BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน ตอนจบ บทส่งท้าย ๑๒ พฤษภา ๖๒
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน ตอนจบ บทส่งท้าย ๑๒ พฤษภา ๖๒  (อ่าน 8153 ครั้ง)

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
คุณวาสิฏฐีเห็นเข้าและคงหน่ายกับพฤติกรรมลูกชาย จึงเข้ามากระซิบกระซาบเตือน แต่มิใช่เพราะการแสดงความรักในที่สาธารณะอย่างที่เคยห้ามหรอก หากเป็นอีกเรื่องที่รู้ความเป็นมาดี

“เมื่อกี้ไม่เป็นสุภาพบุรุษเลยนะลูกแม่ ชนะเขาแล้วก็ไม่ควรไปเยาะเย้ยเขา อย่าทำอีกนะลูก”

“ครับแม่ เต้ยขอโทษ”

โชคดีที่สุดของเต้ยแล้วที่นับว่าได้แม่และเมียดี ที่คอยตักคอยเตือนยามร้อนๆห่ามๆ แล้วเต้ยก็มิได้หันไปสนใจมหาศัตรูคู่ปรับเก่าอีกได้แต่มุ่งหน้านำแม่ เมียและผองเพื่อนไปยังพระอุโบสถ ทั้งคณะเดินตามไปกันหมดแล้ว คงเหลือแต่เพียงคนเดียวที่ไม่ก้าวขาตาม เขาคนนั้นนั่งนิ่งๆตาแดงๆ ให้ลมแม่น้ำพัดพาเอาความเจ็บใจที่ถูกไอ้เต้ยเย้ยให้คลาย

ทว่าลมหาได้พัดพามาแต่ความเย็นไม่ หากแต่เอากลิ่นหอมๆเย็นๆคุ้นจมูกที่ชาตินี้ไม่มีวันลืมมาด้วย แถมยังพาเอาใครอีกคน ให้ลอยละลิ่วตัวปลิวแยกจากพ่อหวนกลับมาหลบลมตรงโคนต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆนี่เอง

ลมมันไม่ใจร้ายหนักหรอก ถึงลมทะเลเคยพัดเอาหัวใจไปก็จริง ...แต่ลมแม่น้ำไซร้พาหัวใจดวงใหม่มาให้แทนที่
ก้องควรจะเลิกแสร้งไม่รู้ตัวได้แล้ว

“พี่ขา พี่รูปหล่อ ซื้อดอกมะลิสักช่อไหมคะ”

เด็กผู้หญิงตัวเล็กเนื้อตัวมอมแมม แต่ในมือที่ถือคือช่อมะลิขาวพราวพิศุทธิ์ยิ่ง เดินมาจากทางไหนไม่รู้ เกาะระเบียงศาลาร้องถาม  ...ถ้าหากเป็นตอนร้ายๆ และอารมณ์ไม่ดี แม่หนูนี่คงถูกตะเพิด

“ช่อเท่าไหร่ครับน้อง”

“ช่อละยี่สิบค่ะ เหลือช่อสุดท้าย”

ก้องไม่ลังเลควักธนบัตรสีม่วงมาหนึ่งใบให้ทันใด เด็กน้อยยื่นส่งมะลิให้แล้วทำหน้าเบ้

“พี่คะ หนูไม่มีเงินทอน ยายทำมาให้ขายสิบช่อเอง หนูมีทั้งตัวเนี่ย ร้อยกะอีกแปดสิบ จะไปหาให้พี่ที่ไหนอีกตั้งสามร้อย”

อัศวินหนุ่มพออมยิ้มได้หน่อยกับความช่างพูด มั่นใจมิใช่กลยุทธ์อมเงินทอน จึงมิรังเกียจในความมอมแมมลูบหัวเด็กน้อย ขับเสียงห้าวเจือเอ็นดูตอบกลับจนแม่เด็กตัวเล็กฟังแล้วอมยิ้มคืน แถมยังส่งผลให้คนแอบดูแอบอมยิ้มได้อีกคนเช่นกัน

“พี่ให้ ไม่ต้องทอน เอาไปทั้งหมดนั่นแหละครับ”

“เขาเป็นคนดีเหมือนกันนี่ ...ไม่คิดว่าจะได้เห็นมุมนี้ อยากรู้จังว่าทำไมพี่มูนไม่สน” 

‘นายแบบ’ หนุ่มผู้กำลังทำตัวเป็น ‘นายแอบ’ เปรยกับตัวเอง เขาพอรู้อะไรมาบ้าง เดาอะไรออก หากก็ไม่ได้ทั้งหมด และที่เดาไม่ออกแลไม่รู้อีกเรื่องคือเหตุใดทำไมเขาต้องหวนกลับมาทั้งๆที่ควรจะเดินอยู่กับพ่อและพี่มูน หนุ่มน้อยยังต่อคิดไปเรื่อย แล้วก็สลัดความคิดซะเอง หยุดดูเหตุการณ์ข้างหน้าต่อ ที่เด็กขายมะลิกำลังส่งเสียงแจ๋ว

“หนูรับไม่ได้หรอกค่ะ เงินตั้งเยอะ”

“พี่ให้ รับไป ผู้ใหญ่ให้ ห้ามปฏิเสธ” ก้องยืนยันเต็มใจ

“งั้น..” เด็กน้อยทำหน้าคิด ก่อนตอบ “ รับก็ได้ค่ะ แต่ยายสอนไว้ว่า ไม่ให้รับของใครฟรีๆ เอางี้หนูร้องเพลงให้ฟังแล้วกันนะคะ พี่อยากฟังไหม”

“ไม่เป็นไรหรอก น้อง คือพี่....”

ก้องคงห้ามช้าไปแล้ว เพราะแม่หนูนี่ไม่รอคำตอบ ขับลูกคอส่งเสียงกังวาน เป็นบทเพลงหวานปานนกน้อยเสียงใส ชวนให้ซ่านไปถึงหัวใจได้อย่างไม่เคยเป็น

ความเอ๋ย...ความรัก
เริ่มสมัครชั้นต้น ณ หนไหน
เริ่มเพาะเหมาะกลางหว่างหัวใจ
หรือเริ่มในสมองตรองจงดี




แรกจะเกิดเป็นไฉนใครรู้บ้าง
อย่าอำพรางตอบสำนวนให้ควรที่
ใครถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงรตี
ผู้ใดมีคำตอบขอบใจเอย *

เสียงเพลงจบลงหายไปพร้อมกับฝีเท้าเจ้าของเสียง แต่เสียงร้องของแม่หนูน้อยยังคงแผ่พลานุภาพเข้าบงการขั้วหัวใจได้ชะงัด สมองเองก็ไร้ฤทธิ์ที่จะควบคุมมิให้มือยกมะลิขึ้นติดมาปลายจมูก ทว่าอนุสติที่หลงเหลือยังพอบอกได้ว่ารักของเขามันเริ่มตอนไหน และใครเป็นคำตอบ แต่คำตอบในเรื่องความรักนี้ หลายครั้งที่มันไม่ได้มีคำตอบเดียว

หลังโคนต้นไม้ใหญ่เองก็มีใครบางคนที่อยู่ในภวังค์เดียวกัน เขาคนนั้นบังคับขาตัวเองไม่ได้ ขาทั้งสองก้าวช้าๆ เบายิ่งมาหยุดอยู่ที่ข้างศาลาได้อย่างไรก็มิรู้.. แถมยังเดินเข้ามาข้างใน และกว่าจะรู้สึกตัว เขาก็เข้ามานั่งฟากตรงข้าม ราวกับจะมาเป็น ‘คำตอบ’ ให้คนที่นั่งอยู่ก่อน ‘ขอบใจ’ กระนั้น

ลมแม่น้ำพัดวูบเย็นๆ เอากลิ่นกรุ่นของมะลิในมือจากคนฟากตรงข้ามมาติดจมูก คนถือมะลิเห็นเขาแล้ว แต่มิได้พูดอะไรออกมา เขาจึงต้องเอื้อนเอ่ยก่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ชอบดอกมะลิเหรอ”

วรเดชไม่คิดหรอกว่าตนจะได้คำตอบ แต่ผิดคาด เพราะคำตอบมีต่อมาให้ในโทนเบาทว่านัยหนักแน่น แสดงว่าคนตอบรู้และเข้าใจในคำถามเป็นอันดี 

“ไม่ได้ชอบแต่รัก”

‘ชอบ’ กับ ‘รัก’ แค่เขียนมันก็ต่างกันแล้ว นับประสาอะไรกับพูด ...ความรู้สึกที่ใส่ลงไปมันจึงไม่เท่ากัน
วรเดชย่อมรู้ดี ‘มะลิไม่รักตอบ’ ใจแรกก็อยากถามต่อ หากอีกใจกลับมิอยากรื้อฟื้นอดีตให้ใครเจ็บ

แผลเขาใกล้จะหาย แต่ถ้ารอมันก็คงจะช้าเกินไป ...มันจะมีวิธีไหนบ้างที่รวดเร็วและทำให้เขาหายขาด
ควรไหมที่จะโทร.ข้ามทวีปต่อสายถามแพทย์ประจำตัวพ่อว่า ‘โรคหัวใจ’เคสนี้ ...รักษากันอย่างไร

สภาพของคนตรงหน้า ตาตี่ตี๋ยังมีรอยรื้น มิซาแดง เห็นแล้วใจวาบแปลกๆ เมื่อกี้พี่เต้ยเย้ยเข้าให้ มันเบาอยู่เสียที่ไหน ถ้าเป็นเขาเองจะมีแรงเดินขึ้นมาจากเรือหรือเปล่าก็ไม่รู้ ...เพราะอย่างนี้ พูดจากวนอารมณ์จึงไม่ได้สำแดงไปอย่างเคย และคงเพราะด้วยความที่ใจได้เห็นไปถึงใจ จึงกลับมีวิธีรักษาที่ลำดับออกมาให้คนไข้ได้ฟัง  ซึ่งวิธีนี้หากคิดดีๆ ก็มิจำเป็นต้องโทรศัพท์ทางไกลไปปรึกษาหมอเลย วิธีมันอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกแค่นี้เอง

“เปลี่ยนดอกไม้อื่นดมดีไหม ในโลกนี้ไม่ได้มีดอกไม้เพียงชนิดเดียว”

‘เสนอตัว?’

สมองของก้องตั้งคำถามส่วนหัวใจยับยั้งปากมิให้พูดออกไป ช่อมะลิถูกเลื่อนลงจากปลายจมูก ตาเกือบช้ำจ้องไปยังตาคนพูด กังขาในเจตนาที่ส่งประสานออกมา สายตาคู่นี้มิได้กวนอย่างเคยก็จริง มันฉายแต่ประกายทอดถอนซ่อนซึ้ง จ้องแล้ววาบไปเกือบทุกส่วน เพราะ ‘เห็นใจ’ หรือ ‘สงสาร’ ใช่ไหม จึงพูดอย่างนี้ออกมา หากใช่ขอบอกว่า...อย่ากระทำ

อย่าหลอกใจหลอกกันเหมือนว่ารัก
อย่าชวนชักซ่อนซึ้งสิเน่หา
อย่าสร้างฝันให้พร่ำเพ้อทุกเวลา
อย่ามองมาเพียงเพราะว่า... ‘สงสารกัน’

“แนะนำให้คิดก่อนพูด ต่อไปอย่าไปพูดอย่างนี้ให้คนที่มีแผลหัวใจได้ยินอีกเป็นอันขาด เราขอตัว”

อัศวินหนุ่มสะบัดหน้าตี๋ๆที่มีไอร้อนผ่าวจับทั่วให้พรึ่ด ไอร้อนนี้มิได้มาจากไอแดดระอุ หากแต่ถูกทำให้ระอุด้วยคำพูดของอีกฝ่าย แล้วลุกพรวดเตรียมออกจากศาลา ทว่ายังมิทันจะก้าวขา คนที่ลมแม่น้ำพัดพามา ก็เอื้อมมือมาคว้าต้นแขนเขาไว้พลัน และก็เป็นที่แน่นอนว่า เจ้าคนคว้ามันยังมิรู้ตัวว่าไปทำอะไรให้เจ้าอัศวินขุ่นเคือง

“เดี๋ยวก่อน ...นายจะไปไหน เราพูดอะไรผิดหรือยังไง ทำไมเราต้องคิดก่อนพูด แล้วทำไมเราถึงไปพูดให้คนมีแผลหัวใจฟังไม่ได้ ”

วรเดชถามกลับ มั่นใจเหลือเกินว่าวิธีการรักษาอันใกล้ปลายจมูก คือการแค่ก้องเปลี่ยนดอกไม้ดมนั้น มิจำเป็นต้องคิดอะไรให้มากมายก่อนพูด แต่หลังจากพูดไปแล้วคนฟังมันเองนั่นแหละที่คิดและตีความอะไรมากมายเกินความที่ตั้งใจที่ใช้สื่อ ทว่าจริงหรือที่เขาจะสื่ออะไรแค่นั้น ...คำตอบว่าจริงหรือไม่ ก็คือใจลึกๆนั่นแหละ ที่ต่างฝ่ายต่างต้องค้นกันให้เจอ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะโกหกหัวใจตัวเองเสียด้วย

‘แล้วเขาคิดอะไรของเขา ...คำพูดของเราสื่อความเป็นอย่างอื่นได้ด้วยเหรอ ก็แค่อยากให้เลิกดมดอกมะลิ แล้วหาดอกไม้อื่นดมแทน แผลใจจะได้หายก็แค่เท่านี้’ วรเดชยังกังขาในใจและยังยืนยันมั่นใจในเจตนาตนมิสร่าง

“นี่นายไม่รู้ตัวเลยเหรอไงว่านายพูดอะไรออกมา”

ก้องเองก็เริ่มเสียงแข็งสวนกลับย้อนถาม หากนับความแข็งที่เขาใช้เป็นแรง มันก็คงพอๆกับฝ่ามือที่ยึดต้นแขนเขาไว้มั่น จนเขาต้องสลัดออก เดชยามนี้จึงทิ้งมาดกวนๆไปหมดสิ้น ใช้เสียงนิ่งๆ ฉุดรั้งอีกฝ่ายแทนมือ

“รู้สิ เรารู้ว่าเราพูดอะไร และเราก็หวังดีกับนายจริงๆนะก้อง เราเข้าใจว่า รักคนที่เขาไม่รักเราและต้องทนเห็นภาพคนที่เรารักอยู่กับคนที่เขารัก มันเจ็บปวดแค่ไหน เราถึงอยากให้นายเปลี่ยนดอกไม้ดมไงล่ะมันก็แค่นั้น แล้วนายคิดอะไรของนาย”

“ก็คิดว่านาย... เอ่อ...คือ”

ก้องตั้งใจจะลำดับคำพูดออกไปเป็นชุด แต่แล้วจู่ๆ มันก็เสมือนมีก้อนอะไรแข็งๆมาจุกไว้ที่ลำคอ ทำให้เขาต้องจำนนเจอทางตันในการตอบโต้เป็นครั้งแรก นี่คงเป็นเพราะเสียงนิ่งๆหนักแน่นกระมังที่เจ้าคนเคยกวนมันขับออกมา อีกทั้งสีหน้าที่มันมิได้ยั่วโมโหดั่งเคย สองสิ่งนี้มันคงยืนยันถึงความซื่อที่ว่า คนพูดมันคงคิดแค่นั้นจริงๆ...มันมิได้ ‘เสนอตัว’ อย่างที่คิด

“เอ่อ คือ”

อัศวินหนุ่มยังอึกๆอักๆ ยืนนิ่งไม่ไหวติง เปลี่ยนใจไม่ออกไปจากศาลาแล้ว ยืนขวางทางลมแม่น้ำให้พัดพาผ่านร่างไปเรื่อยๆ กลิ่นหอมจากช่อมะลิในมือกระพือกลิ่นกรุ่นไปทั่วบริเวณศาลาอีกระลอก ในใจลำดับขับต่อมิปล่อยออกมาเป็นเสียง

‘เขาคิดและพูดอย่างนั้นมันก็ดีแล้วนี่ ไม่ได้เสนอตัวอย่างที่เราคิดสักหน่อย แต่...’ ดวงใจอัศวิน เริ่มมีคำว่า ‘แต่’ อันแสดงถึงความ ‘ขัดแย้ง’ ของหัวใจจนไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อ แต่ถึงจะไม่กล้าคิดต่อ ก็คิดเอาจนได้อยู่ดี

‘แต่ทำไมใจเรามันต้องสั่นแปลกๆ เหมือนอาการสั่นตอนหน้าแตกที่คิดว่าใครมีใจให้ แต่ความจริงมันไม่ใช่ หรือไม่ก็เสียดายอะไรสักอย่าง ’

ก้องสำรวจอาการของหัวใจตนเองอย่างคนช่ำชองด้วยความรู้สึกสับสน นี่ถ้าเขาใจนิ่งอีกนิด ข้อสรุปก็คงจะมีแค่ข้อสรุปเดียวคือ... ‘เสียดาย’ เป็นแน่แท้ แต่เขาจะกล้ายอมรับข้อสรุปข้อนี้ในตอนนี้ได้หรือ อัศวินหนุ่มน้อยยังยืนคิดพร้อมทั้งใช้ตาตี่ตี๋ที่ซารอยแดงรื้นลงแล้ว ประสานเข้ากับสายตาคู่พิเศษอันลอกเลียนแค่สีน้ำตาลใสมาจากพี่ชาย ทว่าที่ต่างไปคือประกายระยับขับแววทอดถอนซ่อนซึ้ง สายตาคู่เดิม คู่นี้ มันยังคงฉายความ ‘สงสารเห็นใจ’ มาจนเต็มเปี่ยม ทำให้ตัวเขาสมเพชตัวเองเป็นที่ยิ่ง

 “คืออะไร บอกเรามา ”

วรเดชเริ่มรุกเอาต่อเข้าให้ด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม ไล่ภวังค์ก้องให้ห่างหายไปกับสายลม ทว่าคนอย่างก้องน่ะหรือจะยอมเป็นฝ่ายตั้งรับ อึกๆอักๆได้ก็เพียงมินาน จึงรุกกลับไปบ้าง และการรุกกลับครั้งนี้เอง มันก็ทำให้คนมีแผลหัวใจ หลุดปากไปโดยเป็นฝ่ายลืมคิดก่อนพูดเองซะแล้ว

“คือเราไม่ต้องการความสงสารเห็นใจจากใคร สายตานายมันสื่ออย่างนั้น จนเราสมเพชตัวเอง” ก้องเว้นวรรคเพียงครู่ บังคับขาตนไม่อยู่ เดินเข้ามาชิดวรเดชยิ่งกว่าเดิมซะเอง จนระยะห่างระหว่างตัวสั้นกว่าไม้บรรทัดและถ้าแคบอีกนิด ช่องว่างที่ลมจะพัดผ่าน คงผ่านมาได้แค่รำไร แล้วก้องก็เริ่มผ่อนเสียงลงให้อ่อนอย่างเห็นได้ชัด ...อ่อนจนเกือบถึงขั้นที่เคยใช้กับมูนเลยทีเดียว

“เราต้องการแค่ความจริงใจ ไม่ใช่ความสงสารเห็นใจ และยังเหมือนมาหลอกให้ความหวังลมๆแล้งๆว่าดมดอกไม้อื่นแล้วมันจะหาย”

นี่ไงที่ว่าลืมคิด เพราะถ้าคิดคงไม่แง้มอะไรบอกเขาไปจนเกือบหมด หมดจนอีกฝ่ายอาจจับได้ว่า ลึกๆแล้วเขาเองก็ต้องการเข้ารับการรักษา และหมอที่มามันก็ต้องจริงใจ  ส่วนวรเดชฟังประโยคนี้แล้วก็มิรู้ทำไม ถึงอยากจะควักลูกตาตนเองลงมากระทืบกับพื้นศาลานัก

“ให้มันได้อย่างนี้สิวะ ใครจะไปบังคับสายตาได้ ...นายคิดอย่างนี้นี่เอง”

นายแบบหนุ่มถึงบางอ้อ พูดเบาๆในลำคอ เข้าใจแล้วในสาเหตุแห่งการแปรปรวนทางอารมณ์ทั้งมวลของเจ้าอัศวินได้อย่างรวดเร็ว ความปรารถนาดีมีข้อด้อยตรงสายตาที่ส่งผ่านไปนี้เอง และก็มิรู้ทำไมอีก ถึงอยากแก้ต่างให้สายตาตนเองนัก ว่าแล้วจึงเพิ่มระดับเสียงพูดต่อ มิทิ้งให้บทสนทนาขาดตอนนาน มิฉะนั้นมันจะไปกันใหญ่

“ เราขอโทษถ้าสายตาเราเมื่อกี้มันสื่อออกมาอย่างนั้น แล้วทำให้นายรู้สึกสมเพชตัวเอง และเราก็ขอยอมรับตรงๆก็ได้ว่า เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แต่ขอให้นายรู้ไว้เถอะว่า ความสงสารเห็นใจของเรามันมาจากความจริงใจ เราอยากให้นายหาย นายต้องรักษาแผลหัวใจนะก้อง เลิกดมมะลิซะเถอะ เราหวังดีจากใจจริง”

“มันทำได้ง่ายอย่างที่พูดซะเมื่อไหร่ ใครไม่เป็นเราก็คงไม่เข้าใจ อีกอย่างคนอย่างเรามันดื้อ ลองได้ติดใจดมดอกไม้ชนิดไหนแล้ว จะเลิกดมก็คงยาก ถึงแม้จะไม่ได้ครอบครองเป็นเจ้าของดอกไม้นั่นก็ตาม ....เอาล่ะ อย่าเสียเวลากับเรื่องหัวใจของเราเลยว่ะ มันอาจจะต้องใช้เวลานาน เราเลิกพูดเรื่องนี้กันซะที เอาเป็นว่าเราขอบใจในความหวังดีของนาย ”

ประโยคของก้อง ฟังเผินๆ เหมือนจะสะบั้นความปรารถนาดีของเจ้านายแบบ แต่ถ้าฟังและคิดตามดีๆ นายแบบมันย่อมรู้ว่ามีนัยบางอย่างที่สอดไว้แทรกให้รู้กลายๆว่า ‘อย่าเสียเวลาและต้องใช้เวลานาน’ มันเป็นการดักคอ และมีหรือที่นายแบบหัวไวคนนี้นั้น มันจะตามไม่ทัน แลเพราะตามกันทันนี่แหละ  ตะกอนอารมณ์บางอย่าง จึงพุ่งทะยานขึ้นมาจากก้นบึ้งของใจที่เจ้าของร่างทั้งคู่ ต่างยืนเยื้องอยู่จนตำแหน่งใจตรงกัน แถมยังพาให้ปากของเดชขยับไปตามแรงกระเพื่อมไหวของหัวใจ มิใส่ใจหากก้องจะตอกกลับมาว่า พูดอะไรไม่คิดอีกแล้ว

“เราไม่กลัวเสียเวลา นายต้องได้รับการรักษา ”

“นายกำลังพูดอย่างกับนายจะมาเป็นหมอรักษาให้เราเสียเอง”

วรเดชฟังแล้วร้อนผ่าวไปทั้งหน้า รู้สึกวูบๆวาบๆที่หน้าอกข้างซ้ายแปลกๆ ส่งผลให้ใบหน้าเปลี่ยนโทนสีเฉกเดียวกับก้อง ที่พูดไปแล้วก็รู้สึกว่าหน้าเขามีเลือดหนุ่มพุ่งขึ้นมาจับเต็ม

ทั้งสองคนจะรู้ไหมว่าหน้าขาวๆในยามนี้ ต่างฝ่ายต่างก็เห็นเป็นสีชมพูกุหลาบอ่อนระเรื่อเจือแดงเข้ม และนี่ก็เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญให้ต่างฝ่ายต่างเห็นอีกว่า นอกจากตามนัยกันทันแล้ว หนำซ้ำยังตามมาถูกทางจนเจอกันบนทางสายเดียวกันโดยมิคิดมิฝันกันไปเองเลย

“นายคิดจะมาเป็นหมอรักษาให้เราใช่ไหม” คนถามคงรู้คำตอบดี ...แต่แกล้งถามย้ำจริงจัง ส่วนคนตอบก็ถึงคราวติดโรคอึกๆอักๆมาบ้าง...โรคตะกุกตะกัก อึกๆอักๆ นี่ มันช่างเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายซะจริงๆ

“อะ อะ เอ่อ....คือ”

“คืออะไร”

“คะ คือคนไข้อยากรักษาจริงๆจังๆหรือเปล่าล่ะ”  แทนที่จะตอบ วรเดชกลับถามย้อน และถ้าเป็นอยู่อย่างนี้ คุยกันทั้งวันก็คงไม่รู้เรื่อง ก้องก็เช่นกัน วกไปวนมาอยู่นั่นแหละ

“อยากสิ แต่อย่างที่เราบอก นายก็รู้นี่ว่ามันต้องใช้เวลา รักษาไปก็ใช่ว่าจะหายขาด ถ้าไม่ใช่หมอที่ชื่อมูน ”

“น่ารำคาญ” ถ้อยคำที่เกือบอยู่ในโทนฉุนเฉียว พูดออกมาให้อีกฝ่ายได้ยิน ตามด้วยลมหายใจหนักหน่วงที่ระบายออกมาเกินคำว่าพรั่งพรู ซึ่งเจ้าตัวคนพูดมันเองก็ยังไม่รู้ว่ามันรำคาญใคร

ตัวเขาเองหรืออีกฝ่าย....หรือไม่ก็คือทั้งสอง

และเพราะความหงุดหงิดน่ารำคาญในบทสนทนานี่เอง ตะกอนอารมณ์อันซ่อนซึ้งก็ถูกกวนให้พวยพุ่งขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างกะทันหันอีกครั้ง

“รอให้พี่มูนรักษา ชาตินี้ทั้งชาติก็เชิญแก่ตายไปพร้อมกับแผลหัวใจนั่นแหละโว้ย ”

เสียงของเดชนับว่ามิเบาและเพียงสิ้นเสียงเท่านั้น ลมแม่น้ำเย็นๆ วูบใหญ่ๆกว่าวูบไหนๆ ก็พัดพามาทันใด และนั่นก็ทำให้หนุ่มน้อยทั้งสองรู้ตัวทันทีแล้วว่า หัวใจมีมหิทธานุภาพร้ายแรงสั่งการให้ปากขยับโดยมิผ่านการกลั่นกรองของสมองได้ร้ายกาจเพียงไร ร้ายถึงขนาดรู้ตัวแล้วก็ยังยั้งปากในประโยคท้ายไม่อยู่จริงๆ

“คุณลุงท่านทูตของนาย ไม่ได้มีลูกชายคนเดียว”

หากใครมาถามเดชตอนนี้ว่าเขินไหม เขาตอบได้เลยว่าเขิน... เขิน จนอยากจะต่อยปากตัวเองนักว่าพูดออกไปได้อย่างไรกัน ยังดีนะที่ถ้อยคำเมือครู่ลดทอนเสียงลงกว่าเดิมได้หน่อย

‘ห่าเอ๊ย พูดออกไปได้ยังไงวะ อายมันหมด’

เจ้านายแบบสบถกับตัวเองในใจ พูดไปแล้วดึงคืนมาก็ไม่ได้  สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องเอาหน้าแดงๆใจเต้นระรัว ออกไปให้พ้นชายศาลาให้เร็วที่สุด กับบทสรุปที่เข้าข่ายเผลอไผลไป ‘เสนอตัว’ เป็นหมอรักษาโรคหัวใจให้เขาจนได้  เดชจึงเตรียมก้าวขาวิ่งออกไปบ้าง และก้องก็ดันเลียนแบบวิธีรั้งคือคว้าแขนเดชไว้มั่น ไม่ต่างอะไรกับที่เดชเคยยึดเขาไว้ด้วยความแรง แต่มีบางสิ่งที่ต่างกันอยู่นิดหน่อย คือรอยยิ้มของเขาที่ห่างหายไปเกือบหลายเดือน  ค่อยๆคลี่ออกมาให้คนถูกยึดเห็น พอได้เห็นแล้วก็สะท้านสะเทือนไปถึงผนังหัวใจ ผิดกับตอนที่เดชยึดเขาไว้มันไม่มี

เดชย่อมรู้ ประโยคนี้ประโยคเดียวแท้ๆ ...แค่ท่านทูตไม่ได้มีลูกชายคนเดียว
มันกลับมีอานุภาพเรียกยิ้มสดใสคืนมาได้อย่างน่าอัศจรรย์...นี่ยังไม่ทันจะรักษา คนไข้ก็มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“เดี๋ยวจะไปไหน ....นายพูดว่ายังไงนะ” 

มีหรือที่ก้องจะได้ยินไม่ชัด แต่ที่รั้งก็คงจะรั้งเพียงเพื่ออยากจะเย้าคนเผลอละมัง ทว่าก่อนที่เดชจะได้ตอบอะไรไปนั้น ลมแม่น้ำเย็นๆเจ้าเดิมก็พัดมาอีกวูบ ครานี้พาเอาช่อมะลิที่ก้องถือไว้อีกมือเพียงหลวมๆเพราะกลัวช้ำ หลุดลอยกระเด็นวืดไปติดชานศาลาจนเกือบจะตกน้ำ ก้องคว้าไม่ทัน และคลายแรงที่ยึดแขนเดชไว้ทันที

“เฮ้ย...ช่อมะลิ”

อากัปกริยาไขว่คว้า สายตาทอดตาม อีกทั้งแรงที่ผ่อนและเสียงตระหนกนี้ ก้องย่อมต้องปล่อยมือจากตนแล้ววิ่งไปเก็บของหวงเป็นแน่ เดชเดาได้ไม่ยาก  และถ้าก้องปล่อยมือจากแขนตนไปเก็บช่อมะลิเมื่อไหร่ เมื่อนั้นตนก็จะไปให้พ้นจากร่มเงาศาลาให้เร็วที่สุด

ที่ไปก็คงไม่ได้ไปเพราะงอน ตนจะไปมีสิทธิ์อะไร...แต่ที่ไปคงไปเพราะเขากลับไปเลือกดมมะลิ เลือกที่จะอยู่กับแผลหัวใจซ้ำซาก ถือเป็นการปฏิเสธการรักษาอย่างสิ้นเชิง

และมันก็เป็นดั่งคาด วินาทีวัดใจได้สิ้นสุดลง เมื่อมือแข็งแรงหลุดออกจากต้นแขนแกร่งโดยดุษฎี  วรเดชไม่รอช้า เดินออกจากศาลาด้วยความเร็ว จุดมุ่งหมายคือพระอุโบสถที่เห็นอยู่ไกลๆ ...ทว่าเขากลับไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะไปได้แค่สองก้าวแขนทั้งแขนก็ถูกฝ่ามือแข็งแรงฝ่ามือเดิม ดึงกลับเข้ามาภายใต้ร่มชายคาศาลาอีกครั้ง

“จะไปไหน นายยังไม่ได้บอกเลยนะ ว่านายพูดว่าอะไร”

วรเดชหันกลับมาตามต้นเสียง สิ่งแรกที่มองคือในมือของก้องมีมะลิถือไว้หรือไม่ และเขาก็ต้องโล่งใจ เพราะมือที่เคยยึดมะลิไว้มันว่างเปล่า .... และสายตาที่ก้องมอง ก้องก็เพียงแค่มองช่อมะลิเฉยๆเท่านั้น ไม่อยากได้ไขว่คว้า ปล่อยให้กลิ่นกรุ่นทั้งช่อ ถูกลมหอบลงไปลอยในแม่น้ำแทนยึดไว้ในมือ

นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า คาดผิด ทว่าถึงจะคาดผิด หากก็มีอะไรดีๆมาให้ได้เห็นจนเกินคาด

ก้อง..เลือกที่จะรั้งตนไว้  ปล่อยมะลิกรุ่นลอยไปตามทาง
ฉะนี้แล้ว หากไม่มียิ้มกว้างๆให้ก้อง มันก็คงจะไร้น้ำใจเกินไป


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“หูหนวกหรือไง แค่นี้ก็ไม่ได้ยินหรือไงวะ”

ความกวน ความทะเล้นกลับมาหาเดชอย่างรวดเร็ว เหมือนกับก้องที่รู้สึกว่าจู่ๆ ความสดใสก็กลับมาหล่อเลี้ยงตาตี่ตี๋ให้พราวระยับจนเกือบดังเดิม

“ก็ ได้ยิน แต่ไม่ค่อยชัด และก็ไม่รู้ว่าคนพูดหมายความว่าอะไร”

“คิดเอาเองสิ หรือว่าแค่นี้ก็คิดไม่ออก”

“ คิดออก แต่เข็ดแล้วกับการคิดเอาเดาเอง”

“เรื่องของนายสิครับคุณพี่วิศรุต ไปหาพ่อดีกว่า พี่มูนก็อยู่ด้วยนะ...จะไปด้วยกันไหม หรืออยากจะกลับมานั่งทำหน้าปวดขี้ที่นี่คนเดียวเหมือนเดิมก็ตามใจ” คนกวนยังชอบเหน็บให้คันเหมือนเดิม

“เดี๋ยวตามไป นายไปก่อน ขอนั่งอีกสักพัก” ก้องค่อยๆปล่อยมือจากแขนเดช ไม่อยากได้คำตอบที่ถามว่าพูดอะไร หมายความว่ายังไงอีกแล้ว เพราะหัวใจดันสั่งให้ถามคำถามใหม่ และสั่งให้เน้นหนักตรงคำว่า ‘รอ’ เป็นพิเศษ 

“ว่าแต่จะรอเหรอ”

“รอสิ....แล้วจะให้รอนานไหมล่ะ” เดชตามทันเช่นเดิม

“คงไม่นาน ...เราสัญญา ขอเวลาทำใจอีกสักพัก แล้วจะให้หมอมารักษา ”

“สัญญาลูกผู้ชายนะโว้ย”

“เออ”

และแล้วประกายสายตาสองคู่ก็ผสานกันอย่างตั้งใจ วรเดชมั่นใจแล้วว่าครั้งนี้เขาไม่พลาดสะกดตาตี่ตี๋บนผืนหน้าสีกุหลาบชมพูมิสร่างด้วยความจริงจากใจ ก่อนจะวิ่งกลับไปรวมกลุ่มกับพ่อที่พระอุโบสถ  ตาตี่ตี๋เองเห็นตาสีน้ำตาลคู่นั้นก็รู้แล้วว่า อนาคตข้างหน้า จะมีหมอรออยู่เพื่อรักษาแผลหัวใจให้ทุเลา แม้มิได้รักษากับหมอที่ชื่อมูนก็ตาม 

หมอจำเป็นรักษาโรคหัวใจวิ่งจากไปได้ครึ่งทางแล้ว ทิ้งคนไข้ไว้ให้ยืนอมยิ้มในศาลา แล้วที่ว่าคงไม่นานของคนไข้ มันก็ไม่นานจริงๆ เพราะเสียงห้าวถูกป่าวร้องออกมาให้ดังสมชื่อก้อง ...ดังจนกระทั่งคนที่วิ่งไปก่อนได้ยินและหยุดยืนรอสมดังตั้งใจ

“เดช...รอเราด้วย”

แล้วแดดร้อนๆ ก็หุบลงพลัน แต่ที่ไม่หุบนั้น คือยิ้มที่มีให้แก่กันระหว่างคนสองคนอย่างเปิดเผย หมอยิ้มให้ คนไข้ยิ้มตอบอย่างนี้ มินานหรอก คงได้หายขาดเป็นแน่แท้.. หากก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาด้วยว่าจะแกล้งให้หมอเลี้ยงไข้ คนไข้ดื้อยา ด้วยอีกหรือเปล่าก็เท่านั้น

ทางด้านพระอุโบสถวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ทั้งคณะมารวมตัวกันต่างเปลี่ยนดอกไม้ธูปเทียน รวมถึงวรเดชกับก้อง ที่เพิ่งวิ่งกลับเข้ามารวมกลุ่มด้วยใบหน้าเปื้อนแดด อันยังคงสีชมพูสดอมแดง ที่มูนลอบเห็นก็ได้แต่อมยิ้ม มิเอ่ยปากถามไถ่อันใดให้ใคร เคอะๆ เขินๆ เดาออกเลยว่า บนใบหน้าของทั้งสอง คงจะขับแต่เพียงสีนี้ไปตลอดทั้งวัน

‘หายไปแป๊บเดียว กลับมาอีกทียิ้มได้เสียแล้ว’ มูนปรารภในใจ และด้วยความที่เคยเป็นมาก่อน ย่อมเดาอะไรต่อมิอะไรได้มิยาก ‘ไวกันจริงคู่นี้ ...ถึงขั้นไหนแล้ว’

ทว่าจะถึงขั้นไหน แม้จะเป็นน้อง มันก็มิใช่เรื่องของตัว จึงละสายตาเสีย ใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้อุ้มเจ้าลูกไฟออเซาะ ฉอเลาะตัวน้อยๆ จุดธูปจุดเทียน เพื่อมานมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม พระคู่บ้านคู่เมือง ‘เมืองแม่กลอง’ ซึ่งหากใครมาแล้วไม่ได้ไหว้ก็ถือว่ามาไม่ถึงสมุทรสงคราม

องค์หลวงพ่อนั้นเป็นพระปางอุ้มบาตร มีทองคำเปลวปิดทั่วจับเต็ม สะท้อนแสงอัจกลับโคมระย้า ระยิบระยับรับกับพื้นอุโบสถหินอ่อนสีขาวยิ่งนัก พื้นหินอ่อนนี้มิได้ทำเพียงแค่ให้สวย ทว่าทำเพื่อสร้างความเย็นให้ผู้มาเยือนยามเหยียบย่าง แม้ยามนั่งความเย็นก็ยังกำจายจากบั้นท้ายย้ายไปจับที่ใจร้อนๆให้ผ่อนคลาย ... คลายจนเจอคำว่าสงบ อาจมิต้องกำหนดลมหายใจอันใด

ใครว่าคนไทยโบราณโง่ ...ใครว่าช่างไทยโบราณมิมีภูมิปัญญา เห็นทีจะไม่จริง
ไอ้คนที่ว่ามันนั่นแหละโง่ เพราะตีภูมิปัญญาของท่านเหล่านั้นไม่ออก ได้แต่ค่อนขอดว่าสิ้นเปลือง  ตามประสาคนเขลา

สมเพช...คงเป็นคำเดียวที่จะมีให้บรรดาเขาที่เขลาเหล่านั้น

นอกจากความสวยความงามของพระอุโบสถแล้ว ก็ยังมีความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่ออันเลื่องลือระบือไกล หนึ่งในผู้ที่ยืนยันได้ ก็คือ ท่านทูตเอกา ท่านประจักษ์ชัดแล้ว เพราะท่านเพิ่งจะได้พึ่งบารมีองค์หลวงพ่อ ขอให้ท่านช่วยให้ลูกชายใจอ่อน และเพียงข้ามคืนเท่านั้นเอง ท่านก็ได้พระจันทร์ดวงน้อยของท่านกลับมาฉายแสงนวลตามปรารถนา และด้วยความศักดิ์สิทธิ์นี้เอง  ทำให้ผู้คนมากมายหลายแหล่งต่างแวะเวียนมากราบไหว้และขอพรขอนั่นขอนี่ และในระยะหลังนี้ก็เริ่มมีขบวนนักท่องเที่ยวเป็นกรุ๊ปทัวร์ มาส่งเสียงระเบ็งเซ็งแซ่เต็มไปหมด เหมือนกับที่ไปอีล้งช้งเช้งตรงพระพรหมเอราวัณ

หากวันนี้แปลกนัก ... แปลกตรงที่ไม่มีกรุ๊ปทัวร์มาแผ้วพานให้เห็น ทั้งๆที่เป็นวันหยุด ซึ่งกรุ๊ปทัวร์มักจะลง มีแต่คณะอุบาสกและอุบาสิกาในชุดขาวกระจ่าง ทั้งยืนและนั่งท่ามกลางควันธูปและกลิ่นน้ำมันตะเกียงอวล

“ป้าเมี้ยน วันนี้วันพระเหรอจ๊ะ” มูนกระซิบถามพระนมของเจ้าซันที่ยังมัวแต่เลือกดอกไม้บูชาพระ ขี้สงสัยพอๆกับเต้ยที่รับธูปของมูนมาปักไว้ที่กระถางด้านหน้าพระอุโบสถ

“นั่นสิครับป้าเมี้ยน มีแต่คนใส่ชุดขาวเต็มไปหมด”

“เอ...ไม่ใช่นะคะ วันพระผ่านไปแล้วเมื่อวานซืน เอ...หรือบางทีที่วัดเขาอาจจะมีบวชชีพราหมณ์ แต่ว่าวัดนี้ไม่เคยเปิดให้มานุ่งขาวห่มขาวกันเป็นคณะนะคะ แปลกจัง” ป้าเมี้ยนเองก็เริ่มสงสัย

“ช่างเถอะจ้ะป้า ก็แค่สงสัย อย่าสนใจเลย”

มูนตัดบทไปอย่างนั้น อุ้มเจ้าซันที่โอบกอดคอตนแน่น เดินนำเต้ยเข้าพระอุโบสถเพื่อกราบพระประธานองค์จริงด้านใน ปล่อยให้พ่อและคนอื่นๆ นั่งไหว้ ปิดทอง องค์จำลองกันต่ออยู่ด้านนอก และเมื่อย่างเท้าก้าวเข้าในตัวพระอุโบสถเพื่อกราบหลวงพ่อองค์จริงเท่านั้นแหละ ปากที่บอกว่าช่างเถอะและอย่าสนใจก็ไม่เป็นดังว่า

‘นี่เขามองอะไรกัน’

เขาที่มูนเปรยถึงในใจ ก็คือคณะอุบาสก อุบาสิกาชุดขาวทั้งอุโบสถ ...ทุกคนในที่นั้นจากเดิมที่นั่งพนมมือหลับตาอยู่ ก็พร้อมใจกันลดมือลง หันมาจับจ้องมองมูนกับเต้ยเป็นสายตาเดียว ทั้งหมดหันมามองก็จริง และเห็นสองผัวเมียย่างเท้าก้าวเข้ามาแต่ก็ไม่มีใครสักคนจะคิดหลีกทางให้

“นั่งกันเต็มอย่างนี้ จะเข้าไปได้ยังไงวะ” เต้ยได้แต่บ่นอุบอิบ 

“นั่นสิเต้ย สงสัยเราคงเข้าไม่ได้”

มูนพูดพลางชักเท้ากลับพลาง ทว่าก่อนจะหันหลังกลับนั้น เสียงแอ้ของเจ้าพระอาทิตย์ตัวร้ายก็คล้ายจะแผดดังออกมาดังลั่นพร้อมกริยาอาการโบกไม้โบกมือพัลวันราวกับจะใช้ปฏิสันถารสื่อความไล่ที่ไล่ทางกับคนที่นั่งอยู่ก่อน และเมื่อสิ้นเสียง คนชุดขาวอันดารดาษก็แหวกแตกออกเป็นช่องทางเดินให้เต้ยกับมูนเดินเข้าไปได้ถึงใจกลางทันที โดยมิได้เอ่ยปากขอทางใดๆทั้งสิ้นเป็นการสำทับ....นี่เจ้าซันมันแผลงฤทธิ์อันใดอีกแล้วฤา

“ชักจะแปลกๆ หน่อยๆ อีกแล้วนะมูน”

“ไม่หน่อยหรอก แต่มันแปลก แปลกมากเลยเต้ย”

สองผัวเมียปรารภแก่กันยามเดินเข้า ก่อนจะหยุดทรุดกายลงนั่งช้าๆท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่ยังจับจ้องมิเว้นวาง แล้วมูนกับเต้ยก็ได้คำตอบ เมื่อสังเกตสายตาที่มองมาดีๆ ว่าคนเหล่านี้เขามองใคร ซึ่งก็แน่นอนว่าย่อมมองมาตั้งแต่ต้น

“มูน...เต้ยว่าเขาไม่ได้มองเรา พวกเขามองซัน”

“อืม”

มูนตอบรับในลำคอเบาๆ พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด สายตาทุกคู่ยังมองอยู่เช่นเดิม และที่สัมผัสจับเพิ่มได้ คือแววตามิได้มุ่งร้าย มีแต่ความเอ็นดูระคนทอดถอนเท่านั้นแหละที่ฉายแววส่งมา มูนกับเต้ยควรจะภูมิใจมิใช่หรือที่ใครเห็นเจ้าซันก็มีแต่ชื่นชมเอ็นดู มิควรจะรู้สึกอึดอัดเช่นนี้ ...นี่ถ้าซันมันพูดได้ คงถามไปแล้วว่า

‘อึดอัดเหมือนแม่หรือเปล่า’ และก็ดีที่ไม่ถาม เพราะไอ้เจ้าตัวที่ถูกจ้องเต็มๆนั้น....มันกระดี๊กระด๊าเสียยิ่งกระไร
เมื่อเป็นซะอย่างนี้....คงไม่มีทางเสียล่ะ ที่จะมิโปรด   

แล้วมินานสายตาทุกคู่ก็เบือนกลับไป หันหน้า หลับตา พนมมือบูชาพระกันต่อ ทั้งสองจึงปล่อยเลยตามเลยพยายามไม่สนใจอีก เต้ยเองก็เริ่มยกมือพนมก้มหน้าก้มตาไหว้องค์หลวงพ่อที่อยู่บนแท่นหินอ่อนสูงด้านหน้า มูนจึงนิ่งเสีย หักความสนใจ หันไปจับเจ้าพระโอรสให้มันนั่งตักดีๆ ใช้แขนโอบรอบตัวซันไว้มั่น ประกบฝ่ามือทับมือน้อยๆประนมขอพรตามตน

“ธุจ้าก่อนลูกซัน ธุจ้าพระนะลูก” มูนบอกลูก แล้วเงียบเสียงตามผัว ที่นิ่งเงียบไปก่อนหน้า ผัวคงกำลังขออะไรหลวงพ่อสักอย่างสองอย่าง และสิ่งที่ขอก็คงเดาได้ไม่ยาก

‘ขอให้ได้เจอพ่อกับแม่แท้ๆของซัน ขอให้การเจรจาสำเร็จ ให้ผมได้เป็นพ่อของซันและขออย่าให้มีอุปสรรคขัดขวางด้วยเทอญ ถ้าสำเร็จ ผมจะถวาย....เอ ถวายอะไรดีหว่า ’

เต้ยบนบานในใจ ทิ้งคำว่า ‘หัวสมัย’ และ ‘ทันสมัยสิ้น’ เพราะสองสามวันที่ผ่านมานี้ มันช่วยให้เขากับเมียหาคำตอบที่สงสัยอะไรไม่ได้สักอย่าง ก่อนจะลืมตาหันไปถามเมียเพราะมิรู้ว่าควรจะถวายสิ่งใด หากสำเร็จ

“ถวายอะไรดีมูน”

“จะบนท่านหรือ ถ้าบนก็ต้องประทัดหรือไม่ก็ละคร คนเก่าๆเขาว่ากันว่าหลวงพ่อท่านโปรดมาก ” มูนตอบได้ทันใด เป็นเด็กแม่กลองไม่รู้ว่าหลวงพ่อโปรดอะไรก็คงเสียชื่อ

“ละครทีวีน่ะเหรอ อย่าบอกนะว่าหลวงพ่อท่านอยากดูสุภาพบุรุษจุฑาเทพ”

“ตาบ้า ละครรำสวมชฎา ที่อยู่ด้านนอกนั่นไง นี่ไม่รู้จริงๆหรือแกล้งกวนไม่รู้นี่”

 “ไม่รู้จริงๆ คร๊าบ” ผัวตอบพร้อมส่งสายตาเป็นหมาซื่อๆ แต่ยิ้มนั้นมิใช่ นี่ถ้าเป็นอีช้างเพื่อนรักทำ ก็คงต้องเรียกกริยาแลสีหน้า น้ำเสียงนี้ว่า ‘ตอแหล’ แถมยังส่งประโยคต่อมา ชวนให้น่าซัดปากสักที 

 “งั้นก็ตามนั้นเลยครับหลวงพ่อ ถวายตามที่เมียผมบอก ผมหม่อมราชวงศ์วสุ จุฑาเทพ จะจัดให้ ”

“เต้ย ไปพูดอย่างนั้นได้ยังไง เดี๋ยวเหอะ ไม่สำรวมเลย ”

ครานี้มูนแทบจะแหวผัวเข้าให้ ส่ายหน้าระอาหน่อยๆ ที่ผัวทำอย่างกับหลวงพ่อเป็นเพื่อนเล่น มีแต่เจ้าซันบนตักเท่านั้นแหละที่หัวเราะเอิ๊กๆอ๊ากๆหน้าระรื่นไปกับพ่อมัน เมื่อเอ็ดผัวแล้วก็บูชาพระต่อ และสิ่งที่ขอก็ย่อมไม่พ้นเรื่องใหญ่เรื่องเดียวกับพระสวามี

“ถ้าลูกมีวาสนาหรือทำบุญทำกรรมร่วมกันกับซันมา ขอให้ลูกกับเต้ยได้เป็นพ่อเป็นแม่ของซัน ให้เขาได้อยู่กับลูก ให้ลูกได้เลี้ยงดูจนเขาเติบใหญ่ด้วยเทอญ”

มูนเปล่งเสียงให้เต้ยได้ยินด้วยขออย่างคนมีความรู้ ที่ว่ามีความรู้ เพราะเจ้าตัวรู้ดีว่า หากวาสนาและบุญทำกรรมแต่งมิต้องกัน ต่อให้อีกสิบหลวงพ่อท่านก็ช่วยให้สมหวังอะไรไม่ได้ นี่คือหลักเบื้องต้นง่ายๆเรื่อง ‘บุญและกรรม’ ในศาสนาพุทธที่คนส่วนใหญ่มักหลงลืม...ลืมจนติดขอและพอไม่ได้ก็โทษพระโทษเจ้าว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์ ลืมมองที่การกระทำของตัว ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น

นี่ยังไงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เลยตรัสให้มนุษย์ดูตัวเองเป็นสำคัญ

มนุษย์เชื่อแต่วิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ทั้งๆที่ท่านก็ตรัสแล้วว่า อย่าเชื่อโดยไม่พิสูจน์
และไอ้พวกที่เชื่อแต่วิทยาศาสตร์นี่แหละตัวดี ...เพราะเวลาอับจนถึงคราวขอ ก็ตะบี้ตะบันขอจนพระท่านอาย

ด้วยความที่เชื่อและไม่ลืมมูนจึงได้ขออย่างนั้น หาใช่ว่าจะงมงาย เพราะถ้าไม่มีอะไรต้องกัน มีหรือที่เจ้าพระอาทิตย์ดวงน้อยนี่จะลอยมาถึงหน้าบ้าน ว่าแต่เต้ยกับตนเล่ามีบุญทำกรรมแต่งกันกับซันมามากเท่าไหร่เชียว

ลองๆคิดดู...ตนกับเต้ยน่ะคงมากแน่ ซึ่งก็คงเป็น ‘ทำกรรม’ ร่วมกันเสียส่วนใหญ่ ผลคือตนถึงต้องมาตกเป็นเมียหมาชดใช้กรรมเวรนั้น...แต่กับเจ้าซันหวังว่าน่าจะเป็น ‘ทำบุญ’ แล้วบุญที่ทำมันจะมีมากพอที่จะยื่นคำร้องต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอยึดไว้ฉายแสงที่บ้านสวนได้หรือเปล่า เรื่องนี้ก็คงจะสุดแท้แต่วาสนาอย่างที่เต้ยบอกจริงๆ 

“รู้จักขอนะโยม ถูกต้องแล้วหากบุญทำกรรมแต่งมิต้องกัน มันก็ไม่มีวาสนาเกื้อหนุนให้อยู่ด้วยกัน คิดอย่างนี้ก็ดีแล้ว เผื่อไม่สมหวัง ทุกข์จะได้ไม่มาก”

มูนสะดุ้งเฮือกทันใด เพราะจู่ๆก็มีเสียงเย็นๆดังขึ้นจากทางด้านหลัง เต้ยเองก็เช่นกัน พอหันไปสายตาก็เห็นชายจีวรสีกลักเป็นอันดับแรก  ก่อนจะค่อยๆใช้สายตาสำรวจเจ้าของเสียงทั้งร่าง

เจ้าของเสียงนี้ คือพระภิกษุชรารูปหนึ่ง นุ่งห่มจีวรสีกลักอย่างกับพระวัดป่าดูเรียบร้อย ผิวท่านคล้ำก็จริง แต่น่าแปลกที่มิได้ดูแล้วหมองตาเลยสักนิด กลับสว่างเสมือนมีราศีหรือรัศมีแผ่กำจายออกมาให้อัศจรรย์ตา เป็นไปได้ว่าแสงแดดที่สาดส่องเป็นลำจากบานหน้าต่างโบสถ์เข้ามาหรือไม่ก็แสงอัจกลับโคมระย้าทำให้เห็นเป็นอย่างนั้น  แลอาจจะเรื่อยไปจับจนใบหน้าท่านผ่อง ขับกระแสเย็นแห่งความเมตตาออกมาไว้เต็มเปี่ยม เต็มเสียจนกระทั่งสัมผัสได้และคงไม่ได้คิดไปเอง

‘พระรูปนี้ท่านเป็นใคร’ คำถามแรกผุดขึ้นมากลางสมองของมูนทันที ‘ท่านมาตั้งแต่ตอนไหน’ เป็นอีกคำถามที่ตามมา ส่วน
พระภิกษุชรา ท่านได้แต่ยืนสงบนิ่ง ไม่ไหวติงต่อสายตาคำถาม มีเพียงแววตาสีเหล็กอ่อน ที่ทอดสลับไปมาระหว่างสองผัวเมีย แล้วค่อยๆเบือนหรุบลงต่ำ ไปยังเจ้าตัวน้อยที่จู่ๆขับเสียงแอ๊ะๆ แอ้ๆ ราวกับจะอยากมีส่วนร่วมในบทสนทนา

“แอ๊ะ...”

พระภิกษุท่านยิ้มน้อยๆ แล้วละสายตาจากเจ้าตัวร้าย หันมาเจรจากับสองผัวเมีย ด้วยกระแสเสียงเรียบๆเย็นๆ  “โยม...เรื่องบางเรื่อง กรรมก็ได้ลิขิตไว้แล้ว ได้พบได้เจอกัน ก็ถือเป็นกรรมร่วมกันอย่างหนึ่ง ในเมื่อเขามาอยู่กับโยมแล้ว ก็ใช้เวลานี้เลี้ยงเขาให้ดีเถิด อย่าไปเสียเวลาค้นหาในเรื่องที่เป็นอจินไตย ”

“ละ หลวงตาหมายความว่าอย่างไรครับ ผมไม่เข้าใจ”

เต้ยตะกุกตะกักนิดหน่อยยามเปิดประโยคเจรจา มิรู้จะเรียกพระท่านว่าอย่างไร เพราะชีวิตที่ผ่านมาไกลพระไกลเจ้าเสียเหลือเกิน แต่ยังดีที่เคยได้ยินเขาเรียกพระสูงอายุกันอย่างไรในหนัง จึงนำมาใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ทันท่วงที ส่วนหลวงตาก็ไม่ตอบคำถามนั้น ท่านกลับหันไปรอบๆภายในพระอุโบสถที่เหล่าอุบาสก อุบาสิกานั่งอยู่เต็ม แล้วหันกลับมากล่าวต่อด้วยเสียงเรียบๆ ทว่าเย็นใจยิ่ง

“ รอให้โยมตัวน้อยนี่โตอีกหน่อย โยมก็จะรู้ที่มาที่ไปเอง เรื่องบางเรื่องมันไม่ใช่กิจของสงฆ์ เอาล่ะ ตอนนี้ถึงเวลาอาตมาต้องเทศน์ ให้บรรดาญาติโยมคณะนี้เขาฟังกันแล้ว เขาอุตส่าห์มาจากแดนไกล แถมยังต้องรีบกลับ ถ้าชักช้า เดี๋ยวเขาจะว่าอาตมาเอาว่าทำให้เขาเสียเวลา ”

เสียงหัวเราะดังกระหึ่มจากคณะอุบาสก อุบาสิกา แทรกขึ้นทันทีที่หลวงตาพูดจบ มูนอยากจะถามนักว่ามาไกลของหลวงตานั้น มาจากที่ใด แต่ก็เกรงจะเสียมารยาท อีกอย่าง ตนก็อยากคุยต่อยิ่งนัก เต้ยเองก็ตั้งท่าจะถามต่อ แต่ครั้นพอ หันไปเห็นหมวดเปรมและนางคุณท้าวน้องอัยกวักมือเรียกเหย็งๆหน้าประตูโบสถ์  แถมหลวงตาก็ยกตาลปัตรมาบังหน้าแล้ว อีกทั้งเมียยังสะกิด เต้ยจึงยอมละที่จะถาม ถอยกายออกมาพร้อมลูกพร้อมเมีย และในขากลับออกมานี้ ช่องทางเดินก็แหวกออกแตกเป็นช่องให้เดินได้โดยสะดวก มิต้องพึ่งเจ้าซันให้มันไล่ทางประการใดเหมือนตอนขาเข้ามา

“เอ๊ะ แล้วหลวงตา ท่านเดินเข้ามาได้อย่างไร” เต้ยพึมๆ พำๆ นึกอะไรไม่รู้ถึงได้สงสัย มูนก็เช่นกัน แต่ยังไม่ทันจะเสริมอะไร
นังคุณท้าวพังแป้นเสียงแปร๋นก็ขัดขึ้น

“อีมูน พ่อมึง พ่อผัวมึง แม่ผัวมึง ไปรอที่เรือแล้ว ฝากให้กูกับไอ้เปรมบอกให้มึงรีบๆพาลูกพาผัวตามไป”

“เอาล่ะ รีบเดินไปที่เรือกันเถอะ”

เต้ยตัดบทมาเองง่ายๆ เดินเร่งฝีเท้าพาเมียกับลูกและเพื่อนทั้งสองกลับมายังเรือซึ่งก็ใช้เวลามินาน และเมื่อทุกคนกลับมาถึงพร้อม เรือประมงนำเที่ยวก็เลื่อนเคลื่อนออกจากท่าน้ำวัด โผนทะยานแหวกม่านน้ำ ไปยังเป้าหมายต่อไปตามที่วางแผนไว้ก่อนหน้า

“ยังสงสัยที่พระท่านพูดใช่ไหม”  จู่ๆ เต้ยก็ถามขึ้นเมื่อเรือแล่นออกมาได้สักพัก ด้วยเพราะคงเห็นมูนเจริญรอยตามตนในการขมวดคิ้วเป็นปมหน่อยๆ

“ใครบ้างเล่าจะไม่ติดใจสงสัย หรือว่าเต้ยไม่”

“สงสัยสิ ...ว่าแต่ท่านพูดเหมือนท่านรู้เรื่องเลยนะมูน”

“จะว่าท่านได้ยินตอนมูนพูด แล้วเดาเรื่องเอาก็ไม่น่าใช่ ยิ่งตอนท่านพูดว่า อย่าไปเสียเวลาค้นหาในเรื่องที่เป็นอจินไตย มูนรู้สึกกังวลใจแปลกๆ”

“จะถามท่านก็ประโยคนี้แหละ แล้วมูนกังวลยังไง” เต้ยขมวดคิ้วถามกลับ มูนเองก็ระบายลมหายใจพรั่งพรูก่อนจะตอบยาวเหยียด

“ก็ถ้ามูนจำไม่ผิด คำว่าอจินไตย มันคือเรื่องที่ไม่สามารถหาคำตอบที่สิ้นสุดได้ด้วยคนธรรมดา พูดภาษาชาวบ้านง่ายๆก็ พวก เรื่องจิต เรื่องวิญญาณ เทวดา สวรรค์ นรก อะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้จิตหรือฌานขั้นสูง ในการหาคำตอบ ยายเคยเล่าให้ฟังว่า มีแต่พระที่เป็นอริยะเท่านั้นที่รู้”

“แต่มูน ป้าเมี้ยนกับมอส ก็เคยเจอแม่ศศินี่ ไม่เห็นต้องใช้อะไรขั้นสูงที่มูนว่า”

“แล้วมันพิสูจน์ว่ามีอยู่จริงให้เป็นหลักเป็นฐานได้ไหมล่ะเต้ย แล้วไอ้ที่มูนพูดมายืดยาวเนี่ย ไม่ใช่นั่งกังวลหรอกนะว่ามีจริงไม่มีจริง ที่กังวลก็คือ...”

“มันเกี่ยวข้องอะไรกับซัน” เต้ยปิดประโยคมาให้ เข้าใจดีแล้วที่เมียขยายความมาให้ก่อนหน้า เพราะเมียจะสื่ออะไร

“ใช่ .... มันเกี่ยวอะไรกับซัน”

“อย่าเพิ่งกังวลในสิ่งที่ยังไม่มีคำตอบ เต้ยมาคิดๆดูว่า บางครั้งเราเลือกช่างแม่ง มันก็ดีนะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” เต้ยหมายความตามที่พูดจริงๆ มิได้มีเจตนากวนอย่างที่เคยชอบแกล้ง “เอาล่ะเต้ยจะอยู่ข้างๆมูนเอง มูนอย่ากลัว อย่ากังวลไปเลย มีเต้ยอยู่ทั้งคน”

เต้ยพูดเสียดิบดี สมกับเป็นหลักใจและช้างเท้าหน้าทำให้มูนใจชื้นขึ้นมาได้หน่อย และคงจะอุ่นใจขึ้นได้เป็นลำดับเมื่อตกอยู่ในวงแขนแกร่งวงแขนเดิมที่ใช้โอบทั้งลูกทั้งเมีย ทว่ามันก็เป็นได้แค่เพียงชั่วแวบ ก็ต้องถอนคำชม เพราะดันมีอีตัวมารสันดานยักษิณีเมรีขับเสียงแปร๋นโกญจนาทมาแยกผัวออกจากตนทางด้านท้ายเรือมาเสียนี่

“คุณเต้ยขา เบียร์พร้อมแล้วค่า ”

สิ้นเสียงอีคุณท้าว เจ้าชายของมันก็ลืมไปว่าเมื่อครู่ตรัสอะไร ทิ้งพระชายาและพระโอรส กระโจนพรวดไปรวมกลุ่มกับเพื่อนชายพระสหายยังท้ายเรือในทันที ร่วมกระดกเบียร์จนเสียงเซ็งแซ่ ส่วนแม่พระชายาก็ได้แต่อ้าปากค้างทิ้งภวังค์หวาน ขว้างตามด้วยลูกค้อนสองสามขวับ

“ไอ้หมาบ้า ไหนว่าจะอยู่ข้างๆไง นี่ยังไม่ทันไรเลย มันน่านัก”

มูนได้แต่บ่นระคนกัดฟันกรอดๆ ฝ่ากระแสลมแม่น้ำที่ฮึกเหิมเข้ามากระทบหน้าตูมๆ และเมื่อลงกับผัวไม่ได้ จึงหันกลับมาลงกับเจ้าลูกชายที่กำลังส่งเสียงใสปานสรวลระเรื่อ...ประหนึ่งเย้ยให้ว่า

‘ พ่อเห็นเบียร์ดีกว่าแม่  ฮะๆ ’

“ซันนี่ก็อีกคน อย่ามาหัวเราะแม่นะ เดี๋ยวไม่รักเลย”

มูนแสร้งเอ็ดลูกไปอย่างนั้น เจ้าลูกชายเองมันก็คงรู้ดี มันจึงกลัวเสียที่ไหน แถมยังยื่นปากมาฟัดแก้มแม่มันเป็นพัลวัน จนพ่อมันเห็นเข้า ต้องร้องดังลั่นมาจากท้ายเรือ 

“เฮ้ย...ซัน นั่นมันของพ่อนะโว้ย ถนอมๆหน่อย”

“แอ๊”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
เสียงใสแผดลากยาว เงยหน้าจากแก้มแม่มาเถียงพ่อประมาณว่า ‘ไม่สน ของพ่อก็เหมือนของซัน’ เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งเรือได้ครั่นครืน ไม่เว้นแม้แต่อดีตศัตรูอย่างก้อง ที่เห็นเข้าได้ยินแล้วยังต้องยอมศิโรราบให้กับความน่ารักน่าชังของเจ้าตัวน้อยที่อยู่หัวเรือด้วยเช่นกัน 

ฝ่ายเจ้าพระอาทิตย์ตัวน้อย เมื่อเถียงพ่อมันเสร็จแล้วก็ลดหน้าลงมาอิงแอบแนบแก้มมูนดังเดิม ก่อนจะทำมาเป็นเอาอกเอาใจด้วยการลำดับเสียงใสข้างๆหู สื่อความให้มูนรับรู้ว่า ‘ซันยังอยู่ตรงนี้ทั้งคน’ อย่างนี้แล้ว มีหรือที่ใจมูนจะมิชื้นขึ้นเป็นกอง

“ซันยังอยู่ทั้งคนนี่เนอะ เอาล่ะ จะพยายามไม่กังวล”

“แอ๊ะๆๆ”

เจ้าตัวน้อยมันยังคงคำว่ารู้เรื่องได้อย่างดีเยี่ยม  มันถึงตอบรับได้อย่างสอดคล้อง และครั้นพอเห็นแม่ยิ้มออก เจ้าซันก็หันไปเริงรื่นกับการนั่งเรือโต้ลมเสียเต็มที่ หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไปตามประสา ขับเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุดหย่อน เหมือนส่งภาษาคุยกับใครสักคน จวบจนถึงร้านอาหารริมแม่น้ำ ซึ่งอยู่ก่อนถึงดอนหอยหลอด ความกังวลใจของมูนก็เสมือนจะเหลือขนาดแค่ละอองธุลี คล้ายจะตกตะกอนมิลอยขึ้นมากวนใจได้อีกเท่าทีแรก ส่วนเต้ยก็ผละจากเพื่อนมาอยู่ข้างๆ แล้วกล่าวต่อถึงเรื่องเดิมบนเรือเมื่อครู่ว่า

  “มูนจ๋า มูนเคยบอกเต้ยเองใช่ไหมว่าถ้าเรารักที่จะเลี้ยงซัน เราคงต้องเตรียมรับกับเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้อีกหลายเรื่อง”

“ใช่มูนเคยบอกประมาณนั้น”

“แล้วอย่างนี้มูนจะกังวลใจทำไมกัน ..พระท่านก็บอกว่าเลี้ยงซันให้ดี อย่าเสียเวลาค้นหา อีกหน่อยเราก็รู้เอง ช่างแม่งมันดีไหมมูน  มูนจะได้ไม่กังวลไปเกินกว่าเหตุ เหมือนที่เต้ยกำลังทำให้ดูเป็นตัวอย่าง”

มูนพยักหน้ารับฟัง ที่เต้ยพูดมันก็จริง และพอเอาเข้าจริงๆ คนที่ร้อนอย่างเต้ยกลับสงบนิ่งกว่า ผิดกับตนที่ปกติรักสงบหากแต่ที่เจอวันนี้มันดันไม่สงบ จะว่าไปเต้ยนี่ก็เดาทิศทางความคิดแลพื้นเพอารมณ์ยากเหมือนกัน แต่มันก็ดีอยู่มิใช่หรือ ที่หมาบ้าเลือดร้อนจอมโวยวาย กลายเป็นหลักแกร่งให้ตนยามร้อนรน

“เรามาลองทำดูนะมูน เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป นี่คือราชโองการ” หมาบ้าสั่งยิ้มๆ ทำให้คนทูลตอบยิ้มออกมาได้เช่นกัน

“เพคะ...ฝ่าพระบาท”

แล้วฝ่าพระบาทของมูนก็ประทานจุมพิตให้ดังเคยบนเรือนเกศาดำมันขลับเป็นการปลอบและเรียกขวัญ ข้ามพระเศียร ‘ฝ่าพระบาท’ องค์น้อย ที่กลับมาเกเรอีกครั้งยามถูกพระบิดาพระมารดาลืม

เศียรน้อยๆ จึงแทรกมาระหว่างกลาง บอกให้รู้ว่ามีปรางอยู่สองข้าง ที่ต้องการจุมพิตเฉกเช่นกัน
นี่หากถ้าพระบิดา พระมารดามิสนอง คงแผดพระสุรเสียงกรีดร้องอย่างน่าดูชมเป็นแน่

“ไอ้ลูกหมาเวรนี่ มันจริงๆเล๊ย พับผ่าสิมูน อ่ะสนองให้มันสักคนละฟอด”

“เกเรแบบนี้ฟอดเดียวไม่น่าจะพอหรอกมังเต้ย  ”

แต่ก่อนที่ริมโอษฐ์จะประทับลงกับปรางน้อยๆ อีคุณท้าวพระพี่เลี้ยง ก็ควบปุเลงๆ วิ่งแทรกมากราบทูล ขัดขึ้นเข้าท่ามาว่า

“อย่าเพิ่งจุ๊บ จุ๊บตอนถ่ายรูปร่วมกันดีกว่านะคะ เดี๋ยวน้องอัยบอกให้คุณกี้ถ่ายให้”

“ดีเหมือนกัน  จะขยายใหญ่ เอาไว้ติดข้างฝาบ้าน” 

สองผัวเมียรับข้อเสนอ อีคุณท้าวก็มิรอช้า เรียกคุณกี้ของมันที่พกกล้องดิจิตอลระดับช่างภาพมืออาชีพมาด้วย ให้มาช่วยถ่ายรูปให้ แล้วมินานภาพนายแบบตัวน้อยยิ้มแป้นมีพ่อกับแม่หอมแก้มคนละข้าง ก็ถูกบันทึกด้วยกล้องดิจิตอลเรียบร้อย ภาพออกมานั้นสวย ผลงานเกินกว่าพอใจ อีกทั้งความสดใส ยังถูกจารึกไว้โดยไม่หลุดไปสักกระเบียด และแน่นอน นายแบบมันน่ารักขนาดนี้ ย่อมมีคนขอรอต่อคิว

“ถ่ายคู่กับปู่กับย่าหน่อยนะลูก ย่าจะเอาไปติดในห้องทำงานที่โรงแรม” เสียงคุณย่าจองคิวมาก่อนใคร ตามด้วยคุณตา

“ถ่ายกับตาด้วยนะ ตาจะใส่กรอบหลุยส์ ติดไว้ที่สถานทูต”

เมื่อทรงพระฮอตขนาดนี้ มีหรือจะทรงปฏิเสธ เจ้าชายน้อยของเต้ยกับมูนเวียนถ่ายรูปกับทุกคนเกือบทั้งคณะในอิริยาบทต่างๆกัน อันมีฉากหลังเป็นริมทะเลป่าชายเลน หากก็มีบางคนที่มิทรงยอมฉายพระรูปด้วย ซึ่งก็เป็นที่ถูกอกถูกใจเต้ยนักหนา

“ดีแล้วครับซัน ไอ้ตี๋ผีจีนมันเคยจ้องจะงาบแม่ ซันต้องคอยดูแม่นะครับ” หมาบ้ากระซิบบอกลูกหมา ซึ่งมันก็รับคำ

“แอ๊ะๆ”

อย่างนี้แล้ว อย่าหวังเลยว่าก้องจะเดินเข้าใกล้หรือแม้แต่เฉียดมูนได้ ก้องเองก็ไม่ได้ถือสาเด็กแต่ประการใด กลับเอ็นดูเสียอีกให้กับความร้ายกาจของเด็กชายตัวน้อย ที่คอยโบกมือไล่มาทางตน แม้ตอนเข้านั่งประจำโต๊ะร่วมทานอาหาร ถึงจะมีวรเดชนั่งคั่นกลางเจ้าซันมันก็ไม่ยอม

“มันต้องอย่างนี้สิครับลูกพ่อ ถ้าถีบหน้าหรือยอดอกมันได้เมื่อไหร่ พ่อเต้ยจะซื้อหุ่นยนต์บังคับให้”

“เดี๋ยวเหอะเต้ย ทำไมไปสอนลูกให้เป็นอันธพาลอย่างนั้น เดี๋ยวจะโดน”

มูนต้องปรามผัว เกรงเหลือเกินว่าซันจะเชื่อและนำไปทำจริง แล้วมันก็ผิดคาดเสียเมื่อไหร่ ไอ้เจ้าซัน มันถลันตัวออกจากตัก คลามต้วมเตี้ยมไปยังก้องแล้วยืนด้วยขาสองขา ยกขาหนึ่งขึ้นมา เตรียมประทับไปที่ก้องอย่างเอาเรื่อง แต่ดีนะที่มูนคว้าไว้ทัน มิฉะนั้นไม่หลังก็หน้าก้องคงไม่แคล้วเจอตีน

นี่คงเป็นความร้ายกาจแค่บางส่วน ที่มูนมั่นใจว่ายังต้องมีให้เห็นอีกเยอะ ตัวเท่านี้ยังร้ายกาจขนาดนี้ โตขึ้นมันจะขนาดไหน ชักไม่แน่ใจว่าตนจะเอาอยู่หรือเปล่า ยิ่งผัวหมาบ้าคอยให้ท้ายตามใจอย่างนี้ละก็ หมาร้ายอีกตัวคงเจริญรอยตามมาในมิช้า แถมปู่กับย่า อีกทั้งตาก็ไม่ว่ากระไร คงมีแต่ตนคนเดียวกระมังที่ต้องรบกับบรรดาหมาไปชั่วชีวิต

‘ไหนจะเต้ย ไหนจะมอส ไหนจะซัน’  คิดถึงเรื่องนี้แม้จะหนักใจ หากก็ทำให้ใจที่เคยกังวล สงบลงยิ่งกว่าเดิมด้วยรอยยิ้ม ‘เหนื่อยแต่สุข’ ได้น้อยๆ เพลิดเพลินกับการทานอาหารทะเลสดๆหลากหลายที่ทางร้านยกมาเสิร์ฟบนแคร่ไม้ไผ่ที่สร้างไว้อย่างดิบดีท่ามกลางป่าโกงกางตามธรรมชาติของผืนป่าชายเลนที่เหลืออยู่ เคล้าคลอลมจากปากอ่าว ที่ช่วยกระพือความสุขบนใบหน้าผ่านไปยังสามีที่กำลังเล่าเรื่องวันที่เจอซันให้เพื่อนๆฟัง และก็เป็นเช่นเดิมคือเรื่องพิสดารย่อมเว้นไว้ เหลือแต่เนื้อๆ ซึ่งพอเล่าจบ เพื่อนๆก็พูดแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน

“กูว่ามึงตามไม่เจอหรอกไอ้เต้ย ลอยน้ำมาอย่างกับในหนังอย่างนี้” นายสนเป็นต้นเสียงนำ ส่วนเต้ยก็แย้งเหมือนเดิม

“แต่กูก็อยากลองตามดู”

“น้องอัยว่าอย่างที่คุณสนพูดเมื่อกี้ก็ถูกนะคะ น้องอัยมั่นใจลึกๆว่า คุณเต้ยน่ะตามไม่เจอหรอก ยิ่งคุณเต้ยตามมันก็เหมือนกับยิ่งทอดเวลาให้ชักช้าโดยใช่เรื่อง แทนที่คุณเต้ยกับมูนจะได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลรับน้องซันเป็นลูกอย่างเป็นทางการ มีความสุขตามประสาครอบครัวพ่อแม่ลูกได้เร็วๆ กลับต้องมาเสียเวลารอโดยเปล่าประโยชน์” ช้างกราบทูลเป็นการเป็นงาน และก็มีเสียงสนับสนุนจากหลายๆฝ่าย โดยเฉพาะเปรมที่สนับสนุนหนักแน่น

“อีช้างมันพูดถูกของมันนะไอ้เต้ย ช้างอัปรีย์กาลกิณีอย่างอีนี่ นาน น๊าน มันจะพูดจามีสาระเข้าท่าเข้าทางซะที ฉะนั้นเราควรฟัง ถ้าพ่อแม่เขาเกิดมามีปัญหาในภายหลัง กูก็ว่าไม่น่าจะหนักหนาอะไร เพราะมึงก็ไปแจ้งความตามจริงไว้แล้วนี่”

“คุณเต้ยลองคิดดูเถอะค่ะว่าที่น้องอัยพูดมันจริงไหม” ช้างทูลกระตุ้นต่อ แล้วก็อดไม่ได้ที่ต้องถามตัวเองเบาๆ “ เมื่อกี้ไอ้เปรมมันคงไม่ได้หลอกด่าเราหรอกเนอะ มันคงชม”

“ที่พวกมึงพูดก็ถูก มันก็น่าคิด ”  เต้ยพูดสั้นๆ ขมวดคิ้วหน่อยๆ เป็นลักษณะที่มูนรู้ดีว่า ทรงรับไว้พิจารณาแล้ว 

ครั้นพอถึงเวลาอันสมควรที่จะชวนกันกลับ ซึ่งงานนี้เลิกเร็วกว่าทุกๆครั้งที่รวมตัว เพราะบรรดาพระสหายเจ้าชายต้องกลับกรุงเทพ  มันก็เป็นเวลาที่พระอาทิตย์อยู่ในวิถีแห่งอัสดงพอดิบพอดี

คงมิต้องบอกหรอกว่า แล่นเรือกลางแม่น้ำ ตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกเป็นฉากหลังมันจะตระการตาเพียงไร ผืนน้ำที่เคยเขียวใสย่อมแปรสีเปลี่ยนไปเป็นสีกุหลาบแดงเข้มสลับอ่อนแก่ ไล่เฉดไล่เงา เคล้าสีชมพูอมส้มจากฟองคลื่นได้อย่างน่าดูชม ผสมสีนิลแห่งความมืดที่ค่อยๆโรยตัวเข้มขึ้นในเพลาพลบทั่วทั้งผืน จนอดคิดมิได้ว่าเรือพระที่นั่งนำเที่ยวลำน้อยนี้ ประหนึ่งแล่นอยู่กลางมหานที ‘สีทันดร’ยามพระสุริยาทิตย์ท่านแปรรัศมีเป็น ‘อัสดง’ มิมีผิดเพี้ยน

แทบทุกคนพึงใจกับความงามตามธรรมชาติ ที่มิต้องจ้างช่างไฟเทคนิคคนใดมาปรุงแต่ง หลายคนเลือกที่จะเก็บภาพงามไว้ในความทรงจำด้วยกล้องระบบดิจิตอล พอใจแค่ได้บันทึกไว้ หากก็มีบางคนเห็นแล้วมิเห็นเปล่า กลับอยากจะยึดอาทิตย์อัสดงไว้เพียงแต่ตนทั้งดวง

คนคนนั้นชี้นิ้วน้อยๆ ไปที่ดวงไฟปลายฟ้าลูกใหญ่ ก่อนจะกระทำการฮึกเหิมเฉกเดิม คืออ้าแขนโผเข้าไปหาทั้งช่วงตัว ยังดีที่เต้ยรัดไว้ได้แน่นเช่นเคย แลต้องปลอบประโลมขนานใหญ่ ยามเจ้าลูกไฟน้อยปล่อยเสียงโฮลั่น ยิ่งกว่าครั้งใดๆ

“ซันเป็นอะไรไปครับ โอ๋ๆ” เสียงห้าวกังวานยามใช้กับลูก ฟังแล้วเสนาะยิ่ง ทว่าลูกกลับยังมิพึงพระทัยจะฟัง “ โอ๋ๆ ไม่ร้องนะครับ คนดีของพ่อ”

นอกจากจะมิฟังยังเพิ่มฤทธิ์ร้ายสำแดงความกราดเกรี้ยว ดิ้นสุดแรงเกิดอาละวาดจะออกจากอ้อมอกเต้ยเสียให้ได้ ระคนเสียงร่ำไห้สะอื้นหอบจนตัวโยน ครานี้มูนเข้ามาช่วยดูก็เอาไม่อยู่ จนปู่ ย่า และตาต้องเข้ามาช่วยปลอบก็มิหยุด พระนมเมี้ยนและอีคุณท้าวป้าอัยก็อาสาเข้ามากล่อม หากก็ยังมิมีใครตะล่อมเอาลงได้สักคน ทุกๆคนเริ่มแปลกใจกับอาการงอแงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของซัน และอาการงอแงกะทันหันแบบนี้แหละที่ทำให้มูนเริ่มกังวลมาอีก หากก็ต้องยุติ เพราะเต้ยเริ่มใช้ไม้แข็ง

“ซัน..พ่ออยู่นี่ อย่าดื้อกับพ่อ ไม่งั้นพ่อจะไม่รัก”

แค่นี้ ...แค่นี้เองจริงๆ เจ้าลูกไฟเกเร ก็ลดเสียงแผดจ้าลง เหลือเพียงแต่สะอึกสะอื้น อาการดิ้นสุดแรงเกิดก็มิเหลือให้เห็น มือที่เคยไขว่คว้าก็หวลกลับมากอดคอพ่อเต้ยแน่นดังเดิม แล้วซุกหน้าน้อยๆลอบลงไปซับน้ำตาตนเองกับแผงอกกว้างของพ่อ ก่อนเปลือกตาจะค่อยๆปรือปิดสนิทแนบพร้อมลมหายใจสม่ำเสมออันเป็นสัญญาณว่า ...สิ้นฤทธิ์โดยดุษฎี

“ลูกมึงนี่ร้ายนะไอ้เต้ย ...รู้เรื่องอีกต่างหาก แค่มึงบอกว่าจะไม่รักแค่นี้ก็เงียบแถมยังหลับปุ๋ย” เปรมเดินเข้ามาหา คุยด้วยเบาๆ ใช้นิ้วเขี่ยแก้มซันด้วยความเอ็นดู

“กูก็ไม่รู้ว่ากูพูดไปได้ยังไง เมื่อกี้ไม่รู้จะใช้ไม้ไหนแล้ว เลยลองใช้ไม้นี้”

เมื่อสิ้นเสียงร้องไห้งอแง บรรยากาศในเรือก็กลับมาครึกครื้น ระเริงรื่นกระดกเบียร์ถ่ายรูปกันต่อ มูนรับช่วงอุ้มเจ้าตัวดีที่หลับสนิทมาไว้ในอ้อมอก ปล่อยให้เต้ยไปสนุกกับเพื่อนๆ ส่วนตนก็นั่งอุ้มลูกมองฟ้าไปเรื่อย และน่าแปลกที่พระอาทิตย์วันนี้ยังไม่ลับขอบฟ้าสักที แลอดคิดไม่ได้ว่าเหมือนจะลอยตามเรือมาตลอด จนกระทั่งถึงหัวบันไดท่าน้ำที่บ้านสวน เพราะเงยหน้าไปดูที่ชายน้ำทีไร สีแดงอมส้มสุกใสก็ยังปรากฏเต็มสองตามิวาง

“พาลูกขึ้นบ้านไปกับพ่อกับแม่ก่อนดีไหม เต้ยจะไปส่งไอ้พวกนี้ที่รถเดี๋ยวตามขึ้นไป”

“อืมก็ดีเหมือนกัน”

มณีน้อยรับคำแล้วรอให้บรรดาเพื่อนๆ ยกมือสวัสดีกล่าวอำลา พ่อแม่จนเรียบร้อย จึงถือโอกาสอำลาช้าง เปรม แบงค์ และเพื่อนๆทุกคนบ้าง ด้วยมิสะดวกที่จะอุ้มซันซึ่งหลับอยู่ไปส่งยันรถ เมื่อล่ำลากันเสร็จก็รีบตามผู้มากวัยขึ้นบ้านไปพร้อมกับเจ้ามอส ส่วนวรเดชน้องชายก็ขอแยกกลับไปค้างที่รีสอร์ทของก้อง และบอกไว้ว่าจะมาค้างที่บ้านสวนในวันหลังแทน แลเมื่อขึ้นมาถึง มูนก็ฝากซันให้ป้าเมี้ยนพาเข้าไปนอนในห้อง ส่วนตัวนั่งปักหลักรอเต้ยตามขึ้นมาสมทบ และเมื่อเต้ยขึ้นมา มูนก็ถามขึ้นทันทีว่า

“เต้ย เรื่องซัน....เราจะทำตามที่ช้างกับเปรมและเพื่อนๆแนะนำกันเลย หรือเต้ยอยากจะทอดเวลา แต่ไหนๆ พระท่านก็แนะนำว่า อย่าเสียเวลา อีกอย่างเต้ยก็บอกให้ช่างแม่ง มูนเลยว่า เราควรจะจัดการให้จบๆไปเลยดีไหม มาคิดๆดูเขาก็พูดกันถูกนะ”

“ก็ว่าจะขึ้นมาคุยด้วยเรื่องนี้นี่แหละ จะคุยบนเรือเมื่อกี้ก็ไม่สะดวก ....บทจะใจร้อนก็ใจร้อนนะเราเนี่ย” เต้ยพูดพลางเอามือขยี้หัวเมียพลาง “ซันมันเป็นเด็กมีเสน่ห์ มันทำให้เรารักได้ไม่ยาก และเราก็รักมันแล้วอย่างไม่มีข้อสงสัย และเราก็มั่นใจแล้วว่าจะดูแลมันได้ รับมือกับมันได้ เอาเป็นว่า เราจะไม่รอตามหาพ่อแม่ของซัน แต่เราจะดำเนินเรื่องทางกฎหมายรับซันเป็นลูกเลยดีไหม”

“นี่แหละที่มูนอยากฟัง” มูนพูดจบก็กอดเอวเต้ยแน่น ซบหน้าลงไปกับแผงอกกว้างที่คอยให้ความอบอุ่นเสมอ ก่อนจะกล่าวต่อมาว่า “งั้นเดี๋ยวเราเข้าไปคุยกับพ่อกับแม่กัน ให้เป็นเรื่องเป็นราว คุยเสร็จแล้ว คืนนี้เราเข้าหอพระ สวดมนต์กันหน่อยดีไหมเต้ย ไหนๆก็ขอพรพระนอกบ้านมาแล้ว ลองขอพรพระในบ้านดูบ้าง เผื่อ อะไรๆ จะง่ายขึ้นไปอีก”

“เอาสิ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าเต้ยสวดมนต์ไม่คล่อง ได้แค่นะโมตัสสะ ”

“ที่ห้องพระมีหนังสือสวดมนต์ มูนพอนำได้ เดี๋ยวมูนนำสวดเอง ”

มูนปิดบทสนทนาไว้แค่นั้น แล้วพากันไปคุยกับพ่อแม่ มินานก็กลับมา แล้วพากันอาบน้ำชำระร่างกายจนสะอาด เมื่อธุระทั้งหลายเรียบร้อย ห้องพระหรือหอพระก็ถูกเปิดอีกครา  แล้วมะลิดอกน้อยก็พาหมาบ้าผู้ไกลพระไกลเจ้าเข้ามานั่งพับเพียบเรียบแปล้ในเสื้อขาวผ้าป่านกางเกงแพรสีนวลบนผืนพรมกลางห้องพระ ท่ามกลางแสงอัจกลับโคมระย้าสีทอง อันขับให้พระพุทธชินราชจำลองของเก่าแก่ ขับรัศมีโอภาสออกมากระจ่างตา

ผัวเมียช่วยกันจุดเทียนขี้ผึ้งชั้นดี อีกทั้งธูปหอมกลิ่นมะลิสด จนกลิ่นกรุ่นกำจายจรุงไปทั่วห้องพระยามไฟโลมเลีย กำยานแท่งกลิ่นมะลิแลตะเกียงน้ำมันหอมกลิ่นเดียวกันก็ถูกจุดให้ฟุ้ง ทว่ามิฉุน ถวายเป็นพุทธบูชา ยายจ๋าเคยสอนเสมอว่า บูชาพระต้องใช้แต่ของดีๆ แล้วอานิสงค์จะบังเกิด ฉะนี้กลิ่นเครื่องหอมชั้นสูง เจ้าของบ้านสวนจึงถวายเสียครบครัน

เฉกเดียวกับการสวดมนต์ ทุกอักขระต้องออกเสียงชัด แบ่งคำให้ถูกมิใช่ท่องพรวดรวดเดียวจนจบบท มูนจึงเคยชินกับท่วงทำนองที่ยายใช้และการท่องตามคุณยาย ตั้งแต่เด็กๆ จนโต...มีมาระยะหลัง ตอนทำงานได้แล้วนี่แหละ นานๆถึงจะเข้ามาสวดกับคุณยายสักที และยิ่งหลังจากยายเสียก็มิได้เข้ามาสวดมนต์ในห้องพระอีกเลย

“ พร้อมแล้วใช่ไหมเต้ย” มูนหันไปถามผัวที่ยามนี้สงบเสงี่ยมเป็นพิเศษ ไม่ตีลูกขัดลูกกวนชวนให้หยิกแต่ประการใด มีแต่ตอบรับด้วยเสียงนุ่มแผ่วเบา

“ ครับ พร้อมแล้ว”

“งั้นท่องตามนะ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณังคัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ  ทุติยัมปิ ธัมมัง........”

มูนนำสวดไปเรื่อย และคนตามก็ขับเสียงเอื่อยๆตามมา โดยที่มูนมิได้สังเกตเลยว่าไอ้เสียงที่ตามเนี่ยมันค่อยๆเบาลง เบาลงทีละนิด ทีละนิดจวบจนขึ้นบท ‘นะโมตัสสะ’ จนครบสามจบเท่านั้นแหละ  เสียงผัวก็ปลาสนาการหายวับไปทันที หันมาดูอีกที ผัวก็ฟุบหลับอ้าปากหวออยู่กลางพรมซะแล้ว

นี่แสดงว่าผัวตัวร้าย มิได้โกหกเลยสักนิด ....หมาบ้ามันมีวาสนาท่องได้แค่ ‘นะโมตัสสะ’ เท่านั้นจริงๆ

“โธ่คุณหลวง ยังไงกันนี่”

มูนแทบจะเขวี้ยงหนังสือสวดมนต์ใส่ แต่ก็หักใจไม่ทำร้ายหมา ก้มหน้าก้มตาสวดต่อคนเดียว ซึ่งแต่ละบทที่ใช้สวดนั้น ก็เป็นไปตามหน้าหนังสือที่คุณยายกั้นไว้ด้วยก้านธูปแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ แลพระสังฆคุณ จวบจนกระทั่งถึงบทแผ่เมตตา บทอุทิศส่วนกุศลแล้วจึงขอพรอีกครั้ง

“ถ้าลูกมีวาสนาหรือทำบุญทำกรรมร่วมกันกับซันมา ขอให้ลูกกับเต้ยได้เป็นพ่อเป็นแม่ของซัน ให้เขาได้อยู่กับลูก ให้ลูกได้เลี้ยงดูจนเขาเติบใหญ่ด้วยเทอญ”

คราวนี้ไม่มีพระมาแทรกตอนขอจบ หากแต่เป็นความงุนง่วงอย่างไม่เคยเป็นแทรกเข้ามาจับฉับพลันแทนที่ และในวินาทีที่ก้มกราบลาพระ มูนก็รู้สึกว่า เปลือกตามันปิดเอง แลมิสามารถดึงตัวขึ้นมาได้อีกแล้ว อีกทั้งในสภาวะเดียวกันนี้เอง ที่ร่างทั้งร่างของตนคล้ายมีลมหอบพัดพาให้ลอยละลิ่ว ปลิวทะยานออกจากพื้นห้องพระ ตามต่อมาด้วยเสียงกรุ๊งกริ๊ง เสมือนลูกกระพรวนกระทบกันไปมา พยายามฝืนม่านตาหนาหนักขึ้นมาดูก็กระทำได้ยากยิ่ง จึงปล่อยตามเลย แลเพราะปล่อยนี่เอง จึงลอยไปจนสุดสายปลายทาง และมีภาพเลือนรางที่ยากจะเดาว่าฝันหรือจริง อยู่ตรงหน้า

ภาพแม้จะเลือน หากก็เลิศลักษณ์จนตะลึงเป็นที่ยิ่ง ทว่านั่นก็ยังมิสะกดเท่า ตาสีฟ้าครามที่จ้องมองมา จนตาสีน้ำตาลของตนด้อยราคาไปเสียสิ้น ริมฝีปากแดงระเรื่อขยับขับขานลำดับเสียงใสกังวานหวานปานระฆังแก้วแทรกเข้ามาทันใด
“สีทันดร”

แต่ก่อนที่มูนจะตอบโต้ ภาพและเสียงที่ดำเนินอยู่เบื้องหน้าทั้งมวลก็ต้องยุติลงโดยดุษฎี เมื่อร่างทั้งร่างถูกเขย่า พร้อมกับเสียงคุ้นเคยที่เรียกขานตนไม่หยุดหย่อน และเสียงนั้นมีพลานุภาพปลุกตนได้เสมอ

“แม่มณี ... แม่มณีเป็นอะไร ทำไมนอนนิ่งอย่างนี้ ตื่นสิ มูน ตื่นๆ”

“ตะ เต้ย....นะ นี่มูน” เสียงนุ่มๆงัวเงีย ตอบรับเสียงผัว พร้อมเปลือกตาขยับถี่ระรัวและม่านตาที่เปิดขยาย หะแรกก็ยังพร่ามัว มองอะไรไม่ชัด แต่พอสักพัก ก็จับภาพทุกอย่างได้ดีดังเดิม แลสะดุ้งพรวดขึ้นมาได้เอง  “นี่มูนหลับเหรอ”

“ใช่ ....เต้ยเองก็หลับ เพิ่งตื่นก่อนหน้ามูนแป๊บนึง ว่าแต่ไปคุยกันข้างนอกดีไหม มีอะไรจะเล่าให้ฟัง”

แล้วมินานนัก สองผัวเมียก็พากันออกจากห้องพระ หลังจากดับเทียน ดับตะเกียงน้ำมันหอมเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองทรุดกายลงตรงหอนั่ง ที่บัดนี้มิมีสมาชิกในบ้านเหลืออยู่เลย ทั่วทั้งหอจึงเงียบสงัด คงเหลือแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรเท่านั้นเป็นมโหรี และเสียงของเต้ยที่เริ่มถ่ายทอดภาพฝันฝั่งเขาให้มูนฟังอย่างลื่นไหล

“เมื่อกี้เต้ยฝัน ในฝันเต้ยจำได้ว่า เต้ยกับพวกไอ้หมวดไอ้แบงค์ และพวกไอ้สน กำลังเล่นบาสกันอยู่ครบทีมที่สนามข้างบ้านเรานี่แหละ จู่ๆก็มีเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งมาจากไหนไม่รู้มาขอเล่นด้วย อายุพวกมันไม่น่าจะเกินยี่สิบ แต่ตัวพวกมันแม่งอย่างกับนักรบ โดยเฉพาะไอ้ตัวหัวหน้าที่มันบอกว่ามันชื่ออัสดง แม่งอย่างกับแม่ทัพ”

“อะไรนะ ...อัสดง”

“ใช่อัสดง ...มันบอกมันชื่อนี้ แปลกใจใช่ไหม ที่มันเป็นชื่อเดียวกับที่จี้ของซัน”

“อยากจะบอกว่าคิดมากจนเก็บเอาไปฝัน แต่ขอฟังเต้ยให้จบก่อน”

“อย่างที่บอกพวกมันมาขอเล่นบาส พวกเต้ยก็ยอมให้มันเล่นด้วย ตอนแรกก็นึกว่าฝีมือพวกมันจะไม่เท่าไร โตแค่ตัว แต่ปรากฏว่า พวกมันเนี่ยระดับเทพมาก ไอ้แซ็ค ไอ้สนที่ว่าแน่ๆ โดนพวกมันสลัดซะกระเด็น ยิ่งไอ้คนชื่ออัสดงชู้ตเอาชู้ตเอา แถมไม่มีใครวิ่งตามมันทัน นอกจากเต้ยที่ยังพอฟัดพอเหวี่ยง”

“จ้ะ...จะว่าตัวเก่ง ว่างั้น” นานๆ มูนจะคันปากกัดผัวซะที แต่แล้วก็ต้องเงียบ  เมื่อเจอประโยคอาญาสิทธิ์

“ถ้าขัดอีกทีนะมูน ...ก้านคอ”

ด้วยเหตุประการฉะนี้ มณีจันทร์จึงยอมปิดปากตนเองโดยดุษฎี ใช้แต่หูฟังระคนค้อนขวับอยู่เนืองๆ

“ฟังต่อนะ ...ฝีมือเต้ยกับมันนับว่าสูสี แย่งกันชู้ตทำคะแนนอยู่ตลอด แต่จนแล้วจนรอด คะแนนทีมเต้ยก็ยังตามมันไม่ทันสักที คงเพราะคนอื่นๆในทีมมันฝีมือดีกว่า จนวินาทีสุดท้ายใกล้จะหมดเวลานั่นแหละ ไอ้คนชื่ออัสดง กำลังจะขึ้นชู้ต เต้ยเลยใช้แรงทั้งหมดที่มี กระโดดเข้าขวาง และโชคก็เข้าข้าง เต้ยแย่งลูกบาสมาอยู่ในมือได้  และเรื่องพิสดารมันก็อยู่ตรงนี้แหละ”

เต้ยหยุดเล่าชั่วครู่ เพื่อระบายลมหายใจพรั่งพรู ราวกับจะใช้ไล่ถ้อยคำในหัวที่ยังสะเปะสะปะ ให้จัดระเบียบเป็นประโยคที่สมบูรณ์ เพื่อถ่ายทอดให้เมียฟังต่อ ซึ่งเมียก็กำลังรอฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ

“มูนเชื่อไหมว่า ไอ้ลูกบาสสีส้มที่อยู่ในมือเต้ย จู่ๆมันก็กลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ มันร้อน มันร้อนมาก ความรู้สึกตอนในนั้นแขนเต้ยเหมือนกำลังจะถูกเผา จนเต้ยทนร้อนไม่ไหว จึงตั้งใจจะเขวี้ยงทิ้งไป แต่พอจะทำเท่านั้นแหละ ลูกไฟมันก็กลายเป็นอะไรรู้ไหม....มันกลายเป็นเจ้าซันของเรา ในฝันเต้ยงี้ เต้ยทำอะไรแทบไม่ถูก ส่วนไอ้เจ้าอัสดง จากที่ยืนอยู่ มันก็ทรุดลงฮวบคุกเข่า แล้วมันก็ร้องไห้พูดทั้งน้ำตามาว่า.....”

“พูดว่าอะไร”

“พี่ครับ ผมฝากเจ้าลูกไฟน้อยด้วย ผมมองไม่เห็นใครอีกแล้วนอกจากพี่กับเมีย  ...พอมันพูดจบเต้ยจึงได้สังเกตว่าหน้ามัน คล้ายๆกับหน้าเจ้าซันในอ้อมแขนเปี๊ยบ สีผิวก็เหมือนกัน แล้วนั่นแหละ เต้ยถึงนึกได้ว่า ชื่ออัสดงมันเป็นชื่อที่อยู่หลังจี้ที่เรากำลังตามหา แต่พอจะอ้าปากถามต่อ เต้ยก็ดันตื่นก่อน”

มูนพอฟังจบไม่พูดอะไรในทีแรกได้แต่นิ่งเงียบ และที่นิ่งก็เพราะกำลังคิดว่า จะเล่าทางฝั่งตนบ้างดีไหม แต่เล่าไปก็ไม่น่าจะมีประโยชน์มากมายอะไร จะมีก็แค่ มีชื่ออีกชื่อหลังจี้ ที่เขียนว่าสีทันดรเข้ามาพัวพัน แต่มันน่าแปลกที่เต้ยฝันถึงอัสดง ส่วนตนฝันถึงสีทันดรแม้จะเลือนรางก็เถอะ

“ถ้าไปเล่าให้ใครฟังเขาคงว่าเราเพ้อเจ้อ คิดมากจนเก็บไปฝัน”

“แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่จะต้องเล่าให้ใครคนอื่นเขาฟัง ...เรารู้กันแค่สองคน และจะมีคนรู้แค่อีกคนก็คือซันเมื่อมันโตขึ้นและถ้ามันอยากรู้ แค่นั้นก็คงจะพอ”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“มูนก็แค่พูดเฉยๆ ไม่คิดจะเล่าให้ใครฟังหรอก เต้ยนี่ก็ อย่าดุสิ” มณีน้อยเสียงอ่อยหน่อยๆ เมื่อโดนผัวเอ็ด แล้วจึงใช้กริยาลูกแมวอ้อนๆ ฟัดหน้ากับต้นแขนแกร่งของผัวไปมา “แล้วนี่เราจะเริ่มดำเนินการเมื่อไหร่”

“พรุ่งนี้เลยมูน ช่างแม่งจริงๆจังๆซะทีได้แล้ว”

“ไม่คิดจะสืบเสาะหาเบาะแสพ่อแม่ของซันก่อนอีกแล้วหรือ” มณีจันทร์เงยหน้ามาเอียงคอแกล้งถาม และคอนั้นก็ถูกรวบด้วยวงแขนแกร่งวงแขนเดิมภายในเสี้ยววินาที

“พอแล้ว บอกแล้วไง ช่างแม่ง” เต้ยตระกองกอดเมียแน่น แล้วใช้ความแข็งแรงตวัดขาเมียขึ้นมา โอบอุ้มเมียไว้แนบอก เดินมุ่งหน้าพาเข้าห้องกระซิบเบาๆ ด้วยเสียงทะเล้นแหย่เมียเล่นเป็นที่สุดมาว่า “ว่าแต่จะมีลูกเลี้ยงเป็นจริงเป็นจังแล้ว เมื่อไหร่จะมีลูกจริงๆบ้าง แต่ระวังน๊า..อะไรๆ ที่เคยเข้าปาก เข้าตูดไป มันจะแผลงฤทธิ์ ทำให้ท้องป่อง”

“ขอให้มันมีน้ำยาจริงๆเถอะ สาธุ จะยอมท้องให้ดู จะเอากี่คอกก็ไม่ว่าและจะไม่บ่นสักคำ”

“ปากดี เดี๋ยวปั๊ด ล่อ มันซะคืนนี้เลยนี่ ไป๊ เข้าห้องไอ้เจ้าซันมันรอแย่แล้ว”

 มะลิเอ๋ยมะลิ...มะลิไม่บ่นก็จริง ทว่าดอกไม้ชนิดอื่นสิไม่แน่ แลยิ่งเป็น ดอก (กุหลาบ) แล้ว นอกจากบ่นยังมีคำสบถออกมาอย่างน่าชังค้านกับใบหน้าน่ามองเป็นที่สุด

“ผู้ชายสารเลว เลือดชั่วๆของนาย ฉันไม่ต้องการ” มือเสลาข้างหนึ่งลูบหน้าท้องที่เริ่มป่องของตนเองอย่างจริงจัง หากอีกข้างขยำกระดาษที่เป็นผลตรวจยืนยันจากแพทย์จนเป็นก้อนกลมเละขยู้ขยี้

“ แกไม่ต้องกลัว ฉันไม่เอาแกออกหรอก แต่ฉันจะหาพ่อให้แกแทนผู้ชายสารเลวคนนั้นเอง มารหัวขนอย่างแก จงไปอยู่กับคนที่เขาอยากมีลูกเถอะ  และผู้ชายคนนั้น ฉันก็คุ้นเคยกับเขาดีซะด้วย”

เจ้าของเสียงนี้ พูดจบก็ขว้างกระดาษก้อนกลมเละลงถังขยะอย่างไม่ใยดี แล้วเดินมาหยุดยืนอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองหอแอฟเฟล ใช้สมองคิดอะไรบางอย่างจนถึงขั้นแยบยล เม้มปากแดงสดไปมา ก่อนจะเผยอขับเสียงต่อเป็นประโยค ฝากลมหนาวให้พัดพามาถึงคนที่ประเทศไทยเพียงว่า

“หึ แล้วเจอกันเร็วๆนี้นะ วสุ-มณีจันทร์ อัครพงศธร”

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๒๕ นะคะ

อ้างอิง * นำมาจากบทพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่๖ เรื่อง เวนิสวานิช

ขอบพระคุณ คุณ MewSN  คุณ poshbear คุณ maemix คุณ Moddang คุณ qq_oo คุณ ujen และคุณสีหราช มากๆนะคะ ที่ยังติดตามอ่านและให้กำลังใจเสมอมา  :pig4:  :กอด1:

PS. @คุณ MewSN   ขอบพระคุณมากๆเช่นกันค่ะ ที่ยังคิดถึงกันและยังติดตามกันเสมอมา  :o8:

@คุณ poshbear ขอบพระคุณมากๆนะคะ อ่านแล้วหายเหนื่อย มีกำลังใจเขียนอีกต่อไปเรื่อยๆเลยค่ะ จากที่เคยคิดว่า เส้นทางนี้มันคงจบแล้วเพราะไม่มีคนชอบแนวและภาษาที่ใช้ กลับทำให้มีแรงอีกเฮือกที่จะแก้ไขและเขียนต่อจนจบ  แต่ถ้ามีตรงไหนต้องปรับปรุงก็แนะได้ตลอดนะคะ เพราะคนอ่านคือกระจกของคนเขียนเสมอ สัญญาว่าจะพยายามเขียนเรื่องนี้ให้ดีที่สุดค่ะ  :กอด1:

@คุณ Moddang ตอนแรกเคยมีเพจค่ะ แต่ตอนนี้ปิดไปเพราะมีปัญหานิดหน่อย อีกอย่างก็เขียนนิยายมาแค่สามเรื่อง และฝีมือยังไม่ค่อยเป็นที่กล่าวถึงเท่าไหร่ เลยไม่มีคนฟอล ...ปัจจุบันเหลือแต่เฟสค่ะ แต่ตั้งใจว่าจะลองเปิดเพจอีกรอบเอานิยายที่เคยเขียนมาลงไว้ให้ได้อ่านกัน ถ้าสำเร็จจะแจ้งให้ทราบนะคะ   :กอด1:

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-03-2019 16:42:38 โดย Artemis »

ออฟไลน์ route rover

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
กำลังคิดถึงซันเลยค่ะ ว่ามาอยู่กับมูนกะเต้ยยังงัย อ่านนานลืม

นี่รอลุ้นนังกุหลาบอีกคน

รออ่านต่อนะคะ ขอบคุณที่ลงให้อ่านยาวๆ จุใจมากค่ะ  :L1:

ออฟไลน์ ujen

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +183/-13
รอตอนต่อไปน่ะค่ะ

 :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-0
อ้าวนังเกนหลง เธอจะมาป่วนอะไรเขาอี๊ก โอ๊ยยยแม่น๊างงง ไม่ยอมจบเว้ย เขากำลังมีความสุขกัน ตัวขัดจริงๆ แต่เอาเถอะ คนเห็นแก่ตัวอย่างเธอ จะทำอะไรได้บ้าง เขารู้กันหมดแล้ว เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ! หรือว่า นี่ไง สกาย สตาร์ จะตามมา หรือป่าววะ??? โอ้ยยยอ่านยาวจุใจมากค่าาาา ซันมาอย่างปาฎิหารย์ ดีใจไปกับมูนและเต้ยจริงๆ ปลิ่มมาก รอให้ไปทำเรื่องรับเป็นลูกอย่างเป็นทางการ ร้ายกาจมากเจ้าซันมาเหนือทุกคน เจ้าเล่ห์สุด ออเซาะเป็น ตามให้ทันแล้วกันเด้อ 5555 มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งพ่อกลับมาตามหา วิญญาณแม่ศศิมา มันควรจะหลอนนะ แต่ดันมาขำเพราะป้าเมี้ยนกับเจ้ามอสนี้ละ กลัวจนขนหัวลุก 555555 มาซึ้งเอาตอนแม่ลูกคุยกัน TT ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เป็นปลื้มมากๆ ร้องไห้ไปหลายฉากเลย ตอนพ่อจะสวมกำไลข้อเท้าให้ น้ำตาไหลพราก TT____TT บทมูนจะรั้นก็รั้น กว่าจะยอมรับพ่อ โดนผัวด่าว่าอีขี้ ผีอีเยอะ ไม่รู้กี่คำ ตลกมาก 5555 บอกแล้วสองคนนี้เหมาะกันจริงๆคนนึงดันคนนึงฉุดไว้ ช่วยกันคิด ปรึกษากันดี แล้วก็นะเลิกเขม่นก้องเขาเถอะ ต่อไปคงไม่สนแล้วละเพราะมีคนมาให้สนใจกว่า เว้ยๆ หวังว่ารักครั้งใหม่จะไฉไลกว่าเดิม เหมาะกันมากอีกคู่ รอตามอยู่นะ  คุณหมอจะรักษาคนไข้ใจละนะ อร๊ายยย >.,< เขินรอ //ส่วนหมวดเปรมก็ยังคงทะเลาะกับน้องอัยได้ตลอด ตกเป็นทาสนังช้างแล้วตอนนี้  อย่าให้เขาได้เอาคืนนะช้าง 555555 //อ๋อ ตลกมากอีกเรื่อง เงินคุณพ่อเมฆเก็บไว้ใต้ฐานพระ โว้ยยย เคล็ดลับไม่ลับสุด ไม่รอดมือเมีย 555555 ขำมาก ไปคิดมาใหม่นะคุณพ่อ ฮ่าๆๆ //ว้อยยยยยยยยสนุกกกกกกมากกกค่า รวดเดียวแบบยาวๆ ขอบคุณนะคะที่เอามาลงมาอัพให้ได้อ่าน มันดี๊ดีจริงๆ สนุกครบทุกรส รอตอนต่อไปเลยค่ะ จะเกิดไรขึ้นบ้าง นังเกนหลงคัมแบ๊ค 55555

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๒๕ ดอก...(กุหลาบ)

ดอกเอ๋ยดอก ดอกอะไร หอมแรงนัก
กลิ่นชวนชัก รักรัญจวน ชวนพิสมัย
ลอยไปแล้ว ลมพาหวล กวนฤทัย
ดอกลอยไกล ร้อยลอยดอก ....ดอกสีทอง


“ฮัลหลิววววว ท่านผู้หญิงมณีจันทร์ อัครพงศธร ฮาว อาร์ ยู?”

เสียงแปร๋นแสบแก้วหู ดังขึ้นทักมาจากหัวบันไดบ้าน ก่อนเจ้าตัวจะโผล่หัวและตัวกลมๆ เดินกรีดกรายอุ้ยอ้าย สะบัดพัดจีบ หิ้วกระเป๋าหลุยส์ วุตเต็ง มาวางแหมะและทรุดกายลงนั่งข้างๆ ‘ท่านผู้หญิงมณีจันทร์’ ผู้ถูกอวยยศซะเกินเหตุกลางหอนั่ง แล้วถือวิสาสะ คว้ากระติกน้ำแข็งใบเล็กที่บรรจุน้ำชามะนาวอยู่เต็ม ข้างๆตัวเจ้าของบ้าน ขึ้นมาดูดดังพรืด และเป็นที่แน่นอนว่าแรงดูดของนังผู้มาเยือนนี่ เพียงแค่พรืดเดียวย่อมดังสนั่นสั่นสะเทือนไปสามบ้านแปดบ้าน จนท่านผู้หญิงเพื่อนสาวของมันต้องส่ายหน้าระอาในกริยาที่มิกล้าทำตาม

“ไม่งาม เป็นลูกพระน้ำพระยาเสียเปล่า”

คงมีแค่ไม่กี่คนที่รู้จริงว่าอีนังผู้มาเยือน เป็นถึงลูกพระน้ำพระยา อันมีราชทินนามว่า ‘เทครัว’ ต่อท้าย ซึ่งอีเจ้าตัวมันก็ไม่ถือเป็นปมด้อยประการใด แถมยังเล่าให้มูนฟังลับหลังตอนไปเที่ยวบ้านสมัยมัธยมว่า “พ่อกู เอาน้ากูทำเมีย ท่าทางป้ากูก็คงจะไม่รอด”

“อ้าวแล้วแม่หล่อนทำไง”

“วุ้ย จะไปทำอะไร ได้แต่ร้องไห้ และก็ด่าพ่อกูว่าไอ้ตัวเหี้ย พ่อกูก็เลยสวนไปว่า ถ้าเขาเป็นตัวเหี้ย แม่กูก็เป็นเมียเหี้ย” มูนยังจำคำพูดของช้างได้ อีกทั้งลักษณะการลอยหน้าลอยตาได้ทุกกระเบียด  และด้วยความซื่อจริงๆ จึงพูดกับนังเพื่อนสาวร่างใหญ่ต่อไปว่า

“ถ้าพ่อช้างเป็นตัวอย่างว่า และแม่ช้างก็เป็นเมียตัวอย่างว่า งั้นช้างก็ต้องเป็น ลูก......”

“อีมู๊น....อีตุ๊ด มึงหลอกด่ากูว่าเป็นอีลูกเหี้ยเหรอ อะ อี.....”

เสียงแปร๋นวันนั้น ยังแผดออกมาได้อีกหลายประโยค เฉกเช่นเดียวกับวันนี้ ที่ดีกรีความแสบแก้วหูมิเคยมีลดทอนลงเลยสักนิด เฉกเดียวกับการลอยหน้าลอยตา ชวนให้ตบ

“ค่ะอีท่านผู้หญิง ก็แหม น้ำชามะนาวบ้านหร่อนนี่ ดูดกี่ทีกี่ที มันก็ชื่นใจ๊ ชื่นใจนี่นา กูเลยต้องดูดแรงเป็นธรรมดา  ....แล้วนี่นั่งทำ ‘ดอก’ อะไรอยู่เจ้าคะ หอมฟุ้งเชียว ”

“น้ำอบไทยดอกไม้สด ว่าจะทำขายช่วงสงกรานต์เป็นรายได้เสริม จะได้เก็บเงินไว้เป็นค่าขนมค่านมเจ้าซัน ”

“อู๊ย อีมูน ต่อให้มึงมีลูกอีกสักสี่ห้าคน ขนหน้าแข็งมึงกับผัวก็ไม่ร่วงหรอก ค่าเช่าที่ ค่าเช่าสวน แถมยังมีค่าเช่าแผงในตลาด กูถามหน่อยเถอะ มึงจะเก็บเงินไปถึงไหน” อีคนพูด มันพูดได้เป็นวรรคเป็นเวรอย่างนี้ นั่นแสดงว่ามันต้องรู้เรื่องของเพื่อนเป็นอย่างดี ถึงขั้นเอตทัคคะ

“เผื่อลูกโตไง” มูนตอบตามประสาคนวางแผนอนาคตไว้รอบคอบ “ ยายจ๋ากับคุณแม่เต้ย สอนไว้ อย่าใช้ชีวิตอย่างประมาท สมบัติมีก็ต้องรู้จักเก็บ เอาไว้ใช้ในยามจำเป็นวันหน้า”

“เออๆกูไม่เถียงมึงแล้วเรื่องนี้ มึงจะเก็บจนเงินทับตายก็เรื่องของมึงเถอะ...แล้วมึงทำนี่ ผัวมึงไม่ว่าเอาเหรอ”

ช้างยังคงความรู้ในเรื่องชาวบ้านได้อย่างยอดเยี่ยม เรื่องที่เต้ยขอสิทธิ์ขาดในการหาเลี้ยงครอบครัวคนเดียว  ซึ่งก็เป็นที่แน่ชัดว่า สตูดิโอโยคะของมูนย่อมทอดเวลาสร้างออกไปก่อน ยังไม่มีทางเป็นรูปเป็นร่างเพราะเต้ยอยากให้มูนใช้เวลาเลี้ยงซันให้เต็มที่

“จะเหลือเหรอช้าง ...เจ้าชายของช้างน่ะกริ้วมูนซะปังใหญ่ ดีนะที่วันนั้น คุณแม่ยังอยู่ช่วยกำราบลง ไม่งั้นมูนคงหูชา มูนก็เข้าใจนะว่าเต้ยเขาไม่อยากให้มูนเหนื่อย อยากให้มูนเอาเวลาไปดูแลซัน แต่อะไรที่แบ่งเบาภาระได้มูนก็อยากทำ ”

“ก็เขารัก เขาห่วง หร่อนก็อย่าไปว่าเขา หรือน้อยอกน้อยใจเขาเลย แล้วนี่ไปไหนกันหมด พ่อมึง น้องมึง พ่อผัว แม่ผัวมึงกลับกันไปหมดแล้วเหรอ บ้านเงียบเชียบเชียว”

ช้างมองรอบๆบ้านไป เอ่ยถามมูนไปด้วยสรรพนามอันใช้เรียกเพื่อนแปรไปไม่มีซ้ำ ส่วนมูนก็ใช้น้ำเสียงเรื่อยๆ เสมือนลมเอื่อยๆตามแบบฉบับเดิม พร้อมกับเลื่อนหมอน ใบเล็กข้างตัวไปให้อียักษิณีผีเสื้อน้ำอย่างรู้ใจ ใช้หนุนนอนแผ่พังพาบขึ้นอืดกลางวงโถน้ำอบอย่างที่มันชอบทำเวลามาบ้านมูนบ่อยๆ มูนเห็นแล้วก็ต้องกลั้นขำ เพราะถ้าลองให้ใครเอาใบบัวมาปิดไว้ มันจะตรงตามภาษิตไทยที่คุ้นหูพอดิบพอดีที่ว่า ‘ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด’

 “เต้ยพาซันลงไปเดินเล่นในสวนกับมอส ป้าเมี้ยนไปตลาด ส่วนคุณพ่อคุณแม่เต้ย พ่อเราและเดช พอเสร็จเรื่องซันที่ศาล ก็อยู่ต่อกันอีกสองสามวันจึงกลับ ตอนนี้กลับกันหมดแล้ว”

“เออ...ว่าจะถามพอดี เรื่องคุณหลาน ...เป็นไงเรียบร้อยดีไหม แล้ววุ่นวายหรือเปล่าที่ศาล”

“เรื่องรับซันเป็นลูกบุญธรรมน่ะ วุ่นนิดหน่อย แต่ก็เรียบร้อยดี เพราะได้เส้นสายของหมวดเปรมกับพ่อเอกช่วย แต่มีอีกเรื่องที่วุ่นกว่ามาก”

“เรื่องอะไรยะ” ช้างถามทันควัน

“ก็เรื่อง คุณปู่ คุณย่า คุณตา แย่งกันเลี้ยงหลานน่ะสิ หลานก็มีอยู่แค่คนเดียว วันหนึ่งนะต่องแบ่งให้สามเวลา ย่าดูตอนเช้า ปู่ดูตอนบ่าย ส่วนตาดูตอนเย็น แต่ละคนนะไม่ยอมให้ใครกินเวลาตัวเองสักคนเดียว ” มูนเล่าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม  เล่าพลางก็จุดเทียนอบแล้วดับให้ควันฉุยใต้ฝาโถเบญจรงค์ที่ใส่น้ำดอกไม้สดซึ่งมีดอกไม้ลอยอยู่เต็มไปพลาง

“น่าปลื้มใจแทนคุณเต้ย แทนหร่อนและแทนหลานกูนัก ที่พวกผู้หลักผู้ใหญ่พากันหลงรัก ว่าแต่ทำไมมึงไม่เบ่งเองมาอีกสองล่ะ  คุณปู่ คุณย่า คุณตา จะได้ไม่ต้องแย่งกัน” ช้างหันมาตะแคงตัวถามเข้าท่า และในความเข้าท่านี้เอง มันดันตรงกับที่เคยเปรยไว้เล่นๆ กับเต้ยพอดี

‘ซัน สกาย และ สตาร์’

ซันน่ะมาแล้ว....สกายและสตาร์เล่า อยู่หนใด
ฤาวาสนา กำหนดมา แค่เจ้าพระอาทิตย์น้อยดวงนี้ดวงเดียว

ทว่าถ้าหากมีตามมาจริงๆ ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญแลสนใจก็คงมีแค่สองเรื่อง หนึ่งคือมายังไง ประเด็นที่สองย่อมเกี่ยวเนื่องมาจากข้อหนึ่ง คือ จะรักได้อย่างที่รักซันหรือเปล่า หากเด็กมีที่มาไม่พึงประสงค์  แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งวุ่นโดยเปล่าประโยชน์ ว่าแล้วมูนจึงยุติภวังค์คิดตนเองเสีย หวนกลับมาคุยกับเพื่อนสาวร่างยักษ์ต่อ

“แต่ยังมีที่วุ่นกว่าอีกนะ”

“สรุปมึงจะมีอีกสักกี่วุ่นห๊า...อีมูน” ช้างแผดเสียงเข้าให้ คงรำคาญวิธีการเล่าขยักขย่อนของมูน ซึ่งไม่เล่าให้จบในทีเดียว

“ก็อีกวุ่นเดียวตอนตั้งชื่อจริงนั่นแหละ ย่าจะให้ชื่อ ‘ทยุมณี’ เพราะเคยได้ยินเต้ยเรียกมูนว่าแม่มณีบ่อยๆ คุณแม่ท่านชอบชื่อนี้ ทางด้านปู่จะให้ชื่อ ‘ภาสกร’ เพราะจะได้พ้องกับอามังกรของเต้ยเขา ส่วนตาก็จะให้ชื่อ ‘วสุทิตย์’ เพราะจะได้พ้องกับชื่อจริงของเต้ย.. ..ต่างคนต่างก็มีเหตุผลว่าชื่อนั้นดีอย่างโน้น ชื่อนี้ดีอย่างนี้ ทั้งๆที่ความหมายก็เหมือนกันนะคือแปลว่าพระอาทิตย์ และเกี่ยวกับพระอาทิตย์ทั้งสิ้น”

“แล้วตกลงลูกมึง หลานกูใช้ชื่อใครยะ”

“กำลังจะบอกต่ออยู่นี่ไงว่า ไม่ได้ใช้สักชื่อของปู่ย่าตาที่นำเสนอมา เพราะตกลงกันไม่ได้ เดือดร้อนต้องไปให้หลวงตาที่วัดเพชรฯท่านดูให้ แต่พระท่านก็บอกให้เรากับเต้ยเป็นคนตั้งเอง ซึ่งเรากับเต้ยก็ตกลงกันไว้แล้วว่า ต้องไม่ลิเกจนเกินไป ต้องสะดุดตา และต้องเกี่ยวกับตะวัน ท้ายสุด คุยกันไปคุยกันมา ก็เลยมาลงเอยที่ ‘ต้องตะวัน’ ”

“ต๊าย เข้าใจคิดนะ ชื่อจริงต้องตะวัน ชื่อเล่น ซัน... ‘ต้องตะวัน อัครพงศธร’ สมใจพ่อเต้ย แม่มูนเขาแหละ ว่าแต่หล่อนตั้งชื่อลูกนี่ ได้ดูไหมว่ามันตรงตามหลักทักษา เรื่อง เดช ศรี บริวารหรือเปล่า ไม่ใช่เอาแค่เพราะ แต่ลืมเรื่องอักษรกาลกิณี”

“ดูแล้ว  หลวงตาท่านทวนดูให้อีกที จะพูดไปเราก็โชคดีนะช้าง ที่ดันเจอแผ่นดวงชะตาของซันใต้ไม้กระดานเรือ คาดว่าพ่อกับแม่เขาคงสอดไว้ ไม่งั้นก็คงไม่รู้วันเกิด เวลาตกฟาก แต่เรื่องนี้ไว้ค่อยเล่าแล้วกันนะมันยาว” มูนปิดประเด็นได้รวดเร็ว เพราะเกรงว่าตนเองจะหลุดไปถึงเรื่องพิสดารซะเอง

“เออ ถ้างั้นก็ดี ...เผื่อโตไป จะได้ไม่วุ่น”

“ ใช่จะได้ไม่วุ่น... แต่แหม วันนี้ช้าง ช่างมาพอเหมาะพอเจาะ ดอกไม้ขาดพอดี  ช้างมาก็ดีแล้ว จะได้ขอปัน ‘ดอก’ จากช้างมาทำน้ำอบเพิ่มอีกสักโถซะหน่อย”

“อุต๊ะ เดี๋ยวนี้ปากคอมึงเราะร้ายนะอีตุ๊ด” นางคชสารตบอกลุกขึ้นมาค้อนให้เสียขวับ พร้อมกับจีบปากจีบคอ “ กูมีแต่ดอก(สี)ทอง มึงจะเอาไหมคะ แต่กลิ่นคงจะไม่หอมเท่าดอก...มะลิอย่างมึงหรอก”

“เอาสิ จะเอาไปขาย นึกๆก็เสียดาย นี่ถ้าเก็บดอกที่ว่าจากตัวช้างมาขายตั้งแต่มอหนึ่งนะ ป่านนี้มูนรวยไปแล้ว” มูนตอบยิ้มๆ  เพราะพูดเองก็คิดตามไปเอง ว่าถ้าเก็บบรรดา ‘ดอก’ จากตัวช้างทั้งดอกที่กำเนิดเอง และ ‘ดอก’ ที่มีคนอวยให้  ตั้งแต่เด็กยันโต ป่านนี้คงเก็บได้เต็มรถกระบะ

ลองคิดดู ‘ทอง’ทั้งกระบะรถ และก็คงมิใช่แค่คันเดียว ซึ่งยืนยันความเยอะของ ‘ดอก’  ได้เป็นอย่างดี แลหากขายได้ ไยจะมิรวย .... นังเจ้าของดอกเองก็ย่อมคิดได้ แต่มันรวยอยู่แล้ว มันจึงมิสนใจจะเก็บ เพราะรวยในแบบฉบับมัน ย่อมแผกแตกต่างจากของมูนโดยสิ้นเชิง

“รวยคูดน่ะสิ อีหอยหลอด” นางคชสารขว้างค้อนให้อีกขวับ ฝ่ายมูนก็รู้สึกระคายหูพิกล ถึงแม้จะมีผัวแล้วก็เถอะ

“ช้างทะลึ่ง”

“แล้วใครใช้ให้มึงผวนคะ”

อีนังเพื่อนรักมันพูดถูก นั่นสิใครใช้ให้มูนผวน ..ครานี้มูนต้องลอบค้อนบ้าง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถามต่อ หลังจากที่คุยกันเรื่องคนอื่นมายืดยาว  “แล้ววันนี้ลมอะไรหอบมาจ๊ะ”

“โฮ้ยยย อย่างกูเนี่ยลมหอบไม่ไหวหรอก ต้องพายุ” ช้างตอบกลั้วหัวเราะ ด้วยเพราะเข้าใจสารรูปและสังขารประหนึ่งนางผีเสื้อสมุทรของตนดี “ ก็คิดถึงมึง คิดถึงหลาน และก็.....คิดถึงคุณเต้ยเลยมาหา”

แน่ะ แรกๆ ก็ฟังดูดี๊ ดูดี ทำให้เพื่อนยิ้มกระจายได้หน่อยๆ แต่พอปล่อยประโยคท้ายเท่านั้น ยิ้มของเพื่อนที่มี จึงหุบลงเสียฉับพลัน

“หือ....ว่ายังไงนะ?  คิดถึงใครด้วยนะ คิดจะเป็นอนุเหรอ คิดดีๆนะ อย่าหาว่ามูนไม่เตือน ” มูนถามนิ่งๆ ก็จริง แต่น้ำเสียงและสายตามินิ่งตาม

นางพญามองทาสฉันใด มูนก็คงจะใช้มองบรรดาติ่งติดผัวฉันนั้น
นางคชสารแม้จะรู้ว่าเพื่อนแสร้งเล่น ทว่าในความรู้สึกลึกๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...กลัวจริง

“แหม อีห่า ทำเอาซะกูกลัว กูพูดเล่นหรอกน่า ทำเป็นเล่นบทเมียหลวงใจร้ายไปได้”

“มูนพูดจริงนะ” มูนหวนกลับมายิ้มระเรื่อ รางานเครื่องหอมในมือ เพื่อที่จะคุยกับเพื่อนได้สะดวกยิ่งขึ้น หรืออีกนัย เผื่อบางทีจะได้เงื้อมือตบได้ถนัด

“ค่า...กูเชื่อ กูถึงได้กลัวเนี่ยไง เพราะกูเดาทางมึงออกว่าถ้าเกิดผัวมึงมีเมียน้อยเมื่อไหร่ อีเมียน้อยคนนั้น คงชะตาขาด ถึงฆาตคราวซวย เงียบๆอย่างมึงเนี่ยแหละ ร้ายลึก น่ากลัวกว่าพวกแรงๆ หรือมึงจะปฏิเสธคะ”

“โธ่ช้าง เราจะไปทำอะไรเขาได้ นั่นมันก็แบบที่ช่างเคยเห็นในละครโทรทัศน์เท่านั้นแหละ ...ช้างอย่าลืมว่าเราก็เคยเข้าข่ายเมียน้อยเหมือนกัน ตอนเต้ยยังไม่เลิกกับ....” มูนเว้นวรรคเพียงครู่ก่อนจะลำดับคำท้ายออกมาช้าชัด มิรู้เป็นเพราะว่าต้องรวบรวมความแกร่ง หรือเพราะต้องรื้อฟื้นชื่อบางชื่อที่สั่งใจให้ลืมเลือน เพื่อเติมเต็มบทสนทนาให้สมบูรณ์

 “เกนหลง”

“กรณีของหร่อนมันไม่เหมือนกัน” ช้างสลัดเสียงแปร๋น เอ็ดเข้าให้เสียงเข้มเป็นจริงเป็นจังทันควัน แล้วสวดต่อ “หร่อนยังไม่ได้เป็นเมียน้อยนังเกรซมันซะหน่อย หร่อนได้กับคุณเต้ยหลังจากที่คุณเต้ยเลิกกับมัน”

“แต่ความรู้สึกมันก็คล้ายๆกันนะช้าง ก่อนที่เขาจะเลิกกัน มูนก็แอบรักเต้ยเหมือนกับคนลักกินขโมยกิน มันจะต่างอะไร ช้างไม่รู้อะไรหรอกว่าตอนนั้น ถ้าหากเต้ยเขาเกเรเขารั้นอย่างที่สุดที่จะคบกับเราโดยไม่คิดคำนึงถึงความถูกต้องและหัวจิตหัวใจของเกนหลงที่จะตามมาแล้วล่ะก็ เราก็คงไม่แคล้วหมดแรงที่จะต้านทาน ยอมเป็นของเต้ย ทั้งๆที่เขายังไม่เลิกกัน ดีนะที่เราต่างคนต่างยังมีสติ ไม่ชอบอะไรหลบๆซ่อนๆ... เฮ้อ จะว่าไปเราว่าเราก็เข้าใจความรู้สึกพวกเมียน้อยเหมือนกันนะ” มูนเปลือยความรู้สึกให้ช้างฟังอย่างหมดเปลือก พร้อมกับทอดถอนระบายลมหายใจ หากแต่นางคชสารก็ยังมิวายแย้ง

“ มูน หร่อนเองเคยเล่าให้ฉันฟังไม่ใช่หรือว่า คุณเต้ยเขาก็กำลังจะไปบอกเรื่องหร่อนกับนังเกรซอยู่ไม่ใช่เหรอ มันก็จริงอยู่ที่เหมือนกับลักกินขโมยกิน แต่นั่นก็แสดงว่า เขาพร้อมแล้วที่จะเลือกหร่อน  ฉันว่ามันไม่เข้าข่ายเมียน้อยนะ”

“ ช้างพูดอย่างนี้ได้ เพราะช้างเป็นเพื่อนสนิทเรา ลองถ้าช้างเป็นเพื่อนสนิทเกนหลง ช้างอาจจะพูดอีกอย่าง” มณีน้อยขัดขึ้นเรียบๆ “ ฟังนะช้าง อย่างไรเสียมันก็ขึ้นชื่อว่าไปแย่งเขามาอยู่ดีไม่ใช่เหรอ และเราก็ขอบอกตามตรงนะว่าทุกวันนี้ เราเสียความรู้สึกที่ต้องผิดใจกับเกนหลงเรื่องนี้”

“เสียความรู้สึกน่ะเสียได้ แต่อย่าเสียใจ หร่อนลืมที่มันโทร.มากวนประสาทหร่อนที่ทะเลแล้วเหรอ แล้วจำไว้ด้วยนะว่า อย่าคิดอย่างนี้อีกอีมูน ที่กูพูดเนี่ยกูพูดในฐานะพี่สาว ไม่ใช่แค่เพื่อนสนิท นังเกรซต่างหากที่มันแย่งคุณเต้ยไปจากหร่อนตั้งแต่มัธยม”

“ผิดแล้วช้าง เกรซเขาไม่ได้แย่งหรอก .... เต้ยต่างหาก ที่เขวไปเอง แต่จะว่าไปเขาก็สมกันนะ”

“แต่มันก็ยังไม่สมเท่าหร่อน ...เหอะ นังเกนหลงสมอะไรกัน มันก็ไม่ใด้ดีเด่อะไรอย่างที่เราเห็นนักหรอก อย่าให้กูพูดเลย พูดไปก็สกปรกปาก คุณเต้ยคิดถูกอย่างที่สุดที่คว้าหร่อนเป็นเพชรยอดมงกุฎ” ช้างสะบัดเสียงประหนึ่งงวงเข้าให้ พูดไปแล้วก็เพิ่งนึกได้ว่าหลุดอะไรมา จะกลับลำก็ไม่ทันมูนเสียแล้ว

“หมายความว่าอย่างไรหรือช้าง ที่ว่าเกนหลงไม่ใด้ดีเด่อะไรอย่างที่เราเห็น พูดไปก็สกปรกปาก”

“อะ เอ่อ ไม่มีอะไรหรอก กูก็พูดไปอย่างนั้น” ช้างแก้เก้อไปจนได้ แล้วเปรยกับตนเองในใจว่าที่จริงก็ไม่ได้อยากปิดบังอะไรมูนเรื่องนี้นักหรอก แต่เนื่องด้วยมีคนมาขอไว้ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล มันก็คือชายต้นเรื่องอีกคนนั่นเอง

“กูขอเถอะอีช้าง เห็นกับกูเถอะ กูขอบอกเรื่องนี้กับไอ้เต้ยเองเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ตอนนี้กูพูดตรงๆ กูยังไม่กล้าและไม่รู้จะบอกยังไง เอ่อ กับมูนด้วยนะมึงอย่าพูดไปล่ะ”

วันนั้นรับปากหมวดเปรมไปแล้ว หลังจากที่กินเยี่ยวเขาผสมแบล็คเลเบิลไปหลายอึก และก็ไม่รู้ทำไมถึงได้ยอมรับปาก ถึงแม้จะมีเงื่อนไขให้เปรมคอยเป็นบอดี้การ์ดรับใช้อยู่พักหนึ่งเป็นข้อแลกเปลี่ยนก็ตาม ทว่านั่นมันย่อมไม่ใช่ประเด็นที่ทั้งมวลล้วนมาจากคำว่า ...เห็นใจ

“พูดไปอย่างนั้นแน่เหรอช้าง ...สายตาหลุกๆหลิกๆอย่างนี้ มีอะไรปิดบังเราทุกที” เสียงนุ่มในโทนคาดคั้นดึงช้างกลับมาสู่บทสนทนาปัจจุบัน

“วุ๊ย ไม่มีอีนี่ก็เยอะอีกแล้วนะมึง ....แล้วนี่นึกยังไงยะ จู่ๆมาพูดถึงนังเกนหลงมัน เดี๋ยวมันก็มาหรอก”

“เอ๊า ช้างนี่ก็ บทสนทนามันพาไปนี่นา” มูนตอบปนยิ้มอ่อยๆ “ แต่จะว่าไปนะ ตั้งแต่เต้ยมาเป็นเสาหลักให้เรา เรื่องผู้หญิงก็ไม่มีมาให้กวนใจเราเลยนะ ทั้งๆที่บางที ไปเดินตลาดกัน ทั้งสาวแท้ สามเทียม เก้งกวาง ยักคิ้วหลิ่วตาให้ก็เยอะ”

“โฮ๊ยยยยยย อีมู๊นนนนนน” อีช้างลาก....เสียงยาว ย๊าว ยาว แล้วรัวต่อ “ ก็เพราะเขาอยู่ต่อหน้ามึงล่ะสิ ผู้ชายสมัยนี้นะร้อยทั้งร้อย พอคล้อยหลังเมีย แย่หน่อยก็หาเมียน้อยมาให้ ร้ายหน่อยก็ไปเป็นเมียเขา ข้อหลังนี่น่ากลัว แต่ผัวมึงคงไม่หรอก แต่ก็อีกนะ ทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย คงไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับถ่านไฟ.....”

ช้างลอยหน้าลอยตาพูดยังมิทันจบดี ก็มีสุรเสียงห้าวกร้าวกังวาน ดังขึ้นมาจากทิศทางเดียวกับที่ตนขึ้นมา และเสียงนี้เองก็ทำให้มันถึงคราว สงบปากสงบคำได้ทันที

“อีช้าง อีเหี้ย เดี๋ยวกูจะถีบให้ ผัวเมียเขาอยู่กันดีๆ มึงจะมายุให้เมียระแวงผัว อีสันดานชั่ว มึงก็รู้ว่าเมียกูยิ่งเยอะๆอยู่”

เต้ยไม่พูดเปล่า โผเข้ามายกตีนหรา แถมวันนี้ยังมีลูกคู่หน้าตาน่ารักน่าชังในชุดนักกีฬาบาสเก็ตบอลตัวน้อย ส่งเสียงแอ๊ะๆฟึดๆฟัดๆ ผสมโรงยกตีนมาให้ด้วย ราวกับจะใช้สื่อว่า ‘เดี๋ยวอีป้าอัย จะโดนเตะ’  เล่นเอาอีท้าวนางไอยราต้องถอยกรูดๆ แก้ต่างแก้ตัวพัลวัน

“ว้าย....คุณเต้ย มะ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ น้องอัยกลัวแล้ว อะ เอ่อคือ น้องอัยไม่ได้ตั้งใจ บทสนทนามันพาไปค่า”

“กูไม่เชื่อมึงหรอกอีช้างนรก...ถีบแม่งสักทีดีไหม”

เต้ยแผดเสียงแว๊ด ยกตีนเหรออีกระลอก ตั้งใจจะเหวี่ยงเพื่อเย้าอีช้างป่าเบาๆ เข้าที่สีข้างอย่างที่เคยแกล้งมันเล่นสมัยมัธยม แต่เผอิญปลายเท้าที่เหวี่ยงนั้น ดันไปสะกิดเอาโถน้ำอบของมูนที่ตั้งอยู่บริเวณเดียวกันล้มครืนไหลนองทั่วผืนพรมทอมือลายมะลิร่วง น้ำอบแม้จะร่ำยังไม่ได้ที่ หากก็สามารถส่งกลิ่นหอมฟุ้งกำจายขยายเป็นวงกว้างไปตามแรงลมสะบัด กลิ่นดอกไม้นานาชนิดยึดครองทั่วทั้งอาณาเขตหอนั่งพลัน และก็น่าแปลกตรงที่ไม่มีกลิ่นใด จะมีมหิทธานุภาพร้ายแรง แซงกลิ่นดอกอื่นๆ เท่ากับดอกที่มีชื่อสามัญให้เรียกว่า ‘กุหลาบ’ อีกแล้ว

แลเจ้ากลิ่นนี้เอง ที่สะกดให้ทุกคนนิ่งงัน และทำให้มะลิเจ้าของบ้าน ต้องขมวดคิ้ว ...มิใช่เพราะเสียดายอะไรหรอก ทว่าเป็นเพราะ จู่ๆก็เกิดแปลกใจระคนรำคาญใจอยู่ครามครัน

เหอะ เป็นเพราะพูดถึงใช่ไหม ถึงได้สำแดงฤทธิ์ส่งกลิ่นท้าทายกันถึงเรือนชาน
หากใช่ ก็คงถึงคราวขจัดกลิ่นให้สะเทือนถึงดอกอีกครา

“ อย่ามัวยืนเฉยสิเต้ย ฝากลูกไว้กับช้างก่อน แล้วมาช่วยมูนเก็บโถ เดี๋ยวค่อยช่วยกันเปลี่ยนพรมทีหลัง ส่วนพรมผืนนี้ให้มอสเอาไปผึ่งแดด หลายๆแดด หมดกลิ่นกุหลาบเมื่อไหร่ ค่อยเอามาใช้งานอีกที” มูนสลัดความคิดที่เริ่มจะฟุ้งและสั่งความได้รวดเร็ว เต้ยมีหรือจะมิปฏิบัติตาม

“คะ ครับ เมียจ๋า”

กลิ่นกุหลาบตรงหอนั่ง กำจัดได้ง่ายและรวดเร็วด้วยไหวพริบของมูนก็จริง หากแต่ ‘กลิ่นที่ลอยมาพร้อมดอก’ เล่า จะง่ายและรวดเร็วเหมือนอย่างนี้ไหม คงต้องพิสูจน์ด้วยไหวพริบอีกครา และมูนจะรู้ไหมว่า ทั้งกลิ่นทั้งดอกที่หอมแรงนั่น ขณะนี้พาดอกแดงสดลอยข้ามทวีป มาโชยกลิ่นทั่วทั้งสุวรรณภูมิแล้ว

“ทนอีกนิดนะ อีกไม่กี่อึดใจ แกก็จะได้เจอหน้าพ่อแท้ๆแล้ว” เสียงใสไร้ความหวาน เปรยออกมาขณะยืนรอรับกระเป๋า มือเสลาวางเบาๆที่ท้องสื่อสัญญาณให้ชีวิตบางชีวิตที่อยู่ข้างในได้รับรู้

“นอกจากพ่อแท้ๆของแก แกยังจะได้เจอกับคนที่ฉันวางตัวไว้ให้เป็นพ่อแกอีกด้วย เขาอยู่ไม่ไกลหรอก แค่อัมพวาเอง”

สิ้นประโยค ร่างโปร่งระหง ในชุดเดรสสีแดงสด รัดบั้นเอวด้วยเกลียวทองให้ดูเก๋เพียงหลวมๆ ก็รับกระเป๋าเสร็จสิ้นพอดี เจ้าตัวก้าวเดินลากกระเป๋าออกมาด้วยใบหน้าเชิด บนเส้นเข็มของมาโนโล บลานิกส์ สูงปรี๊ด มิห่วงใยเลือดในตัวเลยว่าจะสะเทือนเช่นไร และหากพลาดพลั้งล้มไปจะเกิดอะไรขึ้น หรือสตรีผู้นี้จะรักแต่ตัวเองจริงๆ ก็เป็นได้

หลายสายตาที่จับจ้องอยู่บริเวณนั้น ต่างก็มองด้วยความชื่นชมในความงามเฉี่ยวทันสมัยราวกับจะหลุดมาจากนิตยสาร และอดไม่ได้ที่จะดอมดม กลิ่นกุหลาบกรุ่น ที่แม้ตัวจะเดินไปแล้ว กลิ่นหอมกำจายก็ยังคงมิสร่างซา

ใครจะคิดว่าภายใต้ความงามและความหอมนี้ มันซ่อนอะไรไว้หลายสิ่ง 
อย่างน้อยๆก็ท้องสาว ท้องแรก ....ทว่าอีกไม่นานนี้หรอก ก็คงซ่อนไว้ไม่อยู่ และเจ้าตัวก็รู้ดี

เฉกเดียวกับความคิดที่สมองวางพล็อตไว้เป็นฉากๆ...และก็ถึงเวลาเริ่มฉากแรกแล้ว

“เซย์ฮัลโหลกันซะหน่อย” เสียงใสดังขึ้นอีกครา พร้อมกับหยิบไอโฟนสีทองขึ้นมาต่อสายไปยังชายบางคนคุ้นเคย และแน่นอนว่าปลายสายที่เป็นชายคนนั้น ย่อมยังมิทันตั้งตัว

“สวัสดีนายหมวด นี่เกรซเองนะ เกรซกลับมาไทยแล้ว”

“กะ เกรซ” เสียงทางปลายสายตอบรับได้แค่นั้น เปรมคงยังมิทันตั้งตัวดังคาด

“ใช่เกรซเอง แล้วฟังให้ดีนะนายหมวด พรุ่งนี้บ่ายโมงไปพบเกรซที่บ้าน  เกรซมีเรื่องจะปรึกษาและมีเรื่องจะคุยกับหมวดเยอะเลย มันเป็นเรื่องระหว่างเราและขอให้เป็นความลับ ตามนี้นะ”

เกนหลงตัดสายฉับ มิรอให้อีกฝ่ายตอบรับแลเอื้อนเอ่ย เพราะมั่นใจเต็มร้อยว่า อย่างไรเสีย พรุ่งนี้ก็ต้องได้พบกัน ได้รื้อฟื้นความหลังที่มีต่อกันอย่างแน่นอน  และที่สำคัญ อะไรก็ตามที่ขึ้นชื่อว่า เรื่องระหว่างเราและความลับแล้ว เปรมศักดิ์รักษาไว้ได้ดีเสมอ

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
กลิ่นกุหลาบ ณ หอนั่งบ้านสวน เพลานี้ปลาสนาการไปสิ้นแล้ว มื้อเย็นจึงตั้งที่หอนั่งได้โดยมิต้องย้ายไปไหน สมาชิกร่วมโต๊ะก็เป็นปกติตามเดิมเหมือนเช่นทุกวัน คงมีแค่อีท้าวนางร่างยักษ์ที่เพิ่มเติมเข้ามาร่วมโต๊ะวันนี้นางเดียว

“แดกให้มันน้อยๆหน่อยอีช้าง ...อีห่า แดกอย่างนี้สิ มึงถึงได้กลายเป็นช้างสมชื่อ”

เต้ยที่นั่งหัวโต๊ะขัดขึ้น เมื่อเห็นข้าวพูนๆ จานที่หนึ่งและที่สองจบลงอย่างรวดเร็ว และกำลังจะต่อเป็นจานที่สาม ส่วนอีเจ้าตัวก็เคี้ยวตุ้ยๆ แถมยังมีความสามารถพูดได้ในขณะอาหารเต็มปากว่า

“กับข้าวกับปลาฝีมือป้าเมี้ยนมันอร่อยนี่คะ น้องอัยก็ต้องทานเยอะเป็นธรรมดา”

“กูก็เห็นมึงแดกเยอะอย่างนี้ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว นู่นมึงดูเมียกูโน่น ตอนเย็น เมียกูแดก เอ๊ย....” เต้ยเผลอปาก สะกดลิ้น เปลี่ยนคำแทบไม่ทัน “ เอ่อทาน แต่ผลไม้ หัดเอาอย่างซะมั่ง แล้วก็ออกกำลังกายให้มันเยอะๆหน่อย หุ่นมึงจะได้ดีๆ เผื่อไอ้หมวดจะยอมเอามึงทำเมีย”

“โธ่พี่เต้ยครับ ถ้าพี่ช้างเขาคิดได้ ป่านนี้หุ่นไม่เป็นอย่างนี้หรอกครับ แต่ถึงพี่ช้างจะผอม ถ้าพี่เปรมไม่ตาบอด มอสว่า...” เจ้ามอสแทรกขึ้นบ้าง เรียกเสียงหัวเราะจากเต้ยกับมูนได้คิกคัก ส่วนอีเป้านิ่งร่างใหญ่ที่ถูกสองชายโจมตี ก็ค้อนขวับไปทั่ววง

“น้องมอสคะ ” นางคชสารยอมราช้อนในมือชั่วพัก ขย้อนอาหารเต็มปากลงคอหอยแล้วจึงบีบเสียงเล็กเสียงน้อยกล่าวต่อ “ แหม ตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่มแล้วมีคุณพี่เต้ยเป็นไอดอลนี่ รู้สึกว่าจะปากคอเราะร้าย ขึ้นนะคะ เดี๋ยวเหอะค่ะ เดี๋ยวจะโดนพี่เอาลิ้นเดาะไข่”

“มึงลองทำน้องกูสิ มึงโดนแน่ คราวนี้กูจะถีบมึงจริงๆ อีช้าง”

เต้ยยกเท้าหรามาอีกแล้ว ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเจ้ามอสและผสมโรงด้วยเจ้าซันที่ตบมือเปาะแปะหัวเราะชอบใจเป็นที่สุด เท่านี้ยังไม่พอ เจ้าลูกไฟน้อยหรือเจ้าต้องตะวันมันดันหยิบชิ้นมะละกอจากจานแม่ของมัน ขว้างใส่ป้าน้องอัย ส่วนอีนังคชสารช้างไพรก็ได้แต่ร้องวี้ดว้ายๆ คงมีแต่มูนคนเดียวที่ส่ายหน้าระอาและปรามเสียงเข้ม

“เดี๋ยวถ้ากับข้าวกับปลา โดนเท้าเตะหกอีกทีเหมือนโถน้ำอบของมูนนะ โดนดีหมดทุกคนแน่ ทั้งเต้ย ทั้งช้าง ทั้งมอส โดยเฉพาะซัน ทำนิสัยเกเรอย่างนี้ได้ยังไง ขอโทษป้าอัยเขาเดี๋ยวนี้”

มูนปรามได้ผล ทุกๆคนยอมเงียบเสียง ยุติการเล่นและทานข้าวกันต่อ แต่ก็ไม่มีใครหน้าสลด ยกเว้นเจ้าตัวเล็กสุดเพียงคนเดียว ที่มันโดนเอ็ดหนักกว่าคนอื่น มันเลยหุบยิ้มกว้างๆ หันมาทำปากจู๋ๆหน้าตูมๆ ไม่ยอมทานกล้วยบดที่มูนคอยป้อนให้ แล้วเจ้าลูกไฟน้อยมันก็ยืนขึ้นมา ส่งเสียงแอ๊ะๆเสียงเดิมไปทางป้าช้างเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าขอโทษ เท่านั้นยังไม่พอมันยังกอดคอแม่มันแน่น จูจุ๊บไปที่ข้างแก้มประหนึ่งใช้เป็นจูบละลายให้แม่หายโกรธ แล้วเปล่งเสียงออกมาดังฟังชัด

“ม๊ะๆ”

มูนเจอไม้นี้ มีหรือจะไม่ฟัดคืน และรู้ตัวเลยว่าอนาคตกาลข้างหน้า ตนจะไม่มีวันชนะยุทธวิธีออดอ้อนอ้อล้อแบบนี้แน่นอน ฝ่ายพ่อของมันเห็นแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม ส่ายหน้าในความน่าชัง

“แม่งเอ๊ย ถอดแบบกูมาเป๊ะๆ อย่างกับลูกแท้ๆ”  เต้ยเอื้อมมือมาขยี้หัวเจ้าตัวน้อยด้วยความหมั่นไส้ แล้วแย่งลูกมาอุ้มวางไว้บนตัก “ ไหนๆ เรียกพ่อบ้างสิครับ วันนี้ยังไม่ได้ยินเลย เรียกให้พ่อชื่นใจหน่อยนะไอ้ลูกหมา”

“ป๊ะๆ”

เต้ยพูดยังไม่ทันจบดี ไอ้เจ้าลูกหมาวายร้ายต้องตะวันก็สนองพ่อหมามันให้สมประสงค์ ...ช้างได้ฟัง ได้เห็น ก็แทบไม่อยากจะเชื่อหูเชื่อตา

“ละ ลูกมึงพูดได้แล้วเหรอ ทะ ทำไมเร็วอย่างนี้”

“ไม่เร็วหรอกช้าง ก็เป็นไปตามพัฒนาการและสัญชาติญาณการเรียนรู้ของเด็ก ซันคงจำที่ป้าเมี้ยนสอนให้เรียกเรากับเต้ยน่ะ ช้างอย่าลืมว่าตอนเรากับเต้ยเจอซัน ซันไม่ใช่เด็กทารกแบเบาะนะ ตอนนั้นเรากะไว้ประมาณขวบกว่าๆ แต่พอพาไปหาหมอและเจอแผ่นดวงชะตาที่เราว่าจะเล่าให้ฟังทีหลังน่ะ พอคำนวณดู ซันก็ขวบกับสิบเอ็ดเดือนเข้าไปแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะสองขวบเต็มพอดิบพอดี”

“อุต๊ะ แล้วหร่อนดีใจไหม ที่ลูกเรียกพ่อเรียกแม่ได้ ฉันเคยเห็นลูกพี่ลูกน้องฉันมันร้องไห้ดีใจลั่นวันที่ลูกมันเรียกพ่อเรียกแม่ได้ ฉันก็เลยด่ามันไปว่า เซนสิทีฟทั้งผัวทั้งเมีย”

“โธ่พี่ช้างถามได้  มอสเห็นพี่มูนกับพี่เต้ยน้ำตาไหลเลยล่ะ” เจ้ามอสตอบแทนตามที่เห็น และมูนก็กล่าวเสริมต่อ

“ช้าง ถ้าเรายังไม่เป็นพ่อเป็นแม่คนน่ะ เราจะไม่รู้สึกเลย ว่าความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่น่ะ รู้สึกอย่างไร อย่างช้างอาจจะมองว่าเซ็นสิทีฟแต่เราว่าไม่ รู้ไว้เถิดว่า คำพูดคำจาของลูกเพียงแค่น้อยนิด แต่ถ้าหากมันไปสะกิดหัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้วล่ะก็ มันทำให้น้ำตาไหลกันได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะทำให้ดีใจหรือเสียใจ ต่อให้มีคำพูดร้ายกาจรุนแรงจากคนอื่นๆ สักกี่หมื่นกี่พัน มันก็ไม่ร้ายมหันต์เท่ากับมาจากลูกเพียงคนเดียว”

มูนพูดไป รอยรื้นก็เริ่มจับที่ขอบตาไป เจ้าตัวจำต้องหยุดกล่าว เพื่อซับรอยรื้นใสๆนั้น ฟากฝั่งอีนังเพื่อนก็เช่นกัน พอฟังแล้วคิดตามก็เกิดอาเพศน้ำหูน้ำเล็ด กลางวงอาหาร เดือดร้อนเจ้ามอสที่ต้องหยิบทิชชู่ส่งให้ ทว่านังนี่มันกลับไม่เอามาซับน้ำตา แต่กลับเอามาสั่งน้ำมูกแทนดังปืดใหญ่

“อีช้าง นี่มันวงข้าวนะโว้ย มาสั่งน้ำมูกเหี้ยไรตอนนี้” เต้ยผรุสวาทออกไปอย่างช่วยไม่ได้

“ก็น้องอัยทั้งซึ้ง ทั้งปลื้มใจแทนคุณเต้ยกับมูนนี่คะ ”

“แต่เมื่อกี้ มึงยังว่า เซนสิทีฟ”

“ก็นั่นมันเมื่อกี้ แต่ตอนนี้น้องอัยเข้าใจแล้ว จริงๆนะคะ ...น้องอัยเองก็ใช่ว่าจะพูดจาดีกับพ่อกับแม่นัก ขโมยพระ ขโมยเหล้าของพ่อไปให้ผู้ชายก็บ่อย ”

“เอาน่าช้างเราเข้าใจ คนเป็นลูกก็ทำผิดอย่างไม่ได้ตั้งใจกันทุกคนแหละ ” มูนบอกเพื่อนน้ำเสียงนุ่มเย็นเช่นเคย หยุดเว้นวรรคเพียงครู่ ก่อนจะลำดับประโยคต่อยาวเหยียด

 “มานั่งนึกๆดู เรานี่ก็บาปมากนะช้าง วันที่พ่อกลับมา เราพูดจากับพ่อไม่ดีเลย พูดเหมือนกับพ่อเป็นคนผิดอยู่ฝ่ายเดียว เราทำพ่อร้องไห้หนัก ใจอยากจะย้อนเวลากลับนัก กลับไปให้เต้ยเตะเราให้กลิ้งสักทีสองทีซะก็คงจะดี มันจะได้ทำให้เรารู้สึกผิดน้อยลง ยิ่งเมื่อวาน ยิ่งอ่านหนังสือเจอ พระท่านเขียนไว้ว่า ทำบุญกับพ่อแม่ทุกๆวัน ได้อานิสงค์มากกว่าทำร้อยวันตอนท่านตาย  ”

“มูนจ๋า มันผ่านไปแล้วน่า อย่าไปพูดถึงอีก” เต้ยรีบกล่าวพร้อมกับเอื้อมมือมาลูบหัวปลอบประโลมเมียทันที  แล้วตั้งใจเปลี่ยนเรื่องไปอีกเรื่องเสีย “ แล้วนี่เดชส่งข่าวมาหรือยัง พ่อเป็นไงบ้าง”

“โทร.มาเมื่อเช้าน่ะ บอกว่าพ่อเข้าโรงพยาบาลแล้ว รอผ่าตัดอีกสองวันข้างหน้า มูนรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีเลยเต้ย”

เพลานี้สีหน้าและความรู้สึกของมูนไม่ดีจริงๆ ยิ่งบทสนทนาก่อนหน้าดันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้ว ใจก็เริ่มกระหวัดกิ่งเกรงไปเกินเหตุ กลัวว่าพ่อจะเป็นอะไรไปอีกคน แล้วจะไม่ได้แก้ตัวแทนคุณ  เต้ยสังเกตเห็นตลอดและสิ่งเดียวที่เขาจะทำได้ก็คือปลอบใจด้วยคำพูดและกอดอุ่นๆ ตามศักดิ์แลสิทธิ์ อีกทั้งฐานันดรแห่งสามี

“เอาน่ามูน ไม่เอานะครับเมียจ๋า หมอที่อังกฤษเขาเก่ง พ่อไม่น่าจะเป็นอะไรหรอก อีกอย่างพ่อก็กำลังใจดีขึ้นมากเป็นกองเลยนี่นา จำคำที่พ่อสัญญาไว้ได้ใช่ไหม”

“จำได้ พ่อบอกว่าพ่อจะกลับมาอยู่กับเรา”

นอกจากจะจำคำสัญญาที่พ่อให้ไว้ได้ในวันพ่อกลับแล้ว มูนยังจำกอดอุ่นๆ ของพ่อตอนกอดอำลา ได้ดีอีกประการ ไออุ่นนั้นมันวิ่งพล่านไปทั่วร่างกาย และพุ่งปราดออกมาทางดวงตาสีน้ำตาลเป็นรอยรื้นใส เฉกเดียวกับพ่อที่มีไม่ต่างกัน วันนั้นยังจำได้มั่นตอนทวนคำสัญญา

“พ่อสัญญาแล้วนะ เอกอัคราชทูต ห้ามผิดคำสัญญา”

“พ่อผิดต่อมูนมาหนหนึ่งแล้ว พ่อจะไม่มีวันผิดซ้ำสองอีก” ท่านทูตพูดจบก็ลอบเช็ดน้ำตาบนเรือนผมลูก กลั้นสะอื้นเพียงนิด แล้วกล่าวต่อ ให้ลูกและทุกคนรายรอบได้ยินจนซึ้งไปถึงผนังหัวใจ

“จำไว้นะลูก คำพูดของเอกอัคราชทูต หากผิดคำเมื่อไหร่ หมายถึงมีประเทศทั้งประเทศตกเป็นเดิมพัน แต่สำหรับคำพูดของพ่อที่มีต่อลูกนั้น เราจะเดิมพันกันด้วยหัวใจ แล้วพ่อจะกลับมา ”

พ่อเอกประทับจูบอ่อนโยนกลางกระหม่อมลูกอีกครั้ง เป็นตัวแทนแห่ง ‘คำมั่น’ สำทับให้ ‘สัญญา’ นั้นเป็นจริง เฉกเช่นเดียวกับเต้ยที่ขณะนี้กำลังประทับจูบกลางกระหม่อมเมียทวนคำสัญญาแทนพ่อที่ทำในวันนั้นก่อนจากลา

“ใช่ครับ พ่อสัญญาว่าจะกลับมา อย่ากังวลไปเกินเหตุเลยนะครับคนดี”

“มูนก็หวังให้เป็นเช่นนั้น” มูนระบายลมหายใจ เรียกความรู้สึกคืนมาปัจจุบัน และมินานก็กลับมายิ้มได้เฉื่อยๆ แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้ “เออนี่เต้ย เต้ยแอดพินบีบีของเดชไว้สิ เผื่อจะได้คอยติดต่อน้องแทนมูน บางทีบีบี ไม่ค่อยได้ติดตัวมูนเท่าไร”

เต้ยฟังแล้วเตรียมอ้าปากตอบรับ ทว่าในฉับพลัน คำตอบก็เปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที “มูนนี่ขี้หลงขี้ลืม เต้ยบอกตั้งกี่ครั้ง ว่าบีบีของเต้ยมันไม่ค่อยดี บางทีก็แชทได้ บางทีก็แชทไม่ได้ ยิ่งเมื่อวันก่อนไอ้เจ้าซันมันปาเล่น เครื่องยิ่งรวนใหญ่ เห็นทีจะเปลี่ยนไปใช้ไอโฟนดีกว่า ”

หมาบ้าหนุ่มทิ้งภวังค์ซึ้ง แถไปได้ในมุขเดิม พิรุธมิมีให้เมียระแคะระคาย ลองสิ ลองถ้าบอกว่าแอดพินได้ หรือแชทได้ ดีไม่ดีเมียจอมเยอะเกิดอยากจะแชทเป็นกรุ๊ปขึ้นมากับตนและไอ้น้องเดชทีนี้ล่ะก็ บีบีก็จะพาฉิบหาย

พูดถึงเรื่องนี้เข้า นานวันก็ยิ่งหาทางออกบอกเมียไม่เจอ และนานวันยิ่งปล่อยไว้ก็ยิ่งอันตราย แต่ถ้าบอกไปก็อาจยิ่งอันตรายกว่า จะว่าไป ปล่อยให้ไอ้คุณหลวงในบีบี มันค่อยๆเลือนหายไปน่าจะดีกว่า และก็นับว่าโชคดีที่ระยะหลัง ไอ้คุณหลวง มันไม่มีบทบาทเท่าไหร่ ครั้งสุดท้ายที่คุยกันก็คือวันที่พ่อตามา และก็มีอีกครั้งตอนที่แม่มณีส่งรูปเจ้าซันมันมาให้ดู อย่างนี้จะเก็บไว้ใช้ส่องเมียก็คงไม่น่าจะจำเป็นแล้ว ซื้อเครื่องใหม่ ใช้ไอโฟน แล้วขว้างบีบีเครื่องนี้ทิ้งไปให้ไกลเสีย หนทางนี้น่าจะดีที่สุด

หมาบ้าหนุ่มคิดอย่างชะล่าใจ ...หารู้ไม่ว่าระยะที่รอเปลี่ยนเครื่องเนี่ยอันตรายที่สุดแล้ว

“งั้นมอสขอเครื่องเก่าพี่เต้ยนะครับ มอสจะเอาไปใช้ตอนเรียนที่กรุงเทพ โทรศัพท์ของมอสมันเล่นเนตไม่ได้”

นั่นไง อันตรายตัวที่หนึ่งมาแล้ว นี่ถ้าเต้ยลองให้มอสไป พี่มันก็ต้องหาทางแอดพินน้อง ที่นี้ก็คงบรรลัยไม่ต่างกับกรณีแรก และยังไม่ทันที่เต้ยจะตอบปฏิเสธ เสียงแปร๋นก็ตามมาเป็นตัวอันตรายตัวที่สอง ซึ่งอีตัวนี้น่ากลัวกว่า

“เอามาให้น้องอัยช่วยดูให้ก่อนดีกว่าไหมคะ บีบีน้องอัยก็เคยเป็นอย่างนี้เหมือนกัน น้องอัยเข้าไปเซ็ทนู่นเซ็ทนี่นิดๆหน่อยๆ ก็กลับมาใช้ได้เป็นปกติแล้ว”

“นั่นสิเต้ย มูนว่าจะให้ช้างดูตั้งหลายทีแล้ว เห็นช้างอย่างนี้ ช้างเก่งนะ เรื่องโทรศัพท์” ส่วนเมียนี่คือตัวอันตรายที่สุด “ ให้ช้างดูให้หน่อย แล้วค่อยยกไปให้มอส ส่วนเต้ยจะเปลี่ยนไปเป็นไอโฟน ก็ตามใจ เดี๋ยวมูนซื้อให้”

เต้ยรู้ดีว่าถ้าให้อีช้างเขย่ง...ดู คอนแทคลิสต์ที่ตนมี อีนี่มันย่อมสำรวจตามสันดานสาระแนของมัน  ทีนี้ล่ะก็คงจบเกม ทว่าหมาบ้าเจ้าเล่ห์ตัวแสบจะถึงคราวจนมุมตอนนี้เหรอ คงไม่น่าจะใช่

 “ อะ เอ่อ ไม่เป็นไรดีกว่า ดูไปก็เท่านั้น ช่างมันเหอะ ของมันเก่ามันตกรุ่นแล้ว ..มอสก็อย่าไปใช้เลย เดี๋ยวตอนไปเรียนพี่ซื้อโทรศัพท์ให้ใหม่”

“งั้นมอสขอเป็นไอโฟนแบบพี่เต้ยนะครับ มอสจะได้แชทให้มันระเบิดไปเลย” เจ้ามอสยิ้มแป้นยิ่งกว่าตอนได้หนังสืออ่านเล่นจากพี่เขย เจ้ามอสมันพูดเข้าท่า แต่ไม่เข้าทางพี่มูนของมันเลย

“มอสทำไมมีนิสัยอย่างนี้ พี่ไม่เคยสอนให้มอสเป็นเด็กขี้ขอนะ”

“ก็พี่เต้ยบอกเองว่าจะซื้อให้มอสนี่ครับ” ระยะหลังมอสชอบเถียง ก็คงเป็นไปตามสภาวะฮอร์โมนที่เปลี่ยน แต่ก็นับว่ายังดีน้ำเสียงยังให้ความกิ่งเกรงมูน

“แต่พี่เต้ยเขาบอกว่าจะซื้อให้ มันก็สุดแล้วแต่เขา มอสจะไปกำหนดกะเกณฑ์ ว่าต้องเอารุ่นนั้นรุ่นนี้มันใช้ได้ซะที่ไหน ผู้ใหญ่ซื้อของให้มันต้องแล้วแต่ผู้ใหญ่ ทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีก ” มูนเริ่มเทศนาน้องกัณฑ์แรก และเกือบจะกลายเป็นเทศน์มหาชาติ หากพี่เต้ยไม่ขัดไว้ซะก่อน

“มูนน้องมันยังเด็ก มันยังไม่ค่อยรู้อะไรควรอะไรไม่ควร ค่อยๆสอนอย่าไปเอ็ดมันสิ”

“ เต้ยนี่ก็อีกคน ยังไงกันนะชอบให้ท้ายน้อง เดี๋ยวมันก็เสียคน ไม่รู้ล่ะ ยังไงพี่ก็ไม่เห็นด้วย เพราะมอสยังเป็นเด็กในสายตาพี่ ยังทำงานไม่ได้ ใช้โทรศัพท์เกินตัวและความจำเป็น เดี๋ยวก็เอาแต่แชทไม่สนใจเรียน อีกอย่างมอสยังไม่มีความรับผิดชอบพอ วางของทิ้งส่งๆเดชๆ เดี๋ยวหายไป ก็วุ่นวายเสียดายเปล่าๆ ”

“พี่ช้างครับ ดูเพื่อนพี่เถอะครับ...พี่มูนเยอะอีกแล้ว” เจ้ามอสหน้างอเป็นม้าหมากรุก นับวันยิ่งถอดแบบพี่เต้ยที่เป็นไอดอลของมันมาได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน หวังให้พี่ช้างที่เป็นตัวช่วยเหลืออยู่เพีงตัวเดียวช่วยพูดกับพี่มูนเหมือนครั้งก่อนๆ...ทว่าก็ต้องหน้างอขึ้นไปอีก

“น้องมอสคะ อันนี้พี่น้องอัยเห็นด้วยกับพี่มูนนะคะ พี่ว่ามันเกินความจำเป็นของน้องมอส อย่างน้องมอสเนี่ย เพิ่งเข้ามัธยมต้น ยังเรียนอยู่รายได้ยังไม่มี น้องมอสรู้ไหมคะ ว่าถ้าใช้ไอโฟนเนี่ยเราต้องซื้อแพ็คเกจความเร็วอินเตอร์เนตอีก และคนจ่ายก็คงไม่พ้นพี่เต้ยพี่มูน และพี่จะบอกอะไรให้ว่า ร้อยทั้งร้อยที่พี่เห็นเด็กมัธยมใช้ไอโฟนนั้น มันใช้กันแค่แชท ใช้รุ่นอื่นก็ได้ที่ราคาถูกกว่า”  ช้างลดเสียงแปร๋นพูดช้าชัด เป็นการเป็นงาน และทำได้ดีเยี่ยมยามสวมบทเป็นพี่สอนน้อง เหนือความคาดหมายของเต้ยกับมูนนัก

“ฟังพี่นะมอส ฟังก์ชั่นการใช้งานของไอโฟนเนี่ย มันมีประโยชน์หลายตัวมาก และมันเหมาะกับไลฟสไตล์ของคนวัยทำงานมากกว่า ในสายตาของพี่น้องอัย และเพื่อนพี่น้องอัย และผู้ใหญ่อีกหลายๆคนนะคะ พี่น้องอัยชื่นชม เอ็นดู เด็กๆที่หยิบหนังสือหนังหาขึ้นมาอ่านในเวลาว่าง หรือตอนอยู่บนรถไฟฟ้า ทบทวนตำรับตำราเรียนมากกว่าเด็กที่นั่งก้มหน้าแชท น้องมอสเห็นพี่แรดๆอย่างนี้ แต่เวลาพี่เรียน คือพี่ตั้งใจเรียน ไม่เชื่อถามพี่มูนดูสิ”

เต้ยกับมูนมองหน้ากันแทบไม่ค่อยอยากจะเชื่อหู ทว่านี่มันก็มิใช่เป็นครั้งแรก ที่ช้างพูดจาเป็นผู้เป็นคน และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิ่งที่ช้างพูดนั้น มันถูกต้องเป็นที่สุด

“มูน อีช้างมันตัวร้อนเป็นไข้หรือเปล่า มันถึงได้พูดดีผิดหู... และตอนเรียน เต้ยก็เห็นมันแรดตลอดนะ ไม่เคยเห็นตั้งใจเรียนเลย ” เต้ยลดเสียงกระซิบถามเมีย

“ นั่นสิ มูนก็ไม่เห็นช้างจะตั้งใจเรียนสักวิชา ลอกการบ้านมูนตั้งแต่มอหนึ่งถึงมอหกเหมือนเต้ยแหละ ...แต่ช่างเถอะ พูดจาฟังเข้าท่าแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอเต้ย อย่างน้อยมอสมันก็ยอมฟัง”

เจ้ามอสมันฟังจริง และก็คงคิดได้กระมัง หากก็ตอบรับมิค่อยเต็มเสียงนัก เต้ยรู้สึกเห็นใจน้องแต่อย่างที่เมียพูดก็ถูกให้ท้ายมากไปเด็กมันก็จะเสียคน แต่ถ้าหากไม่ให้เลย หรือเข้มงวดเกินไป ขัดกับยุคสมัย เด็กก็จะมีปมกลายเป็นเก็บกดอีก ฉะนี้เต้ยจึงคิดอะไรดีๆออก และความคิดนี้แหละ ที่ทำให้มอสกระหยิ่มได้ดังเดิม

“เอางี้ครับมอส พี่จะซื้อไอโฟนให้มอสก็ได้ แต่มอสต้องให้สัญญากับพี่สามข้อนะครับ ตกลงไหม”

“ตกลงครับ” มอสยังไม่ทันฟังสัญญาก็รับคำซะแล้ว ส่วนมูนก็อ้าปากเตรียมขัด แต่เต้ยก็สะกิดให้นิ่งเสีย แล้วพูดต่อ

“งั้นดีครับ ฟังให้ดีนะ ข้อที่หนึ่ง มอสต้องเข้าทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนและเป็นตัวโรงเรียนให้ได้ ข้อที่สอง ทุกๆปิดเทอม ถ้ารีสอร์ทพี่เสร็จ มอสต้องมาทำงานที่รีสอร์ทของพี่ ช่วยพี่กับพี่มูน ตลอดปีมอหนึ่ง”

“โอ๊ยยย ซำบายครับพี่เต้ย” มอสยิ้มร่า นึกในใจว่าหมู มีพี่เต้ยสอนบาสอยู่แล้วทั้งคน กับทำงานที่รีสอร์ทแค่เนี้ยะมันจะไปยากอะไร

“ฟังข้อที่สามก่อนไหมมอส ...พี่ว่ามอสทำไม่ได้แน่”

“แล้วมันอะไรล่ะครับ มอสทำได้อยู่แล้ว” มอสเริ่มจะทำหน้าฉงน ในขณะที่พี่เต้ยไอดอลของมัน ทำหน้าเจ้าเล่ห์อย่างที่สุด

“ข้อที่สาม พี่ขอเกรดเฉลี่ยทุกเทอม ให้เกินสามจุดห้า สามข้อเท่านี้พอ โอเคไหม หากมอสผิดสัญญาเมื่อไร ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใด พี่ยึดไอโฟนคืน ตามนี้นะครับ”

“อุต๊ะ ซะ ซวยแล้วไอ้มอสเอ๊ย”

มอสฟังข้อสามแล้วถึงกับตบอกปรารภกับตัวเอง ลอกเลียนกริยาพี่น้องอัยของมันได้มาทุกกระเบียดมิมีผิดมีเพี้ยน มูนถึงกับหัวเราะระเรื่อ เจ้าซันมันก็เป็นไปกับแม่มันด้วย เพราะมูนรู้ดีว่า ทุกๆเทอมตอนประถม มอสเอาวิชาจากโรงเรียนมาฝากแค่เท่าไหร่... สองจุดห้าเท่านั้นที่มันเอามาฝาก ที่เหลือคืนครูไป ส่วนช้างก็หัวเราะลั่น ชอบใจในพันธะสัญญาของเต้ยที่ทำให้มอสไปต่อเกือบไม่เป็น แถมยังยกยอสดุดีมาให้ลั่นวงอาหาร

“มันต้องอย่างนี้สิคะ มันต้องอย่างนี้ หัวหน้าครอบครัวมันต้องอย่างนี้ ดีใจแทนอีมูนจริงๆ บุญหีบมึงแท้ๆ เลือกผัวได้ไม่ผิดคน ...ว่าแต่หีบของน้องอัย จะมีวาสนาเยี่ยงอีมูนบ้างไหมคะ” ช้างกลับมาแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าดังเดิม แต่ก็ต้องแทบผงะหงายหลังเมื่อเจอคำตอบอันน่าชื่นใจ เช่นเคย

“ส้นตีนแน่ะ!!!”

น่าสงสารวาสนาช้างนัก ถามหาผัวตลอดทั้งชีวิต ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับเป็น ‘ส้นตีน’ ประทานมาทุกครั้ง แต่โชคชะตาก็คงไม่โหดร้ายนัก เพราะสวรรค์ยังหยิบยื่นทางเลือกมาให้

“มึงไปเอาไอ้หมวด ไอ้แบงค์นู่น”

ทว่าทางเลือกที่สวรรค์ให้มานี้น่ะสิ มันก็ดันเสือกตันทั้งสองทาง จะเพราะอะไรนั้นน่ะหรือ อีคชสารมันรู้ดี และสาเหตุทั้งหมดทั้งมวลที่มันมาเยือนบ้านสวนวันนี้ ก็อาจเป็นเพราะเรื่องนี้แหละ

“มันติดสัตว์กันหมดแล้วค่ะ มันไม่เอาน้องอัยหรอก” นี่หากถ้าถ่ายทอดภาษาพูดของช้างเป็นภาษาเขียน ‘ติดสัด’ ย่อมไม่พ้นเป็น ‘ติดสัตว์’ ด้วยเจตนา

“มึงหมายความว่ายังไงวะ ...มันติดผู้หญิงเหรอ”

“เออสิคะ คุณแบงค์น่ะ ทำร้ายจิตใจน้องอัย ฟันน้องอัยตั้งแต่มอสองแล้วก็ทิ้ง มาเจอกันอีกทีก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่ก็ไปคว้าเอาอดีตพริตตี้เชียร์เบียร์ มาทำเมีย โฮ้ยยยย หน้าอีนั่นนะคะ อย่าให้น้องอัยเซด”

“หน้าแฟนแบงค์ทำไมเหรอ ...ยังมีคนหน้าแย่กว่าหน้าช้างอีกหรือไง” มูนถามหน้าซื่อๆ เสียงซื่อๆอีกครา และคำตอบก็เป็นเสียงแปดปรอทแสบไปถึงแก้วหู ด้วยเพราะของกำลังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“อีมู๊นนนนน ถ้ามึงหลอกด่ากูอีกทีนะ กูจะจ้างผัวมึงเตะชายโครงอวดลูกมึงตรงนี้แหละ อีสะหลัด”

“แหมช้าง ก็แค่สงสัยเลยถาม ไม่ได้หลอกด่าซะหน่อย... แล้วไงหน้าแฟนแบงค์เป็นยังไง”

“จะเป็นยังไง ก็ผ่านมือหมอมาไม่รู้กี่หมอ ดีไม่ดีทำทั้งตัวที่ยันฮี”

“เอ๊ะ แล้วทำไมต้องไปทำที่ยันฮี” มูนเล่นบทเจ้าหนูจำไม ยังคงสงสัยมิสร่าง

“เอ๊า ก็ที่นั่นเขาทำได้ตั้งแต่หัวยัน....ฮี เลยน่ะสิ” ช้างค้อนขวับ ตอบเสียงสะบัดเช่นเคย “ แต่มึงอย่าเรียกเลยว่าแฟน ต้องเรียกว่า เมีย เพราะอีกไม่นานก็จะแต่งกันแล้วค่ะ ไม่ต้องถามหรอกนะว่าซ้อมเข้าหอกันไปกี่ครั้ง”

“เฮ้ยจริงเหรออีช้าง ทำไมกูไม่รู้เรื่อง นี่ไอ้แบงค์มันไม่เห็นกูเป็นเพื่อนหรือไงวะ ห่าเอ๊ย ตอนมันมาบ้านวันนั้นก็ไม่เห็นเสือกบอกว่าจะแต่ง แม่งต้องโทร.ไปด่าซะหน่อย” เต้ยขมวดคิ้วอย่างมิค่อยสบอารมณ์ แต่แล้วก็คลายลงเพราะอีคุณท้าวกราบทูลเหตุผลเข้าท่า

“คุณเต้ยขา สายน้องอัยรายงานมาว่า คุณแบงค์เพิ่งไปหาฤกษ์กันวันนี้ คงบอกคุณเต้ยหลังจากได้ฤกษ์แต่งล่ะค่ะ และไม่ใช่คุณเต้ยคนเดียวหรอกนะคะที่คุณแบงค์ไม่ได้บอก แต่เป็นทั้งทีมนักบาสของคุณเต้ยล่ะค่ะ และที่ไม่บอกว่าจะมีเมียเนี่ย ก็เพราะอดีตอีเมียมันเคยเป็นสาวพริตตี้เชียร์เบียร์ไงคะ คุณแบงค์คงอายละมัง”

“แต่เราว่าคงไม่ใช่เรื่องอายหรอกนะช้าง เพราะตอนมอสองตอนแบงค์ได้ช้างเป็นเมีย แบงค์ยังเอาไปเล่าได้ทั้งรุ่นเลย อันนี้น่าอายกว่าได้พริตตี้เชียร์เบียร์อีกนะ  มูนว่าแบงค์คงยังไม่พร้อมหรือก็ไม่สะดวกที่จะบอกเพื่อนๆละมัง” สาวซื่ออย่างมูนเอาอีกแล้ว และคราวนี้อีช้างมันก็ไม่ได้จ้างเต้ยเตะอย่างที่พูด มันเพียงแต่ก้มลงกราบ แล้วเงยหน้ามาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เสมือนปลงอนิจจัง

“อีพระชายาเพคะ หม่อมฉัน ขออัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินเดินเข้าห้องพระบรรทมไปเถิดเพคะ ...อีเหี้ย”

“ช้างนี่ปากจัดกับเพื่อนจัง แล้วมาโมโหอะไรเรา เราก็แค่พูดเฉยๆ ช้างหึงที่ผัวเก่ามีเมียใหม่ ก็อย่ามาลงที่เราสิ เดี๋ยวเหอะ”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“ฉันไม่ได้หึงนะยะ คุณแบงค์น่ะเป็นแค่คู่ซ้อมความฟิตเท่านั้น” ช้างลุกขึ้นมาลอยหน้าลอยตาเถียง และก็เจอลูกย้อนกลับจากมูนที่เล่นเอาถึงคราวอึกๆอักๆ

“ถ้าไม่หึงแบงค์ งั้นก็หึงเปรมน่ะสิ ใช่ไหม ...แล้วแฟนเปรมหน้าตาเป็นไง”

“อะ เอ่อ กะ กูไม่รู้ สายไม่ได้รายงาน กูรู้แค่ว่าชื่อนังครีม เป็นลูกสาว ผบตร. หยอดกันไปหยอดกันมากับไอ้เปรมหลายอาทิตย์แล้ว คงเพิ่งจะจีบติด ได้ข่าวว่าชอบเดินดัดจริตที่เกสรกับพารากอน อายุอานามไล่เลี่ยกับพวกเรา รู้แค่นี้ล่ะค่ะ อยากรู้อะไรไปถามกันเอง”

นี่ขนาดสายไม่ได้รายงานนะ ช้างยังรู้จนเกือบละเอียด มูนได้แต่ขำกับอาการกระเง้ากระงอดของช้าง ส่วนเต้ยดันรู้สึกหมั่นไส้อีท้าวนางพิกลจนอยากจะวางเท้าลงไปให้นางบนยอดอก ช่วยแก้อาการเลือดลมไม่ปกติ แต่แล้วก็หักใจละมันไว้สักหนึ่งวัน เลี่ยงลุกจากโต๊ะอาหาร คว้าแบล็คเบอร์รี่ต่อสายถึงเปรมทันใด ทว่าเปรมกลับไม่รับสาย เต้ยเลยลงความเห็นไปว่า

“สงสัยแม่งซดครีมอยู่”

เต้ยไม่รู้อะไรหรอกว่าที่เปรมไม่ได้รับสายนั้น มิได้เป็นเพราะเปรมกำลังซดครีม แต่นายตำรวจหนุ่มในเวลานี้ กลับนั่งอัดมาร์โบโล เมนทอล เงียบๆคนเดียว ณ คอนโดสูงระฟ้า บนโซฟาตัวเดียวกับที่เคยเด็ดกลีบกุหลาบจนสะเทือนไปถึงกลางดอก หากแต่วันนี้กลับมีแค่ไวน์โรเซ่สีกุหลาบให้จิบและดอมดม

ทว่าอีกไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงนับจากนี้หรอก เขาก็จะได้เจอทั้งดอกทั้งกลิ่นที่ลอยกลับมาแล้ว และการลอยกลับมาของดอกไม้กลิ่นแรงนี่เองที่ทำให้เขาต้องมานั่งสบถลั่นในความคิดอยู่คนเดียว

‘เกรซ เธอจะกลับมาทำซากอะไรนะ เธอบอกเองไม่ใช่หรือว่าทุกอย่างมันเป็นแค่ฝัน ...แล้วอย่างนี้ เธอจะต้องการส้นตีนอะไรจากฉันอีกกันแน่’

ดึกดื่นจวนจะเที่ยงคืนแล้ว เจ้าลูกไฟน้อยตาใสแป๋วก็ยังมิมีทีท่าว่าจะหรี่แสงลง ยังคงยึดตักกว้างของพ่อมันแทนเบาะนุ่มๆนอนเล่นบรรดาของเล่นอันได้แก่หุ่นยนต์และรถคันเล็กคันน้อยไปเรื่อยๆ บางครั้งบางคราก็ส่งเสียงแจ๋วๆ เจื้อยแจ้ว เรียกร้องความสนใจจากพ่อมัน ให้ละสายตาจากหน้าจอโน้ตบุ๊ค ทิ้งงานที่ทำอยู่ มาคุยด้วยอยู่เนืองๆ

ด้วยความที่มันยังไม่ง่วงนี่แหละ คนอื่นๆในบ้าน เลยถือโอกาสนั่งดูความฉอเลาะของมัน ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ก็ช่างปะไร เรียกรอยยิ้มยามดึกได้ก็เป็นพอ

“ท่าทางคุณหนูจะเป็นลูกคุณเต้ยนะคะคุณมูน หลายวันมานี่ ติดแจเชียว” ป้าเมี้ยนกล่าวยิ้มๆ บุ้ยปากกับมูนที่กำลังนั่งมวนบุหรี่กลีบบัวเพื่อเตรียมไว้ใส่หีบให้เต้ย ซึ่งต้องมวนไว้เป็นประจำมิให้ขาด

“คงจะเป็นอย่างที่ป้าเมี้ยนว่าแหละจ้ะ ” มูนหันไปดู ซึ่งก็สังเกตเห็นอยู่ก่อนแล้ว จึงพูดพร้อมระบายลมหายใจแลยิ้มอ่อยๆ เพราะสิ่งที่กริ่งเกรงไว้ คงจะเป็นจริงอย่างที่อดีตต้นห้องของคุณยายคาดเดา “เฮ้อ บ้านเราคงมีหมาบ้า เพิ่มขึ้นอีกตัว”

“แหม อีมูน หรือมึงอยากจะให้บ้านมึงมีตุ๊ดเพิ่มขึ้นอีกคนล่ะ ลูกมึงติดคุณเต้ย มันก็ดีแล้วมึงจะได้ไม่เหนื่อย” นางคชสารที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ด้วยขัดขึ้น แล้วขับเสียงแปร๋นต่อไม่หยุด

“เด็กมันติดพ่อ มันจะเป็นหมาบ้าเหมือนพ่อมันก็ช่างมันเหอะ ดีกว่ามันเป็นลูกแหง่ติดแม่นะ โตมาจะได้เข้มแข็ง เอาตัวรอดได้ในสังคม”

“ช้างนี่ก็ เป็นลูกติดแม่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอ่อนแอไปซะทุกคนนี่ช้าง” มูนขว้างค้อนประทานให้นังเพื่อนสนิทบ้าง ก่อนจะกล่าวต่อ “ที่จริงมูนก็ไม่ได้อะไรนักหรอกที่ซันจะติดใคร แค่นึกๆก็เหนื่อยใจไปล่วงหน้า ที่อนาคตจะมีหมาบ้าเกเร เอาแต่ใจเพิ่มมาอีกหนึ่ง ลำพังเต้ยคนเดียวก็แทบแย่ นี่มอสก็จะเจริญรอยตามอีก แถมท้ายสุดซันก็ทำท่าว่าจะเอากับเขาด้วยอย่างที่ป้าเมี้ยนบอกแหละ”

“ยังไงยะ ทีว่าจะเอากับเขาด้วย ลูกหร่อนก็แค่งอแงเป็นบางที ไม่เห็นจะเกเรเอาแต่ใจ”

“เหอะน้อยไปสิ ไม่เกเรเอาแต่ใจ... ช้างไม่รู้อะไร วันก่อนเจ้าหลานชายของช้าง มันร้องบ้านแทบแตก เพราะอะไรรู้ไหม”

“ก็เพราะมึงสาระแนไปตีหลานกูน่ะสิ” ช้างลอยหน้าลอยตาตอบลอบค้อนคืนตามนิสัย ซึ่งคำตอบก็ถูก ทว่าไม่เสียทั้งหมด

“ใช่โดนเราตี แต่จะไม่ให้เราตีได้ยังไง แค่ป้าเมี้ยนไปชงนมมาให้ช้าหน่อย ไม่ทันพระทัย ช้างรู้ไหมว่าเจ้าพระโอรส พ่อหลานชายสุดสวาทขาดใจของช้างน่ะ เล่นแผลงฤทธิ์ กระทืบเท้าดิ้นพล่านขว้างนู่นขว้างนี่... พ่อมันเจ้าชายของช้างยิ่งแล้วใหญ่ ไม่เอ็ดลูก ได้แต่โอ๋ มูนเลยต้องถวายผางไปสักเผี๊ยะสองเผี๊ยะ และพอไปตีลูกชายเขานะ โฮ๊ยยย เจ็บแค้นแทนลูกชาย หาว่ามูนใจร้ายอย่างโน้นอย่างนี้ โวยวายลั่นบ้าน นี่ถ้าเตะมูนได้ คงเตะไปแล้ว”

มิรู้ว่ามูนแค้นเคืองเรื่องนี้หรืออย่างไร เล่าไปจึงใส่อารมณ์ไป ป้าเมี้ยนกับช้างฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มๆ เพราะจับสังเกตได้ว่า ปากของมูนบ่นก็จริง แต่สีหน้านี้สิ มันระคนสุขอย่างฉุดไว้ไม่อยู่

“คอยดูนะ ถ้าซันโตขึ้นมาแล้วเสียเด็ก กลายเป็นเด็กเกเรเอาแต่ใจร้ายกาจเหมือนเต้ย มูนจะให้เต้ยรับผิดชอบ มูนจะไม่รัก ไม่สนใจเลยสักนิดเดียว”

“หร่อนจะทำได้เหรอ อีมู๊นนนนน ที่ว่าจะไม่สนใจ” นางช้าป่ากิดาหยันลากเสียงสูงขัดขึ้น เอียงคอ ลอยหน้าพยักเพยิดไปทางป้าเมี้ยนผู้กลายมาเป็นลูกคู่ “ว่าไหมคะป้าเมี้ยน”

“ป้าก็คิดเหมือนคุณน้องอัย ล่ะค่ะ”

“เอ๊ะ ช้างกับป้าเมี้ยนนี่.... มูนทำได้สิ”

“อ๋อ เหรอยะ ฉันจะคอยดูหร่อนแม่มหาจำเริญ...อย่าลืมนะจ๊ะว่า ไอ้นิสัยประเภทเกเรร้ายกาจเอาแต่ใจเนี่ยไม่ใช่หรอกหรือ ที่ทำให้หร่อนต้องละม้ายชายตาหันมาหาอยู่แทบทุกที ตอนเรียนหร่อนก็พูดประมาณนี้ ท้ายสุดแล้วเป็นไง ก็ได้หมาบ้าแบบที่ว่ามาเป็นผัว หนีพ้นไหมล่ะ”

“นอกจากหนีไม่พ้นแล้ว ยังมีตามมาให้คุณมูนเธอปวดหัวอีกค่ะ คุณน้องอัยขา” ป้าเมี้ยนยังเป็นทัพเสริม ได้ดีเช่นเคย

“โถ ป้าเมี้ยนขา ก็ดวงคุณมูนของป้าเมี้ยนน่ะ มันผูกกับหมามาตั้งแต่ต้น จะว่าไปมันชอบคนประมาณนี้... คนอาไร้โดนเขาแกล้ง เป็นเราน่ะรึก็คงออกห่าง หรือไม่ก็ตบให้สักฉาดสองฉาด แต่นี่ดันกลับไปป้วนๆเปี้ยนๆ ใกล้ๆเขา รอให้เขาแกล้ง ”

เรื่องเก่าวันวานถูกโยงมาเข้าถึงตัวมูนได้ยังไงก็ไม่รู้ และอีนังคนโยงมันก็ดันสาระแนรู้ดีเสียยิ่งกว่าใคร เล่นเอาหน้าผ่องๆของมูนกลายเป็นสีแดงระเรื่อ หากก็ยังไม่วายค้าน แม้จะถูกนังคชสารขบกัดเอาเรื่องจริง

“ไม่จริงนะ ป้าเมี้ยนอย่าไปฟัง”

“จริงค่ะ ถ้าป้าเมี้ยนไม่เชื่อ ไปถามคุณเต้ยดูก็ได้ ...แต่เชื่อน้องอัยไว้อย่างหนึ่งเหอะค่ะ ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าน้องซันจะเกเรอย่างไร ท้ายสุดคนที่รักและตามใจน้องซันอย่างที่สุด ไม่ใช่คุณเต้ยแน่นอน แต่เป็นอีนังแม่มัน อีคุณมูนนี่แหละค่ะตัวดี”

“ไม่จริง”

มูนปฏิเสธเสียงลั่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกๆคักๆของป้าเมี้ยนและช้างที่มีไม่หยุดหย่อน ทว่าปฏิเสธอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ หากสองคนนั่น ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับใจลึกๆของตนเอง ที่ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าคำปฏิเสธจะทรงอานุภาพแข็งแรงดังปากว่าได้หรือเปล่า  และแล้วไม่ทันไร ข้อพิสูจน์ก็มีมาให้ประจักษ์ชัด เมื่อมีเสียงน้อยๆ แต่ดำรงไว้ซึ่งความดัง มิต่างกับโทนเสียงห้าวกังวาน อันสอดผสานกันลอยมาถึงหอนั่ง และนั่นก็ทำให้มูนรางานมวนบุหรี่ในมือผลุดลุกไปในทันที

“ม๊ะ ม๊ะ”

“มูนจ๋า มานี่หน่อย”

แลสองเสียงนี่เอง ที่เป็นข้อยืนยันได้อย่างเด่นชัดว่า ข้อกล่าวหาของอีนังคชสาร มันมีเค้าลางจะเป็นจริง เพียงแค่ ‘ลูกเพรียกผัวเรียกหา’ มูนก็ผลุดไปไม่รีรอ อย่างนี้แล้วมีหรือ จะไม่เรียกว่า... ‘รักและตามใจ’

“มีอะไรให้รับใช้จ๊ะ คุณพ่อคุณลูก”

เพียงเดินข้ามฟากจากหอนั่งที่นั่งอยู่ไม่กี่ก้าว พระจันทร์ดวงน้อยก็ลอยมาถึงฟากฝั่งตั่งทำงานของนายหมาบ้า ครั้นพอถึงก็เห็นว่า แบล็คเบอร์รี่กำลังแนบข้างหูพ่อยอดชายด้วยสีหน้าระรื่น

‘ปลายสายเป็นใคร ถึงได้โทร.คุยกันดึกๆ ดื่นๆ’ 

คำถามย่อมบังเกิด ตามวิสัยของภรรยา เป็นแม่ผัวหรือก็มิน่าจะใช่ เพราะเพิ่งโทร.คุยกันเมื่อหัวค่ำหลังอาหาร แต่แล้วความสงสัยก็จับได้เพียงแค่ครู่ เพราะคำตอบมันลอยมาทันทีที่มาถึง

“ฝากซันไว้แป๊บ ไอ้แบงค์โทร.มา”

“ได้สิ”

มูนรับคำอย่างว่าง่าย และไม่ติดใจสงสัยอะไรต่อ คาดเดาไปเอาเองว่าแบงค์คงโทร.มาแจ้งเรื่องเจ้าสาว สายตามองตามหลังเต้ยที่เดินเลี่ยงออกไปคุยเพียงครู่ ก็หันกลับมาสนใจกับเจ้าลูกไฟตัวน้อย แลมินาน เต้ยก็กลับมาพร้อมแบล็คเบอร์รี่ที่ลดไว้ข้างลำตัว

“มูนจ๋า......” เสียงลากยาวออดอ้อน ขับขึ้นทันทีที่ยังมิทรุดตัวลงนั่ง แลแน่นอนคนฟังย่อมรับรู้ได้ทันทีว่า เจ้าชายของตนมีพระประสงค์ตามต่อในสำเนียงสุรเสียงนั้น

“คือมูนจ๋า คือว่า มูนจำได้ใช่ไหมว่าไอ้แบงค์จะแต่งงาน”

“จำไม่ได้ก็ไม่รู้จะยังไงแล้วเต้ย ช้างเพิ่งบอกเมื่อหัวค่ำ แล้วนี่หายโมโหแบงค์แล้วเหรอ” คนฟังถามกลับ

“หายแล้วสิ ....ก็อย่างที่อีช้างบอก มันเพิ่งได้ฤกษ์แต่งวันนี้เอง ตรงกับวันศุกร์ สิ้นเดือนนี้”

“อ้าว ก็อีกสองอาทิตย์เอง แล้วจะเตรียมงานกันทันหรือ แล้วแบงค์เขาอยากให้เราช่วยอะไรหรือเปล่า” มณีน้อยซักต่อไปอย่างนั้น เพราะมั่นใจว่าเรื่องช่วยงานนี้ไม่น่าจะเป็นที่มาของเสียงออดเสียงอ้อนเมื่อครู่

“ไอ้แบงค์บอกว่าเรื่องเตรียมงานน่ะไม่มีปัญหา เพราะจะจัดงานแบบเรียบๆง่ายๆ แค่เช้ามีพิธีทางพระ และก็รดน้ำเท่านั้นเอง ส่วนงานเลี้ยงน่ะจะมาจัดที่กรุงเทพทีหลัง แต่เผอิญบ้านเจ้าสาวเขาอยู่ทางมุกดาหารโน่นแน่ะ เต้ยก็เลยว่าจะไปหลายวันหน่อย” คนพูดหยุดยิ้ม ทว่าสายตาเจ้าเล่ห์ยังคงมิหยุดนัยแฝง

“พอดีมันถือโอกาสรวมรุ่นด้วย และก็จะมีปาร์ตี้สละโสดน่ะเต้ยก็เลยว่าจะ.....”

“จะไปงานปาร์ตี้สละโสด” มูนตัดบทมาให้ และเข้าใจได้ในทันทีว่า นัยแห่งบทออดบทอ้อนได้หลุดมาแล้ว อีกฝ่ายก็รีบแก้ต่างทันใด

“ไปงานแต่งสิมูน แต่จะไปหลายวันหน่อยไง ไอ้แบงค์จะให้ไอ้สนกับไอ้ทัดมารับเต้ยที่นี่”

ประโยคที่ว่า ‘มารับเต้ยที่นี่’ คนฟังอย่างมูนมีหรือจะไม่เข้าใจ และถ้าเดามิผิด ประโยคต่อมา ย่อมไม่พ้น ‘อยู่กับซันนะมูน’ และนี่คงเป็นที่มาของลูกอ้อนเมื่อครู่อย่างแท้จริง แลเจ้าชายตัวดี ก็มิได้ทรงทำให้ผิดหวังเลยสักนิดเดียว

“ซันยังเล็กอยู่ เต้ยยังไม่อยากพาไปไหนไกล เต้ยเลยว่า เต้ยจะไปคนเดียว และอยากให้มูนอยู่ดูแลซัน ไว้ตอนฉลองที่กรุงเทพ เราค่อยไปกันทั้งครอบครัวนะมูน จะได้ไปเยี่ยมแม่ด้วย .... นะครับ ”

มูนจะพูดอะไรได้ออก นอกเสียจาก รับคำเบาๆ ก็ยังดีที่เขายังมาขอมาบอกกันตรงๆ ไม่โกหก แต่จะว่าไปที่ผ่านมา เขาจะไปไหนมาไหน ตนก็ไม่เคยขัดเลยสักครั้ง เพราะในเมื่อยกให้เขาเป็นช้างเท้าหน้าแล้ว เท้าหลังอย่างตนก็คงไม่พ้นต้องก้าวตาม และแต่ไหนแต่ไรมาเต้ยเป็นคนเข้าสังคมและอยู่ได้ดีในสังคมสมัยใหม่ ส่วนตนเองนั้นเล่า เคยชินอยู่แต่ในสังคมแคบๆ ที่มีแค่บ้าน สวน และสตูดิโอโยคะเพียงแค่นั้น

ทว่าเท้าหน้าเท้านี้เองมิใช่หรือ ที่ยอมลดยอมก้าวถอยหลังมาอยู่แค่บ้านกับสวน
ถึงคราวต้องตามใจ ไยจะคววรขัด ถึงแม้เขาจะมิอยากพาเท้าหลัง ก้าวไปยืนในสังคมสมัยใหม่ในครานี้ด้วยก็ตาม

ความรู้สึกน้อยอกน้อยใจมันห้ามกันได้เสียที่ไหน! วันเวลาที่สั่งสมมามากขึ้น บางครั้งบางครา มันกลับสามารถทำให้ใจเล็กๆหนึ่งดวง ลดขนาดลงไปได้อีกเรื่อยๆ ส่วนจะหวนกลับมาพองโตได้อีกเมื่อไรนั้น ...ก็สุดแล้วแต่วันและเวลาเช่นกัน

‘น้อยใจ’ ใครบ้างเล่าไม่เคยเป็น
‘น้อยใจ’ ใครฤาเห็นแม้เช่นเขา
‘ใจน้อย’น้อย ร้อยกระทบจบแค่เรา
‘ใจน้อย’น้อย คอยพี่เฝ้าจะเข้าใจ

“จะเดินทางวันไหนก็บอกนะเต้ย เดี๋ยวมูนจัดกระเป๋าให้” พระจันทร์ดวงน้อยฝืนส่องแสงชืดๆผ่านรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปหาลูกไฟบนตักที่ตาเริ่มหรี่ๆ รอนฤทธีลงแล้ว “ง่วงแล้วสินะ เราไปนอนกันเถอะ”

เพียงเท่านั้นสองแสงสว่างของบ้านก็ลอยเข้าข้างในด้วยแสงริบหรี่ ทิ้งบางคนไว้ข้างหลังให้ขมวดคิ้วเป็นปมเพียงครู่ ก่อนเจ้าตัว จะหันหน้าเข้าจอโน้ตบุ๊คต่อไป

ร้อยตำรวจโทหนุ่ม มาถึงตรงตามเวลายังสถานที่นัดหมาย ซึ่งเป็นตึกแถวเก่าๆ เลยแถบสำเพ็ง ที่ด้านล่างเปิดเป็นร้านขายเครื่องยาไทยจีน เหมือนอีกกับหลายๆร้านในละแวกนี้ กลิ่นอวลของสมุนไพรนั้น มันหอมแปลกๆ สำหรับคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคย หากแต่ก็ยังมิเท่ากลิ่นกุหลาบอันเคยคุ้น ที่เยื้องกรายออกมาจากด้านใน ขับกลิ่นอื่นๆให้ปลาสนาการจนหมดสิ้น

 “ไง นายหมวด มาตรงเวลาเชียวนะ”

“กะ เกรซ”

ชายหนุ่มผู้มาเยือนรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมาเจอกับดอกไม้ชนิดไหน หากก็ยังมิวายตะกุกตะกักเล็กน้อย ยามได้เผชิญกับร่างโปร่งบางระหงตรงหน้า ในชุดเดรสผ้าลูกไม้สีดำขับกับผิวขาวๆอยู่แล้วให้ดูกระจ่างตายิ่งขึ้น วงหน้าวันนี้นั้นจงใจตกแต่งให้ดูธรรมดาๆ แต้มสีเพียงอ่อนๆ เว้นเสียแต่สีลิปสติคที่ดูแล้วบาดนัยน์ตาด้วยสีแดงสด ก่อเกิดสภาวะตะลึงงันอันดำเนินได้เพียงแค่ครู่ ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงใส

“เปลี่ยนไปคุยที่อื่นกันดีกว่านะนายหมวด ที่นี่ไม่ค่อยสะดวก”

เจ้าของประโยคพูดจบ ก็เดินนำออกข้างนออกตึกแถวที่เรียกว่าบ้าน ตามมาด้วยนายตำรวจหนุ่มผู้มาเยือน พร้อมกับสายตาบางคู่ของหญิงวัยกลางคนด้านในร้านที่กำลังสอดส่าย นี่ละมังคงเป็นเหตุผลที่ ‘ที่นี่ไม่ค่อยสะดวก’

มินานเกนหลงก็เดินนำหมวดเปรมมายังร้านกาแฟน่านั่งที่อยู่ริมถนนใกล้ๆ ทั้งสองเลือกมุมสงบของร้านและสั่งกาแฟมาประดับโต๊ะไว้เพียงเพื่อมิให้บรรยากาศและพื้นที่บนโต๊ะมันเงียบเหงาจนเกินไปนัก

“สบายดีนะนายหมวด” หญิงสาวเริ่มเปิดบทสนทนา ทว่าฝ่ายชายกลับไม่ตอบ แต่กลับถามเอาตรงๆ ดื้อๆ ด้วยเสียงเข้มเรียบๆ เฉกเดียวกับใบหน้า ที่กลับมาปกติ

“เกรซมีธุระอะไรกับเรา”   

“แหมมม นายหมวด เดี๋ยวนี้จะต้องมีธุระหรือไงถึงจะคุยได้” เกนหลงประชดเอาน้อยๆ แล้วประชันต่อด้วยอีกประโยค “ก็แน่ล่ะสิ ได้ข่าวมาว่า กำลังคบหาดูใจกับลูกสาว ผบตร. อยู่นี่ ...อีกหน่อยคงได้เป็นผู้กองและพ่วงตำแหน่งลูกเขยมาด้วยอีกตำแหน่ง นายตำรวจสำคัญก็งี้แหละ เรื่องสัพเพเหระ คงเชิญมาคุยเล่นด้วยไม่ได้”

หมวดเปรมหน้าตึงขึ้นเล็กน้อย แลคิดได้ว่าคงหมดประโยชน์สำหรับเขา ที่จะถามออกไปว่า ‘รู้ได้อย่างไร’ คงมิต้องสงสัย เกนหลงคงมีสาย ถึงได้รู้เรื่องของเขา  ...น่าแปลก ที่ก่อนหน้า เจ้าตัวก็ไม่ได้สนใจอะไรในตัวเขานัก 

“ว่าธุระของเธอมาเถอะเกรซ หรือว่าเธออยากให้ฉันรับผิดชอบเรื่องคืนนั้น” เปรมเดาสุ่ม
 
“อย่าพูดถึงเรื่องนั้นอีก เกรซบอกแล้วไงว่ามันเป็นเพียงแค่ฝัน” หญิงสาวขึ้นเสียงทันที เพราะเรื่องนั้นที่ชายหนุ่มเดา มันเป็นเรื่องที่สะกิดกลางดอก ที่ทำให้กุหลาบอย่างตนสะเทือนไปถึงโคน

“แล้วเกรซต้องการอะไร?”

“เกรซไม่ต้องการอะไรมากมายจากนายหรอกอีตาหมวด ...เกรซแค่อยากให้นายรู้ว่า เกรซท้อง”

“อะไรนะ เกรซท้อง!!”

นายตำรวจหนุ่มเผลอตะโกนขึ้น จนคนทั้งร้านหันมามอง ชนิดที่เกนหลงควรจะอายหากแต่ก็ไม่ เจ้าตัวกลับไม่สะทกสะท้านใดๆทั้งสิ้น พอๆกับน้ำเสียง   

“นายฟังไม่ผิดหรอกนายหมวด ...เกรซบอกว่า เกรซท้อง”

“กับใคร กับฉันเหรอ?” นายตำรวจหนุ่มเริ่มไปไม่เป็น แลตะกุกตะกักอีกครา

“แล้วนายคิดว่าฉันสำส่อนนักหรือไง นายก็รู้นี่ว่าที่ผ่านมาฉันคบหาผู้ชายแค่คนเดียวคือเต้ย แต่กับนายมันเกิดขึ้นเพราะฉันพลาด และฉันก็ไม่เคยคิดเลยว่า การที่ฉันพลาดครั้งนั้น จะสร้างปัญหาให้ฉันมาจนทุกวันนี้” น้ำเสียงเกนหลงเข้มขึ้นอีกระดับ บอกให้อีกฝ่ายได้รู้เลยว่า แค้นเคืองในเรื่องนี้นัก

คำพูดของเกนหลงมันแทนคำตอบทั้งมวล ว่าเด็กเป็นลูกใคร ด้วยนิสัยของเกนหลง รู้จักกันมานาน เขาย่อมรู้ดีว่าเจ้าหล่อนพูดจริง เพราะถ้าเกนหลงท้องกับคนอื่น น่าจะโยนให้เต้ยเป็นพ่อเด็กไม่ดีกว่าหรือ เพราะเต้ยมีภาษีดีกว่าเขาในทุกด้าน ไม่น่าจะเป็นเขา...แลนี่สินะ คือธุระที่เรียกมาคุย ธุระชนิดที่ทำให้แม่ดอกกลิ่นแรงนี่ลอยกลับมาจากฝั่งฟากยุโรป ตัวเขาเองก็เป็นลูกผู้ชายอกสามศอก ทำแล้วก็ย่อมรับ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแล้วคราวนี้

“จะให้ฉันรับผิดชอบยังไงก็ว่ามาเกรซ” น้ำเสียงของเปรม ฟังแล้วเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วคำตอบของเกนหลงก็ทำให้ต้องเครียดหนักยิ่งกว่าเดิม

“นายไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรฉัน อย่างนายน่ะเหรอ เหอะ ฉันไม่ต้องการ ฉันแค่จะแจ้งให้นายทราบเท่านั้น ว่าอารมณ์ชั่ววูบของนายมันสร้างปัญหาให้ฉันมากมายเหลือเกิน มันทำให้อนาคตของฉันที่วางไว้พังทลายลงมาหมด เพราะนายคนเดียว”

“มันก็เพราะเธอด้วยแหละเกรซ อย่าโทษฉันคนเดียว” เปรมขบกรามแน่น นี่ถ้าไม่ติดว่าเกนหลงเป็นผู้หญิงเขาคงกระชากคอขึ้นมาแล้ว

 “เอาเป็นว่า ฉันรับทราบ  แต่ฉันไม่เห็นว่ากะอีแค่ท้อง มันจะทำให้อนาคตเธอพังทลายลงได้ยังไง”

“ได้สินายหมวด ฉันอยู่ที่นู่น ฉันมีโอกาสในเรื่องงาน เงิน และคนใหม่ๆที่จะเข้ามาในชีวิต ...แต่ฉันกลับต้องเสียโอกาสนั้นไปเพราะลูกในท้องของนาย ฉันต้องเสียเวลาอีกตั้งเก้าเดือน” เกนหลงสวนมาทันควัน เปรมก็เฉกเช่นกัน

“มันก็ลูกของเธอด้วยนะเกรซ”

“โนววววว ฉันมีค่ามากกว่าที่จะมามัวใช้ชีวิตเป็นแม่คน”

ร้อยตำรวจโทหนุ่มได้ยินประโยคนั้น ก็ผลุดลุกขึ้นพรวด รู้สึกชิงชังผู้หญิงตรงหน้าขึ้นมาในทันทีทันใด ใจอยากจะสาดกาแฟที่ตั้งไว้ประดับโต๊ะ เข้าหน้าแม่ดอกหนามแหลมนี่สักทีให้หายขุ่นเคือง หากแต่ก็ไม่ ได้แต่ข่มอารมณ์นั้นไว้แล้วเลี่ยงออกมา หากแต่ก็ต้องชะงักเพราะเจ้าของมือเสลา ลุกขึ้นเอื้อมมาฉุดแขนกำยำไว้มั่น

“เดี๋ยวก่อนนายหมวด นายยังไปไหนไม่ได้ เกรซยังบอกธุระไม่จบ” เกนหลงใช้น้ำเสียงเป็นคำสั่งมากกว่าจะร้องขอ และไม่รอ ให้นายตำรวจหนุ่มถามกลับว่าเรื่องใด

“ เกรซอยากพบเต้ย สองต่อสอง และนายก็มีหน้าที่จัดการเรื่องนี้  ... นายอย่าคิดบ่ายเบี่ยง มิฉะนั้น ฉันคงต้องหาเรื่องคุยกับคุณครีม ลูกสาวท่าน ผบตร.  แล้วล่ะ”

นี่ไงธุระสำคัญที่ว่า มันคงอยู่ตรงนี้นี่เอง ...และนี่มันก็ทำให้ร้อยตำรวจโทหนุ่มก้าวขาเดินจากไปมิได้แล้ว

เสียงครืด ครืด ดังขึ้น ข้างๆลำตัว ทำให้มูนต้องรามือจากการบดแป้งหินอันเป็นส่วนประกอบหนึ่งในหลายส่วนผสมของน้ำอบไทยตรงหน้า เจ้าตัวหยิบแบล็คเบอร์รี่ขึ้นมาดูว่าใครติดต่อมา ครั้นพอเห็นเป็นวรเดชเจ้าน้องชาย ก็รีบรับสาย เพราะกำลังรอน้องส่งข่าวอยู่ และข่าวที่น้องส่งมาวันนี้นั้น ก็ทำให้มณีน้อย ยิ้มออกมาได้

“พี่มูน พ่อปลอดภัยแล้ว ผลการผ่าตัดเรียบร้อยดี”


เจ้าน้องชายแจ้งมาสั้นๆ คุยกันตามประสาพี่น้องอีกนิดหน่อย แล้วก็วางสาย  มูนตั้งใจ จะหันไปบอกข่าวดีนี้แก่เต้ย แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า วันนี้เต้ยไม่อยู่ ไปดูผู้รับเหมาถมที่ทำรีสอร์ทซึ่งอีกมินานก็เสร็จเรียบร้อย  หลังๆมานี่ เต้ยงานยุ่ง มักไม่ค่อยอยู่บ้าน ต้องไปดูงานของรีสอร์ทริมน้ำที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น กลับมาบ้านก็คงค่ำๆเฉกทุกวันปล่อยให้มูนอยู่บ้านตามประสาช้างเท้าหลัง


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“มูนจะไปทำไม แดดมันร้อนนะ อยู่บ้านกับซันนั่นแหละ เก็บแรงไว้ เอาไว้หนื่อยตอนรีสอร์ทเราเสร็จดีกว่า” เต้ยให้เหตุผลปนคำสั่ง ที่มูนต้องปฏิบัติตาม

พระจันทร์ดวงน้อยนั้นทราบดีว่าเต้ยเป็นห่วง และเต้ยก็ไม่ชอบคนคิดเยอะ   ตนจึงเก็บเอาไว้เสีย และเพราะเก็บเอาไว้นี่แหละ อารมณ์น้อยอกน้อยใจ มันก็ได้ก่อตัว แลมิได้คลายลงสักที และอีตาเจ้าชายของใครหลายๆคน ก็มิได้สนใจนัก หรืออาจจะทอดพระเนตรเห็น แต่มิทอดพระทัยลงมาก็เป็นได้

นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนแก้มของตน คงถูกเขาง้อด้วยริมฝีปากจนช้ำชอกไปแล้ว
เวลาผ่านไปไม่เท่าไร ริมฝีปากคู่นั้น ...กลับทำให้สองข้างแก้มตนเงียบเหงาเสียนี่

ครั้นจะหันกลับไปปรับทุกข์กับ ‘คุณหลวง’ในแบล็คเบอร์รี่ ก็คงจะไม่มีประโยชน์เพราะเขาหายไปไหนเสียแล้วก็ไม่รู้ ส่งข้อความไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ขึ้นแค่ รีซีฟ แต่ก็ไม่มีการตอบรับกลับมา

เจ้าพระจันทร์ดวงน้อยเอ๋ย ....เจ้าคงไม่รู้หรอกว่า ที่เขาไม่ตอบรับกลับมาน่ะ เป็นเพราะอะไร
‘ให้มันหายและตายไปกับแบล็คเบอร์รี่’ คือคำตอบนั้นจากคนใกล้ตัว

ถึงคนใกล้ตัวจะระมัดระวัง ไม่ให้เงาของตน มีตัวตนอีกเพียงไร
 ตราบใดที่เจ้าพวงองุ่นดำมันยังไม่ตาย ...เงานั้นก็กลับมามีตัวตนได้เสมอ

แลมันคงน่ากลัวอย่างถึงที่สุด ถ้าเกิดมีใครใช้เงานั้น มาทำให้พระจันทร์หม่นแสง

ถึงผัวและคนปรับทุกข์อีกคนจะไม่อยู่ มูนก็นับว่าโชคยังดีที่มีป้าเมี้ยนเป็นเพื่อนคุย แลมีงานเครื่องหอม จำพวก น้ำอบ น้ำปรุง แป้งร่ำ แป้งพวง และบุหงา ซึ่งก็ทำรายได้เล็กๆ น้อยๆ ไว้แก้อาการได้บ้าง  อีกทั้งคุณนายช้างก็แวะเวียนมาเรื่อยๆ มาคอยอัพเดทเรื่องราวชาวบ้านร้านช่องและเรื่องส่วนตัวให้ฟัง เช่นเมื่อเร็วๆนี้

“นี่อีมูน กูขอบอกไว้เลยนะว่า กูไม่ไปงานคุณแบงค์”

“ก็ไม่น่าแปลกหรอกนะ ก็เขาไม่ได้เชิญนี่ ช้างจะ...”  มูนขัดขึ้นยังมิทันจบ ก็ต้องเงียบเสียงลง เพราะนังเพื่อนรักแหวเข้าให้

“เขาเชิญ แต่กูไม่ไปต่างหาก”

“อ้าวถ้าเขาเชิญ แล้วทำไมไม่ไป ...ผัวเก่าทั้งคนนะช้าง ไม่อยากไปเห็นหน้าเมียแต่งเหรอ” มูนเข้าใจหาเหตุผล แลบางครั้งก็เป็นความสนุกเล็กๆ ของมูนที่คอยยั่วแม่พังแป้นให้โมโห

“ไม่อยากหง ไม่อยากเห็นมันหรอก  หน้ามันก็พลาสติคตามร้านศัลยกรรม ที่ออกมาบล็อคเดียวกันทั่วบ้านทั่วเมืองนี่แหละ พอเถอะอีมูน อย่าไปพูดถึงมันเลย อีเด็กเชียร์เบียร์นั่น”

“เดี๋ยวนะช้าง เมื่อวันก่อนเต้ยบอกเราว่า เจ้าสาวของแบงค์น่ะ เขาทำงานอยู่ฝ่ายเซลส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง ของบริษัทเบียร์ ไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่เด็กเชียร์เบียร์สักหน่อย” มูนขัดขึ้นอีกครา และไม่ได้บอกไปว่า จริงๆแล้วเต้ยพูดถึงนังคุณท้าวเพื่อนรักของตนว่าอย่างไร

‘อีช้างมันสันดานตอแหล ตั้งแต่เด็กยันโต ไปใส่ร้ายเขา มูนอย่าไปฟังมันมาก’

มูนนึกทีไรก็ขำได้ทุกที ยอมรับว่าพระสวามีพูดจริง และจนแล้วจนรอด ช้างก็มิได้ให้เหตุผลจริงๆจังๆ ว่าทำไมไม่ไปงานแต่ง ถ้าจะให้เดาก็คงจะเพราะ คำเชิญที่แบงค์ส่งเป็นข้อความผ่านบีบีให้ ซึ่งเจ้าตัวก็ยื่นส่งมาให้มูนดู

“มึงจะมางานแต่งกูไหมอีเมียบ่าว มาไหว้สาเมียเอกกู เผื่อเมียกูจะได้เอ็นดู ชุบเลี้ยงมึงไว้ลากซุงบ้าง”

แบงค์คงแกล้งเล่นๆ ตามประสา ...แต่อีเพื่อนรักมันคงคิดจริง  อีนังนั่นต่างหาก ที่ต้องมากราบตีนมัน เพราะรสสวาทรสแรกของแบงค์ มันต่างหากมิใช่หรือคือผู้บำเรอ !!

จะว่าไปใจลึกๆแล้ว มูนอยากให้ช้างไปงานนัก เพราะอย่างน้อยช้างก็พอเป็นหูเป็นตาให้ได้บ้าง หากเต้ยเกิดเกเร นอกลู่นอกทางขึ้นมา เพราะหัวอกเมียทุกคน ...ผัวออกจากชายคาบ้านเมื่อไร ก็ห่วงกันทั้งนั้น ยิ่งมีผัวหล่อ ยิ่งน่ากลุ้มใจ อีกอย่างเต้ยก็เคยมีแฟนเป็นผู้หญิงมาก่อน จะให้วางใจมากนักก็ไม่ได้ และยิ่งรวมกลุ่มเพศผู้ด้วยกันแล้ว ยิ่งพะวงหนักขึ้น ไม่มีทางเสียล่ะ ที่จะมิมีเรื่องเพศเมียมาเกี่ยวข้อง

แต่เมื่อช้างไม่ไป ตนจะทำอย่างไรได้ ...ทว่าก็ยังพอจะเหลือหมวดเปรมอีกคน  ที่คาดว่าน่าจะพออาศัยไหว้วานได้ คงไม่น่าจะเป็นภาระอะไรมากมายนักกับนายตำรวจเพื่อนสนิทผัวผู้นั้น

“ฝากดูเต้ยด้วยนะหมวด อย่าให้เกเรมากนัก และอย่าให้ดื่มหนักนักล่ะ”

มณีน้อยส่งข้อความหานายตำรวจหนุ่มทันที และมินานทางปลายทาง ก็ได้อ่านข้อความของมูนแล้ว..เสียงระบายลมหายใจหนักหน่วง ดังขึ้น หากก็คงยังมิเท่า ประโยคบางประโยค ที่กำลังดังกึกก้องกลางสมองของเขาในตอนนี้

‘มูนเราขอโทษ เราจำเป็นต้องทำจริงๆ’

 แล้ววันกำหนดเดินทางก็มาถึง สนกับทัด มารับเต้ยที่บ้านสวนตรงตามเวลานัดหมาย สองหนุ่มเพื่อนสนิท ดูร่าเริงสดใสเฉกเคย พอๆกับเต้ยที่ยิ้มร่ารอรับ ทั้งสองหนุ่มเข้ามาทักทายเจ้าซันที่กำลังเริ่มงอแงแลจะตามเต้ยไปด้วย จนมูนต้องบอกให้ป้าเมี้ยนพาเจ้าตัวดีเจ้าลูกไฟตัวน้อยนี่เลี่ยงออกไปเสียอีกทาง ส่วยตนเองนั้นก็คุยกับเพื่อนผัวเพียงครู่แล้วทำท่าจะเลี่ยงออกไปบ้าง แต่เต้ยก็รั้งไว้

“จะไม่รอส่งผัวหน่อยเหรอครับ” เจ้าตัวไม่พูดเปล่า  แถมยังเอียงข้างแก้มมาให้มูนด้วย มีหรือมูนจะมิรู้ว่าเขาต้องการสิ่งใด

“อายสนกับทัดเขาน่าเต้ย” มณีน้อยตอบไปอย่างเอียงอาย

“อายทำไม ...มานี่” 

สำหรับเต้ยนั้นไม่พูดเปล่า ดึงตัวมูนที่มิทันระวังเข้าไปหอมแก้มเสียเอง ไม่อายเพื่อน อายฝูงที่ยืนอยู่ และกระซิบข้างๆหู เพียงพอให้ได้ยินเพียงแค่สองต่อสอง

“รู้นะว่าน้อยใจ แต่เต้ยไปไม่กี่วัน เดี๋ยวก็กลับมา ...หายงอนได้แล้ว”

“ไม่ได้งอนซะหน่อย”

มูนตอบพร้อมกับพยายามเบี่ยงตัวออก เพราะเขินสนกับทัดยิ่งนัก ที่จู่ๆผัวตนเกิดอยากจะโรแมนซ์ขึ้นมา  เต้ยจะรู้ได้ไงว่าตนน้อยใจก็สุดจะรู้ ...รู้แต่เพียงว่า ควรจะทำแบบนี้ในที่ลับตาเสียตั้งแต่หลายคืนก่อนมากกว่า จะได้ทำงอนให้ดูคุ้มค่ากับการง้องอน

“ไม่งอนแน่นะ ก็ดี งั้นไปล่ะ” เต้ยพูดจบก็รังแกมูนไปอีกฟอดใหญ่ แล้วเดินขึ้นรถ และก่อนจะปิดประตูรถนั้น ก็หันมาพูดให้มูนสะดุ้งเล่นๆ เหมือนจะรู้อีกว่ามูนกำลังกังวลเรื่องใด

“แล้วจะหาเมียบ่าวมาฝาก”

ทั้งสามหนุ่มหัวเราะกันลั่น เล่นเอามูนยืนเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟันจนรถแล่นออกลาลับ  นี่ถ้ายังอยู่ใกล้ๆมือ คงซัดให้เสียสักฉาดสองฉาด...ถึงจะรู้ว่าเต้ยนั้นกวนประสาทเล่น  แต่มันก็ทำให้กังวลใจพิกล แล้วถ้าเกิดพามาจริงๆเล่า ตนจะทำอย่างไร

‘ฉาดสองฉาด’ กับเมียบ่าวนั้นไซร้ ....คงเป็นคำตอบของทั้งมวล
ในเมื่อลงกับผัวไม่ได้ ...ก็จะยอมลดตัวมาลงกับเมียบ่าวก็คงจะสมเหตุสมผล

เอาให้รู้กันไปเลยว่านิยายน้ำเน่า ผัวๆเมียๆ เนี่ย ....มันมีจริง
เรื่องของศักดิ์ของศรี เพศผัวไม่ได้มีแต่ฝ่ายเดียว ... เพศเมียก็มี และรับรองว่า มันใหญ่ระดับชาติ

เต้ยหนอเต้ยไม่น่าไปจูดประเด็นในเรื่องที่ไม่ควรจุด เจ้าหมาบ้ามันจะรู้ไหมว่านอกจากมันจะจุดประเด็นให้กับเมียแล้ว มันยังทำให้ตาขวาของเมียเริ่มกระตุกอย่างไม่ควรจะเป็น และมันก็กระตุกอีกเกือบแปดถึงเก้าชั่วโมงเป็นระยะต่อเนื่องให้หลังจนกระทั่งผัวถึงมุกดาหาร และที่นั่นนั้นเอง ผองเพื่อนก๊วนชายของเจ้าบ่าวก็เฮละโลรอรับกันที่โรงแรม โดยเฉพาะหมวดเปรมที่ยืนยิ้ม แต่เป็นยิ้มที่ไม่ค่อยจะออก

“ไอ้ห่าหมวด ...มึงยังมีชีวิตอยู่เหรอ แล้วทำไมหน้ามึงอมทุกข์อย่างนั้นวะ” เต้ยร้องทักขึ้นทันใด โผเข้าไปกอดคอ ตามประสาเพื่อนที่ไม่เจอกันเป็นเดือน “กูโทร.หาตั้งหลายทีก็ไม่เสือกรับสาย แม่งซดครีมอยู่หรือไงวะ”

“อีเหี้ยช้างอีกล่ะสิ ...อีนี่สันดานโทรโข่ง” เปรมพาดพิงถึงอีคู่ปรับคนสนิทเข้าให้ คงไม่ถามหรอกว่าเต้ยรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่กลับเล่าให้เต้ยฟังในสิ่งที่อีช้างรู้ไม่หมด “คนนี้ตัวจริงว่ะ ทีแรกก็ไม่ได้ปิ๊งปั๊งอะไรหรอก แต่กูต้องติดตามพ่อเขาบ่อยๆ ได้คุยกันหลายหนเข้า ก็เลยรู้ว่าใช่ เลยลองคบกันดู”

“แล้วว่าที่พ่อตามึง ท่าน ผบตร. ไม่ว่าเอาหรือไงวะ”

“จะไปว่าอะไร ก็ว่าที่พ่อตากูเนี่ยแหละเป็นพ่อสื่อ”

“เฮ้ยยย จริงอ่ะ”

“จริงสิวะ ...ไป เหอะ เข้าไปคุยกันข้างในต่อ ไอ้แบงค์มันเช่าห้องจัดเลี้ยงสำหรับพวกเราโดยเฉพาะ” ว่าแล้วเปรมก็ กอดคอพาเต้ยเดินเข้าด้านในห้องจัดเลี้ยง และในที่นั้นเอง เต้ยก็ไม่คาดคิดว่าจะเจอใครบางคน

“ไอ้พี่อั๋น”

ไอ้พี่อั๋นที่ว่า คือชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ทะมัดทะแมง รูปร่างดูก็รู้ว่าเข้าฟิตเนสบ่อย มีดีกรีเป็นถึงสจ๊วตของสายการบินดัง และไอ้พี่อั๋นคนนี้นี่แหละ มันคือคนคนเดียวกับที่ตนเคยถีบยอดอกจนตกทะเลเพราะหมายมั่นพระจันทร์ของตนมาแล้ว

“ไงวะไอ้เต้ย ไอ้ตัวแสบ ไอ้ผู้ร้ายปากแข็ง ใช้มุขปัญญาอ่อน หาเรื่องไปแกล้งเขา ไปด่าเขา ที่แท้มึงก็แอบดอดมาคาบพระจันทร์ของกู ”

“ของมึงที่ไหนกันล่ะครับคุณพี่อั๋น พระจันทร์ดวงนั้นมันเป็นของผมมานานแล้ว พี่นั่นแหละมาทีหลัง” เต้ยสวนกลับเข้าให้ ดีนะที่อารมณ์ดี ถ้าอารมณ์ไม่ดี ตีนคงตวัดไปให้อีกรอบ มันทักมาอย่างนี้ คาดว่าคงรู้เรื่องเขากับมูนจนดีมาแล้ว

“มึงนี่มันกวนตีนไม่เปลี่ยนเลยนะไอ้เต้ย” ฝ่ายพี่อั่นก็ไม่ยักโกรธ กล่าวยิ้มๆ แล้วตบไหล่เต้ยเบาๆ “ช่างมันเหอะว่ะ เรื่องมันนานแล้ว ถึงกูดันทู่ซี้จีบน้องมูนต่อ มันก็คงไม่เกิดประโยชน์หรอก เพราะน้องมูนเขาเคยบอกกูแล้วว่า เขามีคนบางคนที่รักอยู่แล้ว แต่กูก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นมึง”

“โอ๊ย เอาน่า พี่อั๋น ไอ้เต้ย ทำเป็นคนแก่ๆ รื้อฟื้นความหลังกันไปได้ ไป๊กินเหล้า โน่นๆ ไอ้แบงค์มาโน่นแล้ว” 

เปรมตัดบทมาให้ และทั้งหมดก็เริ่มกรูกันไปหาว่าที่เจ้าบ่าว แล้วปาร์ตี้สละโสดก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ คืนนี้ไม่เมาก็คงไม่เลิก ไม่เร้าใจก็คงไม่ใช่แบงค์ ว่าที่เจ้าบ่าวลงทุนจัดสาวๆพริ๊ตตี้ตัวท็อป นุ่งน้อยห่มน้อย มาเต้นขยี้ความมันให้หนุ่มๆร่วมสามสิบคนได้ดูกันจนคันหัวใจเล่น แถมยังมีบางส่วนมาคอยชงเหล้าให้บรรดาเพื่อนๆหลายกลุ่มของว่าที่เจ้าบ่าวกระดกแล้วกระดกอีก

ทว่าเต้ยเห็นแล้วก็ผิดหวังกับงานปาร์ตี้นัก เพราะด้วยความที่เป็นคนรสนิยมสูง ช่างเลือก เจอแบบนี้เข้า จึงไม่ค่อยถูกจริตเท่าไร คนข้างกายของเขาทุกคนต้องราคาแพง แต่แม่สาวๆพวกนี้ ระดับชั้นมันห่างไกลเกินที่จะเรียกใช้มาถวายงาน...เต้ยจึงรับเพียงเหล้า แล้วเดินชนแก้วกับเพื่อนๆไปเรื่อย โดยมีเปรมเดินตามห่างๆ ทิ้งให้นังพวกดรุณีศรีบิ๊กอาย อันคล้ายปลาตาเหลือกเหล่านั้น มองตามจนน้ำลายสอ

“ไอ้เต้ยมานี่ มาคุยกันต่อ” แล้วจู่ๆ ไอ้พี่อั๋นก็เรียกอีกรอบ และคงมีพี่อั๋นอีกคนที่ไม่ใส่ใจไยดีแม่พวกนั้น

“คุยอะไรอีกวะพี่”

“ก็กูจะถามเรื่องยายเกรซ ว่าตอนที่มึงเลิกกับเขามาหามูนน่ะ ยัยนั่นไม่โวยวายเลยหรือวะ”

“ไม่หรอกพี่ ก็จบลงด้วยดีทั้งองฝ่าย แม้จะเสียศูนย์กันไปบ้าง แต่เขาก็ไปตามทางของเขา ผมก็มาตามทางของผม ป่านนี้นั่งจิบไวน์อยู่ส่วนไหนของฝรั่งเศสแล้วก็ไม่รู้ ”  ในเมื่อไอ้พี่อั๋นมันอยากรู้ เต้ยก็เลยสรุปสั้นๆให้ฟัง แต่แล้วพี่อั๋นก็รีบแทรกขึ้นมาโดยที่เต้ยพูดยังมิทันจะจบดี

“เฮ้ยยย ไม่นะโว้ย กูว่ากูเห็น ยัยเกรซแว่บๆ เมื่อตอนเย็นตรงล็อบบี้โรงแรมนี้นี่เอง กูว่า....” ถึงคราวที่นายพี่อั๋นต้องพูดมิทันจบบ้างเพราะนายตำรวจหนุ่มรุ่นน้องที่เดินมาจากทางไหนไม่รู้ เข้าแทรกบทสนทนามาทันควัน

“หูยพี่ จะเป็นไปได้ยังไง คนเขาอยู่ถึงยุโรป ...ป่ะไอ้เต้ย กูรู้ว่ามึงไม่ชอบ ไปนั่งจิบบรั่นดีที่เล้านจ์ของโรงแรมดีกว่า”

แล้วหมวดเปรมก็ลากเต้ยออกไปพลัน ทิ้งไอ้พี่อั๋นตาดีไว้อย่างนั้น ...แต่จะเรียกมันตาดีก็คงไม่ถูกนัก เพราะถ้ามันตาดีจริง มันต้องเห็นเขา กำลังยืนเช็คอินอยู่ไม่ไกล 

“เกือบไปแล้ว”

“เกือบอะไรวะ” เต้ยถามขึ้นทันที มองเพื่อนแปลกๆ “ วันนี้มึงเป็นอะไรของมึงเนี่ย ตามกูแจจัง ไอ้หมวด ”

“ก็เมียมึงสั่งมาไง”

เต้ยฟังคำตอบแล้วก็หัวเราะได้เบาๆ ไม่กล่าวอะไรต่อ เดินมุ่งหน้าไปหาเพื่อนกลุ่มนักบาสที่แยกจากกลุ่มใหญ่ออกมานั่งรอกันอยู่ก่อนแล้ว แต่ก่อนจะเดินเข้าถึงไปนั้น เปรมก็ถามขึ้นว่า

“ไอ้เต้ย  ถ้าวันหนึ่ง กูทำให้มึงโกรธหรือผิดหวัง มึงจะเลิกคบกูไหมวะ”

“มึงถามเหี้ยอะไรเนี่ยไอ้หมวด กูว่ามึงแปลกๆนะ หน้าก็หมอง มึงโดนของหรือเปล่า”

 เต้ยไม่ยักกะตอบคำถามนั้น ส่ายหน้าแล้วเข้าไปรวมกลุ่มกับเพื่อนที่เหลือทันที เพื่อนที่รออยู่ก็ช่างแสนดี ส่งแก้วบรั่นดีให้พลัน และด้วยความที่เป็นเหล้านอกชั้นเลิศ หาได้ยาก เต้ยจึงเติมแล้วเติมอีก ท่ามกลางสารพันเรื่องราวที่เหล่าเพื่อนสนิทกลุ่มนักบาสต่างหยิบยกมา คงมีแต่เปรมคนเดียวละมังที่นั่งเงียบคอยฟัง และรอว่าเมื่อไหร่วงเหล้าและเรื่องเล่าจะจบลง 

เวลาจะผ่านไปสักเท่าใดเต้ยก็มิทราบ ทราบแต่ว่า  วันนี้รู้สึกเมาเร็วจัง คงจะเพราะไม่ได้ดื่มนานก็เป็นได้ หะแรกก็รู้สึกเล็กๆน้อยๆ แต่ใครจะเชื่อว่าผ่านไปได้แค่แว่บเดียว หนังตาก็แทบลืมไม่ขึ้นแล้ว เป็นอย่างนี้จะเดือดร้อนใครอีกได้ นอกเสียจากเปรมศักดิ์เพื่อนรัก ที่อาสาพาเพื่อนขึ้นไปยังห้องพักทันใด

“เดี๋ยวกูลงมา ไอ้เต้ยท่าจะไม่ไหว พามันไปนอนก่อน เดี๋ยวมูนรู้จะด่ากูเอาว่าไม่ช่วยดูแล” เปรมหันมาบอกกับสนที่เริ่มมึนๆ แต่ก็ยังพอเจรจารู้ความ บอกเบอร์ห้อง บอกชั้นได้ถูก

“เออ เอาคีย์การ์ดไป อยู่ชั้นสิบสอง  ห้องสิบสองศูนย์สี่”

เปรมรับคีย์การ์ดมาพลัน แล้วพยุงเต้ยขึ้นลิฟท์ตรงล็อบบี้ ...เปรมเพื่อนรักควรจะกดเลือกชั้นสิบสองแต่ก็ไม่ ร้อยตำรวจโทหนุ่ม กลับกดชั้นสิบหกแทนที่ และ ณ ชั้นนี้นี่เอง มี่บางคนกำลังรอต้อนรับอยู่  และคน..คนนี้นี่เอง ก็กำลังกำจายกลิ่นกุหลาบนจากกลางดอก อยู่หน้าประตู เรียบร้อยแล้ว

“กลิ่นน้ำหอมอารายวะ ...คู้นนน จัง” เต้ยปรือตาไม่ขึ้นหากก็ยังขับเสียงอ้อแอ้ได้ ผิดกับเจ้าของเสียงใสดุจระฆังเงิน ที่มองเปรมอย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก 

“ทำไมถึงพามาแบบเมาๆ อย่างนี้จะคุยกับเขารู้เรื่องไหมเนี่ย”

“แล้วถ้าคิดว่าตัวเองมีปัญญา พามาได้แบบไม่เมา ... จะมาเดือดร้อนฉัน ให้ฉันต้องทรยศเพื่อนทำไม” เปรมตอกกลับไปเช่นนั้น แล้วหักใจหันหลังกลับ ในใจพูดได้แต่ประโยคที่ว่า ‘ไอ้เต้ย กูขอโทษ’ ได้เพียงเท่านั้นจริงๆ

ทางฟากฝ่ายคนรอรับ แม้จะไม่สบอารมณ์นัก หากแต่ก็จำยอมพาอดีตคนเคยคุ้นเข้าไปในห้อง แม้จะทุลักทุเลนัก หากแต่ก็มิได้เป็นอุปสรรคอันใดมาก  คนเมาเองก็คล้ายเสมือนจะรู้สึกตัวอยู่บ้าง ... รู้ว่ากำลังถูกวางลงบนเตียง หากแต่เปลือกตาก็ปรือขึ้นไม่ไหว ฆานประสาทแม้จะได้กลิ่นกุหลาบหอมเคยคุ้น แต่ร่างกายนี้สิมิได้มีแรงตอบสนอง

“จะคุยยังไงกันล่ะทีนี้”

เกนหลงเปรยกับตัวเอง และพอสิ้นเสียงใสความคิดบางอย่างก็ผลุดวาบขึ้นมาในชั่ววินาที และเป็นวินาทีที่ ‘ชั่ว...ชีวิตรอเอาคืน’ ด้วยความรวดเร็ว พวงองุ่นดำถูกล้วงออกมาจากกางเกงทันใด

“เซย์ฮัลโหล กันหน่อยนะมูน”

แม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยละลาบละล้วง เรื่องส่วนตัวในโทรศัพท์ของเต้ย แต่ก็หาใช่ว่าจะไม่รู้วิธีปลดล็อคและใช้งาน มิใช่หรือ และยิ่งโดยเฉพาะวิธีถ่ายรูปเซลฟี่นั้น ตนถนัดนัก ครั้นแล้วมือหนึ่งจึงถือโทรศัพท์ ส่วนตัวนั้นเล่า ลดลงขยับ ลงไปซุกอิงแอบแนบอกเต้ย อย่างที่เคยทำตอนอยู่ด้วยกันเมื่อหลายเดือนก่อนไม่ผิดเพี้ยน  และพอเสียงแชะจบลงเท่านั้นเอง คอนแทคลิสต์ ตามพินก็ปรากฏขึ้น แล้วรูปทั้งรูปก็ถูกส่งหา ผู้ที่ใช้ชื่อว่า....มณีจันทร์ ภายในเสี้ยววินาที

“เหอะ มณีจันทร์ อัครพงศธร”

แลภายในไม่กี่วินาทีอีกเช่นกัน อันให้หลังนี้เอง ...คำว่า รีซีฟ ก็ปรากฏขึ้นยังหน้าจอบทสนทนา
เกนหลงจะรู้ไหมหนอว่าตนนั้น .....กลายเป็นคนหายของมูนเข้าให้แล้ว

ไอ้คนหาย คนนี้เอง ที่เต้ยพยายามกำจัดและลดบทบาทมิให้มันมีตัวตน ...แต่เกนหลงกลับปลุกให้มันมีชีวิตอีกครั้ง
แม่คุณหลวงดอก..กุหลาบ  กระทำการปลุกได้อย่างน่าดูน่าชมแท้

“ขอรำลึกความหลังสักคืนนะมูน เสร็จธุระแล้วจะคืนให้ ”

และเพียงเท่านี้ เท่านี้เองจริงๆ มณีจันทร์ ก็ได้รับรู้แล้วว่า ...คุณหลวงที่หายไปนานนั้น เขาอยู่ ณ แห่งหนใด

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๒๖ นะคะ

ขอบพระคุณ คุณroute rover คุณujen และคุณ blove   มากๆนะคะ ที่ยังติดตามอ่านและให้กำลังใจเสมอมา

ออฟไลน์ ujen

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +183/-13

ออฟไลน์ FanclubPong

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
เกนหลงนังงูพิษ หมวดเปรมจะไปอะไรกับนังงูพิษทำแบบนี้เท่ากับเป็นเพื่อนทรยศจะเสียทุกอย่างไม่เหลืออะไร

ออฟไลน์ poshbear

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
 กลับกันภาษาที่ใช้เขียนเป็นตัวที่ทำให้ตัวนิยายดูมีอะไรที่ดึงดูดนะครับ ความไม่เหมือน และความไพเราะของภาษา เมื่อก่อนจึงมีคนอ่านหลายแสนเลย สัญญาว่าจะพยายามเขียนนิยายให้ดี แล้วก็สัญญาด้วยนะครับว่าอย่ากดดันตัวเอง และอย่าทำให้ตัวเองเครียดนะครับ เป็นกำลังใจให้นะครับผม แล้วก็รอตอนต่อไปครับ

 :L2: :3123: :L1:

ออฟไลน์ Jaymezc

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คิดถึงคุณหลวง คิดถึงแม่มะลิ คิดถึงเจ้าลูกไฟน้อย
ตามอ่านมาตั้งแต่สมัยลงนิยายครั้งก่อน จนทุกวันนี้
ดีใจที่กลับมาลงครับ

ปอลิง. อย่าลืม “อัศวินดารา” อีกเรื่องนะครับ

ออฟไลน์ route rover

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
มูนต้องลุยนะ พาเจ้าซันน้อยไปถางไปตัดกุหลาบทิ้ง อย่าให้เหลือซาก นังกุหลาบ  :m16:

รออ่านต่อค่ะ.  :L1:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1185
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-0

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8018
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-11
หมวดเปรม ผิดเต็มๆ  :z6: :z6: :z6:
ผิดทั้งกับเพื่อนซี้เต้ย ที่คบกันมายาวนาน  :z3:
และผิดกับมูนที่ฝากฝังให้ดูแลเต้ย  :angry2:
เหอะๆ....เต้ย ตกหลุมพรางทั้งของเพื่อน  :เฮ้อ:
กับเจอหนามกุหลาบทายาพิษแล้ว  o22 :fire: :angry2:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 103
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
รอรอรอ ความเข้มข้นกำลังจะเริ่มต้นขึ้น กุหลาบส่งกลิ่นมาแล้ว วสุ-มณีจันทร์ สู้ๆ เกรซเข้าตำราแพ้แล้วพาล

ออฟไลน์ oiw08

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
โอ้ยยยย ทำไมหมวดเปรมเป็นคนแบบนี้  :angry2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ blove

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-0
หึหึหึ!! เอาละ งานนี้มูนคงได้เช็คบิลจริงๆซะทีเถอะ ใครจะอยู่ใครจะไปใครจะพังบ้าง รออัพสถานะกันเลย! หึ!! **แสยะยิ้ม** ฮ่าๆ //ครั้งนี้เต้ยไม่ได้ผิดแต่ก็ไม่ระวังตัว จะรอฟังเงื่อนไขของนางกับเรื่องลูก ถ้าจะขี้ตู่ให้เต้ย นะหรอ หึ!! คุณน้องอัยจะจัดแท๊กนี้ให้นางเอง #นังเกรซโป๊ะแตก เดี๋ยวช่วยปั่นแท๊กเอง 555 ส่วนไอ้ผู้หมวดนั้น คงไม่เหลือสภาพดีเพราะโดนนังช้างตืบ 555 ใจจริงอยากให้คุณนังช้างบอยคอตไอ้ผู้หมวดสักปีไปเลยนะ เขาคงเหงาปากน่าดู แล้วหันไปโมตัวเองหาผัวใหม่ไฉไลกว่าเดิม เขาก็จะมีเมียแล้วไง ตัดใจซะเถอะว่ะช้าง สงสาร 555 ตามจริงช้างเป็นคนตลก ร่าเริงจริงๆหรือว่ากลบเกลื่อนความในใจ ดูเหมือนครอบครัวจะไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ หรือป่าว?? แบบพ่อก็เจ้าชู้ แม่ก็เสียใจงี้ ที่แดกจนอ้วนนี่เพราะเครียดปะวะ แบบเออช่างแม่งไม่สนเรื่องไรแล้ว กูจะแดกอย่างเดียวงี้ 5555  ว้อยยยอยากให้นางเจอคนรักดีๆ ตอนมูนมีปัญหา นางก็ช่วยตลอด แล้วนางอ่ะเป็นยังไงบ้าง อ้าวนี่เป็น FC นังช้างไปแล้ว พูดถึงเยอะเลย 55555 //ต่อเรื่องของมูนนะ ก็นั่นละรอดูว่านางจะเสนอเงื่อนไขไร มูนจะตัดสินใจยังไง เต้ยด้วย เวลานี้ทุกคนควรได้รู้ความจริง หมวดเปรมจะกล้ารับสารภาพไหม ถ้าไม่ น้องอัยจัดไปอย่าให้เสียถ้าเรื่องมันเลยเถิด เดาไม่ถูกเลยว่าแต่ละคนจะเอายังไง รอเต้ยตื่นก่อน งานเข้าแล้วละ ตอนนี้คือได้แค่รอ แล้วก็รอตอนต่อไปด้วยค่ะ 555 เออเห็นด้วยนะ ท่าจะปวดหัวมาก สำเนาเต้ยตั้ง 2 ฉบับ เจ้ามอสและลูกซัน มูนจะไหวไหมละเนี้ย 5555555 สนุกมากโว้ยยยยยยยยย ติดงอมแงม ขอบคุณนะคะที่มาต่อเรื่อยๆ รรรรค่า

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 103
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
หึหึหึ!! เอาละ งานนี้มูนคงได้เช็คบิลจริงๆซะทีเถอะ ใครจะอยู่ใครจะไปใครจะพังบ้าง รออัพสถานะกันเลย! หึ!! **แสยะยิ้ม** ฮ่าๆ //ครั้งนี้เต้ยไม่ได้ผิดแต่ก็ไม่ระวังตัว จะรอฟังเงื่อนไขของนางกับเรื่องลูก ถ้าจะขี้ตู่ให้เต้ย นะหรอ หึ!! คุณน้องอัยจะจัดแท๊กนี้ให้นางเอง #นังเกรซโป๊ะแตก เดี๋ยวช่วยปั่นแท๊กเอง 555 ส่วนไอ้ผู้หมวดนั้น คงไม่เหลือสภาพดีเพราะโดนนังช้างตืบ 555 ใจจริงอยากให้คุณนังช้างบอยคอตไอ้ผู้หมวดสักปีไปเลยนะ เขาคงเหงาปากน่าดู แล้วหันไปโมตัวเองหาผัวใหม่ไฉไลกว่าเดิม เขาก็จะมีเมียแล้วไง ตัดใจซะเถอะว่ะช้าง สงสาร 555 ตามจริงช้างเป็นคนตลก ร่าเริงจริงๆหรือว่ากลบเกลื่อนความในใจ ดูเหมือนครอบครัวจะไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ หรือป่าว?? แบบพ่อก็เจ้าชู้ แม่ก็เสียใจงี้ ที่แดกจนอ้วนนี่เพราะเครียดปะวะ แบบเออช่างแม่งไม่สนเรื่องไรแล้ว กูจะแดกอย่างเดียวงี้ 5555  ว้อยยยอยากให้นางเจอคนรักดีๆ ตอนมูนมีปัญหา นางก็ช่วยตลอด แล้วนางอ่ะเป็นยังไงบ้าง อ้าวนี่เป็น FC นังช้างไปแล้ว พูดถึงเยอะเลย 55555 //ต่อเรื่องของมูนนะ ก็นั่นละรอดูว่านางจะเสนอเงื่อนไขไร มูนจะตัดสินใจยังไง เต้ยด้วย เวลานี้ทุกคนควรได้รู้ความจริง หมวดเปรมจะกล้ารับสารภาพไหม ถ้าไม่ น้องอัยจัดไปอย่าให้เสียถ้าเรื่องมันเลยเถิด เดาไม่ถูกเลยว่าแต่ละคนจะเอายังไง รอเต้ยตื่นก่อน งานเข้าแล้วละ ตอนนี้คือได้แค่รอ แล้วก็รอตอนต่อไปด้วยค่ะ 555 เออเห็นด้วยนะ ท่าจะปวดหัวมาก สำเนาเต้ยตั้ง 2 ฉบับ เจ้ามอสและลูกซัน มูนจะไหวไหมละเนี้ย 5555555 สนุกมากโว้ยยยยยยยยย ติดงอมแงม ขอบคุณนะคะที่มาต่อเรื่อยๆ รรรรค่า

อ่านคอมเม้นนี้แล้วเพลิน อินตามเลยค่ะ555 ได้อารมณ์สุดๆ ชอบๆ :katai2-1:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๒๖ ขุดราก ถอนโคน

คงมิต้องรอให้สมองสั่งการใดๆ เจ้าของคอนแทคนาม ‘มณีจันทร์’ ผู้อยู่ยังฟากฝั่งปลายทางก็ใช้นิ้วเรียวกดแป้นแบล็คเบอร์รี่ ตอบกลับไปในทันใด ครั้งนี้คงเป็นครั้งแรกในชีวิตกระมังที่เจ้าตัวละเลียดแป้นพิมพ์ได้เร็วที่สุด

“คุณหลวง....นี่มันอะไรกัน”

“เกนหลงจ้ะ ไม่ใช่คุณหลง คุณหลวงอะไรหรอก” กุหลาบจำแลงหัวเราะเบาๆยามตอบกลับ รู้สึกสนุกนักยามได้กวนตะกอนยั่วต่อ “ก็อย่างที่เห็นในรูปแหละจ้ะ เกรซอยู่กับเต้ยที่นี่ ที่มุกดาการ งานแต่งของนายแบงค์ เลยเอาบีบีเต้ยมาถ่ายรูปคู่กันส่งให้มูนดู”

“เป็นไปได้ยังไง”

“ทำไมถึงจะเป็นไปไม่ได้ ...แล้วนี่ทำไมเต้ยถึงไม่พามาด้วยละจ๊ะ เอ...หรือว่าเขาไม่กล้าพาออกหน้าออกตา แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะมูน เกรซจะดูแลเต้ยให้อย่างดีเลย บ๊าย”

นี่ถ้าหากว่ามูนอยู่ทางต้นทาง มูนคงจะได้ยินเสียงหัวเราะร่านอันต่างกับหัวเราะร่วนที่เคยขนานนามให้กับเกรซเมื่อครั้งเหตุการณ์ ณ ฟากฟ้าทะเลฝัน หากแต่ครั้งนี้สรรพสำเนียงเสียงรอบข้างมันคล้ายจะสงัดลงชั่วขณะ สมองอันอึงอลเริ่มปะติดปะต่อลำดับความ แต่ถึงแม้เกนหลงจะมิขยายความ ข้อความแรกกับรูปที่เห็น มันก็พอจะบอกได้เป็นอย่างดีว่าอะไรเป็นอะไร ‘นัดกันไปเจอหรือยังไง’ ถึงว่าไม่ยอมให้ไปด้วย ทว่านั่นมันก็ยังไม่มีอะไรสำคัญเท่า  “ใครคือใคร” และนี่ใช่ไหมคือเหตุที่ทำให้ตนตากระตุกมาทั้งวัน

“เต้ย....กับ คุณหลวงในบีบี เป็นคนๆเดียวกัน” คิ้วเรียวได้รูปเริ่มขมวดเป็นปม และครั้งนี้ก็ฉลาดพอที่จะไม่พูดออกไปว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ... เหตุผลที่ทำต่างหากเล่าคืออะไร และเพื่ออะไร

“เต้ยจะทำไปเพื่ออะไร แสดงว่าที่ผ่านมา นายคุณหลวงที่หายไปนี่ อยู่กับเรามาโดยตลอด” เสียงนุ่มกระด้างขึ้นเล็กน้อย ยามพูดกับตัวเอง หลากหลายเหตุการณ์ปะติดปะต่อได้เองเพียงแค่รู้ว่านายคุณหลวงคือใคร ทว่าหลายหลากเหตุการณ์นั้น มันก็คงมิมีอะไรสำคัญเท่ากับการณ์เฉพาะหน้าที่ต้องจัดการในขณะนี้ ใช่ว่าจะไม่จัดการกับเต้ย แต่นั่นมันต้องหมายถึงจัดการเรื่องนี้ให้จบก่อน เพราะเรื่องที่ต้องจัดการกับเต้ยมันมีหลายเรื่องเหลือเกิน

“ถ้าคิดว่า ทำอย่างนี้แล้วดี เราก็จะได้เห็นดีกัน” เสียงนุ่มๆยังคงแปลกแปร่งไปจากเดิม ยามเปรยออกมากับตัวเอง มิรู้ว่าที่พูดไปนั้นจะส่งความไปถึงใครดี แต่ที่แน่ๆ ประโยคปิดท้ายที่ส่งผ่านบีบีไปน่ะสิ มันระบุตัวตนคนรับชัดเจน

“ งั้นพรุ่งนี้เราคงได้เจอกันนะเกนหลง ไหนๆก็มาทั้งที อยากต้อนรับให้หายคิดถึง บ๊าย”

มูนมิสนใจหรอกว่าประโยคสุดท้ายของตน ปลายทางจะอ่านหรือไม่ เพราะการไปเยือนด้วยตัวเองยังปลายทางต่างหากที่สำคัญกว่า และการไปครั้งนี้ จำต้องไปด้วยสมองล้วนๆ มั่นใจจะไม่ใช้อารมณ์ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายถนัดนักในเรื่องกวนตะกอน และยิ่งช้าในการจัดการมันก็ยิ่งคาราคาซัง อย่างที่เต้ยเคยให้เหตุผลตอนกำจัดก้อง 

ครานั้น มันเป็นเรื่องของฝ่ายหน้า....ครานี้ มันเป็นเรื่องของฝ่ายใน
ฉะนี้แล้ว ถึงเวลาเสียทีที่ฝ่ายหน้าควรมีหน้าที่แค่ดูอย่างเดียวบ้าง

คงถึงคราวแซะกอดอกขึ้นมาเกลี่ย
กุหลาบเรี่ยเติ้ยติดจิตพิษสง
ครั้นจะเอามือเขี่ยไปในดง
ซากมันคงจะติดมือน่าชิงชัง

เป็นมะลิเขายกแล้วขึ้นหิ้งสูง
ดุจนกยูงล้ำค่าตามเขาหวัง
กุหลาบแค่กลิ่นแรงเสียงลือดัง
เอาตีนหยั่งแหย่แทนมือย่อมเพียงพอ

“ชีวิตของเรา ยอมให้เต้ยรังแกแค่คนเดียว ...คนอื่นไม่มีทาง”

แลเมื่อตัดสินใจได้ แบล็คเบอร์รี่จึงถูกใช้ส่งสานส์ไปยังฝ่ายในด้วยกัน ผู้ซึ่งเคียงบ่าเคียงไหล่มาแต่ครั้งมัธยม นั่นก็คงไม่พ้นช้าง และแม่เพื่อนรักคนนี้ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยสักนิด

“ฮัลโหลช้าง ...ไปงานแต่งแบงค์กับเราด่วน ตอนนี้เกนหลงมาอยู่กับเต้ยที่นั่น เดี๋ยวเราส่งรูปให้ดู”

“อะไรนะ....อีนั่นมันมาได้ไง” ไม่ว่าจะกี่ทุ่มกี่ยาม เสียงแปร๋นก็มีอยู่เสมอ

“ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวเจอแล้วค่อยคุย เราต้องไปถึงที่นั่นโดยเร็วที่สุด”

“โอเคอีมูน หร่อนมาหาฉันที่คอนโด เอารถหร่อนไว้ที่นี่ แล้วเอารถฉันไป ตามนี้”

“แล้วเจอกันช้าง”

ครั้นพอวางสาย มูนก็ไม่รอช้า เรียกป้าเมี้ยนมา บอกแค่ว่าตนมีธุระด่วน ฝากป้าเมี้ยนดูแลเจ้าซันให้ดี เมื่อสั่งความและเก็บเสื้อผ้าเดินทางเรียบร้อย มณีน้อยจากอัมพวา ก็ลอยละลิ่วเข้าสู่พระนคร เพื่อไปสมทบกับนางพญาคชสาร นี่คงเป็นอีกครั้งที่มูนเหยียบเกินร้อย ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงที่หมาย และเมื่อพบกันมินานโฟร์วีลคันใหญ่จากเพนียดระฟ้า ก็ห้อตะบึงมุ่งไปมุกดาหารทันที

แสงแดดอ่อนๆสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวชั้นใน ซึ่งมีสีทึบอีกชั้นกางกั้นอยู่ด้านนอก ผ่านบานหน้าต่างชั้นสิบหกของห้องพักใจกลางเมือง เข้าไปกระทบหน้าหมาบ้าหนุ่มที่ยังนอนในท่าเดิมไม่ผิดเพี้ยนไปจากเมื่อคืน นับเป็นนาฬิกาปลุกอย่างดีที่ทำให้เปลือกตาอันหนานัก ค่อยๆปรือขึ้น แสงสว่างที่เริ่มจ้า ทำให้จับภาพได้ลางเรือนในแว่บแรก ครั้นพอทิ้งไว้สักพัก ภาพที่เห็นตรงหน้า มันก็ทำให้เขากระเด้งตัวได้ขึ้นมาจากเตียงทันที

“นี่มันไม่ใช่ห้องเรานี่หว่า เฮ้ย....นะ นี่ มัน”

สายตามิได้จับภาพเพียงแค่รายรอบห้องพักหรอก หากยังมีเจ้าของร่างงามระหงกับผมที่ไดร์ให้มีวอลลูมทรงเดิมที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใดแม้จะเห็นเพียงข้างหลังเขาก็จำได้ดีว่าเป็นใคร แถมยังมีกลิ่นกุหลาบกรุ่นอันเคยคุ้นกำจายอ่อนๆ และยังไม่ทันที่จะเอ่ยนามเรียกขาน เจ้าของร่างนั้นก็หันกลับมาทักทาย ด้วยเสียงใสเสียงเดิมที่เคยได้ยินแทบทุกวันเมื่อสี่ซ้าห้าเดือนก่อน

“มอร์นิ่งจ้ะ เต้ย เมาจนหลับไม่รู้เรื่องเลยนะเมื่อคืน”

“เกรซ ...นี่มาได้ยังไง”เต้ยเสียงลั่นขึ้นมาได้อย่างไม่ต้องสงสัย ผิดกับอีกฝ่ายที่ยังคงดำรงเสียงใสไม่แปรเปลี่ยน

“ไปล้างหน้า ล้างตาก่อนไหมเต้ย แล้วค่อยคุยกัน”

“คุยอะไร เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้วเกรซ” เต้ยสวนได้ทันควันผลุดลุก เตรียมจะเดินออก พอๆกับเกรซที่สวนกลับมาภายในเสี้ยววินาที

“งั้นถ้าเกรซบอกว่า เกรซท้องล่ะ ....เราพอจะมีเรื่องคุยกันได้ไหมเต้ย”

“อะไรนะ” เต้ยหันขวับกลับมาทันที ยืนเผชิญหน้ากลับอดีตกุหลาบข้างกายตรงหน้าที่บัดนี้หน้าตาดูจะขรึมลง ไม่เหมือนตอนแรกที่เห็น “ไม่มีทาง ไม่ใช่ลูกเต้ย เรามีอะไรกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เกรซก็รู้”

“เฮ้อ....เต้ยนี่นะใจร้อนไม่เคยเปลี่ยน ” เกนหลงเว้นระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ ปรับสีหน้าให้เข้มกว่าเดิม แล้วใช้น้ำเสียงจริงจัง มิกังวานใสอีกต่อไป

“เกรซยังไม่ได้บอกเลยนะว่าเป็นลูกของเต้ย อย่าคิดว่าคนอย่างเกรซจะกลับมาพร้อมกับพล็อตนิยายน้ำเน่าที่มาบอกว่าท้องกับพระเอก เกรซมีสมองมากกว่านั้น เอาตรงๆไม่อ้อมค้อมนะเต้ย คือเกรซท้องและจะท้องกับใครก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเกรซก็เคยบอกไปแล้วว่า เกรซมีค่ามากกว่าจะเป็นแม่คน ดังนั้นเกรซอยากให้เต้ยรับเป็นพ่อของลูกให้เกรซหน่อย เกรซคิดว่าคงไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับเต้ย เต้ยเองก็อยากมีลูกไม่ใช่เหรอ เมียเต้ยท้องไม่ได้นี่ เอาลูกของเกรซไปเลี้ยงไป เกรซยกให้ จะได้ไม่ต้องจ้างใครอุ้มบุญ”

เต้ยแทบไม่อยากเชื่อหูในสิ่งที่ได้ยิน นี่ถ้าหากไม่เคยได้ยินประโยคคล้ายๆกันนี้ว่า ‘มีค่ามากกว่าจะเป็นแม่คน’ มาก่อนหน้า และมิได้ประสบด้วยตาตนก็คงไม่มีทางเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้เป็นถึงขนาดนี้ แลไม่คิดเลยว่าจะเป็นหนักกว่าเดิม หากเป็นคนอื่นคงเป็นเรื่องใหญ่ซักไซ้กันยืดยาวว่าท้องกับใคร ทำไมถึงคิดอย่างนั้น แต่สำหรับเขาแล้ว รู้จักผู้หญิงคนนี้ดีเสียยิ่งกว่าอะไร ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเป็นแค่เพื่อนมนุษย์ จึงไม่เห็นเหตุที่จะต้องไต่ถามกันยาวยืด นี่นับว่าเป็นโชคดีของเขาและวงศ์ตระกูลของเขาแล้วจริงๆที่ไม่คว้าเอาแม่ดอกข้างหน้านี่มาเป็นศรีเรือน เสียใจอยู่อย่างเดียวที่ตนเคยคว้าเอามาดอมดมอยู่เป็นนานสองนาน ถ้าเป็นไปได้อยากจะย้อนเวลากลับไปนัก

ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้
อย่าหมายใจว่ากูจะสู่สม
อันดอกเตี้ยเรี่ยดินยอมให้ดม
ชวนเชยชมง่ายนักเหมือนจับวาง

อันของง่ายย่อมหมายถึงไร้ค่า
อีกวาจาย่อมน่าชังจนเมินหมาง
มิอาจสู้มะลิน้อยกลิ่นจางจาง
ยามเกยคางหอมแล้วชื่นรื่นฤทัย

“นี่คุณพูดอะไร คุณรู้ตัวบ้างไหม หมามันยังรักลูก คุณเป็นผู้หญิงประสาเหี้ยอะไรวะ ไหนว่ามาอย่างมีสมอง มายกลูกให้คนอื่นง่ายๆ อย่างนี้เขาเรียกว่ามีสมองไหม บ้าไปแล้วเหรอ ลูกคุณผมไม่ต้องการ และผมก็จะไม่ถามด้วยว่าคุณท้องกับใคร ผมคงไม่มีเรื่องคุยกับคุณแล้ว และก็ไม่อยากเห็นหน้าคนอย่างคุณอีก.. ไป!”

เต้ยแผดเสียงเอาเกือบลั่น ใช้สรรพนามเรียกอีกฝ่ายว่าคุณคล่องปากได้อย่างห่างเหินจนคนฟังก็รู้สึก และมีหรือที่วงหน้าอันแต่งไว้ซะดิบดีจะมิชาวาบราวกับถูกตบฉาดใหญ่ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยโดนด่าแรงขนาดนี้ ยอมรับว่าสะเทือนหากก็ยังไม่สะท้าน เพราะยังฝืนต่อปากต่อคำมาได้อีก และถ้าเกนหลงรู้จักเต้ยดี จะรู้ว่านั่นมันไม่ใช่เรื่องที่สมควรกระทำเลย

“ถ้าเต้ยไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร ...งั้นเกรซก็คงมีเรื่องต้องคุยกับมูนแล้วล่ะ เพราะชาตินี้ทั้งชาติมูนเขาก็ท้องไม่ได้ เขาอาจจะต้องการก็ได้”

“อย่ายุ่งและลามปามไปถึงมูนเด็ดขาด” เต้ยพูดพลางกำหมัดพลาง พยายามสะกดอารมณ์ถึงขีดสุด ทว่าเกนหลงกลับมิได้นำพา และนี่ก็ทำให้เต้ยสวมวิญญาณหมาบ้าอีกครั้ง

“จะไม่ให้ยุ่งก็คงไม่ได้หรอกนะเต้ย เพราะเมื่อคืนมูนเขาบอกว่า วันนี้คงได้เจอกัน ไม่เชื่อเต้ยก็เอาบีบีหมาดูสิ”

ยังมิทันที่เกนหลงจะพูดจบดี เต้ยก็ล้วงแบล็คเบอร์รี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงทันใด และทันทีที่เปิดบทสนทนาดูก็รู้ว่าล่าสุดคุยกับใคร มั่นใจว่าตนเองไม่ได้ติดต่อแม่มณีไปตอนเมาแน่ ครั้นพอเลื่อนขึ้นไปดูรายละเอียดบทสนทนาเท่านั้นก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ใครเป็นคนถ่ายรูปและส่งข้อความไป หากมิใช่คนตรงหน้า และนี่ก็ทำให้เต้ยสร่างเมาในทันที

“ผู้หญิงสารเลว”

เต้ยรู้ตัวเสียยิ่งกว่ารู้ตัวว่าโกรธ...โกรธเสียจนกลายเป็นพิโรธ
บีบีของตนถูกใช้ส่งรูปอัปรีย์ไประรานมูน...มันเลวพอๆกับที่เสือกสาระแน ทำให้คุณหลวงมันมีตัวตนอีกครั้ง

อีดอกไม้ตรงหน้านี้คือที่มาของความระยำทั้งผอง เคยตั้งใจแล้วว่า จะให้ไอ้คุณหลวงมันหายและตายจากไปเงียบๆ แต่อีดอกกุหลาบหนามแหลมนี่ดันปลุกมันขึ้นมา   

เกนหลงขมวดคิ้วหน้าตึงที่สุดทันทีเมื่อได้ยินคำพูดและเห็นปฏิกิริยาของอดีตแฟนที่มองปร๊าดเดียวก็รู้ว่าโกรธจัดมากอย่างไม่เคยเป็น ยังไม่ทันจะอ้าปากต่อความ คอระหงก็ถูกมือแข็งราวคีมคว้าเอาไว้ ก่อนร่างบางทั้งร่างจะถูกผลักจนชนโครมกับโคมไฟหัวเตียงและถูกกดติดกับผนังดังพลั่ก ฝ่ามือหนาเงื้อขึ้นรวดเร็วและเตรียมจะฟาดลงมา หากแต่ก็ต้องชะงัก เพราะเสียงเปิดประตูและเสียงร้องห้ามในฉับพลันทันใด

“ไอ้เต้ยอย่า”

หมวดเปรมตะโกนลั่นพร้อมกับเข้ามาดึงเต้ยออกรวดเร็ว ด้วยความที่เขาสังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าเต้ยตื่นมาคงไม่คุยด้วยดีๆแน่ จึงมาเฝ้าอยู่หน้าห้อง และมันก็ผิดคาดเสียเมื่อไหร่ เมื่อเสียงโครมดังขึ้น คีย์การ์ดสำรองจึงใช้เปิดเข้ามาห้ามได้ทันท่วงที และเมื่อสลัดเต้ยออกไปได้เขา ด้วยสัญชาตญาณก็ดึงเกนหลงไปหลบอยู่ด้านหลังและประจันหน้ากับเต้ยแทน

“มีอะไรคุยกันดีๆสิวะไอ้เต้ย”

“มึงหลบไปไอ้หมวด”

เต้ยตะโกนกร้าวไม่หยุด และเพราะประตูเปิดอยู่นั่นเองทำให้แขกห้องอื่นๆ เริ่มออกจากห้องมามุงดู ซึ่งในนั้นก็มีผองเพื่อนนักบาสอย่างแซ็คกับต้นที่พักอยู่ชั้นสิบหกรวมอยู่ด้วย อีกทั้งยังมีพนักงานโรงแรม ที่เตรียมยกหูวิทยุสื่อสารหากสถานการณ์ไม่ดี

“เกรซเขาเป็นผู้หญิงนะ มึงไม่ควรใช้กำลังกับผู้หญิง” เปรมมิรู้หรอกว่าตนกลืนน้ำลายตัวเองไปเท่าใด เพราะก่อนหน้านี้มิใช่หรือ เขาเองก็แทบกระชากแม่ผู้หญิงที่เขากำลังปกป้องคนนี้ขึ้นมาตบเหมือนกัน

“ถ้ามึงรู้ว่าเขาพูดอะไรและทำอะไรกับกู มึงก็ต้องทำแบบกู”

“แล้วมึงคุยอะไรกันล่ะถึงต้องโมโหขนาดนี้” เปรมพยายามเจรจาหาสาเหตุ แม้จะอยู่หน้าห้อง แต่หาได้ยินบทสนทนาไม่ ได้ยินก็แต่เสียงโครมเมื่อครู่ แต่ครั้นเห็นอาการเต้ยอย่างนี้ เดาว่าสิ่งที่เกนหลงททำคงไม่ธรรมดาแน่ๆ จึงหันไปถามเจ้าตัวเสียเอง  “คุยอะไรกันเกรซ ไอ้เต้ยมันถึงโมโห”

เกนหลงไม่ตอบ ยืนนิ่ง แม้จะอยู่ในอาการตระหนกหากก็ยังเชิดหน้าได้ เพราะเรื่องที่ตนควรคุยกับเปรมมีแค่หน้าที่ที่ต้องพาเต้ยให้มาเจอตนเท่านั้นเป็นอันจบ เรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องบอกต้องเล่า แต่ถ้าเปรมจะรู้ทีหลังจากใครตนก็ไม่สน เต้ยเห็นเกนหลงไม่พูดก็เลยกระแทกด้วยคำพูดไปอีกที

“มึงก็ถามเขาเองสิ ว่าที่เขาพูดเขาทำ มันเป็นยังไง ...ถ้าเป็นผู้ชายกูคงด่าให้ว่าระยำไปแล้ว”

“พอก่อนไอ้เต้ย ...เกรซเขาท้องอยู่นะ”

“แล้วมึงรู้ได้ไงว่าเกรซท้อง” เต้ยถามกลับในฉับพลันทันใด เปรมนิ่งไปพัก ระบายลมหายใจหน่วงหนัก แล้วตัดสินใจพูดออกไปว่า

“กูคุยกับเกรซก่อนมานี่ เกรซเขาอยากคุยกับมึง กูก็เลยช่วยพา...”

เปรมพูดยังไม่ทันจบ เต้ยก็ได้คำตอบในคำถามแล้ว แม้จะไม่จบประโยคมันก็แปลได้ว่ามีการคุยกันลับๆก่อนมานี่ จนรู้กันว่าท้อง  ซึ่งมันย่อมนำมาสู่การที่ตนมานอนอยู่ในห้องนี้ ทุกคำมันตอบข้อสงสัยได้ดีอยู่แล้วว่าเพื่อนรักรู้เรื่องดีมากก่อนตนเพียงไร นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ยิ่งมันเกี่ยวพันมาถึงเขา เพื่อนรักก็ไม่ควรปิดบังเลยสักนิด แต่เปรมกลับไม่ แถมยังแสร้งทำเป็นเหมือนไม่รู้อะไรสักอย่าง นี่คงยอมจัดแจงให้ตนมาเจอดอกไม้กลิ่นแรง... ดอกที่ตนไม่คิดจะอยากเจอตามคาดแน่นอน

วินาทีนั้น อารมณ์เกรี้ยวของเต้ยคงพุ่งถึงขีดสุด ที่เกรี้ยวคงไม่เกรี้ยวเพราะโกรธ แต่ที่เกรี้ยวก็คงเป็นเพราะเสียความรู้สึกรุนแรงอย่างไม่เคยเป็น ฉะนี้แล้วหมัดหนักๆของเต้ยก็พุ่งพลั๊วเข้าไปที่แก้มของเปรมจนล้มคว่ำลงดังโครม เกนหลงในขณะนั้นจากแค่ตระหนกก็กลายเป็นตะลึงงันทำอะไรไม่ถูก มีเพียงแซ็คกับต้นและพนักงานโรงแรมอีกคนที่เข้ามารั้งเต้ยไว้ก่อนที่เต้ยจะประเคนลงไปอีกหมัด

“เฮ้ยไอ้เต้ย เพื่อนกันนะโว้ย มีอะไรก็พูดกันดีๆ”

ต้นกับแซ็คร้องห้ามแทบจะเป็นประโยคเดียวกัน พนักงานโรงแรมเตรียมกดวิทยุสื่อสารแจ้งเรื่องลูกค้าทะเลาะกัน แต่ต้นก็ห้ามไว้ บอกว่าจะจัดการเอง ส่วนเต้ยที่ถูกรั้งไว้ก็ยังโมโหไม่หยุด

“ปล่อยกูไอ้แซ็ค ไอ้ต้น ....เพื่อนกันมันทำกันแบบนี้เหรอวะ”

“พอก่อนไอ้เต้ย มึงใจเย็นๆก่อน” แซ็คห้ามเต้ยอีกรอบ ก่อนจะสั่งความต้นให้แยกเต้ยออกไปโดยด่วน “ไอ้ต้นมึงพาไอ้เต้ยมันลงไปก่อน ก่อนที่มันจะอาละวาดไปมากกว่านี้ เดี๋ยวกูตามลงไป ขอคุยกับไอ้หมวดก่อน”

ต้นไม่รอช้าพาเต้ยแยกออกไป แม้จะทุลักทุเลหากก็พาออกไปได้ ครั้นพอเต้ยลับประตูห้อง แขกมุงกระจายกลับกันไปหมดแล้วแซ็คก็พยุงเปรมขึ้นมา และถามทันที “มันอะไรกันวะ ถึงขนาดต้องต่อยกัน”

“กูผิดเองไอ้แซ็ค กูทำผิดต่อไอ้เต้ย กูเป็นคนจัดการให้ไอ้เต้ยกับเกรซได้เจอกัน โดยที่กูไม่บอกมัน” เปรมตอบตามความจริง แต่ก็หาใช่ว่าจะเล่าหมด เพราะถ้าเล่าทั้งหมด อาจจะโดนอีกหมัดจากแซ็ค ดังนี้คำถามจากแซ็คจึงมีต่อ

“มันก็เรื่องแค่นี้เองนี่หว่า ไม่น่าจะถึงต้องต่อยกัน เดี๋ยวกูจะช่วยคุยกับไอ้เต้ยให้... แล้วนี่เกรซ เธอมาได้ยังไง”

“เกรซจะมายังไงไม่สำคัญ ...มันสำคัญที่เกรซมาทำไมต่างหาก” เกนหลงตอบแซ็คไปแค่นั้น ชวนให้คนฟังงงเข้าไปอีก แล้วจึงตัดบทสนทนาทั้งมวล ด้วยการเดินออกจากห้องไป แต่ก่อนจะออกไปนั้น กุหลาบกลิ่นแรงดอกนี้ ก็หันมาพูดกับเปรมโดยเฉพาะ

“เกรซจะลงไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ และจะลงไปร่วมงานของแบงค์ เดาว่าวันนี้น่าจะมีเพื่อนคนสำคัญอีกคนมาร่วมงานด้วย ต้องไปเจอซะหน่อย นายก็หมดหน้าที่ที่เกรซจะให้ช่วยแล้วนายหมวด อะไรที่เงียบได้ก็ควรจะเงียบ พูดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก แต่ยังไงก็ขอบใจนะ ถึงแม้จะไม่สำเร็จอย่างที่เกรซหวัง”

“เธอจะทำอะไรของเธออีก”

เปรมถามกลับทันควัน ทว่ากุหลาบงามดอกนั้นมิยอมหันมาเจรจา ทิ้งไว้แค่กลิ่นดอกเลือนราง และใยที่ขาดไม่มีดี

“มันเรื่องของฉัน บอกแล้วไงว่าเรื่องของนายมันจบแล้ว”

เต้ยยามนี้สงบลงได้ชั่วพักแล้ว หลังจากที่นายต้นพาเขามาส่งที่ห้องยังชั้นสิบสองซึ่งผองเพื่อนส่วนใหญ่พักกันอยู่ชั้นนี้ เพื่อนทั้งกลุ่มก็ทราบเรื่องได้อย่างรวดเร็วจากต้นผู้ที่เป็นเสมือนโฆษกพลพรรคนักบาสตั้งแต่สมัยเรียนเป็นต้นมา เพื่อนทุกคนล้วนช่วยกันพูดให้เต้ยใจเย็น รวมถึงแซ็คที่เพิ่งตามลงมาสมทบเพื่อช่วยไกล่เกลี่ย และพอครั้นทราบความและรายละเอียดเพิ่มเติมจากเต้ยทั้งหมดเท่านั้น ทั้งแซ็คทั้งต้นและแทบทุกคนก็ถามกันเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ ไอ้เปรมมันทำอย่างนั้นทำไมวะ”

“กูก็ไม่รู้มันเหมือนกัน ...มันทำเหมือนกับหักหลังกูนะโว้ย” เต้ยยังพูดด้วยอารมณ์กรุ่น หากก็ไม่เกรี้ยวเท่ากับทีแรก “ถึงว่าสิไอ้ห่า มาถามกูเมื่อวานว่า ถ้ามันทำอะไรผิดไป กูจะโกรธมันไหม กูบอกตรงๆ กูเสียความรู้สึกมากกว่า”

“กูเข้าใจไอ้เต้ย เป็นกูก็คงทำอย่างมึง ...เดี๋ยวพวกกูจะลองไปถามมัน ว่าแต่เกรซท้องกับใครวะ ”

“กูไม่รู้ และก็ไม่อยากจะรู้ด้วย มึงว่าปัญญาอ่อนไหมล่ะมึง มาให้กูรับเป็นพ่อเด็ก เลิกกับกูไปตั้งนานแล้ว”

“เป็นกู กูก็ไม่รับ ...แต่กูไม่อยากเชื่อเลยนะโว้ย ว่าจะมีผู้หญิงอย่างเกรซอยู่ในโลก นี่ไอ้เปรมก็คงรู้เห็นเป็นใจด้วยอีก” สนพูดขึ้นท่ามกลางผองเพื่อน และมันช่างตรงกับใจของหลายๆคน ทว่าคงไม่ตรงกับทางฝั่งหมวดเปรมนักที่จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเกรซคุยอะไรกับเต้ย

“ไม่เชื่อมึงก็ควรเชื่อซะ ตอนที่เขาบอกเลิกกู ก็พูดจาประมาณนี้แหละ”

เพียงเต้ยงพูดจบ ทุกคนก็ส่ายหน้า ไม่เข้าใจเกนหลงว่าคิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้เพราะอะไร ทางด้านเจ้าบ่าวแบงค์ พอทราบเรื่องแม้จะยังงุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น หากก็รอบคอบพอที่จะแบ่งเพื่อนไว้คอยกันยังมิให้เต้ยเจอกับเปรมและเกนหลง ส่วนเพื่อนอีกส่วนพาลงไปร่วมงานพิธีเช้า รอเต้ยอารมณ์เย็นเมื่อไหร่ค่อยพาลงไปสมทบ ครั้นเมื่อเต้ยเย็นลงได้ที่แล้ว เจ้าตัวจึงได้ทำธุระส่วนตัว อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมลงไปร่วมงานแต่ง แล้วจู่ๆเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่อารมณ์โมโหบดบังไว้เมื่อครู่ก็ผลุดขึ้นมาทันใด

“ฉิบหายแล้ว.....มูน”

เต้ยมิรอช้าคว้าบีบีได้ ก็ต่อปลายสายไปยังเมียจ๋าตามชื่อที่เมมไว้ เต้ยรอสายอยู่เป็นนานสองนาน เมียก็ไม่รับสายสักที และเขาก็ไม่ได้โทร.ไปแค่สายเดียว แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง พระจันทร์ดวงน้อยก็มิตอบรับเลยสักนิด ครั้นจะบีบีไป มันก็คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะ แน่นอนว่าเมียฉลาดๆอย่างมูนย่อมรู้แล้วว่า คุณหลวงอย่างเขาในชีวิตจริงกับคุณหลวงในบีบี มันคือคนคนเดียวกัน

“รับสายสิมูน รับสาย” เต้ยเดินวนไปวนมาในห้อง ปากก็พูดไม่หยุด “จะอธิบายเรื่องไหนก่อนดีวะเนี่ย ไม่ใช่ว่ากำลังเดินทางมาที่นี่อย่างที่บอกหรอกนะ ตายแน่กู”

ใครจะคาดคิดว่าหมาบ้าที่อาละวาดเมื่อครู่ใหญ่ จะกลายเป็นหมาหงอกลัวเมีย สนกับทัดที่อยู่ในห้องด้วย คงอดรำคาญไม่ได้จึงถามออกไป

“มึงเป็นอะไรอีกวะไอ้เต้ย”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-03-2019 08:57:33 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“กูโทร.หามูนไม่ติด มูนบีบีมาว่าจะมานี่ ...กูไม่รู้ว่าจะอธิบายอะไรยังไงกับมูนก่อนดี มูนเอากูตายแน่ มึงก็รู้ดีนี่ว่าเมียกูแม่งเยอะขนาดไหน”

“มึงก็บอกมูนไปตามตรงว่ามึงเมาไม่รู้เรื่อง ยัยเกรซมันเอามือถือไปถ่ายรูปแล้วแกล้งส่งให้ดูก็แค่นั้น”

“มันไม่แค่นั้นสิวะ ....คือมัน เอ่อ” เต้ยกำลังตัดสินใจจะเล่าให้เพื่อนฟังดีหรือไม่ แต่ก็ต้องชะงักลง เพราะต้นที่ลงไปงานเมื่อครู่ได้กลับเข้ามาในห้องแล้วพูดขัดจังหวะขึ้นว่า

“เฮ้ย อีช้างโทร.มาบอกว่ากำลังขับรถตามมาว่ะ อีกไม่เกินชั่วโมงถึง”

“มันมากับใคร ...มากับมูนหรือเปล่าววะ” เต้ยถามขึ้นทันใด

“น่าจะใช่นะ เห็นว่าออกจากกรุงเทพมากันตอนตีสอง นี่ก็จะสิบโมงครึ่งแล้วเดี๋ยวก็ถึง มันถามกูว่าโรงแรมอยู่ไหน จีพีเอสพามันหลง กูก็เลยบอกทางให้” ต้นแถลงรายละเอียดตามหน้าที่โฆษกพรรค และเมื่อโฆษกพรรคอย่างเขาได้เสวนากับแม่อธิปดีกรมประชาสัมพันธ์อย่างช้างรายละเอียดยิบย่อยอื่นมีหรือจะมิถ่ายทอดสู่กันฟัง  ครั้นจะแถลงต่อ นายสนก็ดันพูดแทรก

“มันคงอาลัยไอ้แบงค์ผัวเก่ามันน่ะเลยเปลี่ยนใจมา อีห่าตอนแรกชวนมาเสือกเล่นตัว”

“ไม่ใช่มันมาแล้วไปร้องไห้หน้างานบอกว่าไอ้แบงค์เป็นพ่อของลูกในท้องมันอีกคนนะเว้ย ทีนี้ละมันล่ะ เมียบ่าวกับเมียแต่ง คงได้ฉะกัน ” ทัดพูดจบทุกคนก็หัวเราะครืน เว้นเสียแต่เต้ย ที่เปรยออกมาอย่างเสียวสันหลังว่า

“อีช้างกับเมียไอ้แบงค์น่ะ คงไม่มีอะไรหรอก ....เมียกูกับเกนหลงนี่สิ ถ้าเจอกันกูว่าไม่ธรรมดา”

เต้ยถอนหายใจมาอีกเฮือกก่อนจะหยิบแบล็คเบอร์รี่ขึ้นมาต่อสายอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่มูน หากแต่เป็นนางพญาคชสารผู้กำลังทำหน้าที่เป็นสารถีเหยียบเต็มตีนเกินร้อยอยู่นั่นเอง

“ตายแล้วอีมูน อีห่า ผัวมึงโทรมา สงสัยคุณต้นจะบอกว่าคุยกับกู คงรู้ละมังว่ามึงมาด้วย”

“รู้อยู่แล้วล่ะ เกนหลงคงเอาบีบีให้ดู นี่ก็โทร.เข้าเครื่องเราเป็นสิบๆสาย แต่ยังไม่อยากจะรับ” มูนที่นั่งข้างๆ ทำหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ ยามตอบเพื่อน

“แหม มึงก็รับๆไปเถอะ จะไปโมโหอะไรกับผัว กะอีแค่ผัวมึงปลอมตัวเป็นคุณหลวงให้เมียหลงคุยด้วยเสียตั้งนานโดยไม่รู้ว่าเป็นใครก็แค่นั้น ว่าแต่ผัวมึงนี่ชอบเอาบทพระเอกนิยายน้ำเน่ามาเล่นเนอะ ทั้งรังแกนางเอกในตอนต้น ทั้งยังปลอมตัวมาจีบนางเอก” นางคชสารกล่าวปนหัวเราะมาอย่างนี้ แสดงว่ามูนย่อมเล่าเรื่องให้ฟังมาหมดแล้วในระหว่างการเดินทาง มูนเองได้ฟังที่เพื่อนพูดก็อดจะหัวเราะไปด้วยหน่อยๆมิได้

“นั่นสิ ถนัดเขาล่ะ เรื่องแบบนี้ อยากจะรู้จริงๆอะไรดลใจให้ทำ ถึงว่าขอแอดพินทีไรบ่ายเบี่ยงทุกที มันเป็นอย่างนี้นี่เอง นี่ดีนะที่เราไม่เผลอหลุดปากอะไรไปมาก แต่ก็หลุดไปเยอะเหมือนกันแหละ คอยดูนะ เคลียร์เรื่องเกนหลงจบเมื่อไหร่ เป็นโดนดีแน่ ”

“ยังไงมึงก็ต้องฟังเหตุผลเขาก่อน เหตุผลคุณเต้ยอาจจะฟังขึ้นก็ได้นะ”

“แหม เกิดเป็นเต้ยนี่โชคดีเสียจริง มีแต่คนออกรับแทน แล้วเรื่องเกนหลงนี่จะอธิบายแทนว่ายังไงล่ะจ๊ะ ตกลงนัดกันมาใช่ไหม ถึงอ้างเรื่องลูกแล้วให้เราอยู่บ้าน มานัดเจอกันที่นี่ อธิบายมาสิแม่คุณท้าวไอยรา” มูนหันหน้าไปถามนางพญาสารถี และนังนี่ก็ตอบให้ฟังอย่างออกรส

“นั่นไง เยอะอีกแล้ว นัดเหี้ยอะไรกันเล่าเพคะ อีพระชายา เมื่อกี้ตอนแวะปั๊มน่ะ กูยังคุยกับคุณต้นอยู่ คุณต้นเล่าให้ฟังว่า คุณเต้ยอาละวาดเอากับอีเกรซแล้วต่อยกับไอ้เปรม เพราะมันดันเป็นนกต่อหลอกให้คุณเต้ยไปเจออีเกรซ ”

“อ้าว มันยังไงกัน ถึงขนาดต่อยกันเลยเหรอ เพื่อนกันแท้ๆ” มูนถามขึ้น ขัดมาเสียงสูง

“ก็เพราะเป็นเพื่อนกันนี่แหละถึงได้ต่อยไป คุณต้นบอกว่าคุณเต้ยเสียความรู้สึกน่ะ โดนลวงไปทั้งๆที่เมาไม่รู้เรื่อง อีเกรซก็เลยเอาบีบีมาถ่ายรูปคุณเต้ยตอนเมาแล้วส่งมากวนตีนหร่อนไง” ช้างเล่ามาเกือบหมดเปลือก นี่แสดงว่านายต้นกับช้างไม่ได้ถามทางกันอย่างเดียว และระดับความสามารถของช้างจนได้ปริญญาเอกสาขาเรื่องชาวบ้านร้านช่องนี้น่ะหรือ จะได้มาแค่เท่านี้

“แล้วมึงรู้ไหมว่าอีเกรซกลับมาทำไม”

“จะไปรู้เหรอ ก็เล่ามาซะทีสิช้าง อมกล้วยอมอ้อยอยู่นั่นแหละ แต่แหมไม่ถามก็ไม่บอกนะว่าคุยอะไรกับต้นบ้าง” มูนคงหงุดหงิดแม่เพื่อนสาวเหลือกำลัง จึงกัดเข้าให้

“อ้าวอีนี่ก็จะเล่าพอดี แต่ผัวหร่อนดันเสือกโทร.มา จะบอกให้ก็ได้ มันบอกว่ามันท้อง ”

“โธ่เอ๊ย นึกว่าจะแน่ที่แท้ก็กลับมาด้วยพล็อตนิยายน้ำเน่า ...นี่เขาคงจะให้เต้ยรับเป็นพ่อเด็กสินะ” มูนยิ้มน้อยๆ มิคิดเลยว่าอะไรที่เคยคิดไว้เล่นๆมันจะเป็นจริง หากก็ต้องหุบยิ้มเสียทันใด เพราะนางคชสารมันพูดต่อมาว่า

“ใช่แต่ไม่ทั้งหมด มันบอกมันไม่ได้ท้องกับคุณเต้ย....แต่มันจะยกลูกมันให้คุณเต้ย”

“จริงเหรอ ...เราว่าถึงเกนหลงจะเปลี่ยนไปร้ายยังไง แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้หญิงเจ้าชู้ เกรซเขาไว้ตัวออกจะตาย ไม่ใช่ผู้หญิงสำมะเลเทเมา แล้วนี่ถึงขนาดยกลูกให้เลยเหรอ”

“เออสิ แต่นี่กูจะบอกอะไรให้นะอีมูน .... อีเกรซน่ะ มันไม่ได้ดีเด่ อะไรอย่างที่มึงคิดมึงเห็นหรอก กูจะยอมผิดสัญญาเล่าเรื่องนี้ให้มึงฟัง มึงฟังแล้วมึงก็ลองโยงเล่นๆดู ว่าใครคือพ่อของลูกมัน กูอยากรู้ว่าจะเป็นคนเดียวกับที่กูสงสัยไหม มึงฟังดูนะ....”

ว่าแล้วนางคชสารก็เปลี่ยนหน้าที่เป็นอธิปดีกรมประชาสัมพันธ์ เล่าความทั้งหมดที่ตนเก็บงำมาได้สักพักใหญ่ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มิได้เสริมเติมแต่งขึ้นเพื่อให้เกิดอรรถรสเหมือนอย่างเรื่องซุบซิบอื่นๆ เพราะผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพกับตนมาโดยตรง หลังจากดื่มด่ำปัสสาวะรสล้ำในคืนค่ำฟากฟ้าทะเลฝัน ตนยังจำรายละเอียดได้ดีถี่ยิบ มูนฟังแล้วก็ไม่อยากเชื่อและก็อดไม่ได้ที่จะยกมือทาบอก แล้วโยงเหตุการณ์อย่างที่ช้างว่า และพอความจบเท่านั้น มูนก็พอเดาได้ว่าใครที่เป็นพ่อ ซึ่งมันก็ตรงกับที่ช้างคิด และก็มั่นใจกันอย่างที่คิดจริงๆ แลนั่นมันก็ทำให้มูนคิดออกเลยว่า จะจัดการกับเกนหลงอย่างไร

“อีกนานไหมช้างกว่าจะถึง”

“ไม่นาน อีกห้าสิบกว่ากิโล”

“งั้นพอเราถึงงาน ช้างช่วยจัดการตามที่เรากำลังจะบอกนะ ...จะได้ขุดรากถอนโคนกุหลาบ  มันเบ่งบานยืดเยื้อคาราคาซังในใจเราตั้งแต่ครั้งที่ไปทะเลแล้ว มันนานเกินไป ควรยุติเสียทีนิยายน้ำเน่าบ้าๆบอๆนี่”

มูนลำดับความช้าชัด และมาด้วยสมองอย่างที่พูดไว้ไม่ผิดจริงๆ นางคชสารถึงคราวฟัง และเมื่อฟังจบก็เห็นพ้องต้องกันโดยไม่มีข้อโต้แย้งเลยสักนัด

แขกผู้ใหญ่ชุดสุดท้ายรับไหว้ ผูกข้อไม้ข้อมือบ่าวสาวเรียบร้อย ต่างก็ทยอยกลับ เพราะงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสที่เป็นพิธีการใหญ่โตนั้นจะจัดขึ้นที่กรุงเทพในอีกสองอาทิตย์ถัดมา คงเหลือแต่เพื่อนสนิทครั้งมัธยมและสมัยมหาวิทยาลัยของบ่าวสาวเท่านั้นที่อยู่ต่อ เพื่อฉลองกันเองเล็กๆน้อยๆให้เพื่อน เต้ยที่อารมณ์เย็นลงจนเกือบจะเป็นปกติแล้วก็ลงมารวมอยู่ในกลุ่มด้วย หากก็ยังมีแซ็ค สน ต้น และทัดคอยกันและประกบไว้ ไม่ให้ประจัญกับเกนหลงอีกทั้งนายตำรวจหมวดเปรม

แต่ถึงจะไม่กันไว้ เต้ยก็คงไม่มีทางเสียล่ะที่จะเฉียดกายเข้าไปใกล้แม่ดอกกุหลาบดอกใหญ่ในเดรสคลุมเข่าสีแดง ที่นั่งเฉิดฉายขยายกลีบอยู่กลางงานที่กำลังหันหน้ามามองทางเข้างานคล้ายจะรอใครสักคนโดยมิสนหูสนตาผู้ใด แม้ทุกๆสายตาที่รู้เรื่องจะจ้องมองไปในแง่ลบ ระคนสงสัย ไม่เข้าใจ ในสิ่งที่หญิงสาวผู้นี้กระทำ

หมวดเปรมเองก็อยากจะเข้าไปถามหาความกระจ่าง แต่ก็หักใจไว้ เพราะหน้ายังชาๆอยู่ ที่ชาคงไม่ใช่ชาเพราะโดนเต้ยต่อย แต่ที่ชาคงเป็นเพราะหญิงสาวตรงหน้าบอกว่าหน้าที่ของตนจบแล้ว และครั้นพอเดินเข้าไปเคลียร์กับเต้ย เต้ยก็ปิดประตูบทสนทนาใส่หน้าทันที

“ กูยังไม่พร้อมจะคุยกับมึงตอนนี้ไอ้หมวด”

เต้ยเดินจาก ทิ้งเพื่อนรักให้อยู่ท่ามกลางวงคำถามจากผองเพื่อนรักนักบาสที่เริ่มกรูกันเข้ามา ไม่เว้นแม้แต่กับเจ้าบ่าว ที่ถามขึ้นเป็นคนแรก

“มึงทำไปเพราะอะไรวะ ไอ้หมวด ไหนมึงลองบอกพวกกูสิ”

“คือกู....ช่างเถอะ พวกมึงรุมด่ากูได้เลย กูยอม”

เต้ยแม้จะเดินออกมาแต่ก็มิใช่ว่าจะไม่ได้ยิน หักใจไม่สนใจไอ้เพื่อนรักที่กำลังถูกเพื่อนๆด้วยกันตำหนิ ยามนี้เขายอมรับว่าเขายังเสียความรู้สึกไม่หายแม้อารมณ์จะเย็นลงแล้วก็เถอะ อีกอย่างตอนนี้ก็กำลังกังวลและเป็นห่วงเรื่องเมียที่จะมามิได้ พูดถึงเรื่องเมียป่านนี้แล้วยังไม่เห็นมา โทร.ไปก็ยังไม่รับสายเช่นเดิม

“อยู่ไหนของเขาวะ ชักเป็นห่วงแล้วนะนี่ แล้วมานี่ซันจะอยู่ยังไงวะ”

ครั้นพอเต้ยพูดแกมบ่นจบไม่ทันไร เสียงพี่อั๋นจากทางหน้างานก็ดังขึ้น เสียงนั้นทำให้ทุกๆสายตาหันขวับไปจับภาพตรงประตูทันทีและสายตาทุกคู่ก็เห็นว่าใครเดินเข้ามา

“อ้าวน้องมูน ทำไมมาเอาป่านนี้”

มูนไม่ตอบคำถามพี่อั๋น เพียงแค่หันไปยิ้ม แล้วดวงตากลมโตสีน้ำตาลใสก็กวาดไปรายรอบทันใด และภายในเสี้ยววินาทีสายตาก็มาหยุดจับอยู่กลางห้อง สบกับตาอีกคู่ที่เสมือนคล้ายจะรอรับท้าทายอยู่ก่อนแล้ว มินานเจ้าของตาคู่นั้นก็ยืนขึ้น เดินเข้ามาหา เฉกเดียวกับมูนที่กำลังสาวเท้าเดินเข้าไปเช่นกัน และมิได้มีอาการสะทกสะท้านเลยสักนิด บรรดาผองเพื่อนที่ยืนออระเกะระกะพร้อมใจกันแหวกแตกออกเป็นช่องทันที คล้ายจะเปิดทางให้กำเนินได้สะดวกโดยมิมีอะไรมาขวางกั้น

กลิ่นกุหลาบกรุ่นโชยมาดุจรัศมีร้อนแรงเข้ามาทายทัก พอๆกับกลิ่นมะลิที่กำลังกำจายขยายกลิ่นพิศุทธิ์ไปข้างหน้าปัดรับไมตรี ซึ่งคงไม่มีใครในห้องนี้จะรับรู้ถึงสองกลิ่นอวลนี้ได้ดีเท่ากับเต้ยอีกแล้ว

“มูน”

เต้ยเรียกชื่อเมียแล้วรีบเดินเข้าไปหาในฉับพลัน มิรู้คิดไปเองหรือเปล่าว่าคนในห้องจัดเลี้ยงทั้งห้องกำลังตกอยู่ในภวังค์ยามดอกไม้ทั้งสองชนิดต่างกำจายกลิ่นต่างฤทธิ์ประหัตประหาร ครั้นพอใกล้จะถึงตัวมูน ...มูนก็หันมาหาพูดมาฟังแล้วชวนสะท้านหน่อยๆว่า

“ อยู่นี่เองสินะคุณหลวง ...ตามหามานาน ไม่คิดเลยว่าที่แท้อยู่ใกล้ตัวนี่เอง แต่แหมกว่าจะรู้ว่าเป็นใคร อยู่ไหน ก็มารู้เอาตอนนิยายน้ำเน่ากำลังจะจบเรื่องพอดี” มณีน้อยพูดพลางตวัดค้อนถวายผัวพลาง “กลับบ้านค่อยคิดบัญชีนะเต้ย แล้วเป็นอะไรนักหนากับพล็อตนิยายน้ำเน่าเนี่ย ชอบเอามาเล่นนัก เตรียมตัวนอนกับไอ้ตูนได้เลยนะ ถ้าหาคำตอบดีๆมาให้มูนไม่ได้ ไอ้หมาบ้า”

“แหมมมม มูนจ๋า ใจเย็นๆก่อนนะ เต้ยอธิบายได้” เต้ยเสียงอ่อนเสียงหวานมาทันที

“ไปอธิบายที่บ้านนู่น เพราะที่นี่ตอนนี้ มูนมีเรื่องที่ต้องคุยกับเกนหลง เป็นเรื่องของฝ่ายในโดยเฉพาะ ฝ่ายหน้าอย่างเต้ยมีหน้าที่ดูแค่อย่างเดียว” มูนพูดจบ เกนหลงก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพอดี จึงมิรอช้าเข้าประเด็นเชื้อเชิญ

“ไปหาที่คุยกันอย่างคนเจริญแล้วเถอะนะเกรซ จะได้เข้าใจตรงกันซะที มันยืดเยื้อเกินทนแล้ว”

“ได้สิมูน เกรซก็นั่งรอมูนจนรู้สึกว่ามันยืดเยื้อเกินทนเหมือนกัน” กุหลาบงามพูดจบก็เดินฝ่าทุกสายตานำมะลิออกจากห้องจัดเลี้ยง มูนกำลังจะก้าวเท้าตาม ทว่าเต้ยก็รั้งไว้ด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ได้นะมูน ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา มูนคุยกับเขาไม่ได้หรอก”

“ไม่ต้องกังวลไปหรอกเต้ย มูนจัดการได้ ตอนคราวก้องมูนยังยอมให้เต้ยจัดการ คราวนี้มูนจะจะจัดการเอง บอกแล้วไงฝ่ายหน้าอยู่เฉยๆ มีหน้าที่ดูและก็ฟังอย่างเดียว ”

มูนตัดบทเต้ยไปเช่นนั้นกำแบล็คเบอร์รี่ไว้ในมือแล้วก้าวเท้าตามเกนหลง แต่มีหรือที่เต้ยจะยอม ซึ่งมูนก็คาดไว้แล้วไม่มีผิด จึงหันไปพยักหน้ากับนางพญาคชสารที่ยืนอยู่ด้านหลัง และเป็นอันรู้กันตามที่ตกลงว่านางพังแป้นต้องทำอะไรต่อ

“เดี๋ยวก่อนค่ะคุณเต้ย...ให้มูนมันคุยเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงมูนมันมีวิธีคุย” ช้างปราดเข้ามาขวางเจ้าชายของมัน ทูลขึ้นเป็นการเป็นงาน

“วิธีอะไรของมึง มึงกับเมียกูจะทำอะไรวะ กูบอกอยู่ว่าผู้หญิงคนนั้นมันไม่ธรรมดา อย่าเพิ่งมาขวาง ผู้หญิงคนนั้นชอบพูดให้คนรู้สึกแย่ กูอยากรู้ว่าคุยอะไรกัน ถ้าทำให้เมียกูเจ็บใจกูจะได้จัดการ”

“คุณเต้ยไม่ต้องจัดการเองหรอกค่ะ น้องอัยคาดว่าเดี๋ยวสังคมก็คงจัดการให้ ไม่ต้องตามไปด้วยจะเสียเรื่องซะเปล่าๆ น้องอัยว่าคุณเต้ยอยู่นี่แหละเดี๋ยวก็ได้รู้เองว่า เมียกับอดีตเมียคุณเต้ยคุยอะไรกัน และนี่ไงคะวิธี” ช้างไม่พูดเปล่า ยังเอามืออวบอูมชูแบล็คเบอร์รี่ของตนขึ้นมาให้เต้ยดู แล้วลดเสียงแปร๋น เป็นกระซิบกระซาบ ถามต่อมาว่า

“พนักงานที่คุมซาวด์งานอยู่ไหนคะ”

ไม่เกินห้านาทีให้หลัง กุหลาบงามก็ลอยดอกพร้อมกลิ่นนำมะลิบ้านสวนมาถึงยังสระว่ายน้ำของโรงแรม ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากห้องจัดเลี้ยงนัก และนับว่าโชคดี ที่ช่วงเวลาเกือบเที่ยงนี่ ไม่มีแขกของโรงแรมคนอื่นมาใช้บริการกันเลยสักคน

“คุยกันที่นี่เถอะนะ ว่าแต่มูนคงไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยล่ะสิ กลัวเกรซจะมาเอาเต้ยคืนเหรอ”

 เกนหลงเปิดประเด็นมาทันควันทันที ทั้งๆที่ยังไม่ทันจะนั่งยังเตียงผ้าใบ มณีน้อยฟังแล้วก็หักใจเฉยเสีย รู้อยู่แล้วว่าแม่ดอกกุหลาบตรงหน้านี่พร้อมจะกวนตะกอนตนได้ทุกเมื่อ แต่ก็ไม่มั่นใจตัวเองนักหรอกว่าจะหักใจเฉยได้อีกสักเท่าไหร่ ในเมื่อบอกกับตนเองไว้แล้วว่าจะใช้สมองในการขุดรากถอนโคน ก็ต้องดำรงมั่นตามปณิธาน มิหักหานตบตีใช้กำลังอย่างในหนังกับละครน้ำเน่าเป็นอันขาด แลก็นับว่าโชคดีที่มือกำแบล็คเบอร์รี่ไว้อยู่ มิงั้นถ้าหักใจมิได้มือมันคงว่างและคงได้ซัดหน้าดอกไปสักฉาดสองฉาด ฉะนี้แล้วจึงกระชับบีบีที่คว่ำหน้าไว้แล้วในมือกำให้แน่นกว่าเดิม เขยิบชิดดอกกุหลาบไปอีกนิด ต่อบทสนทนามามิให้ขาดตอน

“สระว่ายน้ำที่นี่สวยดีนะเกรซ น้ำใสเชียว ถ้าเราเป็นเจ้าของหรือคนดูแลแล้วมีใครจงใจมากวนตะกอนทำให้น้ำขุ่น เราคงรังเกียจ คนคนนั้น”

“คนเราเกิดมามันก็เป็นธรรมดาโลกอยู่แล้วที่มีคนทั้งรักและเกลียด เกรซจึงไม่ใส่ใจหรอกว่าใครจะรักใครจะเกลียด เกรซสนใจแค่ว่าเกรซได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วหรือยัง” เกนหลงยักไหล่ตอบอย่างไม่ยี่หระ ไม่สะทกสะท้านว่าใครจะเกลียดจะชัง

“เต้ยใช่ไหมล่ะที่เกรซต้องการ”  มูนต่อมาให้และก็ต่อตามไปให้อีกว่า “เท่าที่เราดูและอยู่กับเต้ยมา เขาไม่เคยแสดงออกว่า เขายังต้องการอย่างที่เกรซต้องการเลยนะ”

“โถนี่มูนผู้หญิงอย่างเกรซนี่ ถ้าคายอะไรทิ้งไปแล้ว ไม่เอากลับมากินอีกรอบหรอก และจะบอกให้ว่าไอ้ที่ทำๆไปนั่นน่ะ ก็แค่ทำให้มันแสบๆคันๆ ให้นิยายชีวิตของเต้ยกับมูนมันมีสีสัน ไม่อย่างงั้นมันคงจีดชีดน่าดู ก็เพราะเต้ยกับมูนเองนั่นแหละที่ทำให้เกรซเสียรู้ และทำให้เรื่องมันง่ายอย่างไม่ควรจะเป็น”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
นี่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่มูนได้ยินประโยคนี้ก็คงวางใจไปได้เปราะที่แม่ดอกกุหลาบนี่มิได้มีเจตนามาทวงของคืน และคงไม่คุยด้วยต่อ แต่คงมิใช่กับมูนในเวลานี้ที่รู้อยู่แล้วตั้งแต่อยู่บนรถว่าเกนหลงมาด้วยเจตนาอะไร เจตนานี้นี่เองที่ต้องทำให้มันกระจ่าง ใจจริงก็ไม่อยากจะทำนักหรอก เพราะที่ผ่านมาก็เคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาก่อน

“เราแค่แสบน่ะ คงไม่ถึงกับคัน แต่ถึงจะคัน มันก็คงไม่เท่าเกรซ ได้ข่าวว่าท้องแล้วหาพ่อให้ลูกไม่ได้นี่ กลับมานี่มาหาพ่อให้ลูกใช่ไหม” มูนซัดเข้าเอากลางดอกตรงๆ เห็นชัดเลยว่า กุหลาบมันสั่นไปทั้งดอก แต่แม่ดอกกลิ่นแรงก็ตอบกลับมาได้

“ข่าวไวนะ ...แล้วชาตินี้ทั้งชาติท้องได้แบบเกรซหรือเปล่าล่ะ” เกนหลงยิงเข้ากลางดงมะลิขึ้นบ้างทันใด ดอกเดียวคงมิหนำใจจึงซัดไปอีกดอก “กรุณาแก้ข่าวซะใหม่นะ พ่อของเด็กในท้องเราน่ะ ใช่ว่าจะไม่มี แล้วถ้าเราบอกว่าเป็นเต้ยล่ะ”

“เราก็ไม่ว่าอะไรหรอก เกรซคลอดมาเราก็เอาลูกไปให้หมอตรวจดีเอ็นเอเท่านั้นก็จบ ถ้าเป็นลูกเต้ยจริงก็เลี้ยงไป ไม่เห็นจะยาก แต่ถ้าจะต้องส่งเสียเลี้ยงดูหรือต้องรับผิดชอบชดเชยอะไรให้แม่มันด้วยแล้วล่ะก็ เราคงต้องเล่นบทเมียหลวงใจร้าย ให้เกรซเป็นเมียบ่าว รับรองเราจะทำให้ชีวิตของเกรซมีสีสัน ทั้งแสบทั้งคัน จะไม่ทำให้มันจืดชืด และเราก็จะทำไม่ให้มันง่ายอย่างที่ควรจะเป็นอีกด้วย”

มูนสลัดกระสุนกุหลาบซัดคืนไปหาเจ้าของ นี่ถ้าเต้ยอยู่ตรงนี้ เต้ยก็คงหมดห่วงร้องเยสที่เมียรักทั้งตั้งรับและซัดคืนไปได้ แต่ถึงเต้ยจะไม่อยู่ เต้ยก็ได้ยินบทสนทนาชัดเจน เพราะอีคุณท้าวนางไอยรา มันใช้แบล็คเบอร์รี่เป็นสื่อกลาง เปิดสปีคเกอร์ ให้พนักงานคุมซาวด์ต่อเข้ากับลำโพงจนดังไปทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง

ใครจะคิดว่าบีบีที่มูนกำลังกำคว่ำหน้าอยู่ในมือ ....มันกำลังต่อสายไปยังแบล็คเบอร์รี่ของนางคชสาร
เกนหลงเองก็คงมิรู้ตัว แลก็คงมิได้ระวังตัวตั้งแต่เริ่มบทสนทนา

การขุดรากถอนโคนครั้งนี้ บทลงโทษคือให้สังคมพิภากษา...ว่าหลังมายา แท้จริงกุหลาบเป็นอย่างไร
เดี๋ยวก็จะได้รู้ว่า ที่บอกว่าไม่สนใจใครจะรักใครจะเกลียด ....มันทำได้อย่างที่พูดไหม

“อยากจะรู้นักว่าจะทำยังไง...แต่เอาเถอะ สมองของเกรซไม่ได้ขี้เลื่อยพอที่จะกลับมาพร้อมกับประโยคโง่ๆว่าเต้ยเป็นพ่อเด็กหรอกนะ”

เกนหลงพูดไปก็มิได้รู้ตัวเลยว่ามูนขยับนั่งเข้าไปใกล้ขึ้น แล้วใช้มือน้อยๆอีกมือเลื่อนมากุมมือที่ถือบีบีไว้ มั่นใจว่าไฟกระพริบที่ตัวเครื่องและหน้าจอถูกบังไว้แล้วมิด และเพราะความมิรู้ตัวของเกนหลงเนี่ยแหละ ประโยคบางประโยค ที่เต้ยเคยได้ยินคนเดียวเมื่อหลายเดือนก่อน มันก็กลับดังชัดมาให้ทุกคนได้ยินเต็มสองรูหู โดยเฉพาะเปรม

“ฟังนะมูน ไอ้มารหัวขนในท้องนี่มันไม่ใช่ลูกเต้ยหรอก เกรซแค่มาเสนอให้เต้ยรับเด็กในท้องเป็นพ่อ เพราะไหนๆทั้งชาตินี้มูนก็ท้องไม่ได้นี่  เกรซมีค่ามากกว่าจะเอาเวลามาเป็นแม่คน  เกรซไม่อยากใช้เวลาไร้สาระไปกับการเลี้ยงลูก เกรซเอาเวลาที่จะเสียไปนั้นมาทำประโยชน์ให้ตัวเองดีกว่า เต้ยไม่เคยเล่าให้ฟังหรือว่าเกรซรักตัวเองมากกว่าใคร ฉะนั้นอะไรที่ทำให้เกรซต้องลำบาก เกรซจะไม่สนใจไยดีเด็ดขาด มูนเองก็นั่งๆนอนๆสอนโยคะ ไม่มีความทะเยอทะยาน ทำตัวทำชีวิตจืดชืด เต้ยว่าอะไรก็ว่าตาม เหมาะแล้วที่จะเป็นคนเลี้ยงเด็ก จะได้ไม่ต้องว่างและมีอะไรทำ ชีวิตจะได้มีค่าขึ้นมาบ้าง และนี่ก็คือสิ่งที่เกรซอยากคุยกับมูน หลังจากที่คุยกับเต้ยไม่สำเร็จ”

มูนมิอยากจะเชื่อหูในสิ่งที่ได้ยิน ถามว่าโกรธไหม ตอนนี้คงไม่ เพราะไม่คิดเลยว่าสิ่งที่เต้ยเคยเล่า พอมาฟังกับหูเองแล้วรู้สึก เศร้าใจและผิดหวังแปลกๆ นี่ถ้าได้ยินแต่เสียงก็นึกว่าใครมาท่องบทละครให้ฟัง ยิ่งได้เห็นภาพด้วย และเห็นทีท่าพูดจาใส่อารมณ์ จึงถามตัวเองในใจขึ้นมาว่า โลกนี้จะมีผู้หญิงแบบนี้อยู่ในโลกจริงๆเหรอ ซึ่งคำถามนี้มันก็เกือบตรงกับของหลายๆคนในห้องจัดเลี้ยง เพื่อนนักบาสชายหลายคนส่ายหน้า กระซิบกระซาบต่อกันว่าผู้หญิงคนนี้เกินเยียวยา และบางคนก็พูดแก่กันว่า

 “มึงโชคดีแล้วไอ้เต้ย ที่เลิกกับเขา แล้วมึงเลือกมูน”

เต้ยเองที่เคยได้ยิน ได้เห็น ได้ฟังมาแล้ว หันไปหาบรรดาเพื่อนเช่นแซ็ค สน ต้น ทัด และก็แบงค์ ส่งสายตาบอกให้รู้ว่าที่เคยเล่ามาเขาไม่ได้พูดเกินจริงไปเลยสักนิด ส่วนเปรมที่นั่งฟังถัดออกไปก็ได้แต่กำหมัดสะกดอารมณ์แน่น 

“นี่เกรซจะยกลูกให้เราเหรอ เกรซคงไม่รู้ว่าเรารับลูกมาเลี้ยงไว้แล้วหนึ่งคน” เสียงนุ่มของมูนดังขึ้นหยั่งเชิงอีกครา และอีกเสียงใสตามมาก็ทำให้ทุกคนในห้องจัดเลี้ยง ตั้งใจฟังกันมากขึ้นกว่าเดิม

“ก็รับไปอีกสักคนสองคนจะเป็นไร เรายินดียกให้โดยไม่มีข้อแม้ตามแต่ที่จะทำสัญญา และจะไม่มายุ่งเกี่ยวใดๆทั้งสิ้น”

“แล้วนี่พ่อเด็กเขารู้ไหมล่ะ ว่าเกรซคิดอย่างนี้”

นางพญาคชสารหันไปมองเปรมทันทีที่คำถามนี้ของมูนดังขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนนายผู้หมวดคู่ปรับคงทำหน้าไม่ถูก ทว่าเวลานี้หน้าของเปรมกลับเรียบนิ่งไม่ไหวติงจับอารมณ์ใดๆมิถูกทั้งสิ้น เต้ยเองครั้นเห็นอีคุณท้าวมองไปเช่นนั้น ก็รู้สึกตงิดใจแปลกๆ ครั้นยิ่งมองก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า หน้าของเปรมแดงขึ้น แดงขึ้นเป็นระยะ ในจังหวะที่เกนหลงดำเนินบทสนทนาต่อมาทันที

“เราบอกเขาแค่ว่าเราท้อง แต่ไม่ได้บอกว่าจะยกลูกเขาให้คนอื่น ” เกนหลงยิ้มแค่นๆ แล้วกล่าวต่อว่า “เอาตรงๆนะมูน พ่อของไอ้เด็กนี่ เขาเป็นคนไม่มีแก่นสารทั้งเที่ยว ทั้งเสเพล ทั้งเจ้าชู้ มองดูแล้วหาความก้าวหน้าในชีวิตไม่ได้ ที่เขามีกินมีใช้ทุกวันนี้ก็เพราะสมบัติพ่อแม่ที่ทิ้งไว้ให้เขาแหละ ลองไปดูเงินเดือนเขาแต่ละเดือนสิ ลองเดาดูสิจะเหลือเท่าไหร่”

มูนยิ้มน้อยๆ ใช้น้ำเสียงคล้ายจะช่วยปลอบให้อดีตเพื่อนสาวตรงหน้า และน้ำเสียงพร้อมกับประโยคที่จะพูดนี้แหละ ถ้าฟังดีๆ จะรู้ว่ามีชัยชนะซ่อนอยู่ และชัยชนะนี้จะเป็นของมูนไม่ได้เลย ถ้าคู่สนทนา ไม่เผลอหลุดปากหลวมตัว

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น เงินเดือนตำรวจมันไม่ได้มากมาย ไม่เหลือก็คงไม่แปลก เกรซอคติไปหรือเปล่า”

“มูนพูดอย่างกับมูนไม่รู้จักนายหมวด นายหมวดน่ะ....” เกนหลงหยุดพูดในทันใด เพราะกว่าจะรู้ตัวว่าหลุดอะไร ก็หลุดไปถึงสองหมวดแล้ว และเมื่อรู้ตัวก็แทบจะพูดอะไรต่อไม่ออก ใบหน้างามงดที่แต่งไว้เสียดิบดี ยามนี้คงมีแค่สีแดงซ่านสีเดียว

“โอว...นี่”

“เด็กนั่นเป็นลูกนายหมวด”

มูนรุกฆาตกินเรียบแล้วทั้งกระดานทันที รากกุหลาบและโคนคล้ายจะถูกแซะจนยับเยินทั้งกอภายในชั่วพริบตา เกนหลงไปไม่ถูกแล้วได้แต่พูดลั่นๆ ซ้ำไปซ้ำมา   

“นี่อย่าบอกใครนะมูน ใครจะรู้เรื่องนายหมวดเป็นพ่อไม่ได้”

“มูนคงไม่บอกใครหรอก แต่เมื่อกี้เกรซดันเป็นคนบอกเอง และทุกคนในห้องจัดเลี้ยงก็คงได้ยินหมดแล้วด้วย”

มูนพูดจบก็ชูแบล็คเบอร์รี่ที่กำไว้ให้เกนหลงดู และเกนหลงก็เห็นชัดเต็มสองตาเลยว่า หน้าจอบีบีหน้านี้มันต่อสายไปถึงใคร ครั้นพอจะแย่งมา มูนก็ลุกหนีกดตัดสาย และนั่นมันก็สายไปแล้วสำหรับเกนหลง

“เป็นไงล่ะเกรซ มันพอจะทำให้แสบๆคันๆ ทำให้นิยายชีวิตของเกรซมันมีสีสันได้บ้างไหมล่ะ ไม่อย่างงั้นชีวิตมันก็คงจืดชืดน่าดูเนอะ โทษทีนะที่ทำให้เสียรู้อีกครั้ง แต่ก็ต้องขอบคุณที่เกรซทำให้มันง่ายอย่างที่ไม่ควรจะเป็น”

“อะ อีมูน อีสารเลว”

เกนหลงตวาดลั่น เกือบจะเสียจริตปรี่เข้ามาหมายใจจะคว้าคอมูน มูนเองก็มิได้ตระหนก ยังยืนท้าทายอยู่ที่เดิม แต่ก่อนที่เกนหลงจะถึงตัวมูนนั้น ก็จำต้องชะงัก เพราะมีเสียงฝีเท้าที่วิ่งมาอย่างรวดเร็วจากทางห้องจัดเลี้ยง ผสานด้วยเสียงตวาดลั่นอันดังขึ้นมาก่อนตัวของเต้ย เสียงนั้นดุจอาญาสิทธิ์ และเกนหลงก็มิคิดจะขยับเขยื้อนต่อไป

“หยุดนะเกนหลง” 

เต้ยวิ่งปราดตามเข้ามา เข้าขวางหน้าเกนหลง ตามติดมาด้วยช้าง พร้อมกับเพื่อนๆก๊วนนักบาสอีกหลายคนไม่เว้นแม้แต่คู่บ่าวสาว รวมถึงหมวดเปรม ที่บัดนี้มายืนออกกันเต็มริมสระน้ำ แล้วเสียงโกญจนาทของนางคชสารก็กล่าวสำทับไปว่า

“อีเกรซ มึงนั่นแหละอีสารเลว  ....ถ้ามึงอยากตบล่ะก็มากับกูนี่ มึงจะได้รู้ว่าช้างเขย่งตบเป็นอย่างไร”

เกนหลงเริ่มทำอะไรไม่ถูก ทั้งหน้าทั้งตัว ชาวาบเสียยิ่งกว่าชาวาบ หันมองไปรอบๆ ก็สายตาทุกคู่จ้องมองมาที่ตน รู้ตัวทันทีเลยว่าสายตาทุกคู่ที่จ้องมองตนเองนั้น จะหาความชื่นชมเหมือนเดิมคงไม่มีอีกแล้ว ที่ร้ายไปกว่านั้น เจ้าของสายตาบางคู่กลับเบ้หน้าเบะปากใส่ตนอีกด้วย และมิรู้ว่าหูแว่วไปหรืออย่างไร คำว่า ‘น่ารังเกียจ อย่าไปยุ่งด้วยเลย’ มันดันได้ยินสะท้อนไปสะท้อนมาทั่วทั้งวง จากที่พึมพำ มันกลายเป็กระหึ่มในที่สุด นี่ถ้าหากแทรกแผ่นดินได้ จะขอแทรกเสียบัดนี้

นี่คงต้องถึงคราวยอมรับแล้วสินะว่า ใครจะรักจะเกลียดก็ช่างตนไม่สนใจนั้น ...คือมันไม่จริง

“ไปให้พ้นจากชีวิตคู่ของเราเถิดนะเกนหลง ผมว่ามันน่าสมเพชพอดูแล้ว และเราก็ไม่ต้องการลูกของคุณ”

เต้ยมิได้แผดเสียงอย่างเดิมเหมือนเคยอีกแล้ว ยามนี้เขาพูดด้วยเสียงเพียงเรียบๆนิ่งๆ ทว่ากลับมีมหิทธานุภาพซัดซากดอกที่ยับเยินอยู่แล้วแตกกระจายกลายเป็นภัสมธุลี สิ่งเดียวที่ทำได้คือไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ว่าแล้วจึงวิ่งฝ่ากลุ่มเพื่อนมุง มุ่งหน้าลงไปชั้นล่างยังล็อบบี้ ไปให้พ้นจากโรงแรมนี้ สถานที่ที่ตนปราชัย

“ถ้าไม่มีใครต้องการ ฉันก็จะเอาแกออก”

เกนหลงพูดกับตัวเองส่งความไปถึงชีวิตน้อยๆในท้อง หูก็ยังได้ยินเหมือนคนเรียกชื่อและวิ่งตามมาแว่วๆติดๆ หากก็มิสนใจหยิบไอโฟนขึ้นมาต่อสาย เรียกรถที่จ้างไว้มารับกลับพลัน และมิทันดูเลยว่าตัวเองนั้นหยุดยืนอยู่ที่ใด ด้วยเพราะความเจ็บและอายแท้ๆ

เกนหลงคงไม่รู้ว่าขาทั้งสองข้างที่ยืนหยัดบนมาโนโล บลานิกส์ ในขณะนี้ได้เหยียบย่างอยู่บนถนนในโรงแรม และคงมิทันได้ระวังด้วยซ้ำว่า มีเก๋งคันหนึ่งมันกำลังมาด้วยความเร็ว  ครั้นพอเงยหน้าขึ้นเห็นก็คล้ายว่าจะไม่ทันเสียแล้ว

“ว้ายยยยย”

“เกรซระวัง .....หลบไป”

จู่ๆก็มีเสียงห้าวดังลั่นดังขึ้น เจ้าของเสียงนั้นใช้กำลังและความเร็วทั้งหมดที่มี กระชากซากกุหลาบ เหวี่ยงไปบนพุ่มดอกเข็มใกล้ๆ เสียงห้าวที่ดังขึ้นนี้นั้นมันก็มิได้ดังเท่าเสียงโครม ที่สนั่นพอจนพนักงานของโรงแรมกรูกันออกมาดู และตะโกนบอกแก่กันลั่น

“เฮ้ยยย ลูกค้าโดนรถชน เรียกรถพยาบาลเร็ว”

เกนหลงพยายามยันตัวขึ้นมาจากดงดอกเข็ม รู้สึกร่างทั้งร่างมันร้าวไปหมด พยายามหันไปมอง ว่าเสียงและคนที่มากระชากตนออกนั้นเป็นใคร ครั้นได้เห็น มีหรือจะมิรู้ว่าเป็นใคร

“นะ นายหมวด ไม่นะ”

นายหมวดที่เรียกนั้นตอนนี้นอนนิ่งไปแล้ว ส่วนตัวเองนี้สิ ก็พยุงไว้ไม่ไหวอีกแล้ว ตากำลังจะปิดทีละน้อยๆ และฝืนได้อีกมินาน ทุกภาพทุกเสียงทุกอย่างก็ปิดลงโดยดุษฎี

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๒๗ นะคะ

ตั้งแต่บทที่๑ ถึงบทที่๒๕ ที่ผ่านไปแล้วนั้น เป็นรีรันอันที่เขียนค้างไว้เมื่อหลายปีก่อนค่ะ ส่วนบทที่๒๖นี้เป็นต้นไปคือตอนใหม่ที่ยังไม่เคยลงค่ะ

ขอบพระคุณ คุณujen คุณ FanclubPong คุณ poshbear คุณ Jaymezc คุณroute rover คุณกาแฟมั้ยฮะจ้าว
คุณ ♥►MAGNOLIA◄♥  คุณ sugarcane_aoi คุณ oiw08  และคุณblove  มากๆนะคะ ที่ยังติดตามอ่านและให้กำลังใจเสมอมา  :pig4:  :3123:

PS. @คุณ poshbear ขอบพระคุณมากๆอีกครั้งนะคะ  :L1:
@คุณblove  รู้สึกเหมือนกับคุณ sugarcane_aoi เลยค่ะ คืออ่านเพลินและอมยิ้มได้ตลอดเวลา ขอบพระคุณมากๆค่ะ  :กอด1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-03-2019 18:00:13 โดย Artemis »

ออฟไลน์ route rover

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ฮื่อออ ได้อ่านตอนใหม่ล้าววว .  :katai2-1:

อ่านละขึ้นแทนเต้ยแทนมูน อยากจะโบกกะบานหมวดเปรม  :m16:

เจ็บใจที่เพื่อนหักหลังมากสุดละ

รออ่านต่อนะคะ  :L1:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8018
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-11
เรื่อง มาทันกับตอนที่หายไปแล้ว  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

อืออออ.......ลูกของเปรม เกรซ เป็นแฝด  :z3:
คือน้องอีกสองคนของซัน  o22
อย่างที่เต้ย มูน ตั้งชื่อไว้น่ะสิ ...... คิด พูดอย่างไร ได้อย่างนั้น อะจ๊ากกกกกก   :a5: :serius2:
เกรซ ตกบัลลังก์ เจ้าหญิงซะและ  ทำตัวเองแท้ๆ  :เฮ้อ: :เฮ้อ: :เฮ้อ:
คุณหลวงเต้ย จะต้องไปนอนกับไอ้ตูนหรือเปล่าเนี่ย  :serius2:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ujen

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +183/-13
มูน  :interest:

หวังว่าหมวดเปรมคงไม่เป็นไรน่ะ

 :mew1: :mew1:

ออนไลน์ patchylove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1629
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-4
 :sad4: โอ้โห ๆๆๆ กลับมาแล้ววว

ออฟไลน์ qq_oo

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +143/-4

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด