีเท้า เมื่อมีเสียงที่มิค่อยจะนุ่มนวลนักกล่าวไล่หลังส่งมาถึงเขาโดยเฉพาะ

“ที่กูยอม เพราะกูแพ้หัวใจของมูน...ไม่ใช่แพ้มึง”

“เรื่องของมึง จะหาเหตุผลเหี้ยห่าอะไรมาหลอกตัวเองก็เรื่องของมึง ” เต้ยหันขวับกลับมาโต้ตอบทันควัน เดินปรี่กลับมาหาก้อง แต่ก็มิได้ลงมืออันใดนอกเสียจากพูดกัน พอให้ได้ยินเพียงสองต่อสอง 

“ฟังให้ดี ที่กูหักใจปล่อยให้มึงจูบมูนเมื่อกี้ถือว่ากูทำทาน เผื่อจะได้ต่อยอดลมหายใจชั่วๆสุดท้ายของมึงได้ ที่จริงกูก็ไม่อยากฆ่ามึงตายนักหรอก เพราะมึงกับกูยังต้องเจอกันอีก บริหารรีสอร์ทของมึงให้ดี ต่อไปรีสอร์ทของกูจะตีตลาดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเหนือของมึง คราวนี้มึงแพ้กูจริงๆแน่”

“กูไม่กลัว และกูจะรอดูว่าน้ำหน้าอย่างมึง ทำได้แค่ไหน”

“มึงได้เห็นแน่ ถ้ามึงไม่เสือกตายโหงตายห่า เสียก่อน”

เต้ยตัดบททิ้งท้าย ปล่อยก้องให้ยืนกำหมัดแน่นด้วยความแค้นที่ผลุดกลับมารำไร  หากก็พอสะกดลงได้ด้วยรอยยิ้มสุดท้ายของมูนที่หันกลับมามอบให้ ซึ่งถึงแม้มันจะเป็นเพียงแค่แวบเดียว แต่มันก็จะติดตาตรึงใจไปอีกนานแสนนาน 

ลมทะเลเริ่มพัดกรูกระหน่ำหนักกว่าเดิม ละอองฝนโปรยปรายลงมาเคล้าน้ำตาอัศวินแล้ว ก้องก็ยังคงยืนมองมูนที่กลับไปอยู่ในอ้อมกอดของไอ้เต้ย ซึ่งกำลังเริ่มลอยไกลออกไป ไกลออกไป และในแต่ละย่างก้าวที่เขาเห็น มันคือย่างก้าวที่กำลังเหยียบซ้ำลงไปบนหัวใจที่แตกเป็นเศษเสี้ยวเสี่ยงๆตามรายทางจากที่เต้ยทำไว้ตอนก้าวเท้ามารับ พระจันทร์ดวงน้อยที่มาดหมาย ลอยไปไกลโดยที่เขาไร้เรี่ยวแรงที่จะฉุดรั้งไขว่คว้ามาแนบทรวงอีกแล้ว ครั้นเมื่อแผ่นหลังบางลับหายไปในหมู่โขดหินทะมึน...นั่นก็คือการสิ้นสุดแห่งแรงกาย แรงใจที่ฝืนไว้ทั้งมวล

ความรู้สึกสุดท้ายของก้องที่เลือนราง คือร่างทั้งร่างไร้อำนาจต้านทานกับแรงดึงดูดแห่งความผิดหวังมหาศาล จนเกือบร่วงลงไปบนพื้นทราย อีกทั้งยังรู้สึกได้ถึงแรงลมที่พัดวูบมาปะทะผิวกายพร้อมกับอ้อมอกและอ้อมแขนของใครบางคนที่กำลังช่วยดึงร่างเขามากอดไว้แน่น  สรรพสำเนียงเสียงสุดท้ายได้ยินเพียงแว่วๆอยู่ข้างหู ก่อนโสตประสาทจะดับลง แลม่านสายตาอ่อนล้าเจอกับความมืดมิดอันธกาลที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า...เขากลัวเสียเหลือเกิน
 
“รีบพาก้องขึ้นบ้านไปนอนในห้องเถอะกานต์ ฝนหนาเม็ดแล้ว...เราจะได้ช่วยกันดูแลน้องเป็นจริงเป็นจังซะที”

เมื่อสิ้นสุดเรื่องก้องมาเสียเรื่องหนึ่ง ไยปรีติจะมิจับเต็มหน้าของหมาบ้าจอมวางแผนตลอดทางเดินกลับบ้านพักริมเชิงผา ทว่าสำหรับมูนนั้น ใบหน้าลออแต้มละอองทรายยังเจือด้วยความสงสารระคนสมเพชเห็นใจนายอัศวินหนุ่มยิ่งนัก  แต่ความรักต้องมิได้เกิดจากความสงสาร ฉะนั้นสิ่งที่พูดที่ทำในวันนี้ จึงเห็นสมควรได้ว่ากระทำถูกต้องแล้ว แม้นมันจะดูโหดร้ายคล้ายเป็นคนไม่มีหัวจิตหัวใจก็ตาม

“หมดเรื่องไอ้หน้าตี๋ผีนรกนั่นซะที” เต้ยเปรยขึ้นทำลายความเงียบด้วยประโยคที่ฟังแล้วควรจะโล่งใจตาม หากไม่มีประโยคชวนให้ตบปากตามต่อมา เพื่อใช้กระเซ้าพระจันทร์ในอ้อมแขน 

“ ดูทำหน้าทำตาเข้าสิ อาลัยไอ้ชู้รักนักหรือไง ถ้าใช่ก็บอกจะได้พากลับไปส่งให้ถึงเตียงมัน”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“จะตบปากตัวเองหรือจะให้มูนตบ มีสองทางให้เลือก” อารมณ์เย็นๆของมูนที่ใช้กับก้องเมื่อครู่เลือนหายไปเป็นปลิดทิ้ง ด้วยถ้อยคำกวนตะกอนโทสะนั้น

“ไม่ทั้งสองอย่าง โธ่มูนจ๋า เต้ยแค่พูดเล่น แค่นี้ก็ต้องโมโห”

“เป็นใครก็โมโหทั้งนั้นแหละ ฟังพูดเข้า มันน่าเลือกก้องแทนเสียจริงๆ ถึงเขาจะเอาแต่ใจ ชอบถึงเนื้อถึงตัว แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่กวนประสาทปากร้าย ไม่ได้เป็นหมาบ้าเกเร”

“แล้วมาเลือกหมาบ้าเกเรกวนประสาทปากร้ายทำไม ...ทำไมไม่เลือกไอ้อัศวินหน้าเหี้ยสำนวนลิเกนั่น” เต้ยลดราวาศอกเป็นเสียที่ไหน

“เลือกพูดคำด่าคำซะที ไอ้คำว่าเหี้ย คำว่าห่า เว้นๆว่างๆบ้างเสียก็ได้ อย่าให้มันติดปากจนเป็นนิสัย” มูนเอ็ดเข้าให้ แต่คนอย่างเต้ยหรือจะสะทกสะท้าน ยังคงยั่วอารมณ์โมโหอีกระลอก คารมคมหอกของก้องในบทสนทนาตอนท้ายที่ได้ยินชัด ถูกนำมาทบทวนให้สะกิดใจอีกครั้ง

 “คนอย่างมันสมควรด่านี่ ว่าแต่มันอุตส่าห์เสนอให้เป็นดั่งดวงหฤทัย ดวงใจอัศวินทั้งที ทำไมไม่ตอบรับมัน ไม่อยากเป็นคุณนายรีสอร์ท นั่งๆนอนๆ หรือไง”

 “งั้นก็เอาหัวใจคืนมาก่อนสิ จะได้เอาไปให้ก้องเขาแทน” มูนแทบจะแว้ดเข้าให้ หยุดเดินพลัน สะบัดตัวออกจากวงแขน แลหันหน้ามาแบมือขอหัวใจคืน สติไม่หลงเหลือแล้วยามเจรจากับหมาบ้ายียวนตัวนี้ พระจันทร์ดวงน้อยทำกริยาประหนึ่งเด็กๆทวงของ ได้อย่างน่าดู

“เอาหัวใจคืนมาเลยนะ บอกให้เอาคืนมาไง”

“ไม่ให้โว้ย ของรักของหวง ให้แล้วให้เลย”

เต้ยทำเป็นเบี่ยงตัวหนี ยกฝ่ามือทั้งสองข้างกุมหน้าอกตนเองด้านซ้ายที่เก็บรักษาหัวใจดวงน้อยไว้แน่น  ในเมื่อคนหนึ่งทำตัวเป็นเด็กทวงของได้อย่างน่าดู เขาจึงทำตัวเป็นเด็กหวงของได้อย่างน่าชมบ้าง และกริยาที่หวงแหนมันก็แสดงให้เห็นว่า หัวใจที่เก็บเอาไว้คือของล้ำค่าที่สุดในชีวิต อย่างนี้แล้วมีหรือคนทวงได้เห็นจะไม่คลี่ยิ้มละมุนออกมาได้

“ไม่ได้ตั้งใจมอบให้ซะหน่อย ถูกกระชากไปต่างหาก”

“แต่ก็เต็มใจจะให้กระชากอยู่แล้วนี่ หรือไม่จริง แล้วมันต่างกันตรงไหน ปล่อยให้กระชากกับเอามามอบให้ ผลสุดท้ายมันก็มาอยู่กับเต้ยอยู่ดี”

เต้ยคลายฝ่ามืออกที่กุมหัวใจทันใด เอี้ยวตัวมาใช้วงแขนตระกองกอดมูนแน่นอีกครั้ง พักริมฝีปากร้ายๆที่เพิ่งเสร็จสิ้นการขยับลำดับความ มาหยุดอยู่แน่นิ่งตรงบริเวณพวงแก้ม ก่อนจะใช้ไล่งับไปเรื่อยๆ แลคางสากๆก็ยังช่วยเช็ดละอองทรายให้จนหมดสิ้น แต่คนอย่างเต้ยคงไม่มีทางเช็ดทรายให้อย่างเดียวหรอก หากริมฝีปากของเขายังตั้งใจใช้ขับรอยอาลัย ไล่รอยจูบที่ไอ้ก้องมหาศัตรูฝากไว้ให้อีกด้วย

จูบอัปรีย์จำไว้ก็เป็นเสนียด รังแต่จะก่อเกิดความจัญไรในห้วงคำนึง
สมควรแล้วที่จะล้างรอยมลทินให้สิ้นซากจากผิวลออ

“พอได้แล้ว...พวกนั้น หันมามองกันใหญ่แล้วนะ แค่นี้รอยของก้องก็ไม่หลงเหลือแล้ว”

มูนรู้ซึ้งถึงการกระทำโดยที่เต้ยมิต้องบอก อันที่จริง ก็อยากจะพูดไปนักว่าจูบของก้องไม่เคยมีอานุภาพสะกิดใจเหมือนของเขา แต่ไม่อยากจะพูดไป เพราะหมาบ้ามันอาจเหลิงและได้ใจ จึงกล่าวไปแค่นั้น  และสายตาตอนนี้ก็เห็นบรรดาเพื่อนๆ  ที่บัดนี้เดินนำหน้าไปไกล หากก็ไม่ไกลมาก พวกนั้นที่ว่า กำลังหันมามองแลหัวเราะกันคิกๆคักๆ โดยเฉพาะอีเพื่อนรัก อีนางยักษ์ทุรยศ  ที่เสียงแปร๋นๆของมันลอยมาตามลมนำเด่นแซงหน้าใครๆ

“อีช้าง ฝากไว้ก่อนเหอะ เดี๋ยวได้โดนอีกแก้ม”

พระจันทร์กรุ่น เปรยในใจคาดโทษเพื่อนสาวตามประสา ด้วยอีช้างป่าเชือกนี้มีหลายคดีต้องสะสาง นี่ถ้ามันอยู่ใกล้ๆมือ พวงแก้มอวบอูมของมัน คงได้กระเพื่อมสนั่นสั่นระริกด้วยฤทธิ์ฝ่ามือของตนอีกหน  เมื่อทำอะไรไม่ได้ จึงหันกลับไปโต้ตอบเจ้าชายด้วยการวกกลับมาเรื่องเดิมที่ค้างไว้ และมันก็เป็นการแก้ตัวที่ใครก็รู้ว่าไม่จริง

“เรื่องหัวใจ มูนไม่ได้เต็มใจให้กระชากนะ”

“ถ้าไม่เต็มใจ ของอยู่กับตัว เต้ยจะกระชากมาได้อย่างไร หืม บอกมาสิ”

“เต้ยทำเหมือนโจรวิ่งราวกระชากกระเป๋าไง ใครเขาเต็มใจเสียที่ไหน” มูนยังไม่ลดละฝีปาก เสียงกระเง้ากระงอดจึงดำเนินต่อ แม้จะทิ้งทั้งตัวลงไปในอ้อมกอดของเต้ยแล้วก็ตาม

“แล้วใครใช้ให้มาเดินอ่อยในใจเปลี่ยวๆทำไม ไม่รู้หรือไงว่าวันนั้นโจรรูปหล่อมันดักล่อ เอ๊ย ดักรออยู่ก่อนแล้ว”

“แค่เดินเข้าห้องเรียน ไม่ได้เดินอ่อย” 

มูนยิ้มได้กว้างขึ้น อารมณ์สมเพชเวทนาสงสารก้องหายไปหมดสิ้น แลด้วยหัวใจที่กำลังจับภาพอดีตเดียวกันกับเต้ยจึงรู้ดีว่าเดินอ่อยของเขาคือเหตุการณ์ในวันไหน แลก็ต้องอดใจมิไหวในการหยิกแก้มเจ้าโจรกระชากใจรูปหล่อเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้เป็นที่ยิ่ง

“นี่แน่ะ ไปว่าก้องเขาสำนวนลิเก ตัวเองก็ลิเก แถมยังหนักกว่า”

“ถึงจะลิเก ก็ระดับพระเอกเงินล้าน ไม่ใช่ตัวโกงกระจอกๆ ที่ชอบหลอกตัวเองว่าเป็นอัศวิน” จนแล้วจนรอด เต้ยก็ยังมิวายแขวะก้อง แถมยังตัดบทสนทนาที่มีทีท่าว่าเถียงกันทั้งคืนก็ไม่มีวันจบมาให้เรียบร้อย

“อย่ามาทวงคืนเสียให้ยากเลย จ้างให้ก็ไม่คืน ให้เต้ยกระชากเอามาเก็บไว้น่ะ เป็นการเลือกที่ถูกต้องที่สุดแล้ว สัญญาอีกครั้งก็ได้ว่าต่อไปจะใช้ทั้งสมองและหัวใจดูแลอย่างดีที่สุด”

“แต่ที่เห็นเมื่อครู่ ใช้กำลังล้วนๆนะ”

“ใครบอก ใช้สมองวางแผนก่อนต่างหาก ถึงได้ใช้กำลัง”

“งั้นก็คงถึงเวลาถามเหตุผล ในการใช้สมองและกำลังนี่เสียที เรื่องราวมันเป็นมายังไงไหนเล่าให้ฟังสิ ห้ามบ่ายเบี่ยงและต้องเล่าอย่างละเอียด ไม่ใช่เล่าคร่าวๆแบบเมื่อกี้ และถ้ามีอะไรปกปิดไว้อีก เป็นเรื่องแน่” มูนย้ำคำช้าชัดด้วยเสียงเรียบๆ เพราะรู้ดีว่าพ่อยอดชายของตนถ้าไม่อยากพูดอะไรมักหาทางไปได้ร้อยแปด โดยเฉพาะไอ้เรื่องที่เป็นความผิด มักจะเล่าข้ามเสมอ

“ก็ได้ครับ ดุจริงโว้ย คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้......”

เต้ยเริ่มลำดับเหตุการณ์ เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นที่มอสเห็น เล่าไปก็พามูนก้าวเท้ายาวขึ้น ออกเดินไปต่อ เพราะสายฝนเริ่มหนาเม็ด จวบจนถึงบ้านพัก และพอหย่อนก้นนั่งลงตรงระเบียงนั่นแหละเรื่องถึงได้เสร็จสิ้นไป ส่งผลให้บังเกิดความกระจ่างแลการปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมดของมูน ซึ่งมีเสียงร้องอ๋อกลางสมองบอกเป็นระยะๆ นัยยะต่างๆถูกคลายจนสิ้นสงสัย
 
ทุกอย่างล้วนเกิดจากการ “จัดฉาก”  กระทำกันด้วยสมองของบรรดาฝ่ายหน้า 
ฝ่ายในมีหน้าที่เล่นไปตามบทบาทโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ก็เกือบสาย ...อย่างนี้เหมาะสมแล้วฤา

“อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง”

“ขอโทษนะมูน ที่เต้ยไม่ได้บอกอะไรตั้งแต่ต้น”

“แผนซ้อนแผน ทำงานกันเป็นทีมดีจริงๆ”

น้ำเสียงของมูนจับเค้าอารมณ์มิได้ มีแต่ตนเองที่รู้อามรมณ์ของตนดี ยอมรับว่าไม่พอใจที่มีตนอยู่คนเดียวไม่รู้เรื่องรู้ราว ฟังไปก็หันไปมองบรรดาๆเพื่อนที่นั่งออกันอยู่ตรงบ้านพักอีกหลังไป และพวกนั้นก็เหมือนจะรู้ดีว่าตนกับเต้ยกำลังคุยอะไรกัน แต่ก็ไม่มีใครสอดแทรก ยกเว้นนางพญาคชสารที่กำลังระรัวแป้นส่งกระแสจิตผ่านแบล็คเบอร์รี่

“อีมูน ที่คุณเต้ยเขาทำไปก็เพราะรัก ทั้งห่วงและหวง อย่าไปโกรธคุณเต้ยเลย”

ชั่วพริบตา กระแสจิตนั้นก็มาถึงปลายทางด้วยเสียงกริ๊ง มูนรีบกดอ่านแล้วตั้งใจพิมพ์โต้ตอบกลับไป หากแต่ก็ไม่ทันใจ จึงสั่งให้เจ้าชายพิมพ์ข้อความแทน

“คุณเต้ยเราไม่โกรธหรอก แค่ไม่พอใจ  แต่เราโกรธช้าง ที่รู้อะไรไม่บอก ตีหน้าซื่อเก่งนัก ใช้ให้ไปสืบข่าวก็ดันไปขายความลับ”

มูนพูดไม่มีเว้นวรรค และได้เห็นถึงความชำนาญในการละเลียดนิ้ว ซึ่งคาดว่าน่าจะพิมพ์ตามประโยคยาวๆของตนทัน ทักษะที่ใช้น่าจะพอๆกับคุณหลวงยามเจรจาพาทีผ่านแบล็คเบอร์รี่ แม้จะไม่เคยเจอ ไม่เคยเห็นหน้า หากก็จำได้ดีว่า นายคุณหลวงปริศนา ตอบกลับด้วยความเร็วเพียงใด ถ้ามีโอกาสจับมานั่งพิมพ์แข่งกับเต้ย ความเร็วและฝีมือคงสูสีกันอย่างน่าสนุกน่าดู

“ไว้รอเต้ยว่างๆ ค่อยนัดเจอนายคุณหลวง แล้วลองจับมานั่งพิมพ์แข่งกัน”
 
มูนคิดเล่นๆเช่นนั้น แต่ไม่รู้หรอกว่า “น่าดู” ที่มีมาพร้อมกับได้ “ดูหน้า” มันอาจทำให้ผู้แข่งขันทั้งสองสนุกไม่ออก ส่วนคุณหลวงในแบล็คเบอร์รี่ กับคุณหลวงในชีวิตจริงได้แต่นั่งพิมพ์ยิ้มๆ ยังไม่รู้ตัวว่ามหันตภัยกำลังคืบคลานใกล้เข้ามาแล้ว

หมาบ้าเต้ยนอกจากจะพิมพ์ตามที่สั่ง ยังทำตัวเป็นจอมแปลงสาส์นดังเคย ด้วยการช่วยเติมคำบางคำในประโยค ดัดแปลงบางส่วนเสียใหม่ให้สมบูรณ์ เพื่อเพิ่มอรรถรสยามเจรจากับอีคุณท้าวนางพระกำนัลร่างยักษ์ ความหมายยังคงเดิม เว้นเสียแต่ความรุนแรง

 “คุณเต้ยสุดหล่อที่สุดในโลกของมึงน่ะ กูไม่โกรธหรอก  ...แต่กูโกรธมึงนั่นแหละอีเหี้ย ตีหน้าซื่อเก่งนัก รู้อะไรไม่บอก อีเพื่อนทรยศ สันดานช้างป่าสารเลวเลี้ยงไม่เชื่อง ใช้ให้ไปสืบข่าวก็สาระแนไปขายความลับ”

ส่วนช้างก็ต้องตาค้าง ยามได้อ่านพระราชสาส์นที่ประทานกลับมา นึกแปลกใจที่จู่ๆถูกมูนสรรเสริญ ด้วยคำรื่นหูที่ผิดแปลกไป เพราะร้อยวันพันปี ต่อให้อีเพื่อนสาวสุดที่รักกริ้วปังขนาดไหน คำหยาบคายที่มีมากที่สุดก็ไม่เกินกูกับมึง หรือบางทีหนักหน่อยก็แค่คำว่า แรด ด้วยความสงสัยนี้เองจึงเงยหน้าขึ้นมาดูก็ถึงบางอ้อ เลยใช้นิ้วกระแทกแป้นทูลความมาถึงคนพิมพ์

 “คุณเต้ยด่าน้องอัยทำไมคะ”

“เสือกรู้เสือกเห็นอีกว่าเป็นกู ...เมียกูสั่งโว้ย” ไม่เกินห้าวินาที เต้ยก็โต้ตอบไปอีกฝั่งฟาก และแอบตรัสชมอีกประโยคในตอนท้าย “แต่มึงไม่ต้องสนใจเมียกูหรอก มึงทำถูกต้องแล้ว และต่อไปนี้จงฟังคำสั่งกูคนเดียว วันนี้มึงทำดีมาก ไว้กูจะปูนบำเหน็จรางวัลให้”

“อู๊ย  ขอบพระทัยเพคะ น้องอัยยินดีรับราชการสนองงานแผ่นดินนัก ขอให้มีพระบัญชามาเถอะ หรือจะให้รางวัล แต่งตั้งน้องอัยเป็นท้าวนางพระสนมเอก น้องอัยก็ยินดี”

“สัญชาติยักษ์ กูไม่สมัครสมาคม ไปเกิดใหม่ก่อนเหอะมึง เป็นแค่นางกำนัลระดับขี้ข้าน่ะดีแล้ว” เจ้าชายส่งพระดำรัสมาน่าชื่นใจคนอ่านอย่างนางยักษิณีนัก นิ้วอูมๆจึงสั่นระริกยามตอบกลับ

“อย่าให้น้องอัยสวยแล้วกัน ชิส์”

“เล่นอะไรอีกเต้ย เดี๋ยวเหอะ คุยนอกเรื่องอยู่ได้ มานี่คุยเองดีกว่า” มูนก้มลงมาเห็นพอดี เลยแย่งแบล็คเบอร์รี่กลับมาพิมพ์เอง แม้จะพิมพ์ช้าก็ช่างมัน ดีกว่าปล่อยให้พากันออกทะเลนอกอ่าว

 “ฝากไว้ก่อนนะช้าง โกหกได้แม้กระทั่งเพื่อนสนิท เห็นผู้ชายดีกว่าเรา และฝากบอกมอสด้วยว่าโดนดีแน่ เปรมกับพวกก็เหมือนกัน”

คราวนี้ช้างรู้ ช้างเห็นว่าบีบีอยู่ในมือใคร จึงเปลี่ยนท่วงทำนองตามเพศของคู่สนทนา ไร้ลีลาดัดจริตประดิษฐ์คำ “แหมอีมูน อีห่า ผัวมึงสั่ง กูไม่ทำก็กลัวโดนตีน อย่าโกรธกูเลย พวกกูกับน้องมอสหวังดีนะ ตุ๊สสสส จุ๊บๆ”

“ไม่โกรธก็ได้ แต่ขอแช่ง ขอให้สิ่งที่ช้างกลัวและคำสาบานที่ให้ไว้ต่อหน้าเราไว้มันเป็นจริง ส่วนมอสกับพวกเปรมนั้นเราไม่แช่ง เพราะเป็นผู้ชายและเราก็เห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อนเหมือนกัน”

มูนพิมพ์ย้อนรอยส่งกลับไป และก็ได้ยินเสียงร้องแปร๋แปร๋นดังลั่น ไม่ต้องก้มหน้าไปดูบีบีหรือหันไปดู ก็รู้ว่าอีเพื่อนรักมันอ่านแล้ว  ครั้นพอจะแช่งอีก เต้ยก็ขัดขึ้นให้ บทสนทนาผ่านแบล็คเบอร์รี่จึงได้ยุติ

“อย่าไปว่าอีคุณท้าวไอยรามันเลย มันทำไปตามคำสั่งของเต้ยทั้งนั้น มันกับพวกไอ้หมวดหวังดี และมันพูดถูกนะมูน ที่เต้ยทำไป ก็เพราะรัก ทั้งห่วงและหวงอย่างที่สุด” เต้ยหยุดเว้นวรรคเสียงกังวานเพียงครู่ ระบายลมหายใจ เปลี่ยนสีหน้าเจ้าเล่ห์เป็นสลดอย่างคนสำนึกผิดรวดเร็ว เวลานี้อะไรจะดีไปกว่า ออดอ้อนให้เข้าใจในการกระทำ แล้วจึงอธิบายต่อมาว่า

“ เต้ยกลัวมูนเสียขวัญ อยากให้มูนมาเที่ยวอย่างสนุก ไม่มีอะไรต้องกังวล และถ้าเต้ยไม่ทำอย่างนี้ เต้ยก็คงจะอยู่กับความระแวงไปอีกนาน คนอย่างไอ้ก้องถ้าปล่อยไว้ไม่จัดการ มันคงไม่เลิกราง่ายๆ ไม่ได้ที่นี่ มันก็ต้องหาวิธีชั่วๆรังแกมูนที่อัมพวาอยู่ดี เต้ยคงคงตามดูไม่ได้ตลอด คงมีสักวันที่เต้ยพลาด จึงไม่อยากให้มีวันนั้น เต้ยเลยตัดสินใจปิดฉากมันที่นี่ ยอมหักใจใช้มูนเป็นตัวล่อ”

 มูนหันขวับกลับมาหาเต้ยทันที จึงเห็นสีหน้าท่าทางของเขาและได้ยินเหตุผลสุดท้าย อารมณ์กรุ่นไม่พอใจจึงพอจะคลายลง แต่ยังคงไม่วายแย้ง

“เต้ยกลัวมูนเสียขวัญ แต่รู้หรือไม่ว่าทำอย่างนี้มันทำให้มูนขวัญเสียยิ่งกว่าเดิม เราสองคนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถ้าเขาไม่ยิงปืนขึ้นฟ้า โชคดีนะที่ก้องเขาไม่หน้ามืดตามัวเสียจนขนาดไม่ฟังอะไร และยังดีที่เขามีรอยอาลัย มูนเลยใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้ ซึ่งถ้าเป็นคนอื่น ถูกทำร้ายจนเจ็บขนาดนี้ วิธีเรียกสติของมูนคงไม่มีทางได้ผล และคงไม่มีการเจรจาที่ลงตัวตามมาแน่นอน”

“ครับ เต้ยเข้าใจแล้ว และขอโทษสักร้อยครั้งพันครั้ง อย่าโกรธเต้ยเลยนะ”

 เต้ยกอดแน่น อ้อนหนักไม่หยุด จนมูนสำแดงกริยาสาวแตกค้อนขวับนั่นแหละ รอยกระหยิ่มยิ้มกว้างอย่างโล่งอกจึงมีมาได้ แต่ก็ยังถูกซ่อนไว้ภายใต้สีหน้าเศร้าอย่างแยบยล ลูกอ้อนใช้ได้ผลทุกที และแม่มณีก็ไม่เคยโกรธจริง แลด้วยไหวพริบ บทสนทนาจึงถูกพาไปอีกเรื่องรวดเร็ว

“แล้วคุยกันกับไอ้ก้องว่าอย่างไรบ้าง เต้ยได้ยินแค่ตอนท้าย”

“ไม่มีอะไรมาก ก็แค่พูดไปตามความรู้สึกจริงๆ ว่าจะเล่าให้ฟังอยู่เหมือนกัน งั้นฟังนะ....”

มูนเริ่มเล่าถึงบทสนทนาที่เต้ยไม่มีโอกาสได้ยินเมื่อครู่ เต้ยตั้งใจฟังยิ่งนักและก็ไม่ยอมซ่อนยิ้มอีกแล้ว ทั้งดีใจ ทั้งภูมิใจกับเหตุผลที่มูนตอบโต้ก้อง ดวงตากลมโตน้ำตาลใสมิได้ฉายแววโกหกพอๆกับน้ำเสียงที่ราบรื่น ทำให้โจรกระชากใจอย่างเขารู้สึกว่าตนคือชายที่โชคดีและน่าอิจฉาที่สุดในโลก

มูนพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าคู่ควรเป็น มณีแห่งอัครพงศธร อย่างแท้จริง
หัวใจที่จงรักภักดี จะตอบแทนด้วยความรักที่ยิ่งกว่า... แลจะยกขึ้นหึ้งอย่างเป็นทางการในอีกมิช้า

เต้ยยังนั่งฟังไปเรื่อยๆและก็ต้องยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งว่า วิธีเจรจาของฝ่ายในได้ผลเยี่ยมยอดกว่า  แม่มณีเข้าใจจับไอ้ก้องนั่งสมาธิปรับลมหายใจเพื่อเรียกสติ เข้าใจใช้ประโยชน์จากสิเน่หาที่ไอ้ก้องมันมีอยู่ท่วมท้น มาก่อนการเจรจาอันบรรลุผลสำเร็จในตอนท้าย

“เรื่องของก้องก็คงยุติแล้วอย่างที่เต้ยว่านั่นแหละ เขารับปากมูนเรียบร้อยอย่างที่เล่าให้ฟัง” มูนสรุปความทั้งหมดให้ด้วยเสียงธรรมดาเย็นๆ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกขึ้นกว่าเดิมยามกล่าวประโยคต่อมา 

“ ครั้งนี้มูนจะไม่ติดใจเอาความ เพราะถือเป็นครั้งแรก แต่ทีหลังถ้ามีเรื่องร้ายแรงอะไรแบบนี้ อย่าปิดบังมูนอีก ไม่อย่างนั้น อย่าหาว่ามูนไม่เตือน”

เต้ยจากที่ยิ้มๆได้ฟังประโยคหลังนี้ก็หุบยิ้มหน้าซีดทันใด เพราะจากที่เคยตั้งใจไว้ว่า ถ้ามีเมีย...เมียต้อง “สวยและฉลาด”เหมือนแม่ แลเขาก็ได้เมียที่มีคุณสมบัตินั้นมาครบถ้วน  ทว่าพอได้มาจริงๆ ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าควรจะดีใจหรือไม่ เพราะเมียคนนี้นอกจากจะได้ข้อดีของแม่ ยังพกพาเอาข้อเสียของแม่คือความ “น่ากลัว” ราวภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนไว้มาด้วย และตอนนี้เขาก็กำลังหนาวไปถึงไขสันหลัง

เต้ยย่อมหวาดหวั่น เพราะเขาไม่ดีมีเรื่องเดียวซ่อนเร้น...หากยังมีอีกหลายเรื่องเช่น  “คุณหลวง”
เห็นทีควรจะยุติเรื่องนี้ก่อนที่เรื่องจะบานปลายร้ายแรง...แต่จะทำอย่างไร สมองเริ่มตีบตันเสียแล้ว

“ซวยแล้วกู...ไอ้เต้ยเอ๊ย”

“ว่าอะไรนะ” เสียงเยือกเย็นตวัดปลายถามทันควัน ชวนประหวั่นพรั่นพรึง และคงมีไม่กี่ครั้งที่หมาบ้าหงอเป็นกับเขา

“เปล่าครับ กลัวแล้ว เมียกูหรือแม่กูวะนี่”

“ฟังนะเต้ย มูนไม่อยากเป็นเมียที่จะมีหน้าที่แค่บำรุงบำเรอปรนเปรอผัว ใช้แค่ใจและร่างกายสองอย่างไม่ใช่สิ่งที่มูนต้องการ มูนอยากเป็นเมียที่ใช้สมองเป็นเพื่อนคู่คิดช่วยแก้ปัญหา ให้สมกับเป็นคู่ชีวิตด้วย จึงไม่อยากให้เต้ยปิดบังอะไรอีก  สัญญาได้ไหม ให้มูนได้เป็นอย่างนั้น”

เต้ยนิ่งเพียงครู่ แล้วคลี่กระจายรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เกเรตามแบบฉบับชายเกเรกลับมาดังเดิม เรื่องคุณหลวงเก็บไว้ค่อยๆคิด  รับปากและตามใจคู่ชีวิตสำคัญกว่า

“ได้ครับ เต้ยสัญญา”

“แล้วตอนก่อนเดินมา ไปหาเรื่องอะไรก้องเขาอีก”

“ไม่ได้หาเรื่องมันสักหน่อย เต้ยก็แค่บอกให้มันรู้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องหัวใจเรื่องเดียวที่มันสู้เต้ยไม่ได้ แต่ยังมีอีกเรื่องที่มันกับเต้ยยังต้องเจอกันในสนามรบ... เอาล่ะ ไหนๆก็มาถึงขั้นนี้  ทีแรกกะว่าจะเก็บไว้ให้เซอร์ไพรส์ทีหลัง ตอนทุกอย่างลงตัวเสร็จเรียบร้อย เห็นทีเต้ยคงต้องบอกวันนี้แล้วมั๊ง งั้นตามเต้ยมานี่สิ มีอะไรจะให้ดู”

เต้ยพูดจบก็พามูนลุกขึ้น เดินโอบไหล่ไขกุญแจบ้านพักเข้าไปด้านใน หยิบแผ่นกระดาษหลายแผ่นที่พวกสนร่างไว้  ยื่นให้มูนดู พระจันทร์งามรับมาพิจารณาเพียงครู่ แม้จะวาดไว้ลวกๆ ก็รู้ว่ามันเป็นแบบร่างอย่างกับใครจะใช้สร้างบ้านพัก แลรู้สึกแปลกใจนักที่มันไม่ได้มีแค่หลังเดียว ในระหว่างที่กำลังสงสัยนั้น เต้ยก็ถามขึ้นพลัน

“มูนจ๋า จำที่เต้ยเคยถามว่าอยากมีรีสอร์ทเป็นของตัวเองได้ไหม”

“จำได้สิ...เพิ่งถามไปเมื่อวานนี้เอง แล้วนี่แบบแปลนบ้านใคร”

“ดูดีๆสิ ...นี่ไม่ใช่แค่แปลนบ้าน แต่นี่คือแปลนอนาคตของเรา รีสอร์ทของเรา เต้ยจะสร้างหลักสร้างฐานจากตรงนี้ อย่างที่ได้บอกพ่อกับแม่ เต้ยให้ไอ้แซ็ค ไอ้สน ไอ้ต้น ไอ้ทัด มันลอกแบบบ้านพักที่นี่ไว้ทั้งหมด กลับไปจะให้พวกมันร่างแบบจริงและแผนผังรีสอร์ททั้งหมดมาเสนอ ที่สำคัญเต้ยจะทำสตูดิโอโยคะในรีสอร์ทให้มูนด้วย และต่อไปมูนก็ต้องสอนที่นี่ที่เดียว”

“อะไรนะ” ที่จริงมูนได้ยินชัดครบถ้วนความ หากมิอยากจะเชื่อหู แลแทบพูดอะไรต่อไปไม่ถูก ...รีสอร์ทเป็นเรื่องเซอร์ไพร์สประหลาดใจอย่างที่เต้ยว่าจริงๆ

“เราสองคนจะมีรีสอร์ทด้วยกันที่อัมพวา แล้วฟังให้ดีนะ นี่คือคำสั่ง ที่มูนต้องปฏิบัติตาม อย่าเยอะ กลับจากทะเลครั้งนี้ รีบไปลาออกจากสตูดิโอที่สอนอยู่ ยกเลิกคลาสส่วนตัวทั้งหมด แล้วหาเวลาเข้าโรงแรมไปเรียนงานกับแม่ ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป”

“เต้ย...พูดเป็นเล่น อย่าบอกนะว่า เรื่องที่เต้ยจะเจอกัองในสนามรบอีกครั้ง คือเรื่องรีสอร์ท”

“พูดจริงครับและก็เป็นอย่างที่มูนเข้าใจได้ถูกต้องทุกอย่าง แต่เหนือสิ่งอื่นใด มันคือฝันและอนาคตที่เต้ยวางไว้สำหรับเราสองคน และมันก็จะเป็นข้อพิสูจน์ตัวเองขั้นแรกของเต้ยที่จะเข้าไปบริหารงานโรงแรมแทนพ่อ นี่ก็ถึงคราวที่มูนจะมาเป็นทั้งคู่คิดและคู่ชีวิตเคียงข้างเต้ย อย่างที่มูนต้องการแล้ว... ทั้งหมดที่พูดมาคือจุดประสงค์ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่แข่งกับไอ้ก้อง”

เต้ยไม่หยุดแค่นั้นเริ่มลำดับความต่อไปเรื่อยๆ ถึงรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายอย่าง พาเดินเข้าห้องนอน เปิดโน้ตบุ๊คให้ดูข้อมูลต่างๆที่ตระเตรียมไว้ อีกทั้งบรรดาอีเมลที่เขาใช้โต้ตอบติดต่อไปยังกลุ่มลูกค้าที่เขาปูทางไว้ในอนาคต หน้าที่ของมูนตอนนี้จึงมีได้แค่นั่งฟังลงข้างๆและตอบรับเป็นระยะๆ เฝ้ามองสายตาของเต้ยที่แวววับฉายประกายคมวาวแรงกล้า ซึ่งก็เป็นอย่างที่ตนเคยเปรยเสมอว่า ถ้าฉายแววมาแบบนี้ทีไร เขาย่อมทำได้และทำได้จริง ความสุขใจระคนภูมิใจดำเนินมาจับใจอย่างท่วมท้น ชายคนนี้ไม่ใช่ชายในนวนิยายประเภทบูชาความรักเพียงอย่างเดียว หากแต่เรื่องอนาคตเขาก็ยังเผื่อใจมอง ไม่ผิดแล้วที่เลือกเขา ทว่าความฝันของเขาอาจจะไม่ราบรื่นเสียทีเดียวนัก  อุปสรรค ข้อจำกัด คงต้องมีอย่างมูนที่กำลังแย้งเบาๆ

“เราจะเอาเงินทุนจากไหน สร้างรีสอร์ทมันไม่ใช่แค่ล้านสองล้านนะเต้ย ”

ความสัมพันธ์แบบผัวเมีย เงินตรา ทรัพย์สิน เป็นอีกเรื่อง ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะไม่ได้กัดก้อนเกลือกิน หากก็ไม่ได้อยู่ในระดับมหาเศรษฐี ทุนที่มี มูนพอรู้ว่าเต้ยมีเท่าไร พอๆกับที่เต้ยรู้ว่ามูนมีอะไร

“เต้ยรู้ แต่เราก็ไม่ได้สร้างขนาดใหญ่มากนี่ เราจะสร้างขนาดกลางก่อน แล้วค่อยขยับขยาย เรื่องเงินน่ะคงไม่ใช่ปัญหาเพราะคุณปู่ คุณย่าของเต้ย ให้มรดกเป็นหลักทรัพย์พอที่จะใช้กู้ธนาคารได้มากอยู่ และอามังกรนอกจากจะให้เงินขวัญถุงเราแล้ว อามังกรยังจะร่วมหุ้นด้วย อีน้องอัยมันก็จะหุ้นในส่วนของสตูดิโอโยคะ ...ปัญหาและอุปสรรคตอนนี้อยู่ที่ทำเลและที่ดิน”

เต้ยระบายลมหายใจพรั่งพรู ขยับวงแขนเกี่ยวกระหวัดรัดบั้นเอวของมูน แล้วช้อนร่างบางกว่าขึ้นมานั่งตัก พิงพักคางสากๆ ริมฝีปากแลปลายจมูกอยู่ตรงซอกคอลออเศวตแน่นิ่ง  มูนย่อมรู้ว่าเต้ยมีอาการแบบนี้แสดงว่าปัญหามันไม่ธรรมดา

อัมพวาเมืองที่เคยเงียบเหงา ไม่เคยมีใครให้ความสนใจ หลายปีที่ผ่านมานี่ กลับมีผู้ให้ความสนใจ นักท่องเที่ยวมาจากทั้งใกล้และไกล บางคนติดใจถึงกับมาปลูกบ้านซื้อที่ซื้อทางอยู่หนีความวุ่นวายจากเมืองหลวง ส่วนเจ้าของพื้นที่เดิมเอาเงินที่ ขายที่ ขายทางได้ ไปซื้อคอนโดอยู่ในเมืองหลวง หลีกลี้หนีธรรมชาติไปหาความวุ่นวายแทนเสียสิ้น และคงเป็นเพราะด้วยเสน่ห์เรียบๆ ไม่หวือหวา ทว่าชวนให้หลงใหลกับบรรยากาศริมน้ำนี่เอง ที่ดินผืนงาม หลายผืนจึงเป็นที่ต้องตา ทำให้ราคาขยับขึ้นตามที่ตาต้อง...เต้ยย่อมรู้ ถึงได้หนักใจ

“ได้ข่าวมาว่าเดี๋ยวนี้ตารางวาละหลายหมื่นอยู่ ยิ่งริมน้ำยิ่งเกือบปาไปค่อนแสนใช่ไหม กลับไปพาเต้ยไปดูหน่อยนะ ซื้อที่ซื้อทางคงต้องขอยืมเงินพ่อกับแม่ แล้วค่อยใช้คืน ถ้าพ่อกับแม่ไม่ให้ ฝันของเต้ยคงสลาย เจอถูกใจก็ใช่ว่าเขาจะขายง่ายๆ”

เต้ยเริ่มขยับปากพูดได้อีกหน เสียงนิ่งๆซึ่งขณะนี้ไร้ท่วงทำนองกังวานของเขา มูนฟังแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจ มิอยากจะทนนิ่งดูดาย บทบาทคู่คิดและคู่ชีวิตต้องสมบูรณ์พร้อม มูนเริ่มใช้ความคิดหาทาง จนมิได้สนใจกับสายตาที่กำลังซ่อนซึ้งพราวแพรวฉายแววระยับ ขัดกับน้ำเสียงทอดถอนใจของอีตาหมาบ้าตัวร้ายตัวนี้ ซึ่งถ้าแม่วาสิฏฐีมาได้เห็นก็บอกได้เลยว่า ลูกชายตนใช้ศิลปะในการออดอ้อนขอสิ่งที่ต้องการได้อย่างเจ้าเล่ห์แสนกลนัก 

ในเมื่อรีสอร์ทที่จะเสกสรรบรรจงสร้าง คือความฝันอันเป็นอนาคตที่จรดให้เป็น “ของเรา”
หากมูนเล่า จะทำให้เป็นของเราสมดังตั้งใจไหมคงได้ถึงคราววัดใจ...เต้ยกำลังคิดอย่างนั้น

รักของเขารักด้วยหัวใจ มิใช่ทรัพย์สมบัติ แต่อนาคตที่จะมอบให้ มันจำต้องร่วมมือกัน เขามีสมอง มีเงิน มีความฝัน  ทว่าเมียเขามีมากกว่านั้นคือมีที่ดิน และเมียอย่างมูนน่ะหรือ จะยอมให้ฝันของผัวสลาย รอยยิ้มกระหยิ่มจึงแอบแย้มพราย เพราะสิ่งที่มาดหมายกำลังจะได้มาต่อเติมฝันนิรันดร

“จะซื้อทำไมให้เปลืองเงิน เก็บเงินเอาไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า เมื่อกี้ เต้ยบอกว่าเป็นอนาคตของเรา มูนก็ควรจะมีส่วนร่วมช่วยสร้างให้มันเป็นจริงในฐานะคู่ชีวิต” มูนพูดขึ้นและจบลงด้วยเสียงนุ่มๆ เพื่อช่วยใช้ปลอบประโลมให้พ่อยอดชายคลายความกังวล ทิ้งตัวลงไปให้เต้ยกอดแน่นกว่าเคย เอื้อนเอ่ยต่อมา ตรงกับใจเต้ยทุกประการ

“มูนตัดสินใจแล้ว เรื่องที่ดิน...คุณยายทิ้งไว้ให้มีหลายผืน คุณยายเคยบอกว่ามีทั้งติดน้ำและติดถนน หลายคนเคยมาขอซื้อทำรีสอร์ทคุณยายก็ไม่ขาย กลับไปถึงอัมพวาจะให้ป้าเมี้ยนพาไปดู เต้ยไปเลือกเอาเถอะ ผืนไหนก็ได้ที่เต้ยชอบ มูนยกให้”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“ขอบคุณครับพระจันทร์ของเต้ย การตัดสินใจของมูนไม่ว่าเรื่องที่ดินหรือเรื่องไอ้ก้อง คงไม่ใช่แค่เมียคู่ชีวิตแล้ว แต่ต้องเรียกว่าเมียคู่บุญ เสริมบารมีผัว ไม่เสียแรงที่ใช้ทั้งสมองกับหัวใจดูแล และจะยกไว้ให้เป็นที่หนึ่ง” เต้ยพูดจบก็ระดมจูบไปหลายฟอดใหญ่ สำแดงความดีใจมาอย่างท่วมท้น แม้จะได้ยินอย่างแจ่มแจ้ง หากก็ยังถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

“แล้วมูนไม่เสียดายเหรอ ตารางวาละเหยียบแสนนะ”

“ความฝันของเต้ยเพื่ออนาคตของเรา มันมีค่ามากกว่าราคาที่ดิน ....ที่ดินที่คุณยายทิ้งไว้ให้ มันมากเสียจนมูนไม่รู้ว่าผืนไหนตรงไหน ปล่อยทิ้งไว้ก็รกร้างว่างเปล่าไม่งอกเงย มูนไม่มีหัวทางธุรกิจอะไรนักหรอก สู้ให้เต้ยใช้สมองสร้างผลกำไรให้ดีกว่า อันที่จริงเรื่องนี้ ก็ตั้งใจว่าจะปรึกษาเต้ยอยู่เหมือนกันหลังงานคุณยาย พอดีมูนลืม”

“แม่มณีจ๋า เต้ยสัญญาว่า เต้ยจะไม่ทำให้ขาดทุน เชื่อใจและมั่นใจในตัวเต้ยนะ ” หมาบ้าหนุ่มชะโงกหน้ามาสอดตาประสาน กระชับอ้อมกอดแน่น เพื่อให้มูนมั่นใจไปพร้อมๆกับคำพูดของเขา

“เต้ยเป็นคนฉลาด มูนเชื่อและมั่นใจในมันสมองของเต้ยเสมอ”

ทันทีที่ลมหวานสรรเสริญเข้าหู เต้ยก็รู้สึกว่า ต่อให้มีใครคนอื่นอีกหมื่นแสนชื่นชม ก็หาได้ทำให้หัวใจพองโตคับฟ้าด้วยปรีติเท่ากับมูนชมไม่ แต่ถึงคำชมจะทำให้ภูมิใจเพียงไร เขาก็ย่อมรู้ตัวเองดี

“ถึงจะฉลาด แต่ก็รู้ว่าไม่เฉลียว  ดีแล้วที่มีมูนมาช่วยคิด เหมือนที่พ่อเมฆมีแม่วาสิฏฐีเคียงข้าง เต้ยอาจจะเห็นแก่ตัวไปหน่อยที่ขอให้มูนออกจากงาน แต่เต้ยคงทำให้มันสำเร็จคนเดียวไม่ได้ถ้าไม่มีมูน”

“มูนเข้าใจ ..และตกลงที่จะทำตามคำขอ” 

“มันต้องอย่างนี้สิสุดที่รักของเต้ย เราจะสู้ไปด้วยกันนะ”

น้ำเสียงของเต้ยเวลานี้ มิต้องซ่อนเร้นความกังวานหวานไว้อีกแล้ว ฝันของเขาสำเร็จมาเกือบครึ่งทางด้วยความยินยอมพร้อมใจของแม่มณี ด้วยความอิ่มเอมเปรมใจนี้ เป็นเหตุให้วงแขนและริมฝีปากทำงานหนักขึ้น แลเริ่มวาดลวดลายศิลปะปลายจมูกฟอนฟัดไม่หยุดยั้ง ผลคือ....ร่างลออที่ตระกองกอดแนบตักถูกรังแกเหมือนที่เคยโดน !!

ฝันของเต้ยคงจะเป็นรูปธรรมในอีกไม่ช้า ซึ่งต่างกับใครอีกคนที่กำลังจมอยู่ในห้วงฝันที่มีแต่นามธรรม ฝันซึ่งเป็นฝันร้าย ท่ามกลางความจริงจากการดูแลจริงจังเป็นพิเศษของสองพี่ชายที่นั่งขนาบข้างแนบกายน้องอยู่บนเตียง

บุญฉันมีแต่คงไม่ถึง   ฟ้าจึงไม่เวทนา
คอยเฝ้าแต่คอยทุกครา   ดวงจันทราไม่ลอยเลื่อนมาใกล้เรา

คงแหงนคอยแต่คอยหาย   เสียดายดวงจันทร์ไม่บรรเทา
ลอยลับไม่เหลือแม้เงา   รู้หรือเปล่าเรานี้ช้ำชอกฤดี *
 
ใครก็มิรู้ ช่างเปิดเพลงได้มิถูกกาลเทศะ น่าจะเป็นหนึ่งในสองพี่ชายคนใดคนหนึ่ง ราวกับจะใช้เยาะเย้ยหรือตอกย้ำ กระแทกซ้ำกลางอกให้ร้าวระบมยิ่งกว่าเดิม แลด้วยเสียงอันน่ารำคาญนี้แหละ ที่ค่อยๆแทรกแทรงเข้ามาในโสตประสาท ทีแรกก็คล้ายจะได้ยินอยู่ไกลลิบๆ  หากบัดนี้กำลังดังกระหึ่มอยู่ข้างหู 

ทว่าเสียงหามีอานุภาพปลุกนิทราอัศวินได้ไม่ เท่ากับความรู้สึกเย็นวาบที่พุ่งเข้ามากระทบแผงอก จนไรขนขึ้นเป็นตอเล็กๆชูชัน มิต่างอะไรกับหนังไก่ แต่ความเย็นจากช่วงบนเหนือบั้นเอวหรือ จะสามารถทำให้เปลือกตาที่คล้ายจะหนาหนักปรือปิดสนิทแน่นมาชั่วพักลืมขึ้นได้ในฉับพลัน เมื่อม่านตาปรับเข้ากับแสงสว่างเพียงสลัวภายในห้องได้ สายตาจึงได้มองเห็นว่าเกิดอะไรกับช่วงล่างใต้บั้นเอวของตน และนั่นก็เพียงพอที่เรียกสติจะกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว รีบเบี่ยงตัวออก ฝ่ามือเลื่อนมากุมตะขอกางเกงเอวต่ำของตนที่เกือบจะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ แผดเสียงเกรี้ยวระคนตกใจ ถามความออกไปทันใด

“พี่กัน พี่กานต์จะทำอะไร”

มิมีเสียงตอบรับจากคำถามในทีแรก เว้นแต่ประกายสายตา ที่ดำเนินมาวาวโรจน์แปลกๆจากพี่ชาย สัญชาตญาณถึงภยันอันตรายบางประการรีบบอกให้ก้องกระโจนลงมาจากพื้นเตียงหนานุ่ม มายืนหยัดอยู่เบื้องล่าง รูดซิปติดตะขอกางเกงเข้าที่เดิม คว้าเสื้อที่เคยสวมใส่ซึ่งตกอยู่ข้างเตียงขึ้นมาตั้งใจจะสวมกลับ แต่แล้วเจ้าพี่ชายคนรองก็แย่งคว้าเอาไว้ พร้อมคำตอบที่เพิ่งจะมีตามมา

“เราสองคนจะช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นาย สภาพนายตอนนี้มอมแมมมากนะก้อง เลอะเทอะทั้งทรายทั้งน้ำทะเล”

เหตุผลของกานต์ควรจะฟังขึ้นและเชื่อได้อย่างที่พูด หากไม่มีฝ่ามือที่ลูบไล้ซุกไซร้บนหน้าท้องน้อยของเขา แม้จะแผ่วเบานุ่มนวล แต่ก็ทำให้เขาตื่น... เป็นไปได้ไหมที่พี่ชายจะสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ ตอบได้เลยไม่มีทาง

“ ถ้างั้นก็ขอบคุณ แต่ก้องจัดการดูแลตัวเองได้ และตอนนี้ก็อยากอยู่คนเดียว เชิญพี่สองคนออกไปได้แล้วครับ”

“ไม่มีทาง พี่จะไม่ปล่อยให้นายอยู่คนเดียวลำพังอีกแล้วก้อง ถึงเวลาที่พวกพี่ต้องเข้ามาดูแลนายเป็นจริงเป็นจัง และเราก็อยากคุยกับนายถึงเรื่องวันนี้ ที่นายผิดคำพูดเรื่องคุณมูนกับพวกพี่ นายไม่ได้คุยอย่างเดียวอย่างที่นายรับปาก”

กันปิดเพลงและพูดขึ้นยาวเหยียดลงจากเตียงเข้ามายืนประจันหน้า ตามมาด้วยกานต์ที่เดินอ้อมมาปิดท้ายด้านหลัง ก้องทำได้อย่างมากก็แค่ยืนอยู่กับที่รู้ตัวดีว่าถ้าเดินหน้าก็เจอแผงอก ถอยหลังก็เจอเฉกเดียวกัน

“ก้องไม่มีอะไรจะคุย ไม่อยากรื้อฟื้น วันนี้ก้องบอบช้ำพอแล้ว”

ต่อให้ก้องไม่พูด กันกับกานต์ก็ย่อมรู้ดีว่าน้องชายบอบช้ำเพียงไร ภาพที่ทั้งหมัดและเท้าประเคนลงมายังร่างกายน้องชายยังติดตาไม่จางหาย ก่อบังเกิดเป็นความสงสารเสียใจในเหตุการณ์ที่ตนเองก็มีส่วน แต่พอมาตริตรองดู ผลทั้งหมด ก็เป็นเพราะก้องทำตัวเองไม่ใช่หรือ ถ้าก้องเชื่อฟังสักนิด ทำตามแผนที่วางไว้ ผลลัพธ์อาจจะเป็นหนังอีกม้วน เด็กเอาแต่ใจคงมิโดนลงโทษรุนแรง ตามมาตรการที่เตรียมไว้

“ที่ก้องเจ็บตัว บอบช้ำ ก็เพราะไม่เชื่อฟังพวกพี่”

กานต์สวนคำมาจากด้านหลัง แม้ก้องจะไม่หันไปดู ก็รู้ว่าเสียงนั้นมันขยับใกล้เข้ามาพร้อมร่างคนพูดอีกนิดแล้ว ความคิดของเขาเริ่มฟุ้งว่าพี่ชายของเขา จะมาไม้ไหน ต้องการอะไร

“พี่กานต์จะมาตอกย้ำซ้ำเติมก้องเพื่ออะไร พี่คิดเหรอว่าถ้าก้องเชื่อฟังพวกพี่ก้องจะไม่เจ็บ” 

เสียงกร้าวผสมร้าวหน่อยๆ โต้ตอบกลับในจังหวะเดียวกับการก้าวเท้าหลบการประกบหน้าหลังออกไปยืนด้านข้าง และก้องก็คิดถูกที่ทำอย่างนั้น เพราะภายในเสี้ยววินาที พี่ชายทั้งสองก็เผชิญหน้ากันเอง โดยระยะห่างของลำตัวมีช่องว่างไม่กี่เซนติเมตร สัญชาตญาณบอกกับก้องอีกครั้งว่าต้อง...ระวัง ไม่น่าไว้ใจ

“ในความคิดของพี่ ถ้านายคุยดีๆ ตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นอย่างนี้” กันจับสายตาที่กำลังรู้สึกหวาดระแวงของก้องได้ดี จึงพยายามเบนความสนใจด้วยการชวนคุย และก้องก็ทำเสมือนจะตกหลุม

“จะคุยดีหรือคุยไม่ดีตั้งแต่แรก คำตอบของมูนเขาก็มีแค่คำตอบเดียว ไอ้เต้ยเป็นรักแรกพบและรักเดียวของเขา และเหตุผลข้อนี้แหละที่เป็นบทสรุปหลักทั้งหมด ของการปฏิเสธดวงใจอัศวิน”

ก้องลดเสียงกร้าว ปรับโทนเป็นแน่นิ่ง หากก็ยังสั่นเครือที่ปลายเสียงนิดๆ ยามคำพูดตนเองสะกิดแผลหัวใจ สายตายังจับจ้องมองท่าทีพี่ชาย ที่กำลังแยกจากกัน และทำเป็นเดินไปเดินมาทั่วห้องนอน พิรุธแปลกๆ ลอยตรลบคละคลุ้ง ของอย่างนี้มิต้องฉลาดมากก็ดูออก ทีท่าและสายตาของพี่ชายเปลี่ยนไป คล้ายกับจะรวมหัวกันเชือดเขา ลงโทษที่ผิดคำพูดเป็นแน่แท้ แต่จะเชือดด้วยอะไรนี่สิ มันทำให้หวาดหวั่น

จากที่ไม่กลัวอะไร บัดนี้กลับกลัวอย่างไม่มีเหตุผล แรงหนึ่งหรือจะสู้สองแรงถ้าพี่ชายจู่โจม
 มือและตีนไม่เท่าไหร่ ขออย่าให้ใช่อย่างที่เขาคิด ...ทว่าอกุศลจิตย่อมเกิดได้กับทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งพี่ชายแท้ๆ

ประตูห้องจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่จะมุ่งหน้าเลี่ยงออกไป แต่มันก็สายไปเสียแล้ว เพราะร่างของพี่ชายคนโตบังประตูไว้เสียมิด ...ทางหนีทีไล่ของก้องดับสิ้นลงภายในพริบตา

“หลีกทางให้ก้อง ...ก้องจะไปข้างนอก”

“ไม่ได้เรายังคุยกันไม่จบ” กันสวนทันควัน พอๆกับกานต์ที่ถลันมาทันท่วงที “มีอะไรก็ระบายกับพวกพี่ได้นะก้อง พี่รู้ว่าก้องเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ พวกพี่ยินดีเป็นที่ระบายอย่างเมื่อตอนเช้า คุณมูนเขาพูดอะไรให้เจ็บใจหรือเปล่า”

ถ้าไม่มีสายตาซ่อนซึ้งและทีท่าแปลกๆ ที่เพิ่งจะมีโอกาสได้สังเกตเห็นเต็มสองตา ก้องคงยินดีที่จะเล่ารายละเอียดให้ฟัง และบัดนี้กริยาของพี่ชายก็เลวร้ายกว่านั้น อ้อมกอดและแผงอกของพี่ชายหวนกลับมาหาเขาจากที่ร้างลาเมื่อเช้าอย่างจาบจ้วง อีกทั้งมันก็กำลังรัดแน่นจากทางด้านหลังอย่างที่เขาดิ้นไม่หลุด

“ปล่อยก้อง ...ก้องไม่มีอะไรจะต้องคุย ต้องระบายอะไรอีกทั้งนั้น” ก้องพยายามฝืนดิ้นสุดกำลัง นี่ถ้าเขาไม่เจ็บตัวจากเต้ย แรงแค่นี้ไม่ครนาฤทธิ์เขาหรอก ทว่าตอนนี้มันยากเย็นแสนเข็ญกับการดิ้นรนเอาตัวรอดนัก

“ก้องไม่เจ็บที่ใจจนอยากระบายกับพวกพี่แล้วเหรอ”

กันใช้ยุทธวิธีเดิมคือวางฝ่ามือเหนือแผงอกด้านซ้ายเหมือนเมื่อเช้า แต่คราวนี้ไม่วางเฉย กลับถูวนไปมาทั่วแผงอกเปล่าเปลือย จนเกิดอาการเด้งสู้ของยอดอกที่ก้องบังคับอย่างไรก็ไม่อยู่ ระบบประสาทอัตโนมัติมันวิ่งวาบนำความรู้สึกร้อนผ่าวระเรื่อยล่องลงไปตามฝ่ามือของกันสู่บริเวณร่องท้องน้อย แลคล้ายจะไปคั่งค้างอยู่ตรงบริเวณลำแกนกลางร่างกาย ปลุกนิทราดาบอัศวินทีละน้อยๆ โสตประสาทเริ่มอื้ออึง หากก็ยังจับสรรพสำเนียงเสียงของพี่ชายได้ครบถ้วน

“เชื่อพี่เถอะ ระบายสิ่งที่คั่งค้างออกมาให้หมด พี่ไม่อยากเห็นนายเศร้า นายเหงา พี่กับกานต์ยินดีจะช่วยคลาย และสิ่งที่พวกพี่ลงทุนลงแรงไปทั้งหมดในวันนี้ก็มีจุดประสงค์เดียวคือเพื่อความสุขของนาย ในแบบฉบับของเรา ตามประสาพี่ๆน้องๆ”

อันที่จริงคำพูดและกริยาของกันก็น่าจะพอเพียงที่จะบอกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทว่าอาการตะลึงงันที่มีมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้สมองเสมือนหยุดนิ่งสื่อความอะไรต่อแทบไม่ได้ หากก็ยังพอรับเสียงของกานต์ ที่กำลังกระซิบอยู่ข้างหูปล่อยลมหายใจร้อนผ่าวพรั่งพรูรินรดยู่มิขาดตอน

“อย่างที่พี่เคยเล่าให้ฟัง พี่เคยอกหักเหมือนกัน และพี่ก็รู้ว่ามันเจ็บปวดรวดร้าวแค่ไหน แต่พี่โชคดีที่มีกันคอยช่วยรักษาให้ และพี่สองคนก็ผลัดกันดูแลซึ่งกันและกานต์มานานแล้วตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงปัจจุบัน.... กันเป็นมากกว่าพี่ชาย”

ประโยคของกานต์ย่อมทำให้ก้องตะลึงหนัก ดูแล “ซึ่งกันและกานต์” และ “กันเป็นมากกว่าพี่ชาย” แทบจะไม่ต้องตีความอะไรอีกแล้ว แลอาการตะลึงของก้องก็เปลี่ยนเป็นตระหนกอย่างสุดขีด ถ้าเป็นคนขวัญอ่อนคงสิ้นสติหรือไม่ก็สติเสีย เพราะทันทีที่สิ้นเสียงของกานต์ กันก็ชะโงกหน้าพร้อมริมฝีปากเข้ามา...แต่มิได้หยุดอยู่ที่เขา

“บ้า...บ้าไปแล้ว พี่ทำอะไรกัน”

กันและกานต์ไม่สนใจเสียงร้องของก้อง ประกบริมฝีปากกันดูดดื่มแนบแน่น ข้ามหัวไหล่ข้างใบหูน้องที่ถูกสอดไส้เป็นแกนกลางในขณะนี้ ลำตัวของพี่ชายบดขยี้มายังร่างของน้องชายอย่างหนักหน่วงตลอดระยะทั้งหน้าและหลัง อย่างกับตั้งใจจะให้ทะลุทะลวงถึงกันและกานต์... เวลาจะผ่านไปยาวนานเท่าใดก็มิทราบ ก้องรู้แต่เพียงว่ายามที่พี่ชายถอนริมฝีปากออกจากกัน นั่นคือการสลับอ้อมกอดสอดวงแขนรัดรึง

“ปล่อยนะโว้ย...บอกให้ปล่อย”

วินาทีนี้มีหรือจะมีใครฟังเสียงก้อง พี่ชายคนโตจากที่อยู่ด้านหน้า กลับเอี้ยวตัวมาอยู่ด้านหลัง พี่ชายคนกลางยืนตระหง่านเผชิญหน้าอัศวินหนุ่มแทนที่ และก้องก็พูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว เสียงตะโกนแลเรี่ยวแรงที่มีคล้ายจะสูญสลาย เมื่อริมฝีปากของกันพี่ชายลอยมาประกบลงบนปากเจ่อๆ อีกทั้งหัวเข่าก็อ่อนยวบกะทันหัน รู้สึกว่าฝ่าเท้าเบาหวิวเกือบจะปลิวลอยเหนือพื้น เพราะกานต์หาญกล้าย่อเข่าปลดตะขอกางเกงเขาร่วงลงไปจนถึงตาตุ่ม ตามมาด้วยการรูดปราการบางเบาที่ชื้นแฉะน้ำทะเลลงไปถึงโคนขา ใช้ปากซุกไซร้ไปตามแนวป่าไล่เรียงจากสะดือจนถึงพงหนาทึบดำทะมึนกำมะหยี่ ก่อนที่อัศวินน้อยซึ่งเริ่มพองตัวอยู่แล้วจะถูกครอบลงไปจนจรดโคน

“อยู่เฉยๆ ก้อง อย่าดิ้นรนขัดขืน พี่รู้ว่านายต้องการ ...ปล่อยอารมณ์ไปตามธรรมชาติ อย่าอั้นสิ่งใดไว้อีก พี่กำลังจะช่วยให้นายมีความสุข” กันเผยอปากแค่เพียงเสี้ยววินาที ขับเสียงพูดรอดไรฟัน พอๆกับกานต์ที่ถอนปากพร้อมยางเยิ้มยืดเป็นใยยาวตามติดเป็นสาย พึมพำระรัว ก่อนจะก้มหน้าลงไปมอบอุณหภูมิอุ่นในปากให้น้องต่อ

“ถ้าพี่รู้ว่ามันหวานอย่างนี้ พี่ชิมเสียตั้งนานแล้ว ไม่รอจนถึงวันนี้หรอก”

ก้องฤาจะเชื่อฟังและไยจะมิขัดขืน แต่เพลานี้ฝืนอย่างไรก็ฝืนไม่อยู่!! สองพี่ชายใช้ปากทำงานอีกครั้ง สร้างสภาวะที่ชวนขับเสียงครางกระเส่าเหนือเสียงฝนแลระลอกคลื่น หมายใจกระพือพัดไฟสวาทให้ลุกโชนกว่าเดิม และไฟชนิดนี้เมื่อถูกจุดขึ้นมา คิดหรือว่าจะดับง่ายดั่งไฟตะเกียง

ก้องนั้นเป็นมนุษย์คนหนึ่ง รักเป็น เจ็บเป็น แค้นเป็น และสิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกไปอีกอย่างคือ มีความต้องการเสพสมสังวาสตามสามัญมนุษย์เป็นเหมือนกัน สติของเขาเริ่มเลือนหาย ต่อให้ปราณยามะของมูนก็ช่วยอันใดมิได้ หากกันกับกานต์มิใช่พี่ชาย เขาจะไม่ขัดขืนสักนิดเดียว จะสนองและจับกระแทกไม่ยั้งแน่นอน สมองตอนนี้จึงจับได้แต่เพียงความขัดแย้งของใจและกายเพียงเท่านั้น

The body saying “Let’s go” , but the heart saying “No..No!”
รสรักร้อนอ้อนกายกระสันสวาท...ใจประหลาดกระซิบปัดสิเน่หา

“พอได้แล้ว...พอ ” ประโยคนี้ควรจะดังด้วยเสียงเกรี้ยว หากแต่กลับดังอยู่กลางสมอง และถูกขัดด้วยอีกประโยคที่ความหมายต่างกันสิ้นเชิง “ครอบลึกๆ เม้มเบาๆ ตวัดแรงๆ อย่างนั้นแหละ”

ก้องยังคงสับสนอึงอลไม่คิดเลยว่าวันนี้จะเจอแต่เรื่องหนักๆ อาลัยรักก็สาหัสอยู่แล้ว ยังจะต้องมาเจอเรื่องชั่วช้าสามานย์จากกันกับกานต์ที่มิยอมหยุดหย่อนปรนเปรอบรรเลงเพลงปากเหนืออวัยวะต่างส่วนของเขา

สายฝนภายนอกกระหน่ำหนักเท่าไร กระสันสวาทก็ดำเนินหนักเท่านั้น กันบดขยี้ทะลวงทลายปากอย่างหื่นกระหาย สอดลิ้นกวาดต้อนสะกดเสียงกระหึ่มก้องให้ค้างแค่ลำคอ กานต์เองก็สร้างเสียงก้องกระเส่าเร่งเร้าขยับปากขึ้นลง ปาดลิ้นตวัดทั่วลำตัวใหญ่อวบกลมเต็มลำยาวอัศวิน กันคงกลัวจะน้อยหน้าจึงรีบถอนปากจากปาก เปลี่ยนท่วงท่าลีลาลงมาคุกเข่าข้างๆกานต์ แล้วซุกหน้าลงไปบ้าง ก้องได้แต่มองภาพอุบาทว์ตานั้น ไม่คิดว่าปืนที่เตรียมไว้ยิงมูน กำลังถูกพี่ชายแย่งกันรีดกระสุนอย่างตะกละตะกลาม

สิ้นแล้วภาพพี่ชายที่อบอุ่นเมื่อเช้า ...มีแต่เดรัจฉานสองตัวเต็มสองตา!!
“จารีต” คงมิเคยได้จารอยู่ในสมองของกันและกานต์เป็นแน่ ...นี่นะหรือความห่วงใย ปรารถนาดีของพวกมัน

พี่คนโต น้องคนกลางมัวแต่เพลิน มิมีใครสนใจจะหันมาดูสายตาอัศวินที่กำลังปริ่มๆด้วยรอยรื้น แลฝืนมิให้ปรือปิดก็ทำมิได้ ฝ่ามือแข็งแรงที่เคยแข็งขืนปัดไปมาในตอนแรก บัดนี้เอื้อมมาละเลงขยำขยี้ผมบนหัวพี่ชายไปมาทั้งคู่ หัวใจอัศวินเริ่มไร้อำนาจต้านทาน ด้านมืดเริ่มเข้าครอบงำ ขัดใจหรือใจจะขาดแยกความรู้สึกไม่ออก เพราะท้องน้อยแกร่งกระแทกสู้ปากพี่ชายตามเสียงฟ้าร้องครืนๆมาเสียแล้ว

แต่แล้วจู่ๆ แสงแวบวาบแปลบปลาบก็สว่างจ้าจากฟากฟ้าดำทะมึนภายนอก ตามมาด้วยเสียงเปรี้ยงเสียงสนั่น ทำให้เปลือกตาที่กำลังจะปิดลงด้วยความเคลิ้ม เบิกโพลงขึ้น รอยรื้นเมื่อครู่เหือดหาย สติและอนุสติหวนลอยกลับมาหาอัศวินหนุ่มในฉับพลันทันใด พร้อมกับเรี่ยวแรงที่กำลังวิ่งวนอย่างกับประจุไฟฟ้าวิ่งปราดไปทั่วร่าง ความต้องการของกายลดฮวบลงรวดเร็ว ...จิตเป็นใหญ่ ใจกลับมาเป็นประธานเหนือกายกระสันอีกครั้ง

ด้วยเสียงฟ้าผ่าเมื่อครู่ เจ้าพี่ชายก็เผลอถอนริมฝีปากออกและต้องร้องลั่นเพราะมือของก้องที่ละเลงผมกดหัว กลายเป็นจิกกระชากแน่น ก่อนจะเหวี่ยงออกไปอย่างโกรธแค้น กันกับกานต์ที่ถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวบ้าง ถลันถลากระแทกประตูดังปัง ตามด้วยหมัดและมือที่ก้องพุ่งพรวดเข้ามากระแทกหน้าช่วยเรียกสติ ให้ทะยานขึ้นจากสวาทอเวจีอันดำมืด แลนี่ก็ถึงจุดอวสานของศิลปะเพลงปาก ที่ไม่สามารถทำให้น้องดำเนินถึงจุดสุดยอดทะลักทะลวงสมดังที่ตั้งใจของพี่ชาย 

“เลิกทำระยำกับก้องสักที ถึงก้องจะชอบผู้ชายด้วยกันและต้องการให้น้ำแตกแค่ไหน แต่ก็ไม่ใช่เดรัจฉานที่นิยมสมสู่กันในหมู่เครือญาติ โดยเฉพาะพี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง”

เสียงกราดเกรี้ยวของก้องที่ใช้ รุนแรงยิ่งกว่าตอนรบรากับไอ้เต้ยมหาศัตรู ก้องเว้นวรรคเพียงครู่ ไล่ลมหายใจร้อนผ่าวด้วยโทสะ แล้วก้มลงดึงกางเกงขึ้นมาสวมใส่ จัดเก็บลำอาวุธประจำกายเรียบร้อยมิดชิดดังเดิม แล้วเสียงตวาดก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ต่อไปนี้ เลิกยุ่งกับก้อง และเก็บความหวังดีอันจอมปลอมของพี่กันพี่กานต์ไว้ ก้องไม่ต้องการ ไว้วันใดถ้าเจตนาพี่สองคนบริสุทธิ์เมื่อไร เราค่อยมาคุยกัน ...ก้องจะกลับอัมพวาพรุ่งนี้แต่เช้า พี่ก็อยู่ดูแล ซึ่งกันและกานต์ต่อไปเถอะ”

ก้องสะบัดหน้าพรึ่ด ทิ้งพี่ชายนั่งหน้าชาวาบตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิม เดินกระแทกเท้ากับพื้นดังลั่นแทนกระทืบอกพี่ชายให้หายแค้น มุ่งไปที่ตู้เสื้อผ้า คว้ากระเป๋าเดินทางออกมาโยนเสื้อผ้าใส่โครมๆ 

“เดี๋ยวก้อง พี่ไม่ให้กลับ เอาเป็นว่าพี่ขอโทษ พี่หวังดีจริงๆ ”

กันได้สติก่อน ลุกขึ้นมาหมายใจจะเหนี่ยวแขนรั้งน้องชายคนเล็กไว้ แต่เจ้าก้องน้องชายก็หักใจไม่ไหว ยกเท้ายันยอดอก ถีบซะกระเด็นสุดแรงเกิดราวกับจะจำท่ามาจากเต้ย จนกันร่วงลงไปแอ้งแม้งนอนทับกานต์

“ไอ้กัน มึงกับไอ้กานต์ หวังดีหรือหวังในตัวกูมึงควรจะพูดให้ถูก กูจะบอกให้พวกมึงฟังอีกครั้ง ถึงกูจะเลวทรามในสายตาใครๆ แต่กูก็ไม่นิยมพี่ชายตัวเอง... กูจะกลับไปหาแม่ กราบเท้าเพื่อขอบคุณที่ปลูกฝังคำว่าจารีตให้กู คำที่ไม่เคยอยู่ในสมองของพวกมึง และกูก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมแม่ไม่ให้กูไปเรียนเมืองนอกกับพวกมึง...ขอโทษที่ต้องพูดด้วยภาษาชาวบ้าน”

ก้องตะคอกกลับ ใช้ประโยคของมูนปิดท้าย แล้วสายตาก็หันไปเห็นปืนพกกระบอกที่ใช้ยิงขึ้นฟ้าวางไว้ที่หัวเตียง อัศวินเกรี้ยว รีบคว้ามาไว้กระชับมั่นในมือหันปลายกระบอกไปที่กันและกานต์

“ยะ..อย่านะก้อง พวกเราเป็นพี่นายนะ ฟังพี่อธิบายก่อน” กานต์พูดด้วยเสียงละล่ำละลัก พยายามทำใจดีสู้เสือยันกายลุกขึ้นมา ยกมือห้าม แต่ก็ต้องชะงัก

“ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น หยุดพูดซะที...อย่าเสนอหน้าเข้ามา ไม่งั้นก้องยิงจริงๆ ไสหัวออกไปได้แล้ว... ไป๊”

สองพี่ชายคงยังไม่ยอมเคลื่อนกายกระมัง ก้องเลยเบนปลายกระบอกปืนไปตรงแจกันมุมห้อง เหนี่ยวไกซัดกระสุน และแจกันที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ถึงคราวแตกละเอียด พร้อมเสียงกัมปนาทที่คาดว่าน่าจะเข้าหูใครหลายๆคน เนื่องด้วยฝนและฟ้าสงบลงพอดิบพอดี

“ปัง!”

กันกับกานต์เห็นทีท่าเอาจริงก็ลนลานถอยกรูดออกไปจากห้อง ก้องรีบมาล็อคประตูแน่นหนา ก่อนจะทิ้งตัวลงอย่างแทบจะหมดเรี่ยวแรงอีกคำรบ กุมขมับเปรยกับตัวเองลั่น

 “นี่มันเป็นวันบัดซบอะไรของกูวะนี่ โธ่โว้ย” น้ำตาใสๆเริ่มไหล ตามต่อด้วยโทนเสียงผ่อนแรงลง ปล่อยให้ล่องลอยไปตามลมเรื่อยไป หัวใจกระหวัดนึกถึงสตรีผู้เดียวอย่างไม่เคยเป็น ที่คงช่วยปลอบประโลมเขาได้ แม้สตรีผู้นั้นจะมิสามารถขยับเขยื้อนกายได้อย่างปกติ แต่อ้อมอกที่จะเอาหน้าลงไปซบย่อมมีประสิทธิภาพเช็ดน้ำตาได้ดีเยี่ยมเสมอ

  “แม่ครับ ก้องเหนื่อยเหลือเกิน...ช่วยด้วย ช่วยก้องด้วย”

เสียงปืนและเสียงตะโกนสร่างซาลงแล้ว หากอานุภาพกังวานมันก็สามารถดังมาถึงบ้านพักริมเชิงผาอีกฟากข้างๆ ด้วยเสียงที่คุ้นเคยเพราะได้ยินถึงสามปังเมื่อเย็นที่ผ่านมานี้เอง ทำให้หมาบ้าหนุ่ม ยันกายจากการคร่อมทับแม่มณีกับพื้นบ้าน ดึงคาลวิน ไคลน์ที่ม้วนกลมอยู่บนต้นขากลับมาสวมใส่ใต้สะดือเหมือนเดิม ขมวดคิ้วส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยเสียงรำคาญมากกว่าแช่ง

“หวังว่าคงไม่ใช่ไอ้ก้อง มันเอาปืนยิงกบาลตัวเองนะ...แม่งเอ๊ย ทำให้เสียอารมณ์หมด”

“หยุดแค่นี้ก็ดีแล้ว ยิ่งเหนื่อยๆอยู่ ว่าแต่เต้ยนี่พูดอะไรไม่รู้ ”  มูนยันกายขึ้นมาบ้างขยับเสื้อให้เข้าที่เข้าทาง ดึงกางเกงขึ้นดังเดิม แล้วต่อพูดตามที่เคยเห็น เคยสังเกตนิสัย “ก้องถึงเขาจะไม่ค่อยมีสติ แต่ก็ไม่ใช่คนคิดสั้น ก้องเป็นคนฉลาด คิดไกล และถ้าเต้ยจะแข่งขันกับก้องเรื่องรีสอร์ท เต้ยต้องเตือนตัวเองไว้อย่าประมาท ลดอารมณ์ร้อนลง”

“นี่แหละ ถึงให้ต้องลาออกจากงานมาช่วย... รออีกนิดนะ”

“รออะไร พูดจามีเงื่อนงำอีกแล้ว  หรือว่ามีเรื่องอะไรร้ายแรงปิดไว้อีก” มือน้อยๆเตรียมคว้าคอ หากหมาบ้าบอกว่าใช่

“ เรียกว่าเรื่องเซอร์ไพรส์น่าจะฟังเข้าท่ากว่านะจ๊ะ” เต้ยกล่าวเสียงใส จับจ้องมองหน้าและลำเทียนขาวข้างนิ้วก้อยซ้ายของมูน แล้วตัดบททันใด “ไม่ต้องมาทำหน้าสงสัย อีกไม่นานก็จะได้รู้เองแหละ คุณมณีจันทร์ อัครพงศธร”

แสงสีส้มอมทองเริ่มจับขอบฟ้ามาแต่ไกล แม้นผืนฟ้าส่วนใหญ่ยังคงทะมึน หากเค้าลางแห่งความสดใสไร้เมฆฝนปกคลุมของวันใหม่ก็ฉายให้เห็น ทั้งๆที่วันนี้ควรจะมีพายุฝนกระหน่ำ เพราะคนบางคนที่จัดว่านอนตื่นสายเป็นประจำ กลับตื่นมาตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้น และนับว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตคู่ที่เขาคนนี้บรรทมตื่นก่อนพระจันทร์

“เมียใครวะน่าฟัดจริงๆ ขนาดนอนเฉยๆนะนี่ เอาอีกสักทีดีไหม.... แหย่เล่นสักหน่อยดีกว่า จะได้ตื่น”

หมาบ้าหนุ่มรูปหล่อพ่อโจรกระชากใจ พึมพำอยู่คนเดียว ยันข้อศอกขึ้นกับหมอน นอนตะแคงเท้าคางมองร่างคุดคู้ที่นอนอยู่ข้างๆ เผยอปากบางๆ ดูแล้วเร้าอารมณ์ชวนนำริมฝีปากลงไปบดขยี้ ประหนึ่งเจ้าชายประทานจูบจุมพิตปลุกสนิทนิทราเจ้าหญิงน้อยจากห้วงฝันในเทพนิยาย แต่ด้วยความที่อยากแกล้ง เขาจึงใช้ปลายนิ้วชี้ทะแยงเขี่ยเล่นเพียงเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้ทั้งห้านิ้วสอดใส่ซุกไซ้เป็นปูไต่ใต้ผ้าห่ม โลดไล่ล้วงลึกลงไปในกางเกงนอนขาสั้น เคล้าคลึงบั้นท้ายกระชับกลมแน่น ซึ่งไม่ต้องเปิดผ้าออกดู ก็รู้ว่าเป็นความโค้งงอนงามยิ่งกว่าเนินเขาลูกใดๆ  “เนินพระจันทร์” ชื่อที่ตั้งไว้ให้ ถูกนิ้วกลางสอดใส่ไปตามร่องตามหลืบ ตวัดเบาๆราวกับจะใช้หยั่งเชิงความพร้อมเฉกเช่นทุกครั้งยามรับบรรณาการจากแม่มณีที่นำมาถวาย และมันก็ได้ผล เพราะประตูสวาทถ้ำทองในหุบเขา เริ่มตอดรัดพร้อมเสียงงัวเงียระเรี่ยลอดไรฟันสั่นพร่า

“อ่ะ อะ...อือ ”

เสียงน้อยๆ สะท้านใจบาดลึกถึงอารมณ์ดังสูงต่ำสลับเรื่อยเป็นระยะไม่หยุดหย่อน สร้างเสียงหัวเราะระรื่นลั่นครืนๆให้กับจ้าของนิ้วเกเร จนอยากจะใช้ของจริงทะลวงล่วงไปทักทายอย่างเมื่อคืนตอนดึก ที่ได้สาสมอารมณ์หมายตรงริมหาดใต้แสงจันทร์อย่างที่เคยเอื้อนเอ่ยเปรยไว้ตอนมาถึง

“ไปเล่นน้ำกันไหม”

เต้ยจำได้ว่าตนเปิดประเด็นมาให้ก่อน และนั่นก็เป็นเหตุแห่งการตวัดปรายสายตาชำเลืองค้อนของคนถูกชักชวน ซึ่งก็คงรู้ดีว่าน้ำที่กล่าวถึงมิใช่น้ำทะเลเค็มธรรมดา ทว่าเป็นน้ำทะเลสีขาวหากแต่มิใสเท่าในเกษียรสมุทรดังที่เคยร่ำเรียน ทะเลน้ำนมน้ำนี้มันขุ่นข้นคาวสวาทยิ่งนัก แต่ใสหรือขุ่นคงมิใช่ปัญหา เพราะรู้อีกว่า ยังไงเสียผลสุดท้าย ก็ต้องแหวกว่ายจนสำลักน้ำเกือบตายเหมือนกัน

“ห้าทุ่มเนี่ยนะ ไม่เอาดีกว่าเหนื่อยแล้ว วันนี้เจอเรื่องก้องไปก็แทบจะหมดแรง”

“มะ- นี - จัน   อัก- คะ- ระ- พง- สะ- ทอน” เต้ยออกเสียงเรียกชื่อชัดทุกอักขระเลียนแบบมูนเมื่อวันก่อน ตามต่อด้วยความเร็วปรื๋อในประโยคเอาแต่ใจต่อมา   “ทำตัวไม่สมกับเป็นสะใภ้อัครพงศธร อุตส่าห์จะยกให้เป็นมะลิบนหิ้งทั้งที มูนมีหน้าที่ต้องตามใจเต้ย”

“จะยกยังไง ไหนบอกมาสิ ถึงได้เอานามสกุลมาให้ใช้ จะพาไปจดทะเบียนหรือไง ไม่รู้แหละ ไม่ตามใจหรอก”

“ประมาณนั้น แต่ไม่ใช่ บอกไปตอนนี้ก็ไม่เซอร์ไพรส์สิ ....เหอะนะ จะได้พาเล่นน้ำริมหาดใต้แสงจันทร์ซะที อย่าลืมที่บอกไว้ เสนอเองไม่ใช่เหรอ อีกอย่างไอ้ก้องมันคงไม่มาวุ่นวายแล้ว เราจะได้รำลึกความหลังกันไง” เต้ยตัดบท อีกทั้งยังแย้งไม่หยุด และก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดจนกว่าจะได้แยง

“เซอร์ไพรส์เยอะนักนะคุณหลวง.... ไม่ไป ไหนหัวค่ำบอกว่าหมดอารมณ์ และมูนก็ไม่อยากสำลักน้ำ”

“นั่นมันตอนหัวค่ำ ไม่ใช่ตอนนี้ เอาน่า ไม่สำลักหรอก เพราะคืนนี้จะอุ้มเอาไว้ รับรองน้ำไม่ท่วมปากแบบเมื่อวานแน่ ตามใจเต้ยเถอะนะ ไม่รักเต้ยแล้วเหรอคร๊าบบบบบ ”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
แม้จะเหน็ดเหนื่อย หงุดหงิดกับเสียงปืนครั้งสุดท้าย หากสิ่งที่ทำค้างไว้บนพื้นกลางบ้านตอนค่ำ ก็ถูกต่อยอดเอาจนได้ในท้ายที่สุด ด้วยศิลปะแห่งลูกอ้อนอันเหนือชั้น ทำให้พระจันทร์ใจอ่อนยอมจำแลงแปลงกายเป็นลูกแตงลออ ถูกอุ้มกะเตงอยู่หลังโขดหินเป็นนานสองนาน ก่อนจะร่วงลงมาหมอบกระแตกับพื้นทรายละเอียดด้วยกันทั้งคู่ พรั่งพรูมหานทีสีขาวท่วมท้นเต็มถ้ำทอง แลไหลนองแตกกระจายเป็นสายเล็กสายน้อย คละเคล้าคลุ้งไปกับน้ำทะเลซัดซ่า มิได้ท่วมปากแม่มณีจนสำลักดังสัญญา นั้นแล

เต้ยคิดถึงภาพเมื่อคืนก็ยังยิ้มรื่น นิ้วก็ยังใช้เขี่ยใช้แยงแกล้งไปเรื่อย แต่เขี่ยอย่างไร แยงเท่าไหร่ แม่มณีก็ยังไม่ยอมตื่นอาจจะถวายงานจนเพลียหนัก สำหรับเขาเองไม่มีอาการนั้นเลยสักนิด กระปรี้กระเป่าตัวเบาเสียด้วยซ้ำ ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าไปเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหน ใจจริงก็ยังไม่อยากปลุกเมียนักหรอก ...ทว่าธรรมชาติงดงามภายนอกมันเรียกร้อง อารมณ์โรแมนติคตามประสาคู่ผัวตัวเมีย บอกให้ทำตามแบบฉบับยามมาเที่ยวทะเล มิใช่เกเรด้วยอีโรติคแบบเมื่อคืนเพียงอย่างเดียว

“แม่มณี แม่มณีจ๋า...ตื่นเถอะ ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน”

เต้ยหยุดใช้นิ้วแหย่ กล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวานรับอรุณรุ่ง ใช้ความหวานมาปลุกแทน หากคนเพลียที่คาดว่าน่าจะเพลียจริงอะไรจริง ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น ฝ่ามือหนาๆจึงตีบั้นท้ายเมียเผี๊ยะๆ อย่างกับผู้ใหญ่ตีก้นเด็กเล็กๆเวลาดื้อฉะนั้น

“มูนจ๋า ตื่นได้แล้ว”

“อือๆ” เสียงโทนเดิมรับคำ ปากเริ่มขยับกว้างขึ้น แต่เปลือกตาก็ยังไม่ยอมเปิด หมาบ้าจึงเปลี่ยนเสียงและวิธีเรียกเสียใหม่

“มูน...มูนโว้ย ตื่นๆ”  แม้จะตีแรงและเรียกดังขึ้นแค่ไหน หากก็ยังไร้ผลตอบรับ หมาบ้าจึงต้องเห่า “เมื่อคืนก็ไม่ได้ใช้แรงอะไรมากนี่นา ใช้แต่ปากตอนแรกก็แค่นั้นเอง เต้ยต่างหากจับอุ้มขึ้นทั้งตัว จนเมื่อยแขน เมื่อยขา ยังตื่นไหวเลย”

เสียงบ่นที่ดังอยู่ข้างๆหู ควรจะทำให้ตื่น แต่จนแล้วจนรอดมูนก็ยังคู้กายอยู่เฉกเดิม แถมยังกระเถิบตัวหนี หมาบ้าจึงต้องตะโกน แลปลุกแรงขึ้นๆ จน “แม่มณี” ต้องกลายเป็น “มูน” เฉยๆ และจากมูนเฉยๆ ก็เลยไปถึงขั้น “มูนโว้ย” หากก็คงยังไม่เพียงพอ คำว่า “คุณขี้” จึงดำเนินต่อมาเป็นลำดับ จนถึงขั้นสูงสุดคือกลับไปใช้กระแสเสียงและท่วงทำนองเดิมสมัยมัธยม

“อีขี้!!”

เสมือนมีมนตราประกาศิต คำว่า “อีขี้” ปลุกพระจันทร์ได้ผลชะงัด และบัดนี้ ก็สะดุ้งพรวดขึ้นมาหน้าตาตื่น อาการขี้เซาหายเป็นปลิดทิ้ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะลั่นๆ อย่างชอบใจของคนเรียก

“ฮะ ฮ่าๆๆ”

“ตกใจหมด ไอ้หมาบ้า” มูนไม่พูดเปล่า ซัดไหล่ด้วยฝ่ามือเข้าให้ แต่หมาหนังหนาก็ไม่สะทกสะท้านอันใด แถมยังเถียงต่อมาหน้าตาเฉย 

“เรียกดีๆแล้วไม่ตื่นเองนี่ ...เร็วๆเข้า ตื่นแล้วก็ลุกเลย ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน”

“เต้ยเนี่ยนะจะดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า...นึกยังไง ปกติตะวันสายโด่งถึงจะตื่น สงสัยฝนฟ้าคงจะตกห่าใหญ่”

“เลียนแบบฉากโรแมนติคในหนังไง ไหนๆก็มาเที่ยวทะเล เราก็ควรไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันหน่อยตามแบบฉบับ...เถอะน่า วันนี้เต้ยตื่นเช้า เป็นวันดี เร็วเข้าเถอะ” คนชวนทำสุ้มเสียงทีท่ากระตือรือร้นเต็มที่

“หือ ดะ เดี๋ยวก่อนสิเต้ย... ไอ้หมาบ้า”

วันดีที่เต้ยว่าจะเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่ หากที่แน่ๆ คือตอนนี้มูนถูกฉุดข้อมือลากหลุนๆ ลงจากเตียง กึ่งวิ่งกึ่งเดินตามต้อยๆ ออกนอกบ้าน ลอยไปจนถึงริมหาด และทุกอย่างก็งามราวกับภาพวาดในจินตนาการ ที่มีเพียงแค่สองเราตระกองกอดทอดมองตะวันยามเช้า ปล่อยให้แสงสีทองอร่ามอาบทั่วร่าง สร้างกระแสอวลระคนสุขในทุกๆอณู ระยิบระยับจับตาด้วยแสงตกกระทบบนผืนน้ำที่เพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ จนดารดาษ มิอาจละสายตา ฤาธรรมชาติสดใสเป็นใจ ให้วันนี้เป็นวันดีจริงๆ

ทว่าแสงสุริยฉานมินานก็ร้อนแรงตามธรรมชาติ เฉกสภาวะจิตใจที่ร้อนขึ้นได้เมื่อมีเชื้อไฟมายั่วให้ควันกรุ่น ที่สำคัญควันกรุ่นนั้นมันไม่มีกลิ่นไหม้ หากแต่อวลกลิ่นกุหลาบหอมแรงมาแทนที่

“มูนจ๋า เดี๋ยวเต้ยจะไปหาพวกไอ้สนมันหน่อย มันคงตื่นกันแล้ว มูนไม่ต้องไปหรอก รออยู่นี่แหละ และก็โทร.สั่งอาหารเช้ามาที่บ้านด้วย วันนี้เพิ่มไข่ลวกให้เต้ยเหมือนเดิม ส่วนกาแฟเอาใส่น้ำผึ้งแบบมูน น้ำผลไม้เอามาเหยือกหนึ่งเลย เป็นน้ำฝรั่งหรือแอปเปิ้ลก็ได้ รีบสั่งนะ เต้ยไปไม่นานกลับมาถึงจะได้พร้อมกินพอดี”

เต้ยสั่งความยาวเหยียดหน้าบ้านพัก หลังจากเสร็จสิ้นกรณียกิจชมตะวัน มูนได้แต่ยิ้มรับคำพร้อมทำตามคำสั่ง แต่ก่อนที่เจ้าชายจะเสด็จออกไปนั้น ก็หันมาสั่งอีกเรื่องอย่างกับเมียเป็นเลขา

“อ้อเกือบลืม...จัดโต๊ะทำงานหน้าบ้านให้ด้วย เปิดโน้ตบุ๊คแล้วต่อเน็ต ใช้บีบีของเต้ยเป็นโมเด็มผ่านบลูธูทอย่างที่สอนเมื่อคืน เปิดอีเมลที่เป็นเอาท์ลุค เอ็กเพรสรอไว้ด้วย จะได้รีทรีฟเมลเข้าอินบอกซ์ ถ้าเจอจังค์เมลก็ลบทิ้งไปเลย เต้ยจะได้ไม่ต้องเสียเวลารอ พาสเวิร์ดเข้าอีเมลก็คือ มณีจันทร์ สะกดชื่อตัวเองเป็นภาษาอังกฤษถูกใช่ไหม”

“เคยเรียนและก็เคยถูกหมาบ้าเกเรบังคับขู่เข็ญ จนต้องเปิดสมุดการบ้านภาษาอังกฤษให้มันลอกบ่อยๆ อีกอย่างจบอักษรศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยม อังกฤษ-ฝรั่งเศส อย่างนี้พอจะมีความสามารถสะกดชื่อมณีจันทร์ได้ไหม” ด้วยความที่คนสั่งปากเสียก่อน คนรับคำสั่งจึงต้องย้อนเข้าให้ แต่ก็ใช่ว่าคนโดนย้อนจะสงบปากสงบคำ

“ลืมไปแฮะ ลืมไปว่าจบอักษรศาสตร์ นึกว่าจบนิเทศศาสตร์ซะอีก เพราะเห็นไปนั่งหน้าคณะนิเทศฯกับไอ้อั๋นเป็นประจำ”

เมื่อคนหนึ่งชะงักเท้าไม่ก้าวออก หยุดยืนรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ที่ไม่นานเท่ามัธยม อีกคนก็จำต้องช่วยรื้อบ้าง สถาบันถูกลากมาเกี่ยวข้องโดยปริยาย 

“เพิ่งรู้ว่าหลังคาโดมที่ท่าพระจันทร์ มีรูมีร่องให้แอบมองมาถึงรั้วจามจุรี”

“ ไม่ได้แอบมองทางรูทางร่อง มายืนหล่อยืนจ้องใต้ต้นจามจุรีเลยแหละ... แต่คนหน้าเชิดมัวแต่นั่งอี๋อ๋อ เลยคิดว่าคงไม่มีกะจิตกะใจจะมองคนรอบข้าง”

“ตอนนั้น ทำตัวให้น่าสนใจมองนักนี่”  คนหน้าเชิดย่นจมูกเข้าให้ ซึ่งก็เป็นกริยาอาการเดียวกับหมาบ้าตัวที่แอบรอดรั้วจามจุรีกระทำโดยบังเอิญ การที่หมาบ้าตัวร้ายเล็ดรอดเข้ามาแอบดูโดยที่ตัวไม่รู้มาก่อน ย่อมทำให้อิ่มใจไม่รู้ตัว หากอารมณ์กระเง้ากระงอดที่สอดซ่อนมาด้วย ก็ทำให้มูนหลุดปากถาม พาดพิงไปถึงอีกสถาบันที่ไกลออกไป แต่ก็คงใกล้หัวใจเขา

“แล้วทำไม ไม่ไปยืนหล่อยืนจ้องอยู่ที่รั้วนนทรี กุหลาบบานที่นั่นนี่”

“เพราะคิดถึงมะลิแรกแย้มใต้ต้นจามจุรีมากกว่าน่ะสิ กลิ่นมันหอมลอยไปถึงท่าพระจันทร์ จนอดใจไม่ไหวถึงได้แอบตามมาดูมาดม และขอให้รู้ไว้ว่า แอบไปบ่อยด้วย บ่อยยิ่งกว่ารอดรั้วนนทรีซะอีก ”

หมาบ้าพูดจบก็สอดสายตาประสานจนคนฟังต้องก้มหน้างุดๆ เพราะรู้ตัวดีว่าถ้าเงยขึ้นมา หมามันคงเห็นว่าสีหน้ามิได้ลออเฉกเคย แลหมามันคงรู้อาการนี้ดีจึงก้มหน้าแลบลิ้นมาชะโงกมองด้วยเสียงหัวเราะร่าในชัยชนะแห่งการปะทะคารมกับพระจันทร์ที่กำลังขวยเขินจนพูดอะไรไม่ออก และคงจะมันเขี้ยวหรือยังไงก็มิทราบ จึงฟาดฝ่ามือลงไปบนแก้มก้นดังกว่าที่เคยฟาดเมื่อเช้า จากเผี๊ยะๆ กลายเป็นป้าบใหญ่ๆ ฝากแรงสั่นสะเทือนย้ำเตือนถึงแรงกระแทกไปถึงขั้วหัวใจทิ้งท้าย

“เดี๋ยวกลับมาคุยเรื่องตอนเรียนมหาลัยต่อ พูดขึ้นมาก็เลยนึกขึ้นได้ว่ามีหลายเรื่องที่ต้องเคลียร์ ไปคุยธุระเรื่องแปลนรีสอร์ทก่อนแป๊บหนึ่ง เตรียมหาคำตอบไว้ให้ดี”

“จะรอฟังสิเรื่องอะไร ตอบได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว ” พระจันทร์กระอ้อมกระแอ้ม ฝืนเสียงพูดขึ้น แล้วเปลี่ยนบทสนทนาไปอีกเรื่อง “ ถ้ามอสตื่น พามากินมื้อเช้าด้วยนะ ”

“รับทราบครับ”

เต้ยรับคำหนักแน่น มุ่งหน้าเดินไปหาพวกสนที่บ้านเปรม พอคล้อยหลัง มูนก็จัดการทำตามกระแสรับสั่งทุกประการ ทั้งสั่งพระกระยาหารและตระเตรียมโน้ตบุ๊ค ต่ออินเตอร์เน็ตเสร็จเรียบร้อย ทำไปก็บังคับมุมปากให้คลี่กระจายไปจนถึงโหนกแก้มมิได้ ยิ่งคิด เลือดฝาดระเรื่อที่มีอยู่ตอนแรกก็ยิ่งเปล่งปลั่ง แดดระยับยามสายไม่มีทางเป็นสาเหตุ “แอบมายืนใต้ต้นจามจุรีอยู่บ่อยๆ มากกว่ารอดไปยังรั้วนนทรี” ต่างหากคือต้นเหตุแห่งอาการทั้งมวล

 “คุณหลวงหมาบ้า ถ้าคิดถึงขนาดนั้น ทำไมยังปากแข็ง ไม่แสดงตัว” มูนเปรยกับตัวเองไปเรื่อย อาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีไม่หยุด แต่แล้วก็คิดได้ว่า ถ้าตอนนั้นเขาเข้ามาหา ตนก็คงไม่แคล้ว “เชิดใส่ วิ่งหนี” อย่างแน่นอน

ปมขัดแย้งสุดท้าย ปมหนึ่ง ตอนก่อนจบมัธยมหก มันรุนแรงเสียจนทำให้อดีตสมัยอุดมศึกษาไม่มาบรรจบพบเจอซึ่งๆหน้า ได้แต่ต่างฝ่ายต่างแอบตามชำเลืองมาซึ่งกันและกัน และใครจะคาดคิดว่า “พระจันทร์” ดวงนี้ ก็แอบลอยไปฉายแสงนวลถึง “ท่าพระจันทร์” เพื่อมองหาหมาบ้าใต้หลังคาโดม

“ช้าง...เราอยากกินมะตะบะกับข้าวหมกไก่ตรงท่าพระจันทร์ ไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ มื้อนี้เราเลี้ยง” มูนจำได้ดีว่าตนพูดกับอีเพื่อนสนิทที่ตามติดเป็นกุมารทองตั้งแต่มัธยมจนถึงอุดมศึกษาอย่างไร และนังนี่แม้จะอยู่คนละคณะก็สาระแนรู้ดีเสมอ

“มึงไม่เบื่อเหรอ อีมู้น แดกแต่มะตะบะกับข้าวหมกไก่ จนหน้ากูกับหน้ามึงจะเปลี่ยนรูปทรงเป็นอีโมะไก่อยู่แล้ว อีห่า อาทิตย์นี้แดกไปสองครั้งติดๆกันแล้วนะ ...เอ๊ะ หรือว่ามึงจะไปดักดูใครที่ใต้หลังคาโดม”

“นังบ้า ไม่ได้ดูใครทั้งนั้นแหละ ก็แค่อยากกิน ไม่ไปก็ตามใจ” มูนปฏิเสธพัลวัน แล้วเดินหนีเสียงอันดังไล่หลังของอีนังพังแป้นกลางเพนียดไม้จามจุรีที่มันจงใจเว้นคำบางคำไว้ ชวนให้อยากเอาหนังสือวรรณคดีอังกฤษที่ถืออยู่ตบปากนัก

“เตย เต่ย ..... เต๊ย เต๋ย  คำใดหายไปคำหนึ่งเอ่ย ” อีช้างลาก...ขา ตามมาลอยหน้าลอยตาเคียงข้าง แล้วพูดต่อ “อย่างนี้มันเข้าตำราที่ว่า ไม่เห็นหน้า เห็นหลังคาโดมก็ยังดี ”

“อีช้าง!!... เดี๋ยวเหอะ ไม่ใช่อย่างที่ช้างคิด”

แม้วันนั้นจะโมโห แต่ก็ดันกอดคอกันจากปทุมวันไปถึงท่าพระจันทร์จนได้ ที่ผ่านมามูนไม่สนใจและไม่อยากรู้ว่าจำนวนความถี่ที่ต่างฝ่ายต่างแอบมาของใครจะมากกว่ากัน  แต่ตอนนี้แค่ได้รู้ว่าเขาก็ทำเหมือนตน มันก็น่าพึงพอใจอย่างที่สุด แม้จะมีหลายครั้งหลายคราที่ไปแล้วก็แอบเห็น หมาบ้าท่าพระจันทร์ควงสาวๆ ไม่ซ้ำหน้า ที่ไม่ใช่กุหลาบรั้วนนทรีดอกเดิม

“ผู้ชายเจ้าชู้ น่ารังกียจ.. เกนหลงจะรู้ไหมว่าแฟนตัวเองเป็นอย่างนี้ ”

ตนแค่นั่งคุยกับพี่อั๋นความสัมพันธ์ไม่มีทางคืบหน้า แต่สายตากรุ้มกริ่มของหมาบ้าที่ได้เห็นบอกได้เลยว่าไม่ใช่ หมาบ้าใช้แต่ใจซื้อสาวๆข้างกาย อย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ 

มูนยังคิดไปเรื่อยๆ อีกหลายๆเรื่อง คิดไปก็ได้แต่หัวเราะกับการกระทำเขลาๆทั้งของเขาและของตน และแล้วเรื่องเก่าๆก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงติ๊งจากอีเมลเอาท์ลุ๊คทันที ที่อักษรภาษาอังกฤษสะกดชื่อ “มณีจันทร์”อันเป็นเสมือนมนตราสะเดาะกุญแจไขกล่องข้อความ ป้อนครบถ้วน ภวังค์หวานเลือนหายไปในพริบตา ด้วยอีเมลฉบับหนึ่งที่พุ่งแรงแซงหน้าฉบับใดๆ มาเป็นฉบับแรก อ่านชื่อดูก็พอจะเดารู้ว่าเป็นใคร

เกรซี่เกรซ.หลงแอดฮอทเมล.คอม

อดีตกุหลาบรั้วนนทรีที่บัดนี้เบ่งบานอยู่ฝรั่งเศส.....โชยกลิ่นฟุ้งผ่านหน้าจอโน้ตบุ๊คท้าทายมะลิอีกครั้ง
ดวงตาสีน้ำตาลจับจ้องเพ่งพินิจจดหมายใจฉบับนี้มิวางตา!!

 สารที่ส่งถึงกันย่อมมีได้ตามประสาคนมีอดีตเคยร่วมเรียงเคียงหมอน แต่มิใช่สารที่ควรขึ้นหัวเรื่องว่า....“ไอ มิส ยู”

เธอส่งใจคิดถึงใครฉันไม่สน
จะกี่คนสุดแล้วแต่ปรารถนา
แต่มิควรเผื่อฤทัยอาลัยมา
คะนึงหาภัสดา....ผัวของเรา

“ทำตัวไม่งาม ควรหรือมาบอกคิดถึงผัวชาวบ้าน ทั้งๆที่เลิกกันไปแล้ว”

แว่บแรกในความคิดโดยมิต้องลังเล อีเมลฉบับนี้ถูกจัดประเภทเป็น “จดหมายขยะ” ตามต่อมาด้วย “ดีลีท” คือล้างทิ้งให้สิ้นกลิ่นไร้ซากจากกล่องข้อความ หากมารยาทค้ำคอและเคยถูกอบรมสั่งสอนถึงขอบถึงเขตยอดภรรยา จึงมิได้ทำเช่นที่คิด แลคงค้างคาเอาไว้อย่างนั้นเพื่อรอให้เจ้าของอีเมลเขามาอ่าน

“ทิ้งไว้ให้เขามาอ่านเองนั่นแหละ ถ้าเขามารู้ทีหลังว่าเราลบทิ้งเดี๋ยวจะไม่พอใจ อาละวาดเอากับเราได้ ดีไม่ดีเขาอาจจะรออีเมลอยู่ ” มูนเว้นวรรคเพียงครู่ ก่อนทอดเสียงเปรยต่อ “ อ่านแล้วอยากจะเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ก็ต้องปล่อยเป็นเรื่องของเขา ”

อารมณ์ของมูนเริ่มแปรเปลี่ยนรวดเร็วดุจกระแสลมทะเลพัดพาอย่างไม่เคยเป็น อำนาจจิตใจที่ใฝ่ดีพยายามบอกให้รู้ว่า สตรีผู้นี้นั้น เคยมาก่อนย่อมมีสิทธิ์ที่จะคิดถึง เขาทั้งสองคบกันมานาน รอยอาลัย ใจอาวรณ์ มีได้ย่อมไม่แปลก เรื่องที่เขาติดต่อกัน มันเป็นเรื่องส่วนตัว ที่บทบาทและหน้าที่ของปัจจุบันไม่ควรจะไปก้าวก่ายและยึดมาเป็นอารมณ์

ทว่าอีกอารมณ์ที่เป็นเงามืด ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะสะกดได้อีกต่อไปหรือไม่ กลับเถียงมาทันควันตอกย้ำชี้ชัดว่า การกระทำนี้ “ไม่สมควร” ต่อให้จะคิดถึงกันอย่างไรก็ควรเก็บไว้ในใจ ไม่ใช่เร่งโร่ส่งสารประกาศแจ้งออกมา บทบาทของอดีตก็ควรจะเหลือแค่ความทรงจำ มิใช้กลับมาทำให้ความจำกลับคืน

ฤาเป็นไปได้ไหมที่เต้ยจะเป็นฝ่ายส่งไปก่อน มูนเริ่มคิดไปไกล  แต่ก็คงไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น อีเมลฉบับนี้ ต้องปรากฏคำว่ารีพลายตรงหัวเรื่อง

“ไม่มีการโต้ตอบ เป็นเมลใหม่ เพิ่งส่งมาสดๆร้อนๆ เลยนี่... เปิดอ่านดีไหม เรามีสิทธิ์”

มูนเปรยด้วยเสียงเรียบๆ รอยยิ้มไม่มีเหลือให้เห็น กระเด็นหายตั้งแต่เจอชื่อเจ้าของแอดเดรส แลเริ่มรู้สึกถึงเสียงปะทุของกองเพลิงและความร้อนกลางหัวใจที่มีเถ้ากุหลาบเป็นเชื้อ แต่ก่อนที่สภาวะจิตใจจะฟุ้งไปมากกว่านี้ ปราณยามะที่ใช้กับก้องจึงรีบนำมาใช้เรียกสติตนเอง ซึ่งก็พอทำให้เย็นลงได้ แต่จะเย็นอย่างถึงที่สุดหากลุกไปให้ไกลเสีย ความตั้งใจเดิมที่ไม่อยากทำตัวสอดรู้อย่างเมียคนอื่นๆในสังคมถูกทบทวน และต้องดำรงตนให้มั่นสมดั่งปณิธาณ

 ว่าแล้วมูนจึงตัดสินใจ เลี่ยงกลิ่นกุหลาบไปโชยกลิ่นมะลิให้ไกลจากหน้าจอ  ...แต่อนิจจา มะลิควรจะลุกไปได้ราบรื่น ถ้ามือเจ้ากรรมไม่กำเม้าส์แน่น และความแน่นมันก็แน่นพอที่จะถ่ายทอดน้ำหนักลงไปจนกลายเป็นกดเปิดจดหมายฉบับนั้นโดยมิได้ตั้งใจ แลข้อความก็ปรากฏเต็มสองตา

“อย่าลืมฉัน
อย่าลืมวันเคยชิดพิสมัย
อย่าลืมวันอำลาด้วยอาลัย
อย่าลืมใจกระซิบว่าอย่าลืมกัน” **

“เขียนอย่างนี้ ต้องการอะไร”

เพียงข้อความสารแรกเริ่มต้นของเกนหลงก็ทำให้มณีจันทร์ชะงักงันราวกับถูกสาปให้ตัวแข็งทื่อ ใบหน้าลออที่เคยแดงซ่าน บัดนี้ชาวาบ นี่ถ้ามูนเป็นคนอารมณ์ร้ายคงจะลุกขึ้นมากรีดร้อง แต่นี่ยังนิ่งราวรูปสลัก เพลานี้ใครเดินมาเห็นก็คงรู้ว่าครูโยคะอารมณ์เย็น สูดลมหายใจเข้าออกลึกมากกว่าปกติเพียงใด

แต่แล้วลมหายใจก็ต้องสะดุด เพราะเสียงกัมปนาทจากแบล็คเบอร์รี่ที่แม้ต่ออินเตอร์เน็ตก็ยังรับสายเข้าได้ ดังขึ้น และก็มีอานุภาพพอที่จะเรียกร้องความสนใจให้มณีจันทร์เบนสายตามาดู แลมิลังเลที่จะตัดสินใจก้าวล่วงเรื่องส่วนพระองค์ของพระสวามีเป็นครั้งแรก ด้วยการกดรับสายแทน

มณีจันทร์กระทำเช่นนี้ เพราะสายนี้มีความพิเศษ ...รหัสประเทศบวกสามสิบสามที่โชว์หรา บอกที่มาว่าต้นทางอยู่ที่ใด
“กุหลาบ” โชยกลิ่นอย่างเดียวไม่พอ ยังส่งเสียงตามมา ... จน “มะลิ” ต้องกำจายความฟุ้ง อวลกลิ่นกรุ่นใส่กระแสเสียง

“ฮัลโหลเต้ย ไม่ได้คุยกันนานนะ ...นี่เกรซเอง ตื่นแล้วใช่ไหม เช็คเมลหรือยัง”

“ตื่นตั้งแต่เช้ามืดแล้วไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันมา นี่ก็รอทานอาหารเช้าอยู่ ส่วนเมลก็กำลังอ่าน...สบายดีใช่ไหมเกรซ”

“มูน!”

“ใช่...เราเอง”

ยิ่งกว่าชั่วระยะเวลาเพียงเข็มตกที่ต่างฝ่ายต่างเงียบงัน คำถามตามมารยาทว่าสบายดีไหมที่มูนถามไปมิได้มีการตอบ  นอกจากกระแสเสียงหัวเราะใสดุจระฆังเงินที่ลั่นกังวานผ่านจากกรุงฝรั่งเศสมาถึงบ้านพักริมทะเลของราชอาณาจักรไทย เจตนาที่โทร.มาเพื่อยั่วเย้าหรือกระไร ยากที่มณีจันทร์จะจับ จนต้องระงับเสียงระฆังด้วยเสียงพิณบรรเลงเพลงเสนาะเย็นยะเยือก ยิงตรงเข้าประเด็น สะกดเสียงระเรื่อจนขาดห้วงท่วงทำนองสรวลสันต์ให้ปลาสนาการไปชั่วขณะ

“เกรซมีธุระอะไรกับเต้ยเหรอ เดี๋ยวเราจะบอกเขาให้ พอดีเขาไม่ได้อยู่แถวนี้ เลยมารับสายแทน”

“จะเรียกว่าธุระก็คงได้มั้ง...ว่าแต่เกรซโทร.มาแค่นี้ เต้ยพามาเที่ยวทะเลทั้งที อารมณ์ดีหน่อยสิมูน”

“รู้ได้ยังไง” มูนไม่แปลกใจหรอกที่เกนหลงจะคิดเช่นนั้น เพราะเค้าอารมณ์ยามนี้ย่อมส่งผ่านความกรุ่นลงไปทางเสียง  แต่เรื่องมาทะเลนี่สิ เกนหลงทราบได้อย่างไร

“ก้องเขาส่งเมลแนบรูปของเต้ยกับมูนมาให้ดูเมื่อวานตอนเช้าน่ะ เลยรู้ว่ามาทะเล แต่แหม หวานจนน้ำทะเลหายเค็มจริงเชียว เห็นแล้วทำให้นึกถึงตอนมาเที่ยวกับเต้ยสองต่อสอง หวานอย่างนี้เหมือนกัน”

“อ่อก้องนี่เอง น่าตีนัก...ส่งเมลไปทำให้เกรซนึกถึงเต้ยจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ถ้ากะเวลาไม่ผิดที่นู่นยังไม่ตีสี่เลยนี่ ยังนอนต่อได้อีกหลายชั่วโมง มัวมานั่งคิดถึงอดีตอย่างนี้ ก็จะทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน ปัจจุบันและอนาคตต่างหากที่เราควรคิดคำนึง ”

ใช่ว่าเกนหลงจะเป็นฝ่ายเดียวที่รู้อารมณ์ มูนเองก็รู้เช่นกัน ข้อความหรือรูปอะไรก็ตามที่ก้องส่งไป ย่อมมีมหิทธานุภาพมหาศาล สะกิดให้คนรับปลายทางเต้นเร่า นั่งไม่ติด นอนไม่ได้ น้ำเสียงของเกนหลงมันฟ้อง ยิ่งประโยคของตนเมื่อครู่คงทำให้อาการเหล่านั้นทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเสียงระบายลมหายใจมันกำลังดังฟึดฟัดอย่างขัดใจผ่านลำโพงโทรศัพท์ หากนั่นหาใช่สิ่งที่ตนควรทอดธุระสนใจ เกนหลงจะเป็นอย่างไร ก้องจะส่งอะไรไปก็ช่าง สนแต่โทร.ข้ามประเทศมาทำไมเท่านั้น ส่งอีเมลมาอย่างเดียวก็น่าจะเพียงพอ สัญชาตญาณความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของจึงดำเนินต่อโดยที่มูนเริ่มสะกดไว้ไม่อยู่

“แล้วธุระสำคัญมากไหม  บอกเราแทนก็ได้”

“มูนนี่ก็ ติดโรคเต้ยมาหรือไง ถึงได้กลายเป็นคนใจร้อน เราสองคนก็ไม่ได้คุยกันนานเหมือนกันนะ คุยซะหน่อยให้หายคิดถึงจะเป็นไร อุตส่าห์รับสายแทนเต้ยทั้งที ” เกนหลงระงับความขัดใจไว้ได้อย่างไรก็ไม่รู้แลยังคงไม่ตอบคำถาม คล้ายจะเริ่มรู้สึกสนุกที่ได้ใช้คำพูดคำจา กวนตะกอนอารมณ์คนฟังเล่น ...และเริ่มเล่นต่อ

“เกรซไม่คิดเลยนะนี่ แค่เกือบเดือน เต้ยจะมีคนรับสายโทรศัพท์ให้ใหม่ซะแล้ว รวดเร็วทันใจซะจริงๆ เร็วซะจนอดคิดไม่ได้ว่า หามาเพื่อประชดเกรซ” หญิงสาวคงหมายใจให้อีกฝ่ายหน้าชาวาบ หากคำตอบกลับทำให้อาการนั้นย้อนกลับมาทำร้ายใบหน้าตนเองจนร้อนผ่าวเสียนี่

“เต้ยไม่ได้หาคนรับสายคนใหม่เพื่อประชดคนเก่าหรอก  แต่ในทางกลับกัน เขามีคนเก่าเพื่อประชดเราที่เป็นคนเดียวของเขาต่างหาก อันที่จริงเราควรมารับสายให้เขาตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว”

ในเมื่อเกนหลงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน และเป็นการเริ่มที่ทำให้ภาพลักษณ์งดงามของตนเองที่ติดตามณีจันทร์ด้วยความชื่นชมอยู่เสมอ จางลงทีละน้อยๆ เกนหลงเปลี่ยนไป แม้จะไม่เห็นหน้า มณีจันทร์ก็รับรู้ได้ว่าสตรีผู้นี้นั้นมิใช่คนเดิม คนที่เคยฝากความอ่อนหวาน น่ารัก ยามกล่าวอำลาตนที่บ้านสวน บอกว่าตนคือเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง เกนหลงหญิงสาวที่เคยเข้าข้างตนยามถูกเต้ยรังแกสมัยก่อน บัดนี้หายไปอยู่ที่ไหน   

กระแสเสียงใสมันเหมือนตอนก่อนก็จริง แต่ประโยคที่เจ้าหล่อนใช้ มันชักนำบทสนทนาให้ดำเนินไปในทางวิวาทะ  เกนหลงคงแค้นเคือง เรื่องตนกับเต้ยเป็นแน่ เลยโทร.ไปจุดไฟให้คุณวาสิฏฐีเช่นที่ผ่านมา  แต่ตอนนี้ไยมาจุดประเด็นประเดิมด้วยอีเมลที่ส่งมาบอกว่าคิดถึง และท้ายสุดบอกทางโทรศัพท์เป็นนัยๆว่าเต้ยยังอยู่ในห้วงคำนึงเพราะคิดถึงตอนมาเที่ยวด้วยกันสองต่อสอง การกระทำแบบนี้แหละที่ตนข้องใจ

ด้วยเหตุประการฉะนี้ มะลิหอมจึงเห็นสมควรต้องโต้กลับกุหลาบกลิ่นแรงไปในทำนองเดียวกันบ้าง แม้จะเสียดายความรู้สึกดีๆที่มีให้กันอยู่ครามครัน

ถ้าเกนหลงเริ่มต้นดี มณีจันทร์มีหรือจะซัดกลับด้วยความอหังการ์ มั่นใจทันใดว่า.... “เต้ยเลือกใครเพื่อประชดใคร”
ทว่าประชดจริงหรือไม่ มันไม่ทำให้เกนหลงคันยิบๆในหัวใจเท่ากับ..... “ตั้งแต่สมัยมัธยม”

มูนไม่รู้หรอกว่าคำพูดของตน จะเป็นคำตอบที่เกนหลงมัวแต่เสียเวลาไปหลอกถามเปรม จนต้องจบลงด้วยการเสียตัวอย่างยับเยิน และเป็นการเสียที่ไม่ได้มีการบังคับใดๆเลยทั้งสิ้น ...เสียทั้งเวลา เสียทั้งตัว จนต้องหาทางดับแค้น ทว่าไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่ปรารถนา

“เกรซมัวแต่ทำอะไรอยู่นะถึงไม่เคยรู้”

“เพราะเกรซมัวแต่รักตัวเองมากกว่าใครไง จนลืมสังเกตสายตาของเต้ยที่เขามองเรา”

มณีจันทร์ลำดับความจริง อันเปรียบเสมือนลูกธนูที่พุ่งด้วยความเร็วและแรง เสียบเข้ากลางอกเกนหลงจนมิดดอก จนแทบผงะ แลจำต้องยุติเสียงระเรื่อเปลี่ยนโทนไปใช้น้ำเสียงเรียบๆช้าชัดฝืนกล่าวตอบแทนที่

“คนเรามีสิทธิ์รักตัวเองมากกว่ารักคนอื่นนี่นามูน และเกรซก็มองว่า การที่รักคนอื่นมากกว่าตัวเอง เป็นการกระทำที่โง่เง่าไร้สมองสิ้นดี ” กุหลาบงามเว้นกล่าวเพียงครู่ และกล่าวต่อด้วยประโยคท้ายที่คล้ายจะฝากฝังความเจ็บใจในทุกๆพยางค์หางเสียง  “ที่จริง เกรซสังเกตเหมือนกันแหละ แต่ไม่คิดว่าจะลงเอยทำนองนี้ เลยไม่ได้สนใจและทำให้ทุกอย่างมันง่ายดายขึ้น โดยไม่ทันเฉลียวใจ”

“แต่เกรซก็ฉลาดพอที่จะทำให้มันไม่ง่ายซะทีเดียวไม่ใช่เหรอ” มาถึงขั้นนี้ มูนรู้สึกว่าคงไม่ต้องเท้าความอะไรมากมายอีกแล้ว ใครทำอะไรก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจ จึงพูดไปเช่นนั้น

“ใช่...และก็ไม่คิดว่า มันจะลงเอยด้วยดี แต่บทเรียนแค่นี้คงไม่ทำให้มูนกับเต้ยสะดุ้งสะเทือนหรอกใช่ไหม”

เกนหลงถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ พร้อมเสียงหัวเราะที่กลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้มันก็แปลกไปกว่าเดิม  มันแหลมก้องซ่อนคม ราวกับใบมีดโกนที่เฉือนได้แม้กระทั่งขั้วหัวใจ จนคนฟังได้แต่ขมวดคิ้วเป็นปมแน่น

เสียงหัวเราะแบบนี้ ถ้าช้างมาได้ยิน ก็คงจะต้องตกปากชื่นชมให้สมเกียรติว่า “หัวเราะร่าน” มิใช่ “หัวเราะร่วน”
ฤาว่าเวลานี้  “ร่านกับร่วน” มันกำลังกวนผสมผเสปนเปเป็นเนื้อเสียงเดียวกัน

มูนหักใจนิ่งเฉย ไม่เข้าใจว่าเกนหลงหัวเราะทำไม ทั้งๆที่ สิ่งที่ได้กระทำมิได้ประสบผลสำเร็จ ชนวนถูกจุดก็จริง แต่ก็ถูกดับด้วยความเข้าใจและความรักอันยิ่งใหญ่จากแม่วาสิฏฐี มูนครุ่นคิดพลางมือก็กำแบล็คเบอร์รี่แน่นไปพลาง เจตนาของเกนหลงคลุมเครือ รังแต่จะทำให้รำคาญใจหากยังไม่ยอมเข้าประเด็น และอีกฝ่ายก็คงเหมือนจะรู้ เลยเปิดปากต่อมาเสียเอง มิรอให้มูนสกัดซ้ำอีกรอบ 

“ไหนๆก็ผ่านอุปสรรคกันมาได้ เกรซก็เลยถือโอกาสส่งอีเมลมาแสดงความยินดีในถนนสายหัวใจของเต้ยเขาหน่อย  แต่คิดไปคิดมา โทร.มาคุยเป็นการส่วนตัว น่าจะดีกว่า อย่างน้อยก็ยังได้ยินเสียงซึ่งกันและกัน มูนคงจะไม่ใช่คนใจคอคับแคบหรอกนะ”

ประโยคแสดงความยินดีประโยคนี้ควรจะเชื่อและไว้วางใจได้ ถ้าน้ำเสียงและถ้อยคำท้ายประโยคไม่มีท่วงทำนองกระทบกระเทียบ  อย่างนี้แล้วมีหรือ จะมีจิตชื่นชมยินดีด้วยบริสุทธิ์ มูนตอบได้เลยไม่มีทาง และอีเมลแสดงความยินดีที่ไหน มันขึ้นต้นด้วย “ไอ มิส ยู” แล้วบทกลอนบทนั้นเล่ามันคืออะไรกัน

 “ตอแหล” จึงเป็นคำนิยมภาษาชาวบ้านสั้นๆ ที่มูนนำมานิยามอยู่ในใจมอบให้ดอกกุหลาบ.. “ดอกนี้ ดอกเดียว”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
ใจอยากจะกรีดร้องออกไป ทว่าจริยวัตรและวิสัยตน กระทำอย่างนั้นมิได้

เกนหลงจงใจยั่ว สติบอกอย่างนั้น หากหมุนไปตามอารมณ์ย่อมหลงตามกลกลิ่นกุหลาบ ถูกหนามเกี่ยวจนพ่ายแพ้!! ปฏิภาณและไหวพริบที่มี จำต้องใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด

 “เราไม่ใช่คนใจคอคับแคบนักหรอก แต่ก็มีบ้างนะ บางครั้ง หากอะไรๆที่เราเห็นมันไม่เหมาะสมและถูกต้องตามกาลเทศะ  เอาเถอะ ถ้าเต้ยกลับมาถึงเราจะบอกให้ว่า เกรซทั้งเมลทั้งโทร.มา แต่เขาอยากจะได้ยินเสียงซึ่งกันและกันอย่างที่เกรซต้องการ จนติดต่อกลับไปหาหรือไม่นั้น มันคงเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ซึ่งเราคงไม่มีอิทธิพลบังคับ และคงไม่เกี่ยวกับความกว้างหรือแคบในจิตใจเรา”

แม้จะยังไม่ทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงแห่งการติดต่อมา แต่ครั้นจะเจรจาต่อไปก็คงป่วยการ หยุดลงแค่นี้ ดีที่สุด เผื่อความรู้สึกดีๆ จะเหลือไว้ให้จารจำ มูนจึงสรุปความพยายามตัดบท  แต่เกนหลงยังมิอยากจบบทด้วยเท่าไรนัก

“มูนยังคงน่ารักเสมอนะ อย่างนี้แหละที่จะเอาเต้ยอยู่ เต้ยเขาไม่ชอบใครยุ่งเรื่องส่วนตัวเขานักหรอก คิดและทำได้อย่างนี้ก็ดีแล้ว ตอนเกรซคบกับเขาโทรศัพท์ไม่เคยยุ่ง รับสายแทนเขาตอนที่เขาบอกให้รับ ส่วนอีเมลเขาไม่เคยแตะต้อง ” 

มิรู้ว่าเกนหลงจงใจจะแดกดันหรือกระไร ถึงได้พูดออกมาเช่นนี้ เน้นหนักที่คำว่าเรื่องส่วนตัวเป็นพิเศษ แลคล้ายจะตอกย้ำว่าวันนี้ทั้งอีเมลและโทรศัพท์มณีจันทร์ล่วงละเมิดครบถ้วน

“เราก็ไม่เคยรับสายแทนเขาหรอกนอกจากวันนี้ ทีแรกก็จะปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน แต่เห็นเป็นสายแปลกๆ ทนรำคาญไม่ไหวน่ะ เลยรับแทน ดีกว่ากดตัดสายทิ้งไม่ใช่เหรอ  ส่วนอีเมลไม่ได้ตั้งใจเปิด บอกตรงๆมือมันไปโดน ตอนแรกกะว่าจะลบทิ้งด้วยซ้ำเพราะนึกว่าเมลขยะ ดีนะที่เห็นชื่อเกรซซะก่อน และคนมีสมองอย่างเกรซคงไม่มีทางที่จะส่งข้อความขยะๆ มาแน่นอน ”

เพลานี้ใครว่ามณีจันทร์ไม่มีเขี้ยวเล็บ เกนหลงยืนยันได้แน่นอนคนหนึ่งล่ะว่าไม่จริง บทสนทนาที่แม้จะดำเนินไปไม่กราดเกรี้ยว แต่พระจันทร์ของเต้ยก็ยังเล่นเอาซะตนเกือบถอยร่น เพราะตั้งแต่สนทนากันมา มีหลายประโยคที่ทำให้ตนจุกอกจนเกือบพูดไม่ออก บังเกิดเป็นความร้อนรุ่มจนแทบจะแผดเผาหิมะที่ท่วมท้นหอแอฟเฟลให้มลายลง กลายเป็นน้ำไหลนองไปรวมกับแม่น้ำแซน

มณีจันทร์ซ่อนทุกอย่างแม้กระทั่งความรู้สึกไว้ในทีท่าเรียบนิ่ง... คนประเภทนี้ “น่ากลัว” เพราะรู้เรา แต่ไม่รู้เขา
แต่คนประเภทนี้ก็ “น่าสนุก” เช่นกัน หากใช้อารมณ์ยั่ว กวนตะกอนโทสะให้พวยพุ่งเล่นๆ

ภูเขาน้ำแข็งเวลาทลาย ย่อม“น่าดู” สะใจ ได้เสมอ อย่างว่าที่แม่สามีเคยเป็น... เกนหลงบอกกับตัวเองเช่นนั้น

“ถ้าเปิดแล้วและกำลังอ่านอยู่ ก็อ่านให้จบซะเลยสิ เผื่อบางที เกรซอาจจะไม่มีสมองเขียนอีเมลมาเป็นขยะก็ได้ ”

เกนหลงเสนอมา และมณีจันทร์ก็พลันสนอง ดวงตาสีน้ำตาลจึงหันกลับมาจับจ้องที่หน้าจอโน้ตบุ๊คอีกครั้ง แลด้วยความที่เป็นคนอ่านหนังสือเร็ว ชั่วระยะเวลาไม่ถึงนาทีมณีดวงน้อยก็กราดสายตาไปตามตัวอักษรถ้วนทั่ว

“ไฮ... เต้ย,

ยังจำกลอน “อย่าลืมฉัน” ได้ไหม เต้ยจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ส่วนเกรซนั้นจำได้ดี แถมเต้ยยังเคยบอกว่า “อย่าลืมกัน” ตรงริมหาดตอนพระอาทิตย์ขึ้นตั้งหลายครั้ง ตอนมาเที่ยวทะเลด้วยกันสองต่อสอง ก่อนจะแยกย้ายกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง และที่ทะเลนี่ใช่ไหม ที่เราได้รู้จักกันลึกซึ้งเป็นครั้งแรก ที่สำคัญถ้าเกรซจำไม่ผิด ทะเลที่เราไป มันคือที่เดียวกันกับที่เต้ยกำลังนั่งอ่านอีเมลของเกรซอยู่ และถ้าเดาไม่ผิด เต้ยก็จองบ้านพักตรงชะง่อนผาไม่ได้เช่นเคย... บ้านพักริมเชิงผาคงเป็นที่พักเหมือนเดิม”

นี่คือย่อหน้าที่สอง ซึ่งมีฤทธีรุนแรงมิเป็นสองรองย่อหน้าแรกที่เป็นกลอนเลยสักนิด อานุภาพของข้อความทำให้ร่างโปร่งระหงตั้งตรงตระหง่านกว่าเดิม ใบหน้าลออเรียบ นิ่งราวกับเทวรูปสลักที่ประติมากรบรรจงแกะด้วยอารมณ์ขัดแย้ง ระหว่างสีหน้ากับความรู้สึกฉะนั้น โสตประสาทได้ยินแต่เสียงคลื่น และลมทะเลซัดซ่า เสียงของเกนหลงหายไปชั่วขณะ ด้วยเพราะมูนได้คำตอบแล้วว่า  “รู้จักกันลึกซึ้ง” เป็นครั้งแรก ของเต้ยกับเกรซบังเกิดที่ใด

ฟากฟ้าทะเลฝันแห่งนี้ คือคำตอบ มิใช่ในห้องนอนสีงาช้าง...  แลตนก็ลอยละล่องมาทับรอยกุหลาบไม่รู้ตัว
เห็นที “รำลึกความหลังครั้งมัธยม” ของเต้ย คงจะไม่ใช่แค่ตอนมาเก็บตัวนักกีฬา ซึ่งมีแค่เรื่องของเรากับเขาซะแล้ว!!

แต่ก่อนที่จะคิดเยอะไปมากกว่านี้ ...สติบอกให้คิดในแง่ดีเสียใหม่ พิพากษาเต้ยย่อมทำได้ แต่มิใช่ด้วยอารมณ์คิดไปเอง และมันก็ทันท่วงที พอๆกับที่ถูกโจมตีอีกครั้ง

“แย่หน่อยนะมูน ที่เต้ยเขาพามูนมาทับรอยเกรซทุกอย่าง แม้กระทั่งพาไปดูพระอาทิตย์ขึ้น หวังว่าคงไม่ท่องกลอนบทเดียวกันให้ฟังด้วยหรอกนะ”

เสียงของเกนหลงทำลายภวังค์ดังระเรื่อ เสมือนจะรู้ว่าสายตาของมูนเลื่อนมาค้างอยู่ย่อหน้าไหนเป็นพิเศษ แต่ยามนี้เสียงของมณีจันทร์ดังกว่า และสวนกลับมาแบบวินาทีต่อวินาที ทันทีที่เกนหลงพูดจบ พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นต่อด้วยชั้นเชิงคารม “คมต่อคม” อย่างที่เกนหลงเองก็คาดไม่ถึง จนนิ่งอึ้งไปต่อไม่เกือบไม่เป็น

“พูดผิดแล้วเกรซ เต้ยเขาไม่ได้พาเรามาทับรอยหรอก แต่เขาพาเรามาล้างรอยเดิมมากกว่า โดยเฉพาะวันนี้เขาตั้งใจจะให้เราล้างมันให้หมดจด จนสิ้นกลิ่นไร้ซาก ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นเลยทีเดียว”

ความเงียบงันที่เหลือเพียงแค่เสียงคลื่นและลมทะเลบังเกิดอีกครั้ง พร้อมสายใยแห่งมิตรภาพที่มูนรับรู้ได้ดีว่าเหลือเพียงใยบางๆไม่กี่เส้นที่หมิ่นเหม่ต่อการขาดสะบั้นในทุกๆวินาที  ช่วงเวลาที่ต่างฝ่ายต่างเงียบนี้ ทำให้สายตาของมูนอดไม่ได้ที่จะอ่านย่อหน้าต่อๆไป ซึ่งแต่ละตัวอักษรก็แทบจะทำให้อำนาจดำมืดในจิตใจ โยนโน้ตบุ๊คทิ้งไปให้ไกลเสีย ทิ้งลงทะเลได้ยิ่งดี

“เต้ยคงแปลกใจล่ะสิว่าเกรซรู้ได้อย่างไรว่าเต้ยมาทะเล...เอาล่ะจะบอกให้ นายก้องเขาส่งรูปเต้ยกับมูนตรงริมหาดมาให้ดูตามที่แนบมาด้วย เกรซพอจะจำวิวรอบๆได้ โดยเฉพาะโขดหินหน้าบ้านพัก เลยรู้ว่าเต้ยอยู่ที่ทะเล ริมหาด จังหวัดไหน ก้องเขาคงแอบถ่ายน่ะ และคงหวังจะให้เกรซกลับมา เป็นนางอิจฉาตัวร้ายอย่างในนิยายน้ำเน่า แต่เต้ยก็รู้ดีใช่ไหมว่าเกรซไม่ใช่ผู้หญิงประเภทนั้น และเรื่องนี้มันก็ไม่ใช่ประเด็นที่ส่งอีเมลมา

ถ้าจะให้เดา ตอนนี้เกรซขอเดาว่า เต้ยกำลังขมวดคิ้วเป็นปมอยู่ใช่ไหม เต้ยคงสงสัยว่า แล้วที่ส่งเกรซเมลมาเนี่ยเพื่ออะไร บอกตามตรงก็ได้ว่า ไม่ได้มีเจตนาจะมารื้อฟื้นอะไรหรอก แค่เห็นรูปของเต้ยกับมูน มันก็เลยมีบางอารมณ์ที่อดจะคิดถึงเรื่องเก่าๆของเราบ้างไม่ได้ ตามประสาที่เคยมีอดีตร่วมกันเท่านั้น

อย่างที่เคยบอก เกรซรักเต้ย แต่เกรซก็รักตัวเองและอนาคตมากกว่า... เกรซรู้ว่าเต้ยคงโกรธเกรซมากเรื่องไปฟ้องคุณแม่ แต่ก็อยากให้เต้ยยอมรับว่าสิ่งที่เต้ยทำกับเกรซมันก็สมควรที่จะได้รับการสั่งสอน แต่ท้ายที่สุดก็ฝ่าฟันกันมาได้ไม่ใช่เหรอ ไม่อย่างนั้น คงไม่จูบกันเสียหวานฉ่ำตรงริมทะเลเสียน่าอิจฉา...จงคิดซะว่ามันเป็นบทเรียนที่ทำให้ชีวิตคู่ของเต้ยกับมูนมีสีสัน ไม่น้ำเน่าจนเกินไปก็แล้วกัน

เอาเป็นว่า เราหายกัน และขอแสดงความยินดีด้วยที่เต้ยเลือกกอดพระจันทร์ ทำตามฝันที่มีหัวใจ แต่ก็อยากถามสักนิดหนึ่งว่ามั่นใจกับถนนสายหัวใจสายนี้แล้วหรือ ถนนที่เดินเกี่ยวก้อยเดียวดายกันแค่สองคน ไร้ซึ่ง “อัครพงศธร” ตัวน้อยๆ รออยู่เบื้องหน้าปลายทาง อย่างที่เคยกระซิบให้เกรซฟังอยู่บ่อยๆว่าอยากมี

ยังคิดถึงเสมอ,
เกรซ

ปล.หวังว่าเรายังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ ถ้าเต้ยยังเป็นสุภาพบุรุษเพียงพอ”

เพียงอ่านจบครบทุกย่อหน้า มูนก็ชี้ชัดเจตนาของเกนหลงที่ทั้งส่งเมลและส่งเสียงมาได้คือ “บั่นทอนความสัมพันธ์”  แม้นเจ้าตัวจะเขียนออกตัวมาว่าไม่อยากเป็นนางร้าย ทว่าการกระทำและตัวอักษรมันมิได้แผกแตกต่างตามสันดานของตัวร้ายเลยสักนิดเดียว  จุดประสงค์ที่ส่งมา ถึงจะประกาศชัดแจ้งว่าไม่อยากรื้อฟื้น แต่มันก็จัดอยู่ในขอบข่ายของการวางระเบิด ก่อวินาศกรรม สร้างสถานการณ์ปลุกปั่นความคลอนแคลนในใจของเต้ยให้ก่อกบฏ ปฏิวัติ รัฐประหาร ล้มบังลังก์ใยสิเน่หาที่ตนครอบครอง ...ขึ้นต้นด้วยอาลัย ทิ้งท้ายให้ลังเลอย่างนี้ มันสมควรที่ไหน ความยินดีที่มีให้ มันก็แค่พิธีทางการทูตอันจอมปลอมเท่านั้น

ทว่าถ้อยคำในอีเมลของเกนหลงทั้งมวล หาได้มีฤทธานุภาพ ขับรอยรื้นรอบดวงตาซึ่งมีรสเดียวกับน้ำทะเลจนปรากฏเต็มสองตาสีน้ำตาลได้ เท่ากับความบังเอิญหรืออาจจะจงใจที่เกนหลงแตกประเด็นไปยังอีกเรื่อง
 
ภูเขาน้ำแข็งแม้แกร่งเพียงไร ก็ย่อมมีส่วนเปราะบางให้กะเทาะ
เกนหลงช่างเลือกได้เหมาะเจาะ กับการกะเทาะด้วย “อัครพงศธรตัวน้อย” ที่ชาตินี้มูนไม่มีวันมี

แม้นน้ำตาจะปริ่ม ทว่ามูนก็พยายามฝืนไว้ไม่ให้ไหล เกนหลงจำต้องไม่ได้ยินเสียงสะอื้น กับจุดอ่อนไหวที่สุดของตน ซึ่งกำลังพลิ้วไปตามอารมณ์ยามถูกกระทบ แต่แล้วลมหายใจเข้าออกก็ช่วยได้อีกครั้ง หลังมือระงับน้ำตาได้ทัน ใบหน้าของเต้ยที่ลอยมาในห้วงคำนึงทันใด อีกทั้งคำสัญญาที่กำลังดังอยู่ก้องหู ทำให้เกิดความมั่นใจที่จะฮึดสู้อย่างประหลาด

ความรักที่มีให้กัน ถ้ามันจะล่มสลายต้องไม่ใช่ด้วยน้ำมือคนอื่น..... เกนหลงบังคับให้ตนต้องร้ายกาจอย่างช่วยไม่ได้

หะแรกก็ใช่ว่าตนจะมิรู้สึกอดสู ที่จู่ๆ ก็ต้องมาใช้คารมฟาดฟันกันเรื่อง “ผู้ชายคนเดียว” อย่างละครน้ำเน่าหลังข่าว แต่ผู้ชายคนเดียวคนนี้ไม่ใช่หรือ ที่ยกไว้ให้เป็นผัว แลสิ่งใดที่เป็นสิ่งเดียว มนุษย์ย่อมหวงแหนเสมอ ...แลมูนก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเข้าใจถ่องแท้แล้วว่าทำไมละครน้ำเน่าส่วนใหญ่ต้องมีเนื้อหาแย่งผัวหรือไม่ก็แย่งเมีย ของอย่างนี้ไม่เกิดกับตัวก็ไม่รู้ และยามนี้ก็เข้าใจเต้ยยิ่งขึ้นว่าเหตุใดจึงชิงชังก้องนัก  ว่าแล้วมูนจึงสามารถ ฝืนเสียงไม่ให้สั่นพร่า ตัดสินใจกล่าวทำลายความเงียบงันเสียเอง

“ อ่านจบแล้ว และก็เห็นด้วยกับเกรซที่ว่าอีเมลฉบับนี้มันเป็นขยะจริงๆ แต่ไม่ต้องกลัวนะ เราไม่ลบทิ้งหรอก เราเอาให้เขาอ่านแน่ๆ เขาจะได้ตอบคำถามตามที่เกรซอยากรู้”

“และมูนก็อยากรู้คำตอบของเขาเช่นกัน” 

เกนหลงสวนมาทันควัน ส่งเสียงผ่านลำโพงแบล็คเบอร์รี่ที่เข้มกว่าเดิม เสมือนอารมณ์จะขึ้นเป็นริ้วๆ ยามอีเมลของตนถูกจำแนกแยกให้เป็นขยะ ดั่งที่ตนประชดประชันเมื่อครู่ และนั่นก็หมายความว่า สมองของตนถูกมณีจันทร์จัดประเภทประเมินค่าจากการเขียนอีเมลให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกันด้วย แต่ถึงหญิงสาวจะตอบโต้ทันควันอย่างไรก็ยังมิเทียมเท่ามูนที่กำลังตอกกลับมาทันทีทันใด ใช้ความเร็วเกินระดับการเจรจาปกติซัดใส่โสตประสาทของเกนหลงจนอึงอล

“เราไม่อยากรู้หรอกว่าคำตอบของเขาเป็นอย่างไร เพราะอนาคตที่เขาวางไว้ให้เรามันตอบโจทย์ได้ทุกโจทย์อยู่แล้ว เกรซอาจจะไม่รู้ว่าเรากับเต้ยจะมีรีสอร์ทด้วยกัน ไม่ใช่มีแค่คอนโดห้องเดียว เขาเคยกระซิบบอกอะไรอย่างนี้กับเกรซบ้างไหม ไม่ต้องตอบเพราะเรารู้ว่าไม่เคย แล้วอย่างนี้จะเรียกว่า เต้ยมั่นใจในถนนสายหัวใจของเขาได้หรือเปล่า”

นับว่าเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะเหลือเกิน ที่เต้ยได้เผยความฝันที่จะสรรสร้างอนาคตเป็นรูปธรรมให้กับมณีจันทร์ฟังเมื่อคืน มณีน้อยแห่งอัมพวาจึงนำเอาข้อมูลตรงนี้มาตีกลับโต้ไปได้ หาไม่แล้ว แม่มณีคงต้องเป็นฝ่ายอลอึงแน่ ทางฝั่งเกนหลงเองก็นิ่งไปเพียงพัก ก่อนจะเติมต่อมา ดั่งจะไม่ยอมยุติ

“มูนจะเอานิยายอะไรกับผู้ชายอย่างเต้ย มูนคิดเหรอว่า เต้ยของมูน จะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้ เกรซอยู่กับเขามานานกว่ามูน ย่อมรู้จักเขาดี เต้ยน่ะ ถ้าไม่ได้รากฐานและสมบัติพ่อแม่ปู่ย่าเตรียมไว้ให้ แค่ความสามารถและสมองระดับเขา ..เขาไม่มีทางสบายมาถึงทุกวันนี้หรอก ทำใจพบกับความผิดหวังได้เลย”

“แต่ก็เพราะแค่ความสามารถและสมองระดับเขาไม่ใช่เหรอ ที่ทำให้เกรซไม่ต้องโหนรถเมล์ไปทำงานอยู่หลายปี มีคอนโดให้อยู่ฟรีๆโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทนอกจากตัว  และพาเกรซเข้าไปสู่โลกแบรนด์เนม ด้วยทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่ปู่ย่าเขาเตรียมไว้ให้...เกรซรู้ไหมที่เกรซพูดและคิดอย่างนี้ มันกำลังแสดงให้รู้ว่าที่ผ่านมา เกรซรักเต้ยไม่จริง นี่ถ้าหากเต้ยรู้ เราก็ตอบแทนได้เลยอีกว่า เขาไม่มีวันกลับมาเป็นเพื่อนเกรซแน่นอน ซึ่งเราก็คงภูมิใจในความไม่เป็นสุภาพบุรุษของเขา ”

มูนย้อนกลับไปนิ่งๆ แลรู้ดีว่าอีกฝ่าย ไม่มีทางนิ่งตามแน่ เพราะร่างทั้งร่างกำลังโมโหจนสั่น มือเสลากำโทรศัพท์แน่นกว่าเดิม แลแทบจะคุมสติไม่อยู่ ยามถูกมูนซัดต่อเข้ากลางแสกหน้ามิขาดตอน

“เกรซ อย่าหาว่าเราสอนเลยนะ เพราะเราก็จำคุณยายเรามาอีกที เอาเป็นว่า เราขอบอกให้ฟังแทนแล้วกันว่า คนเป็นเมียน่ะ หากดูถูกความสามารถและสติปัญญาของผัวโดยอคติแล้ว ย่อมไม่มีทางหาความเจริญทางจิตใจได้แม้แต่เศษเสี้ยวเมล็ดงา เราจึงไม่คิดอย่างที่เกรซเคยคิดกับเต้ย ..จำเอาไว้ใช้เถอะ เผื่อมีผู้ชายคนใหม่ หรืออาจจะมีอยู่แล้ว และถ้าเขาไม่ได้เลวร้าย อย่าไปดูถูกเขาอีก เพราะหากเขารู้เมื่อไหร่ จากคำว่าเมียและผู้หญิงของเขาจะถูกลดคุณค่าจนเหลือเพียงแค่คำว่า...นางบำเรอ ”

“มูน!!! มันจะมากไปแล้วนะ” น่าแปลก ที่คนโทร.มากวนตะกอนอารมณ์ บัดนี้กลับแผดเสียงสนั่นลั่นใส่โทรศัพท์มาเสียเอง

“ไม่มากไป ไม่น้อยไป กำลังพอดี และยังขาดอีกเรื่องที่จะบอกให้ฟังคือ เรื่องลูก ซึ่งก็ต้องขอบใจเกรซที่อุตส่าห์ทอดธุระเป็นห่วง เต้ยเขาเคยมากระซิบบอกเราเหมือนกันว่าอยากจะมีตั้งสามคน ตั้งชื่อให้เสร็จเรียบร้อย แต่ความจริงก็คือความจริง วาสนาเรามันมีไม่ถึง เรามีแค่ใจ ไร้มดลูก  ซึ่งเราก็เคยคุยกันแล้วว่า ไม่มีก็ไม่เป็นไร” มะลิหอมแย้มกลีบตระหง่าน หยุดเว้นวรรคพักส่งกลิ่นกรุ่นเพียงครู่ เพื่อให้กุหลาบตามกลิ่นได้ทัน แลไม่กลัวคมหนาม ส่งกลิ่นกำจายผ่านสายสัญญาณโทรศัพท์ไปอีกครั้ง จนกุหลาบสะเทือนทั้งกอ

 “แต่ก็ไม่แน่นะ วันหนึ่งข้างหน้าเราสองคนอาจเปลี่ยนใจ ไปขอลูกบุญธรรมมาเลี้ยง และเราจะบอกอะไรให้อีกอย่างว่า  ถึงเด็กนั่นจะไม่ใช่อัครพงศธรแท้ๆ แต่ก็เป็นอัครพงศธรตัวน้อยๆ ที่พร้อมจะเกี่ยวก้อยเดินบนถนนสายหัวใจไปกับเรา ฉะนั้นปลายทางของเรา คงไม่เงียบเหงาวังเวง เหมือนคนที่รักแต่ตัวเอง จนต้องอยู่คนเดียว”

“มะ...มูน หวังว่าครั้งนี้ คงเป็นครั้งสุดท้าย ที่เราจะได้คุยกัน”

คงมิต้องสงสัยว่า มิตรภาพจะจบลงพร้อมคำพูดของเกนหลงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มณีจันทร์ตวัดปลายมีดโกนทิ้งท้าย ก่อนจะตัดสายและเสียงเป็นการถาวร

“เราก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน และคิดว่าธุระของเกรซที่จะคุยกับเต้ยคงจบสิ้นแล้ว เพราะเราตอบคำถามแทนเต้ย ให้หายคันไปทุกข้อ แต่ถ้าฟังไม่ทัน เรายินดีตอบให้เป็นลายลักษณ์อักษรทางอีเมล เผื่อจะได้เก็บเอาไว้อ่านทบทวนในเวลาว่าง หรือตอนนอนไม่หลับ ...  สวัสดี”

มูนระบายลมหายใจพรั่งพรู ขับไล่เสียงกรีดร้องลั่นจากฝรั่งเศสเสียงสุดท้ายเมื่อครู่ แลยกแบล็คเบอร์รี่ออกห่างจากใบหู ยามตัดกระแสเสียงทั้งมวลดุษฎี คงไว้แต่เสียงคลื่นซัดสาดเช่นเดิม นิ้วน้อยๆ ยามนี้ มีหน้าที่นวดขมับตนเองทั้งสองข้าง เพราะรู้สึกอ่อนล้าทั้งร่างกายแลสมองตลอดวันสองวันที่ผ่านมา สิ้นเรื่องก้อง ตามต่อด้วยเกนหลง หรือชีวิตรักจะมีแต่อุปสรรคขวากหนาม และหนามกุหลาบนี้แหละ ที่ลางสังหรณ์กำลังบอกว่า ไม่น่ารานหนามได้ง่ายๆ อย่างตัดสายทิ้ง

หากถามว่าเสียใจเรื่องเกนหลงไหม มูนคงตอบได้เลยว่าไม่  แต่คงเสียความรู้สึกและเสียดาย ที่ผลสุดท้ายสัมพันธภาพที่เคยสร้างสมมาอย่างดี กลับต้องมาสิ้นลงในแบบฉบับที่ตนเคยหลีกเลี่ยง ไม่อยากให้เป็นเสมอมา

“นี่น่ะหรือวันดีของเต้ย ช่างเริ่มต้นได้สดใสจริงๆ”

พระจันทร์ดวงน้อยเปรยขึ้นเบาๆ พร้อมกับเลื่อนสายตาเหม่อมองไปยังท้องทะเลเบื้องหน้า มิได้สนใจ พนักงานของรีสอร์ท สองสามคนที่ยกอาหารเช้ามาเสิร์ฟตามที่สั่ง จวบจนพนักงานเหล่านั้นขึ้นมาบนบ้านพักตั้งโต๊ะเสร็จและกลับไป จึงได้หันกลับมายังหน้าจอโน้ตบุ๊คอีกครั้ง มาร์คอีเมลขยะของเกนหลง ที่เห็นแล้วแขยง ให้อยู่ในรูปแบบที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน ก่อนจะหันไปจัดการกับแบล็คเบอร์รี่ ที่จู่ๆอารมณ์ซ่อนซึ้ง ซับซ้อน ตามประสาคนเยอะ กำลังยุแยงให้ตรวจสอบดูให้ดีว่า สายจากฝรั่งเศสวันนี้ เพิ่งมีมาเป็นครั้งแรก และเห็นสมควรที่แอฟพลิเคชั่นแชท โปรแกรมสนทนาทั้งมวล จำต้องถูกละลาบละล้วงเป็นปฐมฤกษ์อย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

เกนหลงหาญกล้าท้าทายส่งกลิ่นมาทั้งทางเสียง ทางอีเมล...อย่างนี้แล้ว แชท จะมิใช่ช่องทางสุดท้าย อีกทางหนึ่งฤา

แบล็คเบอร์รี่ของเต้ยคือรุ่นใหม่ นำหน้าของตนไปไกลลิบ หลากหลายแอพพลิเคชั่นแชททันสมัยจึงมารวมอยู่ในเครื่องเดียว ทว่ามีไม่กี่ตัวที่มูนคุ้นเคยที่สุด หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น แบล็คเบอร์รี่ แมสเซ็นเจอร์ แลมูนก็ตั้งใจจะเริ่มสำรวจตรวจตราจากตรงนั้น แม้นเจ้าของเครื่องจะบอกว่าแชทของตนเสีย และเกนหลงก็ใช้ไอโฟน หากการกระทำของแม่กุหลาบกลิ่นแรงวันนี้  มันสร้างความระแวงให้บังเกิดขึ้นแล้ว

“อยู่เมืองนอกอาจจะเปลี่ยนไปใช้แบล็คเบอร์รี่ก็ได้ ใครจะรู้...ขอโทษนะเต้ย ที่มูนทำอย่างนี้ไม่ใช่ไม่เชื่อใจเต้ย แต่มูนอยากวางใจได้อย่างสนิทใจที่สุด”

มูนเอ่ยกับตัวเอง แม้จะรู้ว่าเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผล แลขัดแย้งกับความเชื่อใจในตัวเต้ยยามโต้ตอบเกนหลง หากก็จำต้องกระทำ .... “สิทธิแห่งความเป็นเมีย” คือถ้อยคำที่พร่ำบอกเข้าข้างตัวเองในใจ จนยอมลดระดับจากยอดเมีย ลงมาเหลือเพียงแค่เมียธรรมดาๆเท่านั้น

พระจันทร์ดวงน้อยรู้ตัวเองทุกขณะจิต หากไม่รู้หรอกว่า ถ้าเปิดแบล็คเบอร์รี่ แมสเซ็นเจอร์ขึ้นมาจะมีคนคุ้นเคยรออยู่ และคนคนนั้น ก็กำลังเดินขึ้นบันไดมาบนบ้านพักพอดิบพอดี

“ต่ออินเตอร์เนตไม่เป็นเหรอจ๊ะ เมื่อคืนก็สอนแล้วไง”

เสียงดังกังวานของหมาบ้าผู้เป็นต้นเหตุ แห่งชนวนปะทะกันของอดีตกับปัจจุบันฝ่ายใน ทำให้นิ้วมือที่กำลังเลื่อนบนแป้นของมูนชะงักงัน หยุดทุกสิ่งกะทันหัน ตอบอะไรเกือบแทบจะไม่ถูก

“ตะ  ต่อเป็น”

“ถ้าเป็น แล้วทำไมถึงได้นั่งงมแป้นหน้ามุ่ย หรือว่า โมโหหิวที่รอเต้ย” เต้ยยังยิ้มแฉ่งจนเห็นเหล็กดัดฟัน แม้จะสังเกตเห็นหน้าเมียตูมๆแล้ว หากก็ดันมองผ่านเลยไป ไถลไปยังโต๊ะอาหารเช้า  “ ทีหลังถ้าหิวก็กินก่อน พอดีคุยกับไอ้สนนานไปหน่อย.. มาได้เวลาแล้ว มากินพร้อมกัน เจ้ามอสมันอาบน้ำอยู่เดี๋ยวตามมา ...กินเสร็จจะได้เคลียร์เรื่องสมัยมหาลัย”

“ก่อนจะเคลียร์เรื่องสมัยมหาวิทยาลัย เคลียร์เรื่องเกนหลงก่อนดีกว่าไหม...เมื่อกี้เกนหลงส่งเมลกับโทร.ทางไกลจากฝรั่งเศสมาหาเต้ย” มูนใช้สำเนียงเสียงเรียบๆ ขัดขึ้น และเป็นการขัดที่เรียกความสนใจจากสายตาและน้ำเสียงของเต้ยได้เป็นอย่างดี

“ อะไรนะ!! พูดใหม่สิ ”

“เกรซส่งอีเมลมากับโทร.มาหาเต้ย และมูนก็จัดการรับสายแทนให้เรียบร้อย เหลือเมลให้เต้ยตอบเอง”

“แล้วทำไมไม่รีบเรียกเต้ย ”

เสียงห้าวเกือบตะโกนดังฉับพลัน และไม่ทันถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำกระมังที่เต้ยแทบจะกระโจนจากโต๊ะอาหาร มายังโต๊ะทำงาน ฉวยแบล็คเบอร์รี่คู่ใจจากมูนกลับไปดู แล้วรีบร้อนแทรกหน้าเข้ามายังหน้าจอโน้ตบุ๊คที่มูนนั่งอยู่ จนเป็นเหตุให้ปลายหางตาสีน้ำตาลปรายตวัดกับลักษณาการแลน้ำเสียง ที่ลงความเห็นไปแล้วว่า กระวีกระวาด กระตือรือร้นจนเกินพิเศษ ทีท่าร้อนรนเฉกนี้แหละ มันทำให้เหนื่อยอ่อน ยิ่งกว่าตอนวางสายเมื่อครู่นัก เมื่อเป็นอย่างนี้ เห็นที เต้ยคงรออีเมลของเกนหลงอยู่ ดั่งที่คาดคิดไว้ตอนต้นเป็นแน่แท้

อารมณ์ฟุ้งคลุ้งเยอะเข้าครอบงำ พระจันทร์จำลอยเลื่อนเคลื่อนกายหนี สะบัดพักตร์ชำเลืองค้อนอยู่ในที กระซิบใจได้ทันที เขาอาลัย

“ถ้ารู้ว่าจะดีใจขนาดนี้ ทีหลังเขาติดต่อมาอีกที ไม่ว่าจะอีเมลหรือโทรศัพท์ มูนจะได้จำใส่สมองไว้ว่า ต้องรีบเรียก...ไม่ต้องรอกินมื้อเช้านะเต้ย มูนจะไปหาช้าง”

ยามนี้มิใช่เพียงแค่ใบหน้าที่สะบัดพรึ่ด หากน้ำเสียงของแม่มณีตาสีน้ำตาล ก็ยังสำแดงแรงสะบัดเฉกเดียวกันด้วย “น้อยใจ” คือความรู้สึกที่บังเกิดขึ้นอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ ชัยชำนะเหนือกุหลาบเมื่อครู่มันสูญเปล่า อารมณ์อันชื่นมื่นยามเช้า เปลี่ยนวับไปโดยที่เจ้าของไม่ทันรู้ตัวล่วงหน้า เพราะชายอันเป็นที่รักสำแดงอาการที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นมาก่อนเป็นเหตุสำคัญ

กริยา อาการของเขาคล้ายจะดำรงรอยอาลัย ใจอาวรณ์ จนทั้งรีบแลร้อน โผนทะยานแจ้นเข้ามายังหน้าจอ ระคนไปกับคำพูดผ่านสายโทรศัพท์แลเนื้อความเยาะหยันจากอีเมล ย้อนกลับมาจุดประเด็น รื้อฟื้นเรื่อง “ทับรอย” อย่างขมขื่น น้ำตาที่สู้อุตส่าห์ฝืน เริ่มกระซ่านกระเซ็น กระเด็นหลงหลังมือจนกระจายวงกว้าง ฤาคำกล่าวอ้างที่เขามีตนเพียงแค่ใช้ “ประชด” มันจะเป็นจริง คำถามที่เกนหลงถาม อาจนำไปสู่คำตอบที่ว่า “ไม่มั่นใจ” กับการก้าวเดินบนถนนสายหัวใจที่ไร้ซึ่ง “อัครพงศธรตัวน้อย”

อารมณ์เยอะซ่อนซึ้งลำดับมาไม่จบไม่สิ้น ทุกประโยคที่ตอกกลับเกนหลงไปอย่างมั่นใจ เริ่มหวั่นไหวคลอนแคลน  ต่อให้เรียนมาสูงขนาดไหน หรือกำหนดลมหายใจเรียกสติได้ดีอย่างไร ลงได้กระทบกับอารมณ์ลึกลับซับซ้อนเช่นนี้เข้า จากที่ไม่อยากพิพากษาด้วยอารมณ์ กลับจำต้องกระทำ

“เชิญรำลึกความหลังในครั้งก่อน ที่ซึ้งซ่อนทรวงในให้หายคิดถึง ตอบกลับไปกุหลาบอยู่ในห้วงคำนึง เป็นดอกหนึ่งดอกเดียวในหัวใจ มะลินี้ไม่มีคุณสมบัติ ใช้รึงรัดมัดใจกับใครได้  ไม่ขอว่าถ้าจะตามกลิ่นแรงไป ยกนางไว้บนหนึ่งหิ้งห้องใจตามต้องการ”

ด้วยความที่เป็นแค่มะลิดอกน้อย ใจย่อมน้อยตาม เมื่อกล่าวจบก็มุ่งหน้าลงบันไดบ้านพัก หักใจไม่หันกลับมามองอีก  นิ้วน้อยๆแลหลังมือยกขึ้นมากรีดน้ำตาในแต่ละย่างก้าว  แต่ก่อนที่จะเยื้องย่างลงไปนั้น กลับมีสุรเสียงเฉียบขาดประกาศิตดังขึ้น น้ำเสียงนี้แฝงไปด้วยอิทธิฤทธิ์ ปานประหนึ่งโซ่ตรวนพันธนาการฉุดรั้งขาทั้งสองข้างที่กำลังจะวางเหยียบเหนือบันไดขั้นบนสุดให้ชะงักงัน ค้างไว้อยู่กับที่

“หยุดเดี๋ยวนี้นะมูน ถ้าก้าวขาเดินลงบันไดบ้านเมื่อไหร่ เป็นเรื่องแน่” หมาบ้าหนุ่มไม่พูดเปล่า แถมยังตบโต๊ะทำงานดังลั่น ลำดับเสียงเข้มจนคิ้วพาลขมวด เป็นราชโองการอาญาสิทธิ์ ที่บาทบริจาริการู้ว่าไม่ควรฝ่าฝืน

“ยังไม่ต้องไปหามันหรอกอีช้างน่ะ มันยังไม่ตายโหงตายห่า กลับมานั่งที่เดิมตรงนี้ มาคุยให้รู้เรื่อง ...อย่าบังคับให้เต้ยต้องเข้าไปฉุดกระชากลากแขนเหมือนสมัยมัธยม”

ตรงนี้ที่ว่า ก็คือหน้าจอโน้ตบุ๊คที่เต้ยนั่งขมวดคิ้วเข้มๆ ใบหน้าหล่อร้ายถมึงทึง เพลานี้บอกบุญไปคงจะไม่รับ แต่กลับส่งสัญญาณพิฆาตบอกให้รู้ว่าเอาจริง กริยากระฟัดกระเฟียดเข้ามาแทนที่ท่าทีกระวีกระวาดหมดสิ้น ไม่สบพระทัยกับจริยวัตรที่ผิดเพี้ยนไปของพระชายา

ฝ่ายพระจันทร์หม่นแสงได้แต่หยุดยืนฟังเมียงมองนายหมาบ้า มิยอมกลับเข้ามาตามคำสั่ง และยังมิทันที่มูนจะได้กระพริบตา ข้อมือก็ถูกหมาบ้ากระโจนเข้ามากระชากหลุนๆไปซะแล้ว

“ปล่อยนะ มูนเจ็บ เป็นบ้าอะไร”

“ไม่ปล่อย  มูนนั่นแหละเป็นบ้าปัญญาอ่อนอะไร ก่อนเต้ยลงจากบ้านก็ยังดีๆอยู่ แล้วทำไมถึงพูดอย่างเมื่อกี้ สั่งไว้ตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าพูด” หมาบ้าคำรามตวาดก้อง  แลย้ำคำสั่งอีกครั้ง

“มานี่ ...นั่งลงตรงนี้ บอกให้นั่งไงวะ”

“ไม่นั่ง มูนจะพูด เต้ยจะทำไม  ทำตัวให้น่าชื่นใจนักนี่... ดีใจ ร้อนรนจนออกนอกหน้า คงอยากจะรีบมารับสาย ถ้าเก็บอาการหน่อยมูนจะไม่ว่าเลยสักคำ อย่างน้อยมูนก็ไม่ต้องรู้ต้องเห็นให้เจ็บใจ จะได้มีแรงหลอกตัวเองไปต่อเรื่อยๆว่า เต้ยมีมูนเป็นที่หนึ่งคนเดียว” มูนชี้แจงแถลงละเอียด ช่วยคลายสงสัยให้เต้ยสิ้น ด้วยเสียงเกรี้ยวเจือสะอื้นขมขื่นในทุกๆพยางค์ หมาบ้าได้ฟังครบถ้วนก็แทบจะเอาเท้าทั้งสองข้างมากุมขมับ

“ห่าเอ๊ย อย่างนี้นี่เอง ให้มันได้อย่างนี้สิ เมียกู ”

เสียงบอกตัวเองกลางสมองดังขึ้น ยามได้รู้ถึงสาเหตุวิปริตผิดอาเพศทางสีหน้า กริยาและวาจาของพระจันทร์แน่ชัด และมันก็ดังพอๆกับเสียงตะโกนสนั่นที่กำลังลำดับขับลั่นออกมา

 “โธ่โว้ย! ทำไมไอ้โรคเยอะห่าเหวกระวักกระบวยหัว...นี่ มันแก้ไม่หายสักทีวะ มียาขนานไหนรักษาให้หายขาดได้บ้าง จะได้ไปซื้อมาจับกรอกปาก สักโหลสองโหล”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“ไปซื้อยาแก้คัน บินไปกรอกปากเกนหลงที่ฝรั่งเศสก่อนดีกว่า เขากำลังคันคะเยอพร่ำเพ้อถึงเต้ยอยู่ ถ้ากรอกปากเขาแล้วยังเหลือ เอากรอกปากตัวเองด้วยก็ดี เพราะเต้ยก็มีอาการเดียวกัน ” 

เพียงเพราะอารมณ์ที่คุมไว้ไม่อยู่แท้ๆ มณีจันทร์จึงย้อนกลับไปด้วยถ้อยคำรุนแรงอย่างที่ไม่เคยใช้มาก่อน ชนิดที่เต้ยได้ยินก็ต้องขมวดคิ้วเป็นปมแน่นยิ่งกว่าเดิม แลขบกรามจนนูนเป็นสัน วินาทีที่เข้าหูเกือบจะพลั้งปากสวนไปว่า “มะลิตลาด”  หะแรกก็อยากจะปล่อยไปตามยถากรรมนัก แต่แล้วอะไรบางอย่างกลับทำให้จำยอม ทอดถอนระบายลมหายใจหนักหน่วง ขับไล่ความรู้สึกไม่สบอารมณ์ ยอมอ่อนข้อให้กับ “โรคเยอะ” ที่อยู่ในขั้นเรื้อรัง ของอีกฝ่ายไปเสียเอง

“เอาล่ะๆ เต้ยผิดเองที่ทำให้มูนคิดว่า เต้ยดีใจ แต่อยากจะขอแก้ตัวว่า ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น หยุดร้องไห้แล้วนั่งลงก่อน”

“ แล้วมันจะรู้สึกอะไรอื่นใดได้อีก กับอาการที่ทำเมื่อครู่ เต้ยกระตือรือร้นจนออกนอกหน้า เป็นใครก็ต้องคิดอย่างมูน ”

พระจันทร์กรุ่นยิ่งกว่าตอนปะทะกับเกนหลงที่ใช้แค่คารมคมต่อคม หากแต่ยามนี้ใช้เพียงอารมณ์ล้วนๆ  คิดอย่างไรก็พูดออกไปโจ่งแจ้งทั้งน้ำตา มิมัวมาเสียเวลาประดิษฐ์คำพูดให้กินนัยสละสลวยแต่อย่างใด ภูเขาน้ำแข็งเริ่มทลาย คงสาแก่ใจเกนหลงหากได้มาเห็น จุดประสงค์เพื่อบั่นทอนความสัมพันธ์คงสัมฤทธิ์ในไม่ช้าแม้จะมิใช่ทางตรง  และก็ดูเหมือนว่ามันจะเริ่มแรงขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะมูนสะบัดทั้งแขนทั้งตัวออกรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ทว่าก็มิแรงพอจะสลัดเต้ยออกได้  แต่แล้วมูนก็ต้องนิ่งเสียเอง เมื่อได้ยินเสียงเกรี้ยวลดความดัง ปรับระดับอยู่ในโทนเรียบนิ่งกึ่งตวาด อย่างที่ไม่ค่อยจะทำนัก และมันก็เป็นครั้งแรกแห่งชีวิตคู่ ที่เต้ยสำแดงเดชเดชาสีหนาท ประกาศราชศักดาอำนาจผัว ข่มให้มูนกริ่งเกรง

 “เต้ยจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายว่า ให้มูนนั่งลง แล้วฟังคำอธิบายดีๆ ถ้ายังขืนดื้อดึง ถึงจะเป็นเมีย เต้ยก็จะเตะให้กลิ้ง อยากจะเอาอย่างนั้นใช่ไหม”

ครั้นมูนได้ฟังจะหาญหักทำกระไรได้ นอกจากยอมทรุดเข่าย่อกายลงนั่ง ไม่ใช่เพราะกลัวที่จะโดนเตะ หากแต่ยั่นเยงกับอาการโมโหแบบนิ่งๆของเต้ยซึ่งได้เห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต แตกต่างจากทุกๆครั้งที่เห็นแต่ “หมาบ้า” ตัวร้ายตามที่เคยขนานนาม  ลักษณะอย่างนี้บอกได้ทันทีว่าคง “เกินขีดสุด” เจ้าชายพระสวามีเอาจริง สุรเสียงแม้จะเรียบ หากแต่ก็เข้ม และก็แข็งพอที่จะทำให้ปฏิบัติตามรับสั่ง แต่กระนั้น คงยังมิถูกพระทัยเสียกระมัง เสียงเรียบจึงเพิ่มกระแสกร้าวกังวาน ทำให้ทำนองสะอึกสะอื้นของมูนขาดหาย กายทั้งกายแทบสะดุ้ง

“ไม่ใช่นั่งข้างๆ ...ขึ้นมานั่งบนตัก”

“ทำไมต้องดุ”

แม้จะยำเกรงในที แต่แม่มณีก็ยังพอกล้าขมุบขมิบปากพึมพำ ค่อยๆเลื่อนตัว จำใจขึ้นมานั่ง ทว่าไม่ถูกพระทัย ก็ยังมิเทียบเทียมเท่าไม่ทันพระทัย เต้ยจึงตวัดแขนแข็งแรงลากมูนขึ้นมาบนตักเสียเอง สะกดซ้ำไม่ให้ลุกหนีไปไหนด้วยแผงอกกว้างแนบแผ่นหลังบาง แลวางคางสากๆตรึงไว้ตรงซอกคอ  ฝ่ามือราวคีมเหล็ก มิได้ฉุดกระชากลากข้อมือแล้ว ยามนี้กลับเอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้ เบายิ่งดุจปุยนุ่น เสียงเรียบปนกร้าวอธิบายต่อทันใด

“ที่รีบและร้อนรนจนดูเป็นกระตือรือร้น ยอมรับตรงๆว่าอยากจะมารับสาย”

“รู้แล้ว ไม่ต้องมาบอกหรอก เด็กอมมือมันดูก็รู้ นี่น่ะเหรอคำอธิบาย เรียกว่าสารภาพจะดีกว่า”

จากที่มูนเกรง ก็คงจะเป็นแค่ชั่วครู่ คำพูดย่อมมีอิทธิพลเหนือสภาวะจิตใจเสมอ และมันก็กำลังบงการให้ทั่วทั้งตัวหาทางดิ้นรนกระเสือกกระสนออกจากอ้อมกอดหมาบ้าอีกหน มือไม้ที่พอจะสะบัดได้ก็ทุบระรัวไปตรงกลางอกดังตั่บๆ เมื่อได้ยินคำสารภาพอันน่าชื่นใจ

 “ปล่อยนะ...บอกให้ปล่อย จะมากอดมูนทำไม ไปกอดเกนหลงนู่นไป อาลัย อาวรณ์ เขาอยู่นี่”

“เงียบซะที! และก็มีหน้าที่ฟังอย่างเดียว อย่าเพิ่งขัดได้ไหม ฟังเต้ยพูดให้จบ ...จบแล้วจะทุบให้ตายยังไงก็เชิญ ” เต้ยกำราบมูนด้วยเสียงเข้มอีกระลอก รัดวงแขนแน่นขึ้นไม่ให้มูนหนีรอดไปไหนได้ แล้วทอดเสียงดำเนินความต่อไปไม่เว้นจังหวะว่างให้ขาดตอน

“ ฟังนะ... ที่อยากจะรีบมารับสาย หรือรีบมาอ่านอีเมล เพราะอยากจะมารับหน้า ถึงได้ให้รีบเรียกต่างหาก มันคงไม่ยุติธรรมสำหรับมูนนักหรอกที่จะต้องมาเผชิญกับคนในอดีตของเต้ย เจอกับรอยที่เคยก่อไว้ เต้ยควรจะจัดการด้วยตัวของเต้ยเอง ไม่ใช่ปล่อยให้มูนมาเดือดร้อน รำคาญใจ และถ้าเดาไม่ผิด เกนหลงคงไม่มีทางคุยธรรมดาๆ แน่ๆ ไม่อย่างนั้นมูนคงไม่หน้าบูด ตั้งแต่เต้ยเดินขึ้นบันไดบ้านมา จนเสียบรรยากาศในวันที่เต้ยตั้งใจจะให้เป็นวันที่ดีที่สุดของเรา ”

มูนได้ฟังก็นิ่งอึ้งไปทันที มือเสลาต่างค้อนทุบลดลง น้ำตาเริ่มแห้งเหือดไปเองอย่างอัศจรรย์ มิต้องพึ่งพามือเต้ยมาเช็ด สมองคิดทันตามคำพูด แต่สายตาก็ยังมิวายชายชำเลืองมาหยั่งเชิงหารอยพิรุธ หากจนแล้วจนรอดก็มิพบรอยใดๆ สบเข้าแต่สายตาจริงใจคมวาวทอดรอรับจับจ้องอยู่ก่อน สายตาราวแม่เหล็กต่างขั้วคู่นั้น กำลังดึงดูดระคนวิงวอนอ้อนออด เชื้อเชิญมาสอดประสานเป็นสายหนึ่งสายเดียว

“บอกเต้ยมาสิว่า เมื่อกี้ เต้ยแสดงอาการดีใจอะไรตรงไหนให้เห็น เต้ยยิ้มสักนิดหนึ่งหรือเปล่า ไชโยโห่ร้องอะไรออกมาหรือไม่  ”

คำถามของเต้ย ส่งผลให้มูนจำนนทางวาจา หาคำตอบไม่ถูก ปฏิภาณไหวพริบที่ใช้โต้ตอบกับเกนหลงสูญสลายไปหมดสิ้น เพราะความจริงที่เกิด มันหาลักษณะดังเต้ยกล่าวนั้นไม่เจอ

“เอ่อ...คือ”

“ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ หาไม่ได้ก็ไม่ต้องหา เพราะมันเกิดจากการคิดไปเอง หายังไงก็ไม่เจอหรอก ... จำไว้! มูนจะเป็นยอดเมียที่น่ารักที่สุด ถ้าหากตัดโรคเยอะ คิดไปเองห่าเหวนี่ ออกไปได้มากกว่านี้ เหมือนอย่างที่มูน เคยบอกเต้ยให้ลดความใจร้อนลง”

เต้ยหยุดพูดเพียงครู่ สอดแขนกระชับเข้ามาตระกองกอดแน่นกว่าเดิมหลายสิบเท่า และด้วยอาการอึกๆอักๆของมูนที่ตอบคำถามไม่ได้ จึงโดนทำโทษ จำต้องจ่ายค่าปรับ ยอมรับริมฝีปากร้ายๆให้มาประทับ ขยี้ขยับลากจากข้างแก้มลงไปหยุดขบกัดตรงซอกคอลออเศวตเสียยกใหญ่  ครั้นเมื่อหนำใจ เจ้าของบทลงโทษจึงเงยหน้าขึ้นมาเผยอปาก ซึ่งหวนกลับมาทำหน้าที่เดิมคือใช้เจรจาความต่อ

 “เราต่างคนต่างก็มีข้อเสีย เอาเป็นว่า ต่อไปเราคอยเตือนซึ่งกันและกัน มูนต้องเชื่อใจเต้ยให้มากกว่านี้ ขืนยังหวั่นไหวต่อไป มันย่อมเข้าทางของคนที่ไม่หวังดี และมีอีกอย่างที่เต้ยอยากจะห้ามเด็ดขาดเป็นจริงเป็นจังเสียทีว่า ทีหน้าทีหลัง อย่าพูดเรื่องกลับไปหาเกนหลงอีก เต้ยไม่ชอบ เพราะมันเป็นการดูหมิ่นความรักและหัวใจของเต้ยที่มีให้กับมูน”

ใบหน้าลออร้อนผ่าวราวกับโดนผัวตบ สัมผัสได้ถึงอาการชาวาบไม่หยุดหย่อนที่วิ่งลงไปจนจับขั้วหัวใจ คงมิใช่เพราะโกรธที่ถูกพระสวามีสั่งสอนแลตำหนิชี้จุดข้อบกพร่อง แต่เป็นเพราะละอายที่อารมณ์ลึกลับของตนเมื่อครู่ ดำเนินเหนือเหตุผลและความเป็นจริง จนทำให้เข้าใจผิดแลดูถูกหัวใจรักของเขา ทุกอย่างมันใช่อย่างที่เขาพูด ตนยึดอะไรมาเป็นข้อสังเกตสังกาหรือพิสูจน์ได้ว่าเขาดีใจ คิดเยอะไปจนกระทั่ง “ไม่เชื่อใจ” และคิดว่า “เขาอยากกลับไป” กริยา การกระทำ คำพูดของตนมันสมควรแล้วฤา

เหตุ “กระตือรือร้นจนออกนอกหน้า” ถูกอธิบายได้อย่างกระจ่างชัด... ผลคือน่าฟัง ฟังขึ้น และเชื่อได้สนิทใจไม่ต้องเคลือบแคลงสงสัย ไม่ต้องหาข้อพิสูจน์อะไรต่อไปให้วุ่นวาย  สายตาแลน้ำเสียงของเต้ย ยืนยัน ครบถ้วนสมบูรณ์พร้อม !!

“มูน เราสองคนคบกันมาถึงขั้นนี้แล้ว อนาคตก็กำลังจะมีด้วยกัน หากเต้ยยังหันกลับไปหาอดีต สมองของเต้ยก็คงมีค่าแค่เอาไว้ใช้คั่นหู รับปากเต้ยได้ไหมว่าจะไม่พูดอย่างเมื่อกี้อีก”

เต้ยใช้เสียงแผ่วลง พร้อมๆกับที่มูนไม่ฝืนร่างตนเองอีกแล้ว แลทิ้งทั้งตัวลงไปในอ้อมกอดของเต้ยอย่างที่เคยทำ อีกทั้งยังใช้เสียงนุ่มๆ ออเซาะหน่อยๆ ผสมผสานกับกริยาลูกแมวอ้อนๆ ซุกหัว ไซร้หน้า ไปตามแผงอกกว้างกำยำ รับคำเอ่ยตอบกลับมา

“ไม่พูดอีกแล้ว... ขอโทษนะ คุณหลวงหมาบ้าของมูน”   

“ช่างมันเถอะ เต้ยเองก็ต้องขอโทษที่ทำท่าทำทางให้มูนคิดเยอะอย่างงั้น ครั้งนี้แล้วก็แล้วกันไป แต่ขออย่าให้มีอีก ไม่อย่างนั้น เต้ยเตะจริงๆ”

“เตะลงเหรอ” มูนถามได้เสียงใส และหมาบ้าหนุ่มก็ตอบมาทันใด ด้วยหน้าตาครึ่งบึ้งครึ่งยิ้ม

“ลงสิวะ  รู้ไว้ด้วย เยอะมากเท่าไรก็เตะแรงมากเท่านั้น...เอาล่ะ อธิบายหมดเปลือกแล้ว อย่างนี้จะทุบอกเต้ยให้ตายอีกไหม”

“ไม่ทุบ”

“งั้นคืนนี้ขอทับ ได้ไหม” 

“ยังจะต้องขออีกเหรอ”

เสียงหัวเราะระเรื่อดังขึ้นแทนคำตอบ สนามอารมณ์ล่มสลาย แลต่างฝ่ายก็ต่างโล่งใจที่คลายปัญหาไปได้เรื่องหนึ่ง หากก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่คงต้องจัดการและเรื่องนี้คุณหลวงก็ไม่รอช้าให้เสียเวลา

“ ไหนลองเล่ามาสิว่าเกนหลง เขาโทร.มาพูดอะไรบ้าง เต้ยจะได้จัดการให้ ”

“อ่านอีเมลเขาก่อนดีกว่า อ่านจบ เดี๋ยวมูนค่อยเล่าให้ฟัง”

เต้ยพยักหน้ารับ แล้วใช้มือจับขยับคลิ๊กเม้าส์ เปิดจดหมายที่เพียงแค่เห็นหัวเรื่อง สมองก็กลั่นกรองจำแนกแยกประเภทให้เรียบร้อย ซึ่งตรงกับที่มูนวินิจฉัยก่อนหน้านี้

“อีเมลขยะ!”

“กัดฟันพูดหรือเปล่า”

มูนคงอดปากไม่ได้ จะว่าไปเดี๋ยวนี้นอกจากติดอารมณ์ปรวนแปรมาจากเต้ยแล้ว นิสัยปากไวน่าจะเป็นอีกสิ่งที่ซึมซับมาจากนังเพื่อนสนิทด้วยแน่ๆ จึงได้หลุดปากไปเช่นนั้น และก็ต้องสงบปากสงบคำพลัน ยามโดนขู่ อีกคำรบ

“ถ้าขืนยังพูดจา กระทบกระเทียบทำนองนี้อีกทีเดียว มูนโดนเตะกลิ้งแน่ๆ”

เต้ยไม่พูดอะไรต่อ ตั้งหน้าตั้งตาอ่านอีเมล ครั้นพอได้อ่าน ก็ตีความออกมาได้ทันทีว่าอดีตของเขาต้องการอะไร สิ่งใดเป็นชนวนแห่ง “ไอ มิส ยู” เพราะเขาได้เปิดรูปทุกรูปที่ก้องส่งไปให้เกนหลงออกดู ตามที่แนบมากับจดหมายด้วย รูปที่ดูแล้วก็รู้ว่าถูกแอบถ่ายตอนฝึกโยคะเมื่อเช้าวานก่อนจัดการกับไอ้อัศวิน และส่งไปถึงฝรั่งเศสตอนเช้าตรู่ตามเวลาประเทศไทย

“ก้องเขาคงส่งไปเพราะแค้น ดูตามเวลาน่าจะเป็นตอนก่อนที่จะเกิดเรื่อง ”

“เกรซเห็นเลยเต้นน่าดู แต่ไม่ได้เพราะอาลัยหรือหวงเต้ยหรอก คงเพราะแค้นมากกว่า ที่บทเรียนของเขาไม่ประสบผลสำเร็จ ลองอ่านให้ดีๆ มูนจะรู้ว่าเขาแดกดัน... เหอะ มันน่าตบกบาลนัก”

“ตบใคร ก้องหรือเกรซ” มูนถามเสียงสูง ใจลึกๆ นึกภวานาให้คำตอบเป็นคนหลัง แต่ก็ดันผิดคาดและมิใช่ทั้งสองชื่อ

“ตบกบาลตัวเองนี่แหละ ที่มัวแต่เสียเวลา โง่หลงผิด ปฏิเสธหัวใจที่แท้จริง ไปคว้าเอา ดอก... อะไรมาก็ไม่รู้”

เต้ยสะบัดเสียงอย่างหงุดหงิด ขัดใจ กับสิ่งที่เขากระทำในอดีตที่ผ่านมา และคงด้วยอารมณ์เฉกนี้เอง คงทำให้หลงลืมไปว่า ลักษณะดอกอย่างเกนหลง จัดหมวดหมู่เป็นดอกอะไร สีไหน มูนจึงอาสา ช่วยตอบมาให้

“ดอกกุหลาบสีแดง...กลิ่นแรงด้วย”   

“ เออๆ นั่นแหละ เพราะเต้ยคนเดียวแท้ๆสร้างปมให้มันยุ่งเหยิง จนหนามแหลมมันย้อนกลับมาทำร้ายหัวใจดวงเดียว... เต้ยไม่เคยโกรธตัวเองเท่ากับวันนี้มาก่อน” หมาบ้าหนุ่มโกรธเป็นจริงเป็นจัง และมูนก็รู้ดีว่าเขาไม่ได้เสแสร้ง จึงช่วยคลายอาการมาให้ โดยการจูบปลอบไปที่ข้างแก้มตึงๆของพ่อยอดชาย ตามต่อด้วยน้ำเย็นในกระแสเสียงเพื่อประโลมใจ

“มันแล้วไปแล้วน่าเต้ย อย่ามัวแต่โทษตัวเองอยู่เลย...อ่านอีเมลต่อเถอะ”

เท่านั้นแหละ เต้ยจึงพอยิ้มได้แลกลับมาจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊คอ่านเนื้อความต่อ อ่านไปก็บอกตัวเองได้ว่า สำหรับเขาแล้ว เนื้อความที่ส่งมา สาบานได้เลยว่ามันธรรมดาไม่ได้มีอานุภาพสะกิดใจให้อาลัย หากแต่คงไม่ใช่แม่มณีที่ไมรู้อิโหน่อิเหน่มาเปิดอ่าน อีเมลฉบับนี้คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หัวใจของเมียสุดที่รักเต้นผิดจังหวะ สมควรแล้วที่จะเรียกว่าขยะ ดังตกปาก

เมื่ออ่านจบแลยิ่งได้สดับตรับฟังคำบอกเล่าถึงบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างมะลิกับกุหลาบ เต้ยก็ตัดสินใจได้เร็วยิ่งกว่าเร็วว่าจะใช้คำพูดใด ถ่ายทอดลงเป็นลายลักษณ์อักษรตอบกลับความปรารถนาดีที่มีมาพร้อมกับความคิดถึงอันประเมินหรือหาค่าทางใจอันใดมิได้

เกนหลงส่งกลิ่นมาแรงเท่าไร ...เขามั่นใจ เขาไล่กลิ่นกลับไปได้แรงยิ่งกว่า!

 “คิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ แต่ก่อนก็ไม่เห็นจะมีวี่แวว คงปล่อยไว้ไม่ได้ หาเรื่องเต้ย เต้ยไม่ว่า แต่ไม่ใช่มาระราน....เมียของเต้ย ”

ผัวคนเดียวกล่าวมาเช่นนี้ ...เมียของเต้ย ฤาจะไม่ปรีติ พึงใจ ทว่าความรู้สึกนั้น มันมิเด่นชัดเท่ากับความจงรักภักดีที่ใช้เล่าความเรื่องเกนหลงเมื่อครู่ทุกเรื่อง ...เมียไม่ได้ฟ้องแค่เล่าความจริง ผัวจำต้องรู้ แลรู้ไปถึงธาตุแท้ยิ่งกว่าที่เคยรู้ลึก

“มูนก็แทบไม่อยากเชื่อเหมือนกัน บอกตรงๆว่าเสียดายความรู้สึกดีๆที่มีกับเกรซ สิ่งที่มูนเล่าทั้งหมดมันคือความจริง ไม่ได้ปั้นเสริมเติมแต่ง รวมถึงเรื่องที่เขาปรามาสเต้ย อันที่จริงมูนไม่อยากพูดเรื่องนี้นักหรอก เดี๋ยวจะหาว่าเป็นการฟ้อง ฉวยโอกาสพูดเอาดีเข้าตัว แต่มาคิดๆดู เห็นว่าเต้ยควรจะรู้เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนตอบอีเมลกลับไป เต้ยจะเชื่อหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่จะพิจารณา”

“เต้ยเชื่อว่าเกรซเขาพูดอย่างนั้น และมูนไม่ได้โกหก”

“ทำไมถึงเชื่อง่ายๆ มูนอาจใส่ไฟก็ได้” มูนถามหยั่งเชิงทันควัน และคำตอบก็มีให้ทันใจ

“ก็เพราะมูนเผลอใส่อารมณ์แทบจะทุกคำจนสาวแตกสาวแตนเลยน่ะสิ ไม่มีทางใส่ไฟแน่นอน คนโกหกที่ไหนจะเล่าราบรื่นเร็วปรื๋อ รวดเดียวจบไม่มีตะกุกตะกัก”

“มูนน่ะเหรอ”

“เออสิวะ...แต่แหม เมียจ๋านี่ ใช้ได้เลยนะ เห็นเงียบๆอย่างงี้ เวลาหึงนี่ก็ไม่เบา ป่านนี้เกรซคงนอนกระอักเลือดตาย” เต้ยเลื่อนมือมาขยี้หัวเมียในอ้อมกอดด้วยความชื่นชมเอ็นดู แล้วช่วยสอนคติบางประการให้ 

“อย่าไปเสียดายเลยความรู้สึกดีๆกับผู้หญิงคนนั้น เราไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อน จำไว้ว่าถ้าเขาเล่นงานมาอย่างนี้ นั่นก็แสดงว่า เขาพร้อมที่จะตัดสัมพันธ์กับเราก่อนแล้ว”

“คงจะจริงอย่างที่เต้ยว่า... แล้วเต้ยจะตอบเขายังไง”

“ตอบตามความรู้สึกจริงๆ ไม่เห็นจะยากอะไร ...มือว่างใช่ไหม พิมพ์ตอบให้หน่อย”

“ทำไมไม่พิมพ์ตอบเอง มือก็ว่างนี่”

นี่ถ้าเป็นเมื่อครู่เรื่องราวคงไปกันใหญ่โตยิ่งกว่าเดิมกับรับสั่งข้อเมื่อกี้ เพราะมูนอาจคิดเยอะมองว่าเป็นการทำร้ายจิตใจประการหนึ่ง กับการมานั่งพิมพ์ตอบอีเมลแห่งความคิดถึง ระหว่างสามีกับสตรีในอดีตของเขา หากแต่ตอนนี้เข้าใจเจตนาเขาแล้ว จึงมีเพียงแค่คำถาม และเต้ยก็ให้คำตอบที่ทำให้คนฟังต้องอมยิ้มยินดี เต็มใจถวายงานสนองเบื้องยุคลบาทยิ่งนัก

“ใครบอกว่าง ไม่เห็นเหรอว่ากำลังใช้กอดมูนอยู่นี่ไง ว่างเสียที่ไหน อีกอย่าง เต้ยก็เปลี่ยนความตั้งใจจากเดิมแล้วด้วย จากที่เคยไม่อยากให้มือสวยๆเลอะเทอะเปรอะเปื้อนอดีต เก็บไว้ให้เต้ยจูบอย่างเดียว แต่ตอนนี้เต้ยคิดว่า มือและนิ้วของมูนควรจะมีส่วนสำคัญ ร่วมด้วยช่วยกันประหัตประหาร ขุดรากถอนโคนกุหลาบกอนั้น ให้ไร้กลิ่นสิ้นซากไปจากใจ เพื่อความเชื่อใจและสบายใจอย่างที่สุดของมูน... เอ๊า พิมพ์ตามที่สั่งเร็ว อารมณ์กำลังขึ้น สมองกำลังคล่อง”

เต้ยกระตุ้นด้วยเสียงและแรงกอด เมื่อเห็นว่ามูนพร้อม ก็เริ่มลำเลียงถ้อยคำสะเปะสะปะกลางสมองเรียงร้อยออกไปเป็นประโยคให้มูนพิมพ์ตาม และเพียงแค่ย่อหน้าแรก เลขาจำเป็นอย่างมูนก็แทบจะไม่เชื่อหู เพราะเต้ยส่งผ่านความห่างเหินไปยังอดีตอย่างเป็นทางการ

“คุณเกนหลง,

ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณที่คุณยังจำอดีตได้แม่นยำ ซึ่งคุณก็เข้าใจได้ถูกต้องแล้วว่า ทะเลแห่งนี้คือที่เดียวกันกับที่ผมเคยพาคุณมา นี่ถ้าคุณไม่ส่งเมลมาย้ำเตือน ผมก็คงลืมไปแล้ว และมันก็น่าแปลกใจด้วยว่าผมไม่ได้นึกถึงคุณเลย ตลอดเวลาที่มาเที่ยวที่นี่ เพราะทุกวินาที ผมคิดถึงแต่ภาพเก่าๆระหว่างผมกับเมีย ตอนที่เรามาเก็บตัวนักกีฬาเพียงเท่านั้น แม้มันจะเป็นคนละหาด หากก็อยากพาเมียมารำลึกความหลัง ครั้งผมเคยเกเร กลับมาทำในสิ่งที่ไม่ได้ทำในช่วงมัธยม”


มูนพิมพ์ไปก็ซอยเปลือกตาถี่ๆไป อดีตนิสิตอักษรศาสตร์ไม่คาดคิดว่าอดีตลูกชายแม่โดมจะลำดับความออกมาได้อย่างลื่นไหล แต่ก็สามารถให้จังหวะจะโคนจนตนพิมพ์ตามได้ทัน และก็ต้องหันหน้ามาสบตาพ่อยอดชาย คล้ายจะถามถึงความแน่ใจแทบทุกๆประโยค

“อย่างงั้นจริงเหรอ”

“เออสิโว้ย พิมพ์ๆ ไปเหอะ” สายตาของเต้ยส่งกลับมาบอกความเช่นนั้น มูนจึงได้เงี่ยหูฟัง จรดนิ้วลงแป้นดำเนินการพิมพ์ต่อ

“อย่างที่คุณเห็นในรูป ชายหาดที่นี่ยังคงสภาพและบรรยากาศเดิมทุกอย่าง หากที่ต่างกันออกไปและในรูปของเพื่อนคุณคงบอกไม่ได้ คือชายหาดเดิม แต่มิได้มีชายหัวใจเดิมยืนอยู่ ดูพระอาทิตย์ขึ้นอีกต่อไป ชายคนนั้น เขามีหัวใจดวงใหม่และมันก็เป็นหัวใจดวงเดียวที่เขาซ่อนเร้นไว้ ตั้งแต่ตอนก่อนคุณจะยอมให้ผม “รู้จักคุณอย่างลึกซึ้ง” เป็นครั้งแรก กับการเอ่ยปากของ่ายๆแค่ครั้งเดียวประโยคเดียว ที่นี่แล้ว

ถ้าจะให้เดา ตอนนี้ผมขอเดาว่า คุณกำลังขมวดคิ้วเป็นปม หรือไม่ก็กำลังสะบัดผมกรี๊ดลั่นๆอยู่ใช่ไหม คุณคงสงสัยว่าผมรู้ได้อย่างไร ผมจะบอกให้ก็ได้ว่า นอกจากคุณจะเคยปล่อยให้ผมรู้จักจน “ลึก” กว่าปกติแล้ว การกระทำของคุณยังทำให้ผมรู้จักคุณลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม จนถึงในระดับที่เรียกว่า “สันดาน” อีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความสามารถและระดับสมองของผู้ชายอย่างผม อาจจะเดาหรือเข้าใจผิดก็ได้ เพราะคุณคงไม่ใช่ผู้หญิงประเภทนางอิจฉาตัวร้ายอย่างในนิยายน้ำเน่าประเภทนั้น”


“โกรธเขาล่ะสิ ที่โดนเขาดูถูกมาเรื่องสมองและความสามารถ  ถึงได้ย้อนไปแทบจะทุกกระบวน” แม้มือจะใช้พิมพ์ หากปากของมูนก็มิได้มีอุปสรรคในการขยับ  แต่ก็ต้องเงียบเสียงเพราะมีมะเหงกเขกลงมาให้กลางหัว

“อย่าแทรกได้ไหม ไอ้ขี้ ใช้มือหรือใช้ปากพิมพ์ ”

เมื่อโดนเอ็ด มูนจึงก้มหน้าก้มตาละเลียดนิ้วต่อตามกระแสเสียง ด้วยความที่ถนัดคุ้นเคยกับโน้ตบุ๊คมากกว่าแบล็คเบอร์รี่ นิ้วน้อยๆ จึงไม่ประสบปัญหาในการพลิ้วไหว และบังเกิดความรู้สึกชอบใจลึกๆ ยามพิมพ์ตามประโยคต่อๆมา

“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงจำต้องตอบอีเมล บอกตามตรงก็ได้ว่า ผมไม่ได้มีเจตนาอยากจะมาร่วมรื้อฟื้นอดีตอะไรกับคุณหรอก แต่ในเมื่อคุณรื้อมาก่อน มันก็เลยมีบางอารมณ์ที่อดจะคิดถึงเรื่องเก่าๆ ซึ่งเป็นความจริงที่ผมเคยลืมไปไม่ได้

ความจริงที่ว่าก็คือ ในระหว่างที่ผมเคยบอกรักคุณ หัวใจผมกลับกระซิบตัวผมอยู่เสมอว่า “รักมูน”มากกว่า และผมก็ไม่ได้โกรธคุณเลยสักนิดเดียว ที่คุณไปฟ้องคุณแม่ ผมควรต้องขอขอบคุณซะด้วยซ้ำที่บทเรียนของคุณ ช่วยทำให้เรารักกันมากกว่าเดิม ผมต้องขอโทษที่ทำให้คุณอิจฉาโดยไม่ได้ตั้งใจ จงคิดซะว่าผมกับเมียแค่อยากให้ชีวิตคู่ของเราเต็มไปด้วยสีสัน เราถึงได้แสดงความรักกันจนหวานฉ่ำ เพื่อกลบกลิ่นน้ำเน่าที่มีคนคอยกระพือ พัดกลิ่นเหม็นให้โชยมาเข้าจมูกเราสองคน

เอาเป็นว่า ผมซึ้งน้ำใจคุณที่หวังดีกับเรา อุตส่าห์ส่งอีเมลมาแสดงความยินดีที่เต็มเปี่ยมไปด้วย....”


เต้ยหยุดพูดหลังจากที่พูดยาวๆมาหลายๆประโยค ทีแรกคำพูดก็พรั่งพรูไหลลื่นดีหรอก ทว่าพอจะลงท้ายกลับเริ่มตัน แลเหมือนกำลังจะใช้สมองคิดอย่างหนักในการคัดสรรถ้อยคำมาเติมต่อท้ายความ แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก จึงได้ถามเลขาที่นั่งบนหน้าตัก

“เต็มเปี่ยมไปด้วยอะไรดีมูน”

“เจตนาไม่บริสุทธิ์ไง” มูนตอบมาให้พร้อมชำเลืองค้อนหน่อยๆ เพราะเต้ยดันหยุดถ่ายทอดเสียงกะทันหัน ทำให้การพิมพ์อย่างออกอรรถรสจนติดลมบน พลอยยุติไปด้วย

“เออใช่ เจตนาไม่บริสุทธิ์” เต้ยดีดนิ้วได้ดังเผาะ แล้วบอกเนื้อความให้มูนกระแทกแป้นต่อมาไม่หลงเหลือรอยสะดุ้งสะดุดใดๆ อีกแล้ว

“เอาเป็นว่า ผมซึ้งน้ำใจคุณที่หวังดีกับเรา อุตส่าห์ส่งอีเมลมาแสดงความยินดีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ ซึ่งสัญชาตญาณของผมรับรู้ได้ และที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อใช้ประกอบเป็นเหตุผลกับคำตอบที่ว่า ผมไม่เคยมั่นใจในถนนสายหัวใจเท่ากับวันนี้มาก่อน ผมดีใจที่ผมเลือกคนที่จะเกี่ยวก้อยเดินไปด้วยกันได้ถูกคน อย่างที่ควรจะเป็นมานานแสนนาน ถึงเขาคนนั้นจะเป็นผู้ชาย ให้กำเนิดอัครพงศธรตัวน้อยๆไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมสุขใจ ที่เมียคนเดียวของผมคนนี้มีหัวใจอยากเป็นแม่คน

ท้ายสุด ผมขอฝากเสียงกระซิบเบาๆ เคล้าเสียงคลื่นและลมทะเล ซึ่งคาดว่าพอไปถึงคุณ มันคงจะดังก้องให้คุณท่องไว้ “กันลืม” แทนกลอนบทเก่าด้วยว่า

แม้นเกนหลง เคยหลงอยู่ ในฤทัย    หากหนึ่งไซร้ หนึ่งใจนี้... มณีจันทร์

สัจจะของผมข้อนี้จะเป็นนิรันดร !!

ด้วยความคิดถึงตามมารยาท,
วสุ – มณีจันทร์ อัครพงศธร

ปล. ทีแรกผมเคยคิดว่า เรายังพอที่จะเป็นเพื่อนกันได้ แต่สิ่งที่คุณพูดกับเมียผมวันนี้ มันทำให้ผมเปลี่ยนความตั้งใจเสียใหม่ และโชคร้ายที่ผมดันเป็นคนที่ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเพียงพอซะด้วย ฉะนั้น คำว่าเพื่อนระหว่างเรา จึงมีนิยาม ความหมายได้แค่... เพื่อนมนุษย์ ”


ทันทีที่สิ้นเสียงของประโยคท้ายสุดที่ใช้ขุดราก ตัวอักษรชุดสุดท้ายที่ช่วยถอนโคนกุหลาบก็ถูกจารึกบันทึกลงในเนื้อความตามต่อมาในไม่กี่วินาทีให้หลังเช่นกัน ครั้นเมื่อพิมพ์ครบถ้วนกระบวนความตามคุณหลวงเรียบร้อย พระจันทร์ดวงน้อยจึงกราดสายตาอ่านทวนอย่างรวดเร็วอีกครั้ง และอ้าปากถามเพื่อความแน่ใจอีกรอบก่อนจะกดส่งไปประหัตประหาร

“เปลี่ยนใจแก้เนื้อหาตอนนี้ยังทันนะ เขียนไปอย่างนี้จะไม่รุนแรงไปหน่อยเหรอ เกนหลงช้ำใจตายพอดี เขาอุตส่าห์คิดถึง”

“ปากอย่างนี้ เอาสักทีดีไหม ...ส่งไปได้แล้ว ไม่แก้อะไรทั้งนั้น”

เต้ยกำชับเสียงเข้ม และเสียงเข้มๆของเขาคราวนี้ ก็มีพลานุภาพแปลกประหลาดส่งผลให้ริมฝีปากของมูนคลี่กระจายแย้มบานไปจนสุดสมรรถภาพของกล้ามเนื้อมุมปากจะไปถึง รอยยิ้มกว้างๆบังเกิดได้อย่างมหัศจรรย์ใจ นิ้วน้อยๆจึงคลิ๊กเม้าส์ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวและตั้งใจเป็นที่สุด

“ไอ มิส ยู” วิ่งกลับไปฝรั่งเศส สร้างรอยแย้มสรวลให้คนส่ง  ทว่าคนรับปลายทางนี่สิ คงถึงคราวยิ้มไม่ออก  ถ้าจะให้เดากับเขาบ้าง มูนคงเดาว่า เสียงกรีดร้องต้องลั่นกว่าเดิม เพราะทั้งรากทั้งโคนถูกถอนจากแปลงหัวใจเป็นลายลักษณ์อักษร

“กุหลาบทั้งกอ” ถูกสำเร็จโทษสิ้น ไม่เหลือกลิ่นและเงาของดอกใดให้ชูช่อ แม้แต่ดอกเดียว... มณีจันทร์มั่นใจแล้วเช่นนั้น!

“เราเห็นใจเธอมากนะเกรซ...แต่ก็ไม่เท่ากับที่เห็นว่า มันสาสมและสาแก่ใจเรามากกว่า เกรซไม่น่าทำให้จิตใจของเรากลายเป็นคนมีอคติ จนไม่มีความสงสารเกรซหลงเหลืออยู่เลย” มูนเปรยเงียบๆในใจ เสมือนจะส่งถ้อยคำนี้ไปแนบกับอีเมล ที่บัดนี้คงจะถึงมือผู้รับแล้ว

รัศมีอันธกาลดำมืดในใจมลายสิ้น อารมณ์ชื่นมื่นยามเช้าหวนคืนกลับมาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แลยิ่งสถิตได้เสถียรอย่างเต็มที่ ยามหมาบ้าเลื่อนมือมากุมเม้าส์ ทาบทับเหนือมือเสลาอีกที เข้าควบคุมบงการกด “ดีลีท” จดหมายขยะจากฝรั่งเศส


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“ลบแม่งเลย เก็บไว้ก็เปลืองเนื้อที่อินบอกซ์เปล่าๆ ”

เมื่อกำจัดขยะเสร็จสิ้น เต้ยก็พักคางวางบนเรือนผมของพระจันทร์ แล้วค่อยๆ ชะโงกหน้าขึ้นมาสอบถามอาการผู้ป่วยโรคพิเศษที่เรียกจนคล่องปากว่า.. โรคเยอะ

“ยิ้มกว้างอย่างงี้ สบายใจขึ้นแล้วใช่ไหม เชื่อหรือยังว่าเต้ยไม่ได้ติดใจ อาลัย อาวรณ์คิดถึงเขา.. เฮ้อ เหนื่อยนะเนี่ยกับไอ้โรคเยอะพรรค์นี้ ”

“เชื่อแล้ว และก็ขอโทษไปแล้วไง”

“แน่ใจนะ”

“แน่ใจสิ ตอบอีเมลเกนหลงไปซะแรงขนาดนั้น ไม่เชื่อก็บ้าแล้วล่ะ เรื่องเกนหลงคงไม่ต้องมีอะไรพิสูจน์ทางฝั่งเต้ยอีกแล้ว และอยากจะบอกเต้ยด้วยว่า มูนรักเต้ยที่สุด ขอบคุณที่ใช้ยาใจ รักษาโรคเยอะให้ทัน”

มูนกล่าวตอบกลั้วหัวเราะได้เสียงใส ไม่ติดใจอะไรอีก มาสนใจยอมรับตัวเองอย่างหน้าชื่นตาบานว่าเป็นผู้ป่วยโรคชนิดใหม่ที่เต้ยตรวจอาการและช่วยรักษาให้ทันท่วงที ก่อนที่จะกำเริบหนักจนเข้าห้องฉุกเฉิน คิดในใจต่อมาว่า ไม่ว่าการรักษาจะเป็นการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าหรืออย่างไรก็สุดแล้วแต่ หากยามนี้ตนรู้สึกภูมิใจกับการกระทำและคำพูดซึ่งถ่ายทอดลงเป็นตัวอักษร ประหนึ่งแบบร่างสุนทรพจน์ของเขานัก แลเขายังช่วยสำทับตอกย้ำว่าสิ่งที่ตนซัดเกนหลงกลับไปก่อนหน้า มันมิใช่ชัยชำนะอันสูญเปล่าดั่งคิดไปเอง

ถ้าคิดอย่างคนพาล อารมณ์ด้านมืดของตนวันนี้ทั้งมวล ล้วนกำเนิดเกิดจากนางกุหลาบลอยดอกเหนือน้ำทะเลดอกนั้น แม้นตนจะชนะ ฟาดซะดอกแตกกระจายพ่ายแพ้ไปแล้ว แต่ก็หาใช่ว่าตนจะไม่โดนหนามเกี่ยว ...พิษกุหลาบมันแทรกซึมไว้ในทุกๆปลายยอดหนามแหลมคม ซัดกลับได้กระทำไปอย่างสาสม หากหัวใจของตนก็ระบมด้วยพิษเช่นกัน

ยาที่จะรักษาให้หาย คือกลับมา “เชื่อใจในตัวเต้ย” เฉกเดิม เชื่อใจเขามากกว่านี้ เชื่อในทุกๆเรื่องอย่างที่เขาว่า และเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว... ต่อไปคงไม่ต้องรอให้เขาเอายามากรอกปาก หากตนนี่แหละจะจับฉีดเข้าเส้นเสียเอง

 แม้นวันหนึ่งข้างหน้าจะแพ้ยาตำราคุณหลวงขนานนี้จนเจียนตาย.... ตนก็จะมิหวั่นไหวลังเลใจอันใดอีกต่อไป!!

“เกือบจะไม่ทันเหมือนกันแหละ มูนรู้ตัวไหมว่าเวลามูนงี่เง่าแบบนี้ทีไร เต้ยล่ะเหนื๊อย เหนื่อย” คุณหลวงหมอเทวดาวกมาบ่นเมียอีกจนได้ และก็ดันพูดต่อให้คนฟังฉงนสงสัยนัก

“เห็นทีต้องรักษาให้หายขาด...ดีนะที่นึกออกพอดีว่ามียาอีกตัว ทีนี้ถ้าอาการกำเริบอีกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว”

เจ้าของตำรับยาตำราคุณหลวง ไยจะไม่รู้ดีว่า “ยาใจ” ขนานแรกขนานเดียวย่อมไม่เพียงพอ...สรรพคุณมันแค่ช่วยบรรเทา ให้ผลไม่ชะงัดและเขาก็รู้แล้วว่า ยาตัวไหน จะฆ่าไวรัสแห่งความเยอะ แลสร้างภูมิต้านทานแห่ง “ความมั่นใจ” ให้กับแม่มณีได้ และนับว่าเป็นความโชคดีอย่างสุดแสน ที่คืนนี้ในวันที่ดีที่สุด เขาตระเตรียมยาขนานพิเศษไว้พอดิบพอดี  ยาขนานนี้มันพิเศษตรงที่ไม่ต้องจับกรอกปากหรือฉีดเข้าเส้นแต่อย่างใด หากแต่ต้องใส่ไว้แนบ “นิ้วนางข้างซ้าย” เท่านั้น

อาการของมูนแม้จะเรื้อรังอยู่ในขั้นหนัก เจอยาตัวนี้เข้าไป มีหรือจะไม่หายขาด
อัญมณีแห่งอัครพงศธร ย่อมทรงฤทธิ์ ทรงคุณค่า เป็นยาวิเศษ รักษา “โรคเยอะเร้นลับทางใจ” ได้แน่นอนเสมอ

“ยาอะไร”

“ไม่บอก เก็บไว้เป็น เซอร์ไพรส์ รออีกนิดเดี๋ยวก็รู้...กินข้าวกันเถอะ หิวแล้ว ”

เต้ยยักคิ้วตอบตัดบทมาอย่างนั้น แล้วผลุดลุกขึ้น ทำให้มูนต้องลุกขึ้นด้วย จำยอมเดินตามมาที่โต๊ะอาหารหน้าบ้าน แต่ไม่วายส่งเสียงเปรยไล่หลัง 

“เซอร์ไพรส์ รออีกนิด...เบื่อจังคำพวกนี้ พูดตั้งแต่อยู่บ้านคุณแม่ มายันเมื่อคืนเรื่อยมาถึงตอนนี้ ขี้เกียจจะคาดคั้นแล้ว”

“รออีกไม่เกินสิบสองชั่วโมงหรอกน่า ได้รู้แน่ อย่าลืมที่สัญญาไว้แล้วกัน”

“สัญญาอะไร”

“สัญญาเอง พูดเองก็ต้องจำได้สิจ๊ะ”

“โอ๊ย รำคาญจัง ไม่คุยด้วยแล้ว”

“วันนี้วันดีของเรา อย่าหงุดหงิดรำคาญนักเลยน่า ...โน่นมอสมาพอดีกินกันเถอะ อ้าวไอ้เปรมก็ด้วย”  เต้ยกวักมือเรียกหนึ่งเพื่อนหนึ่งน้องให้รีบขึ้นมา มินานทั้งสองก็มาขึ้นมาร่วมโต๊ะอาหาร พร้อมเสียงทักทายอันสดใส

“อารมณ์ดีแต่เช้าเลยนะไอ้ห่า ”

“มึงไม่มาเห็นเมื่อครู่นี่ ...เกรซทำกูสองคนเกือบไม่เข้าใจกัน”

“ห๊า...มันเป็นมายังไง ลองเล่าให้กูฟังได้ไหม”

ร้อยตำรวจโทเปรมศักดิ์ คงมิต่างอะไรกับเพื่อนรัก ยามได้ยินชื่อสตรีที่เป็นเจ้าของกลิ่นกุหลาบกรุ่น กริยาอาการรื่นเริง กลายเป็นร้อนรน จนดูลุกลี้ลุกลน ยอมเป็นคนละลาบละล้วงล่วงเรื่องส่วนตัวของเพื่อน เกนหลงกลับมาเกี่ยวข้องได้อย่างไร สร้างความฉงนสงสัยนัก และอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนี้ เขาควรต้องรู้

‘อาลัยผัวเก่าเหรอ’

เปรมเปรยในใจ เดาเหตุการณ์ทั้งๆที่ยังไม่ทราบเรื่องแน่ชัด แลคงเพราะความสนิทชิดเชื้อที่แทบจะไม่มีอะไรปกปิดในเกือบทุกๆเรื่อง เต้ยจึงเล่าความเรื่องเกนหลงให้เขาฟัง ตั้งแต่เริ่มแรกที่ส่งเมลจวบจนถึงกระทั่งตอบกลับไป มูนเองก็ไม่ได้ว่าอะไร  แถมคอยเสริมให้เป็นระยะ และเมื่อเนื้อความถูกสาธยายครบถ้วนสิ้น เปรมก็ตีเจตนาเกนหลงได้แตก เหมือนที่เคยตีจนแตกมาครั้งหนึ่ง พ้องกับเต้ยโดยบังเอิญ

“คงเพราะแค้นมึงมากกว่าไอ้เต้ย ที่บทเรียนของเขาไม่ประสบผลสำเร็จ ตอนแรกนึกว่าอาลัยมึงซะอีก ว่าแต่เจอมึงตอกกลับไปขนาดนี้ กูว่าคงแค้นหนักกว่าเดิม ป่านนี้คงแหกปากกรี๊ดลั่นฝรั่งเศส จนปลุกพระเจ้านโปเลียนได้ละมัง สงสัยคงกำลังหาทางเอาคืน แต่มึงอย่าเพิ่งกังวลไปเลย”

“กูไม่เคยกังวลเรื่องเกนหลง แต่ที่กูกังวลคือคนของกู ยิ่งเยอะๆอยู่ด้วย”

เต้ยพูดไปส่ายหน้ายิ้มๆไป ท่ามกลางสายตาชำเลืองค้อนขวับจากคนของเขาที่นั่งข้างๆ ทำให้สองหนุ่มหัวเราะนิ่งๆให้แก่กัน มิเติมประเด็นอะไรต่อ และมิได้รู้ตัวเลยว่า อีกฟากฝั่งของซีกโลก ไม่ได้มีเสียงกรีดร้องดังลั่นจนแทบปลุกพระเจ้านโปเลียนอย่างเดียว หากแต่มีเสียงแหลมกราดเกรี้ยว ราวกับคมมีดกิโยตินยามแหวกแทรกอากาศลงมาบั่นคอนักโทษด้วย 

“อยากรู้นักว่าจะรักกันได้แค่ไหน ทีแรกก็ว่าจะไม่ยุ่งอะไรด้วยอีก ในเมื่อปฏิเสธความปรารถนาดี เห็นที คงไม่ต้องคุยกันอย่างมิตร อย่าให้ถึงทีเกรซบ้างแล้วกัน วสุ-มณีจันทร์ อัครพงศธร ”

ทว่าเสียงพูดเสียงนี้มีหรือจะน่าหวาดหวั่นเท่ากับอีกเสียง ที่ดังโอ้กอ้ากตามมาจนต้องรีบพาตัวเองละจากหน้าจอโน้ตบุ๊ค มาซบหน้าคำนับอ่างอยู่ในห้องน้ำเป็นนานสองนาน ก่อนจะคลานกลับออกมา ฝืนแรงปีนขึ้นไปนอนหงายหายใจรวยระรินพังพาบอยู่บนเตียง

อาการแบบนี้เกิดจากอะไร โมโหจนกระอักเลือดคงมิใช่ นั่นเป็นแค่ในภาพยนตร์จีนกำลังภายในเท่านั้น
“ยาแก้คัน” คงจะมิต้องใช้  แต่ “ยาแก้แพ้ แก้อาเจียน” ในกรณีที่เป็นหนัก.... ไม่แน่

ลำพังอีเมลของเต้ย คำพูดร้ายกาจของมูน จะมีฤทธิ์ทำให้ธาตุในร่างกายวิปริตประหนึ่ง “มอร์นิ่ง ซิค” ได้เชียวหรือ

“นี่เราเป็นอะไรทำไมจู่ๆเวียนหัว คลื่นไส้  หรือว่าเราจะ .......ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ !!”

ประโยคสุดท้ายแผดได้แค่นั้น และคงมิดังมาถึงประเทศไทยอย่างน้อยก็ชั่วระยะ เพราะกุหลาบงามเจ้าของเสียงอยู่ในสภาวะอ่อนเพลีย จนไร้เรี่ยวแรงสำแดงเสียงซะแล้ว

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๒๑ นะคะ
ขอบพระคุณ คุณroute rover คุณujen คุณkoikoi คุณposhbear คุณblove มากๆนะคะ ที่ยังติดตามอ่านและให้กำลังใจเสมอมา

อ้างอิง * นำมาจากเพลงทาสเทวี คำร้อง สง่า อารัมภีร
** กลอนจากนวนิยาย เรื่อง อย่าลืมฉัน ประพันธ์โดย ทมยันตี

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4727
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +297/-3
เรื่องยุ่งๆ​กำลังเข้ามาหาอีกแล้ว​ แม่กุหลาบเน่า

ออฟไลน์ route rover

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +214/-6
นังเกรซ นังกุหลาบไฟ อย่ามาทำรัยมูนนะ :z6:

รออ่านต่อค่ะ  :L1:

ออฟไลน์ poshbear

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ฉบับปรับปรุงเนื้อเรื่องดูเข้มข้นกว่ามากเลย ชอบมากๆ ครับ รอตอนต่อไปนะครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ujen

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2527
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +183/-13

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 88
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ขอบคุณสำหรับการกลับมาของ วสุ_มณีจันทร์ มีความสุขที่ได้อ่านอีกครั้ง รอคอยน้องซันอย่างใจจดใจจ่อ :katai2-1: :mew1:

ออฟไลน์ Poseidon

  • Unconditional love
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-12
ในที่สุดก็มา โอ้ยยย ดีใจ
อยากจะกรี๊ดดดดด
หมาบ้ากับมูน

ออฟไลน์ maicy

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-0
ดีใจมากที่ได้อ่านต่อค่ะ รอน้องซันนะคะ. ชอบเรื่องนี้มากๆ เป็นกําลังใจให้คนเขียนนะคะ :L2:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๒๑ มณีจันทร์ อัครพงศธร

กลิ่นกุหลาบแรงกรุ่นถูกเต้ยไล่ตะเพิดเปิดเปิงเป็นลายลักษณ์อักษรแลเขวี้ยงทั้งรากทั้งโคนกลับไปนอนสลบแน่นิ่งเดียวดายสยายกลีบดอกที่ฝรั่งเศสดังเดิมแล้ว เหตุฉะนี้ บรรยากาศจึงได้หวนคืนมาชื่นมื่นดังเดิมเต็มร้อย สองหนุ่มกับอีกหนึ่งเด็กน้อยที่ใกล้จะเป็นหนุ่มจึงหยิบยกเรื่องอื่นๆขึ้นมาคุยกันอย่างสนุกสนาน เหล่าชายร่วมโต๊ะอาหารทำราวกับว่าลืมแม่ดอกสีแดงเสียสิ้น ทว่าสำหรับมูนนั้นยังมิใช่ สัญชาตญาณจึงกระซิบบอกตัวเองไว้ว่าอย่าประมาท

อันชายชาญหาญแกร่งสักเท่าไร   ย่อมตายใจด้วยกลเล่ห์เสน่ห์นาง

ช้างเคยกล่าวให้ฟังอย่างนั้น และมูนก็เห็นด้วยโดยไม่มีข้อโต้แย้ง  ประเด็นนี้แหละที่ประมาทมิได้ ยังต้องระแวงระแวดระวัง เพราะผู้หญิงอย่างเกนหลงลงถ้าได้ตั้งใจหรือจงใจทำสิ่งใดแล้ว ย่อมไม่มีทางเสียล่ะที่จะกระทำอย่างธรรมดา และคงไม่มีทางยุติง่ายๆ หากไม่สัมฤทธิ์ผล  วิธีการรับมือในอนาคตของคุณหลวงเต้ยจะเป็นอย่างไรมูนไม่รู้ แต่จะมีฤทธานุภาพเพียงพอที่จะต่อกรกับกลเล่ห์เสน่ห์นางได้เชียวฤา

 “มารยาสาไถย” อันเป็นพัฒนาการขั้นกว่าอย่างมีศิลปะที่มาจากรากเหง้าแห่งความ “ตอแหล”* ตามสันดานดิบสันดานเดิมที่คงเป็นพรสวรรค์ติดตัวสตรีนางนี้มาแต่กำเนิด คงมิแคล้วคงถูกทยอยนำมาใช้จากรอยหยักในสมองอันซับซ้อน ประหนึ่งแสนเล่มเกวียนบรรทุกซุกซ่อนศาตราวุธหลายร้อยหลายพันชนิดของแม่นั่นเป็นแน่แท้

‘กุหลาบถูกขุดรากถอนโคนออกมาได้ก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะเข็ดหลาบ ถ้าไม่กระทืบซ้ำ ชาตินี้ย่อมไม่มีทางตายสนิท’

มูนคิดเงียบๆในใจ ภายใต้ทีท่ากริยาอาการสดใสในระหว่างถวายงานปรนนิบัติเจ้าชายพระองค์แรกและต้องเป็นของตนพระองค์เดียวในชีวิต ใครจะคาดคิดว่าพระจันทร์ที่เคยส่องแสงเย็นตานวลใจ ยามนี้จะเจือไว้ด้วยรัศมีอำมหิต สมองเริ่มคิดยุทธวิธีรุกไล่จากหลายๆพิชัยสงคราม มิใช่ตรึงกำลังตั้งรับอริราชศัตรูที่ไม่รู้จะโจมตีเพลาใด

ฟ้าสูงมิควรลดเรี่ยดิน...ดอกฟ้าบนหิ้งอย่าลดตัวกลั้วเกลือกบรรดาดอกดินให้เสื่อมศรี 

คุณยายเคยสอนเช่นนั้นก็จริงแลวันนี้เต้ยยังประกาศราชโองการชัดแจ้ง ใครเป็นดอกฟ้า ใครเป็นดอกดิน หากแต่เกนหลงมิใช่ดอกดินธรรมดา ทว่าเป็นดอกกุหลาบงามที่เคยอยู่บนฟ้าแลเต้ยเคยจะเอาขึ้นหิ้ง “ศักติ” ย่อมเท่าเทียมมะลิอย่างตน การปะทะย่อมเปี่ยมไปด้วย “ศักดิ์และศรี” สมเกียรติยศ  “ปัญญา” คือกองกำลังสำคัญที่ตนจะละทิ้งไม่ได้ และใช้วัดว่าใครจะเป็นผู้กำชัยชำนะการศึกฝ่ายใน ที่ลั่นกลองรบด้วย “สติและไหวพริบ” เท่านั้น

หมดสมัยแล้วกับการนั่งกรีดน้ำตาออเซาะเรียกคะแนนสงสารจากคนรอบข้างยามถูกนางร้ายราวี นางเอกในอุดมคติจำต้องไม่พายเรือว่ายวนในห้วงชลเชี่ยวหมุนกระแสน้ำเน่า ในเมื่อพระเอกถือพายเล่มใหญ่คัดท้ายอย่างมั่นคงให้อบอุ่นหัวใจฉะนี้แล้ว คงถึงคราวที่เกนหลงจำต้องยำเยงกริ่งเกรง “จันทรคราส” หรือนัยหนึ่งคือภาคมืดของพระจันทร์ที่น้อยคนมักจะได้ยล เรียกว่าถ้าไม่มีบุญสุดๆ ก็ต้องซวยสุดๆ  แต่แล้วจู่ๆ อำนาจใจอำนาจใหญ่ฝ่ายดีกลับพาสติคืนมาจากภวังค์มืด พร้อมนำตะกอนความสัมพันธ์อันดีเก่าๆในความทรงจำ พวยพุ่งขึ้นมาฉุดรั้งมิให้ลงมือกระทำเช่นนั้น

‘ครั้งนี้จะปล่อยไปถือว่าเป็นครั้งแรก แต่ขออย่าให้มีอีกครั้งแล้วกัน เพราะถ้ามี เธอจะเข้าใจคำว่า ‘สันดานร้าย’ ในตัวมนุษย์ทุกผู้ที่ซ่อนไว้อย่างถ่องแท้.. เกนหลง’

มูนดำริกับตัวเองเช่นนั้นระคนรอยยิ้มระเรื่อในที ที่ไม่มีใครทราบความนัย แม้กระทั่งเต้ย

“แหม่ มันต้องยิ้มอย่างนี้สิจ๊ะ ผัวเห็นทีไรก็ชื่นใจ แถมยังช่วยให้เจริญอาหาร”

ที่ว่าเจริญอาหารของเต้ยนั้นคงจะจริง เพราะทั้งบรรดาขนมปัง แฮม เบคอน ไส้กรอก ไข่ลวก ไข่ดาว จานใหญ่ๆ หมดไปแทบจะภายในพริบตา... “สวาปาม” น่าจะเป็นคำแสดงลักษณะการกินของเต้ยได้  และเมื่อจานของตัวเองหมดก็เริ่มแกว่งส้อมดอดมาปล้นเสบียงไปจากจานของมูนด้วย  เปรมเห็นเข้าก็อดหลุดปากสัพยอกไปไม่ได้ว่า

“ไอ้เต้ย มึงนี่ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ตอนเด็กยังไง โตมาก็อย่างนั้น ดีนะที่มึงเข้าฟิตเนสอยู่บ่อยๆ ไม่งั้นอ้วนลงพุงตายห่า คนอะไร แดกอย่างกับยัดหมอน นอนอย่างกับเมาเห็ด .... อย่างกับฟ้าผ่า”

เจ้ามอสหมาน้อยซึ่งนั่งอยู่ด้วยได้ยินประโยคที่พี่ชายนายตำรวจสรรเสริญพี่ชายหมาบ้าของมันเข้าก็หัวเราะคิกๆคักๆ  แม้นเรื่องอื่นในโลกมันอาจจะยังไร้เดียงสา หากแต่คงมิใช่เรื่องที่ทำให้ตามันเป็นประกายใสแจ๋ว เพราะคำที่พี่เปรมเว้นไว้ให้ มันรู้ดีคือคำว่าอะไร

“มิน่า ระยะหลังๆนี่ มอสได้ยินเสียงแปลกๆ ในห้องพี่มูนตอนกลางดึกทุกคืน ทีแรกก็นึกว่าไม่พี่มูนก็พี่เต้ยละเมอถีบฝาห้อง ที่แท้ก็เป็นเสียงฟ้าฝ่านี่เอง แต่แปลกนะทำไมเสียงฟ้าผ่ามันดัง พั่บๆ ป้าบๆ ไม่ยักกะดังเปรี้ยงๆ”

“มอส!! หุบปากเดี๋ยวนี้” มูนจากที่ยิ้มๆ ก็ต้องตาเบิกโพลงร้องห้ามปรามน้องทันใด “ตบปากให้สักเปรี้ยงดีไหม”

ว่าแล้วมือทั้งสองข้างจึงเตรียมคว้าคอและหมายใจจะตีปากน้องแก้เขินก่อนที่มันจะพูดอะไรลับๆขายตนอีก  แต่มีหรือจะทันไอ้หมาน้อยซึ่งมันไวอย่างกับปรอทที่รีบชิงวิ่งปรู๊ดหนีลงบันไดบ้านไปพร้อมกับไอ้ตูนที่นอนรออยู่ตรงเชิงบันได ฝากประโยคทิ้งท้ายให้พี่มูนโมโหไม่หยุด ปนหวั่นใจเล่นๆ หนักขึ้นไปอีก

“คอยดูนะพี่มูน รอให้มอสไปเรียนในกรุงเทพก่อนเหอะ มอสนำหน้าพี่เต้ยแน่ๆ ”

“มณฑล!! แน่จริงมาพูดใกล้ๆนี่ จะได้ฟาดปากสักทีให้หายแก่แดดเลย”

มูนชี้หน้าคาดโทษเจ้าน้องชายลั่น หันรีหันขวาง ตั้งใจจะหาอะไรเขวี้ยงกบาลหมาตัวน้องสักที ในเมื่อคว้าตัวมาตีไม่ได้ ส่วนไอ้เจ้าบรรดาพี่ชายก็ได้แต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง แลยังช่วยกันออกรับแทนเช่นเคย

“ช่างน้องมันเถอะมูน เด็กมันหัวไว มันก็พูดเล่นไปอย่างนั้น”

“เต้ยก็เป็นซะอย่างนี้ เปรมก็เหมือนกัน ให้ท้ายมอสอยู่ได้ อย่างเจ้ามอสเนี่ยไม่เรียกว่าหัวไวแล้ว เรียกว่าแก่แดดต่างหาก กลัวจะเกเรเสียผู้เสียคนจริงๆเลย”

“ไม่เสียหรอกน่า เอาหัวเป็นประกัน”

“ให้มันจริงเถอะ”

มูนตอบพร้อมชำเลืองค้อนมายังสองชายที่ยังดำรงเสียงสรวลสันต์ ขมุบขมิบปากบ่นไปเรื่อยตามประสาแล้วก็ไม่สนใจอะไรอีก หันกลับไปทำหน้าที่เดิมคือคอยดูแลมื้อเช้าของเต้ยให้เป็นไปอย่างราบรื่นเรียบร้อยอย่างที่เคยกระทำเป็นจริยวัตร ไม่ว่าจะคอยเติมกาแฟที่พร่องไปให้เต้ย เพิ่มนมกับน้ำฝรั่งให้อีกอย่างละแก้ว หรือคอยคีบไส้กรอกกับแฮมเพิ่มให้ จะได้ไม่ต้องปล้นเอาจากจานของตน จวบจนพระสวามีรวบมีดรวบส้อม กระดกกาแฟอีกพรวด แตะผ้าเช็ดปากลงบนริมฝีปากนั่นแหละ การถวายงานจึงสิ้นสุด และโดยที่เต้ยมิต้องบอก หีบบุหรี่กลีบบัวก็ถูกเลื่อนมาวางไว้ให้ข้างๆ

“ขอบคุณครับ”

เต้ยกล่าวพร้อมกับโอบไหล่มูนแน่น จูบเบาๆลงไปข้างแก้มของมูนไม่อายสายตาเปรม จนมูนรู้สึกประดักประเดิดแทนจึงรีบเบี่ยงตัวออก ส่วนเต้ยก็ยังคงไม่รู้หนาวรู้ร้อน แถมยังหันมายักคิ้วพูดกับเพื่อนชายคล้ายอวดของรักของหวงเหมือนตอนเด็กๆ

“เยี่ยมไหมล่ะ”

“ยิ่งกว่าเยี่ยมอีกว่ะ ไม่ใช่เยี่ยมธรรมดา ต้องเรียกว่ายอดเยี่ยม สมกับเป็นยอดเมีย.. เฮ้อ กูเห็นทีไรก็อิจฉาทุกที อยากมีเมียกับเขาบ้าง ”

อิจฉาของเปรม มันเป็นแค่คำพูด เพราะสายตาทอประกายชื่นชมโสมนัสมายังเพื่อนทั้งสอง ปรีติจับทั่วใบหน้าคมเข้ม ราวกับใช้แสดงความยินดีไปล่วงหน้า ก่อนจะถึงยามค่ำคืนในวันที่ดีที่สุดของเพื่อนวันนี้

‘เหมาะสมแล้วที่คืนนี้ไอ้เต้ยจะยกขึ้นหิ้งอย่างเป็นทางการ’ เปรมคิด แต่มิได้พูด ด้วยรู้ดีว่าหากพูดขึ้นมา พระจันทร์ของเพื่อนย่อมสงสัยเซอร์ไพร์สอีกประการที่แอบวางแผนกันไว้ คงถูกซักไซ้ไล่เรียงจนแผนแตก

“งานคืนนี้ จะจัดใต้ฟากฟ้าเหนือทะเลฝัน และต้องงดงามดั่งเทพนิยาย พวกมึงฟังกูให้ดี แล้วช่วยจัดการตามนี้....”

เต้ยประกาศสั่งความด้วยเสียงดังกังวานบนนอกชานบ้านพักเมื่อครู่ใหญ่ และทุกๆคนก็พร้อมใจสนองตามกระแส เพื่อให้งานเลี้ยงที่คล้ายงานแต่งกลายๆ ระหว่าง “เพื่อนชายกับเพื่อนชาย” ดำเนินไปดุจเทพนิยายที่บทสรุปสุดท้าย คือ รักนิรันดร

วสุและมณีจันทร์ อัครพงศธร คือนามที่จะช่วยกู่ร้องกันให้ลั่นหาด ยามอัญมณีแห่งอัครพงศธรส่องประกายล้อแสงจันทร์แนบลงตรงนิ้วนางข้างซ้าย ท่ามกลางเสียงชโยกึกก้อง!!

งานของเต้ยคืนนี้คงราบรื่น แล้ว “งานของตนเอง” เล่า ชีวิตนี้จะมีเมื่อไหร่ หานางแก้วให้ได้ก่อนดีกว่าไหม อนุสติแย้งเปรมมาทันใด พร้อมกับคำถามที่พุ่งปราดเข้าโสตประสาทให้สะเทือนไปถึงประตูหัวใจทั้งสี่ห้อง

“ทำไมมึงไม่หาสักคน ”

 “ไม่ใช่ว่ากูไม่หา กูน่ะหาอยู่ แต่ยังหาดีๆไม่เจอ มึงก็รู้ว่าประเภทที่กูคั่วๆอยู่พาออกหน้าออกตาเป็นศรีสง่าได้ที่ไหน”

เปรมทอดเสียงตอบนิ่งๆ ระบายลมหายใจเสมือนจะท้อแท้ ที่ผ่านมาไม่ใช่เขาไม่หา แต่คุณสมบัติของสตรีที่เข้ามามันใช้ไม่ได้อย่างที่บอก พูดเรื่องนี้แล้วก็พาลพาให้ภวังค์อดีตจับ เพราะตั้งแต่วัยรุ่นถึงปัจจุบัน เขาเคยเริงร่าสนุกสนานกับการล่าอาณานิคม ตวัดดาบตะลุยดงดอกตามอาณาจักรผืนน้อยของบรรดาเหล่าสุวรรณบุปผาชาติอันดารดาษในสังคมราตรีนับไม่ถ้วน ด้วยจำนวนเมืองประเทศราชที่ปักธงชัยประจำตัวไว้ดาษดื่นนี้เอง เขาจึงปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นมหาราชได้พระองค์หนึ่ง แต่ในจำนวนเดินแดนมืองขึ้นที่ตีแตกมาได้นั้น หาได้มีเมืองใด ประทับใจหรือจับใจ จนยกให้เป็นเมืองหลวง แม้กระทั่งอาณาจักรล่าสุดซึ่งมีชัยภูมิเหนือกว่าอาณาจักรใดๆที่เขายึดอธิปไตยมาครอบครองได้อย่างไม่คาดฝัน

“เนินกุหลาบ” ในดินแดนท้ายสุด มันหอมหวนชวนให้ห้อตะบึงระเริงควบรถศึกซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบในคืนเดียว หัวใจลึกๆบอกตัวเองยังมิเต็มอิ่ม แต่ก็มิได้มีโอกาสเติมต่อ เพราะพอตื่นขึ้นมาจากห้วงสนิทนิทราสวาท  เนินมหาเสน่ห์เนินนั้นก็อันตรธานหายจากข้างกายไปแล้ว

“คิดซะว่า เป็นแค่เพียงฝัน ที่เราต่างคน ต่างเผลอเท่านั้น ลาก่อน”

เปรมยังจำข้อความในกระดาษโน้ตที่แปะหน้าประตูได้ หะแรกก็ดิ้นรนกระเสือกกระสน ติดตามอยากจะ “รับผิด” และถ้าเป็นไปได้ อาจจะ “รับชอบ” เอามาดูแล เพื่อความถูกต้อง แต่อนิจจาเวลานี้ ความรู้สึกมันเปลี่ยน

ที่เปลี่ยนมิใช่เปลี่ยนเพราะห้วงสวาทขาดช่วง ทว่าเปลี่ยนเพราะวาจาและการกระทำวันนี้ของเจ้าสตรีเจ้าของเนิน

ใครกันจะเอาสตรีที่ดูถูกผัวมาเชิดหน้าชูตา ขนาดเต้ยหล่อกว่า รวยกว่า ยังโดนดูถูก ซะย่อยยับ  อย่างนี้แล้วนายตำรวจธรรมดาๆอย่างเขาเล่าจะเหลืออะไร หากหลงคว้ามาคงไม่แคล้วถูกเจ้าหล่อนเรียก “ไอ้งั่ง” ลับหลัง  เกนหลงทำให้คิดได้ สมควรอย่างที่สุดแล้วที่จะปล่อยไปตามทาง ในเมื่ออยากให้เป็นแค่ความฝันเขาก็ยินดี ยุติเสียทีกับการกระตือรือร้นขวนขวายรับผิดชอบ

Ejaculate and separate, no relationship after all.
สาดกระสุนซัดกระจายสายน้ำแตก แล้วย้ายแยกตามแต่ใจไร้สิเน่หา!!

“ปากแหว่ง เพดานโหว่เหรอหมวด หรือเป็นออทิสติค ถึงได้คบออกหน้าออกตาไม่ได้ ” มูนแทรกถามขึ้นทำลายภวังค์ด้วยความอยากรู้มากกว่าจะขบกัด จนเปรมแทบสำลักกาแฟ

“โธ่มูน ไม่ใช่อย่างนั้น คือแบบคุณสมบัติไม่ผ่าน ก็พวกสวยแต่รูปจูบไม่หอมน่ะ ส่วนหัวใจของความเป็นเมีย เรากล้าบอกตรงๆว่าเทียบมูนไม่ติดฝุ่นเลยสักคนเดียว”  เปรมทอดเสียงอธิบายให้มูนฟัง แล้วตะโกนลั่นซ้ำเจตนารมย์เดิม

“ อยากมีเมียโว้ย” 

เต้ยได้ยินก็อยากจะเอื้อมมือไปตบกระโหลกเพื่อนนัก เพราะไอ้เพื่อนรักมัวแต่นั่งแหกปากตะโกนอย่างนี้ เมียที่ไหนจะมาหามัน แต่แล้วเขาก็ต้องเปลี่ยนความคิดกะทันหัน เพราะคนที่อยากเป็นเมียไอ้หมวดเปรมนั้น ดันเฮี้ยนปรากฏกายตามเสียงร้องเรียกขึ้นมาจริงๆแล้ว

 “มึงไม่ต้องตะโกนไปหรอก ... โน่น ว่าที่เมียมึงเดินมาโน่นแล้ว”

สิ้นเสียงของเต้ย ทุกสายตาก็หันไปมองตามทิศทางที่เต้ยบุ้ยปาก ซึ่งมีร่างใหญ่ยักษ์ปานภูเขาเลากาลูกย่อมๆ ปรากฏขึ้นในคลองจักษุ ร่างนั้นวันนี้ห่อร่างโอฬารด้วยผ้าบาติคสีม่วงหน้ากว้างหลายเมตรคล้องคอยาวถึงตาตุ่ม เด่นสะดุดตาด้วยลายดอกพร้อยร้อยดอกเบ้อเร่อสีทองล้อแสงตะวัน  กล้วยไม้ช่อใหญ่ขาวพิศุทธิ์ทัดอยู่ข้างหู มืออวบอูมกรีดกรายสยายสะบัดพัดจีบอันเป็นแอคเซสเซอร์รี่หรืออัฐบริขารประจำตัว ยุรยาตรเรื่อยมาตามทางเดินด้วยกริยาของสตรีผู้มีบรรดาศักดิ์ แทนการวิ่งควบปุเลงๆ จนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างที่เห็นกันเป็นประจำ

“อีช้าง มันแต่งตัวเหี้ยอะไรของมันวะ เมื่อกี้มันยังไม่แต่งแบบนี้นี่”

เต้ยกับเปรมหลุดปากชื่นชมออกมาพร้อมกัน ส่วนมูนนั้นเฉยๆเพราะชินเสียแล้ว แต่เรื่องคอสตูมลือเลื่องเครื่องแต่งตัว หาใช่สิ่งที่ทำให้ทุกคนส่ายหน้าเท่ากับเสียงแปร๋นๆลอยมาตามลมนำหน้าตัว ในบทเพลงลูกทุ่ง “ผู้ชายในฝัน” ที่อีนังพังแป้นเจ้าของเสียง สาระแนแปลงเพลงของพี่ผึ้ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ จากเดิมเสียใหม่ให้โลดโผนตามลักษณะวิสัย

“ตั้งแต่เป็นสาวเต็มกาย หาผู้ชายใหญ่ยาวไม่มี เมื่อคืนฝันดีน่าตบ ฝันฝันว่าพบผู้ชายใหญ่ดี พาไปเที่ยวดูหนัง พาไปนั่งถูหมี แล้วพาไปเยี่ยวในสวน เด็ดดอกลำดวนกระแทกให้ด้วยซี เสียบหูหนีไปตั้งหลายหน อ่ะเสียบหล่น เสียบหล่นตั้งห้าหกที ต๊กกะใจตื่นมาตีสี่ ...แหม เสียดายจัง  เฮ้อ เสียดายจัง”

“มึงลงไปเสียบมันสักทีไป๊ ไอ้หมวด อยากมีเมียไม่ใช่เหรอ เอาอีคุณท้าวบ่าวตั้งของกูนี่ไงแก้ขัดไปก่อน มันเคยการันตีว่า น้ำไม่แตกมันแจกไอโฟนเลยนะมึง  ถ้าเอาแล้วไม่มันส์ มันแถมเงินให้อีกสามพัน”  เต้ยกระซิบกระซาบ เข้าใจแนะนำเพื่อนสนิทนัก

“ฮึ่ยยยยย ส้นตีนแน่ะ กูไม่เอ๊า” เปรมร้องปฏิเสธเสียงหลง แลยังย้ำเป็นบทเป็นกลอน เอ่ยต่อราวกับตนเป็นพระอภัยมณี บริภาษนางผีเสื้อสมุทรที่ผลุดรุดขึ้นมายืนตระหง่านบนนอกชานพอดิบพอดี

 “ถึงมาดแม้นม้วยมุดสุดชีวาตม์
อย่าหมายมาดว่ากูจะสู่สม
สัญชาติยักษ์ไม่สมัครสมาคม
ขอทุดถมน้ำลายไม่ไยดี ” *

ทางฝ่ายนังอสุรีผีเสื้อสดับเสียง เพราะสำเนียงเสนาะในฤทัยหวน ทำเสแสร้งใส่จริตกระบิดกระบวน ละมุนม้วนเมียงหมอบแล้วยอบตัว กระพือซัดพัดจีบต่างกระบอง ให้กลิ่นหอมจรุงใจกำจายทั่ว เอื้อนเอ่ยตอบกลับไปไม่เกรงกลัว มิมามัวเสียเวลาประการใด

“พี่ด่าเถิดน้องจะปลอบมิตอบโกรธ
พี่จงโปรดเกล้าน้องอย่าหมองศรี
น้องหมายเหมือนภัสดาถึงด่าตี
ก็ตามทีเถิดเมียไม่เสียใจ

วอนให้พี่หวนมาเสียบดอกลำดวน
มาทิ่มทวนแทงให้เสร็จน้ำเล็ดไหล
แม้นเสียบหลุดเสียบหล่นไม่เป็นไร
ขอขี่เองควบไปสุดชีวา ”

เต้ยกับมูนผสานเสียงหัวเราะกันลั่นจนน้ำหูน้ำตาแทบไหลแทน ยามเพื่อนสนิททั้งสองใช้คารมคมหอกราวกับเป็นศิษย์ท่านบรมครูสุนทรภู่ตอบโต้ซึ่งกันและกัน ทว่าความเหนือชั้นของนางอสุรีแม่ผีเสื้อมีมากกว่า แม้จะอยู่ในขั้นผาดโผนหยาบโลนสองแง่สองง่าม หากแต่นังนี่ก็กระทำได้อย่างน่าเอ็นดู เพียงเพื่อจุดหมายที่จะได้ดูเอ็น 

 “สวรรค์รอมึงรำไรไอ้หมวดเอ๋ย
อย่ามัวเฉยแชเชือนเบือนหน้าหนี
ลุกขึ้นไปสนองมันให้สักที
จนอิ่มเอมเปรมปรีเป็นยอดชาย  ”

เต้ยกลั้นหัวเราะแทบตายก่อนลำดับเสียงต่อเล่นเป็นคำกลอนกับเขาด้วย แต่เปรมนี้สิไม่เล่นต่อ

“นรกชัดๆ ขุมสุดท้ายด้วย  สวรรค์บ้านมึงสิไอ้เต้ย หุบปากเลยมึง”
 
เปรมบอกกับเต้ยก็จริง แต่ก็ชิ่งไปด่ากระทบอีน้องอัยได้อย่างจัง นี่ถ้าเป็นตอนก่อนมาทะเล เปรมด่ามาอย่างนี้ นังนี่มีหรือจะไม่แผดเสียงโกญจนาทสวนกลับ ลากบรรพบุรุษของเปรมมาสรรเสริญเกียรติคุณที่ไม่ยอมสอนลูกสอนหลาน หากแต่ยามนี้ กริยาอาการของนางคชสารผสมยักษิณีผีเสื้อน้ำ แปรเปลี่ยนไป ต่อให้เปรมด่าเท่าไร นางก็แค่ค้อนขวับสะบัดสะบิ้งพอเป็นพิธี เอ่ยเอื้อนมธุรสวาจาเหมือนสมัยมัธยมไม่มีผิด

นี่แหละอานุภาพจูบที่ไม่ควรละเลยความสำคัญ จูบเบาๆเท่านั้นยังทำช้างสั่นช้างสะเทือน เปรมเป็นคนจูบคงลืมคงเลือนแลคงนึกไม่ถึงว่าจูบของตนจะมีฤทธิ์เฉือนบาดฤทัย ประหนึ่งปี่แก้วพระอภัยเลยทีเดียว

“คุณเปรมขา ยังไม่ทันลองอย่าเพิ่งตัดสินสิคะว่าน้องอัยจะเป็นนรก”

“เหอะ ไม่ลองกูก็รู้ ดูอย่างไอ้แบงค์สิ ได้มึงตอนมอสอง ชีวิตมันเจริญก้าวหน้าที่ไหน ติดศูนย์ตั้งหลายตัวตอนสอบปลายภาค อย่างนี้แล้วจะไม่เป็นนรกได้ไง”

ตำรวจหนุ่มหน้ามนตอบพร้อมเขยิบกายหนีแลช้างก็มิวายกระเถิบตามอย่างหน้าชื่นตาบานและกระพือพัดอีกระลอก ซัดกลิ่นแอ๊ปเปิ้ลหอมกรุ่นกำจายจากแบรนด์ดัง ดอนน่า คาราน นิวยอร์ค ตีตราดีลีเชียซ การันตีความอร่อยหากได้ลิ้มรส แล้วใช้ริมฝีปากอวบอูมเอ่ยเอื้อนตอบมาไม่ให้ขาดตอน

“แหม ทีในฝันเมื่อคืนตอนข่มเหงน้องอัยในสวน บอกว่ามีความสุขอย่างกับได้ขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ด สิบเอ็ดแสนชั้นพรหม”   
 
“เขาถึงได้เรียกว่าฝันยังไงล่ะ อีนรก” เปรมตอบเมียในฝันด้วยคำพูดคำจาน่าชื่นใจนัก

“คุณเปรมขา แต่น้องอัยเป็นคนฝันแม่นนะคะ ฝันตอนเช้ามืดเสียด้วย ตื่นมาดูนาฬิกาตีสี่พอดีเป๊ะ ฝันเทพนิมิตอย่างนี้ ไม่เคยมีคำว่าพลาด” 

ช้างเข้าใจเถียง ฝันเมื่อคืนไยจะจำมิได้ ภาพของคุณเปรมตอนนอนตะแคงแทยงเสียบสอดใส่ดอกลำดวนยาวใหญ่ในสวนให้ตนนั้น คือภาพฝันที่งดงามตรึงตาที่สุดในชีวิต และฝันนี้เองก็เป็นที่มาของเพลงลูกทุ่งที่ร้องเมื่อครู่

“ครั้งนี้ คงจะเป็นครั้งแรกที่ฝันของมึงไม่เป็นจริง” เปรมใช่จะมิเกรงฝันของอีนังอดีตคู่ปรับ ทว่าก็ฝืนตอบปลอบใจตัวเอง และยิ่งต้องหวั่นใจหนัก เมื่ออีช้างมันยังต่อปากต่อคำ

“อนาคตเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ และท่าทางราตรีนี้ยังยาวไกล คุณเปรมอย่าเพิ่งมั่นใจนัก”

ช้างชม้ายชายตาซ่อนเลศนัยและหักใจมิเติมอะไรต่ออีก ยังไงเสีย “แบล็ค เลเบิล”ที่สู้อุตส่าห์ขโมยพ่อมา จำต้องไม่สูญเปล่า น้ำสีอำพันเปลี่ยนนิสัย ย่อมแปรจิตเปลี่ยนใจใช้ “หลอก” ให้มาเพื่อ “ล่อ” อย่างแยบยลได้เสมอทุกยุคทุกสมัย ช้างคิดเงียบๆเช่นนั้น แล้วจีบปากจีบคอเปลี่ยนบทสนทนาไปอีกเรื่อง

“นี่ๆ น้องอัยมีเรื่องจะมาเล่าให้ฟังค่ะ เมื่อเช้าตรู่ น้องอัยเจอไอ้คุณก้องมหาศัตรูด้วย สภาพสะบักสะบอมเชียว เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ เขาจะกลับอัมพวาพอดี ป๊ะกับน้องอัยที่ล็อบบี้โดยบังเอิญ เขาเลยฝากความมาถึงมูนว่า เขาจะกลับก่อน หากมีโอกาสคงได้เจอกันที่อัมพวา แต่แหมไม่น่ากลับเร็วเลยนะคะ น่าจะอยู่ประชดให้ช้ำใจอีกสักคืน เพื่อเป็นสักขีพยานร่วมงานการฉลอง........ ”

 “อีช้าง!! ปากมึงนี่จริงๆ เดี๋ยวโดนตีนกูแทนดอกลำดวนของไอ้หมวดจนได้” เต้ยรีบปรามก่อนที่อีช้างจะหลุดเรื่อง ‘งานการฉลอง’ ออกมาทั้งยวง ทว่ามีหรือที่คนละเอียดอย่างเมียจะมิติดใจสงสัย เสียงนุ่มๆ ได้แทรกมาทันทีทันควัน

“งานอะไรเหรอช้าง ทำไมเราไม่เห็นรู้เรื่อง ”

ช้างรู้ตัวก็เริ่มอึกๆอักๆ หาคำตอบไม่ถูก และยิ่งเห็นฝ่าตีนอรหันต์ของเจ้าชายที่กำลังทรงขยับยิ่งหวาดหวั่น แต่แล้วฉับพลันก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาได้ เพราะคุณเปรมชายในฝันช่วยแก้สถานการณ์เพลี่ยงพล้ำทางวาจามาให้ทันท่วงที

“งานเลี้ยงสั่งลามาเที่ยวทะเลคืนนี้ไง พอดีเมื่อกี้พวกเราคุยกันที่บ้านนู้นว่าคืนนี้จะฉลองกันให้เต็มที่เพราะพรุ่งนี้ก็จะกลับกรุงเทพกันแล้ว จะบอกมูนพอดีก็ลืม”

“อืมเหรอ...อย่างนั้นเองหรอกเหรอ”

มูนตอบรับพยักหน้า ทำท่าเสมือนรับฟัง แต่คนสนิทอย่างเต้ยกับช้างที่ใกล้ชิดกว่าเปรมนั้น ย่อมรู้ดีว่าท่าทีสงบแบบนี้ จะตามมาด้วยการเค้นคอเอาคำตอบในภายหลังจากปากใครคนใดคนหนึ่งแน่นอน เต้ยไม่ห่วงตนเองเพราะมั่นใจในไหวพริบ หากแต่อีช้างป่าบาหยัน มันน่ากังวล เพราะนังนี่บางทีมันก็เก็บความลับอยู่ แต่ก็มีหลายทีที่หูรูดมันเสีย มูนจะไม่รู้จุดอ่อนของเพื่อนสนิทเชียวฤา เจ้าชายหมาบ้าจึงทรงกำชับนางคชสารบริวารทางสายพระเนตรเขม็งและมันก็รับรู้ความได้ดี

‘ระวังปาก อย่าหลุดอะไรมาอีก ถ้าแผนเซอร์ไพร์สเมียกูแตก มึงโดนถีบยอดอกอีกครั้งแน่ๆ’

‘เพคะ คุณเต้ย น้องอัยจะไม่พลาดอีก’

เพคะ เพขิง นำมาใช้ทูลตอบทางสายตาเป็นแม่นมั่น จนเจ้าชายยอมวางพระทัย ส่วนพระจันทร์ก็เหมือนไม่ติดใจอะไรเปลี่ยนไปสนทนากันเรื่องอื่นๆ และเข้าไปหยิบหนังสือที่ยืมแม่วาสิฏฐีมาอ่าน เลี่ยงมุมไปนั่งเงียบๆทิ้งให้เต้ยนั่งคุยไปด้วยทำงานไปด้วยกับเปรมและช้างต่อไป จวบจนแดดเริ่มร่มลมเริ่มตก สองหนุ่มจึงชักชวนกันลงจากบ้าน วิ่งลงไปสมทบกับพวกแบงค์และสนที่ยืนออรอกันริมหาด ช้างจึงอยู่กับมูนตามลำพัง และนั่นก็หมายความว่าหนังสือที่มูนเปิดอ่านอยู่ถึงคราวถูกปิดสนิทแน่นเป็นการถาวร ทว่ายังมิทันที่มูนจะได้เอ่ยปากอันใด อีนังเพื่อนสนิทสุดที่รักจอมทุรยศ ก็ชิงเปรยด้วยเสียงแปร๋นปาดหน้ามาเสียก่อน

“อ่านอะไรอยู่เหรอคุณเพื่อน”

“นิยาย ยืมคุณแม่มา”

มูนไยจะมิรู้นิสัยใจคออีนังเพื่อนสนิทนามน้องอัย ร้อยวันพันปีอีนังนี่เคยทอดธุระวิสาสะกับตนเรื่องหนังสือหนังหาเสียที่ไหน ซึ่งก็เป็นมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว แม้นบิดามันจะเป็นถึงบรรณาธิการชื่อดัง หากสายเลือดนักอ่านนักเขียนมีในตัวมันแค่เจือจาง ชีวิตทั้งชีวิตจนบรรจบเบญจเพศของช้าง จึงสนใจแต่หนังสือประเภทที่มีรูปภาพผู้ชายขายข้าวหลามหนองมนและตัวอักษรบรรยายความอร่อยใต้รูปชวนกระสันไม่เกินสองย่อหน้าหรือยาวหน่อยก็เป็นแค่ประสบการณ์สีม่วงที่บรรดาอีเก้งเขียนมาเล่าสู่กันฟังเพียงเท่านั้น 

ด้วยธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ เมื่อเรื่องหนึ่งจบ ย่อมมีเรื่องใหม่มาให้ขบคิด หรือบางคนหนักหน่อย คือคิดพร้อมกันทั้งหลายๆเรื่อง เฉกเช่นมูนในยามนี้ที่ลงความเห็นได้ทันทีว่า นางพญาคชสาร “กลบเกลื่อน” บางสิ่ง และการกระทำนี้ ต้องมาจากรับสั่งของเจ้าชายแน่แท้ หะแรกก็สงสัยเพียงแค่ระดับธรรมดา แต่ตอนนี้เห็นที “งานเลี้ยงสั่งลา” คงต้องมีอะไรซ่อนอยู่ ให้ค้นหามากกว่าธรรมดาเสียแล้ว

จะเป็นไปได้ไหมที่ “งานเลี้ยงสั่งลา” จะเกี่ยวข้องกับ “เซอร์ไพร์ส” ที่เต้ยบอกให้ “รออีกนิด” แลจะ “ยกขึ้นหิ้งอย่างเป็นทางการ”  ฤานาม “มณีจันทร์ อัครพงศธร” เต้ยมิได้เพียงแค่พูดเล่นๆ ทุกเหตุ ทุกประเด็น ไยโยงกันได้อย่างลงตัว สัญชาตญาณ ลางสังหรณ์บอกเช่นนั้น หากก็ยังปะติดปะต่อมิได้สมบูรณ์ มูนเลยหมายใจจะยิงเข้าประเด็นต่อ หากแต่ช้างก็เหมือนนกรู้ มิยอมเปิดโอกาสหรือช่องว่างให้มูนยิงเข้าเป้าหมาย ตรงกลางเรื่องคาใจเลยสักนิด


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“อุ๊ยต๊ายตาย แม่ผัวลูกสะใภ้เดี๋ยวนี้รักกันปานจะแหกตูดดม” นังช้างแม่ป่ะแรดทำเป็นตบอกค้อนขวับชวนให้อยากตบหน้ายิ่งนัก ก่อนจะทอดเสียงลอกเจ้าเลียนนายเวลาตรัสโดยมิเกรงเหาจะกินกบาล บรรจงลงขีดเส้นสนทนาให้มูนเดินตามมาได้เรื่อยๆ

“แล้วสนุกไหมล่ะ ใครแต่ง”

“นักเขียนหน้าใหม่น่ะ ช้างไม่รู้จักหรอก ส่วนสนุกหรือไม่นั้น ถ้าถามเรา เราว่ายังไม่ เพราะพล็อตเรื่องคนแต่งเขายึดตามแบบฉบับนิยายน้ำเน่าแทบจะทุกกระเบียด ”

“น้ำเน่ายังไง ไหนเล่าให้ฟังสิ หร่อนก็รู้ฉันขี้เกียจอ่าน ที่ผ่านมาฉันอยากรู้ว่านิยายเรื่องไหนเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร ฉันก็ให้หร่อนเล่าให้ฟังทุกที ” ช้างรุกให้เพื่อนเล่าไม่ยั้ง และนางคชสารช้างทรงก็ต้องยิ้มย่อง เพราะแม่พระจันทร์ก้าวเท้าเดินตามเต็มสองเท้า ด้วยเสียงเสนาะระเรื่อที่มาพร้อมกับเนื้อเรื่องย่อ

“ก็น้ำเน่าตรงที่ อีตาพระเอกเป็นคนอารมณ์ร้ายเอาแต่ใจ ส่วนนางเอกก็เป็นคนบอบบางชีวิตน่าสงสารเป็นลูกกำพร้า ทั้งสองเจอกันด้วยชะตาต้อง แต่เพราะความเกเรของพระเอกที่มีจุดประสงค์เพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทำให้นางเอกต้องเชิดหน้าใส่ นายพระเอกก็เลยไม่เข้าใจจึงคอยแกล้งรังแกด้วยคำพูดคำจาและการกระทำต่างๆนาๆ โดยที่นายซื่อบื้อนั่นหารู้ตัวไม่ว่าตัวเขานั้นหลงรักนางเอกตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นเข้าเต็มเปาแล้ว หากด้วยความปากแข็งผสมความโง่เง่าบวกจิตประสาทหน่อยๆ พระเอกจึงหันไปเลือกผู้หญิงอีกคนซึ่งเป็นเพื่อนกันมาเป็นแฟน ทีนี้นางเอกไร้สมองของเราซึ่งก็แอบรักพระเอกอยู่เหมือนกันก็เลยช้ำใจเงียบๆไปตามระเบียบอย่างน่าสมน้ำหน้า พอต่อมาเวลาผ่านไป ก็มีผู้ชายอีกคนมาหลงรักแม่นางเอกซึ่งก็เสน่ห์แรงตามแบบฉบับเช่นเคย พระเอกเห็นเข้าก็เลยหึง แสดงออกขัดขวางสารพัดสารเพ  และท้ายที่สุดเลยรู้ว่าหัวใจที่แท้จริงเขารักใคร”

ด้วยความที่อ่านหนังสือเร็ว และเก็บรายละเอียดได้ดีเสมอ พระจันทร์ดวงน้อยจึงเล่าให้ช้างฟังได้เป็นเรื่องเป็นราวราบรื่นไม่ตกไม่หล่นคล้ายภวังค์เคลิ้มจับเหมือนตอนเด็กๆยามได้สาธยายนิยายหลายๆเรื่องให้ช้างฟัง ตรงตามทางที่ช้างวางไว้พอดี
 
“ให้นังมูนมันพูดเรื่องหนังสือนิยาย มันจะได้ไม่สงสัยเรื่องงานเลี้ยง ถ่วงเวลาไว้ เดี๋ยวคุณเต้ยก็มาแล้ว”

ช้างคิดอย่างนั้น และแม้นช้างจะเข้าใจจับจุดอ่อนเพื่อนสนิทได้อย่างแม่นยำแนบเนียนก็จริง แต่ช้างหารู้ไม่ว่า “แกล้งโง่”ที่ตนเคยทำกับพี่ชายก้อง ตนมิได้เป็นเอตทัคคะตัวจริง แลเพลานี้ตนกำลังโดนย้อนรอยจากพระจันทร์ที่ลอยมาตามทาง

“เออว่ะ น้ำเน่าจริงๆ อย่างกับละครหลังข่าวของเราดีๆนี่เอง ว่าแต่พระเอกชื่อคุณเต้ย นางเอกชื่ออีมูนหรือเปล่ายะ ส่วนแฟนพระเอกชื่ออีเกรซ” ช้างขัดขึ้นกลั้วหัวเราะลั่นทิ้งน้ำเสียงเจ้านายในวังหลวงกลับมาแผดเสียงเป็นช้างป่าตามสันดานดังเดิม จนคนเล่าที่ตนคิดว่ากำลังเล่าเพลินๆ ต้องรีบปฏิเสธ

“นังบ้า!! ไม่ใช่ อย่าเพิ่งขัดสิ กำลังเล่าเคลิ้มๆ แล้วจะฟังต่อไหมนี่”

 “ ฟังสิยะ แต่อย่าบอกนะว่า พระเอกทิ้งแฟนมาหานางเอก แล้วผู้หญิงคนนั้นก็กลายเป็นนางร้าย”

“เกือบถูก แต่ไม่ใช่ซะทีเดียว พระเอกโดนแฟนทิ้งต่างหาก เขาเลยกลับมาหานางเอกให้นางเอกผู้แสนดีช่วยรักษาแผลใจ สารภาพรักอย่างเปิดอกและปรับความเข้าใจกันจนนางเอกใจอ่อน ยอมตัดสินใจคบกันในที่สุด ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คือ....”

มูนหยุดพูดกะทันหัน ยกน้ำฝรั่งขึ้นมาจิบแก้กระหาย แลแอบตวัดปลายสายตา ชำลอบชำเลืองมองนังเพื่อนรักที่กำลังเริ่มเป็นนางยักษ์นั่งไม่เป็นสุขอย่างพึงใจ ความกระหายใคร่รู้จับนังนี่เข้าให้แล้ว คำว่าเพลิน คงมิได้บังเกิดแค่จากฝั่งคนเล่า หากมีมายังฝั่งคนฟังด้วย ช้างเพลินเสียจนกระทั่งไม่รู้ตัวว่าถูกตนผลักตกหลุมพรางที่แอบใช้สมองดอดมาขุดดักหน้ารอไว้

‘เราต้องใช้ช่วงช้างเผลอให้เป็นประโยชน์ เพราะเป็นช่วงที่ดีที่สุดปลอดทั้งเต้ยปลอดทั้งเปรม สอบความ หลอกถามย่อมทำได้ง่ายๆ  ถ้าถามดีๆ หรือคาดคั้นอย่างคราวก่อนๆ แม่นี่คงบ่ายเบี่ยงสารพัด ดีไม่ดีอาจจะลุกหนี เราจะเสียโอกาส คงต้องใจเย็นๆ ทำให้ตายใจ แต่เราจะเข้าประเด็นอย่างไรนี่สิสำคัญ’

มูนเปรยกับตนเองเงียบๆในใจ เช่นนั้น และเป็นที่แน่นอนว่าช้างย่อมมิรู้ในสิ่งที่มูนครุ่นคิดอยู่ ไม่ได้เฉลียวใจใดๆทั้งสิ้น ตาหรี่เล็กจึงจับแต่ภาพเพื่อนสาวจิบน้ำผลไม้แช่มช้าพารำคาญใจ

“คืออะไร หยุดทำไมล่ะอีนี่”

“ขอดื่มน้ำอีกหน่อย คอแห้ง” มูนแสร้งยั่ว และมันก็ได้ผล

“แดกให้มันเร็วๆสิ แล้วเล่าต่อ อย่าตัดฉับให้กูค้าง กำลังเพลินทีเดียวเชียว”

“แหมช้างนี่ก็ ทำเป็นใจร้อนไปได้ ” มูนทำลีลาค่อยๆลดมือวางแก้วน้ำฝรั่งเนิบๆ จนอีนางคชสารแย่งจากมือไปวางให้เสียเอง แล้วชิงแผดเสียงมาอีกครั้ง

“หร่อนเล่าซะทีสิโว้ย อีตุ๊ด”

“ก็บอกแล้วไงนิยายน้ำเน่าไม่มีอะไรมาก ก็แค่แม่แฟนเก่าดันท้องกับพระเอก”

“ว้าย อีห่า อย่างนี้ยังจะไม่มีอะไรมากอีกเหรอ ทำไม๊ ทำไมนะ ไอ้เจ้าพระเอกตอนบุกเกาะโฟล์คแลนด์อีนั่น มันไม่ยอมใส่คอนดอม แล้วอย่างนี้อีนางเอกมันจะทำยังไง หรือว่านั่งร้องไห้ ยอมช้ำใจ ปล่อยพระเอกกลับไปกับอีแฟนเก่า”  ช้างยามนี้หลงลืมจุดประสงค์ของการเบนความสนใจมาเสียสิ้น ถามอย่างออกอรรถรส ใส่อารมณ์ไม่หยุด

“ใช่ นางเอกยอมเพื่อความถูกต้อง ไม่อยากพรากพ่อแม่ลูกออกจากกัน ทนอยู่กับความเจ็บปวดอีกครั้ง ส่วนพระเอกก็จำยอมฝืนใจกลับไปแต่งงานกับแฟนเก่า เพราะพ่อแม่ทางฝ่ายหญิงยืนยันให้แสดงความรับผิดชอบ เราเองก็ยังอ่านไม่จบดีนักหรอก เลยไม่รู้ว่ามีอะไรพลิกผันต่อจากนี้อีกหรือเปล่า แต่เมื่อกี้ก็แอบพลิกไปดูหน้าสุดท้าย เหมือนนางเอกจะป่วยเป็นโรคฮิตพิสดารรักษาไม่หาย ตายคาอ้อมอกพระเอกที่กลับมาทันดูใจแค่ไม่กี่วินาทีประมาณนั้น”

“กูไม่ย๊อม กูไม่ยอม เริ่มต้นเป็นนิยายไทย ตอนจบจะเสือกเป็นหนังเกาหลีไปได้ยังไง ทำไมมันถึงรันทดอย่างนี้ โธ่แม่น้องนางเอกผู้น่าสงสารของหญิงพี่น้องอัย ”

ช้างค่อนข้างจะอินเอามากๆ ตาเป็นประกายของนางเมื่อครู่เริ่มมีรอยรื้นคลอเต็มหน่วย แลคงไหลพราก หากมูนไม่ยื่นกระดาษทิชชู่ส่งมาให้ซับ นี่แค่เล่าให้ฟัง ช้างยังเซ็นสิทีฟอ่อนไหวจนเกินเหตุขนาดนี้ หากให้นั่งอ่านเองมันจะเป็นขนาดไหน สิ่งที่มูนทำได้คือช่วยปลอบไปให้คลายโศกตามประสา 

“ช้างมันก็แค่นิยายน้ำเน่าน่ะ เราว่าช้างโดนเปรมด่าเมื่อกี้น่าร้องไห้กว่าอีก”

มูนปลอบเพื่อนให้คิดซะว่าเป็นนิยายน้ำเน่า แต่มูนคงจะลืมไปว่านิยายน้ำเน่ามันขายดิบขายดีมาหลายสมัยในสังคมไทยและส่วนใหญ่เหตุการณ์มันน่าเป็นไปได้เสียด้วย อย่างที่ช้างกำลังร่างวางพล็อตให้กับนิยายชีวิตของมูน

“ย่ะ อีนังคนเข้มแข็ง หร่อนลองคิดเป็นตัวหร่อนเองสิ แล้วหร่อนจะเศร้าตาม ลองคิดดูเล่นๆก็ได้ว่า ถ้าวันหนึ่งอีเกรซมันเสือกท้องป่อง แล้วมันสาระแนมาบอกว่าคุณเต้ยเป็นพ่อเด็ก บังคับให้คุณเต้ยรับผิดชอบจนต้องแต่งงานกับมัน หร่อนจะทำยังไง ฉันรู้จักนิสัยหร่อนดี หร่อนก็คงอยู่กับความเจ็บช้ำเสียใจเงียบๆ ท้ายสุดก็ต้องตรอมใจ ไม่ต่างอะไรกับอีน้องนางเอกคนนั้น และฉันก็มองเห็นภาพอีกว่า หร่อนต้องนั่งดูรูปคุณเต้ยปึกนั้นทั้งปึกแล้วร้องไห้ข้างหน้าต่างเหมือนที่เคยเป็น”

ช้างคงพูดไปเพราะอารมณ์ตามนิยาย ตายังแดงกล่ำคงเพราะซับน้ำตาแรง มิทันได้คิดและสังเกตว่าคนฟังอย่างมูนจะชะงักงันเพียงไร นี่ถ้าคุณเต้ยอยู่ช้างคงโดนถีบยอดอกโทษฐานเอาไวรัสสายพันธ์เยอะมาแพร่ให้เมียสุดที่รัก ทั้งๆที่เต้ยพยายามกำจัดให้หมดไปจากตัวของเมีย

มูนเองได้ฟังก็นิ่งไปเพียงครู่ ทว่าที่นิ่งมิใช่นิ่งเพราะรับฟังคำพูดนังเพื่อนสนิทไม่ได้  หากแต่นิ่งเพราะไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้มาก่อน และเมื่อมีคนมาจุดไฟให้คิด สมองจึงทำงานหนักเป็นพิเศษและมันก็เป็นการทำงานที่ได้ผลลัพธ์รวดเร็วที่สุด มิมีสิ่งใดให้ต้องลังเลในการตัดสินใจกับกระทำบางอย่างในกรณีเหตุการณ์สมมุตินั้นเกิดขึ้นจริง ที่สำคัญมันต่างกับที่ช้างวางบทเขียนโครงเรื่องไว้ให้อย่างสิ้นเชิง

“ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงกับเรา เราจะไม่มีวันมัวมานั่งร้องไห้ เสียใจอย่างน้องนางเอกของช้างให้โง่ ขอให้ช้างรู้เอาไว้เถอะว่า คนที่ร้องไห้น่ะต้องไม่ใช่เรา แต่จะเป็นเกนหลงที่กำลังท้องป่อง และหากเกนหลงเขาพอใจจะกลับมาพร้อมสมองที่ใช้เล่ห์ระดับพล็อตนิยายน้ำเน่าแค่นี้ล่ะก็ ช้างเตรียมรอดูฉากที่สมองและไหวพริบของเราใช้กดหัวเขาให้จมน้ำเน่า จนสำลักน้ำโสโครกชนิดนั้นตายให้ดี”

จากน้ำเสียงเย็นระเรื่อ กลายเป็นโทนเสียงเย็นยะเยือก ช้าชัด มิต่างอะไรกับตอนใช้ประหัตประหาร ชิงไหวชิงพริบกับเกนหลงทางโทรศัพท์ ร่างบางที่จากเดิมนั่งหลังตรงเป็นปกติอยู่แล้ว ยามนี้ยืดตรงกว่าที่เคยเป็น เศียรน้อยๆตั้งตระหง่าน ใบหน้าลออเชิดเรียบนิ่ง ค้านกับดวงเนตรกลมโตน้ำตาลใสอันมิได้นิ่งตาม....ช้างเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าเพื่อนที่นั่งอยู่ตรงหน้ายามนี้คือผู้ใด 

ตั้งแต่คบกันมา มูนไม่เคยทำทีท่าและน้ำเสียงทรงอำนาจเฉกนี้ให้ช้างได้เห็นได้ยิน ครั้นพอประสบเข้าทั้งทางสายตาแลทางหู ช้างจึงได้แต่นั่งตะลึงอ้าปากค้าง มืออวบอูมสั่นระริกระรัวและยกมาวางแหมะแปะกลางอกโดยมิรู้ตัว และยิ่งตะลึงอึ้งหนักขึ้นไปอีกยามได้ฟัง เรื่องกุหลาบจากฝรั่งเศสที่หาญกล้าโชยกลิ่นมาท้าทายจนถูกตีพ่ายดอกกระจายกลับไปไม่เป็นกระบวน

“พะ เพื่อนมูน วันนี้หร่อนน่ากลัวมาก ถ้าฉันเป็นอีเกรซ ฉันคงต้องคิดแล้วคิดอีก หากจะกลับมารังควาน”

“เพราะเกนหลงไม่ใช่ช้างน่ะสิ เขาเลยไม่คิด เรากล้าบอกได้เลยว่าเขากลับมาแน่ ลางสังหรณ์และสัญชาตญาณของเราบอกอย่างนั้น ก่อนเกิดเหตุวันนี้ เราเคยกลัวการกลับมาของกุหลาบ แต่ตอนนี้เราไม่กลัวแล้ว อยากเจอซะด้วยซ้ำ และนับว่าเป็นโชคดีที่เต้ยทำให้เรามั่นใจในตัวเขามากขึ้นอย่างที่เล่าให้ฟัง จนเราไม่มีอะไรเคลือบแคลงหรือระแวงว่าเต้ยยังอาลัยอาวรณ์ มีแต่กังวลกับมารยาหญิงที่เกนหลงคงจะงัดมาใช้เท่านั้นแหละ และก็ต้องคอยดูอีกว่าผู้ชายของเราจะหนักแน่นตามทันเล่ห์กุหลาบหรือเปล่า ” กระแสเสียงของมูนยังเรียบนิ่งกังวานชวนให้คนฟังยิ่งสั่นสะท้านนัก

“คุณเต้ยเป็นคนฉลาด ฉันว่าคงตามทันอีนั่นแน่ แต่หร่อนคิดได้อย่างนี้ก็ดีแล้ว ฉันบอกตรงๆ ถึงแม้ฉันจะกลัวแทนอีนังเกรซ แต่ฉันก็ภูมิที่หร่อนเข้มแข็งขึ้น ผิดไปจากสมัยก่อนมาก จนฉันหมดห่วงแล้วว่าหร่อนจะถูกใครรังแก จำไว้!! หร่อนคือเจ้าของแหวนที่คุณเต้ยเลือกแล้วว่าคู่ควรและควรฆ่าบรรดาอีพวกสารพัดดอกที่คอยหาทางส่งกลิ่นขึ้นหิ้งให้รำคาญใจ”

ช้างแม้จะเกรง หากก็ยังเปรยขึ้นยาวเหยียด เอื้อมงวงอวบๆ มากุมมือมูนแน่น สำแดงความจริงจากใจ ทั้งชื่นชมทั้งให้กำลังใจมูน และช้างก็ควรได้รับการชื่นชมกลับ เพราะคำพูดของช้างบางคำทำให้มูนหาช่องที่เฝ้ารอเจอ ช้างมิรู้ตัวว่าหลุดอะไร และคนที่ฟังอย่างตั้งใจ ก็คว้ามาได้เกือบทั้งยวง

‘เจ้าของแหวนที่คุณเต้ยเลือกแล้วว่าคู่ควร’ จะมีปริศนาตื้นลึกหนาบางอย่างไร คงจะได้สดับในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ทว่าความรู้สึกลึกๆบอกมาว่าเป็นเรื่องดี และคงจะเป็นการแสดงความโง่อย่างสุดแสนถ้าอ้าปากถามช้างไปว่า “แหวนอะไร” อย่างที่ตนเคยถามว่า “งานอะไร”เมื่อครู่ สมองจึงช่วยเปลี่ยนคำพูดให้เสียใหม่ สวมรอยย้อนกลับไปภายในเสี้ยววินาที

“เออใช่... ช้างพูดถึงแหวนเราเลยนึกขึ้นได้ ไม่รู้เอาไปวางไว้ที่ไหน เดี๋ยวเรามานะขอไปดูในห้องนอนก่อน”

“อ้าว อีนี่พูดเป็นเล่น แหวนอะไร แพงไหม” ช้างอ้าปากถามคำถามนั้นมาซะเอง มีหรือพระจันทร์จะมิซ่อนยิ้ม

“ไม่รู้ราคาเหมือนกัน เต้ยเขาฝากเราไว้บอกว่าจะใช้ทำธุระ สงสัยหายไปแล้วแน่เลย”

มูนไม่ได้โกหกเรื่องราคาเพราะไม่รู้จริงๆ แลในเมื่อช้างบอกว่าเต้ยเลือกตนให้คู่ควรกับแหวน อ้างว่าเต้ยฝากไว้ย่อมอ้างได้ และเขาก็ฝากไว้จริงๆ แต่มิได้เดินมาฝากกับตัวหรอก ทว่าเพิ่งเหาะมาฝากในใจกลางสมองตอนที่พูดตอบช้างนั่นเอง

 “ต๊ายยยยย อีห่า รีบไปหาให้เจอเร็ว เดี๋ยวผัวหร่อนมาโดนกระทืบตกบ้านพอดี ”

ช้างเปลี่ยนลักษณาการรวดเร็ว หน้าตาตื่นยิ่งกว่าโขลงแตก รีบลุกขึ้นกระวีกระวาด ปราดตามมูนเข้าไปด้านในห้องนอนเตรียมช่วยค้นหาแหวนอย่างกับตัว “กอลลั่ม” ในหนังเรื่อง เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง ... แม้นขาใช้เดิน หากปากก็พร่ำบ่นได้ไม่หยุดตามนิสัย แต่การพร่ำบ่นที่ “เดาเรื่องไปเอง” ครั้งนี้แหละ มูนฟังแล้วก็ซ่อนปรีติแทบจะไม่อยู่ ประเด็นต่างๆที่โยงใยต่อกันไม่สมบูรณ์ เพลานี้เชื่อมติดสนิทแน่น เพราะคีย์เวิร์ดสำคัญจากปากนางคชสารแท้ๆ

“ อีมูนนะอีมูน อีสะเพร่าทำอะไรหายไม่ทำ เสือกทำแหวนที่ผัวจะสวมให้ในงานเลี้ยงคืนนี้หาย มันน่าตบสักฉาดสองฉาด อีเวรนี่ หร่อนนึกดูดีๆสิ เอาไปวางไว้ที่ไหน เดี๋ยวได้ซวยกันหมด ผัวหร่อนยิ่งอารมณ์ร้ายๆอยู่ ดีไม่ดีกูซวยไปด้วย  ”

ช้างจะรู้ตัวไหมว่า มูนพูดแค่เป็นแหวนที่เต้ยฝากไว้ใช้ทำธุระ ...แต่ตนนี้สิกลับบอกมาให้เองว่าเป็นแหวนอะไร และแหวนประเภทนั้นก็ทำให้รุกฆาต คว่ำหมาก คลายสงสัยได้ทั้งกระดาน

“นั่นสิวางไว้ที่ไหนนะ นึกไม่ออก”

“นึกดีๆ ตกอยู่ใต้เตียงหรือเปล่า ช่วยฉันยกหน่อยสิ”

ไหนๆก็ยิ้มออกแล้ว มูนจึงขอเล่นต่อแกล้งทำท่าคิดอีกเพียงครู่ แต่ก็มินานนัก เพราะสงสารอีนังเพื่อนรัก ที่ทำท่าจะรื้อเตียงจริงๆจังๆ จึงรีบหันหน้ามายิ้มให้อย่างสดใส 

“ นึกออกแล้วช้าง ไม่ต้องหาแล้ว แหวนไม่ได้อยู่ที่เราหรอก แต่อยู่ที่เต้ย”

“เอ๊ะ ยังไงของมึง อีมูน เดี๋ยวอยู่ที่มึง เดี๋ยวอยู่ที่ผัวมึง สรุปแหวนอยู่ที่ใคร มึงเอาให้แน่ กูหัวใจจะวาย” ช้างเท้าสะเอวทันใด เริ่มเปลี่ยนสรรพนามเรียกเพื่อน จาก “หร่อน”ที่ชอบกระดกลิ้น เป็น “มึง” อย่างที่ใช้อยู่บ่อยๆ

“ไม่ยังไงหรอก ก็อยู่ที่เต้ยนั่นแหละ ช้างบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเขาจะสวมแหวนให้เราในงานเลี้ยงคืนนี้ ฉะนั้นแหวนก็ต้องอยู่ที่เขาสิ จะมาอยู่ที่เราได้อย่างไร” 

มูนพูดจบก็กระโดดตัวลอยโผเข้าไปกอดนังเพื่อนสนิทแนบแน่น ซุกหน้าลงไปตรงกลางอกกระเพื่อมอย่างที่เคยทำกับคุณยาย ก่อนจะเงยหน้ามากล่าวต่อกลั้วหัวเราะระเรื่อชอบใจ แต่ช้างนี้สิ คงหัวเราะอันใดไม่ออกอีกแล้ว

 “ขอบใจนะจ๊ะน้องอัยเพื่อนรักที่ช่วยบอกเซอร์ไพร์สให้โดยไม่ต้องคาดคั้น ไม่งั้นเราก็ไม่รู้ว่างานเลี้ยงคืนนี้ ไม่ใช่แค่เลี้ยงสั่งลาธรรมดา แต่ช้างไม่ต้องกลัวไปหรอก เพราะเรารับรองว่าเราจะแกล้งโง่ได้อย่างแนบเนียนอย่างที่ทำเมื่อกี้ และเราจะไม่บอกเต้ยเป็นอันขาดว่าเรารู้เรื่องเซอร์ไพร์สคืนนี้มาจากปากช้างแล้ว  ”

ช้างนอกจากจะหัวเราะไม่ออก หนำซ้ำยังอ้าปากหวอ ตาทั้งสองข้างเบิกโพลงค้างเติ่ง กว่าจะรู้ตัวว่าหลุดอะไรมันก็สายไปเสียแล้ว ตั้งใจจะชวนอีนังพระจันทร์คุยจนเพลิน แต่ที่ไหนได้ตนกลับเพลินมาเสียเอง... เพลินเสียจนกระทั่งตนตายใจ คิดเอาว่านังเมียคุณเต้ยมันหลงลืมเรื่องสงสัยไปเสียสนิท แถมยังดันหลวมตัว หลงกล ช่วยหาแหวนมาเสียอีก  หากนั่นมันยังไม่ สำคัญเท่า ตนคายแหวนหลุดจากปาก และอีนังเพื่อนรักก็คว้าไว้ได้ทั้งวง จนรู้ว่าเป็นแหวนอะไร ใช้ทำอะไรในงานเลี้ยงฉลองของค่ำคืนนี้

“อ๊ายยยยยยยย  อีมู้น อีพระจันทร์เจ้าเล่ห์ บังอาจลวงกูให้ทุรยศเจ้าชาย ร้ายทั้งผัวทั้งเมีย กรรมอะไรของกูวะ” ช้างแผดเสียงกรี๊ดลั่นราวกับถูกควาญเอาขอสับลงตรงกลางหน้าผาก สะบัดสะบิ้งเบี่ยงตัวหนี ลงไปนอนแถกกระดี่เป็นปลาวาฬเกยตื้นกลางผืนพรม แล้วแหกปากกร่นด่าชะตาชีวิตตนเองเสียงสนั่นกว่าเดิม

“ชีวิตน้องอัยทำไมซวยอย่างนี้ โดนอีตัวเมียหลอกยังไม่พอ เดี๋ยวคงโดนส้นตีนไอ้ตัวผัวถีบยอดอกเข้าอีกแน่ๆอีช้างเอ๊ย...  คุณเปรมขาช่วยเมียด้วยค่า!! ”

 “โธ่ช้าง!!  ใครจะปล่อยให้ช้างถูกถีบยอดอกได้ลงคอ” มูนพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบให้เพื่อนสาวคลายตกมัน มิสนใจดวงตาหรี่เล็กซึ่งเปลี่ยนลักษณาการจากเบิกโพลงเมื่อครู่ เป็นค้อนขวับประหลับประเหลือกมีมาพร้อมเสียงโกญจนาทแสบแก้วหู

“มึงไง”

“ไม่หรอกน่า เราสัญญาไว้แล้วไงว่าเราจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ ” มูนกล่าวเชิงปลอบอีกระลอก อีกทั้งยังเปิดวงแขน โอบนังพังแป้นแน่น แม้นสองแขนจะรึงรัดรอบตัวนางมิถึงก็ตาม หากยังพอตระกองกอดไว้ในอ้อมอกได้ แล้วจึงทอดเสียงระเรื่อประดุจเจือเสียงพิณเสนาะ แสนไพเราะน่าฟังและจะฟังขึ้นในโสตประสาทอีช้างพังนัก หากมันไม่ทันคิดตาม

“เอาเป็นว่าช้างเคยโง่ยังไง เราก็จะแกล้งโง่อย่างนั้น หรือจะให้ยิ่งกว่าก็ได้”

“แน่นะยะ งั้นก็ทำให้มันโง่มากๆหน่อย และขอให้เป็นอย่างที่พูดแล้วกัน ” เสียงแปร๋นลดวอลลูมลงมานิดหน่อย หากก็แค่เพียงครู่เท่านั้น ครั้นพอได้คิดตาม มีหรือนางจะมิแผดเสียงลั่นกว่าเดิม 

“อ๊าย อีห่านี่ หลอกด่าว่ากูโง่เหรอ”

“ก็แค่เปรียบเปรยน่ะ ไม่ได้ด่า คนโง่ที่ไหนจะมีปัญญาจัดการกับสองนายนิชคุณเมื่อวานได้”  มูนหยอดยิ้มๆ เว้นวรรคดูอาการเพื่อนเพียงครู่ แล้วกล่าวต่อ “เอาน่า อยู่เฉยๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“กูไม่เฉยและกูก็โกรธมึงแล้วด้วย ” ร่างใหญ่โตโอฬารแหกปากเสร็จก็ยันกายขึ้นมาทำเป็นเบี่ยงตัวหนี แต่ก็ต้องแน่นิ่ง ยามพระจันทร์รื้อฟื้นบางเรื่อง

“แหมอีนังคุณเพื่อนช้าง แค่นี้ก็ต้องมาทำเป็นโกรธ อย่าหาว่าเราเอาเรื่องเก่ามาพูดเลยนะ ทีอีตอนอยู่มัธยมครั้งมาเก็บตัวนักกีฬา ช้างยังเคยทรยศหลอกลวงเรา ผลักเราเข้าไปในห้องนอนนักบาสทั้งทีม เรายังไม่โกรธอะไรช้างมากมายเลย”

ช้างไยจะจำเหตุการณ์คืนวันมาเก็บตัวนักกีฬาครั้งมัธยมไม่ได้ เพราะมันเป็นเหตุการณ์เดียวกันที่เพิ่งคุยรำลึกความหลังกับมูนเมื่อบ่ายวานตรงริมหาด เล่ห์ลวงดังกล่าว คงทำให้อีนังมณีจันทร์มันแค้นเคือง และครั้งนั้นก็หาใช่ครั้งเดียวไม่ เพราะมีอีกหลายต่อหลายครั้งที่อีเพื่อนสาวรูปสวยมันพาซื่อหลงกล ซึ่งในแต่ละครั้งที่ตนทำไป ก็มีเจตนาดีทั้งสิ้น คืออยากให้เพื่อนมีผัว แต่พอยามนังนี่มันตอบแทนย้อนรอยเอาคืน มันดันหาส้นตีนแทนหาผัวมาให้เสียนี่

“ฝ่าตีนอรหันต์” อันเคยขนานามนั้น ประจักษ์แก่สายตาอยู่หลายครั้ง ชวนเข็ดขยาด ทั้งพี่อั๋น คุณน้องณัฐมอสี่ เจ้าอัศวินหน้าตี๋ แลตน ต่างก็เคยโดนกันมาแล้ว และวันนี้ตนอาจจะได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ปูนบำเหน็จรางวัล อวยเกียรติยศเป็นกรณีพิเศษกว่าใคร ในการลิ้มชิมรสอีกครั้ง เหตุจากความอยากรู้อยากเห็นจากอีนังตัวเมีย ศรีภรรยาคุณเจ้าของตีนเพียงผู้เดียว

“มึงแก้แค้นกูเหรออีเวร”

“คนละเรื่องเลยช้าง แค่ยกมาอ้างเฉยๆว่าเรายังไม่โกรธอะไรช้างมากเลยที่เราเคยเสียรู้ช้างในวันนั้น ถ้าเราจะแก้แค้นน่ะ เราทำไปนานแล้วและก็ทำหนักกว่านี้ด้วย ที่เราทำเช่นนี้ เพราะถามดีๆก็คงไม่มีใครบอก ช้างก็รู้นิสัยของเราดีนี่ว่า เราไม่ชอบให้ใครปกปิดหรือโกหกอะไร ตะกอนความสงสัยในตัวเรามันพวยพุ่งได้ง่ายเสมอ ” 

มูนอธิบายด้วยกระแสเสียงกลั้วหัวเราะเย็นยะเยียบระคนสุขใจ หรืออาจจะสะใจในทุกๆท่วงทำนอง ก่อนลำดับเสียงสดใสหยอดคำหวานต่อ ประหนึ่งมหามนตรากำราบนางพญาคชสารให้คลายอารมณ์กรุ่น ซึ่งมิต้องใช้บทพระพุทธคาถา ‘นาฬาคิริง คะชะวะรังฯ’ ในบทสวดพาหุงมหากา ที่พระพุทธองค์ทรงใช้โปรดพญาช้างนาฬาคิรีแต่อย่างใด

มูนย่อมรู้นิสัยเพื่อนดี เพื่อนสาวของตนนี้โปรดปรานอะไร
“น้ำมันนวด” อีกทั้ง “หน้าตาและลีลาของเด็กนวดบั้นเอวแกร่ง” คือคำตอบนั้น

“อย่าโมโหไปเลยนะคนสวย เดี๋ยวเราช่วยจ่ายแพ็คเกจสปาให้ ”

ศิลปะในการหาเครื่องล่อตามจริตคงจะไม่มีใครยอดเยี่ยมเกินมูนในเวลานี้ เพราะอีช้างร่านสวาทเชือกใหญ่ ตาหรี่ๆของมันเริ่มลุกวาวเปล่งประกายวูบวาบ เสียงกรีดร้องสะบัดสะบิ้งเกินหญิงแทบห่างหายภายในฉับพลัน ด้วยข้อเสนออันสุดพิเศษคือแพ็คเกจร้านสปาหรือร้านนวดเฉพาะ นาม “กะดอนิส” เลียนชื่อ “อะดอนิส” ชายในกรีกปกรนัม ซึ่งช้างเคยมาเล่าประสบการณ์นวดนาบอันหฤหรรษ์ ณ ร้านนวดที่นั้นให้ฟังข้างๆหูอยู่บ่อยๆ  อย่างนี้แล้ว ไยนางจะมิพึงใจ แต่ยังคงสงวนท่าทีเอาไว้

“หร่อนจะซื้อให้ฉันสักเท่าไหร่  ถ้าแค่หนึ่งหรือสองไซร้ไม่ต้องการ”

“สักครึ่งโหลน่าจะเพียงพอไหม  ไปนวดนาบให้ถึงใจตามสังขาร” ประโยคเด็ดประโยคนี้แหละ ทำให้ช้างหันมายิ้มกว้างได้แล้ว  อาการโมโหโกรธาปลาสนาการสูญสิ้น ได้ผู้ชายไม่ต้องจ่ายตังค์ตั้งหกคน ใครบ้างจะมิหายกริ้ว

“แหมอีเพื่อนรักนั้นช่างรู้ในสันดาน   ใช้ชายชาญมาล่อใจให้ล่อกู”

“ตกลงตามนี้ หายโกรธเราแล้วนะ”

“ย่ะ หายก็ได้...แล้วหร่อนแน่ใจนะยะว่าจะเสแสร้งแกล้งโง่เรื่องผัวจะสวมแหวนคืนนี้ได้แนบเนียนจริงๆ คุณเต้ยเป็นคนฉลาดอย่างร้ายกาจ ถ้าหร่อนมีพิรุธแม้แต่นิดเดียว ผัวหร่อนต้องจับได้และสาวมาถึงตัวฉันแน่ๆ หร่อนน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ฉันนี่สิไม่อยากจะคิด”

เมื่ออารมณ์ดีขึ้นเสียหนึ่งอย่าง สรรพนามเรียกมูนก็ดีขึ้นด้วย และใครจะคิดว่าช้างจะพูดจาตามต่อมาเล่นเอามูนนิ่งงันไปได้เหมือนกัน

“หร่อนนี่ก็นะ ผัวจะทำเซอร์ไพร์สทั้งทีก็เสือกสงสัยอยู่ได้  ที่ผัวเขาทำอย่างนี้ เพราะเขาอยากให้หร่อนประหลาดใจ เขาปรารถนาจะได้เห็นใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและน้ำตาปริ่มๆอย่างมีความสุขของหร่อนตอนสวมแหวน ถึงหร่อนจะฉลาดใช้ช่วงเผลอของฉันลวงเอาความลับไป แต่หร่อนจะมีปัญญาทำหน้าทำตาประหลาดใจอย่างเป็นธรรมชาติได้แน่เหรอ ฉันอยากรู้นัก... แล้วถ้าคุณเต้ยทราบว่าหร่อนรู้ เขาจะไม่เสียความรู้สึกแย่หรือ” ช้างกล่าวมายาวเหยียด ก่อนจะพักระบายลมหายใจ แล้วเปรยต่อด้วยน้ำเสียงเชิงสอนซึ่งนานๆจะได้ยินสักที 

“ปล่อยวางซะบ้าง เคยบอกเองนี่นาว่าจะเป็นช้างเท้าหลัง ฉะนั้น อย่าสาระแนก้าวให้ทันเท้าหน้านัก ยั้งๆสมองกับตีนไว้ซะบ้างก็ดี ผัวน่ะร้อยทั้งร้อยถึงปากเขาจะพูดว่าอยากได้เมียฉลาด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาต้องการให้ฉลาดรู้ทันเขาไปเสียทุกเรื่อง ที่ฉันพูดเนี่ย ฉันพูดในฐานะเพื่อนและพี่สาว ที่เตือนเพื่อนสาวและน้องสาวด้วยความหวังดี หร่อนจะฟังหรือไม่ฟังก็สุดแล้วแต่”

พระจันทร์นวลใบหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยยามได้สดับรับฟัง หะแรกก็อยากหาเหตุแก้ต่าง แต่เพราะผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและพี่สาวสุดที่รักติงมาเฉกนี้ จึงจำต้องสะกดลิ้นเสีย

‘นั่นสิ เราจะมีปัญญาทำหน้าทำตาประหลาดใจอย่างเป็นธรรมชาติได้เหรอ ’

มูนดำริในใจเงียบๆ นิ่งไปอีกเพียงครู่ หากระยะเวลาแค่นี้ มันก็เพียงพอที่สมองจะได้ไตร่ตรองถึงความจริง จนรับรู้ว่าสิ่งที่ช้างพร่ำสอน นางพูดถูกทุกอย่าง เพียงเพราะความสาระแนแลความอยากรู้ของตนวันนี้แท้ๆ ทำให้ละเลยที่จะคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา ซึ่งก็ไม่มีสิ่งใดจะสำคัญเกินกว่า “เต้ยเสียความรู้สึก” และตนก็กำลังเสียใจแปลกๆในการกระทำนั้น

“ฟังสิช้าง เรามีเพื่อนและพี่สาวเพียงคนเดียว เราจะไม่ฟังได้อย่างไร เราสัญญาเราจะไม่ทำอีกแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ขอบคุณนะที่คอยสอนและเตือนเราในยามที่เขลา เราเลยอยากบอกช้างอีกครั้งว่า นอกจากยายจ๋ากับเต้ยแล้ว ช้างคืออีกคนที่เรารักที่สุดในโลก”

น้องสาวในร่างชายมิกล่าวอะไรไปมากกว่านี้ ใช้การกระทำสำแดงความในใจอันเอ่อล้น ซึ่งก็ไม่พ้นโอบกอดพี่สาวร่างใหญ่แน่นกว่าเดิม งวงอวบอูมเองก็เช่นกัน มิละเลยที่จะโอบตอบ พี่สาวเชือกนี้เป็นอย่างนี้เสมอ ปากร้าย โกรธง่ายหายเร็ว รักใครรักจริง น้องสาวย่อมรู้ดีว่าเพื่อนและพี่มีความปรารถนาดีอันบริสุทธิ์จริงใจให้กับตนและสามีมากเพียงไร แลแทบจะมิสามารถหาได้จากใครคนอื่นอีกแล้ว

“มิตรภาพ” บังเกิดขึ้นได้ง่ายก็จริง ทว่าการรักษาไว้กระทำได้ยาก
เหตุฉะนี้ “ใยใจ”จึงใช้ประหนึ่งโซ่ตรวน เป็นพันธนาการรึงรัดหัวใจระหว่างมิตรด้วยกัน

หากไร้ซึ่งใยพิศุทธิ์ชนิดนี้ “มิตรภาพ” คงเหลือเพียงแค่ “ภาพของมิตร” ในอดีตอันเลือนรางเท่านั้น
แล้วมิตรอย่าง “น้องอัย” กับ “มูน” เล่า ไยเลยจะไม่มีใยพิเศษใยนั้นให้กันและกันท่วมท้น!!

จึงมิควรแปลกใจเลยว่า เหตุใด พี่สาวกับน้องสาวถึงยังทอดเวลากอดกันแน่น บทสนทนาสงบลงไปแล้วชั่วพัก เพราะต่างฝ่ายต่างส่งผ่านความรักดุจดั่งพี่น้องร่วมสายเลือด ที่เริ่มคลานตามกันมานั่งเรียนข้างๆ ตั้งแต่มัธยมหนึ่งจนถึงหก ให้ตรลบอบอวลฟุ้งกำจายคล้ายละอองสเปรย์ปรับอากาศ ซึ่งแม้ไอละอองจะจางหาย ทว่าความหอมกรุ่นยังมิวอดวายเจือจางไปตามแรงลมและกาลเวลา ...ทั้งสองยังคงอยู่ในสภาวะนั้นอีกชั่วครู่ แล้วจู่ๆแม่คชภคินีก็เป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาให้ว่า

“คิดได้อย่างนั้นก็ดี ..เอาล่ะ ช่างมันเถอะ แล้วก็แล้วกันไป แต่หร่อนเถอะจะแกล้งโง่ยังไงให้แนบเนียน ไม่ให้คุณเต้ยสงสัยว่าหร่อนรู้เรื่องสวมแหวนแล้ว ไหนลองบอกฉันมาสิ”

 “อย่าพูดดังไปสิช้าง ลดเสียงลงหน่อย เดี๋ยวเต้ยก็มาได้ยินหรอก ทีนี้แหละตัวใครตัวมันและถ้าช้างโดนถีบยอดอกเพราะช้างหลุดเองเราไม่รู้ด้วยนะ แถมจะไม่ได้แพ็คเกจนวดจากเราด้วย”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
มูนขัดขึ้นยังไม่ทันจะขาดคำ ก็ได้ยินเสียงตึงๆตังๆ เหมือนมีใครกระแทกเท้าวิ่งตรงนอกชานหน้าบ้านพัก และตามมาด้วยเสียงของแตกดังเพล้ง โดยมิต้องรอให้สมองสั่งการ มูนกับช้างรีบปิดฉากสนทนาพลัน พร้อมใจกันโผล่พรวดจากห้องนอนวิ่งออกมาดูทันใด

“ใครมา!! ไปดูเร็ว”

ยังไม่ทันจะถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ สองเพื่อนสนิทก็ถลันกายออกมายืนตระหง่าน ช่วยกันมองหาที่มาและต้นตอของสรรพสำเนียงเสียงนั้น และแล้วทั้งสองก็ถอนหายใจออกมาได้อย่างโล่งอก เพราะบนพื้นไม้กระดาน มีร่างกลมป้อมจ้ำม่ำนั่งแลบลิ้นห้อยๆอยู่ แลข้างๆกันนั้นคือเศษแก้วที่แตกกระจัดกระจาย บอกให้รู้ว่าคือฝีมือมัน ... เจ้าลูกชายตัวดีของเต้ยนั่งยืดอกรับผิดกับแม่มันแล้ว

“ตูน ...ทำไมซนอย่างนี้ลูก เห็นไหมทำแก้วแตกจนได้ มานี่มา ไปซนที่ไหนมาเนื้อตัวเลอะทรายไปหมด ไปอาบน้ำดีกว่า แล้วพี่มอสไปไหนเนี่ย เมื่อกี้วิ่งออกไปด้วยกันไม่ใช่เหรอ ”

แม่ไอ้ตูนเข้ามาอุ้มลูกชายสี่ขาที่กำลังครางออเซาะหงิงๆ ตบปลอบเบาๆเข้าที่สีข้าง เป็นสัญญาณให้รู้ว่าแม่ไม่โกรธที่ทำแก้วแตก และยังพูดจาไถ่ถามราวกับมันจะรู้ภาษาคน แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะสายตาของเจ้าตูนยามนี้ มันฉายประกายระยับวับวาวราวกับถอดแบบจากพ่อเต้ยของมันมาไม่มีผิด แลมูนก็ไม่ได้สนใจจะทอดมองเลยสักนิด ได้แต่อุ้มมันพากันเข้าด้านใน เจ้าตูนมันย่อมได้ยินว่าแม่กับป้าช้างสนทนาอะไรกัน ทว่าน่าเสียดายนักที่มันพูดไม่ได้ และหากมันทำได้ มันคงสอดโพล่งมาให้ทันทีไม่รีรอว่า

“ตูนจะฟ้องพ่อเต้ย”

ส่วนนางคชสารผู้มีชนักติดหลังก็ยังมองซ้ายมองขวาระแวดระวังภัยให้แน่ใจอีกหน ก่อนจะเก็บกวาดเศษแก้วจนเรียบร้อยจึงตามเข้าด้านในปิดท้ายไปอีกคน มิได้หันมามองเบื้องหลังว่ากำลังมีหมาน้อยอีกตัวหนึ่ง ค่อยๆโผล่หน้ามันออกมาจากใต้ถุนบ้าน และวิ่งสองขาควบออกไปเต็มฝีตีน

มูนกับช้างจะรู้ไหมว่าหมาตัวนี้นั้น มันต่างกับหมาอย่างไอ้ตูนนัก เพราะนอกจากจะมีแค่สองขาแล้ว มันยังมีปากไว้ “พูด” อีกด้วย และที่สำคัญคือมันรู้ว่ามันจะต้องพูดอะไร หากก็ยังมิน่ากลัวเทียมเท่ามันจะพูดกับใคร!!

ตะวันบ่ายคล้อย ลมทะเลเย็นสดชื่นก็พัดพาเจ้าหมาบ้าตัวพ่อที่หายไปตั้งแต่ก่อนเที่ยง ลอยกลับมาถึงยังนอกชานบ้านพักริมทะเล พร้อมเสียงกังวานหวานเจื้อยแจ้ว พรั่งพรูเป็นบทเพลงคุ้นหู ส่งผลให้มูนที่กลับมานอนอ่านนิยายน้ำเน่าเล่มเดิมได้อยู่สักพักใหญ่ๆ รีบปิดหนังสือ ยันกายยิ้มรับทันใด

“นานแล้วเต้ยหลง พะวงมิหน่าย     นานแล้วเต้ยหมาย จะได้ภิรมย์
นานแล้วเต้ยรัก คอยจักชื่นชม   นานแล้ว... เต้ยรักลมลมตรมเช้าค่ำ

เต้ยรักนะรัก เพราะใจมิกล้า      เต้ยช้านะช้า มิกล้าเผยคำ
เต้ยคิดนะคิด กลัวอกจะช้ำ      เอ่ยคำ...แล้วมูนจะทำเต้ยช้ำใจ ” **

สุรเสียงโทนนี้ชวนให้อาการวาบกลางอกของเมียกำเริบเสมอมิเคยเปลี่ยน และคงจะหนักหนาสาหัสจนถึงขั้นที่ต้องยอมให้ผัวจับฉีดยาคลายอาการสะท้านทรวงบาดลึกถึงอารมณ์ให้  แต่นับว่ายังดีที่ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะเจ้าผัวนักร้องเสียงทองดันมิยอมดำเนินบทเพลงต่อ  กลับขยับปากต่อมาพูดธรรมดาๆ หากก็ยังไม่ทิ้งท่วงทำนองสดใส สร้างอารมณ์เสนาะสุขใจ มิต่างอะไรกับบรรยากาศชื่นมื่นรายรอบ

“รอเต้ยนานไหมจ๊ะ เมียจ๋า”

“นานสิ...แต่ก็คงไม่นานเท่าที่ ‘นานแล้วเต้ยหลง พะวงมิหน่าย’ หรอก” 

มูนกล่าวตอบด้วยเสียงระเรื่อเจือยิ้มน้อยๆ เพราะรู้ดีว่านานแล้วของเต้ยนี่มันนานแค่ไหน และจะสิ้นสุดลงในเวลาใด

“ค่ำคืนนี้ในวันที่ดีที่สุด” ของเราสอง.... ย่อมเป็นคำตอบเดียว !

หัวใจในเพลานี้จึงอยากจะโผเข้าไปกอดแล้วกราบงามๆลงตรงยอดอก ตามบทพระคาถาภาษาบาลี “อัญชลีกรณีโย” อย่างที่เคยกระทำเป็นประจำ ทว่าถ้าทำอย่างนั้น คุณหลวงย่อมระแคะระคาย  เขาจำต้องไม่รู้ว่าตนรู้อะไร บทบาทเมียโง่ๆ จำต้องเล่นต่อไป แหวนแนบลงตรงนิ้วนางเมื่อไหร่ถึงค่อยยุติ เพื่อรักษาความตั้งใจและถนอมความรู้สึกของเต้ยให้ถึงที่สุด

ว่าแล้วมณีดวงน้อยจึงวางหนังสือลง ผลุดลุกขึ้นแช่มช้า หยิบผ้าเย็นที่ตระเตรียมไว้ สาวเท้าราวกับเหิรเข้าไปหาหมาบ้า เพื่อช่วยซับเหงื่อบนใบหน้า เช็ดมือ เช็ดแขนให้อย่างคนรู้งาน และเป็นธรรมชาติอย่างหาที่ติมิได้ อีกทั้งยังทำเสียงออดเสียงอ้อนซึ่งระยะหลังปฏิเสธไม่ได้ว่าชินปาก

“ร้องต่อได้ไหม มูนอยากฟัง ไม่คิดว่าเต้ยจะร้องเพลงลูกกรุงเพราะ”

“ไม่ล่ะ ไว้ร้องให้ฟังคืนนี้ดีกว่า ขึ้นอยู่กับว่ามูนอยากฟังบนเตียงหรือริมหาด”

หน้าทะเล้น สายตาทะลึ่งซ่อนซึ้ง สอดประสานเสียงพูดกระเส่ามีมาครบสูตร และถ้าพระจันทร์ไม่เบี่ยงตัวออกทันเสียก่อน คงมิแคล้วถูกวงแขนแข็งแรงตะคุบตัวเข้ามาฟอนฟัดต่อหน้าข้าราชบริพารธารกำนัล ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลที่ไหน นอกเสียจาก เปรมกับพวกแบงค์ที่ยืนสูบบุหรี่มองยิ้มๆอยู่ด้านล่าง และคุณนายช้างที่เลี่ยงไปยังมุมหนึ่งเมื่อเห็นว่าใครขึ้นมา

‘ อยากฟังบนหิ้ง ไหนๆคืนนี้ก็จะยกขึ้นหึ้งแล้วไม่ใช่เหรอ ’ มูนคิดแต่มิได้พูด ใช้สมองเปลี่ยนประโยคเสียใหม่ แปรน้ำเสียงเพียงได้ยินสองต่อสอง เล่นไปตามสถานการณ์ มิให้หมาบ้าสะดุดใจในพิรุธ

“สุดแล้วแต่เต้ยต่างหาก จะบนเตียงหรือริมหาด ผลที่ได้ก็คือเข้าหูเหมือนกัน”

“หูหนี หรือเปล่า ...ระวังนะหนีไปหนีมา จะโดน หูกำ ตำเข้าให้”

“เต้ยทะลึ่ง!! มีเสียที่ไหนเล่า หูหนง หูหนีน่ะ จำคำพวกนี้มาจากเพลงของช้างใช่ไหม เดี๋ยวเหอะ”

มูนแผดเสียงเข้าให้ อดีตอักษรศาสตร์บัณฑิตอย่างตนน่ะหรือจะผวนคำเหล่านั้นไม่เป็น จึงเห็นควรซัดหมาบ้าที่กำลังหัวเราะร่าไปด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะเลี่ยงบทสนทนาไปเสียเองอีกเรื่อง

“แล้วนี่ร้อนไหมเต้ย ดูสิ ออกไปโดนแดดเสียเหงื่อโซกตัวแดงเชียว...เอาเครื่องดื่มอะไรเย็นๆ ดับร้อนดีไหม”

ถ้าเป็นผัวคนอื่น ได้ยินเมียถามอย่างนี้ ก็คงยิ้มรับตอบคำถามเมียดีๆ ในความเป็นห่วงเป็นใย เอาใจใส่ที่เมียมอบให้  แต่คงมิได้บังเกิดกับผัวอย่างเต้ยเป็นแน่ เพราะโทนเสียงสูงอันเปี่ยมไปด้วยความฉงนสงสัยสวนมูนมาให้ทันควัน ทว่าอานุภาพยังน้อยกว่าสายตาคมกริบระยิบระยับวับวาว ที่กำลังเริ่มจับจ้อง มองให้ทะลุถึงหัวใจ คล้ายจะค้นหาบางสิ่งซึ้งซ่อน

“เอ๊ะ มีกลิ่นแปลกๆ ทำไมถามอย่างนี้ เต้ยนึกว่าจะถูกถามว่าหายไปไหนมา ทำไมเนื้อตัวถึงได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนทรายซะอีก อุตส่าห์เตรียมคำตอบไว้” เต้ยยังคงจ้อง และจ้องหนักขึ้น แลลำดับเสียงต่อไม่ขาดตอน  “เป็นอะไรไป ไม่สบายหนักหรือเปล่ามูน ทำไมตอนบ่ายไม่ยักจะเยอะเหมือนตอนเช้า ”

ดูเอาเถิด ผู้ชายคนนี้ พอเยอะก็ตำหนิ ครั้นไม่เยอะก็แปลกใจ และใครจะคิดว่าการที่ไม่เยอะ กลับแผลงฤทธิ์ทำให้เต้ยสงสัย ทุกอย่างตรงตามที่ช้างพูดไว้ไม่มีผิด พิรุธแม้แต่นิดเดียว เต้ยย่อมจับได้ และการไม่เยอะของมูนนี้ จะเรียกว่าพิรุธได้ฤา

‘นี่ขนาดไม่วกเข้าไป ยังวกมาเองจนได้’

แม้นใจจะเผลอกระตุกวูบในทีแรก หากมณีดวงน้อยมิยอมจำนนจนมุมทางวาจาแต่อย่างใด ตอบโต้เต้ยกลับไปเพื่อสกัดความสงสัยให้คลายลง ด้วยเชิงเสียงกระเง้ากระงอด   

“เต้ยนี่ยังไง บอกเองไม่ใช่เหรอ ให้มูนลดความเยอะลง นี่ก็ลดลงตามรับสั่งแล้วจะเอาอะไรอีกพ่อเจ้าชาย ซักไซ้ก็ว่าเยอะ ไม่ซักไม่ถามก็หาว่าแปลก เอาใจยากจริงๆ สามีใครนี่”

“ผัวมึงไง อีเวร ”

เสียงแปร๋นๆอดไม่ได้ ทูลสอดขึ้นมาให้จากมุมหนึ่งของนอกชาน และกว่าจะรู้ตัวว่าไม่ควรสาระแนแส่สอดส่าย ก็สายไปเสียแล้ว เพราะยามนี้เจ้าชายหมาบ้าทอดเนตรมองมาเขม็ง แต่ก็ยังนับว่าโชคดี ที่เจ้าชายทรงให้ความสนพระทัยแค่ไม่ถึงอึดใจ เนื่องด้วยทรงหันกลับไปหาพระชายา ลำดับเสียงง้องอนออดอ้อนออเซาะมาแทนที่แทบจะในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น

“แหม เมียจ๋าก็แค่แปลกใจไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย น่ารักอย่างนี้แหละที่ต้องการ และจะน่ารักมากขึ้น ถ้าจะช่วยกรุณาโทร.ไปสั่งข้าวผัดกระเพราะรวมมิตรทะเลจานใหญ่ๆ เอาเผ็ดๆโปะไข่ดาวไม่สุกสองฟองให้ผัวสักหน่อยได้ไหมจ๊ะ เริ่มหิวแล้ว...เอ้อ อย่าลืมหยิบเบียร์ในตู้เย็นให้สักกระป๋องด้วยนะครับ”

“จะใช้งานแต่ละทีพูดเพราะเชียวนะ...แต่แหม เต้ยนี่ กินอย่างกับยัดหมอนอย่างที่เปรมว่าจริงๆ”

มูนทำเป็นบ่นกระปอดกระแปด แสร้งสาวแตกชำเลืองตาค้อนขวับ หากแต่ในใจนั้นยิ้มได้อย่างโล่งเป็นที่สุดที่หลุดบทสนาทนาออกมาได้ ตั้งใจรีบเลี่ยงไปใช้โทรศัพท์ของบ้านพักด้านใน เป็นจังหวะเดียวกับหมวดเปรมและกลุ่มของแบงค์ที่กำลังทยอยกันเคลื่อนขบวนกลับบ้านพัก แลมีร่างใหญ่โตโอฬารในผ้าห่อร่างสีม่วงลายดอกพร้อยร้อยดอกเบ้อเร่อสีทอง ค่อยๆคลานเข่าต้วมเตี้ยมออกมาจากมุมหนึ่งมุมนั้นของนอกชานด้วย ดูเผินๆ เหมือนกับนางรู้ธรรมเนียมราชสำนัก ซึ่งต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คือเลี่ยงออกยามเจ้านายฝ่ายหน้าเสด็จเข้ามาประทับเคียงคู่ฝ่ายใน แต่ก็คงจะมิใช่หรอก

 “หลบหน้าหลบตา กลัวพิรุธจะโผล่” คือสาเหตุนั้นต่างหาก!!

ผัวเมียคู่นี้ฉลาดพอกัน หากความร้ายกาจนั้น ผัวกินขาด  สายตาเมื่อครู่มีบางอย่างฟ้องเป็นนัยๆ
ตนย่อมพลาดแน่ ถ้าเกิดถูกคุณเต้ยคาดคั้น... ใครจะว่าตีตนไปก่อนไข้ก็ช่าง เพราะมันย่อมดีกว่าเป็นไข้หลังโดนตีน

‘กูคงไม่อยู่รอให้ส้นตีนมาหากูหรอก กูไปก่อนนะอีมูน กูไม่อยากเสี่ยง’ ช้างใช้โทรจิตส่งความบอกเพื่อนสาวและเกือบจะพ้นนอกชานอยู่แล้ว หากไม่มีสุรเสียงทรงอำนาจตวาดรั้งไว้!!

“เดี๋ยวก่อน...อีช้าง!! มึงจะรีบไปไหน”

“เอาแล้วไง ซวยกูจนได้ อีห่าอุตส่าห์จะพ้นแล้วเชียว แถมตวาดทีเยี่ยวกูแทบเล็ด ทำไงดีวะ”

นางคชสารขมุบขมิบปากเบาๆ  ร่างทั้งร่างที่ชะงักงันเริ่มสั่นพร่า ทำกริยาฉายพิรุธมาเสียเอง ทั้งๆที่ เมื่อกี้ย้ำนักย้ำหนาให้มูนระวังจะทำความแตก มูนเองก็แทบก้าวขาไม่ออกเหมือนกัน รู้สึกว่าหัวใจตนตกไปอยู่ที่ตาตุ่มแทนช้างเพื่อนรัก

‘ อย่าบอกนะว่าเต้ยจับพิรุธอะไรได้ มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย จะฉลาดอะไรปานนั้น...สาธุ อย่าให้เป็นอย่างที่คิด ’ มูนภาวนาเงียบๆ ค้านกับจังหวะการเต้นของหัวใจในอัตราถี่กระชั้น ส่วนทางด้านช้างที่แม้จะกำลังใจจะไม่ดี หากก็พยายามฝืนน้ำเสียง ปั้นสีหน้าแป้นแร้น ทูลตอบเจ้าชายของมันมาได้ 

“น้องอัย จะไปดูความเรียบร้อยเรื่องอาหารและเครื่องดื่มของงานเลี้ยงอำลาคืนนี้ให้คุณเต้ยต่อตามที่สั่งไงมังคะ กลัวว่าพนักงานที่รีสอร์ทจะจัดให้ไม่ถูกใจ นี่ก็จวนใกล้เวลาแล้ว ”

“ไม่ต้องไป เรียบร้อยหมดแล้ว อยู่คุยกับกูก่อน กูมีเรื่องจะคุยกับมึง” เจ้าชายเต้ยแผดสุรเสียงอีก เล่นเอาอีคุณท้าวนางร่างยักษ์แทบสะดุ้งโหยง

“ระ ..เรื่องอะไรเหรอคะ”

ช้างกลั้นใจถาม พอๆกับที่มูนกลั้นใจรอฟังคำตอบของเจ้าชายด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ  แล้วทั้งสองก็ต้องแอบถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกันออกมาได้อย่างโล่งอก  เพราะสวรรค์ช่วยดลบันดาลให้คำตอบไม่ใช่อย่างที่คิดกันไว้

“ก็เรื่องที่มึงจะลงหุ้น เปิดสตูดิโอโยคะไง มาคุยกับกูเป็นจริงเป็นจังซะที กูอยากรู้ว่ามึงจะหุ้นกี่แสน กูจะได้จัดสรรเงินทุนของกูถูก และก็เรื่องสื่อประชาสัมพันธ์ด้วย”

“เฮ้อ โล่งอก” ช้างคลายตระหนกยกมือขึ้นตบอกมิต้องฝืนเสียงอันใดอีกต่อไป “นึกว่าจะโดนถีบซะแล้ว อีช้างเอ๊ยยย”

“ใครจะถีบมึงอีบ้า แล้วนี่เป็นเหี้ยอะไรอีก เรียกคุยแค่นี้ก็ทำเป็นดัดจริตกลัวตัวสั่น กูเห็นแล้วรำคาญตา เดี๋ยวก็โดนถีบจริงๆจนได้” เจ้าชายเต้ยขมวดพระขนงแน่น ส่ายพระพักตร์อย่างระอา

“แหม...ก็คุณเต้ยเล่นตวาดแว้ดๆ น้องอัยก็ต้องกลัวจนตัวสั่นสิคะ ถ้าพูดให้ไพเราะก็ไม่กลัวหรอก” พอหมดเกรง ช้างก็เริ่มลอยหน้าลอยตาเถียง

“มึงเป็นเมียกูหรือไงอีช้างต้องพูดเพราะๆ... นี่กูเห็นแก่ความจงรักภักดีและความดีความชอบในครั้งก่อนๆของมึงหรอกนะ วันนี้กูถึงได้ยั้งส้นตีนเอาไว้”

เต้ยผรุสวาทให้เช่นเคยดังแต่เก่าก่อน หากที่แปลกไปคือสายตาคมวาวเกเรยามนี้กลับฉายประกายเรืองโรจน์ราวกับคอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งที่สวมใส่ ได้เจือไว้ด้วยรัศมีของดวงตะวันอันเจิดจ้าร้อนแรง ช้างควรจะสังเกตเห็นและจับความให้ดีในประโยคท้ายๆ ที่เต้ยเน้นหนักทุกพยางค์หางเสียง  หากไม่มัวแต่ค้อนขวับๆ มูนเองก็เช่นกัน ถ้าหันหน้ามาดูให้เต็มตาสักนิด วางหูโทรศัพท์ที่เพิ่งจะเอามาแนบหูลง ไหวพริบที่มีอยู่เปี่ยมล้น  ย่อมบอกได้ว่า “ผิดปกติ”

เจ้าชายพระสวามีของมูน และเจ้าเหนือหัวของช้าง ยังประทับยืนนิ่งๆอีกเพียงครู่ ก่อนจะหันวรองค์กลับหลัง เป็นสัญญาณให้รู้ว่าในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าจะเสด็จสู่ด้านในบ้านพัก แลก่อนเสด็จเข้าไปนั้น ได้ทรงสั่งความทิ้งท้ายกับหนึ่งพระชายาและหนึ่งนางสนองพระโอษฐ์ด้วยสุรเสียงเรียบๆ ราวสะกดพระอารมณ์มาว่า

 “มูน..ย้ำพนักงานให้รีบเอาข้าวมาส่งเร็วๆนะ เต้ยหิวจนตาลายแล้ว...ส่วนมึง อีช้าง รอกูอยู่นี่ เดี๋ยวกูเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บนึง แล้วจะออกมาคุยรายละเอียดด้วย ”

มูนกับช้างพยักหน้ารับคำ มิรู้เลยว่าใบหน้าหล่อร้ายที่หันมาสั่งความนั้น ยามมุ่งหน้ากลับเข้าสู่ด้านในไปแล้ว จะมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เกเรคลี่กระจาย เสริมความร้ายที่มีแต่เก่าก่อนให้ทวีคูณได้อย่างน่าดูน่าชมเลยทีเดียว และพอประตูห้องนอนปิดสนิทแน่นลงเท่านั้นแหละ เสียงห้าวลดความดังเพียงได้ยินเฉพาะตัวก็ลำดับขึ้นในทันที

“เหอะ แม่มณี รู้จักผัวอย่างคุณหลวงเต้ยน้อยไปซะแล้ว”

นี่แหละที่ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือภรรยา ย่อมมีสามีทาบทับ ...ภาษิตนี้จารไว้กึ่งกลางสมองของผัวทุกคน
มณีจันทร์ควรจะได้รู้ว่าผัวตัวเองนั้นก็เล่นละครเป็น ...แลเล่นเก่งกว่าเสียด้วย!!

ฟากฟ้าสีครามเหนือทะเลฝันยามเย็น งามเด่นกว่าทุกวันราวกับมีหัตถ์แห่งเทวะช่วยกันระบายสีสันให้ฟ้าใสผืนใหญ่นั้น เปลี่ยนเป็นสีครามขาบเข้มขึ้น ระคนสีส้มสุกเจือทองไล่อ่อนแก่  จาก “ทยุมณี” ที่จวนเจียนจะลาลับลงตรงปลายฟ้าจรดขอบน้ำทะเล ซึ่งเหลือเวลาส่องแสงสว่างเป็นประธานกลางฟ้ายามกลางวันอีกไม่มาก เพราะ “ราตริมณี” เตรียมลอยเลื่อนเคลื่อนมาทอแสงนวลเย็นตาเป็นมณีประธานกลางฟ้ายามค่ำคืนแทนที่ รายล้อมด้วยมณีบริวารคือดารานานับแสนส่องประกายระยิบระยับ

ทว่ามณีใดเล่า จะพราวแสงซ่อนซึ้งตรึงใจให้ตระการตาเท่ากับ “มณีจันทร์” ...มณีดวงน้อยในอุ้งหัตถ์เจ้าชายหมาบ้า
มณีดวงนั้นงามพิศุทธิ์และน่าดูอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด...โดยเฉพาะเวลาที่เผลอ

มูนไม่รู้ตัวหรอกว่าในระหว่างที่ตนกำลังนั่งดูอาทิตย์อัสดง เพลิดเพลินกับช่วงรอยต่อระหว่างกลางวันกับกลางคืนอยู่เงียบๆคนเดียวนั้น จะมีสายตาคมวาวเจ้าเล่ห์เกเรจับจ้องทุกกริยาอาการ เจ้าของสายตาคู่เดิมคู่นั้นนั่งอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊คก็จริง หากก็ไม่ได้สนใจสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอเลย เพราะอาการเผลอของเมีย มันน่าดูกว่า

“นานแล้วมูนหลง พะวงมิหน่าย     นานแล้วมูนหมาย จะได้ภิรมย์
นานแล้วมูนรัก คอยจักชื่นชม      นานแล้ว... มูนรักลมลมตรมเช้าค่ำ

มูนรักนะรัก เพราะใจมิกล้า      มูนช้านะช้า มิกล้าเผยคำ
มูนคิดนะคิด กลัวอกจะช้ำ      เอ่ยคำ...แล้วเต้ยจะทำมูนช้ำใจ”

เสียงนุ่มๆ ดังขึ้น เคล้าคลอเสียงคลื่นเป็นบทเพลงเดียวกันกับเต้ยที่ร้องไว้เมื่อบ่ายคล้อย ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตใสยังคงทอดมองมณีดวงใหญ่ที่กำลังจะร่วงหล่นลงน้ำทะเลต่อไปเรื่อยๆ สภาวะภวังค์เผลอบังเกิดขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว และถ้าหากรู้สักนิด มือข้างซ้ายคงจะไม่มีทางยกขึ้นมาล้อแสงตะวันยามเย็นราวกับมีอัญมณีส่องประกายวับวาวแนบนิ้วนางอยู่แล้วเป็นแน่   

“อีกไม่นานหรอก  ยาดีที่เต้ยว่า คงช่วยรักษาโรคเยอะของเราให้หายขาด ทีนี้แหละต่อให้อีกกี่สิบกี่ร้อยเกนหลงเราก็ไม่กลัว”

มูนปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเองได้ละเอียดขึ้นยิ่งกว่าเดิมแล้ว ยาอีกขนานที่เต้ยเคยเอ่ยเมื่อเช้าว่าเตรียมไว้ให้คืนนี้ ไยเลยจะมิใช่ยาที่ต้องครอบลงตรงนิ้วนางข้างซ้าย แม้นปากจะเคยบอกเต้ยไปว่า แค่มีเขาอยู่ ชีวิตนี้ก็ถูกเติมเต็มจนไม่ต้องการสิ่งใด หากแต่ใจ ณ ตอนนี้บอกได้คำเดียวคือ...ต้องการ

“นิ้วนางข้างซ้าย เขาไม่เอาแหวนมาใส่เล่นๆกันหรอก เขาสงวนไว้ให้ผัวตีตราจอง บอกความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ว่าแต่ ถ้าเต้ยหามาได้ล่ะ จะให้อะไรตอบแทน”

คำพูดของเต้ยในความทรงจำเมื่อสองคืนก่อนถูกทบทวนรวดเร็ว และมูนก็นึกออกแล้วว่าเคยหลุดปากให้สิ่งใดไว้

“จะกราบเช้า กราบเย็น”

 อัญชลีกรณีโย คือข้อตอบแทน จากเดิมที่เคยแค่กราบเย็นหรือในความเป็นจริงคือกราบก่อนนอน จำต้องเพิ่มกราบยามเช้าให้อีกหนึ่งกราบตามสัญญา และกราบนี้ คือกราบที่ยินดีกระทำเป็นอย่างยิ่ง เมียประจักษ์แล้วในมหิทธานุภาพแห่งพระคาถาศักดิ์สิทธิ์บทนั้น และแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะกราบ “เจ้ายอดผัว” งามๆในคืนนี้

“รออีกนิดนะมูน รออีกนิด”

มูนใช้คำพูดของเต้ยบอกตัวเอง ค้านกับใจที่รู้ดีว่ารอไม่ไหว อยากเร่งให้ถึงเวลานั้นไวๆ เวลาที่จะได้เป็นหนึ่งใน อัครพงศธรอย่างเต็มภาคภูมิ มิใช่แค่คำพูดที่เต้ยกล่าวเล่นเพียงลอยๆอย่างที่เคยกล่าว เพราะนอกเหนือจากรีสอร์ทและสตูดิโอโยคะที่เขามอบให้ แหวนยังเป็นอีกสิ่งที่ตนจะได้รับอีกด้วย แหวนวงนี้ย่อมทำให้รักระหว่าง ชายกับชาย กลายเป็น “เทพนิยาย” หรือจะเรียกอีกอย่างก็คือ “นิยาย(น้ำเน่า)ขั้นเทพ” และเป็นสัญลักษณ์สำคัญบอกให้รู้ว่าชีวิตคู่ของจริงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

แหวนจะสร้าง “เทพนิยาย” หรือ  “นิยาย(น้ำเน่า)ขั้นเทพ” ตนไม่สนใจ ...เพราะ“รักนิรันดร” คือบทสรุปสุดท้ายไม่ต่างกัน
ชีวิตคู่ต้องดำรงอยู่ด้วยคำนั้น มิแปรผันเป็นคำอื่น...มณีจันทร์มั่นใจ

ความตั้งใจของเต้ยที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงวันนี้ ย่อมสร้างปรีติมาล่วงหน้าอย่างฉุดรั้งไว้ไม่อยู่ แลปรีติตัวนี้แหละที่ทำให้ตนสะดุดตาผัวไม่รู้ตัว ส่วนช้างนี่ก็อีกคน มีทีท่าอาการลุกลี้ลุกลน  จนเจ้าชายต้องตรัสถาม แลก็เป็นที่น่าประหลาดคือ มูนมิได้ใส่ใจจะฟัง

“อีช้าง มึงเป็นอะไรของมึง ดูท่าทีมีพิรุธรีบร้อนแปลกๆ มีอะไรปิดบังหรือเปล่า”

“อู๊ยยยย เปล่าค่ะ ไม่มี้ ไม่มี น้องอัยจะรีบไปอาบน้ำแต่งตัว ” คุณท้าวนางร่างใหญ่ ขับเสียงแปร๋นกล่าวตอบ ทำหน้าทำตาที่เต้ยเห็นก็รู้อยู่แล้วว่ามันโกหกตอแหล “จริงๆนะคะ คุณเต้ย”

“แน่นะ กูไม่อยากจะเชื่อ”

“วุ๊ย งั้นน้องอัยสาบานก็ได้ ถ้าน้องอัยมีอะไรปิดบัง ขอให้โดนผู้ชายเยี่ยวรดปาก”

ช้างใช้ไม้ตายเดิมที่เคยใช้กับมูนตอนปกปิดเรื่องไอ้คุณก้องคือยอมสาบถสาบาน เพื่อให้เจ้าชายทรงคลายสงสัย และก็ได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจเหมือนเคย เพราะทั้งผัวทั้งเมียต่างก็เชื่อ แต่ก็แค่ในความรู้สึกของช้างคนเดียวเท่านั้น

“ไม่มีก็ไม่มี เอาเป็นว่ากูเชื่อ แต่จงจำคำสาบานมึงไว้ให้ดี” เต้ยแทบจะลอกประโยคของเมียมาไม่ผิดเพี้ยน และกล่าวตัดบทตัดรำคาญมาเสียเอง  “ กูหมดธุระคุยกับมึงแล้วจะไสหัวไปไหนก็ไป รกหูรกตากูนัก อีช้างลาก......ซุง”

“เพคะ ไปก็ได้...เชอะ ”

เมื่อช้างลงจากบ้านพักไปแล้ว เต้ยจึงพูดทำลายภวังค์เพ้อของมูนมาว่า  “มูนจ๋า ไปอาบน้ำกันดีกว่า จะได้รีบไปที่งานเลี้ยง”

“เต้ยไปอาบก่อนเถอะ มูนอยากนั่งเล่นอีกแป๊บ จะบีบีคุยกับเพื่อนสักหน่อย”

“ใครกัน เพื่อนสมัยเรียนจุฬาฯเหรอ เป็นเพศผู้ เพศเมีย หรือว่าเป็นตุ๊ดเหมือนมูน ” สิทธิ์ของผัวย่อมละลาบละล้วงถามได้ และภาวนาให้คำตอบของเมียเป็นไปอย่างที่คิดไว้ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังแต่อย่างใด

“เขาบอกว่าตัวเขาเป็นเพศผู้ ตัวจริงใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้ และไม่ใช่เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เต้ยไม่รู้จักหรอก เขาใช้ชื่อในบีบีเอ็มว่าคุณหลวงพ้องกับที่มูนเรียกเต้ย ที่จริงมูนก็ไม่รู้จักเขาเหมือนกัน แต่ก็คุยกันมานานแล้ว ก็ตั้งแต่เจอเต้ยอีกหนนั่นแหละ เขาได้พินมูนมาได้อย่างไรก็ยังสงสัย ถามทีไรก็ไม่ยอมบอกจนขี้เกียจจะถาม ”

เต้ยกระหยิ่มยิ้มในใจทันที มณีจันทร์เดินม้าเข้ามาเองโดยมิต้องเข้าไปกุมบังเหียน  ถึงคราวแล้วที่ร่างอวตารจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ ซึ่งก็ตรงกับใจที่กำลังอยากจะใช้ “คุณหลวง” สืบความให้ “คุณหลวง” อยู่พอดิบพอดี

“อ้าว แล้วไปคุยกับเขาทำไมวะ คิดจะคบชู้เหรอ”

คิ้วเข้มๆพาลขมวด เสียงกังวานเปลี่ยนเป็นห้วนกระชาก ละครฉากนี้บทบาทที่เล่นอยู่นี่ เต้ยตีบทแตกกระจาย นี่สิถึงจะเรียกว่าแนบเนียนของแท้ ลักษณะหึงตามนิสัยเดิม ถูกนำมาผสมกลมกลืนได้อย่างแยบยล

“เต้ยนี่ก็ จะบ้าเหรอ แค่คุยแล้วถูกคอ ไม่เคยนัดเจอ แลกเบอร์ หรือโทร.คุยกัน” มูนรีบปฏิเสธ เกรงเต้ยจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ และขยายความต่อมา

 “ ตอนแรกเขาก็เหมือนจีบแหละ ยอมรับว่าเกือบเขว ถ้าไม่ได้สามีเป็นหมาบ้ารูปหล่อที่สุดในโลกซะก่อน คงได้นัดเจอไปแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงหรอกน่าเพราะเขาเองก็มีภรรยาแล้ว เห็นเขาคุยนักคุยหนาว่าน่ารักอย่างโน้นอย่างนี้ ท่างทางคงจะรักมากน่าดู นี่ก็ไม่ได้คุยกันนาน เกือบเดือนแล้วมัง เลยจะทักทายสักหน่อย”

เต้ยอยากตอบกลับไปเหลือเกินว่าไม่ใช่แค่รักมาก แต่รักทั้งหมดของใจที่มี  ส่วนเรื่องหน้าตานี่ก็เคยบอกผ่านบีบีไปแล้วให้ไปส่องกระจกดูไม่ใช่หรือ ที่เคยพูดนั่นแค่หยอดเล่นๆซะเมื่อไหร่กัน แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลารื้อฟื้น คุณหลวงมีงานหลวงต้องกระทำ แลเห็นควรจะรีบจรลี ก่อนที่แบล็คเบอร์รี่จะดัง

“อืม ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แล้วไป อนุญาตให้คุยได้แต่อย่านาน...งั้นเต้ยไปอาบน้ำก่อนนะ”

“จ้ะเต้ย คุยไม่นานหรอก เพราะจะรีบไปอาบน้ำกับเต้ย อย่าเพิ่งอาบเสร็จเสียก่อนล่ะ เดี๋ยวขัดขี้ไคลให้”

ใครว่าคนเงียบๆยั่วผัวกับเขาไม่เป็น ประโยคเมื่อครู่คือข้อพิสูจน์ได้ชั้นดีแลเป็นที่รู้กันระหว่างผัวเมียว่าขัดขี้ไคลต้องขัดตรงไหนเป็นพิเศษ และคนขัดก็เต็มใจ เพราะอยากจะสนองพระเดชพระคุณเป็นโหมโรงเอาฤกษ์เอาชัยเล็กๆน้อยๆ 

“อุวะ!! ให้มันว่าง่ายๆอย่างนี้สิวะเมียกู ถึงจะอยู่กันยืดจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร” เต้ยตบเข่าดังฉาด ยักคิ้วหลิ่วตายิ้มร่าหน้าทะเล้น ริมฝีปากเองก็ใช่ย่อย เริ่มใช้ซุกไซ้ไล่งับฟอนฟัดไปทั่ว ก่อนจะเงยหน้ามาพูดด้วยเสียงโทนกระเส่าว่า

  “งั้นเต้ยจะรอนะจ๊ะ และขอเตือนไว้ก่อน ถ้าเกิดปล่อยให้กระบองเนื้อยอดเพชรแข็งตัวรอเก้อ มูนโดนเตะแน่ๆ”

 “ตาบ้านี่จริงๆเลย ฟังพูดเข้า”

มูนมีหรือจะไม่หน้าแดงระเรื่อยามได้คิดตาม... อันว่ากระบองนั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องเป็นท่อน ต้องเป็นของแข็ง ฉะนี้แล้ว กระบองเนื้อของเต้ย ไฉนเลยจะพ้นไปจาก ท่อนเนื้อแข็งๆ ท่อนใหญ่ ท่อนนั้นท่อนเดียวในห้วงคำนึง


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
อีกทั้ง “ยอดเพชร”  ย่อมสื่อความหมายได้ว่า “ล้ำค่า หายาก”  แต่หายากหรือจะเท่าประเมินค่ามิได้ ค่าที่ว่านี้มันไม่ใช่ตัวเงิน ความหฤหรรษ์ของเพชรน้ำงามยามฟันฟาดมาพร้อมกระบองนั่นต่างหาก ที่ทำให้ “กระบองเนื้อยอดเพชร” มันเลอค่าอยู่ในตัว ตั้งแต่หัวจรดโคน

“อย่าให้เกินสิบนาทีนะ” เสียงห้าวๆสำทับทิ้งท้าย กำหนดขอบเขตระยะเวลาการสนทนามาให้แค่นั้น

“จ้า ไม่เกินหรอก”

มูนรับคำไม่อิดออด และเมื่อเต้ยพ้นตาไปแล้ว มูนจึงย้ายที่ย้ายทางไปนั่งตรงระเบียงบ้านพักให้ลมทะเลเย็นๆโกรก แล้วหยิบแบล็คเบอร์รี่ขึ้นมาส่งสาส์นไปหาชายปลายทางตามที่ตั้งใจทันใด ซึ่งชายคนดังกล่าวเพิ่งแยกตัวไปเมื่อกี้นี่เอง และชายคนนั้นเมื่อเข้าห้องมาได้ สิ่งแรกที่ทำคือรีบปิดเสียงบีบี ให้เหลือเพียงแต่ไฟแดงวาบๆ ป้องกันเสียงกรุ๊งกริ๊งเล็ดรอด จากนั้นจึงทอดกายนอนเตรียมคำพูดอยู่บนเตียง ใช้ปลายนิ้วพลิ้วสะบัดเลื่อนไล่ไปตามคอนแทคในลิสต์ จนเจอชื่อที่ต้องการซึ่งเจ้าของชื่อพึ่งใส่นามสกุลแลอัพเดทสเตตัสลงไปใหม่เมื่อไม่เกินหนึ่งนาทีที่ผ่านมา

มณีจันทร์กำลังมาเข้าเฝ้าและเขาก็รอรับการเฝ้าแหนอย่างใจจดใจจ่อ!!

มณีจันทร์  อัครพงศธร
Available- อยากกราบเต้ยตรงยอดอกให้สมรัก  อยากแนบพักตร์อิงแอบเกินทนไหว

“กลัวจะไม่อยากกราบแล้วน่ะสิ”

 เสียงกังวานบาดลึกสุดจะหยั่งถึงความนัยกล่าวขึ้นกับตัวเอง ก่อนจะเปลี่ยนสเตตัสของตนบ้าง ระคนไปกับสายตาคมวาวเจ้าเล่ห์เกเรที่ได้สำแดงขึ้นอีกคำรบยามคุณหลวงนอกจอคืนสู่คุณหลวงในจอแบล็คเบอร์รี่

คุณหลวง
ว่าง- อยากเตะเมียให้หายเพลียหัวใจ  อยากสั่งสอนว่าสิ่งใดไม่ควรทำ

คนอยากกราบซึ่งนั่งอยู่ด้านนอก ตาโตทันทีที่ได้เห็นสเตตัสเลียนแบบของนายคุณหลวง แลอดไม่ได้ที่จะถามออกไปแทนคำทักทายที่ร้างลามาเสียเกือบเดือน

“คุณหลวงใจร้าย ภรรยาไปทำอะไรให้โกรธแค้นนักหนา ถึงกับอยากจะสั่งสอนด้วยลำแข้ง”

“เมียพี่มันเสือกรู้มาก รู้ทัน ทำให้เสียอารมณ์จนเพลียอกเพลียใจ เลยอยากจะใช้ลำแข้งกำราบ ปราบปรามมันให้อยู่หมัด”

คนอยากเตะละเลียดนิ้วส่งข้อความตอบโต้กลับไปได้อย่างรวดเร็วเสมอ วิญญาณ อารมณ์ ความรู้สึกของสองคุณหลวง บัดนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว อะไรๆที่มันอัดอั้นไว้ ระบายลงไปสู่ตัวอักษรเสียหมดสิ้นและหมายความตามที่พิมพ์กลับไปจริงๆ อาจจะตั้งแต่ในวินาทีแรกที่ได้ทราบเรื่องจากเจ้าน้องชายตรงริมหาดซะด้วยซ้ำ

“พี่เต้ยคร๊าบ พี่เต้ยครับผม ฉิบหายบรรลัยจักรใหญ่แล้ว”

เต้ยยังไม่ลืมเสียงเจ้ามอสตะโกนลั่นๆ ก่อนจะวิ่งมาหยุดตรงปากหลุมทรายที่กำลังช่วยกันขุดกับผองเพื่อนให้เป็นรูปหัวใจเพื่อใช้ตกแต่งสถานที่ของงานเลี้ยงในคืนนี้

“พะ พี่มูนครับ พี่มูนรู้เรื่องสวมแหวนแล้ว”

“อะไรนะ!!” สุรเสียงกัมปนาทแผดลั่นหาดในทันใด และซักไซ้ไล่เลียงต่อมารวดเร็ว “รู้ได้ยังไงมอส ไหนเล่าให้พี่ฟังสิ”

“คือพอดีมอสลืมมือถือไว้ที่โต๊ะกินข้าวบนบ้านพี่เต้ย เลยวิ่งกลับไปเอา พอไปถึงก็ไม่เห็นมีใครนั่งอยู่ที่นอกชาน และได้ยินเสียงพูดแว่วๆเลยขึ้นไปดูบนบ้าน ถึงได้รู้ว่าเป็นพี่มูนกับพี่ช้างกำลังคุยกันอยู่ครับ แต่ก็จับคำพูดได้ไม่ค่อยถนัดนัก ได้ยินชัดก็ตรงประโยคท้ายๆของพี่ช้างซึ่งหลุดเรื่องแหวนมาเต็มๆ” เจ้ามอสหยุดพักหายใจให้หายเหนื่อยชั่วครู่ และเริ่มกล่าวต่อด้วยเสียงปนหอบ

“มอสไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าพี่ช้างไปทำอีท่าไหน พี่มูนถึงได้รู้เรื่อง แถมจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ต่อไปให้แนบเนียน”

“ห่าจวกเอ๊ย ให้มันได้อย่างนี้สิวะ ...มอสฟังไม่ผิดแน่นะ” เต้ยสบถลั่นกว่าเดิมและถามย้ำให้แน่ใจ

“ไม่ผิดแน่ครับ มอสจำได้ทุกคำเลย” เจ้ามอสพูดจบก็พยายามบีบเสียงให้แปร๋แปร๋นและทำเสมือนว่ามีตาทิพย์เห็นหน้าพี่น้องอัยในระหว่างคุยกับพี่มูน เพราะมันดันปั้นหน้าปั้นตาดัดจริตอย่างกับหลุดมาจากพิมพ์เดียวกันยามเล่าความตามที่จำได้ ให้พี่ชายร่วมสายเลือดหมาฟังต่อ 

“คิดได้อย่างนั้นก็ดี ..เอาล่ะ ช่างมันเถอะ แล้วก็แล้วกันไป แต่หร่อนเถอะจะแกล้งโง่ยังไงให้แนบเนียน ไม่ให้คุณเต้ยสงสัยว่าหร่อนรู้เรื่องสวมแหวนแล้ว ไหนลองบอกฉันมาสิ”

มอสลอกมาได้ทุกคำ และยังสามารถกระดกลิ้นตรงคำว่าหล่อนเหมือนกันได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ได้ยินเพียงแค่นี้เด็กอย่างมอสยังพอเดาความออก แล้วพี่เต้ยเล่าจะเดาไม่ออกเลยเหรอ เจ้าหมาน้อยจึงปิดความถามพี่เต้ยว่า

“เนี่ยแหละครับพี่ช้างพูดอย่างนี้ แล้วพี่เต้ยคิดว่าไง มอสฟังผิดหรือไม่”

“มอสได้ยินไม่ผิดหรอก พูดแนวๆนี้ อีพี่ช้างนรกของมอสชัดๆ” เปรมที่ยืนฟังอยู่ด้วยกล่าวตอบแทนเต้ยซึ่งกำลังกำหมัดแน่นมาให้ แล้วถามมอสถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่อง “ พี่มูนรู้ไหมว่ามอสไปแอบฟัง”

“เกือบรู้ครับ เพราะพอได้ยินพี่ช้างพูด มอสก็อยากจะรีบมาบอกพี่เต้ยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยเผลอวิ่ง แถมยังเสือกทำแก้วแตกอีก พี่มูนกับพี่ช้างก็เสือก เอ๊ย ดั๊นรู้ตัว มอสก็เลยรีบกระโดดลงไปหลบใต้ถุนบ้าน ฝากให้ไอ้ตูนมันรับหน้า และก็โชคดีที่พี่มูนไม่สงสัย”

“เฮ้อ...ฉิบหายบรรลัยจักรอย่างที่ไอ้เจ้ามอสมันว่าจริงๆด้วยไอ้เต้ย แล้วอย่างนี้มึงจะทำยังไงเรื่องเซอร์ไพร์สคืนนี้ เห็นทีเมียมึงคงไม่ประหลาดใจแล้วละมั้ง” แบงค์ผัวเก่าของอีช้างปากสว่าง ช่วยถามมาให้อย่างที่ทุกคนกำลังสงสัย และคำตอบก็มีให้ทันใจในเสียงกร้าวราวกับสายอสุนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงๆ 

“จะทำยังไงน่ะเหรอ กูก็จะไปเตะแม่งทั้งคู่ไง ทั้งเมียกูทั้งอีเหี้ยช้าง แม่งเอ๊ย ทำกูอารมณ์เสียหมด”  ปากของเต้ยบอกไปว่าเสียอารมณ์ หากแต่แท้จริงแล้ว เสียความรู้สึกไยจะไม่เด่นล้ำนำหน้า และคงไม่มีเสียใดจะทำให้หงุดหงิด เจ็บใจ เท่ากับเสียความรู้สึกนี้อีกแล้ว

อุตส่าห์ตั้งใจจะทำให้ประหลาดใจทั้งที หวังจะได้เห็นรอยยิ้มอย่างปรีติพร้อมน้ำตาอาบแก้ม ยามสถาปนาให้อยู่บนหิ้งสูงของอัครพงศธร ทว่าแม่มณีกลับเยอะอยากรู้ว่ามีอะไรอยู่บนหิ้งจึงปีนขึ้นไปดูเองจนหิ้งหัก ไม่ยอมรอให้ผัวอุ้ม สมควรแล้วใช่ไหมที่จะเตะให้กลิ้งซะที มิใช่แค่พูดปาวๆอย่างเมื่อเช้าตอนเกิดเรื่องเกนหลง... ไอ้โรคเยอะห่าเหวส้นตีนนี่ มันเป็นโรคอัปรีย์ในความรู้สึกเขาจริงๆ

“ใจเย็นๆก่อนไอ้ห่า มึงเตะไปก็ใช่ว่าเมียมึงจะลืม มึงควรหาวิธีแก้ลำดีกว่านะ” เปรมเข้าใจเสนอ แลมีหลายเสียงทูลสนอง

“พวกกูเห็นด้วยกับที่ไอ้เปรมพูด”

เกือบทุกคนเสริมความเปรมมาให้ทัน ก่อนที่เต้ยจะหุนหันพลันแล่น วิ่งแจ้นมาเตะเมียกับเพื่อนเมียที่บ้านพัก และด้วยข้อเสนอแนะของเปรมเนี่ยแหละ หมาบ้าจึงได้สติหยุดคิด ขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน มิช้านานก็ระบายลมหายใจเฮือกใหญ่เป็นอีกหนึ่งเฮือกของวัน และตามด้วยเสียงประกาศกร้าวครั้งสุดท้ายตรงท้องพระโรงริมหาด ท่ามกลางหมู่เสนาอำมาตย์ข้าราชบริพารผองเพื่อน ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า ปฏิภาณและไหวพริบจะนำมาใช้เต็มที่เพียงไร
 
“กูคงต้องเปลี่ยนแผน และอยากให้พวกมึงทำทุกอย่างให้เป็นปกติ อย่าแสดงพิรุธ ในเมื่อเมียกูอยากเล่นละครก็ปล่อยให้เล่นไป กูจะขอดัดนิสัยเมียกูสักหน่อย ไม่งั้นแม่งไม่เข็ด พวกมึงคอยเล่นตามกูให้ดีแล้วกัน”

ด้วยดำรัสนี้เอง ละครฉากใหญ่จึงกำเนิดขึ้น นำมาสู่ละครอีกฉากที่มูนกำลังเล่นไปตามบทบาท โลดไล่นิ้วต่อไปตามแป้นส่งข้อความตอบกลับคุณหลวงบนเตียงมา ณ ขณะนี้

“คนเรานี่ก็แปลกแค่เมียรู้ทัน ก็เสียอารมณ์ คงไปทำอะไรไม่ดีไว้ล่ะสิ”

“ไม่ใช่สักหน่อย เรื่องดีต่างหาก แต่ก็ดันสอดรู้สอดเห็นไม่เข้าเรื่อง พี่ถึงได้เสียอารมณ์ แต่ก็สู้เสียความรู้สึกไม่ได้ จึงอยากจะเตะให้กลิ้งสักทีสองที แม่มณีเองก็เถอะเป็นเมียก็อย่าทำตัวเยอะ รู้ทันผัวไปซะทุกเรื่อง เข้าใจไหม ไม่มีผัวที่ไหนเขาชอบนักหรอก”

มูนได้อ่านประโยคนี้ก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า ‘เมียอีตาคุณหลวงนี่ท่าทางคงจะสาระแนหนัก สอดรู้สอดเห็นเอาเรื่องอยู่ ถึงได้ทำให้ผัวเสียความรู้สึกจนถึงขั้นอยากเตะสั่งสอน’

ดีที่มูนแค่คิด เพราะหากพิมพ์ลงไป คนอยากเตะเมียคงสวนในใจมาให้ทันควัน

‘ด่าตัวเองก็เป็น’

‘คุณหลวงกับเมียก็เป็นยังไงกันก็ช่าง เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา ที่จะไปไต่ถามหรือยุ่งเรื่องในครอบครัวเขา’ มูนยังคิดต่อ แต่แล้วจู่ๆมูนก็รู้สึกใบหน้าชาวาบ เพราะนึกได้ว่าการกระทำของเมียคุณหลวงดันมาพ้องกับการกระทำของตนอย่างบังเอิญ แลความเยอะประจำตัวทำให้รู้สึกอีกว่าคุณหลวงกำลังส่งอารมณ์หงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจผ่านตัวอักษรมายังตน ราวกับเป็นเมียเขาที่ควรถูกเตะอย่างนั้นแหละ 

“เอ...รู้สึกเหมือนเข้าตัวยังไงไม่รู้ และจะบอกว่า เตือนช้าไปแล้วล่ะ เพราะเพิ่งทำไป วันนี้นี่เอง พอดีผู้ปกครองเราเขา...”

“เรียกว่าผัวแหละง่ายดี” คุณหลวงพิมพ์ขัดจังหวะขึ้นมาทันใด คิ้วขมวดเป็นปมแน่น และก็คลายออกได้รวดเร็ว เพราะแม่มณีแก้ประโยคมาให้ตามคำท้วง

“ผัวก็ได้ พอใจหรือยัง คุณหลวงนี่”

แทนคำตอบว่าพอใจหรือไม่พอใจ คุณหลวงทั้งนอกจอและในจอแบล็คเบอร์รี่ ส่งไอค่อนยิ้มแฉ่งมาให้ แลรุกให้เล่าเรื่องต่อ เพราะถึงแม้จะรู้เรื่องราวจากมอสมาบ้างแล้ว หากก็รู้เพียงคร่าวๆ และถึงคราวที่จะได้รู้ละเอียดอย่างที่ต้องการแล้ว

“เล่าต่อสิ ผัวแม่มณีเขาทำไม แล้วแม่มณีไปรู้ทันอะไรเขา”

“คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ .....” นิ้วน้อยๆลอยไปตามแป้น เล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่สงสัยบังเกิดจวบจนสงสัยสิ้น “อย่างที่เล่ามา เราเลยอยากปรึกษาคุณหลวงว่าจะให้อะไรเป็นเซอร์ไพร์สตอบแทนเขาดี”

ทางด้านคุณหลวงหนุ่มก็ตั้งอกตั้งใจ อ่านทุกข้อความที่มณีจันทร์ทางปลายทางพิมพ์เล่ามาเมื่อครู่ยาวเหยียด อ่านไปเสียงร้องอ๋อกลางสมองก็ดังขึ้นตลอด และต้องขอบคุณตัวเองที่คิดไม่ผิดจริงๆ กับการทิ้งไอ้คุณหลวงไว้สอดแนมยังไม่ได้เปิดเผยตัว

“ถึงว่าสิ เลยอยากกราบนายเต้ย”

“รู้ได้ไงว่าผัวชื่อเต้ย ยังไม่เคยบอกซะหน่อย” มณีจันทร์ถามขึ้นรวดเร็ว และเขาที่ชื่อเต้ยก็ตอบมาให้

“โธ่ ก็สเตตัสมันเขียนไว้นี่น่า ใครๆก็เดาออก”

มูนรีบชำเลืองตาไปดูสเตตัสที่อัพไว้พลัน ครั้นเห็นก็หัวเราะขึ้นได้ในความเปิ่นตน และชวนวกกลับเข้าเรื่อง “อายจัง ใช่จริงๆด้วย วันนี้เราเป๋อๆ เพ้อๆไงก็ไม่รู้ อย่าใสใจเลย ช่วยเราคิดหน่อยดีกว่าจะหาอะไรให้เขาดี”

“พี่ว่าแค่เป็นเมียที่ดี รู้จักบทบาทหน้าที่ ผัวแม่มณีก็พอใจแล้วนาไม่ต้องหาอะไรให้เซอร์ไพร์สหรอก” เต้ยยามนี้เป็นคนมักน้อย เพราะต้องการแค่นี้จริงๆ โดยเฉพาะ ‘เมียรู้จักบทบาท’

“ข้อนั้นเราทำทุกวันอยู่แล้ว เอาอย่างอื่นที่เป็นสิ่งของเป็นชิ้นเป็นอันสิ” มณีจันทร์แย้งมา แต่คงแย้งต่อไม่ออก เมื่อเจอลูกยอกลูกย้อนตีกระทบกลางใจเข้าให้อย่างจัง

“แน่ใจเหรอ แล้วที่แม่มณีทำวันนี้เล่า มันคือบทบาทหน้าที่ของเมียที่ดีหรือไง ผัวเขาอุตส่าห์จะทำเซอร์ไพร์สสวมแหวนให้ แม่มณีก็ล้วงความลับเอาไปจนได้ พี่ว่านะถ้าผัวแม่มณีรู้คงโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงหรือไม่ก็เสียความรู้สึกน่าดู ที่พี่ตอบอย่างนี้ไม่ใช่จะเข้าข้างผัวแม่มณี แต่เป็นเพราะเข้าใจในหัวอกผัวเหมือนกัน”

มูนอ่านแล้วก็ไม่รู้สึกโกรธอันใด ได้แต่นั่งนิ่ง พอตรองดูก็เห็นจริง ในใจความซึ่งละม้ายคล้ายๆกับที่ช้างสอน จึงเลียดแป้นแทนเสียงเย็นๆ พิมพ์ตอบคุณหลวงกลับไป “เราเองก็เสียใจ แต่ทำอย่างไรได้ มันทำไปแล้วนี่ ถึงได้แสร้งทำเป็นไม่รู้เพราะกลัวเขาจะเสียความรู้สึกเนี่ยแหละ ยังไงซะเขาก็คงไม่รู้หรอก”

“อ๋อ เหรอ” นี่ถ้าเปลี่ยนประโยคนี้เป็นเสียง มูนคงจะรู้ว่ามันอยู่ในโทนประชดประชัน เช่นเดียวกับเสียงพูดในใจซึ่งมิได้พิมพ์ออกไป ‘ไม่รู้เลยมั้ง ใช่สิ ไอ้เต้ยมันโง่นี่ ถึงได้คิดว่าจะตบตาง่ายๆ’

“จริงๆ แต่ช่างเถอะเรื่องนั้น ไหนๆเราก็ทำพลาดไปแล้ว ...ตอนนี้เลยตั้งใจอยากทำให้เขาประหลาดใจบ้าง”

“สาธุ ขอให้เขารู้ตัวก่อน แม่มณีจะได้ตั้งใจทำเก้อ จะได้เข้าใจความรู้สึกของนายเต้ย” คุณหลวงไม่ได้แช่ง เพราะผัวแม่มณีรู้ตัวแล้วเมื่อกี้จริงๆ จึงมิแปลกที่ยิ้มเจ้าเล่ห์จะละมุนขึ้นมาอีกหน่อย พร้อมข้อความถัดมา

 “เขาชอบอะไรล่ะ”

“นั่นสิ เขาชอบอะไร เท่าที่เห็นเขาก็ชอบหลายอย่าง ก็อย่างที่ผู้ชายส่วนใหญ่เขาชอบกัน เราเองก็ไม่ใช่ผู้ชายเต็มร้อยเลยเลือกและตัดสินใจไม่ถูก” 

ปกติมูนเป็นคนคิดก่อนพูดก่อนเขียนและพูดจาตอบโต้ได้ฉลาด หากแต่ยามนี้ไยสำแดงความเขลาออกมาอีกครั้งในประโยคเมื่อครู่ และนั่นก็แทบทำให้ชายปลายทาง แทบเขวี้ยงแบล็คเบอร์รี่ทิ้ง วิ่งออกมาจากในห้องนอนประเคนลูกเตะให้หากก็หักใจทันเสีย มันสมควรแล้วหรือที่เมียจะไม่รู้ว่าผัวโปรดปรานอะไรที่สุด จนต้องบีบีถามคนอื่น ...ถึงแม้คนอื่นคนนั้นจะเป็นเงาเขาเองก็ตาม

“แม่มณีคัฟ พี่ว่าแม่มณีควรจะสังเกตเขาเอาเอง หรือไม่ก็หลอกถามอย่างที่ทำในวันนี้ ไม่ควรจะมาถามพี่ แม่มณีนี่ก็แปลก เรื่องที่ควรใช้ไหวพริบดันไม่ยอมใช้ กลับไปเสียเวลาใช้กับเรื่องที่ไม่สมควรเข้าไปยุ่ง”

เต้ยเดาก็รู้ว่าเมียที่นั่งอยู่ข้างนอกจะมีสีหน้าอย่างไรยามได้อ่าน และเมื่อตัวอาร์ปรากฏขึ้นตรงต้นข้อความ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าเมีย “รีซีฟ” หรืออีกนัยคือกด “อ่านแล้ว” รายละเอียดที่ต้องการก็ได้มาครบถ้วน แถมยังได้รู้ความตั้งใจของเมียที่ซ่อนไว้บางประการ แลยังได้ถือโอกาสสอนสั่ง เหตุแห่งการเจรจาจึงหมดลง
 
“คิดดีๆว่าไหวพริบและสติปัญญาของคนเป็นเมีย ควรใช้ในเรื่องใดมากที่สุด พี่ไปก่อนนะคัฟ ถึงเวลาจัดการเมียพี่บ้างแล้ว บ๊าย บาย คัฟ”

คุณหลวงจากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแต่ความงุนงงหน่อยๆให้กับมณีดวงน้อยที่จู่ๆ โดนเทศนาแทนที่จะได้รับคำปรึกษา เสียงเย็นๆเข้ากับบรรยากาศจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจ และลุกขึ้นเข้าไปด้านในหาคุณหลวงอีกคน

“คุณหลวงเป็นอะไรของเขานะ หรือโมโหเมียเขาอยู่ พาลจริงๆเลยตานี่... ไปอาบน้ำดีกว่า ป่านนี้เต้ยรอแย่แล้ว”

มูนได้แต่พูดไปเรื่อย หารู้ไม่ว่าเขาคนนั้นไม่ได้พาล หากแต่เล่นงานซัดตนตรงๆตัวเลยทีเดียว!!

เมื่อกลับเข้ามาถึงในห้อง ก็เห็นคุณหลวงในชีวิตจริงในเครื่องแต่งกายพร้อมอาบน้ำ นั่งรอที่ขอบเตียง มีเจ้าตูนส่งเสียงครางหงิงๆ คลอเคลียนัวเนียประจบพ่อมันอยู่ที่ปลายเท้า พ่อกับลูกเหมือนจะสื่อสารกัน ด้วยภาษาและสายตาที่แม่ของมันไม่มีวันเข้าใจ

“พ่อเต้ยครับ...อีป้าช้างบอกเรื่องแหวนกับแม่ ”

“พี่มอสบอกพ่อแล้ว ไม่ต้องตกใจไปไอ้ตูน พ่อมีวิธีรับมือ”

เจ้าตูนกระดิกหางอย่างดีใจ คล้ายจะสะใจที่แม่จะโดนตลบหลัง และรีบเลี่ยงออกไปอย่างเด็กรู้งาน เมื่อเห็นแม่ถอดเสื้อผ้าแล้วเดินเข้ามาหาพ่อถึงที่ขอบเตียง

“คุยอะไรกันพ่อลูก ท่าทางสนุกสนานเชียว”

“กำลังนินทาแม่อยู่ไง ..สนุกไหมล่ะ”

“เดี๋ยวโดนทั้งพ่อทั้งลูก” มูนขู่ขึ้น แต่เต้ยน่ะหรือจะกลัว

“เอาสิ  กำลังอยากโดนอยู่พอดี จัดมา! ขออย่างเดียว อย่าให้โดนฟันครูดก็พอ ”

เต้ยยักคิ้วยิ้มกว้างจนเห็นเหล็กดัดฟันเช่นเคย ไม่เติมประเด็นอะไรต่ออีกแล้ว เอื้อมมือมากดไหล่แม่ไอ้ตูน ให้ทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นเบื้องหน้า ตามมาด้วยกดหัว ในท่วงท่าลีลาที่ต่างฝ่ายต่างรู้ตัวดีว่าใครมีบทบาทหน้าที่อะไร

“นึกว่าจะเป็นตอนอาบน้ำซะอีก” มูนพูดอย่างนี้ ย่อมมิใช่เชิงปฏิเสธ แค่ไม่คาดคิดว่าจะมีการเปลี่ยนสถานที่ และอีตาคนเปลี่ยนก็เข้าใจให้เหตุผล

“ไม่เอา เปลี่ยนใจแล้ว เกรงว่าถ้าเป็นตอนอาบน้ำ มูนอาจจะเหยียบน้ำลื่นล้มหัวฟาดพื้นจนถึงขั้นตายห่า อีกอย่างเผื่อยมบาลท่านถามว่าเหยียบน้ำอะไรลื่นตาย กลัวเมียจะตอบไม่ถูกกันพอดี ระหว่างน้ำจากฝักบัวกับน้ำของผัวตัวเอง ทำตรงนี้แหละ”

“คงสุดแล้วแต่เต้ยเถอะ มูนเองก็กลัวแยกไม่ออกเหมือนกัน...มูนตามใจเต้ยทุกอย่าง” เสียงนุ่มๆ ตอบมาอย่างเอียงอาย แต่ก็มิวายเลื่อนหน้าเข้าไปจนใกล้ เพชรสีชมพูยอดกระบอง

“งั้นก็ถึงเวลาที่ต้องตามใจเต้ยแล้วล่ะ”

มิมีเสียงพูดอันใดจากมูนเติมต่อ นอกจากเสียงอู้อี้อึงอลในลำคอ เพราะปากอุ่นๆถึงคราวต้องใช้ขยับขึ้นลงให้สอดคล้องไปตามครรลองของบั้นเอวมหาเสน่ห์อันพลิ้วไหว ส่วนลิ้นนุ่มๆก็ไม่ยอมน้อยหน้าแต่อย่างใด ใช้ตวัดรัดรึงไปมาสร้างเสียงสั่นพร่าไม่หยุดยั้ง อีกทั้งยังซุกไซ้ไปตามหลืบตามร่องสุดแต่บนยอดเพชรของกระบองจะมีให้ซอกซอนชอนไช แลมิต้องให้เต้ยคอยสอนคอยกำกับการอย่างที่ผ่านมา หน้าที่สำคัญของเขาตอนนี้คือ กลั้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

มูนโหมโรงยามพลบค่ำได้อย่างไร้ที่ติ...และคงจะเป็นการแสดงเดียวในวันนี้ที่เต้ยยอมรับว่าเมียแสดงแนบเนียนที่สุด

ด้วยเหตุนี้สายตาคมวาวจึงแอบปรือขึ้นชื่นชมเป็นระยะๆ ใช้ความฉ่ำเยิ้มกลบเลศนัยเจ้าเล่ห์เสียสิ้น แลปิดสนิทลงอีกครั้งพร้อมกันกับพระจันทร์ดวงน้อยที่ลอยละล่องไปในภวังค์เพลงปี่ของตนเอง และเป็นที่คาดการณ์ว่า ตาทั้งสองคู่นี้จะลืมขึ้นได้หรือรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่ง เผลอไผลไปเหยียบน้ำที่บางหยาดอาจจะกระเซ็นกระเด็นลงพื้น จนลื่นไถลไปไกลนั่นเอง

มโหรีบรรเลงเพลงปี่เอาฤกษ์เอาชัยเสร็จสิ้นการโหมโรงไปกว่าชั่วพัก อาบน้ำแต่งตัวทำธุระเสร็จ ทั้งสองจึงได้เดินลงจากบ้านพักไปบนผืนทรายละเอียดต่างลาดพระบาทอันทอดยาวสู่งานเลี้ยงริมหาดซึ่งมีแสงไฟวะวับวะแวมรออยู่ปลายทาง ลมทะเลช่วยพัดพาท่วงทำนองครึกครื้นเคยคุ้นแว่วมากระทบโสต ครั้นดำเนินมาใกล้ เพลงที่แค่คุ้นหูก็กลายเป็นเพลงที่อยู่ในความทรงจำ

“โอ้ดวงดาวดูแสงนั้นพราวพร่าง 
เด่นลอยคว้างกลางฟากฟ้าไกล
ดาวรายล้อมดวงเดือนไว้
ข่มให้แสงเดือนเลือนไป เจ้าทำไมข่มดวงเดือน

หยิ่งทะนงหรือถือว่าทรงศักดิ์
ข้าไม่รักดาวกว่ารักเดือน
ดาวระยิบพริบตาเหมือน
ดั่งจะเย้ยว่าดวงเดือน ไม่งามเหมือนหมู่ดาว” ***

“จำเพลงนี้ได้ไหมมูน”

เต้ยหยุดยืนแล้วหันมาถามขึ้นในขณะที่ใกล้จะถึงงาน ใบหน้าของเขายามนี้ ถ้าจะตีค่าความน่ามองออกมา มูนย่อมให้คะแนนเต็มจนสุดเพดาน เพราะมองอย่างไรก็มองได้ไม่รู้เบื่อ สมแล้วดังที่เคยแอบกล่าวชมในใจว่า

‘พักตร์พริ้มเพราเพริศเลิศลักษณ์ จักษุคมแสงแรงกล้า’

 เต้ย...ทรงศักดิ์ ทรงเสน่ห์เฉกนี้มาตลอด ตั้งแต่แอบนั่งชำเลืองมอง จนถึงได้นอนมองอย่างเต็มตา!

รูปกายเป็นส่วนประกอบในการเลือกคนคู่เคียงก็จริง แต่ก็คงมิสลักสำคัญเท่า “หัวใจ” ที่ “ตั้งใจ” ทำทุกอย่างเพื่อตน เพราะอย่างนี้ความภูมิใจจึงสำแดงออกทางสีหน้าอย่างฉุดรั้งไม่อยู่ แลถูกดาราคมวาวคู่หนึ่งใต้คิ้วเข้มๆ ลอบจับจ้องเงียบๆตลอดเวลา

มูนไม่รู้ตัว รู้แต่ว่าตัวอิ่มใจนักในสิ่งที่เขาทำและจะกระทำให้ จนหลงลืมไปว่าเขาผู้นี้ก็สร้าง “น้ำตา”ให้ตนได้เหมือนกัน!!

มณีดวงน้อยนิ่งไปเพียงครู่ แล้วจึงตะเกียกตะกายผลุดขึ้นมาจากห้วงทะเลสิเน่หาที่เต้ยใช้สะกด และลำดับความละไมในสีหน้าแลน้ำเสียงเต็มที่เอื้อนเอ่ยตอบ

 “จำได้สิ ชื่อเพลงดาวล้อมเดือน ของสุนทราภรณ์ไง” มูนไม่ติดใจอะไรในคำถาม  แต่คนที่เอาใจไปติดนี้สิ กลับต่อความ

“อันนั้นรู้”

“รู้แล้วถามทำไม”

“ก็อยากจะลองดูว่ามูนจำได้หรือเปล่าว่าเพลงนี้ เป็นเพลงที่เราเต้นรำด้วยกันครั้งแรก”

ดวงตาภายใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งทอแสงเจิดจ้าซ่อนซึ้งพรึ้งพราวตามปากขยับ แม้แต่ดาวระยับบนท้องฟ้ายังอายในประกายแสงนั้น ส่วนดวงตากลมโตสีน้ำตาลสุกใสฝืนสู้แสงจ้าแล้วเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจกลับไป

“หะ หือ มีด้วยเหรอ”

แทนคำตอบว่ามีหรือไม่มี คนที่จำได้ดี ก็ทวนความจำมาให้ ด้วยวิธีการพูดประกอบท่าทางไม่เหมือนใคร ใช้มือขวากุมมือขวาอีกฝ่าย สอดมือซ้ายไปวางแหมะแปะตรงบั้นเอวพระจันทร์ ขยับขาโยกย้ายลีลาไปตามจังหวะแทงโก้นั้น ภวังค์อดีตในลิ้นชักที่ลึกที่สุดอีกหนึ่งลิ้นชัก ถูกดึงออกมาโดยเสียงกังวานหวานสะท้านทรวง

“ตอนมอห้า วิชาลีลาศ ... วันนั้นยายแป๋มคู่เต้นของเต้ยไม่มา และอีช้างคู่เต้นของมูนก็หยุด ห้องเรามีสี่สิบคน เมื่อขาดไปสอง เลยไม่ครบคู่ ครูโจ้เลยจับเราคู่กัน จำได้หรือยัง เต้ยอุตส่าห์ดาวน์โหลดเพลงนี้เพื่องานคืนนี้โดยเฉพาะเลยนะ อยากใช้ทบทวนความจำ และอยากบอกประกาศให้รู้ว่าเต้ยไม่รักดาวไปกว่ารักเดือน”

มูนรู้ดี ดาวในที่นี้ ไยจะมิใช่เกนหลง เด็กสาวพราวพร่างลือชื่อ สมตำแหน่งดาวประจำโรงเรียน
เดือนอย่างตนเคยถูกดาวดวงนั้นข่มแสงสิ้น จนต้องแอบทอประกายอย่างเจียมตัวเจียมใจ

กว่าจะเฉิดฉายในใจเต้ยได้เต็มที่อีกทีก็หลายปีให้หลัง และคืนนี้แหละคงถึงคราวที่เดือนอย่างตนจะเย้ยดาวในอดีต
การรอคอยด้วยหัวใจจะสิ้นสุดลงในอีกไม่ช้า


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“เมื่อไหร่หนอจันทร์จะงาม ข้าคอยเพราะความโศกเศร้า
เฝ้าครวญถึงคราวอยากให้สองเรา รักเฝ้าพะนอต่อกัน”

เต้ยขับเสียงร้องครวญแทรกขึ้นหลังพูดจบ ดัดแปลงเนื้อร้องชวนให้ขาขยับไปตามเพลง ละอองทรายตรงปลายเท้าคล้ายจะฟุ้งขึ้น กลายเป็นม่านหมอก ครั้นสลาย ภาพบางภาพก็กระจ่างกลางห้วงคำนึงชัดยิ่งกว่าดูภาพยนตร์ และชัดขึ้นไปอีกเมื่อฝ่ามือแข็งแรงหนาหนัก ขยำแลขย้ำบั้นท้ายตนจนหนักหน่วงไม่ต่างอะไรกับวันนั้น

“จำได้แล้ว และก็ไม่คิดว่าเต้ยจะจำได้ มูนเองยังลืมเลยว่าเคยเต้นรำกับเต้ย”

“เต้ยไม่เคยลืมเรื่องระหว่างเรา โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แสงดาวมากลบแสงเดือน ช่วงที่ปากไม่ตรงกับใจ” ใบหน้าขาวกระจ่างสดใสสลดลง ความรู้สึกเสียใจในเหตุการณ์ที่ผ่านมาฉายชัดส่งผ่านทางแววตาให้เดือนในอ้อมกอดรับรู้

“ปากอยู่ตรงกลาง หัวใจอยู่ข้างซ้ายของร่างกาย ถ้ามันตรงกันก็แปลกประหลาดแล้วล่ะ มนุษย์เราจึงไม่มีใครปากตรงกับใจกันสักคน ...ช่างมันเถอะ อย่าไปพูดถึงอีกเลย เรื่องมันแล้วไปแล้ว มองอนาคตจะเป็นประโยชน์กว่า ”

พระจันทร์ดวงน้อยที่กำลังลอยเคว้งอยู่กลางอ้อมกอด พูดพลางก็เลื่อนฝ่ามือมาลูบไปบนริมฝีปากเต้ยพลาง แลเลี้ยวเรื่อยไปหยุดลงตรงหัวใจที่กำลังกระเพื่อมไหวไปตามระลอกคลื่นแห่งความทรงจำซึ่งลมทะเลเย็นฉ่ำกระพือพัดมาไม่หยุดหย่อน ผ่อนฝีเท้าให้เบาลงจนยุติการเต้นรำ ยืนตระกองกอดกันแน่นิ่งเหนือผืนทรายใต้แสงจันทร์แทนที่

“เต้ยถามจริงๆ มูนไม่โกรธไม่เกลียดเต้ยเลยเหรอ วันนั้นเต้ยปากหมามากเลยนะในระหว่างที่เต้น”

“โกรธสิ แต่ไม่เคยเกลียด”

“โกรธแล้วทำไมไม่ต่อยปากเต้ยสักที” เต้ยเข้าใจเสนอ และควรจะพูดอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว

“อยากทำเหมือนกันแหละ แต่ทำไม่ได้เพราะอะไรรู้ไหม”

“ไม่ทราบครับ” ริมฝีปากหมารูปหล่อขยับเสร็จสิ้น ก็เกยวางพักไว้ตรงซอกคอสีเศวต ตะแคงหูรอฟังคำตอบ ซึ่งมีมาให้ทันใจ

“เพราะเต้ยกระชากหัวใจมูนไปเก็บไว้กับตัวตั้งแต่มอหนึ่งน่ะสิ ทำไปก็กลัวหัวใจตัวเองจะเจ็บและบอบช้ำกระทบกระเทือนไปด้วย เลยไม่คิดจะทำ ชีวิตของมูน จึงมีแค่เต้ยคนเดียวที่มูนยอมให้ข่มเหงรังแกจนร้องไห้ คนอื่นอย่าหวัง”

มูนหมายความตามที่พูด เต้ยฟังแล้วสัมผัสได้ถึงความสุขใจระคนเสียใจแปลกๆ สุขใจที่แม่มณีรักเขามาก เสียใจที่รังแกเจ้าของหัวใจที่เขากระชากมาเก็บไว้กับตัว และเต้ยก็เชื่อโดยไม่มีข้อโต้แย้งว่ามูนไม่ยอมให้คนอื่นรังแก ดูอย่างกรณีเกนหลงวันนี้เป็นตัวอย่าง จากที่ได้ฟังคำเล่า มูนเมียรักตีเกนหลงอดีตเมียซะพ่ายดอกแตกกระจาย ส่วนเขาแค่มาซ้ำให้ยับเยิน มูนไม่ยอมคนอื่นจริงๆ เว้นเสียแต่เขาคนเดียว

“ขอโทษครับเป็นครั้งที่แสน”

“ช่างเถอะเป็นครั้งที่แสนเช่นกัน ป่ะ เข้างานได้แล้ว ป่านนี้เพื่อนๆ คอยที่งานแย่  ก่อนลงจากบ้าน เต้ยบอกว่าเราเป็นเจ้าภาพของงานไม่ใช่หรือ เป็นเจ้าภาพไปช้า คงไม่งาม”

“เดี๋ยวก่อนสิ” เต้ยขัดขึ้นดูท่าเหมือนไม่อยากจบเท่าไร หากแต่ก็ไม่ใช่ เพราะเขากล่าวต่อไปอีกเรื่อง ด้วยเค้าหน้าเปรอะเปื้อนรอยสรวลเจ้าเล่ห์แย้มพราย  “ มูนจ๋า ก่อนเข้างาน เต้ยอยากจะถามมูนอีกครั้งว่าพร้อมไหมที่จะก้าวเดินฝ่าฟันอุปสรรคไปบนเส้นทางสายอนาคตกับเต้ย ”

“จะบอกให้อีกครั้งเหมือนกัน และโปรดอย่าถามอีก...  มูนพร้อมที่จะก้าวเดินไปกับเต้ยตั้งแต่วันแรกที่ตาเราสบกันตอนมูนย่างเท้าก้าวขาเข้าห้องเรียนแล้ว”

“มูนนี่ พูดอย่างนี้ คนหน้าด้านอย่างเต้ยก็เขินเป็นเหมือนกันนะ”

แล้วเสียงหัวเราะระเรื่อก็ดังผสานโดยมิได้นัดหมายก่อให้เกิดทำนองเสนาะลอยไปตามลม...มือนุ่มๆไม่รอช้าวางลงบนฝ่ามือหนากว่าที่เพิ่งจะหงายรอรับ ลำเทียนขี้ผึ้งชั้นดีทั้งห้าสอดประสานกับนิ้วแข็งแรงยามมือกุมมือ แลเริ่มก้าวขาเดินเคียงคู่เจ้าชายหมาบ้าต่อไปบนพรมผืนทรายละเอียดนุ่มผืนเดิม  ครั้นเมื่อเดินมาถึงงาน มูนมิรู้ว่าตนเองหูแว่วไปหรือเปล่า เพราะคล้ายจะได้ยินเสียงฆ้องชัยดังก้องขึ้น เหมือนกับเจ้าพนักงานใช้บอกสัญญาณการเสด็จออกอย่างไรอย่างนั้น สยบเสียงจอกแจกจอแจของเพื่อนๆรวมถึงเจ้ามอสและเจ้าตูน ที่คาดการณ์ไว้ไม่ผิดคือยืนแถวรอรับอยู่ก่อนแล้ว ไม่ต่างอะไรกับการรอรับเสด็จเจ้านาย  และสายตาทุกๆคู่ก็ต้องตกอยู่ในอาการตะลึงมิรู้ตัว ยามได้เห็นเพื่อนชายวายร้ายตัวสำคัญ

ค่ำคืนนี้เจ้าเพื่อนตัวดีหน้าเลี่ยมเชี่ยมเซ็ทผมมาเสียหล่อ สวมแจ็คเก็ตสูทสีขาวพอดีตัวที่ดูก็รู้ว่าสั่งตัดจากร้านดัง ใส่ทับเสื้อกล้ามในโทนสีเดียวกันรับกับกางเกงขาสี่ส่วนที่พับขาตามแฟชั่นเข้ากันได้ไม่ขัดตา อีกทั้งทรวดทรงสมบุรุษสุดศักดาทำให้ดูเด่น ประหนึ่งเป็นเจ้าชายในฉลองพระองค์ชุดลำลองที่เสด็จออกงานการฉลองส่วนพระองค์

“ทำไม ทรงพระหล่อจังเพคะ อย่างกับเจ้าชายจริงๆ ”

เสียงแปร๋นของท้าวนางไอยราหลุดมาอย่างบังคับไว้ไม่อยู่ ตรงกับใจที่หลายๆคนกำลังคิด เต้ยเองเมื่อได้ยินนางคชสารกราบทูลก็หันหน้ามายิ้มให้น้อยๆ มิแผดเสียงด่าดังเคย ผิดกับเมื่อบ่ายและตอนเย็นนัก แล้วกล่าวตอบรับด้วยสุรเสียงใสคล้ายกับจะใช้เรียกสติอีคุณท้าวและเพื่อนกลับคืน

“ขอบใจมากที่ชม ทีแรกนึกว่าจะไม่มีใครชมซะแล้ว ขนาดเมียเห็นเมียยังไม่ชมเลย” เสียงหัวเราะครืนดังขึ้นทันทีที่เต้ยพูดจบ แลพอสงบ จังหวะจะโคนเหมาะเจาะ จึงทอดเสียงเอ่ยต่อมิให้ขาดตอน

“ขอบใจอีกเช่นกันที่อุตส่าห์รอและขออภัยที่ให้ทุกคนรอนาน คาดว่าทุกอย่างคงเรียบร้อยดีใช่ไหม เรื่องที่ฝากให้ทำมีอะไรขาดตกบกพร่องหรือเปล่า พวกมึง”

แม้ประโยคที่เต้ยใช้ถามมันดูธรรมดาๆ แต่หลายๆคนยามนี้กลับสัมผัสได้ว่าในกระแสเสียงกลับมีอำนาจประหลาดบางอย่างแฝงไว้อยู่ อำนาจที่ทำให้คนตอบต้องตอบให้ถูกต้องตามหฤทัยคนถาม และหากตัดสรรพนาม “มึง” ออกไปได้ คำพูดนี้จะกลายเป็นพระดำรัสตรัสถามของเจ้าชายพระองค์หนึ่งทันที 

“เรียบร้อย พะยะ...”

ผู้หมวดหนุ่มเกือบใช้ราชาศัพท์กับเพื่อนตามอย่างที่อีคุณท้าวไอยราเอามาพูดเล่นอยู่เมื่อครู่ ดีที่สะกดลิ้นไว้ทัน ไม่อย่างนั้นขี้กลากคงขึ้นหัว จึงเปลี่ยนคำพูดใหม่ ไม่ดึงราชาศัพท์ของสูงลงมาเล่น แต่ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนักว่าการที่ใช้หรือไม่ใช้ ข้อไหนจะทำให้ขี้กลากขึ้นหัวได้มากกว่ากัน เพราะลักษณะไอ้เพื่อนซี้ตอนนี้นั้น จู่ๆก็มีสง่าราศีจับไปแทบทั้งตัวคล้ายบรรดาเจ้าชายที่เคยถวายงานอารักขาคราวเสด็จมาร่วมในงานพระราชพิธีครองสิริราชสมบัติครบหกสิบปี เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙

“ เรียบร้อย วะ โว้ย แต่แหม มึงนี่ ทำไมคืนนี้หล่อจังวะ มาดอย่างกับเจ้าชาย อย่างที่อีช้างพูดไม่มีผิด”

ปกติเปรมเพื่อนรัก แทบจะไม่ค่อยชมผู้ชายด้วยกันว่าหล่อ ครั้นพอได้รับคำชม เจ้าชายโดยการสถาปนาของหลายๆเสียงที่กำลังสนับสนุนความคิดช้างกับเปรม จึงสรวลกว้างจนเห็นเหล็กดัดพระทนต์สีแดงระยับล้อคบไฟสว่างไสวในงาน

“ไอ้หมวด แม่งยอซะกูเขิน เวอร์เกินจริงไปแล้ว”

ทางด้านเมียที่โดนกระทบซึ่งบัดนี้ถอยมายืนด้านหลังผัวด้วยระยะห่างต่อหนึ่งฝ่าเท้าเป็นการให้เกียรติอย่างที่เคยทำก็ได้แต่ยืนหัวเราะนิ่ง ไม่ขัดขึ้นหรือแก้ต่างอะไร กับเหตุที่ไม่เอ่ยชมด้วยปากให้ได้ยินที่หู เนื่องจากใช้ตาต่อตาลำดับคำชมส่งผ่านไปก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว เพลานี้จึงได้แต่เปรยในใจคนเดียวว่าเปรมไม่ได้พูดเกินจริงหรือเวอร์แต่อย่างใด ใครจะว่าเข้าข้างผัวก็ช่าง เพราะเต้ยในค่ำคืนนี้คือความหมายและคำจำกัดความของคำว่าสง่างามในแบบเจ้าชายที่ตนไม่ได้คิดไปคนเดียว 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องหน้าที่คงมิต้องพูดถึงมาก ทุกอย่างเป็นส่วนผสมอันประณีตลงตัวแลคัดสรรมาได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด อีกทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายที่ทุกคนได้เห็นก็เป็นขั้นกว่าแห่งความพิถีพิถัน แม้แต่ตนยังต้องอาย เพราะมีแค่เสื้อกล้ามขาว กางเกงสกินนี่สีก้านมะลิสวมใส่ แต่นับว่าโชคดีที่ผิวลออช่วยให้ไม่ดูด้อยค่านักและดีที่มีแอคเซสเซอร์รี่เป็นผ้าคลุมไหล่ต่างสไบสีเทอร์ควอยซ์ ตวัดห่มให้เก๋เสียหน่อยจึงพอช่วยให้ไปวัดไปวา ออกงานริมหาดเคียงคู่เจ้าชายได้ไม่เคอะเขิน

เต้ยได้รูปลักษณ์เลอเลิศมาจากพ่อและแม่... ทว่านั่นอาจจะยังไม่ใช่เหตุผลหลักที่เพื่อนๆ ตกปากเรียกเจ้าชาย
“มาดเจ้านายและรสนิยม” ที่คุณวาสิฏฐีปลูกฝังให้อยู่ในสายเลือดต่างหากเล่า ทำให้รังสีเจ้าชายฉายชัดมาจากข้างใน

และเหตุฉะนี้ หน้านวลจึงต้องเชิดกว่าเดิม ปรับการยืนให้ร่างระหงตั้งตรง เพื่อเสริมบารมีแลเป็นศรีแก่ “เจ้าชายแห่งอัครพงศธร”

“เพราะอย่างนี้ไงครับ มอสถึงอยากจะเป็นแบบพี่เต้ย”

เจ้ามอสโผเข้ามากอดเอวทำลายภวังค์คิด พูดย้ำคำเดิมอย่างที่เคยพูด มองไปยังพี่เต้ยของมันด้วยประกายสายตาชื่นชมตลอด มูนได้ยินได้เห็นก็หัวเราะน้อยๆ ลูบหัวน้องชายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยคำตอบที่เปลี่ยนไปจากเดิม

“พี่ก็ไม่ได้ห้ามอะไรมอสแล้วนี่ จะเป็นอย่างพี่เต้ยก็เป็นเถอะ แต่พี่ขออย่างเดียว หากรักใครขอให้รู้ใจตัวเองเร็วๆ อย่าทำคนรักเสียใจและอย่าทิ้งไว้นาน เพราะถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนอย่างพี่  คงไม่มีใครรอมอส อย่างที่พี่เคยรอพี่เต้ย”

“ครับพี่มูน ...พี่เต้ยก็เพิ่งสอนมอสแนวๆนี้เหมือนกัน แถมยังสอนอีกว่า เมื่อมีคนที่รักสุดหัวใจแล้ว จงยกย่องเทิดทูนไว้บนหิ้งที่สูงที่สุด”

พี่เจ้ามอสได้ฟังคำตอบน้องก็ยิ้มร่า ถูกใจกับสิ่งที่พี่ชายหมาบ้าสอนน้องชายนัก และคืนนี้อีกแล้วนั่นแหละที่พี่ชายจะทำให้ไอ้เจ้าหมาน้อยมันดูเป็นตัวอย่าง...เจ้ามอสพูดจบก็ยักคิ้วปลิวถลาไปกับเจ้าตูนหาของกินต่อ พอๆกับนางคชสารที่ก่อนจะเลี่ยงไปหาอะไรใส่ท้องบ้าง ก็เวียนแวะเข้ามากระแซะกระซิบกระซาบทักทาย

“ฉันไม่ชมหร่อนหรอกนะยะอีมูน แต่ฉันจะพูดแค่ว่า ฉันไม่เคยเห็นใครยืนคียงข้างคุณเต้ยแล้วสมเท่ากับหร่อนมาก่อน แม้กระทั่งอีเกรซ...วุ๊ย พูดแล้วก็อิจฉา ราศีจับทั้งผัวทั้งเมีย” ช้างพูดจบก็ทำท่าจะผละไป หากแต่ก็นึกอะไรขึ้นได้ “อ้อ...อย่าลืมตอนสวมแหวน หร่อนต้องทำหน้าให้มันแนบเนียน เข้าใจไหม แต่อย่าทำท่า เหมือนพวกนักร้องที่ชนะการประกวดหรือพวกนางงามเวลาได้มงกุฎล่ะ นั่นมันตอแหลเกินไป ”

“รู้แล้วน่า ย้ำจริง เออ แล้วช้างรู้ไหม คุณเต้ยเจ้าชายของช้างจะสวมแหวนตอนไหน จะได้เตรียมตัวทัน”

“เท่าที่รู้ ตามกำหนดการ คาดว่าน่าจะเป็นตอน....”

มูนกำลังจะได้คำตอบอยู่แล้วเชียว เจ้าชายก็ดันผินพระพักตร์มาเรียกพร้อมกับโอบไหล่พาตนขึ้นมายืนเคียงคู่ นั่นย่อมทำให้มูนหมดโอกาสที่จะซักไซ้ไล่เลียงช้างต่อ

“มูนจ๋า ไอ้พวกนี้มันอยากคุยด้วย ”

“อะไรหรือ”  มูนจำต้องให้ความสนใจกับคู่สนทนาใหม่  ซึ่งเปิดประเด็นกับตนด้วยการอวยเกียรติชมโฉมเกือบเต็มพิธีการ

“เหมาะกับไอ้เต้ยของพวกเราจริงๆ มองทีไรก็เย็นตา ไม่จี๊ดจ๊าดหวือหวา เรียบแต่หรูดูสง่า สูงค่าสมกับคนหัวสูงอย่างไอ้เต้ย  ไอ้นี่มันร้อน ต้องอย่างมูนนี้แหละถึงจะเอามันอยู่”

มูนยิ้มหวานให้กับเปรมที่ใช้คำพูดทำนองเดียวกับช้าง อย่างกับมางานมงคลสมรสยังไงยังงั้น แต่เปรมก็ใช้ถูกกาลเทศะมิใช่หรือ เพราะงานคืนนี้มิใช่แค่งานเลี้ยงอำลาอย่างเดียว.. ส่วนเพื่อนชายหลายคนที่ยืนอยู่ด้วย ก็เห็นพ้องกับเปรม อีกทั้งแบงค์ยังช่วยเสริม

“ งามอย่างเดียวไม่พอนะมูน มูนต้องข่มไอ้เต้ยให้อยู่หมัด มันจะได้เลิกบ้า ตบซ้ายตบขวาวันละสามเวลาได้ยิ่งดี”

“โธ่...ทำไม่ได้หรอกแบงค์ ถ้าเราทำอย่างนั้นมันก็จะมีแต่ผลเสีย เสียที่หนึ่งคือเต้ยเสียหน้าเพราะถูกเราข่ม เมื่อเสียหน้าซะอย่างหนึ่งแล้ว เสียที่ตามมาคือเสียเกียรติ ในการที่เราไม่เคารพในความเป็นช้างเท้าหน้าของเขา ยิ่งทำต่อหน้าเพื่อนๆแล้ว เต้ยจะยิ่งอาย และเสียสุดท้ายคือเสียใจ ที่เราทำให้เสียหน้าและเสียเกียรติ”

มูนพูดตามความรู้สึก ตามที่คุณยายสอน มิได้ต้องการให้ใครมาชม เพียงแค่อยากแสดงให้ทุกคนรู้ว่า มะลิบ้านนอกที่อีกไม่นานจะอยู่บนหิ้ง มีวิธีคิดและจริยวัตรต่างจากสตรีแท้ๆประเภทที่พวกแบงค์เคยคุ้นอย่างไร

“ได้คำตอบแล้วใช่ไหม ว่าทำไมทุกลมหายใจเข้าออกของกู จึงมีแต่พระจันทร์ดวงนี้ดวงเดียว”

เต้ยยามนี้จะพ้นอาการหน้าบานเป็นจานเชิงไปได้เชียวหรือ ทั้งปลื้มใจทั้งอิ่มใจ จนอดใจไม่ไหวต้องประทานจูบลงไปเหนือกระหม่อมน้อยซึ่งภูมิใจทุกครั้งยามได้เกยคางครอบครอง และแทบจะลอยจากพื้นแทนมูน เมื่อมีเสียงยอเกียรติเซ็งแซ่ตามมาจากผองเพื่อน แต่ไม่มีใครจะกล่าวได้น่าฟังเท่ากับเปรม

“ฉลาดคิด ฉลาดพูด ฉลาดวางตัว ...เป็นเมียที่ประเสริฐคนหนึ่ง” เปรมยกย่องพร้อมสายตาคาราวะจริงใจ ก่อนจะหันหน้าไปหาเจ้าเพื่อนรัก ตบไหล่สัพยอกต่อ “ทั้งโชคดีและโชคร้ายเลยนะไอ้เต้ย ได้มอสระเอียฉลาดแบบนี้”

“ฉลาดมากไปบางครั้งก็เหนื่อย ...เหนื่อยตรงที่ต้องแกล้งโง่”

มูนแทรกต่อกลั้วหัวเราะนุ่มๆเย็นๆ ตามแบบฉบับให้ทันควัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะถูกอกถูกใจของบรรดาชายหนุ่ม และมีหนึ่งหนุ่มในนั้นก็ไม่ทิ้งแบบฉบับในการหัวเราะเช่นกัน

‘เจ้าเล่ห์ เกเร’ เสียงโทนนี้จะมีใครเล่า เชี่ยวชาญเกินเจ้าชายของงาน... เสียงสรวลนี้ อย่างกับใช้เยาะเย้ยโดยแท้

“ตามสบายนะพวกมึง คืนนี้ฉลองกันให้เต็มที่ ถ้าเหล้าแบล็คอีช้างหมดให้บอก กูจะสั่งเพิ่มให้ ตอนนี้ขอพาเมียเดินดูบริเวณงานก่อน เดี๋ยวมาชนแก้วด้วย”

เต้ยกล่าวตัดบทและยุติเสียงหัวเราะมาให้ แล้วพามูนเดินออกมา มุ่งหน้าไปตามโต๊ะบัฟเฟ่ต์ ที่ทางรีสอร์ทตั้งไว้ให้รายเรียง   และมูนก็เพิ่งได้สังเกตเห็นความพิเศษของงานเลี้ยงอำลาคืนนี้ที่ไม่ว่าใครจะจัดให้ก็ไม่มีทางเหมือน เพราะทุกอย่างมันหลุดออกมาจากความทรงจำที่รู้กันแค่ระหว่างตนกับเต้ยสองคนเท่านั้น
 
 “ลูกบาส ปราสาททราย และ หลุมทรายปักเทียนรูปหัวใจ เต้ยยังจำได้จริงๆหรือนี่ หวังว่าตามูนคงไม่ฝาด”

สามสิ่งที่มูนเอ่ยล้วนเคยอยู่ในความทรงจำครั้งมาเก็บตัวนักกีฬาทั้งสิ้น สามสิ่งนี้มาบรรจบพบกันในค่ำคืนเหงาๆคืนหนึ่ง อย่างกับเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากของภาพยนตร์รักใสๆวัยรุ่น ของเด็กชายปากไม่ตรงกับใจสองคน สามสิ่งในคืนนั้น เคยวางอยู่อย่างไร คืนนี้ก็วางอยู่อย่างนั้นริมหาด  เริ่มจากลูกบาสลูกกลมๆ ซึ่งไม่รู้ไปยืมใครมา วางข้างปราสาททรายที่จำลองแบบเดิมไม่มีผิดเพี้ยน รายรอบของสองสิ่ง คือหลุมทรายหลุมน้อยๆรูปหัวใจ ปักเทียนเล่มเล็กๆให้สว่างไสวอยู่ข้างใน รายเรียงเป็นเส้นรอบวงบรรจบเป็นหัวใจดวงใหญ่ดวงเดียว

“ตาไม่ฝาดหรอก เต้ยยกความทรงจำมาทำให้เป็นภาพจริง เพื่อระลึกถึงตอนมาเก็บตัวนักกีฬา ที่หมาบ้ารูปหล่อเคยก่อประสาททรายและขุดหลุมทรายข้างๆพระจันทร์ให้กลายเป็นรูปหัวใจแล้วปักเทียนลงไป เพราะอยากให้พระจันทร์หันมาสนใจมอง ” เต้ยใช้เสียงนิ่งๆบอกความใกล้ๆหู และคงมิต้องรื้อฟื้นอะไรให้มูนมากนัก เพราะประโยคที่มูนเอ่ยตามมา มันยิ่งกว่าคำว่าจำได้

“และพระจันทร์ก็อดใจไม่ไหว ต้องหันหน้ามามอง แต่น่าเสียดาย ที่หมาตัวนั้นเชื่องได้แค่แป๊บเดียว เพราะไม่นานเชื้อบ้ามันก็กำเริบ” 

มูนมิพูดอะไรต่ออีกเอ่ยเท่านี้คงเพียงพอ ก่อนจะหันหน้าไปสบตาหมาตัวที่เป็นทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ส่งกระแสหวานซึ้ง ฉายภาพต่อจากที่ค้างไว้แทนคำพูด ซึ่งเต้ยก็รับช่วงต่อได้ดีว่าหลังจากนั้นมันเกิดอะไร มิจำเป็นต้องพูดเท้าความกันต่อไปให้ยืดยาวกับเรื่องราวที่อยากเก็บไว้ให้รู้แค่สองคน

“น่าเสียดายแทนหมานะ ถ้ามันเชื่องได้ตลอดรอดฝั่ง คืนนั้นพระจันทร์คงตกเป็นเมียมันแล้ว... ช่างเถอะ อดีตคืออดีต ย้อนเวลากลับไปไม่ได้ อย่างที่มูนพูด เรามองอนาคตจะเป็นประโยชน์กว่า”

เต้ยโอบไหล่มูนแน่นขึ้นกว่าเดิม ระบายลมหายใจออกอย่างคนเข้าใจโลก แล้วพามูนเดินไปรอบๆงาน ดูการตกแต่งของไต้ไฟที่รายล้อมเป็นปริมณฑลรั้วเพลิง ประกาศเขตมิให้คนนอกเข้า นอกจากจันทร์กระจ่าง ดาวระยิบ อีกทั้งคลื่นแลลมทะเล ที่ยังเคล้าคลอไปตามเสียงเพลงลูกกรุงที่แต่ละเพลงเลือกมาเอาใจพระจันทร์โดยเฉพาะ

 “ชอบไหมที่เต้ยจัดให้แบบนี้ และนี่ก็คือเหตุที่เต้ยหายไปตลอดบ่ายกลับมาเนื้อตัวเลอะทราย”

“ชอบสิ แต่แหม...แน่ใจนะว่าเป็นงานเลี้ยงอำลา ทำอย่างกับเป็นงานแต่ง มีอนุสรณ์แห่งความทรงจำด้วย แล้วดูแต่งตัวเข้า เด่นซะเกินใคร ทำอย่างกับเป็นเจ้าบ่าว มูนยังสู้ไม่ได้ เหอะ ว่าจะไม่พูดไม่ถามแล้วเชียว เดี๋ยวจะหาว่าเยอะ แล้วไอ้เซอร์ไพร์สที่พูดแล้วพูดอีกเนี่ยมันคืออะไร อยู่ตรงไหนของงาน ” 

มูนแกล้งพูดแกล้งถามไปอย่างนั้น ปรายตามองเจ้าชายหน่อยๆ นึกหมั่นไส้น้อยๆ ที่จะเซอร์ไพร์สเมียทั้งที ก็ดันทำซะเด่นจนออกนอกหน้า ถึงวันนี้ไม่รู้ล่วงหน้าจากปากช้าง หากเข้ามาในงาน เป็นใครก็ต้องฉุกใจสงสัย และระแคะระคายจนพอจะเดาได้อยู่ดี 

“อีกไม่เกินชั่วโมงหรอกน่า เดี๋ยวก็ได้รู้...แต่คืนนี้มีเซอร์ไพร์สแน่ๆ พูดมากเป็นตุ๊ดแก่ๆไปได้” เต้ยประทานมะเหงกเขกหัวมาให้ แล้วจงใจเปลี่ยนเรื่องไปต่อได้รวดเร็วเหมือนเดิม 

“ บอกว่าชอบแล้วทำไมไม่ให้รางวัล”

“อยากได้อะไรล่ะ ”

หากมีกระจกถือไว้อยู่ในมือ แล้วยกขึ้นมาส่องหน้า มูนจะเห็นเค้าเจ้าเล่ห์จับทั่วหน้าตัวเองเป็นเขาเหมือนกัน เพราะอยู่ดีๆ สิ่งที่อยากรู้อีกอย่าง กำลังจะได้รู้ มันเข้าทางโดยไม่ต้องใช้ไหวพริบอะไรมากเลย เตรียมใช้แค่สตางค์ไปหาซื้อมา ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายท้าวเธอให้ประหลาดพระทัยบ้างเท่านั้น

“โฮ้ย หลายอย่างมาก ” คุณหลวงเต้ยลากเสียงยาว เน้นว่าหลายอย่างจริงๆ

“ก็เลือกที่อยากได้ที่สุดสิ ”

“ตอนนี้ยังนึกไม่ออกนี่ ...เอาเป็นว่า ขอสักฟอดหนึ่งก่อนได้ไหม” เต้ยทะเล้น ทำแก้มป่องๆยื่นมาให้ไม่สนใจใคร แต่อีกฝ่ายบ่ายเบี่ยง ยันแก้มป่องไว้ด้วยปลายนิ้ว

“เสร็จงานเลี้ยงคืนนี้ก่อนดีกว่า จะให้มากกว่าที่ขอ และมากกว่าตอนก่อนอาบน้ำ”

“กลัวพอถึงเวลาจริงๆ จะไม่ยอมให้น่ะสิ แต่เอาเหอะ จะเอาอย่างงั้นก็ได้ เต้ยจะตั้งหน้าตั้งตารอ”

“เต้ยแค่ตั้งหน้าตั้งตา..มูนนี้สิรออย่างใจจดใจจ่อเลยแหละ”

ต่างฝ่ายต่างมีนัยแห่งการรอ ทั้ง “ตั้งหน้าตั้งตารอ” และ “รออย่างใจจดใจจ่อ” ทว่าการรอของใครจะให้ผลที่สมใจคุ้มค่าต่อการรอกว่ากันยากจะคาดเดา คงต้องรอจนเวลานั้นมาถึง แต่ที่แน่ๆ เพลานี้คนที่บอกว่ารออย่างใจจดใจจ่อ เริ่มกลายเป็นรอกระสับส่าย จนท้ายสุดมาจบลงที่กระวนกระวาย หลังจากคุณหลวงสามีขอตัวไปชนแก้วกับเพื่อนๆตามประสาเมื่อประมาณสองชั่วโมงที่แล้ว  พระจันทร์จึงเลี่ยงมาอยู่กับนางพญาคชสารที่เดินอาดๆไปมาระหว่างโต๊ะเหล้ากับโต๊ะซีฟู๊ดจนมูนเริ่มรำคาญตา

 “เราว่าช้างยกโต๊ะยกเตาซีฟู๊ด ไปตั้งใกล้ๆโต๊ะเหล้าดีไหม จะได้ไม่ต้องเดินไปเดินมา เราเห็นแล้วเวียนหัว” มูนอดไม่ได้ที่จะเปรยขึ้น แล้ววางจานผลไม้จานใหญ่ในมือที่คุณหลวงแวะเอามาให้ก่อนหน้า เพราะรู้ว่าตนไม่รับอะไรนอกจากผลไม้หลังหกโมงเย็น

“เออ จริงแฮะ เข้าใจแนะนำ งั้นหร่อนมาช่วยฉันยกหน่อย” ช้างเห็นพ้องตอบกลับ ทำท่าจะยกเอาเข้าจริงๆ จนเพื่อนรักแทบจะร่อนจานผลไม้ใส่

“เราประชด ...แล้วนี่ เมื่อไหร่จะถึงตอน...”

“มึงตื่นเต้นล่ะสิ อีหอยหลอด” ช้างแผดเสียงแปร๋น สรรพนามใช้เรียกเพื่อน แปรไปตามความหมั่นไส้และอารมณ์ ค้อนให้เสียหลายขวับ แล้วพูดต่อมาว่า “ เก็บอาการหน่อยอีห่า หน้ามึงบานยิ่งกว่าจานผลไม้แล้ว อีกไม่นานหรอกน่า เพราะคุณเต้ยจะพามึงกลับไปจู๋จี๋ก่อนเที่ยงคืน”

“วุ๊ย ช้างนี่ รู้ดีกว่าเราที่นอนข้างๆเต้ยอีกนะเนี่ย แล้วนี่กี่ทุ่มแล้ว เราไม่ได้เอานาฬิกากับโทรศัพท์ลงมาด้วย”

ยังมิทันจะสิ้นเสียงมูนดี เสียงเพลงลูกกรุงและเสียงชนแก้ว อีกทั้งเสียงคุยโหวกเหวกระเบ็งเซ็งแซ่ก็สงัดลงกะทันหัน เมื่อร้อยตำรวจโทเปรมศักดิ์ ตันตินพวงศ์ ผู้ทำหน้าที่ประหนึ่งสมุหราชพิธีลุกขึ้นยืนโบกสัญญาณมือ จากนั้นจึงก้าวขึ้นไปยืนบนโขดหินกว้างหน้าตัดเรียบราวกับธรรมชาติจะเตรียมไว้ให้เป็นเวทีในคืนนี้โดยเฉพาะ แล้วตามมาด้วยเสียงประกาศห้าวชัดถ้อยชัดคำ

“อย่างที่พวกเราทุกคนทราบกันดีว่าการมาพักผ่อนริมทะเลตลอดสามคืนและงานเลี้ยงคืนสุดท้ายนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีคุณเต้ย เพื่อนเต้ย ไอ้เต้ย หรือบางที ไอ้เหี้ยเต้ยของพวกเรา” เสียงหัวเราะชอบอกชอบใจดังกระหึ่มมาจากบรรดาผู้ที่เรียกขานเต้ยในหมวดคำสุดท้าย สมุหราชพิธีจำต้องให้สัญญาณมือ ปรามเสียงสรวลให้สงบลงอีกครั้ง แล้วจึงประกาศต่อ

 “บัดนี้เวลา สี่ทุ่มห้าสิบเก้านาที เป็นฤกษ์งามยามดี คงถึงเวลาที่เจ้าภาพของเราจะขึ้นมากล่าวอะไรเล็กๆน้อยๆให้พวกเราฟัง ...ขอเชิญเพื่อนเต้ยบนเวที และขอเสียงปรบมือด้วยโว้ย”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
เต้ยลุกขึ้นยืนตามคำเชื้อเชิญทันที โปรยยิ้มกว้างท่ามกลางเสียงปรบมือแลเสียงผิวปากวิ้ดวิ้วกึกก้องไปทั่วท้องพระโรงริมหาด และเมื่อเขายืนขึ้นเสียคนหนึ่งแล้ว ที่เหลือไยจะมิลุกตาม แม้ทั้งกลุ่มจะดูเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ หากธรรมเนียมปฏิบัติสากลคงมิได้ทำไปเพียงเพื่อความสำราญด้วย การลุกขึ้นยืนตามนั้น จึงเป็นทั้งการให้และการยกย่องเกียรติด้วยความเต็มใจแลพร้อมเพรียงแด่เจ้าภาพและเจ้าชายของงานในค่ำคืนนี้

พระจันทร์ดวงน้อยเองก็ยืนตรงกับเขาด้วย อีกทั้งยังลอยเข้ามาสมทบยังใจกลางผองชายโดยมีคุณข้าหลวงร่างใหญ่ไอยราเป็นพี่เลี้ยงตามติด และเหมือนกับว่าทุกคนที่ยืนออหน้าแท่นหิน หลีกทางแตกให้เป็นช่อง มือหลายมือช่วยประคองโอบหลังดันมาข้างหน้าสุดซึ่งมูนไม่รู้ว่าเป็นมือใครต่อมือใคร เพราะสายตาตนจับจ้องไปยังวรองค์กึ่งหนากึ่งบาง ที่กำลังดำเนินผ่านผองเพื่อนขึ้นไปยืนตระหง่านบนเวที

“นี่ไง เซอร์ไพร์ส ของผัวมึงมาแล้ว ”

“อืม”

มูนรับคำช้างเบาๆ สายตายังคงจับจ้องทุกอากัปกริยาอาการของชายสุดที่รัก แลอาจจะเป็นเพราะแสงไฟทางด้านหลังหรือแสงอะไรก็มิทราบมาตกกระทบไปยังร่างเขา ทำให้ราศีเจ้าชายที่ฉายอยู่ในตัวมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นในทีแรก กลับมีรังสีหรือรัศมีสง่างามแผ่ออกมาปรากฏแก่สายตาจริงๆ ท่วงท่าที่ขึ้นมายืนอยู่นี้ คือลักษณะที่ต้องเข้าข้างว่าเป็นเจ้าชายจะเป็นอื่นใดไปไม่ได้ ความปลื้มปรีติและความภาคภูมิใจฉายชัดฉุดรั้งไว้ไม่อยู่และสำแดงออกมาทั้งทางสีหน้าและแววตามากกว่าเดิมเพิ่มเติมจากที่เคยเป็นมาตลอดทั้งวัน ริมฝีปากแลโหนกแก้มยกขึ้นได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ เผยไรฟันขาวสะอาดเปล่งประกายพรายแสงแย้มสรวลทูลถวายเจ้าชายอย่างที่สุด หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวกระซิบบอกตัวให้เตรียมพร้อมกับการขึ้นไปยืนเคียง ซึ่งคาดว่าคงจะเป็นในไม่อีกกี่อึดใจข้างหน้า

อัญมณีที่มาพร้อมกับความเป็นอัครพงศธร...รออยู่ข้างบนนั่น มณีจันทร์มั่นใจเต็มเปี่ยม
นิยายน้ำเน่าที่ตนกำลังเล่นอยู่นี้ คงไม่มีทางแหกสูตรสำเร็จเดิม

คำบอกเล่าจากปากช้าง รูปการณ์ ความนัย มันตีความเป็นตอนอื่นไปไม่ได้... “สงบใจรอ” คือสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง
ยากกว่ารับบทนางเอกเล่นละครฉากใหญ่ตบตาพระเอกให้แนบเนียนซะอีก

จึงมิควรแปลกใจหรอกที่ดวงเนตรแห่งสวามีจะชำเลืองมองอาการ “ออกนอกหน้า” แม่ภรรยาอยู่เนืองๆ เสียงหัวเราะ “หึ” ดังขึ้นในลำคอ และแน่นอนย่อมไม่ไร้ความหมายหรือเปล่งมาลอยๆ และตามมาด้วยถ้อยคำแสนไพเราะผิดแผกแปลกไปจากทุกครั้งในชีวิต

“เราขอขอบใจทุกๆคนมาก ที่อุตส่าห์สละเวลามารวมตัวกันที่ฟากฟ้าทะเลฝันแห่งนี้ตามคำเชิญโดยพร้อมเพรียง อย่างที่ทุกท่านทราบ จุดประสงค์ของการมาที่นี่ก็คือการมาเที่ยว มาพักผ่อน มารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อรำลึกถึงสมัยที่เรามาเก็บตัวนักกีฬาบาสเก็ตบอล อีกทั้งยังเพื่อตอบแทนน้ำใจอันยิ่งใหญ่ที่มีให้เราและพระจันทร์ของเราตอนงานคุณยาย ทุกคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับเราแล้ว เรามองเป็นเรื่องใหญ่ สำหรับใจที่ให้ใจ และต้องใช้ใจตอบแทน”

นอกจากทรวดทรงสมบุรุษสุดศักดาแล้ว วาจายังนิ่มนวลชวนฟังจนผิดธรรมชาติ แต่มีหรือที่มณีจันทร์จะมิพึงพอใจ จนต้องปรบมือตามเพื่อนๆ พร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์กับสุนทรพจน์อันเพราะพริ้งที่แผกไป อย่างกับมีคนเขียนสคริปต์ให้ คนกล่าวเองก็ยิ้มแย้มไม่หยุด และเริ่มดำเนินต่อ

“แต่เหนือสิ่งอื่นใด การมาเที่ยวครั้งนี้ เรายังมีอีกสิ่งที่อยากจะประกาศให้ทุกคนรับรู้ ซึ่งก็มีหลายๆคนรู้ดีอยู่แล้ว”

คนรู้ดีหลายคนฟังจบก็หัวเราะเบาๆ เช่นเปรมที่บัดนี้ลงมายืนข้างล่าง วางมือสากๆลงไปบนบ่าหนาๆ ของคนรู้ดีบางคน ซึ่งเป็นหนึ่งในสองคนที่เพียงแค่ยืนยิ้มเฉยๆ และอีนางคนนั้นแหงื่อมันก็เริ่มแตกซิกๆ ส่งความทางสายตาลุกลิกเลิ่กลั่กต่างส่งผ่านแบล็คเบอร์รี่ไปยังแม่เพื่อนซี้รูปสวยข้างๆ

‘อีมูน ทำไมผัวมึงจ้องเราสองคนแปลกๆ แล้วดูสิคุณเปรมทำไมต้องมายืนประกบกูด้วย’

‘คิดมาก...อยู่เฉยๆ ยิ้มไว้อย่างแสดงพิรุธ’ มูนปรามนางคชสารทางสายตาเสร็จ ก็ตั้งใจฟังเต้ยพูดต่อ และวินาทีที่รอคอยมาแทบทั้งวันก็ถึงคราวสิ้นสุดลงจนได้

“และเราคงพูดอะไรต่อไปอีกไม่ได้ ถ้าไม่มีคนที่เป็นทั้งชีวิตและลมหายใจขึ้นมายืนเคียงคู่” เต้ยหยุดพูดเว้นวรรคให้คนที่รู้ตัวแล้ว ได้เตรียมตัวสมใจ  ก่อนจะทอดเสียงหวานกว่าเดิมขับไปพร้อมสายตาคมวาวกล่าวเชื้อเชิญ  “ มูนจ๋า พระจันทร์ของเต้ย ขึ้นมายืนข้างๆเต้ย บนนี้หน่อยได้ไหมจ๊ะ”
 
“ค่า”

เสียงแปร๋นขานรับทันใด พร้อมร่างใหญ่ปานภูเขาเลากาที่แทบจะควบปุเลงๆวิ่งไปบนเวทีแทนที่พระจันทร์ของเต้ย แต่อีพระจันทร์จำแลงดวงใหญ่ที่ยังไม่มีใครจับจองก็ต้องหยุดชะงักงันทันใด เมื่อเจอควาญหนุ่มสองคนขวางไว้ด้วยมือและเสียงทันท่วงที ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือผัวเก่าตอนมอสอง ส่วนอีกหนึ่งคนเล่า ก็คือคนที่อยากได้เป็นผัวในตอนนี้

“ไม่ใช่มึง อีเหี้ย”

“อะ อุ๊ย ขอโทษค่ะ คุณแบงค์ คุณเปรม น้องอัยลืมตัวนึกว่าตัวเองเป็นมูน”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องล่างระหว่างสองควาญกับหนึ่งนางคชสารสร้างความขบขันไปทั่ว แม้กระทั่งกับพระจันทร์ดวงจริงที่กำลังละเลียดฝีเท้าราวเหิรขึ้นโขดหิน โดยมีอุ้งหัตถ์หนาทว่านุ่มผายรอรับ มือเสลาบางกว่ามิรอช้าวางลงกุมแนบแน่น แสงแฟลชจากกล้องดิจิตอลหลายตัววูบวาบบันทึกภาพมือกุมมือจวบจนกายขึ้นมาเคียงกาย

มูนบังคับตัวเองไม่อยู่อีกแล้วเพราะริมฝีปากงามแย้มหวานกว่าที่เคยหวาน ดวงตากลมโตสีน้ำตาลใสฉายฉานสู้แสงแฟลชแลแสงไฟ หัวใจที่เต้นระรัวดังลั่นอยู่แล้วยามนี้เต้นแรงแลดังหนักกว่าเดิมอย่างกับมีมือเพอร์คัสชั่นชั้นดีของวงออร์เคสตร้าระดับโลกมาตีบรรเลงให้ มือข้างซ้ายเผลอยกขึ้น ลำเทียนขี้ผึ้งสี่เล่มหรุบลงเล็กน้อย ปล่อยให้เล่มที่เรียกว่านิ้วนางเด่นลอยนำหน้า ด้วยรู้ว่าสิ่งใดกำลังจะอุบัติขึ้น ทุกลักษณะคือความเต็มที่ของคำว่าดีใจ ยกเว้นไว้เสียแต่รอยรื้นแห่งความยินดีอย่างเดียวที่ยังไม่ไหล... การรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ กระสับกระส่าย กระวนกระวาย ปลาสนาการสูญสิ้นไปพร้อมกับละครตบตา

“สิ่งที่เราจะประกาศต่อไปนี้ คือความฝันที่เราฝันมานาน และมันก็เป็นความจริงแล้วเมื่อเรามีพระจันทร์เคียงข้าง ซึ่งกว่าเราจะคว้าพระจันทร์ดวงนี้มาได้ เราก็เสียเวลาไปหลายปี ทำพระจันทร์เสียน้ำตาไปหลายหน และคงถึงเวลาแล้วที่จะให้ของขวัญสักชิ้นเพื่อเป็นการรับขวัญพระจันทร์กับการก้าวเดินไปพร้อมเราบนถนนสายหัวใจอย่างมั่นคง ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงอยากประกาศเป็นทางการให้ทุกคนได้รับรู้ถึงฝันและความตั้งใจของเรา ซึ่งของขวัญชิ้นนั้นก็คือ.......”

“อารัมภบท” คือถ้อยคำน่ารำคาญของมูนในยามนี้  และยิ่งน่ารำคาญหนักยามที่พ่อยอดชายเว้นช่วงอย่างกับจงใจแกล้งให้เสียงหัวใจตนอึกทึกครึกโครม ขยักคำพูดไว้ให้คาดเดา แถมยังหันมายักคิ้วหยอกล้อ ยิ้มเจ้าเล่ห์ ยั่วให้ตนอยากกลายเป็นคนเกเร ซัดสักหมัดให้เป็นรางวัลในลีลา ทว่ายังดีที่สะกดอารมณ์ไว้ได้ทัน และอารัมภบทนี้มันไม่ยาวนานนัก เพราะเริ่มมีเสียงกระแอมกระไอดังขึ้นจากเจ้าชาย พร้อมหัตถ์แข็งแรงที่คลายออกหยิบกระเป๋าลายดอกไม้ใบเล็กในกระเป๋าเสื้อสูทออกมา มูนจำได้เต้ยบอกว่าเป็นของแม่วาสิฏฐี และสิ่งนั้นย่อมนำมาซึ่งบทสรุปแห่งนาม “มณีจันทร์ อัครพงศธร”

“คือ รีสอร์ทและสตูดิโอโยคะที่อัมพวาครับ”

“เพล้ง!!!”

เสียงของวัตถุเปราะบางจากมือของใครคนหนึ่งร่วงลงกระทบโขดหินแตกละเอียด ซึ่งคงมิแคล้วเป็นแก้วในมือท้าวนางคชสารผู้เกิดอาการมืออ่อนยึดวัตถุสิ่งใดไว้ไม่อยู่ เสียงนี้เรียกความสนใจให้ทุกคนหันมามอง โดยเฉพาะมูนที่ไม่มองอย่างเดียว กลับมองแล้วใช้มือซ้ายที่ยกเก้อขึ้นลูบหน้าตัวเองพลัน คล้ายจะใช้สำรวจรอยแตกว่าแหลกละเอียดดังแก้วในมือช้างหรือไม่

“รีสอร์ทและสตูดิโอโยคะ” คือภาษามนุษย์ธรรมดา ทว่ามีพลานุภาพประดุจเสียงฟ้าผ่าลงมากลางใจพระจันทร์ที่กำลังพองโตเป็นบอลลูนลอยขึ้นฟ้า ให้แฟบฟีบลงถนัดตาร่วงมากระแทกพื้นดินเบื้องล่างดังตูม

สองคำนี้ทำให้พบกับคำว่าฝันสลาย สิ่งที่คาดหวังหมายใจ มิใช่ของขวัญที่เขาจะให้
ปรีติแปรเป็นโศกาในฉับพลัน การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อันรวดเร็วนั้น...ส่งผลกระทบไปยังเจ้าของร่าง

น้ำตาที่ไม่ไหล เวลานี้ปริ่มมาหน่อยหนึ่งแล้ว และดันเป็นประเภทไหลง่ายรินรดมาจริงๆซะด้วย ใบหน้าจึงหดลงมาเหลือไม่ถึงคืบ ความลออกลายหม่นแสง หมดความน่าดูหากใครมาดูหน้า ...ทุกอย่าง ทุกลักษณาการ  ทุกความรู้สึก มันกลับตาลปัตรจากแรกเริ่มโดยสิ้นเชิง!!!

“อะ อีมูน ”

ช้างขมุบขมิบปาก พยายามจะส่งเสียงที่ไร้โทนแปร๋แปร๋นขึ้นไปบนเวที หมายจะเรียกเพื่อน แต่เพื่อนสาวของตนกลับไม่ได้ยิน ได้แต่ยืนนิ่งไม่ต่างจากรูปสลักไร้อารมณ์ และถึงแม้จะยืนห่าง หากก็ไม่ห่างเกินพอที่จะสังเกตเห็นว่าเลือดฝาดหายไปจากพวงแก้มเพื่อนรักเสียแล้ว ใบหน้าไร้เครื่องสำอางค์จืดจนถึงขั้นเจื่อน

“เป็นอะไรหรือเปล่า อีช้าง ...แก้วอยู่ในมือแท้ๆ มึงทำตกได้ไง”

“ ปะ เปล่า ค่ะ พอดีน้ำแข็งละลายเลยลื่น”

ประโยคในทำนองเดียวกัน ถูกถามขึ้นและตอบกลับบนเวทีเพียงได้ยินสองต่อสอง เมื่อเจ้าชายของงานได้หันมาเห็นหน้าเมีย และเจ้าชายก็ทรงเชื่อในคำตอบที่เด็กประถมมาฟังก็ยังบอกได้ว่าโกหก

“เป็นอะไรมูน จู่ๆก็หน้าซีด”

“ปะ เปล่า”

แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้รอยร้าวบนใบหน้า ร่วงพรูเป็นเศษเล็กเศษน้อยลงมา เท่ากับที่เต้ยหันหน้ากลับไป เปิดกระเป๋าลายดอกไม้หยิบลูกกลมๆออกมาแล้วอ้าปากวางลงบนลิ้นแล้วพูดกับเพื่อนๆต่อ พอได้เห็นก็รู้เลยว่าเป็นแค่ยาอมแก้เจ็บคอ สิ่งใดหนอทำให้มูนคิดว่าเป็นอัญมณีแห่งอัครพงศธรอยู่ในกระเป๋า

‘เซอร์ไพร์สจริงๆ ...เขาทำให้เรา เซอร์ไพร์สได้จริงๆ’

มูนพูดอะไรแทบไม่ออกได้แต่แดกดันกับตัวเองอยู่ในใจ โสตประสาทอื้ออึงสดับสิ่งใดก็ไม่รู้เรื่อง หากก็พอจับความได้ว่าสิ่งที่เต้ยกำลังพูดปาวๆต่อหน้าเพื่อนๆอยู่ขณะนี้ มันล้วนแต่เป็นแผนงานที่เขาเคยเอ่ยให้มูนมาฟังแล้วทั้งสิ้น แลไม่มีประโยคใดที่จะวกมาถึงสถานภาพของ “มะลิบนหิ้งอัครพงศธร” อีกเลย

“ไว้ถ้ารีสอร์ทของเรากับมูนเสร็จ เราจะฉลองกันอีกครั้ง ส่วนคืนนี้ ไม่เมาไม่เลิก ...ขอบคุณครับเพื่อนๆ ทุกคน” เต้ยสรุปความเสร็จสิ้น ตามด้วยเสียงปรบมือไชโยโห่ร้องลั่นๆของพวกเปรม  แล้วหันมาบอกพระจันทร์ข้างกายว่า

“มูนพูดอะไรกับเพื่อนๆหน่อยสิ”

“มูนพูดอะไรไม่ออกน่ะ กำลังเซอร์ไพร์สกับของขวัญที่เต้ยประกาศต่อหน้าเพื่อนๆเมื่อกี้อยู่” มูนพยายามฝืนเสียงตอบอย่างที่สุด อารมณ์ซับซ้อนลึกล้ำยากเข้าใจ ทำให้เผลอไผลไปตีกระทบสามีด้วยวาจา

“จะมาเซอร์ไพร์สอะไรกับสิ่งที่มูนก็รู้ดีอยู่แล้ว...ไม่เป็นไร ไม่พูดก็ไม่พูด”

เต้ยไม่เซ้าซี้อะไรอีกเดินนำลงจากเวที ส่วนพระจันทร์ดวงน้อยได้แต่ลอยตามมาทางเบื้องหลัง ลอบเช็ดน้ำตาด้วยหลังมือไปเสียหลายครั้ง ฝืนกริยาให้เป็นปกติที่สุด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทางด้านเต้ยเมื่อลงมาได้ก็มุ่งหน้าปรี่ไปสมทบกับพวกเปรม แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันมาสั่งความกับมูน หากก็แค่สั้นๆ

 “มูนคืนนี้เต้ยจะกินเหล้าดึกหน่อย ถ้าง่วงก็บอกเต้ยนะ เต้ยจะเดินไปส่งที่บ้าน”

“ไม่เป็นไร มูนก็กลับเองได้ เต้ยไปกินเหล้าให้สบายอกสบายใจเถอะ ว่าจะไปเดินเล่นรับลมซะหน่อย”

“ตามใจ อย่าไปไหนไกลนะ ...เดี๋ยวไอ้ก้องมันดอดมาฉุดอีก”

มูนไม่ตอบอะไรต่อ ยิ้มให้เพียงเอื่อยๆ แล้วค่อยๆเลี่ยงมา อดประชดประชันในใจไม่ได้ว่า ‘ขอให้เขาดอดมาเถิด จะไม่ร้องเรียกสักแอะ’

แต่ก่อนที่มูนจะถอยฉากออกไปจากงานเลี้ยง ช้างก็โผเข้ามาหาทิ้งเสียงแปร๋นพูดเร็วปรื๋อ “หร่อนไหวหรือเปล่า .. ฉันไม่รู้ว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ไปได้ งานคืนนี้จัดเพื่อสวมแหวนโดยเฉพาะนี่”

“ไหวสิ หนักกว่านี้ก็โดนมาเยอะแยะ ช่างมันเถอะช้าง เขาคงเปลี่ยนใจไม่อยากให้แล้วล่ะมัง อย่าพูดถึงอีกเลย เราง่วงแล้ว เราว่าเรากลับบ้านพักดีกว่า ขี้เกียจไปเดินเล่นแล้ว” มูนตอบด้วยเสียงที่คิดว่าโทนเดิม แต่ช้างฟังมันไม่ใช่ จึงขยับขาเดินตาม ทว่ามูนก็สกัดไว้เสีย

“เราเดินไปเองได้น่า บ้านพักอยู่ตรงนั้นเอง”

“ฉันเป็นห่วงนี่ และ ฉันก็ต้องขอโทษที่พูดเรื่องแหวนให้หร่อนฟัง”

“ขอโทษทำไม ช้างไม่ได้ทำอะไรผิด เราเองต่างหากที่ผิด ผิดที่อยากรู้ พอไม่ใช่อย่างที่รู้มันก็เลยเป็นแบบนี้ สมควรแล้ว ราตรีสวัสดิ์แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้า... ตื่นเช้าๆล่ะจะได้ถ่ายรูปกันก่อนกลับ ”

“โธ่ มูน ไม่น่าเลย” ช้างแทบครางด้วยความเห็นอกเห็นใจ และยังยืนยันคำเดิม “งั้นฉันจะไปส่ง”

“ตามใจเราสักครั้งเถอะช้าง เรากลับเองได้”

นางคชสารได้ฟังก็เข้าใจอารมณ์มูนดีจึงยอมปล่อย มูนเองก็คงฝืนกล่าวได้เท่านี้ และคงจะหมดแรงยืนต่อไปหากไม่รีบออกมา ปล่อยให้งานเลี้ยงอำลาเป็นไปตามครรลอง บทบาทในละครฉากใหญ่ของตนจบลงแล้ว และจบลงที่ตนไม่ได้รับค่าตัวหรือรางวัลอะไรทิ้งสิ้นเลยสักชิ้น

มีแค่ชื่อเสนอให้ดีใจ หากสุดท้ายคนให้กลับเปลี่ยนใจไม่พิจารณา
นาม “มณีจันทร์ อัครพงศธร” ลอยไปไกลเกินเอื้อมแล้ว

พระจันทร์หม่นแสงจึงโคจรกลับไปภายใต้ทะเลดาวนับแสนที่กำลังส่งแสงเย้ยหยัน หากแต่มิทอดสายตาสนใจ เดินเดียวดายฝ่าลมทะเลจนผ้าคลุมไหล่สีเทอร์ควอยซ์พลิ้วปลิวไสว สะบัดปลายทิ้งไว้เพียงกลิ่นกรุ่นกำจายที่อีกมินานก็เลือนไปตามแรงลมยามค่ำคืน

“คุณเต้ย มันเกิดอะไรขึ้นคะ น้องอัยไม่เข้าใจ รู้ไหม ตอนนี้อีมูนกำลังร้องไห้เสียใจหน้าแหก คุณเต้ยควรจะรีบไปหามัน ไม่ใช่เวลามาทานเหล้า”  คุณท้าวนางไอยราแผดเสียงปรี่เข้ามาหาเจ้าชายกลางกลุ่มพระสหายทันที หลังจากความมืดมิดกลืนกินชายผ้าคลุมไหล่ห่างหายไปจากสายตา 

“เมียกูหน้าแหกเสียใจร้องไห้เรื่องอะไร ไหนมึงลองบอกกูสิ ”

เจ้าชายเต้ยย้อนถามรวดเร็ว นางช้างป่ามั่นใจตนฟังไม่ผิดและแทบไม่เชื่อหูกับพระดำรัสตรัสถาม ตาหรี่เล็กเองก็เหมือนกันที่มิอยากเชื่อภาพที่เห็นว่าเจ้าชายจะไม่ทรงมีพระอาการสะทกสะท้านในคำกราบทูล มันจะเป็นไปได้ฤาที่เจ้าชายจะมิรู้ว่าตนหมายถึงเรื่องอะไร ครั้นหูแลตาไม่ยอมเชื่อ ปากจึงไม่ระวัง

“จะเรื่องอะไรซะอีกล่ะคะ ก็คุณเต้ยบอกว่าจะสวมแหวน มันก็เลยดีใจ....”

“กูบอกมูนหรือมึงบอกมูน คิดดูให้ดีก่อนที่มึงจะพูดอีช้าง ”  เต้ยไม่รอให้อีนังคุณท้าวพูดจบ สวนกลับขัดความทันควัน สั้นๆนิ่งๆ ต่างหมัดหนักๆ เสยเข้าปลายคางช้างที่โดนเข้าไปแล้วแทบร่วงลงไปกองกับพื้น

“มะ หมายความว่า คุณเต้ย ระ รู้ ใช่ไหมคะ”

เต้ยไม่ตอบคำถาม ไม่พูดอะไรต่อ สะบัดหน้าพรึ่ดก้าวฉับๆออกจากงานเลี้ยงมุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกับพระจันทร์ ทิ้งให้นางคชสารยืนตะลึงงัน ใช้สมองประมวลคำพูดหาคำตอบเอาเอง ซึ่งมันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะสายตา ท่าทาง น้ำเสียงคุณเต้ยมันฟ้องว่ารู้เสียยิ่งกว่ารู้ และน่ากลัวตรงที่รู้แล้วแกล้งไม่รู้ใช้สมองเจ้าเล่ห์ร้ายกาจตลบหลังได้แนบเนียนรุนแรงกว่า เป็นเหตุให้ฉากสวมแหวนอันตรธาน แต่นั่นหาใช่สิ่งสลักสำคัญอันใดเท่ากับสิ่งที่คุณเต้ยกำลังจะกระทำต่อ และคาดว่าอีนังมูนเพื่อนรัก คงยังมิทันรู้ตัวที่ถูกผัวมันเองย้อนรอยเข้าอย่างจังแน่นอน

“จะทำไงดีวะ อีมูนซวยซ้ำสองแน่ ”

ช้างบ่นกับตัวเองอย่างคนหาทางไปต่อไม่ถูก แต่ในที่สุดก็หาจนเจอ และแล้วแบล็คเบอร์รี่จึงเข้ามามีบทบาทใช้ต่อสายไปยังพระจันทร์ปลายทางเร็วไว หากก็ไร้ผล เพราะพวงองุ่นดำถูกชายผู้ครองพวงสวรรค์คว้าเอาไปพร้อมการกุมตัวเสียนี่

“อยู่เฉยๆ หมดหน้าที่ตัวตลกเพื่อนนางเอกอย่างมึงแล้ว มานี่”

 “ อ๊าย!!.. คุณเปรมของน้องอัย”

ช้างมิมีโอกาสได้ส่งข่าวดังประสงค์ แล้วการณ์ก็เป็นอย่างที่นางคาดไว้ไม่มีผิด เพราะตั้งแต่มูนออกจากงานเลี้ยงจนกลับขึ้นมาถึงเตียง มูนยังไม่รู้เลยว่าเดินมาได้อย่างไร นับประสาอะไรจะรู้ในเรื่องอื่นๆ กว่าจะรู้สึกตัวได้อีกทีก็เมื่อแผ่นหลังสัมผัสความหนานุ่มที่รอคอยรองรับร่างพร้อมน้ำตาใสๆไหลระเรื่อยดุจจะกัดเซาะเลาะรอยร้าวบนใบหน้าทว่ามิถึงกับไหลพรากให้แตกยิ่งกว่าเดิม เพิ่มรอยแหลกไปตามแก้มไร้เลือดฝาดรินรดลงหมอน เจ้าตัวมิสนใจจะเช็ดออกแต่อย่างใด ยังคงปล่อยให้ไหลหลั่ง จนกระทั่งถึงคราวไหลต่อไปไม่ออก และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในหลายๆครั้งของชีวิต ซึ่งล้วนมีต้นเหตุมาจากชายเพียงผู้เดียว

“วสุ  อัครพงศธร!!” คือชายผู้นั้น...ชายผู้ชำนิชำนาญในการสร้างน้ำตาให้กับตนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
ไหนเล่าน้ำตาแห่งความยินดีที่เขาบอก.. มีแต่น้ำตาแห่งความระทมไหลออก แลคงมีอีกหลายระลอกในอนาคตน่ะสิไม่ว่า

คืนนี้ในวันที่ดีที่สุด มันยอดเยี่ยมสมดังคำกล่าวอย่างนี้นี่เอง คุ้มค่ากับการรอคอยเสียเหลือเกิน เริ่มต้นวันมาก็หวานดีอยู่หรอก พอสายหน่อยก็เกือบกร่อยเพราะกลิ่นกุหลาบ ดีที่พ่อยอดชายนายหมาบ้าน่าชังรักษาทัน แถมยังทำให้คาดหวังด้วยความสุขใจอย่างที่สุดกับแผนการเซอร์ไพร์สที่อุตส่าห์หลอกล่อเอามาจากนังพังแป้น แต่ไฉนยามค่ำคืนมันกลับตรงกันข้าม มะลิค้างเติ่งมิได้ขึ้นหิ้งอัครพงศธร โรคเยอะไร้ยาดีรักษาต่อให้หายขาด ก่อตัวเป็นความเสียใจสุดซึ้งอันคาดไม่ถึง หนึ่งวันมันหลายอารมณ์เกิน... เกินกำลังตนจะรับไหว

คำพระท่านว่า “อยากได้ อยากมี” ล้วนเป็นตัณหาประเภทหนึ่ง มนุษย์ธรรมดาอย่างตนย่อมหลีกลี้หนีไม่พ้น และเมื่อไม่ได้ ไม่มีในสิ่งที่หวัง ทุกข์จึงมาเยือน  ผลกระทบโดยตรงที่เกิดอย่างเด่นชัดรุนแรงที่สุดย่อมไม่พ้นน้ำตาที่พาเอาผลข้างเคียงคือความหงุดหงิดขัดใจแลไม่ได้ดั่งใจตามมาด้วย ประชดประชันจึงขับต่อมาไม่หยุด ความคิดสับสนอลหม่านตีกันยุ่งไร้ระเบียบแบบแผน จนคิดเปรียบคิดเทียบแตกแถวปรากฏออกมาให้คิดซ้ำคิดซ้อนวนเวียนหลายต่อหลายยรอบ ดำเนินไปตามธรรมชาติอารมณ์ซึ้งซ่อน

‘ถ้าเป็นก้อง เราคงไม่ต้องเสียใจอย่างนี้ บางทีอาจจะมีความสุขไปแล้วก็ได้ หรือว่าเราเลือกคนผิดตั้งแต่ต้น’

แต่แล้วสิ่งที่กำลังคิดก็กลับถูกแทรกแทรง ด้วยอีกประโยคตีโต้ขึ้นมาจากอนุสติที่ยังพอมีหลงมีเหลือ

‘อย่าคิดอย่างนี้อีก แค่เขาไม่ให้แหวน เขาไม่ได้นอกใจหรือทอดทิ้ง ถึงกับต้องเอาเขาไปเทียบค่ากับคนอื่นเลยเหรอ แล้วไม่คิดเลยบ้างหรือไรว่า เป็นเมียก้องจะไร้ซึ่งน้ำตา ความเอาแต่ใจที่ร้ายกาจนั่นแหละจะทำให้น้ำตาตก มนุษย์ทุกคนย่อมมีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น’ มูนหยุดคิดตามเสียงลึกลับล้ำลึก และนึกได้ถึงคำพูดคุณยายที่พร่ำสอนอย่างกับตนเป็นหลานสาว  เหมือนจะรู้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าหลานชายอย่างตนจะมีผัวกับเขา

‘ยอดเมียไม่ควรเอาชายอื่นมาเปรียบเทียบกับผัวตัวเอง เมื่อใช้หัวใจเลือกเขาแล้ว ก็จงอย่าคลอนแคลนในการตัดสินใจ จริยวัตรเมียต้องเริ่มจากความคิดก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยน้อมใจนำไปสู่การกระทำตามต่อด้วยการบำรุงบำเรอปรนเปรอเขาด้วยศิลปะอันสมบูรณ์พร้อม’

คุณยายทวดสอนคุณยาย ...คุณยายย่อมสอนแม่ แต่เมื่อแม่ไม่อยู่ มรดกทางความคิดจึงถูกยายจ๋ายัดเยียดเข้าสมองตลอด


มูนจำได้ดีและจำที่คุณยายเคยสอนต่อไปได้อีกว่า คุณยายทวดท่านเคยลำบากใจลำบากกายในช่วงตั้งตัวแรกๆเพราะคุณตาทวดยังเกเรอยู่หน่อยๆ ท่านย่อมมีน้ำตาไม่มากก็น้อย หากคุณยายก็เคยเล่าว่า ท่านก็มิเคยน้อยใจ ไม่เคยมีสักน้ำคำเดียวปริออกมาว่าเลือกคนผิดให้ใครได้ยิน นึกๆแล้วก็พาลอดสูตัวเองนัก

 “แหวนเป็นสิทธิ์ของเขา และเขาก็ไม่ได้บอกตรงๆว่าจะให้เราซะหน่อย เราต่างหากที่สาระแนแส่ไปรู้เอง จะไปโกรธเขาเอาเรื่องเอาราวอะไรไม่ได้ ต่อไปจะไม่นำเขาไปเทียบกับใครและจะไม่คาดหวังอะไรจากเขาอีก เราจะอยู่อย่างเจียมตัวตามประสามะลิบ้านนอก ไม่เรียกร้อง ไม่ดิ้นรน ไม่ให้ ก็ไม่เอา เราจะทำหน้าที่ของเราไปตามปกติ จริยวัตรต้องถึงพร้อมเหมือนคุณยายทวดไม่ให้เสียชื่อที่เป็นเหลนท่าน แม้จะได้ผลตอบแทนเป็นแค่คำพูดลอยๆว่า ‘รัก’ คำเดียวก็ตาม  ”

มูนพูดไปตามอารมณ์กระเพื่อมไหวดุจระลอกคลื่นของอนุสติฝ่ายดีที่เจือกระแสน้อยอกน้อยใจซึ่งใช้หลอกตัวเองว่า “โลกยังสวย” ที่มีชัยชำนะอันจอมปลอมเหนือฝ่ายดำมืดแล้ว มณีดวงน้อยจึงหลับตาลง กำหนดลมหายใจตามวิถีโยคะผสานรอยร้าวบนใบหน้า เรียกกำลังคืนสู่ร่างกายที่อ่อนล้าและสูบลมเข้าหัวใจที่แฟบฟีบให้พองดังเดิม

อาการและอารมณ์เกือบจะไปได้ด้วยดีแล้วเชียว... หากไม่มีสุรเสียงอันเคยน่าฟังในบทเพลงลูกกรุงซึ่งร้องค้างไว้เมื่อตอนบ่าย ที่เพลานี้กลับกลายเป็นน่ารำคาญในความรู้สึก สอดแทรกเข้ามาพร้อมร่างกึ่งหนากึ่งบางปราดมาถึงเตียง

ความตั้งใจเมื่อไม่ถึงหนึ่งนาทีที่ผ่านมา... แปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ปรวนแปรขึ้นๆลงๆ
โรคติดต่อทางอารมณ์ติดเชื้อมาจากผัว กำเริบหนักเอากับมูนซะแล้ว

“ที่รักนะรักเพราะเทพเสริมส่ง
ที่หลงนะหลง เพราะเจ้า แสนดี
ที่หวงนะหวง เพราะสวยอย่างนี้
กลัวใครเขามาแย่งพี่ไปเอย”

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
สมองยามนี้สั่งการช้ากว่าร่างกายที่พลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้ทันใด เสียงนุ่มๆ มิได้เอ่ยปฏิสันถารกับการกลับมาบ้านเร็วกว่าที่คิด เพราะสุรเสียงใสกำลังให้คำตอบ ผสานแรงกอดของเจ้าตัวที่ถาโถมลงมาบนผืนเตียงข้างๆ

“ แวะมาดูเมียรักสักนิดหน่อย เจ้าเหมือนกร่อยน้อยใจพี่อยู่ใช่ไหม บอกมาเถิดจันทร์ขวัญตาเป็นอะไร เห็นลอยออกจากงานไปหน้าไม่ดี ฤาว่าเจ้าโกรธแค้นแน่นฤทัย เจ็บตรงไหนหรือที่ใจหน้าหมองศรี จงเอื้อนเอ่ยให้ผัวฟังมาสักที พี่เห็นน้องเป็นอย่างนี้ระทมใจ ”

ผัวออเซาะฉอเลาะมาเป็นบทเป็นกลอน ทว่ามิมีเสียงตอบรับจากเมียดังเคย เพราะเมียรักเอื้อนเอ่ยตอบในใจแทนที่มาว่า ‘มิคิดเลยพระพี่เจ้าเฝ้าสังเกต ในอาเพศกริยาน้ำตาไหล โอ้พระพี่ไม่รู้เลยหรือกระไร ว่าเหตุใดน้องนี้จึงโศกา จะแบกพักตร์ถามทำไมให้มากความ ในเมื่อยามนี้มันสายไปแล้วหนา ถึงทูลไปก็ไม่ได้อะไรมา ธำมรงค์วงล้ำค่าฝันเลื่อนลอย’

เมื่อเสียงเงียบดังแทนเช่นนี้ ผัวจึงกระเซ้าแกมเย้าตั้งท่าจะแหย่ด้วยใบหน้าระรื่น ยั่วด้วยเสียงกลั้วหัวเราะเสนาะทรวงตนเองเป็นที่ยิ่งอย่างกับพึงอกพึงใจที่ได้เห็นอาการแลอารมณ์วิปริตผิดธรรมชาติของเมีย 

“แน๊ ถามไม่พูด เมื่อกี้ก็ยังพูดได้อยู่  เอ.. หรือจะถูกผีเข้าอีกรอบแล้ว ว่าแต่ปล่อยให้ผีเข้าบ่อยๆอย่างนี้ไม่ดีนา ระวังเถอะ จะถูกผีจับหัว”

นี่ถ้ามีใครไปพูดกับอีช้างเพื่อนรักอย่างนี้ มันคง “แอ่นหัวให้ผี” หรือไม่ก็ “หันหัวสู้ผี” ไปแล้ว แต่นี่ดันเป็นมูน จึงได้แต่ค้อนขวับ “ขยับหัวหนีผี” เลี่ยงวงแขนกระชับกอดรัดแน่น สร้างความอึดอัดมากกว่าอบอุ่น อารมณ์ขุ่นๆประเมินค่าอ้อมกอดต่างไปจากเคย ยิ่งไม่ตอบ ยิ่งไม่พูด ยิ่งถูกปากโดนมือข่มเหงรังแกหนัก จึงจำต้องเอ่ยตอบอย่างเสียมิได้

“ไม่ได้เป็นอะไรนี่ ...ปล่อยนะ เหม็นเหล้า เหม็นบุหรี่”

“จะไม่ได้เป็นอะไรได้ยังไง เห็นมูนหน้าตูมตั้งแต่เต้ยพูดกับเพื่อนๆ เรื่องรีสอร์ทของเราบนเวที พอถามว่าเป็นอะไร มูนก็บอกเปล่า...ถามจริงๆอีกครั้งนะว่าเป็นอะไร มีอะไรในงานทำให้ไม่ชอบใจ หรือเต้ยพูดอะไรไม่เข้าหู ” เต้ยรุกต่อ ฝืนแรงสะบัดสะบิ้งของเมียตะกายตัวขึ้นมาทาบทับ จ้องจับหน้าลออที่ยังไม่คลายหมองด้วยแววตาหมาซื่อๆ ซึ่งก็ทำให้คนโดนจ้องหงุดหงิดขัดใจยิ่งกว่าเดิม

‘ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอไอ้หมาบ้า อย่างนี้มันน่าจับถอดยศจากเจ้าชาย ให้กลายเป็นไพร่เลวนัก’ มูนทวีความเกรี้ยวในใจ แลใช้แรงที่มีทั้งหมดผลักหมาไร้ยศตกลงไปนอนข้างๆ ตามด้วยเสียงสะบัดบอกชัดว่าไม่สบอารมณ์

 “ จะให้พูดอีกกี่ครั้งว่าไม่เป็นอะไร และอย่าเพิ่งมาออเซาะเจ๊าะแจ๊ะกับมูนได้ไหม มูนเพลีย มูนเหนื่อย มูนอยากนอน”

ฝ่ายหมาบ้าหนุ่มมิยักโกรธ แถมยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน นอนตะแคงตัวหัวเราะหึๆ กับอาการของเมียที่ต้องบอกเลยว่าน่าดูน่าชมเป็นที่สุด นาน...น๊าน จะได้เห็นอะไรน่าสนุกแบบนี้ซะที

“โอ - เค...เต้ย – จา – เชื่อ - ว่า - ม่าย  – เปน – อา – ราย  ” ผัวตัวร้ายทำเสียงยานคางอย่างที่เคยทำ ยั่วตะกอนโทสะไม่มีที่สิ้นสุด หากเป็นยามอารมณ์ปกติก็ต้องเข้าข้างว่าน่ารัก มิใช่น่าชิงชังอย่างในตอนนี้

“ถ้าเชื่อก็เลิกถามเลิกกวนมูนซะที เต้ยจะไปกินเหล้าต่อก็ไปเถอะ” เมียสุดแสนจะรำคาญ หากก็ยังพอฝืนเบาคำพูดลงได้หน่อย ดีกว่าพูดไปอย่างที่ใจกำลังคิด ‘จะไสหัวไปไหนก็ไป เกลียดขี้หน้านักเชียว ’

“ไม่กินแล้ว เปลี่ยนใจ ขอนอนกอดเมียดีกว่า เมียดีๆ ฉลาดๆแบบนี้ มันหาย้าก หายาก เลยต้องหวงและต้องนอนกอดทุกคืน ให้สมกับภาษิตของตระกูลอัครพงศธร รู้ไหมภาษิตบอกไว้ว่าอย่างไร”

“ไม่รู้”

“ภาษิตบอกไว้ว่า  มีเมียก็เปรียบเสมือนเลี้ยงกุมารทอง ที่ให้ทั้งคุณและโทษมหันต์ เวลาให้คุณก็ต้องเอาอกเอาใจให้ถึงที่สุด แต่เวลาใดที่กุมารทองทำผิดให้โทษ ผัวหรือเจ้าของก็จำเป็นต้องลงโทษดัดนิสัย ”

“แหม ช่างสั่ง ช่างสอนกันดีจริงๆ ”

กุมารทองตามผัวยัดเยียดได้แต่กระแนะกระแหน  หาสังเกตไม่ เวลาผัวพูดว่า “ลงโทษดัดนิสัย” ผัวก็ปรายตาตวัดมาเหมือนกัน แลด้วยความหมั่นไส้สุดประมาณ กุมารทองให้โทษจึงหลวมตัวต่อปากต่อคำ

“มูนก็มีเหมือนกัน เคยได้ยินมาว่า มีผัวก็เหมือนกับแทงหวย ดวงดีก็รวย ถ้าดวงซวยก็โดนแทงฟรี มูนเลยคิดได้ว่าทางที่ดีอย่ามีเลยผัว มันเป็นการเสี่ยงโชคที่เสียมากกว่าได้ ส่วนใหญ่โดนแทงฟรีๆกันเยอะเสียด้วย”

“ฮะ ฮ่าๆ”  คุณหลวงหนุ่มหัวเราะลั่น แม้จะรู้ว่าโดนเมียตีกระทบ แต่ก็ถูกอกถูกใจเหลือประมาณ แถมยังมีหน้ากล้าถามต่อ “แล้วผัวอย่างเต้ยเนี่ย จัดประเภทเป็นดวงดีหรือดวงซวย”

“ซวย!!”

 ณ วินาทีนี้ มูนตอบได้เลยมิต้องคิด ลืมไปเสียสิ้นว่าจริยวัตรคุณยายทวดเป็นอย่างไร จึงทิ้งคำว่าซวยใส่หน้า ตั้งใจปิดบทสนทนาทั้งมวลพร้อมกับเอี้ยวตัวไปปิดโคมไฟตรงหัวนอน หากแต่ก็ยังมีเสียงยียวนลอยมาไม่รู้จักจบจักสิ้น จนอยากจะเอาหมอน ไปอุดปากหรือไม่ก็กดหน้าให้ขาดอากาศหายใจนอนตายแหงแก๋อยู่บนเตียง

“นี่อีคุณขี้ หวยยังไม่ทันจะออกเลย ทำไมถึงคิดว่าดวงซวย ปากอย่างนี้ คงจะติดนิสัยอีช้างมาล่ะสินี่ มันน่าให้โดนแทงฟรีๆจริงๆนัก”

มูนได้ยินก็ชำเลืองตาค้อนท่ามกลางความมืดสลัว ไม่ต่อความยาวสาวความยืด แม้จะเริ่มตะหงิดๆแล้วกับประโยคที่ว่า “หวยยังไม่ทันจะออก” แต่ก็หักใจหันหน้าหนี บอกแล้วไงจะไม่คาดหวังอะไรกับเขาอีก จะพูดจะทำอะไรก็ช่าง ตนจะทำหน้าที่ตัวให้ดีที่สุด ว่าแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนนอนต้องทำอะไร ซึ่งก็ดันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผัวกำลังสะกิดยิกๆ

“มูนลืมอะไรไปหรือเปล่า”

“ไม่เคยลืมกำลังจะทำให้เนี่ยแหละ ...ไม่เหมือนเต้ยหรอก ที่ลืมไปแล้วละมังว่าคืนนี้ต้องทำอะไร”
 
มูนพูดจบก็ยันกายขึ้นประนมมือก้มหัว แล้ววางลงตรงกลางอกพ่อยอดชายรวดเร็วอย่างไม่เคยทำ ฝากแรงกระแทกกระทั้นประชดประชันไปกับกระพุ่มมือให้ทะลุไปถึงกลางอกจนสมใจ ส่วนเจ้าผัวตัวดีนั้นน่ะเหรอ ก็นอนรับยิ้มร่าไม่รู้สึกรู้สาว่าตัวลืมอะไร แลยังพูดจาชวนให้หามีดมาปาดคอ

“คืนนี้ไหว้ไม่สวย แต่ก็ดีกว่าไม่ไหว้ จำไว้ทำแล้วต้องทำให้ตลอด จะได้เป็นสิริมงคล แต่เอ๊ะ ทำไมถึงถามว่าเต้ยลืมอะไรล่ะ เต้ยไม่ได้ลืมอะไรสักหน่อย ลูกบาส ปราสาททราย หลุมทรายรูปหัวใจ เพลง เครื่องดื่ม อาหาร เต้ยจัดครบ  ”

“ใช่จัดครบและมันก็เซอร์ไพร์สมากสมกับการรอคอย ... เอาเถอะ ไม่ลืมก็ไม่ลืม พูดอยู่ได้จะนอน”

พระจันทร์ดวงน้อยลอยลงมานอนที่เดิม ตวัดผ้าห่มนอนคลุมโปงไม่อยากจะเสวนาพาทีอะไรกับผัวอีกแล้ว พรุ่งนี้เช้าอารมณ์ดีค่อยพูดกัน แต่แล้วก็เหมือนผัวจะกลั่นแกล้งมิให้ได้หลับได้นอน เพราะดันสอดนิ้วมาสะกิดหนักกว่าเดิม แลแทบจะเปลี่ยนไปใช้ทั้งมือเขย่าตัว จนถึงขีดสุดแห่งความอดทนของมูน เสียงนุ่มๆจึงแผดขึ้นอย่างไม่ค่อยจะทำนัก

“โอ๊ย อะไรอีกล่ะเต้ย เล่นเป็นเด็กๆไปได้ ไม่เข้าใจใช่ไหมว่ามูนจะนอน”

 “เข้าใจครับ แต่อยากจะถามว่า มูนเห็นกระเป๋าลายดอกไม้ใบเล็กไหม”

เต้ยเองจู่ๆก็ขับเสียงอ่อยในระดับที่ไม่ค่อยจะทำเช่นกัน และเสียงโทนนี้แหละ ที่ทำให้พระจันทร์เริ่มขมวดคิ้ว เพราะมันเหมือนเด็กชายที่กำลังสารภาพผิดกับผู้ปกครองซะเหลือเกิน  อาการแบบนี้ น้ำเสียงแบบนี้ ต้องมีเรื่องตามมาแน่

“ก็เห็นใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อสูท ใช้ตาหาหรือว่าใช้จมูกดม ถึงได้ไม่เจอ”

“โธ่..มันไม่มี ใส่ของสำคัญไว้ด้วยสิ”

เต้ยครางตอบถอดเสื้อสูท ปลิ้นกระเป๋าให้ดู แลล้วงไปแทบทุกกระเป๋าของเสื้อและกางเกงยืนยันให้เห็นว่าหาแล้วไม่เจอ มูนมองแล้วขมวดคิ้วเป็นปมแน่นกว่าเดิม กระเป๋าลายดอกไม้ที่แม่เต้ยให้มาหลับตามูนก็จำได้ เพราะมันทำให้มูนหน้าแตกคิดว่าบรรจุความเป็นอัครพงศธรไว้ในนั้น แต่พอเขาหยิบใส่ปากดังตาเห็นแล้วมันมิใช่

“ยาอมแก้เจ็บคอเนี่ยนะสำคัญ แล้วทำไมต้องทำลุกลี้ลุกลนขนาดนั้นด้วย”

“มูน !! ถ้ามันเป็นยาอมแก้เจ็บคออย่างเดียวก็ดีหรอก แต่นี่มียารักษาโรคเยอะของมูนอยู่ด้วย พอมูนถามว่าลืมอะไร เต้ยคิดไปคิดมาเลยนึกขึ้นได้  เต้ยไม่แน่ใจว่าตกหายหรือเผลอวางไว้ที่งานเลี้ยงหรือเปล่า ” 

เต้ยเสียงแผ่วไม่เหลือเค้าเกเร แสงสลัวในความมืดจับหน้าดูเสมือนเจื่อน แต่มูนนี้สิตรงกันข้ามทุกประการ เมื่อได้ยินคำว่า “ยารักษาโรคเยอะ” ซึ่งมีหรือที่มูนจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร...  นี่ไงเรื่องที่ตามมาจากเสียงอ่อยๆโผล่มาแผลงฤทธิ์เอาเข้าแล้ว

“ห๊า...อะไรนะ!!”

มูนมิต้องรอให้สมองสั่งการอันใดต่อไปอีกแล้ว จากที่ไม่สนใจ จำต้องกลับมาสนใจเป็นที่ยิ่ง ทิ้งอารมณ์ซ่อนซึ้งทั้งมวล กระเด้งตัวสลัดผ้าห่มได้ ก็โผนทะยานลงจากเตียงหน้าตาตระหนก หัวใจที่เต้นเชื่องช้าเพราะอาการระทมระบมพิษผิดหวังหวนมาทำงานเร็วระรัว พอๆกับระดับเสียงที่ตะโกนลั่นๆลิ้นแทบพันกัน

“ยืนเฉยอยู่ทำไมเล่า ตามมาช่วยกันหาสิ ไอ้หมาบ้า... มันน่าฆ่านักเชียว”

ลมทะเลที่พัดแรงคงแพ้มูนในยามนี้ เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วินาที พระจันทร์กรุ่นก็วิ่งหน้าเริ่ดเชิดหน้านำหมาอยู่ริมหาด พุ่งปราดไม่บันยะบันยังฝีเท้า มุ่งหน้าไปที่งานเลี้ยงก่อนเป็นอันดับแรก ครั้นพอถึงก็ไม่สนใจไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ไม่ใส่ใจแม้กระทั่งงานเลี้ยงอำลาที่ไม่มีเพื่อนเหลืออยู่เลยสักคน ตั้งใจค้นหายารักษาโรคเยอะที่ว่าอย่างเดียว

“จำได้ไหม พอมูนกลับไปแล้วเดินไปตรงไหนในงานมาบ้าง ... ไปดูตรงโต๊ะเหล้าสิ มูนจะไปดูตรงโขดหิน” มูนสั่งการเร็วปรื๋อ แต่ผัวนี้สิ เดินเอื่อยๆ เนือยๆ แปลกๆอย่างกับไม่รู้สึกเสียดงเสียดายของหาย

“ชักช้าอยู่นั่นแหละเต้ย ช่วยหาซะทีสิ” 

“ครับ”

เต้ยรับคำก็จริง แต่ก็ยังมิกระตือรือร้นจะช่วยหาแต่อย่างใด ใบหน้าน่ามองเริ่มเปลี่ยนลักษณะหวนคืนตามแบบฉบับเจ้าเล่ห์เกเรอันมีมาแต่กำเนิด คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งคมวาวพราวระยับยิ่งกว่าดาวฤกษ์ ทอดมองเมียที่กระวีกระวาดหายารักษาโรคเยอะไปตามโขดหินและตามโต๊ะต่างๆ และที่น่าหัวเราะก็คือ นอกจากเมียจะวิ่งน้ำบานจากบ้านพักแล้ว เมียรักยังไปดึงคบไฟที่ปักไว้เป็นรั้วมาส่องต่างไฟฉาย ค้นหายาที่ว่าดุจจะพลิกผืนทราย

“ เต้ยนะเต้ย ไอ้หมาบ้าจอมสะเพร่าลืมอะไรไม่ลืม ดันลืมแหวน มันน่านัก นึกดูดีๆอีกทีสิ เอาไปวางไว้ที่ไหน นี่ถ้าคุณแม่รู้นะเดี๋ยวก็เป็นเรื่องจน ได้  ลองโทร.ถามพวกเปรมสิ เห็นบ้างหรือเปล่า แล้วนี่หายไปไหนกันหมด”

มูนพูดพลางหาแหวนไปตามพื้นพลาง เพิ่งจะสังเกตว่าเพื่อนๆหายไปสิ้น  และแทบอยากจะเอาด้ามคบไฟฟาดหัวผัวตัวเองนักที่ยังยืนเฉยเหมือนไม่ตกอกตกใจเท่าไหร่ เสียงนุ่มกลับกลายเป็นเสียงบ่นลอยตามกระแสลม แลการพร่ำบ่นที่ “เดาไปเอง” ครั้งนี้แหละ มันสร้างรอยแย้มสรวลเจ้าเล่ห์เกเรอัตโนมัติ  มูนจะรู้ตัวไหมพูดอะไรออกมา หมาหนุ่มแค่พูดว่ายารักษาโรคเยอะ มิได้บอกว่าตัวยาเป็นอะไร แต่มูนนี้สิกลับบอกมาให้เองแล้ว

พระจันทร์ของเต้ยเผลอครั้งยิ่งใหญ่เพราะอารามตกใจแท้ๆทีเดียว....ละครน้ำเน่าตบตายืดเยื้อจวนเจียนยุติ
หลุมพรางหลุมใหญ่จึงถูกผัวผู้มีชั้นเชิงเหนือกว่าลอบมาขุดไว้ด้วยสมอง ดักล่อเมียที่ไม่ระวัง

“แหวนอะไรเหรอ” เต้ยเปรยถามซ่อนยิ้ม

“ก็จะแหวนอะไรซะอีกล่ะ ก็แหวนที่เป็นยารักษาโรคเยอะให้มูนไง เก็บประสาอะไร ทำไมถึงหาย ”

หมาบ้าตัวร้ายได้ยินชัด สาวเท้าก้าวเข้ามาใกล้มณีจันทร์ที่ยังสอดส่องมองหาอัญมณี พร้อมเสียงหัวเราะ “หึ” ในลำคอดังอย่างมีนัยขึ้นมาอีกแล้ว เติมต่อด้วยคำถามตามความสงสัยเป็นไปเพราะเจตนาเสแสร้ง

“เออใช่ เอ...ว่าแต่เต้ยยังไม่ได้บอกเลยนะว่าเป็นแหวน มูนรู้ได้ไง”

แม้ไอ้เจ้าคุณหลวงอัครเทพวรากรจะสามารถสืบสาวราวเรื่องมาให้ได้ละเอียดแล้ว แต่ก็คงไม่น่าพึงใจเท่าแม่มณีหลุดปากมาให้ได้ยินกับหูเองอีกรอบ และคำตอบย่อมจะนำไปสู่เสียงสั่งคัทปิดฉากละครริมหาด ซึ่งคงไม่ผิดคาดแต่อย่างใด จะได้ถึงเวลาเซอร์ไพร์สให้สมใจนางเอกซะที

“วุ๊ย เต้ยนี่เซ้าซี้จัง ก็หลอกถามช้างมาจนมันหลุดปากว่าเต้ยจะให้แหวนและเต้ยก็บอกเองว่าคืนนี้จะมียาขนานพิเศษรักษาโรคเยอะ อย่างนี้มันจะเป็นอะไรไปได้อีกล่ะ แต่อย่าเพิ่งมาถามอะไรตอนนี้ได้ไหม หาแหวนให้เจอก่อน ถ้าหาไม่เจอเต้ยตาย”

“เหรอ...เอาล่ะ พอเถอะมูน ไม่ต้องหาแล้ว มันไม่ได้หายไปไหนหรอก”

“เอ๊ะ ยังไงของเต้ย เดี๋ยวหาย เดี๋ยวไม่หาย สรุปแหวนอยู่ที่ไหน เต้ยเอาให้แน่ มูนหัวใจจะวาย” 

มูนเท้าสะเอวทันใด โทสะแลโมหะเริ่มจับรำไร มือข้างที่ถือคบไฟเงื้อหราเตรียมฟาดลงกลางกบาลหมาแน่ หากคำตอบเข้าทำนองยียวนกวนประสาท ทว่ามูนก็ต้องเงื้อค้าง เหตุเพราะชายตรงหน้าถกเสื้อขึ้นล้วงลงไปใต้ขอบคาลวิน ไคลน์สีขาว พอเอามือออกมาก็ปรากฏประกายวูบวาบของวัตถุบางชนิดที่เต้ยคีบไว้ด้วยปลายนิ้วแลวัตถุนั้นก็กำลังล้อแสงคบไฟในมือตน

“นี่ไง มันอยู่นี่ไง ยารักษาโรคเยอะที่มูนว่า ‘แหวน’ ที่มูนกำลังหา เซอร์ไพร์สไหมจ๊ะ เต้ยไม่ลืมหรอกว่าคืนนี้ต้องทำอะไร และต้องขอบคุณนะครับเมียจ๋า ที่หลุดปากเรื่องนี้ ทำให้ละครตบตาของเราจบตอนซะที เต้ยเบื่อจะแย่อยู่แล้ว” 

เพียงสิ้นเสียงเต้ยเท่านั้น คบไฟในมือมูนก็พลันร่วงลงกับพื้นทันใด ร่างทั้งร่างราวกับถูกสาปจากมหามนตราให้แข็งทื่อไปชั่วขณะ ค้านกับดวงตากลมโตน้ำตาลใสเบิกกว้างกลอกไปมา ริมฝีปากงามสั่นระริกอ้าค้าง ด้วยภาพและเสียงตรงหน้า “อัญมณีแห่งอัครพงศธร” ที่แทบพลิกแผ่นผืนทรายหา ลอยมาพร้อมความ “ประหลาดใจ” ตีคู่มากับคำว่า “หลวมตัว หลงกล”

“ปรีติ” วิ่งนำขึ้นมารวดเร็ว หากแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อ “โศกา” วิ่งตีคู่และท้ายสุดแซงหน้า
คุณหลวงย้อนรอยยอกกลหลอกจังเบ้อเร่อ ใช้ความเผอเรอของตนเป็นประโยชน์ อย่างที่ตนทำกับนางคชสารไม่มีผิด

“มะ หมายความว่า...”

 เสียงกระท่อนกระแท่นเอ่ยมาได้เป็นประโยคแรกหลังจากนิ่งอึ้ง มูนเข้าใจอารมณ์ช้างแล้วตอนถูกล้วงความลับ รู้ได้ทันทีว่าแหวนไม่ได้หายไปไหนหรอก มันถูกซ่อนไว้ดิบดีอยู่กับเต้ยมาตลอด และประเด็นสำคัญที่ถามก็มิได้อยู่ตรงนั้น หากแต่มันอยู่ที่....ละครตบตา

“ความฉลาดเฉลียว ไหวพริบหายไปไหนหมดมูน แค่นี้เดาไม่ออกอีกเหรอ เอาล่ะเต้ยจะบอกให้ก็ได้ว่า เรื่องที่มูนคุยกับอีช้าง มีคนมาบอกเต้ยหมดแล้ว และตั้งแต่บ่ายที่ผ่านมา จวบจนถึงวินาทีเมื่อครู่ ทุกอย่างมันคือละครฉากใหญ่ กำกับและนำแสดงโดยเต้ย สร้างมาเพื่อซ้อนละครของมูนกับอีช้างอีกทีหนึ่ง ซึ่งมีฉากสำคัญคือฉากบนโขดหิน”

“อะ โอ...”

เสียงครางเบาๆเล็ดรอด ประโยคเมื่อครู่แม้จะไม่ยาวมาก หากก็ละเอียดในระดับหนึ่งที่พอปะติดปะต่อเรื่องราวได้เป็นอย่างดี   เพียงเท่านี้ขาทั้งสองข้างก็ไม่อยากจะยืนอยู่ตรงนี้อีกแล้ว พาความเจ็บใจออกไปให้พ้นๆ  ทว่าก็ได้แค่คิด เพราะหมาบ้ามันรู้ดีว่าสมองของเมียสั่งการใด จึงสกัดทางหนีทีไล่ด้วยวงแขน อย่างที่ทำเป็นประจำ

“จะไปไหนมูน”

“เรื่องของมูน ปล่อยนะ ไอ้หมาบ้า ไอ้หมาหลอกลวง นี่น่ะเหรอจะทำให้มีแต่น้ำตาแห่งความยินดีไหล เห็นความรู้สึกของมูนเป็นของเล่นใช่ไหม” มูนขับเสียงลั่นดิ้นสุดแรงเกิด ทว่าแรงแต่เกิดของมูนหาสู้แรงหมาที่เกิดมาพร้อมแรงเยอะกว่าไม่

“แล้วมูนล่ะ มูนก็เห็นความรู้สึกของเต้ย เป็นของเล่นเหมือนกันแหล่ะ มูนก็รู้ว่าผัวมูนคนนี้ไม่ใช่คนดีเด่อะไรนัก ออกจะเลวในสายตาคนอื่นซะด้วยซ้ำ และเหตุผลที่ทำ มันก็มาจากเสียความรู้สึกเป็นสาเหตุใหญ่ เพราะตั้งใจจะทำให้เมียประหลาดใจแต่แผนดันแตกเพราะเมีย แต่นั่นก็ยังไม่เจ็บใจเท่าที่เมียเล่นละครตบตาทำเหมือนว่าผัวตัวเองเป็นไอ้งั่ง ซึ่งสะใภ้ของอัครพงศธรไม่เคยมีใครกล้าทำสักคน แม้กระทั่งแม่วาสิฏฐี เต้ยจึงจำเป็นต้องดัดนิสัย ก่อนจะเป็นสะใภ้เต็มตัว”

เต้ยเองก็แผดเสียงมาแต่ไม่กร้าวนัก มูนฟังแล้วก็หยุดดิ้นทันที ยุติการเบี่ยงตัวหนี สงบลงได้ทันตาอย่างไม่น่าเชื่อ  จะว่าน้ำเสียงเต้ยมันมีมหิทธานุภาพสยบเมียดังเคยก็คงจะมิใช่เสียทีเดียวนัก  เนื้อความที่เขากล่าวมามากกว่าต่างหากสร้างอานุภาพนั้น ส่งผลให้ร่างบางกว่าที่โดนกอดโอนอ่อน สูดและระบายลมหายใจหนักหน่วง กล่าวตอบชัดถ้อยชัดคำ

“เหตุผลของเต้ยน่าฟังเหลือเกิน...แต่ปล่อยมูนก่อนได้ไหม”

“ไม่ปล่อย... ปล่อยมูนก็หนี”

“ไม่หนี มูนสัญญา เราจะนั่งคุยกันดีๆ มูนเคยวิ่งหนีเต้ยบนหาดทรายมาครั้งหนึ่งตอนมัธยม แต่ครั้งนี้จะไม่วิ่งหนีอีก ในเมื่อเต้ยมีเหตุผลของเต้ย มูนก็มีเหตุผลของมูนที่อยากจะบอกให้เต้ยได้รับรู้เหมือนกัน... ปล่อยมูนเถอะ มูนเองก็เบื่อจะแย่อยู่แล้ว”

เบื่อของมูนน่าจะหนักหนากว่าของเต้ย เพราะเบื่อในที่นี้คือที่ต้องทนนิสัยเต้ยมาแสนนาน ที่ผ่านมาได้แต่หนี ทว่าพอมาคิดดูว่าหากวิ่งหนี รังแต่จะทำให้เกิดความยืดเยื้อ ด้วยประการฉะนี้ เหตุผลที่เลือกเป็นพระจันทร์ของเต้ยจึงได้ถูกทบทวนกลางสมอง จริยวัตรยอดเมียอันมีที่มาจากคุณยายทวดถูกย้ำเตือน ซึ่งที่ไปจะเป็นไปในรูปแบบเดียวกันไหม อย่างที่บอกมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตนเพียงผู้เดียว สมองจะไม่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยว หัวใจเป็นสิ่งเดียวที่ใช้ตัดสินพฤติกรรม

แลด้วยท่วงทำนองโทนเย็นในน้ำเสียงราบเรียบเกือบปกตินั้นเอง ผัวจึงเลิกการกอดรัด ปล่อยเมียเป็นอิสระ และเมียก็ทำตามดังสัญญาคือไม่วิ่งหนี แต่กลับจูงมือผัวเดินไปใกล้ปราสาททรายที่เขาก่อไว้ให้ แล้วทรุดกายนั่งลงข้างๆพร้อมกัน

“มูนถามเต้ยตรงๆนะ ตามประสาผัวกันเมียกัน แค่มูนสาระแนไปรู้เรื่องเซอร์ไพร์สก่อนแล้วแกล้งทำเป็นไม่รู้ เต้ยถึงกับต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ” มูนไม่เสียเวลาเท้าความให้มากเรื่อง อะไรเป็นอะไรย่อมรู้แก่ใจกันดี พูดไปก็จ้องหน้าผัวไปนิ่งๆ และน่าแปลกที่น้ำตาไม่ไหล หรืออาจจะเป็นเพราะว่ามันไหลหมดไปแล้วจนร่างกายผลิตไม่ทันก็เป็นได้

“ ทำไมเต้ยไม่คิดบ้างว่า การที่มูนทำเช่นนั้นมันไม่ใช่การทำให้ผัวเป็นไอ้งั่ง แต่เป็นการที่มูนยอมเป็นอีโง่เพื่อให้ผัวได้ฉลาดอย่างสมใจต่อไป เต้ยไม่เข้าใจหรอกกับความรู้สึกวันนี้ทั้งวันของมูน เต้ยรู้ไหม พอมูนรู้ว่าเต้ยใจสวมแหวน สิ่งแรกที่มูนอยากทำคือโผเข้าไปกอดเต้ยแน่นๆแล้วกราบลงตรงยอดอกให้งามๆอย่างที่เคยให้สัญญา และเจตนาที่ตบตาก็เพื่อให้เซอร์ไพร์สของเต้ยเป็นเซอร์ไพร์สต่อไป มูนไม่คิดว่าเต้ยจะโกรธมูนมากขนาดนี้”

“เต้ยไม่ได้โกรธมูนมาก ...เต้ยเสียความรู้สึกมากต่างหาก” เต้ยยังคงเป็นเต้ย ขัดขึ้นและพูดต่อมานิ่งๆ “มูนก็ไม่เข้าใจกับความรู้สึกของเต้ยเหมือนกัน เต้ยตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อให้พระจันทร์ดวงเดียวของเต้ยประหลาดใจและประทับใจ อยากเห็นมูนร้องไห้น้ำตาปริ่มด้วยความดีใจ อยากพูดต่อหน้าใครๆว่ามูนจะเป็นเมียอย่างเป็นทางการ แต่ทุกอย่างมันก็พังทลายเพราะมูน ไม่โกรธนะที่เต้ยจะพูดตรงๆ ”

“ไม่โกรธหรอกเต้ย มูนเข้าใจความรู้สึกเต้ยดี แต่เสียความรู้สึกของเต้ยคงไม่เท่ากับที่มูนฝันสลาย เดินลงมาจากโขดหินเพราะความอาย แต่เอาเถอะ อย่าไปพูดถึงมันอีกเลย ในเมื่อเต้ยมองว่ามันเป็นผิดมหันต์จนเต้ยต้องลงโทษตามภาษิตกุมารทองนั่น มูนก็จะเป็นฝ่ายยอมรับผิดเอง”

คงจะมีไม่กี่ครั้ง ที่ผัวและเมียมิได้โต้เถียงกันด้วยอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นรวมกับเหตุผลของแต่ละคนจึงปะทะกันนุ่มนวลเป็นเซอร์ไพร์สที่ต่างฝ่ายต่างไม่คาดคิดว่าจะได้มา ฤาอาจจะเพราะลมทะเลเย็นๆ ช่วยพัดพาให้อารมณ์กรุ่นลอยเลือน 

“ที่เต้ยทำไปทั้งหมด เต้ยไม่ได้อยากให้มูนรับผิด เพราะถ้ามูนผิดเต้ยคงผิดมากกว่า ที่เต้ยทำแค่อยากสอนให้จำว่าเต้ยไม่ชอบและอย่าทำอย่างนี้กับเต้ยอีก มันออกจะดูเป็นเหตุผลของผัวชั่วๆเห็นแก่ตัว ที่ผัวจะทำอะไรก็ได้แต่เมียห้ามทำ” เต้ยเว้นวรรคกล่าว ส่งสายตาจริงจังหมายความตามที่พูด มือหนึ่งยังคงกำแหวน ส่วนอีกมือหนึ่งเลื่อนมากุมมือมูนแน่น แล้วผ่อนเสียงให้นุ่มลงกว่าเดิม อย่างที่ไม่ค่อยจะได้ยินกันนัก

“ เหตุผลของเต้ย มันก็มาจากนิสัยและสันดานที่แท้จริง เป็นนิสัยเสียที่แก้ไม่หาย ที่จริงมันเกิดเรื่องแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ เต้ยจะได้รู้ว่ามูนจะรับนิสัยแย่ๆ เลวๆ ของผัวอย่างเต้ยได้หรือไม่ ก่อนที่จะสวมแหวนลงไป เพราะถ้าสวมไปแล้ว เต้ยคงไม่ยอมให้ถอด และมูนอาจต้องจำใจทนไปชั่วชีวิต”

มูนฟังแล้วก็หัวเราะเบาๆ ยิ้มระเรื่อเพียงน้อยๆ วางมือที่เหลือกุมลงไปบนหลังมือเต้ยอีกที แล้วค่อยต่อความ “ไม่น่าเชื่อว่าเต้ยจะพูดอย่างคนโลกสวยเป็นเหมือนกัน แต่เต้ยก็พูดถูก ถูกตรงที่เกิดเรื่องแบบนี้ก่อนจะดี เพราะมูนจะได้ให้คำตอบกับตัวเองว่า จะทนเต้ยอย่างที่คุณยายทวดทนคุณตาทวดได้ไหม”

“หือ...ยังไง” หมาบ้าขมวดคิ้วสงสัย ยังไม่ค่อยเข้าใจมันไปเกี่ยวอะไรกับคุณยายทวด คุณตาทวดของเมีย และมินานก็ได้คำตอบ


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“คุณยายเคยเล่าว่านิสัยคุณตาทวดเกเรมาก มูนก็เลยเดาว่าน่าจะเหมือนเต้ย แต่เต้ยคงมากกว่าหลายสิบเท่า เต้ยรู้ไหม ก่อนเต้ยขึ้นบ้านมามูนก็นอนคิดเรื่องนี้อยู่ และคิดว่าจะไม่เรียกร้องอะไรเอากับเต้ย จะทำหน้าที่เมียให้ดีที่สุดต่อไป ในเมื่อไม่ให้แหวน มูนก็จะไม่เอา ไม่คิดจะโกรธเต้ยด้วยอีกต่างหาก แต่เห็นหน้าแล้วมันดันโมโห ตอนอยู่บนบ้านจึงอยากฆ่าให้ตาย”

“พูดซะเต้ยรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่”

 หมาบ้าตัวร้ายครางอ่อยๆ ทำหน้าทำตายากจะจับได้ว่ารู้สึกผิดจริงหรือเสแสร้ง แต่ที่แน่ๆ กำลังกระหยิ่มในใจ เพราะท่าทีเมียอ่อนลงอย่างผิดคาด ผิดไปจากหะแรกที่นึกว่าต้องคุยกันยาวตามความเยอะ ทว่าเป็นอย่างนี้ก็ดีไม่ใช่หรือ ถึงแม้จะผิดวิสัย หากแต่สิ่งที่ตั้งใจไว้ ย่อมเป็นไปดังหมาย เจ้าชายวิญญาณหมาจึงรีบวกเข้าประเด็น

“แล้วตอนนี้ล่ะ ยังอยากเป็นอัครพงศธรอยู่อีกไหม”

คำถามดังขึ้นและจบลงด้วยประกายวิบวับในมือเต้ย ซึ่งมูนก็เพิ่งได้สังเกตชัดๆว่าตัวเรือนคง ไม่แคล้วทำมาจากทองคำขาว แลมีอัญมณีน้ำงามไม่ใหญ่มากประดิษฐานอยู่โดดเดี่ยว ดุจเป็นตัวแทนของความหมายว่า “คนเดียว” ตลอดไป และแม้จะดูเรียบ แต่ราคาย่อมไม่เรียบตาม ที่สำคัญมันมีค่าสูงลิ่วทางใจหากได้สวมใส่ สุดปัญญาเหลือเกินที่จะเดาว่ากี่กะรัตเพราะไม่คุ้นเคย ที่ผ่านมาใช่ว่าจะไม่เคยเห็นเพชร  ลูกค้าที่ “รวยจริง” หลายคนใส่เล่นโยคะให้เห็นก็บ่อยไป แต่ก็ไม่เคยเห็นเม็ดใดจะงามเท่าเม็ดนี้ในความรู้สึกเลยสักนิด

ก่อนหน้านี้ถ้าถามว่าอยากได้ไหม ตอบได้ทันทีว่า “อยาก” และอาจเติม “มาก” ต่อข้างท้ายให้ด้วย แต่ตอนนี้มูนเริ่มลังเล
อย่างที่เต้ยบอก ถ้าสวมไปแล้ว เขาคงไม่ยอมให้ถอด และตนอาจต้องจำใจทนไปชั่วชีวิต

คงถึงเวลาแล้วสินะ ที่หัวใจจะเลือกคำตอบระหว่าง “จำใจทน” กับ “เต็มใจทน”

“เมื่อกี้ตั้งใจไว้แล้วจะพูดว่า ถ้ามันยากเย็นแสนเข็ญนักกับการให้สวมแหวนให้เมีย มูนก็จะไม่เอา เก็บแหวนของเต้ยไว้เถอะ มูนจะขอเป็นเมียไร้แหวนเหมือนเดิม อยู่ในสวนตามประสามะลิบ้านนอกไม่ขึ้นหิ้ง ไม่เรียกร้องอะไร”

หมาบ้าหน้าสลดภายในเสี้ยววินาที มิอยากเชื่อหูในสิ่งที่ได้สดับตรับฟัง ดวงตาคมวาวร้อนผ่าวอย่างกับมีรอยรื้นอุ่นๆมาหล่อเลี้ยง เสียงที่ตั้งใจจะใช้เปล่งทักท้วง จุกอยู่ตรงลำคอพูดอะไรไม่ออก ลมหายใจเริ่มติดขัดฟึดฟัด หากอาการทุกอย่างก็คลายลงได้ด้วยคำพูดคำเดียว

“แต่....”

“ตะ แต่อะไร” เต้ยลำดับเสียงมาได้ละล่ำละลัก ความหวังกลับมารำไร

“ชอบขัดจริงพูดยังไม่ทันจะจบ กำลังจะพูดว่า.. แต่มูนมายืนอยู่ ณ จุดนี้แล้ว มูนคงหันหลังกลับไม่ได้ อนาคตที่เราวาดกันไว้ มันรออยู่ ถ้าปล่อยให้สลายกลายเป็นฝันเลือนราง มันคงเสียความรู้สึกกว่าที่เราเป็น อีกอย่างมูนก็เคยบอกไว้ว่า มูนยอมให้เต้ยรังแกมูนคนเดียว”

“มะ หมายความว่า”

“ความฉลาดเฉลียว ไหวพริบหายไปไหนหมดเต้ย แค่นี้เดาไม่ออกอีกเหรอ” มูนใช้ลูกย้อน ระคนกริยาสาวแตกชำตาค้อนขวับ สะบัดมือออก หันหน้าไปอีกทาง พูดต่อเบาแสนเบา หากแต่ก็คงดังลั่นในความรู้สึกของเต้ย 

“มูนเสี่ยงกับการรอคอยเต้ยมานาน ต่อไปมูนจะเสี่ยงกับการอยู่กับเต้ยไปชั่วชีวิต ในเมื่อมูนยึดคุณยายทวดเป็นแบบอย่าง มูนก็จะทำแบบท่านทุกประการ มูนยินยอมและยังต้องการเป็นอัครพงศธร”

“ขอบคุณครับมูน”

เต้ยน้ำตาปริ่มมาอีกหน เป็นน้ำตาชนิดที่อยากเห็นบนหน้าเมีย แต่ก็ดันเกิดกับเขาแทนเสียนี่ และไม่คิดจะใช้สองมือสกัดกั้นแต่อย่างใดหากมันไหลพราก เพราะสองมือหนาๆตอนนี้ กำลังกระพุ่มเป็นดอกบัวใหญ่ๆ มีมณีแห่งอัครพงศธรอยู่ข้างใน แล้วบรรจงวางลงไปกลางอกเมียที่กำลังตื่นตะลึงกับการกระทำของผัวที่เมียนึกไม่ถึง คงจะมีแค่หนึ่งในร้อยเท่านั้นละมัง ที่ผัวจะกราบเมีย

“เคารพและนับถือในหัวใจที่ยอมจำใจทนไปชั่วชีวิต”

“มูนไม่ได้จำใจ แต่มูนเต็มใจทน”

โศกาสูญสิ้น หัวใจที่พองโตตอนหัวค่ำแล้วแฟบฟีบในตอนดึกหวนสู่ลักษณาการพองโตคับฟ้าอีกครั้งในเพลาดึกสงัด และแล้วโสตประสาทเมียก็อื้ออึงอลมิได้ยินสรรพสำเนียงเสียงใดอีก นอกจากสุรเสียงกังวานก้องที่เอื้อนมาจากเจ้าชายที่เงยพระพักตร์ขึ้น

“นางเอ๋ยนางนิ้วน้อยข้างก้อยซ้าย
งามตรงจรดปลายเทียนแท้ขาว
ถึงเวลามณีเลิศเพริศแพรวพราว
จะระยับวับวาวแนบนิ้วนาง”

“เราขอประกาศต่อหน้าทุกๆคนว่า นับจากนี้ไปชื่อ มูน หรือ มณีจันทร์ จะมีนามสกุล อัครพงศธรต่อท้าย มูนจะเป็นเมียที่เรายกย่องขึ้นหิ้งอย่างเป็นทางการและออกหน้าออกตาทัดเทียมผู้หญิงคนหนึ่ง เราจะดูแลให้ดีที่สุดให้สมกับเป็นมณีดวงเดียวในชีวิต เราขอสัญญาด้วยเกียรติยศของอัครพงศธร”

ประโยคเคยคุ้น ประกาศให้ได้ยินชัดกันถ้วนทั่วท้องพระโรงริมหาด ภายใต้จันทร์กระจ่างกลางฟ้าแลมีเงาหลายๆเงาออกมาจากที่มืดเป็นพยาน พร้อมใจกันเปล่งเสียงชโยโห่ร้องกึกก้อง

“ไช..โย! ไช..โย! ไช..โย!”

ประกายเพชรกลับมาเฉิดฉายตรงปลายนิ้ว ส่องแสงอีกเพียงครู่ก่อนจะลาหายเข้าไปในปากเจ้าของ มือแข็งแรงไม่รอช้า จับลำเทียนขี้ผึ้งชั้นดีเล่มที่เรียกว่านิ้วนางข้างซ้ายขึ้นมาแล้วครอบปากลงไป  ลิ้นสากๆตวัดรัดชอนไชไปทั่วลำเทียนนั้น ดุนดันห่วงกลมๆ ด้วยริมฝีปากที่เม้มเป็นระยะๆ แลพอคายออกมา “อัญมณีแห่งอัครพงศธร” ก็ประทับลงตรงโคนนิ้วนางน้อยพอดิบพอดี

เต้ยป้อนยารักษาโรคเยอะให้เมียด้วยปาก อย่างที่ไม่มีผัวคนไหนกระทำ
แสงแฟลชแลเสียงชัตเตอร์รายรอบบันทึกภาพประวัติศาสตร์ทุกกริยาเคลื่อนไหว

เมียฤาจะไม่ชื่นฤทัย น้อมเศียรแลหัวใจวางพร้อมกระพุ่มมือกราบลงไปดังสัญญา

“ตึง! ตึง! ตึง!”

เสียงกัมปนาทกลางฟ้า ต่างปืนใหญ่ยิงสลุต จากเหล่าทัพถวายพระพรชัยทยอยดังขึ้นเป็นชุดหลายสิบนัด ในแต่ละนัดแตกตัวเป็นประกายไฟดอกไม้เพลิงเจิดจ้าหลากสีสันสว่างไสวไปทั่ว โคมลอย ลอยมาจากที่ใดไม่รู้ประดุจหิ่งห้อยบินมาร่วมอวยพรจากอัมพวาเต็มฟ้าไปหมด ผืนทะเลดำมืดงามขึ้นด้วยเรือประมงลำใหญ่สามลำประดับไฟเป็นตัวอักษร จอดต่อกันเรียงรายให้อักษรสื่อความหมาย

“วอ..มอ..ออ” คือตัวย่อ สื่อได้เข้าใจตามนามเต็ม  “วสุ – มณีจันทร์ อัครพงศธร”
นามนี้แซ่ซ้องกระหึ่ม สมดังตั้งใจแล้ว

“ทีนี้ก็ถึงเวลาฉลองของจริงแล้วนะ” เต้ยเชยคางมูนขึ้น แล้วใช้นิ้วลูบไล้ไปตามรอยรื้นใสบนแก้มลออ “นี่แหละ คือสิ่งที่เต้ยอยากเห็น ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องแสดง”

“ไอ้หมาบ้า จะทำดีทั้งที ก็ทำให้มันยุ่งยากอย่างที่ไม่ควรจะเป็น”

“ถ้าธรรมดาๆ ก็ต้องหาผัวแบบไอ้ก้อง ...แต่นี่เป็นเต้ยฉะนั้นอย่าหวังว่าจะธรรมดา และในความไม่ธรรมดานี้แหละ ที่จะทำให้เต็มใจทนของมูนเป็นการทนที่สุขตลอดไปในชีวิต”

“จะคอยดู และถ้าทำไม่ได้อย่างที่พูดล่ะ”

“ก็ทนต่อไป ...ช่วยไม่ได้อยากเต็มใจทนเอง”

“ไอ้บ้า”

มณีดวงเดิม ในนามสกุลใหม่ หยิกแก้มพระสวามีด้วยความหมั่นไส้ในคำพูดคำจา ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเงามืดๆ ที่พอจะเห็นแล้วว่าใครเป็นใคร แล้วเสียงเพลงลูกกรุงก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมคำเชื้อเชิญที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก

“สักเพลงไหม”

“พอเหรอ”

คำถามจากหน้าลออมีขึ้นอย่างยินดีเป็นที่สุด ตามด้วยท่วงท่าขยับขาไปตามทำนองเพลง ที่กำลังบรรเลงไปเรื่อย และคาดว่าจะจบลงได้สง่างามต่างจากวันวานที่เคยเป็น ...คืนนี้ในวันที่ดีที่สุด คุ้มค่ากับการรอคอยไหม คงไม่มีใครให้คำตอบได้ดีเท่ากับ ...วสุและมณีจันทร์ อัครพงศธร อีกแล้ว

ณ ราตรีสงัดกำดัดดึก ซึ่งควรถึงแก่เพลาพักผ่อน หากแต่ยังมีเสียงเพลงสากลปลายยุค ๘๐ ดังขับขานแทนเพลงกรุงทั่วบ้านพักข้างพระตำหนักริมเชิงผาของเจ้าชายหมาบ้าแลพระจันทร์ชายาที่อำลาเพื่อนๆเข้าไปเฉลิมพระราชมณเฑียรตามโบราณราชประเพณีหลังพิธีอภิเษกสมรสเสร็จสิ้นกว่าชั่วพักแล้ว แม้เจ้าภาพของงานจะไม่อยู่ แต่งานเลี้ยงฉลองก็ยังไม่เลิกรา เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่จากริมหาดมาบนบ้านเท่านั้น  เสียงสรวลเสเฮฮาจึงยังคงมีกันอย่างเต็มที่เช่นเดิม โดยเฉพาะนังคชสารที่ลืมอารมณ์คั่งแค้นทั้งมวลจากการโดนย้อนรอยกุมตัว เมื่อเห็นคุณเต้ยกับอีเพื่อนรักลงเอยกันได้ด้วยดี จึงมิน่าแปลกที่ร่างใหญ่ๆจะยักย้ายไปตามเพลงได้สำเริงสำราญยิ่ง ขยับปากลิปซิงค์ไปตามเสียงร้องใสประหนึ่งเป็น “อีเจ๊แม่” นางพญาเจ้าของบทเพลง หนึ่งในไอดอลในดวงใจ มาเปิดคอนเสิร์ตให้ได้ยล

“Life is a mystery, Everyone must stand alone
I hear you call my name, and it feels like… home”

“ชีวิตมนุษย์ลึกลับสุดหยั่งรู้        จำฝืนสู้อยู่คนเดียวฤาไฉน
สดับเสียงเจ้าพร่ำเพรียกเรียกทีไร      ราวฤทัยคืนสวรรค์กลับรังนอน”

ทว่านั่นก็ยังมิทำให้ผองชายส่ายหน้าเท่ากับที่นาง ขึ้นไปยืนร่อนสะโพกกระดกกระโดกบั้นท้ายบนเก้าอี้ แล้วยังเอาแก้วพลาสติกมาครอบนมต่างยกทรงกรวยแหลม ผ้านุ่งถูกแหวกให้เห็นโคนต้นขาหลายคนโอบแลดึงร่นขึ้นมาให้เหลือแค่คืบ  อันที่จริง ท่วงท่า ลีลา เร่าร้อนของนาง ต้องบอกได้ว่า นางผ่าน นางสามารถเลียนแบบได้เหมือน  “มาดอนน่า” แต่ไฉนชายหลายคนดันพร้อมใจกันเรียกนางว่า “มาดอนเน่า” 

ใครหนอเป็นต้นคิดนำ สระ “เอา ” ไปใส่แทนสระ “อา” ... น่า เลยกลายเป็น “เน่า” เสียฉิบ

“พอทีอีมาดอนเน่า มึงเปลี่ยนเพลงเลยอีห่า เดี๋ยวพวกกูตุ๊ดแตกตามมึงพอดี” เสียงห้าวขัดจังหวะขึ้น และดึงขาหน้ามาดอนเน่าลงจากเก้าอี้ “ไปเอาแบล็คมาเพิ่มอีกสักขวดสองขวดสิ ขวดนี้จะหมดแล้ว”

“ แหมคุณเปรม น้องอัยกำลังสนุกๆ เอาเถอะ ถ้าไม่ชอบเปลี่ยนก็ได้ค่ะ” มาดอนเน่าค้อนขวับประหลับประเหลือกพอเป็นพิธี สองสามวันมานี้ ไม่ว่าหมวดเปรมจะขัดอะไรยังไง เปรมก็ยังคงสถานภาพ คุณเปรมเสมอ แล้วนางก็ถามต่อมาว่า “ตกลงเหล้านี่ แดก เอ๊ย ดื่ม หรือว่าเททิ้งทะเลคะ ทำไมหมดขวดเร็วจัง เพิ่งวางให้แหม่บๆ”

“น้องอัยจ๋า น้องอัยก็ดูสิจ๊ะว่ามีคนแดกกี่คน พวกพี่นาน น๊าน จะมีวาสนาได้กินแบล็คเลเบิลกับเขาซะทีก็เลยต้องกินเยอะกันหน่อย โดยเฉพาะตำรวจจนๆอย่างพี่เปรม ”

“โถ คุณเปรม พูดเสียน่าสงสารเชียว ได้สิคะ งั้นรอแป๊บนะคะ น้องอัยจะไปหยิบมาให้”

เมื่อเจอคำว่า “พี่เปรม”แล“น้องอัย” ในทำนองลูกออดลูกอ้อน มีหรือนางคชสารนักร้องดังจะมิโอนอ่อน แม้จะตวัดปรายตาค้อนทิ้งท้าย หากก็เคลื่อนย้ายร่างโอฬารไปเอาเหล้าในกระเป๋าเดินทางที่เหลือมาให้ตามคำขอ สนองความต้องการของพี่เปรม แต่การสนองครั้งนี้ เป็นไปได้หรือที่เจตนาจะเป็นไปด้วยบริสุทธิ์

‘แดกกันไปเถอะ แดกกันให้เมา คิดเหรอว่ากูจะแบกมาให้แดกกันฟรีๆ’

จุดประสงค์ลึกล้ำทบทวนภายในใจนางช้างป่า ผลสรุปที่ตามมาคงไม่แคล้วเมาหัวทิ่มถลำล้ำลึก... คนอื่นหว่านพืชย่อมหวังผล แต่สำหรับตนนั้นหวังผัว อุบายของตัวอิจฉาในละครน้ำเน่าเวลาจะงาบพระเอกมันช่างคลาสสิค อมตะ และใช้การได้ดีเสมอ แลเพลงอิเจ๊แม่ก็บอกเป็นนัยๆอยู่แล้วว่า ชีวิตมนุษย์ลึกลับสุดหยั่งรู้ จำฝืนสู้อยู่คนเดียวฤาไฉน หากพรุ่งนี้ดันม้วยมอดตายห่าไป คงเสียใจไม่มีผัวเป็นตัวตน...เหตุฉะนี้ความลังเลจึงมิบังเกิด มีแต่มั่นใจเต็มเปี่ยม

‘คืนนี้ล่ะมึงเอ๋ย สาธุ...ขอให้สำเร็จทีเถอะ’

จอห์นนี่ วอล์คเกอร์ แบล็ค เลเบิล ย่อมทำให้คำอธิษฐานเป็นจริง สิ่งที่หมายมาดต้องไม่คลาดเคลื่อน 
ชนวนสวาทที่เกิดจากน้ำสีอำพันต้องดับลงด้วยน้ำอมฤตเท่านั้น

แล้วใครกันจะเป็นผู้ประทานหยาดนทีสีขาวขุ่นล้ำค่าให้ ถ้ามิใช่......

“คุณเปรมขาเหล้ามาแล้วค่ะ น้องอัยผสมเข้มๆ ให้เลยนะคะ”

“เอาสิจ๊ะ ...คืนนี้น้องอัยน่ารักเป็นพิเศษ เดี๋ยวจะช่วยบอกให้ไอ้เจ้าชายเต้ยอภัยโทษให้”

เปรมไม่รู้อยู่ในอารมณ์ไหน อยากจะหยอกล้อนังคู่ปรับอย่างที่เคยเห็นแบงค์ทำหรืออย่างไรก็มิทราบ จึงเอามือฟาดลงไปที่แก้มก้นนางคชสารดังป้าบปิดท้ายความ ซึ่งก็ไม่ได้ดูเลยว่าตำแหน่งที่ฝ่ามือเข้าไปปะทะนั้น มันดันเข้าเป้าตรงกึ่งกลางเหวสวาทพอดิบพอดี แลด้วยความหนักหน่วงที่เหนือชั้นกว่าแบงค์หลายสิบเท่า เนินเขามโหฬารเต่งๆจึงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นบีบตัวเข้าหากัน หนีบนิ้วกลางเปรมไว้ไม่ยอมคลาย 

“ฮะ ฮึ่ย ..เหี้ยเอ๊ย อะไรกันวะนี่ ร่องตูดหรือว่าหลุมอุกาบาต ” ร้อยตำรวจโทรูปหล่อ สบถลั่นด้วยความตกใจ ครั้นพอได้สติก็รีบดึงนิ้วกลางออก แต่ก็กระทำได้ยาก เพราะเจอแรงขมิบมหาศาลจนขนลุกซู่ชูชัน และกว่าจะดึงออกได้ก็กินเวลาหลายวินาที

“มึงจะขมิบหาห่าอะไรวะอีช้าง นิ้วกูนะไม่ใช่กระบองเนื้อ”

“อยากให้เป็นกระบองเนื้อเหมือนกันแหละค่ะ ว่าแต่นี่ขนาดแค่นิ้วนะคะ ยังถึงอกถึงใจสะเทือนไปยังผนังทวารน้องอัยดีแท้”

“ฝันไปเหอะมึง”

เปรมสวนทันควัน สรรพนามเรียกน้องอัยเปลี่ยนทันใด และนี่คงเป็นอีกครั้งที่ควาญหนุ่มหนีช้าง รีบเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกแบงค์ ทิ้งให้อีช้างมากราคะยืนซี๊ดปาก บิดตัวเป็นเลขแปดมองตามเนื้อเต้นตาเยิ้ม ประตูสวาทถ้ำทองทั้งเกร็งทั้งคลายราวกับจะวอร์มเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนใช้งานจริง

‘แต่น้องอัยฝันแม่น อย่าลืมสิ เมื่อคืนน้องอัยฝันว่าถูกคุณเปรมรังแกในสวน’

ช้างตะโกนตอบในใจ หักใจไม่ตอบโต้ออกไปด้วยเสียง เพราะเกรงเหยื่อจะตื่น แต่ก็ชม้ายชายตาไม่หยุดหย่อน แล้วทิ้งบทมาดอนน่ากลับมาเป็นอีเด็กชงเหล้า เฝ้ามองเปรมและผองชายที่ชนแก้วแล้วแก้วเล่ากันอยู่เนืองๆ และก็เป็นที่แน่นอนว่าแก้วของใครจะเข้มที่สุด

“มึงมอมกูหรือเปล่าวะอีช้าง ชงเหล้าให้กูเข้มจังอีห่าลาก”

“อู๊ยยย ใครจะไปกล้ามอมคุณเปรมคะ คอแข็งออกอย่างนี้” ช้างลอยหน้าลอยตาตอบ นี่ถ้าหากมูนกับเต้ยอยู่ด้วย ก็ต้องสะกิดบอกเปรมเลยว่าทำหน้าทำตาอย่างนี้คือ อีนี่มันตอแหล

“ง้านก็แล้วไป กูบอกไว้ก่อนนา คิดอาราย ไม่ซื่อกับกู โดนกระทืบแน่” คนคอแข็งเริ่มมีน้ำเสียงอ้อแอ้หน่อยๆ แม้จะไม่ค่อยไว้ใจอีคู่ปรับเท่าไร แต่ก็ไม่วายเรียกเพิ่ม “ชงอีกแก้วสิ”

“ค่า”

ช้างรับแก้วเหล้าจากเปรมที่ยื่นมา จัดการชงให้ตามประสงค์ พร้อมเสียงหัวเราะหึๆในลำคอดังพอได้ยินคนเดียว ส่วนเปรมก็ไม่ได้สนใจ หันไปคุยกับพวกแบงค์อย่างออกอรรถรสต่อ หารู้ไม่ว่าอีนังมาดอนเน่าเด็กชงเหล้า มันกระหยิ่มยิ้มย่องเพียงไร

“คอบน” ที่ว่าแข็งๆ...ช้างยังทำให้อ่อนยวบมานักต่อนัก
แลในทางกลับกัน “คอล่าง” อ่อนๆ ช้างก็สามารถปลุกให้แข็งได้เช่นกัน

เปรมจะรู้ไหมว่า คืนนี้ทั้งคอบนคอล่างของตนนั้นมันไม่ปลอดภัยซะแล้ว ...แลคอบนก็คือจุดหมายแรก

และคงเป็นเพราะด้วยความสุขใจอย่างที่สุดกระมังที่เต้ยเพื่อนรักเป็นฝั่งเป็นฝา เปรมจึงเต็มที่กับการกินการดื่ม เข้าทางตามที่นางคชสารวางไว้เป๊ะๆ  สถานการณ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น จวบจนถึงเวลาดาวเคลื่อนเดือนคล้อยต่ำ ฤกษ์สวาทแสนระยำอัปรีย์ตอนตีสามน้อยๆ จึงถึงคราวอุบัติด้วยเสียงอ้อแอ้ที่สุดอย่างไม่เคยได้ยิน

“อ้าย เหี้ย แบงค์ มึง มาววว... กู ก้อ มาว กู ปาย นอน ก่อน นา ม่าย ไหว แล้ว”

เปรมพูดกับผัวเก่าของอีคนที่อยากจะเป็นเมียใหม่เขา ซึ่งนังนั่นก็มิได้สนใจอดีตผัวแต่อย่างใด สเตตัสในแบล็คเบอร์รี่ที่เคยตั้งไว้ว่า “ขาดเธอก็เหงา ขาดเขาก็คงเสียใจ เลยขอเก็บเขาเอาไว้ทั้งสองคน” ถูกเปลี่ยนใหม่ เอานามสกุลว่าที่ผัวมาใช้หน้าชื่นตาบาน  ...ในเมื่ออีมูนยังใช้อัครพงศธรได้ ไยตนจะไม่ยึดแบบเดียวกัน

คุณหญิงไอยรา ตันตินพวงศ์
Available – ว่าที่ภริยา ผบตร. ในอนาคต!

ทุกๆคนในลิสต์ต้องรับรู้แลเป็นประจักษ์พยาน กับการทำพลีกรรมบูชาศิวลึงค์นอกเครื่องแบบครั้งนี้ 

“ตาม จาย มะ เมิงงงงง อ้าย เปรม กู ก้อ ม่าย....ไหว”

ส่วนแบงค์เองก็พูดแทบไม่เป็นภาษาเช่นกัน และพูดยังไม่ทันขาดคำก็หน้าคะมำลงไปฟุบกับโต๊ะซะแล้ว แลคนอื่นๆก็เริ่มทยอยทำตาม ยกเว้นแต่เปรมที่ฝืนสังขารลุกโงนเงน จะล้มแหล่มิล้มแหล่เกาะผนังบ้านพักเดินเข้าห้อง อีนังช้างร่านสวาทที่ซุ่มรอเวลาอยู่นาน เห็นเข้าก็ไม่รอช้าปรี่เข้ามาพายอดชายนายตำรวจเข้าห้องทันที ทุกอย่างมันช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน คล้ายเทวดาจะรู้เห็นเป็นใจประทานพรให้ตามคำอธิษฐาน และเพียงชั่วระยะเวลาไม่เกินสิบวินาทีเท่านั้น ร่างของร้อยตำรวจโทที่หมดสภาพแทบไม่รู้ตัว ก็มานอนแผ่หรากางขาพังพาบอยู่กลางเตียงหนานุ่ม มิมีผู้ใดรู้เห็น นอกเสียจากสายตาหรี่เล็กซุกซนวับวาวของนางเองไม่ต่างอะไรกับนางผีเสื้อสมุทรตอนเข้าหาพระอภัยเลยสักนิด

“ช่วยไม่ได้นะคะคุณเปรม.. อยากมาจูจุ๊บแก้มน้องอัยเมื่อวานซืนก่อนทำไม รู้ก็รู้ว่าน้องอัยขี้หวั่นไหว แต่แหม ดูๆไปคุณเปรมก็หล่อเหมือนกันนะคะ ถึงจะไม่หล่อเท่าคุณเต้ย แต่ก็หล่อกว่าพวกคุณสน คุณแบงค์มาก”

นางคชสารสันดานยักษิณีผีเสื้อร้าย โลมเลียพระอภัยด้วยสายตาไม่หยุดหย่อน เห็นพ้องตามคำพูดของตัวเอง ก่อนจะตามขึ้นมาบนเตียงแทรกตัวลงไปตรงหว่างขา ใช้มืออวบอูมลูบไล้ไปมาตามแผงอก แล้วก้มหน้าลงมาจับจ้องอยู่แต่เฉพาะบริเวณคอล่าง ที่เคยเห็นหัวห้อยออกมาแล้วครั้งหนึ่ง จะว่าไปภาพนั้นก็ยังติดตาไม่รู้ลืม

“ขอดูด เอ๊ย ขอดู ให้ชัดๆ อีกทีนะคะ”

ช้างเลื่อนมือสั่นพร่าลงมาค่อยๆแกะตะขอกางเกงเปรมไม่รอช้า ปากอวบอิ่มเผลอเผยอขยับระรัวพั่บๆ ยามได้ยลไรขนไล่เรียงขึ้นเป็นแนวตั้งเป็นแถวลงมาจากสะดือ ความอ่อนนุ่มราวกมะหยี่ที่ปลายนิ้วได้สัมผัสชักชวนให้เอาแก้มลงไปนาบคลอเคลีย แล้วจึงเขี่ยครูดรูดซิปด้วยปลายเล็บ เผยให้เห็นปราการสีดำ อันเป็นสีเดียวกับไรขนจนตนเกือบแยกไม่ออก

“เอื๊อกๆ” คือเสียงน้ำลายที่กระเดือกกลืนลงคอ เมื่อคอล่างของเปรมอยู่ห่างจมูกเพียงแค่คืบ วินาทีนี้ผิดชอบชั่วดีเอาไว้ว่ากันทีหลัง ขอสร้างภวังค์กระสันก่อนเป็นสำคัญ อาการตกมันของตนจึงกำเริบหนักกว่าเดิมแลก็ดันเคลิบเคลิ้มเสียเอง เมื่อมีเสียงครางเบาๆจากชายอดีตคู่ปรับ ยามตนเลื่อนจมูกเข้าไปซุกไซ้ดุนดัน ริมฝีปากขบเบาๆอยู่ด้านนอกจนผ้าเนื้อดีสีดำฉ่ำชุ่มน้ำลาย และเสียงแบบนี้ใช่ไหมที่อีเจ๊แม่มาดอนน่าเขียนเปรียบเปรยสอดซ่อนนัยเอาไว้ในเพลงที่ตนลิปซิงค์เมื่อครู่

I hear your voice It's like an angel sighing
I have no choice, I hear your voice… Feels like flying
I close my eyes  Oh God I think I'm falling
Out of the sky, I close my eyes… Heaven help me!

ได้ยินเสียงครางไพเราะเสนาะโสต    ราวเทพโอดเทวะครวญฤทัยไหว
ฤาตัวเราจะมีทางเลือกอื่นใด        คล้ายลอยไกลกลางพยับขยับปีกบิน
หวั่นจะตกจากวิมานเหนือชั้นฟ้า      จึงหลับตาวอนเทวาช่วยโผผิน
โอบอุ้มข้าฯ อย่าให้ร่วงห้วงเมฆินทร์     ให้ถึงถิ่นสวรรค์สรวงพวงหมายปอง   


เสียงครางกระเส่าเบาๆ ราวน้ำมันชั้นดี ราดลงกองเพลิงราคะให้กระเพื่อมไหวลุกโชนขึ้นเป็นลำดับ นางคชสารผู้หมายดื่มน้ำอมฤตบนแดนสรวง จึงมิรีรอที่จะดึงปราการด่านสุดท้ายให้ร่นลงมา ทว่ารีบอย่างไรก็ไม่ทัน เพราะเทวดาผู้ครอบครองพวงสวรรค์ดันพลิกตัวอย่างไม่คาดฝันรวดเร็ว ทำให้แก้มเปล่งๆที่เคยแนบปอยขน กลับกลายเป็นแนบแก้มก้น แลคงมิต้องบอกว่าจมูกกับปากจะอยู่ตรงรูร่องอะไร และภายในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเอง จมูกยังมิทันจะได้ยกออกมา ก็ปรากฏว่ามีมวลอากาศมวลใหญ่วิ่งผ่านช่องแคบๆ เสียดสีด้วยความเร็วสูง  บังเกิดเป็นแรงอัดแน่นระเบิดออกมาพร้อมกับเสียงสนั่นเสียงยาวลั่นราวฟ้าครืนๆ ปะทะเข้าใบหน้าปลั่งๆในฉับพลัน

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“แปะๆ แปร่ดดดดดดดดดดดดดดดด”

กลิ่นเหม็นชวนอาเจียนคละคลุ้งกำจายทันทีที่เสียงครวญจากช่องแคบของจริงสงบ สยบปีกกล้าพาช้างโบยบินไปจนเกือบถึงห้วงสวรรค์ลงด้วย “ตดหัวขี้” ซึ่งอัดเข้าหน้าเต็มๆและเผลอสูดเข้าไปจนล้นปรี่ โชคดีที่มีลมทะเลพัดวูบเข้ามา แต่ก็คงมิได้ช่วยอะไรมาก เพราะทุกอณูของกลิ่นมันผ่านโพรงจมูกแทรกซึมเข้าไปจับเต็มทั่วผนังปอดเสียแล้ว

“อ๊ายยยยยยย ไอ้คุณเปรม มึงตดอย่างนี้ มึงไปขี้ดีกว่าไหม อุแหวะ กูจะอ้วก”

ช้างแผดเสียงโกญจนาทกรีดร้อง แล้วผงะหงายร่วงลงมานอนข้างๆ พยายามสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปให้มากที่สุดเท่าทีจะทำได้จนแทบสำลัก แลด้วยเสียงกรีดร้องนี้เอง เปรมจึงพอสะลึมสะลือฝืนเปลือกตาหนาหนักขึ้นมา ทว่าก็ยังลืมได้ไม่เต็มที่และประสาทตาตอนนี้ก็ไม่ค่อยดีนักเพราะฤทธิ์เดชเหล้าแบล็คทำให้เห็นร่างนางอสุรี กลายเป็นชะนีนางมนุษย์อีกคน

 “เกรซ!!”

“เกรซเหี้ยอะไรคะคุณเปรม นี่น้องอัยเองค่ะ”

นางคชสารสวนไปด้วยอารมณ์กึ่งโมโหกึ่งสมเพชชะตากรรมตนเอง เบี่ยงตัวลุกหนี แต่ถึงจะโมโหยังไง เปรมก็ยังได้รับคำว่า “คุณ” นำหน้าชื่ออยู่ แม้สรรพนามบางคำจะแปรเปลี่ยนไปบ้างก็ตาม  ทางด้านเปรม ด้วยความเมาหนัก จึงมิได้สนใจในถ้อยคำผรุสวาท และยังพอมีแรงยันกายขึ้นมาถาโถมใส่นังกุหลาบลวงตา กอดรัดแน่น ฟอนฟัดทั่วซอกคออวบๆ สั้นๆ ซึ่งห่างไกลนักกับลักษณะระหง

“จา หนี ไป หนาย เกรซ”

“บอกแล้วไง กูไม่ใช่อีเกรซ” เสียงแปร๋นยังมีตอบโต้ อย่างกับไม่พอใจควาญที่ไม่ยอมป้อนกล้วยป้อนอ้อย

“ม่ายเชื่อ...แล้วนี่เกรซปายกินหมาเน่ามาเหรอ ปากเหม็นมากกกก”

เปรมดันทุรังยัดเยียดความเป็นเกรซให้ช้างเช่นเดิม และคลายมือข้างหนึ่งจากการกอดรัดเกี่ยวกระหวัดมาปิดปากปิดจมูกตนเองตลอดเวลาที่พูด เพราะกลิ่นเน่าสะตึมันโชยชายแทนกลิ่นกรุ่นกุหลาบที่เคยสูดดม มิรู้เลยว่ากลิ่นเหม็นชวนสลบนั้นตนเองนั่นแหละเป็นผู้ให้กำเนิด ฝากรอยรักไว้เต็มปอดของเกรซร่างใหญ่ ซึ่งพูดทีไรกลิ่นมหาอุบาทว์ก็ทะลักทะลวงไม่หยุด

“ไอ้คุณเปรมยังไม่รู้อีกเหรอว่าเป็นตดมึง ไม่ใช่หมาเน่า แล้วเลิกเรียกกูเป็นอีเกรซซะที....ปล่อยนะ”

“แหวะ เหม็นเหี้ยๆ” เปรมขนาดปิดจมูกยังทำท่าทำทางจะอ้วก ส่วนช้างก็สะบัดสะบิ้งสุดแรง แต่เปรมก็ไม่ยอมดันฝืนกลิ่นเหม็นรุนแรงโผเข้ามากอด ทว่านั่นคงไม่ทำให้ช้างนิ่งอยู่กับที่บนเตียง ตาเบิกโพลง เท่ากับคำพูดที่หลุดออกมาอย่างไร้สติ ภายใต้อำนาจแห่งแบล็ค เลเบิล

“ม่ายปล่อย แล้วทำมายกลับมาไม่บอก แถมยังอ้วนตัวใหญ่อย่างกับอีช้าง เอ หรือว่าท้องป่อง อย่าบอกนะว่าเราจาได้เป็นพ่อคน แต่ไหนๆก็กลับมาแล้ว มาทบทวนความจำกัน หน่อยดีไหม”

เปรมไม่ควรจะพูดรู้เรื่องเอาในเวลานี้ ถึงจะยังไม่สร่างดี หากถ้อยคำเมื่อกี้มันสื่อความเกือบครบถ้วน ทำให้ช้างสมองไวเดาออกอะไรเป็นอะไร รีบทิ้งอาการสะบัดสะบิ้งเสียในพริบตา จำยอมสวมรอยเป็นเกรซ ช่วยให้เปรมรำลึกความทรงจำ

‘เป็นอย่างที่สงสัยไม่มีผิด ว่าต้องมีอะไรในกอไผ่ ที่แท้ก็แอบไปฟีทเจอริ่งกับอีเกรซ เหอะไอ้คุณเปรม ไม่เมาเป็นไม่หลุด ไม่เสียแรงจริงๆ ที่แบกเหล้ามาด้วย’

ช้างเปรยลั่นในใจ นึกขอบคุณอานุภาพแห่งแบล็ค เลเบิล ที่สู้อุตส่าห์แบกมา ถึงแม้จะยังมิทันทำให้ได้ผัว แต่ก็น่าพอใจที่ทำให้รู้ว่าใครเป็นผัวใคร แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้ว ปรีติลิงโลดจึงถูกซ่อนไว้ในสีหน้า อารมณ์ร่านสวาทหวนกลับมาพาให้พักเรื่องอื่นๆสิ้น มิขัดขืนเปรมที่โงนเงนขึ้นมาคุกเข่าคร่อมหน้าตนไว้พร้อมเสียงสวบสาบของกางเกงที่รูดลงมาคากองยังต้นขา ตามมาด้วยปราการด่านสุดท้ายสีดำที่ตนพยายามจะถอดให้ในทีแรก

สวรรค์รำไร ห้อยเป็นพวงต่องแต่งอยู่ตรงหน้าแล้ว... ณ เพลานี้ใครจะโชคดีไปกว่าตนที่ได้ทั้งขึ้นทั้งร่อง
รู้ในสิ่งที่อยากรู้ ได้ในสิ่งที่อยากได้ อย่างนี้จะมิเรียกว่าโชคดีอีกฤา ความฝันของนางกำลังจะเป็นจริงแล้ว

ปากอวบอิ่มเผยอกว้างอีกครั้ง มิต่างอะไรกับปลาสวายที่กำลังจะโผล่พ้นน้ำมาฮุบเหยื่อ ซึ่งเหยื่อตัวนั้นก็กระเด้งกระดอนสะบัดหัวไปมาหลอกล่อ หน้าตาของมันมนๆมะลู่ทู่ ตาข้างเดียวที่มีอยู่เสมือนมีหยาดน้ำใสๆคลออาบทั่วจนหัวมันวาวเยิ้ม อาจจะเป็นเพราะหวาดกลัวที่เห็นปลาสวายโผนทะยานขึ้นมาสุดช่วงตัวเตรียมงาบงับเข้าไปทั้งหัวจรดโคนก็เป็นได้  ทว่าก็คงจะมิใช่ เพราะเหยื่อตัวเขื่อง จู่ๆก็เริ่มรู้สึกเสียววาบตรงปลายหัว เหมือนน้ำชนิดพิเศษที่กักไว้กำลังจะทลายทำนบแตกออกมาเสียให้ได้ ทั้งๆที่ยังไม่ได้หายเข้าไปในปากนางอสุรีมัจฉาปลาสวายเพชรฆาต

“ดะ เดี๋ยว มา เราปายห้องน้ำก่อนนะเกรซ” 

เปรมยกเข่าที่คร่อมอยู่เลี่ยงตัวออกพลัน แต่อีกุหลาบปีศาจจำแลงก็ยึดไว้มั่นกดลงดังเดิม นึกหัวเราะขบขันในใจ ที่เห็นอาการเจ้าของเหยื่อขาสั่นขนลุกซู่  ลูกกระตุ้มกลมๆอันเคยแกว่งไกวโตงเตง หดติดกับโคน ลักษณะแบบนี้ กริยาอาการแบบนี้ บอกได้เลยว่าเรือกำลังจะล่มยังไม่ทันจะเข้าปากอ่าว

“อุ๊ยต๊าย สงสัยจะตื่นเต้น ทำอย่างกับเป็นเด็กวัยรุ่น โถๆ นายตำรวจหนุ่มจะตกม้าตายซะแล้ว”

“ปะ ปล่อยก่อนเกรซ เดี๋ยว...ตะ แตก” คราวนี้เปรมต้องเป็นฝ่ายร้องด้วยเสียงขาดๆหายๆบอกให้เกรซปล่อยแทนมาซะนี่ แต่จนแล้วจนรอดอีนังเกรซร่างใหญ่ มันก็ไม่ยอมปล่อย

“ไม่ต้องกลัวค่า ปล่อยมาเลย ปล่อยก๊อกแรกมาให้หมด ก๊อกสองค่อยว่ากัน ยังไงน้องอัย เอ๊ย เกรซ ปลุกให้ใหม่ได้อยู่แล้ว ปล่อยมาซะทีเถิดค่า อยากจะลิ้มรสจะแย่” ช้างหลับตาพริ้มอ้าปากกว้างกว่าเดิมแลเลื่อนเข้ามารวดเร็วปานพายุ ฝ่ายนายตำรวจหนุ่มได้ยินเข้าอย่างนี้ ก็ไม่อดไม่กลั้นอันใดอีกต่อไปแล้ว

“ง้าน ก็ ตะ ตามใจ ”

เสียงพูดผู้หมวดหนุ่มดังยังมิทันจะขาดคำ เหยื่อหรือคอล่างที่ใช้ล่อปล่าก็พองตัวด้วยน้ำที่กักเก็บไว้มหาศาล ก่อนจะพุ่งออกไปเป็นสายสวนเข้าปากอีปลาสวายให้จังงัง ต้องตรงตามองศา ฉีดเข้าเป้าลงคอหอยแม่นอย่างกับจับวาง

“จ๊อกกกกกกกกๆ” คือเสียงก๊อกแตกน้ำทะลักดังนานเนิ่น น้ำชนิดนี้พาเอาอุณหภูมิอุ่นๆพร้อมรสชาติเฝื่อนๆปะแล่มๆมาด้วย ต่างกับน้ำอมฤมตที่หมายใจไว้ว่าจะได้ดื่มลิบลับ เพราะไร้ซึ่งความคาวและสีขาวขุ่น มีแต่สีทองอำพันใสแจ๋วเคล้ากลิ่นฉึ่งแลรสของแบล็ค เลเบิลที่หมักหมมไว้ตั้งแต่หัวค่ำในตัว

แบล็ค เลเบิลที่อุตส่าห์ขโมยพ่อแบกมา มันช่างเป็นการแบกที่ไม่สูญเปล่าจริงๆ!!

ช้างยังอ้าปากค้างไปอีกหลายวินาที และด้วยปริมาณน้ำที่มากมายหลายลูกบาศก์นี้ ทำให้ล้นไหลออกมาเป็นทางจากมุมปากทั้งสองข้าง แลกว่าจำแนกได้ว่าเป็นน้ำอะไร มันก็ลงคอไปแล้ว อึกใหญ่ และไอ้คนปล่อยน้ำก็ช่วยเอ่ยสำทับว่าสิ่งที่วินิจฉัยนั้นมันถูกต้องตรงเผง มิน่าล่ะมันถึงจะไปเข้าห้องน้ำ

“ฮะ ฮ่า....เพิ่งรู้นะว่า เกรซชอบแดกเยี่ยว ”

 เปรมปล่อยน้ำเสร็จพอดี สะบัดปลายคอล่างระวิง และเป็นที่น่าเจ็บใจอีกครั้งเพราะหัวที่กำลังกวัดแกว่งนั้น มันสลัดหยาดน้ำที่ค้างคา มาเกาะพราวเป็นเม็ดเล็กๆ เต็มหน้าเปล่งปลั่งที่แต่งแต้มไว้ซะดิบดี ตาหรี่เล็กจึงเบิกโพลงกว้างมากกว่าตอนโดนตดรดหน้าหลายต่อหลายสิบเท่า น้ำสีอำพันผสมรสแบล็ค เลเบิลที่เหลืออยู่ในปากถูกบ้วนทิ้งโดยไม่คิดเสียดาย ตามติดด้วยเสียงกรีดร้องโกญจนาทที่ดังกระหึ่มกึกก้องที่สุดในชีวิต

“อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ไอ้เปรม ไอ้สารเลว มึงเยี่ยวรดปากกูทำไม ไอ้เหี้ย”

“ทำมายพูดไม่เพราะเลยเกรซ ...หนายบอกอยากกินไม่ใช่เหรอ มาด่าผัวทำมาย อีตอแหลเอ๊ย ”

เปรมแย้งแลขัดมาด้วยเสียงอ้อแอ้แล้วปล่อยตัวเบาหวิวให้หงายหลังนอนแผ่หราดังเดิม มิจัดเก็บอะไรให้เข้าที่ ได้แต่ด่าทิ้งท้ายและดับประสาทสัมผัสทุกอย่างให้หายไปกับพื้นเตียงหนานุ่มนั้น

“พระบิดาคุณพ่อมึงสิ ไอ้ตำรวยหัวขวด กูนึกว่าเป็นน้ำอมฤตต่างหากถึงได้พูด ใครจะคิดว่ามึงจะเยี่ยวใส่ปาก กูเกลียดมึงแล้ว วันนี้เป็นวันซวยอะไรของกู ไอ้เปรม ไอ้สารเลวทำกับกูได้ ...กรรมของกูจริง จิ๊ง”

ช้างพูดไปกรี๊ดไป คุณเปรมกลายเป็นไอ้เปรมดังแต่เก่าก่อน ตั้งท่าเบะปากจะร้องไห้ แต่ท้ายที่สุดก็ร้องไม่ออก เพราะอาการร่านที่จางหายด้วยฤทธิ์เยี่ยว ถูกแทนที่มาด้วยสติ ทำให้หวนรำลึกได้ว่า เหตุการณ์ระยำวันนี้ น่าจะมาจากสาเหตุใด  “ผิดคำสาบาน” ที่ให้ไว้กับคุณเต้ยและอีนังมูนใช่ไหม กรรมมันจึงเลยสนองทันตา

“ไม่น่าเลย กูไม่น่าสาบานเลยว่า ขอให้โดนผู้ชายเยี่ยวรดปาก กูโดนจนได้ ทำไมชีวิตกูถึงเป็นอย่างนี้ อ๊ายยยยยยยย”

อีท้าวนางช้างป่าจำได้แล้ว กร่นด่าชะตากรรมของตัวเองและก็คงเป็นที่แน่นอนว่าจะดำเนินไปไม่หยุด แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือร้อยตำรวจโทเปรมศักดิ์  ตันตินพวงศ์ จะเป็นชายเดียวในดวงใจที่นางจะจดจำไปจนวันตายนั้นแล
************
รบกวนติดตามต่อบทที่๒๒ นะคะ

ขอบพระคุณ คุณ maemix คุณroute rover คุณposhbear  คุณujen คุณ sugarcane_aoi คุณ Poseidon คุณ maicy  มากๆนะคะ ที่ยังติดตามอ่านและให้กำลังใจเสมอมา  :impress2:  :impress2:  :3123:

PS @ คุณposhbear ฉบับปรับปรุงเนื้อหายังคงเดิมค่ะ แค่แก้ในบางส่วนที่ไปอ้างอิงบทกลอนจากนวนายเรื่องอื่นมากไป กันปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ และก็ตัดน้ำออกไปบ้าง จะได้ไม่น่าเบื่อเกินไปค่ะ   :กอด1:  :กอด1:  :กอด1:

 :pig4:

อ้างอิง * นำมาจากวรรณคดีเรื่อง พระอภัยมณี ประพันธ์โดยบรมครูสุนทรภู่
** นำมาจากเพลง ที่รัก คำร้องโดย สุนทรียา ณ เวียงกาญจน์
*** นำมาจากเพลง ดาวล้อมเดือน คำร้องโดย สมศักดิ์ เทพานนท์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-02-2019 17:54:37 โดย Artemis »

ออฟไลน์ route rover

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +214/-6
ช้างกะเปรม คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน  :m20: :m20:

รออ่านต่อนะคะ  :L1:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 478
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
55555 ว้อยยยกรรมของกรรมอะไรของเธอนังช้าง ไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าดี ทำตัวเองทั้งนั้น งั้นก็รับไปเถอะ 5555 แต่อย่างน้อยแผนมอมนี่ก็ได้ความชัวร์มาละเรื่องใครแอบกินใคร สิ่งที่ได้รู้มาอาจจะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า เนาะคุณน้องอัยหึหึ!! ก็ใช่ว่าจะให้คนอื่นมาหลอกเอาความลับได้ง่ายอยู่ฝ่ายเดียวที่ไหน นี่ก็หลอกเอาข้อมูลจากคนอื่นมาเป็นเหมือนกันนะ หมวดเปรมพลาดแล้ว 5555  //โว้ยยยยกว่าจะสวมแหวนได้นี่ ลีลาท่าเยอะกันจริง สองผัวเมียคู่นี้ เพราะนังช้างคนเดียวเลย 555 ทั้งตลกทั้งซึ้งยินดีก็ด้วย ละเอออยากจะเห็นน้ำตาเขาในตอนสวมแหวน ดันเป็นตัวเองซะงั้นน้ำตานองหน้า 555 ก็มูนพูดเอาซะซึ้งเลย แต่ที่ซึ้งมากคงไม่พ้นฉากกราบอกเมีย แง๊~~~คุณเต้ย (ฉากนี้ต้องยอมเรียกเขาว่าคุณ 555) หลังจากนี้เราก็ขอรอแจกซองงานแต่งอะนะ คึคึ! //ตอนที่มูนคุยกับเกรซแบบอารมณ์ผัวข้าใครอย่าแตะมาเต็ม จริงๆนี่มูนก็ใช่ย่อยนะปาก อย่าให้โกรธ มีน้ำโหเชียว มะลิตลาดมาเลย 555555 แต่ก็ดีต่างก็มีเหตุผลที่ฟังขึ้น ยอมลงให้ซึ่งกันและกัน เป็นคู่ที่เหมาะสมกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว อย่างว่าละคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน ชอบมากตอนตอบกลับอีเมลล์ ร้ายยยยยยพอกัน 5555 //เอออออออคือแบบคิดว่า 3p ท่าจะแซ่บ แต่เอาจริง พี่2คนนี้แอบน่ากลัวอยู่นะ 555 ดีนะที่ก้องไม่เคลิ้มไปด้วย แล้วขัดขืนจนรอดมาได้ รู้สึกโล่งเลย 5555 ก็อยากให้ก้องคิดได้หลังจากนี้และเจอคนดีๆ แต่คงอีกนานถ้ายังเอาแต่ใจมากขนาดนี้ คอยเชียร์นะกัน //ส่วนอีกคนนั้นอยากได้เมีย คงใกล้แล้วนะ ได้ลูกด้วย(มั้ง) 55555 เอาแล้ว เกนหลงท้องหรือป่าววะ อาการมันฟ้อง หวยจะออกที่ใคร น้องนางคุณช้างถ้าจะอยากเป็นเมียหมวดเขาคือต้องแบบไม่ใช่ทำตัวอย่างนี้นะ หมวดเขาตั้งสเปคเมียไว้ซะแบบมูน เชิดหน้าชูตาได้ งานบ้านการเรือนดี มองไม่เห็นทางเลย น้องอัยแอบหวั่นไหวไปกับหมวดเปรมเขาแล้วหรือป่าววะ จิ้นคู่นี้นะ อยากรู้อยากเห็นมันจะเป็นไปได้ไหมที่เขาจะรักกันแต่คงดราม่ามาเต็มกว่าจะลงเอย ชอบอ่ะ 55555 //ว้อยยยยยยสนุกกกมากค่ะ อ่านแล้วเพลินมาก หยุดไม่ได้เลย อยากรู้ตลอดว่าจะเกิดไรขึ้นบ้าง พวกนี้เขาทำให้น่าติดตามจริงๆ หมาบ้าเต้ย มีอะไรให้ลุ้นตลอด 555555 รอรอรตอนต่อไปเลย ชอบมากกกกกกกกกกกก ชอบการต่อบทต่อกลอนกันด้วย ทั้งแต่งเองและหามาเสริมแทรกเก่งมากค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาอัพให้อ่านกัน ^_^

ออฟไลน์ ujen

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2527
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +183/-13

ออฟไลน์ Moddang

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ดีใจมากกกก ที่นิยายเรื่องนี้กลับมาลงอีกครั้ง เราจะติดตามต่อไปนะคะ ลงเรื่องอื่นๆด้วยน้า เราชอบภาษาของนักเขียนมากเลย ภาษาสวย เนื้อเรื่องก็สนุก นักเขียนมีแพลนจะออกหนังสือไหมเราอยากได้มาเก็บไว้มากเลย

ออฟไลน์ poshbear

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
สงสัยเว้นช่วงอ่านนานไปจนลืมเนื้อเรื่องเลยหล่ะครับ เพราะจำได้ว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินลื่นไหลไปจนถึงตอนที่ 29 เลยครับ ดันลืมว่ามีการกระทบกระทั่งระหว่าง มณีจันทร์ กับเกนหลงซะนี่ // ได้กลับมาอ่านอีกรอบ ถึงแม้ยุคบีบีจะสิ้นสุดแล้ว แต่นิยายเรื่องนี้ยังเป็นที่หนึ่งสำหรับผมเสมอ เมื่อก่อนก็อ่านหลายรอบเหลือเกิน  :laugh:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๒๒ บังเกิดเกล้า

ฟากฟ้าทะเลฝันจบลงไปได้กว่าสามอาทิตย์แล้ว อัญมณีแห่งอัครพงศธรได้มาประดับระยับวับวาวบนนิ้วนางน้อยของมณีจันทร์สมดังใจหมาย และนั่นก็คือสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นของชีวิตคู่ของจริงที่ทั้งหลักแลฐานปักลงเหนือผืนแผ่นดินอัมพวา หนึ่งในอำเภอของเมืองที่ถูกจัดอันดับว่าเล็กที่สุดในราชอาณาจักรไทย ทว่าความรักจากหัวใจสองดวงมิได้มีขนาดเล็กไปตามเมือง

อัญมณีเฉิดฉายตรงโคนนิ้ว หลายคนมองแค่ว่าเลอค่า ดูดีมีราคา ตีตราบอกว่ามีผัว แต่สำหรับมูนแล้วมองลึกลงไปมากกว่านั้น เพราะค่าของมันแท้จริงใช้ย้ำเตือนถึงจริยวัตรศรีภรรยาที่จะขาดตกบกพร่องมิได้ต่างหาก จริยวัตรแลหน้าที่นี้เองทำให้ชีวิตมะลิบ้านสวนถึงจุดเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ จากเดิมที่ต้องขับรถเข้าไปสอนในกรุงเทพฯแบบเช้าไปเย็นกลับอยู่บ่อยๆ แต่บัดนี้สิ้นลงด้วยคำสั่งเฉียบขาดปกาศิตของสามีที่สั่งให้ลาออก งดงานสอนในสตูดิโอโยคะและคลาสส่วนตัวทั้งหมด ซึ่งกว่าจะจัดการลงตัวได้ ทั้งเพื่อนครู เจ้าของสตูดิโอและลูกศิษย์ลูกหาต่างก็ยื้อแล้วยื้ออีก จนเกือบจะใจอ่อน และเพราะคำว่า “อนาคต” บนถนนสายหัวใจเนี่ยแหละที่ต้องจำใจแข็ง ค้านกับเสียงปฏิเสธที่มีให้อย่างนุ่มนวล

“พอดีผู้ปกครองจะเปิดสตูดิโอโยคะที่อัมพวาให้ มูนเองก็อยากไปสอนที่นั่น และคงไม่มีเวลาเข้ามาสอนในกรุงเทพอีก เพราะต้องช่วยงานบริหารรีสอร์ทที่จะสร้างควบคู่กันไปด้วย มันอาจจะดูเสี่ยง ไม่มั่นคง แต่มูนก็อยากจะลองทำดู”

“ในเมื่อครูมูนยืนยันอย่างนี้ผมก็คงขัดไม่ได้ บอกตรงๆ ผมเสียดายครูดีๆอย่างคุณครู” เจ้าของสตูดิโอน้ำเสียงละห้อย สีหน้าบอกถึงความเสียดายจริงๆ “เอาเถอะเพื่ออนาคตของครู ผมจะรั้งไว้ก็ใช่เรื่อง อีกอย่างผมกลัวโดน ผู้ปกครองของครูมูนกระทืบผม”

เจ้าของกล่าวทิ้งท้ายติดตลก เพราะเห็นผู้ปกครองของครูมูนเดินไปเดินมาหน้าห้องสอนโยคะหลายต่อหลายรอบ หน้าตาเอาเรื่องทีเดียว ซึ่งเจ้าของก็คิดถูกแล้วที่ยอมปล่อยให้ครูมูนลาออกไปดีๆ มิฉะนั้นนายผู้ปกครองคงแผลงฤทธิ์เอาจนสตูดิโอกระเจิดกระเจิงแน่ๆ

เมื่อเรื่องงานสอนหมดสิ้นลง ครูสอนโยคะก็กลายเป็นศรีภรรยาเต็มตัว ดำรงศักติเป็นศรีให้แก่เรือน ทว่าศรีเรือนควรฤาที่จะอยู่เฉยๆ ดังนั้นวันทั้งวันของมูนจึงหมดไปกับการทุ่มเทเวลาให้กับพ่อยอดชายนายหมาบ้าอย่างเต็มที่ตามที่เขาต้องการและหมดไปกับการตกแต่งบ้านสวนเสียใหม่ หากก็ไม่ได้สิ้นเปลืองเพราะใช้เครื่องเรือนขนมาจากคอนโดของเต้ยที่ปล่อยให้เช่า ซึ่งลงประกาศได้ไม่นาน ก็มีคนติดต่อขอเช่ามากมาย เพราะเป็นคอนโดเพิ่งสร้างอยู่ในทำเลดี ไปมาสะดวกติดรถไฟฟ้า แต่มีแค่รายเดียวที่ยอมสู้ราคาค่าเช่าเดือนละสามหมื่นห้าพัน เป็นครอบครัวฝรั่งชาวเยอรมันที่มาทำงานในประเทศไทย

เต้ยทำตามคำพูดที่ให้ไว้กับแม่และเมียแล้ว...ชีวิตเขานับจากนี้ มีแค่บ้านอัครพงศธรและบ้านสวนอัมพวาเท่านั้น กลิ่นอวลกุหลาบเงาอดีตถูกทำลายสิ้นด้วยมือเต้ยที่ฉีกรูปคู่เกนหลงทิ้งทุกใบ แทนที่ใหม่ด้วยรูปเขากับพระจันทร์

“เก็บไว้ก็รกหูรกตาเมีย ดีไม่ดีเดี๋ยวทำให้ผีอีเยอะเข้าสิงอีก เอาไปเผาทิ้งให้เต้ยด้วยนะ”

“อดีตใครก็ไปเผาทิ้งเอาเองสิ มาใช้มูนทำไม”

มูนปฏิเสธ แต่ไยราดน้ำมันลงถังปี๊บใส่ซากรูปจุดไฟพรึ่บทันที เล่นเอาเต้ยตาค้างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ นึกในใจ ‘ คิดถูกแล้วที่รีบเผาทิ้ง ขืนปล่อยไว้ผีอีเยอะ จะเผาเราแทน’

ส่วนเครื่องเรือนอื่นๆที่ขนมานั้น มูนเลือกเอาแต่ของเก่าแท้ๆ ไม่ใช่ของเก่ายุคกรุงรัตนโกสินทร์ปี พ.ศ.๒๕๕๔ ที่เกนหลงหลงซื้อมา ทุกชิ้นที่มูนเลือก เข้ากันได้ดีกับบ้านสวนอย่างลงตัว ชิ้นไหนที่เข้ากันไม่ได้แลชิ้นที่ของบ้านสวนมีอยู่แล้วและสวยกว่า เต้ยก็ขายทิ้งและคนที่รับซื้อต่อก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นอีคุณท้าวนางน้องอัยที่กว้านซื้อไปหมดและจ่ายเป็นเงินสดซะด้วย

“มึงจะขนหมดเหรออีช้าง ทั้งโซฟาชุดรับแขก ตู้ เตียง” เต้ยถามช้างด้วยความสงสัย แล้วนางก็ตอบลอยหน้าลอยตาไม่ยี่หระ

“อู๊ย ไม่ต้องห่วงค่ะ น้องอัยมีคนช่วยขน”

“ใคร”

“เดี๋ยวก็รู้ค่ะ”

เดี๋ยวก็รู้ของช้างนั้น คงจะไม่เดี๋ยวอีกต่อไป เพราะยังไม่ทันจะสิ้นเสียง เด็กขนของหน้าตาคมเข้มยศร้อยตำรวจโทก็ขับรถกระบะอีซูสุ ดีแม็กซ์เข้ามาจอดหน้าคอนโด พร้อมผู้ช่วยเป็นจ่าแก่ๆอีกสามสี่คน

“อะ ไอ้เปรม มาได้ไงวะ”

เต้ยงง ไม่รู้เหตุผลกลใดที่เปรมยอมมาขนของให้ช้าง มูนก็เช่นกันได้แต่มองอย่างสงสัย เปรมเองก็ไม่พูดไม่จาอะไรมากทำหน้ายุ่ง ตวัดปลายเสียงห้วนใส่นางคชสาร

“หมดนี่เลยใช่ไหมอีเหี้ย ไม่รู้จะขนซื้อเยอะแยะอะไรนักหนา ลำบากกูอีก”

“เออสิคะ ไอ้เปรม...มึงมีหน้าที่ขนก็ขนไป อย่าเสือกบ่น ไม่งั้น...” ช้างแผดเสียงกลับในตอนแรก ก่อนจะลดเสียงในประโยคท้ายให้พอได้ยินแค่สองต่อสอง “ไม่งั้นกูคงมีเรื่องต้องคุยกับคุณเต้ย เรื่องใหญ่เลยล่ะว่าคนเมาบางคนหลุดอะไรออกมาที่ทะเล ”

“ฝากไว้ก่อนเหอะอีช้าง” เปรมคำราม เจ็บใจตัวเองนัก “ระวังกูจะสั่งให้คนไปฆ่ามึงปิดปาก”

“อย่าลืมสั่งให้มันข่มขืนก่อนฆ่ากูด้วยละกัน”

ช้างไม่สะทกสะท้านในคำขู่ เดินกลับไปรวมกลุ่มกับคุณเต้ยและมูนทิ้งให้เด็กขนของบรรดาศักดิ์ยืนเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่อย่างนั้น เต้ยกับมูน แม้จะแปลกใจที่คุณเปรมกลายเป็นไอ้เปรมและมาช่วยขนของ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก คิดเพียงว่าคู่นี้คงมีข้อตกลงพิเศษ ซึ่งก็เข้าใจได้ถูกต้อง หากก็ไม่รู้ว่า นอกจากจะพิเศษ มันยังเป็นข้อตกลงลับๆในเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนกลับจากทะเลที่ทำให้เปรมตกเป็นเบี้ยล่างนางคชสารอย่างไม่ควรจะเป็น

“สักวันเถอะอีช้าง กูจะบอกไอ้เต้ยเอง และกูจะให้มึงแดกเยี่ยวกูอีกรอบ อีนรก”

ครั้นกำจัดเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ต้องการไปแล้ว แถมยังได้สตางค์กลับมาและจัดตกแต่งให้เครื่องเรือนเข้าที่เข้าทางเรียบร้อย มูนก็พอเจียดเวลาจากการถวายงานเต้ย มาเผื่อแผ่ดูแลหมาแก่แดดกับหมาแสนรู้อีกสองตัวด้วย ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่ามันทั้งสองย่อมไม่ค่อยชอบใจกันนัก

“ระยะหลังนี่ แม่มึงขี้บ่นเนอะไอ้ตูน พ่อมึงไม่น่าให้แม่มึงอยู่บ้านเฉยๆเล๊ย พับผ่าสิ”

หมาตัวพี่ผู้มีคดีความติดตัวหลายคดี โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรณ์ที่มูนคาดคั้นเอาได้ว่ามันคาบข่าวไปบอกพี่เต้ยเรื่องแหวน จึงเป็นเหตุให้ตัวมันโดนตัดค่าขนมไปโดยปริยาย เปรยขึ้นกับไอ้ตูนที่กำลังเดินสี่ขาตามติดครางหงิงๆคล้ายจะผสมโรง หนีเสียงบ่นไล่หลังเรื่องเล่นเกมส์ออนไลน์เกินเวลาที่มูนกำหนดไว้ของตัวพี่กับเรื่องขี้ไม่เป็นที่ไม่เป็นทางของตัวน้อง

“พี่ได้ยินนะมอส อยากโดนตัดค่าขนมอีกใช่ไหม... การ์ตูนด้วย เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวอดกินเพดดีกรี”

“คร๊าบ ไม่พูดก็ได้คร๊าบ”  มอสกับเจ้าตูนพร้อมใจย่นจมูกใส่มูนที่ยืนถือไม้เรียวใต้ซุ้มประตู แล้วจ้ำอ้าวก้าวพรวดๆเดินหนีเร็วกว่าเดิม และตลอดสองสามอาทิตย์นี่ สองตัวพี่น้องก็ต้องเดินหนีกันบ่อยแทบทุกวัน

“พี่เต้ยนะพี่เต้ย ให้พี่มูนไปสอนโยคะเหมือนเดิมก็ดีอยู่แล้ว... เฮ้อ กรรมของเจ้าชายมอส”

หมาสองตัวมีเรื่องให้ต้องบ่น หากอยู่นิ่งเฉย หมาสองตัวนี่คงเป็นหมานิสัยเสียเหมือนหมาบ้าตัวพี่ใหญ่สุด แต่ก็คงจะไม่เสียซะทีเดียวนัก เพราะตลอดระยะเวลาสามอาทิตย์หลังจากสวมแหวน นิสัยร้ายๆคล้ายจะห่างหายไปกับมาดหัวหน้าครอบครัวไฟแรง แถลงการณ์งานสร้างรีสอร์ทให้พ่อกับแม่ทราบ และมีหรือที่คุณเมฆกับคุณวาสิฏฐีจะมิเห็นด้วย เพราะถ้าเต้ยทำสำเร็จ สิ่งนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีว่าเต้ยพร้อมหรือยังที่จะเข้ามานั่งบัลลังก์ดูแลธุรกิจโรงแรมอัครพงศธร

เต้ยเอาการเอางานอย่างไม่เคยเป็น มูนจึงได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยได้เห็น คือเจ้ายอดชายยึดนอกชานนั่งทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น บางวันก็จนดึกจนดื่น ยิ่งกว่าตอนอยู่ที่ทะเล จนมูนต้องขอให้พักสายตา และนี่ก็คงเป็นเรื่องเดียวที่มูนต้องจ้ำจี้จ้ำไชกับเขา

“พักผ่อนบ้างเถอะเต้ย อย่าโหมงานนักเลย รีสอร์ทกับสตูดิโอโยคะเราค่อยๆทำทีหลังก็ได้ เคลียร์งานให้คุณพ่อกับคุณแม่ก่อน นี่เต้ยเล่นทำสองอย่างพร้อมกัน มูนเกรงว่าเต้ยจะเหนื่อยโดยใช่เหตุ มูนเป็นห่วง”

“ไม่ได้หรอกมูน มันต้องทำตอนนี้แหละ เต้ยต้องเตรียมรายละเอียดแผนงานสร้างรีสอร์ทนำเสนอธนาคารทำเรื่องกู้ให้เสร็จโดยเร็ว ไม่งั้นเต้ยก็จะไม่มีเวลา งานของพ่อกับแม่ที่ส่งมาก็เยอะอยู่ ถ้าไม่รีบทำฝันของเราก็ไม่เป็นรูปเป็นร่างพอดี ให้เต้ยทำเถอะนะ เต้ยยอมเหนื่อยวันนี้ เพื่อให้มูนสบายวันหน้า”

มูนฟังแล้วแทบพูดอะไรไม่ออก ทั้งตื้นตันทั้งซึ้งน้ำใจบรรยายไม่ถูก ไม่คาดคิดว่าเต้ยจะเป็นช้างเท้าหน้าได้สมบูรณ์พร้อมถึงขนาดนี้ สมควรแล้วที่ยอมเต็มใจทนและน้อมใจกราบเช้ากราบเย็น สิ่งที่ช้างเท้าหลังอย่างมูนจะตอบแทนให้ได้เป็นประการแรกคือคอยปรนนิบัติ จัดที่จัดทางให้ที่ทำงานรับลมของเต้ยสบายยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ นอกชานจึงมีเบาะรองนั่งหนานุ่ม มีหมอนอิงพิงหลัง แลตั่งขาสิงห์ตั้งเป็นโต๊ะทำงานราวกับคุณหลวง.oobpkpอย่างไรอย่างนั้น ต่างกันแค่คุณหลวงเต้ยคนนี้มีเทคโนโลยีทันสมัยกว่า อันได้แก่เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสารอีกทั้งแสกนเนอร์ที่ถูกส่งมาตามคำขอจากออฟฟิศคุณแม่ในกรุงเทพ แลด้วยความที่บ้านสวนอัมพวาเป็นเรือนไทย ออฟฟิศใหม่ของคุณหลวงเต้ยจึงเป็นแบบร่วมสมัยตามรสนิยมที่เคยจ้างมัณฑนากรแต่งไว้ที่คอนโด

นอกจากนี้แล้ว อาหารการกินก็ยังคงมิขาดตกบกพร่องเช่นเดิม ประณีต พิถีพิถัน ต้องดำรงไว้ครบถ้วน และขอให้บอกมาเถอะว่าอยากทานอะไร มูนหามาให้ได้ทุกอย่าง ดูแลเป็นอย่างดี แม้กระทั่งมื้อเล็กๆเช่นของว่าง

“พักทานของว่างก่อนเถอะเต้ย”

กลิ่นกาแฟดำร้อนๆผสมน้ำผึ้งหอมฉุยโชยชายลอยมาตามลมเคล้ากลิ่นน้ำปรุงมะลิหอมเย็น เสิร์ฟพร้อมกับขนมจีบชาววังหอมกรุ่นเพิ่งยกจากรังถึงตามตำรับเจ้าครอกวัดโพธิ์ที่เต้ยเคยกินแล้วติดใจเรียกหาอยู่บ่อยๆ ข้างๆกันคือขนมไทยหน้าตาแปลกๆปิดทองคำเปลวบนยอด มีเมล็ดแตงโมประดับโดยรอบตัวขนมเป็นแฉกรัศมีคล้ายมงกุฎ ใส่โถเบญจรงค์ ซึ่งเต้ยไม่เคยเห็น จึงต้องละสายตาจากหน้าจอโน้ตบุ๊คทิ้งอีเมลที่ตอบค้างอยู่ เงยขึ้นมามองแล้วมองอีก

“ว้าว ลาภปาก..วันนี้มีขนมจีบของโปรดด้วย แล้วนี่อะไรจ๊ะมูน หน้าตาแปลกๆ”

“เขาเรียกดาราทอง คงจะยังไม่เคยเห็น ” มูนให้คำตอบ เตรียมคีบขนมให้ แล้วหยิบจานแบ่งใบเล็กลวดลายเบญจรงค์เข้าชุดกับโถใหญ่แลแก้วกาแฟที่อุตส่าห์ไปจ้างเขาเขียนลาย ใส่ตัวอักษรย่อ วอ ออ เป็นสัญลักษณ์แทนนามเต็มของเต้ย

“จะทานตรงนี้หรือทานที่หอนั่ง”

“ย้ายไปตั้งที่หอนั่งดีกว่าจ้ะ” เต้ยยิ้มกว้างทุกครั้ง ยามมูนเอาใจ “ขอเวลาอีกห้านาทีนะ เดี๋ยวตามไป ขอตอบอีเมลฉบับนี้ให้เสร็จก่อน ฉบับสุดท้ายแล้ว นอกนั้นก็ไม่สำคัญ จ่ายงานให้น้องๆที่ออฟฟิศทำแทน เย็นนี้จะได้มีเวลาว่างเอาเมียซะที”

“พูดว่าไงนะ เอาอะไร ”

“หมายถึงเอาใจเมีย พูดเร็วไปนิด” เต้ยไปได้น้ำขุ่นๆเสมอ ระยะหลัง มูนก็เสมือนจะชอบน้ำขุ่นๆซะด้วยสิ

‘เอาเมีย’ หรือ ‘เอาใจเมีย’ จะต่างกันอย่างไรก็สุดแล้วแต่ หากที่แน่ๆ มันมีคำว่า ‘เอา ’
ควรฤาที่เมียจะมิพึงใจ...แสร้งตวัดปรายตาจึงทำให้งามพอเป็นพิธีเท่านั้น

“แล้วไป...งั้นมูนไปรอที่หอนั่งก่อนนะ” 

มูนพูดจบก็ยกถาดของว่างเดินนำไปยังหอนั่งซึ่งอยู่ถัดออกไปอีกนิด มินานนักเต้ยก็ตอบอีเมลเสร็จ ปิดโน้ตบุ๊คเดินตามมา ทรุดกายลงนั่งชะโงกหน้าดมขนมในจานแบ่งที่มูนแบ่งไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

“มันกินได้แน่นะมูน มีทองปิดด้วย”

“ได้สิเต้ย ทองนี่เป็นทองแท้ชนิด ทานได้ ลองดูนะ” ความสุขใจอีกอย่างของมูนคือคะยั้นคะยอให้เต้ยทานขนมไทยที่ไม่เคยทาน ส่วนเต้ยก็มีความสุขใจอีกประการเช่นกันคือรบเร้าให้มูนป้อน

“ป้อนหน่อยสิจ๊ะ”

มูนสนองให้ทุกครา ไม่อิดออด หยิบส้อมได้ก็จิ้มลง เสียบขนมส่งเข้าปาก สายตาคมวาวคู่เดิมจับจ้องหน้าลออของมูนที่เริ่มแปรโทนสีเป็นแดงระเรื่อยามถวายงานผัวไม่เคยเปลี่ยน แล้วเลื่อนมาจับจ้องไปยังมือซ้ายที่มีประกายพริ้งเพริศเจิดจ้าท้าทายสายตา รสชาติขนมจ่ามงกุฎถูกลืมเลือน เพราะเต้ยถามขึ้นไปอีกเรื่อง

“แหวนสวยเนอะ เหมาะสมและรับกับนิ้วนางของมูนอย่างไม่น่าเชื่อ”

“ไอ้หมาบ้า ชมแต่แหวน ไม่ชมคน ”

งอนเล่นๆให้พอน่ารักย่อมทำได้ เมียทั้งหลายควรหัดกระทำอย่างมีศิลปะ และมูนก็แทบจะไม่ต้องหัดอะไรแล้ว เพราะศิลปะที่ใช้ มันเกือบจะถึงระดับ “ศิลปินแห่งชาติ” อยู่รอมร่อ

“ฮะ ฮ่า ก็ชมอยู่ทุกคืน กลัวจะเบื่อเลยไม่ชม” เต้ยยกกาแฟดำผสมน้ำผึ้งสูตรอายุวัฒนะของมูนขึ้นจิบ แล้วเลื่อนกายเข้ามากอดเอวมูนไว้แน่น พักคางวางไว้บนไหล่เมียเช่นเคย

“ชม น่ะไม่เบื่อหรอก แต่ที่เบื่อคือเต้ยไม่ให้มูนช่วยแบ่งเบาภาระอะไรเลย ปล่อยให้เต้ยนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งอยู่คนเดียว ไหนเต้ยบอกจะพามูนเข้าไปเรียนงานกับคุณแม่ไง มูนอยากช่วย ”

“ก็ดูแลเต้ยไง คือภาระหน้าที่หลักของฝ่ายในอย่างมูน อย่างอื่นเป็นงานรอง จำไว้ ไอ้เรื่องทำมาหาเลี้ยงมันเป็นหน้าที่ฝ่ายหน้าอย่างเต้ย แต่เอาเถอะไม่ต้องกลัวไปหรอก ไว้รีสอร์ทเป็นรูปเป็นร่างกว่านี้อีกหน่อย ได้แบ่งเบา ได้ไปเรียนงานกับแม่แน่ๆ เราสองคนอาจจะเหนื่อยกันหน่อย แต่สัญญาว่ามูนจะไม่เหนื่อยเปล่า และเต้ยจะหาแหวนเพชรเม็ดใหญ่กว่าเดิมมาให้ในทุกๆปี ให้คุ้มค่ากับการที่ยอมทนเต้ยไปชั่วชีวิต”

“มูนไม่ต้องการเพชรเม็ดใดอีกแล้วนะเต้ย แค่เม็ดนี้เม็ดเดียวมันก็สูงค่าที่สุดแล้ว เต้ยรู้ไว้เถอะมูนจะไม่ยอมให้เต้ยเหนื่อยเปล่าเหมือนกัน รู้ไหม เต้ยพูดอย่างนี้ ยิ่งทำให้มูนอยากหาอะไรตอบแทนให้บ้าง คุณหลวงเพื่อนในบีบีที่เคยเล่าให้ฟัง เขาแนะนำว่า แค่ทำหน้าที่และรู้จักบทบาทเมียที่ดี ผัวก็พอใจแล้ว ”

“เขาพูดถูก เต้ยไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านั้น  แค่มูนทำอย่างที่ทำ ไม่ทำอย่างตอนอยู่ทะเลเต้ยก็พอใจเหมือนที่เขาว่า เพื่อนดีๆแบบนี้หายากนะมูน คบไว้ คุยไว้ไม่เสียหาย ฟังจากที่มูนเล่า เขาเป็นคนนิสัยดีมีความคิดคนหนึ่งเลยนะ ”

‘หมาขี้ใครยกหาง’... ถ้าไม่ใช่เต้ยที่กำลังยกหางตัวเองยิ้มแฉ่งเจ้าเล่ห์ตามแบบฉบับเดิม และหากมูนหันหน้ามาดูสักนิด อาจจะเห็นเงาทับซ้อนของคุณหลวงในบีบีอยู่บนหน้าเต้ยก็เป็นได้

“แต่มูนอยากให้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันนี่ ทีแรกก็อยากจะทำเซอร์ไพร์ส แต่ตอนหลังเปลี่ยนใจ เพราะมูนเกลียดเซอร์ไพร์สเข้าแล้ว”

เต้ยหัวเราะลั่นหอนั่ง เข้าใจดีว่าทำไมเมียถึงเกลียดเซอร์ไพร์ส และคงไม่ได้เกลียดธรรมดา แต่เกลียดในขั้นหนัก สงสัยคงจะเข็ดขยาดกับการถูกย้อนรอยซ้อนแผน

“ช่วยไม่ได้ อยากรนหาที่เองนี่นา”

“อย่าให้ถึงทีของมูนบ้างก็แล้วกัน ...ว่าแต่ขอถามอีกครั้ง อยากได้อะไรจากมูนบ้างไหม มูนจะหามาให้”

หมาบ้าหนุ่มอยากจะเขกหัวเมียนัก เคยบอกผ่านแบล็คเบอร์รี่ไปแล้วนี่ว่าให้สังเกตเอา แต่ไหนๆก็คุยกันมาถึงขั้นนี้ เลยตัดสินใจบอกไป ขี้เกียจอมพะนำให้รำคาญ หากวิธีบอกของเขา มิจำเป็นต้องบอกออกไปเป็นคำพูด เพียงแค่เบี่ยงตัวมาด้านหน้า เอนกายนอนหนุนตัก เอามือหนาๆวางไว้ที่หน้าท้องของเมีย เมียฉลาดจะไม่รู้เชียวฤาว่าเขาอยากได้อะไร

ซัน ...สตาร์ และ สกาย เป็นคำตอบและคำตอบนี้ก็เป็นสิ่งเดียวกับที่เมียเคยบอกเขาว่าอยากได้นั่นเอง

“ไม่โกรธนะ ถ้าคำตอบจะเป็นอย่างนี้ มันคือสิ่งที่เต้ยอยากได้มากที่สุด รองลงมาจากที่เคยอยากได้มูนมาเป็นเมีย”

“ไม่หรอก มูนเข้าใจความรู้สึกเต้ย” มูนฝืนยิ้มน้ำตาปริ่มหากก็สกัดไว้ทัน ไอร้อนจากมือเต้ยแผ่ซ่านได้รุนแรงทุกครั้งยามวางไว้ที่หน้าท้อง กัดเซาะไปถึงขั้วหัวใจ “ ไว้ถ้ามีอย่างอื่นอยากได้แทนที่เจ้าหมาน้อยสามตัวนั่น ซัน สตาร์ สกาย บอกมูนแล้วกันนะ มูนสัญญาจะหามาให้”

“คงไม่บอก เพราะไม่มี ทำหน้าที่เมียให้ดี ให้สมกับเป็นมณีดวงเดียวที่เต้ยตั้งใจจะดูแลไปทั้งชีวิตก็พอ ”

เต้ยกล่าวซ้ำคำเดิม นอนกอดเอวเมียแน่น หมายความตามที่พูดทุกถ้อยคำ สายตาเงยมาสอดประสานสื่อความ โดยมิต้องเอ่ยเป็นภาษาพูดอะไรกันมากอีก มูนเองก็ประจักษ์แล้วว่าแค่สามอาทิตย์เต้ยสำแดงให้เห็นชัดถึงประโยคที่ว่า มณีดวงเดียวที่เต้ยตั้งใจจะดูแลไปทั้งชีวิตนั้นมันเป็นอย่างไร

ดูแลไปทั้งชีวิตเต้ยเริ่มต้นกระทำแล้ว และเต้ยยังทำตามคำพูดอื่นๆตรงริมหาดทุกประการ ฉะนี้ มณีอย่างตนจึงมี “อัครพงศธร” ต่อข้างท้าย แม้ “ทะเบียนสมรส” เมืองไทยจะออกให้ไม่ได้ หากแต่ “ทะเบียนใจ” ตนกับเต้ยจรดนามคู่เคียงเป็นทางการ ท่ามกลางพยานและความยินยอมพร้อมใจของผู้ใหญ่ที่เพิ่งรู้ว่าอนุญาตกันไว้ก่อนหน้า คงจะมีเพียงแค่สิ่งนี้เท่านั้นละมังที่ข้อกำหนดทางตัวบทกฏหมายของไทยเอื้ออำนวย

แล้วในระหว่างที่ภวังค์ซ่อนซึ้งกำลังจับ จู่ๆเสียงแบล็คเบอร์รี่คู่กายเต้ยก็ดังทำลายความเงียบขึ้น และทั้งสองก็เดาถูกโดยไม่ต้องดูหน้าจอว่าใครโทร.มา แลเรื่องที่โทร.มาก็มีอยู่เรื่องเดียว ซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องเมื่อกี้ที่มูนคิดอยู่แหม่บๆ

“เรียบร้อยแล้วใช่ไหมลูกตาเต้ย พามูนไปเปลี่ยนนามสกุลหรือยัง” คุณวาสิฏฐีส่งเสียงถามมาทางปลายสาย เจ้าลูกชายตัวดีจึงรีบเปิดสปีคเกอร์ให้เมียได้ยินด้วย แล้วกล่าวตอบ

“เรียบร้อยครับแม่ ตอนนี้ลูกสะใภ้แม่ใช้นามสกุลเดียวกับแม่แล้วครับ... แล้วเอ่อ แม่จะมาอัมพวาเมื่อไหร่”

“คงจะอาทิตย์หน้าแหละเต้ย คุณพ่อว่างพอดี ตั้งใจว่าจะไปอยู่ด้วยสักอาทิตย์”

“อยู่ตลอดเลยเต้ยก็ไม่ว่า แต่แหม อาทิตย์หน้าเลยเหรอแม่ มาอาทิตย์นี้เลยไม่ได้เหรอครับ” เต้ยทำสุ้มเสียงออดอ้อนกระเง้ากระงอดเอากับแม่ มูนฟังแล้วก็อดอมยิ้มในความน่ารักน่าชังของสามีมิได้

“ตอนแรกก็ตั้งใจจะไปหาอาทิตย์นี้แหละ แต่เผอิญคุณพ่อมีแขกสำคัญต้องต้อนรับที่อัมพวาพอดี แม่เองก็ไม่รู้จัก รู้แต่ว่าเป็นท่านทูต เพื่อนเก่าคุณพ่อรู้จักกันตั้งแต่สมัยคุณพ่อเรียนที่เมืองนอก ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา แล้วนึกยังไง อยากให้แม่รีบไป คิดถึงแม่หรือไง เอ..สงสัยฝนฟ้าที่อัมพวาจะตกห่าใหญ่เสียละมัง”

ยิ่งฟังบทสนทนา มูนก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีก เดาออกเลยว่าคุณแม่ผัวจะค้อนลูกชายไปกี่ขวับกับประโยคท้ายเมื่อกี้

“คิดถึงสิครับ ก็เงินเดือนออกแล้วนี่ เต้ยยังไม่ได้กับเขาเลย ทีพนักงานคนอื่นออกตรงตามเวลาเป๊ะๆ แต่ของเต้ยน่ะ กว่าจะให้เลยสิ้นเดือนทุกที ถ้ารู้ว่าเป็นลูกชายเจ้าของแล้วได้เงินเดือนช้าแบบนี้ เป็นพนักงานธรรมดาๆดีกว่า เต้ยมีครอบครัวต้องเลี้ยงนะครับ”

“เดี๋ยวเหอะเต้ย ทำไมพูดกับคุณแม่อย่างนี้” มูนรีบปรามเสียงเขียว แม้จะรู้ว่าเต้ยจะพูดเล่นกับแม่ แต่ก็ไม่งามในความรู้สึก เพราะคุณแม่อาจจะคิดก็ได้ว่า ตนไปนั่งเกาะลูกชายเขากิน ถึงต้องให้ลูกชายเขามานั่งเลี้ยง

“มูนอยู่ใกล้ๆใช่ไหมลูก ตบปากตาเต้ยให้แม่สักที เอาแรงๆเลยนะ แม่หมั่นไส้เขามานานแล้ว”

เสียงของมูนคงลอดเข้าไปในแบล็คเบอร์รี่อย่างไม่ต้องสงสัย คุณวาสิฏฐีจึงยืมมือลูกสะใภ้จัดการกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน และเมื่อคุณแม่อนุญาตอย่างนี้ มูนได้ทีจึงเงื้อสุดแรง แต่ก็เก้อ ฟาดเอาเข้าที่หน้าตักตนเองดังเพี๊ยะ เพราะหมาบ้าหลบเลี่ยงได้ทันท่วงทีอย่างกับมีวิชาตัวเบา

“อูยยยย สมน้ำหน้า เจ็บไหมล่ะ ” เต้ยทำหน้าทะเล้นใส่เมียที่กำลังเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน แล้วเจรจากับแม่ต่อ “ล้อเล่นหรอกครับแม่ เต้ยล่ะคิดถึ๊ง คิดถึงแม่จะแย่ มูนเขาก็บ่นอยู่ว่าเมื่อไหร่แม่จะมา รู้ไหมมูนเขาจัดห้องให้แม่กับพ่อซะสวยเลยนะครับเนี่ย อยากให้มาเห็นรับรองแม่ต้องชอบ ”

ห้องที่เต้ยว่า คือห้องหนึ่งในหลายๆห้องของตัวเรือนไทยซึ่งแต่เดิมปิดทิ้งเอาไว้เฉยๆ  ซึ่งเต้ยก็แนะมาตอนช่วยกันจัดบ้านว่าควรจะใช้ประโยชน์ มูนจึงให้ป้าเมี้ยนเปิดออกแลจัดให้เป็นห้องสำหรับคุณแม่กับคุณพ่อสามีโดยเฉพาะ

“จริงเหรอลูกมูน” น้ำเสียงคุณวาสิฏฐีสำแดงความดีใจเป็นล้นพ้น แทบจะไม่สนใจจะคุยต่อกับเจ้าลูกชายจอมยั่วโมโหแล้ว

“ครับคุณแม่”

“แม่อยากจะให้ถึงอาทิตย์หน้าเร็วๆจังเลย ชักอยากจะเห็นซะแล้วสิ มูนส่งรูปมาทางอีเมลให้แม่ดูหน่อยได้ไหมลูก”

“ไม่ต้องมูน ให้แม่มาดูเองกับตา เก็บไว้ให้ตื่นเต้นเล่นๆ” เต้ยแทรกไม่หยุด ยั่วแม่ไม่เลิก “ ห้องของพ่อกับแม่ติดริมน้ำด้วยนะครับ ลมโกรกเย็นสบาย  มองออกไปนะครับจะเห็นต้นลำพู ตอนกลางคืนหิ่งห้อยเกาะเต็มเลยละครับแม่ ไม่ต้องไปนั่งเรือนำเที่ยวดูให้เสียเวลา แต่เสียอย่างเดียว...”

“เสียยังไง” คุณวาสิฏฐีถามเร็วปรื๋อ ทว่าหมาเจ้าเล่ห์อย่างเต้ยน่ะหรือจะมีแค่เสียอย่างเดียว

“มันแคบไปนิด เต้ยอยากจะขยายให้กว้างอีกหน่อย พ่อกับแม่จะได้อยู่ห้องกว้างๆ อยากจะติดแอร์ให้ด้วยเพราะมูนบอกว่าหน้าร้อนจะร้อนมาก เต้ยอยากจะทำให้ดีๆ เป็นการถาวรไปเลย ไม้ก็เริ่มผุ คงต้องเปลี่ยน มูนเขาก็เห็นด้วย เขากลัวว่าจะคับแคบ เวลาพ่อกับแม่มาพักผ่อนหรือตอนแก่ตัวไป มาอยู่เลย จะได้สะดวกสบาย”

ด้วยข้อเสียข้ออ้างที่เต้ยยกมานี้นั้น มันช่างน่าฟัง สร้างความเอ็นดูให้คนฟังได้เรื่อยๆ ยิ่งคำพูดที่ว่า “มาอยู่เลย” ทำให้หมั่นไส้เมื่อครู่จึงกลายเป็นน่ารักน่าเอ็นดูในความรู้สึกแม่อย่างที่สุด

“โถ ลูก...อุตส่าห์มีน้ำใจนึกถึงพ่อนึกถึงแม่”

“แต่ก็นะ....” เต้ยเริ่มมีแต่มาอีกหน

“แต่อะไรลูก”

“ก็ไอ้สนน่ะสิแม่ มันบอกว่าหาช่างทำยาก และก็แพง ถ้าขยายก็ต้องขยายทั้งบ้านไม่งั้นจะไม่สมส่วนกัน เลยต้องกลายเป็นเรโนเวทครั้งใหญ่ นี่มูนเขาก็เพิ่งคุยกับไอ้สน ได้ยินแว่วๆว่าหกแสนไม่น่าจะอยู่ นี่ก็ยังไม่รู้จะทำยังไงดี รีสอร์ทก็ต้องสร้าง ทุนของเต้ยกับมูนก็คงไม่พอ”

มูนตาโตอ้าปากค้างทันใด เพราะเพิ่งจะรู้ตัวเองว่า ได้คุยกับสนหนึ่งในเพื่อนของผัวที่เป็นสถาปนิกและมีแปลนเรโนเวทบ้านครั้งใหญ่กับเขา ครั้นจะอ้าปากขัดก็ทำไม่ได้ เนื่องจากผัวตัวร้าย กระโจนเข้าเอามือมาอุดปากไว้แน่น แถมยังทำปากจุ๊ๆ บอกให้อยู่เฉยๆ

“ตาเต้ยบอกมูนทำไปเลยลูก เท่าไหร่เท่ากัน จะใช้สักกี่แสนบอกแม่มา เกินล้านแม่ก็ไม่ว่า แม่จะออกให้ เดี๋ยวแม่จะช่วยหาช่างอีกทาง ” คุณวาสิฏฐีพูดไปหารู้ไม่ว่าตกหลุมพรางเข้าทางของลูกชายเอาซะแล้ว

“ไหมล่ะ สำเร็จ ! ” เต้ยยักคิ้วเจ้าเล่ห์บอกเมียอย่างนี้ แต่พูดกับแม่อีกอย่าง “ขอบคุณครับแม่”

“ไม่เป็นไรลูกถือว่าเป็นของรับขวัญมูนแล้วกัน” น้ำเสียงคุณวาสิฏฐีสดใสไม่เปลี่ยน  แต่เรื่องสนทนาและคู่สนทนาสิกำลังเปลี่ยน “ เออ มูน เรื่องแขกคุณพ่อที่แม่เล่าเมื่อกี้น่ะ มูนจะว่าอะไรไหม ถ้าพ่อกับแม่จะเชิญเขามาทานมื้อเย็นที่บ้านสวน หากไม่สะดวกก็บอกแม่ได้นะ”

“สะดวกสิครับ เชิญเลย แขกคุณพ่อคุณแม่ก็เหมือนกับแขกของเต้ยกับมูน จะมาวันไหนกี่ท่านบอกมูนเถอะ มูนกับป้าเมี้ยนจะได้ช่วยกันจัดการให้”

เต้ยปล่อยเมียเป็นอิสระให้เจรจา มูนจึงตอบรับได้ไม่ลังเล สร้างความพอใจให้คุณวาสิฏฐีเป็นอย่างมาก และการที่คุณวาสิฏฐีบอกกล่าวล่วงหน้าก็สร้างความพอใจให้กับมูนเช่นกัน

แม่ผัวท่านนี้เป็นผู้ใหญ่ที่ควรค่าแก่การเคารพนับถืออย่างแท้จริง
ผู้ใหญ่ที่ไม่หาญหักมัดมือชกเอากับผู้น้อยให้ทำตามใจตัว...หาได้ยากยิ่ง

คุณแม่เข้าใจขออนุญาตลูกสะใภ้พาแขกมาบ้าน ซึ่งจะบังคับเอาก็ได้ แต่ท่านไม่ทำ ลูกสะใภ้เองก็เต็มใจและทำใจไว้ตั้งแต่เต้ยมาอยู่แล้วว่า ประตูบ้านสวนที่ปิดตาย ตั้งใจจะให้ตัดขาดจากโลกภายนอก จำต้องเปิดต้อนรับแขกเหรื่อของทางฝั่งเต้ยไม่ช้าก็เร็ว และนี่ก็คงถึงเวลาเปิดบ้านสวนรับแขกในฐานะสะใภ้อัครพงศธรอย่างเป็นทางการแล้ว

“ขอบใจมากลูก แล้วเดี๋ยวแม่จะโทร.หามูนอีกที เรื่องเมนูอาหาร หรือไม่ถ้าแม่เคลียร์งานเสร็จเร็วแม่อาจจะล่วงหน้าไปหาก่อน งั้นแค่นี้นะจ๊ะลูก แล้วเจอกันจ้ะ”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“อย่าลืมเงินเดือนของเต้ยนะแม่ สามหมื่นเก้าพันห้าร้อยบาท ขอเป็นเงินสดนะครับ ไม่รับเช็ค.. สวัสดีครับ” เต้ยแทรกบทสนทนาและรีบวางสายรวดเร็ว ก่อนที่จะโดนแม่เทศนากัณฑ์ใหญ่ แต่ถึงจะรอดจากแม่ หากหารอดจากเมียไม่ ต้นแขนแกร่งจึงถูกฟาดดังลั่น ระคนเสียงโอดครวญ

“โอ๊ยยย เจ็บนะมูน”

“ใครสั่ง ใครสอนให้พูดกับแม่อย่างนี้ เอาอีกสักทีดีไหม แล้วใครใช้ให้ไปหลอกเงินคุณแม่มาทำบ้าน รีบโทรไปสารภาพกับคุณแม่เลยนะ” มูนแหวเข้าให้ และหมาก็เถียงตามสูตรเดิม

“โทร.ไปให้โง่สิ ...เหอะน่ามูน แม่ก็เพิ่งบอกอยู่หยกๆว่าเป็นของรับขวัญ ผู้ใหญ่ให้รับๆไปเถอะ สารภาพไปแม่ก็ให้อยู่ดี นิดๆหน่อยๆ ขนหน้าแข้งแม่ไม่ร่วงหรอกน่า มูนไม่รู้อะไร แม่น่ะเงินเยอะ เปิดเซฟที่บ้านที เงินแทบจะล้มทับ แต่เห็นอย่างงี้เหอะขี้เหนียวชะมัด ดูอย่างเงินเดือนเต้ยสิ สามหมื่นเก้าพันห้าร้อยบาทมาสองปีแล้ว ไม่ขึ้นให้สักที และไอ้อีกห้าร้อยบาทจะได้ครบสี่หมื่นเนี่ยไม่รู้จะขยักไว้ทำไม”

เต้ยอธิบายแกมบ่นเป็นคุ้งเป็นแคว ค่อนขอดแม่ มูนฟังก็อดหัวเราะแม่ผัวกับลูกชายคู่นี้ไม่ได้ สงสัยท่าจะพอกันทั้งคู่  และด้วยความที่เอ็นดูเสียงกระง็องกระแง็งผัว จึงตัดสินใจเพิ่มให้เอง

“ไม่เอาเต้ย อย่าบ่นแม่ มันบาปนะ เอางี้ อีกห้าร้อยบาทเนี่ย มูนจ่ายแทนให้”

“แน่-น๊า” หมาบ้าขี้งกลากเสียงยานคาง

“อืม หรือจะไม่เอา”

“เอาสิ... ทีนี้เต้ยก็ได้เงินเดือน เดือนละสี่หมื่นเต็มๆ บวกกับค่าเช่าคอนโดที่จะได้ทุกเดือนอีก สามหมื่นห้า รวมรายได้ต่อเดือน ก็เป็นเจ็ดหมื่นห้า ...อีกนิดเดียวเหยียบแสน แต่เทียบกับรายจ่ายที่จะเข้ามา แค่นี้ไม่พอ ต้องให้เกินแสน รอรีสอร์ทเราเสร็จนะมูน เต้ยจะเอาเงินแสนเงินล้านมาใส่มือมูนให้ดู ตอนนี้เอาไปแค่เดือนละเจ็ดหมื่นห้าไปก่อน”

“จะเงินหมื่น เงินแสนหรือเงินล้าน มูนก็ไม่อยากได้เท่ากับความสุขของเต้ย” มูนขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงโทนเย็น ประกายตากลมแป๋วแน่วแน่ ผสานความรู้สึกจากใจจริงไปตามคำพูด “ที่มูนยอมสวมแหวนเพราะมูนรักเต้ย ไม่ได้รักเงิน ถึงมูนจะไม่มีรายได้จากการสอนโยคะแล้ว แต่มูนก็ยังพอมีรายได้จากค่าเช่าที่เช่าทางที่คุณยายทิ้งไว้ให้ ไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนเงินเต้ย มูนไม่อยากให้ใครมาว่ามูนว่าเกาะเต้ยกิน”

“ใครลองมาว่าสิ จะไปต่อยให้ปากแตก มูนรู้ไหมการที่เต้ยจะให้เงินมูนเนี่ย มันเป็นความภาคภูมิใจของคนเป็นผัวอย่างหนึ่งที่มีปัญญาเลี้ยงเมียเลี้ยงครอบครัวด้วยเงินที่หาได้มาจากน้ำพักน้ำแรง พ่อเมฆก็ทำอย่างนี้” เต้ยแย้งบ้าง เว้นวรรคเพียงครู่ แล้วทอดเสียงกล่าวต่อ “อีกอย่าง จำที่เต้ยเคยบอกได้ไหมว่า เต้ยจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมดและส่งมอสเรียน เพราะฉะนั้นอย่าขัดเต้ย”

“แต่มันเยอะเกิน มูนรับไม่ได้หรอก”

“จะเยอะยังไงก็ต้องรับ ฟังไว้นะ เต้ยเคยหมดกระเป๋ากับเกนหลง แต่สำหรับมูนจะขอให้หมดตัว หมดหัวใจ ไม่ต้องพูดอะไรมากอีกแล้ว ไม่งั้นจะโดนเตะ มีหน้าที่ใช้ก็ใช้ไป เต้ยอยากให้เมียสบายอย่างที่บอกเมื่อครู่ บริหารเงินให้ดี ซึ่งเต้ยก็เชื่อว่ามูนทำได้ อย่าให้เต้ยเสียความตั้งใจนี้เลย”

เต้ยพูดจบกระเถิบกายเข้ามากอดมูนแน่น พอๆกับโทนน้ำเสียงหนักแน่นที่ใช้ มูนเจอไม้นี้ก็แย้งต่อไปไม่ออก ได้แต่ทิ้งตัวลงไปในอ้อมกอดสิเน่หาแห่งสามี ใครเลยจะคิดว่าหมาบ้าตัวร้ายจะมุ่งมั่นหาเงินเพียงเพื่อให้เมียสบาย ความภูมิใจที่บังเกิด หาใช่เต้ยจะมีได้คนเดียว มูนเองก็สัมผัสได้เช่นกัน ทว่าของมูนย่อมมีมากกว่า

แม้วันนี้ยังไม่ได้เงินแสนเงินล้าน เต้ยหาได้แค่เจ็ดหมื่นห้าพัน หลายคนอาจมองว่าน้อย แต่มันก็น่าภาคภูมิใจที่ชายผู้เป็นสามีหามาให้ด้วยความเต็มใจ  และยิ่งอีกหนึ่งอาทิตย์ให้หลัง ตอนที่คุณแม่วาสิฏฐีมาถึงบ้านพร้อมเงินเดือนสามหมื่นเก้าพันกว่า ประจวบกับฝรั่งเยอรมันโอนเงินค่าเช่าคอนโดมาให้เข้าบัญชีคุณแม่พอดิบพอดี เงินปึกเบ้อเร่อจึงถูกถ่ายโอนจากหัตถ์หนาๆลงสู่มือเสลาบางกว่า ปรีติจึงก่อกำเนิดขับรอยรื้นในดวงตาสีน้ำตาลอย่างเต็มหน่วย

“เอาไปช่วยใช้ที” เต้ยบอกมูนยิ้มๆต่อหน้าคุณเมฆกับคุณวาสิฏฐีที่เพิ่งมาถึงและทรุดกายลงกลางหอนั่งรับแขก

“จะเอาไปใช้ได้ไง เงินของเต้ยทั้งนั้น ...เอาเป็นว่ามูนจะเก็บไว้ให้ดีกว่า” มูนยอมรับเงินในที่สุด แต่ก็ต้องรีบออกตัวพูดไปอย่างระมัดระวัง เพราะคุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่ได้คิดอย่างเต้ย ...หากมูนก็คิดผิดคาด

“ดีแล้วตาเต้ย มันต้องทำอย่างนี้ถึงจะถูกต้อง” คุณแม่หันไปชมลูกชาย แล้วหันมาหาศรีสะใภ้ ย้ำความ “รับไว้เถอะมูน มันเป็นหน้าที่ที่ตาเต้ยเขาต้องให้มูน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของอัครพงศธรเขา”

“คะ ครับคุณแม่” มูนรับคำท่ามกลางใบหน้าเปื้อนยิ้มของพ่อผัว แม่ผัว และก็ผัว “งั้นมูนคงต้องปรึกษาคุณแม่ เรื่องบัญชีรายรับรายจ่าย”

“ได้สิจ๊ะ แต่ตอนนี้แม่ว่าพาแม่กับพ่อเข้าไปไหว้คุณยายดีกว่า เสร็จแล้วแม่จะสอนและจะแถมวิธีหาเพิ่มให้ด้วย”

คุณวาสิฏฐียิ้มระเรื่อคล้องแขนมูนพากันลุกขึ้นเดินไปยังห้องพระกันกระหนุงกระหนิง ทิ้งคุณเมฆให้เดินตามมากับเต้ยด้านหลัง และพอคุณวาสิฏฐีหันหลังให้เท่านั้น คุณเมฆจากที่ยิ้มๆ ก็หุบยิ้มกระซิบกระซาบกับลูกชาย

“ไอ้เต้ย ไอ้ห่า ทำไมให้เงินมูนหมดวะ”

“อ้าว ..เต้ยก็ยึดตามแบบพ่อไงครับ ธรรมเนียมตระกูลเรา พ่อก็ให้แม่หมดไม่ใช่เหรอ” เต้ยย้อนถามพ่องงๆ

“หมดกะผีอะไร พ่อแอบเม้มไว้โว้ย แม่นายน่ะไม่รู้หรอกว่าเงินเดือนจริงๆพ่อน่ะเท่าไหร่ พ่อให้ไอ้พวกบัญชีสมุนสนิทของพ่อ มันทำยอดหลอกๆแม่เขาไว้ แล้วพ่อก็ให้แม่ตามยอดที่แม่เขาเห็น ส่วนที่เกินมาพ่อก็เก็บไว้ใช้สบายไป เล่นให้เมียหมดอย่างนี้ ต่อไปอย่าหวังเลยว่าจะได้เอาเงินไปกินเหล้า สงสัยมีแววจะได้เงินไปทำงานวันละสามร้อยเหมือนพ่อ”

“ห๊า จริงเหรอพ่อ” เต้ยรู้ความจริงเข้า ก็ทำเอาหน้าซีด “ซวยแล้ว”

“จริงสิวะ”

“ทำไมไม่บอกเต้ยก่อนหน้านี้ เต้ยจะได้แอบซุกไว้บ้าง เต้ยก็หลงนึกว่าพ่อให้แม่หมดมาตั้งนาน และท่าทางมูนเขาก็ถอดแบบขี้เหนียวมาจากแม่ทุกกระเบียด อย่างนี้คงไม่ใช่แค่มีแววแล้วละ เต้ยต้องได้ใช้เงินวันละสามร้อยแหงๆ เต้ยจะทำไงดีครับ ”

“เดือนนี้ช่างมัน เดือนหน้าเอาใหม่ ได้มาต้องเม้มไว้แล้วหาที่ซ่อน” คุณเมฆเข้าใจแนะนำ และลูกชายก็คล้อยตาม

“พ่อซ่อนที่ไหน ใต้หมอน หรือใต้เตียง”

“โฮ้ย นั่นมันธรรมดาไปแล้วไอ้เวร อย่างพ่อนี่ต้องใต้โต๊ะหมู่บูชาในห้องพระ พ่อซ่อนมายี่สิบกว่าปีแล้ว แม่นายน่ะหายังไงก็ไม่มีวันเจอ” คุณเมฆลดเสียงเบากว่าเดิม สีหน้าระรื่นนักเฉกลูกชาย

“เยี่ยมไปเลยพ่อ วิธีนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์นะ เต้ยขอก็อป”

และแล้วพ่อกับลูกชายก็ผสานเสียงหัวเราะกันคิกๆคักๆ ส่วนแม่กับลูกสะใภ้ก็ยังควงแขนเดินนำหน้า ไม่เอะใจอะไรในเสียงสรวล ได้แต่ชมนกชมไม้ คุยกันเรื่อยๆเรื่องซ่อมแซมบ้าน

“ขยายให้กว้างขึ้นน่ะดีแล้วลูก อนาคตตาเต้ยเขาจะเป็นผู้บริหาร บ้านเราบางครั้งจำเป็นต้องใช้ต้อนรับแขกสำคัญ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะสำคัญระดับไหน แม่จึงเห็นด้วยที่จะขยายให้สมฐานะเจ้าของรีสอร์ท ไม่ใช่ว่าที่เป็นอยู่นี่ไม่ดีนะ ดีเยี่ยมเลยล่ะ แต่ความเห็นของแม่ แม่อยากให้ขยาย ทำไปเถอะลูกเท่าไหร่เท่ากัน แม่จ่ายให้ไม่อั้น”

“ขอบพระคุณครับคุณแม่ เปลืองสตางค์คุณแม่แย่เลย” มูนซึ้งน้ำใจคุณวาสิฏฐีนัก ชักไม่ค่อยเชื่อเต้ยที่บอกว่าแม่ขี้เหนียว

“เปลืองอะไรกันลูก ไม่เปลืองหรอก เงินจากลาภลอยของแม่ทั้งนั้น”

“หือ ลาภลอยอะไรเหรอครับ” มูนถามเสียงสูง และคุณแม่ผัวก็ตอบกลั้วหัวเราะเสียงใส กล่าวให้ได้ยินเฉพาะลูกสะใภ้ที่เข้าใจความนัยได้ทะลุปรุโปร่ง

“แม่เจอเงินใต้โต๊ะหมู่บูชาในห้องพระที่บ้านลูก เจอทุกเดือน เจอมายี่สิบกว่าปีแล้ว แต่แม่ยังไม่หยิบในทีแรก แม่รอให้มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่อยคว้าทีเดียว และก็ถึงคราวที่มูนกับเต้ยจะปรับปรุงบ้านพอดี แม่เลยคว้ามาเรียบร้อย”

เสียงหัวเราะคิกคักด้านหลัง ฤาจะสู้ด้านหน้าในตอนนี้ และมูนก็ได้คำตอบแล้วว่า เต้ยได้เชื้อเจ้าเล่ห์แสนกลมาจากใคร วิธีหาเงินเพิ่มของคุณแม่คืออย่างนี้นี่เอง

มินานมูนก็พาคุณแม่และคุณพ่อมาถึงห้องพระที่คุณยายรออยู่ ป้าเมี้ยนที่กำลังทำความสะอาดอยู่หน้าห้องพอดีรีบเปิดประตูให้ คุณเมฆกับคุณวาสิฏฐีเห็นป้าเมี้ยนก็รีบยกมือไหว้โดยไม่ขัดเขิน ป้าเมี้ยนเสียอีกที่เขินแทนรับไหว้เก้ๆกังๆ

“สวัสดีครับพี่เมี้ยน” “สวัสดีค่ะพี่เมี้ยน”

ผู้อ่อนวัยกว่าทักทายป้าเมี้ยนเป็นกันเองไม่ถือตัวพร้อมเพรียงกัน มูนได้ยินได้เห็นก็ยิ่งทวีความนับถือในตัวผู้ใหญ่ทั้งสองท่านนักที่ไม่ตีค่าป้าเมี้ยนของตนเป็นคนใช้

“พี่เมี้ยนสบายดีนะคะ หนูกับคุณเมฆขอมาฝากท้องสักอาทิตย์ คราวงานคุณอายังติดใจรสมือพี่เมี้ยนไม่หาย”

“สวัสดีค่ะ เอาสิคะ วันนี้อยากทานอะไรสั่งเมี้ยนมา รับรองจะแสดงให้สุดฝีมือ” ป้าเมี้ยนเริ่มคายเขิน พูดไปก็เดินนำเข้าไปช่วยอำนวยความสะดวก จุดธูปให้กับคุณเมฆและคุณวาสิฏฐี แล้วยื่นส่งให้ “ไหว้คุณท่านเสียก่อนเถอะค่ะ ท่านคงดีใจที่คุณพ่อคุณแม่ของคุณเต้ยมา”

“ค่ะพี่เมี้ยน”

คุณวาสิฏฐีรับคำพนมมือน้อมศีรษะไหว้รูปคุณยายบานใหญ่ตรงกลางตั่ง ข้างๆโต๊ะหมู่พระพุทธรูป ไหว้ไปก็เริ่มสังเกตรูปหลายๆบาน ตั้งเป็นเชิงชั้นลดหลั่นกัน อยากรู้ว่าใครเป็นใคร รู้จักแต่คุณยายหรือคุณอาที่ตนเรียก แต่ก็ไม่กล้าละลาบละล้วงถามเอากับมูน ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ ครั้นพอปักธูปเรียบร้อยก็มีเสียงอธิบายมาให้จากมูนที่เดาความสงสัยในสีหน้าออก

ลำดับวงศ์พงศาให้พ่อผัวแม่ผัวฟังมันจะเป็นไร !!

“บานใหญ่ที่สุดนั่น เป็นพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จหญิงฯ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ครับ ท่านทรงเป็นเจ้านายของคุณยายทวด”  มูนชี้ไปที่รูปคุณยายทวดประกอบแล้วเล่าหนังม้วนเดิมต่อ

“ คุณยายทวดมูนชื่อจันทร์ ท่านถวายตัวเป็นคุณข้าหลวงในสมเด็จหญิงฯตั้งแต่เด็ก จนมาเจอคุณตาทวดชื่อเทพ รูปทางขวามือนี่ ท่านเป็นทหารรักษาพระองค์ เลยทูลลามามีครอบครัวตั้งรกรากที่อัมพวาครับ จนมีคุณยายการะเกด และรูปคู่กันนี่เป็นคุณตาของมูน ชื่อสมพงษ์ ท่านเคยเป็นทหารมหาดเล็กแล้วลาออกมา และรูปสุดท้ายเป็นรูปแม่ของมูนเอง ท่านชื่อศศิธร”

คุณวาสิฏฐีกับคุณเมฆให้ความสนใจฟังและมองตาม โดยเฉพาะคุณเมฆที่มองหน้ามูนกับรูปสลับไปสลับมาหลายครั้ง แล้วก็นิ่ง จนคุณแม่ตกปากถามความเห็นตรงกับใจ “มูนได้เค้าหน้ามาจากยายทวดของมูน ผสมกับคุณแม่ มิน่า ถึงได้มีรูปทรัพย์จับตา ว่าไหมคะคุณเมฆ”

“ใช่ มูนเขาคล้ายหลายคนผสมกัน ที่เห็นๆนี่ก็ แม่กับคุณยายทวด แล้วคุณลองดูสิว่าเค้าหน้าคุณตาทวดของมูนคล้ายๆใคร”

คุณเมฆมองรูปคุณตาทวดด้วยและคำถามนี้ก็สร้างความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาให้คุณวาสิฏฐี แต่สำหรับมูนนั้น รู้คำตอบดี คำตอบที่ไม่เคยบอกใครมาตั้งแต่ตอนอยู่มอหนึ่งแล้ว

“นึกออกแล้วค่ะ คะ คล้ายตาเต้ย”

แม่ผัวตบอกอุทานจับแขนพ่อผัวแน่น ทางด้านผัวที่ถูกกล่าวถึง ก็มิได้สนใจบทสนทนาอะไรเลย ได้แต่ก้มๆเงยๆ อยู่ใต้โต๊ะหมู่บูชา จนพ่อผัวต้องแยกเขี้ยวคำรามข้างหูเขกหัวเข้าให้

“เดี๋ยวเมียก็สงสัยหรอก ไอ้นี่ ไว้ลับตาเมียค่อยเข้ามามองหาที่ซ่อนใหม่ ...แม่เขาพูดอะไรได้ยินไหม”

“อะไรเหรอครับแม่” เต้ยยิ้มแหยๆ หันไปถามแม่แทน

“ไม่อะไรหรอกลูก แค่ว่าหน้าเต้ยมีเค้า คล้ายๆคุณตาทวดของมูนว่าไหม”

“ครับ คุณยายเกดก็เคยบอก” เต้ยไม่แปลกใจเท่าไรนัก เพราะเคยได้ยินมาแล้ว และตั้งใจจะกล่าวตัดบทชวนกันออกข้างนอก แต่จู่ๆคุณเมฆ นึกยังไงไม่รู้ ดันเปิดบทสนาทนาต่อ และเป็นเรื่องที่เต้ยไม่ค่อยอยากให้ใครถามเมีย

“เอ่อมูนอย่าว่าพ่อละลาบละล้วงเลย พ่อพอรู้อดีตของมูนมาบ้างจากแม่เขา พ่อสงสัยว่าคุณพ่อของมูนเขาไม่เคยกลับมาหาบ้างเลยเหรอ แล้วมูนเคยคิดจะติดตามหาเขาไหมลูก พ่อพอช่วยได้นะ”

มูนเข้าใจเจตนาคุณเมฆ ว่ามิได้จงใจตอกย้ำปมด้อยเรื่องเป็นเด็กไม่มีพ่อ หากแต่ปรารถนาดี จึงตอบไปตามความรู้สึกจริงแท้จากใจ “เท่าที่จำความได้ ไม่เคยเลยครับ ไม่เคยเห็นรูป ไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้ชื่อ รู้แต่ว่าเป็นผู้ชายใจร้ายคนหนึ่งที่ทำให้มูนเป็นเด็กไม่มีแม่ มูนเลยไม่คิดที่จะติดต่อตามหา”

ป้าเมี้ยนที่นั่งอยู่ด้วย ได้ยินครบถ้วนกระบวนความ คล้ายจะขยับปากพูดบางสิ่ง แต่ก็หักใจนิ่งเฉยเสีย ที่ไม่พูดไม่ใช่เพราะมีคนอื่นอยู่ หากเป็นเพราะเสียวสันหลัง รู้สึกเสมือนว่าคุณท่านในรูปกำลังจ้องตนเขม็ง ส่วนคุณเมฆคนเปิดประเด็น ก็เข้าใจความรู้สึกลูกสะใภ้แจ่มแจ้ง จึงโอบไหล่แน่นปลอบใจ

“พ่อเข้าใจ...ถ้าเขาเป็นคนอย่างนั้นก็ปล่อยไปเถอะ พ่อจะเป็นพ่อของมูน แทนพ่อแท้ๆอย่างเขาให้เอง ”   

“ขอบพระคุณครับคุณพ่อ ” มูนยิ้มเย็นๆ หวานๆ ให้พ่อสามี หันไปยกมือกราบขอบคุณ เต้ยสบโอกาสจึงกล่าวชวนพ่อกับแม่ออกด้านนอก ดึงเอามูนมาโอบไว้แล้วเดินนำ

“ไปดูห้องนอนกันเถอะครับจะได้เห็นว่า สวยถูกใจไหม”

“ไปสิลูก”

คุณเมฆพาคุณวาสิฏฐีเดินตาม และครานี้ก็ไม่ได้ชะโงกไปกระซิบกระซาบอะไรกับลูกชายอีกแล้ว หากแต่พูดเบาๆกับคุณวาสิฏฐีแทน

“คุณหว้า ถ้าผมพูดอะไรไปคุณอย่าว่าผมคิดมากนะ”

“อะไรเหรอคะคุณ”

“ที่ผมถามมูนเรื่องพ่อเขาน่ะ เพราะผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าหน้าของลูกสะใภ้เรามันไม่ได้คล้ายแค่คุณยายทวดกับคุณแม่ของเขาเท่านั้น แต่มันแฝงๆ ลักษณะของใครบางคน”

“ใครกันคะ” คุณวาสิฏฐีถามสามีด้วยความสนอกสนใจ

“ไอ้เอก เพื่อนผมที่เป็นทูต ที่เรานัดเจอมันที่นี่ไงล่ะ มันกลับมาเมืองไทย มาที่อัมพวาเพื่อมาหาลูกมัน ผมเองก็ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรของมันมาก แต่รู้ว่ามันเคยมีเมียมาคนหนึ่ง ก่อนจะย้ายไปประจำเมืองนอก ผมเลยเกิดสังหรณ์ใจแปลกๆ กลัวว่าลูกมัน จะเป็นลูกสะใภ้เรา” คุณเมฆเริ่มเสียงแหบแลเบาโดยมิต้องแสร้ง คุณวาสิฏฐีจากที่เตรียมจะแย้งกลับแย้งไม่ออกในทีแรก เพราะคุณเมฆดันหาเหตุมาประกอบกับลางสังหรณ์ได้น่าคิดตาม

“คะ คง เป็นไปไม่ได้ หรอกค่ะ” คุณวาสิฏฐีฝืนแย้งเอาจนได้ แลอดคิดในใจต่อไปไม่ได้ว่า ‘หากเป็นอย่างที่คุณเมฆพูด ชีวิตลูกสะใภ้เรา ก็ไม่ต่างอะไรกับนิยายน้ำเน่าเล่มโตของนักประพันธ์สมองทึบที่ไม่รู้จักแหวกแนวและเดาตอนจบออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร ...ใครหนอช่างขีดช่างเขียนพล็อตพลัดพรากนี้บนกระดาษชีวิตของมูนได้ลงคอ ’

คุณวาสิฏฐีมิกล่าวอะไรต่อ ก้าวเดินไปพร้อมคุณเมฆตามหลังเต้ยกับมูนออกนอกห้องพระ คงเหลือแต่ป้าเมี้ยนที่ยังนั่งนิ่งคนเดียวกลางห้อง ประโยคของคุณมูนที่พูดถึงคุณพ่อเธอเมื่อครู่ ส่งผลให้ผู้มากวัยจมอยู่กับเรื่องบางเรื่องที่เก็บไว้ ซึ่งไม่เคยหลุดปากไปให้ใครฟัง เพราะคำสั่งเฉียบขาดจากคุณท่านเจ้าของบ้านกำกับไว้มากว่ายี่สิบปี

“เมี้ยน...ถ้าเมี้ยนรักฉันจริงและคิดจะอยู่กับฉันต่อไป อย่าทำอย่างนี้อีก”

เสียงคุณท่านยังดังก้องอยู่ในหูเสมือนวันวานไม่มีผิด และคงจะเป็นครั้งแรกแลครั้งเดียวที่คุณเกดตำหนิกราดเกรี้ยวตนจริงจังกับการกระทำที่ทำไปเพราะความสงสารเห็นใจที่มีให้กับ “พ่อบังเกิดเกล้า” คนหนึ่ง ซึ่งลูกชายเขาไม่เคยล่วงรู้ หรือจะพูดให้ถูกไม่เคยสนใจอยากจะรับรู้ด้วยซ้ำ

“เท่าที่จำความได้ ไม่เคยเลยครับ ไม่เคยเห็นรูป ไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้ชื่อ รู้แต่ว่าเป็นผู้ชายใจร้ายคนหนึ่งที่ทำให้มูนเป็นเด็กไม่มีแม่ มูนเลยไม่คิดที่จะติดต่อตามหา”

คุณมูนมักพูดทำนองนี้เสมอหากมีใครถามถึงพ่อ... เริ่มด้วย  “เท่าที่จำความได้” จบลงที่ “ไม่คิดที่จะติดต่อตามหา”
ทว่าถ้าเริ่มด้วยช่วงที่ “จำความไม่ได้” เล่า... ประโยคปิดท้ายย่อมไม่ลงเอยเช่นนี้แน่นอน

 “ผู้ชายใจร้าย” ที่เป็นเหตุให้คุณมูนเสียคุณแม่ แท้จริงหวนกลับมาหลายครั้งหลายหน เวียนวนคุกเข่า ออดอ้อนตนขอกอดลูกชายแบเบาะทั้งน้ำตา จนตนใจอ่อน ยินยอม ลักลอบ แอบพามาให้พ่อกอดลูกน้อยอยู่บ่อยๆที่ศาลาท่าน้ำ แต่แล้วก็มีเหตุให้พระจันทร์ดวงกระจ้อยร่อยลอยออกจากอ้อมแขนผู้เป็นพ่อ ด้วยแรงกระชากของคุณเกดที่ดันระแคะระคาย แอบตามมาดู และนั่นก็เป็นการพบหน้ากันครั้งสุดท้ายระหว่างพ่อกับลูก

“ไสหัวกลับไป อย่าให้ฉันต้องขึ้นไปหยิบปืนลูกซอง”

“คุณแม่ครับ เห็นใจผมเถอะ ลูกของผม” พ่อของพระจันทร์ดวงน้อย สะอึกสะอื้น ก้มกราบเท้าแม่ยาย แต่ก็ถูกเท้าที่กำลังจะกราบเตะกระพุ่มมือเฉไปเสีย

“ลูกของศศิต่างหาก ผู้ชายใจร้ายอย่างคุณน่ะหรือจะควรคู่กับการเป็นพ่อของหลานฉัน คุณพรากลูกสาวฉันไปหนึ่งคน อย่ามาพรากหลานฉันไปอีกคนเลย ...กลับไปได้แล้ว ไป๊ แล้วอย่ามาเหยียบให้บ้านสวนของคนจนๆ เป็นเสนียดแก่ตัวอีก”

“ฟังผมสักหน่อยเถอะครับ ผมเสียใจเรื่องศศิ ผมยอมรับผิด แต่ผมอธิบาย...”

“ฉันก็ไม่อยากจะฟังอะไรทั้งนั้น ถ้าอยากจะอธิบายนัก ก็ไปอธิบายกับยายศศิตรงหัวคุ้งนู่น ไป๊ หรือจะให้ดีก็ตายตามยายศศิไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด”

ถ้อยคำตอบโต้กันในวันนั้นยังมีอีกยืดยาว จนท้ายสุดคุณท่านได้กระทำบางอย่าง อย่างที่ตนไม่คิดว่าท่านจะทำ ผู้ชายใจร้ายจึงยอมถอยทัพ คลานเข่าลงเรือกลับไปน้ำตานอง และมิกลับมาอีกเลย คุณมูนเธอเห็นแต่เธอจำความไม่ได้ เธอยังมิรู้ภาษา ได้แต่ร้องไห้จ้า มิแตกฉานเข้าใจในบทสนทนาระหว่าง “ยายจ๋ากับพ่อ” เธอเลยพูดเช่นที่เคยพูด ตนอยากจะช่วยให้เธอจำความนั้นได้ แต่มิสามารถกระทำ

“คิดซะว่าเห็นแก่ฉันเถิดนะเมี้ยน ฉันไม่เคยขออะไรเมี้ยนเลย ฉันขอเรื่องนี้เรื่องเดียว ยายหนูศศิทิ้งเจ้ามูนไว้ให้ฉัน มันเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวที่ฉันมี ฉันหวงของฉัน”

“โธ่ คุณท่านคะ พ่อลูกกัน อิฉันว่า....” ป้าเมี้ยนจำได้ว่าแย้งคุณเกดไปเช่นนั้น และจำได้อีกว่าต้องหยุดกลางคัน เพราะคุณเกดแทรกขัดรวดเร็ว

“เจ้ามูนไม่จำเป็นต้องมีพ่อ  ฉันเลี้ยงของฉันเองได้ไม่ต้องไปพึ่งพ่อมัน และนั่นก็หมายความว่า นับจากนี้ต่อไป ชีวิตเจ้ามูนจะมีแค่ฉันที่เป็นยาย มีเมี้ยนเป็นพี่เลี้ยง อดีตพ่อมันต้องเลือนหาย ถึงแม้วันหนึ่งฉันจะตายก็อย่าได้หมายรื้อฟื้น จำไว้!! วันนี้ฉันจะไม่เอาเรื่องเอาความกับเมี้ยน แต่อย่าให้มีอีก ”

“ค่ะ คุณท่าน”

เมื่ออาญาสิทธิ์เจ้านายสำแดงเดชมาอย่างนี้ ต้นห้องกึ่งบ่าวอย่างตนน่ะหรือ จะกล้าแข็งขืนดึงดัน จึงต้องจำใจเงียบมานาน ตกปากรับคำท่านไว้สมควรฤาจะผิดคำพูด คุณมูนเองเธอก็ไม่เคยสนใจจะซักไซ้ไต่ถาม อีกทั้งสีหน้ายามที่เธอได้ฟัง “ประวัติศาสตร์ตัดตอน” ที่คุณท่านสาธยายเองหลายรอบให้เธอจำฝังใจก็เรียบเฉย เหมือนเธอฟังนิยายคลื่นเอเอ็มที่ตนเปิดวิทยุฟังบ่อยๆเรื่องหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น...มิผิดอะไรกับน้ำเสียงเธอเลย ที่เปล่งคำว่าพ่อได้ไร้ความหมายและไร้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน

คุณเกดท่านสมหวัง... อย่างที่ท่านปรารถนาให้เป็นมานานแล้ว
คุณท่านบ้านสวนผู้ใจดีอย่างไม่มีใครเทียบ ...ยามท่านร้ายก็หาใครเทียมท่านได้เช่นกัน

“ชีวิตหนูมียายจ๋าก็พอ ไม่เห็นอยากจะมีพ่อกับเขา ...หนูรักยายจ๋าของหนูที่สุดในโลก”

“ยายก็รักหนูที่สุดในโลกจ้ะ มามะ มาให้ยายกอดที วันนี้ยายยังไม่ได้กอดหนูเลย”

ภาพอดีตยุติลงไปพร้อมๆกับลมหายใจของอดีตต้นห้องผู้มากวัยระบายออกไปพรั่งพรู ก่อนจะหลบเลี่ยงสายตาคุณท่านในรูปที่คล้ายยังจะจับจ้องตนเขม็งไม่เลิก  เหมือนจะสื่อความคอยกำชับคำสั่ง สร้างความรู้สึกเสียวสันหลังมากกว่าเดิมจากตอนแรกที่คุณพ่อคุณเต้ยเปิดประเด็น

 “อย่าลืมที่รับปากกับฉันไว้นะเมี้ยน”

“ค่ะ คุณท่าน”

ป้าเมี้ยนเผลอครางรับคำเบาๆ แล้วขนอ่อนตรงต้นคอก็ลุกเกรียว เพราะสัมผัสได้ถึงลมเย็นๆวูบหนึ่ง พัดวูบเข้ามาจากประตูที่เปิดค้างไว้ กระทบแผ่นหลังเข้าให้อย่างจัง  จิตบอกตัวเองทันทีเลยว่าไม่ปกติแล้ว หากสมองยังพยายามหาเหตุผลมาให้ สำทับใจที่เริ่มตระหนกว่า ลมจากคลองพัดเข้ามาย่อมเป็นปกติธรรมดา ไอ้ที่ไม่ปกติคือตนตีความสายตาในรูปไปเอง จนคิดเป็นตุเป็นตะสื่อความกับคุณท่านได้ต่างหาก

ทว่าสิ่งไหนจะผิดปกติหรือปกติก็สุดแล้วแต่ ช่างเอาไว้ก่อน เพราะที่แน่ๆ คือไม่ควรนั่งอยู่นาน ว่าแล้วจึงรีบลุกออกจากห้องพระ และครั้นพอจะปิดประตูห้อง ก็ดันสัมผัสอีกได้ว่า มีสายอีกคู่ทอดมองตามมาเช่นกัน  หากประกายตานั้นต่างกับของคุณท่านสิ้นเชิง เพราะมันฉายแวววิงวอนแทนที่มิใช่กำกับแลกำชับ และที่น่าแปลกคือสายตาคู่หลังนี้ สามารถทำให้ขนลุกทั่วสรรพางค์ร่างกายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

แต่แค่สายตาน่ะหรือจะมีอานุภาพทำให้ขนหัวลุกซู่  เท่ากับเสียงเศร้าๆ ที่ร้างลาไปนานลอยตามควันธูปมาดังอยู่ข้างหู เสียงนี้ต่อให้เวลาผ่านไปอีกกี่ปีตนก็จำได้ไม่มีวันลืม

“ถึงเวลาแล้วพี่เมี้ยน เห็นกับหนูเถอะ...อย่าให้ลูกเข้าใจพ่อผิดอีกเลย”

“คุณหนูศศิ!!”

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด