BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่๒๖ ขุดราก ถอนโคน อัพ ๑๙ มีนา ๖๒
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่๒๖ ขุดราก ถอนโคน อัพ ๑๙ มีนา ๖๒  (อ่าน 4041 ครั้ง)

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๑๒ ถวายตัว

น้ำเสียงดังกังวานเกเรจ้าเล่ห์เปนเปเอาแต่ใจครบสูตรดั่งเคยก้องขึ้น  เป็นที่แน่นอนว่า หมาบ้าไม่เปิดโอกาสให้พระจันทร์ได้ร้องอุทธรณ์ขอปฏิเสธ เมื่อตะครุบเหยื่อตัวน้อยไว้ได้มั่น ขาทั้งสองข้างจึงหยัดเหยียดตรงยันขึ้นอีกครั้ง เพียงชั่วพริบตาเดียว หมาบ้าก็คาบเหยื่อมาบรรจงวางลงถึงเตียงหนานุ่ม เหยื่อที่กำลังดิ้นในอ้อมแขน ไร้ซึ่งหนทางจะหลีกลี้หนีรอด เพราะทั่วตลอดทั้งร่าง ถูกเขาทาบทับหนักหน่วง เต็มทั้งช่วงตัว ริมฝีปากเจ่อๆระดมจูบระรัวมิมัวเสียเวลาแต่ประการใด

“ปล่อยนะเต้ย ..มูนไม่เล่นแบบนี้ ไหนว่าเมา” เสียงตระหนกสามารถเร้นรอดร้องถามขึ้นได้ ยามเต้ยถอนริมฝีปากที่ใช้ต่างคมเขี้ยวจากปากบางๆ มาฟอนฟัดถ้วนทั่วตรงซอกคอลอออุ่นกรุ่นกลิ่นมะลิ

“ไม่ได้เล่น คืนนี้จะเอาจริงๆ ทนไม่ไหวแล้ว เต้ยไม่ได้บอกซะหน่อยว่าเมา คิดไปเองกันทั้งนั้น”

เต้ยเปลี่ยนจากเสียงดังกังวาน มากระซิบกระเส่าเอาอยู่ตรงข้างๆหู ลมหายใจร้อนผ่าวพรั่งพรู เจือไว้ด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์อ่อนๆ แลระเรื่อยมารินรดทั่วใบหน้าลออที่อยู่ห่างเพียงแค่คืบ กลิ่นเหล้าที่มูนเคยไม่พึงประสงค์ แต่ทำไมตอนนี้ เมื่อได้กลิ่นมันทำให้หัวใจเต้นตูมตามโครมครามอย่างมิเคยเป็น ราวกับเป็นฝ่ายดื่มกินมาเสียเอง

เต้ยเมาจริงหรือเมาหลอก ไม่อยากจะสนใจแล้ว ทว่าเสียงเมื่อครู่ใหญ่ที่อ้อแอ้...แลท้ายสุดหมดสติ นั่นต่างหากเล่าที่แสดงให้รู้คำตอบว่ามันเป็นเพียงแค่ มารยา ตลบตะแลง

นี่ต่างหากที่ต้องระวังและสนใจ .....แต่มันก็ช้าเกินไป ที่จะป้องกัน

ถึงว่าตอนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ จึงทำได้ไม่ยากเท่าไร โดยเฉพาะตอนถอดกางเกง ที่ตนเพิ่งนึกได้ว่าสะโพกเขา ช่วยขยับขึ้นเล็กน้อย ให้การดึงรูดลงมาง่ายดายขึ้น แต่กลับยิ่งยากตอนใส่กางเกงแพรของคุณตาแทนที่ เสมือนเจ้าตัวไม่อยากใส่ เต็มใจจะนอนทั้งคาลวิน ไคลน์ชื้นๆ ที่มูนไม่คิดจะละลาบละล้วงถอด...และถ้าเกิดถอด ป่านนี้ก็ไม่รู้ ตนจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด

ทว่าปราการแค่นี้หรือ จะเป็นอุปสรรคสำหรับหมาบ้าเกเร!!

 ตอนนั้นตนไม่มีเวลาที่สนใจอะไรๆ ที่ได้เห็น เพราะยอมรับแล้วว่าหัวใจทั้งดวงห่วงหมาบ้าที่ไม่ได้สติมากกว่า และไม่ต้องสงสัยอีกประการใด อีช้างมันคงโดนถีบจริง  นี่ตนผิดเองใช่ไหม ที่เสียรู้และคิดไปเอง

“คนเจ้าเล่ห์เกเร เอาเปรียบ” เสียงนุ่มๆที่สั่นพร่า คืนกลับเป็นปกติและเริ่มขึงตึงยามรู้อะไรเป็นอะไร สะบัดหน้าหนี อารมณ์พิเศษที่เรียกว่างอนจับขึ้น  “  ปล่อยนะ.....ไม่อยากจะเห็นหน้า”

“เจ้าเล่ห์ เกเร น่ะยอมรับ แต่เอาเปรียบคงจะไม่ มูนต่างหากที่เอาเปรียบ รู้ว่าเต้ยรัก และคงจะไม่ยอมกลับ ใช้ข้อได้เปรียบตรงนี้แกล้งปล่อยให้เต้ยตากน้ำฝน กว่าจะเปิดประตูให้ได้ ปาไปเกือบค่อนคืน แล้วที่ว่าไม่อยากจะเห็นหน้าคงไม่จริง เพราะใครก็ไม่รู้จับเต้ยนอนหนุนตัก ลูบหน้าลูบตาตั้งนานสองนาน”

“นี่แสดงว่ารู้ตัวตลอดเลยใช่ไหม”

“ครึ่งหลับ ครึ่งตื่น ต่างหาก....แต่ตอนนี้ ตื่นหมดแล้ว”

คำว่า ตื่น ของเต้ย มูนไยจะไม่รู้ว่าเขาตื่นจริง และตื่นไปทุกส่วน สายตาคมวาวภายใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งของเขาจ้องสะกดมาในความมืดไม่ขาดสาย สายตาที่แม้เลือนรางก็รู้ว่าเป็นประกาย และฉายแววร้ายกาจ เจ้าเล่ห์ ระคนสุขใจที่ได้รังแกอยู่เนืองๆ

“สนุกนักใช่ไหม หลอกให้คนเป็นห่วง....แต่เต้ยเคยโทษตัวเองบ้างไหม ดีแต่โทษคนอื่น รู้ไหมว่าตัวเองมันเป็นหมาบ้า มาถึงก็กัดคนอื่นเขาไม่เลือกอย่างนั้น ใครจะอยากคุยด้วย อยากให้เข้าบ้าน มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลยนะ”

มูนกล่าวจบแล้วพยายามใช้แรงทั้งหมดดันร่างเต้ยออก และครั้งนี้ก็สำเร็จ เต้ยตกไปนอนข้างๆ ทว่ามันเป็นเพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น  การผลักออก เสมือนไม่ได้ช่วยอะไร กลับทำให้เรือนร่างตกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมเข้าที่เข้าทางกว่าเดิม แขนแข็งแรงของเต้ยครานี้กอดรัดหนักหน่วงยิ่งกว่าคราใดๆ  ดึงตัวมูนที่เล็กกว่าเข้ามา จนแผ่นหลังบางสัมผัสแผงอกกว้าง หลังส่วนล่างแนบสนิทเชยชิดติดหน้าท้องน้อยแข็งแรง ต้นขาแน่นๆกอดก่ายเกี่ยวพัน  และที่สำคัญคือบั้นท้ายซึ่งถูกทักทายด้วยท่อนลำกลางตัวแข็งๆ มิใช่ลำแข้ง ของเต้ยแต่อย่างใด

นี่ปะไรที่เขาบอกว่า “ไม่ได้เล่น และตั้งใจจะเอาจริงๆ” เพราะท่อนลำพิสดารใต้กางเกงแพรเริ่มกระเซ้าเย้าหยอกล้อตน เว้นแต่ยังไม่ได้แหย่...แต่ยังคงบดขยี้เคล้าคลึงในทุกๆท่วงทำนองแห่งการกอดรัด และมันก็ได้ใจ ขยายใหญ่กว่าเดิมในทุกๆ อณูแห่งการสัมผัส

เต้ยกำลังตื่นตัว.....หากมูนกำลังกลัวแลผวา
มีฤาเต้ยจะยอมเสียเวลา ให้พระจันทร์ตรงหน้านั้นหลุดลอย

เต้ยตอนนี้เปรียบได้กับทหารหาญ....ผู้ชำนาญการใช้ปืนกระบอกใหญ่ พร้อมรบ พร้อมยิง
หากมารยาททางการสงครามของสากล.... ทหาร ย่อมต้องรู้พิธีทางการทูต และการเจรจามาก่อนรบเสมอ

การเจรจาถ้าหากแม้นได้ผล สงครามย่อมไม่เกิด
แต่นี่คือสงครามสวาท ได้ผลหรือไม่ได้ ....ท้ายสุดก็ต้องรบ และจบด้วยการยิงระรัว

“ตั้งใจกลับมาหาแล้วจะใจร้ายไล่ไปได้ลงคออีกเหรอ เคยบอกแล้วไงว่าถ้ากลับมา ต่อให้ไล่ยังไง ก็จะไม่ยอมไป” เต้ยมิเดือดมิร้อนกล่าวขึ้นอย่างไม่สนใจ ที่ถูกไล่ แถมยังใช้เสียงเอ็ดพระจันทร์มาเสียนี่ 

“จะหนีไปไหน ทำไมต้องชอบให้เต้ยทำรุนแรง ชอบให้เต้ยต้องทำตัวร้ายๆอยู่ตลอด นอนนิ่งๆเลิกสะบัดสะบิ้ง แล้วตั้งใจฟัง มูนต้องเข้าใจเรื่องเกนหลงเสียใหม่ มันไม่ใช่อย่างที่ไอ้ผีจีนกล่าวหา  ”

“ ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ถ้าเต้ยยังกอดอยู่แบบนี้”

“ถ้าปล่อยมูนก็หนี....หยุดแหกปากเสียที ตอนนี้มูนมีหน้าที่นอนฟังเฉยๆอย่างเดียว” น้ำเสียงดังกังวาน กระชับ ชัดถ้อยชัดคำ  ทว่ายังไม่ทิ้งกระแสหวาน แม้จะว่าอีกฝ่ายแหกปาก ใบหน้าขาวคิ้วเข้ม ที่มูนเคยแอบชำเลืองมองได้ไม่รู้เบื่อเลื่อนมาอิงแนบแอบซบตรงซอกคอ และมิต้องหันหน้าลออกลับมามองก็รู้ว่าสายตาทั้งสองของหมาบ้านั้นคมกล้าวับวาว ยามถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดเพียงไร

มาโนโล บลานิค คู่ละเหยียบหลายหมื่น ยังคงมิได้สวมใส่จนครบทั้งสองข้าง และกระเด็นระเกะระกะ หน้าตู้รองเท้า เพราะหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของร่วงด้วยฤทธิ์เหล้า ตกอยู่ภายใต้ตระกองกอดแน่นแฟ้นของเพื่อนชายนายตำรวจหนุ่ม

อ้อมกอดอ้อมใหม่ ที่แม้จะไม่เคยคุ้น เหมือนอ้อมกอดของเต้ย
หากมันก็ทำให้ยันกายลุกไม่ขึ้น ....แลเสมือนเจ้าของอ้อมกอดนั้น ก็ไม่ยอมให้ทำ

ฤทธิ์บรั่นดี มันทำงานบังคับหัวใจได้อย่างยอดเยี่ยม ไร้ที่ติ
ปรารถนาล้ำลึก ซ่อนเร้น หวานกว่าน้ำผึ้ง ถูกดันให้ล้นปรี่ จนต้องลิ้มลอง

ดอลเช่ แอนด์ กาบาน่า กลิ่นกุหลาบ ยังคงกำจาย สายฝนภายนอกยังคงกระหน่ำร่วงหล่นลงมาอย่างไม่ขาดสาย หัวใจของต่างฝ่ายต่างเต้นระส่ำ แลยิ่งเต้นจนผิดจังหวะเมื่อผู้หมวดหนุ่ม ปล่อยความต้องการนำหน้า ก้มลงเชยชมริมฝีปากแดงสดที่คล้ายเผยอท้าทาย  จวบจนบัดนี้ มิมีคำพูดคำใดหลุดเล็ดรอดออกมาอีกแล้ว 

สัมผัสนั้นทำให้เกนหลงรู้สึกถึงร่างทั้งร่าง เบาหวิว ลอยละลิ่วขึ้นสู่ที่สูง ....สติที่เคยมี เลือนลาลับหาย ความอ่อนระทวยที่ร้างลากลับมาหาอีกครั้ง ยามปลายลิ้นนายตำรวจสอดแทรกพ้นกลีบกุหลาบกำมะหยี่เข้ามาด้านใน

หมวดเปรมทิ้งความเป็นสุภาพบุรุษลงไปชั่วขณะ พาร่างระหงขึ้นมา เอนกายอิงแนบกันบนโซฟาหนานุ่ม ไฟสิเน่หาถูกจุดดังพรึ่บแลโหมกระพือท่ามกลางห่าพายุฝน ลุกโชน ไม่มีทางที่จะดับลงได้ เว้นเสียแต่ปล่อยให้ดับลงไปเอง

“ระ เรา...กะ กำลังทำผิดนะหมวด” น้ำเสียงที่เคยใสมั่นใจ เริ่มสั่น และหลุดรอดถามขึ้นออกมา แม้จะรู้ว่าผิด หากอารมณ์ตามธรรมชาติที่ล้ำลึกซ่อนซึ้ง มันกลับบงการไปคนละทางกับที่ปากพร่ำบอกแลสั่งให้ดำเนินต่อ จวบจนไฟจะสิ้นเชื้อ

ความตั้งใจที่จะมาที่นี่เพื่อหาเพื่อนคุยและหาข้อมูล หายวับไปแล้วพร้อมรอยจูบ
และตนกำลังจะได้.....เพื่อนนอน มาทดแทน

“ถ้ามันจะผิด  ก็ช่างมัน ไฟมันลุกเสียแล้วเกรซ ปล่อยให้มันมอดไหม้ ไปตามธรรมชาติเถอะ”

นายตำรวจหนุ่ม ใช้ปากกล่าวออกมาได้แค่นั้น ก่อนจะเปลี่ยนหน้าที่ไปใช้เชยชม ระดมจูบทั่วใบหน้าหวานซึ้ง เวลานี้อารมณ์ต้องการกำหนัดกล้าของชายกำลังขึ้นสูง ทำให้ไม่สนใจคิดคำนึง ถึงคำว่า ‘ผู้หญิงของเพื่อน’

นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า “หน้ามืด” และหากเขาหน้ามืด เกนหลงก็คงไม่แพ้กัน

หมวดเปรมคงยังไม่รู้ว่าบัดนี้ หญิงสาวไม่ได้มีพันธะแล้ว และเกนหลงก็มิได้เอื้อนเอ่ย ถึงชายของตนมาแต่อย่างใด เพราะต่างฝ่ายต่างพยายาม “ลืม”

ฟ้ายังคงร้องลั่นครั่นครืน แลสว่างวาบแลบแปลบปลาบเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับไฟสว่างกลางห้องถูกดับลง เหลือเพียงแสงโคมสลัว เดรสสีชมพูถูกปลดตะขอออก ในจังหวะเดียวกับเสื้อและกางเกงของนายตำรวจหนุ่ม ให้ฝ่ามือสากตามเพศชายเริ่มสอด ชอนไชไปใต้บราเซีย ที่ใจบังคับให้อยากกระชากออก... แล้วทั้งสองก็ปล่อยให้อารมณ์ล้ำลึกอันก่อกำเนิดด้วยบรั่นดี ดำเนิน เรื่อยไปตามท่วงทำนองแลครรลองธรรมชาติอย่างที่มันควรจะเป็น

“นี่คือเรื่องราวทั้งหมด เต้ยไม่ได้ทิ้งเกรซ เต้ยเป็นฝ่ายถูกทิ้งต่างหาก” เต้ยย้ำอีกครั้งในประโยคสุดท้ายเพื่อให้มูนเข้าใจ อารมณ์วาบหวามแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ถูกระบายออกมาไม่หยุดยั้ง พร้อมๆกับน้ำตาลูกชายที่ปริ่มตรงริมขอบตา ยามเล่าเรื่องเกนหลง

ที่ไหล มั่นใจว่าไม่ได้ไหลเพราะชอกช้ำ คร่ำครวญ อยากกลับไป
ทว่าที่ไหล...มันไหลเพราะ เขา “เสียใจและเสียความรู้สึก” กับเหตุผลที่ยกมา
ไม่เคยคิด ไม่เคยฝัน....ว่าเกนหลง จะเป็นไปได้ขนาดนี้

มูนฟังเรื่องราวทั้งหมดอย่างสงบ เมื่อฟังจบ ถึงกับต้องนอนนิ่ง เรื่องมันกลับตาลปัตร หนทางที่สามารถจะก้าวเดินไปพร้อมเต้ยปรากฏขึ้นดังปรารถนาโดยไม่คาดฝัน  และมั่นใจว่า เต้ยไม่ได้เสกสรรปั้นเรื่องมาลวง เพราะเขาเล่าได้เรียบลื่นไม่มีสะดุดตะกุกตะกัก และเรื่องราวมันก็สอดคล้องกับประโยคที่เกนหลง บอกตนก่อนอำลาว่า

“ไลฟ์ อีส อะ เจอร์นีย์”

“เกรซจะไปต่างประเทศนี่เอง โธ่เกรซถึงกับยอมทิ้งหัวใจเลยเหรอ ” มูนได้แต่พูดเบาๆ แต่มีหรือที่เต้ยจะไม่ได้ยินและขัดมาให้ทันควัน

“ เต้ยไม่ใช่หัวใจของเขา ถ้าใช่ เขาคงไม่ยอมปล่อยเต้ยไป....แล้วเขาก็ทำอย่างกับว่า เต้ยเป็นตัวถ่วงอนาคต เต้ยเพิ่งรู้ว่าเต้ยเป็นเพียงแค่ตัวฆ่าเวลาเท่านั้น”

น้ำตาที่ปริ่มๆตรงริมขอบ เต้ยขับออกมาเพื่อให้พระจันทร์จูบปลอบ
ทว่า.....ความรู้สึกของมูนดันบอกไปอีกทาง

มูนจึงค่อยๆยันกายลุกขึ้นมานั่งนิ่งริมขอบเตียง น้ำตาปริ่มๆของเต้ย ชวนให้คิดอย่างคนคิดมากไม่ได้ว่า เขาเสียใจเพราะอาลัยและอาวรณ์ นี่ใช่ไหมคือเหตุผลที่กินเหล้า และนี่ใช่ไหม คือเหตุที่เขากลับมาหาตนโดยเฉพาะ   มาเพียงเพื่อร้องไห้ ถึงสตรีอันเป็นที่รัก

ความน้อยใจที่บังเกิดขึ้นมารวดเร็ว ....มันห้ามกันไว้ได้ทันเสียที่ไหน
คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป อย่างกับตนเป็นของตาย....ที่เขาจะทำอะไรก็ได้

เต้ยเล่าให้ฟังแต่เหตุการณ์ มิได้ถ่ายทอดความรู้สึกให้มูนรับรู้
ไม่แปลกที่มูนจะเข้าใจผิดและคิดไปเช่นนั้น

“ความจริงมูนไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง แต่เห็นเต้ยเศร้าแบบนี้ มูนจะช่วยคุยกับเกนหลงให้ เผื่อทุกอย่างจะดีขึ้น เต้ยจะได้ไม่ต้องเสียใจ ” มูนก้มหน้ากล่าวขึ้นมาเรียบๆ และเสียงเรียบๆ แบบนี้แหละ ทำให้หมาบ้า เช็ดรอยน้ำตามาทันใด ตวัดเสียงห้วนถามขึ้นรวดเร็ว

“จะไปคุยกับเกรซเรื่องอะไร ไหนบอกมาสิ”

“ก็เผื่อจะ....คิดทบทวน และเปลี่ยนใจไม่ไปฝรั่งเศสไงล่ะ  เต้ยจะได้ไม่ต้องเสียใจแบบนี้ จะได้กลับไปอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม”

คิ้วเข้มๆ ของเต้ยขมวดเป็นปมขึ้นพลัน ยันกายขึ้นมานั่งบ้างและถอนหายใจรุนแรงอย่างขัดใจ นั่งนิ่งปรับอารมณ์ชั่วครู่ แต่ครั้นพอกระเถิบเข้ามาใกล้ มูนก็ถอยหนี จนต้องใช้วิธีเดิมเหมือนทุกๆครั้งยามอยากให้มูนหันกลับมามองดังเคย ฝ่ามือแข็งแรงข้างหนึ่งจึงคว้าต้นแขนมูนไว้แน่น ส่วนอีกข้างใช้เชยคางเบือนกลับมา พร้อมกับคำสั่งกร้าวที่มูนจำต้องทำตาม

“หันหน้ากลับมามองเต้ยเดี๋ยวนี้ หันมาสิ บอกให้หันมา อย่าทำกริยาแบบนี้กับเต้ยอีก เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ชอบ” เต้ยระบายลมหายใจอีกครั้ง พยายามสะกดกลั้น อารมณ์โมโหขัดใจ ที่เกิดขึ้นทุกครั้งยาม “พระจันทร์เมิน” เมื่อเริ่มสงบ น้ำเสียงห้าวๆ จึงอธิบาย ขยายความเสียใหม่ยาวเหยียดพรวดออกมาเป็นชุด

“ฟังนะ ที่เสียใจ เพราะอยากให้เกรซบอกเลิกด้วยเหตุผลอื่นมากกว่า  เต้ยยอมถูกจับได้ว่านอกใจ ยอมที่จะเป็นคนเลว ดีกว่าใช้เหตุผลบ้าๆนั่นมาบอกเลิก ไม่อยากเห็นเขาเป็นคนแบบนั้น เป็นคนที่รักตัวเองมากกว่าใคร อยากให้เขาเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะไม่งั้นทั้งชีวิตนี้ เขาจะไม่เจอรักที่แท้จริง ไม่ใช่เพราะอยากกลับไป”

“อะ อ้าว...อย่างนั้นหรอกเหรอ”

“เออสิวะ.... ชอบทำให้เสียอารมณ์ ตั้งแต่เด็กยันโต มันน่านัก”

 “เอาล่ะ มูนขอโทษที่ทำให้เต้ยเสียอารมณ์ แต่มูนว่า เรื่องนี้จะว่าเกรซผิดก็ไม่ได้เต็มปาก แต่ไหนแต่ไรมา เกรซเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง เต้ยควรจะรู้และเข้าใจในเหตุผลของเขา มันจึงไม่แปลกที่เขาตัดสินใจเลือกอย่างนั้น”

“แต่วิธีพูดมันก็มีมากมาย ตั้งหลายวิธี ไม่ใช่พูดอย่างกับคนที่ไม่มีหัวใจ มูนยังจะว่าเกรซไม่ผิดอีกเหรอ”

“ใช่เขาผิด แต่เต้ยก็ผิดเหมือนกันที่มาบอกรักมูนทั้งๆที่ยังไม่เลิกกับเกนหลง มูนขอบอกตรงๆ ว่า ดีใจกับเหตุผลนี้ ไม่ใช่ดีใจว่า ในที่สุด ก็เลิกกันเสียที ...แต่มูนดีใจเพราะมูนไม่ใช่ต้นเหตุ...แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องมันคงยังไม่สาย หากเต้ยกับเกรซจะลองคุยกันอีกที เผื่อจะหาทางออกร่วมกันได้”

“ไม่มีทาง....แล้วทำไมต้องพูดอย่างกับจะผลักไสไล่ส่งเต้ยกลับไปด้วย”

“โธ่ เต้ย.....มันใช่อย่างนั้น แค่อยากให้ลองทบทวนดู เท่านั้น”

“ไม่เด็ดขาด เราจะไม่คุยเรื่องนี้กันอีก ....ทีหลัง ก็เลิกคิดเองเออเอง”

“มูนไม่รู้นี่นา เต้ยก็ไม่ได้บอกละเอียด มันก็อดน้อยใจไม่ได้” มูนพูดจบก็แอบถอนหายใจบ้าง กระเถิบกายเข้ามานั่งใกล้กว่าเดิม ออดอ้อนคนขี้โมโห ซบหน้าลงกลางแผงอกกว้างกอดเอวเอาใจเขามาเสียแน่น 

“ ไม่ละเอียดทีหลังก็ถามสิ อย่าพูดอย่างนี้อีก  แล้วอย่าบอกนะ ว่าเก็บเอาคำพูดไอ้เหี้ยก้องมันมาใส่ใจด้วย”

“มี...บ้าง ฟังแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเหมือนมูนเป็นของตายจริงๆ ” มูนตอบอย่างอ่อยๆ อย่างไม่ค่อยจะเต็มเสียงนัก และก็เป็นดังคาด หมาบ้าแผดเสียงมาทันที

“อ๋อ...นั่นไง ให้มันได้อย่างนี้สิ” เต้ยสลัดกายออกอย่างกระแทกกระทั้น หันหน้าหนีไปเสียอีกทาง พูดขึ้นด้วยเสียงดังฟังชัด

“ทำไมถึงเอาคำพูดไอ้ผีจีนนั่นมันมาใส่ใจ รู้ไว้ด้วยว่า ถ้าเป็นของตาย จ้างให้คืนนี้ เต้ยก็ไม่มาหา ไปนั่งกินเหล้าที่อื่น ให้สบายใจสบายอารมณ์ดีกว่า ไม่ต้องมาทนนั่งตากฝนแถมยังโดนไล่เหมือนหมา  มูนไม่ใช่ของจริงหรือของตาย อะไรทั้งนั้น แต่มูนคือหัวที่เต้ยโง่ทิ้งไปหลายปี จนเมื่อทางสะดวก เต้ยจึงรีบกลับมาตามสัญญา รู้ไหมประโยคสุดท้ายที่เต้ยพูดกับเกรซ เต้ยพูดว่าอะไร”

“จะไปรู้เหรอ ...ก็ยังไม่ได้เล่าให้ฟังนี่ แล้วอย่าโมโหได้ไหม”

“เกรซเขาอยากกอดอำลา แต่เต้ยพูดว่า จะเก็บอ้อมกอดไว้เพื่อรักษาและดูแลพระจันทร์เท่านั้น แต่พอกลับมา มันน่าโมโหไหม ที่เห็นไอ้ตี๋สารเลวนั่น มันยืนกอด ยืนฟัดอย่างกับมูนเป็นเมียมัน  ไอ้สัตว์นั่น มันกล้าหยาม มันเลยต้องโดนส้นตีน และที่สำคัญ เต้ยต่างหากที่ควรจะน้อยใจ เพราะคนที่เต้ยรัก ไปฟังมัน เก็บคำพูดมันมาคิด โดยไม่ฟังเต้ยเลยสักคำ ”

“ใครจะไปทำอะไรถูกล่ะตอนนั้น จู่ๆก็พรวดเข้ามา เหมือนหมาบ้า แถมกลิ่นเหล้ายังหึ่ง”

มูนแทบจะไปต่อไม่ถูกยามได้ฟังเหตุผลสุดท้าย เสียงอ่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นนุ่มขึ้น  ตัดสินใจอ้อนให้ยิ่งกว่าคราวที่อยู่ด้วยกันที่ลมสวาทและเมื่อครู่ โดยการลดตัวลงนอนเลื่อนศีรษะมาวางแนบแอบลงตรงหน้าตักแข็งแรงของเต้ย ต่างหมอนหนุนนอน เหมือนตอนเด็กๆที่เคยใช้ออดอ้อนคุณยาย และมันก็ได้ผลทุกครั้ง

“ของแข็งจำต้องรัดรึงด้วยใยไหม” ...คุณยายเคยสอน และผลที่ได้รับก็ตอบกลับจนเกินความคาดหมาย อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

 “มูนขอโทษนะ ที่เข้าใจเต้ยผิด ไปบ้าง”

“ไม่ไปบ้าง แต่ไปมากเลยแหละ ทีหลัง อย่าคิดอย่างนี้อีกนะมูน อย่าฟังคนอื่นอีก ต่อไปนี้เราก็คบกัน อย่างเปิดเผยได้แล้วนะ” เต้ยแปรเปลี่ยนหน้าฟกช้ำบึ้งๆ เป็น ยิ้มกว้างเจ้าเล่ห์ออกมาได้ดั่งเคย คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งเสมือนเปล่งประกายได้แม้อยู่ในความมืดอีกครั้ง ยิ่งมูนซุกตัวแนบหน้าลออชิดต้นขา ใจเต้ยยิ่งอ่อนยวบลงทันตา แทบละลายจมหายลงไปกับผิวเตียง

ทว่ามีเพียงใจเท่านั้นแหละที่มันอ่อนลง
แต่ไม่ได้ผลกับ บางส่วนที่เป็นลำ ซึ่งกำลังแข็งตัว ผงาดขึ้น ทุกที ทุกที

 “รู้ไหม อ้อนแบบนี้ มันวอนโดนอะไร... เอาละนโยบายทางการทูตจบลงแล้ว แม้การเจรจาจะได้ผล แต่ยังไงคืนนี้ก็ต้องมีการยิงปืนใหญ่อยู่ดี”

“ปืนใหญ่อะไรกัน” มูนถามขึ้นงงๆ แล้วก็ต้องผลุดลุกหน้าตื่นขึ้นทันใด เพราะท่อนลำอันเดิมกลายเป็นปืนใหญ่ที่เต้ยว่า ได้กระดก แข็งปั๋ง ดันกระทบหัวและท้ายทอยของตนที่นอนหนุนเหนือตักอยู่เนืองๆ “ทะลึ่งอีกแล้วเต้ย อย่าเล่นอย่างนี้อีกนะ”

“บอกตั้งแต่แรกแล้วไงว่าคืนนี้ไม่ได้เล่น จะเอาจริงๆ อย่าผิดสัญญาสิ ตอนอยู่ที่เกสต์เฮาส์ มูนตกลงแล้วนะว่าถ้าเต้ยขออีกครั้ง มูนจะยอม...... มูนไม่รักเต้ยแล้วเหรอ อยากเห็นเต้ยทรมานจนจะขาดใจตายหรือไง”

เต้ยคว้าร่างมูนมากอดไว้ ใช้ริมฝีปากเจ่อๆ ที่เป็นผลพวงจากการแลกหมัด ประทับลงตรงกลางหน้าผาก สะกดพระจันทร์ให้หายคลายตระหนก เลือดในกายชายพลุ่งพล่านอีกคำรบ ด้วยกลิ่นมะลิกรุ่นที่ยังโชยอยู่ตลอด กลิ่นที่ไม่ได้มาจากตัวมูนอย่างเดียว หากมันมาจากทั่วสารทิศรอบห้อง โดยเฉพาะบนที่นอน หนาๆนุ่มๆ

กลิ่นที่เคยได้สูดมันหอม....เย็น
ทว่าบัดนี้ เวลานี้.......สูดแล้วมันร้อนรุ่ม จนแทบจะถอดเสื้อผ้าออก

หอมเอย...เชยชื่นชวน
กลิ่นเจ้า เย้ายวน เหมือนชวนให้ชมร่ำไป
หอมเอย...เชยชื่นใจ
ยั่วยวนฤทัย....ชวนให้พี่อยากชิดชม*

โดยมิต้องรอให้สมองสั่งการ ริมฝีปากที่จรดอยู่กลางหน้าผาก ค่อยๆดันจนคนโดนสะกด เอนตัวลงนอนหนุนหมอนช้าๆ ร่างกึ่งหนากึ่งบาง ทาบทับเติมเต็มอยู่ด้านบนรวดเร็ว มือใหญ่ๆของเต้ยทำงานเป็นระวิงในการปลอบประโลม สอดเข้าไปทั่วทั้งตลอดแผ่นหลังเนียน หัวใจของพระจันทร์ เต้นระรัวระส่ำ ร่างทั้งร่างสั่นอย่างไม่เคยเป็นยามล้มตัว มนต์สะกดของเต้ย เริ่มจับตรึงไปทั่วร่าง แลสะกดมูนได้แน่นิ่ง เมื่อเลื่อนปากลงมาประกบ เต้ยใช้ศิลปะชั้นสูงในการฟอนฟัด ขบกัดและดูดเม้มเบาๆ  ความช่ำชอง ทำให้เต้ยรู้ได้โดยอัตโนมัติว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะปลดกางเกงแพร

นี่แหละผลแห่งการออดอ้อนของมูนที่ได้รับกลับมาเกินความคาดหมายอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ของแข็งต้องรัดรึงด้วยใยไหม และบัดนี้ของแข็งมันก็ออกมาให้รัดแล้ว....แล้วใยไหมเล่า พร้อมที่จะใช้รัดหรือยัง

“ตะ...เต้ย จะทำอะไร ยะ อย่าเลยนะ มะ..มูนทำไม่เป็น”  มูนที่เคยสงบคลายจากมนต์สะกดเปลี่ยนเป็นตระหนกยามเจอของแข็ง เสียงนุ่มๆ สั่นพร่า...ยามเจออวัยวะของคนอื่น ที่เคยได้อ่านแต่บทบรรยายในนิยายประโลมโลก

ท่อนซุงที่ว่าใหญ่
ยังเล็กไปอย่างถนัดตา
ส่วนปลายสีชมพูแย้มยิ้มออกมา
น้ำผึ้งใสดุจธาราเยิ้มเนืองนอง

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“ทำไม่เป็นก็นอนเฉยๆ เต้ยทำเอง เอาล่ะ ลองเอามือไปทักทายหน่อยสิ จับเบาๆ แล้วค่อยๆรูด ลองดู” เสียงของเต้ยเอง ก็แปรเปลี่ยนเป็นกระเส่า เร้าอารมณ์กวนตะกอนสวาท “อยากให้มูนจับมาตั้งนานแล้ว รู้ไหม แต่มูนก็ไม่เคยสนใจมัน”

“อย่าเลยเต้ย มันเร็วไป อีกอย่างเรายังไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย”

“ก็นี่ไง เราก็กำลังจะเป็น....”

เต้ยไม่ฟังคำแย้งใดๆทั้งสิ้น ประโยคที่พูดไม่จบ แม้ไม่ต่อ มูนไยจะมิรู้ เต้ยถือโอกาสใช้แรงที่เหนือกว่า ดึงมือของมูนไปสัมผัสเสียเอง และไม่ต้องสงสัยเลยว่า มือน้อยๆนั้น จะสั่นพั่บๆเพียงใด แว่บแรก มูนคิดว่าจะกำไม่มิด  ครั้นพอได้กำ ก็พบว่ามันเต็มไม้เต็มมือพอดี

“ไม่ใช่เป็นแบบนี้ มูนหมายถึงตกลงคบกัน” มูนกล่าวตอบและเผลอใจจับแน่น รูดให้ตามคำขอ และมีหรือที่หมาบ้าจะไม่อยู่ในอาการเยิ้ม

ยิ่งรูดขึ้น เต้ยก็ยิ่งเยิ้ม  ครั้นรูดลง เต้ยยิ่งเคลิ้ม เสียงสั่นพร่า !! 

“แล้วเมื่อกี้ ยังไม่ได้ตกลงกันอีกเหรอ” เสียงของเต้ยยังคงกระเส่าพร้อมบดขยี้ริมฝีปากมาอีกครั้ง มือของเขา เริ่มถอดกางเกงของมูนออก พร้อมคำขอที่ชวนให้เห็นใจระคนหวาดหวั่น  “ขอเต้ยเถอะนะ เต้ยทรมานจริงๆ แข็งจนเกร็งไปหมด  ”

“อย่าเลยดึกแล้ว....อีกอย่าง ชะ ช้าง เคยบอกว่า”

“อีช้างมันบอกอะไร”

“ช้างเคยบอกว่า คนกินเหล้ามา จะเสร็จช้า....อย่าเลยนะ มูนกลัว” มูนแม้จะไม่เคย หากประสบกามที่อีช้างเพื่อนสนิทเคยเล่าให้ฟังว่า “แสบไปหมดทั้งคืน” ก็ทำให้รู้สึกยั่นย่อยำเกรง

“ถึงเต้ยไม่กินเหล้า เต้ยก็ทนอยู่แล้ว เคยบอกแล้วไง ” เต้ยยักคิ้วตอบยิ้มๆ มั่นใจว่าทำได้อย่างที่พูด คำขอร้องของมูนจึงตกลงไปอย่างไม่มีข้อกังขา

“เต้ยไม่ใช่คนสำคัญของมูนแล้วเหรอ”

“ใช่สิ ทำไมจะไม่ใช่”

“ถ้าเต้ยได้เป็นคนสำคัญแล้ว ตอนนี้มันถึงเวลาที่เต้ยจะเป็นคนแรกเสียที อีช้างบอก ว่ามูนยังไม่เคย ให้เต้ยได้เป็นคนแรกเถอะนะ....ถ้ามูนไม่ยอม คืนนี้คงทรมานขาดใจตายบนเตียงนี้แหละ”

ด้วยเพียงเพราะรักเขาจับใจ อีกทั้งเสียงออดเสียงอ้อน ที่พร่ำบอกว่าทรมานนักทรมานหนา ยามได้ฟังใจมันก็หวิวๆ มีฤาจะมิมีฤทธิ์ทำให้ใจจะขาดตาม ... ก่อนหน้านี้ เคยถอดใจแล้วว่าชาตินี้คงไม่มีทางเป็นไปได้ หากตอนนี้มันกลับเป็นไปแล้ว ความหอมหวานที่ตั้งใจเก็บไว้ให้ มานานแสนนาน เพื่อที่จะมอบให้เขาเป็นคนแรก คงถึงเวลาแล้วใช่ไหม ที่ต้องให้ตามคำขอ แม้ใจลึกๆ จะยังไม่พร้อม สมองยังคงหาวิธีปฏิเสธ แต่ท้ายสุดพระจันทร์ดวงน้อย  จึงจำใจพยักหน้าลออตอบตกลง ขยับสะโพก เปิดประตู เตรียมรอรับแขกเมืองคนสำคัญ คนแรก

“ดีใจที่สุด ที่มูนเข้าใจ พร้อมแล้วใช่ไหม  เต้ยสัญญาว่าจะทำ.....ฮะ ฮะ ฮัดเช้ย” ประโยคที่จะใช้เผด็จศึกควรกล่าวให้จบกลับมิจบเป็นคำพูด หากปิดท้ายด้วยเสียงจามดังสนั่นลั่นห้อง และหมาบ้าที่เปลือยช่วงล่าง ก็เริ่มไม่จามทีเดียว

“ฮัดเช้ย!!!”

“เป็นหวัดหรือเปล่า จามอย่างนี้” มูนสบโอกาสละมือจากปืนใหญ่ ทางรอดปรากฏในหัวสมองขึ้นแล้วทันใด ใช้หลังมืออังหน้าผากเต้ยทันที  “เต้ยหน้าผากร้อนเชียว สงสัยตากฝนนาน เอางี้ กินยาแก้หวัดและลดน้ำมูกกันไว้ก่อนนะ”

“ไม่เป็นไรมากหรอก ช่างมัน ....ฮะ ฮัดเช้ย”

“ช่างมันได้ไง เห็นไหมจามอีกแล้ว เดี๋ยวเป็นหนักนะ อย่าดื้อสิ มูนยังไม่ดื้อกับเต้ยเลย เอาล่ะ ปล่อยมูนให้ไปหยิบยาก่อน” มูนเบี่ยงกายออก แต่เต้ยยังคงไม่ยอมง่ายๆ สวรรค์รำไรที่กำลังจะได้เหยียบย่าง จะต้องไม่ค้างคา ข้อแม้จึงมีมาก่อนจะปล่อย

“งั้นสัญญาก่อนว่าถ้าปล่อยแล้วต้องทำต่อ มูนก็รู้ว่าเต้ยเอาแต่ใจ ต้องการอะไรก็ต้องเอาให้ได้ ”

“รู้แล้วน่า ขนาดไม่ให้เข้าบ้านยังหาทางเข้ามาจนได้”

มูนตอบพร้อมอมยิ้มรับคำ เต้ยจำต้องยุติการกระทำชั่วครู่ เบี่ยงตัวที่ทาบทับออก ปล่อยให้มูนลุกขึ้นไปหยิบยา และมูนก็ไม่ได้ไปไหนไกล เพียงเดินไปตรงลิ้นชักไม้มุมห้อง หยิบกระปุกยาเล็กๆ สองกระปุก กระปุกหนึ่งคือยาแก้ไข้ ส่วนอีกกระปุกหนึ่งหยิบมาก็ทำให้ยิ้มกว้างกว่าเดิม ดวงตากลมโตน้ำตาลใส เป็นประกายวาววับพอๆกับของชายอันเป็นที่รัก ที่ยังนอนจามอีกสองสามหนติดๆกัน จนหน้าแดง 

“ทานยาซะก่อนเต้ย มามะ มูนป้อน” มูนบรรจงหยิบยาป้อนเข้าปากร้ายๆ ที่เคยใช้รังแก ส่งตามด้วยน้ำแก้วใหญ่ เลื่อนมือน้อยๆมาถอดกระดุมเสื้อเต้ยออกทีละเม็ด ทีละเม็ด “รีบๆกิน รีบๆกลืน จะได้....”

เมื่อมูนพูดนำทางและทำออดอ้อนชวนฟัดมาอย่างนี้ หมาบ้ามีหรือจะไม่กลายเป็นหมาเชื่องๆ ยาแทบจะหายลงคอทันทีที่เข้าปาก โดยมิต้องรอน้ำตาม ร่างกึ่งหนากึ่งบางที่จะเปลือยแหล่มิเปลือยแหล่ ยันกายลุกพรวด คว้าพระจันทร์กดลงกับเตียง บัดนี้ พร้อมแล้วที่เชยชมให้สมใจ มิปล่อยให้บทรักขาดตอน

 “ทำตัวน่ารักแบบนี้บ่อยๆนะ รับรอง เต้ยไม่ไปไหนหรอก” เต้ยกระซิบลงตรงข้างหู แล้วใช้ปากทั้งขบทั้งเม้มไปทั่ว ครั้นพอจะเลื่อนหน้าขึ้นมาประกบปาก จู่ๆความมึนงงง่วงงุนก็เริ่มจับ หนังตาหนักพร่าอย่างรวดเร็ว สติ..ค่อยๆดับ ลงทีละน้อย ทีละน้อย

“ทำไม....เกิดง่วงอย่างนี้ มะ มูนจ๋า.... เต้ยเป็นอะไรไม่รู้”

“ไม่เป็นไรมากหรอก แค่ยานอนหลับของคุณยายน่ะ มันแรงไปหน่อย อยากให้พักเต็มที่ มันดึกแล้วน่า และเต้ยเหมือนจะกำลังไม่สบาย” มูนกล่าวตอบเสียงใส กลั้วหัวเราะ ผลักกายเต้ยออกได้โดยง่าย ติดกระดุมเสื้อสวมกางเกงแพรและจับเก็บปืนใหญ่คืนให้อย่างเรียบร้อย

“นอนพักให้เต็มที่เลยนะ นายหมาบ้า”

“ขะ ขี้โกง ฝากไว้ก่อน เต้ย อะ เอา...คืนทบต้นทบดอ....ก แน่”

ปลายเสียงสุดท้ายของเต้ยแผ่วเบาจนแทบเลือนหายลงลำคอ เปลือกตาปิดสนิทลงแน่นิ่ง ลมหายใจสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณให้รับรู้ว่า หมาบ้าเกเรเจ้าชู้สิ้นฤทธิ์แล้ว มูนจึงโล่งเสียยิ่งกว่าโล่ง หากมันก็เป็นเพียงชั่วครู่ ชั่วยาม แม้นคืนนี้เอาตัวตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด ทว่าพรุ่งนี้เล่า นายหมาบ้า มันเอาคืนแน่นอน

“ทำไม่เป็นก็นอนเฉยๆ เต้ยทำเอง เอาล่ะ ลองเอามือไปทักทายหน่อยสิ จับเบาๆ แล้วค่อยๆรูด ลองดู” เสียงของเต้ยเอง ก็แปรเปลี่ยนเป็นกระเส่า เร้าอารมณ์กวนตะกอนสวาท “อยากให้มูนจับมาตั้งนานแล้ว รู้ไหม แต่มูนก็ไม่เคยสนใจมัน”

“อย่าเลยเต้ย มันเร็วไป อีกอย่างเรายังไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย”

“ก็นี่ไง เราก็กำลังจะเป็น....”

เต้ยไม่ฟังคำแย้งใดๆทั้งสิ้น ประโยคที่พูดไม่จบ แม้ไม่ต่อ มูนไยจะมิรู้ เต้ยถือโอกาสใช้แรงที่เหนือกว่า ดึงมือของมูนไปสัมผัสเสียเอง และไม่ต้องสงสัยเลยว่า มือน้อยๆนั้น จะสั่นพั่บๆเพียงใด แว่บแรก มูนคิดว่าจะกำไม่มิด  ครั้นพอได้กำ ก็พบว่ามันเต็มไม้เต็มมือพอดี

“ไม่ใช่เป็นแบบนี้ มูนหมายถึงตกลงคบกัน” มูนกล่าวตอบและเผลอใจจับแน่น รูดให้ตามคำขอ และมีหรือที่หมาบ้าจะไม่อยู่ในอาการเยิ้ม

ยิ่งรูดขึ้น เต้ยก็ยิ่งเยิ้ม  ครั้นรูดลง เต้ยยิ่งเคลิ้ม เสียงสั่นพร่า !! 

“แล้วเมื่อกี้ ยังไม่ได้ตกลงกันอีกเหรอ” เสียงของเต้ยยังคงกระเส่าพร้อมบดขยี้ริมฝีปากมาอีกครั้ง มือของเขา เริ่มถอดกางเกงของมูนออก พร้อมคำขอที่ชวนให้เห็นใจระคนหวาดหวั่น  “ขอเต้ยเถอะนะ เต้ยทรมานจริงๆ แข็งจนเกร็งไปหมด  ”

“อย่าเลยดึกแล้ว....อีกอย่าง ชะ ช้าง เคยบอกว่า”

“อีช้างมันบอกอะไร”

“ช้างเคยบอกว่า คนกินเหล้ามา จะเสร็จช้า....อย่าเลยนะ มูนกลัว” มูนแม้จะไม่เคย หากประสบกามที่อีช้างเพื่อนสนิทเคยเล่าให้ฟังว่า “แสบไปหมดทั้งคืน” ก็ทำให้รู้สึกยั่นย่อยำเกรง

“ถึงเต้ยไม่กินเหล้า เต้ยก็ทนอยู่แล้ว เคยบอกแล้วไง ” เต้ยยักคิ้วตอบยิ้มๆ มั่นใจว่าทำได้อย่างที่พูด คำขอร้องของมูนจึงตกลงไปอย่างไม่มีข้อกังขา

“เต้ยไม่ใช่คนสำคัญของมูนแล้วเหรอ”

“ใช่สิ ทำไมจะไม่ใช่”

“ถ้าเต้ยได้เป็นคนสำคัญแล้ว ตอนนี้มันถึงเวลาที่เต้ยจะเป็นคนแรกเสียที อีช้างบอก ว่ามูนยังไม่เคย ให้เต้ยได้เป็นคนแรกเถอะนะ....ถ้ามูนไม่ยอม คืนนี้คงทรมานขาดใจตายบนเตียงนี้แหละ”

ด้วยเพียงเพราะรักเขาจับใจ อีกทั้งเสียงออดเสียงอ้อน ที่พร่ำบอกว่าทรมานนักทรมานหนา ยามได้ฟังใจมันก็หวิวๆ มีฤาจะมิมีฤทธิ์ทำให้ใจจะขาดตาม ... ก่อนหน้านี้ เคยถอดใจแล้วว่าชาตินี้คงไม่มีทางเป็นไปได้ หากตอนนี้มันกลับเป็นไปแล้ว ความหอมหวานที่ตั้งใจเก็บไว้ให้ มานานแสนนาน เพื่อที่จะมอบให้เขาเป็นคนแรก คงถึงเวลาแล้วใช่ไหม ที่ต้องให้ตามคำขอ แม้ใจลึกๆ จะยังไม่พร้อม สมองยังคงหาวิธีปฏิเสธ แต่ท้ายสุดพระจันทร์ดวงน้อย  จึงจำใจพยักหน้าลออตอบตกลง ขยับสะโพก เปิดประตู เตรียมรอรับแขกเมืองคนสำคัญ คนแรก

“ดีใจที่สุด ที่มูนเข้าใจ พร้อมแล้วใช่ไหม  เต้ยสัญญาว่าจะทำ.....ฮะ ฮะ ฮัดเช้ย” ประโยคที่จะใช้เผด็จศึกควรกล่าวให้จบกลับมิจบเป็นคำพูด หากปิดท้ายด้วยเสียงจามดังสนั่นลั่นห้อง และหมาบ้าที่เปลือยช่วงล่าง ก็เริ่มไม่จามทีเดียว

“ฮัดเช้ย!!!”

“เป็นหวัดหรือเปล่า จามอย่างนี้” มูนสบโอกาสละมือจากปืนใหญ่ ทางรอดปรากฏในหัวสมองขึ้นแล้วทันใด ใช้หลังมืออังหน้าผากเต้ยทันที  “เต้ยหน้าผากร้อนเชียว สงสัยตากฝนนาน เอางี้ กินยาแก้หวัดและลดน้ำมูกกันไว้ก่อนนะ”

“ไม่เป็นไรมากหรอก ช่างมัน ....ฮะ ฮัดเช้ย”

“ช่างมันได้ไง เห็นไหมจามอีกแล้ว เดี๋ยวเป็นหนักนะ อย่าดื้อสิ มูนยังไม่ดื้อกับเต้ยเลย เอาล่ะ ปล่อยมูนให้ไปหยิบยาก่อน” มูนเบี่ยงกายออก แต่เต้ยยังคงไม่ยอมง่ายๆ สวรรค์รำไรที่กำลังจะได้เหยียบย่าง จะต้องไม่ค้างคา ข้อแม้จึงมีมาก่อนจะปล่อย

“งั้นสัญญาก่อนว่าถ้าปล่อยแล้วต้องทำต่อ มูนก็รู้ว่าเต้ยเอาแต่ใจ ต้องการอะไรก็ต้องเอาให้ได้ ”

“รู้แล้วน่า ขนาดไม่ให้เข้าบ้านยังหาทางเข้ามาจนได้”

มูนตอบพร้อมอมยิ้มรับคำ เต้ยจำต้องยุติการกระทำชั่วครู่ เบี่ยงตัวที่ทาบทับออก ปล่อยให้มูนลุกขึ้นไปหยิบยา และมูนก็ไม่ได้ไปไหนไกล เพียงเดินไปตรงลิ้นชักไม้มุมห้อง หยิบกระปุกยาเล็กๆ สองกระปุก กระปุกหนึ่งคือยาแก้ไข้ ส่วนอีกกระปุกหนึ่งหยิบมาก็ทำให้ยิ้มกว้างกว่าเดิม ดวงตากลมโตน้ำตาลใส เป็นประกายวาววับพอๆกับของชายอันเป็นที่รัก ที่ยังนอนจามอีกสองสามหนติดๆกัน จนหน้าแดง 

“ทานยาซะก่อนเต้ย มามะ มูนป้อน” มูนบรรจงหยิบยาป้อนเข้าปากร้ายๆ ที่เคยใช้รังแก ส่งตามด้วยน้ำแก้วใหญ่ เลื่อนมือน้อยๆมาถอดกระดุมเสื้อเต้ยออกทีละเม็ด ทีละเม็ด “รีบๆกิน รีบๆกลืน จะได้....”

เมื่อมูนพูดนำทางและทำออดอ้อนชวนฟัดมาอย่างนี้ หมาบ้ามีหรือจะไม่กลายเป็นหมาเชื่องๆ ยาแทบจะหายลงคอทันทีที่เข้าปาก โดยมิต้องรอน้ำตาม ร่างกึ่งหนากึ่งบางที่จะเปลือยแหล่มิเปลือยแหล่ ยันกายลุกพรวด คว้าพระจันทร์กดลงกับเตียง บัดนี้ พร้อมแล้วที่เชยชมให้สมใจ มิปล่อยให้บทรักขาดตอน

 “ทำตัวน่ารักแบบนี้บ่อยๆนะ รับรอง เต้ยไม่ไปไหนหรอก” เต้ยกระซิบลงตรงข้างหู แล้วใช้ปากทั้งขบทั้งเม้มไปทั่ว ครั้นพอจะเลื่อนหน้าขึ้นมาประกบปาก จู่ๆความมึนงงง่วงงุนก็เริ่มจับ หนังตาหนักพร่าอย่างรวดเร็ว สติ..ค่อยๆดับ ลงทีละน้อย ทีละน้อย

“ทำไม....เกิดง่วงอย่างนี้ มะ มูนจ๋า.... เต้ยเป็นอะไรไม่รู้”

“ไม่เป็นไรมากหรอก แค่ยานอนหลับของคุณยายน่ะ มันแรงไปหน่อย อยากให้พักเต็มที่ มันดึกแล้วน่า และเต้ยเหมือนจะกำลังไม่สบาย” มูนกล่าวตอบเสียงใส กลั้วหัวเราะ ผลักกายเต้ยออกได้โดยง่าย ติดกระดุมเสื้อสวมกางเกงแพรและจับเก็บปืนใหญ่คืนให้อย่างเรียบร้อย

“นอนพักให้เต็มที่เลยนะ นายหมาบ้า”

“ขะ ขี้โกง ฝากไว้ก่อน เต้ย อะ เอา...คืนทบต้นทบดอ....ก แน่”

ปลายเสียงสุดท้ายของเต้ยแผ่วเบาจนแทบเลือนหายลงลำคอ เปลือกตาปิดสนิทลงแน่นิ่ง ลมหายใจสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณให้รับรู้ว่า หมาบ้าเกเรเจ้าชู้สิ้นฤทธิ์แล้ว มูนจึงโล่งเสียยิ่งกว่าโล่ง หากมันก็เป็นเพียงชั่วครู่ ชั่วยาม แม้นคืนนี้เอาตัวตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด ทว่าพรุ่งนี้เล่า นายหมาบ้า มันเอาคืนแน่นอน

แสงแดดยามสายสาดส่องทแยงทะลุฝ่าม่านลูกไม้ขาวโปร่งฉลุลาย ลอดมาตกกระทบลงบนใบหน้าขาวคิ้วเข้ม เปลือกตายังคงปิดสนิทแน่น ครั้นพอความร้อนจากแค่อุ่นๆ ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นแรงกล้าขึ้น คิ้วเข้มๆจึงขมวดเป็นปมเสมือนยามถูกขัดใจทุกครั้ง และจำต้องฝืนเปิดเปลือกตาขึ้น ทิ้งห้วงสนิทนิทราไว้เพียงเท่านั้น กลิ่นหอมของดอกไม้แปลกๆหลายชนิดยังคงลอยอวลติดจมูก โดยเฉพาะกลิ่นมะลิที่นำเด่นแซงหน้าดอกไม้ใดๆ

เมื่อรู้สึกตัว สิ่งแรกที่ทำก็คือควานหาเจ้าของกลิ่นผู้ลวงหลอกตนจนสิ้นฤทธิ์ ทว่าไร้วี่แวว เสียงกังวานแหบพร่าลงเล็กน้อยยามสมองสั่งการให้เรียกหาหัวใจ

 “แม่มณี....แม่มณีใจร้ายอยู่ที่ไหน”

 เมื่อไร้เสียงตอบรับ คุณหลวงหนุ่มผู้เอาแต่ใจ จึงยันกายขึ้นเตรียมเดินตามหา แม้นจะยังรู้สึกมึนหัวหน่อยๆ ด้วยฤทธิ์เหล้าที่กินเข้าไปก่อนและถูกตบท้ายด้วยยานอนหลับจากพระจันทร์  ทว่าก็ยังสามารถยันกายลุกขึ้นจากเตียงได้มั่นคง
 
“ยานอนหลับของคุณยาย”  ทำให้อดยิงปืนใหญ่ที่สู้อุตส่าห์ตั้งใจบรรจุลูกกระสุนชนิดพิเศษจนเต็มรังเพลิง ขึ้นลำพร้อมโจมตี แม้จะหงุดหงิด แต่ในใจลึกๆก็แอบดีใจ ที่พระจันทร์ไม่ง่าย เพราะยิ่งมูนเล่นตัวเท่าไร สิเน่หายิ่งพูนเพิ่มทับทวี และนำไปสู่การโจมตีอันหนักหน่วง ซึ่งตั้งใจว่า จะยิงระรัวตั้งแต่หัวค่ำ เรื่อยไปถึงเช้าเลยทีเดียว 

 “ฝากไว้ก่อน เถอะ แม่มณี คืนนี้พี่จะยิงไม่ยั้ง เหอะ เล่นกับใครไม่เล่น..... แล้วนี่ลุกไปไหน” เต้ยเปรยกับตัวเองขึ้นเบาๆ

“อ้าว....ตื่นพอดีเลยครับ พี่เต้ย” เจ้ามอสเปิดประตูห้องเข้ามา ทักทายพี่ชายคนใหม่ของมัน ด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ยิ่งกว่านกแก้วนกขุนทอง “พี่มูนให้เข้ามาดู ถ้าตื่น ให้เชิญไปทานข้าวที่หอนั่งครับ”

“พี่เพิ่งตื่นครับ ....มอสไปบอกพี่มูนว่า เดี๋ยวพี่ตามออกไปคิดบัญชี ...เอ๊ย ทันที ขอล้างหน้าล้างตาก่อน” เต้ยซึ่งตอนนี้อยากเป็นพี่เขยมากกว่า ตอบกลับ “ว่าที่น้องเมีย” ด้วยหน้าตาไม่คลายเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำหลังพรึงไม้แกะสลักงดงามกางกั้นไว้เป็นสัดส่วน

“ครับพี่เต้ย”

เต้ยใช้ระยะเวลาไม่นาน ในการจัดการธุระ เพียงชั่วครู่ก็เดินมายังหอนั่งที่ทุกคนกำลังนั่งรับของเช้ากันอยู่ เสียงร้องทักดังมาแต่ไกล บรรยากาศยามสายน่าจะสดใสกว่านี้ หากเปลี่ยนคนทักเสียใหม่ ไม่ใช่นางพระกำนัลร่างใหญ่เจ้าของเสียงแปร๋นแสบแก้วหู ที่วิ่งควบปุเลงๆจนไม้กระดานเรือนลั่น เข้ามารับแทบจะถึงตัว

“มาค่ะ น้องอัยช่วยประคอง” อีช้างแม้จะขยาดและหวาดหวั่นกับฝ่าตีนอรหันต์ของเจ้าชาย แต่ก็ไม่วายเข้ามาช่วยพยุง ทูลขึ้นกระซิบกระซาบด้วยความสอดรู้ สอดเห็น ตาเป็นประกาย แถมยังสาระแนละลาบละล้วงเรื่องส่วนพระองค์

 “ ยังมึน ยังเมา หรือว่าตัวเบาเสียแล้วคะ อั๊ย......เขินแทนมูนอ่ะ”

“เบาเหี้ยอะไรล่ะ หลับเป็นตาย เพื่อนมึง แม่งร้าย” เจ้าชายทรงสวนกลับมาน่าชื่นใจไพเราะฟังเสนาะรื่นหูนัก 

นึกถึงเรื่องนี้ทีไร เต้ยก็รู้สึกแค้นเล็กๆ ....บัดนี้ เขาคงไม่มีอะไรต้องปกปิดอีช้างอีกแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเล่าให้ฟัง อีช้างมันควรรู้เท่านั้น คงเพียงพอสำหรับบทบาท “ตัวตลกเพื่อนนางเอก” ที่เขาเคยขนานนาม

“ลองเปลี่ยนเป็นน้องอัยไหมคะ แม้จะไม่สวยเท่า แต่เอาแล้วเร้าใจ ความสั่นและความมันรับประกันอยู่ในระดับเก้าแมกนิจูด ไม่ได้ผล ยินดีแถมเงินให้สามพัน” ช้างทูลยั่วเย้า มือไม้เริ่มกล้ากระเซ้ากวัดแกว่ง หมายใจให้โดน “พระแสงปืนพก” ด้ามใหญ่ของเจ้าชายเต้ย

“อีห่าช้าง เดี๋ยวมึงโดนถีบอีกรอบ ไม่เข็ดหรือไง ไสหัวไป กูไม่เป็นอะไรแล้ว กูเดินเองได้”

เต้ยยกเท้าหราด้วยว่ารู้ทัน แต่พอสายตาหันไปเห็นคุณยายนั่งอยู่ ก็สงบเสงี่ยมพลัน คลานเข่าเข้ามานั่งบนเบาะหนานุ่มซึ่งเว้นว่างไว้ และเผอิญอยู่ข้างพระจันทร์ ที่ก้มหน้างุดๆ ไม่สบตา เต้ยทำไมจะไม่รู้ว่า ใบหน้าลออนั้นแอบสะใจ อมยิ้มเล็กๆ เสียงกระซิบรอดไรฟัน จึงปล่อยออกมา พอได้ยินกันสองต่อสอง

“รู้ใช่ไหม ว่าจะโดนลงโทษยังไง”

“ไม่มีวันเสียหรอก” มูนตอบกลับทั้งๆที่ยังคงก้มหน้าอยู่ ปากตอบเขาไปว่าไม่มีวัน หากในใจนั้น รู้ดีว่าคง ไม่รอดแน่

“เหอะ...คอยดูแล้วกัน” เสียงเหี้ยมกล่าวขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะเปลี่ยนท่วงทำนองเป็นออเซาะ ฉอเลาะ อย่างเด็กชายตัวน้อยๆ เอาแต่ใจ ใช้ออดอ้อนเวลากระทำผิด วิงวอน คุณยาย ที่กำลังนั่งอยู่หัวตั่งขาสิงห์ ให้อภัย   “เมื่อคืน เต้ยต้องขอโทษคุณยายด้วยนะครับที่เสียงดังไปหน่อย”

“ช่างมันเหอะพ่อเต้ย แล้วมันเรื่องอะไรกัน ถามเจ้ามูนเมื่อกี้มันก็ได้แต่อึกๆอักๆ”

เสียงเมื่อคืนไม่ใช่ดังแค่หน่อย คุณยายทำไมจะไม่รู้ แต่อยากจะลองถามดู เพราะตกใจตื่นมาฟังอยู่เป็นนานสองนาน แม้จะไม่ทราบละเอียด ก็พอรู้ว่า “ใครมาหาใคร” และ “ใครต่อยกับใคร” ท้ายสุด “ใครเลิกกับใคร” จนต้องบอกกับป้าเมี้ยนว่า

“เมี้ยน...ไปบอกเจ้ามูนเขาว่า ให้เปิดประตูคุยกับพ่อเต้ยเขาให้รู้เรื่อง เดี๋ยวจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันทั้งบ้าน แต่ไม่ต้องบอกว่าฉันสั่ง” 

คุณยายคงกลัวเสียผู้ใหญ่ จึงไม่ออกหน้าโดยตรง เกรงจะมีคำครหาว่าสนับสนุน และด้วยความที่ผ่านโลกมานานและระยะหลังเข้าห้องพระบ่อยๆ จึงทำให้สงบ  ไม่ตื่น ไม่ตระหนก เมื่อมีเรื่องในเรือนชาน และมั่นใจว่า หลานตัวน้อย ต้องจัดการได้ พอป้าเมี้ยนกลับเข้ามาหลังจากเสร็จธุระ เล่าเรื่องที่เหลือให้ฟัง ก็ไม่พูดอะไรมาก ได้แต่เอ่ยขึ้นยิ้มๆว่า

“เห็นไหมล่ะเมี้ยน หัวบันไดบ้านฉันไม่แห้ง อย่างฉันว่าไว้ไม่มีผิด”

“แต่เปียกอย่างนี้บ่อยๆ ก็ไม่ดีนะคะ เมี้ยนหัวใจจะวาย”

ก่อนเต้ยจะได้ให้คำตอบกับคุณยายนั้น มูนก็แทรกบทสนทนาขึ้น มิเปิดโอกาสให้เต้ยอ้าปาก “ยายจ๋า หนูบอกแล้วไงว่าหมามันกัดกัน แถมยังชนกระถางตะโกดัดของยายร่วงไปหนึ่ง”

มูนตั้งใจจะให้นายหมาบ้าโดนคุณยายแพ่นกบาล ในวีรกรรมอันก่อไว้เมื่อคืน แต่มีหรือที่สายตาอ่อนโยนของคุณยายจะแปรเปลี่ยน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณยาย เอ็นดู หมาบ้านักหนา แม้เพิ่งจะเจอ

สุดแต่มีจิตพิศสวาท จะนับกันเป็นญาติก็ย่อมได้......และเต้ย ก็อยู่ในกรณีนี้ ดวงตากลมโตน้ำตาลใส ไยจะไม่แอบดีใจ ทว่าแอบเท่าไร มีฤาจะรอดพ้นสายตาของผู้มากวัยที่มองมา

“ช่างมันเถอะลูก แตกแล้วก็แล้วกันไป”

“อ้าว ทำไม ทีหนู ทำแตกตอนนั้น คุณยายบ่นเสียสามวันเจ็ดวัน คุณยายลำเอียงนี่นา”

“ช่างมันเถอะ” คุณยายยังย้ำซ้ำประโยคเดิม เล่นเอาหลานชายหน้าตูม เพราะยุไม่ขึ้น

มูนยังจำได้มีอยู่วันหนึ่งตนทำแตกอย่างไม่ตั้งใจ คุณยายเล่นบ่นแล้วบ่นอีก ครั้นพอไปหามาให้ใหม่ก็ไม่ถูกใจ แถมติดกัณฑ์เทศน์กัณฑ์ใหญ่ เพราะคนคุ้นเคยอย่างคุณยายย่อมรู้ดีว่า มันไม่ใช่ “ตะโก” ที่ต้องคอยบรรจงดัดแต่เล็กแต่น้อย หากมันคือ “ต้นชา” นำมาดัดทำเลียนแบบ ไอ้ต้นไม้ไม่เท่าไหร่หรอก แต่กระถางลายครามนี่สิ สำคัญ

“มันแพง มันเสียดายเอาอีตรงกระถางนี่แหละ ตั้งแต่สมัยแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง”

คุณยายเคยบอกอย่างนั้น แต่วันนี้กลับไม่ใช่ และเปลี่ยนไป หมาบ้า ขึ้นแท่นเป็น “ตัวโปรด” มาเสียแล้ว

เต้ยแม้จะยังงงๆ นึกไม่ออกในตอนแรกว่าไปทำแตกตอนไหน แต่ก็ยังอดยิ้มกว้างไม่ได้ เพราะแทบจะไม่เคยเห็นทีท่ากระเง้ากระงอด ออดอ้อน ของคนข้างๆ นอกเสียจากเมื่อคืน ที่พระจันทร์ทั้งกอดทั้งหนุนตัก คงไม่มีใครคิดว่า คนเงียบๆ หน้าเชิดๆไว้ตัว จะทำแบบนี้กับเขาก็เป็น เขาคือคนส่วนน้อยที่ได้เห็น แต่มันไม่ทำให้ดีใจเท่าที่เขาเป็นคนแค่ไม่กี่คน ที่พระจันทร์ยอมออเซาะ

แค่ใบหน้าลออเอี่ยม ณ วันแรกตอนเดินเข้าห้องเรียน
วันนั้น ได้เห็น....หัวใจ ยังแทบละลาย
ยิ่งเจอบทออดบทอ้อน  กำแพงใจพลันสลาย
บัดนี้พร้อมจะเป็นยอดชาย.....กอดเจ้าแน่นมิวางวาย ดั่งใจปอง

“อ๋อ ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่ปราบผีจีน ส่วนเรื่องตะโกดัด เต้ยต้องขอโทษด้วยครับ เดี๋ยวหามาให้ใหม่ ที่บ้านปู่เต้ยพอมีเหมือนกัน”

“โฮ้ย....ช่างมันเหอะพ่อเต้ย” คุณยายกล่าวขึ้น โบกไม้โบกมือบอกไม่เป็นไรพัลวัน แล้วกล่าวกลั้วหัวเราะต่อมาว่า “ผีนั่นท่าทางมันคงจะเฮี้ยน เล่นเอาซะคนปราบ ปากเจ่อ หมดหล่อไปหน่อยหนึ่ง”

น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ที่คำว่าหล่อจะหลุดชมออกมาจากปากคุณยาย ร่างสูงกึ่งหนากึ่งบางที่นั่งอยู่ตรงหน้าพร้อมใบหน้าเกเรร้ายๆ นั้น มีเสน่ห์ชวนมองไปอีกแบบ ยิ้มกว้างจนเห็นเหล็กดัดฟัน ผมที่เคยเสยให้ตั้งตามสมัยนิยม กลับปล่อยตกลงมาปกคลุมหน้าผาก ซึ่งถ้าหากจัดทรงเสียให้เรียบแปล้และใส่กางเกงแพรอย่างนี้ เปลี่ยนจากเสื้อผ้าป่านขาวเป็นเสื้อมิสกรี จะคล้ายทวดของหลานชายไม่มีผิด

“เข้าใจ หาเสื้อหาผ้าให้ใส่ เอาของตามาล่ะสิ แต่ใส่แล้วดันเหมือนคุณทวดตอนหนุ่มๆไม่มีผิดมาเสียนี่ น่าเอ็นดู” คุณยายเปรยกับมูนตั้งแต่เห็นหมาบ้าเดินมาแต่ไกล มูนได้แต่พยักหน้ารับ หากในใจไม่วายแย้ง

“ไม่เหมือนคุณทวดสักหน่อย....แต่เขาเหมือนใครบางคนเสียมากกว่า”

แล้วใครบางคน คนนั้น มันเป็นใครเล่า....คุ้น คลับคล้าย คลับคลา แต่นึกไม่ออก !!

“ทีเผลอหรอกครับคุณยาย มันไม่เฮี้ยนเท่าไรหรอกครับ”

“คุณท่าน ไม่เห็นพี่เต้ย ตอนตีเข่า .....พี่ก้องนะ ทรุดฮวบตัวงอเลยครับ” เจ้ามอสที่นั่งอยู่ด้วย สอดขึ้น และรู้ด้วยว่าใครเป็นผี ใครเป็นอาจารย์ปราบผี แถมยังกล่าวทวนคำพูดซึ่งมูนได้ฟังก็หวั่นใจไม่อยากให้เป็นจริง

“โตขึ้น มอสจะเป็นแบบพี่เต้ยให้ได้”

“อย่าเชียวนะมอส ไม่งั้น พี่ไม่เลี้ยงจริงๆด้วย” มีหรือ ที่มูนจะอยู่เฉย และมีหรือที่เต้ยจะไม่สวนมาทันควัน

“ถ้าพี่มูนเขาไม่เลี้ยง พี่เลี้ยงเองก็ได้ เป็นผู้ชายแบบพี่ดีออก ไม่เห็นจะมีข้อบกพร่องตรงไหน ใครๆก็อยากเข้ามาหา ตอนพี่เรียนนะมอส มีอยู่คนหนึ่งเขาแอบมองพี่อยู่บ่อยๆ แต่แกล้งทำเป็นเชิดหน้าใส่”

“หลงตัวเองไงข้อแรก จะเอาข้ออื่นด้วยไหม จะได้หยุดกินข้าว แล้วนั่งจดรายการอ่านให้ฟัง” คนหนึ่งคนนั้น คนที่เคยเชิดหน้าใส่ คงสุดจะอดกลั้น วางช้อน วางส้อม หันหน้ามาต่อปากต่อคำ

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14

“มีข้อเสียเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่ยักรู้แฮะ ถึงจะมีข้อเสียเยอะ แต่ถ้ารักใครก็รักจริง  ” คนหลงตัวเองตอบกลับไม่อนาทรร้อนใจ คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งสุกใส เป็นประกาย ยามกล่าวว่ารักใครรักจริง จนคนฟัง โกรธไม่ลง

“คุณเต้ย ทำน้องอัยเขินแต่เช้า” นังน้องอัยโพล่งขึ้น ข้าวต้มยังเต็มปาก ทำดัดจริตกระบิดกระบวน ชวนเรียกเสียงหัวเราะ ในการสอดเข้ามาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ “ผู้ชายอะไร บทจะร้ายก็ร้าย บทจะหวาน ก็หวานซะ ชวนให้อยากเป็นเมีย”

คุณยายหัวเราะชอบใจ ในบทสนทนา ของหลานๆ ไม่บอกก็รู้ว่าเช้านี้สดใสกว่าทุกวัน และอาการก็ดีขึ้นจากเมื่อวานอย่างผิดหูผิดตา มูนเองก็อดจะดีใจไม่ได้ ยอมรับกับตัวเองเห็นด้วยคล้ายๆกับช้างว่า ในทีท่าร้ายๆของเต้ย มันซ่อนเสน่ห์เอาไว้ได้อย่างแยบยล และเมื่อไรที่เขานำออกมาใช้ เมื่อนั้นทุกอย่างย่อมสัมฤทธิ์ผล แม้กระทั่งกับตน ที่ไม่รู้จะรอดพ้นได้อีกสักเท่าไร

“เอาเถอะ ....เจ้ามูนเดี๋ยวกินข้าวเสร็จ เอาหยูกเอายามาทาให้พ่อเต้ยเขาหน่อย” คุณยายกล่าวมาและนี่ไงก็คือบทแรกที่มูนหนียังไงก็ไม่พ้น

“แล้วนึกยังไง ถึงกลับมา” คุณยายยังถามต่อ แม้จะพอรู้อยู่เป็นเลาๆ

“เพราะมีคนสัญญาว่าจะรอ ....เลยกลับมาหาครับ ว่าจะมาขออาศัยนอนสักสองสามคืน แต่พอมาถึงก็โดนเขาไล่กลับ”

น้ำเสียงกังวานแสร้งทำเสียน่าสงสาร ซึ่งค้านกับสายตาเจ้าเล่ห์เกเร สอดแทรกระคนกรุ้มกริ่ม ชำเลืองมองมายังพระจันทร์ ซึ่งแสร้งเบือนหน้าไปทางอื่นพร้อมใบหน้าลออสีระเรื่อ จนน่าประทับริมฝีปากลงไปฟัด

“เอาเถอะจ้ะ ตามสบายเถิด แล้วใครกันที่ว่าจะรอ”

“น้องหนูอัย เองค่ะ คุณยายขา คุณเต้ยเขารักหนูอัยมาตั้งนานแล้ว แต่เขาไม่รู้ตัว พอรู้ตัวก็เลยกลับมาหา โชคดีนะคะที่หนูแอบรักเขามานานเหมือนกันและยังรอเขาอยู่” นังคชสารแผดเสียงแปร๋นๆ จีบปากจีบคอ สอดขึ้นมาอีก คราวนี้ เล่นเอาใครสองคนเขินจนทำหน้าทำตาไม่ถูก นี่ถ้าคุณยายไม่นั่งอยู่ด้วย อีช้างมันคงโดนเตะแก้เขินแน่ๆ โทษฐานสาระแน รู้ดีเกินบทบาท

คุณยายยังคงอมยิ้ม  ทำไมจะไม่รู้ว่าใคร “รอ” สายตาของผู้ผ่านโลกมามากมองเห็นความสุขที่เจือระเรื่ออาบทั่วทั้งใบหน้าของหลานชายซึ่งซ่อนไว้อย่างไรก็ไม่มิด สายตาที่ทอดมองมานั้นเอ็นดูอยู่ก็จริง หากยังแทรกไว้ด้วยความกังวลอยู่ลึกๆ มูนไม่เคยยิ้มอย่างมีความสุขเหมือนเช้านี้ ที่ผ่านมายิ้มที่เคยมี เป็นรอยยิ้มเหงาๆ เหมือนเฝ้าคิดถึงใคร นับแต่กลับมาจากกรุงเทพ เริ่มตั้งแต่ตอนอยู่มอหนึ่งนู่น การรอคอยนั้น คงสิ้นสุดลงแล้วเมื่อคืนนี้.....ดูก็รู้ ว่าหลานชาย เททั้งใจไปให้เขาทั้งหมด และคาดว่า คงจะไม่เผื่อใจไว้เจ็บ
 
เวทนาจึงบังเกิด รึงรัด.....จากที่ไม่ห่วง ก็กลับห่วงแสนห่วง
วันนี้เขามาก็จริง....หากวันหน้า เขาไป หลานชายจะอยู่อย่างไร

“มาหาใครๆ ก็มาได้ แต่มาดูแลจริงจังมันคงหายาก”

“พระจันทร์ที่เราเห็นยังมีดวงเดียว ใจของเต้ยก็จะเป็นแบบนั้นครับ  ” เต้ยตอบขึ้นรวดเร็วด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดเดี่ยว มั่นใจ ดังก้องกังวานให้ทุกคนรับรู้ อีกทั้งสายตาวาววับ คมกล้า เป็นเครื่องหมายและสัญญาว่า เขาพูดจริง 

สัญญาที่ไม่เคยให้ไว้กับใคร แม้แต่กับเกนหลงที่คบกันมานาน
สัญญาที่จะมีให้พระจันทร์ดวงแรกและดวงเดียว  บัดนี้พร้อมแล้วจะประกาศให้ พระจันทร์ รับรู้

 “เต้ยสัญญาจะมาดูแลพระจันทร์ในใจ ดวงนี้ดวงเดียวอย่างดีที่สุด ด้วยชีวิต และเกียรติยศของ อัครพงศธร ครับ”

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า คำตอบของเต้ยจะสร้างความอิ่มเอมใจให้ใครหลายๆคน เสียงวี้ดว้าย จากนังคชสารตัวตลกเพื่อนนางเอก ดังลั่น ผสานเสียงปรบมือชอบใจของเจ้ามอสที่รู้ความนัยกับเขาด้วย คุณยายเองก็ยิ้มกว้าง เวทนาเริ่มลด ห่วงที่เคยมีเลือนหายลงทันตา

อาการวาบแผ่ซ่านจากกลางอก ระเรื่อยขึ้นสู่ใบหน้าของมูนอีกครั้ง และจากที่เบือนหน้าหนี กลับต้องก้มงุดๆ และยิ่งต้องก้มหนักยิ่งกว่าเดิม คำว่า “เขิน” คงเป็นคำเดียวสั้นๆ ที่อธิบายความหมายได้เป็นอย่างดี เขินจนแทบจะงัดพื้นไม้กระดานเรือนขัดเป็นเงามันวับหนี... แม้จะซ่อนไว้ เจ้าตัวก็รู้ดีว่า แก้มนวลซึมซับด้วยเลือดฝาดยกขึ้นโดยบังคับมิได้ รอยยิ้มที่เคยมีอยู่แค่มุมปาก คลี่กระจาย ด้วยเหตุแห่งสัญญาที่เต้ยกล่าวต่อหน้าทุกคน
 
สัญญาที่ไม่ได้เป็นแค่ลมปาก ....เพราะคนพูด บีบมือตนแน่นตลอดทุกคำที่กล่าว เป็นสัญญาที่มั่นใจได้จริง เพราะเกียรติแห่งวงศ์สกุลของเขาถูกหยิบยกมารับประกัน 

แต่คนร้ายกาจอย่างเต้ย จะหวานและคมคายลึกซึ้ง ได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ ประโยคเมื่อสักครู่ ที่เขากล่าวมา คงลอกมาจากที่อื่น มันเคยคุ้นนักแต่ยังนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ไหน  หากก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าฟังแล้ว อิ่มใจเป็นที่สุด

ผู้หมวดหนุ่มกว่าจะรู้สึกตัวได้ก็ปาไปเกือบเที่ยง แขนแข็งแรง ที่เมื่อคืนใช้ก่ายกอดหมอนข้างกลีบกุหลาบ กำลังควานหากุหลาบงามมาตระกองกอดแน่นอีกครั้ง ทว่าพบเพียงแต่ความว่างเปล่าเดียวดายข้างกาย ร่างกำยำสมส่วนทะลึ่งลุกพรวด ยามสติเริ่มรำลึกว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น แม้ ตัวจะเบา หากสมองกลับหนักอึ้ง อย่างไม่เคยเป็น

“นี่เราทำอะไรลงไป....ฉิบหายแล้ว” หมวดเปรมกล่าวกับตัวเองดังลั่น ก่อนจะก้าวเท้าวิ่งลงจากเตียง ทั้งๆที่ร่างยังเปลือยเปล่า วิ่งหากุหลาบร้อนแรง แทบทุกห้อง “เกรซ เธออยู่ไหน”

ไม่มีเสียงตอบรับ และไร้แม้แต่เงาของหญิงสาว หรือ เมื่อคืนมันจะเป็นภวังค์ฝัน วาบหวาม ซึ่งบัดนี้ได้รางเลือน เหลือไว้เพียงกลิ่น ทว่ากระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แปะไว้หน้าประตูห้อง มันบอกได้ชัดว่า เป็นความจริง

“คิดซะว่า เป็นแค่เพียงฝัน ที่เราต่างคน ต่างเผลอเท่านั้น ลาก่อน”

เปรมทรุดกายนั่งลงบนโซฟาลายหนังเสือที่เมื่อคืนใช้แทนเตียงหนานุ่มในครึ่งแรก ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้เตียงจริงในครึ่งหลัง จวบจนต่างฝ่ายต่างผลอยหลับไป บทรัก บทสวาท เมื่อคืนมันร้อนแรงจนสุดจะหยุดยั้ง และทำให้ติดใจ โหยหามาถึงตอนนี้ หากข้อความสั้นๆ มันกลับบั่นทอนอารมณ์นั้นมาเสียสิ้น

เขาเคยทิ้ง “คู่นอนเล่นๆ” มานักเสียต่อนัก
บัดนี้ “คู่นอนที่มิใช่เล่นๆ” กลับบอกให้เขาคิดว่า เป็นเพียงแค่ฝัน

ผู้หญิงคนนี้แปลก....แปลกเสียจนน่ากังวล ระคนหวั่นใจ

“เธอกำลังคิดอะไรอยู่เกรซ”

นายตำรวจหนุ่ม ยังคงครุ่นคิดจนต้องนั่งกุมขมับ แบล็คเบอร์รี่ที่วางทิ้งไว้ข้างกาย ถูกใช้ต่อสายถึงปลายทางหมายเจรจา ตกลงกับเจ้าของกลิ่นกุหลาบให้รู้เรื่อง ทว่าไร้วี่แววแห่งการรับสาย แถมยังถูกตัดสายทิ้ง นั่นคือคำตอบที่แทนคำพูดทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ว่าหญิงสาว มิต้องการเจรจา

“รับสายสิเกรซ....เธอจะดูถูกน้ำใจลูกผู้ชายเกินไปแล้ว ฉันไม่ใช่หน้าตัวเมีย ที่ลักกินขโมยกิน”

หมวดเปรม รู้สึกปวดหัวตุบๆ ความรู้สึกผิดถาโถม ในสิ่งที่ได้เผอเรอปล่อยให้อารมณ์วาบหวามนำหน้า ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นๆ เขาพร้อมที่จะทำตามข้อเสนอ แต่นี่เป็นผู้หญิงของเพื่อนสนิท เขาควรจะยืดอกรับผิด สารภาพกับเต้ยในสิ่งที่กระทำ แม้นรู้ดีว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจทำให้ความสัมพันธ์สะบั้นลง

แต่เต้ยก็กำลังเอาใจออกห่างเกนหลง....เรื่องราวคงไม่สาหัสนัก ความกังวลใจ จึงอยู่ที่จะพูดอย่างไรมากกว่า   แบล็คเบอร์รี่ใช้ต่อสายอีกครั้ง และครั้งนี้ เสียงตอบรับก็ดังขึ้นใสแจ๋ว

 “ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก”

“ไอ้เต้ย มึงปิดเครื่องทำไมวะ โธ่โว้ย”

มือขาวราวเทียนขี้ผึ้ง กำไอโฟนไว้แน่น นิ้วชี้ของมืออีกข้างใช้เลื่อนตัดสาย ของคนที่โทรติดต่อเข้ามาระรัวดังก้องทั่วรถแท็กซี่ เจ้าของร่างระหง สยายผมที่ยังคงลักษณะเป็นวอลลู่มพอง ใช้ความเย็นของเครื่องปรับอากาศในรถ ไล่ความไม่สบอารมณ์ เพราะบางคน ไม่เข้าใจในข้อความที่ตนสั่งไว้ให้มันเป็นเพียงแค่ฝัน

“นายไม่เข้าใจอะไรเลยหรือไง นายหมวด ไม่ดีหรือไง ที่ฉันไม่ต้องการให้นายรับผิดชอบ”

เสียงหวานเคยใส เริ่มหงุดหงิด เปรยขึ้นกับตัวเองอย่างไม่ค่อยจะพอใจ “เพื่อนชาย” ที่เปลี่ยนสถานะกลายเป็น “เพื่อนกาย”ชั่วคราวมาเมื่อคืน ..เกนหลงเข้าใจดีว่า ทุกอย่างมันเกิดเพราะฤทธิ์สุรา และต่างฝ่ายต่างก็สนอง พันธะจึงไม่ควรมี หากแต่หมวดเปรมสิ ทำตัวไม่รู้ความ น่ารำคาญ....แต่เรื่องนี้ จะต้องไม่จบลงแค่ตนเสียตัว และกลับออกมามือเปล่า 

ความตั้งใจที่จะสั่งสอน ถูกรื้อฟื้นอีกครั้ง หลังจากลืมทิ้งไว้บนเตียง

“ความรักจะต้องมีอุปสรรคกันหน่อยนะเต้ย ...ถ้าราบเรียบ ละครเรื่องนี้คงจบเร็ว”

ไอโฟนถูกใช้ต่อสายถึง “ผู้ใหญ่” บางคนทันใด มันคงจะไม่แปลกและผิดปกติหรอก หากเกนหลงจะต่อสายถึงผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือ ยามมีปัญหา ....ทว่านี่มิใช่แค่ผู้ใหญ่ธรรมดา เพราะผู้ใหญ่ที่ โทร.หา ตนมั่นใจว่าสามารถจะใช้เป็นบทเรียนสั่งสอนและกำราบเต้ยลงได้เป็นอย่างดี  น้ำเสียงหงุดหงิดแปรเปลี่ยนเป็นใสปานระฆังแก้ว กรอกลงไปทันทีที่ปลายทางรับสาย ริมฝีปากแดงสดราวกำมะหยี่ชั้นดีคลี่กระจาย เพราะชนวนเพลิงที่วางไว้เริ่มถูกจุดให้ลุกพรึ่บสำเร็จดังใจตามต้องการ

“คุณแม่เหรอคะ พอจะมีเวลาคุยกับหนูสักครู่ไหมคะ เรื่องเต้ย”

มารดาที่มิใช่มารดาตน หากแต่เป็น มารดาอดีตแฟน “รับฟัง” ...เกนหลงกระหยิ่มยิ้มในอก สะใจอย่างไม่เคยเป็น “ บทเรียนแค่นี้ที่ฝากไว้ให้ คงไม่ทำให้เต้ยแย่หรอกนะ ขอโทษทีเถอะมูน ...มูนจำต้องเข้ามาเกี่ยวอย่างช่วยไม่ได้แล้ว”

มื้ออาหารเช้าเสร็จสิ้นลงไปชั่วพัก วันนี้คุณยายยอมทานยาแต่โดยดี เพราะมีตัวโปรดนั่งคะยั้นคะยอ อยู่ข้างๆ เมื่อคุณยายทานยาเสร็จ นายตัวโปรด ก็จัดแจงประคับประคองพาคุณยายลงไปเดินเล่นข้างล่างรอบบริเวณบ้าน เรื่อยลงไปจนถึงศาลาท่าน้ำก่อนจะพาเข้าไปเอนหลังพักผ่อนด้วยทีท่าน่าเอ็นดู... เต้ยไม่ได้เสแสร้ง เขาทำด้วยน้ำใสใจจริง ประกายตา มันบอกให้รับรู้ได้เช่นนั้น และนั่นมันก็ทำให้หลานแท้ๆที่นั่งมองอยู่ พอใจเกินกว่าพอใจ

“น่าหมั่นไส้” ปากของมูนบอกไปอย่างนั้น แต่ใจกลับคิดไปอีกอย่างจนไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นความคิดตน ‘น่ารักเหมือนกันนี่’

เต้ยหายไปสักพัก ครั้นพอกลับออกมายังหอนั่งก็พบว่าโต๊ะอาหารถูกดัดแปลงเป็นโต๊ะงานฝีมือมาเสียเรียบร้อย

“ทำอะไรกันเหรอครับป้าเมี้ยน” เต้ยขมวดคิ้วถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะเห็นลักษณะของที่วางอยู่บนโต๊ะ คล้ายๆมวนบุหรี่ หากแต่ต่างกันตรงที่ขนาดย่อมกว่าหน่อย และสียังนวลๆ มิใช่ขาว

“มวนบุหรี่กลีบบัวค่ะ คุณท่านสั่งไว้ ให้ช่วยกันมวนไปถวายท่านหลวงพ่อที่วัด” ป้าเมี้ยนตอบกลับพร้อมกับคลี่เปลือกไม้บางๆลักษณะคล้ายกระดาษ “นี่ไงคะกลีบบัว เอาไปตากเสียหน่อย ตัดให้สวย รีดให้เรียบก็นำมาใช้มวนได้แล้ว.... หลวงพ่อที่วัดท่านชอบ สูบแล้วหอมไปสามบ้านแปดบ้าน”

“หือ บุหรี่กลีบบัว ไม่เคยได้ยิน....เป็นอย่างไรเหรอครับ”เต้ยถามขึ้นอีก แล้วทรุดกายลงนั่งข้างๆ มูนที่กำลังหยิบไส้บุหรี่ มองเผินๆคล้ายๆยาเส้นวางบนกลีบบัว แล้วมวนจนแน่น เป็นมวนบุหรี่สีนวลกลมกลึงสวยงาม 

“เป็นบุหรี่แบบไทยโบราณค่ะ แพร่หลายในวัง คุณท่านเล่าว่า สมัยก่อนบุหรี่นอกแพง แถมยังต้องสั่งซื้อ ชาววังก็เลยมวนกันเอง ป้าก็ไม่เคยสูบ แต่คุณทวดกับคุณตาคุณมูนท่านติด ท่านเคยบอกว่ารสเหมือนสูบยาเส้นแหละค่ะ  แต่หอมและหวานกว่า”

“งั้นขอลองสักมวนนะครับ”

เต้ยรู้สึกทึ่ง ในความรู้ที่ได้รับมาใหม่ และปัญญาของคนโบราณ สมัยก่อนบุหรี่คงจะแพงจริง ถึงได้ทำกันเอง กลีบบัวที่ไม่คิดว่าจะมีประโยชน์กลับมีประโยชน์ ทว่าสมัยนั้นจะซองเท่าไรกันเชียวจึงว่าแพง นี่ถ้ามาเจอสมัยนี้ที่บุหรี่ซองละเหยียบร้อย อย่างดันฮิลที่เขาสูบ คงเป็นลมล้มชักกันเป็นแถว  และยังไม่ทันจะสิ้นคำป้าเมี้ยน บุหรี่ที่เพิ่งมวนเสร็จในมือมูนก็ถูกเต้ยฉวยมาอย่างรวดเร็ว จนคนมวนต้องเอ็ดเข้าให้

 “ของพระของเจ้า จะเอาไว้ถวาย แย่งมาสูบบาปกรรม”

“เหอะ แล้วถวายบุหรี่ท่านไม่บาปหรือไง” นายหมาบ้ามันเข้าใจเถียง หยิบบุหรี่มาคลึงเคล้าสูดดมตรงปลายจมูก ก่อนจะใช้ให้มอสไปหยิบไฟแช็คมาให้ แล้วกล่าวต่อมาว่า “ หอมนะ หอมกว่าดันฮิลและมาร์โบโลที่เต้ยสูบเสียอีก นี่ขนาดแค่ดมๆนะเนี่ย”

“ก็ต้องหอมแหละ  เพราะไส้ทำจากยาเส้นชุบน้ำผึ้งผสมกับดอกปีบหั่นตากแห้ง จะต้องให้อธิบายด้วยไหมว่ายาเส้นกับดอกปีบคืออะไร” มูนแสร้งทำเสียงรำคาญในความช่างสงสัย และเต้ยก็เหมือนจะรู้ จึงแกล้งยั่วต่อปากต่อคำ

“ยาเส้นน่ะรู้จัก เคยเห็นคุณตาสูบกับใบจาก ส่วนดอกปีบไม่เคยเห็น ถ้าให้เดาคงเป็นดอกไม้ที่หอมมาก แต่คงไม่เท่ากลิ่นมะลิบนเตียงเมื่อคืน จะต้องให้อธิบายด้วยไหมว่ากลิ่นมะลิเมื่อคืนมาจากใคร ”

สายตาเจ้าเล่ห์เกเรห่างหาย กลายเป็นฉายแววเจ้าชู้กรุ้มกริ่มมาแทนที่ ปลายจมูกที่สูดดมบุหรี่เกือบจะเลื่อนเข้ามาจนติดชิดซอกคอ ถ้าไม่ติดว่ามีคนอื่นนั่งอยู่ด้วย ปลายจมูกนั้นคงเมินบุหรี่หันมาฟอนฟัดซอกคอ อย่างเช่นเมื่อคืนแทนเสียแล้ว

“ฮะ แฮ่ม”  เสียงกระแอมกระไอ จากนางพญาคชสารที่นั่งตรงข้ามดังขึ้น เป็นการบอกให้รู้ว่า นางยังมีตัวตนและรู้ถึงความนัยของกลิ่นมะลิบนเตียงเมื่อคืน

“ส้นตีนติดคอหรืออีช้าง” เจ้าชายเต้ยทรงแผดพระสุรเสียงปรามนังคชสารเข้าให้ แล้วทรงลงอาญาเนรเทศมันไปให้ไกลเสีย “นั่งเฉยอยู่ทำไม ไปช่วยน้องมอสหาไฟแช็คมาให้กูหน่อย”

“พูดกับน้องอัยให้มันไพเราะ เสนาะหูหน่อยได้ไหมคะคุณเต้ย น้องอัยก็น้อยใจเป็นนะคะ เชอะ ไม่สวยบ้างก็ให้มันรู้ไป” นังน้องอัยค้อนปะหลับปะเหลือกเช่นเคย แต่มิได้โกรธเจ้าชายเต้ยที่มันยกขึ้นหึ้งเป็นจริงเป็นจัง มาเลยสักหน และแม้จะบ่น มันก็ยังคลานเข่าออกไปตามพระประสงค์

ชั่วระยะเวลาเพียงสักพักมอสก็กลับออกมา เต้ยจึงได้โอกาสลองลิ้มรสบุหรี่กลีบบัวมวนนั้น ควันหอมฉุยเริ่มโชยกำจาย กลิ่นดอกไม้หอมคงจะเป็นกลิ่นดอกปีบลอยตรลบอบอวล   ใช่แต่จะมีแค่กลิ่นหอมเท่านั้น รสหวานน้ำผึ้งก็ยังซาบซ่านอยู่ปลายลิ้นเรื่อยลงไปถึงลำคอ เสียอย่างเดียวขาดรสเมนทอลเย็นๆ

“ใช้ได้เลยนี่ครับ ขออีกสักสองสามมวนนะครับป้าเมี้ยน บุหรี่เต้ยหมดพอดีด้วย”

“ตามสบายเลยค่ะ หยิบไปเยอะๆเลย จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อ”

เท่านั้นแหละเต้ยจึงหยิบใส่กระเป๋าเสื้อตามต้องการ บุหรี่กลีบบัว แทนที่มวนแล้วจะได้ถวายสมภารที่วัด กลับมาถวายให้กับหลวงพ่อเต้ยแทนเสียนี่ และเต้ยก็เลือกเฉพาะมวนที่มวนโดยฝีมือของมูนเท่านั้น

เต้ยไม่รู้หรอกว่าในอนาคต ตนจะติดรสมือจนต้องพูดว่า “สูบบุหรี่ยี่ห้อไหน ก็ไม่อร่อยเท่าบุหรี่กลีบบัวของแม่มณี” และมูนก็ไม่รู้หรอกว่าในอนาคตข้างหน้า ตนมีหน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างคือการมวนบุหรี่ ซึ่งจะต้องมวนเก็บไว้ไม่ให้ขาด ด้วยเหตุผลที่ว่า “เดี๋ยวเต้ยกลับมาแล้วไม่มีสูบ” และหน้าที่นี้เต้ยก็ไม่ยอมให้ใครทำแทน

“เต้ยจะสูบแต่รสมือมูนเพียงคนเดียว”

หมาบ้าเกเร....ติดประณีต หลงกลิ่น อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว !!

“ถ้าชอบ เดี๋ยวจะมวนไว้ให้กล่องหนึ่ง” มูนตกปากกล่าวขึ้น และนี่ก็เป็นการเริ่มต้น ที่ต้องมวนบุหรี่ไว้ให้เขาตลอด เต้ยได้ฟังก็ยิ้มจนแก้มแทบปริ ตอบรับด้วยเสียงสดใส

“ขอบคุณครับ...มันต้องอย่างนี้สิ ถึงจะสมกับเป็นพระจันทร์ของเต้ย”

“ยังไม่ได้ตอบรับว่าจะเป็นให้ซะหน่อย”

มูนใช้น้ำเสียงเพียงแค่ให้ได้ยินสองต่อสอง ป้าเมี้ยน คงจะรู้ตัวกระมัง เลยหลบฉากลากเจ้ามอสเข้าไปด้านในเสีย ตั้งใจทิ้งให้คุณๆอยู่กันสองต่อสอง เมื่อทางสะดวก แขนแข็งแรงก็เลื่อนมาตระกองกอดเอวมูนเสียแน่น เกยคางสากๆด้วยไรหนวดเขียวครึ้มวางไว้บนไหล่

“ไม่ตอบรับก็จะยัดเยียดให้เป็น” เต้ยพูดจบก็ฉวยโอกาสประกบริมฝีปากลงไปข้างแก้ม มั่นใจว่าไม่มีใครเห็นหากพระจันทร์ยังหลีกเร้นเอียงอาย “ขอสักฟอด พอเป็นกระษัยก่อนคิดบัญชีจัดเต็มคืนนี้ หอมเนอะ ....หอมกว่ากลิ่นดอกปีบผสมน้ำผึ้ง”

“ปล่อย เดี๋ยวใครมาเห็น มูนว่า ไปดมบุหรี่เหมือนเดิมดีแล้ว มวนให้อีกกล่องเลยก็ได้เอา แลกกับสัญญาว่า จะไม่ทำอะไรมูน”

“ไม่...เป็นของเต้ย มันมีอะไรน่ารังเกียจ เต้ยขอดีๆ หรือจะต้องให้ใช้กำลังบังคับ และอย่าคิดทำแบบเมื่อคืนอีก” เต้ยก็ยังคงเป็นเต้ย ยามถูกขัดใจนิดขัดใจหน่อย อารมณ์หงุดหงิดจึงจับที่ปลายเสียงเป็นริ้วๆ แต่ท้ายสุดก็สะกดไว้ได้ทัน กลิ่นหอมเย็นๆใกล้ๆ ช่วยให้ใจเย็นลงได้อย่างน่าประหลาด จึงถามด้วยคำพูดที่ดีกว่ามาเสียใหม่

“มูนจ๋า มีอะไรขัดข้อง จนไม่อยากยอมเป็นของเต้ย ไหนลองบอกสิ ยังเกลียดเต้ยอยู่เหรอ หรือยังไม่เชื่อใจว่าเต้ยจะดูแลพระจันทร์ของเต้ยได้จริงๆ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น...มูนกลัว มูนไม่เคย เกรงว่าจะสนองเต้ยได้ไม่เต็มที่ต่างหาก ”  เสียงนุ่มๆเริ่มระรัว ด้วยกลัวอีกฝ่ายเข้าใจผิด เหตุผลลึกๆที่ไม่ยอม รีบถ่ายทอดให้เขารับรู้ทันใด

“โธ่ อย่างนี้นี่เอง....รู้ไหม ยิ่งมูนพูดอย่างนี้ ยิ่งทำให้เต้ย อยากเป็นเจ้าของ มูนให้ใจเต้ยมาแล้ว เหลือแต่ตัวที่ยังไม่ได้ให้ ยอมเถอะนะ ยอมให้เต้ยดูแลทั้งตัวทั้งใจ ตกลงไหมครับ คนดี” เต้ยยิ้มกว้างกว่าที่เคยยิ้ม แขนแข็งแรงกอดรัดอิงแอบมูนแน่นขึ้น ปลายจมูกโลมไล้ซุกไซ้ตรงซอกคอ กลิ่นมะลิกรุ่น รอคำตอบว่า ยินยอมและพร้อมใจ

ตระกองกอดอิงแอบแนบเนื้ออุ่น
หอมละมุนกรุ่นกลิ่นมะลิหนอ
ระดมจูบพรั่งพรูทั่วซอกคอ
ออดอ้อนขอรอน้องยอม.... “ถวายตัว”

“ขอคิดดูก่อนได้ไหม”

“จะต้องคิดอะไรอีก” หมาบ้าเจ้าชู้เกเรยังคงกอดไม่ยอมปล่อย แม้จะใจร้อน หากไอเย็นที่สัมผัสได้จากพระจันทร์ ทำให้คลายความเอาแต่ใจ ยอมที่จะรอ..... คำตอบจะเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่ หากที่แน่เสียยิ่งกว่าแน่ เขามั่นใจว่าเขามีวิธี และพระจันทร์ดวงน้อยดวงนี้ต้องตอบตกลง

“งั้นก็ได้.....แต่อย่านานนัก”

“เดี๋ยวให้รางวัล มวนบุหรี่กลีบบัวเพิ่มให้อีกกล่อง”

“อยากให้เต้ยเป็นมะเร็งตายหรือไง เดี๋ยวนี้ถึงสนับสนุนให้เต้ยสูบบุหรี่ ตอนสมัยเรียน เห็นห้ามนัก”

“เคยด้วยเหรอ” มูนทำหน้าฉงน เพราะนึกไม่ออกว่าไปห้ามเขาตอนไหน จนคนที่จำได้ต้องทวนความจำให้

“แล้วใครกันหนอ ตอนมอสี่ ที่มาเดินอ่อยไอ้พี่อั๋นหลังโรงยิม เผอิญเห็นเต้ยนั่งขัดจังหวะสูบบุหรี่อยู่กับไอ้เปรม เลยโมโห ทั้งขู่ทั้งพาลว่าจะไปฟ้องอาจารย์”

มูนนึกออกทันที วันนั้น ตนมีเหตุจำเป็น ต้องเดินไปหลังโรงยิม ในระหว่างที่นักกีฬาบาสเก็ตบอลของโรงเรียนส่วนใหญ่กำลังซ้อมกันอยู่ โดยไม่คาดคิดว่า จะมีนักกีฬาสองคนมานั่งแอบพ่นควันโขมง และหนึ่งในนั้น ก็ผลุดลุกชี้หน้าตนทันใด

“เฮ้ยอีขี้ มึงมาได้ไง” เต้ยในขณะนั้น ด้วยความตกใจ ทิ้งบุหรี่ลงพลัน ถลันเข้ามา กระชากแขนกระแทกมูนเข้ากับผนังโรงยิม กลิ่นบุหรี่เหม็นหึ่ง ไม่หอมเหมือนบุหรี่กลีบบัว คละคลุ้งจนต้องเบือนหน้าหนี “อาจารย์ใช้ให้มึงมาดูใช่ไหม”

“เปล่านะ เรานัดกับพี่อั๋นไว้ต่างหาก ...นายสองคนสูบบุหรี่ ระวังเถอะอาจารย์จะมาเห็น ” มูนพูดออกไปด้วยน้ำเสียงหวังดีมากกว่า ที่จะขู่และพาลดังเขากล่าวหา หมาบ้าควรจะสงบลงได้ แต่ประโยคที่บอกว่านัดกับพี่อั๋นไว้เนี่ยแหละ กลับกลายเป็นน้ำมันชั้นดีที่ราดลงกองเพลิงโทสะให้พวยพุ่งยิ่งกว่าเดิม

“ร่านนักนะมึงนัดกับผู้ชาย....กูสูบบุหรี่มันก็เรื่องของกู เห็นแล้วก็หุบปากไว้ ห้ามไปฟ้องอาจารย์ และหยุดแหกปากเสียที ไม่งั้นมึงโดนมวนใหญ่ของกูอุดปากแน่”

“เฮ้ย ไอ้เต้ย มึงพูดกับมูนเขาดีๆสิวะ” เปรมเข้ามาช่วยดึงมูนออก มีหรือเต้ยจะยอม แถมยังขึ้นเสียงใส่เพื่อน “มึงอย่าเสือก ไอ้เปรม มึงไปก่อน กูจัดการมันเอง ไหนๆ มันก็เดินมารนหาที่ กำลังหงุดหงิดอยู่พอดี”

“จะทำอะไรเรา ปล่อยนะ เราไม่ฟ้องอาจารย์หรอก เราเจ็บแขน.... ช้างช่วยด้วย”

“บอกให้หยุดร้อง...แหกปากมาอย่างนี้ อยากดูดมวนใหญ่นักใช่ไหม” เต้ยหันมาตะคอกใส่มูนแล้วหันไปย้ำกับเพื่อนสนิท ที่เข้ามาช่วยมูนไม่ได้ “มึงไปได้แล้ว ไอ้เปรม เดี๋ยวกูตามไป”

ครั้นพอคล้อยหลังหมวดเปรม สิ่งที่ไม่คาดคิด ไม่คาดฝันพลันบังเกิดขึ้น  แรงที่บีบและกระชากนั้น ผ่อนคลายลงรวดเร็ว เหลือแรงเพียงแค่ตรึงไว้เบาแสนเบากับกำแพง อีกทั้งน้ำเสียงเกเรกร้าวดุดัน ก็อ่อนลงจนมูนไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขากำลังตัดพ้อ กลิ่นเหงื่อนักกีฬาผสมกลิ่นบุหรี่ โชยชายเข้าจมูกยามเต้ยเบียดเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น จนแทบจะทาบทับ

“ทำไม ต้องนัดไอ้พี่อั๋นที่นี่ด้วย มันลับตาคน นัดมาทำอะไรกัน ถ้ามันหน้ามืดทำระยำขึ้นมา ตัวก็เล็กแค่นี้ จะสู้ยังไงไหว”

ประเด็นสูบบุหรี่ตกลงไปรวดเร็ว แทนที่มาด้วยประเด็นใหม่ คือพระจันทร์ดวงน้อยนัดกับไอ้อั๋นและทำไมต้องมาที่นี่ ที่ทั้งเปลี่ยวและเงียบ ไอ้อั๋นมันไว้ใจได้เสียที่ไหน ความรู้สึกในตอนนั้น เต้ยรับรู้ถึงแค่ความห่วง และในความห่วงกลับซ่อนด้วยอาการเจ็บแปลบๆ ดั่งเข็มเล่มน้อยสะกิดอยู่ข้างในหน้าอกด้านซ้าย หากบัดนี้ ตอนนี้ เขารับรู้แล้วว่า นั่นคือความเสียใจ....เมื่อหัวใจจะถูกแย่งชิง

“น้องมูนครับ พี่มาแล้ว” เสียงของพี่อั๋นดังขึ้นมาก่อนตัว มูนยังมิทันจะได้ตอบอะไร เต้ยก็สะบัดหน้า ผละกายออก แผล่บหายวิ่งไปอีกฟากของโรงยิมรวดเร็ว ฝากไว้เพียงสายตารวดร้าว เจือความกร้าวด้วยความไม่เข้าใจ  “แพศยา” คือคำสุดท้ายที่เขาทิ้งลอยตามลม

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“วันนั้นเต้ยต่างหากที่ขู่และก็พาล” มูนกล่าวขัดขึ้นเมื่อภวังค์อดีตเสร็จสิ้น นึกถึงเรื่องในอดีตทีไร ก็ชวนให้โมโห อยากเบือนหน้าหนีคนเกเรยิ่งนัก “ปล่อยนะ นึกๆแล้วก็ชังน้ำหน้า”

“เรื่องมันแล้วไปแล้วน่า วันนั้นร้ายก็เพราะห่วง โมโห และหึง ...ว่าแต่ ทำไมไม่แหกปากต่อล่ะ”

“เอ๊า.....ก็สั่งเองว่าให้มูนหยุด มูนก็ต้องหยุดสิ ขืนร้องต่อก็โดนดี จะเอายังไงกันแน่ ปรวนแปรตั้งแต่เด็กจนโต”

“เอ๊า ...ไม่รู้หรือไงว่าอยากให้ร้องต่อ จะได้มีข้ออ้างเอา...มวนใหญ่อุดปากไง”

“ทุเรศ....ลามกอีกแล้วนะเต้ย” มูนใช้ศอกถองเต้ยไปด้วยความหมั่นไส้เหลือจะกล่าว มวนใหญ่ที่เขาว่า ไยตนจะไม่รู้ว่าเป็นอะไร....เต้ยนับวันยิ่งเพิ่มความขี้เล่น ทะลึ่ง เจ้าเล่ห์ แสนกลที่ตนก็เพิ่งจะได้เห็นอีกด้านของเขาคนนี้ นอกเสียจากความร้ายกาจที่เจออยู่เป็นประจำ

ด้านนี้ใช่ไหม ที่ต้องใช้หัวใจมอง ..และมันก็คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะต่างฝ่ายต่างเจือไว้ด้วยรอยยิ้ม มิวางวาย

อาการหยอกล้อ หยอกเอินซึ่งกันและกันยุติลง พร้อมเสียงก้องโกญจนาทราวป่าแตก ดังลั่นหอนั่ง พร้อมร่างของนังพังแป้น ปรากฏกายในชุดว่ายน้ำที่เป็นเพียงผ้าถุงเคียนอก

“ว้ายยยยยยยย บัดสีบัดเถลิง”

“ออกมาทำเหี้ยอะไรตอนนี้” เต้ยมิสะดุ้ง สะทกสะท้าน กลับด่าสวนออกไปยามถูกขัดจังหวะ ส่วนมูนนั้นหน้าแดงเสียยิ่งกว่าแดง ได้แต่บอกเต้ยว่า

“สนุกล่ะทีนี้ ให้ใครเห็น ไม่เห็น ให้ช้างเห็น รายนี้พูดสามวันสามคืนไม่จบ”

“ขอโทษก็ได้ค่า คุณเต้ยขา ....แค่จะออกมาชวน อีมูน เอ๊ย มูน ไปเล่นน้ำคลอง คุณเต้ยสนใจจะเล่นด้วยกันไหมคะ” นางคชสารลาก....เสียงยาว แกมเอ็นดูระคนหมั่นไส้คนทั้งสอง แถมยังค้อนให้เสียอีกขวับ “น้ำกำลังขึ้นใสแจ๋วเลย”

“พี่เต้ยไปเล่นน้ำคลองกันนะครับ” เจ้ามอสตะโกนขึ้นมาแต่ไกล วิ่งมาหยุดอยู่ด้านหลังพี่น้องอัย กล่าวชวนพี่ชายขึ้นมาอีกคน จนเต้ยนึกสนุกตอบตกลง

“เอาสิมอส....ดีจัง พี่อยากเล่นมานานแล้ว แต่พี่ว่ายน้ำไม่ค่อยแข็งนะ”

“ว้าย....อะไรกัน โตจนป่านนี้แล้ว ว่ายน้ำไม่เป็น” อีช้างยกมือทาบอกตกอกตกใจสะบัดสะบิ้งเหลือจะกล่าว

“ไม่ใช่ไม่เป็น แค่กูว่ายไม่แข็ง บ้านกูไม่ได้อยู่ติดคลองนี่” เต้ยตอบนางพระกำนัลร่างใหญ่ แล้วลุกขึ้นเดินออกมา บอกกับมูนคล้ายเป็นคำสั่งกลายๆ ที่คนฟังมิอาจกล้าขัดใจได้ว่า

“รอแป๊บนะ ไปเอาของที่รถก่อน แล้วเจอกันที่ท่าน้ำ ”

ลมเย็นๆยามบ่ายจากริมคลอง พัดโชยชายชวนชื่นใจ น้ำในคลองเย็นใสสะอาดตา แม้ไม่เท่าน้ำเจือคลอรีนในสระ กลับไม่เป็นปัญหาในการลงไปแหวกว่าย นางช้างป่าที่บัดนี้กลายสภาพเป็นช้างน้ำ จึงระเริงเหลิงเล่นกลางกระแส ฟาดงวงพ่นน้ำกระจาย ยกชายผ้าถุงขึ้นโกยน้ำตีโป่งเป็นห่วงยางลอยละล่องท่องไปถ้วนทั่ว

ส่วนเจ้ามอสก็กระโดดน้ำโครมๆ แหวกว่ายไปเกาะตีนท่าบ้านฝั่งตรงข้าม บ้านนู้นบ้านนี้ แล้วยังเก่งกล้าดำน้ำไปดึงชายผ้าถุงของนังช้างน้ำจนห่วงยางมันฟีบร้องลั่นอยู่กลางคลอง

“อ๊ายยยย น้องมอส เดี๋ยวพี่จับดีดไข่เลย เล่นอะไรก็ไม่รู้ ผ้าถุงพี่หลุดกันพอดี”

เจ้ามอสมีหรือจะฟัง ยิ่งนังช้างร้องห้าม มันก็ยิ่งแกล้ง จนท้ายสุดนังช้างน้ำก็กลายร่างจากกุญชรวารีคืนสู่สภาพนังผีเสื้อสมุทรมุดม่านน้ำ โผนทะยาน ไล่ล่า สินสมุทร ทั่วทั้งคล้อง “คอยดูนะถ้าพี่จับได้ พี่จะดูดไข่ เอ๊ย จะดีดไข่ให้เขียวเลย”

มูนแม้จะตลกหัวเราะกับภาพตรงหน้า ก็อดไม่ได้ที่จะปรามน้องให้เลิกกระเซ้าเย้าแหย่ จึงร้องบอกออกไป “สินสมุทร อย่าไปแกล้งแม่ผีเสื้อเขาอย่างนั้น ...แล้วนั่นระวังเรือหางยาวด้วย”

เรือหางยาวที่ว่าวิ่งผ่ากลางคลอง ครั้นพอลาลับ คลื่นเป็นระลอกบังเกิด และทั้งสามก็สนุกกลับการโต้คลื่น ซึ่งถึงแม้ลูกจะเล็กไม่เท่าคลื่นน้ำทะเล ทว่าทำให้รู้สึกสนุกไปอีกแบบตามแบบฉบับเด็กบ้านสวนริมคลอง เสียงหัวเราะสดใสที่นานๆครั้งจะมีมาให้ได้ยิน บัดนี้ดังทั่ว ระคนเสียงโหวกเหวกโวยวายของนางผีเสื้อสมุทรและบุตรชายในวรรณคดี

“กลับมาหาแม่เดี๋ยวนี้...สินสมุทร”นางผีเสื้อรับมุขร้องเรียกลูกชายลั่น

“ไม่เอา เดี๋ยวแม่ดูดไข่” เจ้าสินมุทรตอบกลับแล้วใช้เท้ากระทุ่มน้ำ เพิ่มความเร็วในการว่ายหนี “จ้างให้ก็ตามไม่ทัน”

“แม่ไม่ดูดแล้ว แค่จะเอาลิ้นเดาะ”

“อีช้าง.....น้องยังเด็กอยู่นะ เดี๋ยวเหอะ” คราวนี้มูนต้องร้องปรามนางเพื่อนสนิทบ้าง เพราะเจ้าหล่อนล้นไม่มีใครเกินอยู่เสมอๆ

“เด็กห่าอะไร จะขึ้นมอหนึ่งอยู่รอมร่อ ขนขึ้นกระดอแล้ว”

“อีบ้า มึงไปเห็นของน้องมันได้ไง”

แล้วทุกเสียงก็ต้องเงียบลงโดยดุษฎี เมื่อบนฝั่งปรากฏร่างกึ่งหนากึ่งบาง ทอดขายาวเดินมาตามทางที่ปูด้วยอิฐแผ่นใหญ่ๆ ใต้ร่มเงาของต้นลีลาวดีที่ชูช่อออกดอกบานสะพรั่ง ทุกสายตาเหลียวหันไปมอง ราวกับชายคนนั้นมีมนต์สะกดตราตรึงล้ำลึก

เจ้าของใบหน้าที่เคยนิยามว่าหล่อร้าย ก้าวเดินมาอย่างไม่สนใจ แม้จะรู้ว่าถูกมอง แผงอกกว้างกำยำ เปลือยเปล่ารับแสงแดดอันรำไรลาลอดตามคาคบไม้ หน้าท้องแข็งแรงแม้จะไม่ถึงซิกแพ็ค ทว่าแบนราบแถมตรงร่องด้านข้างยังเป็นวีเชฟมองเห็นเด่นมาแต่ไกล ต้นขาแกร่งสมชาย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแน่นเปรี๊ยะ ทว่าองค์ประกอบ สมส่วนเหล่านั้น มันไม่ชวนมองเท่ากางเกงว่ายน้ำสีขาวที่ใส่แล้วราวกับเป็นนายแบบที่เหยียบย่างบนรันเวย์แฟชั่น ยังดีหน่อยที่กางเกงว่ายน้ำตัวนั้น การออกแบบของดีไซน์เนอร์ช่วยให้รสนิยมดูสูง มีราคาขึ้น ไม่ใช่แบบตามท้องตลาด มิฉะนั้นจากนายแบบบนรันเวย์จะกลายเป็นนายแบบหนังสือเกย์ทันที

“ตาบ้าเอ๊ย....ใครที่ไหนเขาใส่กางเกงว่ายน้ำเล่นน้ำคลอง ”

มูนพูดยังไม่ทันจบก็ขึ้นบันไดท่าน้ำวิ่งฉับๆเข้ามาหาทันใด ไม่ได้คำนึงเลยว่าตนจะนุ่งเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว พอคว้าแขนฉุดข้อมือนายแบบได้ ก็ลากให้เดินตามมาต้อยๆ และมิรู้ตัวว่าตนก็ถูกมองจากด้านหลังด้วยสายตาแพรวพราวเกินพึงใจ

สายตาคมวาวเกเร มองร่างโปร่งที่เดินนำหน้าซึ่งมีแต่กางเกงขาสั้นตัวจิ๋วห่อหุ้มร่างกาย เป็นมันระยับ เต้ยเพิ่งจะได้สังเกตชัดๆว่า คนตรงหน้ามีผิวเหลืองนวลจนเรียกว่าลออ แผงอกที่ได้เห็นเมื่อครู่ แม้จะไม่กว้างมาก ทว่าจัดได้ว่าสมส่วน ไรขนอ่อนๆจนแทบจะเป็นสีทอง ไล่ลงจากสะดือเหนือหน้าท้องแบนราบ และมีประปรายบ้างตรงขาอ่อน บั้นท้ายกลมงอนเห็นแล้วอยากจะเอามือไปขยำไชชอนให้หนำใจ ประตูเมืองด้านหลังที่ปิดไว้  ไม่ควรปิดตายอยู่อย่างนั้น

 เร็วๆนี้แหละ......แขกเมืองอย่างเขา จะเข้าไปเยี่ยมเยือนถึงพระราชฐานชั้นใน ให้ได้คอยดู
ประตูเมืองที่ปิดอยู่ ...จะกระแทกให้แตกด้วยซุง แล้วสอดใส่ปืนใหญ่เข้าไป....ยิงระรัว

“อะไรกัน จะไปไหน”

“พาไปเปลี่ยนกางเกง....ใครเขาใส่กางเกงว่ายน้ำเล่นน้ำคลองกันบ้าง”

“เต้ยนี่แหละ มันก็เหมือนน้ำในสระว่ายน้ำ ทำไมจะใส่ไม่ได้” เต้ยไม่ยี่หระ ไม่คิดว่า การโชว์เนื้อหนังมังสา จะเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนบ้านสวน “เป็นอาหารตาให้ดู ไม่ชอบเหรอ”

“ไม่ได้อยากดูสักหน่อย” มูนสวนไปทันควัน มิรู้เลยว่า การโกหกตัวเอง มันกลับมาอีกครั้ง ปากบอกไม่ใช่ แต่ใจกลับคิดอีกอย่าง ....อารมณ์วาบๆแบบนี้ มันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ยามเห็นสิ่งยั่วตา ยวนใจ

“ถามว่าชอบหรือไม่ชอบ...ไม่ได้ถามว่าอยากดูหรือไม่อยากดู”

“ไม่อยาก... และอีกอย่าง ใส่กางเกงว่ายน้ำ คนบ้านสวนที่นี่เขาไม่คุ้น เขาจะนึกว่าใส่กางเกงใน ซึ่งมีแต่เด็กใส่   มานี่ จะพาไปเปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้นแบบมูนหรือไม่ก็นุ่งผ้าขาวม้า”

มูนตอบเลี่ยงๆไปว่าคนที่นี่ไม่คุ้น แท้จริงแล้วตนต่างหากที่ไม่อยากให้ใส่ เพราะเห็นแล้วใจมันสั่นพร่าหวิวๆ เนื่องด้วยกางเกงว่ายน้ำที่เต้ยใส่นั้น มันพอดิบพอดีตัวเกิน....มันแน่นเสียจนต้องใช้คำว่า “ฟิตปั๋ง”

มันฟิต....เสียจนรัดบางส่วนขึ้นรูปเป็นลำนูนเด่นเห็นชัด
มันปั๋ง.... ด้วยขนาดเป้าอันชวนหวาดหวั่น...และที่สำคัญ อีตาเจ้าของดันจับพาดขึ้นมาเสียด้วย

ถ้าคลายเชือกที่ผูกออก คงไม่แคล้วผงาดยาวถึงสะดือ

จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกๆสายตา จะตาค้าง โดยเฉพาะอีช้าง ที่สำลักน้ำไปหลายอึก ซี๊ดปาก เช็ดน้ำลาย เปรยกับตัวเองลั่น  “ โอยยย กูอยากแดกข้าวหลาม....อีมู้น อีมูน ชาติที่แล้วมึงทำบุญมาด้วยอะไร ทำไมกูไม่มีวาสนาตูดอย่างมึงบ้าง เห็นทีตูดมึงคงฉีกก็คราวนี้”

มูนพาร่างเปียกโซกของตนในกางเกงขาสั้นเดินนำลิ่ว ลากข้อมือนายแบบหลุนๆ มุ่งหน้าขึ้นบนบ้าน เดินลัดหอนั่ง เข้าห้องปิดประตูรวดเร็ว ดูจากอาการและใบหน้า นายแบบที่เดินตามมา จึงเริ่มเข้าใจเหตุผลที่มีมากกว่าคนแถวนี้ไม่คุ้น และยอมทำตามคำสั่ง  หากกางเกงที่เอามาด้วยนั้น ไม่เหมาะจะใส่เล่นน้ำ จะเปลี่ยนเป็นของมูนขนาดดันเล็กไปใส่ไม่เข้า .....ผ้าขาวม้า จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่พึงมี

“นุ่งผ้าขาวม้าแล้วกัน”

“ก็ได้..ว่าแต่ หวงเต้ยใช่ไหม....ไม่อยากให้คนอื่นมองก็บอกมาเถอะ อาการมูนมันฟ้องนะ ” เต้ยพูดขึ้นยิ้มๆ รับผ้าขาวม้ามาถือไว้ แล้วหยิกแก้มมูนเบาๆด้วยความมันเขี้ยว  “หวงก็บอกว่าหวง ไม่เห็นต้องอาย”

“ ไม่ใช่ซะหน่อย ก็บอกแล้วไงว่าคนแถวนี้ไม่คุ้น นุ่งผ้าเสียทีสิ” มูนตอบกลับก้มหน้าก้มตา พยายามกลบเกลื่อน ซ่อนใบหน้าระเรื่อ ทว่ามีหรือที่เต้ยจะไม่เชยคางขึ้น

“ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ทำไมต้องเขิน เหอะทำเป็นปากแข็ง เห็นทีคงต้องใช้อะไรงัดปากเร็วๆนี้” เต้ยยักไหล่พูดขึ้นทีเล่นทีจริง สะบัดผ้าขาวม้าพันรอบตัว แล้วทอดเสียงอ้อนพูดต่อมาว่า “ผูกผ้าขาวม้าให้หน่อยสิ เต้ยผูกไม่เป็น เดี๋ยวหลุด”

“แค่ผูกเป็นปมธรรมดา ขมวดๆเข้าไว้ จะยากอะไรนักหนา”

“ตามใจหน่อยสิ เป็นแขกนะ”

“แขกที่ไม่ได้รับเชิญ”

มูนบ่นกระปอดกระแปดไปตามเรื่อง แต่ก็ยอมทำให้ และในระหว่างที่ผูกปมให้นั้น สายตาก็พลันไปจับจ้องเอากับหน้าท้องแบนราบของเต้ย อีกทั้งหลังมือของตนก็สัมผัสกับไรขนอ่อนๆสีน้ำตาลที่ไล่ลงมาจากสะดือของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ มูนพยายามผูกปมให้เร็วที่สุด จะได้หมดอาการใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ แต่แล้วจู่ๆ ปากร้ายๆ ของนายหมาบ้า ก็พร่ำพูดเป็นบทเป็นกลอนออกมา ชวนให้ชะงักฟัง โดยเว้นคำบางคำไว้ 

“ผ้าขาวม้าผืนนี้มีทีเด็ด
ไว้รอง....เช็ดหน้าและโพกหัว
ถ้าหากมูนอยากลองไม่ต้องกลัว
ถอดจากหัวมารอง....ได้ทันที”

ด้วยความที่มูนดันเป็นคนหัวไวและกลอนมันพาไป คำที่เว้นไว้กลับเติมได้ คล้องจอง รวดเร็วทันใจ   ยอยักษ์ จึงผสมกับเสียง“เอ๊ด” กลายเป็น “ยอสระเอะไม้ไต่คู้ดอ...” ใส่มาให้ครบถ้วนจนสมบูรณ์เสร็จในบทประพันธ์  แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลกลมใสเบิกกว้าง เท่ากับ ไอ้หมาบ้ากระชากผ้าขาวม้าออก สะบัดพรึ่ด ปูลงกับพื้นกลางห้องรวดเร็ว แถมวรรคสุดท้ายยังถูกย้ำอีกครั้ง พร้อมเสียงหัวเราะดังกังวานอย่างสุดเสียง

“ถอดจากหัวมารอง....ได้ทันที ฮะ ฮ่า มามะ มูน มาลองกันซะหน่อย”

มูนไม่คำนึงถึงอะไรแล้ว ขืนชักช้า ผ้าขาวม้าของนายนั่น คงได้ใช้รองตอน.....สมดั่งตั้งใจของมัน ขาทั้งสองข้างจึง พาใบหน้าแดงระเรื่อวิ่งหนีออกจากห้อง ลงไปท่าน้ำอย่างไม่คิดชีวิต

“ไอ้ทะลึ่ง!!!”

“จะหนีไปไหน”

เสียงหัวเราะลั่นยังคงดังตามหลัง เต้ยรีบคว้าผ้าขาวม้ามานุ่งดังเดิม และวิ่งไล่กระชั้นชิดมาเรื่อยๆ จนใกล้จะจวนตัว มูนแม้จะวิ่งเร็วเท่าไร ก็ยังมิเทียมเท่าขายาวๆของหมาบ้าที่ไล่ควด จวบจนวิ่งลงมาถึงท่าน้ำ จึงจำต้องกระโดดลงน้ำหนี และไม่เกินห้าวินาที เสียงตูมดังสนั่นก็ตามมา หมาบ้าจอมหื่นมิยอมปล่อยให้เหยื่อหลุดรอด จากเดิมที่วิ่งไล่ กลายเป็นว่ายน้ำตีกรรเชียงไล่มาแทนเสียนี่

มูนจากที่มั่นใจว่าตนว่ายน้ำแข็ง....ว่ายได้เร็ว
บัดนี้ความมั่นใจนั้นเลือนหาย...เพราะหมาบ้า ว่ายได้เร็วกว่า

นี่น่ะหรือ คนที่บอกว่าตนว่ายน้ำไม่แข็ง....มารยา เสแสร้ง ตลบตะแลง สำแดงให้เห็นอีกครั้ง

“จะหนีไปไหน”

“แล้วไล่ทำไมล่ะ”

เต้ยไม่ตอบอะไร รวบรวมแรงทั้งหมดโผนทะยานสุดช่วงตัว กระโจนคว้าร่างมูนเอาไว้ได้ แขนแข็งแรงจึงทั้งกอดทั้งรัด มูนเองก็ดิ้นสะบัดจนน้ำแตกกระจาย เต้ยบัดนี้ไม่ต่างอะไรกับพระอภัย ที่กำลังซุกไซ้ฟอนฟัดนางมัจฉา และนับว่าเป็นโชคดีที่นางผีเสื้อกับเจ้าสินสมุทรว่ายน้ำไปเล่นกันเสียไกลและไม่มีใครเห็น ด้วยกำลังที่มากกว่า พระอภัยเต้ยจึงเอาชนะได้ในพริบตา ลากมัจฉามูนน้ำว่ายเข้าฝั่งกลับมา เกยตื้นอยู่ริมตลิ่งใต้ร่มต้นลีลาวดี

“เฮ้อเหนื่อยเป็นบ้า....ชอบให้ใช้กำลังนักนะ” เต้ยบ่นขึ้นใช้หลังพิงริมตลิ่ง ระบายลมหายใจหอบแฮ่กๆ แขนทั้งสองข้างยังกอดรัดมูนไว้แน่น ขาแข็งแรงเหนี่ยวรั้งบั้นเอวของมูนมาจนชิดตัว เกยคางวางบนไหล่เปลือย แล้วพูดต่อขึ้นว่า

“แค่ล้อเล่น ทำไมต้องหนี”

“ต้องหนีสิ.....ใครจะโง่อยู่ เล่นถกผ้าขาวม้า ลามก อย่างนั้น” มูนเองใช่ว่าจะไม่เหนื่อย จึงยอมสงบนั่งนิ่งในอ้อมกอดปรับลมหายใจถี่กระชั้นให้เป็นปกติ

“ถกแล้วไง ลามกตรงไหน...ไม่ได้ควักอะไรออกมาโชว์สักหน่อย”

“นั่นแหละ มันก็เข้าข่าย ปล่อยได้แล้ว จะขึ้นไปฟอกสบู่”

มูนสะบัดตัวออกโดยแรง แต่บังเอิ๊ญ บังเอิญมือเจ้ากรรม ดันไปชนหมับเข้ากับลำอะไรบางอย่าง กลางลำตัวใต้ผ้าขาวม้าของคนกอด ครั้นพอจะดึงมือออก คนเกเรมันก็ฉวยโอกาสใช้มือใหญ่กว่ากดมือเล็กๆของมูนเข้ากับกลางลำนั้นมาเสียแน่น มือน้อยๆ จึงไม่มีทางหลุดรอด จำต้องวางแหมะแปะลงอยู่ตรงลำแข็งๆ ดวงตาสีน้ำตาลตื่นตระหนก หวาดหวั่น ยามเต้ยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ขยับมือบังคับให้มูนคลึงเคล้าไปมา

“ลำมหาเสน่ห์ ลองเล่นดูแบบเมื่อคืนหน่อยนะ”

เสียงของเต้ยกล่าวออกมา มันช่างอ้อนเสียนี่กระไร และแท่งลำนั้น ดันเสมือนมีแม่เหล็กดึงดูด ดูดมือให้ติดอยู่กับที่ แม้เต้ยจะคลายมือที่กดทับออกไปแล้ว ครั้นมูนหักใจจะดึงคืนก็ดึงไม่ได้ อำนาจพิเศษบางอย่างบงการให้มือที่กำลังสั่นพร่านั้น  ขยำเคล้าคลึง ไปมาโดยอัตโนมัติ

นี่ใช่ไหมคืออานุภาพ...แห่งลำมหาเสน่ห์ อวัยวะติดใจ ที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุด ในร่างกายชายทั้งมวล
ไม่ควรเลย....ไม่ควร ที่จะไปสัมผัสเล่น เช่นนั้น 

“พะ พอ..ดีกว่าเต้ย เมื่อกี้เต้ยบอกเองนะว่าจะรอคำตอบ ตอนนี้มูนยังไม่พร้อม”

“ไม่พร้อมแต่ทำไมกำแน่นเชียว...เอาออกมาเล่นให้ถนัดๆ มือก็ได้ ไม่ต้องอายหรอก ไม่มีคนเห็น คิดซะว่าจ่ายค่าดอก ก่อนจะคืนต้น”

“ตะ ...แต่”

“ไม่มีแต่.....ช่วยเต้ยหน่อยเถอะนะ มันค้างมาจากเมื่อคืน ทนไม่ไหวแล้ว”

ผ้าขาวม้าถูกแกะปมออกโดยพลัน เผยให้เห็นกางเกงว่ายน้ำสีขาว ที่กลางเป้ากำลังดันนูนเป็นกระเปาะยักษ์จนแทบจะปริขาด  เชือกหูรูดถูกคลายปมและรูดลงมาอยู่ตรงต้นขาอย่างรวดเร็วโดยฝีมือเจ้าของ

ลำมหาเสน่ห์ ดีดผึงขึ้นชี้หน้า ท้าทาย ท่อนลำงามตรงตั้งแต่โคนจรดปลาย มิอาจหักใจเว้นวายชวนลิ้มลอง !!

มูนไม่ใช่พระอิฐพระปูน มูนเป็นมนุษย์คนหนึ่งถึงแม้จะเป็นครูสอนโยคะ ทว่าไม่ได้เป็นพระหรือครูสอนศาสนา ในเมื่ออารมณ์ล้ำลึกถูกกวนตะกอนขึ้นมา มีหรือจะไม่กล้าใช้มือทักทาย เริ่มตั้งแต่ส่วนหัวไล่ไปจนถึงลำตัวแข็งแกร่งที่ผงาดง้ำโผล่พ้นแนวป่าสีน้ำตาลกลางลำตัวของชายเจ้าเล่ห์

มิต้องเอื้อนเอ่ยอะไรกันอีก ร่างกายที่กึ่งแช่อยู่ในน้ำ ครึ่งเกยอยู่บนบกของคนทั้งสองพร้อมใจขยับขึ้น มาบนตลิ่งเต็มตัวใช้โคนต้นลีลาวดีต้นใหญ่เป็นแนวกำบัง  ผ้าขาวม้าที่ถูกถอดทิ้งไว้ ถูกนำมาใช้ปูรอง......สมดั่งตั้งใจ

“ในที่สุดก็ได้ใช้ผ้าขาวม้ารอง”

เต้ยกล่าวทำลายความเงียบ ชวนผ่อนคลายไล่อาการสั่นพร่า และเมื่อรู้สึกว่าพร้อมรบได้ที่ ร่างแน่นสมส่วนแฝงไปด้วยพลังร้อนแรงของเขาจึงเกยตัวขึ้นมาทาบทับรวดเร็ว หากยังพอเว้นช่องว่างให้มูนสอดมือเข้าไปรูดเล่นได้โดยไม่เป็นอุปสรรค  มูนเองก็เริ่มอ่อนยวบยาบลงทันตา ยามเต้ยเริ่มรุกเร้าใช้ฟันขบกัดเบาๆลงมาบนยอดอกที่เลยวัยแตกพานมานาน ทว่ายังคงสีชมพูตัดกับผิวเหลืองลออ

เต้ยไม่ปล่อยให้ขาดตอน ไม่จามเช่นเมื่อคืนอีกแล้ว ลิ้นอุ่นๆของเขาจึงดำเนินงานต่อ ไล่ลงมาตั้งแต่ยอดอกยันท้องน้อย  ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลับขึ้นมาสอดใส่ซอกไซ้เข้าไปในปากงาม ริมฝีปากต่างฝ่ายต่างผลัดดูดเม้มกันอยู่อย่างนั้น  มือสากๆของเต้ยล้วงเข้าไปในกางเกงขาสั้น สอดเข้าไปขยำบั้นท้าย ทักทายไปยังหน้าประตูเมือง 

“ตะ...เต้ย”

มูนก็เพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่าครางกระเส่า เป็นครั้งแรกในชีวิต ก็คราวนี้
ยิ่งมูนครางดังมากเท่าไร ....เต้ยยิ่งอดกลั้นไม่ไหว  อยากจะใช้ปืนใหญ่ของจริงโจมตี

ทว่า...ยังไม่ใช่ตอนนี้ มูนควรต้องหัดรู้จักการสูบบุหรี่มวนใหญ่เสียก่อน

“มูนจ๋า....ลองใช้ปาก แบบที่เราเคยเห็นอีช้างทำดูไหม” เต้ยไม่ยอมเสียเวลาอีกแล้ว พูดจบก็ยกตัวกลับขึ้นมาคุกเข่าคร่อมอกของมูนไว้ กระดกบุหรี่มวนใหญ่มาประจันหน้าลออ

 “มะ...มูนทำไม่เป็นหรอกเต้ย”

“ลองดูนะมูน  มันก็เหมือนดูดไอติมแหละ ...ที่สำคัญ อย่าให้โดนฟันก็พอ นะทำให้เต้ยหน่อยนะ ”

เต้ยออดอ้อนยิ่งกว่าออดอ้อน ชวนให้ใจอ่อน ดวงตาคมวาว เยิ้มอย่างไม่เคยมีให้กับใคร สวรรค์รำไร จะได้เหยียบย่างในอีกไม่กี่วินาที แล้วมันก็เป็นดังคาด

“งั้นลองนิดเดียวนะเต้ย...มูนกลัวคนเห็น” มูนกลัวคนเห็นก็กลัว ....แต่กลัวเต้ยไม่มีความสุขมากกว่า ด้วยความที่รักจนหมดหัวใจ เขาจะขออะไรก็ยอม

“ไม่มีหรอกน่า”

เพียงสิ้นเสียงปลายบุหรี่มวนใหญ่ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่มาจากปากอุ่นๆ และไล่เรื่อยครอบมาจนเต็มส่วนหัว เต้ยทำอะไรไม่ถูกแล้วนอกเสียจากหลับตาพริ้ม อ้าปากคราง ปล่อยเสียงกระเส่าเล็ดรอด ไม่กลัวใครเห็น หรือใครได้ยิน เพราะร่องสวนริมตลิ่งตรงนี้ มันมีแนวกำบังตามธรรมชาติอย่างดี คือต้นลีลาวดีนั่นเอง

ทว่าคิดผิด... เต้ยกับมูนมิรู้หรอก ว่ามีใครบางคน แอบมองอยู่นานแล้ว สปีดโบทที่จอดตรงหัวคุ้งค่อยๆเบือนหัวเรือออกมา พร้อมกล้องส่องทางไกลที่เจ้าของกำลังปรับซูมภาพปรากฏหน้าเลนส์ให้ชัด แม้จะมีกิ่งก้านไม้บังเป็นอุปสรรค คนสอดรู้ก็รู้ว่า อะไรเป็นอะไร มือที่ใช้ถือกล้องทั้งสองข้างบีบกล้องแน่น ก่อนจะเลื่อนมือมาหยิบ อะไรบางอย่างตรงเบาะข้างๆคนขับ แล้วสปีดโบทลำใหญ่ซึ่งจอดทิ้งมาได้สักพักก็ถูกสตาร์ทเครื่องรวดเร็วขับออกไปแหวกน้ำนิ่งแตกเป็นช่อง พร้อมเสียงกัมปนาท ของลูกกระสุน ทำลายความเงียบสงบริมน้ำแลภวังค์สวาทริมตลิ่งสลายลงราบคาบ ชะงักงัน ทันใด

“ปัง!!”

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๑๓ นะคะ
อ้างอิง *นำมาจากเพลงปาหนัน  ทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน คำร้องโดยครูแก้ว อัจฉริยะกุล

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๑๓ คืนวันพระจันทร์เป็นใจ

นกยางและนกกินปลาน้อยใหญ่กระพือปีกบินกันพรึบพรับเหนือยอดไม้ ต่างประสานเสียงร้องระเบ็งเซ็งแซ่ ยามเสียงดังกัมปนาทนั้นแผดขึ้นและยังไม่ทันจะสิ้นสุด ถึงแม้จะดังเพียงแค่ครั้งเดียว หากก็ยังก้องไปทั่วคุ้งน้ำ สร้างความตื่นตระหนกให้กับพวกมันแม้กระทั่งกับมนุษย์อย่างมูนที่กำลังใช้ริมฝีปากงามครอบลงไปบนส่วนหัว ปลายลิ้นเพิ่งจะได้โลมเลียน้ำผึ้งหวานฉ่ำที่กำลังเยิ้มจากปลายบุหรี่ที่กลายเป็นกระบอกปืนใหญ่คับปากไปแล้ว และยังมิทันจะถลำลึกครอบลงไปจนถึงกลางลำอาวุธอันทรงมหิทธานุภาพ ริมฝีปากงามก็คลี่คลายออกเสียก่อน ความตั้งใจที่ครอบปากลงไปจรดโคนพลันสลาย... คายอาวุธที่เต้ยหมายใจใช้ประหัตประหารออกพลันทันใด

“เสียงอะไรน่ะ”

เต้ยเองก็สะดุ้งมิใช่น้อย หากปืนใหญ่ยังคงมิลดราความแข็งแกร่ง ผลุดลุกขึ้นยืนมองหาที่มาของเสียง เมื่อไม่พบแม้แต่วี่แวว จึงถอนหายใจทิ้งตัวลงดังเดิมด้วยความขัดใจ กล่าวต่อมาว่า

“อย่างกับเสียงปืน ห่าเอ๊ย ใครมายิงเหี้ยยิงห่าอะไรแถวนี้ ทำไมไม่ยิงกบาลตัวเองให้มันรู้แล้วรู้รอดวะ มายิงขัดจังหวะคนอื่นเขา กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็ม” คำสบถมีมายาวเหยียด ก่อนหมาบ้าจะทอดเสียงอ่อนลง อ้อนให้พระจันทร์ใช้ปากจัดการกับปืนใหญ่กระบอกงามของเขาต่อ

 “ช่างมันเหอะ....อย่าไปสนใจเลย ทำต่อกันเถอะนะมูนจ๋า”

“ไม่....ช่างมันไม่ได้ นั่นมันเสียงปืน แสดงว่าต้องมีคนอยู่แถวนี้ คงจะเป็นพวกยิงกระรอก บางทีพวกนั้นอาจเห็นเราสองคน พอก่อนดีกว่า ไว้โอกาสเหมาะๆค่อยทำต่อ” มูนพูดขึ้นระรัวเพราะกลัวคนเห็น ปฏิเสธคำร้องขอของอีกฝ่าย แต่มีหรือที่ผู้ชายเอาแต่ใจจะยินยอม

“โธ่...ไม่มีหรอกมูน นี่แหละโอกาสเหมาะแล้ว นะนะ กำลังเคลิ้มเลย อย่าปล่อยให้เต้ยค้าง”

เต้ยอ้อนพร้อมกับแอ่นตัวดันหน้าท้องน้อย เอาปืนใหญ่มาจ่อลงตรงริมฝีปากของมูนอีกครั้ง ถูวนไปมาหมายใจจะให้หลุดหายเข้าไปในปากอีกคำรบ ไม่สนใจอันใดกับที่มาของเสียงปืน เพราะเสียงกระเส่าสำคัญกว่า สวรรค์จะต้องไม่ล่มเหมือนคราวก่อนๆ เสียงดังขัดจังหวะนั้นมันมิใช่อุปสรรคสำหรับเขา  หากนั่นมิใช่ความรู้สึกของพระจันทร์เลยสักนิด

อารมณ์ของเต้ย มักจะสุดโต่งอยู่เสมอ ยามร้ายสุดขั้ว เขาเปรียบเสมือนกับปีศาจ และยามดีสุดขีด เขาคือเทวบุตร อย่าหวังที่จะเห็นความพอดีจากตัวเขา

ยามนี้เขากำลังต้องการ ....และมีหรือที่ความต้องการนั้น จะมีเพียงแค่คำว่า “ธรรมดา”

“พอเถอะเต้ย ขึ้นบ้านกันก่อน มูนสงสัยว่าจะมีคนเห็น”

“ไม่เอา อย่าช้าสิ....อย่าให้ขาดตอน คราวนี้ครอบลงไปให้ลึกๆกว่าเดิมเลยนะ คนดีของเต้ย”

ภวังค์สวาทสลายกลายเป็นความหงุดหงิดเข้ามาแทนที่ทันทียามนายหมาบ้างอแง  ทำตัวเหมือนไม่รู้ความ  แม้จะเป็นครูผู้สอนโยคะ อารมณ์จะเย็นสักเท่าใด มันก็อดไม่ได้ที่ขึ้นเสียง กำราบความกระสัน เสียงนุ่มๆที่เคยกระเส่า เร่าร้อนเมื่อครู่จึงแข็งกระด้างและกร้าวขึ้น อีกทั้งฝ่ามือทั้งสองข้าง ยังใช้ยันผลักท้องน้อยออก เบี่ยงหน้าหนีลำอาวุธกล้าแกร่งที่กวัดแกว่งรอบปากอยู่เนืองๆ

“เอ๊ะ เต้ย ทำไมถึงพูดไม่รู้เรื่อง บอกว่าไม่ก็ไม่สิ ทำตัวเป็นเด็กๆไปได้ เสียงปืนมันดังออกลั่น แสดงว่าต้องคนยิงต้องอยู่แถวนี้ เดี๋ยวเขาก็มาเห็นกันพอดี”

“ก็ช่างแม่งมันสิ มันอยากเห็นก็ให้มันเห็น”

ด้วยความโมโหที่ถูกตวาด เต้ยจึงตอบไปพร้อมอารมณ์กรุ่น หยุดการกระทำ ถอยลำปืนใหญ่ออก ใบหน้าและสายตาที่เยิ้มเคลิ้มสวาทกลับกลายเป็นร้อนผ่าวขึ้นด้วยโทสะรวดเร็ว อารมณ์เอาแต่ใจหวนกลับมาอีกครั้ง เสียงดังกังวานจึงกล่าวต่อเป็นชุดโดยไม่หยุดยั้ง

 “ แล้วทำไมต้องขึ้นเสียงด้วยวะ พูดกันดีๆก็ได้ แค่ขอให้อมต่อแค่นี้ก็ทำเป็นหงุดหงิด”

“ถ้าพูดดีดีเต้ยฟังไหมล่ะ ทำตัวเป็นเด็กๆวัยรุ่น บ้าเซ็กส์จนขึ้นสมอง นิดก็อยาก หน่อยก็ต้องการ เป็นบ้าอะไรของเต้ย มูนไม่ใช่ที่ระบายตัณหาของเต้ยนะ ”

“มูนนั่นแหละเป็นบ้าอะไร จู่ๆก็มาแผดเสียงใส่ เคยสนองตอบเต้ยสักครั้งไหมล่ะเวลาเต้ยต้องการ มันสองครั้งสองคราแล้วนะที่ปฏิเสธ รวมครั้งนี้ด้วยก็เป็นครั้งที่สาม ควรจะถามตัวเองดูก่อนแล้วค่อยมาว่าเต้ย”

สังเวียนสวาทริมตลิ่งใต้ร่มลีลาวดี ล่มลงแล้ว ...สนามอารมณ์ผลุดขึ้นมาแทนที่

เต้ยลืมไปแล้วหรือไรว่ามูนรอเขามานานแสนนาน
สมควรหรือที่จะใช้อารมณ์ร้ายหักหาญ...ดวงฤทัยผู้ภักดี

หากเป็นเมื่อก่อน....ก่อนที่คำว่ารักจะหลุดออกจากปาก เต้ยคงเค้นคอด่าทอขึ้นกูขึ้นมึงเช่นที่เคยทำยามถูกขัดใจและถูกเมินหน้าหนี ทว่าตอนนี้ เวลานี้ เขาทำได้อย่างมากก็แค่ขึ้นเสียง สะบัดตัวออกเก็บปืนใหญ่ที่กำลังลดขนาดลงเหลือเพียงแค่ปืนพกเข้ากางเกงว่ายน้ำ ลุกขึ้นพรวด สะบัดหน้าพรึ่ด

“เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด เคยคิดบ้างไหมว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร  ดีแต่กราดเกรี้ยว หัดฟังเหตุผลซะบ้าง ว่าคนอื่นเขายังไม่พร้อมจะสนองอารมณ์เปลี่ยวของนาย” มูนคงสุดจะทนแล้ว จึงลุกขึ้นยืนโต้ตอบกลับด้วยเสียงดังไม่แพ้กัน 

“เต้ยก็เป็นของเต้ยอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร มูนเองก็เอาแต่ใจตัวเองเหมือนกันแหละ” คิ้วเข้มๆของหมาบ้า เริ่มขมวดเป็นปมยุ่ง ยามตะเบ็งเสียงสวนกลับพระจันทร์

“ตรงไหน”

“ตรงที่ไม่ยอมและอ้างว่ายังไม่พร้อมตลอด ปฏิเสธบ่ายเบี่ยงอยู่นั่นแหละ พอเต้ยทนไม่ไหวก็ทำเป็นขึ้นเสียงใส่ นี่ยังไม่เรียกว่าเอาแต่ใจตัวเองหรือไง”

 “เหตุผลฟังไม่ขึ้น แล้วไหนรับปากว่าจะรอไง เต้ยนั่นแหละเอาแต่ใจตัวเอง”

“แต่มันทนรอไม่ไหว ทำก็ต้องทำให้เสร็จ ไม่ใช่ค้างๆคาๆ...ใช่สิ เต้ยมันโง่ที่มัวเสียเวลารอขอเป็นคนแรกและคนสำคัญ รู้ไว้ด้วยว่า เกรซเขายังไม่เรื่องมากอย่างนี้ตอนเต้ยขอครั้งแรก”

ด้วยความโมโหทำให้เต้ยขาดสติ แม้เคยรับปากว่าจะรอจนมูนพร้อม หากความที่มันค้างกะทันหัน ทำให้อารมณ์แปรปรวนพวยพุ่งอย่างยั้งไม่อยู่ มูนแม้จะเป็นผู้ชาย หากก็ไม่เต็มร้อย และไม่มีทางเข้าใจอารมณ์นั้น  เต้ยจึงพลั้งปากเผลอพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด ประโยคนั้นแม้มันจะไม่รุนแรงดั่งสายฟ้าฟาด แต่มันบาดลงตรงกลางใจของพระจันทร์อย่างดีเยี่ยม

เป็นใครบ้างจะไม่เจ็บ...ยามถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนเก่า
ยิ่งคนเก่าคนนั้น ชนะเลิศไปเกือบทุกประตู ความน้อยใจมันเลยพรั่งพรู หักห้ามกันไว้ได้เสียเมื่อไหร่

“อย่าเอามูนไปเทียบกับเกรซ มูนรู้ตัวดี ว่าสู้เกรซไม่ได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะเรื่องไหน อาจแม้กระทั่งเรื่องอย่างว่า ถ้าสู้ได้คงไม่ต้องรอจนเกือบสิบปี ถ้าเต้ยยังโหยหานัก ก็กลับไปง้อเขาสิ มันคงยังไม่สาย”

จากเสียงที่กร้าวเมื่อครู่กลับลดลงจนเหลือเพียงแค่ปกติ หรือบางทีอาจจะแผ่วลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ รอยรื้นมันขับออกจากทางดวงตาอย่างกลั้นไว้ไม่ได้ ......ทว่าอารมณ์ร้าย ทำให้เต้ยละเลยที่จะสังเกตเห็น อีกทั้งยังแผดเสียงกร้าว ฟังแล้วร้าวไปถึงขั้วหัวใจ

“ไปกันใหญ่แล้วมูน  อย่าปัญญาอ่อนนอกประเด็นที่เราคุยกันได้ไหม สั่งไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าพูดเรื่องกลับไปหาเกรซอีก เต้ยไม่ชอบ”

“เต้ยไม่ชอบ สั่งไม่ให้มูนพูด แต่เต้ยกลับเอามูนไปเปรียบกับเกนหลง มันยุติธรรมสำหรับมูนแล้วเหรอเต้ย ” มูนฝืนเสียงกล่าวขึ้น คล้ายกลืนก้อนแข็งๆที่จุกอยู่กลางลำคอลง ยกมือขึ้นเช็ดหน้า แต่แท้จริงแล้ว แอบปาดน้ำตาที่เริ่มไหลลงมา ก่อนจะอาบแก้มลออ

 “ทำไมถึงงี่เง่าอย่างนี้ อย่าชวนทะเลาะนอกเรื่องได้ไหม... ถามหน่อยเหอะ มันยากลำบากมากนักหนาเหรอ กะอีแค่ยอมเป็นเมียเต้ยเนี่ย ถ้ามันหนักหนาสาหัสนัก เต้ยก็จะไม่ยุ่ง จะไม่แตะ จะไม่รบเร้า ขอเอาอีกเป็นอันขาด และรู้ไว้ด้วยว่าการที่มูนบ่ายเบี่ยงบ่อยๆ จนเกินพอดี มันเริ่มทำให้เต้ยรู้สึกว่า มูนรังเกียจเต้ย ไม่อยากเป็นเมียเต้ย ไม่รักเต้ยจริง ไม่ใช่เพราะกลัวจะให้ความสุขเต้ยไม่ได้อย่างที่เคยพูด”

“อยากคิดอย่างนั้นก็ตามใจ มูนไม่ห้าม” เสียงนุ่มเริ่มเย็นชา มิรู้ร้อนรู้หนาว กล่าวตอบขึ้นนิ่งๆ ....นิ่งเสียจนอีกฝ่ายเต้นเร่า

“เหอะ ไม่มีเต้ยแล้วจะรู้สึก”

“คงไม่รู้สึก เพราะเมื่อก่อนไม่มีก็อยู่ได้”

“ปากดี!!”

สิ้นประโยคนี้เท่านั้นแหละต่างฝ่ายต่างก็สะบัดหน้าพรึ่ด เดินแยกออกจากกันไปคนละทาง ทิ้งผ้าขาวม้าเปียกชุ่มไว้ภายใต้ร่มลีลาวดี ลมยามบ่ายคล้อยมิได้ช่วยพัดพาให้อารมณ์คุกรุ่นจางลงกันเลยสักนิด ทว่ากลับทำให้อารมณ์ร้อนโหมกระพือมาแทนที่เสียนี่ แถมยังทำหน้าที่ลำเลียงหอบเอาคำพูดบางคำที่ผลัดกันทิ้งท้าย เข้าโสตประสาทของทั้งสองได้เป็นอย่างดี

“จะงอนก็งอนไป เต้ยไม่ผิด ไม่ง้อหรอก ”

“ขอบอกว่าใจตรงกัน!!!”

เจ้ามือปืนมันจะรู้ไหมหนา ว่าเสียงยิงขู่ขึ้นฟ้าของมัน  นอกจากจะใช้ “ขัดจังหวะ” ได้อย่างสัมฤทธิ์ผล....ยังทำให้คนทั้งคู่อยู่ในสภาวะ “ขัดใจ” ซึ่งกันและกัน ...อย่างไม่ควรจะเป็น

หมาบ้าเดินลับหายขึ้นบนบ้านไปก่อนแล้ว ส่วนพระจันทร์ดวงน้อยยังคงนั่งปรับอารมณ์อยู่ตรงตีนบันไดท่าน้ำ ใช้ขาทั้งสองข้างกระทุ่มน้ำเล่นระบายความคับแค้นแน่นใจที่มีอยู่เต็มอก สมองยังคงตอกย้ำซ้ำเตือนประโยคร้ายกาจที่เต้ยเอาตนไปเทียบกับเกนหลง สตรีผู้เป็นอดีตของเขา

หากเต้ยยังคงคิดถึงอดีตอยู่อย่างนี้....แล้วปัจจุบันมันจะมีความสุขได้อย่างไร
ฉะนั้น...จงอย่าหมายใจคิดถึงอนาคตเลย !!!

“เกรซเขายังไม่เรื่องมากอย่างนี้ตอนเต้ยขอครั้งแรก”

ทั้งหมดคือตนผิดใช่ไหมที่ “เรื่องมาก” และมาก “จนเกินพอดี” ปฏิเสธเขาทุกที ยามเขาขอมีอะไรกัน

“เป็นอะไรไปอีกยะ มานั่งทำหน้าบูดอยู่ริมน้ำ รอเป่าปี่พระอภัยหรือไง” นางผีเสื้อว่ายน้ำกลับมาจากทางไหนมารู้ เกาะอยู่ปลายตีนท่า ใช้เสียงแปร๋นโกญจนาททำลายความสงบ “พระอภัยไปไหนเสียล่ะ”

“จะไปรู้เขาเหรอ ไม่อยากจะสนใจ คนเอาแต่ใจพรรค์นั้น” มูนตอบไปด้วยน้ำเสียงสะบัดเล็กน้อย เกือบจะพลั้งปากบอกออกไปแล้วเชียวว่า “พระอภัยงอนหนีเก็บปี่ขึ้นบ้านไปแล้ว”

“อ้าวเป็นอะไรกันอีกล่ะ เมื่อกี้ก็เห็นดีๆกันอยู่”

“ไม่มีอะไรหรอก ช่างเหอะ”

“หน้าบูด หน้าตูม อย่างนี้ จะไม่มีอะไรได้ไง คุณเต้ยทำอะไรหร่อนอีก” ช้างเขยิบกายขึ้นจากน้ำกระชับผ้าถุงที่เคียนอกให้แน่นขึ้น แล้วนั่งบนขั้นบันไดหินข้างๆ เอ่ยถามเพื่อนสนิทด้วยความห่วงใย มิต้องบอกก็รู้ว่าเพื่อนรักเงียบอย่างนี้ทีไร สาเหตุก็มักมาจากคุณเต้ยคนเดียว

 “เผื่อฉันจะช่วยได้”

มูนไยจะไม่รับรู้ถึงความปรารถนาดีและความห่วงหาอาทรที่นางพญาคชสารมอบให้เสมอมา ภายนอกของแม่เพื่อนสนิทคนนี้อาจจะดูล้นๆ แก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า ....หากแต่ภายใน คือความรักและความจริงใจที่ตนไม่อาจหาจากผู้ใด ความอัดอั้นตันใจจึงค่อยๆถูกระบายให้เพื่อนสนิทรับฟัง ทว่าการระบายนั้น ไม่ใช่เล่าเรื่องเมื่อครู่ กลับใช้คำถาม...ถามเป็นภาพรวมขึ้นมาแทน

“ช้าง...คนเราถ้าคบกัน จำเป็นด้วยเหรอที่จะต้องมีเซ็กส์เข้ามาเกี่ยวข้อง”

“จำเป็นอย่างมาก แต่มันก็ขึ้นอยู่กับวัยด้วย อย่างวัยเรา เซ็กส์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่จะประคับประคองความสัมพันธ์ให้อยู่ไปตลอดรอดฝั่ง แค่ความรัก ความใส่ใจอย่างเดียวมันไม่พอหรอก”

“หล่อนพูดอย่างกับเป็นแครี่ แบรดชอว์ ใน เซ็กส์ แอนด์ เดอะ ซิตี้ ”

“หร่อนต่างหาก แครี่ แบรดชอว์ ...อย่างฉันเหมาะที่จะเป็น ซาแมนต้า โจนส์ มากกว่า” ช้างกล่าวกลั้วหัวเราะลั่น แล้วหันมาพูดต่อราวกับมีตาทิพย์เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดว่า

“ มูน...หร่อนไม่ใช่ชะนี หร่อนจะมานั่งหวงตัว หวงนั่น หวงนี่อยู่ทำไม ที่ฉันพูดเนี่ยไม่ได้หมายความว่าให้สำส่อน ประสบการณ์โชกโชนเหมือนฉัน แต่ฉันกำลังหมายถึงว่า ชายกับชาย มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย ที่จะมีเซ็กส์กัน ไม่เหมือนชายกับหญิง ซึ่งมีข้อกำหนดทางจารีตเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ในแบบฉบับเรานี้ ทั้งเซ็กส์และความรักมักจะตีคู่สูสีกันอยู่เสมอ บางครั้ง บางคู่ เซ็กส์นำหน้าความรักก็มี...แต่สังคมมันเปลี่ยนไป ผู้หญิงสมัยนี้ก็มักจะลืมๆเรื่องจารีตไปกันบ้างแล้ว”

“ก็ไม่ได้ว่าเสียหาย แค่อยากรู้ว่า รักอย่างเดียวโดยไม่มีเซ็กส์นั้นจะเพียงพอไหม ...แล้วในกรณีที่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่พร้อมล่ะ” มูนเริ่มยิ้มออกได้บ้าง น้ำเสียงกังวลเศร้าๆในตอนแรกจึงกลับนุ่มขึ้นจนเกือบเป็นปกติ

“อีกฝ่ายก็ต้องรอ....แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะไม่พร้อมไปเสียทุกครั้ง ยามที่เขาขอ” ช้างท่าทางคงจะมีตาทิพย์จริงๆ เล่นพูดเอามูนสะดุ้งเฮือก แถมค้อนมาให้เสียอีกขวับ “เซ็กส์น่ะ มันต้องค่อยๆ เรียนรู้กันไป มันก็เหมือนกับคลื่นวิทยุแหละ ต้องปรับ ต้องหา ต้องจูนให้ตรงกันอยู่เสมอ เข้าใจ๊”

“เพิ่งรู้ว่าช้างพูดจามีสาระน่าฟังกับเขาก็เป็น” มูนมองแม่เพื่อนสนิทอย่างทึ่งๆ ใช้น้ำเสียงซื่อๆคล้ายกล่าวชมมากกว่าจะแดกดัน

“อ้าว อีเวรนี่.....น่าคุยต่อด้วยไหมล่ะ” น้ำเสียงแปร๋นๆเกินหญิงของช้าง แปรเปลี่ยนคืนกลับเป็นเสียงห้าวตามเครื่องเพศที่ติดตัวมาแต่กำเนิดทันใด สรรพนามแทนตัวเองและเรียกเพื่อน แปรเปลี่ยนไปตามสภาพอารมณ์ “พอกัน ทั้งมึง ทั้งคุณเต้ย และไอ้เปรม ชอบหลอกด่ากูดีนัก”

“ล้อเล่นน่า....น้องอัยของมูนน่ารักที่สุด” มูนโอบไหล่เอาใจแม่เพื่อนสนิทที่กำลังกระฟัดกระเฟียดแน่น แล้วกลั้นใจถามคำถามที่ตนอยากรู้ ว่าช้างจะมีข้อเสนอแนะอย่างไร

“ช้าง...ถ้าผู้ชายเขายังลืมคนเก่าไม่ได้ แล้วเอาเราไปเปรียบเทียบ เราควรจะทำอย่างไร”

คำว่าเพื่อนสนิท...ที่ว่า มองตาก็รู้ใจ ฉายชัด แม้ไม่ต้องเอ่ยอะไรมาทั้งหมด เพื่อนไยจะไม่เข้าใจเพื่อน นี่ใช่ไหมคือประเด็นกลัดกลุ้มประเด็นหลักที่เพื่อนกังวลหนักอยู่ตอนนี้

ภาพ “เกรซ” ลอยหรา ตีขนาบขึ้นมาเคียงคู่ภาพ “มูน”
สองคน สองบุคลิก....หากที่เหมือนกัน คือมองได้อย่างไม่วางตา

ทว่า จริต และมารยา ผู้ชายอย่างมูน จะหาจากไหน คงไม่แปลกที่ “คุณเต้ย” จะยังหลง และเอาสองคนมาเปรียบเทียบ ฉะนั้น มูนจำต้องเรียนรู้...วิธีการมัดใจ ให้ยิ่งกว่าอิสตรี

“จำคาถาที่กูสอนได้ไหม”

“คาถาอะไรของหล่อน” มูนทำหน้าฉงนระคนสงสัย ช้างเคยสอนคาถาอาคมขลังอะไรให้ที่ไหนกัน

“อ้าว อีนี่มึงทำเป็นลืม ...เดี๋ยวกูจะทวนให้ฟังแล้วกัน รับรองถ้ามึงทำตาม คุณเต้ยไม่หนีไปไหนหรอก ขึ้นอยู่กับว่ามึงจะทำหรือเปล่า” นางพญาคชสาร กระแอมกระไอก่อนจะร่ายบทพระคาถา เป็นภาษาบาลีพร้อมคำแปลว่า


“สามีจิปฏิปันโน เพศชายเป็นผัวเราได้ จงปฏิบัติต่อผัวให้ดี
อัญชลีกรณีโย ควรคู่แก่การยกย่องกราบไหว้สักการะ”


“ไม่มีทาง!!! เราจะไม่ทำแบบนั้นกับคุณเต้ยของช้างเด็ดขาด” มูนสวนขึ้นทันควันทันทีที่นางคชสารสาธยายจบ ปากหนอปากบอกช้าไปอย่างนั้น....หากใจนี้สิสำคัญ รับมั่นเก็บพระคาถามาไว้กับตัว

“งั้นก็เรื่องของมึง...นี่แหละเคล็ดลับของกู”

มูนไม่สนใจอันใดอีก เขกกระโหลกนังเพื่อนสนิทด้วยความหมั่นไส้ ผลุดขึ้นจากตีนท่า เดินดุ่มๆขึ้นบ้าน และเมื่อกลับเข้าห้องนอนมาก็เห็นหมาบ้า ยืนแต่งตัวอยู่หน้ากระจกโบราณบานใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว อารมณ์แม้จะเย็นลง หากความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างทำให้ต่างฝ่ายต่างพร้อมใจกันสงวนไว้ซึ่งทีท่าและใบหน้าที่เชิด.....พระจันทร์ทำเสมือนหมาบ้าไม่มีตัวตน และหมาบ้าก็แสร้งมองไม่เห็นพระจันทร์ ไม่เห่าไม่หอน เฉกเช่นเคย

พี่ไม่พูดน้องไม่มองต่างเมินหน้า     มิสบตาต่อกันชวนใจหาย !!!

ทั้งสองยังคงเงียบกริบ บทสนทนามิถูกเปิด นายหมาบ้าอารมณ์เริ่มลดลงมาบ้าง จนเหลือเพียงโทสะที่จับรำไรไม่ท่วมท้นเหมือนตอนแรก แม้จะแสร้งไม่มอง หากปลายสายตาคมวาวก็แอบชำเลืองในที  ใจหนึ่งอยากจะคว้าตัวพระจันทร์เข้ามากอดไว้ แต่เมื่อครู่หลุดปากไปว่า จะไม่แตะไม่ต้อง ให้มูนมัวหมอง จึงไม่ทำ แม้ยามเดินสวนกันภายในห้องก็ตาม

‘หวงตัวนัก...ก็จะไม่ยุ่ง ใช่สิ เรามันน่ารังเกียจ’

เต้ยเปรยขึ้นในใจ หยิบบุหรี่กลีบบัวเตรียมเปิดประตูออกไปสูบข้างนอก พร้อมกับหยิบแบล็คเบอร์รี่ขึ้นมาเพื่อตั้งสเตตัสระบายความในใจ แต่ดันลืมไปว่าแบตหมด และที่สำคัญชาร์จเจอร์ก็ไม่ได้เอามาเสียด้วย บทสนทนาจึงจำต้องเปิดขึ้นก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ยืมชาร์จเจอร์บีบีหน่อยสิ”

“อยู่ในลิ้นชักข้างเตียง”

“ยังมีปากพูดอยู่อีกเหรอ” น้ำเสียงกังวาน หนักหน่วงจงใจแดกดันลอยขึ้น แต่เจ้าของบ้านก็ยังไม่ยอมหันมามอง และต่อปากต่อคำต่อ เต้ยจึงเดินไปหยิบหมอนบนเตียงมาหนีบไว้ก่อนจะเดินไปที่ลิ้นชัก และคราวนี้มันก็ได้ผล เสียงนุ่มเย็นทว่าปลายตวัด ถามขึ้นทันใด

“จะหมอบหมอนไปไหน”

“คืนนี้จะไปนอนกับมอส ไม่อยากนอนนี่ เพราะมีคนเขารังเกียจ”

คนปากร้ายเอาแต่ใจ กลายเป็นคนกระเง้ากระงอด ร้องเรียกความสนใจ จนดวงตากลมโตน้ำตาลใส หันขวับขยับเท้าเดินเข้ามาหา แต่หมาบ้าก็ยังแกล้งเมิน ในใจลึกๆนั้น นึกยิ้ม คิดว่าพระจันทร์จะห้าม เอ่ยปากง้อ ทว่าผิดคาด

“อย่าลืมเอาผ้าห่มไปด้วย ห้องมอสไม่มีผ้าห่ม แล้วชาร์จเจอร์ใช้เสร็จก็เอามาคืน จะใช้ต่อ”

มูนพูดจบก็ไม่มองหน้าสนใจอะไรอีก เดินเข้าหลังพรึงไม้แกะสลัก เข้าไปอาบน้ำล้างน้ำคลองในห้องน้ำทันที ทิ้งให้เต้ยยืนโมโหระคนหงุดหงิดทำหน้าไม่ถูกอยู่กับที่อย่างนั้น

“โธ่โว้ย...จ้างให้ ก็ไม่ง้อก่อนหรอก”

เมื่อมูนเดินลับเข้าไปและไม่มีทีท่าว่าจะออกมาง้อ หมาบ้าจึงควานหาชาร์จเจอร์ในลิ้นชักข้างเตียง ลิ้นชักที่มีอยู่หลายชั้น...แล้วมันชั้นไหนกัน ครั้นจะอ้าปากตะโกนถาม ทิฐิร้ายๆ ทำให้ต้องสงวนปากสงวนคำ

“เปิดมันแม่งหมดทุกชั้นแหละ รอชาร์จแบตก่อนเหอะ จะดูสิว่าถ้าเจอคุณหลวง จะหยิ่ง เล่นตัวได้อีกสักเท่าไร”

เต้ยไม่รอช้าลองเปิดลิ้นชักแรกขึ้น ก็พบแต่หนังสือกับพวงกุญแจรูปพระจันทร์ แล้วจึงลองเปิดลิ้นชักที่สองปรากฏว่ามันล็อค ท้ายสุดลองเปิดลิ้นชักอันสุดท้ายจึงพบชาร์จเจอร์ตามที่ต้องการ แว่บแรกเมื่อได้ของก็ตั้งใจจะเดินออกไป หากแต่ความอยากรู้บางประการ ทำให้คิดวนเวียนสงสัย ว่าในลิ้นชักที่ล็อคไว้มันมีอะไรซ่อนอยู่

“มีอะไรสำคัญนักหนาถึงกับต้องล็อค ขอใช้สิทธิ์ว่าที่ผัวในอนาคต เสียมารยาทค้นหน่อยเหอะ”

เต้ยเปรยกับตนเอง ก่อนจะหาทางงัดแงะ ทว่าทำอย่างไรก็เปิดไม่ออก จึงลองเสี่ยงหยิบเอากุญแจจากลิ้นชักแรกมาลองไขดู และมันก็เหมือนกับสวรรค์เป็นใจ เพียงแค่ดอกแรกที่เสียบเข้าไป ก็ใช้ไขล็อคนั้นได้พอดี และภายในลิ้นชักต้องสงสัยก็ปรากฏบางสิ่งวางไว้ท้าทายแก่สายตา

“ดอกกุหลาบแห้ง!!”

แค่ซากกุหลาบ ที่จริงไม่ควรมีความสลักสำคัญอันใด.....ทว่าการเก็บรักษาไว้ ทำให้ต้องสนใจ... คิ้วที่ขมวดเป็นปมอยู่แล้ว จึงขมวดแน่นยิ่งกว่าเดิมพร้อมกับคำถามแรกที่ผลุดขึ้นมาทันใด

“ไอ้เหี้ยตัวไหนให้กุหลาบมาอีก ถึงกับต้องเก็บรักษาอย่างดี”

ที่ว่าเก็บรักษาอย่างดีนั้น คือดีเยี่ยม ไม่รู้ว่ามูนเก็บอย่างไร เพราะใบและกลีบดอกยังคงอยู่ครบถ้วน ทว่าสีห่างหาย กลายเป็นกลีบสีน้ำตาลแห้ง ยากจะรู้ว่าเคยเป็นสีอะไรมาก่อน หากแต่โบว์ที่ผูกไว้ตรงก้านยังคงสีสดใสไม่มัวหมองไปตามกาลเวลา

‘คงจะเก็บมานานหลายปี ของไอ้อั๋นหรือเปล่า ทิ้งแม่งเสียดีไหม’

แว่บแรกของความคิด อยากจะหยิบกุหลาบแห้งดอกนั้น เขวี้ยงทิ้งออกทางหน้าต่าง แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับบอกให้เขาเพ่งมองให้ดูชัดๆ จนเห็นสติ๊กเกอร์รูปหัวใจเขียนไว้ว่า แฮปปี้วาเลนไทน์ แปะไว้ตรงใจกลางโบว์ทำให้รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า ครั้งหนึ่งของวันวาเลนไทน์เขาก็เคยแปะสติ๊กเกอร์แบบนี้เช่นกัน และมอบกุหลาบสีขาวดอกหนึ่ง แทนสีชมพูทั้งช่อ ให้กับคนที่เขาซ่อนซึ้งไว้ในลิ้นชักที่ลึกที่สุดของหัวใจ 

‘เอาดอกนี้ไปแทน....และอย่าไปสนใจช่อนั้นอีก ถึงแม้มันจะแค่ดอกเดียว แต่มันก็สวยและมีค่ากว่าไอ้กุหลาบห่าเหวสีชมพูช่อนั้นทั้งช่อ รับไปและรับปากด้วยว่า คืนนี้จะไม่ไปกับไอ้อั๋น’ 

ความทรงจำถูกทบทวน แม้กระทั่งเสียงของคุณป้าคนขาย ‘รับรองให้ใครเขาก็หันมามอง แม้คนไม่เคยมอง เอาไปให้เขาก็ต้องหันกลับมาชายตา’

มันจะเป็นไปได้ไหม....ที่กุหลาบขาวดอกนั้น คือกุหลาบแห้งดอกเดียวกันนี้!!!
ถ้าใช่ สิ่งที่คุณป้าคนขายพูด...........มันเป็นความจริง

จู่ๆอาการวาบกลางอกก็พลันบังเกิด แลไล่ขึ้นสู่ผิวหน้าจนร้อนผ่าว ใบหน้าขาวเปลี่ยนสีเป็นแดงระเรื่อเจือชมพู สายตาคมวาวเริ่มพร่ามัวด้วยรอยรื้นใสๆ หากยังพอเห็นชัด ชัดเสียจนเห็นว่าใจกลางสติ๊กเกอร์เขียนชื่อบางชื่อไว้ และชื่อนั้นมันก็ทำให้รอยยิ้มของเขาคลี่กระจาย คลายคิ้วขมวดเป็นปมออกรวดเร็ว

หมาบ้า...ได้คำตอบแล้วว่า เจ้าของกุหลาบแห้งดอกนี้นั้น มันคือ ไอ้เหี้ย ตัวใด

“กะ กุหลาบขาวของเรา .....กุหลาบขาวของเรา พระจันทร์ของเต้ย ยังเก็บเอาไว้หรือนี่ นึกว่าวันนั้นจะทิ้งไปแล้ว”

เต้ยพูดอะไรต่อไปไม่ถูกอีกต่อไปแล้ว หยิบกุหลาบแห้งขึ้นมาแนบอก  บรรจงจูบลงไปกลางดอกอีกครั้ง ก่อนจะวางคืนลงไปที่เดิม พร้อมความตื้นตันใจจนเกินจะบรรยาย

นี่แสดงให้เห็นว่า....มูนรักเขาจริง ไม่ทิ้งแม้แต่สิ่งที่เขามอบให้

และข้างๆกันนั้น เขาก็เห็นกล่องกำมะหยี่เปิดเผยอไว้ ความจริงไม่ควรจะละลาบละล้วงต่อไปอีก หากรูปบางรูปที่ตัดไว้เป็นรูปหัวใจแปะไว้อยู่หน้ากล่อง มันทำให้เขาต้องเปิดออกดู เพราะมันเป็นรูปของเขาตอนอยู่มอหนึ่งนั่นเอง

หากนั่นยังไม่เท่ากับของที่อยู่ภายในกล่อง ซึ่งทำให้เขาตื่นตะลึงยิ่งกว่าดอกกุหลาบแห้ง เพราะมันคือรูปถ่ายปึกใหญ่ ที่บัดนี้ถูกหยิบขึ้นมาถืออยู่ในมือและมันน่าแปลกเสียยิ่งนัก เพราะฝ่ามือที่เคยแข็งแรงกลับสั่นพร่ายามจับต้อง....สั่นเสียจนรูปทั้งปึก ร่วงลงกระจัดกระจายลงกับพื้น เป็นจังหวะเดียวกันกับรอยรื้นที่เคยมีแค่ปริ่มๆริมขอบตา แปรเปลี่ยนเป็นไหลริน


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
น้ำตาลูกผู้ชายที่น้อยครั้งจะมี ....บัดนี้มันกลั้นไว้ไม่อยู่ เพราะรูปที่เห็นอยู่นั้น มันเป็นรูปของเขาทั้งหมดในอิริยาบถต่างๆกัน คนเก็บต้องอาศัยความพยายามในการรวบรวม แสดงถึงความตั้งใจจริง และรูปทุกใบก็เขียนที่มาไว้ด้านหลังจนเขาตะลึง ใครจะคาดคิดว่ารูปธรรมดาๆ แต่สะสมและเก็บรักษาด้วยหัวใจ จะมีฤทธานุภาพขนาดนี้

“เต้ยชู๊ตลูกโทษตอนมอสี่”......“ตอนเต้ยไปเข้าค่าย ร.ด.” .... “ตอนไปทัศนศึกษาที่อยุธยากับเต้ย” ......ฯลฯ

 ความกังขาทั้งมวลสิ้นสุดลง ว่ามูนรักเขาจริงหรือไม่ ....รูปทั้งปึกนี้อีกทั้งดอกกุหลาบคือคำตอบได้เป็นอย่างดี
และนี่ก็คงได้อีกหนึ่งคำตอบ ว่าที่มูนเคยบอกว่ารักเขามานานแล้ว มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไร ถ้าหากเขาสังเกตดีๆสักนิด มองตาสีน้ำตาลโศกให้ลึกๆลงไปอีกหน่อย เขาคงได้พระจันทร์ดวงน้อยนี่มาตระกองกอดไว้นานแล้ว

หากฉันเพ่งมองตาเธอให้ลึกหน่อย
อย่างน้อยอาจทำให้ต้องเฉลียวใจ
ว่ามีความหมายใดซ่อนในดวงฤทัย
บ่งบอกความในใจ ที่ดวงตา

หากรู้ว่ารักเจ้ายังหลีกเร้นหลบ
ถ้าพบจะพาดวงใจเปี่ยมรักมา
แอบอารมณ์ละมุนอุ่นไอรักชักพา
ให้วิญญาสองเรารื่นสราญ *

“รูปของเรา มูนเก็บรูปของเรา” เต้ยเว้นวรรคกลั้นสะอื้น ฝืนพร่ำกับตัวเองต่อไปว่า “ ไม่คิดเลยว่ามูนจะรักเรามากถึงขนาดนี้ เราร้ายกับมูน มูนก็ยังรักเรา ยังรอเรา.... เรานี่มันเลวจริงๆ มูนจ๋าเต้ยขอโทษ”

ความตื้นตันผสานความเสียใจยังคงพรั่งพรู เสียงสะอื้นแม้จะกลั้นไว้ ทว่ายังเล็ดรอด
ตื้นตัน....ในความรักที่มูนมอบให้  เสียใจ....ในความร้ายกาจ ที่สร้างไว้ไม่หยุดหย่อน

ทั้งคำพูด ทั้งกริยา ที่ผ่านมา เขาทำตัวสมกับความรักที่มูนมอบให้แล้วฤา  หากเขายังเป็นอยู่อย่างนี้ พระจันทร์จะเชื่อใจไหมให้ดูแล คำสัญญาที่ให้ไว้ต่อหน้าคุณยาย จึงถูกทบทวนอีกครั้ง หลังจากที่อารมณ์บ้ากลบเสียมิด

“เต้ยสัญญาจะมาดูแลพระจันทร์ในใจ ดวงนี้ดวงเดียวอย่างดีที่สุด ด้วยชีวิต และเกียรติยศของ อัครพงศธร”

มูนมีแต่ความรักบริสุทธิ์ยิ่งกว่ากุหลาบขาวโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ไม่เหมือนกับเขาที่จ้องแต่จะตักตวง เขาต่างหากคือคนเอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว ปล่อยให้อารมณ์บ้าครอบงำ และควรเป็นคนง้อ แต่จะง้ออย่างไรเล่า รอให้มูนออกมาจากห้องน้ำ แล้วกอดขอโทษเหรอ มันคงไม่สาสมกับความผิดที่เขากระทำ

“ไหนๆ ก็เล่นเป็นคุณหลวง....ก็คงต้องง้อแบบวิธีของคุณหลวง พี่จะไม่ปล่อยให้แม่มณี โกรธพี่อีกเป็นอันขาด”

เต้ยเมื่อคิดวิธีได้จึงรีบปาดน้ำตาตนเองโดยแรง เก็บรูปทั้งหมดลงใส่กล่องกำมะหยี่วางทุกอย่างคืน ณ ที่เดิม ปิดล็อคลิ้นชัก โยนหมอน เสียบชาร์เจอร์ วิ่งออกจากห้อง ลงไปยังท่าน้ำอีกครั้ง ตะโกนลั่นคลองมองหาตัวช่วยคือเจ้ามอสน้องชายตัวน้อย

“มอส น้องมอสอยู่ไหนครับ....ขึ้นจากน้ำหรือยัง พี่มีเรื่องสำคัญให้ช่วย”

“ครับพี่เต้ย มอสอยู่นี่”

เจ้ามอสขานรับ แว่วๆ มิรู้ว่าเล่นซ่อนแอบหนีแม่ผีเสื้อของมันอยู่ตรงไหน สักพักเสียงตูมกระโดดน้ำก็ดังขึ้น พร้อมร่างของเจ้าสินสมุทรว่ายลอยคอเข้ามาหารวดเร็ว

“มีอะไรเหรอครับพี่เต้ย”

“พาพี่ไปหาดอกไม้หน่อย พี่จะเอาไปง้อแม่มณี”

สปีดโบทที่แล่นมาด้วยความเร็ว เริ่มชะลอเบาเครื่องยนต์กระหึ่มก่อนเข้าจอดเทียบท่าของรีสอร์ทริมน้ำชื่อดัง พนักงานที่อยู่บริเวณนั้นรีบเข้ามากุลีกุจอช่วยจับหัวเรือไม่ให้เบนออก ใบหน้าที่บอกบุญไม่รับของคนขับก้าวขึ้นมาทันทีที่เรือจอดนิ่ง ทำให้หลายๆคนก้มหน้างุดๆ ต่างแอบกระซิบกระซาบ ไม่กล้าสบตาและทักทาย

“นายอารมณ์ไม่ดี ระวัง”

“เฮ้ย...นายพกปืนด้วยนี่หว่า สงสัยไม่ใครก็ใคร คงโดนยิงไส้แตก เห็นว่าเมื่อคืนมีเรื่องนี่” เจ้าคนพูดคนนี้ท่าทางจะรู้ดีกว่าใครๆ เรื่องของนายมักเป็นเรื่องสนุกปากอยู่เสมอ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง  หากเวลาคุยต้องระวัง มิฉะนั้น มันนั่นแหละคงจะโดนยิงไส้แตกเสียเอง

“นาย” ที่พนักงานเรียก ก้าวเดินฉับๆไม่สนใจใครแม้กระทั่งจะหยุดทักทายแขกบริเวณล๊อบบี้ และเมื่อพนักงานเห็น ลักษณะพายุตั้งเค้าอย่างนี้ ต่างก็หลบตัวลีบกันเป็นแถว เพราะกลัวโดนลูกเหวี่ยง  แต่ก็ยังมีบางคนกล้าเข้ามาขวางทางพายุ

“ก้อง....แม่มารอทานข้าวด้วยตั้งนาน ไปไหนมาลูก”

ก้องหยุดกึกทันใด แอบระบายลมหายใจด้วยความหงุดหงิด ยามเจ้าของเสียงหวานเจือไว้ด้วยความห่วงใย ฉุดรั้งต้นแขนให้ยุติการเดิน ทว่าเวลานี้ ตอนนี้ เขาไม่อยากจะพบใคร หรือคุยกับใคร แม้กระทั่งแม่ของเขาเอง

“ทีหลังแม่ก็โทร.ถามก้องก่อนสิครับ จะได้ไม่ต้องมารอ พอดีก้องไปหาลูกค้าข้างนอกมา” เสียงของก้องมิมีกระแสหวาน อ่อนโยนเลยสักนิดยามกล่าวตอบ ก้องมิรู้หรอกว่าหัวใจที่พองโตคับฟ้ายามเห็นหน้าลูก จะฟีบลงรวดเร็วยามได้ยินน้ำเสียงเย็นชาของเขา

“แต่แม่เช็คกับเลขาก้องแล้วนี่ เห็นว่าวันนี้ก้องว่าง แม่คิดถึง มานั่งทานข้าวกับแม่เถอะนะ เนี่ยเดี๋ยวคุณพ่อ พี่กัน กับพี่กานต์ เขาจะตามมาด้วย เราจะได้ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกซะที”

คุณกมลาโอบลูกชายแน่น ด้วยความคิดถึง แต่ลูกชายมิได้รู้สึกไปในทางเดียวกันเลยแม้แต่น้อย ร่างโปร่งสมส่วนจึงยอมให้กอดพอเป็นพิธี ไม่โอบตอบสตรีผู้เป็นแม่เลยเสียด้วยซ้ำ แถมยังฝืนร่างกาย ดันออกมาเพื่อรักษาระยะห่าง เสมือนไม่ต้องการอ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในชีวิตของมนุษย์พึงจะได้รับ

สตรีไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือสูงส่งขนาดไหน ต่างก็มีสำนึกที่เหมือนกันคือความเป็นแม่....ผู้รักลูกอย่างที่สุด
ความรักยิ่งใหญ่ที่มอบให้ ไม่เคยต้องการสิ่งใดตอบแทน  นอกเสียจากกอดแม่คืนแน่นๆ เท่านี้ แม่ก็ชื่นใจแล้ว


ทว่าก้อง ไม่เคยทำเช่นนั้นเลย ....หากเขาก้มหน้าลงมามองแม่สักนิด
สีหน้าสลดระคนน้อยใจของแม่ ย่อมปรากฏแก่สายตา

“ก้องไม่หิว แม่ทานกับคุณพ่อและลูกชายสุดที่รักของแม่อีกสองคนไปเหอะ ก้องปวดหัวขอตัวก่อนนะครับ” ก้องผละออกจากอ้อมอก โดยไม่คำนึงถึงว่า แม่จะรู้สึกอย่างไร น้ำเสียงที่ใช้ยังคงหงุดหงิด อย่างไม่ควรกระทำ

“ดะ เดี๋ยวสิก้อง ....นั่นหน้าตาไปโดนอะไรมาลูก ไหนมาให้แม่ดูหน่อยสิ”

แม้ลูกชายจะร้ายกาจ หากความห่วงหาอาทรจากผู้เป็นแม่อย่าง “คุณกมลา” กลับไม่ได้ลดทอนลงเลยสักนิด รอยฟกช้ำบนใบหน้าของลูกชาย ทำให้คุณกมลาอยู่เฉยได้เสียที่ไหน ทว่าความปรารถนาดีอันบริสุทธิ์ กลับถูกปฏิเสธ และถูกมองเป็นความวุ่นวาย น้ำเสียงหงุดหงิดปนรำคาญเต็มที่จึงลั่นดังไปทั่วทั้งล๊อบบี้ จนทุกๆสายตาหันมามอง

“แม่เลิกวุ่นวายกับชีวิตก้องเสียทีได้ไหมครับ ก้องโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ จะไปทำอะไรมาก็เรื่องของก้อง”

“แม่เป็นห่วงนี่ลูก...แม่ทายาให้ดีกว่านะ เหมือนตอนเด็กๆที่ก้องหกล้มไง” คุณกมลายังคงฝืนเสียงกล่าวขึ้น แม้ใบหน้าจะชาและน้ำตาเริ่มปริ่มๆ ร่างบางสั่นพร่า ด้วยเพราะหัวใจภายใน แตกสลายไม่มีชิ้นดี

ลูกชายคนเล็ก...ที่รักอย่างสุดหัวใจ ผู้ที่เคยออดเคยอ้อนตนไปอยู่เสียที่ไหน
ใครก็ได้...ช่วยตามลูกชายน่ารักคนนั้น กลับมาที

“ก้องอยากอยู่คนเดียว ได้ยินไหมครับก้องอยากอยู่คนเดียว อย่าเพิ่งกวนก้อง”

สิ้นเสียงกร้าว ก้องก็เดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะหันหลังเหลียวกลับมามอง ความผิดหวังไม่ได้ดั่งใจ และไม่ได้รับรักตอบทำให้ไม่สบอารมณ์และพาลลงเอากับคนใกล้ตัว ก้องมัวแต่ไขว่คว้าหาคนที่เขารัก...จนลืมไปแล้วว่ามีคนรักเขามากที่สุดยืนร้องไห้อยู่ข้างหลัง นั่นก็คือแม่ของเขาเอง

“เขาคงอารมณ์ไม่ดี ฉันมาผิดจังหวะ ฉันผิดเอง...ฉันเลี้ยงลูกผิดเอง” คุณกมลาใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ฝืนยิ้มเปรยขึ้นเบาๆกับเลขาผู้ติดตาม แล้วหันหลังเดินออกจากล๊อบบี้ สายตาหลายๆคู่แสดงความเห็นใจ ออกมาอย่างเห็นได้ชัด หากแต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอดความคิดเห็นในเรื่องครอบครัวของนายหรือเข้ามาช่วยปลอบใจเลยสักคน

ก้องเดินเข้าบ้านพักส่วนตัวด้วยอารมณ์หงุดหงิดเหลือจะกล่าว เก็บปืนพกเข้ากับซองซ่อนไว้ดิบดี ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงหนานุ่มด้วยความขัดใจ

“ไอ้เต้ย...วันนี้ฉันยิงนายตายห่าเสียก็ดี” ก้องเปรยขึ้นด้วยความคับแค้น ภาพบางภาพหลังเลนส์กล้องส่องทางไกล ยังคงติดตา สร้างความโมโหอย่างถึงขีดสุดมาจนบัดนี้ ที่ผ่านมาอยากได้ใครก็ต้องได้ มิเคยมีเสียแหละที่จะถูกปฏิเสธ “ถ้าไม่มีนายสักคน ...มูนคงรักเราแน่”

ใบหน้าฟกช้ำยังคว่ำเป็นม้าหมากรุก เจ้าอัศวินหน้าตี๋ แค้นใจอย่างไม่เคยเป็น แบล็คเบอร์รี่ถูกใช้ต่อสายถึงปลายทางทันใด ทันทีที่มีสัญญาณรับสาย เสียงเขาก็กรอกเสียงลงไปและมิทักทายตามมารยาท

“เกรซ เธอควรจะมาพาผู้ชายของเธอกลับไป”

“เต้ยไม่ใช่ผู้ชายของเกรซแล้ว เขามีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้” เสียงใสจากปลายทางตอกกลับมา แทบจะทำให้อัศวินหน้าตี๋ลุกขึ้นมาเต้นเร่าๆ

“เกรซไม่เดือดเนื้อร้อนใจเลยหรือไง ที่แฟน....”

“เขาไม่ใช่แฟนเกรซแล้ว เลิกโวยวาย แล้วหาทางพิชิตใจมูนแข่งกับเต้ยดีกว่า มัวแต่ใช้อารมณ์นำหน้าสมองอย่างนี้ จะมีทางสู้เต้ยได้เหรอ” เกนหลงแผดเสียงแหวขึ้นมาบ้าง แล้วเว้นวรรคเพียงครู่ ปรับอารมณ์ เอื้อนเอ่ยต่อมาชัดถ้อยชัดคำ

 “ บทบาทของเกรซคงจะหมดลง และเกรซจะไม่ยุ่งวุ่นวายเรื่องอะไรของเต้ยเขาอีก เพราะเกรซจัดบทเรียนไว้ให้เขาแล้ว ชีวิตใหม่กำลังรอเกรซอยู่ข้างหน้าที่ฝรั่งเศส เกรซไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไร้สาระอีก...... โชคดีนะก้อง”

“อะไรนะ เดี๋ยวสิ เกรซ...โธ่โว้ย อีบ้า”

ก้องพูดมายังไม่ทันจบ เกนหลงก็กดตัดสายทิ้งเสียแล้ว หญิงสาวนั่งระบายลมหายใจพรั่งพรู พยายามไม่คิดเรื่องอันใดอีก โดยเฉพาะเรื่องของเต้ย ที่ก้องกำลังหาทางใช้ตนเป็นเครื่องมือ และตนก็ได้จัดบทเรียนชุดใหญ่ทิ้งท้ายไปให้แล้ว ในระหว่างที่คิดอะเพลินๆ จู่ๆเสียงไอโฟนก็ดังขึ้น พอหยิบมาดู เกรซก็แทบจะโยนโทรศัพท์ทิ้ง 

“นายหมวด จะโทร.มาทำไมอีก ไม่รู้เรื่องหรือไง”

และคงไม่ต้องสงสัยว่าเกนหลงจะกดรับสายหรือตัดสายทิ้ง

เกนหลงนั่งครุ่นคิดเหมือนเดิมอีกสักพัก ก่อนจะใช้ไอโฟนต่อสาย เจรจาความต้องการกับปลายทางทันใด  “ดิฉันเกนหลงค่ะ ช่วยจัดการเลื่อนตัวเครื่องบินให้เร็วขึ้นหน่อยได้ไหมคะ ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี...ขอบคุณค่ะ”

เกนหลงเจรจาทางปลายสายอีกสองสามประโยค  จนท้ายสุดเสียงตอบรับ กล่าวว่าทุกอย่างเรียบร้อย หญิงสาวจึงยิ้มกว้างออกมาได้

“วันพรุ่งนี้ฉันก็จะหมดปัญหาวุ่นวายที่นี่เสียที.....ลาก่อนประเทศไทย”

มุมหนึ่งของศาลาริมน้ำยามมืด มีเพียงแสงไฟสลัวๆ ของบ้านเรือนตามริมคลองสาดส่อง อีกทั้งแสงจันทร์สีนวลที่กำลังทอประกาย ฉายให้เห็นชายหนุ่มนั่งทอดอารมณ์อยู่เพียงเดียวดาย ปลายบุหรี่กลีบบัวสว่างวาบแดงจ้า ควันสีเทาลอยตรลบอบอวลเจือไว้ด้วยกลิ่นหอมกรุ่น เสียงจักจั่นเรไรเริ่มซาลงไม่กระหึ่มเท่าตอนหัวค่ำ คล้ายเซเรเนดเบาๆเคล้าลมริมน้ำเย็นๆ พัดมาแล้วพัดเลยลอยไป ทำเอาขั้วหัวใจสั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็น หากบรรเทาลงได้ ด้วยกลิ่นมะลิซ้อนช่อใหญ่ที่ถือไว้อยู่ในมือ

เสียงวิ่งแท่ดๆดังมาแต่ไกล ก่อนเจ้าของฝีเท้าจะโผล่หน้าขาวๆโปะเต็มไปด้วยแป้งกระป๋องเข้ามายังบริเวณศาลา ยื่นอุปกรณ์สื่อสารที่นอกจากจะใช้พูด ยังสามารถใช้พิมพ์ข้อความหวานๆติดต่อกับหัวใจได้เสมอ

“นี่ครับ บีบีของพี่เต้ย”

“ขอบใจมากมอส” เต้ยรับบีบีมาจากเจ้าน้องชาย แล้วถามว่า “พี่มูนทำอะไรอยู่”

“อยู่ในห้องครับ ถามหาพี่เต้ยด้วยนะ”

“เหรอ...ถามว่าไง” น้ำเสียงดีใจถามขึ้น เพราะหากอีกฝ่ายถามถึง แสดงว่า โกรธและงอนไม่จริง ความหวังที่จะได้รับการอภัยจึงอยู่รำไรข้างหน้า

“ถามว่า...เห็นหมาบ้าไหม ” เจ้ามอสนั้นรู้เรื่อง แม้มูนจะเรียกเต้ยว่าหมาบ้ามันก็เข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าหมายถึงใคร “ว่าแต่ ทำไมพี่มูนถึงเรียกพี่เต้ยว่าหมาบ้าล่ะครับ”

“เพราะพี่บ้าไง บ้าเหมือนหมาและกัดไม่เลือก โดยเฉพาะชอบกัดหัวใจตัวเองให้เจ็บ แถมยังชอบเห่าชอบหอน ตอนพระจันทร์ไม่มองลงมา”

“ถึงพี่เต้ยจะเป็นหมาบ้า มอสว่า พี่เต้ยก็เป็นหมาที่หล่อที่สุดในโลก”

“ฮะ ฮ่า พูดถูกใจ เอางี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้พาไปเที่ยว แต่ตอนนี้ขอพี่ง้อพี่มูนก่อนนะ” เต้ยยิ้มขึ้นได้แก้มแทบปริยามถูกยอซึ่งๆหน้า ขยี้หัวเจ้าน้องชายไปด้วยความเอ็นดู

“ตามสบายครับ”

เจ้ามอสยิ้มแป้นเรื่องเที่ยวเรื่องกินขอให้บอก เมื่อรับคำเสียงใสก็วิ่งออกไปทันใด ทิ้งเต้ยไว้ นั่งลำพังพร้อมแสงสว่างวาบจากหน้าจอแบล็คเบอร์รี่และทันทีที่เปิดเครื่อง มิสคอลกว่าห้าสิบสาย ก็ปรากฏ และเกินครึ่งก็เป็นของหมวดเปรม ที่เหลือก็เป็นเพื่อนคนอื่นๆ และมีอีกหลายสายที่เป็นของคุณแม่

“ไอ้เปรมกับแม่จะโทร.มาทำไม” เต้ยถามตัวเองขึ้นอย่างสงสัย หากตอนนี้เวลานี้ ง้อว่าที่เมียสำคัญกว่า จึงไม่ได้ใส่ใจ ทั้งๆที่ควรจะใส่ใจ โดยเฉพาะสายของมารดา

มิสคอลถูกละเลย คอนแทคบีบีเอ็ม จึงถูกเลือกขึ้นมาแทนที่ เลื่อนรายการไปยังกลุ่มสวีทฮาร์ท ที่เขาสร้างขึ้นเฉพาะเพื่อไม่ให้ปะปนกับผู้ใด เพราะหัวใจเขามีดวงเดียว และในกลุ่มนี้ก็มีลิสต์เดียว และคนเดียวคนนั้นคือ “มณีจันทร์”

มณีจันทร์
Available – ความรัก กับ เซ็กส์ อะไรสำคัญกว่ากัน

มิต้องรอให้สมองสั่งการ นิ้วมือของเต้ยก็เริ่มระรัวแป้น ยิงเข้าประเด็นสเตตัสของแม่มณีโดยไม่รอช้า “ แม่มณีจ๋า แม่มณีของพี่ อะไรที่ทำให้แม่มณีสงสัยเรื่องนี้”

ไม่เกินหนึ่งนาที ประโยคน่าชื่นใจจากแม่มณีก็พิมพ์ตอบกลับมา  “คุณหลวง....กำลังเป็นห่วงอยู่เห็นจู่ๆก็หายไป”

“แบตหมดนะคัฟ....ว่าแต่แม่มณียังไม่ตอบคำถามของพี่เลยนะ”

“แค่สงสัยเท่านั้น มันไม่มีอะไรหรอก”

“แต่เซนส์ของพี่ มันบอกได้ว่า มันมากกว่าแค่คำว่าสงสัย บอกพี่มาเหอะ เห็นพี่เป็นคนอื่นแล้วใช่ไหม” คุณหลวงพิมพ์ตัดพ้อและก็ได้ผล

เพราะคำว่าเห็นเป็นคนอื่น มณีจันทร์ทางปลายทาง จึงรู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ ยามคุณหลวงเอ่ยเช่นนี้ แม้จะไม่เคยเจอ ความรู้สึกดีๆที่มอบให้ ประดุจเพื่อนคนหนึ่ง เพราะคุยด้วยแล้วสบายใจ ทำให้ต้องรีบขยายความ

“ไม่ใช่อย่างนั้น คุณหลวง คือไม่รู้จะบอกอย่างไร เอาเป็นว่า คุณหลวงเคยรักใครทั้งหมดของชีวิตไหม”

“เคยสิครับ...ก็แม่มณีไง และตอนนี้ก็ยังรักอยู่”  ใจของคุณหลวงเต้นระรัว ยามตอบกลับไป

“เอาจริงๆ สิคุณหลวง”

“ก็เนี่ย พูดจริง ทำไมแม่มณีไม่เชื่อ แม่มณีคือมณีดวงเดียวในใจพี่ ถ้าพี่ไม่รัก ไม่ตามตอแยหรอก” คุณหลวงห้ามอาการหน้าแดงไว้ไม่อยู่ แม้จะเคยบอกรักไปแล้ว แต่ไม่ว่าจะพูดอีกกี่ครั้ง สำหรับมณีจันทร์ อาการเขินและวาบกลางอก มักจะรุนแรงอย่างนี้เสมอ

“เฮ้อ!! บอกช้าไปแล้วคุณหลวง” ถ้าอยู่ต่อหน้ามณีจันทร์คงระบายลมหายใจให้ได้ยิน แต่นี่แค่ส่งไอค่อนมาให้ดูเท่านั้น และประโยคที่พิมพ์กลับมาหากเป็นเมื่อก่อน คุณหลวงได้อ่านคงขว้างบีบีทิ้งลงคลองแน่ๆ

“คุณหลวง....คือ.....คือเรามีคนดูแลแล้ว” มณีจันทร์ตัดสินใจพิมพ์บอกความจริงไป เกรงว่าคุณหลวงจะรู้สึกแย่ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น

“ได้ยินเสียงอะไรไหม”

“เสียงอะไร”

“เสียงอกของพี่ที่มันหัก” คุณหลวงยิ้มกว้างจนเห็นเหล็กดัดฟัน ประโยคทีเล่นทีจริง พิมพ์ตอบกลับไป ด้วยรอยยิ้มอยู่อย่างนั้น ทว่ายังไม่วายเลิกแกล้ง “มันเป็นใคร มีรูปมันไหมพี่จะไปเตะมัน โทษฐานที่ปาดหน้าคว้ามณีของพี่ไป”

“คนที่เราเคยเล่าให้ฟัง ว่าเคยแกล้งเราไง ถ้าอยากเห็นรูปก็ดูเอาในดิสเพลย์”

ไม่เกินหนึ่งวินาที ดิสเพลย์ของมณีจันทร์จึงถูกขยายใหญ่ ปรากฏภาพหนุ่มน้อยน่ามองสองคน อิงแอบแนบหน้าซึ่งกันและกัน ตระกองกอดแน่นหน้าพิพิธภัณฑ์บ้านครูเอื้อ สุนทรสนาน  รูปนี้ไม่ใช่หรือที่คุณหลวงเป็นคนกดถ่ายด้วยมือเขาเอง

หนึ่งในนั้น....ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นแม่มณี
หากอีกหนึ่งนี้สิ....ได้เห็นกี่ทีก็ต้องบอกตัวเองว่า หล่อระเบิด

“หล่อเนอะ สมกับแม่มณีแล้ว” ประโยคยกยอตนเองยังพิมพ์มาอีกเป็นระยะ แล้วคุณหลวงพิมพ์ถามมาว่า “ เขาร้ายกับแม่มณี ทำไม่แม่มณียังรักเขา”

“ความรักบางครั้งมันก็ไม่ต้องการเหตุผล เวลามันมา มันมักจะมาเงียบๆ ไม่ให้สุ้มให้เสียง จนเราไม่รู้ถึงสาเหตุแห่งการมา รู้สึกตัวอีกที ก็รักเขาไปเต็มหัวใจแล้ว หากเวลารักโรยลา แม้จะเงียบกริบสักเท่าไร เสียงสะอื้นก็จะดังขึ้น เป็นสัญญาณให้รู้ว่าใจแทบขาด” มณีจันทร์พิมพ์ตอบกลับมายาวเหยียด คุณหลวงได้อ่าน ก็แทบจะวิ่งขึ้นบนบ้าน บอกกับแม่มณีต่อหน้า แทนพิมพ์ตอบกลับไปว่า

“สัญญา ว่าแม่มณีจะไม่มีเสียงสะอื้นอีกต่อไป พี่ยอมขาดใจ ถ้าแม่มณีใจขาด”

“พูดอย่างกับเป็นเขา แต่ก็ไม่แน่นักหรอกเขาอาจจะไปในวันหนึ่ง เพราะเราสนองบางเรื่องให้เขาได้ไม่เต็มที่  ” มณีจันทร์ควรเอะใจกับประโยคของคุณหลวง หากแต่ก็ไม่

“เรื่องเซ็กส์ใช่ไหม แม่มณีปฏิเสธเขาล่ะสิ”

“ใช่....เราให้เขาแต่ความรัก แต่เรายังไม่พร้อมเรื่องเซ็กส์เท่าไร ด้วยสถานการณ์หลายๆอย่าง และเขาคนนั้นก็ไม่เข้าใจเหตุผลหาว่าเราไม่รักเขา แถมยังเอาเราไปเปรียบเทียบกับแฟนเก่าของเขาอีก”

“ดูจากลักษณะเขาเป็นคนเอาแต่ใจ แต่จงรู้ไว้ เขาพูดไปทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ตอนนี้เขาคงกำลังสำนึกผิด หาวิธีง้อแม่มณีอยู่ ว่าแต่แม่มณีโกรธเขามากไหม”

“ไม่มาก....เราโกรธเขาได้ชั่วแป๊บๆเท่านั้น ถามจริงๆเถอะในฐานะที่คุณหลวงเป็นผู้ชายคนหนึ่ง เซ็กส์มันสำคัญมากกว่าความรักเลยเหรอ”

“สำหรับพี่พอๆกัน เพราะเซ็กส์คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เสน่หากับความรัก ถ่ายทอดสอดประสานออกมาได้อย่างลงตัว ผู้ชายร้อยทั้งร้อย เมื่อได้ใจแล้ว เขาก็อยากได้ตัวด้วยกันทั้งนั้น เขาคงอยากให้แม่มณีมีความสุขร่วมกับเขา แม่มณีเองก็เป็นผู้ชาย น่าจะเข้าใจ”

“พูดคล้ายๆกับเขาเลย เชื่อแล้วว่าผู้ชายส่วนใหญ่คิดอย่างนี้” มณีจันทร์พิมพ์ตอบ ด้วยความที่เพ่งความสนใจอยู่ที่หัวข้อสนทนาเรื่องเซ็กส์ จึงไม่ได้จับความรู้สึกเลยว่า มันไม่คล้าย....หากแต่เหมือนมาก ถึงมากที่สุด ประโยคนั้นอย่างกับหลุดออกมาจากปากของเต้ย

“สำหรับเรา แค่คำว่ารักจากปากเขา มันก็ทำให้เราเป็นสุขอย่างที่สุดแล้ว แต่เอาเถอะถ้าหลายๆคนคิดว่ามันสำคัญ เราก็พร้อมจะลองทำตามดู”

“โธ่ แม่มณี” คุณหลวงตอบกลับประโยคยาวเหยียดเพียงเท่านี้ เพราะจู่ๆน้ำตาก็ดันร่วงลงบนหน้าจอบีบีเป็นวงกว้าง ประโยคของแม่มณีทำให้เขาละอายในความร้ายกาจที่เขาก่อขึ้น ความรู้สึกอัดอั้นเกินบรรยาย ถ่ายทอดเป็นตัวอักษรได้มิมีวันหมด

 “ พี่ขอโทษ....พี่ขอโทษคัฟแม่มณี”

“คุณหลวงจะขอโทษเรื่องอะไร”

“พี่รู้สึกว่า ที่พี่แนะนำไป มันออกจะเป็นวิธีแนะนำของผู้ชายที่เห็นแก่ตัว พี่ไม่อยากให้แม่มณีฝืนใจ พี่ว่าผู้ชายคนนั้นเขาคงดีใจมากกว่าหากแม่มณีพร้อมใจให้เขาจริงๆ”

“เหมือนคุณหลวงจะเข้าใจเขา  มากกว่าเราซะอีกนะ”

“ผู้ชายเหมือนกัน ย่อมเข้าใจกัน” คุณหลวงปาดน้ำตารีบระรัวแป้นแก้ตัว

“เราก็เป็นผู้ชาย ไม่เห็นจะเข้าใจเขาเท่าไรเลย..ว่าแต่คุณหลวงอยู่ไหน ยังไม่กลับกรุงเทพอีกเหรอ”

“คงอีกหลายวัน ยังไม่กลับหรอก  ตอนนี้พี่นั่งรับลมยามมืดริมคลองอยู่ แม่มณีล่ะทำไร”

“นอนเล่นอยู่ในห้อง”

“นอนรอไอ้คนนั้นใช่ไหม”  คุณหลวงรู้สึกแปลกๆยามพิมพ์ถาม นี่เขาคงจะประสาทไปแล้ว หึงแม้กระทั่งตัวจริงของตัวเอง “เดินออกมารับลมริมคลองเหอะ คืนนี้ลมเย็นกำลังดีนะ พระจันทร์ก็สวยมากๆ ออกมาดูสิ เดี๋ยวร้องเพลงผ่านบีบีให้ฟัง”

“หือ...ยังไง”

“อย่างนี้ไง” คุณหลวงกระแอมกระไอ ก่อนจะเปล่งเสียงใสกังวาน ร้องเพลงลอยตามลมภายใต้ศาลาคนเดียว ร้องไปนิ้วก็พิมพ์ถ่ายทอดบทเพลงเป็นตัวอักษร ส่งผ่านไปยังปลายทาง

“หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน ...บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ว่าดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย คงไม่เลื่อนลอย เป็นของใคร” **

“แหม ตกลงจะเป็นคุณหลวงหรือคุณชายกลาง แต่เราเป็นพจมานให้ไม่ได้หรอกนะ”

“คุณหลวงสิ แถมร้องเพลงเพราะด้วย..ใจพี่เนี่ยอยากจะส่งไฟล์เสียงไปให้ฟัง แต่กลัวแม่มณีได้ยินเสียงพี่แล้วจะตกใจ” คุณหลวงไยจะไม่รู้ ว่าถ้าแม่มณีได้ยินเสียงของเขา จะเป็นอย่างไร สถานการณ์ที่ย่ำแย่ คงแย่ยิ่งกว่าเดิม ....ยังไงซะเรื่องนี้ก็ต้องบอกความจริงอยู่วันยังค่ำ ทว่าตอนนี้ ยังไม่พร้อม

“งั้นอย่าส่งมาดีแล้ว กลัวตกใจอย่างคุณหลวงว่า”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
แม้จะว่าเขา... หากมณีจันทร์ก็ก้าวเท้าลงจากเตียง เปิดประตูห้องออกมาเดินรับลมตรงนอกชาน ผ่านเลยหอนั่ง พระจันทร์ทอแสงนวลงามตาอย่างที่คุณหลวงบอกไว้ไม่ผิด ลมยามมืดนั้นเย็นจริงกำลังดี แถมยังพัดพาเอากลิ่นดอกไม้กลางคืนแปลกๆลอยอวล ทว่ากลิ่นเหล่านั้นก็ไม่เท่ากับกลิ่นบุหรี่กลีบบัว ที่ลอยโชยมา จนต้องมองหาต้นตอคนสูบว่าอยู่หนใด

ปลายบุหรี่แดงวาบ แดงขึ้นภายใต้ศาลาริมน้ำ ...นั่นไงเขาอยู่ตรงนั้น
แว่บแรกที่เห็นอยากจะเดินเข้าห้อง...หากแต่ประโยคต่อมาของคุณหลวง ทำให้แม่มณี ก้าวขากลับไปไม่ได้

“ ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็จงคุยกันให้เข้าใจ ถ้าคิดว่าคุยปกติไม่ได้ ก็กระซิบกับเขาเอานะคัฟ ”

“เพียงแต่กระซิบ ว่าสุดที่รัก....ฉันก็จะมิอาจจากไป
ใจเราสอง ชอกช้ำระกำใน....คงไม่สลายมลายลงพลัน” ***

นายคุณหลวงคนนี้นับวันยิ่งพูดจาแปลกๆ แต่ก็ไม่เท่าบางคนที่ดันมีนิสัยแปลกกว่า และเมื่อเห็นนายคนนั้น....ความสนใจจึงกลับมายังคนที่มีตัวตน ปล่อยคุณหลวงในบีบี ลอยหายไปกับสายลมแทน เฉกเดียวกับบทบาทคุณหลวงก็เลือนหาย แบล็คเบอร์รี่ถูกซ่อนเอาไว้ข้างกาย สายตาคมวาวเป็นประกายแย้มยินดี

“มูน”

“มานั่งตากลมอยู่อย่างนี้ระวังไข้กลับนะเต้ย” ปลายเสียงที่เคยสะบัดกลับคืนสู่ความนุ่มนวล ด้วยเพราะอาการเศร้าสร้อยของชายตรงหน้า

เต้ยมิได้เอื้อนเอ่ยอะไรตอบ กลับยืนหยัดขึ้น เต็มช่วงตัว ก่อนจะค่อยๆลดหัวเข่าลงกับพื้นศาลาอย่างช้าๆ ยื่นช่อมะลิซ้อนออกมา เพื่อขอโทษเจ้าขวัญตาผู้เป็น หนึ่งนี้ไซร้ หนึ่งใจนี้ มณีจันทร์

ศักดิ์ศรีแห่งลูกผู้ชายมันจะมีความหมายอะไร หากหัวใจทั้งดวงยังเมินเฉยชาอยู่เฉกนี้

“มูนจ๋า...เต้ยขอโทษ เต้ยเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ เต้ยผิดเองที่เร่งรัด เรื่องนั้น ต่อไปสัญญาว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ให้อภัยเต้ยเถิดนะครับ”

ช่อมะลิซ้อนถูกชูสูงขึ้น พร้อมกลิ่นหอมกรุ่น จากน้ำอบไทยดอกไม้สดที่เจ้ามอสช่วยสรรหามาประพรม ดอกรักขาวเสียบทางมะพร้าวก้านยาวถูกนำมาเติมแต่งให้สมกับเป็นช่อดอกไม้ของคุณหลวงที่เคยมอบให้กับมณีจันทร์ในนิยาย

“เต้ยทำเอง...เลยไม่ค่อยสวย ตั้งใจทำเพื่อนำมาขอโทษมูน...รับไว้นะครับ”

“โธ่เต้ย....ที่แท้หายไปทำช่อมะลิมาเหรอนี่”

มะลิซ้อนซ่อนความนัยแห่งรักซ้อน
ดอกรักซ่อนเสียบแกมแย้มความหมาย

เข่าที่ยืนหยัดมั่นใจว่ามั่นคงอ่อนยวบลงทันตา  มือน้อยๆ สั่นพร่ารับช่อมะลิมา จากมือแข็งแรงตรงหน้า แล้วนำพามาแนบทรวง .... หมดแล้วซึ่งซึ่งทิฐิที่มีอยู่ มันละลายหายไปกับ คำว่า มูนจ๋า ตั้งแต่เขาเริ่มต้นประโยคแล้ว

ช่อมะลิซ้อน ซ่อนซึ้งความนัยไว้อย่างแยบยล มูนรู้ดี และยังรู้อีกว่า หมาบ้าเกเร ลอกเลียนแบบวิธีนี้มาจากใคร

“เต้ยทำอย่างกับคุณหลวงในนิยาย”

“เต้ยอยากเป็นคุณหลวง เพราะรู้มาว่า ใครบางคนที่กำลังกอดอยู่นี่ อยากเป็นแม่มณี” เต้ยเลื่อนวงแขนมาโอบรัดบั้นเอวของมูนและเจ้าตัวก็ไม่ขัดขืนประการใด  จากนั้นสายตาคมกล้าเปล่งประกายไร้แววเกเรจึงถูกส่งผ่านพร้อมกับคำถามก้องกังวานซ่านซึ้งไปถึงขั้วหัวใจ ในจังหวะที่ขยับขึ้นมานั่งดังเดิมพร้อมมณีในใจที่ตระกองกอดอยู่แนบตัก

“ให้เต้ยเป็นคุณหลวงได้ไหม”

“อยากเป็นก็เป็นสิ ใครเขาห้าม”

มูนไม่สงสัยว่าทำไมเต้ยถึงรู้ว่าตนอยากเป็นแม่มณี เพราะช้างหรือเกนหลงอาจจะเคยบอกให้เต้ยฟัง อาการวาบกลางอกกำเริบรุนแรง จนใบหน้าลออเปลี่ยนเป็นสีชมพู  คุณหลวงในบีบี ที่คุยกันค้างอยู่ ถูกนายคุณหลวงตัวจริงกลบเกลื่อนรัศมีจนหมดสิ้นในทันที

“เปล่านี่....ว่าแต่ให้อภัยเต้ยแล้วใช่ไหม” คางสากเขียวครึ้มเกยวางอยู่บนไหล่ ใช้น้ำเสียงเพียงกระซิบ

“อืม...แต่มูนก็ต้องขอโทษเต้ยด้วย มูนควรจะพูดกับเต้ยดีๆ ไม่ใช่ตวาดขึ้นเสียง”

“ช่างมันเหอะ....สาเหตุมันไม่ได้มาจากมูนหรอก มันมาจากเต้ยทั้งหมด” เต้ยกล่าวขึ้นหนักแน่น ยอมรับผิด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตมาก่อน

“แต่มูนก็มีส่วนผิด”

“เต้ยผิดมากกว่า....ต่อไปเต้ยสัญญาว่าจะทำตัวดีๆ ให้สมกับที่มูนรักเต้ยมาก”

“ยังไม่เคยพูดเลยนะ ว่ารักมาก แค่บอกว่ารักมานาน” มือน้อยๆ เผลอออเซอะหันไปหยิกแก้ม นายคุณหลวงด้วยความหมั่นไส้ ที่บังอาจรู้ดีจนทะลุลิ้นชักที่ลึกที่สุดของหัวใจ

“ถ้าไม่รักมากคงไม่เก็บกุหลาบขาวและแอบเก็บรูปของเต้ยไว้ปึกเบ้อเร่อหรอกจริงไหม” สิ้นประโยคเสียงดังฟอดตรงข้างแก้มมูนก็ดังขึ้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเต้ยใช้ริมฝีปากทำอะไร

“โอ๊ย...จั๊กกะจี๋นะ...แล้วนี่หมายความว่า ...แอบค้นลิ้นชัก”

“อยากไม่บอกนี่ว่าชาร์จเจอร์อยู่ลิ้นชักไหน เลยค้นมันหมดทุกชั้น”

“งั้นก็รู้หมดแล้วสิ”

“อืม....ไม่เห็นต้องอายเลยนี่ รู้ไหมพอเต้ยเห็นถึงกับน้ำตาร่วง ถึงว่าสิตอนเรียน รูปเต้ยติดบอร์ดกี่รูปกี่รูปหายหมด ที่แท้ก็มูนนี่เอง”

เต้ยรัดเอวมูนแน่นหอมไปอีกหลายฟอดแก้เขิน และมูนก็ไม่ขัดขืน แต่อย่างใด เสียงหัวเราะสดใส ดังขึ้น กลบเสียงจิ้งหรีดมิด สัญญาณนี้เองบอกให้รู้ว่า ความขุ่นมัวทั้งมวลมลายหายไปแล้ว มือใหญ่ๆที่อดีตเคยจับแต่ลูกบาสจึงเลื่อนมากุมมือน้อยๆแน่น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นใช้นิ้วก้อยเกี่ยวไว้ซึ่งกันและกัน

  “เดินเล่นรับลมกันเถอะนะ อยากเดินเกี่ยวก้อยด้วยมานานแล้ว”

 “อืม”

มูนรับคำก่อนจะเดินเคียงคู่เต้ยออกไปจากศาลา นิ้วก้อยทั้งสองยังคงเกี่ยวไว้แนบแน่น มือแกว่งไปแกว่งมา ตามจังหวะของการเดินทอดน่องบนอิฐศิลาแลงแผ่นใหญ่ที่ทอดเป็นทางยาว แสงไฟจากโคมไฟสลัวๆรายทาง ฤาจะเท่าแสงจันทร์นวลที่คล้ายจะเป็นใจสาดส่องไปตลอดทางดำเนินของทั้งสอง เสียงหัวเราะต่อกระซิก ที่ควรจะมีมานานแสนนาน บัดนี้ดังไม่หยุดหย่อน ทั้งสองไม่รู้ว่าใช้เวลาเดินเล่นกันนานเท่าใด กลับขึ้นมาบนบ้านอีกทีไฟทุกห้องก็ดับลงแล้ว

“มูนจ๋า มูนรู้ไหม วันนี้ เต้ยทั้งดีใจ ทั้งเสียใจ และมีความสุขที่สุด มูนล่ะรู้สึกอย่างนั้นไหม”

“รู้สึกสิ....แต่ก็ไม่อยากจะเชื่อ ว่าจะมีวันนี้”

“บอกแล้วไง ว่าทั้งหมดคือเต้ยผิดเอง ถ้าวันเปิดเรียนวันแรก เต้ยพูดกับมูนเพราะๆ และมองตามูนให้ลึกๆ วันวาเลนไทน์ให้กุหลาบดีๆ ป่านนี้ เราสองคนอาจจะไปถึงไหนถึงไหน”

“เราอาจจะเลิกกันก็ได้” มูนขัดขึ้นยิ้มๆ

“เต้ยจะไม่ยอมให้มีวันนั้น”

เต้ยพูดพร้อมกับดึงมูนเข้ามากอดไว้แน่น ประทับรอยจูบลงไปตรงกลางหน้าฝาก เป็นจูบที่แฝงไว้ด้วยศิลปะแห่งสิเน่หายากจะมีใครทัดเทียม ริมฝีปากของเต้ยยังคงโลมไล้ลงมาเรื่อย จนประกบลงกับปากของมูนที่เผยอรอรับอยู่ ก่อนจะเลื่อนไปที่ใบหูปล่อยลมหายใจพรั่งพรู่ ชวนให้ขนลุกซู่ชูชันทั้งต้นคอ

“มูนจ๋า....เต้ยมีเรื่องจะขอ ไม่รู้ว่ามูนจะยอมหรือเปล่า”

“เรื่องอะไรเหรอ” หัวใจของมูนเต้นระรัวขึ้นทันใด หวั่นใจเพราะกลัวคำขอจะออกมาเป็นเรื่องนั้น “อย่าบอกนะว่าจะขอ..”

“เต้ยจะขอว่า นอกจากจะมาดูแลมูนแล้ว ขอให้มูนช่วยสอนให้เต้ย เป็นคนดีได้ไหม เต้ยจะเชื่อฟังมูนทุกอย่าง เต้ยอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ให้สมกับความรักของมูนที่มีให้” น้ำเสียงไร้ร่องรอยแห่งมายา เสแสร้ง อีกทั้งสายตาวาววับ สำแดงขึ้น ทำให้คนฟังรู้ว่าเป็นความสัตย์จริงและโล่งใจเสียยิ่งนัก

“เต้ย......ฟังมูนนะ อันที่จริงเต้ยไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเลย แค่เอาแต่ใจและโมโหร้าย อย่าว่าตัวเองอย่างนั้นสิ” มูนเลื่อนหน้าลออมาซบแผงอกกว้าง กอดปลอบใจเต้ยแน่นเสียยิ่งกว่าแน่น

“ มูนรักเต้ยเพราะเต้ยเป็นเต้ย มูนไม่อยากให้เต้ยเปลี่ยนเพียงเพื่อมูนคนเดียว และมูนก็อยากให้เต้ยคิดเช่นเดียวกับมูน”

“มูนรู้ไหม คำตอบของมูน ทำให้เต้ยกล้าพูดได้เต็มปาก หากใครมาถามเต้ยตอนนี้ว่า สิ่งใดมีค่าที่สุดในชีวิต เต้ยจะตอบโดยไม่ต้องลังเลคิดว่าสิ่งนั้น คือ พระจันทร์ดวงน้อยของเต้ยดวงนี้ดวงเดียวเท่านั้น เต้ยรักมูนมากนะ รู้ไหม”

เต้ยกล่าวจบก็ค่อยๆลดระดับริมฝีปากลงมา เชยหน้าลออที่กำลังระเรื่อขึ้น หมายใจจะเชยชมละเลียดจูบลงริมฝีปากของมูนเช่นเคย ทว่าจู่ๆ เสียงเย็นๆก็ดังขึ้นขัดจังหวะ  และเสียงนี้นั้นก็ทำให้ทั้งสองจำต้องยุติ ภวังค์หวาม

“เจ้ามูน....น้ำค้างลงแล้วลูก”

“จ้า...ยาย จะเข้าเดี๋ยวนี้แหละ”

คุณยายที่เข้าห้องไปตั้งแต่หัวค่ำ ไฉนยังตื่นอยู่และส่งเสียงเตือนเข้ามาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะพอดี แต่เต้ยก็ยังไม่รู้ความนัยในคำของคุณยาย

“ไม่เห็นมีน้ำค้างสักหยด”

“คุณยายหมายถึงดึกแล้ว มันไม่งาม ที่จะอยู่สองต่อสอง คุณยายก็อย่างนี้แหละบางทีชอบคิดว่ามูนเป็นเด็กผู้หญิงอยู่เรื่อย คุณยายนะคุณยาย ทำอย่างกับเป็นคุณหญิงแม่ของคุณหลวง”

“อ้าวเหรอ....งั้นรีบเข้าห้องกันเถอะ  เดี๋ยวคุณหญิงแม่ เอ๊ยคุณยาย เอ็ดเอาอีก” เต้ยจูงข้อมือมูนกระหนุงกระหนิง เดินมาถึงยังหน้าห้องนอน ครั้นพอหยุดอยู่หน้าประตูก็ประทับจูบแสนหวานจนหนำใจ แล้วหันหลังคล้ายจะเดินกลับไปจนมูนต้องร้องทักคว้าต้นแขนเอาไว้

“เต้ยจะไปไหน”

“ไปนอนกับน้องมอสไง”

“ทำไมไม่นอนนี่...ห้องมอส ช้างไปนอนแล้ว จะไปเบียดยังไงไหว หรือยังงอนมูนอยู่”

“ปะ เปล่า....เต้ยกลัวว่า ถ้านอนกับมูนแล้ว เต้ยจะ....เอ่อ” เต้ย อึกๆอักๆทำหน้าไม่ถูกท้ายสุดก็กลั้นใจพูดออกไปว่า “กลัวจะอดใจไม่ไหวเหมือนตอนบ่ายอีก มูนจะลำบากใจเปล่าๆ และตอนนี้เต้ยกำลังรู้สึกอย่างนั้นอยู่ด้วย เต้ยไม่อยากเอาเปรียบมูน”

คำตอบของเต้ย ทำให้มูนรู้สึกอึกๆ อักๆ ทำหน้าทำตาไม่ถูกเช่นกัน แต่ที่มีมากกว่าเต้ยคือใบหน้าที่แดงแสนแดง คำว่าไม่อยากเอาเปรียบของเขา อีกทั้งคำขอโทษ คำพูดต่างๆ และช่อมะลิซ้อนในมือที่กำลังเอามาแนบอก ทำให้ตัดสินใจยอมกระทำบางสิ่งรวดเร็ว

สามีจิปฏิปันโน เพศชายเป็นผัวเราได้จงปฏิบัติต่อผัวให้ดี
พระคาถาหรือบทสวดสรรเสริญพระสังฆคุณที่ช้างแปลผิดๆ คือเคล็ดลับที่ต้องงัดมาใช้บ้างแล้ว 

“ก็ไม่เห็นจะเป็นไรนี่ ปฏิเสธบ่อยๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องดี... ต่อไปมูนจะพยายามปรับ พยายามหา และจูนให้ตรงกับเต้ยอยู่เสมอ” เสียงนุ่มๆนั้นเบาแสนเบาหากเต้ยก็ยังสามารถได้ยินครบถ้วนกระบวนความ และมิต้องแปลกใจเลยว่าเต้ยจะช้อนมูนเข้ามาโอบอุ้มไว้แนบอกแนบแน่น ระดมจูบฟอนฟัดลงไปโดยไม่ยั้ง

“ไชโย....พูดมาเองนะครับ...แม่มณี ห้ามคืนคำนะ ”

“ไม่...แต่มีข้อแม้ข้อหนึ่ง เต้ยจะรับปากมูนได้ไหม”

“ได้สิสุดที่รัก...อย่าว่าแต่ข้อเดียวเลย อีกกี่ข้อก็ได้” เต้ยรับปากมาทันใด เวลานี้ มูนจะขอข้อแม้อีกสักกี่สิบข้อเขาก็ยอม

“อย่าเอามูนไปเปรียบเทียบกับเกนหลงอีกนะ”

“ครับ....เต้ยขอโทษอีกครั้งที่ปากหมา และสัญญาจะไม่พูดอีก ”

เพียงเสียงดังกังวานสงบลง เต้ยก็พาพระจันทร์ในอ้อมอก วิ่งผ่านเข้าประตูห้อง ที่เปิดอ้ารอรับไว้ เตียงหนานุ่มสีขาวสะอาดตาคือจุดหมายปลายทาง ที่คุณหลวงหนุ่มกำลังบรรจงวางร่างแม่มณีลงไป ฝ่ามือแข็งแรงโลมไล้ข้างแก้มพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างสุขใจ ครั้นพอเต้ยจะลดตัวลงนอนบ้าง มือน้อยๆของมูนก็กลับยันอกเขาไว้ ดวงตาสีน้ำตาลที่ควรหลับตาพริ้มกลับเบิกกว้าง ระคนตกใจมาแทนที่...หรือนี่จะเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนใจกะทันหัน

“เป็นอะไรไปอีกหรือมูน อย่าบอกนะว่าเปลี่ยนใจไม่ให้เต้ยนอนด้วยแล้ว”

“ปะ เปล่าจะบอกว่า เต้ยลืมล็อคประตู เปิดไว้เดี๋ยวใครมาเห็น โดยเฉพาะช้าง”

“โธ่มูน...เต้ยใจเสียหมด นึกว่าจะอดซะแล้ว”

เต้ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แทบจะกระโจนไปยังประตูแล้วลงกลอนแน่นหนาเสียรวดเร็ว ก่อนจะโผนทะยานกลับมาด้วยใบหน้ากรุ้มกริ่ม ที่มิต้องบอกก็รู้ว่า สายตาเกเรของเขาทั้งคู่นั้นจะเรืองโรจน์วาววับหวานฉ่ำเพียงใด และหัวใจก็เต้นระส่ำยิ่งกว่ากลองเพลตีระรัว เสียงหัวเราะเบาๆของเขากลับก้องกังวานปานประหนึ่งพญาราชสีห์ยามดีใจ ที่พบเหยื่อตัวน้อยอันโอชะ นอนรอมอบกายถวายตัวอยู่บนเตียง

เหยื่อตัวน้อยจะรู้ไหมว่า....ราชสีห์ตัวนี้ ตั้งใจจะกินตนทั้งตัว

เสียงฝีเท้าที่ค่อยๆย่องเยื้องย่างบนไม้กระดาน แม้จะพยายามให้เบาแสนเบาเพียงไร ทว่าก็ยังดังเอี๊ยดอ๊าดลั่นอยู่ในความรู้สึกของมูน แลมันยังดังตึงตังโครมครามปานประหนึ่งกลองศึกที่เคยได้ยินจากในหนัง ยิ่งใกล้เตียงเข้ามาเท่าไร หัวใจดวงน้อย ยิ่งรู้สึกหวิวๆ ดุจจะปลิวลอยหายจากอกตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะรู้ดีว่า ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า จะมีแขกคนสำคัญมาเยี่ยมยันประตูเมือง

ประตูเมืองที่เคยปิดตาย  กำลังจะได้เปิดต้อนรับแขกเมืองคนแรกในชีวิต

ด้วยความที่ไม่เคยออกงาน “รับแขกเมือง” มาก่อน และคืนนี้ก็ท่าทางจะเป็นงานใหญ่ “ระดับชาติ” ที่มีอธิปไตยหอมหวานเป็นจุดหมาย  ความกลัวจึงผสมความกังวลแปลกๆจนต้องนอนหลับตาข่มไว้ มิใช่หลับตาพริ้ม ยิ้มรับดั่งที่ควรจะเป็น

“นอนหลับตาปี๋เชียว กลัวเหรอ ไม่ได้มาฆ่ามาแกงซะหน่อย แค่จะมาเป็นผัว”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
น้ำเสียงหยอกล้อกระเซ้าเย้าแหย่ เคล้าเสียงสวบสาบดังขึ้น ยามแขกเมืองเกเรค่อยๆทิ้งตัวลงบนเตียงหนานุ่มอย่างช้าๆ  แรงกดยวบยาบของน้ำหนักตัวบนพื้นผิวเตียงทำให้สั่นผวา และยิ่งคำที่ว่า “จะมาเป็นผัว” นี่แหละ  ยิ่งทำให้อยากละลายหายวับลงไปกับเตียง หรือไม่ก็วิ่งหนีออกนอกห้องไปซะเลย

ทว่ารับปากเขาเอาไว้แล้ว.....จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร
คาถามัดใจของนางพญาคชสารจึงดังก้องกังวานวนเวียนอยู่ในสมอง....แลความกลัวก็เริ่มมลายหายไปอย่างน่าประหลาด

“คนไม่เคยนี่ ใครจะเหมือนกับคนเก่าๆของเต้ย ที่ใจกล้าท้าทาย ยอมง่ายๆไม่เรื่องมาก” มูนลืมตาขึ้นต่อปากต่อคำ จงใจเลี่ยงชื่อบางชื่อที่เขาเคยนำเอาตนไปเปรียบเทียบ

“ไม่อยากให้เปรียบเทียบ แต่ก็ดันไปวกถึงเขามาเสียเอง” เต้ยกล่าวตอบพร้อมทรุดกายลงนอนข้างๆ ก่อนจะชะโงกหน้ามาขโมยหอมไปเสียฟอดใหญ่ แล้วทอดเสียงเอื้อนเอ่ยต่อมาอย่างน่าฟัง ผิดกับหมาบ้าเมื่อตอนบ่ายอย่างกับคนละคน   “มูนจ๋า ถ้ายังไม่พร้อม...คืนนี้ยังไม่ต้องยอมเต้ยก็ได้ เต้ยยินดีรอ อย่าฝืนใจเลย”

“มูนเต็มใจจริงๆนะ เพื่อเต้ย....แต่ก็กลัวบ้างนิดหน่อย” ความเต็มใจของมูนฉายชัด แสดงออกทางน้ำเสียงและสายตา ยืนยันว่ารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

“ชื่นใจที่สุด แม่มณีคนดีของเต้ย แต่ไม่ต้องกลัวไปหรอก เต้ยจะทำให้เบาที่สุด ถ้ามูนเจ็บก็บอกเต้ยนะ หรือถ้าตอนนั้นพูดไม่ออก ก็กอดเต้ยแน่นๆ และอย่าอั้นเสียงไว้ ปล่อยออกมาตามธรรมชาติ” เต้ยแนะนำอย่างกับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งแนะนำมาแต่ละอย่างมีแต่ได้กับได้ หากพระจันทร์ก็ยังไม่วายสงสัย ถามคำถามบางคำถามจนเต้ยแทบหัวเราะลั่น

“มันเจ็บขนาดนั้นเลยเหรอ....แล้วถ้าร้องดังลั่นบ้านล่ะ”

“เต้ยก็จะเอาปากมาประกบ อย่างนี้ไง” เพียงสิ้นประโยค ริมฝีปากใต้ไรหนวดเขียวครึ้มก็บดขยี้ลงมาบนริมฝีปากหวานฉ่ำจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ลิ้นนุ่มๆ ต่างฝ่ายต่างสอดเข้ามาหากันโดยมิได้นัดหมาย คล้ายเป็นสัญญาณเพลงสวาทบาทแรกที่กำลังจะเริ่มต้น

“แค่นี้ก็ไม่มีเสียงแล้ว เชื่อเหอะ ลองดู.....นายเต้ยซะอย่าง รับรองจะติดใจ และต่อไปต้องสะกิดเต้ยทั้งคืน”

“ไอ้หมาบ้า ไอ้ทะลึ่ง”

“บ้าก็เพราะรัก ทะลึ่งก็เพราะหลง เราอย่าเสียเวลากันอีกเลยนะ”

เต้ยหยอดขึ้นพร้อมๆกับใช้ฝ่ามือโลมไล้ใบหน้าลออ แลเลื่อนลงมาปลดกระดุมเสื้อของมูนทีละเม็ดทีละเม็ด ซึ่งเจ้าตัวก็มิขัดขืนประการใด กลิ่นมะลิหอมกรุ่นเริ่มกำจายหนัก ทั้งจากพระจันทร์ตรงหน้าและจากตะเกียงน้ำมันหอมตรงมุมห้อง ส่งผลให้ฆานประสาท ต้องมนต์สะกดในวังวนแห่งกลิ่นหอมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

 ไฟดาวน์ไลท์ที่เคยสลัวๆ ดับลง เหลือเพียงแสงจันทร์นวลที่สาดส่องเข้ามาอาบทั่วผิวลออกระจ่าง.... ผิวที่ได้เห็นเมื่อกลางวันก็ว่างามแล้ว ยิ่งตอนกลางคืนกลับงามวับจับตายิ่งกว่า...  เพียงกระดุมเม็ดสุดท้ายถูกปลดออก เสื้อผ้าป่านบางที่เคยเป็นปราการกางกั้นก็เหมือนกับลอยละลิ่วปลิวตกลงจากเตียง ทว่ามือแข็งแรงกลับไม่หยุดยั้งการทำงานอยู่แค่นั้น เพราะกำลังขยุกขยิกคลายปมกางเกงผ้าฝ้ายออกอย่างรวดเร็ว 

เต้ยทำอย่างกับมูนเป็นของขวัญ และบัดนี้กระดาษห่อของขวัญ ก็ถูกแกะออกจนหมดสิ้น เหลือเพียงร่างบาง ที่กำลังเบียดเข้ามาซุกอยู่ภายใต้อ้อมอกเขาอย่างแนบแน่นด้วยความขวยเขินสะเทิ้นอาย....ร่างนั้น งามไปทุกสัดส่วน จนเขาต้องตะลึง แม้กระทั่งปอยขนละเอียดนุ่มราวกำมะหยี่ที่เบียดชิดอยู่ตรงกลางลำตัวของเขา

ดูผิวสินวลละอองอ่อน
มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น
สองเนตรงามกว่ามฤคิน
เจ้านี้เป็นปิ่นโลกา ****

อาการเขินที่มีนั้น สายตาคนมีประสบการณ์ดูก็รู้ ว่าเพิ่งจะถูกถอดเป็นครั้งแรก และก็เต็มใจจะให้เขาถอดเพียงคนเดียว แม้ตอนสมัยเรียนจะมีใครหลายๆคนเข้ามาขอต่อคิวรุมล้อมอยากจะถอด หากพระจันทร์ก็ไม่เคยยอมและเล่นด้วยเลยสักคน  ตัวอย่างก็มีให้เห็น.....เช่นไอ้แบงค์

“แม่ง ไอ้เหี้ยเอ๊ย ไอ้เปรมนะไอ้เปรม ไม่น่าเอาหนังสือโป๊มาดูกลางเต็นท์เมื่อคืนเลย ทำกูอยาก โชคดีที่เจอน้องมูน” ไอ้แบงค์เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น ในระหว่างนั่งพักเดินทางไกลตอนเข้าค่ายลูกเสือตอนอยู่มอสอง และคำพูดนั้นก็ทำให้เต้ยหูผึ่ง

“ไอ้แบงค์ มึงอย่าบอกนะว่า มึงได้มูนเมื่อคืน” เปรมที่นั่งฟังอยู่ด้วยถามขึ้น  และทำให้เต้ยในตอนนั้นแอบเผลอกำหมัดแน่น หากไอ้แบงค์บอกว่าใช่ ....ทั้งหมัดทั้งตีน คงประเคนลงไปโดยไม่ยั้ง

“ได้ซะที่ไหน แค่โชคดีที่เจอ เพราะกูยังพอจำหน้าแจ่มๆของมูน เอามาจินตนาการแปะไว้แทนหน้าอีช้างได้”

“หมายความว่าไงวะ” คราวนี้เต้ยถามขึ้นเอง เพราะอยากรู้ให้แน่ชัดว่าตกลงไอ้แบงค์ได้หรือไม่ได้

“โง่นะมึง ไอ้เต้ย กูต้องพูดชัดๆ ไหมว่า กูได้อีช้างแก้อยากแทน น้องมูนเขาไม่เล่นด้วย กูเลยจำหน้าเขามาแปะแทนหน้าอีช้าง พวกมึงรู้ไหม อีช้างนะแม่ง ชอบเอาลิ้นเดาะไข่ จนไข่กูหดหมดเลย” ไอ้แบงค์ผัวจำเป็นของอีช้างกล่าวขึ้นเรียกเสียงหัวเราะลั่น และเสียงหัวเราะนั้นก็ทำให้เต้ยเผลอหัวเราะขึ้น คลายภาวะตื่นตะลึง ยามนึกถึงในตอนนี้

“หัวเราะอะไรเต้ย ตลกอะไรมูน ...มูนอายนะ” มูนคงจะอายจริงดังปากว่าเพราะซุกกายกอดเต้ยแน่น ยิ่งกว่าเดิม

“ปะ เปล่า ไม่ได้หัวเราะมูนหรอก เต้ยหัวเราะเพราะดีใจน่ะ ที่มูนยอมให้เต้ยถอดเป็นคนแรก” เต้ยจูบปลอบลงตรงกลางหน้าผากช่วยคลายอาการเขินอาย เว้นวรรคหยุดพูดเพียงครู่ แล้วหยอดต่อมาว่า

“ มิเสียแรงที่เต้ยตามมาถึงนี่ มิเสียทีที่เต้ยหลงมะลิหอม ...ถึงเวลาที่มูนจะช่วยถอดให้เต้ยบ้างแล้วนะ” 

เต้ยไม่รอช้าเริ่มใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างชอนไชไปจนแทบจะทุกซอกทุกมุม มูนเอง แม้มือจะสั่นพร่า หากก็ยังสามารถปลดกระดุมเสื้อให้เต้ยได้ตามคำขอ ด้วยความที่นิสัยเป็นคนใจร้อนและเต้ยเองก็เสมือนกับอยากจะกระชากเสื้อและกางเกงแพรออกอยู่แล้ว การกระทำของมูนจึงไม่ค่อยจะทันใจนัก เต้ยจึงถอดเสียเองจนเหลือแต่คาลวิน ไคลน์สีขาวที่ค้างคาอยู่กลางลำตัว

ปราการด่านสุดท้ายทำจากผ้าคอตตอนเนื้อดี  บัดนี้แทบจะปริขาดดังแควกเพราะกระเปาะปืนใหญ่ลำงามกำลังดันนูนเด่นชัด พาดแข็งขึ้นจนถึงขอบ ด้วยภาษาใจและสายตาหวานซึ้ง มิต้องเอ่ยเป็นคำพูดใด มูนก็รู้ดีว่า ควรจะทำเช่นไร

“รู้งานเหมือนกันนี่ ” เต้ยยักคิ้วกล่าวขึ้น ยิ้มกว้างอย่างดีใจ จนเห็นเหล็กดัดฟัน ยามมือน้อยๆ ขยับลงมาต้อนรับทักทาย น้องชายที่ไม่เล็กของเขา  “สงสัยคืนนี้ คงไม่ต้องสอนกันมากแล้วมั้ง แต่เตือนไว้ก่อนนะ ว่ามันเป็นอวัยวะติดใจ โดนแล้วต้องโดนอีกเรื่อยๆ”

“ไม่มีทาง” มูนก้มหน้าก้มตางุดๆตอบออกไปอย่างนั้น ทั้งๆที่รู้ตนเองดีว่า มือของตนมิอาจหักใจคลายจากลำปืนใหญ่หรืออวัยวะติดใจที่เต้ยขนานนามได้อีกต่อไปแล้ว

 “ไม่เปลี่ยนใจแน่นะครับ แม่มณี ...ให้โอกาสอีกครั้ง ตอนนี้เต้ยยังยับยั้งทัน” คำพูดของเต้ย ฟังแล้วชวนให้ปฏิเสธไม่ลง น้ำเสียงนุ่มๆจึงกล่าวตอบด้วยความหนักแน่น เพื่อให้เขาแน่ใจ และมั่นใจ เป็นครั้งสุดท้าย ว่าทั้งใจและกาย พร้อมแล้วที่จะมอบให้เขาครอบครองเป็นเจ้าของเพียงหนึ่งเดียว

“สิ่งใดที่เป็นความสุขของคุณหลวง สมควรแล้วหรือที่มูนจะลังเลและเปลี่ยนใจ”

“สุดที่รัก...ของเต้ย เราจะมีความสุขด้วยกัน เต้ยฝันถึงวันนี้มานานแล้ว”

ลมเย็นๆยามดึกที่ควรขนานนามเรียกว่าลมสวาทพัดวูบและในวูบนั้น  คาลวิน ไคลน์ ก็ไร้ประโยชน์ ถูกรูดลงกับโคนต้นขาแกร่งแฝงไปด้วยมัดกล้าม ก่อนจะเลื่อนลงมาม้วนเป็นเลขแปดคาอยู่ตรงข้อเท้า แลปราการด่านน้อย ก็ถูกเหวี่ยงลงไปกองอยู่กับพื้น ความปรารถนาที่ซ่อนซึ้ง กำลังจะถูกเติมเต็ม บัดนี้หนึ่งหมาบ้าเกเร และหนึ่งพระจันทร์ จึงมิเหลืออะไรติดตัวกันเลยสักชิ้น มูนเองก็มิใช่ว่าจะไม่ตะลึงยามเห็นร่างงามเปล่าเปลือยสมชายที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ไรขนอ่อนๆ บนหน้าท้องแข็งแรงแบนราบชวนนำใบหน้าไปซุกแนบแอบอิง.... เรือนร่างของเต้ย งามราวกับนายแบบหลุดมาจากรันเวย์แฟชั่น แม้มัดกล้ามจะไม่ใหญ่....แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชวนมอง และน่าดูกว่านายแบบอาชีพหลายๆคน

“มูนก็ฝันถึงวันนี้ คืนนี้เช่นกัน”

ในระยะเวลาเพียงชั่วเข็มตก ร่างทั้งสองต่างก็พร้อมใจกันทาบทับลงไปบนเตียง แล้วสติทั้งมวลที่เคยมีอยู่ก็ลอยหายไปตามสายลม ผสานผสมเป็นสิเน่หาอันล้ำลึกที่ทั้งคู่ต่างโหยหาซึ่งกันและกันมานานแสนนาน 

เต้ยนั้นร้อนแรงมีเสน่ห์ชวนติดใจอย่างประหลาด เสน่ห์...ที่สามารถดึงดูดให้มูนร้อนผ่าวไปทั่วสรรพางค์
มูนมีแต่ความเย็น....ยามเต้ยเบียดกายบดขยี้ลงมา  มันคือความฉ่ำที่เขาไม่อาจหาได้จากไหน 

นั่นคือเหตุผลที่ทั้งสอง รึงรัดกันแนบแน่น มิปล่อยให้มีช่องว่างระหว่างลำตัวเลยแม้แต่นิดเดียว เชือกที่บิดเป็นเกลียว มีหรือจะเทียมเท่าร่างทั้งสองที่กอดรัดฟัดกันกลม ณ เวลานี้

ต่างฝ่ายต่างเลื้อยเลี้ยวเกี่ยวกระหวัด.....เข้ารึงรัดพันแน่นสิเน่หา

แสงจันทร์นวลยังคงสาดแสงกระทบร่างทั้งสองบนเตียง หิ่งห้อยตัวน้อยหลายตัว พร้อมใจกันบินเข้ามา ส่องแสงกระพริบวิบวับบินรอบห้อง ต่างดาวน้อยใหญ่ เป็นภาพงามเกินบรรยาย นี่ถ้าจิตรเอกของโลกได้มาเห็นคงไม่แคล้วหยิบผ้าใบขึ้นมาเขียนรูปตรงหน้าถ่ายทอดเป็นภาพเขียนสีน้ำมันตระการตาที่มีชีวิตชีวาที่สุดในโลก

บทสนทนาเบาลงจนแทบจะเลือนหาย เหลือเพียงแต่เสียงครางที่เริ่มดังขึ้นสอดประสานเป็นระยะๆ และดังกระหึ่มยิ่งกว่า ซิมโฟนี หมายเลขเก้าของบีโธเฟ่น  ยามเต้ยแทรกกายลงมาตรงหว่างขาด้วยความชำนิชำนาญ นิ้วมือแข็งแรงอาจหาญแทรกเข้ามาเคาะประตูเมือง และพอหาช่องว่างนำทางแขกเมืองที่เดินทางมาพร้อมปืนใหญ่จ่อปริ่มอยู่ริมประตู

น้ำผึ้งหวานตามธรรมชาติจากปลายกระบอกปืน ชโลมไล้ไปทั่วบานประตูถ้วนทั่ว อีกทั้งโลชั่นทาผิวหัวเตียง ถูกใช้เป็นอุปกรณ์เสริมเพิ่มความหล่อลื่นอย่างฉุกละหุก ปืนใหญ่ที่ใช้จ่อเริ่มได้จังหวะแทรกเข้ามาจนเมืองทั้งเมืองสั่นสะท้าน เสียงกระแทกโกญจนาทดังพั่บ “ปังแรก” ทำให้รอยแยกเริ่มปริ ครั้นพอมี “ปังที่สอง” รอยแยกก็เริ่มแตกร้าวทั่วทั้งผนังประตู เมื่อมีรอยร้าวเกิดขึ้นเช่นนี้ มีหรือปังต่อๆมา ประตูจะไม่ทลาย

คำว่าเจ็บจนน้ำตาร่วง จุกไปทั่วท้องน้อย คงจะใช้บรรยายความรู้สึกของมูนในเวลานี้ได้ดีที่สุด เสียงที่เคยนุ่มเผลอร้อง ทว่ากลับติดอยู่แค่ลำคอ เพราะริมฝีปากเร่าร้อนบดขยี้ลงมาก่อนเสียงจะเล็ดรอด มือน้อยๆที่เคยสัมผัสกดแน่นกับเสื่อโยคะ บัดนี้ ยึดสะบักไหล่แข็งแรงของเต้ยไว้แน่น แม้จะมีอาการดิ้นรนหนีตามธรรมชาติจนศีรษะกระแทกกับขอบหัวเตียง หากก็ยังฝืนตั้งรับไว้ด้วยคำว่ารักคำเดียว

“มองหน้าเต้ย อย่าเกร็งและกอดเต้ยแน่นๆ มูนจะไม่เจ็บ” เต้ยถอนริมฝีปากออกมาอย่างมีศิลปะ กล่าวปลอบขึ้น ก่อนจะใช้ไล่งับสร้างอารมณ์กระสันสวาทอย่างไม่หยุดหย่อน สะโพกของเขาขยับขึ้นลงราวกับมีระบบอัตโนมัติสั่งการ ช้าเร็วได้ดั่งใจปรารถนา

“ตะ เต้ย....คะ คุณหลวง มูนเจ็บ” มูนขนลุกซู่ไปทั่วร่างหูอื้อตาลาย จนเรียกชื่อชายอันเป็นที่รักมั่วไปหมด  ดวงตาสีน้ำตาลเจือรอยรื้นมองหน้าเต้ยตามคำบอก กัดฟันทนฝืนยกปลีน่องเรียว นำมาเกี่ยวกับบั้นเอวของเต้ยตามสัญชาติญาณของท่วงท่า คลายสะโพกเกร็ง ที่มิจำเป็นต้องมีใครสอน

“เดี๋ยวก็หายเจ็บแล้ว”

คำว่าเดี๋ยวของเต้ย ใช้เวลาอีกสักระยะ ก่อนเสียงปังครั้งสุดท้ายจะดังขึ้น คราวนี้ริมฝีปากของเต้ยประกบปิดอย่างไร ก็ปิดเสียงร้องของมูนไม่อยู่ ประตูเมืองแตกสลายลงแล้ว แขกเมืองนำปืนใหญ่ สอดใส่เข้ามาเต็มลำ และนั่นก็คือการเริ่มต้นของยุทธวิธียิงระรัว....ที่ควรจะได้ยิงมาตั้งแต่เมื่อคืนก่อนหน้านี้

เต้ยรับรู้ถึงความแน่น....บีบรัด อย่างไม่เคยได้สัมผัสแม้แต่กับเกนหลง
อวัยวะติดใจ ใช่ว่าเต้ยจะมีคนเดียว....มูนเองก็มี ทว่ามันต่างหน้าที่และอยู่กันคนละส่วนกับเต้ยเท่านั้น

และที่สำคัญ....ของมูนมีประสิทธิภาพสูงกว่า แม้จะถูกเรียกว่าบั้นท้าย
หากอานุภาพมิได้อยู่ปลายแถวเลยสักนิด

เจ้ายอดชายนายเต้ย เผลอตัวครางคำราม มิต่างกับมูนที่เกิดมาก็เพิ่งจะได้ร้องเสียงหลงระคนความสุข เสียงนี้หากใครมาได้ยิน ต่างก็คงรู้สึกคันยิบๆไปที่ขั้วหัวใจ แม้กระทั่งนักบวชผู้เคร่งศีลก็เถอะ และนับว่าโชคดี ที่ห้องของมอสอยู่ไกลออกไป มิฉะนั้นนังคชสารหูไวคงตื่นมาแอบฟังเป็นแน่แท้ 

“ในที่สุด มูนก็มองหน้าเต้ยอย่างเต็มตา มูนจ๋า มองเต้ยแบบนี้บ่อยๆนะ” แม้จะกำลังใช้ปืนใหญ่ยิงระรัว เจ้ายอดชายก็ยังสามารถเอ่ยปากขึ้นได้ ยามเห็นรอยรื้นจากน้ำตาของมูนแปรเปลี่ยน เป็นน้ำผึ้งพระจันทร์ที่กำลังคลอเต็มสองตาสีน้ำตาลใส

“เต้ย... บอกว่ารักมูนอีกครั้งได้ไหม”

“ได้สิครับ...เต้ยรักมูน ได้ยินไหม เต้ยรักมูน” เต้ยกระซิบลงตรงข้างหู เพื่อความมั่นใจ ว่าเสียงครางกระเส่าจะไม่แทรกเข้ามาทำลายประโยคบอกรักที่มูนอยากได้ยิน แล้วสายตาคมวาวหวานเยิ้ม ก็แปรเป็นเกเรเจ้าเล่ห์ ถามขึ้นมาส่อความนัยแปลกๆ

 “ครั้งเดียวพอเหรอ บอกมาสิ บอกมาว่า คืนนี้อยากได้กี่ครั้ง”

“ครั้งเดียวคงพอแล้ว” มูนตอบกลับเสมือนจะรู้ความนัยนั้น

“อย่าพูดอะไรต่อเลย ตอนนี้ เต้ยทนไม่ไหวแล้ว”

เต้ยพร่ำบอกว่าทนไม่ไหว อยู่อีกหลายครั้ง หากประสบการณ์เรื่องแบบนี้ในชีวิตที่ผ่านมา มันทำให้เขาทนเป็น กลั้นได้ การโจมตีที่หนักหน่วง ทว่าผสานไปด้วยความหวานฉ่ำ เคล้ากลิ่นมะลิกรุ่น พาเขาเตลิดไปไกล ใช้เวลายิงโจมตีนานกว่าศึกครั้งไหนๆ เริ่มตั้งแต่พระจันทร์ยังลอยอยู่กลางหน้าต่าง แต่บัดนี้ลอยเลือนหายไปไหนก็ไม่รู้ และเมื่อถึงจุดที่เกินจะทานทน กระสุนชนิดพิเศษจึงลำเลียงขึ้นมาเต็มลำกระบอกปืน แลกระหน่ำยิงระรัวฝากลายไว้เป็นครั้งสุดท้าย

พระจันทร์ดวงน้อยอ้าปากค้าง ใช้ขารัดบั้นเอวเต้ยแน่น ซบหน้าลงตรงซอกคอเขา เสมือนจะรู้ว่า ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งก็เป็นดังคาด ลำปืนใหญ่กระตุกโดยแรงก่อนจะปล่อยกระสุนสวาทพุ่งสาดกราดยิงท่วมท้นจนเปียกชุ่มไปทั้งเมืองอย่างไม่เคยเป็น และนั่นก็ทำให้เสียงครางระงมสงบเงียบลงโดยดุษฎี

แขกเมืองคนนี้ทำสำเร็จแล้ว!!! ประตูเมืองที่เคยปิดตายถูกเขาทลาย ทะลวงเข้าไปเยี่ยมเยือนสมดังตั้งใจ
อธิปไตย...ที่เคยรักษาไว้ เต็มใจให้เขาพรากไป ด้วยความสุขใจอย่างที่สุด

“นับจากวินาทีนี้ไป เราเป็นของกันและกันอย่างเต็มตัวแล้วนะมูน”

แม้จะแข็งแรง หากศึกใหญ่ครั้งนี้ ก็สามารถทำให้เต้ยถึงกับนอนพังพาบเหงื่อชุ่ม ทว่าแขนแข็งแรง ยังมิคลายการกอดรัดพระจันทร์ดวงน้อย และมูนก็มิจำเป็นต้องกระดากอายแล้วในการซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดอบอุ่นนั้น

ใบหน้าลออยังคงมิคลายความเยิ้ม แดงซ่าน อีกทั้งกลับแดงระเรื่อยิ่งขึ้นยามความสงสัยบางประการแล่นวับเข้าจับใจ ความอยากรู้ที่ทนเก็บไว้ไม่ไหว จำต้องเอ่ยปากถามด้วยเสียงที่เบาเสียยิ่งกว่าเบา

“มูนอยากถามว่า ครั้งแรกนี้ ถ้าจะเปรียบเป็นการสอบ.... มูนสอบผ่านหรือสอบตก”

“สอบผ่านสิ...แถมได้คะแนนดีซะด้วย” เต้ยบรรจงจูบลงไปตรงกลางหน้าผากยามให้คำตอบ แล้วถามกลับด้วยความอยากรู้เหมือนกันมาว่า “ แล้วเต้ยล่ะ ครั้งแรกกับผู้ชายเหมือนกัน สอบผ่านหรือสอบตก”

“ผ่านหรือตกไม่รู้....รู้แต่มูนให้คะแนนเต็ม” มูนมิรู้ตัวเองว่าตอบออกไปอย่างนั้นได้อย่างไร รู้สึกตัวอีกทีร่างทั้งร่างก็ถูกเขารัดจนเสียแน่นยิ่งกว่าเดิม แถมยังถูกฟัดมาเสียอีกคำรบ เสียงดังฟอดหลายๆฟอดดังขึ้นข้างแก้ม มิหยุดหย่อน ผสานเสียงหัวเราะของหมาบ้าเจ้าชู้เกเรดังลั่น

“ถ้าให้คะแนนเต้ยเต็ม....ทำไมคืนนี้ ถึงต้องการแค่ครั้งเดียว”

“ไม่รู้” ความเขินอายเริ่มกลับมาอีกครั้ง ตอบอะไรไม่ถูก เพราะมูนรู้ดีว่า เต้ยคงจะไม่หยุดอยู่แค่ครั้งเดียว ในเมื่อเขาตั้งใจอย่างนั้นจะมาถามตนทำไม “เต้ยถามมูนเองนี่ว่าอยากได้กี่ครั้ง มูนก็เลยบอกว่าครั้งเดียว เต้ยไม่เจ็บเหมือนมูนนี่ ”

“เต้ยหมายถึงบอกรักต่างหาก.....หูย คิดลึก ” เต้ยลากเสียงยั่วโมโหอย่างยียวน ชวนลงไม้ลงมือ

“ไอ้หมาบ้ากวนประสาท !! ”

มูนที่เสียรู้หยิกแก้มเต้ยไปด้วยความหมั่นไส้ รีบลงจากเตียงเดินหายลับเข้าห้องน้ำ แต่มีหรือที่เต้ยจะไม่ตามมา คราวนี้เสียงหัวร่อต่อกระซิก กลับไปดังกระหน่ำอยู่ในห้องน้ำแทน และนั่นก็เป็นการเริ่มต้นของ “สามีจิปฏิปันโน” ที่มูนจำต้องปฏิบัติอีกครั้ง หลังจากครั้งแรกเพิ่งผ่านไปหยกๆ และนานเกินค่อนคืน และครั้งนี้ ก็กินเวลายาวนานไม่แพ้กัน และท้ายสุดทั้งคู่ก็กลับมานอนเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงหนานุ่ม ภายในตระกองกอดซึ่งกันและกัน เต้ยนั้นคล้ายจะหลับไปก่อนแล้ว เพราะลมหายใจเริ่มดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หากแต่มูนยังหลับไม่ได้ ด้วยมีหน้าที่...ที่สำคัญบางประการจำต้องกระทำ

สามีจิปฏิปันโน....... ตนทำได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
เหลือแต่อัญชลีกรณีโย......ตนยังไม่ได้สำแดง

“ลองเชื่อช้างมันสักครั้ง....หวังว่ามันคงไม่โกหก”

ปกติมูนก็ไม่ใช่คนซื่อ ทว่าพระคาถามัดใจ ที่ปฏิบัติคาบแรกไปมันได้ผล แล้วไยคาบที่สอง มันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ ว่าแล้วกระพุ่มมือน้อยจึงประนม ต่างดอกบัว ก้มบังคมวางลงเหนือยอดอกของชายผู้ “ควรคู่แก่การยกย่องกราบไหว้สักการะ”

อัญชลีกรณีโย ได้กระทำเสร็จสิ้นแล้ว ใบหน้าลออแม้จะเขินอายที่กระทำตนงมงายตามพระคาถามัดใจของนางคชสารช้างไพร หากมิมีอาการลังเลใจที่จะกระทำเลยสักนิดเดียว

“หลับให้สบายนะคุณหลวงเต้ย นายคุณหลวงเกเรของมูน”

มูนกลับลงมาลดตัวนอนข้างๆเต้ยดังเดิม และมิได้สังเกตเลยว่า วงแขนของเต้ยกระชับแน่นขึ้นรวดเร็ว และตนก็สุขใจที่จะทิ้งทั้งตัวทั้งใจอยู่ในอ้อมกอดนั้น พระจันทร์หยุดฉายแสงพักผ่อนลงบ้างแล้ว ทว่าคุณหลวงหนุ่มกลับปรือตาขึ้น พร้อมน้ำตาใสๆ หลั่งรินเป็นสาย ตื้นตันใจอย่างที่สุด เพราะเมื่อสักครู่ เขาเห็น เขารู้ ว่ามณีในใจดวงน้อยดวงนี้ ทำอะไร

“แม่มณีทำอย่างนี้......แล้วพี่จะไปตายที่ไหนเสีย พี่สาบาน ว่าพี่จะตายรังอยู่ที่นี่ แทบเท้าแม่มณีเท่านั้น ”
************
รบกวนติดตามต่อบทที่๑๔ นะคะ

อ้างอิง * นำมาจากเพลงความในใจ คำร้องโดย ครูวิรัช อยู่ถาวร
**,*** นำมาจากเพลงหากรู้สักนิด พระนิพนธ์คำร้องโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล
**** นำมาจากวรรณคดีเรื่อง ศกุนตลา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๑๔ มาร(ดา)

เสียงนกกระจิบตัวน้อยร้องเจื้อยแจ้ว คลอเคลียโผผินบินตามคาคบลีลาวดีที่แผ่กิ่งก้านสาขา ชูช่อขาวสะพรั่งกระจ่างตาจนระริมหน้าต่างคือสัญญาณเสียงตามธรรมชาติแทนนาฬิกาปลุกดิจิตอลที่เต้ยเริ่มเคยคุ้นยามอยู่ที่อัมพวา ไม่เหมือนกับตอนอยู่กรุงเทพที่พอเสียงนาฬิกาอันน่ารำคาญปลุกทีไรเขาต้องตาลีตาเหลือกรีบอาบน้ำแต่งตัวบึ่งรถหรือไม่ก็ต้องนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน แม้จะเป็นกิจการของที่บ้าน แลด้วยความที่เป็นลูกชายเจ้าของต้องปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง การไปทำงานสายจึงมิควรบังเกิด ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา  ทว่าที่นี่ทุกสิ่งกลับตรงกันข้าม โลกใบน้อยของแม่มณี เสมือนมีอำนาจทำให้เข็มนาฬิกาหยุดเดินหรือไม่ก็เดินช้าลง คล้ายจะปล่อยให้เขา เสพความสุขของชีวิตได้อย่างไม่เคยเจอ

โลกใบน้อยของคนตาเศร้าๆ ที่ตอนมัธยมเคยแอบมองและสงสัยว่าจะเป็นอย่างไร ครั้นมาได้เห็นก็ติดใจและอยากจะมาเป็นส่วนหนึ่ง จนท้ายที่สุดเมื่อคืนก็ได้เข้ามาครอบครองอย่างเต็มตัว!!!

กลิ่นดอกไม้แปลกๆหอมๆยามเช้า ถูกสูดเข้าจนเต็มปอด คุณหลวงเกเรยังนอนบิดกายอีกสักพัก ก่อนจะค่อยๆยันตัวขึ้น เช็ดคราบน้ำตาที่ค้างคาเกรอะกรังออก กลิ่นหอมของดอกไม้ยังคงลอยอวล แต่ไฉนกลิ่นมะลิจึงมิอยู่ข้างกาย

“ตื่นไม่ทันมูนทุกทีเลยสิน่า”

เต้ยรีบลุกขึ้นมาพาร่างเปลือยเปล่าพร้อมปืนใหญ่ที่กำลังพองตัวฟู กวัดแกว่งตรงหว่างขาตามธรรมชาติเพศชายยามเช้า เข้าไปอาบน้ำทำธุระเพียงครู่ ต่างกับเมื่อก่อนซึ่งใช้เวลาในห้องน้ำนานเพราะต้องรีดกระสุนค้างลำออกด้วยมือ ยามปืนใหญ่หาญกล้าท้าทายแต่เช้า หวังจะพึ่งเกนหลงก็คงเป็นไปไม่ได้ ผู้หญิงต่อให้ดีแสนดีอย่างไร ก็ไม่มีทางเข้าใจอารมณ์ชาย ทว่านับจากนี้ไป ทุกหยาดทุกหยดที่พุ่งออกมาจะต้องคุ้มค่า และรินรดออกมาให้กับพระจันทร์ดวงน้อยดวงนี้เท่านั้น มิใช่ทำทิ้งทำขว้างเช่นเคย

เมื่อกลับออกมาเขาก็พบว่าเสื้อผ้าชุดใหม่ของเขาถูกแขวนไว้ให้หลังพรึงไม้แกะสลัก ข้างๆกันนั้นคือ อาร์มานี่สีดำไฮคัทเนื้อนุ่มถูกพับไว้เรียบร้อยแทนคาลวิน ไคลน์สีขาวที่เหวี่ยงเขวี้ยงทิ้งไปเมื่อคืน เสื้อขาวกางเกงแพรที่จำได้ว่าแทบกระชากออก ถูกเก็บใส่ตะกร้าให้อย่างเรียบร้อย เครื่องและครีมโกนหนวด อีกทั้งอาฟเตอร์เชฟแลน้ำหอมวางไว้เป็นหมวดหมู่บนตั่งขาสูงข้างกระจกโบราณบานใหญ่ ไม่ต้องต้องบอกก็รู้ว่าใครช่วยรื้อออกจากกระเป๋าเอามาช่วยจัดให้

“มีเมียดีก็อย่างงี้...สบายไปสิบอย่าง”

เต้ยเปรยขึ้นกับตัวเองยิ้มๆ แต่งตัวไปผิวปากไปอย่างสบายอารมณ์ ในใจอดแอบนึกเปรียบเทียบกับเกนหลงไม่ได้ คบกันมาก็นาน เคยมีสักครั้งไหมที่เกนหลงจะทำให้อย่างที่มูนทำ โดยเฉพาะกราบลงตรงยอดอก จนเขาน้ำตาร่วง

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามูน รักและเทิดทูนเขาขนาดไหน
สิ่งเดียวที่ตอบแทนได้คือ....รักมูนให้ยิ่งกว่า

ชีวิตที่เหลือทั้งหมด จะขอชดใช้อยู่ดูแลพระจันทร์ ณ โลกใบน้อยนี้เท่านั้น 
แม้นกรุงเทพจะเป็น “บ้านเกิด” หาก “อัมพวา” จะเป็นเมืองนอนนิจนิรันดร์

เขาขอสาบาน!!!

 ในระหว่างที่คิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น พลันเสียงเรียกข้าวของแบล็คเบอร์รี่ก็ดังขึ้น ไม่ต้องหยิบมาดูก็รู้ว่าใคร เพราะเสียงเรียกเข้าที่ตั้งไว้เป็นของสตรีที่เคารพที่สุดในชีวิต ผู้ที่เพียงปรามเขาด้วยสายตานิ่งๆ จนเขาเข่าอ่อนยวบมานักต่อนัก

“คุณหญิงแม่” คือชื่อที่บันทึกไว้เล่นๆ เพียงเพื่อสนุก แท้จริงนั้นเป็นเพียงแค่ “แม่” และส่วนมากจะเป็น “แม่จ๋า” แม่พอใจที่จะเป็นแค่แม่สำหรับเขาเท่านั้น ที่มิต้องเติมคำว่า “คุณ” นำหน้าวุ่นวาย จนกลายเป็น “คุณแม่” เหมือนอย่างบ้านอื่นๆ

ชื่อที่เมมไว้เล่นๆ นั้นอาจฟังดูสนุก หากสิ่งที่ไม่สนุกคือ “แม่” เข้มงวดเป็นที่ยิ่ง ทว่าความเป็นลูกชายคนโปรดและลูกอ้อนของเขา บางครั้งแม่ก็ลืมๆไปเสีย มีไม่มากที่จะเหลืออดจนเอ่ยปากบ่น แต่ครั้งนี้ โทร.มาแต่เช้า เรื่องที่โทร.มา ย่อมสำคัญ และแม่คงจะลืมไม่ได้ ลมหายใจจึงพรั่งพรู ระบายออกอย่างบังคับไว้ไม่อยู่ เพราะรู้ดีว่าตนคงโดนเทศนายาว

“คร๊าบบบบบบบบ แม่จ๋า.....ตื่นแต่เช้าเชียว” เต้ยลากเสียงยาวเป็นเชิงอ้อนทุกครั้ง ยามรู้ชะตากรรม และสียงอ้อนๆของเขาเนี่ยแหละ ทำให้เขารอดมาเสียหลายครั้งหลายหน

“เช้าอะไรลูก ...จะเก้าโมงแล้ว ต้องเรียกว่าสายต่างหาก  แล้วนี่อยู่ไหน แม่โทร.ไปกี่ทีกี่ทีก็ปิดเครื่อง” น้ำเสียงนุ่มๆเย็นๆ หากดำรงไว้ซึ่งความเฉียบขาดตอบกลับ  แม้จะเจือด้วยอาการบ่นเบาๆ แต่ในความเฉียบขาดก็มิเคยคลายความเอ็นดูให้กับลูกชายคนนี้แม้แต่น้อย

“มาต่างจังหวัดนะครับ พอดีแบตหมดเพิ่งจะได้ชาร์จเมื่อคืน แม่มีอะไรเหรอครับ”

“พูดเสียแม่น้อยใจ....โทร.มาหาจะต้องมีอะไรด้วยเหรอ ก็แค่คิดถึง เป็นห่วงตามประสาแม่” เสียงถอนหายใจของแม่เต้ยดังเข้ามาในลำโพงแบล็คเบอร์รี่ เต้ยไม่รู้หรอกว่าถ้าได้เห็นหน้าแม่ตอนนี้ จะรู้ว่าความเป็นห่วงนั้น กลายเป็นความกังวลใจอย่างถึงที่สุดไปแล้ว

“โธ่นึกว่าเรื่องอะไร โอ๋ๆ แม่จ๋า เต้ยก็คิดถึงแม่นะครับ ...เอาเป็นว่า กลับไปถึงกรุงเทพ จะแวะไปกอดแม่ก่อนเป็นคนแรก หอมให้อีกฟอดใหญ่ๆเลยก็ได้เอา”

“ทีกับแม่ใช้คำว่าแวะ แต่กับคนอื่นๆ ตั้งใจไปหาไปกอด” แม้จะดุและเข้มงวดเพียงไร แต่แม่ทุกคนในโลกย่อมเหมือนกัน ความรู้สึกน้อยใจเล็กๆน้อยๆกับลูกชายในวัยหนุ่ม ยามแบ่งใจไปให้ใคร ย่อมบังเกิดกันทุกคน

“กอดใครก็ไม่เหมือนกับกอดแม่หรอกครับ”

 “ให้มันจริงเถอะลูก ....แล้วเต้ยไปจังหวัดไหน อยู่กับใคร เกรซเหรอ ”

หากโทรศัพท์มันสามารถถ่ายทอด ความรู้สึกข้างในออกมาได้ เต้ยคงจะรู้ว่า แม่นั้นกลั้นใจถาม เพราะคำตอบที่จะได้รับกำลังจะพิสูจน์ให้เห็นว่าลูกชายสุดที่รักโกหกตนหรือไม่ และแม่ก็คงจะรู้ว่า ลูกชายกำลังใจเต้นระรัวยามต้องตอบ

 “ไม่ใช่เกรซหรอกครับ เต้ยเลิกกับเกรซแล้ว”

“อ้าวเหรอ....ถ้าอย่างนั้นอยู่กับใคร”

 แม้จะโล่งใจที่เต้ยไม่โกหก เนื่องจากรู้อะไรมาบ้างแล้ว หากแต่ใครกันที่ลูกชายอยู่ด้วย คำถามนี้แหละสำคัญและกำลังจะใช้วัดใจลูกชาย  แม่คิดว่าลูกชายจะเจอทางตันที่ต้องตอบ แต่เต้ยนั้นไม่เคยธรรมดา มีทางรอดเสมอ ยามยังไม่อยากหรือถึงเวลาต้องตอบอะไร

“ฮัลโหลๆ. ไม่ค่อยได้ยินเลยครับแม่ สัญญาณไม่ดีเลย” เต้ยเว้นวรรคเพียงครู่ ถือแบล็คเบอร์รี่ มานั่งจ่อหน้าพัดลมแล้วเปิดเบอร์แรงสุดให้เสียงหึ่งๆดังเข้ามา “แม่จ๋า แม่ได้ยินไหมครับ โหลๆ ไว้เต้ยโทร.กลับไปหาดีกว่านะครับ แล้วจะเล่าให้ฟัง ซื๊ดดดดดดดดดดด”

“เดี๋ยวลูก....ตาเต้ย”

ทำไมเต้ยจะไม่ได้ยินที่คุณแม่พูด แต่เขายังไม่อยากตอบเพราะเดี๋ยวยาวและแม่อาจจะรับไม่ได้  เขาไม่ใช่คนขลาด หากเรื่องบางเรื่องมันต้องใช้เวลา.... แม่แม้จะดุ ทว่าเป็นคนมีเหตุผล และเขามั่นใจว่าแม่ต้องฟัง หากเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะ  จึงจำใจต้องเล่นละครสวมบทเจ้าเล่ห์แต่เช้า ทำเสียงขาดๆหาย ท้ายสุดสายของแม่ก็หลุดดังตั้งใจ

เต้ยคิดดี คิดได้ ที่จะบอกความจริงเรื่องมูนกับแม่....แต่ไม่ควรชะล่าใจเช่นนี้เลย
เต้ยควรจะเอะใจที่แม่ ไม่มีน้ำเสียงตกใจยามรู้เรื่องเขากับเกรซเลยสักนิด!!!

“โทษทีนะครับแม่....ขอเวลาอยู่กับลูกสะใภ้คนใหม่ก่อน แล้วจะพาไปเปิดตัว” เต้ยจูจุ๊บลงไปบนแบล็คเบอร์รี่  แล้วเข้าสู่คอนแทคบีบีเอ็ม ดูรายการอัพเดท ของเพื่อนๆในลิสต์ แล้วก็ต้องยิ้มเบาๆ เพราะสเตตัสของลูกสะใภ้ บอกให้รู้เลยว่าทำอะไร อยู่ที่ไหนของบ้าน

มณีจันทร์
Busy –สอน “โยคะ” ให้ช้างมาก “ราคะ” ริมน้ำ

บีบีเอ็มหรือแบล็คเบอร์รี่ แมสเซ็นเจอร์นี้จะว่าไปก็มีประโยชน์ นอกจะทำให้เขาได้คุยกับพระจันทร์แล้ว บ้างครั้งบางครายังทำให้ทราบความรู้สึกนึกคิดทางจิตใจ ที่มูนซ่อนไว้และระบายลงเป็นตัวอักษร อย่างเช่นเมื่อคืน ทว่าแบล็คเบอร์รี่ก็คงเป็นเพียงแค่อุปกรณ์สื่อสารทันสมัยธรรมดา หากไร้ “พิน” ของหัวใจ หมายเลขพร้อมตัวอักษรแปดหลักจึงถูกแอบแอดไว้มานาน เพียงเพื่อติดต่อกับคนที่เคยเชิดหน้าใส่  ให้หันมาคุยกันดีๆ

แอดพินเท่ากับแอดใจ
ความสุขใดจะเทียบเทียม
หมายปองน้องต้องมีเล่ห์เหลี่ยม
โอ้...เอ๋ยเรียมแอบแอดใจ

 “ที่พี่ทำไป เพราะอยากให้แม่มณีหันมามองพี่ คุยกับพี่ดีๆบ้างเท่านั้น รออีกแป๊บนะ รอโอกาสเหมาะๆ...แล้วพี่จะสารภาพความจริงเรื่องคุณหลวงทั้งหมดให้ฟัง”

เต้ยพูดจบก็ปิดเครื่องทันใด ยามนี้เขาต้องการตัดขาดจากโลกภายนอกทั้งมวล หากเขาไม่รู้หรอกว่า ในช่วงที่เขาปิดเครื่องนั้น มีใครบางคนกำลังโทร.หาเขาพอดี และคนคนนั้นก็สบถลั่นด้วยความร้อนใจ เพราะติดต่อเขาไม่ได้เสียแล้ว

“ไอ้เต้ยเอ๊ย จะปิดเครื่องหาห่าอะไรวะ....ซวยแล้วมึง”

เต้ยใช้เวลาไม่นานลงมายังลานฝึก ที่อยู่บนสนามหญ้าญี่ปุ่นเขียวขจี เสื่อโยคะสีเขียวอ่อนสองผืนปูราบกลมกลืนไปบนพื้นสนามหญ้านั้น ผืนหนึ่งเป็นของนางช้างป่า ที่กำลังฝึกอย่างขะมักขะเม้นตามคุณครูผู้แทบจะเหิรลอยด้วยท่วงท่าอาสนะเหนือชั้นอยู่บนเสื่ออีกผืน เสียงนุ่มๆดังขึ้นอย่างสดใส สอดประสานกับเสียงนกร้องตามธรรมชาติ แสงแดดอ่อนๆที่รอดลงตามคาคบลีลาวดีประหนึ่งไฟสปอร์ตไลท์สาดส่องมายังร่างของครูผู้สอน ทำให้ไม่มีข้อกังขาเลยที่จะลงความเห็นว่า ทั้งเสียง ทั้งภาพ คือองค์รวมของคำว่า... ตระการตา

ดวงตากลมโตน้ำตาลใสหันมาสบ ก่อนจะเบือนหลบไปด้วยความเขินอาย เพราะเต้ยไม่ยืนดูเปล่ากลับจูบลงไปที่ฝ่ามือของเขาแล้วทำท่าขว้างจูบมาให้ลงตรงตัวมูน โชคดีที่นางพระกำนัลมันไม่เห็น ไม่งั้นเสียงดัดจริตวี้ดว้ายคงดังลั่น

“หายใจเข้า ชูมือขึ้นเหนือศีรษะ ... หายใจออก อุตตนาสนะ โน้มตัวลง วางปลายนิ้วมือระดับเดียวกับนิ้วเท้า ศีรษะจรดเข่า ดึงหัวเข่าขึ้น ขาตึง”

ทีท่าหยอกล้อของเต้ยนั้นได้ผล เพราะมูนสอนไป ทำท่าไปก็หน้าแดงแป๊ดตลอด ยิ่งไปกว่านั้น เสียงหัวเราะในความทะเล้นของแฟนขี้เล่นก็เผลอสอดแทรกเข้ามาในประโยคไม่หยุด นางพญาคชสารยังคงไม่สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาทำตาม แต่สรีระความอ่อนตัวยืดหยุ่นของนังช้างไพรยังห่างไกลนักกับมูนที่สามารถยืนก้มตัวแนบศีรษะจนเลยหัวเข่าท้องชิดต้นขาจนแบนราบแทบจะเป็นเส้นเดียว แล้วเสียงแปร๋นก็ดังขึ้นโวยวายทำลายความสงบทันใด นกตัวน้อยบินหนีกระจัดกระจาย ด้วยเหตุเพราะเสียงโกญจนาทนี้โดยแท้

“อีคุณครู....ท่านี้กูทำไม่ได้ มันติดพุง กูไม่ทำได้ไหม”

“ต้องทำ เพราะจะช่วยยืดแฮมสตริง ให้พร้อมฝึกในชุดท่าต่อไป...ทำได้เท่าที่ทำ ก้มได้เท่าไหนเท่านั้น” มูนเงยหน้าขึ้นคลายท่าแล้วเข้ามาช่วยแก้ท่วงท่าให้ช้าง แก้ท่าไปก็อดสัพยอกไม่ได้ “ ช้างแน่ใจนะว่าไม่ได้ท้อง คอกที่เท่าไหร่แล้วนี่”

“คอกที่สอง คอกแรกมีสี่ตัว นอนทับตายไปสอง คาบหนีน้ำไม่ทันจมน้ำตายไปอีกหนึ่ง ตัวสุดท้ายหลังอานโดนตัวเหี้ยคาบไปแดก.....อั้ย อีบ้า กูเป็นช้างไม่ใช่หมา” ช้างเงยหน้ามารับมุขก่อนจะแก้ตัวต่อมาหน้าตาเฉยว่า

“กูอ้วน เพราะมีอันจะกินและอีกอย่างอสุจิก็ลงแต่ที่คอ มิเคยทะลักทะลวงล่วงเข้าประตูเมือง ”

“อีช้างทุเรศ พูดจาน่าเกลียด”

มูนแม้จะเคยชินเสียแล้วกับคำพูดที่แทบจะไม่มีการเซ็นเซอร์ แต่คราวนี้ นังเพื่อนสนิทดันพูดอย่างกับมีตาทิพย์อีกแล้ว  จึงทำให้ทำหน้าทำตาไม่ถูก ส่วนเต้ยที่ลดกายลงมานั่งดูกับพื้นหญ้าก็กลั้นหัวเราะจนหน้าแดง เพราะรู้ตัวเองดีว่า เมื่อคืนมันทะลักท่วมท้นเจิ่งนองเพียงใด มูนจึงพยายามตัดบทโดยการนำฝึกต่อ หากแต่นางคชสารทำไปก็ไม่วายชวนวกเข้าเรื่องอสุจิ

“น่าเกลียดตรงไหน เขาว่ากันว่า น้ำอมฤตชนิดนี้ ถ้าแดก เอ๊ย รับประทานบ่อยๆ เนี่ย ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล นี่เป็นอีกเคล็ดลับหนึ่งที่กูได้มา เห็นผิวกูไหมมึง เปล่ง เว่อร์ๆ มีออร่า เพราะลีลาออรัล” 

ช้างหยุดทำท่าหันมาคุยเป็นคุ้งเป็นแควด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง โชว์ผิวขาว เต่งตึงให้ดูใกล้ๆ คนฟังอย่างมูน...ฟังแล้วก็อยากจะอาเจียน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช้างถึงแม้จะจ้ำม่ำ ทว่าผิวขาวเปล่งประกายจนราศีจับ และคาดว่าเปล่งขนาดนี้น่าจะรับประทานน้ำอมฤตชนิดนั้นไปหลายลิตร

“หยุดพูด...เราจะอ้วก”

“อย่ามาดัดจริต....แนะนำให้ไปขอชิมของคุณเต้ยดู อย่างคุณเต้ยนะมึง อร่อยแน่ๆ”

มูนทำไมจะไม่แอบเห็นด้วยว่าต้องอร่อย ถึงแม้จะยังไม่เคยชิม เพราะเมื่อคืนแค่ท่วงท่าลีลายังให้คะแนนเขาเสียเต็ม นับประสาอะไรกับน้ำอมฤต แล้วความรู้สึกก็กลับมาอยู่กับตัว นึกโกรธตัวเองที่คิดตามนางคชสารเป็นฉากๆ  จึงตั้งใจจะไม่ฟังต่อ แต่เสียงแสบแก้วหูพร้อมคำพูดชวนอาเจียนก็ยังดังเข้ามามิหยุดหย่อน ส่วนเต้ยนั้นกลั้นหัวเราะไม่อยู่แล้ว ปล่อยเสียงลั่น เพราะถูกใจจนแทบจะกระทืบไลค์ให้อีช้างพันครั้ง แถมยังกล่าวชวนมูนเห็นเป็นเรื่องน่าลองไปเสียอีกว่า

“ลองดูไหมมูน...อีช้างมันแนะนำดีนะ”

“ว้าย....คุณเต้ยมานั่งเงี่ยนๆ เอ๊ย เงียบๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ น้องอัยเขินหมด ที่จริงแล้วน้องอัยไม่ใช่คนลามกนะคะ แค่แชร์บทความทางการแพทย์ให้เพื่อนสาวฟัง”

“แพทย์แผนไหนของมึง เรียกอสุจิ เป็นน้ำอมฤต”

“แพศยา...น่ะสิ พูดแต่ละอย่างดีๆทั้งนั้น สักวันจะให้หมวดเปรมจับขังคุกอีกรอบ” มูนตอบแทนมาให้ด้วยความหมั่นไส้เหลือจะกล่าว คำแนะนำของช้าง เช่นพระคาถามัดใจที่ผ่านมา ตนกระทำไปแล้วมันได้ผล แต่กลเม็ดเด็ดพรายของมันอันนี้ เห็นทีจะไม่มีทางทำตามเป็นอันขาด

“พอที หยุดพูดเรื่องสกปรกลามกจกเปรต ฝึกโยคะกันต่อได้แล้ว”

“ลามกตรงไหน แต่เอ...เช้านี้ดูหร่อนมีน้ำมีนวลขึ้นนะเนี่ยมูน หรือว่าเมื่อคืนจะโดนไปหลายน้ำ ซดไปเสียหลายอึก” นางคชสารไม่ฝึกแล้วโยค้งโยคะ หันมาชวนคุณครูคุยเรื่อง “ราคะ” แทน

“อีช้าง ถ้าไม่หยุดพูดเรื่องนี้ เราโกรธจริงๆด้วย จะฝึกต่อไหม ถ้าไม่ฝึกเราจะขึ้นบ้าน” มูนทำหน้าทำตาไม่ถูก รู้สึกว่าระยะหลังมานี้นังนี่จะมีตาทิพย์จริงๆ จึงใช้เสียงปรามนังช้างร่านสวาท และหันมาลงยังคนสาดน้ำเมื่อคืนที่ยังไม่หยุดหัวเราะร่วน

“เต้ยก็อีกคน แทนที่จะช่วยกันปราม กลับมานั่งหัวเราะ”

เท่านั้นแหละ เต้ยจึงหยุดหัวเราะพลัน แสร้งทำเสียงดุใส่นางพระกำนัลร่างใหญ่ ยกส้นเท้าชูฝ่าตีนอรหันต์หรา เป็นการเอาอกเอาใจ เผื่อว่าวันนี้จะมีโอกาสได้เอาตัวคุณครูผู้สอน มาทำตามข้อเสนอแนะอัปรีย์ของอีช้าง

“มึงหยุดพูดได้แล้ว ถ้าไม่หยุด กูจะสอนมวยไทยมึงแทน”

“ขอเปลี่ยนเป็นมวยโค้กได้ไหมคะ”

“เอานิ้วโป้งตีนกูไปดูดไป”

“เชอะ....รอน้องอัยสวยก่อนเถอะ”

เมื่อเจอนิ้วโป้งตีนหรา อีช้างจึงยอมราฝีปากหันหน้ากลับมาฝึกต่อ ทว่ายังมิวายแอบค้อนขวับๆ มายังเจ้าชายเต้ยของมันกับคุณครูผู้สอน และคราวนี้อีช้างก็เชื่อฟัง มิปริปากชูงวงแผดเสียงอะไรมาอีก  ส่วนมูนก็นำสอนไปเรื่อยๆ คัดสรรท่าที่เหมาะกับสรีระของช้าง และเพิ่มท่าที่ช่วยลดหน้าท้อง อีกทั้งผสานความแข็งแกร่งเข้าไปในตัว ด้วยชุดท่าที่เรียกว่า “โฟลว์” ไหลลื่นไปพลิ้วไหวอย่างกับระลอกน้ำมิมีติดขัด พร้อมกับความรู้ที่ถ่ายทอดออกมานั้น มันคือ “รู้จริง” อีกทั้งลีลางามงดบนผืนเสื่อ ทำให้เต้ยตกปากออกมาทันทีเลยว่า “มืออาชีพ”

“ท่าต่อไป ปัศจิโมทนาสนะ ช้างต้องระวังให้ดี หลังช้างยังไม่ค่อยยืด แต่ก็ต้องทำ เตรียมไว้สำหรับท่าโค้งหลัง การฝึกโยคะนั้น ร่างกายของเราจะต้องฝึกท่าก้ม แอ่น บิด เอียง กลับบนลงล่างจนครบ ระบบฮอร์โมนในร่างกายและระบบต่างๆจึงจะสมดุล และนั่นก็เป็นที่มาของความอ่อนเยาว์ ไม่ต้องพึ่งน้ำอมฤตที่ช้างเสพอีกต่อไป” มูนเกริ่นนำ หาข้อดีของโยคะโดยเฉพาะเรื่องความอ่อนเยาว์เอามาหลอกล่อ และก็ได้ผล ช้างหูผึ่งกลับมาตั้งใจฝึกอย่างเต็มที่

“จริงเหรอ”

“จริงสิ....เอาล่ะ นั่งตัวตรง หลังตรง คางขนานพื้น ยืดขาทั้งสองข้างออกไปด้านหน้า ปลายนิ้วเท้าตั้งตรงชี้ขึ้นฟ้า” มูนหยุดพูดเว้นวรรคเพียงครู่ เข้ามาช่วยจัดท่า แล้วสอนต่อว่า “ หายใจเข้า ชูมือขึ้นเหนือศีรษะ ยืดตัวให้ตรง หายใจออกโน้มตัวไปข้างหน้า มือจับปลายนิ้วเท้า ค่อยๆทำช้าๆ ไม่งั้นจะบาดเจ็บ เคยมีคนไม่ฟังเราแล้วรีบทำ จนเจ็บตัว แถมยังโมโหใส่เราด้วย”

เต้ยหน้าม้านทันใด เพราะรู้ดีว่า คนที่ไม่ฟังนั้นคือใคร แต่วันนั้นคุณครูก็ผิดที่มัวแต่เชิดหน้าไม่มองลูกศิษย์อย่างเขา  น้ำเสียงเกเรยียวนจึงกวนขึ้นมารวดเร็ว “ใครใช้ให้เชิดหน้าใส่ล่ะครับ เลยต้องเรียกร้องความสนใจเป็นธรรมดา”

“ใครใช้ให้ปากร้ายจนไม่อยากมองหน้าล่ะ” มูนอดไม่ได้ที่จะหันมาต่อปากต่อคำด้วย นึกเรื่องนี้ทีไรก็โมโหจึงเผลอลงน้ำหนักที่มือ กดหลังช้างโดยแรงจนนังคชสารแผดเสียงลั่น

“เบาๆ อีเวร....หลังคน ไม่ใช่หลังวัวหลังควาย กดซะหน้าท้องกูแทบจะติดต้นขา สายรกพันคอลูกกูตายห่าหมดแล้ว”

“อุ๊ย...ช้างขอโทษ พอดีหมาบ้าเกเรมันเห่า”

“ปากดีอย่างนี้เดี๋ยวก็โดนลงโทษแบบวันนั้นหรอก ต่อหน้าอีช้างเต้ยก็กล้านะ” เต้ยชี้หน้าคาดโทษ ย่นจมูกใส่ วิธีการลงโทษวันนั้นคือการดึงตัวครูเข้ามาจูบเป็นการฝากรอย และคลาสส่วนตัวก็จบลงด้วยน้ำตา

ฉับพลันความคิดบางอย่างก็แล่นวาบ ขนาดเขายังอดใจไว้ไม่อยู่ ....ถ้ามูนต้องไปสอนนักเรียนผู้ชายคนอื่นๆล่ะจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะไอ้ก้อง ที่มันเคยใจกล้าหน้าด้านจูบพระจันทร์ต่อหน้าคนเยอะๆ มันก็ทำมาแล้ว หากอยู่กันสองต่อสอง มูนคงไม่เสร็จมันไปแล้วเหรอ

“ทำไงดีวะ ชักเริ่มเป็นห่วงแล้วสิ”

มูนไม่สนใจคำขู่คาดโทษหันหน้ามาหานางคชสาร แล้วสอนต่อดังเดิม มิรู้หรอกว่าเต้ยกำลังขมวดคิ้วคิดอะไรอยู่ในใจ “ท่านี้มีประโยชน์มากนะช้าง นอกจากจะยืดหลังส่วนล่างแก้อาการปวดหลังแล้ว ยังช่วยเร่งน้ำย่อยให้ทำงานดีขึ้น ระบบเผาผลาญจะสมบูรณ์ ช้างต้องฝึกท่านี้เยอะๆ”

“ท่านี้ทรมานกูเหลือแสน กูถนัดยกขา หรือไม่ก็โก่งตูดมากกว่า”

“ได้โก่งแน่...เอาล่ะ ต่อไปยกตัวขึ้น  ดึงขาเข้ามากลับมานั่งคุกเข่า แล้วเข้าสู่ท่า ไม้กระดาน ตั้งท่าเหมือนที่หมวดเปรมสั่งให้หล่อนวิดพื้น คาดว่าจำได้ดี” มูนแอบกัดเล็กๆน้อย แล้วสอนต่อไปว่า “จากไม้กระดาน ลดตัวลงหนีบศอกแนบลำตัว สไลด์ตัวมาด้านหน้าม้วนหัวไหล่ เงยหน้า เข้าสู่ท่า สุนัขแหงนหน้า จากนั้นจิกปลายเท้าโด่งสะโพกสูง กดส้นเท้าลงในท่า ดาว์น ด็อก หรือสุนัขก้ม แล้วค้างไว้ ห้าลมหายใจ ได้โก่งก้นสมใจล่ะทีนี้”

ด้วยท่าสุนัขก้มนี่แหละ ที่มือทั้งสองข้างของมูนยันพื้น ฝ่าเท้าทั้งสองกดชิดติดแนบเสื่อ มีแต่ลำตัวและสะโพกเท่านั้น ที่ลอยขึ้นจากพื้น มองด้านข้างเป็นรูปตัววีคว่ำงดงาม หากมองด้านหลังจะเห็นบั้นท้ายงามงอนกลมกลึง ปรากฏหราแก่ระดับสายตา เต้ยไม่อยากคิดเลยว่า ถ้าเขาเข้าไปยืนใกล้ๆ บั้นเอวของเขาจะอยู่ระดับเดียวกับบั้นท้ายพอดี และมีหรือที่จะสามารถหักใจไม่กระแทกระรัว

ขนาดเขายังคิด....มีหรือผู้ชายคนอื่นจะไม่คิด ยิ่งมูนน่าฟัด น่ามองอยู่ด้วย
ความรู้สึกหวงและห่วง วาบขึ้นกลางอกอีกครั้งอย่างฉุดรั้งไว้ไม่อยู่

‘ยกเลิกคลาสไพรเวททั้งหมด’ คือคำขอและคำสั่ง ที่ตั้งใจจะต้องพูดออกไป แต่มูนจะยอมเหรอ หรือมีวิธีอื่นใดดีกว่านี้ เต้ยขมวดคิ้วครุ่นคิดนานกว่าปกติ ไตร่ตรอง คิดหาทางให้ความหวงและห่วงของเขาถูกสนองอย่างที่ตั้งใจ

มูนยังสอนอีกหลายท่า และเมื่อเสร็จสิ้นท่าสุดท้ายซึ่งเป็นท่านอนพักเรียกว่า ศวาสนะ หรือท่าศพ นังช้างไพรก็หมดท่านอนแผ่หลากลางสนาม ครางอู้ไม่หยุดหย่อน 

“มึงสอนโยคะหรือว่าฝึกทหารเกณฑ์”

“เอ้า...ก็ช้างบอกว่าอยากหุ่นสวย เลยต้องเบิร์นกันหน่อย นานๆช้างจะฝึกทีก็ต้องอย่างนี้แหละ เอาน่า ท่องไว้ ต้องสวย ต้องสวย”

“เออ...ว่าแต่หร่อนสอนเก่งขึ้นมากนะมูน...ฉันยอมรับจากใจจริง ฉันว่าถ้าหร่อนเปิดสตูดิโอโยคะที่นี่ นักเรียนต้องเยอะแน่ๆ ลูกศิษย์ลูกหาหร่อนก็เพียบ ที่ทางหร่อนก็มี จะได้ไม่ต้องตะลอนๆไปสอนที่นู่นที ที่นี่ที”

“เยี่ยมไปเลย อีช้าง ขอบใจมึงมาก กูเพิ่งได้ยินมึงพูดจามีสาระก็วันนี้” เต้ยแทบจะกระโดดจนตัวลอย คำพูดของช้างทำให้เขาคิดออก ถึงบทสรุปของความห่วงและหวง

“สตูดิโอ โยคะ....โยคะริมน้ำ อยู่กับที่ไม่ต้องไปไหน”

“จริงๆนะคะคุณเต้ย” ช้างหันมาพยักเพยิดไม่รู้ว่าประโยคที่เต้ยพูดเมื่อกี้นั้นชมหรือด่า แต่นางพญาคชสารก็ไม่โกรธ “น้องอัยว่า อย่างมูนเปิดเองได้สบายๆ ไม่ต้องใหญ่มากเหมือนในตัวจังหวัด เอาแค่กะทัดรัดและค่อยๆขยาย นักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพก็มีมากมาย”

“ความคิดช้างมันดีนะมูน....เอาไหม เต้ยพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ดีกว่าเก็บไว้เปล่าๆ” เต้ยไม่รอช้าพยายามเดินหมาก รุกเข้าประเด็นมิปล่อยให้มูนคิดและตั้งตัวแต่อย่างใด

“มันเสี่ยงนะเต้ย เสี่ยงต่อการขาดทุน อีกอย่างมูนไม่อยากให้ที่บ้านวุ่นวาย อยากให้บ้านเป็นแค่บ้าน” มูนแย้งขึ้นมา เพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ใช่ว่าเรื่องเปิดสตูดิโอเองจะไม่เคยคิดเสียเมื่อไหร่

“แต่หร่อนมีที่มีทางริมน้ำเยอะแยะนี่ ถัดออกไปนี่ก็ใช่”

“เราไม่ได้หวังผลกำไรมากมายนี่มูน บ้านของเรา ที่ของเรา ค่าน้ำค่าไฟคงไม่มาก และที่สำคัญที่สุดคือเต้ยหวงไม่อยากให้ไปไหนไกลตา ยิ่งต้องไปสอนลูกค้าผู้ชาย โดยเฉพาะไอ้ก้อง ถ้ามันอยากเรียนก็ให้มันมาเรียนที่นี่ มันจะได้ไม่กล้าอย่างวันนั้น ” เต้ยไม่อ้อมค้อมอีกแล้ว ลำดับความในใจออกไปรวดเร็ว กล่าวต่อไม่หยุดยั้ง

“ตามใจเต้ยเรื่องนี้ อีกเรื่องเถอะนะ เต้ยจะได้ทำตามสัญญา ที่จะดูแลมูนให้ดีที่สุด”

คำว่าบ้านของเรา ที่ของเรา บอกให้รู้ว่า นับจากนี้ไป “ของฉัน” จะเลือนหาย จะมีเพียงแต่ “ของเรา” เท่านั้น  และคำว่าหวงที่หลุดออกมาจากปาก ไยมูนจะไม่เข้าใจ ว่าเต้ยรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ใจดวงน้อยจึงเริ่มคล้อย ซาบซึ้ง ทว่ายังไม่โอนอ่อนยินยอม

 “มันใช้ทุนเยอะเหมือนกันนะเต้ย ไหนจะค่าอุปกรณ์ ค่าตกแต่ง ค่าโฆษณา และอีกอย่าง ประสบการณ์สอนของมูนก็ยังไม่มากพอที่จะเปิดสตูของตัวเอง ”

“หร่อนอย่าเพิ่งทำใหญ่โตสิ ทำสตูเล็กๆ คลาสเล็กๆ  หร่อนสอนได้อยู่แล้ว ค่าตกแต่ง ค่าอุปกรณ์ไม่เปลืองมากหรอก ส่วนเรื่องโฆษณาประชาสัมพันธ์ ฉันอยู่ในวงการสื่อฉันจัดการให้เอง” ช้างกล่าวเสริม เห็นดีเห็นงามไปกับคุณเต้ย “เอางี้ ฉันร่วมหุ้นด้วยแล้วกัน”

“แต่.....”

“ไม่มีแต่ แค่มูนคนเดียว ขนหน้าแข้งเต้ยไม่ร่วงหรอก คำว่าดูแลของเต้ย มันไม่ได้หมายความดูแลแค่หัวใจ แต่มันหมายถึงดูแลทั้งชีวิต”

มูนพูดอะไรไม่ออก ไม่ใช่เพราะจนมุมกับความดื้อรั้น  แต่เป็นเพราะคำที่เขาว่า ดูแลทั้งชีวิต อีกทั้งสายตาที่คมวับวาวฉายแววแรงกล้า แสดงถึงความมั่นใจจริงว่าเขาทำได้ดั่งที่พูด แม้นประโยคที่เขาว่า ขนหน้าแข้งไม่ร่วงจะเคยใช้กับเกรซมาก่อนก็ตาม หากมันก็ดีใจยามได้ฟัง

นี่ใช่ไหมคือ....อานุภาพแห่งอัญชลีกรณีโยที่ได้กระทำเมื่อคืน

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
ถ้าไม่มีช้างอยู่ตรงนี้ มูนคงโผเข้าไปกอดเต้ยเสียแน่น เป็นการตอบแทน หากตอนนี้ขืนทำไปนังนี่คงกรี๊ดบ้านแตก  จะว่าไปอันที่จริง ความคิดของเต้ยกับช้างนับว่าเข้าท่าอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ชอบคิด....ทำให้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

“ขอบคุณนะเต้ย มูนเข้าใจและซึ้งใจในความหวงและห่วง คำพูดของเต้ยมันทำให้รู้สึกว่าตัวมูนมีค่าและมูนก็ควรรักษาค่าของมูนไว้ตามที่เต้ยต้องการ แต่ขอเวลามูนคิดทบทวนอีกสักพักได้ไหม ขอปรึกษาพี่ๆที่เป็นครูด้วยกันหลายๆคนก่อน อย่าเพิ่งรีบร้อนเลย”

“เฮ้อ จะต้องคิดอะไรอีก แต่เอาเหอะ อย่างนั้น ก็ได้ ถ้างั้นในระหว่างนี้ ถ้าต้องไปสอนลูกศิษย์ผู้ชายต้องหาคนไปเป็นเพื่อน นี่คือคำสั่ง ถ้าไม่ยอมคงจะต้องให้ยกเลิกคลาสไพรเวททั้งหมด เลือกเอา”

“สงสัยเด็กกำพร้าอย่างเราจะมีพ่อกับเขาแล้วนะเนี่ยช้าง” มูนเปรยขึ้นกับช้างอมยิ้มเบาๆ พยักหน้ายอมตอบรับ เข้าใจข้อแม้ของเต้ยดี ส่วนช้างก็ทอดสายตามองทั้งคู่อย่างชื่นชม กล่าวขึ้นให้ทั้งสองได้ยินว่า

“น้องอัยดีใจเหลือเกินที่ได้เห็นตัวตนคุณเต้ยที่แท้จริง และเห็นมูนมีความสุขกับเขาเสียที นึกว่าชีวิตนี้จะไม่ได้เห็นเสียแล้ว....น้องอัยขอตัวขึ้นบ้านก่อนนะคะ แดดเริ่มแรง จู๋จี๋กันตามสบาย”

ช้างอมยิ้มม้วนเสื่อ เดินนวยนาดกรีดกรายเฉกสตรีผู้มีบรรดาศักดิ์เช่นเคย ปล่อยให้มูนกับเต้ยอยู่กันเพียงลำพังสองต่อสอง เสียงหัวเราะสดใสด้วยความสุขใจลอยมาตามลม โหนกแก้มอวบอูมยกขึ้น ริมฝีปากยิ้มระเรื่อ  ทว่า ตาขวานั้นน่ะสิ ไยกระตุกแปลกๆ

โบราณว่าไว้ว่าถ้าตากระตุก ขวาจะร้าย....ซ้ายจะดี หรือนี่เป็นลางของอะไร!!!

“สาธุ...อย่ามีเหตุร้ายอะไรเลย เจ้าพระคู้ณณณณณ”

เสียงเพล้งดังลั่น ถ้าจะให้เดา คงไม่พ้นเป็นขวดหรือไม่ก็แก้วเหล้าที่เขวี้ยงกระทบกับผนังห้องจนแตกกระจาย คุณกมลาแทบจะถลาเข้าไปใช้กุญแจเปิดประตู หากเสียงอ้อแอ้ที่ลั่นอยู่บอกให้รู้ว่าไม่ควรเข้าไป

“ไอ้เต้ย....นายแย่งคนรักของฉัน นายแย่งมูนไปจากฉัน ไอ้เลว”

“โธ่ตาก้องลูกแม่...ใครทำให้ลูกแม่ต้องเป็นอย่างนี้” คุณกมลาเช็ดน้ำตาที่ไหลปริ่ม หัวใจของคนเป็นแม่แทบจะขาดลง เพราะอาการเมามายของลูกชายสุดที่รัก ที่มิยอมออกมาทานข้าวทานปลา หันมาใช้สุราต่างน้ำตั้งแต่เมื่อคืน

ยามลูกเจ็บ.....แม่ทุกคนย่อมเจ็บกว่าลูกหลายเท่านัก
ยามลูกมีความรัก.....แม่นั้นก็สุขใจ แม้จะเป็นรักที่มอบให้ผู้ชายด้วยกัน

คุณกมลารับเรื่องนี้ได้  ลูกจะเป็นอะไรก็ช่าง ขอให้เป็นคนดี และมีความสุข
หากความรักมันทำร้ายลูกของแม่ให้เป็นทุกข์ ทำให้ลูกแม่เปลี่ยนไป.....แม่จะไม่มีวันยอมนิ่งดูดาย

ใครคือต้นเหตุที่ทำให้ก้องต้องเป็นเช่นนี้!!!

“มูนเธอเป็นใคร....เธอทำให้ลูกฉันเสียคน” คุณกมลาเปรยขึ้นกับตัวเองเสียงสั่น พอรู้เรื่องราวของก้องบ้างทว่ายังไม่ละเอียด  ด้วยความที่รักก้องมาก จนมองข้ามสาเหตุที่แท้จริง เลยพาลลงเอากับคนอื่น “ถ้าไม่มีเธอเสียคน ลูกชายฉันคงไม่เป็นแบบนี้”

“ได้เรื่องแล้วค่ะคุณกมลา...คุณมูนคือครูสอนโยคะส่วนตัวของคุณก้อง พนักงานบอกว่า คุณก้องหลงมาก ถึงกับเอาสปีดโบทตามไปที่บ้าน ตั้งหลายครั้งหลายครา แต่เขาว่ากันว่า คุณมูนไม่เล่นด้วย และคุณก้องเธอคงไปมีเรื่องชกต่อยมาที่บ้านคุณมูนละค่ะ ” เลขาสาวรายงานเจ้านายเจื้อยแจ้ว ตามแหล่งข้อมูลที่ได้มา

“รู้ไหม บ้านเขาอยู่ที่ไหน”

“ทราบค่ะ พนักงานบอกว่า อยู่เลยรีสอร์ทเราไปนิดเดียว ขับรถไม่เกินยี่สิบนาทีก็ถึง”

“สั่งให้คนเอารถออก ฉันจะไปที่นั่น แล้วเธอเตรียมเขียนเช็คให้ฉันห้าแสน ไปทำตามที่ฉันสั่งได้แล้ว”

คุณกมลาสั่งความเลขาเสร็จก็เดินลงจากบ้านพักส่วนตัวของลูกชาย ในใจขณะนี้ คิดอะไรคงไม่มีใครทราบ นอกเสียจากตัวเองที่รู้ดีว่า ทั้งหมดทำไปเพื่อก้องโดยเฉพาะ  แม้จะทำร้ายความรู้สึกของใครคนอื่นก็ตาม

“เธอหว่านเสน่ห์อะไรให้ลูกชายฉันเพ้อขนาดนี้ เพราะเธอ ...เธอคนเดียว”

นี่ใช่ไหมคือหัวอกของคนเป็นแม่ที่ทั้งรักทั้งหวงและห่วงลูก แม่ทั้งโลกย่อมมีความรู้สึกเดียวกัน แต่วิธีการดำเนินแลถ่ายทอดความรักความห่วงออกมานั้นย่อมแผกแตกต่าง เฉกเช่น “คุณวาสิฏฐี” แม่อีกคนที่ตามมาหาลูกชาย ด้วยใจร้อนรน แต่เก็บซ่อนอาการไว้ข้างในได้อย่างยอดเยี่ยม ยามรู้ว่าลูกชายสุดที่รัก...รักผู้ชายด้วยกัน และเจ้าลูกชายจะรู้ไหมว่าคุณวาสิฏฐี กำลังก้าวเท้าลงจากรถ ยืนอยู่หน้าบ้านสวนแล้ว

“เต้ยอยู่ที่นี่จริงๆด้วย รถจอดอยู่นี่ ” เสียงนุ่มๆเย็นๆ จับเค้าอารมณ์มิได้ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงลุกลี้ลุกลน ของคนที่มาด้วย

“คุณแม่ครับ ผมว่า ผมโทร.ไปเรียกเต้ยลงมาดีไหมครับ”

“ไม่ต้องหรอกเปรม...เมื่อสายแม่เพิ่งได้คุยกับเขา แม่เลยอยากมาเซอร์ไพรส์ อีกอย่าง อยากจะขึ้นไปกราบคุณยายของเพื่อนเต้ยด้วย ชื่ออะไรนะ”  ใบหน้าเรียบๆเริ่มแย้มยิ้ม หากแต่ในรอยยิ้มหมวดเปรมกลับรู้สึกแปลกๆ แม่ไอ้เต้ยคงไม่ได้อยากแค่มาเซอร์ไพรส์ คงต้องมีอะไรแน่ๆ ลางสังหรณ์มันบอกได้ ตั้งแต่แม่ของเต้ย โทร.หาเขาเมื่อคืน

“เปรมเหรอลูก....พาแม่ไปหาตาเต้ยหน่อย”

“เอ...ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่ามันอยู่ไหน ติดต่อยังไม่ได้เลย”

“แม่รู้...เกรซบอกแม่ว่าอยู่อัมพวา เปรมรู้ทางดีพาแม่ไปได้ใช่ไหมจ๊ะ พรุ่งนี้แม่จะรอตอนเก้าโมง”

นั่นเป็นการมัดมือชกที่หมวดเปรมเลี่ยงไม่ได้ เต้ยอยู่อัมพวาและเป็นไปได้หรือที่มาอัมพวาแล้วจะอยู่กับคนอื่น ตนจึงจำใจต้องพามาพร้อมความกังวลและความสงสัยท่วมท้นในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระหว่างเต้ยกับเกรซ หรือเรื่องเต้ยกับมูน โดยเฉพาะเรื่องหลัง น่ากังวลที่สุด เพราะแม่ของเต้ยนั้น ดุจน้ำในบึงที่เงียบสงบ มิรู้ว่าคิดจะทำอะไรอยู่ในใจ เขาต้องรีบโทร.บอกเต้ยให้ตั้งรับหรือไม่ก็หาทางเลี่ยงทันที แต่เต้ยก็ดันปิดเครื่องจนหมดหนทางที่จะช่วยเหลือแล้ว

“เธอทำอะไรลงไปเกรซ เธอต้องการอะไรของเธอ” หมวดเปรมเปรยเบาๆ มิตอบคำถาม จนคุณวาสิฏฐีต้องถามย้ำ

“ไงล่ะลูก เพื่อนคนนี้ของเต้ยชื่ออะไรนะ”

“ชะ ชื่อ มูนครับ”

“ชื่อแปลกดี คงจะแปลว่าพระจันทร์” คุณวาสิฏฐีพูดขึ้นมายิ้มๆ ก่อนจะเดินนำไปตามทางเข้าที่รายโรยด้วยกรวดหินอ่อนเม็ดเล็กๆ และเพียงย่างเท้าเข้าไป หัวใจที่ห่วงและหวงของคนเป็นแม่ก็เริ่มเย็นลงเพราะธรรมชาติรายรอบ หากนั่นก็ยังไม่ทำให้จุดประสงค์ที่ซ่อนไว้คลอนแคลน เสียงของเกนหลงที่โทร.มาแจ้งข่าวยังดังก้องซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว

“คุณแม่คะ ....รบกวนคุณแม่ไปดูเต้ยหน่อยเถิดค่ะ”

“เต้ยเป็นอะไร...ไหนลองบอกแม่สิ แล้วอยู่กับหนูหรือเปล่า” น้ำเสียงเย็นๆเฉียบขาดของคุณวาสิฏฐียามนั้น ตกใจกลัวว่าลูกชายจะเป็นอะไรมากกว่าไปสร้างปัญหา

“เขาไม่ได้เป็นอะไรและไม่ได้อยู่กับเกรซหรอกค่ะ เราสองคนเลิกกันแล้ว ตอนนี้เต้ยอยู่ที่อัมพวา”

“เกรซโทร.มาจะให้แม่ช่วยไกล่เกลี่ยให้หรือไง ความรักของหนุ่มๆสาว แม่ไม่อยากยุ่งให้เสียผู้ใหญ่”  คุณวาสิฏฐีตอบไปตามจริง แม้จะเข้มงวดกับเต้ยในหลายๆเรื่อง หากแต่เรื่องความรัก ตนมั่นใจว่าสมัยใหม่พอ ที่จะไม่เข้าไปวุ่นวายกับการตัดสินใจของลูกชาย

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ เราจากกันด้วยดี” เกนหลงแย้งมาเสียงใส จนคุณวาสิฏฐีเริ่มเอะใจ

“แล้วเกรซต้องการอะไร จะให้แม่ต้องไปดูเต้ยที่อัมพวาทำไม”

“เพราะเต้ยอยู่กับผู้ชายด้วยกันน่ะสิคะ ที่สำคัญเขาตั้งใจจะไปกอดผู้ชายคนนั้น เกรซคาดว่า คุณแม่คงต้องยุ่งกับความรักของหนุ่มๆ ที่ไม่มีสาวๆเข้ามาเกี่ยวข้อง จนต้องเสียผู้ใหญ่แล้วละค่ะ สวัสดีค่ะแม่”

คุณวาสิฏฐีจำได้ว่าตอนนั้นตนกำโทรศัพท์แน่น ต่อให้คนที่โง่ที่สุดได้ฟังก็ยังรู้ว่าเกนหลงสื่อถึงอะไร ด้วยความที่อยากจะฟังจะปากลูกชายมากกว่า ถึงแม้คนบอกจะเป็นเกนหลง ทว่าก็ยังถือเป็นคนนอกอยู่ดี จึงต่อสายหาเต้ยทันที แต่โชคร้ายดันติดต่อไม่ได้  ยิ่งเพิ่มความร้อนใจเป็นทวีคูณ จนต้องติดต่อไปหาเปรมเพื่อนสนิทของเต้ยแทน และไม่กลัวว่าเปรมจะบอกเต้ย เพราะตนสอนให้เต้ยกล้าทำ กล้ารับในทุกเรื่อง อาจจะมีบางเรื่องเช่นเรื่องหัวใจที่ไม่เคยก้าวก่าย... การหนีคือวิถีของคนขลาด เต้ยคงไม่มีวันกระทำแบบนั้น นั่นแหละตนจึงได้ตัดสินใจมา

มาเพื่อจะมาดู ให้เห็นกับตา ได้ยินกับหู รู้แก่ใจ ว่าลูกชายรักผู้ชายด้วยกัน
และถ้าเป็นจริง.......หัวอกแม่อย่างตนจะทำอย่างไร

ฤาจะต้องยอมเสียผู้ใหญ่......อย่างที่ไม่อยากจะเป็น !!!

“สวัสดีครับ...มาหาใครครับผม”

เจ้ามอสวิ่งแท่ดๆร้องถามมาแต่ไกล เสียงของมันปลุกให้คุณวาสิฏฐีตื่นจากภวังค์ครุ่นคิด ผมของมันวันนี้เซ็ทตั้งเสยเสียอย่างหล่อตามแบบฉบับพี่ชายหมาบ้ามาเป๊ะๆ ทีท่าหยุดยืนและการกระพุ่มมือไหว้นอบน้อม ทำให้สายตาของสตรีเลยวัยกลางคนอย่างคุณวาสิฏฐีนึกเอ็นดู

“เหมือนตาเต้ยตอนเด็กๆ น่ารักเชียวลูก แสดงว่าที่บ้านสอนกันมาดี  ป้าเป็นแม่เต้ยจ้ะ มาหาเขา อยู่บนบ้านใช่ไหม”

“อ๋อ...อยู่ครับ งั้นเชิญขึ้นข้างบนทางนี้ครับ” เจ้ามอสตอบรับด้วยเสียงสดใส และเสียงนั้นก็เจื้อยแจ้วยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าใครมากับแม่พี่เต้ยของมันด้วย “อ้าว พี่เปรม สวัสดีครับ”

ด้วยเสียงเรียกชื่อเปรมนี้เอง ทำให้นางพญาคชสารที่เดินมาชะเง้อชะแง้แอบดูว่าใครมาตรงซุ้มประตูหูผึ่ง รีบวิ่งควบปุเลงๆ ลงมา ไม่รู้ว่าดีใจนักหนาหรือกระไร จนมิดูตาม้าตาเรือ เสียงกร่นด่าจึงดังลั่น ราวกับป่าจะแตก

“มาหาส้นตีนอะไรอีก”

ถ้าเป็นช่วงเหตุการณ์ปกติ มีหรือหมวดเปรมจะไม่สวนกลับไป หากแต่ยามนี้ได้แต่ยืนนิ่งทำหน้าทำตาไม่ถูก ส่วนคุณวาสิฏฐีคงไม่ต้องพูดถึง เพราะเรือนร่างที่ใหญ่โตอย่างกับภูเขาลูกย่อมๆและคำผรุสวาทโกญจนาททักทาย มันสั่นสะท้านไปถึงทรวง จนแทบผงะหงายหลัง

“ไม่ได้มาหา....อย่างว่า แต่มาหาเต้ยจ้ะ” คุณวาสิฏฐีตอบกลับอย่างตื่นตะลึง ก่อนจะปรับเสียงให้เรียบดังเดิมหันมาถามหมวดเปรมว่า “ นะ นี่...มูนเหรอ”

“มะ ไม่ใช่ครับคุณแม่ อีนี่ เอ๊ย ไอ้นี่เป็นเพื่อนสมัยเรียนเหมือนกันครับ ชื่อไอยรา เรียกกันว่าช้าง” หมวดเปรมรีบหันมาอธิบาย กลัวแม่เต้ยเข้าใจผิดกันไปใหญ่ แล้วบอกคู่ปรับว่า

“ ช้าง นี่คุณแม่ของเต้ย”

“คะ คะ....สวัสดีค่ะ” ช้างรีบยกมือสวัสดี ทำหน้าทำตาไม่ถูก แต่ก็นับว่ายังดีที่รู้กาลเทศะ กล่าวขอโทษขึ้น “ น้องอัยต้องขออภัยค่ะ ไม่ทันสังเกตว่าคุณแม่มาด้วย เลยทักกันแรงๆ พอดีสนิทกันม้าก มากน่ะค่ะ เนอะหมวดเนอะ”

“ผมกับอี...เอ๊ยไอ้ช้าง หรือน้องอัย เล่นกันแรงแบบนี้เสมอแหละครับ”

“อืมแม่เข้าใจ สมัยเรียน แม่กับเพื่อนก็ทักกันแรงๆเหมือนกัน แต่คงไม่ถึงขนาดช้างกับเปรม” คุณแม่พยักหน้าตอบแล้วรับไหว้ช้าง ในใจปฏิเสธไม่ได้ว่าโล่งอกที่คนตรงหน้าไม่ใช่มูน 

“งั้นเชิญขึ้นบ้านเถอะค่ะ คุณเต้ยอยู่ข้างบน กำลังจะรับข้าวแช่กันพอดี... น้องมอสขา นำทางเร็ว”

ช้างจะทำกระไรได้นอกจากเชิญคุณแม่ขึ้นบ้าน คุณวาสิฏฐียังยิ้มรับเย็นระเรื่อ เดินตามมอสขึ้นไป พอคล้อยหลัง ช้างก็คว้าแขนหมวดเปรมเข้ามาพูดเพียงลำพังได้ยินกันสองต่อสอง

“มึงทำเหี้ยอะไร....พาแม่คุณเต้ยมาทำไมตอนนี้ มึงบอกแม่คุณเต้ยใช่ไหม”

“กูโดนบังคับโว้ย แต่กูไม่ได้บอก เกรซต่างหาก” เปรมรีบแก้ตัวให้พ้นผิดพัลวัน มิฉะนั้นอาจจะโดนงวงรัดคอ

“แล้วมึงมีสมองไว้ทำไม ...หาทางเลี่ยงสิ”

“จะเลี่ยงยังไงวะ....อีกอย่างกูก็โทร.บอกไอ้เต้ยตั้งเกือบร้อยรอบ เสือกปิดเครื่องตลอด” หมวดเปรมบอกตามความจริงเพราะเมื่อคืนเขามีบางเรื่องเช่นกันที่ต้องคุยกับเต้ย ความรู้สึกผิดต่อเพื่อนเรื่องเกนหลงยังคงจับมิจางหาย ยิ่งพาแม่เต้ยมา ยิ่งทำให้รู้สึกผิดยิ่งขึ้นไปใหญ่

“มึงก็ส่งข้อความ หรือไม่ก็โทร.หากูหรือหามูนสิ.....ไอ้โง่ วุ้ย ใครได้มึงเป็นผัว ซวยตาย”

“กูมีเบอร์มึงกับมูนซะที่ไหน อีช้างน้ำ...มึงอย่าเพิ่งโวยวาย อาจจะไม่มีอะไรก็ได้”

 ช้างถอนหายใจระบายความหนักใจเฮือกใหญ่ที่สุดในชีวิต และไม่รู้จะด่าอะไรโต้ตอบต่อจึงตัดบทว่า  “เอาล่ะ ช่างแม่งก่อนเรื่องนั้น อย่าเพิ่งพูดอะไรต่อเลย รีบขึ้นบ้านไปดูคุณเต้ยกับมูนดีกว่า ฉิบหายกันของแท้แน่นอน ถึงว่าตาขวากูกระตุกๆ ตั้งแต่เช้า”

สำรับข้าวแช่ตั้งเรียงรายบนตั่งขาสิงห์ กลิ่นเทียนอบหอมฟุ้งจรุงใจโชยกรุ่น โถข้าวสวยหอมมะลิเม็ดเป็นเงาขาวสะอาดเปิดฝาตั้งเคียงคู่กับโถน้ำลอยดอกมะลิที่เวลาจะรับประทานต้องใช้ตักราดให้น้ำมากกว่าข้าว แล้วจึงโรยเกล็ดพิมเสนให้เย็นหรือใส่น้ำแข็งทุบละเอียดตามก็ได้ ทานคู่กับเครื่องเคียงเช่นลูกกะปิทอดหุ้มไข่เม็ดเล็กๆ ซึ่งวางในถ้วยซ้อนกันลดหลั่นกับบรรดาเครื่องผัดหวาน ทั้งหลาย และที่ขาดไม่ได้คือผักแกะสลักงามตา

“ข้าวแช่เหรอครับเนี่ย น่ากินจังเลยครับคุณยาย”

เต้ยกล่าวขึ้นเสียงใส อดทึ่งในฝีมือไม่ได้ ที่นี่นั้น อะไรๆก็ดูงามตาไปหมด ไม่ว่าจะเป็น งามทั้งอาหาร งามทั้งบ้าน งามทั้งคน โดยเฉพาะงามคน ทำให้เต้ยทอดตามอง จนมองได้ไม่รู้เบื่อ และไม่อยากคิดว่า ถ้าต้องกลับไปทำงาน เขาจะมิคิดถึงจนอกแตกตายเหรอ

ทำอย่างไร “อัมพวา” จะเป็น “เมืองนอน” สมดั่งตั้งใจ เขาคงต้องรีบหาวิธี

“อยากกินตั้งแต่เมื่อวาน ยายเลยให้เมี้ยนทำให้ พ่อเต้ยกินได้ใช่ไหม” คุณยายถามเต้ยด้วยความเอ็นดูเป็นพิเศษเช่นเคย

“ได้ครับ ที่นี่อะไรๆก็ดูน่ากินไปหมด เมื่อคืนยังกินไปเสียตั้งเยอะ” เต้ยตอบมาด้วยสายตากรุ้มกริ่ม หยอดมูนต่อหน้าผู้ใหญ่ จนมูนแทบอายม้วน เพราะกินของเต้ย กับกินของคุณยายย่อมแผกกัน 

“งั้นก็กินเสียให้เยอะๆ เอ...แล้วนั่นใครมา แหม เมี้ยนมันทำนายฝันเก่งจริงๆ ว่าวันนี้จะมีคนมาหา”

เต้ยหันขวับไปตามเสียงของคุณยายทันใด ช้อนกลางที่ใช้ตักลูกกะปิที่ถืออยู่ในมือแทบร่วง รู้สึกถึงอาการมืออ่อนตีนอ่อนก็คราวนี้ เพราะใครที่ว่านั้นคือแม่เขานั่นเอง

“มะ ...แม่ มาได้ไงครับ พะ เพิ่งคุยกันเมื่อเช้า”

“แม่คิดถึงเต้ยไงจ๊ะ....รอเต้ยกลับกรุงเทพไม่ไหวเลยมาหา” คุณแม่กล่าวตอบลูกชายด้วยเสียงนุ่มๆเพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหน้ามาทรุดกายลงนั่งพับเพียบยกมือไหว้สตรีผู้มากวัยกว่าด้วยมารยาทอันดี

“สวัสดีค่ะ ดิฉันวาสิฏฐี เป็นแม่ของเต้ยค่ะ พอดีคิดถึงลูกชายเลยแวะมาหา ทราบว่าเขาอยู่ที่นี่ ต้องกราบขออภัยที่เต้ยคงมารบกวนไม่น้อย”

“สวัสดีจ้ะ...ไหว้พระเถอะ พ่อเต้ยเขาไม่ได้มารบกวนอะไรหรอก ทานอะไรมาหรือยังล่ะ พอดีมีข้าวแช่ ลองทานด้วยกันไหม” คุณยายตอบกลับด้วยทีท่ายิ้มแย้ม แม้จะมีแขกที่สายตาของผู้ผ่านโลกมามากกว่ามองปราดเดียวก็รู้ดีว่าไม่ได้มาเพราะคิดถึงลูกเพียงอย่างเดียว

“ค่ะ...คงต้องรบกวนแบบลูกชายบ้างแล้ว ขออนุญาตเรียกว่า คุณอาแล้วกันนะคะ” น้ำเสียงของคุณวาสิฏฐีเริ่มระเรื่อขึ้น ผ่อนความเย็นชาลง ยามท่านเจ้าของบ้านเชื้อเชิญร่วมรับประทานข้าวแช่ ทีแรกตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ด้วยมารยาทค้ำคอจึงทำอย่างนั้นไม่ได้ อีกทั้งกระแสเย็นที่แผ่ระเรื่อจากท่านเจ้าของบ้าน ยังทำให้ใจข้างในที่ร้อน...เย็นลงอย่างไม่น่าจะเป็น

เต้ยนั้นยังตะลึงจังงังทำอะไรไม่ถูก คำพูดฉอเลาะ ออเซาะติดอยู่แค่ลำคอ เขาไม่คิดเลยว่า แม่จะมาถึงที่นี่ และที่สำคัญแม่มาได้อย่างไร สายตาคมวาวเกเรห่างหายกลายเป็นเลิกลักมาแทนที่ มองไปรอบๆ และก็รู้ได้ทันทีว่า ใครพาแม่มา

“ไอ้หมวด มึงพาแม่มา!!”

“ใช่...แม่ให้เปรมพามาเองแหละ...ว่าแต่เต้ยจะไม่แนะนำเพื่อนให้แม่รู้จักหน่อยเหรอ”

มูนเองก็ทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าวันนี้ จะมีแขกคนสำคัญมาเยี่ยมยันบ้าน โลกส่วนตัวอันเคยสงบเงียบสวยงามนั้นมันสิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อไร น้ำเสียงของแม่เต้ยนุ่มนวลน่าฟัง หากมิได้คิดไปเองว่า ฟังแล้วใจมันสั่นๆ และโดยที่มิต้องให้มีใครบอกซ้ำ มิช้านานกระพุ่มมือน้อยจึงยกอยู่ระดับอก ลดหน้าผากลงไปจนจรดปลายนิ้ว เป็นการไหว้ผู้ใหญ่ที่งามกว่าตามมารยาทเคยกระทำ

เต้ยไม่ใช่คนโง่ รู้ดีว่าแม่มาเพราะอะไร ไม่ใช่เพียงเพราะคิดถึง ข่าวของ “ลูกสะใภ้” คนใหม่ต่างหาก คงไปเข้าหู แล้วใครกันที่เสือกคาบข่าวไปบอก .....สารเลว!!

เต้ยไม่ใช่คนขลาด...เมื่อได้แล้ว จะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ยกย่อง
ท่วงท่าที่ไหว้ได้อย่างงดงาม นุ่มนวลของมูน หวนให้คิดถึง มือน้อยๆ ที่กราบยอดอกตนเมื่อคืน

เรื่องบางเรื่องที่ต้องใช้เวลา...คงจะถึงเวลาต้องบอก ไหนๆแม่ก็มาถึงนี่ มันก็ดีกว่าปิดไว้ไม่ใช่หรือ
 
“แม่จ๋า....นี่มูน ไม่ใช่เพื่อน แต่เป็นพระจันทร์ของเต้ยเองครับ”

มูนเงยหน้าขึ้นมาทำหน้าทำตาไม่ถูก เสียงดังกังวานลั่นทั่วหอนั่งของเต้ยดังกว่าทุกครั้ง จนมูนรู้สึกชาวาบไปทั่วร่าง หากความชานั้นยังไม่เท่ากับสายตาของคุณวาสิฏฐีที่คล้ายจะเปล่งประกายวาบไม่ต่างกับลูกชายยามมองมองมาที่ตน หัวใจดวงน้อยเริ่มระรัวยามถูกจ้องสำรวจอย่างไม่วางตา ราวกับว่า ตนไปทำอะไรผิดมาฉะนั้น

เมื่อเสียงดังกังวานสงบลง ความเงียบก็เสมือนจะแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณหอนั่ง เงียบเสียจนกระทั่งหากเข็มสักเล่มตกลงพื้นก็คงจะได้ยินเสียงกันถ้วนทั่ว ฝ่ามือแข็งแรงของเต้ยเลื่อนมากุมมือของมูนที่ตกลงข้างลำตัวแน่น เป็นการประกาศให้รู้ว่าคำพูดของเขาได้ดำเนินมาบรรจบพบกับหัวใจ ความแน่วแน่ ฉายชัดส่งผ่านมาทางสายตา ที่กลับมาคมวาวอีกครั้ง ทุกๆคนรับรู้...โดยเฉพาะ คุณวาสิฏฐีที่จ้องมองทั้งคู่อย่างไม่วางตา และรู้ดีว่า ลูกชายตนหมายความตามที่พูดนั้นจริงๆ

แม่ไยจะไม่ “รู้ใจ”ลูก....หากแต่จะ “เข้าใจ” หรือเปล่านั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สายตาคมกริบยังคงทอดมองอีกเพียงแวบ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นละไมขึ้นกว่าเดิม แม้หัวใจของตนจะร้าวยามได้เห็นกับตา ได้ยินกับหูและรู้แก่ใจแต่ก็ยังฝืนดำรงกายไว้ได้ ข้างในอก ณ ขณะนี้ บังเกิดเป็นความพอใจระคนความเสียใจวิ่งแล่นไปทั่ว 

“พอใจ” ที่เต้ย กล้าทำ กล้ารับ ไม่ต้องคาดคั้น และไม่ปกปิด สมเป็นลูกผู้ชาย
ทว่าลูกผู้ชายคนนี้กลับรักผู้ชายด้วยกัน ...นี่แหละมันทำให้ “เสียใจ”

“สวัสดีดีครับ...เอ่อ....คุณน้า” 

เสียงนุ่มๆ ของมูนเอ่ยทำลายภวังค์เงียบทั้งมวล ร่างกายที่สั่นน้อยๆ เริ่มตั้งตรงดังเดิม ยามได้ไอร้อนจากฝ่ามือของเต้ย เป็นแรงใจให้เผชิญหน้ากับสตรีที่นั่งตัวตรงหลังตรงไม่แพ้ตน ใบหน้าเชิด แต่ละไมในที ทำให้พอจะรู้ว่า สตรีผู้นี้ คงจะไม่ร้ายมากอย่างบรรดาแม่สามีในนิยายน้ำเน่าที่เคยอ่าน ความลังเลมีเพียงนิดหน่อยตรงที่ว่า จะเอ่ยเรียกสตรีผู้นี้ว่ากระไร คำว่า “คุณน้า” คงเหมาะสม เพราะถ้าเรียกว่า “คุณแม่”  อาจถูกกย้อนมาตามแบบฉบับแม่ผัวร้ายๆ กล่าวใส่ลูกสะใภ้น่าสงสารว่า “ฉันมีลูกชายคนเดียว” ถ้าเป็นเช่นนั้น ตนคงจะทำหน้าไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม

“สวัสดีจ้ะ...แต่ต่อไปอย่าเรียกว่าน้าอีก”  คุณวาสิฏฐีรับไหว้ พร้อมน้ำเสียงเรียบๆจับเค้าอารมณ์มิได้เฉกเคยตอบกลับมาทันควัน  ทำให้คนฟังหลายๆ คน หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะคิดว่ามูนเจอดอกแรกจากแม่ผัว กระแทกกลางอก

“อีมูนเอ๊ยยยยยยย มึงเจอฤทธิ์แม่ผัวเข้าซะแล้ว ดอกแรกคงเล่นเอาจุกอกสินั่น” ช้างเปรยขึ้นกับเปรมซึ่งกำลังทำหน้าทำตาไม่ถูกเช่นกัน

“คุณแม่ก็อย่างงี้แหละ ไอ้เต้ยมันถึงได้กลัวหงอ”

“นี่ขนาดกลัวหงอ...คุณเต้ยยังร้ายขนาดนี้ แต่ก็ช่างเหอะ คอยดูนะไอ้เปรม ถ้าเพื่อนกูร้องไห้เพราะแม่ผัวเมื่อไร กูตะเพิดกลับหมดแน่ๆ ถึงจะเป็นแม่คุณเต้ยก็เถอะ กูก็จะไม่เกรงใจ เพราะไม่ใช่แม่กู!!”

มูนเองก็คิดเช่นเดียวกับช้างอย่างมิได้นัดหมาย นึกโกรธตัวเองที่ไม่ระวัง จนมีช่องว่างให้ถูกย้อน ถ้าจะให้เดา คำพูดที่จะมีต่อมา คงไม่แคล้ว “อย่ามานับญาติกับฉัน” ส่วนเต้ยก็กำลังจะอ้าปากแก้สถานการณ์ หากแต่คุณแม่ดันพูดต่อมาเสียงเองว่า
 
“ไม่ว่าเพื่อนหรือคนสนิทของเต้ยกี่คนๆ ก็เรียกแม่กันหมด ไม่เคยมีใครเรียกว่าคุณน้า จงเรียกว่าแม่เถอะจ้ะ”

มูนแทบจะไม่เชื่อหูที่ได้ยิน สมองเริ่มคิดซับซ้อนว่าแม่ของเต้ยจะมาไม้ไหน เพราะคำพูดหวานๆมันขัดกับทีท่าดุจภูเขาน้ำแข็ง เสียงถอนหายใจจากหลายๆคนจึงดังขึ้น แสดงถึงความโล่งอก แต่แม้จะโล่งบางคนก็ยังไม่ยอมวางใจ เหมือนกับมูน

“แม่คุณเต้ยจะมาไม้ไหนเนี่ย ไอ้เปรมมึงว่าไง” นางคชสารแอบประหวั่นพรั่นพรึง กระซิบกระซาบกับนายตำรวจหนุ่มคู่ปรับ

“กูไม่ใช่แม่ไอ้เต้ยนี่ กูไม่รู้...แต่ถ้าให้เรียกแม่แบบนี้ กูว่าไม่น่าจะมีอะไร”

“ขอให้เป็นอย่างที่มึงพูดเหอะ” ช้างกัดฟันตอบกลับ แล้วเบือนความสนใจกลับมายังสถานการณ์ สงครามเย็น ตรงหน้า

“เรียกตามที่แม่บอกเหอะมูน” เต้ยกล่าวซ้ำคำขอของคุณแม่ สะกิดและพยักหน้าให้มูนปฏิบัติตาม

“ฮะ...คุณแม่”

“ จ้ะ....ค่อยฟังรื่นหู ดูไม่ห่างเหิน ถ้าจะให้ดีตัดคำว่าคุณออกเสียได้ก็จะดีมาก...แต่ช่างเหอะ คงยังไม่ชิน”

คุณวาสิฏฐีเริ่มยิ้มยามตอบกลับ แม้ความเสียใจเรื่องลูกชายยังวิ่งวนอยู่ข้างใน หากก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพระจันทร์ของลูกชาย งามสมเป็นพระจันทร์ ผิดคาดจากภาพที่คิดไว้ เนื่องด้วยตนมีลูกน้องประเภทชายรักชายนี้เยอะ  จึงคิดว่าควรจะแจ๋นๆ แต่งตัวฉูดฉาด ใส่เสื้อผ้ารัดติ้ว หรือไม่ก็เป็นพวกเกย์ที่เห็นดาษดื่น ยังสงสัยอยู่ครามครันว่าลูกชายตนไปสนใจพวกนี้ได้อย่างไร ทว่าพอได้เห็นความสงสัยก็คลาย

กริยานุ่มนวล ทว่าไม่ดัดจริต....เครื่องหน้า ผิวพรรณ วรรณะ บอกได้คำเดียวว่า “จับตา”
นั่งตัวตรง หลังตรง หน้าเชิด คือท่วงท่าสง่าไว้ตัวที่ “จับใจ”

รสนิยมของลูกชายชี้ชัดได้เลยว่า “สูง” ไม่เคยเปลี่ยน...นับจากเคยเลือกเกนหลงหญิงแท้ที่จัดว่างามจับตา ครั้นพอมาเลือกผู้ชายด้วยกัน เต้ยก็ยังดำรงมั่นในรสนิยมนั้นไม่เปลี่ยนแปลง และตาถึงกว่าเดิมตรงที่สามารถมองเห็นถึงความจับใจ ซึ่งไร้ในตัวเกนหลง ที่สำคัญทีท่าที่ไว้ตัวนั้นยามต้องก้มหัวไหว้ก็กระทำได้อย่างน่ามอง ...มองจนนึกเสียดาย

“เต้ยตาถึงไม่เปลี่ยน...แต่ไม่โกรธแม่นะถ้าแม่จะบอกว่า น่าเสียดายที่พระจันทร์ของเต้ยเป็นผู้ชาย”

คุณยายหัวเราะขึ้นน้อยๆ ไม่โกรธกับคำวิจารณ์ตรงๆ  แม่ของเต้ยเป็นคนกล้า...กล้าแม้กระทั่งคำพูด แล้วมีหรือที่จะไม่กล้าทำตามที่ใจคิด คุณยายมิได้นึกตำหนิแต่อย่างใด กลับเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ด้วยซ้ำ แม่ของเต้ยมาเพราะอะไรตนย่อมรู้ดี และการมาครั้งนี้ก็มาด้วยสมอง เต้ยจะรับมืออย่างไร คราวนี้แหละ จะเป็นการพิสูจน์ว่า เต้ยมีสมองเหมือนกับแม่ และจะมาดูแลมูนได้อย่างที่พูดหรือเปล่า

แล้วความสงสัยที่จับเพียงครู่ ก็มลายลงรวดเร็ว ด้วยคำพูดชัดถ้อยชัดคำ ที่คุณยายอดจะดีใจแทนหลานชายไม่ได้

“ไม่โกรธหรอกครับ แม่มีสิทธิ์คิดอย่างนั้น แต่สำหรับเต้ย ถ้าจะพูดถึงคำว่าเสียดายแล้ว มันคงไม่ใช่เป็นเพราะเพศ แต่เป็นเพราะเต้ยทิ้งพระจันทร์ดวงนี้ไว้นานเกือบสิบปีต่างหาก และเต้ยก็จะไม่มีวันทอดทิ้งไปไหนอีกแล้ว”

“เกือบสิบปี”

คุณวาสิฏฐีนิ่งอึ้งทวนคำ แทบพูดอะไรไม่ออก ในใจครุ่นคิด ถ้าเกือบสิบปีอย่างเต้ยว่า ลองนึกย้อนไปดู ก็คงจะเป็นตอนสมัยเรียนมัธยม แล้วเสียงใสๆในอดีตของลูกชายก็เริ่มดังก้อง ความทรงจำบางอย่างเริ่มถูกรื้อฟื้น


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“ไงเต้ย ไปโรงเรียนวันแรกเป็นไงบ้างลูก เล่าให้แม่ฟังบ้างสิ ”

“สนุกครับแม่ ....เจอคนชื่อแปลกๆ ชื่อขี้ด้วย”

เด็กชายเต้ยในยามนั้น ออเซาะ ฉอเลาะยิ่งนัก เหวี่ยงกระเป๋าทิ้งได้ ก็ยึดตักแม่แทนหมอนหนุน นอนมันทั้งชุดนักเรียน เล่าให้แม่ฟังถึงสิ่งที่เจอวันไปเรียนมอหนึ่งวันแรก และก็น่าแปลกที่เต้ยไม่เล่าเรื่องโรงเรียนเลยสักนิดกลับเล่าถึงคนมาเสียนี่
 
“คนอะไรชื่ออย่างนั้น มีที่ไหน”

“มีจริงๆนะครับ....มูลไงแม่ แปลว่าขี้ เขาแอบมองเต้ยด้วยนะ เห็นไหมล่ะว่าลูกชายแม่หล่อ” เต้ยน้อยกรุ้มกริ่มตอบอย่างกับเป็นหนุ่มๆ จนคุณวาสิฏฐีอดหัวเราะไม่ได้

“ชื่อแปลก ถ้าให้แม่เดาน่าจะไม่ใช่มูลแบบนั้นนะ ว่าแต่ เขามองเต้ย...หรือเต้ยมองเขากันแน่” คำถามของคุณวาสิฏฐี เกือบทำให้ลูกชายพลั้งปากปฏิเสธหัวใจไปด้วยความเคยชินว่า ไม่ได้มอง หากแต่กับแม่ ...เต้ยไม่เคยทำเช่นนั้น

“แม่รู้ใจอีกแล้ว ยอมรับก็ได้ครับว่า เต้ยมองเขาก่อน และไม่คิดว่าเขาจะมองกลับ แต่ไปๆมาๆ เขาไม่มองเต้ยอีกเลยทั้งวัน” เด็กชายเต้ยยอมรับพร้อมสีหน้ายุ่งๆเล็กน้อย เพราะนึกทีไรหรือเล่าให้ใครฟัง ว่าถูกคนชื่อแปลกเมิน ก็รู้สึกขัดใจทุกที

“ถ้าไม่รู้ทันเต้ย ก็เป็นแม่เต้ยไม่ได้ แล้วทำไมเขาถึงไม่มองเต้ยอีกล่ะลูก ไปแกล้งอะไรเขาล่ะสิ”

“แม่นี่รู้ดีจัง ก็ไม่ทำไมหรอกครับ....แค่ไปเรียกเขาว่า..อีขี้”

เต้ยไม่โกหกแม่ก็จริง แต่ก็มักจะเล่าไม่หมดเสมอ ไม่ยอมบอกแม่ไปด้วยว่า นอกจากคำว่า “อีขี้”แล้ว คำว่า “อีตุ๊ด” ยังหลุดออกมาจากปากดังลั่น

“สมแล้วที่เขาไม่มอง เป็นแม่นะจะตบปากให้ด้วย แล้วทีหน้าทีหลังเป็นผู้ชายอย่าไปเรียกผู้หญิงว่าอีอีกรู้ไหม มันไม่เป็นสุภาพบุรษ”

“ครับ...แต่เขา เอ่อ...เป็น”

“เป็นอะไรเหรอ”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ไปอาบน้ำดีกว่า”

คุณวาสิฏฐีจำรอยยิ้มสดใสของลูกชายได้ดี อีกทั้งยังเสียงผิวปากตอนลุกขึ้นไปอาบน้ำ แสดงว่าวันนี้ลูกชายอารมณ์ดีเป็นพิเศษ  และนั่นก็พอให้ประติดประต่อเรื่องราวต่างๆได้ เหตุการณ์วันนั้น คงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง “มูล”ที่เต้ยบอกคงจะเป็น “มูน” นี้ที่แปลว่าพระจันทร์แน่แท้  และ “มูน”นี้ใช่ไหมที่ทำให้ลูกชายตนซึมเศร้าเป็นเหมือนกัน

“วันนี้เป็นอะไรลูก หน้าเครียดเชียว การบ้านเยอะเหรอ”

“ไม่หรอกครับ เอ่อ แม่จ๋า เต้ยถามหน่อยสิว่า ถ้าจะง้อคนให้เขาหายโกรธ จะทำยังไงดี ตอนนี้เขาไม่คุยกับเต้ยเลย” เด็กชายเต้ยยังคงยึดตักแม่เป็นที่พักพิงเช่นเคย ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์

“ขึ้นอยู่กับว่าเขาโกรธมากไหม แล้วไปทำอะไรเขา ลองซื้อของขวัญหรือขนมที่เขาชอบไปง้อเขาก็ได้ หรือจะเอาแบบพ่อ ตอนจีบแม่ ตอนนั้นเวลาแม่โกรธแม่งอน พ่อเขาเอาช็อคโกแลตมาง้อแม่ทุกที”

“จริงเหรอครับแม่ งั้นเต้ยจะลองดู” เด็กชายเต้ยยิ้มได้พลัน รีบลุกขึ้นไปทันที แต่คุณวาสิฏฐีก็รั้งไว้

“เต้ยยังไม่ได้บอกแม่เลยว่า ไปทำอะไรเขา จนเขาโกรธ แล้วเขาเป็นใคร”

“ขี้ไงแม่ ...พอดีเล่นกันครับ แย่งสมุดจดเลคเชอร์เรื่องอิเหนากัน เต้ยไม่ทันระวัง มือเต้ยเลยสะบัดไปโดนหน้าเขา” เต้ยตอบมาอย่างอุบอิบ เพราะกลัวว่าถ้าแม่รู้ความจริงแม่จะยาว ...และแม่ก็ยาวจริงๆผิดคาดเสียที่ไหน ยามใดก็ตามที่แม่เรียกชื่อจริงของเขา ยามนั้นหมายความว่า เกินจะทน และจำต้องกำราบ

“วสุ...นั่งลง เดี๋ยวนี้ ทำไมทำกับผู้หญิงแบบนี้ เห็นทีวันนี้ต้องคุยกันซะหน่อย.....” คุณวาสิฏฐีเริ่มร่ายตั้งแต่ปฐมบทถึงการปฏิบัติตัวต่อเพศตรงข้าม จวบจนบทอวสานที่ว่า “พรุ่งนี้รีบไปขอโทษเขา แล้วมารายงานผล”

“คร๊าบ”

เต้ยรับคำและเย็นวันรุ่งขึ้น ก็กลับมารายงาน “เขาเชิดใส่เต้ยครับ อุตส่าห์เอาช็อคโกแลตไปให้ เขียนขอโทษครับตัวเบ้อเร่อ ยังมาทำจองหอง เกลียดนัก ทำอย่างกับตัวสูงส่งมาจากไหน สักวันเต้ยจะทำให้เขาหันมามองให้ดู”

“พูดคำว่าขอโทษมันยากนักหรือไงลูก เขียนไปอย่างนั้น เป็นแม่...แม่ก็ไม่ดีด้วยหรอก ว่าแต่เมื่อกี้เต้ยบอกเกลียดเขา แล้วทำไมถึงอยากให้เขาหันกลับมามอง แถมยังพูดถึงอยู่บ่อยๆ เอ...หรือว่าลูกแม่จะรักเด็กคนนั้นเข้าแล้ว”

“ไม่ใช่สักหน่อยครับแม่...ใครจะไปรัก เอ่อ.....” เต้ยกำลังอึกอัก ตะกุกตะกัก ลังเลจะพูดออกไปดีหรือไม่ว่าเด็กคนนั้นของแม่ คือคนที่ตนเรียกว่า “อีตุ๊ด” แต่คุณวาสิฏฐีก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ปากแข็ง แค่บอกว่ารักทำไมยากนักหนา”

คุณวาสิฏฐีเริ่มตำหนิตัวเอง ที่ผ่านมาหากตนไม่ปากหนักและใส่ใจถามเต้ยสักนิดว่าคนที่เล่าให้ฟังบ่อยๆเป็นชายหรือหญิง มิใช่คิดเองเออเองว่าเป็นผู้หญิง ไฟก็คงถูกตัดเสียต้นลม คงไม่ต้องมานั่งอยู่ที่นี่ แต่พอคิดอีกทีก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า ถ้าตอนนั้นรู้ ตนจะแก้ปัญหานี้อย่างไร 

ตนอย่างมากก็แค่เจ็บช้ำ ทว่าพ่อของเต้ยเล่า จะเศร้าขนาดไหน ยามรู้ว่า ลูกชายทั้งคนกลับรักผู้ชายด้วยกัน “อัครพงศธร” จะสิ้นแล้วอีกหนึ่งสายเหรอ หลังจากที่เคยสิ้นไปสายหนึ่งทางฝั่งอา น้องชายแท้ๆ เพียงคนเดียวของพ่อตาเต้ย

“เต้ยจะต้องไม่เป็นอย่างนั้น !!”

“แม่จ๋า เต้ยว่า เรามาคุยกันตรงๆดีกว่า  เต้ยไม่ชอบอะไรที่คลุมเครือ” เต้ยกล่าวขึ้นทำลายภวังค์ของมารดาเสียสิ้น และทำให้หลายๆคนตะลึง

“อย่าว่ายายยุ่งเลย พ่อเต้ย  ยายว่าให้แม่เขานั่งพักทานข้าวแช่กับยายก่อนดีกว่า แม่เขาเพิ่งมาเหนื่อยๆ อย่าเพิ่งกวนแม่เขาเลย แยกสำรับไปกินกันริมน้ำดีไหม จะได้พาพ่อเปรมไปด้วย นั่งกินกับคนแก่คงไม่สนุกหรอกนะ จะได้คุยกันตามประสาเพื่อนๆ” คุณยายขัดขึ้นมาเสียก่อน ... ก่อนที่ความใจร้อนของเต้ยจะทำให้อะไรที่พอจะคุยกันได้ กลับยากขึ้น

“เต้ยก็อย่างนี้แหละค่ะ ใจร้อนตั้งแต่เด็กจนโต” คุณวาสิฏฐีมิยักโกรธลูกชาย หันมากล่าวกับคุณยายด้วยเสียงระเรื่อ “ดีเหมือนกันค่ะคุณอา เด็กๆคงฟังเราคุยกันไม่สนุก”

มูนถอยฉากออกมาทันที รู้ดีว่า ผู้ใหญ่ต้องการคุยกันลำพัง  และเรื่องที่คุยนั้นคงไม่สนุกดังว่า คงไม่แคล้วเป็นเรื่องของตนกับเต้ย  แม้จะถอยออกมาในใจก็นึกกังวล ว่าคุณยายจะเป็นอย่างไรหากได้คุยกับแม่ของเต้ยลำพัง เช้าวันนี้คุณยายยิ่งท่าทางไม่ค่อยจะดีอยู่ด้วย แต่ความรู้สึกบางอย่างลึกๆ กลับบอกว่า คุณวาสิฏฐีคงเป็นผู้ใหญ่พอ  ส่วนเต้ยยังมิคงถอยออกมา แม้มูนจะสะกิดเท่าไรก็ตาม

 “เอ เต้ยนี่ยังไง อย่าดื้อเป็นเด็กๆ สิลูก” คุณวาสิฏฐีต้องกล่าวย้ำ แถมยังเอ็ดลูกชาย แต่ก็รู้ว่าถ้าลูกชายตั้งท่าดื้อแบบนี้เมื่อไร เมื่อนั้นย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน น้ำเสียงจึงจำทอดอ่อนลงกว่าเคย “ให้แม่คุยกับคุณยายของมูนก่อน แล้วเราค่อยคุยกัน”

“ก็ได้ครับ” เต้ยรับคำอย่างเสียมิได้ ยอมถอย คลานเข่าออกมาคู่มูน แต่ก่อนจะลงจากยกพื้น คุณวาสิฏฐีก็เอื้อมมือที่เย็นราวน้ำแข็ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเครื่องปรับอากาศในรถ หรือว่าเลือดเย็นตามธรรมชาติก็มิทราบได้ เอามากุมมือมูนไว้แน่น แล้วพูดขึ้นมาชวนให้ยิ้มยาก

“มูน...แม่ฝากเต้ยหน่อย....แค่ชั่วคราว”

คำว่าชั่วคราวที่เน้นหนัก ทำให้รู้ว่าประเดี๋ยวก็ต้องมารับคืน ที่จริงควรจะนิ่งเงียบและควรเกรงใจว่าเป็นแม่ของเต้ย แต่คำว่าชั่วคราวมันไม่รื่นหู มูนจึงใช้กระแสเย็นจากมือที่เย็นกว่าของตนกุมทับ พร้อมคำพูดอันเป็นธรรมชาติที่ตอบกลับ จับความรู้สึกไม่ได้ ทิ้งไว้ให้ชะงักงันบ้าง

“ดีที่คุณแม่บอกว่าชั่วคราว เพราะถ้าไม่บอกมูนคงจะไม่คืนให้ จะถือว่าฝากแล้วฝากเลย ”

เสียงแปร๋นร้อง “เยส” ดังขึ้น และคงมิได้มาจากใครถ้าไม่ใช่จากนางคชสารที่เกือบจะเผลอปรบมือให้ กดไลค์ ให้กับคำพูดของเพื่อนสนิท จนหมวดเปรมต้องลากตัวหลุนๆออกไปจากหอนั่ง เพราะกริยาดีใจจนเกินงามของมัน เต้ยที่ได้ยินก็นิ่งอึ้งไปบ้าง แต่ไม่ใช่เพราะโกรธที่มูนย้อนแม่ตน ทว่านิ่งเพราะไม่คิดว่าคนอย่างมูน ยามจะอ้าปากโต้ตอบก็ทำได้ดีเหมือนกัน แถมยังมิได้ก้าวร้าวสตรีที่ตนเคารพแต่อย่างใด อารมณ์ห่วงว่าจะโดนคุณแม่ขย้ำ จึงเลือนหายรวดเร็วทันตา

“มันต้องทันคนอย่างนี้สิ พระจันทร์ของเต้ย”

 ส่วนคุณวาสิฏฐีก็เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ หัวเราะเบาๆ ยามเจอทั้งมือและน้ำเสียงที่เย็นกว่า ถ้าถามความรู้สึกตอบได้ทันทีเลยว่าไม่โกรธ หากแต่พึงพอใจลึกๆเสียด้วยซ้ำ ในความฉลาดล้ำของการพูดการจา... อ่อนนอก แข็งใน คุณสมบัติ อย่างนี้แหละที่จะเอาเต้ยอยู่ ถ้าไม่ติดเสียตรงเพศอย่างเดียว...ตนจะไม่มาวุ่นวายเลยสักนิด 

“เสียดายจริงๆ ....แม่เสียดายจริงๆ”

มูนพาเต้ยออกไปแล้วและเมื่อทั้งสองลับตาแล้วคุณยายจึงเอ่ยกับคุณวาสิฏฐีว่า “หัวอกคนเป็นแม่ก็อย่างนี้แหละนะคุณ...รักลูกมากเท่าไร ก็อยากให้ลูกได้ดีมากขึ้นเท่านั้น ยามลูกเดินผิดทางก็กังวลใจเป็นธรรมดา”

“ค่ะ คุณอา ดิฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปอย่างไร รักลูกก็รัก แต่ก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจลูก ตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็ไม่เคยขัดใจเขารุนแรงสักครั้ง เต้ยจึงเป็นคนดื้อ เกเร ขนาดดุแล้ว เข้มงวดก็แล้วยังเอาเกือบจะไม่อยู่...แต่ครั้งนี้เห็นทีจะต้องพากลับ” เมื่อไม่มีเด็กๆอยู่คุณวาสิฏฐีจึงผ่อนลง อ่อนยวบแทบมิเหลือมาดอย่างเช่นขามา น้ำเสียงกังวลระคนหนักใจจึงพรั่งพรู 

“ก็ค่อยๆคุยกันแล้วกัน ทางฉันเห็นจะไม่มีปัญหา อาจจะเจ็บหน่อย แต่เชื่อว่าเจ้ามูนมันคงเข้มแข็งกว่าแม่มัน เฮ้อ ฉันเองก็ไม่คิดว่าแม่ลูกชะตากรรมจะเหมือนกัน  เรื่องทำนองนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นที่นี่ซะเมื่อไหร่”

คุณยายเองก็ระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ แม้จะทำใจได้บ้างว่าเรื่องแบบนี้วันหนึ่งต้องเกิด แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาเร็วเพียงชั่วข้ามคืน และยังไม่ทันได้เคยคุยกับหลานเลยว่า ให้เตรียมตัวเตรียมใจ เผื่อไว้บ้าง

“มันอย่างไรกันเหรอคะ คุณอา”

“เรื่องมันก็นานนมมาแล้ว”

 คุณยายปรับลมหายใจและอารมณ์ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องแม่ของมูนและชีวิตของมูนให้ฟังตั้งแต่ต้น คุณวาสิฏฐีฟังไป ก็น้ำตาปริ่ม เพราะไม่คิดว่า พระจันทร์ของลูกชายจะมีปูมหลังที่น่าเห็นใจ ยิ่งถึงตอนที่มูนถูกทิ้งให้ยุงกัดอยู่ตรงบันไดท่าน้ำ ร้องไห้จ้า น้ำตาปริ่มๆก็รินไหล จนต้องเช็ด ไม่ใช่ว่าตนเป็นคนเซ็นซิทีฟอ่อนไหว ทว่าความสงสารมันแล่นเข้าจับใจ

หากแต่ความสงสาร....คงจะมิใช่เหตุผลในการยอมรับ ลูกสะใภ้สักคน ตนมั่นใจเช่นนั้น

ทางด้านมูนกับเต้ย เมื่อลงจากบ้านก็มุ่งหน้าลงไปยังศาลาท่าน้ำที่เห็นเปรมลากตัวช้างไปหลังไวๆ ตอนนี้ไม่มีใครอยากจะกินข้าวแช่กันอีกแล้ว เพราะทุกคนอยากรู้ว่า คุณยายกับแม่ของเต้ยจะคุยเรื่องอะไรกัน โดยเฉพาะเต้ยที่แทบจะนั่งไม่ติด

“ใจเย็นๆก่อนเต้ย อาจจะไม่มีอะไร” มูนปลอบไปอย่างนั้น ทั้งๆที่รู้ดีว่าต้องมีอะไร

“เต้ยรู้จักแม่เต้ยดี คำพูดของแม่ มูนก็ได้ยิน แม่ไม่เห็นด้วยกับรักของเรา แต่มูนไม่ต้องกลัวนะ เต้ยจะไม่มีวันทิ้งมูนไปไหน กว่าจะได้บอกว่ารักมันก็ตั้งเกือบสิบปี เต้ยไม่ยอมกอดมูนแค่คืนสองคืนหรอก เต้ยจะกอดทั้งชีวิต เต้ยฟังแม่มามาก แต่ครั้งนี้เต้ยต้องดื้อ”

เต้ยทรุดกายลงนั่งข้างมูน ขบกรามแน่น หากก็ไม่แน่นเท่าวงแขนแข็งแรงที่ใช้รัดรึงมูน  ไม่อายสายตาเปรมกับช้างแต่อย่างใดแล้ว เวลานี้เขากลัวใครจะมาแยกเขาออกจากมูนมากกว่า มูนรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างที่สุด คิดไม่ผิดที่ยอมรอเขาคนนี้ ร่างบางจึงทิ้งทั้งตัวลงในอ้อมกอดที่เหนือกว่าคำว่าอบอุ่น เสียงเย็นนุ่มจึงกล่าวช้าชัดให้ เต้ยรู้ว่า เขาจะไม่ยืนสู้เพื่อรักเพียงคนเดียว

“ถ้าเต้ยจะดื้อ...มูนก็จะดื้อด้วย มูนก็จะไม่ยอมถูกกอดแค่คืนสองคืน แต่จะนอนให้เต้ยกอดไปทั้งชีวิตเหมือนกัน”

“โธ่....คุณเต้ย...มูน  ฉันเห็นใจจริงๆ ฉันอยากช่วยอะไรได้บ้าง” ช้างเห็นภาพทั้งคู่ตรงหน้าก็กลั้นโศกมิได้ ทำนบน้ำตาไหลรินรดหัวใจกับเขาบ้าง เสียงกระซิกๆ จึงมีมาแทนเสียงโกญจนาทที่เคยมีอยู่ประจำ แต่มิช้านานน้ำตาก็เหือดหาย ด้วยเพราะถูกกวนตะกอนอารมณ์

“ไปเสือกอะไรกับเขาอีช้าง มึงเป็นเมียไอ้เต้ยอีกคนหรือไง”

“กูซาบซึ้งโว้ย แต่ถึงกูจะเสือก กูก็ยังดีกว่ามึงที่เสือกแต่เรื่องโง่ๆ ทีเรื่องต้องใช้สมองหาทางเลี่ยงแม่คุณเต้ยไม่รู้จักเสือกคิด ไม่รู้ว่าเป็นตำรวจได้อย่างไร...มึงจับฉลากได้ยศร้อยตำรวจโทมาใช่ไหม”

“ส้นตีนแน่ะ ยศกู พระราชทานนะมึง... อีห่านี่ด่านิดเดียว เสือกด่ากูกลับซะยาว”

“พอทีไอ้หมวด กูกำลังปวดหัว อย่าเพิ่งกัดกัน” เต้ยหันไปปรามเพื่อนสนิท แล้วหันไปบอกนางพระกำนัลว่า “กูขอบใจในน้ำใจของมึงนะอีช้าง แต่อย่าไปว่าไอ้หมวดมันเลย มันคงเลี่ยงไม่ได้ กูรู้จักแม่กูดี”

 “ไอ้เต้ย กูขอโทษที่กูพาแม่มึงมา แต่กูหาทางออกไม่เจอจริงๆ กูจะโทร.บอกมึง มึงก็ดันปิดเครื่อง” เปรมรีบขอโทษเต้ยมาทันใด รู้สึกผิดที่มีส่วนทำให้วันนี้เกิดปัญหา

“เออ กูเข้าใจ...แล้วมึงรู้ไหม ใครคาบข่าวไปบอกแม่กู” สายตาเต้ยคมวาวขึ้นกว่าเดิม ตั้งใจเอาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด

 “เกรซ โทร.ไปบอกแม่มึง แล้วนี่มึงกับเกรซ...ยังไงกันวะ”

“เกรซ!!” เต้ยตะโกนลั่น แทบไม่อยากจะเชื่อว่าคนสารเลวที่ด่ายับเมื่อตอนอยู่บนบ้านคือเกนหลง “เกรซรู้ได้อย่างไร กูไม่เคยบอกเขาเรื่องมูน”

เต้ยคิดทบทวน ถึงวันถูกบอกเลิก และก็ฉุกใจนึกขึ้นได้ ถึงประโยคของเขาที่ว่า เขาจะเก็บอ้อมกอดไว้ดูแลและรักษาพระจันทร์ ทว่าคำพูดแค่นี้มันจะทำให้รู้ได้เชียวเหรอ เกนหลงแม้จะฉลาด แต่ไม่ได้ฉลาดเยี่ยมยอด ประโยคนั้นมันไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เกนหลงรู้ว่าเขามาที่นี่และอยู่กับใคร หรือว่าจะเป็น...ไอ้ตี๋ผีจีน

“ต้องเป็นไอ้ก้องแน่ๆ ไอ้หน้าตัวเมีย มันคงแค้นที่โดนกูกระทืบ เลยไปบอกเกรซว่า กูอยู่นี่ แต่กูไม่เข้าใจว่าทำไมเกรซถึงทำอย่างนี้ ทั้งๆที่จบกันด้วยดี”

“มึงเลิกกันแล้วเหรอ นี่มันอะไรยังไงกันวะ เล่าให้กูฟังหน่อย”

หมวดเปรมงงเป็นไก่ตาแตก เต้ยจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เปรมฟัง และเปรมก็เข้าใจเรื่องและเหตุที่เกนหลงมาหาตนทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นับว่าเป็นโชคดีที่วันนั้นเขามิได้พลั้งปากเล่าเรื่องเต้ยไป มิฉะนั้นเกนหลงคงทำหนักว่านี้ แต่โชคร้ายก็ดันมี เพราะพลั้งตัว พลั้งใจด้วยฤทธิ์สุรา แม้นตอนนั้นลำดับช่วงเวลาจะเป็นตอนที่เกรซเลิกกับเต้ยแล้วก็ตาม  ในใจของเปรมอยากจะเล่าเรื่องเกรซให้เต้ยฟัง หากเวลานี้ไม่ใช่เวลาเหมาะ.... อีกอย่างเขาไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

“ไอ้เต้ยกูขอโทษอีกครั้ง”

“กูเข้าใจแล้วไม่ใช่ความผิดมึงไม่ต้องคิดมาก ช่างแม่งเหอะ”  เต้ยผละจากมูนมาตบไหล่หมวดเปรมตามประสาเพื่อนให้อภัยเพื่อน แต่เต้ยไม่รู้หรอกว่าในใจของเปรมนั้น ก็วุ่นวายไม่แพ้กันกับใจของเขา

“อย่าให้กูเจอนะ อีเกรซ กูจะถอดจิมมี่ ชูส์ คู่ละสองหมื่น ตบให้หน้าหันเลย”

ช้างได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็กรี๊ดลั่น กล่าวอาฆาต เป็นเดือดเป็นแค้นแทนเจ้าชายเต้ย ปกติตนจะเรียกเกนหลงว่า “นัง” ตามประสาเพศชะนีที่ชีวิตนี้ จะไม่มีทางได้รับเกียรติใช้คำว่า “คุณ” นำหน้า หากบัดนี้สมควรแก่เวลาแล้ว ที่คำว่า “อี”จะหลุดมา โดยไม่ต้องเกรงใจใคร  แถมยังเกือบจาบจ้วงไปยังพระมารดาเจ้าชายด้วย

 “ แม่คุณเต้ยก็เหมือนกัน”

“มึงจะทำไมแม่กู” เต้ยถามขึ้นทันควัน

“อุ๊ย ใครจะกล้า น้องอัยแค่จะบอกว่า หากใครมาทำเพื่อนน้องอัยร้องไห้ เสียใจน้องอัยไล่ตะเพิดหมดแน่”

“ช้างเห็นเราอ่อนแอ ขนาดนั้นเลยเหรอ” มูนถามแม่เพื่อนสนิทขึ้น แล้วพูดต่อโดยไม่รอคำตอบว่า “เราดูแลตัวเองได้น่า” 

“เปล่า...ฉันเป็นห่วง เลยพูดเผื่อไว้ ฉันรู้หร่อนดูแลตัวเองได้ ดูอย่างที่ย้อนแม่คุณเต้ยเมื่อกี้สิ เล่นเอาฉันแทบกระทืบไลค์ให้พันครั้ง หร่อนเป็นคนอ่อนนอกแข็งในฉันรู้ดี แต่บางครั้งถ้าโดนทำร้ายจิตใจมากๆจนทานไม่ไหว คนที่แข็งข้างในจะช้ำใจกว่าคนประเภทอื่นๆหลายเท่า นี่แหละที่ฉันกังวล เหมือนอย่างที่คุณเต้ยเคยทำหร่อน” ช้างพูดไปก็อดไม่ได้ที่จะค้อนขวับๆมายังเจ้าชาย จนเจ้าชายต้องตรัสผรุสวาท

“มึงจะจะพูดเรื่องเก่าหาหอกอะไรอีก อีช้าง กูกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่ ”

“ขอบใจช้างที่เป็นห่วง เพราะอย่างนี้ช้างจึงเป็นเพื่อนที่เรารักมากที่สุด แต่ช้างไม่ต้องกังวลหรอก หนักกว่านี้เราก็เจอมาแล้ว ตอนนี้เราห่วงแต่คุณยาย ใครจะว่าอะไรยังไงตัวเรา เราไม่สน แต่ถ้าหากใครมาล่วงหรือจาบจ้วงคุณยายแม่เมื่อไร เราก็ไม่มีทางยอมเหมือนกัน” น้ำเสียงของมูนหนักแน่นเด็ดเดี่ยวยิ่งนักและหมายความตามที่พูดจริงๆ

“เต้ยมั่นใจว่า แม่เต้ยไม่ใช่คนพาลอย่างนั้น แม่มีเหตุผลพอ มูนเชื่อเต้ยนะ” เต้ยพูดขึ้นดักคอทุกคนที่กำลังคิดถึงหน้าแม่เขายามได้ยินประโยคของมูน... ดักแม้กระทั่งความคิดของตนเอง  เขามิได้ตั้งใจจะแก้ตัวแทนแม่ ทว่าความเป็นแม่และลูกย่อมรู้กันว่าเป็นเช่นไร และอยากให้มูนมั่นใจเฉกเช่นเดียวกับเขา ฝ่ามือแข็งแรงจึงมิอ่อนแรง ในการกุมมือพระจันทร์ตลอดยามกล่าวขึ้น

“มูนก็มั่นใจว่าคุณแม่คงไม่เป็นอย่างนั้น ที่มูนพูด มูนพูดถึงภาพรวม ไม่ได้จงใจก้าวร้าวหรือตีกระทบคุณแม่นะ” มูนอธิบายทันที ไม่อยากให้เต้ยเข้าใจผิด แล้วทอดเสียงอ่อนลง พูดต่อมาว่า  “ถ้าคุณแม่เต้ยจะทำ ท่านคงทำไปแล้ว ”

“เต้ยเข้าใจ เต้ยก็จะไม่ยอมเหมือนกันหากใครมาทำอย่างนั้นกับคุณยาย สบายใจได้ และก็ขอให้วางใจได้เลยว่า ไม่ว่าแม่ผัวจะมาไม้ไหน  ...อย่างไรแม่ก็ต้องมีสะใภ้คนนี้เพียงคนเดียว”

แม้จะอยู่ในสถานการณ์ชวนปริวิตก มูนก็อดยิ้มไม่ได้ ถ้าช้างกับเปรมไม่อยู่ตรงนี้ อัญชลีกรณีโย คงได้สำแดงอีกครั้ง ริมฝีปากงามจึงเตรียมเอื้อนเอ่ยตอบ หากแต่ก็ไม่ทันนางพระกำนัลของเจ้าชายที่แสลนแปร๋นสอดขึ้นมา

“สาธุ ขอให้เป็นอย่างที่พูดจริงๆเหอะ” ช้างยกมือท่วมหัวไม่รู้ว่าประชดหรือว่ากระไร แล้วก็รู้สึกหงุดหงิดทันที เพราะจู่ๆตาขวาที่คลายกระตุก ดันกระตุกขึ้นมาอีกครั้ง จนต้องกร่นด่าพึมพำ “กระตุกหาเหี้ยอะไรอีก...คราวนี้ลางอะไรอีกล่ะ”

“ใครกระตุกอะไรมึง อีบ้า....แล้วมาด่ากูทำไม” หมวดเปรมนั่งๆข้างหน้ายังเครียด ถามขึ้นไม่สบอารมณ์นัก

“กูไม่ได้ด่ามึง กูด่าตาของกูที่กระตุกตั้งแต่เช้า ตาขวาซะด้วย เมื่อเช้าก็ทีหนึ่งแล้ว กระตุกอยู่นั่น ไม่ทันไรแม่คุณเต้ยก็มา แล้วนี่กระตุกอีกแล้วจะมีอะไรมาอีกก็ไม่รู้” ช้างพูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงแตรรถยนต์ก็ดังขึ้นหน้ารั้วบ้านสวน ร่างกายใหญ่โต รีบชะเง้อชะแง้แลมอง แล้วนางพังแป้นเสียงแปร๋นก็ต้องตบเข่าดังฉาด เพราะมีคนมาจริงๆ

“นั่นไงว่าแล้ว พูดยังไม่ทันขาดคำ ใครมาอีกล่ะ ...เดี๋ยวกูไปดูให้เอง”

ช้างจึงเดินอาดๆ จนมาถึงหน้าซุ้มประตูบ้าน จึงพบว่ามีสตรีแต่งกายทันสมัยในชุดเพนท์สูทสีเทา กลัดด้วยกล้วยไม้ประดิษฐ์สีดำดอกเบ้อเร่อตรงอก มือซ้ายคล้องกระเป๋าลายไม้ ที่ตนคุ้นเคยและเรียกว่า หลุยส์ แต่จะแท้หรือไม่แท้นั้นไม่สำคัญเท่าใบหน้าบึ้งตึงบอกบุญไม่รับของผู้มาเยือน ข้างหลังคือผู้ติดตาม ดูจากเครื่องแบบก็รู้ว่าเป็นแค่คนขับรถ  ช้างพยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติยิ้มเยื้อนต้อนรับ หากแต่สตรีผู้นั้น ไม่รู้ไปโกรธใครมา กลับมองตนตั้งแต่หัวจรดเท้า

“มาพบใครคะ” ช้างเปลี่ยนใจถามไปด้วยเสียงห้วนๆและไม่ลืมใส่คำลงท้าย แสดงมารยาทไว้นิดหน่อย ในเมื่อมองกันอย่างนี้ คำสวัสดีทักทายจึงไม่จำเป็น

“ฉันชื่อกมลา มาพบครูสอนโยคะชื่อมูน...เธออย่าบอกนะ ว่าเธอคือมูน” คุณกมลาปรายด้วยหางตา ไม่คิดว่า มูนจะมีสภาพเช่นนี้ เลขาที่เล่าเรื่องมูนให้ฟังก็ไม่ได้บอกซะด้วยว่ามูนจะมีสภาพอย่างไร จึงเปรยขึ้นในใจกับตัวเอง ‘ตาก้องหลงไปได้อย่างไรกัน’

“แล้วถ้าใช่ล่ะคะ”

“ก็จะแล้วยังไง ฉันก็เป็นแม่ของก้อง” 

น้ำเสียงยียวนและทีท่าลอยหน้าลอยตาของช้าง อีกทั้งกริยาและสายตามองกลับตั้งแต่หัวจรดเท้า สร้างความไม่พอใจให้คุณกมลาอย่างถึงที่สุด จึงแหวขึ้นมาด้วยเพลิงอารมณ์  คุณกมลาย่อมโกรธ เพราะอายุอานามก็เลยวัยกลางคน ยังไม่เคยเจอใครทำแบบนี้ใส่ โดยเฉพาะเด็กคราวลูก ทว่าคุณกมลาคงลืมไปเสียแล้วว่า ตนนั้นเป็นผู้ทำก่อน และทำกับใครไม่ทำ ดันมาทำกับพระจันทร์จำแลงดวงใหญ่ยักษ์ตรงหน้า

“คุณแม่มีธุระอะไรคะ” ช้างรีบเข้าประเด็น เพราะทีท่าร้ายๆของคนตรงหน้า ลางสังหรณ์บอกว่า ไม่ควรจะให้ยืนอยู่ตรงนี้นาน

“ฉันมีลูกชายเพียงแค่สามคน อย่ามานับญาติกับฉัน ”

ประโยคที่มูนควรโดนจากปากคุณวาสิฏฐี แต่ดันไม่โดน... ช้างที่มิควรจะโดน กลับโดนกระแทกอกเต็มๆเล่นเอาอึ้ง พัดจีบที่ถือติดมือเป็นประจำจึงคลี่สะบัด แรงกระพือพัดทำให้คุณกมลาต้องถอยหลังอย่างรวดเร็ว เพราะถ้าช้าปลายพัดคงสะบัดโดนหน้าที่แต่งเติมด้วยเครื่องสำอางค์ เคาน์เตอร์แบรนด์ดัง

“อีนรก เล่นซะกูจุกอก” ช้างอดไม่ได้ที่จะขมุบขมิบปาก

“เธอเนี่ยนะเป็นครูสอนโยคะฉันไม่อยากเชื่อ  ฉันคิดว่าสมัยนี้เสน่ห์ยาแฝด จะหมดไปเสียแล้ว มาเห็นเธอ ฉันถึงได้รู้ว่ายังมีอยู่ เธอหว่านเสน่ห์อะไรจนลูกชายฉันไม่เป็นผู้เป็นคน” คุณกมลาแม้จะถอยกาย หากฝีปากไม่ถอย ความอัดอั้นที่ลูกชายกินเหล้าจนเสียผู้เสียคน จึงพาลออกมาไม่หยุดยั้ง

“ลูกชายคุณไม่เป็นผู้เป็นคนตรงไหน เมื่อสองวันก่อนก็ยังเห็นเดินได้ พูดได้เหมือนคนปกติ หรือเขางอกมาเสียแล้วคะ ” ช้างย้อนถามตามประสาสาวแกล้งซื่อ ด้วยความหมั่นไส้แกมรำคาญ “เป็นผู้ใหญ่ประสาอะไร มาถึงก็ใส่ฉอดๆ”

“นี่เธอแกล้งโง่ หรือโง่จริงๆ จนไม่รู้ว่าฉันพูดอะไร ทั้งมารยาทและสารรูปอย่างกับนางผีเสื้อสมุทร ลามปาม ก้าวร้าว กริยาวาจา ก็ไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ อย่างกับไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอน ”

“หยุดพาดพิงถึงพ่อแม่ดิฉันเดี๋ยวนี้ ถ้าจะด่า ก็ด่าแต่ดิฉัน” เสี้ยงเหี้ยมของช้าง ดังขึ้นทันที ยามพ่อและแม่ถูกลากเข้ามาเกี่ยว คำรามลั่นอย่างไม่เคยเป็น ช้างกล่าวเตือนแล้ว แต่คุณกมลาก็ยังดำเนินต่อไม่ยอมหยุด และไม่รู้ตัวเลยว่า สัญญาณเตือนแบบนี้นั้น มันคือสัญญาณอันตรายของการรตกมัน

“ถ้าพ่อแม่เธอสั่งสอน เธอคงจะมีมารยาท ไม่ลอยหน้าลอยตาเถียงผู้ใหญ่ฉอดๆ ฉันคิดไม่ผิดจริงๆ ที่จะมาไล่ให้เธอออกไปจากชีวิตลูกชายฉัน เธอต่ำออกขนาดนี้ ฉันเดาเลยว่า พ่อเธอแม่เธอ  ครอบครัวเธอจะเป็นอย่างไร”

“หยุดซะที....อีเหี้ย!! ด่ากู กูไม่ว่า แต่อย่ามาด่าพ่อกูแม่กู”

เสียงโกญจนาทแผดตวาดดังลั่น โดยเฉพาะคำว่า “อีเหี้ย” ที่เน้นหนักเป็นพิเศษ ความเกรงใจที่ไม่ค่อยมีอยู่แล้วในตอนแรก จึงไม่เหลือให้อีกต่อไป คุณกมลาถอยกรูดๆ เพราะเกิดมาก็เพิ่งจะถูกสรรเสริญด้วยคำนี้ ใบหน้าที่แต่งเสียสวยชาวาบ ผมที่ถูกจัดแต่งทรงเกล้ามวยมาเสียอย่างดี คล้ายจะหลุดมากระจุกหนึ่ง และกระจุกนั้น ก็คงจะเป็นผมหงอกทั้งสิ้น คำว่า “ ถอนหงอก” คงตรงกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น คนขับรถที่มาด้วย เห็นนายเสียทีปราดเข้ามาหมายจะเอาเรื่อง แต่ก็ต้องชะงักอยู่กับที่

“เรื่องของนาย ขี้ข้าไม่เกี่ยว....อย่าเสือก หนอย เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับน้องอัย หร่อนรู้ไหม ว่าพ่อฉันเป็นบรรณาธิการเป็นนักเขียน ใช้ปากกาด่าคน แต่แม่ฉันเป็นอดีตแม่ค้าขายดอกไม้อยู่ปากคลองตลาด ใช้ปากเฉยๆเนี่ยแหละด่าคนมาเป็นร้อย และเลือดแม่ในตัวฉันก็แรงนัก”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“ธะ เธอไม่ใช่มูน!!”

เหตุการณ์หน้าซุ้มประตูเริ่มจะดุเด็ดเผ็ดมัน ทว่าบนหอนั่งยังคงความเย็นระเรื่อไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงหรือบรรยากาศต่างกับข้างล่าง ลิบลับ
 
“โถ.....มูน”

“ฉันมันคนจน ลูกสาวเลยโดนทางบ้านลูกเขยเขารังเกียจ เขาเลยมาพาตัวกลับ เอาเงินมาฟาดหัวหนึ่งแสน ฉันเลยตะเพิดไปเสียหมดทั้งคนทั้งเงิน เขากลัวว่าลูกสาวฉันเป็นตัวถ่วง คงจะไปเกาะลูกชายเขา เลยหาคนที่เหมาะสมกว่าให้ นี่ก็คงถึงคราวที่หลานชายจะโดนพรากหลานเขย คงไม่โกรธนะที่ฉันพูดตรงๆ”

“คุณอาขา หนูไม่ได้รังเกียจเรื่องรวยเรื่องจนอะไรเลย และหนูก็ไม่เห็นว่าบ้านคุณอาจะจนตรงไหน หนูบอกตรงๆค่ะ ว่าที่บ้านหนู ถ้าไม่ได้ทรัพย์สินจากปู่กับย่าของตาเต้ย หนูกับคุณเมฆพ่อตาเต้ยป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าจะตั้งตัวได้หรือเปล่า คิดจะปลูกบ้านใหญ่โตอย่างคุณอา...เห็นทีคงจะไม่มีหวัง”

มาดคุณวาสิฏฐีเลือนหายหมดสิ้น พูดไปพร้อมใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาไป สรรพนามแทนตัวว่า “ดิฉัน” เลือนหาย กลายเป็น “หนู” มาแทนที่ รวยหรือจนมิใช่เหตุผลสำคัญ คุณวาสิฏฐีมองปราดเดียวก็รู้ ว่าฐานะของท่านเจ้าของบ้าน มิได้จนดังปากว่า บ้านทรงไทยหลังใหญ่ อาณาบริเวณกว้างขวางเช่นนี้น่ะหรือ คนจนจะมีสิทธิ์ครอบครอง

คนจนที่ไหน จะใช้เครื่องเบญจรงค์ของเก่าแท้ ใส่สำรับข้าวแช่ทานเล่น ซึ่งเคยมีแต่ “นางพญา พระสนม” ใช้เท่านั้น
ถ้าจะพูดกันตามจริง....เต้ยต่างหากที่มาเกาะ และเหมาะจะถูกเรียกว่า“หนูตกถังข้าวสาร”

โชคดีที่ไม่ได้เตรียมเงินมาฟาด แม้ถึงจะอยากพาตัวลูกชายกลับ แต่การกระทำเช่นนั้นมันหมายถึงการดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ซึ่งคนมีสมองอย่างตน จะมิมีวันกระทำ แต่ถ้าทำไปอาจถูกไล่ตะเพิดและถูกหัวเราะเยาะ ดีไม่ดีอาจถูกเงินฟาดกลับซื้อตัวลูกชายให้อยู่ก็เป็นได้  ตนตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว ที่มาคุยดีๆ

มูนไม่มีอะไรเสียหายเลยสักนิด คุณสมบัติ รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ทุกอย่าง ผ่าน หากแต่ที่ไม่ผ่านคือเพศเท่านั้น!!!

“หนูเคยขยาดกับแม่ของหนูที่วุ่นวายจนหนูเกือบตัดสินใจผิดเรื่องคู่ เพราะอย่างนี้หนูเลยตั้งใจไว้ว่า จะไม่ยุ่งเรื่องความรักของเต้ย เลยอยากให้ลูกเลือกเอง ตอนแรกก็หนักใจเหมือนกันที่เห็นเขาคบกับเกนหลง ภายนอกก็ดูดีหรอกค่ะ แต่ลึกๆแล้วหนูว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา แต่เห็นว่าเต้ยเขารัก ก็เลยไม่ขัด สุดท้ายก็ไม่คิดว่า จะเลิกกัน แล้วมาลงเอยในความรักชายกับชาย” คุณวาสิฏฐี เว้นวรรคจิบน้ำเพียงครู่แล้วกล่าวต่อว่า

“ ดูก็รู้ว่าเต้ยเขารักมูนมาก เขาไม่เคยจริงจัง หนักแน่น อะไรขนาดนี้มาก่อน แม้กระทั่งตอนพาเกนหลงมาให้รู้จักครั้งแรก หนูยอมรับว่าหนักใจที่สุดในชีวิต หนูไม่อยากทำร้ายหัวใจลูก แต่ก็คงต้องทำ คงต้องพาเขากลับ แม้จะต้องถูกด่าจนเสียผู้ใหญ่  เพียงเพราะอยากให้ลูกมีครอบครัวเหมือนชายหญิงปกติ   ”

“ฉันเองก็คงถูกด่าจนเสียผู้ใหญ่เหมือนกัน ที่ไม่ห้ามปรามหลาน ....ฉันผิดเอง แต่ไม่ต้องห่วง ฉันจะคุยกับเจ้ามูนให้ ฉันก็เคยเป็นแม่คน ทำไมฉันจะไม่เข้าใจ” คุณยายกล่าวขึ้นเอื่อยๆ เสียงเริ่มผ่อนลง ในใจยังคงกระหวัดคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว วันนี้ยังดีที่แม่ของเต้ยมาด้วยสมองและเหตุผลมิได้มาด้วยอารมณ์ มิฉะนั้นก็คงแย่ ยามนี้ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแล้ว

“ขอบพระคุณ คุณอาที่เข้าใจหัวอกแม่ แต่คุณอากับมูนไม่ได้ผิดหรอกค่ะ ผิดที่ตาเต้ยลูกชายหนูเอง ถ้าจะคุยคงต้องเป็นตาเต้ยมากกว่า” คุณวาสิฏฐียกมือไหว้ กราบลงที่พื้นด้วยทีท่างดงาม พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นสีหน้าของคุณยายมิสู้ดีนัก จึงขยับตัวเข้ามา ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“คุณอาเป็นอะไรหรือเปล่าคะ หน้าซีดเชียว”

“ไม่เป็นไรมากหรอก นอนสักพักก็หาย อาจเพราะนอนไม่พอ เมื่อคืนก็หลับๆตื่นๆ ฝันเห็นแม่เจ้ามูนเขามาหา ก็เลยตกใจตื่น และก็นอนไม่หลับอีกจนเช้า เล่าให้เมี้ยนเขาฟังเลยทำนายฝันให้ว่าจะมีคนมาหา ปรากฏว่ามีคนมาหาจริงๆ”

คุณยายเริ่มยิ้มชืดๆลงอีก หยิบยาดมส้มโอมือมาจ่อปริ่มตรงริมจมูก ฝันเมื่อคืนยังจำได้ ยังติดตา หากแต่คุณยายเล่าให้ป้าเมี้ยนฟังไม่หมดเพราะถ้าจะให้ครบถ้วน ต้องเล่าให้ฟังด้วยว่า แม่ของมูนมาหาแล้วพูดว่าอะไร และหากป้าเมี้ยนได้ฟังครบ คงไม่ทำนายฝันว่าจะมีคนมาหาแน่นอน

“หนูมารับค่ะแม่....ไปกับหนูนะคะ”

“ไปสิไป!!”

ในฝันเผลอตอบรับ ....หากถามว่าตอนนี้พร้อมจะไปไหม คุณยายเริ่มห่วง
ห่วง...เพราะคนที่รับปากว่าจะดูแลหลานชาย กำลังจะถูกมารดาพากลับ...เวทนาจึงจับเต็มหัวใจ

“นั่นเสียงอะไร ใครด่ากัน ใครมาเอะอะโวยวายอะไรตรงนั้น” คุณยายชะเง้อชะแง้ พร้อมๆกับคุณวาสิฏฐี ยามได้ยินเสียงโวยวายตรงหน้าซุ้มประตู เสียงแปร๋นๆ เคยคุ้นแล้วล่ะเสียงหนึ่งคงไม่แคล้วเป็นของแม่หนูอัย หากเสียงแหวๆอีกเสียงเป็นใคร ไม่เคยคุ้น จะเรียกให้ป้าเมี้ยนไปดูก็ไม่อยู่ คุณยายจึงผลุดลุกไปดูเสียเอง

“เดี๋ยวฉันมานะ ไปดูก่อนว่าใครมาทะเลาะกัน”

“ให้หนูช่วยพาไปดีกว่าค่ะ”

คุณวาสิฏฐีรีบเข้ามาช่วยพยุง พาคุณยายเดินมายังซุ้มประตู พอมาถึงก็พบว่า แม่หนูอัยกำลังยืนเท้าสะเอวอย่างเอาเรื่องกับสตรีแต่งตัวดีเลยวัยกลางคนที่ยืนตัวสั่น  ข้างหลังมีคนติดตามเป็นชายร่างใหญ่ ที่ยืนทำอะไรไม่ถูก แต่ท้ายสุดก็คล้ายจะขยับกายเดินเข้ามาหาแม่หนูอัยหมายจะเอาเรื่อง หากแต่ก็หยุดเสียก่อนเพราะเปรม กับเต้ยและมูนวิ่งเข้ามาสมทบ

“อะไรกันช้าง” มูนถามความขึ้นทันใด เพราะเสียงโมโหของช้างดังลั่นไปยังศาลาท่าน้ำ

“ก็อีป้าแม่คุณก้องนี่น่ะสิ ....จู่ๆก็มาด่าพ่อกู แม่กูฉอดๆ แถมยังด่ามึงว่าไปทำให้ลูกชายเขาเสียคน”

“เธอหยาบคายไร้สกุลก่อนนะ  แถมยังทำให้ฉันเสียเวลา ” คุณกมลาแม้จะกลัวแต่ก็ไม่วายเถียง หน้าที่ชาเริ่มคืนสู่ความบึ้งตึงขัดกับความสวยที่ยังหลงเหลือยิ่ง

“ฉันเป็นเพื่อนของคนที่หร่อนกำลังจะมาด่าหาเรื่อง มีสิทธิ์สกรีน ไอ้และอีทั้งหลาย ไม่ว่าจะหัวหงอกหรือหัวดำที่จะมาทำร้ายเพื่อนฉัน”

เสียงช้างยังตวาดลั่นไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมแล้ว ใช้สรรพนามอย่างกับคุณกมลา อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน มูน เต้ย เปรม รู้ดีว่ายามนี้น้องอัยกำลังองค์ลง องค์ที่ไม่ได้ลงมาเสียนานตั้งแต่สมัยเรียน ทว่าจะเป็นองค์ไหนก็ไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ คงมิใช่องคชาติ ที่เจ้าตัวมันประทับทรงบ่อยๆ เพราะถ้าองค์นั้นลง น้องอัยจะเป็นอีกอารมณ์แน่นอน

“อะไรกันลูก แม่หนูอัย” คุณยายกล่าวขึ้น เพื่อยับยั้งสถานการณ์มิให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม และก็ได้ผล เสียงเย็นๆ สามารถหยุดนังช้างนาฬาคิรีลงได้ เมื่อเสียงเริ่มสงบคุณยายจึงถามต่อว่า “มาที่นี่มีอะไรหรือเปล่าคุณ”

คุณกมลารู้ทันทีว่าคุณยายถามใคร และเมื่อเจอผู้มากวัยกว่า ก็ยกมือไหว้อย่างเสียมิได้ตามธรรมเนียม เสียงแหวลดลงหากยังคงไว้ซึ่งปลายเสียงสะบัด

“ดิฉันชื่อกมลา เป็นแม่ของก้อง มีเรื่องจะคุยกับครูสอนโยคะที่ชื่อมูนเท่านั้น คนอื่นไม่เกี่ยว”

คุณยายพยักหน้ารับ สำรวจสตรีตรงหน้า และอดที่จะเปรียบเทียบกับสตรีที่ยืนอยู่ข้างๆมิได้ สตรีทั้งสองคนนั้นมีความเหมือนกันคือหัวใจความเป็นแม่ แม่ที่มาที่นี่เรื่องลูกชาย หากที่ต่างกันคือคนข้างๆนั้นมาด้วยสมอง ทว่าอีกคนมาด้วยอารมณ์

แม่ที่มาด้วยสมองจะเรียกว่า “มารดา” ส่วนแม่ที่มาด้วยอารมณ์ จะเป็นเพียง “มาร” เฉยๆ

คุณกมลามิรู้ตัวว่าตนนั้นคือมารในสายตาของผู้มากวัย
และมิรู้เลยว่า แม้แต่เชิงบันได ผู้มากวัยก็ตั้งใจจะไม่ให้เหยียบ ถ้อยคำเชื้อเชิญขึ้นบ้าน จึงมิได้เอื้อนเอ่ย

“เขาคงมาเอาเรื่องละมัง เมื่อคืนก่อนเขามีเรื่องชกต่อยกับพ่อเต้ยที่นี่” คุณยายเปรยเบาๆพอ ให้คุณวาสิฏฐีได้ยิน

“ตาเต้ยน่ะเหรอคะ เรื่องอะไร”

“แย่งเจ้ามูน”

คุณวาสิฏฐีแม้จะยังงุนงง หากก็แค่เพียงครู่ ด้วยความที่ผ่านโลกมามากทำให้เข้าใจอะไรๆได้เป็นอย่างดี สายตาของคนเป็นแม่ที่มองกันย่อมเข้าใจ แต่ในความเข้าใจก็เจือไว้ด้วยความสมเพช นึกขอบคุณตัวเอง ที่มีสติไตร่ตรอง มาที่นี่ด้วยสมอง มิฉะนั้นตนคงไม่ต่างอะไรกับสตรีที่อยู่ตรงหน้า

“อีนี่” ช้างอดไม่ได้ที่จะแผดเสียงอีกครั้ง เพราะคำว่าคนอื่นไม่เกี่ยวของคุณกมลา มันก้าวร้าวคุณยายนัก

“ใจเย็นๆ ก่อนช้าง” มูนตบไหล่เพื่อนเบาๆเป็นการปราม และเป็นการบอกให้รู้ว่า ตนจะรับหน้าเอง  “ฉันเองมูน คุณมีธุระอะไร”

“เจ้ามูน” คุณยายเอ่ยแทรกขึ้น เห็นทีท่าคุณกมลาก็นึกเป็นห่วงหลานชายตัวน้อยนัก อดีตกว่ายี่สิบปีที่แล้วของลูกสาวกำลังจะบังเกิดกับหลานชายหรือไร...อดีตที่ทางบ้านผู้ชายมาหาเรื่อง

“ไม่เป็นไรหนูรับหน้าได้” มูนหันไปบอกคุณยาย และพยักหน้ากับทุกๆคน หากแต่คุณยายไม่ยอม รวมทั้งเต้ย ที่เข้ามายืนเคียงคู่ประกาศกร้าว

“เต้ยจะอยู่เป็นเพื่อนเอง ”

“อ้อ เธอเองหรอกเหรอ...โล่งอกหน่อย ที่ตาก้องยังรสนิยมดี” คุณกมลายังมิวายกระทบ “เธอไม่ได้ยินหรือไง ว่าฉันจะคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวเรื่องตาก้อง โดยไม่มีคนอื่น”

“ที่นี่ไม่มีคนอื่นหรอกคุณ คนในครอบครัวทั้งนั้น คุณมีธุระอะไรก็ว่ามา”

คุณยายแทรกขึ้นให้เพื่อให้คุณกมลาเข้าประเด็น และบอกให้รู้ว่าที่นี่ไม่มีคนอื่น คุณวาสิฏฐีทีแรกก็ตั้งใจจะพาคุณยายถอยฉาก หากแต่ในใจก็อยากจะดู ว่าพระจันทร์ของลูกชายจะทำอย่างไร

“ถ้าอยากฟังกันนักฉันก็จะไม่อ้อมค้อม ฉันมานี่ก็เพื่อจะมาบอกว่า ให้เธอเลิกยุ่งกับตาก้องลูกชายฉัน เธอทำให้ลูกชายฉันเสียการเสียงาน เสียผู้เสียคน ทำให้เขาหลงแล้วเธอก็สะบัดรักเขา ถ้าไม่มีเธอสักคน ลูกชายฉันคงไม่เป็นอย่างนี้”

คุณกมลาแหวลั่น พูดออกมาเป็นชุด ด้วยความที่รักก้องสุดหัวใจ ใครก็ตามที่ทำให้ลูกชายทุกข์ ผู้นั้นมันคือศัตรู จนลืมคำนึงถึงเหตุผลความเป็นจริงว่าสาเหตุทั้งมวล ไม่ได้อยู่ที่ตัวคนอื่น หากคือลูกชายตน แล้วมือเรียวสั่นพร่าด้วยความโกรธจากอารมณ์พาล เปิดกระเป๋าถือ ขว้างกระดาษใบหนึ่งใส่หน้าลออ

“ นี่เช็คเงินสดห้าแสนคงพอตั้งตัว และคงไม่ต้องพูดอะไรมาก ออกไปจากชีวิตลูกชายฉันซะที ”

เช็คใบน้อยปลิวว่อนก่อนจะร่อนร่วงลงพื้น ทุกคนตะลึงกับภาพนั้น โดยเฉพาะคุณยายที่เข่าแทบทรุด โชคดีที่คุณวาสิฏฐีช่วยพยุงไว้อยู่ แล้วเหตุการณ์คล้ายเมื่อยี่สิบกว่าปีที่เคยคิดไว้ ก็เป็นจริง  วันนั้นมันไม่ใช่เช็คหากแต่เป็นเงินสดๆกองอยู่ตรงหน้า และมันก็ปลิวว่อนทั่วทั้งหอนั่ง เงินเรือนแสนกระจัดกระจายด้วยเท้าของตนระคนเสียงร้องไห้ ของลูกสาวที่โอบกอดหลานชายตัวน้อยที่เพิ่งเกิดได้เพียงไม่กี่วัน จากนั้นลูกเขยก็กลับไปกับทางบ้าน มิเคยมาเยี่ยมเยือนอีกเลย เป็นเหตุให้ลูกสาวหายไปจากบันไดศาลาท่าน้ำ ทิ้งไว้เพียงพระจันทร์ดวงนี้ ดวงเดียวเท่านั้น

จุดประสงค์ที่มีเหมือนกัน คือ “จ้างให้เลิก” ทว่าที่ต่างคือหัวใจของ “ผู้ถูกจ้าง”
“ลูกสาว” อ่อนแอ พ่ายแพ้ หากหลานชาย “เข้มแข็ง” ยิ่ง ยามถูกเงินฟาดหัว

ท่วงท่าที่หลานชายก้มลงหยิบกระดาษใบนั้นมา แล้วยืนหยัดเหยียดตรง คือความทระนงในศักดิ์ศรี แม้จะชื่นชมกับความสงบที่ใช้สยบสถานการณ์ หัวใจของคุณยายก็มิอาจจะทนเห็นภาพเหล่านั้นได้อีกแล้ว ใบหน้าอิ่มเอิบจึงซีดลงยิ่งกว่าเคย มือที่ใช้เกาะยึดซุ้มประตูไร้เรียวแรงกะทันหัน ดำรงกายไว้ไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว

“เจ้ามูนของยาย”

“คุณอา คุณอาเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” คุณวาสิฏฐีเห็นคุณยายทรุดจึงรีบดึงยาดมส้มโอมือ มาจากมือคุณยาย มาช่วยจ่อปริ่มอยู่ตรงริมจมูก แล้วร้องเรียกมูนทันใด “ มูน...มาดูคุณยายหน่อยลูก”

“ยายจ๋า”

มูนตะโกนลั่น วิ่งเข้ามาทันที ความสงบที่เตรียมใช้สยบคุณกมลา เลือนหาย ถลันกายเข้ามาช่วยประคอง เต้ยมิรอช้ารีบวิ่งเข้ามาเช่นกัน เมื่อเห็นคุณยายไม่สู้ดีเช่นนี้ ใจก็หายวาบ แต่ยังสามารถกล่าวขึ้นรวดเร็ว

“พาคุณยายไปหาหมอเร็วเข้าเถอะมูน”

“ยะ ยาย ไม่เป็นอะไร”  คุณยายยังคงฝืนเสียงโบกไม้โบกมือปฏิเสธ แต่ครั้งนี้ไม่มีใครยอมตามใจคุณยายแล้ว โดยเฉพาะมูนกับเต้ย

“ไม่ได้...ยายต้องไปหาหมอ ยายจ๋า อย่าดื้ออีกเลยนะ” มิรู้ทำไม ตอนนี้น้ำตาของมูนจึงเริ่มปริ่ม ยามพูดกับคุณยาย ใบหน้าลออเริ่มซีดลงอย่างเห็นได้ชัด “ยายจ๋า ยายไม่ต้องพูดอะไรแล้วนะ “

“มะ ไม่....ยายจะ....อยู่...บะ บ้าน ยะ ยายรัก นะ หนู”

คุณยายเริ่มตอบกลับด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นขาดๆหายๆ อาการแน่นหน้าอกมันแผ่ไปทั่วร่างรวดเร็ว ซ้ำหัวใจยังเต้นดังระรัวถี่ยิบ ดุจเครื่องยนต์ที่เร่งเครื่องสูงสุด ก่อนจะผ่อนลง ผ่อนลง จวนเจียนจะดับ ม่านสายตาก็เริ่มพร่า ทว่ายังพอมองเห็นหลานชายและหลานเขย อยู่ข้างๆ มือสั่นๆ จึงจับมือทั้งสองนั้นมากุมกันไว้แน่น เสียงที่ยังพอฝืนได้จึงกล่าวรอดออกมา และคล้ายจะบอกกับเต้ยโดยเฉพาะ

“อย่าลืม ยะ ยาย....ฝะ ฝากด้วย”

“ไม่นะครับคุณยาย....ไม่นะ ไปหาหมอ เต้ยกับมูนจะพาไปหาหมอ” เต้ยกล่าวตอบคุณยายจนลิ้นแทบพันกันแล้วหันไปตะโกนลั่น “ไอ้เปรมเอารถออกทีเร็ว”

“ระ รับปาก”

“ครับเต้ยรับปาก....คุณยายทำใจดีๆนะครับ เต้ยจะอุ้มคุณยายไปหาหมอเอง”

สิ้นคำเต้ย คุณยายก็ถูกอุ้มขึ้นมาแนบอก โดยมีมูนช่วยประคองอยู่ไม่ห่าง คุณยายรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิว คล้ายจะลอยละลิ่วปลิวไปที่ใดที่หนึ่ง คำตอบรับของเต้ยได้ยินชัด แม้จะดังก้องอยู่ในหูเพียงไม่นาน แต่ก็นานพอจนทำให้หมดห่วง  สรรพสำเนียงรอบข้างเริ่มเงียบลง เหลือเพียงเสียงหลานชายร้องไห้แว่วๆ อยู่ไกลๆ เปลือกตาฝืนไว้อย่างไรก็ไม่อยู่แล้ว จึงค่อยๆยอมปล่อยให้ปรือปิดสนิทลงพร้อมภาพสุดท้ายละม้ายจะเป็นลูกสาวยืนยิ้มรับ ก่อนทุกอย่างก็ดับลงและเป็นการดับสนิทนิจนิรันดร์

“ยายจ๋า ไม่นะยาย ไม่จริง”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14

มูนพร่ำเรียกคุณยายไม่หยุดหย่อน ยามเห็นมือคุณยายจากที่ยึดแขนเต้ย ตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรงข้างๆลำตัว เต้ยเองที่อุ้มคุณยายไปที่รถ ก็ยังรู้สึกได้ถึงอาการนั้น  ฝีเท้าจึงเริ่มชะลอลงจนหยุดนิ่ง ยืนจับลมหายใจของคุณยายที่รินรดอก ซึ่งพบว่าอันตรธานหายไปพร้อมๆกับเสียงเต้นของหัวใจ หัวเข่าทั้งสองข้างกระแทกลงพื้นอัตโนมัติ หมดแรงที่จะยืนหยัด มูนที่ตามมาจึงพลอยหยุดชะงักทรุดกายลงบ้างทันใด

“อย่าบอกมูนนะว่า....คุณยาย...” น้ำเสียงร้อนรนถามชายสุดที่รักขึ้น หัวใจดวงน้อยลอยไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว แม้ยังไม่ได้ยินคำตอบ

เต้ยไม่เคยรู้สึกลำบากใจในการตอบคำถามเท่าครั้งนี้เลย เขาพยายามกลืนก้อนแข็งๆที่จุกอยู่ลงตรงลำคอลงไป ฝืนเสียงมิให้สั่นเท่าไรก็ทำไม่ได้ เขานิ่งไปอีกสักพัก ก่อนจะค่อยๆเบือนใบหน้าที่เคยถูกขนานนามว่าหล่อร้ายเกเร หันมาหาเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลที่กำลังเต็มไปด้วยรอยรื้นของน้ำตา วงแขนแข็งแรงวางคุณยายลงช้าๆ พร้อมๆกับเสียงสะอื้น ฝืนใจบอกพระจันทร์

“แม่มณี เราคงพาคุณยายไปหาหมอไม่ทันแล้ว”

“ไม่จริง...ยายต้องไม่เป็นอะไร ”

มูนถลากายเข้าไปกอดคุณยายแน่น ซุกหน้าลงไปตรงกลางอกอย่างที่เคยทำเมื่อตอนเด็กๆ ไม่ว่าจะอ้อนขออะไร หรือมาให้คุณยายปลอบใจ ตนก็จะทำอย่างนี้ตลอดแถมยังใช้เสียงนุ่มๆ ออเซาะ ฉอเลาะ เรียกว่า “ยายจ๋า”จนติดปากทุกครั้ง และไม่มีครั้งไหนเลย ที่คุณยายจะเมินเฉยนิ่งเงียบเฉกครั้งนี้ ....เสียงร้องเรียกคุณยายจึงดังลั่นที่สุดในชีวิตเพื่อให้คุณยายตื่น ทว่าอนิจจา ยายจ๋าของหลาน กลับหลับลึกเสียแล้ว

ยายจ๋ายาย ไยยายเงียบ ไม่ยอมตอบ
ยายมาปลอบ ยายอย่าหนี หนูไปไหน
ยายไม่ตื่น ยายไม่ตอบ ยิ่งตรมใจ
ยายไปไกล ยายมิลา......... ยายจ๋ายาย

“ยายจ๋า!!!”

“คุณยายไม่อยู่กับเราแล้วแม่มณี ...คุณยายไปแล้ว”

“ไม่จริงคุณหลวงโกหก เต้ยโกหก”

โดยมิต้องรอให้สมองสั่งการ แขนแข็งแรงค่อยๆดึงตัวพระจันทร์ ออกจากคุณยายเข้าไปไว้ในอ้อมอก และแม้ปากของมูนจะพร่ำบอกว่าเต้ยโกหก แต่ก็ปล่อยเสียงโฮลั่น แลยึดไหล่เต้ยเป็นที่มั่นซุกหน้าลงไป น้ำตาลูกผู้ชายอย่างเต้ยก็รินรดลงมาไม่ขาดสาย หันหน้ามาซบลงตรงกลางกระหม่อมของมูน สอดประสานเสียงร่ำไห้ดังระงม ดังจนหมวดเปรมที่วิ่งไปถึงรถต้องวิ่งกลับมา และช่วยตรวจดูจนรู้แน่ชัดว่าคุณยายไปแล้ว ...ไปอย่างฉับพลัน

หมวดเปรมรู้วิธีการยื้อยุดฉุดรั้ง ตามหลักสูตรนายร้อยตำรวจและเคยใช้ได้ผลมานักต่อนัก....แต่ยามนี้ทั้งทฤษฏีและปฏิบัติไม่สัมฤทธิ์ผลดังเคย

“เราเสียใจด้วยนะมูน” หมวดเปรมกล่าวขึ้น ส่งผ่านความเสียใจทั้งน้ำเสียง สีหน้าแววตาครบถ้วน แล้วบีบมือมูนแน่น  ทอดเสียงเศร้าต่อมาว่า “ เราจะช่วยประสานงานกับตำรวจท้องที่และโรงพยาบาลให้นะ”

มูนได้แต่พยักหน้าตอบรับ พูดอะไรต่อแทบจะไม่ออก...เต้ยคลายอ้อมกอดจากมูนช้อนร่างคุณยายขึ้นมาอีกครั้งกล่าวขึ้นทั้งเสียงสะอื้นไม่หยุดหย่อนว่า “เราพาคุณยายขึ้นบนบ้านดีกว่าไหมมูน ตรงนี้ลมมันเย็น เดี๋ยวคุณยายจะหนาว”

มูนพยักหน้ารับอีกครั้ง เกาะแขนเต้ยแจ เดินตามเต้ยต้อยๆ เพื่อพาคุณยายขึ้นบ้าน คุณวาสิฏฐีกับช้างที่กึ่งวิ่งกึ่งเดิน เห็นเต้ยกับมูนพาคุณยายกลับมา ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น  แล้วเสียงโกญจนาทที่เมื่อครู่แผดด่าลั่น ก็กลับกลายเป็นเสียงร้องไห้ ดังปานฟ้าคำราม

“คุณยายของหนู....โธ่” ช้างพูดพร้อมเช็ดน้ำตาอาบแก้มโดยแรง แล้วกำหมัดแน่นคำรามอย่างเคียดแค้น “ เพราะมึงแท้ๆ อีกมลา”

คุณวาสิฏฐีเองก็จำต้องเบือนหน้าหลบ หยิบผ้าเช็ดหน้าคอยซับรอยรื้นที่มีมาไม่หยุด  เพราะภาพที่ปรากฏแก่สายตา คือภาพอันน่าเวทนายิ่ง ลูกชายกับพระจันทร์ของเขา เดินร้องไห้หอบจนตัวโยนอุ้มคุณยายกลับมา แม้นวันนี้จะเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าจะต้องได้เห็นน้ำตาของการพลัดพราก ตอนต้องพาเต้ยกลับ ซึ่งเป็นแค่น้ำตาของการ “จากเป็น”  มิใช่น้ำตาของการ “จากตาย” ที่หลั่งมาไม่ขาดสาย

น้ำตาพระจันทร์นั้นรุนแรงเฉกนี้เอง....แรงเสียจนกระทั่ง กระแทกเข้ากลางอกของตนจนร้าว

“แม่เห็นใจเธอเหลือเกินมูน”

คุณวาสิฏฐีตัดสินใจฉับพลันโดยมิต้องลังเลอันใดอีก หันหลังกลับ เดินเข้าไปเผชิญหน้ากับคุณกมลาที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ใต้ต้นลีลาวดีหลบสายตามูนกับเต้ยตอนพาคุณยายขึ้นบ้าน คุณกมลาตั้งใจแค่มาเอาเรื่อง แต่มิคิดว่าจะสร้างเรื่องเลยเถิดถึงขนาดนี้

“ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ไม่ได้ว่าอะไรเขา แค่คุยกับหลานชายเอาเงินให้ เขาเป็นลมไปเอง หมดธุระของเราแล้วไปกันเถอะ” คุณกมลาบอกกับคนขับรถที่หน้าซีดเผือดไม่แพ้กัน แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะเจอเสียงเย็นยะเยือกและใบหน้าเรียบดังจากด้านข้าง

“คุณทำเกินไป คุณดูถูกศักดิ์ศรีของความเป็นคน  ดิฉันเองก็เป็นแม่เหมือนกับคุณ และมาที่นี่ด้วยเรื่องของลูกชายเหมือนกัน แต่ต่างที่ฉันมาด้วยสมอง ไม่เหมือนกับคุณที่มาด้วยอารมณ์” ยามต้องเปิดศักราชรบคนนิ่งๆ อย่างคุณวาสิฏฐีก็ทำได้อย่างดีเยี่ยม และเยี่ยมเสียจนคุณกมลาอ้าปากต่ออะไรมาแทบไม่ถูก

“เธอมายุ่งอะไร หลีกไป”

“ต้องยุ่งเพราะเห็นว่าไม่ถูกต้อง คุณควรจะคุยกับลูกชายของคุณก่อน เท่าที่ดูจากสถานการณ์ และแม้จะเจอมูนครั้งแรก ฉันก็ไม่เห็นว่าเขาจะเป็นคนอย่างที่คุณกล่าวหา ลูกชายคุณคงมาหลงเขาเองมากกว่า อีกอย่างมูนเขารักอยู่กับลูกชายฉันไม่ใช่ลูกชายคุณ ฉันต่างหากที่ควรจะทำแบบคุณ แต่ฉันกลับไม่ทำ เพราะสมองและสติอยู่กับฉันตลอดเวลา” คุณวาสิฏฐีพยายามเน้นหนักที่คำว่าสมองและสติ แต่จนแล้วจนรอด คุณกมลาก็มิได้นำพา

“งั้นเธอก็เป็นแม่ของไอ้กุ๊ยที่มีเรื่องกับตาก้อง เป็นอีกสาเหตุ ที่ทำให้ลูกชายฉันเสียผู้เสียคน ”

“หยุดโทษคนอื่นซะทีเถอะค่ะ ควรจะโทษตัวเองมากกว่า คุณน่ะ สักแต่เป็นแม่ ให้แต่ความรัก คงจะไม่เคยสอนให้ลูกรู้จักคิดคุณกลับไปเสียเถอะ อย่ามาโวยวาย ให้เด็กๆมันเสื่อมศรัทธาในเพศแม่เลย”

“นี่หล่อนกล้าดีอย่างไร มาไล่ฉัน” คุณกมลาเงื้อมือขึ้นสุดแรง หมายจะฟาดลงมายังใบหน้าเรียบตึงของคุณวาสิฏฐี แต่ก็ต้องหยุดไว้เพียงแค่นั้น เพราะเสียงกร้าวดังลั่นสนั่นขึ้นขัดจังหวะไว้

“ถ้าคุณทำอะไรแม่ผม ....ถึงคุณจะเป็นผู้หญิง ผมก็จะยอมโดนด่าว่าเลวทรามต่ำช้า ชกหน้าคุณให้คว่ำ อย่างที่ชกไอ้ก้องลูกชายคุณ”

เต้ยเดินลงมาจากซุ้มประตู ปราดมายืนข้างๆแม่ ตามติดมาด้วยนางพระกำนัลร่างใหญ่ ดวงตาของเขาแม้จะยังคงช้ำ แต่ก็เริ่มกลับมาวาววาบด้วยเพลิงโทสะและแปรเปลี่ยนเป็นร้ายอย่างขีดสุด รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นตรงมุมปาก ตามมาด้วยเสียงที่ใครได้ยินก็ต้องหนาวไปถึงไขสันหลัง หนาวเสียจนกระทั่งคนฟังนั้นตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟรีซไปทั้งร่าง ยกเว้นใบหน้าชาวาบร้อนผ่าว ยามถูกกระดาษของตน ที่บัดนี้กลายเป็นก้อนกลมๆเพราะโดนขยำ ขว้างใส่หน้า

“เอาเช็คของคุณคืนไป.... คุณตีมูลค่าลูกชายคุณแค่ห้าแสนเองเหรอ เอางี้แล้วกัน ผมกับมูนยินดีสมทบให้คุณอีกครึ่งหนึ่ง เผื่อลูกชายคุณจะแลดูมีมูลค่าขึ้นมาบ้าง รับเงินไปแล้วก็จงบอกให้ลูกชายคุณเลิกยุ่งกับมูนเสียที งานสอนโยคะที่ทางรีสอร์ทคุณหาให้ จะไม่ขอรับ และนั่นก็หมายความว่า เลิกสอนลูกชายคุณด้วย” เต้ยหยุดเว้นวรรคให้คุณกมลาตั้งสติชั่วครู่แล้วพูดต่อไปว่า

“ฟังให้ดีนะ ไอ้ผีจีน ลูกชายคุณ มันมาติดแฟนผมเอง อย่าหาว่าผมแนะนำเลย ผมว่าให้คุณเอาเงินที่ผมให้ไปซื้อโซ่ล่ามลูกชายคุณไว้ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาเพ่นพ่านเหมือนติดสัด บุกบ้านคนอื่นให้เขารำคาญ กลับไปได้แล้ว อย่าให้ต้องใช้คำหยาบคายไล่  ส่วนเงินเดี๋ยวคนเจะอาไปให้ที่รีสอร์ท และจะให้เป็นเงินสด เพราะบ้านผมไม่นิยมเช็ค”

“ชนะเลิศ!!”

ถ้าเป็นยามปกติช้างคงตะโกนก้องปรบมือลั่น หากยามนี้ได้เพียงแค่นึกในใจเท่านั้น  ร่างใหญ่โตยังสั่นด้วยความโมโห ถึงแม้ผู้หญิงคนนี้จะไม่ได้ล่วงเกินคุณยายโดยตรง แต่เพราะการมาโวยวายและเอาเงินฟาดหัวเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คุณยายสิ้น

“หมิ่นประมาท” คงเป็นข้อหาสูงสุดเอาผิดกับสตรีผู้นี้ ได้แค่นั้น จริงๆ

เมื่อโดนไล่มาถึงสองครั้ง และครั้งหลังก็ดูน่ากลัว เสี่ยงต่อการโดนทำร้าย คุณกมลาจึงสะบัดหน้าหันหลังเดินกลับ พร้อมคนขับรถ ที่คอยระแวดระวังภัย คุณกมลาควรจะเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ หากไม่พลั้งปากทิ้งท้าย

“ลูกชายฉันเลิกยุ่งแน่...เก็บเงินของพวกเธอไว้เถอะ พวกลักเพศ อวดดี”

เท่านั้นแหละมวยผมที่เรียบตึงก็ถูกงวงอันทรงมหิทธานุภาพ กระชากจนหน้าหงาย พร้อมเสียงโกญจนาทหมายเอาชีวิต ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของคุณกมลาคงจะสิ้น ลงไปแดดิ้นอยู่กับพื้น ถ้าถูกมืออวบอูมที่กำลังเงื้อหรา กระทบลงบนหน้า และที่น่าขันคือยามนี้ไม่มีใครช่วยห้ามช้างเลยสักนิด เหมือนจะทำหน้าเมินๆ สะใจซะด้วยซ้ำ

“อ๊าย....ฉันเจ็บ ”

“ถ้ากูเป็นไพร่ได้ครึ่งหนึ่งของมึง กูคงจะตบมึงประจานให้ได้อายเสียตอนนี้  มึงด่าพวกกูลักเพศ แล้วลูกชายมึงเป็นตัวเหี้ยอะไร ไสหัวไป”

ช้างตกมันเงื้องวงเต็มเหนี่ยว แล้วเหวี่ยงจนสุดแรง จนคุณกมลาที่ชะตาเกือบขาด เซถลาหน้าคะมำลงกับพื้น คราวนี้ผมกระจุกใหญ่หายไปจริงๆ และคงมิต้องสงสัยว่าจะหลุดติดอยู่ที่มือใคร คนขับรถที่ช่วยอะไรมิได้ ต้องรีบเข้ามาช่วยประคอง แล้วพาเจ้านายตาลีตาเหลือก หนีออกไปอย่างหัวกระเซิงไม่คิดชีวิต

คุณวาสิฏฐีรู้สึกสะใจ และขอบใจตัวเองที่ไม่ได้ทำตัวอย่างคุณกมลา
มิฉะนั้น....ชะตากรรมของตนก็คงไม่แผกกัน

เมื่อกำจัดมารที่มิควรเรียกมารดาลงได้ ความโศกเศร้าก็กลับเข้ามาจับทั่วหัวใจทุกคนอีกคำรบ เต้ยเดินกลับมาหามูน ตระกองกอดแน่นอีกครั้ง ส่วนป้าเมี้ยนที่เพิ่งจะรู้ข่าว ก็แทบจะทำอะไรไม่ถูกในตอนแรก แต่ท้ายสุดก็สามารถพาสติกลับมา จัดแจงที่นอนให้คุณยายกลางหอนั่งเป็นครั้งสุดท้าย ตั่งขาสิงห์ตัวใหญ่ ถูกเช็ดแล้วเช็ดอีก แต่เช็ดอย่างไรก็ไม่แห้ง เพราะน้ำตาหยดลงมาเรื่อยๆ ช้างจึงอาสาเข้ามาช่วยเช็ดแทน

“หนูเช็ดให้เองดีกว่า ป้าเมี้ยนไปเตรียมเสื้อผ้าให้คุณยายเถอะค่ะ  เดี๋ยวคนที่โรงพยาบาลมาคุณยายจะได้ใส่ชุดสวยๆ”

“ค่ะ คุณหนูอัย ”

เมื่อคุณยายถูกพานอนบนตั่งขาสิงห์เรียบร้อย เจ้าก็มอสวิ่งแท่ดๆเข้ามาดังเคยจนไม้กระดานเรือนลั่น หยุดยืนมองร่างคุณท่านของมันที่นอนสงบอยู่ เจ้ามอสย่อมรู้ว่าไม่ปกติเสียแล้ว เพราะถ้าปกติ เสียงคุณท่าน คงเอ็ดตะโรคาดโทษมันว่าจะแพ่นกบาลหรือไม่ก็เคาะตาตุ่มเหมือนเช่นทุกครั้ง โดยมิต้องให้มีใครบอกมัน เจ้าเด็กน้อยก็ทรุดลง คลานเข่าเข้าไปกราบงามๆ ที่ปลายเท้าของคุณท่าน เจ้ามอสยังคงซบหน้าอยู่อย่างนั้น แล้วเสียงงืดๆของลมหายใจถี่กระชั้นของมันก็กลายเป็นเสียงฮือลั่นยิ่งกว่าใคร

“มอส อายเขา อย่าร้อง ”

มูนเริ่มพูดออกแต่ก็พูดขึ้นได้ช้าๆ บอกน้องว่าอย่าร้อง ทว่าตัวเองก็พูดทั้งน้ำตา ความสูญเสียที่ทับโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว มันรุนแรงเกินจะรับมือ โชคดีที่วันนี้มีอ้อมอกของเต้ยอยู่เคียงข้าง ถ้าโดดเดี่ยวอ้างว้างเฉกเมื่อก่อน  ก็มิรู้ว่าหัวใจของตนจะทนได้ถึงวินาทีนี้หรือไม่

“มันไม่จริงใช่ไหมเต้ย มูนฝันไปใช่ไหม แล้วมูนจะอยู่กับใคร”

“อยู่กับเต้ยไง...คุณยายไม่อยู่ เต้ยยังอยู่ ไม่ร้องนะ อย่าร้อง คนดีของเต้ย โอ๋ๆ...”

แม้จะมิปล่อยโฮกันดังเท่าเฉกทีแรก ทว่าทั้งสองก็ยังสะอื้นไม่หยุด ต้นแขนและหัวไหล่ของเต้ยคือที่พักพิงชั้นดีในยามนี้ของมูน เต้ยเองก็โอบมูนไว้แน่น และหันมาจูบปลอบกลางศีรษะของมูนบ่อยครั้ง คุณวาสิฏฐีที่นั่งดูอยู่ไม่ไกลไยจะไม่เห็นเต็มตา จนต้องหักใจและกลั้นใจกระทำการบางอย่าง ลมหายใจจึงถูกสูดเข้าปอดลึกๆ เพื่อเก็บไว้เป็นพลังยามต้องพูดกับลูกชายจอมเกเร เมื่อตัดสินใจได้ จึงลุกเดินเข้ามาหาเต้ยทันใด และยิงตรงเข้าประเด็นอย่างไม่รอช้า

“แม่จะกลับกรุงเทพ”

“จะไม่โหดร้ายไปหน่อยเหรอครับ เห็นใจมูนเขาบ้าง เต้ยไม่กลับ” เต้ยแผดเสียงลั่นอย่างมิเคยทำกับมารดาทันใด เพราะรู้ดีว่า ถ้าแม่พูดว่าจะกลับบ้านเวลาไปไหนด้วยกันทีไร นั่นหมายถึงตนต้องกลับด้วย 

“จะทิ้งเราไปอีกคนแล้วหรือ คุณหลวง คุณหลวงของเรา” มูนที่นั่งซบไหล่ในอ้อมกอดเต้ยเปรยขึ้นในใจ แม้จะกำลังร้องไห้ไม่หยุด แต่หูก็ยังได้ยินว่าใครพูดอะไร เกือบจะล้มพับ เพราะเข้าใจนัยนั้นได้ดี เข้าใจจนเสียงสะอื้นและปริมาณน้ำตา กลับมาเกือบเท่าตอนแรก

“วสุ!!...เงียบแล้วฟังแม่”

คุณวาสิฏฐีจับต้นแขนลูกชายที่เปียกชุ่มแน่น และรู้ว่าที่เปียกนั้น เปียกเพราะอะไร น้ำตาพระจันทร์คือสาเหตุและถึงเวลาที่จะกำจัดเหตุนั้น จึงจำต้องกลั้นใจอย่างที่สุด พูดขึ้นช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำว่า

“แม่บอกว่าแม่จะกลับกรุงเทพ  แต่ไม่ได้บอกให้เต้ยกลับด้วย ....เต้ยต้องอยู่ที่นี่ ดูแลมูนตามที่รับปากไว้กับคุณยาย”

“แม่!!” เต้ยรู้สึกว่าพื้นกระดานตรงหน้าหมุนวน จนทุกอย่งกลับตาลปัตร ร้องออกมาได้แค่นั้น และไม่ต่างอะไรกับมูนที่ได้ยินเต็มสองหูเช่นกัน

“อยู่เป็นเพื่อนมูนให้ดี แม่จะกลับไปเอาเสื้อผ้าชุดดำมาเพิ่มให้ และจะรีบกลับมาให้ทันรดน้ำ  เรื่องเต้ยกับมูนไว้ค่อยคุยกันตอนงานเสร็จ เข้าใจแม่แล้วนะ” 

คุณวาสิฏฐีระบายลมหายใจทันทีที่พูดจบ แม้จะต้องกลั้นใจ ชนิดที่เรียกว่าเกือบเป็นขาดใจ หากความเป็นผู้ให้ของแม่อย่างตน ที่เคยให้ทั้งชีวิต ความคิด อีกทั้งหลายๆสิ่ง ขีดเส้นทางวางอนาคตให้ลูกเดิน ไยจะไม่มอบถนนสายหัวใจ ให้อีกสาย

“ขอบคุณครับแม่ เต้ยขอบคุณจากใจจริง”

“ไม่เป็นไรหรอกลูกแม่”

คุณวาสิฏฐียิ้มน้อยๆ พอพูดจบก็ไม่พูดอะไรต่ออีก ได้แต่ยกฝ่ามือทั้งสองข้างลูบหัวเต้ยกับมูนเบาๆ ก่อนจะหันหลังกลับ ด้วยทีท่าตั้งตรงอย่างสง่ามิแผกขามา  ก้าวเท้าเดินลงจากบ้านพร้อมความสุขใจระคนเสียใจอย่างไม่เคยเป็น

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๑๕ นะคะ จะรีรันให้เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักค่ะ  :L1:
ขอบพระคุณที่ติดตามกันเสมอมา  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ tweetpuen

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4727
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +297/-3
ขอบคุณมากๆ​ ที่มาลงให้อ่านกันอีกครั้้ง

ออฟไลน์ Tiffany

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
ขอบคุณนะคะที่มาต่อ ชอบเรื่องนี้มากค่ะ อ่านสนุกเนื้อเรื่องน่าติดตาม

ออฟไลน์ route rover

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2600
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +214/-6
มาอ่านใหม่อีกรอบ ขอบคุณที่ไม่ทิ้งคนอ่านไว้กลางทาง ฮืออ คิดถึงมากเลย  :L1: รอตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ fangkao

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
ขอบคุณที่กลับมาเขียนต่อนะคะ นี่ต้องเริ่มอ่านใหม่เหมือนกันค่ะ 

ออฟไลน์ qq_oo

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1894
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +143/-4
เย้ๆๆๆๆ กลับมาแต่งต่อแล้ว รอๆๆๆๆๆเสมอมา

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๑๕ น้ำตาพระจันทร์

แสงไฟสีส้มอมโศกจากโคมไฟสีชมพูประดับทองเหลืองปลายสมัยรัชกาลที่๕ สว่างขึ้นทั่วทั้งหอนั่ง เป็นเพราะท้องฟ้ายามบ่ายคล้อยมืดลงด้วยเมฆดำตั้งเค้าทะมึน ลมฝนกระหน่ำพัดกรูจนไม้ใหญ่หลายๆต้นเอนลู่ ดอกลีลาวดีสีขาวร่วงพรูกระจัดกระจายจากต้นราวกับถูกปลิดลงด้วยมือ ปลิวว่อนร่อนเต็มบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้านสวน มิช้านานฟ้าก็ร้องครืนๆ ประหนึ่งเสียงสะอื้น ก่อนจะกลั่นลงมา เป็นน้ำตาดังเปาะแปะกระทบหลังคาบ้านชวนสั่นสะท้าน

ฤาฟ้าจะรู้ว่าคุณยายเดินทางไกลแล้ว.... การเดินทางที่มิมีวันหวนกลับ
ไฉนเลยฟ้าจะไม่อาลัยโศกา

ตอนคุณยายยังมิได้เดินทาง มีอดีตนักการเมืองผู้นำประเทศคนหนึ่งสิ้น หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า “ฟ้าร่ำไห้ อาลัย.....” ทว่าคุณยายไม่อาลัยด้วย กลับโยนหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นทิ้ง พูดลั่นหอนั่งจนมูนแทบสำลักนม

“ฟ้าล้างซวย ล้างเสนียดแผ่นดินมากกว่า ตายๆก็ดีแล้ว  ไอ้พวกโกงกิน แผ่นดินประเทศไทยจะได้สูงขึ้น ไอ้พวกเนรคุณพระมหากษัตริย์”

หากแต่กับคุณยาย หลายๆคนกลับลงความเห็นเหมือนกัน
“ฝนรั่วราวกับฟ้าร้องไห้!!!”

สายฝนที่กระหน่ำหนักลงมาไม่ขาดสายนั้น มิได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใดของชาวบ้าน ชาวสวน ที่ยืนออกันเต็มพรึ่ดหน้าซุ้มประตู ด้วย“ปากต่อปาก” ที่ใช้ส่งสานส์ว่า “คุณท่านสิ้น” ทำให้หลายๆคน รีบวิ่งมาดูที่บ้านสวน ทั้งๆที่อุปกรณ์ทำมาหากิน เช่นจอบและเสียม หรือมีดดายหญ้ายังอยู่ในมือ และโดยมิได้นัดหมาย เมื่อทุกคนเห็นคุณท่านนอนสงบแน่นิ่ง น้ำตาก็ไหลพรากปนเปกับน้ำฝนที่ไหลอาบแก้ม  ด้วยสำนึกในบุญคุณแลเคยพึ่งใบบุญกันมาทั้งนั้น คุณท่านให้ที่พักพิง คิดค่าเช่าสวนถูกๆให้ทำมาหากิน  ยามเจ็บไข้ก็ช่วยเหลือ ทว่าคนก็คือคน เพราะมีบางคนเริ่มคิดไปไกล

“สิ้นคุณท่าน แล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหน หลานชายท่านคงไม่ใจดีเหมือนคุณท่านหรอก”

“มันปุบปับเหลือเกิน นี่ฉันก็ยังไม่ได้จ่ายค่าเช่าสวนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จะหาเงินที่ไหนมาละนี่ อย่างที่เอ็งบอกก็ถูก หลานชายไม่ใช่ยาย เขาดูหยิ่งออก ผิดกับคุณท่าน”

“ก็ไม่นา เขาเคยยิ้มให้ฉันด้วย...แล้วนั่นใครกันวะ หลานชายท่านอีกคนเหรอไม่เคยเห็น หล่ออย่างกับพระเอกหนัง”

หลายๆสายตาพุ่งปราดมายังกลางหอนั่ง จับจ้องพระเอกหนังที่นั่งชิดติดหลานชายคุณท่านแจไม่ยอมห่าง แล้วหลานชายที่ถูกขนานนามว่าหยิ่งก็หันมามอง จนหลายๆสายตาต้องเบือนหลบ และโดยที่ไม่มีใครคาดคิด หลานชายท่านก็ลุกขึ้นแล้วเดินเลาะชายคาเข้ามาหาตามต่อด้วยพ่อพระเอก ชาวบ้าน ชาวสวนที่ยืนออทีแรกก็นึกว่าจะโดนไล่ หากแต่ก็ไม่ใช่

“ลุงๆ ป้าๆ ขึ้นมารอข้างบนดีกว่า ยืนตรงนั้นเปียกฝนหมด เดี๋ยวจะได้รดน้ำ” มูนที่พอกลั้นสะอื้นได้บ้างแล้ว กล่าวขึ้น เชื้อเชิญ ดวงตากลมที่บวมช้ำทอดมอง มิมีทีท่ารังเกียจแต่อย่างใด  เพราะรู้ดีว่าไม่มีพิษมีภัย ต่างกับสตรีที่แต่งตัวดีมีเงินวันนี้นัก

“โถ พ่อคุณ....ตาบวมเชียว เข้มแข็งไว้นะ” หลายคนโล่งที่ไม่โดนไล่ และกล่าวให้กำลังใจหลานชายคุณท่าน 

“เชิญข้างบนเถอะครับ” เต้ยกล่าวเสริมขึ้น แล้วประคองมูนหันหลังเดินกลับเข้ามายังหอนั่ง ตัวเขาเองก็ตาบวมช้ำไม่แพ้กัน แต่ต่างกันตรงที่ตัวเขาหยุดร้องไห้เสียแล้ว

ที่เขาหยุด ไม่ใช่เพราะความเสียใจหมดสิ้น
ทว่าหยุดเพราะต้องแสดงความเข้มแข็งให้แม่มณีเห็น

แม้จะเพิ่งได้พบได้เจอคุณยายไม่กี่วัน เขาก็รู้สึกรักและเคารพยิ่งนัก ถ้าพูดไปใครก็จะว่าโกหก เพราะความรู้สึกของเขาที่มอบให้คุณยายนั้น มันแทบจะมากกว่าที่เขามีให้คุณยายแท้ๆของเขาซะอีก

แม้น “หลักชัย”อย่างคุณยายจะสิ้น แต่ “หลักใจ” อย่างเขาจะต้องดำรงอยู่
อยู่....เพื่อเป็นหลักชัยในอนาคตให้กับแม่มณี  สมควรแล้วฤาที่เขาจะอ่อนแอ

“มูน...เต้ยว่า มูนพักกินอะไรก่อนสักหน่อยนะ เต้ยเป็นห่วง” เต้ยพูดขึ้นพร้อมกับค่อยๆพามูนหย่อนกายนั่งลงดังเดิม

“ กินไม่ลงน่ะเต้ย...ไม่คิดว่า มันจะกะทันหัน เมื่อเช้าก็เพิ่งกอด เพิ่งคุยกับยาย” มูนพูดถึงประโยคนี้ก็สะอื้นอีกคำรบ แล้วกลั้นใจกลืนความเสียใจที่คล้ายเป็นก้อนแข็งๆจุกอยู่ตรงลำคอลง พูดโทษตัวเองต่อมาว่า

“มูนไม่ควรชะล่าใจ ตามใจยาย ควรจะดื้อ พายายไปหาหมอตั้งแต่เนิ่นๆ”

“อย่าโทษตัวเองเลย ใครจะรู้ว่าคุณยายจะไปเร็วแบบนี้ มูนดีที่สุดแล้ว คนที่ผิดคือแม่ไอ้ก้องต่างหาก”

เต้ยพูดจบก็จูบปลอบลงไปตรงกลางหน้าผาก ไม่สนใจสายตาหลายๆคู่ที่มองมา ถ้าจะให้นับจูบที่มอบให้กับมูนวันนี้ คงจะนับได้เกือบร้อยแล้วกระมัง หากเป็นเหตุการณ์ปกติ ใครได้เห็นก็คงบอกกันว่า เป็นคู่ข้าวใหม่ปลามัน แต่ยามนี้กลับมิใช่ เพราะมันเป็นจูบที่ตั้งใจใช้ปลอบให้คลายโศก มิใช่จูบเพื่อสร้างสิเน่หาแบบครั้งก่อนๆ  จูบปลอบไปเยอะขนาดนี้ แสดงว่าความโศกนั้น ย่อมมิธรรมดา ทว่ามอบให้เท่าไร ก็เสมือนว่ามูนยังมิคลาย

“กินซะหน่อยเถอะ เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไปพอดี เป็นอะไรไปอีกคน เต้ยคงขาดใจ อยากเห็นเต้ยเป็นอย่างนั้นเหรอ”

“ไม่อยาก...อย่านะเต้ย อย่าพูดเป็นลางมูนใจไม่ดี”  มูนรีบปฏิเสธมาทันควัน กอดเต้ยแน่น สิ้นคุณยายแล้ว ถ้าเสียเต้ยไปอีกคน โลกนี้ก็คงไม่น่าอยู่

“ถ้าไม่อยากก็ต้องกิน  นะจ๊ะคนดี กินเพื่อเต้ย ช็อคโกแลตร้อนๆสักถ้วยดีไหม เต้ยไปชงให้ มูนก็ไปล้างหน้าล้างตาก่อน เดี๋ยวคนคงมากันเยอะ”

เต้ยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพลานี้วิญญาณหมาบ้าไม่มีเหลืออยู่ในตัวเขาแล้ว เต้ยรู้ดีว่าหัวใจของมูนแตกร้าว สิ่งที่เขาทำได้คือประสานรอยร้าวดังเดิมด้วยกาวใจจากความรักและความห่วงใยของเขา ดูแลให้ดีที่สุดให้สมกับที่รับปากคุณยายไว้

“งั้นขออบน้ำอบอีกตั้งก่อนนะ จะได้ทันใช้รดน้ำคุณยาย”

มูนตอบรับคำ หากก็ยังมีข้อต่อรอง เต้ยจำต้องยอมให้เป็นดังนั้น เพราะเห็นว่าแขกเหรื่อที่รู้ข่าวเริ่มมาออกันเยอะเพื่อรอรดน้ำ ซึ่งป้าเมี้ยนกับช้างคอยช่วยกันต้อนรับขับสู้อยู่ ส่วนเปรมกลับไปกับคุณแม่แล้วจะรีบบึ่งรถกลับมา

กลิ่นหอมจากโถน้ำอบไทยดอกไม้สดโชยกลิ่นกรุ่นไปทั่ว ยามมูนเปิดโถน้ำอบขึ้นเพื่ออบเทียนและร่ำกำยานครั้งสุดท้ายจากที่คุณยายทำค้างไว้เมื่อสองคืนก่อน แล้วจึงผสมเครื่องหอมกลิ่นโปรดของคุณยายที่ท่านชอบนักชอบหนา

“ยายจ๋า...ทำไมคราวนี้ อบน้ำอบเยอะจัง เลยสงกรานต์มาแล้ว จะทำขายเหรอจ๊ะ”

“ทำไว้ เผื่อฉุกละหุกจะได้ไม่ต้องอบใหม่ ...ยายว่างนั่งๆนอนๆ มันเบื่อ อบไว้แหละพอดีสองคืน แล้วมูนค่อยปรุงกลิ่นให้ยาย จมูกยายไม่ค่อยดี ปรุงเองเดี๋ยวกลิ่นเพี้ยน”

คุณยายตอบมาอย่างนั้นซึ่งมูนก็ไม่ได้คิดอะไร แล้วน้ำอบไทยดอกไม้สดโถนั้นก็ได้ใช้จริงๆ  แต่มิใช่เพื่อพรมตัวให้หอมคลายร้อนเฉกปกติ หากใช้เพื่อรดที่ข้อมือ

“มูนจำเอาไว้นะลูก น้ำอบไทยดอกไม้สดมันจะต่างกับน้ำอบไทยธรรมดาตรงที่เราต้องเอาน้ำที่จะใช้ทำมาลอยดอกไม้หอมก่อน ก็พวกมะลิ จำปา พิกุล กุหลาบมอญ แล้วอบด้วยควันเทียนสักสองถึงสามคืนจากนั้นเราค่อยปรุงกลิ่น ” เสียงของคุณยายยังเสมือนดังแว่วๆอยู่ข้างๆหูคล้ายวันวาน ยามถ่ายทอดวิชาเครื่องหอมตำรับชาววัง 

“วิธีการลอยนะลูก หนูต้องค่อยๆ ปลิดกลีบเบาๆ และต้องลอยตอนหัวค่ำ ประมาณหนึ่งทุ่ม เพราะมะลิจะแย้มตอนนั้น แต่สมัยนี้ยาฆ่าแมลงเยอะ ให้ใส่จอกเล็กๆก่อนแล้วค่อยลอย เช้ามืดตอนตีห้าค่อยเอาออก ถ้าช้ากว่านั้น ดอกไม้จะช้ำ น้ำลอยดอกไม้จะมีกลิ่นเหม็นแทน ที่สำคัญเทียนอบ เวลาจะใช้ หนูต้องตัดไส้เก่าทิ้ง ป้องกันน้ำลอยดอกไม้สดเหม็นไหม้ เข้าใจไหมลูก”

“เข้าใจแล้วจ้ะยาย”

“เข้าใจแล้วก็ดี....จำไว้อีกอย่าง เครื่องหอมนั้นในวังจะแบ่งเป็นสองแบบ  ประเภทปรุงกลิ่น กับประทินโฉม พวกปรุงกลิ่นก็พวกน้ำอบ น้ำปรุง ออดิโคโลญจน์ นั่นแหละ ส่วนประทินโฉม ก็แป้งร่ำ แป้งสารภี แป้งพวง ไว้ยายจะค่อยๆสอน จะได้เป็นวิชาติดตัว วันนี้เรียนน้ำอบไทยดอกไม้สดไปก่อน”

“จ้า ยายจ๋า”

คุณยายเป็นครูคนแรกในชีวิตที่มูนเคารพยิ่ง มูนอยู่กับคุณยายมาตั้งแต่เด็กๆ ยามว่างก็ไม่เคยได้ไปเล่นซนอย่างที่เด็กผู้ชายควรจะเล่น กลับถูกคุณยายจับนั่งเรียนวิชาที่มีแต่กุลสตรีพึงจะได้เรียน กริยา มารยาทการไว้ตัว ถูกปลูกฝังด้วยสายเลือดชาววังแท้ๆ ความรู้หลายแขนงจึงถูกถ่ายทอด หากที่ถนัดที่สุดคงไม่พ้นวิชาเครื่องหอม และฝีมือทำเครื่องหอมของมูนนั้นก็ยอดเยี่ยมจนคุณยายตกปากชมอยู่บ่อยครั้ง

“ถ้ายายทวดยังอยู่ ท่านคงยิ้มไม่หุบ ฝีมือพอๆกับท่านเลยรู้ไหม ร่ำกี่ขวด ปรุงกี่โถต่อกี่โถ ไม่ว่าน้ำอบหรือน้ำปรุง แม้แต่อบร่ำหีบผ้า ก็หอมไปสามบ้านแปดบ้าน นี่แหละหนาที่เขาว่าชาววังนั่งที่ไหนก็หอมจนติดกระดาน” คุณยายหยุดเว้นวรรคชั่วครู่ แล้วเล่าให้ฟังต่อมาว่า  “คุณทวดน่ะ ท่านทั้งสวยทั้งหอม ถึงขนาดทหารรักษาพระองค์ต้องตามมาดักดูถึงสวนบัว”

“สวนบัว....คุณทวดอยู่ในวังแล้วเขาให้ปลูกบัวขายด้วยเหรอจ๊ะยาย” มูนถามขึ้นเสียงแจ๋ว

“ไฮ้ ไม่ใช่....สวนบัวเป็นชื่อพระตำหนัก สมเด็จหญิงฯ ท่านประทับอยู่กับพระมารดา คุณยายทวดเป็นคุณข้าหลวงถวายงานอยู่ที่นั่น พระพุทธเจ้าหลวงตอนสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆในพระราชวังดุสิตนั้น  ท่านก็ทรงสร้างพระตำหนักต่างๆ พระราชทานพระมเหสีเทวี พระราชธิดาและพระขนิษฐาด้วย เช่นสวนหงส์ เป็นที่ประทับของสมเด็จพระพันวัสสา สวนสี่ฤดู เป็นที่ประทับของสมเด็จพระพันปีหลวง”

มูนพยักหน้ารับแล้วร้องอ๋อ ถึงตอนนั้นจะอยู่แค่มัธยมหากแต่คุณยายสอนให้รู้จักพระนามเจ้านายสำคัญๆ ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในมาตั้งแต่เล็กๆ จึงเข้าใจว่า พระองค์ไหนคือสมเด็จพระพันวสา พระองค์ไหนคือสมเด็จพระพันปีหลวง

นอกจากจะสอนให้มีความรู้ติดตัว คุณยายยังสอนให้มีความกตัญญูรู้คุณ สำนึกในพระกรุณาธิคุณที่สมเด็จหญิงฯประทานให้เสมอ

“เราเป็นข้าท่าน ไม่มีท่าน ก็ไม่มีพวกเรา”

คุณยายจึงมักพามูนกราบพระฉายาลักษณ์อยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้มูนซึมซับและสำนึกในสถาบันกษัตริย์  สมเด็จหญิงฯ นอกจากจะประทาน สรรพวิทยาความรู้ให้คุณยายทวดแล้ว ยังประทานที่ดินผืนใหญ่กับเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้คุณยายกับคุณตาทวดตั้งตัว หากไม่มีท่าน บ้านสวนก็คงไม่สบายถึงทุกวันนี้

“พระนามของสมเด็จหญิงฯ ท่านแปลว่าท้องฟ้า และท่านก็ทำองค์สมกับเป็นฟ้า เรียกได้ว่าเป็นเจ้าฟ้าแท้ๆ...เป็นเจ้าแห่งฟ้าที่เมตตากรุณาต่อข้าแผ่นดินอย่างเรานัก กราบท่านซะลูก”

ด้วยความที่เป็นลูกชาววัง และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เหตุฉะนี้ คุณยายจึงเคารพ เทิดทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่ง คุณยายสอนมูนในบางเรื่องที่ไม่เหมือนกับหลายๆบ้านสอนลูกสอนหลาน ซึ่งถ้าลองจับมานั่งถามว่าราชวงศ์จักรีอยู่ในสมัยใด จะมีเด็กสมัยนี้สักกี่คนตอบได้ อย่าหมายใจคิดไปถามถึงพระนามพระมหากษัตริย์เลยว่า มีลำดับพระนามและสายสัมพันธ์ทางราชวงศ์อย่างไร

นี่แหละคือความรู้ที่ชาวสวนธรรมดาๆ ถ่ายทอดให้หลานฟัง
ชาวสวนที่มีเลือดของชาววัง ผู้มีเรื่องเล่าเรื่องสอนทรงคุณค่าไม่เคยจบสิ้น

ทว่าบัดนี้ผู้เล่านั้นสิ้นลงแล้ว แต่ความรู้ ความคิดที่คุณยายสอนจะไม่มีวันสิ้นลง

“ถึงขนาดทหารรักษาพระองค์มาดักดูเลยหรือจ๊ะยาย ....แล้วเป็นยังไงต่อไปจ๊ะ” ความอยากรู้ทำให้มูนวกกลับมาซักยายต่อ

“เหอะ จะเป็นอย่างไร....ก็มาเป็นพ่อยายน่ะสิ” คุณยายตอบกลั้วหัวเราะมาทันควัน เล่าต่อว่า “ทวดเล่าให้ยายฟังว่า ตาทวดนั้นร้ายนัก มาดูไม่ดูเปล่า แถมยังเกี้ยวเอาดื้อๆ ต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จหญิงฯ ...ท่านก็เลยกริ้ว ไปยุ่งกับคนโปรดของท่าน เลยเสด็จไปทูลฟ้องพระเชษฐา สมเด็จชายฯ เจ้านายของตาทวดให้กำราบ กว่าจะลงเอยกันได้”

“ตาทวดคงเฮี้ยว เกเร น่าดู นะจ๊ะยาย”

มูนเปรยขึ้น ในใจเริ่มวาบ ปฏิเสธไม่ได้ ว่าผู้ชายเฮี้ยวๆ ร้ายๆนั้น มันมีเสน่ห์ไปอีกแบบ แล้วก็อดนึกถึงใครบางคนที่โรงเรียนไม่ได้ ซึ่งแม้จะเขาทำให้เกลียด ทว่าในความเกลียด กลับมีไยบางๆ ดึงดูดให้แอบเผลอไผลชายตามองเขาคนนั้นทุกครั้ง และเขาก็แอบมองตนอยู่เช่นกัน

“ทั้งเฮี้ยวทั้งงาม...สมัยนี้ก็คงเรียกว่าหล่อร้าย ท่านเป็นหนุ่มเนื้อหอม แถมเจ้าชู้เป็นที่หนึ่ง และตอนนั้นท่านก็ดันมีคู่หมั้นที่ทางบ้านหาไว้ให้อยู่แล้วนะ แต่พอมาเจอกลิ่นหอมของยายทวด ถึงกับทิ้งทางนั้น ทิ้งนิสัยเดิมๆเลยทีเดียว ตัดเป็นตัดตายกับทางบ้าน ตาทวดรักยายทวดของหนูมาก พอยายทวดสิ้น ไม่กี่เดือนท่านก็ตามไป ดีว่าตอนนั้นยายโตแล้ว ถวายตัวเป็นข้าหลวงท่านหญิงฯวังนฤมิตรอยู่ ก็เลยต้องทูลลาท่านกลับมาดูแลบ้านแทน ไม่งั้นยายคงแย่”

“เสียดายจัง หนูเกิดไม่ทัน ไม่งั้นจะถามตาทวด ว่าทำไมใจเด็ดขนาดนั้น”

 “ท่านบอกว่าเป็นรักแรกพบ  และเป็นรักเดียว ว่าแต่ ดูๆไปมูนถอดพิมพ์ยายทวดมาเลยรู้ไหม แล้วไปเรียนกรุงเทพฯมีใครตามกลิ่นหอมมาบ้างหรือยัง”

“ไม่มีหรอกยาย ...ใครจะตามหนูมา”

มูนยังจำถึงอาการหน้าแดงซ่านยามตอบกลับคุณยายตอนนั้นได้ดี โผเข้ากอดคุณยายแน่นด้วยความเขิน ปากบอกคุณยายไปว่าไม่มี แต่แท้จริงแล้ว มีคนขอตามมาบ่อยครั้ง แม้จะอยู่เพียงมัธยม

“น้องมูน พี่อยากไปเที่ยวอัมพวา พาพี่ไปเที่ยวบ้านน้องมูนหน่อยสิครับ”

“บ้านมูนไม่มีอะไรน่าเที่ยวหรอกพี่อั๋น มีแต่สวนและก็คลอง พี่อั๋นคงเบื่อตาย”

นี่คือประโยคที่ตนใช้ปฏิเสธอยู่บ่อยครั้ง กันไม่ให้คนตามมา แต่ก็มีหมาบ้าบางตัวได้ยินเข้า แล้วไม่เข้าใจเห่ามาว่า “ดัดจริต คงกะจะให้ไอ้อั๋น อ้อนให้เต็มที่ แล้วก็คงยอม ทำเป็นเล่นตัวไปอย่างนั้นแหละ กูรู้ทันหรอก มารยาชัดๆ”

“ไอ้ทีท่าแบบนี้ ...บอกว่าไม่มีๆ เห็นมานักต่อนัก ยายว่าอีกหน่อยหัวบันไดบ้านยายคงไม่แห้ง สงสัยยายต้องเตรียมปืนลูกซองไว้คอยยิ่งไล่ไอ้หนุ่มๆ พวกนั้นแล้วมั้ง” คุณยายพูดอย่างกับรู้ว่า อนาคตข้างหน้า จะมีคนตามกลิ่นหอมมาจริงๆ และคนที่ตามมาก็คือหมาตัวที่ชอบเห่าและบัดนี้ก็มานั่งอยู่ข้างๆมูนแล้ว แถมคุณยายยังไม่ยิงไล่ กลับต้อนรับขับสู้ด้วยความเอ็นดูจนขึ้นแท่นเป็นตัวโปรด

มูนนึกถึงอดีตก็ได้แต่สะท้อนใจ ตอนรู้ว่าแม่เสียยังไม่เศร้าขนาดนี้ กลับพูดเล่าให้ใครฟังได้เหมือนเล่าเรื่องปกติ คงเป็นเพราะแม่จากไปตั้งแต่ตนยังจำความไม่ได้ ผิดกับวันนี้ที่เสียคุณยายนัก ยิ่งนึกก็ยิ่งรวดร้าว มือหนึ่งจึงใช้กวนน้ำอบ อีกมือก็กุมมือคุณยายแน่น พยายามใช้ความอุ่นของตน แผ่ซ่านลงไปยังฝ่ามือที่เคยใช้ปลอบประโลมและไกวเปล ทำมาหาเลี้ยงตน ซึ่งบัดนี้เย็นซีด ไม่มีแม้แต่จะกระดุกกระดิกเคลื่อนไหว มือนี้ใช่ไหมที่เคยทำทุกอย่างสารพัด เพื่อให้โลกใบน้อยของตนเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เจริญทัดเทียมคนอื่น มิให้ใครมาดูถูกว่าเป็นลูกหลานชาวสวนบ้านนอก แต่ก็ไม่สำคัญเท่า คุณยายเป็นหนึ่งในสตรีหัวสมัยที่หาได้ยาก ผู้เข้าใจในเพศและความรู้สึกของตนเป็นที่ยิ่ง 

ความตายมันโหดร้ายเช่นนี้เอง มันพรากคนอันเป็นที่รักไปตลอดกาล
หากความตายก็กลับสอนให้รู้จักคุณค่าของการมีชีวิตอยู่...ดำรงลมหายใจต่อไปเพื่อคนที่เรารัก

“หนูจะต้องเข้มแข็งเหมือนยายให้ได้ ยายเสียคุณทวด เสียคุณตา เสียคุณแม่ ยายยังอยู่เลี้ยงหนูมาจนโต... หนูเสียยาย หนูก็จะต้องอยู่ให้ได้เช่นกัน” มูนเปรยขึ้นกับคุณยายที่นอนนิ่งเบาๆ แม้จะรู้ดีว่าคุณยายไม่รับรู้อีกแล้ว “หนูจะขอร้องไห้แค่วันนี้เท่านั้น”

 “ป้าทำแทนให้เองดีกว่าค่ะ คุณมูนอบไปน้ำตาหยดไปอย่างนี้ จะแย่เอานะคะ คุณมูนไปพักเถิด” ป้าเมี้ยนคลานเข่าเข้ามา ฉวยกระบวยกวนน้ำอบออกไปจากมือมูน แล้วบอกกับเต้ยว่า

“คุณเต้ยคะ คุณมูนท่าจะแย่ คุณเต้ยพาคุณมูนไปพักสักหน่อยนะคะ เดี๋ยวอีกสักพักป้าค่อยไปตาม ป้ากับคุณน้องอัยดูแลทางนี้ได้”

“งั้นฝากด้วยครับป้าเมี้ยน”

เต้ยรีบรับคำประคองมูนขึ้น เตรียมพาลุกออกไปจากหอนั่ง แต่ทั้งคู่ก็ต้องหยุดชะงัก ก้าวขาไปไหนไม่ออกเพราะจู่ๆ เจ้ามอสที่นั่งนิ่งเงียบไม่พูดไม่จากับใครอยู่ปลายเท้าคุณท่าน ก็ลุกขึ้นพรวด กระโดดวิ่งทั่วหอนั่ง กระแทกเท้าให้ดังปึงปังที่สุดเท่าที่มันจะทำได้ หลายๆสายตามองมาอย่างตำหนิว่าเด็กคนนี้ไม่รู้ภาษา หากมีแต่มูนกับป้าเมี้ยนเท่านั้นที่รู้ดีว่ามอสทำเช่นนี้เพราะอะไร

มอสจงใจวิ่ง เผื่อเสียงดังจะปลุกคุณท่านตื่นขึ้นมาเคาะตาตุ่ม
ทว่าวิ่งให้ดังเท่าไร คุณท่านก็มิยอมตื่น ....มาเอ็ดมัน เรียกมันว่า “ไอ้เวรมอด” มิใช่ “ไอ้เวรมอส” อีกแล้ว

จนท้ายสุดมันเหนื่อยอ่อนผ่อนฝีเท้าวิ่งเข้ามาแทรกตัวกอดมูนกับเต้ยแน่น มูนรู้ดีว่าน้องต้องการที่พึ่งทางใจเช่นกัน มิใช่ตนเพียงคนเดียว จึงโน้มตัวลงมากอดน้องแน่น ใช้ไหล่และอ้อมอกสะกดเสียงฮือๆ ของเจ้ามอสไว้ ตั้งใจกล่าวขึ้นให้น้องฟัง

“มอสฟังพี่นะ คุณท่านของมอส ท่านเหนื่อยมามาก ตอนนี้ท่านถึงเวลาพักแล้ว พี่รู้ว่ามอสเสียใจ แต่มอสยังมีพี่ ยังมีป้าเมี้ยน ขอเวลาพี่อีกนิด แล้วพี่จะเข้มแข็งให้มอสดู”

“อย่าทิ้งมอสอีกคนนะครับ พี่มูน ฮือๆๆ”เจ้ามอสพูดทั้งน้ำตาอาบแก้ม ทั้งๆที่ยังซบอกมูนแน่น มูนจำฝืนกลั้นสะอื้น ยกมือลูบหัวปลอบประโลมกล่าวให้น้องมั่นใจ

“พี่จะไม่มีวันทิ้งมอสไปไหน เราจะอยู่ด้วยกันที่นี่เหมือนเดิม ”

“พี่ก็จะอยู่ที่นี่ด้วยอีกคนครับ...พี่เต้ยจะไม่ไปไหนเช่นกัน”

เต้ยพูดต่อขึ้นแล้วทรุดกายลงกอดสองพี่น้องแน่น ใช้ปากบอกน้อง แต่หัวใจใช้บอกพี่ ว่าต่อไปนี้จะมีเขายืนหยัดอยู่ข้างๆด้วยอีกคน ทั้งสองรับรู้ได้ทันที และไม่ลังเลที่จะกอดหลักใจหลักใหม่หลักนี้จนฉ่ำใจ

เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม  น้ำอบไทยดอกไม้สด ก็ถูกทยอยรินรดลงบนข้อมือของคุณยายซึ่งมีพวงมาลัยกลมดอกมะลิล้วน เรียบๆคล้องไว้โดยฝีมือของป้าเมี้ยนที่ทราบดีว่า คุณท่านโปรดมาลัยแบบไหน มูนกับเต้ยออกมานั่งเคียงคู่ข้างๆคุณยายหลังจากรดน้ำอาลาคุณยายเสร็จ ทั้งสองยกมือไหว้บรรดาแขกที่ต่างรู้ข่าวต่างก็ตั้งใจมาเพื่ออำลาคุณท่านใจบุญแห่งบ้านสวน เจ้ามอสที่อาการเริ่มดีขึ้นชวนพี่หนูอัยคอยเสิร์ฟน้ำ ทุกอย่างตระเตรียมกันอย่างฉุกละหุก คนที่มาก็มากันอย่างมิทันได้ตั้งตัวกันเลยสักคน

“ทำใจดีๆนะลูก ...ป้าเสียใจด้วย ไม่คิดว่าท่านจะไปเร็ว คนมีบุญก็มักจะเป็นอย่างนี้แหละลูก”

“ฮะ....ขอบคุณมาก ขอบคุณฮะที่มา”

มูนกล่าวประโยคซ้ำๆแบบเดียวกันนี้จนแทบจะอยากอัดเทปไว้ เพราะคนที่มานั้น มากันเยอะ ส่วนใหญ่เป็นคนรู้จักของคุณยายแทบทั้งสิ้น มูนไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร ได้แต่ยกมือไหว้อย่างกับตัวเป็นหุ่นยนต์ ราวเป็นจักรกลอัตโนมัติ ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ยกมืออ้าปากด้วยระบบคอมพิวเตอร์ บ้านสวนจากที่เคยเงียบๆ กลับเนืองแน่น ทว่าไร้ซึ่งเสียงสรวลเสเฮฮาเพราะมิได้มางานบุญ

หมวดเปรมมาถึงทันเวลา แทบจะพร้อมกับคุณวาสิฏฐี ก่อนจะพาคุณยายลงนอนในห้องนอนห้องใหม่แคบๆ ในอีกไม่ถึงห้านาทีข้างหน้า นายตำรวจหนุ่มเข้ามากราบลาคุณยายเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเลี่ยงไปช่วยช้างกับมอสต้อนรับแขก ส่วนคุณวาสิฏฐีรดน้ำคุณยายไปก็อดไม่ได้ที่น้ำตาจะไหล หัวใจสั่น เพราะก่อนคุณยายจะสิ้นก็เพิ่งคุยกันอยู่ และยอมรับจากใจจริงว่า ถูกอัธยาศัยกับผู้มากวัยท่านนี้ยิ่งนัก แม้เรื่องที่คุยกันนั้นมันจะเป็นเรื่องทำร้ายหัวจิตหัวใจ

“ไปดีเถอะนะคะ คุณอา หนูจะช่วยอย่างเต็มที่” คุณวาสิฏฐีกล่าวขึ้นและไม่ลังเลที่จะบีบมือเย็นชืดของคุณอาที่เพิ่งเจอกัน ก่อนจะถอยฉากหลบทางให้ผู้ที่ตามมาด้านหลังรดน้ำบ้าง และผู้ที่ตามมานี้ก็ทำให้เต้ยต้องตะลึง

“มูนลูก....นี่คุณเมฆ พ่อของเต้ย” คุณวาสิฏฐีมิสนใจอาการตะลึงของลูกชาย แนะนำมูนให้รู้จัก แล้วหันไปพูดกับคนที่มาด้วย “คุณเมฆคะ นี่มูนเป็น เอ่อ...เป็นเพื่อนตาเต้ยค่ะ มูนเป็นหลานของคุณอา ที่ฉันเล่าให้ฟัง”

“พ่อ!!” เต้ยพูดขึ้นได้แค่นั้น ....แค่นั้นจริงๆ

“สวัสดีครับ ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้ลงไปต้อนรับ”  มูนกล่าวขึ้นไม่ติดขัด แทนที่มูนจะเป็นฝ่ายพูดอะไรไม่ออก กลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาได้ยาวกว่าลูกชายแท้ๆ กระพุ่มมือน้อยยกเหนือกลางอก ก้มศีรษะน้อมนบบุพการีอีกคนของเต้ยอย่างที่สุด เฉกทำให้กับคุณวาสิฏฐี ความรู้สึกของมูนยามนี้มีเพียงแค่รับรู้ว่าคุณเมฆมาร่วมงานคุณยาย มิใช่มาร่วมมือกับคุณวาสิฏฐีพาเต้ยกลับอย่างที่เต้ยกำลังเริ่มคิดไปไกล

“พ่อเสียใจด้วยนะ...ช่างมันเถอะเรื่องนั้น อยู่ข้างบนนี่แหละถูกต้องแล้ว ไม่ต้องต้อนรับอะไรให้วุ่นวาย” เสียงทุ้ม กังวานตอบขึ้น ยิ้มเบาๆให้กำลังใจ อย่างผู้ใหญ่ใจดี ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายด้วยเสียงเข้มขึ้นมาเล็กน้อยว่า

 “ไอ้เจ้าเต้ย นายช่วยเขาให้เต็มที่นะ  ขาดเหลืออะไรบอกไม่ต้องห่วงพ่อกับแม่ พ่อกับแม่ดูแลตัวเองได้”

“คะ..ครับ พ่อ”

เต้ยรับคำอย่างงงๆ แต่ก็พอเดาออกว่าแม่คงจะเกริ่นอะไรๆให้ฟังมาบ้างแล้ว ไม่อย่างนั้น พ่อที่จัดว่างานยุ่งประชุมนั่นประชุมนี่จะสามารถหาเวลามาพร้อมกับแม่ได้เหรอ เห็นทีเรื่องของเขากับมูนคงจะไม่ต้องรอถึงงานเสร็จกระมัง เต้ยเริ่มนั่งขมวดคิ้วเข้มๆจนแทบจะชนกัน แล้วก็ต้องขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก เมื่อแขกสองคนสุดท้ายเข้ามารดน้ำ  เพราะแขกทั้งสองคน มองเขากับมูนแทบไม่วางตา แล้วหนึ่งในสองคนนั้นก็กล่าวด้วยเสียงเรียบๆขึ้นกับมูนว่า

“น้าเสียใจด้วยนะ ...น้าเกดท่านไปแบบไม่ทันตั้งตัวเลย น้าเข้าใจความรู้สึกเธอดี เพราะตอนท่านยายน้าสิ้น น้าก็เป็นอย่างนี้ ”

“ครับ....ขอบคุณครับ”

มูนตอบรับขอบคุณ มั่นใจเหลือเกินว่ามิรู้จักคนตรงหน้าที่เป็นชายแต่งตัวดีสองคนนี้ ดูจากลักษณะภายนอก ไม่มีทางใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่นอน ผิวพรรณ บ่งบอกถึงชาติตระกูล คนหนึ่งนั้นตัวเล็ก หากก็งามสมส่วน แต่อีกคน สูงใหญ่คมเข้ม โดยเฉพาะคนตัวเล็กที่กล่าวกับตนเมื่อกี้ ราศีแทบจะจับทั้งตัว ส่วนคนตัวใหญ่ที่นั่งนิ่งๆ ลักษณะแม้จะคมเข้ม หากแต่ก็สมชายน่ามอง และมองได้อย่างไม่วางตาอย่างกับอพอลโลที่เคยอ่านเจอในเทวปกรณัมของกรีก

สิ่งที่น่าแปลกก็คือคนตัวเล็กนั้นคาดคะเนอายุจากสายตามิได้เลย ทว่าน้ำเสียงบอกได้ว่าวัยน่าจะประมาณสี่สิบ ที่สำคัญดูจากท่าทีก็รู้ว่าทั้งคู่ มีหัวใจหลอมรวมเป็นดวงเดียวกัน แม้จะสงสัยอยู่ครามครัน หากแต่ก็สามารถรักษามารยาทซ่อนไว้ได้อย่างดี

“โตเร็วเหมือนกันนะมูน เพิ่งจะเห็นกันอยู่เมื่อนี่ น้าเกด ยายเธอเคยพาเธอไปที่บ้านน้า ท่านคุ้นกับแม่น้าดี น้าเองก็เคยมาที่นี่ตอนงานแม่มูน แต่ตอนนั้นมูนยังเด็กมากๆ ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะต้องมาในเหตุเดียวกันอีก”

“คะ...ครับ” มูนยังคงรับคำอย่างงงๆ เพราะนึกไม่ออกว่าคุณยายหรือน้าเกดที่คนตรงหน้าเรียก เคยพาตนไปตอนไหน แต่บอกว่าเคยมางานแม่ และเรียกชื่อ รู้ชื่อคุณยายได้ถูกต้องแสดงว่า ต้องคุ้นกับคุณยายจริงๆ เพราะคนส่วนใหญ่จะรู้จักคุณยายและเรียกคุณยายว่า “คุณท่าน” เท่านั้น

ส่วนเต้ยก็ได้แต่นั่งขมวดคิ้วเพราะไม่ค่อยชอบสายตาที่คนคมเข้มมองตนมาอย่างแปลกๆ แต่ไม่หงุดหงิดเท่ากับเขาคนนั้นหันไปจ้องมองมูน แถมยังพูดขึ้นมาว่า

“น่ารักดีนี่...แฟนเหรอ”

“ไม่ใช่แฟนครับ แต่เป็นเมีย” เต้ยตอบมารวดเร็ว ไม่อายคนฟัง ตั้งใจประกาศให้รู้กันไปเลยชัดๆว่า พระจันทร์ดวงนี้มีเจ้าของแล้ว เผื่อไอ้คนตรงหน้าจะได้เลิกมองมูน 

“รู้แล้ว ถามไปงั้นแหละ ว่าแต่นายนี่หน้าคุ้นๆนะ คล้ายๆกับไอ้...” คนตรงหน้าตอบพลางยักไหล่แบบกวนๆ แถมยังพูดไม่จบประโยค ชวนให้เต้ยอยากเข้าไปต่อย แต่โชคดีที่นายคนนี้ชวนคนตัวเล็กกว่าปลีกตัวออกไปซะก่อน  “ไอ้ตัวเล็ก อย่าเพิ่งไปกวนหลานเลย  เขาจำพวกเราไม่ได้หรอก เดี๋ยวค่อยคุยกับหลานเหอะ ไปหาที่นั่งกันก่อน...นู่นไปนั่งตรงนู้นดีกว่า แต่ เอ...รู้สึกว่าวันนี้โลกจะกลม เราสองคนเจอคนรู้จักพอดี”

คนตัวเล็กตอบรับโดยการลุกตามไปแต่ก็ไม่วายค้อนขวับคนชวนที่ขัดจังหวะ นี่ถ้าหากไม่อยู่ในอาการเศร้าโศก มูนก็คงตกปากออกไปว่าชายทั้งคู่นั้นเป็นคู่ที่น่ารัก เต้ยเองก็มองตามด้วยความไม่เข้าใจว่าแขกสองคนมองเขากับมูนทำไม และยิ่งรู้สึกแปลกใจเข้าไปใหญ่ที่ทั้งสองคนเข้าไปยกมือสวัสดีทักทายพ่อเขาและนั่งอยู่ด้วยกัน แต่ก็ต้องเก็บความแปลกใจไว้ เพราะขณะนี้คนที่วัด กำลังช่วยกันจัดแจงพาคุณยายลงไปนอนในห้องนอนห้องใหม่ ที่มีฝาปิดทึบทั้งสี่ด้าน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
และแล้วเสียงตอกตะปูทั่วทั้งสี่มุมก็ดังลั่นสั่นสะท้าน จนหัวใจมูนแทบร้าว ใจอยากเข้าไปห้าม เพราะกลัวว่าคุณยายจะไม่มีอากาศหายใจ ชินว่ายายจ๋าแค่นอนหลับ หากความจริงก็คือความจริง  พระจันทร์ดวงน้อยจำต้องยอมและเบือนหน้าหนี ซุกลงในอ้อมแขนของเต้ย และเต้ยก็เข้าใจได้ดีว่ามูนมิอยากเห็นภาพนี้ จึงโอบกอดมูนแน่นพาเดินเลี่ยงหลบไปอีกทางให้พ้นจากภาพและเสียงอันน่าเวทนาใจ

เต้ยเดินไปไม่รู้หรอกว่าหลายๆสายตาจ้องมองตามโดยเฉพาะแขกแต่งตัวดีสองคนนั่น อีกทั้งคุณวาสิฏฐีและคุณเมฆ ยิ่งคุณเมฆนั้น มองจนต้องทอดถอนหายใจ เปรยกับคุณวาสิฏฐีต่อหน้าแขกทั้งคู่ว่า “คุณหว้า คุณบอกผมว่าสองคนนี้เป็นเพื่อนรักกัน และตาเต้ยจะขออยู่ช่วยงานศพคุณยายเพื่อน จะไม่ไปทำงานสักพัก คุณแน่ใจเหรอว่าเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น”

“เอ่อ....คุณเมฆคะ....คือ” คุณวาสิฏฐีอึกอักตอบอะไรไม่ถูก เพราะตอนไปชวนคุณเมฆมา บอกคุณเมฆไปแค่ว่า “คุณคะ ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อย  คุณยายเพื่อนรักตาเต้ยเสีย เขาไม่มีใครเลย น่าเห็นใจค่ะคุณ นี่ตาเต้ยก็อยู่ที่นั่น เราสองคนไปช่วยงานเขาเถิดนะคะ”

คุณเมฆตอบรับทันทีเพราะภรรยาร้องขอมาถึงขนาดนี้ แสดงว่าเพื่อนรักของลูกชายลูกคงไม่มีใครจริงๆ และเมื่อมาถึง ได้เห็นเพื่อนรักของลูกชาย ได้เห็นภาพลูกชายตระกองกอด ก็มั่นใจได้ว่า ทั้งสองไม่ใช่เพื่อนรัก เพราะถ้าเป็นเพื่อนรักต้องอย่างไอ้เจ้าเปรม ที่เล่นหัวกับลูกชายตนมาตั้งแต่เด็กๆ

“ผมเป็นพ่อไอ้เต้ยมันนะ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร คุณยังคิดจะปิดผมอีกเหรอ” คุณเมฆยังถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทอดถอนอีกระลอก

“ไม่ได้ปิดค่ะ แค่...คิดว่า ยังไม่ถึงเวลาจะบอก กลัวคุณรับไม่ได้ แต่อีกใจก็อยากให้คุณมาเห็นด้วยตา เลยพาคุณมาให้คุณตัดสินใจ ฉันให้เวลาเขาสองคนถึงเสร็จงานค่อยคุยเรื่องนี้อีกที” คุณวาสิฏฐีตอบสามีอ่อยๆ ใจกังวลห่วงความรู้สึกคุณเมฆนัก

“เห็นแล้วยังไร ทำอะไรได้ไหม คุณกับผมเคยบังคับไอ้เจ้าเต้ยมันจริงๆจังได้สักครั้งไหม คุณหว้า” คุณเมฆถามขึ้นอย่างไม่เอาคำตอบ ทอดถอนลมหายใจอีกเฮือกแล้วกล่าวต่อมาว่า 

“คุณก็ได้แค่คิดว่าผมรับไม่ได้ คุณลืมไปแล้วหรือว่าน้องชายผมก็รักผู้ชายด้วยกัน ถ้าผมรับไม่ได้ ผมคงไม่พาน้องชายมาหาผู้ชายที่เขาหลงรักถึงเมืองไทยหรอก ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณก็ลองถาม น้องกลาง กับจัสตินดู”

แขกเมื่อครู่สองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาหา พยักหน้ายิ้มรับ คุณวาสิฏฐีเคยพบทั้งสองคนอยู่สองสามครั้ง ครั้งแรกเป็นตอนงานแต่งของตน ครั้งที่สองคือตอนที่แม่คุณเมฆเสีย มาเจอกันวันนี้อีกครั้งก็ต้องบอกได้คำเดียวว่าโลกกลม เพราะทราบจากคุณกลางว่า คุณยายของมูน เคยอยู่ที่บ้านแลเคยเป็นข้าหลวงของท่านยายคุณกลางมาก่อน พอทูลลาออกจากวังก็ยังไปมาหาสู่กัน แถมยังสนิทสนมกับคุณแม่ของคุณกลางมากเพราะโตมาด้วยกัน

คุณวาสิฏฐีรู้เลาๆว่า สองคนนี้เป็นน้องชาย ของอดีตหม่อมราชวงศ์หญิงผู้สูงศักดิ์ สตรีผู้ที่เคยเป็นว่าที่คู่หมั้นของคุณเมฆ และเป็นเพื่อนรักของมังกรอาของเต้ย แลยังรู้ว่าทั้งสองเป็นอะไรกัน และมิเคยมีความคิดรังเกียจเลยสักนิด ซ้ำยังเคยชื่นชมในความน่ารักเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่า ความรักแบบชายกับชายนี้จะมาบังเกิดกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตน

“จะ จริงหรือคะ”

“เรื่องจริงครับ คุณวาสิฏฐี ตอนนั้นผมอายุประมาณยี่สิบ..ก็น่าจะยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ” คนชื่อจัสตินกล่าวตอบ แล้วแสร้งทำหน้าไม่สบอารมณ์ยามนึกถึงน้องชายคุณเมฆ แถมยังว่าลูกชายคุณวาสิฏฐีมาหน้าตาเฉยว่า

“มิน่าไอ้เด็กหนุ่มนั่น หน้าตามันคุ้นๆ ท่าทางมันร้ายน่าดูตอนผมมองมัน ยิ่งตอนมองหลานน้าเกด มันยิ่งขมวดคิ้ว นี่ถ้าไม่ใช่งานศพมันคงลุกขึ้นมาต่อยผมแล้วมั้ง กวนเหมือนไอ้มังกร... อามัน”

“พอทีจัสติน ไหนว่าเป็นเพื่อนรักกับกรเขาแล้วไง เขาก็ไม่ได้ร้ายกาจขนาดนั้น ป่านนี้มังกรจามไม่รู้กี่รอบแล้วมั้ง...กลางคุยกับคุณวาสิฏฐีเองดีกว่า” คนตัวเล็กกว่า ที่ชื่อกลางขัดขึ้น หากคนที่โดนปรามก็ยังไม่วายอ้าปากต่อ

“เหอะ ทำมาออกรับแทนชู้รักเก่า ขนาดมันไม่ร้ายนะ ทำจัสตินตกม้าแทบตาย เดี๋ยวปั๊ดทิ้ง แล้วไปจีบหลานน้าเกดเลยนี่”

“เงียบซะที ไอ้ยักษ์บ้า” กลางปรามอีกครั้งพร้อมกับซัดไอ้ยักษ์ข้างๆไปหนึ่งที แล้วพูดกับคุณวาสิฏฐีเอง “คุณวาสิฏฐีอย่าว่ากลางอย่างนู้น อย่างนี้ ยุ่งเรื่องในครอบครัวเลย กลางเข้าใจความรู้สึกหัวอกของคนเป็นแม่ดีว่า ปวดร้าวแค่ไหนที่ลูกชายคบกับผู้ชายด้วยกัน กลัวอับอาย กลัวทำตัวไม่ถูกว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนสารพัดจะกลัว  แต่ในความรู้สึกของลูก เขาก็กลัวเหมือนกัน กลัวพ่อแม่จะไม่เข้าใจเขา ที่เขามีความรักแบบนี้”

“เข้าใจค่ะ...คุณกลาง แต่ดิฉันก็อยากให้ลูกมีครอบครัวแบบปกติ วันนี้เลยตั้งใจมาพาเขากลับ แต่ก็ดันเกิดเรื่องไม่คาดฝันเสียก่อน คุณอาท่านก็เข้าใจ ” คุณวาสิฏฐีแย้งอย่างระมัดระวัง เพราะเกรงว่าคำพูดจะไปกระทบคุณกลางผู้มีศักดิ์เป็นถึงหม่อมราชวงศ์ตรงหน้า

“น้าเกดเข้าใจ แล้วเจ้าสองคนนั่นเข้าใจด้วยหรือเปล่าล่ะ  กลางกับจัสตินเองก็นับว่าโชคดี ที่ครอบครัวของเราเข้าใจ กลางรู้ว่าเป็นเป็นเรื่องที่ทำใจยากจะยอมรับ แต่ถ้าเกิดลูกชายของคุณเขามีครอบครัวแบบชายหญิงปกติ แล้วเขาไม่มีความสุข ทนทุกข์ไปทั้งชีวิต คุณวาสิฏฐีจะไม่ทุกข์กว่าเหรอ เอาล่ะ กลางคงจะไม่พูดอะไรมากดีกว่า เพราะพูดไปเดี๋ยวจะหาว่าพูดเอาดีเข้าตัวเอง”

“ดิฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยค่ะ คุณกลาง อย่าเพิ่งเข้าใจผิด” คุณวาสิฏฐีปฏิเสธอย่างละล่ำละลัก

“อย่าเลยคุณวาสิฏฐี กลางคงไม่พูดแล้ว แต่อยากให้คุณ ลองคุยกับแม่คนหนึ่งที่เขามีลูกชายรักผู้ชายด้วยกัน อยากให้ลองถามความรู้สึกของผู้หญิงคนนั้นว่าทำไมเขาถึงได้ตัดสินใจ ให้ลูกชายอยู่กินด้วยกันกับผู้ชาย” กลางพูดขึ้นนิ่งๆ เพราะรู้ว่าคุณวาสิฏฐีมิใช่คนที่จะชวนให้คล้อยตามได้ง่ายๆ คนประเภทนี้ลองถ้าได้ตัดสินใจสิ่งใดไว้แล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนใจ จึงจำต้องหาผู้มีประสบการณ์ด้านนี้โดยตรง และต้องเป็นคนที่มีคนนับหน้าถือตาด้วย

“ใครหรือคะ”

“แม่ของกลางเอง พอดีวันนี้แม่ตามเสด็จฯ เลยมาไม่ได้ แม่คงจะมาฟังสวดน้าเกดไม่คืนที่สองก็คืนที่สาม คุณจะได้รู้ว่าท่านทำไมถึงตัดสินใจให้เราสองคนคบกัน และคุณก็คงจะได้เห็นว่าคนที่เป็นถึงท่านผู้หญิงแล้วนั้น หนำซ้ำ มีคำว่า หม่อมราชวงศ์ค้ำคอมาแต่กำเนิด ท่านวางหน้าไว้ตรงไหน วางความรู้สึกอย่างไร ที่ยอมให้กลางอยู่กับจัสติน มาจนเกือบยี่สิบกว่าปี”

กลางมิได้จงใจแดกดันคุณวาสิฏฐีแต่อย่างใด แค่พูดไปตามความจริงที่อยากให้คุณวาสิฏฐีรับรู้  กลางยังคงยิ้มน้อยๆที่มุมปาก หากใบหน้านั้นเรียบ จงใจคล้องแขนจัสตินขึ้น กล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไปเพียงว่า

 “กลางขอตัวก่อนนะพี่เมฆ คุณวาสิฏฐี จะไปช่วยเขากันทางนู้นหน่อย แล้วเจอกันตอนฟังพระสวด ”

คุณวาสิฏฐีหน้าชาวาบ ทว่ามิได้ชาเพราะโกรธ หากชาเพราะที่คุณกลางพูดมันคือความจริง ตนเป็นเพียงแค่สตรีหัวอกแม่ที่มีคำว่า “นาง”นำหน้า ไฉนเลยจะเท่าสตรีหัวอกแม่ ที่มีบรรดาศักดิ์เป็นถึง “ท่านผู้หญิง” หน้าตาทางสังคมคงไม่ต้องพูดถึง ตนหรือจะทัดเทียม  สตรีสูงศักดิ์ขนาดนี้ ย่อมไว้ตัวรักษาหน้ารักษาตา แล้วทำไมถึงได้ยอม เขาทนอายได้แน่หรือ ความสงสัยจับขึ้นพลัน ความเห็นของคนเป็นแม่ที่มีหัวอกเดียวกัน ย่อมสำคัญและจะนำมาตัดสินใจ

“กลางเขาพูดมีเหตุผล...ส่วนตัวผม หน้าตาทางสังคมคงหายไปตั้งแต่เรื่องน้องชายแล้ว ถ้าจะหายอีกทีก็คงไม่แปลก ผมมีน้องชายคนเดียว ผมจึงรักมังกรมาก ไม่เคยขัดใจเลยสักครั้ง และผมก็มีลูกคนเดียว ผมก็รักไอ้เจ้าเต้ยมากพอๆกัน คุณหว้าคงคิดได้นะว่าคำตอบของผมจะเป็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ผมขอตัวไปหาลูกชายตัวดีผมก่อน เผื่อมันจะให้ช่วยอะไร”

คุณวาสิฏฐีได้แต่นั่งนิ่ง พยักหน้ารับ รู้ดีเลยว่าคำตอบของคุณเมฆคืออะไร ส่วนคำตอบในใจของตนที่คิดไว้จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ คงต้องรอคุยกับท่านผู้หญิงเท่านั้น

พระสวดจบแล้วเป็นการเสร็จสิ้นพิธีในคืนแรก  และคืนแรกนี้คนก็แทบจะเต็มหอนั่ง ชาวบ้านผู้ใหญ่บางคนเสนอให้พาไปที่วัด หากแต่มูนปฏิเสธไปนุ่มๆเพียงว่า คุณยายอยากนอนอยู่บ้าน วันเผาจึงค่อยจะพาไปวัด และตั้งใจจะสวดพระอภิธรรมตามธรรมเนียมเพียงแค่สามวันเท่านั้น แม้นใจลึกๆอยากยืดเป็นเจ็ดวัน เพื่อจะได้ดึงเวลาให้ยาวนานขึ้นซึ่งตนกับเต้ยต่างก็รู้ดี ว่าเป็นเวลาของอะไร แต่ท้ายสุดก็หักใจ เพราะไม่อยากใช้ความสูญเสียเป็นเครื่องบังหน้า

เต้ยจะอยู่หรือถูกบังคับให้กลับ คงมาพร้อมกับวันส่งยายขึ้นสวรรค์ แม้จะมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเต้ยคงไม่ยอมแม่เขาแน่ๆ แต่ความเป็นแม่ลูกกัน มันก็อดทำให้หวั่นใจลึกๆไม่ได้

แขกบางส่วนเริ่มทยอยลากลับ รวมทั้งพ่อกับแม่เต้ย แม้นเต้ยจะอึดอัดที่พ่อกับแม่มา แต่ก็ไม่อยากให้พ่อกับแม่เดินทางกลางค่ำกลางคืน อยากให้ค้างคืนเสียที่นี่ แต่ทั้งสองก็มีประชุมแต่เช้าจึงจำต้องกลับ  อีกทั้งคุณวาสิฏฐีเริ่มเหนื่อยอ่อนเพราะวิ่งรอกกรุงเทพอัมพวาถึงสามรอบในวันเดียว เต้ยจึงไม่รั้ง พามูนลงไปส่งทั้งสองท่านถึงที่รถ คุณเมฆกับคุณวาสิฏฐีไม่ได้พูดอะไรกับมูนมาก เพียงแค่จับมือให้กำลังใจ และมูนก็รับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีนั้น ส่วนเต้ยขยับปากเตรียมอ้าปากพูด หากคุณเมฆก็เหมือนรู้ แทรกมาก่อนเสียทันที

“พ่อไม่มีปัญหา พ่อชินแล้ว มีนายอีกสักคน จะเป็นไร”

“คะ ครับพ่อ ขอบคุณครับ เต้ยรักพ่อที่สุด” เต้ยรู้ดีว่า พ่อพูดถึงเรื่องอะไร โผเข้ากอดพ่อแน่น แล้วหันไปถามคุณวาสิฏฐีว่า “แล้ว แม่ล่ะครับ”

“แม่บอกแล้วไงเต้ย เสร็จงานคุณยายมูนก่อน คุยตอนนี้มันไม่งาม ลูกคนนี้ ใจร้อนไม่รู้จักกาลเทศะ” คุณวาสิฏฐีเอ็ดลูกชายจนส่ายหน้า ก่อนขึ้นรถก็บอกกับมูนด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ

“ดูๆเขาหน่อยนะมูน อย่าตามใจเขามากนัก แม่ไปล่ะ”

“ฮะ คุณแม่”

มูนรับคำแล้วรอจนรถขับออกไป ในใจรู้เสียยิ่งกว่ารู้ว่า กาลเทศะที่คุณวาสิฏฐีบอกนั้น มันเป็นเพียงแค่คำอ้างเพื่อที่คุณวาสิฏฐี จะใช้เวลาตัดสินใจ

ครั้นพอจะหันหลังกลับขึ้นบ้าน ก็พบว่าแขกแต่งตัวดีคนเดิมสองคนยืนรอลากลับอยู่ มูนไม่ลังเลที่จะยกมือไหว้ เต้ยแม้จะไม่ค่อยพอใจเท่าไรที่หนึ่งในสองทำท่ากวนๆใส่เขา หากแต่ทั้งสองคนนั้นก็มากวัยกว่า จึงยกมือไหว้อำลา แล้วแขกตัวเล็กก็กล่าวปิดท้ายก่อนเดินจากไปทิ้งให้เต้ยกับมูนงุนงงอยู่กับที่อย่างนั้น 

“น้าไปก่อนนะ... น้าหวังว่าสิ่งที่น้าทำคงจะช่วยคงช่วยเธอสองคนได้”

เมื่อกลับขึ้นมาบนบ้าน มูนก็พบว่า มีชาวบ้านกลุ่มใหญ่ยังไม่ยอมกลับ และชาวบ้านกลุ่มนั้น พอเห็นมูนเดินขึ้นมาก็ปรี่เข้ามาหา แย่งกันพูดจาละล่ำละลัก แต่มิใช่คำพูดแสดงความเสียใจหรือเห็นใจแต่อย่างไร

“พ่อหนุ่ม...พวกป้าไม่มีที่อยู่ที่กิน อย่าไล่ที่เลยนะ”

“ค่าเช่าที่ด้วย อย่าขึ้นเลยนะพ่อคู้ณ” หลายๆเสียงเริ่มเสริมมาอีกเรื่อง

“อะไรกันจ๊ะป้า ไล่ที่อะไร ค่าเช่าที่ทำไม” มูนขมวดคิ้ว ถามกลับอย่างสงสัย

“ก็ที่ทาง ที่คุณท่านให้พวกป้าอยู่ ให้ทำมาหากินตรงหัวสวนไงล่ะ อย่าใจร้ายเลยนะ พวกป้าไม่มีที่ไปจริงๆ ”

“ค่าเช่าที่คุณท่านคิดพวกลุงไม่แพงนา หากพ่อหนุ่มขึ้นราคา พวกลุงคงต้องย้ายออก เพราะไม่มีปัญญาจะจ่าย” ชายมากวัยคนหนึ่งช่วยอธิบายขยายความให้

มูนได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เข้าใจได้ทันทีว่าเป็นที่ตรงไหน ค่าเช่าที่ส่วนไหน ใจอยากจะตอบกลับออกไป ด้วยถ้อยคำของคุณวาสิฏฐีเหลือเกินว่ายังไม่เหมาะสมกับกาลเทศะที่จะคุยกันเรื่องนี้ หากแต่เต้ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็กลับช่วยออกหน้าแทนมาว่า

“เสร็จงานค่อยคุยกันนะครับป้า ตอนนี้มูนกำลังเสียใจ เห็นใจกันบ้าง เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะคุยเรื่องทำมาหากินของใคร แต่เป็นเวลาที่ควรจะแสดงความเสียใจกับการจากไปของคุณยายมากกว่า”

“พ่อพระเอกหนัง...แต่พวกลุงพวกป้าใจร้อน สิ้นคุณท่านก็เหมือนทุกอย่างสิ้น ”

“สิ้นคุณยาย ฉันก็สิ้นทุกอย่างเหมือนกัน ไม่ใช่แค่พวกลุง พวกป้า”  มูนพูดชัดถ้อยชัดคำ ให้ชาวบ้านเข้าใจว่า หลานแท้ๆอย่างตน สูญสิ้นเสียยิ่งกว่า

มูนรู้ซึ้งเลยถึงคำที่คุณยายเคยบอกแล้วว่า มีมากไปก็เป็นทุกข์ และมันก็เป็นทุกข์เฉกนี้เอง ที่ผ่านมาตนไม่เคยทุกข์เพราะคำว่า “มี” เคยแต่ทุกข์เพราะคำว่า “ขาด” ไม่เคยสนใจที่ดินหรือสมบัติชิ้นไหนของคุณยาย ขอเพียงอยู่กับคุณยายแล้วมีความสุขตนก็พอใจ

คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่า ดั้งเดิมที่นี่เคยเป็นแค่ที่ผืนเดียว แต่ด้วยความที่เป็นคนขยันรู้จักเก็บหอมรอมริบของคุณตาคุณยายทวด ที่ดินเพียงผืนเดียวนั้นก็ถูกดัดแปลงเป็นสวนผลไม้ทั้งมะพร้าว ลิ้นจี่และส้มโอ ก่อนจะขยายเป็นหลายๆผืน มูนแค่ฟังและรับรู้แต่ก็ไม่เคยคิดจะเยื้องกายลงไปดู หากบัดนี้เวลานี้ คงจำต้องสนใจ และแบกรับมาไว้ดูแล ความหนักใจจึงเริ่มบังเกิดอีกอย่างว่าตนจะจัดการกับของที่คุณยายทิ้งไว้ให้ทั้งหมดอย่างไร

‘เสร็จงานค่อยปรึกษาเต้ย’ มูนคิดไว้เช่นนั้น ทว่าชาวบ้านพวกนี้ก็มารบเร้าเอาคำตอบเสียก่อน จึงตัดบทไปด้วยความรำคาญ “ เอาล่ะจ้ะ...เอาเป็นว่า คุณยายทำอย่างไร ฉันก็จะทำเหมือนเดิม เข้าใจกันแล้วนะ”

“จำเริญๆ เถิดนะพ่อคุณ ใจดีเหมือนคุณท่านไม่มีผิด อย่าลืมที่บอกไว้นา เรื่องค่าเช่า”

“ไป ไป๊ พวกเอ็งได้ตามที่ต้องการแล้วก็ลงไปเสียที ข้ารำคาญนัก ไอ้พวกเห็นแก่ได้” ป้าเมี้ยนเดินเข้ามาช่วยไล่ตะเพิด ทำให้หลายๆคนที่เตรียมอ้าปากจะขอบ้างหุบปากลงและแตกฮือกระจัดกระจาย

“งั้นลาละจ้า พ่อหนุ่ม พรุ่งนี้จะมาช่วยใหม่...ไปก่อนนะพี่เมี้ยน”

“ไอ้พวกนี้นี่มันเหลือเกินจริงๆ คิดเอาแต่ตัว มันถึงทำมาหากินเท่าไรก็ไม่เจริญ” ป้าเมี้ยนยังคงส่ายหน้าพูดไปด้วยความโมโห

“ช่างเขาเถอะป้าเมี้ยนพวกเขาคงร้อนใจจริงๆ” มูนบอกป้าเมี้ยนไปอย่างนั้นเพื่อให้คลายอารมณ์กรุ่น แต่ลึกๆก็อดไม่ได้ที่จะเห็นด้วย พวกนี้แหละคงเป็นคน ที่เรียกว่า คอหยักๆ สักแต่ว่าคน ไม่รู้ว่าคุณยายทนได้อย่างไร

“เฮ้อ....ว่าแต่คุณมูนทานอะไรหรือยังคะ ถ้ายัง ทานสักหน่อย เถอะค่ะ”

“รับแต่ช็อคโกแลตอุ่นๆ ไปเมื่อบ่าย บอกตรงๆว่ารับอะไรต่อไม่ลง” มูนตอบมาเอื่อยๆ เหนื่อยกาย เหนื่อยใจยิ่งนัก

“แต่มูนต้องกิน อย่าดื้อไม่เข้าเรื่อง ถ้าไม่กินจะเอาแรงที่ไหนมาสู้กับวันพรุ่งนี้” คำสั่งประกาศิตดังกังวานขึ้นจากข้างๆทั้งควัน และเป็นคำสั่งที่มูนจำต้องปฏิบัติตามอย่างเลี่ยงไม่ได้  “รบกวนป้าเมี้ยนช่วยจัดให้หน่อยนะครับ”

“ได้สิคะ เดี๋ยวป้าจัดข้าวต้มให้”

“ขอเป็นน้ำข้าวผสมน้ำผึ้งเหมือนตอนเด็กๆดีกว่าจ้ะ”

“ไม่ได้...เอาเป็นนมอุ่นๆดีกว่า” เต้ยแย้งพลัน

“แต่มูนอยากรำลึกถึงค่าน้ำข้าวต่างน้ำนมของคุณยาย”

“แต่นี่เป็นคำสั่ง อย่าดื้อไม่เข้าเรื่อง” เต้ยสั่งมูนแกมดุนิด แล้วหันไปย้ำกับป้าเมี้ยนข้างๆ “เอาเป็นนมอุ่นๆ แทนนะครับป้าเมี้ยน”


มูนยิ้มน้อยๆ ยอมรับคำสั่ง ก่อนจะทรุดกายลงกลางหอนั่ง ...นั่งเฝ้าคุณยายเงียบๆ เต้ยเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารแม่มณีดวงน้อยของเขาจับใจ นับว่ายังดีที่อดีตของแม่มณีเคยพบกับความสูญเสียแต่เด็กๆมาบ้างแล้ว จึงมีส่วนให้แม่มณีของเขามีพื้นฐานของความแกร่งอยู่บ้าง มิฉะนั้นมณีดวงนี้ คงมิใช่เป็นแค่มณีร้าว คงจะเป็นมณีที่แตกสลายกระจัดกระจายไม่มีชิ้นดี

“เช็ดหน้าเช็ดตาหน่อย เดี๋ยวเต้ยไปเอาผ้าเย็นมาให้ รอเต้ยตรงนี้นะ”

เต้ยเดินเลี่ยงไปบ้าง จำปล่อยให้แม่มณีนั่งลำพังคนเดียวสักพัก เพราะดูท่าแม่มณีคงอยากนั่งคุยกับคุณยายเงียบๆตามประสายายหลาน เดินไปใจก็มิวายห่วง ต้องชม้ายชายตามาแลอยู่เนืองๆ เปรมกับช้างและเจ้ามอสเห็นเข้าทีแรกก็จะเข้ามานั่งเป็นเพื่อน แต่พอเห็นเต้ยหยุดยืนส่ายหน้า เลยรู้ว่าเวลานี้ ไม่เหมาะที่จะเข้าไป ทั้งหมดจึงเดินเลี่ยงไปอีกทาง

“น้องมอสครับ คืนนี้พี่เปรม นอนด้วยนะครับ” เปรมเดินกอดคอมอสพูดขึ้นทำลายความเงียบ วังเวง ที่จับเข้ามาเฉียบพลัน 

“ได้สิครับ แต่พี่เปรมไม่กลัวเหรอ”

“กลัวทำไม คุณยายท่านใจดี ...มอสก็ต้องไม่กลัวคุณยายนะรู้ไหม”

“ไม่ใช่คุณท่านฮะ ....แต่เป็น” มอสบุ้ยปากไปทางนางพญาช้างสารที่เงียบงันจนผิดปกติกำลังเดินนำอยู่ข้างหน้า แล้วบอกกับพี่ชายนายตำรวจต่อมาว่า “พี่ช้างเขานอนด้วยก่อนมาหลายคืนแล้ว แต่มอสว่ายังไงพี่เปรมก็ต้องนอนแหละ เพราะคืนนี้ป้าเมี้ยนคงจัดห้องนอนให้ใหม่ไม่ทัน”

“ฉิบหายแล้วมอส.....ซวยกระเจี๊ยวแน่ๆ เอาอีช้างนรกตกมันนั่นมานอนได้ไง”

ที่จริงเปรมไม่ใช่คนเรื่องมาก นอนที่ไหนก็นอนได้ แต่ไม่ใช่นอนกับช้าง แม้จะอยู่ในอาการเศร้าเพียงไร หมวดเปรมก็ยังไม่วายด่ากระทบคู่ปรับเก่า ด่าเพียงเบาๆเอาพอกระซิบกระซาบ ทว่าหมวดเปรมคงลืมไปเสียแล้วกระมังว่า ตามธรรมชาติของช้างนั้นหูใหญ่ พูดอะไรนิดเดียวก็ได้ยินครบถ้วน แล้วเสียงแปร๋นโกญจนาทที่เงียบมานานตั้งแต่บ่ายก็แผดขึ้นทันใด

“นอนกับกูมันจะเป็นอะไรนักหนา ไม่ต้องกลัวหรอกนะ คืนนี้ กูไม่มีอารมณ์เสพสังวาสกับตัวผู้ตัวใดๆทั้งสิ้น ยิ่งเป็นตัวผู้อย่างมึง ยิ่งหมดอารมณ์ ใครเอามึงเป็นผัวก็คงซวยของลับ ”

“อีห่านี่ ยังจะเสือกได้ยินอีก”

“กูมีหู แล้วตกลงมึงจะนอนหรือไม่นอน”

“นอนก็ได้....ถ้ามึงลวนลามกู กูกระซวกไส้แตกแน่”

เสียงปะทะคารมของเปรมกับช้างยังมีอีกเป็นระยะก่อนจะเงียบหายไป บรรยากาศจึงเงียบสงัด แขกเหรื่อกลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่แสงไฟสลัวๆ จับทั่วหอนั่ง น้ำมันหอมกลิ่นมะลิผสมกลิ่นจันทน์กระพ้อ โชยชาย ความหอมเย็นชวนให้วังเวง ท้องฟ้าเริ่มกระจ่างหลังฝนหยุด พระจันทร์ดวงกลมโตกลางฟ้า จึงค่อยๆแย้มกลีบเมฆทะมึนออกมาสาดส่อง แอบมองให้กำลังใจพระจันทร์ดวงน้อยที่ลอยเคว้งคว้างอยู่เบื้องล่างดวงเดียว

มูนยังคงนั่งนิ่ง นึกถึงเรื่องเก่าๆ อีกหลายๆเรื่องตั้งแต่ครั้งคุณยายยังอยู่ แล้วน้ำตาก็หยดลงมาอีกครั้งอย่างไม่ขาดสาย ตั้งใจขับให้มันไหลออกมาให้หมดภายในคืนนี้เท่านั้น ตื่นมาพรุ่งนี้จะต้องเข้มแข็ง ตนเสียคุณยาย แต่วันนี้ยังมีเต้ย และอีกหลายๆคนเคียงข้าง ก็นับว่าโชคชะตาไม่โหดร้ายเกินไปนัก กำลังใจจากคนเหล่านี้แหละ ที่จะทำให้ตนยืนขึ้นได้ในวันพรุ่งนี้

“ยายจ๋า หนูจะต้องเข้มแข็งให้ได้”

มือน้อยๆ จึงยกขึ้นมาเช็ดน้ำตา ทว่าเช็ดเท่าไรก็ไม่หมด จึงเปลี่ยนไปเอื้อมหยิบรูปถ่ายคุณยาย มากอดไว้แนบอก ใช้ต่างโผเข้ากอดซุกอกคุณยายคล้ายตอนเด็กๆ แล้วทรุดกายลงนอนกับผืนพรมทอมือกลางหอนั่งช้าๆ ร่างบางสั่นพร่า ปล่อยน้ำตา ให้รินรดรูปคุณยายอยู่อย่างนั้น

“ยายจ๋า...กอดหนูหน่อย อย่าปล่อยให้หนูกอดยายคนเดียวสิจ๊ะ”

เสียงสะอื้นร่ำไห้ดังเข้าไปถึงข้างใน เต้ยรีบซอยเท้าวิ่งออกมา พร้อมผ้าเย็นในมือ พอดีกับป้าเมี้ยนที่เตรียมยกนมอุ่นๆมาเสิร์ฟ เต้ยจึงอาสายกมาให้เสียเอง แล้วเขาก็เห็นภาพที่ทำให้เข่าของเขาแทบทรุด แม่มณียอดดวงใจ เอารูปคุณยายที่ตั้งไว้มากอดไว้แน่นแนบอก นอนร้องไห้อยู่กลางพรม  เต้ยแทบจะถลันวิ่งเข้ามาหา วางแก้วนมลงได้ ก็ประคองมูนมากอดไว้แน่น

“มูน...มูนจ๋า ไหนว่าจะไม่ร้องแล้วไงคนดี โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง โอมเพี้ยง”  เต้ยทำตนอย่างกับเป็นผู้ใหญ่ ยามปลอบเด็กๆให้หยุดร้องไห้ พูดจบก็เป่าพรวดลงไปตรงกลางกระหม่อม แล้วค่อยๆดึงรูปคุณยายวางคืนไว้ที่เดิม

“ขออีกนิดเถอะนะเต้ย”

“ก็ได้ งั้นร้องเสียให้พอ แล้วต้องดื่มนมแก้วนี้ให้หมด หมดแล้วจะได้พักผ่อน” เต้ยพูดไปก็ใช้ผ้าเย็นเช็ดหน้าเช็ดตาให้มูน ค่อยๆยกน้ำข้าวป้อนเข้าปาก  หมาบ้าอย่างเขา ไม่เคยเชื่องและอ่อนโยนถึงขนาดนี้  เพราะความรักที่ล้นหัวใจ แท้ๆทีเดียวที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป

“มูนเคยนอนตรงนี้ นอนบนตักคุณยาย ฟังคุณยายร้องเพลงกล่อมจนหลับ แต่ต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว” มูนยังคงพูดขึ้นด้วยเสียงสะอื้น ชวนให้เวทนาจับเข้าไปถึงกลางใจ

“มีสิมูน....เพราะตั้งแต่นี้ต่อไปเต้ยจะร้องเพลงกล่อมมูนแทนคุณยายเอง”

เต้ยพูดจบก็ใช้มือแข็งแรงทั้งสองข้าง ค่อยๆดึงกายมูนออก ช้อนศีรษะยอดดวงใจเข้ามานอนหนุนตักอย่างแผ่วเบา แล้วมือนั้นก็ใช้ปลอบประโลม ลูบผม ลูบหน้า ลูบหลัง อย่างที่แม่ของเขาเคยทำให้ยามเขางอแงเมื่อตอนเด็กๆ น้ำตาพระจันทร์เริ่มเหือดหาย เสียงสะอื้นเริ่มซา มีเพียงแต่เสียงน้ำค้างที่ดังเปาะแปะ ระคนเสียงกรุ๋งกริ๋งของกระดิ่งใบเล็กๆที่แขวนไว้ตามชายคายามต้องแรงลมเป็นดนตรีสอดประสาน มิช้านานเสียงกังวานหวานซึ้งที่สุด ที่ไม่เคยมีให้กับใคร ก็ขับขานเป็นบทเพลง สะกดให้พระจันทร์สงบลงได้อย่างอัศจรรย์

 “นวล........เจ้าพี่เอย         คำน้องเอ่ยล้ำคร่ำครวญ
ถ้อยคำเหมือนจะชวน     ใจพี่หวนครวญคร่ำอาลัย

น้ำตาอาบแก้ม    เพียงแซมเพชรไสว
แวววับจับหัวใจ         เคล้าแสงไต้งามจับตา” *

เต้ยดำเนินบทเพลงที่เขาจำได้ไปเรื่อยๆ ยิ่งร้อง มูนก็ยิ่งกอดเอวเขาแน่น ซุกหน้าลออลงแนบชิดตักกว่าเคย เสียงลมหายใจเริ่มผ่อนลงสม่ำเสมอและเริ่มดังอ่อนๆ  เป็นสัญญาณให้รู้ว่าในอีกไม่ช้านาน พระจันทร์จะได้พักผ่อนแล้ว

“น้ำตาแสงไต้    ดื่มใจพี่ร้าวระบม
ไม่อยากพรากขวัญภิรมย์ .....”

เต้ยหยุดไว้แค่นั้นไม่ยอมต่อให้จนจบ เพราะท่อนสุดท้าย มันเศร้านัก และไม่ควรร้องต่อไปให้พระจันทร์ได้ยิน หากเสียงนุ่มแผ่วเบากลับต่อขึ้นมาให้เสียเองว่า

“ จำใจข่ม...ใจไปจากนวล”   

“ไม่มีวัน ไม่มีวันจะเป็นเช่นนั้น ท่อนสุดท้ายต้องเปลี่ยนเป็นอย่างนี้ต่างหาก” เสียงกังวานหวานซึ้งหยุดชะงักเพียงครู่ แล้วร้องท่อนสุดท้ายมาเสียใหม่ทันใด 

“น้ำตาแสงไต้   ดื่มใจพี่ร้าวระบม
ไม่อยากพรากขวัญภิรมย์ ....จำใจข่ม ตายแทนจากนวล  ”

“อย่า...อย่าตายนะ  มูนไม่ยอม” เสียงนุ่มๆ เริ่มแผ่วเบาลงไปอีก เปลือกตางามหรุบปิดสนิทแน่นลงแล้ว

“ยังหรอก เราจะต้องได้อยู่ด้วยกัน”

“สัญญานะ....”

“สัญญาอีกครั้ง ด้วยเกียรติยศของอัครพงศธร.....เต้ยสัญญา”

แล้วเสียงทั้งมวลก็เงียบลงโดยดุษฎี เต้ยช้อนพระจันทร์ดวงน้อยที่หลับสนิทไปแล้วขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน เดินลงจากหอนั่งพาเข้าห้องนอน ที่ผ่านมา เขาได้แต่ “รังแก” บัดนี้ถึงเวลาที่จะได้ “ดูแล” แล้ว และเขาก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่วว่าจะไม่ยอมให้ใครแม้แต่ “แม่” มาทำให้ความตั้งใจนี้พังทลาย

แสงไฟกลางหอนั่งหรี่ลงสลัวรำไรยิ่งกว่าเดิม ทว่าในความสลัว คล้ายมีสายตาคู่หนึ่ง กำลังมองตามเต้ยกับมูนด้วยความสุขใจเหลือคณา และเต้ยก็เสมือนรู้สึกได้ จึงหันหน้ากลับไปทางหอนั่ง กล่าวขึ้นทั้งๆที่ยังอุ้มมูนทิ้งท้ายว่า

“คุณยายรักมูนเท่าไร ขอให้รู้ไว้ เต้ยจะรักมูนให้ยิ่งกว่า หลานเขยคนนี้ขอสัญญา หลับให้สบายนะครับคุณยาย!!!”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
รุ่งขึ้นทั่วทั้งบ้านสวน ก็ดังกังวานหวานแว่วด้วยเพลงลูกกรุงเพลงเพลงโปรดของคุณยายไปทั่วทั้งบริเวณ ขับกล่อมแทนวงมโหรีปี่พาทย์มอญที่ควรจะใช้บรรเลงขับขานในงานศพ แม้หลายๆคนจะค้านว่าผิดธรรมเนียม ทว่าเป็นเพลงที่คุณยายชอบ มูนจึงมิสนใจในคำทัดทานนั้น และด้วยเพราะเต้ยที่คอยปลอบประโลมและดูแลอยู่ไม่ห่าง ร่างโปร่งระหงจึงตั้งตรงได้ดังเดิม ใบหน้าเรียบลออเหลือเพียงแค่รอยโศกไว้ในดวงตา แม้ความแกร่งจะกลับมายังไม่ถึงร้อย หากก็สามารถทำให้ป้าเมี้ยน ช้างและหมวดเปรมพอใจในความแกร่งนั้น ทุกๆคนรู้สึกขอบคุณเต้ยที่ยังสถิตอยู่เป็นหลักใจ ให้พระจันทร์ได้พักพิงในเวลานี้  ไม่อยากจะคิดเลย ถ้าเมื่อวานไม่มีเต้ยอยู่ มูนจะแย่ขนาดไหน และคงต้องขอบคุณโชคชะตาที่ลิขิตให้เกนหลงเลิกกับเต้ยในช่วงเวลาพอเหมาะพอเจาะพอดี

“เก่งมากมูน ต้องอย่างนี้สิ” หมวดเปรมเดินเข้ามาหามูนกับเต้ยทันทีที่เห็นทั้งสองเดินเคียงคู่กันมา ทักทายด้วยความชื่นชม บีบมือให้กำลังใจมูนแน่น แล้วถามต่อขึ้นเชิงปรึกษา   “มูนมาก็ดีแล้ว เราจะถามว่า จะให้เราโทร.บอกพวกเพื่อนๆ ร่วมรุ่นไหม”

ด้วยความที่บ้านสวนคือโลกใบน้อยๆ ไม่เคยพาใครมาเยือนยกเว้นเสียแต่เพื่อนสนิทซึ่งก็มีแต่ช้าง ที่เหลือก็บุกเข้ามากันแทบทั้งสิ้น และเพื่อนร่วมรุ่นเหล่านั้น ก็มิรู้จักมักคุ้นกับคุณยาย ความตั้งใจจึงอยากคงลักษณะเดิมไว้คือเก็บโลกใบนี้ให้อยู่ในหมวดหมู่ของคำว่า “ส่วนตัว” แม้จะยืนหยัดได้แล้ว ทว่าสมองตอนนี้ยังมิคลายอึงอล มิสามารถตัดสินใจอะไรเองได้ จึงต้องยึดเต้ยเป็นที่พึ่งเท่านั้น

“คงแล้วแต่เต้ย...เต้ยว่าไงเราก็ว่าอย่างนั้น ”

“อย่าให้มันวุ่นวายถึงขนาดทั้งรุ่นไอ้หมวด เอาแค่กลุ่มเราพอ ” เต้ยหันไปตอบหมวดเปรม แล้วหันกลับมาอธิบายให้มูนฟังว่าทำไมถึงเลือกแค่กลุ่มของเขา “ เอาไอ้พวกนี้มา มันพอช่วยงานได้น่ะมูน ที่สำคัญคือพวกมันไม่พูดมาก ก็พวกไอ้แบงค์ผัวเก่าอีช้างแหละ มูนจำได้ไหม ”

มูนพยักหน้ารับและเข้าใจได้ทันทีว่า ไม่พูดมากของเต้ยคืออะไร เต้ยคงไม่อยากตอบคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตนหรือเขากับเกนหลงมาก หรือไม่ก็อาจจะต้องการจำกัดวงรู้เรื่องของเขาเพียงแค่เฉพาะกลุ่ม อารมณ์ซ่อนซึ้งจึงแทรกเข้ามา จนเสียงนุ่มๆต้องหลุดออกจากปาก

“ถ้าพวกนั้นมา เต้ยไม่อายเพื่อนเหรอ ที่มาอยู่กับมูนที่นี่ แล้วถ้าพวกนั้นเห็น เอาไปพูดกันล่ะ”

“ไม่เห็นจะต้องอายอะไรเลยนี่ มันจะพูดก็ให้มันพูดไป เห็นแล้วจะเลิกคบก็ไม่ว่า เต้ยไม่สนใจ อันที่จริงมันควรรู้ตั้งแต่เต้ยอยู่มอหนึ่งซะด้วยซ้ำ ดีซะอีกจะได้รู้ว่าใครเป็นเพื่อนแท้” เต้ยกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงและสายตาจริงใจ โดยเฉพาะประโยคต่อมา

“ เอาพวกมันมาแค่นี้ดีแล้ว เต้ยไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายกับบ้านของเราอีก”

มูนยิ้มออกมาได้ทันที “บ้านของเรา” เป็นยาขนานดีที่รักษาใจได้อีกครั้ง จึงบีบมือเต้ยแน่น แทนคำขอบคุณจากใจ ช้างเองที่ได้ยิน จากที่เคยยกคุณเต้ยของมันขึ้นหิ้ง ก็ไม่รีรอที่จะยกเจ้าชายของมันใส่พานทองแท้แล้ววางบนหิ้งอีกที

“ดีค่ะจะได้มาช่วยกัน แต่ถ้ามา แล้วพูดมากน้องอัยจัดการให้เอง” นางคชสารกราบทูลขึ้นเป็นการเป็นงานผิดปกติ อันที่จริงเจ้าชายควรจะปูนบำเหน็จรางวัลให้ในความจงรักภักดี แต่ก็ดันไม่สบพระอารมณ์ เพราะอีนังนางพระกำนัลดันพูดต่อท้ายให้เชิญคนบางคนที่เจ้าชายไม่เคยทรงโปรดมาด้วย

“โทร.บอกพี่อั๋นด้วยก็ดี....เขาคุ้นกับมูนอยู่”

“ไม่ต้อง!! โทร.บอกพวกมันหาเหี้ยอะไร มูนได้กำลังใจจากกูคนเดียวพอแล้ว” เต้ยขัดขึ้น ทำตัวอย่างกับเด็กๆหวงของ งอแงไม่เลือกสถานการณ์ แต่ก็ไม่มีใครโกรธ เพราะเข้าใจอารมณ์เต้ยดี

“ค่า.... ไม่โทร.ก็ไม่โทร. รู้ว่าหวง ว่าแต่ อีนังเกนหลงล่ะ ต้องบอกมันไหม แต่น้องอัยว่า.....”

“โทร.สิ เดี๋ยวกูจัดการเอง”

หมวดเปรมพูดแทรกมาทันใด ตัดสินใจแทนเต้ยที่กำลังจะอ้าปากตอบ แล้วนายตำรวจหนุ่ม ก็ลุกพรวดออกไป คว้าโทรศัพท์ ต่อสัญญาณรวดเร็ว จนนางคชสารมองตามอย่างแปลกๆ จนต้องเอ่ยปากเปรยกับเจ้าชายและมูนที่นั่งฟังเงียบๆ

“ทำไมมันต้องกระตือรือร้นอย่างนั้นด้วย แต่อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลย ฉันเห็นว่าไม่ควรชวนมา เพราะอีนั่น มันอาจสร้างปัญหาให้อีก ว่าแต่ คุณเต้ยไม่โกรธนะคะ ที่น้องอัยพูดตรงๆ”

ประโยคของช้าง ทำให้มูนอดไม่ได้ที่จะหันหน้ามามองเต้ยรอฟังคำตอบ และเต้ยก็ตอบมาได้อย่างรวดเร็วแทบจะไม่เสียเวลาคิดเลยเสียด้วยซ้ำ  “ ไม่...เพราะกูก็คิดเหมือนกัน ขนาดกูอยู่กับเขามานาน กูยังไม่เคยรู้เลยว่าเกรซคิดอะไรอยู่”

มูนรู้สึกโล่งใจแปลกๆ ที่เต้ยตอบไปอย่างนั้น แต่ก่อนที่เต้ยจะพูดอะไรต่อ หมวดเปรมก็เดินหน้ายุ่งกลับเข้ามา บอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแทรกมาว่า

“ปิดเครื่องว่ะ สองสามวันมานี่แม่งปิดเครื่องตลอด”

“แล้วมึงโทร.หาอีเกรซมันทำไมตลอดสองสามวัน”ช้างถามขึ้นตรงใจกับเต้ยพอดี

“เอ่อ...ก็จะโทรไปจัดการเรื่อง ฟ้องแม่เต้ยไง” เปรมอึกอักเพียงครู่ ก่อนจะตอบมาอย่างกระท่อนกระแท่น

เหตุผลพอฟังขึ้น ทว่านางคชสารกลับชายตามองคู่ปรับอีกครั้ง และคู่ปรับเองก็รู้ตัว แต่ก็ฝืนทำหน้าปกติ จนท้ายสุดนางพระกำนัลร่างใหญ่ จึงถ่ายทอดราชโองการให้เปรมรับรู้

“ไม่ต้องโทร.บอก คุณเต้ยตัดสินใจแล้ว....ตามนั้น”

หมวดเปรมหันมามองหน้าเต้ยอย่างไม่เชื่อหู แต่ครั้นพอได้เห็นทีท่าของเพื่อนสนิทจึงรับรู้ว่าเป็นดังที่ช้างบอก และเปรมก็ไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนคำสั่งนั้น ได้แต่เก็บอาการและถอนหายใจ เดินเลี่ยงออกไปอีกครั้งโทร.บอกเพื่อนในกลุ่มตามรับสั่งแรก

“พูดถึงโทรศัพท์ มูนเกือบลืมไปว่าต้องโทร.บอกที่สตูดิโอ ให้เขาหาคนสอนแทนมูน เพราะมูนคงไปสอนไม่ได้อีกหลายวัน งั้นเดี๋ยวมูนมานะ ขึ้นไปเอาบีบีก่อน” มูนนึกขึ้นได้ พูดจบก็เดินเลี่ยงออกไป แต่เต้ยก็รั้งไว้ด้วยเพราะไม่อยากให้ไกลหูไกลตา
 
“เอาของเต้ยโทร.ก็ได้” เต้ยยื่นแบล็คเบอร์รี่ให้ แม้ในใจจะกล้าๆกลัวๆ ทว่าเขารู้ดีว่า คนอย่างแม่มณีจะไม่มีวันเช็คโทรศัพท์ของเขาเป็นเด็ดขาด เหมือนเกนหลงที่ไม่เคยเช็คเลยสักครั้ง

“จำเบอร์ไม่ได้น่ะ เดี๋ยวมูนมา”

มูนใช้ระยะเวลาไม่นานนักในการเดินกลับเข้าห้อง หยิบแบล็คเบอร์รี่คู่กายที่ไม่ได้หยิบมาตลอดทั้งวันเมื่อวานขึ้นมาต่อสายแจ้งลากับทางสตูดิโอจนเรียบร้อย แล้วแบล็คเบอร์รี่แมสเซ็นเจอร์ถูกใช้ระบายความรู้สึกเช่นเคยหลังวางสาย

มณีจันทร์
Available – RIP คุณยาย

มูนตั้งสเตตัสไว้เช่นนั้น มิได้สนใจ รีเซ็นท์อัพเดท หรือสเตตัสใหม่ๆของเพื่อนๆที่มีอยู่ในลิสต์อันน้อยนิดและไม่เคยคิดที่จะกดเข้าไปดู การแจ้งเตือนเหล่านั้นยังคงถูกละเลยเหมือนเดิม แต่ถ้าหากวันนี้ลองคลิ๊กดู ก็คงจะรู้ว่าใครบางคนตั้งสเตตัสเดียวกันกับตน ยิ่งถ้าดูเวลาอัพเดท จะเห็นว่าเขา ตั้งไว้ก่อนตนเสียด้วยซ้ำ

คุณหลวง
Available – RIP คุณยาย

ที่สำคัญคนตั้งก่อนได้ตามขึ้นมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องแล้ว นิ้วโป้งทั้งสองข้างของเขาระรัวลงไปบนแป้นรวดเร็ว ส่งผ่านความรู้สึกเสียใจในส่วนตัวของ “คุณหลวง” ไปยัง “แม่มณี” ที่อยู่อีกฟากฝั่งซึ่งมีเพียงแค่ผนังไม้สักทองกั้น

 “พี่ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคัฟ”

เสียงติ๋งจากปลายทาง ดังผ่านผนังไม้ออกมา แล้วเสียงกริ๋งในมือคุณหลวงพร้อมไฟแดงวาบๆก็ดังขึ้นตอบรับเฉกเช่นกัน คนที่อยู่ในห้องควรจะได้ยินเสียงนั้น หรือไม่ก็ได้ยินแล้ว หากแต่ไม่เฉลียวใจ และด้วยสเตตัสที่ตั้งไว้ มณีดวงน้อยจึงไม่แปลกใจที่เขาคนนี้จะรู้   

“ขอบคุณมากคุณหลวง”

“เข้มแข็งนะคัฟ พี่เป็นกำลังใจเสมอ” คุณหลวงหนุ่มหน้าห้อง ทรุดกายลงนั่งแล้วพิมพ์ตอบกลับ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน “ครับ” ในภาษาเขียนของเขา ก็ยังคงเป็น “คัฟ” แบบแบ๊วๆเสมอ

“วันนี้ไม่ร้องไห้แล้ว”

“เยี่ยมคัฟ...เก่งมาก” คุณหลวงพิมพ์ตอบกลับรวดเร็วเฉกเคย เมื่อสิ้นประโยคก็ปิดท้ายด้วยไอค่อนรูปหัวแม่มือชูให้ยกย่องในความเข้มแข็ง

“โชคดีที่มีเต้ยอยู่”

“นายคนในรูปเหรอ เขาดูแลแม่มณีดีไหมคัฟ”

“ดีที่สุดจนกระทั่งเสียเขาไม่ได้ สิ่งใดๆที่มีในตอนนี้ ก็คงเทียบไม่ได้กับเขา หากไม่มีเขา เราคงขาดใจ”

มณีจันทร์ส่งผ่านความรู้สึกทั้งมวลลงไปในประโยคนั้น และประโยคนี้เองที่ทำให้คนอ่านรู้สึกว่า ชีวิตและลมหายใจของเขามีค่า เพื่อต่อลมหายใจและหัวใจของคนส่งมาให้ดำเนินได้ต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง

เสียงห้าวกังวานดังขึ้นกลางสมองบอกกับตนเอง อีกมิช้านาน “นายคุณหลวง” จะไม่มีตัวตน
ทุกวันนี้ได้รู้จักใจและแม่มณีก็หันกลับมามองตนแล้ว บทบาทคุณหลวงควรสิ้นสุดลงเสียที

ทว่ายังไม่ใช่วันนี้ เวลานี้.....รอแม่มณีหายโศกอีกสักนิด แล้วเขาจะเข้าไปยืดอกรับผิด สารภาพอย่างลูกผู้ชายว่าที่ทำไปทั้งหมด เพียงเพื่อได้ใกล้ชิดหัวใจของแม่มณีเท่านั้น มิได้ตั้งใจลวงหลอกประการใด ทุกอย่าง....เกิดขึ้นเพราะความขลาด ความเขลาไม่รู้จักหัวใจตนเองแต่แรกแท้ๆ ทีเดียว

ขลาด...ที่จะเข้าไปคุยด้วยดีดี
เขลา....ที่เข้าไปรังแก เพื่อกลบเกลื่อนหัวใจที่แท้จริง

“เขาดีอย่างนี้ แล้วถ้าวันหนึ่งข้างหน้า เขาทำแม่มณีเสียใจล่ะ จะโกรธเขาไหม”

“ที่ผ่านมา เราโกรธเขาจริงๆจังๆ ได้ไม่เคยนานเลยสักครั้งเดียว”

“ชื่นใจที่สุด ขอบคุณคัฟ” นายคุณหลวงเผลอตัวลืมสวมบทบาทพระเอกทวิภพตอบกลับไป ครั้นพอนึกได้ก็รีบพิมพ์แก้ต่อไปว่า “แทนเขาน่ะ....ว่าแต่แม่มณีพูดเองนะ”

“ทำไมเหรอ” มณีจันทร์พิมพ์ถามกลับด้วยความสงสัยครามครัน หากก็ไม่มีประโยคพิมพ์ตอบรับแต่กลับมีเสียงดังขึ้นที่หน้าห้องมาแทน

“พี่เต้ยครับ มานั่งแชทอยู่นี่เอง พี่เปรมกับพี่ช้างบอกว่า ให้พี่เต้ยลงไปช่วยดูหน่อยว่าจะให้กางเต็นท์ตรงไหน เพราะคืนนี้แขกคงมาฟังสวดกันเยอะกว่าเมื่อคืน แล้วพี่มูนไปไหนครับนี่”

“พี่อยู่นี่มอส” มูนเปิดประตูห้องออกมาทันที เห็นเต้ยกับมอสยืนคุยกันอยู่ จึงถามออกไป “ มีอะไรกันเหรอ แล้วเต้ยขึ้นมาเมื่อไร”

“เพิ่งขึ้นมาสักครู่น่ะ ว่าจะเข้าห้องไปหา พอดีเจอมอสก่อน”

 เต้ยไปได้อย่างน้ำขุ่นๆ โชคดีเหลือเกินที่มูนไม่ได้เอะใจอะไรมาก แม้เมื่อครู่เจ้ามอสก็ทักว่านั่งแชทมาเสียลั่น แบล็คเบอร์รี่ในมือจึงถูกสอดซ่อนใส่กระเป๋าหลังกางเกงยีนส์ขาเดฟพลัน ในจังหวะเดียวกันกับเสียงกริ๋งกังวาน ยามมูนก้าวขาออกมาจากห้อง กดประโยคที่พิมพ์คาไว้ส่งออกไป

“อ้าว..คุณหลวง ไปไหน”

มูนยืนนิ่งเงี่ยหูฟังชั่วครู่ เพราะเหมือนจะได้ยินเสียงกรุ๋งกริ๋งแปลกๆ ส่วนเต้ยก็ยืนร้อนๆหนาวๆ แต่ท้ายสุดก็หักใจแก้เก้อด้วยการเข้ามาโอบเอว ประคองมูนพาเดินลงไปหาเปรมกับช้าง ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ พูดขึ้นว่า

“น้องมอสมาตามให้เราสองคนลงไปดูว่าจะตั้งเต็นท์ตรงไหนน่ะมูน ไปดูพวกนั้นกันเถอะ”

“อืม” มูนพยักหน้ารับคำ แล้วยอมเดินตามไป แต่ก็ไม่วายถามขึ้นว่า “เหมือนได้ยินบีบีดัง ของเต้ยหรือเปล่า แปลกเนอะบังเอิญได้ พอมูนกดส่งหาเพื่อนก็เหมือนของเต้ยดังขึ้นพอดี”

“คงบังเอิญน่ะมูนจ๋า ไปกันเถอะ เดี๋ยวสองคนนั่นรอ” เต้ยแอบระบายลมหายใจ นึกขอบคุณสวรรค์ยกใหญ่ที่ทำให้มูนคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

‘แบล็คเบอร์รี่เจ้ากรรม’ ที่เกือบพาเจ้าของซวยยังถูกซุกไว้ในกระเป๋าหลังกางเกงแน่น ต่างกับ ‘แบล็คเบอร์รี่มีกรรม’รุ่นเดียวกันอีกเครื่อง ที่ถูกเขวี้ยงกระทบกับผนังห้องจนฝาหลังและแบตหลุดกระจาย แบล็คเบอร์รี่เครื่องนี้ ไม่ได้ทำอะไรผิด มันเพียงแค่ทำตามหน้าที่ ขยายรูปดิสเพลย์ของมณีจันทร์ให้กับอัศวินหน้าตี๋ผู้เป็นนายของมันได้เห็น

แบล็คเบอร์รี่มันคงไม่โดนทำโทษ ถ้ามันฉายรูปมณีจันทร์เดี่ยวๆ
ทว่ามันบังอาจ....ขยายภาพรูปคู่ แม่มณีกับคนสารเลว

นับแต่วันเกิดเรื่อง แม่มณีไม่ติดต่อมาเลยสักนิด หากก็ไม่ทำให้แค้นเคืองเท่าการเปิดประตูต้อนรับไอ้เลวเข้าบ้าน และไอ้คนสารเลวคนนี้ มันก็บังอาจเชยชมแม่มณีริมตลิ่ง ริมฝีปากงามที่ครอบลงไปตรงแกนกลางของมันคือภาพบาดตาบาดใจหลังเลนส์กล้องส่องทางไกล ที่สำคัญแม่มณีหลับตาพริ้มยามทำให้มัน นึกทีไรก็อยากเปลี่ยนใจเอาปืนส่องไปกลางกบาลนัก
 
“ไอ้เต้ย นายแย่งมูนไปจากฉัน”

ก้องคำรามกร้าว ฤทธิ์สุราเริ่มซา ยังคงนอนนึกถึงภาพเมื่อครู่ แต่แล้วก็ต้องผลุดลุกขึ้นมาทันใด เพราะสเตตัสที่เห็นใต้รูปดิสเพลย์ ยังพอจำได้ก่อนแบล็คเบอร์รี่จะแหลกสลาย มันเขียนไว้ว่า “RIP คุณยาย” และมันคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากความสูญเสีย

“เรส อิน พีซ คุณยาย....เป็นไปได้ยังไรกัน”

บ่ายคล้อยแล้วนางพญาคชสารร่างใหญ่  หลังจากช่วยเต้ยกับมูนและเปรมดูที่ทางกางเต็นท์เสร็จ ก็ลงมานั่งพับเพียบเรียบแปล้อยู่ตรงศาลาท่าน้ำคอยช่วยป้าเมี้ยนพับกลีบดอกบัวเพื่อใช้ตั้งหน้าศพคุณยายแลใช้ถวายพระ มือใหญ่ๆอวบอูมดูเหมือนจะไม่เหมาะกับดอกบัวบอบบางสักเท่าไร ทว่าผิดคาด เพราะดอกบัวดอกแล้วดอกเล่า ถูกคลี่ถูกพับกลายเป็นกุหลาบงามไม่แพ้ของป้าเมี้ยน  แม้มือจะทำงานเป็นระวิง หากแต่ปากของนางก็สามารถปรารภถึงคุณยายได้ไม่หยุดหย่อน ใบหน้าเริ่มผ่อนความเศร้าโศกลงบ้างแล้ว ถึงแม้จะไม่หมดซะทีเดียว ช้างยังคงพูดไปเรื่อยๆถึงเรื่องเก่าๆตอนมาเที่ยวบ้านมูนใหม่ๆ และอีกหลายๆเรื่อง จนมาถึงเรื่องท้ายสุด ที่ป้าเมี้ยนให้ความสนใจเป็นพิเศษ

“เมื่อคืนน้องอัยฝันเห็นคุณยายค่ะ ในฝันเห็นท่านแต่งชุดสวยเชียว ถือพัดจีบเหมือนหนู เดินอยู่บนบ้าน นึกๆแล้วก็น่าเสียดายท่านจัง ไม่น่าด่วนจากไปเลย” นังคชสารเหมือนจะเล่าลอยๆ  หากแต่ผู้มากวัยกลับวางดอกบัวในมือลงพลัน ถามขึ้นมาทันใด

“ฝันตอนเช้ามืดหรือเปล่าคะ”

“ค่ะป้าเมี้ยน น้องอัยตกใจตื่น ดูนาฬิกาก็ตีห้าครึ่งพอดีเป๊ะ มีอะไรหรือเปล่าคะป้าเมี้ยน” ช้างถามกลับอย่างสงสัย

“โบราณว่า ฝันตอนเช้ามืดจะแม่น คุณหนูน้องอัย ฝันเห็นท่านอย่างนี้ แสดงว่าท่านต้องมาให้ลาภแน่นอนค่ะ ป้าฟันธง” ป้าเมี้ยนตบกระดานดังปังมั่นใจเกินร้อย แล้วความสามารถพิเศษในการทำนายฝันแทนการทำดอกไม้ก็ถูกสำแดงมาอีกครั้ง

“คุณท่านน่ะเกิด พ.ศ. ๒๔๗๑ แปดสิบสี่เต็มพอดี แต่ปีเกิดน่ะมักไม่ออกหรอก ต้องใช้อายุ ผู้ชายเขาให้เพิ่ม ผู้หญิงเขาให้ลด เพราะฉะนั้น ก็ต้องแปดสาม ..สามแปด  ”

“อย่าบอกนะคะว่าป้าเมี้ยนตีหวย” ช้างวางดอกบัวลงบ้าง น้ำเสียงแปร๋นเหมือนจะเอ็ดว่างมงาย แต่ก็มิใช่ เพราะทีท่าที่ผงกเศียรใหญ่โต เหลียวมองซ้ายขวานั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคอเดียวกัน “ ใต้ดินหรือเปล่าคะ ...ถ้าใช่บาทละเท่าไร”

“ที่นี่เจ้ามือเขารวย เขาให้บาทละหกสิบห้าค่ะ แหม ดีนะที่คุณน้องอัยพูดขึ้น”

“ว้ายยยยยยยยยย  ให้เยอะกว่าที่กรุงเทพอีก” ช้างตบอกกรีดร้อง เมื่อได้ยินจำนวนเงินรางวัล ดอกบงดอกบัวไม่สนใจแล้ว รีบบอกป้าเมี้ยนว่า “น้องอัยว่าเราอย่ารอช้ากันเลยค่ะ ป้าเมี้ยน คุณยายอุตส่าห์มาให้ลาภ อย่าให้เสียความตั้งใจท่าน นี่เพิ่งบ่ายสอง หวยยังไม่ออก ว่าแต่ เราจะไปซื้อที่ไหนคะ ”

 “โฮ๊ย....เขามาจดถึงที่ค่า อีนังคนจดมันเป็นแม่ค้าข้ายโจ๊กชื่อนังเพ็ญ บ้านมันอยู่แถวนี้พอดี บอกมันว่าจะซื้อโจ๊กพิเศษ แค่นั้นแหละ มันมาถึงหน้าบ้านเลย” ป้าเมี้ยนพูดจบก็หัวเราะคิกคักประสานกับเสียงแปร๋นๆของช้างที่เพิ่งจะมีเสียงหัวเราะกันออกมาได้ แล้วผู้มากวัยก็ไม่รอช้า  หยิบโนเกีย๓๓๑๐ เก๋ากึกขึ้นมา ใช้ต่อสายเรียกโจ๊กดีลิฟเวอรี่ทันใด

“นังเพ็ญ ซื้อโจ๊กพิเศษตอนนี้ยังทันเนอะ”

“ทันจ้าป้า”

“งั้นมาเลยนะยะ ฉันจะรอที่เดิม”

 ป้าเมี้ยนวางสายได้ก็ ฉุดข้อมือคุณน้องอัยลุกพรวดจากศาลาท่าน้ำเดินปราดๆ นำทางข้ามท้องร่องไปที่โรงรถซึ่งใช้เป็นสถานที่รอซื้อโจ๊กเป็นประจำ เพราะกระทำกันในรั้วบ้านมิได้ เนื่องจากมูนห้ามนักห้ามหนา ผิดกับนางพญาคชสารเพื่อนสนิทลิบลับที่นอกจะไม่ห้ามแล้ว ยังเห็นดีเห็นงามจนแทบจะควบปุเลงๆ นำหน้าป้าเมี้ยนเสียด้วยซ้ำ

“ออกทางนี้ดีกว่าค่ะ ทางนั้นเดี๋ยวคุณมูนเธอเห็น เธอไม่ชอบอบายมุข เราต้องแอบๆ”

“ค่ะ.....ป้าเมี้ยน แต่อีนังมูนมันก็เหลือเกิน แค่ซื้อหวยจะอะไรนักหนา”

สองป้าหลานไม่รู้หรอกว่า แม้จะเลี่ยงไปอีกทาง หรือระมัดระวังเพียงใด หากก็มีบางคนได้ยินตั้งแต่ต้น จวบจนโทร.เรียกโจ๊ก ซึ่งเขาคนนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะฟังนักหรอก เขาแค่จะลงมาอาบน้ำที่ท่าน้ำเท่านั้น แต่ดันมาได้ยินเข้าโดยบังเอิ๊ญ บังเอิญ จึงค่อยๆย่องตามมาทั้งผ้าขาวม้าผืนเดียวที่นุ่งอยู่ เพียงเพราะอยากกินโจ๊กตอนบ่ายๆบ้าง เท่านั้นจริงๆ

“อีช้าง.....มึงเหยียบจมูกร้อยตำรวจโทเกินไปแล้ว  ต้องสั่งสอนเสียให้เข็ด !!”

ชั่วระยะเวลาไม่นาน ป้าเมี้ยนกับช้างก็มายืนรอหน้าโรงรถเรียบร้อย ทั้งสองยืนเพียงชั่วครู่แล้วรถมอเตอร์ไซค์ขายโจ๊กก็เข้ามาจอดเทียบท่า ป้ากับหลานไม่รอช้าอ้าปากสั่งซื้อโจ๊กตามที่ตั้งใจ ทั้งเพิ่ม ทั้งลด สลับบนสลับล่าง โดยมิได้สนใจเลยว่า มีคนอยากกินโจ๊กยืนดูอยู่ข้างหลังอีกคน

“น้องอัยแทงแปดสาม สามแปด บนล่าง ห้าร้อยเลยค่ะ” ช้างควักแบงค์ห้าร้อยเตรียมยื่นให้แม่ค้า หากก็ต้องหยุดชะงักเพราะมีมือสากๆ บีบต้นแขนมันไว้แน่น

“ซื้ออะไรกันจ๊ะ น้องไอยรา พิทักษ์เศวตกุญชร”

“โธ่ ไอ้เปรม กูตกใจหมด มาไม่ให้สุ้มให้เสียง อย่าเสือกแหกปากล่ะ เดี๋ยวอีมูนได้ยิน กูกำลังซื้อหวย” ช้างตอบพรวดยาวเหยียด ค้อนปะหลับปะเหลือกเสียขวับใหญ่ หันหน้ากลับไปซื้อของต่อ แล้วก็ต้องหันกลับมาทันควัน ภายในระยะเวลาไม่เกินห้าวินาที  ดวงตาหรี่เล็กเบิกโพลงกว้าง อ้าปากค้าง มือที่ถือแบงค์ห้าร้อยชะงัก เสียงแปร๋นโกญจนาทดังขึ้นละล่ำละลัก

“ไอ้ ปะ เปรมศักดิ์ ตันตินพวงศ์ มะ มึง เป็นตำรวจ”

“ใช่กูเอง....ผู้หมวดหนุ่มเนื้อหอม ร้อยตำรวจโท ที่หล่อที่สุดในประเทศไทย ” หมวดเปรมยิ้มที่มุมปากยามประกาศยศศักดิ์ ยิ่งเห็นทีท่าคู่ปรับตะลึง ยิ่งสะใจ

ทันทีที่คำว่า “ร้อยตำรวจโท” ดังขึ้น ป้าเมี้ยนกับนังเพ็ญคนขายโจ๊ก ก็หันขวับมาทันใดเช่นกัน มองชายหนุ่มคมเข้มตรงหน้าที่อยู่ในผ้าขาวม้าผืนเดียว อย่างหน้าตาตื่น และอ้าปากค้างไม่ต่างอะไรกับช้าง โดยเฉพาะนังเพ็ญแม่ค้าขายโจ๊กดีลิฟเวอรี่แทบจะสตาร์ทรถหนี

“ไม่ต้องทำหน้าตาตื่นตกใจขนาดนั้นก็ได้ครับ คงจะลืมนึกถึงกันไปละสิ ว่าผมเป็นตำรวจ และตำรวจอย่างผมเนี่ยก็มีหน้าที่ปราบอบายมุขผิดกฎหมายทั้งหมดเช่น หวยใต้ดิน เห็นทีต้องติดต่อ เพื่อนๆในท้องที่ สน.อัมพวา มาแล้วมั้ง แปลกนะครับ ล็อตเตอรี่ถูกกฎหมายก็มีขาย ไม่ยอมซื้อกัน”

ยศ..แม้จะทำให้ทุกคนหันมามอง แต่ก็ไม่เท่าที่เปรมมานอกเครื่องแบบ
และการมานอกเครื่องแบบนี้เอง คือชนวนแห่งอาการตะลึงงันทั้งมวล

ทว่าหมวดเปรม ยังคงมิรู้ตัว!!!

นายตำรวจหนุ่มพูดไปก็เดินไปรอบๆ รถขายโจ๊ก ตั้งใจแกล้งใช้มาดและคำพูดขู่คนทั้งสามให้กลัว ให้หลาบจำ และทั้งสามก็ตัวสั่นจริงๆ ยิ่งช้างแล้วมือสั่นพั่บๆ อาจจะเพราะขยาดที่เคยโดนเปรมกักตัวไว้ หมวดเปรมยิ่งเห็นยิ่งได้ใจขู่ขึ้นอีก จนท้ายสุดนังเพ็ญทนไม่ไหวสตาร์ทรถหนีก่อนใครเพื่อน ตะโกนลั่นกับป้าเมี้ยนที่ตัดสินใจวิ่งหนีในทันทีเช่นกัน

“ป้าเมี้ยน...ไว้งวดหน้าแล้วกันนะ งวดนี้ เจอหวยออกแต่วันเลย”

“เออ....นังเพ็ญ”

 “จะไปไหนกันครับ กลับมาก่อน ผมยังพูดไม่จบ” หมวดเปรมร้องตะโกนไล่มา หากก็ไม่มีใครสนใจ ยกเว้นแต่นางคชสารช้างไพร ที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ก้าวขาไปไหนไม่ออก พูดติดๆขัดๆบอกคู่ปรับนายตำรวจว่า

“อะ ไอ้ มะ หมวด มึงคงไม่มีหลักฐานจับ พะ พวกกูแล้วล่ะ พวกกูซื้อหวยไม่ทัน เพราะหวย อะ...ออกแล้ว”

“หวยส้นตีนอะไรของมึง ออกตอนบ่ายสองกว่าๆ มันออกตอนบ่ายสามครึ่งโว้ย” หมวดเปรมด่าเข้าให้ ถึงแม้จะอยู่ฝ่ายปราบปราม แต่เปรมก็รู้ดีว่าหวยต้องออกตอนไหน

“ก็หะ...หวยมึงไง ออกตอนบ่ายสองกว่าๆ หวยคัว น่ะ มึงรู้จักไหม”

ครานี้ ช้างพูดช้าพูดชัด แถมยังชี้ไปตรงผ้าขาวม้า ที่เป็นรูโหว่ด้านข้างหากด้วยความที่มัดปมทบซ้อนรั้งสูง ตำแหน่งโหว่จึงอยู่ตรงตำแหน่งที่หวยสามารถออกได้พอดี

“หวยคัว!!”

“เออ...มึงไม่รู้ตัวเหรอ ว่าผ้าขาวม้ามึงขาด”

เปรมรีบก้มลงมองดูตามที่นิ้วมืออวบอูมชี้มาพลัน ใบหน้าคมเข้มแดงแปร๊ดขึ้นอย่างสุดแสน เข้าใจได้ทันทีว่าคนขายโจ๊กกับป้าเมี้ยนวิ่งหนีเพราะอะไร มิใช่เพราะกลัวตำรวจ แต่หนีเพราะเจอหวยของเขาต่างหาก  แล้วฝ่ามือใหญ่ก็ยกมาปิดไว้โดยอัตโนมัติ วิ่งตัวงอเข้าไปหลบหลังโคนต้นไม้ เร้นกายและเป้า จากสายตาของนางคชสารช้างทรง

“อีช้าง....แล้วทำไมมึงเพิ่งบอกกู อีนรก”

“กูจ้องอยู่ เอ๊ย ตะลึง บอกไม่ทันน่ะ และต้องขอโทษด้วยนะ ที่เคยปรามาสไปว่า แค่พวงกุญแจ ถ้าไม่ได้เห็นกับตา ก็ไม่อยากจะเชื่อเลย”

ช้างปรายตาจิกหน้าเชิด ก่อนจะเยื้องกายออกไปบ้าง ด้วยมาดของคุณท้าวนางใน มือทั้งสองข้างยังสั่นระริก แล้วเสียงแปร๋นๆของมันก็ขับขานออกมาเป็นถ้อยคำคล้องจองบรรยายลักษณะเลขที่ออก ใส่ท่วงทำนองผสานลูกเอื้อน ที่หมวดเปรมได้ยินก็ต้องหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม

“ตัวเป็นเอ็น หัวเหม็นขี้ไก่  มีขนที่ไหล่ มีไข่ที่คอ มีข้อที่ปลาย .... ชะเอิงเงิงเงย”

“อีช้างอัปรีย์ อะ อีนรก !!!”

พอลับตาหมวดเปรม นางคชสารก็แผดเสียงหัวเราะลั่นอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ตั้งใจเดินตามหามูนกับเต้ย เพื่อจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเผื่อจะทำให้พอยิ้มกันได้ และแล้วเสียงหัวเราะก็ต้องสะดุดลงพลัน พร้อมๆกับเสียงสปีดโบทที่เข้ามาจอดเทียบท่า ครั้นพอนิ่งสงบก็เห็นร่างอัศวินหน้าตี๋ในชุดสูทขาเดฟสีดำอย่างกับนักร้องเกาหลีจะไปแสดงคอนเสิร์ต เดินปราดๆขึ้นมาจากบันไดท่าน้ำ มุ่งตรงมายังตัวบ้าน วิญญาณนางโขลนจ่าผู้เป็นทวารบาลบานประตูพระราชฐานจึงจับเข้าพลัน ถลันกายใหญ่โตพร้อมเสียงโกญจนาทกระหึ่มกึกก้องขวางทางไว้ทันใด

“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละค่ะ คุณก้อง”

“น้องอัย....”

ก้องหยุดมองร่างใหญ่ยักษ์ในชุดดำตรงหน้า และก็รู้ได้ทันทีว่าคุณยายไปแล้วจริงๆ ทีแรกก็ไม่อยากจะเชื่อจึงตั้งใจมาดู แต่มูนตั้งสเตตัสไว้อย่างนั้น จึงคิดเป็นอื่นไปไม่ได้ เลยใส่ชุดดำมาเตรียมพร้อม ด้วยความรีบร้อนออกมาจากรีสอร์ท จึงมิได้เจอคุณกมลา และมิรู้ว่าสตรีผู้เป็นมารดามาที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณก้อง เชิญกลับไปเถอะค่ะ” นางคชสารเชิดหน้าอย่างไม่เคยกระทำกับก้องมาก่อนจนก้องรู้สึกแปลกใจในทีท่าที่ไม่เป็นมิตรเหมือนเคย

“อะไรกันน้องอัย แค่ก้องต่อยกับไอ้เต้ย ก็มองว่าก้องเป็นคนผิด แล้วมาไล่ก้องอย่างงี้เหรอ”  ก้องเสียงกร้าวขึ้น หากแต่ความดังยังห่างไกลกับนางโขลนนัก

“เรื่องหมากัดกันมันไม่ใช่ประเด็นที่เชิญคุณกลับ แต่ที่บอกให้กลับ เพราะไม่อยากให้แม่ของคุณ มาที่นี่อีก.... เชิญค่ะ”

ตามปกติช้างไม่ใช่คนพาล ทว่าพอเห็นหน้าก้องก็อดนึกถึงกมลามิได้ และกมลาผู้นี้ไม่ใช่เหรอที่มาก่อเรื่อง เป็นสาเหตุและเป็นต้นเหตุให้คุณยายสิ้น ความโมโหแค้นเคืองที่มีให้กับแม่จึงถ่ายโอนมาสู่ลูกรวดเร็ว แต่ถึงแม้จะไม่พอใจเพียงไร ด้วยความที่ก้องมีรูปทรัพย์และกระบอกข้าวหลามกลางตัวเป็นข้อเด่น คำว่า “คุณ” จึงยังคงมีอยู่นำหน้าชื่อ

“น้องอัยพูดอะไรก้องไม่เข้าใจ ...เกี่ยวอะไรกับแม่ก้อง หลีกทางให้ก้องดีกว่า ก้องจะไปหามูน จะคุยกับมูนเรื่องคุณยาย”

ก้องไม่เข้าใจและไม่สนใจ สำแดงความเอาแต่ใจออกมาโดยการเบี่ยงตัวเลี่ยงไปอีกทาง จนแทบจะผลักช้างออก แต่ช้างก็ยังคงถลามาขวางไว้ พร้อมเสียงเอะอะโวยวายยิ่งกว่าเดิม

“บอกว่าเข้าไม่ได้ไงคะ กลับไปซะ”

“ก้องบอกให้หลีกไงถอยไป โธ่โว้ย”

เสียงที่ดังลั่นนั้นคงดังมาก จนเจ้าของบ้านต้องลงมาปรามเสียเอง “ให้เขาเข้ามาเถอะช้าง ...อย่างน้อยเขาก็เคยพบคุณยาย”

“มูน...น้องอัยเป็นอะไรก็ไม่รู้ จู่ๆก็ไม่ให้ก้องเข้าบ้าน” ก้องกล่าวขึ้นเป็นการฟ้องและแทบจะวิ่งเข้ามาหามูนทันทีที่เห็น หากก็ต้องหยุดชะงักเพราะข้างๆมูนคือคนสารเลวที่เขาเกลียดชังนัก แล้วน้ำเสียงที่เคยออดอ้อนของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นกระทบกระแทกแดกดัน

“อ๋อ...ใช่สิ ก้องมันเป็นคนนอก ไม่ได้เรียนด้วยกันมาตั้งแต่มอหนึ่ง เลยลืมไปว่า ก็ต้องเข้าข้างกันเป็นธรรมดา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงคบกันได้”

“มึงเห่าเหี้ยอะไรวะ” เต้ยสวนขึ้นมาทันควันแทนช้าง เดินนิ่งๆ ออกมายืนประจันหน้า จนก้องต้องถอยกรูดๆไปหลายก้าว เพราะยังขยาดกับมือและตีน แล้วเสียงห้าวดังกังวานของเขาก็กล่าวต่อมา มิปล่อยให้ขาดตอน

“เมื่อวาน มีคนชื่อกมลามาบอกว่ามึงไม่เป็นผู้เป็นคน นี่กูดู กูก็เห็นว่าอาการมึงยังครบสามสิบสอง เขาไม่ได้งอก หางไม่ได้โผล่”

“เกี่ยวอะไรกับแม่กูวะ” ก้องกัดฟันกรอดๆ ถามย้ำกลับทันใด คิ้วเริ่มขมวด เพราะสงสัยอีกครั้งว่าแม่เขา เข้ามาเกี่ยวข้องอะไรด้วย

“อ้อ...แม่มึงชื่อกมลาหรอกเหรอ มึงเป็นลูกยัยป้านั่นจริงๆด้วย ถึงว่า แม่มันเป็นยังไง ลูกก็เป็นอย่างนั้น” เต้ยยิ้มเยาะ แล้วหันหน้าไปถามนางพระกำนัลว่า  “มีคำไหนที่มันด่าได้สะใจกว่าคำว่าเหี้ยอีกไหมวะอีช้าง กูจะได้เอามาสรรเสริญแม่ลูกคู่นี้หน่อย”

“ไอ้สัตว์ มึง.....” ก้องไม่กลัวอันใดแล้ว แม้จะรำคาญแม่ ดูเหมือนไม่รักแม่ แต่ก็ไม่ทนให้ใครมาด่าแม่ จึงกำหมัดถลาเข้ามา แต่พอเจอเต้ยเงื้อหมัดตั้งท่ารอรับหรา ก็กลับชะงักนิ่ง

“ขอบคุณค่ะ คุณก้อง ที่ตอบแทนน้องอัย คำว่า ไอ้สัตว์ คำนี้เหมาะแท้” ช้างพูดขึ้นใช้น้ำเสียงยั่ว หัวเราะลั่น นับตั้งแต่คุณกมลามาเมื่อวาน หัวใจของนางพญาคชสาร จึงมิชื่นชมอัศวินน้อยอีกต่อไป

“อีกะเทยควาย พวกมึงรุมกู”

“ยังไม่ได้รุมนะครับ ถ้ารุม ต้องผมด้วยอีกคน” หมวดเปรมตะโกนขึ้นเดินกุมเป้ามาจากด้านหลังตามเข้ามาสมทบ มูนเห็นสถานการณ์ไม่ดี ไม่อยากให้มีเรื่องในบ้านอีก ที่ผ่านมาก็หนักหนาสาหัสพอดูจึงเข้ามาห้ามทัพ

“พอเถอะ....ดูจากท่าที เขาคงไม่รู้เรื่องอะไรกับแม่เขา” มูนใช้เสียงเพียงเรียบๆ ธรรมดาบอกเต้ยกับเพื่อนๆ  หากแต่พอหันกลับมาคุยกับก้องเสียงเรียบๆนั้น กลับแทรกความเย็นชาจนหนาวไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง

“ถ้าจะมาไหว้คุณยายก็เชิญคุณก้องบนบ้าน ไหว้เสร็จแล้วก็กลับ อันที่จริงแม่คุณควรมาเอง แต่ดีแล้ว เพราะเราก็ไม่อยากให้แม่คุณมาที่นี่อีก....เชิญ”

มูนสะบัดหน้าพรึ่ด เดินนำหน้าแขกขึ้นบ้าน และแขกก็ตามมา อย่างไม่ค่อยจะพอใจระคนงุนงงนัก เพียงแค่ไม่กี่คืนทีท่าเป็นมิตรจากคนกลุ่มนี้ทำไมจางหายรวดเร็ว แถมยังด่าลามปามมาถึงแม่เขาอีก ทีท่าแปลกๆนั้นยังกระจายไปถึงน้องมอสกับป้าเมี้ยน ที่เห็นหน้าเขา ก็เบือนหนีไปอีกทาง แล้วก้องก็พอจะกระจ่าง เมื่อจุดธูปไหว้คุณยายเสร็จ เพราะมูนถือก้อนกระดาษใบหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา

“เมื่อวาน คุณแม่คุณก้องมาที่นี่ เอากระดาษใบนี้มาให้เรา แต่เราไม่รับ และต้องขอโทษที่ขยำคืนให้ คุณแม่ของคุณก้องคงลืมเอากลับ ทิ้งไว้ตรงพื้นดินข้างล่าง”

ก้องรับกระดาษก้อนกลมๆ มาคลี่ดู ก็พบว่าตัวอักษรที่เขียนไว้จางลงหมดแล้ว ทว่าตราสัญลักษณ์ของธนาคารและลักษณะที่เคยคุ้น ทำให้รู้ว่าเป็น “เช็คเงินสด” ทว่านั่นก็ยังไม่ทำให้ตัวชาวาบเท่ากับลายเซ็นตรงมุมขวาล่าง แม้จะเลือนรางหากก็พอมองเห็นว่าเป็นลายเซ็นของใคร

“ชะ เช็ค ของแม่”

“ใช่ ยอดทั้งหมดห้าแสน มันเปียกน้ำฝน จนมองไม่เห็นตัวเลขและตัวอักษรแล้วล่ะ ....ฝากไปคืนด้วย และฝากย้ำคุณแม่ก้องว่า ถึงไม่จ้าง เราก็ตั้งใจจะไม่ยุ่งกับคุณก้องอยู่แล้ว คุณก้องก็รู้ว่าถ้าเราจะเล่นด้วย เราชวนคุณก้องค้างบ้านตั้งแต่วันที่เราไปดูหนังกันครั้งแรก ฝากอธิบายท่านด้วยแล้วกัน จะได้ไม่ต้องเข้าใจอะไรผิดๆ แล้วมาโวยวายที่นี่อีก”

“ ดะ เดี๋ยวก่อน มูน มันจะไม่โหดร้ายกับก้องไปหน่อยเหรอ”

“แล้วที่คุณแม่ก้อง มาโยนเช็คใส่หน้ามูน จนคุณยายมูนล้มลง มันไม่โหดร้ายสำหรับมูนเหรอ”มูนย้อนกลับไปนิ่งๆ กระแทกเข้ากลางอกของก้องเต็มๆ แล้วคล้องแขนเต้ยที่กำลังยิ้มเหยียดๆใส่ก้อง เดินเข้าด้านใน ก่อนจะไป ก็สั่งความอย่างไม่ไยดีไว้ว่า   “ช้าง...หมวดเปรม คุณก้องเสร็จธุระจะกลับพอดี ฝากส่งแขกด้วยนะ”

“ไมต้องโว้ย...ฉันเดินไปเองได้”

ก้องใช้น้ำเสียงสะบัดซัดใส่เปรมกับช้าง พร้อมสายตาเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจมองตามมูนกับเต้ยเดินจากไปจนลับตา นั่นแหละถึงรู้ตัวว่าสุดปลายอ้อมแขนเกินที่จะไขว่คว้ามณีจันทร์มาแนบทรวง ความผิดหวังยังถาโถมเข้ามาเต็มเหนี่ยวอย่างมิทันได้ตั้งตัว ความรู้สึกขัดใจอย่างบอกไม่ถูกจับไปทั่ว ถ้าเป็นตอนเด็กๆคงไม่แคล้วลงไปนอนแดดิ้นกระทืบเท้าปังๆ กลิ้งเกลือกลงกับพื้น มือทั้งสองข้างกำเป็นหมัดแน่น จนเช็คที่อยู่ในมือยู่ยี่ ใบหน้าน่ามองชาวาบไม่หาย คำว่าไม่ได้ที่ไม่เคยมีในสาระบบ กลับถูกบัญญัติขึ้นในพจนานุกรมชีวิตแล้ว

“แม่ทำเกินไปแล้ว เพราะแม่คนเดียว แม่ทำทุกอย่างพัง”

มิต้องพูดอันใดกันอีกแล้ว ก้องเข้าใจว่าเกิดอะไรได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ลุกขึ้นยืนกำเช็คต้นเหตุในมือแน่น แล่นลงจากหอนั่ง พุ่งทะยานเร็วปานพายุที่พร้อมจะพัดพาทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้พินาศย่อยยับ มิช้านานพายุลูกนี้ ก็ย้ายมาโหมกระหน่ำ เหนือผิวน้ำจนแตกเป็นช่องกระเซ็นซัดสาด และทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเท้าทั้งสองข้างเหยียบอยู่บนพื้นดินของรีสอร์ท จนท้ายสุดเคลื่อนมาหมุนวนจนพนักงานต้องหนีกระเจิงอยู่กลางล็อบบี้

“แม่ผมอยู่ไหน” เสียงห้าวดังกระชาก ขัดกับหน้าตาหล่อเหลายิ่งนัก

“คุณกมลาเธอประชุมผู้จัดการฝ่าย อยู่ที่ห้องดาหลาค่ะ”

เพียงเท่านั้น อัศวินหนุ่มน้อยก็แทบจะเหิรลอยขึ้นมาบนบันไดชั้นสอง พายุร้ายในตัวยังคงกระหน่ำและทลายประตูห้องประชุมดาหลาทันใด บรรดาผู้จัดการที่นั่งประชุม ตกใจไปตามๆกัน ยกเว้นคุณกมลาที่นั่งนิ่งหัวโต๊ะ มิสะทกสะท้านอาจเพราะเคยชินกับอารมณ์ของลูกชาย

“ออกไปให้หมด ผมจะคุยกับแม่”

เมื่อเสียงกร้าวสิ้น ทุกคนในห้องนั้นก็รีบวิ่งออกไปกันเป็นแถว เพราะรู้ฤทธิ์ลูกชายคนเล็กของนายดี คุณกมลาหันมาหาลูกชายช้าๆฝืนยิ้มให้และเมื่อเห็นแต่งชุดดำก็รู้ได้ทันทีว่าลูกชายไปที่ไหนมา เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานคงไม่ต้องพูดอะไรกันมากอีกแล้ว จึงชิงพูดมาเสียก่อนว่า

“ก้องฟังแม่... แม่ทำทุกอย่างก็เพื่อก้อง ไล่เขาออกไปจากชีวิตก็ดีอยู่แล้ว ก้องจะได้ไม่ต้องกินเหล้า เมามาย จนไม่เป็นอันทำการทำงาน”

“ไม่ใช่แล้วแม่ ถ้าแม่ทำเพื่อก้องจริง แม่ต้องพามูนมาให้ก้อง ไม่ใช่ไล่เขาไป เพราะเขาไปนี่แหละ ทำให้ก้องไม่เป็นอันทำงาน แม่ทำให้ความฝันของก้องพังพินาศ และก้องก็เข้าหน้าเขาไม่ติดอีกแล้ว จากเดิมก็แทบจะไม่มีทางสู้ ยิ่งตอนนี้ก้องยิ่งจนตรอก ทุกอย่างเกิดจากแม่ทั้งนั้น....และแม่ก็เป็นต้นเหตุทำให้คุณยายเขาตาย”

ก้องตะโกนลั่น และเสียงนั้นก็กลายเป็นตะคอกราวกับสตรีตรงหน้ามิใช่แม่ของตน น้ำเสียงแบบนี้เองทำให้คุณกมลาลุกขึ้นยืนสั่นสะท้าน แม้จะโดนด่าหรือโดนจิกหัวอย่างเมื่อวาน มันก็ไม่เจ็บเท่าทีท่าและน้ำเสียงของก้องที่มีกับตนตอนนี้ 

นึกๆแล้วก็ยิ่งสะท้อนใจ อดคิดไม่ได้ว่า “ไอ้หนุ่มกุ๊ย” ท่าทางร้ายๆ ที่ขู่ว่าจะชกตนให้คว่ำ มันยังรักแม่ หวงแม่ ยามตนจะเงื้อมือตบหน้าแม่มันเมื่อวาน แล้วถ้าเป็นตนโดนอย่างนั้นบ้าง เจ้า “อัศวินน้อย” ของตน จะปกป้องตนอย่างที่ไอ้กุ๊ยมันปกป้องแม่มันไหม

ก้องมักอ่อนโยนและดีกับคนอื่นๆ ที่เป็นคนนอกเสมอ ส่วนคนเป็นแม่อย่างตนคือที่รองรับอารมณ์ยามก้องถูกขัดใจ ทุกอย่างผิดที่ใคร ผิดที่ตน หรือผิดที่คนนอกพวกนั้นที่กล้ามาขัดใจลูกชาย !!!

“เขาเป็นลมไปเอง ไม่เกี่ยวกับแม่ ถ้าเขาไม่สนใจ ก้องก็หาคนใหม่สิลูก อย่าเป็นแบบนี้ แม่ไม่สบายใจ”

“แม่ยังจะพูดแบบนี้อีกเหรอ เหอะ...หาคนใหม่  แต่ก้องไม่แปลกใจหรอกที่แม่พูดออกมา เพราะแม่ไม่เคยรู้จักความรัก แม่กับพ่อแต่งงานกันก็เพื่อธุรกิจ มีก้องก็เพราะจำใจ”

“ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่อย่างนั้นก้อง ....ก้องคือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่มีค่าที่สุดของแม่ เพราะหลังจากก้องเกิด แม่ก็มีลูกไม่ได้อีก แม่จึงรักและหวงก้องที่สุดในบรรดาลูกๆ ปกป้องก้องทุกๆวิถีทาง ฉะนั้นใครที่ทำให้ก้องเจ็บหรือเสียใจ แม่จำต้องจัดการ ก้องเข้าใจแม่นะ”

คุณกมลาโผเข้ากอดลูกชายแน่น พูดไปทั้งน้ำตานองหน้า ทว่าก้องหนอก้อง กลับสะบัดตัวออกโดยแรง จนคุณกมลาเซถลาล้มลงกลางห้องประชุม ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คนที่ถูกตามใจจนเสียคนอย่างก้อง กลับมิมีทีท่าจะเข้ามาแม้แต่ช่วยประคอง ได้แต่วิ่งเข้าไปทุบกำแพงอย่างขัดใจ ที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว นี่ถ้าคุณกมลาเป็นคนอื่น ก้องคงเข้ามาบีบคอให้สาสมกับสิ่งที่คุณกมลากระทำ แต่คุณกมลาเป็นแม่ ก้องทำได้อย่างมากคือเกรี้ยวกราดใส่เช่นนี้  ความเอาแต่ใจทำให้ก้องมักจะโหดร้ายกับแม่เสมอ

คนเอาแต่ใจ ไฉนเลยจะมีหัวใจรักใครคนอื่นอย่างแท้จริง
นอกเสียจาก......ตัวเอง!!!

“ก็ได้ ในเมื่อก้องรักเขานัก แม่ก็จะยอมบากหน้า ไปพาเขามาให้ แม้แม่จะต้องกราบเท้าขอโทษเขาเพื่อก้อง แม่ก็จะยอม” คุณกมลายันกายขึ้นมาอย่างชอกช้ำ พูดประชดด้วยหัวใจร้าวระบม ก้องยังคงได้แต่ยืนมอง แถมยังกระแทกกลางอกแม่ด้วยคำพูดจนแทบจะทรุดลงไปอีกครั้ง

“อย่ามาประชดก้อง อย่าให้ก้องต้องพาแม่ไปทำจริงๆ ที่ก้องเป็นอยู่ตอนนี้ มันคงสะใจแม่แล้ว”

ก้องหันหลังเดินออกจากห้องประชุมไปทันที ปล่อยให้คุณกมลายืนหยัดขึ้นมาอย่างโงนเงนด้วยตัวเอง ทว่าคุณกมลาไม่ยอมปล่อยให้ลูกเดินจากไปเช่นนั้น จึงวิ่งตามยื้อยุดฉุดลูกชายไว้ หากความเอาแต่ใจที่ตนฟูมฟักให้จนก้องเสีย จึงสลัดคุณกมลาออกอีกครั้ง และครั้งนี้ก็รุนแรงนัก

“เอาเช็คห้าแสนของแม่ ที่ทำให้หัวใจก้องสลายคืนไป ก้องเสียใจ ที่เกิดมาเป็นลูกแม่”

“ก้อง!!”

เช็คก้อนกลมที่ถูกโยนใส่หน้าเมื่อวาน บัดนี้ถูกลูกชายกลับนำมายัดใส่มือ หากแต่มือทั้งสองข้างกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะจับแม้แต่กระดาษ ยามได้ยินประโยคสุดท้ายจากปากลูกชาย น้ำตาที่จากเดิม ก็เรียกได้ว่าไหลอาบ กลายเป็นไหลพราก ขาทั้งสองข้างที่เคยยืนหยัดหยิ่งทระนงด้วยมาดสตรีผู้บริหาร อ่อนยวบลงทันตา หัวใจเต้นแรงสุดจนแทบหยุดเพราะเหนื่อยล้า รู้สึกถึงพรมตรงเชิงบันไดข้างหน้าลอยโครงเครง แผ่นหลังของลูกชาย เริ่มลอยห่าง และห่างลิบลับจนจำต้องยึดไว้ แลลักษณะการยึด ก็เป็นการยึดที่เอื้อมไปจนสุดปลายอ้อมมแขน ร่างทั้งร่างจึงถลาลงมา กลิ้งหลุนๆลงไปกับขั้นบันได นำหน้าลงมานอนรอลูกชายยังพื้นล็อบบี้เบื้องล่าง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องลั่น ภาพสุดท้ายในสายตาที่ได้เห็นก่อนภาพทุกอย่างจะดับคือ เช็คใบน้อยใบนั้น ปลิวว่อนร่อนลงมา วางอยู่ตรงพื้นเบื้องหน้าพอดี

“แม่!!!”

งานสวดพระอภิธรรมคืนที่สองของคุณยาย ผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อย ไร้วี่แววของก้องจะกลับมากวนใจอย่างที่ใครหลายๆคนกลัว คืนที่สองนี้แขกเหรื่อมากันมากมายกว่าคืนแรกดั่งคาด ด้วยเพราะรู้ข่าว “การเดินทางไกล” ของคุณเกดหรือคุณท่านกันมากขึ้น จึงนั่งจนเต็มเต็นท์ที่กางไว้ และนับว่าเป็นโชคดีของเจ้าภาพที่ได้ก๊วนเพื่อนสนิทของเต้ยมาช่วยต้อนรับขับสู้ซึ่งแต่ละคนต่างก็มากันด้วยความเต็มใจ แม้จะรู้จากปากหมวดเปรมคร่าวๆ ถึงเรื่องราวของเต้ยกับมูนและเรื่องเกนหลง  ทว่าความเป็นเพื่อนกลับมิได้คลอนแคลน หวั่นไหว ไปตามรูปการณ์ใดๆทั้งสิ้น แต่ก็ยังมีหลายคนในกลุ่มนักบาสที่คบกันจนเรียกว่าสนิทไม่ยอมมา ด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่ว่าง” และ “ไม่สนิท” กับมูน

เต้ยไยจะมิรู้จักใจเพื่อน ไอ้พวกที่บอกว่าไม่ว่าง นั้นคือคำอ้างไม่อยากมา เขารู้ดี เขาคงจะบังคับจิตใจใครให้เข้าใจเขาทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ แม้จะเหลือคนเข้าใจไม่มาก หากเพื่อนที่เหลืออยู่ก็สามารถทำให้เขาอิ่มใจว่ามิตรภาพแท้จริงเป็นเช่นไร

“ขอบใจพวกมึงนะ ที่อุตส่าห์มาช่วยมูนกับกูส่งคุณยาย นึกว่าพวกมึงจะรังเกียจกู เหมือนอย่างพวกนั้น” เต้ยพูดขึ้นกับบรรดาเพื่อนๆ ที่เข้ามากอดคอเขาแน่น สายตาเกเรของเขายามนั้น แดงกล่ำด้วยซึ้งในน้ำใจ

“ทำไมมึงพูดจาดูถูกน้ำใจพวกกูอย่างนี้วะไอ้เต้ย กูไม่ใช่ไอ้พวกนั้นนะโว้ย ถึงแม้กูจะไม่ซี้ปึกกับมึงเหมือนไอ้เปรม แต่พวกกูไม่ใช่เหรอที่เรียนกับมึงมาตั้งแต่มอหนึ่ง เป็นนักกีฬาบาสเหมือนกัน แถมยังเรียนมหาลัยเดียวกับมึงอีก เรื่องหัวใจ มันเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับความเป็นเพื่อน อย่าลืมนะว่าพวกเราเคยมีกัปตันทีมบาสเป็นเกย์อย่างไอ้พี่อั๋น และกูก็เคยโดนอีช้างลาก....ไปตอนมอสอง ตอนนั้นมึงยังไม่รังเกียจกูเลย แล้วกูจะรังเกียจมึงลงคอได้อย่างไรวะ”

แบงค์หนึ่งในกลุ่มเพื่อนที่เพิ่งมาถึง อดีตผัวจำเป็นของช้างกล่าวขึ้นแทนผองเพื่อนชายล้วน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ไม่คลายวงรัดจากต้นคอซึ่งกันและกัน เต้ยซึ้งใจนัก นี่ถ้าเขารู้ว่าจะมีเพื่อนเปิดกว้างอย่างนี้ เขาคงยอมรับหัวใจตัวเองไปตั้งนานแล้ว แต่คงจะกล่าวโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง ความเขลาที่ผ่านมามันทำให้เขาเลือกจะอยู่กับเพื่อน จนละทิ้ง รังแกหัวใจตนเองอยู่เสมอ ทว่ายามนี้เขาจะไม่ทิ้งไปไหน แม้จะเหลือเพื่อนแค่ไม่กี่คน
 
“มูนเขาก็เพื่อนพวกกูเหมือนกัน อย่าคิดมากน่าไอ้เต้ย และเขาก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย แค่เป็นผู้ชายเท่านั้นเอง สมัยนี้เขาโอเพ่นกันแล้วโว้ย” หลายๆเสียงกล่าวสนับสนุนแบงค์ ยิ่งทำให้เต้ยพูดอะไรต่อแทบจะไม่ออก

“เพื่อน” ใครๆก็มีได้ หาก “เพื่อนแท้” ใช่ว่าใครๆจะมี
เต้ยรับรู้โดยไม่ต้องมีใครบอก เพียงแค่มองตา ก็รู้ว่าเพื่อนชายที่เหลือรายรอบ คือเพื่อนแท้ทั้งสิ้น

“ขอบใจมาก ขอบใจพวกมึงจริงๆ”

เต้ยโชคดี เพราะนอกจากเปรม เขายังมีเพื่อนซึ่งดำรงตนเป็น “เพื่อนแท้” อย่างไม่แปรเปลี่ยน แม้พวกเขาเหล่านี้ จะไม่รู้ใจตนเท่าเปรม หากก็มีน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันเลยสักนิดเดียว ที่สำคัญ ทั้งหมดไม่มีใครเบ้หน้าใส่มูนเลยสักคนยามได้เห็นมูนยืนเคียงคู่เขาที่บ้าน มีแต่จะตะลึงอ้าปากค้างกันไปเป็นแถบๆ อดไม่ได้ที่จะเข้ามาห้อมล้อม คล้ายสมัยตอนเป็นนักกีฬาบาส ออดอ้อนขอผ้าเย็นกับน้ำดื่มจากอดีตพี่เลี้ยงนักกีฬาอ้อนแอ้นตาสีน้ำตาลผิวลออ

“เราเสียใจด้วยนะมูนเรื่องคุณยาย พอไอ้เปรมโทร.ไปบอกก็รีบลางานกันมาเลย” แบงค์แทบจะโผเข้ามาหามูนเป็นคนแรก มองมูนอย่างไม่วางตา เพราะใบหน้าแจ่มๆของมูนนี่แหละ ที่เขาเคยจำแล้วนำเอาไปแปะแทนหน้าอีช้างตอนเข้าค่ายลูกเสือ แบงค์อมยิ้มไม่หยุด ถือวิสาสะจับมือมูนแน่น ทอดเสียงหยอดจนหมาบ้าชำเลืองตา

“ ไม่อยากเชื่อเลยนะว่านี่ขนาดยังเศร้า มูนยังแจ่มอยู่ไม่เปลี่ยนเลย ดูเหมือนไม่ถึงยี่สิบห้า เราอิจฉาไอ้เต้ยฉิบหาย ได้เมียผู้หญิงก็สวย ได้เมียผู้ชายก็สวยอีก เราล่ะเสียดายจริงๆ” 

“ขอบใจมากแบงค์ที่อุตส่าห์มากัน แล้วเสียดายเรื่องอะไรเหรอ” มูนกล่าวตอบด้วยเสียงนุ่มเฉกเคย ไร้ซึ่งความเย็นชาอย่างที่เมื่อครู่ใหญ่ที่ผ่านมาตอนพูดกับก้อง

“ก็เสียดายที่ไม่ได้จีบมูนบ้างน่ะสิ ถ้ารู้ว่าโตมาเป๊ะขนาดนี้ เราไม่ปล่อยให้รอดหรอก เราจะลองจีบผู้ชายดูและคงมีมูนเป็นแฟนไปนานแล้ว... เฮ้อ คืนนั้น ไม่น่าเอาอีช้างเล้ยยยยย มันเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต”

“โธ่ แบงค์ ฟังพูดเข้า”

แบงค์ไม่เคยอายสักครั้งยามพูดถึงอดีตตอนประเคนความเป็นยอดชายให้กับนางพญาคชสาร แม้จะรู้กันไปทั้งรุ่น ทั้งบางและเล่าย้ำซ้ำกันหลายรอบ หากแต่พูดกี่ทีกี่ที เสียงหัวเราะที่แยกไม่ออกระหว่าง “ขบขัน” กับ “สมเพช” ก็ยังคงดังขึ้นตลอด

“มึงอย่าแน่ใจไปนักไอ้แบงค์ ขนาดพี่อั๋นหล่อกว่ามึง มันยังจีบไม่ติด” เพื่อนคนหนึ่งขัดขึ้น และอีกเสียงก็ต่อท้ายมาให้ว่า “ ต้องอย่างไอ้เต้ยของเรานี่โว้ย ”

“ใช่..ต้องปากแข็งแผนสูงอย่างไอ้เต้ย อีโธ่ ทำเป็นแกล้งมูนเขาอยู่บ่อยๆ ที่แท้ ก็หาเรื่องไปตอแยเขานี่เอง” นายสนหนึ่งในกลุ่มเพื่อนที่มาด้วยกล่าวขึ้นบ้าง รู้ใจเต้ยไม่ต่างอะไรกับเปรม ยิ่งกว่าเต้ยรู้ใจตนเอง  “เฮ้อ...นี่ถ้าพี่อั๋นมันรู้นะ รับรองมันกระอักเลือดตาย เพราะคนที่มันหมายปองโดนไอ้พ่อสื่อเต้ยคาบมาแด๊กเสียนี่ น่าเห็นใจเนอะ” 

“เรื่องของกู ถ้ามึงเห็นใจมันนัก มึงก็รีบโทร.ไปบอกมันสิ ไอ้อั๋นมันจะได้กระอักเลือดตายๆห่าไปเสียที รำคาญแม่งมาตั้งแต่สมัยเรียน แล้วเวลาพวกมึงคุยกับมูน พวกมึงไม่ต้องถึงเนื้อถึงตัวขนาดนั้น มูนไม่ใช่พี่เลี้ยงนักกีฬาเหมือนเดิมแล้วนะ” เต้ยพูดยังไม่ทันจบก็เข้ามากันตัวมูนออก จากบรรดาก๊วนเพื่อนสนิท โดยเฉพาะแบงค์ที่ยังไม่วายแกล้ง ตั้งท่าจะโอบกอด จนหลายๆคนอดหัวเราะในความขี้หึงขี้หวงของเต้ยไม่ได้

“อะไรวะ นิดๆ หน่อยๆ น่าไอ้เต้ย” แบงค์ยังคงยั่ว แล้วเปรยต่อทีเล่นทีจริง จนเต้ยต้องเขม่น “ รู้งี้คืนนั้นกูจับมูนปล้ำกลางค่ายลูกเสือซะก็ดี”

“ถ้ามึงทำ มึงก็ตายห่าคาค่ายลูกเสียตั้งแต่มอสองแล้ว” เต้ยชี้หน้าอาฆาตผัวเก่าอีช้างมาทันใด แขนทั้งสองข้างกอดมูนแน่น ยกเว้นขา ที่ยกไล่เตะแบงค์และเพื่อนที่เหลือพัลวัน กลายเป็นภาพที่น่าสนุกและขบขัน เหมือนคืนวันสมัยมัธยมหวนกลับมา เต้ยอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเพื่อนๆมารวมตัวกันในงานมงคลของเขากับมูนแทนงานคุณยายก็คงจะดีไม่น้อย

มูนได้เห็นภาพเพื่อนๆเล่นกันก็พอจะคลายโศกยิ้มเบาๆได้บ้าง นึกถึงตอนเรียนมัธยมเช่นเดียวกันกับเต้ย แม้ในอดีต ตนจะยืนดูเขาเล่นกันอยู่ห่างๆ ทว่าความสดใสของชายที่ตนชายตามอง มันทำให้ตนยิ้มได้ทุกครั้ง ยิ่งเวลาเขาหันกลับมาสบตา จนต้องเบือนหน้าตนเองหนี อาการนี้แหละที่ทำให้หน้าแดงซ่าน เสียงหัวเราะยังดังระเรื่อขับขาน  ยามเพื่อนเจอเพื่อน ราวกับมิได้มางานศพ

เพื่อนของเต้ยใช่ว่ามิรู้กาลเทศะ ทว่าที่ร่าเริงเพียงอยากให้ทั้งสองคลายโศก ทุกคนเข้าใจ
การที่ไม่เอ่ยชื่อ “เกนหลง” ต่างหากเล่า คือการกระทำที่ทุกคนคิดว่าถูกกาละเทศะอย่างแท้จริง

“ขอกอดปลอบนิดเดียวก็ไม่ได้ ...ไอ้ขี้หวง ”

“เออกูหวง ... โน่นถ้ามึงอยากกอด ไปกอดอดีตเมียมึงนู่นไอ้แบงค์...ชูงวงมาพอดี” 

เต้ยบุ้ยปากไปยังตัวบ้าน ให้ทุกคนหันไปมอง และแล้วชายหนุ่มทุกคนต่างก็ตาค้าง แถมทุกเสียงยังกล่าวขึ้นพร้อมกันอย่างตะลึงพรึงเพริด เมื่อสายตาทุกคู่จับจ้องมองเห็นร่างใหญ่ๆในผ้าห่อร่างสีดำพลิ้วที่คาดคะเนว่าน่าจะใช้ผ้าหลายเมตร วิ่งควบปุเลงๆเต็มเหยียดเข้ามาหา ลัดสนามหญ้าหน้าบ้านจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น สัญชาติญาณการเอาตัวรอดทำให้หนุ่มๆที่มาใหม่ถลันกายวิ่งเข้าไปหลบหลังโคนต้นไม้ทันที

“อะ อะ อีช้างฟาด มึงยังไม่ตายห่าอีกเหรอ”

“ช้าง” ก็เป็นอดีตพี่เลี้ยงนักกีฬาบาส แต่ไยไม่มีชายคนใดมาห้อมล้อมเหมือนมูน
คำตอบคงอยู่ที่มือของชายหนุ่มทั้งกลุ่ม ต่างกุมเป้ากางเกงตนเองแน่น

“อีช้าง...มันเป็นบุคคลอันตรายต่ออวัยวะเพศ”

ชายเกือบทุกคน ณ ที่นี้เคย “เสียรู้”โดนช้างแอบดูของลับ ...และมีแบงค์เท่านั้นที่นอกจากจะเสียรู้ยัง “เสียน้ำ” จนแทบจะหมดตัว

“ว้าย... คุณแบงค์ มาตั้งแต่เมื่อไรคะ”

อีช้างทักอดีตผัวของมันเป็นคนแรก แม้แบงค์จะหลบหลีกสักเท่าไร สายตาเล็กๆของนางก็มองเห็นผัวจำเป็นก่อนใครเพื่อน ความโศกกำสรดของนางคล้ายจะเลือนหายไปชั่วขณะ จะว่าไปก็ตั้งแต่ได้เห็นหวยของเปรม ใบหน้าอวบอูมจึงยังแดงระเรื่อ  แถมยังสามารถสาดสายตาสอดส่ายจนรู้ว่าใครเป็นใคร และกล่าวชื่อเรียงตัวเหล่าคุณๆ ของมันออกมาได้อย่างครบถ้วน 

“ต๊าย คุณกี้ คุณแซ็ค คุณสน คุณต้น คุณทัด คุณแสง และคุณพระนาย อ๊าย มากันเกือบหมดกลุ่ม” เสียงแปร๋นโกญจนาทราวกับป่าแตก แทบจะเก็บความยินดีไว้ไม่อยู่ดังขึ้น เท่านั้นคงยังไม่พอ นางช้างไพร ยังใช้ขาหน้า ตบบั้นท้ายตัวเองดังป้าบๆ พูดขึ้นจนผู้ชายทุกคนยิ่งเสียวเป้า ต่างคนต่างก็กุมกล่องดวงใจกันไว้แน่น

“ใจเย็นๆไว้ ลูกแม่ คืนนี้ได้ออกศึกแน่ๆลูก”

“ไอ้เปรม ทำไมมึงไม่บอกกูวะว่าอีนี่อยู่ด้วย กะ กูกลัว” แบงค์ท่าจะกลัวจริง หรือไม่ก็อาจจะเข็ดขยาด นึกสังเวชเสียใจในความหน้ามืดของตนเองตอนมอสองนัก   

“กูก็กลัว....คืนนี้ไม่ใครก็ใครคงโดนอีนรกนี่ เอาลิ้นเดาะไข่ อย่างที่มึงเคยโดนแน่ๆไอ้แบงค์”

“ยกเว้นไข่เหี่ยวๆ ของมึงไอ้เปรม” ช้างสวนกลับเปรมทันควัน ภาพไข่ใต้หวยของเปรมยังติดตา แต่ใบหน้ากลับจับจ้องมองผู้ชายหลังต้นไม้ อย่างกับเป็นอาหารอันโอชะ ที่ได้เห็นก็ต้องเอาลิ้นมาเลียริมฝีปากแผล่บๆ

“พอที...เชิญขึ้นบ้านไปไหว้คุณยายก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะได้เข้าพักผ่อนกันก่อน อีกนานกว่าจะถึงเวลาสวด”

มูนรีบเข้าแทรก แยกนางคชสารออกมา ก่อนเพื่อนๆของเต้ยจะกลัวไปกันใหญ่ แล้วก็เป็นดังคาดเพราะคืนนี้ทั้งคืน ห้องพักที่มูนจัดไว้ให้ ถูกลงกลอนลั่นดาลอย่างแน่นหนา ถ้าปิดผ้ายันต์ได้ ชายหนุ่มทั้งผองก็คงจะทำกันไปแล้ว และบรรดาคุณๆทั้งหลายของช้างกับหนึ่งไอ้ตำรวจ ก็มากระจุกนอนรวมกันอยู่กลางห้องนั้นแล

หนุ่มๆตัวสั่นรู้ดีว่า....ภายนอกห้องนั้น มีสัมภเวสีบางตนในชุดนนอนสีขาวพลิ้วไสว กรุยกราย ไม่ต่างอะไรกับดาราสาวชาวฮ่องกงนาม หวังจู่เสียน นางเอกหนังผีโปเยโปโลเยในยุคแรก กำลังใช้เล็บตะกุยข้างฝาห้องนอนแกรกๆ ด้วยลักษณะอาการเปลี่ยวเสียวสะท้าน ที่เรียกว่าตกมัน เกือบตลอดทั้งคืน จนผัวเก่าทนไม่ไหวต้องเป็นหน่วยกล้าตาย สวมบทหลวงจีนน้อยมายืนหน้าประตูเสกคาถาไล่

“อีช้างสะเทือน ไม่มีใครอยากระเบิดถังขี้ของมึงหรอก ไสหัวไป”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
“คุณแบงค์ใจร้าย พูดกับเมียดีๆหน่อยสิคะ...เหอะ งอนแล้ว น้องอัยไปก็ได้” อีช้างตอบผัวด้วยอารมณ์สะบัดสะบิ้งเกินหญิง ทิ้งท้ายด้วยค้อนใหญ่ๆหนึ่งขวับ หันหลังกลับด้วยความขัดใจ

“ทำเป็นปฏิเสธกูไปเถอะ.... เสร็จงานคุณยายเมื่อไร กูจะจับรำลึกความหลังให้ดู”

ทางด้านอัศวินน้อยหน้าตี๋ก็ยังคงอยู่ในชุดดำ  ความกราดเกรี้ยวในตอนแรกห่างหาย กลายเป็นความกังวลอย่างยิ่งยวด เดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องฉุกเฉินหลังจากส่งคุณกมลาไว้ข้างในกับหมอ ใบหน้าน่ามอง บัดนี้ซีดสนิท....ซีดจนแทบจะไม่มีสีเลือด ด้วยเพราะตกใจระคนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้

ที่ผ่านมา แม้จะรำคาญแม่ ที่เข้ามาวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวจนมากเกินความพอดี หากในใจลึกๆของลูกชายอย่างเขา มันคือความห่วงใยที่ปฏิเสธว่าไม่มีไม่ได้ แม่เจ็บครั้งนี้สาเหตุก็มาจากเขาคนเดียวมิใช่หรือ

“ก้องไม่ได้ตั้งใจ แม่อย่าเป็นอะไรนะ” ก้องพึมพำไม่หยุด ใจอยากจะสวดมนต์ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทว่าในสมองกลับจำอักขระภาษาบาลีไม่ได้เลยสักตัวเดียว แม้แต่คำว่า นะโมตัสสะ และแล้วเสียงพึมพำอยู่คนเดียวก็ต้องยุติ เมื่อหมอออกมาจากห้องฉุกเฉิน

“แม่เป็นอย่างไรบ้างครับหมอ” ก้องถามขึ้นรวดเร็ว

“แขนข้างซ้ายหักครับ และก็หัวแตก ผมจัดการทำแผลให้แล้ว”

ใบหน้าที่ซีดเริ่มมีสีเลือดขึ้นมาทันทีที่ได้ฟังคำตอบ แต่ก็เป็นเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้นเพราะประโยคของหมอต่อมานี้นะสิ ทำให้เลือดที่กำลังวิ่งขึ้นไปหล่อเลี้ยงใบหน้าด้วยความดีใจกลับยุติการเดินทางค้างเพียงแค่ลำคอ จึงมิต้องสงสัยเลยว่า ใบหน้าขาวๆน่ามองจะปราศจากสีเลือดยิ่งกว่าเดิมเพียงไร

“แต่เส้นประสาทที่ยึดไว้กับกระดูกสันหลังและไขสันหลังกับสมองซีกซ้ายได้รับความกระทบกระเทือน หมอนรองกระดูกเคลื่อนหลายข้อผลพวงจากแรงกระแทก ผมเลยขอให้คุณทำใจไว้ก่อนเลยว่า คนไข้ฟื้นมาอาจจะไม่ปกติ อาการอย่างมากคืออัมพาตทั้งตัว ถ้าน้อยหน่อยก็แค่ซีกขวาทั้งซีกครับ”

“อัมพาต” ก้องทวนคำช้าๆ น้ำเสียงสั่น แล้วแปรเปลี่ยนเป็นตะโกนออกมาลั่น “ไม่จริง....ไม่จริง!!! แม่พิการ เป็นไปไม่ได้ แม่ต้องไม่เป็นอย่างนั้น”

“ยังไม่ถึงขั้นพิการครับ ยังต้องดูอาการ คนไข้ยังมีโอกาสหาย ถ้าทำรักษาอย่างใกล้ชิดและทำกายภาพบำบัดดีๆ ช่วงนี้คงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้”

“แล้วมันต่างกันตรงไหนวะหมอ อัมพาตช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับคนพิการ ...โธ่โว้ย นรกชัดๆ”

ก้องขึ้นเสียงตะคอกหมอด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวสุดจะหักห้าม ทุบกำแพงเสียดังปัง  จนหมอไม่อยากจะอธิบายอะไรต่อ จำต้องเดินจากไปปล่อยก้องให้โวยวายอยู่อย่างนั้น อัศวินน้อยยังตะเบ็งเสียงระบายอารมณ์อีกสักพักจนขาแข้งเขาเริ่มอ่อนล้าทรุดฮวบจนร่างทั้งร่างนั่งลงกับพื้น ปากสั่นคอสั่น มือที่ใช้ทุบกำแพงและยื่นเช็คให้แม่ อีกทั้งยังเคยสลัดแม่กระเด็นยกขึ้นมากุมขมับ ตาตี่ตี๋ช้ำไปหมดด้วยน้ำตาที่ร่วงลงมาไม่ขาดสาย สมองทบทวนความผิดพลาดที่เขาได้กระทำโดยมิได้ตั้งใจ  แม่ตกบันไดก็เพราะเขา แม่ร้องไห้ก็เพราะความกราดเกรี้ยวของเขา แล้วทั้งหมดนี้มาจากสาเหตุอะไร....ถ้าไม่ใช่เหตุแห่งหัวใจ

“เรื่องนี้จะโทษเราคนเดียวก็ไม่ได้”

เสียงสะอื้นรวดร้าวที่ควรจะมีให้กับมารดา ทว่าไฉนไยก้องใช้แก้ต่างหลอกตัวเอง เวลานี้เขาควรกล่าวประโยคแสดงความเสียใจต่ออาการทุพพลภาพของมารดามากกว่า แต่กลับมิใช่

“มูน ...เต้ย นายสองคนก็มีส่วน”

ด้วยเพราะแม่ใช้อำนาจเงินไล่ “หัวใจ” ให้ไปไกลๆ แต่แม่มิรู้หรอกว่ามิต้องไล่ หัวใจดวงนั้นก็ไม่มีวันจะมาอยู่กับเขา เพราะไอ้สารเลวนั่นมันคว้าไปกอดต่อหน้าต่อตา แถมแม่ยังทำให้เรื่องมันเลวร้าย จนความหวังที่จะแย่งกลับมาสลาย กลายเป็นความคับแค้นใจแน่นเต็มกลางสมอง สติคงไม่ต้องเอ่ยถึง หายไปตั้งแต่กลับมาเอาเรื่องกับแม่แล้ว ความเอาแต่ใจร้ายกาจจึงสร้างอารมณ์พาลจนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นสันดานของคนที่ไม่เคยโทษตัวเอง

ถ้ามูนตอบรับไมตรีจากเขาดีๆ เรื่องทุกอย่างก็คงไม่ลงเอยแบบนี้
แม่คงไม่ต้องเข้ามาวุ่นวาย ทุกอย่างก่อกำเนิดเกิดจาก “มูนกับเต้ย”

ในเมื่อแย่ง “หัวใจ” ยากนัก ก็จะไม่แย่ง จะไม่เอา...แต่ถ้าเป็น “ตัว” เฉยๆเล่า แย่งมาเอาคงสะใจยิ่งนัก

“ในเมื่อฉันเจ็บปวดถึงขนาดนี้ ทางนายก็ต้องเจ็บปวดยิ่งกว่า ในเมื่อฉันไม่ได้หัวใจ ฉันก็จะเอาแต่ตัว เอาให้สมกับสิ่งที่ฉันสูญเสีย ฉันอยากจะได้ยินนักมูน ว่าเสียงเย็นชาของนายถ้ากลายเป็นเสียงครางกระเส่า เคล้าเสียงไอ้เต้ยร้องไห้ เสียงไหนจะเพราะกว่ากัน ” 

อัศวินหน้าตี๋เช็ดน้ำตาเสียโดยแรง ก่อนจะค่อยๆยืนหยัดขึ้นมาช้าๆ มือทั้งสองข้างกำเป็นหมัดแน่น เขามั่นใจว่า อีกมิช้านานนี้หรอก มือที่กำอยู่จะไม่กำอากาศเปล่าๆ แต่จะใช้กำมณีดวงนั้นแล้วขยำเสียให้หนำใจ ในเมื่อเขาแพ้ไม่เป็นท่า แต่ก็ใช่ว่าจะยอมศิโรราบ แม้จะมีคำครหาตามมาว่า “แพ้แล้วพาล” เขาก็จะมิใส่ใจอันใด

ใครว่าผู้ชนะเจ็บปวดไม่เป็น...คนแพ้อย่างเขานี่แหละจะสำแดงให้ดู!!

ค่ำคืนสุดท้ายก่อนจะส่งคุณยายไปวัด  คือค่ำคืนที่แขกมาฟังสวดกันเยอะที่สุด จากเดิมที่นับว่าก็มากโขอยู่แล้ว คืนนี้ยิ่งแน่นขนัด แน่นเสียจนอาณาบริเวณบ้านที่กว้างใหญ่กลับเล็กไปอย่างถนัดตา จนมูนมิรู้ว่าใครเป็นใคร ดีที่มีคนเก่าๆอย่างป้าเมี้ยนคอยแนะนำให้ รู้จัก มูนได้แต่ยกมือไหว้ มิได้ทักทายอะไรมาก แต่ก็มิได้ละเลยที่จะตอบรับขอบคุณทุกครั้งยามแขกกล่าวแสดงความเสียใจ

เต้ยยังคงยืนอยู่ข้างๆ ไม่ห่างหายไปไหนไกลเช่นเคย คล้ายจะคอยส่งความเข้มแข็งผ่านอุ้งมือที่ใช้โอบเอวมูนไว้แน่น และถึงแม้ความเข้มแข็งจะส่งผ่านมาเท่าไร  ใบหน้าลออก็ยังมิวายเจือโศกหากก็ไม่เท่ากับสองคืนแรก เต้ยจึงชะโงกหน้ามาถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ยามเห็นพระจันทร์ข้างๆเริ่มหม่นแสง

“เป็นอะไรไปอีก แม่มณี เต้ยอยู่ตรงนี้”

“  ไม่อยากให้ถึงพรุ่งนี้ เพราะต้องเผายาย ....ยายจ๋าคงร้อนน่าดูนะเต้ย” เสียงซื่อๆ คล้ายเด็กไม่ประสีประสาตอบกลับ ยิ่งทำให้คุณหลวงหนุ่มรู้สึกเวทนา

“คุณยายไม่เจ็บแล้ว ท่านหลับ ...หลับลึก ไม่เอาน่า ไหนว่าจะเข้มแข็งไง”

“ก็นี่ไง เข้มแข็งแล้ว” มูนแย้งมาอ่อยๆ มิเต็มเสียงเท่าไรนัก เพราะรู้ตัวดีว่าทำได้ดังพูดไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์  ความกังวลทำให้หลุดปากพูดความในใจต่อ “มูนอดกลัวไม่ได้นี่ ไหนจะไม่ได้เห็นคุณยาย ไหนพรุ่งนี้แม่เต้ยจะ...เอ่อ คุยกับเราตอนเสร็จงาน คาดว่าคำตอบคงจะเป็นอย่างที่...”

“อย่าพูดอย่างนี้อีก จนป่านนี้ยังไม่มั่นใจในตัวเต้ยอีกหรือไง แม่จะพูดยังไงก็ช่าง”

เต้ยเอ็ดเข้าให้ทันควันไม่ปล่อยให้มูนพูดจบ น้ำเสียงเกือบจะห้วน ราวกับผู้ใหญ่ปรามเด็กไม่รู้ความ ใบหน้าอ่อนโยนของหนุ่มน้อยตลอดสองสามวันที่ผ่านมากลายเป็นหล่อร้ายดังเดิม นี่ถ้าหากเป็นสมัยก่อน ตอนยังไม่ถวายตัว มูนคงไม่แคล้วถูกขยำต้นแขน บีบคอบีบคางแน่น ยามทำให้หมาบ้าขัดใจ

“มั่นใจ ....แต่ใครบ้างจะไม่กลัว”

“แล้วคิดว่ากลัวคนเดียวหรือไงวะ....เดี๋ยวปั๊ด” เต้ยแสร้งพูดพร้อมกับทำท่าฮึดฮัดเงื้อมือขึ้น แล้ววางลงกลางศีรษะของมูนรวดเร็วจนเกือบจะกลายเป็นฟาด ทว่าการกระทำนั้น มิได้ทำเพื่อทำร้าย หากแต่ใช้ฟาดเพื่อหยอกล้อ มือแข็งแรงของเขา จึงละเลงขยี้หัวด้วยความมันเขี้ยว

“โอ๊ย เต้ย ผมมูนยุ่งหมดแล้ว อายเขา เล่นอะไรอย่างนี้”

“ใครใช้ให้เยอะล่ะ ...ถ้าไม่ติดงานคุณยายนะ โดนหนักกว่านี้อีกจะบอกให้” เต้ยยังทำโทษโดยการขยี้หัวมูนหนักขึ้น จนเจ้าตัวต้องตีไม้ตีมือเบี่ยงหัวหลบพัลวัน แต่เจ้าหมาบ้าก็ไม่หยุดยั้ง แถมยังกล่าวสำทับเสียงเข้ม

“จำไว้เป็นเมียเต้ย...อย่าเยอะ”

“เยอะตรงไหน ไม่สักหน่อย” มูนไม่เข้าใจภาษาสมัยใหม่ของเต้ยถ่องแท้นักหรอก แต่คำว่าเยอะของเขา ถ้าจะให้เดา คงมาจากคำว่า คิดเยอะแน่นอน แต่ตนมีสิทธิ์ที่จะคิดที่จะกลัว แล้วมันเยอะตรงไหนกันเล่า

“ยังจะกล้าเถียงผัวคำไม่ตกฟากอีกเหรอ”

ทีท่าที่ทั้งสองเล่นกันนั้น ทำให้หลายๆคนมอง และก็คงรู้กันแล้วว่า “หลานชายพระเอกหนัง” เป็นอะไรกับ “หลานชายหน้าเชิด” ของคุณท่าน ความสัมพันธ์คงไม่ใช่แบบเครือญาติ ทว่าอาจจะพี่น้องแบบหน้าท้องชนกันแน่ๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มมีทั้งแง่ดีและไม่ดี ที่ดีก็ชื่นชมว่าน่ารัก น่าเอ็นดู น่าอิจฉา ที่ไม่ดีก็บอกว่า ผิดเพศ กลัวฟ้าผ่า น่าเกลียด และที่สำคัญทั้งสองความคิดเห็นก็เข้าหูคุณวาสิฏฐี ที่นั่งรอฟังพระสวดกับคุณเมฆเต็มๆ จนคุณวาสิฏฐีอดรนทนไม่ได้ ตั้งใจจะเดินไปเอ็ดลูกชายถึงกริยาไม่เหมาะสม แต่คุณเมฆก็ขัดขึ้นไว้ซะก่อน

“คุณจะไปไหน คุณหว้า”

“ก็ไปเอ็ดตาเต้ยน่ะสิคะ เล่นอะไรไม่งาม คุณเมฆไม่ได้ยินหรือไง ที่เขาพูดกันว่าผิดเพศ กลัวฟ้าผ่า น่าเกลียด”

“แล้วคุณไม่ได้ยินหรือไง คำว่า น่ารัก น่าเอ็นดู  น่าอิจฉา ก็ดังอยู่เหมือนกัน คุณนี่ก็แปลกเนอะ ชอบใช้หูฟังอะไรลบๆ” คุณเมฆหยุดถอนหายใจชั่วครู่ แล้วลุกขึ้นมาโอบไหล่ภรรยา กล่าวเปลี่ยนเรื่องมาว่า  “คุณมาทางนี้ดีกว่า ผมจะพาคุณไปรู้จักผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านมาถึงพอดี”

“ใครคะคุณ” คุณวาสิฏฐีถามเสียงสูงและด้วยความสงสัยก็ไม่ต่างอะไรกับลูกชายที่ชอบขมวดคิ้วเป็นปม

“ท่านผู้หญิงสิริ ท่านเป็นหม่อมราชวงศ์มาก่อน แต่ภายหลังได้รับโปรดเกล้าฯ คนที่คุณอยากคุยด้วย คุณแม่น้องกลาง อดีตว่าที่แม่ยายผม โน่นไง ท่านเดินมาโน่นแล้ว”

ท่านผู้หญิงที่คุณเมฆชี้ให้ดูคือสตรีที่แม้มองแต่ไกลก็สามารถจับได้ถึงสง่าราศี เสื้อแขนกระบอกจรดข้อมือพอดีตัวอีกทั้งซิ่นป้ายหน้าสีดำในแบบไทยจิตรลดาพระราชนิยมงามจับตา สร้อยมุกประดับเพชรดูปราดเดียวก็รู้ว่าน้ำงามเยี่ยม อีกทั้งยังถือพัดจีบและกระเป๋าย่านลิเภาทรงแปดเหลี่ยมหูหิ้วนาคราชไว้ในมือ นั่นคือแบบฉบับของสตรีผู้มีบรรดาศักดิ์นิยมใช้สวมใส่เวลาออกงาน การแต่งตัวมักบอกได้ถึงฐานันดรเสมอเฉกนี้เอง

นี่น่ะหรือคือแม่ที่ยอมให้ลูกชายมีลูกเขย ...ทำไมใบหน้าท่าน ยังสามารถเชิดระหงตั้งตรงได้อยู่อีก
ฤานี่จะเป็นเพียงหน้ากากที่สตรีชั้นสูงนิยมสวมทับเครื่องสำอางค์

ท่านผู้หญิงหยุดทักทายมูนกับเต้ยที่ยุติการเล่นหัวทันทีที่แขกผู้ใหญ่มา มิช้านานลูกชายกับว่าที่ลูกสะใภ้ก็เดินนำเชื้อเชิญมานั่งยังตั่งยกพื้นประธานด้านหน้าสุด คุณเมฆรีบรุดฉุดข้อมือคุณวาสิฏฐีเข้าไปหาทันใด

“คุณแม่ครับจำผมได้ไหมครับ ผมเมฆ” คุณเมฆยกมือไหว้อย่างนอบน้อม กาลเวลามิได้ทำให้ความเคารพแปรเปลี่ยน แม้จะพลาดหวังที่สตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าจะมิได้มีโอกาสเป็นแม่ยาย “คุณแม่สบายดีนะครับ”

“สบายดีจ้ะ ...แล้วทำไมแม่จะจำไม่ได้ เมฆนี่ก็เห็นแม่แก่จนเลอะเลือนหรือไง” ท่านผู้หญิงสัพยอกยิ้มน้อยๆ รับไหว้คุณเมฆกับคุณวาสิฏฐี ร่างระหงของท่านผู้หญิงแม้จะสูงวัยทว่าเวลานั่งก็ยังหลังตรงแหนว จนคนนั่งหลังตรงอย่างคุณวาสิฏฐียอมแพ้ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ตาค้างเท่ากับคำพูดตรงๆไม่อ้อมค้อม ยิงเข้ากลางอกจนคุณวาสิฏฐีแทบผงะ

“เธอใช่ไหมวาสิฏฐี ที่เจ้ากลางอยากจะให้คุยกับฉันเรื่องลูกชาย แต่เอ...สายตาเธอมันฟ้องว่าเธอมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เธอจะมาคุยกับฉัน ให้ฉันเสียเวลาอีกทำไม”

“เพื่อความมั่นใจว่า ดิฉันคงตัดสินใจไม่ผิดค่ะ ท่านผู้หญิง”

เต้ยที่คราวแรกตั้งใจจะพามูนออกไปยืนรับแขกต่อ พอได้ยินประโยคนี้ก็เลยไม่ยอมลุกไปไหน ใช่ว่าเขาจะไม่รู้กาลเทศะ หาก “เรื่องลูกชาย” ที่จะคุยกัน มันก็เป็นเรื่องของเขา และก็คงไม่ใช่ของเขาคนเดียว พระจันทร์ดวงน้อยคงถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแน่ๆ “คำตอบที่อยู่ในใจ” คืออะไร ทำไมต้องคุยกับคนนอกอย่างท่านผู้หญิง ความสงสัยจึงจับรวดเร็ว จนหมาบ้าดื้อ

“เรื่องของผม มันมีปัญหาอะไรกันนักหนาเหรอครับ ถึงต้องคุยกัน”

“ไปกันเถอะเต้ย...คุณแม่ คุณพ่อ คงอยากคุยกับท่านผู้หญิงตามประสาผู้ใหญ่ ” 

มูนทั้งสะกิดทั้งดึงให้หมาบ้าออกมา แต่ก็ไม่เป็นผล หมาบ้ายังนั่งดื้อนั่งทนอยู่อย่างนั้น แม้ความสงสัยและความอยากรู้ของตนก็อึงอลในสมองไม่แพ้กันกับเต้ย ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ เผยคำตอบออกมาได้ทุกสิ่ง แต่น่าเสียดาย ที่วันนี้ตนไม่ได้สังเกตสายตาคุณวาสิฏฐีเลยสักนิด

“ไม่.....นั่งมันอยู่ตรงนี้แหละมูน เรื่องของเรา เราต้องมีสิทธิ์รู้”

“ไอ้เต้ย..” คุณเมฆปรามเสียงเข้มเอาจริงเอาจัง จนลูกชายขัดใจ ใบหน้าร้ายๆ ยอมอ่อนข้อ หากก็ยังไม่ยอมลุก คุณเมฆจึงพูดเสียงเข้มอีกครั้ง “ มูนช่วยลากไอ้เต้ยมันออกไปหน่อย พามันไปดูแขกทางนู้น อย่าให้มันมาทำเสียเรื่อง”

เมื่อโดนพ่อดุมาถึงสองครั้ง เต้ยจึงจำยอมคลานเข่าออกไปพร้อมกับมูน คุณเมฆคงไม่แน่ใจกระมังจึงตามออกมากำกับลูกชายด้วย  พอทั้งหมดลับตา คุณวาสิฏฐีก็เปรยขึ้นมาต่อหน้าท่านผู้หญิงว่า “ร้ายอย่างนี้เสมอแหละค่ะ ไม่ค่อยรู้กาลเทศะเท่าไร ยังดีที่มีมูนเขาคอยปราม แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพากันเข้ารกเข้าพงไหม”

“เกดเป็นเสมือนน้องสาวฉัน โตมาพร้อมกับฉันตั้งแต่เด็กๆ ฉันรู้จักเขาดีและมั่นใจว่าเขาเลี้ยงหลานเขามาดีแค่ไหน คงไม่เป็นอย่างที่เธอว่า เด็กหนุ่มๆก็อย่างนี้แหละ แค่รั้นตามประสา” ท่านผู้หญิงแย้งขึ้นเรียบๆ

“ค่ะ..แต่หัวอกคนเป็นแม่อดไม่ได้ที่จะห่วง ถึงได้ว่ายังดีไงคะที่มูนอยู่”

“ถ้าดีที่มีเขาอยู่ แล้วเธอจะไปยุ่งเรื่องของลูกเธอทำไม” ท่านผู้หญิงใช้น้ำเสียงกึ่งตำหนิกึ่งถาม ถือโอกาสใช้ความมากวัยกว่าสั่งสอนไปในตัว

“ฉันเข้าใจว่ามันยากที่จะยอมรับ แต่ฉันก็ไม่เห็นว่ามูนเขาจะมีข้อเสียตรงไหน เกดเขาทุ่มเททั้งชีวิตให้หลานเขา ฟูมฟัก อบรมบ่มนิสัยจนเรียกได้ว่าดีเลิศ มูนแค่เป็นผู้ชายเท่านั้น”

“นี่แหละค่ะที่ดิฉันเสียดาย ถ้าเป็นผู้หญิง ดิฉันคงจะบอกลูกชายว่าอย่าปล่อยให้หลุดมือตั้งแต่แรก เพชรแท้ทั้งเม็ด แถมยังเจียระไนได้น้ำงามเลิศ มีตำหนิตรงจุดเดียวเท่านั้น”

คุณวาสิฏฐีให้คำตอบมาทันควัน ผ่อนเสียงลงชื่นชมจากใจจริง แถมใจยังกระหวัดอดนึกเปรียบเทียบกับอดีตคนเคียงคู่กับลูกชายไม่ได้ เกนหลงเองก็เปรียบเสมือนเพชรน้ำงาม ทว่ามิงามระยับจับตา หยิบมาแล้วก็ต้องวางคืน มิต้องหักใจเสียดายต่างจากเพชรเม็ดงามเม็ดนี้

 “ตอนแรกก็ว่าจะจับแยกตั้งแต่วันแรกที่รู้ข่าว พอดีคุณอาท่านเสีย เสียก่อน เลยปล่อยให้เขาทั้งคู่อยู่ดูแลซึ่งกันและกัน บอกเขาว่างานเสร็จจะคุยเรื่องเขากันอีกที แต่ดีที่ได้พบคุณกลาง เลยมีโอกาสได้คุยกับท่านผู้หญิงค่ะ เผื่อจะได้ข้อคิด บอกตรงๆว่า ดิฉันมีคำตอบแล้วดังท่านผู้หญิงว่า แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจพูดออกไปเท่านั้นเอง”

“กลางกับจัสตินเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว ที่จริงมันเรื่องในครอบครัวเธอ ฉันไม่ควรจะยุ่ง แต่ในเมื่อเธออยากคุยกับฉัน ฉันก็จะพูด ฉันว่าอุปสรรคสำคัญไม่ใช่เพศของมูนหรอก แต่เป็นความอับอายและเสียงติฉินนินทาที่เธอกลัวฉันพูดถูกต้องไหม”

“ค่ะ ดิฉันยอมรับ ...ขนาดดิฉันยังทนไม่ได้ แล้วเขาสองคนล่ะคะ”

“ใครใช้ให้เธอคิดแทนพวกเขา ถ้าเขาเลือกที่จะเดินทางสายนี้ เขาสองคนคงมั่นใจว่าจะรับมือได้” ท่านผู้หญิงยังคงกล่าวนิ่งๆ หยุดเว้นวรรคเพียงครู่แล้วถามต่อมาว่า “ ฉันอยากรู้ว่าหน้าตาทางสังคม กับความรักของแม่ที่เป็นผู้ให้อะไรสำคัญกว่ากัน”

“ความรักของแม่สิคะ”

“แล้วระหว่างลูกกับตัวเธอเอง เธอรักใครมากกว่ากัน”

“ลูกค่ะ” คุณวาสิฏฐีตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องลังเลคิด

“งั้นฉันคงไม่ต้องพูดอะไรต่อมากแล้วล่ะ เพราะเธอได้ให้คำตอบของฉันที่ตัดสินใจให้ลูกชายมีคู่เป็นผู้ชาย” น้ำเสียงของท่านผู้หญิงละมุนขึ้น พร้อมมือนุ่มๆที่เอื้อมมาบีบมือคุณวาสิฏฐีเป็นการให้กำลังใจในส่วนของมารดาด้วยกันแน่น

“สังคมอยู่กับเราไม่นาน แต่ลูกนี้สิ อยู่กับเรามาตั้งแต่เล็ก ใครบ้างเล่าในโลกนี้ไม่ถูกนินทา ทุกวันนี้ฉันก็ไม่เห็นจะต้องเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหน ฉันก็เชิดหน้าชูคอได้เหมือนเดิม.... จำไว้วาสิฏฐี คนนอกมันก็แค่คนนอก เขาจะพูดอย่างไรมันก็เรื่องของเขา ลูกเราสำคัญกว่า วันหนึ่งข้างหน้า หากเขามีเรื่องพูดเรื่องใหม่ เขาก็ลืมเรื่องนี้กันไปเอง”

คุณวาสิฏฐีได้ฟังก็คิดตามจนนั่งนิ่ง ท่านผู้หญิงพูดจริงทุกอย่าง ที่แท้หน้ากากใช้สวมทับเครื่องสำอางค์ คือหน้ากากของความรักลูกที่ทนต่อคำครหารายรอบ สังคมที่แตกต่างบอกให้รู้ว่าท่านผู้หญิงคงทนมานานและคงทนหนักหนายิ่งกว่าตนหลายเท่า หากท่านผู้หญิงก็ยังทนได้

สายตาของผู้มากวัยบนใบหน้าที่ยังคงความงามพร้อม สอดประสานสายตาที่ปริ่มไปด้วยรอยรื้นของหัวอกมารดาด้วยกัน “แม่กับแม่” ต่อให้อยู่ในสังคมแตกต่างกันเพียงไร หากความรักที่มีให้ลูกย่อมเหมือนกัน มือทั้งสองข้างที่นอกจากจะใช้ไกวเปล ยังใช้ผลักดันให้ลูกก้าวเดินไปข้างหน้าตามเส้นทางที่ขีดไว้

ท่านผู้หญิงได้หยุดขีดเส้นทางเดินให้ลูกมานานแล้ว ...เหลือแต่มือของคุณวาสิฏฐีที่จะยุติหรือดำเนินต่อ

“อย่าใช้มือที่มนุษย์ยกย่องว่าเป็นผู้ให้อย่างเรา ทำให้ลูกร้องไห้ เพราะการทำลายถนนสายหัวใจของเขาเลย วาสิฏฐี”

“ดิฉันคงตัดสินใจไม่ผิดใช่ไหมคะท่านผู้หญิง”

“ฉันคงตอบไม่ได้หรอกนอกจากตัวเธอเอง เธอจะรู้ว่าถูกหรือผิดก็ต่อเมื่อหลังจากตัดสินใจไปแล้ว... ถ้าเธอเป็นสุขนั่นคือตัดสินใจถูก แต่ถ้าทุกข์ก็แสดงว่าผิด ถูกหรือผิดของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน สำหรับการตัดสินใจของฉันในครั้งนั้น มันทำให้ฉันเป็นสุขใจถึงทุกวันนี้ ”

ท่านผู้หญิงยิ้มให้กล่าวตอบอย่างอ่อนโยน เลื่อนมือมากุมคุณวาสิฏฐีอีกครั้ง ส่งผ่านกำลังใจไปให้สตรีผู้อ่อนวัยซึ่งมีหัวอกเดียวกันไปอย่างเต็มเปี่ยม คุณวาสิฏฐีรับรู้และรู้ซึ้งถึงกับน้ำตาร่วง แล้วเงยหน้าขึ้นมาหยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาเบาๆ เบือนหน้าหันไปมองลูกชายที่กำลังโอบพระจันทร์ของเขาแน่น แล้วหันกลับมากล่าวกับท่านผู้หญิงด้วยเสียงกลั้นสะอื้นไม่อยู่ว่า

“ขอบพระคุณค่ะท่านผู้หญิง สำหรับคำแนะนำ คืนนี้ดิฉันคงได้ทราบว่าจะสุขหรือทุกข์ ไม่อยากทอดเวลาไปอีกแล้ว มิฉะนั้นดิฉันอาจเปลี่ยนใจ”

ท่านผู้หญิงพยักหน้ารับมิกล่าวตอบอะไรต่อ ประจวบกับพระขึ้นสวดพระอภิธรรมพอดิบพอดีบทสนทนาจึงยุติลงแค่นั้น ทุกคนเตรียมพร้อมฟังสวด ทว่าเจ้าภาพตัวน้อยกลับยังมิพร้อม เพราะตลอดเวลาได้แอบชำเลืองดูคุณวาสิฏฐีคุยกับท่านผู้หญิงผู้นั้น ซึ่งมิต่างอะไรกันกับเต้ยเลยสักนิด

สีหน้าที่พอมองเห็นของคุณวาสิฏฐีบอกให้รู้ได้เป็นอย่างดีว่าท่วงทำนองของเรื่องที่คุยมิใช่เรื่องน่าอภิรมย์ ซึ่งก็เป็นเรื่องของตนกับเต้ยอย่างที่คุณเมฆกำลังอธิบายขยายความให้ฟัง

“ไอ้เต้ย อย่างที่พ่อเคยบอกว่าพ่อไม่มีปัญหา ถ้านายจะคบกับมูน แต่แม่นายเขาคงรับไม่ได้ พอดีวันฟังสวดคืนแรก พ่อกับแม่ได้คุยกับคุณกลางลูกชายท่านผู้หญิง คนที่แต่งตัวดีๆที่เห็นกันนั่นแหละ”

“อ๋อ คุณน้าคนนั้นเองที่มากับผู้ชายท่าทางกวนตีนใช่ไหมครับพ่อ” เต้ยนึกออกทันทีว่าคุณกลางคือใคร และจำได้ว่าคนที่มากับคุณน้ามีลักษณะกวนอย่างไร แต่ก็ถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

“เออ...แต่แหมไอ้เต้ย เลือดอานี่มันแรงซะจริงๆ ดันเขม่นอดีตศัตรูหัวใจของอา”

คุณเมฆตบบ่าลูกชายกล่าวขึ้นยิ้มๆ แล้วเล่าเรื่องราวของมังกรกับกลางและจัสตินให้ฟัง รวมถึงบทสนทนาที่กลางกับคุณวาสิฏฐีคุยกันคืนนั้น เต้ยกับมูนก็ฟังด้วยความสนใจ พอฟังจบ ก็เข้าใจได้ทันทีว่า ทำไมคุณน้าที่ชื่อกลางถึงอยากช่วยและทำไมคุณเมฆถึงไม่ขัดขวางความรักของทั้งสองเลยสักนิด

“อามังกรนี่ก็ร้ายนะครับพ่อ เต้ยไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า อามังกรชอบผู้ชายด้วยกัน มิน่าเล่าอามังกรไม่เคยพาผู้หญิงมาบ้านเลย ถึงว่าสิคุณน้าสองคนนั่นถึงมองเต้ยแล้วมองเต้ยอีก” เต้ยเปรยขึ้นแต่ไม่แปลกใจอะไรมากเหมือนเมื่อก่อน ที่รู้ว่าเขาไม่ใช่คนเดียวในอัครพงศธรที่รักผู้ชายด้วยกัน

“เขาคุ้นหน้านายแต่เขานึกไม่ออก พอรู้ว่าเป็นหลานกร เป็นลูกพ่อ เขาคงอยากช่วย”

“แล้วพ่อว่า ภรรยาพ่อ จะตัดสินใจอย่างไรครับ” เต้ยถามคุณเมฆทั้งๆที่ก็มีคำตอบอยู่ในใจ “ถ้าเป็นอย่างที่เต้ยคิด เต้ยจะอาละวาด พ่ออย่าหาว่าเต้ยร้ายไม่ได้นะครับ  ดูท่าแม่ของน้าคนนั้น คงช่วยอะไรไม่ได้มาก คนอย่างแม่ลองถ้าตัดสินใจอะไรแล้ว เปลี่ยนแปลงได้ยาก พ่อก็รู้”

มูนได้แต่นั่งฟังพ่อกับลูกคุยกันเงียบๆมิออกความเห็นใดๆทั้งสิ้น  ความเงียบที่มีอยู่ตอนนี้คือเปลือกนอกที่ฉาบเอาไว้ ทว่าภายในคือเสียงดังอึกทึกของหัวใจที่เต้นระส่ำ พ่อของเต้ยบอกตรงๆอีกว่า คุณวาสิฏฐีกลัวขายหน้า กลัวอับอาย จึงต้องคุยและปรึกษากับแม่ของคุณน้าคนนั้นที่ยอมให้ลูกรักผู้ชายด้วยกัน

คุณน้ากลางโชคดีที่มีแม่อย่างท่านผู้หญิง ...แต่เต้ยคงไม่โชคดีเช่นนั้น

ความน้อยเนื้อต่ำใจบังเกิดขึ้นรวดเร็วอย่างบังคับไม่ได้ ตนผิดอะไรที่เกิดมาผิดเพศและรักลูกชายของเขา ถ้าคุณวาสิฏฐีกลัวอายนัก ดึงดันที่จะพาลูกชายกลับซึ่งก็เดาได้เลยว่าเต้ยคงไม่ยอม ....ฤาตนนี่แหละจะยอมหักใจ ยอมเจ็บเสียเอง ไม่ยึดเต้ยไว้ดั่งตั้งใจ จะพาเต้ยคืนสู่อ้อมอกคุณวาสิฏฐี  ดีกว่าปล่อยให้แม่กับลูกเขามีปัญหากัน พรากลูกพรากแม่มันเป็นกรรมหนัก และลูกชายอย่างเต้ยจะได้ไม่ต้องสร้างบาปสร้างกรรมเปล่าๆ

“เราคงมีบุญได้เจอกัน แต่วาสนาคงไม่เกื้อหนุนเราแล้วล่ะเต้ย”

ความรู้สึกส่งผ่านดวงตาสีน้ำตาลมาเช่นนั้น มิกล่าวออกมาเป็นคำพูดอันใด เต้ยไยจะไม่รับรู้ สายตาคมวาวเกเรจึงสอดประสาน ขับขานความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่อยากเอื้อนเอ่ยออกมา

“อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่พวกลูกคิด วาสิฏฐีเขาเป็นคนมีเหตุผล พ่อยังอยู่ไม่ต้องกลัว” คุณเมฆกล่าวปลอบทิ้งท้ายก่อนจะเดินกลับเข้าไปนั่งกับคุณวาสิฏฐีเมื่อเห็นว่าพระลงสวด เต้ยกับมูนได้แต่มองตามจนสบตากับผู้ที่จะชี้ชะตาที่กำลังทอดมองมาเงียบๆเช่นกัน

“ถ้าแม่เต้ยให้เต้ยกลับ เต้ยก็อย่าดื้อกับแม่เลย เต้ยไม่มีมูนเต้ยก็อยู่ได้ อย่าให้มูนต้องเป็นตัวปัญหาให้แม่กับลูกไม่เข้าใจกัน”

“มูน...ถ้ารักเต้ยจริง ก็อย่าพูดอย่างนี้อีก” คราวนี้เต้ยเอ็ดเสียงเครียดจริงๆจัง และกล่าวต่อเป็นชุดไม่หยุดยั้ง “ มูนรู้ได้ยังไงว่าไม่มีมูนเต้ยจะอยู่ได้ แล้วคิดว่าให้เต้ยกลับไป ตัวเองจะมีปัญญาอยู่คนเดียวได้หรือไง”

“อยู่ไม่ได้” มูนตอบมาทันควัน

“แล้วจะพูดให้โมโหทำไมวะ” เต้ยระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ พยายามปรับอารมณ์ แล้วใช้อ้อมแขนโอบไหล่มูนแน่น ทอดเสียงอ่อนลงพูดต่อมาว่า “ทำใจให้สบาย เรื่องนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ของเต้ยเอง อย่าคิดอะไรงี่เง่าอีก”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 355
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +551/-14
มูนเองก็ถอนหายใจระบายความหนักใจเช่นกัน และมิยักโกรธที่โดนเต้ยดุ กลับเอนศีรษะลงพักพิงบนไหล่กว้าง พยักหน้ารับคำ หากก็ทำได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น เพราะจู่ๆคุณวาสิฏฐี ที่นั่งฟังพระสวดอยู่แถวหน้าก็ลุกขึ้นมา เดินเข้ามาหา กล่าวขึ้นนิ่งๆ เรียบๆ จนมูนต้องผงกศีรษะคืนและเต้ยก็คลายอ้อมกอดพลัน

“ ไปนั่งกับแม่ทางนู้นดีกว่าเต้ย”

เต้ยนิ่งไปสักพัก มองหน้าแม่ แล้วก็มองหน้ามูน ท้ายสุดก็ลุกเดินตามแม่ไปอย่างช้าๆ เพราะเขารู้ดีว่าสีหน้าและสายตาของแม่ยามนี้ มีเรื่องที่จะคุยกับเขา หากแต่มูนมิใช่ลูกเลยไม่เคยคุ้นและเข้าใจด้วย จึงได้แต่มองตามอย่างอึ้งๆ ช้าง เปรมและพวกแบงค์เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพอดี แต่ก็ทำอะไรไม่ได้...ได้แต่สงสารจับใจ

“อีมูนเอ๊ย คงช้ำในตายเพราะมือแม่ผัวเข้าสักวัน แรงจริงๆ เดินเข้ามาจับแยกเลย” ช้างเปรยขึ้นท่ามกลางหนุ่มๆ แต่แล้วหนุ่มคู่ปรับก็แก้มาให้ อย่างเข้าใจนิสัยของแม่เต้ยที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี

“ แม่ไอ้เต้ย คงเดินมาเตือนดีๆน่ะ คงไม่มีอะไรหรอก ก็ไอ้เต้ยมันเล่นแสดงออกนอกหน้าซะขนาดนั้น ทั้งกอดทั้งโอบมูน แม่คงไม่อยากให้ใครมองไม่ดี”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แล้วไป...กูกลัวว่า หากคุณเต้ยไปอีกคน อีมูนคงจะไม่แคล้วร่วง ทำไมเพื่อนสาวกูมันอาภัพอย่างนี้วะ” ช้างหันไปสนทนากับนายตำรวจคู่ปรับ พอหันกลับมาอีกทีก็ไม่เห็นมูนนั่งอยู่ที่เดิมแล้ว

“อ้าว...แล้วนี่อีนังพระจันทร์มันลุกไปไหน”

ทุกย่างทุกก้าวที่เต้ยเดินจากไป เหยียบลงบนหัวใจของมูนแทบขาดกระเด็น   พระจันทร์ดวงน้อยจึงลุกขึ้น เดินลงจากหอนั่งฟังสวดเงียบๆ สายตาหันไปมองแผ่นหลังเต้ยเพียงครู่ก่อนจะหันหน้ากลับ คุณวาสิฏฐีจูงข้อมือลูกชายตนแน่นราวกับเต้ยเป็นเด็กๆ และเต้ยก็เดินตามต้อยๆ จนมูนอดไม่ได้ที่จะสะท้อนใจ ถึงคำพูดของเต้ยที่ว่า จะดื้อกับแม่  ... คำพูดนั้นคงเป็นแค่ลมพัดผ่านเสียแล้ว เพราะเพียงแม่เขาเดินมานิ่งๆ ฉุดลูกชายลุกขึ้นไป เต้ยก็เดินตามอย่างว่าง่าย  ไม่รั้นเลยสักนิด

เมื่อครู่ไม่อยากให้เต้ยดื้อกับแม่ หากแต่ตอนนี้ เต้ยแสดงความดื้อให้เห็นสักนิด ตนคงจะชื่นใจ เพราะอย่างน้อยมันจะเป็นหลักประกันว่า เขาสามารถทำได้ดั่งพูดจริงๆ แล้วอย่างนี้ถ้าคุณวาสิฏฐีมีประกาศิตลงมาให้เต้ยกลับ เต้ยจะมิกลับตามสั่งหรอกเหรอ เห็นทีคงไม่ต้องรอถึงงานเสร็จ ทีท่าของคุณวาสิฏฐีก็บอกได้ถึงคำตอบเป็นอย่างดีแล้ว คุณเมฆแม้จะเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่มีหรือจะกล้าค้าน สตรีที่ใช้สองมือดูแลทั้งลูกทั้งผัว บันดาลทุกอย่างให้เป็นได้ตามต้องการ

ถึงชายได้กวัดแกว่งแผลงจากอาสน์
ซึ่งอำนาจกำแหงแรงยิ่งกว่า
อันมือไกวเปลไซร้แต่ไรมา
คือหัตถาครองพิภพจบสากล !! **

“หลักชัยอย่างยายจ๋าสิ้นไปแล้ว...หลักใจอย่างเต้ยคงโดนแม่เขาใช้มือถอนกลับไปแน่ๆ”

ลมเย็นๆเริ่มโชยชาย และพัดเอากลิ่นหอมอวลลอยเข้ามาถึงจมูก เสียงพระสวดพระอภิธรรมยังดังตามหลังแว่วๆ มูนมิรู้ตัวเองเลยว่าขาทั้งสองข้างพาตนเองลอยลัดเต็นท์ฟังสวดอ้อมไปทางหลังบ้านตามกลิ่นหอมออกไปได้อย่างไร พอรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองมาหยุดยืนอยู่บนอิฐศิลาแลงแผ่นใหญ่ๆทอดไว้เป็นทางเดินยาว ร่างทั้งร่าง มายืนนิ่งใต้ร่มครึ้มทะมึนมืดของเถาไม้เลื้อยกลิ่นหอมจรุง แสงจันทร์นวลที่ควรจะสาดส่อง กลับต้องงดฉายมาเสียนี่ จันทร์ข้างขึ้นถูกบังแสงด้วยเมฆอย่างไม่ควรจะเป็น

“นี่เราเหม่อ จนเดินเพ้อมาถึงหลังบ้านเลยเหรอนี่” มูนเปรยกับตัวเองเงียบๆ มองไปรอบๆ แม้จะแปลกใจแต่ก็พึมพำไม่หยุด  “ขอเยอะสักหน่อยนะเต้ย”

แม้เมื่อครู่ใหญ่เต้ยจะบอกว่า เป็นเมียเขาอย่าเยอะ หากความซับซ้อนทางอารมณ์มันห้ามกันไม่ได้ จึงต้องคิดเยอะหลายเรื่องวุ่นวาย และมิรู้เหมือนกันว่า อะไรดลใจให้เดินมาที่นี่ สายตายังคงมองฝ่าความมืดไปจนสุดทางเดิน

“เพิ่งทำใจเรื่องยายจาก ยังต้องมาเจอเรื่องพลัดพรากอีกหรือนี่เรา”

เปรยได้ถึงเท่านี้ มูนก็เข่าอ่อนถอนใจทรุดกายลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรง ใช้แผ่นหลังพิงกับเสาไม้ระแนง เด็ดช่อชมนาดมาดอมดมคลายความกังวลใจ แม้ยอมรับกับตัวว่าสิ่งที่กำลังคิดคือคิดไปเอง ยังไม่ได้ฟังจากปากคุณวาสิฏฐีและเต้ยเลยสักนิด ทว่ามันมีมูลเหตุให้คิดได้เช่นนั้น เปลือกตาบางๆ จึงปิดลงช้าๆ คล้ายจะหยุดทุกอย่างไว้ ปล่อยใจฝันเงียบๆดังชีวิตที่เคยผ่านมา

“อีกหน่อยคงเหลือเราเพียงคนเดียว เกียรติยศของอัครพงศธร คงลอยกลับไปพร้อมกับเขาและเปลวไฟที่ใช้ส่งยายจ๋าของเราวันพรุ่งนี้”

มูนมิรู้หรอกว่าในขณะที่ตนทรุดลงนั้น เต้ยกลับผลุดลุกขึ้นอย่างขัดใจ เพราะนั่งอยู่สักพักใหญ่ แม่ก็ยังไม่ยอมคุยอะไรสักทีได้แต่นั่งฟังพระสวด จนเขาอดรนทนไม่ได้

“ แม่ครับ... ถ้าแม่ไม่มีอะไรจะคุย แล้วเรียกเต้ยมานั่งฟังพระสวดเฉยๆล่ะก็  เต้ยขอตัวดีกว่านะแม่ เต้ยจะไปดูมูนหน่อย เห็นเดินไปไหนไม่รู้”

“วสุ...เลิกใจร้อนซะทีได้ไหม ทำนิสัยแบบนี้อีกแล้วนะ” คุณวาสิฏฐีเอ็ดลูกชายเสียงเขียวหากก็ไม่ดังไปกว่าเสียงพระสวด ทว่าคนรอบข้างอย่างท่านผู้หญิงและคุณเมฆผู้เป็นสามีได้ยินถนัดนัก  “รอพระสวดจบก่อนได้ไหมลูก”

เต้ยไม่ตอบอะไรสะบัดหน้าฟึดฟัดเดินออกมา จนคุณวาสิฏฐีผู้ที่เคยขึ้นชื่อว่าปรามลูกชายอยู่หมัด ทำหน้าไม่ถูกต้องลุกเดินตามมาคว้าแขนลูกชายแล้วพาเดินเลี่ยงมาอีกทาง

“จะไปไหนเต้ย”

“เต้ยจะไปหามูน แม่แกล้งทำหน้าเหมือนมีเรื่องจะคุย แต่แม่ไม่คุย แม่ก็รู้ว่าเต้ยไม่ชอบอะไรที่มันทำให้อึดอัด ขอโทษนะครับแม่”

“ตกลงเต้ย...ถ้าเต้ยบอกว่าทนไม่ไหว แม่ก็ต้องบอกว่า แม่ก็ทนกับพฤติกรรมและกริยาของเต้ยวันนี้ไม่ไหวเหมือนกัน มา... เราไปคุยกันซะที จะได้จบๆ แม่ก็อึดอัดและรำคาญไม่น้อยไปกว่าเต้ยนักหรอก”

“ยินดีครับแม่”

คุณวาสิฏฐีขมวดคิ้วเป็นปมพอๆกับลูกชาย ก้าวเดินนำฉับๆลงจากบันไดบ้าน เดินลัดเลี้ยวไปตามอารมณ์ตามแต่ทางที่ปูไว้ให้เดินบนอิฐศิลาแลงแผ่นใหญ่ ลูกชายยังเดินตามมาด้วยใบหน้าคว่ำเป็นม้าหมากรุกยามถูกขัดใจเฉกแสมือนตอนเด็กๆจนติดมายันโต สองแม่ลูกเดินตามทางนั้นมาโดยมิรู้หรอกว่าตรงสุดสายปลายทางนั้น มีใครบางคนกำลังผลุดลุกขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงคนเดิน มณีดวงน้อยจึงแฝงกายใต้เงามืดหลังเสาไม้ระแนงที่ปกคลุมครื้มทันใด ด้วยความที่อยากจะนั่งทอดอารมณ์คนเดียวเงียบๆ  และไม่อยากตอบคำถามใครจึงแอบกายไว้อยู่อย่างนั้น

“ใครกัน”

มูนเปรยกับตัวเองอย่างแปลกใจ แล้วก็ได้คำตอบ เพราะไฟสลัวๆ เลือนรางจากโคมไฟตรงเกือบสุดปลายทางเดินนี้ ฉายให้เห็นคนเดินมาขัดจังหวะภวังค์เงียบ และคนคนนี้ก็คือชายที่ตนมองปราดเดียวก็จำได้ เพราะมองเขามาตั้งแต่มอหนึ่ง ชายผู้ทรงศักดิ์ทรงเสน่ห์อันตราย ขนานนามตามความร้ายกาจว่านายหมาบ้า  จึงตั้งใจจะก้าวเท้าออกไปหา แต่ก็ชะงักไว้ทัน เพราะเขาไม่ได้มาคนเดียว

“แม่เข้าเรื่องเลยนะครับ เต้ยโตแล้ว พูดกันตรงๆเลย”

“เต้ยกับแม่ ลงมาทำไมกัน หรือว่า...”

มูนถามตัวเองในใจขึ้นอย่างสงสัย ทีแรกตั้งใจจะถอยฉากออกไปเงียบๆ ทว่ากระทำมิได้เพราะไม่มีทางเดินออก นอกจากเดินกลับทางเดิม และถ้าออกมาสองแม่ลูกก็ต้องเห็น จึงจำใจต้องเสียมารยาทแอบฟัง เมื่อสิ้นเสียงของเต้ย คุณวาสิฏฐีก็ประชดลูกชายด้วยเสียงเรียบๆ

“ได้สิคะคุณวสุ ...คุณชายของดิฉัน”

“โธ่...แม่ครับ” เต้ยอ่อนเสียงลง อาจจะเพราะสำนึกได้กระมังว่า ประโยคที่ใช้กับแม่เมื่อครู่ไม่ค่อยเหมาะสม “ เต้ยขอโทษครับ เต้ยใจร้อนไปหน่อย”

“ไม่ใช่หน่อยแต่มาก ทำไมนะเต้ย แม่สอนกี่ครั้งกี่ครา ถึงได้....” คุณวาสิฏฐีหักใจไม่ร่ายยาว สูดลมหายใจเข้าลึกๆยิงตรงเข้าประเด็น “ เอาล่ะ...ในเมื่ออยากให้พูดตรงๆ แม่ก็จะถามตรงๆ ว่าเต้ยรักมูนมากไหม”

“ที่สุดของใจที่มีให้ครับ” เต้ยตอบตรงๆ และคำตอบก็พอที่จะทำให้ใครบางคนยิ้มได้

“แล้วเต้ยไม่อายเหรอที่คนรอบข้างและสังคมจะรังเกียจ ต่อต้าน ในรักของเต้ย” คุณวาสิฏฐียิงมาอีกประโยคและมันก็ตรงจนเสียบกลางอกของคนฟังและคนแอบฟังหุบยิ้มลง ทว่าลูกชายกลับยิงสวนมาตรงยิ่งกว่า

“ก็ช่างสังคมสิครับ แม่รู้ไหม เพราะความอายบ้าๆนี่แหละ ที่ทำให้ลูกแม่โง่อยู่หลายปี เต้ยไม่สนใครอีกแล้ว แม้กระทั่งการตัดสินใจของแม่ แต่ที่เต้ยอยากฟัง เพราะอยากรู้ว่าแม่คิดอย่างไรก็เท่านั้น เต้ยกับมูนจะได้ทำตัวถูก”

 ใบหน้าคว่ำเป็นม้าหมากรุกของเต้ยเริ่มคลายและผ่อนลง ยกเว้นน้ำเสียงเท่านั้นที่ยังหนักแน่น หมาบ้าตัวร้าย หยุดสูดลมหายใจลึกๆ เพียงครู่ชั่วแวบ ยิ้มที่มุมปากน้อยๆ สายตาคมวาวเรืองโรจน์ เหลียวมองไปรอบๆ แล้วกล่าวต่อมิให้ขาดตอน

“ตอนนี้เต้ย สนแต่พระจันทร์เท่านั้น ที่จริงเต้ยก็ไม่ใช่พวกบูชาความรัก แต่พระจันทร์ของเต้ยทำให้เต้ยรู้สึกว่า ชีวิตของเต้ยมีค่า เพื่อใช้หล่อเลี้ยงหัวใจของคนที่ยังมั่นคงจงรักและภักดีกับเต้ยอย่างที่สุด ไม่ว่าเต้ยจะเลวร้ายกับเขาเพียงใด หัวใจดวงนั้นก็ยังไม่เคยเปลี่ยน จนเต้ยสามารถทิ้งได้ทุกสิ่งได้เพื่ออยู่ดูแล”

“แม้กระทั่งแม่เหรอเต้ย” คุณวาสิฏฐีลำดับความถามขึ้นช้าๆ เหมือนจะคิดทบทวนอยู่นานว่าคำถามนี้จะควรถามหรือไม่ แม้ลูกชายจะบอกอยู่แล้วว่าคำตอบคืออะไร ทว่าก็อยากมั่นใจจึงกลั้นใจถามไปอีกครั้ง

“ บอกแม่มา ระหว่างแม่กับมูน เต้ยจะเลือกใคร”

มูนที่ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง ตัวชาวาบเข่าแทบทรุดแม้จะไม่ใช่เต้ยที่เป็นลูกชาย หากก็รู้ดีว่าคนฟังอย่างเต้ยตัดสินใจยากลำบากเพียงไร และคงมิต้องสงสัยว่าลูกชายเมื่อเจอไม้เด็ดไม้นี้ ต่อให้ดื้อ ตั้งมั่นในปณิธานตนเพียงไร มีฤาจะยอมทิ้งมารดามาหาคนอื่น คุณวาสิฏฐีเป็นสตรีที่ฉลาด รู้ว่าลูกชายรักแม่เพียงไร จึงใช้สายใยรักพันธนาการลูกชายไว้

เต้ยเมื่อได้ยินคำถามของแม่ ก็นิ่งอึ้งไปสักพัก ขาแข็งแรงแทบจะทรุดลงกับพื้น ใบหน้าขาวคิ้วเข้มเปลี่ยนเป็นแดงจัดแม้จะมีเพียงแสงสลัวก็ยังเห็นได้ชัด มือแข็งแรงทั้งสองข้างกำเป็นหมัดแน่น เสียงกังวานแหบพร่าอย่างบังคับไว้ไม่ได้

“คิดไม่ผิดว่าแม่ต้องใช้วิธีนี้ แม่ทำร้ายจิตใจเต้ยมาก แม่บังคับให้เต้ยต้องเลือก ทั้งๆที่รู้คำตอบว่าจะต้องเป็นเช่นไร”

“แม่ถึงได้ต้องใช้วิธีนี้ไงล่ะ”

มูนอยากจะวิ่งออกไปจากสภาวะนี้ยิ่งนัก แต่กระทำมิได้ จำต้องทนยืนหยัดอยู่กับที่ แม้จะรู้ดีว่ายืนต่อไปไม่ไหว

“มะ ไม่จริง ...คุณหลวงจะต้องไม่ไปไหน”

มูนพึมพำคล้ายจะพูดปลอบใจตัวเองว่าเต้ยจะต้องอยู่ที่นี่ แม้เมื่อครู่ตัดสินใจไม่อยากเป็นตัวปัญหาระหว่างแม่กับลูก ทว่ายามนี้ อยากเป็นตัวปัญหาตัวใหญ่เสียยิ่งนัก เพราะรู้ดีว่าถ้าขาดหลักชัยและหลักใจหลักใหม่ ชีวิตตนคงไม่เหลืออะไรและอยู่ไม่ได้แน่นอน

“ลูกทุกคนก็คงต้องเลือกแม่ทั้งนั้น”

เต้ยใช้เสียงแหบพร่ากลายเป็นกลั้นสะอื้นฝืนกล่าว สายตาจับจ้องมองดอกชมนาด มิหันมามองหน้าสบตาแม่เลยสักนิด ดวงตาภายใต้คิ้วหนาชอกช้ำ ยามต้องเอ่ยประโยคร้ายแรงราวกับสายฟ้าฟาดที่บาดลงมากลางใจ เต้ยมิรู้หรอกว่าสายฟ้าสายนั้น นอกจากจะฟาดเขาแล้วยังแฉลบไปกระทบกลางใจพระจันทร์เต็มๆ

“ยายจ๋า หนูยืนไม่ไหวแล้ว”

มูนพูดได้เพียงเท่านั้น แล้วใช้มือน้อยๆ ยึดเสาไม้ระแนงแน่น ขาทั้งสองข้างพยายามยืนหยัด เตรียมใช้วิ่งไปกอดเต้ย ยึดเขาไว้ให้มั่น ถ้าเขาก้าวเดินจากไป  หัวใจดวงน้อยยังคงเต้นแรงระรัวระส่ำ น้ำตาพระจันทร์เริ่มไหลคลอหน่วยอีกครั้ง ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะเข้มแข็ง ทว่าการร้องไห้ครั้งนี้มิได้กระทำเพราะอ่อนแอ แต่เป็นเพราะเสียใจกับรักที่เป็นเพียงฝันชั่วคืน ในที่สุด รักของตนก็สิ้นลง

“แต่ยกเว้นลูกคนนี้ที่ชื่อเต้ย หรือนายวสุ อัครพงศธร ครับ”

“เต้ยแน่ใจนะว่า ใช้สมองคิดก่อนตอบ”

“เปล่าครับ เต้ยใช้หัวใจตอบ เพราะแม่เคยสอนเต้ยเองว่า คำตอบที่มาจากหัวใจ จะยิ่งใหญ่กว่าที่มาจากสมองเสมอ ทางด้านความรู้สึก”

เต้ยเบือนหน้ากลับมามองหน้าแม่อีกครั้ง และเขาก็ได้เห็นว่าคุณวาสิฏฐีน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม เต้ยควรจะเข้าไปเช็ดน้ำตาให้แม่หากแต่กลับไม่ เขากลับเดิน ไปตรงโคนเถาปลายซุ้มไม้เลื้อยที่ขึ้นเต็มหนาแน่นใกล้เสาไม้ระแนงต้นใหญ่ด้านข้าง หายเข้าไปในเงามืดเพียงครู่ สักพักแขนแข็งแรงก็คว้าพระจันทร์ที่ซ่อนอยู่ มาไว้ในอ้อมกอดทันที

“เต้ย...มูนไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง พอดีมูนนั่งอยู่ตรงนี้ก่อน” มูนรีบอธิบาย กลัวอีกฝ่ายเข้าใจผิด

“อย่าเพิ่งพูดอะไรมาก ออกมานี่มูน มากับเต้ย”

เต้ยบอกมูนที่หน้าตาชาวาบพร้อมคราบน้ำตาแห่งความเสียใจ ระคนดีใจ แล้วพาออกมาข้างนอก คุณวาสิฏฐีเองก็ยิ่งทำหน้าไม่ถูกเข้าไปใหญ่ ยามเห็นลูกสะใภ้ยืนอยู่ตรงหน้าในอ้อมกอดลูกชาย เสียงแหบพร่ากลั้นสะอื้นที่เลือนหายของเต้ย กลายเป็นเสียงดังฟังชัดดังเดิม

“เต้ยขอโทษที่เป็นลูกเนรคุณไม่เลือกแม่ แต่จะขอเลือกเมีย และเมียเต้ยก็เป็นผู้ชายคนนี้ที่ชื่อมูน ขอโทษอีกครั้งที่คำตอบของคงเป็นคนละอย่างกับที่แม่คิดไว้ เต้ยเสียใจจริงๆครับ แม่ไม่น่าบังคับให้เต้ยต้องพูด”

เต้ยพูดจบก็ทรุดเข่าลงกับพื้น โดยมิต้องบอก มูนรีบทรุดเข่าลงตามทันใด แล้วเต้ยก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด คือยกมือกราบลงกับพื้นเบื้องหน้าตรงปลายเท้าของคุณวาสิฏฐีที่แทบจะทรงกายไม่อยู่อีกต่อไป จึงได้แต่ถอยหลังไปยึดกิ่งไม้เลื้อยไว้มั่น อาการนั้นทำให้เต้ยเงยหน้าขึ้นมาทั้งน้ำตาไม่คิดว่าแม่จะเป็นเช่นนี้ จึงตัดสินใจประคองมูนลุกขึ้นยืนพูดเบาๆเพียงให้ได้ยินสองต่อสอง

“แม่คงไม่รับการกราบขอโทษของเต้ย ...เราไปกันเถอะมูน”

มูนยังคงพูดอะไรไม่ออกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็ว แต่ก็ยังพอมีสติที่จะหันหลังกลับมาดูคุณวาสิฏฐี และทันใดนั้นเองก็เห็นภาพคุณวาสิฏฐี โผเข้ามาหากอดลูกชายไว้เสียแน่น แต่อย่างไรเสีย ถ้าหากจบลงด้วยน้ำตาแม่อย่างนี้ ตนฤาควรจะอิ่มใจได้อย่างเต็มเปี่ยม

“เต้ยคุยกับคุณแม่ดีๆเถอะ” มูนเตือนสติเต้ยที่กำลังยึดร่างตนไว้เพื่อเบี่ยงตัวออกจากวงรัดของคุณวาสิฏฐี “อย่าทำกับคุณแม่แบบนี้ อย่าให้แม่ร้องไห้สิ”

“แต่แม่กำลังจะพรากเราสองคนนะมูน”

“ฟังแม่พูดก่อนตาเต้ย” คุณวาสิฏฐียังคงกอดเต้ยแน่นอย่างกับเต้ยเป็นเด็กๆ ใช้มือลูบหัว ลูบหน้า ลูบหลังทั้งน้ำตา พูดด้วยเสียงสะอื้นไม่แพ้กัน

“ฟังแม่นะลูก ใครบอกว่าเป็นคนละอย่างกับที่แม่คิด แม่คิดและเข้าใจได้ถูกต้องต่างหาก ที่แม่บังคับให้เต้ยเลือก เพราะอยากจะได้ยินชัดๆเท่านั้น แม่เป็นแม่เต้ย ทำไมจะไม่รู้ว่าคำตอบเป็นอย่างไร แม่รู้ดีว่าถึงแม้แม่จะห้ามหรือขัดขวาง เต้ยก็คงไม่ฟัง แม่เลยทำใจมาตั้งแต่วันที่ปล่อยให้เต้ยอยู่ดูแลมูนที่นี่แล้ว แต่ไม่คิดว่าพอได้ยินจริงๆ มันจะทำให้ตั้งตัวไม่ติด  ”

“แม่” เต้ยเงยหน้าขึ้นมาเรียกแม่สั้นๆ ได้เพียงเบาๆ ลำคอเริ่มตีบตันกะทันหัน

“คำตอบของแม่ มีมาตั้งแต่วันที่คุณยายมูนเสียแล้ว หากที่แม่ทอดเวลาก็เพราะอยากจะคิดให้ถี่ถ้วน อยากจะลองคุยกับผู้หญิงที่มีหัวอกเดียวกันและพอได้คุยมันก็ยิ่งทำให้แม่มั่นใจว่า แม่คิดถูก แม่ยอมรับว่าทีแรกแม่รักหน้ารักตา รักชื่อเสียง ไม่อยากให้ใครมาพูดว่ามีลูกชายผิดเพศ แต่พอแม่ถามใจตัวเองลึกๆ แม่ก็ได้รู้ว่า แม่รักเต้ยมากกว่า ”

“หมายความว่า...” เต้ยคลายอ้อมกอดจากมูนชั่วครู่ ใช้วงแขนกระชับกอดแม่แน่น ความรู้สึกผิดเริ่มจับที่เข้าใจแม่ผิด และรู้สึกผิดถึงที่สุดยามได้ยินประโยคของแม่ต่อมา

“แม่ใช้สองมือของแม่ ทั้งผลักทั้งดันเต้ยมามาก ขีดเส้นทางให้เต้ยเดินก็หลายสาย ยกเว้นถนนสายหัวใจที่แม่ไม่เคยยุ่งเกี่ยว และแม่ก็จะทำตามความตั้งใจเดิม” คุณวาสิฏฐีหยุดเช็ดคราบน้ำตา กลั้นสะอื้นแล้วพูดต่อช้าชัด “ แม่อนุญาตให้เต้ยกับมูนอยู่ด้วยกัน แม้พระจันทร์หรือสะใภ้ของแม่จะเป็นผู้ชาย ”

“แม่จ๋า”

คงมิต้องอธิบายหรือบอกซ้ำอะไรให้มากความอีกแล้ว ประโยคของคุณวาสิฏฐีเมื่อครู่คือที่สุดของทุกสิ่ง แม้ตอนแรกตั้งใจว่าจะดื้อ หากลึกๆแล้วในความดื้อของเต้ยคือความทุกข์ใจที่แม่ไม่เข้าใจ ทว่าบัดนี้เมฆก้อนใหญ่ถูกยกออกจากอกปราการทะมึนถูกกระแทกให้แตกสลายด้วยคำว่า “อนุญาต”

เต้ยไม่ต้องรอให้สมองสั่งการ เขาทรุดกายลงอีกครั้ง คุกเข่าลงตรงหน้าแม่ ไม่ต่างอะไรกับมูนที่ลงมานั่งเคียงคู่ แล้วมือของทั้งสองก็พร้อมใจกันพนมอยู่กลางอก น้อมศีรษะจนหน้าผากจรดปลายนิ้ว โน้มทั้งตัวจนสันมือวางบนหลังเท้าคุณวาสิฏฐี

“นมัสการะ” ขั้นกว่าของ “อัญชลีกรณีโย” คุณวาสิฏฐี ไยจะไม่คู่ควร
สตรีผู้นี้สำแดงความเป็นมารดาครบถ้วน ...มิใช่มารอย่างที่ลูกกลัวอีกต่อไป
 
ตัดสินใจถูกหรือผิด คุณวาสิฏฐีไม่สนใจอะไรแล้ว รู้แต่ว่ายามย่อตัวลงไปโอบกอดลูกชายกับพระจันทร์ของเขามันคือความสุขใจเหลือคณา ที่ไม่อาจหาได้จากไหน

“ขอบคุณครับแม่” เต้ยกับมูนแทบจะกล่าวมาพร้อมกัน กอดตอบคุณวาสิฏฐีแน่นเสียยิ่งกว่าแน่น จนคุณวาสิฏฐีต้องคลายกอดมาเสียเอง แล้วลำดับความตามที่คิดไว้นานหลังจากให้อนุญาตทันที

“แต่แม่มีข้อแม้นะ”

“ข้อแม้อะไรครับ” เต้ยก็ยังเป็นเต้ยเสมอ ขมวดคิ้วเข้มๆได้ทุกที และเสมือนว่าตอนนี้ มูนก็กำลังติดนิสัยนั้นมาด้วย แม้จะไม่ได้พูดออกมา หากในใจก็ไม่วายคิด “ อะไรกันอีกหนอ”

“เต้ยกับมูนต้องพิสูจน์ให้แม่เห็นว่า คบกัน อยู่ด้วยกัน มิได้พากันให้ตกต่ำ แต่จงพากันให้เจริญก้าวหน้า ตั้งใจทำมาหากิน เป็นข้อแลกเปลี่ยนแค่นี้ จะทำให้แม่ได้ไหม และถ้าแม่เห็นว่ามันไม่ได้ วันนั้นแม่คงต้องใจร้ายจริงๆ ”

“ดะ ได้สิครับแม่ เต้ยสาบาน”

“อย่าสาบาน ...เอาเป็นว่าแม่เชื่อ เพราะคำพูดและเกียรติของอัครพงศธรในตัวเต้ย มีค่ามากกว่าคำสาบาน” คุณวาสิฏฐียิ้มออกมาได้ และเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้นยามกล่าวประโยคต่อมา

“แม่มีเรื่องจะเตือนทั้งสองคนอีกเรื่องคือ เรื่องการแสดงความรักต่อกันในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะกอดหรือจูบ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง มันไม่ใช่เรื่องงามของวัฒนธรรมในบ้านเรา ยิ่งชายกับชายแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังอย่างหนัก คนอื่นเขาเห็น เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เขาจะดูถูกเอาได้”

“ครับแม่” เต้ยกับมูนพยักหน้ารับคำ และเข้าใจในจุดประสงค์ทันทีตอนที่แม่เข้ามาแยกทั้งสองออกจากกันบนบ้าน

 “บางคนที่เขายิ้มและชื่นชม มันก็อาจจะเป็นแค่เปลือกนอก ภายในเขา เราไม่มีทางรู้ เชื่อแม่สักครั้งเถิด อย่าหาว่าแม่หัวโบราณสมัยเก่า จงทำให้แต่พอดี อย่ามากเกิน เมื่อพอดีเสียอย่างหนึ่งแล้ว คำว่า “ผู้ดี” คงไม่หนีเต้ยกับมูนไปไหน ”

“ครับแม่จ๋า” เต้ยรีบรับคำเพราะรู้ดีว่า น้ำเสียงของแม่แบบนี้แหละ พูดมาทีไร มักเป็นเรื่องยาว และมันก็ยาวจริงๆ

“อ้อ...ยังมีอีกเรื่อง แม่ไม่ชอบให้เต้ยใช้คำว่า “เมีย” กับมูน มันฟังแล้วระคายหูผู้ใหญ่ และมันก็ไม่เหมาะสม เพราะมูนเขายังไงก็เป็นผู้ชาย แม่ชอบคำที่เต้ยเรียกมูนว่า พระจันทร์ของเต้ยมากกว่า น่ารัก ฟังแล้วถูกใจแม่ เข้าใจไหม”

“เข้าใจแล้วครับแม่”

“เข้าใจก็ดีแล้ว เอาล่ะพระสวดจบพอดี จะขึ้นข้างบนกันเลยไหม หรือจะอยู่คุยกันสักพัก” คุณวาสิฏฐีถามอย่างไม่เอาคำตอบ เพราะเห็นใบหน้าลูกชาย ก็รู้อีกแล้วว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร จึงลุกขึ้นหันหลังกลับ แต่ก่อนจะก้าวเดินออกไปนั้น คุณวาสิฏฐี ก็กุมมือมูนด้วยสัมผัสที่ไม่เย็นชาอีกต่อไป กล่าวทิ้งท้ายให้พระจันทร์ได้อมยิ้มเล่นๆ

“แม่ขอฝากเต้ย....และคราวนี้ ฝากถาวร ไม่ใช่ชั่วคราว”

คุณวาสิฏฐีเดินลับหายไปตามทางแล้ว และพอคล้อยหลังเท่านั้นเอง มูนก็รู้สึกว่าร่างทั้งร่างถูกตะปบด้วยอ้อมกอดอันแสนอบอุ่น ริมฝีปากต่างคมเขี้ยวฟอนฟัดกัดลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง หมาบ้าเกเรไม่ปล่อยให้พระจันทร์ตั้งตัวเลยสักนิด

“แม่เพิ่งสอนไปอยู่หยกๆ นะเต้ย พอแล้ว เดี๋ยวใครมาเห็น แล้วรู้ได้ไงว่ามูนอยู่ตรงนี้”

“เหอะ กลิ่นน้ำปรุงหอมแซงหน้ากลิ่นดอกไม้มาอย่างนั้น จะมีใคร เหอะน่า ไม่มีใครเห็นหรอก ขอชื่นใจหน่อยน่า ตอนนี้ทางของเราสองคนก็สะดวกแล้ว”

“อ๋อ เพิ่งรู้ว่าชอบใช้จมูกดมกลิ่น เหมือน....”

“หมา” เต้ยต่อมาเสียให้ แถมยังฟัดแรงกว่าเดิม “ ก็ดีกว่าบางคนแหละ เป็นเมียหมา”

“ยังจะมาใช้คำว่าเมียอีก เดี๋ยวเหอะ เมื่อกี้แม่สอนว่าอย่างไร” มูนแม้จะเอ็ดเต้ย แต่ก็ยังปล่อยตัวให้อยู่ในอ้อมกอด จนหมาบ้ายุติการฟัดทั้งมวลเกยคางวางไว้บนไหล่แน่นิ่ง จึงพูดมาว่า

“ขอบคุณที่ไม่ทิ้งมูน...คิดไม่ผิดเลยที่ใช้หัวใจรอ”

คำขอบคุณก็คงเป็นแค่คำพูดธรรมดาๆของมูน มิซึ้งใจเท่าการที่มูนเบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอดของเต้ยช้าๆ หยุดยืนอยู่ตรงหน้าเต้ย กระพุ่มมือน้อยยกขึ้นเป็นครั้งที่สอง มิช้านานก็วางลงตรงกลางอกกว้าง น้อมศีรษะซบลงแน่นิ่งเหนือมืออยู่อย่างนั้น

คู่รักหลายๆคู่ คงเลือกที่จะหอมแก้มหรือโผเข้ากอดคนรักเป็นการขอบคุณแต่คงมิใช่สำหรับกับมูนเพราะมูนเลือกกระทำ “อัญชลีกรณีโย” ตอบแทนกับหัวใจและความจริงใจที่เขามอบให้

เต้ยแม้จะเคยได้รับมาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งแล้ว ทว่าครั้งนี้ก็อดที่จะตะลึงซึ้งใจไม่ได้ พูดอะไรแทบจะไม่ออกนอกจากทวนประโยคเดิมที่มูนไม่มีโอกาสได้ยินในปลายค่ำคืนของวันพระจันทร์เป็นใจ

“แม่มณีทำอย่างนี้......แล้วพี่จะไปตายที่ไหนเสีย พี่สาบาน ว่าพี่จะตายรังอยู่ที่นี่ แทบเท้าแม่มณีเท่านั้น ”
 
“คุณหลวงเต้ย คุณหลวงเกเรของมูน”

ตาต่อตาสอดประสานอีกครั้ง ตอกย้ำซ้ำคำพูดให้รู้ว่าคนพูดนั้นพูดจริงเป็นภาษาใจที่ต้องมีหัวใจดวงเดียวกันถึงจะฟังออกและแปลความหมายออกมาได้ บัดนี้เต้ยกับมูนย่อมแตกฉานในภาษาใจภาษานั้นแล้ว วงแขนแข็งแรงจึงกระชับมั่น ประคองพระจันทร์ลอยออกมา ทิ้งกลิ่นหอมทั้งมวลและร่มครึ้มทะมึนไว้เพียงแค่เบื้องหลัง รับรู้ว่ารักที่จบลงใต้ร่มไม้นี้นั้น ....มันไม่มีวันเป็นจริง

“แม่มณีจ๋า ฟังไว้ หากกรุงเทพเป็นบ้านเกิดของเต้ย อัมพวาจะเป็นเมืองนอนนิจนิรันดร์”
************
รบกวนติดตามต่อบทที่๑๖ นะคะ
อ้างอิง *นำมาจากเพลงน้ำตาแสงไต้ คำร้องโดย สง่า อารัมภีร, มารุต เนรมิต
**นำมาจากเพลงคือหัตถาครองพิภพ คำร้องโดย ชนะ เสวิกุล

ขอบพระคุณคุณMAGNOLIA คุณtweetpuen คุณmaemix คุณTiffany คุณroute rover คุณfangkao คุณqq_oo ที่ยังรัก คิดถึง และติดตามนิยายเรื่องนี้เสมอมา  :mew1:  :pig4:


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-01-2019 10:09:08 โดย Artemis »

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4727
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +297/-3
อ่านอีกครั้งก็ยังซึ้ง​ หัวอกคนเป็นแม่
ทุกอย่างเพื่อลูกจริงๆ

ออฟไลน์ route rover

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2600
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +214/-6
อิ่มในตัวอักษรจริงๆ ขอบคุณค่ะ รออ่านต่อนะคะ

ออฟไลน์ Tiffany

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
ดีใจกับทั้งคู่ คุณแม่เป็นแม่ที่น่ารักที่สุด

ออฟไลน์ Vvsarang

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
เม้นยังงี้หรือเปล่านะ จำไม่ได้แล้วคะ
ขอบคุณมากๆนะคะที่กลับมาลงให้อ่านอีกครั้ง
ชอบเรื่องนี้มากค่ะ
ขอบคุณอีกครั้งนะคะผู้แต่ง

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 476
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
......นิจนิรันดร์” #เต้ยมูน ก็จะเป็นนิยายรักแท้ของฉันตลอดไป อห! อห! อห! โอ้วววมายก็อดดดดดด กรี๊ดดดนิยายดีเหี้ยๆ โห้ยยยยยยยกว่าจะเจอที่ถูกจริตได้ อ่านรวดเดียว 15 ตอน ตาแหกกันไปเลย ว่างไม่ลง ชอบมากกกกกกกก โอ้แม่เจ้าไอ้คนที่มันปากแข็ง นิสัยเสีย เห็นแก่ตัว พาลเขาไปทั่ว สมกับที่ชื่อหมาบ้า คนนี้ดันเป็นคนที่ทำฉันร้องไห้ไปด้วยซะงั้น บ้าเอ๊ยย 555 ฉากเจอดอกกุหลาบแห้งและรูปถ่าย แล้วก็คิดได้เสียทีว่ามูนนั้นรักตัวเองมากขนาดไหน ย้อนมองตัวเองที่ทำร้ายๆตลอดมาลงไป ฉากนี้ในที่สุดๆ มึงงงงงก็คิดได้ซะทีนะหมาบ้าเต้ยเอ๊ยยย ตื้นตันใจที่รู้สักทีจนน้ำตาไหลพรากตามมัน 555555 พระเอกร้ายๆนายเอกนิ่มๆแต่ไม่ยอมง่ายๆมีเหตุมีผล จนทำให้หมาบ้ารู้สำนึกตัวก่อนที่จะได้กายมา รู้ตัวก่อนว่าเขามีค่ามากก่อนที่จะได้กายมาครอบครอง ไม่ใช่ได้แล้วเสียไปถึงรู้ นอกจากนี้ยังจะพยายามเป็นคนดีที่เหมาะสมกับเขา จะรักให้มากกว่าความรักความเทิดทูนของเขาที่มีให้ตลอดมา อนิจจาอยากกจะแดดิ้น ชอบบบบบบบบบบบ 555 พล็อตนิยมทั่วๆไปแบบนี้อ่านมาก็เยอะ แต่ด้วยที่เรื่องนี้มันโทนสมัยเก่าทั้งยังแทรกกลอนและบทเพลง ซึ่งส่วนที่แทรกไปนั้นมันก็ช่างเข้ากั๊นเข้ากันกับความรู้สึกของตัวละคร เข้ากับฉาก จนอยากรู้ว่าผู้แต่งแต่งพล็อตตามบทประพันธ์เพลง/กลอน หรือคิดพล๊อตไว้แบบนี้แล้วไปหาบทเหล่านั้นมาแทรก 1-15 ตอน แทรกไปไม่น้อยเลย หาเจอได้ยังไง ต้องอ่านหนังสือหรือชอบฟังเพลงเก่ามากเลยใช่ไหม ^__^ หนักสุดเลยนี่คือขำกับอีช้าง บรรยายได้ฮามากกกกกับบุคลิกของเธอ ยิ่งพวกเพื่อนผู้ชายเวลาจิกกัดแขวะแซะนี่นะ ขำมากกก 555 ชอบบบบนาง แต่ไม่รู้ทำไมรู้สึกอยากจิ้นไอ้ผู้หมวดกับนังจัง อาจเห็นกัดกันบ่อยๆนะมั้ง กัดกันไปมา อิย๊า 555555 ถึงไอ้หมวดจะเสร็จนังเกนหลงก็เถอะ แต่แล้วไงละ อารมณ์ชั่ววูบ ฉันขอจิ้นคู่ช้างนะ ส่องโมเม้นท์2คนนี้อยู่รำๆ 55555 ก็อย่างที่บอกละนะว่ามันโทนสมัยเก่า พอคิดๆดูแล้วการที่เต้ยปากแข็ง ไม่ยอมรับตัวเอง แสดงออกร้ายๆ สมัยนั้นมันก็ไม่ใช่การที่ยอมรับง่ายๆก็เลยซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ลึกสุดใจ จนพอหลายปี ยุคสมัยก็เปลี่ยนไปบ้าง และด้วยการที่เห็นความรักอันยั่งยืนลึกซึ้งของมูนด้วยก็เลยเปิดเผยและยอมรับในที่สุด  ก็เข้าใจความเป็นเต้ยนะ ร้ายๆแต่รักนะ 555555 #RIPคุณยาย หลับให้สบายนะคะไม่ต้องห่วงหลานคนนี้เขามีคนดูแทนยายแล้ว อ๋อ อีกอย่างนึงที่น่าจะไม่เคยนะที่อ่านมา คือร้องไห้ตอนหลังเสร็จกิจของการเมคเลิฟครั้งแรกซึ่งกันและกัน มูนทำซึ้งมาก กราบอกผัว ตื้นตันใจไปกับเต้ย เข้าใจความรู้สึกเต้ยนะร้องไห้เลย ร้ายกับเขามามาก เขายังรักและเทิดทูน กว่าจะได้กายมา ทำให้คาถานี้ศักดิ์สิทธ์จริง ผัวรักผัวหลง 5555 สูญเสียคุณยายไปแต่ก็ได้การยอมรับจากครอบครัวมา ดีแล้วดี ก็เหลือไอ้ก้องละตอนนี้จะบ้ามาทำไร มูนสั่งสอนให้สำนึกทีดิ๊ น้องมอสดูคนแม่นมาก ซื่อๆตรงๆดูเหมือนเขามาหลอกฟัน ก็คิดได้เนาะ 555555 เอออีกอย่างที่ชอบคอือมูนแยกแยะความรู้สึกได้ชัดเจนคนจริงกับคุณหลวงในแชท ไม่มีการลังเล จนหมาบ้ามันหึงแม้กระทั่งตัวเอง ตล๊ก 5555 ก็รอบอกความจริงนะจะเป็นไง  โอ๊ยยยยยยยยยยยเม้นท์ยาวมากกก เกรงใจ 5555 อยากจะบอกอีกครั้งว่าชอบบบมากกกก สนุกกแบบกดติดตามรัวๆ  แต่งเก่ง อ่านดี ลื่นไหล นี่รอตอนต่อไปจะไม่ไหวแล้วค่ะ F5 F5 F5 ฮ่าๆ ขอบคุณนะคะที่แต่งและมาอัพที่นี้ให้ได้อ่านนิยายดีๆกัน อย่าเทนะคะ นานแค่ไหนก็จะรอ ^___^  ♥♥♥
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-02-2019 00:37:46 โดย blove »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด