BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน ตอนจบ บทส่งท้าย ๑๒ พฤษภา ๖๒
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน ตอนจบ บทส่งท้าย ๑๒ พฤษภา ๖๒  (อ่าน 8150 ครั้ง)

ออฟไลน์ Cappello

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 281
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
มาต่อแล้ววววววววววว วหายไปนานเลย  คิดถึงเต้ยมูนม๊ากกกกกกกก ฮืออออออ //ร้องไห้

ออฟไลน์ oiw08

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
กรี๊ดดดดด ได้อ่านต่อแล้วขอบคุณนะคะที่มาลงต่อ

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๑๖ น้ำผึ้งพระจันทร์

วันนี้คุณยายมานอนหลับรอฟังพระสวดอภิธรรมที่วัดแต่เช้าตามแบบฉบับและธรรมเนียมของท้องที่ แม้จะเช้าเพียงไร ชาวบ้านที่มาช่วยงานต่างก็ยังคงมาช่วยกันเลี้ยงพระเช้าอย่างคับคั่ง จากสายตาที่มูนประเมินดู ก็จับความรู้สึกได้ว่าต่างก็มาอย่างเต็มใจ เป็นน้ำใจที่ยากนักจักหา และน้ำใจแบบนี้แหละที่มีค่ามากกว่าตัวเงินช่วยนัก ไม่ต่างอะไรกับหมวดเปรม ช้าง และบรรดากลุ่มของแบงค์ที่ต้องใช้คำว่า “เต็มที่” ทั้งแรงกาย แรงใจ

“เหนื่อยไหมหนุ่มๆ”

“ไม่เหนื่อยหรอกจ้ะมูน ยายมูนก็เหมือนยายไอ้เต้ย ...ยายไอ้เต้ยก็เหมือนยายพวกเรา” แบงค์ในชุดสูทสากลยักคิ้วตอบแทนเพื่อนๆในสูทดำหลากสไตล์คล้ายกัน แล้วกล่าวต่อมาว่า

“ท่าจะให้หายเหนื่อย ขอแบล็คเลเบิลสักขวด หรือไม่ก็ขอพวกเรากอดสักที ไอ้เต้ยไม่ว่าหรอก”

“ส้นตีนกูแน่ะไอ้แบงค์ พระจันทร์ของกู ไปเลยเดี๋ยวโดนเตะ ไปเอาอีช้างนู่น”

เต้ยเดินมาจากทางไหนไม่รู้ ไล่เพื่อนๆที่ห้อมล้อมอยู่กระจัดกระจาย วันนี้หลักใจอย่างเขาอยู่ในชุดดำแต่งตัวเต็มพิธีการไม่ต่างอะไรจากเพื่อนๆ เป็นการให้เกียรติผู้วายชนม์วิธีหนึ่ง หากที่เหนือกว่าคือสูทพอดีตัวของเขาตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดีอย่างกับหลุดมาจากนิตยสารแฟชั่น บอกให้รู้ถึงความผิถีพิถันจัดในการแต่งตัว รสนิยมที่เรียกว่าสูงฉายชัด ทำให้ร่างของชายที่น่ามองอยู่แล้ว ยิ่งน่ามองยิ่งขึ้น ทว่าก็ยังห่างไกลนักกับใบหน้าหล่อร้ายที่วันนี้ใสกระจ่าง อาจจะเป็นเพราะเรื่องหนักใจสลายลงไปแล้วเมื่อคืน  คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งเปล่งประกายคมแสงวาวระยับ สำทับว่าตาถึงไม่แปรเปลี่ยน บุรุษตรงหน้า ช่างเลือกเสมอ....ถ้าไม่ดีที่สุดก็ไม่มีวันชายตาแล  แม้กระทั่งเลือกคนเคียงคู่

พระพักตร์เพริศเลิศเลอขนงขลับ
เนตรระยับวับวาวสิเน่หา
อีกทรวดทรงสมบุรุษสุดศักดา
แม้นวาจายังนิ่มนวลสุดชวนฟัง

“แม่มณีจ๋า...ผูกเนคไทให้หน่อย เต้ยผูกไม่เป็น” เต้ยเปลี่ยนเสียงเป็นออดอ้อน แกว่งเนคไทที่ขมวดปมยุ่งไปมา ทำประหนึ่งเด็กวัยรุ่นน่ารักน่าชังที่ผูกเนคไทไม่เป็น

“จริงเหรอ...แล้วเวลาไปทำงานใครผูกให้”

 “ไม่เคยผูก นอกจากไปงานหรือไปพบลูกค้าแทนเจ้าคุณพ่อ” เต้ยตอบพร้อมกับแปะเนคไทอยู่ข้างแก้ม ถือโอกาสลูบหน้าจับแก้มเนียนไปในตัว มั่นใจว่าแม่ยังไม่มา จึงไม่กลัวสายตาใคร แถมยังฝืนคำขอของแม่ด้วยเสียงออดอ้อนยิ่งกว่าเดิมชวนให้ใจอ่อนอีกระลอก นี่ถ้ามูนไม่ยอม คงจะกระทืบเท้าเป็นเด็กๆแน่แท้

“ทำหน้าที่เมียหน่อยสิ เมียที่ดีต้องผูกเนคไทให้ผัว”

“แม่บอกว่ายังไง...ใช้คำว่าเมียอีกแล้วนะ เดี๋ยวเหอะ” มูนบ่นกระปอดกระแปดไปตามเรื่อง แต่ก็ยิ้มน้อยๆรับเนคไทสีเทา มาผูกพันรอบคอนายคุณหลวงเกเร ตามหน้าที่เมียที่ดีพึงกระทำดังเต้ยว่า  มิช้านานก็เสร็จเรียบร้อย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย

“แล้วเวลาต้องใช้เนคไทใครผูกให้”

“คุณหญิงแม่ หรือบางทีก็...เอ่อ เกนหลง”

ชื่อ เกนหลง ตอบมาอย่างอุบอิบงุบงิบไม่เต็มเสียง ด้วยเพราะเกรงว่า มณีจันทร์ จะกระตุกเนคไทรัดคอ หากแต่ก็ไม่ เพราะมณีจันทร์ผู้นี้ แยกแยะได้ถึงคำว่า “อดีต” ที่ไม่ควรเอามาปนกับ “ปัจจุบัน” ซึ่งมีเส้นทางสาย “อนาคต” รออยู่เบื้องหน้า

อดีตจบลงไปแล้ว...ขออย่างเดียวอย่ารื้อฟื้น..... มิฉะนั้น ปัจจุบันกับอนาคต จะล่มลงแน่นอน

“แต่มูนผูกสวยกว่าของใครๆ เลยนะ....เต้ยชอบ” เต้ยรีบใช้น้ำผึ้งหยอด โอบกอดพระจันทร์เสียแน่น เพราะกลัวจะเกิดรอยแยก แตกตรงกลางใจคนฟัง

“ไม่ต้องมาปากหวานแต่เช้าเลย แยกแยะเป็นหรอกน่า ไม่ได้ห้ามว่าไม่ให้พูดถึง แค่ขอไม่ให้เปรียบเทียบ”
 
ด้วยความหมั่นไส้กระมัง มูนจึงหยิกจมูกหมาตัวร้าย แม้จะเพิ่งเตือนเต้ยถึงเรื่องที่แม่สอนเมื่อคืน ทว่าลูกชายคุณแม่ทำให้อดใจได้เสียที่ไหน โชคดีนักที่คุณวาสิฏฐียังมาไม่ถึงงาน ไม่งั้นคงโดนเรียกไปเทศนาพร้อมกับเต้ยเป็นแน่

“รู้ได้ไงว่าเช้านี้หวาน ปากเต้ยเองแท้ๆ ยังไม่รู้เลยนะเนี่ย” เต้ยถามขึ้น มองซ้ายมองขวา พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจ จึงยื่นริมฝีปากเข้ามาเพื่อจะทดสอบว่าปากของเขาหวานตามที่มูนพูดหรือเปล่า แต่ก็ต้องชะงักเพียงแค่คืบเพราะพระจันทร์ดันตอบตะกุกตะกักมาว่า

“รู้สิ เพราะแอบชิมแล้วเมื่อเช้าตอนเต้ยยังไม่ตื่น”

“ลักหลับเหรอ....เห็นเงียบๆอย่างนี้ ร้ายนักนะ” เต้ยแสร้งทำเสียงเข้ม แล้วเปลี่ยนใจจากที่จะจูบ เป็นยื่นปากเข้าไปกระซิบลงตรงข้างหู จนใบหน้าลออคนฟังเจือระเรื่อด้วยเลือดฝาดที่มากกว่าปกติ  “ทีหลังอย่าชิมแค่ปากรู้ไหม กรุณาล้างหน้าไก่ให้ด้วย รับรองหวานเยิ้มไม่แพ้กัน”

มูนทำไมจะไม่รู้ว่าล้างหน้าไก่คืออะไร เพราะเมื่อเช้ามืดที่ผ่านมาก็เห็นอยู่เต็มตาว่าไก่ตัวใหญ่กำลังโก่งคอขันตามธรรมชาติคับแน่นอยู่เต็มกางเกงแพรสีสด ถ้าปลดออกคงจะได้เห็นว่าเยิ้มเพียงไร คงไม่แคล้วต้องปฏิบัติตาม พระคาถาของนางพญาคชสาร ทว่าด้วยอารมณ์ที่ยังไม่เจือโศกเรื่องคุณยายเท่าไร จึงทำให้ไม่มีความคิดนั้น แต่จะว่าไปในยามปกติ มันก็ไม่ใช่วิสัยที่ตนจะกระทำ หากแต่ในอนาคต หน้าที่เมียที่ดี คงต้องสนองให้เขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

สามีจิปฏิปัณโน เพศชายเป็นผัวเราได้ จงปฏิบัติต่อผัวให้ดี
พระคาถาคาบนี้ ต้องจำจนขึ้นใจและปฏิบัติให้ได้เป็นจริยวัตร

“คนบ้า”

แม้จะอยู่ในสถานการณ์งานเศร้า ทว่ากระแสแห่งความสุขก็กลับแทรกลอยอวล ยิ้มระเรื่อน้อยๆที่เคยมีจึงกลายเป็นยิ้มกว้าง และก็ต้องยิ้มกว้างขึ้นไปอีก เมื่อเห็นหมวดเปรมพาสามเณรน้อยรูปหนึ่งเดินเข้ามาในงาน มูนกับเต้ยจึงยุติบทสนทนา เกี่ยวก้อยพร้อมใจกันเดินเข้าไปหาสามเณรรูปนั้น

“เป็นไงเณรมอส ทนเอาหน่อยนะ เดี๋ยวเย็นก็สึก”

มูนมองสามเณรน้องชายด้วยความชื่นชม ทักทายด้วยเสียงสดใสระคนเอ็นดู แต่เจ้าเณรกลับไม่สดใสด้วย แถมยังโผเข้ามากอดเอวมูนแน่น

“พี่มูนครับ ที่มอสตั้งใจบวชให้คุณท่าน  พี่มูนแน่ใจนะครับว่าคุณท่านจะได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์”

“แน่สิเณร พี่จะไปโกหกเณรทำไม”

“แล้ววันนี้เราไม่ต้องเผาคุณท่านได้ไหมครับ พี่มูนให้ท่านนอนอยู่ที่หอนั่งบนบ้านเราเหมือนเดิมไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้หรอกเณร คนเราตายแล้วก็ต้องเผาทั้งนั้น มอสไม่เคยได้ยินคุณท่านของมอสพูดหรอกเหรอว่า ร่างกายมนุษย์ก็เปรียบเสมือนโครงรถ เมื่อไร้ซึ่งลมหายใจ ก็ไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ เราจะอาลัยกับโครงรถที่ใช้งานไม่ได้นั้นทำไม”  มูนโอบเณรตอบพูดปลอบลูบหลัง ปากบอกน้องไปอย่างนั้น หากในใจคิดอย่างเดียวกับที่น้องคิด แต่เนื่องด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่กว่า และต้องเป็นปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างให้น้อง ตนจึงพูดอย่างที่คิดออกไปไม่ได้

“ไม่เอาน่าเณร เป็นเณรเขาไม่ร้องไห้แล้วรู้ไหม เป็นน้องชายพี่ต้องเข้มแข็ง มาพี่จะพาไปนั่ง”  เต้ยเสริมขึ้น ค่อยๆแกะตัวเณรออกมาโอบไว้บ้าง แล้วพาเดินไปนั่งยังที่ที่จัดไว้

เณรมอสเช็ดน้ำตามาเสียแรง เดินตามมาอย่างว่าง่าย ด้วยทีท่าที่สมรวมกว่าเดิม มูนได้แต่มองตามน้องน้อย ที่อีกไม่นานจะถึงเกณฑ์ขึ้นมอหนึ่ง หากน้องก็ยังไม่รู้เรื่องต่างๆในโลกอีกมาก คุณยายเคยเปรยๆกับตนว่า จะส่งมอสไปเรียนในกรุงเทพ และตนก็ไม่ขัดข้อง ทว่าคุณยายก็ดันมาเสียไปเสียก่อน แต่ความตั้งใจนั้นของคุณยายจะไม่มีวันสลาย

“ถ้ายายไม่อยู่ ...มูนก็ดูเจ้ามอสมันด้วย ถ้ามันรักดี ก็ส่งให้มันเรียนจนถึงที่สุด ตามแต่มันต้องการ ยายกะว่าถ้ามันขึ้นมอหนึ่งจะส่งไปเรียนโรงเรียนเดียวกับมูนที่กรุงเทพดีไหมลูก”

“ดีจ้ะยาย....มอสจะได้เปิดหูเปิดตา แต่ถึงยายไม่พูด หนูก็ตั้งใจว่า หนูจะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว หนูรักมอสเสมือนน้องของหนูแท้ๆ ยายอย่าลืมสิจ๊ะว่า มอสก็เป็นกำพร้าเหมือนกับหนู หนูเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก”

มูนมิได้ตั้งใจจะพูดเพียงให้คุณยายคลายห่วง  หากแต่รู้สึกอย่างที่พูดจริงๆด้วย ชีวิตของมอสก็ไม่ต่างอะไรกับตนนัก ถูกนำมาทิ้งไว้ที่บ้านสวนตั้งแต่ยังจำความไม่ได้....มอสยังดีกว่าตนหน่อยที่แม่ของมอสไม่เอามาทิ้งไว้ที่ท่าน้ำ แต่เอามายื่นให้ป้าเมี้ยนกับมือ แม้ตอนนั้นจะยังเด็ก มูนก็จำภาพวันที่มอสมาอยู่ที่บ้านสวนได้ดี ภาพนั้นฉายชัดราวกับภาพยนตร์ที่ดูซ้ำหลายรอบ จำได้ขึ้นใจ

“ฝากหน่อยพี่เมี้ยน ฉันคงเลี้ยงมันไม่ได้หรอก ถือว่าช่วยฉันเถอะ”

“แล้วทำไมมึงถึงจะเลี้ยงมันไม่ได้ อีแม้น ลูกมึงทั้งคน” ป้าเมี้ยนเท้าสะเอวชี้หน้า ถามน้องสาวคนเล็ก ที่พยายามยัดเยียดลูกชายแบเบาะซึ่งกำลังร้องไห้จ้า แม่ของมอสเห็นป้าเมี้ยนยังไม่ยอมรับ เลยวางเจ้ามอสน้อยลงกับพื้น จนมูนที่ยืนดูอยู่ ต้องวิ่งเข้ามาอุ้มน้องไว้เสียแทน

“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะครับ”

“ฉันจะมีผัวใหม่...พ่อไอ้เจ้านี่ ไหนๆก็ตายห่าไปแล้ว อีกอย่างว่าที่ผัวใหม่ฉันก็ไม่ค่อยชอบเด็กเท่าไร”

“มึงเลยคิดจะเอาลูกมาทิ้งไว้ให้กู มึงรู้ไหมว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านกู เป็นบ้านคุณท่าน กูมาอาศัยอยู่ กูอยากรู้นักว่าจิตใจของมึงทำด้วยอะไร มันถึงได้หยาบช้า ทิ้งได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง”

“ฉันทำเพื่อความอยู่รอด ถ้าฉันไม่ทำ ฉันจะเอาที่ไหนกิน พ่อไอ้เจ้านี่ ทิ้งอะไรไว้ให้เสียที่ไหน ...ไว้ฉันจะคอยส่งเงินมาให้เรื่อยๆเป็นค่าเลี้ยงดูแล้วกัน” แม่ของมอสพูดจบก็สะบัดหน้า ไม่รอให้ป้าเมี้ยนรับปาก แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันหลังกลับพูดมาเสียงลั่น

“อ้อ..ฉันลืมบอกไป ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องพามันไปหาฉัน เข้าใจไหม ฉันจะติดต่อมาเอง”

“อีแม้น อีสารเลว อีแม่ใจชั่ว” ป้าเมี้ยนยังคงด่าไม่หยุด ด่าไปก็ร้องไห้ไป โกรธจนตัวสั่น ผิดหวังในตัวน้องสาวนัก ครั้นจะไม่ดูดำดูดีหลานมันก็ไม่ใช่วิสัย อย่างไรเสีย ก็เลือดเนื้อเชื้อไข มูนเข้าใจดีจึงพูดขึ้นจนป้าเมี้ยนน้ำตาไหลพรากยิ่งกว่าเดิม

“ไม่เป็นไรจ้ะป้าเมี้ยน ถ้าเขาไม่เลี้ยง มูนจะเลี้ยงน้องเอง มูนอยากมีน้องมานานแล้ว เดี๋ยวมูนคุยกับคุณยายให้”

ครั้นเมื่อมูนอุ้มมอสขึ้นไปหาคุณยาย เล่าเรื่องให้ฟังยังไม่ทันจบ คุณยายก็ตกปากรับคำทันที “ในเมื่อแม่มันไม่เอา ฉันก็จะเลี้ยงมันเอง ถ้าแม่มันติดต่อมาอีก บอกว่าให้ฉันแล้วให้ฉันเลยนะ อย่าสาระแนมาทวงคืน ....ไหนๆบ้านนี้ก็มีเด็กกำพร้าแล้วหนึ่ง มีอีกหนึ่งจะเป็นไร”

นับตั้งแต่วันนั้นนั่นแหละมอสจึงได้มาอยู่ที่นี่ ถูกเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ราวกับเป็นหลานคุณยายแท้ๆ ต่างกันนิดหน่อยตรงที่ ยังมิได้ร่ำเรียนวิชาชาววังอย่างมูน กริยามารยาทจึงประหนึ่งเด็กผู้ชายธรรมดาๆ และแม้มูนจะสอนให้เรียกคุณยายว่า “คุณยาย” ตามมูน แต่มอสก็กลับเรียกว่า “คุณท่าน” ตามป้าเมี้ยน เพราะมูนแอบได้ยินป้าเมี้ยนสอนหลานชายให้รู้ถึงฐานะตัวเองเสมอ มอสจึงโตมาด้วยความเจียมตัวอย่างยิ่ง ไม่เคยทำตัวเทียบเท่ามูน ไม่ค่อยเกเรอย่างเด็กในวัยเดียวกัน มีซนบ้าง เฮี้ยวบ้างตามประสาเด็กผู้ชาย ทำให้มูนเพิ่มความรักความเอ็นดูเข้าไปใหญ่ ...มูนเคยสงสัยว่าทำไม มอสไม่ถามหาแม่ และเจ้าน้องน้อยก็ตอบจนมูนอึ้งพูดอะไรต่อไม่ออก

“มีคุณท่าน มีพี่มูน มีป้าเมี้ยน  จะไปถามหาคนที่ไม่รักมอสทำไม”

ทว่าบัดนี้ คนที่รักมอสและมอสรัก สิ้นลงไปแล้วหนึ่ง มอสจึงเก็บความเสียใจเอาไว้ไม่อยู่ จนต้องวิ่งบนหอนั่งให้ดังตึงตัง ในวันรดน้ำ ผิดกับตอนเมื่อห้าหกปีก่อนที่มอสทราบข่าวว่าแม่แท้ๆเสียแล้ว ตอนนั้นมอสไม่ร้องไห้สักแอะ รับฟังอย่างนิ่งๆ อย่างกับถอดแบบมาจากมูน

ไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้ไม่รักแม่ แต่คนที่เลี้ยงมาย่อมรู้ว่าความเสียใจที่มีอยู่ไม่เท่ากัน มอสโตมา จำความได้ ก็เห็นแต่คุณท่าน พี่มูนและป้าเมี้ยน ....สามคนนี้ต่างหากที่เสียไปจะมีน้ำตาท่วมท้น ใครจะว่ามอสไม่กตัญญูก็ช่าง เพราะมูนรู้ดีกว่าใครว่ามอสมีความกตัญญูเพียงไร

“พี่มูนครับ มอสจะบวชให้คุณท่าน” มอสวิ่งเข้ามากอดเอวมูนซบหน้านิ่ง ทันทีที่มูนกับเต้ยเดินขึ้นมาบนบ้านเมื่อคืนหลังจากหมดความกังวลใจใต้ร่มมลุลี

“ป้าเมี้ยนบอกให้บวชเหรอ”

“เปล่าครับ...มอสอยากบวชเอง คุณท่านเลี้ยงมอสมา ให้ที่อยู่ที่กิน ส่งเสียมอสเรียน มอสเลยอยากตอบแทนพระคุณ คุณท่านจะได้เกาะชายผ้าเหลืองไปสวรรค์ มอสได้ยินเขาพูดมาอย่างนั้น พี่มูนว่าจริงไหมครับ”

มูนได้ฟังก็อึ้งตอบอะไรไม่ออกอีกแล้วซึ้งในน้ำใจน้องยิ่งนัก มิเสียใจเลยที่ผ่านมาให้ความเอ็นดูราวกับน้องแท้ๆ ดวงตาใสๆของเจ้าน้องน้อยบบอกให้รู้ว่าไร้ซึ่งมารยา ประจบประแจงเอาใจ แต่เปี่ยมไปด้วยความกตัญญูที่ไม่เคยมีใครต้องสอน

ด้วยเหตุฉะนี้ มอสจะต้องไม่เป็นเพียงแค่เด็กบ้านนอก ตนได้อะไร มอสก็จะได้เช่นนั้น หรือบางทีต้องยิ่งกว่า...มูนสัญญากับตัวเองในใจ ส่วนเต้ยที่กลับมายืนข้างๆก็คล้ายจะรับรู้ได้ในความคิดนั้น

“น้องของมูนก็เหมือนน้องของเต้ย ...เต้ยจะช่วยดูแลน้องเอง มอสไม่ใช่เด็กเกเร อย่าห่วงเลย”

“ตอนแรกก็ไม่ห่วง แต่ตอนนี้ห่วงแล้ว” มูนถอนหายใจอย่างบังคับไว้ไม่อยู่ เปรยขึ้นเสียงอ่อยๆ เต้ยเห็นกริยาอาการนั้น จึงขมวดคิ้วถามขึ้นอย่างสงสัย

“ทำไมถึงห่วง”

“เพราะเต้ยจะช่วยดูแลเนี่ยแหละเลยห่วง กลัวจะติดนิสัยหมาบ้า แถมเณรมอสยังเคยพูดปาวๆว่า จะเป็นแบบเต้ย ใครบ้างเล่าจะไม่กลัว” มูนตอบหน้าตาเฉย แต่คนฟังนี้สิเฉยไม่อยู่ แผดเสียงมาทันใด

“แล้วเป็นแบบเต้ยมันไม่ดีตรงไหน ห๊า คุณเมีย...” เต้ยแทบจะกระชากมูนเข้ามาฟัด แต่พระจันทร์ก็รู้ทัน ดันเบี่ยงตัวหลบไปเสียได้ “อย่าให้จับได้นะ”

“ก็ไม่ดีแบบนี้ไงเล่า”

มูนชี้ไปที่เณรมอสทันที เต้ยเองก็มองตามและภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือเจ้าเณรน้อยที่ทำท่าสมรวมใบหน้าเศร้าหมองในตอนแรก ขณะนี้กลับยิ้มแป้นมาแทนที่ กวักมือเรียกเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกลุ่มหนึ่งให้เข้ามาหา และเด็กสาวกลุ่มนี้ก็เหลือกระไร แทนที่จะอายกลับเข้ามากันทั้งกลุ่มตามคำเรียกร้องของเณรน้อยเสียนี่ จนเปรมต้องช่วยกันออก

“อย่าหนู...อย่าโดนเณร”

“หนูไม่ใช่ผี ไม่กลัวร้อนหรอกค่ะ โดนผ้าเหลืองได้” เด็กสาวคนหนึ่งเข้าใจเถียงค้อนเปรมประหลับประเหลือก ไม่สนใจเสียงห้าม จนเปรมส่ายหน้าระอา ไม่รู้จะห้ามปรามต่ออย่างไร แต่ก็นับว่ายังดีหน่อยที่แม่พวกนี้ แค่รุมอยู่ห่างๆ ไม่ถึงเนื้อถึงตัว

“มอสโกนหัวแบบนี้ หล่อไปอีกแบบนะเนี่ย”

“ขอบคุณครับๆ” เณรมอสตอบกลับยิ้มเสียยิ่งกว่ายิ้ม ทำตัวอย่างกับเป็นหนุ่มน้อย ลุกขึ้นโค้งคำนับไปทั่ววง แล้วบอกกับพี่เปรมว่า  “ช่างเถอะครับพี่เปรม แฟนคลับมอสทั้งนั้น”

“ไม่เบาเลยนะเณร...เยอะพอๆกับไอ้เต้ยตอนเด็กๆเลย”

 ผู้ปกครองอย่างมูนได้เห็นก็ส่ายหน้า ส่วนพี่ชายหมาบ้ายักคิ้วยกนิ้วโป้งให้ไม่ห้ามปรามเลยสักนิด  “โห...เยี่ยมว่ะเณร หมดห่วงเรื่องเป็นตุ๊ดแล้ว”

เต้ยตอนเห็นมอสครั้งแรก ยังหวั่นๆใจว่าจะเป็นตุ๊ด เพราะถูกเลี้ยงมาแบบเดียวกันกับมูน ด้วยท่าทาง เก้งๆก้างๆ เป็นไปคงไม่จับตาเท่าพระจันทร์ของเขา แต่ครั้นมอสมาขอให้สอนบาส ความหวั่นใจก็คลายลง จนสลายลงไปหมดในวินาทีที่ผ่านมา

“มอสเป็นเสียที่ไหนเล่า เต้ยนี่ก็ มีแต่ เอ่อ...น้องสาวมูนมาจีบ”

ยังไม่ทันจะขาดคำของมูนเสียงเณรก็ดังขึ้น เพราะในกลุ่มเด็กสาวมีสาวหนึ่งที่ค่อนข้างจะผิดแปลก เพราะตัดผมสั้นเกรียนใส่กางเกงรัดติ้วแถมยังกันคิ้วเสียโก่ง ยืนกระมิดกระเมี้ยนบิดร่างกลมกระปุ๊กลุ๊กไปมา กล้ากว่าใครอยู่กลางวง

“อีตี๋ อีตุ๊ด อย่าเข้ามาใกล้กู ...กูเป็นเณรแล้วนะโว้ย”

“แหม นิดๆหน่อยๆน่ามอส...หมวยเล็กอยากถ่ายรูปคู่กับมอสจะเอาไปลงเฟซ อีกอย่างหมวยเล็กอยากรู้ว่าเป็นเณรเขาห้ามใส่กางเกงในจริงหรือเปล่า”

อาตี๋น้อยที่เรียกตนเองว่าหมวยเล็กกล่าวขึ้น ไม่สะทกสะท้านที่โดนไล่แถมยังยืนบิดยิ่งกว่าเดิมจนแทบจะเป็นเลขแปด มือไม้ไขว่คว้าหมายใจจะให้สัมผัสกลางสบง จนเณรน้อยต้องกุมเป้าโก่งสะโพกหลบตัวงอ ลักษณะกล้าเกินหญิงแบบนี้คงจะไม่ใช่น้องสาวมูนแล้วกระมัง หากแต่คงเป็นลูกสาวนางพญาคชสารที่พลัดพรากกันมานานเสียมากกว่า

“ไว้มึงสวยได้เท่าพี่กูก่อนค่อยมา ไป๊ อีตุ๊ด” เจ้าเณรน้อยยังคงไล่ น้ำเสียงและกริยา อย่างกับอัดสำเนามาจากพี่ชายหมาบ้าไม่มีผิดเพี้ยน และอีนังหนูหมวยเล็กก็ใช่ย่อย ลอกประโยคของแม่มันมาทั้งดุ้นโดยบังเอิญ

“ทำเป็นพูดดีไปเถอะเณร วันหนึ่งอย่ามาเรียกว่าหมวยจ๋าก็แล้วกัน”

 “เณรเดี๋ยวเหอะ ใครสอนให้ไปว่าเขาแบบนั้น อย่าให้พี่ได้ยินอีกรู้ไหม ยังไม่ทันจะอะไร ศีลก็ขาดซะแล้ว”

มูนทนไม่ไหวรีบเข้ามาเอ็ด เต้ยกับเปรมแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่ โดยเฉพาะเต้ยแล้ว รู้สึกเหมือนได้เห็นภาพตนในอดีต ทว่าดีกรีความร้ายกาจของเจ้าน้องชายสามเณรยังไม่เทียมเท่าเขา....  เด็กๆเมื่อมีผู้ใหญ่เข้ามา ก็ออกไปกันหมด เหลือแต่นังหมวยที่ยังไม่วายชายตา จนเปรมต้องกวักมือเรียกแม่ของมันที่ยืนแทะโลมแบงค์กับพวกให้เข้ามาหา

“มีห่าอะไร ไอ้หมวด”

“อีช้าง กูจะบอกว่า มึงมีลูกสาวแล้ว ....เหมือนมึงตอนเด็กๆเปี๊ยบเลย นั่นไง” เปรมชี้ไปทางนังเด็กหมวย ที่ยังคงชำเลืองมองเณรมอสอยู่ข้างๆเสาให้ช้างดู พอช้างได้เห็นก็ตบอกร้องลั่น

“นี่กูกำลังส่องกระจกทวิภพเห็นตัวเองในอดีตอยู่ใช่ไหม....ต๊ายยยยยย ลูกแม่ ไปทางโน้นกับแม่ดีกว่าไหมลูก”

นางคชสารใช้งวงอวบอูมจูงงวงลูกสาว ท่ามกลางความขบขัน ส่วนมูนก็เทศนาเณรอีกเล็กน้อย ก่อนจะลุกไปกับเต้ยและเปรม เพื่อจัดการงานด้านอื่นต่อ เขาว่ากันว่า ความสุขและเสียงหัวเราะมักจะผ่านไปรวดเร็วก็คงจะเป็นจริง เพราะยิ่งใกล้เวลาจุดไฟส่งยายเท่าไร หัวใจของมูนก็ยิ่งวาบลึกบอกความรู้สึกไม่ถูก แม้จะบอกน้องไปว่าอย่าอาลัยในสังขาร แต่ตนกลับเป็นเองมาเสียนี่ คุณยายเคยสอนเสมอ ว่าอย่ากลัวกับความตาย การมีชีวิตอยู่ต่างหากที่น่ากลัวกว่า คุณยายอาจจะคิดทางพุทธปรัชญาว่าคนอยู่น่ากลัวตรงที่ต้องอยู่ใช้กรรม แต่มูนไม่คิดเช่นนั้น

คำว่า “ตาย” ของมูนคือความหมายของการดับ  เมื่อดับแล้วก็สิ้นสุดทุกสิ่ง ตรงนี้ที่ตรงกันกับของคุณยาย  ส่วนคำว่า “อยู่”คือการดำรงอยู่ ทนเห็น ทนดู การพลัดพราก นี่ต่างหากคือสิ่งที่น่ากลัวซึ่งแตกต่างออกไปในความคิดของมูน

การพลัดพรากไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย คงเจ็บปวดพอกัน “จากตาย” มูนได้ลิ้มรสแห่งความเจ็บปวดเหล่านั้นแล้ว ทว่า “จากเป็น” ไม่บังเกิดเพราะเต้ยยังดำรงอยู่

“เมีย”...สตรีที่ไหนก็เป็นได้ หากแต่ “ยอดเมีย” ผู้ชายอย่างตนเนี่ยแหละจะเป็นเหนือสตรีเหล่านั้นให้ดู
เพื่อตอบแทนในการดำรงอยู่ ที่มั่นใจว่าจะมีแต่  “จากตาย” ในวันข้างหน้าเพียงเท่านั้น

 “มูนจะทำหน้าที่พระจันทร์ของเต้ยให้ดีที่สุด ให้สมกับที่เต้ยเลือกมูน”

มูนเปรยขึ้นในใจกับตนเอง มิได้บอกออกมาเป็นคำพูด มือเล็กๆเรียวเสลากุมมือใหญ่ๆข้างตัวไว้แน่น และมือทั้งสองนั้นต่างก็สอดประสานบีบไว้ไม่ให้คลายจากกันยามเดินเคียงคู่ อีกทั้งรอยยิ้มบางๆใสๆ ที่มาบรรจบพบกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เกเร มันก็เพียงพอแล้วที่ใจกับใจ จะถ่ายทอดและสื่อสารข้อความที่ซ่อนซึ้งได้ถึงกัน

“ไว้เสร็จงานแล้ว เต้ยจะรับขวัญให้ฉ่ำปอดเลยทีเดียว คอยดู”

แขกผู้ใหญ่ทยอยกันมาถึงตั้งแต่บ่าย มีทั้งระดับปลัดอำเภอ จนถึงระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งมูนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณยายไปรู้จักข้าราชการพวกนี้ได้อย่างไร แต่นั่นก็ไม่น่าขมวดคิ้วเท่ากับบรรดาท่านๆเหล่านั้น ดันหนีบเอา “ว่าที่นักการเมือง”ผู้สมัคร ส.ส. เข้ามาในงานกันด้วย ทว่ายังดีที่คนเหล่านี้รู้จักกาลเทศะ ไม่มาใช้งานคุณยายหาเสียงตรงๆ

“แสดงว่าคุณท่านของเราดังนะคะคุณมูน...เพราะพวกนี้จะมาเฉพาะงานใหญ่ๆเท่านั้น”

ป้าเมี้ยนกระซิบกระซาบบอกมูน แต่อย่างไรเสียมูนก็ไม่เห็นด้วย เพราะมิได้รู้จักมักคุ้นกันเลยสักนิด แถม “นักการเมือง” ทั้งหลายยังยกมือไหว้ จนแทบจะกราบมูนกับเต้ยที่ยืนอยู่หน้างานตอนเข้ามา

เคยอ่านเจอปราชญ์ท่านหนึ่งสอนไว้ นักการเมืองจะมองแต่อนาคตตน 
ห่างชั้นกับรัฐบุรุษที่มองแต่อนาคตของประเทศ  และแขกไม่ได้รับเชิญพวกนี้เป็นได้แค่นักการเมืองเท่านั้น

และวันนี้ยังคงไร้วี่แววของอัศวินหน้าตี๋เช่นเคย และก็ไม่มีใครเอ่ยถึงกันเลยสักนิด ส่วนคุณเมฆกับคุณวาสิฏฐีมาถึงงานก่อนหน้าท่านผู้หญิงเล็กน้อย และเมื่อครั้นท่านผู้หญิงมาถึง ว่าที่นักการเมืองก็ลุกกันพรึ่บพรั่บ เพราะรู้ดีว่าท่านผู้หญิงผู้นี้ คือสตรีที่เป็นถึงนางสนองพระโอษฐ์ จึงกุลีกุจอเตรียมเข้ามาช่วยต้อนรับ ใช้กริยาไม่ต่างอะไรกับเสนอหน้า สตรีผู้มีบรรดาศักดิ์นั้นมีหรือท่านจะไม่รับรู้ ท่านคุ้นเคยกับคำว่าสอพลอพอดู จึงเพียงแต่ยิ้มรับน้อยๆ แล้วก็ไม่สนใจอะไรอีก แต่ไปหยุดทักทายเต้ยกับมูนแทน ทั้งสองจึงได้มีโอกาสกล่าวขอบพระคุณท่านผู้หญิงถึงเรื่องเมื่อคืน

“ผมกราบขอบพระคุณท่านมากครับ ที่กรุณาผมสองคนเมื่อคืน”

“ฉันก็แค่ช่วยในสิ่งที่ฉันพอจะทำได้ ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง...เกดเป็นเสมือนน้องสาวฉัน ฉันรักมาก หลานของเขาก็เหมือนหลานของฉัน ฉันจึงไม่มีทางละเลย”

มูนได้ฟังก็ตื้นตันนัก ยกกระพุ่มมือกราบขอบพระคุณมาพร้อมกับเต้ยโดยมิได้นัดหมาย และหันไปหาคุณน้าทั้งสองที่ตามหลังมายืนอยู่ข้างท่านผู้หญิง

“ขอบพระคุณ คุณน้าทั้งสองมากครับ ที่ช่วยกรุณาผมกับมูน” เต้ยยกมือไหว้กล่าวขึ้นไม่รอช้า แล้วคุณน้ากวนตีนที่นึกด่าอยู่ในใจก็ตบไหล่ตอบรับพลัน

“อย่าขอบคุณพวกเราเลย ไปขอบคุณแม่นายเถอะ ไอ้หลานชาย”

“แต่ถ้าไม่มีคุณน้า...แม่คงยังตัดสินใจไม่ได้”

“เธอต้องเรียกพวกเราว่าอา ส่วนมูนต้องเรียกว่าน้า” คุณน้าตัวเล็กกว่าที่ชื่อกลางแก้คำสรรพนามให้ด้วยใบหน้าหวานหยด ทอดเสียงนุ่มน่าฟังไม่ต่างอะไรกับพระจันทร์ของเขาเลยสักนิด “หัวอกคนเป็นแม่ก็อย่างนี้แหละ ... ที่เราช่วยเพราะเห็นเธอเป็นหลานกร เพื่อนของเรา อีกอย่างเราเห็นเธอสองคนน่ารัก เลยอยากช่วย”

“ครับคุณอา คุณอาก็น่ารักครับ ไม่รู้ว่า อามังกรปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร ถ้าเป็นผมนะไม่มีวันหรอกครับ ” เต้ยฉอเลาะเข้าให้ ยิ้มกรุ้มกริ่มไม่หยุด สร้างความเอ็นดูให้กับผู้ใหญ่ ทว่าผู้ใหญ่อีกคน กลับไม่เอ็นดูด้วย

“อย่าแน่ใจไปโว้ยไอ้หลานชาย ลองไปถามอานายดูแล้วกันว่าตีนอาอร่อยไหม”

“จัสติน ทำไมไปพูดกับหลานอย่างนั้น”

 “ให้มูนพาท่านผู้หญิงกับคุณน้าไปนั่งเถอะ ท่านเพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ ” มูนกล่าวแทรกขึ้นก่อนเรื่องจะบานปลาย แล้วค้อมตัวเดินนำท่านผู้หญิงกับคุณน้าทั้งสอง มายังโต๊ะด้านหน้า เมื่อส่งแขกเสร็จก่อนมูนจะออกไป คุณกลางก็จับมือแน่น กล่าวว่า

“เก่งมากลูก เข้มแข็งกว่าคืนแรกมาก อย่างน้อยก็เก่งกว่าน้า ตอนน้าเสียท่านยาย”

“ขอบคุณครับคุณน้า”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-02-2019 17:51:15 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“มาให้น้ากอดที” คราวนี้ไม่ใช่กลางที่พูดแต่เป็นคุณน้ารูปหล่อ ที่เปิดอ้อมแขนกว้าง หากก็ต้องเปิดค้างอยู่อย่างนั้น เพราะเต้ยดันแทรกเข้ามาพามูนออกพูดด้วยสีหน้าขึงขังเอาจริงเอาจัง ไม่สนใจคุณวาสิฏฐีที่นั่งถัดไป

“เมียผมครับคุณอา...ขอตัวนะครับ”

“ไอ้เจ้านี่มันร้ายนะกลาง ถอดแบบอามันไม่มีผิด” จัสตินเปรยขึ้นยิ้มๆ ไม่โกรธกับทีท่าของหลานชายอดีตศัตรูที่พาเมียมันออกไปแล้ว “หวงอย่างกับเป็นเด็กๆ หวงของเล่นเลยไอ้นี่”

“หลานมันรักของมัน แล้วใครใช้ให้ไปแกล้งหลานอย่างนั้นเล่า นั่งลงเสียที เล่นเป็นเด็กๆไปได้”

“ครับผม”

เมื่อถึงเวลาอันสมควร พิธีทอดผ้าบังสุกุลก็เริ่มขึ้น พิธีนี้ เดิมตั้งใจไว้จะให้เป็นไปอย่างเรียบง่าย หากแต่แขกผู้ใหญ่ทั้งรับเชิญและไม่ได้รับเชิญเยอะ จึงค่อนข้างวุ่น และเป็นที่แน่นอนว่า พวกนักการเมืองต่างก็หาทางแทรกเข้ามาทอดด้วยจนได้ เพราะอย่างน้อยชื่อเสียงเรียงนาม ก็ได้ประกาศออกเครื่องขยายเสียง เพื่อขยายฐานเสียงทางอ้อม จนผู้ใหญ่อย่างท่านผู้หญิงที่รู้ความนัยดียังต้องเบ้หน้าระอา

“น่าอายเสียจริงๆ พวกฉวยโอกาส งานศพแท้ๆก็ยังมาเสนอหน้า ดีนะกลาง ที่บ้านเราไม่มีใครเล่นการเมือง ไม่งั้นแม่คงโดนสาป โดนแช่ง เพราะเวลาประชาชนด่า เขาด่าเขาแช่งมาถึงพ่อถึงแม่”

“โธ่ แม่จ๋า ช่างเขาเถอะ  แม่อย่าลืมสิว่ายุคนี้ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนนทั้งนั้น”

“ท่าจะจริง แม่เองก็ลืมไป”

 ครั้นพิธีทอดผ้าเสร็จสิ้น เสียงประกาศก็ดังก้องว่าถึงเวลาที่เรียกว่าประชุมเพลิง วินาทีนี้แหละที่ความอาลัยวิ่งเข้ามาจับใจมูนอีกครั้ง มูนทำได้เพียงกอดแขนเต้ยแน่น ดวงตากลมโตสีน้ำตาลใส จับจ้องทุกภาพ ทุกอิริยาบถยามห้องนอนของคุณยาย ถูกยกลงจากแท่นวางไว้หน้าประตูเพลิง มิช้านาน ฝาด้านบนก็เปิดออก น้ำมะพร้าวก็หลั่งรินเป็นสาย ใช้อาบหน้าคุณยายมองแต่ไกลก็เห็น ไม่ต่างอะไรกับน้ำตาที่เริ่มซ่านกระเซ็น กระเด็นเป็นวงกว้างร่วงลงซึมซับผ่านหลังมือลออ

“ไหวไหมแม่มณี” เต้ยถามขึ้น มิห้ามอันใดอีกแล้ว หากมูนจะร้องไห้ เพราะไม่ว่าจะเป็นใคร ช่วงเวลานี้คือช่วงที่อ่อนแอที่สุด  “ ถ้าจะร้องก็ร้องตอนนี้เสียให้พอ ตอนลุกขึ้น อย่าให้ใครเห็นน้ำตาเรา”

“อืม” มูนพยักหน้ารับคำ กลั้นสะอื้น ไม่คิดว่า พอได้เห็นภาพที่เขาจัดการกับคุณยายน้ำตามันจะไหลโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆที่ตั้งใจจะไม่ร้องไห้อีก “ เต้ยขึ้นไปส่งคุณยายพร้อมมูนนะ ถ้าให้มูนลุกเดินไปเองคงจะไม่ไหว”

“ถึงมูนไม่บอก เต้ยก็ตั้งใจจะทำอย่างนั้น”

แล้วเสียงประกาศเชิญประธานวางดอกไม้จันทน์ก็ดังขึ้น  และเสียงนี้เองที่ทำให้พระจันทร์ ผลุดลุกขึ้นยืนได้เองอย่างอัศจรรย์ โดยมิต้องมีเต้ยช่วยพยุง เพราะเสียงนั้น ดันเชิญว่าที่นักการเมืองมาเสียนี่ ถ้าเป็น ท่านผู้หญิง หรือ คุณเมฆกับคุณวาสิฏฐี มูนคงมิต้องลุกขึ้นยืนอย่างนี้

หยาดน้ำตาเหือดหายทันที ความเข้มแข็งกลับมา จนเรียกว่ากริยาเกือบเย็นชาแข็งกระด้าง พระจันทร์ดวงน้อยลอยหน้าเชิดเดินหลังตรงเข้าไปหาคนประกาศทันใด มัคนายกผู้ทำหน้าที่คล้ายโฆษก ฉงนฉงาย หากก็ไม่ทำให้หงายหลัง เท่ากับเสียงเรียบๆ ธรรมดา ที่สามารถใช้กระแทกอกจนหลายๆคนจุก ตั้งใจให้เสียงนั้นผ่านไมโครโฟน ประกาศให้แขกทั้งงานได้รับรู้

“ยายของฉัน ฉันควรจะขึ้นเผาเป็นคนแรก ไม่ใช่คนนอก ควรจะถามฉันสักนิด ไม่ใช่คิดตามอำเภอใจ เอาไว้งานตัวลุงเอง ค่อยเชิญพวกเขาเป็นประธานแล้วกัน”

ทุกเสียงเงียบกริบลงทันที ว่าที่นักการเมืองที่ถูกเชิญต้องยืนเก้อหน้าม้าน นั่งลงทำหน้าทำตาไม่ถูก เต้ยรีบลุกขึ้น เดินเข้ามายืนประกบใช้น้ำเสียงตั้งใจให้ผ่านไมโครโฟนเช่นกัน

 “ยายของเรา เราต้องขึ้นคนแรก มูนทำถูกแล้ว”

มิใช่แค่เพียงเต้ยคนเดียวที่เห็นพ้อง หากแต่ท่านผู้หญิง คุณน้าทั้งสอง คุณเมฆกับคุณวาสิฏฐี และบรรดาผองเพื่อน ต่างก็สนับสนุน พยักหน้ายิ้มให้เหมือนเป็นสัญญาณว่าทำถูกต้องแล้ว ช้างไม่รอช้าหยิบพานดอกไม้จันทน์ดอกใหญ่เข้ามาให้ทั้งสองอย่างทันท่วงที  เมื่อทุกอย่างพรักพร้อม มูนจึงหยิบดอกไม้ขึ้นมาในจังหวะเดียวกับที่เต้ยยื่นแขนมาให้คล้อง  ใบหน้าลออยังคงเชิดตระหง่าน เพราะรู้ดีว่าถ้าก้มหน้าลงตอนนี้น้ำตาคงจะไหลมาอีกระลอก

“เณรมาหาพี่ ไปส่งคุณยายกัน”

มูนเรียกเณรมอสที่นั่งตาแดงอยู่เข้ามาหา แล้วจูงมือไว้ อีกทั้งยังเรียกป้าเมี้ยนให้เข้ามาสมทบ  แล้วทั้งหลานทั้งบริวารก็พร้อมใจกันเดินขึ้นสู่บันไดเมรุที่มีเปลวเพลิงโหมกระหน่ำรออยู่เบื้องหน้า

มโหรีปี่พาทย์มอญประโคมขึ้นดังลั่น ระคนเสียงพระสวดเป็นครั้งสุดท้าย พระจันทร์พร้อมดอกไม้จันทน์ ลอยขึ้นมาถึงด้านบนสุดจนมาหยุดหน้าประตูเพลิง  ทุกๆสายตายังคงจับจ้อง และก็ต้องซับรอยรื้นรอบตา ยามประธานตัวจริงและคนใกล้ชิดทั้งผอง ทรุดกายลงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย กราบลงตรงพื้น แม้กระทั่งเณรรูปน้อย ซึ่งไม่สนใจธรรมเนียมผ้าเหลืองอีกต่อไป ภาพที่ทุกคนเห็นนั้นได้สร้างความจับใจให้หลายๆคน โดยเฉพาะผู้ที่มีสัมผัสอันละเอียดอ่อน 

“ฉันดีใจที่สุดเลยค่ะคุณเมฆ ที่ตัดสินใจให้ตาเต้ยของเราอยู่กับมูน ไม่อยากคิดเลยว่า ถ้าวันนี้ไม่มีตาเต้ย มูนเขาจะขึ้นไปส่งยายไหวไหม”

“ผมก็ดีใจเหมือนกันคุณหว้า ที่มีคุณเป็นแม่ไอ้เจ้าเต้ย” คุณเมฆยิ้มน้อยๆ ตอบกลับภรรยา แล้วต่างฝ่ายต่างก็กุมมือกันแน่น ทอดสายตามองลูกชายกับพระจันทร์ของเขาที่ทำหน้าที่หลานเขยและหลานชายอยู่บนเมรุได้อย่างไม่มีที่ติ

“เราสองคนคงเสียดายแย่”

“ค่ะ ฉันก็ว่าอย่างนั้น”

คุณวาสิฏฐีเห็นพ้องกับสามี แล้วก็ต้องยุติบทสนทนา เพราะท่านผู้หญิงลุกขึ้นยืนไว้อาลัยให้คุณเกดทั้งน้ำตาที่ท่านเองคงกลั้นไว้ไม่อยู่ และเมื่อสตรีบรรดาศักดิ์ยืนขึ้นเสียคนหนึ่งแล้ว ผู้ไม่มีและอยากมีบรรดาศักดิ์ ไยจะไม่ยืนตาม เสียงพลุดังสนั่นและดังลั่นจนสั่นเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ความอาลัย โหยหา ยายจ๋าผู้เป็นยิ่งกว่าแม่กำเริบหนัก อีกไม่กี่วินาทีนี้แล้ว ที่อ้อมอกและแก้มหอมของยาย จะมอดไหม้ในกองเพลิง คงเหลือไว้แค่เถ้ากระดูกกลับบ้านเพียงแค่นั้นหรือ

พระจันทร์ดวงน้อย ไม่เคยต้องต่อสู้กับความคิดอันอึงอลในสมองหนักหนาเท่าครั้งนี้มาก่อน “ยื้อไว้”ให้ผิดธรรมเนียม หรือ “ปล่อยไป” ตามธรรมเนียม... แล้ว จู่ๆ คำพูดของคุณยายที่ตนเพิ่งใช้สอนเณรมอสก็หวนดังอยู่กลางสมองอีกครั้ง...และนั่นก็ทำให้ความสับสนทั้งมวลยุติลงโดยดุษฎี

“ร่างกายมนุษย์ก็เปรียบเสมือนโครงรถ เมื่อไร้ซึ่งลมหายใจ ก็ไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ เราจะอาลัยกับโครงรถที่ใช้งานไม่ได้นั้นทำไม” 

“ถูกของยาย ... ร่างยายไม่อยู่ แต่ยายจ๋าจะอยู่ในใจหนูตลอดไป” เมื่อเปรยได้เช่นนั้น ใบหน้าลออเรียบจึงเงยหน้าขึ้นมาจากพื้น และไร้ซึ่งคราบน้ำตา เสียงนุ่ม ทว่ามั่นคง เด็ดเดี่ยว ดังขึ้นเป็นสัญญาณชัดถ้อยชัดคำ

“เผาได้”

เพียงเท่านั้น ห้องนอนคุณยายก็ถูกเคลื่อนเข้าสู่ประตูเพลิงพร้อมกับช่อดอกไม้จันทน์ช่อใหญ่ในมือมูน  เต้ยเงยหน้ามาได้ก็รีบใช้แขนคว้าเอวพระจันทร์ไว้แน่นด้วยลางสังหรณ์แปลกๆ กลัวว่ามูนจะพุ่งปราดตามเข้าไป และก็เป็นดังคาด แต่หากมิใช่มูน เพราะคนที่พุ่งไปขวางทางนั้นกลับกลายเป็นเณรมอส ซึ่งเขาคว้าไว้ไม่ทัน 

“คุณท่านครับ ... อย่า อย่าเผาคุณท่าน”

“อย่าเณร...อย่าเข้ามา อย่าขวาง เดี๋ยวคุณท่านจะมีห่วง”

“ปล่อยมอส....มอสบอกให้ปล่อย”

โชคดีที่คนบนเมรุคว้าตัวเณรไว้ได้ทันก่อนจะเข้าไปขวาง ป้าเมี้ยนอยากจะเข้าไปกอดหลานแต่ก็ทำไม่ได้ มูนกับเต้ยจึงจำต้องเข้าไปดึงเณรกลับมาสู่อ้อมอก กอดไว้แน่นเสียเอง เณรถึงได้สงบ แล้วทั้งหมดก็พากันลุกขึ้นยืนช้าๆ หากสายตายังจับจ้องเปลวเพลิงที่กำลังโลมเลียฝาผนังห้องนอนทีละข้างๆ ผ่านช่องประตูบานเล็กที่เปิดไว้รอรับดอกไม้จันทน์

ท่านผู้หญิงเดินนำบรรดาแขกขึ้นบันไดเมรุมาแล้ว มูนกับเต้ยจึงเลี่ยงลงมายืนส่งแขกหน้าบันไดด้านล่าง และมองเห็นควันไฟที่ทยอยพวยพุ่งออกจากปากปล่อง แม้จะปวดใจที่ต้องทนเห็นไฟทำลายสังขาร แต่มูนก็ยังฝืนประโยคสุดท้ายบอกยายจ๋าได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ยายสบายใจหมดห่วงและพักผ่อนนิรันดร

“ยายจ๋า หนูรักยาย ....หลับให้สบายนะจ๊ะ ไม่ต้องห่วง แล้วอย่าลืมกลับมารับหนู เหมือนตอนไปรับที่โรงเรียน เมื่อถึงคราวที่หนูต้องเดินทาง”  มูนพูดจบก็รู้สึกถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นเลื่อนมาโอบกระชับรอบไหล่ตนมั่น ศีรษะน้อยๆลดความตระหง่านเอนซบกับแผงอกแข็งแรง ที่กำลังขยายกว้างลำดับเสียงดังกังวานขับขานออกมาจากใจ ส่งไปพร้อมกับควันไฟถึงคุณยาย   

“คุณยายไม่ต้องห่วงนะครับ ....เต้ยเคยสัญญากับคุณยายไว้อย่างไร ขอให้ยายมั่นใจว่าจะเป็นตามนั้นทุกประการ”

งานคุณยายเสร็จสิ้นผ่านพ้นไปได้เกือบอาทิตย์แล้ว บ้านสวนที่เคยมีแขกเหรื่อมาฟังสวดคับคั่ง บัดนี้เงียบสงบลงเฉกเช่นเดิมดังที่เคยเป็น เจ้าของบ้านตัวน้อย นั่งทอดอารมณ์ไปเรื่อยๆ นึกถึง ช้าง เปรม และบรรดาเพื่อนๆที่ลากลับไปกันหมด ด้วยมีภาระหน้าที่ทางการงาน เต้ยเองก็ใช่ว่าจะไม่มีกับเขา และเท่าที่มูนรู้ว่ามาระยะหลังนี้งานธุรกิจโรงแรมของครอบครัวเต้ยก็ยุ่งไม่แพ้ใคร หากแต่คุณวาสิฏฐีกับคุณเมฆ ตัดสินมาให้เสียแทน

“ยังไม่ต้องเข้าโรงแรมหรอก ส่งงานให้พ่อกับแม่ผ่านอีเมล์ก็ได้ มีประชุมหรือพบลูกค้าสำคัญๆค่อยเข้าไป เข้ากรุงเทพบ่อยๆ เปลืองค่าน้ำมันรถ”

คุณวาสิฏฐีกล่าวกับลูกชายก่อนกลับ ทั้งๆที่เคยบอกลูกชายเอาไว้เองว่าให้ตั้งใจทำงาน ทำมาหากิน แต่ไฉนตอนนี้ ดันสนับสนุนให้ลูกชายได้มีเวลาดื่มด่ำกับ “น้ำผึ้งพระจันทร์” จนฉ่ำปอด ฤานี่จะเป็น ความรักของแม่ อันยิ่งใหญ่ล้นฟ้า  ที่ยอมลงให้อย่างไม่เคยยอม

“ครับผม...ขอบคุณมากครับแม่”

“อันที่จริง ต่อไปนี้ นายทำงานที่บ้านก็ได้นี่หว่าไอ้เต้ย งานของนายติดต่อกับเมืองนอกเป็นหลัก ใช้อีเมล์เป็นหลักอยู่แล้วนี่ ซีซี พ่อกับแม่ก็สิ้นเรื่อง” คุณเมฆเห็นพ้องเสริมภรรยาทันควัน

“แล้วทำไมพ่อกับแม่ เพิ่งมาบอกตอนนี้ล่ะครับ น่าจะบอกตั้งนานแล้ว ปล่อยให้เต้ยต้องแหกขี้หูขี้ตาขับรถ ฝ่ารถติด หรือบางทีต้องยืนเบียดเสียดบนบีทีเอส ไปทำงาน แทบทุกเช้า”

“ตอนนั้นกับตอนนี้ มันไม่เหมือนกันนี่โว้ย ไอ้เวร...เรื่องมากนัก เดี๋ยวก็ให้ขับรถไปกลับกรุงเทพอัมพวา เข้าที่ทำงานทุกวันเลยนี่ ตกลงจะเอาอย่างที่แม่ว่าไหม”

“เอาสิครับพ่อ โมโหไปได้”

มูนยังจำบทสนทนาเปื้อนรอยยิ้มของครอบครัว “อัครพงศธร” ได้ดี แถมคุณวาสิฏฐี ยังแอบมากระซิบกับตนว่า ถ้าเต้ยดื้อหรือเกเรเมื่อไรให้รีบบอก จะมาจัดการให้ และนั่นก็เป็นเหตุของการที่ “แม่ผัว” ต้องโทร.หา “ลูกสะใภ้”คนใหม่แทบทุกวัน มากกว่าโทร.หาลูกชายตัวเองเสียอีก

“ตาเต้ย แผลงฤทธิ์อะไรไหมลูก”

“ยังไม่มีฮะ”

“เฮ้อ ...งั้นก็โล่งอก แม่กลัวว่ามูนจะเอาไม่อยู่ เวลาเขาเกเร ตาเต้ยนี่นะ หาคนเอาลงยาก ดีที่โตมายังไม่ค่อยร้ายเหมือนตอนเด็กๆเท่าไร” คุณวาสิฏฐีพูดไปเรื่อย มูนได้ฟังก็อยากจะแย้งออกไปซะเหลือเกินว่า นี่ขนาดไม่ค่อยร้ายนะคุณแม่ ยังเล่นเอาซะตนน้ำตาตกมาเสียหลายหน

“มีอะไร โทร.บอกแม่ได้ตลอดนะลูก”

“ครับคุณแม่”

ภวังค์ยังดำเนินไปไม่หยุด แม้ร่างบางจะลุกเดินมาหยุดอยู่ริมหน้าต่าง  ดวงตากลมโตสีน้ำตาลใส จับจ้องทอดมอง กวาดสายตาไปรายรอบอาณาบริเวณบ้าน ซึ่งไม่ว่าจะมองไปส่วนใด เขตไหนความทรงจำของยายจ๋าก็ผลุดมาแทบทั้งสิ้น “คิดถึง” คงจะเป็นคำอธิบายสั้นๆ ที่ตรงกับความรู้สึก ณ ตอนนี้

มูนไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าวันนี้ไม่มีเต้ยอยู่ ชีวิตตนจะอับเฉา เงียบเหงาวังเวงเพียงไร แต่ถึงเต้ยอยู่ ความคิดถึงยายจ๋าก็ยังจับตลอด หากก็สามารถลดทอนลงได้บ้างยามหาอะไรทำไม่ขาดมือ นั่นคือการดูแลหลักใจหลักใหม่อย่างดีที่สุดเพื่อตอบแทนที่เขาละทิ้งทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตและสังคมที่กรุงเทพมาอยู่กับตน  ด้วยเหตุประการฉะนี้ การกินการอยู่ของเต้ยจึงต้องมิธรรมดา

“เสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักจนตาย”   มูนรู้ตัวดีว่า ไม่มีศิลปะทางด้านนี้ ....แต่มูนมีป้าเมี้ยน มูนจะกลัวอะไร

ดังนั้น ความพิถีพิถัน จึงถูกกำชับและกำกับ ให้อาหารการกินของเต้ย เป็นไปอย่างดีและประณีตที่สุด เครื่องดื่ม ประเภท ชา กาแฟ จากที่ไม่ค่อยมีติดบ้าน บัดนี้มีพร้อม เครื่องฝรั่ง เครื่องไทย คาวหวาน หมุนวนไปไม่ให้ขาด และด้วยฝีมือ ป้าเมี้ยนก็สนองได้ตามต้องการ ดำรงเอกลักษณ์ตามที่คุณยายถ่ายทอดมาอย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นตำรับเดียวกับเครื่องเสวยจากในวัง

“อาหารมิได้มีค่าแค่เสพให้อิ่ม แต่ต้องเสริมด้วยตาคือความงามก่อน แล้วค่อยรส ท้ายสุดจึงอิ่มท้อง”

เมื่อเป็นเสียอย่างนี้........เต้ยจะไม่ติดใจเชียวฤา
“ขอข้าวอีกจานได้ไหมครับ” คือประโยคติดปากเต้ยที่มูนได้ยินติดหูทุกวัน

ทางด้านการอยู่มูนก็จัดให้มิได้ขาดตกบกพร่อง ทุกอย่างสำหรับเต้ย ถ้าไม่ดีที่สุด ก็คงจะไม่ได้มาจากฝีมือตน เริ่มจากการต้องมวนบุหรี่กลีบบัวไว้ไม่ให้ขาด รสเมนทอลเย็นๆที่ทีแรกไม่มี ถูกดัดแปลงด้วยการใส่พิมเสนให้เย็นชื่นใจ อีกทั้งการดูแลเสื้อผ้าของเต้ย โดยมากมูนก็จะเก็บมาซักรีดให้เสียเองทุกชิ้นไม่ค่อยยอมให้ใครทำ เป็นใครบ้างจะไม่ชอบที่มีคนมาซักเสื้อซักผ้าให้ แต่สำหรับเต้ยคงมิใช่แค่ชอบ ต้องเรียกว่า โปรดปรานเสียมากกว่า

“แม่ศรีเรือนของเต้ย ซักรีดเสียสะอาดแถมยังหอมเชียว” เต้ยเคยพูดตอนหยิบเสื้อที่พับไว้ออกมาดม ทอดเสียงอ่อนถามต่อมาว่า “น้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นใหม่เหรอ กลิ่นหอมเย็นๆ คลาสสิคดี ไม่เคยได้กลิ่น”

“ไม่ใช่น้ำยาปรับผ้านุ่มหรอก เขาเรียกว่า ร่ำผ้า พูดง่ายๆ ก็อบผ้าด้วยกลิ่นหอมนั่นแหละ ตามวิธีของชาววัง ถ้าไม่ชอบกลิ่นนี้ หรือว่ากลิ่นโบราณไป เดี๋ยวเปลี่ยนกลับไปใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มแทน”

“เอากลิ่นนี้แหละ แม้จะไม่หอมเท่ากลิ่นมะลิบนตัวมูน แต่เต้ยก็ชอบ อะไรที่มูนทำให้เต้ย ...เต้ยชอบทั้งนั้น”

เต้ยมักตอบแทนด้วยยาหอมอย่างนี้เสมอ และมิใช่เสื้อผ้าอย่างเดียวหรอกที่มูนจัดการให้ แม้กระทั่งปราการชั้นใน ซึ่งเจ้าตัวมักจะถอดบิดเป็นเกลียวอย่างกับเลขแปดกองอยู่ที่พื้นข้างตะกร้า บางทีก็ม้วนอยู่กลางห้อง มูนก็เอามาซักด้วยมือแทบทั้งสิ้น

ชีวิตของเต้ย ณ เวลานี้ไม่ต่างอะไรกับเจ้าชายพระองค์หนึ่ง และข้าบาทบริจาริกาอย่างมูนก็เต็มใจถวายงานยิ่งนัก

อันที่จริง เต้ยไม่ใช่คนซกมกอะไร ทว่าวิสัยของผู้ชายที่มักชอบถอดอย่างเดียว เมื่อถอดได้แล้วก็ละเลย เดินตัวปลิว แต่มูนก็ ไม่เคยรังเกียจที่จะหยิบขึ้นมา  และสองสามวันนี้เอง ก็ได้สังเกตว่ามีคราบน้ำใสๆ เป็นวง ติดอยู่แทบทุกตัว ยิ่งเห็นชัดมากถ้าเป็นผ้าสีดำ มูนมิใช่คนไม่ประสีประสา และรู้ดีว่าคราบน้ำแบบนั้นกลิ่นคาวแบบนี้คืออะไร มูนเข้าใจดีว่าธรรมชาติของเพศชายทุกคนบังคับให้หลั่งออกมาเอง ไม่เว้นแม้กับตน

“พรีคัม” เป็นคำที่ฟังแล้วรื่นหู บอกให้รู้ว่าออกมาก่อน “กระสุนจริง”
เรื่องแบบนี้ มิใช่เรื่องลามกน่ารังเกียจ ทว่าเป็นเรื่องที่ “เมีย” ต้องใส่ใจ

ยิ่งถ้าอยากเป็น “ยอดเมีย” แล้ว....ไฉนเลยจะไม่ช่วยดับความต้องการให้เขา
“ผัว” มิจำเป็นต้องเอ่ยปาก “เมีย” ต่างหาก ที่ต้องรู้ด้วยสัญชาตญาณ

“มัวแต่สนใจ การกินการอยู่ จนลืมนึกถึงการหลับการนอนไปเสียสนิท....เราทำหน้าที่บกพร่องไปหรือเปล่านี่”

มูนเปรยขึ้นกับตัวเองเงียบๆ พลันสายตาก็หันไปสบพบกับแผงอกอันเปล่าเปลือยน่าซบของร่างชายกึ่งหนากึ่งบางที่กำลังวาดลวดลายได้อย่างไม่มีที่ติ ยามสอนอดีตเณรมอสชู้ตลูกบาสเก็ตบอลลงตระกร้าที่แขวนไว้กับต้นไม้ ต่างแป้นบาส เสียงหัวเราะสดใสพร้อมเสียงปรบมือดังลั่นไปทั่วสวน นั่นแหละพระจันทร์ดวงน้อยจึงพอจะยิ้มได้ หากก็เพียงแค่ครู่ เพราะใจเริ่มกังวลมาอีกเรื่อง

“เต้ยจะเบื่อหรือเปล่านะ อยู่ที่นี่ไม่มีห้าง ไม่มีโรงหนัง มีแต่คลองกับสวน” มูนอดไม่ได้ที่จะคิดเยอะหรือคิดไปเอง ทั้งๆที่เต้ยเคยห้าม แต่แล้วความกังวลไร้สาระก็กลับจางลง พร้อมกับความคิดสร้างสรรค์ในเชิงบวก

“เราก็อย่าทำให้เขาเบื่อสิ... ต้องหาวิธี”

สามีจิปฏิปัณโน น่ะรู้ ...อัญชลีกรณีโย ก็ทำอยู่ทุกคืน มิเคยได้ขาด  แต่แค่นี้...มันจะเพียงพอฤา

ทว่าจนแล้วจนรอดแม่มณีคนดีก็คิดไม่ออก คงจะต้องปรึกษานางพญาคชสารผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพศชายอีกคำรบ มูนจึงมิรอช้าที่จะหยิบแบล็คเบอร์รี่  ติดต่อแม่เพื่อนสนิท แต่ก็ต้องถอนหายใจ เพราะเจ้าหล่อน ดันตั้งสเตตัสไว้ว่า

 “Busy- ฟีทเจอริ่ง”

มูนลืมเสียสนิทว่าเพลายามเย็นเช่นนี้ นางคชสารมักจะตกมันอยู่บ่อยๆ ติดต่อไปคงไม่แคล้วโดนด่า เลยตั้งใจจะรอถามตอนดึกๆ แต่แล้วจู่ๆ ชื่อใครบางคนที่เคยหลงลืมไปเสียหลายวันก็กลับเข้ามาอยู่ในหัวอีกครั้ง คนคนนี้แม้จะไม่เคยเห็นหน้าค่าตา แต่เซนส์พิเศษก็บอกได้ว่า คลับคล้ายคลับคลาเคยคุ้น ยอมรับว่าเคยเกือบหลงใหลได้ปลื้ม แต่มาบัดนี้ ทุกลมหายใจเข้าออก มีแต่เต้ยเพียงคนเดียวเท่านั้น ระดับความสัมพันธ์จึงเป็นแค่เพื่อนชาย ที่คุยได้ ปรึกษาได้อย่างสนิทใจคนหนึ่ง มูนจึงไม่รอช้าที่จะติดต่อเขาไปในทันที

คุณหลวง
Available – ขอโทษที...พี่มีเมียแล้ว

“คุณหลวง สบายดีไหมทำอะไรอยู่ แหม ถึงกับต้องประกาศเลยเหรอ” มณีจันทร์ทั้งทัก ทั้งถาม ไม่ติดใจอะไรกับสเตตัสของคุณหลวงที่คงใช้บอกบรรดาสาวๆในฮาเร็ม... ระยะหลังมานี้ ตนพิมพ์เร็วขึ้น จึงใช้เวลาไม่นาน หากปลายทางวันนี้สิตอบมาช้าเสียยิ่งกระไร  “สงสัยจะไม่สะดวก”

เมื่อติดต่อใครไปก็ไม่เป็นผล มูนจึงถอดใจหันกลับมาวางแบล็คเบอร์รี่คืนไว้ที่เดิม แต่ครั้นพอจะวาง คนปลายทางก็ยิงข้อความกลับมา มูนมัวแต่สนใจกับข้อความ จนละสายตาจากนอกหน้าต่าง ทำให้มิรู้ว่าขณะนี้ มอสกำลังเล่นบาสอยู่คนเดียว

“ฝึกไปตามวิธีที่พี่สอนนะมอส”

“ครับพี่เต้ย”

เมื่อน้องชายรับคำ เต้ยก็เดินเปลือยอกกลับมาใช้ผ้าเย็นพรมออดิโคโลญจน์กลิ่นกรุ่นที่มูนเตรียมไว้ให้ซับเหงื่อไปทั่วร่าง เพิ่มความสดชื่น ก่อนจะนั่งลงจุดบุหรี่กลีบบัว พ่นควันหอมฉุย นั่งดูมอสฝึก แต่แล้วสายตาของเขาก็ต้องเบือนกลับมา เพราะปรายตาไปเห็นไฟแดงวาบๆปรากฏขึ้นตรงริมรอบขอบจอแบล็คเบอร์รี่

“แม่มณี แน่ๆเลย ยิงมาตั้งแต่เมื่อไร” เต้ยเดาไว้อย่างนั้น และมันก็ใช่จริงๆ ริมฝีปากหยักงามจึงคลี่กระจายจนเห็นเหล็กดัดฟันสีแดงระยับ รับแสงอาทิตย์อัสดงยามเย็น นิ้วมือระรัวลงแป้นเร็วปานพายุพัด โดยมิรอช้า

“คิดถึงพี่เหรอคัฟ แม่มณี”

“อย่ามาโมเม ไม่ได้คิดถึงสักหน่อย ” มณีจันทร์ทางปลายทางต่อปากต่อคำ

“ลืมไปว่าแม่มณีมีสามีแล้ว คงคิดถึงใครอีกไม่ได้ พี่ล่ะน้อยใจนัก ” คุณหลวงหนุ่มพิมพ์ไปก็ยิ้มไป แม้จะอยากยุติบทบาทคุณหลวง แต่มณีจันทร์ติดต่อมาทีไร มันก็ทำให้เขาแทบกระโดดจนตัวลอย ลืมความตั้งใจเสียนี่

“พูดจาอย่างกับไม่มีภรรยา”

“หยอดเล็กๆน่า ว่าแต่จะบอกให้ เมียพี่น่ารักนะครับ ไม่เชื่อก็ลองไปส่องกระจกดูสิ” คุณหลวงหนุ่มพิมพ์เสร็จ ก็พ่นควันสีเทาปุ๋ยๆ ดีดขี้บุหรี่กระจาย แต่ก็ไม่เป็นวงกว้างเท่ากับรอยยิ้มของคนปลายทาง ที่โดนลูกหยอดหน้าเนตซึ่งไม่เล็กดังปากว่า 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนมณีจันทร์คงหน้าแดงแป๊ด แต่ตอนนี้เพียงแค่ยิ้มและหัวเราะในความขี้เล่น...นี่ถ้ารู้ว่าคุณหลวงมิได้พูดเล่น เสียงหัวเราะจะเปลี่ยนเป็นเสียงอะไร... ถ้ามิใช่เสียงสะอื้น

“เข้าเรื่องเลยดีกว่า วันนี้มีเรื่องจะถาม และคุณหลวงก็ต้องตอบตามจริง ”

“เวรเอ๊ย ซวยแล้วกู” คุณหลวงเจ้าเล่ห์ใจเต้นระทึกตามประสาคนมีชนักติดหลัง ยามอ่านประโยคเมื่อครู่ กลัวว่าแม่มณีจะระแคะระคายอะไรเข้าให้แล้ว เพราะเมื่อคืนก่อน  ตนพิ่งจะมีโอกาสได้เมมเบอร์โทรศัพท์ให้กับมณีดวงน้อย แต่มิได้ให้พิน มิต้องบอกก็รู้ว่ามณีจันทร์จะสงสัยเพียงไร

“ทำไมไม่แอดพินด้วยล่ะเต้ย ไหนๆก็ใช้แบล็คเบอร์รี่ จะได้ไม่ต้องโทร.หาให้เปลืองค่าโทรศัพท์”

“บีบีเอ็ม ไม่ค่อยดีน่ะมูน ว่าจะอัพใหม่ก็ยังไม่ได้ไป นี่ก็กำลังคิดๆอยู่ว่าจะเปลี่ยนไปใช้ไอโฟนสี่ ออกใหม่กำลังฮิตเลยนะ อีกอย่าง เต้ยอยากฟังเสียงมูนมากกว่า”  เต้ยรู้สึกผิดที่ต้องโกหกคำใหญ่ อาศัยประโยชน์จากที่เขาพูดอะไรมูนก็เชื่อ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะโล่งใจเพราะพระจันทร์ของเขาพยักหน้ารับ

มูนกับเกนหลง มีข้อดีที่ประเสริฐเหมือนกัน คือไม่วุ่นวายกับโทรศัพท์ เคารพในความเป็นส่วนตัวของเขา จึงหมดปัญหาว่าจะหยิบมาเช็คว่าโทร.หาใคร แชทกับใคร ตามประสาเมียๆที่มีอยู่ดาษดื่นในสังคม เต้ยจึงเบาใจได้... ไม่ต่างอะไรกับตอนนี้ ที่แม่มณีถามให้โล่งอกมาว่า

“คุณหลวงเคยมาอัมพวาหลายวัน ถามตรงๆว่าเบื่อไหม”

“เบื่อทำไม...ไม่เห็นเบื่อนี่”

“ที่นี่ไม่มีห้างสรรพสินค้า ไม่มีโรงหนัง มีแต่สวนกับคลอง ไม่เบื่อแน่เหรอ”

“ไม่เบื่อ...ถามอย่างนั้นทำไม ใครใช้ให้ถาม” คุณหลวงใช้เวลาไม่ถึงห้าวินาทีพิมพ์ถาม คิ้วเข้มๆ ขมวดเป็นปมอีกแล้ว ดีนะที่เขาพิมพ์เป็นข้อความ ถ้าใช้เสียงถาม คงไม่แคล้วห้วนระคนหงุดหงิดอย่างที่เคยเป็น

“แค่อยากรู้เป็นกรณีศึกษา”

“บอกมาตรงๆ แม่มณีกลัวเขาเบื่อใช่ไหม ...ไม่ต้องมาอ้อมค้อม”คุณหลวงเต้ยพยายามปรับอารมณ์ให้นิ่ง ยิงตรงเข้าประเด็นมาเสียเอง ไม่เว้นช่วงสนทนาให้ขาดตอน แต่ก็ทำได้ไม่ดีนัก

“ก็ประมาณนั้น” มณีจันทร์ตอบรับ นึกแปลกใจอยู่ครามครันว่าคุณหลวง เดาใจตนออกได้อย่างไร “คุณหลวงรู้ได้ไง”

“อยากรู้แล้วทำไมไม่ถามเขา” เต้ยเริ่มลังเลแล้วกับการที่จะเปิดเผยตัวในวันข้างหน้า ด้วยความที่มูนคิดเยอะและเป็นคนไม่ค่อยพูดอย่างนี้แหละ บางครั้งเลยทำให้ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ถ้าตนยังเป็นไอ้คุณหลวง ความในใจ คงสอดแนมได้ไม่ยาก “รอให้นิ่งอีกสักหน่อย ค่อยๆเรียนรู้ว่ามูนคิดอะไรอีกนิดดีกว่า”

“กลัวเขาว่าเยอะ” ถ้าประโยคนี้เปล่ยนเป็นคำพูด ถ่ายทอดออกมาเป็นเสียง ...เสียงนี้คงอ่อยเสียยิ่งกว่าอ่อย 

“แล้วมันเยอะจริงไหมเล่า ”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
ประโยคสั้นๆ ถูกตกแต่งด้วยไอค่อนรูปใบหน้าโมโห ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาอย่างเด่นชัด จนมูนรู้สึกแปลกใจอีกครั้งว่าอีตาคุณหลวงเพื่อนชายคนนี้ โมโหอย่างกับเป็นเต้ยเสียเอง เห็นทีเร็วๆนี้ จะต้องยอมผิดวิสัยตัวเองนัดเจอหน้าผู้ชายสักหน่อย พาเต้ยไปด้วย จะได้เห็นว่าทำไมชายสองคนถึงมีวิธีพูด วิธีคิดคล้ายกันนัก

“นี่คุณหลวง ทำไมต้องโมโห อย่างกับเป็นเขาเสียเอง”

“เอ่อ... เข้าใจหัวอกผู้ชายด้วยกันน่ะ”

“ระยะหลังนี่ ดูท่าคุณหลวง จะเข้าใจเขามากกว่าเราอีกนะ” มูนพิมพ์ไปก็ขมวดคิ้วเป็นปมไป ไม่รู้ตัวหรอกว่าเดี๋ยวนี้ยามหงุดหงิด คิ้วของตนก็ไม่ต่างอะไรจากคิ้วของเต้ย “งั้นลองบอกมาสิ...ในฐานะที่เข้าใจหัวอกผู้ชายด้วยกัน ว่าทำอย่างไรเขาจะไม่เบื่อ”

“พูดไม่รู้เรื่องหรือไงวะ บอกว่าไม่ได้เบื่อก็ไม่ได้เบื่อสิ”

คุณหลวงเกเรพึมพำกับตนเอง ทันทีที่สายตาคมวาวมองกราดจนจบประโยค แล้วขาทั้งสองข้างก็ผลุดลุกวิ่งขึ้นไปบนบ้านอย่างรวดเร็วทันที เดาก็รู้ว่าพระจันทร์จอมเยอะนั่งแชทอยู่ในห้องไหน ตั้งใจจะจับคนเยอะมาพาดกับตักแล้วตีก้นทำโทษเสียให้หนำใจ โรคเยอะแบบนี้แก้อย่างไรก็ไม่หาย หลายวันที่ผ่านมาเขาแสดงอาการเบื่อให้เห็นหรือกระไร คนอย่างเขาถ้าเบื่อ กลับไปเสียตั้งแต่สองสามวันแรกแล้ว แต่ประโยคต่อมานี้สิ ทำให้อารมณ์หงุดหงิดคลายลงอย่างทันตา และเป็นจังหวะเดียวกันพอดีกับที่เขามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องนอน

“เราอยากเอาใจเขาน่ะ เรากลัวเขาเบื่อ เขาอุตส่าห์ทิ้งทุกอย่างเพื่อเรา”

“โอ๊ยยยยยยย มูนจ๋า เต้ยไม่รู้เป็นไรครับ วันนี้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวพิกล”

ประตูห้องนอนเปิดพลัวะทันใด พร้อมประโยคที่เปลี่ยนเสียใหม่ภายในไม่ถึงหนึ่งวินาที ทีแรกก็ตั้งใจจะหาทางจัดการกับความเยอะ หากประโยคท้ายสุด จำต้องทำเป็นอ้อนแทนที่ บอกวิธีเอาใจให้แม่มณีทราบเป็นนัยๆ แบล็คเบอร์รี่ซ่อนไว้เสียทัน ตัดบทสนทนาทิ้ง ถลันกายเข้ามานอนหนุนตักพร้อมกลิ่นเหงื่อเคล้ากลิ่นบุหรี่หอม

มูนไม่ใช่คนโง่แค่บอกว่าเมื่อย ไยจะไม่นวดให้ แต่มูนเป็นเมีย ไม่ใช่คนใช้ ดังนั้นอ้อนแบบนี้...มันจึงน่าฟัง น่าทำให้มากกว่าสั่งให้ทำตรงๆ เต้ยเข้าใจใช้ศิลปะในการอ้อนอีกขั้นแล้ว

“เมื้อย เมื่อย ขับรถพาไปร้านนวดหน่อยสิ”

“จะไปให้เสียเงินทำไม ไปอาบน้ำก่อนเลย... เหม็น”

มูนผลักไสไล่ส่งพ่อยอดชายนายเต้ยมิทันสังเกตหรอกว่ารอยยิ้มเจ้าเล่ห์ละมุนเพียงใดบนใบหน้าหล่อร้าย ปากบอกเขาว่าเหม็น แต่ใจนี้สิ ติดใจกลิ่นเหงื่อเคล้ากลิ่นบุหรี่มาเสียนานแล้ว จะพูดว่าตั้งแต่สมัยเรียนก็ว่าได้ และทันทีที่เต้ยเข้ามา แบล็คเบอร์รี่ก็มิได้มีความสลักสำคัญอันใดต่อไปอีก ส่วนเต้ยก็มิสนใจจะถามเลยสักนิดว่าทำอะไรอยู่ แม้มูนจะรู้สึกว่าผิดวิสัย แต่เสียงอ้อนๆของเต้ย ก็ชวนให้ลืมไปเสียสิ้น

“อาบเสร็จ แล้วมูนจะนวดให้เต้ยเอง”

เต้ยไม่รู้หรอกว่ากลยุทธ์บอกวิธีเอาใจทางอ้อมของเขาประสิทธิภาพสูงเพียงใด พระจันทร์ดวงน้อยยิ้มออกมาได้ เพราะคำว่า “เมื่อย”ของเขาแท้ๆ.... วิธีเอาใจวิธีใหม่เพื่อไม่ให้เต้ยเบื่อบังเกิดขึ้นอีกวิธีหนึ่งแล้ว  แต่นวดให้อย่างเดียวก็คงจะธรรมดา

“เอ....หรือจะอาบน้ำให้ด้วยดีกว่า จะได้จับขัดขี้ไคลเสียให้เข็ด”

“จริงหรือเปล่า” เต้ยเลิกคิ้วขึ้น แทบจะผิวปากออกมาเป็นเพลง แขนแข็งแรงใช้กอดรัดฟัดเอวเสียแน่น ด้วยความที่เป็นคนหัวไว คิดเร็ว ภาพที่ยังไม่เกิดขึ้น กลับฉายชัดอยู่กลางสมอง ทำให้เสียงอ้อนๆ กลายเป็นเสียงกระเส่า

“อย่ามายั่วให้อยากแล้วจากไปนะ ไม่งั้นโดนดีแน่”

แทนคำตอบว่าจริงหรือไม่จริง ยั่วหรือไม่ยั่ว พระจันทร์ดวงน้อย ช้อนศีรษะเจ้าหมาขี้อ้อน วางลงกับฟูกนุ่มๆ ผลุดลุกขึ้นยืน หยิบผ้าเช็ดตัวหนานุ่มมาสองผืน เอื้อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ

“ถอดกางเกง...แล้วไปรอในห้องน้ำ อีกสิบห้านาทีเจอกัน”

“วะ....ว้าวววววววววว สวรรค์โปรด!!!”

เสียงหวีดหวิวผิวปากระเรื่อยล่องดังก้องไปทั่วทั้งห้องน้ำ มิต้องบอกก็รู้ว่าคนขับขานอารมณ์สดใสเพียงใด บทเพลงรักหวานๆ ที่เก็บไว้ในสมองหลายๆเพลง ถูกแทนที่ด้วยท่วงทำนองสูงๆต่ำๆ ราวกับเสียงนกการเวก ที่ใครได้ยินได้ฟังต่างก็ลงความเห็นพ้องต้องกันว่า ไพเราะเสนาะซึ้งไปถึงทรวง และควรจะขนานามตามเสียงเสียใหม่ว่า “คุณหลวงการเวก”

คุณหลวงเสียงใสทิ้งความหงุดหงิดเสียลงไปเสียทั้งมวลพร้อมๆกับกางเกงนอกและกางเกงในไว้ข้างนอก นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตกระมังที่เขา “แก้ผ้า” ได้รวดเร็วในภายระยะเวลาไม่เกินสิบวินาที ร่างกึ่งหนากึ่งบางบัดนี้จึงเปลือยเปล่าและโลดแล่นไปตามจังหวะเพลงผิวปาก วาดลวดลายโยกย้ายคล้ายจะอยู่บนฟลอร์เต้นรำตามผับตามบาร์ และทันทีที่ประตูห้องน้ำถูกเปิดออก เสียงผิวปากก็ยุติลง สายตาคมวาวภายใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งเปล่งประกายหวานซ่านยิ่งกว่าเดิม ยามเห็นร่างบางกว่า ถือถาดใหญ่ใส่โถเบญจรงค์ ก้าวเท้าเข้ามาในห้องน้ำ

“ทะ ทำไมวันนี้ กูโชคดีจังวะ ไอ้เต้ยเอ๊ย น้ำหมดตัวแน่ๆกู ”

เต้ยครางแทบไม่เป็นภาษากับตัวเองอย่างไม่เอาคำตอบ สายตาซ่อนซึ้งยังตะลึงตะลานมิหายจับจ้องมองไปที่ร่างน้อยเปลือยท่อนบนเผยผิวลออเอี่ยม บอกกับตนเองว่าอย่างนี้แหละเขาถึงเรียกว่า “จับตา”  ส่วนด้านล่างตั้งแต่บั้นเอวลงไป นุ่งห่มด้วยผ้าโปร่งฉลุลายปักดิ้นทอง ขมวดม้วนทับซ้อนจับจีบอยู่ด้านหน้า ต้นขาเนียนกลมกลึงแหวกออกมานอกจีบ ยามเยื้องย่างยุรตา คือความสง่าที่ไม่สามารถหาได้จากใด มนต์สะกดแห่งความงามตานั้น ตราตรึงจนเขาจนแทบจะลืมหายใจ  ผ้าที่บางแสนบางทำให้เห็นไปถึงไหนถึงไหน  มันแวมวับ “จับใจ” ยิ่งกว่าถอดทั้งหมดเสียอีก จับเสียจนกระทั่งหัวใจเต้นระส่ำ ขยับริมฝีปากขับขานเสียงหวานกังวานก้องร้องเพลงครื้นเครงไปตามจังหวะหัวใจอีกรอบ

หนำซ้ำยังวาดลวดลายเต้นสไตล์โคเรียนมาได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ยามนี้ใครจะว่าเข้าข้างสามีก็ช่างประไร เพราะใบหน้าหล่อร้ายตอนนี้ตระการตากว่าที่เคยเป็น เผยความทะลึ่ง ทะเล้น ขี้เล่นที่คิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีวาสนาได้เห็น ปรากฏเต็มสองตาสีน้ำตาล แถมเรือนร่างยังไร้สิ่งใดปกปิด 

“ชีเปลือย ตาบ้า แก้ผ้าทำไม”  มูนร้องลั่นรีบวางถาดที่ถือมาด้วยลงบนตั่งตัวน้อยตรงมุมห้องน้ำ แล้วหันหน้าเข้าหากำแพงทันใด

“เอ๊า...ก็บอกเองให้เต้ยถอดกางเกง เต้ยก็ถอดแล้วไง”

“ก็นึกว่าเต้ยจะนุ่งผ้าเช็ดตัวนี่นา”

ใบหน้าลออของมูนเจือด้วยสีแดงระเรื่อดุจดวงอาทิตย์อุทัยอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ แลแทบจะม้วนหายลงไปกับพื้นห้องน้ำ เมื่อเจอกับเทวรูปสลัก รูปงามเปล่าเปลือย เรียกได้ว่าเป็นประติมากรรมชั้นเลิศที่ลงรายละเอียดได้งดงามแม้กระทั่งขนเส้นเล็กๆ แผงอกกว้างกำยำ ดึงดูดให้นำหน้าลงไปซบแลเลื่อนลงมาบรรจบนาบนิ่งอยู่ตรงหน้าท้องน้อยแบนราบของเขา ภาพที่เห็นนี้ ก่อบังเกิดจินตนาการหวั่นไหวล้ำลึกประหลาด ปฏิเสธหัวใจตนเองไม่ได้แล้วว่า “โหยหา” เพียงไร  และแม้จะเคยเห็น แลได้สัมผัสมาก่อนหน้า ทว่าความระทึกใจระคนขวยเขินสะเทิ้นอายก็ยังดำเนินไม่หยุด ไม่ต่างอะไรกับเด็กสาวบริสุทธิ์ยามลิ้มลองเรือนกายชายเป็นครั้งแรก

Like a virgin, touched for the very first time
สวาทรักรสร้อนแรกใจน้องสั่น.....ประหวั่นพรั่นกายเกือบแยกราวแตกสาว!!!

“มูนไม่ได้บอกนะว่าให้เต้ยนุ่งผ้าเช็ดตัว มูนบอกแค่ให้ถอดกางเกงแล้วมาเจอกันในห้องน้ำ เต้ยก็ทำตามทุกอย่าง”

 เต้ยเข้าใจเถียงข้างๆคูๆ น่าเอ็นดูพร้อมกับเข้ามาตระกองกอดมูนจากทางด้านหลัง แขนแข็งแรงค่อยๆดึงตัวมูนให้กลับมาเผชิญหน้าราวกับจะเชื้อเชิญให้ดูเอ็น ใบหน้าขาวกระจ่างยื่นมาสัพยอกตรงซอกหูด้วยริมฝีปากหยักงามภายใต้ไรหนวดเขียวครึ้ม เชยคางมูนขึ้นเบาๆ ถามด้วยเสียงอ่อนต่อมาว่า

 “ทำไมต้องเขินจนหน้าแดงขนาดนั้น  ทำอย่างกับไม่เคยเห็น ไม่เคยโดนไปได้  ”

“ก็เพิ่งเห็นไปครั้งสองครั้งเอง คงยังไม่ชินตาเท่าไร เป็นใคร ใครก็เขินกันทั้งนั้นแหละ”

“สงสัยต้องให้เห็นบ่อยๆ ต่อไปจะแก้ผ้านอนมันเสียเลย มูนจะได้ชินตา ดีไหม” คุณหลวงเจ้าเล่ห์ยื่นข้อเสนอด้วยใบหน้าไม่คลายทะเล้นและนับวันก็ยิ่งทะลึ่งขึ้นเป็นลำดับ

“ไม่ดีหรอก” มูนแย้งมาทันควัน เพราะรู้ดีว่า ถ้ายอมให้เต้ยแก้ผ้านอนเมื่อไร เมื่อนั้นตนคงจะมิได้หลับสนิทเป็นแน่แท้ คงมิแคล้วโดนสะกิด หากใจลึกๆ กลับบอกตัวเองไปคนละอย่างกับปากพูดว่า “น่าลองอยู่เหมือนกัน”

“ทำไมจะไม่ดี ...ดีสิ ว่าแต่วันนี้มีใครบอกหรือยังว่า พระจันทร์ของเต้ย น่ารัก แถมยังน่าฟัดอย่างที่สุด”

คำพูดก็คงเป็นแค่คำพูด หากไร้ซึ่งการกระทำ แต่มิได้บังเกิดกับยอดชายนายเต้ย เขาคนนี้พูดจริง ทำจริง เพราะคำว่า “น่าฟัด” ยังมิทันจาง เต้ยก็ระรัวริมฝีปากลงมาฟอนฟัดเสียแล้ว

“รอเต้ยบอกอยู่นี่ไง”

ระยะหลังมานี้ มูนไยจะไม่มีอารมณ์ร่วม จริตจะก้านมารยามาจากไหนไม่รู้...รู้แต่ว่า ชื่นใจนักที่ได้ยิน มือน้อยๆ จึงใช้ลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังกว้างตามแต่จะไปถึง แต่ก่อนที่จะเกินเลยไปกว่านั้น อนุสติดันแทรกเข้ามายับยั้งเอาไว้ก่อน มิใช่ว่าจะไม่ยินยอม ทว่าถ้ายอมง่ายๆ วิธีการเอาใจ ก็คงไม่ต่างอะไรกับบรรดาเมียๆทั่วไป

ยอดเมีย...มิใช่มีหน้าที่แค่บำรุง บำเรอ   หากแต่ต้องรู้จักปรนเปรออย่างมีศิลปะ
แลศิลปะแขนงนั้นก็ตระเตรียมไว้มัดใจแล้ว

“อย่าเพิ่งเลยนะเต้ย ให้มูนอาบน้ำและนวดตัวให้เต้ยก่อนนะ จะได้ผ่อนคลาย เต้ยบอกว่าเมื่อยไม่ใช่เหรอ ให้มูนได้ทำหน้าที่พระจันทร์ของเต้ยก่อนเถอะนะ”

 “เปลี่ยนใจตอนนี้ได้ไหม ไม่น่งไม่นวดแล้ว ... ยอมเต้ยก็เหมือนได้ทำหน้าที่เมียเหมือนกันแหละ นะครับนะ เต้ยยังไม่ได้รับขวัญมูนหลังงานคุณยายเลย ”  เสียงกระเส่าแต่ไพเราะ เอื้อนเอ่ยตอบมา ก่อนจะเลื่อนมือลงมาเกาะแกะปมผ้านุ่งสีทองของมูน จนเกือบจะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ ลำดับเสียงอ้อนเป็นบทเป็นกลอนชวนให้ยิ้มแก้มปริ

“ อันใครอื่นหมื่นแสนที่เคยเห็น   ก็หาจับใจเป็นเช่นนี้ไม่
ถ้าแม้นได้ร่วมรักสักอึดใจ   จะตายไปก็ไม่คิดสักนิดเดียว” *

พระจันทร์ดวงน้อยหัวเราะเบาๆพอใจในบทออดบทอ้อนเช่นนี้นัก และเสียงแบบนี้แหละที่เกือบจะทำให้ใจระทดระทวย ริมฝีปากเกเรของเต้ยมิยอมปล่อยให้ร้องอุทธรณ์ ทำนักเลงโตข่มเหงปากระเรื่อที่กำลังเผยออย่างรวดเร็ว ทว่ามูนก็กลับยันไว้เบาๆด้วยฝ่ามืออ่อนนุ่ม หลบเลี่ยง บ่ายเบี่ยง จากการถูกรังแกและการรัดรึงดึงผ้านุ่ง เมื่อพ้นรัศมีมือ อีกทั้งปากมาได้ จึงขับเสียงหวานออกมาไม่แพ้กันตอบกลับไป

“อย่าใจร้อนชิดเชยเลยพระพี่   ตัวน้องนี้หาเป็นของใครไม่
จะสนองพี่ยิ่งกว่าชั่วอึดใจ   ทั้งคืนไซร้น้ำผึ้งหวานใส่พานรอ”

“คารมคมคายไม่เบาเลยนะ แม่มณีของเต้ย” เต้ยกล่าวกลั้วหัวเราะสดใส ใช้แขนแข็งแรงทั้งสองข้างยันผนังห้องน้ำดักหน้าดักหลังไว้ไม่ให้มูนหนี รับรู้ได้ดีว่าแม่มณีตั้งใจทำแบบนี้เพื่ออะไร และควรหรือที่จะให้เสียความตั้งใจนั้น 

“ เอ๊าๆ อาบก็อาบ นวดก็นวด เพราะรักหรอกนะเนี่ยเลยยอมตามใจ”

“เพราะรักเหมือนกันเลยยอมทำให้  ถ้าพร้อมแล้วก็เชิญทางนี้”

ทางนี้ที่ว่าของมูนก็คือตั่งตัวน้อยที่เลื่อนออกมาจากมุมห้องน้ำ ใช้ต่างเก้าอี้นั่งใต้ฝักบัวแบบเรนชาวเวอร์ที่เปิดรออยู่ ความเย็นฉ่ำเริ่มแผ่ซ่าน ผสานเสียงซู่ซ่าที่คล้ายเสียงซัดสาดราวกับอยู่ท่ามกลางสายฝน ละอองน้ำหนาหนักร่วงพรูกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง และมิต้องให้เสียเวลาอันใด เต้ยก็เข้ามานั่งประจำที่อย่างคนรู้งาน ปล่อยให้หยาดน้ำเม็ดใหญ่ๆ กระทบร่างจนเปียกชุ่มไปทั่วทุกตารางนิ้วของผิวหนัง ผมที่เคยเซ็ทตั้งตรงลู่ลงปรกหน้า ไม่ต่างอะไรกับแนวป่าสีน้ำตาลกลางตัวที่เอนราบจนเห็นโคนของลำมหาเสน่ห์ แถมยังใช้มือจัดระเบียบ จนมูนต้องก้มหน้างุดๆ รีบรุดเดินอ้อมไปด้านหลังด้วยมือสั่นพร่า เบนสายตาหักใจไม่มอง แลเริ่มต้นปฐมบทแห่งการสรงสนาน ด้วยการละเลงแชมพูลงบนศีรษะเจ้าของลำทันที 

“ให้มูนสระผมให้นะ”

“ครับ...คุณเมีย” เต้ยตอบรับ รู้สึกหวนกลับไปเป็นเด็กๆตอนถูกแม่อาบน้ำให้อีกครั้ง และจำได้ว่าอาละวาดเสียไม่มีดี หากแต่ครั้งนี้คนที่อาบให้คือเมีย...จะอาละวาดเกเรให้เสียเรื่องทำไม

“นึกถึงตอนเด็กๆ ที่แม่อาบน้ำให้เลย แต่สบายกว่ามาก”

เต้ยรู้สึกสบายทันทีที่มือน้อยๆนวดศีรษะเบาๆด้วยแชมพูหอมจากทางด้านหลัง มือทั้งสองข้างเปลี่ยนมา เล่นฟองแชมพูบนหัวตัวเอง แล้วเอามาเป่าเป็นลูกโป่งใสๆลอยไปทั่วทั้งห้องน้ำอย่างที่เคยทำเสมอตอนเป็นเด็กชาย ทีท่าที่กลับมาไร้เดียงสาเช่นนี้เอง ทำให้มูนอมยิ้มได้ไม่หยุด แต่ก็อดจะถามไปตามประสาคนเยอะไม่ได้ว่า

“แล้วโตมาไม่มีใครอาบให้บ้างเลยเหรอ เคยได้ยินว่า ผู้ชายชอบไปอาบอบนวด”

“ยกเว้นผู้ชายชื่อเต้ยที่ไม่เคยไปอาบอบนวด เต้ยไม่ใช่พวกไอ้หมวด ไอ้แบงค์ ไม่เคยต้องใช้เงินซื้อ ใช้แต่ใจเท่านั้น”

ยังมิทันจะสิ้นเสียง แขนแข็งแรงก็ตวัดคว้าร่างมูนที่อยู่ทางด้านหลัง เอามานั่งคร่อมเหนือตัก หันหน้าชนกัน ตระกองกอดเอวอยู่ทางด้านหน้า นี่ถ้าช้างได้มาเห็น ก็คงขนานนามท่วงท่าให้ว่า “อุ้มแตง” ทีแรกเต้ยคิดว่ามูนจะขัดขืน หากแต่ก็ไม่ พระจันทร์ดวงน้อยกลับนั่งนิ่ง แอบอิงออเซาะแนบอก ใช้ขาทั้งสองข้าง เกี่ยวกระหวัดรัดบั้นเอวเต้ยไว้ ก่อนจะเงยหน้าถามประชดน้อยๆ

“แล้วใช้ใจซื้อไปกี่คนแล้วล่ะ”

“ถ้าตอบว่าไม่เคยเลย เต้ยก็คงจะโกหก เอาเป็นว่ามีบ้างสมัยเรียนมหาลัยตามประสาผู้ชาย แต่ไม่ได้จริงจังอะไร ”

“ไม่เหมือนกับที่ใช้ซื้อเกนหลงตั้งแต่มัธยมใช่ไหม” มูนพูดไปก็มิรู้ตัวเองหรอกว่าดวงตาสีน้ำตาลของตนยามนี้นั้น มันกำลังตวัดค้อนขวับแง่งอนเพียงใด

“แต่มันก็ไม่เท่ากับทั้งใจ ที่ใช้ซื้อมูน”

เต้ยยิ้มจนเห็นเหล็กดัดฟัน ละลายยาหอมได้ทันท่วงที นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ใช้เชยคางต่างการบีบดังแต่เก่าก่อนให้หันหน้ากลับมาหา และก็เป็นดังคาด ริมฝีปากงามกำลังคลี่กระจายราวกับดอกมะลิแรกแย้ม

 “มูนรู้ไหมว่า เต้ยอยากอาบน้ำกับมูนมาตั้งแต่ ตอนเป็นนักบาสสมัยเรียนแล้ว เคยคิดจะฉุดเข้าไปฟัดในห้องน้ำเสียตั้งหลายหน แต่กลัวมูนร้องไห้ อยากให้มูนเต็มใจมากกว่า”

“โธ่...แล้วทำไมไม่ฉุดล่ะ มูนเคยสู้แรงเต้ยได้ที่ไหน มูนไม่ใช่ผู้หญิงนะ ที่โดนแล้วจะต้องนั่งร้องไห้ แบบในนิยายน้ำเน่า”

เต้ยตะลึงพรึงเพริดอย่างมิเชื่อหูตัวเองที่ได้ยิน ส่วนมูนที่เผลอพูดโดยมิทันยั้งปาก พอรู้สึกตัวก็อยากจะตบปากตัวเองนัก ไม่รู้ว่าอะไรดลใจที่ทำให้พูดจาไม่งามแบบนี้ออกไป  แล้วเสียงยียวนของคนกำลังอึ้งก็ดังมาไม่หยุดหย่อน

“อย่าบอกนะว่าที่ผ่านมา ที่ชอบอยู่ทำความสะอาดห้องล็อคเกอร์นักบาสตอนเย็นๆคนเดียวเนี่ย คือจงใจเข้ามาอ่อยเต้ยใช่ไหม ...ฮั่นแน่”

“ไม่รู้ คิดเอาเอง...ใครใช้ให้ซื่ออยู่ตั้งหลายปีล่ะ”

น้ำเสียงของมูนฉายชัดเลยว่าอายแสนอาย ใจของมูนก็อยากจะด่าเต้ยว่าโง่แทนซื่อนัก แล้วการที่ตอบเต้ยไปอย่างนี้มีหรือเขาจะไม่เข้าใจ มูนจึงลุกขึ้นแก้เขิน ส่วนเต้ยก็หัวเราะชอบใจไม่หยุด อีกทั้งยังฉุดข้อมือมูนวางลงไปตรงกลางกระบอกปืน กดไหล่ให้ทรุดกายคุกเข่าอยู่กับพื้นห้องน้ำเบื้องหน้า

“อย่าลืมล้างเต้ยน้อยให้ด้วยสิ เยิ้มมาหลายวันแล้ว”  เต้ยพูดตรงๆอย่างไม่กลัวอาย เรื่องแบบนี้ถ้ามัวแต่มานั่งอาย จะเรียกว่าผัวเมียได้อย่างไร

“ไม่ลืมหรอกน่า ใจร้อนไม่เคยเปลี่ยน”

มูนรับคำอย่างว่าง่ายจนเต้ยเองก็อดประหลาดใจไม่ได้ แต่ความดีใจมันมีมากกว่าที่จะคิดหาเหตุผล เต้ยไม่รู้หรอกว่าพระจันทร์ดวงนี้แอบสังเกต คาลวิน ไคลน์ที่เขาถอดทิ้งถอดขว้างทุกตัว จนเห็นกับตาว่าเยิ้มของเต้ยนั้นมันมิใช่เยิ้มในปริมาณธรรมดา เมือกเหนียวๆใช้นิ้วแตะบางทีก็ยืดเป็นสาย มีอยู่หลายตำแหน่งตรงกระเปาะเป้า จึงตั้งใจอยู่แล้วว่า จะสนองพระเดช พระคุณในเรื่องนี้ให้เต็มที่

No more pre-cum, but cum after all instead.
ยางเยิ้มจำต้องหมด ไหลรินรดแทนที่ด้วยน้ำอมฤต

“เราจะบกพร่องในเรื่องนี้ไม่ได้”

มูนเปรยในใจกับตัวเองมาอย่างนั้น ทว่าด้วยความที่ยังเขินอยู่กระมัง เวลาล้างให้เต้ยจึงต้องหันหน้ามองไปทางอื่น แลอาจจะเพราะความเพลินมือหรือมันเขี้ยวเจ้าของอย่างไรก็มิทราบ ลักษณะอาการจับจึงอยู่ในแบบที่เรียกว่าขยำ เคล้าคลึงไปมา จนเกิดเสียงร้องดังลั่นห้องน้ำ นั่นแหละถึงได้หันหน้ากลับมาดู

“โอ๊ยยยยยยย ถนอมหน่อยสิครับคุณเมีย ของต้องใช้งาน บีบแรง รูดเร็วแบบนี้ เดี๋ยวน้ำแตก เอ๊ย ปืนแตกพอดี”

“ขะ ขอโทษ เจ็บไหม” มูนถามเสียงอ่อย หันมาประจันหน้ากับลำมหาเสน่ห์ปลายมน ที่ทำหน้าทู่ๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวแสดงอาการเจ็บเหมือนเจ้าของ

“ต้องอมไว้ในปากมันถึงจะหายเจ็บ” คนเจ็บแนะนำวิธีรักษามาเสร็จสรรพ ใช้มือกดหัวมูนลงมาดูอาการใกล้ๆ แต่คนทำอย่างมูนกลับขัดขืนแถมซัดเข้าให้

“ไม่ใช่เด็กนะ จะมาหลอกกันง่ายๆ บอกแล้วไงยังไม่ใช่ตอนนี้” มูนลุกขึ้นพรวดค้อนอีกขวับในความเจ้าเล่ห์ แล้วเดินไปยกถาดอุปกรณ์อาบน้ำที่ตระเตรียมไว้ มาวางข้างๆตั่ง หมาบ้าเห็นเข้าก็ขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย

“อะไรกันนี่มูน เยอะแยะไปหมด”

“ก็สูตรบำรุงผิวขัดตัวที่เตรียมไว้ให้เต้ยไง มีทั้ง สครับน้ำนม ขมิ้น น้ำมะขามเปียก แล้วก็น้ำมันนวด สูตรเดียวกับที่มูนใช้เลยนะเต้ย”

“ห๊า....มันเยอะขนาดนี้เลยเหรอครับคุณเมีย”

“เหอะน่า อย่าพูดมาก ตามสปาดังๆเขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น นอนคว่ำหน้าลงเร็วๆ มูนจะขัดหลังให้ก่อน”

“คร๊าบ”

เต้ยรับคำทำตามอย่างหน้าแหยๆ ไม่คิดเลยว่าที่มูนจะจับขัดขี้ไคลเสียให้เข็ดนั้นจะทำจริง แถมยังจัดเต็มมาเสียด้วย ผู้ชายอย่างเขา หากจะขัดขี้ไคล โดยมากก็ใช้เพียงมือหรือไม่ก็ชาวเวอร์ บอล มิจำเป็นต้องใช้สูตรอะไรมากมายก่ายกองขนาดนี้ เรื่องจะไปสปาขัดตัว มิได้เคยมีอยู่ในหัว แต่แม่มณีก็ยังคงเป็นแม่มณี พระจันทร์ดวงนี้นอกจากจะคิดเยอะ ยังดำรงความเยอะมายันการอาบน้ำ

“สงสัยนอกจากจะโดนขยำ คงจะโดนขัดจนเหี่ยวแน่ๆ กู”

เต้ยเปรยเบาๆ เอี้ยวหน้ามาดูก็ทำหน้าเหยเกในตอนแรก ยามเห็นละอองดังทองคำกระจายไปทั่วแผ่นหลัง นี่ไม่แคล้วคงเป็นขมิ้น ตามมาด้วยละอองสีขาวพิศุทธิ์ที่ได้ยินเสียงมูนบอกว่าคือนมผง และตบท้ายด้วยสครับเย็นๆ มิช้านาน มือเสลาสลับกับใยบวบธรรมชาติก็ค่อยๆบรรเลงเพลงขัดลงมาทั่วทั้งแผ่นหลัง เรื่อยลงมายังบั้นท้ายและช่วงขา อีกทั้งยังพลิกตัวเขากลับมาขัดด้านหน้า จนเรียกได้ว่าเหลืองลออตั้งแต่คอลงมายังนิ้วเท้า ไม่เว้นแม้กระทั่งปืนใหญ่ ที่ใช้เพียงมือขัดจนขึ้นลำกลายเป็นปืนศักดิ์สิทธิ์ด้ามปิดทองไปเสียแล้ว

“มะ... มูนจ๋า ทำไมเต้ยเหลืองไปทั้งตัวอย่างนี้”

“เดี๋ยวก็ล้างออกน่า ผิวเต้ยจะได้ผ่องๆ ยิ่งเต้ยพื้นฐานทางกรรมพันธุ์เป็นคนผิวดี ผิวละเอียดอยู่แล้ว รับรองทำตามสูตรนี้ไม่กี่ครั้ง จะหล่อใสกว่าเดิมอีก”

“เต้ยเป็นผู้ชายนะจ๊ะ จะผิวผ่องไปทำไม”

“ผู้ชายสมัยนี้เขาก็ดูแลตัวเองกันทั้งนั้น...ว่าแต่เต้ยก็แอบมีขี้ไคลเยอะเหมือนกันนะ ถ้าเอามารวมๆกัน คงจะปั้นวัวปั้นควายได้ตัวเบ้อเร่อ”

“ก็คงจะเป็นวัวเป็นควายที่หล่อที่สุดในโลก” เต้ยยังคงเข้าใจเถียง

“หลงตัวเอง” มูนขัดขึ้นยิ้มๆ แล้วกล่าวต่อมาว่า “เอาล่ะ จะล้างออกให้ แต่ทนหน่อยนะ เพราะมันจะแสบๆ คันๆ”

ยังไม่ทันจะสิ้นเสียง เต้ยก็เห็นมูนเทของเหลวสีน้ำตาลอมส้มลงบนตัวของเขา และมันก็เป็นจริงดังที่มูนว่าไว้ไม่มีผิด เพราะมันทั้งแสบทั้งคันยิบๆ เสมือนมีกองทัพมดนับร้อยนับพัน ระดมกำลังกัดไปทั่วทั้งสรรพางค์ร่างกาย

“โอ๊ย....มูนจ๋า น้ำอะไรน่ะ มันแสบอย่างนี้”

“น้ำมะขามเปียกไง มีฤทธิ์เป็นกรด กัดผิวให้ขาวสวย ฆ่าเชื้อโรค ทนอีกนิดนะ คุณหลวง”

นิดหนึ่งที่มูนว่า คล้ายเวลาจะผ่านไปช้านาน จวบจนชโลมน้ำมะขามเปียก เปลี่ยนมาขัดด้วยใยบวบทั่วตัวอีกครั้งนั่นแหละ เสียงซัดซ่าของฝักบัวก็ดังกำจาย และนั่นก็คือเสียงสวรรค์ของเต้ย ที่จะได้ล้างไอ้น้ำเวรนี่ออกจากตัวเสียที และเมื่อครั้นล้างออกจนหมด เต้ยก็อดประหลาดใจไม่ได้ว่า ผิวผู้ชายธรรมดาๆ อย่างเขา งามขึ้นอย่างจับตาจริงๆ

“สงสัยขี้ไคลจะออกหมดเลยละมั้งนี่ ตัวเบาๆอย่างไรไม่รู้ รู้สึกเนื้อตัวเรียบๆ สะอาดอย่างแปลกๆ ...มิน่า มูนใช้วิธีนี้นี่เอง ผิวถึงได้สวย” เต้ยลูบแขนตัวเองไปมาอดทึ่งมิหาย พูดหยอดต่อมาว่า “ติดใจเสียแล้วสิ หวังว่าครั้งนี้คงจะไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งเดียวนะ”

“ก็ไม่มีปัญหาที่จะทำให้บ่อยๆนี่ ขอให้ติดใจจริงๆก็แล้วกัน”

ใบหน้าของมูนเปื้อนรอยยิ้มยามตอบกลับ ยื่นผ้าเช็ดตัวให้เต้ยด้วยหัวใจพองโตคับฟ้า ยามได้ยินเขาพูดว่าติดใจ วิธีเอาใจไม่ให้เต้ยเบื่อ วิธีนี้สัมฤทธิ์ผล หากก็ยังเหลือศิลปะอีกแขนงที่จำต้องสำแดงเพื่อมัดใจ เสียงนุ่มๆจึงใช้เอื้อนเอ่ย พร้อมกริยายั่วในทีจึงบังเกิดอย่างที่ไม่เคยกระทำ

“เช็ดตัวเสร็จ แล้วรีบตามมานะ มูนจะไปนอนรอนวดให้ที่เตียง ”

“ครับผม”

คงมิต้องบอกว่าตัวของเต้ยจะแห้งเร็วเพียงใด เต้ยแทบจะเหิรลอยออกจากห้องน้ำตามหลังบั้นท้ายกลมงอนของมูนไปติดๆ ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ถูกชู้ตลงตระกร้าซักอย่างไม่ไยดีอีกต่อไป และแล้วหมาบ้าปราดเปรียว ก็พาร่างเปลือยเปล่ากระโจนแซงแย่งขึ้นมาบนเตียงนำหน้า นอนยิ้มเจ้าเล่ห์แผ่หรา บนผ้าปูรองลายดอกไม้ที่มูนคงปูไว้ ด้วยสายตาเจ้าชู้แพรวพราว

“ตัวแห้งแล้วครับ...มามะคนดี ยอดรักของพี่เต้ย” ผู้ชายร้อยทั้งร้อย ยามอยากได้อะไร ต่างก็พูดจาไพเราะน่าฟังเสมอ ไม่เว้นแม้แต่กับเต้ย

“เดี๋ยวสิ ดับไฟสร้างบรรยากาศให้เต้ยก่อน”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
แล้วไฟสว่างกลางห้องก็ดับลงทันใด เหลือเพียงแสงสว่างสลัวๆ จากตะเกียงน้ำมันหอม เซเรเนดเบาๆถูกขับขานจากลำโพงด้านข้าง แต่นั่นก็มิได้ทำให้เต้ยพอใจเท่ากับมูนยอมปลดผ้านุ่งจีบหน้านางออก แสงไฟแลแสงตะเกียงสีส้มขับผิวลอออยู่แล้วให้จับตายิ่งขึ้นไปอีก สายตาคมวาวที่ทอดมองอยู่บนเตียง จับจ้องเกินกว่าพอใจ มูนถือโถน้ำมันนวดเดินเข้ามาใกล้ แล้วขึ้นมานั่งคุกเข่าอยู่ปลายเท้า ราวกับถือพานดอกไม้เข้ามาถวายตัว

“เมื่อยตรงไหนเป็นพิเศษไหม”

“บอกไปแล้วจะนวดให้หรือเปล่า”

“ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อยมากไหมล่ะ”

“รู้แล้วยังจะมาถามอีก เดี๋ยวปั๊ด จับฟาดด้วยกระบองเนื้อเลยนี่”

“ขอให้มีแรงฟาดแล้วกัน”

“ปากดี”

การต่อปากต่อคำดำเนินไปเรื่อย มูนรู้ตัวดีว่าทำอะไรอยู่ และการกระทำนี้ก็มิต่างอะไรกับ “หมอนวด” ตามที่รู้มา ทว่าเพื่อการมัดใจไม่ให้เต้ยเบื่อ ตนยอมทำทุกวิถีทาง ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง  และด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่นี้ คำว่า “หมอนวด” จึงมิควรวนเวียนอยู่ในหัว ตีค่าตัวให้ต่ำ คำว่า “พระสนม” ต่างหาก ที่ไพเราะกว่าและควรค่ากับตนที่สุด

“นอนคว่ำหน้าสิ มูนจะนวดหลังให้ก่อน”

เต้ยไม่เกเรอิดออดอันใด เพราะชอบนวดอยู่แล้ว และอย่างไรเสีย สวรรค์ที่อยู่รำไรก็คงจะได้เหยียบย่างในไม่ช้า จึงปล่อยให้มูนชโลมน้ำมันหอม นวดเรื่อยตั้งแต่คอลงไปถึงปลายเท้า ด้วยน้ำหนักมือที่สม่ำเสมอ และวิธีการนวดอายุรเวทตามที่มูนเคยเล่าฟัง ทำให้เขาสบายตัวอย่างไม่เคยเป็น

มูนพิสูจน์ให้เขาเห็นอีกครั้งกับความเหนือชั้นที่มีมากกว่าเกนหลง
สตรีผู้นั้นทำได้เพียงแค่ไปเป็นเพื่อนยังร้านนวดแผนโบราณ....มิเคยมีสักครั้งที่จะลงมือนวดด้วยตนเอง

“เกรซจ๋า วันนี้เต้ยนั่งทำงานทั้งวัน เมื่อยไปหมด นวดไหล่ให้หน่อยสิครับ”

“อย่าเพิ่งกวนน่าเต้ย เกรซกำลังดูซีรี่ส์สนุกๆ”

เต้ยจำได้ดีถึงประโยคปฏิเสธ มิใช่ว่าเลิกกัน จึงมองหาแต่ข้อเสียของหญิงสาว ทว่าที่ผ่านมาเหตุผลร้อยแปดจากปากเกนหลง มันมีมาอย่างนั้นจริงๆ  ซึ่งผิดแผกกับพระจันทร์ยิ่งนักที่อาสานวดให้ ทั้งๆที่ไม่ได้ขอให้นวดตรงๆ

เกนหลงละเลยหน้าที่ ส่วนมณีจันทร์มิขาดตกบกพร่องให้ต้องรำคาญใจ
ต่อให้คนโง่ที่สุดก็ย่อมรู้ว่า เขาควรยึดใครไว้เป็นขวัญฤทัย แลขวัญตา

“เน้นตรงสะบักไหล่เยอะๆครับ เต้ยชอบเล่นฟรีเวท บางทีเล่นหนักเกินเลยเมื่อย...นั่นแหละ ต้องอย่างนั้น  ”

เต้ยนอนคว่ำหน้าหลับตาพริ้มบัญชาการ แล้วก็ต้องครางอือเพราะมูนสนองให้ได้ดังใจ  แม้ที่ผ่านมา มูนจะเคยนวดให้มาครั้งหนึ่งตอนเรียนโยคะที่คอนโดแล้ว แต่มันก็ไม่สราญใจเท่าครั้งนี้.....ในครั้งนั้นเขาทำตัวร้ายกาจ อย่างไม่น่าให้อภัย เกเรด้วยถ้อยคำรุนแรงเสียจนมูนวิ่งหนีกลับไปพร้อมน้ำตา แต่วันนี้มันจะไม่มีทางเป็นเช่นอดีต

“ทีหลังอย่าเล่นหนักเกินสิเต้ย” มูนรีดสะบักกว้างตามแบบฉบับนวดอายุรเวทที่เคยร่ำเรียนมา  ผสมผสานกับหลักวิชาอนาโตมี่ที่ครูสอนโยคะต้องรู้ จึงมิมีเหตุผลอันใดที่จะนวดไม่ตรงจุด

“ลืมบอกเต้ยไปว่า ในตัวเมือง ก็มีฟิตเนสให้เล่นเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยเหมือนที่กรุงเทพหรอก อุปกรณ์เขาเหมือนตามสวนสาธารณะ เต้ยคงไม่ชอบ แต่ถ้าเต้ยเบื่อ เต้ยจะเข้ากรุงเทพไปเล่นฟิตเนส เจอเพื่อนเจอฝูงบ้างก็ได้นะ”

“ใครบอกมูนว่าเต้ยเบื่อ” เต้ยเงยหน้าขึ้นมาทันใด นึกในใจว่าเอาอีกแล้ว ไอ้ความเยอะนี่ แก้อย่างไรก็ไม่หาย หากแต่พอได้ผสานดวงตากลมตรงหน้า น้ำเสียงที่ใช้จึงอ่อนเสียยิ่งกว่าอ่อน “เต้ยไม่เบื่อสักหน่อย”

“ไม่มีใครบอกมูนหรอก เต้ยจะว่ามูนเยอะก็ได้นะ เต้ยเคยมีสังคม เคยไปดูหนัง  ไปฟิตเนส  ไปดื่มเหล้าสังสรรค์ อยู่ที่นี่ เห็นแต่สวนกับคลองและพระจันทร์ มูนเลยเกรงว่า...”

“มูนไม่คิดเหรอว่า การที่คนคนหนึ่ง ยอมทิ้งสังคมและวิถีการดำเนินชีวิตมาเพื่อสิ่งใดหรือใครคนหนึ่ง เขาจะไม่รักสิ่งนั้นอย่างที่สุด ” เต้ยหยุดเว้นวรรคพูดชั่วครู่ยันตัวขึ้นมา ใช้แขนดึงมูนเข้ามาแนบอก กล่าวปลอบให้คลายกังวล

“เต้ยติดใจที่นี่ตั้งแต่เหยียบเท้าเข้ามาแล้ว ฝันไว้ว่าอยากเป็นส่วนหนึ่ง อยากนอนกอดพระจันทร์ใต้หลังคาบ้านหลังนี้ แล้วฝันนั้นมันก็เป็นจริง มูนดูแลเต้ยอย่างที่ไม่เคยมีใครทำให้มาก่อน เต้ยจะละทิ้งหรือเบื่อได้อย่างไร ...เต้ยต่างหากที่ต้องถามมูนว่า เบื่อหรือเหนื่อยไหม ที่เต้ยมาอยู่ที่นี่”

“ถ้าใครคนหนึ่งยอมทำอะไรให้ใครด้วยความสุขใจ เขาจะไม่รักสิ่งนั้นอย่างที่สุดหรือ” เสียงนุ่มเติมต่อความหวานไม่แพ้กันบอกความในใจตอบกลับมา และเต้ยก็สานต่อความหวานนั้น

“มูนจ๋า มูนอยากได้อะไรตอบแทนจากเต้ยบ้างไหม”

“แค่มีเต้ยอยู่ ชีวิตมูนก็ถูกเติมเต็มจนไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว”

“เป็นหนึ่งในใต้ฟ้าฤาหาได้   ขอบน้ำใจเจ้านักที่รักผัว” **

เต้ยพูดได้แค่นั้นก็ต้องซบหน้านิ่งลงบนเรือนผมนุ่มละมุน รอยรื้นใสๆ ถูกขับออกทางดวงตาด้วยความตื้นตัน ถ้อยคำหวานซึ้งไร้มารยาของพระจันทร์กล่าวออกมาซื่อๆ ยังกังวานอยู่ในหู และมั่นใจนัก ว่าจะกังวานหวานอย่างนี้ตลอดไป

มูนรักเขาอย่างสุดหัวใจ ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ...ความแตกต่างระหว่างมณีจันทร์กับเกนหลง ถูกรื้อฟื้นอย่างช่วยไม่ได้

“เต้ย... มาโนโล บลานิกส์ ออกคอลเลคชั่นใหม่ เพิ่งเข้าไทย พาเกรซไปดูหน่อยนะ”

คำว่าพาไปดูของเกนหลง มิเคยมีที่จะแค่ดูอย่างเดียว เต้ยต้องถอนหายใจ ควักกระเป๋าให้ ด้วยเงินหลายหมื่นกับ “รองเท้า” ที่แค่เอามา “ใส่ตีน”เดิน.. เพื่อนในก๊วนหลายคนบอกว่าเป็นหน้าที่ของผู้ชายที่ต้องยอมจ่าย หากแม่กลับบอกว่า ของฟุ่มเฟือย ถ้าผู้หญิงอยากได้ต้องซื้อเอง แม่ไม่เคยรบกวนเงินพ่อในเรื่องนี้เลยสักนิด

ถ้าเขาถามเกนหลงว่าอยากได้อะไรไหม ...ลิสต์รายการคงมีมาเกินหน้ากระดาษ
ทว่าพระจันทร์กลับส่งคืนด้วยหน้ากระดาษว่างเปล่า

มณีจันทร์สำแดงประโยคอมตะให้ประจักษ์ว่า “รักคือการให้ โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน” จริงๆ และยิ่งไม่ต้องการอะไร ยิ่งต้องหามาให้ นับจากนี้ไป มณีดวงนี้จะต้องถูกรัดรึงด้วยไยรักอย่างล้ำลึก ยึดไว้ไม่ให้ตกเป็นของใครตลอดชีวิต เร็วๆนี้คงต้องเข้าไปหาแม่ ขอสิ่งที่ใช้พันธนาการ มณีดวงเดียวไม่ให้ลอยหนีไปไหน

“สุดที่รักของเต้ย...รู้ไหมว่า ทั้งคำพูดและการกระทำของมูน หลายวันมานี้ มันทำให้เต้ยรู้สึกอย่างกับเป็นเจ้าชาย”

“แล้วใครบอกว่าไม่ใช่...เต้ยคือเจ้าชายของมูนมานานแล้ว”

“ฟังเต้ยนะ...ถ้ามูนเป็นผู้หญิง มูนจะเป็นเจ้าหญิง ที่ในอนาคตจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งราชินีเพียงองค์เดียวของเต้ย แต่นี่มูนเป็นผู้ชาย มูนจึงควรค่าที่จะเป็นเจ้าชีวิตของเต้ยมากกว่า... เจ้าชีวิตที่กุมชะตาชีวิตแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”

โดยมิต้องร้องขอ พระจันทร์ดวงน้อย เบียดกายซบอกกว้างแน่นขึ้น ซุกกายรับไออุ่นและริมฝีปากหวานละมุนที่ประกบลงมาด้วยศิลปะการฟัดชั้นสูงไม่หยุดยั้ง ร่างน้อยๆยังคงมิเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหน รับรู้ด้วยความเข้าใจว่าจะเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชีวิตมันมิได้มีความสลักสำคัญอันใด เพราะทั้งสองอย่างต่างก็เป็น “องค์เดียว” หรือ “ผู้เดียว” มิแผกกัน

“คงถึงเวลาเจ้าชายต้องทำหน้าที่ผัวที่ดีแล้วนะ ไม่ต้องนวดต่อแล้ว”

“จะทรงรอช้าอยู่ทำไม เมียที่ดีก็พร้อมทำหน้าที่เหมือนกัน”

กลิ่นหอมจากตะเกียงน้ำมันหอม หอมฟุ้ง กำจายไม่หยุด แสงสลัวๆจากเปลวเทียนต้องแรงลมเย็นฉ่ำยามค่ำที่พัดกรูกระหน่ำเข้ามาทำให้วะวับวะแวม แลคล้ายจะช่วยกระพือสิเน่หาให้เร่าร้อนขึ้นเป็นลำดับ กลายเป็นเชื้อเพลิงสวาทร้อนแรงลุกโชนอยู่บนเตียงหนานุ่มที่คาดว่าคืนนี้จะมิมีทางมอดดับลงง่ายๆ ทว่าน่าแปลกที่เพลิงนั้นมันมิได้เผาผลาญสิ่งใด นอกเสียจากร่างงามราวรูปสลักทั้งสองร่างที่กำลังทาบทับ อิงแอบ แนบแน่นเป็นหนึ่งเนื้อเดียวกันจนแทบไร้ช่องโหว่ และคงจะในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้หรอก ลมสวาทจะพัดพา “เรือรบลำใหญ่” ให้โลดแล่นเหนือทะเลเพลิงที่กำลังกระเพื่อมพลิ้วไหว แหวกเกลียวคลื่น จนทะลุทะลวงล่วงเข้าประตูอ่าว ลอยล่องมาจอดเทียบท่า ทิ้งสมอจนระลอกน้ำแตกกระจาย ดังคาดการณ์ นั้นแล

เช้านี้ก็เหมือนกับทุกๆเช้า ที่มูนอมยิ้มอย่างมีความสุขกับการช่วยป้าเมี้ยนตระเตรียมพระกระยาหารมื้อแรกของวัน กาแฟ ไส้กรอก ขนมปังปิ้ง แลของโปรดที่ขาดเสียมิได้คือไข่ลวก ซึ่งเต้ยกินได้กินดี จนมูนต้องบอกให้ป้าเมี้ยนทำเพิ่มทุกเช้า บางทีป้าเมี้ยนไม่ว่าง มูนก็ต้องลงมือทำเอง เพราะเมนูนี้ไม่ใช่ของยากซับซ้อนอะไร ยิ่งเต้ยรู้ว่ามูนทำให้ มีหรือจะไม่ซดหมดเกลี้ยง  นี่ถ้านางพญาคชสารมันมาเห็นอีก มันก็คงค่อนขอด จิกกัดว่าโด๊ปผัว แต่จะเป็นไรเล่าในเมื่อเขาเต็มใจจะให้โด๊ปซะอย่าง

“ช่วงนี้เสียน้ำเยอะ...ต้องกินไข่ลวกเยอะๆ”

เต้ยพูดขึ้นยิ้มๆ จนคนที่รู้ความนัยดีอย่างมูนว่าน้ำที่เสียไปเยอะเป็นน้ำอะไร จนต้องก้มหน้างุดๆด้วยความอาย หากก็ยังมีบางคนไม่รู้ความนั้นถามมาอย่างไร้เดียงสา

“น้ำอะไรเหรอครับพี่เต้ย”

“เดี๋ยวมอสก็มี หรืออาจจะมีแล้วก็ได้ จะขึ้นมอหนึ่งแล้วนี่ ผู้ชายมีกันทุกคนแหละ” เต้ยบอกน้องหน้าตาเฉย  เจ้าน้องชายนั่งนิ่งคิดชั่วครู่ สีหน้าเด็กน้อยค่อยๆแดงซ่านช้าๆ แล้วก็ทั้งตอบทั้งถามต่อมาด้วยเสียงที่จับได้ว่าเขินอาย

“ใช่น้ำสีขาว ขุ่นหน่อยๆ ยืดๆ หรือเปล่าครับ มอสเพิ่งจะมีเมื่อวันก่อนนี้เอง มันออกมาได้ยังไงก็ไม่รู้ เลอะกางเกงในมอสตอนตื่นหมดเลย เหม็นคาวด้วย ว่าจะถามพี่มูนตอนว่างๆพอดี” มอสย่นจมูก เพราะเอามาดมเลยจำกลิ่นได้ดี

“เฮ้ย จริงหรือวะมอส โตแล้วนี่หว่า ฟันสาวได้แล้ว พี่ดีใจด้วยโว้ย ฮะฮ่า” เต้ยพูดกลั้วหัวเราะลั่น อดจะขยี้หัวมอสด้วยความเอ็นดูไม่ได้ แสดงความดีใจที่น้องชายมีน้ำแรก แล้วปาฐกถาต่อมาให้น้องฟัง

“เออนั่นแหละใช่...ไอ้น้ำที่ออกมาจากจู๋เนี่ย นอกจากฉี่ ก็มี น้ำเชื้อ หรือ อสุจิ...ถ้าเลอะเองตอนเช้าอย่างที่มอสเป็นเขาเรียกฝันเปียก แต่ถ้ามอสจงใจใช้มือรูดทำให้มันออก เขาเรียกว่า ชัก....”

“หยุดพูดเรื่องนี้ซะทีทั้งพี่ทั้งน้อง เดี๋ยวเหอะ”

 มูนแทบสำลักนมพรวดออกจากปาก ตกใจยิ่งนักกับการเริ่มเข้าวัยแตกพานของน้องน้อยที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว รู้สึกบกพร่องในหน้าที่พี่ชายผู้ปกครอง แต่ก็จำต้องเงยหน้าขัดขึ้นมา เพราะทนไม่ได้แล้วกับ บอย ทอล์คเช้านี้ จนต้องเอื้อมมือไปซัดทั้งพี่ทั้งน้อง โทษฐานที่เปลี่ยนโต๊ะอาหาร เป็นโต๊ะเรียนวิชาเพศศึกษา ทว่าเจ้ามอสก็ยังสามารถต่อท้ายคำปิดประโยคมาให้เต้ยอย่างครบถ้วนสมบูรณ์จนได้

“ว่าว...ชักว่าว ใช่ไหมพี่เต้ย เพื่อนมอสเคยเล่าให้ฟัง”

“เอ๊ะ มอสนี่ยังไง ลามกใหญ่แล้ว”

มูนเงื้อมือหรา จนเจ้ามอสถลาเข้าไปหลบหลังเต้ยที่หัวเราะไม่หยุด และไอ้เจ้าพี่ชายก็ออกโรงมาปกป้องเจ้าน้องแกล้งซื่อหรือซื่อจริงๆก็ไม่มีใครรู้

“มูน...เรื่องปกติน่า มันไม่ใช่เรื่องลามกอะไรน้องเป็นผู้ชายและโตขึ้นทุกวันนะ เราพูดให้น้องฟัง สอนน้องเบื้องต้นน่ะดีแล้ว จะได้ทันคน ดีกว่าน้องไปเรียนรู้เอง ลองเองแบบผิดๆ ตอนเต้ยรุ่นราวคราวเดียวกันกับมอส เห็นแม่เต้ยอย่างนั้นเหอะ เอาหนังสือเพศศึกษามาให้เต้ยอ่านเป็นเล่มๆ”

“แต่เต้ยก็น่าจะหาคำพูดดีๆ ...อธิบายอ้อมๆ ไม่ใช่โจ่งแจ้งอย่างนี้” มูนแย้ง แต่ก็ไม่วายเริ่มคล้อยตาม เห็นด้วยที่เรื่องเพศศึกษาเป็นเรื่องที่ควรสอนกันในครอบครัวก่อน ดีที่วันนี้มีเต้ยอยู่ ไม่งั้นตนก็คงไม่รู้จะอธิบายอ้อมๆ ตามที่ปากพูดอย่างไร หากเรื่องนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องเดียวที่มอสต้องควรรู้ จึงถอนหายใจเปรยต่อมาด้วยความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น

“ มันก็คงจะจริง อย่างที่เต้ยบอก มอสโตขึ้น จนมูนลืมสังเกต มอสคงถึงเวลาที่จะรู้อะไรหลายๆเรื่อง ต้องออกไปเจอสังคมใหม่ๆ ไม่ใช่เช้าไปเรียน เย็นกลับมาบ้านสวน ดูแต่โทรทัศน์”

“เต้ยว่ามูนควรส่งน้องไปเรียนที่กรุงเทพ ฝึกน้องให้เป็นผู้ใหญ่ ลำพังเราสองคน สอนน้องเอง คงไม่พอหรอก มอสต้องเจอโลกกว้างกว่านี้ ”

“ตรงกับใจที่มูนและคุณยายเคยคิด มูนว่าจะปรึกษาเต้ยตั้งแต่หลังงานคุณยายแล้ว พอดีลืมเสียสนิท” มูนถ่ายทอดความตั้งใจให้เต้ยฟัง แล้วเรียกมอสเข้ามานั่งใกล้ๆ ถามน้องชายว่า

“มอสอยากไปเรียนโรงเรียนเดียวกับพี่ที่กรุงเทพไหม ไปอยู่ที่นั่น วันเสาร์ อาทิตย์ ค่อยกลับมาหาพี่”

ทีท่าทะเล้นซุกซนของเจ้ามอสหายไปในทันที ดวงตาสดใสเมื่อครู่เริ่มปรากฏรอยรื้น แม้มอสจะเป็นเด็กบ้านนอก มอสก็มิใช่ว่าจะไม่เคยไปกรุงเทพซะเมื่อไร มอสรู้ดีว่ากรุงเทพกับอัมพวา ถึงจะนั่งรถแค่ชั่วโมงกว่าๆ ทว่าความรู้สึกมันก็ไกลแสนไกล แต่นั่นมันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ทำให้น้ำตาปริ่ม เท่ากับที่รู้ว่าคงไม่ได้เห็นหน้าพี่มูนและป้าเมี้ยนทุกวันต่างหาก เพียงแค่คิด ความคิดถึงที่ยังไม่บังเกิดก็จับ แลหัวใจของเด็กน้อยที่เริ่มจะไม่น้อยก็ฟีบลงทันใด

เด็กก็ยังคิดตามประสาเด็ก ตามประสบการณ์ชีวิตอันน้อยนิด  ไฉนเลยจะตามทันความคิดของพี่ๆ 

“พี่มูนให้มอสไปอยู่ที่อื่น พี่มูนไม่รักมอสแล้วหรือครับ มอสไม่อยากไป มอสอยากอยู่ที่นี่ สัญญาว่าต่อไปจะไม่ดื้อ ไม่แอบไปเล่นเกมส์ จะเชื่อพี่มูนทุกอย่าง” เจ้ามอสพูดตามที่มันเข้าใจ ใบหน้าสดใสมีหรือจะไม่สลดลง

“โถ มอสทำไมพี่จะไม่รักมอส เพราะว่าพี่รัก พี่เลยต้องส่งไปเรียนโรงเรียนดีๆไง อีกอย่าง มอสยังไม่ได้ไปวันรุ่งพรุ่งนี้ซะเมื่อไหร่ อีกตั้งหลายเดือนกว่าจะเปิดเทอม แต่อย่างไรเสียมอสต้องไปเพื่ออนาคต โตมาจะได้ทันคน อยากให้ใครเขามาว่ามอสเหรอว่าเป็นแค่เด็กบ้านนอก”

“มอสไม่ฟัง ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น...พี่มูนไม่รักมอสแล้วก็บอกมาเถอะ” น้อยยิ่งกว่าน้อยที่มอสจะกล้าเกเรแบบนี้กับมูน มือทั้งสองข้างเข้ามากอดเอวมูนไว้แน่น ราวกับกลัวใครจะพาไปฆ่า ซบหน้าลงกับตัก คล้ายจะวิงวอนให้มูนเปลี่ยนใจ

“ไม่เอาครับมอส... โตเป็นหนุ่มแล้ว ฟังพี่เต้ยนะ” เต้ยเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาช่วยปลอบ และเจ้ามอสก็ได้ทีโผหาพี่ชายคนใหม่ของมัน ผู้ที่จะยึดเป็นที่พึ่งได้ทันใด

“พี่มูนไม่รักมอสแล้วครับพี่เต้ย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นมอสที่พี่มูนเขาจะส่งมอสไปเรียนกรุงเทพน่ะ เพื่อความก้าวหน้าของมอสเอง ไม่ใช่ว่าเรียนที่อัมพวาจะไม่ดี แต่ถ้ามอสไปอยู่ที่นั่น มอสจะได้เจอโลกกว้างขึ้น รู้จักกับแสงสี เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้เปิดหูเปิดตา อัมพวาแค่นี้เอง คิดถึงพี่มูนก็กลับมาหา มอสเคยบอกพี่ใช่ไหมว่าโตมาอยากเป็นแบบพี่” เต้ยพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาปลอบ แต่มิได้ผลชะงัด เท่ากับประโยคสุดท้ายของเขาเพียงประโยคเดียว

“ใช่...ครับ มอสโตขึ้น มอสจะเป็นแบบพี่เต้ย”

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเชื่อพี่ ...พี่ก็เรียนโรงเรียนเดียวกับพี่มูนแหละ ที่โรงเรียนนะ มีชมรมกีฬาบาสเก็ตบอล รักบี้ ฟุตบอล มีสระว่ายน้ำ  แล้วแต่มอสจะเลือก แต่ถ้ามอสอยากเป็นอย่างพี่ ต้องเล่นบาส ยิ่งเป็นนักบาสโรงเรียนพี่นะ สาวๆตามติดเลยแหละ และขอบอกนะว่า เด็กผู้หญิงที่กรุงเทพ สวยกว่าแฟนคลับของมอสกลุ่มนั้นเสียอีก ลองนึกภาพดูนะมอส ขาวๆ น่ารัก  ตากลมๆใส่บิ๊กอาย พี่เห็นยังอยากจะกลับไปอายุเท่ามอสเลย”

มูนได้ฟังเต้ยปลอบน้องแทนตนก็อดอมยิ้มในลูกเล่นของเต้ยที่ใช้กล่อมน้องไม่ได้ เต้ยเข้าใจพูด เข้าใจหาวิธีดึงดูด ซึ่งตนคิดไม่ถึงและหลงลืมไปว่า เด็กผู้ชายที่กำลังย่างก้าวเข้าสู่วัยรุ่นต้องการอะไร ในใจแอบนึกขำๆ ถ้ามอสเป็นเหมือนกับตนก็คงจะเข้าใจได้ดีกว่านี้ ดีแล้วที่เต้ยเข้ามาช่วย หากเป็นตนปลอบต่อก็คงจะยืดเยื้อ ด้วยความเยอะที่เป็นนิสัย ดีไม่ดีอาจจะถึงขั้นต้องหยิบไม้เรียวตีบังคับ

“จริงเหรอครับ”

“จริงสิ....ยิ่งตามโรงเรียนกวดวิชานะมอสเอ๊ยยยยยย พี่กับพี่เปรมต้องเข้าไปขอเบอร์ไม่เว้นวัน ถ้าไม่เชื่อไว้พี่เปรมมาลองถามพี่เปรมสิ แต่ส่วนใหญ่จะมีคนมาขอเบอร์พี่มากกว่า มอสเองก็หล่อพอๆกับพี่ รับรองสาวเพียบ” เต้ยเล่าให้น้องฟังอย่างออกรส แรกๆมูนก็เห็นด้วย แต่หลังๆนี้สิ ได้ยินได้ฟังก็คันปากอยากจะขัดขึ้นด้วยเสียงแหวะนัก แต่กลัวว่าแทรกมาอาจจะพาเสียเรื่อง เพราะเต้ยกำลังใช้บทกล่อมจนได้ที่

“งั้น ...มอสไป” มอสตอบรวดเร็วน้ำตาที่เกือบจะหยดแหมะๆ มลายหายไปสิ้น น่าจะหายไปพร้อมๆกับคำว่า “สาวเพียบ”

“อ้าว...เฮ้ย ทำไมเปลี่ยนใจ ตอบตกลงง่ายนักวะ” เต้ยถามมาอย่างฉงน ไม่ต่างกับมูนสักเท่าไรที่งงเป็นไก่ตาแตก ตามอารมณ์น้องไม่ทัน

“มอส ไม่คิดถึงพี่กับป้าเมี้ยนแล้วเหรอ”

“โธ่....พี่มูน วันเสาร์ อาทิตย์ มอสก็กลับมาหาน่า อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิครับ มอสยังไม่ได้ไปวันรุ่งพรุ่งนี้ซะเมื่อไหร่ อีกตั้งหลายเดือนกว่าจะเปิดเทอม” มอสย้อนพี่มูนของมันจนแทบหน้าหงาย ทำสุ้มทำเสียงอย่างกับหนุ่มๆปลอบพี่มันคืน “ พี่มูนมีพี่เต้ยอยู่ที่นี่แล้ว ไม่เหงาหรอกน่า อย่าห่วงมอสเลย มอสโตแล้วนะครับ”

“แต่เมื่อกี้...มอสยัง...”

“นั่นมันเมื่อกี้ครับ...ถ้าพี่ๆบอกมอสตั้งแต่แรกว่าสาวเยอะ มอสไม่งอแง ให้อายหรอก ตอบตกลงไปตั้งนานแล้ว”

มอสทำท่ากรุ้มกริ่ม ยักคิ้วยิ้มแป้น จนมูนแทบกุมขมับ เพราะกริยาท่าทางของมันลอกเลียนแบบมาจากพี่ชายหมาบ้ามาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน แถมยังคงคอนเซ็ปเดิมคือการวิ่งปรู๊ด จนไม้กระดานเรือนลั่น ดีนะที่คุณท่านของมันไม่อยู่ ไม่งั้นคงเอ็ดตะโร แพ่นกบาล เรียกขาน “ไอ้เวรมอด”

“วันนี้มอสกลับเย็นนะครับ พี่เต้ย พี่มูน ไม่ต้องรอทานข้าว มอสจะไปแจ้งข่าวกับบรรดาแฟนคลับ เฮ้อ... สงสัยต้องร้องไห้กันแน่ๆ เลย” มอสกล่าวทิ้งท้ายและทิ้งพี่มูนนั่งตาโตอ้าปากค้าง ส่วนพี่เต้ยของมันหัวเราะชอบใจจนเกือบสำลักกาแฟ พอน้องน้อยคล้อยหลังไปได้เท่านั้น มูนจึงค่อยๆเอ่ยออกมาได้

“สงสัยมูนจะคิดผิดแล้วละมังเต้ย เปลี่ยนใจให้เรียนที่นี่เหมือนเดิมดีไหม กลัวจะไปทำใครเขาท้องก่อนที่จะเรียนจบ”

“มูนจ๋า...น้องมันเริ่มแตกเนื้อหนุ่มแล้วน่า ตอนเต้ยอายุเท่ามันก็อย่างนี้แหละ มันชอบผู้หญิงก็ดีแล้ว ปล่อยมันเหอะ อย่าให้เหมือนเต้ยทุกอย่างเลย... แต่ก็ไม่แน่นา ตอนเปิดเรียนวันแรก ไอ้เจ้ามอส มันอาจจะเจริญรอยตามเต้ย มองใครบางคนจนเหลียวหลังก็ได้” เสียงยียวนแบบนี้ระยะหลังมานี่แทนที่เสียงกร้าวเกเรหมดสิ้น และดวงตาสีน้ำตาลกลมแป๋ว ก็เผลอตวัดปรายตามองอย่างกับค้อนขวับยามได้ยินเสียแทบทุกครั้ง

“มองน่ะไม่เป็นไร แต่ถ้ารู้ว่าไปด่าเขาอย่างที่ด่าลูกสาวช้างตอนงานคุณยาย จะยุให้คนที่ถูกด่า ตบปากเสียให้เข็ด และบอกว่าอย่าใจอ่อนเหมือนมูนเด็ดขาด”

“โห โหดนี่หว่า....เออแล้วมูนจะให้น้องไปพักกับใคร”

“ตอนแรกก็กะว่าจะให้พักที่เดียวกับมูน แต่เผอิญเจ้าของที่เป็นเพื่อนกับคุณยายท่านเสียไปนานแล้ว เลยว่าจะฝึกให้อยู่หอ คงจะฝากให้ช้างช่วยดูแลช่วงแรกๆ”

“อีน้องอัย อีช้างตกมันเนี่ยนะ...พอเลย เดี๋ยวน้องโดนมันเดาะไข่ เปิดซิงกันพอดี ยิ่งถ้ามันรู้ว่ามอสมีน้ำนะ..เข้าทางมันล่ะ”

เต้ยห้ามเสียงหลง ไม่ใช่เพราะรังเกียจช้าง แต่เพราะรู้สันดานนางพระกำนัลของตนดี ประวัติศาสตร์และวีรกรรมของนังนี่ มันจารึกไว้ หลายบทหลายตอน เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ บรรดาชาย ... เต้ยพักคิดเพียงครู่ แล้วก็ดีดนิ้วได้ดังเปาะ เพราะเห็นภาพผู้ดูแลลอยตระหง่านในหัวแจ่มชัด แทนหน้านางคชสารอย่างที่มูนตั้งใจ

 “เอาเป็นว่าเรื่องที่อยู่และผู้ปกครอง เต้ยจัดการเอง และก็เดาว่าไม่มีปัญหา รับรองมอสไม่มีทางเสียเด็กเด็ดขาด”

“ใคร...ที่ไหน”

“คิดถึงแม่ผัวหรือยัง...คงถึงเวลาต้องพาไปเยี่ยม เต้ยจะได้แวะไปเอาของด้วย” แทนคำตอบว่าเป็นใคร ที่ไหน คำถามของเต้ยทำให้มูนกระจ่างโดยมิต้องการคำตอบอีกแล้ว

“ห๊า”

“ไม่ห๊าล่ะ...ตามนั้น อย่าเยอะ” เต้ยพยายามตัดบท หากแต่สีหน้าของมูนก็ยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเต้ยเท่าไร เต้ยจึงจำต้องเยอะอย่างมูนบ้าง “ให้แม่เต้ยคอยดูแลน่ะดีแล้ว เด็กวัยนี้ ต้องเข้มงวด พอๆกับที่ต้องปล่อยให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง แม่เต้ยทำได้ดี ไม่งั้นเต้ยไม่เป็นผู้เป็นคนมาอย่างทุกวันนี้หรอก แม่มีวิธีสอนโดยที่เราจะไม่รู้ตัวว่าถูกสอน ”

“คุณแม่จะยอมเหรอ รบกวนท่านเปล่าๆ งานท่านก็ยุ่ง”

“ไม่หรอก แน่ใจได้เลยว่าอ้าแขนรับแน่นอน ...แม่เต้ยมีเต้ยคนเดียว แม่เคยเล่าให้ฟังว่าอยากมีลูกเล็กๆอีกสักคน แต่ก็มีไม่ได้ เต้ยเองก็ไม่ใช่ลูกชายที่ดีนักชอบปล่อยให้แม่เหงาอยู่บ่อยๆ ตอนหลังแม่เขาอยากอุ้มหลาน แต่ก็นะ เอ...หรือมูนจะยอมท้อง มีลูกให้เต้ยสักคนสองคน แม่จะได้สมใจสักที”

ประโยคแรกๆ ฟังแล้วเหมือนจะดูดี มูนเข้าใจได้ทันที เหตุฉะนี้เองคุณวาสิฏฐีเลยหวงเต้ยนัก และในเมื่อคุณวาสิฏฐียอมหักใจให้สิ่งที่หวง ตนก็จะดูแลสิ่งนั้นให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมเพิ่มเติมจากที่เป็น... แต่ประโยคท้ายๆนี้สิ มันน่านัก จนแล้วจนรอดพ่อยอดชายนายเต้ยก็ยังไม่วายขี้เล่น จนคนฟังหมั่นไส้เล่นต่อกระเง้ากระงอดตอกกลับ

 “ถ้ามีมดลูกป่านนี้ก็คงท้องไปแล้ว หลายวันมานี่ แทบจะไม่ได้พัก ไม่ได้ผ่อน”

“เอ๊า ก็นึกว่าชอบ เลยจัดให้เต็มที่ ตั้งใจจะชมอยู่พอดีว่าเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นทุกวัน” เต้ยพูดยังไม่ทันจบ ก็ต้องเบี่ยงตัวหลบมือที่ซัดมา แล้วยอมตัดบท สรุปเรื่องเข้าประเด็นเสียเอง

 “โอเค..เอาเป็นว่า พามอสไปอยู่ที่นั่นดีแล้ว เวลาแม่เลิกงานจะได้มีอะไรทำ เรื่องค่าใช้จ่าย เต้ยจัดการเอง”

“มอสไปอยู่ที่นั่นก็ได้ แต่เรื่องค่าใช้จ่ายมูนขอรับผิดชอบ” คราวนี้มูนไม่ยอม เพราะกลัวคำครหาที่อาจจะมีตามมาว่า เบียดเบียนเงินของเต้ย หลายคนอาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่มูนไม่คิดเช่นนั้น และจะไม่มีวันแบมือขอเงินใคร แม้ใครคนนั้นจะเป็นคนที่ตนเรียกว่าสามี

“ไม่ได้ เต้ยจ่ายเอง ....น้องของมูนก็เหมือนน้องของเต้ย และการที่เต้ยเคยบอกว่า จะอยู่ดูแลมูนนั้น มันไม่ใช่แค่มูนคนเดียว แต่ มันหมายถึงดูแลคนในบ้านและบริวารของมูนด้วย และต่อไปนี้ค่าใช้จ่ายภายในบ้านทุกอย่างเต้ยจะรับผิดชอบเอง อย่ามาเยอะกับเต้ยเรื่องนี้ เต้ยว่าอย่างไรก็ต้องอย่างนั้น ....มูนมีหน้าที่แค่เป็นเมีย ดูแลเต้ยคนเดียวเท่านั้นพอ”

เสียงทะเล้นกลายเป็นเสียงเข้มๆ ตอกย้ำความตั้งใจว่าเขาพูดจริงและก็ทำจริง และทีท่าแบบนี้แหละที่มูนไม่กล้าขัด หากมิวายจะลองแย้งอ่อยๆ

“ตะ ...แต่”

“ไม่ต้องมีแต่... เต้ยเต็มใจ หยุดพูดเรื่องนี้ได้แล้ว เมียกับน้องเมีย ดูแลไม่ได้ ก็ไม่ใช่เต้ย” 

มูนซึ้งน้ำใจแทบจะพูดอะไรไม่ออก  จำยอมกลืนน้ำลายตัวเอง ทำตามคำสั่งที่ต้องเรียกว่า “รับสั่ง” ยกมือน้อยๆ เลื่อนมากุมกระชับมือใหญ่ๆแน่น ฝืนเสียงตื้นตัน ใช้ถ้อยคำที่เขาเคยกล่าว ...กล่าวตอบเขากลับไป

 “เป็นหนึ่งในใต้ฟ้าฤาหาได้  ขอบน้ำใจพี่นักที่รักเมีย”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“เปลี่ยนจากคำพูดเป็นหอมแก้มเต้ยสักฟอดได้ไหม”

ใบหน้าเกเร ทะเล้น สดใส กลับมาอีกครั้ง เอียงเข้ามาหามูนรวดเร็วพร้อมแก้มป่องๆ กริยาน่ารักน่าชังอย่างนี้ มีหรือมูนจะกล้าขัดใจเต้ยได้ลงคอ จึงเหลียวมองซ้าย มองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครก็สนองเต้ยให้ดังตั้งใจ

“ชื่นใจเต้ยที่สุด ...ว่าแต่มูนจ๋า สุดสัปดาห์นี้ ยังไม่ได้ไปสอนใช่ไหม”

“ใช่... ทำไมเหรอ”

“เราไปเที่ยวทะเลกันไหม พามอสไปด้วย ชวนพวกเพื่อนๆไปด้วยนะ จะได้เลี้ยงขอบคุณพวกมันเรื่องงานคุณยาย”

“ได้สิ...ตกลง”

มูนรับคำหน้าตาสดใสไม่แพ้กัน มิลังเลอันใดอีกแล้ว ความกระตือรือร้นบังเกิดมาอย่างปิดไว้ไม่อยู่ แม้จะรู้ว่าไม่ได้ไปกันสองต่อสอง แต่มั่นใจลึกๆว่า เต้ยสามารถหาทางอยู่ด้วยกันสองต่อสองได้แน่ๆ อย่างนี้แล้วจะมีเหตุผลอันใดไม่เรียกว่า “ฮันนีมูน”

“ไปรำลึกความหลังสมัยเรียน ตอนไปเก็บตัวนักบาสกันเนอะ ยังจำได้หรือเปล่า”

 แก้มลออของมูนถูกหอมคืนพร้อมกับการเท้าความหลัง เต้ยรู้ตัวดีว่าครั้งนั้นได้ก่อวีรกรรมอะไรเอาไว้บ้าง  ทีท่าอายม้วนของพระจันทร์ บอกให้รู้เช่นกันว่าจำได้ แม้นอดีตนั้นจะประสบพบกับความเกเรเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ เหนือผืนทรายริมหาดใต้แสงจันทร์   

“ขอไข่ลวกอีกสักสองฟองได้ไหมครับ”

เต้ยบรรจงหอมมาเสียอีกฟอด สายตาเยิ้มเคลิ้มสวาท บอกให้รู้เป็นนัยๆว่าโด๊ปไข่ไปทำไม มูนลุกไปจัดการให้อย่างว่าง่ายแลครั้นพอพระจันทร์ลอยคล้อยหลัง เต้ยก็หยิบแบล็คเบอร์รี่ข้างตัวขึ้นมาต่อสายไปยังเลขหมายเคยคุ้นปลายทาง เมื่อสัญญาณถูกตอบรับ เสียงมิคลายกังวานก็ลำดับสื่อความตามต้องการรวดเร็วไม่รอช้า

“แม่จ๋า... เช้าวันศุกร์ เต้ยจะเข้าไปหาและขอของที่ฝากไว้ มูนจะได้เป็นอัครพงศธรอย่างเป็นทางการซะที”

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๑๗ นะคะ

อ้างอิง *นำมาจากวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายงามได้นางศรีมาลา
**นำมาจากวรรณคดีเรื่อง สังข์ทอง พระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๒


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๑๗ ครอบบ้านครัวเดียว

เช้าวันศุกร์ในกรุงเทพเช้านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับทุกๆเช้าในชั่วโมงเร่งด่วนของวันปกติที่การจราจรหนาแน่นคับคั่งเสียจนกระทั่งคนที่เริ่มเคยคุ้นกับการขับรถในต่างจังหวัดอย่างเต้ยต้องนั่งขมวดคิ้วหลังพวงมาลัยรถ แม้กำเนิดจะเกิดที่เมืองกรุงและควรจะชาชิน ทว่าเจอทีไร มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจเสียทุกครั้ง จึงอดไม่ได้ที่จะสบถมาอย่างหัวเสีย

“เหี้ยเอ๊ย...แม่งอุตส่าห์ออกมาจากอัมพวาแต่เช้ามืดแล้วเชียว ติดส้นตีนอะไรนักหนา นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องเข้ามาหาแม่และไม่ได้นัดไอ้พวกนั้นจะไปทะเลนะ จ้างให้ก็ไม่เข้ามาหรอก” เต้ยพูดราวกับว่ากรุงเทพน่าชัง มิเหมือนอัมพวาที่มองยังไงก็น่ารัก หากเมืองเป็นบุคคลและได้ยินเข้าคงน้อยใจแย่

“อย่าพูดคำด่าคำสิเต้ย ใจเย็นๆ ทำอย่างกับไม่เคยขับรถในกรุงเทพไปได้ ยังไงเราก็ต้องเข้ามาอยู่แล้ว เพราะเต้ยนัดพวกหมวดเปรมที่นี่ไม่ใช่เหรอ ดีกว่าให้พวกนั้นเสียเวลา เปลืองค่าน้ำมันรถไปหาเราสองคนถึงที่นู่น ”

มูนเตือนอย่างคนใจเย็นกว่าเสมอ เต้ยจึงคิดได้ว่าเขาเองเป็นคนดำริเช่นนั้น เพราะหลังจากเสร็จธุระเยี่ยมแม่ ก็จะชวนกันออกเดินทางไปทะเลทันทีและจุดรวมพลก็เป็นบ้านของเขาซึ่งเพื่อนๆทุกคนคุ้นเคยเป็นอันดี แลน้ำเสียงโทนเย็นๆของมูนแบบนี้แหละที่ทำให้ใจร้อนๆของเขาเสมือนเจอกับก้อนน้ำแข็งเย็นยะเยือก...เย็นเสียจนกระทั่งความหงุดหงิดคลาย

“มูนขับให้ดีกว่าไหม เต้ยจะได้นั่งเฉยๆ ไม่ต้องเสียอารมณ์”

“ขอบคุณครับ แต่ไม่เป็นไรหรอก อีกแยกเดียวก็ถึงซอยบ้านแล้ว ไม่อยากให้มูนอารมณ์เสียแบบเต้ยน่ะ”

เต้ยยิ้มได้ทุกครั้งยามพระจันทร์ตั้งใจจะทำอะไรให้ มือหนาๆละจากพวงมาลัยรถลงมากุมมือของมูนที่เจ้าตัววางไว้เหนือตัก บนเบาะข้างๆคนขับ น้ำเสียงกระเซ้าเย้าแหย่เพิ่งได้ขับขาน ขับไล่ความไม่สบอารมณ์ที่มีให้กับการจราจรของเมืองกรุง

 “นั่งเฉยๆเป็นตุ๊กตาหน้ารถอย่างนี้แหละดีแล้ว ขอเพียงแค่ยิ้มหวานๆ เวลาผัวเห็น หรือพ่อผัว แม่ผัวเจอจะได้ชื่นใจ”

เต้ยหยอดน้ำผึ้งแต่เช้าพร้อมกับบีบมือลออเสลาเบาๆ สายตาซ่อนซึ้งคมวาวทอดมองตลอดนิ้วเรียวได้รูปราวกับเทียนขี้ผึ้งเล่มตรงสวยชั้นดี เต้ยจ้องนิ่งไปเพียงครู่ แล้วจึงทอดน้ำเสียงละมุนกว่าเดิม เปรยประโยคที่มูนฟังแล้วฉงน

“รออีกนิดนะ”

“อะไรเหรอเต้ย รออะไร”

“รอไฟเขียวไง ...แน่ะ พูดถึงก็เขียวพอดี”

เต้ยไม่ตอบอะไรไปมากกว่านั้น เหยียบคันเร่งออกรถไปตามสัญญาณไฟอนุญาต มือข้างซ้ายยังมิคลายออกจากกัน และตั้งใจจะยกขึ้นมาระดมจูบ หากจำต้องหยุดชะงัก เพราะมีเสียงกระแอมดังๆมาจากทางด้านเบาะหลัง เป็นการบอกให้รู้ว่า ภายในรถมิได้มีเพียงแต่เต้ยกับมูนสองต่อสอง ทว่ามีสิ่งมีชีวิตอีกสิ่ง กำลังนั่งหัวโด่อยู่ทนโท่

“ฮะ แฮ่ม...เกรงใจมอสหน่อยสิครับพี่เต้ย พี่มูน เดี๋ยวมอสใจแตกพอดี”

“คร๊าบ ไอ้น้องมอส ไอ้น้องชายสุดที่รัก  ทุกวันนี้ยังไม่แตกอีกเหรอ ไว้เวร”

จะใจแตกหรืออะไรแตก คงไม่สำคัญเท่าเสียงหัวเราะสดใสของพี่น้องต่างสายเลือดประสานกันอย่างมีความสุข ประดุจครอบครัวหนึ่งที่สมบูรณ์พร้อมไปด้วยพ่อ แม่ และก็ลูก สายตาปรีติของเจ้ามอสเริ่มยึดเต้ยให้เป็นเสมือนพ่อที่มันตั้งใจจะเจริญรอยตาม โตมาจะเป็นแบบนี้ให้ได้ แลมูนก็เป็นแม่ที่มันรักสุดหัวใจ  วันหนึ่งต้องทดแทนพระคุณ

“ถ้ามอสมาอยู่กรุงเทพ คงคิดถึงพี่มูนกับพี่เต้ยแย่”

“เจอสาวๆก็หายคิดถึง แรกๆก็คงจะเหงาหน่อย แต่ไม่ต้องห่วง ห้องพี่มีเกมส์เพลย์ มีโน้ตบุค มีหนังสืออ่านเล่นเด็ดๆเพียบ รับรองมอสจะติดใจ จนลืมคิดถึงพวกพี่ๆ ขี้คร้านจะไม่กลับอัมพวา” เต้ยยักคิ้วให้น้องชาย และเจ้าน้องชายก็ยักคิ้วตอบรับ เป็นรหัสลับๆ ที่รู้กันเฉพาะพี่ชายและน้องชายคู่นี้

“ขอให้เด็ดจริงๆเหอะ พี่เต้ย ”

“อย่างพี่ไม่มีพลาด เล่มไหนเก็บไว้อ่านล่ะก็ แสดงว่าเล่มนั้นสนุกจนวางไม่ลงเชียวละมอสเอ๊ย”

แรกๆมูนก็ฟังพี่น้องคุยกันไปเรื่อยๆ มิได้สนใจเท่าไร หากแต่มาติดใจ ตรงหนังสือเนี่ยแหละ เพราะตนเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก และก็นึกได้ทันทีว่า มาเที่ยวทะเลครั้งนี้ ลืมหยิบหนังสือติดมือมา

“เต้ยชอบอ่านหนังสือด้วยเหรอ ไม่ยักรู้ งั้นเดี๋ยวมูนขอไปเลือกและยืมไปอ่านที่ทะเลบ้างนะ”

“เฮ้ยยยยย...ไม่ได้”

สองพี่น้องปฏิเสธเสียงหลงมาทันควัน น้ำเสียงและทีท่า สายตาเลิ่กลั่กส่อพิรุธพร้อมกันมาโดยมิได้นัดหมาย และนั่นก็ทำให้พระจันทร์ระแคะระคาย นั่งคิดจนถึงบางอ้อ พร้อมเสียงร้องอ๋อ ก่อนถึงบ้านเต้ย

“รู้แล้ว...ทำไมถึงไม่ได้ เต้ยนี่ก็แปลก ชอบหาสื่อที่ทำให้มอสมันเสียเด็กอยู่เรื่อย แทนที่จะช่วยกันดูแล ห้ามปราม กลับส่งเสริมน้องมันในทางผิดๆ ” มูนหันไปเอ็ดเจ้ายอดชายนายคุณหลวง แล้วหันมาจัดการกับเจ้าน้องชายต่อ มิให้ขาดตอนปฐมเทศนาแรกของวัน  “มอสก็อีกคน อย่าให้มันแก่แดดนักเลย พี่รู้นะว่าเมื่อวาน แอบอ่านหนังสืออะไรในห้อง ว่าจะไม่พูดแล้วเชียว”

“หนังสือเรียนครับ”

มอสตอบมารวดเร็ว หน้าแดงก่ำแต่ฝืนทำไม่รู้ไม่ชี้  ส่วนเต้ยก็เริ่มร้อนๆหนาวๆ กลัวว่า ผู้ต้องหาจะให้การซัดทอด เพราะเขาเองนั่นแหละที่หยิบยื่นของเก่าๆ มาจากท้ายรถให้น้องอ่าน

“แปลกเนอะ มอสอ่านหนังสือเรียนทั้งๆที่ปิดเทอม และเก่งมากที่อ่านภาษาญี่ปุ่นออกแม้จะไม่เคยเรียน น้องพี่คงเป็นเด็กอัจฉริยะ คงตั้งใจอ่าน ตั้งใจเรียนเองจนแตกฉาน พี่ล่ะชื่นใจจริงๆ แต่ตั้งใจอย่างเดียวน่ะไม่พอหรอก ต้องระวังด้วย อย่าให้อะไรๆ มันเลอะเทอะ เปรอะหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นอีกก็แล้วกัน”

น้อยยิ่งกว่าน้อยที่มูนจะใช้น้ำเสียงเหี้ยมเกรียม จนคนเอามาให้และและเด็กอัจฉริยะนั่งตัวแข็งเสียวสันหลังวาบ ทีแรกมูนก็ไม่รู้หรอก เห็นสองพี่น้องเดินลงจากบ้านเมื่อวาน ก็นึกว่าไปเล่นบาสกันตามปกติ หากแต่กลับขึ้นมากันเร็วผิดสังเกต และท่าทางเจ้ามอสก็แปลกๆ หลุกๆหลิกๆ รีบเข้าห้องนอนแต่หัววัน เคาะประตูเรียกกินข้าวก็ไม่มา จนมันออกไปอาบน้ำนั่นแหละ ความสงสัยเลยพามูนให้เข้าไปดูถึงในห้อง จึงได้เห็นสาเหตุของอาการแปลกตา และรู้ว่าน้องเล่นอะไร

หนังสือเรียนที่มันว่า คือหนังสือภาษาญี่ปุ่นพร้อมภาพครูสาว ในท่วงท่าลีลาโยคะแหกขานอนหลับตาพริ้ม พิมพ์สี่สีเต็มสองหน้ากลาง ปรากฏเต็มสองตา ผิวหนังอีนังครูเริ่มปูดๆ โปนๆ เดาว่าน่าจะมีน้ำพุ่งปี๊ดฉีดลงบนหน้ากระดาษ  แม้จะเช็ดออกไปแล้ว แต่ความชื้นนี้สิ มันสดๆร้อนๆ ลงมติได้เลยได้ว่าเป็นของใหม่  เมื่อครั้นเปิดดูหน้าอื่นๆ ก็มีรอยด่างๆดวงๆ อยู่แทบทุกหน้า รอยพวกนี้คงเป็นรอยเก่าบอกเล่าถึงมรดกตกทอดจากเจ้าของเดิม คาดว่านังครูสาวสอนภาษาญี่ปุ่นนาม “คันฮิ อีโมะโต” นางนี้  คงผ่านงานสอนมาแล้วหลายมือ และก็คงเดาได้ไม่ยากว่าอีนังครูชั่ว มันเปียกปอนจนอิ่มเอมเปรมปรีด้วยน้ำชนิดเดียวกันนี้มาหลายครั้งหลายครา

หากคิดในแง่ดี น้ำนั้น...อาจจะเป็นน้ำลาย แต่ความคาวมันไม่ใช่  ภาพ “ไม้เรียว” จึงลอยหราอยู่ในหัว ทว่ายับยั้งไว้ ตั้งใจจะจับให้ได้คาหนังคาเขา แล้วค่อยจัดการฟาดไม่เลี้ยง แต่ในเมื่อวันนี้พ่อตัวดีทั้งสอง ดันส่งซิกกันมาต่อหน้าต่อตา จำต้องประกาศเป็นการเตือนว่าไม่โง่และรู้ทัน

มอสกำลังอยู่ในภาวะ “เห่อน้ำ” ที่ธรรมชาติมอบให้ตามวัย 
ทว่ามูนก็ยังเห็นว่าไม่สมวัยในความรู้สึกอยู่ดี แม้มันจะเป็นเรื่องของธรรมชาติ

“พี่มูนค้นห้องมอส” เสียงใสๆสั่นพร่าด้วยความอาย มากกว่าจะโกรธ ยอมรับว่าเมื่อวานกระทำสิ่งใดและพูดอะไรต่อไปไม่ถูกยามเจอหน้าไม่รู้ไม่ชี้ของพี่ชายตีกลับมาบ้าง

“พี่ไม่ได้ค้นนะ มันวางอยู่บนเตียงพอดี พี่เข้าไปก็เห็น ถึงได้รู้ว่ามอสตั้งใจอ่านแค่ไหน”

แรกเริ่มประเดิมด้วย “ฝันเปียก” ขับออกมาโดยที่เด็กชายไม่รู้ตัว อันนี้สมวัย รับได้ หากแต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน น้องชายหัวไวรู้วิธี “ช่วยตัวเอง” จงใจระบายของเหลวล้นปรี่ด้วยมือ อันนี้แหละเกินวัย มิสามารถหักใจยอมรับ

“เรื่องธรรมชาติน่ะมูน แค่ชักว่าว ตอนมัธยมเต้ยก็ทำบ่อย” เต้ยแก้แทนมาให้ โดยไม่มีเซ็นเซอร์ ทำหน้าทำตาไม่ถูกเท่าไร ในใจก็อยากจะเขกหัวเจ้ามอสนัก “ ไอ้มอสเอ๊ย ไอ้ห่า เจริญรอยตามกูมาเป๊ะๆ บอกแล้วให้ระวัง”

“มูนเข้าใจ แต่มันจะไม่หมกมุ่นเกินวัยไปหน่อยเหรอ”

มูนมิใช่จะไม่เข้าใจแรงขับเคลื่อนซับซ้อนทางอารมณ์ของวัยรุ่นชาย แต่เมื่อเทียบกับตนตอนอยู่ในวัยเดียวกัน ถือว่าเป็นการเรียนรู้อันรวดเร็วน่ากลัว และการเรียนรู้แบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่มูนต้องการเลยสักนิด  มอสควรใส่ใจในการเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเอง เอาชีวิตให้รอดในสังคมให้ได้ต่างหาก มิใช่ฝักใฝ่วุ่นวายกับการถึง “จุดสุดยอด”

เหตุฉะนี้.....มอสจึงต้องถูกส่งมาถึงมือผู้ดูแลเข้มงวดโดยเร็ว จะรอช้าอีกต่อไปไม่ได้

“ทีหลังอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก ครั้งนี้พี่จะไม่เอาความ แต่ครั้งหน้า ถ้าพี่รู้โดนดีทั้งพี่ทั้งน้อง ”

“รับทราบครับผม”

สองพี่น้องรับคำหนักแน่นพร้อมกัน มูนรู้ดีว่ารับปากกันไปอย่างนั้น ห้ามได้เสียที่ไหนกับผู้ชายข้างกายสองคนนี้ แต่ก็จำเป็นต้องปรามน้องให้เกรง มิฉะนั้น คำว่า ได้ใจ จะบังเกิด และเลยเถิดกลายเป็น เอาแต่ใจ ตามมาด้วย เกเร เจ้าเล่ห์ ร้ายกาจ ตามแบบอย่างพี่ชายคนใหม่ของมันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

คุณวาสิฏฐีที่เต้ยบอกว่าเข้มงวด จะใช้มือหล่อมือปั้น ไอ้หมาบ้าออกมาอีกตัวไหม คงต้องแล้วแต่โชคชะตา!!!

พี่ชายกับน้องชายหุบปากเงียบ กลัวจะหลุดอะไรต่อมิอะไรออกมาอีก และมิช้านานเต้ยก็เลี้ยวรถเข้าซอย ในย่านที่เรียกว่าย่านของคนมีอันจะกินย่านหนึ่งของกรุงเทพ....ในสมัยเรียนมัธยม มูนรู้ว่าบ้านของเต้ยอยู่แถวนี้ แต่ก็ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนเลยว่าจะได้มาเหยียบ ความตื่นเต้นจึงเริ่มจับ อยากเห็นว่าบ้านของเขาเป็นอย่างไร จะเป็นไปตามปากของคนที่เคยถูกเชื้อเชิญไปเที่ยวมาเล่าให้ฟังหรือไม่ ในอีกไม่กี่วินาทีคงได้รู้

“บ้านเต้ยสวยมาก อย่างกับบ้านในหนังฝรั่ง... ข้างในบ้านนะ แบ่งเป็นเขตต่างๆตามหมู่สี มีสามสี ทั้งสีงาช้าง สีเขียวอ่อน และก็สีลูกพีช ”

 เกนหลงพูดเสียงเจื้อยแจ้วกลางโต๊ะอาหารกลางวัน เล่าให้เพื่อนๆในกลุ่มฟัง หลังจากเต้ยพาไปเที่ยวบ้าน และเสียงใสๆนั้นก็ดังมาเข้าหูของมูนและนางพญาคชสารที่นั่งทานข้าวอยู่ใกล้ๆ มูนได้แต่นิ่งเฉยและฟัง หากกริยานั้นมิได้บังเกิดกับนังเพื่อนสนิทแต่อย่างใด ที่สำคัญดันถามประโยคที่คนฟังอย่างมูนต้องเจ็บกลางหน้าอกแปลบๆ อย่างไม่รู้สาเหตุ

“แล้วห้องนอนคุณเต้ยสีอะไรยะ นังเกรซ”

“สีงาช้าง...” 

เกนหลงตอบรวดเร็วอย่างคนรู้ทัน และในขณะนั้นก็เต็มใจตอบ เพราะการได้ก้าวเข้าไปถึงห้องนอนอย่างนี้ ย่อมใช้ป่าวประกาศได้ถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษเหนือกว่าใคร

เต้ยคือหนุ่มน้อยรูปหล่อ นักกีฬาเนื้อหอม ตามแบบฉบับพระเอกนิยายหรือหนังไทยวัยใสโดยแท้
ควรฤา ที่เชียร์ลีดเดอร์สาวดาวโรงเรียน อย่างเกนหลงจะปล่อยให้หลุดมือ

“แม่เขาไม่แหกอกหร่อนเหรอยะ นังเกรซ ขึ้นไปถึงบนห้องลูกชายเขา”

ช้างคงคันปาก ถามขึ้นทั้งๆที่ข้าวยังเต็มปากเต็มคำ แสดงว่าความสอดรู้มันมามากกว่ารสชาติอาหาร หากก็ยังพอยั้งปากเอาไว้ได้ แม้ใจอยากจะถามออกไปนักว่า “เตียงคุณเต้ยนุ่มไหม” แลไม่ว่าจะสมัยนี้หรือสมัยไหน ผู้หญิงไปบ้านผู้ชาย ย่อมไม่งามตามความรู้สึกเสมอ และที่น่าหัวร่อ ทางบ้านผู้ชายต้องระวังและพึงจับตาดูแทนบ้านผู้หญิงเสียนี่

ยุคสมัยเปลี่ยน ธรรมเนียมปฏิบัติก็เปลี่ยนตาม...และเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังฝ่าเท้า
 อีกหน่อย บ้านไหนที่มีลูกชายหล่อ บรรดาคุณพ่อคงต้องไว้หนวดถือปืนยิงชะนีกันแน่แท้

“คุณแม่เต้ยไม่อยู่จ้ะ ”

มูนยังเงี่ยหูฟัง และเริ่มคิดในใจว่า เกนหลงคงเกิดปีมั่นเดือนเปรี้ยว ถึงได้เฉี่ยวมาตั้งแต่เด็กๆ มิคำนึงว่าการไปบ้านผู้ชาย ตอนผู้ใหญ่ไม่อยู่มันมิใช่เรื่องงามของเด็กสาวมัธยมพึงกระทำ ถ้าเกนหลงเป็นลูกเป็นหลานคุณยายคงโดนตีจนขึ้นแนวเป็นแน่

“เออ.. ช้างกับมูนว่างไหมล่ะ อาทิตย์หน้า วันเกิดเต้ยเขาพอดี เต้ยจะจัดปาร์ตี้ที่บ้าน เต้ยเขาฝากให้เกรซชวนเพื่อนไปเยอะๆ ไปด้วยกันสิ จะได้เห็นว่าบ้านเต้ยสวยจริงไหม”

“วุ๊ย จริงเหรอ....ไปไหมอีมูน มึงไม่ต้องกลับอัมพวาหรอกอาทิตย์หน้า ไปเป่าเทียนวันเกิดให้คุณเต้ยกัน ท่าทางคงจะเล่มใหญ่น่าดู อุ๊ย นึกๆก็น้ำลายไหล ไปเหอะมึง เผื่อมีวาสนา เจ้าของบ้านอาจจะแถม เค้กแข็งปวย ด้วยก็ได้ ”

มูนทำหน้าลังเลกำลังจะอ้าปากตอบ ทว่าเสียงแตกเนื้อหนุ่มห้าวๆ ก็ตะโกนแทรกเข้ามาดังลั่น พร้อมกับกระแทกจานข้าวลงตรงข้างๆ จานของมูน แถมยังเบียดกายแทรกกลางระหว่างมูนกับเกนหลง ทำอย่างกับทั้งสองเป็นชายาขวาและซ้ายของเขา ทว่าโชคร้ายเป็นของฝ่ายซ้ายเสมอเพราะตอนนั้นเจ้าชายทรงพระทัยร้ายยิ่ง

 “บ้านกูไม่ต้อนรับตุ๊ด อย่าเสือกเสนอหน้าไปเป็นเด็ดขาด”

เสียงตะโกนของเต้ยก็นับว่าดังอยู่แล้ว มิจำเป็นเลยกับการชะโงกหน้าเข้ามาจนใกล้ จนใบหน้าลออใสผละหลบแทบไม่ทัน ถ้าเมื่อกี้ช้าไปแม้แต่วินาทีเดียว พวงแก้มคงไม่แคล้วถูกจาบจ้วงล่วงเกินจากริมฝีปากหมาบ้าฉวยโอกาส

“ ถึงไม่บอกเราก็รู้ตัวดี ไม่เคยคิดจะไปเหยียบ และกำลังจะบอกช้างอยู่พอดีว่า เจ้าของบ้านเขาไม่ได้เชิญ อย่าสะเออะ แต่ถึงจะมีน้ำใจเชิญก็คงจะไม่ว่างไป เพราะพี่อั๋นก็จะจัดงานเลี้ยงเพื่อนๆเขาที่บ้านเหมือนกัน”

ถ้าเป็นคนอื่นพูด คำว่า “รู้ตัว” ก็คงมีความหมายตามตัวอักษร หากแต่เสียงเรียบๆของมูน มันดันส่อความหมายว่า “เจียมตัว” มาแทนที่ หน้านิ่งๆ สะบัดเชิด มิชายตาแลไปยังคนปากร้าย รวบช้อนลุกขึ้นพรวดย้ายที่นั่งทันใด พร้อมๆกับชื่อพี่อั๋นที่ขับขานออกมา แต่มีหรือที่คนอ้อนแอ้นจะไวไปกว่านักกีฬาขายาวๆ ที่ก้าวพรวดๆเพียงไม่กี่ก้าว ก็สาวเท้าปรี่เข้าถึงตัวและกระชากแขนคนลุกหนี ลากออกนอกโรงอาหาร พาเดินลับหายเข้าไปในอาคารเรียนด้วยความเร็วและแรงไม่ต่างกับพายุโหมกระหน่ำ

หลายๆสายตามองมา หากไม่มีใครสนใจเท่าไร เพราะเห็นภาพแบบนี้อยู่บ่อยๆ ยกเว้นเปรมกับช้างที่ยืนจับตาดูแน่นิ่ง พร้อมความคิดที่ลอยไปไกลแสนไกล ทางด้านเกนหลงนั้นน่ะหรือ เห็นแล้วก็ส่ายหน้าพูดขึ้นมาเพียงเบาๆ คล้ายจะเหนื่อยหน่าย แต่ท้ายที่สุดก็ก้าวเท้าเดินตามไปช้าๆ

 “เต้ยไปแกล้งอะไรมูนเขาอีก นายคนนี้นี่ ต้องอบรมซะหน่อย”   

ทันทีที่เข้าอาคารเรียนมาได้ ร่างบางกว่าก็ถูกยันเข้าไปในห้องเรียน ช่วงระยะเวลาพักกลางวันคือช่วงปลอดคน มันคือทางสะดวกของเต้ยที่จะใช้ปากรังแกหัวใจดวงน้อยให้ย่อยยับอย่างที่กระทำอยู่บ่อยๆ และชื่อพี่อั๋นก็เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีเสมอ

“อีจองหอง ทำไมบ้านกูมันเป็นไง มึงถึงไม่คิดจะไปเหยียบ”

“วสุเราเจ็บแขน ปล่อย”

มูนก็เป็นเหมือนเช่นทุกครั้ง คือหลบเลี่ยง หลีกหนี ทว่ามือที่แข็งราวคีม กลับไม่ยอมปล่อย นับวันมันก็ยิ่งหนักข้อขึ้น ด้วยการดึงกายเข้าไปประชิดอกเขากว่าเดิม ยิ่งในระยะหลัง ยิ่งใกล้จะเรียนจบด้วยแล้ว ถูกรังแกอย่างนี้ทีไร ช่องว่างระหว่างลำตัวก็แทบจะไม่มีเหลือให้ลมพัดผ่าน 

“เหอะ กูไม่ปล่อย ... มึงคงอยากจะไปสังเวยให้ไอ้อั๋นมันที่บ้านล่ะสิ ท่าทางจะอยากมีผัวมหาลัย  ”

“มันเรื่องของเรา...ตัวของเรา จะสังเวยใครก็ช่าง”

มูนตอบด้วยเสียงสะบัด ทั้งน้อยใจและหมายใจให้หมาบ้าเลิกยุ่ง ทว่ามิได้เป็นผล เพราะหัวใจคนฟังไม่โปรด ไม่ยอมรับ คำว่า สังเวยใครก็ช่างของมูน ในเมื่อมูนบอกว่า เรื่องของเรา ก็ต้องเป็นเรื่องของเราจริงๆ มูนจะไปสังเวยใครคนอื่นได้อย่างไร

“งั้นก็ลองไปที่บ้านกูหน่อยสิ รับรองกูจะทำให้มึงลืมทางไปบ้านไอ้อั๋นเลยทีเดียว อยากเป่าเทียนกูไม่ใช่เหรอ  ”

สายตาคมวาว ประสานมาแน่นิ่ง พระจันทร์ดวงน้อยไยจะมิรู้ว่าเขาจะทำอะไรให้ลืมทางไปบ้านพี่อั๋น มิใช่ว่ามูนจะฟังคำพูดแบบนี้ไม่ได้  แต่ด้วยโทนเสียงหยาบคาย ร้ายกาจมันทำให้ต้องปฏิเสธ ถ้าเพียงเขาพูดดีๆสักนิด...สักนิดเดียวเท่านั้น หัวใจคงตอบแทนปากออกไปว่าตกลง

“ช้างพูด เราไม่ได้พูด หยาบคายไม่เคยเปลี่ยน...นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าบ้านนายไม่รับตุ๊ด ในเมื่อนายเกลียดเราขนาดนี้ เราคงไม่คิดจะไปเหยียบ”

“มึงก็เกลียดกู  จองหองไม่เปลี่ยนเหมือนกันแหละ อีขี้  เรียนกันมาจนจะจบมอหกอยู่แล้ว มึงไม่เคยยิ้มให้กู ไม่เคยทักทายกูเลยสักครั้ง มึงสูงส่งมาจากไหนวะ”

“เราก็คนธรรมดาที่มีหัวใจไม่ต่างกับคนทั่วไปนั่นแหละ ไม่ได้สูงส่งมาจากไหน เจ็บใจเป็นเหมือนกัน นายก็ได้แต่ด่าเรา แล้วนายเล่าเคยพูดดีๆ กับเรา เคยทำอย่างที่พี่อั๋นเขาทำบ้างไหม”

ดวงตากลมๆ ประสานกลับไป ไม่หลบไม่เลี่ยงเบี่ยงหน้าหนีอีกแล้ว ราวกับท้าทายให้อีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม และมันก็เป็นดังคาด หมาบ้าน้อยมันเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้จริงๆ ใกล้เสียจนกระทั่งลมหายใจร้อนผ่าวรินรดอยู่ตรงปลายจมูก ริมฝีปากห่างกันไม่ถึงคืบ มือแข็งดังคีมที่เขาเคยใช้ยึดแขนในตอนแรก ตกลงมาวางแหมะแปะอยู่ตรงบั้นเอวพระจันทร์ ที่สำคัญมันกำลังกระชับแน่น แน่นเสียจนประกบชิดติดกับสะโพกแกร่งของเขา จนสัมผัสได้ถึงความแข็งแรงเต็มกลางเป้ากางเกงนักเรียนที่ธรรมชาติบงการให้ตื่นตัว สภาวะเงียบงันและอารมณ์ซ่อนซึ้งดำเนินไปมิหยุด จวบจนกระทั่ง เสียงกังวาน ไร้ท่วงทำนองกระโชกโฮกฮากตอบกลับมา นั่นแหละสติจึงกลับคืน

“ถ้าทำอย่างนั้น จะมองมาไหมล่ะ” สายตาวิงวอนรบเร้า ปนเอาแต่ใจ ใช้สะกดดวงตาท้าทายกลับคืน ริมฝีปากจากเดิมที่นับว่าใกล้อยู่แล้ว บัดนี้จึงเหลือระยะห่างแค่ไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจร้อนผ่าวดำเนินทบเท่าทวีคูณ

“วันอาทิตย์หน้าไปงานวันเกิดที่บ้านเรา ไปเป่าเทียนให้เราแล้วกินเค้กอย่างที่อยากกิน ไม่ต้องไปบ้านไอ้อั๋น นี่คือคำสั่ง”

ไปเป่าเทียนให้เขาแล้วกินเค้ก จะซ่อนความนัยอะไรไว้ก็สุดที่จะตีความ แต่ริมฝีปากบางๆ ก็ยอมเผยอขึ้น หากก็ไม่มาก เพราะรู้ว่าถ้าขยับสูงขึ้นอีกนิดเดียวก็จะไปบรรจบประกบกับริมฝีปากของเต้ยที่ตั้งท่ารังแกอยู่แล้วทันที  มูนจึงระมัดระวัง ในการขยับปากเอื้อนเอ่ย จำต้องก้มหน้างุดๆ เลี่ยงองศาแห่งการถูกบดขยี้ด้วยปากต่อปากและเกือบลำดับคำตอบที่คนรอฟังน่าจะพอใจ ถ้าไม่ตบท้ายด้วยคำว่าคำสั่ง มิใช่คำขอ ทว่าก็ไม่เท่ากับอารมณ์ซ่อนซึ้งกลับแทรกเข้ามา พร้อมกับเสียงใสๆที่ดังมาก่อนตัว ร้องเรียกแฟนหนุ่มนักกีฬาลั่นอย่างประจวบเหมาะ 

“เต้ย...อยู่ไหน”

“นายไม่มีสิทธิ์มาสั่งเรา และเราก็ไม่ได้อยากทำอย่างที่นายว่า อีกอย่างนายจะให้เราไปในฐานะอะไร เกนหลงเขาก็ไปอยู่แล้วนี่ เราบอกเลยว่าเราไม่ไปเพราะรับปากพี่อั๋นจะไปงานบ้านเขา.... เกนหลงกำลังมาทางนี้ ปล่อยเรา”

มูนเบี่ยงกายออกช้าๆและคราวนี้หมาบ้าก็ไม่ขัดขืนได้ยืนนิ่ง พระจันทร์ดวงน้อยค่อยๆลอยออกไปตามทาง และก็เป็นคนละทางกับฝีเท้าที่กำลังดังใกล้เข้ามา เสียงกังวานเสียงสุดท้ายที่ได้ยินวันนั้น ลอยตามลมไล่หลัง ดังจนสะท้อนก้องไปทั่วทั้งสี่ห้องหัวใจ และจำต้องหักใจไม่หันหน้ากลับมาอธิบาย หากมูนหันกลับมามองสักนิด คงเห็นสายตาเกเรฉายแววละห้อยระคนขัดใจเด่นชัด

“ในที่สุด มึงก็เลือกไปบ้านไอ้อั๋น ....โธ่โว้ย อีขี้ ต่อไปนี้ อย่าหวังว่ากูจะพูดดี ทำดี ด้วยอีกเลย ”

ความนัยแห่งหัวใจถูกส่งผ่านคำพูดไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่หมาบ้าจะรับฟังและคิดตาม
“ตัดใจ” ในยามนั้นคือเหตุผลหลักที่ไม่ไปเหยียบ เพราะถ้าเหยียบ ใจคงระทม ด้วยไม่รู้ว่ามาในฐานะอะไร

“มาบ้านผัวแค่นี้ ถึงกับต้องนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยเหรอ” เต้ยถามขึ้นยามเห็นพระจันทร์ข้างกายคลี่ริมฝีปากละมุนจนเกือบจะถึงโหนกแก้ม แลก็เป็นเหตุให้ ภาพฝันของเหตุการณ์สมัยมัธยมวันนั้นค่อยๆสลาย

“นึกถึงตอนสมัยเรียนน่ะ ไม่คิดว่าจะได้มา ก็ได้มา”

“ควรจะได้มาเสียตั้งนานแล้ว ใครใช้ให้เล่นตัวล่ะ” เต้ยไยจะจำภาพฝันวันเดียวกันครั้งอดีตไม่ได้ รอยยิ้มเกเรก็คลี่กระจายไม่ต่างกัน หมาบ้าหนุ่มเว้นวรรคเพียงครู่แล้วหันไปบอกเจ้ามอสว่า “มอสปิดตาก่อน พี่จะเล่นฉากเลิฟซีน”

มอสว่าง่ายดังคำสั่งพี่ชาย  ยกมือมาปิดหน้าปิดตา แต่ก็สามารถแอบมองลอดนิ้วมือ จนเห็นเจ้าพี่ชายไอดอลของมัน ยกมือพี่มูนสุดที่รักขึ้นมาระดมจูบไปทั่วหลังมือลออ

“เกรงใจมอสหน่อยเถอะครับ” เจ้ามอสครางอู้ แต่มีหรือที่เต้ยจะสนใจ ฟัดมือแทนแก้มต่อไปไม่หยุดยั้ง
“ชวนให้มาดีๆแล้วอยากไม่มาเองนี่”

“นั่นดีแล้วเหรอ คำสั่งน่ะสิไม่ว่า อีกอย่างวันนั้น เต้ยก็ตอบไม่ได้ว่าจะให้มาในฐานะอะไร”

“ก็มันเขินนี่ แต่มูนนี่ก็แปลก จำได้ดีนักนะเรื่องร้ายๆของเต้ยเนี่ย ทีเรื่องดีๆไม่เคยเห็นจะจำ”

“มีกะเขาด้วยเหรอ”

“มีสิ....เคยชายตามองมาบ้างไหมเล่า”

บทสนทนายุติลงแค่นั้น เป็นจังหวะเดียวกันกับประตูไม้สมัยใหม่เลื่อนออกด้วยรีโมต เผยให้เห็นตัวบ้านหลังใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ตัวบ้านที่มองแต่ไกลก็รู้ว่าสร้างจากไม้สักทองทั้งหลัง ลักษณะสถาปัตยกรรมนั้นมิใช่ของไทย หากแต่เป็นของฝรั่ง นำมาประยุกต์เป็นเรือนไม้แบบสวิตชาเลต์สองชั้นสร้างได้ตระการตายิ่ง มุขหน้าที่ทอดออกมาคือชานบันไดกว้างภายใต้โดมหลังคากระจกโค้ง ด้านหน้าและปีกข้างของตัวบ้านซึ่งทอดยาวซ้ายขวา ประดับประดาด้วยรูปปั้นเทวธิดาเปลือยถือโคมไฟสไตล์กรีกโรมัน งามสง่าราวกับพระที่นั่งองค์ใดองค์หนึ่ง

ในที่สุดก็ได้มาเหยียบบ้านเจ้าชายเกเร จากที่ไม่เคยคิดจะได้เหยียบ
วันนั้นถามเจ้าชายว่าจะให้มาในฐานะอะไร หากแต่วันนี้ บัดนี้ เจ้าชายกลับบอกให้ได้ยิน ชัดถ้อยชัดคำ

“ขอต้อนรับ...สะใภ้เพียงคนเดียวของอัครพงศธร”

เต้ยจอดรถด้านหน้าแล้ววิ่งอ้อมมาเปิดประตูด้านข้างคนขับให้ เป็นการเอาใจ ซึ่งคนก้าวลงมาก็พึงใจจะให้เอา ทันทีที่ก้าวลงมา เสียงหมาเห่าก็ดังขรมระงมลั่น และแล้วเจ้าของเสียงก็เผยโฉมออกมาให้เห็นตัว เข้ามาคลอเคลียออดอ้อนกระดิกหาง พันแข้งพันขาเจ้านายหนุ่มของมันชุลมุน

“ไงไอ้จอห์นนี่ ไอ้หลุยส์ลูกพ่อ คิดถึงพ่อเต้ยไหม แก่ไปเยอะนะมึง”

สิ้นเสียงของเต้ย จอห์นนี่กับหลุยส์ ก็ครางหงิงๆ ราวกับเข้าใจภาษาคนที่เต้ยสื่อมา คล้ายจะตอบรับคนถามว่าคิดถึง หรือถ้ามองในทางกลับกัน มันอาจจะไม่เข้าใจภาษาคนหรอก คนพูดต่างหากที่เข้าใจภาษามัน แต่ก็ไม่น่าแปลกอะไรที่หมาบ้าจะเข้าใจภาษาหมาจนสื่อความกันรู้เรื่อง

“หวัดดีครับเมียใหม่ของพ่อก่อนเร็ว”

เจ้าสองตัวนั่นก็เหมือนจะรู้เรื่องรู้ราวละจากเต้ยเข้ามาหามูนทันที ใช้ขาหน้าตะกุยหน้าแข้งมูนต่างการสวัสดีทักทาย ความน่ารักของเจ้าสองตัวนั่น มันทำให้มูนอดที่จะเอ็นดูไม่ได้  สายตาพ่อมันมองมาหยั่งเชิง ประดุจจะใช้วัดใจ ถึงประโยคที่ว่า “Love me, Love my dog” 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-02-2019 18:13:05 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“ถ้ารักพี่โปรดเมตตาหมาพี่ด้วย    วอนน้องช่วยเอ็นดูมันเหมือนเจ้าของ ”

“น้องรักพี่มีฤาไม่เมียงมอง         รักเจ้าของไม่ปองหมาคงน่าชัง”

มูนใช้คารมตอบต่อฝีปากกล้ากลับไปไม่เบา และระยะหลังมานี้ ค้อนขวับบ่อยขึ้น ใช้กริยาอาการที่นังคชสารเรียกว่าสาวแตก ทว่ากริยาแบบนี้ไม่ใช่เหรอที่ทำให้หมากระดิงหางมองตาม อีกทั้งยังเห่าลั่นตั้งแต่สมัยเรียน แม้มันจะตามกัดในตอนแรก แต่ตอนหลังก็สุขใจเพราะมันมีแต่เข้ามากอด

“โกลด์เด้น รีทรีฟเวอร์ใช่ไหม”

“ใช่...พันธ์แท้ด้วยนะ เลี้ยงมานานแล้ว”

น้ำเสียงของเต้ยบอกชัดถึงความเอ็นดูเจ้าสองตัวนี้นัก แถมยังเข้ามาแย่งกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันจนวุ่นไปหมด มูนก็ได้แต่ยืนขึ้นอมยิ้ม เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ภายใต้ทีท่าร้ายๆ ชายคนนี้จะมีอารมณ์อ่อนโยนรักสัตว์เป็นกับเขาเหมือนกัน

ยิ่งนานวันยิ่งได้เห็นความสดใส       ยิ่งนานไปยิ่งอ่อนโยนแลอ่อนหวาน
ยิ่งนานเนิ่นยิ่งเลิศลักษณ์กว่าวันวาน      ยิ่งมองนานยิ่งทะเล้น.....น่าเอ็นดู

“ไม่เสียใจเลย ที่หันกลับมามอง” มูนเปรยเบาๆกับตัวเองเช่นนั้น

“อ้าว เฮ้ย แล้วไอ้เจ้าตัวนี้มาจากไหนวะ”

ไอ้เจ้าตัวนี้ที่เต้ยว่าวิ่งมาจากทางไหนไม่รู้ จู่ๆก็กระโดดเข้ามาร่วมวงกับจอห์นนี่และหลุยส์ ตัวมันยังเล็กๆ เสียงเห่าบ๊อกๆของมัน เรียกร้องความสนใจให้เต้ยอุ้มมันขึ้นมา แล้วเสียงอธิบายของเด็กสาวในชุดผ้าถุง เสื้อขาวคอบัวเรียบร้อยที่วิ่งมาต้อนรับไม่ทันหมา ก็ช่วยคลายความสงสัยเมื่อหยุดยืนเรียบร้อย

“ลูกชายเจ้าหลุยส์ค่ะ มันดอดไปบ้านฝรั่งตรงข้าม ไปทำลูกสาวบ้านเขาท้อง พันธ์เดียวกันเลยค่ะ ตกมาหลายตัวแต่เจ้าตัวนี้มันเกเรงอแงไล่กัดตัวอื่นๆ เขาเลยไม่เอา เพิ่งมาอยู่นี่ได้สองวันเองค่ะคุณเต้ย ตอนแรกซึมๆ พอมาเช้านี้ร่าเริงเชียว สงสัยจะรู้ว่าเจ้านายตัวจริงมา”

“จริงเหรอ ไอ้หลุยส์ มึงเด็ดดวงแท้โว้ย มันต้องอย่างนี้สิวะถึงจะสมกับเป็นลูกพ่อ”

“ดีนะที่เป็นหลุยส์ ถ้าเป็นพ่อมันไปทำใครเขาท้อง ล่ะน่าดู” มูนกล่าวลอยๆ แต่ในใจหมายความตามนั้นจริงๆ คนฟังได้แต่ยิ้มกว้างจนเห็นเหล็กดัดฟัน รีบเปลี่ยนเรื่อง ก่อนงูที่ขว้างไปเมื่อครู่จะแว้งกลับมา เพราะขว้างไปไม่พ้นคอ

“ แล้วมีใครตั้งชื่อให้มันหรือยัง”

“ยังเลยค่ะ คุณผู้หญิงบอกว่าให้รอคุณเต้ย”

“เอ...ชื่ออะไรดีน๊า” เต้ยทำหน้าครุ่นคิดแบบเด็กๆ แล้วหันมาถามหาความเห็น “ ช่วยคิดหน่อยสิ มูน มอส”

“ชื่อเต้ยไง หรือวสุก็ได้ เพราะดีทั้งสองชื่อ” มูนตอบมาหน้าตาเฉย รู้สึกสะใจเล็กๆ

“เดี๋ยวปั๊ด เหนี่ยวเลยนี่ คุณขี้ เอาชื่อผัวมาตั้งเป็นชื่อหมา” เต้ยคำรามแยกเขี้ยว นี่ถ้าไม่มีคนอยู่มูนคงไม่แคล้วโดนเหนี่ยวลงมาฟัดกับพื้น 

“ ที่จริงมันต้องเป็นหลานเต้ย แต่มันน่ารัก บ้องแบ๊ว นับเป็นลูกดีกว่า ฉะนั้น พ่อชื่อเต้ย แม่ชื่อมูน เวลาตั้งชื่อก็ต้องเอาชื่อพ่อชื่อแม่มารวมกัน ฉะนั้น เต้ยมูน เต้ยมูน อืม...ใช่แล้ว ต้องเป็นตูน วู้ ไอ้ตูนลูกพ่อ”

เจ้าโกลด์เด้นตัวน้อย ครางหงิงๆยิ่งกว่าดีใจ เหมือนมันจะรู้ว่าในที่สุดมันก็มีชื่อกับเขาแล้ว ...ไอ้ตูนกระโดดลงวิ่งไปรอบๆพ่อใหม่แม่ใหม่ ออดอ้อนเลียแข้งเลียขาพะเน้าพะนอฉอเลาะ เต้ยเองก็ทำอย่างกับเป็นเด็กๆ วิ่งเล่นกับมัน มูนได้แต่ส่ายหน้า ไม่คิดไม่ฝันว่านอกจากจะเป็นเมียหมา ยังต้องมีลูกเป็นหมาจริงๆ

“น่ารักจังพี่เต้ย เอาไปเลี้ยงที่อัมพวาได้ไหมครับ”

“พี่กำลังจะถามพี่มูนพอดีเลยมอส” เต้ยยิงฟันยิ้มแฉ่งเข้ามาอ้อนกอดเอวแน่น ไม่ต่างอะไรกับไอ้ตูนที่กำลังออเซาะอยู่ด้านล่าง ตาแป๋วๆของมันจับจ้อง คล้ายจะมีรอยรื้นใสๆ แลอาจจะไหลพรากไม่ต่างกับคน หากถูกปฏิเสธ

 “นะครับมูน นะๆ ....ตามใจเต้ยเถอะนะ เอ็นดูลูกชายเต้ยสักตัว ถือว่าเอาบุญเถอะ”

“อืม..ก็ได้”

มูนถอนหายใจจำยอม ทีแรกก็ว่าจะปฏิเสธ แต่ถ้าพูดไป พ่อยอดชายคงหน้าคว่ำเป็นม้าหมากรุกแน่แท้ แม้จะรู้ดีว่าเลี้ยงหมาก็มีภาระเหมือนเลี้ยงคน หากไม่มีเวลาเอาใจใส่ดูแล ก็ไม่ควรจะเอามันมาทำให้มันขาดความอบอุ่น แต่เอาเถอะ ถ้ามันเป็นความสุขของเต้ย ตนยอมได้ทั้งนั้น

“ขออย่าดื้อ เกเร เหมือนเต้ยแล้วกัน”

“ไชโย....ได้ไปอยู่กับพ่อแล้วไอ้ตูน ขอบคุณครับ แม่ก่อนเร็ว” เต้ยดีใจกระโดดตัวลอยกอดมูนกับไอ้ตูนแน่น แล้วหันไปสั่งความกับเด็กสาวเมื่อกี้ว่า “ เอาตะกร้าเล็กพร้อมนมมาให้ด้วย ฉันจะเอาไอ้ตูนมันไปวันนี้เลย”

ทว่าอาการลิงโลดก็ต้องยุติลงพลัน เพราะมีเสียงบ่นเย็นๆ เคยคุ้นดังขึ้น จากทางด้านหลัง ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร 

“มูนทำไมใจอ่อนอย่างนั้นล่ะลูก ทำเป็นแม่ไปได้ ทีแรกก็ยอมให้เลี้ยงหมา ต่อมาก็ต้องยอมให้เลี้ยงนก อีกหน่อยมูนก็ต้องทำกรงเลี้ยงกระรอก กระต่าย ขุดบ่อเลี้ยงปลาคาร์ฟ ดีนะที่ตอนนั้นไม่ยอมให้เลี้ยงงู....มูนไปดูหลังบ้านแม่เถอะ อย่างกับสวนสัตว์ ลูกชาย ลูกสาวตาเต้ยเขาทั้งนั้น”

“โธ่แม่ครับ...เดี๋ยวมูนเขาเปลี่ยนใจพอดี”

มูนและเจ้ามอสหันไปหาต้นเสียง แล้วก็ต้องรีบยกมือสวัสดีทักทาย เต้ยรีบวางเจ้าหมาน้อยเข้าไปกอดแม่ที่อยู่ในมาดใหม่ที่มูนไม่เคยเห็น คุณวาสิฏฐีวันนี้ทิ้งสูท ทิ้งชุดเดรส  กลับมานุ่งซิ่นรับกับเสื้อลูกไม้งามสมวัยแปลกตาแทนที่

“อรุณสวัสดิ์ครับแม่ ขอหอมหน่อย”

“มาถึงบ้านแทนที่จะเข้าไปหาแม่ก่อน นี่อะไรต้องให้แม่ออกมาหา แถมยังมาเล่นกับหมา” คุณวาสิฏฐีค้อนลูกชายขวับ แต่ก็ยอมหอมแก้มลูกชายตามคำขอ และด้วยสายตาและจมูกของมารดา ย่อมจับสิ่งผิดปกติได้เสมอ แลสายตาคู่นี้แหละที่กำลังมีรอยรื้นแห่งความดีใจสำแดงชัด  ยามเห็นลูกชายกลับมาหา

“เอ๊ะ เดี๋ยวนี้ตัวหอม...ไปทำอะไรมา เอ...แม่รู้สึกว่า ลูกแม่หล่อขึ้นมาก ผิวผ่องอย่างกับพระสังข์ตอนถอดรูป ดูเป็นผู้เป็นคนกว่าแต่ก่อน”

“แม่จ๋า....เต้ยหล่อมานานแล้วนะครับ ไม่งั้นจะมีคนมาให้ท่ายืนอ่อยในห้องล็อคเกอร์ตั้งแต่สมัยเรียนเหรอ แต่ที่หล่อขึ้นกว่าเดิมนี่ต้องยกความดีความชอบให้มูนเขา เขาจับเต้ยขัดขี้ไคลสามสี่วันติดกันเลย”

คนให้ท่าผสมยืนอ่อย คันปากทันใด อยากจะแย้งออกไปนัก เพราะสามสี่วันติดที่เขาว่า คือตนไม่ได้จับขัด แต่เป็นเขามาขอให้ขัดเพราะติดใจ แถมยังต้องตบท้ายถวายงานตามสูตรเดิมจนดึกดื่นเป็นประจำ

“โถ...มูน ท่าทางจะเหนื่อยล่ะสินะลูก มาๆ เข้าบ้านกัน”

สายตาคุณวาสิฏฐีพอใจเกินกว่าพอใจ แลไม่สนใจลูกชายแล้ว เดินเข้ามาโอบลูกสะใภ้แน่นแล้วคล้องแขนเดินเข้าบ้านคุยกันกระหนุงกระหนิง ทิ้งเต้ยกับมอสที่หิ้วตะกร้าของฝากและไอ้ตูน เดินตามมาด้านหลัง หากเป็นเมื่อก่อนมูนคงเกร็ง ทว่าบัดนี้เริ่มคุ้นเคยกับแม่ของเต้ยเนื่องจากคุยเรื่องลูกชายกันแทบทุกวัน ครั้นพอมาเจอหน้า ก็มีเรื่องคุยได้ถูกคออย่างสนิทใจ

“ขี้ไคลตาเต้ยคงปั้นวัวปั้นควายได้เลยใช่ไหมลูก”

“ตัวเบ้อเร่อเลยล่ะฮะแม่”

“ตอนเด็กๆนะ แม่จับเขาขัดขี้ไคลทีไร ร้องลั่นไปสามบ้านแปดบ้าน”

“นี่ก็ร้องเหมือนกันครับ” มูนพูดยิ้มๆ ขยักความจริงไว้นิดหน่อยว่าลูกชายแม่มิได้ร้องลั่น ทว่าร้องครางต่างหาก

“แล้วเอาอะไรมาด้วยเยอะแยะ”

“มีน้ำปรุงกลิ่นเดียวกับสมเด็จหญิงฯทรงโปรด ออดิโคโลญจน์ และก็แป้งร่ำ มูนปรุงเอง เอามาฝากคุณแม่ ส่วนนี่ก็หีบบุหรี่กลีบบัว มวนไว้เอามาฝากคุณพ่อ มูนมวนเองเหมือนกัน เห็นคุณพ่อสูบตอนงานคุณยายแล้วท่านชอบ ไม่รู้ว่าจะถูกใจคุณพ่อคุณแม่หรือเปล่า ”

มูนหันไปรับตะกร้าของฝากจากเจ้ามอส แล้วค่อยๆประคองยื่นให้คุณวาสิฏฐีที่แทบจะรับมากอดไว้แนบอก สตรีผู้มากวัยรับรู้ถึงความจริงใจที่ใส่ในตะกร้าทันที และอดนึกจะเปรียบเทียบมิได้ดังเคย

ผ้าพันคอ แอร์เมส กับเนคไทพร้อมชุดกระดุมกลัดแขนแบรนด์ หลุยส์ วุตเต็ง ราคาหลักหมื่น เกนหลงเคยนำมาฝากและย่อมรู้ดีว่ามันมาจากเงินในกระเป๋าลูกชายตน ต่างกับผอบแก้วเจียระไนที่ข้างในใส่แป้งเม็ดเล็กๆขาวนวลจนเต็ม อีกทั้งยังมีขวดแก้วเข้าชุดกันอันบรรจุของเหลวสีเขียวอ่อนใสราวสกัดจากมรกต และหีบบุหรี่หุ้มผ้าไหมปักดิ้นเลื่อมลายอักษรย่อ มอ ออ เกี่ยวกระหวัดงดงาม ตามนามเต็ม เมฆ อัครพงศธร ซึ่งแม้จะราคาไม่สูงลิบเท่า หากนั่นมันสำแดงถึงความตั้งใจที่พระจันทร์ของลูกชายทำให้โดยเฉพาะ มิใช่เพียงแค่ชี้นิ้วสั่ง แล้วรูดบัตรจ่ายเงินใส่ห่อเอามายื่นให้

ของฝากที่มอบให้ด้วยน้ำใจและทำกับมือ ไฉนเลยจะไม่มีค่าเหนือกว่าของฝากที่นำมาโดยมารยาท
พระจันทร์ของเต้ย บัดนี้ ขึ้นแท่นตัวโปรดอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว

“โถพ่อคุณ ช่างมีน้ำใจ ทีหลังไม่ต้องเอาอะไรมาฝากแม่กับพ่อนะ ลำบากลำบนเปล่าๆ”

“แม่ไม่ชอบเหรอครับ งั้นเอาคืนมาครับ” เต้ยกระเซ้าแม่อย่างน่าดู เข้ามาทำแย่งตะกร้าของฝาก คุณวาสิฏฐีตีไม้ตีมือลูกชายพัลวัน

“ อย่ามายุ่งของแม่นะ ตาเต้ย ยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าไม่ชอบ ”

“เอ๊า ก็ได้ยินบ่น”

“ก็พูดไปอย่างนั้น เกรงใจมูนเขา ชอบขัดแม่เสียจริง ลูกคนนี้”

เต้ยหัวเราะไม่ขัดต่อ แทรกกลางเข้ามาใช้มือหนึ่งกอดเอวแม่ ส่วนอีกมือหนึ่งกอดเอวมูนแน่น ประคองทั้ง “แม่และเมีย” เดินกันไปบนพรมสีแดงกุหลาบนุ่มที่ทอดยาวเบื้องหน้า เสียงหัวเราะเบาๆ ยังมีไม่หยุด คลอเคลียตลอดทั่วทั้งทางเดินนั้น เข้าสู่ตัวโถงของบ้าน และตามรายทางทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ราวเจ็ดแปดคนในเสื้อขาวคอบัวนุ่งผ้าถุงลายที่คาดว่าน่าจะเป็นเครื่องแบบก็ยกมือไหว้มูนแทบทั้งสิ้น แถมยังย่อเข่าไม่ต่างอะไรกับต้นอ้อลู่ลม จนเกือบจะเรียกว่าถวายคำนับ ผิดธรรมเนียมไทยปฏิบัติ ที่ไหว้แล้วไม่ต้องถอนสายบัว มูนก็เคอะๆเขินจะยกมือรับไหว้ หากแต่คุณวาสิฏฐี กลับกระซิบกระซาบสอนต่างจากคุณยาย

“พยักหน้ารับอย่างเดียวพอลูก ระลึกไว้ว่าพวกเขาเป็นบริวารที่นายอย่างเรา พึงให้ความสนใจเพียงแค่การมอง พวกเขาไม่ใช่ต้นห้องคนสนิทอย่างป้าเมี้ยนของคุณยายมูน ไม่ใช่พี่เลี้ยงที่เลี้ยงมูนมา จึงไม่จำเป็นต้องยกมือรับไหว้ จำไว้การเป็นนายคน บางครั้งก็ต้องวางตัวให้เหนือบ่าว”

“ครับ...คุณแม่”

มูนจำต้องรับคำทำตาม สัญชาติญาณพิเศษแห่งการเรียนรู้ บอกให้จารจำ และวันหนึ่งต้องปฏิบัติให้ได้ หากมอสจะเป็นแบบเต้ย ตนก็จะยึดแบบคุณวาสิฏฐีบ้าง ทั้งการวางตัว จนกระทั่งวิธีการใช้น้ำเสียงเหมาะกับประเภทของคนที่คุณวาสิฏฐีกำลังใช้บอกสตรีมากวัยผู้ดูเหมือนจะเป็นแกนนำเสื้อคอบัว

“นี่คุณมูน พระจันทร์ของคุณเต้ยที่ฉันบอก เอาล่ะในเมื่อได้รู้ได้เห็นจนสมใจกันแล้วก็ไปทำงานกันซะที อีกสิบห้านาทีจัดของเช้าที่ห้องเขียวเล็ก แล้วเตรียมชุดใหญ่อีกชุดไว้ที่มุขหน้าสีงาช้าง เดี๋ยวเพื่อนคุณเต้ยจะตามมาสมทบ”

“ค่ะ คุณผู้หญิง”

เมื่อขบวนเสื้อขาวคอบัวลับตา คุณวาสิฏฐีก็ทิ้งมาดนางพญาของบ้าน กลับคืนสู่มาดของแม่ผู้อบอุ่น พูดกลั้วหัวเราะคิกให้เต้ยกับมูนฟังว่า

“แม่พวกนี้เขากระตือรือร้นอยากเห็นมูน อยากรู้นักว่าจะสวยไหม ถามอยู่นั่นแหละ จนแม่รำคาญ เลยอนุญาตให้มาดูกับตาซะเลย”

“คงจะหงายหลัง ที่มูนเป็นผู้ชาย” มูนพูดขึ้นอ่อยๆ

“หงายหลังก็ช่างประไร จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำให้ลูกแม่เป็นผู้เป็นคนขึ้นได้ แม่ก็ไม่สนใจหรอก แม่พวกนี้ก็ดีแต่พูด พอมันพูดมากเข้า มันก็เมื่อยปาก และก็เหนื่อยกันไปเอง”

คุณวาสิฏฐีทิ้งทิฐิทุกอย่างหมด แก้แทนมูนจนลูกชายยิ้มกว้าง แถมเหน็บแม่พวกคอบัว พอๆกับที่แม่พวกคอบัวกำลังเหน็บคืนลับหลัง

“ ต๊าย ป้า แฟนคุณเต้ยเป็นผู้ชายหรือนี่ เห็นคุณผู้หญิงบอกว่าสวยมาก ก็นึกว่าผู้หญิง มิน่าพอถามว่าสวยเท่าคุณเกนหลงไหม  เลยให้พวกเรามาดูเอง”

“เจตนาคุณผู้หญิงท่านต้องการจะเปิดตัวลูกสะใภ้ต่างหาก ดูก็รู้.... ฉันว่านะ คุณเขาดูดีนะป้า ถึงจะไม่ใช่ผู้หญิงก็เถอะ  แถมท่าทางอย่างกับถอดแบบมาจากคุณผู้หญิง คงถูกใจกันล่ะ คุณเต้ยตาถึงเนอะ” แม่คอบัวคนนี้ท่าทางจะเป็นพหูสูต รู้ไปถึงจิตใจเจ้านาย

“ฉันก็คิดเหมือนพวกหล่อนแหละย่ะ จะไม่โปรดได้อย่างไร คุณผู้หญิงเห่อจนออกนอกหน้าซะขนาดนั้น หยุดการ หยุดงานเสียสองวัน ยืนกำกับสั่งให้พวกเราทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่  ตอนคุณเต้ยพาคุณเกนหลงมาเปิดตัว ท่านสั่งให้พวกเราทำอะไรเสียที่ไหน อยู่อย่างไงก็อยู่อย่างนั้น แถมยังรับเข้าห้องเขียว แบบนี้ถ้าไม่ถูกใจ ก็ไม่รู้จะพูดว่าไงแล้ว ใครจะคิดยังไงก็ช่าง ฉันไม่สนว่าคุณเขาจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ฉันคงต้องออกไปเสนอหน้าฝากเนื้อฝากตัว ตามประสาคนมองการณ์ไกล ฉันแก่แล้วไม่อยากตกงาน ตอนสิ้นคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิง”

“ป้าจ๋า ป้าจะอยู่ถึงท่านสิ้นเหรอ ฉันว่าป้าคงตายก่อน ว่าแต่... อย่างงี้มันเข้าตำราว่า สอพลอ ตอ....”

“พวกหล่อนด่าฉันว่า สอพลอ ตอแหลเหรอยะ” แกนนำหรือหัวหน้าคอบัว เติมเต็มประโยคให้สมบูรณ์มาเสียเอง และก็แทบจะด่าลั่นยามถูกขัดขึ้นมา จนบรรดาแนวร่วมทั้งหลายต้องแยกย้ายไปคนละทิศละทาง

“ฉันไม่ได้ด่า....แค่คิดดังกันไปหน่อย มัวแต่โมโหอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวก็ไม่ทันฉันหรอก เพราะพวกฉันก็กลัวตกงานเหมือนกัน ไปก่อนนะจ๊ะป้า ”

“อีพวกเวร”

ห้องเขียวเล็กที่คุณผู้หญิงของบ้านว่าคือหนึ่งในหลายๆห้องของหมู่ห้องสีเขียวอ่อน เสียงอธิบายเรื่อยๆดังลมเอื่อยๆของคุณวาสิฏฐีบอกให้มูนรู้ถึงขนบและความแตกต่าง ความสำคัญของหมู่สีภายในบ้านว่าสีเขียวอ่อนเป็นหมู่สีของครอบครัวอัครพงศธร แขกจะมิถูกต้อนรับในหมู่ห้องสีนี้ แม้กระทั่งอดีตว่าที่สะใภ้อย่างเกนหลงที่เคยเหยียบย่างเข้าไปแค่หมู่สีงาช้างของเต้ย หรือบางครั้งโอกาสพิเศษหน่อยก็เข้าไปถึงห้องรับรองในโซนสีลูกพีชที่เป็นของคุณเมฆกับคุณวาสิฏฐีเท่านั้น

การต้อนรับครั้งนี้ เต้ยมีหรือจะไม่ดีใจอย่างที่สุด เพราะนั่นมันเป็นการประกาศจากมารดาให้ทุกคนรับรู้ว่า “พระจันทร์ของเต้ย” มิใช่แขกหรือคนนอกแต่อย่างใด หากแต่เป็นหนึ่งในอัครพงศธรโดยดุษฎี

“ขอบคุณครับแม่จ๋า”

“ไม่เป็นไรหรอกเต้ย”

มูนไยจะจับความนัยไม่ได้ และซาบซึ้งในน้ำใจของคุณวาสิฏฐีเสียจนกระทั่งมือกุมมือกันแน่น แลอีกฝ่ายก็สนองรับอย่างเต็มใจ ความรู้สึกบางครั้งมันไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด เพียงสายตาที่สื่อถึงกัน มันก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี

ฐานะของมูนที่มาในวันนี้ถูกคุณวาสิฏฐีประกาศย้ำอีกครั้ง 
ความสุขใจของมูนย่อมบังเกิดปรี่ล้น จนลืมว่าเกนหลงเคยขึ้นไปถึงห้องนอนสีงาช้าง!!!

จู่ๆคุณแม่ก็ยกมือซ้ายของมูนขึ้นมาดูอย่างที่ลูกชายตนกระทำในรถ รอยยิ้มน้อยๆ คลี่มาไม่หยุด เสียงเรียบชวนฟังกล่าวชมแปลกๆ “ นิ้วสวย ผิวสวย แต่จะงามและผ่องกว่านี้ ถ้าได้...”

“ฮะแฮ่ม....แม่จ๋า” เต้ยกระแอมขัดจังหวะ มิให้มารดากล่าวจนจบประโยค

“จ้าพ่อคุณทูนหัว....แล้วจะเอาของไปเลยไหม แม่จะได้ไปหยิบให้”

“เดี๋ยวก่อนก็ได้ครับแม่... แต่แม่ไม่โกรธเต้ยนะ”

“แม่จะโกรธทำไม แม่เองก็ว่าจะถามอยู่หลายวันแล้วว่าทำไมไม่มาเอาไปซะที”

คุณวาสิฏฐีเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนลูกชาย เดินนำเข้าสู่ห้องเขียวเล็ก ที่ภายในห้องตกแต่งด้วยสีโทนเขียวอ่อนอุ่นตา ห้องนี้ไม่มีโซฟารับแขก มีแต่เบาะนุ่มๆ หมอนใบใหญ่ๆสีทองวางเต็มห้อง รูปที่ใช้ประดับประดาตกแต่ง ก็เป็นรูปของครอบครัวทั้งสิ้น โทรทัศน์จอแบนเครื่องใหญ่ตั้งชิดติดผนังพร้อมชุดเครื่องเสียง ห้องนี้คงใช้เป็นห้องรวมตัวของสมาชิกในครอบครัวอัครพงศธรโดยแท้ ที่ทุกคนเมื่อก้าวเท้าเข้ามาต้องทิ้งมาด ลงมานอนเล่นเกลือกกลิ้ง และตอนนี้คุณเมฆ เจ้าของบ้านก็กำลังทำเป็นตัวอย่างให้เห็น

 “อ้าวเฮ้ย ไอ้เต้ย มาซะสาย พ่อรอกินข้าวตั้งนาน”

คุณเมฆทักลูกชายทันที และวันนี้ก็ทิ้งสูทผู้บริหาร ใส่เสื้อขาวตราห่านคู่ นุ่งกางเกงขาสั้น นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ จนเห็นลูกชายมาถึงได้ละสายตา

“สวัสดีครับพ่อ พอดีรถมันติด”

เต้ยนำมูนและมอส ยกมือไหว้กล่าวทักทายสวัสดี แล้วเต้ยก็ทรุดกายลงนั่งบนเบาะเก่าๆเบาะหนึ่ง พร้อมนั่งกอดหมอนประจำตัวที่เลอะคราบน้ำลายจริงๆ อธิบายถึงตำแหน่งที่นั่ง  อย่างกับลำดับโปเจียมในราชสำนักก็ไม่ปานจนมูนอดหัวเราะไม่ได้

“พ่อจะนั่งตรงนั้น แม่จะนั่งตรงโน้น ส่วนเต้ยจะนั่งนี่ ต่อไปมูนก็มานั่งข้างๆเต้ยตรงนี้แล้วกัน”

“ไงมูน ไอ้เต้ยมันสร้างปัญหาอะไรไหม” คุณเมฆหันมาถามพระจันทร์ของลูกชายอย่างอารมณ์ดี  และมูนก็ยิ้มหวานตอบรับอย่างที่เต้ยสั่งไว้ในรถ

“ไม่ครับคุณพ่อ”

“ถ้ามันดื้อบอกพ่อนา พ่อจะเตะมันเอง” คุณเมฆยิ้มกว้าง ก่อนจะหันไปถาม คุณวาสิฏฐี ที่กำลังนั่งชมของฝากไม่หยุด เปิดผอบแป้งร่ำ เปิดขวดดมน้ำปรุงกับออดิโคโลญจน์จนหอมฟุ้งไปทั่วห้อง

“หอมจัง...เข้าใจทำ แม่อยากได้ของไทยๆแบบนี้มานานแล้ว กลิ่นหอมสดชื่นดีจัง เคยเห็นเขามีขายตามงานกาชาด เขาบอกว่าของเขาตำรับในวัง แต่ไม่หอมเท่าของมูน ”

“นั่นอะไรคุณหว้า”

“แป้งร่ำ น้ำปรุงและก็ออดิโคโลญจน์ค่ะคุณ มูนเอามาฝากฉัน เขาทำเองเลยนะคะ และนี่ของคุณ มูนเขาก็ทำให้คุณโดยเฉพาะ”

คุณวาสิฏฐียื่นหีบบุหรี่หุ้มผ้าไหมปักลายให้ คุณเมฆก็ไม่ต่างอะไรกับภรรยา แสดงความดีใจออกมาจนคนนำมาฝากยิ้มแก้มปริ ยิ่งไปกว่านั้นคุณเมฆยังเอาหีบบุหรี่มาอวดลูกชายหรา และเจ้าลูกชายตัวดีก็ไม่ยอมน้อยหน้าหยิบของตนออกมาอวดเหมือนกัน

“ของเต้ยสวยกว่าครับ นี่ๆ มี วอ ออ ย่อมาจาก วสุ อัครพงศธร” เต้ยทำอย่างกับพ่อเป็นเพื่อน ส่วนคุณเมฆก็ใช่ย่อย

“ของพ่อก็มีโว้ย ปักสวยกว่าของนายอีก แหม มูนนี่รู้ใจพ่อ แต่เล่นมวนมาแค่หีบเดียวนี้ พอหมดจะทำยังไงกัน พ่อคงติดแย่”

“มูนจะมวนมาไว้ให้เรื่อยๆฮะ จะฝากเต้ยมา ตอนเต้ยเข้ามาประชุมที่กรุงเทพ”

“จะไปฝากมันทำไม เดี๋ยวมันแอบเม้มไว้ ตอนมันเด็กๆมันชอบขโมยบุหรี่พ่อ เอาเข้ามาเองเถอะ บางทีมีสอนในกรุงเทพไม่ใช่เหรอ  มาหาพ่อกับแม่ จะได้หาเวลาว่างมาเรียนงานกับแม่เขา เพราะพ่อกับแม่คุยกันแล้วว่าอีกไม่นานคงจะวางมือ มูนคงต้องช่วยไอ้เต้ย”

“เอ่อ...มูนคงไม่ถนัด”

“ยังไม่ได้ลองเลยลูก จะรู้ได้ไงว่าไม่ถนัด”

“เอาเถอะพ่อ ไว้เต้ยอธิบายเอง แต่อย่าเพิ่งวางมือได้ไหมครับพ่อ รออีกนิดให้เต้ยได้สร้างหลักสร้างฐานตนเอง ได้มั่นคงก่อน ไม่อยากให้ไอ้พวกคณะเสนาบดีหัวเก่าของพ่อกับแม่ มันมาว่าเต้ย เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ”

เต้ยออกโรงแทนให้ และทันทีที่เขาพูดจบ คุณเมฆกับคุณวาสิฏฐีก็หันหน้ามาสบตากัน แลพยักหน้าด้วยความเข้าใจ คณะเสนาบดีหัวเก่า ก็คือลูกน้องเก่าและแก่ เป็นรุ่นลายครามที่ทำงานด้วยกันมานาน ต่างฝ่ายต่างเชื่อฝีมือของกันและกัน และคงเป็นการยาก ถ้าเต้ยเข้ามานั่งบัลลังก์ว่าราชการโดยไร้ซึ่งฝีมือ...ลูกชายกล่าวมาได้อย่างถูกต้องที่สุดแล้ว   

“ เต้ยจะสร้างหลักสร้างฐานตนเองอย่างไร บอกพ่อกับแม่สิ”

“ไว้จะแถลงการณ์ให้ทราบกันทีเดียวครับแม่.... ตอนนี้หิวข้าวแล้ว”

“หือ....”

แม้จะทิ้งไว้ให้สงสัย ทว่าคุณเมฆกับคุณวาสิฏฐีก็รู้สึกมั่นใจว่าลูกชายตนไม่ได้พูดเล่นๆ ยามใดก็ตามที่ประกายสายตาคมวาวก่อกำเนิดเกิดขึ้น ยามนั้นเต้ยเอาจริงเอาจังเสมอ

มื้อเช้าของครอบครัวบัดนี้เสร็จสิ้นแล้ว และก็ถึงเวลาที่คุณวาสิฏฐีพยักหน้าเรียกมอสเข้าไปหา แลเจ้ามอสก็ไม่ทำให้มูนผิดหวังเลยที่เคยสั่งเคยสอน เพราะวันนี้มันคลานเข่าได้ดีกว่าครั้งไหนๆ จนคุณวาสิฏฐีเอ่ยปากชม

“เด็กคนนี้ถูกสอนมาดี ถ้าเป็นเด็กบ้านอื่น ผู้ใหญ่อย่างเราๆ นั่งอยู่กับพื้น คงวิ่งมายืนค้ำหัว ไม่ต้องใครที่ไหนไกลหรอก ตาเต้ยนี่แหละ ต้องฝึกเสียเทียบแย่”

“โธ่แม่...พูดอย่างกับฝึกหมา”

“แล้วมันจริงไหมล่ะเต้ย”

“อย่างมอสนี่ ลิงหลอกเจ้า เท่านั้นหรอกฮะคุณแม่ ต่อหน้าผู้ใหญ่ก็ทำเป็นดี ลับหลัง มูนล่ะเหนื่อย ก่อนมานี่ก็ก่อเรื่อง” มูนแย้งเบาๆ ไม่บอกต่อว่าก่อเรื่องอะไร กลัวคุณวาสิฏฐีรู้แล้วจะลมใส่ ส่วนเจ้าพี่ชายก็แก้ต่างให้น้องเช่นเคย

“เด็กผู้ชายน่ะแม่ มูนเขาเยอะเกิ๊น เข้มงวดไม่เข้าเรื่อง ....ก็อย่างที่เต้ยบอกแม่ทางโทรศัพท์ คงต้องรบกวนแม่ช่วยดูหน่อย”

“ไม่เยอะสักหน่อย เข้มงวดตรงไหน น้อยไปด้วยซ้ำ มูนล่ะกลัวเจ้ามอสจะมาทำให้คุณแม่หนักใจ ”

“เอาเถอะๆ ไม่ต้องเถียงกัน มอสมาอยู่นี่ไม่ได้รบกวนแม่เลย แม่ยินดีและดีใจเสียด้วยซ้ำ เอามาอยู่กับแม่น่ะดีแล้ว จะได้คอยช่วยดูให้ เด็กสมัยนี้ถ้าปล่อยมากไป อินเตอร์เนตกับโทรทัศน์คงแย่งไปสอนเสียหมด” คุณวาสิฏฐีพูดไปก็ลูบหัวมอสอย่างเอ็นดู พูดชมต่อมาเสียอีกว่า

“มอสเขาเป็นเด็กกตัญญู แม่กับพ่อประทับใจตั้งแต่งานคุณยายมูนแล้ว”

คุณวาสิฏฐีจำภาพสามเณรน้อยวันงานได้ติดตา และภาพวันที่กระพุ่มมือยกมือสวัสดีตนตอนไปหาเต้ยที่บ้านมูนได้ดี เคยเปรยกับตัวเองเล่นๆว่า ลักษณะของเด็กชายคนนี้ เหมือนเต้ยตอนเด็กๆ ไม่มีผิด และไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสเลี้ยงเต้ยสอง

“ไงมอส ...ชอบบ้านป้าไหมลูก ได้ข่าวว่าพี่เต้ยกับพี่มูน เขาจะส่งมาอยู่กับป้า ..ป้าบอกไว้ก่อนนะว่า ป้าดุ”

“ชอบครับ มอสบอกตามตรงว่า ติดใจที่นี่เข้าให้แล้ว ...เอ แต่มอสว่าคุณป้าไม่เห็นดุเลย ใจดีออก” มอสตอบเจื้อยแจ้ว วาจาฉอเลาะถอดแบบเต้ยตอนคุยกับคุณยายไม่มีผิด

“แหมเข้าใจพูดจัง พ่อหนุ่มน้อยนี่ ... แล้วนึกยังไงถึงอยากมาเรียนกรุงเทพ”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
คำถามนี้ของคุณวาสิฏฐีทำเอามูนลุ้นระทึกกับคำตอบของมอส กลัวแสนกลัวว่ามันจะตอบออกไปว่าเพราะสาวเพียบ อย่างที่พี่ชายมันสอน แต่ก็โล่งอกออกมาได้เพราะไม่ใช่อย่างที่คิด หากคำตอบที่ตอบมานั้นมันก็เลวร้ายพอกัน

“มอสอยากเก่งอยากเป็นแบบพี่เต้ยครับ”

“ดูสิคะคุณเมฆ น่าเอ็นดูเชียว อยากเป็นแบบตาเต้ย ฉันคงมีอะไรให้ทำหลังเลิกงานแล้วล่ะค่ะ”

“เอาหลักสูตรเดียวกันเลยนะครับแม่”

เต้ยเสริมขึ้น ได้ทีหันมายักคิ้วให้มูนอย่างได้ทียียวน เพราะรู้ดีว่าใบหน้าลออที่กำลังตะลึงของมูนเป็นเพียงคนเดียวในห้องนี้ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่มอสจะยึดเขาเป็นแบบอย่าง เมื่อรูปการณ์เป็นเช่นนี้ ก็คงไม่ต้องวัดดวงกันอีกต่อไป “หมาบ้า” ตัวที่สองคงคลานตามกันออกมาในมิช้า

ไหนใครว่าคุณวาสิฏฐีเข้มงวด....เห็นท่าจะเป็นเพียงแค่เสียงลือเสียงเล่าอ้างเท่านั้น

 “คุยกันไปนะพ่อลูก แม่จะไปดูห้องให้มอสซะหน่อย” คุณวาสิฏฐีผลุดลุกขึ้น ดีใจยิ่งกว่าได้แก้ว  ปล่อยให้พ่อๆลูกๆคุยกันตามประสา แต่ก่อนจะออกไปก็ไม่ลืมที่จะคว้าเอาตัวมูนออกมาด้วย

“ไปกับแม่ดีกว่ามูน แม่จะได้พาเดินชมบ้าน”

มูนเดินตามไปอย่างว่าง่าย และพอคล้อยหลัง คุณวาสิฏฐีกับมูน คุณเมฆก็มองซ้ายมองขวา กระซิบกระซาบกับเต้ยนินทาภรรยาทันที

“เมียพ่อเขาเห่อ พอรู้ว่านายจะพามูนมาบ้านนะ โฮ้ย ถึงกับหยุดงาน แถมวันนี้ยังสั่งไม่ให้พ่อไปไหน ยิ่งไปกว่านั้น ยังให้แม่พวกสาวๆ มันมาเก็บรูปยัยหนูเกรซ ในห้องนอนนายออกหมดเลยเชียวล่ะ ไอ้เต้ยเอ๊ย”

“จริงเหรอพ่อ แต่ มะ มัน เยอะเลยนะพ่อ เก็บกันไหวเหรอ” เต้ยหน้าตื่นขึ้นมาทันใด

“เออสิวะ ไหวไม่ไหวไม่รู้ รู้แต่เลาะออกมาจากผนังทั้งหมดตั้งแต่เช้า เสร็จเอาบ่าย ตอนนี้โยนกองเอาไว้ในห้องเก็บของนู่น”

“ตายห่า เต้ยลืมเรื่องนี้สนิทเลย ดีนะที่แม่รอบคอบ ...แต่ขอเต้ยไปดูเองอีกรอบดีกว่า เดี๋ยวมานะพ่อ”

เต้ยแทบจะวิ่งออกไป ในใจกังวลระคนกลัวว่าจะมีร่องรอยหลงเหลือ เขามั่นใจว่า ไม่ได้โกรธเกนหลงเสียจนเห็นรูปไม่ได้ หากแต่แม่มณีเล่า ถ้าได้เห็นจะรู้สึกอย่างไร ด้วยเพราะคบเกนหลงมานานหลายปี ความทรงจำจึงหลากหลายถ่ายทอดออกมาเป็นภาพมากมาย และภาพอดีตเหล่านี้นั้นย่อมมีอานุภาพสะกิดหัวใจดวงปัจจุบันให้เต้นผิดจังหวะได้อย่างแน่นอน

“สาธุ....ขอให้แม่เก็บออกหมดแล้ว ไม่งั้นซวยแน่กู”
 
ทางด้านคุณวาสิฏฐีก็ยังเดินคล้องแขนมูนมาไม่ยอมปล่อย พาชมห้องหับต่างๆ ตลอดทั้งหมู่สีเขียวและหมู่สีลูกพีชถ้วนทั่ว จนมูนเกิดความสงสัยว่า ห้องมากมายก่ายกองขนาดนี้ คุณวาสิฏฐีได้ใช้งานบ้างจริงๆหรือเปล่า แต่ก็ไม่กล้าถาม และด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกตของมูน ก็เห็นได้ว่า ระหว่างรอยต่อของแต่ละหมู่สี จะมีรูปเจ้าของพื้นที่บ่งบอกอาณาเขตเป็นสัญลักษณ์ และเครื่องเรือน อีกทั้งการตกแต่งก็ต่างกันออกไปตามแต่ละสไตล์เจ้าของ หากยังดำรงไว้ซึ่งความประณีตกลมกลืนอย่างยอดเยี่ยม ไม่ขัดตากันเลยสักนิดเดียว และไม่น่าเชื่อว่าส่วนที่ตระการตาที่สุดของบ้าน จะเป็นหมู่สีงาช้าง ที่ต้องตกปากว่า น่าจะเป็นที่ประทับมากกว่าที่อยู่อาศัย

“ไม่อยากจะเชื่อเลยนะครับว่า สีงาช้างของเต้ยจะสวยที่สุด คุณแม่จ้างอินทีเรีย ดีไซน์เนอร์จากที่ไหนครับ”

“วาสิฏฐี ดีไซน์จ้ะ” คุณวาสิฏฐียิ้มเสียยิ่งกว่ายิ้ม

“มิน่า แต่งได้งามอย่างกับที่ประทับ สมกับเจ้าชายของบ้าน คุณแม่เก่ง ทำบ้านให้เป็นวัง แถมใช้สีแบ่งอาณาเขต บอกความหมาย คล้ายกับแบ่งฝ่ายหน้า ฝ่ายใน” มูนมิได้กระทบกระเทียบ หากแต่รู้สึกตามที่พูดจริงๆ

คุณวาสิฏฐีเป็นสตรีฉลาด เข้าใจใช้สีแย้มความอย่างมีศิลปะ
สีงาช้างมิได้แสดงเพียงแค่ความพิศุทธิ์ ล้ำค่า  หากยังซ่อนความหวงเอาไว้ได้อย่างแยบยล

“หอคอยงาช้าง” ถูกสร้างและเนรมิตด้วยความหวง ทว่าหวงอย่างไรก็เคยมีสตรีก้าวขึ้นมาถึงห้องนอนลูกชาย และบัดนี้พระจันทร์ก็กำลังลอยมาทับรอยสตรีผู้นั้น ซึ่งคุณผู้หญิงของบ้าน ก็เต็มใจจะให้พระจันทร์ล้างรอยเดิมให้สิ้น

“ขอบใจจ้ะ...แม่ก็จำมาจากวังเจ้าฝรั่งตอนไปฮันนีมูนกับคุณเมฆที่ยุโรปแหละ ตอนแรกดูดีกว่านี้อีก แต่มูนก็รู้นี่ว่าเจ้าชายของมูนน่ะ ช่างเลือกช่างติ โน่นก็ไม่ชอบ นี่ก็ไม่โปรด เขาว่าของเดิมลิเกไป เลยแก้บางส่วนเขาเองเสียใหม่ พอเปลี่ยนมาแล้วยังไง ไม่อยากบอกเลยว่าเป็นลิเกยิ่งกว่าเดิมอีก แถมดันเป็นลิเกฝรั่งยังไงยังงั้น ถ้ามูนอยากแต่งใหม่ก็ตามสบายเลยนะ ”

คุณวาสิฏฐีค่อนขอดลูกชายให้ศรีสะใภ้ฟังด้วยเสียงเอื่อยๆ ประสานรับสอดคล้องกับเสียงเรื่อยๆ ดั่งลมพัดเฉื่อยๆของมูน กลายเป็นสุนทรียรสเรียบๆที่เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย

“เต้ยเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจเสมอ...แต่มูนคงไม่แต่งใหม่หรอกครับ ของเดิมก็สวยอยู่แล้ว”

“พูดถึงไอ้เรื่องแต่งบ้านแล้วก็น่าโมโห  หมดเงินไปเยอะ  แต่งเสร็จแล้ว ก็ไม่อยู่ อ้างว่าไม่เป็นส่วนตัว ทั้งๆที่ยกปีกขวาสีงาช้างให้ทั้งปีก ดันรบเร้าอยากจะเอาคอนโดอีก ตอนแรกแม่ก็ไม่ยอม เขาก็งอนแม่ ไม่พูดกับแม่ตั้งหลายวัน ต้องง้อเสียแทบแย่ สงสัยจะได้แรงยุมาจากใคร แล้วเป็นอย่างไร ท้ายสุดเขาก็สลัดทิ้ง พูดอย่างกับตาเต้ยไปถ่วงอนาคตเขา ตาเต้ยคงเล่าให้ฟังแล้วใช่ไหม”

“ฮะ คุณแม่ เต้ยเล่าแล้ว”

ใครที่คุณวาสิฏฐีไม่เอ่ยชื่อ ไยมูนจะไม่รู้ว่าหมายถึงใคร หากวิสัยและนิสัยตนไม่ใช่คนทับถมจึงละที่จะออกความเห็นเสีย ดีไม่ดีคุณแม่สามีอาจจะกำลังลองใจตนตามประสาสตรีมีมันสมองอยู่ก็เป็นได้ เห็นสมควรแล้วที่จะชวนเปลี่ยนเรื่อง หากคุณวาสิฏฐีก็ยังอยากจะดำเนินต่อ

“พอเขาไปอยู่คอนโด เขาไม่ค่อยกลับมาหาแม่หรอก สองสามเดือนนู่นจะมาที ลูกชายก็อย่างนี้แหละ อยู่บ้านให้ชื่นใจแค่ตอนอนุบาลถึงมัธยม พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วทำงานได้ เขาก็ไปตามทาง”

“แล้วทำไมคุณแม่ไม่ไปหาเขาที่คอนโดล่ะฮะ”

มูนถามด้วยความซื่อมากกว่าจะย้อน คุณวาสิฏฐีฟังแล้วก็นิ่งไปเพียงครู่ ไม่ตอบอะไรในตอนแรก เดินไปที่ผนังสีงาช้าง ใช้มือลูบกระจกเหนือรูปถ่ายลูกชายในชุดนักเรียนอนุบาล แล้วไล่เรื่อยไปยังประถม ตามมาด้วยมัธยม จวบจนถึงชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย ในจังหวะเดียวกันกับ ตัวเป็นๆที่มิได้อยู่ในรูปถ่าย โผล่หัวขึ้นมาจากเชิงบันได ด้วยความที่แม่กับมูนต่างหันหลังให้ ทั้งสองจึงไม่ทันสังเกตเห็น

เต้ยทีแรกก็ตั้งใจว่าจะเลี่ยงไปดูความเรียบร้อยในห้องนอน ทว่าเห็นทีท่าที่คุยกัน เลยอยากรู้ว่าคุยเรื่องอะไร ร่างกึงหนากึ่งบาง จึงไม่รอช้าวิ่งแผล่บ แทรกกาย หายไปตรงซอกบันไดใกล้ๆนั้นแล และระยะทางแค่นี้มีหรือจะไม่ได้ยินชัด

“เขาไม่ได้เชิญ แม่จะไปได้อย่างไร”

“โธ่ คุณแม่...แต่คุณแม่เป็นแม่ ไม่ใช่คนนอก ”

“ลูกน่ะ ไม่ว่าชายหรือหญิง ถ้าเขามีคนรู้ใจอยู่ข้างกาย ต่อให้รักพ่อรักแม่อย่างไร ก็เป็นคนนอกสำหรับเขาเสมอ ฉะนั้นคนนอกเวลาจะไปก็ควรได้รับคำเชิญไม่ใช่หรือ ขืนไปสุ่มสี่สุ่มห้า เขาจะหาว่าไปวุ่นวาย ดูอย่างตอนที่แม่ไปตามเขาที่บ้านมูนไงล่ะ เห็นฤทธิ์เขาแล้วนี่”

น้ำเสียงของคุณวาสิฏฐียังคงอยู่ในระดับเดิม แต่ที่เพิ่มเติมเข้ามา คือท่วงทำนองของอารมณ์พิเศษ ไยมูนจะสัมผัสไม่ได้ บางคนถ้ามาได้ยิน อาจจะคิดว่าสตรีผู้นี้เรื่องมาก จะไปบ้านลูกก็ต้องรอให้ลูกเชิญ ดังที่ลูกชายจอมแอบฟังกำลังเปรยกับตัวเองอยู่ตรงซอกบันได

“แม่นี่ก็คุยเรื่องอะไรกันก็ไม่รู้...จะไปหาก็ไปสิ ทำไมต้องรอให้เชิญ ไม่เคยห้ามสักหน่อย มัวแต่คิดนั่นคิดนี่ เฮ้อ กรรม”

ทว่ามูนไม่คิดเช่นนั้น เพราะเข้าใจเสียยิ่งกว่าเข้าใจ คุณวาสิฏฐีอ้างมารยาทบังหน้า หากแต่แท้จริงแล้ว เหตุที่ไม่ไปไม่ได้เกี่ยวกับมารยาทเลยสักนิด.... “น้อยใจ” ใครบ้างจะห้ามกันได้  แต่มันก็ไม่ทำให้ “เห็นใจ” เท่าประโยคที่กำลังลำดับต่อมา

“บางครั้งคิดถึงมากๆ ก็ต้องโทร.สั่งให้มาทานข้าวที่บ้าน เพราะถ้าขอดีๆก็คงไม่มา ทานเสร็จเขาก็มานอนหนุนตัก นอนคุยกันพักไม่ใหญ่ ยังไม่ทันจะชื่นใจ ก็กลับไปนอนที่คอนโด นานแล้วที่ไม่เคยค้าง แต่ก็ยังดีที่มา อย่างน้อยแม่ก็ไม่ต้องนั่งทานข้าวคนเดียว”

“อ้าว แล้วคุณพ่อล่ะฮะ”

“คุณเมฆเขาไปต่างประเทศบ่อย ประชุมนั่นนี่ไม่มีหยุด แม่ไม่ค่อยชอบเดินทางเลยไม่ค่อยได้ไปกับเขาเท่าไรหรอก ชอบอยู่บ้านมากกว่า บางทีตาเต้ยไม่มา คุณเมฆไม่อยู่ ก็ได้เจ้าจอห์นนี่กับหลุยส์ นั่งคุยเป็นเพื่อน ครั้นจะเรียกแม่พวกคอบัวมันมานั่งคุยก็รำคาญ มีแต่นินทาชาวบ้านชาวช่อง อีกอย่างแม่ก็ไม่ชอบคุยโทรศัพท์ อยากคุยกับตาเต้ยและคุณเมฆมากกว่า  ”

มูนแทบพูดอะไรต่อไม่ออกอีกแล้ว  ภาพสตรีเจ้าของบ้านต้องนั่งทานข้าวเดียวดาย โดยมีหมาสองตัวนั่งขนาบข้างเป็นเพื่อน ฉายชัดอยู่ในหัว ภาพนั้นเคลื่อนไหวราวกับภาพยนตร์ชัดเสียจน ดวงตากลมโตน้ำตาลใสของตน บังคับรอยรื้นไว้ไม่อยู่ นี่ใช่ไหมคือคือสาเหตุแห่งสายตายินดีที่ฉายชัดยามเห็นหน้าลูกชายตอนมาถึงบ้าน เต้ยทิ้งแม่มานานเท่าไรคงไม่สำคัญเท่า คุณวาสิฏฐีทนโดดเดี่ยว เดียวดาย มานานเท่าไรต่างหาก 

ท่ามกลางความสุข ความอบอุ่นของบ้านหลังนี้ กลับมีกระแสแห่งความเหงาแทรกอวล และความเหงานั้น ก็คงจับเต็มหัวใจ คุณผู้หญิงของบ้านท่วมท้น ใครจะคิดว่าสตรีนักธุรกิจ หลังฉากจะมีความเหงากับเขาเหมือนกัน ....เงินอาจจะช่วยให้ความเหงาทุเลา แต่ก็มิได้จางหาย ยิ่งไปกว่านั้น มันรักษาได้เพียงแค่เปลือกนอก

ยอดเขายิ่งสูงเท่าไร ก็ย่อมอ้างว้างเดียวดายเสมอ...คุณวาสิฏฐีคงเป็นเช่นนั้นมานานแล้ว

“คุณแม่เหงา คุณพ่อกับเต้ยควรรู้”

“เขาคงรู้ เลยซื้อนั่น ซื้อนี่มาเอาใจแม่ อยู่หลายครั้ง แต่ของฝากพวกนั้น มันไม่มีค่าเท่ากับอ้อมกอดอุ่นๆของสองพ่อลูกนั่นเลยสักนิดเดียว”

คุณวาสิฏฐีบอกความในใจที่ซ่อนไว้ อย่างไม่เคยคุยกับใคร เหตุผลหนึ่งที่พูดให้มูนฟัง อาจจะเพราะถูกชะตา  แต่ที่ตัดสินใจเล่าให้ฟังจนหมดเปลือก ก็คงมาจาก สายตาซื่อๆของมูนสำแดงถึงความห่วงใยอย่างจริงใจเพียงประการเดียวเท่านั้น
 
“โถ...คุณแม่ มูนจะพูดกับเต้ยเอง”

มูนเอ่ยได้แค่นั้น แล้วก็ต้องยุติที่จะพูดต่อ เพราะก้อนแข็งๆเริ่มวิ่งมาจุกตรงลำคอ ทำให้เอื้อนเอ่ยต่อไปไม่ได้ ความสะเทือนใจมาเยือนทีไร มักจะเป็นเช่นนี้ทุกที เฉกเดียวกับเจ้าชายของบ้าน ที่ยังซุกกายแอบฟัง และแทบจะถลันโผเข้ามากอดมารดา รู้สึกผิดนักหนาที่ผ่านมา ละเลยจนแม่เหงา หากก็ยังยั้งไว้ เพราะอยากรู้ว่าพระจันทร์ดวงน้อยจะช่วยคลายโศกให้แม่ อย่างที่ตนกำลังวาดหวังอยากจะให้เป็นหรือไม่ 

“ช่างเขาเถอะมูน นิสัยผู้ชาย เขาไม่มาใส่ใจอะไรเรื่องเล็กๆน้อยๆหรอก อีกอย่างแม่ชินแล้ว แต่ต่อไปคงไม่เหงาแล้วล่ะ ได้มอสมาอยู่เป็นเพื่อน ”

โดยมิต้องรอให้สมองสั่งการ มูนรีบใช้หลังมือเช็ดรอยรื้นปริ่มๆ แล้วยื่นมามากุมมือคุณวาสิฏฐีที่เริ่มเดินออกไปเรื่อยๆไว้แน่น ใช้ความอบอุ่นที่มีทั้งมวล ให้ซึมซาบผ่านมือต่อมือ เข้าไปปลอบประโลมหัวใจของมารดาคนรัก ประโยคที่เต้ยเคยใช้บอกกับตน ถูกทบทวนกลับไปกลับมาอยู่ในสมองหลายรอบ ซ้ำเสียจนมั่นใจ จนกล่าวออกไปให้ผู้มากวัยได้สดับ แลสิ่งที่พูดนี้แหละ ก็ทำให้สายตาคนแอบฟังพราวระยับ ด้วยเพราะตรงใจ สมดังที่หวังไว้ทุกประการ

มณีจันทร์ ...สำแดงความรักยิ่งใหญ่ให้ประจักษ์ตา ประโลมใจ อีกครั้ง

“คุณแม่ฮะ คุณแม่เป็นแม่ของเต้ย ก็เหมือนกับเป็นแม่ของมูนด้วย และการที่มูนเคยบอกเต้ยว่า จะเป็นพระจันทร์ของเขานั้น ต่อไป มันคงไม่ใช่แค่สำหรับเต้ยคนเดียว แต่มันหมายถึงคุณแม่ด้วย.... เต้ยกับแม่ ถ้ามูนดูแลไม่ได้ ก็คงไม่ใช่มูน” 

เสียงนุ่มๆสัมผัสอุ่นๆที่ถ่ายทอดออกไปให้อย่างรวดเร็ว มีหรือที่ผู้มากวัยจะสัมผัสถึงความจริงใจที่แผ่ซ่านสอดแทรกมาตลอดมิได้ คุณวาสิฏฐีจึงหันหลังกลับมามองมูนช้าๆ ร่างสง่าบางระหงยังคงตั้งตรงนิ่ง ในตอนแรก ก่อนที่จะเซถลาเข้าไปหาอ้อมอกของพระจันทร์ที่ลอยตระหง่านตรงหน้า รอยรื้นใสๆด้วยความซึ้งใจ ขับออกมาบ้างไม่แผกกัน

“ต่อไปนี้ ทุกสุดสัปดาห์ และวันหยุดพิเศษต่างๆ หรือวันไหนแม่ว่าง ไปอยู่กับเรา ไปทานข้าว ไปให้พวกเรานอนหนุนตักที่อัมพวานะครับ อย่าอยู่ลำพังกับ จอห์นนี่และหลุยส์เลย มูนจะพาเต้ยนั่งคุยเป็นเพื่อนแม่เอง”

ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งของคุณวาสิฏฐียามนี้ไม่เหลือเค้าเดิม ซบลงตรงกลางอกของมูนอยู่อย่างนั้น เกิดมามูนก็เพิ่งจะได้ใช้อกตนเป็นที่ซับน้ำตาให้สตรี แต่ถึงแม้จะเป็นครั้งแรก มูนก็ทำได้ดี วงแขนน้อยๆต่างฝ่ายต่างโอบแน่น ก่อนที่คุณวาสิฏฐีจะเงยหน้าขึ้นมาตอบด้วยเสียงระเรื่อเจือความสุขในทุกๆท่วงทำนองเสียง

“แม่นึกว่า มูนจะไม่ชวนแม่ซะแล้ว...ขอบใจลูก แม่มองคนไม่ผิดจริงๆ สมควรแล้วที่ตาเต้ยจะให้...”

“นินทาอะไรเต้ยกันอยู่หรือเปล่าครับ แม่ผัวลูกสะใภ้ อย่าบอกนะว่าฝุ่นเข้าตากันทั้งคู่ ”

เสียงดังกังวานแทรกขึ้นขัดจังหวะจากทางด้านหลัง พร้อมๆกับวงแขนกว้างแข็งแรงที่สามารถโอบร่างบางๆทั้งสองเข้าสู่อ้อมอกได้สบายๆ ความอบอุ่นทวีคูณเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จับเต็มหัวใจทั้งสามดวง ริมฝีปากงาม ในบทบาทลูกชายก้มลงมาสัมผัสแก้มหอมของมารดา ทว่าสำหรับเมียนั้นคือริมโอษฐ์ของเจ้าชาย ที่ทรงเลือกประทับไว้สงบนิ่งบนเรือนผมนุ่มเท่านั้น

แก้มหอมของแม่จูบแล้วชื่นหัวใจ ...หากเศียรเจ้าไซร้คือความภูมิใจยามได้เกยคางครอบครอง
เต้ยเข้าใจเลือกวิธีแสดงความรัก..ได้อย่างน่าเอ็นดูจริงๆ

“แม่จ๋า คุณแม่คนดีที่หนึ่ง เต้ยขอโทษที่เคยทำให้เหงา แต่ต่อไปแม่จะไม่เหงาอีกแล้ว เพราะมูนได้ทำให้  “บ้านอัครพงศธร” ของเรารวมเป็นหนึ่งครัวเดียวกับ “บ้านสวนอัมพวา”  และอนาคตข้างหน้าจะไม่มี “คอนโด” ห้องนั้นอีกต่อไป”

“แอบฟังแม่คุยกันเหรอ ตาเต้ยนี่” คุณวาสิฏฐีแม้จะดีใจที่ได้ยิน แต่ก็ผละตัวออก ซัดลูกชายด้วยความหมั่นไส้ และแทบจะพร้อมกับพระจันทร์ที่กำลังทำเฉกเดียวกัน

“คนนิสัยเสีย....เดี๋ยวเหอะ ใครใช้ให้แอบฟัง”

“เสียตรงไหน เดินมาดันเกิดเมื่อยเลยนั่งพักตรงซอกบันได มันก็เลยเข้าหูเองเต็มๆ ” เต้ยยักคิ้วตอบกวนแสนจะกวน และท่าทางของเขาแบบนี้แหละ สยบหัวใจแม่วาสิฏฐีกับแม่มณีได้อย่างราบคาบ

 “เอาล่ะ ขี้เกียจจะเถียงด้วย ไหนๆก็เดินมาพอดี แม่พามูนเขาชมทั่วบ้านแล้ว เหลือห้องนอนเต้ย พามูนเข้าไปดูเองแล้วกัน แม่จะไปดูห้องให้มอสและเตรียมของให้”

คุณวาสิฏฐีถอนหายใจส่ายหน้าในความทะเล้นของลูกชาย แล้วเดินออกไปบนพรมแดง พอเดินไปได้สักหน่อยก็ต้องหันหลังกลับมา บอกความเพราะเพิ่งนึกอะไรได้ 

“อ้อ...ตาเต้ย  แม่เก็บกวาดให้หมดแล้วนะจ๊ะ”

“ทราบแล้วครับ ขอบคุณคร๊าบ รักแม่จ๋าที่สุด ”

“หมั่นไส้ ...น่าจะแกล้งเหลือไว้ให้เข็ด”

มูนขมวดคิ้วอย่างฉงน งุนๆงงๆ กับแม่ลูกคู่นี้ ที่วันนี้คุยอะไรกันแปลกๆ เหมือนมีอะไรซ่อนไว้ เต้ยสังเกตเห็นอยู่แล้ว และพอคล้อยหลังแม่เท่านั้น เต้ยก็ไม่ปล่อยให้ความฉงนจับนาน กระชับวงแขนแน่นจนแทบจะอุ้มมูนเข้าห้องนอน เบนความสงสัยฉับพลัน

“เข้าไปเจิมเตียง ประเดิมห้องให้หน่อยสิ ไหนตอนเรียนบอกไม่ใช่เหรอว่าจะเป่าเทียนให้ ”

“เคยบอกไปหนหนึ่งแล้วว่า ช้างพูด มูนไม่เคยพูดซะหน่อย แต่อย่ามาทำพูดดีเลย เกนหลงเคยมาออกบ่อย มูนคงจะไม่ได้เจิมและประเดิมหรอกมั้ง ควรจะเรียกว่าทับรอยเดิมเสียมากกว่า” รอยรื้นของมูนเมื่อครู่จางหาย กลายเป็นปรายสายตาตวัดขวับ กริยาสาวแตก บังเกิดอีกครา

“มาแต่ไม่เคยค้างครับคุณมณี”

เต้ยแย้งขึ้นมาทันควัน ทำหน้าซื่อๆเผื่อจะดูจริงใจและก็ดันได้ผล เพราะสีหน้าพอใจ สำแดงออกมาแล้วว่าเชื่อ เลยไม่รอช้า ที่เปิดประตูห้องพามูนเข้าไป และเมื่อประตูเปิดออก สีหน้าพอใจระคนโล่งใจก็กลับมาอยู่ที่เขาเสียเอง เพราะแม่เก็บกวาดให้ได้เรียบร้อยล้างรอยเดิมได้หมดจดจริงๆ  แต่จนแล้วจนรอดมูนก็ยังมิวายแย้งมาต่อ

“เข้ามาถึงห้องนอน ก็มิจำเป็นต้องนอนค้าง คงจะนอนชั่วครู่ชั่วยาม อย่างเต้ยน่ะเหรอ นางฟ้ามาสังเวยถึงห้อง คงจะปล่อยให้หลุดมือหรอก”

“อันนั้นไม่เถียง แต่ไม่ใช่ที่บ้านนี้ ในห้องนอนสีงาช้างนี่ อยากรู้ไหมว่าที่ไหนจะบอกให้ จะได้พอใจ”

เต้ยประชด จนพระจันทร์ต้องปรายหางตามาอีก ราวกับท้าให้เต้ยพูด ทว่าเต้ยกลับอมยิ้มหุบปากเสีย และเข้ามากอดอ้อนๆ ดันร่างน้อยๆมาชิดจนถึงขอบเตียงสี่เสา แบบร่วมสมัยลายวิจิตรตรงหน้า หมาบ้าหนุ่มกระโดดขึ้นเตียงนำหน้าดังเคย หากแต่คราวนี้มิได้นอน กลับยอมนั่งเฉยๆ รัดบั้นเอวพระจันทร์ลงมานั่งบนตักแข็งแรงเหนือฟูกนุ่มเท่านั้น

“อิ่มใจนักน้องไม่รักเพียงแต่พี่  ยังปราณีเผื่อหัวใจให้แม่ผัว”

“พี่ยังรักยายของน้องคนใกล้ตัว  รักแต่ผัวเมินรักแม่แย่สิ้นดี”

มูนตอบกลับเป็นบทเป็นกลอนตามที่เต้ยส่งมาเช่นเคย ครั้นเต้ยได้ฟัง สิเน่หาจากเดิมที่ก็นับว่ามีมากโขอยู่แล้ว บัดนี้จึงล้นปรี่จนเต็มขั้น และมูนก็ยังตอกย้ำซ้ำความอีกครั้งให้เต้ยมั่นใจ ก่อนจะทิ้งทั้งตัวลงในอ้อมกอดของเต้ยที่สอดแขนเข้ามาจากด้านหลัง 

“คุณหลวงยังมีน้ำใจ รักคุณยายและน้องมูน แล้วมูนจะใจดำได้อย่างไร”

“เพราะดีอย่างนี้ น่ารักอย่างนี้ ถึงได้รักอย่างที่สุด...รออีกนิดนะ ”

เต้ยลำดับเสียงกังวานหวานนุ่ม แล้วเกยคางสากๆด้วยไรหนวดเขียวๆ ตัดกับผิวขาวๆไว้ตรงซอกคอกลิ่นมะลิกรุ่นอย่างสงบ มิรบเร้าเกเรแต่อย่างใด ต่างจากทุกๆวัน ด้วยประโยคของเขามูนควรจะยิ้มกว้าง หากคำว่า รออีกนิด คำท้าย มันชวนให้ต้องขมวดคิ้วถามความ

“รออะไร...พูดแปลกๆ อีกแล้ว เมื่อตอนในรถก็ทีหนึ่ง ตอนอยู่กับแม่ก็อีกที ตอนนี้ก็อีกหน”

ก่อนที่เต้ยจะตอบอะไรนั้น เสียงอินเตอร์คอมข้างเตียงก็ดังขึ้นขัดจังหวะ นี่ถ้าหากเป็นช่วงที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม คงมิต้องบอกว่ามันผู้นั้นจะมีโทษสถานใด เต้ยคงมิแคล้วแผดเสียงด่าลั่น ทว่าตอนนี้เขากลับรีบกดรับ เพราะตั้งใจใช้ให้เป็นระฆังดังหมดยกสนทนา

“คุณเต้ยคะ คุณเปรมมาถึงแล้วค่ะ ตอนนี้อยู่หน้าบ้าน กำลังเอาสายยางฉีดน้ำ ฉีดไล่ใครอยู่ก็ไม่รู้ ตัวเบ้อเร้อเท่อเลย อย่างกับนางยักษ์ คุณเต้ยช่วยลงมาดูเถอะค่ะ”

“อืม ขอบใจ  เดี๋ยวลงไป” เต้ยปิดอินเตอร์คอมแล้วหันมาบอกมูนยิ้มๆ “ รอเพื่อนๆ ไงมากันแล้ว รีบลงไปกันเถอะ ก่อนที่ไอ้หมวดกับอีช้างจะฆ่ากันตายก่อนไปถึงทะเล ...เอ หรือจะยอมเจิมเตียงให้เต้ยก่อนดี”

“เดี๋ยวก็ไม่ทันเดินทางหรอก ปล่อยให้เพื่อนรอได้ยังไง...ไปเจิมที่ทะเลไม่ดีกว่าเหรอ จำได้ไหมว่าใครเคยสร้างวีรกรรมเอาไว้ ตอนไปเก็บตัวนักบาส ”

“นี่คุณขี้ ยังอุตส่าห์จะจำได้อีก เห็นไหมจำแต่เรื่องร้ายๆของเต้ยอีกแล้ว”

เต้ยพูดเขินๆ มูนก็ได้แต่หัวเราะเบาๆตามประสา แล้วทั้งสองก็ผลุดลุกจากเตียงเดินออกจากห้องนอนสีงาช้าง ก้าวเท้าเหยียบย่างเคียงคู่เหนือพรมสีแดงกุหลาบ มือใหญ่ๆกุมมือลออเอี่ยมตลอดทาง สายตาคมวาว แอบเพ่งพิศ พินิศลำเทียนขี้ผึ้งทั้งห้าในฝ่ามือแน่น แต่ก็ไม่มีเล่มไหน จะงามเกินไปกว่าเล่มที่มนุษย์เรียกว่า ...นิ้วนาง

นิ้วเอ๋ย นางนิ้วน้อยข้างก้อยซ้าย   งามตรงจรดปลายเทียนแท้ขาว
มิช้านานมณีเลิศเพริศแพรวพราว   จะระยับวับวาว....แนบนิ้วนาง

“อีกไม่นานนะคนดี แม่มณีของพี่ จะไม่ใช่แค่มณีธรรมดา แต่จะเป็น มณีจันทร์ อัครพงศธร”

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๑๘ นะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๑๘ ฟากฟ้าทะเลฝัน

แดดยามสายเริ่มแรง ฉายเป็นแสงราวกับสปอตไลท์สว่างจ้า นำทางร่างกึ่งหนากึ่งบางของเต้ยที่กุมมือของมูนเดินทักทายเพื่อนๆตลอดทั่วทั้งมุขหน้าสีงาช้าง ที่ใช้เป็นสถานที่รับรองแขกส่วนตัวของเขาดังแต่เก่าก่อน  เหมือนตอนจัดปาร์ตี้สมัยเรียน  มุขหน้าแห่งนี้เคยเงียบเหงาไปเกือบสองปีหลังจากเต้ยอ้อนแม่ซื้อคอนโดได้สำเร็จ เพราะผองเพื่อนต่างก็ระเห็จย้ายตามตัวเขาไปกินเหล้า ดูบอลกันตามประสาหนุ่มๆอยู่ที่นั่น  หากบัดนี้เสียงหัวเราะสดใสกลับมากังวานอีกครั้ง มิปล่อยให้มุขหน้าสีงาช้างร้างลาดังแต่ก่อน และเป็นที่แน่นอนว่า มิช้านาน เสียงสรวลเสเฮฮาจะย้ายไปขับขานอยู่ที่บ้านสวนอัมพวามาแทนที่

“อ้าวเฮ้ย ไอ้เต้ย...แม่งไปทำห่าอะไรมาวะ กูว่ามึงหล่อขึ้น”  แบงค์มองแล้วมองอีก สะกิดพระนายกับทัดเพื่อนในกลุ่มอีกสองคนให้เข้ามาช่วยดู ซึ่งต่างก็มีความเห็นตรงกัน แถมผู้ชายกลุ่มนี้ยังนิยมคำว่า แม่ง เติมเต็มเข้ามาในประโยคนัก

“แม่งเอ๊ย หล่อขึ้นจริงๆแหละ  หน้าแม่งใสชิบ ว่าวทุกวันเหรอวะ”

“ไอ้ทัด กูมีเมียแล้ว จะว่าวเองหาแม่งอะไร ไอ้โง่” เต้ยตอบเพื่อนๆอย่างอารมณ์ดีผิดปกติและคำตอบก็บอกให้รู้ว่าใครปรนนิบัติให้ แถมยังแนะนำเพื่อนๆต่อมาอีกว่า “พวกมึงก็หาเมียเป็นตัวเป็นตนซะทีสิ จะได้หน้าใสแบบกู”

“กลัวออกมาจะไม่ใสแบบมึงอ่ะสิ...เอางี้ คืนนี้ขอกูทดลองใช้หน่อยได้ไหม เผื่อกูจะหน้าใสแบบมึง”

“เอาตีนกูไปแดกก่อนไหม....เมียกู”

“กูล้อเล่น...แต่มึงอย่าเผลอนะ ฮะฮ่า”

มูนได้แต่ยืนฟังไม่ออกความเห็น ปล่อยให้เต้ยยืนคุยเล่นหัวกับเพื่อนๆ แม้นคำพูดที่ใช้กัน มันจะฟังหนักไปทางหยาบคาย หากแต่ด้วยวิสัยผู้ชายเขาก็พูดกันทำนองนี้ยามอยู่ด้วยกัน  ยิ่งกลุ่มเต้ยเป็นกลุ่มนักกีฬาที่ค่อนข้างเฮี้ยวมาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่แปลกใจอันใดว่าบทสนทนาจะดำเนินไปทางไหน แม้จะถูกพาดพึงถึงแบบติดเรทจาบจ้วง แต่หาใช่ว่าจะไม่เคยโดนล่วงละเมิดเสียเมื่อไร ครั้งนี้จึงพอรับได้ ยิ่งฟังๆไป ก็ต้องบอกว่าสมัยเรียนหนักหนากว่านี้หลายเท่า

“ไอ้แบงค์ เดี๋ยวมึงโดนเตะ”

เต้ยขับเสียงดัง บอกแบงค์ว่าเดี๋ยวโดน แต่ดันยกเท้ายกเตะแบงค์ไปแล้วด้วยความรวดเร็ว ไม่เดี๋ยวดังปากพูด เมื่อจัดการกับแบงค์เสร็จ เต้ยก็พามูนเดินเลี่ยงไปทักทายเพื่อนคนอื่นๆ ที่เพิ่งทยอยมาถึงต่อ ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเพื่อนที่มาช่วยในงานคุณยายทั้งนั้น คงเพราะด้วยกระแสสุขตอนคุยกับแม่ยังอวลมิหาย ใบหน้าเกเรหล่อร้ายพร้อมหน้าลออเอี่ยม จึงฉายแววสดใสได้อย่างน่าดูชม ยามรับแขกคู่กัน

เต้ยทำประหนึ่งกับเป็นเจ้าชายที่เสด็จนำพระชายาออกมหาสมาคม
แลพระจันทร์ก็ดำรงตนได้งามพร้อม เพราะแม้จะยืนเคียงข้าง หากก็ไม่เทียบเท่า

“ระยะห่างต่อหนึ่งฝ่าเท้า”  คือระยะที่เมียควรยืน มิใช่ยืนเสมอในระดับนิ้วเท้าเดียวกับผัว
คุณยายเคยสอนไว้ตั้งแต่เด็กราวกับรู้ว่า วันหนึ่งข้างหน้าตนต้องได้ใช้

“แม่ผัวสอนวิธียืนมาเหรอจ๊ะ”  เต้ยกระซิบถามมูนทันทีที่คุยกับเพื่อนเสร็จแล้ว แถมยังแอบรังแกข้างแก้มไปเสียอีกฟอด เพราะวิธีการยืนรับแขกของพระจันทร์

“คุณยายสอน... เต้ยรู้ด้วยเหรอว่าทำไมมูนถึงยืนแบบนี้”

“รู้สิ เพราะแม่วาสิฏฐี ก็ยืนหลังพ่อเมฆ แบบมูนยืนหลังเต้ยเนี่ยแหละ”

วิธีการยืนแบบนี้ไยเต้ยจะไม่รู้และจำมิได้ เพราะตอนออกงานกับพ่อและแม่ เห็นแม่ทำอยู่บ่อยๆ และก็จำได้ว่าครั้งหนึ่ง แม่เคยขมวดคิ้วมองเกนหลงอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ตอนที่เกนหลงยืนเสมอเขาในงานเลี้ยงที่โรงแรม เต้ยรู้สาเหตุและไม่ติดใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่คุณวาสิฏฐีมองเห็นเป็นเรื่องใหญ่กับการไม่ให้เกียรติลูกชายตนครั้งนั้น

เต้ยเข้าใจและรู้ว่าเกนหลงเป็นสตรียุคใหม่ที่นิยมความเสมอภาค
ทว่าความเสมอภาคในสังคมไทยกลับมีเส้นบางๆ ที่เรียกว่า “เพศ” คั่น.....

“ช้างเท้าหน้า” จึงยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย เพื่อตอกย้ำว่าเท้าหน้าก็คือเท้าหน้า มีหน้าที่ก้าวเดินนำ เท้าหลังก็ควรเป็นเท้าหลัง มีหน้าที่เพียงแค่ตาม ไม่ควรจะก้าวมาเทียบเคียง เพราะถ้าก้าวทันกันเมื่อไหร่ เมื่อนั้น....ช้างล้ม
 
“ยืนข้างๆ เต้ยเหมือนตอนงานคุณยายดีกว่านะ เต้ยชอบแบบนั้น อุ่นหัวใจกว่าเยอะ” แม้จะถูกใจและพอใจอย่างที่สุด แต่เต้ยก็โปรดการเคียงคู่มากกว่า

“ งานคุณยาย มูนต้องใช้หลักใจเป็นที่พักพิง แต่ตอนนี้มูนขอใช้หลักใจเป็นร่มเงาดีกว่า” มูนลำดับความหวานตอบกลับ แล้วทอดเสียงพูดต่อนุ่มนวลกว่าเดิม

“เดินคู่น่ะเดินได้ แม้จะเสี่ยงต่อการล้มเพราะขาจะพันกัน แต่ถ้าหยุดยืนเมื่อไร เท้าหลังอย่างมูน ก็จะขออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมเสมอ...เต้ยควรยืนข้างหน้าให้สมกับเป็นเท้าหน้าของมูน”

“แค่นี้ก็รักจะตายห่าอยู่แล้ว จะทำตัวน่ารัก ให้เต้ยรักหัวปักหัวปำไปถึงไหน ...แต่เอาเหอะ ถ้ายังยืนยันอย่างนี้ ต่อไปตำแหน่งที่เหมาะสมลำหรับมูน ก็คงเป็นตำแหน่งที่สูงที่สุด ”

เต้ยยิ้มกว้าง จนเห็นเหล็กดัดฟันสีทับทิมส่องประกายฉายกระทบแสงแดด คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งพรึ้งพราววาววับ ลำดับประโยคที่คนฟังรับรู้ได้ว่าหวาน  ดวงตาสีน้ำตาลที่มองกลับก็แพรวระยับจับใจ ทว่าก็เป็นเพียงครู่เท่านั้น เพราะในอีกไม่กี่วินาทีให้หลัง ตากลมๆก็ต้องเบิกโพลง ด้วยประโยคที่ตามมาของพ่อยอดชาย

“เต้ยจะยืนหยัด ยกมูนขึ้นมากอดแนบอก กดสะโพกมูนให้ชิดติดกับบั้นเอว จากนั้นเต้ยจะค่อยๆซอยไม่ยั้ง ...ตำแหน่งนี้ ท่าอุ้มแตงเนี่ย สูงที่สุดไหม อ้อ..ถ้ามูนกลัวตก ก็เอามือกอดคอ แล้วเอาขาเกี่ยวเอวเต้ยไว้แน่นๆนะ”

“เต้ยบ้า...ทะลึ่ง พูดซะคิดตามเป็นฉากๆ”

“เต้ยแค่พูดนะจ๊ะ แต่คนคิดตามจนเห็นภาพเนี่ย ทะลึ่งกว่าเห็นๆ”

มูนซัดเต้ยไปอย่างเหลืออด เดาออกเลยว่า คืนนี้ไม่แคล้วคงถูกอุ้มเข้าเอวราวกับลูกแตงแน่ๆ ทางด้านเต้ยแม้จะถูกซัดก็หัวเราะไม่หยุด แถมยังยักคิ้วตอกย้ำว่า ไม่มีทางรอด 

เต้ยช่างเป็นคนสรรหา ท่วงท่าอิงสรีระวิทยา ที่พอจะนำมาประยุกต์ใช้งานได้เหมาะสมระหว่างแรงชายกับแรงชาย
ควรไหมเล่า...ที่จะให้รางวัลชื่นชมในความพยายามนั้น

เต้ยกับมูนยังเดินเล่นหยอกเอินไปจนใกล้เปรมกับช้างที่นั่งหลบแดดใต้ร่มไม้อยู่ริมสนาม ทั้งสองพักยก ยุติการรบรามาเสียเองโดยไม่มีใครห้าม คงเพราะโถกาแฟร้อนๆ และครัวซองค์ อีกทั้งไส้กรอก ลอยมาอยู่ตรงหน้าคนทั้งสองจานเบ้อเร่อ

“ไง...วันนี้กัดห่าอะไรกันอีก”

“ก็ไอ้หมวดสิคะ ไม่รู้เป็นบ้าอะไร น้องอัย ถามนิดๆหน่อยๆ ก็เอาน้ำมาฉีด” ช้างตอบพร้อมไส้กรอกยังคาเต็มปาก เป็นภาพอุจาดแลสยดสยองต่อสายตาทุกผู้ยามได้ทอดทัศนานัก

“หุบปากมึงเลย อีช้างลาก” เปรมกระดกกาแฟพรวด ปรามนังคู่ปรับ แต่ก็มิเป็นผล

“น้องอัยแค่ถามมันว่า รู้ได้ไงว่านังเกรซบินไปฝรั่งเศสตั้งแต่ตอนงานคุณยายแล้ว แค่นั้นมันก็ต้องโมโห” ช้างลอยหน้าลอยตา และมิลดราวาศอกให้เปรมแต่อย่างใด ทูลถวายฎีกาให้เจ้าชายทรงพินิจพิจารณา

เต้ยนิ่งไปเพียงครู่ คิ้วขมวดเป็นปมเล็กน้อย มูนอดมิได้ที่จะชายตาสังเกตอาการ ทว่าพระสวามีคงรู้องค์จึงทอดเนตรมองมาอยู่ก่อนแล้ว มูนจึงหันหน้ากลับมาทำหน้าเฉยๆ พยายามทำใจว่าเขาคบกันนาน รอยอาลัย ใจอาวรณ์ ย่อมบังเกิดเป็นธรรมดา

“อีช้าง อีห่า เกรงใจมูน มึงพูดเรื่องเกรซทำไม”  เปรมตอนนี้อยากจะลุกไปประเคนตีนคู่ให้อีคู่ปรับนัก แต่ติดตรงที่เต้ยกับมูนยืนอยู่และเกรงว่าทำไป อะไรบางอย่างที่ซ่อนไว้คงสำแดง ได้แต่แก้เก้อร้องด่า “อีปากไม่มีหูรูด”

“ช่างเถอะหมวดพูดได้ เราไม่ใช่คนอ่อนไหว เยอะแยะขนาดนั้น ไม่ต้องเกรงใจเรา เพราะคนที่ควรเกรงใจน่ะต้องเป็นเต้ย ไม่ใช่เรา เพราะเขามีอดีตร่วมกัน”

“อย่าไปพูดถึงเรื่องเขาเลย คงสมใจเกรซเขาแล้ว ช่างเขาเหอะ เพราะถ้าเขาไม่ไป กูก็ไม่รู้ว่า กูจะกอดพระจันทร์ของกูได้ยังไง เขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขา กูมั่นใจว่าสมองและหัวใจของกู คงไม่มีเขาหลงอยู่อีกแน่นอน”

เต้ยใช้เสียงดังกังวานหนักแน่นสมานน้ำผึ้งหวานได้ทันท่วงทีอีกแล้ว ทว่าพระจันทร์ดวงน้อยก็ยังคงทำหน้าเรียบเฉย แต่เต้ยรู้ดีว่าภายใต้ความนิ่ง ไยจะมิซ่อนปรีติ  ริมฝีปากภายใต้ไรหนวดเขียวๆที่เพิ่งโกนจึงคลี่ออกได้อย่างโล่งใจ เปลี่ยนบทสนทนาบทใหม่ ไม่ให้เงาหรืออดีตใคร หลงเหลือไว้แม้กระทั่งยามเจรจา

“ว่าแต่มึงเป็นไง สบายดีนะไอ้หมวด”

 “ตามประสา แต่โคตรคิดถึงมึงเลยว่ะ ไอ้เต้ย แม่งขาดเพื่อนกินเหล้า เล่นฟิตเนส”

หมวดเปรมกอดคอเต้ยแน่น หลังจากเรื่องที่เกือบจะเป็นเรื่องยุติลง สีหน้าของนายตำรวจหนุ่มเริ่มขรึมลงกว่าเคย ยามเห็นหน้าเต้ย โดยที่ไม่มีใครทันสังเกต ด้วยเพราะสภาพจิตใจขณะนี้ ไม่ได้มีแค่ความคิดถึงจับ หากแต่มีความรู้สึกผิดสอดแทรกอยู่ด้วย และความรู้สึกนี้แหละที่กัดกินใจเขามาตั้งแต่งานคุณยายของมูน

เรื่องของ “เกนหลง” ใช่ว่าไม่คิดจะบอก....หากแต่คิดไม่ออกว่าจะพูดอย่างไร

ใครเล่าจะรับได้ว่า “อดีตแฟน” โดนผู้ชายอื่นฟันซะเละ ทั้งๆที่เพิ่งเลิกกันยังไม่ทันข้ามคืน ที่สำคัญคือผู้ชายคนนั้นก็คือตน ...ผู้ที่เป็นเพื่อนสนิทของเต้ยมานาน

‘ระยำหมาแท้ๆกู...จะบอกมึงยังไงดีไอ้เต้ย’ เปรมได้แต่นึกในใจเช่นนั้น

และสาเหตุแห่งการปะทะกันกับนางคชสารเมื่อครู่ก็เนื่องด้วยเกนหลงนี้แหละ เพราะจู่ๆมีคำถามว่า มีใครได้ข่าวเกรซไหมและตนก็เผลอตอบไปว่า บินไปฝรั่งเศสตั้งแต่งานคุณยายมูน ...หลายๆคนพยักหน้ารับ ไม่สนใจ เว้นเสียแต่อีนังคู่ปรับร่างใหญ่ ที่มิใช่แค่ถามดังที่มันทูลฟ้องเจ้าชายของมัน ...ตาหรี่เล็กสมชื่อช้าง มันยังสาระแนซ่อนนัยไว้ไม่มิด

“มึงรู้ได้อย่างไร เพิ่งรู้ว่านายตำรวจไทย เดี๋ยวนี้ว่าง สืบภารกิจลับๆ ทั้งนอกและในเวลาราชการ ถึงได้รู้ว่าใครบินไปฝรั่งเศสตอนไหน”

“หุบปากเลย อีนรก”

เปรมแว้ดนางพังแป้นแส่รู้ แต่นังนี่มิได้นำพา จึงจำต้องดับความแส่ด้วยน้ำเย็นๆ  จนบังเกิดสงครามย่อยๆ หน้าบ้านนั้นแลโชคดีนักที่วันนี้เต้ยไม่ติดใจถามความ เฉกนางพระกำนัล หรืออาจจะเป็นเพราะมูนยืนอยู่ด้วยก็เป็นได้

“ไอ้ห่า ไม่เจอหน้ากูแค่สองอาทิตย์ทำมาบ่นคิดถึง ดูทำหน้าทำตาเข้า” เต้ยตบหัวเปรมหยอกๆตามความคุ้นเคย เพราะเล่นกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เปรมจึงได้คลายภวังค์พอยิ้มได้ดังเดิม เสียงหัวเราะของเพื่อนทำให้สะกดความรู้สึกผิดนั้นไว้ได้   

“ถ้าคิดถึง มึงก็ไปหากูที่นู่นสิ ไปกินเหล้ากัน ชวนพวกไอ้แบงค์ไปเหมือนเดิมก็ได้  ”

หมวดเปรมได้ฟังก็เกือบจะอ้าปากตอบรับ หากไม่หันไปเห็นหน้ามูนเสียก่อน ความลังเลจึงบังเกิด ถึงแม้จะไม่สนิทกับมูนมากเท่ากับอีคู่ปรับตัวฉกาจมันสนิท หากก็ใกล้ชิดกันจนพอจะรู้นิสัยว่า เมียใหม่ของเพื่อนคนนี้รักความสงบเพียงไร ทางด้านมูนที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นอาการนายตำรวจก็พอเข้าใจ จึงจำต้องแทรกบทสนทนาขึ้นมา

“ ไปเถอะหมวด ...หมวดเองก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล งานคุณยายก็ช่วยเราไว้ตั้งเยอะ ช้างก็ยังไปออกบ่อย มูนยังเคยบอกเต้ยเลยว่า ให้ชวนหมวดกับพวกแบงค์มาเที่ยวอีก”

ความรู้สึกของมูนตอนนี้ มิได้พูดเพียงเพื่อให้เต้ยและหมวดเปรมสบายใจเท่านั้น หากแต่กำแพงที่เคยใช้ล้อมบ้านสวนให้เป็นโลกส่วนตัวได้สลายลงไปแล้วจริงๆ จะว่าไปมันก็ทลายมาตั้งแต่เต้ยเหยียบย่างก้าวเท้าเหนือบันไดศาลาท่าน้ำ ในวันที่บุกมาอัมพวา แลยิ่งแตกกระจัดกระจายกลายเป็นภัสมธุลี ยามเต้ยบุกทะลวงล่วงเข้าประตูเมืองมายึดครองอธิปไตยอย่างเต็มภาคภูมิ

บ้านสวนที่เคยยึดไว้ด้วยคำว่า “ของตน” ...ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “ของเขาและของเรา” ตั้งแต่คืนนั้นแล้ว
จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่การตัดสินใจของเต้ย....ตนจะมิสนอง

“ขอบใจนะมูน...แหมน่ารักอย่างนี้นี่เอง ไอ้เต้ยมันถึงได้หลง แต่ถ้าวันไหนอีช้างไป บอกเราด้วยนะ เราจะได้ไม่ไป”

“ทำไม...กูไปแล้วมึงเป็นเหี้ยอะไร” เสียงโกญจนาทแผดขึ้นมาทันควัน และคำพูดของมันก็ทำให้เปรมเสียวสันหลัง “ กลัวกูจะจับได้ใช่ไหมล่ะว่ามีอะไรในกอไผ่”

“อีช้างฟาด เดี๋ยวมึงโดนอีกรอบ ”

“ พอกันทีสองคนนี่  เดี๋ยวก็เป็นเรื่องกันอีก” มูนรีบไกล่เกลี่ย ก่อนที่ควาญหนุ่มจะขับเคี่ยวกับอีช้างทรงเพื่อนสนิทอีกคำรบ เต้ยเองก็คงรำคาญและเห็นท่าไม่ดี ช่วยตัดบทเปลี่ยนเรื่องต่อมาให้ได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง

“บ้านสวนยินดีต้อนรับพวกมึงอยู่แล้ว ....เพราะอีกหน่อย กูกับมูนคงต้องพึ่งพวกมึงอีกเยอะ เอาล่ะ ถ้าคนมากันครบแล้วก็ขึ้นรถกันเลยเหอะ กูไม่อยากถึงทะเลเย็นไปนัก วันนี้วันศุกร์ด้วย ขาออกรถติด กูกับมูนไปลาแม่แป๊บ เดี๋ยวเจอกันที่รถ”

“อะ เออ” 

หมวดเปรมรับคำอย่างว่าง่าย ลุกขึ้นเดินแยกไปบอกเพื่อนๆให้เตรียมตัว  ทางด้านช้างก็โกยครัวซองค์และไส้กรอกที่เหลือใส่ถุงกันไว้เป็นเสบียงกรังในรถ ซึ่งก็แน่นอนว่าสำหรับนางตนเดียวเท่านั้น   ส่วนมูนก็เดินตามเต้ยเข้าไปลาแม่  แต่แม้จะเดินกันไปเงียบๆ มิได้หยอกล้อกันในทีแรก หากความคิดในสมองกลับมิได้เงียบดังการเดินเลยสักนิด เพราะยังมีอดีตของใครหลงอยู่ แม้จะได้ยินชัดเต็มสองรูหูว่าเกนหลงมิได้หลงอยู่ในใจเขาอีกต่อไป...ทว่าความกลัวมันห้ามกันได้เสียที่ไหน

“เราคงไม่กลัวการร้างลา เท่ากับการกลับมาของคนที่จากไป”

หลังจากเต้ยพามูนลาแม่เสร็จ ทั้งคณะก็พร้อมออกเดินทางโดยรถตู้ที่ว่าจ้างไว้ มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่มีท้องฟ้าครามและหาดทรายขาวรอรับอยู่ บรรยากาศในการเดินทาง ยังคงสนุกสนานเหมือนตอนไปเก็บตัวนักกีฬาสมัยมัธยม ช้าง เปรม และแบงค์ ยังคงเป็นตัวชูโรงเฉกเดิมมิเคยเปลี่ยน มีเรื่องเล่าสมัยเรียน เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดการเดินทางเกือบสามชั่วโมงกว่า บางเรื่อง บางราว ติดเรทเสียจนมูนต้องเอามือมาปิดหูมอสไม่อยากให้น้องได้ยิน แต่เต้ยก็ดันดึงมือออก บอกว่าน้องถึงวัยที่จะได้ฟัง และเจ้าน้องนั้นมันก็หูผึ่ง นั่งฟังพี่ๆคุยกันอย่างออกรสตาเป็นประกาย สายตาแบบนี้แหละที่มูนยอมถอดใจแล้วว่า เชื้อหมาบ้าคงวิ่งเข้ากระแสเลือดน้องอย่างรั้งไว้ไม่อยู่แล้ว

“ฟังก็ได้ แต่ห้ามจำไปทำนะมอส” จะอย่างไรก็แล้วแต่ มูนก็อดห่วงน้องที่ไม่น้อยจนต้องย้ำมิได้

“มอสโตจนฝันเปียกแล้วนะพี่มูน ทำไมมอสจะทำไม่ได้”

เสียงเจ้ามอสมันดังขึ้นในจังหวะที่ทุกคนเงียบเสียงพอดี และหลังจากนั้นไม่กี่วินาที บรรดาเสียงพี่ๆผู้ชายก็ดังลั่น ปรบมือเฮละโลดังสนั่น พร้อมใจกันเอื้อมมือมาลูบหัวแสดงความดีใจ ส่วนมูนนั้นน่ะหรืออายจนแทบจะแทรกพื้นรถตู้หนี เต้ยก็ไม่ห้ามปรามเอ็ดน้องเลยสักคำ มัวแต่นั่งหัวเราะจนหน้าแดงอยู่อย่างนั้น แล้วเสียงหัวเราะหวีดหวิวผิวปากทุกเสียงก็พลันต้องสงบเงียบ เมื่อจู่ๆเสียงแปร๋นๆดันแสลนแทรกขึ้นมาว่า

“น้องมอสคะ ...คืนนี้นอนกับพี่น้องอัยเหมือนเดิมนะคะ พี่น้องอัยจะเล่านิทานให้ฟัง”

“ไม่ได้!!”

เสียงของเต้ยนำเด่นกว่าใคร และบรรดาหนุ่มๆต่างก็มองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย รับรู้ได้ทันทีว่า นับจากบัดนี้ไป เป้ากางเกงของพวกตน คงอาจจะไม่ใช่สิ่งรัญจวนใจของนางคชสารร่านสวาทเสียแล้ว

“วางกำลังคุ้มกันให้แน่นหนา ถ้าอีช้างมันเสนอหน้าเข้ามา ส้นตีนคือโทษของมันสถานเดียว”

“รับทราบครับผม”

บ่ายเกือบคล้อย รถตู้ก็เข้ามาจอดสนิทเทียบท่ายังหน้ารีสอร์ทที่เต้ยจองไว้ เพียงประตูรถเปิดออกเท่านั้น ลมทะเลเย็นๆและเสียงซัดซ่ายามคลื่นกระทบฝั่งก็ทำให้ทุกคนแทบถลาวิ่งลงไปกลางหาดทรายขาวกระจ่างตา แต่ความไวของพี่ๆก็ยังแพ้ เจ้ามอสกับไอ้ตูนที่สาบานเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกันได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างก็กำลังวิ่งแข่งกันลงไปเหนือผืนทรายก่อนใครเพื่อน

มอสมิใช่ว่าเป็นเด็กบ้านนอกไม่เคยเห็นทะเล 
ทว่าภาพเด็กสาวผิวน้ำผึ้งในทูพีซสีขาวกระจ่างเดินอยู่ริมหาดน่ะสิ มันล่อให้ลงไป......สายตาหมามันไวอย่างนี้นี่เอง

“เร็วๆสิวะไอ้ตูน”

“เกินจะรักษาเยียวยาแล้ว น้องชายเรา ”

มูนถึงกับต้องถอนหายใจส่ายหน้า ส่วนบรรดาพี่ๆก็ได้แต่ยืนมองอย่างเอ็นดู ต่างก็นึกถึงตนเองตอนสมัยมาเก็บตัวนักกีฬา นึกไปก็อมยิ้มไป แต่รอยยิ้มของใครก็ไม่สดใสเท่ากับของคนบางคน ที่รู้ดีถึงวีรกรรมที่ตัวเองได้ก่อไว้ริมหาดใต้แสงจันทร์ ถ้าวันนั้นเขาใจกล้าหน้าด้านสักนิด ผืนทรายเม็ดละเอียดคงใช้ต่างเตียงหนานุ่มไปนานแสนนานแล้ว

“รู้นะว่าคิดถึงเรื่องอะไรอยู่” นอกจากเจ้าน้องชาย ก็ยังมีเจ้าพี่ชายมันอีกคน ที่ชอบทำให้หัวใจของมูนเต้นแรง และสายตาของเจ้าหมาตัวพี่มันระยับวับวาวขนาดนี้ มีหรือมูนจะไม่รู้ว่าคิดอะไร

“ถ้ารู้แล้วก็เตรียมตัวให้ดีนะจ๊ะ”

เต้ยยิ้มสดใสตามสภาพบรรยากาศรายรอบ แขนแข็งแรงตระกองกอดสอดเข้าเอวพระจันทร์ดวงน้อย ลอยนำเพื่อนๆเข้าไปยังล็อบบี้ที่ตกแต่งตามแบบฉบับบ้านไม้ริมทะเลหลังคาโปร่งได้งดงามอย่างลงตัว แล้วเสียงห้าวๆจับใจผสานเสียงเกลียวคลื่นก็แทรกผ่านลมเข้าหูถามมาว่า

“มูนจ๋า มูนอยากมีรีสอร์ทเป็นของตัวไหม”

“จะเสกมาให้เหรอไง ”

“ถ้าทำได้ล่ะ”

“พูดอย่างกับเป็น แฮร์รี่ พอตเตอร์”

เต้ยฟังแล้วก็ยิ้มๆไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่เอามือมาหยิกแก้มมูนอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะเอี้ยวตัวหันไปเจรจากับพนักงาน ให้เดินเรื่องการลงทะเบียนเข้าที่พัก ในระหว่างที่รอ มูนก็เห็นเพื่อนๆ หยิบโทรศัพท์ของแต่ละคนขึ้นมา เข้าเฟสบุ๊ค เช็ค อิน กันเป็นว่าเล่น ว่ามาถึงที่ไหน ตนจึงหยิบแบล็คเบอร์รี่ขึ้นมาบ้าง แต่มิได้เช็ค อินกับเขาหรอก เพราะไม่นิยมเล่นเฟสบุ๊ค จึงตั้งสเตตัสไว้ในบีบีเอ็มแทนที่ ซึ่งในที่นี้ก็คงมีช้างเพียงคนเดียวที่มีพินของตนและรู้ว่าตนตั้งว่าอะไร

 มูนคิดไปเองเช่นนั้น...และไม่ได้หันไปมองแบล็คเบอร์รี่อีกเครื่องเลยสักนิด!!

มณีจันทร์
Available – ฟากฟ้าทะเลฝัน...พระจันทร์รักเต้ย

“อย่าให้กูมีผัวเป็นตัวเป็นตนบ้างนะอีมูน อีห่าทำกูเลี่ยน”

ช้างค้อนขวับๆ ไปตามประสา มูนก็ได้แต่หันไปหัวเราะกับช้าง โดยไม่ทันสังเกตว่า มีสายตาเกเรเจ้าเล่ห์ กำลังมองตนอย่างยิ้มๆ ยามหยิบแบล็คเบอร์รี่ขึ้นมาดู หากยังมีสายตาอีกคู่ที่อยู่ไกลออกไปจ้องมองซ่อนซึ้งความพึงใจไว้ไม่มิด ณ มุมหนึ่งของห้องอาหาร ไม่ไกลจากล็อบบี้ที่มูนยืนอยู่เท่าไรนัก

“สวรรค์โปรด โลกเรานี่มันกลมจริงๆเลยนะพี่กัน พี่กานต์ อย่างกับนิยายน้ำเน่า อุตส่าห์มาจากอัมพวา มาดูงานถึงที่นี่ อยู่ดีๆ เหยื่อก็ตามมาให้เชือด ไม่คิดเลยว่า มาดูงานคราวนี้ มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม”  คนพูดเปรยขึ้นกลางโต๊ะอาหาร ลดเมนูที่ใช้บังหน้าลง แล้วค่อยๆลุกขึ้นตั้งใจเดินเลี่ยงไปอีกทาง

“พูดอะไรพี่งง แล้วนายจะไปไหนวะ”

“จะกลับห้องสิครับ ยังไม่อยากให้เหยื่อมาเห็น เดี๋ยวเหยื่อตื่น ขอตัวนะครับ”

ร่างปราดเปรียวของหนุ่มน้อยน่ามองวัยยี่สิบสี่ เมื่อพูดจบก็ก้าวฉับๆออกไปทางด้านข้างอย่างไม่สนใจใคร เดินลัดเลาะไปตามหาดทรายภายใต้แดดยามบ่ายคล้อยที่เริ่มครึ้ม เมฆขาวฟ้าครามอันสดใสเมื่อครู่ถูกปรับโทนสีให้มัวลงกลายเป็นทะมึนอย่างรวดเร็วราวกับถูกนิรมิตด้วยอุ้งหัตถ์แห่งเทวะ... ฤานี่จะเป็นสัญญาณแห่งชัยชำนะของเขา

“อยากรู้นักว่า ระหว่างเสียงคลื่นกับเสียงครางเสียงไหนจะจับใจที่สุด... อีกไม่นานนี้หรอกไอ้เต้ย เมียนายเสร็จฉันแน่ ฟ้าเป็นใจให้ฉันแล้ว”

สายตาทั้งสองคู่ยังจับจ้องมองแผ่นหลังของหนุ่มน้อยร่างเปรียวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างนั้นลอยเลื่อนคล้อยลงไปยังถึงริมหาด มองแต่ไกลก็เห็นว่ากำลังลัดเลาะตามแนวโขดหินมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านพักเหนือชะง่อนผาซึ่งอยู่ไกลออกไป หากผิวกระจ่างและร่างกายสมส่วนในเสื้อกล้ามขาวแลกางเกงขายาวสีไข่ไก่พับขาเลยตาตุ่มตามสมัยนิยม ยังคงเด่นชัดสะดุดตามิหาย ตัดกับบรรยากาศภายใต้พยับเมฆฝนดำทะมึนที่กำเนิดเกิดขึ้นอย่างไม่มีเค้า ราวกับถ่ายทอดถึงความเศร้าสร้อยหงอยเหงา ขัดกับความกราดเกรี้ยวในทุกๆท่วงทำนองสองขาย่างก้าว เมื่อจุดเล็กๆชวนมองนั้นลับตาหายไปในหมู่โขดหิน หนึ่งในสองชายประพิมพ์ประพายคล้ายกันกับคนที่เพิ่งลุกไปก็กล่าวขึ้นทำลายความเงียบเรียกให้สายตาอีกคู่ละจากภาพเบื้องหน้าหันกลับมาสอดประสานดังเดิม

“กานต์ ...กันว่าก้องน้องชายเรา ระยะหลังตั้งแต่แม่เป็นอัมพาตนี่ดูแปลกๆไปนะ เหมือนว่าก้องมันกำลังอกหัก หรืออาจจะเสียใจและยังรู้สึกผิดเรื่องแม่อยู่”

“อกหักน่ะใช่ แต่เด็กนิสัยเสียอย่างมันคงไม่ได้เสียใจเรื่องแม่หรอก  เลขาแม่เล่าให้ฟังว่า ก้องมันไปหลงรักครูสอนโยคะส่วนตัว ถึงขนาดตามเขาไปถึงบ้าน”

“แสดงว่าหน้าตาครูคนนั้นคงใช่ย่อย...หล่อมากเหรอ”

พี่ชายแท้ๆไยจะมิรู้รสนิยมและอุปนิสัยของน้องชายที่คลานตามกันมา ก้องชอบคนหน้าตาดีและที่สำคัญ คนคนนั้นต้องเป็นผู้ชาย เรื่องชายชอบชายสำหรับเขาไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดาร พี่ชายอย่างเขาจึงพูดได้ราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดาเรื่องหนึ่ง

“กานต์ไม่เคยเห็น แต่อย่างก้องมันต้องมองผู้ชายสวยและเดาว่าคงไม่สวยธรรมดา ไม่งั้นมันคงไม่คลั่งขนาดนี้” เสียงทุ้มๆ เล่าเรื่อยๆ ในตอนแรก ก่อนจะเพิ่มชีวิตชีวาด้วยการใส่อารมณ์ลงไป ราวกับขัดใจในตัวน้องชายนิดๆ

“ดูอย่างคนอื่นที่มันเคยได้สิ กานต์มอง กานต์ก็ว่าหน้าตาดีแล้วนะมันยังทิ้ง เคยเอาจริงซะที่ไหน ว่ากันว่าคนนี้ก้องตั้งใจจะเอาเป็นจริงเป็นจังเลยแหละ แต่พอเขาไม่เล่นด้วย ก็เสียใจ กินเหล้าไม่สนใจการงาน ไปมีเรื่องกับแฟนเขา แม่เลยต้องเข้าไปจัดการ”

“ถึงได้ทะเลาะกับก้อง จนแม่ต้องตกบันไดใช่ไหม” พี่ชายผู้เปิดประเด็น ปิดท้ายความมาให้ แล้วถามต่อมาว่า “เรื่องมันร้ายแรงมากเลยเหรอกานต์ วันนั้นกันอยู่ต่างประเทศ กันไม่รู้รายละเอียด”

“แม่ไปอาละวาดที่บ้านครูสอนโยคะ และคุณยายของครูคนนั้นก็เสียวันที่แม่ไป”

คนลำดับความหรือ “กานต์” พี่ชายคนกลาง กล่าวสรุปความรวบรัด ใจไม่อยากตีแผ่ความร้ายกาจของแม่ให้ “กัน” พี่ชายคนโตรับรู้ แต่คนเป็นลูกมีหรือจะไม่ทราบ แม้กานต์จะเล่าข้ามๆ หากกันก็พยักหน้ารับพอเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดว่าออกมาในรูปแบบใด

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“เพราะแม่เราใช่ไหม”

 “เรื่องนี้ฝ่ายเราผิดกัน โชคดีที่ทางนั้น เขาไม่ฟ้องหมิ่นประมาท หลักฐานเขาคงไม่แน่น มีแค่พยาน... คนขับรถที่ไปด้วย เล่าแค่ว่า แม่คุยกับครูสอนโยคะ และคุณยายของครูก็ล้มลง พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเพราะแม่เราแน่หรือเปล่า เพราะแม่ไม่ได้มีปากเสียงกับคุณยายคนนั้น แต่โชคร้ายนี้สิเป็นของก้อง ที่ชาตินี้ของมันจะไม่มีวันเข้าหน้าเขาติดอีกเลย”

“มันก็สมควรแล้วนี่นา มิน่า ก้องเลยเศร้าและเหงาถึงได้พูดอะไรเพ้อเจ้อ เรื่องเหยื่ออะไรออกมาเมื่อกี้.... ตั้งแต่เกิดเรื่องแม่  มันถึงได้แต่เก็บตัวอยู่ในห้อง  กว่าจะงัดออกมา พามาดูงานซื้อรีสอร์ทก็แทบแย่”  กันสีหน้าสลดลงเล็กน้อย เข้าใจเสียยิ่งกว่าเข้าใจ และไม่คิดจะโทษใครนอกจากคนในครอบครัว

พี่น้องทั้งสาม... กัน กานต์ ก้อง ลักษณะ หน้าตา ความน่ามอง คือส่วนผสมที่ลงตัว คล้ายคลึง
หากการเจียระไน คุณกมลาใช้ความพิถีพิถันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

กันกับกานต์ รู้จักแต่คำว่า “ต้องหา” ประสบการณ์ชีวิตในต่างประเทศตั้งแต่วัยรุ่นที่มีแค่สองคนพี่น้องมันสอนให้เป็นเช่นนั้น  ทั้งสองรู้ได้เองว่าอะไรผิดถูกโดยมิต้องให้ใครชี้นำ ในขณะที่ก้อง มีแต่คำว่า “ต้องได้” และถูกเลี้ยงดูตามใจจากแม่จนเสีย ครั้นความผิดหวังมาเยือน ก้องเลยรับไม่ได้

ทว่าเพชรที่มาจากก้อนเดียวกัน ต่อให้เจียรต่างกันอย่างไร มันก็ย่อมมีความเหมือนอยู่ในตัว!!!

“เราสองคนปล่อยก้องให้อยู่กับแม่มานานเท่าไหร่แล้วกานต์ ถึงเวลาเอาน้องมาดูแลซะทีนะ”

“ใช่ถึงเวลาแล้วและมันก็นานพอดูเลยล่ะกันที่เราปล่อยน้องไว้....กานต์ไม่อยากให้น้องต้องจมอยู่กับความเหงาแบบนี้อีก เราสองคนควรช่วยน้อง ”

กานต์ตอบพี่ชาย เรียกชื่อเฉยๆคล้ายเป็นเพื่อนสนิท มือแข็งแรงที่จับเมนูอาหารตรงหน้า เลื่อนลงมากุมมือพี่ชายที่เหมือนจะรอรับสัมผัสนั้นอยู่ก่อนแล้ว จึงมิต้องสงสัยเลยว่า ฝ่ามือทั้งสองนั้นมันจะสนิทแนบแน่นเพียงไร

“ใช่แล้วกานต์... เราต้องช่วย เรามีกันแค่สามคนพี่น้องไม่ใช่หรือ ถ้าเราไม่ช่วยน้องแล้วเราจะช่วยใคร ว่าแต่ก้องจะยอมให้เราช่วยเหรอ ”

“มันยอมแน่นอนกัน เชื่อกานต์เถอะ คนอย่างก้อง มันทนเหงาได้ไม่นานหรอก”

กานต์กระชับมือกันแน่นขึ้นกว่าเดิม ตาตี่ตี๋ทั้งสองคู่หันมาสบกันอีกครั้ง สีหน้าสลดเลือนหาย พร้อมรอยยิ้มสดใสคลี่กระจาย เพราะหนทางช่วยให้น้องคลายเหงาได้บังเกิดเป็นภาพแจ่มชัดกลางสมองแล้ว

“อีกไม่นาน ก้องน้องเราต้องหายเหงาแน่นอน ”

เมื่อลงทะเบียนเข้าที่พักเสร็จเรียบร้อย เต้ยกับมูนและเพื่อนๆก็ทยอยเดินออกจากล็อบบี้ มูนที่เป็นห่วงมอสอยู่แล้ว จึงสบโอกาสกวักมือเรียกมอสให้กลับมาสมทบ หากเจ้าน้องชายมันก็แสร้งมองไม่เห็น ทำเป็นวิ่งเล่นกับไอ้ตูนอยู่ริมหาด และก็เป็นที่แน่นอนว่าแม่สาวน้อยผิวสีน้ำผึ้ง ยังคงเดินผึ่งนอนแผ่อยู่ในละแวกนั้น

ครั้นเรียกเท่าไรก็ไม่มา มูนจึงจำต้องหยิบแบล็คเบอร์รี่ เลือกชื่อที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ไม่นานว่า “หมาน้อย” ขึ้นมา ต่อสายไปยังปลายทาง กลั้นใจข่มอารมณ์โมโหที่เริ่มมีมารำไร ยามต้องเจรจากับหมา   

“จะมาหรือไม่มา...อย่าให้ต้องถือไม้เรียวลงไปตาม ”

“ก็ได้ครับ” เสียงใสหงุดหงิดเล็กน้อยที่อีกหน่อยคงกลายเป็นเสียงแตกหนุ่มดังขึ้นตอบกลับ มินานนักหมาน้อยสองขากับสี่ขาก็กลับมารวมกลุ่ม แถมยังทำหน้าคว่ำเป็นม้าหมากรุก ไม่ต่างอะไรกับพี่ชายร่วมสาบานของมันเลยสักนิดเวลาถูกขัดใจ

“พี่มูน...ทำตัวอย่างกับเป็นแม่ผัวหวงลูกชายไปได้ พี่เต้ยพาไปสั่งสอนหน่อยสิครับ ระยะหลังนี่รู้สึกว่าจะจู้จี้เกินไปแล้ว”

“มอส!!”

มูนเงื้อมือหราตั้งใจจะซัดสักที  แต่เจ้ามอสมันก็เหมือนจะรู้ชะตากรรมดีจึงหนีไปหลบหลังบรรดาพี่ๆผู้ชายอย่างรวดเร็ว และไอ้พี่ๆพวกนั้น มันก็เหมือนจะชอบอกชอบใจที่มอสเป็นอย่างนี้  ด้วยเหตุที่จัดการกับน้องตัวแสบไม่ได้ เพราะมีคนให้ท้าย  ผลที่ตามมาคือ...ครูโยคะอารมณ์เย็นจึงเริ่มพาล และพาลไปที่จุดเด่นสะดุดตากลางกลุ่มจุดเดียว

“ให้ท้ายกันดีนัก ...คืนนี้ก็นอนข้างนอกทั้งพี่ทั้งน้อง”

“อ้าวเฮ้ย เต้ยไปเกี่ยวอะไรด้วย ไปเลยมอส ไม่ต้องมาหลบหลังพี่ ไอ้เวร” เต้ยทำเป็นผลักไสเจ้ามอสออกมา ครั้งนี้เขาไม่ยอมให้ดวงตาสีน้ำตาลตวัดปลายค้อนขวับ พาลลงมาที่เขาเพียงผู้เดียวเหมือนตอนมัธยมในวันที่ประเด็นจำหน้าตั้งขึ้นมาเป็นกระทู้สนทนาอีกแล้ว

 “เต้ยไม่เกี่ยวนะครับ เต้ยไม่เกี่ยว อย่าเข้าใจเต้ยผิด ไอ้พวกนี้ต่างหากมันหัวเราะและให้ท้ายไอ้เจ้ามอส”

เต้ยรีบถลันกายเข้ามากอดอ้อนๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะสดใส ค้านบรรยากาศที่อึมครึม ทั้งภาพและเสียงควรจะสอดประสานกับแบบฉบับของการมาเที่ยวทะเลฝันได้ดี หากไร้เงาแห่งความมืดมิดนั้น ครั้นเมื่อละอองน้ำเม็ดเล็กๆ เริ่มแผ่กระจายปลิวตามลมมากระทบแขน ทุกคนก็รู้ถึงสัญญาณของการเคลื่อนขบวน 

“พี่เต้ยเดี๋ยวก่อนครับ ...มอสมีอะไรจะบอก”

มอสกล่าวขึ้นแล้วฉุดแขนพี่ชายมันออกมานอกกลุ่ม เต้ยเห็นทีท่าน้องแปลกๆจึงยอมตามมา และไม่นาน หมาบ้าทั้งสองก็เลี่ยงกันไปยืนคุยอยู่มุมหนึ่ง ภายใต้สายตาสังเกตการณ์ของพระจันทร์ ความสงสัยเริ่มจับครามครัน และเมื่อเห็นสีหน้าของสองพี่น้องนั่นก็เดาว่าไม่ใช่เรื่องดีนัก คงไม่แคล้วเรื่องสาวๆริมหาด ที่ยังนอนให้ลมโกรกเนินทรายเล่นๆเป็นแน่

“แน่ใจนะมอส”

“ครับ...มอสแน่ใจ และมั่นใจว่าเขาไม่เห็นมอส”

“ดี...งั้นอย่าเพิ่งให้พี่มูนรู้เด็ดขาด ...พี่จัดการเรื่องนี้ให้เอง ไม่ต้องพูดอะไรต่อแล้ว” เต้ยลดเสียงลงได้ทันควันเมื่อเห็นว่ามูนเดินเข้ามาใกล้ แล้วตัดสินใจเดินเข้าไปหามูนซะเอง และก็เป็นดังคาดยังไม่ทันจะเดินไปถึงคำถามก็มีมาเสียแล้ว

“คุยอะไรกัน ทำไมต้องทำลับๆล่อๆ มีอะไรปิดบัง”

“ไม่มีอะไรหรอก เรื่องประสาหนุ่มๆน่ะ”

“ไม่บอกก็ไม่เป็นไร เรื่องลับน่ะมีได้ แต่ขออย่าให้มีเรื่องล่อ เข้ามาพัวพัน ไม่งั้นพี่เอาตาย....จำไว้ให้ดีนะ เด็กชายมณฑล”

มูนย้ำกับน้อง เน้นคำนำหน้าชื่อว่าเด็กชายเป็นพิเศษ จงใจให้น้องรู้ถึงสถานภาพวัยของตัว ลอกเลียนน้ำเสียงและวิธีการพูดของคุณวาสิฏฐียามเหลืออดจนเรียกชื่อจริงเต้ย.. แล้วปรายหางตามองพี่ชายตัวดีที่กำลังเข้ามาโอบกอดตนด้วยสายตาคมวาวเป็นพิเศษ จนยากที่จะจับความหรือพิรุธใดๆ

“ไปขนกระเป๋ากันดีกว่านะ”

เต้ยตัดบทพามูนเดินมาที่รถ แล้วลำเลียงกระเป๋าลงมากันเอง ด้วยความที่รีสอร์ทแห่งนี้ มิใช่รีสอร์ทติดดาวประดับ จึงไร้ซึ่งเบล บอย ต่างคนจึงต้องต่างแยกย้ายกันขนกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งส่วนใหญ่ก็แบกมาแค่เป้สะพายหลังกันคนละใบเท่านั้น เพราะมากันไม่กี่คืน ยกเว้นเสียแต่บางตน ที่ใครได้เห็นก็ต้องตกปาก อดถามไปไม่ได้ว่า

“อีช้างลาก!!!....ไหวเหรอ”

 คำถามนั้นดังขึ้นแทบจะพร้อมกันจากทุกคน คนฟังควรจะดีใจที่หลายๆคนแสดงความห่วงใย หากมิใช่เว้นวรรคผิดจังหวะการพูด จึงมิควรแปลกใจ ที่อีนังคนฟังมันจะค้อนขวับๆ ไปทั่ววงสนทนา

“ไหวสิคะ...แล้วทีหลัง ก็กรุณาเว้นวรรคให้มันถูกๆกันหน่อย ติดโรคคุณเต้ยกับอีมูน มากันหรือไงก็ไม่รู้”

เสียงแปร๋นแผดขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะหันไปลากกระเป๋าเดินทางล้อเลื่อนสีชมพูแสบตาสองใบใหญ่ๆ ขนาดไม่ต่างอะไรกับตัวเจ้าของ แรกๆลากบนซีเมนต์ก็สะดวกราบรื่นดีอยู่หรอก เพราะอีนังคนลากมันยังคงวางมาดราวกับแอร์โฮสเตสได้ หากแต่พอต้องลงพื้นทรายเพื่อเป็นทางลัดเดินไปยังบ้านพักเท่านั้นแหละ นางฟ้าร่างยักษ์ก็ถึงคราวปีกหักร้องโอดครวญ

“เพื่อนมูน...ช่วยเพื่อนอัยด้วย”

“ทีจะใช้เรา เรียกเสียเพราะเชียวนะช้าง เหอะ.. สมน้ำหน้า ใครใช้ให้ขนมาอย่างกับย้ายเพนียด”

มูนบ่นไปอย่างนั้น แต่ก็ไม่ลังเล ที่จะเข้ามาช่วยอีช้างลาก...กระเป๋า ส่วนพวกหนุ่มๆ ก็ได้แต่ยืนดู มิมีใครจะใส่ใจเข้ามาช่วยสาวร่างใหญ่กันเลยสักนิด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะช้างดัดจริตหรือผืนทรายมันนุ่มเยอะเกินเสียจนล้อเลื่อนเคลื่อนไปไม่ได้ก็มิรู้ นังคชสารจึงได้แต่ยืนร้อง และมันก็ต้องเจออุปสรรคอีกประการคือต้องไต่โขดขินที่ขวางทาง ความทุลักทุเลจึงบังเกิด แถมยังต้องลากแข่งกับเวลา ด้วยเกรงว่าอีกมิช้านานฝนคงกระหน่ำ

“เร็วๆ อีช้าง เดี๋ยวฝนตก เห็นไหม เพราะเอามึงมาด้วย ฝนฟ้าเลยอาเพศ วิปริตผิดธรรมชาติไปหมด” แบงค์ที่เดินนำหน้าหันกลับมาหาเมียด้วยความสังเวชมากกว่าจะสงสารเห็นใจ แถมยังเข้าใจเปรยต่อลั่นๆ ตรงกับใจของใครหลายๆคน

“ฝนตก หมดสนุกล่ะทีนี้ อดเตะบอลริมหาดเลย สงสัยต้องเตะอีช้างแทนซะแล้ว”

“ผัวขา เมียไม่ใช่ช้างปัจจัยนาเคนทร์ของพระเวสสันดรนะคะ ไปอยู่ที่ไหนฝนถึงจะได้ตก เมียว่า ช่างฟ้าช่างฝนเถอะค่ะ คุณแบงค์มาช่วยเมียก่อนดีกว่า เมียลากไม่ไหว”

ช้างเอื้อนเอ่ยกับอดีตผัว หมายใจว่าแบงค์จะเห็นใจเข้ามาช่วยเข็น แต่ก็ไม่ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ผัวยังพูดจาตอบกลับมาน่าชื่นใจนัก

“ส้นตีนแน่ะผัวมึง”

“ใช่แล้วค่ะ... ส้นตีน  หน้ามันเหมื๊อน เหมือน” ช้างตอบผัวไปด้วยความปากไวหรืออาจจะเป็นเพราะเห็นอย่างนั้นจริงๆก็ไม่รู้ ครั้นพอนึกได้ ก็รีบขอโทษขอโพยผัวเป็นการใหญ่ “ ว้าย เมียขอโทษ เมียไม่ได้ตั้งใจ”
 
“เดี๋ยวมึงโดน... ว่าแต่มึงขนเหี้ยอะไรมาเยอะแยะ”

“พูดกับเมียให้มันไพเราะหน่อยสิคะ ทีพูดกับอีมูน เอ๊ยเพื่อนมูนล่ะ แหม....เสียงหวาน จ๊ะๆ จ๋าๆ น้องอัยอยากรู้นักว่า น้องอัยก็มีทุกอย่างเหมือนที่มูนมันมี ทำไมไม่มีใครสนใจน้องอัยบ้าง”

“กูตอบแทนผัวมึงให้ก็ได้ มูนเขาเป็นสาวชาววัง ส่วนมึงน่ะมันอีนังไพร่”

เปรมได้จังหวะ สอดเข้ามาตอบแทนแบงค์ แล้วบรรดาชายทั้งหลาย ก็ผสานเสียงหัวเราะกันลั่นเหนือหมู่โขดหิน ไม่เว้นแม้แต่เจ้ามอสที่เอากับเขาด้วย ทว่าก็ยังดีที่มีเพื่อนชายบางคนหัวเราะไปหากก็ยังมีน้ำใจขยับกายลงมาจะช่วยเข็นแทนแบงค์ แต่เปรมก็ขัดลาภเสีย

 “อย่าไปช่วยมันไอ้กี้ ไอ้สน ปล่อยให้มันลากไปเอง ถ้าจะช่วย ไปช่วยมูนดีกว่า รู้ก็รู้ว่ามาทะเลมันต้องแบกเป้ เสือกดัดจริต ลากกระเป๋าเดินทางอย่างกับจะไปฝรั่งเศส... ฉลาดนักแหละเรื่องโง่ๆ ”

“ถ้าไม่คิดจะช่วยก็ไม่ต้องเสือกออกความคิดเห็น แต่แหม ระยะนี้ รู้สึกว่าจิตใจจะหมกหมุ่นอยู่กับการบินไปฝรั่งเศสเสียเหลือเกินนะ ไอ้เปรมสัตว์ อุ๊ย เปรมศักดิ์ ใจมึงบินตามใครไปหรือเปล่า”

ช้างยืนเท้าสะเอว ลอยหน้าลอยตาย้อนกลับ มิยักโกรธที่โดนด่าว่าไพร่ แถมยังใช้ เสียงแปร๋นๆยั่วเย้า ซัดเข้ากลางอกร้อยตำรวจโทจนแทบจะกระเด็นกลิ้งตกจากโขดหิน หลายๆสายตาเริ่มหันมามองเปรมเป็นจุดเดียว แต่มันก็ไม่ทำให้หน้าชาวาบยามสายตาคมวาวของเต้ยจับจ้องนิ่งๆ

อีช้างมิได้โง่เลยสักนิด ..ความสาระแนแต่กำเนิด ทำให้มันฉลาด เข้าใจยุทธวิธีวางระเบิด
เปรมยอมรับกับตัวเองแล้วว่าประเมินค่าสมองของอีนังคู่ปรับต่ำไป....และนับจากนี้จำต้องระวัง

“ก็ชื่อประเทศมันติดปาก และเมื่อเช้าก็เพิ่งพูดถึง” เปรมข่มใจทำหน้านิ่ง คล้ายตอนสอบสวนผู้ต้องหา ใช้เสียงสงบสยบความเคลื่อนไหว และมันได้ผล แม้นเหตุผลจะฟังไม่ขึ้น แต่หลายๆสายตา ก็เริ่มไม่สนใจ ทว่ามิใช่กับเต้ย

“ไอ้เปรม...เดี๋ยวกูมีเรื่องคุยด้วย”

เต้ยบอกเพื่อนด้วยเสียงเรียบๆ ก่อนจะลงไปช่วยมูนลากกระเป๋าของอีนังมือระเบิดสังหาร เปรมแม้ใจจะเต้นระรัว หากก็ยังสามารถพยักหน้ารับคำเต้ย แล้วฝืนเสียงให้เป็นปกติคล้ายเมื่อครู่ใช้เปลี่ยนบทสนทนากับนางพญาคชสารทันที

“ที่จริง ตอนแรกก็ว่าจะลงไปช่วยเอง แต่กูเปลี่ยนใจ”

 “ไอ้เปรมจ๊ะ..หนอย ชิชะ คอยดูนะ ไม่ช่วยก็อย่ามาแดกเหล้าของกูแล้วกัน อุตส่าห์เอาแบล็ค เลเบิลมาให้โดยเฉพาะ จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อเหล้า น้ำใจจะมีให้กูกันสักนิดก็ไม่มี แถมยังมาด่ากูอีก ไว้ถึงที่ก่อนเหอะ กูจะเขวี้ยงทิ้งทะเล หรือไม่ก็เทใส่อ่างให้น้องตูน ลูกอีนังมูนกับคุณเต้ยแดกให้หมด”

“มึงว่าอะไรนะ!! ”

เต้ยเป็นต้นเสียงหันขวับกลับมาถาม ตามมาด้วยหนุ่มๆอีกทั้งคณะ ไม่เว้นแม้กระทั่ง ผัวเก่ากับนายตำรวจปากร้ายที่ควันแห่งสงครามยังกรุ่นๆ แล้วทุกเสียงก็ถามขึ้นแทบจะพร้อมกัน

“มะ มึงเอามากี่ขวด”

“ก็เต็มกระเป๋า เนี่ยแหละค่ะ คำนวณเอาแล้วกันว่ากี่ขวด แต่น่าเสียดาย เดี๋ยวก็ต้องเทให้หมาแดกแล้ว เพราะไม่มีใครช่วย”

“โธ่ แล้วทำไมน้องอัย ไม่บอกตั้งแต่ทีแรกล่ะครับ...มาพี่ช่วยเอง”

ชื่อ “อีช้าง” เลือนหาย กลายเป็น “น้องอัย” มาแทนที่ภายในเสี้ยววินาทีที่คำว่า “แบล็ค เลเบิล” หลุดออกมา และได้ยินว่า บรรจุเต็มกระเป๋าเดินทางขนาดถังหมักเบียร์ หนุ่มๆแทบทุกคนบัดนี้แทบจะเหิรลอยอย่างเทวดาลงมาจากฟากฟ้า เข้ามารุมล้อมช่วยน้องไอยราลากกระเป๋า ผิดกับเมื่อครู่นัก

“ช้างน่าจะเปลี่ยนชื่อจากไอยราเป็นบุญทุ่ม หรือไม่ก็ เปย์วดี นะ” มูนออกความเห็นซื่อๆ เห็นเพื่อนสาวทุ่มทุนสร้างทีไรก็หวั่นใจกับกระเป๋าเงินแทน

“ทุ่ม เทิ่ม เป เปอ อะไรกันเล่า อีนี่ กูจิ๊กพ่อมา”

“ห๊า....”

มูนอุทานเสียงหลงนึกในใจว่า เอาอีกแล้ว ...อีช้างเพื่อนรักเอาอีกแล้ว สันดานเดิมไม่เคยเปลี่ยน เพราะตอนสมัยเรียน ช้างก็ชอบจิ๊กของพ่อไปล่อผู้ชายบ่อยๆ ครั้งหนึ่งตอนมอสามยังจำได้ดี ช้างไปติดเด็กช่างกลขาเดฟชื่อดังแถวสยาม และไอ้เด็กคนนั้น พ่อมันก็ดันเป็นเซียนพระเครื่อง แล้วอย่างนี้มีหรือที่พระเครื่องในกรุของพ่อช้างจะไม่ย้ายไปจำพรรษาที่บ้านเซียนพระพ่อผัว ทีละองค์ สององค์ จนกระทั่งวันหนึ่งกรรมจึงได้เกือบสนอง

วันนั้นอีโจรขโมยพระใจบาปจิตอัปรีย์ หนีโรงเรียนช่วงบ่าย ดอดไปหาผู้ชายถึงสยามหน้าสกาล่า ด้วยความที่ใจกล้าหน้าด้านจึงไปคนเดียวได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ครั้นพอเดินเข้าไปกลางกลุ่มหนุ่มช่างกลเท่านั้นแหละ พวกนั้นมันก็เกิดแตกฮือวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง ทิ้งช้างให้ยืนอ้าปากค้างว่าตนผิดอะไร แล้วคำตอบก็ปรากฏ เพราะด้านข้างและเบื้องหน้า คือมีดด้ามยาวชูหราจากนักเรียนอาชีวะอีกกลุ่ม กว่าจะได้สติ ร่างกลมกระปุ๊กลุ๊กของมันก็โกยแน่บไม่ทันเสียแล้ว ช้างจึงนั่งคุดคู้คุกเข่ายองๆ เอาพระที่ขโมยพ่อมาอมไว้ในปาก หมายอำนาจพระพุทธคุณช่วยให้แคล้วคลาดตามที่เคยได้ยิน พนมมือชูงวงกลางอก พูดไปร้องไห้ไป 

“น้องอัยไม่เกี่ยว น้องอัยเป็นตุ๊ด ไม่ใช่ช่างกล ไม่มีมีดมีแต่ลิปสติก หลวงพ่อช่วยลูกช้างด้วย ถ้าช่วยต่อไปน้องอัยสาบานจะไม่ขโมยพระพ่ออีกแล้ว ”

ราวกับมีปาฏิหาริย์ หนุ่มอาชีวะกลุ่มนั้น จากที่วิ่งมาจนตีนเกือบจะเหยียบกลางหน้า กลับพุ่งแหวกแตกออกเป็นสองช่อง ราวกับสายน้ำเจอแก่งหินขวางทาง พร้อมเสียงตะโกนบอกแก่กันดังลั่น

“เฮ้ย...พวกมึงตัวเหี้ยอะไรวะเนี่ย”

“อึ่งอ่างยักษ์ ระวังอย่าไปเหยียบมัน เดี๋ยวขี้มันแตกติดตีน รีบตามไอ้พวกนั้นไปดีกว่า”

ช้างแคล้วคลาด... อาจเพราะ คุณพระช่วย หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า รอดตีนมาด้วยสารรูปตนเองแท้ๆ แต่จะเพราะเหตุผลใดคงไม่สำคัญ เท่ากับความโชคดีที่มีโอกาสรอดชีวิตมาเล่าเรื่องนี้ให้มูนฟังได้ในล็อคเกอร์นักกีฬาบาส  มูนจำได้ว่าทั้งสงสาร ทั้งสมน้ำหน้าและก็สงสัย

“ช้างรอดมาได้ยังไง”

“ก็กูอมพระไว้ในปาก หลวงพ่อท่านศักดิ์สิทธิ์มาก”

“ช้างอมพระไว้ในปาก...แล้วตอนนั้นช้างพูดได้ไง” มูนจำได้ว่าถามต่อไม่ลดละ

“พูดได้สิ เพราะพอกูแค่อ้าปากพูดคำว่าน้องอัยเท่านั้นแหละ พลวงพ่อท่านก็ลงไปจำวัดอยู่ในคอกูแล้ว”

“ห๊า....”

ห๊า...เมื่อเกือบสิบปีก่อนนั้น คือ ห๊า... โทนเสียงเดียวกันกับสิบปีให้หลังในตอนนี้ มูนได้แต่ถอนหายใจเหนื่อยหน่ายกับแม่เพื่อนสนิท แต่เอาเถอะ..ถ้าเพื่อนรักทำแล้วได้ความสุขตนก็จะไม่ขัด และในขณะเดียวกันก็จะไม่ช่วย หากมันโดนพ่อมันกระทืบ

ในระหว่างที่ยืนคิดอะไรเพลินๆ สิ่งที่มูนไม่คาดคิดก็บังเกิดคือ เปรมกับแบงค์ที่จัดว่ายืนอยู่ใกล้สุดวิ่งเข้ามาถึงช้างก่อนใคร รีบฉวยกระเป๋าทั้งสองใบมาถือไว้อย่างรวดเร็ว และแล้วกระเป๋าเดินทางที่หนักอึ้งก็เขยื้อนเคลื่อนออกด้วยแรงชายมหาศาล ลากขึ้นโขดหินไปอย่างง่ายดาย

ทว่าก่อนจะลงโขดหินไปนั้น หนึ่งอดีตผัวกับอีกหนึ่งคู่ปรับยศร้อยตำรวจโทก็โผกลับเข้ามาหาอีสาวร่างใหญ่ ตระกองกอดไว้คนละข้าง และยังมิทันจะนับหนึ่งถึงสาม ริมฝีปากของหนุ่มน้อยทั้งสองก็บรรจงประกบลงตรงข้างแก้มน่าตบแต่งตึง แล้วค่อยผละออกไปทิ้งน้องอัยให้ยืนตะลึงอยู่กับที่อย่างก้าวขาไปไหนไม่ออก

จอห์นนี่ วอล์คเกอร์ แบล็ค เลเบิล...ทรงมหิทธานุภาพเลิศล้ำสมคำน้ำเปลี่ยนนิสัยเฉกเช่นนี้เองหรือ
นี่ขนาดยังไม่ได้กินยังโดนผู้ชายจูบ ...ถ้ากินแล้วล่ะจะโดนอะไร ไม่อยากจะคิด

ประโยคติดหู “คีฟ วอล์คกิ้ง” คงมิแคล้วถูกลบเลือน มากู่ก้องเสียงสะเทือนแทนที่ด้วย “คีฟ ฟัคกิ้ง”
“คุณแบงค์” เคยทำและทำได้ ...แต่ “คุณศัตรู” จะคล่องแคล่วรู้งานเอวไวไหมต้องรอดู

ชนวนสวาทถูกจุดด้วยริมฝีปาก และคงยากที่จะดับลงด้วยน้ำธรรมดาเสียแล้ว!!

“คุณแบงค์....จูบแก้มอัย”

 ช้างครางเรียกชื่อผัวเก่าพร้อมกับยกมือซ้ายและมือขวาอันอวบอูมมาวางแหมะแปะตรงแก้มทั้งสองข้าง ชื่อคุณแบงค์ลำดับออกมาจากปากด้วยริมฝีปากสั่นระริก หากก็ยังไม่เท่า ชื่อของใครอีกคน ที่มีวาสนาหรือไม่ก็ชะตาขาดที่ได้กลับมามีโอกาสใช้คำว่า “คุณ” นำหน้าโดยอัตโนมัติ   

“คะ..คุณเปรม ก็จูบอัย อั๊ยยยยย ย่ะ”

ช้างได้แต่ยืนบิด แต่ถ้าหากได้รู้ความคิดของสองหนุ่มที่วิ่งไกลออกไปสักนิดก็คงจะบิดไม่ออก

“รีบเข้าบ้านพัก แล้วเอาเหล้าล้างปากโดยด่วน”

อารมณ์กรุ่นจากการปะทะคารมจางลงเป็นปลิดทิ้ง ลืมเสียสิ้นว่าเปรมเคยเป็นศัตรู ภวังค์หวามยังดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง ใบหน้ายังเป็นสีชมพูระเรื่อ ภายใต้ฟ้าอึมครึม  อาการขวยเขินสะเทิ้นอายจับเต็มร่างใหญ่ๆไม่ต่างอะไรกับนางผีเสื้อสมุทรยามได้ยลโฉมพระอภัย และกว่ามูนจะช่วยเรียกสติเพื่อนสนิทกลับคืนมาได้ ก็เล่นเอาเสียงแหบเสียงแห้ง

“จะเขินอะไรกันนักหนา...เดินต่อไปได้แล้ว ทำเป็นสาวรุ่นๆ”

“ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหมมูน” ยามอารมณ์ดี สรรพนามเรียกเพื่อนจะแปรเปลี่ยนเสมอ

“เออ”

“ตายแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลย” สุ้มเสียงดัดจริตดังขึ้น ชวนให้ทุกคนที่เหลืออยากปิดปากช้างด้วยฝ่าเท้า ก่อนเจ้าตัวจะก้าวขาเดินออกตามหลังเพื่อนๆ ข้ามโขดหินไปถึงริมหาดอีกฟาก และแล้วมูนก็ต้องหยุดชะงัก เพราะนังช้างป่าใช้งวงรั้งข้อมือไว้

 “มูน..ฉันไม่ได้ฝันแน่ใช่ไหม”

“ก็บอกว่าไม่ได้ฝันเราก็เห็น พวกเต้ยก็เห็น” มูนเริ่มรำคาญนิดๆ หมั่นไส้กริยาเพื่อนสาวตะหงิดๆ

“งั้นหร่อนตบหน้าฉันหน่อยได้ไหม ฉันจะได้แน่ใจ”

“จะดีเหรอ เราไม่ถนัด” น้ำเสียงของมูนลังเลก็จริง แต่มือขวานี้สิเงื้อหราขึ้นมาแล้ว

“เหอะน่า ฉันไม่ว่าอะไรหร่อนหรอก จะได้รู้ว่ามันไม่ใช่ฝัน แต่ถ้าหากเป็นฝันจริง ฉันตื่นขึ้นมา ฉันคงเสียดาย คงรู้สึกถึงอาการวาบที่หัวใจเป็นแน่ แต่เมื่อกี้ฉันสัมผัสได้ถึงไรหนวดที่เพิ่งโกนยามละเลียดผ่านพวงแก้มอันระเรื่อด้วยเลือดฝาด จนขนอ่อนตรงต้นคอลุกกรูชูชัน นี่ถ้าพวกเขาขบติ่งหูฉัน ฉันคงไม่แคล้วร่วงลงไปกองกับพื้นทราย อ๊าย......”

มูนไม่ปล่อยให้ภาษานิยายน้ำเน่าเพ้อๆพรั่งพรูออกจากปากของอีนังเพื่อนสนิทอีกต่อไป ฝ่ามือที่เงื้อไว้ จึงสนองให้สมมาดปรารถนา ก่อเกิดเสียงเพี๊ยะดังลั่น แรงสะเทือนสนั่นทำให้แก้มอวบอูมกระเพื่อมไหวสั่นระริก เคล้าเสียงหัวเราะกระหน่ำของหนุ่มๆที่หันกลับมา สยบอาการร่านวาบหวามหวือหวาของนังช้างป่าได้อย่างราบคาบ

“อะ อีมูน.... อะ อีเหี้ย ไหนมึงบอกว่าไม่ถนัด อีสะหลัด เล่นตบเอาซะเลือดแทบกลบปาก... มะ มึงใช้ฝ่ามือหรือฝ่าตีนคะ”

“อีช้าง อีห่า มึงด่าเมียกูเหรอเดี๋ยวมึงโดน” เต้ยด่านางพระกำนัลร่างใหญ่เข้าให้ แล้วตวัดปลายพระบาทจนช้างถอยกรูดๆ เพราะขยาดด้วยโดนฝ่ามืออีนังตัวเมียก็พอแล้ว อย่าให้โดนตีนไอ้ตัวผัวอีกเลย แต่ถึงแม้จะกลัว หากก็ยังไม่วายเถียง

“เมียคุณเต้ย มาตบหน้าน้องอัยนี่คะ”

“เอ๊า...ไหนบอกอนุญาตให้เราตบ เราก็ตบ เอ๊ะ ช้างนี่ยังไง” มูนใช้เสียงซื่อๆ สวนเสียงโกญจนาท อย่างหน้าตาเฉย

“กูนึกว่ามึงจะตบเบาๆ เอาพอเป็นพิธี แต่เมื่อกี้ มึงเสือกจัดเต็ม กูถามจริงๆเหอะ มึงซื่อหรือมึงแกล้งซื่อคะ.....อีมู้น ”

ช้างค้อนขวับๆไปตามประสา รู้สึกว่าบรรยากาศขมุกขมัวสดใสขึ้นทันตา แล้วก้าวขาฉับๆ มุ่งหน้าเดินไปยังบ้านพักเบื้องหน้า สายตาหรี่เล็กเบิกกว้าง เมื่อเห็นเปรมกับแบงค์ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ทว่าแรงตบเมื่อครู่ของมูนคงมิได้นำพามากนักหรอก เพราะช้างยิ้ม...ยิ้มไม่หยุด และหยิบแบล็คเบอร์รี่ขึ้นมามองบุรุษทั้งสองตาเป็นประกาย  นิ้วมือใหญ่ๆโลดไล่เหนือแป้นเพียงครู่ ก่อนจะหันมาชูบีบี บอกนัยให้เพื่อนสาวนักตบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู และเป็นอันรู้กันว่า มูนต้องเปิดดูบีบีเอ็ม

H.R.H Princess น้องอัย
Available – ขาดเธอก็เหงา ขาดเขาก็คงเสียใจ เลยขอเก็บเขาเอาไว้ทั้งสองคน!!!

สเตตัสของนังเพื่อนสนิทตั้งไว้อย่างนั้น ชวนผวาแทนคนที่แม่เพื่อนสนิทอยากเก็บ มูนทำได้อย่างมากก็แค่ถอนหายใจอีกเฮือก เอาใจช่วย เปรมกับแบงค์ ก่อนสะกิดเต้ยให้ดูแล้วเปรยความเห็นกันสองต่อสอง

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“เต้ย.. มูนว่าเราคงไม่ต้องห่วงมอสแล้วล่ะ ช้างคงมีเป้าหมายใหม่ แบงค์น่ะคงไม่เท่าไร วัวเคยค้า ม้าเคยขี่กับช้าง แต่หมวดนี่สิ จะหวาดกลัวขนาดไหน”

“ชะตาจู๋ไอ้หมวด ต้องขาดผึงแน่นอน มิน่า หน้ามันหมองๆ ซวยแน่ ไอ้เปรมเอ๊ย”

ฝนเริ่มลงเม็ดหนาหนักมาแล้ว ผลคือ ทั้งคณะได้แต่นั่งอยู่หน้าบ้านพักริมทะเล แต่ก็ใช่ว่าจะหมดสนุก บรรดาหนุ่มๆก็ตั้งวงเหล้าตามแบบฉบับ แบล็ค เลเบิล ถูกสนองถ้วนทุกแก้ว ด้วยมืออวบอูมของอีนังโจรชั่วใจบาปขโมยเหล้าพ่อมาปรนเปรอผู้ชาย... แลด้วยพรสวรรค์เพื่อพวงสวรรค์อันหาตัวจับยาก มันก็จำได้ว่าใครโปรดผสมแบบไหน ขอเพียงแค่บอกมันครั้งเดียว

“พี่แบงค์ขอโซดาน้ำนะจ๊ะ เหล้าเข้มๆ” แบงค์ไม่พูดเปล่า แถมยังเอามือมาตีก้นเบ้อเร่อเท่อของนังคชสารดังป้าบๆ เป็นการหยอก อีกทั้งสรรพนาม กู มึง ก็เลือนหาย กลายมาเป็นพี่แบงค์น้องอัยแทบทุกประโยค  มีหรือที่อีนังช้างพังร่านสวาทจะไม่สะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ

“ได้ค่ะ...น้องอัยจัดให้ ว่าแต่มือคุณแบงค์นี่ยังหนักหน่วงถึงใจเหมือนเดิม”

“ตีนพี่ก็หนักถึงใจเหมือนเดิมจ้ะ” แบงค์หลุดปาก หากก็สามารถพลิกแพลงได้ทันควัน “น้องอัยก็น่ารักถึงใจเหมือนเดิมจ้ะ”

ช้างตาเป็นประกายยิ้มไม่หุบ ยืนบริการหนุ่มๆมิเหน็ดเหนื่อย ส่วนมูนกับเต้ยมิได้เข้ามารวมกลุ่มด้วย ได้แต่อยู่ในห้องนอนฟังเสียงสรวลเสเฮฮาดังเข้ามาถึงบ้านพักส่วนตัวที่เต้ยแยกจองไว้เป็นพิเศษ บ้านพักริมทะเลหลังน้อยกะทัดรัดหลังนี้ อยู่ถัดไปตรงเชิงชะง่อนผา ทว่าก็ไม่ไกลจากบ้านเพื่อนๆ ที่เดินไปได้ไม่ถึงยี่สิบก้าว

“ใจจริงเต้ยจะจองตรงเหนือชะง่อนผาสำหรับเราสองคน เพราะวิวจะสวยที่สุด แต่น่าเสียดายที่มีคนจองและวางมัดจำตัดหน้าไปก่อนแล้ว” เต้ยกล่าวขึ้นตอนพามูนมาถึงบ้านเมื่อครู่ใหญ่ๆ ทำหน้าเสียดายนิดๆ เพราะแผนที่วางไว้ ผิดไปหน่อยๆ

“หลังนี้ก็สวย แค่นี้มูนก็พอใจแล้ว ดูห้องนอนสิ จัดสวยเชียว”

สายตาของมูนเผยความพึงใจอย่างปิดไว้ไม่มิด และยิ่งเด่นชัดเมื่อก้าวเท้าเข้ามากันในห้องนอน ซึ่งก็ทำให้ใบหน้าของเต้ยพอใจกับสิ่งที่เขาจัดการไว้ให้ ความสุขของแม่มณีคือที่สุดสำหรับเขา หากนี่ก็เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

“ฮันนีมูน เซ็ทอัพ” จึงถูกกำชับกับทางรีสอร์ทว่าต้องเรียบร้อยก่อนที่จะมาถึง และจำต้องไม่มีการผิดพลาด แม้ที่นี่จะไม่ใช่รีสอร์ทติดดาว แต่ก็สามารถสนองให้ได้สมดังใจ

มุ้งกระโจมผ้าขาวโปร่งฉลุลาย     กางไว้กั้นเหนือแท่นบรรจถรณ์
หงส์ขาวเคียงคู่หุบปีกร่อน      ซึ้งซ่อนแหวกนทีกุหลาบงาม

“ชอบไหม”

 “ชอบสิ...เขาเข้าใจตกแต่ง มีมุ้งกระโจม พับผ้าเช็ดตัวเป็นรูปหงส์ โรยกลีบกุหลาบบนเตียงให้ด้วย จัดอย่างกับเรามาฮันนีมูน”

“จะเรียกว่าฮันนีมูนของเราก็ได้ แต่ยังไม่อยากให้เรียก เพราะฮันนีมูนของจริงเต้ยจะพาไปฝรั่งเศส”

เสียงกังวานที่ลำดับมากลับหยุดชะงักลงทันใด ยามเห็นดวงตากลมๆน้ำตาลโตใสแปรเปลี่ยนประกายตวัดปลายค้อนขวับในช่วงระยะเวลาเพียงพลิกฝ่ามือ หางตาคมราวกับมีดโกน ตัดฉับลงไปที่ขั้วหัวใจ เลือดอุ่นๆในกายเริ่มเย็นยะเยียบ มือแข็งแรงยกมาปิดปาก ทำกริยาน่าชังอย่างกับเด็กหนุ่มน้อยๆ เมื่อรู้ตัวว่าหลุดปากพูดอะไรที่ไม่ควรออกมา

“ฝรั่งเศส” เป็นแค่ชื่อประเทศ มิได้น่ารังเกียจจนฟังไม่ได้  แต่เมื่อรู้ว่าใครไปอยู่ไซร้มันทำให้ไม่เข้าหู

“อะ...อูย...ซวยแล้วกู”

“ทำไมจะต้องพาไปฝรั่งเศส”

คำถามของแม่มณีเป็นดังที่คาดไว้ไม่มีผิด แม้เสียงจะเรียบๆ ไร้ท่วงทำนองโทนสูงแต่ก็มีอำนาจพิเศษที่ทำให้คุณหลวงรูปหล่อ เริ่มอึกๆอักๆ

“เอ่อ...คือ ชื่อประเทศมันติดปาก และเมื่อเช้าไอ้หมวดก็เพิ่งพูดถึง”  น้ำทะเลข้างนอกที่จัดว่าใส เต้ยก็ยังสามารถไถลตัวไปได้เสียจนน้ำขุ่น คำพูดของเพื่อนรัก ถูกนำมาประยุกต์ตอบกลับทันที แต่แม่มณีมีหรือจะเชื่อ

“งั้นคงต้องล้างปาก จะได้ไม่ติด...บอกมาเดี๋ยวนี้นะว่าจะไปหาใคร”

มูนทิ้งกระเป๋าเป้เดินเข้าไปหาเต้ย เต้ยเห็นท่าไม่ดีจึงถอยหนี และนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตกระมัง ที่ถูกพระจันทร์รังแก เพราะมือน้อยๆเริ่มไขว่คว้าเงื้อหรา คงหมายฟาดให้โดนต้นแขนหรือไม่ก็อาจจะหยิกหมับเข้าให้ หมาบ้าหนุ่มสิ้นลายวิ่งหางจุกตูดไปรอบๆห้องนอน มูนก็ไล่ควดหมาไม่หยุดยั้ง  ถ้าเพื่อนๆมาเห็นอาจบอกว่าน่ารักน่าชัง ทว่าสำหรับเต้ยแล้วนั้น ยามนี้ต้องบอกคำเดียวว่า “น่ากลัว”

“ จะหนีไปไหน บอกมาดีๆนะเต้ย ว่าทำไมต้องฝรั่งเศส จะไปหาใคร” ยามนี้อารมณ์ซ่อนซึ้งเล็กๆ ทำให้แม่มณีน่าดูน่าชมอยู่เหมือนกัน

“หาคนน่ะสิ” เต้ยหนีพลางพูดพลาง

“ชื่ออะไร”

“ชะ ชื่อ มังกร อัครพงศธร ครับ” จะว่าไหวพริบที่เฉียบไวก็เป็นได้ คำตอบจึงมีมาทันท่วงที เต้ยจึงได้หยุดยืนฉับพลันเปิดอ้อมแขวนกว้าง พระจันทร์ดวงน้อยยั้งเท้าไม่ทัน กลับถูกตะครุบมาเสียเอง

“ปล่อยนะ นี่แน่ะ”

เวลานี้ มูนทำกริยาสาวสะพรั่งจนถึงขีดสุด ความเป็นชายดำรงไว้เพียงแค่ร่างกายเท่านั้น หากหัวใจประหนึ่งราวกับอิสตรีแสนงอน เพราะนอกจากจะบ่ายเบี่ยงการกอดรัดแล้ว ยังทั้งทุบทั้งหยิกเป็นพัลวัน แต่สายตาคมวาวของผู้ถูกกระทำนั้น รู้เสียยิ่งกว่ารู้ว่ามณีจันทร์นั้นยังออมแรง อย่างนี้แล้ว ป้อนลูกอ้อนด้วยปากหวานๆคงเห็นผลชะงัด

“โอ๊ย.....เจ็บนะครับ แค่ค้อนขวับๆ เต้ยก็เจ็บแปลบไปทั้งร่างแล้ว ยังมาหยิกหมับๆ ทุบอกดังตับๆอีก เดี๋ยวก็ช้ำในตายพอดี”

“ก็ให้มันตายไปเลยสิ มูนไม่เชื่อนี่ อยากรู้นักว่าฝรั่งเศสมันมีอะไรดีถึงมีแต่คนอยากไป”

“มีญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายพ่อเพียงคนเดียวของผัวอยู่ไง ไปหาอามังกรกัน จริงๆนะ สาบานเลยก็ได้เอ้า” เต้ยคลายแขนข้างหนึ่งทำทีท่าประหนึ่งลูกเสือปฏิญาณตน แล้วทอดเสียงอ้อนๆต่อ “ อามังกรส่งอีเมลมาบอกเมื่อวันก่อนว่าถ้าว่างให้ไปหา อาอยากรับขวัญหลานสะใภ้ เต้ยเดาว่าพ่อคงจะเล่าเรื่องของเราให้อาฟังแล้ว”

มูนจำได้ทันทีว่าเต้ยก็มีอาอยู่คนหนึ่ง “อามังกร” อาชายคนเดียวของเต้ย คงจะสนิทเสน่หาหลานชายเพียงคนเดียวมากที่เจริญรอยตามตัวอา สายตาไร้พิรุธสำแดงให้เห็นชัดว่ามิได้โกหก ใบหน้าได้รูปจึงยอมพยักรับฟัง

“บอกมาแค่นั้นตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง ต้องให้วิ่งไล่จนเหนื่อย”

“แล้วใครใช้ให้หึงไม่เข้าเรื่อง”

“ไม่ได้หึงนะ แกล้งเล่นเบาๆ เตือนให้รู้ว่าถ้าทำจริง เจอหนักกว่านี้แน่” มูนตอบยิ้มๆ จะแกล้งจริง หรือแกล้งไม่จริง ก็ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ อ้อมแขนบางกว่าตอนนี้โอบกอดตอบเต้ยมาเสียแน่น แลยังเข้าใจหาข้ออ้าง หาทางเลี่ยง ฝรั่งเศส 

“ชวนอามังกร มาเที่ยวไม่ดีกว่าเหรอ มูนไม่อยากเดินทางไกล เบื่อนั่งเครื่องบิน”

“โตจนไอ้ตูนเลียตูดไม่ถึง พูดเป็นเด็กไม่มีหัวคิดไปได้” เสียงเข้มๆกลับเอ็ดเข้าให้ และหนักกว่านั้นก็คือเจ้าของเสียงดันเอามะเหงกเขกหัวเมีย

“เจ็บนะ ไอ้หมาบ้า”

“ก็ตั้งใจเขกให้เจ็บ...จะให้ผู้ใหญ่มาหาเราได้ไง เราต้องไปหาผู้ใหญ่ ถ้าไม่ไปน่าเกลียดตายห่า เพราะอามังกรจะให้เงินรับขวัญเราสองคน ตีเป็นเงินไทยก็มากโข มันมากพอที่เต้ยจะใช้สร้างอนาคตของเราสองคน และอีกอย่างอามังกรดีใจมากที่มีหลานสะใภ้เป็นผู้ชาย อาเขาอยากเห็นตัวเป็นๆ..มานี่ เดี๋ยวจะเปิดอีเมลให้ดู”

เต้ยพูดจบก็พามูนเดินมาที่เตียง จับเจ้าหงส์น้อยทั้งสองตัวคลี่พับกลับเป็นผ้าเช็ดตัวดังเดิม ม่านทะเลกุหลาบเหนือผ้าปูเตียงที่คนทำคงบรรจงโรยไว้ ถูกปัดออกเพราะต้องการใช้พื้นที่ และมูนก็ได้เห็นว่าเป้ใบใหญ่ของเต้ย นอกจากจะใส่เสื้อผ้าแล้ว ยังซ่อนโน้ตบุ๊คมาด้วย และเอามาตั้งแต่เมื่อไร เอามาทำไม

“เอามาใส่ไว้ก่อนออกจากบ้านไงจ๊ะ ไม่ว่ากันนะที่ผัวเอางานมาทำด้วย พอดีมีงานสำคัญน่ะ” เต้ยตอบคลายสงสัยมาให้ราวกับจะรู้ความคิดอีกฝ่าย

“ไม่หรอก...มิน่า กระเป๋าเต้ยถึงได้หนัก”

มูนตอบรับอย่างเข้าใจ รู้ดีว่าช่วงนี้ธุรกิจของครอบครัวเต้ยจัดว่างานยุ่ง มิได้น้อยใจเลยสักนิดที่ผัวพามาเที่ยวและเอางานมาทำ กลับชอบใจเสียอีกที่เห็นเขาเอาการเอางาน ทว่าความสนใจคงมิได้มีแค่โน้ตบุ๊ค หากแต่ยังมีกระเป๋าลายดอกไม้ใบเล็กวางเด่นสะดุดตาอยู่เหนือเสื้อผ้าที่ยัดไว้ในกระเป๋า จนคนเห็นต้องยกมือทาบอก

“ตายแล้ว....เต้ยแอบแต๋ว ใช้กระเป๋าลายดอกไม้ ตอนมูนจัดกระเป๋าให้ไม่มีนี่”

“กระเป๋าแม่หรอกจ้ะ คุณเมียตุ๊ด” เสียงแก้ต่างดังขึ้น พอๆกับที่มือแข็งแรงรีบเอากระเป๋าใบน้อยนั้นใส่ในช่องซิปด้านหน้าเสีย  “พอดีฝากของแม่ไว้ แม่เขาเปลี่ยนกระเป๋ามาให้ อย่าสนใจเลย ดูนี่ดีกว่า จะให้ดูอีเมลและรูปอามังกร...อากรน่ะหล่อมากนะ หล่อกว่าพ่อเมฆ แต่หล่อยังไงก็สู้เต้ยไม่ได้ คิดดูแล้วกันว่า ในอัครพงศธรใครหล่อที่สุด มูนควรจะภูมิใจ”

“หลงตัวเอง” คำตอบมีมาให้ทันควัน ปากก็ว่าเขาไปอย่างนั้น แต่ใจไยจะมิเห็นพ้อง

เต้ยทำเป็นยักไหล่ไม่สนใจ วางโน้ตบุ๊คลงกับผืนเตียง เปิดเครื่องนอนคว่ำหน้าและพอมูนลดตัวลงนอนดูบ้างในลักษณะเดียวกัน เต้ยก็ฉวยโอกาสขึ้นมานอนทับด้านบนเสียนี่ แม้นตัวเต้ยจะหนัก หากก็ใช่ว่าท่านี้จะไม่เคยโดน ความเคยชินทำให้ร่างกายทานน้ำหนักไหว และขณะนี้ก็อยู่ในห้องเพียงสองต่อสอง จึงมิควรมีเหตุผลในการบ่ายเบี่ยง ปล่อยให้ด้านหน้าของเต้ยแนบตลอดด้านหลังตนอย่างนั้น คางสากๆเขียวครึ้มเริ่มรังแก และเป็นที่แน่นอนว่าในระหว่างที่รอบูธเครื่องนั้น มณีจันทร์จะโดนรังแกข้างแก้มและซอกคอหนักเพียงใด

ทว่าการรังแกก็หยุดเสียลงพลัน เมื่อบนหน้าจอโน้ตบุ๊คนั้น ดันทุรยศเจ้าของ แลมณีจันทร์ก็กำลังจ้องเขม็ง

เดสค็อป แบคกราวด์ คือภาพกุหลาบงามที่เต้ยได้ฉายเคียงคู่ ซุกหน้าอยู่ตรงข้างแก้ม อย่างที่กำลังทำกับมะลิตอนนี้ และภาพอดีตภาพนี้แหละดันมีอานุภาพสะกิดหัวใจคนมองให้เต้นผิดจังหวะอย่างที่เต้ยเคยคาดคิดไม่มีผิด ใบหน้ายิ้มแย้มสดใสของกุหลาบดอกนั้นราวกับจะยั่วเย้า กลิ่นหอมแรงกำจาย มันโชยกรุ่นเสียจนแทบจะทะลุออกมานอกจอ

นี่น่ะหรือ....ภาพอามังกร!!!

แม่วาสิฏฐีกำจัดรูปเต็มข้างฝาในห้องนอนสีงาช้างได้หมดจดก็จริง ...หากก็ยังมีรอยหลงเหลือบนหน้าจอโน้ตบุ๊ค
หมาบ้ารอดตายที่บ้านมาครั้งหนึ่ง....ทว่าครั้งนี้คงไม่มีทางรอดเป็นแน่แท้

“อูย โยะ โย๋ ซวย อีกแล้วสิกู ให้มันได้อย่างนี้สิ ” เต้ยหน้าซีด มือสั่นพร่า รีบเลื่อนเม้าส์เปิดโฟลเดอร์อันอื่นบังตาเบนความสนใจรวดเร็ว ตะเกียกตะกายหาทางรอด

 “ พอดีลืมเปลี่ยนรูป จะเปลี่ยนให้เดี๋ยวนี้ล่ะจ้ะ เมียจ๋า หารูปใหม่ก่อนนะครับ”

ด้วยความรีบร้อนและลนลานของเต้ยอย่างไรก็สุดจะรู้ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าฟ้ากำลังแกล้งให้ถึงฆาตชะตาขาดอยู่บนเตียง มือสั่นๆจึงคลิ๊กเม้าส์ไปยังโฟลเดอร์หนึ่ง สายตาก็มัวแต่จับจ้องอยู่บนใบหน้าเรียบๆมิทันได้ดูอะไร และมิได้รู้ตัวเลยว่าในโฟลเดอร์เจ้ากรรมที่หลงเปิดออกมานั้น มันดันมีแต่เงาอดีตของกุหลาบลอยหรานับร้อย แลกำลังเลื่อนไปเลื่อนมา เป็นสไลด์โชว์อัตโนมัติ จวบจนดวงตาสีน้ำตาลแสนเศร้ากลายเป็นฉายแววสังหารนั่นแหละ จึงได้หันหน้ากลับมาดู แล้วเต้ยจึงรู้ว่าขนอ่อนตรงต้นคอของตนลุกเกรียว น้ำเสียงพิฆาตเย็นยะเยือกดังขึ้นในทันที ฟังแล้วหนาวไปถึงไขสันหลัง บอกให้รู้ถึงชะตากรรมที่กำลังรอเต้ยอยู่เบื้องหน้า

“นาย วะ - สุ ... อัก- คะ- ระ- พง- สะ- ทอน”

มูนออกเสียงกล่าวพระนามจริงของเจ้าชายที่จารึกไว้ในสูจิบัตรแทนพระสุพรรณบัฏ ชัดถ้อยชัดคำทุกอักขระ แม้จะเคยพยายามทำใจว่าเขาคบกันมานานย่อมมี รอยอาลัย ใจอาวรณ์ แต่ใครบ้างจะทนได้เมื่อเขาดันจัดฉายภาพชุดอดีต ใครที่ไหนจะใจเย็น... ว่าแล้วมูนจึงเบี่ยงตัวออก กระทำสิ่งที่สมควรทำมาเสียนาน แขนเล็กกว่าจึงได้ใช้ล็อคคอหมาบ้าร่วงลงมาบนพื้นเตียงข้างๆ ร่างกึ่งหนากึ่งบางถูกทาบทับคร่อมไว้ จนยวบหายลูกไปกับฟูกนิ่มๆแทนที่ มือน้อยๆกลายเป็นหมัด ประเคนซัดลงกลางอกหมาระรัวไม่บันยะบันยัง

“คะ คร๊าบ เมียจ๋า.......อะ โอ๊ย เต้ยเจ็บ ใครก็ได้ช่วยทีโว้ย เมียจะฆ่าผัวแล้ว โอ๊ย”

หยาดฝนหนาหนักซาเม็ดลงแล้ว หากท้องฟ้าสีครามก็ยังคงอึมครึมไม่สว่างดั่งคำฟ้าหลังฝน ด้วยเพราะกำลังย่างเข้าสู่พลบค่ำ เมื่อแสงตะวันลาหาย เต้ยก็พามูนออกมานอกบ้านพัก ใช้วงแขนแข็งแรงเดินโอบเอวมุ่งหน้าไปหาเพื่อนๆ ใบหน้าหล่อร้ายซึ่งควรจะมีรอยฟกช้ำดำเขียว แต่กลับไม่ และไร้ซึ่งรอยใดๆทั้งสิ้น นอกเสียจากรอยยิ้มกว้างบอกนัยถึงชัยชนะ ที่สามารถเปลี่ยนหนังบู๊หรือที่เรียกว่าหนังแอ๊คชั่นเมื่อครู่ ให้กลายเป็นหนังอีโรติค นับเป็นการเจิมประเดิมเริ่มแรกของการมาเที่ยวทะเลครั้งนี้ อย่างไม่คิดไม่ฝัน

“อย่าเดินขาถ่างสิ เดี๋ยวเพื่อนก็รู้กันหมดว่าโดนอะไรมาหรอก แล้วจะนั่งได้ไหมเนี่ย”

“หยุดพูดเรื่องนี้เสียที” คนแพ้...เริ่มพาล

“แซวเล่นน่า ทำมาเป็นโกรธ ว่าแต่สบายจัง ตัวเบาแบบนี้... เต้ยล่ะช้อบชอบ เฮ้อ...ตั้งใจจะจับอุ้มแตงเจิมริมหาดซะหน่อย ดันผิดแผน ”

เต้ยกระเซ้า ใช้ฝ่ามือเลื่อนลงมาบีบแก้มก้นบั้นท้ายของมูนเบาๆ เย้าเล่นเป็นกระษัยอีกรอบ หลังจากที่ทั้งขย้ำและขยำจนเต็มมือเสียหนำใจในห้องนอน มูนได้ฟังก็รู้ตัวดีว่า คนอย่างนายหมาบ้านี่ไม่มีวันยอมให้อะไรผิดแผน ปากเขาก็พูดไปอย่างนั้น อย่างไรเสีย ริมหาดที่เขาหมายมั่น ก็คงจะได้เจิมในไม่ช้านานนี้หรอก

“คนเจ้าเล่ห์ เกเร ฉวยโอกาส ฝากไว้ก่อนเถอะ เพราะสู้แรงไม่ได้หรอกนะ เลยพลาด”

มูนยังคงแค้นไม่หาย เพราะหลังจากขึ้นคร่อมทับซัดหมัดอยู่ข้างบนได้ไม่นาน มือแข็งแรงกว่าก็รวบมือของตนทั้งสองข้าง แล้วหมาเกเรก็ใช้วรยุทธพิสดาร ดีดตัวกลับขึ้นมานอนนาบทาบอยู่ข้างบนแทนที่ และนั่นก็ถึงกาลอวสานของราชินีนักบู๊อย่างตน.... เวรกรรมอะไรหนอ ตั้งใจจะฆ่าหมาแท้ๆ กลับถูกหมามันรังแกซะย่อยยับ 

“ฝากไว้... อย่าลืมมาให้เอาก็แล้วกัน” ประโยคแรกน่ะไม่เท่าไร แต่ประโยคต่อมาจากเสียงยียวนมันน่านัก “อ้อ...บอกไปหรือยังว่า วันนี้พระจันทร์ของเต้ย เป่าเทียนได้เก่งมาก เออ..แล้วโดนเทียนฟาดปากแตกไหม..ไหนมาให้ดูหน่อยสิ”

ยิ่งเขาพูดก็ยิ่งแค้น ...ยิ่งฟังก็นึกสภาพตนเมื่อครู่ออก เทียนฟาดปากน่ะไม่เท่าไร แต่บังคับให้เป่าเทียนเป็นนานสองนานเนี่ย...มันร้ายนัก แลยิ่งแค้นหนัก เมื่อเสียงกวนเหลือจะกล่าวถามถึงรสชาติน้ำตาเทียน

“ปากก็ไม่แตกนี่นา...ถามหน่อยสิ อร่อยไหม หรือกลืนลงคอไปหมด”

มูนพลาด... และเป็นการพลาดครั้งยิ่งใหญ่ นำไปสู่การพ่ายแพ้ยับเยิน
ปากน้อยๆจำต้องเป่าและไม่สามารถละจากลำเทียนได้ ...เพราะถูกอุ้งมือหมาตรึงไว้อยู่ข้างๆ กำกับตลอดเวลา

สิ่งที่สาบานว่าชีวิตนี้จะไม่มีวันดื่มด่ำก็กลับจำต้องมาลิ้มลองโดยมิทันตั้งตัว.... และมันก็ดันไหลอย่างกับก๊อกแตก
ที่สำคัญลำเทียนพรรษานั้น มันมิลดทอนความแข็งแกร่งกลับมีแรง ต่อยอดความหฤหรรษ์เสียจนขวัญกระเจิดกระเจิง

“โกรธแล้วนะ ไอ้หมาทะลึ่ง ไปนอนข้างนอกเลยนะคืนนี้”

คนแพ้พาลหนักใช้ศอกกระทุ้งไปด้วยความหมั่นไส้เหลือจะกล่าว แต่หมาบ้าเจ้าเล่ห์มันก็ดันรู้ทัน หลบหลีกวิ่งนำหน้าขึ้นบันไดบ้านพักเข้าไปหาเพื่อนๆ ที่กำลังนั่งล้อมวง แล้วเสียงทักทายเฮฮาก็เกรียวกราวดังกระหน่ำ ต่างคนต่างขยับที่ให้เต้ยเข้ามาร่วมวง

“สักแก้วไหมครับพี่เต้ย” มอส ชูแก้วถามพี่ชายมันขึ้น หน้าขาวๆของมันแดงแป๊ด ตาเยิ้มฉ่ำ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันกระดกอะไร ถ้าไม่ใช่แบล็ค อย่างพวกพี่ๆ

“ไอ้เจ้ามอส ไอ้ห่า พี่มูนขึ้นบันไดมาแล้ว ไปล้างหน้าก่อนเร็ว” เต้ยรีบบอกน้องรวดเร็ว และเจ้ามอสก็ลุกพรวดพราดวิ่งปราดออกไปได้ทัน “น้องเมียกูนี่มันเด็ดแท้ๆ เหมือนกูตอนเด็กๆทุกอย่าง”

“กูก็ว่าเหมือนใคร นึกตั้งนาน ที่แท้เหมือนมึงนี่เอง แต่แหมมึง กว่าจะโผล่หัวออกมาได้ เล่นเอามืดค่ำ ไอ้ห่ามาถึงก็อยู่แต่กับมอสระเอีย” แบงค์แซวขึ้นเล่นๆ แล้วหันหน้าไปสั่งความกับอีเมียบ่าวที่กลายเด็กชงเหล้าประจำกลุ่ม

“อีช้าง เอ๊ย น้องอัย บริการคุณเต้ยหน่อยสิ”

“ได้ค่ะ ของคุณเต้ย ผสมแบบของคุณเปรมเหมือนเดิมนะคะ” ช้างกระวีกระวาดเตรียมลุกไปจัดการ หากเต้ยก็ยับยั้งไว้

“เดี๋ยวก่อนก็ได้ ให้กูคุยธุระกับไอ้เปรมเสร็จก่อน”

เปรมได้ยินเข้าจากที่หัวเราะร่า สีหน้าก็ขรึมลงพลัน และใจก็เริ่มสั่นยามเต้ยเดินมากอดคอ ธุระของเต้ยคงไม่แคล้วเป็นเรื่องของคนที่อยู่ฝรั่งเศส เรื่องที่เต้ยควรรู้ดี แต่ตัวเขาดันรู้ดีกว่า ไม่แปลกใจที่เต้ยจะระแคะระคาย แถมนังคู่ปรับยังทิ้งระเบิดตรงโขดหินไว้ลูกเบ้อเร่อ .... ในขณะที่สมองกำลังอึงอลเปรมก็ต้องสะดุ้งเมื่อเต้ยย้ำความมาอีกว่า

“ไปคุยกับกูทางนู้นหน่อย”

ทางนู้นที่เต้ยว่าก็คือริมหาดเบื้องล่าง เต้ยเดินนำลงไปแล้ว เปรมไม่มีกะจิตกะใจจะฟังใครพูดอะไรต่ออีก พยายามยืนหยัดให้มั่น มิยอมให้อาการสั่นฉายชัดให้ใครเห็น ตั้งแต่เป็นตำรวจมา ก็มิเคยมีอะไรต้องประหวั่นเสียจนพรั่นพรึงเช่นขณะนี้

เรื่องที่เคยคิดไม่ออกจะบอกเพื่อนอย่างไร คงถึงเวลาแล้วใช่ไหม ต้องบอกไป
ความรู้สึกผิดที่กัดกินกร่อนหัวใจ คงสิ้นสุดลงในไม่ช้า พร้อมคำว่า... มิตรภาพ

“คุณเปรมไหวไหมคะ น้องอัยช่วยพยุง” ช้างยังดำรงตนเป็นคนตาไวเช่นเคย เห็นเปรมอดีตศัตรูยันเก้าอี้พยุงกายกันเซล้ม ก็รีบปรี่เข้ามา โดยมิรู้หรอกว่าที่เปรมกำลังเซนั้น เป็นเพราะตัวมันวางระเบิดไว้เมื่อบ่าย

“ไม่เป็นไร ดะ เดี๋ยวกูมา ชงเหล้าเข้มๆ ทิ้งไว้ให้ด้วย”

เปรมพูดจบก็ก้าวเท้าตามหลังเต้ยที่เห็นอยู่ไวไว เดินตามลงมาจนถึงริมหาด ครั้นพอเต้ยหยุดยืนอยู่กับที่ เขาก็สังเกตเห็นเลยว่าใบหน้าของเจ้าเพื่อนสนิทนิ่งขรึมไม่ต่างอะไรกับหน้าเขา อารมณ์สดใสของเพื่อนรักเมื่อครู่มันหายไปตั้งแต่เสียเมื่อไร สายตาที่กำลังจับจ้องมองมา ทำให้ตัวชาวาบไม่ผิดกับเมื่อตอนบ่ายเลย ทีท่าอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ เรื่องที่จะคุยมันจะเป็นเรื่องอะไรไปได้ นอกเสียจาก เรื่อง.... เกนหลง 

“อะ ไอ้ เต้ย กูอธิบายได้นะ ฟังกูก่อน” เปรมชิงเปิดศักราชด้วยน้ำเสียงร้อนรน ตามประสาคนมีชนักติดหลัง หากก็ถูกขัดไว้ด้วยน้ำเสียงเกรี้ยว

“มึงจะอธิบายเรื่องเหี้ยอะไรอีก”

“เรื่องเกรซ” เปรมตัดสินใจในเสี้ยววินาทีก่อนจะลำดับชื่อที่ยากจะพูดออกมาที่สุดในชีวิตยามนี้ “เรื่องเกรซกูอธิบายได้นะ คือเหตุการณ์มันเป็นอย่างนี้โว้ย...คือ...”

“กูไม่อยากจะรู้เรื่องอะไรของเกรซอีกแล้วทั้งนั้น ที่กูเรียกมึงมาคุยนี่ กูจะคุยเรื่องมูน” เต้ยขมวดคิ้วพูดตัดรำคาญ รู้สึกแปลกๆกับทีท่าของเพื่อนนัก “แล้วมึงเป็นห่าอะไรวะ ทำลุกลี้ลุกลน”

“อะ...อ้าวเหรอ เอ่อ ไม่มีอะไร แต่เห็นมึงทำหน้าทำตา เล่นเอากูตกอกตกใจหมด กูนึกว่ามึงจะติดใจอยากรู้เรื่องเกนหลง”

“มีอะไรให้น่ารู้อีกวะ ก็แค่บินไปฝรั่งเศสแล้ว หรือมึงคิดว่ามี”

“ มะ ไม่มี กูก็พูดไปอย่างนั้น”

เปรมแอบระบายลมหายใจเฮือกที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตพรั่งพรู รู้ซึ้งถึงคำว่ายกภูเขาออกจากอกว่ามันโล่งเพียงไร มือไม้เริ่มหายสั่น นึกหัวเราะตัวเองครามครันที่คิดไปเอง หากอย่างไรก็แล้วแต่ ตนก็ยังไม่กล้าพูดความจริงกับเต้ยอยู่ดี ควรเสียทีจะยุติการตีตนไปก่อนไข้ พิรุธจำต้องสะกด  เมื่อเริ่มสงบจึงหยิบบุหรี่จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาจุดแล้วสูบพ่นควันฉุย แถมยังเผื่อแผ่มาให้เต้ยเช่นเคย

“ขอบใจโว้ย แต่เดี๋ยวนี้กูไม่สูบแบบนี้แล้ว กูจะสูบแต่บุหรี่กลีบบัวรสมือเมียกูเท่านั้น มูนเขาทำเอง เขาบอกว่าเป็นบุหรี่โบราณ มวนเก็บไว้ให้กูไม่เคยขาด และตอนนี้กูก็ติดแล้วด้วย”

 เต้ยคลายยิ้มน้อยๆ หยิบมวนบุหรี่กลีบบัวขึ้นมาอวด จุดสูบอัดควันลึกจนปลายมวนแดงวาบ แล้วละเลียดควันออกปากแลจมูกไม่ต่างอะไรกับเปรม หากแต่บุหรี่ของเต้ยนั้นเหนือชั้นกว่า ด้วยความหอมอวลที่บุหรี่สมัยใหม่ไม่มีทางเทียบ

“เอาไปลองสักมวนไป๊”

“เออ...ขอบใจ” เปรมรับมาลองดม และยิ่งได้กลิ่นหอมจากที่เต้ยสูบอยู่ ก็ทิ้งมาร์โบโลที่สูบไปไม่ถึงครึ่งลงพลัน ลองเอามาสูบบ้าง และเมื่อควันได้พ่นออกมาเท่านั้นก็รู้สึกติดใจ จนต้องตกปากชม

“เฮ้ย ใช้ได้นี่หว่า ...มูนนี่เขาเพียบพร้อมจริงๆนะ ชีวิตมึงโคตรโชคดีเลยว่ะไอ้เต้ย กูล่ะอิจฉา”

“นี่ยังน้อยไปนะโว้ยกับสิ่งที่เขาทำให้กู ยังมีมากกว่านี้อีก มึงรู้แล้วมึงจะอึ้ง”

“เด็ดดวงเลยเหรอวะ...ท่าจะทุกคืน สมใจมึงล่ะสิ” เปรมก็ไม่ค่อยต่างอะไรกับเพื่อนๆในกลุ่มนักหรอก ที่มีเชื้อปากเสียอยู่ในตัว และด้วยความที่สนิทกับเต้ยมาก เรื่องส่วนตัวอย่างว่า จึงหยิบมาถามได้อย่างคล่องปาก 

“ได้หลังจนลืมหน้าแล้วล่ะสิมึง”

“กูลืมหน้าไปหมดตั้งแต่เมียกู กราบอกกูก่อนนอนครั้งแรกแล้ว และที่สำคัญเขากราบกูทุกคืน”

“เฮ้ย...จริงเหรอวะ... มะ มีแบบนี้อีกไหม” เปรมได้ฟังก็อึ้งจริงอย่างที่เต้ยบอกไม่มีผิด และไยจะมิรู้สึกตื้นตันแทนเพื่อน ที่กำลังสำแดงความอิ่มใจและภูมิใจอย่างยิ่งยวด ออกมาทางทางสายตานั้นให้ตนเห็น

“มูนเขาเป็นหนึ่งในใต้ฟ้าฤาหาได้ ...เหตุนี้ชีวิตทั้งชีวิตของกูจะมีมูนเพียงคนเดียว มูนจะต้องได้รับความสุขที่สุด กูรักมูนมากอย่างที่มึงรู้ มาเที่ยวครั้งนี้กูตั้งใจจะพาเขามารับขวัญ และยกไว้ในตำแหน่งสูงสุดอย่างเป็นทางการ หากไอ้สัตว์ตัวใดมาขัดขวางเป็นตัวมาร มึงก็คงเดาออกว่าสภาพมันจะเป็นอย่างไร”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
เต้ยอัดควันบุหรี่ลึกสุดเป็นครั้งสุดท้าย แล้วดีดทิ้งลงกับผืนทราย บดขยี้ให้แหลกสลายด้วยปลายเท้า ใบหน้าชวนมองกำลังขบกรามแน่น บอกกับตัวเองว่า ทุกวันนี้ ณ วินาทีนี้  และต่อไปในภายภาคหน้า มูนคือที่สุด ...ที่สุดแห่งหัวใจของชายคนหนึ่งพึงจะมีและนิยามไว้ด้วยคำว่ารักแท้

ตอนอยู่อัมพวามูนปรนเปรอเขาอย่างกับเจ้าชาย ...ไฉนเลยการแปรพระราชฐานครั้งนี้ แม่มณีของเขาจะไม่เป็นเจ้าหญิงและเจ้าชีวิตที่มีความสุขเหนือคนทั้งปวง และถ้าความสุขที่ตั้งใจจะมอบให้ถูก “มาร”มารบกวน ตีนหนักๆของเขาเนี่ยแหละจะเหยียบหน้ามันจนจมกับผืนทราย ให้สาสามกับสิ่งที่มันบังอาจ

“มันก็คงเละคาตีนมึง อย่างที่มึงกำลังทำกับบุหรี่”

“ถูกต้อง และเรื่องที่กูจะเรียกมึงมาคุยก็เรื่องนี้แหละ ฟังให้ดีนะไอ้หมวด ”

เต้ยกลับมาขมวดคิ้วอีกครั้งและไอ้โรคขมวดคิ้วก็เสมือนจะเป็นโรคติดต่อมาถึงเปรมที่ยืนฟังเต้ยนิ่ง จนเต้ยเล่าความมาจนจบ บุหรี่ของเปรมถูกทิ้งลงกับพื้นทรายบ้าง ร้อยตำรวจโทหนุ่มลืมเรื่องทุกอย่างในจิตใจ ใช้เท้าบี้บุหรี่เละไม่ต่างอะไรกับเต้ยเช่นกัน

“อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ แต่ก็ไม่ควรประมาท ”

เปรมใช้เสียงทุ้มพูดช้าชัดกล่าวกับเต้ย แล้วนั่งลงบนโขดหินใกล้ๆ เริ่มกล่าวต่อให้เต้ยฟังยาวเหยียดบ้าง จนเต้ยต้องทรุดกายลงนั่งฟัง ทั้งสองยังคงคุยกันไปเรื่อยๆ ไม่รู้หรอกว่าพระจันทร์กำลังชะเง้อแลดูอย่างสงสัย และจับจ้องมองตั้งแต่เต้ยกับเปรมก้าวเท้าตามกันลงไป

“คุยอะไร ความลับเยอะแยะกันนักนะ” 

ใจของมูนอยากจะเดินตามลงไปด้วยนัก แต่ด้วยมารยาทค้ำคอจึงทำไม่ได้ หลายวันมานี่ เต้ยมักมีลับลมคมในแปลกๆ แปลกเสียจนกระทั่งความสงสัยมันเริ่มก่อกวน เริ่มตั้งแต่นั่งมาในรถ จนกระทั่งถึงบ้านแม่ และยังดำเนินต่อมาถึงบัดนี้ หากก็พอขจัดลงได้ เพราะสำนึกได้ว่า ถึงตนจะเป็นเมียเขาก็จริง ทว่าการก้าวก่ายจำต้องมีระดับความเหมาะสม

คุณยายเคยสอน คนเป็นเมียควรรู้ทุกเรื่องของผัว ...แต่มิควรทำตัว “สอดรู้”
รู้ทุกเรื่องนั้นย่อมหมายถึง รู้ว่าโปรดอะไร คิดอะไร ต้องการอะไร  เมื่อรู้ทั้งสามสิ่งย่อมถือเสมือนครอบคลุม

มูนยอมรับว่าตนรู้แค่ว่า เต้ยโปรดอะไร ต้องการอะไร....ทว่ายังไม่ค่อยแจ่มแจ้งว่าเต้ยคิดอะไรและนี่คือสิ่งที่ท้าทายที่ตนต้องรู้ให้ได้

 “ค่อยๆเรียนรู้ เดี๋ยวเขาก็คงมาเล่าเอง”

มูนได้แต่ปลอบตนเองไปอย่างนั้น แต่ก็รู้ดีว่าคงยากที่เต้ยจะเล่า เพราะนิสัยของพ่อยอดชายนายคุณหลวง เวลาไม่อยากจะพูดอะไรมักเฉไฉไปได้ร้อยแปด ดูอย่างเรื่องหัวใจเป็นต้น  จู่ๆ เสียงบางเสียงก็ดังขึ้นกลางวงทำให้ตะกอนบางอย่างจับหนักในใจยามเข้าหู และจากที่ไม่คิดก็จำต้องคิด

“มันคุยอะไรกันนานนักหนาวะ กูว่าคงไม่แคล้วเป็นเรื่องเกรซ ” แบงค์ผู้ชายปากเสียเจ้าเดิมกระดกเหล้าพรวด ต่อยอดพูดจาสนับสนุนอารมณ์ซ่อนซึ้งของมูนที่มีมาตั้งแต่มันเริ่มประโยคแรก

 “มันคงอยากรู้ละมังว่าเกรซเป็นยังไง เพราะไอ้หมวดเสือกพูดเรื่องฝรั่งเศส กูว่านะมันคงเกรงใจมูนเลยเลี่ยงกันไปคุยสองต่อสอง อย่างนี้แหละเนอะ คบกันมานานย่อมอาลัย อาวรณ์เป็นธรรมดา”

“นอกจากหน้าจะเหมือนส้นตีนแล้ว ปากยังจะเหมือนส้นตีนอีก ผัวเก่ากู” อีช้างปรามปากผัวก่อนที่จะเลยเถิด บุ้ยหน้าชี้มาทางมูน นั่นแหละอดีตผัวของมันได้ถึงรู้ตัว

“ขอโทษจ้า มูน”

“ไม่เป็นไรหรอกแบงค์ พูดเถอะ เราไม่ใช่คนงี่เง่า ไม่มีเหตุผลขนาดนั้น”

ปากของมูนบอกไปว่าไม่งี่เง่า หากใจนี้สิมันคนละอย่าง แม้จะตั้งใจสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ พยายามสะกด แต่ก็ดันสะกดไม่ลง ภาพกุหลาบงามหน้าจอโน้ตบุ๊คเมื่อครู่แสดงถึงรอยอาลัยของเต้ยลอยหราอีกครั้ง

“ท่องไว้ เมียไม่ควรระแวงผัวในเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างี่เง่า อย่าเอาอดีตมาปนกับปัจจุบัน”

ในที่สุด ความฟุ้งซ่านก็ดันดำเนินมาบรรจบจนได้  มูนจึงผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ อยากหาที่สงบๆ ขับไล่สภาวะว้าวุ่น เต้ยกลับขึ้นมาข้างบนจะได้เห็นแต่รอยยิ้มสดใสจริงใจ โดยไม่มีอะไรซุกซ่อน บั่นทอนอารมณ์ซึ่งกันและกัน  ว่าแล้วมูนจึงตัดสินใจเดินเลี่ยงลงจากบ้านพักเงียบๆ เพื่อหามุมสงบริมหาด เผื่อลมทะเลจะช่วยคลายอารมณ์

มันยุติธรรมสำหรับเต้ยแล้วฤา... กับหน้าบึ้งๆปั้นปึ่งให้เขา เพียงเพราะตัวเราคิดไปเอง
เต้ยอุตส่าห์ยกตนให้สูง อีกทั้งแม่เขายังมอบเกียรติยศพาเข้าห้องเขียวที่บ้าน สมควรไหมที่จะกระทำตัวงี่เง่าให้เขาเห็น

ยิ้มหวานๆเวลาผัวเห็นจะได้ชื่นใจ เมียแก้ว ต้องทำให้ได้เป็นจริยวัตร

มูนคิดไปก็เดินทอดน่องไปอย่างช้าๆ โดยที่ไม่มีใครสนใจ เพราะวงเหล้ากำลังดวลดื่มกันอย่างสนุก แม้กระทั่งนังคชสารตาไวที่กำลังใส่ใจกับบรรดาผู้ชายปรบมือเชียร์คุณๆของมันลั่น... เมื่อเท้าย่างเหยียบลงกับผืนทราย พระจันทร์ดวงน้อยก็มุ่งหน้าลอยไปทางริมหาดคนละด้านกับที่เต้ยกับเปรมคุยกันอยู่ เพราะกลัวจะถูกหาว่าไปสอดรู้เรื่องของเขา

“ทะเลกลางคืน ก็สวยไปอีกแบบเนอะ”

เสียงนุ่มๆเปรยกับตัวเอง แรงลมและเสียงคลื่นซัดสาด ดึงดูดให้มูนเข้าไปใกล้เดินปล่อยใจฝันไปเรื่อยๆ ภายใต้พระจันทร์ดวงแม่ที่เพิ่งจะได้แผ่รัศมีนวลแย้มกลีบเมฆออกมา ความสว่างพอจะทำให้มองเห็นระลอกคลื่นที่กำลังกระทบฝั่งไม่หยุดยั้ง และมันก็สว่างพอที่จะทำให้สายตาระยับคู่หนึ่งหลังโขดหินใหญ่ฉายแววพึงใจอย่างที่สุดกับภาพตระการตาริมหาดในขณะนี้

‘เหมือนมีใครจ้องเรา’

สัญชาติญาณพิเศษแบบแปลกๆ บอกขึ้นกลางสมอง ใบหน้าลออเหลียวมองซ้ายขวารู้สึกได้ถึงสายตาบางสายตาในความมืด หากพอหันไปก็ไม่เจอใคร นอกเสียจาก โขดหินทะมึนที่ทอดเยื้องอยู่เบื้องหน้า

“ท่าจะฟุ้งซ่านหนักจนคิดไปเอง”

เหตุผลหามาให้กับตัวเองเพื่อความสบายใจ คิ้วน้อยๆขมวดเล็กๆ ก่อนจะคลายลงด้วยกระแสคลื่นแลปูตัวจิ๋วที่วิ่งละลิ่วหลีกหนียามมีคนเดินมายังอาณาเขตของมัน ยิ่งพวกมันหนี มูนก็ยิ่งไล่ ความสนุกบังเกิดคนเดียวเงียบๆ เสียงคลื่นและลมเย็นๆ ทำให้ความวุ่นวายใจเริ่มผ่อน นั่งลงเหนือโขดหิน หยิบเปลือกหอยขึ้นมาดูเล่น แล้วเขวี้ยงทิ้งให้ไกลลงไปในทะเลพร้อมกับความงี่เง่าของตนเอง

“เฮ้อ...โล่ง ทีนี้ก็ ยิ้มหวานๆ ให้เต้ยเห็นได้เหมือนเดิมแล้ว เต้ยจะได้ชื่นใจ ”

เมื่อโล่งมาเสียอย่างหนึ่ง พระจันทร์ดวงน้อยก็เตรียมลอยกลับ เปลือกหอยที่เหลือในมือ จึงโยนทิ้งไปเสียหมด หากก็ยังมีบางชิ้นบางอันรูปทรงมันแปลกๆ เกี่ยวกระหวัดย่างกับพญานาค โค้งงอขดเป็นวงได้พอดีอย่างกับแหวน และที่น่าแปลกใจ คือมันสวมใส่ได้พอดีรับกับนิ้วนาง

“อย่างกับมีคนเตรียมทำไว้ให้... เราจะมีวาสนา มีคนสวมให้กับเขาบ้างไหมหนอ”

มูนพูดเล่นๆหัวเราะกับตนเอง ชูมือซ้ายล้อแสงจันทร์ไปมา ความเพลินทำให้ไม่รู้เลยว่ากำลังมีเงาดำๆคลืบคลานมาจากทางเบื้องหลัง ฝีเท้าของเงานั้นมันเบากริบ อย่างกับพญาราชสีห์ตัวร้าย ตามตะครุบเนื้อทราย แต่คงยังไม่ใช่จังหวะและระยะเหมาะสม เงามืดจึงแฝงตัวลงหลังซอกหินอีกซอก แลอีกหน่อยก็จะอยู่ในระยะประชิดตัว

“เดี๋ยวเอาไปอวดเต้ยดีกว่า บอกว่าพญานาคแอบเอาแหวนขึ้นมาหมั้น”

เสียงพูดเป็นเด็กๆไร้เดียงสายังเสนาะหัวใจคนแอบดูแอบฟัง แล้วเสียงหัวเราะเคล้าเสียงพูดเสียงนั้นก็พลันยุติลงอย่างกะทันหัน  เพราะเงาหลังโขดหินมันดันยั้งปากไว้ไม่อยู่

“เหอะ..มันมีอะไรดี”

“ใครอยู่ตรงนั้น!!”

มูนสะดุ้งลุกขึ้นพรวด หันไปมองตามแนวโขดหินและบริเวณรายรอบ มั่นใจเสียเหลือเกินว่าเสียงที่ได้ยินมันเป็นเสียงคน และตนก็มิได้หูแว่ว  แต่ก็หาได้พบสิ่งผิดปกติไม่ นอกเสียจากความมืดเท่านั้น  สมองสั่งการทันทีว่าไม่ควรนั่งอยู่ตรงนี้อีกแล้ว พระจันทร์ดวงน้อยจึงรีบลอยก้าวเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมา และคราวนี้ประสาทหูก็ทำงานได้อย่างแม่นยำแน่นอน ด้วยการจับเสียงฝีเท้าที่กำลังซอยตามติดทางด้านหลังไม่ยั้ง ความกลัวทำให้ไม่กล้าหันไปมองและบัญชาการให้ฝีเท้าเพิ่มความเร็วขึ้นวิ่งจนเต็มเหยียด ...ทว่ามันช่างโชคร้ายนัก ที่ฝีเท้านั้นมันดันวิ่งทัน

“เต้ย....ช่วยมูนด้วย”

เสียงตระหนกดังก้องลั่นหาด ก่อนร่างทั้งร่างก็ถูกวงแขนแข็งแรงจากทางด้านหลังรวบไว้อย่างดิ้นหนีไปไหนไม่หลุด การจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวนี้เองทำให้ใบหน้าลออหวาดผวา หัวใจร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ...หากแต่ก็เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น

“หนีผัวมาเหรอจ๊ะ แอบมาเดินคนเดียวริมทะเลแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนฉุดไปปล้ำหรอก ”

เสียงกังวานอันทรงอานุภาพดังขึ้น สามารถทำให้หัวใจดวงน้อยลอยละลิ่วปลิวกลับมาอยู่ที่เดิมได้อย่างรวดเร็ว วงแขนอบอุ่นคุ้นเคยกอดรัดทำงานหนักแน่น ไล่ความตระหนกให้กระจัดกระจายห่างหายโดยดุษฎี พระจันทร์ดวงน้อยผ่อนลมหายใจออกมาได้ แลทิ้งตัวลงไปในอ้อมกอดอบอุ่นนั้น

เขาว่ากันว่า จิตมนุษย์มันไวแท้ และก็คงจะจริง เพราะอยู่ดีๆ อารมณ์งี่เง่าที่ไล่ไปได้เมื่อครู่ก็ดันหวนกลับมา บอกให้รู้ว่า อ้อมกอดนี้แหละ ที่นอกจากจะกอดตนยังเคยกอดกุหลาบอย่างที่ได้เห็นในภาพ นี่เขาคงจะคุยกันเรื่องกุหลาบเสร็จสิ้นแล้วใช่ไหมเลยกลับมาหา อารมณ์แสนงอนขับมาทางวาจาอย่างไม่เคยเป็น 
 
“ใครจะมาฉุด จะมาสนใจมะลิบ้านสวน”

“นั่นสิพูดถูกไม่มีใครเขาสนใจหรอก มีแต่คนเขาติดใจทั้งนั้น เพราะมันทั้งหอมทั้งหวาน”

“มะลิบ้านสวนมันก็แค่กอมะลิบ้านนอก จะหอมหวลทรงค่าทำให้ใครติดใจเท่ากับกอกุหลาบที่อยู่ประเทศฝรั่งเศส”  เสียงนุ่มๆกระเง้ากระงอดกล่าวขึ้น รู้ดีว่า คนเจ้าเล่ห์ เกเร คนนี้ย่อมทราบ ...ใครคือมะลิ ใครคือกุหลาบ จึงขอซัดให้จุกกลางอกเสียบ้าง โทษฐานที่ปากหวานเลี้ยวลดถูกใจนัก

“กุหลาบหอมก็จริง แต่มันดันมีหนาม ดมไปแล้วไม่ทันระวัง มันเลยเกี่ยวหัวใจจนเป็นแผล... โอ๊ย เจ็บจนร้าวระบมไปหมด”

ประโยคนี้คงไร้ความน่าฟัง ถ้าคนพูดไม่ใช้เสียงออดๆอ้อนๆ  ผ่อนวงแขนออกมาทำกริยาที่ต้องบอกเลยว่า มันน่ารักน่าชัง ด้วยการยกมือมาทำท่ากุมหัวใจที่เป็นแผลประกอบ แถมยังปิดท้ายด้วยเสียงร้องโอดโอยเจ็บราวจะเป็นจะตาย จนดอกมะลิอมยิ้มโผกลับเข้าไปกอดคนบาดเจ็บเสียเอง

“แล้วทำไมไม่รานหนามก่อนดมซะล่ะ  ต่อไปมันจะได้ไม่เกี่ยว”  เสียงนุ่มๆงุบๆงิบๆให้คำแนะนำถึงวิธีดม พร้อมดวงตาสีน้ำตาลยามเผลอตวัดยังคงความน่าดูเฉกเคย แต่จะน่าดูเท่าบทออดบทอ้อนของชายที่ตนกำลังกอดได้หรือ
 
“เพราะตั้งใจจะให้มันเป็นแผล เรียกคะแนนสงสารจากมะลิกอนั้น” เต้ยยิ้มจนเห็นเหล็กดัดฟัน ความสว่างของแสงจันทร์ พอจับให้เห็นว่าเป็นสีแดง แล้วแสร้งถามยั่วเย้า ทั้งๆที่ตนก็รู้คำตอบดี 

“มะลิกอนั้นวันนี้ยังอยู่ดีเหรอ”

“โดนหมาบ้ามันฟัดจนเละเทะไปทั้งกอเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา รู้อย่างนี้ยังจะติดใจอยู่อีกไหม”

“หมามันรัก มันก็ต้องฟัดไม่รู้หรือไง อีกหน่อยมันจะยกขึ้นหิ้ง” น้ำเสียงเป็นจริงเป็นจังย้ำช้าชัด  สายตาคมวาวเปล่งประกายไม่หยุด และยังสามารถสำแดงอานุภาพ ให้เลือดฝาดแดงระเรื่อ จับเต็มทั่วใบหน้าลออเอี่ยม

“มะลิมีค่าขนาดนั้นเชียว”

“ถ้าไม่มีค่า ไม่บอกให้แม่วาสิฏฐีสั่งคนให้รื้อกุหลาบที่สวนหลังบ้านทิ้ง แล้วปลูกมะลิแทนหมดทั้งแปลงหรอก”

“แหม เสียดายที่มารู้เอาเมื่อสาย ไม่งั้นจะได้ไปช่วยขุดรากถอนโคน”

บทสนทนาคงบอกได้แต่เพียงว่า ต่างฝ่ายต่าง ทั้งหวานทั้งคม... มูนได้ตอบโต้พร้อมใช้ปลายนิ้วละเลียดเขี่ยคางสากๆเล่น แล้วดึงไรหนวดที่เพิ่งขึ้นเป็นตอแข็งๆสาเหตุแห่งความระทดระทวยออกมาเส้นหนึ่ง เมื่อสิ้นคำว่า..ขุดรากถอนโคน   

“จะไปทำเองให้เลอะเทอะเปรอะมือทำไม ตั้งใจแล้วจะยกให้เป็นที่หนึ่ง เก็บมือเอาไว้ให้ผัวจูบดีกว่า”

หมาบ้าพูดจบก็ไม่ปล่อยให้ปลายนิ้วที่กำลังดึงไรหนวดเล่นคางนั้นรอด ขยับริมฝีปากไล่งับตามตลอดทั่วทั้งลำเทียนขี้ผึ้งแท้ทั้งห้า สำแดงศิลปะชั้นสูงในการขบกัดออกมา เย้ยทะเล เย้ยจันทร์เบื้องหน้า แลโดยเฉพาะโขดหินทะมึนเบื้องหลังไม่หยุด ราวกับจะประกาศให้รู้ว่า ในอ้อมอกนี้ ที่กูกอด กูฟอนฟัดอยู่นี่ คือ... เมียกู

 แต่แล้วเต้ยก็ต้องยุติการกระทำลงเสียเอง เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นนิ้วนางข้างซ้าย คิ้วเข้มๆทั้งสองข้างขมวดเป็นปมทันใด ความขัดใจกำเนิดบังเกิดเป็นริ้วๆ หากก็พอหักใจสะกดไว้ได้

“เอ๊ะ ...แหวนนี้น้องได้แต่ใดมา”

“องค์พญานาคาประทานให้” มูนต่อกลอนเสียงใส มัวแต่ซุกหน้าซบอก เลยมิรู้ว่าเจ้าชายมิโปรด จนเสียงเกรี้ยวหน่อยๆปิดท้ายกลอนดังขึ้นนั่นแหละ จึงพอจับพระอารมณ์ได้

“ขอให้เจ้าถอดมันออกเขวี้ยงทิ้งไป .....อย่าสวมใส่นิ้วนางน้องหมองราคี”

“มันสวยออกนะเต้ย อย่าทิ้งเลยนะ ดูดีๆสิ มันเป็นเปลือกหอย แต่มันขดเป็นวงหัวก็หยักๆเหมือนพญานาค  มูนอยากเก็บไว้” เสียงออดอ้อนราวกับเด็กๆของมูนดังขึ้น คิ้วเป็นปมของเต้ยจึงเริ่มคลาย ยกเว้นเสียงห้าวๆที่ยังคงความเข้มหน่อยๆ และยังยืนยันว่าไม่โปรด

นิ้วนางของแม่มณีจำต้องระยับวับวาว....... ด้วยอัญมณีแห่งอัครพงศธรเท่านั้น

“เต้ย – ไม่ – ชอบ” เต้ยพูดนิ่งๆ ออกเสียงช้าชัดทุกคำบ้าง แล้วเว้นวรรคเพียงครู่ ปรับอารมณ์ลดโทนเสียงทอดให้อ่อนดังเดิม
“รออีกหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ อย่าเพิ่งใจร้อน นิ้วสวยๆอย่างนี้ ต้องใส่เพชรแท้เท่านั้น”

“พูดอย่างกับจะหาแหวนเพชรมาให้ ...มูนก็แค่ใส่เล่นๆ ถ้าไม่ชอบทิ้งก็ได้” มูนบ่นกระปอดกระแปด แต่ก็ยอมทำตามพระประสงค์ ถอดแหวนที่เกือบเป็นชนวนข้อพิพาท เขวี้ยงคืนไปทางโขดหินเบื้องหลัง

“นิ้วนางข้างซ้าย เขาไม่เอาแหวนมาใส่เล่นๆกันหรอก เขาสงวนไว้ให้ผัวตีตราจอง บอกความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ว่าแต่ ถ้าเต้ยหามาได้ล่ะ จะให้อะไรตอบแทน”

“จะกราบเช้า กราบเย็น” เสียงใสตอบมาโดยที่คนพูดไม่รู้หรอกว่าในอนาคตข้างหน้าต้องทำจริง

“พูดเองนะ” เต้ยรีบประกบริมฝีปากหอมไปข้างแก้มเสียฟอดใหญ่ ทอดเสียงต่อมาว่า  “กลับบ้านพักกันเถอะ ป่านนี้ไอ้พวกนั้นรอเต้ยกินเหล้าแย่แล้ว”

“เดี๋ยวสิเต้ย...มีปัญหาอะไรกับหมวดหรือเปล่า มีอะไรที่มูนพอจะช่วยได้ไหม” มูนกลั้นใจถามออกไปในที่สุด ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะไม่ถาม แต่ความอยากรู้มันกลับมีมากเสียจนเกินสะกดไหว และกลัวเหลือเกินเขาจะหาว่าสอดรู้ จึงพยายามหาคำถามอ้อมๆ ที่จะไม่กระทบกระเทือนพระอารมณ์ ทว่าเจ้าชายดันตรัสตอบตรง

“ไม่มีอะไรหรอกมูน แค่วานให้ไอ้หมวดมันช่วยงานนิดหน่อย และก็ไม่ได้เกี่ยวกับกุหลาบที่ฝรั่งเศสแต่อย่างใด สบายใจแล้วนะ” เต้ยไม่เขกหัวเหมือนคราวที่แล้ว กลับขยี้หัวมูนมาแทนที่ด้วยความเอ็นดูอย่างที่สุด แล้วสั่งความปิดท้ายสรุปรวบรัด

“ช่วงนี้อย่าเพิ่งไปไหนคนเดียว เมื่อกี้ถ้าไอ้หมวดตาไม่ไว เต้ยคงวิ่งตามมาไม่เจอ... นี่คือคำสั่ง จำไว้”

เต้ยพูดจบก็ตระกองกอดมูนแน่นราวกับกลัวว่าใครจะมาฉุดมูนไปไหน มูนแม้จะยังสงสัยหากก็พยักหน้ารับคำ แล้วทั้งสองก็พากันทิ้งเสียงคลื่นเดินขึ้นเนินทราย ... สายตาคมวาวของเต้ยยังเปล่งประกายไม่หยุดหย่อนตามตลอดทางที่เดินกลับมา และฉายแววกราดเกรี้ยวอย่างแรงกล้า ยามหันกลับมามองโขดหินที่ทอดยาวเบื้องหลัง

เมื่อริมหาดตรงหน้ากลับมาสงบเงียบดังเดิม เงาดำมืดของอัศวินรัตติกาล จึงเคลื่อนกายย้ายร่างออกมาจากหลังโขดหินใหญ่ พร้อมใบหน้าขัดใจระคนเสียงสบถดังลั่น

“ไอ้เต้ย....มึงโผล่มาทำไมตอนนี้ อีกนิดเดียวจะได้เมียมึงอยู่แล้วเชียว”  วาจาและกริยาอาการกราดเกรี้ยวยังมีมาอีกเป็นชุดใหญ่ แต่แล้วก็ต้องยุติลงด้วยเสียงห้าวคล้ายๆกันดังขึ้นจากทางเบื้องหลัง

“แอบดูเขามันไม่ดีนะก้อง”

ก้องหันขวับกลับไปมองต้นเสียงทันใด แสงจันทร์พอสว่างทำให้รู้ว่าเป็นใคร แม้จะตะลึงและแปลกใจในทีแรก  แต่ก็สามารถปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ฝืนเสียงเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“พี่กัน พี่กานต์ รู้ตัวไหมว่า กำลังเสียมารยาท แอบตาม แอบดูก้อง”

“แล้วก้องไม่เสียมารยาทหรือไง ก้องก็แอบดูเหมือนกัน ...แล้วก้องแอบดูใคร”

“คนที่สนใจ... และมันก็ไม่ใช่เรื่อง ของพี่กานต์” ก้องสะบัดหน้าพรึ่ดตอบพี่ชาย แล้วเดินกลับไปตามทางเดิมมุ่งหน้าสู่บ้านพักเหนือชะง่อนผา ส่วนพี่ชายทั้งสองก็เดินตามมาไม่หยุด และยังกล่าวประโยคที่ก้องไม่ค่อยชอบใจนัก

“แต่เท่าที่พวกพี่เห็นคนที่นายสนใจ เขาเดินกับแฟน คิดจะแย่งของคนอื่นเขามันไม่ดีนะ พี่ว่านาย ให้พวกพี่สองคนช่วย...”

“แล้วยังไงครับพี่กัน เขามีแฟนแล้วมันจะเป็นปัญหาตรงไหน พี่สองคนช่วยอะไรไม่ได้หรอก อยู่เฉยๆ เถอะ... ก้องขอตัวและอย่ามากวนใจอีก” 

ก้องหยุดกึก หันกลับมาเผชิญหน้าพี่ชาย ตาตี่ตี๋จ้องเขม็งท้าทายเพียงครู่ ท้ายสุดจึงหันหลังกลับ กันกับกานต์ก็ยังตามน้องไปหมายจะคุยให้รู้เรื่องโดยมิทันสังเกตเลยว่า มีเงาที่ซ่อนตัวอย่างพวกเขา ค่อยๆปรากฏกายออกมา เงานั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้น เรียกรายชื่อคุ้นเคย ต่อสายไปยังปลายทาง เมื่อสายสัญญาณถูกตอบรับ เสียงเจรจาก็ถ่ายทอดความมิรอช้า

“ได้เรื่องแล้วไอ้เต้ย”

“ใช่มันไหมไอ้หมวด”

“ใช่....น้องมอสตาไม่ฝาด ไอ้คุณก้องมาอยู่นี่จริงๆ เดี๋ยวกูไปเล่ารายละเอียดให้ฟัง”

เปรมวางสายรีบมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านพัก ที่เพื่อนสนิทกำลังยืนรอที่ระเบียงด้วยใบหน้าครุ่นคิดขบกรามแน่น พอๆกับแรงที่ใช้บีบแบล็คเบอร์รี่ในมือ เสียงกังวานกร้าวดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็จงใจใช้ฝากลมทะเลส่งสานส์ไปถึงศัตรู

“ไอ้ก้อง มึงแส่หาตีนเองนะ ...ถ้ามึงแตะต้องพระจันทร์ของกูเมื่อไหร่ มึงตาย วาสนาของมึง มีได้แค่ชะเง้อมองอย่างเดียว”

แสงตะวันยามเช้าทอระยับสาดส่อง กระทบผองฝืนน้ำเพชรประกายพรายเลื่อม  เมฆขาวพราวพยับทับซ้อนซ่อนลดเหลื่อม กระเพื่อมลอยทั่วผืนฟ้าฟากสีคราม  ลมทะเลสดชื่นพัดกรูกำจาย ครั้นปะทะผิวกายชวนวาบหวาม แสนเย็นฉ่ำดื่มด่ำได้ทุกชั่วยาม  นางนวลน้อยโผผินตามกางปีกบิน เสนาะเสียงเกลียวคลื่นที่ซัดสาด บรรเลงเพลงริมหาดพิลาศล้ำเหนือโขดหิน แสนไพเราะจับหัวใจยามได้ยิน ราวเสียงพิณดีดประสานซ่านฤทัย

ด้วยธรรมชาติสดใสแสนพิศุทธิ์ พาบุรุษผลุดลุกผืนเตียงไหว พ่อรูปงามลืมตาตื่นขึ้นทันใด มองหาแม่มณีใจจันทร์ขวัญตา เหลียวมองไปซ้ายขวาไม่พานพบ ยอดรักพี่หนีไปหลบอยู่ไหนหนา ใจตระหนกอกสั่นทั่วกายา ฤาลมกล้ามาหอบเจ้าลอยลี้ไกล

“มูน...อยู่ไหน”

เต้ยถามลั่น แต่ครั้นไม่มีเสียงตอบรับ จึงรีบวิ่งเข้าไปดูถ้วนทุกห้องแทบทุกมุมของบ้านพัก เมื่อค้นหาจนทั่วทุกตารางนิ้วภายในบ้านก็มิประสพพบแม้แต่เงาจันทร์ หัวใจของเขาจึงเริ่มเต้นระส่ำ เดินเข้าห้องนอนอีกครั้งหยิบแบล็คเบอร์รี่ต่อสายไปหาชื่อที่บันทึกไว้ว่า “เมียจ๋า” เพียงได้ยินเสียงสัญญาณสายว่างดังข้างหู เสียงครืดๆจากระบบสั่นของแบล็คเบอร์รี่ที่ตั้งใจต่อสายหา ก็ดันมาดังประสานอยู่หน้ากระจก พร้อมชื่อหน้าจอกำลังขึ้นปรากฏหราว่า “ผัวจ๋า” ผลจึงบังเกิดเป็นเสียงถอนหายใจระบายอารมณ์กรุ่นๆ คิ้วเข้มๆสองข้างนั้นขมวดเป็นปมแรกตั้งแต่เช้าของวันเลยทีเดียว

“โธ่โว้ย ไปไหนของเขาวะ โทรศัพท์ก็ไม่เอาไป อุตส่าห์บอกไว้ว่าอย่าเพิ่งไปไหนคนเดียว เดี๋ยวก็เสร็จไอ้เหี้ยตี๋ผีจีนจนได้ ชอบทำให้โมโหไม่เข้าเรื่อง”

เสียงกังวานเปลี่ยนท่วงทำนองเป็นขัดใจ เพราะสถานการณ์ตอนนี้ดันมีไอ้ผีเปรตมันมาป้วนเปี้ยน จากเดิมที่นับว่าหวงและห่วงอยู่แล้ว มันจึงบรรจบทบเท่าทวีคูณเป็นร้อยเท่าพันเท่า

“เอ๊ะ....หรือมูนจะอยู่บ้านไอ้พวกนั้น”

เต้ยเปรยเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนจะคว้าเสื้อมาใส่ วิ่งออกไปทันใดมิสนใจจะล้างหน้าล้างตา แลพอออกมาถึงนอกชานก็ถอนหายใจออกมาได้อย่างโล่งอก เพราะร่างบางกว่าแต่มิถึงกับขนาดบอบบางที่กำลังตามหา ปรากฏแก่สายตาอยู่ริมหาดเบื้องหน้า วาดลีลา ในชุดท่าโยคะที่เขาเห็นจนชินตาและมูนเคยบอกเขาว่า “สุริยะนมัสการ” 

“มันจะเป็นจะตายหรือยังไงวะ กะอีแค่สะกิดปลุกผัวแค่นี้ว่าจะออกมาฝึกโยคะ”

เต้ยพูดพลางเดินลงไปหามูนพลางด้วยใบหน้าคว่ำ ในใจตอนนี้ เขายังจำวินาทีที่หัวใจได้ร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม บังคับขาทั้งสองข้างวิ่งตามมูนมาสุดฝีเท้า แต่โชคดีที่เมื่อคืนตอนนั่งคุยกับเปรมนั้น เจ้าเพื่อนสนิทมันเห็นมูนเดินดุ่มๆไปคนเดียวทางริมหาดอีกฟากเสียก่อน และก็นับว่าเป็นโชคดีอีกเหมือนกัน ที่ไอ้เงาผีอัปรีย์นั่น ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร

ถ้าเมื่อคืนไปช้าแม้เพียงแต่เสี้ยววินาที ไอ้เงานั่นมันคงกระโจนเข้าตะครุบตัวมูนเป็นแน่แท้ ใจจริงเขานั้นน่ะหรืออยากจะเข้าไปลากคอมันออกมากระทืบให้ยับ ทว่าเปรมดันห้ามไว้

“อย่าเพิ่งใจร้อนไปไอ้เต้ย จะจับไอ้พวกใช้ยุทธวิธีแบบกองโจรเนี่ย ต้องตลบหลังมันเท่านั้น ไอ้เงาดำที่เราเห็นผลุบๆโผล่ๆนั่นอาจจะไม่ใช่มัน มึงไปอยู่กับมูน เดี๋ยวกูจะดักซุ่มดูมันเอง ...เร็วเข้ามันเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้ว”

นั่นแหละเขาจึงวิ่งอย่างเต็มเหยียดกว่าเดิม และแม่มณีก็ดันวิ่งหนี การวิ่งเข้าไปหาของเขาเลยกลายเป็นวิ่งไล่ควด กว่าจะหยุดได้ก็เล่นเอาเหนื่อยไม่ใช่เล่น ครั้นพามูนกลับขึ้นมาถึงที่บ้านพักแล้ว เปรมที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ต่อก็โทรศัพท์เข้ามารายงาน ยืนยันหนักแน่นว่า ไอ้เงาอัปรีย์เป็นของไอ้ตี๋ผีจีนจริงๆ แถมยังกลับมาถ่ายทอดบอกเจตนารมณ์ของมันให้ฟัง

“มันพูดว่า มึงโผล่ไปทำไมตอนนั้น อีกนิดเดียวมันก็จะได้ตัวมูนอยู่แล้วเชียว ที่สำคัญมันมีพี่ชายมาด้วยอีกสองคน แต่ดูท่าเหมือนพี่ชายมันจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร แต่เราก็ไม่ควรวางใจ มึงจะบอกมูนไหม ” 

“ไม่...กูไม่อยากให้มูนกลัว อยากให้เขามาเที่ยวอย่างสบายใจ เรื่องหนักใจแบบนี้กูจะแบกรับเอาไว้และจะคอยจับตาดูไอ้ก้องเอง ”เต้ยตอบรวดเร็ว คิ้วเข้มๆผูกเป็นปมแน่น สะบัดเสียงพูดต่อไม่หยุด


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“ เหี้ยเอ๊ย ....จะมาสวมแหวนแต่งเมียทั้งที ก็เสือกมีมารมาผจญ แต่ก็นับว่ายังดีที่ฟ้ายังเข้าข้างกูให้มอสมันเห็นเสียก่อน อย่างที่กูเล่าให้มึงฟังแหละ ตอนที่พวกเราเข้าไปเช็คอิน ไอ้ก้องมันแอบเลี่ยงออกมาอีกทาง มอสอยู่แถวนั้นพอดี ...ไม่อยากจะคิดเลยถ้าไม่รู้ตัวก่อน พระจันทร์ของกูจะเป็นอย่างไร”

เต้ยสบถอย่างอารมณ์เสีย ยอมรับว่ายามได้ยิน เกิดความกังวลอย่างหนัก หากแต่มิใช่กลัว ก้องนับเป็นศัตรูหัวใจคนแรกที่ทำให้เขาต้องคิด...สมัยเรียน ตอนยังไม่รู้จักหัวใจตนเองนั้น เขาใช้ความเกเรร้ายกาจ กีดกันพระจันทร์กับไอ้พี่อั๋น และตีนหนักๆของเขาก็เคยประเคนเข้าที่กลางหลังของรุ่นน้องมอสี่คนหนึ่งที่ชื่อณัฐโทษฐานที่มันบังอาจเอื้อมคว้าพระจันทร์ จนเป็นเรื่องเป็นราวถึงฝ่ายปกครอง และเหตุผลที่ให้อาจารย์ก็คือ หมั่นไส้ ไม่ชอบหน้า....หากแต่แท้จริง หมายพระจันทร์นั้นคือสาเหตุ

สมองต้องวางแผนให้แยบยลกว่า.... ส่วนกำลังจะใช้ปกป้องรักษาเพชรน้ำงามยอดมงกุฏ
อย่างที่บอก ...วาสนาของก้องต้องมีได้แค่ชะเง้อมองจันทร์ หากมันแตะต้อง โทษของมันคือ....ตายคาตีน

ฟากฟ้าทะเลฝันของเขาต้องเป็นดังภาพฝัน ภาพที่มีแค่เขาคุกเข่าสวม“แหวนเพชร”น้ำงามระยับวับวาว อันเป็นมรดกตกทอดของตระกูลอัครพงศธร แนบนิ้วนางข้างซ้ายของมูน ริมหาดทรายขาวใต้แสงจันทร์ท่ามกลางผองเพื่อน  แหวนที่ตั้งใจจะสวมให้ เพื่อยกสถานะฐานันดรให้สูงสุด หากก็ต้องระงับไว้ก่อน ด้วยเหตุที่มีมารตั้งใจมาชิงมณีดวงน้อย จะสวมแหวนทั้งทีความกังวลใจก็จำต้องหมด เวลารูดลงนิ้วนางจะได้มีแต่ความสุขพิศุทธิ์ใจเพียงเท่านั้น

“อ้าวจะมาแต่งเมียด้วยหรอกเหรอไอ้ห่า กูก็นึกว่าจะมาเที่ยวกันอย่างเดียว” เปรมทำสีหน้าไม่แปลกใจอันใด เพราะรู้ทางเพื่อนอยู่แล้วว่า พาเมียมาเที่ยวทะเลทั้งทีย่อมไม่มีคำว่าธรรมดา แล้วพูดให้กำลังใจเต้ยต่อมาอีก “แต่มึงไม่ต้องกลัวกูยังอยู่ มึงจำคำกูไว้ไม่เกินคืนพรุ่งนี้หรอกไอ้คุณก้องมันต้องโผล่หัวออกมา ”

 “ให้มันออกมาเถอะ กูไม่เคยกลัวมันหรอก พอๆกับที่ไม่เคยกลัวไอ้พี่อั๋น ...ขนาดไอ้พี่อั๋น ตัวมันโตกว่ากู กูยังเอาตีนเขี่ยตกทะเลตอนมาเก็บตัวนักกีฬาครั้งหนึ่งแล้ว มึงก็จำได้นี่ นับประสาอะไรกับไอ้ก้อง เห็นทีเราต้องตลบหลังมันอย่างที่มึงว่าซะแล้ว ” เต้ยจำได้ว่าตนเองขบกรามกำหมัดแน่น ก่อนปรับเสียงให้เป็นปกติ ตัดบทไปยังเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันอีกเรื่อง 

“ว่าแต่เรื่องสวมแหวน มึงอย่าปากหมาพูดไปนะ กูจะเซอร์ไพร์ส มูนเขาหน่อย ”

“เออกูรู้หรอกน่า...กูนะโว้ยไม่ใช่อีช้าง ไปเถอะไปกินเหล้ากันต่อ เลี้ยงฉลองชัยชนะให้มึงล่วงหน้า”

บทสนทนาท้ายสุดที่มีกับเปรมเมื่อคืนยุติลงแค่นั้น ทันทีที่เต้ยเดินมาถึงริมหาด พระจันทร์ดวงน้อยที่กำลังล่องลอยด้วยอาสนะเหนือผืนทราย ชำเลืองมองเพียงแวบและก็สบเข้ากับสายพระเนตรส่อแววขัดพระทัยของเจ้าชายมาแต่เช้าพอดี

“ตื่นแล้วเหรอ วันนี้ตื่นเช้าเหมือนกันนี่ นึกว่าจะแฮงค์” เสียงนุ่มๆทักทายขึ้นอย่างสดใส ทว่าเจ้าชายดันขับโทนเสียงกริ้วหน่อยๆ ออกมาเร็วพรึ่ดเป็นประโยคยาวตอบกลับแทบจะไม่เว้นวรรคหายใจ 

“สั่งไว้ว่าอย่างไร บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าเพิ่งไปไหนมาไหนคนเดียว เดี๋ยวนี้คำพูดของเต้ยมันไม่มีความหมายอะไรเลยใช่ไหม ทำไมถึงชอบขัดคำสั่ง ดื้อเป็นเด็กๆไม่เข้าเรื่อง ....เดี๋ยวปั๊ดเตะโชว์พระอาทิตย์เลยนี่”   

“ลงมาแค่นี้เอง มันจะอะไรนักหนา แค่เดินลงมาจากบ้านไม่กี่ก้าว ไม่ได้เดินไปไหนไกลซะหน่อย อีกอย่างเจ้าตูนมันก็นั่งเป็นเพื่อนอยู่นี่” ด้วยความเคยชินมูนย่อมเข้าใจอารมณ์แลมิโต้ตอบด้วยโทสะให้เสียบรรยากาศ น้ำเย็นจึงใช้เข้าลูบเสียโดยพลัน แลถลันเข้ามากอด อิงกระหม่อมแนบต้นแขนแข็งแรงแน่น แม้นในใจจะบอกกับตัวเองว่า เต้ยห่วงและหวงเกินกว่าเหตุ

มูนได้แต่คิดอย่างนั้น...หากรู้ความจริงสักนิด คำว่า “เกินกว่าเหตุ” จะไม่มีทางอยู่ในหัวสมอง แลต้องบอกกับตัวเองใหม่ว่า “สมเหตุสมผล” เป็นที่สุด

มูนไม่รู้หรอกว่า เจ้าชายสุดที่รัก กำลังหาทางหาวิธีปกป้องตนอย่างสุดพระกำลังและพระสติปัญญาโดยที่ตนก็มิได้เฉลียวใจอะไรเลยสักนิด

“เห็นเต้ยหลับอยู่ไม่อยากปลุก อยากให้นอนพักสบายๆ เมื่อคืนกว่าจะเลิกก็ดึกนี่ แถมเต้ยยังมานั่งตอบอีเมลลูกค้าต่ออีก เลยอยากให้เต้ยพักผ่อนเยอะๆ ตื่นมาจะได้หล่อๆ”

“ก็สะกิดบอกเต้ยสักนิดก็ยังดี ไม่ใช่ลุกพรวดๆ ไม่บอกไม่กล่าว มูนไม่เข้าใจความรู้สึกคนห่วงคนหวงหรอก และไอ้ตูนมันก็ตัวแค่นี้ ใครมาฉุดไป มันจะช่วยอะไรได้” เต้ยผ่อนเสียงกริ้วลง หยุดพูดเว้นวรรคเพียงครู่ ยกขาเตะไอ้ตูนเบาๆที่กระดิกหางเข้ามาพันแข้งพันขาแทนเตะมูน แล้วทอดเสียงคลายกังวลออกมาอีกคำรบ

“ทีหลังอย่าทำอีก เต้ยใจหายหมด”

“เอาเป็นว่ามูนขอโทษ ต่อไปจะไม่ทำอีก หายโกรธมูนนะ สุดหล่อของมูน” มูนใช้ศิลปะการอ้อนแบบลูกแมว เสียงตะแง้วๆ อีกทั้งหน้าลออที่ซุกไซร้ไปมาบนต้นแขนแกร่ง อย่างไม่เคยทำกับใคร ทำให้เจ้าชายทรงคลายพิโรธเป็นปลิดทิ้ง แถมยังเอามือมาขยี้หัวด้วยความเอ็นดูเฉกเคย อีกทั้งยังประทับจูบแรกของวันตรงกลางหน้าผากอย่างนิ่มนวล

“ไอ้ลูกแมวยั่วสวาท เดี๋ยวปั๊ดจัดชุดใหญ่ให้ริมหาดเสียเลยนี่” เต้ยย่นจมูกอย่างน่าดู แสร้งเอ็ดแกล้งขู่ แล้วทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะตามด้วยยิ้มกว้างๆ กล่าวต่อมาว่า

“ หายโกรธก็ได้ ... แต่ขอย้ำว่า ทีหลังอย่าทำ จะไปไหนมาไหนขอให้บอก มูนคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเต้ยอย่างที่เต้ยเคยพูด เพราะฉะนั้นเต้ยจึงหวงอย่างที่สุด หวงจนไม่อยากให้ใครมายุ่ง ห่วงกลัวว่าใครจะมารังแก อย่าว่าเต้ยที่เข้มงวดไม่เข้าเรื่อง เต้ยไม่เคยหวงและห่วงใครขนาดนี้ แม้กระทั่งเกรซ มูนจะเป็นคนแรกและคนเดียวที่เต้ยจะใช้ทั้งสมองและหัวใจดูแล”

สายตาของเต้ยยามนี้ ฉายประกายความหวงและห่วงออกมาอย่างแรงกล้า  ตอกย้ำให้คนฟังรู้ว่า ความหวงและห่วงที่มีให้ มันมีมากกว่าคนเก่าในอดีตเพียงไร มูนรับรู้ท่วมท้นเต็มหัวใจ ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะบริภาษในความรักอย่างที่สุดของเต้ย

 “วันนี้มูนบอกหรือยังว่า มูนรักเต้ย ถ้ายังก็ขอบอกเสียตรงนี้เลย” มูนซุกหน้าลงกับอกของเต้ยพลัน ซบไว้เนิ่นนานอยู่อย่างนั้น ปล่อยคำพูดให้รินรดอกต่อมาไม่ขาดตอน “มูนไม่ว่าหรอก ดีใจเสียด้วยซ้ำ รู้แล้วว่าเต้ยหวงอย่างที่สุด แต่ก็ไม่น่าหวงและห่วงเกินขนาด เสียจนรีบร้อนใส่แต่เสื้อกล้ามวิ่งออกมาตาม จนลืมใส่กางเกง”

เสียงน้อยๆพูดกลั้วหัวเราะยังไม่ทันจะจบดี คนขี้ลืมก็ก้มลงมาดูช่วงล่างตนเองทันทีพร้อมเสียงหัวเราะแหะๆ เมื่อเห็นว่าท่อนล่างของเขามีแค่ปราการสีขาวเนื้อดีกางกั้นแกนกลางกายใต้บั้นเอวไว้เท่านั้น กางเกงแพรคุณหลวงสีสด คงถูกถอดทิ้งไว้ข้างเตียงเป็นปกติและเป็นประจำอย่างเคย และเป็นอยู่บ่อยๆ จนท้ายสุดในระยะหลัง เขาจึงนอนมันทั้งอย่างนี้หรือบางทีก็นอนทั้งๆที่ไม่มีอะไรติดตัวสักชิ้น

“ห่วงจนรีบไปหน่อย...แต่แหม ดูสิจ๊ะ เมื่อกี้เต้ยน้อยมันตกใจจนหดหมดเลยอ่ะ  ”

เมื่ออารมณ์กรุ่นจาง จึงเป็นที่แน่นอนว่าจะมีแต่เสียงทะเล้นหน้าทะลึ่งเข้ามาแทนที่ และที่หนักข้อกว่านั้น อีตาเจ้าของดันเปิดขอบคาลวินไคลน์ให้ดู แลมูนก็ดันบ้าจี้ชะโงกหน้าไปดูเต้ยน้อยเสียนี่ จึงได้เห็นชัดเต็มตาว่า เต้ยน้อยยามนี้ตัวน้อยผิดตาจริงๆ และกำลังซ่อนตัวคุดคู้อยู่ในพงหญ้าสีดำกำมะหยี่ ท่าทางคงตกใจหนัก พอเห็นแล้วสติสตังก็กลับคืนรีบยกมือกำหมัดทุบแผงอกกว้างของเต้ยใหญ่ ต่อว่าต่อขานด้วยเสียงอุบๆอิบๆ...ทั้งๆที่เต้ยไม่ได้บังคับให้ยื่นหน้าไปดูเลยสักนิด

“ลามกอีกแล้วนะ เดี๋ยวเหอะ ไปหากางเกงมาใส่ไป๊ ”

“เอ๊า...แล้วบ้าจี้ยื่นหน้ามาดูทำไมวะ”

“แล้วเปิดทำไมล่ะ...สาธุขอให้มันหดตลอด ต่อไปจะได้ไม่กล้าโชว์”

“เหอะ ถ้ามันหดตลอด อย่ามาร้องไห้คร่ำครวญเพราะโหยหาติดใจในขนาดและความแข็งก็แล้วกัน”

เต้ยหัวเราะร่วนรู้เสียยิ่งกว่ารู้ว่ามูนเอ็ดเขาแช่งเขาไปอย่างนั้น ไม่มีวันเสียหรอกที่จะคิดจริงๆ เขายังจำได้ ตอนเขาใส่ชุดนอนชิ้นเดียวและแอบโชว์แบบนี้ครั้งแรก มูนก็เอ็ดเขาอย่างนี้ แต่ครั้นพอเขาดึงเข้ามากอดแลประกบปากลงไปเท่านั้นแหละ นอกจากจะเลิกเอ็ดเลิกว่า ยังระทดระทวยยินยอมโผเข้าหาเสียบ่อยๆ

“คนหื่นกาม!! ....ไปตายอดตายอยากมาจากไหน”

“แม่มณีอย่ามาทำพูดดีไป  ใครใช้ให้ยอมทำไมเจ้าแก้วตา ”

“งั้นต่อไปจะไม่ยอมพี่อีกแล้ว  อย่าหมายใจพานแผ้วสิเน่หา” เสียงใสๆยามกล่าวสุดกระเง้ากระงอดนัก เต้ยจึงต้องสยบด้วยการกอดรัดและเสียงอ่อนเสียงอ้อนอยู่เสมอ

“โถ โถ โถ พี่ยั่วหยอกหลอกเล่นยอดชีวา  ยอมเถิดหนามาให้พี่....กล่อมน้องนอน”

คารมคมหอกของเขาทุกบททุกตอนนั้นมันมีอานุภาพประหลาดทำให้มูนยอมได้ทุกครั้ง จนอดคิดเล่นๆไม่ได้ว่า มูนตกเป็นทาสของอวัยวะติดใจหรือลำมหาเสน่ห์ของเขาเข้าแล้วจริงๆ

“ไม่มีวันเสียหรอก ใครบอกว่าติดใจ” น้ำเสียงมั่นใจไม่จริงของมูนทำลายภวังค์น้อยๆของเต้ย จนเขาต้องยิ้มกว้างเสียยิ่งกว่ากว้างย้อนเข้าให้บ้างจนมูนทำหน้าทำตาไม่ถูก

“ถ้าไม่ติดใจ แล้วใครกันนะที่เมื่อเย็นวาน ร้องครางเรียก เต้ยจ๋า... เต้ยจ๋า ลั่นห้อง”

มูนได้ฟังก็หน้าแดงแป๊ดพูดเรื่องนี้ทีไรก็แค้นเคืองมิหาย เหตุการณ์เมื่อเย็นวาน ใครกันจะคาดคิดว่าปากตนจะเผลอหลุดคำพูดเช่นนั้นออกไป

“มูนเผลอหรอก”

“งั้นก็คงเผลอแทบทุกคืน และเมื่อวานก็คงจะเผลอหนักจนไม่รู้ตัวว่าพูดอะไรออกมาบ้าง ทวนคำพูดให้ฟังดีไหม” คนเจ้าเล่ห์จอมรุกไล่ยังไม่ยอมลดละ คนถูกต้อนจึงถึงคราวจนมุมล่าถอยปราชัยอีกครั้ง

 “อย่าพูดนะ ถ้าพูดมูนโกรธจริงๆด้วย และห้ามไปเล่าให้แก๊งค์ปากเสียพวกนั้นฟังเป็นเด็ดขาด...ไม่คุยด้วยแล้ว มูนจะฝึกโยคะต่อ” มูนห้ามเสียงหลง อายเป็นที่สุด จนต้องชายตาสะบัดหน้าหนีตัดบท เพราะรู้ดีว่าที่หลุดปากไปเมื่อวาน มันไม่ใช่แค่คำว่า เต้ยจ๋า อย่างเดียว หากมันมากกว่านั้น มากเสียจนอยากจะย้อนเวลากลับไปตบปากหรืออุดปากตัวเอง...ทว่าการสะบัดหน้าหนีก็ทำได้เพียงชั่วแวบเพราะนึกอะไรดีๆออก

“เอ๊ะ หรือจะจับฝึกด้วยกันดี”

“มะ ไม่เอาดีกว่าจ้ะ ไม่คุยก็ได้ เดี๋ยวไปนั่งรอตรงนอกชานบนบ้านนะ”

ทันทีที่เต้ยได้ยินก็รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน รู้ตัวเองดีว่าแม้จะมีศรีภรรยาเป็นครูสอนโยคะ แต่ความสามารถมันไม่ได้ถ่ายทอดทางสัมพันธ์สวาทมาถึงตัวเขาเลยสักนิด อีกอย่างก็เข็ดแล้วคราวบาดเจ็บตรงสะบักไหล่ตอนเรียนครั้งแรกที่คอนโด หากนั่นก็เป็นเพราะเขาทำตัวเองไม่ใช่เหรอ  แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ควรปล่อยให้มูนฝึกไปคนเดียวนั่นแหละ เพราะมูนต้องใช้ความอ่อนตัวอยู่เสมอ ส่วนเขามีหน้าที่ปรนเปรอความแข็งแกร่งให้เต็มที่เท่านั้น

ความอ่อนตัวที่ว่า คือมูนสามารถเอาขาทั้งสองข้างเกี่ยวไว้หลังคอตัวเองได้อย่างอัศจรรย์ หรือนอนคว่ำหน้า ยกเนินประตูเมืองให้โค้งงอนโดยมิต้องใช้หมอนรองแต่อย่างใด ค้างอยู่ได้เป็นนานสองนาน เปิดทางเป็นเป้านิ่ง ต้องตรงตามองศาและวิถียิงของกระสุนปืนใหญ่ไม่ผิดไปแม้แต่มิลลิเมตร

มูนทำได้ดีมาก...ดีเสียจนกระทั่ง “ติดใจ”
พลิกแพลงอย่างไร ความอ่อนตัวพลิ้วไหวก็ตั้งรับได้ทุกกระบวนเพลง

“ไม่ได้... สายไปเสียแล้ว ไหนๆก็อุตส่าห์ตื่นเช้ามากวนโทสะ และวันนี้มูนก็กำลังเปรี้ยวปากอยากสอน มาเป็นนักเรียนให้มูนซะดีๆ อย่าขัดขืนไม่งั้น คืนนี้นอนข้างนอกกับไอ้เจ้าตูน”

เจ้าตูนรีบครางหงิงๆ มันคงดีใจที่คืนนี้จะมีพ่อมันมาเป็นเพื่อนนอน ทว่ามันก็ต้องหน้าม่อยผิดคาด เพราะพ่อมันเมื่อเจอไม้นี้มีหรือจะกล้าปฏิเสธ บทลงโทษถูกบัญญัติเป็นกฎหมายกลายๆให้นอนข้างนอก ด้วยความกลัวแสนกลัว เจ้าพ่อหมาตาคมวาวเลยต้องจำยอม แต่ถ้ายอมง่ายๆก็ดูจะธรรมดาผิดธรรมชาติหมา ข้อแม้เล็กๆน้อยๆจึงต้องมีเสมอ

“ก็ได้แต่ ไหว้พระอาทิตย์อย่างเดียวพอนะ และต้องมองหน้าเต้ยห้ามละเลย แตะเนื้อต้องตัวได้ตลอดโดยไม่ต้องขออนุญาต”

ดูเอาเถิดผู้ฝึกโยคะคนไหนจะมีข้อแม้แบบนี้กับครูผู้สอนบ้าง มูนฟังเข้าจบก็ต้องส่ายหน้าและก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ที่พระสวามีเจ้าเล่ห์เกเรดันยกข้อแม้ซึ่งตรงกันข้ามกับตอนเรียนโยคะที่คอนโดมาได้แทบจะครบถ้วนกระบวนความ

“เอาอย่างนั้นก็ได้  แต่ถึงเต้ยไม่บอกมูนก็ตั้งใจว่าจะสอนแค่ท่าไหว้พระอาทิตย์เท่านั้นแหละ เพราะท่าอื่นๆสอนไปเต้ยก็ทำไม่ได้อยู่ดี ดูอย่างวันนั้นที่คอนโดสิ ท่าง่ายๆก็ดันทำตัวเองบาดเจ็บ” น้ำเสียงนุ่มๆของมูนเอื้อนเอ่ยเป็นเชิงยั่ว และมันก็ดันเข้าทิศเข้าทางที่วางไว้

“วันนั้นเจ็บเพราะครูไม่สนใจจะมองต่างหากโว้ย ...เหอะ ปากดีนัก งั้นจัดเต็มมาก็ได้ คนอย่างนายวสุไม่เคยมีคำว่าทำไม่ได้อยู่ในสาระบบ”

“พูดเองนะ” คงจะมีไม่กี่ครั้งหรอกกระมังที่มูนยิ้มได้อย่างมีชัย และอดใจไม่ไหวที่จะรอดูคนปากไม่ดีสิว่า จะทำตามได้หรือไม่ “ให้เวลาห้านาทีขึ้นไปใส่กางเกงแล้วรีบลงมา มูนจะคอยอยู่ตรงนี้ รับปากแล้วห้ามเบี้ยว แต่ถ้ากลัวจนปอด จะเปลี่ยนใจมูนก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ ก็บอกมาตรงๆแค่นั้นจะได้รู้”

“ใครกลัวครับคุณขี้...คอยดู แค่โยคะ ไม่ครณามือเต้ยหรอก”

มิช้านานเต้ยก็กลับลงมาอีกรอบ คราวนี้นุ่งห่มเรียบร้อย แลเริ่มไหว้พระอาทิตย์อย่างเก้ๆกังๆ อีกทั้งยังเจอชุดท่าที่ต้องอาศัยความทรงตัวเป็นเลิศ หมาบ้าจึงหน้าทิ่มหน้าตำไปหลายหน จนครูต้องแอบยิ้มอย่างสะใจกับวิธีการเอาคืน หากมูนก็สะใจได้ไม่นานนักหรอก เพราะไอ้หมาบ้ามันเริ่มเกเรอีกแล้ว ท่าไหนที่มันทำไม่ได้ ก็ต่อว่าครูตลอด ก่อให้เกิดเสียงลั่นๆริมหาดระหว่างครูกับนักเรียนไม่หยุดหย่อน เกือบจะคล้ายกับคลาสแรกไม่มีผิด แถมยังเกเรมากกว่าเดิมคือลงโทษครูที่สอนท่ายากเกินความสามารถ ด้วยการอุ้มขึ้นแนบอกแล้วโยนทิ้งทะเลเสียหลายหน หากความแตกต่างที่สำคัญในวันนี้ คือดวงตากลมๆใสๆของครูสอดประสานและมองนักเรียนหนุ่มตลอดเวลา และมันก็ทำให้นักเรียนคนนี้สุขใจนัก ...สุขใจเสียจนกระทั่งโยคะริมหาด ต้องจบลงด้วยการดึงตัวคุณครูเข้ามา กดลงกับพื้นทราย ปิดท้ายคลาสพร้อมปิดปากต่อปากเฉกเช่นคราแรกนั้นเอง

ภาพตระการตายังดำเนินมิมีหยุด ดุจดั่งหลุดจากนิยายเรื่องเพ้อฝัน แดดระยับฟ้าสว่างฉากตะวัน ราวเสกสรรวาดด้วยหัตถ์เทพเทวา หากบุรุษหนึ่งผู้ยังอิงแอบ เอาหน้าแนบหลังกระจกเหนือภูผา สบถเสียงก้องลั่นเจ็บอุรา มิรับว่าแพ้พ่ายโดยดุษฎี

“มูน...อ้อมกอดและจูบนั้นมันควรเป็นของก้อง แต่ไอ้เต้ยมันกลับมาแย่งเอาไป จะให้ก้องยอมรับ..ยอมรับบ้าอะไร ใครอยากจะทรมาน และใครจะว่าก้องแพ้แล้วพาล ก้องก็ไม่อาย ”

ก้องละสายตาจากบานกระจกภายในห้องนอนบนบ้านพักเหนือชะง่อนผา เดินไปหยิบกล้องดิจิตอลไว้ในมือ แล้วกลับมาซูมภาพบาดตาบาดใจแต่เช้าด้วยสายตาเอาแต่ใจหลังเลนส์ไม่หยุดหย่อน  จนไม่สามารถบังคับนิ้วมือตนเองที่กำลังกดชัตเตอร์ระรัวบันทึกภาพไว้ได้ทุกอิริยาบทท่วงทำนองแห่งการบดขยี้ปากต่อปาก เมื่อหนำใจแล้วจึงปิดม่านผละกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน ขับเสียงเกรี้ยวๆ  เอ่ยกับตัวเองพร้อมกับนิ้วมือที่กำลังละเลียดพิมพ์ข้อความบนแป้นโน้ตบุ๊คใส่อีเมลที่ตนคุ้นเคย

“แหกตาดูรูปพวกนี้ซะ นี่น่ะหรือบทเรียนที่เธอจัดให้ไอ้เต้ย...ผลลัพธ์คงออกมาสาสมใจแล้วสินะ ”

ประโยคสั้นๆใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีก็เรียบร้อย พร้อมความนัยสำคัญซึ่งส่งไปกับรูปถ่ายที่กำลังแนบเป็นไฟล์เจเพ็ก รูปพวกนี้สามารถแทนคำพูดได้เป็นหมื่นเป็นล้านคำ และมันคงมากพอที่จะทำให้ใครบางคนเต้นเร่าอยู่ที่ฝรั่งเศสได้ ดีไม่ดีอาจจะกลับมาเต้นต่อที่เมืองไทย มาทะเลคราวนี้มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม จึงมิควรลังเลเลยที่จะคลิ๊กเม้าส์กดส่งสารออกไป ในจังหวะเดียวกับที่ประตูห้องนอนเปิดผลัวะออกจนเจ้าของห้องสะดุ้ง

“ทำอะไรอยู่น่ะก้อง พี่เห็นนะว่าเมื่อกี้นายแอบดูสองคนนั่นจู๋จี๋กันริมหาด”

“พี่กานต์ก็แอบดูก้องเหมือนกันแหละ ถึงได้รู้ว่าก้องทำอะไร และทีหน้าทีหลังก็ควรเคาะประตูห้องก่อนเข้ามา ที่เมืองนอกเขาไม่ได้สอนเรื่องมารยาทเหรอครับ ” ก้องหันขวับกลับไปสวนพี่ชายคนกลางที่กำลังเดินเข้ามาทันควัน ด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ และสายตาขัดใจที่มีอยู่แล้วก็ยิ่งมีมากขึ้น เมื่อเห็นพี่ชายคนโตเดินตามเข้ามาอีกคน

“ยกโขยงกันมาทำไมไม่ทราบ ถ้าจะคุยเรื่องเมื่อคืน ก้องบอกแล้วว่ามันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกพี่”

“ทำไมจะไม่ใช่ธุระของเรา ในเมื่อนายเป็นน้องพวกเรา และเราสองคนก็จะเข้ามาดูแลนายแทนแม่ กานต์กับพี่คุยกันแล้วเห็นนายเป็นแบบนี้พวกเราไม่สบายใจ เราไม่อยากให้นายเหงา... พี่หวังดีนะก้อง ”

“เก็บความหวังดีของพี่กัน พี่กานต์ไว้เถอะ ก้องไม่เคยต้องการ ก้องโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ และไม่ได้เหงา ” ก้องขึ้นเสียงกับพี่ชายแต่พี่ชายกลับสวนมานิ่งๆ ไร้อารมณ์เกรี้ยวกราด ทว่าสอดแทรกความสมเพชระคนสังเวชในทุกๆท่วงทำนองเสียง

“แน่ใจเหรอว่าไม่เหงา แล้วนายยังจะมีหน้ามาพูดว่าดูแลตัวเองได้อีกเหรอก้อง ไปส่องกระจกดูสารรูปตนเองเสียบ้าง นี่ท่าทางคงยังจะไม่ได้นอนเลยล่ะสิ นายจะทำร้ายตัวเองอย่างนี้ทำไมกันวะ เวลาตั้งสองสามอาทิตย์นายน่าจะทำใจได้แล้ว”

“เก็บเอาไว้สอนตัวเองดีกว่า อย่ามาวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของก้องนัก ก้องหงุดหงิดกับแม่มาคนหนึ่งแล้ว อย่าให้ต้องรู้สึกรำคาญพี่อีกสองคนเลย... ถ้าพี่กันเข้าใจและพูดจบแล้ว ก็กรุณาพาพี่กานต์ออกไปจากห้องเสียที ก้องจะอาบน้ำและก็นอน และจะบอกว่าวันนี้ขอตัวไม่ออกไปดูงาน เพราะไม่สบอารมณ์”

ก้องระรัวคำพูดเป็นชุด ก่อนจะถอดเสื้อเหลือเพียงแต่กางเกงบิลลาบองเดินอกผายย้ายกล้ามท้องไปเปิดประตูหงายฝ่ามือวาดไปด้านนอก กริยาแบบนี้ต่อให้คนโง่มาเห็นก็รู้ว่าถูกไล่ สมควรต้องออกไป ทว่าพี่ชายทั้งสองก็ยังยืนคล้ายกับถูกมนต์สะกดตราตรึงให้ยืนแน่นิ่งอยู่กับที่ จ้องมองน้องชายผู้เอาแต่ใจตัวเองอย่างร้ายกาจด้วยสายตาระยับยากจะบอกความนัย ก้องเห็นพี่ชายไม่ยอมออกไปจึงลำดับความและเปลี่ยนใจเสียใหม่ด้วยเสียงกร้าวกว่าเดิม

“ถ้าไม่ออกไป ก้องจะออกไปเอง ยืนทื่ออยู่กันไปสองคนพี่น้องนั่นแหละ”

เพียงสิ้นประโยคนี้เท่านั้น กานต์ที่ดูเหมือนจะอารมณ์ร้อนกว่ากัน หากก็ยังมิร้อนเทียมเท่าก้อง รีบถลันเข้าไปคว้าตัวน้องชายคนเล็ก แต่ความไวก็ไม่ทันกันพี่ชายคนโต ที่ใช้ฝ่ามือแข็งแรงยึดต้นแขนของก้องไว้มั่น แล้วภายในเสี้ยววินาทีนั้น ก้องก็รู้สึกถึงแรงเหวี่ยงรุนแรง จนร่างทั้งร่างของเขาเซถลาล้มลงกับพื้นกลางห้อง พร้อมเสียงปิดประตูดังปังสนั่นลั่นทั่วโสตประสาท

“มึงทำอะไรวะไอ้กัน เจ็บนะโว้ย มันจะมากไปแล้วนะ” น้องชายร้ายกาจตะคอกพี่ ด้วยถ้อยคำก้าวร้าว อย่างไม่น่าให้อภัย

“หยุดซะทีก้อง รู้ตัวเสียบ้างใครเป็นพี่ใครเป็นน้อง อย่าให้มันมากไปนัก” กานต์เตือนด้วยเสียงที่เข้มขึ้น ปรี่เข้ามาคล้ายจะกระชากคว้าคอขึ้น แต่กันก็เข้ามารั้งเอวไว้ด้วยอ้อมแขน ส่งความนัยเป็นสัญญาณบอกว่า “ให้กันจัดการเองดีกว่ากานต์” นั่นแหละกานต์จึงยอมอยู่เฉยๆ

“รู้สิ...รู้ว่าพี่กันกับพี่กานต์เป็นแค่พี่ ไม่ใช่พ่อ จึงไม่มีสิทธิ์มาทำกับก้องอย่างนี้” ก้องตะโกนลั่นแล้วค่อยๆพยุงตัวขึ้นมาเอง ด้วยใบหน้ากราดเกรี้ยวหมายจะเข้าไปซัดกำปั้นใส่หน้าพี่ชายคนโตที่เหวี่ยงตนลงกับพื้น แต่กันมิได้ตระหนกอันใด กลับเดินเข้ามาหาก้องซะเอง 

สีหน้าของกันยามนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับผืนน้ำที่เรียบสงบ ยากจะเดาอารมณ์ ทว่าสิ่งที่ปรากฏได้เด่นชัดคือความเย็นยะเยือกที่กำลังจะใช้สยบกองเพลิงอารมณ์ลุกโชนตรงหน้า  แต่ไฟก็คือไฟ มีหรือเปลวจะไม่พุ่งเข้ามาแผดเผา ด้วยธรรมชาติของไฟมักร้อนและความร้อนก็ทำให้วู่วาม... น้ำเย็นอย่างกันที่มีสติตั้งท่ารอรับอยู่ก่อนแล้วจึงหลบวืดไปได้ด้วยความชำนิชำนาญในเชิงหมัดเชิงมวยมากกว่า แลเพียงแค่กระพริบตา ไฟก็ถูกยุติลงได้ด้วยมือเปล่าราวคีมของกัน ข้อมือก้องทั้งสองข้างถูกบิดไพล่หลังไว้ แล้วตามสมทบรึงรัดด้วยอ้อมแขนและอ้อมอกของพี่ชายที่ใช้ต่างแทนโซ่พันธนาการเด็กเอาแต่ใจนิสัยเสีย

ทว่าวงแขนอย่างเดียวนั่นน่ะหรือ มันฤาจะมีอานุภาพ สยบกองไฟกองนี้ให้สิ้นฤทธิ์
ความเย็นฉ่ำจากน้ำคำที่ประพรมลงมาราวสายฝนชื่นใจต่างหาก ที่ทำให้เปลวไฟหยุดกระพือด้วยลมโทสะ
 
“ก้อง..พี่กันขอโทษนะ พี่เหวี่ยงนายแรงไปหน่อย เจ็บตรงไหนไหมก้อง บอกพี่กันสิว่าเจ็บตัวหรือเจ็บตรงนี้ พอจะเล่าให้พี่ฟังได้ไหม”
 
“เจ็บตรงนี้” ที่กันว่า คือบริเวณที่ฝ่ามือของกันเลื่อนมาประทับวางลงไปบนแผงอกด้านซ้าย ซึ่งภายใต้ซ่อนอวัยวะสำคัญที่ภาษามนุษย์เรียกว่า “หัวใจ”... สัมผัสของมือพี่ก่อบังเกิดเป็นกระแสพลังงานพิเศษลึกล้ำที่กำลังวิ่งวาบซึมซาบลงไปหาขั้วหัวใจน้อง  หะแรกก้องก็รู้สึกแปลกๆ เกือบจะสะบัดตัวหนี ทว่าครั้นพอลองปล่อยให้กระแสโลดแล่น ก้องจึงรู้สึกได้ว่าหัวใจของเขาเต้นแปลกๆ ผิดจังหวะ และบอกได้ทันทีว่า เขาเจ็บที่ใด

ครั้นรู้...รอยรื้นปริ่มริมขอบตาก็ปรากฏ แสนกำสรดรดรินแลเริ่มไหล เพราะเจ็บแปลบแสบถึงขั้วหัวใจ ตอบพี่ชายออกไปทั้งน้ำตา สะอื้นเสียงร่ำไห้ไม่มีหยุด อัศวินน้อยทรวนทรุดไร้แรงขา ยืนไม่ไหวยึดกายพี่ที่พึ่งพา หันกลับมาซุกหน้าน้ำตาริน

“พี่กัน....กะ ก้อง...ก้องเจ็บที่ใจครับ มันเจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว”

ก้องลำดับเสียงเป็นประโยคออกมาได้แค่นั้น ซุกหน้านิ่งบนไหล่พี่ชาย คลายความเจ็บที่เคยสะกดไว้ได้หลายอาทิตย์เป็นเสียงโฮลั่น ซึ่งทะลักทะลวงออกมาด้วยฝ่ามือพี่ชายที่วางลงตรงกลางใจเมื่อครู่แท้ๆ... กันเห็นอาการก้องในตอนแรกก็อึ้ง คิดในใจอยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่ก็ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือโอบกอดก้องให้แน่น ลูบหลังอันสั่นพร่าเพื่อปลอบขวัญไล่สะอื้นให้กับเจ้าอัศวินน้อยของบ้านที่กำลังร่วง

“ใจเย็นๆ หยุดร้องแล้วเล่าให้พี่ฟังสิเรื่องมันเป็นมายังไง พี่รู้จากกานต์แค่คร่าวๆ พี่อยากรู้รายละเอียด”

“มีอะไร คับแค้นใจ ก็เล่าให้พี่ฟังเถอะดีกว่านายเก็บไว้คนเดียว” กานต์เสริมขึ้นเข้ามายืนข้างๆ ก้อง อารมณ์กรุ่นที่มีให้น้องชายเมื่อครู่ สลายลงไปตั้งแต่ได้ยินน้องบอกว่าเจ็บที่ใจแล้ว

“เรื่องของคนอกหัก พี่ๆจะฟังไปทำไม ไม่มีใครช่วยก้องได้” 

“พี่กันไง..พี่เองก็เคยอกหัก และพี่กันก็เคยช่วยพี่รักษามาตั้งแต่พี่อยู่ไฮสคูล”

กานต์ตอบน้องชายรวดเร็วพร้อมๆกับเข้ามาประกบตัวสอดแขนกอดกระหนาบพี่ชายคนโตกับน้องชายคนเล็กซึ่งบัดนี้เปลี่ยนสถานะมาอยู่ตรงกลาง... ก้องรู้สึกเพียงแค่ว่า มีแผงอกอุ่นๆอีกแผงมาประกบทาบทับทั่วแผ่นหลังเพิ่มมาจากแผงอกเดิมที่กำลังซบอยู่ด้านหน้า คางสากมนจรดลงแน่นิ่งที่หัวไหล่เปลือยของเขา เสียงกระซิบเบาๆ ดังเข้าหูย้ำความ

“เชื่อพี่เถอะก้อง....พี่กันช่วยได้จริงๆ รวมถึงพี่ด้วย พี่สองคนยินดีเป็นที่ระบายของนาย ในทุกๆเรื่อง”

“ก็ได้ครับ”

ก้องรับคำด้วยเสียงอู้อี้ ยังมิยอมเงยหน้าเงยตาขึ้น ด้วยความที่อาการสะอื้นยังไม่หยุดพี่ชายทั้งสองจึงต่างกระชับวงแขนกอดเขาที่ยืนเป็นแกนกลางแน่น จนเขาแน่นิ่งไม่ตะขิดขวงใจยอมทิ้งตัวลงในอ้อมกอดทั้งสองเป็นนานสองนาน สัมพันธภาพระหว่างพี่ชายน้องชายกลับคืนมาอีกครั้งด้วยอ้อมกอดไร้ช่องว่างเหนือธรรมดานี้เอง

พี่ชายกอดน้องชายนั้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ระหว่างพี่ๆน้องๆ
แต่ที่เหนือธรรมดาคือ “สิเน่หา” ไยดำเนินมาจนเอ่อล้นเต็มสองตาพี่ชายประสาน...ก้องมิได้เงยหน้ามาดูเลยสักนิด!!!

ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่าง กัน กานต์ ก้อง ต้องจัดอยู่ในระดับที่เรียกว่า “ห่างเหิน” ตัวแปรคงมิใช่เพราะวัยที่ต่างกันเพียงแค่ปีสองปี แต่คงเป็นเพราะการแยกกันอยู่คนละประเทศตั้งแต่วัยรุ่นมากกว่า  เมื่อความห่างเข้ามาแทรกในสายเลือด หน้าที่พี่ชายจึงไม่มีโอกาสได้กระทำ ความใกล้ชิด ความสนิทสนมจึงมิเคยได้สำแดงกับน้องชายคนเล็กที่แม่ยึดไว้ติดตัว มีแต่ “พี่ชายคนโตและน้องชายคนกลาง” เท่านั้น ที่สายสัมพันธ์มิเคยมีปราการอันใดขวางกั้นคั่นความรู้สึก แม้กระทั่งจารีต

“บรั่นดีสักหน่อยไหม ถือเสียว่าถอนตอนเช้า เมื่อคืนก็ดื่มหนักนี่ เผื่อจะได้เล่าคล่องๆ อีกอย่างเราไม่เคยกินเหล้าสามคนพี่น้องกันเลยสักครั้ง นายจะได้หายเหงาหายว้าเหว่เสียที ”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
กันเอ่ยเสนอทำลายความเงียบมาให้ แม้จะรู้ว่าไม่ควรกับการชวนน้องดื่มเหล้าอีก แต่ความเศร้าก็จำต้องถอน เพื่อนำไปสู่การระบายอย่างหมดสิ้น ส่วนกานต์นั้นก็เหมือนจะรู้งาน ผละตัวออกจากทางด้านหลังก้อง เดินเข้าไปหยิบขวดบรั่นดีตรงมุมห้อง ครั้นเหล้ามาถึงก้องจึงได้เงยหน้าขึ้นรับคำ ทรุดลงนั่งกับพื้นพร้อมพี่ชายทั้งสอง

“ครับ....พี่กัน”

เมื่อบรั่นดีรสแรงเข้าปากได้มินาน ก้องก็พรั่งพรูความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหลั่งไหลราวกับสายน้ำ ตั้งแต่ได้พบสบตาคนที่เคยบอกพี่ชายว่าเป็นคนที่สนใจหน้าห้องสอนโยคะ ดำเนินเรื่อยจนมาบรรจบครบถ้วนถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ใหญ่

“โลกมันกลมอย่างที่นายว่าจริงๆด้วยก้อง พี่เห็นใจ ก้องคงเจ็บมากเลยสินะ”

“ถ้ากระอักออกมาเป็นเลือดได้ เลือดก้องก็คงหมดตัวไปแล้ว ก้องอยากรู้นักว่าก้องไม่ดีตรงไหน มีอะไรบกพร่อง เขาถึงได้เลือกไอ้ผู้ชายป่าเถื่อนปากหมานั่น เหอะถ้าในเมื่อชอบผู้ชายเลวๆนัก ก้องก็จะเลวให้ดู ในเมื่อไม่ได้ใจ ก็จะเอามาแต่ตัว ลากมาเอาเล่นๆให้สะใจ”

ก้องมิได้เมา แต่อยากเล่าเพื่อระบาย และการระบายของเขามันก็เริ่มเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว เหมือนยิ่งเล่าอารมณ์ก็ยิ่งขึ้นดังเดิม จนพี่ชายทั้งสองที่นั่งอยู่ใกล้ๆเห็นไม่เข้าท่าเลยต้องช่วยกันปราม

“นายกำลังพาลนะก้อง นายจะทำตัวแบบผู้ร้ายในนิยายน้ำเน่าไม่ได้”

ผู้ร้ายในนวนิยายน้ำเน่า ถูกยกมาเตือนสติ เพราะก้องย่อมรู้ดีว่า บทอวสานของผู้ร้ายในนิยายส่วนใหญ่ มันลงเอยอย่างไร “ตาย” หรือไม่ก็ “รับกรรม” ไฉนเลยกันจะยอมให้ชีวิตน้องจบลงด้วย “โศกนาฏกรรม” เช่นนั้น

“ฟังพี่นะก้อง... เรื่องของความรักเนี่ยมันมีผลลัพธ์อยู่สองแบบคือ สมหวังกับไม่สมหวัง คนที่สมหวังอาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ชนะ และแน่นอนอีกฝ่ายย่อมคือผู้พ่ายแพ้ แต่คนแพ้จะกลายเป็นผู้ชนะหรือพระเอกทันทีที่สามารถยืนหยัดดำรงชีวิตได้ต่อไปได้โดยไม่สนสองคนนั่น ถ้าหากก้องยังคิด ยังทำตัวอย่างนี้ ก้องก็จะแพ้อยู่วันยังค่ำและพี่ก็คิดว่าก้องคงจะแพ้ไปตลอดทั้งชีวิต”

“พี่กันก็พูดได้นี่ครับ มันไม่ได้เกิดกับตัวพี่กันนี่ และอีกอย่างพี่กันไม่ได้รู้จักและเข้าใจความรักในแบบชายกับชายสักหน่อย” จนแล้วจนรอดเจ้าอัศวินหน้าตี๋ก็ยังคงรั้น คำพูดของพี่ชายที่สอนคงมิได้จับใจแลสะกิดใจอันใด

“ทำไมพี่จะไม่เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจและรู้จักพี่พูดไม่ได้หรอก” กันสวนตอบทันควัน มือไม้เริ่มยักย้ายมาวางแหมะแปะลงต้นขาแกร่งของก้อง ลูบเพียงเบาๆ ก่อนจะเลี้ยวลดรวดเร็วอ้อมไปโอบเอวน้องอีกฟาก จนก้องหันหน้ามามองเพราะกริยาและคำพูดแปลกๆนั้น

“รู้จักและเข้าใจ ...หมายความว่าอย่างไร”

“แล้วไอ้ความรักระหว่างชายกับชาย ชายกับหญิง หรือ หญิงกับหญิง มันเป็นความรักของมนุษย์ที่ต่างก็ต้องสื่อด้วยหัวใจเหมือนกันหรือเปล่าวะ ถ้ามันใช้หัวใจเหมือนกัน มันก็ไม่มีความต่าง” กานต์แทรกขึ้นมาให้ ถอนหายใจระบายลมพรั่งพรูบ้าง แล้วเขยิบกายเข้ามาชิดก้องกว่าเดิม กล่าวเตือนสติต่อหมายให้น้องได้คิด

“พี่ถามหน่อยเถอะก้อง ถ้านายทำอย่างนั้น กับคนที่นายบอกพี่ว่า คือคนที่นายรักและตั้งใจจะให้เป็นตัวจริง หัวใจของนายจะไม่ร้าวยิ่งกว่าเดิมเหรอ เชื่อพี่เถอะว่า นายจะสะใจแค่ในไม่กี่วินาทีแรก แต่หลังจากนั้น นายจะรู้สึกผิดไปทั้งชีวิต และหัวใจของนาย มันจะเจ็บยิ่งกว่าเดิม พี่รู้ว่าก้องไม่ใช่คนเลวจิตใจหยาบกระด้าง น้องพี่แค่เอาแต่ใจตัวเองไม่รู้จักคำว่าแพ้ก็แค่นั้น พี่อยากให้นายลองใช้สมองตรองดู ขจัดความคิดนั้นออกไปซะ อย่าทำอะไรวู่วาม”

ด้วยน้ำเสียงทุ้มๆ และสายตาจริงใจของพี่ชายที่ซ่อนอย่างไรก็ไม่มิด ก้องจึงหยุดคิดนั่งฟัง สมองคิดตามจนเริ่มล้า ล้าเสียจนเกือบอ่อนแรง ...ทว่าความคั่งแค้นที่มีแรงกล้า มันจะเปลี่ยนได้ง่าย ภายในเสี้ยววินาทีกระนั้นหรือ

“อันที่จริงพวกพี่ก็ไม่อยากเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของนายนักหรอก แต่อย่างที่บอก พี่เห็นนายเหงา นายว้าเหว่ พี่เลยขอเข้ามาดูแลแทนแม่  มาเป็นเพื่อนช่วยให้คลายเหงา คลายเศร้า และที่สำคัญเราก็มีกันแค่สามคนพี่น้อง พี่อยู่กับน้องคนกลางมานานแล้ว เวลานี้พี่คงปล่อยน้องคนเล็กไม่ได้...เลิกคิดที่จะทำร้ายเขาเถอะ แล้วมีความสุขในแบบฉบับของเรา”

กันไม่ปล่อยให้คำพูดของกานต์ขาดตอน ถือคติที่ว่า เหล็กต้องตีตอนร้อนๆ หากทิ้งไว้นานจะมิสามารถขึ้นรูปได้ตามที่ตั้งใจ เสียงทุ้มกังวานเน้นหนักชัดถ้อยชัดคำในประโยคท้ายตีขนาบ ซ่อนซึ้ง...ก้องยังคงก้มหน้านิ่ง ยกเว้นกานต์ที่หันหน้ามาสบตาพี่ชายคนโตด้วยประกายตาพราวระยับ  มินานสายตาทั้งสองคู่ ค่อยๆเบนเป้าหมายพร้อมกัน โลดไล่ ไปบนแผงอกเปล่าเปลือยของน้องชาย จนถึงขอบกางเกงบิลลาบอง กับเชือกหูรูดที่คาดไว้ต่ำๆ หลวมๆ ใต้สะดือที่ขนาบข้างด้วยวีเชพลอนงาม หากองค์ประกอบเหล่านั้น มันมิได้มีอำนาจสะกดทำให้สายตาวับวาวหยุดลงแน่นิ่ง เท่ากับกระเปาะนูนๆ กระเปาะใหญ่ ถัดลงไปจากท้องน้อยเลยสักนิดเดียว

กันกับกานต์รู้ดี “ความสุขในแบบฉบับของเรา” คือ ความสุขระหว่างพี่ๆน้องๆที่ทั้งคู่ ต่างฝ่ายต่างผลัดกันตอบสนองได้อย่างลงตัวมาช้านาน...ทว่าเวลานี้ บัตรเชิญถูกส่งไปยังน้องชายคนเล็ก ถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด เพื่อเข้ามาร่วมเป็นเราสามคนพี่น้อง...ก้องควรจะจับนัยได้ และแล้วก็ดูเหมือนทั้งคู่จะไม่ผิดหวัง

“พี่กัน พี่กานต์ครับ ก้องอยากมีความสุขช่วยก้องคลายเหงาหน่อยได้ไหมครับ ” สายตาเศร้าๆเคล้าน้ำเสียงออดอ้อน เรียกสติของพี่ชายคืนมา และคงมิต้องสงสัยว่าพี่ชายจะลิงโลดรับคำเพียงไร พูดพร้อมกันจนลิ้นแทบจะพันกัน

“ได้สิก้อง...พี่รอให้ก้องพูดคำนี้มานานแล้ว”

“ก้องอยากคุยกับมูน สองต่อสอง อยากถามเขาแค่ประโยคสองประโยค  ช่วยจัดการให้หน่อยได้ไหมครับ”

ตาตี่ตี๋ของพี่ชายลดประกายระยับลงทันใด “เจตนา” ถูกตีความไปคนละเรื่อง รอยยิ้มเก้อๆ ค่อยๆหุบปิดลง จนก้องต้องฉงน หากก็ไม่คิดจะไต่ถาม เพราะความต้องการของตนสำคัญกว่าตามนิสัยต้องได้เสมอ ความเอาแต่ใจตัวเองถูกก้องซ่อนไว้ด้วยความเศร้า เค้าหน้าน่ามองถูกฉาบให้หมองเสียอีกครา พี่ชายทั้งสองเห็นเข้าก็คลายอาการผิดหวังหน่อยๆ กลับมาสงสารเห็นใจเหลือคณา หากแต่ก็ไม่วายแย้ง

“นายโทร.ไปคุยกับเขาดีกว่าไหม แฟนเขาก็อยู่ มันคงไม่เหมาะสมนัก”

“แต่เขาไม่รับสายก้องเลย ...ช่วยก้องเถอะครับ ก้องคุยเสร็จแล้วก้อง จะเป็นผู้ชนะที่สามารถยืนหยัดดำรงชีวิตได้ต่อไปได้โดยไม่สนเขาอีกต่อไปอย่างที่พี่กันบอก ...พี่กัน พี่กานต์รับปากก้องแล้วนะครับ ไหนพี่ว่า จะดูแล จะมาช่วยให้ก้องมีความสุข คลายเหงาไงล่ะครับ” ก้องแย้งมาบ้าง ย้อนความที่พี่ชายกล่าวมาเมื่อครู่... พี่ชายทั้งสองฟังก็ทำหน้านิ่ง จนน้องหน้าม่อย

“เห็นไหมล่ะ ไม่มีใครช่วยอะไรก้องได้จริงๆ พี่กัน พี่กานต์ก็ดีแต่พูด ท้ายที่สุดก้องก็ต้องเหงาคนเดียวเหมือนเดิม”

เมื่อเจอไม้นี้ มีหรือที่กันกับกานต์จะนั่งอยู่เฉยต่างคนจึงต่างเข้ามากอดคอ ลูบหัว ลูบหลัง ปลอบก้องพัลวัน

“ก็ได้พี่จะจัดการให้” กันตกปากรับคำทันใด กานต์ขยับปากเตรียมท่าจะแย้ง ทว่ากันกลับขัดขึ้นมาเสีย “คงไม่มีอะไรหรอกกานต์”

“ตะ...แต่”

“ไม่มีแต่กานต์” กันตัดบทกับกานต์ แล้วหันไปถามก้อง  “เอาล่ะถ้านายจะให้พี่ช่วย พี่ก็จะช่วย  ”

“ขอบคุณครับพี่กัน พี่ชายที่แสนดี”

ก้องกระเด้งตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ทิ้งความเศร้าไว้กับอ้อมแขนพี่ชาย ไม่คิดไม่ฝันว่าจู่ๆ ความสุขที่มาดหมายไว้ บทมันจะง่ายก็จะได้มาง่ายๆ ไม่ต้องเหนื่อยแรงตนเอง   เสียงเศร้าๆที่มีเมื่อครู่เริ่มใส ทว่ายังสามารถสอดใส่ท่วงทำนองเรียกความเห็นใจได้ และมินานก็กลับมากังวานถึงขีดสุด ยามพี่ชายทั้งสองเดินกลับออกไปนอกประตู ปล่อยเขาอยู่คนเดียวดังเดิม

“อะไรมันจะง่ายดายขนาดนี้วะ ฟ้าเป็นใจให้เราจริงๆ...วันนี้แล้วสินะมูน เราจะได้นอนคุยกันซะที”

ก้องได้แต่เปรยกับตัวเองในห้อง โดยไม่รู้หรอกว่า ทันทีที่ประตูปิดสนิท พี่ชายทั้งสองจะดำเนินบทสนทนาต่ออย่างไร

“กัน ...กันแน่ใจเหรอ จะช่วยก้อง กานต์ว่าก้องต้องมีอะไรแอบแฝง... วิธีนี้ มันไม่ใช่วิธีที่เราคิดไว้”

“แน่ใจสิกานต์...เราไม่เชื่อใจน้องแล้วเราจะไปเชื่อใจใคร เราพูดถึงขนาดนี้แล้ว ก้องคงคิดได้ ไม่ทำอะไรรุนแรง เชื่อกันเถอะ แต่ถ้ายังกังวล เราก็แอบซุ่มดูอยู่ห่างๆก็ได้นี่ ถ้าก้องทำอะไรเกินเลย เราก็ถือโอกาสนี้ลงโทษก้องไงล่ะ” สายตาของกันยามนี้ส่อเลศนัยยิ่งนัก ยิ่งเมื่อลำดับคำว่าถือโอกาสลงโทษ ยิ่งวับวาวเป็นพิเศษ

“กันฉลาด สมควรแล้วที่เป็นทั้งพี่ทั้งที่รักของกานต์” กานต์ส่งเสียงสดใสได้ทันทียิ้มกว้างพอๆกับพี่ชายที่กำลังยิ้มในขณะนี้ โดยที่ไม่ต้องกล่าวอะไรอีกมาก เพราะใจกับใจมันสื่อความนัยได้ถึงกันมานาน ทว่ากานต์ก็ยังไม่วายสงสัย

 “แล้วถ้าก้องมันแค่คุยจริงๆ อย่างที่มันว่า โดยไม่ทำอะไรล่ะ”

“กานต์คิดอย่างกับว่า มันคุยกับเสร็จ ก้องมันจะทำใจเป็นผู้ชนะได้อย่างที่มันบอกเรางั้นเหรอ...ใจเย็นๆ อย่างไรเสีย สิ่งที่เราคิดไว้ เราก็ต้องได้สนอง กานต์บอกกันเองนี่นาว่าคนอย่างก้องมันทนเหงาได้ไม่นาน”

“กันพูดอย่างนี้ อย่างกับจะรู้ว่าน้องเราจะลงเอยด้วยน้ำตา”

“แล้วมันจะจบแบบไหนได้อีกล่ะ...เราเตรียมอกต่างผ้าเช็ดหน้า ซับน้ำตาให้ก้องก็แล้วกัน”

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๑๙ นะคะ

ขอบพระคุณ คุณmaemix คุณroute rover คุณTiffany คุณ Vvsarang คุณblove คุณCappello คุณoiw08ที่ยังรัก คิดถึง และติดตามนิยายเรื่องนี้เสมอมา ทำให้มีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาอีกครั้งค่ะ   :pig4:

ปล ๑. @คุณblove เพลงและกลอนที่แทรกมานั้น ส่วนใหญ่จะใช้วิธีหามาใส่ตามพล็อตค่ะ ถ้าหาไม่ได้ก็แต่งกลอนใส่ลงไปเองค่ะ มีบ้างที่เอาพล็อตของเพลงมาเป็นแนวทาง ขอบพระคุณมากๆนะคะที่ชื่นชอบ จะทยอยมาต่อให้จนจบแน่นอนค่ะ  :L2:

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4724
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +297/-3
ก้องไม่ยอมอยู่อย่างสงบ​  ก็ต้องจัดการเด็ดขาด
พระจันทร์เป็นของเต้ยเท่านั้น

ออฟไลน์ ujen

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +183/-13
คิดถึงเต้ย กับ มูน มาก ในที่ก็กลับมาเสียที

 :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๑๙ แพ้แล้วพาล

หลังจากที่ริมฝีปากได้ประทับไว้เนิ่นนานจนสาสมอารมณ์หมาย เจ้าชายเกเรก็ตระกองกอดพาพระชายาขึ้นสู่ที่ประทับริมเชิงผา ตั้งพระทัยจะเชยชมต่อ หมายประทานยิงสลุตให้หมดชุดกระสุนค้างลำจนสุดด้ามพระแสงปืนเฉกเคย ทว่าพระชายาฉวีลออกลับมิทรงตอบรับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมนั้น คำกราบทูลบ่ายเบี่ยง จึงทูลขัดขึ้นได้อย่างน่ารักน่าฟัง

“กลัวท้อง”

“มีมดลูกหรือไง...นี่แน่ะ” เต้ยสวนขึ้นทันใดพร้อมกับมะเหงกลูกเล็กๆเขกหัวมูน แม้จะไม่เจ็บนัก หากคนโดนเขกก็ครางอู้

“โอ๊ย... ไอ้หมาบ้านี่ นอกจากจะหื่นกามจนขึ้นสมองแล้วยังชอบใช้ความรุนแรงอีก เดี๋ยวมูนจะโทรศัพท์ไปฟ้องมูลธินิปวีณาว่าถูกสามีกดขี่ทางเพศ”

“ไปฟ้องเลย...ไม่กลัว เต้ยก็จะไปฟ้องชูวิทย์ให้ช่วยเหมือนกัน บอกว่าเมียหาข้ออ้างปัญญาอ่อนไม่ยอมทำการบ้าน....เหอะ หาข้ออ้างอะไรไม่หา ดันมาบอกว่ากลัวท้อง ตัวเองก็เคยพูดไม่ใช่เหรอว่าไม่มีมดลูก อย่างนี้ มันน่าเตะซ้ำให้อีกสักที” น่าเตะของเต้ยคงมิใช่แค่น่ากระทำ หากแต่ได้กระทำไปแล้วเบาๆพร้อมคำพูดเป็นการหยอกเอินผสานเสียงสรวลระเรื่อเมื่อครู่

“เดี๋ยวนี้กล้าเลี้ยงมูนด้วยลำแข้งเหรอ”

“ก็จะเลี้ยงด้วยลำแข็งๆ ดันไม่เอาเองนี่ อยากเกิดมาน่าฟัดทำไม ผัวที่ไหนจะอดใจยังไงไหววะ” เต้ยเว้นจังหวะพูด เกยคางสากๆวางไว้บนกระหม่อมนุ่มๆ แล้วทอดเสียงกังวานเปี่ยมไปด้วยความภูมิใจกล่าวต่อมา

“นี่ถ้ามูนเป็นผู้หญิงนะ มูนไม่ต้องกลัวท้องเลย เพราะเต้ยจะทำให้ท้องแน่ๆ เอาไว้เป็นโซ่รัดมูนไม่ให้ไปไหน เต้ยเคยคิดไว้เล่นๆว่า อยากมีลูกชายกับมูนสักสามคน เป็นหมาบ้าตัวน้อยๆ ไอ้เจ้าพวกนั้นมันคงน่ารักน่าดูเนอะ เพราะพ่อมันหล่อ แม่มันก็สวย”

“เพ้อเจ้อ คิดเป็นเด็กๆไปได้”

มูนกล่าวขัดกลั้วหัวเราะ แม้ปากจะว่าเขาเพ้อ หากหัวใจไยจะไม่รู้สึกอบอุ่นยามได้คิดตาม และรู้สึกเขินหน่อยๆ หากที่เขินมั่นใจว่าไม่ได้เพราะถูกชมว่าสวย ทว่าเขินแลอบอุ่นเพราะสมองฉายให้เห็นภาพเด็กน้อยหรือหมาบ้าตัวจิ๋วทั้งสามวิ่งเล่นรอบๆตัวต่างหาก เสียงใสๆพร่ำเพรียกเรียก “พ่อเต้ย แม่มูน” แข่งกันพูดดังลั่น ดังเสียจน ภาพฝันกลายเป็นภาพยนตร์จนบอกตัวเองไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่เพ้อเจ้อ 

“เพ้อเจ้อตรงไหน บอกแล้วไงว่าคิดเล่นๆ”

 เต้ยพูดจบก็ประเคนลำแข้งให้อีกทีเบาๆ ก่อนจะถอดเสื้อกล้ามและกางเกงที่ชื้นแฉะน้ำทะเลโยนเหวี่ยงทิ้งไว้ตรงมุมห้อง เผยให้เห็นลำแข็งๆ ที่มูนเห็นแล้วก็รู้ตัวดีว่าอีกภายในไม่เกินชั่วอึดใจนี้หรอก อาจจะต้องสนองพระเดชพระคุณ ทว่าลำมหาเสน่ห์ต่อให้น่ามองอย่างไรก็ไม่ทำให้ชวนฝัน เท่ากับสุรเสียงหวานซ่านไพเราะเสนาะหูชวนให้คล้อยตามในขณะนี้

“มาตั้งชื่อลูกของเรากันเล่นๆเถอะ ...เต้ยมีพระจันทร์แล้ว เต้ยก็อยากมีพระอาทิตย์อีกดวง ให้ลูกเราชื่อซันดีไหม แล้วอีกสองคนล่ะชื่อว่าอะไรดี”

แทนคำตอบว่าดีหรือไม่ดี คนที่ว่าเขาเพ้อเจ้อ ก็เผลอฝันตามอีกระลอก ผลัดผ้าได้ก็เข้าไปกอดคอนั่งตักนายคนช่างฝัน ซบหน้าลงไปข้างแก้มของเขา นิ่งไปเพียงครู่ แล้วก็ช่วยต่อเติมฝันยามสายเป็นภาษานิยายเพ้อๆไม่ต่างกับฝันนั้นมาให้

“มีพระอาทิตย์อยู่บนฟากฟ้าเป็นประธานตอนกลางวัน และกลางคืนก็มีพระจันทร์ทำหน้าที่เช่นเดียวกันบนฟ้ากระจ่าง ประดับประดาด้วยแสงระยิบระยับจับตาพร่างพราวจากดวงดาว ให้ลูกของเราอีกสองคนชื่อ ฟ้ากับดาวดีไหม ในเมื่อเต้ยเรียกพระอาทิตย์ว่าซัน เพราะฉะนั้นสองคนที่เหลือ เราเรียกเขาว่า สกายกับสตาร์ เป็นชื่อเด็กผู้ชายได้พอดี”

“เยี่ยมไปเลยแม่มณี...เต้ยคงเป็นผัวและพ่อที่มีความสุขที่สุดในโลก ที่ได้ของสูงล้ำค่าบนฟ้ามาครอบครอง ทั้งพระจันทร์ พระอาทิตย์ ฟากฟ้า และก็ดวงดาว... ซัน สกาย และสตาร์ ”

น้ำเสียงดีใจอย่างปิดไว้ไม่อยู่ดังลั่นห้อง สร้างความสุขใจให้ทั้งสองในทุกๆท่วงทำนองจนเคลิบเคลิ้ม ทว่าจู่ๆ ฝันเพ้อๆก็พลันสลายลงรวดเร็ว ยามฝ่ามือแข็งแรงวางแหมะแปะลงมาตรงหน้าท้องของมูนที่ชาตินี้ไม่มีโอกาสป่อง อุ้มท้องอย่างอิสตรี สัมผัสนี้ไยจะไม่มีอานุภาพร้อนวาบทำให้ทั้งสองกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ที่ชีวิตคู่มิใช่ชายหญิง หากแต่เป็นชายกับชาย

สายตาเป็นประกายของเต้ยหม่นแสงแรงกล้าเสียลงพลันทันใด และนั่นก็เป็นเหตุให้จากที่ไม่เคยคิด มณีจันทร์เพิ่งได้คิด

เต้ยเป็นลูกชายคนเดียว และเมื่อมีตนเป็นเมีย ...อัครพงศธรย่อมสิ้น ไร้ผู้สืบสกุล
เต้ยก็คงเหมือนกับผู้ชายส่วนใหญ่ ที่มีเมียแล้วก็อยากจะมีลูก....ทว่าวาสนาไซร้มิได้เกื้อหนุน

หากเทพเจ้ามีจริงและประทานพรวิเศษได้ สิ่งที่ตนจะขอในตอนนี้ คือสถานะ “มารดา”
เปลี่ยนเพศตนเป็น นางแก้วผู้ให้กำเนิด “ทายาทแห่งอัครพงศธร” จะเป็นคำขอประการเดียวเท่านั้น

“เต้ย...เต้ยยังจำได้ไหม เต้ยเคยถามมูนว่า อยากได้อะไรจากเต้ยบ้าง ”

“จำได้สิ...มูนบอกว่าแค่มีเต้ยอยู่ชีวิตมูนก็ถูกเติมเต็มจนไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว” เต้ยทำไมจะจำคำตอบอันน่าชื่นใจคำตอบนั้นไม่ได้ จึง กล่าวตอบได้อย่างรวดเร็ว  “ถามทำไมเหรอ หรือตอนนี้เปลี่ยนใจอยากได้อะไร บอกมาเดี๋ยวเต้ยหามาให้”

“มูนอยากได้ ซัน สกายและสตาร์ อยากเห็นว่าเจ้าสามคนนั่น จะหน้าเหมือนใครระหว่างเต้ยกับมูน ถ้าได้ ชีวิตการเป็นเมียของมูนคงมีค่าและเป็นสุขอย่างที่สุดด้วยบทบาทของแม่ เต้ยลองนึกภาพสิ คงสนุกน่าดูนะ ที่ทุกๆเช้าของมูน จะได้รบกับหมาบ้าตัวน้อยสามตัวนั่น เช้าจับอาบน้ำแต่งตัวพาไปส่งที่โรงเรียน เย็นไปรับกลับ นั่งสอนการบ้าน กลางคืนเล่านิทานให้ฟัง ร้องเพลงกล่อมให้นอน....มูนคงไม่ขอมากไปใช่ไหม”

แม้จะรู้ว่าไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล แต่มูนก็ลำดับความต้องการออกไป รู้ทั้งรู้ว่าเต้ยย่อมให้ได้ หากแต่ก็ต้องใช้ส่วนผสมของตนมาประกอบในการปั้นการหล่อหมาบ้าตัวน้อยออกมา ...ส่วนผสมที่ชาตินี้ทั้งชาติ ตนไม่มีทางมี

 เต้ยไม่เคยคิดว่า คำของ่ายๆธรรมดาๆ ด้วยเสียงซื่อๆ จะทำให้ผู้ชายอย่างตนบ่อน้ำตาตื้น ครั้นพอได้ฟังมันก็กลับฝืนรอยรื้นปริ่มๆไว้ไม่อยู่ ก้อนแข็งๆบังเกิดกลางลำคอรวดเร็ว เต้ยจึงต้องใช้ความพยายามอย่างสูงสุดในการกลืนมันลงไป และฝืนเสียงกล่าวออกมา

“มูนขอไม่มากหรอก แต่เต้ยต้องขอโทษ เพราะเต้ยให้  ซัน สกายและสตาร์ ไม่ได้”

“ขอโทษทำไม เต้ยน่ะให้มูนได้ แต่ความจริงคือ มูนต่างหากเล่าที่รับมาฟูมฟักต่อไม่ได้”

“โถ...เมียจ๋า แม่มณีของเต้ย”

เต้ยครางออกมาได้แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ สายตาของแม่มณีสำแดงความตั้งมั่นจริงใจ อยากได้ อยากมี หากก็ไม่สำคัญเท่ากับความเต็มใจ ที่อยากจะรับอณูของเขามาปฏิสนธิในครรภ์ ฟูมฟัก เสกสรรทายาทแห่งอัครพงศธร และในชั่วแวบแห่งความรู้สึก การเปรียบเทียบระหว่าง “อดีตกับปัจจุบัน” ก็บังเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เกนหลง ...มีโอกาสที่จะเป็นแม่ ทว่าเจ้าตัวกลับบอกเขาว่า “ตนมีค่ามากกว่าจะเป็นแม่คน”
มณีจันทร์...ชีวิตนี้ไม่มีโอกาสนั้น แต่แสดงให้เขารู้ว่า “ตนอยากมีค่าด้วยการเป็นแม่คน”

ต่อให้คนที่โง่ที่สุดในโลกก็ย่อมตัดสินใจได้ว่าจะพาใครก้าวเดินไปบนเส้นทางสาย “อนาคต” มณีจันทร์ผู้จงรักภักดี แลมีฤทัยแห่งมารดาคือคำตอบนั้น

เกือบไปแล้วที่มือของเขาจะสวมแหวนเกี่ยวกระหวัดรัดรึง “นิ้วนางข้างซ้าย” ผิดคน  นี่อาจจะเรียกได้ว่าในความโหดร้ายของโชคชะตาย่อมมีโชคดีตามมาเสมอก็เป็นได้ คิดไม่ผิดเลย ที่ลมหายใจที่เหลืออยู่ของทั้งชีวิตนี้ จะมีแต่มณีจันทร์ แลในทางกลับกัน ในความโชคดีที่ได้มานั้น ก็แทรกไว้ด้วยความโหดร้ายของชะตาชีวิตที่ลิขิตให้แม่มณีเกิดเป็นผู้ชาย

“มูนต่างหากที่ต้องขอโทษ เพราะพูดอะไรเพ้อเจ้อออกมาเมื่อกี้ และก็ต้องขอโทษ ที่ชาตินี้ของมูน....”

เสียงนุ่มๆเริ่มสั่นพร่าน้อยๆ น้ำตาใสๆปริ่มมาเช่นกัน ด้วยใจที่ถึงใจ ทำให้คนฟังอย่างเต้ยรู้ดีว่าแม่มณีจะกล่าวว่าอะไรต่อ ริมฝีปากภายใต้ไรหนวดเขียวครึ้มจึงตั้งใจใช้ยับยั้งไว้ แต่ก็มิทันฝ่ามือของมูนที่สกัดกั้นไว้อย่างนุ่มนวล 

 “ให้มูนพูดเถอะ มูนขอโทษที่ชาตินี้ของมูน เป็นแม่ของลูกให้เต้ยไม่ได้ เหมือนที่ผู้หญิงสามารถเป็น แต่มูนขอสัญญาและสาบานว่าต่อไปในอนาคตข้างหน้ามูนจะเป็นยอดเมียเหนือผู้หญิงทั้งปวงให้ดู เพื่อชดเชยกับคำว่าพ่อที่เต้ยควรจะได้เป็น”

“สุดที่รักของเต้ย... ทุกวันนี้ยังไม่ไช่ยอดเมียอีกหรือไงไม่เอาน่ามูนอย่าคิดมาก เราสองคนแค่พูดกันเล่นๆ อย่าคิดเป็นจริงเป็นจังสิ เยอะอีกแล้วนะ... เฮ้อ เอาเป็นว่าเต้ยผิดเองที่จุดประเด็นเรื่องลูก”

เต้ยฝืนเสียงสดใสแสร้งเอ็ดกลบเกลื่อนกระแสเศร้าแห่งความเป็นจริงที่มาแทนกระสุขแสนหวานโดยมิได้รับเชิญ น้ำตาลูกผู้ชายของเขาก็เอ่อล้น แลแอบเช็ดลงกับไหล่เปลือยของมูนอย่างแนบเนียน แล้วช่วยขับไล่ความหมองของอีกฝ่ายออกไปด้วยวงแขนแน่นๆ อีกทั้งประทับจูบลงไปเบาๆ ข้างพวงแก้ม ลำดับเสียงปิดความ เรื่องไม่เป็นเรื่องที่จู่ๆความเป็นจริงของเพศมันนำพาไปนี้ซะเอง

“มูนจ๋าฟังนะ ช่างมันเถอะคำว่าพ่อน่ะ ถึงไม่มีซัน สกายและสตาร์ ครอบครัวเราก็สมบูรณ์อยู่กันได้นี่นา เต้ยไม่สนใจหรอก เพราะเต้ยใส่ใจคำว่าผัวที่มาพร้อมกับหน้าที่ช้างเท้าหน้ามากกว่า เต้ยสัญญาและก็สาบานเช่นกันว่าจะเป็นเท้าหน้าที่มั่นคงในทุกๆย่างก้าวให้กับเท้าหลังอย่างมูนก้าวตาม เต้ยจะคอยก้าวนำไปสู่เส้นทางสายอนาคต และจะคอยระแวดระวังภัยไม่ให้ใครมารังแก...อย่าเศร้าไปเลย รออีกนิดนะ แล้วเต้ยจะหาอย่างอื่นมาทดแทนให้ ”

เต้ยยอมรับว่าอิ่มใจกับภาพฝันที่แม่มณีกับเขาช่วยกันวาดและระบายสีสันออกมาเป็นเจ้าตัวน้อยทั้งสาม นอกจากภาพที่แม่มณีต้องรบกับลูกๆทุกเช้า ภาพของเขากำลังเอาลูกขี่คอสอนให้ชู๊ตลูกบาส สอนเล่นเกมส์เพลย์ เป็นเพื่อนกินเหล้ายามโต มันก็แจ่มแจ้งอยู่กลางสมองเหมือนกัน หากความจริงก็คือความจริง ในเมื่อเป็นพ่อไม่ได้ ก็จะเป็นผัวที่ดีที่สุด

มณีจันทร์ไม่รู้หรอกว่า “อนาคต” ของตนเอง ได้ถูกจรดจารไว้ในสมองของเขาเงียบๆตั้งแต่ปลายนิ้วทั้งสิบกราบลงกลางยอดอกในครั้งนั้นแล้ว

“คุณหลวงชอบทำให้มูนเขิน” มูนยิ้มออกมาได้แล้วโดยไม่ต้องฝืน หน้าลออที่ตูมๆกลับคืนมาแย้มบานระเรื่อ กระแสซ่านอบอวลไปด้วยความสุขกลับมาอีกครั้ง ตอกย้ำด้วยเสียงทะลึ่งทะเล้นที่เต้ยกำลังใช้ต่อปากต่อคำ

“แม่มณีก็ชอบทำให้เต้ยเขินเหมือนกัน...แต่ถ้าอยากจะหายเขิน เรามาเล่นพ่อแม่ลูกกันไหม ตอนนี้ไม่มีลูกก็ไม่เป็นไร เพราะพ่อต้องเล่นแม่ก่อน แล้วถึงจะมีลูก”

“เฮ้อ ตาบ้า...นึกว่าลืมไปแล้วนะเนี่ยเรื่องนี้ อุตส่าห์แอบดีใจที่ไม่ต้องสนองพระเดชพระคุณ อีกอย่างเมื่อวานก็เพิ่ง....”

“นั่นมันเมื่อวาน นี่มันของวันนี้ ปล่อยทิ้งไว้ไม่ดีนะ เดี๋ยวมันล้นเต็มเขื่อน”

เต้ยเข้าใจหาเหตุผลมาแย้งอย่างน่าเอ็นดู มูนได้ฟังก็คันปากนักคันปากหนาอยากจะเถียงกลับไปบ้างว่า ต่อให้ทำทุกวันมันก็ล้นทะลักเหมือนเดิมอยู่ดี ใช่ว่าตนจะเยอะอย่างที่เต้ยชอบว่า ตัวเต้ยเองมันก็เยอะไม่แผกกัน

เยอะของเต้ยไม่ใช่เรื่องเยอะเหมือนตน แต่เป็นปริมาณน้ำที่สร้างมาอย่างเยอะ
มันเยอะเสียจนกระทั่ง คนกระหายน้ำจวนเจียนจะตาย มาดื่มด่ำได้จนความกระหายดับสิ้น ปริมาณก็ยังเหลือ

ที่สำคัญตนเข็ดและขยาดแล้ว กับสภาวะน้ำท่วมปาก!!

มูนจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ และแกล้งทำเป็นเหนื่อยหน่าย แต่สุดท้ายก็มีข้อเสนอดีๆ ให้พระสวามีพิจารณา  “อดใจไว้ดีกว่าไหม ไว้คืนนี้ค่อยรำลึกความหลังบนริมหาดใต้แสงจันทร์ ”

“ไม่เอา เปลี่ยนใจไม่เอาริมหาดแล้ว กลัวทำๆอยู่มีมารมาผจญ ที่นี่ตัวเสือกมันยิ่งเยอะๆอยู่ด้วย แต่ถ้าอยากรำลึกความหลัง จริงๆ ก็ต้องรออีกนิดนะคนดี รออีกนิด”

“หือ มารมาผจญ ตัวเสือก หมายความว่าอย่างไร... ใครเป็นมาร รอทำไม มีอะไรหรือเปล่า ”

มูนขมวดคิ้วเป็นปมถามทันที กริยาท่าทาง คำพูดแปลกๆ ของเต้ยที่ลืมไปหวลกลับมาแล้ว ยิ่งอาการห่วงวิ่งตามลงมาเมื่อเช้าจากที่ไม่เฉลียวใจคิด กลับได้คิดตามและยิ่งเริ่มน่าสงสัย ลับลมคมนัย ทำไมมันมีมาไม่หยุดหย่อน

“มูนรู้สึกว่าเต้ยมีอะไรปิดบังมูนอยู่นะ”

“ไม่มี เต้ยก็พูดไปอย่างนั้นแหละ เต้ยหมายถึงพวกไอ้หมวดกับอีเพื่อนสนิทของมูนไง มันชอบแอบดู จำไม่ได้เหรอ อาจจะต้องรอให้พวกมันหลับเป็นตาย อย่าสนใจเลย ไปอาบน้ำกันเถอะ” เต้ยประคองมูนลุกขึ้น ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เดินโอบไหล่มูนเข้าห้องน้ำ ตัดบทมาเสียทันควัน

“เดี๋ยวสระผมและนวดหัวให้หน่อยนะ เมื่อคืนกินเหล้าเยอะ จะได้หายมึนหัว เสร็จแล้วจะได้ไปกินข้าวกัน กลับมาเต้ยจะได้นั่งทำงานต่ออีกหน่อย”

“ได้สิ เต้ย”

เสียงนุ่มๆ รับคำไปอย่างนั้น หากดวงตากลมๆโตๆ แอบชำเลืองมองตลอด มิได้คลายสงสัยเลยแม้แต่น้อย ผู้ชายอย่างเต้ย ยิ่งกลบเกลื่อน เรื่องยิ่งต้องใหญ่ ดำริในใจจึงมีมาอย่างเงียบๆว่า เห็นทีควรลากตัวอีนังนักสืบหัวเห็ดออกมาจากวงเหล้าเป้าผู้ชาย ปฏิบัติภารกิจลับ ทำตัวสอดรู้อย่างที่ไม่เคยคิดจะทำบ้างซะแล้ว

ทว่ามูนคิดผิด...และอาจจะคิดผิดตั้งแต่แรกคบเป็นเพื่อนสนิทกับอีนังคชสารนักสืบ ที่เห็น “เจ้าชาย” ดีกว่า “เพื่อนสาว”

“คุณเต้ยคะ อีนังเมียคุณเต้ยมันสงสัยว่าคุณเต้ยแอบคิดการใดอยู่หรือเปล่า มันให้น้องอัยมาสืบ” ทีท่าดัดจริตกระบิดกระบวนของอีนังพังแป้นทุรยศยามกราบทูลข้างไลน์อาหารบัฟเฟ่ต์ แม้จะชวนให้เจ้าชายอยากตวัดปลายพระบาท หากก็ทรงสะกดกลั้นฟังความต่อ

“เมื่อกี้มันมากระซิบกับน้องอัย ให้คอยจับตาดูและก็เงี่ยหูฟัง แล้วไปรายงานมัน”

“ทำดีมากอีคุณท้าว แสดงว่าเมียกูเริ่มสงสัย” เต้ยขมวดคิ้วทันใด แล้วกล่าวต่อไปทั้งๆที่คิ้วยังไม่คลายปม “มึงมาบอกกูก็ดีแล้ว กูมีงานให้มึงทำ”

“งานอะไรคะ”

“ตามประกบเมียกูทุกฝีก้าวอย่าให้คลาดสายตา ถ้าไม่ได้อยู่กับกู เข้าใจไหม อย่าให้ไปไหนมาไหนคนเดียว และเห็นอะไรผิดปกติให้รีบมารายงาน”

“ยิ่งคุณเต้ยพูดอย่างนี้น้องอัยยิ่งสงสัย พูดอย่างกับใครจะมาดักฉุดอีนังมูน”  ความสาระแนดันแส่เข้าตรงจุด เป็นจังหวะเดียวกัน กับเปรมที่แทรกเข้ามาในวงสนทนา

“บอกอีช้างไปเหอะไอ้เต้ย อีนี่มันหูไวตาไว จมูกมันดมกลิ่นได้ดีพอๆกับสุนัขตำรวจ ความเสือกมันจะเป็นประโยชน์”

ไม่รู้ว่าเจตนาของเปรมชมหรือหลอกด่า แต่ที่แน่ๆหน้าแป้นแร้นของอีช้างป่ากำลังเบ่งบานเป็นสีแดงระเรื่อ ยามพ่อยอดชายนายตำรวจคุณผู้หมวดเปรมก้าวเข้ามาในวงสนทนา ส่วนเต้ยก็นิ่งไปอีกพักก่อนจะตัดสินใจเล่าความ

“ไอ้ก้อง....ไอ้ก้องมาที่นี่ และมันคิดไม่ดีกับมูน”

“ว้าย....ฉิบหายแล้ว!!!”

“แหกปากหาห่าอะไร หุบปากแล้วก็ฟังรายละเอียด”

“คะ ค่ะ”

เมื่อมื้ออาหารเสร็จสิ้น เต้ยก็กลับมานั่งเปิดโน้ตบุ๊คทำงานที่ค้างไว้ต่อตรงนอกชาน หากก็ไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไรนัก สายตาคอยแอบมองไปทางแม่มณีซึ่งกำลังนอนคว่ำหน้าอ่านหนังสือที่แม่วาสิฏฐีให้ยืมมาอยู่ใกล้ๆ ด้วยความเป็นห่วง ใจอยากบอกความจริง แต่ก็กลัวแสนกลัวว่าเมียสุดที่รักจะหมดสนุก เลยจำต้องปิดไว้ บอกให้รู้เฉพาะคนสนิทของแต่ละฝ่ายคอยช่วยกันดูและระแวดระวังเท่านั้น

“มีอะไรหรือเปล่าเต้ย” มูนถามขึ้นยามสายตาละจากตัวอักษร เงยหน้าขึ้นมาเบนสายตาหันมาสบกันในจังหวะพอดี

“ไปหยิบเบียร์ในตู้เย็นให้สักกระป๋องสิจ๊ะ หยิบหีบบุหรี่ตรงหัวนอนให้ด้วย”

“ได้สิ รอแป๊บนะ”

เจตนาของเต้ยมิได้เห็นเมียเป็นคนใช้ หากแต่พูดแก้เก้อไปอย่างนั้น แต่ถึงจะใช้งานจริงๆ แม่มณีคนดีของเขาก็ยินดีและเต็มใจจะทำให้อยู่เสมอ แม้จะไม่ได้เอ่ยปากร้องขอ อย่างเช่นเมื่อเย็นวานหลังจากภาพยนตร์ติดเรทฉากน้ำกระจายฉายจบลง

“เอากระเป๋ามา มูนจัดเสื้อผ้าให้”

“เต้ยทำเองก็ได้ เลี้ยงไว้เป็นเมียนะ ไม่ใช่คนใช้”

“แต่มันเป็นหน้าที่ของเมีย อย่าให้มูนต้องบกพร่อง เต้ยไปอาบน้ำเถอะ”

เต้ยจำได้ว่ามูนตอบเขาด้วยใบหน้ายิ้มระเรื่อ เจือความสุข แถมยังพึมพำร้องเพลงลูกกรุงไปตามประสา รื้อกระเป๋าจัดเสื้อผ้าขนเสื้อและกางเกงที่แม้จะพับมาอย่างดี หากก็ยังมีรอยยับแต่ก็ยังดีที่มีไม่มาก มาแขวนไว้กับไม้แขวนเสื้อหลายอันที่รีสอร์ทเตรียมไว้ให้ กางเกงชั้นในแยกไว้พับให้เป็นหมวดหมู่ น้ำหอม เครื่องและครีมโกนหนวด จัดวางในลักษณะเดิมไม่ให้ต่างจากที่บ้านเลยสักนิด 

“กองๆไว้ก็ได้มูนเสียเวลาพับ เสียเวลาจัดทำไม เดี๋ยวก็ต้องใช้ และเราก็อยู่แค่ไม่กี่คืน”

“มูนทำอะไรลวกๆไม่เป็นน่ะเต้ย คุณยายเคยสอนไว้ว่า ไม่ว่าจะไปค้างอ้างแรมที่ไหน เสื้อผ้าและเครื่องใช้ ก็ต้องจัดไว้ให้เป็นระเบียบ อย่าเพิ่งมองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา เรื่องเล็กๆน้อยๆ เพราะสิ่งเหล่านี้แหละ มันจะใช้บอกว่าเราถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร อีกอย่าง เอาเมียมาด้วยทั้งที เสื้อผ้าของใช้ผัว ถูกขยุ้มๆกองไว้ มันน่าดูเสียที่ไหน ใครเข้ามาเห็นเขาก็จะตำหนิว่าเมียไม่ดูแล” มูนใช้ปากตอบเรื่อยๆ มือก็ยังไม่หยุดทำงาน กริยาและสายตาขณะนี้แสดงถึงความภูมิใจและสุขใจที่ได้ถวายงานนัก

 “ เอาน่า เต้ยจะได้สะดวกและชินมือเวลาหยิบเวลาใช้  เต้ยเคยบอกมูนเองนะว่า มูนมีหน้าที่แค่เป็นเมีย ดูแลเต้ยคนเดียวเท่านั้นพอ และตอนนี้มูนก็กำลังทำอยู่ ฉะนั้นห้ามขัด และเข้าไปอาบน้ำได้แล้ว” 

“ครับ คุณหญิงมณี แม่ผู้ดีเพียบพร้อม”

นั่นคือเมื่อวานและดูอย่างตอนนี้สิ แม่มณีรีบปิดหนังสือแล้วกระวีกระวาดลุกออกไปหยิบเบียร์กับบุหรี่ให้ทันที เมียแสนดีช่างเอาใจอย่างนี้หากปล่อยให้ชายอื่นมาแย่งมารังแก ตัวเขาก็ไม่สมควรจะดำรงสถานะผัวต่อไป 

“หน้าเครียดเชียวคุณหลวง งานเยอะเหรอ ” เสียงเย็นๆราวกับซึมซาบความเย็นจากกระป๋องเบียร์ทำลายภวังค์ขึ้น พร้อมหีบบุหรี่กับไฮเนเก้นเย็นฉ่ำยื่นให้จากทางด้านหลังเล่นเอาเต้ยสะดุ้ง

“กำลังเพลินๆ ตกใจหมด” เต้ยตอบพร้อมระบายลมหายใจ แล้วใช้วงแขนแข็งแรงตวัดรัดร่างของพระจันทร์จากทางด้านหลังมานั่งแนบตักทันที “เครียดนิดหน่อย แต่ถ้าได้หอมแก้มเมียสักฟอดจะหาย”

“จะพอเหรอแค่ฟอดเดียว หน้ายุ่งๆขนาดนี้คงต้องให้หลายๆฟอด”

มูนมิได้จงใจยั่ว แต่เป็นห่วงผัวอยากให้หายหน้าเครียด เลยเสนอและสนองด้วยการเอียงแก้มเข้าไปหา พร้อมสายตาลอบมองไปยังหน้าจอโน้ตบุ๊ค และแล้วความพึงใจก็ก่อกำเนิดอย่างรวดเร็ว ลืมความสงสัยจับใจเมื่อครู่ไปชั่วขณะ เมื่อเห็นภาพมะลิบ้านสวนลอยหราแทนภาพกุหลาบเมืองฝรั่งเศส ...และพ่อยอดชายก็เสมือนรู้ทัน

“ไม่พลาดเหมือนเมื่อวานแล้วครับ มามะ งั้นขอสักสิบฟอด เป็นค่าตอบแทนที่เปลี่ยนรูป”

“แฮะ ...แฮ่ม แต่หัววันเลยนะ”

เสียงกระแอมกระไอดังขึ้นจากทางด้านล่างของบ้านพักประสานเสียงกัน พร้อมบรรดาเจ้าของเสียงที่ต่างทยอยขึ้นบันไดบ้านโผล่หัวมาขัดจังหวะ ปากประกบแก้ม มีหรือที่เจ้าชายของมูนจะไม่ทรงกริ้วปัง

“มาทำเหี้ยอะไรกันตอนนี้วะ”

“อ้าว...ก็คุณเต้ย เรียกพวกเรามา”

“อะ เออ ใช่ว่ะ อีช้าง โทษที” เต้ยยิ้มแหะๆ รับคำนึกออกทันใด ก่อนจะหันไปบอกมูนที่หน้าแดงเอียงแก้มเก้อและกำลังจะหลบฉากออกไปว่า “มูนจ๋า เดี๋ยวเต้ยจะคุยงานกับไอ้เหมวดและพวกไอ้สนซะหน่อย มูนจะไปเดินเล่นก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวให้อีช้างไปเป็นเพื่อน”

“รับด้วยเกล้า เพคะ”

อีช้างเต็มใจถวายงานนัก เพคะ เพขิง จึงกล่าวมาอย่างสียงใส ความซื่อสัตย์ที่มีให้มันคนละเรื่องกับตอนที่มูนสั่งให้ไปเป็นนักสืบลิบลับ นี่คงเป็นความโชคดีอีกประการของเพศที่มันยกย่องเติมคำว่าคุณนำหน้าชื่อ

“ก็ดีเหมือนกัน ...มูนจะไปเดินดูมอสซะหน่อย เช้านี้เพิ่งเห็นหน้าไปแวบเดียวตอนกินข้าว เมื่อกี้กลับมาก็รีบลงไปเล่นน้ำทะเล ชักเป็นห่วง”

“จ้ะ แต่อย่าไปเข้มงวดกับน้องมันมากล่ะ ...เอาโทรศัพท์ไปด้วยนะ เผื่อเสร็จงานเร็วจะได้เดินตามไปหาถูก”

มูนพยักหน้ายิ้มรับ เดินลงจากบ้านด้วยใบหน้าเขินๆหนีเสียงแซวจากคณะปากเปราะที่ดังไล่หลัง ตามมาด้วยนังช้างทรงที่ได้รับบัญชามาจากเจ้าชายของมันให้ติดตามเป็นนางบาหยันคอยประกบ และเมื่อคล้อยหลัง หลายเสียงก็ยังไม่หยุดสัพยอก

“หวงเมียจริงนะมึง”

“หวงสิวะ ถ้าเป็นเมียพวกมึง แล้วมีคนคิดอัปรีย์จ้องจะงาบ พวกมึงจะทำยังไง” เต้ยถามหยั่งเชิง และคำตอบที่ได้มาก็ตรงใจยิ่งนัก
 
“กระทืบแม่งสิวะ จะรอหาเหี้ยอะไร รอให้มันมาเป็นผัวใหม่เมียกูเหรอ”

“ใช่แต่กูต้องกระทืบอย่างมีสมอง ....เอาล่ะ ช่างแม่งก่อนเหอะเรื่องนั้น ที่กูอัญเชิญพวกมึงมาเนี่ย กูจะบอกว่า กูจะสร้างรีสอร์ทที่อัมพวาและสตูดิโอโยคะให้เมียกู ทำเลจะอยู่ริมน้ำ ...ไอ้แซ็ค ไอ้สน ไอ้ต้น ไอ้ทัด พวกมึงจบสถาปัตย์ จัดการให้กูโดยด่วน ลอกแบบคร่าวๆของบ้านหลังนี้ไป และทุกหลังในรีสอร์ทนี้ ที่พวกมึงคิดว่าสวย แต่อย่าให้เหมือนมาก แล้วอย่าเพิ่งบอกมูน กูจะบอกเขาเอง”

เต้ยถ่ายทอดอนาคตที่จรดไว้ด้วยสมองให้เพื่อนรับรู้...อนาคตที่วางไว้นี้แหละจะทำให้อัมพวาเป็นเมืองนอนนิจนิรันดร์และสร้างหลักสร้างฐานให้เขา ดูแลมณีดวงเดียวไปได้ตลอดชีวิต

นี่เป็นแค่สิ่งเริ่มต้นที่เตรียมไว้ให้เพื่อตอบแทนความเป็นหนึ่งในใต้ฟ้าที่ไม่อาจหาจากไหนได้ และใช้ชดเชย เจ้าซัน เจ้าสตาร์และเจ้าสกาย ที่ได้ช่วยกันวาดฝันอันไม่มีทางเป็นจริงไว้...หากยังมีอีกหลายสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจ ที่ต่อไปจะบังเกิดแลทยอยวางไว้ในอุ้งหัตถ์ แม่มณีผู้นี้ ผู้เดียว

“กูว่าแล้ว เที่ยวฟรี กินฟรีมีที่ไหน ที่แท้ก็เอากูมาทำงาน” สนนำทีมกล่าวขึ้น แล้วหันไปพยักพเยิดกับเพื่อนอีกสามคน แสร้งถอนหายใจพร้อมกัน แต่ทั้งสี่ก็ไม่ลังเลที่จะเริ่มใช้มือทำงาน พร้อมปากบ่นต่อทันที


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“มึงนี่ มันเจ้าเล่ห์ไม่เคยเสียเปรียบจริงๆเลยนะ ไอ้เต้ย ไอ้นรก ”

“เออน่า ช่วยกูหน่อย ไว้รีสอร์ทกูเสร็จ กูจะอัญเชิญเสด็จพวกมึงไปพักฟรี”

“คราวนี้ฟรีตลอดรายการนะโว้ย ไม่ใช่ฟรีแค่ค่าที่พักแล้วหาแดกกันเอาเอง และไม่ใช่มาหลอกใช้ให้พวกกูไปออกแบบเรือนหอให้อีกล่ะ” นายทัดคงเข็ด จึงดักคอไว้ก่อน

“ไอ้ห่านี่เสือกรู้ทัน เพราะกูกำลังจะบอกว่างานชิ้นต่อไปคือ เรโนเวท ปรับปรุง ซ่อมแซม ตกแต่งเรือนหอบ้านทรงไทยให้กูใหม่ ...หยุดพูด แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว เดี๋ยวกูไปหยิบเบียร์ให้ สมองพวกมึงได้คล่องๆ...ไอ้หมวดไปช่วยกูขนเบียร์หน่อย” เต้ยลุกขึ้นกอดคอเปรมเดินเข้าไปด้านใน ทิ้งให้ไอ้สถาปนิกทั้งหลายบ่นต่อไป

“เออ...ว่าแล้วไหมล่ะ คิดผิดจริงๆ ไม่น่ามาเลยกู หลวมตัวจนได้ เวรแท้ๆ”

ทางด้านมูนที่เดินทอดน่องออกมาเรื่อยๆ ตอนแรกใบหน้ายังคงระเรื่อ แต่พอเดินมาได้สักพัก หน้าก็เริ่มตูม เพราะเห็นภาพครอบครัวหนึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูกชายเล็กๆอีกสามคน กำลังเล่นน้ำทะเลอยู่ริมหาด ภาพนั้นส่งผลให้หัวใจกระตุกวาบสู่ภวังค์ พร่ำบอกหลอกตัวเองว่า เด็กชายน่ารักสามคนนั่น คือ ซัน สกายและสตาร์ ครั้นพอกระพิบตา ก็กลับมาสู่ความจริง แถมเสียงหัวเราะลั่นของครอบครัวที่ว่านั้น ยังดังก้องลอยตามลม คล้ายจะเยาะเย้ยตน ที่มีสิทธิ์ได้แค่ฝัน

“เด็กสามคนนั่นน่ารักจัง ถ้าเป็น...”

“หร่อนอยากมีลูกเหรอ” แต่ไหนแต่ไร ช้างก็ยังคงดำรงความเป็นเพื่อนสนิทที่ว่ามองตาก็รู้ใจได้เสมอ มูนคงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดบัง   

“อืม ตอนก่อนก็ไม่เคยคิดหรอก แต่ตอนนี้ วันนี้ดันคิด คงเพราะเมื่อตอนสายเพิ่งคุยกับเต้ยเล่นๆ จนเลยเถิดไปถึงขั้นตั้งชื่อลูก พอเห็นครอบครัวนั้น มันเลยอิจฉาหน่อยๆ ...เฮ้อ ช่างเถอะ อย่าไปมองก็สิ้นเรื่อง เดี๋ยวเราก็เลิกคิด ”

“ไม่ขอลูกบุญธรรมมาเลี้ยงล่ะ ฐานะอย่างคุณเต้ยกับหร่อนเลี้ยงได้สบายๆ” ช้างเสนอแนะช่วยหาทางออกที่เป็นสูตรสำเร็จของคนมีลูกไม่ได้มาให้ หรือบางทีอาจจะเป็นแบบฉบับความสุขในตอนจบของนวนิยายชายรักชายบางเรื่องที่เคยอ่าน แต่มูนกลับมิเห็นด้วย

“ไม่ดีกว่า...เราอยากได้หมาบ้าตัวน้อยจากส่วนผสมของเรากับเต้ยเท่านั้น”

ถ้าเป็นเวลาปกติ ไม่ใช่เวลาที่เพื่อนสาวสุดที่รักอยู่ในอารมณ์ซ่อนซึ้ง ช้างคงจะเอ่ยปากกัดเข้าให้ว่า “หร่อนไปตายแล้วเกิดใหม่” ทว่ายามนี้ดวงตากลมๆน้ำตาลใสของเพื่อน มันมีรอยรื้นหน่อยๆ ลมทะเลเย็นๆ ก็มิได้ช่วยพัดพาให้เหือดหาย สิ่งที่ทำได้ คือใช้งวงโอบไหล่เพื่อนรักเป็นการปลอบแน่น ใช้ความล้น ความแก่นที่มีให้เป็นประโยชน์

“เดี๋ยวกูมานะ มึงรออยู่นี่ กูกลับไปขอยืมปืนคุณเปรมก่อน”

“เอามาทำไม เป็นสาวเป็นนางเล่นปืนผาหน้าไม้” มูนถามเสียงสูง และช้างก็ตอบมาหน้าเฉย

“กูจะเอาไปยิงขู่พวกชะนีริมหาด แล้วบอกมันว่า หยุดนี่คือการปล้น ส่งอีโมะ มดลูก รังไข่ มาให้เพื่อนกู บัดเดี๋ยวนี้”

“อีบ้า... เหลือก้ำเหลือเกินจริงๆ ช้างนี่”

มูนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ กับคำพูดและท่าทีอีโจรสาว ความเป็นนางเอกหนังตลกของช้าง ช่วยให้อารมณ์หมองคลายได้ทุกครา และเมื่อเป็นปกติ จึงนึกได้ถึงภารกิจที่มอบหมาย แลได้โอกาสสอบความโดยที่มูนมิรู้ตัวเลยว่าแผ่นหลังของตนหักสะบั้นด้วยการทุรยศเสียแล้ว

“ได้เรื่องไหมช้าง”

“เรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องกูกับคุณแบงค์ คุณเปรม ยังไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะเมื่อคืนกูโดนพวกผู้ชายกลัดมันมอมเหล้า แต่พวกเขาดันมอมกูหนักไปหน่อย กูเลยหลับ” ช้างไยจะไม่รู้ว่ามูนหมายถึงเรื่องอะไร แต่แกล้งทำเฉไฉ บอกไปว่าโดนมอมเหล้า 

“ กลัดมัน...คือพวกมันหรือมึงกันแน่  อีคุณช้าง”

มูนคันปากเต็มที่ ขอขึ้นกูๆมึงๆบ้าง แต่ก็เชื่อ ที่เชื่อเพราะเชื่อตรงที่ ช้างตื่นจะเป็นอันตรายต่ออวัยวะเพศ พวกผู้ชายคิดถูกแล้ว ที่มอมให้มันหลับ และเมื่อเช้าตนก็ได้เห็นกับตาว่ามันคงโดนมอมหนักจริง เพราะมันนอนตายขึ้นอืดคาวงอยู่ตนเดียว ส่วนคุณๆทั้งหลายเข้าไปนอนในบ้านปิดประตูลงกลอนเงียบ...แต่นั่นมันไม่ใช่เรื่องที่อยากรู้

“พวกมันสิ ไม่ใช่กู”

“เอาล่ะ เรื่องนั้นไม่อยากรู้ เพราะถ้าช้างได้ใครเป็นผัว ช้างป่าวประกาศเองอยู่แล้ว เราไม่เคยต้องถามสักครั้ง” มูนรู้สันดานเพื่อนดีว่านอกจากจะไม่รักนวลสงวนตัวแล้ว ยังปากสว่าง กินผู้ชายในที่แจ้ง แล้วเอามาไขในที่แจ้งเช่นกันเสมอ

“ เรื่องที่เราให้ไปสืบเมื่อเช้า ไม่เกี่ยวกับเรื่องของช้างเมื่อคืน ...เรื่องคุณเต้ย เจ้าชายบนหิ้งของช้างมีอะไรซ่อนไว้โดยที่เราไม่รู้หรือไม่”

“อู๊ย.... ไม่มี”

“แล้วสืบจากทางเปรม เอ๊ย ต้องเรียกว่า คุณเปรมของช้างล่ะ”

“ยิ่งไม่มีใหญ่เลย จริงๆนะ ”

“แน่ใจนะ...อย่าให้รู้ว่ามีอะไรปิดบังเราอีกคน ไม่งั้น ” มูนพูดช้าชัด เงื้อฝ่ามือยูไลหราที่นางพญาช้างสาร เห็นแล้วก็ต้องเข็ดขยาดยิ่งกว่าเห็นควาญ จนต้องรีบบอกละล่ำละลัก

“กูกลัวแล้ว อีมูน...แต่ไม่มีอะไรจริงๆ กูสาบานก็ได้ ถ้ากูโกหกตอแหล ขอให้กูโดนผู้ชาย เยี่ยวรดปาก”

ช้างพูดไปแอบเอานิ้วมือไขว้หลังไป สายตาเลิ่กลั่กมิสบตา ลอยหน้า ทำท่าขยุกขยิกพิลึกพิกล ด้วยกริยาอาการของมันอันสะดีดสะดิ้งหลุกหลิกขัดตาจนเกินปกติแบบนี้แหละ ที่มูนไม่ค่อยจะวางใจนัก มั่นใจว่าอีนังนี่โกหกตอแหลแน่นอน...มูนจำได้ดีไม่มีวันลืม เพราะตอนมาเก็บตัวนักกีฬาสมัยมัธยม อีช้างโฉดมันก็ทำท่าทำทางเฉกนี้ ก่อนจะนำไปสู่วีรกรรมชั่วช้าสามานของมันที่ทำให้มูนโกรธมันนานที่สุดในชีวิตตั้ง...ห้าชั่วโมง

“อีมูน...โค้ชเรียกประชุม”

“ตอนห้าทุ่มเนี่ยนะ” มูนถามขึ้นไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนัก เพราะโค้ชเพิ่งเรียกประชุมไปเมื่อหัวค่ำ แต่เมื่ออีเพื่อนที่แสนดีย้ำความมาอีกรอบก็จำต้องลุกขึ้น ทิ้งขวดน้ำปรุงหอมฟุ้งที่กำลังประพรมตัวก่อนนอน

“เร็วๆเข้า มีเรื่องด่วน”

“เดี๋ยว..ขอเปลี่ยนเสื้อ เปลี่ยนกางเกงก่อน”

มูนตั้งใจจะเปลี่ยนชุดจากเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋ที่ใช้ใส่นอน เป็นชุดรัดกุมเรียบร้อย เพื่อให้เหมาะสมต่อกาลเทศะที่จะเข้าไปพบผู้ใหญ่ แต่เสมือนจะไม่ทันใจอีช้างที่ง้างงวงฉุดข้อมือมูนออกไปหลุนๆจากห้องพัก เพียงชั่วแวบอีช้างลาก...ข้อมือก็พามูนมาถึงหน้าห้องประชุมที่มูนรู้ดีว่าเป็นห้องนอนรวมของนักกีฬาบาสมอปลายชายหนุ่มทั้งทีม

“อ้าว...ไม่ได้ประชุมที่ระเบียงเหรอ”

“น้ำค้างลงเลยคุยกันข้างใน เห็นว่าเรื่องด่วน เรื่องลับด้วย เร็วเข้า เขารอฟัน เอ๊ย รอกันนานแล้ว”

ช้างพูดยังไม่ทันจบประโยค มือของมันก็เคาะประตูห้องดังป๊อกๆ และทันทีที่ประตูเปิดออก มูนก็รู้สึกถึงแรงผลักมหาศาลจากกลางแผ่นหลัง เท้าทั้งสองข้างเสมือนจะลอยละลิ่ว ปลิวอย่างกับมดปลวกถลาเข้าไปกลางห้อง แล้วทิ่มถลำหน้าคะมำร่วงลงไปกลางที่นอนของใครบางคน แลอีตาเจ้าของก็ดันนอนอยู่บนเตียงนั้น และที่สำคัญ น่าหวาดหวั่นก็คือคนที่นอนอยู่มันไม่หลบไม่เลี่ยงแต่อย่างใด กลับเปิดอ้อมแขนอ้ารอรับไว้

อีช้างมันสาระแนผลักเข้าทางได้อย่างแม่นยำ....แม่นเสียจนเข้าไปนอนทาบทับกับร่างแกร่งโดยไม่ต้องจัดท่าใหม่เลยสักนิด

“เดี๋ยวนี้ตัวหอมจัง หอมอย่างที่อีช้างมันบอกจริงๆ”

แม้จะรู้ว่าร่างลออพุ่งมาอย่างกับดาวหาง ทว่าหมาบ้าก็ยังตะลึงตะลานเผลอเพ้อไปชั่วขณะ และในชั่วกระพริบตา วงแขนแข็งแรงที่เปิดอ้าก็เลื่อนมากระชับแน่น รัดร่างกระหวัดเอวของมูน แล้วถาโถมเบี่ยงตัวมานอนทับด้านบนแทนที่ ฝ่ามือหนาๆเปลี่ยนตำแหน่งโลมไล้ไปทั่วต้นขา ก่อนจะโจมตีด้วยคำพูดที่ชวนให้สั่นสะท้านทั่วสรรพางค์กาย

 “คืนนี้ไอ้พี่อั๋น มันไม่เอามึงหรือไง ...ถึงแรดเข้ามาหากูตอนห้าทุ่ม แต่งตัวมาพร้อมถอดเลยนะมึง จะให้กูช่วยคลายเหงาเหรอ ก็ดีเหมือนกัน จะได้ให้ไอ้แบงค์ปิดหนังโป๊ แล้วกูจะเล่นเป็นพระเอกซะเอง มึงเสร็จกูแน่ อีขี้”

“หยาบคายและก็ต่ำ..ปล่อยเรานะวสุ ใครก็ได้ช่วยเราด้วย”

ม่านตาสีน้ำตาลของมูนเบิกโพลงกว้าง สมองประมวลคำตอบให้ทันใดว่าจะเกิดอะไรขึ้น บทนางเอกหนัง คงมิแคล้วตกเป็นของตน ด้วยความตระหนกจึงร้องออกมาอย่างสุดเสียง แต่เสียงร้องสั่นๆของตนเหรอจะสู้เสียงระเบ็งเซ็งแซ่ที่ดังสนั่นลั่นห้องนอนของบรรดานักกีฬาชายทั้งหลายที่ต่างมารวมตัวดูหนังอันไร้บทเจรจาอยู่หน้าจอโทรทัศน์ และตอนนี้ก็ไม่มีใครสนใจหนังเรื่องนั้นอีกแล้ว ต่างหันหน้ามาเตรียมดู หนังเรื่องใหม่ที่เรียกว่า “หนังสด” ซึ่งอีกมินานคงจะได้จัดฉายกลางห้อง

“จูบเลยไอ้เต้ย จูบเลย ...จูบเลย”

เสียงเชียร์...เชียร์ไอ้พระเอกอันดังลั่น ทำให้มูนรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นกวางน้อย ที่อยู่ท่ามกลางเสียงคำรามของเหล่าบรรดานักล่า ที่กำลังรอขอต่อคิวจากหมาบ้า เตรียมแทะโลมเศษซากของตนที่เหลือต่อ และก็เป็นดังคาด หนังเรื่องนี้มีคนไม่ได้อยากเป็นพระเอกแค่คนเดียว...ทว่าเกือบทั้งทีม

“ถ้ามึงจะนอนกอดเขาเฉยๆ เอามาให้กูดีกว่าไอ้เต้ย เดี๋ยวกูโชว์ให้ดูเอง กูไม่อาย ”  ประสาทหูของมูนจำได้ว่าเป็นเสียงของแบงค์ และตามมาด้วยเสียงของรุ่นน้องมอสี่อีกคนหนึ่ง “พี่มูน...มาหาผมดีกว่า”

และท้ายสุดก็ตามมาอีกหลายสิบเสียง “เฮ้ย...เขามาหากูต่างหาก ไอ้เต้ย ปล่อยมูนได้แล้ว ส่งมาให้พวกกูกอดบ้าง ”

ทว่าเสียงพวกนั้นนั่นน่ะหรือจะมีมหิทธานุภาพทำให้มูนขนลุกซู่ เท่ากับเสียงของคนที่กำลังตระกองกอดตนอยู่ในขณะนี้  และในทุกๆกระแสเสียงกร้าวนั้น มันกลับมีอำนาจแฝงทำให้เกิดกระแสซ่านอวลลึกล้ำอย่างแปลกๆ ยิ่งสายตาคมวาวที่กำลังใช้สะกดตนให้แน่นิ่งหยุดดิ้นรนขัดขืน เวลานี้กลับไร้แววเกเร ไม่อยากจะเข้าข้างตัวเองว่าเขาคิดอย่างที่พูดจริงๆ

 “มันเป็นของกูคนเดียวเท่านั้น พวกมึงอย่าเสือก”

“ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย”

หากอย่างไรก็ดีมันก็ทำให้มูนร้องออกมาอย่างสุดเสียงอีกครั้ง ไม่สนใจแล้วว่าใครจะพูดอะไรอย่างไร เข้าใจแล้วถึงความกลัวของคนที่กำลังจะโดนข่มขืนทันที แต่ที่น่าแปลกก็คือ เสียงเชียร์จากพวกเพื่อนๆแม้จะดังยั่วเย้าเท่าไร หมาบ้ากลับมิยอมลงมือ มันได้แต่จ้องเอา หรือจ้องจะเอา ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ตั้งท่าราวกับจะฟัดแต่ไม่ฟัด อยู่อย่างนั้น

ฤานี่คือการแกล้งเล่น และเป็นการแกล้งที่ตอบตัวเองไม่ได้อีกแล้วว่า มันชวนให้รู้สึก “เจ็บใจ” หรือ “จับใจ” แต่เป็นที่แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องมีคนวางแผน คนสั่งการ ซึ่งคงไม่แคล้วเป็นคนเกเรคนนี้ ที่สามารถทำให้อีช้างยอมแปรพักตร์เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ต้องเรียกได้ว่า “ชั่วช้าตั้งแต่คนวางแผนยันอีนังนกต่อ” แต่จะทำไปเพื่อเหตุผลกลใดกันเล่า ใครจะตอบได้นอกจากเต้ยเท่านั้น   

แล้วคำพูดของเต้ยเมื่อกี้ ที่ว่าตน เป็นของเขาคนเดียว มันแสร้งพูดด้วยหรือเปล่าหนอ ...นี่แหละที่น่าสงสัยสะท้านใจที่สุด

 “พี่อั๋นอยู่ไหน ช่วยมูนด้วย”

เมื่อหาคำตอบไม่ได้ เสียงร้องเสียงสุดท้ายจึงดังกว่าทุกครั้ง และครั้งนี้เองก็สามารถยุติทุกสิ่งลงได้ ด้วยพี่อั๋นมาปรากฏตัวยืนเคาะประตูระรัวอยู่หน้าห้องนอน ตะโกนให้เปิดประตูด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม พวกนักกีฬาใต้อาณัติบัญชาได้แต่ตะลึงและจำต้องเปิดประตูให้ มูนจึงอาศัยโอกาสนี้ผละตัวลุกขึ้น สลัดร่างหมาบ้าเกเรที่เผลอเบี่ยงตัวออก หากหมาบ้าก็กลับรู้สึกตัว วิ่งตามทันที แต่พี่อั๋นดันถลันเข้ามาผลักอกหมาที่ตัวเล็กกว่าเสียกระเด็นกระดอน

“นายแกล้งอะไรน้องมูนอีกวะ ไอ้เต้ย”

“เฮ้ย...พูดกันดีๆ ก็ได้ทำไมต้องผลักอกวะ ขอแม่งสักทีเหอะ” เต้ยตะคอกและเงื้อหมัดปรี่เข้ามาหากัปตันทีม แต่เปรมกับแบงค์ก็ช่วยกันยื้อยุดไว้สุดกำลัง

“อย่า....ไอ้เต้ย ใจเย็นๆ ท่องไว้เขารุ่นพี่”

“แต่...มันผลักกูก่อน กูก็แค่แหย่อีขี้มันเล่นๆ พวกมึงก็รู้”

“ไอ้เต้ย นายฟังให้ดี น้องมูนไม่ใช่คนที่นายจะมาแหย่เล่น อยู่ห่างๆไว้ ฉันขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย ถ้านายยังขืนแกล้งน้องมูนของฉันอีก เป็นเรื่องแน่” 

เรื่องราวในวันนั้นจบลงด้วยที่พี่อั๋นชี้หน้าขู่เต้ยและพามูนกลับไปส่งที่ห้อง มิได้หันกลับมามองจึงมิเห็นว่า หมาบ้ามันกำลังคำรามแยกเขี้ยวอยู่ข้างหลัง สบถลั่นกล่าวอาฆาตอยู่ในใจนั่นเอง

“กวนส้นตีนนัก จบไปแล้วยังเสือกเสนอหน้ามาอีก ใครบอกว่าเป็นของมึง ของกูต่างหาก.. คอยดูเหอะ กูจะเอาตีนกู เขี่ยมึงตกทะเลให้ดู ไอ้อั๋น”

มูนนึกถึงเรื่องเก่าๆเรื่องนี้ ก็แค้นเคืองอีช้างชั่วมิหาย แม้มันจะผ่านมาหลายปี หากความโมโหก็อยากจะประเคนให้อีกสักฉาดนัก ถึงจะรู้ว่าทีท่าของมันมีอะไรปิดบัง แต่ในเมื่อมันสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะ ก็จะลองเชื่อลมปากมันดู

“ก็ได้ ไม่มีก็ไม่มี เพราะสาบานหรอกนะ เลยเชื่อ”

“ไม่น่าสาบานอย่างนั้นเลยกู อีช้างเอ๊ย” เสียงแปร๋นลดวอลลูมเหลือเพียงอุบอิบ หากมูนก็ยังพอได้ยิน

“ว่าอะไรนะ”

“ปะ เปล่า ว่าแต่หร่อนจะสงสัยอะไรนักหนา”

“ก็เห็นทีท่าเขาห่วงเขาหวงเรา มันดูแปลกๆ  แถมสองสามวันมานี่ ยังชอบพูดจามีลับลมคมนัย เมื่อเช้าก็พูดถึง มาร อะไรอีกก็ไม่รู้ พอถามเขาก็แก้ตัวว่าเป็นช้างกับหมวด แต่เราไม่ค่อยเชื่อ”

“คุณเต้ยเขาก็ขี้หวงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอย่างนี้แหละ ไม่เห็นผิดปกติ หรือแปลกอะไรตรงไหน หร่อนจำได้ไหม ตอนที่เขายังไม่กล้ารับความจริงน่ะ เขายังแอบห่วง แอบหึงแอบหวงหร่อนอยู่บ่อยๆเลย” อีช้างลอยหน้าลอยตา แล้วแผดเสียงกล่าวต่อ

“ ยิ่งตอนมาเก็บตัวนักกีฬา หลังจากคืนที่ฉันกับพวกคุณเต้ยรวมหัวกันแกล้งหร่อน วันรุ่งขึ้นสภาพพี่อั๋นเป็นอย่างไร ไม่ใช่สะบักสะบอมเพราะโดนคุณเต้ยถีบตกทะเลหรอกเหรอ... ตอนแรกฉันก็นึกว่าคุณเต้ยแก้แค้นที่โดนผลักอกเพียงอย่างเดียว แต่ที่ไหนได้ เผอิญฉันเหลือบไปเห็นสายตาก่อนจะยกตีนถีบเลยรู้ว่า เขาทั้งหึงและหวงหร่อน ตอนนั้นพี่อั๋นกำลังเลียนแบบแจ็ค ดอสั้น เรื่องไททานิคจับหร่อนยืนเป็นอีโรสริมโขดหิน ฉันจำได้ดีติดตา”

“อ้าว...เหรอ เรานึกว่าเต้ยกับเปรมเล่นเทควันโด แล้วพลาดถีบไปโดนพี่อั๋นซะอีก”

“เทควันโดเหี้ยอะไรกันเล่าอีนี่ มวยไทยชัดๆ ...ก็กูบอกเมื่อกี้อยู่หยกๆว่าเขาแก้แค้น ผัวหร่อนน่ะจงใจถีบ  ถ้าเล่นกับคุณเปรมแล้วพลาด ส้นตีนคงไม่ประทับเข้ากลางอกพี่อั๋นแม่นยำอย่างกับจับวาง จนหงายหลังไปนอนแอ้งแม้งสำลักน้ำทะเลหรอก อีมู๊น”

“เออ จริงด้วย...ถึงว่า พี่อั๋นเลยขยาด  เพราะหลังจากนั้น พี่อั๋นก็ไม่กล้าขึ้นเสียงกับเต้ยอีกเลย”

มูนพูดจบก็ผสานเสียงหัวเราะระเรื่อกับช้างเพราะจำภาพวิธีการเอาคืนพี่อั๋นอย่างเกเรร้ายกาจของเต้ยริมหาดได้เป็นอย่างดี  แล้วจู่ๆนางคชสารก็ใช้งวงเลื่อนมารัดเอวมูน ยุติเสียงหัวเราะโกญจนาท พูดขึ้นด้วยสุ้มเสียงปกตินุ่มนวลผิดหู

“อีมูนเพื่อนรัก...เรื่องบางเรื่องอย่างเช่นศึกสงครามงานบ้านงานเมืองเป็นเรื่องของฝ่ายหน้าเขา...ฝ่ายในอย่างเราอย่าก้าวก่าย ”

“ไม่ได้อยากสอดรู้ ก้าวก่ายนักหรอก แต่ถ้ามันมีปัญหาแล้วไม่ช่วยกันแก้ จะเรียกว่าผัวเมียเหรอ”

“ฉันเข้าใจ แต่นี่มันยังคงไม่เกินกำลังความสามารถของฝ่ายหน้าเขา ..ถ้าเกิน เราค่อยสอด ตอนนี้เขายังเฉยๆอยู่ ไม่บอกอะไร ก็แสดงว่าเขารับมือได้ ให้เกียรติสติปัญญาเขาหน่อย ทำใจให้สบายอย่างที่ฉันบอก ไม่มีอะไรหรอก..แต่ฉันมั่นใจเหลือเกินว่า ผัวหร่อน คงได้ยกตีนถีบยอดอก ใครสักคนที่ทะเลอีกครั้ง เร็วๆนี้”

 “ในเมื่อไม่อยากให้เรารู้กันนัก เราก็จะไม่รู้ เราจะทำใจให้สบาย และภาวนาให้ยอดอก ยอดนั้น เป็นยอดอกของช้าง”

“อ้าวอีห่า มาแช่งกูทำไม ส้นตีนผัวมึงหนักอย่างกับตีนยักษ์ตีนมาร กูเข็ดแล้ว” ช้างรู้น้ำหนักตีนของเต้ยดี เพราะเคยโดนจนกระเด็นกลางห้องนอนของมูนมาครั้งหนึ่ง จึงพูดได้ถูก

“โทษฐานที่สาระแน พูดให้ความสงสัยกลับมาอีก...ขี้เกียจคุยด้วยแล้ว ไปเดินตามหามอสดีกว่า อย่าลืมที่สาบานไว้ล่ะช้าง”

“เดี๋ยว รอกูด้วย... อีมูน”

มูนเชิดใส่อีนังช้างป่าบาหยัน ผละตัวออกจากงวงที่ใหญ่พอๆกับหน้าแข้งของตน ตั้งใจเดินลงไปริมหาดตามหามอส โดยมีอีช้างตามมาติดๆ ครั้นลงมาถึงสายตาก็พลันไปประสบพบชายหนุ่มสองคน กำลังเอาศีรษะปักผืนทราย ยกตัวยกขาชี้ฟ้าอย่างกับจะโชว์กายกรรม แต่คงจะมิใช่ เพราะท่วงท่านี้เป็นท่าที่มูนคุ้นเคย สอนอยู่เป็นประจำ แลเรียกขานว่า  “เฮดสแตนด์” ซึ่งคนที่จะทำได้ต้องฝึกมานานพอสมควร และมีความแข็งแรงถึงจะทรงตัวอยู่ได้ ทว่าคงมิได้บังเกิดกับชายสองคนนี้

“เชื่อเหอะช้าง เดี๋ยวก็ล้มหลังฟาดพื้น แขนสองคนนี่ยังไม่แข็ง แถมยังกดน้ำหนักลงแต่ที่หัว ยังไงก็ร่วง” มูนเปรยขึ้นกับช้าง และยังไม่ทันจะขาดคำ ปากพระร่วงของมูนก็ทำให้พวกเขาร่วงจริงๆ

“โอ๊ยยยยยยยย”

“คุณ...เป็นอะไรหรือเปล่า”  ความมีน้ำใจและจิตวิญญาณของความเป็นครูสอนโยคะ ทำให้รีบวิ่งเข้ามาดู ถือวิสาสะช่วยพยุงขึ้น รีบบอกท่าแก้คลายอาการเจ็บรวดเร็ว 

“นั่งทับส้นเท้า แล้วก้มตัวไปด้านหน้าให้หน้าท้องชิดต้นขา พักในท่าเด็ก”

ชายสองคนนั่นงุนงงเล็กน้อย หากก็เชื่อและทำตาม เมื่อได้ระยะเวลาที่เหมาะสม จนคาดว่าอาการมึนหาย มูนจึงบอกให้เงยหน้าขึ้นช้าๆ เริ่มต้นบทสนทนาเจรจาความ

“ระวังหน่อยนะฮะ เฮดสแตนด์ อาจเป็นอันตรายถึงขั้นคอหักเสียชีวิตได้ถ้ายังไม่ชำนาญพอ อย่าว่าสอนเลย เอาเป็นว่าแนะนำดีกว่า ว่าแรกๆฝึกใหม่ ควรฝึกกับกำแพง หรือไม่ก็ฝึกภายใต้การควบคุมของครู”

“ไม่เป็นไรครับ สอนได้ ต้องขอบคุณเสียด้วยซ้ำ...พอดีก่อนมานี่ พวกเราไปเรียนโยคะมาครับ เห็นคนอื่นในคลาสเขาทำกันได้ เลยคิดว่า น่าจะทำได้บ้าง”

หนึ่งในสองชายกล่าวตอบ ลักษณะหน้าตาและวิธีการพูดทำให้คนฟังอย่างมูนรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาแปลกๆ หากแต่ไม่วิจารณ์เพราะจะเป็นการเสียมารยาท ต่างกับนางคชสารอย่างสิ้นเชิง ที่คิดและพูดโพล่งออกมาทันที

“หน้าตาคุ้นๆ เหมือนคุณ...”

“หน้าพวกผมคงโหลมังครับ หรือไม่คุณก็คงดูรูป นายนิชคุณวงทูพีเอ็มบ่อยๆ” เพียงสิ้นประโยคเสียงหัวเราะก็ดังสอดประสาน สองชายอารมณ์ดีตาตี่ตี๋ ยิ้มเสียยิ่งกว่ายิ้ม...ประเด็นหน้าคุ้นถูกเบี่ยงเบียนจนคนสงสัยเองก็คล้ายจะลืม

“อุ๊ยต๊ายตาย....ว่าแล้วเชียวที่แท้ก็นิชคุณ แต่น้องอัยว่า รูปร่างอย่างนี้คงไม่นิดกระมังคะ”  ตาหรี่เล็กของช้างยังคงทำงานได้ดีตามสันดานบงการเสมอ ชำเลืองมองหน้าชายทั้งคู่เพียงแวบ ก่อนย้ายลงมาจ้องแต่ที่เป้านูนๆที่กั้นไว้ด้วยกางเกงว่ายน้ำ จนปากสั่นคอสั่น

“อูยยยยยย ข้าวหลามหนองมนสองกระบอกใหญ่ๆ พาดขึ้นเสียด้วย”

“ว่าอะไรนะครับ” คนจับพาดถามแทบจะพร้อมกันไปอย่างนั้น เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายมองอะไร ในเมื่ออยากมองก็จะให้มองตามปรารถนา อย่าหัวใจวายตายไปก่อนก็แล้วกัน 

“เปล่าค่ะ...แค่อยากทานข้าวหลามมากะทันหัน ดิฉันชื่อน้องอัยค่ะ และนี่ก็คือ มูน เพื่อนสนิทน้องอัยเอง เป็นครูสอนโยคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” แม้นสายตายังไม่สามารถละจากเป้า หากปากอิ่มๆของช้างก็ยังสามารถขยับ ความสาระแนทำให้บทสนทนาดำเนินไปได้ต่อ ยิ่งเป็นเพศที่ยกย่องให้เป็นคุณ ไม่มีทางเสียแหละที่ช้างจะปล่อยให้การเจรจามีเพียงสองสามประโยค หรือบางทีอาจจะเป็นไปได้ว่ายังมองไม่เต็มอิ่ม

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ ผมชื่อกัน นี่น้องชายของผมชื่อกานต์ เอ...คุณก็ดูคุ้นๆ เหมือนกัน” รอยยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรฉายมาไม่หยุด ทว่าใครจะรู้ว่าภายใต้สายตาคู่นี้นั้น มันซ่อนอะไรบางสิ่ง ยามจับจ้องมองไปที่ร่างลออล้อแสงแดดตรงหน้า

คนคนนี้มองไกลๆก็ว่าหน้าตาดีแล้ว.... มองใกล้ๆยิ่งมองได้ไม่วางตา
ความตาถึงของก้องแสดงให้ประจักษ์ แต่น่าเสียดายนักที่วาสนาน้องชายไม่ถึง

แม้จะเข้ามาช่วยเหลือ หากในน้ำใจ ก็ยังมีระยะห่าง ...ไว้ตัว เชิดระหง ตรงกับคำที่น้องชายบอกทุกประการ

“มูนจะค่อนข้างไว้ตัว ไม่ค่อยคุยกับใครง่ายๆ แต่ถ้าพี่สองคน เข้าไปตีสนิทชวนคุยเรื่องโยคะ รับรองเขาคุยกับพี่ได้นาน.. รอช่วงที่เขาแยกออกจากกลุ่มมา แล้วค่อยเข้าไป ไม่ต้องกังวลหรอกครับ มูนเขาไม่เคยเห็นพี่กัน พี่กานต์ เขาไม่รู้หรอกว่าพี่สองคนเป็นใคร”

“แล้วถ้าเขาไม่แยกตัวออกมาล่ะก้อง”

“ไม่มีทาง ...เขาฝึกโยคะไม่เช้าก็เย็นเสมอ และเวลามูนฝึก เขาเคยบอกก้องว่า เขาชอบฝึกเงียบๆ...ไม่แน่เย็นนี้เขาอาจฝึกอีกรอบ ถ้าเย็นนี้ไม่ เขาก็ต้องฝึกพรุ่งนี้เช้า พี่ไปคอยจับตาดูเขาไว้เถอะ”

เสียงของน้องชายยังดังก้องสมชื่อก้องอยู่ในหัวสั่งความตนก่อนออกจากบ้านพัก... หะแรกก็ยังคิดหนักว่าจะทำอย่างไร ครั้น คนน่ามองของน้องชายแยกมาจากกลุ่ม ลอยตามลมลงมาเข้าทิศเข้าทางเสียเอง ไม่ต้องรอยันเย็น  นั่นแหละ การตัดสินใจจึงบังเกิดภายในเสี้ยววินาที ... “โยคะ” ที่ร้างลาไปนาน จึงงัดมาสำแดงอีกครั้งริมหาด กะระยะเวลาโชว์ท่าให้เหมาะสม และท่า“เฮดสแตนด์” ที่รู้มาว่าเป็นท่าคิง ที่คนเรียนโยคะแทบทุกคนใฝ่ฝันต้องทำให้ได้ ก็สามารถนำไปสู่การ “ตีสนิทชวนคุย” สมดังตั้งใจ 

กันยังทำหน้าครุ่นคิดเพียงครู่ แล้วเสียงระรัวของเขาก็ลำดับออกมาคุยกับคนไว้ตัวโดยตรงว่า  “ อ๋ออออ ใช่แล้ว คุณนั่นเอง คุณคือคนเมื่อเช้าใช่ไหมครับที่เล่นโยคะอยู่ริมหาดด้านนู้น พอดีเราสองคนเห็นคุณฝึกเมื่อเช้า  เลยเกิดแรงบันดาลใจ สลัดความขี้เกียจ ชวนกันลงมาฝึกบ้าง”

 “เราสองคนฝึกโยคะมาได้ประมาณปีเศษๆแล้วครับ ฝึกตอนอยู่เมืองนอก พอกลับมาเมืองไทยก็ฝึกบ้างไม่ฝึกบ้าง เพราะทั้งงานยุ่ง ทั้งขี้เกียจ  อย่างที่กันบอก เราเห็นคุณฝึก เลยอยากปัดฝุ่นเคาะสนิม... แต่แหม ที่แท้คุณมูนเป็นครูสอนโยคะนี่เอง ถึงว่าท่าสวยมาก ขั้นเทพเลย แถมเมื่อกี้  ยังช่วยเราไว้อีก”


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
กานต์เสริมขึ้นยิ้มๆ สายตาของเขาไม่ต่างอะไรกับพี่ชายเท่าไรนักที่กำลังมองมูนไม่วางตา ทั้งสองพี่น้อง จ้องคุณครูของน้องชายอยู่อย่างนั้น โดยมิสนใจผู้ติดตามคุณครูมาด้วยเลยสักนิดว่ากำลังจ้องมองเขาทั้งสองคืนด้วยสายตามันปลาบเพียงไร

“ไม่หรอกฮะ...อย่าเรียกว่าเทพเลย แค่ไหว้พระอาทิตย์กับท่าทรงตัวเล็กๆน้อยๆ ใครๆก็ทำกันได้ ” เสียงนุ่มๆ ถ่อมตัวดังขึ้น และเป็นดังคาดของก้องที่บอกกันกับกานต์ว่า โยคะ สามารถทำให้ครูอ้าปากได้ต่อ

“ คุณสองคนฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวก็พัฒนา แต่ท่าบางท่า อย่างที่บอก มันต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์คอยช่วยดู ไม่ใช่ฝึกเอง เช่นท่าเฮดสแตนด์เมื่อกี้ ไม่งั้นจะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี และการเลียนแบบเพื่อนคนอื่นในคลาสนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะสมรรถนะร่างกายความยืดหยุ่นมันต่างกัน ...การฝึกโยคะ ต้องรู้ตัวเอง อยู่กับลมหายใจของตัวเอง ทำไม่ได้ก็อย่าเพิ่งฝืนร่างกาย มิฉะนั้นการฝึกของเรา ก็เป็นแค่การออกกำลังกาย ไม่ใช่โยคะ”

“ครับคุณครู...เราสองคนจะจำไว้ ว่าแต่ช่วยโชว์ ท่าเมื่อกี้ให้ดูหน่อยได้ไหมฮะ ว่าที่ถูกต้อง เขาทำกันอย่างไร”

 ความมีน้ำใจและจิตวิญญาณของความเป็นครูสอนโยคะฉายชัดอีกครั้ง สายตากระตือรือร้น อยากเรียนรู้ ของชายแปลกหน้าสองคนที่หน้าตาคุ้นๆ ทำให้นึกถึงบรรดานักเรียนในคลาสที่ร้างลาไม่ได้สอนเสียหลายอาทิตย์ ผู้ฝึกเหล่านั้น มักจะออดอ้อนชอบให้สอนพิเศษท้ายคลาสเล็กๆน้อยๆเสมอ ซึ่งตนก็ไม่เคยขัดสักครั้ง และไม่คิดว่าเป็นการเสียเวลาแต่อย่างใด 

ครูชาวอินเดียเคยสอนไว้...ครูที่ดีต้องไม่ปฏิเสธนักเรียน ยิ่งนักเรียนตั้งใจ ต้องถ่ายทอดให้เต็มที่ 
มูนคิดอย่างนั้น ...ทว่านักเรียนกลับคิดอีกอย่าง..คิดตามที่น้องชายบอกมา

“นอกจากชอบคุยเรื่องโยคะ มูนยังชอบสอนโยคะ ...พี่กันกับพี่กานต์ คิดวิธีกันต่อเอาเองแล้วกันนะครับว่าทำอย่างไร ให้มูนมาสอนตัวต่อตัว”

“แล้วถ้าเขาพาคนอื่นมาด้วยล่ะ”

“คงไม่...แต่ก็ไม่แน่ ..เรื่องนี้ ฝากพี่กันพี่กานต์คิดก็แล้วกันครับ”

กานต์จำที่น้องพูดได้ดี และเสียงนุ่มๆของมูน ก็ดึงเขากลับจากภวังค์ด้วยการตอบรับ  “ ได้สิ ดูท่าให้ดีแล้วกัน แต่อย่าเพิ่งทำตามนะ” 

“ครับ คุณครู”

“ก่อนอื่นต้องปรับองศาของศีรษะ ข้อศอก หัวไหล่ และสะโพกให้สมดุล แขนและหน้าท้องต้องแข็งแรง และเวลาขึ้นต้องใช้กำลังหน้าท้อง ถ่ายน้ำหนักลงข้อศอก แล้วยกขาขึ้นช้าๆและให้เบาที่สุด เบาราวกับปุยนุ่นแต่ทรงตัวให้แข็งแกร่งเหมือนหิน”

มูนพูดไปทำท่าไป เสมือนเวลาสอนในห้องเรียน แล้วสายตาสองคู่กับตัวของนักเรียนจำเป็นคนใหม่สองคนก็ขยับเข้ามาดูจนใกล้ และฟังคำอธิบายด้วยความสนใจเป็นพิเศษ ทันทีที่พูดจบประโยค หัวของมูนก็ปักลงพื้นทราย ยืดเหยียดขาชี้ฟ้าท้าทายสายลมแสงตะวัน  และเมื่อสมควรแก่เวลาก็ลดตัวลงมา ท่ามกลางเสียงปรบมือจากนักเรียนดังลั่น

“เยี่ยมมากเลยครับคุณครู อยากทำได้บ้างจัง...แล้วคุณครูสอนที่ไหน ผมกับกันจะตามไปเรียน”

“สอนที่กรุงเทพกับที่อัมพวา สะดวกที่ไหนล่ะฮะ ที่กรุงเทพจะสอนคลาสใหญ่ในสตูดิโอ ส่วนที่อัมพวาจะเป็นคลาสส่วนตัว”

“สะดวกที่นี่ครับ...คุณครูล่ะครับสะดวกไหม” กันตอบมาทันควัน แสดงความต้องการออกมาอย่างชัดแจ้งต่อไม่หยุด  “เราชอบที่คุณครูพูดเมื่อกี้ คุณครูสอนดีกว่าครูฝรั่ง”

“พอดีมาพักผ่อน ช่วงนี้ยังไม่ได้รับงานสอน” แม้มูนจะเปรี้ยวปากอยากสอนตามสัญชาติญาณครูเพียงไร แต่ก็อยากให้การพักผ่อนเป็นแค่การพักผ่อน มูนจึงจำใจปฏิเสธ อีกทั้งสองคนนี่ก็นับได้ว่าเป็นชายแปลกหน้า แม้จะพูดจาภาษาโยคะภาษาเดียวกันก็ตาม

 “เดี๋ยวจะให้เวปไซต์ของสตูดิโอที่กรุงเทพไว้แล้วกันฮะ เผื่อจะสะดวก และยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะเรียน”

“ถือว่าสงเคราะห์คนอยากฝึกเถอะนะครับ เรายินดีให้ค่าตอบแทนพิเศษ”

“เรื่องค่าตอบแทนไม่ใช่ปัญหา แต่ไม่สะดวกจริงๆฮะ” มูนปฏิเสธอย่างนุ่มนวล หากแต่หนึ่งในสองชายก็ยังไม่วายตื๊อ

“คุณครูมีอะไรไม่สะดวกใจหรือเปล่าครับ เอาอย่างงี้ ถ้ากลัวว่าจะมีปัญหาที่ต้องมาสอนพวกเรา หรือเกรงว่าเราสองคนจะคิดไม่ดี คุณครูก็สอนเราริมหาด ตรงเชิงผาหลังโขดหินตรงหน้าบ้านพักของเราก็ได้ ตรงนั้นเป็นที่โล่ง ...จะได้เลิกกังวล  จะพาใครมาเป็นเพื่อนก็ได้นะครับ”  กันยังคงไม่ลดละ พยายามหาทางเลือกให้ สายตาเปล่งประกายด้วยความหวัง

“โธ่...คุณ”

มูนเปรยขึ้นแล้วระบายลมหายใจออกอย่างเห็นใจ ในเมื่อนักเรียนอยากเรียนขนาดนี้ จะใจร้ายไม่ถ่ายทอดได้หรือ แม้วิชาที่ตนสอนจะเป็นโยคะ แต่ครูที่มีหัวใจเป็นครูแท้ๆไม่ว่าจะสอนวิชาอะไร หากมีนักเรียนสนใจจะเรียนกับตนย่อมมีความสุขใจและอิ่มใจอยากสอนอยู่เสมอ... ว่าแล้วจึงหันไปมองหน้านางคชสาร เป็นเชิงขอความเห็น แต่อีเพื่อนตัวดี ที่เงียบหายไปจากบทสนทนา เพราะกำลังเพ่งสายตามองผู้ชายเป้าตุงตรงหน้า ตาเป็นประกาย กลับไม่ยอมหันมาสบ จึงต้องสะกิดด้วยการบิดเนื้อเต่งๆ

“อีช้าง...จ้องเขาอยู่ได้ ไม่งาม” เสียงรอดไรฟันเพียงได้ยินกันสองต่อสอง เอ่ยปรามตามมา แล้วถามต่อมาว่า “จะเอาไงดี เขาอยากฝึก เห็นใจเขาเหมือนกัน”

“หร่อนเองก็อยากสอนใช่ไหม ฉันรู้...ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันว่าหร่อนควรขออนุญาตคุณเต้ยก่อนดีกว่า”

มูนพยักหน้ารับคำ เข้าใจได้ทันทีว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวนี้ตัดสินใจอะไรเองในชีวิตไม่ได้  แม้กระทั่งเรื่องรับงานเล็กๆน้อย ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนยังไม่มีเต้ย คงตัดสินใจได้รวดเร็ว ทว่าบัดนี้ ตนมีผู้ปกครองเสียแล้ว จะทำหรือตัดสินใจอะไรคงต้องบอกต้องกล่าว ให้ทราบเบื้องยุคลบาทก่อน ยิ่งเขาพามาเที่ยว พามาเปิดหูเปิดตา ก็ควรจะอยู่ปรนนิบัติเขาเพื่อตอบแทน มิใช่เอาเวลาไปรับงานสอนดังเคย

“คุณครูลองคิดก่อนก็ได้ฮะ ผมยินดีจ่ายค่าสอนสองเท่า ผมคาดว่า คุณครูคงต้องขออนุญาตผู้ปกครอง เมื่อเช้าเราเห็นแล้วครับ ท่าทางคงจะดุไม่ใช่เล่น...เอาเบอร์ผมไป แล้วติดต่อกลับที่เบอร์นี้นะครับ”

มูนได้ฟังก็หัวเราะน้อยๆ หยิบแบล็คเบอร์รี่มาเมมเบอร์ที่ชายคนน้องกำลังบอกตน...ในใจเดาเหตุการณ์ได้ว่า เมื่อเช้าสองคนนี่คงจะดูอยู่นานจนเห็นผู้ปกครองลงมาตาม หน้าลออจึงระเรื่อขึ้น เพราะคนนอกคงเห็นว่าท้ายคลาสจบลงอย่างไร ในเมื่อเขาเห็น เขาเข้าใจข้อจำกัดบางประการดี แถมสถานที่ฝึกก็มิได้อยู่ในสถานที่เสี่ยง ฉะนั้นก็ยังมิควรตัดรอน

“ฮะ เดี๋ยวจะติดต่อกลับ ไม่เกินบ่ายสามโมง”

“หวังว่าคงจะเป็นข่าวดีนะครับ...แล้วจะมีผู้ช่วยสอนมาด้วยหรือเปล่าครับ ถ้ามีผมจะได้เตรียมน้ำผลไม้กับอาหารว่างได้ถูก”

“คงจะไม่มีผู้ติดตามหรอกฮะ ...แต่ถ้าผู้ปกครองสั่ง ก็คงจะมีน้องอัยคนเดียว เรื่องอาหารว่างไม่จำเป็นหรอกฮะ ไม่ต้องเตรียมอะไรให้วุ่นวาย ลำบากคุณเปล่าๆ”

“ไม่เป็นไรครับ ถือว่าเราเต็มใจ จัดให้เป็นการขอบคุณที่แนะนำเราเมื่อกี้ ...เอาเป็นว่าเราสองคนจะรอคำตอบนะครับ  รีบโทร.มานะครับ...ไปเถอะกัน”

กานต์กล่าวปิดท้ายก่อนจะช่วยฉุดมือพี่ชายให้ลุกขึ้น ยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพากระบอกข้าวหลามหนองมนในสายตาของช้าง เดินดุ่มๆจากไปจนลับหายไปทางหลังโขดหินกลางพยับแดด เมื่อลับตาคนทั้งสองเสียงแปร๋นๆโกญจนาทก็แผดมาดังเดิม

“ถ้าไม่บอกว่าพี่น้อง กูก็นึกว่าผัวกับเมีย นั่งชิดกันเสียจนเป้าจะเกยตูด” ช้างพูดตามที่เห็น เพราะเมื่อกี้สองคนนั่น นั่งอย่างนั้นจริงๆ แล้วเสียงสะบัด เกรี้ยวหน่อยๆ ก็ดังมาตบท้ายแทนที่ “เหอะ นิชคุณ...เดี๋ยวคงได้เต้นไม่ออก อย่าคิดว่ากระบอกข้าวหลามจะดึงให้ไปดูดได้เสมอไป”

“อะไรอีกช้าง”

“บ่นไปตามเรื่อง ไม่มีอะไรหรอก ...ไปกันเถอะ มอสคงเล่นน้ำอยู่ทางนู้นมั้ง เจอแล้วจะได้กลับไปหาคุณเต้ยลองขออนุญาตเขาดู ...แดดเริ่มแรงแล้ว”

“อืม....แต่เขาคงไม่อนุญาตหรอก เชื่อเถอะ”

มูนดำริเองอย่างนั้น หากแต่เมื่อนำความกลับมากราบบังคมทูลพระสวามีให้ทรงทราบ ... “ผิดคาด”  จึงเป็นคำเดียวที่กำลังใช้พร่ำบอกตัวเอง

“ถ้าอยากสอนก็ไปสอน ...แต่เอาอีช้างไปเป็นเพื่อนด้วย เต้ยจะไม่ไปส่ง แต่จะตามไปรับกลับ”

“เต้ยน่ารักที่สุดในโลก ขอบคุณนะที่อนุญาต งั้นมูนขอไปเตรียมการสอนและขอโทร.คอนเฟิร์มเขาก่อน”

“ตามสบายจ้ะ เมียจ๋า”

เต้ยกล่าวอนุญาตด้วยสายตาคมวาวแปลกๆ ทว่ามูนมิได้สังเกตเห็น อาจจะเพราะดีใจจึงละเลยที่จะทอดมองได้แต่ลุกขึ้น เลี่ยงฉากไปจัดการธุระเรื่องตอบตกลง เตรียมการสอนดังปากว่าและลืมบรรดาเรื่องสงสัยต่างๆสิ้น  คงมีแต่เปรมกับช้างเท่านั้นที่จับจ้องพระอาการของเจ้าชายทุกระยะ

“คิดดีแล้วเหรอคะคุณเต้ย น้องอัยว่า....”  ช้างพูดยังไม่ทันจบเต้ยก็ยกมือปราม ก่อนจะพูดแทรกขึ้น

“กูคิดดีแล้ว ถ้ามันอยากเรียนนัก ก็ไปสอน จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว ซะที ” เต้ยคำรามเสียงกร้าวขบกรามแน่น แล้วระบายลมหายใจ เมื่อการตัดสินใจได้สิ้นสุด แล้วถามช้างต่อถึงรายละเอียดเมื่อครู่  “ลักษณะไอ้สองคนนั่น มันเป็นอย่างไร”

“คล้ายๆไอ้คุณก้อง แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว ...ดีนะคะที่คุณเต้ยกับคุณเปรม บอกน้องอัยไว้ก่อน ไม่อย่างนั้น น้องอัยก็คงเหมือนมูนที่ไม่ได้เฉลียวใจสงสัย ”

“แล้วมึงทำท่าพิรุธอะไร ให้พวกมันไหวตัวหรือเปล่า” เปรมถามขึ้นบ้าง

“ไม่ค่ะ...มันคงคิดว่าหน้าตาและข้าวหลามหนองมนของมันล่อน้องอัยได้ น้องอัยก็เลยแสร้งสนอง มันทำการอุกอาจนัก ท่าทางพี่น้องครอบครัวนี้ คงจะคิดว่าคนอื่นโง่กันไปเสียหมด”

“ดีแล้วอีช้าง ...ว่าแต่มึงคิดดีแล้วเหรอไอ้เต้ย ที่จะใช้มูนล่อให้มันเผยตัวออกมา” เปรมเวลานี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเต้ยนัก คิ้วของเขาก็ขมวดมาจนแทบจะชนกัน เข้าใจและหนักใจในแผนของเต้ย ที่คนคุ้นเคยในการจับโจรอย่างเขา มองปราดเดียวก็เดายุทธวิธีออก

“ถ้ากูไม่ทำอย่างนี้ กูก็ต้องระแวงไปตลอด ใช่ว่ารอดจากที่นี่ พวกมึงคิดเหรอว่ากลับไปอัมพวา มันจะเลิกรา มันคงหาทางเอาจนได้สักวัน ...กูรำคาญเต็มทีแล้ว กับสภาวะอยู่ไม่เป็นสุขส้นตีนนี่ จัดการแม่งให้สิ้นซาก เข็ดหลาบเสียที ไอ้ผีเหี้ยตัวนี้ ” 

เสียของเต้ยกังวานลั่น จนคนฟังเสียวสันหลังแทนไอ้ผีจีนนัก และรับรู้ถึงอารมณ์กราดเกรี้ยวของเต้ย ที่ถ่ายทอดออกมาในทุกๆพยางค์คำพูด และบอกได้ทันทีว่า เจ้าชายตัดสินพระทัยลั่นกลองรบแบบนองเลือด เปลี่ยนทะเลฝันเป็นทะเลเพลิง

ศึกสงครามถือเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นหน้าที่ของ “ฝ่ายหน้า”
แลยิ่งสงครามนั้นมี “ฝ่ายใน” เป็นสาเหตุ การพุ่งรบเพื่อ “หัวใจ”ย่อมยิ่งใหญ่ที่สุดเสมอ 

สภาวะตั้งรับ ที่ไม่รู้ว่าศัตรูจะลงมือเมื่อไร ย่อมทำให้รำคาญ  ...แรงกายต้องใช้ควบคู่กับพลังสมอง และสมองของเต้ยก็ถูกสร้างมาให้วางแผนโจมตีโดยเฉพาะ มิใช่ตั้งรับแต่อย่างใด ความอดทนจึงสิ้นสุด ...เพื่ออัมพวาจะได้เป็นเมืองนอนนิจนิรันดร์สมดั่งตั้งใจ

แหวนต้องได้สวมลงนิ้วนาง.... อนาคตที่วางไว้ในอุ้งหัตถ์ จำต้องไร้เสี้ยนหนาม

“ไอ้หมวด ฟังกูให้ดี ...เดี๋ยวพวกไอ้สนที่กูให้ไปลอกแบบบ้านกลับมา มึงรีบพาพวกมันไปเคลียร์ที่เคลียร์ทาง คอยกันอย่าให้มีคนนอกเข้าไปบริเวณที่มูนสอน ...ส่วนอีช้าง มึงไปบอกไอ้แบงค์ผัวมึงกับพวกเราที่เหลือ ล่อพี่ชายมันไปอีกทาง แล้วหาทางกักตัวพี่ชายมันไว้ เหลือไอ้ก้องให้กูจัดการตัวต่อตัว ตกลงตามนี้”

ละอองน้ำเม็ดใหญ่ๆจากสายฝักบัวพรั่งพรูแผ่เป็นวงกว้างซ่านกระเซ็นดังซู่ซ่า เคล้าคลอเป็นท่วงทำนองดนตรีแปลกๆขับขานผสานเสียงคลื่นซัดสาดยามกระทบฝั่งตรงริมหาดเสนาะทรวงดังมาถึงข้างในไม่หยุดหย่อน หยาดน้ำเย็นๆแตกกระจัดกระจายกลายเป็นละอองรุ้งร่วงพราววาววับจับตา ยามแสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องเข้ามาตกกระทบ  เป็นองค์ประกอบงามตายากนักจักหา หากก็มิเทียมเท่า ร่างงามเปลือยเปล่าราวกับเทวบุตร ซึ่งกำลังสรงสนานในขณะนี้

ร่างโปร่งเปรียวได้สัดส่วนยังยืนนิ่งปล่อยให้สายน้ำไหลละเรื่อยลงมาตั้งแต่ศีรษะ แลไหลล่องลงไปตามความโค้งมนของมัดกล้ามไม่ว่าจะเป็นต้นแขนหรือแผงอกจนเปียกปอนไปทั่วทุกตารางนิ้วของผิวหนัง ไม่เว้นแม้แต่ร่องท้องน้อยอันแบนราบ หากแต่ก็แฝงไว้ด้วยความแกร่ง  อีกทั้งทางด้านข้างยังเป็นร่องวีเชพ เสมือนสายลำธารสองสายที่กำลังพุ่งมุ่งลงไปบรรจบเป็นแม่น้ำใหญ่สายเดียว เข้าท่วมท้นพงป่ารกครึ้มสีดำสนิทจนชุ่มฉ่ำเอนลู่ แลยังไหลเรื่อยต่อไปเป็นสาย วิ่งปราดรินรดไปตั้งแต่ลำโคนต้นซุงใหญ่ขาวพิศุทธิ์ จวบจนจรดปลายมนอันมีสีอมชมพูระเรื่อ ก่อนจะหยดเปาะแปะลงบนพื้นกระเบื้องห้องน้ำ

เรือนร่างอันน่ามองนี้ ไยจะไม่สามารถเรียกว่า ประติมากรรมชั้นเลิศ
ทว่าความเป็นเลิศกลับไม่มีประโยชน์อันใด ที่จะดึงดูดให้พระจันทร์ฉายแสงลงมา

“ก้องไม่ดีตรงไหน มีอะไรสู้ไอ้เต้ยไม่ได้”

ประโยคนี้ เจ้าตัวใช้เฝ้าเพียรถามตัวเองตลอดมาเกือบสามอาทิตย์ แต่ไม่เคยมีสักครั้งเลยที่จะหาคำตอบให้กับตัวเองได้ “ไอ้เต้ย” ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันมีดีอะไร ถึงได้อยู่ในใจของคนที่เขาหมายปอง

“ทำไมไม่ลืมไอ้คนนั้น ก้องสู้มันไม่ได้ตรงไหน มาเริ่มต้นใหม่กับก้องเถอะนะ ก้องสัญญาว่าก้องจะเลิกเจ้าชู้ จะไม่ทำให้มูนผิดหวัง” 

“มูนคงจะเริ่มต้นกับใครไม่ได้หรอก เพราะมูนรับปากเขาไปแล้วว่า มูนจะรอเขา”

บทสนทนาหน้าซุ้มประตูในคืนวันฝนกระหน่ำยังจำได้ ประโยคที่มูนตอบ ฟังดูก็รู้ว่า “ปฏิเสธ” เขารับรู้ แต่ไม่ยอมรับ นำไปสู่การรังแกที่เขาไม่อยากจะกระทำ ความรุนแรงของการฟอนฟัดอย่างขัดใจทำให้ดอกชมนาถร่วงพรู และคืนนั้นเขาเองก็ร่วงไม่ต่างอะไรกับดอกชมนาถ ขับรถฝ่าสายฝน จากไปพร้อมกับความ “พ่ายแพ้” ที่หอบติดมือกลับบ้านมาอย่างไม่คิดไม่ฝัน

“แพ้” ทั้งๆที่ยังไม่เคยมีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง มันยุติธรรมสำหรับเขาแล้วฤา แลแม่ยังเข้ามามีบทบาทจนโอกาสที่จากเดิมก็นับว่าเหลือเพียงแค่ริบหรี่ กลับดับสิ้นลงไปในพริบตา....แต่ในพจนานุกรมชีวิตเขา ไม่เคยบัญญัติคำว่า “ไม่ได้”  ในเมื่อเขาแพ้ไม่เป็นท่า เจ็บจนร้าวถึงขนาดนี้ ก็ใช่ว่าจะยอมศิโรราบ แม้จะมีคำครหาตามมาว่า “แพ้แล้วพาล” เขาก็จะมิใส่ใจอันใด

ใครว่าผู้ชนะเจ็บปวดไม่เป็น...คนแพ้อย่างเขานี่แหละจะสำแดงให้ดู!!

 “มูนบังคับให้ก้องต้องทำอย่างนี้เองนะ ทั้งๆที่ก้องไม่อยากจะทำ”

ปากของก้องบอกว่าไม่อยากจะกระทำ ทว่าแผนการกลับลำดับออกจากมาสมอง วางไว้เป็นขั้นเป็นตอน ร้อยเรียงต่อกันเป็นฉากๆ หากก็ยังเจือไว้ด้วยความลังเล ที่เริ่มไม่แน่ใจว่าถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ จะรังแกลงหรือไม่

“กลัวก้องจะปล้ำเหรอ ก้องไม่เคยขืนใจใคร ถ้าเขาไม่ยอม สบายใจได้”

ก้องเคยใช้ประโยคนี้บอกคนตัวหอมที่ยอมเข้ามาช่วยเลือกหนังสือให้ในห้องนอน ถ้าวันนั้นหักใจเป็นคนเลวทรามสักนิดป่านนี้ก็คงได้สมใจไปแล้ว  เหตุผลที่ยอมหักใจ บอกได้เลยว่ายอมเพราะรัก และตั้งใจจะยกให้เป็น “ดั่งดวงหฤทัย” ตามหนังสือที่คนเลือก เลือกมาให้อ่าน

“มูนชอบพระเอกเรื่องไหน เอาเรื่องนั้นก็ได้ ก้องจะได้เป็นพระเอกเรื่องนั้น พออ่านแล้วจะได้อิน ”

“งั้นเอาเรื่องนี้ไหม ดั่งดวงหฤทัย เรื่องนี้น่ารักมาก อ่านไปอมยิ้มไปตลอด พระเอกเป็นเจ้าหลวง”

เริ่มแรกหนังสือถูกใช้เป็นอุบายเพื่อจะหาโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสอง แต่ไปๆมาๆ คนขี้เกียจอ่านหนังสือ กลับเปิดอ่าน เพียงเพราะอยากรู้ว่าพระเอกที่มูนโปรดเป็นอย่างไรเท่านั้น

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ขอบตาก็ดันปรากฏรอยรื้นอุ่นๆ จำต้องเช็ดออกเสียโดยแรง แรกรักละมุนที่ไม่สมหวัง ได้แปรเปลี่ยนแรงรักแรกเป็นเพลิงแค้นคุกรุ่น แลลุกโชนเจิดจ้า ถ่ายทอดออกทางสายตา อีกทั้งสมองยังตอกย้ำซ้ำเติม ด้วยการฉายภาพริมฝีปากงามยามครอบลงไปปรนเปรอบำเรอความสุขใต้บั้นเอวให้ไอ้เต้ยริมตลิ่งใต้ร่มลีลาวดีจนมันหลับตาพริ้ม แต่เขานี้สิกลับหลับตามิลง

วันนั้น ภาพวาบหวามยุติลงด้วยเสียงปืนพกที่ยิงขึ้นฟ้า หากวันนี้ ถ้าเป็นไปตามแผน ปืนคงมิแคล้วได้ยิงอีกครั้ง หากมิใช่ยิงขึ้นฟ้า แต่จะยิงระรัวไปที่พระจันทร์และปืนที่จะใช้ยิงนั้น ก็จะเป็นคนละกระบอกกันอย่างแน่นอน

 คิดจะทำการใหญ่ใจต้องแน่วแน่ ...ความลังเล จึงมิควรบังเกิด
ในเมื่อเป็นคนดีไม่ชอบ กลับไปรอ ไปชอบคนเลว ...เขาก็จะเลวให้ดู และจะเลวให้ยิ่งกว่า

“ก้องเคยขอโอกาสจากมูนดีๆแล้วนะ แต่มูนไม่ให้ก้องเอง... สายไปแล้ว ทุกอย่างมันสายไปแล้ว”

ก้องตั้งมั่น ย้ำกับตัวเองอีกครั้ง ขับไล่ความลังเลที่มีอยู่ในใจลึกๆ ไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแค่ความกระวนกระวายจากการรอฟังข่าว ที่ต้องเป็นเพียงแค่ “ข่าวดี” จากพี่ชายทั้งสอง น้ำเย็นๆจากสายฝักบัวมิสามารถดับใจอันร้อนรุ่มลงได้เลย  และแล้วในระหว่างที่กำลังคิดถึงข่าว จู่ๆข่าวที่รออยู่ก็มาถึง อย่างมิทันตั้งตัว พร้อมประตูห้องน้ำที่เปิดผลัวะออกในทันใด

“เฮ้ย...”

 อัศวินน้อยร้องลั่นอย่างตกใจ รีบหันไปหาคว้าผ้าเช็ดตัวที่แขวนไว้ มาพันรอบเอว บดบังสายตาของคนส่งข่าวที่โผล่หัวเข้ามาอย่างไม่มีมารยาท รีบปิดป่าปิดซุงเสียทันใด คงมิต้องสงสัยว่าเสียงกราดเกรี้ยว จะมีตามมาหรือไม่

 “พี่กันเข้ามาได้ไงวะ ไม่เห็นหรือไงก้องอาบน้ำอยู่... ออกไป”

“โทษที พี่นึกว่านายไม่อยู่  เห็นประตูห้องเปิดไว้ นึกว่าไปไหนเลยเปิดเข้ามาดูในห้องน้ำ ไม่คิดว่านายจะไม่ลงกลอน” กันตอบมาอย่างอารมณ์ดี ผิดกับน้องชายนัก สายตาสดใสเริ่มซ่อนซึ้งส่งประกายระยับ

กัน...ไยจะไม่รู้ว่าก้องอาบน้ำอยู่ เพราะเสียงฝักบัวมันดังซู่ซ่าออกขนาดนั้น และเสียงฝักบัวที่ดังนี้แหละ มันทำให้เขารีบซอยฝีเท้าจนแทบจะกลายเป็นวิ่งเข้ามา จนได้ยลน้องสมใจ

แม้จะเห็นเพียงแค่แวบเดียว หากก็เป็นชั่วแวบแห่งความ “พึงใจ”
ลักษณะที่พ่อให้มามันคล้ายๆกัน เหมือนของเขาและของกานต์... แต่ในความคล้ายย่อมมีความต่าง ที่เรียกว่าน่า “พิสมัย” 

“สิเน่หา”ของน้องชาย มันแฝงไว้ตั้งแต่โคนจรดปลาย... มิอาจหักใจเว้นวายชวนลิ้มลอง

“อายทำไมวะก้อง พี่น้องกันแท้ๆ.. ตอนเด็กๆ พวกเราก็แก้ผ้าอาบน้ำด้วยกันบ่อยๆ”

“แต่ตอนนี้ไม่ใช่เด็กๆ...ถอยไปครับ”

ก้องตอบพี่ชายด้วยเสียงสะบัด ทั้งโมโหทั้งอาย ด้วยอารมณ์นี้แหละจึงละเลยสายตาของกัน ได้แต่เดินเบี่ยงตัวออกจากห้องน้ำมายืนสงบสติอารมณ์กลางห้อง แต่ก็มิได้สงบลงเท่าไรนัก เพราะพี่ชายอีกคนที่ร่างกายทั้งร่างมีแค่กางเกงว่ายน้ำไฮคัทคั่นกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงของเขา แลอ้าปากเสริมพี่ชายคนโตที่แต่งตัวไม่ต่างกัน

“แค่นี้ก็ต้องอารมณ์เสีย จะโมโหอะไรนักหนา พี่กับกัน ทุกวันนี้ก็ยังแก้ผ้าอาบน้ำด้วยกันบ่อยไป พี่น้องกันไม่ใช่คนอื่นคนไกล” กานต์พูดจบก็ขยับกายลุกขึ้นจากเตียงเดินเข้ามาหา ตั้งท่าจะกอดคอโอบไหล่ก้องเหมือนเมื่อตอนสาย แต่เพลานี้น้องชาย กลับหงุดหงิดไม่ต้องการอ้อมกอดของพี่ จึงปัดมือออกโดยแรง หากกานต์ก็มิยักโกรธกับกริยานั้น

“นั่นมันพี่กานต์กับพี่กัน...ก้องโตแล้ว อายเป็น” ก้องสวนทันควัน และอยากจะบอกไปเสียเหลือเกินว่า “หน้าไม่ได้ด้าน”

“นายไม่ต้องอายพวกพี่หรอกน่า... เอ๊า ฟังข่าวดีซะ จะได้หายหงุดหงิด คุณมูนเขาตอบตกลงจะมาสอนโยคะให้พี่สองคนตอนเย็นวันนี้ ไงถูกใจไหม แล้วหายโมโหได้หรือยัง ”

แทนคำตอบว่าหายหรือไม่หาย ก้องกลับเป็นฝ่ายโผเข้าไปบีบแขนพี่ชายแน่นจากที่หลีกเลี่ยงเมื่อครู่ แล้วตามด้วยวงแขนที่ยังคงมีหยาดน้ำเม็ดใหญ่ๆเกาะพราว โอบกระชับรัดรึงกานต์ไว้ จนร่างกายแนบสนิทมิเหลือช่องว่างให้ลมพัดผ่าน ด้วยความสูงที่เสมอกัน อกจึงแนบอก บั้นเอวกระทบบั้นเอว ก้องจะรู้ไหมว่า อานุภาพแห่งการกอดรัดอย่างดีใจจนลืมตัวของเขา กำลังทำให้ กานต์จากที่ตัวแห้งๆ เริ่มรู้สึกว่าลำตัวด้านหน้าชื้นแฉะเพราะซึมซาบเอาหยาดน้ำเย็นๆบนตัวเขาเข้ามา ส่วนด้านล่างแม้จะมีผ้าเช็ดตัวคั่น หากภายในกางเกงว่ายน้ำก็กำลังแฉะไม่ต่างกัน โดยยังมิทันได้สัมผัสน้ำบนตัวของก้องเลยสักนิด...ยางฉ่ำเยิ้มใสๆจากปลายซุงดันปริ่มออกมาเองตามธรรมชาติจนขอบกางเกงว่ายน้ำเกือบเปียกปอน
 
“จริงเหรอครับ เยี่ยมที่สุดเลยครับ  แล้วมูนจะมากี่โมง”ก้องถามขึ้นอย่างละล่ำละลัก และนับว่าเป็นโชคดีของกานต์ ที่ก้องคลายอ้อมกอดมาเสียเอง มิฉะนั้นก้องคงจับสัมผัสของแข็งพิเศษกลางลำตัวของกานต์ได้

“ห้าโมงเย็น.... ตรงริมหาดหน้าบ้านพักของเรา เตรียมตัวให้ดี นี่ก็เหลืออีกไม่เท่าไหร่ก็ถึงเวลา ”

“ทำไมเป็นริมหาด...พี่ไม่ได้ยินที่ก้องบอกหรือไงว่าให้พามาบนบ้าน”

เพียงแค่ชั่วระยะเวลาลมพัด สุ้มเสียงลิงโลดดีใจของก้องเมื่อครู่ ก็ห่างหายไปตามกระแสลมพัดผ่าน กลายเป็นโทนเสียงเกรี้ยวเกือบจะเท่าเดิม

“นายแค่จะคุยกับเขาไม่ใช่เหรอ...ถ้าจะคุยแค่ริมหาดก็พอมั้ง หรือว่านายมีอะไรแอบแฝง นี่แสดงว่าที่พี่เตือนไปเมื่อเช้า มันไม่ได้เข้าไปในหัวนายเลยใช่ไหม” กานต์สลัดอารมณ์หวามทิ้งเช่นกัน แล้วสวนมานิ่งๆ ...จนก้องต้องนิ่ง และนิ่งจนตอบอะไรแทบไม่ถูกเมื่อพี่ชายคนโตเสริมความ

“นายกำลังทำให้พี่สงสัยว่านายจะคุยกับคุณมูนเขา อยากถามเขาแค่สองสามประโยค แน่หรือ”

“เอ่อ..คะ คือ ก้องกลัวจะไม่เป็นส่วนตัว ก้องอยากคุยกับมูนสองต่อสอง กลัวมีคนมารบกวน”

“ชายหาดหน้าบ้านพักเราก็เงียบนี่ ไม่มีใครมากวนหรอก ...พี่ขอเตือนไว้ก่อนนะ ว่าคุยก็ต้องคุยจริงๆ อย่าลืม นายเป็นคนบอกพวกพี่เองว่าคุยจบแล้ว  นายจะทำตัวเป็นผู้ชนะที่สามารถยืนหยัดดำรงชีวิตได้ต่อไปได้โดยไม่สนใจคุณมูนอีกต่อไป”

กันพูดพร้อมเดินเข้ามากอดคอน้องชาย แม้จะสงสัยว่าก้องกำลังคิดอะไร แต่ความเชื่อใจก็ต้องมีให้ ทว่าความเชื่อใจนี้ก็ไม่ได้บริสุทธิ์อะไรเท่าไรนักหรอก เพราะมันแฝงไว้ด้วยบทลงโทษ หากทำให้พี่ชายอย่างเขาผิดหวัง

ก้องฟังแล้วได้แต่ยืนฝืนทำหน้านิ่ง “แผนการ” ที่วางไว้ ผิดพลาดไปเล็กน้อย และไอ้ที่เล็กน้อยเนี่ยแหละมันกำลังทำให้ขัดใจ คำสั่งที่บอกพี่ชายคือ “พามูนมาให้ถึงบ้าน” ตามแนวทางที่ได้แนะไป กันกับกานต์ทราบแผนเพียงแค่นั้น ส่วนการ “ลากเข้าห้อง” ถูกซ่อนเร้น และจะเป็นหน้าที่ของเขาแต่เพียงผู้เดียว  ทว่าพี่ชายทั้งสองดันทำนอกเหนือคำสั่ง แต่ครั้นจะกราดเกรี้ยวต่อ พิรุธก็คงเป็นที่จับตา ...เห็นทีควรนิ่งเฉยเสีย

“ครับ... ริมหาด ก็ริมหาด” ก้องรับคำไปอย่างนั้น หากสมองกำลังหาวิธีพาพระจันทร์ขึ้นบ้านเงียบๆ และปากก็สามารถเจรจาได้ต่อ  “แล้วพี่กัน พี่กานต์แน่ใจนะครับว่าเขาไม่สงสัย”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“ไม่หรอก เพราะโยคะ ทำให้เขาเชื่อสนิทใจ อย่างที่นายบอก ...ดีนะที่พี่เคยเรียนโยคะมาจริงๆ เลยพอมีความรู้คุยกับเขาได้ ไม่งั้น วันนี้นายก็คงแห้ว ...แต่ขอบอกว่า พี่สองคนโคตรเจ็บหลังเลยว่ะ กานต์ เขาชวนพี่ทำเฮดสแตนด์ ทั้งๆที่เขากับพี่ก็ไม่เคยทำ เคยเห็นแต่คนอื่นเขาทำ เลยร่วงไม่เป็นท่า”

“โธ่ กัน ถ้าไม่ทำอย่างนี้ เขาจะหยุดคุยกับเราเหรอ อย่าลืมนะว่าเราทำเพื่ออะไร”

“เพื่อน้อง”  ก้องคิดถูก แต่ก้องคงคิดไม่ถึงหรอกว่า เพื่อน้องของพี่มันมีนัยล้ำลึกเพียงใด สิ่งที่กันกับกานต์เล่าเมื่อครู่ เขาฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้ารับและเกือบจะพลั้งปากออกไปแล้วเชียวว่า “เรื่องของพี่สิ” ทว่าสมองกลับยับยั้งปากได้ทัน แม้จะมีประสบการณ์ชีวิตอันน้อยนิด แต่เขาก็พอจะรู้ว่า การจะใช้คน โดยเฉพาะหลอกใช้ น้ำคำ และน้ำใจ ต้องใช้ตอนไหนถึงจะเรียกว่าศิลปะ

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ... ขอก้องดูหน่อยนะครับ”

ก้องไม่ดูเปล่า ใช้ฝ่ามือหนาๆ ค่อยๆนวดเฟ้น ซึ่งกระทำได้อย่างน่ารักน่าชังเพื่อเอาใจพี่ชาย สัมผัสตราตรึงซึ่งเป็นผลพลอยได้จากยุทธวิธีหลอกใช้โดยที่เขาสร้างขึ้นอย่างไม่รู้ตัวนี้นั้น คล้ายจะช่วยลูบไล้ขับไล่รอยแดงให้ห่างหายไปจากแผ่นหลังของพี่ชายทั้งสอง และด้วยความที่ก้องมัวแต่ชะโงกหน้าหันไปดู เลยมิเห็นว่ารอยแดงที่แผ่นหลัง บัดนี้นั้น มันวิ่งขึ้นมาจับระเรื่ออยู่บนใบหน้าพี่ชายแทนที่

“ก้องก็เคยตก มูนเขาจับให้พักในท่าเด็ก และตามด้วยท่าศพ เดี๋ยวก็หาย ถ้าคอเคล็ด เดี๋ยวก้องช่วยนวดคอให้ครับ มูนเคยสอน”

“ไม่เป็นไรหรอก พี่กับกัน ดีขึ้นแล้ว” กานต์มิได้โกหก ไยเขาจะมิดีขึ้นจริงๆ

“ถ้างั้นก็ดีครับ...แล้ววันนี้มูนมาคนเดียวหรือเปล่า”

“เปล่า...เมื่อกี้โทร.มาบอกว่า จะพาเพื่อนมาด้วยอีกคน ...ชื่อน้องอัย นายไม่ต้องกังวล เดี๋ยวพวกพี่จะคอยกันออกไปให้ ตอนคุณมูนเขามาถึง นายหลบอยู่ก่อนก็แล้วกัน พอพี่พายัยน้องอัยออกไป นายค่อยโผล่ออกไปคุยกับเขา แล้วก็ต้องหาคำพูด หาวิธีคุยดีๆ ไม่อย่างงั้นเขาคงจะส่งข่าวเรียกแฟนเขามาแน่”

“มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้น” ก้องตอบโดยไม่เสียเวลาคิด เพราะเขาจะคิดทำไม ในเมื่อมันไม่มีทางเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ความรวดเร็วฉับไวในการพาขึ้นห้องต่างหาก ที่จำต้องหาวิธี ก้องยังคิดไปเรื่อยและเริ่มลำดับเสียงเอ่ยต่ออีกประเด็น

“ดีที่พาอีน้องอัยมา อีกะเทยผีเสื้อสมุทรนี่มันร่าน หลอกง่าย อย่างที่ก้องบอกพี่ ก้องเดาว่า พี่สองคนนุ่งกางเกงว่ายน้ำไปล่อตาอย่างนี้ อีช้างนั่นมันคงจ้องตาเป็นมัน”

คงมิใช่ช้างคนเดียวกระมังที่จ้อง เพราะตอนนี้เอง ก้องเองก็กำลังจ้องอยู่เช่นกัน และจ้องเป็นจริงเป็นจัง ด้วยความสงสัยที่จับขึ้นมารวดเร็วมากกว่าจะเป็นความรู้สึกอื่นใด กางเกงว่ายน้ำที่ใช้การตัดเย็บแบบประหยัดผ้า ลักษณะเกือบจะเป็นกางเกงชั้นใน ขนาดที่เขาเองยังไม่กล้าสวมใส่โชว์ให้ใครเห็น แต่พี่ชายทั้งสองกล้ากระทำ และใส่ได้ในแบบชนิดที่เรียกว่า โหลดต่ำอยู่ใต้บั้นเอว นี่ถ้าลองรูดลงมาอีกเพียงแค่หนึ่งเซนติเมตรไรขนที่วะวับวะแวมรำไรในขณะนี้ คงไม่แคล้วเผยให้เห็นเป็นปอยใหญ่ ปลิวสะบัดพลิ้วไหวต้องแรงลมทะเล แลมังกรจีนที่กำลังนอนสงบนิ่งเริ่มคล้ายจะพองตัว อาจโผล่หัวออกมาขู่คำรามฟ่อๆ ล้อระลอกคลื่นเป็นแน่

“ถูกเผงเลย... พอดีตอนไปเจอคุณมูน น้องอัยเขาอยู่ด้วย นายเชื่อไหม ถ้าเมื่อกี้ เขาเอื้อมมือมาควักไปกินได้ เขาคงทำไปแล้ว แต่พี่ก็เขินหน่อยๆ เลยนั่งถอยหลังมาเอาของกานต์บังไว้ล่อตาแทน”

กันพูดกลั้วหัวเราะ และก็พอจะทำให้ก้องเบนสายตากลับมาแล้วหัวเราะออกมาได้บ้าง ความสงสัยถูกบดบังด้วยภาพสายตาของอีตัวตลกเพื่อนนางเอกร่างใหญ่ที่เขาเรียกลับหลัง มีเป้านูนๆมาล่อขนาดนี้...อีช้างคงนั่งน้ำลายไหล

“ เปลืองตัวหน่อยนะครับ เย็นนี้ ลองอ่อยๆและคุยดีๆกับมันอีกสักหน่อย ขี้คร้าน มันก็เดินตามพี่ไปถึงไหนๆ ก้องจะได้คุยกับมูนอย่างลำพัง”

“ไม่เปลืองอะไรหรอก พี่มีเลือดนักธุรกิจ ลงทุนลงแรงอะไร ย่อมหวังผลตอบแทนเสมอ”

ด้วยเลือดนักธุรกิจ ทำให้กานต์รู้ว่าการลงทุนครั้งนี้ ไม่มีคำว่า “ขาดทุน”
รู้ยิ่งกว่ารู้ว่า ผลตอบแทนมีแน่ แต่จะได้รับแบบ “คุ้มทุน” หรือได้ “กำไร”มหาศาล.... คงต้องขึ้นอยู่กับก้องผู้เดียว

“ผลตอบแทน พี่กานต์หมายความว่าอย่างไร” คิ้วของก้องขมวดเป็นปมทันที แลจับหนักด้วยความสงสัยอีกระลอกยามถามออกไป และคำถามก็ทำให้พี่ชายทำหน้าแทบไม่ถูก

“กานต์คงหมายถึงความสุขของนายไง...ใช่ไหมกานต์ พี่สองคนหวังอย่างนั้น”

“ชะ..ใช่แล้ว อย่างที่กันบอก” กานต์รู้สึกโล่งทันทีที่กันช่วยหาทางออกมาให้

“ครับ ถ้างั้นก้องก็ต้องขอบคุณมาก เอาล่ะ ก้องจะแต่งตัวแล้ว...เหลือเวลาอีกชั่วโมง ก็จะถึงเวลานัด ... ขอตัวนะครับ”

ก้องเดินออกจากอ้อมแขนพี่ชาย แล้วไปเปิดประตูห้องผายมือออกไปด้านนอกอย่างที่เคยกระทำ กันกับกานต์ก็ได้แต่ยักไหล่ยิ้มๆในตอนแรก แต่ท้ายสุดก็ยอมเดินออกไป พร้อมคำพูดทิ้งท้ายที่คล้ายจะไม่ค่อยให้กำลังใจกันเท่าไรนัก

“พี่ลืมบอกไปว่า พี่ได้เห็นคุณมูนใกล้ๆแล้ว พี่ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนายถึงคลั่งนัก คลั่งหนา นายตาถึงมาก ...แต่นายตัดใจซะเถอะ เพราะวาสนานายมันไม่ถึง... สายตาของคุณครู เขามีแต่ผู้ปกครองของเขาอยู่ในหัวใจ”

“ครับ...ไม่ต้องย้ำ ก้องทราบแล้วว่าต้องทำอย่างไร”

ก้องตอบรับขัดใจหน่อยๆ  ตั้งใจจะเบือนหน้ากลับเข้าห้อง หากปลายสายตาดันจับภาพพี่ชายที่กำลังเดินกอดคอเข้าห้องกันอย่างกระหนุงกระหนิง อย่างที่เขาเคยกอดคอพาหลายๆคนเข้าห้องบ่อยๆ จนต้องหันกลับมามองเต็มตาและชวนให้คิดอะไรบางอย่างในแง่ลบ อย่างที่ไม่เคยคิด... นอกจากกางเกงว่ายน้ำวาบหวิว พี่ชายยังมีกริยาอาการแบบนี้อีกด้วยเหรอ

“เป็นไปไม่ได้น่า...พี่กันกับพี่กานต์ ไม่น่าจะใช่แบบเรา”

อัศวินหนุ่มน้อยดับความสงสัยสิ้นทั้งมวล ด้วยการปิดประตูห้องและคราวนี้ไม่ลืมที่จะลงกลอน สัญชาติญาณพิเศษแบบแปลกๆ เตือนให้รู้ว่าต้องทำเพื่อความปลอดภัยและป้องกันผู้ไม่มีมารยาทเปิดเข้ามาอีก เมื่อประตูปิดสนิทแน่น เขาจึงได้ถอดผ้าเช็ดตัวออก เช็ดหยาดน้ำเกาะพราวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ โดยมิรู้ตัวเลยว่า ขณะนี้ ริมหาดที่จะใช้เป็นจุดนัดพบพระจันทร์ ถูกเคลียร์พื้นที่ให้เงียบสงบสมดังต้องการ

เจ้าอัศวินหน้าตี๋จะรู้ไหมว่าการฝึกโยคะที่พี่ชายช่วยกันจัดฉากให้วันนี้ ...มันเป็นคลาสที่หนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิตของเขา

แม้ก้องจะใช้ระยะเวลาแต่งตัวไม่นาน หากก็ยังสามารถแฝงความประณีตบรรจงเพื่อให้ดูดีได้เสมอ เมื่อมั่นใจว่ารูปลักษณ์ตระการตาแล้ว กลิ่นกายก็จำต้องจรุงใจด้วยเช่นกัน น้ำหอมผู้ชายกลิ่นสดชื่นอ่อนๆ จึงได้แผ่ละอองกรุ่นกลิ่นตรงซอกคอ และเนื่องด้วยวันนี้เป็นวันพิเศษ จึงมิควรละเลยที่จะประพรมลงบนป่าทึบที่ไล่แนวลงไปจากหน้าท้องน้อย เพื่อที่ทุกๆอณูความหอมจะได้กำจายเข้าไปถึงปอดของคนหน้าลออ ยามที่เขากดหัวเชิดๆนั้นซุกไซร้ลงไปใต้บั้นเอวของเขาอย่างที่เคยเห็นไอ้เต้ยมันทำวันนั้น

“เหอะ มูน...เดี๋ยวก็รู้ว่าระหว่างของก้องกับของไอ้เต้ย ของใครมันจะเด็ดกว่ากัน รับรองก้องจะทำให้เสียงครางของมูนดังกว่าเสียงคลื่นแน่ๆ”

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ม่านหน้าต่างก็ถูกเปิดออก แลสายตาของเขาก็จับจ้องมองลงไปแต่ริมหาด รอคอยเพียงแค่เวลาที่พระจันทร์จะลอยมาฉาดฉายแสงนวลยามเย็นด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นระรัวระส่ำ และในที่สุด เข็มนาฬิกาก็ทำให้ การรอคอยอย่างกระวนกระวายทั้งมวลก็ยุติลงโดยดุษฎี เพราะริมหาดเบื้องล่างในขณะนี้ พระจันทร์แย้มกลีบเมฆออกมาแล้ว แลพี่กัน พี่กานต์ก็ทำงานได้รวดเร็วอย่างน่าพึงพอใจเป็นที่สุด

“ขอบคุณครับคุณครูที่ยอมสละเวลาพักผ่อน มาสอนพวกเรา”

กันเป็นฝ่ายกล่าวทักขึ้นก่อนตอนเดินมาถึง ด้วยน้ำเสียงและสายตายินดีเป็นที่สุด แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้ใส่กางเกงว่ายน้ำแล้ว หากกางเกงขาสั้นที่ยิ่งกว่าสั้นของเขา มันก็ดันฟิตปั๋งรัดเป้าเป็นกระเปาะ จนคนติดตามของคุณครูต้องเผลอกลืนน้ำลายชายตามอง ขับเสียงแปร๋นอันจับเจตนามิได้ว่าขบกัดหรือชื่นชม

“เข้าใจเลือกกางเกงนะคะ ”

“ช้าง...อย่าเสียมารยาท ไปนั่งรอตรงโขดหินนู่น” มูนปรามนังเพื่อนสนิททันที แล้วรีบไล่ให้ไปนั่งตรงโขดหินข้างๆ ก่อนจะหันมาทอดเสียงนุ่มเย็น เจรจาความกับลูกศิษย์ต่อ “ ต้องขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะฮะ ...รายนี้เขาเห็นผู้ชายไม่ค่อยได้”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณน้องอัยคงแซวเล่น อย่าไปว่าเลย ”

 กานต์ช่วยแก้ต่างมาให้ แล้วหันไปยิ้มกว้างให้กับนางคชสาร ที่เพิ่งจะหย่อนก้นลงนั่งบนโขดหินใหญ่ แอบภาวนาอยู่ลึกๆอยู่ในใจ ให้โขดหินใหญ่มันผลุบหายเข้าไปในบั้นท้ายมโหฬารนั้น เผื่อจะดับความร่านลงได้ แลยิ่งได้เห็นหน้าและกริยานังผู้ติดตาม คำพูดของน้องชายจึงหวลกลับมาย้ำเตือนว่าต้องกำจัดให้พ้นทาง แล้วยุทธวิธีหลอก แต่ไร้การล่อ ก็ได้ดำเนินขึ้น

“ถึงกางเกงจะตัวเล็ก มันก็เป็นผ้ายืดเนื้อดีนะครับ ผมซื้อที่เมืองนอก ใส่ตอนผึกโยคะร้อน แต่ตอนนี้เอามาใส่นอน ไม่เชื่อคุณน้องอัยลองจับเนื้อผ้าดูสิครับ”

สะพานคอนกรีตเสริมใยเหล็ก ทอดมาหานางช้างป่าบาหยันรวดเร็วยิ่งกว่ากรมทางหลวงจัดสร้าง เพราะภายในไม่ถึงเสี้ยววินาที กางเกงและเจ้าของกางเกงก็ลอยมาอยู่ตรงหน้า กระบอกข้าวหลามกระบอกงามบัดนี้กลายสภาพเป็นห่อหมกปลาช่อนที่โปะกลางลำตัวใต้ท้องน้อยเป็นเนินนูนๆแน่นๆ เนินงามอย่างไม่มีที่ติ หากเอาอุ้งฝ่ามือทาบลงไป คนอุ้งมือใหญ่ๆ คงต้องตกปากมาว่า เต็มไม้เต็มมือ  เมื่อเป้าลอยมาหาถึงขนาดนี้ มีหรือที่เจ้าของงวงอวบอูมจะไม่ลองสัมผัสผ้าเนื้อดี และย่างเท้าก้าวขึ้นมาบนสะพานที่กานต์ทอดไว้ให้อย่างเต็มใจ

“เนื้อดีจริงๆค่ะ น้องอัยเชื่อแล้วว่าเป็นผ้ายืด เพราะมันกำลังยืดไปตามขนาดของ....เอ่อ  ต้นขา” ช้างจับเนื้อผ้าบริเวณต้นขา กรีดกรายลูบไล้ไปมา ในเมื่อเสนอก็จำต้องสนอง สมองจึงบงการให้พูดต่อ นำไปสู่การล่อ ที่มีความสำเร็จรออยู่รำไร  “ไม่รู้ว่า ถ้าเอามาสอดใส่ เอ๊ย สวมใส่ บ้างจะคับแน่น ฟิตปั๋งถึงอกถึงใจไหม”

“ต้องลองดูครับ แต่ผมว่าอย่างคุณน้องอัยต้องไซส์ใหญ่เป็นพิเศษ”

“ค่ะ...น้องอัยชอบไซส์ใหญ่ๆ  อย่างเช่นคุณนิชคุณเนี่ย น้องอัยว่าต้องมีของใหญ่ซ่อนไว้ให้เซอร์ไพรส์แน่นอน”

“ช้าง...เดี๋ยวเหอะ พูดจาโลดโผนใหญ่แล้ว”

มูนรีบขัดบทสนทนาที่ชักจะไปกันใหญ่ นึกตำหนิในใจว่าพอกันทั้งคู่ ทั้งลูกศิษย์และเพื่อน กลัวแสนกลัวเหลือเกินว่า อีตาลูกศิษย์อาจจะได้ฝึก “ราคะ” แทนฝึก “โยคะ”... ชะตากรรมไข่ คงหลีกไม่พ้นโดนลิ้นเดาะ

วีรกรรมของช้างเรื่องผู้ชาย หากเอามาเขียนสาธยายเป็นนวนิยาย คงเขียนได้เป็นเรื่องยาว
“ผู้ห้าร้อยคนแรกในชีวิตของฉัน” คือชื่อเรื่องที่มันแอบจำมาตั้งเอาไว้เล่นๆ

เห็นช้างอย่างนี้...นางอิ่มเอมเปรมปรีเสมอ ประโยคอมตะของมันที่ว่า “ไม่สวย แต่มีเงินสด” พิสูจน์ได้อย่างถ่องแท้ว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกสิ่ง แม้กระทั่งน้ำอมฤต หากแต่บุรุษที่ยืนอยู่หน้าโขดหิน มิต้องใช้เงินง้าง ช้างฤาจะละเลยไม่ไขว่คว้า

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณครู คุยกันสนุกๆ พอหอมปากหอมคอ” นิชคุณจอมยั่วหันมาเจรจาตอบ

‘ระวังเถอะ เดี๋ยวได้ถูกกลืนลงไปถึงคอหอย เล่นกับใครไม่เล่น เล่นกับช้าง’ มูนคิดอย่างนั้นแต่ไม่ได้พูดออกมา เปลี่ยนประโยคเจรจาตัดบทมาว่า

 “ฮะ...แต่อย่างไรก็ขอโทษด้วย แล้วมีเสื่อโยคะมากันหรือเปล่าฮะ พอดี เอาติดตัวมาผืนเดียว”

“กำลังจะไปขอยืมที่รีสอร์ทครับ เห็นเขามีอยู่หลายผืน คุณครูรอที่นี่แป๊บนึงนะครับ”

กันกล่าวขึ้น แล้วพยักเพยิดให้กานต์รีบผละจากช้าง ก้าวเดินตามมา และคงได้สังเกตเห็นสีหน้าของมูนที่เหมือนจะแฝงแววตำหนินิดหน่อยที่ไม่เตรียมพร้อม ซึ่งอาจนำไปสู่การชดเชยเวลาที่เสียไป

“คุณครู ไม่ต้องกังวลนะครับ คุณครูเริ่มคิดเวลาสอนตั้งแต่ตอนนี้ได้เลย ทางเราผิดเองครับที่ไม่ได้เตรียมเสื่อไว้ นี่ก็ห้าโมงห้านาที เราจะเลิกตรงเวลา หกโมงครึ่งเป๊ะแน่นอน ไม่ต้องทดเวลาที่เสียไปครับ”

“ฮะ...ถ้างั้นก็ขอบคุณมาก เดี๋ยวจะรอตรงนี้”

มูนตอบรับ กลับมายิ้มน้อยๆ นึกชื่นชมหน่อยๆ ที่นักเรียนสองคนนี้เข้าใจโลก และไม่ได้กล่าวอะไรต่อ ได้แต่ปูเสื่อโยคะแบบพับเก็บได้ที่ใช้พกเวลาเดินทางต่างจังหวัดหรือไปเที่ยวไหนลงกับพื้นทรายริมหาด ทว่าก็ต้องเงยหน้าขึ้นมาพลัน เพราะนางกำนัลที่พระสวามีส่งมาติดตามนั้น กำลังถูกควาญหนุ่มคล้องด้วยโซ่สิเน่หาเข้าแล้ว

“คุณน้องอัยจะไปด้วยกันไหมครับ ผมจะได้เลี้ยงน้ำสักแก้ว”

“ขึ้นอยู่กับว่าเป็นน้ำอะไร อร่อยไหม” ความสามารถพิเศษอีกประการของช้างสำแดงชัด คือการเปลี่ยนบทสนทนาธรรมดาๆ ให้กระเดียดไปทางอีโรติคได้อย่างรวดเร็ว

“คุณน้องอัยอยากทานน้ำอะไรล่ะครับ ผมเลี้ยงได้ทั้งนั้น แต่จะอร่อยหรือไม่นั้น ต้องลองชิมดู”

กานต์ตอบด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้ม กระหยิ่มในใจเห็นพ้องกับก้องที่ใช้คำว่า “ร่าน” บรรยายคุณลักษณะของนางยักษิณีผีเสื้อสมุทรตนนี้ ซ้ำยังเพิ่มเติมได้ว่า นังนี่นอกจากจะมีอาการอย่างที่น้องชายบอกแล้ว ยังโง่อีกด้วย

ทว่านั่นก็เป็นเพียงแค่ความคิดของกานต์ฝ่ายเดียว ...คนโง่ที่ไหนจะมีสายตาแห่งชัยชำนะสะใจแฝงไว้วาววับ
“โง่” กับ “แกล้งโง่” แค่เขียนก็ต่างกันแล้ว และอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้หรอก ก็จะได้รู้ว่าใครโง่จริง ใครแกล้ง

อันชายชาญหาญแกร่งสักเท่าใด ....ย่อมตายใจด้วยกลเล่ห์เสน่ห์นาง
แลยิ่งนางนี้คือนางพญาคชสารที่รับราชโองการให้มาทำศึก มีฤา พิชัยสงครามจะมิถูกถ่ายทอด

“ใช้ความร่านตามสันดานมึงให้เป็นประโยชน์ อีช้าง” เจ้าชายรับสั่งมาอย่างนั้น ช้างจึงสนองพระราชบัณฑูรตามกลศึกได้เป็นอย่างดี

“ว๊าย...เล่นหยอดกันหน้าเน็ตแบบนี้ น้องอัยคงมิหาญกล้าขัดศรัทธา แต่ขอบอกไว้ก่อนนะคะว่า ถ้าไม่อร่อยจริง น้องอัยจับหยิกแน่ๆ ถึงจะหล่อเหมือนนิชคุณ น้องอัยก็ไม่ละเว้น”

เพียงเท่านี้ มูนก็รู้ได้ทันทีว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป รู้สึกผิดหวังในตัวนักเรียนครามครันที่หันไปหาราคะโดยมิเก็บอาการ ทำให้ตนเสียเวลาโดยใช่เหตุ เรื่องนี้นางคชสารมิได้เริ่ม และไม่แปลกใจในตัวเพื่อนที่จะตอบรับเพราะรู้นิสัย  หากแต่นายกานต์สิน่าแปลก ผู้ชายคนนี้ใช้เสน่ห์ ดึงให้เพื่อนไปดูดได้อย่างไวไฟ ชวนให้สงสัย ครั้นพอจะอ้าปากห้ามก็ไม่ทันเสียแล้ว

“เดี๋ยวเพื่อนมานะ”

“แล้วใครจะอยู่เป็นเพื่อนเราล่ะช้าง ....งั้นเราไปด้วยดีกว่า”

มูนพูดจบก็เตรียมเก็บเสื่อที่เพิ่งปู มิใช่อยากจะทำตัวขัดลาภเพื่อน เพราะเริ่มรู้สึกถึงความไม่น่าไว้วางใจ นายกัน นายกานต์ไปเอาเสื่อทั้งสองคน บอกให้ตนรออยู่ที่นี่ แถมยังหนีบเอาช้างไปด้วยอีก นั่นก็หมายความว่าย่อมเหลือตนเพียงคนเดียว และแล้วจึงตัดสินใจในชั่วแวบ ก้าวเท้าตามหากแต่ก็ต้องชะงัก เพราะนังเพื่อนรักขัดเจตนาทันควัน

“หร่อนรออยู่นี่แหละ จะเดินไปทำไมให้เมื่อย ปล่อยให้ฉันจัดการเอง”

“อะไรของช้าง ...เดี๋ยวก็โดนเจ้าชายเตะหรอก คุณเต้ยของช้างสั่งไว้ว่าอย่างไร”

“ก็สั่งอย่างที่กูกำลังทำนี่แหละ เอาน่า มึงอย่าเพิ่งเยอะ รออยู่นี่เดี๋ยวกูโทร.ตามคุณเต้ยให้ ”

ช้างกระซิบกระซาบด้วยท่าทางแปลกๆ สรรพนามมักแปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์เช่นเคย ลับลมคมนัยของมันชวนให้มูนหงุดหงิดนัก แล้วมันก็สะบัดตูดทิ้งมูนไว้ให้ยืนอ้าปากค้าง

“ช้าง เดี๋ยวก่อน”

มูนจำต้องระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ เพราะช้างไม่ยอมฟัง และจะทำอะไรได้นอกจากจำยอมนั่งรอ เพราะรับปากนายกันไว้ แม้จะสงสัยและไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก หากแต่ช้างบอกว่าจะโทร.ตามเต้ยเลยเบาใจได้หน่อย แต่ก็มิควรวางใจ มิใช่ว่าเดี๋ยวนี้ตนอยู่คนเดียวไม่ได้ ทว่าคำสั่งของเจ้าชายที่เคยรับสั่งไว้ มิควรขัดขืน มิฉะนั้นจะพาลกริ้วปังเอาอีก และด้วยบรรยากาศรอบข้างมันแปลกๆ แบล็คเบอร์รี่จึงถูกหยิบขึ้นมาต่อสายไปยังปลายทางที่ชื่อ “ผัวจ๋า” รออยู่... แต่เจ้าชายดันไม่รับสายเสียนี่

“ทำไมไม่รับสาย พินบีบีเต้ยก็ไม่มีอีก วอทแอพก็ไม่ได้ใช้แล้วจะติดต่อยังไง ” มูนขมวดคิ้วแน่น เริ่มเปรยอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นักกับช่องทางการสื่อสารที่ตีบตัน 

บอกไปใครจะเชื่อว่าเมียไม่มีพินแบล็คเบอร์รี่ของผัว ...เหตุผลเมียรู้ดี แต่ก็คงไม่เท่าผัวที่นอกจากจะรู้ดีแล้ว ...ผัวยังรู้ลึกรู้จริง

“หรือจะยุ่งอยู่กับพวกหมวดเปรม พวกสน เดี๋ยวคงโทร.กลับ ”

ส่วนนางคชสารพอผละจากมูนได้ก็วิ่งควบปุเลงๆจนพื้นทรายกระเทือนเลื่อนลั่น ถลันไปหานิชคุณที่ยืนยิ้มหวานรออยู่อย่างรวดเร็ว ใบหน้าอิ่มเอิบอวบอูมของช้างเองตอนนี้ก็ยิ้มไม่แผกกันกับสองพี่น้อง ... แลด้วยรอยยิ้มระเรื่อแบบนี้แหละที่ต่างฝ่ายต่างแอบซ่อนความพึงพอใจเอาไว้ไม่มิด

 “เสร็จกูล่ะ”  คือประโยคที่ดังก้องอยู่ในหัวสมองของนกต่อทั้งสาม ทว่าของช้างนั้นดังลั่นกว่าใคร และดังอย่างที่สุด เมื่อแทรกตัวเดินนำสองพี่น้องลัดเลาะข้ามโขดหินมาอีกฟากหาด แลเพียงแค่โขดหินทะมึนคั่นกั้นนี้เอง “โง่จริงหรือแกล้งโง่” ก็กลายเป็นคำจำกัดความ ของแต่ละฝ่ายได้อย่างดีแท้

 “คิดออกหรือยังครับ ว่าอยากทานน้ำอะไร” 

กันถามขึ้นทำลายความเงียบหลังจากเดินมาได้ระยะหนึ่ง พร้อมกับเอามือมากุมกระเปาะกลางเป้า ระมัดระวังมิให้งวงของอีช้างตัวหน้าที่เดินนำและกำลังแกว่งสูงขึ้นมาเรื่อยๆสัมผัส  แต่ก็ยังกล้าแสร้งทำเป็นเบียดกายเข้ามาใกล้ร่างใหญ่โตโอฬาร และช้างก็กระบิดกระบวนตอบมาไม่ให้อีกฝ่ายเสียน้ำใจในลูกหยอด ทว่าคำตอบ กลับชวนให้สงสัยแลเล่นต่อไปได้ไม่มาก

“น้ำใบบัวบกค่ะ”

“หือ...คุณน้องอัยช้ำใน เหรอครับ ให้ผมช่วยรักษาไหม ผมมียาดี” กานต์ที่กล้ากว่าหน่อยไม่ได้เอามือกุมเป้าเหมือนพี่ชายหยอดต่อ ยอมให้ลวนลามพอเป็นกระษัย .. และนี่ก็คงเป็นการหยอดครั้งสุดท้าย

“น้องอัยไม่ได้ช้ำในหรอกค่ะ แต่จะเอามาให้คุณก้อง น้องชายของคุณ ...สามพี่น้อง คุณกัน คุณกานต์ คุณก้อง มีแม่ชื่อกมลา น้องอัยลำดับโคตรวงศ์พงศาถูกต้องใช่ไหมคะ ”

เสียงแปร๋นห่างหาย กลายเป็นเสียงเกือบคำรามถึงแม้จะเป็นศัตรู หากภาพข้าวหลามหนองมนและห่อหมกปลาช่อนที่ติดตาบวกกับความหล่อเหลา คำว่า คุณ จึงยังคงมีนำหน้าชื่อตลอด ต่างกับตอนปะทะกับตัวแม่อย่างนังกมลาสิ้นเชิง

เพียงช้างพูดจบ สายตาตะลึงพรึงเพริดของกันกับกานต์ก็สำแดงออกมาแทนคำตอบว่าถูกหรือไม่ถูกได้เป็นอย่างดี และทีท่าดัดจริตของอียักษ์ตรงหน้า ที่กลับกลายเป็นถมึงทึงเพียงชั่วระยะเวลาพลิกฝ่ามือก็ทำให้แทบก้าวขาไปไหนไม่ออก มิสามารถหาคำตอบอันใดได้ เพราะถูกดักทางไปมาเสียสิ้น

“คุณสองคนคงไม่ทราบว่าในกลุ่มของเรา มีร้อยตำรวจโทที่หล่อที่สุดและเก่งที่สุดในประเทศไทยมาด้วย และคุณผู้หมวดคนนั้นก็เชี่ยวชาญในการสืบยิ่งนัก...สืบจนรู้ว่าใครเป็นใคร ใครมีแผนชั่วอะไร”

เสียงโกญจนาทกล่าวมาอย่างภาคภูมิใจและเสียงนี้นั้นก็ดังพอที่จะทำให้ นายตำรวจหนุ่มที่แอบซุ่มดูอยู่ไม่ไกลแทบจะม้วนลงไปกับพื้นทรายท่ามกลางสถานการณ์ เข้มข้นที่อีคู่ปรับร่างใหญ่กำลังคุมเกม

“กูเขินเป็นเหมือนกันนะอีเหี้ย เสือกชมกูออกมาได้ กูไปสืบอะไรตอนไหน กูแค่แอบฟังมันคุยกัน” เปรมที่แอบอยู่หลังโขดหินด่าไปอย่างนั้น หากใบหน้านี้สิบานยิ่งกว่ากระด้ง แม้จะถูกใจลึกๆ ที่จู่ๆอีคู่ปรับก็มายอเกียรติจนเขิน แต่ถึงจะเขินอย่างไร รองแม่ทัพอย่างเขาก็ยังสามารถบัญชาการได้ต่อ

“ไอ้แบงค์ พวกมึงออกไปสมทบกับอีช้างได้แล้ว กูกับพวกไอ้สน จะอ้อมไปดูสถานการณ์ด้านไอ้เต้ย... เร็วเข้าก่อนที่มันสองคนจะหนี”

สิ้นเสียงสั่งความของเปรมทั้งหมดก็แยกย้ายออกจากที่กำบัง  ส่วนทางด้านสองพี่น้องได้ฟังความทั้งหมดก็นิ่งไปเพียงครู่ ในสมองตอนนี้คงไม่ต้องหาเหตุอะไรมาใช้แก้ตัวแล้ว สวัสดิภาพความปลอดภัยของก้องต่างหากที่ต้องคำนึงถึง  แต่ทุกอย่างมันก็คงสายเกินไป

“เราถูกตลบหลัง... ก้องแย่แน่แล้วกานต์”

“ทำอย่างไรดีกัน พวกเขารู้ตัว”

กานต์ขยับปากพูดรอดไรฟัน แต่ช้างก็ยังสามารถได้ยิน และครั้นเห็นแบงค์กับพวกออกมาปรากฏตัวอยู่ด้านหลัง จึงขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงพิฆาตเยือกเย็น ไม่เหลืออาการร่านสวาทให้สองพี่น้องเห็นอีกต่อไป

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นค่ะ นิชคุณ งดเต้น งดเล่นคอนเสิร์ตสักพัก แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย .. อ้อเกือบลืม น้องอัยจะบอกคุณว่า อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะโง่ตามไม่ทัน และที่สำคัญช้างอย่างน้องอัยนั้น ถึงจะร่านแค่ไหน สมองก็ยังทำงานได้ตลอดเวลา” ช้างยิ้มเยาะอย่างเหี้ยมเกรียม เว้นวรรคเพียงครู่ แล้วเริ่มริดรอนสื่อ

“ส่งโทรศัพท์มือถือมาให้น้องอัยด้วย หนังกำลังจะฉาย งดการสื่อสารทั้งมวลค่ะ ”

“คุณไม่มีสิทธิ์ มาบังคับเรา มาทำอย่างนี้กับเรา พวกเราแค่ทำให้คนสองคนเขาได้คุยกัน  โดยไม่มีใครรบกวน”   

“น้องอัยไม่มีสิทธิ์บังคับก็จริง แต่ชายสี่คนข้างหลังคุณมีสิทธิ์แน่...แล้วแน่ใจเหรอว่าน้องคุณกานต์จะคุยกับมูนอย่างเดียว ทำอย่างกับไม่รู้สันดานน้องชายตัวเองงั้นแหละ” ช้างย้อนได้ทันใจ ก่อนจะแผดเสียงบัญชาการ และนี่ก็คือเสียงสัญญาณแห่งการสิ้นสุดอิสรภาพของกันกับกานต์โดยแท้

“คุณแบงค์ คุณแสง คุณพระนาย คุณกี้ ผู้ชายสองคนนี้แหละ คือพี่ชายไอ้คุณก้องที่น้องอัยเล่าให้ฟัง... จัดการกุมตัวตามคำสั่งของคุณเต้ยได้แล้วค่ะ แล้วพาพวกมัน เอ๊ย พวกเขาไปนั่งรอดูชะตากรรมของน้องชาย”

ชะตากรรมของน้องชาย ที่อียักษ์มันแผดเสียง ย่อมทำให้กันกับกานต์เดาเหตุการณ์ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับก้อง คำสั่งของไอ้คนที่ชื่อคุณเต้ย นอกเหนือจากคุมตัวเขาทั้งสอง คงต้องมีอีกคำสั่งพิเศษสำหรับก้องเป็นแน่ ความห่วงหาอาทรแวบวับเข้าจับใจ ทว่าพี่ชายอย่างเขาทำอะไรไม่ได้เสียแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เกิดอะไรรุนแรง แต่น้องชายคงมิสามารถรับกระแสนั้นได้ เพราะครั้นพี่ชายพาอีช้างร่านสวาทเดินลับโขดหินพ้นไปจากสายตา ขาทั้งสองข้างก็เริ่มก้าวออกจากห้อง ดำเนินบทบาทตามที่ตั้งใจไว้ทันที

“สวรรค์ช่างเป็นใจจริงๆ นึกว่าจะมีอุปสรรคซะแล้ว” ก้องเปรยกับตัวเองเสียงลั่น แต่ก่อนจะออกบ้านพักนั้นลางสังหรณ์ก็บังเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แลทำให้คิดอะไรบางอย่างออก

“ปืนกระบอกเดียวคงไม่พอ ...คงต้องเอาไปด้วยอีกกระบอก”

กระบอกเดียวที่ก้องว่า คือปืนพกที่ติดตัวเขามาแต่กำเนิด กระบอกนี้จะเอาไว้ใช้ยิงพระจันทร์ที่นั่งหันหลังอยู่ริมหาด ส่วนอีกกระบอกที่วิ่งกลับเข้าไปหยิบติดมือมาด้วย คือกระบอกเดียวกันกับที่ใช้ยิงขึ้นฟ้าในวันนั้น และวันนี้ถ้ามีใครเสือกกะโหลกเข้ามา ปลายกระบอกปืนจะไม่มีทางเล็งขึ้นฟ้าเป็นแน่


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“คิดไม่ผิดที่พกปืนมาด้วย ...ดีเหมือนกัน มูนเห็นจะได้กลัว ทำให้เราลากขึ้นมาบนห้องได้ง่ายๆ และทันก่อนที่จะส่งข่าวหรือแหกปากเรียกไอ้เต้ย แล้วค่อยยิงจริงๆด้วยปืนพกของเรา”

เพียงเท่านั้น เพียงแค่คิดวิธีออก ร่างของก้องก็เสมือนจะปลิวละล่องลอยไปอย่างรวดเร็วตามกระแสลมทะเล ลัดเลาะซอกซอนลงไปตามแนวโขดหินใหญ่ไวว่อง ท้องฟ้ายามเย็น บัดนี้ลดความระเรื่อ เริ่มเจือด้วยบรรยากาศอึมครึม เมฆฝนลอยทะมึนมาแต่ไกล  พร้อมเสียงฟ้าลั่นครืนๆ ที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ประดุจดั่งเสียงโห่ร้องก้องกระหึ่มต้อนรับอัศวินอย่างเขาที่ย่างเท้าลงมาถึงซอกหินใกล้กายพระจันทร์และมันก็ใกล้จนได้ยินว่าพูดอะไร

ก้องมัวแต่มองไปยังภาพเบื้องหน้า ไม่รู้ตัวเลยว่า ขณะที่ลงมาเกิดอะไรขึ้นกับพี่ชาย และไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่ามีสายตาอำมหิตของบุรุษผู้หนึ่งจับจ้องเขาอยู่เบื้องหลัง และบุรุษผู้นี้ก็เหยียบอยู่เหนือพยับเมฆครึ้ม เหนือสมองของอัศวินโดยแท้

“ไม่คิดว่าจะเป็นคนเหลวไหล เห็นทีแรก ทำท่าอยากเรียนนักอยากเรียนหนา ไปๆมาๆ กลับนิยมราคะกันทั้งคู่ ไปกันนานอย่างนี้คงจะไม่ได้เรียนแล้วมั้ง สงสัยอีครูช้างมันคงจะจับสอนไปหลายท่าแล้ว”

มูนยังคงเอ่ยอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร เพราะนั่งรอมาสักพักแล้ว ปากพูดไป มือก็กดแบล็คเบอร์รี่โทร.ออก แต่ไม่ได้โทร.หาเต้ยอีกแล้ว กลับโทร.ตามลูกศิษย์แทนที่ ตามเบอร์ที่เมมไว้ ทว่าไร้ผล  แถมสภาพอากาศตอนนี้ ก็เริ่มจะมืด ริมหาดด้านนี้ก็ช่างเงียบ อีกทั้งฝนก็ยังจะตก ท่วงทำนองเสียงที่บอกว่าพื้นเริ่มเสีย จึงมีมาไม่หยุดหย่อน

“ทำให้เราเสียเวลาอยู่กับเต้ยหมด จะรออีกห้านาทีเท่านั้น ไม่มาก็ไม่สอนแล้ว”

ก้องแทบจะไม่เคยได้ยินเสียงนุ่มๆของครูโยคะอารมณ์เย็นส่อเค้าหงุดหงิด ครั้นพอเขาได้ยินก็เกิดอารมณ์นั้นเช่นกัน หากเหตุผลที่ทำให้เกิดคงไม่มีทางเหมือน

“พูดออกมาได้ไงว่าเสียเวลาอยู่กับไอ้เต้ย โธ่โว้ย รักกันเหลือเกินนะ”

ด้วยความขัดใจนี้เอง ทำให้ก้องขยับกายย่างก้าวโดยไม่ทันระวัง จนหินบางก้อนพลิก เกิดเสียงดังกริ๊กๆพอสมควร จนพระจันทร์หันหลังกลับมามอง แต่เขาก็ยังสามารถหลบหลีกได้ทัน

“มากันแล้วเหรอ” มูนถามขึ้นทันใด แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ไม่มีวี่แววของนักเรียนและอีนังครูสอนราคะเพื่อนสนิท “เอ๊ะ แปลกๆ หรือว่าจะเป็น....ตาบ้า ใช้มุขเดิม สงสัยช้างคงบอกให้แล้วแน่ๆ”

ก้องไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไมมูนเปรยกับตัวเองด้วยใบหน้ายิ้มๆ และไม่รู้สึกแปลกใจที่มูนยังนั่งต่อที่เดิม แถมยังหันหน้ากลับไปมองทะเล ก้องไม่รอให้สมองสั่งการอะไรอีกแล้ว ทุกอย่างต้องฉับไวแข่งกับเวลา ออกจากแนวโขดหินได้ก็วิ่งเหยียดเต็มฝีเท้า พุ่งเข้าหาพระจันทร์เต็มช่วงตัว

มูนไยจะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่ง แต่จงใจไม่หลีกลี้หนีไปไหน เจ้าชายเสด็จมาแล้ว บอกตัวเองให้นั่งรออ้อมกอดนิ่งๆ แล้วค่อยทิ้งทั้งตัวลงไปอย่างที่เคยทำ และมันก็เป็นดั่งคาดการณ์

“ช้างบอกใช่ไหม มาเร็วจังเต้ย ลูกศิษย์หายไปเอาเสื่อกับช้าง ป่านนี้ ยังไม่มาเลย”

เจ้าของอ้อมกอดที่สอดเข้ามารัดจากทางด้านหลัง มิตอบคำถามอันใดทั้งสิ้น นอกจากกระหน่ำริมฝีปากลงไปฟอนฟัดตรงซอกคออย่างหื่นกระหาย ราวกับตายอดตายอยากมาหลายเพลา แลด้วยสัมผัสที่ผิดไปนี้แหละ มูนจึงได้รู้ว่ามิใช่เจ้าชาย เพราะมันไร้ซึ่งความร้อนวาบไปทั่วสรรพางค์กายอย่างที่เคยเป็น

“ตัวยังหอมเหมือนเดิมนะครับมูน ในที่สุดเราก็อยู่ด้วยกันสองต่อสองสักที แต่แหม รู้สึกว่าไอ้เต้ย มันจะใช้เมียไม่ค่อยถนอมเลยนะ ก้องรู้สึกว่า ตัวมูนนิ่มๆยังไงไม่รู้ เนื้อไม่แน่นเหมือนเก่า โดนมันฟัดหนักเหรอ ลองเปลี่ยนผัวใหม่ดูไหม”

“กะ...ก้อง!!”

แค่เสียงมันก็บอกได้แล้วว่าเป็นใคร ไม่ต้องหันหน้าไปดูก็รู้ได้ชัด และนี่มันก็พอจะทำให้ดวงตากลมโตน้ำตาลใสเบิกโพลงขยายใหญ่เกือบเท่าดวงอาทิตย์อัสดงตรงโพ้นทะเลเบื้องหน้า เพียงแค่ชั่วระยะเวลาเข็มตก สัญชาติญาณสั่งการให้พระจันทร์ที่ลงมาฉายแสงผิดที่ผิดเวลา สะบัดกายลุกพรวดพราดออกจากตระกองกอดจาบจ้วงไร้ซึ่งความจับใจ ยิ่งคำพูดคำจา ฟังแล้วต้องบอกว่าน่าชิงชัง

อัศวินหน้าตี๋คนเดิมหายไปไหน ...ไยกลับกลายเป็นอสูรร้ายในคราบอัศวิน ก้องไม่ใช่ก้องคนที่ตนเคยรู้จักเสียแล้ว!!

“มาได้ยังไง ปล่อยนะ”

“ก้องต่างหากที่ต้องถามว่ามูนมาได้ยังไง เหอะ โลกมันกลมขนาดนี้ ปล่อยไปก็โง่สิ...ขึ้นไปบนบ้านกับก้องดีๆ เดี๋ยวนี้ อย่าให้ก้องต้องบังคับ”

ก้องลำดับเสียงเกรี้ยวอย่างไม่เคยทำกับมูนมาก่อน และใช้วงแขนรึงรัดมูนแน่นขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงจะแน่นอย่างไรมูนก็ยังดิ้นได้อย่างสุดพละกำลังที่มีอยู่ ชนิดที่เรียกว่ามากกว่าตอนโดนเต้ยรังแกตอนเด็กๆและตอนโตหลายสิบเท่า เขี้ยวเล็บที่ไม่เคยใช้ตอบโต้ สำแดงออกมาป้องกันตัวอย่างอัตโนมัติ ทว่าด้วยวงแขนของก้องที่รัดรวบเต็มช่วงแขน ..แขนทั้งสองข้างจึงขยับได้ไม่ค่อยถนัด การโจมตีกลับของมูนจึงทำได้เพียงแค่สะเปะสะปะ แลก้องไม่มีอาการสะทกสะท้านเลยสักนิด

การปรากฏตัวของก้อง...ย่อมมีคนรู้เห็นเป็นใจ นี่ใช่ไหมคือเหตุที่กันกับกานต์พาช้างหายไปทิ้งตนไว้ลำพัง
การสอนวันนี้เกิดขึ้นเพราะการจัดฉากเท่านั้น!!

ฤานี่อาจเป็นที่มาของรับสั่ง “ห้ามไปไหนมาไหนคนเดียว” ถ้าใช่ แสดงว่าคุณหลวงย่อมรู้ และอาจจะรู้ดีเสียด้วย หากแต่เวลานี้คงยังไม่ใช่เวลาคิดหาคำตอบ เอาตัวให้รอดจากอ้อมกอดต่างหากคือสิ่งที่ต้องกระทำอย่างเร่งด่วน

“บอกให้ปล่อยไงก้อง....เต้ยช่วยด้วย” มูนตะโกนลั่น หมายใจให้เสียงเพรียกเรียกเต้ย ลอยตามลมไปยังบ้านพัก แต่ก็ถูกขัดด้วยเสียงที่ลั่นกว่า

“ไม่ปล่อย...ขอฟัดตรงนี้ให้หายคิดถึงอีกสักหน่อยเถอะ แล้วจะพาไปต่อในห้อง”

เป็นไปได้หรือที่คนอย่างก้องจะรอให้มูนอนุญาต นิสัยเอาแต่ใจ บงการให้ริมฝีปากลงมาฟัดอีกรอบ แลครั้งนี้เพียงแค่ปากประกบลงตรงซอกคอยังมิทันจะได้ชอนไช อารมณ์หวามที่หมายใจไว้ ก็สลายลงไปในพริบตา

ด้วยเพราะก้องมัวแต่รัดช่วงแขนและลำตัว หลงลืมไปว่าช่วงล่างของมูนนั้นมันขยับได้ และการขยับนี้ก็ส่งผลให้อ้อมแขนคลายออกรวดเร็ว ตัวงอหน้าเขียว อาวุธที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้โจมตี กลับถูกชิงโจมตีซะก่อน และเป็นการโจมตีที่หนักหน่วงทะลุทะลวงล่วงไปยังกล่องดวงใจที่เขาหวงแหน

“โอ๊ยยยย มูน.... ก้องเจ็บ”

ใครจะคาดคิดว่าคนอ้อนๆแอ้นๆ จะตีเข่าเป็นกับเขา ลูกเข่าที่เต้ยควรโดนเป็นคนแรกเสียตั้งนาน กลับมิเคยโดน แต่ถ้าจะพูดให้ถูก มิเคยคิดจะทำมากกว่า ทว่าก้องที่เพิ่งรู้จักและเข้ามาตอแยรังแกยังไม่ถึงปีกลับโดนเสียแล้ว 

“สิเน่หา” คงเป็นคำตอบเดียวกับการเลือกปฏิบัติในครั้งนี้

“อย่ามายุ่งกับเราอีก”

มูนกล่าวขึ้นด้วยเสียงสะบัดขัดใจ รีบหยิบเสื่อที่ปูไว้ ตั้งท่าวิ่งออกไป แต่แล้วก้องก็กลับฝืนสังขารงอๆ กระโจนเข้ามารัดได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้ร่างทั้งร่างของมูนล้มลงกลิ้งไปกับพื้นทราย แลถูกเกี่ยวกระหวัดกอดก่ายอีกคำรบ

“เลิกยุ่งน่ะ ...เลิกยุ่งแน่ แต่ขอเป็นผัวให้สะใจก่อน ช่วยไม่ได้ มูนบังคับให้ก้องต้องทำอย่างนี้เอง”

ก้องลำดับเสียงสั่นพร่าเจือด้วยความเจ็บโต้ตอบออกไป แต่ก็ยังมิทันจะสิ้นเสียงดีเท่าไหร่ ก้องก็มีอันต้องกระเด็นหงายวืด ด้วยแรงกระชากออกจากทางด้านหลัง แลสายตาตี่ตี๋ก็ได้เห็นกำปั้น ที่พุ่งมารวดเร็วยิ่งกว่าดาวหางซัดเข้าที่มุมปาก อันความแรงและเร็วนี้ มีหรือจะไม่หน้าคว่ำคะมำลงไปกับพื้นทรายข้างๆ แล้วโสตประสาทของเขาก็จับเสียงตะคอกกราดเกรี้ยวที่แทบจะเป็นอณูโทนเสียงเดียวกับเสียงฟ้าลั่นคำรามอันดังกระหึ่มไม่หยุดหย่อนได้ครบถ้วนแทบทุกคำ

“ฝันไปเถอะไอ้สัตว์ตี๋ผีจีน โผล่หัวขี้เลื่อยของมึงออกมาจนได้ ..จำไว้ วาสนามึงมีได้แค่ชะเง้อมองเมียกูเท่านั้น”

“อะ ไอ้เหี้ยเต้ย” ก้องยันกายขึ้นมามองหน้าเจ้าของหมัด สบถเสียงด้วยความเคียดแค้น

“เต้ย”

คงมิต้องบอกว่าเมื่อมูนยันกายขึ้นมาได้จะวิ่งไปหลบอยู่หลังใคร และเจ้าของแผ่นหลังกว้างนั้น ก็หันมาสั่งความรวดเร็ว “มูน ไปหลบอยู่กับพวกไอ้หมวดก่อน... ตรงนี้ ปล่อยให้เต้ยจัดการเอง”

เต้ยพูดจบก็ทิ้งมูนไว้เบื้องหลัง ส่วนมูนก็ยังคงยืนนิ่ง ไม่ยอมเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหน แม้จะเห็นร่างหลายๆร่าง โผล่ออกจากแนวโขดหินมา นำหน้าด้วยเพื่อนชายนายตำรวจ และปิดท้ายขบวน ด้วยแบงค์กับพวกที่กำลังจับว่าที่ลูกศิษย์ของตนเอามือไพล่หลังไว้ แม้จะพอเดาเหตุผลออก...แต่อย่างที่บอก เวลานี้ไม่ใช่เวลาซักถาม

“พี่มูน มายืนตรงนี้เถอะครับ อย่าไปยืนตรงนั้น” 

เสียงเจ้ามอสตะโกนเรียกมาจากกลางกลุ่ม หากแต่มูนไม่สนใจ มองภาพเต้ยเดินปรี่เข้าไปหาก้องที่เพิ่งกำลังจะยันกายยืนหยัดขึ้นมา แต่ก็คงจะได้เพียงแค่ชั่วแวบ เพราะฝ่าเท้าหนักๆของเต้ย ประทับแหมะแปะลงตรงกลางอกของก้อง ก่อนจะยันออกไปสุดแรงเหยียด...  อีช้างมันทำนายได้แม่นยำว่าเจ้าชายของมัน คงได้ “ถีบยอดอก” ใครสักคน และนี่คงเป็นอีกครั้งที่มูนได้ทอดทัศนาลูกถีบนี้ตรงริมหาด หลังจากที่เคยเห็นพี่อั๋นโดนเป็นคนแรกตอนอยู่มัธยม 

“ก้องงงงงง !!!”

ก้องได้ยินเสียงเรียกของพี่ชาย ตอนที่หลังกระแทกพื้นแล้ว ด้วยอาการจุกที่หน้าอกแลท้องน้อย ทำให้ส่งสายตาหันไปหาต้นเสียงอย่างเจ็บปวด และเมื่อเห็นพี่ชายอยู่ในสถานะถูกกุมตัว ความเจ็บใจก็สอดแทรกออกไปด้วยทันที รู้ดีว่าถูกจับอย่างนี้ คงมิแคล้ว “แผนแตก”

กันกับกานต์ที่ถูกบังคับให้ยืนดูชะตากรรมของน้องชายตะโกนลั่น นึกเสียใจระคนเจ็บใจอยู่ครามครัน ที่การจัดฉากของเขากลับทำให้น้องชายเจ็บตัว เขาทั้งสองยามนี้เข้าไปช่วยอะไรมิได้ สะบัดตัวเท่าไรก็ไม่หลุดจากการจับกุม สายตาสงสารเจือด้วยความผิดหวังทอดมองภาพน้องชายกระเด็นด้วยลูกถีบอย่างรวดร้าว ก้องทรยศเขาอย่างร้ายกาจก็จริง แต่นี่ไม่ใช่วิธีลงโทษ...ตอนแรกที่ถูกกุมตัวเขาก็นึกว่าก้องจะโดนรุม แต่ก็กลับไม่ ชายพวกนี้ยืนดูนิ่งเป็นวงล้อมเฉยๆ ปล่อยให้คนชื่อเต้ย จัดการน้องชายตัวเองตัวต่อตัว

“เราจะแจ้งตำรวจ ...ปล่อยเรา เราจะไปดูน้อง”

“หุบปากเสียทีค่ะนิชคุณ หนังกำลังสนุก อย่าเพิ่งทำให้น้องอัยรำคาญ จนต้องสั่งให้ผู้คุม ปิดปากคุณสองคน”

เสียงของช้างดังขึ้น แต่ไม่มีใครหันไปมอง เพราะทุกสายตาที่ยืนเป็นวงล้อม ต่างจับจ้องมองเต้ยที่ไม่ยอมปล่อยให้ศัตรูตั้งตัว ทุกคนที่ใกล้ชิด เรียนมาด้วยกัน ไยจะจับมิได้ว่า ทั้งหมัดทั้งตีนวันนี้ เต้ยใช้แรงทั้งหมดที่มีลงสู่สมรภูมิ สมดังคำกล่าวที่ว่า “การรบเพื่อหัวใจ ย่อมยิ่งใหญ่เสมอ”

“มึงคิดว่ามึงฉลาดนักเหรอไอ้ก้อง มึงคิดว่าแผนเด็กอนุบาลตื้นๆของมึง จะพรากพระจันทร์ของกูไปได้ แดกตีนกูซะเผื่อจะได้ฉลาดขึ้น และจะได้เลิกยุ่งกับเมียกูซะที”

น้ำเสียงของเต้ยยามนี้ เหี้ยมเกรียมอย่างที่สุด เท้าหนักๆกระหน่ำยิ่งกว่าแรงลมฝนลงไปเป็นชุดกลางลำตัวของก้องที่ทรุดอยู่กับพื้นทราย  บังเกิดเป็นเสียงดังตุ้บตับสนั่นพอๆกับเสียงฟ้าครืนๆ แรกเริ่มเดิมทีตัวก้องก็งอเพราะโดนตีเข่ามาแล้ว ยามนี้ยิ่งงอหนักเข้าไปใหญ่ ...ใช่ว่าก้องจะไม่มีเชิงหมัดเชิงมวยอะไรกับเขา ทว่าเขาโต้ตอบไม่ทันจึงเสียเปรียบ ...ไอ้เต้ยมันโจมตีแบบพายุพัด

แต่ใครจะรู้ดีเท่าเต้ยว่าการกระทืบอย่างไม่บันยะบันยังครั้งนี้นั้น มันคือการรวมความแค้นแน่นทรวงทั้งมวลที่มีอยู่ ประดังประเดลงไปบนร่างศัตรูผู้ที่บังอาจคว้าพระจันทร์ หน้าไอ้พี่อั๋นและหน้าไอ้รุ่นน้องมอสี่ในอดีตจึงนำมารวมกับหน้าก้องอย่างช่วยไม่ได้ ด้วยเหตุฉะนี้ การเหวี่ยงหมัดฟาดตีน มันจึงรุนแรงกว่า ใต้ซุ้มประตูคืนวันฝนกระหน่ำหลายสิบเท่านัก

“อะ โอ๊ย....มะ มึงมันหมาลอบกัดไอ้เต้ย” อัศวินหนุ่มน้อย ฝืนเสียงกล่าวอย่างกระท่อนกระแท่น และเต้ยก็ตอบมาทันควัน แลยังไม่หยุดยั้งตีน

“กูเป็นหมาบ้าต่างหาก...และหมาบ้าอย่างกูก็จะบ้าที่สุด ถ้ามีใครมายุ่งกับเมียกู พระจันทร์ของกู”

ก้องทั้งเจ็บตัวทั้งแค้นเคือง มือเริ่มกำเป็นหมัดแน่น หากแต่ไม่ใช่หมัดเปล่าๆ กลับเป็นหมัดที่มีทรายขาวเม็ดเล็กๆอยู่เต็มฝ่ามือ และเมื่อได้จังหวะ หมัดทรายนั้นก็เหวี่ยงออกไป บังเกิดเป็นละอองทรายกระจายฟุ้งเข้าหน้าหมาบ้าหนุ่ม อณูสีขาวเม็ดเล็กๆ สามารถยุติตีนหมาได้ชั่วขณะ และมันก็เพียงพอที่จะทำให้ก้อง ถลันกายขึ้นมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ

“อะ...ไอ้ขี้โกง”

“ทีกูบ้างล่ะ”

ก้องแม้จะเจ็บ แต่ก็ยังพอมีแรง เหวี่ยงหมัดเข้าหน้าเต้ยที่กำลังโซซัดโซเซเพราะทรายเข้าตา การรบในแบบฉบับของเขา ขอเพียงแต่ให้ชนะ มิจำเป็นต้องคิดคำนึงถึงความเป็นสุภาพบุรุษ และเมื่อเป็นทีของเขา...เขาก็ไม่ยั้งเช่นกัน

“มึงคิดว่ามึงมีมือมีตีน ฝ่ายเดียวเหรอไอ้เต้ย”

หมัดหลายหมัดของก้อง ระรัวไปยังเต้ยที่เริ่มถอยร่น เพื่อนชายหลายๆคนตะโกนลั่นด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ยังไม่มีใครขยับเท้าเข้าไปช่วย เพราะเต้ยสั่งนักสั่งหนา “ขอดวลตัวต่อตัว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“ไอ้เหี้ยนั่นมันขี้โกง เข้าไปช่วยไอ้เต้ยเร็วไอ้หมวด” แบงค์ฝากนักโทษไว้กับเพื่อนอีกคนหนึ่งแล้วปราดกายเข้ามา ตะโกนบอกเปรมที่กำลังลังเลอยู่เช่นกัน แต่ก็ต้องหักใจ

“ไอ้เต้ยสั่งไว้ ห้ามยุ่ง และกูก็มั่นใจว่า มันจะตีตื้นขึ้นได้”

“แล้วถ้าคุณเต้ย ตีตื้นขึ้นมาไม่ได้ล่ะคะ คุณเปรม จะยืนดูกันเฉยๆเหรอ น้องอัยไม่ยอมหรอก”

“ไม่มีทางอีช้าง...มึงคอยดูเจ้าชายของมึงให้ดี ฤทธิ์มันไม่หมดง่ายๆหรอก”

บทสนทนาที่พอจะได้ยิน ทำให้อาการตระหนกตะลึงของมูนในตอนแรกห่างหาย สติเริ่มกลับคืน และพอได้เห็นเต้ยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็ไม่คิดอะไรแล้ว แม้จะได้ยินเปรมพูดว่าอย่างไร ขาทั้งสองข้างก็ฝ่าฝืนพาร่างปราดเข้าไปหมายจะสกัดก้องที่กำลังรุกด้วยหมัดจนเต้ยหลังติดประชิดโขดหิน  และเพื่อนๆก็ไม่มีใครขวางมูนทัน

“อย่ามูน อย่าเข้าไป” หลายเสียงตะโกนห้ามแทบจะพร้อมกัน แต่คงฉุดรั้งไว้ไม่ได้

“หยุดเดี๋ยวนี้ นะก้อง ...อย่าทำเต้ย พอได้แล้ว”

“แล้วทีมันทำก้อง ...ทำไมมูนไม่ห้ามมันบ้าง รักมันมากนักใช่ไหม”

ก้องหันมาตวาดเร็วปรื๋อ แล้วหันกลับไปเงื้อหมัดอีกระลอก และเป็นจังหวะเดียวกับที่มูนแทรกกายเข้าไปคว้าแขน กดหมัดของก้องให้ลดลง ณ วินาทีนั้น ความขัดใจของก้องดำเนินมาถึงขีดสุด จนเผลอสลัดมูนอย่างแรง และแรงนั้นมันก็แรงพอจนมูนกระเด็นลงกับพื้น

“มะ.. มูน”

หลายๆคนรีบวิ่งเข้ามาพยุงมูนขึ้น และนับว่าโชคดีที่มูนแค่ล้ม มิได้เจ็บรุนแรง แต่ใครจะรู้ว่าการที่มูนถูกสลัดจนล้มนี้แหละ หมาบ้าเริ่มฝืนลืมตาขึ้นมาดูได้อย่างอัศจรรย์ และก้องก็กำลังชะงักงันกับการกระทำของตัวเอง พอหันกลับมา จากที่อยู่ในสถานะได้เปรียบ ก้องก็กลับต้องร่วงลงกับพื้นอีกครั้ง และเป็นการร่วงครั้งสำคัญที่เรียกว่า “หมดท่า” ได้เป็นอย่างดี

“มึงทำเมียกูเหรอ ไอ้ชาติชั่ว ...ผีจีนอย่างมึงถึงเวลากลับไปอยู่ในนรกแล้ว”

หมัดตรงๆนิ่งๆ กระแทกเข้ากลางหน้าของเจ้าอัศวินหนุ่ม ความรุนแรงก่อกำเนิดเสียงดังพลัวะ จนเจ้าหมาลอบกัดเซถลา คล้ายจะปลิวไปตามแรงลมทะเลที่กำลังกระหน่ำ ก้องนอนยกมือขึ้นกุมหน้ากุมดั้ง ...เลือดกำเดาสีแดงฉานไหลผ่านตามร่องนิ้วมือ ระคนเสียงโอดโอย สมชื่อเล่นตน

“มึงเล่นกูทีเผลอ...ไอ้เต้ย”

“มึงก็เล่นกูทีเผลอเหมือนกันแหละไอ้ก้อง”

เต้ยพูดจบก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น กระทืบยอดอกสำแดงเดชซ้ำ  ก้องเวลานี้คงไม่ต่างอะไรกับกระสอบทรายแล้ว นอกจากลำตัวที่ทุกตารางนิ้วถูกตีนกระหน่ำ มือที่ขว้างทรายใส่เขาจนเสียท่าเมื่อครู่ ก็ถูกเหยียบย่ำลงกับพื้นทรายสร้างความเจ็บปวดจนน้ำตาไหล หากนั่นมันคงยังไม่สะใจเต้ยกระมัง เพราะเต้ย กำลังลากก้องครูดไปกับพื้นทราย จนถึงริมหาดที่น้ำทะเลปริ่ม หน้าของก้องถูกกดลงไปสัมผัสกับความเค็มจนแสบจมูกแสบตา และการเอาคืนของเต้ยครั้งนี้ย่อมไม่ธรรมดา เต้ยไม่ได้ใช้มือกดหน้า แต่เป็นอุ้งฝ่าเท้าต่างหากที่เหยียบลงไปบนหน้าตี๋ผีจีน เต้ยบดขยี้ไปมาราวกับใช้ตีนขยี้ขี้บุหรี่กลีบบัวฉะนั้น

“มึงจะเลิกยุ่งกับมูนได้หรือยัง กูถามว่ามึงจะเลิกได้หรือยัง ...ตอบมา กูบอกให้ตอบกูมา เงียบหาเหี้ยอะไร”

หมาบ้าหนุ่มถามไม่หยุดและคงลืมไปว่าปากของก้องแช่อยู่ในน้ำจะพูดจะจาอะไรได้ มูนเห็นภาพนี้เข้าเวทนาจึงบังเกิดรึงรัด แม้จะขัดใจและไม่พอใจในตอนแรก หากความสงสารมันก็เป็นอีกเรื่อง ในเมื่อก้องตำหนิตนว่าทำไมไม่ห้ามเต้ยบ้าง ตนก็จะห้ามเต้ย แต่บอกได้เลยว่าไม่ได้ห้ามเพราะกลัวก้องเจ็บ ทว่ามันคือการห้ามเพราะกลัวก้องจะตายต่างหาก

แค่ห่วง แต่ไร้ใย ...ย่อมสามารถกระทำได้ในฐานะเพื่อนมนุษย์

“พอเถอะเต้ย...พอได้แล้ว แค่นี้ก้องเขาก็แย่แล้ว เดี๋ยวเขาก็ตายกันพอดี เห็นแก่มูนเถอะ ”

มูนไม่พูดเปล่า รีบวิ่งเข้ามาหาเต้ย พยายามใช้แรงฉุดรั้งให้เต้ยยุติการกระทำ ...นั่นแหละจึงทำให้เต้ยยอมลดลาฝีเท้าจากหน้าก้อง แล้วถอยกายออกมา

“หยุดใช้กำลังซะที ...และเล่าให้มูนฟังว่ามันเกิดอะไรกันขึ้น จับต้นชนปลายแทบไม่ถูกแล้ว”

“กลับถึงบ้านพักเดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง ...ปล่อยเต้ยก่อนดีกว่า เต้ยยังไม่หายแค้น”

ด้วยความที่เต้ยหันหลัง จึงมิทันสังเกตว่าร่างที่เสมือนจะแน่นิ่งเริ่มขยับเขยื้อน มือที่เจ็บเริ่มเคลื่อนมาใกล้ลำตัว อาศัยจังหวะที่บทสนทนาของคู่รักดำเนินอยู่  กระเถิบกายขึ้นมาบนฝั่งทีละน้อยทีละน้อย จนใบหน้าพ้นแนวคลื่น

ความรู้สึกของก้องตอนนี้ มันร้าวไปทั้งร่าง ระบมระทมหนัก ความคั่งแค้นมันมากกว่าขีดสุด มือที่สั่นพร่าของเขาเลื่อนมาใกล้บั้นเอวแตะเข้ากับของแข็ง หน้าช้ำๆที่ทำเป็นซบอยู่กับพื้นทราย ค่อยๆเงยขึ้นมา มองคนทั้งสองที่ยืนห่างจากร่างเขาไม่กี่ก้าว และฉับพลันทันใดนั้น สิ่งที่ลางสังหรณ์บอกให้พกมาด้วยจากบนบ้านเพื่อเตรียมไว้จัดการกับตัวเสือกกะโหลก ก็เล็งไปยังแผ่นหลังกว้างของเจ้าของตีนเมื่อครู่ และมันก็ดันเป็นจังหวะเดียวที่มูนหันหน้ามาสบพอดี การตัดสินใจที่เร็วยิ่งกว่าเสี้ยววินาที จึงบังเกิดเป็นครั้งแรกในชีวิต เพื่อรักษาชีวิตอีกชีวิตไว้

“เต้ย...ระวัง”

ประสาทหูของเต้ยได้ยินเสียงพูดแค่นั้น ภาพที่บังเกิดแก่สายตา คือจู่ๆมูนก็กระโจนเข้ามาหากระแทกตัว จนเขาล้มฟาดลงกับผืนทราย จากนั้นก็เสมือนหูของเขาจะอื้ออึงไปชั่วขณะ  ด้วยเสียงกัมปนาทดั่งอสุนีบาตที่ดังลั่นหาดอยู่ข้างหูผ่าระรัวใกล้ลำตัวเป็นชุด

“ปัง! ปัง! ปัง!”

“คุณเต้ย....อีมูน”

เสียงของนางคชสารดังลั่นกว่าใครทั้งผอง ตาหรี่เล็กเบิกกว้างมองเห็นภาพเพื่อนรักและเจ้าชายฟุบลงแน่นิ่งไม่ไหวติงกลางพื้นทราย มิต้องรอให้สมองสั่งการอันใดแล้ว ช้างยอมขัดรับสั่งเจ้าชายวิ่งควบจนฝุ่นตลบมิเกรงกลัวกระสุนปืนแต่อย่างใด หนุ่มๆทั้งหลายก็เช่นกัน ยามได้เห็นช้างวิ่งนำหน้าออกไป ก็พร้อมใจวิ่งกรูตามมายังจุดเกิดเหตุโดยมิได้นัดหมาย ไม่สนใจตัวประกันแล้ว ต่างคนต่างนั่งล้อมร่าง เข้าถึงตัวเพื่อนรัก

“ไอ้เต้ย...เป็นอะไรหรือเปล่า ตอบกูสิ ตอบ”

“พี่เต้ย พี่มูน” มอสเรียกพี่มันทั้งสองด้วยเสียงเครือเจือตระหนกอกสั่น เขย่าพี่มันแรงกว่าใครๆ และมันก็แรงพอที่จะทำให้สติของพี่ชายหมาบ้าพอจะกลับคืนมา

“พะ พี่ไม่เป็นไร”  เสียงของเต้ยสั่นพร่าเล็กน้อยตอนตอบมอส แต่แล้วก็ต้องสั่นสะท้านถึงขีดสุด ยามเห็นร่างพระจันทร์ที่นอนอยู่บนตัวเขา

“มะ มูน....เป็นอะไรหรือเปล่า มูน”

เต้ยผลุดลุกขึ้นนั่งทันใด ไม่สนใจใครทั้งสิ้น แม้กระทั่งศัตรู ตระกองกอดร่างพระจันทร์ที่กำลังสั่นเทิ้มไว้ในอ้อมอก ฝ่ามือของเขาลูบไล้ใบหน้าลออปราศจากสีเลือดที่เปลือกตายังคงหรุบปิดสนิทแน่น แลเริ่มโลดไล่ไปตามแผ่นหลังจนสัมผัสได้ถึงความชื้นแฉะเกือบเปียกโชกเต็มเสื้อของมณีดวงน้อย สายตาคมวาวเกเรบัดนี้ไม่เหลือเค้า กลับกลายเป็นความห่วงหาอาทรแวบวับเข้าจับใจ ความคิดของเขาแล่นปราดไปไกล... ฤานี่สีเลือดฝาดบนใบหน้าของสุดที่รัก  กลับไหลไปสาดกระจายเต็มหลังเป็นแน่แท้

“ไม่นะมูน ....ไม่จริง”

“ไอ้เต้ย ทำใจดีๆไว้ มูนคงไม่...” เปรมรีบบอกเพื่อน แต่ก็พูดไม่ทันจบเพราะเต้ยแทรกมาเสียก่อน

“ไม่จริง ใครก็ได้บอกกูทีว่ามันไม่จริง”

หมาบ้า...บ้ายิ่งกว่าเดิมแผดเสียงลั่นยิ่งกว่าฟ้าผ่า มิกล้าชะโงกหน้าหรือยกฝ่ามือขึ้นมาดู เพราะกลัวเป็นอย่างที่คิด แลด้วยเสียงร้องลั่นของเขานี่เองทำให้เปลือกตาที่หรุบปิดค่อยๆ ฝืนลืมขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย พร้อมเสียงนุ่มๆกล่าวออกมาได้อย่างกระท่อนกระแท่น

“มูน มะ ไม่เป็นไร ...เต้ยปลอดภัยดีใช่ไหม” ประโยคของมูนทำให้หลายๆคนคลายความตกใจลงได้ หากแต่คงมิใช่กับเต้ย

“มูน!!”

เต้ยเบนหน้ากลับมาหาต้นเสียงทันที และเห็นได้ว่าต้นเสียงที่กล่าวมาเมื่อครู่นี้เริ่มขยับกายออกจากอ้อมกอดของเขา แลมือเสลาก็กำลังลูบไปทั่วตัวทั่วหลังของเขาเช่นกัน

“เต้ยยังไม่ได้บอกมูนเลยเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่ครับ เต้ยไม่เป็นไร” เต้ยรีบลำดับเสียงละล่ำละลักกล่าวตอบ แลจำกลั้นใจอย่างถึงที่สุด ยอมชะโงกหน้าไปดูแผ่นหลังที่กำลังลูบอยู่ แล้วเสียงระบายลมหายใจอย่างโล่งอกก็ดังขึ้นขับไล่รอยรื้นของน้ำตาที่เกือบจะไหลอาบให้ห่างหาย เพราะความเปียกชื้นที่สัมผัสได้ มันเป็นเพียงแค่น้ำทะเล

“ใจหายหมด มูนไม่เป็นไรแน่นะ”

“ไม่เป็นไร ใจหายเหมือนกัน ...โชคดีนะที่มูนกระโดด.....”

มูนเจรจาตอบได้เป็นปกติ ตั้งใจจะลำดับความต่อถึงวินาทีชีวิตเมื่อครู่ แต่ก็ต้องหยุดความชะงักเสีย เพราะเสียงร้องไห้ของใครคนหนึ่งมันดังลั่น ที่มองไปก็ไม่ใช่ใครที่รายล้อมอยู่รอบตัว  ทว่าเป็นใครอีกคน ที่นั่งอยู่นอกวงล้อม มีเพียงแค่ว่าที่ลูกศิษย์ทั้งสองนั่งปลอบประโลมเคียงข้าง

“ทำไม ทำไมต้องเข้ามาขวาง รักมันมากใช่ไหม”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
เสียงพูดสะอึกสะอื้นของก้อง ทำให้วงล้อมแตกออกเป็นช่อง และก็ทำให้ทุกคนสังเกตได้ว่า ต้นเสียงกัมปนาทเมื่อครู่ ค่อยๆลดลงจากฟากฟ้าตกลงมาอยู่ข้างๆลำตัว  ก่อนจะถูกคว้าไปถืออยู่ในมือของหนึ่งในอดีตตัวประกัน

“เอาปืนมาให้พี่นะก้อง”

ก้องไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงยอม อาจจะเป็นเพราะมือแลร่างกายทั้งมวลไร้เรี่ยวแรงกะทันหัน หมดสิ้นแม้กระทั่งกำลังแรงเรี่ยวที่จะยืนหยัด... ภาพที่ชีวิตหนึ่ง ยอมแลกให้อีกชีวิตหนึ่งมันช่างติดตาไม่รู้เลือน และมันก็เป็นเสี้ยววินาทีเดียวกันที่เขายอมหักใจ หันปลายกระบอกปืนขึ้นฟ้า เพียงเพื่อรักษาชีวิตคนที่เขารัก ซึ่งมิได้รักเขา

“ถามหน่อยเถอะมูน...ถ้าเป็นก้องจะโดนไอ้เต้ยยิงบ้าง มูนจะเข้ามาขวางไหม” ก้องพูดทั้งน้ำตา และคำถามของเขาก็มีอานุภาพประหลาด สร้างอาการนิ่งงันให้ใครได้หลายๆคน โดยเฉพาะมูน

“ก้องไม่น่าถามอะไรโง่ๆ ทั้งๆที่ก้องก็รู้คำตอบดี แต่ที่ก้องอยากรู้ และไม่เคยได้รู้ คือทำไมมูนถึงเลือกไอ้เต้ย ก้องมีดีอะไรสู้มันไม่ได้ บอกก้องได้ไหม บอกมาสิ บอกมา”

มูนไยเลยจะไม่อึ้งอึงอลยามได้ฟัง แต่มันก็เป็นแค่เพียงครู่เท่านั้น  เพราะลมหายใจเข้าลึกๆ ดังที่เคยทำทุกครั้งยามต้องการพลังและความเข้มแข็งมันช่วยขับไล่สภาวะนั้นออกไปได้ แลลมหายใจออกที่ระบายมายาวยิ่งกว่ายาวก็ทำให้บังเกิดการตัดสินใจ

“ถ้าก้องอยากรู้มูนก็จะบอกให้ก้องฟัง และเมื่อรู้แล้วก็ขอให้ยอมรับในเหตุผลของมูน” มูนกล่าวตอบก้องช้าชัด ไม่ต่างอะไรกับก้องที่เอ่ยตอบมา

“ตกลงมูน...แต่ขอคุยกันสองต่อสอง”

“ได้สิก้อง” มูนรับคำรวดเร็วด้วยสีหน้าและเสียงเรียบนิ่ง แล้วหันไปบอกคุณหลวงและทุกคนด้วยเสียงนุ่มเย็นแต่เฉียบขาดที่สุด “แม้มูนจะจับต้นชนปลายอะไรยังไม่ถูก แต่ตอนนี้คาดว่าคงไม่น่าจะมีอะไร มูนอยากให้ทุกคน ปล่อยให้มูนคุยกับก้องสองต่อสอง เพื่อที่ก้องเขาจะได้สมใจที่จะได้อยู่กับมูนเพียงลำพัง”

เพื่อนๆเกือบจะร้องค้านและย่อมสงสัยว่ามูนคิดอะไร ทำไมถึงตัดสินใจอย่างนั้น แต่ครั้นหันไปเห็นสภาพย่ำแย่ของก้องจึงค่อยๆทยอยถอยกันออกไปรวมถึงกันกับกานต์ด้วย ทว่ายกเว้น...เต้ย

“ไม่ได้...เต้ยไม่ยอม มูนคิดอะไรของมูน”  เต้ยนอกจากจะกล่าวดังลั่น หนำซ้ำยังไม่ยอมเคลื่อนกายไปไหน จนมูนต้องอธิบาย

“เต้ย... ปัญหาของฝ่ายหน้ามูนยังยอมให้เป็นเรื่องของฝ่ายหน้าสะสาง แต่ตอนนี้มูนคิดว่า มันเป็นเรื่องของฝ่ายในที่ต้องลงมือจัดการเอง และอันที่จริงชนวนมันก็ก่อกำเนิดมาจากฝ่ายในทั้งสิ้น  ฉะนั้น ตามใจมูนอีกสักครั้งเถอะ ให้มูนได้ลองคุยกับเขา แต่ถ้าเขาไม่ได้นำพา ฝ่ายในจะเรียกหาฝ่ายหน้ามาเอง”

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๒๐ นะคะ

ขอบพระคุณ คุณmaemix และคุณ ujen ค่ะ  :mew1: ที่ยังตามอ่านเสมอมา

ออฟไลน์ route rover

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ขอบคุณสำหรับตอนนี้ค่ะ รออ่านตอนต่อไปนะคะ  :L1:

ออฟไลน์ ujen

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +183/-13

ออฟไลน์ koikoi

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4045
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +311/-13

ออฟไลน์ poshbear

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
รักนิยายเรื่องนี้มากๆ ขอบคุณนักเขียนที่ไม่ทอดทิ้งกันครับ ขอบคุณมากๆ ขอบคุณที่มาต่อครับ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-0
โว้ยยยยหัวใจจะวายยย ลุ้นมากมาย วินาทีสุดท้ายเกือบไปแล้วไหมละมึง ค่อยยังชั่วนะก้อง ดีแล้ว ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองติดคุกถ้าเกิดขึ้นจริงๆ เอออออออคุยกันให้จบๆไปเถอะนะ คาราคาซัง แกต้องยอมรับนะ ถึงไม่ยอมรับตอนนี้ก็ไม่มีเวลามาคิดไรแล้วละ เพราะแกต้องโดนลงโทษแน่ อร๊ายยยยย 3p พี่น้อง รอแซ่บค่าาา 55555555 พอกันทั้งความคิดตื้นๆและความหื่น สมกับเป็นพี่น้องกันจริงๆ หึหึ!! //เคลียร์ๆไป จากนี้ก็จะได้เวลาเหมาะสมกับการสวมแหวนซักที ยินดีรอเลย ว้อยยยยยบทจะซึ้งนี้ทำน้ำตาแตกตลอดเลย ฉากสำนึกรักของเต้ย ความรู้สึกที่มูนมอบให้ ฉากพูดเรื่องลูกๆน้ำตาไหลพราก งื้อออออ แง๊~~~อยากให้เขามี (ให้หัวตอนนั้นคืออุ้มบุญ ดีหรือเปล่านะ ฮ่าๆ) แต่ว่าสองคนนี้ก็ตกลงกันแล้วว่าไม่เป็นไร แต่ใจเราก็แบบ แง๊~~~~เห็นใจ //รอดูเต้ยจะทำอะไรให้มูนบ้างหลังจากนี้ ตัดใจจากเกนหลงได้จริงๆสักทีนะ ตามจริงก็แอบอยากให้หมวดเปรมพูดๆให้รู้ดำรู้แดงไปเลย จะได้ปลดแอก เรื่องของพวกมึงแล้วกัน กูไม่เกี่ยวไรงี้ แต่อีกใจก็ช่างแม่ง ไม่ต้องพูดละ 55555 ทุกอย่างกำลังจะดี หมาบ้ากำลังวางอนาคตอันมั่นคง หมาบ้าก็สมชื่อหมาบ้าจริงๆอะนะ เดือดดีแท้ เอาน่าๆให้เขาเคลียร์ กัน 5555 เพื่อนๆก็ยังคงฮากันเหมือนเดิม แกล้งน้องอัยได้ตลอด คืออออบับอยากให้น้องอัยหุ่นผอม สวยขึ้นบ้าง อยากให้นางได้เจอรักดีๆ แต่ดูดิชีทำตัว 555 ว้อยยยยสนุกกกกกมากกกกกกก ชอบจริงเรื่องนี้ รอตอนต่อไปเลยค่ะ ขอบคุณที่แต่งและเอามาแบ่งปันกันที่นี้นะคะ ดีใจมากที่ได้อ่าน รอรอรอรอ ชอบการต่อกลอนกันมาก ต่อเก่งอะ แม่มณีกับคุณหลวง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-02-2019 11:06:24 โดย blove »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๒๐ ดั่งดวงหฤทัย ดวงใจอัศวิน

นับตั้งแต่วินาทีที่สุ้มเสียงเรียบนิ่ง ช้าชัด ดำเนินจบครบถ้วนความ เต้ยก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงตัดสินใจยอมอนุญาต ยอมปล่อยมูนไว้อยู่เพียงลำพังสองต่อสองตามคำขอกับไอ้อัศวินหน้าตี๋ผีจีนนรกนั่น แต่ถึงแม้เขาจะยินยอม หากข้อแม้ก็จำต้องมีมาเสมอ อำนาจอันชอบธรรมในอุ้งหัตถ์แห่งสวามี จึงถึงคราวขีดเส้นสำแดง

“ก็ได้มูน แต่เต้ยจะให้เวลาแค่สิบห้านาที แค่นี้ก็น่าจะเกินพอสำหรับคนอย่างมัน”

“คาดว่าคงไม่น่าจะพอหรอกเต้ย”

 มูนไยจะไม่เห็นสภาพคนตรงหน้า เห็นน้ำตาเจ้าอัศวินที่ไหลหลั่งเนืองนอง อาการสั่นเทิ้มของร่างกายจากการร้องไห้หอบจนตัวโยน แสดงถึงความบอบช้ำอย่างที่สุด เวทนาก็ยังรึงรัดไม่หยุด เต็มสองตาของตน ด้วยสภาพอย่างนี้ สิบห้านาทีหรือจะพอเพียง

“ไหนๆ ทางเขาก็อุตส่าห์จัดฉากจ้างมูนมาสอน เต็มชั่วโมงครึ่ง เริ่มตั้งแต่ห้าโมง และมันก็กินเวลาไปกว่าสี่สิบห้านาทีแล้ว เพราะฉะนั้นยังเหลือเวลาอีกสี่สิบห้านาทีสำหรับเขา” มูนตัดสินใจเอ่ยขอยืดเวลา แม้จะยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ค่อยจะถูก แต่ก็พอจะเดาได้ว่าลูกศิษย์สองคนนั่นต้องเป็นฝ่ายเดียวกับก้อง และก็เป็นดังคาด

“พี่ชายมันทั้งนั้น มันวางแผนกัน จ้องจะรังแกมูน เต้ยเลยซ้อนแผนมันอีกที ” จากเดิมที่ตั้งใจจะกลับไปเล่าให้ฟังที่บ้าน ความขัดใจทำให้เต้ยพูดออกมาเร็วปรื๋อ

“อ่อ ถึงว่าหน้าตาท่าทางของสองนายนิชคุณดูคุ้นๆ ที่แท้ก็พี่ชายก้องนี่เอง แล้วนี่ แสดงว่ารู้กันหมดคงมีมูนไม่รู้อยู่คนเดียว”

มูนฟังแล้วก็กล่าวเรียบๆ ร่างทั้งร่างแข็งทื่อ ตั้งตรงราวกับรูปสลักหินอ่อน ยามเงื่อนงำที่สงสัยหลุดมาจากปากเต้ย ถึงจะเป็นเพียงคร่าวๆ  แต่ก็ทำให้พอจะปะติดปะต่อเรื่องได้บ้างแล้ว เต้ยรู้ แถมยังรู้ดี แลสมองเริ่มคิดภาพตามลำดับเหตุการณ์ ถ้าถามว่าโกรธไหม ตอบได้เลยว่าไม่โกรธที่ถูกปิดบัง แต่ไม่พอใจ ทว่าเวลานี้คงยังไม่ใช่เวลาเจรจาความกับพ่อยอดชายของตน

“นี่ใช่ไหม เต้ยถึงได้บอกว่าห้ามไปไหนมาไหนคนเดียว” มูนถามไปอย่างไม่หวังคำตอบ ก่อนจะผ่อนโทนเสียงเรียบนิ่ง ให้อ่อนลง ยามเอื้อนเอ่ยต่อมา แต่ทีท่ายังคงแข็งขืน

 “เอาเถอะ เดี๋ยวกลับบ้านค่อยคุยกัน แต่ตอนนี้ขอคุยกับก้องก่อน ตามเวลาชั่วโมงเรียนของเขาที่เหลือ”

“ไม่มีทาง มันนานเกินไป คิดอะไรอยู่ รู้ตัวบ้างไหม” เจ้าชายพระสวามีมิทรงเกรงท่าทีพระชายาแถมยังแผดเสียงเข้าให้ ซึ่งมันก็เป็นดั่งมูนคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด

“รู้สิ และก็รู้ดีว่าคงไม่น่าจะมีอะไร แค่สี่สิบห้านาทีเท่านั้นเองเต้ย ให้มูนลองคุยกับเขาดู ทีเต้ยตัดสินใจทำอะไร ยังไม่ถาม ไม่บอก ไม่ขอมูนเลยสักนิด แต่นี่มูนกำลังขออนุญาตตรงๆ เต้ยควรจะยอม”

“โธ่โว้ยมูน...ไม่ใช่แค่สี่สิบห้านาที มันตั้งสี่สิบห้านาทีต่างหาก เวลามันมากพอ ที่คนเหี้ยๆ มันพอจะทำระยำอัปรีย์ได้ คนอย่างมันต้องคุยด้วยส้นตีนเท่านั้น ไม่เข็ดหรือไง เมื่อกี้มันเกือบจะยิงเรา อย่ามาเยอะ อย่ามางี่เง่าอะไรไม่เข้าเรื่องตอนนี้”

 เต้ยเอ็ดมูนเสียงกร้าวในตอนแรก แต่พอครั้นได้เห็นสายตาส่อแวววิงวอน ทว่าเจือไปด้วยความเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ สำแดงแฝง รบเร้า บ่งบอกถึงความดื้อเงียบของเมียที่เพิ่งจะได้เห็นเป็นครั้งแรก เพิ่มเติมมาจากความเยอะที่เป็นอยู่บ่อยๆ ไอ้อาการดื้อแบบนี้ ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งจะเตะให้กลิ้ง แต่นี่ดันเป็นเมียสุดที่รัก จะใช้กำลังหักลงได้อย่างไร เจ้าชายจึงจำยอมทอดถอนพระทัยด้วยความขัดใจตนเองเป็นที่สุด ในการเอ่ยปากอนุญาตครั้งนี้

“ มูนนี่นะ เป็นซะอย่างนี้ ใจอ่อนเกินไป ดื้อไม่เข้าเรื่อง!!...เอาวะ จะยอมให้ดื้อแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว  สี่สิบห้านาทีก็สี่สิบห้านาที แต่เต้ย จะถอยให้แค่สี่สิบห้าก้าว เท่าจำนวนนาที จะไปตั้งต้นตรงโขดหินข้างหลังนั่นและในแต่ละนาทีที่เข็มนาฬิกากระดิก เต้ยก็จะเดินกลับมาทีละก้าวๆ จนครบกำหนดเวลา จะไม่มีวันรอฝ่ายในเรียกหาฝ่ายหน้า เป็นเด็ดขาด”

“อย่างนั้นก็ได้เต้ย งั้นเต้ยก็รีบถอยไปก่อน เข็มนาฬิกาบอกเวลาสำหรับก้องมันเริ่มเดินไปเรื่อยๆแล้ว”

“เต้ยจะถอยเดี๋ยวนี้แหละ ..ขอยืมแบล็คเบอร์รี่ด้วย เต้ยไม่ได้พกนาฬิกาและไม่ได้เอาบีบีลงมา จะได้ใช้ดูเวลาได้” เต้ยลดเสียงลงให้เป็นปกติยามกล่าวกับมูน ครั้นพอรับแบล็คเบอร์รี่มาได้ ก็เตรียมจะสาวเท้าก้าวออกไป ทว่าดันนึกอะไรได้บางอย่าง จึงเปลี่ยนเสียงกลับมาตะคอกลั่นทิ้งท้ายใส่ใครอีกคนที่ยังนั่งร้องไห้ ไม่สมชายชาญ

 “ไอ้ตี๋ผีจีน ถ้ามึงทำเลวทรามชั่วช้า อีกแม้แต่นิดเดียว กูเอามึงตาย”

หมาบ้าหนุ่มก็ยังคงเป็นหมาบ้าหนุ่ม อะไรก็ตามที่ทำให้ไม่ถูกพระทัย มักจะกำหมัดขบกรามแน่นเสมอไม่เคยแปรเปลี่ยน ในเมื่อฟากฟ้าทะเลฝัน ที่เขาบรรจงสรรสร้างบันดาลความสุขให้กับพระจันทร์ของเขาอย่างถึงที่สุด กลับมีมารอย่างมันมารบกวน ตีนหนักๆของเขาจึงได้เหยียบหน้าจนจมกับผืนน้ำและผืนทรายสาสามกับสิ่งที่มันบังอาจกระทำ สมดังตั้งใจไปแล้ว และถ้ามันยังขืนกล้าก้าวล่วงอีก “ตายคาตีน” จะเป็นบทสรุปสุดท้ายของมันนั่นเอง

ส่วนคนฟังอย่างมูนก็ย่อมรู้ว่าหมาบ้ามีอาการอย่างนี้มาทีไร ย่อมหมายความตามสิ่งที่พูดจริง และถ้าเมื่อกี้ไม่เข้าไปฉุดรั้งไว้ ก้องคงจะไม่มีโอกาสได้พูดอีกเป็นแน่ ถึงแม้ก้องจะสมควรโดนลงโทษอย่างสาสมกับความผิด แต่มันก็ไม่น่าจะถึงตายบทสรุปสุดท้ายของการรบราบางครั้ง มันก็ไม่ได้จบที่การนองเลือดเสมอไป...และตนจะพิสูจน์ให้เต้ยดู

มูนยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม คลี่กระจายระบายยิ้มได้อ่อนๆ สายตามองตามเต้ยที่บัดนี้ก้าวฉับๆไปตั้งต้นที่โขดหินเบื้องหลังแล้วด้วยความพึงใจ ถึงแม้เต้ยจะมีข้อแม้ในการถอย แต่มันก็เรียกได้ว่ายอมถอยทัพ ทำตามคำขอทุกประการ  หากแต่ก้องนี้สิ ไม่พอใจเท่าไรนัก ครั้นพอเห็นเต้ย มิอยู่ในรัศมีแห่งการได้ยิน ประโยคเอาแต่ใจที่ไม่กล้าพูดต่อหน้าเต้ยเมื่อกี้ก็ดังขึ้นทันที

“สองต่อสอง ก็ต้องเป็นสองต่อสองสิมูน บริเวณนี้จะมีใครไม่ได้ คนอื่นเขายังถอยกันไปหลังโขดหินหมด มูนต้องสั่งให้มันถอยไปเหมือนคนอื่น และไม่ต้องเดินกลับมา”

คนอื่นที่ก้องว่าก็คือบรรดาเพื่อนๆของมูนแลพี่ชายทั้งสองของเขา ที่สายตาพอเห็นหลังไวๆ เดินดุ่มๆลับหายไปหลังโขดหินหมดสิ้น นั่นก็ย่อมจะทำให้ริมหาดเหลือเพียงเขากับมูนสองต่อสอง แต่การณ์กลับมิเป็นดังนั้น เพราะยังมีไอ้เต้ยยืนหัวโด่เป็นตัวมารและท่าทางของมันก็พร้อมจะวิ่งกระโจนเข้ามาขย้ำคอเขาตลอดเวลา 

“ไอ้เต้ยมันคิดว่ามันเป็นใคร”

ก้องทั้งคิดและพูดเช่นนั้น อาจจะเป็นเพราะสมองของเขาคงโดนเต้ยกระทืบจนเลอะเลือน จนลืมไปว่าเต้ยเป็นใคร มูนจึงจำต้องเอื้อนเอ่ยเตือนความจำให้ ด้วยเสียงสวนเรียบๆเย็นชาในยามเย็น ที่ไร้ท่วงทำนองของเสียงสรวลระเรื่อนุ่มเย็น ดังแต่เก่าก่อน ทว่าเสียงอย่างเดียวหามีอานุภาพรุนแรงเท่ากับคำพูดไม่ ประโยคที่มูนลำดับออกมานี้สิมันร้ายกาจ มันหนักหน่วงพอๆกับฝ่าเท้าของไอ้เต้ยที่กระทืบกลางอกจนร้าวระบมไปถึงขั้วหัวใจ เหยียบหน้าเขาโดยแรง จนน้ำตาอัศวินที่ร่วงหนักอยู่แล้ว กลับร่วงหนักลงไปอีก นำหน้าห่าฝนที่อีกมิช้าคงได้โปรยปรายกระจายทั่วฟ้ามืดครึ้ม

“ก้องคงจะลืมไปว่า เต้ยเป็นผัวของมูน...ขอโทษที่พูดจาด้วยภาษาชาวบ้าน  เต้ยย่อมมีสิทธิ์ เขายอมถอยให้แค่นี้ มันก็น่าจะดีพอสำหรับก้องที่เป็นคนอื่นไม่ใช่ผัว รู้ไว้ด้วยว่าที่เขายอมให้ นั่นคือเขากลั้นใจอย่างที่สุดแล้ว ”

“ผัวเลวๆ อย่างไอ้เต้ย มีไปคงเชิดหน้าชูตาได้หรอก ขอโทษที่พูดจาด้วยภาษาชาวบ้าน เหมือนกัน ”

แม้คำพูดของมูนจะหนักหนานักในความรู้สึก แต่เสียงตวาดระคนสะอื้น ก็ยังสำแดงเดชสวนมูนมาได้ทันควัน ทว่าก็ยังพ่ายแพ้เสียงตอกกลับกะทันหันจากพระจันทร์ที่สามารถเล่นเอาก้องชะงักงันไปต่อเกือบไม่เป็น

“แล้วคิดเหรอว่า ถ้ามูนมีผัวอย่างก้อง มูนจะเชิดหน้าชูตาได้ ก้องได้แต่ด่าเต้ยว่าเลว แต่ก้องอย่าลืมนะ วันนี้ก้องก็ทำตัวไม่ต่างกัน เต้ยเลวร้ายกับก้อง เพียงเพราะเขาปกป้องมูน ตามสิทธิและหน้าที่อันชอบธรรมของผัว ส่วนก้องเลวกับมูนเพียงเพราะอยากจะเป็นผัว ด้วยสิทธิไม่ชอบธรรม อย่าให้มูนต้องพูดเลยว่าใครเลวกว่า  สมควรจะเลือกใครมาเชิดหน้าชูตา แต่ถ้าก้องยังหาคำตอบไม่ได้ ก็ลองไปถามเด็กประถมอมมืออย่างมอสเถอะ มอสมันคงหาคำตอบให้ได้  ”

คงจะมีไม่กี่ครั้งในชีวิตที่มูนโต้ตอบได้รุนแรง ยอมรับกับตัวเองว่าเริ่มกริ้วหน่อยๆ เมื่อเต้ยถูกสบประมาทจาบจ้วงจากใครคนอื่น ที่ไม่มีวันจะเทียบเท่า แต่ครั้นจะโมโหต่อไปก็จะพาลเสียเรื่อง การสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆด้วยวิถีโยคะ จึงถูกนำมาใช้อีกครั้ง เพื่อรับมือกับคนพาลในสายตา

ก้องได้ฟังก็นิ่งงันไปเพียงครู่ ใบหน้าชาวาบยิ่งกว่าถูกตบด้วยแรงมหาศาล แต่แล้วหัวใจที่เอาแต่ใจตัวเองทำให้อาการไปไม่เป็น ดิ้นไปได้ต่อ

“แล้วก้องไม่ดีตรงไหน ถึงไม่มีโอกาสได้รับสิทธินั้นอย่างชอบธรรม รู้ตัวไว้ด้วยนะ ที่ก้องเป็นอย่างนี้ ทำอย่างวันนี้ก็เพราะมูนนั่นแหละ มูนเลือกไอ้เต้ย มูนเย็นชากับก้อง ไม่รับสาย ไม่ตอบบีบี ก้องเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง มีหัวใจ รักเป็น เจ็บเป็น และก็แค้นเป็น ก้องจึงต้องทำอย่างนี้ เพื่อทดแทนในสิ่งที่ก้องต้องเสียไป คิดว่าก้องอยากจะเป็นคนพาลสันดานเลวเหรอ ”

เมื่ออัศวินหนุ่มพูดทั้งน้ำตา เวทนาก็ยิ่งบังเกิดในสายตาของมูนที่จากเดิมก็นับว่ามีมากอยู่แล้ว บัดนี้จึงท่วมท้น จวบจนตามมาด้วยความสมเพช ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของเต้ยตอนนี้ ที่กำลังหยุดยืนสูบบุหรี่กลีบบัวอัดควันแน่น จ้องมองภาพริมหาดเบื้องหน้า แม้ระยะห่างจะทำให้ไม่รู้ว่าเจรจากันด้วยเรื่องอะไร แต่ก็พอจะได้ยินเสียงร้องไห้ของไอ้ผีจีนแว่วๆมาตามลม จนต้องตกปากเปรยกับตัวเองเงียบๆ

“ไอ้ก้อง มึงมันน่าสมเพช ทุเรศลูกตากูที่สุด”

เต้ยยังจ้องแทบจะไม่กระพริบตา เตรียมพร้อมกระโจนได้ในทุกวินาที ถ้าไอ้ก้องมันโผเข้าหา มารังแกแม่มณี หาดทรายจะกลายเป็นสมรภูมิอีกระลอกแน่ แต่นี่มันยังนั่งห่าง ...ระยะห่างที่เหลือสี่สิบก้าวของเขา จึงยังมิถูกย่นระยะทางเกินกว่าเวลาแต่อย่างใด เต้ยไม่รู้ว่าแม่มณีของเขาขยับปากพูดอะไรต่อ รู้แต่ว่าพอหุบปิดสนิทแน่น อาการสะอึกสะอื้นของไอ้ผีจีนก็คล้ายจะหยุดลง นี่ถ้าเดินเข้าไปใกล้ เขาคงจะได้ยินชัดเต็มสองรูหูว่า

“ก้องคิดว่าก้องสูญเสียเป็นคนเดียวเหรอ อย่าลืมสิว่า มูนก็เสียคุณยายเหมือนกัน และนี่มันก็เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของมูน ที่สำคัญสาเหตุส่วนหนึ่งนั้น มันเป็นเพราะคุณแม่ของก้อง”

อัศวินหน้าตี๋ที่ขณะนี้กลายเป็นอัศวินหน้าช้ำใจชอก ได้ฟังบทยอกบทย้อนก็นิ่งงันอีกคำรบ เพราะนั่นมันคือความจริงที่เขาหลงลืม ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “แม่” ได้กระทำอะไรลงไป และความจริงข้อนี้แหละ ที่ทำให้สมองของเขา จากที่เคยมีแต่สมการเข้าข้างตัวเองว่า ความเสียใจที่ยิ่งใหญ่ มันเท่ากับ “ความสูญสิ้นบวกความแค้นยกกำลังสองคูณกับอาการทุพพลภาพของแม่” ทว่าบัดนี้สมการความสูญเสียอีกสมการก็บังเกิดกลางสมอง และคำตอบของสมการนั้น ครั้นพอได้ทบทวนคำนวนออกมา มันคือความเสียใจที่ยิ่งใหญ่กว่า อย่างนี้มันสมควรแล้วใช่ไหม ที่จะใช้ความเสียใจของเขาทำร้ายพระจันทร์  ก้องเริ่มคิด และคิดตาม และคงจะคิดได้ ถ้าไม่พูดประโยคต่อมา

“มูนเป็นคนพาลอย่างร้ายกาจ เรื่องคุณยายก้องไม่รู้เรื่องด้วย แม่ก้องคนเดียวต่างหาก ก้องไม่เกี่ยว และอย่าบอกนะว่านี่คือเหตุผลที่มูน เย็นชากับก้อง ไม่รับสาย ไม่ตอบบีบี”

มูนได้ฟังก็อยากจะเบือนหน้าและลุกขึ้นเดินหนีเสียเหลือเกิน ไม่ใช่เพราะโกรธที่ถูกกล่าวหาว่าพาล แต่เป็นเพราะผู้ชายคนนี้เอาแต่ใจตนเองอย่างไม่น่าจะให้อภัย

คนเอาแต่ใจ ไฉนเลยจะมีหัวใจรักใครคนอื่นอย่างแท้จริง นอกเสียจาก......ตัวเอง!!!
ก้องไร้สติ ใจร้ายได้ลงคอแม้กระทั่งกับ “แม่” แท้ๆของตนเอง

แม่เขา..เขายังไม่รัก แล้วคนเป็นเมียเล่าจะเหลืออะไร ผู้ชายอย่างนี้น่ะหรือจะเอามาเป็นช้างเท้าหน้าได้อย่างสง่าผ่าเผย
ก้องพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้ง ถึงความด้อยค่ากว่าเต้ยอย่างสิ้นเชิง!!

“มูนไม่ปฏิเสธว่ามูนพาล เพราะมูนก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน มีหัวใจ รักเป็น เจ็บเป็น และก็แค้นเป็น” มูนเน้นหนักแทบจะทุกพยางค์คำพูดในแต่ละคำ จงใจย้อนให้ยอกเข้าไปถึงอก ก่อนจะระบายลมหายใจปรับอารมณ์และสีหน้าอีกครั้ง หักใจทอดเสียงนุ่มกว่าเดิม เพราะความสงบย่อมใช้สยบศัตรูได้เสมอ

“เลิกติดต่อกับก้อง เป็นวิธีพาลที่เหมาะสมที่สุดของมูนแล้ว และมูนก็ไม่เห็นจะต้องทำ ต้องคิดอย่างก้อง ทั้งๆที่มูนมีสิทธิที่ควรจะกระทำมากกว่านั้นและแก้แค้นให้มันสาสม”

“มูนคงไม่ต้องแก้แค้นอะไรแล้ว เพราะแม่ก้องตกบันได ตอนนี้นอนเป็นอัมพาตอยู่ที่บ้าน”

พระจันทร์ดวงน้อย แทบจะไม่เชื่อหูในสิ่งที่ตนได้ยิน ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือตกใจ และเห็นใจ แต่ความร้ายที่มารดาคนนั้นมาฝากไว้ถึงบ้าน มันทำให้ใจอดคิดไม่ได้ว่า ...มันน้อยไปด้วยซ้ำ  ทว่ากฎแห่งกรรม ย้อนรอยมารตนนั้นแล้ว และนิสัยตนก็ไม่ใช่คนที่ทับถมใคร สิ่งที่จะพูดไปก็ควรไม่ใช่อย่างที่คิด

“เสียใจด้วยกับเรื่องคุณแม่” มารยาทสังคม สอนให้มูนพูดเช่นนั้น ตามต่อด้วยจริยวัตรการวางตัว บอกให้ถึงคราวสั่งสอนคนพาล  “ แต่ก็อยากจะขอย้ำว่ามูนทำสิ่งที่สมควรที่สุด อย่างที่มูนบอกเมื่อครู่ มูนก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง มีอารมณ์พาลเหมือนกัน แต่มูนก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องพาลแบบก้อง เหตุผลเดียวที่มูนไม่ทำอย่างนั้นคือ สติ เมื่อมีสติ  สมาธิจะบังเกิด และตามมาด้วยปัญญา ถ้าก้องมีสติเสียอย่างเดียว เหตุการณ์วันนี้ย่อมไม่มีทางเกิด และก้องคงไม่ต้องเจ็บตัว เจ็บใจ ”

มูนเป็นแค่ครูสอนโยคะ ไม่ใช่พระนักเทศน์ หากแต่การสอนโยคะของมูนไม่ได้สอนแค่ท่วงท่าอย่างเดียว การหายใจที่ถูกต้องจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสอนเสมอมา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ “สติ”  ทั้งกริยาแลคำพูดของก้องวันนี้สายตาของครูผู้สอนมองปราดเดียวก็รู้ว่าไร้สติ และครูผู้นี้ก็พลิกแพลงวิชาที่ใช้สอน เพื่อรับมือคนพาลไร้สติได้อย่างแยบยล ...โดยที่อดีตลูกศิษย์ไม่รู้ตัว

ในเมื่อฝ่ายหน้า ก้าวไปข้างหน้า รุกด้วย “สมองและกำลัง” 
ฝ่ายใน จึงต้องก้าวตามหลัง ก้าวตามมั่น ช่วยรับมือด้วย “สติและปัญญา”

กระแสลมเริ่มพัดกระหน่ำเย็นฉ่ำด้วยละอองน้ำฝนกว่าเดิม แต่คงจะมิเทียมเท่ากับกระแสเสียงเย็นระเรื่อของมูนที่ไร้ซึ่งความเย็นชาแล้ว ด้วย “ความเยือกเย็น” ที่เหนือกว่า แผ่มากระทบร่าง ทำให้อารมณ์กราดเกรี้ยวของก้องเริ่มลดลง ทีละน้อย ทีละน้อย แลลดฮวบลงได้อย่างรวดเร็ว  เมื่อเสียงใสสอดแทรกตามกระแสลมไม่มีหยุด มูนจับทิศลมและทางอารมณ์ของก้องได้อย่างเหนือชั้น และด้วยสายตาของก้องที่ท่วมท้นไปด้วยสิเน่หาที่มีให้ มูนจึงนำมาใช้ประโยชน์ได้เกินกว่าใครจะคาดคิด

ก้องต้องมีส