BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน ตอนจบ บทส่งท้าย ๑๒ พฤษภา ๖๒
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน ตอนจบ บทส่งท้าย ๑๒ พฤษภา ๖๒  (อ่าน 8141 ครั้ง)

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
ผู้มากวัยคงมิต้องรอให้สมองสั่งการหรือหาเหตุผลอีกหรอกกระมัง หูแว่วอาจจะเป็นไปได้  แต่ก็ไม่น่าจะแว่วแบบได้ยินชัด เสมือนมีคนมากระซิบข้างๆหู ปิดประตูลั่นดาลจึงรีบกระทำรวดเร็ว แต่มือก็ดันไร้เรี่ยวแรงกะทันหันแลกำลังสั่นพั่บๆ และกว่าจะฝืนดึงให้ประตูปิดได้ ก็กินเวลาไปนานหลายวินาที และมันก็นานพอที่จะตาเจ้ากรรมทั้งสองข้างดันมองอะไรไม่มอง กลับไปจับไปจ้องเอารูปคุณศศิที่คลี่ยิ้มอยู่น้อยๆ

รอยยิ้มนี้ควรจะหยุดอยู่แค่ตอนบันทึกรูป ...แต่นี่มันดันกว้างขึ้นเรื่อยๆ
กว้างจนเห็นไรฟัน ขาวสะอาดเต็มตา!!

“คุณพระคุณเจ้าช่วย!”

 ป้าเมี้ยนพูดได้เป็นประโยคสุดท้ายหน้าห้องพระแค่นั้น มั่นใจตาไม่ฝาด หูไม่แว่ว รู้ซึ้งแล้วว่าถกผ้าถุงวิ่งจ้ำอ้าว ก้าวพรวดๆจนไม้กระดานเรือนลั่นมันดังสนั่นเพียงไร วิ่งไปให้พ้นจากหน้าห้องพระคือวิธีที่ดีที่สุด และก็ต้องวิ่งให้เร็วที่สุด เพราะมิฉะนั้นอาจมีเสียงเอ็ดตะโรคาดโทษจากคุณท่านที่เคยเอ็ดเจ้ามอสอยู่บ่อยๆตอนมันวิ่งบนบ้าน ตามมาอีกคนก็เป็นได้

ด้วยเสียงตึงตัง โครมครามนี่เอง ทำให้ครอบครัวอัครพงศธรหันมามองต้นเสียง โดยเฉพาะเจ้ามอสที่โผล่หน้าพรวดหิ้วกระเป๋าพ่อแม่พี่เต้ยขึ้นมาจากเชิงบันไดพร้อมกับเจ้าตูน ตะโกนฟ้องมูนลั่น ยามเห็นป้าแท้ๆของมันวิ่งหน้าตาตื่นมาหยุดหน้าห้องพักที่พี่เต้ย พี่มูน คุณลุงเมฆ และคุณป้าวาสิฏฐียืนออกันอยู่

“พี่มูนครับ เคาะตาตุ่มป้าเมี้ยนเลย ป้าเมี้ยนวิ่งบนบ้าน”

“เป็นอะไรจ๊ะป้าเมี้ยน หน้าซีดเชียววิ่งหนีอะไรมา” มูนถามขึ้นท่ามกลางความสงสัยของทุกคน และก็มีข้อสันนิษฐานที่น่าเห็นพ้องจากหลานจอมฟ้องตอบมาให้

“ทำหน้าอย่างกับเจอผีหรือวิ่งหนีผีมางั้นแหละ”

ป้าเมี้ยนยังอึกๆอักๆ ไม่รู้จะตอบอย่างไร โชคดีที่นับว่าตนเป็นคนสติพอแข็ง ไม่งั้นคงเป็นลมล้มพับ แต่ครั้นจะบอกความจริงไปว่าเจอและได้ยินอะไรตอนกลางวันแสกๆ ใครเขาจะเชื่อ ถึงเป็นกลางคืนก็เถอะ ไม่มีใครเชื่อหรอก ท่าทางหัวสมัยกันทั้งนั้น ดีไม่ดีอาจพาให้คุณมูนกับคุณเต้ยขายหน้าคุณพ่อคุณแม่ จึงพยายามฝืนตั้งสติให้มั่น แล้วหลอกตนเองแลทุกคนไปเพียงว่า

“ป้าเจอหนูในห้องพระค่ะ ป้ากลัวหนูเลยวิ่ง ต้องขออภัย”

จะว่าไปป้าเมี้ยนก็มิได้โกหกซะทีเดียวนักที่บอกไปว่าเจอหนู หากแต่แค่พูดไม่หมดว่าหนูที่เจอนั้น มันมิใช่หนูบ้านธรรมดาๆ  ทว่าเคยเป็นอดีต “คุณหนู” ของบ้าน ผู้วางมูนไว้ที่ศาลาท่าน้ำ ก่อนที่ตัวคุณหนูผู้นั้นจะทานยานอนหลับ เอนกายทั้งกายใช้ผืนน้ำแทนผืนเตียง ดำดิ่งหลับลึกแน่นิ่ง ลอยกลับขึ้นมาอีกทีก็สายจนเกินเยียวยาแล้ว   

“บ้านเรามีหนูด้วยเหรอครับป้าเมี้ยน...แปลกแฮะ บ้านเราออกจะสะอาดสะอ้านไม่มีตรงไหนรก หนูจะมาได้ยังไง ” เต้ยถามตามนิสัยช่างสงสัย

“เคยมีค่ะคุณเต้ย แต่หายไปนานแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมวันนี้ถึงมา เอ๊ยถึงมี” ต้นห้องคนสนิทคุณยายกล่าวตอบ ฝืนปากไว้มิให้สั่น และแก้เก้อไปต่อจนทุกคนเชื่อสนิท “ นี่ป้าว่า จะให้มอสมันไปหากรงดักหนูมาสักหน่อย”

“ดีจ้ะ ฝากป้าเมี้ยนช่วยดูให้มูนหน่อยก็แล้วกัน ดักได้ก็อย่าไปฆ่าเขาล่ะ เดี๋ยวจะบาปกรรมกันเปล่าๆ ให้มอสเอาเขาไปปล่อยที่อื่น ในร่องสวนโน่นก็ได้”

มูนเสริมความเสร็จก็มิได้กล่าวอะไรเพิ่ม พาพ่อผัวแม่ผัวเข้าไปดูห้องนอนที่จัดไว้ให้ ส่วนเจ้ามอสได้ทีมีเรื่องเล่นสนุกกับภารกิจดักหนูที่ไมรู้ว่าป้ามันกุขึ้น ก็รีบจัดแจงวางกระเป๋าพ่อแม่พี่เต้ยในห้องเรียบร้อย ก่อนจะวิ่งปรู๊ดลงจากบ้านไปพร้อมเจ้าตูนน้องชาย ทิ้งป้ามันให้ยืนเดียวดายแต่ผู้เดียว

“มอสไปไหน มาอยู่เป็นเพื่อนป้าก่อน”

“ไปหากรงดักหนูครับ”

ป้าเมี้ยนจะห้ามก็มิทัน หลานชายวิ่งลับหายจากสายตาไปแล้ว จึงได้แต่ยืนนิ่งไปอีกชั่วพัก จนสติสตังกลับมาครบถ้วนดังเดิม จึงยกมือไหว้หันหน้าไปทางทิศทางเดิมที่วิ่งมา ส่งถ้อยคำให้ทะลุไปถึงหลังประตูห้องพระ

“คุณหนูศศิขา ไม่เคยมานานแล้ว ก็อย่ามาเลยค่ะ อย่าห่วงคุณมูนเลย เธอสบายดี เธอมีสามีล้อหล่อชื่อคุณเต้ยคอยดูแล เลิกร้องไห้งอแงเหมือนตอนเด็กๆแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงเธอหรอกค่ะ หรือถ้าคิดถึงเมี้ยนมาเข้าฝันก็ได้ อย่ามาให้เห็นอีกเลย”

ที่ว่า “ไม่เคยมานานแล้ว” แสดงว่า “นานแล้วเคยมา” ป้าเมี้ยนไม่เคยได้เห็นกับตา แต่ด้วยเสียงลือชาวบ้านชาวช่องรอบข้างหนาหูมีมาว่าเห็นคุณหนูศศินั่งอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ ทั้งตอนพลบค่ำ ตอนดึก และเสียงเล่าอ้างยังย้ำว่าเจอกันบ่อยสุดก็คือตอนเช้ามืดที่เธอจากไป พอเข้าหูคุณท่าน ท่านมิยอมเชื่อ แต่ไอ้มิยอมเชื่อของท่านเนี่ยแหละ ไยท่านถึงพาคุณมูนไปนั่งเล่นที่ศาลาท่าน้ำทุกพลบค่ำแลเช้ามืด และที่น่าแปลกคือคุณมูนจากที่กำลังงอแง กลับยิ้ม เปล่งเสียง เอ๊าะๆ แอ๊ะๆ ทั้งๆที่คุณท่านนั่งดูเฉยๆ มิได้เล่นกับหลานเลยสักนิด...อย่างนี้แล้วคุณมูนเธอเล่นกับใครกัน เล่นกับลมกับแล้งหรือ คงมิน่าจะใช่ แล้วเสียงของคุณท่านที่พูดกับหลานยังมิรู้ภาษา ก็พาให้ตนที่รู้ภาษาดีตีความเป็นอย่างอื่นไปมิได้ นอกเสียจากเป็นเพื่อนเล่นผู้ให้กำเนิด มีคำว่า บังเกิดเกล้า ต่อข้างท้าย

“เรียกแม่เขาสิลูก แม่มาแล้ว แม่ศศิมาแล้ว”

เป็นไปได้ไหมที่คุณท่านบังเอิญพูดลอยๆ บอกได้เลยไม่มีทาง เพราะสมองตนปฏิเสธเหตุผลหักล้างว่าวิญญาณไม่มีในโลกไปเรียบร้อย...คุณท่านคงเห็นลูกสาวแต่ท่านไม่พูด คุณมูนเธอก็คงเห็นแม่แต่เธอยังพูดไม่ได้ และคงจำไม่ได้ว่าเธอเห็น ถามคุณมูนไปก็คงมิได้ความ แต่ถ้าจะให้เข้าไปถามคุณท่านนั้นคงมิกล้า ที่บอกว่ามิกล้านั้น มิใช่เพราะเกรงท่านจะเอ็ดเอาว่าสาระแนสู่รู้ แต่เกรงว่าท่านจะเอ่ยปากให้คำตอบมาต่างหาก!

แลเมื่อคุณมูนโตขึ้น เสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องคุณหนูศศิก็ค่อยๆเลือนหาย แต่ไฉนวันนี้ เจ้าตัวไยกลับมาส่งเสียงให้ได้ยิน ยิ้มกว้างให้ได้เห็น  ฤาคำพูดที่ว่า “ถึงเวลาแล้ว...อย่าให้ลูกเข้าใจพ่อผิดอีกเลย” มันจะมีนัยมากกว่าห่วง จนทำให้คุณศศิหวนคืน

“ฟุ้งซ่านอีกแล้วอีเมี้ยนเอ๊ย...คงไม่มีอะไรหรอก แต่เอ..ชวนคุณมูนเธอใส่บาตรพรุ่งนี้ก็คงจะดี ”

ป้าเมี้ยนเปรยกับตนเอง หาทางออกตามโบร่ำโบราณสอนได้ ก็กลั้นใจเข้าไปเตรียมอาหารกลางวันตามลำพังให้บรรดาคุณๆทั้งหลาย ทำไปก็หวาดไป จิ้งจกร้องทีไรก็สะดุ้งสุดตัวทุกที และถึงแม้จะเจอเรื่องน่าตื่นเต้นตกใจ แต่ฝีมือป้าเมี้ยนทำกับข้าวก็มิได้ตกไปตามใจเลย คำยืนยันถึงรสมือที่เยี่ยมยอด คือเสียงชมของคุณเมฆกับคุณวาสิฏฐีที่มีให้ไม่ขาดปาก

“อร่อยทุกอย่าง อร่อยกว่าที่โรงแรมกับที่บ้านของเราอีกนะคุณหว้า โดยเฉพาะแกงเขียวหวานเนื้อ”

“ใช่ค่ะคุณ ฉันเห็นด้วยและเห็นทีต้องเอาเด็กที่บ้านมาเรียนทำอาหารกับพี่เมี้ยนบ้างซะแล้ว”

“ยินดีค่ะคุณ”

คำชมทำให้ป้าเมี้ยนที่นั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ ซึ่งหากมองในแง่ดีคือนั่งเฝ้าคอยช่วยเติมข้าว มิใช่กลัวการอยู่ลำพัง ลืมเรื่องคุณหนูศศิไปชั่วขณะและยิ้มได้ แต่ก็ต้องหุบยิ้มพลัน เพราะประโยคต่อมาของคุณเมฆที่เอ่ยขึ้นกับภรรยา

“ ไอ้ท่านทูตเอกมันชอบกินแกงเขียวหวานเนื้อ ของโปรดมันเลยแหละ พอมันไปเป็นทูตประจำอยู่เมืองนอกเมืองนา มันบอกหากินยาก ไม่ใช่ไม่มีขายนะ แต่หาแบบอร่อยๆ เผ็ดๆ แบบไทยแท้ๆ ไม่มีเลย มีครั้งหนึ่งมันเล่าให้ผมฟังว่า มันเคยไปสั่งแกงเขียวหวานเนื้อในร้านอาหารไทยชื่อดังที่อังกฤษ ใสแจ๋วอย่างกับน้ำล้างหม้อ มันกระเดือกไม่ลง ต้องเอาไปเททิ้ง คุณหว้าช่วยให้มันสมใจอยากหน่อยได้ไหม รับรองมันได้กินฝีมือพี่เมี้ยน มันต้องเอาไปคุยทั่วยุโรป”

“เตรียมกับมูนและก็พี่เมี้ยนไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่ต้องห่วง”

บทสนทนาธรรมดาๆ คงมิทำให้ป้าเมี้ยนหุบยิ้มได้หรอก ถ้ามิใช่บทสนทนา มี่มันดันมีชื่อ “เอก” ทว่าชื่อนี้มันคงไม่ได้มีคนเดียวในโลก และคงมีอีกหลายคนเช่นกันที่ชื่อเอกและเป็นทูต แต่จะมีสักกี่เอกที่เป็นทูตและชอบทานแกงเขียวหวานเนื้อ นี่ถ้าคุณเมฆเป็นชาวบ้านคนกันเอง ตนคงถามชื่อนามสกุลของท่านทูตเอกนั่นไปแล้ว

“เอก” กับ “ทูต” แล “แกงเขียวหวานเนื้อ” มันดันพ้องกับชื่อ อาชีพ อาหารโปรดใครบางคน  และพาให้กระหวัด หวนไปถึงคนที่เคยอยู่ในสถานะคล้ายๆคุณเต้ย อย่างช่วยมิได้ คุณเต้ยเธอเป็น “หลานเขย” ขึ้นแท่นตัวโปรดได้ภายในไม่กี่วัน แต่สำหรับคนที่นึกถึงนั้น เธอเป็น “ลูกเขย” ผู้ตกที่นั่งชิงชังจวบจนวันคุณท่านสิ้นอายุขัย... คำว่าเขยมีเหมือนกัน ต่างกันแค่สิเน่หาที่คุณท่านมอบให้เท่านี้เอง

สิเน่หาที่ต่าง..ต่างเพราะคำพูดและการกระทำของเขย
หลานเขยหนักแน่นยามที่บ้านมาตาม...ลูกเขยหนักในทีแรก ทว่าท้ายสุดไม่แน่นพอ

ท่านทูต“เอก” คนนั้น จะใช่ “คุณเอกาหรือคุณเอก” ที่ตนเคยเรียกไหม ...สังหรณ์ คงจะหายเร็วๆนี้
และถ้าเกิดมันใช่....ตนก็ได้คำตอบแล้วว่าทำไมคุณศศิถึงกลับมา

“ถึงเวลา”ที่คุณศศิว่า...มันจะโยงใยเกี่ยวเนื่องกันตรงท่านทูตนี่เองฤา!

“เอาให้สุดฝีมือเลยนะครับพี่เมี้ยน” เสียงคุณเมฆเรียกป้าเมี้ยนกลับสู่สภาวะปัจจุบัน และป้าเมี้ยนก็ยิ้มตอบรับได้ทันท่วงที

“เชื่อมือเมี้ยน เถอะค่ะ”

“ผมเชื่อพี่เมี้ยนครับ เออแล้วพวกของหวานของว่างนี่.....” คุณเมฆพูดต่อได้ไม่จบ ก็มีเสียงโทรศัพท์ขัดจังหวะขึ้นให้เสียก่อน คุณเมฆจึงขอตัวเลี่ยงไปรับสาย คุณวาสิฏฐี ลูกชาย และลูกสะใภ้ก็เดาออกว่าเป็นใคร

“สงสัยจะเป็นท่านทูต คงจะมาถึงอัมพวาแล้วละมัง”

คุณเมฆหายไปคุยโทรศัพท์ตรงนอกชานชั่วพัก และกลับมาให้คำตอบอย่างที่ทุกคนคิด “ไอ้เอกมันมาถึงแล้ว มันมากับลูกชายมัน ตอนนี้มันกำลังจะเข้าเช็คอินที่รีสอร์ทอยู่”

 “ท่านทูตเพื่อนพ่อจะมาทานเข้าเย็นกับเราวันพรุ่งนี้ใช่ไหมครับ” เต้ยถามขึ้นเพื่อความแน่ใจ เพราะเขาเองยังไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนัก ไม่เหมือนแม่กับเมีย ที่สองสามวันก่อนหน้านี้โทร.คุยเรื่องเลี้ยงต้อนรับแทบทุกวัน

“เออใช่ วันพรุ่งนี้ ใจพ่ออยากให้เป็นวันนี้เลย เพราะคิดถึงมันไม่ได้เจอมันนาน แต่ไอ้เอกมันดันมีธุระสำคัญ ต้องไปทำก่อน”

เต้ยพยักหน้ารับคำ หยุดความสนใจไว้เพียงแค่นั้น เช่นเดียวกับมูนที่นั่งทานข้าวต่อเงียบๆ คงจะมีแต่คุณวาสิฏฐีผู้เดียวกระมังที่เงยหน้ามองคุณเมฆด้วยเข้าใจแลรู้ดีว่า ธุระสำคัญของเพื่อนสามีคืออะไร

‘ไปทำธุระที่ไหนก็ไปทำเถอะ ขออย่ามาทำธุระสำคัญที่นี่แล้วกัน สงสารลูกสะใภ้ฉัน และยังไม่อยากดูละครฉากใหญ่ที่เอานิยายน้ำเน่ามาสร้างตอนนี้’
 
คุณวาสิฏฐีภาวนาในใจเช่นนั้น  แต่ถึงจะเข้าใจแลรู้ดีอย่างไร ก็คงไม่เทียบท่านทูตที่บัดนี้ เดินผ่านเข้ามายืนสง่าพร้อมผู้ติดตามเพียงหนึ่งเดียวยังล็อบบี้ของรีสอร์ทริมน้ำชื่อดังติดอันดับท็อปไฟว์ของอัมพวาแล้ว และเพียงเข้ามาถึง ลมเย็นๆคลายร้อนก็ลอยมาต้อนรับ สร้างคำชมเชย

“บรรยากาศที่รีสอร์ทนี้ดีกว่ารีสอร์ทที่ผมเคยไปพักคราวที่แล้วอีกนะครับพ่อ”

เสียงสดใสของหนุ่มน้อยวัยยี่สิบต้นๆ เปรยกับชายเลยวัยกลางคนผู้หยุดยืนอยู่ด้านหน้าที่กำลังเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋ากางเกงแสล็คสีเทา ก่อนจะหันมาพูดเบาๆตอบหนุ่มน้อยผู้เป็นลูกด้วยทำนองเสียงเรียบๆ แทรกความรู้สึกค้านกับเสียงที่ลูกชายจับได้ว่าสั่นพร่า

“ยังมีที่ที่บรรยากาศดีกว่านี้อีก วันนี้เราคงได้ไป แต่ไม่รู้ว่าเขาจะต้อนรับเราหรือเปล่า ”

“เรื่องมันนานแล้วพ่อ เขาคงลดทิฐิลงบ้างแล้วล่ะ พ่ออย่าเพิ่งกังวลไปเลยว่าคนที่นั่นจะไม่ต้อนรับเรา ผมว่ากังวลกับคนที่รีสอร์ทนี่ก่อนดีกว่า ท่าทางไม่เต็มใจอย่างกับโดนใครบังคับมาให้มายืนรับเราอย่างงั้นแหละ”

หนุ่มน้อยลักษณะเปรียว ท่าทางเฮี้ยวเอาการ ให้กำลังใจพ่อ และให้ไปหลายครั้งตั้งแต่ก่อนมานี่ เพราะรู้นัยของพ่อดีว่า “เขา”ที่พ่อว่านั้นคือใคร และยังมีความสามารถพิเศษที่ตีกระทบไปยังใครอีกคน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่มาต้อนรับ ที่มีหน้าตาอย่างกับหล่อออกมาจากเบ้าเดียวกันกับนักร้องบอยแบนด์เกาหลี หากแต่ดันเสียความน่ามองไปนิดตรงที่หน้านั้นคล้ายถูกลมโชยโกรกกระชากชีวิตชีวาไปสิ้น ออกจะบึ้งตึงด้วยซ้ำ

‘มันปวดขี้หรือว่าอกหักวะ’

ข้อสันนิษฐานมีไว้ในใจเช่นนั้น ซึ่งอันที่จริงแขกผู้มาพักเห็นแล้วควรจะเสียความรู้สึก แต่มันน่าแปลกที่หน้าตูมๆนี้สามารถขับรอยยิ้มระเรื่อให้กับตัวคนแอบชำเลืองมองได้อย่างรวดเร็ว แลกว้างขึ้นเมื่อมีเสียงที่ฟังแล้วบอกพื้นเพนิสัยออกเลยว่าเอาแต่ใจทว่าแฝงไว้ด้วยความเสนาะ กล่าวขึ้นต้อนรับเต็มพิธีการไพเราะพร้อมยกมือไหว้สวัสดี

“สวัสดีครับ ผมวิศรุต เป็นเรสซิเดนท์ เมเนเจอร์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ฯพณฯท่านและคณะสู่ รอยัล อัมพวา รีสอร์ท แอนด์ สปา ครับ”

“ฯพณฯท่าน ฯพณฯเทิ่นอะไรกันไอ้หนุ่ม ยศตำแหน่งน่ะ ลุงทิ้งไว้ที่สถานทูตหมดแล้ว ”

ท่านทูตรับไหว้กล่าวตอบรับ ใช้สรรพนามอย่างเป็นกันเองทำให้ “ไอ้หนุ่ม” หน้ายุ่ง ที่เป็นถึง เรสซิเดนท์ เมเนเจอร์ มีสีหน้าดีขึ้น ที่แขกระดับ “วีวีไอพี” หรือ “เวรี่ เวรี่ อิมพอร์ตแทน เพอร์ซัน” ไม่วางอำนาจบาตรใหญ่ อย่างบรรดาแขกผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่พ่อกับแม่เคยส่งมาเป็นประจำ

“ก้องเอ้ย...วันศุกร์บ่ายนี้ว่างหรือเปล่าลูก พอดีพ่อจะมีแขกสำคัญมาก มาพักที่รีสอร์ทเรา ท่านเป็นเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ท่านทูตเอกท่านคุ้นกับพ่อดี ท่านจะมาพักลอง สเตย์ ประมาณหนึ่งอาทิตย์ พ่ออยากให้ก้องอยู่ต้อนรับแทนพ่อหน่อย เพราะพ่อดันติดประชุมด่วนที่สิงค์โปร์”

“เห็นจะไม่ว่างครับพ่อ ก้องต้องพาแม่ไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล” ก้องมิได้ปัด แต่เพราะเขามีคนสำคัญกว่าแขกที่ต้องดูแล

“ก้องไม่ต้องไป...เดี๋ยวพ่อจะโทร.ไปบอกให้ไอ้เจ้ากัน เจ้ากานต์ มันพาแม่ไปแทน ก้องไปคอยดูแล อำนวยความสะดวกให้ท่านแทนพ่อหน่อยเถอะ อย่าให้ขาดตกบกพร่อง เรื่องงาน เรื่องแขกในรีสอร์ท พ่อไว้ใจก้องมากกว่า กันกับกานต์”

“งั้นก็ได้ครับ”

ก้องถอนหายใจ รับคำพ่ออย่างเสียมิได้ และด้วยตำแหน่งที่เป็นถึง เรสซิเดนท์ เมเนเจอร์ เขาจำต้องไปยืนต้อนรับแขกสำคัญของพ่อหรือของรีสอร์ททุกคน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นไอ้พวกที่มีอักษรย่อวีไอพีต่อท้ายชื่อแทบทั้งนั้น เป็นเสมือนตราการันตีนิสัยสันดานและความต้องการที่มากกว่าแขกธรรมดาเพิ่มเติมขึ้นไปตามอักษรย่อที่เติม

อนึ่ง อาการบาดเจ็บทางใจก็เพิ่งจะทุเลาและยังไม่หายขาด.. “ปลีกวิเวก” ก็ยังตั้งเป็นสถานะเอาไว้ในเฟซบุ๊คและแบล็คเบอร์รี่ เหตุฉะนี้จึงไม่ค่อยอยากจะออกต้อนรับใคร หน้ายุ่งๆจึงเผลอแสดงออกไปด้วยมิพึงใจในทีแรก

แต่แล้วอดีตท่านทูตผู้นี้ กลับตรงกันข้าม สีหน้าท่านยิ้มละไม ดูเป็นผู้ใหญ่อารมณ์ดี แต่งตัวเรียบง่าย หากก็ไม่ทิ้งสง่าราศี ไม่ถือยศ ถือศักดิ์ ไปตามบารมี  ตามตำแหน่ง และตามนามสกุลท่านที่พ่อย้ำว่ามี “ ณ อยุธยา” ต่อข้างท้าย ซึ่งเป็นสายเก่าแก่สายหนึ่ง ซึ่งพ่อยังย้ำอีกว่า สายสกุลท่านเก่าถึงขนาดสืบมาจากปฐมวงศ์พระองค์หนึ่งต้นแผ่นดินรัตนโกสินทร์ ก้องเองก็จำพระนามเจ้าต้นสกุลไม่ได้ รู้แต่นามสกุลท่านทูตนี้ ถ้ากล่าวออกไป หลายต่อหลายคนต้องร้องอ๋อ และตบท้ายว่า... สายสกุลนี้ดัง

 แล้วท่านทูตมีเชื้อมีแถวนี่ มาทำอะไรที่อัมพวา ...อำเภอที่ไม่น่ามีความสลักสำคัญดึงดูดคนสำคัญให้มาเยือนได้
ฤากระทรวงการต่างประเทศ จะย้ายท่านมาเป็น เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงอัมพวา ประเทศสมุทรสงคราม

ก้องคิดเล่นๆขันๆ เกือบจะหลุดหัวเราะ และคำตอบก็มีให้รวดเร็ว เหมือนท่านทูตจะช่วยสงเคราะห์เขาให้ไม่ต้องเดาไปในทางเสียๆหายๆ

“ ลุงมาพักผ่อน และมาทำธุระส่วนตัว ไม่ใช่มาราชการ และก็ไม่ได้มีคณะ คะเนอะ อะไรมาด้วยหรอก ลุงมากันสองคนกับลูกชายแค่นั้น..ที่นี่เปลี่ยนแปลงไปมากนะ แปลกหูแปลกตาไปหมด ลุงเคยมา เมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้ว ถ้าจำไม่ผิด สมัยก่อนแถวนี้มีแต่สวนลิ้นจี่กับสวนส้มโอละมัง” ท่านทูต เปรยต่อคงความเป็นกันเองไว้ไม่เปลี่ยน แต่ก้องยังคงค้อมตัวเต็มพิธีการ

“ใช่แล้วครับ ที่แถวนี้เป็นที่เก่าของพ่อ เคยเป็นสวนลิ้นจี่กับสวนส้มโอมาก่อน”

“พูดถึงพ่อเธอเลยนึกขึ้นได้  เมื่อกี้ตอนนั่งรถมา มันโทร.มาหาลุงขอโทษขอโพยใหญ่ ที่ไม่ได้อยู่ต้อนรับ บอกว่าจะฝากลูกชายไว้แทน ลุงนึกว่าจะอายุเยอะกว่านี้ ที่ไหนได้ยังเป็นหนุ่มน้อยอยู่เลย หน้าตา หน่วยก้านดีซะด้วย อายุเท่าไหร่กันนี่ เป็นถึงเรสซิเดนท์ เมเนเจอร์ซะแล้ว” ท่านทูตส่งผ่านความชื่นชมไปทางสายตาแลน้ำเสียง ก้องจึงยิ้มได้ขึ้นไปอีก แต่ก็ยังมิเท่าเดิมอย่างที่เคยเป็นก่อนหน้านี้

“ขอบคุณครับท่าน ผมอายุยี่สิบสี่ปีครับ”

“นี่พ่อหนุ่ม เห็นใจลุงเถอะ ลุงเอียนจะแย่ไอ้คำว่าท่านเนี่ย ยิ่งเวลาไอ้พวกฝรั่งมันเรียก ยัวร์ เอ็กเซอร์เลนซี่ทีไร ลุงเบื่อจะฟังทุกที เรียกว่าลุงเถอะ ลุงเองก็พอคุ้นกับพ่อของพ่อหนุ่มอยู่ เราไม่ใช่คนอื่นคนไกล ”

“เอ่อ...” ก้องสองจิตสองใจเริ่มอึกอัก มารยาทการโรงแรมสากลที่ถูกสอนไว้ว่า ไม่ควรนับญาติกับแขกที่มาพัก กำลังถูกท่านทูตขอร้องให้คลอนแคลน แลก็มีเสียงสนับสนุนแทรกเข้ามา แถมยังลำดับญาติกับเขามาให้เสร็จสรรพ

“ตามใจพ่อทูตของผมหน่อยเถอะครับพี่วิศรุต”

ก้องหันไปมองต้นเสียง และเพิ่งจะมองได้เต็มตา ก็เห็นว่า คนพูดเป็นเด็กหนุ่มอายุอานามไม่น่าจะห่างจากตนมากนัก คงอ่อนกว่าประมาณปีหรือสองปีเป็นอย่างมาก ไอ้เจ้าคนนี้ดูลักษณะท่าทางแล้วคงไม่เบา หน้าตามันถ้าไม่ได้ผ่านการศัลยกรรม ก็ถือว่าธรรมชาติเมตตาคัดสรรส่วนประกอบน่ามองลงตัวมาให้ และมันยังแต่งตัวสไตล์คล้ายๆเขา เข้าทำนองโคเรียน ฟีเวอร์ แถมผมเผ้าก็เกือบจะเป็นทรงเดียวกัน จนอดคิดกระทบไปไม่ได้ว่า

‘พ่อมันเป็นทูตประจำอยู่อังกฤษ หรือว่าอยู่ เกาหลีใต้กันแน่วะ แต่งตัวอย่างกับซุปเปอร์ จูเนียร์’

ดีนะที่แค่คิดในใจ เพราะหากพูดออกไป อาจเจอลูกย้อนจนหงายหลัง ‘นายล่ะ  เปิดรีสอร์ทที่อัมพวาหรือเกาหลีใต้ ใส่สูทเป๊ะเวอร์ กางเกงรัดเป้าขาเดฟ อย่างกับทูพีเอ็มจะขึ้นไปรับรางวัล’

“นะครับพี่” ลูกชายท่านทูตเบี่ยงตัวขึ้นมายักคิ้วประจันหน้าย้ำความ และแนะนำตัวขึ้นเองไม่รอพ่อ “ผม วรเดช อายุยี่สิบสามปี ยินดีที่ได้รู้จักครับพี่ เรียกว่าเดชก็ได้ง่ายดี พี่วิศรุตล่ะ ชื่อเล่นชื่ออะไร จะได้เรียกง่ายๆบ้าง เรียกพี่วิศรุต ขี้เกียจกระดกลิ้น ”

ด้วยความที่ยืนประจันหน้านี่เอง แลความสูงก็พอๆกัน ต่างกันแค่มิลลิเมตรของปลายผมที่เซ็ทตั้ง ตาสองคู่ของคนสองคน จึงประสานต้องตรงตามองศาพอดิบพอดี ตาทั้งสองคู่นี้ดุจบานกระจกใสที่สะท้อนรสนิยมสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้เห็น และถ้าก้องไม่ได้คิดไปเองหรือตาไม่ฝาด เขามั่นใจว่าเขาเห็นหน้าคู่สนทนาจำเป็นมีสีชมพูจางๆ ระบายไล่ขึ้นไปตามโหนกแก้ม แล้วมันก็เด่นชัดขึ้น ชัดขึ้นทุกที จนสีชมพูแปรความอ่อนหวานเป็นแดงซาบซ่านระเรื่อ แลอาการนั้นมันก็กำลังถ่ายทอดมาที่หน้าของเขา

ก้มหน้าก้มตาคือวิธีหักหลบกลบอัศจรรย์สีกุหลาบแดง ...ที่ต่างคนต่างกระทำพร้อมกัน
มือสั่นๆ จำยื่นมาเชคแฮนด์...แต่ทั้งสองก็ดันเผลอไร้มารยาท เพราะแค่สัมผัสกันไม่ถึงห้าวินาทีก็ต้องรีบชักกลับ

เหตุผลที่ทำเช่นนั้น ต่างคนรู้อยู่แก่ใจ แต่บอกไปใครจะเชื่อว่าประจุไฟฟ้าที่แล่นผ่านฝ่ามือในนิยายรักเฟ้อฝันยามมือสองเราสัมผัสกันมันมีจริง!!...ทุกลักษณาการ เกิดขึ้นและจบลงเร็วยิ่งไม่เกินหนึ่งนาที และโชคดีที่ท่านทูตมิได้ทอดมองมา

“เรียกว่าก้องก็ได้ครับ ต่างกันแค่ปีเดียว คงไม่ต้องเรียกพี่หรอกครับ” ก้องหัวไวตัดเข้าบทสนทนาที่ค้างไว้ ไม่ให้ท่านทูตสงสัยในอาการ.. วรเดชก็สานต่อได้ดีเยี่ยม หากก็ยังมีส่วนที่แย่ คือหน้าขาวๆยังไม่หายแดง

“งั้นเราไม่เกรงใจ ...แล้วเติม ‘ไอ้’ นำหน้าชื่อได้ไหม”

 “ไอ้เจ้าเดช ทะลึ่ง ทะเล้นใหญ่แล้วนะเรา เดี๋ยวเหอะ” ท่านทูตเอกรีบปราม ลูกชายจึงยอมหุบปาก แต่สายตาก็ยังไม่หยุดซุกซน วิ่งวนคล้ายจะยั่วเย้า ให้ตาอีกคู่วิ่งตาม ทว่าก็ผิดคาด ตาตี่ตี๋ดันหรุบต่ำมองพื้นพรมเสีย หากก็มิวาย แก้แทนลูกท่านทูตมาให้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำ และยอมตามใจท่านทูตในที่สุด

“เอ่อ ไม่เป็นไรหรอกครับท่าน เอ๊ย คุณลุง เรื่องเล็กน้อย ผมว่าตอนนี้ ไปที่บ้านพักเถอะครับ ผมจะนำไปเอง คุณลุงเดินทางมาเหนื่อยๆ จะได้เข้าพักผ่อน ส่วนเรื่องเอกสารเช็ค อิน พนักงานผมเตรียมไว้ให้ที่นั่นแล้ว ”

 “ก็ดีเหมือนกัน อาบน้ำอาบท่าสักหน่อยคงสบายตัวขึ้น เออนี่ แล้วที่นี่มีบริการเรือให้เช่าไหม”

“มีครับ เป็นเรือหางยาวนำเที่ยว คุณลุงจะเช่าไปไหนเหรอครับ” ก้องมิได้อยากจะละลาบละล้วง แต่ด้วยหน้าที่ ที่ต้องคอยอำนวยความสะดวกจึงต้องถามท่าน

“ไปวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ลุงจะไปนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม เสร็จแล้วจะไปบ้านลูกชายคนโตของลุง พี่ชายไอ้เจ้าเดชมัน แต่คนละแม่”

ก้องพยักหน้าตาม บอกให้ผู้มากวัยทราบว่าฟังและให้ความสนใจอยู่ ฟังไปก็นึกไปว่า ที่จริงท่านก็มิจำเป็นเลยที่จะต้องขยายความให้เขาทราบเป็นนัยๆว่าไม่ได้มีเมียเดียว ตนนั้นมิได้สนใจในเรื่องส่วนตัวใคร นอกเสียจากคนที่อยากจะสนใจเท่านั้น แต่จู่ๆก็มีบางคนเรียกร้องความสนใจขึ้นมา

“จะไปเป็นคนขับเรือให้หรือไง ถึงได้ถาม”

“ใช่จะขับให้ แต่คงไม่ใช่เรือหางยาว เพราะเราขับเป็นแต่สปีดโบท”  ก้องยั้งปากไม่ทัน และมันก็เป็นการเผลอหลวมตัวหลุดปากไปได้อย่างน่าประหลาดใจที่สุด

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
แลเพราะหลวมตัวหลุดปากนี้แหละ ทำให้ลืมถามว่าบ้านลูกชายท่านอยู่แถวไหน เผื่อจะรู้จักและจะได้วางแผนการเดินทางถูก  และก็ดันลืมไปสนิท จวบจน ครั้นเมื่อเวลาประมาณบ่ายสอง สปีดโบทก็ได้ควบตะบึงออกสู่แม่น้ำใหญ่มุ่งหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางอันดับแรกนามวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ที่เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร วัดสำคัญประจำจังหวัดสมุทรสงคราม อันเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อบ้านแหลม พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ที่แขกไปใครมาต้องแวะเวียนมานมัสการ มิฉะนั้นจะถือว่ามาไม่ถึงแม่กลอง
 
พระพุทธรูปองค์นี้ มีอภินิหารความเป็นมาพิสดารหลากหลายตำนาน แตกต่างไปตามปากคนพูด หากที่ตรงกันคือความศักดิ์สิทธิ์ขอสิ่งใดย่อมสัมฤทธิ์สมประสงค์ ยกเว้นขอไม่ให้โดนทหาร เพราะถ้าใครมาบนบานยามต้องไปเกณฑ์ทหาร ผลสุดท้ายเป็นจับได้ใบแดงทุกคน แลบรรดาผู้รู้พหูสูตที่ไม่มีตัวตนยังอุตส่าห์หาเหตุผลมาตีแผ่ให้ว่าท่านโปรดการทหารเสียนี่

‘คุณลุงท่านทูตนี่ ท่านเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยแฮะ’

ก้องเปรยกับตัวเองในใจเงียบๆ ตามประสาคนหัวสมัย ที่แม้จะไม่ได้ไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนา แต่การศึกษาสมัยใหม่ ทำให้เชื่อในการกระทำมากกว่าพึ่งปาฏิหาริย์ หากก็ใช่จะลบหลู่ ของอย่างงี้ไม่เกิดกับตัวก็ไม่รู้ ความเชื่อส่วนบุคคลหาใช่สิ่งที่เขาควรละเมิด แค่แปลกใจอยู่นิดเดียวที่คนเป็นถึงเอกอัครราชทูตผู้ประจำอยู่ในประเทศที่เจริญแล้ว จะมาบนบานศาลกล่าว

‘แล้วคุณลุงท่านทูต ท่านมาขออะไร มานมัสการเฉยๆตามธรรมเนียมคงไม่น่าจะใช่ สายตาท่านตอนนี้บอกแววชัดๆว่าจะมาขอ เอ๊ะ หรือไอ้วรเดชมันจะไปเกณฑ์ทหาร ถึงได้มาบนบาน ถ้าเป็นอย่างนั้น จะได้รีบเตือน ...เอ หรือว่าจะมาขออย่างอื่น’

ปากเพิ่งบอกในใจไม่เชื่อ ไยสมองกลับบอกให้ไปเตือน  ก้องรู้สึกขัดแย้งในตนเองอย่างไม่เคยเป็น แล้วที่ขัดแย้งนี้ มันเกิดจากอะไร เกิดจากกลัวว่าเสียงลือเรื่องหลวงพ่อไม่ช่วยเรื่องทหารจะเป็นจริง หรือเกรงว่าใครจะต้องไปเป็นทหารเกณฑ์กันแน่ ก้องมั่นใจว่าให้คำตอบตัวเองไม่ได้ในตอนนี้

มินาน ประมาณยี่สิบนาที สปีดโบทที่โลดแล่นเหนือลำน้ำแม่กลองก็เข้ามาจอดสนิทเทียบท่าหน้าวัดเพชรสมุทรฯ  ใจก้องอยากจะเอ่ยปากถามท่านทูตนักว่าตกลงมาขออะไร แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่คิดไว้ในใจเช่นเดิม ส่วนท่านทูตเมื่อถึงที่หมายตามที่หมายใจ ท่านก็ถือกล่องกำมะหยี่ใบเขื่อง ก้าวเท้าขึ้นฝั่งเดินนำเจ้าของพื้นที่อย่างตนขึ้นไปเป็นคนแรก ตามต่อมาด้วยไอ้เจ้าวรเดชที่ขึ้นมายืนรอยักคิ้วกวนๆ คล้ายจะคอยตามติดและตนก็เดาไม่ผิด แลนอกจากรอตามติดแล้ว มันยังให้คำตอบ อย่างกับจะรู้ว่าเขาสงสัยอะไรอยู่

“พ่ออยากจะมากราบนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลมนานแล้ว ตอนอยู่อังกฤษพ่อเล่าให้ฟังว่า ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก พ่อจึงอยากมาขอพรให้ท่านช่วยดลบันดาลให้พบพี่ชายเรา ก่อนที่พ่อจะไปรักษาตัวครั้งใหญ่”

วรเดชลดเสียงลงเล่าให้ก้องฟัง เล่าไปก็เดินตามหลังท่านทูตผู้เป็นพ่อไป  ก้องรับฟังเฉยๆ สงสัยอยู่เหมือนกันว่าท่านทูตป่วยเป็นอะไร ถึงต้องไปรักษาตัวครั้งใหญ่ แต่ก็หักใจไม่ถามต่อ รู้แค่นี้ก็คงจะเพียงพอว่าสิ่งที่ท่านทูตจะขอ ไม่ได้มาขอให้คนพูดพ้นการเกณฑ์ทหาร ก้องจึงเดินไปเรื่อยๆ และด้วยบาดแผลทางใจที่ยากจะหายขาด สะพานมิตรภาพจึงมิทอดผ่านจากใจไปสู่ใจ สงวนปากสงวนคำไว้ จนคนเปิดประเด็นชวนคุย ต้องแงะปาก ก่อร่างสร้างทางมาซะเอง

“เฮ้ยนี่ ฯพณฯวิศรุต คุณเรสซิเดนท์ เมเนเจอร์ครับผม...กระผมถามจริงเหอะว่ะ ยังไม่หายปวดขี้เหรอ ถึงไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยจา ตั้งแต่อยู่ที่ล็อบบี้แล้ว อุตส่าห์หาเรื่องชวนคุย หรือว่าไปโดนใครเขาหักอกมา เฮ้อ สมน้ำหน้า เอ๊ย น่าสงสาร”

เมื่อคุณวรเดช กวนอารมณ์สะกิดใจให้สะเทือนอย่างนี้ เป็นที่แน่นอนเลยว่า ย่อมแงะสำเร็จ

“ทำไมจะไม่พูดที่ล็อบบี้ก็พูดหลายประโยค อีกย่างมันเรื่องส่วนตัวของครอบครัวนาย เราไม่อยากออกความเห็น ไม่ชอบก้าวก่าย พอๆกับที่เราไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายเรื่องของเรา เราจะปวดขี้ หรือจะอกหัก มันก็ไม่น่าจะต้องเป็นธุระของใคร ” ก้องตอบเสียงสะบัดหน่อยๆ แต่ในใจนี้สิเล่ามันทั้งสะบัดและสบถ

‘กวนตีน!! เดี๋ยวเหอะมึงไอ้แอ๊บรุก เออ กูอกหักแล้วยังไง มึงระวังให้ดีเหอะ กวนมากๆ เดี๋ยวมึงจะรู้สึกปวดหน่วงๆเหมือนปวดขี้แทน รุกแท้ๆอย่างกูจะจับอัดตูดแม่งซะให้เข็ด’

ความชำนาญผสานเซนส์ติดตัวพิเศษ จำแนกประเภทจึงกระทำได้ไม่ยาก หลังจากที่ตาสบกันตรงล็อบบี้ “ก้อง จิตสัมผัส” จึงรู้ดีว่าเดชเป็นอะไร ในทางกลับกัน ฟาก “เดช ญาณทิพย์” ก็รู้ดีว่าก้องเป็นอะไร ต่างคนต่างมีองค์แฝง ...นี่ใช่ไหมคือรสนิยมสอดคล้อง

และด้วยความรู้สึกที่ตอบได้ยากยิ่งว่ารู้สึกอย่างไรระหว่างหมั่นไส้กับรำคาญใจ ก็ส่งผลอัศวินหน้ายุ่งมุ่งเร่งฝีเท้าหนีไปใกล้ท่านทูต แต่แล้วสัญชาติญาณก็กลับบอกได้ว่าเปอร์เซ็นต์เป็นไปได้น่าจะอยู่ที่อย่างหลังมากกว่า

ไอ้เดชมันสร้างความน่ารำคาญได้รวดเร็ว แม้จะเพิ่งเจอ ..และรำคาญตรงไหนไม่รำคาญ ดันเสือกมาทำให้รำคาญตรงที่ใจ 

วรเดชเงียบลงได้เมื่อก้องเดินไปใกล้พ่อ และไม่เกินห้านาทีทั้งสามก็เดินมาถึงพระอุโบสถพื้นหินอ่อนขัดเป็นมัน ก้องจัดแจงเปลี่ยนดอกไม้ธูปเทียนทองมาสามชุด แจกจ่ายให้ท่านทูตกับลูกชาย แล้วพร้อมใจกันทรุดกายลงกราบองค์พระปฏิมาท่ามกลางเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ของหมู่มโหรีละครรำแก้บนและเสียงประทัดอึกทึกคึกโครมสนั่นก้องทั่วอาณาบริเวณ ที่ยังมิสร่างซาแม้จะใกล้เวลาพระอุโบสถจะปิดลงแล้วก็ตาม

นี่คงจะเป็นเครื่องยืนยันได้ดีถึงความศักดิ์สิทธิ์ในองค์หลวงพ่อบ้านแหลม
ผู้คนหลั่งไหลมากมายมาแก้บนท่านแทบทุกวัน... ละครรำรำตั้งแต่เช้าจรดเย็นไม่มีหยุด ประทัดดังอุตลุดไม่ขาดสาย

ทุกคนรับรู้ว่าท่านศักดิ์สิทธิ์จริง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ซึ้งว่าหลวงพ่อท่านให้พรตามบุญที่คนขอมี
น่าขันนักที่มนุษย์ส่วนใหญ่หาญกล้า ใช้ “อามิสบูชา” เป็นเครื่องต่อรองถวาย

บุญไม่เคยสร้างได้แต่ขอ ขอ แล้วก็ขอ..หลวงพ่อท่านจะแปรบุญเป็นกุศลจากไหนมาช่วยบันดาลให้สมปรารถนา

เปรียบเสมือนกับมีเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร มีเท่าไหร่ใช้ได้เท่านั้น.. ดอกเบี้ยมีให้สะสมเป็นอานิสงค์ บุญไม่เคยมีในรูปแบบบัตรเครดิตที่สามารถใช้ได้ล่วงหน้าและเกินวงเงิน...นี่คือความจริง

ท่านทูตเอกศึกษาพุทธปรัชญาผสมพราหมณ์ ...รู้ลึก รู้จริง แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่จะขอให้หลวงพ่อช่วยวันนี้ มันจะเกินวงเงินบุญในบัญชีหรือเปล่า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ

สะทา วะชิระสะมุททะวะระวิหาเร ปะติฏฐิตัง นะระเทเวหิ
ปูชิตัง ปัตตะหัตถัง พุทธะรูปัง อะหัง วันทามิ ทูระโต

ท่านทูตหลับตาสังวัธยายบทพระคาถาบูชาหลวงพ่อบ้านแหลม ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นน่าฟัง ชัดถ้อยชัดคำทุกอักขระ ก้องกับวรเดชได้ยินแล้วขนลุก แลทั้งสองหามีใครรู้ว่าน้ำเสียงที่ท่านใช้เยี่ยงวันนี้ เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว จะมีสตรีสะคราญโฉมผู้หนึ่งเดินมาได้ยินเข้า แลสตรีผู้นั้นก็ขับเสียงหัวเราะใส  จนท่านทูตต้องหันไป และท้ายสุดก็ต้องขับรถโฟล์คข้ามอำเภอตามรถสองแถวคันหนึ่งไปจนถึงอัมพวา

“ด้วยบารมีขององค์หลวงพ่อบ้านแหลมที่ลูกเคารพนับถือ หากบุญกุศลที่ลูกสั่งสมไว้ยังมี วันนี้ลูก นายเอกา กลับมากราบนมัสการขอพรขอพึ่งบารมีหลวงพ่อช่วยดลบันดาลให้ลูกชายคนโตของลูก ให้อภัย รับฟังเหตุผล และยอมรับลูกเป็นพ่อของเขา ขอหลวงพ่อโปรดเมตตาให้ลูกได้สมหวัง ได้กอด ได้เห็นเขาอีกสักครั้ง ให้ชุ่มชื่นหัวใจ ซึ่งอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ลูกจะกลับไปรักษาตัวครั้งใหญ่ซึ่งไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่ ขอให้ลูกได้สมใจ ด้วยเถิด”

วรเดชได้ยินชัดอึ้งไปเล็กน้อย เขาเดาคำขอพ่อผิดไปนิดหน่อย เพราะหะแรกคิดแค่ว่าขอให้ได้พบ ไม่คิดว่าพ่อจะฉลาดเข้าใจขอ เพราะพบแล้วแต่ไม่ยอมรับมันก็เท่านั้น

“หากลูกสมปรารถนาในครั้งนี้ แลมีชีวิตรอด ลูกจะ.....” ท่านทูตเปล่งเสียงดังฟังชัดกล่าวต่อแล้วหยุดลง ยอมกลืนน้ำลายตัวเอง ถวายอามิสสินบนในใจ ไม่ให้หนุ่มทั้งสองคนได้ยิน ‘บวช...บวชตลอดชีวิต เพื่อแก้บน และอุทิศบุญกุศลให้ศศิธร เมียรักเพียงหนึ่งเดียว’

‘พ่อบนอะไร’ วรเดชตั้งคำถามกลางสมอง เฉกเช่นก้องที่ตั้งไว้ในทำนองเดียวกัน ‘คุณลุงบนอะไร’

ท่านทูตหลับตานั่งนิ่งอธิษฐาน คลับคล้ายจะปล่อยใจปล่อยความคิดให้จมหายไปอยู่กับภวังค์อดีต มิมีทีท่าว่าจะลุกไปไหน ลูกชายจึงตัดความสงสัยทิ้งแล้วเอาดอกไม้ธูปเทียนและทองคำเปลว ไปจัดการถวายเป็นพุทธบูชาแทนให้ และกลับมานั่งเฝ้าพ่ออยู่ข้างๆ และขอพรอธิษฐานเช่นกัน

‘ขอให้พ่อสมหวัง ขอให้พี่ชายผมอย่าใจร้ายกับพ่อนักเลย ขอให้พ่ออยู่กับผมไปนานๆ’

ก้องเฝ้ามองสองพ่อลูกเงียบๆ พอเข้าใจท่านทูตแล้วว่าท่านมาขอพรเพื่ออะไร ท่านต้องมีปมขัดแย้งปมใหญ่กับลูกชายคนโต และท่านก็เลือกที่จะมาขอพรพระก่อนจะไปหาลูก... อย่างนี้ปมขัดแย้งปมใหญ่ที่คิด คงมิใช่ธรรมดา ท่านทูตคงไปทำอะไรไว้กันแน่

 อัศวินหนุ่มคิดไป แอบชำเลืองมองเข็มนาฬิกาที่กระดิกไปเรื่อยๆ จวบจนเสียงละครแก้บนสงัดลง ห่าประทัดปลาสนาการสิ้น พระภิกษุผู้ดูแลพระอุโบสถเริ่มปิดหน้าต่าง ซึ่งอีกมินานก็คงจะมาเชิญคนออก ก้องจึงยอมเสียมารยาท สะกิดเรียกท่านทูตกับลูกชายทันที

“โบสถ์จะปิดแล้วครับ ”

“อืม ” ท่านทูตลืมตาขึ้นช้าๆ พร้อมๆกับลูกชาย “โทษทีนะก้องลุงเพลินไปหน่อย ความทรงจำที่นี่มันเยอะ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ...ตอนนี้ผมว่าเรารีบไปกันเถอะครับ ดูท่าข้างนอก อากาศเริ่มจะไม่ดี เหมือนฝนกำลังจะตก เรามาเรือจะไม่สะดวก”

ก้องผายมือเดินนำออกมาด้านนอก ตามมาด้วยท่านทูต รั้งท้ายเป็นลูกชาย ซึ่งกว่าจะออกมาได้ ก็มัวแต่ลีลาบิดขี้เกียจ ไม่รู้จักสำรวม และเมื่อออกมามันก็เป็นอย่างที่ก้องว่าจริงๆ แดดจ้าเมฆขาวกระจ่างสดใสเลือนหายสิ้น แทนที่ด้วยพยับทะมึนโดยไม่มีสัญญาณเตือนใครให้ตั้งตัว แลเริ่มคล้อยต่ำจวนเจียนจะร่วงเป็นหยาดน้ำหนาหนักลงทุกทีๆ ทั้งสามจึงกึ่งวิ่งกึ่งเดิน จนมาถึงท่าน้ำที่จอดเรือไว้

“บ้านลูกชายคุณลุงอยู่แถวไหนครับ ก่อนมาผมก็ลืมถาม” ก้องถามขึ้น เพื่อเตรียมหาเส้นทางน้ำไปต่อ ท่านทูตให้คำตอบเรียบๆเหมือนเคย แม้คำบางคำจะทำให้หัวใจแตกเป็นเสี้ยว 

“ แถวๆ สะพานสมเด็จพระศรีฯ จำได้ว่า ลอดใต้สะพานไปไม่ไกล ผ่านหัวคุ้งใหญ่ ก้องรู้จักไหม ”

“อ๋อ ผมเคยไปบ่อยครับแถวนั้น มีหัวคุ้งใหญ่อยู่คุ้งเดียว”  ความชำนาญในพื้นที่ของก้องฉายชัด ไม่ทำให้ท่านทูตผิดหวัง แต่คำพูดบางคำที่ก้องซ้ำโดยไม่รู้ตัว มันทำให้หัวใจท่านทูต แหลกลงอีกกว่าเดิม

ก้องจะรู้ไหมว่า “หัวคุ้งใหญ่” คุ้งเดียวคุ้งนั้น มันเป็นหัวคุ้งที่เมียท่านทูตนอนเหนือน้ำแน่นิ่ง ก้องรู้แต่ว่าหัวคุ้งนี้ มีใครเสียแม่ และถ้าก้องรู้ ความฉลาดเฉลียวของเขาย่อมเอาเมียกับแม่ มารวมกัน จนไม่ต้องถามท่านทูตอีกว่า บ้านลูกชายท่านอยู่ที่ไหน

“เคยไปบ่อย พูดอย่างนี้ถ้าจะให้เดา.. แสดงว่าเคยมีแฟนอยู่แถวนั้นล่ะสิ แล้วที่ไม่ได้ไปเนี่ย สงสัยคงถูกคนแถวนั้นหักอก ” ดูเอาเถอะบทสนทนากำลังเป็นการเป็นงานแท้ๆ ก็ดันมีตัวป่วนทำลายลงได้ ดีที่ท่านทูตหันไปปรามเสียงเขียวซะที

“ไอ้เดช เดี๋ยวเหอะ พูดจาไม่รู้จักกาลเทศะ พ่อกำลังคุยกับก้องเขาเป็นการเป็นงาน ”

“ช่างเถอะครับคุณลุง” ก้องยิ้มให้ท่านทูต แล้วหันไปจงใจฉีกยิ้ม ให้ไอ้ตัวป่วน บอกมันช้าชัด “ เก่งนะ เดาถูก แต่ไม่ใช่แฟนหรอก แค่เคยทึกทักว่าเขาเป็น โชคร้ายหน่อยที่เขาไม่ยอมให้เราเป็นพระเอก เราก็เลยอกหักไปตามระเบียบ จนบอกกับตัวเองไว้ว่า ชีวิตนี้จะไม่ยอมเป็นพระเอกให้ใคร แม้จะมีนางเอกคนไหนมาเสนอตัวให้ก็ตาม”

ก้องไม่รู้ว่าตนเองพูดแรงไปหรือเปล่า แต่ที่รู้แน่คือตัวป่วน มันสะบัดหน้าพรึ่ดหุบปากสนิทก้าวพรวดๆลงไปนั่งรอในสปีดโบท ซึ่งเขาก็พยายามจะไม่สนใจ แต่ก็อดปรายตาไปไม่ได้ หากก็ต้องรีบหันมาเจรจาต่อกับท่านทูตที่ไม่สนใจลูกชายเช่นกัน

“คงเป็นที่เดียวกัน”

“ครับ...แถวนั้นมีอยู่หลายบ้าน แต่ละบ้านใหญ่ๆกันทั้งนั้น โดยเฉพาะบ้านที่ผมเคยไป” ก้องพูดถึงตรงนี้ก็เว้นวรรคระบายลมหายใจ ขับไล่ความรวดร้าวที่พูดถึงหรือนึกถึงทีไร มันแน่นหน้าอกทุกที เมื่อขับออกไปได้ ปากที่เคยหนัก ก็เบาไปด้วยตามระเบียบ จึงได้ฤกษ์ถามในสิ่งที่ควรถามซะที

“ แล้วลูกคุณลุงชื่ออะไรล่ะครับ เผื่อผมจะรู้จัก”

ท่านทูตไม่ตอบอะไร เปิดกล่องกำมะหยี่ที่ถือมาด้วย หยิบรูปถ่ายขาวดำใบหนึ่งจากปึกจดหมายเบ้อเร่อยื่นส่งให้ ในรูปนั้นมีชายหญิงคู่หนึ่งตระกองกอดทารกน้อยด้วยกัน ชายในรูปไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือท่านทูต ส่วนผู้หญิงบอกได้เพียงคำเดียวสั้นๆว่า “สวย” คงเป็นภรรยาท่าน แต่เด็กที่เป็นลูกชายนี่ ดูไม่ออกว่าเป็นใคร สัญชาติญาณมีบทบาทอีกครั้งให้พลิกหลังรูปดู แลคำตอบก็ปรากฏเต็มสองตาตี่ตี๋ ที่แปรเปลี่ยนลักษณาการเป็นเบิกโพลงภายในเสี้ยววินาที

Our Son, Our beloved... “Moon”

ทั้งอัมพวานี้ จะมีใครสักกี่คนที่ใช้ชื่อว่า...มูน
พระจันทร์มีให้ตามนุษย์เห็นดวงเดียวฉันไร ....มูนที่สะกดด้วยนอหนูก็มีคนเดียวในอัมพวาฉันนั้น

“มะ มูน หมายความว่า ลูกชายคุณลุงชื่อ...”

“มูน ...ลูกชายลุงชื่อมูน หลานคุณการะเกด ผู้ดีเก่าลูกสาวชาววังแห่งบ้านสวนนั่นแหละ ก้องรู้จักเหรอ”

“โอ เอ่อ...ยิ่งกว่ารู้จักอีกครับ” ก้องแทบพูดอะไรไม่ออก เจอมูนที่ทะเลก็นับว่าโลกกลมแล้ว แต่พอมาเจอพ่อมูนที่กำลังจะไปหามูนนี่ กล้าพูดได้เลยว่าโลกนอกจากจะกลมยังผสมเต็มไปด้วยน้ำเน่า และดีนะที่เมื่อกี้ไม่ตอบคุณพ่อไปอย่างที่ใจคิดว่า

‘ทำไมจะไม่รู้จัก เกือบจะเป็นผัวลูกชายคุณลุงซะด้วยซ้ำ’

“ฝนตกแล้วครับ จะไปก็รีบไป” ตัวป่วนหน้าบูดในเรือตะโกนแทรกขึ้นมา และก้องก็รู้สึกว่ามันพูดจาเข้าท่าครั้งแรก

“ไปกันเถอะครับ...เดี๋ยวฝนตกหนักกว่าเดิมเราจะไปทางน้ำลำบาก ยิ่งเดี๋ยวนี้มืดเร็วอยู่ด้วย”

“อืม..ไปสิไป”

คงมิต้องให้เสียเวลากันอีกกระมัง สปีดโบทจึงมุ่งหน้าพุ่งทะยานกลับไปในทิศทางเดิม ทว่ามีจุดหมายปลายทางใหม่ ที่มีพระจันทร์ลงมานั่งคอยตรงศาลาท่าน้ำแล้ว

พระจันทร์ดวงนี้ ลงจากบ้านมาเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ไม่มีผู้ใดพบเห็น ขนาดเดินผ่านหอนั่งยังไม่มีใครหันมามอง เมื่อลงมาแล้วจึงยึดศาลาท่าน้ำเป็นที่มั่น ทอดสายตามองผ่านม่านน้ำฝนที่หนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม ลมกรรโชกจนกิ่งลีลาวดีแลต้นลำพูริมคลองเอนลู่ เจ้าตัวไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปสักเท่าใด รู้แต่ว่า หัวคุ้งที่มองเห็นอยู่ไกลๆเมื่อครู่ บัดนี้ถูกบดบังด้วยแสงมัวๆ ราวกับมีมือใครไปหรี่แสงอาทิตย์ให้เลือนลง ณ ตรงนั้น

ชะเง้อชะแง้แลหา คือกริยาที่ยังจับอยู่ตลอด กริยาเยี่ยงนี้ต่อให้คนโง่ที่สุดได้มีโอกาสเห็นก็รู้ว่ากำลังคอยใคร

“ใกล้จะมาแล้ว” เสียงนุ่มเอ่ยกับตัวเองเบาๆ เคล้าเสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาศาลาลั่น หากกว่ามีเสียงดังกว่า ร้องเป็นบทเพลงเคยคุ้นโหวกเหวกให้สะเทือนใจลั่นมาจากท้องร่องสวนข้างๆ จนต้องหันไปมอง

สิ้นแสงดาวดุหว่าเร่าร้อง...จากสุมทุมลุ่มน้ำแม่กลอง
พี่จำจากน้องคนงาม

แว่วหวูดรถไฟพี่แสนอาลัยสมุทรสงคราม คงละเมอเพ้อพร่ำ
คิดถึงคนงามบ้านอยู่แม่กลอง *

ศิลปินผู้ขับร้องเพลงนี้ควรเป็นชายที่จากไป ทว่ามิใช่ เพราะเจ้าของเสียงดันเป็นแค่ชายที่มีคำว่าเด็กนำหน้า ซึ่งรู้จักเป็นอันดี แต่ไม่เคยมีโอกาสได้คุยกัน

“ไงวะไอ้ตูน เสียงพี่ดีไหม เนี่ยปีหน้าเข้ากรุงเทพฯว่าจะไปสมัครประกวดร้องเพลง มึงว่าเวทีไหนดีวะ  เดอะ วอยซ์ เดอะ สตาร์ เอเอฟ เคพีเอ็น หรือว่าเอาหมดแม่งทุกเวที ”

หมาตัวพี่วิ่งฝ่าสายฝนมาหยุดยืนใต้หลังคาศาลาท่าน้ำ วางกรงดักหนูที่สู้อุตส่าห์ไปปล้นเอาจากคนเช่าสวนมาได้ข้างๆตัวแล้วสะบัดหัว สลัดน้ำฝนให้ซ่านกระเซ็น ส่วนหมาตัวน้องที่วิ่งตามหลังมันไม่ตอบอะไรในทีแรก ได้แต่มองไปที่ปลายศาลาท่าน้ำ แล้วให้คำตอบเป็นเสียงหอน ซึ่งพี่มันไม่ต้องการ

“บรู๋ววววววว”

“หอนหาห่าอะไรวะ เดี๋ยวถีบเลย กูร้องเพลงแค่นี้ ทำมาหอน หุบปากเลยมึง ” มอสยกเท้าหรา ตั้งท่ายันโครม เจ้าตูนก็ยังไม่หยุดหอน “เอ๊ะ ไอ้นี่ กูบอกให้หยุด”

การ์ตูนไม่ฟัง หางเริ่มลู่ มอสจึงยกเท้าเต็มหน่วย หมายจะสั่งสอนสักป้าบ หากก็พลาด เพราะเจ้าตูนหลบวืดได้ทัน แล้วหันหลังวิ่งหางจุกตูดไปตามอิฐศิลาแลง วิ่งไปก็ยังหอนไป มอสได้แต่เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน ด่าไล่หลัง

“ไอ้ห่ารอกูด้วย กูยิ่งกลัวๆอยู่ วันนี้แม่งมืดเร็วฉิบหาย แถมฝนก็เสือกตกมาได้ ” มอสตั้งท่าจะวิ่งตาม แต่แล้วก็ต้องชะงัก เพราะได้ยินเสียงหัวเราะนุ่มเย็นข้างหลังตามมาด้วยเสียงพูดจึงหันไปมอง

“เสียงดีเหมือนกันนะเรานี่ โตเร้ว เร็ว”

เจ้าของเสียงที่มอสเห็น เป็นผู้หญิงผมเปียกลู่ยาวถึงกลางหลัง ใส่เสื้อลูกไม้สีตองอ่อน นุ่งผ้านุ่งสีทองครึ่งแข้ง เสื้อผ้าเปียกปอนไปหมด ใบหน้าเรียบหวานหยด ขาวซีดและยังมีหยาดน้ำเกาะพราวสวยกว่าสาวๆแฟนคลับของตนทั้งโขยง แม้จะดูมีอายุมากกว่า ไฟสลัวๆบนเพดานศาลาช่วยให้มองเห็นภาพเหล่านั้น..มอสมั่นใจไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ แต่ก็รู้สึกคุ้นๆหน้าอย่างไรไม่รู้ และที่สำคัญมานั่งตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเมื่อกี้ตอนวิ่งเข้ามามันยังไม่เห็น

“พี่สาวเป็นใคร มานั่งตรงนี้ตั้งแต่ตอนไหน ทำไมผมไม่เห็น”

“พี่สาวเลยเหรอ เรียกว่าป้าดีกว่าจ้ะ เพราะป้าแก่กว่าแม่มอส...ป้ามานั่งอยู่ตรงนี้นานแล้ว มอสนั่นแหละมองไม่เห็นป้าเอง”

มอสฟังแล้วขมวดคิ้วทันใด สมองน้อยๆก็ยังนึกอยู่ตลอดว่าเคยเห็นหน้าสวยๆ หวานๆแบบนี้ที่ไหน และมั่นใจอีกว่า ตนเองนั้นยังไม่ได้บอกชื่อ...แล้วพี่สาวที่แทนตัวว่าป้านี้ รู้ได้อย่างไร

“ป้ารู้ได้ยังไงว่าผมชื่อมอส”

เจ้ามอสถามขึ้นไม่รอให้ความสงสัยของมันจับนาน ยอมเปลี่ยนสรรพนามเรียกอีกฝ่ายจาก “พี่สาว” เป็น “ป้า” ตามที่เจ้าตัวเขาบอก แล้วขยับขาสาวเท้าก้าวเดินเข้าไปใกล้คุณป้าปริศนา เพื่อดูหน้าให้ชัดกว่าเดิม แม้ฝนจะซาเม็ดลง ลมเริ่มลดกระแสกรรโชก แต่ยิ่งเข้าไปใกล้เท่าไร มอสก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวมันเย็นยะเยือกกว่าเดิม เย็นถึงขั้นหนาวสะท้านจนขนลุก ซึ่งผิดไปจากเย็นฉ่ำเพราะเปียกฝน ถึงมันจะเป็นเด็ก มันก็แยกแยะได้ว่าเย็นน้ำฝน ต่อให้เย็นอย่างไรมันก็ไม่ชวนให้หนาววังเวง ราวกับความเย็นนั้น มันกระจายถ่ายทอดเอาความเศร้าความหดหู่ ผสานความหอมเอียนๆ สูดเข้าไปแล้ววาบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

“กลิ่นอะไรหอมๆ เหมือนกลิ่นดอกมะลิ ผสมกับดอกอะไรน๊า”

“ดอกจันทร์กระพ้อ”

เสียงหัวเราะเบาๆเคล้าคำตอบจากสตรีตรงหน้า สำทับความรู้สึกที่เป็นอยู่ให้ทวีคูณขึ้นเป็นลำดับ ระคนเสียงเจ้าตูนที่วิ่งหนีหายไปแอบหอนอยู่มุมใดมุมหนึ่งมิต่างอะไรกับบรรยากาศในหนังผีที่เคยดูเลยสักนิด และน่าแปลกที่มอสยังยืนอยู่ได้อย่างไรกัน เพราะปกติแล้วมันกลัวผีเสียยิ่งกว่ากลัวพี่มูนตีด้วยไม้เรียว

‘คงไม่ใช่ผีหรอก เพราะตอนนี้เพิ่งจะห้าหกโมงเย็น ยังหัววันอยู่ ผีต้องออกตอนดึกๆ ’ มอสคิดเองเออเอง และถ้ามันได้ปรึกษาป้าแท้ๆมันก่อน มันคงเปลี่ยนความคิดแน่

“อืมใช่ กลิ่นเหมือนน้ำปรุงจันทร์กระพ้อของคุณท่าน ผสมกับน้ำปรุงกลิ่นมะลิของพี่มูน” หมามอสเห็นพ้อง เพราะประสบการณ์ชีวิตย่างสิบสี่ปีแค่นี้นั้น มันยังไม่รู้หรอกว่าคนที่ตัวเปียกๆ กลิ่นหอมที่พรมไว้บนตัวย่อมเลือนหาย มิใช่กรุ่นกลิ่นกำจายตรลบอบอวลหนักอย่างตอนนี้ หรือบางทีรู้แต่ไม่สนใจและวกไปเรื่องเดิมที่สงสัยค้างไว้จนได้

“ป้ายังไม่ได้บอกผมเลยว่า รู้ชื่อผมได้ไง”

“มีใครในละแวกนี้ไม่รู้จักเจ้าชายมอสบ้าง...ชื่อเสียงออกจะกระฉ่อน เนื้อหอมขนาดนี้ ขนาดยังไม่เป็นหนุ่มนะนี่ ได้ข่าวแว่วๆว่าจะไปเรียนในกรุงเทพฯ สงสัยสาวๆอัมพวา น้ำตาตกกันเป็นแถวๆ ” คำตอบสร้างรอยยิ้มกระหยิ่มปนเขินหน่อยๆ ลูกยอทำให้ตัวแทบลอย นี่ถ้าหากไม่ยึดพนักศาลาเอาไว้ มอสคงลอยไปจนติดหลังคา

“แหม ทำไงได้ครับป้า เกิดมาหล่อก็ต้องดังอย่างนี้แหละ แต่ผมไม่เคยให้ความหวังอะไรพวกเขาเลยนะ เขามาติดผมเอง จะไม่คุยด้วย เขาจะหาว่าผมหยิ่ง ดีไม่ดีจะทำให้เสียน้ำใจ” เจ้าหมาน้อย มิได้ถ่อมตัวเลยสักนิด “ เอ่อ แล้วบ้านป้าอยู่แถวนี้เหรอครับ ทำไมผมไม่เคยเห็น”

“มอสจะไปเห็นได้ยังไง ก็ป้าไม่ค่อยได้ออกมา  ป้าเป็นคนแถวๆนี้แหละ พี่มูนกับป้าเมี้ยนของมอสรู้จักป้าดี”   


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
ดวงหน้าหวานหยดแม้จะเรียบ ทว่าก็ฉายความละไมไว้ได้ด้วยความเอ็นดูในตัวเด็กน้อยยิ่ง มอสเองก็รับรู้ รับฟังพร้อมทรุดกายลงนั่งข้างๆ แม้จะยังเขินอยู่ หากสายตาก็ยังสามารถจับจ้องคู่สนทนาผู้กล่าวกลั้วหัวเราะได้มิคลาย

มอสได้แต่มอง แต่ไม่รู้หรอกว่าดวงหน้าสวยๆนี้ จะทำให้มันจำติดตาไปอีกนานแสนนาน
แลยังไม่รู้อีกว่า แถวๆนี้ที่อีกฝ่ายว่า....มันใกล้แสนใกล้จริงๆ 

“อ่อ เหรอครับ แสดงว่าอยู่ตรงปลายสวนข้างในโน่น” มอสสรุปเองอีกจนได้ แล้วถามต่อ  “ป้าชื่ออะไรครับ”

“ชื่อป้าแปลว่าพระจันทร์ มอสลองเดาเอาดูสิ” พระจันทร์ดวงแม่มิใช่มิอยากตอบ แต่คงเพราะนานๆออกมาที จึงอยากเย้าเล่นๆพอเป็นกระษัย  ฆ่าเวลารอคนสำคัญ

“โอ๊ย เดาไม่ถูกหรอกครับ ” มอสครางอู้ นึกในใจว่าจะไปเดาถูกได้ยังไง ชื่อคนที่แปลว่าพระจันทร์ มีตั้งเยอะตั้งแยะ แต่เอา เถอะเรื่องชื่อพักไว้แป๊บ เพราะมีอีกเรื่องที่น่าสงสัยกว่า

 “เอ๊ะ แล้วทำไมป้ามานั่งอยู่ตรงนี้ เปียกโซกมาเชียว มาหลบฝนหรือว่าเรือล่มครับ”

มอสถามตามประสบการณ์ เพราะศาลาท่าน้ำที่บ้าน มักมีคนแวะมาหลบตรงชายคาศาลาท่าน้ำอยู่บ่อยๆ จากสาเหตุสองประการนี้ ซึ่งตอนคุณท่านยังอยู่ท่านก็ไม่เคยว่าอะไร แล้วคำตอบก็มีให้ ทั้งๆที่ถามยังมิทันจะขาดคำ

“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างจ้ะ  ป้ามารอคน คนที่ป้าไม่เคยเจอมายี่สิบกว่าปี วันนี้เขากำลังจะกลับมา ”

ป้าแปลกหน้าแต่คุ้นนักในความรู้สึกพูดจบก็ผลุดลุกยืนขึ้นทันใด ใบหน้าเรียบหวานหยดสีซีดที่มองเห็นในทีแรก เริ่มปรากฏสีระเรื่อจนจับเต็ม ซึ่งไม่ต้องบอกความรู้สึก เด็กหัวไวหรืออีกนัยแก่แดดอย่างมอสมันก็รู้ดีว่าคนที่ป้าคนนี้รอ มีความสำคัญทางใจเพียงไร

“นั่นไง เขามากับเรือโน่นแล้ว”

เสียงเย็นๆที่ฟังแล้วชวนสะท้านในทีแรก เจือไว้ด้วยท่วงทำนองสูงต่ำ เพิ่มความมีชีวิตชีวาขึ้น ท่ามกลางห่าพายุฝนที่เมื่อกี้เพิ่งทำท่าจะซาเม็ด แต่แล้วก็ดันหวนกลับมาโหมกระหน่ำกรรโชกหนักกว่าเดิมซะอีก จนมอสรู้สึกว่าตัวมันและหลังคาศาลาแทบปลิวไปตามลม และแล้วคุณป้าที่มีที่มาที่ไปไม่กระจ่าง ก็หันมาบอกกับมันว่า

“มอสช่วยอะไรป้าหน่อยเถอะ ขึ้นไปตามพี่มูนลงมาที่นี่ที บอกว่าเดี๋ยวจะมีแขกสำคัญมาหา”

“คนสำคัญที่ไหน แล้วไหนเรือครับป้า มอสยังไม่เห็นสักลำ” มอสถามแล้วลุกขึ้นชะโงกหน้าไปดูบ้าง แต่ก็มองเห็นได้ไม่ถนัด เพราะลมแรงจนต้องหยีตา อีกทั้งความมืดมิดที่โรยตัวลงมารวดเร็วแทบมิทันสังเกต มันบดบังภาพในคลองสิ้น

“นั่นไง”

ป้าหน้าสวยชี้นิ้วเรียวไปทางหัวคุ้ง และแล้วก็ปรากฏลูกไฟสว่างสีส้มๆ  เห็นแต่ไกลก็รู้ว่าเป็นไฟเรือ ค่อยๆโผนทะยานฝ่าสายฝน ซึ่งจุดหมายปลายทางย่อมไม่พ้นศาลาท่าน้ำบ้านสวนที่ตนยืนอยู่ แสงไฟที่สาดส่องเป็นลำ พุ่งกระทบหัวบันได ย้ำความมาให้โดยที่ป้าคนนั้นมิต้องเอ่ยปากบอกอีก

“จริงด้วย เสียงเหมือนเรือสปีดโบทของพี่ก้องเลย เอ๊ะ ต้องเป็นเรือพี่ก้องแน่ๆ ที่อัมพวามีสปีดโบทลำเดียวนี่นา ไม่ได้การต้องรีบไปบอกพี่เต้ย”

มอสจำได้ดีและรู้ดีว่าสปีดโบทที่ขับได้โดยเสรี มีผู้ครอบครองอยู่คนเดียวและเป็นใคร ด้วยความที่ภาพลักษณ์ของพี่ก้องที่เคยเห็นและความคิดที่พี่เต้ยยัดเยียดเข้าสมองให้ พี่ก้องเลยกลายเป็นตัวร้ายไปซะแล้ว มอสจึงเตรียมวิ่งออกไปบอกพี่ชายหมาบ้าของมันบนบ้านให้ลงมาจัดการ ก่อนที่พี่อัศวินก้องจะมาก่อเรื่องอะไรอันใดอีก แต่ก่อนจะไปมันก็ยังไม่วายถาม 

“ป้ารู้ได้ไง”

“อย่าเพิ่งถาม รีบไปตามพี่มูนลงมา ถ้าพี่เขาไม่ลง ให้บอกว่า ป้าศศิสั่ง”

“ดะ ได้ครับ”

มอสรับคำ วิ่งหันหลังออกจากศาลามุ่งหน้าขึ้นไปบ้าน และมิได้หันกลับมาดูเลยว่าป้าคนนั้น ลอยเหนือพื้นมายืนนิ่งเหนือบันไดขั้นบนสุด ไม่กลัวแรงลมแรงฝน ชะเง้อชะแง้แลมองไปที่แสงไฟเรือซึ่งกำลังเข้ามาใกล้ทุกทีๆ สภาพอากาศยามนี้เริ่มเลวร้ายหนัก ฟ้าจากที่ไม่ร้องกลับร้องลั่นครืนๆ ก่อนจะฝ่าเปรี้ยงลงไปตรงร่องสวนร่องใดร่องหนึ่ง แล้วแสงไฟฟ้าที่ให้ความสว่างในสภาวะอึมครึมขมุกขมัวของเพลาจวนเจียนจะพลบค่ำก็ดับแสงสิ้นลงทุกดวง คงไว้แต่แสงฟ้าแล่บแปลบปลาบ หากก็มิทำให้สตรีโฉมสะคราญ หวาดหวั่นอันใดเลยแม้แต่น้อย การรอคอยกำลังจะสิ้นสุด หากก็มีอุปสรรคกำลังขัดขวางมิให้เป็นไปอย่างราบรื่น เสียงนุ่มเย็นจึงลำดับออกมาร้องขอ

“แม่คะ พอได้แล้ว ถือว่าเห็นแก่หนู ปล่อยให้พ่อกับลูกเขาได้เจอกันซะทีเถอะค่ะ อย่าขัดขวางอีกเลย”

เสียงนี้สื่อความถึงใครเดาได้ไม่ยาก หากแต่ที่ไม่ง่ายคือใครคนที่เรียกว่า “แม่” จะยอมฟังหรือเปล่า  เพราะถ้าฟัง ธรรมชาติวิปริตคงหยุดลงแล้ว คงมิมีทางขัดขวางสปีดโบทที่กำลังแล่นฝ่าม่านฝนจนมองแทบไม่เห็นจุดหมายปลายทางอย่างนี้

ทว่าถึงจะขัดขวางอย่างไร สปีดโบทก็แหวกผืนคลองแตกเป็นช่องมาได้เรื่อยๆและชายผู้อาวุโสที่สุดในเรือก็สามารถฝืนกำลังกายขับไล่ความหนาวสั่นจากอานุภาพน้ำฝนที่หล่นลงมาหนาหนักกว่าจุดใดๆในเส้นทางลำคลองคดเคี้ยวที่ผ่านมาได้ ชายผู้นั้นหรือท่านทูตเอกาผลุดลุกขึ้นมายืนเคียงคู่คนขับ ตะโกนฝ่าเสียงเครื่องยนต์ระคนเสียงฝน ซึ่งเป็นช่วงที่เรือเร็วขับผ่านหัวคุ้งใหญ่พอดิบพอดี

“ศศิ...พี่กลับมาแล้ว เป็นกำลังใจให้พี่ด้วย”

ท่านทูตยังยืนกอดกล่องกำมะหยี่แน่น ไม่สนใจเสียงร้องเตือนจากลูกชายและนายสารถีอัศวิน

“นั่งลงก่อนเถอะครับมันอันตราย”

“มะ ไม่” ท่านทูตปฏิเสธ ตามมาด้วยร้องขอ “ เร็วกว่านี้อีกนิดได้ไหมก้อง”

“เร็วไม่ได้หรอกครับ ตอนนี้มันมืดไปหมด ไฟหน้าเรือสว่างๆยังแทบมองไม่เห็นปลายทางเลย คลองแถวนี้กว้างก็จริงแต่อันตรายครับ อาจจะพุ่งชนตลิ่งหรือบันไดท่าน้ำบ้านใครก็ได้ สงสัยไฟฟ้าละแวกนี้คงดับ ไม่มีแสงไฟตามท่าน้ำริมคลองเลยสักบ้าน”

ก้องหนาวจนปากคอสั่น ฝืนอ้าปากตอบไม่ยอมตามใจท่านทูต ซึ่งก็ตรงกับใจของเดชที่นั่งสั่นเพราะความหนาวเย็นเช่นกัน แต่ก็ช่วยเสริมขึ้นมาได้ และการเสริมครั้งนี้ ก้องก็ได้คำตอบแล้วว่า ท่านทูตต้องเข้ารับการรักษาตัวครั้งใหญ่เรื่องอะไร

“หัวใจพ่อไม่ค่อยดีอยู่นะครับ เร็วกว่านี้ไม่ได้ อย่าลืมที่หมอสั่ง...เชื่อก้องเขาเถอะ เขาเป็นคนพื้นที่ เขาต้องพาพ่อไปถึงแน่ๆ ถึงจะช้าหน่อย ก็ดีกว่าต้องพาพ่อไปโรงพยาบาลแทน”

เมื่อลูกชายเตือนอย่างนี้ท่านทูตยอมจึงนั่งลงในที่สุด คิดได้ว่าบ้านลูกชายคนโตต้องได้เหยียบย่างก่อนจะย่างเหยียบโรงพยาบาล แลเพราะหัวใจที่ไม่ค่อยดี ก็เริ่มไม่ค่อยดีไปตามปากลูกชาย อาจจะเป็นเพราะเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงเมื่อครู่ เลยทำให้ใจสั่น หรืออาจจะเป็นเพราะกำลังจะถึงจุดหมายปลายทางที่มองไม่เห็นทางสุดปลายดังใจหมาย จำต้องพึ่งสัญชาติญาณในการแกะรอยของคนพื้นที่อย่างก้องอย่างที่เดชพูด ด้วยความที่เกรงว่าหัวใจจะหยุดซะก่อน สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงกลายเป็นที่พึ่งทางใจของท่านทูตอีกครั้ง

‘ หลวงพ่อบ้านแหลมช่วยลูกด้วย ขอให้ลูกได้เจอพระจันทร์ดวงน้อยก่อนด้วยเถิด ’

ท่านทูตเอกาภาวนาดังนั้น และเพียงแค่อธิษฐานจบไฟฟ้าที่ดับอยู่ตามสองข้างทางริมน้ำก็สว่างไสวขึ้นเหมือนเดิมอย่างน่าอัศจรรย์ จุดหมายปลายทางที่มองไม่เห็น กลับเด่นชัดขึ้นด้วยม่านน้ำฝนที่ซาลง ซาลงจนเกือบจะเหลือเพียงปรอยๆ สวนทางกับอัตราการเต้นของหัวใจที่แรงขึ้น แรงขึ้น เมื่อสปีดโบทเพิ่มความเร็วกว่าเดิมเล็กน้อย พุ่งทะยานเทียบตีนบันไดท่าน้ำที่ชายสองคนคุ้นเคยและทิ้งหัวใจเอาไว้ที่นี่

หนึ่งในสองชายคือก้อง อีกหนึ่งย่อมไม่พ้นท่านทูตเอกา
ดวงใจอัศวินยังอยู่บนบ้านจวนรับรู้ถึงการมา...ทว่าดวงหฤทัยของท่านทูตนี้สิ ลอยมายืนรอรับบนบันไดขั้นบนสุดแล้ว!!

“ศศิ ...ศศิของพี่จริงๆหรือนี่”

“พี่เอก...พี่เอกมาแล้ว ลูกเรา เจ้ามูนกำลังลงมา”

สตรีเจ้าของเสียงคงสภาพเดิมทุกอย่าง ยี่สิบกว่าปีก่อนตอนจากมาเป็นอย่างไร วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น ที่ผ่านมาเห็นได้แค่ในฝัน แต่เพลานี้เห็นเต็มสองตา แลเพราะตาจับภาพได้กระจ่างชัด ขาทั้งสองข้างจึงรีบก้าวขึ้นบันไดโผเข้าไปหาทั้งๆที่เรือเพิ่งจะเทียบท่า

“พ่อครับ ระวัง!! แล้วนั่นพ่อคุยกับใคร” วรเดชทั้งเตือนและถามเช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมไม่เห็น ซึ่งก็เหมือนกับก้องที่เห็นแต่ศาลาว่างเปล่า

ท่านทูตได้ยินเสียงลูกชายชัดแต่ไม่สนใจ ปรีติจับเต็มหน้าท่าน หัวใจที่มันเต้นแรงอยู่แล้ว จึงเต้นแรงที่สุด และก็เป็นธรรมดาของอวัยวะที่ไม่ค่อยจะดี เมื่อทำงานหนักอย่างนี้ มันจึงรวนและเกเร ฉะนี้แล้วอาการแน่นหน้าอกที่รอคอยจ้องจะเล่นงานมานานจึงสบโอกาส เข้าจู่โจมจนเข่าท่านทูตทรุด เหนือขั้นบันได พร้อมภาพสุดท้ายที่พระจันทร์ดวงแม่เองก็ก้าวสวนโผลงมาหา พร้อมๆกับสติท่านทูตที่ดับวูบลงแทบเท้าสตรีที่ไม่มีใครเห็น นอกเสียจากตัวท่านเองเท่านั้น

“พ่อ!!!” .... “คุณลุง!!”

เดชกับก้องคงร้องดังลั่น หากแต่มิดังพอที่จะขึ้นไปถึงหอนั่งให้ได้ยินเข้าไปถึงหูเจ้าของบ้านผิวลออที่กำลังตระเตรียมไฟฉายและตะเกียงเจ้าพายุ กันไว้เผื่อไฟฟ้าจะดับอีกรอบ

“ฝนไม่น่าตกเลยวันนี้ ไม่เห็นมีเค้า ดีนะที่ไฟดับแค่แป๊บเดียว”

มูนเปรยขึ้นกับเต้ยที่ช่วยขนตะเกียงสองสามดวงออกมาที่หอนั่ง ซึ่งมีพ่อผัว แม่ผัวกำลังนั่งช่วยกันตรวจดูเอกสารการทำเรื่องกู้เงินธนาคารมาสร้างรีสอร์ทให้ลูกชาย และป้าเมี้ยนที่กุลีกุจอรอน้ำฝนใส่โอ่งลายมังกรใบใหญ่  ขาดแต่เจ้ามอสตัวแสบคนเดียว... ด้วยความเป็นห่วง มูนจึงเอ่ยถามป้ามันแท้ๆแกมบ่น เพราะไม่เห็นหัวน้องตั้งแต่เที่ยงวัน

“ป้าเมี้ยน มอสยังไม่กลับขึ้นบ้านมาอีกเหรอ ไปหากรงดักหนูถึงไหนกันตั้งครึ่งค่อนวัน แถมฝนก็ตก ไม่ใช่มัวแต่ไปสาละวนเล่นน้ำฝนอยู่ที่ไหนซะล่ะ กลับมาเห็นทีมูนต้องเรียกคุยซะหน่อย”

“นี่มูน น้องมันเป็นเด็กผู้ชายนะ ปล่อยให้มันไปเล่นบ้างเถอะ เข้มงวดไม่เข้าเรื่อง บ่นเป็นตุ๊ดแก่ๆไปได้”

หมาบ้าตอบแทนป้าเมี้ยน แก้ต่างให้น้อง และพอพูดจบไอ้เจ้าน้องตัวดีก็โผล่หัวให้พี่ๆมันเห็นขึ้นมาจากเชิงบันได วิ่งแท่ดๆตามสูตรเดิมจนไม้กระดานเรือนลั่น มาหยุดยืนตรงหน้ากลางหอนั่งกล่าวกับพี่ชายหมาบ้ามันล่ะล่ำละลัก

 “พะ พี่เต้ยครับ”

“อะไรครับ ไอ้เวร  ตายยากนะนี่ พี่มูนเพิ่งบ่นถึง” เต้ยทักตอบอย่างอารมณ์ดี แต่ก็เป็นได้แค่ชั่วแวบเท่านั้น

“พี่ก้องครับ...พี่ก้องขับสปีดโบทมาที่บ้านเรา”

“อะไรนะ!!”

 เต้ยแผดเสียงดังยิ่งกว่าฟ้าผ่าจนพ่อกับแม่สะดุ้ง หน้าตาถมึงทึงทันใด เดินไปที่ผนังบ้านคว้าปืนลูกซองของคุณยาย ที่แขวนโชว์ไว้มาอยู่ในมือรวดเร็ว ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม เสียเวลาซักถามน้องชายเพิ่มเติม มูนซะอีกที่สุขุมกว่า รีบรั้งต้นแขนสามีไว้ ก่อนจะทำอะไรวู่วามไปเกินเหตุ

“เดี๋ยวก่อนเต้ย”

“ปล่อยเต้ย ....เต้ยจะไปเอาเลือดไอ้ก้องมาล้างตีนสักที สงสัยที่มันโดนกระทืบที่ทะเล มันยังไม่เข็ดหลาบ แสดงว่าที่มันบอกเราว่ามันจะเลิกยุ่งที่แท้มันก็โกหก” เต้ยยังแผดเสียงกัมปนาทไม่หยุด จนคุณเมฆและคุณวาสิฏฐีต้องรีบวางเอกสาร ลุกขึ้นมาไต่ถาม

“โวยวายอะไรกันตาเต้ย เกิดอะไรขึ้น ใจเย็นๆลูก ”

“ศัตรูเก่าเต้ยเองครับ ไอ้ตี๋ผีจีน คนที่แม่มันมาทำให้คุณยายเสีย” เต้ยตอบพ่อแม่เสียงสะบัด พยายามสลัดแขนออกจากมือเมีย ส่วนเมียก็ยังคงใจเย็นเสมอมิคลาย

“อย่าเพิ่งใจร้อน ถามมอสให้ละเอียดก่อน” มูนบอกกับเต้ยแค่นั้น แล้วหันไปซักไซ้ไล่เลียงน้อง “มอส แน่ใจเหรอว่าเป็นพี่ก้อง”

“โธ่พี่มูน ละแวกอัมพวานี้ มีพี่ก้องคนเดียวที่มีสปีดโบท และเขาก็กำลังมุ่งหน้ามาที่บ้านเรา”

“แล้วเห็นกับตาเหรอว่าเป็นเขา”

“ไม่เห็นครับ มอสเดาเอา แค่ได้ยินเสียงเรือ” มอสตอบหน้าตาเฉย ใช้วิชาเดาพูดต่ออีกว่า  “ ถ้าพี่มูนไม่เชื่อก็ลงไปดูเถอะครับ อ้อ..มีคนให้มาบอกพี่มูนว่ามีแขกสำคัญมาหาที่ศาลาท่าน้ำ คงมากับเรือพี่ก้องแน่ๆ ให้พี่มูนรีบลงไป”

“ใครกันอีก ” มูนขมวดคิ้วเป็นปมแน่นสงสัย อันเป็นลักษณะประจำตัวของครอบครัวผัวที่ให้ความสนใจอยู่ในลักษณาการเดียวกัน มอสจึงอธิบายรายงานต่อ

“ไม่ทราบครับ  ป้าคนที่ให้มาบอกเขาก็ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร เขาบอกแต่ให้พี่มูนรีบลงไปที่ศาลาท่าน้ำ ”

มูนฟังแล้วก็งงหนัก เหมือนกับผู้ใหญ่ในที่นี้ทุกคน เพราะ เดี๋ยวก้อง เดี๋ยวป้า เดี๋ยวแขก มันเริ่มตีกันยุ่ง ตามประสาเด็กมาเล่าความที่ไม่รู้จักเรียงลำดับเหตุการณ์ให้ดี มูนจึงต้องถามไปทีละเปราะๆ ทำให้เจ้ามอสขยายและเล่าความได้ดีขึ้น และรู้เรื่องตั้งแต่เข้าไปที่ศาลาท่าน้ำเจอใคร คุยอะไรและขึ้นมาทำไม ทว่าก็มีบางประเด็นที่ยังไม่กระจ่าง

“แล้วป้าที่ให้มาบอกน่ะเป็นใคร ...อย่าบอกนะว่าไม่รู้จักอีก”

“คะ ครับ” ครานี้มอสรับคำเสียงอ่อยๆ คำถามนี้มันตอบไม่ได้ เพราะมันไม่รู้จริงๆ ส่วนป้าเมี้ยนเห็นหลานชักจะไม่ได้เรื่อง จึงได้ทีเดินเข้ามาเสริมมูนขึ้น

“ชักจะเหลวไหลใหญ่แล้ว คุยกับเขาตั้งนานไม่ถามชื่อถามแซ่ แล้วนึกยังไงถึงไปคุยกับเขา แทนที่จะรีบมาบอกมาตามผู้ใหญ่ เป็นขโมยขโจรขึ้นมาจะว่าอย่างไร คนสมัยนี้ไว้ใจได้ที่ไหน ดีไม่ดีมันจะลวงลงไปปล้น สอนไม่รู้จักจำ เอาสักทีดีไหมคะคุณมูน เดี๋ยวป้าไปหยิบไม้เรียวให้ เกินทนมานานแล้ว”

“ฟังมอสก่อนสิครับ ก็เขาไม่ยอมบอกว่าเขาเป็นใครนี่นา มอสถามแล้ว เขาบอกแค่บ้านอยู่แถวๆนี้ ชื่อเขาแปลว่าพระจันทร์ ท่าทางเขาไม่เหมือนโจร เขาสวยจะตาย เขาอยากให้พี่มูนลงไปให้ได้ เขาบอกอีกว่าถ้าพี่มูนไม่ลงไปให้บอกว่า ป้าศศิสั่ง” เจ้ามอสร้องห้ามเสียงหลง หะแรกป้ามันก็ไม่ฟัง แต่ชื่อ “ศศิ” ในประโยคหลัง ทำให้ป้าเมี้ยนชะงักงันแลแทบทรุดลงกับพื้น และยิ่งมันพูดต่อ มันก็ยิ่งตีความเป็นใครอื่นมิได้ นอกเสียจากคนที่ป้าเมี้ยนคิดถึงแต่มิอยากเจอ

“แต่ เอ ชื่อเขาคุ้นๆนะครับพี่มูน ป้าเมี้ยน หน้าก็คุ้นอีกด้วย เออใช่ เขาหน้าตาคล้ายๆพี่มูนเลย แต่แต่งตัวเหมือนตอนป้าเมี้ยนสาวๆเปี๊ยบ ใส่เสื้อลูกไม้สีเขียวอ่อน ผ้านุ่งสีทอง ไม่รู้ไปทำอะไรมาตัวเปียกไปหมดเลย”

“ฉิบหายแล้ว ไอ้เจ้ามอส เจอดีเข้าแล้วไหมล่ะ ” ผู้เป็นป้าหน้าซีด ตบอกอุทานลั่นหอนั่ง ฝ่ายเจ้าหลานก็ยังมิรู้ความ ได้แต่ถามกลับทำหน้าเหรอหรา

“เจอดีอะไรเหรอครับ ป้าเมี้ยนพูดอย่างกับมอสเจอผี”

ป้าเมี้ยนไม่ตอบอะไร ไม่เก็บอาการเหมือนตอนกลางวันแล้ว มั่นใจเหลือเกินว่าหลานชายมิได้โกหก เพราะมันพูดได้ถูกต้องทุกอย่างว่าวันที่คุณหนูลงน้ำไปแต่งตัวอย่างไร เรื่องนี้ไม่มีคนรู้นอกจากคนเก่าๆที่ช่วยพาคุณศศิขึ้นฝั่ง แม้คุณมูนเองก็เถอะ และด้วยอาการตกอกตกใจนี้เองจึงดึงความสนใจจากทุกสายตา.ให้เบนมาจับจ้องตนแทนมองเจ้ามอส โดยเฉพาะมูนที่เห็นต้นห้องของคุณยายกำลังปากสั่นคอสั่น

“อะไรกันป้าเมี้ยน ”

“คะ คุณศศิ คุณแม่...”

“เหลวไหลน่าป้าเมี้ยน”

มูนปรามป้าเมี้ยนทั้งน้ำเสียงและสายตา ไยตนจะไม่รู้ว่าป้าเมี้ยนจะพูดอะไรต่อ เพราะตนก็ฉุกใจนึกไปถึงแม่ยามได้ยินชื่อศศิเช่นกัน แต่มันคงไม่ใช่อย่างที่ป้าเมี้ยนคิด ชื่อพ้องกันโดยบังเอิญมากกว่าเป็นข้อสรุปเดียว และถ้าเป็นอย่างนั้น ศศิที่มอสว่า คือใคร และแขกสำคัญที่ป้าศศิคนนั้นว่าเป็นใคร ก้องขับสปีดโบทพาแขกมาจริงหรือไม่ ทุกอย่างจะกระจ่าง หากเยื้องย่างลงไปที่ศาลาท่าน้ำให้เห็นกับตา

“พี่จะลงไปดู  มอสไปกับพี่” เป็นประโยคสรุปสั้นๆที่หลุดมาจากมูน ตามมาด้วยเสียงห้าวแสนกร้าวนักอีกเสียง 

“เต้ยไปด้วย  ...ถ้าเป็นไอ้ก้องและมันจะมาก่อเรื่อง จะยิงแม่งให้ไส้แตกเลย บังอาจมาเหยียบจมูกเต้ยถึงนี่ ไอ้สารเลว ”

เต้ยพูดพลางกระชับปืนลูกซองในมือแน่นพลาง แล้วเดินลงไปพร้อมกับมูนและมอสที่ฉวยร่มตรงเชิงบันไดมากางกั้นฝน เพื่อลงไปดูแขกตามที่มอสรายงาน ทางด้านคุณวาสิฏฐีรู้นิสัยลูกชายดีจึงให้คุณเมฆตามลงมาคอยยับยั้ง เผื่อเกิดอะไรจะได้ห้ามลูกไว้ทัน และมันก็เป็นดังคาด เพราะเพียงแค่เท้าเต้ยเหยียบพื้นด้านล่าง เดินผ่านพ้นโคนต้นลีลาวดีตรงมุมสนามเท่านั้นแหละ ร่างศัตรูตัวฉกาจก็ปรากฏเต็มสองตา เจ้าชายหมาบ้าคงนิสัยใจร้อนไม่แปรเปลี่ยน คำรามลั่นไม่รีรอวิ่งออกจากร่มเมียปรี่เข้าไปหาอัศวินชั่วช้าถึงศาลาด้วยความเร็วสูงทันที ...เมียกับพ่อน่ะหรือจะห้ามทัน

“ไอ้สัตว์ก้อง”

เต้ยไม่พูดเปล่า แต่กลับกระชากคอเสื้อก้องที่กำลังพยุงชายคนหนึ่งขึ้นมากึ่งนั่งกึ่งนอนบนพนักศาลาจนก้องเซถลา ปล่อยชายคนดังว่าหลุดจากมือ ดีที่ยังมีอีกคนรับไว้ และก้องก็นับว่าไวพอดู สลัดคอเสื้อออกจากอุ้งมือเต้ยได้ทันท่วงที

 “มึงยังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกเหรอ มึงยังไม่เข็ดใช่ไหม... มึงไสหัวกลับไปซะ ” เต้ยยังไม่ยอมหยุด ผลักอกก้องด้วยมือข้างเดียวซะกระเด็น ก้องพอกระเด้งคืนมาได้ก็ตอบแทนไปด้วยวิธีการเดียวกัน

 “กูก็ไม่อยากจะเสนอหน้ามาให้เจ็บหัวใจกูนักหรอก ไอ้เหี้ยเต้ย ที่กูจำใจมานี่ เพราะ... ”

“อย่าเพิ่งต่อยกันได้ไหมวะ ...ดูพ่อผมก่อน”

เสียงห้าวขัดขึ้นให้ผลชะงัด มาจากชายที่เต้ยไม่รู้จัก และพอได้สนใจมองให้ชัด เต้ยก็เห็นว่าไอ้คนนี้มันกำลังประคองชายเลยวัยกลางคนซึ่งล้มพับอยู่ในอ้อมแขน ก้องเองก็ไม่สนใจเต้ยแล้ว รีบเข้ามาดูชายที่ไม่ได้สติ ประจวบเหมาะกับที่มูน มอสและคุณเมฆวิ่งตามมาทันเต้ยพอดี หนังบู๊แอ็คชันล้างผลาญที่เกือบจะเกิดตรงศาลาท่าน้ำจึงเปลี่ยนไปเป็นหนังอีกเรื่อง

“ก้อง...มาได้ยังไง แล้วพาใครมา” มูนวิ่งมาถึงก็ถามเร็วปรื๋อ รู้แล้วว่ามอสพูดจริงมิได้โกหก ก้องมาที่นี่พาแขกที่มีคนบอกว่าสำคัญมาด้วย แล้วคนบอกนั่นเล่าเขาอยู่ไหน มองไปทำไมไม่เห็น

“อย่าเพิ่งถามก้องตอนนี้เลยมูน ช่วยพาท่านทูตขึ้นบ้านก่อน ท่านคงเป็นลม”

เสียงของก้องทำให้มูนยุติการมองหา สตรีปริศนานามเดียวกับแม่ที่ให้มอสไปตามตนลงมาและลืมไปเสียสนิท เบนความสนใจกลับมายังท่านทูตที่ก้องว่าในทันที แว่บแรกที่เห็นมั่นใจไม่รู้จัก หากพอมองอีกแวบ ไฉนมีความรู้สึกคุ้นๆบอกไม่ถูกแลทำอะไรไม่ถูก และด้วยน้ำเสียงก้องอีกนั่นแหละที่เอ่ยชื่อมูนออกมา ทำให้หนุ่มน้อยที่นั่งประคองท่านทูตอยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้นมามอง จับจ้องมูน กล่าวเสียงสั่น

“พี่เป๊ะ...พี่เป๊ะเองเหรอ”

วรเดชมีหรือจะไม่รู้ว่าพี่ชายคนละแม่ของตนชื่ออะไร ... “มูน” คือชื่อที่พ่อพร่ำบอกก่อนมาอัมพวาในครั้งนี้

เมื่อแรกที่ได้ยินยังตกปากไปเล่นๆว่า คนอะไรมีชื่อตามพระจันทร์ แต่พอครั้นได้เห็นเต็มตา บอกได้เพียงว่า... “สมควรแล้วที่มีชื่อตามพระจันทร์” และพระจันทร์ดวงนี้เคยพบมาแล้วครั้งหนึ่งที่ตลาดน้ำอัมพวา พาเอาตนเพ้อไปหลายวันและไม่คาดคิดเลยว่าจะมาเป็นพี่ชายตน... “เป๊ะเวอร์” คือนิยามที่มีให้พี่ในตอนนั้น ยามเงยหน้าจากแบล็คเบอร์รี่ขึ้นมาสบตามอง

วันนั้นพี่ชายทักตนเป็น “คุณหลวง”ที่ไหนไม่รู้ และตนก็ปฏิเสธไปว่าไม่ใช่ หนำซ้ำยังบอกชื่อตนไปพร้อมกับขอพินแบล็คเบอร์รี่ หากก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อนจากชายหน้าตาดีอีกคนที่เข้ามากอดพี่ชายตน ซึ่งก็เป็นคนเดียวกับคนที่เกือบจะมีเรื่องกับก้องเมื่อสักครู่นั่นเอง

“พี่เป๊ะ” ที่เรียกหรือแท้จริงคือ “พี่มูน” จะจำตนได้ไหม วรเดชอยากจะทวนความจำให้พี่ที่กำลังยืนงงสงสัยนัก ทว่ารู้ดีเวลานี้ไม่สมควร ช่วยพ่อคือสิ่งที่ต้องกระทำเร่งด่วน

“พี่เป๊ะ...พ่อเราเป็นลม ช่วยพาพ่อขึ้นบ้านก่อน”

มูนได้ยิน แต่ยังคงนิ่ง สะดุดใจนักกับคำพูดที่ว่า “พ่อเรา” เพราะสรรพนาม “เรา” คงมิได้ใช้แทนแค่ตัวของเขา หากมันหมายถึง “เราสอง” และในระหว่างที่ยังครุ่นคิด ตัดสินใจไม่ถูก คุณเมฆที่ตามมาด้วย ได้เห็นคนเป็นลมถนัดก็แทบตะโกนลั่นแลช่วยตัดสินใจมาให้แทนซะเอง


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“อ้าวเฮ้ย...นี่มัน ไอ้ท่านทูตเอกเพื่อนพ่อนี่นา พามันขึ้นบ้านก่อนเร็ว”

ชั่วระยะเวลามินาน ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของมูน ท่านทูตก็ถูกพาขึ้นบ้านมาถึงยังหอนั่งโดยมีวรเดชกับก้องช่วยกันพยุง ตามติดและไม่ลืมที่จะหยิบกล่องกำมะหยี่ของท่านทูตมาด้วย เต้ยแม้จะฉงนไม่ต่างกับมูน แต่เขาจะขัดอะไรพ่อได้ จำยอมให้ก้องพาคนแปลกหน้าขึ้นบ้าน ตามคำสั่งพ่อที่เป็นไปเพราะโลกกลม

“พี่เมี้ยน ผมรบกวนขอยาดมและละลายยาหอมมาให้ผมหน่อย เพื่อนผมเป็นลม ” คุณเมฆสั่งการป้าเมี้ยนที่เดินออกมาพอดีรวดเร็วสมเป็นผู้บริหาร แล้วหันไปอธิบายกับคุณวาสิฏฐีที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมารับสั้นๆ “ไอ้ทูตเอก มันมาเป็นลมตรงศาลาท่าน้ำบ้านมูน”

“แล้วเขามาที่นี่ได้ยังไงคะ ไหนคุณว่าเขาจะไปทำธุระสำคัญ หรือว่าธุระของเขา....”

คุณวาสิฏฐีค้างคำพูดที่เหลือไว้ในลำคอ คุณเมฆเองก็รู้ดีว่าศรีภรรยาจะพูดอะไรต่อ เพราะสังหรณ์ที่ทั้งคู่มีมันเป็นไปในทางเดียวกัน และมั่นใจว่าสังหรณ์นี้มีเค้าลางแห่งความเป็นจริง เพราะเมื่อป้าเมี้ยนกลับออกมาพร้อมถาดยาดมส้มโอมือแลแก้วยาหอมที่ยังไม่ทันจะถึงตัวท่านทูต ถาดทั้งถาดก็แทบจะร่วงแตกลงกับพื้น

“คุณพระช่วย มะ มาได้ยังไง เป็นไปไม่ได้”

คนเป็นลมคนนี้ต่อให้เวลาผ่านไปอีกกี่ปีป้าเมี้ยนก็จำได้  เค้าหน้าคุ้นเคยและเคยคุ้นมิได้มีอะไรแผกไปจากแต่ก่อนเก่าเลยสักนิด นอกเสียจากริ้วรอยแห่งความระทมทุกข์ที่เพิ่มขึ้น ไปตามเวลาที่ถาถมมากว่ายี่สิบปี

นี่ใช่ไหมคือสาเหตุที่คุณหนูศศิเธอกลับมา .... “ถึงเวลา” ที่คุณหนูบอก  มันคือเวลานี้นี่เอง
สังหรณ์ที่มีเริ่มคลายสิ้น และตอกย้ำความจริงให้หนัก ด้วยร่างระหงที่นั่งห้อยขาตัวเปียกโซกเฝ้ามองอยู่บนขื่อ!!

“ถึงเวลาแล้วพี่เมี้ยน เห็นกับหนูเถอะ...อย่าให้ลูกเข้าใจพ่อผิดอีกเลย”

ร่างนี้ เสียงนี้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครได้ยิน นอกเสียจากตนคนเดียวเท่านั้น คุณหนูศศิเธอมาย้ำความให้เห็นกับตาให้ได้ยินกับหูอีกครั้ง และเธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะไป หากตนไม่เล่าความจริง อย่างนี้แล้วควรหรือที่จะกล้าขัด ใจอ่อนจึงมิได้บังเกิดประการเดียว ทว่ามีขวัญอ่อนและเข่าอ่อน ลำดับขับตามมาด้วย ฉะนี้แล้ว ร่างทั้งร่างของผู้มากวัยจึงถึงกับทรุดฮวบ

“ป้าเมี้ยน เป็นอะไรครับ”

โชคดีที่เต้ยยืนอยู่ใกล้ๆ เข้ามาช่วยประคองไว้และรับถาดยาดมยาหอมไว้ทัน ป้าเมี้ยนจึงมิล้มฟาด และอากัปกริยา คำพูดของป้าเมี้ยนนี่เอง ทำให้มูนมองได้ไม่วางตา ถามขึ้นไม่รอช้า

“ป้าเมี้ยนทำอย่างกับรู้จักคุณเขา”

“ค่ะ ป้ารู้จักดีทีเดียว และคุณมูนก็รู้จักดีด้วย แต่คุณมูนจำไม่ได้เท่านั้น”

ป้าเมี้ยนตอบมูนอย่างนี้คุณเมฆกับคุณวาสิฏฐี รู้เลยว่าในอีกไม่กี่วินาที จะได้ดูละครน้ำเน่ากลางหอนั่ง และละครฉากนี้คงจะมิสมบูรณ์หากนักแสดงนำยังไม่ได้สติ สองสามีภรรยาจึงรับยาดมยาหอมมาช่วยกันแก้ไข วรเดชกับก้องหลีกทางให้ ถอยออกมานั่งล้อมไม่ไกล คล้ายกับจะรอคอยเสียงบอก “แอ็คชัน” จากผู้กำกับนาม “ป้าเมี้ยน” ที่รู้ตัวดีว่า กล่าวไปแล้วมันยากที่จะสั่ง “คัท”

“ป้าเมี้ยนหมายความว่าอย่างไร”

 มูนพูดช้าชัด ทรุดกายลงนั่งข้างๆเต้ยที่ประคองป้าเมี้ยนอยู่ ป้าเมี้ยนยังไม่พูดอะไรตอบ ก้มหน้าก้มตาไม่กล้ามองไปบนขื่อกระเถิบกายออกจากการประคอง แล้วหันหน้าไปทางห้องพระก้มกราบลงกับพื้น เงยหน้าขึ้นมา พูดเสียงดังฟังชัดให้ทุกคนได้ยินว่า

“คุณท่านคะให้อภัยอิฉันด้วยเถิด ไม่อย่างนั้นคุณศศิเธอจะไม่เป็นสุข” ป้าเมี้ยนเว้นวรรคสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ ราวกับต้องการพลังและระบายความหนักใจออกไปในตัว และมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังจะพูดต่อออกไปนี้ คือประโยคที่ถูกต้องสมควรที่สุดในชีวิต และหากป้าเมี้ยนกลั้นใจเงยหน้าขึ้นไปมองบนขื่อสักนิด ผู้มากวัยจะเห็นสตรีเหนือหัวค่อยๆ เลือนหายเหลือเพียงแต่ขื่อคานว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ

“คุณมูนคะ คุณมูนฟังป้านะ คนที่เป็นลมอยู่นี่ไม่ใช่ใครอื่นไกล เขาคือคุณเอกหรือคุณเอกา คุณพ่อแท้ๆของคุณมูนค่ะ”

“เปรี้ยง!!” เป็นเสียงฟ้าผ่าที่ดังลั่นสนั่นฟ้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทันทีที่ป้าเมี้ยนพูดจบ สายฟ้าสายนี้มิได้ฟาดลงดินเพียงอย่างเดียว หากแต่ฟาดลงมากลางใจพระจันทร์ดวงน้อยให้สะเทือนเลื่อนลั่น เปลวไฟร้อนแรงลุกโชนกลางอกในฉับพลัน

ฉะนี้แล้ว ความร้อนแรงจึงขับประกายเพลิงออกมาจากดวงตาสีน้ำตาลที่เคยซ่อนซึ้งตรึงใจชายหลายๆคน ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันสนิทแนบแทบจะเป็นเส้นตรงเส้นเดียว หน้าลออเรียบตึง เชิดกว่าที่เคยเชิด  ร่างโปร่งระหงตั้งตรงยิ่งกว่าเทวรูปศิลาสลัก มือเสลาจิกพรมทอมือสีนวลลายดอกเบญจมาศแน่น ความร้อนดั่งลาวาปะทุในตัวไม่หยุด ยากยิ่งที่จะควบคุม ภูเขาที่เคยมีน้ำแข็งปกคลุมคงถึงคราวทลายราบลงในมิช้า

นี่ใช่ไหมแขกสำคัญที่ตนต้องลงไปหา ... แล้วสตรีที่มาบอกกล่าวเล่าไปอยู่ที่ใด
ไยจึงคะยั้นคะยอฝากมอสมาบอกตนให้ลงไปเจอผู้ชายใจร้าย ...ที่กล้าใช้คำว่าพ่อกับตนได้อย่างน่าไม่อาย

“ป้าเมี้ยนแน่ใจนะว่าไม่ผิดคน” มูนฝืนกัดฟันถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกอย่างที่ไม่เคยใช้กับใครมาก่อน ตัดเรื่องคนที่คุยกับมอสตรงท่าน้ำออกไปก่อนอีกหน รู้ตนเองดีว่าถามไปอย่างนั้น เพราะลักษณะท่าทางคำพูดของป้าเมี้ยนมันยืนยันชัดแจ้งเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าถูกคน

และแล้วกลิ่นยาดมส้มโอมือก็ปลุกชายสลบไสลให้สะลึมสะลือลืมตาตื่น ยาหอมในมือคุณเมฆจรดรินรดเข้าปากช่วยไล่ลมที่คั่งค้างกลางอกให้ระบายออก ท่านทูตรู้สึกตัวขึ้นมารวดเร็วได้อย่างน่าประหลาดใจ แลพอม่านตาจับภาพชัดได้ ประโยคแรกที่มีออกไปก็สำทับคำตอบของป้าเมี้ยนว่าถูกต้องได้เป็นอย่างดี

“พี่เมี้ยน...พี่เมี้ยนจริงๆหรือนี่”

“ค่ะ เมี้ยนเอง...ใจเย็นๆก่อนค่ะ  เดี๋ยวก็เป็นลมไปอีกรอบ”

“ผมไม่เป็นไรแล้ว..เมื่อกี้ผมเจอศศิข้างล่าง แล้วนี่ผมมาอยู่บนนี้ได้อย่างไร” ท่านทูตกล่าวด้วยเสียงระรัว ยันกายขึ้นมาพุ่งไปหาป้าเมี้ยนเป็นคนแรกจับมือแน่น ก่อนจะเหลียวมองไปรอบๆ สภาวะมึนงงยังคงจับหน่อยๆ

“ฉันให้ไอ้หนุ่มสองคนนี่พาแกขึ้นมาเองแหละ ไอ้เอก”

“อ้าว ไอ้เมฆ...แกมาอยู่นี่ได้ไง”

“ฉันต่างหากที่ต้องถามแกว่าแกมานี่ได้ยังไง ที่นี่บ้านลูกสะใภ้ฉัน บ้านของมูน” คุณเมฆเน้นหนักที่พยางค์ท้าย หมายใจให้เพื่อนได้สติ อีกทั้งเบนสายตาไปยังลูกสะใภ้ ซึ่งเพื่อนก็กวาดตามองตามจนมาหยุดพร้อมกันแน่นิ่งเป็นจุดเดียว

จุดนี้ คือจุดที่ท่านทูตไม่อาจละสายตาออกไปได้ ยิ่งมองน้ำตาก็ยิ่งไหล ไม่สนใจที่จะฝืนสกัด ด้วยเค้าหน้าประพิมพ์ประพายคล้ายคุณยายทวดของลูกผสมกับเมียสุดที่รัก มันสร้างความสะเทือนใจบาดลึกไปถึงอารมณ์  นั่งตัวตรงหลังตรงคือความงามสง่าไม่ต่างอะไรจากแม่ผู้ให้กำเนิด หากที่ต่างออกไปคือประกายสายตาและทีท่าเข้มแข็ง ซึ่งถอดแบบมาจากแม่ยายได้ไม่มีผิดเพี้ยน

“นี่ไงลูกสะใภ้ฉัน...มูน”

เสียงคุณเมฆดังแว่วๆ ท่านทูตมิสนใจใครหรือสิ่งปลีกย่อยอื่นใดอีกแล้ว ...แม้ลูกสะใภ้ของไอ้เจ้าเมฆจะเป็นคนที่ตนเรียกว่า ลูกชายคนโต

“มะ มูน ลูกพ่อ”

ไอ้เอกของคุณเมฆทิ้งมาดเอกอัครราชทูตของประเทศ เปิดอ้อมแขนกว้างโผเข้าหาพระจันทร์ดวงน้อยที่นั่งนิ่งไม่ไหวติง ท่ามกลางความตื่นตะลึงของหลายๆคนที่ถึงแม้จะรู้ดีอยู่แล้วก็ระงับไว้ไม่ได้ เว้นแต่เต้ยที่นั่งงงเป็นไก่ตาแตก ยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก

“นี่มันอะไรกันครับแม่ เต้ยงงไปหมดแล้ว” เต้ยกระซิบถามแม่ แต่แม่กลับปรามไว้ และบอกตามประสาผู้ใหญ่มองการณ์ไกลไปว่า

“อย่าเพิ่งถาม เต้ยเตรียมตัวให้ดี ท่านทูตอาจจะต้องพึ่งเต้ยในการเจรจา”

ยิ่งแม่พูด เต้ยยิ่งฉงนมิสร่าง แล้วในระหว่างที่ทุกคนกำลังมองภาพประวัติศาสตร์ตรงหน้าอยู่นั้น สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที เพราะอ้อมแขนพ่อที่อีกไม่กี่มิลลิเมตรจะถึงตัวลูก ดันมีอันต้องเฉออกด้วยเสียงปัดปลายมือลั่น พร้อมอาการสะบัดตัวของพระจันทร์ที่ลอยห่างออกไปไกลเกินท่านทูตเอื้อม

มูนจะรู้ไหมว่าการที่ตนปัดมือพ่อออกอย่างนี้ มันมิต่างอะไรกับการปัดหัวใจทั้งดวงของพ่อให้กระซ่านกระเซ็นกระเด็นตกจากเรือน แลหัวใจที่อ่อนล้ายังถูกกระแทกกระทั้นกระทบกระเทือน ด้วยประโยคที่ลอกมาจากนิยายน้ำเน่าหลายๆเรื่องที่ใช้พล็อตเดียวกันได้แทบทุกตัวอักษร

“ชีวิตผมไม่ต้องการพ่อ คุณกลับไปซะเถอะ”

ความรู้สึกของท่านทูต หามีใครรู้ดีเกินกว่าท่านไม่ ว่ามันชอกช้ำเพียงไร ที่ลูกทั้งคนไม่ยอมรับ ไม่ต้องการตนเป็นพ่อ แถมยังใช้คำว่า “คุณ” สร้างระยะห่าง ได้อย่างเยือกเย็น

“ มูนฟังพ่อก่อน” ท่านทูตยังมิลดละความพยายาม ฝืนเปิดอ้อมแขนอ้ารอรับอีกครั้ง หากแต่ก็ยังคงเก้อเช่นเดิม “พ่อรู้ว่ามูนโกรธพ่อ แต่ขอให้พ่อได้กอดสักที แล้วพ่อจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟัง”

“ให้คุณพ่อท่านกอดสักหน่อยเถอะค่ะ คุณมูน ...แล้วฟังท่านอธิบาย คุณมูนจะได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ป้าเองก็มีเรื่องที่จะเล่าให้คุณมูนฟังด้วย ป้ารับรองว่ามันต่างจากที่คุณท่านเคยเล่าให้คุณมูนฟัง”

ป้าเมี้ยนช่วยเสริมขึ้น ทว่าก็ยังมิเป็นผล มูนยังกระเถิบถอยหนีอ้อมกอดไกลออกไป คุณวาสิฏฐีจึงรีบสะกิดลูกชายให้ยั้งเมียไว้เพราะประสบการณ์อ่านนิยายช่วยให้เห็นแล้วว่ายามนี้นางเอกคงมิฟังใคร เว้นแต่พระเอกคนเดียว

“เต้ยดูมูนหน่อยเร็ว ให้เขาคุยกับพ่อให้รู้เรื่อง”

เต้ยถึงจะยังไม่ค่อยกระจ่างหากก็หัวไวในการปฏิบัติตามคำสั่งได้ดี วงแขนแข็งแรงจึงทำหน้าที่ฉุดรั้งมิให้พระจันทร์ลอยไปไกลกว่าเดิม

 “มูนคุยกับพ่อให้รู้เรื่อง เชื่อเต้ยสักครั้ง ยังไม่ให้คุณพ่อกอดก็ไม่เป็นไร แต่มูนต้องคุย”

และก็เป็นดังที่คุณวาสิฏฐีคาด มูนยอมฟังเต้ย แต่ก็ยังรักษาระยะห่างระหว่างพ่อกับตัวได้ยอดเยี่ยม และอ้อมกอดท่านทูตก็ยังค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น หากที่ไม่ค้างคือน้ำตาของคนเป็นพ่อที่ร่วงเผาะลงมาไม่หยุดหย่อน ต่างกันกับมูนที่ไม่มีน้ำตาปริ่มแม้แต่สักรอยรื้น

“ถ้าอยากจะคุยหรืออธิบายกันนักก็ได้ จะลองฟังดู แต่ก่อนอธิบายขอให้รอที่นี่สักครู่” มูนยอมหันไปเจรจากับผู้เป็นพ่อต่อในที่สุด แล้วผลุดลุกขึ้นทำกริยาอย่างไม่เคยทำคือลอกนิสัยเจ้ามอสวิ่งออกจากหอนั่งจนไม้กระดานเรือนลั่นเข้าไปด้านใน

“มูนจะไปไหน”

เต้ยถามขึ้นแต่ไม่มีคำตอบมาให้ ครั้นวิ่งตามไปได้แค่ครึ่งทาง มณีดวงน้อยก็กลับมาพร้อมรูปสองบานในอ้อมกอด และมุ่งหน้ากลับไปที่หอนั่ง ดึงขาตั้งรูปทั้งสองวางกางลงกับพื้นพรม ซึ่งหลายคนในที่นี้ก็รู้ดีว่าเป็นรูปใครโดยเฉพาะท่านทูตเอกา

“คุณแม่เกด...ศศิ”

ท่านทูตเอกาขานนามคนในรูปเบาๆ และเสียงท่านก็ถูกกลบเสียสิ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สุดในชีวิตที่เคยได้ยิน ซึ่งมิได้มาจากปากใครอื่นไกล แต่มาจากปากลูกชายคนโต ที่อยู่ตรงหน้านั่นเอง

“คุณกราบผู้หญิงในรูปสองคนนี้ซะก่อน แล้วเราค่อยคุยกัน”

“มูน!!”

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๒๓ นะคะ

ขอบพระคุณ คุณroute rover คุณblove คุณujen คุณ Moddang และคุณposhbear  มากๆนะคะ ที่ยังติดตามอ่านและให้กำลังใจเสมอมา  :pig4:

PS. @คุณblove ชอบอ่านคอมเมนต์ของคุณมากๆค่ะ อ่านทีไร มีกำลังแต่งต่อเสมอ ขอบพระคุณมากๆค่ะ  :L1:
@คุณ Moddang ยินดีมากๆค่ะที่ชอบ ตอนนี้ยังไม่กล้าเขียนขายค่ะ เพราะฝีมือยังต้องปรับปรุงอีกเยอะค่ะ  :o8:
@คุณposhbear  อีกสาเหตุที่กลับมาปรับปรุงแล้วลงใหม่ ก็เพราะกำลังใจจากคุณด้วยเช่นกันค่ะ ขอบพระคุณมากๆค่ะ  :กอด1:

อ้างอิง * นำมาจากเพลง ลาสาวแม่กลอง คำร้อง - ทำนอง : เกษม สุวรรณเมนะ

ออฟไลน์ ujen

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +183/-13
เอาใจช่วยให้พ่ลูกปรับความเข้าใจกันได้น่ะ

 :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ Moddang

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
อ้ายยยย ปูเสื่อรอตอนต่อไป รอมูนแบบวร้ายๆ รักนักเขียน มาลงต่อเร็วๆนะ จุ๊บ

ออฟไลน์ route rover

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
โอ่ยย ตื่นเต้น .. ช่วงนี้เลยที่เราอ่านตอนนู้นนน แล้วงงหน่อยๆ ดีใจที่เรื่องนี้กลับมาอีกที เลยต้องอ่านให้ครบทุกตัวอักษร

ขอบคุณมากนะคะ รออ่านต่อทุรนทุรายมาก  :L1:

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 103
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
มาต่อเร็วๆนะคะ ผู้ชมรออ่านล้นหลาม  :katai4: อ่านถึงตอนมูนกับพ่อเจอกันทีไรบีบหัวใจทุกที ทั้งที่ก็อ่านมาไม่ต่ำกว่า3-4รอบ ก็ยังอินตามตลอด :hao5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-03-2019 20:02:48 โดย sugarcane_aoi »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๒๓ พ่อของลูก

"มูน!!"

เต้ยแผดเสียงลั่นหอนั่งนำเด่นกว่าคนอื่นๆที่เพียงแค่ขมุบขมิบปากขับเสียง มิคาดคิดเลยว่าเมียจะพูดจะทำเช่นนี้กับพ่อบังเกิดเกล้าแท้ๆ ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนักหนากับแค่การก้มกราบรูปคุณยายกับรูปคุณแม่ยายผู้ล่วงลับ แม้เรื่องราวจะยังไม่กระจ่าง หากก็เห็นใจผู้เป็นพ่อตาที่จู่ๆก็หวนมาโดยมิทันตั้งตัว และเพราะตัวที่ไม่ได้ทันตั้งนี้แหละ มันทำให้พ่อตาเจอความอัดแน่นทางอารมณ์ซัดกลับไปจนแทบตัวตั้งไม่ติด

ใครไม่อยู่ในที่นี้ก็คงนึกภาพตามไม่ออกว่าลักษณะเชิดหน้า สายตาที่มองพ่อเป็นแค่อากาศธาตุปราศจากหัวใจและน้ำเสียงเย็นยะเยือกของเมียเขา มันรุนแรงเพียงไร ราวกับเมียจะใช้ตะเพิดพ่อไปอย่างไม่ไยดี ขนาดตัวเขาเองเคยโดนมาแล้ว ยังแทบทนไม่ได้ จนต้องเข้าไปฉุดกระชากลากแขนกันอยู่บ่อยๆ ใช้กำลังข่มเหงบีบหน้าบังคับแทบตายให้เมียหันมามอง แล้วท่านทูตเล่าจะทานทนไหวฤา

“มันชักจะเกินไปใหญ่แล้วนะมูน” เต้ยยังแผดเสียงเอาเรื่องต่อ ท่ามกลางเสียงพึมพำเบาๆจากทุกๆปาก ยกเว้นมูนที่ยังรักษาระดับหน้าเชิด คงความชัดถ้อยชัดคำในการเอื้อนเอ่ยมิสร่าง

“ไม่เกินไปหรอกกับความผิดที่คุณคนนี้เขาทำ แค่กราบรูปยายจ๋ากับแม่แค่นี้ยังน้อยไปซะด้วยซ้ำ”

“แล้ว ‘คุณคนนี้’ ที่มูนเรียกเนี่ย เป็น ‘พ่อ’ มูนหรือเปล่า”

เต้ยกระแทกเสียงเน้นหนักคำว่า ‘พ่อ’ ใส่หน้าเมียที่ยังไม่สะทกสะท้าน ความขัดใจเริ่มพวยพุ่ง  เขาเองที่จัดว่าร้าย เอาแต่ใจตัวมานักต่อนัก ยังไม่กล้าทำอย่างนี้กับพ่อและแม่ สมควรแล้วฤาจะปล่อยให้เมีย พูดและทำกริยาเยี่ยงนี้กับพ่อแท้ๆได้อย่างไร ใครคนนอกมาเห็นเข้า เขาจะได้หาว่าผัวไม่อบรมสั่งสอน!

“ขอโทษคุณพ่อเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง”

“ช่างเถอะไอ้หนุ่ม แค่กราบรูปมันไม่อะไรนักหนาหรอก มันน้อยไปอย่างที่มูนเขาบอกจริงๆ”

ท่านทูตยกหลังมือปาดน้ำตามิให้เป็นอุปสรรคในการพูดขัดไอ้หนุ่มที่กำลังเอาเรื่องลูกชายคนโตของตน ไอ้หนุ่มคนนี้ คงไม่พ้นเป็นลูกไอ้เมฆ และกินตำแหน่งลูกเขยเป็นแน่แท้  แต่ถึงไอ้เมฆไม่บอก ก็พอจะเดาได้ เพราะน้ำเสียงที่ไอ้หนุ่มคนนี้ใช้กับลูกชายตน มันทั้งปรามทั้งกำราบ สำแดงศักติความเป็นผู้ปกครองได้อย่างเด่นชัด ทว่าเวลานี้คงมิใช่เวลาให้ความสนใจกับลูกเขย ท่านทูตจึงหันเลยไปยังลูกชาย แล้วเจรจาต่อ

“ถ้ามูนอยากให้พ่อกราบ ...พ่อก็จะกราบ เราจะได้คุยกัน”

“งั้นก็กราบซะทีสิ รีรออยู่นั่นแหละ คุณมีเวลาแก้ตัวที่นี่ไม่มาก”

เสียงที่แม้จะไม่กร้าว หากฟังแล้วร้าวไปถึงหัวใจคนฟังนัก เป็นการก้าวร้าวของมณีดวงน้อยที่ไม่เคยทำ แต่ครั้นพอทำไปแล้วดันได้คะแนนร้ายกาจเต็มเปี่ยม มิทอดธุระสนใจสายตาหลายๆคู่ ที่จับจ้องมองตนอย่างมิค่อยจะพึงใจโดยเฉพาะสายตากร้าวของสามี แถมยังมีเสียงบางเสียงลอยมาเข้าหูตอกย้ำความร้ายกาจมาให้ได้ยินอีกว่า

“พี่เป๊ะใจร้าย พูดกับพ่อเกินไปแล้ว”

วรเดชเริ่มไม่สบอารมณ์พี่ชายคนใหม่เท่าไรนัก เพราะประโยคที่ว่า ‘มีเวลาแก้ตัวที่นี่ไม่มาก’ หมายความได้ถึง พูดจบแล้ว ‘เชิญกลับ’ หรือถ้าพูดง่ายๆ ก็คือ ‘ไล่กลับ’ แบบผู้ดี พูดทำนองนี้ก็รู้ดีว่าพี่ชายคงฟังไปอย่างนั้น สมองของพี่คงมิได้ใช้ไตร่ตรองคิดตามเป็นแน่... ส่วนก้องที่นั่งข้างๆก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกรวดร้าวของท่านทูตว่ามันประดังเข้ามาสาหัสเพียงไร เพราะตัวเขาก็เคยถูกมูนไล่ลงจากหอนั่งเหมือนกัน

‘เย็นชาอย่างไร้ที่ติ’ จึงเป็นคำพูดที่ก้องสรรเสริญในใจ ให้กับดวงฤทัยอัศวิน และเริ่มคิดไปอีกว่า ถ้าตนอยู่ในตำแหน่งผัว ตนคงไม่กล้าว่ากล่าวหรือตวาดเอ็ดเมียต่อหน้าคนอื่น อย่างที่ไอ้เต้ยมันกำลังทำในขณะนี้

“พูดกับพ่อให้มันดีๆหน่อยสิมูน”

ไอ้เต้ยมันตบกระดานลั่น ทำให้ท่าทีของเมียมันลดดีกรีท่วงทีเชิดๆลงนิดหน่อย เหลือไว้แต่ความดื้อดึงชนิดที่เขาไม่เคยเห็น จนจำใจ เอนเอียง เข้าข้างไอ้เต้ยเป็นครั้งแรกว่ามันทำถูกต้อง ฝ่ายท่านทูตเองก็ได้ยินเสียงลูกชายคนเล็กและลูกเขย หากแต่ก็ไม่สนใจ ได้แต่ยกมือปราม ห้ามมิให้ใครพูดต่อ แล้วบรรจงยกกระพุ่มมือ น้อมศรีษะวางลงตรงผืนพรม หน้ารูปสตรีทั้งสอง ที่หนึ่งในนั้น เสมือนมีสีหน้าสาแก่ใจ ทว่าอีกหนึ่งเสมือนระทมนัก

‘เข้มแข็งไว้นะคะพี่เอก ศศิผิดเองที่ไม่ได้อยู่สอนลูก แต่ศศิมั่นใจว่า ยังไงเจ้ามูนก็ต้องฟัง ’

คล้ายจะมีลมพาเสียงเศร้าๆ เสียงหนึ่งส่งความไปถึงท่านทูตอันจบลงแค่นั้น โดยที่หูมนุษย์ธรรมดาอย่างท่านและคนอื่นในที่นี้มิได้ยิน นอกเสียจากคนพูดอยากจะให้ได้ยิน เป็นจังหวะเดียวกับท่านทูตเอกาเงยหน้าขึ้นมาจากการกราบ พร้อมเสียงมูนที่ยิงตรงเข้าประเด็นไม่รอช้า

“กลับมาทำไม ต้องการอะไร” มูนใช้คำถามโทนกระด้างไร้หางเสียง ฟาดกลางระลอกคลื่นน้ำเน่าที่เตรียมจะถาโถมเป็นฉากๆออกมาจากปากผู้เป็นบิดาจนแตกกระจัดกระจาย

“พ่ออยากขอโทษ อยากกอดมูนสักครั้ง ที่จริงพ่ออยากจะมาหาตั้งแต่ได้ยินข่าวว่าคุณยายเสียแล้ว”

ท่านทูตพูดอย่างนี้แสดงว่า ‘การข่าว’ ของนักการทูตนั้นดีเยี่ยม เพราะตัวอยู่ต่างประเทศหากแต่ข่าวจากอัมพวาก็ยังสามารถส่งไปถึง คนหัวไวอย่างมูนย่อมตระหนักได้ แล้วใครกันเป็นคนส่งข่าวนี้ หวังว่าคงมิใช่ป้าเมี้ยน และจะมีสักกี่ข่าวกันที่ส่งผ่านไปให้ได้ยิน ซึ่งก็คงไม่มีใครตอบได้ดีไปกว่าท่านทูต

“พ่อยังพอมีคนเก่าแก่ทางบ้านที่กรุงเทพฯ ซึ่งยังไว้ใจอาศัยไหว้วานให้คอยแอบส่งข่าวทางนี้ได้ ทุกครั้งที่พ่อได้ยินข่าวที่นี่ พ่ออยากบินกลับมาหานัก ไม่ว่าจะเป็นข่าวตอนมูนเข้าอนุบาล จนกระทั่งรับปริญญา และที่ทำให้อยากกลับมาที่สุดคือตอนคุณยายเสีย เพราะว่าตอนนั้นมูนไม่มีใครเลย แต่พ่อก็ดันปลีกตัวมาไม่ได้ เพราะจำเป็นต้องร่วมงานพิธีอภิเษกสมรสของ ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ แถมหลังจากนั้นไม่กี่วันแม่เจ้าเดชก็ยังมาเสีย ”  ท่านทูตเว้นวรรคกล่าวเล็กน้อย ตั้งใจจะกล่าวต่อ  อธิบายว่าใครคือเจ้าเดชและแม่เจ้าเดช หากก็ถูกขัด

“ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ยักกะรู้ว่าถูกสอดแนม การข่าวของคุณทำได้ดีก็จริง แต่ก็น่าตำหนิคนไปส่งข่าวที่ไปเล่าความผิดๆว่าผมไม่มีใคร...ตอนนั้น ถึงผมจะสิ้นหลักชัยอย่างคุณยายไป แต่ผมก็มีหลักใจอย่างเต้ยให้ยึดเหนี่ยวแล้ว ถึงคุณมามันก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพจิตใจของผมดีขึ้นหรอก อาจจะแย่ลงด้วยซ้ำและที่สำคัญมันก็สายไปอยู่ดี ไม่กลับมาให้เห็นหน้าเสียยังจะดีกว่า ต่างคนต่างอยู่ คงเป็นหนทางที่ดีที่สุด ”

มูนไม่สนใจเรื่องคนส่งข่าวอะไรนั่นแล้ว ใส่ใจแต่ใช้น้ำเสียงอย่างไร ให้กระแทกใจอีกฝ่ายระทมระบมพิษแห่งความชอกช้ำกลับไปบ้าง ในใจคิดเพียงแต่ว่า นี่ยังน้อยไป ธรรมดาไปซะด้วยซ้ำ กับสิ่งที่ผู้ชายคนนี้ประทานความเป็นกำพร้าให้ตนตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ฉะนี้จึงสมควรแล้วที่จะเพิ่มและลอกเลียนประกายสายตาคมวาวเจิดจ้ามาจากสามีให้ครบถ้วนอีกประการ ส่งผ่านความเคืองแค้น ชิงชัง ที่สั่งสมมานาน ผสานไว้ในท่าทีเมินเฉยไร้หัวใจได้อย่างแยบยล

มูนคิดเพียงแต่ว่า ‘นี่ยังน้อยไป’ แต่สำหรับคนเป็นพ่อ มันมากเกิน... เกินจนอยู่ในขั้น ‘มหาศาล’
น้อยไปของมูน  มันมาพร้อมกับความน้อยใจของพ่อที่หลายคนสัมผัสได้...เว้นเสียแต่มูนคนเดียว ที่มิอยากสัมผัสแตะต้อง

ยามนี้พระจันทร์ดวงน้อยรู้แต่สัมฤทธิ์ผลสมดังใจ หากหารู้ไม่ว่าหัวใจของพ่อที่พองโตคับฟ้ายามได้เห็นหน้า กลับแฟบฟีบลงถนัดตา ด้วยกริยา วาจา ดั่งคมหอกคมดาบที่ลูกใช้ทิ่มแทง ...ท่านทูตกายสั่นเทิ้ม ก้อนสะอึกแข็งๆจุกตรงลำคอ พูดอะไรต่อแทบไม่ออก ความช้ำชอกที่ผู้เป็นลูกมอบให้ มันกรีดไปถึงหัวใจ จนเลือดหลั่งรินเป็นน้ำใสๆ ไหลผ่านออกทางดวงตา ทว่าแค่นี้น่ะหรือจะสาแก่ใจพระจันทร์ ...ทำร้ายจิตใจจึงดำเนินต่อไปไม่หยุด

“ป้าเมี้ยนไปเอาผ้าเช็ดตัวหนาๆ มาให้คุณเขาหน่อย เขาเปียกฝนจนหนาวสั่นไปหมดแล้ว เดี๋ยวจะมาสิ้นลมตรงหอนั่ง คุณยายคงจะไม่ชอบใจ ...เอามาสามผืนนะ เผื่อคุณก้องและน้องคนนั้นด้วย”

ป้าเมี้ยนพยักหน้ารับคำก็จริง แต่ไม่ทำตาม กลับสั่งให้เจ้ามอสไปทำแทน เพลานี้ได้แต่สะกดกลั้นความรู้สึกรวดร้าวราวกับตนเป็นท่านทูตซะเอง และนี่ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มิพอใจในจริยวัตรคุณมูนเธอเลยสักนิด คุณมูนเธอจะสำเหนียกไหมว่าการพูดกระทบให้พ่อแม่บังเกิดเกล้า ‘สิ้นลม’ มันคือบาปมหันต์ คาดว่าเธอคงรู้แต่เธอจงใจกระทำที่เป็นไปเพราะอารมณ์

แต่เรื่องนี้จะโทษคุณมูนเต็มที่ก็ไม่ได้ เพราะคุณท่านคือต้นเหตุสำคัญที่ปลูกฝังแต่ความคิดด้านลบเรื่องคุณเอก และจะโทษคุณท่านผู้เดียวก็มิถูกอีก ก็คุณเอกมิใช่หรือที่มีส่วนทำให้คุณศศิลูกสาวท่านตาย หลานชายท่านเป็นกำพร้า ...ชะตากรรมใช่ไหมที่ควรเป็นแพะรับบาปในละครชีวิตเรื่องนี้

ผู้มากวัยที่สุดยังคุมอารมณ์ได้ดี มิปล่อยให้เตลิดเพลิดไปกับความขัดใจในตัวนาย และอีกสิ่งที่ปล่อยไว้ไม่ได้ คือคำพูดของนาย จึงเตรียมอ้าปากสั่งสอน ในฐานะคนอาบน้ำร้อนมาก่อน มิใช่บ่าวอย่างที่เคยวางตัว...อนึ่ง การที่คุณมูนทำเช่นนี้ ต่อหน้าพ่อผัวแม่ผัว อาจส่งผลให้ความนิยมชมชอบในตัวเธอเสื่อม ปรามเสียก่อนจะเลยเถิดไปใหญ่จึงเป็นการดีที่สุด

“คุณมูนคะ อย่าหาว่าป้าบังอาจสั่งสอน ป้าเองจะว่าไปก็เป็นแค่บ่าว จบแค่ปอสี่ ไม่ได้จบปริญาตรี มีความคิด ความอ่านเกินชาวสวนทั่วไปอย่างคุณมูน แต่คนจบปอสี่อย่างป้าก็ไม่เคยพูดจากับพ่อกับแม่อย่างที่คุณมูนพูด คุณมูนรู้ไหมว่าคุณกำลังทำตัวไม่งาม ไม่น่ารักเหมือนแต่ก่อน และกำลังสร้างบาปหนาให้ตัวเองด้วยการทำร้ายจิตใจพระในบ้านที่คุณเหลืออยู่แค่คนเดียว”

มูนจากที่หน้าตึงอยู่แล้ว ฟังป้าเมี้ยนพูดก็ยิ่งหน้าตึงขึ้นไปอีก ...ที่ตึงมิใช่ตึงเพราะถูกสั่งสอนต่อหน้าธารกำนัล ทว่าตึงเพราะคนเก่าแก่ใกล้ตัว ไม่เข้าใจความรู้สึก

“คนใจร้ายที่ทอดทิ้งมูน ทำให้แม่ฆ่าตัวตายน่ะหรือพระในบ้าน ...ป้าเมี้ยนคิดให้ดีก่อนพูดว่าสมควรยกให้เขาเป็นพระในบ้านหรือไม่ ป้าเมี้ยนดีแต่เข้าข้างเขา แต่ไม่เข้าใจหัวอกมูน”

เสียงเย็นยะเยือกของมูนไม่เหลือแล้ว ถูกแทนที่ด้วยเสียงแผดเพราะโทสะที่คุมไม่อยู่ การควบคุมลมหายใจทำให้จิตนิ่งตามวิถีโยคะที่เคยสอนลูกศิษย์ถูกทิ้งไปตั้งแต่เสียงเปรี้ยงปกาศิตบอกให้รู้ว่าใครเป็นพ่อ  ป้าเมี้ยนซะอีกที่ข่มอารมณ์ได้ดีกว่า ทำตัวสมกับเป็นผู้ใหญ่และตั้งใจใช้น้ำเย็นเข้าลูบ หากก็ยังมิทันพูด เจ้าชายหมาบ้าก็ดันแทรกขัดเสียก่อน แลการขัดครั้งนี้ก็เกือบทำให้เสียเรื่องและลุกลามไปใหญ่โต

“ทนไม่ไหวแล้วโว้ย ขอสั่งสอนซะที  เต้ยไม่อยากเห็นมูนทำบาปทางคำพูดไปมากกว่านี้ ” เต้ยยังคงเป็นเต้ย ใช้กำลังมากกว่าสมองเสมอ ด้วยเหตุนี้เสียงคำรามจึงลั่นกว่าที่เคยลั่น ที่พูดว่าขอสั่งสอนก็คือทีท่าเงื้อฝ่ามือหราหมายใจจะใช้ตบหน้าเมียเรียกสติสักฉาดสองฉาด แต่ดีที่คุณเมฆกับคุณวาสิฏฐียั้งไว้ทัน

“อย่าทำอะไรบ้าๆ นะตาเต้ย แม่สั่งให้ช่วยท่านทูตเจรจา ไม่ได้ให้ลงไม้ลงมือ”

“ก็แม่ฟังมูนพูดสิครับ มันน่าฟังไหมล่ะ พูดขัดพ่อตัวเองอยู่ได้ ทำร้ายจิตใจท่านตลอด แล้วท่านทูตจะได้อธิบายซะทีไหม ถ้ายังเป็นอย่างนี้ ต่อให้นั่งคุยกันทั้งคืนก็ไม่รู้เรื่อง” เต้ยชี้แจงแม่ด้วยเสียงอ่อนลง ผิดกับเมื่อครู่ที่คำรามเอากับเมีย

“ใช่มันไม่น่าฟัง แต่มูนก็พูดถูก กลับมาทำไมเอาเมื่อสาย ทิ้งไปตั้งนาน เป็นแม่แม่ก็โกรธก็แค้น... เอาล่ะ อย่าเพิ่งตัดสินอะไรกันเลย รอฟังท่านทูตอธิบายดีกว่า แล้วถ้าหากเหตุผลของท่านมีที่มาที่ไปน่าฟังและฟังขึ้น หากตอนนั้นมูนไม่ยอมฟัง เต้ยจะสั่งสอนมูนด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ แม่จะไม่ห้ามเต้ยเลยสักนิดเดียว ”

คุณวาสิฏฐีลดเสียงเพียงให้เต้ยได้ยิน ปรามลูกชายได้ผล แต่ก็มิวายมองเมียที่ยังไม่สำนึกเขม็ง พร้อมโผนทะยานเอาเรื่องตลอดเวลา ทางด้านคุณเมฆเห็นเพื่อนรักทำท่าไม่ค่อยดี จึงเข้าไปประคอง พอดีกับที่มอสเอาผ้าเช็ดตัวออกมาจึงช่วยห่มให้ แล้วส่งผ่านไปให้ผู้ติดตามทั้งสอง ที่เริ่มสั่นเพราะความหนาวเหน็บจากลมฝนที่กำลังหวนกลับมากระหน่ำ แต่ความแรงของลม ถึงจะแรงสักเท่าไร ก็หาได้ช่วยพัดพาความตึงเครียดออกจากหอนั่งไปได้เลยแม้แต่น้อย และก็ไม่มีใครคิดจะหลบฉากออกไปเลยสักคน ทุกคนยังนั่งนิ่งรอฟังเหตุผล ยอมผิดมารยาทสังคมที่ควรปล่อยให้พ่อกับลูกคุยกันเพียงลำพัง

“ไหวไหมวะไอ้เอก”

“ยังไหว ไอ้เมฆ” ท่านทูตเอกาฝืนเสียงตอบไล่ก้อนสะอึกแข็งๆออกไปได้อย่างลำบาก ตามต่อด้วยความยากเย็น แสนเข็ญกับการลำดับขับเสียงเพื่อหันมาเจรจากับลูกชายหน้าเชิดที่ยังคงวงหน้าอยู่ในองศาแห่งความหมางเมิน

“พ่อรู้ว่ามันสายไป และรู้อีกว่ามูนทั้งโกรธทั้งเกลียดพ่อนักที่พ่อทิ้งไป แต่มูนรู้ไหม การกระทำคำพูดของมูนวันนี้ มันทำให้พ่อแทบทรุด ที่จริงก่อนมานี่ พ่อก็เตรียมใจไว้แล้ว แต่ไม่คิดว่าเจอกับตัวเข้ามันจะเจ็บปวดเช่นนี้ และมันทำให้พ่ออยากย้อนเวลากลับไปนัก”

“ขอทีเถอะคุณ เข้าเรื่องซะทีเถอะ บอกแล้วไงคุณมีเวลาแก้ตัวไม่มาก” มูนไม่หยุดขัด และลืมไปว่าตนเองนั่นแหละที่พาออกนอกเรื่อง

“ถ้ามูนพร้อม พ่อก็จะเล่าให้ฟัง แต่ขออย่างเดียว ฟังแล้วอย่าโกรธคุณยาย แต่จงโกรธพ่อแทน”

มูนฟังประโยคนี้แล้วรู้สึกทะแม่งๆแปล่งหู ทำไมผู้ชายใจร้ายจึงบอกว่าอย่าโกรธคุณยาย แต่ให้โกรธเขาแทน ...สมองสั่งให้พยักหน้ารับคำก็จริง ทว่าทิฐิงี่เง่ามามันแรงกว่า และสั่งให้ขับถ้อยคำร้ายๆออกไปอีก จนผู้เป็นพ่อสะอึก

“มันก็แน่นอนอยู่แล้ว ผมจะไปโกรธยายผู้มีพระคุณที่คนอย่างคุณเทียบไม่ติดได้อย่างไร”

“งั้นมูนก็ฟังให้ดี ...พ่อคงจะไม่เท้าความเรื่องที่ปู่กับย่ามาพาพ่อกลับ และเอาเงินมาฟาดหัวคุณยายกับแม่มูนที่บ้านสวนให้เสียเวลาอีก เพราะคุณยายคงเล่าให้มูนฟังละเอียดแล้วว่ามาจากสาเหตุใด อีกอย่างพ่อก็มีเวลาแก้ตัวไม่มาก”

ท่านทูตยังแทนตัวเองว่าพ่อ ตัดทอนย่นระยะความห่างเหินทางวาจาเสียเอง แลพยายามฝืนเสียงไม่ให้กระท่อนกระแท่นติดขัด จนเกือบอยู่ในระดับปกติ ยอมรับว่าเป็นการเจรจาที่ยากยิ่งที่สุดในชีวิต มากกว่าการเจรจาทางการทูตครั้งไหนๆ การเจรจาครั้งนี้จึงสอดแทรกไปพร้อมความหนักใจแลน้อยใจในทุกๆพยางค์ โดยเฉพาะประโยคที่ว่า ‘พ่อก็มีเวลาแก้ตัวไม่มาก’

 “แต่มีบางจุดที่พ่ออยากเสริม และพ่อมั่นใจว่ายายของมูนต้องไม่เล่าให้ฟัง”

หะแรกที่ฟัง กริยาหน้าเชิดของมูนที่ชวนให้ผัวอยากตบ ก็ยังทำเป็นหูทวนลม เนื่องจากอารัมภบทเริ่มต้นมันเป็นเรื่องที่ตนรู้อยู่แล้วอย่างที่เขาว่า ... ‘ลูกสาวชาวสวน สะใภ้ผู้ต่ำต้อย’ หรือจะสู้ ‘สะใภ้เมืองกรุงสูงศักดิ์’ นี่คือประเด็นข้อพิพาททั้งมวลที่ยายเล่ากรอกหูให้ฟัง และบทสรุปก็จบลงที่ ผู้ชายใจร้ายกลับไปกับทางบ้าน มิกลับมาที่อัมพวาอีกเลย  แต่เพราะประโยคท้ายสุดเมื่อกี้ ทำให้ขมวดคิ้วหันหน้ากลับมารับฟัง

ที่ฟัง คงมิใช่ฟังเพราะสนใจ ...แต่ฟังเพราะอยากรู้ว่า ผู้ชายคนนี้จะสาธยายนวนิยายน้ำเน่า ระบาย ป้ายสีอะไรใส่คุณยาย กับเรื่องที่อ้างว่ายายไม่เล่าต่างหาก มูนย้ำตัวเองในใจเช่นนั้น

“ที่พ่อยอมกลับไปกับปู่และย่าในวันนั้น ก็เพื่อไปเจรจากับผู้หญิงที่ปู่กับย่ามูนหาไว้ให้ ไปอธิบายให้เขาฟัง สารภาพตรงๆว่าพ่อมีภรรยามีลูกแล้ว ไม่ใช่เต็มใจกลับไปแต่งงานใหม่ เรื่องนี้แม่มูนก็รู้ดี และยอมรอพ่อ ซึ่งพ่อก็ใช้เวลาคุยกับผู้หญิงคนนั้นไม่นานและก็น่านับถือน้ำใจเขา ที่เขาเองก็เข้าใจโลก ต่อต้านการคลุมถุงชนเหมือนกัน พ่อกับเขาจึงพร้อมใจกันแข็งข้อกับทางบ้าน ยกเลิกงานหมั้นงานแต่ง เรื่องราวกำลังจะคลี่คลายไปในทางที่ดีได้อยู่แล้วเชียว แต่ย่ามูนก็ดันทำให้เสียเรื่อง” ท่านทูตหยุดเว้นวรรคกลืนน้ำลายลงลำคอฝืดๆ เพื่อช่วยให้การเปล่งเสียงแก้ตัวทำได้คล่องปากคล่องคอขึ้น แล้วเล่าต่อไปว่า

“ย่าของมูนแอบกลับมาที่บ้านสวนอัมพวาอีกครั้งหลังจากมาพาตัวพ่อกลับสองสามวัน เอาการ์ดงานแต่งปลอมๆของพ่อกับผู้หญิงคนนั้นมาให้ยายกับแม่ จนแม่เขาเข้าใจผิด เสียใจจนคิดสั้น และกว่าจะทราบเรื่อง กลับมาที่นี่ได้ก็เป็นวันเผาแม่พอดี เหตุฉะนี้ยายก็เลยโกรธและเกลียดพ่อ ไม่ฟังพ่ออธิบายเรื่องทั้งหมด ไม่ให้พ่อเข้ามาเหยียบบ้านสวนอีก พ่อเลยหมดโอกาสดูแลมูนตั้งแต่นั้นมา ”

‘นี่ปะไร นิยายน้ำเน่าที่พูดเอาแต่ดีเข้าตัว ช่างเสกสรรปั้นแต่งเรื่องราวได้ดีเหลือเกิน ’ มูนสื่อความทางสายตามิออกมาเป็นภาษาพูด บริภาษแทนถ้อยคำ ด้วยการตวัดปรายตา ผู้ชายคนนี้ช่างหาเรื่องมาป้ายสียายจ๋า จนน่าลุกขึ้นยืนปรบมือให้ด้วยความชื่นชม

เป็นไปไม่ได้ที่ยายจ๋าของตน จะเป็นคนไม่มีเหตุผลอย่างนั้น ...นอกเสียจากเหตุผลมันฟังไม่ขึ้น
หรือไม่ก็พยายามไม่ถึงที่สุด.. ประเด็นหลังนี่ต่างหาก ที่มัน ‘เป็นไปได้’

“ไม่จริง ยายจ๋าไม่ใช่คนอย่างนั้น” มูนอดรนทนไม่ไหวขัดขึ้นเอาจนได้ แล้วรุกต่อให้พ่อถอยร่นต้องจำนนทางวาจา “คุณยายถึงจะโกรธใครสักแค่ไหน ท่านก็ฟังเหตุผลทุกคนเสมอ เว้นแต่คุณพยายามไม่ถึงที่สุดเอง คุณก็ดีแต่เล่าเอาดีเข้าตัวเอง ใครจะยืนยันได้ว่าเป็นความจริง”

“ป้าไงคะ” ป้าเมี้ยนสวนทันควัน “ป้ายืนยันได้ว่าคุณเอกท่านพูดจริง คุณท่านไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น แถมยังไล่ตะเพิดคุณเอกไปตั้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง”

“ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริง ทำไมไม่เอาตัวผู้หญิงใจอำมหิต คุณแม่ของคุณมาคุกเข่าสารภาพกับคุณยายล่ะ ท่านย่อมฟังแน่” มูนหันไปใส่ท่านทูตแทนป้าเมี้ยน ... ‘ผู้หญิงใจอำมหิต’ ที่กล่าวถึงนั้นมิใช่ใครอื่น แต่เป็นสตรีที่มูนบอกได้เลยว่า ชาตินี้จะไม่มีทางนับญาติเรียกว่า ‘ย่า’ ให้เสียปาก

“พ่อจะไปทำได้ยังไง ในเมื่อผู้หญิงใจอำมหิตที่มูนเรียก รถคว่ำเสียชีวิตตอนเดินทางกลับกรุงเทพฯ หลังจากเอาการ์ดงานแต่งปลอมๆ มาให้ที่นี่ และนี่ก็ทำให้พ่อต้องติดงานศพย่าของมูนอยู่หลายวัน พองานเสร็จก็รีบกลับมาหาลูกหาเมียที่อัมพวา แต่ไม่คิดเลยว่า จะมาเจองานศพเมียอีกงาน แถมยังโดนแม่ยายไล่เหมือนหมูเหมือนหมา กีดกันไม่ให้กอดลูกสารพัด”

ท่านทูตพูดถึงตรงนี้ก็ร้องไห้โฮลั่นไม่อายสายตาใคร มาดเอกอัครราชทูตไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว สร้างความสะเทือนใจให้ทุกคนในที่นี้ แม้กระทั่งมูนเองก็เถอะ ที่แม้จะอยากตะโกนออกไปนักว่า ‘สมน้ำหน้า’ แต่ก็เสมือนมีมือใครไม่รู้มาบีบปากมิให้พูดออกไปดังคิด แถมหน้ายังรู้สึกชาๆ ราวกับโดนเต้ยตบหน้าเอาเข้าจริงๆ

“พ่อพยายามอยู่หลายครั้ง หวนกลับมาที่นี่ มาอธิบายแต่ยายมูนก็ไม่ฟัง จนยายสั่งห้าม แต่พ่อก็แอบมาจนได้ เพราะพ่อทนคิดถึงมูนไม่ไหว ดีที่พี่เมี้ยนให้ความช่วยเหลือพามูนลงมาหาพ่อที่ศาลาท่าน้ำอยู่บ่อยๆ ใจจริงพ่ออยากจะลักพามูนหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็เห็นใจคุณยายมูนมาก จึงอยากขอท่านดีๆ หากท่านก็ไม่ยอมพ่อเลย” ท่านทูตกล่าวสะอึกสะอื้น

“คุณก็เลยยอมแพ้อย่างนั้นหรือ” มูนฝืนอาการคล้ายปากถูกบีบถามออกมาได้ และยังฝืนสะกดใจที่เริ่มบอกกับตัวด้วยเสียงแผ่วเบา ไกลลิบๆว่า ‘อยากให้เขาดื้อนัก’

“พ่อก็ไม่อยากยอมแพ้นักหรอก แต่พ่อจำเป็นต้องยอม เพราะยายของมูนคุกเข่ากราบพ่อกับพื้นศาลาขอตัวมูนไว้น่ะสิ”

“อะไรนะ มะ ไม่จริง”

มูนปฏิเสธนวนิยายน้ำเน่าจากปากคนเล่าเสียงแข็ง ไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น ถึงคุณยายจะเป็นชาวสวน แต่คุณยายก็รักศักดิ์รักศรีของตนเองยิ่ง กราบแต่คนที่สมควรกราบ  คนใจร้ายมีอะไรให้น่ากราบกราน ฟังแล้วหาน้ำหนักอันใดไม่ได้ ...ผู้ชายคนนี้โกหกคำโตอย่างไม่น่าให้อภัย

“คุณโกหก”

“คุณเอกเธอพูดจริงค่ะ ไม่ได้โกหก นี่คือเรื่องราวที่คุณท่านสั่งป้า ไม่ว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ห้ามเล่าให้คุณมูนฟัง แต่วันนี้ป้ายอมเล่า ยอมผิดคำพูด เพราะป้าเห็นแก่คุณศศิ” ป้าเมี้ยนเสริมความให้ท่านทูต สร้างน้ำหนักให้พระจันทร์ดวงน้อยต้องตระหนักแล้วว่าเป็นจริง แต่ขยักเรื่องเห็นคุณศศิไว้ เพราะพูดไปคุณมูนจะหาว่าตนเหลวไหล คำพูดที่กำลังใช้ตะล่อมอาจดูไม่น่าเชื่อถือ สถานการณ์ที่เริ่มเป็นต่อของคุณเอก อาจจะพลิกผัน

“ที่ผ่านมา คุณท่านเล่าให้แค่คุณมูนฟังว่า คุณพ่อไปมีผู้หญิงใหม่ที่ทางบ้านที่กรุงเทพหาให้ เพราะทางนั้นก็ดูถูกหาว่าทางบ้านเราเป็นชาวสวน เขาเลยจับแยก แรกๆคุณพ่อก็ไม่ยอม ไปๆมาๆก็กลับเห็นดีเห็นงามยอมทางบ้าน และไม่กลับมาอีกเลย แต่แท้ที่จริง คุณพ่อคุณเธอกลับมาหลายครั้งป้าเองนี่แหละ ที่ลักลอบอุ้มคุณลงไปหาไปให้ท่านกอดตรงศาลาท่าน้ำอยู่บ่อยๆ จนคุณท่านจับได้ ท่านโมโหมาก คาดโทษป้าเสียยกใหญ่”

ผู้มากวัยยามนี้ ไยจะไม่มีน้ำตาเฉกท่านทูตยามเล่า และหลายคนในหอนั่งก็เริ่มมีรอยรื้นใสๆคลอหน่วย ตกอยู่ในภวังค์อดีต ที่ค่อยๆปล่อยออกมาจากปากป้าเมี้ยนทีละน้อย ทีละน้อย   

“วันที่คุณท่านจับได้ ท่านโมโหจนศาลาท่าน้ำแทบแตก ไล่คุณพ่อคุณเหมือนหมูเหมือนหมา แต่คุณพ่อคุณก็ยังไม่ยอมไป จนสุดท้ายท่านตัดสินใจคุกเข่าลงกราบ คุณพ่อเลยจำยอมจากไป ป้าเองก็ไม่คิดว่าท่านจะกล้าทำ คุณมูนอยากรู้ไหมคะว่า คุณท่านพูดกับคุณพ่อคุณว่าอย่างไร” ป้าเมี้ยนถามอย่างไม่เอาคำตอบ ...เล่าต่อโดยที่มูนไม่ได้เอ่ยขอเสียเอง ถ่ายทอดกระแสเสียงคุณท่านที่อยู่ในความทรงจำได้ครบถ้วนทุกคำไม่มีผิดเพี้ยน

“ถ้าคุณยังเคารพฉันอยู่ ขอให้เห็นแก่ฉัน เลิกยุ่ง เลิกติดต่อกับเจ้ามูนซะ ทิ้งมันไว้ให้เป็นสมบัติของฉันคนเดียว คุณทำให้ลูกสาวฉันตายไปคนหนึ่งแล้ว อย่ามาฆ่าฉันทั้งเป็นโดยการพรากหลานไปจากฉันอีกคน ...คุณลองคิดดูถ้าคุณเอาเจ้ามูนไป ทางบ้านคุณจะไม่มองมันเป็น ‘ตัวเสนียด’ ทำให้ ‘ณ อยุธยา’ ของคุณมัวหมองอย่างที่มองยายศศิหรอกหรือ อีกหน่อยคุณก็ต้องแต่งงานใหม่ หลานชายฉันก็คงไม่พ้นต้องเจอปัญหาแม่เลี้ยงลูกเลี้ยง มูนมันคงถูกรังแก แม้จะไม่ใช่ทางร่างกาย แต่จิตใจของเด็กมันคงยับเยิน มันจะโตมาพร้อมกับความคิดที่ว่าเป็น ‘ส่วนเกิน’ ในชีวิตคุณ สู้ให้มันเป็นเด็กมีปมด้อยอยู่กับยายไม่มีพ่อมีแม่ยังจะดีซะกว่า ให้มันรู้สึกว่าขาด จะได้ไม่ต้องเป็นเด็กมีปัญหาเพราะเกิน” ป้าเมี้ยนหยุดเล่าความเฉกคุณท่านทำ เพื่อให้คนฟังคิดตาม และเติมต่อมิให้ขาดตอนนาน

 “เชื่อเถอะให้มันอยู่กับฉันที่นี่ ฉันมั่นใจว่าฉันมีปัญญาเลี้ยงมันได้ดีกว่าคุณ นับจากนี้ไปขอให้ยุติความเป็นพ่อของคุณซะ ตายไปจากชีวิตหลานชายฉันได้เลยก็ดี อย่ามาที่นี่อีก ...ฉันพูดดีๆ ฉันกราบคุณถึงขนาดนี้ หากคุณยังไม่ยอม ชาวสวนธรรมดาที่เรียนมาน้อยอย่างฉัน เห็นทีคงต้องพึ่งทนายขึ้นโรงขึ้นศาล ฉันจะสู้ให้ถึงที่สุด หมดเงินจนหมดตัวฉันก็ไม่กลัว เพื่อพระจันทร์ดวงน้อยของฉัน ทั้งๆที่ฉันรู้ว่า ฉันจะแพ้”

อดีตต้นห้องของคุณท่าน ยุติการ ‘แก้ต่าง’ ลงแค่นั้น  การแก้ต่างที่ช่วยให้การ ‘แก้ตัว’ ของท่านทูตครบถ้วนสมบูรณ์พร้อม มิเติมอะไรต่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไปซึ่งมูนก็รู้ดีอยู่แล้ว ประวัติศาสตร์ตัดตอนที่บิดเบือนถูกชี้แจงแถลงไขสิ้น และเอามาโยงใยเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัว

แลเพราะป้าเมี้ยนเป็นคนสาธยายมูนถึงฟัง และป้าเมี้ยนก็ถ่ายทอดความได้ราบรื่น ราบเรียบ ไม่มีสะดุดสอดคล้องกับสายตาจริงจัง ฟังแล้วบอกได้ว่าไม่โกหก ซึ่งตั้งแต่เล็กจนโตจวบจนตนมีผัว ป้าเมี้ยนโกหกตนแค่สองเรื่องเท่านั้น หนึ่งก็คือ โกหกว่าตุ๊กแกจะมากินตับ กับสองคือแอบไปเล่นหวยใต้ดินที่ตนสั่งห้ามนักหนา

เพลานี้มูนจึงรู้แล้วว่า เหตุมันมาอย่างนี้ ...ผลจึงตกมาถึงตนตลอดยี่สิบห้าปี
สมองน้อยๆที่หลงลืมไปว่าตนมี จึงถึงคราวถูกเรียกมาวิเคราะห์ถึงความ ‘น่าฟัง’ แล ‘ฟังขึ้น’ หรือไม่

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
ควรไหมที่จะตัด ‘อคติ’ และ ‘ทิฐิ’ ออกไป เพื่อให้สมองวิเคราะห์ได้สะดวก

คงมิต้องรอให้ใครชี้แนะกระมัง เพราะบัดนี้ ร่างโปร่งระหงเริ่มตั้งตรงยิ่งกว่าเดิม พระจันทร์ดวงน้อยลอยในภวังค์ความคิดของตนเอง เสียงจากทุกปากยังเงียบสนิท ดุจจะช่วยกรุณาปล่อยให้ตนคิดเต็มที่ แต่สิ่งที่สมองดันวิ่งแวบ สาระแนเอามาคิดเป็นอย่างแรก กลับเป็นเรื่อง ตนควรจะโกรธใคร โทษใคร ระหว่าง ยายจ๋ากับพ่อบังเกิดเกล้า

โกรธยายจ๋าที่ไล่ตะเพิดพ่อพร้อมขอสัญญาให้ทิ้งตน....ฤาโกรธผู้เป็นพ่อที่ยอมซื่อทำตาม

แค่เรื่องนี้สมองก็ทำงานหนักเสียแล้ว แต่ในเมื่อผู้ชายคนนี้ บอกไว้เองว่าอย่าโกรธยายให้โกรธเขาแทน ควรไหมล่ะที่จะสนอง ...สนองให้สมกับความซื่อตรงที่ยอมปฏิบัติตามนัก เขาควรจะกลับมาให้เห็นหน้าบ้าง ความชิงชังที่สั่งสมมันจะได้ไม่ต้องพุ่งปรี๊ดถึงขีดสุดเช่นนี้

“อย่าโกรธคุณท่านเลยค่ะ คุณท่านทำไปเพราะรักคุณมูนมาก ส่วนคุณเอกเธอทำไปก็เพราะเห็นแก่คุณท่านที่ไม่เหลือใคร เธอเลยยอมเสียสละ คุณมูนโกรธป้าแทนเถอะค่ะ ที่เก็บงำเรื่องนี้ตามคำสั่งคุณท่านไว้ถึงยี่สิบห้าปี” ป้าเมี้ยนเสนอตัวรับผิด ราวกับรู้ความคิดในสมองมูนฉะนั้น ฝ่ายท่านทูตผู้เจรจาด้วยน้ำตาก็ทำเช่นกัน

“มูนฟังพ่อนะ พ่อเจอคุณยายกราบเท้าร้องขอถึงขนาดนี้ พ่อเลยยอมกลับ และพ่อก็คิดได้ว่า คุณยายมูนเสียแม่ศศิไปแล้ว ถ้าพ่อเอามูนไปอีกคน พ่อก็คงไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่มีหัวใจ วันนั้นมันจึงเป็นวันที่ทรมานที่สุดในชีวิตของพ่อ พอๆกับตอนที่รู้ว่าเสียแม่ของมูน และยิ่งทรมานหนักตลอดระยะเวลายี่สิบห้าปีที่จมอยู่กับความคิดถึงลูก ...นี่แหละที่พ่ออยากย้อนเวลากลับไปแข็งข้อกับคุณยายท่านนัก...มูนโกรธพ่อแทนเถอะ โกรธในความจำใจทำตามของพ่อ และจงโกรธที่พ่อกลับมาเอาเมื่อสาย แต่อย่าโกรธเพราะคิดว่าพ่อทิ้งไปเพราะไม่รัก ”

มูนได้ฟังก็นิ่งเงียบยิ่งกว่าที่เคยนิ่ง มิให้คำตอบว่าโกรธใคร หลายคนในที่นี้ก็เช่นกัน มิเอ่ยปากพูดอะไรได้แต่นั่งลุ้นฟังว่ามูนจะพูดอะไร หากมีบางคนที่ไม่อยากฟังและคิดต่างออกไป และด้วยนิสัยเดิมที่ไม่ชอบอะไรยืดยาวเยิ่นเย้อ จึงอ้าปากทำลายความเงียบด้วยความรำคาญสุดแสนจะรำคาญ

“เต้ยไม่เข้าใจ มาปรับความเข้าใจกันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาวกพูดแต่เรื่องโกรธ แทนที่จะพูดถึงการให้อภัย”

“ตาเต้ย” คุณวาสิฏฐีรีบปรามลูกชายอีกครั้ง เพราะเกรงจะทำให้เสียเรื่อง แต่ลูกชายก็มิฟัง หนำซ้ำยังพูดต่อ

“แล้วเต้ยพูดถูกไหมล่ะครับ ทั้งคุณพ่อตา ทั้งป้าเมี้ยน” เต้ยสวนแม่ แล้วหันไปหาเมีย ตัดสินแทนให้ “ เอาล่ะมูน ไม่ต้องโกรธต้องเกลียดใครทั้งนั้น เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว มันแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่มีสิ่งเดียวที่ทำได้ คือเริ่มต้นใหม่ หยุดฟื้นฝอยหาตะเข็บรอยเย็บรอยแยกอะไรให้เสียเวลา ให้อภัยและปรับความเข้าใจกับพ่อซะจะได้จบๆ”

และเป็นที่แน่นอนว่าเสียงของผัว ย่อมแงะปากคนเป็นเมียได้เสมอ

“มันไม่ได้เกิดขึ้นกับเต้ยนี่ เต้ยเลยพูดได้ง่ายๆ มูนโดนทิ้งมายี่สิบห้าปี กับเวลาแค่....” มูนปรายตามองนาฬิกาโบราณแขวนผนัง คำนวณเวลาการเจรจาตั้งแต่ผู้ชายใจร้ายขึ้นมา แล้วต่อประโยคให้ครบถ้วนความ “กับเวลาแค่ ยี่สิบห้านาทีจะให้มูนเริ่มต้นใหม่ ยอมรับใครเป็นพ่อง่ายๆคงยาก พอๆกับที่ให้มูนสะกดคำว่าพ่อในตอนนี้แหละ”

“โธ่โว้ย...มันจะไปยากอะไรนักหนาวะ ก็แค่สะกดคำว่า ‘พอ’ ให้เป็นก่อน พอในที่นี้ของเต้ยคือพอซะทีกับความโกรธความแค้นงี่เง่าบรมนี่ที่ตัวมูนเองก็รู้ว่า ยากจะระบุว่าใครผิด.. เมื่อพอ ก็เริ่มต้นใหม่อย่างที่เต้ยบอกเมื่อกี้ อย่าเยอะ และอัญเชิญ ‘ไม้เอก’ ที่นั่งร้องไห้อยู่กลางหอนั่งในขณะนี้มาใส่ไว้เหนือคำว่าพอ แค่นี้มูนก็สะกดคำว่า ‘พ่อ’ ได้แล้ว ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบห้าวินาทีด้วยซ้ำ”

ประโยคห่ามๆของผัว ที่เมียฟังก็รู้ว่าไปลอกชาวบ้านชาวช่องเขามา เล่นเอามูนถึงคราวจำนนทางวาจาไปชั่วขณะอีกครั้ง และครั้งนี้มันก็นานพอที่ทุกๆสายตาจะต้อนตนจนมุม แต่มีหรือที่พระจันทร์จะจำยอมง่ายๆ ...ลอยหนีไปอยู่คนเดียวตามนิสัยดื้อเงียบๆ จึงเป็นการปิดฉากละครน้ำเน่ายืดเยื้อองก์แรก

“มูนอยากอยู่คนเดียว ...ขอตัว”

มูนลุกพรวดวิ่งออกจากหอนั่งไปดื้อๆ มุ่งหน้าเข้าด้านใน ไม่สนใจหลายเสียงที่พร้อมใจกันร้องเรียกตามหลัง เต้ยจึงเตรียมลุกตาม...ตามบทบาทที่ผัวต้องถึงคราวออกโรง

“คุณพ่อตาครับ เดี๋ยวลูกเขยที่ชื่อเต้ยคนนี้ จัดการให้เอง ไม่มีใครคุ้นเคยกับผีอีเยอะและรู้วิธีปราบไปได้ดีกว่าผม”

“งั้น คงต้องฝากด้วย เจ้าลูกเขย”

เต้ยหันไปนับญาติและแนะนำตัวกับท่านทูตเกือบจะเป็นทางการเสร็จสรรพ  คุณพ่อตาเองแม้จะรู้จักลูกเขยแค่ประโยคแนะนำตัว แต่ก็ยอมรับเรียกลูกชายเพื่อนว่าลูกเขยเต็มปากเต็มคำและเกิดความรู้สึกมั่นใจแปลกๆเป็นพิเศษจนใจชื้นขึ้นว่า

‘ลูกเขย มันต้องเอาอยู่’

“เชื่อมือผมเถอะครับ... เมียผม ลูกชายคุณพ่อตา เป็นคนดื้อเงียบ และห่างไม้ห่างมือมานาน ต้องเจอหมาบ้าอย่างผมคนเดียวเท่านั้น เตรียมตัวกอดลูกชายให้ดี ช้าสุดคือวันพรุ่งนี้ ผมจะพามาให้กอด” เต้ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้น และขยับขามุ่งหน้าวิ่งตามเมียเข้าไปด้านในทันที

ครั้นเมื่อเต้ยวิ่งลับหายไปจากสายตาแล้ว ทุกคนในหอนั่งก็ยังคงนั่งประจำที่เดิม ต่างคนต่างรอฟังข่าว ที่ภาวนาให้เต้ยทำให้เป็นข่าวดีทั้งสำหรับท่านทูตเองและคนฟังคนอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่กับป้าเมี้ยนที่มิยอมเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหน

‘คุณเต้ยคงช่วยพูดได้ คุณมูนเธอคงไม่ฟังใคร’ ป้าเมี้ยนเปรยกับตัวเองในใจ มั่นใจลึกๆเฉกท่านทูต แต่ก็คิดต่อล่วงหน้าเผื่อไปอีก ในกรณีที่การณ์จบลงมิเป็นไปอย่างที่หวัง ‘ถ้าผัวทำไม่สำเร็จเล่าจะทำอย่างไร เห็นทีคงไม่แคล้วต้องจุดธูปบอกนาย ให้มาสอน มาคุย กันเองซะแล้ว’

นายของป้าเมี้ยน ย่อมไม่พ้นสตรีทั้งสองในรูป จุดธูปบอกนายผู้เป็น ‘แม่’ ให้มาสอนลูกคงอาจจะได้ทำในมิช้า
แต่จุดธูปบอกนายผู้เป็น  ‘ยาย’ ให้มาสอนหลาน...ยังไงเสียก็จะมิทำแน่นอน เพราะคุณท่านสอนคุณมูนมามากพอแล้ว!

ผู้มากวัยคิดไปอย่างนั้น สายตาที่ซารอยรื้นจับจ้องไปยังรูปคุณหนูที่ตั้งเคียงคู่รูปคุณท่านซึ่งตนมิกล้าเบือนไปสบตาท่านเท่าไหร่ แล้วจู่ๆ ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะสัมผัสได้ถึงมือน้อยๆ เปียกๆ เย็นเฉียบบีบต้นแขนตนไว้แน่น ...แน่นจนถึงขั้นขยำ แลเริ่มเพิ่มแรงจนแทบจะกลายเป็นขย้ำ ส่งผลกระทบพิสดารให้ขนตนตรงต้นคอลุกเกรียว

มือเย็นๆเปียก แบบนี้จะมีใคร ถ้ามิใช่.....

‘คะ คุณหนูศศิ’

ความหวาดผวาจับอีกครั้ง ป้าเมี้ยนได้แต่คิดตัวสั่น มิกล้าหันไปมองทางด้านหลัง อาการโศกเมื่อสักครู่สลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง แม้วันนี้จะเจอคุณหนูสองครั้งก็จริง แต่ก็ยังมิถึงเนื้อถึงตัวเฉกครานี้ และเพราะถูกเนื้อต้องตัวกัน หัวใจทั้งดวงจึงร่วงไปที่ตาตุ่ม ทำอะไรแทบจะไม่ถูก นอกจากกลั้นบางสิ่งมิให้ไหลเปียกผ้าถุง ไม่งั้นอายบรรดาคุณๆแย่

“เมี้ยนฉี่จะราดแล้วค่ะคุณขา อย่าแกล้งเมี้ยนเลย”

ป้าเมี้ยนขมุบขมิบปากพึมๆพำๆ ดีที่ไม่มีใครสนใจและได้ยิน มิฉะนั้นคงถูกซักไซ้  พยายามข่มสติ ใช้โทรจิตบ้านๆ ติดต่อคุณหนูผู้ล่วงลับ ‘ คุณหนูศศิ เมี้ยนก็ทำตามที่คุณขอไว้แล้ว อย่ามาให้เมี้ยนกลัวอีกเลยค่ะ ไปหาคุณมูนเธอเถอะค่ะ ไปคุยกับเธอดีกว่า ’

ทว่าก็ไม่มีเสียงตอบรับ นอกจากเสียงกระงืดๆกระท่อนกระแท่นติดๆขัดๆ ลำดับเป็นประโยค ที่บอกให้รู้ว่าเจ้าของเสียงก็ปากสั่นคอสั่นไม่แพ้กันกับตน และเสียงนี้แหละ ที่สามารถยุติอาการปัสสาวะเกือบราดลงได้ ลมหายใจระบายออกได้อย่างพรั่งพรู

“ปะ ปะ ปะ ป้าเมี้ยนครับ”

“โธ่ไว้เวรมอด เดี๋ยวปั๊ดเขกหัวเข้าให้ ป้าตกอกตกใจหมด ดูสิ เนื้อตัวเปียกน้ำฝนโซกไปหมด ทำไมยังไม่ไปเช็ดตัว เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก ” ป้าเมี้ยนแหวหลานมอสหรือที่เรียก ‘ไอ้เวรมอด’ เข้าให้ ด้วยความโล่งใจ ที่หลานรักมิใช่คุณหนูผู้ชอบมาพร้อมตัวเปียกน้ำในคลองเสมอ

 “แล้วมีอะไรผู้ใหญ่คุยกัน ทำไมมานั่งฟัง แล้วนี่มานั่งตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ตั้งแต่ต้นเลยครับ” หลานตอบป้าหน้าซีดๆ ป้าหาได้สังเกตเห็นอาการผิดแปลกของหลานไม่ มัวแต่แหวต่อเพราะหลานมันดันทำให้เสียเส้น

“คงได้ยินหมดแล้วสิ มันน่านัก ...รู้อะไรแล้วก็ไม่ต้องไปซักไปถามพี่มูนเขานะ รู้ไหม”

“ไม่หรอกครับ แต่จะถามป้าเมี้ยนแทนแหละว่า ผีมีจริงไหม”

ประโยคคำถาม ประโยคนี้แหละ ทำให้ป้าได้สังเกตอาการของหลานชัดๆ และหากตาผู้เป็นป้าไม่ฝาด ก็จะเห็นว่าผมของหลานชายที่เคยเปียกน้ำฝนลู่ เริ่มทยอยตั้งโด่ชี้เด่ทีละกระจุกๆ จนถึงขนาดชี้ฟูเต็มหัว อย่างกับตัวตลกในหนังเวลาเจอผีอย่างไรอย่างนั้น อีกทั้งตาใสๆของเจ้ามอสก็กำลังเบิกโพลงถึงขีดสุด จ้องไปยังรูปคุณหนู และก็คาดว่ามันน่าจะจับจ้องอยู่เป็นนานสองนานแล้วนั่นเอง

“ถ้าคนที่มอสเจอที่ศาลาท่าน้ำ และให้ตามพี่มูนลงไปหา หน้าตาเหมือนผู้หญิงในรูปข้างๆคุณท่านนี่ แต่งตัวอย่างที่บอกป้าตอนขึ้นมาตามพี่มูนล่ะก็ นั่นล่ะคุณศศิคุณแม่พี่มูน มอสก็รู้ดีนี่ว่าแม่พี่มูน ท่านไปไหน อย่างนี้ป้าคงไม่ต้องตอบมอสหรอกนะว่า ผีมีจริงไหม และถ้ามอสคิดว่าตัวเองตาฝาด หูเฝื่อน วันนี้ป้าก็คงเป็นเหมือนกัน และเป็นก่อนมอส”

ที่จริงผู้เป็นป้าก็เดาออกแต่แรกแล้วว่า หลานเจอใคร และใครให้มาตามคุณมูน แต่เพราะเรื่องคุณเอกทำให้ลืมกระซิบบอกหลานเสียสนิท ป้าเมี้ยนจึงไม่เสียเวลาเท้าความหรืออธิบายอะไรให้มากความ หลานเองก็คงไม่ต้องรอให้ป้ากระซิบบอกอีกแล้วกระมัง ออกอาการอย่างนี้จะไม่รู้ก็เกินไป หาคำตอบให้กับตัวเองได้แล้วว่า ผีมีหรือไม่มี

‘บ้านป้าอยู่แถวๆนี้ พี่มูนกับป้าเมี้ยนรู้จักป้าดี’ ก็แน่ล่ะสิ เพราะแถวนี้มันคือที่นี่
 และที่ว่ารู้จักดี จะไม่ให้ดีได้อย่างไรในเมื่อคุณป้าแสนสวย เป็นแม่พี่มูนและเป็นเจ้านายป้าเมี้ยน

แล้วจู่ๆกลิ่นดอกมะลิผสานดอกจันทร์กระพ้อลอยอวลอีกครั้ง ...มอสจำกลิ่นได้ดี ตามมาด้วยเสียงพร้อมภาพเงาดวงหน้าสวยสะคราญทับซ้อนบนรูปที่ยังไงๆ สายตาก็ไม่อาจละไปได้  และชาตินี้ทั้งชาติ มอสสาบานได้เลยว่า รูป กลิ่น เสียง ชุดนี้ มันไม่มีทางลืม

‘ป้าไม่ได้ตั้งใจจ้ะ คลื่นเราตรงกัน จูนติดกันพอดี อย่าโกรธป้าเลยนะจ๊ะ เจ้าชายมอส พ่อหนุ่มน้อยเนื้อหอม’

“ผะ ผีหลอกกกกกกกกก”

มอสตะโกนสุดเสียงได้แค่นั้น แล้วก็พูดอะไรต่ออะไรไม่ได้อีก กางเกงที่ชื้นแฉะน้ำฝนอยู่แล้ว กลับถูกซ้ำเติมให้เปียกปอนด้วยน้ำอุ่นๆ ไหลนองจากเป้ารินรดต้นขา เด็กน้อยรู้สึกว่าหัวทั้งหัวขยายใหญ่โตเกินปกติ จนหนักอึ้งทรงกายไว้ไม่อยู่ ปล่อยร่างทั้งร่างร่วงสู่อ้อมแขนของป้าที่รู้ทาง รองรับไว้พอดิบพอดี

“อ้าวมอส เป็นอะไรไปลูก” คุณวาสิฏฐีอุทานลั่น ยามหันมาตามเสียงตะโกน ซึ่งก็พบว่ามอสนอนนิ่งไปแล้ว “มอสเป็นอะไรคะพี่เมี้ยน เมื่อกี้ตะโกนว่าผีหลอก ”

“อะ เอ่อ คงไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ คงละเมอ เพ้อเจ้อไปตามเรื่อง พรุ่งนี้พาไปรดน้ำมนต์ก็หาย อย่าห่วงเลยค่ะ” ป้าเมี้ยนตอบพลางพยุงหลานออกจากหอนั่งพลาง ท่ามกลางความแตกตื่นและความสงสัยของบรรดาแขก และก็มิขยายความอะไรไปมากกว่านั้น  เพราะพูดไปใครจะเชื่อว่าวิญญาณมีจริง ปล่อยให้สงสัยอย่างนี้ดีแล้ว เดี๋ยวก็เลิกสงสัยกันไปเอง

และก็เป็นอย่างที่ป้าเมี้ยนคาด คุณวาสิฏฐีซึ่งทีแรกมองตามด้วยความเป็นห่วงเจ้าเต้ยสอง ตั้งใจจะลุกตามเข้าไปดู แต่เผอิญหันไปสบตาท่านทูต ความสนใจก็เลยเปลี่ยน นั่งลงที่เดิมพร้อมกับทอดถอนระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ให้กับพล็อตนิยายชีวิตน้ำเน่าระหว่าง “พ่อกับลูก” ที่สังหรณ์อยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้นจริง

จะว่าไปก็เห็นใจท่านทูตอยู่เหมือนกัน แต่ก็เห็นใจมูนมากกว่า เพราะอดคิดไปไม่ได้ว่า ถ้าตนเป็นมูน ตนจะทำอย่างไร ปฏิกิริยาที่เกิด มั่นใจว่าคงแสดงออกไม่ต่างกัน คุณแม่ผัวเข้าใจหัวอกลูกสะใภ้ดี แลถึงแม้เหตุผลที่ท่านทูตให้ สำหรับตนฟังแล้ว มันฟังขึ้นก็จริงอยู่ แต่สำหรับมูน คงขึ้นชื่อแค่ได้ฟัง หากก็ไม่ผิดไม่ใช่หรือ ที่มูนจะคิด จะพูดและทำอย่างนั้น เมื่อมูนตั้งป้อมแข็งขืนอย่างนี้ ฉะนี้แล้วจากแรกเริ่มเดิมทีที่คิดว่าคงจะเจรจาพาทีกับท่านทูตพอเป็นมารยาท กลับจำต้องใส่ความเห็นใจลงไปด้วย และเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนากับท่านทูตเสียเอง

“ดิฉันเองก็เข้าใจความรู้สึกท่านดีค่ะ คนเราบางครั้ง ก็จำต้องตัดสินใจในสิ่งที่บางคนยากจะเข้าใจ  และการทำความเข้าใจในเรื่องที่ยากจะเข้าใจ มันก็ต้องใช้เวลากันสักหน่อย มูนคงยังตั้งตัวไม่ทันหรอกค่ะท่านทูต”

“ผมก็ไม่อยากจะเร่งรัดอะไรนักหรอกครับ คุณ....” ท่านทูตปาดน้ำตากล่าวตอบ เว้นชื่อคุณวาสิฏฐีไว้เพราะมิรู้ คุณเมฆจึงแนะนำเสียให้แทน

“นี่เมียฉัน แม่ไอ้เต้ยลูกเขยแก ชื่อวาสิฏฐีที่เล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ ”

หากอยู่ในเหตุการณ์ปกติ คุณวาสิฏฐีคงรีบถามสามีว่าไปเล่าอะไรให้ท่านทูตฟัง เรื่องไม่พอใจที่ได้เงินไปทำงานวันละสามร้อยบาทหรือยังไง ทว่ายามนี้ได้แต่ยกมือไหว้ท่านทูตเพราะอ่อนอาวุโสกว่า ซึ่งท่านทูตก็รับไหว้ แล้วดันเผลอพลั้งปากไปในบางเรื่องที่คนฟัง ฟั้งแล้วย่อมถามต่อ

“อ่อ ครับคุณวาสิฏฐี  ผมเข้าใจมูนเขาดี แต่ผมก็กลัวจะไม่ทันเวลา เกรงว่าชาตินี้จะไม่ได้ยินคำว่าพ่อจากปากลูกชายคนโต ”

“หมายความว่ายังไงวะไอ้เอก”

คุณเมฆถามแทนคุณวาสิฏฐีที่ขมวดคิ้วสงสัยไม่ต่างกัน ท่านทูตเอกาก็ยังมิตอบอะไร จนนายวรเดชลูกชายคนเล็กของท่านทูตที่นั่งหากออกไป หักใจเสียมารยาทแทรกบทสนทนาของผู้ใหญ่ที่กำลังดำเนินอยู่มาแทนว่า

“เลือดมาเลี้ยงหัวใจพ่อน้อยครับคุณอา หัวใจพ่อเลยไม่ค่อยดี หมอจำเป็นต้องทำบายพาส  ถึงแม้หมอจะการันตีว่า โอกาสรอดสูง แต่ใจพ่อไม่สู้ เลยทำให้สภาพร่างกายของพ่ออ่อนแอ เป็นผลพวงเนื่องมาจากสภาพจิตใจที่ย่ำแย่มานานหลายปี การผ่าตัดอาจจะเป็นการทำร้าย แต่ถ้าไม่ผ่าก็ไม่ได้ พ่อเลยกลัวจะหมดโอกาส ที่จะได้เห็น ได้ปรับความเข้าใจกับพี่มูน ที่จริงพ่อตั้งใจจะมานานแล้ว แต่ติดพิธีอภิเษกสมรสที่อังกฤษ และงานศพของแม่ผมอย่างที่อธิบายให้ฟังครับ”

“ไอ้เจ้าเดช พอได้แล้ว” ท่านทูตปรามวรเดชเสียงเนือยๆ แต่วรเดชก็มิฟัง

“ทำไมล่ะครับพ่อ ทำไมถึงห้ามไม่ให้ผมพูด และผมก็อยากถามพ่อเหมือนกันอีกว่า ทำไมพ่อไม่บอกพี่เป๊ะ เอ๊ย พี่มูนว่าพ่อต้องผ่าตัด และที่มานี่ เพราะต้องการกำลังใจและกลัวว่าจะไม่ได้เจอพี่เขาอีก”

“ไอ้เจ้าเดช พ่อบอกให้หยุด”

ท่านทูตเสียงเข้มขึ้นกับลูกชายคนเล็ก ส่ายหน้าอย่างไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ กับความจริงอีกเรื่องที่วรเดชเผยให้ทุกคนรู้ และข้อมูลนี้ก็ส่งผลให้คุณเมฆกับคุณวาสิฏฐีนิ่งอึ้ง และกว่าจะกล่าวอะไรต่อมาได้ก็เสมือนกินเวลานานแสนนาน

“ทำไมแกไม่บอกมูนวะ ไอ้เอก ” คุณเมฆลำดับเสียงคาดคั้นได้ยากเย็ญ พอๆกับคุณวาสิฏฐีที่ส่งสายตาถามไถ่ ท่านทูตก็สวนคู่สามีภรรยาทันใด

“ก็เพราะฉันอยากให้มูนหายโกรธฉันโดยที่ไม่รู้เรื่องนี้น่ะสิ ฉันไม่อยากใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างบังหน้าให้มูนเขาจำใจยอมรับฉัน ยอมเรียกว่าฉันเป็นพ่อเพราะเห็นแก่คนใกล้ตาย ฉันอยากให้มูนอภัยจากหัวใจของเขา”

เหตุผลของท่านทูตสะกดทุกคนได้แน่นิ่ง และแน่นอนว่าคุณวาสิฏฐี อยากย้ำอยากตอบไปนักว่า ‘มันต้องใช้เวลา’  ...แล้วเวลาท่านทูตที่มีเล่า มันจะมีเหลือทันเวลาไหม

“ท่านทูตจะผ่าตัดวันไหนคะ”

“กลับจากอัมพวานี่แหละครับคุณวาสิฏฐี กลับไปถึงลอนดอนก็เข้าโรงพยาบาลเลย คงไม่เกินสิบวัน เพราะอย่างนี้เวลาของผมจึงมีไม่มากนัก ก่อนมานี่ผมเลยไปขอพรหลวงพ่อบ้านแหลมท่านเอาไว้ วอนให้ท่านช่วยเมตตา ดลบันดาลให้มูนยอมรับผม เพราะผมเดาออกว่าคุณแม่เกด ท่านสอนมูนมาอย่างไร ซึ่งมูนเขาก็ซึมซับนิสัยยายมาได้ไม่มีที่ติ และผมคงต้องพึ่งลูกเขยผมอีกแรง”

ถ้าเป็นตอนก่อนฟังเหตุผลทั้งมวล คุณวาสิฏฐีคงย้อนไปให้ว่า ‘สมแล้วล่ะ ที่มาเอาเมื่อสาย ควรไหมล่ะ ที่เกรงว่าตัวจะตาย ถึงได้มา’ แต่เพลานี้ มันทำให้พูดออกไปเช่นนั้นมิได้ ได้แต่ลอบเช็ดรอยรื้นรอบตา เพราะ ‘ความเข้าใจและความเห็นใจ’ มันจับใจท่วมท้น

เข้าใจ...ที่ว่า หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง คนระดับเอกอัครราชทูต คงไม่พึ่งปาฏิหาริย์
เห็นใจ...เหลือเกินว่า ปาฏิหาริย์ที่หวังไว้ อาจมาถึงไม่ทันเวลา

“ดิฉันว่า ท่านทูตบอกมูนไปเถอะค่ะ อย่าเก็บงำเอาไว้ แค่นี้ชีวิตของมูนมันก็น้ำเน่าเกินทนอยู่แล้ว อย่าให้ต้องเน่าเฟะขึ้นไปอีกเลย หรือท่านทูตอยากให้มูน มากอด มาอภัยให้ ตอนท่านทูตไม่มีลมหายใจเหรอคะ นี่ดิฉันไม่ได้แช่งนะคะ แต่พูดเผื่อเอาไว้ หากผลผ่าตัดไม่ดี ...มูนคงรู้สึกผิดไปทั้งชีวิต ท่านทูตอยากให้เป็นอย่างนั้นหรือคะ”

“เขาคงไม่รู้สึกอย่างที่คุณว่าหรอก ...แต่ถ้ามันจะเป็นอย่างนั้น ก็ถือซะว่าเป็นกรรมของผม”

“โธ่...ท่านทูต”

คุณวาสิฏฐีจำนนใจ มิรู้จะพูดอะไรต่อ จึงได้แต่ภาวนาให้เต้ยคุยกับพระจันทร์ดวงน้อยให้สำเร็จ และภาวนาให้เต้ยฉลาดพอ ที่จะเลือกเอา‘ความเข้าใจและความเห็นใจ’ ใช้สองสิ่งนี้ตะล่อมเมียให้เข้าทาง ทว่าจะเป็นไปได้ฤา ดูจากกริยา คำพูดของลูกชายเข้านั่น มันทำให้สังหรณ์ใจอีกประการมีมารำไรแล้วว่า... ‘เสียเรื่อง’

“ฉันเริ่มไม่มั่นใจในตัวตาเต้ยแล้วค่ะคุณเมฆ เกรงว่าจะทำให้เสียเรื่อง ฉันจะตามเข้าไปด้วยดีกว่าค่ะ” คุณวาสิฏฐีหันไปหาสามีที่นั่งข้างๆ ตามด้วยเสียงระบายลมหายใจออกอีกระลอก

“อย่าเพิ่งเลยคุณหว้า ให้ไอ้เต้ยมันลองคุยกับมูนดูก่อน หากเราเข้าไปยุ่งเลย มันจะกลายเป็นผู้ใหญ่เข้าไปบังคับเด็กให้คิดตามเรา คอยดูทีท่ามูนเขาอีกหน่อยเถอะ”

“ยังจะต้องรอดูอะไรอีกคะ เวลาท่านทูตมีไม่มาก และเวลานี้มูนต้องการคนที่เข้าใจเขามากกว่า ฉันเองก็ผิด ไม่น่าไปเสนอให้ตาเต้ยช่วยท่านทูตเจรจาเลย แถมยังไปพูดอีกว่า ถ้าหากเหตุผลของท่านทูตมีที่มาที่ไปน่าฟังและฟังขึ้น หากตอนนั้นมูนไม่ยอมฟัง เต้ยจะสั่งสอนเมียด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ ฉันจะไม่ห้ามเต้ยเลยสักนิดเดียว” คุณวาสิฏฐีแย้งเสียงร้อนรนไม่หยุด “ อย่างตาเต้ยน่ะคงไม่แคล้วไปแผดเสียงเอากับมูน หรือคุณจะรอให้ลูกชายตัวดีของคุณลงไม้ลงมือเอากับมูน”

“นี่คุณหว้า...คุณพูดอย่างกับคุณไม่ใช่แม่ไอ้เต้ย ทำเหมือนกับไม่รู้จักลูกชายตัวเองอย่างนั้น”

“เพราะเป็นแม่เต้ยน่ะสิคะ ถึงได้รู้นิสัย...ดูอย่างเมื่อกี้สิ ยังจะเกือบทำร้ายมูน คุณกับฉันไม่ใช่หรือที่ห้ามไว้”

 “เอาเหอะน่าคุณหว้า เชื่อผมเถอะยังไงซะ ไอ้เต้ยมันก็ไม่กล้าลงไม้ลงมือกับมูนหรอก”

คุณเมฆพูดยังมิทันจะขาดคำ เสียง ‘โครม’ ก็ดังขึ้น และมันก็สนั่นพอที่ลั่นมาถึงหอนั่ง จนทุกคนจำแนกได้ว่ามันเป็นเสียง หมัดหนักๆทุบบานประตู สำทับตามด้วยเสียงกร้าว ที่ไม่ต้องเดินไปดูก็รู้ว่าใครอยู่นอกห้อง ใครอยู่ในห้อง และใครกำลังเอาเรื่องกับใคร

นี่น่ะหรือไม่กล้าลงไม้ลงมือของคุณเมฆ!! ถึงจะไม่ได้ทำกับมูนแต่ก็จัดว่าลงมือไปบนไม้อยู่ดี
ทำอย่างนี้น่ะหรือ มูนจะฟัง คุณวาสิฏฐีบอกได้เลย...ไม่มีทาง

คุณวาสิฏฐีอยากจะลุกขึ้นวิ่งตามไปนัก แต่คุณเมฆปรามไว้ด้วยสายตา จึงจำใจอยู่เฉย นั่งทนฟังเสียงลั่นๆ ของลูกชายกับลูกสะใภ้ที่ดังมาถึงหอนั่งด้านนอก ซึ่งก็สามารถจับใจความได้ชัด โดยมิต้องวิ่งไปฟังใกล้ๆ

 “เปิดประตูให้เต้ยเดี๋ยวนี้นะมูน เต้ยมีเรื่องจะคุยด้วย จะเปิดหรือไม่เปิด อย่าให้เต้ยต้องพังประตูเข้าไป” หมาบ้าตะโกนลั่น แต่พระจันทร์หลังบานประตูก็มิเกรง และรู้ดีว่าผัวหมาบ้าตามมาจะคุยด้วยเรื่องอะไร

“ไม่เปิด...เต้ยไม่ได้ยินหรือไงว่า มูนอยากอยู่คนเดียว และถ้าจะตามมาคุยเรื่องผู้ชายคนนั้น มูนไม่เปิด เลิกล้มความคิดซะดีกว่าเต้ย ...มูนทำแบบที่เต้ยว่าไม่ได้หรอก”

“ทำไมถึงดื้ออย่างนี้วะ”

“เป็นเต้ย ..เต้ยก็ดื้อเหมือนกันแหละ” เมียเถียงคำไม่ตกฟากอย่างนี้ ผัวจึงเต้นเร่า ขัดใจหนักกว่าเดิม

“โธ่โว้ยมูน” เต้ยไม่พูดเปล่า เหวี่ยงขาฟาดแข้งระบายอารมณ์ลงกับบานประตูที่ลั่นดาลหนาแน่น ผลคือบานประตูแข็งแรงแค่สั่น แต่มิได้เปิดออกดังใจหมาย แต่ที่ไม่ได้หมายใจจะให้เกิด คือเสียงร้องโอดโอยของตนเองที่มีอย่างฉับพลัน กับการเอาลำแข้งปะทะบานประตู

“โอ๊ยยยยยยยย เจ็บโว้ย...สัตว์เอ๊ย”

เต้ยทั้งสบถทั้งทรุดกายลงกุมหน้าแข้งตนเองที่มีเลือดซิบ หน้าตาเหยเก กลายเป็นหมาบ้าสิ้นลายไปชั่วขณะ แต่ก็มิวายใช้มือเคาะประตูลั่นๆ ตะโกนบอกให้เมียเปิดประตูมาคุยให้รู้เรื่อง แต่เมียก็ยังเพิกเฉย ดีไม่ดีอาจจะกำลังนึกสมน้ำหน้าอยู่ภายในห้องก็เป็นได้


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“เจ็บฉิบหาย ทำไงดีวะ มูนไม่ยอมเปิดประตู แล้วจะคุยกันรู้เรื่องไหมเนี่ย” หมาบ้าหนุ่มเปรยกับตนเอง ไม่อยากจะคิดเลยว่าตนกำลังสิ้นหนทาง  ทำให้เมียเปิดประตูเจรจายังทำไม่ได้ แล้วจะเอาหน้าไปสู้พ่อตาได้อย่างไร แถมตนยังคุยไว้เยอะเสียด้วย และหากทำไม่สำเร็จ ไอ้ก้องมันต้องหัวเราะเยาะเย้ยแน่ๆ 

‘เอาแชลง มางัดห้องแม่งเลยดีไหม ...คอยดูนะเข้าไปได้ จะเตะไล่ผีอีเยอะแม่งให้เข็ด’

เต้ยคิดอย่างคนหัวเสีย พยายามยันกายขึ้น ตั้งใจจะลุกไปหาแชลง แต่แล้วก็ต้องหยุดอยู่กับที่ เพราะมีเสียงครืดๆดังขึ้น และเสียงนี้ก็ทำให้เกิดแรงสั่นในกระเป๋ากางเกงจนกระทบต้นขา พอล้วง‘พวงเบอร์รี่ดำ’ ที่ใส่ไว้ใกล้ ‘พวงสวรรค์’ อันเป็นต้นเหตุแห่งเสียงออกมา หมาบ้าก็ต้องแปลกใจ เพราะหน้าจอมันไม่แสดงว่าใครติดต่อมาเลยสักคน

เป็นไปได้หรือที่จู่ๆ แบล็คเบอร์รี่จะสั่นได้เอง เต้ยขมวดคิ้วสงสัยหนัก  “เครื่องรวนหรือเปล่าวะ แต่ก็ไม่น่า...”

ระหว่างที่ยังงุนงงสงสัย เต้ยก็สัมผัสได้ถึงลมเย็นๆพัดวูบ ทว่านั่นก็ยังมิทำให้เขาแปลกใจ เท่ากับที่หูได้ยินเสียงสตรีใสๆ สอดแทรกมาตามลม พร้อมกลิ่นหอมเสียยิ่งกว่าหอมคล้ายๆกลิ่นน้ำปรุงของเมียลอยกำจายตรลบอบอวลไปทั่วบริเวณ

 ‘ใช้มันให้เป็นประโยชน์สิ ใช้อยู่บ่อยๆไม่ใช่เหรอ’

เต้ยมั่นใจว่าหูตนเองไม่ฝาด จมูกมิได้กลิ่นไปเองแน่ จึงเหลียวมองซ้ายขวาหาที่มาของเสียงแลกลิ่นกำทราบทรวง หากหาเท่าไรก็หาไม่เจอ พบเพียงความว่างเปล่า  บริเวณนี้มีเพียงเขาและเมียที่อยู่ในห้องเพียงแค่นั้น

แบล็คเบอร์รี่สั่นเองก็นับว่าแปลกอยู่แล้ว นี่ยังจะได้ยินเสียงและกลิ่นแปลกๆอีกฤา!

แล้วทั้งเสียงและกลิ่นมันเป็นของใครกัน ...เต้ยถามตนเองเช่นนั้น นี่ถ้าหากเจ้าหมาน้อยตัวน้องมันอยู่ด้วย มันคงให้คำตอบกับหมาตัวพี่ได้เป็นแน่  เต้ยยังหันรีหันขวาง และสุดท้ายก็ตัดสินใจเลิกค้นหา เพราะเสียงลึกลับเสียงนี้ช่วยบอกเป็นนัยๆให้รู้ว่า วิธีเปิดประตูห้องเมียต้องทำอย่างไร

ใช้ ‘แบล็คเบอร์รี่’ ต่าง ‘แชลง’ ใครจะรู้วิธีได้ดีกว่าเขา
แบล็คเบอร์รี่..ปราบผีอีเยอะได้เสมอ นี่ไง ‘ใช้ประโยชน์ ใช้อยู่บ่อยๆ’ ตามเสียงปริศนาที่ลอยมาตามลม

‘ในเมื่อแม่มณีของพี่ถูกผีอีเยอะเข้าสิง...พี่ก็จำเป็นต้องอัญเชิญไอ้คุณหลวงมันมาประทับทรง  เพื่อไล่ผีให้แม่มณีเอง ’ เต้ยเปรยในใจ แล้วจงใจลุกขึ้นกระแทกเท้า ทำเป็นเดินออกไปพร้อมเสียงตะโกนเพื่อความแนบเนียนบางประการ

“ไม่เปิดก็อย่าเปิด อยากอยู่คนเดียวก็อยู่ไป ...ไปก็ได้วะ”

หมาบ้าหนุ่มเจ้าเล่ห์เดินกะเผลก สร้างเสียงกระแทกเท้าให้ดังกว่าเดิม แล้วค่อยๆซาลงให้เมียในห้องคิดว่าหลบฉากไป แต่แท้จริงหาใช่ไม่ เขาเดินเลี้ยวแล้วทรุดลงข้างกระถางบัวลายมังกรใบใหญ่ใช้เป็นที่กำบังกาย ขับสายตาส่องประกายวูบวาบ คมวาวเจ้าเล่ห์เกเรตามแบบฉบับ ระคนรอยแย้มสำรวลเต็มพักตร์ ยาม ‘เต้ย’ อัญเชิญเงาทับซ้อนของ ‘คุณหลวง’ มาประทับทรง

คุณหลวง
ว่าง- อยากเตะเมียให้หายเพลียหัวใจ  อยากสั่งสอนว่าสิ่งใดไม่ควรทำ

อาการเจ็บหน้าแข้งแทบหายเป็นปลิดทิ้ง ยามนิ้วมือโลดไล่ไปเหนือแป้นเล็กๆ สเตตัสยังเป็นข้อความเดิม เหมือนตอนที่คุณหลวงอัครเทพวรากรคุยกับมณีจันทร์ครั้งสุดท้ายที่ฟากฟ้าทะเลฝัน แล้วส่งประโยคแทนเสียงไปเรียกร้องความสนใจยังแบล็คเบอร์รี่ปลายทางหลังบานประตู

“ก๊อกๆ แม่มณี...แม่มณีจ๋า”

เสียง ติ๊ง กรุ๊งกริ๊ง ดันสวนจากในห้องทันทีที่กดส่ง คุณหลวงรูปหล่อได้ยินถนัด ชัดเจน สายตามองหน้าจอเห็นข้อความที่ส่ง ปรากฏตัวอักษร ‘ดี’ ที่มาจาก ‘ดีลีฟเวอร์’ จากนั้นมินานก็กลายเป็น ตัว ‘อาร์’ ซึ่งก็คือ ‘รีซีฟ’ หรืออีกนัยกดอ่านแล้ว มีหรือแม่มณีจะมิตอบกลับมา และเป็นที่แน่นอนว่า แม่มณีจะไม่มีทางได้ยินเสียงบีบีของเขาดัง เพราะปิดเสียงได้กระทำก่อนหน้าเพื่อกันก่อนหน้าไว้แล้วโดยบังเอิญ

“คุณหลวงไว้ค่อยคุยกันวันอื่นเถอะนะ”

“ทำไมล่ะคัฟ แม่มณี” ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน ‘ครับ’ ของคุณหลวงก็ยังเป็น ‘คัฟ’ อยู่เสมอ “ยุ่งอยู่เหรอ หรือว่าโกรธพี่”

“วันนี้เราไม่ค่อยอยากคุยกับใคร เราไม่ค่อยสบาย”

ประโยคสั้นๆ มณีจันทร์พิมพ์ตอบได้เร็ว ตอบไปเลี่ยงๆ และคำตอบก็ไม่ทำให้คุณหลวงแปลกใจ วันนี้แม่มณีไม่อยากคุยกับใครย่อมไม่แปลก ...มันจะแปลกต่างหากถ้าอยากคุย ทว่าคนเป็นผัวและเงาของผัวน่ะหรือจะยอม

“ไม่สบายตัว หรือไม่สบายใจ แม่มณีคิดเยอะอีกแล้วใช้ไหม ถ้าจะให้พี่เดาคงเป็นอย่างหลัง”

“คุณหลวงก็เหมือนกับเต้ยมาว่าเราเยอะ” มณีจันทร์บ่นพึมพำ หลังจากอ่านข้อความนายคุณหลวงข้างกระถางบัวหน้าห้อง แล้วพิมพ์ข้อความส่งกลับไป ไม่ตอบรับแต่กลับถามย้อน “เยอะแล้วจะทำไม”

“ก็เปล่า...แค่เป็นห่วง”

“ขอบคุณที่เป็นห่วง ถ้าเต้ยเขาคิดเหมือนคุณหลวงก็ดี” มณีจันทร์เผลอหลุด สมดังใจคุณหลวงนัก แต่ก็หาใช่ว่าจะชอบใจเท่าไหร่

‘แล้วกูไม่ห่วงตรงไหนวะ รักจะตายห่าขนาดนี้ ยังมาหาว่าไม่ห่วงอีก จะเยอะกระวักกระบวยไปถึงไหน’ คุณหลวงคิดไปขมวดคิ้วไป และถามกลับไปบ้าง “ตอบอย่างนี้ แสดงว่าทะเลาะหรือน้อยใจอะไรนายเต้ยเขาเหรอ บอกพี่ได้ไหมว่าเรื่องอะไร”

“แค่ไม่เข้าใจ ไม่ได้น้อยใจ ไม่ได้ทะเลาะ เหตุเพราะนิยายชีวิตน้ำเน่า ที่เต้ยเขาอยากจะทำให้เป็นน้ำดี ...เราว่า เราขอตัวดีกว่าคุณหลวง คืนนี้เราไม่มีอารมณ์อยากจะคุยกับใคร ขอโทษด้วยนะ”

“เดี๋ยวสิคัฟ” คุณหลวงรีบรั้ง แลแสร้งถามต่อ ในสิ่งที่รู้ดีอยู่แล้ว “ ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ทำไมพี่อ่านข้อความแล้ว รู้สึกเหมือนว่า แม่มณีไม่สบายใจอะไรสักอย่าง และเป็นหนัก ...แล้วนิยายชีวิตน้ำเน่า ที่นายเต้ยเขาอยากจะทำให้เป็นน้ำดีมันคืออะไร พอจะเล่าให้พี่ฟังบ้างได้ไหม พี่ว่าแม่มณีหาที่ระบายหรือคุยกับใครสักคนก็น่าจะดีนะ”

“ผัวยังคุยไม่รู้เรื่อง ยังไม่เข้าใจ คนอื่นก็ไม่เข้าใจหรอก” มณีจันทร์หมายความตามที่ตอบจริงๆ แต่คนที่คิดว่าเป็นคนอื่น ซึ่งแท้จริงคือคนเดียวกับผัว กลับไม่ยอม

“พี่นี่ไง พี่ยินดี ระบายให้พี่ฟังได้นะ เผื่อพี่ช่วยได้”

“คุณหลวงมันไม่ใช่เรื่องที่สมควรจะเล่า มันก็แค่นิยายน้ำเน่าที่ใครอ่านหรือฟังแล้วก็เหม็นคละคลุ้ง ขอเราเก็บไว้เป็นไพรเวซี่ดีกว่านะ”

“แม่มณีบอกอย่างนี้ พี่ก็จะไม่ละลาบละล้วงถามอีก”

ยามสวมบทเป็นคุณหลวง เต้ยจึงพูดจาไพเราะเสียเป็นส่วนใหญ่ ‘ไพรเวซี่’ที่แม่มณีบอก เขารู้ทะลุปรุโปร่งแล้ว แต่ใช้ปากคุณหลวงถามไปอย่างนั้น จุดประสงค์ก็เพื่อให้บทสนทนาดำเนินต่อ และอดรู้สึกดีใจลึกๆครามครันไม่ได้ ที่แม่มณีจันทร์มณีใจ ไม่ถลำเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัว ให้ไอ้คุณหลวงฟังมาก รู้จักแยกแยะและขีดเส้นให้มันเป็นคนนอก แสดงให้เห็นว่าแม่มณีไม่ไว้ใจใครง่ายๆ

“แต่อย่าว่าพี่สอดพี่เสือกเลย ถึงพี่จะยังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร พี่ก็ยังอยากให้แม่มณีคุยกับใครสักคนนะ ถ้าพี่หรือเพื่อนเป็นคนนอก แม่มณีก็ควรคุยกับผัวลองปรึกษาเขาดู เผื่อเขาจะมีข้อแนะนำอะไรดีๆ” คุณหลวงยิงตรงเข้าประเด็น และการยิงครั้งนี้ก็ทำให้แม่มณีละเลียดนิ้ว ระบายความอัดอั้นผ่านเป็นตัวอักษร ยิงตอบมายาวเหยียดจนคุณหลวงสะอึก

“คงจะแนะนำดีหรอกนะ มีแต่จะตบ จะเตะจะตีน่ะสิไม่ว่า คุณหลวงไม่รู้หรอกว่าเขาเกือบตบเราเมื่อกี้ แทนที่เขาจะเข้าใจเรา ยืนหยัดข้างๆเราสักนิดก็ไม่มี เขาก็เหมือนคนอื่นๆไม่ได้ต่างกันเลย เรื่องบางเรื่องใครไม่เป็นเราก็ไม่รู้ เราคิดเรารู้สึกมายี่สิบห้าปี กับเวลาแค่ไม่กี่นาที จะให้เราเปลี่ยนความคิดตามทุกคน โดยเฉพาะคนเป็นผัวเราว่ามันเกินไปหน่อย ผัวควรจะโอบกอดเมียในระหว่างที่เมียมีปัญหา ไม่ใช่มากราดเกรี้ยวออกคำสั่ง”

“อ้าวเฮ้ย อีขี้ พาลนี่หว่า ลงกับใครไม่ได้ก็มาลงที่ผัวเดี๋ยวเหอะ” คุณหลวงสบถทันใด และหากเมียได้ยิน ก็คงจะสวนกลับว่าพาลตรงไหน แลโชคดีนักที่ไม่ได้พิมพ์ตอบกลับไปอย่างที่ปากกำลังอ้าในขณะนี้

“ทำไมไม่ดูตัวเองบ้างวะว่าเมื่อกี้ทำตัวดีนักหรือไง เถียงพ่อฉอดๆ ทั้งๆที่รู้ว่าเขาเป็นพ่อ ยังจะมีหน้ามาพูดว่าคนอื่นทำเกินกับตัวเองไปหน่อยอีก แล้วเมื่อกี้เต้ยตบหรือยัง แค่ตบกระดาน ...โธ่โว้ย กูอยากจะเอาตีนก่ายหน้าผากซะจริงๆ”

เต้ยเริ่มหัวเสียอีกระลอก แต่แล้วก็หักใจสวมบทคุณหลวงต่อ “อย่าว่าพี่อย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ พี่ไม่รู้ว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้นายเต้ยถึงทำอย่างนั้นกับแม่มณี เพราะแม่มณีไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้พี่ฟัง แต่ก็อยากจะถามอย่างคนเป็นกลางที่ไม่รู้เรื่องว่า แม่มณีไปจุดชนวนอะไรให้เขาโมโหหรือเปล่า แม่มณีไม่ต้องตอบพี่หรอก ตอบตัวเองดูเถอะ” คุณหลวงพิมพ์ข้อความส่งไปยังไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงแหวเกือบลั่นห้อง

“เป็นกลางตรงไหนนายคุณหลวง พูดอย่างนี้ เข้าข้างกันชัดๆ”

คุณหลวงพยายามไม่สนใจ เกรงว่าขันติจะกลายเป็นขันแตก และอาจจะนำไปสู่ความแตก ทีนี้ก็คงไม่มีใครกล้าเข้าหน้าเมียติด จึงตัดบทเสียทั้งมวล เพื่อที่ผัวจะได้ออกโรงเจรจาตามสันดานตัวเองซะที  “เอาล่ะ  พี่ไม่กวนเวลาแม่มณีอีกแล้วดีกว่า ดูท่าไม่ค่อยอยากจะคุยกับใครจริงๆ แต่เท่าที่แม่มณีเคยเล่าให้พี่ฟัง ชีวิตแม่มณีก็ไม่เหลือใครข้างกายแล้วไม่ใช่เหรอ นอกจากผัว ถ้าพี่เป็นแม่มณีพี่จะลองคุยกับเขาดู บางครั้งการแตกต่างทางความคิด มันอาจทำให้เราคิดออกและแก้ปัญหาได้ พี่เองเป็นคนนอกคงพูดได้เท่านี้ บ๊าย บายคัฟ”

คุณหลวงฝากข้อความทิ้งท้ายหมายให้แม่มณีสะกิดใจ หวังเป็นอย่างยิ่ง จะได้ยินเสียงเลื่อนดาลออก หากแต่ก็ไม่ เพราะดันมีเสียงเมียดังขึ้นลั่นห้องแทน

“ไม่มีทาง ...ถ้าเขาคุยดีๆเหมือนคุณหลวงก็ว่าไปอย่าง”

เต้ยได้ยินก็ได้แต่ทอดถอนใจ ไม่คิดเลยว่าผีอีเยอะวันนี้ฤทธิ์มันจะมาก ขนาดที่คุณหลวงสามารถไล่ได้อยู่บ่อยๆ ยังไล่ไม่ได้ สงสัยประตูห้องคงจะไม่ได้เปิดเสียแล้วละมัง แลด้วยอาการดื้อเงียบแบบนี้ พอนึกๆดูแล้วก็พาให้น่าหนักใจไปอีกเรื่อง ที่วันหนึ่งข้างหน้า หากความเรื่องคุณหลวงแตก มณีจันทร์เมียรัก จะมิดื้อรั้น เอาเรื่องกว่านี้ฤา

เรื่องพ่อยังเป็นขนาดนี้ ...เรื่องผัวจะเป็นขนาดไหน ไม่อยากจะคิด

“ต่อไปเห็นทีต้องลดบทบาทไอ้คุณหลวงลง คงเหลือไว้แต่ตัวเราที่จะส่องเมียแทน ค่อยๆเฟดตัวทีละนิดน่าจะเป็นการดี ในเมื่ออยากจะให้เหมือนไอ้คุณหลวงนัก ก็จะเป็นแม่งให้ดู อีคุณขี้เอ๊ย... แล้วทำไมยังไม่เปิดประตูอีกวะ ผีอีเยอะฤทธิ์แม่งเยอะจนชักจะเหลืออดแล้วนะโว้ย”

เต้ยยามคิดน่ะคิดดี...แต่วาจายามพูดนี้สิ ต้องปรับปรุง และคงมิใช่ปรับปรุงธรรมดา หากแต่ต้องยกเครื่องกันใหม่ ทว่าก็คงไม่เกินความสามารถนักหรอก

“เปิดซะทีเถิด เปิดที”  เต้ยเริ่มหงุดหงิด หารู้ไม่ว่าเมียที่อยู่ในห้อง กำลังนิ่งเงียบ เพราะประโยคสุดท้ายที่เขาส่งมา

“คงจะคุยกันรู้เรื่องหรอก บ้าอย่างนั้น” มูนพูดกับตัวเอง สายตายังจับจ้องอยู่แต่ที่หน้าจอแบล็คเบอร์รี่ “ แล้วคุณหลวงเป็นอะไรนักหนาถึงอยากให้เราคุยกับเต้ย”

มูนหักใจนิ่งเงียบ แต่ก็ทำได้แค่เพียงครู่ เพราะประโยคสุดท้ายของคุณหลวงนี้แหละ ที่ทำให้จำใจต้องลองเสี่ยง เดินมาเลื่อนดาลออก ลองเผชิญหน้ากับข้อแตกต่างทางความคิดดู แม้มันอาจจะนำไปสู่การถูกผัวทำร้ายร่างกายก็ตาม

“ถ้าทำเราลงก็ให้มันรู้กันไปว่า เราเลือกผู้ชายเป็นผัวผิดคน”

แล้วเสียงเลื่อนดาลก็ดังขึ้นทันใด เต้ยที่นั่งข้างกระถางบัว ซึ่งเตรียมตัวรอคอยโอกาสนี้อยู่แล้ว ก็รีบกระโจนขากะเผลกไปหลบตรงเหลี่ยมมุมเฉลียงทางเดิน สร้างสถานการณ์ให้ดูเสมือนว่าเดินมาพอดี

“เปิดประตูห้องพอดีเลย กำลังจะเดินมาเคาะเรียก” เต้ยสะกดเสียงเกรี้ยว ขับเสียงใสมาแทน

“ก็ไม่อยากจะเปิดนักหรอก แต่รำคาญกลัวหมาจะทุบจะถีบประตูอีก ...มีอะไรจะแก้ตัวแทนผู้ชายใจร้ายคนนั้น ก็รีบพูดมามูนทำใจฟังได้ไม่นานนัก หรือจะตบจะเตะมูนก่อนก็ได้นะ”

พระจันทร์ดวงงามประชดประชันเดินนำเข้าห้อง เต้ยยังมิพูดอะไร เดินก้าวเท้ากะเผลกตามเข้ามา และทันทีที่ฝ่าเท้าเหยียบเข้าห้องนั้น เขาก็รู้สึกถึงลมเย็นๆ อีกวูบพัดสวนปะทะลำตัว อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมเย็นๆ เป็นกลิ่นปริศนากลิ่นเดิมโชยชายเข้าจมูก น่าแปลกนักที่บานหน้าต่างห้องนอนก็ยังปิดอยู่ แล้วลมแลกลิ่นมาได้อย่างไร

‘กลิ่นนี้อีกแล้ว กลิ่นอะไรหว่า กลิ่นคล้ายๆมะลิของมูน ผสมกับดอกอะไรสักอย่าง ดอกอะไรนะ’ เต้ยถามตัวเองในใจ หารู้ไม่ว่าดอกไม้ที่สงสัย เขามีชื่อเรียกกันว่า จันทร์กระพ้อ ‘ช่างเถอะ มูนคงเปลี่ยนตะเกียงน้ำมันหอมกลิ่นใหม่’

เต้ยสรุปเอาเอง ปิดประตูได้ก็สวมกอดเมียเสียแน่น แล้วพาทรุดนั่งลงบนเตียง จากนั้นจึงได้ฤกษ์ขยับปาก

“โถๆ ใครจะเตะลง แต่ถ้าเมื่อกี้ก็ไม่แน่ เอาเถอะเต้ยจะไม่แก้ตัวอะไรทั้งสิ้น แต่อยากจะถามว่า การที่มูนรู้แล้วว่าใครเป็นพ่อ แล้วไปพูดกระแทกแดกดันอย่างนั้น มันสมควรแล้วเหรอ อย่างน้อยพ่อก็เป็นผู้มีพระคุณ เป็นคนทำให้มูนเกิดมานะ ”

ผัวเข้าใจใช้ท่วงทำนองการเจรจาแบบคุณหลวงอัครเทพวรากร ผลคือ เมียหันหน้ามามอง แม้จะส่งสายตาแปลกใจนิดหน่อย หากลักษณาการนี้ก็บอกให้รู้ว่าฟัง และมิได้แย้งตอบด้วยอารมณ์เฉกตรงหอนั่งเท่าไหร่

“ทำให้เกิดแต่ก็ไม่ได้เลี้ยงดู คุณยายต่างหากเป็นผู้มีพระคุณ แล้วตามเข้ามานี่ ท่านทูตเขาใช้ให้เข้ามาหรือยังไง”

“เปล่าเลย ที่ตามเข้ามาคุยเพราะเห็นว่าไม่ถูกต้อง”

“ไม่ถูกต้องยังไง มูนโดนทิ้งไปยี่สิบห้าปีนะเต้ย จะให้มูนมายอมรับง่ายๆได้ยังไง มูนไม่ปฏิเสธหรอกนะว่า เหตุผลของเขามันฟังขึ้นและป้าเมี้ยนก็ยืนยันว่าเป็นความจริง แต่เต้ยก็ต้องมองในมุมของมูนด้วยว่า ตั้งแต่เล็กจนโตมูนมีเพียงคุณยายที่คอยฟูมฟักเลี้ยงดู ถ้าเขารักมูนจริงเขาก็ต้องมาบ้างสิ ไม่ใช่ยอมรับชะตากรรมจากไปลาลับ”

ตามปกติเมียมักจะเป็นฝ่ายเย็นก่อน แล้วผัวจึงเย็นตาม หากแต่เพลานี้ ผัวเย็นก่อนแม้จะแสร้งทำก็เถอะ แต่ผลก็ทำให้เมียเย็นได้จริงๆ ถึงแม้บางประโยคจะอยู่ในโทนบริภาษก็ตาม ทว่าเมียก็ขับได้ราบเรียบไม่เชือดเฉือน เหมือนแต่เก่าก่อน

“การตัดสินใจของเขา ที่ปากเขาบอกว่าจำใจนั้น มันทำให้คำว่าพ่อ ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งเหมือนของเด็กคนอื่นๆ เต้ยรู้ไหมว่ามันเป็นแผลที่ยากจะรักษาให้หาย จะให้มูนพอแล้วเอาไม้เอกมาใส่ มูนทำไม่ได้หรอก”

“มูนพูดอย่างนี้ นั่นก็หมายความว่า มูนต้องการให้เขามาแย่งมูนไปจากคุณยายใช่ไหม ถ้าใช่ก็แสดงว่าลึกๆแล้วมูนก็ต้องการพ่อ” ประโยคนี้ของเต้ยทำเอาเมียอึ้ง จำนนทางวาจาอีกครา แต่ก็มินานเฉกเคย เพราะเมียสวนมาได้

“ไม่ใช่ ...มูนหมายถึงว่าเขาควรแสดงให้มูนเห็นว่าเขามีตัวตนก่อนหน้านี้บ้าง ไม่ใช่มาปรากฏตัวเอาตอนนี้ มาตอนที่ความโกรธ ความเกลียดชังอยู่เหนือเหตุผลทั้งมวล”

“เต้ยถามหน่อย แล้วถ้าพ่อกลับมาก่อนหน้านี้อย่างที่มูนว่า มูนกล้าพูดไหมล่ะว่ามูนจะไม่โกรธไม่เกลียดเขาเท่าตอนนี้ เต้ยตอบแทนได้เลยว่าไม่มีทาง”

เต้ยโอบเมียแน่นขึ้น รู้สึกแปลกๆตัวเองเหมือนกันที่เวลาโต้แย้งกับเมียไม่ได้ใช้อารมณ์ ที่จริงก็เคยเกิดขึ้นตอนสวมแหวนมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนั้นยังไม่แปลกใจเท่าครั้งนี้ ที่ว่าแปลก มันแปลกเพราะจู่ๆ ถ้อยคำที่ไม่คาดคิดว่าปากเขาซึ่งเป็นปากเดียวกับคุณหลวง จะลำดับได้กลางสมองลื่นไหลพรั่งพรู เสมือนมีใครเขียนสคริปต์ไว้ให้อย่างไรอย่างนั้น...เป็นไปได้ไหมที่วิญญาณคุณหลวงในนิยายมาประทับทรงเขาจริงๆ

“ เต้ยรู้นะว่า คุณยายคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตมูน ท่านทำอะไรมูนก็ว่าไม่ผิด ไม่โกรธ ไม่เกลียด และที่เต้ยพูดก็ไม่ได้จะสื่อว่าท่านผิด แต่สิ่งที่ท่านสอนมูนบางเรื่อง เมื่อมูนรู้ความจริงแล้ว และรู้ว่าไม่ถูกต้อง มูนก็ต้องยึดเอาเรื่องที่ถูกไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ยึดแต่เรื่องผิดๆไว้ เพราะอคติและทิฐิ”

เต้ยไยจะมิรู้ตัวว่าพูดอะไร ทว่าบังคับไม่ได้ ...ทั้งหมดมันเกิดจากอะไรกันแน่
อย่าบอกนะว่าเป็นเพราะลมที่มาปะทะตัวเขา และกลิ่นหอมที่ยังอวลอยู่มิรู้จาง

มันจะเป็นเพราะอะไรก็ช่าง แต่ถ้ามันพูดออกไปแล้วมันทำให้เมียคิดได้ ...สมควรไหมเล่าที่จะสู้ฝืน

หมาบ้าหนุ่มรู้สึกมึนหัวหน่อยๆ ยามปล่อยให้เลยตามเลย และแล้วเสียงของแม่มณีก็ดึงสติเขาให้กลับมาสนใจในเรื่องที่กำลังสนทนา

“มะ มูนบอกแล้วไง ว่าเขามาช้าไป มูนขอย้ำอีกครั้งว่าเขาไม่น่ามา ตอนที่ความโกรธ ความเกลียดชังอยู่เหนือเหตุผลทั้งมวล”

“งั้นเต้ยก็ขอย้ำอีกครั้งเช่นกันว่า ไม่ว่าพ่อจะมาตอนไหน มูนก็โกรธและเกลียดพ่ออยู่ดี” เต้ยสวนเมียทันควัน ปิดประโยคได้ก็คลายอ้อมกอดออก เอื้อมมือมาบีบไหล่เมียเบาๆ เพื่อให้ประจันหน้ากันตรงๆ แล้วบอกว่า “ ในความคิดของคนหยาบๆอย่างเต้ยนะ เต้ยว่าถ้ามูนจะโกรธจะเกลียดใครในเรื่องนี้เนี่ยก็คงมีอยู่แค่สองคน”

“ใครกัน”

“คนที่ควรเกลียดคือ ‘ย่า’ เพราะทำให้คุณแม่มูนเสีย  และคนที่ควรโกรธก็คือ ‘คุณแม่’ ของมูนเอง” เต้ยพูดเรียบๆง่ายๆ แต่มูนมิง่ายตามไปด้วย

“แม่ของท่านทูต มูนเกลียดแน่ แต่แม่ของมูนไปเกี่ยวอะไร ทำไมมูนจะต้องโกรธ”

“เกี่ยวสิ เพราะถ้าคุณแม่หนักแน่นกว่านี้ คงจะไม่มีทางคิดสั้น อย่างน้อยก็ต้องนึกถึงพระจันทร์ดวงน้อย ดวงนี้ของเต้ยบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นกำพร้า และทำให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โตตามมา ซึ่งส่งผลกระทบมาลงที่พระจันทร์ของเต้ยดวงเดียว” หมาบ้ายิ้มให้เมียเย็นๆ อย่างที่เมียไม่เคยเห็น ใช้โทนเสียงนุ่มกว่าที่เคยนุ่มในเวลาพะเน้าพะนอตามปกติ เมียไยเลยจะไม่คิดตาม แถมยังถามบางคำถามที่ตัวเขาเองก็รู้คำตอบดี...และคำตอบนี้เขาจะใช้ยอกเมียให้จำนน

“แล้ววันนี้ โกรธไหม ที่เต้ยอาละวาด ตวาด ตะคอก เกือบลงไม้ลงมือที่หอนั่ง เพราะไม่อยากเห็นเมียเป็นคนเลวร้าย”

 “บอกไปตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ว่ามูนโกรธ เกลียดเต้ยได้ชั่วแป๊บเดียว”

“มูนจ๋า งั้นมูนฟังเต้ยให้ดีนะ จะว่าไปถ้าจะพูดกันจริงๆ ถึงเต้ยจะเป็นผัว แต่ผัวก็ยังถือว่าเป็นคนนอก มูนยังให้อภัยได้ แล้วคนเป็นพ่อแท้ๆที่เป็นคนใน ทำไมมูนไม่ให้อภัย” ประโยคนี้แหละ เป็นอีกประโยคที่ใช้ยอกเมียดังคิด ทำเอามูนแทบต่ออะไรต่อไม่ถูก แต่เพราะความดื้อรั้นเงียบๆ มันขับแรงให้หาถ้อยคำเถียงต่อไปจนได้

“มันคนละสถานการณ์และความรู้สึกนะเต้ย”

“อย่าเพิ่งแย้ง ลองไปคิดดูก่อน เต้ยมั่นใจว่า เมียของเต้ยมีสมองพอที่จะคิดเรื่องนี้ได้ เอาล่ะ เลิกคุยเรื่องนี้ได้แล้วเนอะ มันยืดเยื้อเต็มที”

เต้ยพูดจบก็ประทับจูบเบาๆลงไปตรงกลางหน้าผากของมูน จูบนี้มิได้เป็นจูบเพื่อเริ่มต้นฉากอัศจจรย์อย่างที่เคยใช้ หากแต่จงใจใช้เรียกสติเมียให้คิดได้แทนที่ด้วยวิธีอัศจรรย์ ...หมาบ้าหนุ่มยังประกบริมฝีปากกับหน้าผากอีกชั่วพัก ก่อนจะยันกายลุกขึ้น มุ่งหน้าออกไปนอกห้อง ปล่อยให้เมียส่งเสียงร้องถามตามหลัง

“เต้ยจะไปไหน”

“ไปดูอาการพ่อตา ตอนเข้ามาสีหน้าท่านไม่ค่อยดี ”

คำตอบมีให้เมียแค่นั้น แล้วเต้ยก็ปิดประตูทิ้งให้เมียอยู่ในห้องตามลำพังตามเดิม ซึ่งภาพสุดท้ายก่อนปิดประตูที่เห็นคือ เมียยังนั่งตัวตรงหลังตรงเหมือนเคย ทว่าสีหน้าและความรู้สึกนี้สิ เดาได้ไม่ยากเลยว่า ลอยไปไกลแล้ว และอีกไม่นานหรอก ต้องลอยตามออกมาจากห้องไปถึงหอนั่งเป็นแน่ อย่างนี้แล้วจะเรียกว่าไล่ผีอีเยอะได้สำเร็จไหม หมาบ้ารูปหล่อมั่นใจเสียยิ่งกว่ามั่นใจตอบเองได้ว่าสำเร็จ ทว่าสำเร็จนี้ก็เป็นแค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น...คงยังห่างไกลกับที่คุยฟุ้งกับพ่อตาไว้นัก

เต้ยยังก้าวเท้าเดินไปเรื่อยๆ ครั้นมาถึงหอนั่งก็เห็นท่านทูต และคนอื่นๆ ชะเง้อชะแง้รอฟังคำตอบจากเขาอยู่ พอทรุดกายลงนั่งได้ ความรู้สึกที่ไม่เป็นตัวของตัวเองก็ปลาสนาการสิ้น หากที่ไม่สิ้นคือความรู้สึกดีๆกับ กับท่วงทำนองเจรจาที่ใช้กับเมียเมื่อครู่ จนตกปากได้ว่า....พูดแบบนี้แต่แรกก็คงสิ้นเรื่องสิ้นราวไปแล้ว

“เรียบร้อยไหมตาเต้ย แม่ได้ยินเสียงโครมตั้งสองโครม ลงไม้ลงมืออะไรกับมูนเขาหรือเปล่า” คุณวาสิฏฐีถามแทนทุกคน และคำตอบก็มีให้ทันใด

“อู๊ย เปล่านะครับแม่ มีแต่เตะประตูจนหน้าแข้งบวมเลือดซิบ...เต้ยคุยกับมูนดีๆ พยายามพูดให้เขาคิด ไม่เชื่อแม่ก็ลองไปถามลูกสะใภ้สุดที่รักของแม่ดูก็ได้”

“แล้วที่ว่าคุยดีๆ พูดให้คิดน่ะ พูดยังไงเล่าให้พ่อฟังสิไอ้เต้ย” คุณเมฆเสริมมาอีกคน และก็ตรงใจกับหลายๆคนที่อยากจะถามในคำถามเดียวกัน

“คืออย่างงี้ครับ ....” ว่าแล้วเต้ยก็เริ่มเล่าตั้งแต่วิ่งตามเข้าไปอย่างละเอียด หากแต่ก็ฉลาดพอที่จะเก็บเรื่องคุณหลวงไว้เป็นส่วนตัว แต่คำพูดและบทสนทนาอื่นๆจาระไนสาธยายมาให้สิ้น ครบถ้วนกระบวนความ


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“เต้ยก็ไม่รู้นะครับว่าพูดออกไปอย่างนั้นได้ยังไง และก็มั่นใจเหลือเกินว่า มูนจะต้องตามออกมาแน่ แต่ที่เริ่มไม่มั่นใจก็คือ เขาจะยอมให้คุณพ่อกอดหรือเปล่าก็เท่านั้น เต้ยคงทำได้แค่ไล่ผี บอกให้เขายอมรับหายโกรธ ส่วนเรื่องความรักนั้น คุณพ่อคงต้องสร้างเอาเองแล้วล่ะครับ มันคงเกินความสามารถของเต้ยแล้ว และถ้าวันนี้มูนยังไม่ออกมาหา คุณพ่อตาก็อย่าเพิ่งท้อนะครับ เต้ยจะพยายามหาทางอีกครั้ง ยังไงก็ยังมีวันพรุ่งนี้อยู่  ”

“ขอบใจมาก ขอบใจมากนะไอ้ลูกเขย พ่อก็ไม่ได้หวังถึงขั้นให้เขารักพ่อ พ่อขอเพียงได้กอดและให้เขาเรียกพ่อว่าพ่อ อภัยให้พ่อก็พอ เอาล่ะพ่อจะลองรอดู” 

ผลยังมิทันจะปรากฏท่านทูตก็กล่าวตอบรับชื่นชมลูกเขยด้วยน้ำตาปริ่มมาซะแล้ว หวังให้เป็นไปตามที่ลูกเขยคาดการณ์ ปักหลักนั่งรออยู่ที่เดิมด้วยใจจดใจจ่อ เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆนานเท่าไรก็สุดรู้ เข็มนาฬิกาโบราณก็ยังเดินต่อไปไม่หยุด แต่จนแล้วจนรอดวี่แววของพระจันทร์จะลอยออกมาฉายแสงดังคำคาดการณ์ก็ไม่มีให้ยลสักนิด ท่านทูตจึงยุติการรอคอยและปิดฉากนิยายน้ำเน่าองก์ที่สองเสียเอง

“ไอ้เมฆ ฉันว่าฉันกลับรีสอร์ทดีกว่า ลูกชายฉันเขาคงไม่ออกมาแล้ว”

“ไม่รออีกสักนิดเล่าไอ้เอก ไหนๆก็อุตส่าห์รอมาตั้งนาน จะรีบกลับไปทำไม เพิ่งสามทุ่มเอง อีกอย่างฝนก็ยังไม่หยุดตก” คุณเมฆพยายามรั้ง แต่ท่านทูตเอกาเพื่อนรักก็ยืนยันคำเดิม ใช้ข้ออ้างที่ปิดความน้อยใจไว้ไม่มิด

“ฉันรู้สึกเพลียๆ หัวใจมันเต้นล้าๆพิกล ให้ฉันกลับน่ะดีแล้ว เดี๋ยวจะมาตายตรงหอนั่ง เจ้าของบ้านเขาจะไม่ชอบใจ ส่วนนัดกินข้าวเย็นวันพรุ่งนี้ก็เลื่อนออกไปก่อนเถอะนะ รอให้เจ้าของบ้านเขาเต็มใจให้ฉันมาเหยียบบ้านเขาดีกว่า” ท่านทูตกล่าวจบก็หันมาหาลูกเขยที่นั่งไม่ไกลออกไป คว้ากล่องกำมะหยี่ข้างๆตัวที่ให้ลูกชายคนเล็กถือมาด้วยยื่นส่งให้ แล้วบอกเต้ยสั้นๆว่า

“ฝากให้มูนด้วย แล้วเขาจะรู้ว่าพ่อรักเขาแค่ไหน”

เต้ยรับกล่องกำมะหยี่มาถือไว้แน่น พยักหน้ารับคำ แล้วถามด้วยความเป็นห่วง “คุณพ่อตาจะกลับยังไงครับ เต้ยว่าอย่ากลับสปีดโบทเลยมันอันตราย ให้เต้ยขับรถไปส่งดีกว่า”

“ไม่ต้องหรอก” เสียงห้าวจากคนที่เงียบอยู่นานขัดขึ้น และไอ้เจ้าของเสียงคนนี้เต้ยก็ชังน้ำหน้ามันนัก “ฉันสั่งให้รถที่รีสอร์ทมาจอดรอรับแทนได้สักครู่ใหญ่ๆแล้ว พร้อมออกเดินทางได้ทันที คงไม่รบกวนนายเรื่องนี้ ...แต่จะรบกวนสองเรื่อง เรื่องแรกคือฝากสปีดโบทไว้ พรุ่งนี้จะให้คนมารับกลับ เรื่องที่สองคือรบกวน ให้ทำตามคำพูดให้สำเร็จ อย่าให้เสียยี่ห้อผัวและราคาคุย”

“ไม่ต้องมาเสือกบอก ไม่ใช่หน้าที่ของมึง กูรู้หน้าที่กูดี ... หน้าที่ของมึงมีเพียงแค่ดูแลท่านทูตพ่อตากูให้ดีเท่านั้น”   

เพราะได้ยินอย่างนั้น หากจะเงียบก็คงผิดธรรมชาติ เต้ยจึงสวนก้องโดยไม่สนใจว่ามีผู้ใหญ่สามท่านอยู่ ณ ที่นี้ ก้องเองก็หน้าเริ่มตึง และยิ่งตึงหนักยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคิกๆเบาๆอยู่ข้างๆ พร้อมเสียงเยาะหน่อยๆ

“ระวังน๊า...ท่าท่างพี่เขยเรา เขาจะดุนะเนี่ย ใครไปแอบชอบแอบรักเมียเขาระวังจะโดนกระทืบ ...เอ๊ะหรือว่าเคยโดนเข้าให้แล้ว”

แม้จะอยู่ในสถานการณ์เครียด หากวรเดชก็สามารถหาช่องยั่วก้องมาจนได้ เมื่อยั่วเสร็จก็ยักไหล่ไม่สนใจ ลุกขึ้นมาช่วยพี่เขยที่รู้จักจากบทสนทนาและการสังเกต ซึ่งกำลังประคองพ่อพาลงจากหอนั่ง มีคุณอาเมฆและคุณอาวาสิฏฐีเดินตามมาส่งด้านหลัง ทิ้งก้องให้เดินโมโหหน้าแดงปิดท้าย และระหว่างที่ท่านทูตจะก้าวขาผ่านซุ้มประตูนั่นเองก็มีเสียงวิ่งจนไม้กระดานเรือนลั่นตามมาด้านหลัง พร้อมเสียงตะโกนที่หยุดทุกขาย่างก้าวได้โดยดุษฎี

“เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งไป”

ทุกคนหันไปตามต้นเสียงนั้น...และก็ได้เห็นพระจันทร์ดวงน้อยลอยเด่นเต็มสองตาอยู่สุดปลายหอนั่งนั่นเอง
ปาฏิหาริย์ที่ท่านทูตรอคอย...ลอยมาเร็วทันเวลาอย่างนี้เชียวฤา

เต้ยคงเป็นคนเดียวที่ตอบได้เลยว่าไม่มีทาง!

เมียวิ่งออกมาจากห้องดังคาดก็จริง หากการให้อภัยและหายโกรธ มันลอยตามออกมาไม่ทัน ปาฏิหาริย์ของท่านทูต คงไม่แคล้วถูกห่าพายุฝนชะล้าง จนไหลลงคลองไปเสียสิ้น ว่าแต่เมียวิ่งออกมาหยุดคุณพ่อตาเอกอัครราชทูตไว้ทำไมกัน นี่แหละคือสิ่งที่กำลังสงสัย

‘มันไม่น่าจะเร็วถึงขนาดนี้ แม่มณีจะพูดอะไรของเขากันนะ ถึงได้ห้ามพ่อไว้’

ผัวขมวดคิ้ว ใช้สมองอึงอลครุ่นคิด มิได้ปริปาก สายตาคมวาวระยับทอดมองเมียไม่วางตา  เฉกสายตาทุกๆคู่ที่พร้อมใจกันจับภาพไปยังพระจันทร์ของตนซึ่งลอยเคว้งอยู่กับที่ พร้อมใบหน้าลออเรียบ ชวนให้สงสัยว่าคิดจะพูดอะไรต่อ ส่วนเมียเมื่อใช้เสียงฉุดรั้งทุกการย่างก้าวไว้ได้โดยดุษฎีแล้ว ก็นิ่งงันไปเพียงครู่ ปล่อยให้เสียงเงียบดำเนินเคล้าคลอเสียงฝนไปไม่ขาดระยะ

ที่เงียบใช่ว่าจะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ แต่ที่เงียบ เงียบเพราะสมองกำลังทบทวนว่าควรจะพูดต่อดีหรือไม่ต่างหาก
คนอย่างมูนน่ะหรือ...ไม่มีเสียหรอกที่จะพูดอะไรไม่กลั่นกรอง แม้กระทั่งยามจะใช้วาจาทำร้ายจิตใจคน!!

อย่างที่ยอมวิ่งออกมานี่ก็เหมือนกัน...มีหรือที่เจตจำนงค์พิเศษจะมิแฝงไว้

เป็นไปได้ไหมที่มูนยอมวิ่งออกมารั้งพ่อ เพื่อต้องการเพียงแค่พูดจาทำร้ายจิตใจท่านอีกครั้ง แต่แล้วความสงสัยทั้งมวลก็คลาย เมื่อท่านทูตขับเสียงถามนำบรรดาเสียงที่เพิ่งเริ่มกระพือพึมพำของคนรอบข้างที่คิดประโยคเดียวกับที่ท่านถามนั่นเอง

“มูนรั้งพ่อไว้ทำไม”

“ก็กำลังจะบอกอยู่นี่ไง ที่เรียกไว้ก็เพื่อจะบอกว่า...”

มณีดวงน้อยควรกล่าวให้จบ หากก็ขยักคำพูดไว้ แม้จะเป็นการเว้นเพียงระยะเวลาแค่เข็มตก แต่สำหรับคนที่รอลุ้นฟังทั้งหลาย มันเสมือนเป็นระยะเวลานาน นานจนถึงขั้นทรมาน ทุกๆคนไม่ทราบหรอกว่าตัวมูนเองที่ค้างคาคำพูดไว้นั้น เพราะจำต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงพลังที่จะกล่าวต่อกับประโยคที่ตนยากตัดสินความรู้สึกว่า ‘ฝืนใจ’ หรือ ‘เต็มใจ’ กล่าวออกไป...เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมตนคงตอบตัวเองไม่ได้ นอกเสียจากกลุ่มคนฟังที่ยืนออบนฟากฝั่งความคิดเดียวกัน

“ว่าอะไรลูก ...จะบอกว่า มูนเข้าใจและให้อภัยพ่อแล้วใช่ไหม”

เต้ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ไยจะไม่ได้ยินชัดเต็มสองรูหูว่า ท่านทูตพ่อตาสานต่อบทสนทนาอย่างไร แต่ครั้นจะห้ามไม่ให้ท่านทูตพูดออกไปเช่นนั้น มันก็ไม่ทันการซะแล้ว เพราะมณีจันทร์เติมต่อประโยคพ่อกลับทางวาจาทันควัน แลประโยคนี้ย่อมไม่ใช่การฝืนใจเป็นแน่

“คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมเป็นคนนะ ไม่ใช่ตัวละครในนิยายน้ำเน่า ที่นักประพันธ์สมองทึบเจอทางตันในการเขียน จึงเขียนให้ตัวละครตัวนั้น ให้อภัยกับคนที่ทำร้ายจิตใจง่ายๆ ด้วยบทพูด บทบรรยายแค่ไม่กี่หน้ากระดาษ เป็นการจบเรื่อง ปิดต้นฉบับเพื่อส่งสำนักพิมพ์” หน้าเชิดๆยังมีให้เห็นยามโต้ตอบ ลำคอระหงยังตั้งตรงเว้นกลืนน้ำลายแล้วกล่าวต่อ  “จะว่าไปสำหรับผมมันก็มีข้อยกเว้นเหมือนกัน แต่คุณก็ไม่ใช่คนในข้อยกเว้นนั้น”

มูนกล่าวพลางปรายตามองไปทางคนในข้อยกเว้นที่ตนจะให้อภัย ซึ่งก็เป็นคนเดียวในชีวิตพลาง และเขาคนนั้นก็ตวัดสายตาส่งสีหน้าสอดคำตำหนิในฉับพลัน

‘ที่เต้ยพูดในห้องเมื่อกี้ มูนไม่ได้ใส่ใจฟังเลยใช่ไหม อย่างนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เข้าหูหมาทะลุหูมูน’

มูนแม้จะเดาความภายใต้ใบหน้าหล่อร้ายมาได้ แต่ก็ไม่สนใจ หันหน้าลออเชิดกลับมากล่าวต่อกับพ่อบังเกิดเกล้าที่ยังไม่ยอมให้เป็นพ่อของตนว่า

 “ที่เรียกให้หยุด ก็เพียงจะบอกแค่ว่าฝนยังตกหนัก ผมเปลี่ยนใจให้คุณรอที่นี่จนฝนหยุด แล้วคุณค่อยกลับก็ได้ แต่ถ้าคืนนี้ฝนยังไม่หยุด หรือหยุดดึกดื่นค่อนคืน คุณสามารถค้างที่บ้านสวนนี้ได้”

“มะ มูนพูดจริงหรือลูก พ่อหูไม่ฝาดใช่ไหม แล้วมูนไม่กลัวพ่อมาตายบนบ้าน ให้วิญญาณคุณยายท่านไม่ชอบใจหรือไง”

“กลัวเหมือนกัน แต่กลัวคำครหาว่าคนอัมพวาจนๆ เป็นคนไม่มีน้ำใจมากกว่า คนยากไร้ไม่มีที่พึ่ง คุณยายก็เคยให้ที่พักพิงมานักต่อนัก นับประสาอะไร กับคนมียศมีศักดิ์แต่ยากไร้หัวใจพ่ออย่างคุณ”

บทสนทนาที่มูนกล่าวโต้ตอบออกมาชุดนี้ ท่วงทำนองโทนเสียง อาจจะฟังแล้วเป็นการกระแทกกระทั้นกระทบกระเทียบให้หัวใจของผู้เป็นพ่อกระทบกระเทือน เข้าหูพ่อผัว แม่ผัว พ่อตัวแล้วไม่น่ารัก หากประกายสายตาจากดวงตากลมโตน้ำตาลใส มันซ่อนรอยรื้นคลอหน่วยพร้อมนัยประหลาดบางประการที่บรรดาผู้มากวัยจับสัมผัสได้ว่า กำแพงใจของพระจันทร์ ปรากฏรอยร้าวไปทั่วทุกอณู

รอยร้าวแห่งความโหยหา ตามมาด้วยความอาทร จะกลายเป็นรอยแตกที่นำไปสู่การล่มสลายของปราการทิฐิและอคติสูงเสียดฟ้าในไม่ช้านั่นเอง...มณีดวงน้อยหารู้ตัวถึงประกายตาตนเองไม่

เมื่อนัยมันส่งมาอย่างนี้ ผู้ใหญ่ทั้งสามจะบริภาษพระจันทร์ลงคอได้อย่างไร พ่อตัว พ่อผัวแม่ผัวเข้าใจ คงมีแต่ผัวที่อ้าปากเตรียมเปิดฉากตำหนิ หากการกระทำก็มิบังเกิด เพราะสมองดันทำงานนำหน้าปาก ผิดแปลกไปจากนิสัยที่เคยเป็นซ้ำๆซากๆ

‘อีขี้เอ๊ย อีคุณเมียปากแข็ง จะฟอร์มจัดอะไรนักหนา เปลี่ยนใจอภัยให้พ่อ อยากให้พ่อค้างก็พูดดีๆสิ ติดโรคส้นตีนนี่อีกโรคมาจากใครกันวะ’ หมาบ้าหนุ่มเปรยกับตัวเองในใจ กึ่งฉิวกึ่งหัวร่อ มินานพ่อเมฆก็ส่งสายตาสะกิดบอกเสมือนรู้ว่าเต้ยคิดอะไร

‘ติดโรคมึงมาแหละไอ้เวร พอกันทั้งผัวทั้งเมีย’

เพลานี้เต้ยจึงแปรสีหน้าเปลี่ยนเป็นยิ้มน้อยๆ แทนพ่อตา ยอมรับกับตัวเองว่าคาดการณ์กริยาการกระทำของเมียผิดไปนิดหน่อย หูทั้งสองข้างได้ยินเสียงร้อง ‘เยส’ แว่วๆ ซึ่งก็คงไม่แคล้วเป็นเสียงของน้องเมียกับพ่อตนที่กำลังพูดไปในทางเดียวกัน

“อย่างนี้พ่อพอมีหวังแล้ว...พี่เป๊ะให้พ่อค้างที่นี่”

“ไอ้เอกเอ๊ย แกมาไม่เสียเที่ยวแล้ว”

นอกจากหูที่ได้ยิน ตายังเหลือบไปมองหน้าพ่อของเมียที่เมื่อครู่ยังมีสีซีด ทว่าบัดนี้กลับมีชีวิตชีวาระเรื่อขึ้นมา คล้ายกับถูกไออุ่น อุ่นให้ร้อนผ่าว และลักษณาการนี้ก็ปรากฏบนใบหน้าของเมียเช่นกัน

“ถะ ถ้ามูนอยากให้พ่อ คะ ค้าง พ่อก็จะค้าง” ปรีติจุกลำคอท่านทูตรวดเร็วจนท่านตะกุกตะกัก แต่ความรู้สึกใดก็ไม่รู้จุกลำคอของมูน จนพูดจากระท่อนกระแท่นพอๆกับพ่อ

“มะ ไม่ได้อยาก ก็แค่แสดงน้ำใจ เห็นเป็นมนุษย์ด้วยกัน...จะค้างหรือไม่ค้าง ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับผมอยู่แล้ว”

การโต้ตอบฉะฉานของมูนหายไปเสียสิ้น หาคำตอบให้ตัวเองได้ยากว่าจู่ๆเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร หรือมีเหตุมาจากที่พ่อยอมค้างคืนที่บ้านสวน หรืออาจจะมาจากหลายๆสายตา โดยเฉพาะของผัวตัวร้ายที่กำลังต้อนตนให้จนมุมและยัดเยียดคำว่า ‘ฟอร์มจัด ปากแข็ง’ เข้าให้... สมองหาเหตุผลล้านแปดแย้งพัลวัน

‘เราไม่ได้รู้สึกอะไร ไม่ได้ซ่อนสิ่งใดไว้ แค่แสดงความมีน้ำใจ มารยาทที่ดีของคนบ้านสวนเท่านั้นจริงๆ’

จะซ่อนหรือไม่ซ่อนแก้ตัวไปก็เท่านั้น จะเปลี่ยนใจไม่ให้ค้าง ตนจะได้พ้นคำครหาก็ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะท่านทูตตอบรับให้ได้ยินเรียบร้อย ด้วยใบหน้าละไมอันปิดความยินดีไว้ไม่มิด

‘นี่น่ะหรือ คนมีสีหน้าไม่ดีของเต้ย ก็ระรื่นดีอยู่นี่ บ้าจริง ไม่น่าหลุดปากชวนให้ค้างเลย’

มูนเริ่มทำตัวไม่ถูก อาการอึกๆอักๆยังมีอยู่ จึงรีบเบือนหน้าหลบเลี่ยง จากการถูกต้อนให้จนมุมไปทางอื่น หัวใจเริ่มพาลไปเกลียดคนที่ขีดเขียนพล็อตชีวิตของตน ที่สรรสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดในยามนี้ให้ตนในไม่กี่บรรทัดชีวิต ครั้นหันไปก็เจอป้าเมี้ยน ที่เดินออกมาพอดี และแล้วช่องทางหลบฉากก็บังเกิดเป็นครั้งที่สอง

“ป้าเมี้ยนท่านทูตของป้าเมี้ยน เขาอยากค้างที่นี่ ช่วยจัดการให้เขาสมหวังหน่อยก็แล้วกัน ...จัดห้องของแม่ให้เขา เขาจะได้....ช่างเถอะ”

มูนพูดไม่หมด หากแต่พอพูดจบ เสียงไม้กระดานเรือนก็ลั่น และทุกสายตาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ก็เห็นพระจันทร์ลอยกลับไปตามทางเดิม ทางเดียวกับที่วิ่งออกมา มีเพียงป้าเมี้ยนคนเดียวเท่านั้นยังยืนงงเป็นไก่ตาแตก จนเต้ยต้องออกโรงเล่าความให้ตั้งแต่มูนวิ่งออกมาอีกรอบจนถึงปิดท้าย

“คุณมูนของป้าน่ะ พูดผิด ที่จริงเขานั่นแหละเป็นคนชวนคุณพ่อตาค้างเอง คุณพ่อตาไม่ได้เอ่ยปากขอค้างสักหน่อย”

“เป็นไปได้หรือคะ” ผู้มากวัยไม่อยากจะเชื่อหูที่ได้ยิน

“ได้ไม่ได้ไม่รู้ ...รู้แต่ทุกคนได้ยินเต็มสองรูหู ไปเถอะป้า ไปจัดการให้หน่อย” เต้ยตั้งใจตัดบท หากพอหันไปเห็นน้องเมียที่เข้ามายืนกอดแขนพ่อตา ก็นึกอะไรขึ้นได้ “เอ่อป้าเมี้ยนครับ จัดห้องให้น้องชายคนนี้ด้วย”

“ไม่เป็นไรหรอกครับพี่เขย” น้องเมียตอบพี่เขยรูปหล่อด้วยใบหน้าแย้มพราย แม้จะยังไม่ได้คุย หรือแนะนำตัวเป็นทางการ วรเดชก็เรียกเต้ยว่าพี่เขยอย่างคล่องปาก

“ผมกลับไปค้างที่รีสอร์ทของก้องดีกว่า พรุ่งนี้เช้าผมจะมาใหม่ ผมจะกลับไปเอายากับเสื้อผ้าให้พ่อด้วย ผมฝากพ่อกับพี่เขยด้วยนะครับ”

“งั้นก็ตามใจ พี่จะดูแลคุณพ่อให้อย่างดี” เต้ยยิ้มรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ วรเดชเองก็ถลาเข้ามาจับมือถือแขนแน่น และพร่ำชมเต้ยไม่หยุดปาก

“พี่เขยสุดยอดเลยครับ เป็นพระเอกเลยอ่ะ ทั้งหล่อ ทั้งเท่ห์ ทั้งเก่ง ผมล่ะนับถือ ผมว่าที่พี่มูนยอมวิ่งออกมา ก็คงเป็นเพราะพี่นั่นแหละมีส่วน ผมว่าพี่สมกับพี่มูนแล้วครับ”

น้องเมียกล่าวจากใจจริง มิได้เสแสร้งแต่อย่างใด และคำชมเหล่านี้ก็ทำให้เจ้าอัศวินที่มาด้วย รู้สึกไม่ชอบใจพิกล จนต้องกร่นด่าในใจ ยามถอยฉากลงจากบันไดไปรอ ‘ไอ้ตัวคัน (หัวใจ)’ ที่เพิ่งขนานนามให้ อยู่ข้างล่างคนเดียว

‘เรื่องนี้กูไม่ใช่พระเอกโว้ย....ทำเหี้ยอะไรก็ไม่เด่นไม่ดัง ชื่นชมกันเข้าไปเหอะ ไอ้เต้ยน่ะ สักวันมันทำให้ผิดหวัง จะหัวเราะ สมน้ำหน้าให้เข็ดเลย’

“อ้าว เฮ้ยรอด้วย”

วรเดชหันไปพอดี จึงเห็นสารถีบรรดาศักดิ์ที่เป็นถึงเรสซิเดนท์ เมเนเจอร์ เดินดุ่มๆฝ่าฝนและความมืดลงไปเงียบๆ จึงตั้งใจจะวิ่งตาม แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมมารยาทหันมาสวัสดีผู้ใหญ่รวมทั้งเต้ยเป็นการอำลา

“กลับดีๆ อย่าไปเกเรกับก้องเขาล่ะ” ท่านทูตราวกับจะรู้ว่าวรเดชนั้นเกเร ซึ่งเจ้าตัวก็รับคำหนักแน่น แต่ไยดันแอบเอานิ้วไขว้หลัง

“ครับพ่อ”

เมื่อลูกชายคนเล็กวิ่งฝ่าฝนตามก้องไปแล้ว ท่านทูตก็เดินกลับเข้าไปหอนั่งโดยมีเต้ยช่วยประคอง ตามมาด้วยคุณเมฆและคุณวาสิฏฐี ส่วนป้าเมี้ยนก็กำลังจะแยกย้าย แต่ก่อนไปก็ถามท่านทูตเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

“คุณเอกแน่ใจนะคะ จะนอนห้องนั้นได้ ...เมี้ยนว่าเปลี่ยนห้องดีไหม”

“ทำไมล่ะครับพี่เมี้ยน ห้องนั้นเคยเป็นห้องหอของผม ทำไมผมจะนอนไม่ได้” ท่านทูตถามกลับ แต่พอเห็นสีหน้าไม่ค่อยสบายใจของอดีตพี่เลี้ยงภรรยาก็พอจะเดาอะไรออก “ถ้าพี่เมี้ยนหมายถึงผมจะกลัวศศิล่ะก็ ผมไม่กลัวหรอก เพราะก่อนขึ้นบ้าน ผมเห็นศศิยืนรอรับผมตรงหัวบันไดท่าน้ำ อย่างที่ผมบอกเมื่อตอนฟื้นขึ้นมา ดีซะอีกถ้าศศิมาหา เราจะได้นอนร่วมชายคา พร้อมหน้าสามคนพ่อแม่ลูกซะที ถึงแม้มูนจะยังไม่ยอมรับผมก็ตาม”

“อะไรนะคะ”

ประโยคของท่านทูตเรียกความสนใจจากทุกคน จู่ๆเรื่องลี้ลับก็กลายเป็นประเด็น และประเด็นนี้ก็ไม่มีใครว่างมงาย ผิดคาดของป้าเมี้ยนเป็นที่ยิ่ง ผู้มากวัยเลยเปิดปาก เล่าเรื่องทางฝั่งตนและเจ้ามอสบ้าง ซึ่งบรรดาคุณๆ ต่างก็ตกใจและไม่มีใครขัดคอขึ้นสักคน

“โถมอสหลานป้า ถึงกับเป็นลมล้มพับไปเลยนั่น” คุณวาสิฏฐีแสดงความเป็นห่วงเจ้าเต้ยสองออกมา ส่วนเจ้าเต้ยหนึ่งหรือเจ้าลูกชายตัวดี จอมหมาบ้าแบบออริจินัลได้แต่ช่วยผสมโรง

“ถึงว่าสิครับ เต้ยได้กลิ่นหอมแปลกๆ ตอนคุยกับมูน ”

“ถ้าเป็นกลิ่นหอมของดอกมะลิผสมกับจันทร์กระพ้อ นั่นแหละค่ะคุณแม่คุณมูน” ป้าเมี้ยนหาข้อสรุปให้  หากเต้ยก็ไม่ได้สนใจจะฟังต่อ เพราะความคิดบางอย่างแล่นปราดขึ้นมาในฉับพลันทันใด

“ป้าเมี้ยนครับ ขอธูปให้ผมสักดอก ...ผมจะลองไหว้แม่ยาย ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่เกือบสี่เดือน ผมยังไม่ได้ไหว้ท่านเป็นจริงเป็นจังซะที”

ป้าเมี้ยนไม่ขัดและจัดการให้ตามคำขอ มินานธูปควันกรุ่นก้านน้อย ก็อยู่ในมือเต้ย ผู้ใหญ่ทั้งสี่ต่างก็สงสัยว่าเต้ยจะไหว้แม่ยายอย่างเดียวแน่หรือ เพราะถ้าไหว้แม่ยายอย่างเดียวเต้ยคงไม่พึมๆพำๆพนมมือเป็นนานสองนาน  เต้ยอธิษฐานอะไรคงไม่มีใครรู้เพราะเขาไม่ได้เปล่งเสียงออกมาให้ทุกคนได้ยินชัด สิ่งที่ผู้ใหญ่ได้ยินก็แค่ประโยคท้ายก่อนเต้ยปักธูปลงในกระถางตะโกดัดริมชายคาพ้นจากม่านพายุฝนเท่านั้นเองว่า

“เต้ยหาตัวช่วยให้คุณพ่อตาได้แล้วครับ”

วิทยาศาสตร์อยู่กับเขามานาน...หากแต่เพลานี้จะลองสัมผัส ไสยศาสตร์ดูบ้างเพียงชั่วแวบจะเป็นไร
อธิษฐานขอความช่วยเหลือย่อมทำได้...แต่จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ คำว่า ‘พ่อ’ จากปากเมียเท่านั้น เป็นเครื่องพิสูจน์

เต้ยมิกล่าวอะไรต่ออีก ปล่อยความคิดลอยไปไกล แลใช้สายตายืนดูควันธูปที่ถูกลมกระพือมุ่นม้วนกำจาย ลอยเข้าไปในตัวบ้าน และทิศทางที่ลอยไปนั้น ไยจะไม่ใช่ห้องของเมีย

สิ่งนี้แหละที่ควรเรียกว่า ‘ปาฏิหาริย์’ ของจริง

ลมฝนทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม ไร้ที่ติ กลุ่มควันบางๆ บัดนี้แทรกผ่านบานประตูไม้ที่ภายในห้องมีพระจันทร์ดวงงามกลับมานั่งนิ่งมิไหวติงอยู่บนเตียง คงมีแต่เสียงที่กระเพื่อมไหวยามขับออกมาเปรยกับตนเองเงียบๆคนเดียวเท่านั้น

“เราเป็นอะไรไป เมื่อกี้ทำอย่างนั้นไปได้ยังไง”

มูนยังกังขาในการกระทำของตนเองมิสร่าง แต่ครั้นพอใช้สติทบทวน ก็รำลึกได้ว่า ที่วิ่งออกไปหาคนใจร้าย ไร้หัวใจ มันเป็นไปเพราะหัวใจสั่งการ และแน่นอนว่าเมื่อใจหรือจิตเข้ามาเป็นนายสั่งการแล้ว กายย่อมเป็นบ่าว ...บ่าวผู้ทำหน้าที่ตามนายสั่ง ไม่มีคำว่า ‘ฝืนใจ’ ให้นายขัดใจใดๆทั้งสิ้น แล้วสิ่งใดเล่า ที่ทำให้ใจสั่งการจนพากายถลาออกไปหาเขาถึงนอกห้อง

“ เต้ยรู้นะว่า คุณยายคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตมูน ท่านทำอะไรมูนก็ว่าไม่ผิด ไม่โกรธ ไม่เกลียด และที่เต้ยพูดก็ไม่ได้จะสื่อว่าท่านผิด แต่สิ่งที่ท่านสอนมูนบางเรื่อง เมื่อมูนรู้ความจริงแล้ว และรู้ว่าไม่ถูกต้อง มูนก็ต้องยึดเอาเรื่องที่ถูกไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ยึดแต่เรื่องผิดๆไว้ เพราะอคติและทิฐิ”

ประโยคนี้ใช่ไหม ที่เป็นหนึ่งในหลายๆประโยค ที่ทำให้ใจฉุกคิด จนต้องสั่งการกาย ให้ออกไปแสดงเจตน์จำนงค์พิเศษที่เผลอแอบแฝงไว้ หากประโยคนี้ ก็หาได้มีอานุภาพเท่ากับ ประโยคตบท้าย ที่สามารถตบหัวใจพาให้กายสะเทือน

“มูนจ๋า งั้นมูนฟังเต้ยให้ดีนะ จะว่าไปถ้าจะพูดกันจริงๆ ถึงเต้ยจะเป็นผัว แต่ผัวก็ยังถือว่าเป็นคนนอก มูนยังให้อภัยได้ แล้วคนเป็นพ่อแท้ๆที่เป็นคนใน ทำไมมูนไม่ให้อภัย”

มณีน้อยของหมาบ้ารู้ตัวแล้วว่าส่วนใดสะเทือนเลื่อนลั่นบ้าง ทว่าสิ่งที่ไม่รู้ก็คือปากที่ยังคงความแข็ง พร้อมประโยคที่ใช้หลอกตัวเองและคนอื่น ...ทิฐิแลอคติดูคล้ายจะยังมีพิษร้ายแทรกไว้มิแปรเปลี่ยน

“ก็แค่ให้ค้างบ้าน แสดงความมีน้ำใจ ไม่ได้ใจอ่อนซะหน่อย ก็เพราะเต้ยบอกหรอกว่าสีหน้าเขาไม่ค่อยดี ...เหอะ แต่คนสีหน้าไม่ดีประสาอะไร ทำไมระรื่นได้ขนาดนั้น รู้อย่างนี้ไล่กลับไปซะดีกว่า ยายจ๋าคงไม่ชอบใจแน่ๆ”

หลอกคนอื่นน่ะหลอกได้  แต่หลอกตัวเอง อย่างไรเสียก็ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล เว้นเสียแต่อคติพาความเขลามาครอบงำ และความเขลาตัวนี้เองก็ไม่ได้ทำให้สำเหนียกเลยว่า คนอื่นเขาจับนัยกันได้หมดแล้ว

“เราจะให้อภัยเขาได้รวดเร็วขนาดนี้เลยหรือ ไม่มีทางเป็นไปได้”

มูนนอกจากจะไม่ใส่ใจสำเหนียก แถมยังไม่สังเกตสังกาว่าภายในห้องนอนของตนขณะนี้ บนเพดานมีควันสีขาวที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าลอยตรลบอบอวล ตาไม่ยอมมอง จมูกก็มิสนใจจะรับกลิ่นว่ากลุ่มควันกลุ่มนี้ มีกลิ่นมะลิผสานจันทร์กระพ้อ คงมีแต่หูเท่านั้นแหละ ที่ได้ยินเสียงสวนคำพูดของตนทันควัน จนกายทั้งกายสะดุ้งเฮือก

“พอได้แล้ว อย่าหลอกตัวเอง!!”

“นั่นใคร!”

มณีดวงน้อยมาองหาที่มาของเสียง พร้อมกับร้องถาม แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับนอกจากเสียงเปิดประตูและผู้ที่ย่างเท้าก้าวเข้ามาก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล ทว่าเป็นเต้ยนั่นเอง

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“เมื่อกี้ก่อนเปิดประตูเข้ามา เต้ยพูดอะไรหน้าห้องหรือเปล่า” มูนถามระรัวทันใด ทั้งๆที่รู้ว่าเสียงปริศนาไม่ได้ดังมาจากหน้าห้องแต่มันเป็นในห้อง และที่สำคัญมันไม่ใช่เสียงผู้ชาย เสียงนั้นมันดังอยู่ใกล้ๆข้างหู 

“พูดอะไร...เปล่านี่ยังไม่ได้พูดอะไรซะหน่อย แล้วทำไมต้องทำหน้าอย่างกับเจอผี”

ผัวถามกลับซ่อนยิ้ม ชำเลืองมองหน้าเมียก่อนจะหันไปปิดประตูห้องดังเดิม แล้วเดินถือกล่องกำมะหยี่ที่ท่านทูตฝากไว้เอาไปวางที่หัวเตียง แสร้งทำเป็นมิสนใจกริยาหน้าตาตื่นของเมีย

“มูนว่า มูนได้ยินเสียงผู้หญิงพูดในห้องเมื่อกี้ พูดอยู่ใกล้ๆหูมูน”

“แล้วเสียงนั้นพูดว่าอะไร”

“พูดว่า พอได้แล้ว อย่าหลอกตัวเอง” มูนตอบพลาง และยังมองหาที่มาของเสียงพลาง แล้วหาข้อสรุปให้กับตนเองอันขัดแย้งกับความเป็นไปได้ว่า “ ช่างเถอะ อย่าไปสนใจเลย มูนคงหูแว่ว หรือไม่ก็คงเป็นเสียงโทรทัศน์จากห้องมอส”

“ไอ้เจ้ามอสมันเป็นลม หลับไปตั้งนานแล้ว ป้าเมี้ยนเล่าว่า มันเจอแม่ของมูนที่ศาลาท่าน้ำ คนที่ให้มันมาตามมูนลงไปที่ศาลานั่นแหละ ตอนแรกน้องมันก็นึกไม่ออก แต่พอมันเห็นรูปที่มูนเอาออกมา มันเลยช็อกไปเลย” เต้ยเล่ารวบรัด เสมือนเป็นเรื่องธรรมดา แม้จะแอบขนลุกซู่ เพราะมั่นใจและได้คำตอบแล้วว่า ‘คุณแม่ยาย’ ท่านยังมีอยู่จริง

เมียคงเจอแม่แท้ๆตามที่จุดธูปบอกแล้ว ถึงจะเจอแค่เสียงก็ยังดี...ฉะนี้แล้วสิ่งที่ขอไว้ย่อมไม่ไกลเกินเอื้อม

‘คุณแม่ยายครับ ถ้าดวงวิญญาณของคุณแม่ยังมีอยู่จริง ขอให้รับรู้ไว้ด้วยเถอะว่า คืนนี้เมียเต้ยดื้อเหลือเกิน เต้ยอยากให้คุณแม่  มาช่วยพูด ช่วยสั่งช่วยสอน ให้มูนใจอ่อนยอมให้อภัยกับคุณพ่อตาเอกด้วยเถอะนะครับ’

นี่คือคำขอบางส่วน ที่จบลงด้วยคำว่า ‘สาธุ’ในใจยามปักธูปตรงหอนั่ง คุณแม่ยายคือตัวช่วยที่หาให้คุณพ่อตาเฉกนี้เอง
มูนมิรู้ว่าผัวทำอะไรก่อนเข้ามา แลถ้าหากรู้คงไม่ต้องถามผัวให้เสียเวลาว่าเสียงนั้น เป็นของใคร

“ไม่จริง แม่เสียไปนานแล้ว มอสคงเพ้อเจ้อ และคนที่เชื่อก็คงเพ้อตาม” มูนฝืนแย้งพร้อมทำสีหน้าที่คล้ายจะช็อกตาม แต่ก็ต้องเปลี่ยนสีหน้า เปลี่ยนอารมณ์ฉับพลัน เหตุก็มาจากผัวที่กวนแสนกวน

“ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ ไปกินเกลือบ้านตาแป๊ะ กินแล้วนอนเปาะแปะให้ตาแป๊ะเล่นตูด...โอ๊ยยยยย เจ็บนะมูน”

เมียหยิกหมับที่ต้นแขนเข้าให้ เล่นเอาผัวร้องลั่น และตามต่อด้วยการเอ็ดผัวเสียงเขียว “มูนซีเรียสนะเต้ย ทำเป็นเล่นไปได้”

“คร๊าบ ซีเรียสก็ซีเรียส ...แล้วถ้าเต้ยบอกว่าเมื่อกี้อาจจะเป็นเสียงคุณแม่ยาย มูนจะเชื่อไหม ระวังเหอะน๊า คืนนี้คุณแม่จะมาหา ดื้อมากๆ ปากแข็งมากๆ อย่างนี้ ท่านอาจจะถือไม้เรียวมาตีก้นลูกสาว เอ๊ยลูกชายงี่เง่าก็ได้” เต้ยใช้โทนเสียงกวนแสนกวน แฝงทำนองยั่วผสมเลศนัย ส่งผลให้คนฟังยั๊วะขึ้นกว่าเดิมหน่อยๆ จนลืมเรื่องหาที่มาของเสียงปริศนา แลส่งเสียงแหวพลัน

“ไม่เชื่อ แล้วมูนดื้อตรงไหน ปากแข็งตรงไหน งี่เง่าตรงไหน พูดให้ดีๆนะ อยากนอนตากน้ำฝน น้ำค้าง นอกห้องนักใช่ไหม”

“จะเรื่องอะไรอีกล่ะครับโว้ย อีคุณขี้ เบื่อที่จะพูดเรื่องเดิมๆแล้ว ไปอาบน้ำนอนดีกว่า” เต้ยหันมาย่นจมูก แยกเขี้ยว ก่อนจะผลัดผ้าเตรียมเข้าไปอาบน้ำ แต่แล้วเมียก็รั้งวงแขนไว้

“ยังไม่ให้อาบ ...มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน แล้วสรุปท่านทูตของเต้ย ค้างใช่ไหม ป้าเมี้ยนจัดห้องให้ตามที่มูนบอกหรือเปล่า”

“จะสนใจทำไม ไหนว่าไม่ได้สลักสำคัญอะไร”

ผัวย้อนลอยหน้าลอยตาชวนฝากฝ่ามือไว้บนหน้าทะเล้นให้สักฉาด ทว่ามูนน่ะหรือจะทำอย่างนั้นได้ อย่างมากก็แค่หยิกอย่างเมื่อกี้ และได้แต่ค้อนขวับใหญ่ และยิ่งต้องค้อนหนักขึ้น เมื่อผัวกวนอารมณ์เดินเข้าห้องน้ำ พร้อมกับร้องเพลงบางเพลงซึ่งแอบเปลี่ยนท่อนท้ายให้เข้ากับสถานการณ์เล็กน้อย  เพลงที่หูเมียยังไม่พร้อมฟัง ปากสะกดใจไม่ให้ร้องตาม

“ใครหนอ รักเราเท่าชีวัน
ใครหนอ ใครกันให้เราขี่คอ
ใครหนอ ชักชวนดูหนังสี่จอ
รู้แล้วล่ะก็ อย่ามัวรั้งรอ....จงให้อภัย” *

“ไอ้หมาบ้ากวนประสาท”

มูนคงสุดจะอดกลั้นแล้ว กำปั้นเสลาจึงทุบเอากับประตูห้องน้ำที่ปิดได้ทันท่วงที มิใช่กับแผงอกที่หมายตา เสียงปังจึงดังขึ้น เพลงที่ควรสร้างความรู้สึกซาบซึ้ง คงยังไม่ถึงเวลาขับขานแลร้องคลอ

เต้ยคงยังสนุกในการยั่วเมียอยู่กระมัง หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วก็เดินเปลือยออกมาแต่งตัวพร้อมผิวปากในทำนองเพลงเพลงเดิม ย้ำไปย้ำมา จนเมียต้องเลี่ยงด้วยการสะบัดหน้าพรึ่ดเดินหนีไปอาบน้ำบ้าง พอออกมาผัวที่เพลานี้นอนอยู่บนเตียงแล้ว ก็ยังไม่ยอมหยุด นอนขับเสียงหวีดหวิว ชวนให้หยิบอะไรขว้างใส่ยิ่งนัก มูนพยายามหักใจไม่สนใจ แต่ก็ต้องหันมามองอีก เพราะผัวดันหยุดผิวปาก และพูดขึ้นว่า

“เอ....นี่กล่องอะไรของคุณพ่อตากันนะ”

‘นั่นสิ กล่องอะไร’ มูนปรายตาตาม ถามตัวในใจ กล่องนี้เห็นตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าเต้ยถือเข้ามา ว่าจะถามก็ลืมสิ้น สายตายังมองตามตลอด จนเห็นผัวหยิบกล่องกำมะหยี่ต้องสงสัยมาเปิดดู

“หือ...กล่องจดหมายนี่นา มีเป็นปึกเลย จ่าหน้าซองถึงใครกันน๊า ชื่อคุ้นๆ ชื่อเด็กชายมูน ชื่อเหมือนอีคุณขี้ เมียจอมดื้อของเต้ยเลย นามสกุลมี ‘ณ อยุธยา’ ต่อท้ายด้วย อ่านยากจัง ”

“คงเป็นคนละคน เพราะมูนคนนี้ใช้นามสกุลอัครพงศธร แต่ตอนเด็กๆก็ใช้นามสกุล ชาวบ้านชาวสวน ไม่ได้มีเชื้อมีสายต้องมี ณ อยุธยาต่อท้าย.. มูนนี้พอใจ ที่จะไม่ใช้นามสกุลผู้ดีชาวกรุงเทือกนั้น ตั้งแต่เด็กแล้ว และอยากให้รู้ไว้อีกอย่างว่ามูนเมียเต้ย ไม่เคยมีพ่อเขียนจดหมายมาหา” มูนหมายความตามที่พูดจริงๆ เกิดมายังไม่เคยเห็นจดหมายจากพ่อสักฉบับ

“เอ๊ะแปลก....ทำไม ยังไม่ได้แกะอ่าน ...เอ ทั้งปึกเลยนี่นา” เต้ยเปรยต่อ สาละวนกับการหยิบซองจดหมายปึกใหญ่ทั้งปึกมาซอยดู แล้วก็เจอสาเหตุ “เฮ้ย มันถูกตีกลับหมดเลยนี่นา”

เพียงเท่านี้ ....เต้ยก็ดึงความสนใจของเมียกลับมาได้แล้ว

“ไหนขอดูหน่อยสิ”

มูนห้ามปากและขาให้ถลาไปหาเต้ยที่เตียงไม่ได้ มือน้อยๆคว้าจดหมายทั้งปึก มาถือไว้พลัน ดวงตากลมโตน้ำตาลใส กราดไปบนหน้าซองทุกฉบับ ชื่อและนามสกุลที่จ่าหน้าไว้ หาใช่สิ่งสำคัญแล้ว เท่ากับคำว่า ‘ตีกลับ’ ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ตามแต่ต้นทางจะส่งมาจากมุมใดของโลก

มูนยอมรับความจริงอีกเรื่องแล้วว่า เด็กชายมูนคนนั้น มันเป็นคนเดียวกับพระจันทร์ดวงนี้ มีพ่อเขียนจดหมายมาหาจริง
ทว่าจดหมายมิเคยถึงมือเลยสักฉบับ ....และผู้ที่อยู่เบื้องหลังแห่งการตีกลับ ไยจะไม่ใช่คนที่เป็นหนึ่งในคนที่ตนรักมากที่สุด

“โธ่ยายจ๋า ทำไมทำกับหนูอย่างนี้ ยายหลอกหนูจริงๆ”

เสียงเครือขับออกให้ผัวได้ยิน ยังไม่ทันจะเปิดซองอ่านด้วยซ้ำ มือน้อยๆก็เริ่มสั่นพร่า กระเพื่อมไปตามอัตราการเต้นของหัวใจที่กำลังระส่ำ จนเต้ยต้องเข้ามาช่วย

“พ่อเอกฝากจดหมายทั้งกล่องนี้มาให้มูนอ่าน มาครับเมียจ๋า ให้เต้ยช่วยแกะแล้วอ่านให้ฟังดีกว่านะ”

มูนพยักหน้ารับ ตอบแทนคำพูดที่จุกค้างอยู่เพียงแค่กลางอก ทรุดกายโงนเงนลงนั่งข้างๆเต้ยที่ยันตัวขึ้นมากึ่งนั่งกึ่งนอน และแล้วเสียงห้าวกังวาน ก็ดังขึ้น ไปตามลายมือจากปลายปากกาหมึกซึมสีน้ำเงิน ที่กระหวัดเป็นตัวอักษรบรรจงงามสง่า ตัวอักษรที่เรียงร้อยเป็นถ้อยคำ เริ่มต้นด้วย ‘ มูน...ลูกสุดที่รักของพ่อ’ ตามต่อด้วยเนื้อหาที่พรรณนาถึงความคิดถึง แม่ศศิ และมูนเป็นใจความสำคัญ

น้ำเสียงที่เต้ยใช้จากเดิมก็นับว่ากังวานอยู่แล้ว แต่ครั้นพออ่านไปเรื่อยก็กลับกังวานยิ่งกว่าเก่า แถมบางบทบางตอน โดยเฉพาะท่อนที่บอกว่า ‘รักและคิดถึง’ เต้ยก็สามารถแปรน้ำเสียงให้สั่นจนสะท้านไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง จวบจนจบลงด้วย ‘ ชีวิตพ่อไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว นอกจากได้กอดมูนอีกครั้ง’

นี่เป็นแค่เพียงฉบับแรกที่หยิบขึ้นมาอ่านเท่านั้น ...คนฟังก็รู้สึกว่าปราการหัวใจมันร้าวยิ่งกว่าตอนอยู่ที่หอนั่ง
แล้วฉบับต่อๆไปเล่า ....กำแพงทิฐิจะมิทลายลงอย่างราบคาบเชียวหรือ

“จะให้อ่านต่ออีกสักฉบับสองฉบับไหม”

“อืม”

มูนใช้เสียงอืมในลำคอตอบรับ เต้ยจึงได้สนองต่อให้ดังประสงค์ ฉบับแล้วฉบับเล่า และทุกฉบับที่เลือกขึ้นมาอ่าน มันก็ต่างกันแค่เนื้อหา ซึ่งทั้งคนฟังและคนอ่านก็สัมผัสนัยได้ว่า ท่านทูตเอาโลกทั้งโลกมาแทนปากกา เอาท้องฟ้าจากทุกประเทศเขตแดนมาแทนกระดาษ เอาน้ำในมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศความรักที่ไร้โอกาสครอบครองลูกมาจากมุมใดของโลกบ้าง และความรักความคิดถึงนี้มันมีค่ามหาศาลเพียงไร อีกทั้งวันและเวลาที่หัวจดหมายระบุไว้ ก็ยังบอกให้รู้ว่า ท่านทูตส่งมาตลอดยี่สิบห้าปี แลบัดนี้วันเวลาที่จรดไว้นั้น พร้อมทั้งข้อความบางส่วน ก็กำลังลางเลือน เหตุเพราะน้ำใสๆ หยดลงไป และน้ำใสๆน้ำนี้ไยจะไม่ใช่น้ำตา ที่รับรู้แล้วว่า ยี่สิบห้าปีที่ผ่านมาพ่อห่วงหาไม่คลอนแคลน

มูนเคยมั่นใจว่า ตนไม่ใช่คนอ่อนไหว ...แม้จะเคยอ่านนวนิยายที่พระเอกหรือนางเอกตาย ตนก็ไม่เคยมีน้ำตา แต่เพลานี้ ไยข้อความธรรมดาๆในจดหมายของพ่อคนหนึ่งที่เขียนถึงลูก มันกลับมีมหิทธานุภาพ ทำให้ตนน้ำตานองได้ภายในไม่กี่วินาที

เหตุที่ร้องไห้เพราะน้ำเสียงคนอ่าน หรือเหตุมาจากคนเขียน....คำถามนี้มูนกล้าถามตัวเองและตอบเองได้
หากคำถามที่ไม่กล้าถามและไม่กล้าตอบคือ โกรธคนตีกลับที่ทำให้ตนหมดโอกาสรับรู้ หรือให้อภัยคนส่งกันแน่แล้ว

“อีกสักหน่อยไหม”

“พอก่อนเถอะ ไว้จะอ่านเอง” มูนกลั้นสะอื้นฝืนตอบ ลอบเช็ดน้ำตา มิอยากให้เต้ยเห็น แต่ก็ไม่ทัน เพราะเต้ยได้เห็นแล้วตอนหยดแหมะลงไปบนจดหมาย

“มูน..เราสองคนเป็นผัวกันเมียกันนะ เลิกซะทีเถอะไอ้นิสัยซ่อนความรู้สึกเนี่ย เต้ยรู้ว่ามูนกำลังรู้สึกอย่างไรตอนนี้ มูนอึดอัด ที่ไม่ระบายออกมา เต้ยก็อึดอัดแทบเป็นบ้าตามเพราะมูนไปด้วย”

“มูนกำลังสับสนน่ะเต้ย พูดอะไรออกมาตอนนี้ก็คงไม่เป็นผู้เป็นคน ดีไม่ดีอาจจะกลายเป็นคนเนรคุณ”

“งั้นสัญญาว่าพรุ่งนี้ เราจะคุยกันเรื่องพ่ออีกที และเต้ยก็มั่นใจว่า มูนคงจะไม่สับสนอะไรอีกแล้ว”

เต้ยตัดบท เก็บจดหมายทั้งปึกลงกล่อง แล้ววางคืนไว้ที่หัวเตียง ก่อนจะล้มตัวลงนอนดับไฟ เปิดดาวน์ไลท์ให้เพียงสลัว มูนจึงลุกขึ้นไปแต่งตัวต่อ และกลับมาล้มตัวลงนอนบ้าง แต่ก็ไม่ลืมจริยวัตรที่ตนต้องทำอยู่ทุกคืน นั่นก็คือ อัญชลีกรณีโย หรือการกราบอกผัวที่ช้างสั่งสอน เต้ยเองก็เช่นกัน ทุกคืนเมื่อเมียกราบเสร็จ เขาจะต้องประทับจูบให้กลางหน้าผาก หากแต่คืนนี้ เขากลับไม่จูบอย่างเดียว  กลับตอกย้ำคำพูด ฝากไปให้เมียคิดทั้งคืน

“คนที่กราบผัวถือเป็นเมียผู้ประเสริฐ สิริมงคลจะเกิดในชีวิตคู่ แต่คนที่กราบพ่อ กราบแม่ สิริมงคลจะเกิดในชีวิตทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่ชีวิตคู่อย่างเดียว”

มูนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ล้มตัวลงนอน ประโยคทิ้งท้ายที่ผัวฝากมา มันส่งผลให้สมองทำงานหนัก ยากจะข่มตาหลับตาม จึงใช้เวลาครุ่นคิดนานสลับกับนอนกระสับกระส่าย จนร่างกายเริ่มล้าหนังตาถึงคราวเปิดเอง แต่ก่อนจะปิดสนิทแน่นนั้น  สายตาก็ดันพลันปรือไปจับจ้องมองไปยังเพดานห้อง

ยามปกติเพดานห้องมันจะมีอะไรให้ชวนมอง ...นอกเสียจากพัดลมทองเหลืองโบราณและไฟดาวน์ไลท์สลัวๆ
ทว่าในเพลานี้ภาพที่มองเห็น กลับไม่เป็นเช่นนั้น มันผิดแผกแตกต่างไปจากที่เคยเป็น

เพราะภาพกลุ่มควันขาวมัวๆกลุ่มหนึ่งได้ปรากฏแก่สายตา จับตัวเป็นกลุ่มก้อน และก้อนกลุ่มควันนี้นั้นก็ลอยลงมาละเลียดผืนพรมกลางพื้นห้องแตกสลายกำจายกลายเป็นรูปร่าง จับเป็นตัวคนอย่างช้าๆ ควันหนาเริ่มอัดแน่น แน่นเสียจนกระทั่งเห็นได้ชัดเจนว่า ...มุ่นม้วนควันมันกลายเป็นคนยืน!

ไฟสลัวบนเพดาน หาได้มีประโยชน์ช่วยให้มองเห็นวงหน้า ลักษณะชัดเจนไม่ เท่ากับร่างที่เห็นคล้ายจะมีกรอบฟลูออเรสเซนต์ ขับแสงวะวับวะแวมในตัวเองซึ่งกระเพื่อมไหวไปตามการเยื้องยาตยุรตาแลเลื่อนลอยมาจรดปลายเตียงที่พระจันทร์ดวงน้อยนอนทอดทัศนานิ่งแทบทำอะไรไม่ถูก

ที่ทำอะไรไม่ถูกหาใช่เพราะว่ากลัว...แต่ที่ทำอะไรไม่ถูก เพราะคนผู้นี้เป็นสตรีที่ตนคุ้นเคย
สตรีที่ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นเพียงแค่ในรูป.. ไหว้สาเจรจาพาทีก็กระทำผ่านรูปอีก

‘แม่จ๋าวันนี้วันพระ ยายจ๋าพาหนูไปทำบุญให้แม่มา ขอให้บุญที่หนูทำ เกิดเป็นกุศลส่งไปให้ถึงแม่ด้วยนะจ๊ะ สาธุ’

ประโยคหนึ่งในหลายๆประโยค จากเสียงใสแจ๋วในวัยเด็กดังขึ้นในห้วงคำนึงทันที บอกให้รู้ว่าสตรีตรงหน้าเป็นใคร อยู่ในสภาวะไหน สตรีผู้มีประพิมพ์ประพายเกือบคล้ายตนยามมองตัวเองในกระจก เพลานี้หยุดยืนนิ่งพร้อมยิ้มอ่อนๆละมุนละไม และนี่ก็ทำให้พระจันทร์ดวงน้อย ผลุดลุกขึ้นมาได้ทันใดพร้อมกับคำบางคำในอดีตที่ถูกขับขานออกมาอย่างดังลั่นลืมตัวว่า

“แม่จ๋า”

“มูน...มูนลูกแม่”

ต่างฝ่ายต่างมิได้เรียกหากันอย่างเดียว หากแต่ต่างฝ่ายต่างโผเข้าหาแลเปิดอ้อมแขน ตระกองกอดซึ่งกันและกันแน่นิ่ง มูนมิได้ลืมว่าแม่เป็นอะไร อยู่ในภพไหน และเชื่อสนิทใจทันทีแล้วว่า ที่เต้ยเล่าให้ฟังเรื่องมอสเจอแม่ตน มันเป็นเรื่องจริง ...แม่จะเป็นวิญญาณหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ จะเท็จจะจริงหรือจะฝัน ควรหาให้ความสนใจต่อไม่ ในเมื่อแม่มาเป็นตัวเป็นตนอย่างนี้ มีหรือจะปล่อยให้อ้อมอกแม่หลุดลอย

“แม่จ๋า แม่จริงๆด้วย หนูตาไม่ฝาดใช่ไหม  ” เสียงกลั้นสะอื้นมาได้ยังไงไม่รู้ นับเป็นถ้อยคำพรั่งพรูเปิดฉากบทสนทนาของพระจันทร์งามทั้งสองดวง ยามโคจรมาเจอกันในวาระพิเศษ  แลถึงจะเป็นการเจอกันอย่างเป็นทางการครั้งแรก แต่ความสนิทสิเน่หาจากสายสัมพันธ์มันทำให้โยงใยถึงกันได้อย่างสนิทใจ

“มูนคิดถึงแม่เหลือเกิน”

“แม่ก็คิดถึงมูนจ้ะลูก....ลูกรักของแม่”

“แล้วยายจ๋าล่ะ ยายมาด้วยไหม”

“ยายมาไม่ได้หรอกลูก หลวงพ่อบ้านแหลมท่านสั่งไม่ให้ยายมา”

มูนได้ฟังก็ฉงนว่าเหตุใด หลวงพ่อบ้านแหลมพระศักดิ์ศิทธิ์คู่เมืองถึงได้เข้ามาเกี่ยว และยังไม่ทันไรคำตอบก็มีมาให้ทันใจยิ่ง

“ยายสร้างกรรมโดยไม่ตั้งใจ ยายพรากพ่อพรากลูกออกจากกัน กรรมนี้ส่งผลให้ยายต้องวนเวียน หลวงพ่อท่านจึงช่วยโดยการมาพายายไปอยู่ที่วัดเมื่อตอนหัวค่ำนี่เอง ส่วนแม่เองก็ไม่ต่างกับยาย เสร็จธุระแวะหามูนนี่ แม่ก็คงต้องไปบ้าง แม่ต้องไปใช้กรรมของแม่ แม่ฆ่าตัวตาย กรรมแม่หนักกว่ายายนัก แต่แม่จะได้ไปหรือไม่มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของมูน”

ลูกชายหน้าสวยพยักหน้ารับตาม ด้วยความใกล้ชิดยาย เคยไปวัดด้วยกันมาบ้าง เลยพอเข้าใจถึงคำว่ากรรม ใจอยากจะถามไถ่ในเรื่องนี้ต่อว่าเกี่ยวอะไรกับการตัดสินใจของตน ทว่าปากดันพูดไปอีกเรื่อง ซึ่งเป็นจุดประสงค์ในการมาของแม่พอดิบพอดี

“แม่...ผู้ชายคนนั้น เขามาที่นี่ และตอนนี้เขาก็นอนอยู่ห้องแม่”

“แล้ว ‘ผู้ชายคนนั้นกับเขา’ ที่มูนเรียก เป็นพ่อมูนหรือเปล่า เรียกพ่อว่าพ่อมันจะกระไรนักหนาลูก” โทนเสียงนุ่มเย็นตอบกลับลูกชาย แฝงเชิงตำหนิหน่อยๆ และเริ่มดำเนินต่อ “เพราะว่าพ่อมา แม่ถึงได้มา และแม่ก็มาเพื่อมาคุยกับมูน และตั้งใจมาสอนมูนแทนคุณยายเรื่องนี้ อันที่จริงแม่ควรจะมานานแล้ว แต่ไม่เคยสบโอกาสสักครั้ง แม่เฝ้ารอแต่วันนี้ วันที่พ่อของมูนกลับมา”

น่าแปลกที่เสียงของมูนและคุณศศิที่เจรจาตอบกันนั้นนับว่าพอดังอยู่ หากก็หาได้มีอำนาจปลุกเจ้าชายที่ประทับนอนอยู่ด้านข้างให้บรรทมตื่นไม่ พระจันทร์ดวงน้อยยามนี้จึงลอยเผชิญหน้ากับพระจันทร์ต้นกำเนิดเพียงลำพังสองต่อสองเท่านั้น และเพราะประโยคที่ว่าตั้งใจจะมาสอนนี่แหละ ทำให้คนดื้อเงียบอย่างมูนคลายปรีติยามได้เจอแม่ทันที ทำเป็นเบนความสนใจ พยายามเบี่ยงประเด็นสนทนา ทำราวกับแม่ยังมีชีวิตอยู่แล้วมาเยี่ยมเยียนตนเหมือนคนธรรมดากระนั้น

“เต้ย..แม่มาหา ตื่นเร็ว”

มูนรีบคลายกอดจากแม่ เอื้อมมือมาทั้งสะกิดแลเขย่าวรองค์กึ่งหนากึ่งบางของเจ้าชายพระสวามี แต่จนแล้วจนรอด เจ้าชายก็มิทรงปรือพระเนตรเปิดขึ้นตอบรับ คงมีแต่เสียงลมหายพระทัยเข้าออกยาวสม่ำเสมอเท่านั้นแหละที่แทนพระดำรัสตรัสตอบ บอกให้พระชายารู้ว่า เสด็จขึ้นเฝ้าองค์อัมรินทร์ ณ ดาวดึงส์เสียแล้ว

เจ้าชายหมาบ้าเกเรจะทรงทราบไหมว่า ‘ตัวช่วย’ เพลานี้มายืนอยู่ข้างเตียงดังรับสั่งขอทุกประการ
ทว่าตัวช่วยจะสามารถทำให้เกิด ‘ปาฏิหาริย์’ ได้ไหม ... ‘กรรม’ เท่านั้นคงเป็นตัวกำหนด

ผลลัพธ์จะออกมาเป็น ‘กรรมดี’ หรือ ‘เวรกรรม’ ซ้ำซ้อน อีกไม่นานคงจะได้รับรู้

“ทำไมขี้เซาจังเต้ย ตื่นสิตื่น”

“อย่าไปปลุกพ่อตัวดีเขาเลย แม่อยากให้เขานอน เพราะแม่ต้องการที่จะคุยกับมูนตามประสาแม่ลูก”

พระจันทร์ดวงแม่ สั่งห้ามพลาง ทรุดลงนั่งพลาง ท่ามกลางกลิ่นกรุ่นอวลของน้ำปรุงกลิ่นมะลิผสานจันทร์กระพ้อที่ยายเคยบอกว่าเป็นกลิ่นของแม่ กำจายไม่หยุด อีกทั้งยังมีเสียงเจ้าตูนซึ่งหอนมาจากที่ใดไม่รู้ รู้แต่ว่าฟังแล้วเริ่มชวนให้มูนรู้สึกวังเวงอย่างไร้ที่ติ และคำสั่งห้ามนี้ก็ทำให้มูนได้คำตอบแล้วว่า ทำไมเต้ยไม่ตื่น   

“ถ้าแม่จะมาหามูน เพียงเพื่อคุยเรื่องของ เอ่อ....” มูนอาศัยจังหวะเว้นวรรคหาคำ เลี่ยงสรรพนาม ‘เขา’ และก็หาจนได้ ‘ท่านทูต’ จึงเป็นคำแทนคำที่แม่ไม่โปรด หากแต่ก็ใช่ว่าแม่จะพึงใจนัก

 “ เอ่อ เรื่องของท่านทูต มูนคงไม่พร้อมจะคุยกับใคร มูนกำลังสับสน มูนอยากคิดคนเดียวเงียบๆ ไม่อยากฟังใครแก้ต่างให้ใครอีกแล้ว มูนคิดของมูนเองได้”

“แม้กระทั่งแม่เหรอมูน” เสียงนุ่มเย็นของคุณศศิซึ่งแทบจะเป็นโทนเดียวกับของมูนนั้น บัดนี้แปรเปลี่ยนระดับเป็นสูงขึ้น ร่างที่เมื่อครู่จับต้องได้ เริ่มพลิ้วไหว โปร่งใสทันตา แต่แล้วก็เข้มขึ้น เพราะเจ้าของเสียงและร่างได้ควบคุมอารมณ์อยู่

“ก็เพราะมูนกำลังสับสนเนี่ยแหละแม่ถึงต้องมาชี้ทางให้ยังไงล่ะ”

คุณศศิเอื้อมมือเสลา มาเกาะกุมมือลูกชายผู้ดำรงไว้ซึ่งทิฐิและอคติเบาๆ อากัปกริยานั่งหน้าเชิดตัวตรงหลังตรงตามลักษณะสายเลือดคุณข้าหลวงมันฟ้องออกมาได้เช่นนั้น แม่จึงส่งผ่านความเย็นและยะเยือกให้ไปจับถึงขั้วหัวใจมากกว่าเดิม ก่อนเริ่มบทร่ายยาวที่มีเค้ารำไรว่าจะเป็นบทโศลก

“ รู้ใช่ไหมว่า วันนี้ทำตัวไม่น่ารัก ไปพูดกับพ่อเขาอย่างนั้นได้อย่างไร นี่ถ้าแม่ยังอยู่ ถึงจะโตจนมีผัวมีครอบครัวแล้ว แม่ก็จะตีให้ขึ้นแนว”

เพลานี้คงหาใช่เวลาจะมานั่งถามว่า ไยแม่รู้ว่าตนมีผัว มันคงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่แม่ผู้อยู่ในสภาวะพิเศษจะรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มณีน้อยจึงไม่เสียเวลาถามอันใด ได้แต่โต้ตอบดำเนินบทสนทนาต่อ

“แม่ก็เหมือนคนอื่น ที่พากันเทใจเข้าข้างท่านทูต...มีแต่ยายจ๋าเท่านั้นแหละที่อยู่ข้างมูน”

“ยายอยู่ข้างมูน หรือยายหลอกให้มูนอยู่ข้างยาย” แม่ย้อนทันควัน เล่นเอาลูกชายเริ่มคอแข็ง “เหอะ ไม่ต้องตอบแม่หรอก เรานี่ลักษณะหน้าตาท่าทางเหมือนยายทวดผสมแม่ แต่นิสัยถอดยายมาเกือบทั้งหมดเลยนะ ดื้อรั้นในเรื่องที่ไม่สมควรจะดื้อ จะเอานิสัยแม่มาบ้างก็ไม่มี”

“ถึงมูนจะดื้อมูนจะรั้นเหมือนยาย  มันก็ไม่แปลกอะไรนี่แม่ เพราะยายจ๋าเลี้ยงมูนมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ยายมีสิทธิ์ที่จะยึดมูนไว้ทุกวิถีทาง ยายรักมูน ยายยกมูนให้เป็นสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ในบั้นปลายชีวิตของยาย แต่แม่...แม่ดันทิ้งมูนไปว่ายน้ำอยู่ตรงหัวคุ้ง มูนจะไปเอานิสัยแม่มาได้ยังไง...จะว่าไป ที่จริงแม่กับท่านทูตก็พอกัน อย่าลืมสิแม่ว่าแม่ใช่ไหมที่ทิ้งมูนไว้ตรงหัวบันไดท่าน้ำเอง แล้วอย่างนี้แม่จะมาว่ายายได้อย่างไร ยายสอนถูกแล้วที่ให้มูนใจแข็ง ไม่ใช่อ่อนแออย่างที่แม่กับท่านทูตเป็น จนมูนต้องเป็นกำพร้า ”

แม่พูดแค่หน่อยเดียว มูนกลับตอกซะยาว เหตุคงเพราะความสับสนอัดอั้นตันใจอย่างที่สุดกระมังจึงทำให้ลืมปรีติยามได้เจอแม่ และได้ลำดับเสียงอันเคยนุ่มส่งปลายตวัดพลัดออกจากปากโดยไม่ยั้งคิด ผลคือกายทั้งกายของพระจันทร์ดวงแม่สั่นพร่า กรอบร่างเริ่มรวมตัวกันไม่อยู่ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของมูนจึงเห็นแม่เดี๋ยวเลือนเดี๋ยวชัดหากนั่นมันไม่ได้ทำให้มูนนิ่งงันตัวแข็งยิ่งกว่าเดิม เท่ากับจู่ๆวงหน้าของแม่มีน้ำใสๆ ไหลเป็นทาง...นี่แม่ร้องไห้ได้ด้วยหรือกระไร

ฤาคำพูด คำจาของมูน จะมีฤทธานุภาพ ทำให้พระในบ้านสลดโศกาได้อีกคน
 
มูนลืมไปแล้วใช่ไหมว่าตั้งแต่เด็กตนไม่เคยโทษแม่เลย...แม้ผัวจะบอกอยู่เมื่อครู่ว่าแม่มีส่วนผิดในเรื่องทั้งมวลก็ตาม
หากแต่วันนี้มันคง ‘กรุ่น’ หลายเรื่องจริงๆ จากที่ไม่เคยคิดจะโทษจึงเผลอปากโทษเข้าให้

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
น้ำตาแม่ยังไหลเงียบๆไม่หยุด ไร้ซึ่งเสียงสะอึกสะอื้น ไม่เหมือนคนที่ขึ้นชื่อว่าพ่อยามร้องไห้นัก นี่คือความต่าง
หากแต่ก็มีบางสิ่งที่เหมือนกัน คือตนนั้น เป็นสาเหตุ

วันนี้ได้เห็นพระในบ้านร่ำไห้ทั้งคู่ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะหักใจไม่มอง และเพราะน้ำตาแม่นี่แหละ ได้เรียกสติคืนมาพร้อมสมอง พระจันทร์กรุ่นจึงหยุดอารมณ์สะบัดได้ทันตา ขาข้างหนึ่งที่ได้เหยียบย่างเข้าเขตแดนอบายภูมิลูกทรพี ถูกชักกลับมาได้ทันท่วงที

“มะ แม่จ๋า มูนขอโทษมูนไม่ได้ตั้งใจพูด”

ยังดีที่มูนยังรู้สำนึกได้ รีบกล่าวขอโทษพร้อมกับกราบลงตรงแทบตักที่กำลังจะลางเลือนแหล่มิลางเลือนแหล่ ยามนี้น้ำตาใสๆของลูกก็ไหลนองอาบแก้มมาเช่นกัน “แม่จ๋า มูนขอโทษ มูนขอโทษ มูนทำให้แม่เสียใจ ร้องไห้ ”

“ช่างมันเถอะลูก มูนพูดถูก แม่ไม่ได้ถือโกรธมูนเลยสักนิดเดียว มันเป็นความจริงที่แม่เองก็เห็นด้วย และเคยฝากเจ้าลูกเขยบอกมูนไปเมื่อครู่ แม่แค่ร้องไห้ให้กับวาสนาและชะตาชีวิตของแม่เท่านั้น ” คุณศศิขับเสียงได้เหนื่อยอ่อนยิ่ง เพราะนอกจากจำต้องใช้แรงทั้งหมดทั้งมวลกลั้นน้ำตา แลยังจำต้องเผื่อแรงทำให้ร่างชัดเมลืองมลองดังเดิม

นี่ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ มูนยังไร้สติพลั้งปากอีก....คุณศศิคงเหลือแต่กลุ่มควันแน่แท้

“หมายความว่ายังไงจ๊ะแม่ ที่ว่าฝากเต้ยบอก มันตอนไหน”

“ก็ตอนที่เขาเข้ามาคุยกับมูนในห้องไงล่ะ แม่อยู่ในห้องด้วย และแม่ก็จำต้องยืมปากเขาเตือนสติมูน”

เสียงร้อง ‘อ๋อ’ ของมูนดังขึ้นกลางสมองทันใด มิน่าล่ะ เจ้าชายพระสวามีตัวดีถึงได้พูดจาซัดเอาจนตนไปต่อเกือบไม่เป็นได้หลายครั้ง มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ที่แท้แม่ก็อยู่เบื้องหลัง

“ มูนก็รู้แล้วนี่ว่าเรื่องนี้พ่อไม่ผิด ถ้าจะโทษว่าใครผิด ใครใจร้าย มูนควรโทษแม่ เพราะความไร้สติ วู่วามของแม่ ทำให้ใจแม่ไม่หนักแน่น แม่ควรคำนึงถึงมูนให้มาก ควรจะมีชีวิตอยู่สั่งสอนมูน และถ้าวันนั้นแม่เข้มแข็งมากกว่านี้ เชื่อใจพ่อ เรื่องคงไม่บานปลาย พล็อตชีวิตของมูน คงไม่มีคำว่านิยายน้ำเน่าเจือปน แม่เป็นคนทำทุกอย่างพัง มูนควรจะได้เป็นลูกชายเอกอัครราชทูตอย่างออกหน้าออกตา มีนามสกุล ณ อยุธยาต่อท้ายชื่อ... มะ แม่ขอโทษ แม่อยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขนัก”

สิ้นถ้อยคำยาวเหยียดในครั้งนี้ แม่ผู้กลั้นเสียงสะอื้นไว้ ก็หักใจกลั้นสะอื้นไว้ไม่ได้อีกแล้ว ทั้งแม่ทั้งลูกต่างก็มีความรู้สึกที่ทับถมอัดอั้น แต่แม่คงมีมากกว่า เพราะแม่มีสิทธิ์รู้สึกได้อย่างเดียว หมดโอกาสที่จะระบายออกมาเป็นการกระทำอย่างคนธรรมดา แต่ถึงจะเป็นคนธรรมดา ใครบ้างเล่าจะสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ มณีดวงน้อยฟังแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจเป็นที่ยิ่ง สมองและสติที่กลับมาพาเอาสัมผัสทางอารมณ์อันละเอียดอ่อนกลับมาด้วย ฉะนี้มูนจึงยิ่งกว่ารับรู้ หากทว่าเข้าใจแม่อย่างถ่องแท้

“แม่จ๋า มูนพูดไปเพราะอารมณ์ มูนไม่เคยโทษแม่เลย มูนเข้าใจและเห็นใจแม่ด้วยซ้ำ เราต่างก็รู้ดีว่า พวกผู้ดีกรุงเทพนั่นต่างหากที่ผิด” มณีน้อยแห่งอัครพงศธร หยุดพูดเพียงครู่ แล้วเข้าสวมกอดอดีตสะใภ้นอกทำเนียบของสายสกุลดัง แล้วเปรยเสียงนุ่มดังเดิม กล่าวปลอบมาว่า

“เราแก้ไขอะไรในอดีตไม่ได้หรอกแม่ ช่างมันเถอะเราควรสนใจกับอนาคตมากกว่า เรื่องมันแล้วไปแล้ว ถ้ามัวยึดมัวติด รังจะมีแต่ความทุกข์ใจ มูนบอกตรงๆว่ามูนมีความสุขอย่างที่สุดกับการที่เป็นเด็กกำพร้า อยู่กับยายจ๋า เป็นเด็กบ้านนอกชาวสวนธรรมดา การเป็นลูกท่านทูตนั้น มันอาจจะทำให้มูนมีความทุกข์ใจอย่างสาหัสก็ได้ ใครจะรู้ และที่สำคัญมูนอาจไม่ได้เจอหัวใจของมูน”

มูนปรายตามองไปทางหัวใจที่ยังบรรทมสนิทนิ่งอยู่ด้านข้าง ยิ้มน้อยๆพอคลี่ออกมาได้ให้แม่เห็น เป็นจังหวะเดียวกับที่แม่ยิ้มละมุนได้อย่างน่าดู

ที่ยิ้มมิใช่ยิ้มเพราะลูกเข้าใจพูดและพูดได้ถูกใจ ทว่ายิ้ม เพราะพบช่องสบโอกาส ที่ลูกชายพาเข้าประเด็นตามต้องการมาซะเอง แล้วอย่างนี้คงไม่มีทางเสียล่ะที่แม่จะรอช้า

“ถ้ามูนหมายความและรู้สึกตามที่พูดจริง ที่ว่า เรื่องมันแล้วไปแล้ว ถ้ามัวยึดมัวติด รังจะมีแต่ความทุกข์ใจ ทำไมมูนไม่ให้อภัยพ่อเขา คนอื่นหลายต่อหลายคน มูนก็ให้อภัยได้นี่ ดูอย่างเจ้าลูกเขยเป็นตัวอย่าง ร้ายแสนจะร้าย ก็ยังจะไปใจอ่อนอภัยให้เขาง่ายๆ... เอาเถอะ ถือว่าแม่ขอนะ ทำให้แม่สักเรื่อง อภัยให้พ่อเขาเถิดนะลูก แม่จะได้หมดห่วง แม่ถึงได้ว่าการอยู่หรือไปของแม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของมูนไงล่ะ”

“แม่วกมาเรื่องนี้อีกจนได้” มูนเริ่มกระเง้ากระงอดกับแม่อีกคำรบด้วยเสียรู้พาเข้าทาง คลายอ้อมกอดแม่ในฉับพลัน “ แม่รู้ไหม คำขอของแม่ทำให้มูนหนักใจ แม่มัดมือมูนชก นี่ถ้ามูนไม่ยอม มูนก็คงอกตัญญูอีกสินะ ที่ยังทำให้แม่มีห่วง”

“อกตัญญูหรือไม่ โตๆแล้วแม่คงไม่ต้องบอก และแม่ขอถามหน่อยว่า แม่ทำให้มูนหนักใจ หรือมูนทำใจให้หนักด้วยการหลอกตัวเองว่ายังโกรธ”

“ไม่จริงนะแม่ มูนไม่ได้หลอกตัวเอง มูนก็แค่.....” มูนเกือบจะพูดจบ แต่แม่ก็ชิงพูดแทนเสีย

 “ก็แค่กำลังสองจิตสองใจ แม่ว่าถ้ามูนทิ้งทิฐิและอคติซะ มูนจะเข้าใจและไม่สับสนสองจิตสองใจอีกเป็นอันขาด และยอมรับมาซะเถอะว่า ใจเกินครึ่งของมูนเองมันก็พร้อมจะให้อภัยพ่อเขาเหมือนกัน”

ครานี้มูนเกือบจะนิ่งอึ้ง ทว่าด้วยไหวพริบ ทำให้ปากสำแดงนิสัยเถียงคำไม่ตกฟากมาจนได้

“แต่ใจที่เหลือ มันก็บอกมูนว่าทำได้ยาก และไม่ควรทำ”

“มูนยังไม่ได้ลองทำเลยจะรู้ว่ายากได้อย่างไร ...ลองทำดีกว่าไม่คิดเริ่มต้นจะทำเลยนะลูก ลืมคำพูดของคุณยายเรื่องพ่อซะ พ่อเขารักมูนมากนะ มูนได้อ่านจดหมาย มูนก็น่าเข้าใจพ่อเขาเพียงพอแล้วนี่ เห็นแก่แม่สักครั้ง และเห็นแก่พ่อเขา เรียกเขาว่าพ่อให้เขาชื่นใจ พ่อจะได้มีกำลังใจรักษาตัว”

คุณศศิจงใจเน้นหนักตรงคำท้าย คำว่า ‘รักษาตัว’ วางหมากให้มูนเดินตามต่อ  และแน่นอนว่าคนฟังละเอียดอย่างมูนย่อมเดินตามด้วยอาการขมวดคิ้วเป็นปมถามต่อทันที

“ เขาเป็นอะไร ทำไมต้องการกำลังใจรักษาตัว”

“คุณยายเป็นโรคอะไร พ่อก็เป็นโรคนั้น แต่ของพ่อหนักกว่า ขนาดของคุณยายที่ว่าไม่หนัก ยายยังมาอยู่กับแม่โดยที่มูนไม่ทันตั้งตัวได้เลย แม่ไม่อยากให้มูนรู้สึกผิดภายหลัง มูนเหลือพระในบ้านเพียงคนเดียว จงเรียกเขาว่าพ่อให้เขาได้ยินด้วยหู ไม่ใช่เรียกเขาว่าพ่อตอนที่เขานอนนิ่ง รับรู้ได้เพียงดวงจิตอยู่ที่วัด”

“โธ่”

มณีน้อยมั่นใจว่าตนไม่ใช่คนเซนสิทีฟอ่อนไหว แต่ฟังแล้วขานรับได้แค่นั้นจริงๆ ด้วยเพราะก้อนแข็งๆ ดันวิ่งมาจุกที่ลำคอทำให้เอื้อนเอ่ยต่อไปมิได้ ...มูนไยจะไม่รับรู้ว่าโรคที่ยายเป็นมันร้ายแรงเพียงไร โรคนี้มันพรากยายจ๋าให้จากไปภายในพริบตา ทว่าแม่บอกว่าของท่านทูตหนักกว่า ฉะนี้แล้ว ชั่วพริบตาคงจะไม่เร็วเท่าภายในเสี้ยววินาที หากท่านทูตจะต้องไป

“พ่อเขาไม่อยากบอกมูน ไม่อยากให้มูนอภัยให้เขาเพราะสงสาร แต่แม่จำเป็นต้องบอก เพราะแค่นี้ เรื่องมันก็ยืดเยื้อวุ่นวายพอดูอย่างที่สุดแล้ว หยุดและพอเท่านี้จะได้ไหมลูก” ยามนี้คุณศศิไม่มีทางปล่อยให้ความเงียบจับนาน รุกไล่ให้ลูกชายใจอ่อน จึงกระทำต่อมิหยุด

“คราวคุณยาย มูนก็โทษตัวเองว่าดูแลยายไม่ดีมาทีหนึ่งแล้ว แต่คราวนี้มูนมีโอกาสแก้ตัว เอาใจใส่ดูแลคนที่เป็นโรคเดียวกัน มูนยังจะลังเลอีกเหรอลูก ใจจริงแม่ก็เหมือนกับพ่อ คือไม่อยากเอาเรื่องนี้มาอ้างนักหรอก แม่อยากให้มูนอภัยด้วยใจมากกว่า”

“แต่เขาควรจะบอกมูนนะแม่ เขาอยากให้มูนโดนชาวบ้านชาวช่องประณามหรือยังไงว่าเนรคุณ ใจดำกับบุพการี ถ้าเกิดมูนไม่ให้อภัยเขา แล้วเขาดันสิ้นไป”

 มูนฝืนขับเสียงออกมาได้ แล้วจับจ้อง มองดวงตาสีน้ำตาลอันหวานกว่าของแม่อยู่อย่างนั้น มิปริปากอันใดต่อ ใช้สมองคิดแต่เพียงว่า ผู้ชายคนนี้ ทระนงไม่เข้าเรื่อง แต่ไอ้ความทระนงไม่เข้าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ที่มันผันแปรจนกลายมาเป็นโรคเยอะแต่กำเนิดของตน

“แล้วถ้าพ่อเขาพูดเมื่อกี้ มูนจะให้อภัยพ่อไหมล่ะ  แม่ถามหน่อย พูดไปมันก็อาจไม่มีประโยชน์  เพราะใจมูนมันไม่พร้อมฟังอย่าว่าแต่ให้อภัยเลย”

มันก็ถูกของแม่...ถ้าใจไม่พร้อมฟังซะอย่าง ใจจะให้คำตอบกับใครได้ เพลานี้ใจจึงอยากจะบอกแม่นักว่า ถ้าเขาจะรอให้ตนใช้ใจฟัง จนอภัยด้วยใจ ชาตินี้อาจจะไม่มีหวัง และแนวโน้มมันก็เป็นเช่นนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทว่าถ้าใช้หูฟัง ฟังจนใจสงสารก่อน จวบจนใจนั้นเห็นใจล่ะก็...  การให้อภัย มันย่อมเป็นไปได้แน่นอน
และเมื่อกี้มูนก็ใช้หูฟัง จนมีคำว่าสงสารเกิดขึ้นรำไรอยู่ในใจแล้ว

ความจริงทั้งมวลที่ได้สดับ ถูกกรั่นถูกกรอง แยกเป็นเหตุและผลรวดเร็ว สมองอันแสนล้าหนาหนัก ถึงคราวทำงานหนักยิ่งขึ้น หัวใจดวงน้อยลอยเข้ามามีบทบาทสะกดทิฐิและอคติไว้ชั่วคราว รวมถึงประเด็นมีห่วงหรือหมดห่วงของแม่ด้วย และนี่คงจะเป็นอีกครั้งในชีวิตกระมัง ที่สมองและหัวใจได้ทำงานไปควบคู่กัน จนพลันพบกับแสงสว่างระยับวับวาวปลายทางอยู่หลายหนทาง ทว่ามีทางเดียวที่ตัดสินใจเลือกเดินภายในเสี้ยววินาที และทางนี้นั้น มันก็ดันคลอไว้ด้วยน้ำเน่าเสียนี่
 
การตัดสินใจที่นำไปสู่...กรรมดีหรือเวรกรรม  มณีจันทร์พร้อมขับขานแล้ว
แต่จะจำแนกให้เป็นกรรมประเภทไหน สุดแท้แต่วิจารณญาณคนฟังเท่านั้น

“ แม่พูดถูกแต่ก็ใช่ว่าจะถูกทั้งหมด...เอาล่ะ มูนไม่รู้ว่าการตัดสินใจของมูน จะทำให้แม่หมดห่วงได้หรือเปล่า แต่มูนก็ตัดสินใจแล้วนะแม่ว่ามูนจะ...”

ประโยคปิดท้ายของนิยายชีวิตน้ำเน่า ควรจะกล่าวออกมาได้กระจ่างชัด ถ้าหากแม่ไม่ขัดเสียก่อน และการขัดครั้งนี้ ก็เป็นการขัดที่แม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘สุขใจ’ อยู่เล็กๆ

ลูกคิดอะไร ไยตนจะไม่รู้....ถึงจะไม่ได้ดังหวังเต็มร้อย หากที่ได้ก็เพียงพอแล้วที่จะหมดห่วง!

“ไม่ต้องมาบอกแม่หรอก แค่มูนคิด แม่ก็พอรู้ ถึงแม่จะไม่ได้ดังหวัง แต่มันก็ได้ดั่งใจ ...เอาไว้ไปบอกพ่อเขาเถอะ เขารออยู่”

ในเมื่อแม่บอกว่ารู้ มูนจึงไม่ถามต่อให้เยิ่นเย้อว่ารู้ได้อย่างไร นิยายผี จิตวิญญาณที่เคยอ่าน ต่างก็บอกว่าวิญญาณมีความสามารถรู้ใจคนนี่ ด้วยเหตุนี้จึงเห็นควรถามไปอีกเรื่อง  “แม่จ๋า แม่ไม่โกรธมูนนะ ที่มูนตัดสินใจอย่างนี้รวมถึงการกระทำในวันนี้ทั้งหมด”

“ไม่ลูก แม่ไม่โกรธมูนหรอก ไม่ว่ามูนจะทำอะไร อย่างมากก็ไม่พอใจบ้างเท่านั้น แต่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งนะที่แม่โกรธมูนจริงๆ” คุณศศิตอบกลับเรียบๆทีเล่นทีจริง ส่งผลให้มูนขมวดคิ้วอีกครา และคงไม่ต้องสงสัยว่ามูนติดนิสัยใครมา ถ้ามิใช่ผัว เพราะทุกวันนี้ยามสงสัยอะไร มูนมักจะขมวดคิ้วตามแบบฉบับผัวทุกครั้ง

“เรื่องอะไรเหรอแม่ เรื่องอะไรที่แม่โกรธมูน”

“ก็เรื่องพ่อลูกเขยตัวดีของแม่ไงล่ะ แต่แม่ไม่ได้โกรธที่มูนหาลูกเขยแทนลูกสะใภ้ให้แม่หรอกนะ แม่โกรธที่มีลูกเขยมาให้แม่ทั้งที ก็ไม่เคยเลยสักครั้งเดียวที่จะพาเขาเข้าห้องพระมาบอกแม่ มาไหว้แม่เป็นทางการ นี่อะไรเดินผ่านก็แค่ยกมือไหว้กันปลกๆ วันนี้เข้ามาก็ไม่บอกไม่กล่าว มันน่าหยิกให้เนื้อเขียวนักเชียว”

คำตอบของคุณศศินั้นระคนอาการค้อนขวับแง่งอนน้อยๆ ทำให้ลูกชายกลับมาอมยิ้มขึ้นได้ขึ้นทันที นี่ถ้าหากอยู่ในสถานการณ์ปกติ มูนคงหัวเราะได้เสียงระเรื่อ

“โธ่แม่ มูนขอโทษฮะ มูนลืมไป ว่าแต่ แม่จ๋า ลูกเขยแม่ผ่านไหม”

“หน้าตาน่ะผ่านเสียยิ่งกว่าผ่าน เหมาะสมกับลูกแม่กว่าพ่อหน้าตี๋นั่นเป็นกอง ส่วนเรื่องนิสัยยังไม่เข้าขั้น แต่เพราะเห็นว่ารักลูกแม่จริงหรอกนะ แม่เลยยอมหลับตาข้างเดียว ยอมยกลูกแม่ให้ มูนน่ะใจอ่อน อภัยให้เขาง่ายเกินไปรู้ไหม ทีไอ้เรื่องควรใจแข็งกลับไม่ทำ แต่พอไอ้เรื่องไม่ควรนี่ ดันยอมซะง่ายๆ  ” คุณศศิพูดอย่างนี้แสดงว่ารู้เรื่องของมูนกับเต้ยดีทีเดียว หนำซ้ำพูดไปก็มิวายค้อนลูกเขยที่นอนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยอยู่เนืองๆ จนลูกชายต้องออกโรงปกป้องเถียงแทน

“แม่นี่ก็ ...เต้ยเขาไม่ได้เลวร้ายอะไรสักหน่อย มูนรักของมูนนะแม่”

 “แล้วจะมาถามแม่ทำไมว่าผ่านไม่ผ่าน ลูกคนนี้นี่.. เอาล่ะเรื่องนั้นช่างมันเถอะ ไหนๆก็อยู่กินเป็นผัวเป็นเมียกันแล้ว อนาคตข้างหน้าให้หนักแน่นกันเข้าไว้หน่อย เป็นเมียเขาแล้วก็จงนับถือเชื่อใจผัว อย่าอ่อนแอฟังแต่คนอื่นเหมือนแม่ มูนก็รู้ดีนี่ว่าพ่อเต้ยเขาเป็นคนใจร้อน มูนจึงต้องใจเย็นและใช้สติให้มาก มูนต้องเป็นน้ำที่สยบไฟ จำไว้นะลูก เมียที่ดีไม่ใช่สุมไฟให้ผัว แต่ต้องดับร้อนให้ผัวได้  ”

แม่สอนน่าฟังเหมือนคุณยาย มูนจึงตั้งใจฟังแม่สอนตาเป็นประกาย แต่ก็มีบางประโยคที่มูนฟังแล้วก็เริ่มสงสัยว่านี่คือคำสอนธรรมดาหรือแม่อยากจะบอกอะไรเป็นนัยกันแน่

“ชีวิตคู่มันเป็นธรรมดาที่จะมีเรื่องระหองระแหงกันบ้าง แต่จงอย่ายึดเป็นอารมณ์นาน มีปัญหาเมื่อไร ให้หันหน้าคุยกันซะ จำได้ไหมว่าคุณยายเคยสอนไว้อย่างไรเรื่องการครองคู่ ของแข็งต้องรัดรึงด้วยใยไหมใช่ไหม และแม่ก็อยากให้ใยไหมของมูนเหนียวแน่นพอ อย่าหวั่นไหวแกว่งไกวไปตามลมและสิ่งที่มากระทบโดยเฉพาะดอกไม้กลิ่นแรง... แม่ต้องไปแล้ว เวลาแม่หมดพอดี ลาก่อน ฝากลาพ่อเขาด้วย”

เพียงสิ้นคำคุณศศิก็กอดลูกชายแน่น แลก้มหน้ามาประทับจูบกลางหน้าผากลูกชายเบาๆเป็นการอำลา และด้วยคำพูดของแม่ที่เอ่ยถึง ‘ดอกไม้กลิ่นแรง’ ในตอนท้ายนี้เองที่สร้างหลากร้อยหลายพันคำถามอันสอดซ่อนสังหรณ์ใจลึกๆว่า ‘ดอก’ที่แม่สื่อความถึง ไยจะมิใช่ ‘ดอกกุหลาบ’ และถ้าเกิดใช่ นั่นก็ย่อมแสดงได้ว่า นังดอก (กุหลาบกลิ่นแรง) คงหาญกล้ากลับมารอท้าทายตนอีกคำรบในอนาคตเป็นแน่ ครั้นจะอ้าปากถามให้คลายสงสัย ก็ไม่ทันแม่ที่ฝากรอยจูบเสร็จสิ้น แล้วละลายสลายหายเป็นอากาศธาตุจับต้องไม่ได้อีกเลย ภายในพริบตา

“แม่จ๋า อย่าเพิ่งไป... แม่”

เสียงเพรียกเรียกหาแม่ครานี้ดังลั่น ดังเสียจนกระทั่งเจ้าชายจากที่ทรงสนิทนิทรานิ่งกลับฟื้นคืนสะดุ้งสุดวรองค์ขึ้นมาได้ พร้อมสติสัมปัชชัญญะ บงการให้อ้อมพระพาหาแข็งแรงคว้าบั้นเอวพระชายาไว้ได้ทัน ก่อนที่จะถลันไขว่คว้าอากาศว่างเปล่าจนตกแท่นพระบรรทมสูง

“เป็นอะไรไปมูน ละเมอหรือไง”

“ปะ เปล่าละเมอ...มะ เมื่อกี้แม่มา แม่มาหามูน มานั่งคุยกันอยู่บนเตียงนี่”

มูนบอกผัวละล่ำละลัก ส่วนผัวเองถ้าเป็นเมื่อก่อนฟังแล้วก็คงทรงมีพระวินิจฉัยมาให้ว่า ‘เพ้อเจ้อ’ อย่างที่เมียสรรเสริญให้เขากับมอสก่อนเข้านอน ทว่าเวลานี้ ไฉนเลยจะมิทรงเชื่อ องค์เองมิใช่หรือที่ทรงจุดธูปบอกให้แม่ยายมาหาเมีย ...และแม่ยายก็มาจริงๆ

หลักฐานมีให้เห็น เป็นกลิ่นมะลิผสานจันทร์กระพ้อที่ยังกรุ่นอวล แลรอยชื้นบนผ้าปูที่นอนเป็นรูปก้นของคนนั่ง ไฟดาว์นไลท์ที่หันไปปรับเพิ่มความสว่างทำให้เห็นเช่นนั้น หลักฐานแค่นี้ก็ส่งผลให้เขาหมดสิ้นข้อกังขาเรื่องแม่ยายเสียสิ้นแล้ว

“จริงๆ นะ มูนไม่ได้โกหก แม่มาคุยกับมูนตั้งนาน มูนปลุกเต้ยแล้ว แต่เต้ยไม่ตื่น” มูนย้ำแลขยายความ เพื่อสำทับสำแดงให้รู้ว่ามิได้โป้ปด ยามเห็นผัวทำหน้าทำตาเหมือนไม่เชื่อ

“เต้ยก็ยังไม่ได้ว่ามูนโกหกซะหน่อย เต้ยเชื่อครับว่าแม่มาหามูนจริง เหมือนที่ไปแหย่เจ้ามอสเล่นอย่างที่เต้ยบอกก่อนเข้านอน มูนเองนั่นแหละที่ไม่ยอมเชื่อตั้งแต่ทีแรก แต่เอ... ว่าแต่แม่มาหาทำไม มาคุยเรื่องอะไรกับมูน ไหนเล่าให้เต้ยฟังสิ”
หมาบ้าเจ้าเล่ห์แสร้งไขสือ เขาเองมิใช่หรือที่รู้ดีว่าแม่ยายมาทำไม และคงไม่มีความจำเป็นที่จะบอกเมียว่าใครเชิญแม่มา  ที่จริงควรจะเรียกว่าจุดธูปฟ้องเสียมากกว่า

“แม่มาคุยเรื่องท่านทูต .......” มูนเริ่มต้นประโยคเล่าความตามประสงค์ ถ่ายทอดแทบทุกบทสนทนาที่จำได้ หากก็เว้นไว้ถึงผลแห่งการตัดสินใจ และความนัยที่แม่ฝากไว้ในข้างท้าย “มันก็ประมาณนี้แหละเต้ย แม่มีห่วงเลยยังไม่ไปไหน”

“แล้วพระจันทร์ของเต้ยพร้อมที่จะทำให้แม่หมดห่วงหรือยัง” เต้ยกระชับวงแขนแน่นขึ้น เกยคางวางไว้บนไหล่เมียรอฟังคำตอบ แลเมียก็ตอบ หากก็ไม่วายขยักขย่อนความไว้   

“มูนมีคำตอบให้กับเรื่องนี้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะทำให้แม่หมดห่วงได้หรือเปล่า”

“งั้นก็บอกมาสิว่าคำตอบเป็นยังไง จะได้ช่วยบอกให้ หรือไปบอกพ่อพร้อมกันเลยดีกว่าไหม” หมาบ้าแย้มพรายเสนอ เกิดความรู้สึกมั่นใจอย่างแปลกๆว่า คำตอบของเมีย ไม่แคล้วมีมาพร้อมความชุ่มชื่นใจ ทว่าเมียดันยังไม่ยอมสนอง ได้แต่ตอบผัวอุบๆอิบๆ เบาๆ ด้วยกลัวโดนผัวเอ็ด

“รอฟังพรุ่งนี้ดีกว่า เผื่อบางทีคำตอบอาจจะดีกว่าตอนนี้”   

และมันก็ผิดคาดเสียที่ไหน ผัวฟังแล้วก็เอ็ดอึงเข้าให้ แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก

“บอกตรงๆ กลัวจะแย่กว่าเดิมน่ะสิ ...เฮ้อ แต่เอาเหอะ พรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้ ไม่รู้จะยืดเวลาไปทำไมนักหนา เป็นเต้ยนะ เต้ยไปเคาะห้องคุณพ่อแล้วบอกไปให้รู้แล้วรู้รอด” เต้ยหยุดระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนลำดับประโยคที่คนฟัง ฟังแล้ว เห็นด้วย คล้อยตามในทันที

“ถ้าแม่ไม่หลอกมูน แม่ก็บอกอยู่ไม่ใช่เหรอว่า พ่อเขาต้องการกำลังใจรักษาตัว และไอ้โรคที่พ่อเป็นเนี่ย เวลาจะกำเริบมันก็เป็นหนัก ดีไม่ดีไปปุบปับ เร็วกว่าคุณยายด้วยซ้ำ ยิ่งคืนนี้มูนเล่นซะพ่อบอบช้ำ เต้ยไม่อยากจะคิดเลยว่าพ่อตาจะไหวไหม อย่างงี้มูนจะรอเวลาอะไรอีก ทุกๆเสี้ยววินาทีมีค่านะมูน ไปบอก....”

“งั้นไปกันเร็ว”

เสียงนุ่มในโทนร้อนรนขัดขึ้นไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ผัวยังมิทันพูดจบด้วยซ้ำ เมียก็ผลุดลุกจากเตียงคว้ากล่องจดหมายกำมะหยี่ กระชากมือผัวลงมาจนแทบจะลอยตาม

‘ไป ’ ของมูนในยามนี้ จึงไม่ต่างกับ ‘ไป ’ ของเต้ยที่ผ่านมานัก เสียงยังมิทันจะสิ้น มณีจันทร์ก็แทบจะพาผัวถลันไปถึงหน้าประตู และนับว่าเป็นโชคดีของผัวที่คืนนี้นุ่งห่มแต่งกายนอนเรียบร้อย จึงมิต้องมามัวเสียเวลาแต่งกายใหม่ประการใด เวลาที่ใช้จึงหมดไปกับการซอยเท้าให้ทันตามเมีย ที่มีจุดหมายปลายทางเป็นห้องนอนของแม่ยายซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งของหอนั่ง แต่ก่อนที่จะก้าวข้ามฟากต่อไปนั้น พระจันทร์น้อยก็หยุดลอยเสียทันใด

เหตุที่หยุดลอย มิใช่ว่าเพราะเปลี่ยนใจ ทว่าเป็นเพราะคนที่ตั้งใจไปหา มานั่งเหม่อทอดอาลัยรอตรงหอนั่งแล้วต่างหาก

“นั่นคุณพ่อตานี่” เต้ยคงไม่ต้องถามว่าเหตุใดเมียจึงหยุด เพราะเขาเองก็เห็นสาเหตุแห่งการหยุดเหมือนกัน หะแรกใจก็กระหวัดนึกไปว่าเมียจะหันหลังกลับ แต่กลับไม่ เพราะเมียรักที่หยุดลอยเคว้งเพียงครู่กลับจูงมือเขาเดินเข้าไปหาพ่อตาเสียนี่

“คุณออกมานั่งตากน้ำค้างทำไม คุณควรจะนอนพัก”

มูนเปิดประโยคด้วยคำเรียกห่างเหินเช่นเคย หากแต่เสียงที่ใช้มันอ่อนลงกว่าตอนหัวค่ำนัก และการทักทายในครั้งนี้ก็ทำให้คนนั่งเหม่อ หันกลับมามองด้วยอาการไม่อยากเชื่อสายตาที่เห็น ...ลูกชายที่เฝ้าเพรียกเรียกหา ออกมาหาแล้วจริงๆ

สังหรณ์บางอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว...ว่าการออกมาครั้งนี้ คงจะไม่ตามด้วยการหนีเข้าห้องชั่วนิรันดร์
อะไรที่ทำให้สังหรณ์เช่นนั้น ...ฤาดวงตาสีน้ำตาลใสของลูกชาย มันไร้แววชิงชังให้เห็น

“มะ มูน ...คือพ่อนอนไม่หลับ พ่อรอแม่ แต่แม่ไม่มา พ่อเลยออกมานั่งตากลมข้างนอก”

ท่านทูตมิได้โกหกหมายความตามที่พูดทุกประการ เพราะเมื่อเข้าห้องไปได้ ความทรงจำหนาหนักก็ถาโถม เครื่องเรือนและทุกอย่างในห้อง เมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้วยังเป็นอยู่อย่างไร บัดนี้ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น ราวกับว่าทุกชิ้นยังรอการกลับมา โดยเฉพาะเตียงหนานุ่มที่เคยแบ่งปันไออุ่นกับพระจันทร์ดวงแม่ และเตียงนี้ใช่ไหมที่เคยมีลูกจันทร์แบเบาะร้องอ้อแอ้นอนคั่นกลาง หากก็เป็นเพียงไม่กี่วันก็ต้องจำใจจรไกล.....ความทรงจำบางครั้งมันก็โหดร้ายฉะนี้เอง

โหดตรงที่มันชอบกัดกร่อนกินหัวใจ....ร้ายตรงที่ชอบเสพย์ความถวิลหาราวกับเป็นอาหารอันโอชะ

มูนไฉนเลยจะไม่รู้ และเพราะว่ารู้จึงรับเข้ามาไว้ในใจได้ท่วมท้น ...คิดถึงเต้ยจนสุดหัวใจ ไยจะไม่เคยเป็น 
บ่อยครั้งเสียด้วยที่แอบออกมานอกห้องนั่งเหม่อตากน้ำค้างอย่างที่พ่อกำลังทำ

“แม่มาหาผม ...เลยไม่ได้ไปหาคุณ และแม่ก็คงมาไม่ได้อีกแล้ว แม่ฝากผมมาลา” มูนทรุดนั่งหลังพูดจบ ด้วยจริยวัตรร่ำร้องบอกว่ายืนค้ำหัวผู้ใหญ่มันไม่สมควร หากระยะก็ถือว่ายังห่างกว่าที่หนึ่งพ่อตาและหนึ่งลูกเขยหมายใจให้ชิดกว่านี้

“อะไรนะ ...มูนว่าอะไร ศศิไปไหน” ท่านทูตถามร้อนรน ลิ้นแทบพันกัน

“แม่มา มาเพื่อคุยเรื่องของคุณ คุยเสร็จก็ไปใช้กรรม” มณีน้อยรวบรัด และเปิดประเด็นต่อเสียเอง “ เรามาคุยเรื่องของเรากันหน่อยดีไหม”

“ตกลงลูก”

ใจท่านทูตอยากถามเรื่องเมียต่อ แต่ลูกดันขอคุยเรื่อง ‘ของเรา’ ท่านทูตจึงตอบรับด้วยปรีติอย่างที่สุด  เต้ยเองที่ยังยืนก็รับรู้ได้ ด้วยความรู้สึกพิเศษ อีกไม่ช้าหน้าที่ของเขาในการ ‘พาลูกมาให้พ่อกอด’ จะสิ้นลงแล้ว แต่จะสมบูรณ์หรือไม่ มันขึ้นอยู่กับเมียทั้งสิ้น และผัวอย่างเขาเองก็ขอเสียมารยาททรุดนั่งรอฟังเช่นกัน และมินานความเงียบก็ถูกทำลายด้วยเสียงนุ่มอีกครั้ง

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“ผมจะไม่พูดถึงเรื่องเดิมๆในเหตุที่คุณจากไป เรื่องนั้นมันน่าเบื่อพอแล้ว  แต่ผมจะขอพูดในอีกบางเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ คุณรู้ไหมว่าคุณเป็นคนใจร้ายอย่างที่สุด คุณจะทิ้งผมไปด้วยความจำเป็นของคุณอะไรล้านแปดก็ตามแต่...แต่คุณก็ไม่ควรกลับมาทำตัวเป็นคนใจร้ายซ้ำซาก”

ยังดีที่เสียงที่มูนใช้มันเป็นเชิงตัดพ้อ ไร้ท่วงทำนองบริภาษ มิฉะนั้นพระสวามีหมาบ้าที่นั่งฟัง ซึ่งแท้ที่จริงคงนั่งคุมเชิง จึงมิประทับยืน ตวัดพระบาทวาดพระแข้งเตะพระชายา พระราชทานของแข็งหนักหน่วงให้เป็นของขวัญยามดึกสงัด

“พ่อกลับมาทำตัวเป็นคนใจร้ายยังไง”

“คุณป่วย ...ป่วยหนัก แต่คุณไม่ยอมบอก คุณอยากจะเห็นผมเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ อกตัญญูนักหรือไง คุณยังไม่สะใจใช่ไหมที่ชีวิตผมมันยังน้ำเน่าไม่พอ”

ท่านทูตเอกายอมรับกับตัวเองเลยว่า ความสามารถในการเจรจาทางการทูตเลือนหายไปชั่วขณะ ยามได้ฟังประโยคอัดอั้นจากลูกชาย ลูกจะรู้เรื่องตนป่วยได้อย่างไรคงไม่ใช่สิ่งสลักสำคัญแล้ว หาคำตอบให้ลูกมันสำคัญยิ่งยวดกว่า แต่คำถามนี้มันก็ตอบยากนัก ไม่เหมือนเมื่อหัวค่ำ ตอนลูกชายยังร้อน ยังหาคำตอบในคำถามอื่น ตอบให้ลูกชายได้ง่ายกว่านี้ บัดนี้จึงได้แต่อึกๆอักๆ หากก็เพียงครู่

“มูนจะโกรธพ่อเรื่องนี้อีกเรื่องก็ได้นะ” ท่านทูตลำดับความช้าชัด แล้วใช้คำตอบที่เป็นเชิงคำถามถามกลับ เล่นเอาตาสีน้ำตาลซ่อนซึ้งเกือบจำนนบ้าง

“มันควรเหรอลูก ที่จู่ๆ พ่อกลับมาบอกว่าป่วย  อ้อนให้มูนอภัยเพราะสงสาร ...พ่อต้องการความเต็มใจ แต่ถึงบอกไปก็ใช่ว่าจะหาย พ่อบอกตรงๆว่าพ่อไม่ได้คาดหวังให้มูนอภัยให้พ่อมากเท่ากับที่พ่ออยากกอด อยากได้ยินมูนเรียกว่าพ่อสักครั้งเพื่อเป็นกำลังใจในการรักษาตัว”

“กอดไป เรียกไปก็ใช่ว่าจะหาย”

“ แฮะแฮ่ม อีคุณขี้ เอาอีกแล้วนะ”

มูนเผลอปากย้อน และเกือบจะเผลอตอกกลับต่อ หากเต้ยไม่ขัดด้วยเสียงกระแอมตามด้วยเรียกชื่อเหี้ยมเกรียมเป็นการเตือน กอปรกับสายตาพิฆาตที่บอกให้รู้ว่าถ้ายังย้อนต่อ โดนเตะแน่ มูนจึงได้ยั้งปาก เปลี่ยนประโยคพูดเสียใหม่ หากก็ยังเสี่ยงต่อการโดนเตะอยู่ดี

“ถ้าคุณรอให้เต็มใจ ชาตินี้คุณก็ไม่มีหวัง” นี่ไงที่ว่าเสี่ยง แต่ความเสี่ยงก็ยุติด้วยประโยคที่ตามต่อมาว่า “ แต่ถ้าให้เข้าใจ และเห็นใจ ใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นไม่ได้”

เพียงแค่มูนพูดจบ ทั้งพ่อตาและลูกเขยต่างก็ประสานเสียงพร้อมกันทันใด มูนพูดอย่างนี้ ตีความเป็นอย่างอื่นคงไม่ได้แล้ว

“มะ หมายความว่า” 

“ชีวิตของผมเกิดมาพ่อแม่ก็พาอาบน้ำเน่า โตมาจะมีผัว ผัวก็ทำให้น้ำที่เน่าอยู่แล้ว กลายเป็นน้ำเน่าเข้าไปใหญ่กว่าจะได้ลงเอยก็แทบแย่ มันคงไม่แปลกอะไรเลยถ้าจะมีอะไรน้ำเน่าเข้ามาอีกสักเรื่องสองเรื่อง แต่ก่อนที่ผมจะพูดไป ผมขอถามครั้งสุดท้าย ทั้งๆที่ตั้งใจจะไม่วกไปอีก ผมอยากถามว่า สิ่งที่คุณพูดทั้งหมดวันนี้ มันเป็นความจริงใช่ไหม คุณต้องการให้ผมเป็นลูกจริงๆใช่ไหม”

“จริงสิลูก จริง” ท่านทูตตอบรับเร็วยิ่ง คิดว่าตอบรับแบบนี้คงครบถ้วนสมบูรณ์พร้อมจนลูกชายเข้าใจ มั่นใจ หากก็พลาดเพราะถูกย้อนจนได้

“จะลังเลสักนิดก็ดีนะคุณ จะได้ดูจริงใจหน่อย... เขาว่ากันกันว่า นักการทูตทั้งหลายถ้าเซย์เยส แปลว่าโน ถ้าเซย์โน แปลว่าเยส แต่ถ้าเป็น เมย์บี นั่นจะหมายถึงว่า แน่นอน”

“ข้อนั้นพ่อไม่เถียง แต่ขอแย้งนิดหนึ่งว่า สำหรับพ่อแล้ว พ่อพอใจที่จะเป็นแค่พ่อ ไม่ใช่นักการทูตหรือเอกอัครราชทูต อาชีพการงานมันเป็นเพียงแค่หัวโขนจะไม่เอามารวมกับหัวใจยามใช้พูดกับลูกและเมีย ฉะนั้น เยสของพ่อ จะหมายถึงเยสจริงๆ”

มณีจันทร์ที่ว่าคม ถึงคราวพ่ายให้กับความคมของบิดาบังเกิดเกล้า ส่งผลให้หัวใจเต้นระรัว จนขับเสียงออกเป็นคำพูดคำจา ต่อปากต่อคำต่อแทบมิได้ และนี่ก็ทำให้ความเงียบงันจับกลางหอนั่งเหมือนตอนก่อนจะเดินมาถึง คงไว้แต่เสียงน้ำค้างพรม ระดมกระแทกพื้นหลังคาจนดังระงม สะท้านสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ

คำพูดก็คงเป็นแค่คำพูด หากไร้ซึ่งประกายสายตาเรืองโรจน์อันฉายความจริงใจมาจากดวงตาที่ซารอยรื้น
ลักษณาการนี้มิจำเป็นที่สมองหรือสติ จะใช้เข้ามากลั่นกรองอันใดอีกแล้วว่าจริงหรือไม่จริง

“จดหมายในกล่องทั้งกล่องของพ่อ ยังไม่พอให้มูนเชื่อใจหรือลูก มูนอ่านทุกฉบับหรือยัง ” พ่อพูดต่อ มณีดวงน้อยที่ยังพูดไม่ออกได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ ยังดีที่เต้ยอยู่ข้างๆ และช่วยตอบแทนให้

“ยังอ่านกันไม่หมดทุกฉบับครับ อ่านกันไปได้แค่ครึ่ง แต่เต้ยว่าแค่นี้ มูนก็เข้าใจความรัก ความคิดถึงและความจำเป็นของคุณพ่อแล้ว...ใช่ไหมจ๊ะมูน ”

มูนเริ่มก้มหน้า แล้วรีบเงยให้หน้าเชิดเพื่อกักกันบางสิ่งไม่ให้ไหลอาบพร่ำเพรื่อ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธอันใดอีก ยามผัวแทรกบทสนทนาด้วยเสียงแจ้วไม่ยอมหยุด

“ที่มูนกับเต้ยออกมานี่ ก็เพื่อจะมาให้คำตอบกับคุณพ่อโดยเฉพาะ ไม่ใช่มาแค่คุยด้วยนิดหน่อย” เต้ยบอกพ่อตา แล้วหันไปสะกิดเมีย พูดรวบรัดว่า “มูนจ๋า มูนคนดีของเต้ย ถึงเวลาที่มูนจะบอกพ่อแล้ว ว่าแม่ยายเต้ยมาขออะไร และมูนตัดสินใจอย่างไรเรื่องพ่อ บอกพ่อเขาไปเถอะนะครับ อย่ารอช้าอีกเลย”

มณีจันทร์ได้ฟังผัวก็สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ เป็นสัญญาณว่าพร้อมลำดับความในใจอันได้ดั่งใจแม่ให้คนทั้งสองฟัง ถึงเวลาแล้วใช่ไหม ที่การตัดสินใจของตนจะถูกขับออกมา ให้คนฟังจำแนกพิจารณาเองว่า เป็นกรรมดี หรือเวรกรรม แต่แล้วก่อนจะอ้าปากเอื้อนเอ่ย หนึ่งในคนฟังก็ขอแทรก

“เดี๋ยว ...ก่อนที่มูนจะพูด พ่อขอทำสิ่งหนึ่งที่อยากทำและยังไม่ได้ทำได้ไหม”

“อะ อะไร”

“พ่อเต้ยเอ๊ย พ่อขอกล่องจดหมายคืนหน่อย”

ท่านทูตเอ่ยขอของคืนจากลูกเขย ไม่ตอบคำถาม ซึ่งเจ้าลูกเขยก็รู้งานคล่องแคล่วหยิบยื่นให้ทันท่วงที ท่านทูตจะทำอะไรยังเป็นที่สงสัย มินานความสงสัยก็คลายลง เมื่อกล่องกำมะหยี่ถึงมือท่านทูต ซองพัสดุเล็กๆภายในกล่องก็ถูกหยิบขึ้นมาแลแน่นอนว่ายังไม่ได้ถูกแกะอ่าน ซึ่งมูนได้แอบหมายตาไว้แล้วว่า จะอ่านในภายหลังรวมกับจดหมายแห่งความคึดถึงที่เหลือ 

ทันทีที่ซองเปิดออก จดหมายฉบับจิ๋วถูกดึงออกมาเป็นสิ่งแรก แต่กลับมิได้มีค่าคู่ควรให้ความสนใจหรือสะดุดตาเท่ากับถุงผ้าแพรสีชมพูเล็กๆดูจิ้มลิ้มที่หยิบออกตามต่อมา ครั้นพอแกะดุมออก ประกายแห่งทองคำแท้ ก็สำแดงแสงเฉิดฉายท้าทายสายตาซ่อนซึ้งสีน้ำตาลที่จับจ้องมองตามตะลึงงัน

‘กำไลข้อเท้าทองคู่น้อย’ ถูกมือใหญ่ๆของพ่อเขย่า...เสียงลูกกระพรวนทองกระทบกัน ก่อกำเนิดเป็นเสียงเสนาะไพเราะยิ่ง และเสียงนี้คงจะบาดซึ้งถึงอารมณ์เป็นที่สุด ยามอยู่เหนือข้อเท้าลูกชาย แล้วพลิ้วไหว ขยับไปรอบๆ

“พ่อสั่งทำไว้ให้มูนตอนมูนเกิด ...แต่ยังไม่ได้ทันใส่ให้ เพราะต้องจากไปเสียก่อน กำไลข้อเท้าทองคู่นี้มันมาจากเงินเดือนก้อนแรกทั้งหมดของนักการทูตฝึกหัดอย่างพ่อ ”

พ่อบังเกิดเกล้าบอกที่มาคร่าวๆ เล่าเรื่อยๆ เป็นนิยายเรื่องย่ออีกฉาก แต่สำหรับลูก ฟังแล้วไม่เรื่อยตาม เพราะเรื่องย่อๆของพ่อ มันคือประวัติศาสตร์เสี้ยวชีวิตมีค่ายิ่งที่ตนไม่เคยรับรู้

“พ่อส่งมาให้ยาย เขียนจดหมายขอร้องไว้ให้ยายช่วยสวมให้มูนแทนพ่อ แต่มันก็ถูกตีกลับ จะมาใส่ให้เองก็ติดที่คำสัญญา และกลัวโดนไล่เหมือนหมา วันนี้พ่อมีโอกาส ขอให้พ่อได้ใส่ให้มูนเถิดนะลูก แล้วมูนค่อยบอกพ่อว่ามูนตัดสินใจอย่างไร”

นี่น่ะหรือคือสิ่งที่พ่อจะขอทำ ควรไหมเล่าที่มณีจันทร์จะปฏิเสธ
ถ้าเป็นเมื่อหัวค่ำล่ะคงใช่ แต่คงมิใช่ในตอนนี้... ตอนที่หน้าลออกำลังพยักรับ ไร้ความลังเลใจอันใดอีกแล้ว!!

ชั่วพริบตาข้อเท้าน้อยเหลืองลออล้อแสงอัจกลับเหนือเพดาน ก็ถูกมือพ่อยกขึ้นมาพาดเข่าอย่างว่าง่าย กำไลข้อเท้าทองถูกง้างขึ้นทันใด แลสวมใส่ครอบลงไปในทันที ...ทว่าอนิจจา กำไลข้อเท้าเอ๋ย ไยเจ้ามิยอมครอบลงไปให้เต็มวง ฤาเพราะเจ้ามันขนาดเล็กไปสำหรับลูกชายวัยยี่สิบห้าปี

“มันคงเล็กไปนะครับพ่อ” เต้ยที่ยังนั่งอยู่ด้วยช่วยบอกพ่อตาแทนเมียรัก หลังอาการตะลึงงันเหมือนเมียเมื่อกี้จางหาย  “เต้ยว่าใส่ไม่ได้หรอกครับ”

“ได้สิพ่อเต้ย มันต้องได้”

ท่านทูตเอกา เริ่มดื้อและเริ่มรั้นกับเขาบ้าง กำไลวงน้อยจึงถูกดันทุรังง้างแล้วง้างอีก ครอบใส่ลงไปใหม่ไม่รู้กี่หนต่อกี่หน บีบให้เข้าขดเป็นวงไม่รู้อีกตั้งกี่ครา แต่จนแล้วจนรอดมันก็สวมไปได้แค่ครึ่ง แถมตะขอเกี่ยวก็เริ่มจิกลงเนื้อลออ ครูดผิวเป็นทางยาว ถ้าจะมีใครอ้าปากถามว่ามูนเจ็บไหม มูนคงตอบได้เต็มเสียงว่า ‘ไม่เจ็บเลย’ แต่ทำไมดันรู้สึกว่า หัวใจของตนเริ่มเป็นแผลยาว แลร้าวไปทุกอณูแทนที่

“ทนอีกนิดเดียวนะลูก เดี๋ยวก็ใส่ได้”

ยามนี้คนหนึ่งจึงขะมักเขม้น หมายใจให้กำไลขยายใหญ่ ... ส่วนอีกคนก็เอาใจช่วยภาวนาให้ข้อเท้าตนลดขนาดลง
ทว่าทั้งสองจะรู้ไหม ว่ามันเป็นไปไม่ได้

พ่อยังพยายามไม่หยุด และการพยายามที่ไร้ผลนี้เอง....มันสร้างน้ำตาให้ทั้งพ่อและลูกได้ท่วมท้น

หยาดน้ำใสๆ ไหลอาบแก้ม และหยดเผาะพอดิบพอดีเหนือหลังเท้าที่วางไว้บนตัก และด้วยอานุภาพแห่งน้ำที่กลั่นมาจากใจหยาดเล็กๆนี้เอง เมื่อหยดลงแล้วก็สร้างความอบอุ่นกำจายเป็นวงกว้างยามซึมซับเข้าผ่านผิวหนัง กลายเป็นมหานทีที่วิ่งปราดเข้าไปกัดเซาะหัวใจที่มีรอยร้าว แลพุ่งเข้าซัดกำแพงทิฐิและอคติ อันประหนึ่งปราการทะมึนสูงเสียดฟ้าที่กำลังจะพังแล่มิพังแหล่ จนสลายเหลือเพียงกำแพงเตี้ยๆในพริบตา

“ทำไมใส่ไม่ได้ ทำไม!”

พ่อคงจะหลงลืมความจริงว่ากำไลมิได้ขยายขนาดไปตามวัยลูก แลเพราะการหลงลืมนี้มันก็ทำให้ขัดใจ และการระบายความขัดใจของพ่อก็คือการเปล่งเสียงสะอื้นหนักกว่าเก่า จนเต้ยต้องเคลื่อนกายหมายเข้ามาช่วยปลอบ แต่ก่อนที่เต้ยจะเข้ามาถึงตัวพ่อตานั้น พ่อตาก็ทำในสิ่งที่เต้ยเองไม่คาดคิด นั่นก็คือก้มหน้าไปหาเท้าลูกรวดเร็ว และถ้าเป็นอย่างที่คาด พ่อคงไม่แคล้วซบหน้าร้องไห้ลงไปบนหลังเท้าลูกเป็นแน่  เพลานี้เต้ยคงร้องห้ามอะไรไม่ทันแล้วเฉกเจ้าของเท้าที่กำลังมองตาค้างทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน.....พ่อสยบซบลงแทบเท้าลูกมันสมควรแล้วฤา

พ่อทำอย่างนี้ ถึงมณีจันทร์ไม่ได้สร้างบาปมหันต์ทางกายโดยตรง แต่ผลทางใจก็เหมือนสร้างทางอ้อม
เฉกนี้... อยายภูมิจะมิรออตนอยู่เบื้องภพหน้า กระนั้นหรือ

“พ่อ!!! อย่า......”

เสียงน้อยๆ ตกใจร้องลั่น และในฉับพลัน สติก็หวนกลับคืนอีกครั้ง วิ่งตรงพุ่งแทรกเข้ามาอย่างรวดเร็ว กำกับประสาทสั่งการของมูนให้ยุติการก้าวย่างอันมิได้หมายใจสู่แดนอบายภูมิได้ทันเวลา ระยะห่างที่เหลือแค่ไม่กี่มิลลิเมตรระหว่างหน้าพ่อกับหลังเท้าจึงปลาสนาการสิ้นลงภายในเสี้ยววินาทีนี่เอง

ใบหน้าพ่อได้สัมผัสกับอากาศว่างเปล่าแทนที่.... เพราะลูกมณีชักเท้าออกและตวัดขวาสลัดอบายภูมิพ้นตัวโดยดุษฎี
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นและจบลง เพียงแค่ตากระพริบ ตามต่อด้วยภาพที่ใครได้เห็นก็ไม่สามารถกระพริบตาได้อีกต่อไป

ภาพนี้ควรบันทึกให้เป็นภาพประวัติศาสตร์ อันบังเกิดพร้อมเสียงที่คนได้ยินจะจารจำไปชั่วชีวิต
พระจันทร์ดวงน้อยโผนทะยานเข้ามาสู่อ้อมอกบิดาบังเกิดเกล้า โดยไม่มีใครบังคับ!!

“พอได้แล้ว มูนบอกให้พอได้แล้ว หยุดทำแบบนี้ซะที อย่าสร้างบาปให้มูนทางอ้อมอีกเลย”

เสียงมีเท่าไหร่ มณีจันทร์ใช้ไปเต็มที่เท่านั้น แลเมื่อเสียงสิ้น ทั้งหอนั่งก็นิ่งงันกันอีกคำรบ ไม่มีสรรพสำเนียงเสียงใดเติมต่อ แม้กระทั่งเสียงสะอื้น เสมือนจะรู้และรอฟัง คำบางคำที่เมื่อหัวค่ำยากจะหลุดจากปากมูน

“พะ พ่อ ”

“มะ มูน เรียกพ่อว่าอะไรนะ”   ท่านทูตกับเต้ยตัวแข็งทื่อ รู้สึกเสมือนมีมโหรีปี่ฆ้องชัยประโคมลั่นข้างๆหู ยามได้ยินคำที่อยากได้ยิน

“พ่อ... มูนพูดว่าพ่อ มูนพร้อมแล้วที่จะพอ และขอเอาไม้เอก หรือพ่อเอก มาใส่บนคำว่าพอนั้น”

มณีน้อยพูดช้าชัด เน้นหนักทุกพยางค์หางเสียง...และมันก็ชัดเป็นที่สุด ชัดเสียจนกระทั่งที่พ่อคนหนึ่งได้ยินแล้วจะซ่านไปทั้งสรรพภางค์กาย  มณีจันทร์สร้างน้ำตาให้พระในบ้านอีกครั้ง และครั้งนี้ มันสร้างกุศลได้อย่างยิ่งยวด

‘น้ำตาแห่งความยินดี’ ของพ่อแม่ ใช่ว่าลูกทุกคนจะสร้างได้ง่ายๆ
มณีจันทร์ลองทำแล้วเมื่อครู่และทำได้ จนกล้าตกปากได้ว่า  ... มันไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิดเลย

“ไชโย....มูนเมียรัก มูนไม่ทำให้เต้ยผิดหวังเลยจริงๆ” แทนที่จะเป็นท่านทูตตะโกนไชโยโห่ร้องลั่น เต้ยกลับดันกระทำแทนมาเสียนี่  “ดีใจด้วยนะครับคุณพ่อ”

“พ่อฟังไม่ผิดใช่ไหมมูน มูนเรียกพ่อว่าพ่อ มะ มูนอภัยให้พ่อแล้วใช่ไหม” ท่านทูตถามเพื่อความแน่ใจอีกหน เพราะใครเป็นท่านก็คงไม่อยากจะเชื่อหูที่ได้ยินเท่าไรนัก และหูท่านก็อาจจะหลอกจริงๆเสียด้วย

“มูนแค่พูดว่าพร้อมแล้วที่จะพอ ...ยังไม่ได้หมายถึงให้อภัย พ่อต้องเข้าใจมูนนะว่า เวลาตั้งยี่สิบห้าปี จะให้มูนอภัยชั่วข้ามคืนเหมือนอย่างในละครมันคงเป็นไปไม่ได้ มูนคงต้องใช้เวลา และถ้าพ่อจะรอให้มูนเต็มใจ พ่ออาจจะต้องรอไปชั่วชีวิต”

คงไม่ใช่แค่ท่านทูตคนเดียวหรอกที่ฟังประโยคนี้แล้วทำหน้าทำตาไม่ถูก เต้ยเองก็เช่นกันฟังแล้วขมวดคิ้วเป็นปมแน่นตามแบบฉบับ อาการลิงโลดเมื่อครู่แทบห่างหาย ในใจสบถว่า 

‘แม่งเอ๊ย ผีอีเยอะกลับมาสิงจนได้ ขอบอกเลยนะว่าถ้าหลอกให้ดีใจเก้อ กูลุกขึ้นเตะจริงๆ เตะต่อหน้าพ่อมันนี่แหละ’  ยังดีนะที่เต้ยแค่คิด ปากขยับเอ็ดมา มันจึงเป็นอีกประโยค

“ อะไรกันนี่มูน ตกลงจะเอายังไงกันแน่ ให้อภัยหรือไม่ให้ อย่าเยอะไม่เข้าเรื่อง”

“ก็ยังพูดไม่จบ อยู่เฉยๆ และเป็นผู้ฟังที่ดีได้ไหม เต้ย” มูนแทบจะแว้ดผัว แต่ก็สะกดไว้ทัน ผลคือผัวเงียบและยอมนั่งฟังตามปกติ แล้วจึงหันไปพูดกับพ่อว่า

“แต่พ่อรู้ไหม ว่าความเห็นใจ มันไม่ต้องรอ เอาเป็นว่า มูนจะให้โอกาสพ่อแทน โอกาสที่เราจะผสานรอยร้าวในอดีต แล้วมาเริ่มต้นใหม่กับชีวิตที่เหลือของเรา พ่อจะยินดีไหม” มูนยื่นข้อเสนอที่แม่บอกว่า มันได้ดั่งใจ และคนรับก็กล่าวตอบแทบไม่ลังเล

“แค่มูนยอมเรียกพ่อว่าพ่อ ...พ่อก็ดีใจเป็นที่สุดแล้ว  พ่อยินดีรับโอกาสนั้น”

“แต่มูนมีข้อแม้นะ”

“ข้อแม้อะไร”

“พ่อต้องรักษาตัวให้หาย ห้ามเป็นอะไร และกลับมาชดใช้เวลาที่เสียไปกว่ายี่สิบห้าปีให้กับมูน”

“งั้นพ่อมีข้อแม้เหมือนกันนะ ” ท่านทูตถือโอกาสกระชับกอดลูกชายแน่น ลูกชายเองก็ไม่แข็งขืนแต่ประการใด แลจะว่าไป พ่อกับลูกก็เยอะพอกัน “มูนกอดพ่อแน่นๆ ได้ไหม แล้วพ่อจะตอบตกลง”

วงแขนบางกว่า ทว่าแกร่งยิ่งยามโอบรับ เป็นคำตอบแทนคำพูดของมูนว่าตกลงหรือไม่ ตามด้วยหน้าลออเริ่มฮึกเหิมถือโอกาสลอบเช็ดน้ำตาบนไหล่พ่อ และจบลงด้วยการอ่อนน้อมแนบหน้าเหนือไหล่เดียวกันที่ใจยามนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ถวิลหามานานแสนนาน

“พ่อจ๋า...พ่อของมูน” เสียงกระซิบเบาๆ มีให้พ่อเท่านี้ และแม้จะเบาเพียงไร พ่อก็ได้ยิน

“มูน..ลูกของพ่อ พระจันทร์ของพ่อ เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ”

เต้ยเห็นภาพประวัติศาสตร์ พ่อลูกกอดกันแน่น ก็ได้แต่ซึ้งใจในสิ่งที่ได้เห็น ใจอยากจะเข้าร่วมไปแสดงความยินดีด้วย หากก็หักใจถอยฉากออกมาเงียบๆ ปล่อยเมียไว้กับพ่อตา อดคิดไม่ได้ว่า หากแม่ยายอยู่ด้วยก็คงจะดี จะได้พร้อมหน้าพร้อมตา พ่อแม่ลูกซะที หรือตอนนี้แม่ยายไปจริงๆแล้ว ดังที่เมียบอกคร่าวๆ การตัดสินในใจวันนี้ของเมีย ถึงแม้จะแค่ให้โอกาส แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้แม่หมดห่วงไม่ใช่เหรอ เขาเองก็รู้สึกพึงพอใจอย่างแปลกๆ แม้จะไม่ใช่อย่างที่ต้องการก็ตาม

แล้วจู่ๆระหว่างที่คิดถึงแม่ยาย กลิ่นมะลิผสานจันทร์กระพ้อ ก็กำจายลอยอวลอีกครั้ง แลก็คล้ายกับจะมีเสียงนุ่มเย็นผสมลอยตามลมมาอีกด้วย ซึ่งยามนี้เต้ยก็รู้แล้วว่าน่าจะเป็นของใคร

“ขอบใจมากลูก ที่เป็นตัวตั้งตัวตี ช่วยให้พ่อลูก เข้าใจกัน ฝากสองคนพ่อลูกนี้ด้วยนะ”

“ไม่ต้องขอบคุณเต้ยหรอกครับ ที่จริงเต้ยแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เมียผม ลูกสาว เอ๊ย ลูกชายคุณแม่ เขาประเสริฐได้ด้วยตัวเขาเอง เต้ยต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณแม่ ที่สร้างพระจันทร์ดวงนี้ขึ้นมา และมอบให้เป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเต้ย ...มูนทำให้เต้ยสุขใจและภูมิใจอีกครั้ง ขอบพระคุณครับ”
 
เต้ยยิ้มกว้างให้กับอากาศว่างเปล่า ที่กลิ่นกรุ่นค่อยๆซาลงทีละน้อยทีละน้อย จนเหลือแต่ลมยามดึกสงัดอย่างเดียวที่พัดพาพระจันทร์ให้ตรึงอยู่ในอ้อมอกพ่อตาอยู่อย่างนั้น และที่สำคัญเขาก็รู้แล้วว่า แม่ยายนั้นไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เมียรักเขาต่างหากที่เป็นปาฏิหาริย์ของจริง

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๒๔ นะคะ

บทที่๒๒กับ๒๓ที่ผ่านมานี้ ได้เอาความเชื่อเรื่องวิญญาณเข้ามาผสมผสาน เหตุเพราะชีวิตจริงคนเรานั้น มันมีเรื่องแบบนี้เข้ามาพัวพันแบบเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็พยายามไม่ให้เด่นชัดนักเดี๋ยวจะกลาเป็นนิยายผีไป เลยขอแทรกไว้แค่พอเป็นอรรถรสค่ะ

ขอบพระคุณ คุณujen คุณ Moddang คุณroute rover  และคุณ sugarcane_aoi   มากๆนะคะ ที่ยังติดตามอ่านและให้กำลังใจเสมอมา  :pig4:   :L1:

อ้างอิง * นำมาจากเพลง ใครหนอ คำร้อง-ทำนอง สุรพล โทณะวณิก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-03-2019 15:59:35 โดย Artemis »

ออฟไลน์ MewSN

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 165
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-3
จิ้มคุณอาร์เทมิสค่า รักมาก ขอบคุณที่ตามไปบอกในเฟซ เรื่องนี้ทั้งรักทั้งหลง อ่านวนเป็นสิบยี่สิบรอบเลยค่ะ คิดถึงมูนนนนนนนนน
 :z13: :z13: :z13:

ออฟไลน์ poshbear

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ฝีมือการเขียนของคุณสามารถเป็นนักเขียนอาชีพได้เลยล่ะครับ ขอบอกว่าถ้าคุณมีความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียน บอกเลยว่ายินดีด้วยคุณเป็นตั้งแต่เริ่มเขียนแล้วด้วยซ้ำ แถมเป็นนักเขียนคุณภาพ ภาษาสละสลวยด้วยครับ  :call:

ขอบคุณที่มาอย่างต่อเนื่อง รอติดตามตอนต่อไปครับ  :L2: :L2:

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4724
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +297/-3
ขอบคุณแม่ศศิ  แม่จะได้หมดห่วงมูน
เรื่องนี้สนุกแต่ต้องค่อยๆอ่าน​ มันอิ่มอุ่น

ออฟไลน์ Moddang

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
งือออ ในที่สุดพ่อลูกก็เข้าใจกัน รอตอนต่อปนะคะ รีบๆมาต่อนะ
ปล.นักเขียนมีช่องทางไหนให้ติดตามไหมคะ

ออฟไลน์ qq_oo

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +143/-4
เป็นกำลังใจให้จ้า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ujen

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +183/-13
ดีใจจังมูนกับพ่อเข้าใจกันได้แล้ว

 :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-0

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
BlackBerry รักนี้ต้องมีพิน บทที่ ๒๔ ตะวันฉายที่ชายน้ำ

แสงทองล้อแสงอัจกลับจากประกายกำไลข้อเท้าเลือนหายไปกว่าหลายชั่วโมงแล้ว หากก็มีแสงทองระเรื่อเจือแดงสดอีกแสงถือกำเนิดเกิดขึ้นมาจับขอบฟ้ารำไร อันประทับเหนือยอดมะพร้าวสุดสายปลายตาจับได้เป็นเงาตะคุ่มตรงชายน้ำ บ่งบอกถึงสัญญาณแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ ที่พ่อและลูกไม่หลับไม่นอน ย้ายลงมาจากหอนั่ง ภายหลังจากสนทนากันเรื่องเหลือเชื่อของพระจันทร์ดวงแม่เสร็จสิ้น

“แม่เขาไปดีแล้วลูก อีกหน่อยพ่อก็คงตามแม่ไป”

“ไม่ ... มูนไม่ยอม พ่ออย่าผิดสัญญา พ่อต้องหาย หมอสมัยนี้เขาเก่ง” พระจันทร์ของพ่อแทรกขัดเสียงหลง

“ถึงหายจากโรคนี้ คนเราก็ต้องตายด้วยสาเหตุอื่นอยู่ดี มันเป็นธรรมดาชีวิตนะลูก พ่อเองหมดห่วงแล้ว ทั้งเรื่องงานและเรื่องมูน... มูนมีครอบครัว ดูท่าเจ้าเต้ยเขาก็รักมูนมาก ไอ้เมฆกับคุณวาสิฏฐี ก็เอ็นดูมูนอยู่ไม่น้อย” น้ำเสียงและสายตาท่านทูตมิได้สำแดงให้ลูกเห็นเลยว่าขัดใจ ที่ลูกชายมีลูกเขย มูนรับรู้สัมผัสได้ แต่แล้วสายตาคู่เดียวกันนี่แหละ ก็แปรเปลี่ยนเป็นฉายแววกังวลเล็กๆ ยามลำดับประโยคถัดมา

“พ่อจะยังมีห่วงหน่อยๆก็ตรงเจ้าเดช น้องชายมูน รายนั้นเขายังไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เดี๋ยวเช้านี้น้องมา พ่อจะขอฝากน้องไว้กับมูน ถ้าพ่อไม่อยู่ยังไงก็คอยดูน้องมันด้วย”

มูนนึกหน้าเจ้าเดชออกทันใด เจ้าเดชของพ่อ ก็คงเป็นน้องชายลักษณะหน้าตาท่าทางน่ามองคนเมื่อวานตอนหัวค่ำ ที่พอนึกถึงก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเหมือนเคยเจอ น้องคนละแม่ใจทั้งใจหาได้รังเกียจ ดูแลน่ะไม่มีปัญหา แต่ก็ใช่ว่าจะมาฝากกันง่ายๆ ทิ้งให้ตนดูแลคนเดียว

“พ่อจะไปไหน พ่อต้องอยู่ดูแลน้องด้วยกัน มูนไม่ให้พ่อไป” มูนย้ำความเดิมช้าชัด ใจกระหวัดถึงการ ‘เดินทางไกล’ ที่มนุษย์ทุกคนต้องไป พ่อพูดเยี่ยงนี้ อาการขัดใจพ่อเริ่มหวนคืนทันที กริยาเอาแต่ใจที่ไม่เคยมี จึงแสดงให้พ่อเห็นเป็นคนแรก ทวงสัญญาเอาดื้อๆ

“ มูนให้โอกาสพ่อแล้ว พ่อยังจะมาพูดแต่เรื่องเป็นเรื่องตาย มันสมควรแล้วหรือพ่อ ไม่รู้แหละ พ่อต้องทำตามสัญญาเมื่อครู่ สัญญาที่จะมาชดเชยเวลาที่เสียไปให้กับมูน”

“ฟังพ่อก่อนมูน พ่อทำตามสัญญาแน่ แต่คงทำได้ชั่วระยะ เพราะพ่อตัดสินใจแล้วว่า พ่อจะบวชให้แม่ของมูนตลอดชีวิต พ่อถึงได้อยากจะฝากเจ้าเดชไว้ยังไงล่ะ”

“อะไรนะ!!”

มูนกล่าวเสียงหลงหนักกว่าเดิม หน้าตาตระหนกไม่อยากเชื่อหูที่ได้ยิน ผิดคาดกับการเดินทางของพ่อ แต่แล้วก็สงบลงได้เพราะเสียงอธิบายถึงเหตุและผลจากพ่ออันเป็นเหตุผลเดียวกับที่เคยบนหลวงพ่อบ้านแหลมไว้เมื่อวาน ซึ่งไม่มีใครรู้ และมูนก็เป็นคนแรกที่ได้สดับรับฟังตั้งแต่ต้นจวบจนบทสรุปสุดท้าย ก็ทำเอาคนเป็นลูกถึงกับพนมมือกล่าวออกมาน้ำตาคลอ

พ่อเลือกเดินกลับบ้านเก่า บนเส้นทางสายบุญ  ใช้ร่มกาสาวพักตร์กางกั้น ตลอดทางเดินที่มิรู้อนาคตจะสั้นหรือยาว
รู้แต่สุดสายปลายทางนั้น มันมีแต่แสงสว่าง...สมควรแล้วฤาที่ตน จะปิดกั้นทางนั้น

ปิดให้เกิดบาปมหันต์ เพียงเพื่อตนได้สมใจ ไยจะมิกลายเป็นมาร

“ถ้ามันเป็นความตั้งใจที่แท้จริงของพ่อ มูนก็จะไม่ขัดการเดินทางบนถนนสายบุญ และขออนุโมทนาสาธุด้วย”

มูนมั่นใจว่าตัดสินใจถูกต้องอีกครั้ง พ่อยึดพระศาสนาเป็นที่พึ่ง ที่สำคัญทำเพื่อแม่ ตนควรจะดีใจถึงจะถูก และสมควรที่จะทำให้หมดห่วงอย่างแท้จริง

 “มูนเข้าใจแล้วพ่อ เอาเถิดมูนจะไม่ห้าม และขอรับปากจะดูแลน้องให้ดีที่สุด พ่อจงกลับไปรักษาตัวให้สบายใจ กลับมาจะได้หายและแข็งแรงจนบวชได้ มูนจะพยายามปรับตัวเข้ากับน้อง พ่อไม่ต้องห่วง”

“ขอบใจมากลูก ...มูนลูกรักของพ่อ”

พ่อบีบมือลูกแน่น ยิ้มรับปลื้มใจจนน้ำตาคลอเช่นกัน ลูกคนนี้บทจะพูดง่ายก็ง่าย แต่บทจะยากมันก็ถึงขั้นยากเย็นแสนเข็ญ ตัวอย่างก็มีให้เห็นเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาหมาดๆ หรือใครจะแย้งว่าไม่จริง

สองพ่อลูกยังคงนั่งอยู่ตรงศาลาริมน้ำอยู่อย่างนั้น แลระยะห่างแห่งการนั่งที่เคยจัดว่าอยู่ในขั้นห่างเหิน บัดนี้เลือนหาย แต่ก็หาใช่ว่าลูกชายจะเบียดกายชิดพ่อสมดังใจ สาเหตุคงไม่ใช่ทิฐิและอคติ  หากแต่เป็นเพราะความเคอะเขินอันเริ่มมีมาไม่หยุดหย่อนจากโอกาสที่หยิบยื่นให้พ่อ ซึ่งถือเป็นฤกษ์ชัยในวันใหม่ อันสดใสในดวงใจพ่อบังเกิดเกล้าเป็นที่สุด

“พระอัศวินท่านเสด็จแล้วลูก”

จู่ๆพ่อก็เปรยขึ้นไปอีกเรื่องแทรกเสียงไก่ขัน ระคนเสียงนกกระจิบนกกระจาบตัวน้อยฝูงย่อม ที่เพิ่งโผล่หัวออกจากรัง กระโดดหยองแหย็งตามคาคบลีลาวดี มาร่วมโห่ร้องถวายพระพรชัยพระอัศวินเจื้อยแจ้ว... ‘พระอัศวิน’ ที่พ่อเอ่ยพระนามถึงนี้ ถ้าเป็นลูกคนอื่นฟังก็คงจะงุนงงว่าพ่อพูดอะไร แต่คงมิใช่กับลูกคนนี้ ซึ่งมีวรรณคดีและหนังสือเป็นเพื่อนตั้งแต่ยังเยาว์

“ใช่ท่านเสด็จแล้ว ขบวนอาทิตย์อุทัย ของการเริ่มต้นวันใหม่ สวยงามที่สุดเสมอ”

“หือ มูนรู้หรือลูกว่าพ่อหมายถึงอะไร”

“พอรู้น่ะพ่อว่าตอนกลางคืน พระจันทรเทพจะทรงราชรถเทียมม้าสีเศวต เสด็จมาเป็นประธานกลางฟ้า มีกองทัพดาวนับแสนเป็นบริวาร ส่วนในยามกลางวัน พระสุริยาทิตย์ จะทรงเป็นเทวประธาน  และขบวนเสด็จในการมาทำหน้าที่ของท่าน ก็ลดหลั่นกันเป็นขั้นเป็นตอน”

มูนพูดอย่างนี้ มีหรือจะเป็นแค่ ‘พอรู้’ และเพราะได้เกริ่นมาแบบนี้เนี่ยแหละ จึงมีคนอยากลองภูมิว่า ‘รู้จริง’ หรือเปล่า

“แสดงว่ารู้ เอ๊าไหนลองอธิบายต่อให้พ่อฟังสิว่าจะรู้จริงไหม” 

“และถ้ารู้จริงล่ะ พ่อจะให้อะไร” มูนยิ้มน้อยๆ เจือเลศนัย ลอกเลียนกริยาผัวตัวเอง  ยามขอข้อแลกเปลี่ยน ที่มั่นใจพ่อต้องหลวมตัวให้ ...และแล้ว ก็หาได้ผิดคาดไปเสียเมื่อไหร่กัน

“ตามแต่สุดที่รักของพ่อปรารถนา”

พ่อส่งสำเนียงตอบรับเป็นภาษาอังกฤษ ตามแบบฉบับคลับคล้ายบริติชแท้ แปลความได้อย่างนั้น ส่วนลูกชายอดีตบัณฑิตอักษรศาสตร์เกียรตินิยม อังกฤษ-ฝรั่งเศส ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ตอบพ่อกลับไปเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งคนระดับอย่างเอกอัครราชทูตที่ประจำอยู่แถบยุโรปส่วนใหญ่น่ะหรือ จะแปลไม่ออก

“จำคำพูดพ่อให้ดีแล้วกัน ข้อแลกเปลี่ยนของมูน มันไม่เหลือบ่ากว่าแรงพ่อเท่าไหร่นักหรอก”

“งั้นอธิบายได้เลย” พ่อเปลี่ยนลิ้นมาพูดภาษาไทยกรุงเทพ เหมือนกับลูกชายที่แต่ไหนแต่ไรมิได้มีสำเนียงเสียงเหน่อแบบเด็กอัมพวา ยามถึงเวลาฉายภูมิ

“วรรณคดีพราหมณ์กล่าวกันไว้ว่า การเริ่มต้นวันใหม่นั้น พระอัศวินท่านจะเสด็จเป็นองค์แรก อย่างที่ตาเราเห็นเป็นแสงสีทองอมแดงตรงขอบฟ้านั่นแหละพ่อ พระอัศวินท่านทรงเป็นผู้นำโภคาทรัพย์มาให้มนุษย์ ตามต่อด้วยกระบวนเสด็จในพระอุษาเทวี ซึ่งมาพร้อมกับรัศมีสีทองส้มอมชมพูอันเรืองรอง พระนางเธอจะทรงนำความร่าเริงแจ่มใสมาสู่มวลมนุษย์ ด้วยท่าร่ายรำอันวิเศษพร้อมมวลหมู่นางอัปสรสวรรค์ พระอุษาเทวีเธอจะงามขึ้นอย่างนี้ไปตลอดทุกๆวัน แต่มนุษย์จะชราลงยามที่เธอปรากฏ เพราะเธอคือสัญลักษณ์ของวันใหม่ที่เริ่มต้น พูดง่ายๆก็คือ พอเริ่มวันใหม่ มนุษย์ก็แก่ขึ้นไปอีกหนึ่งวัน จะหมุนวนเป็นวัฏจักรอย่างนี้ไปตลอดกาล”

“อืม ใช้ได้...แล้วยังไงต่อล่ะลูก”

“ท้ายสุดก็จะเป็นกระบวนเสด็จขององค์เทวประธานคือพระสุริยาทิตย์ ท่านจะทรงราชรถเทียมม้าอุจไฉยศรพ มีพระอรุณเป็นสารถี ท่านเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นวันใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ ท่านนำความอบอุ่นและแสงสว่างมาสู่มวลมนุษย์ อีกทั้งยังขับไล่ความมืดมิดยามค่ำคืนให้จางหาย และเป็นการสิ้นสุดหน้าที่แห่งจันทรเทพ ซึ่งจะทรงชักราชรถกลับพระวิมานทันที”

มูนพักยิ้มกว้าง รู้สึกดีใจลึกๆ ที่เกร็ดความรู้ในเรื่องที่ใครหลายๆคนเคยปรามาสว่าไร้ประโยชน์ กลับมีประโยชน์และสะกดคนลองภูมิได้  นึกขอบคุณตัวเองที่ช่างอ่านแลคุณยายที่ช่างสอน ในเรื่องที่ไม่มีใครสนใจ และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้ไปก็ทำมาหากินไม่ได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล นั่นก็คือเต้ย ทว่าไอ้ความรู้ที่เอาไปทำมาหากินไม่ได้เนี่ยแหละ บางทีมันก็เป็นเสน่ห์ อันหาตัวจับได้ยากที่หลายคนตามตะครบอยู่เนืองๆ

“อันที่จริงจะว่าไปนะพ่อ มูนเดาเอาว่า มันก็คงเป็นแค่กุศโลบายเท่านั้นแหละ บรรดาพวกพราหมณ์คงอยากจะสอนปรากฏการณ์ธรรมชาติทางอ้อม หรือไม่ ถ้ามองในทางปรัชญา อาจสื่อให้รู้ว่า ชีวิตมนุษย์มีมืดย่อมมีสว่าง เปรียบได้กับสุขและทุกข์ และเมื่อมีสุขก็อย่าได้เหลิง เพราะอีกไม่นาน ความมืดหรือทุกข์ก็จะกลับมา ในทางกลับกัน เมื่ออยู่ในสภาวะที่เป็นทุกข์ ให้พึงระลึกเสมอว่า อีกไม่นานก็เช้าแล้ว เตรียมพร้อมทำจิตใจให้เข้มแข็ง สดใส ต้อนรับสิ่งดีๆ ของวันใหม่ที่แฝงไว้กับพระอรุณ พระอุษาเทวี และพระสุริยาทิตย์จะดีกว่า พราหมณ์สอดคำสอนให้เราคิดบวก และไม่ให้เราประมาทในชีวิต เหมือนหลักของพุทธ พ่อว่าถูกไหม”

“เยี่ยมมากลูก พูดถูก แต่ไม่เสียทั้งหมด ไว้ว่างๆ เรามานั่งคุยเรื่องนี้กัน  พ่อว่า อันที่จริงพุทธกับพราหมณ์ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นักหรอก พ่อพอจะรู้บ้างไอ้พวกปรัชญาของพราหมณ์เนี่ย หรือถ้ามูนสนใจจริงๆ พ่อมีหนังสือ ไว้จะขนมาให้” พ่อพูดเรื่อยๆ แต่ลูกไม่เรื่อยตาม เพราะไม่ว่าใครพูดถึงหนังสือที่สนใจ มณีดวงน้อยเป็นต้องตาโตทุกครั้ง คำว่า ‘คอเดียวกัน’ คงน้อยไปที่จะบรรยายความสนใจของพ่อลูกคู่นี้

“จริงเหรอพ่อ”

“จริงสิ ...เออ ว่าแต่พ่อดีใจนะ ที่ลูกพ่อช่างคิดช่างวิเคราะห์ถึงแม้จะไม่ถูกเสียทั้งหมด แต่ก็ยังดีที่อ่านแล้วคิด ไม่ใช่สักแต่ว่าอ่านแล้วปล่อยให้ผ่านเลยไป คิดเพียงว่าเป็นนิยายปรัมปรา  ” ท่านทูตดีดนิ้วเผาะ กล่าวชมลูกด้วยน้ำเสียงและสายตาจริงใจ เอื้อมฝ่ามือมาลูบหัวลูก เปรยเสียงทุ้มน่าฟังสอนต่อมาว่า

“จำไว้นะลูก ปราชญ์ ไม่ใช่คนที่อ่านหนังสือเยอะ หรือใช้คำพูดเปลี่ยนเป็นคำคม แต่ปราชญ์คือคนที่อ่านแล้ววิเคราะห์ คิดตาม แปรความคิดให้กลายเป็นอาวุธแหลมคมแทนที่ เพราะอย่างนี้ ปราชญ์จึงไม่ได้เริ่มที่การอ่าน แต่เริ่มจากวิธีคิด”

มูนฟังแล้วยิ้มรับคำพ่อ บอกได้เลยทันทีว่า ‘พ่อเอก’ มีอะไรอีกมากให้ตนศึกษาเรียนรู้ ซึ่งตนก็ตั้งใจจะเรียนให้มากที่สุด ก่อนที่พ่อจะก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์ พ่อเอกเองก็กำลังจะเอ่ยปากพูดต่อ แต่เต้ย ก็แทรกบทสนทนามาให้ พร้อมกลิ่นกาแฟหอมฉุย ที่เจ้าตัวแอบหลบฉากไปจัดหาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น อาสาบริการพ่อตายกมาเสิร์ฟพร้อมขนมปังปิ้งถึงที่

“แล้วตอนนี้มูนสุขหรือทุกข์”

เสียงห้าวกังวานเสียบเข้าบทสนทนาได้พอดิบพอดี แม้จะไม่ได้ยินเรื่องที่คุยกันก่อนหน้าก็ตาม หากก็ยังพอจับความได้.. มูนทำหน้าลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบให้พ่อและผัวฟัง

“สุข...แต่ก็มีทุกข์นิดหน่อย”

“ทุกข์อะไรอีก” ผัวกับพ่อถามแทบจะพร้อมกัน

“ก็พระอุษาท่านมาทีไร มูนก็แก่ขึ้นไปทุกๆวันไง มูนไม่อยากแก่”

พ่อตัวฟังเข้าก็หัวเราะร่วน เว้นแต่ผัวที่ยังทำหน้างุนงง จนพ่อตัวที่เป็นพ่อตาต้องช่วยอธิบายให้นั่นแหละผัวถึงได้เข้าใจ และ นึกหัวเราะที่คำตอบของเมียออกมาในรูปแบบนี้ ไม่คิดเลยว่าเมียรักจะแอบมีความคิดง็องๆแง็งๆ เหมือนกับผู้หญิงส่วนใหญ่ที่รักสวยรักงาม   

“โธ่ เอ๊ย นึกว่าอะไร เดี๋ยวปั๊ด เขกหัวเลยนี่ ไอ้ขี้เอ๊ย เพราะกลัวแก่ถึงได้ยึดอาชีพครูสอนโยคะใช่ไหม ว่าจะถามหลายทีแล้ว เรียนจบตั้งอักษรศาสตร์เกียรตินิยม”

“อืมใช่ และก็รู้ไว้ด้วยว่า โยคะนอกจากจะช่วยให้สุขภาพดีแล้ว ยังหยุดความชราไว้ตั้งแต่เริ่มฝึก เพราะฉะนั้น....”

ยิ้มกว้างของมูนมีมาในฉับพลัน และยิ้มครั้งนี้นั้น ก็ถอดแบบเจ้าเล่ห์ตามเต้ยมาทุกกระเบียด หมาบ้ารูปหล่อตาไว มีหรือจะไม่เห็น แต่ตาไวก็หาได้มีประโยชน์เท่าหัวไว ประสบการณ์ที่เคยผ่าน เกริ่นให้รู้ว่าเมียเล่นมุขเดิม จึงรีบวางแก้วกาแฟ ฉุดมือคุณพ่อตาลุกขึ้นพลันทันใด

“ระ รีบไปกันเถอะครับพ่อ เดี๋ยวจะซวย รีบไปก่อนที่จะ.....” เต้ยขับเสียงละล่ำละลัก แต่ตาไวกับหัวไวของเขามันก็ไม่ทันการซะแล้ว

“ไปไหนไม่ได้นะ ถ้าก้าวขาหนี มูนเอาเรื่องแน่เต้ย พ่อก็ด้วยเมื่อกี้มูนอธิบายเรื่องอาทิตย์อุทัยถูก พ่อสัญญาแล้วว่าจะตามใจมูน มูนจะอนุญาตให้เต้ยกับพ่อไปได้ก็ต่อเมื่อ มูนสอนโยคะจบลงแล้วเท่านั้น”

ฝ่ายในลำดับพระเสาวณีย์เป็นอาญาสิทธิ์ ฝ่ายหน้าจำต้องยอมหงอ ผัวที่ดีต้องรู้จักขัดใจ และยอมเมียเป็นบางเรื่อง และเรื่องโยคะนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าไม่ยอมตามใจ...ผัวคงตายคามือ

“ไม่รู้แหละ อยากให้หยุดงานสอนเองนี่ เพราะฉะนั้นเต้ยต้องรับผิดชอบ วันไหนที่มูนเปรี้ยวปากอยากสอน เต้ยต้องเป็นนักเรียน อย่าขัดใจ ไม่งั้นอย่าหาว่ามูนไม่เตือน”

“คร๊าบบบบบ”

เมื่อเป็นซะอย่างนี้ เต้ยจะขัดอะไรได้ อันที่จริงการฝึกโยคะก็มิใช่เรื่องเลวร้ายสำหรับเขา ช่วยให้ผ่อนคลาย สบาย สดชื่นเสียด้วยซ้ำ เสริมประสิทธิภาพกับการเล่นฟรีเวทของเต้ยเป็นอย่างดี เต้ยประจักษ์ในผลพลอยได้หลายครั้ง อาการปวดหลัง จากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์บ่อยๆก็หาย เป็นศาสตร์การรักษาตัวเองได้วิเศษสุด ทุกๆอย่างดีหมด เว้นแต่ระยะหลังมานี้ ครูจับผัวฝึกทีไร ผัวเป็นต้องสรรเสริญให้ตลอดเวลาสอนว่า

“อีเมียโหด”

โหดของเต้ย คือการที่เมียพาเคลื่อนไหวไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน มีศัพท์แสงเฉพาะทางโยคะที่เมียเดาะให้ฟังว่า ‘วินยาสะ’ เริ่มต้นจากการไหว้พระอาทิตย์หรือสุริยะนมัสการที่เขาจำได้ขึ้นใจ ต่อด้วยชุดท่ายืนฝึกรากฐานกำลังขา ตามมาด้วยการฝึกทรงตัว ก่อนจะนำไปสู่ ท่าโค้งหลัง ท่าบิดตัวต่างๆ ที่นับวันจะยิ่งพิสดาร ต่างกับตอนสอนเขาครั้งแรกที่คอนโดลิบลับ ทั้งยากทั้งหนักยิ่งกว่าตอนฝึกด้วยกันที่ฟากฟ้าทะเลฝันเสียอีก

ทว่าวันนี้กลับไม่ใช่... เพราะหลังจาก บังคับให้ผัวกับพ่อ ไปเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนกางเกง คลาสพิเศษกลางสนามหญ้าที่มีแสงอาทิตย์ลอดตามคาคบลีลาวดีประหนึ่งสปอร์ตไลท์ ดันดำเนินไปเนิบๆ มันเนิบนาบจนเต้ยอดแปลกใจมิได้ ท่านทูตกับเขาทำตามได้เกือบทุกท่า แม้จะงกๆเงิ่นๆไปบ้าง ไม่สวยราวกับเหิรเหมือนมูนก็ตาม

‘แปลกแฮะ วันนี้ เมียกู เล่นแต่ท่ายืดอกแอ่นหลัง ไม่ยักกะชวนตีลังกา เหมือนอาทิตย์ก่อน’

เต้ยฝึกไปพลางคิดไปพลาง และคำตอบเรื่องความแปลก ก็บังเกิดพร้อมเสียงร้องอ๋อกลางสมอง ที่เมียรัก เคยบอกตอนจับเขาฝึกครั้งหนึ่งว่า
 
“บรรดาท่ายืดอก โค้งหลัง ช่วยบริหารปอด และหัวใจ”

ท่านทูตเป็นโรคอะไรไยเขาจะไม่รู้ ...มิน่าเมียรัก ถึงได้จัดท่าช่วยบริหารหัวใจพ่อตาให้แข็งแรง แม่มณีใช้ประโยชน์จากความรู้ที่มีอยู่ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์พร้อม ถึงแม้ผลลัพธ์ที่ได้ มันจะไม่ได้ช่วยรักษาโรคนี้โดยตรง  แต่มันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เฉกที่แม่มณีเคยเปรยให้ฟัง

“เคยสอนให้ยายฝึก แต่ยายดื้อ ...มูนก็ไม่น่าตามใจยายเลย”

เต้ยยอมรับว่ายายของเมียดื้อจริง ผิดกับพ่อตาลิบลับที่กำลังขะมักขะเม้น ฝึกตามลูก ไม่ปริปากบ่น ...มูนในยามนี้ก็กลับมาเป็นครูโยคะอารมณ์เย็นดังปกติแล้ว ความรู้ที่ใช้ถ่ายทอดมันสอดแทรกคำว่า ‘ห่วง’ แฝงไปทุกๆการเคลื่อนไหวที่มูนเข้ามาดูแลจัดท่าให้พ่ออย่างใกล้ชิด เสียงหัวเราะของพ่อและลูกมีให้แก่กันเมื่อทำท่าผิด นี่แม่มณีจันทร์คงใช้ประโยชน์จากโยคะอีกประการคือใช้สานสัมพันธ์ได้อย่างแยบยล

ความรักของพ่อกับลูกมันอวลไปทั้งสนามยามเช้า เต้ยสัมผัสได้ หากก็รับรู้ได้เพียงแค่ฝั่งของลูกว่าลูกรักพ่อมันรู้สึกอย่างไร  หากจะให้เขียนบรรยาย เขาคงบรรยายได้เป็นหลายหน้ากระดาษ เพราะเขาเองเป็นลูก แต่ถ้าจะให้บรรยายทางฟากฝั่งพ่อ เขารู้ดีว่าคงทำได้เพียงผิวเผินเท่านั้น ด้วยชีวิตนี้เขายังไม่เคยเป็นพ่อคน

จะผิดไหมหากจะขอปาฏิหาริย์อีกประการ
ปาฏิหาริย์ในเรื่องที่เขากับเมียทำใจแล้วว่า.... ชีวิตนี้มันเป็นไปไม่ได้!

เต้ยหักใจไม่คิดอะไรให้เยอะตามนิสัย ตั้งหน้าตั้งตาฝึกโยคะตามเมียพร้อมกับพ่อตาต่อ  มิได้สังเกตเลยว่า พระอาทิตย์ดวงโตสีส้มอมทองตรงชายน้ำเบื้องหน้า กลับมีรัศมีหลากสีรอบๆ อันเรียกว่าทรงกลด 

พระอาทิตย์ทรงกลดแรกอรุโณทัย มันเกิดได้ยากยิ่งและบังเกิดได้อย่างไรกัน ทว่าในเมื่อสิ่งที่ไม่ค่อยจะเกิด มันก็ได้เกิดขึ้นมาแล้ว หากใครได้เห็น สัญชาติญาณของมนุษย์บวกกับลางสังหรณ์คงไม่แคล้วตกปากเป็นเสียงเดียวกันว่า....มันต้องมีเหตุไม่ธรรมดา

ฤาจะมีสัญญาณพิเศษอันใดส่งผ่านเป็นนัยๆ กันแน่
เป็นไปได้ไหม ที่พระอาทิตย์จะรับรู้ ก่อปาฏิหาริย์ ให้สองสามีภรรยาแห่ง ‘อัครพงศธร’ สมใจ

อัครพงศธรคู่นั้น ยังคงมิได้สังเกตเห็น เว้นแต่อัครพงศธรอีกคู่ที่ลุกจากเตียงมาได้สักพักใหญ่ๆ แลเพิ่งลงมาจากบ้าน เพื่อมาเดินเล่นสูดอากาศยามเช้า เห็นเข้าก็ถึงกับชมไม่หยุด

“แหม สวยจังเลยนะคะคุณเมฆ เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็น พระอาทิตย์ทรงกลดตอนเช้า” คุณวาสิฏฐีเสียงใส ชี้พระอาทิตย์ทรงกลดสีลูกหว้าให้สามีดู

“ผมก็เพิ่งเคยเหมือนกัน โบราณเขาว่า เป็นลางดีนะคุณหว้า”

“ไม่ใช่อาจจะเป็นลางหรอกค่ะ แต่เป็นเรื่องดีจริงๆ คุณดูนั่น...”

ความสนใจของคุณวาสิฏฐี ถูกเบนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเสียงหัวเราะจากกลางสนาม พร้อมภาพ ลูกชาย ลูกสะใภ้ และเพื่อนสามีที่กำลังฝึกโยคะด้วยกัน ที่จริงก็มิได้มีอะไรควรน่าตื่นเต้น ถ้าภาพและเสียงที่ปรากฏต่อหน้าชุดนี้ไม่ได้มีจุดเด่นอยู่ที่ลูกสะใภ้และเพื่อนสามี ที่แย้มยิ้มให้กันอย่างเปิดเผยนั่นเอง

“แม่ครับ พ่อครับ มาฝึกโยคะด้วยกันไหมครับ”

เต้ยยุติการฝึกทันใด เมื่อปรายตามาเห็นว่าใครยืนดู ก็ทำให้มูนกับท่านทูตเอกาหันมากวักมือช่วยกันคะยั้นคะยอ คุณวาสิฏฐีกับคุณเมฆ หะแรกก็ยังยืนอยู่กับที่ จวบจนลูกชายเข้ามาฉุดไม้ฉุดมือ ให้เข้ามาร่วมวงฝึกกลางสนาม และเมื่อเข้ามาถึง คำบอกเล่าสั้นๆจากท่านทูตก็มีให้สองสามีภรรยามิต้องให้เอ่ยปากถามความอันใด

“มูนให้โอกาสฉันแล้ว”

 ประโยคสั้นๆแค่นี้ มันก็เพียงพอที่จะเข้าใจ พอเสียจนไม่ต้องไต่ถามอะไรต่อให้ยืดเยื้อ และก็พอจนถึงขั้นพอใจ ท้ายสุดกลายเป็นอิ่มใจและซึ้งใจไปด้วยในที่สุด

“ยินดีด้วยนะไอ้เอก ฉันกับคุณหว้า สุขใจแทนแกจริงๆ”

คุณเมฆกล่าวแทนคุณวาสิฏฐีที่ได้แต่แย้มยิ้ม แลยิ้มนี้ก็โปรยไปถึงลูกสะใภ้ ซึ่งไม่ต้องบอก็รู้ว่า ความนิยมชมชอบที่มีให้ มันจะทบเท่าทวีคูณเพียงไร เฉกเดียวกับป้าเมี้ยน ที่พอได้รู้เรื่องหลังจากคุณๆขึ้นมาบนบ้าน ก็โผเข้ามากอดมูนทั้งน้ำตา อวยพรอวยชัยไม่หยุด ก่อนจะแยกตัวไปเตรียมมื้อเช้า ด้วยความสุขใจเป็นที่ยิ่ง

ฉะนี้แล้ว มื้อเช้าวันนี้ ป้าเมี้ยนจึงบรรจงสำแดงเกินคำว่าสุดฝีมือ แม้จะเป็นแค่ข้าวต้ม หากป้าเมี้ยนก็จัดแจงทำออกมาได้น่ารับประทาน ข้าวต้มร้อนๆใส่ใบเตยจนหอมกรุ่น น้ำไม่ข้น แต่ก็เป็นยางเหนียว ใส่โถเบญจรงค์ใบใหญ่เขียนลายพิเศษตรา ‘ว.อ’ตามนามเต็มของคุณเต้ย ถูกยกมาเทียบตั่งขาสิงห์กลางหอนั่ง พร้อมเครื่องข้าวต้มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ไข่เจียวใส่หัวหอมหั่นเป็นสี่เหลี่ยมพอดีคำ อีกทั้งกุนเชียงทอดหั่นเป็นแว่นเล็กๆ หรือเครื่องหมู เครื่องปลา และอีกหลายๆอย่าง ในชุดถ้วยชามเข้าชุด จนคุณวาสิฏฐีตกปากชมเปาะ

“ทำน่าทานจังเลยค่ะพี่เมี้ยน ตอนแรกเห็นว่าเป็นข้าวต้ม ก็นึกว่าจะต้มแบบใส่เครื่องไปเลย จนเละเหมือนโจ๊ก ทำแบบแยกเครื่องก็ดีเหมือนกันนะคะ จะได้ทานได้หลากหลาย”

“ตอนแรกที่นี่ ก็ต้มแบบนั้นแหละครับ ป้าเมี้ยนเขาต้มหม้อเดียวหม้อใหญ่เลย จะเป็นหมูหรือกุ้ง ก็สุดแล้วแต่วันไหนจะมีของสดอะไร แต่ไปๆมาๆ มูนเขาคงกลัวเต้ยเบื่อ เลยสั่งให้ป้าเมี้ยนทำแบบนี้ และอีกอย่าง เต้ยก็กินแบบใส่เครื่องไม่ลงแล้ว แยกเครื่องดูน่ากินกว่าเยอะ ”

เต้ยกล่าวตอบแทนป้าเมี้ยนอย่างอารมณ์ดี คุณวาสิฏฐีก็ค้อนขวับ เพราะหมั่นไส้ลูกชายในประโยคท้าย ที่ยามนี้ติดประณีตมาเสียแล้ว

“หมั่นไส้ เมื่อก่อน แม่เห็นกินได้กินดี ทีละสองชามขึ้น”

“ก็นั่นมันเมื่อก่อนไงครับ บอกแล้วไง ถ้าไม่แยกเครื่องเดี๋ยวนี้กินไม่ลง”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“ย่ะ พ่อเจ้าชาย พ่อคุณชายของบ้าน เรื่องมากตั้งแต่เล็กยันโต โน่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ชอบ ดีนะที่เป็นแม่กับมูน ถ้าเป็นคนอื่น ไม่มีใครเขาทนตามใจ เอาใจเต้ยได้ขนาดนี้หรอก ”

คุณวาสิฏฐีค้อนลูกชายอีกขวับระคนเอ็นดู แถมยังยกวีรกรรมความร้ายกาจของเต้ยตั้งแต่เด็กยันโตมาแฉกลางโต๊ะ เรียกเสียงหัวเราะได้ถ้วนทั่ว  บางเรื่องมูนรู้เข้า ก็ถึงกับแอบหยิกทำโทษแทนแม่ย้อนหลัง อย่างเช่นดิ้นแถกกลางห้างสรรพสินค้าจะเอาของเล่นเป็นรถบังคับวิทยุซึ่งที่บ้านมีอยู่แล้วเป็นลังๆ เต้ยก็ทำมาแล้ว พอแม่ไม่ซื้อให้ ก็กลับบ้านมาเอารถเก่าๆในลัง โยนทิ้งหน้าต่างหมด จนคุณวาสิฏฐีต้องพากลับไปซื้อ และไม่ว่าจะกี่เรื่องต่อกี่เรื่อง ผลสุดท้ายบทสรุปก็จบที่ คุณวาสิฏฐียอมตามใจทุกที

“ก็หัวอกพ่อ หัวอกแม่น่ะนะ ไว้ใครได้เป็นก็จะเข้าใจ”

แม่ผัวเปรยเอื่อยๆ ปนทอดถอน รู้ดีว่าการที่เต้ยเป็นแบบนี้โทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเองที่ดุไม่จริง แต่ลึกๆไยตนเองจะไม่มีความสุขใจเสมอเหมือนที่สัมผัสได้จากลูกสะใภ้ ยามได้ทำอะไรให้ถวายเจ้าชายแห่งอัครพงศธรพระองค์เดียวกัน

“ก็เพราะอย่างนี้ ถึงได้รักแม่กับมูนมากที่สุดไงครับ”

เต้ยไม่พูดเปล่า กลับเอื้อมวงแขนโอบแม่และเมียที่นั่งขนาบข้าง ไม่สนใจพ่อตาและพ่อตัว แม่กับเมียเองก็ได้แต่ยิ้มกว้าง ไม่แพ้คนกอด แต่แล้วก็มีเหตุให้ยิ้มสดใส บนพระพักตร์เจ้าชายและพระชายาหุบลง เพราะประโยคบางประโยคที่คุณเมฆเผลอกล่าวไม่รู้ตัว

“ไว้มันเป็นพ่อคน มันจะรู้ ว่าเวรกรรมน่ะมีจริง อะไรที่มันเคยทำร้ายๆกับพ่อกับแม่ มันมีลูกเมื่อไร ลูกมันเอาคืนแน่”

“ฉันก็หวังให้เป็นอย่างนั้นค่ะ”

คุณวาสิฏฐี สมทบสามี โดยมิได้ปรายตามองเลยว่า ลูกชายกับเมียเริ่มหน้าเจื่อน มีเพียงท่านทูตเท่านั้น ที่จับสังเกตได้ แต่ก็หาว่าจะเข้าใจสิ่งที่ซ่อนบนใบหน้าของลูกๆได้ถูกต้องตรงเผง

“ไอ้เอก ลูกมันกลัวกรรมจนหน้าถอดสีแล้ว แกกับฉันก็เหมือนกันแหละน่า ตอนเด็กๆยันหนุ่มก็ร้ายกับพ่อกับแม่เหมือนกัน พ่อเต้ยกับลูกฉันเขาถึงได้มาเอาคืน ยังจะมีหน้าไปแช่งลูก”

“ใช่ค่ะ ท่านทูตพูดถูก ดิฉันเองก็เฮี้ยวกับยายตาเต้ยมากโข เลยต้องมาชดใช้ให้ตาเต้ย เวรกรรมจริงๆ”

แล้วเสียงหัวเราะของผู้มากวัยก็ดังประสานกันขึ้น ทั้งสามเห็นพ้องต้องกันว่าลูกสองคนกลัวกรรมสนอง แต่ไม่มีใครฉุกคิดเลยว่าที่ลูกหน้าเจื่อน แลสลดลง มิได้เป็นไปเพราะกลัวกรรม..  หากแต่ลูก ‘อยากรับกรรม’ นั้นต่างหาก

ฤาทั้งสองทำบุญมาดีเกินไป กรรมที่มาพร้อมความอิ่มใจจึงไม่มีวันสนองเหมือนกับบุพการีโดน!!

“ว่าไหมคุณหว้า นี่ถ้าเรามีหลาน หลานเราคงจะหล่อ คงจะสวย เพราะพ่อแม่มันหน้าตาดีทีเดียว” คุณเมฆยังมิหยุดแลมิรู้ตัวว่ากำลังจุดประเด็นอะไรขึ้นมา “แต่มันคงเกเรเอาเรื่องเหมือนพ่อมันแหละ”

“แน่นอนเลยค่ะ หน้าตาต้องดีมาก เพราะพ่อหล่อ แม่สวย” คุณวาสิฏฐีเองก็ใช่ย่อยเติมต่อมาเสียได้ ก็คงเป็นเพราะลืมอะไรไปบางอย่าง  “ ใจฉันอยากมีหลานผู้ชาย แต่อีกใจก็อยากได้ผู้หญิง เพราะเสียดายเครื่องเพชรที่แอบซื้อไว้ กลัวจะไม่มีคนรับมรดก”

“สำหรับผมนา ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ โตขึ้นมาจะส่งให้เรียนไฮสคูลที่อังกฤษ”

ท่านทูตก็เอาด้วยกับเขาเหมือนกัน แต่ก็ยังมิบาดใจคนฟัง เท่ากับประโยคปิดท้ายของคุณเมฆ ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่ดันกลายเป็นเรื่องมาซะแล้ว

“ เอ๊า มูน มีหลานปู่ หลานย่า หลานตา ให้พ่อกับแม่เร็วๆนะ ขอสักสามคน จะได้แบ่งกันถูกว่าคนไหนหลานปู่ หลานย่า หลานตา อย่าช้านะลูก เพราะพ่อกลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าหลานๆกัน” 

แล้วเสียงหัวเราะจากพ่อตัว พ่อตา และแม่ ก็ดังระเรื่อขึ้นอีกครั้งพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย หากเป็นคนอื่นกระทำและพูดเช่นนี้ เต้ยคงแผดเสียงไล่ลงจากบ้าน ดูอย่างเกนหลงที่เคยบังอาจจาบจ้วงมาครั้งหนึ่ง  ตอนอยู่ฟากฟ้าทะเลฝัน วันนั้นเขายังตีกลับซะดอกแตกกระเจิง แต่นี่เป็นบุคคลที่เคารพ และเต้ยก็รู้ดีว่าผู้ใหญ่ทั้งสามเพียงแค่แซวเล่น ทว่าเรื่องที่แซวเล่นนี้ มันดันเป็นปมด้อยใหญ่หลวงของเขากับเมียเสียนี่

แม่มณีท้องได้เสียที่ไหนกัน!!

ใครจะคิดว่าจุดที่อ่อนไหวที่สุดในชีวิตคู่ของเขา ...จะถูกบุพการีสะกิดมาอย่างไม่ตั้งใจ
เต้ยจำต้องสะกดไว้ จนความอัดอั้น มันปรี่ล้นเป็นน้ำใสๆ ไม่ต่างอะไรกับมูน

แล้วความโศกอันมิได้รับเชิญ มันก็ดันขับภาพฝันวันวานพร้อมเสียงแจ้ว ลำดับออกมาเป็นฉากราวกับภาพยนตร์ที่ฉายชัดอยู่กลางสมองอย่างช่วยไม่ได้ เต้ยจำทุกถ้อยทุกคำได้ดี เพราะถ้อยคำเหล่านี้ เขากับเมียเคยได้เอาของสูงบนฟ้ามาเรียงร้อยเป็นเรื่อง

“เต้ยอยากมีลูกชายกับมูนสามคน....เรามาตั้งชื่อลูกของเรากันเล่นๆเถอะ  เต้ยมีพระจันทร์แล้ว เต้ยก็อยากมีพระอาทิตย์อีกดวง ให้ลูกเราชื่อซันดีไหม แล้วอีกสองคนล่ะชื่อว่าอะไรดี”

“มีพระอาทิตย์อยู่บนฟากฟ้าเป็นประธานตอนกลางวัน และกลางคืนก็มีพระจันทร์ทำหน้าที่เช่นเดียวกันบนฟ้ากระจ่าง ประดับประดาด้วยแสงระยิบระยับจับตาพร่างพราวจากดวงดาว ให้ลูกของเราอีกสองคนชื่อ ฟ้ากับดาวดีไหม ในเมื่อเต้ยเรียกพระอาทิตย์ว่าซัน เพราะฉะนั้นสองคนที่เหลือ เราเรียกเขาว่า สกายกับสตาร์ เป็นชื่อเด็กผู้ชายได้พอดี”

“เยี่ยมไปเลยแม่มณี...เต้ยคงเป็นผัวและพ่อที่มีความสุขที่สุดในโลก ที่ได้ของสูงล้ำค่าบนฟ้ามาครอบครอง ทั้งพระจันทร์ พระอาทิตย์ ฟากฟ้า และก็ดวงดาว... ซัน สกาย และสตาร์ ”

ภาพฝันเฟ้อๆวันนั้นมันจบลงยามที่ฝ่ามือแข็งแรงมาวางแหมะแปะลงมาตรงหน้าท้องของมูนที่ชาตินี้ไม่มีโอกาสป่อง อุ้มท้องอย่างอิสตรี สัมผัสวันนั้นไยจะไม่มีอานุภาพร้อนวาบมาถึงวันนี้ ทำให้ทั้งสองกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ที่ชีวิตคู่มิใช่ชายหญิง หากแต่เป็นชายกับชาย
 
เสียงเพรียก เรียก “พ่อเต้ย แม่มูน” ... มันก็คงดังแค่ในภาพฝันนั้นจริงๆ

วันนั้นตั้งใจแล้วว่าจะไม่พูดถึง เรื่อง ‘ลูก’ กันอีก แต่ไยวันนี้กลับถูกความซ่อนซึ้งที่มีบทสนทนาของพ่อแม่เป็นตัวจุดประเด็นนำมาฉายให้ชอกช้ำ สายตาภายใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งกำลังคลอด้วยรอยรื้นร้อนผ่าว หากก็เย็นลงเพียงเพราะหันไปผสานดวงตาสีน้ำตาลกลมโตใสอันมีรอยรื้นชนิดเดียวกัน และที่ยังนั่งนิ่ง ไม่ลุกขึ้นมาแผดเสียงอาละวาดได้ ก็เพราะมือใหญ่ๆที่เลื่อนลงมากุมมือบางกว่าของเมียไว้แนบแน่นใต้โต๊ะนั่นเอง

“ไม่เป็นไรนะ  เราไม่มี....ก็ไม่เป็นไร อดทนไว้”

ประโยคแผ่วเบาที่ได้ยินกันเพียงแค่สองคนผัวเมีย ผลัดกันกระซิบบอกอยู่เช่นนั้น จวบจนกระทั่งมื้อเช้าค่อยๆร้างลา ไปพร้อมๆกับเรื่องอาทิตย์ ฟ้าและดาว... แต่ก็คงไม่เสียทีเดียว เพราะพระอาทิตย์ดันกำลังแผดแสงจ้า และหากเต้ยกับมูนลุกออกมาดูตรงชายคาก็จะเห็นรัศมีทอแสงเป็นวงทรงกลดอย่างอัศจรรย์

อย่างนี้แล้ว 'ดวงอาทิตย์' หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า 'ซัน' จะถูกสะกดไว้ในใจง่ายๆ อย่างฟ้ากับดาวฤา

แสงตะวันฉายเริ่มร้อนแรงขึ้นทุกขณะ และวันนี้ก็หาญกล้าอวดศักดาเหยียบย่างขึ้นมาถึงหอนั่ง ฮึกเหิมผิดแปลกไปจากเดิมจากที่เคยอ่อนน้อมสำแดงฤทธีเพียงแค่รำไรตรงนอกชาน จนเต้ยที่อารมณ์กรุ่นเรื่องลูกอยู่แล้วก็กรุ่นยิ่งขึ้นไปอีกตัดสินใจลุกเลี่ยงวงสนทนาปล่อยให้พ่อกับแม่และพ่อตาคุยกันตามประสาผู้ใหญ่ ลงมายืนสูบบุหรี่กลีบบัวพ่นควันฉุยตรงร่มชายคาศาลาท่าน้ำเงียบๆคนเดียว ซึ่งก็มิรู้ทำไม ไยจะต้องเดินฝ่าแดดลงมาถึงตรงนี้  คิดผิดหรือคิดถูกก็มิรู้

“ทำไมวันนี้แดดแรงจังวะ ขึ้นไปถึงหอนั่ง ไม่น่าเดินลงมาเลย แม่งร้อนอย่างกับถูกไฟเผา” บ่นอย่างนี้คงมิต้องบอกว่าเจ้าตัวคิดถูกหรือคิดผิด แลถึงแม้จะอยู่ภายใต้หลังคาศาลาแล้ว แดดแรงๆก็ยังตามมาแผดเผาอีกจนได้

“พระอาทิตย์ของมูน ขับรถมาจอดแถวบ้านหรือไงวะนี่  ”

เต้ยเปรยกับตนเองคนเดียวเล่นๆเช่นนั้น ซึ่งมันคงเป็นไปไม่ได้ แต่ไอ้ ‘พระอาทิตย์’บนฟ้าที่พูดถึงเล่นๆนี่แหละ  ที่เขาและมูนดันไม่พ้องใจปองกันเล่นๆ หากแต่หมายปองจริงๆ หมายจะได้คว้ามาตระกองกอดไว้แนบอกก่อน ‘ฟ้า’ และ ‘ดาว’ จะลอยตามลงมาสมทบกลางทรวง

‘ซัน อัครพงศธร’ .... พระอาทิตย์ของพ่อ   พ่อจะมีวาสนาได้ครอบครองไหม
ซันไม่มีมา  ‘สกาย อัครพงศธร’ และ ‘สตาร์ อัครพงศธร’ อย่าได้หมายใจหวัง

ชาตินี้คงได้กอดแค่ ‘มูน อัครพงศธร’ ... พระจันทร์บนฟ้าเป็นของสูงเพียงคนเดียว

‘แล้วทำไม ไม่หาเมียเป็นผู้หญิงแทนเกนหลงที่ร้างลา จะได้มีลูกให้สมใจ มาเลือกมูนเพราะอะไร’

คำถามกลางสมองตนเองถามเขาเช่นนั้น ซึ่งเขาก็มั่นใจว่า คนอย่างเขาที่มีทุกอย่างพร้อม ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือทรัพย์ ย่อมหาสตรีคนใหม่มาทดแทนอยู่ข้างกายได้ง่ายๆ ตอนเลิกกับเกนหลง แต่เหตุผลที่ไม่หาและคำตอบก็มีมาให้ง่ายดายกว่า เป็นเพียงเพราะแค่ถ้อยคำอมตะของเขาเพียงสามคำคือ

“ เต้ยรักมูน”

สามคำนี้ ที่จริงควรจะได้ขับขาน ก่อนบอกรักใครคนอื่นเสียนมนาน แต่ไม่ว่าจะเอ่ยออกมาตอนนี้หรือตอนไหน ‘เต้ยรักมูน’จะเป็นสัจจะนิรันดรอีกประการอันจะตายไปพร้อมตัว ฉะนี้เองหาเมียใหม่ เพียงให้มีลูกจึงไม่เคยมีในหัวสักครั้ง

เพราะเลือกทางเดินสายหัวใจทางนี้เอง จึงจำต้องยอมรับความเจ็บปวดของความจริงเรื่องลูกให้ได้ เขาเจ็บ แม่มณีมีหรือจะไม่เจ็บยิ่งกว่า ยิ่งตอนกินข้าวช่วงที่พ่อกับแม่พูดกันเรื่องหลานนั้น มันเจ็บแปลบไปถึงกลางอก หากก็ยังฝืนอาการกันไว้ได้ เพียงมือกุมกันไว้แท้ๆ

คิดถึงตรงนี้ ตรงที่ปมด้อยอันเปราะบางซ่อนเร้นไว้กลางใจแกร่งถูกกระแทกอย่างไม่มีใครตั้งใจ อารมณ์ซึ้งซ่อนพิสดารก็พาลพาน้ำตาลูกผู้ชายปริ่มๆเกือบรินไหลขึ้นมาอีกระลอก ใครจะว่าอ่อนไหวเกินกว่าเหตุก็ช่าง ใครไม่เป็นก็ไม่รู้ หากก็พอทุเลาลง แม้จะยังไม่เสียทั้งหมด ยามได้อัดบุหรี่แน่นจนปลายมวนแดงวาบโลมเลียมาถึงกลางมวนรวดเร็ว แล้วค่อยๆละเลียดระบายออกเป็นควันสีเทาๆ ระคนกลิ่นกรุ่นจรุงใจของยาเส้นชุบน้ำผึ้งผสมดอกปีบ ตรลบอบอวลไปทั้งศาลาท่าน้ำ

ทำไมนะ ทำไม...ฟ้าไยไม่ให้แม่มณีเกิดเป็นผู้หญิงเสียให้รู้แล้วรู้รอด

มั่นใจเหลือเกินว่าถ้ามูนท้องได้ ...ณ เวลานี้ สำนักพระราชวังบ้านสวน คงได้ประกาศข่าว ‘ทรงพระครรภ์’ ไปเป็นที่เรียบร้อย เรื่องนี้จะโทษแม่มณีที่เกิดเป็นชายย่อมไม่ได้ ...จะโทษพ่อ โทษแม่ ที่ชวนจุดประเด็นหวนให้คิด ก็มิได้อีก
แล้วอย่างนี้จะโทษใครได้ นอกเสียจาก......โทษสวรรค์ที่แกล้งกันนั่นเอง

“แกล้งกันดีนัก นี่ถ้าเป็นในหนัง กูจะพาไอ้เปรมกับพวกไอ้แบงค์และอีช้างลาก ถล่มสวรรค์แม่งให้บรรลัย โดยเฉพาะไอ้ตัวที่ลิขิตชีวิตกูกับเมีย”

ประโยคห่ามๆ หลุดปากไปตามนิสัย พร้อมกลุ่มควันชุดสุดท้าย ที่สูญสลายไปยามต้นตอถูกดีดทิ้งลงคลอง หมาบ้าหนุ่มตั้งใจจะหันหลังกลับขึ้นบ้าน แต่แล้วเสียงนุ่มเย็นก็ดังขึ้นขัดจังหวะหมาซึ่งมาพร้อมกับวงแขนน้อยๆที่สวมกอดเจ้าชายพระสวามีจนแนบแน่นจากทางด้านหลัง และด้วยเสียงอีกทั้งอ้อมกอดนี้เองก็ทำให้หมาบ้าจอมห่ามคลายกรุ่นลงได้แทบทันตา

“ ไม่มีก็ไม่เป็นไรไงเต้ย เราก็เคยคุยกันแล้ว...พ่อกับแม่ ไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย”

หากมูนเดาใจไม่ออกว่าเต้ยลงมายืนสูบบุหรี่เงียบๆ ด้วยสาเหตุอะไร มูนคงไม่สมควรรั้งตำแหน่งยอดเมียแก้วอีกต่อไป  ประโยคแรกที่ใช้ จึงตรงกับเรื่องที่อยู่ในห้วงคำนึงของเต้ย  หากประโยคต่อมา มูนใช้เพื่อช่วยทวนความจำ ทั้งของเต้ยและตน เอง

“เต้ยเคยบอกมูนเองไม่ใช่เหรอว่าเป็นพ่อคนไม่ได้ แต่จะเป็นผัวให้ดีที่สุด อย่าลืมสิ... จำได้ไหมว่าตอนไปเที่ยวทะเลที่เราคุยกันถึงเจ้าลูกหมาน้อยสามตัวนั่น เต้ยปลอบมูนว่าอย่างไร”

เจ้าชายหมาบ้าพอจะคลี่ยิ้มออกมาได้เล็กน้อย หากก็เพียงพอที่ประกายสีแดงสดของเหล็กดัดฟันจะอวดแสงระยับล้อแสงตะวัน ทว่านั่นก็ยังไม่เท่า ประกายสายตาคมวาวพราวเพริศจากคอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้ง ยามต้องทวนความจำ

“จำได้สิครับ เต้ยเคยพูดว่า มูนจ๋าฟังนะ ช่างมันเถอะคำว่าพ่อน่ะ ถึงไม่มีซัน สกายและสตาร์ ครอบครัวเราก็สมบูรณ์” 

เต้ยหยุดกล่าวเพียงครู่ คลี่ยิ้มกว้างกว่าเดิม แล้วแกะแขนเมียออกเบาๆ ก่อนจะเบี่ยงตัวทรุดลงนั่งบนแคร่ศาลาใช้วงแขนแข็งแรงอันเต็มไปด้วยลูกออดลูกอ้อนเหนือชั้น ตวัดรัดบั้นเอวมูนจนต้องนั่งลงตามเหนือตักแกร่ง คางสากๆถูกพักไว้บนไหล่กลมกลึงของเมียคลอเคลียอย่างเคยขึ้นลงมิหยุดหย่อน ปลายจมูกโด่งถึงคราวทำนักเลงโตข่มเหงซอกคอลออใส แย่งเอากลิ่นมะลิหอมกรุ่นมากักตุนไว้เสียจนเต็มปอด ครั้นเมื่อเมื่อหนำใจในระดับหนึ่ง แล้วจึงเริ่มได้ฤกษ์กล่าวต่อมาว่า

“วันนั้นเต้ยพูดว่า เต้ยไม่สนใจหรอกเรื่องลูก เพราะเต้ยใส่ใจคำว่าผัวที่มาพร้อมกับหน้าที่ช้างเท้าหน้ามากกว่า เต้ยสัญญาและก็สาบานเช่นกันว่าจะเป็นเท้าหน้าที่มั่นคงในทุกๆย่างก้าวให้กับเท้าหลังอย่างมูนก้าวตาม เต้ยจะคอยก้าวนำไปสู่เส้นทางสายอนาคต และจะคอยระแวดระวังภัยไม่ให้ใครมารังแก”

“เมื่อจำได้อย่างนี้ แล้วเจ้าชายของมูนจะเศร้าทำไม”

“ก็ไม่ได้เศร้าเท่าไหร่ แค่จู่ๆมันอดเจ็บใจไม่ได้ ที่เต้ยมีทุกอย่างพร้อม ทั้งเมียรัก ทั้งบ้าน งานและเงิน ขาดก็แค่เจ้าสามตัวนั่น”

นี่ถ้าผัวใช้น้ำเสียง กวนๆอย่างที่เคยใช้ มูนคงย้อนไปว่า ‘พูดอยู่ได้ ไปหาเมียใหม่ซะสิ เอาที่มีมดลูก’ แต่นี่น้ำเสียงที่ยกให้เป็นสุรเสียงเสมอ กลับสั่นพร่าหน่อยๆ ไร้ซึ่งความกังวานดั่งเคย มณีดวงน้อยเลยเอี้ยวตัวมานั่งตะแคง ใช้แขนเล็กกว่าโอบรอบคอโน้มเศียรสูงตระหง่านลงมาใกล้ๆ ถวายจูบปลอบพระทัยให้สวามี

“แต่เต้ยยังมีมูนนะ และมูนขอบอกเต้ยอีกครั้งอย่างที่เคยบอกไว้ว่า มูนขอโทษที่ชาตินี้ของมูน เป็นแม่ของลูกให้เต้ยไม่ได้ เหมือนที่ผู้หญิงสามารถเป็น แต่มูนขอสัญญาและสาบานว่าต่อไปในอนาคตข้างหน้ามูนจะเป็นยอดเมียเหนือผู้หญิงทั้งปวงให้ดู เพื่อชดเชยกับคำว่าพ่อที่เต้ยควรจะได้เป็น หรือว่าเต้ยไม่ต้องการ”

“โธ่ ต้องการสิครับ เมียจ๋า” สุรเสียงแลสีพระพักตร์เจ้าชายคลายโศกได้ดีขึ้น นี่แสดงว่า ถ้อยคำและจูบปลอบพระทัยได้ผล หากก็ยังไม่เต็มร้อย เพราะเจ้าชายทรงถามต่อ “ แล้วแม่มณีไม่เจ็บใจบ้างเลยหรือยังไง เมื่อกี้แม่มณีเองก็หน้าเสีย เกือบร้องไห้เหมือนกัน เราต่างคนต่างก็รู้ว่ารู้สึกอย่างไร แม่มณีแน่ใจเหรอว่าจะทนได้ ถ้ามีใครมาจุดประเด็นอีก”

“ทนไม่ได้ก็ต้องทน เราห้ามปากคนให้พูดไม่ได้ พอๆกับความคิด สิ่งเดียวที่ทำได้คือเราต้อง...ทำใจ”

มูนเน้นหนักตรงคำว่า ‘ทำใจ’ ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตใสฉวยโอกาสบังคับให้สายตาใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งคล้อยตาม น้ำเสียงนุ่มเย็นที่ใช้ ไยจะมิดับร้อนใจที่ถูกพระอาทิตย์แผดเผา ...ใยไหมทรงฤทธิ์รัดรึงของแข็งได้อีกครา

ใครจะคาดคิดว่าคนอ้อนแอ้นบอบบาง บทจะแข็ง ก็กลับแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า
พระจันทร์ดวงน้อยดวงนี้ คือนิยามของยอดเมียที่ถวิลหา ไม่เสียใจเลย ที่ทิ้งทุกอย่างมาฝากใจหัวไว้ชั่วนิรันดร์

“ไม่คิดเลยว่า บางเรื่องบางราว มูนเข้มแข็งกว่าเต้ยซะอีก เรื่องนี้มูนควรจะนั่งเศร้า เฮ้อ แต่คนเศร้าดันมาเป็นเต้ยได้ มูนรู้ไหม มูนเป็นยิ่งกว่ายอดเมีย ที่เต้ยบอกอย่างนี้ไม่ใช่เพราะที่มูนคอยปรนเปรอบำเรอเต้ยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมูนรู้จักเข้มแข็ง ในวันที่เต้ยอ่อนแอ เป็นหลักใจให้เต้ยพักพิงยามอ่อนล้า หลับตาลงซบกับตักอย่างสนิจใจได้ดีที่สุด”

“มันเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้นแหละเต้ย เพราะส่วนใหญ่ มูนอ่อนแอกว่าและต้องพึ่งความแข็งแกร่งของเต้ยทั้งนั้น รู้ไว้ด้วยว่า ถ้าไม่มีเต้ย มูนก็คงร่วงลงไปกองและลุกขึ้นมาไม่ได้ตั้งแต่งานคุณยายแล้ว ยิ่งเมื่อคืน มูนขาดเต้ยเตือนสติอีกคน มูนก็คงไม่ได้กอดพ่อ เต้ยต่างหากคือหลักใจให้มูนยึดเหนี่ยว เป็นหลักประกันให้มูนพักพิงในวันที่มูนอ่อนล้าและหมดเรี่ยวแรง อกกว้างของเต้ยคือที่ที่มูนจะซบหัวลงไป หลับตาลงอย่างสนิจใจได้ดีที่สุดต่างหาก ”

เพียงสิ้นประโยค ร่างระหงก็ทิ้งทั้งตัวลงไปภายใต้อ้อมอกและวงแขนที่อบอุ่นที่สุดในโลก จมูกน้อยๆบนใบหน้าลออเอี่ยม ซบไว้แน่นิ่ง เสพกลิ่นบุหรี่กลีบบัวหอมที่ยังคงติดพระวรกายเจ้าชายหมาบ้าพระสวามี ทว่าเจ้าชายมิทรงปล่อยให้กระทำนาน กลับใช้ปลายนิ้วที่เคยคีบบุหรี่ เชยคางมน ขึ้นมายลจนตาตระการต้องเนตรคมแสง ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดประพรมไปทั่วใบหน้ากระจ่างใส จนริมฝีปากบางเผยอถึงกับรับดุจจะรู้ว่าในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า จะถูกบดขยี้แสนหนักหน่วงเพียงไร

“มูนจ๋า วันนี้ พี่เต้ยบอกหรือยังว่ารักน้องมูน”

เต้ยใช้เสียงกังวานหวานแว่ว ถามคำถามเดิมที่เคยถามเมียอยู่เล่นๆบ่อยๆ ยื่นริมฝีปากเตรียมตั้งท่ารังแกเข้ามาใกล้ จนระยะห่างเหลือน้อยกว่าคืบ และเมียเองไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผัวทำอย่างนี้หรือมากกว่านี้ทีไร อาการขวยเขินเหมือนแรกดรุณรุ่น ก็บังเกิดทุกครา... ‘อายม้วน’ คงน้อยไปที่จะใช้บรรยายลักษณาการนี้

“ยังเลย แต่ไม่ใช่แค่วันนี้หรอกนะ มันหลายวันแล้วที่เต้ยไม่ได้บอก”

“แล้วทำไมไม่ทวง”

“ของอย่างนี้ต้องทวงกันด้วยเหรอ”

เสียงกระเง้ากระงอดอุบๆอิบๆดังขึ้นย้อนถามผัว ลอกเลียนสายตาแพรวพราวได้ยอดเยี่ยม ซึ่งเจ้าชายเกเรตัวดีก็ตอบด้วยเสียงสรวลหึในลำคออันดังขึ้นเพียงเบาๆ แล้วก็มิมีเสียงใดบังเกิดอีก นอกเสียจากเสียงขบเสียงเม้มแห่งศิลปะการฟอนฟัดจากกระบวนเพลงปากชั้นสูงที่กำลังใช้ปรนเปรอพระชายา ผสานเสียงอื้ออึงในลำคอยามปลายลิ้นของแต่ละฝ่ายผลัดกันสอดเข้าไปกวาดต้อนสิเน่หารสหวานล้ำลึกอันซุกซ่อนที่ต่างรู้ดีว่าดื่มกินอย่างไรก็ไม่สิ้นกระหายแลมิมีวันหมด ท่วงทำนองของครรลองสวาทควรจะดำเนินต่อไปได้ต่อ แต่แล้วกลับถูกขอยุติเอาเสียดื้อๆ จากน้ำเสียงรอดไรฟันสั่นพร่า และกริยาเล่นองค์สะบัดสะบิ้งน่ารักน่าชัง

“พอก่อนนะ ตอนนี้มูนอยากฟัง เต้ยบอกรักมากกว่า ”

“ โห...ค้างเลยอ่ะ วอนโดนนะเตะรู้ไหมทำอย่างนี้ ลงมายั่วให้อยากแล้วจากไป ไม่บ่งไม่บอก ไม่รกไม่รักแม่งแล้ว ” หมาบ้าแสร้งขับเสียงขุ่นๆ แกล้งงอน ทำหน้าคว่ำไปอย่างนั้นชั่วแวบ แต่ท้ายที่สุดก็ขยับปากยอมเอ่ย ประโยคที่เมียอยากฟัง
 
“มูนจ๋า เค้ารักตะเองนะจ๊ะ รักจุงเบย จุ๊บๆ ”

หมาบ้าหนุ่มมักเปลี่ยนประโยคบอกรักเมียเสมอ และวันนี้ก็เดาะใช้ภาษาวิบัติของวัยรุ่น ซึ่งแต่ไหนแต่ไรเมียไม่เคยโปรด แต่วันนี้เขากลับใช้หยอดพร้อมกับจ๊ะๆจ๋าๆมาซะคนฟังพอใจ ทว่าประโยคนี้คงไม่ทำให้เมียอิ่มใจเพียงพอ เท่ากับอีกประโยคที่เขารู้ว่า เป็นเจตนาของการตามลงมาทั้งมวล หาใช่ลงมายั่วให้อยากดังกล่าวเล่นไม่

 “มูนครับ เต้ยรู้ว่ามูนตามลงมาเพื่อปลอบเต้ย  เอาล่ะครับ ต่อไปเต้ยจะพยายามไม่หงุดหงิดคับแค้นใจ หากมีใครมาจุดประเด็นเรื่องลูกนี้อีก เต้ยจะทำใจให้ได้”

“ดีแล้ว ที่จริงมูนวันนี้ไม่ได้เข้มแข็งกว่าเต้ยหรอก แต่มูนทำใจจนเคยชินได้มากกว่า ก็ตั้งแต่วันที่เราคุยเรื่องเจ้าสามตัวนั่นแล้ว แต่ก็มีบ้างบางครั้งนะ ในบางวันที่พอแอบคิดถึงน้ำตาก็ปริ่มๆ วันนี้ก็ยอมรับเลยว่า ถ้าเต้ยไม่บีบมือมูนไว้ น้ำตาก็คงไหลไปแล้ว มูนเองก็อยากมีเจ้าหมาน้อยพอๆกับที่เต้ยอยากนั่นแหละ อย่าลืมสิว่ามูนเสียน้ำตาเรื่องลูกต่อหน้าเต้ยเกือบทุกครั้งที่คุยกัน ..บางทีนะก็แอบคิดว่า รู้งี้ยอมทำตามที่ช้างบอกตอนอยู่ทะเลก็ดี”

“หือ...อีคุณท้าวจัญไร เอ๊ย อีคุณท้าวน้องอัย มันบอกอะไร” เต้ยทิ้งอารมณ์หวาม ขมวดคิ้วถามเมียเสียงสูง ในใจนึกพาลกร่นด่า เพราะเกรงว่าอีคุณท้าวอีบ่าวคู่บุญเชือกนี้ มันสาระแนแนะนำอะไรๆอัปรีย์ให้พระชายามาอีก

“ช้างบอกว่า ให้ไปขอเด็กมาเลี้ยง เป็นลูกบุญธรรม แต่มูนปฏิเสธ เพราะหมาบ้าตัวน้อยต้องมาจากส่วนผสมของมูนกับเต้ยเท่านั้น ซึ่งชาตินี้มันไม่มีทางเป็นไปได้ ช้างมันก็เลย ค้อนแล้วค้อนอีก จนมันคงหมั่นไส้มูน ถึงขนาดจะไปขอยืมปืนหมวดเปรม มายิงขู่พวกผู้หญิงริมหาด ปล้นมดลูก รังไข่ และของสงวนส่วนนั้นมาให้มูน”

“ ฮะ ฮ่าๆ เขาคงควักมาให้มันหรอก”

เต้ยฟังแล้วก็พูดปนหัวเราะลั่นออกมาได้ในทันทีกับความล้นความแก่นแก้วของอีตัวตลกเพื่อนนางเอก แม้บางทีอีนังนี่จะดูไร้สาระ แต่ในความไร้สาระ มันก็กลับมีสาระ ที่เขาไม่เคยคิดถึงแลลืมไปเสียสนิท ครั้นพอได้ฉุกใจคิด ก็เกือบตกปากออกมาให้เมียได้ยินว่า ...น่าลองเหมือนกัน

ถึงจะไม่ใช่อัครพงศธรแท้ๆ แต่ก็ดีกว่าสิ้นอัครพงศธร มิใช่หรือ
ทว่าจะสิ้นหรือไม่สิ้น คงมิใช่เรื่องสำคัญ เท่ากับ จะเสาะหาจากที่ใด

หมาบ้าหนุ่มพอหยุดหัวเราะ ก็เริ่มตกภวังค์เงียบๆอีกครา แล้วหยิบบุหรี่กลีบบัวมวนที่เหลืออยู่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาเตรียมจุดสูบยามครุ่นคิดสิ่งใดที่หนักเกินปกติ แต่ก็ถูกพระจันทร์ขัด ด้วยท่าทีตะแง้วๆที่ระยะหลังชอบกลายเป็นลูกแมวขี้อ้อนตอนอยู่กับหมาสองต่อสอง

“ว๊า สุ ... มวนที่เท่าไหร่แล้วนี่วันนี้ อย่าสูบจัดนักสิ พอเถอะ แล้วเป็นอะไรอีกล่ะเงียบอีกแล้วนะ เมื่อกี้ก็ยังหัวเราะอยู่เลย”

“ไม่มีอะไรหรอก คิดอะไรนิดหน่อย แต่ไม่ได้เงียบอย่างเดียวนะ  เงี่ย.... ด้วย”    หมาบ้าเกเรตอบมาได้ตรงแท้  ยังดีนะที่เว้นเสียงนอหนูไว้ท้ายคำกันอุจาดได้ทัน มิฉะนั้นเจ้าชายคงได้กลายเป็นไพร่สามัญในทันที

“ลามก ไม่คุยด้วยแล้ว อยากสูบก็สูบไป”

“อ่ะ ไม่สูบก็ได้ เมียรักขอทั้งที”

“ถ้าจะให้ดีเลิกเลยก็ได้นะ มูนขี้เกียจมวนบุหรี่ใส่หีบให้แล้ว เออว่าแต่จะถามตั้งนาน สูบแล้วมันดียังไง ไหนลองอธิบายให้มูนฟังสิ”

“ลองเองสิ แล้วจะรู้” เต้ยทำเป็นยื่นบุหรี่มาให้ ส่งสายตาคมวาวเจ้าชู้เกเรเปล่งประกายมาอีกคำรบ พอมูนจะคว้า ก็กลับเลื่อนมือหนี “ ไม่ใช่มวนนี้ ...แต่เป็นมวนนี้อีกมวนต่างหาก หลายวันแล้วนะมูน ”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
‘มวนนี้อีกมวน’ ไยมูนจะมิรู้ว่ามวนไหน เพราะเจ้าของบุหรี่มวนใหญ่กำลังบังคับจับให้มือเสลาสอดเข้าไปใต้ขอบกางกางแพร ส่วนหลายวันที่เต้ยว่า คงมิต้องบอกกันให้มากความว่าว่างเว้นจากสิ่งใด... หลายวันของผัว ดูท่าจะน่าทรมานมากกว่า หลายวันของเมียที่ไม่ถูกบอกรักนัก

“แล้วทำไมไม่ทวง”  มูนย้อนผัวด้วยประโยคเดียวกันกับที่ผัวใช้เมื่อครู่...ผัวเองก็ใช่ย่อยลอกประโยคเมียย้อนมาทันควัน

“ของอย่างนี้ต้องทวงกันด้วยเหรอ”

หะแรกมูนก็ตั้งใจว่าจะขัด ทว่าบทพระคาถาสามีจิปฏิปัณโนที่อีคชสารช้างทรงมันครอบให้ ดันกลับมาดังกลางสมอง ตอกย้ำให้โอนอ่อน แม้จะมิวายอายเอียง และด้วยความที่ถูกเต้ยกอดอยู่ การล้วงจึงกระทำมิได้สะดวกนัก มูนจึงลุกจากตักมานั่งข้างๆเพื่อความถนัด ล้วงลงไปให้ลึกสมดังใจ จนได้สัมผัสบุหรี่มวนใหญ่ของเต้ย ทว่าเป็นพญาอสรพิษตัวเขื่องตามตนเองเรียก ที่กำลังรอท่าซ่อนตัวสงบนิ่งในผืนป่านุ่มมือราวกำมะหยี่ คงเพราะด้วยอารมณ์ที่คั่งๆค้างๆเมื่อกี้ แลพอครั้นส่วนเศียรได้ถูกทักทาย เนตรเดียวที่มีอยู่ก็ปรือขึ้น แลเริ่มพองตัวรวดเร็ว แผ่พังพานผงกหัวฉกสู้มือเป็นระวิง นี่ถ้าหากได้คลายปมกางเกงแพร พญาอสรพิษคงมิแคล้วผงาดง้ำเกินเสาค้ำศาลาเป็นแน่

ผงาดน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าวันนี้ถูกบังคับกดหัวให้ครอบปากลงไป ....พญาอสรพิษไยจะมิฉกปากแตก

คนล้วงคิดไป มือน้อยๆก็ยังหยอกล้อเล่นหัวพญาอสรพิษไปเรื่อยๆ มณีน้อยยอมรับว่าสนุกมืออยู่เหมือนกัน แต่ถึงจะสนุกอย่างไร ก็หาใช่จะสนองพระบัณฑูรในพระสวามี ฤาว่าแม่มณี คงอยากจะโดนผัวเตะจริงๆ ซะแล้ว

“ไว้รอให้มืดๆ... เอ๊ะ แต่คิดอีกทีรอให้พ่อให้แม่กลับไปก่อนดีกว่านะ”

“โธ่โว้ยยย ให้มันได้อย่างนี้สิอีคุณขี้ อยากโดนเตะนักใช่ไหม อ้างนู่นอ้างนี่อยู่ได้ เหอะ ทำให้ค้างแล้วทิ้งไว้ พอเขื่อนแตกทีไร ก็บ่นว่าสำลักน้ำเกือบตายห่าทุกที ” เต้ยย่นจมูกงองแงจริงๆเข้าแล้ว นี่ถ้าเป็นเด็กๆ คงไม่แคล้วลงไปนอนดิ้นแถกๆกับพื้น เหมือนที่แม่ผัวเล่าตอนจะเอาของเล่น แม้จะไม่เห็นภาพ หากก็เดาได้ว่าคงหนักเอาการ แต่ถึงจะหนักยังไงก็คงไม่เท่าตอนนี้ ตอนที่ถึงวัยเล่นเมียแทนเล่นของเล่น

“มอ นอ จอ... มะ นี จัน ยอมซะดีๆ”

“ไม่เอา ไม่ยอม นี่กลางวันแสกๆนะ”

“จะเอา ....ต้องยอม ไหนว่าจะไม่ขัดใจเรื่องนี้อีกไงวะ กลางวัน กลางคืนก็เหมือนกันแหละ”

หมาบ้าคำราม ก่อนจะใช้วงแขนตะครุบ ทว่ามีหรือจะคว้าทันพระจันทร์จอมยั่ว ที่รู้ทางหนีที่ไล่ ลุกพรวดออกไปก่อน จนหมาตะครุบอากาศว่างเปล่า แต่เมียรักก็ไม่ได้หนีไปไหนไกลเลย ก็แค่วิ่งวนรอบๆตัวผัวเท่านั้นแหละ  และนี่ก็ทำให้ผัวเลิกงองแง ยิ้มออกมาได้อย่างกว้าง ตอนคว้าบั้นเอวมาตระกองกอดไว้เหมือนเดิม โดยมิต้องออกแรงอะไรมากมายเลย

ดูดู๊ ดูเอาเถิด ปากบอกไม่เอาๆ ...แต่ไยยอมให้ผัวจับได้ง่ายดายซะนี่ ไม่ขัดไม่ขืน  ผิดกับสมัยก่อนลิบลับ

ผัวไยจะมิรู้ ถ้าปากเมียบอกไม่เอาจริงๆ ป่านนี้วิ่งน้ำบานไปแล้ว มิใช่วิ่งอยู่ใกล้ๆ วอนโดนน้ำสาด.. เต้ยยังรู้เสียยิ่งกว่ารู้ว่า การเล่นองค์บ่ายเบี่ยงของมูน กระทำแค่ตบตา แต่แท้จริงมูนกำลังช่วยกระพือสวาท เพื่อชดเชยให้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งที่ขาดหาย เวลาถวายงานจะได้สนองอย่างถึงที่สุดไปตามไฟสิเน่หาอันร้อนแรงทบเท่าทวีคูณของตนนั่นเอง

นัยของเมียมิได้ซับซ้อนดั่งเคยเลยสักนิด มันจับได้ง่าย ยิ่งกว่าสัญญาณไวไฟและสามจีซะอีก

“ยั่วอย่างนี้ ระวังจะเดินขาถ่างเหมือนตอนอยู่ที่ทะเลนะ” เต้ยฟัดซอกคอเมียกลางศาลาไม่ยั้งแล้ว เมียก็ได้แต่ร้องบ่ายเบี่ยง หลบๆเลี่ยงๆ กลิ้งไปกลิ้งมาในอ้อมกอด แต่จนแล้วจนรอด ก็มิได้เบี่ยงตัวออกห่างอกผัวแลริมโอษฐ์เจ้าชู้เกินกว่ามิลลิเมตร

“ไม่ได้ยั่วสักหน่อย ไม่เอาน่า เดี๋ยวคนเห็น ... อย่านะ ”

‘อย่านะ’ ของมูนในยามนี้ คงมีความหมายแค่ตัวอักษร เพราะผัวรู้ดีว่าอย่านะที่ออกมาจากปากเมีย มันน่าจะหมายถึง ‘อย่าช้า’ จึงเสนอทางเลือกรวบรัดตัดบทมาให้

“ถ้ากลัวคนเห็น งั้นก็ขึ้นห้องสิจ๊ะ ”

“ไม่เอา เดี๋ยวร้องเสียงดัง พ่อกับแม่ ตกใจหมด”

“อีเยอะ จะยอมผัวหรือไม่ยอม ถ้าไม่ยอมพี่จะปล้ำให้หนำใจ แดดมันร้อน เต้ยหน้ามืดแล้วโว้ยยย วันนี้ขอข่มขืนเมียตัวเองสักวันเถอะวะ”

“เต้ยนี่ อย่าตะโกนดังสิ” มูนพูดจบก็ซัดเพี๊ยะเข้าที่แขนผัว เอี้ยวตัวมาค้อนขวับด้วยกริยาสาวแตกสะพรั่ง แล้วหันมาให้คำตอบกลั้วหัวเราะทีเล่นทีจริงที่ผัวฟังแล้วต้องแผดเสียงสรวลลั่นในทันที

“ยอมก็ได้...แต่เต้ยต้องทำให้เหมือนข่มขืนจริงๆนะ ไม่งั้นน่าดู”

“ฮะ ฮ่าๆๆๆ ไอ้พระจันทร์บ้า ... ไปเร็วขึ้นบ้าน แดดแม่งร้อน เดี๋ยวเจ้าชายอารมณ์เสียเปลี่ยนใจไม่ข่มขืนไม่รู้ด้วยนะคร๊าบ ”

แล้วเสียงหัวเราะสดใสแห่งคู่ผัวเมียอัครพงศธรก็ดังระเรื่อขึ้นไปทั่วทั้งศาลาท่าน้ำ พร้อมกับวงแขนที่ผัวใช้ช้อนร่างเมียขึ้นมาโอบอุ้ม มิต่างอะไรกับเจ้าบ่าวที่จะพาเจ้าสาวเข้าเรือนหอ  ตั้งใจจะเดินออกจากศาลา ฝ่าแดดเปรี้ยงๆ แต่แล้วก็กลับชะงักเท้าหยุดอยู่ที่เดิมวางเมียลงซะอย่างนั้น   

“มูนว่าไหม ทำไมวันนี้แดดแรงจัง ร้อนฉิบหาย เดี๋ยวค่อยขึ้นบ้านกันดีกว่า”  หมาบ้ายุติเรื่องพาเมียไปข่มขืน เปลี่ยนใจไม่อยากขึ้นบ้านซะอย่างนั้น

  “นั่นสิ แต่เอ๊ะ เต้ย ดูสิ วันนี้พระอาทิตย์ทรงกลด”

“ไหน ขอดูสิ”

เต้ยนึกแปลกใจตนเองอยู่เหมือนกันที่ให้ความสนใจปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกินกว่าเหตุ พอๆกับมูน ที่ยังจับจ้องมองพระอาทิตย์ทรงกลดด้วยตาเปล่า จนทั้งสองรู้สึกตาพร่าถึงได้หยุดมอง แต่ที่ไม่หยุด คือลางสังหรณ์อันเป็นสัญชาติญาณ ที่บังเกิดขึ้นโดยมิได้รับเชิญแลมนุษย์ทุกคนพึงมี

“ลางอะไรหรือเปล่า นานแล้วไม่เคยเห็น พระอาทิตย์ทรงกลด”

“ลางเลิงอะไรกัน ปรากฏการณ์ธรรมชาติน่ะ”

เต้ยบอกปัดไปอย่างนั้น ทั้งๆที่ใจจริงแท้ก็เริ่มคิดเช่นเดียวกับเมีย...ตอนเขาลงมาคนเดียว ก็รู้สึกแค่ว่า แดดร้อนอย่างกับถูกไฟเผา มิได้แหงนหน้ามองบนฟ้าเลยไม่เห็นพระอาทิตย์ทรงกลด  ปรากฏการณ์ธรรมชาติแปลกตาอาจนำอะไรบางอย่างที่มาเหนือธรรมชาติมาเยือน

สังหรณ์มันมีคล้ายๆกันว่า น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก
ทว่าต่างกันนิดเดียวตรงที่ อะไรที่อาจจะเกิดขึ้น ...มันน่าจะเกี่ยวกับเขาและเมียโดยเฉพาะ

จู่ๆ ลมชายคลองก็พัดวูบ และในวูบหนึ่งนี้เองก็พาไอร้อนผ่าวอบอ้าวก้าวเข้ามาถึงใจกลางศาลา แลพัดพาเสียงอ้อๆ แอ้ๆที่ดังมาจากกลางคลอง

เต้ยกับมูนเบนสายตาไปจับจ้องยังต้นเสียงทันใด แลคงเป็นเพราะจ้องพระอาทิตย์ทรงกลดเมื่อครู่ ตาทั้งสองข้างและทั้งสองคู่ จึงเห็นภาพกลางคลองมิชัดในทีแรก ทว่าในความพร่ามัวที่เห็น เสมือนมีแสงจ้าๆกลุ่มใหญ่ลอยอยู่กลางคลอง ครั้นพอขยี้ตา ภาพที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ก็กลับเป็นเรือบดลำน้อย แล่นลอยอยู่กลางผืนน้ำ แหวกพยับแดดที่ส่องประกายแสงตกกระทบระยิบระยับ แต่เรือมันจะมีความน่าสนใจอันใด  มองอย่างไร มันก็เป็นแค่เรือ ร่างน้อยๆเจ้าของเสียงอ้อๆแอ้ๆอยู่บนเรือต่างหากเล่านั่นแหละที่ควรมอง  แลร่างนี้ก็สะกดสายตาสองผัวเมียให้อยู่กับที่เบนหนีไปไหนมิได้อีกแล้ว

 “ตะ เต้ย นะ นั่น เด็กใช่ไหม”

“ชะ ใช่ เด็ก เด็กจริงๆด้วย”

ด้วยความที่ยืนอยู่บนศาลา จึงเห็นชัดเสียยิ่งว่าในใจกลางเรือลำน้อย เด็กคนนี้คือสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียว กำลังชูไม้ชูมือยกเท้าถีบอากาศในผ้าห่อร่างสีแดงสดล้อแสงตะวัน  คาดการณ์จากสายตาน่าจะประมาณขวบกว่าๆ  เด็กคนนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ไยพ่อแม่ จึงปล่อยปะละเลยถึงขนาดนี้ พ่อแม่ประสาอะไรทิ้งลูกไว้ในเรือ แล้วพ่อแม่หายไปไหน ปล่อยให้เรือลอยมาได้อย่างไร ยังดีที่ลอยผ่านหน้าบ้านสวน.. ในมุมกลับกันถ้าหากพ่อแม่มิได้เผลอเล่า เด็กคนนี้คงมิแคล้วเข้าข่ายถูกทิ้ง ต้องตำรา หนังจักรๆวงศ์ๆ ที่ “พระโอรส หรือ พระธิดา” โดนเนรเทศลอยแพ หาว่าเป็นกาลกิณีแน่แท้

หลากคำถาม หลากความเป็นมาสารพัดจะคาดเดาเอาคำตอบได้ยังวิ่งวนอยู่ในหัวมูนมิหยุด หากก็สงบลงชั่วคราว เพราะเต้ยกับมูนตระหนักได้ว่า ในเวลานี้สิ่งที่ควรให้ความสำคัญที่สุด คือเด็กอยู่ในเรือคนเดียว ถ้อยคำกลางสมองของสองผัวเมียจึงมีแค่ ....อันตราย!!

“มูน....เต้ยจะไปลากเรือเข้าฝั่งก่อน เดี๋ยวเด็กตกน้ำไป ”

“ดีแล้วเต้ย...ปล่อยไว้จะอันตราย เราเองก็จะบาปไปด้วยเปล่าๆ ลากเรือเข้าฝั่งก่อน แล้วค่อยว่ากัน”

เพราะจิตใจที่เปราะบางอยู่แล้วเรื่องเด็กละมัง นิ่งเฉย ปล่อยไปตามยถากรรมจึงมิใช่ทางเลือก เต้ยกับมูนจึงมิรู้ตัวว่ากำลังส่งความเป็นห่วงไปเป็นใยให้กลางคลองเกินล้นเหลือ   และยังไม่ทันจะสิ้นประโยคของมูนดี เสียงเรือหางยาวก็ดังกระหึ่มมาแต่ไกล แม้จะไม่รู้ว่ามาจากทิศทางไหน แต่หัวใจของมูนกับเต้ยก็ร่วงลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว

รถอยู่บนถนนยังวิ่งชนกันได้ ...นับประสาอะไรกับเรือในคลอง
เรือเล็กไม่มีคนบังคับย่อมตกเป็นเป้านิ่ง....อย่างนี้แล้ว ชีวิตน้อยๆคงมิแล้วดับสูญ

“ฉิบหายแล้วมูน”

เต้ยสบถลั่นและมิต้องรอให้สมองสั่งการอีกแต่ประการใด กระโดดลงคลองไปทั้งเสื้อขาวกางเกงแพร มุ่งหน้าไปยังเรือลำน้อย ที่มีเสียงอ้อๆแอ้ๆ ดังอยู่ตลอด  ตามมาด้วยเสียงโกญจนาทบาดขั้วหัวใจครืนๆที่ถี่กระชั้นใกล้เข้ามาทุกๆขณะ

ครั้งนี้คงเป็นอีกครั้งในชีวิตที่เต้ย ว่ายน้ำได้เร็วที่สุด คลองแม้จะมิกว้างมาก แต่ก็หาใช่ว่าจะแคบ แถมยังต้องว่ายทวนน้ำตามทางเดียวกับเรือ หากก็มิครณาแรงเต้ยนัก  แต่ที่ทำให้แทบทนไม่ไหวคือน้ำในคลองมันดันร้อนราวกับน้ำเดือดและยิ่งใกล้เรือเข้าไปเท่าไร อุณหภูมิของน้ำก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นเป็นลำดับ

ความร้อนแผ่มาจากลำเรือหรืออย่างไร ... ถ้าใช่เรือลำนี้คงบรรทุกลูกไฟ กำจายอณูความร้อนแรงทั่วทั้งคลอง

‘ทำไมน้ำร้อนจังวะ’ แม้จะอยู่ในวินาทีหน้าสิ่วหน้าขวาน เต้ยก็อดเปรยในใจมิได้ และด้วยความเป็นห่วงที่ฉุดรั้งไว้ไม่อยู่ จึงทำให้เขาตะโกนออกไปเป็นเสียงลั่น และคนที่พูดด้วยก็เสมือนจะผงกหัวมายิ้มรับ อย่างกับรู้ภาษาที่เต้ยส่งมา

“หนูน้อย พี่จะพาเข้าฝั่งเอง...รอพี่ก่อน พี่มาช่วยแล้ว ”

แล้วมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นทันใดในความรู้สึก น้ำในคลองเมื่อครู่ที่บ่นว่าร้อน กลับเย็นลงได้รวดเร็ว เพียงเพราะคำว่า ‘พี่มาช่วย’ ราวกับมีใครเอาก้อนน้ำแข็งมหึมาหลายร้อยหลายพันก้อนมาทุ่มทิ้งลงคลอง แต่ยามนี้เต้ยคงไม่ต้องการหาคำตอบเรื่องอุณหภูมิน้ำอีกแล้ว เพราะอีกมิกี่ห้วงแขนก็จะถึงเรือบดลำน้อย  เป็นช่วงเวลาเดียวกับหัวเรือหางยาวโผล่พ้นหัวคุ้งมาพอดีและพุ่งหน้าเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูง ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาดคือตำแหน่งของเรือน้อยมันลอยขวางทางเรือหางยาว ด้วยเหตุนี้ เต้ยจึงกระโจนสุดช่วงตัว คว้ากาบเรือไว้มั่น แล้วใช้แรงที่มีทั้งหมดรีบดันเรือน้อยให้พ้นวิถีเรือหางยาว ส่วนตัวเขาดันตกอยู่ในทิศทางเรือหางยาวนั้นซะเอง

“เต้ย ระวัง!!!”

มูนตะโกนลั่นศาลา หัวใจที่ตกอยู่ตรงตาตุ่ม ถึงคราวกระเด็นร่วงลงไปในคลอง ชีวิตน้อยๆปลอดภัยแล้วก็จริง หากชีวิตเต้ยนี่สิกำลังอยู่ในเงื้อมมือเพชรฆาตที่พร้อมจะประหัตประหารด้วยแรงปะทะและใบพัดคมกริบ อย่างนี้มันจะคุ้มกันหรือ

“ไม่นะ เต้ยยยยย”

เต้ยได้ยินเสียงเมียร้อง แต่ยังทำอะไรมิถูก ร่างทั้งร่างชาดิก คล้ายจะหมดเรี่ยวแรงเคลื่อนไหว เมื่อภาพหัวเรือหางยาวเจ้ากรรมเข้ามาใกล้ไม่ถึงสองช่วงแขน เสียงเครื่องยนต์เรือดังสนั่นจนแสบแก้วหู แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปนั้นสายตาของเต้ยก็พลันไปจับกับแสงวูบวาบจากเปลวแดดอันกระทบน้ำกลางคลองพร้อมเสียง ‘แอ้’ ที่ดังกว่าเสียงเครื่องยนต์ และในวาบหนึ่งนั้นเอง อาการตะลึงก็มลาย เรี่ยวแรงและความว่องไวกลับคืนมาจากไหนมิรู้ รู้แต่มันมหาศาลพอที่จะถีบน้ำ เบี่ยงตัวออกไปจากทิศทางเรือหางยาวภายในเสี้ยววินาทีนั้นเอง 

 “ขับเรือประสาเหี้ยอะไรวะ ไอ้สัตว์”

เสียงด่าขรมดังลั่นคลองไล่หลังเรือหางยาวที่แล่นไปไกลด้วยความเร็วแล้ว นั่นแสดงว่าถ้ายังมีฤทธิ์ด่าได้ หมาบ้าย่อมไม่เป็นอะไร มูนเองก็เข่าแทบทรุดกับภาพหวาดเสียวเมื่อครู่ พอได้สติก็กระโจนลงคลองไปบ้าง กระทุ่มน้ำว่ายเข้าไปหาเต้ยทันที

“เป็นอะไรหรือเปล่าเต้ย มูนใจหายหมด นึกว่าจะเสียเต้ยไปซะแล้ว”  มูนพูดพลางน้ำตาแห่งความตกใจระคนยินดีก็ผสมปนเปกับน้ำในคลองพลาง โผเข้ากอดเต้ยแน่นที่ยืนได้แล้วบนน้ำตื้น

“เต้ยไม่เป็นไรหรอก อย่าเพิ่งสนใจเต้ยเลย เรารีบไปดูเด็กคนนั้นดีกว่า” เต้ยตัดบท สลัดความตกใจ แล้วรีบว่ายน้ำไปยังลำเรือ เพื่อดึงขึ้นฝั่ง มูนเองก็รีบเข้าไปช่วย จึงกระทำได้อย่างง่ายดายเพราะสองแรงอีกทั้งยังลากตามน้ำ มิได้ทวนน้ำ และนี่ก็ทำให้มูนนึกบางอย่างออกในทันใด

“เต้ย เมื่อกี้เต้ยสังเกตอะไรไหม”

“ไม่มีเวลาสังเกตอะไรทั้งนั้นแหละมูน เป็นห่วงเจ้าหนูนี่จะตาย ” เต้ยตอบปนหอบ ระบายลมหายใจออกมาได้ แล้วยันกายขึ้นมานั่งพักบนขั้นบันได ชะโงกหน้าไปมองเจ้าตัวต้นเรื่อง ที่นอนอยู่กลางเรือเปียกน้ำโซก

 “ เกือบไปแล้วนะ ไอ้เวร ...แน่ะ ดู ทำมาหัวเราะ ดูสิมูน ดูมัน ไม่ใช่เรื่องสนุกนะโว้ย”

“แอ๊ะ ... แอ้”

เสียงน้อยๆ เสียงนี้ คงแทนเสียงหัวเราะชอบใจที่มีให้ชัดเจนที่สุด มูนจึงชะโงกหน้าไปดูในเรือบ้าง ก็เห็นว่า ‘ไอ้เวร’ ของเต้ย มันสมควรเรียกว่าไอ้เวรจริงๆ เพราะผ้าที่ใช้ห่อร่างมันเปิดออกเผยให้เห็นความเป็นเด็กชายหรา แต่คงมิสะดุดตาเท่ากับดวงหน้า ที่กำลังแย้มยิ้มให้มูนกับเต้ยอย่างเปิดเผย

เด็กชายคนนี้มีเค้าหน้าหวานปนคมคายนัก ไรคิ้วอ่อนๆไล่สีน้ำตาลอมทองเป็นระเบียบมิแตกแถวให้ผู้พบเห็นขัดใจ อยู่เหนือดวงตาสีฟ้าครามน้ำทะเลใสและถ้าตามูนมิฝาดคล้ายจะมีสีอำพันสอดแทรก แถมยังเพิ่มความตรึงตาด้วยขนตาเริ่มหนาฉายแววงอนงามงดราวอิสตรี ปากบางๆแดงสดอย่างกับสีพระอาทิตย์แรกอรุโณทัยส่งเสียงร้องอ้อแอ้มิหยุด รับกับรอยบุ๋มเล็กๆเป็นลักยิ้มทรงเสน่ห์ ที่ใครเห็นแล้วก็ต้องโดนเสน่ห์หลงรักเพราะยิ้มแน่นอน

ไอ้เวรของเต้ยมันมีเครื่องหน้างามราวกับจิตรกรเอกของโลกมาบรรจงวาดลงไปให้ด้วยมือ แถมยังช่วยระบายสีผิวกายเป็นสีหม้อใหม่ คล้ายกับพระเอกในนวนิยายหลายเรื่องของคุณพนมเทียนยามบรรยายชาวอารยัน

เจ้าเด็กน้อยมันจะรู้ตัวไหมว่า นอกจากดวงหน้าที่ ‘สะดุดตา’ เต้ยกับมูนแล้ว... ‘ต้องตา’ ยังมีมาให้มันอีกประการ
และก็เดาได้เลยว่า ‘ถูกชะตา’ จะตามมาในอีกมิช้า

“เขายิ้มกับเราด้วยเต้ย”

“ใช่มูนเขายิ้มให้เราสองคน ...ไอ้นี่มันดวงแข็งแท้ๆ เหมือนมันไม่กลัวตาย หัวเราะอยู่ได้ ฮะ ฮ่า มันน่ารักนะมูน”

“ใช่ น้องเขาน่ารักมากเลยเต้ย ฉายแววหล่อตั้งแต่เด็ก ดูจากรูปร่าง คงจะประมาณขวบกว่าๆ สีผิวสีตา น่าจะเป็นลูกครึ่ง  ” 

“เออใช่ สงสัยจะเป็นลูกของนักท่องเที่ยวที่มาพักตามรีสอร์ทแถวนี้”

“อย่าเพิ่งคาดเดาเลยเต้ย พาเด็กขึ้นบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่า”

“ครับผม”

เต้ยรับคำ ช้อนร่างเจ้าหนูน้อยขึ้นมาอุ้ม ซึ่งเจ้าหนูนี่ก็ไม่ขัดขืนเลยสักนิด ดูท่ามันเหมือนจะกระดี๊กระด๊าด้วยซ้ำ  แล้วเดินนำหน้ามูนขึ้นมายังบนศาลาท่าน้ำ ดึงผ้าห่อร่างที่เปียกโซกของเด็กออกมาฝากมูนไว้  แล้วก็ต้องขมวดคิ้วซึ่งก็เป็นลักษณาการเดียวกับมูน เพราะเด็กคนนี้ มีจี้พร้อมสร้อยห้อยคอแปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แถมยังมีรอยตำหนิตามธรรมชาติ ที่เรียกกันว่า ‘ปาน’ สัณฐานคล้ายของสูงบนฟ้าบนหน้าอกข้างซ้าย

“ปานรูปพระอาทิตย์..และนี่ก็จี้รูปพญานาคพันกงจักร” ผัวเมียหลุดปากมาแทบจะในวินาทีเดียวกัน แถมกล่าวเหมือนกันแทบจะไม่ผิดเพี้ยน เจ้าเด็กน้อย ก็อ้อๆแอ้ๆ เรียกร้องความสนใจลั่นมิหยุดหย่อนจากสองผัวเมียที่กำลังยืนตะลึงครุ่นคิดเพราะติดใจไปคนละเรื่อง

 เต้ยนั้นไม่ติดใจเรื่องปานเท่าไหร่ เพราะเขากำลังสงสัยว่าแสงวาบที่เห็นตอนแรก มันเป็นแสงจากจี้หรือแสงแดดกันแน่ ส่วนมูนน่ะหรือก็เพ่งพินิศแต่ปานไม่ละสายตาไปไหน แล้วก็พูดในเรื่องที่ผัวไม่ค่อยเข้าใจมาว่า

“เป๊ะเลยเต้ย เป๊ะเลย พล็อตหนังจักรๆ วงศ์ๆเป๊ะเลยเต้ย ...สงสัยบ้านสวนจะได้ต้อนรับเจ้าชายโดนเนรเทศซะละมัง”

“พูดอะไร เต้ยงง” หมาบ้าขมวดคิ้วเช่นเคย ถามงงๆ มูนก็มิได้ไขคำตอบอะไรให้นอกจากถามกลับ

“ช่างเถอะ ...ว่าแต่ที่มูนถามเมื่อกี้น่ะว่าสังเกตอะไรไหม แล้วเต้ยบอกว่าไม่มีเวลาสังเกตนั่นน่ะ มูนจะบอกให้เลยก็ได้ว่า  เรือของเจ้าหนูนี่ มันลอยทวนน้ำ ตอนผ่านหน้าศาลาบ้านเรา ก่อนที่เราสองคนจะไปดึงเรือเข้ามา”

“เฮ้ยยย มูนพูดเป็นเล่น เป็นไปไม่ได้ มูนก็เห็นว่าไม่มีคนพาย เรือจะลอยทวนน้ำได้อย่างไร” หมาบ้าตกใจจริงๆ มิค่อยอยากเชื่อนัก แต่วิสัยเมียมีหรือจะโกหก

“ไม่เล่น พูดจริง”

“ ถ้างั้นเรื่องนั้นช่างมันก่อน เดี๋ยวเราสองคนค่อยนั่งคุยกัน เต้ยเองก็มีเรื่องแปลกๆ ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าจะเล่าให้มูนฟังเหมือนกัน  พาเด็กนี่ขึ้นบ้านก่อนอย่างที่มูนบอกเถอะ แล้วเราจะได้ปรึกษาพ่อกับแม่ว่าเราจะทำไงต่อดี ”

หมาบ้าปิดบทสนทนาทั้งมวล ตระกองกอดเจ้าเด็กน้อยแน่นขึ้นกว่าเดิม ก้าวนำเมียออกจากศาลาท่าน้ำ และเพียงเท่านั้น เท่านั้นแหละ อากาศร้อนอบอ้าวก็ยุติลงพลัน พร้อมๆกับแดดแรงที่หุบลงอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับพระสุริยาทิตย์จะทรงหรี่แสงองค์เองให้ฉะนั้น

เป็นไปได้ไหมที่พระอาทิตย์ทรงกลดร้อนแรงที่ทอแสงมาครึ่งวัน ...จะทรงยุติการโคจร
ฤาว่าพระอาทิตย์จะสงบฤทธิ์ลงมาพักพิง ณ บ้านสวนอัมพวานี้เอง

“อ้าวเฮ้ย พี่เต้ย พี่มูน ไปเอาลูกใครเขามา”

สำเนียงเสียงแตกหนุ่มปนเหน่อแม่กลองหน่อยๆ ดังขึ้นทันทีที่เต้ยกับมูนยังมิทันจะเหยียบย่างขึ้นบันไดบ้าน เจ้าของเสียงหรือเจ้ามอส โผล่หัวพร้อมผมตั้งๆที่แทบไม่ต้องเซ็ททรงอันใดให้เปลืองเจลหลังจากเจอแม่พี่มูนเมื่อคืนออกมาจากระเบียงนอกชาน แล้ววิ่งจนไม้กระดานเรือนลั่นลงมารับถึงหัวบันไดใต้ซุ้มประตูเถาชมนาถ

“คุณลุงเอก ท่านให้ลงมาตามพอดี เพราะว่าพี่เดชมารอแล้ว”

เจ้ามอสกล่าวต่อ ยกพ่อพี่มูนให้เป็นท่าน เพราะท่านของมัน ให้ค่าทำขวัญเป็นแบงค์พันที่ถูกเมียท่านหยอก และแบงค์พันนี้เองก็เรียกขวัญมันได้ชะงัด มิต้องไปวัดรดน้ำมนต์พึ่งหลวงพ่อของป้าเมี้ยนให้เสียเวลาแต่อย่างใด เจ้ามอสยังชะเง้อชะแง้ แลสายตาก็จับจ้องไปยังเด็กน้อยมิวาง

 “แล้วนี่ลูกใครครับเนี่ย หน้าตาน่ารักจัง ว่าแต่ทำไมพี่เต้ยกับพี่มูนตัวถึงได้เปียกโซกอย่างนั้น”

“อย่าเพิ่งถามอะไรพี่สองคนเลยมอส รีบไปบอกป้าเมี้ยนให้ไปเอาเบาะในตู้ แล้วเอาผ้าเช็ดตัวมาให้พี่สองคนกับเจ้าหนูนี่ด้วยที่หอนั่งเร็วเข้า”

มูนกล่าวรวบรัดตัดบทแทนเต้ย ไม่ตอบคำถามน้อง มิสนใจว่าใครมาตามให้ไปพบใคร น้องแม้นจะยังสงสัย แต่ก็รีบวิ่งแยกไปหาป้ามันตามคำสั่งของมูน แล้วทั้งสองก็ก้าวขาฉับๆ เดินขึ้นบ้านมาถึงยังหอนั่งที่เหล่าบรรดาบังเกิดเกล้ายังนั่งอยู่กันครบ พร้อมด้วยอาคันตุกะเพิ่มมาอีกสอง หนึ่งคือเจ้าอัศวินหน้าตี๋ ส่วนอีกหนึ่งคงไม่แคล้ว เป็นน้องชายต่างมารดาที่มารอพบตนอยู่นั่นเอง ใจอยากจะเข้าไปโอภาปราศรัย แต่ดันมีเสียงทักเปิดประเด็นมาแทรกซะก่อน 

“เฮ้ย ไอ้เจ้าเต้ย ลงไปกันแป๊บเดียว ขึ้นมาอีกทีมีลูกซะแล้ว ทันใจพ่อจริงๆ”

คุณเมฆนั่นเองที่ทักขึ้นเป็นคนแรก แล้ววางแก้วกาแฟพลัน ยามได้เห็นลูกชายกับศรีสะใภ้ พาเจ้าตัวน้อยทียังมีทีท่ากระดี๊กระด๊าในอ้อมอกเดินเข่าเข้ามาถึงกลางพรม ส่วนคุณวาสิฏฐีมิได้เล่นเช่นสามี แต่ยิงคำถามเป็นจริงเป็นจัง

“ไปเอาลูกใครเขามาตาเต้ย ”

“เก็บได้จากกลางคลองครับ”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“ห๊า”

คุณเมฆ คุณวาสิฏฐี และท่านทูตเอก อุทานพร้อมกันในทันใด มิอยากจะเชื่อหูในสิ่งที่ได้ยินจากปากเต้ยนัก แต่ครั้นพอได้เห็นมูนพยักหน้าสำทับคำพูดผัว จากที่ไม่อยากจะเชื่อก็จำต้องเชื่อ ลูกชายอาจจะเจ้าเล่ห์ ทว่าลูกสะใภ้คงไม่ใช่

“เป็นไปได้ยังไงลูก ไหนเล่าให้พ่อให้แม่ฟังสิ”

“ได้ครับ แต่ขอเช็ดตัวก่อน”

เต้ยบอกปัด ประจวบเหมาะกับที่ป้าเมี้ยนและเจ้ามอสหอบผ้าเช็ดตัวอีกทั้งเบาะมาตามคำสั่งของมูนพอดี สองผัวเมียรับผ้าเช็ดตัวมาเป็นอันดับแรก แต่มิได้เอามาเช็ดตัวเองหรอก ทั้งสองพร้อมใจกันคลี่ผ้า ซับน้ำห่อร่างเล็กๆผู้ครอบครองเจ้าของผิวสีแปลกตาโดยมิได้นัดหมาย สัญชาตญาณหรือสิ่งอื่นใด ทำให้คู่ผัวเมีย ห่วง ‘เด็ก’ มากกว่าห่วงตัวอีกครา

“เช็ดตัวก่อนนะไอ้เวร เปียกโซกอย่างกับลูกหมาตกน้ำ เดี๋ยวเป็นหวัด”

หมาบ้าหนุ่มเปรยขึ้น ยักคิ้วให้ไอ้เวรที่ตัวเขาจัดแจงเตรียมวางมันลงบนตักกว้างเพื่อที่เขากับเมียจะเช็ดตัวให้มันได้สะดวก ส่วนไอ้เจ้านี่ก็ดูเหมือนจะกระดี๊กระด๊าหนักกว่าเก่า มิรู้ว่าเป็นเพราะมันพอใจที่มีคนเอาใจใส่ หรือถูกใจที่เต้ยยกให้มันเป็น ‘ลูกหมา’ ตกน้ำกันแน่  หากถ้าเป็นประการหลังเล่า เด็กตัวเท่านี้ มันจะรู้ภาษาอะไรได้เร็วขนาดนี้เชียวหรือ

‘พ่อหมา’ คงไม่ทันสังเกต... ทว่า ‘เมียหมา’ เห็นได้ชัดเลยว่า หน้าของไอ้ ‘ลูกหมา’ มันบานเสียยิ่งกว่าบาน
หรือว่าไอ้เวรของเต้ยมันจะรู้ภาษา อยากเป็นลูกหมาจริงๆ

แต่แล้วก็มีเหตุให้ไอ้ที่แค่คิดว่ารู้ภาษาน่ะ มันยังคงน้อยไป เพราะเจ้าหนูน้อยที่คงอยากเป็นลูกหมา ดันกระดกตัวขึ้นมาปีนป่าย ใช้สองแขนเล็กๆตะกายโอบรอบคอเต้ยแน่น แล้วปากน้อยๆของมันก็ยื่นมาจูจุ๊บข้างแก้มเต้ย ก่อนที่ตัวทั้งตัวจะโผไปหามูนบ้างแล้วกระทำเฉกเดียวกันรวดเร็วต่อหน้าทุกๆคน การกระทำแบบนี้ มันทำได้อย่างไรกัน

ยุทธวิธีอ้อล้อแบบนี้ ใครสอนมัน ฤามันเป็นเองโดยสัญชาตญาณ
ถ้าหากใช่ สัญชาตญาณของมันก็นับว่าเยี่ยมยอด ...ยอดเสียจนแยบยลจนคำว่า ‘ถูกชะตา’ กำเนิดเกิดตามมาจนได้

เจ้าเด็กนี่ มันช่างเลือกคนประจบประแจงโดยแท้!!

“ไอ้ขี้ประจบ สู่รู้ สอพลอ แหม รู้จักเลือกคนอ้อนด้วยนะ”

เจ้ามอสสอดขึ้นจากทางด้านหลังมูน ทรุดกายลงนั่งมิห่าง ครั้นพอมันอ้าปากจะพูดต่อ มันก็ต้องร้อง ‘โอ๊ย’ แทน เพราะมือเล็กๆที่โอบคอมูนอยู่นั้น ดันฟาดไปกลางหน้ามันดัง ‘เพี๊ยะ’ ท่ามกลางเสียงหัวเราะลั่นของทุกๆคนที่เห็นเหตุการณ์ โดยเฉพาะเจ้าของฝ่ามือที่กำลังส่งเสียง แอ๊ะๆ คล้ายจะเป็นเสียงหัวเราะเย้ยหยันของมันอันชัดเจนที่สุด

“เฮ้ย เจ็บนะโว้ย ไอ้เด็กเกเร”

“มอสไปว่าน้องเขาก่อนนี่ สมแล้ว ”

มูนออกโรงแก้แทนให้ ทว่าในใจไยจะมิเห็นด้วยกับมอสว่ามันขี้ประจบ รู้จักเลือกคนออดคนอ้อน และในใจลึกๆของตนนี้เอง ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จูบประจบประแจงเมื่อครู่ มันสร้างคำว่า ‘พึงใจ’ อย่างสะกดไว้ไม่อยู่ และความรู้สึกนี้เอง ก็เผื่อแผ่ไปยังเต้ย จนหน้าบานไม่ต่างอะไรกับไอ้เวรของเขา

“ดู๊... มันเข้าใจทำนะมูน แต่มอสมันก็พูดถูกของมันนะ”

“สงสัย พ่อเขา แม่เขาคงหัดให้น่ะเต้ย ...แต่น่าแปลกนะ เด็กประมาณขวบกว่าแถมยังตัวแค่นี้ไม่น่าจะรู้ภาษา”

“อู๊ย เด็กสมัยนี้เรียนรู้เร็วค่ะ แล้วนี่ลูกไอ้พวกคนเช่าสวนหรือคะ”

ป้าเมี้ยนพูดแทรกพลาง ปูเบาะเก่าของเจ้ามอสตอนเด็กๆที่ยังเก็บรักษาไว้อย่างดีไปพลางๆ เมื่อปูเสร็จมูนจึงค่อยๆวางเจ้าหนูน้อยลง เจ้าหนูนั่นพอได้นอนบนเบาะนุ่มๆ แทนไม้กระดานเรือแข็งๆ ก็ยิ้มแป้นจนเห็นลักยิ้ม กระชากใจ เรียกความเอ็นดูจากเต้ยกับมูนและบรรดาผู้มากวัยที่ต่างกระเถิบกายเข้ามาห้อมล้อมได้ชะงัด 

ยิ้มและ ‘ลักยิ้ม’ ของเจ้านี่ มีมหิทธานุภาพ... ทำให้คนหลงแล ‘รักยิ้ม’ ได้เร็วยิ่งอย่างนี้นี่เอง

 “ ต๊าย น่ารักจังเลยค่ะคุณมูน เด็กคนนี้ ผิวพรรณวรรณะอย่างกับลูกผู้ดีมีชาติมีตระกูล มีราศีแต่เด็ก คงไม่ใช่ลูกคนเช่าสวนแล้วล่ะค่ะ หน้าตาคมคายคล้ายลูกไทยปนแขก สีตาก็แปล๊ก แปลก ไม่น่าจะใช่ไทยแท้” ป้าเมี้ยนคาดเดาไม่หยุด ซึ่งมูนกับเต้ยและทุกๆคน ฟังแล้วก็เห็นด้วยอย่างไม่มีข้อกังขา

“เหมือนพวกชาวอารยันชั้นสูง นี่ถ้าเจอที่อินเดียคงอดคิดไม่ได้ว่าเป็นลูกเทพเจ้า หรือไม่ก็มหาราชาองค์ใดองค์หนึ่ง สีผิวเป็นสีหม้อใหม่อย่างนี้ คงไม่แคล้วต้องมีเชื้อแขกขาวอารยัน แต่ไอ้สีตาดันเหมือนสีฟ้าครามน้ำทะเลลึกผสมสีอำพันหน่อยๆ มันผิดไปจากเผ่าพันธ์แขก เด็กนี่คงเป็นลูกครึ่ง ที่มาจากส่วนผสมอันยอดเยี่ยม ”

ท่านทูตเอกาคงคุ้นเคยกับแขกขาว จึงเปรยขึ้นสำทับความคิดป้าเมี้ยน ซึ่งตรงเผงกับที่มูนคิดไว้ก่อนหน้าตรงศาลาท่าน้ำไม่มีผิด และยิ่งพูดต่อ ก็ดูเหมือนจะถ่ายทอดความคิดของมูนออกมาได้ไม่ผิดไปสักแม้หนึ่งกระเบียด

“และผมก็เห็นด้วยกับพี่เมี้ยนนะ ตรงที่ว่าเจ้าเด็กนี่ลักษณะดี มีราศีแต่เด็ก  เพราะชีวิตผมเนี่ยเห็นลูกผู้ดี ลูกเจ้ามาเยอะแยะ โดยเฉพาะลูกเจ้าจะมีสง่าราศีจับแปลกๆ ไม่ว่าเจ้าประเทศไหน ผมเองก็ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ”

“คุณเอกกับเพื่อนไม่ได้คิดไปเองหรอกค่ะ ดิฉันเองก็รู้สึกอย่างนั้น” คุณวาสิฏฐีเอ่ยขึ้นมาบ้างตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น

เด็กคนนี้ย่อมมีเชื้อมีแถว หลายคนยามนี้เดาไปต่างๆนาๆ
แต่จะมีสักกี่คนเล่า ที่รู้ดีว่าเชื้อและแถวนั้น คือใครผสมกับใคร

ของที่ติดตัวมาคงบอกได้...แต่จะมีใครที่สำเหนียกและสามารถตีความนั้นออก

คุณวาสิฏฐีแม้จะใช้น้ำเสียงเรียบๆเสริมคำพูดท่านทูตเมื่อครู่ก็จริง แต่ความรู้สึกและสายตามิได้เรียบตามอีกต่อไป เมื่อเอ่ยจบ จึงกล่าวต่อเข้าประเด็นสำคัญแทนทุกคนที่อยากรู้มาให้

“เต้ยกับมูน จะเล่าให้แม่ฟังได้หรือยังว่าไปเก็บเจ้าหนูน้อยนี่ขึ้นมาจากกลางคลองได้ยังไง”

 “ได้ครับแม่ คืออย่างนี้ คือไอ้เวรนี่ ....”

เจ้าชายของแม่เริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ศาลาท่าน้ำตอนเจอไอ้เวรของเขา จวบจนลงไปช่วยขึ้นมาให้ฟังทุกรายละเอียด หากก็ฉลาดพอที่จะเว้นเรื่องเหลือเชื่อจนถึงขั้นเกือบพิสดารที่เขากับมูนได้ประสบไว้ เพราะใจอยากเก็บไว้คุยกันสองต่อสอง และไม่อยากให้คำว่า ‘ประหลาด’ มาทำให้การมาเยือนบ้านสวนของเด็กน้อยโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัวต้องมัวหมอง และครั้นพอเล่าจบ คุณวาสิฏฐีก็ตบอกตกปากพูดออกมาเป็นคนแรกว่า

“โถ น่าสงสาร พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ช่างใจร้าย ดีนะที่คุณพระคุณเจ้ายังคุ้มครองจนแคล้วคลาด ให้เต้ยกับมูนมาเจอแล้วช่วยไว้ได้ทัน เฮ้อ แต่ฟังจากที่เล่า คงไม่มีพ่อแม่คนไหนในโลกที่จะเลินเล่อทิ้งลูกไว้ในเรือหรอก อย่างนี้มันเข้าข่ายจงใจทิ้ง ปล่อยลูกไปตามยถากรรม ลูกก็น่ารักออกขนาดนี้ ใจคอทำด้วยอะไรถึงทิ้งได้ลงคอ ”

“ตอนแรกมูนก็คิดว่าพ่อแม่เผอเรอ แต่พอคิดไปคิดมา มูนก็คิดเช่นเดียวกับคุณแม่ แต่มูนไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นักว่าเขาจงใจทิ้งจริงๆ หรือจำใจต้องทิ้ง” มูนขมวดคิ้วเป็นปมยามกล่าวสนับสนุนข้อสันนิษฐานของแม่ผัว ความสงสารและเวทนาในตัวเด็กหวนคืนมารึงรัดมิหยุด มือเสลาจึงได้แต่เอื้อมมาลูบหัวน้อยๆเป็นการปลอบยามพูดอยู่ตลอดเวลา

“แล้วมีเหตุผลอะไรที่ทำให้มูนคิดว่าจำใจ  ” เต้ยหันไปถามเมียอย่างไม่เอาคำตอบ คลี่ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่อีกผืน คลุมไหล่ให้เมีย ก่อนจะปิดสำนวนสรุปให้ทุกคนฟัง 

“ เอาเถอะ ไม่ว่าจะจงใจ หรือ จำใจ มันก็ทิ้งอยู่ดี ... แล้วนี่เต้ยก็ต้องยอมรับว่ามืดแปดด้านเลยครับ ไม่รู้จะพาไปคืนพ่อคืนแม่มันได้ยังไง เด็กนี่ไม่มีหลักฐานอะไรติดตัวให้สาวไปถึงพ่อถึงแม่ นอกจากสร้อยพร้อมจี้ และมีตำหนินิดเดียวคือปาน”

“ไอ้เต้ย ถ้าเขาตั้งใจจะทิ้งลูกแล้ว เขาคงไม่โง่ทิ้งหลักฐานไว้ให้ใครสาวกลับไปถึงตัวเขาหรอก” คุณเมฆแย้งลูกชายพลัน แล้วก็ฉุกใจถึงอะไรบางอย่าง  “แต่เอ๊ะ เมื่อกี้นายบอกว่า เด็กนี่มีสร้อยกับปานเป็นตำหนิใช่ไหม ไหนขอพ่อดูหน่อย”

“ได้สิครับพ่อ นี่ไง”

เต้ยรับคำไม่รอช้า แล้วคลี่ผ้าเช็ดตัวที่ห่อร่างเจ้าหนูที่ยังนอนถีบอากาศดิ้นไปดิ้นมายิ้มแฉ่งให้พ่อดู แล้วสิ่งที่คุณเมฆต้องการเห็นก็ปรากฏแก่สายตา แถมยังเรียกความสนใจจากสายตาคู่อื่นๆอีกด้วย

“ปานรูปพระอาทิตย์ นี่พ่อดูไม่ผิดใช่ไหม”

“ไม่ผิดครับ ปานรูปพระอาทิตย์จริงๆ มูนเขาเห็น เขาบอกว่า อย่างกับเป็นพล็อตหนังจักรๆ วงศ์ๆ  ...สงสัยบ้านสวนจะได้ต้อนรับเจ้าชายโดนเนรเทศซะละมัง เต้ยฟังก็ยังไม่เข้าใจ ”

“โอ๊ย ผัวใครก็ไม่รู้ บทจะฉลาด ก็ฉล๊าด ฉลาด บทจะทึ่มก็ทึ่มแสนทึ่ม” มูนบ่นผัวอุบๆอิบๆ ต่อว่าเพียงให้ได้ยินแค่สองคน แล้วถอนหายใจให้กับความความไม่รู้ ส่วนผัวเองก็ใช่ย่อย ตอกกลับมาให้

“ผัวมึงแหละอีคุณขี้ ก็คนไม่รู้นี่หว่า อธิบายมาซะทีสิ”

“ไปเปิดละครพื้นบ้าน จักรๆ วงศ์ๆ ดูกับป้าเมี้ยนไป๊ แล้วจะรู้ว่า เจ้าชายหรือเจ้าหญิง เวลาโดนเนรเทศมีอะไรติดตัว เพื่อยืนยันชาติกำเนิดมาบ้าง” มูนลอบค้อนผัว ...ผัวก็ยังทำหน้างงๆ แต่แล้วประเด็นที่เกือบหลงก็ถูกดึงกลับให้เข้าทางด้วยประโยคของพ่อตา

“ ถ้าเป็นปานธรรมชาติก็ไม่น่าจะเป็นรูปพระอาทิตย์ชัดเจนอย่างนี้ นี่อย่างกับเป็นรอยสักประทับตราเป็นสัญลักษณ์วงศ์สกุลของพวกนักรบอารยันโบราณ...นี่มันเป็นตราตระกูลสุริยวงศ์หรือกระไร ”  ท่านทูตมิเข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเห็นเด็กคนนี้แล้ว จึงมีแต่คำว่า ‘อารยัน’ ในหัวสมอง แถมยังคิดไปต่างๆนาๆจนเลยเถิด จนคุณเมฆต้องตีลูกขัด

“ไอ้เอก ปานก็แค่ปานน่า และถ้าแกบอกว่าปานเป็นตราสัญลักษณ์วงศ์สกุล แล้วไอ้จี้รูปนาครูปจักรที่ห้อยคอนี้เล่า มันจะไม่ถึงขั้นเป็นตราประจำพระราชวงศ์เลยเหรอ ดูสิแกแหกตาดู วิลิศมาหรา ซะขนาดนั้น”

แล้วคุณเมฆก็ชี้นำจนเพื่อนจ้องตาม ท่านทูตเอกไยจะมิเห็นด้วยกับคำว่า วิลิศมาหรา เกินค่ากว่าการเป็นเครื่องประดับห้อยคอ  ทั้งสองมิดูเปล่า แถมยังเอื้อมมือไปจับจี้งามแปลกตาพร้อมกัน เจตนาเพื่อเอามาดูให้ชัดๆ หากแต่ก็ต้องชักมือกลับสะดุ้งโหยง เพราะเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ก็รู้สึกเสมือนเอามือไปแตะกลางลูกไฟยังไงยังงั้น

“อุ๊”

“เป็นอะไรคะคุณ” คุณวาสิฏฐีถามขึ้นอย่างตกใจ

“ก็จี้นี่สิคุณ มันร้อน ไม่เชื่อคุณลองจับดู”

“เหรอคะ”

คุณวาสิฏฐีคงไม่เชื่อ จึงยื่นมือลงไปจับบ้าง และยังไม่ถึงเสี้ยววินาทีก็ต้องชักมือกลับเฉกสามี นี่คงแสดงให้เห็นแล้วว่าจี้นี่ร้อนจริง เต้ยกับมูนเห็นเข้าก็หันมามองหน้ากันทันทีด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย เพราะตอนที่จับที่ศาลาท่าน้ำนั้น มันร้อนเสียที่ไหนกัน

อันที่จริงสองผัวเมีย รู้ตั้งแต่ที่ศาลาท่าน้ำแล้วว่า เด็กนี่คงไม่ธรรมดา
และความไม่ธรรมดาของเด็กนั้น ก็มิจำเป็นให้ใครต้องมารับรู้ และวิพากษ์วิจารณ์

เต้ยกับมูนเลือกที่จะเก็บเอาไว้กับตัว ซึ่งมิรู้เหมือนกันว่าทำไม นี่คงคิดผิดแท้ๆ ที่ไม่ได้ถอดจี้เก็บไว้ก่อน... จี้รูป ‘พญานาคพันกงจักร’ มันเด่นจนเป็นที่สังเกตอย่างนี้ มันย่อมมีความพิเศษในตัว แลไอ้ความพิเศษก็อาจนำพาไปสู่เรื่องวุ่นๆที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้...ลางสังหรณ์มันบอกได้เช่นนั้น

และแล้วเสียงอื้ออึงของพ่อตา พ่อตัวและแม่ก็เริ่มกระพือขึ้น ป้าเมี้ยนก็ถลันเข้ามาบ้าง แลด้วยความที่ไม่อยากให้ใครมองเด็กเป็นตัวประหลาดและความหัวไวอันยิ่งยวดของเต้ยกับมูน ทั้งสองจึงเบี่ยงประเด็นได้ทันท่วงที ทำให้ พ่อ แม่ แลพ่อตา อีกทั้งต้นห้องมากวัยยุติการถกเรื่องจี้ทันใด

หมาบ้ากับเมียจะรู้ไหมว่า สิ่งที่กำลังกระทำนั้น มันเป็นการ ‘ปกป้อง’  อ้อมแขนของพ่อ อ้อมอกของแม่ กางกั้นไว้พร้อมใจกันกระทำโดยมิต้องเอ่ยปากบอก  สัญชาตญาณอีกละมังที่เป็นตัวขับเคลื่อน แลไอ้สัญชาตญาณตัวเดิม ตัวเดียวกันนี้ มันก็ดันขับรอยรื้นให้ปริ่มรอบขอบตาสีฟ้าครามน้ำทะเลใสเจือไว้ด้วยสีอำพันซะแล้ว 

เจ้าหนูนี่ นอกจากจะรู้ภาษา มันยังรู้จิตรู้ใจ...จนซึ้งใจได้อีกหรืออย่างไรกัน

“พ่อครับ แม่ครับ เราอย่าคุยเรื่องอื่นเลยดีกว่านะครับ เข้าเรื่องสำคัญกันดีกว่า คือพวกเราต้องไปแจ้งความใช่ไหมครับ”

“ไม่ต้องถามคุณพ่อ กับคุณอาหรอกครับ ผมบอกให้แทนก็ได้.. ถูกต้องแล้วครับ พี่ต้องไปแจ้งความ แต่ก่อนที่พี่ๆจะไปแจ้งความน่ะ  ผมว่าพี่เต้ยกับพี่เป๊ะ เอ๊ย พี่มูน หานมให้เด็กกินก่อนดีกว่าไหมครับ แล้วค่อยไปแจ้งความว่าเจอเด็ก เรื่องทิ้งไม่ทิ้งเป็นแค่สมมุติฐานของทางเราฝ่ายเดียว ถ้าเกิดพ่อแม่เขาไม่ได้ทิ้งอย่างที่พวกเราเดาและเขาตามมาเจอ เขาอาจจะหาว่าพี่สองคนไปขโมยลูกเขามา”

“จริงอย่างที่น้องเขาพูดนะ ตาเต้ย แต่ตายแล้ว แม่มัวแต่ถามความ เลยลืมนึก ลืมถามถึงเรื่องกิน เด็กคงยังไม่ได้กินอะไรแน่” ความสนใจของคุณวาสิฏฐีเบนไปตามปรารถนาของเต้ยแล้ว

“เต้ยเองก็ลืมสนิทเลยครับแม่” เต้ยหันไปตอบแม่ แล้วเบือนหน้าไปทางต้นเสียง ซึ่งอยากจะกระโดดกอดคอมันนัก ที่เข้ามาตีลูกคู่รับได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ

“พี่ขอบใจนะเดช ที่เตือนพี่”

มูนเองก็หันไปเช่นกัน แล้วจึงเห็นว่าต้นเสียงนั้น คือคนที่ตนอยากแวะไปคุยตอนเดินขึ้นมา น้องชายร่วมบิดาของตน เต้ยผู้เป็นพี่เขยรู้จักแล้ว ทว่าตนยังไม่คุ้นและเมื่อคืนก็เจรจาด้วยไม่ถึงสามประโยค... ‘เดช’ คือชื่อของน้องที่พ่อบอกให้ทราบในตอนเช้า และยามนี้ก็ถึงเวลาพอเหมาะพอเจาะแล้ว ที่จะเรียกนามนั้นออกไป

“เดช ใช่ไหม”

“สวัสดีครับพี่มูน...ใช่แล้วครับ ผมวรเดช น้องชายของพี่”

วรเดชเลื่อนตัวเข้ามาใกล้พี่รวดเร็ว พร้อมกับวางกระพุ่มมือ ลงไปแทบตักชื้นๆของมูน หลังจากแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ส่วนมูนก็รับไหว้ แล้วค่อยๆประคองมือและศีรษะน้องขึ้น เปิดฉากเจรจาพาทีดังหวัง

“พี่ต้องขอขอบคุณเดชด้วยนะ ที่พาพ่อกลับมาที่นี่ ”

 “โอ๊ย ช่างมันเถอะครับ ผมต่างหากที่ต้องขอขอบพระคุณพี่มูนที่เข้าใจและอภัยให้พ่อ และขอฝากเนื้อฝากตัวกับพี่ด้วยครับ”

“ไม่เป็นไรหรอก เพื่อพ่อของเรา พี่ดีใจนะที่พี่มีน้องชายเพิ่มอีกคน”

“ผมก็ดีใจที่สุดครับที่มีพี่ชายกับเขาซะที”

มูนมิคลายการกุมมือน้อง น้องเองก็กุมมือพี่ตอบสนิทแนบมิวาง ก่อนที่น้องจะถือโอกาสถอนมือออกช้าๆเข้ามาสวมกอดพี่แน่น ถึงมูนจะดีใจที่ประเด็นเรื่องจี้ตกไป แต่การที่ได้คุยได้กอดกับน้องชายมันทำให้น่าดีใจกว่า ฉะนี้ คำว่าเสแสร้งจึงมิได้อยู่ในหัวสมองของมูนสักนิด น้องก็รู้สึกเช่นนั้นไม่ต่างกัน สายสัมพันธ์อันร้างลากลับถูกรื้อฟื้นประหนึ่งไฟในดวงตะเกียงที่เคยริบหรี่ได้ถูกไขให้ลุกโชติช่วงสว่างจ้ารวดเร็วอีกครั้ง พอๆกับรอยรื้นใสๆที่ไหลปริ่มริมรอบขอบตาของคนที่มีพ่อเดียวกัน ส่วนพ่อนั้นก็ได้แต่ลอบเช็ดน้ำตายามเห็นภาพประวัติศาสตร์อีกภาพที่คาดว่าจะอยู่ในความทรงจำมิรู้เลือน

“เดี๋ยวเราค่อยคุยกันยาวๆดีกว่านะเดช พี่ว่าพี่คุ้นหน้าคุ้นตาเดชยังไงไม่รู้  ตอนนี้พี่ขอตัวไปจัดการธุระเรื่องเจ้าหนูน้อยนี่ก่อน แล้วจะรีบกลับมาคุยด้วย ” มูนตบหลังเดชเบาๆ เป็นสัญญาณขอถอยกายออก เดชเองก็ไม่ขัดขืนแต่ประการใด และยังทำหน้าทะเล้นอมยิ้มกรุ้มกริ่ม ตอนได้ยินพี่บอกว่าคุ้นหน้าคุ้นตา

“นึกดีๆ สิครับพี่มูน เราเคยเจอกันแล้ว ...แต่ไม่เป็นไรครับพี่มูน ยังนึกไม่ออกก็ไม่เป็นไร รีบไปทำธุระก่อนเถอะ ผมยังอยู่ที่นี่อีกหลายวัน มีเวลาให้นึก มีเวลาคุยถมถืด  หรือบางทีอาจจะอยู่เลย แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีใครชวนให้อยู่หรือเปล่า” คนหน้าทะเล้นเว้นวรรคเพียงครู่ ก่อนจะปรับวอลลูมเสียงพูดต่อ

“เอ...หรือว่าจะหน้าด้านอยู่ต่อเองดีกว่า อยู่ให้พี่มูน พี่เต้ย หรือใครบางคนที่ชอบทำหน้าทำตาปวดขี้ตั้งแต่เช้า เบื่อหน้าผมจนขี้ไม่ออกเล่นๆ”

แรกๆก็คุยกับพี่ดีหรอก แต่ประโยคหลังๆนี้สิ วรเดช ดันลอบชำเลืองส่งสายตายามพูดไปถึง ‘ใครบางคน’ ที่มันยังกำลังนั่งทำหน้าปวดขี้ทบเท่าทวีคูณอยู่ที่เดิม ... เจ้าอัศวินหน้าตี๋ มีหรือจะไม่รู้ว่าถูกพาดพิงกระทบถึงเต็มๆ การสำแดงออกทางสีหน้า ให้รู้ว่ารำคาญ ย่อมดีกว่าการหันไปต่อปากต่อคำ ซึ่งถ้าหากพลาดพลั้งไป มันอาจจะกล่าวหาเขาได้ว่า ร้อนตัวไปถึงขั้วหัวใจ

‘จะอยู่จะไปก็เรื่องของมึง อย่าวกมาหากูได้ไหม ... กวนประสาทอยู่ได้ เมื่อเช้ายังกวนไม่พอใจหรือยังไง เดี๋ยวเหอะมึง’ 

ก้องคิด มิได้โต้ตอบวรเดชออกมาเป็นคำพูด เดชเองก็มิได้รู้ตัวเลยว่า ดวงตาสีน้ำตาลของพี่ ก็ลอบชำเลืองมายังตนเช่นกัน และที่เหนือไปกว่านั้น คือคนเป็นพี่มองในมุมที่สูงกว่าด้วยประสบการณ์

 แลถึงแม้เสียงของน้องยังง้างปากก้องไม่ได้ก็จริง หากเสียงของพี่เล่า มีหรือจะมิทรงอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ ง้างได้ดั่งใจนึกเสมอ

“สวัสดีก้อง ไม่เจอกันนาน สบายดีหรือ”

มูนถามตามมารยาทเจ้าของบ้านที่ดี มิได้รื้อฟื้นถึงความร้ายกาจของก้องที่ผ่านมาให้พื้นอารมณ์เสีย อีกอย่างเท่าที่ทราบ ก้องดันมาเป็นแขกสายพ่อด้วยโลกกลม จะมิปฏิสันถารก็ดูใจดำกระไรอยู่

“สะ สบายดีครับ”

ดั่งดวงหฤทัย ดวงใจอัศวินยอมทักมาทั้งทีแบบนี้ หน้าตาแบบปวดท้องขี้จึงไม่มีเหลือให้ใครเห็นอีกต่อไป แถมยังหวนกลับมาเขินอายแดงซ่าน คล้ายวันวานตอนบุกมาเยือนถึงเรือนชาน

‘แหม พอพี่มูนพูดด้วย ถึงกับยิ้มได้เชียวนะ ทีกับเราเสือกมาทำเป็นเก๊ก แหย่เล่นเมื่อเช้าแค่นี้ก็ทำมาเป็นโกรธ ’ คนหาเรื่องคิดระคนหมั่นไส้ มิได้โทษตัวเลยว่าไอ้ที่ไปแหย่เขาเล่นเมื่อเช้ามันเบาอยู่ซะเมื่อไหร่... แลทำเป็นเฉยบ้าง แล้วเงี่ยหูฟังต่อไป

“สบายดี แล้วเมื่อกี้ทำไมถึงทำหน้ายุ่งแบบนั้น น้องชายมูนไปกวนใจอะไรให้แต่เช้าหรือยังไง”

มูนตอบพร้อมถามเรียบๆ หากประกายสายตานั้นซ่อนยิ้ม ... เรื่องวุ่นๆกรุ่นหัวใจของบรรดาเมะๆ เคะๆ คงไม่มีทางเสียล่ะที่เคะตัวแม่อย่างตนจะดูไม่ออก ประสบการณ์มันมี มีเสียจนมองปราดเดียวก็พอเดาได้ว่า เดชคงมิได้แค่ ‘กวนใจ’ ก้อง แต่เดชคงต้องไป ‘กวนหัวใจ’ก้องจนคันยิบๆแน่แท้

ก้องเป็นเมะแน่นอน อย่างนี้แล้ว เดชน้องชาย คงมิแคล้วต้องเป็นเคะ แต่ลักษณะกวนๆของเดช มันจะเหมาะเป็นเคะได้หรือ

‘เขาจะเป็นเมะ หรือเป็นเคะ ก็ช่างแม่งมันเหอะอีมูนเอ๊ย เพราะท้ายสุด ‘เมะๆเคะๆ’ ก็ต้อง ‘เยะ’ กัน’

จู่ๆเสียงอีช้างอีเพื่อนรักนักปราชญ์ราชบัณฑิตนอกรีตที่เคยแสดงปาฐกถาเรื่อง ‘เมะกับเคะ’ ในอดีต อันฟังแล้วดูเหมือนจะเป็นสาระเข้าท่าก็หวนมาดังขึ้นกลางสมอง นึกๆดู อีนังนี่ มันก็พูดถูกของมัน... นั่นแหละจึงทำให้มูนนึกได้ว่า จะไปวุ่นกับเรื่องวายทำไม แต่ถึงจะเปลี่ยนใจไม่อยากวุ่น ความวายก็โผล่มาให้เห็นอีกระลอก

คนหนึ่งอึกๆ อักๆ ... ส่วนอีกคนตะกุกตะกักปฏิเสธ แสดงว่าก่อนมานี่มันต้องมีอะไร
และอะไรๆที่สงสัย มันอาจจะเริ่มตั้งแต่เช้า ...ดีไม่ดี อาจเป็นเมื่อคืนหรือเมื่อวาน

สันนิษฐานของมูน จะเชื่อขนมกินได้หรือไม่ ...เดชกับก้องสองคนเท่านั้นแหละ ที่รู้ดีกว่าใคร

“ผะ ผมเปล่านะพี่มูน ไม่ได้ไป กวนใจอะไรก้องเขาซะหน่อย” เดชรีบแทรกแก้ต่างแทนก้องเสียงหลง

“ เหรอ ...เออแล้วไหนเดชบอกพ่อว่าจะมาหาพี่แต่เช้า ทำไมมาเอาเกือบเที่ยง” มูนถามต่อตั้งใจซักให้ละเอียด แล้วคำตอบก็ถูกเฉไฉจนได้

“กะ ก็ผมตื่นสายน่า ว่าแต่พี่มูนจะไปจัดการเรื่องเด็กไม่ใช่เหรอ รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวช้าจะไม่ทันการ อีกอยางเจ้าหนูนี่ก็คงหิวแล้วด้วย ”

เจ้าน้องชายเข้าใจหาวิธีเบี่ยงประเด็นได้ฉลาด ทำให้มูนหมดโอกาสซักไซ้ เต้ยเองมิใช่จะไม่ได้ยินบทสนทนาแต่คงมิอยากจะสนใจอะไรที่มีชื่อก้องเข้ามาเอี่ยว หากไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับมูนโดยตรง


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
“เดชพูดถูกนะมูน งั้นเรารีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเถอะ จะได้รีบออกไป กลับมาค่อยคุยกับน้องก็ได้ ” ผัวเร่งมาแล้ว เมียจะทำกระไรได้นอกจากบอกน้องว่า

“เดี๋ยวพวกพี่มานะ เดช”

“ครับ พี่มูน พี่เต้ย”

หมาบ้าหนุ่มไม่กล่าวอะไรต่อ ลุกขึ้นได้ก็ใช้มือหนึ่งรีบช้อนเบาะเด็กขึ้นมาอุ้ม อีกมือลากเมียหลุนๆ หมายใจจะให้พ้นจากหอนั่งโดยเร็ว เพราะเกรงว่า บรรดาพวกผู้ใหญ่จะกลับมาสนใจในเรื่องที่เขาเบี่ยงประเด็น หากก็ต้องชะงักขา เพราะมีเสียงน่ารำคาญแต่ไหนแต่ไรในความรู้สึก สอดขึ้นมาขัดการก้าวเดิน

“เอ่อ...มูน มีอะไรให้ช่วยเรื่องเด็กก็บอกนะ ก้องยินดีช่วยเต็มที่”

มูนกำลังจะอ้าปากตอบขอบน้ำใจ แต่ผัวก็ดันตอบแทนมาให้ ไม่สนใจผู้หลักผู้ใหญ่ที่ฟังแล้วแทบหงายหลังแทนคนถาม

“เสือก”

คำตอบของเต้ย มีให้ก้องสั้นๆ ทว่าเรียกเสียงปรบมือหัวเราะลั่นสะใจ จากวรเดชกับเจ้ามอสได้ยาวนาน และคงมิต้องบอกหรอกนะว่าหากก้องไม่เกรงใจผู้ใหญ่ทั้งสาม แล้วลุกขึ้นไปจัดการใครบางคนได้ ก้องจะจัดการใคร

คนด่าหรือ คงไม่กล้า แต่ไอ้คนหัวเราะร่า....เหอะ ไม่มีเหลือ!!

‘จะล่อแม่งให้ปากแตกสักวัน เร็วๆนี้แหละ’

ก้องคิดอาฆาตในใจไปเรื่อยด้วยอารมณ์พาลกรุ่น  หารู้ตัวไม่ว่า หากผ่อนอารมณ์ลงสักนิด ‘ปากแตก’ คงจะมิใช่บทลงโทษสำหรับเดช... ‘แตกในปาก’ ต่างหากเล่า จะเป็นบทลงโทษสุดท้าย ที่ยังไม่ท้ายสุดแน่นอน

เต้ยกับมูน กว่าจะกลับมาถึงบ้าน ก็เป็นเวลาที่สำรับเย็นขึ้นเทียบตั่งขาสิงห์กลางหอนั่งพอดี หะแรกทั้งสองคิดว่าใช้เวลาไม่นาน แต่กลายเป็นว่าหายไปตั้งแต่บ่ายนิดๆ เสร็จอีกทีก็ราวหกโมงเย็น  ธุระเจ้าหนูนี่กินเวลาไปเกือบครึ่งวันทีเดียวเชียว

“ต๊าย คุณเต้ย คุณมูน ซื้ออะไรมาเยอะแยะคะนั่น มาค่ะป้าช่วยถือ”

ป้าเมี้ยนไม่ทักเปล่า ยังกุลีกุจอเข้ามาช่วยถืออีกด้วย เมื่อเห็นผู้เป็นนายถือของพะรุงพะรัง เดินมาถึงหอนั่ง คุณเต้ยนั้น หิ้วมาเต็มสองมือ ส่วนคุณมูน มือหนึ่งอุ้มเด็ก อีกมือก็ถือถุงกระดาษใบเบ้อเร่อหลายต่อหลายใบ เจ้ามอสก็ใช่ว่าจะนิ่งดูดาย ถลันเข้ามาช่วยเช่นกัน

“ขอบคุณครับ” เต้ยยิ้มพร้อมกับยื่นของในมือส่งให้ แล้วก็เริ่มแจกแจง  “ก็เสื้อผ้า ขวดนม ผ้าอ้อม กางเกงผ้าอ้อม โอ๊ย จิปาถะ ของเจ้านี่มันทั้งนั้นแหละครับ คุณมูนของป้า เหมามาแทบหมดแผนกเด็กอ่อน”

“แน๊ อย่ามาใส่ความกันนะเต้ย ..เต้ยนั่นแหละ ที่บอกให้เอามาเผื่อไว้”

มูนแก้ต่างค้อนผัวขวับ เพราะความจริงมันเป็นอย่างที่ตนพูดทั้งสิ้น ซึ่งตนก็ปรามแล้วว่าให้ซื้อแต่พอ เต้ยต่างหากที่สั่งให้ซื้อเกินด้วยเหตุผลเพียงว่า 

‘เผื่อไว้ เผื่อเขาจะอยู่กับเรานาน’   

นานของเต้ยมันนานแค่ไหนกันเชียว...และถ้าเกิดอยู่นานเกินกว่าที่คิด จะให้อยู่ในฐานะอะไร
สถานะเดียวกับมอส ย่อมได้ ไม่มีปัญหา...ทว่าถ้าดำรงในอีกสถานะพิเศษกว่า ต้องคุยกันเป็นจริงเป็นจัง

“มูนก็ชี้เอา ชี้เอาเหมือนกันนะ นู่นก็ต้องใช้ นี่ก็ต้องซื้อ...ไอ้เวรนี่ก็เหมือนกัน เข้าแผนกของถูกลดราคาเสือกร้องไห้จ้า พอเข้าร้านแบรนด์นะ ดั๊นเงียบซะงั้น ”

เต้ยหันมาส่งประโยคหลังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม คล้ายจะเป็นการเล่าวีรกรรมของไอ้เวรให้ทุกคนที่หอนั่งได้ยิน มูนพยักหน้าสำทับด้วยยิ้มกระจายให้รู้ว่าจริง ฝ่ายเจ้าหนูน้อยที่ถูกพาดพิงก็เหมือนจะหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ... ภาพและเสียงชุดนี้ทำให้หลายคนเริ่มคิดไปไกลและอดคิดไม่ได้ว่า...สายสกุลอัครพงศธรมี ‘พ่อ แม่ และลูก’ ครบถ้วนสมบูรณ์พร้อม ผลิยอดแตกแขนงไปได้อีกสายแล้ว

“เอาล่ะค่ะ อย่าเพิ่งเถียงกัน หิวหรือยังคะ ” ป้าเมี้ยนแทรกขัดยิ้มไปกับคุณๆไม่หุบเช่นกัน 
 
“เราสองคนยังไม่หิวเท่าไหร่หรอกครับป้า แต่ไอ้เจ้านี่สิ มันคงเต็มที่แล้ว เมื่อกี้อยู่ในรถก็เริ่มงอแงนิดๆ ดีนะที่มูนเอาอยู่และกินรองท้องมาจากโรงพยาบาลบ้างแล้วตอนพาไปหาหมอ  เต้ยว่าป้ารีบไปต้มน้ำชงนมให้มันหน่อยดีกว่าครับ ไม่ต้องห่วงเต้ยกับมูนหรอก ” เต้ยห่วงเด็กมากกว่าห่วงตัวอีกหน พูดจบก็หันไปสั่งความมอสต่อ

“อ้อ มอส นมอยู่หลังรถพี่นะพี่ถือขึ้นมาไม่หมด ลงไปเอาให้พี่ที ”

สิ้นคำสั่งก็มีเสียง ‘แอ้’ ในโทนแผด ดังขึ้นมาสำทับ เป็นการย้ำว่าหิวจริงๆ ป้าเมี้ยนก็มิได้ถือสา และยังหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู แต่เจ้ามอสสิ ย่นจมูกแลบลิ้นให้ ก่อนไปทำตามคำสั่ง สร้างความขัดใจให้เจ้าตัวน้อย จนเสียงแอ้กลายเป็นกราดเกรี้ยว เรียกเสียงหัวเราะเกรียวจากผู้ใหญ่ได้ทุกคน

“ไอ้นี่มันร้ายนะคุณหว้า” คุณเมฆเปรยกับภรรยา หัวเราะชอบใจไม่หยุด “นิสัย เหมือนไอ้เจ้าเต้ย”

“ค่ะคุณ ฉันก็ว่าอย่างนั้น แต่หล่อกว่าตาเต้ยของเรานะคะ”

“คร๊าบ เต้ยยอมให้มันคนนึงแล้วกัน”

เต้ยตอบทรุดลงนั่งพร้อมมูน สายตากราดไปรายรอบตั่งขาสิงห์ที่ยังมีสมาชิกชุดเมื่อเที่ยงร่วมสำรับมื้อเย็นครบทุกคน ไม่เว้นแม้แต่กับไอ้หน้าตี๋ผีจีนมหาศัตรูที่เขาเห็นแล้วก็ทำได้แค่เมิน แม้นใจอยากจะลุกไปไล่ตะเพิดมัน หากก็ทำไม่ได้ เพราะมันเป็นแขกพ่อตา

“เอาน่าพ่อเต้ย เรื่องบาดหมาง รื้อฟื้นไป อาหารจะไม่อร่อย” ท่านทูตพ่อตา คงจับสังเกตอากัปกริยาเต้ยได้ละมัง จึงพูดเช่นนั้น  “ เออ แล้วนี่นึกยังไง ถึงได้ซื้อข้าว ซื้อของอย่างกับเด็กจะมาอยู่เป็นปี”

“แม่ก็ว่าจะถามอยู่เหมือนกัน ซื้อมาทำไมเยอะแยะ”

“ก็เผื่อไว้น่ะครับ เผื่อไว้....” เต้ยหยุดเว้นวรรคลำดับคำตอบเพียงครู่ แล้วปิดความเป็นคำตอบเดียวกับที่บอกเมีย “เผื่อมันจะอยู่ที่นี่นาน”

คุณวาสิฏฐี คุณเมฆ และท่านทูตหันมามองหน้ากันยามได้ฟัง ซึ่งเต้ยก็มิรู้เหมือนกันว่าพวกผู้ใหญ่คิดอะไร ผู้มากวัยเงียบกันไปสักพัก แล้วคุณเมฆก็ทำลายความเงียบขึ้นว่า 

 “เรื่องแจ้งความที่โรงพักเรียบร้อยไหม”

“เรียบร้อยครับพ่อ เขาก็รับแจ้งความ เต้ยก็ให้การไปตามจริง แต่ไม่ได้บอกว่าไอ้นี่มันมีอะไรติดตัวมาบ้าง แค่ปานอย่างเดียวก็น่าจะพอ”

“ลูกเขยพ่อฉลาด” พ่อตาชื่มชม รู้นัยเป็นอันดีว่าที่ลูกเขยไม่บอกเพราะอะไร

จี้ที่เห็นแวบๆ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าล้ำค่า แลถ้าใครคนอื่นรู้เข้าว่าเจ้าหนูนี่มีอะไรติดตัว บ้านสวนคงตกอยู่ในอันตรายประการหนึ่ง และพ่อแม่ผู้ปกครองคงแห่มาสำแดงสิทธิ์เป็นร้อยเป็นพันอีกประการ ทว่าที่แห่ คงแห่มาเพื่อเอาของที่ห้อยคอ ส่วนเด็กน้อยนั้นคงถูกทิ้งในท้ายที่สุด

“ปานอย่างเดียวก็น่าจะพออย่างที่เต้ยบอก พ่อ แม่ ทุกคนย่อมรู้ว่าลูกมีตำหนิตรงไหน ถ้าพ่อแม่ที่แท้จริงกลับมา เดี๋ยวเขาก็ทวงเอง แล้วค่อยบอกความจริงว่าเราเก็บไว้เพราะอะไร เต้ยทำถูกแล้วลูก ” คุณเมฆก็รู้ความนัยเช่นกัน “แล้วนี่เก็บไว้ดีแล้วเหรอ”

“ครับดีแล้ว ฝากมูนไว้”

 เต้ยตอบไปก็นึกเกรงอยู่เหมือนกันว่าพ่อแม่จะขอดูจี้อีก ที่เกรงมิใช่เพราะหวง แต่ห่วง กลัวจะกลับมาเป็นประเด็น ร้อนไม่ร้อนให้เซ็งแซ่ เรื่องนี้เขากับมูนกล้ายืนกล้านอนยัน ว่าตอนถอดสร้อยออกให้ในรถนั้น มันจับยังไงก็ไม่ร้อน และนี่ก็ทำให้ฉุกคิดพิสดารเลยเถิดไปซะเองว่า ไอ้เจ้าหนูหรือผู้เป็นเจ้าของจะยอมให้เขากับมูนจับได้แค่สองคน

“ทางตำรวจเขาลงประกาศให้ด้วย พอดีคุณนายของสารวัตรเป็นลูกศิษย์โยคะมูน เจอกันที่โรงพักพอดี ก็เลยช่วยอำนวยความสะดวกให้เป็นพิเศษ เรื่องเลยง่ายไม่เสียเวลาเท่าไหร่” มูนรู้งานแทรกขึ้น ตรงกับใจที่เต้ยอยากให้มีใครแทรกพอดี แถมเล่าต่อ ไม่ต้องให้มีใครถามว่าไปไหนกันมาอีกบ้าง

“แต่ที่กลับมากันช้าคือ มูนนึกได้ว่าควรพาเด็กไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลด้วย เสร็จแล้วก็เลยไปซื้อของที่มหาชัย ที่นี่ไม่มีห้าง มีแต่ซุปเปอร์มาร์เก็ตของไม่ครบ เลยต้องขับรถไปไกลหน่อย แต่ก็ใกล้กว่าไปกรุงเทพ”

“ลูกสะใภ้แม่นี่รอบคอบใช้ได้ แม่ว่าจะโทร.ไปเตือนอยู่ให้แวะโรงพยาบาล ก็ลืมเสียสนิท มัวแต่นั่งตรวจเอกสาร นั่งร่างโครงการสร้างรีสอร์ทให้ตาเต้ยอยู่ ...แล้วนี่สุขภาพเด็กเป็นยังไงบ้างจ๊ะ ” คุณวาสิฏฐีไม่น้อยหน้า ไม่ปล่อยให้พ่อตาชมลูกตนฝ่ายเดียว จึงกล่าวชมสะใภ้ขึ้นบ้าง 

“ผลออกมาเกินพอใจครับ เจ้าหนูนี่แข็งแรงดี ไม่มีอะไรต้องห่วง แถมยังกินจุ เขาเอานมให้ขวดเดียวไม่พอ ต้องขอสอง”

“ต๊ายจริงเหรอลูก งั้นก็ดีเลย เด็กสุขภาพดีซะอย่าง อะไรๆก็ดี แต่แหม เจ้าหนูนี่ พอใส่เสื้อใส่กางเกง ก็ดูหล่อไปอีกแบบนะ ใส่เสื้อผ้าแบรนด์อย่างที่เต้ยบอกจริงๆซะด้วย เดี๋ยวก็ติดหรูแต่เด็กเหมือนตาเต้ยจนได้ ”

“หมอกับพยาบาลชมก็กันใหญ่ครับว่าน่ารัก  ขนาดตอนนั้นใส่แค่เสื้อกับกางเกงเก่าๆมรดกตกทอดของมอสนะครับเนี่ย มารุมดูกันทั้งแผนก...คุณแม่เชื่อไหมฮะว่า เจ้านี่ยังร้าย ไปเล่นตัวใส่เขาอีก เขาจะขออุ้มก็ไม่ยอมให้อุ้ม มูนกับเต้ยนี่ต้องผลัดกันอุ้มตั้งครึ่งค่อนวัน แขนแทบหัก”

“ ไงล่ะลูก รู้ซึ้งหรือยังว่าพ่อแม่กว่าจะเลี้ยงเรามาได้ เหนื่อยกาย เหนื่อยใจแค่ไหน ว่าแต่เจ้าหนูเขาหล่อนะ หล่อจริงๆ หล่อแต่เด็ก น่าเอ็นดูที่สุด”

คุณวาสิฏฐีชมเปาะไม่หยุด รีบวางช้อนวางส้อมพลัน มองเจ้าหนูผู้กลับมาในมาดใหม่ สวมใส่เสื้อผ้าทันสมัยตีตราแบรนด์ดังที่ผลิตออกมาทั้งของผู้ใหญ่และเด็กไม่วางตา แม้นใจหนึ่งอยากจะเอ็ดลูกชายกับลูกสะใภ้นักที่ไปซื้อของแพงขึ้นห้าง ทว่าอีกใจก็เอ็ดไม่ลง เพราะพึงใจในรสนิยมกับการเลือกเสื้อผ้าขับสีผิวเด็ก อันเพิ่มความกระจ่างตระการตาให้น่าเอ็นดูได้ยิ่งขึ้นนัก เจ้าหนูนี่เหมือนจะรู้อีกแล้วว่ามีคนชม จึงยิ้มเสียกว้าง พอๆกับเต้ยและมูนที่ยิ้มแก้มปริ แต่แล้วสองผัวเมียก็ต้องหุบยิ้ม มองหน้ากัน เพราะคุณวาสิฏฐีลืมตัว

“ มามะ ลูกมา มาอยู่กับย่าก่อน ให้พ่อกับแม่เขาทานข้าว ย่ายังไม่หิวเท่าไหร่”

 คุณวาสิฏฐีคงมิได้แค่อยากลองดูหรอกว่าเจ้าหนูนี่จะเล่นตัวจริงอย่างที่มูนพูดหรือเปล่า แต่คงอยากอุ้มจริงๆ และพูดยังไม่ทันจะจบดีก็มีป้าเมี้ยนถือขวดนมชงแล้วออกมาเสริม

“นมมาแล้วค่ะคุณหนูขา ให้คุณพ่อ คุณแม่ ทานข้าวนะคะ”

สองสตรีนี่เป็นอะไร ...ไยลืมตัวมาพร้อมๆกัน!!

เพราะคำว่า “พ่อกับแม่” ถูกใช้เรียกเต้ยกับมูนได้คล่องปากนัก โดยเฉพาะคุณวาสิฏฐี ที่แทนตัวเองว่า ‘ย่า’ ได้อย่างลื่นไหล อย่างนี้ผู้มากวัย ‘จงใจ’ หรือ ‘เผอเรอ’ หรือเป็นเพราะหัวใจแม่ผัวแพ้พ่ายต่อรอยยิ้มใสๆอย่างไร้อำนาจต้านทาน ยิ้มอันจะดูว่าไร้เดียงสาหรือเกินเดียงสาก็ได้นี้กระมัง คงทำให้พลั้งปาก ใช้สรรพนาม ที่คนฟังอย่างลูกชายและลูกสะใภ้ ต้องนั่งหน้าแดงซ่านทุกอณู ยิ่งป้าเมี้ยนมายกสถานะให้เป็น ‘คุณหนู’ ยิ่งทำให้หัวใจของคนทั้งคู่ เต้นโครมคราม

ส่วนเจ้าหนูน้อย หะแรกก็ยังกอดมูนแน่น คล้ายจะยังจะลังเลเตรียมเล่นตัว แต่พอคุณวาสิฏฐีตบมือเปาะๆแปะๆ แล้วยื่นมือมาหาเท่านั้นเจ้านี่ก็โผเข้าไปสู่อ้อมอกทันใด แถมยังกอดคุณวาสิฏฐีแน่น และใช้ยุทธวิธี ‘จูจุ๊บ’ ข้างแก้มวิธีเดิมอย่างที่ใช้กับเต้ยและมูน หากแต่เพิ่มอานุภาพให้แรงกล้า คนอยากเป็นย่าเจอไม้นี้ก็เลยทิ้งจริยวัตรลุกจากโต๊ะอาหาร ไม่สนใจใครแล้ว ยิ้มร่า กล่าวกลั้วหัวเราะเสียงสดใสสะกิดป้าเมี้ยนให้ถือขวดนมเดินตามออกมาทันที

“โถหลานย่า ไม่ดื้ออย่างนี้ น่ารักอย่างนี้ ย่ารักตายเลย...  พี่เมี้ยนขา ไปทางนู้นกันดีกว่าค่ะ ไปช่วยหนูเลี้ยงหลาน ทางนี้ให้เขาบริการตัวเอง”

“ค่า...คุณ”

เต้ยกับมูน มิอยากเชื่อสายตาที่เห็น และอดคิดไม่ได้ว่า เจ้าหนูนี่....มันช่ำชองในการเลือกคนเอาใจจริงๆ

 “เหอะ เมียฉัน เขาได้ของเล่นชิ้นใหม่แล้ว” 

คุณเมฆเปรยกับท่านทูตที่นั่งข้างๆทันที ยามเห็นภรรยาอยู่ในสภาวะเห่อ  ท่านทูตก็ได้แต่ยิ้มหัวเราะรับเบาๆ แล้วกล่าวถามบางคำถาม ที่คำตอบ เต้ยกับมูนคงยังหาให้ชัดแจ้งไม่ได้ 

“ คิดกันหรือยังลูกว่าถ้าตำรวจตามพ่อแม่เด็กไม่เจอ จะทำอย่างไร ”

“ เต้ยคิดไว้แล้วครับ มูนเขาก็คงคิด แต่ยังไม่ได้คุยกันเป็นกิจลักษณะ เลยอยากจะขอปรึกษากันก่อน แล้วค่อยให้คำตอบดีกว่า ถึงเต้ยจะเป็นช้างเท้าหน้า แต่เรื่องครอบครัวตัดสินใจคนเดียวไม่ถามเท้าหลัง เต้ยคงไม่ใช่ผัวที่ดีนักหรอกครับพ่อ และต่อไปเมียจะดื้อ จะไม่รักและไม่ให้เกียรติผัวอีก  ”

เต้ยชิงตอบพ่อตาแทนเมีย ไม่รู้ว่าผีหมาบ้าออกไปแล้วหรืออย่างไร และคำตอบก็ทำเอาเมียภูมิใจในตัวผัวเป็นนักเป็นหนา แม้จะลอบเห็นแขกหน้าตี๋แอบเบะปาก หากเก็ทำเป็นแสร้งมองไม่เห็น หะแรกก็ว่าจะอยู่เฉยๆ แต่ใจดันอยากจะสั่งสอนแขก จึงเตรียมจะยกหางผัวขึ้นมาบ้าง ทว่าพ่อตัวก็ชิงพูดเสียก่อน และคำพูดของพ่อก็ทำให้แขกปากเบะหุบปากได้สนิทดังเดิม

“ ดีแล้วที่คิดปรึกษากัน เขาถึงจะเรียกคู่ชีวิต  ถึงพ่อจะเพิ่งเจอเต้ย แต่พ่อก็สัมผัสได้เร็วเลยว่าเต้ยเป็นคนมีความคิดคนหนึ่ง  จากที่หมดห่วงเรื่องมูนอยู่แล้วก็ยิ่งทำให้พ่อหมดห่วงขึ้นไปใหญ่ ดีใจแทนมูนที่เลือกคนมาคู่ได้ไม่ผิดคน”

ทั้งน้ำเสียงและประโยคของท่านทูต คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่า ลูกเขยจะขึ้นแท่นตัวโปรดหรือไม่

“แต่จำไว้อย่างไรเสีย ทั้งพ่อ ทั้งไอ้เมฆ และคุณวาสิฏฐีก็ถือว่าเป็นคนนอก ให้ได้แค่คำแนะนำ ส่วนการตัดสินใจ มันเป็นของเต้ยกับมูน” ท่านทูตควรจบแค่นั้น แต่ท่านทูตยังคงความเป็นเอกอัครราชทูต ลักษณะและวิธีการพูด จึงต้องมีการตบท้ายให้คิดเสมอ   “เด็กนี่เขาลักษณะดีนะ ไม่เหมาะจะส่งไปสถานสงเคราะห์หรือบ้านเด็กกำพร้า”

เต้ยได้แต่พยักหน้ารับ เฉกเดียวกับมูน ทั้งสองถ้าตีความที่ท่านทูตพูดตบท้ายไม่ออกก็คงจะโง่ผิดวิสัยแล้วจริงๆ สองผัวเมียเริ่มนิ่ง โดยเฉพาะเต้ยที่รู้ตัวแล้วว่านับจากวินาทีนี้ไป มีภาระสำคัญผลุดมาอีกประการ แต่ยังดีที่วรเดชแทรกเข้ามาช่วย  ไม่ให้เสียงเงียบจับกลางโต๊ะอาหารนานนัก

“งั้นในระหว่างที่ยังไม่เจอพ่อกับแม่เด็ก เด็กก็คงยังต้องอยู่ที่นี่ ผมมั่นใจพี่เต้ยกับพี่มูนคงไม่เอาไปไว้ที่บ้านเด็กกำพร้าแน่นอน และเมื่ออยู่ที่นี่ พี่ควรตั้งชื่อให้เขาไปพลางๆซะหน่อยนะครับ ผมบอกตรงๆว่า ไม่ค่อยอยากให้ใครเรียกเขาว่า ‘เจ้าหนูนี่’ หรือ ‘เจ้าหนูน้อย’ ฟังแล้วดูห่างเหิน ดูเหมือนไม่ใช่สมาชิกร่วมชายคาเดียวกัน”

“พูดจาเข้าท่ากับเขาก็เป็นนี่”

 เสียงพึมพำ ตีเจตนายากว่าชมหรือแดกดันดังมาจากข้างๆ อันมีเจ้าของเสียงหน้าตี๋ ก้มหน้าก้มตาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เจ้าของประเด็นก็ใช่ว่าจะไม่ได้ยิน แต่ยังพูดไม่จบเลยไม่ได้หันไปตอบโต้

“ผมว่าน้องเขามีปาน ให้ชื่อ น้องปานดีไหมครับ”

“สะเหร่อ ชื่อคนตายมีตั้งหลายร้อยหลายพันชื่อดันไม่เลือก ไปเลือกปานคิดได้ไง เช๊ย เชย ” เสียงพึมพำเสียงเดิมสกัดมาให้ เล่นเอาคนเสนอชื่อเข้าชิงหันขวับแยกเขี้ยวเตรียมอ้าปากกัดตอบ หากก็มิได้กระทำ เพราะพี่เต้ยดึงความสนใจกลับมา

“นายพูดเข้าท่านะเดช แต่พี่คงไม่ให้เขาชื่อปานหรอกว่ะ” เต้ยยิ้มได้ เป็นครั้งแรกที่แอบเห็นด้วยกับก้องหน่อยๆ แล้วหันไปหามูน และเพียงแค่เกริ่น มูนก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้ จะมีชื่อเรียกว่าอะไร

“วันนี้พระอาทิตย์ทรงกลด แดดร้อนมากอย่างกับไฟ และไอ้เจ้าหนูมันก็มีปานเป็นรูปพระอาทิตย์ มูนจะว่าอะไรไหม ถ้าเต้ยจะขอเอาชื่อของเจ้า...”

“ไม่ ....ไม่ว่าหรอก  ถ้าเต้ยตั้งชื่ออื่นสิค่อยว่า เหตุการณ์และสภาพแวดล้อมมันพ้องกันพอดี มูนว่าสมควรที่สุดแล้วเต้ย ” มูนไม่รอให้เต้ยพูดจบ เอื้อมมือไปกุมมือเต้ยแน่น เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า ยินยอมพร้อมใจ ถึงเวลาที่เต้ยควรประกาศนามที่ตั้งไว้ให้ทุกคนรับรู้

“พี่จะเรียกเขาว่า.. ซัน” เสียงของเต้ย กลายเป็นสุรเสียงได้กังวานก้องนัก “ ซันของพี่ในที่นี้ ตอนนี้ คือ เอส ยู เอ็น แปลว่าพระอาทิตย์ แต่อนาคตจะเป็น เอส โอ เอ็น ด้วยหรือไม่ สุดแท้แต่วาสนาของพี่กับมูน”

สิ้นประกาศราชโองการของเต้ย ทุกคนก็เสมือนจะได้ยินเสียงแตรสังข์มโหรีปี่ฆ้องชัยประโคมขึ้นในจินตนาการ เสียงนี้จะดังได้พร้อมกันได้อย่างไรไม่มีใครทราบ ...ทราบแต่ว่า เห็นด้วยและภาวนา ให้ ‘วาสนา’ ของเต้ยกับมูนเป็นจริง

‘ สาธุ ....ขออย่าให้พ่อแม่แท้ๆของซัน  หวนกลับมาเลย’

ถูกทิ้งเจรจาขอรับอุปการะต่อคงง่าย เพราะพ่อแม่มิต้องการ ...แต่ถ้ามิใช่ ‘ซัน’ คงต้องลอยกลับไป
‘วาสนา’ ของเต้ยกับมูน ก็คงสิ้นลง ณ ตรงนี้เอง

มูนฟังประโยคท้ายแล้วก็เริ่มรู้สึกทานผลไม้ซึ่งทานประจำในทุกมื้อเย็นต่อไม่ลง รู้สึกลำคอแห้งผาก ยามใจกระหวัดคิดไปล่วงหน้า ถ้าเจอพ่อแม่ของซัน และทางนั้นยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งจะขอรับกลับ ยอมรับว่าหนักใจกว่ากับการถูกถามว่า ถ้าตามไม่เจอต้องทำอย่างไร ฉะนี้จึงขออนุญาตลุกเลี่ยงจากวงอาหาร เข้าไปผลัดคุณวาสิฏฐีให้กลับไปร่วมโต๊ะ เพียงครู่เต้ยก็ตามออกมาแทบจะในเวลาไล่เลี่ยกัน ทว่ามิได้เข้ามาสมทบ หากแต่มุ่งหน้า ไปยังโต๊ะทำงาน เปิดโน้ตบุ๊ค รัวคีย์บอร์ด ง่วนอยู่เงียบๆคนเดียว

มินานมื้อเย็นก็เสร็จสิ้น ทุกคนต่างแยกย้าย วรเดชน้องชายปรี่เข้ามาหา มานั่งคุยนั่งเล่นกับมูนและเจ้าซันชั่วพัก แต่ก็นานพอที่พี่น้องจะได้รำลึกกันว่าเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน และก็ใช้เวลานานพอที่จะรู้อีกว่า น้องชายมีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน มิได้ลอยชายอย่างที่พ่อเปรยๆ

 ‘นายแบบ’ คืออาชีพของเขา และเขาก็มักจะเป็นแบบให้กับแบรนด์ชุดชั้นในชาย หรือไม่ก็กางเกงว่ายน้ำมียี่ห้อเสมอ น้องชายนั้นให้ดูรูปเขาในมือถือ แลยังเล่าได้เป็นวรรคเป็นเวรถึงการทำงานต่างๆ วาบหวิวให้เก้งกวางคันหัวใจบ้าง ไม่คันบ้างตามประสา ทว่าครั้นพอมูนวกไปถามยังเรื่อง แอบไป ‘กวนใจ’ใคร น้องชาย กลับทำเป็นหมดเวลา

“เวรละสิ...ผมลืมสนิทเลยครับพี่มูน ลืมหยิบยาหลังอาหารให้พ่อ เดี๋ยวผมมาคุยต่อนะครับ”

เดี๋ยวของเดช คงจะอีกหลายเดี๋ยว และคุยต่อของเขาก็คงมิใช่กับมูน
แลไม่เกินห้านาทีที่วิ่งปรู๊ดลงจากหอนั่งด้วยซ้ำ โน่น...เสียงเย้วๆ ดังมาจากศาลาท่าน้ำกับเจ้าของสปีดโบทหน้าตี๋นู่น 

เห็นทีเย็นนี้พ่อต้องหยิบยาหลังอาหารทานเองซะแล้ว!

ครั้นเมื่ออยู่กับเจ้าซันที่กินนมอิ่มแล้วจนตาสุกใสเริ่มปรือเพียงลำพัง มูนจึงถือโอกาส หยิบจี้ห้อยคอที่เต้ยให้เก็บรักษามาวางไว้บนฝ่ามือตนเองเพื่อพินิศพิเคราะห์อย่างละเอียดลออ วางแล้วก็ไม่รู้สึกร้อนอันใด มันปกติทุกอย่าง แล้วจึงเห็นได้ชัดว่า จักรที่ดูเผินๆมองเห็นเป็นสีทองอร่ามตานั้นมันน่าจะเป็นทองคำจริงๆ ทองที่ถูกตีขึ้นรูปจนกลายเป็นจักราขนาดย่อม ใหญ่กว่าฝ่ามือของซันนิดเดียว แสดงถึงฝีมือเกินประณีตของช่างได้อย่างดีเยี่ยม มันวิจิตรบรรจงราวกับมิได้สรรสร้างจากน้ำมือมนุษย์เลยสักนิด

เหตุที่คิดอย่างนั้นก็เพราะจักรทั้งจักร มันถูกสลักเสลาประกอบกันขึ้นได้อย่างไร้รอยต่อ คงมิแคล้วทำขึ้นจากทองคำทั้งแท่ง แถมในคมจักรแต่ละคมที่ดูเหมือนจะหมุนวนจนคมกริบบาดนิ้วได้นั้น มันประดับประดาด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ ที่มิใช่เพียงแค่ติด หากแต่ฝังลงไปในเนื้อทองหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งช่างฝีมือสมัยใหม่ทำมิได้แน่ เพชรเหล่านั้นเรียงรายเป็นทิวแถว ภายใต้ลายฉลุโปร่งบางบนใบจักรอันจารเป็นอักขระคุ้นตา คล้ายอักษรเทวนาครีที่เคยเห็นผ่านตาหลายคราในหนังสือปรัชญาโยคะที่ร่ำเรียน

‘อ่านว่าอะไรกัน มันต้องมีความหมายสำคัญสักอย่างแน่ๆ’

มิแปลกที่สมองจะสงสัยตามที่ตาเห็น แลเรื่อยไปสงสัยต่อ เมื่อตาคู่เดิม จับจ้องมองไปยังตัวพญานาคที่เลื้อยพันเกี่ยวกระหวัด และสิ่งนี้ก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้พระจันทร์ดวงน้อย ทึ่งในฝีมือช่างเสียยิ่งนัก

“ ทำได้อย่างไร อย่างกับพญานาคตนนี้มีชีวิตจริงๆ”

ปากพูดไปนิ้วเสลาก็ลูบไล่ไปเรื่อยทั่วตัวเจ้านาคาน้อย เริ่มตั้งแต่หงอนสีทองอันคล้ายจะปลิวสะบัดได้ยามต้องแรงลม ลำตัวนั้นน่ะหรือก็ต่างจากบรรดานาคาทั่วไปเพราะมิใช่สีเขียวหรือแดง ทว่ากลับเป็นสีขาวเจิดจรัสอันมาจากเพชรเม็ดเล็กๆที่ซอยเป็นเกล็ดละเอียดยิบยิ่ง ราวกับมิใช่เพชร เฉกเดียวกับเขี้ยวขาวที่กางกั้นทับทิมสีแดงสดแทนลูกแก้ววิเศษเม็ดน้อยไว้ในปาก

พญานาคน้อยตนนี้ถูกจำลองมาจากตำนานมิมีผิดเพี้ยน คนคุ้นเคยกับวรรณคดีย่อมรู้ และที่สะดุดตาที่สุด คือดวงเนตรแห่งพญาอสรพิษ ดวงเนตรทั้งคู่นั้น เป็นสีฟ้าครามน้ำทะเล ซึ่งมิรู้ว่าทำมาจากอัญมณีชนิดใด ...ไยคล้ายสีเดียวกับสีตาของซัน

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
‘คงเป็นพลอยสี และคงบังเอิญละมังที่สีจะเหมือนกัน แต่เอ สีตาของซันมีสีอำพันเจือด้วยนี่ แต่ช่างเหอะ อย่าคิดอะไรให้วุ่นวายมากเลยเรา’

มูนรวบรัดหาข้อสรุปให้ตนเองจนได้ แล้วสายตาก็มององค์รวมของจี้ทั้งจี้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น สายสร้อยที่น่าจะเป็นทองคำขาว ตัวจี้และตัวพญานาค ทุกสิ่งนั้นทำมามาจากอัญมณีล้ำค่าทั้งสิ้น แม้ชีวิตนี้มูนจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับพวกอัญมณีเท่าไหร่ แถมตนก็มีแค่มณีแห่งอัครพงศธรติดตัวบนนิ้วนางเพียงชิ้นเดียว แต่ปากก็ตกออกมาได้ทันทีเลยว่า ทุกอย่างล้วนเป็นของแท้

เพราะเป็นของแท้....ค่าของมันจึงเกินกว่าจะเป็นแค่เครื่องประดับ
ตราประจำราชวงศ์อย่างที่พ่อผัวบอกต่างหากที่ควรใช้เรียกขาน....สังหรณ์มันบอกมูนอย่างนั้น

“อย่างกับตราประจำราชวงศ์ หรือตราประจำตระกูลสูง เหมือนที่พ่อเมฆพูดจริงๆ ถ้าใช่ ราชวงศ์หรือตระกูลไหน จะใช้สัญลักษณ์เป็นจักรกับพญานาค” มูนเริ่มถามคำถามที่ตนเองหาคำตอบไม่ได้ และก็เหมือนเคย จบลงด้วยคำถามที่ยากจะมีคำตอบเช่นเดิม

“พ่อ แม่ ซันเป็นใคร”

คิ้วน้อยๆขมวดเป็นปมถอดแบบผัวทันที  ต่างกับคิ้วน้อยๆเหนือเปลือกตาที่ยามนี้หรุบปิดสนิทแน่นราวกับกลีบดอกไม้หุบอันแสนผ่อนคลายด้านล่างแล้ว ปากแดงสดจู๋ๆ ยิ่งพิศความเอ็นดูก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นทวีคูณ ...แต่แล้วคิ้วของมูนก็ต้องขมวดหนักกว่าเดิม เพราะจู่ๆแสงระยิบระยับของประกายเพชรที่หยอกล้อแสงไฟอัจกลับบนเพดาน ก็กลับเพิ่มความเข้มขนจนมูนต้องหยีตา เอามืออีกข้างมาบังแสง ครั้นพอรู้สึกว่า แสงวูบๆวาบๆสงบลง มณีน้อยจึงลดมือลง ลืมตาสำรวจจี้พิเศษนั่นอีกครั้ง

มูนมั่นใจว่าเมื่อครู่ตาไม่ฝาด....แล้วประกายระยิบนั่นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน 
ถ้าจะว่าเป็นมุมหักเหของประกายเพชรกระทบแสงไฟ ...ไยตอนนี้ไม่เข้มข้นเหมือนเมื่อครู่

ที่สำคัญจี้ก็ยังปกติดีทุกประการ ไม่ว่าด้านหน้าหรือด้านหลัง ทางด้านเต้ยที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานไกลออกไปเห็นอาการผิดปกติของเมียเมื่อครู่พอดี ก็เลยรีบเดินมาดู ถามขึ้นรวดเร็ว

“เป็นอะไรไปมูน”

“ปะ เปล่าน่ะเต้ย แค่รู้สึกแสบตา แสงเพชรมันคงเข้าตาน่ะ ไม่คิดเลยที่เขาพูดกันเล่นๆว่าเพชรเข้าตาจะมีจริง”

มูนให้คำตอบผัวทีเล่นทีจริง และยังคงมิวายพลิกจี้ในมือไปมา เต้ยมองตามแปลกๆ และเริ่มเพ่งเขม็ง มูนก็มิได้เอะใจอะไร เตรียมเก็บจี้คืนใส่กระเป๋าเสื้อ แต่แล้วก็ต้องชะงักมือ เพราะเต้ยรั้งเอาไว้

“เดี๋ยวมูน ที่จี้นี่ เหมือนจะมีอักษรอะไรเขียนไว้ด้วยนะ ดูดีๆก่อน”

“ อ่อ มูนเห็นแล้วเต้ย บนคมจักรใช่ไหม มันคงเป็นอักษรโบราณ คล้ายเทวนาครี อ่านไม่ออก ยังคิดอยู่เลยว่า มันต้องมีความหมายสำคัญสักอย่างแน่ๆ”

“ใช่ตรงนั้นแหละ แต่เมื่อกี้มูนอ่านจากด้านหน้าใช่ไหม”

“ใช่ทำไมเหรอ” มูนถามงงๆ

“ เต้ยว่าเราลองพลิกด้านหลังขึ้นมา แล้วอ่านใหม่ดูสิ  ตอนที่มูนพลิกเมื่อกี้ เต้ยว่า เต้ยน่าจะอ่านออกนะ”

หมาบ้าตาไว บอกเมียชัดถ้อยชัดคำ เมียรีบทำตามคำสั่ง แล้วสายตาทั้งสองคู่ ก็ต้องเบิกกว้าง เพราะตัวอักษรที่ปรากฏแก่สายตามันอ่านออกจริงๆ

ด้านหน้าอ่านไม่รู้เรื่อง แต่พลิกด้านหลังมันคืออักษรไทยนี่แหละ  ทว่าฉลุลายพิสดารจารไว้ในรูปแบบเทวนาครี
ก็คงเหมือนกับเขียนประโยคมาสักประโยคแล้วเอาไปส่องกระจก...ภาพที่เห็นมันจะกลับด้านเหมือนกันอย่างไรอย่างนั้น

ช่างคนไหนสาระแนทำให้มันซับซ้อน เขียนกลับด้านทำให้เสียเวลาไม่เข้าเรื่อง...อยากจะถอนคำชมเมื่อครู่ซะเหลือเกิน

และมิต้องรอให้ใครมาบอก หรือรอให้สมองสั่งการ ดวงตาสีน้ำตาลแลดวงตาภายใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งจึงช่วยกันสะกดทีละตัว ใช้ปากถ่ายทอดเป็นเสียงอ่านออกมาทีละพยางค์ทันใด

“ อะ อัด สะ ดะ ดง... สะ สี ทะ ทัน ดอน”

“อัสดง – สีทันดร !!”

สองผัวเมียรวบพยางค์กลายเป็นคำสองคำกล่าวมาพร้อมกัน  .....สองคำนี้แทนนามคน หรือแทนอะไร

หากจะให้เดา คงต้องเดาได้ว่า สองคำนี้มันต้องเป็นชื่อคน เพราะจี้ส่วนใหญ่ถ้าจะสลักอักษรอะไรลงไป มันก็มักจะเป็นชื่อคนหรือไม่ก็อักษรย่อแทนนามเต็ม และนามนั้นก็มักเป็นคนสำคัญแทบทั้งสิ้น

แล้วมันเป็นชื่อใคร ชื่อพ่อ ชื่อแม่ นับว่าสำคัญได้ไหม... หากใช่ พ่อแม่ไปเกี่ยวข้องอะไรกับสัญลักษณ์กงจักรและพญานาค

สมองของสองผัวเมียทำงานหนักอีกครา เพราะไม่รู้ว่าจะโยง ‘อัสดง กงจักร สีทันดรและพญานาค’ ให้ปะติดปะต่อกันได้อย่างไร และหากโยงกันได้  ดีไม่ดี ที่มาของเจ้าตะวันฉายชายน้ำดวงนี้อาจจะเผยให้เห็น...สังหรณ์มันบอกอีกแล้ว

“อัสดงและสีทันดร ถ้านี่เป็นชื่อคน แล้วพวกคุณเป็นใคร อยู่ที่ไหนกัน”

คำถามมีมาให้ชวนหาคำตอบมิได้ อัสดงและสีทันดร หากเป็นคนแล้วทั้งสองเป็นใคร นี่คงจะหนักเกินไปกับการใช้สมองคาดเดา ทว่าข้อสันนิษฐานบางข้อที่สองผัวเมียลำดับต่อมา นั่นก็คือ สองคนนี่อาจมีอะไรๆพิเศษที่เกินคนธรรมดาจนถึงขั้นแปลกและการคาดการเดาในข้อนี้ มันก็ไม่หนักเกินกำลังสมองเลยสักนิดเดียว

“เต้ยว่าทั้งกงจักร ทั้งพญานาค มันต้องเกี่ยวพันสักอย่างกับชื่ออัสดงและสีทันดรแน่ๆ ว่าแต่สองคนนั่นจะใช่พ่อแม่ของซันหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าใช่และให้เต้ยเดา เขาคงไม่ธรรมดาหรอกมูน  ลูกยังขนาดนี้ พ่อแม่จะขนาดไหน” เต้ยปรารภด้วยน้ำเสียงจริงจัง เฉกเดียวกับเมียที่เสียงนุ่มเพิ่มน้ำหนักเป็นเข้มขึ้น

“มูนก็กำลังคิดเช่นเดียวกันกับเต้ย”

วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์กล่าวไว้ พันธุกรรมพ่อแม่ย่อมถูกถ่ายทอดมายังลูก
เฉกเดียวกับลักษณะและความพิเศษที่คงโยงใยมายังลูกประดุจพันธุกรรมเช่นกัน

เต้ยกับมูนมิรู้หรอกว่าการคาดเดาเมื่อครู่นั้นมันเกือบถูก ที่ว่าเกือบถูกเพราะมันถูกแค่ตรงคำว่า ‘ถ่ายทอด’ แต่ถ้าจะให้ถูกต้องหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ‘พันธุกรรม’ จำต้องถูกแทนที่ด้วยคำว่า ‘เทวฤทธิ์’ และคำว่า ‘วิทยาศาสตร์’ จำต้องเปลี่ยนใหม่เป็น ‘เทวศาสตร์’

ไม่รู้อีกนานไหมที่ทั้งสองจะรับรู้และเข้าใจว่าเหตุใดไยต้องใช้แทน ถึงยามนั้นก็คงโยงไปถึงกงจักรและพญานาคได้แน่นอน แต่ก่อนจะถึงเพลาดังกล่าว คำต่างๆเหล่านี้มันดันใจร้อน ร้อยเรียงมาเป็นฉากให้เต้ยได้เห็นถึงกลางคลองเสียก่อนแล้วนั่นเอง

“ เออนี่มูน พูดถึงเรื่องนี้ เต้ยเกือบลืมว่าจะเล่าเรื่องแปลกๆของซันให้ฟัง รับรองว่าแปลกกว่าที่มูนเห็นเรือลอยทวนน้ำซะอีก”

“ เป็นยังไง ไหนลองเล่ามาสิเต้ย”
 
ด้วยเหตุฉะนี้ประเด็นเรื่องพ่อแม่ของซันจึงถูกพัก เพราะเต้ยเริ่มเล่าเหตุการณ์ตอนลงไปรับซันกลางน้ำให้มูนฟังทุกรายละเอียด ตั้งแต่เห็นแสงวาบจวบจนกระเด็นวืดพ้นทางเรือหางยาวที่เกือบเป็นเพชฌฆาตคร่าหนึ่งชีวิตน้อยแลชีวิตเขา อันแปลกประหลาดกว่าเรื่องเรือบดลำน้อยลอยทวนน้ำของมูนเกินเท่าตัวจริงๆ ...มูนฟังแล้วก็เชื่อ และตกปากได้ทันทีว่า วิทยาศาสตร์เจ้าเดิม คงหมดธุระที่จะเข้ามาช่วยหาคำตอบให้แล้ว

“สมแล้วที่ตั้งชื่อให้ว่าซัน นี่ขนาดอยู่บนเรือนะ... จี้นี่ก็ด้วยวูบวาบดีนัก หวังว่าวันหนึ่งข้างหน้า คงไม่กลายเป็นจักราศาสตราวุธคู่บุญประจำกายของซันพากลับไปกู้บ้านกู้เมืองหรอกนะ” 

มูนพาบทสนทนาในเรื่องไม่ธรรมดาเข้าสู่มหาจินตนิยายจักรๆวงศ์ๆ ด้วยอารมณ์กึ่งขันกึ่งประชด หยิบจี้ในมือมาพลิกดูไปมาอีกครั้งก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อ เต้ยก็ได้แต่ทำหน้านิ่ง ไม่วิ่งตามเข้าสู่แดนแฟนตาซีที่เมียกำลังเพ้อพก พูดสั้นๆแค่ว่า

“น้ำร้อนจนไข่เต้ยแทบสุก”

ส่วนเจ้าคนที่ถูกพาดพิงถึง ก็ยังนอนหลับตาพริ้มเช่นเดิม ไม่สนใจว่าใครจะพูดถึงอย่างไร คงมีแต่เพียงปากแดงสดที่เริ่มอ้าหน่อยๆ ราวกับจะขยับขับมาเป็นเสียงพูดบ้างกระนั้น แล้วนี่ถ้าซันมันตื่นขึ้นมาพูดได้มันจะพูดว่ากระไรกัน ...หากจะให้มูนนั่งเดาอีก ประโยคที่พูดคงไม่แคล้วเรียกความหมั่นไส้แกมเอ็นดูได้แน่ๆ

‘รู้นะครับว่านินทาซันเรื่องอะไร... แต่จ้างให้ก็ไม่บอกหรอก อยากรู้ก็ไปหาคำตอบเอาเอง แล้วซันมีความพิเศษมันไม่ดีตรงไหนครับ เพราะยังไงก็แล้วแต่ เมื่อซันมาอยู่ที่นี่ ซันก็ต้องได้เป็นคนพิเศษอยู่ดี พิเศษตอนนี้หรือตอนไหน จึงไม่สำคัญ...หรือว่าไม่จริงครับ’

‘รู้มาก ช่างยอกช่างย้อน สำบัด สำนวนเกินเด็ก’ นี่คงเป็นถ้อยคำที่มูนจะใช้ตอบ หากซันพูดประโยคเมื่อกี้ได้จริงๆ และจู่ๆ เต้ยก็ดันพูดสนับสนุนความคิด

“เต้ยว่าซันรู้ภาษานิดๆ อย่างที่มูนเดา จริงๆด้วยนะ นี่ก็น่าแปลก ดูอย่างตอนไปโรงพยาบาล ตอนไปซื้อของ ตอนอ้อนเรา อ้อนแม่สิ ขี้ประจบเหมือนเต้ยตอนเด็กๆเลย แต่เต้ยน่ะทำตอนพูดได้จำความได้แล้วนะ ส่วนซันมันทำตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ ”

“ถึงได้เห็นด้วยว่าพิเศษและไม่ธรรมดาเกินเด็กคนอื่นไงล่ะ แต่อย่างซันนี่ก็คงไม่นิดหรอกมั้ง รู้มาก รู้ดี น่ะสิไม่ว่า ...มูนสังหรณ์และเดาออกเลยนะว่า เราต้องเจอเรื่องแปลกๆของซันอีกเยอะ เตรียมตัวเถอะ”

“เจอแล้วไง...ก็ดีสิจะได้สนุก” เต้ยนี่ก็แปลก ควรจะกังวลกับสังหรณ์ของเมีย ทว่ากลับมองเป็นเรื่องสนุกไปได้ และมักช่างไว้ก่อนติดปากเสมอตามประสาตน “ ช่างเถอะไอ้เรื่องแปลกน่ะ กลับมาสนใจเรื่องพ่อแม่เด็กดีกว่า พรุ่งนี้เต้ยจะลองตามดู”

“เต้ยจะตามยังไง” มูนถามเสียงสูง เพราะยังมองไม่เห็นทาง “ มันเหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทรนะเต้ย แถวนี้ไม่มีคนชื่ออัสดงกับสีทันดร มูนกล้ายืนยัน”

“ถึงเราไม่เจอเข็มแต่เราก็อาจจะเจอบางอย่างจากมหาสมุทรก็ได้” นานๆครั้ง เต้ยจะคมกับเขาบ้างซะที พูดแล้วก็ยิ้มให้เมียหน่อยๆแล้วเปรยเป็นการเป็นงานต่อ

“ เต้ยจะลองโทรไปถามตามรีสอร์ทว่ามีคนชื่ออัสดงกับสีทันดรไหม เผื่อเขาจะเป็นแขกที่มาพักอย่างที่มูนบอกตอนอยู่ที่ศาลา”

“แต่ตอนนี้ พอมาคิดดู มูนอยากบอกว่า ถ้าเป็นแขกที่รีสอร์ท แล้วลูกเขาเกิดหาย เขาคงไปแจ้งความ และป่านนี้ตำรวจเขาคงโทร.หาเราแล้ว อีกอย่างคลองหน้าบ้านมูนมันแตกมาจากแม่น้ำแม่กลองสายใหญ่ ไหลผ่านหลายจังหวัด เรือที่พาซันมา อาจลอยมาไกล ไม่ใช่แถวนี้ ถ้าจะตามมันงานหนักนะเต้ย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตำรวจดีกว่า ”

“ช่วยตำรวจเขาอีกแรงไม่ดีกว่าเหรอ ...เต้ยว่าเต้ยจะโทร.หาไอ้หมวดด้วย เผื่อมันจะช่วยได้ ไอ้หมวดหูตามันกว้างขวางจะตายไป ถึงมันจะอยู่กรุงเทพก็เถอะ ดีไม่ดีหน่วยของมันอาจจะเจอก่อนตำรวจท้องที่อัมพวา ทีนี้เราก็คงได้รู้ว่าพ่อแม่ของซันเป็นใคร ใช่อัสดงกับสีทันดรหรือไม่เราก็คงได้รู้”

เพียงเต้ยพูดจบ เสียงตวัดคล้ายละเมอ ‘แอ๊ะ แอ้’ พร้อมการพลิกตัวรวดเร็วก็แทรกบทสนทนามาประจวบเหมาะ ราวกับเจ้าของเสียงจะสื่อให้รู้ว่า ‘ไม่มีทาง’ ก็ไม่ปาน มูนคงยังไม่ทันได้คิดตีความเหมือนเมื่อกี้ นึกว่าเสียงตนกับเสียงเต้ยไปกวนพระบรรทมพ่อเจ้าชายน้อย จึงสะกิดบอกผัวให้ลดวอลลุมเสียง ส่วนตนเองก็ลดระดับความดังจนเหลือแค่ระเรื่อระเรื่อยก่อนจะแย้งผัวด้วยความถี่ถ้วนกว่าเสมอ และแน่นอนย่อมคิดเยอะกว่าผัวตามมาด้วยเช่นเคย

“หมวดเปรมคงพาทั้งหน่วยมาช่วยสืบเรื่องเล็กๆ นี่ให้หรอกนะ.. ว่าแต่พ่อแม่ซันเป็นใครอยู่ที่ไหนคงไม่สำคัญเท่ากับเจอเขาแล้วเราจะทำอย่างไรต่างหากเต้ย”

อันที่จริงมูนไม่จำเป็นต้องลดเสียงอะไรเลย เพราะรู้ดีว่าจู่ๆลำคอตัวมันก็เริ่มตีบตันอีกครั้ง ยามคิดเผื่อไปล่วงหน้า เหมือนตอนลุกเลี่ยงมาจากตั่งอาหารขาสิงห์ แลเพราะชอบคิดเผื่อนี้เอง อารมณ์จึงเปลี่ยนประหนึ่งลมพัดพาเอาความตื่นเต้นเมื่อครู่ยามอ่านชื่อหลังจี้ออกเลือนลอยหาย กลายเป็นอาดูรซัดหัวใจทั้งดวงร่วงตกไปจากหอนั่ง

“มูนกลัวคำว่าสุดแท้แต่วาสนาที่เต้ยพูดเหลือเกิน ...ซันมาหาเรามันเหมือนกับปาฏิหาริย์ ซันมาในวันที่เรากำลังต้องการเขาพอดี มูนยอมรับนะว่ามูนอยากรู้ว่าพ่อแม่ซันเป็นใคร แต่ก็แค่อยากรู้ ไม่ได้อยากไปตามหา แจ้งตำรวจอย่างที่เดชบอกว่าไม่ได้ขโมยซันมา มันก็น่าจะเพียงพอ ... บอกตรงๆตอนนี้มูนไม่ค่อยเห็นด้วยว่าเต้ยจะตามหาพ่อแม่ซันไปทำไม ตามเอาซันไปคืนให้เขาเหรอ”

“ใจจริงเต้ยไม่อยากตามหรอก อยากปล่อยให้เลยตามเลย เต้ยถึงได้ซื้อข้าวของมาไว้ให้ซันเยอะแยะไงละ แต่ที่ตามก็เพื่อเจรจา”

มูนเข้าใจเจตนาเต้ยแล้วทันทีว่าที่ซื้อของ ‘เผื่อไว้’จะอยู่นาน แท้จริงคือ ‘เตรียมไว้’ให้อยู่นานๆ ทว่าที่ยังไม่เข้าใจคือเจรจาอะไร เต้ยจึงเว้นวรรคระบายลมหายใจหนักหน่วงและอธิบายต่อมิให้ขาดตอน

 “ตอนที่เจอซันที่ท่าน้ำ เต้ยยังไม่ได้คิดอะไรเผื่อ คิดแต่ว่าจะพาไปคืนพ่อแม่เขา แต่ไปๆมาๆ ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงถูกชะตากับซันและก็เลยอยากเก็บไว้ คงเป็นเพราะซันมาในวันที่เราต้องการเขาอย่างที่สุดพอดี เหมือนที่มูนบอก แต่ตามน่ะดีแล้ว ไม่เจอก็ช่างมัน อย่างน้อยเราก็ได้พยายามตามหาพ่อหาแม่ให้ซันแล้ว เผื่อซันโตขึ้นมารู้เรื่องมันจะได้ไม่หาว่าเราสองคนนิ่งนอนใจ ยึกยักกักตัวมันไว้ และอีกอย่างถ้าซันจะอยู่ที่นี่ ซันต้องอยู่แบบถูกต้องตามกฎหมาย ออกหน้าออกตาได้ ส่วนถ้าเกิดเจอพ่อแม่เขา แล้วเขาไม่เอาลูกก็ดีไป เราก็คุยง่าย แต่ถ้าพ่อแม่เขายืนยันจะรับกลับเราก็ต้องคืนให้ นี่เต้ยเองก็กลัว ไม่ใช่มูนคนเดียวหรอกที่กลัว”

เจ้าผัวหมาบ้ายุติสุรเสียงที่พรั่งพรูเป็นถ้อยคำยาวเหยียด เหตุและผลยกมาให้ได้น่าฟังแลฟังขึ้น เมียจึงหมดข้อแย้งในเรื่องนี้ต่อ แล้วเจ้าผัวก็เลื่อนวงแขนมาโอบไหล่พระจันทร์สุดที่รัก มิรู้ตัวเองหรอกว่ารอบๆคอนแทคเลนส์สีน้ำผึ้งของเขา มันกำลังมีน้ำใสๆคลอ เฉกเดียวกับตาสีน้ำตาลของเมียโดยมิได้นัดหมาย ยามปิดท้ายด้วยคำว่า ‘กลัว’

หมาหนุ่มไม่รู้ตัวว่าตามีรอยรื้นก็จริง ...ทว่าสิ่งที่รู้ยิ่งกว่ารู้ คือพูดนั้นพูดง่ายต่างกับการกระทำโดยสิ้นเชิง
หากวันใดที่ซันต้องลอยกลับ ...วันนั้นเขาเองก็คงจะไร้แรงจะยืนแน่นอน

รักแลสิเน่หามันมีโทษร้ายแรง ก็ตอนต้องจำจากนี้เอง...รักมากเท่าใด ระทมทุกข์ย่อมทบเท่าเป็นทวีคูณ
แล้วรักและสิเน่หาที่มีให้ซันเล่า ณ เพลานี้มันอยู่ที่ระดับใด

“เอาเถอะมูน อย่าเพิ่งคิดอะไรในทางร้ายๆเลย มันยังไม่ถึงวันนั้น เราคิดถึงวันนี้ตอนนี้ดีกว่า และนี่ก็คงจะถึงเวลาที่เราจะคุยกันเป็นจริงเป็นจังเรื่องซันซะที”

เต้ยสกัดเสียงเครือได้ทันท่วงทียามพูดและนี่ก็คงเป็นข้อดีข้อหนึ่งที่เห็นได้อย่างเด่นชัดของเต้ย คือไม่ฟุ้งซ่านไปจนเกินกว่าเหตุ ผลที่ตามมาย่อมทำให้เมียหยุดยั้งรั้งขามิให้ก้าวล่วงไปยังอนาคต อยู่แต่กับปัจจุบัน เสาหลักอย่างเขาต้องดำรงความเป็นเสาหลักแกร่งให้เมียยึดได้ยามอารมณ์แกว่งไกวไหวกระเพื่อม ระยะหลังนี้เขาทำได้ดีขึ้น แลเขาคงไม่ต้องเสียเวลาอารัมภบทอะไรมากอีก ในสิ่งที่เมียก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเขาจะพูดอะไรต่อ

“มูนรู้ใช่ไหมว่าเต้ยตั้งใจจะเลี้ยงซันในฐานะอะไร”

“เลี้ยงเจ้าไว้ในตำแหน่งโอรสา
ประทานฉัตรแว่นฟ้าอวยยศให้   
ศักดินาฐานันดรประกอบไป
เป็นหนึ่งในรัชทายาทราชบัลลังก์”

อดีตอักษรศาสตร์บัณฑิต แม้จะจบภาษาอังกฤษ หากก็ชื่นชอบวรรณคดีนัก จึงตอบผัวได้เป็นบทเป็นกลอน ด้วยสุ้มเสียงเสนาะนุ่มๆเย็นๆ มั่นใจว่าไม่ต้องขยายความต่อ แล้วจึงค่อยๆเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนสวามี แย้งต่อตามนิสัย

“คุยกันมาถึงขนาดนี้ ถ้าไม่รู้ก็คงจะโง่เต็มทนและคงไม่ใช่เมียเต้ย...แต่มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอกับฐานะที่เราจะให้เขา แน่ใจแล้วใช่ไหม เราเพิ่งเจอซันวันนี้เองนะ”

“มันไม่เร็วไปหรอกมูน ..แล้วนี่อะไรของมูนกันเนี่ย เมื่อกี้บอกว่าไม่อยากตามหาพ่อแม่ซัน  อยากให้ซันอยู่ แต่ตอนนี้ดันมาถามเต้ยอีกว่าแน่ใจแล้วเหรอ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนเต้ยสับสนแล้วนะมูน”

เสียงเรียบๆ ไยก่อให้เกิดอาเพศสะเทือนพระอารมณ์ มิคิดเลยแค่ถามทำนองว่า ‘แน่พระทัยแล้วเหรอ’ จะก่อให้เกิดวาตภัยลูกย่อมๆ ข้อดีเพิ่งยกมาสรรเสริญเมื่อครู่แท้ๆ แต่ข้อเสียก็ดันมีตามมาติดๆ หากก็ใช่ว่า พระชายาจะมิทรงเคยชิน

“มูนก็พูดเองอีกนะว่าซันมาหาเราอย่างกับปาฏิหาริย์ อย่าลืมสิ ซันมาในวันที่เราก็ต้องการเขาพอดี และไอ้ที่เราต้องการเนี่ยก็คือลูก มูนยังเคยบอกเต้ยอีกว่า รู้งี้หาลูกบุญธรรมมาเลี้ยงตามที่อีคุณท้าวน้องอัยบอกก็ดี เพราะลูกจริงๆของเรามันไม่มีวันเกิดมาได้ ”

“ใช่มูนพูดอย่างนั้น แต่ฟังมูนอธิบายก่อน....”

มูนทูลขัดเสียงอ่อย แต่ก็ทูลไม่จบประโยคเพราะเจ้าชายหมาบ้าพระสวามีทรงชอบขัดเป็นที่ยิ่ง แถมยังโปรดแผดพระสุรเสียงห้าวกร้าวกังวานตั้งแต่เยาว์ชันษาจวบจนเจริญพระชนม์นัก พระอุปนิสัยแบบนี้ สิ้นพระชนม์เท่านั้นแหละคงหายขาด   

“อธิบายอะไรอีก ...งั้นเต้ยขอถามต่อหน่อยสิว่า ถึงเราจะเพิ่งเจอซัน แล้ววันนี้เกือบทั้งวัน หัวใจของเราทั้งสองคนมันไปเต้นอยู่ที่ใคร อย่าบอกนะว่าอยู่กับตัวที่เดิม เต้ยไม่เชื่อ”

เพราะผัวมักร้อน เมียอย่างตนจำต้องเย็นเสมอ ปะทะกันไปรังแต่จะทำให้เสียเรื่อง เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง ฉะนี้แทนคำตอบเป็นกระแสเสียง มือเสลาอันประดับด้วยอัญมณีเม็ดงามแห่งราชวงศ์อัครพงศธรก็ลูบไล้เบาๆไปบนกระหม่อมน้อยๆ ละเลียดละเลงไปบนเรือนผมอันดกกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เจ้าของร่างตัวร้ายยังนอนหรุบตาปิดสนิทนิ่งไม่เปลี่ยนก็จริง ทว่าปากที่ทำท่าขยับเมื่อครู่ ดันแปรเป็นเหยียดกว้างประหนึ่งแย้มสรวล อันคล้ายจะเสมือนสำรวลแลสำแดงถึงความพึงใจที่สามารถฉวยเอาดวงใจของใครสองคนมาเต้นไว้ในตัวยังไม่ทันจะข้ามคืน

นี่ถ้าไม่โดนผัวเหวี่ยง จะชี้ให้ผัวสังเกตดูว่าริมฝีปากเจ้าซัน มันเปลี่ยนไปตามบทสนทนา
เจ้าซันนี่มันต้องรู้ภาษาและคงรู้มากดั่งข้อครหา.... ไม่อยากจะคิดเลยว่า มากถึงขั้นแสร้งหลับแอบฟัง

“มูน เราต่างคนต่างก็ถูกชะตากับซันไม่ใช่เหรอ มูนจะถามหาความแน่ใจอะไรอีก ” ผัวยังรัวเสียงไม่ต่างอะไรกับยิงสลุตจนหมดชุดปืนใหญ่ เรียกให้เมียยุติความสนใจในตัวซัน กลับสู่บทสนทนา และเมื่อหมดกระสุนชุดยิง มูนจึงสบโอกาสแถลงไข

“ นี่คุณหมาบ้า ที่มูนถามว่าแน่ใจแล้วเหรอ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ถูกชะตาหรือไม่ถูกชะตา แต่ที่มูนถามเนี่ยคือเราแน่ใจว่าเราพร้อมเต็มที่แล้วเหรอที่จะอุปการะใครเป็นลูก ลูกคนนะเต้ย ไม่ใช่ลูกหมาอย่างไอ้เจ้าตูน ”

“รายรับต่อเดือนเจ็ดหมื่นห้าของเต้ย ไม่พอจะเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียหรือยังไง” พระสุรเสียงลดโทนจากกริ้วหน่อยเป็นกริ้วน้อย  หากก็ยังจัดระดับได้ว่าทรงกริ้ว ยามได้ฟังพระชายาเกริ่น

“พอน่ะมันพอหรอกเต้ย และถ้าเอารายรับของมูนจากบรรดาค่าเช่าสวนและดอกเบี้ยเงินออมรายปีของคุณยายมารวม มันก็เกินพอซะด้วยซ้ำ แต่ยายจ๋าสอนไว้ว่า เลี้ยงลูกน่ะพร้อมแต่เงินไม่ได้ เราต้องพร้อมให้ความรักเขาอย่างหมดใจด้วย อย่างที่มูนและยายจ๋ามีให้กับมอส” มูนเข้าใจเว้นจังหวะ หยอดให้นิ่ง ทิ้งให้เต้ยคิดตาม แล้วรวบรัดด้วยความเย็น มิให้พระทัยร้อนๆหวนกลับมาตีรวน

 “ซันไม่ใช่ลูกแท้ๆของเรา ถ้าเราจะเลี้ยงเขาเป็นลูก เราต้องรักเขาเหมือนลูกแท้ๆ และต้องมั่นใจว่ารักที่เรามีให้เขามันไม่ได้เกิดมาจากความเห่อ เพราะถ้าหมดเห่อเมื่อไร จากชื่นชอบจะเปลี่ยนเป็นชิงชังเข้ามาแทนที่ รักจะกลายเป็นเบื่อและใจของเด็กก็จะตั้งคำถามหลายคำถามกับการเปลี่ยนไป จนกลายเป็นเด็กที่มีแต่ปัญหาเพราะเขาหาคำตอบให้คำถามที่ค้างคาใจไม่ได้ ทั้งๆที่ต้นตอมันมีแค่สาเหตุเดียวคือ หมดนิยม ”

ผัวถึงคราวนิ่งทันที เพราะสิ่งที่มูนพูด...คิดตามแล้วมันจริงเกือบทุกประการ และเมื่อนิ่งเสียอย่างเดียว ลมพายุพัดพินาศจึงเหลือกำลังแค่ระดับเย็นละมุนเป็นปกติ...แลถึงแม้เมียจะพูดถูกก็จริง หากก็มีผิดเสียอย่างเดียวคือประเมินน้ำใจผัวต่ำไปนิด

“มูน..เด็กทั้งคนนะ ไม่ใช่รถบังคับวิทยุที่เต้ยเคยเล่นตอนเด็กๆแล้วเบื่อ”

“ก็เพราะเป็นเด็กทั้งคนน่ะสิ มูนถึงอยากให้เต้ยแน่ใจ ชีวิตคนจริงๆนะเต้ย ไม่ใช่ชีวิตที่เกิดจากปลายปากกาของนักเขียนนิยายน้ำเน่า ที่ผัวเมียคู่หนึ่งมีลูกไม่ได้ จึงหาทางออกให้พล็อตตันๆ ด้วยการหาเด็กมาให้เลี้ยง เพื่อที่จะปิดท้ายเล่มให้จบลงด้วยคำว่า อวสาน ชีวิตคนมันมีต่ออีกเยอะและมูนน่ะก็ไม่มีปัญหา เพราะมีประสบการณ์เลี้ยงมอสมาก่อน... ฟังนะเต้ย  มูนก็อยากเลี้ยงซันเป็นลูกเหมือนกับเต้ยแหละ เต้ยไม่รู้หรอกว่าหัวใจมูนมันพองโตแค่ไหน ตอนที่คุณแม่กับป้าเมี้ยนเรียกเราสองคนว่าเป็นพ่อและแม่ของซัน ...คิดดีๆนะเต้ย แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าพร้อม ”

“เต้ยพร้อมและคิดดีแล้วครับ”  หมาบ้ารูปหล่อตอบรับหนักแน่นรวดเร็ว มิมัวให้เสียเวลา แล้วจึงคลี่ยิ้มส่งให้เมียพร้อมประกายสายตาแน่วแน่ และยามใดที่ตาขับประกายแบบนี้เมื่อไหร่ นั่นหมายถึงยามนั้นเขาเอาจริง 

“เต้ยดีใจนะที่มีมูนเป็นคู่ชีวิต มูนช่วยเตือนสติ คิดละเอียด รอบคอบ ถี่ถ้วนกว่าเต้ยเสมอ เอาเป็นว่าเต้ยตัดสินใจแล้วคือขอยืนยันคำเดิม ในฐานะที่อยากให้ซันเป็น แต่ก็จะขอเชื่อมูนด้วย ตรงข้อที่พร้อมจะรักซันอย่างเหมือนเป็นลูกแท้ๆ ไม่ใช่รักเพราะเห่อ และเต้ยก็มั่นใจเหลือเกินว่า ระหว่างที่ซันอยู่ที่นี่ ซันจะทำให้เรารักได้อย่างหมดใจ มูนล่ะพร้อมไหม ”

“เต้ยไม่กลัวเสียใจเหรอ ถ้าวันหนึ่งซันต้องกลับไป รักที่ให้ไปคงเหลือไว้แค่ใจที่ร้าวและความทรงจำ”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
มูนยังมิตอบว่าพร้อมหรือไม่และมิได้อยากจะเยอะนักหรอก หากแต่หมั่นไส้สีหน้าระรื่นของหมาบ้าที่กำลังกระดิกหาง จึงแสร้งพูดยั่วไปอีกเรื่อง อยากฟังนักหนาว่าหมาตัวร้ายจะตอบเยี่ยงไร

“ตอนแรกกลัว แต่ตอนนี้ไม่กลัวแล้ว อย่างน้อยมันก็ได้ความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเคยมีลูก และอีกอย่างที่ได้คือได้เมียเป็นเพื่อนนอนร้องไห้....ว่าไหม” ผัวมัดมือไม่ถามความสมัครใจเมียสักนิด เมียเลยแกล้งต่อ ทำเป็นพูดเรียบๆไม่ยินดียินร้าย เล่นพาเอาผัวใจเสีย

“มูนคงเป็นเพื่อนนอนร้องไห้ให้เต้ยไม่ได้หรอก”

“ทำไมล่ะ”

“อ้าวก็มูนเชื่อไงว่าซันจะทำให้เรารักได้อย่างหมดใจ หมดจนมูนคงใจขาดจนตายตั้งแต่ซันลอยลงจากบ้านกลับไปตามทาง เอาล่ะในเมื่อเต้ยไม่กลัว มูนก็ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะมูนคงตายก่อน เหลือเต้ยนอนร้องไห้คนเดียว”

แค่มูนตอบอย่างเดียวก็ชวนให้ผัวกลับมาแยกเขี้ยวคำรามกระหึ่มได้แล้ว หนำซ้ำยังดันมาเชิดหน้าเหมือนตอนมัธยมอีก ซึ่งเป็นกริยาที่เต้ยไม่เคยโปรดเลยสักครั้งยามได้เห็น ผลที่มูนได้ จึงไม่แคล้วเป็นมะเหงกเขกกลางหัวลูกเบ้อเร่อ

“โอ๊ย เจ็บนะเต้ย”

“ก็ตั้งใจจะทำให้เจ็บ อยากจะเตะแถมอีกสักทีสองทีด้วยซ้ำ เล่นสำบัดสำนวนอยู่ได้ ตกลงคุณมึงจะเอายังไงครับ พร้อมหรือไม่พร้อม” คุณผัวเข้าเรื่องถามคุณมึงซึ่งก็เป็นคนเดียวกับคุณเมียผู้กำลังค้อนขวับ ตอบระคนครางอู้ 

“จะเอายังไงได้อีกล่ะไอ้หมาบ้า...เต้ยพร้อมมูนก็พร้อม และขอบอกว่าพร้อมมานานแล้วด้วย” 

“ก็แค่นั้น อีเยอะเอ๊ย ”

เจ้าของวงแขนแข็งแรงพูดจบก็ล็อครอบลำคอลออเศวตพร้อมเจ้าตัว เข้ามาโอบไว้แน่น มะเหงกมิได้เขกกลางหัวอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นจูบหนักหน่วงแรงๆ ฟาดซ้ำลงไปตรงรอยเดิม ก่อนจะเลื่อนตกลงมาประทับแน่นิ่งตรงกลางหน้าผาก แขนน้อยๆของมูนไยจะมิใช้โจมตีกลับ แต่การโจมตีนี้นั้นคือโอบรัดไปรอบบั้นเอวแกร่งแน่นเสียยิ่งกว่าแน่น ศีรษะงามเหิมเกริมเขยื้อนสู้ริมฝีปากผัวเพียงนิดเดียว ก่อนจะโอนอ่อนสวามิภักดิ์ ขยับเข้าไปถวายบรรณาการให้สนิทชิดแนบเข้าที่เข้าทาง ตรงตำแหน่งที่ริมโอษฐ์งามควรจะได้วางไว้ตราบนานเท่านานเท่าที่ผัวพึงพระทัย

“ขอบคุณครับที่ตามใจ... รักที่สุด ยอดชีวิตของเต้ย”

“ไม่เป็นไรและรักที่สุดเหมือนกัน หลักชีวิตของมูน”

เสียงห้าวขับออกมา ยามริมฝีปากละจากหน้าผากชั่วไม่เกินวินาที ห่างไม่กี่มิลลิเมตร ก่อนจะประทับกลับไปวางที่เดิม ถึงจะเบาแต่ก็ดังมากในความรู้สึกคนฟังเสมอ ...คนฟังเองก็ได้ตอบรับกลับไป เบียดกายไปให้แนบวรกายชิดกว่าเดิมจนผัวพึงพระทัย ทว่าพึงใจ ควรจะกลายเป็นชื่นใจได้ หากไม่มีคนมาขัด และไอ้คนขัดนั้นมันก็ดันแสนรู้เป็นที่ยิ่ง

ที่ว่าแสนรู้หรือบางทีอาจจะแส่รู้ เพราะมันมิสร้างเสียงใดๆให้ได้ยินเป็นที่กระโตกกระตาก มีเพียงตาสีฟ้าครามที่ทำเป็นปรือขึ้นส่อแววอยากรู้อยากเห็นเป็นล้นพ้น  รอยยิ้มและลักยิ้มฉายแววซุกซน คงมิพ้นโตขึ้นจะจำไว้แล้วนำไปทำตาม

มูนหะแรกก็ไม่เห็น แต่เผอิญดันหรุบตาลงไปสบเอาเข้าพอดี ...แล้วไอ้ตาปรือๆหรี่ๆ มันก็ไวพอตัวที่จะปิดลงเสียพลัน หากนั่นมันก็ไม่ทันการซะแล้ว และคงจะสายเกินไปที่จะทำให้แนบเนียน เพราะมูนได้คำตอบตามสงสัยแล้วว่า ‘แสร้งหลับแอบฟัง’ มันจริงหรือเท็จ แต่จะไปว่ามันก็ไม่ถูก เพราะตนกับผัวเองไม่ใช่หรือที่มาสาระแนพูดข้ามหัวให้มันฟังปาวๆ ทั้งๆที่ซันมันก็นอนของมันเฉยๆ

แอบฟังน่ะไม่ว่าหรอก แต่ไอ้แสร้งหลับนี่สิ......   “ฮึ่ม มันร้ายนักนะ”

พระจันทร์ดวงน้อยทำเสียงต่ำในลำคอ ยังไม่ทันไรก็จะได้รบรากับลูกหมาตัวน้อยซะแล้ว จึงถอยกายออกยุติฉากหวานๆซะเอง เต้ยงงหน่อยๆ ตั้งใจจะอ้าปากถาม แต่เสียงไม้กระดานเรือนดังออดแอด บอกให้รู้ว่ามีคนเดินมาก็แทรกไว้ซะก่อน พอหันไปก็เป็นป้าเมี้ยนที่กำลังเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆพื้นยกของริมหอนั่งพอดี

“คุณมูน คุณเต้ยคะ... คุณแม่ให้ป้ามาเรียนถามว่า คืนนี้จะให้คุณหนูซันเธอนนอนที่ไหน จะให้จัดห้องใหม่ไหมคะ คุณแม่ท่านกับป้าจะได้ช่วยกันจัดให้เลย”

มูนยังไม่ตอบรับอันใดในทีแรก ทั้งๆที่คำตอบจริงๆก็พร้อมจะมีให้อยู่แล้ว ได้แต่นั่งกระหยิ่มยิ้มเย็นๆ ขับออกมาเพียงเสียงหึสองหึ ด้วยเพราะนึกอะไรดีๆออก และอะไรดีๆที่ว่า ถ้าผลลัพธ์มันออกมาอย่างที่คิด รับรองเลยว่า ‘รู้ภาษาหรือไม่รู้ภาษา’ คงมีคำตอบมาให้หมดประเด็นเหมือนแสร้งหลับได้แน่นอน

“ยังเด็กอยู่เลยนะครับ ให้นอนห้องเต้ยกับมูนนั่นแหละ คืนนี้นอนเตียงเดียวกันไปก่อน เอาไว้เต้ยค่อยไปหาซื้อเบบี้คอทน่ารักๆมาให้”

เต้ยเห็นเมียยังไม่ตอบ จึงแทรกตอบแทนเมีย... ทีนี้มูนเริ่มสังเกตมิวางตาจึงตลอดว่า ไอ้หน้าที่ทำเป็นหลับเนี่ยมันกำลังซ่อนยิ้มจริงๆ ยิ่งตอนเต้ยพูดจบถ้ามันปรือตามาเหมือนเมื่อครู่ หน้ามันคงอยู่ในระดับขั้นยิ้มแฉ่ง แลจะเพราะอะไรซะอีกล่ะ ก็เพราะคงดีใจเป็นหนักหนาที่เจ้าของบ้านเขาสนิทสิเน่หายกไว้ให้นอนร่วมเตียง

‘รู้มากดีนัก เดี๋ยวเหอะ’ มูนเปรยในใจ กระหยิ่มไม่หยุด และถึงเวลาแล้วที่จะเล่นอะไรสนุกๆ ตามแผน หน้าลออจึงอมยิ้ม เจือสีเข้มขึ้นพอๆกับเสียง

“โอ๊ย ไม่เอาให้ไปนอนที่อื่นนั่นแหละ ห้องว่างก็มีตั้งเยอะแยะ อีกอย่างเตียงเราก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลยนะเต้ย แค่เต้ยกับมูนก็เต็มเตียงแล้ว แถมเต้ยก็นอนดิ้น เดี๋ยวก็นอนทับตายพอดี”

“แต่ซันยังเด็ก จะนอนยังไงคนเดียว”

“ก็ให้ป้าเมี้ยนไปนอนเป็นเพื่อนไง เรื่องนี้มูนขอใช้สิทธิ์ตัดสินใจคนเดียว ตามที่มูนเห็นสมควร”

เต้ยไม่รู้เรื่องรู้ราวเตรียมขยับปากขัดต่อ หากก็ต้องชะงัก เพราะเมียขยิบตาสีน้ำตาลรวดเร็ว พร้อมเอื้อมมือไปสะกิดหน้าแข้ง อีกทั้งยังสัญญาณเสียงจุ๊ๆ สื่อเป็นนัยๆบอกให้เงียบและรอดูอะไรดีๆ และเป็นการดีนักที่ผัวหัวไวและยอมเชื่อ

“ไปจัดการตามที่บอกเถอะจ้ะป้าเมี้ยน”

สิ้นคำสั่งมูนเท่านั้น อะไรดีๆก็มีมาให้เห็นให้ได้ยินผิดคาดเสียที่ไหน เพราะตาสีฟ้าครามน้อยๆ ที่เสมือนปิดอยู่จู่ๆก็ลืมขึ้น ระคนน้ำใสๆไหลพราก อันขับมาพร้อมเสียงสนั่นกัมปนาท ‘แง แง’ ลั่นทั่วทั้งท้องพระโรงหอนั่งนั่นเอง

“แง๊.....”

ไม่กี่วินาที เจ้าพระอาทิตย์ดวงน้อย ก็กรีดน้ำตานองไหลมาจนเกือบรองได้เต็มปี๊บ มือน้อยๆ เท้าน้อยๆ กระแทกเบาะตุบตับ และยังยกฟาดอากาศกราดเกรี้ยวเป็นพัลวัน เต้ยทำอะไรมิถูกถลันจะเข้าไปอุ้ม แต่มูนก็รั้งไว้พร้อมกระซิบกระซาบอธิบายถึงอะไรดีๆที่เต้ยควรรู้ และพอรู้แล้วเสียงหัวเราะลั่นของเขาก็ดังสอดผสาน หากก็ยังมิมีฤทธานุภาพกลบเสียงแงสนั่นได้มิด

“ฮะฮ่า.....อย่างนี้ต้องให้ไปนอนกับไอ้ตูนตรงนอกชาน ไอ้ลูกหมาตัวแสบ ตู๊น ตูนโว้ย มาเอาน้องไปนอนด้วยเร็ว”

เต้ยยิ่งแหย่ เสียงร้องไห้ก็ยิ่งดัง และคงมีแต่ป้าเมี้ยนคนเดียวกระมัง ที่ยังงุนงงไม่รู้อะไรกับใครเขา ถลาเข้ามาอุ้มเจ้าลูกไฟที่แผดเสียงจ้าจนหน้าดำหน้าแดง ทางด้านบรรดาผู้มากวัยที่อยู่ในห้อง ได้ยินเสียงร้องลั่น ต่างก็ทิ้งธุระที่ทำ กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาดู โดยมีคุณวาสิฏฐีนำหน้าขบวน

“ซัน ซันหลานย่า เป็นอะไรลูกร้องลั่นเชียว” คุณย่าส่งเสียงตระหนกถามพลัน เริ่มจะฟูมฟายตามหลาน “ซันเป็นอะไรคะพี่เมี้ยน... เต้ยมูน ลูกเป็นอะไร ทำไมตาซันถึงร้องไห้ ”

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ นอนอยู่ดีๆ ก็ตื่นมาร้องไห้” ป้าเมี้ยนตอบคุณวาสิฏฐีพลาง แล้วปลอบคุณหนูของตนพลาง “ คุณหนูซัน คุณหนูเป็นอะไรไปคะ โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคะ....อะไรกัดหรือเปล่า เอ๊ะหรือว่าฝันร้าย”

ป้าเมี้ยนแก่วัยมิพอ แถมยังแก่เดาไปเรื่อย ปลอบไปต่อไม่หยุด แต่ซันก็ยังไม่ยอมเงียบ แถมยังสำแดงฤทธิ์ร้ายทั้งดิ้นทั้งร้องหนักขึ้นเรื่อยๆ คุณวาสิฏฐี คุ ณเมฆ ท่านทูต ต่างก็เข้ามารุมช่วยดูกันใหญ่ แต่หามีสักคนไม่ที่ทำให้ซันสงบ จนเต้ยกับมูนเห็นว่า ‘แกล้งเล่น’พอสมควรแล้ว แค่นี้ก็พิสูจน์อะไรได้หลายๆอย่าง แลเริ่มกลัวว่าซันจะหลอดเสียงแตกเสียก่อนนั่นแหละ มูนจึงแทรกกลางวงโผเข้ามาฉวยเอาเจ้าพระอาทิตย์ตัวงอมาอุ้มไว้ซะเอง มอบหน้าที่ให้เต้ยอธิบาย

“มันไม่เป็นอะไรหรอกครับทุกๆคน แค่มันรู้มาก แกล้งหลับ นอนแอบฟังเต้ยกับมูนคุยกันตรงนี้ไม่พอ มันยังอยากนอนฟังเต้ยกับมูนคุยกันทั้งคืนอีก ”

“ยังไงวะไอ้เต้ย” “ ยังไงนะตาเต้ย” “ยังไงนะเจ้าเต้ย”

เมื่อสภาสูง...(วัย) เรียงตามลำดับจากความดังในการใช้เสียงของ ‘ปู่ ย่า ตา’ และดีนักที่ไม่มี ‘ยาย’ เข้ามาร่วมขบวน ได้ถามมาพร้อมกัน แม่คนต้นคิดจึงขึ้นอภิปรายต่อแทนคู่สมรส

“ซันอยากนอนกับมูนกับเต้ยน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก แค่มารยาตื้นๆ ของเด็กรู้มากรู้ภาษาคนหนึ่ง อย่าสนใจเลยครับ”

มูนพูดกลั้วหัวเราะเสียงใสต่อหน้าทุกๆคน สะใจหน่อยๆ ที่เอาคืนเจ้าพระอาทิตย์วายร้ายได้ พูดจบก็กระชับวงแขนที่โอบอุ้มให้แน่นขึ้น ไล่เสียงร้องไห้งอแงสะอื้นหอบจนตัวโยน ด้วยจูบเบาๆกลางหน้าผาก ตามต่อด้วยเสียงปลอบที่สามารถไล่น้ำตาให้ปลาสนาการสิ้นเกินอัศจรรย์ และนี่ก็เป็นบทสรุปที่สมบูรณ์ที่สุดของข้อสงสัยที่ว่า ...รู้ภาษาหรือไม่รู้

“โอ๋ๆ ซันเงียบนะลูก แม่จะใจร้ายให้ซันไปนอนที่อื่นได้ยังไง โอ๋ลูกโอ๋ แม่กับพ่อแค่แกล้งเล่น คืนนี้นอนกับพ่อแม่แหละนะลูกนะ”

“เดี๋ยวพ่อเตะแม่ให้นะคร๊าบบบบ โอ๋ๆๆๆ แม่เขาเป็นคนต้นคิด พ่อไม่เกี่ยว”  เต้ยถลากายเข้ามาซัดทอดเอาดีเข้าตัวหักหลังเมียได้น่าแพ่นกบาลนัก 

เจ้าซันเองแม้จะหยุดร้อง หากก็ยังมีเสียงกระงืดๆ สูดน้ำมูกหงืดๆ พร้อมเสียง ‘แอ๊’  แบบแผดลากยาว แล้วเมินหน้าหนีเต้ยกับมูนไปอีกทางบอกให้รู้ว่าโกรธทั้งสองคน ทว่าการเมินหน้าหนีนั้น เจ้าซันมันทำได้ไม่เกินห้าวินาที มันได้หันกลับมา ยิ้มร่าเปลี่ยนอารมณ์เป็นสดใส จะเพราะอะไรนั้นน่ะหรือ ก็เพราะซันคงได้ยินคนสองคน ‘หลวมตัว’ หลุดอะไรออกมา และดูท่าคนหลุดก็ยังไม่รู้ตัว หากแต่คนฟังอย่างมันนี้สิรู้แล้ว

 “หายโกรธแม่แล้วใช่ไหม ยิ้มแฉ่งเชียว”

“เป็นลูกพ่อต้องไม่ขี้แย มันต้องอย่างนี้ พรุ่งนี้พ่อซื้อของเล่นให้นะครับ เอาหุ่นยนต์หรือรถบังคับดี”

สองผัวเมียไม่ได้รู้ตัวเองเลยว่าหลุดอะไรออกมา แล้วหลุดอะไรไม่หลุดดันไปหลุดคำสำคัญ เหอะ ไปว่าแต่คุณวาสิฏฐีกับป้าเมี้ยนเผอเรอ ทั้งสองก็เผลอเช่นกัน แถมยังอยู่ในขั้นหนักกว่าซะด้วย และกว่าจะรู้ว่าตัวมันก็สายไปเสียแล้ว

“เอ๊ะ เมื่อกี้มูนแทนตัวว่าอะไรนะ มะ แม่ใช่ไหม ส่วนเต้ยก็ตัวแทนว่า ...”

“พะ พ่อ เต้ยเรียกตัวเองว่าพ่อ”

มูนเติมคำมาให้หยุดหัวเราะทันใด ใบหน้าลออใสเปลี่ยนเป็นแดงแป๊ดสีงามประมาณลูกตำลึงเหมือนเต้ยไม่มีผิดเพี้ยน ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนักหรอกกับคำว่า ‘พ่อ แม่’ สำหรับคนที่มีชีวิตคู่แบบปกติทั่วไป แต่สำหรับมูนกับเต้ยมันไม่ใช่ สองคำนี้จึงนับว่าพิเศษนักในความรู้สึก กับการแทนตัวเป็นพ่อและแม่ให้กับเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ที่มาใดๆ

ถามว่าเสียใจไหม ทั้งสองตอบได้เลยว่าไม่มีทาง และถามว่าอายไหมก็ตอบได้เลยอีกไม่อาย มีเพียงแค่อาการเขินเท่านั้นยามลำดับออกมาต่อหน้าธารกำนัลเป็นครั้งแรก และในความเขินนี้เอง ...สองผัวเมียก็สัมผัสได้อีกความรู้สึก นั่นคือปรีติท่วมท้น ที่ไม่ว่าจะหลุดมาอีกกี่ครั้ง ก็เป็นเสมือนลมอัดแน่นทำให้หัวใจพองโตลอยขึ้นสู่ฟ้าไม่ต่างอะไรกับบอลลูนลูกโต

“เลยตามเลยแล้วกันนะมูน...เข้าทางไอ้เจ้าซันมันล่ะ”

เข้าทางจริงหรือไม่ มิมีใครรู้แน่ ทว่าที่แน่ๆ คือทุกๆสายตา เห็นคิ้วน้อยๆยักมาให้ และเพียงเท่านี้  เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นเกรียว แล้วค่อยๆเฟดลงพร้อมๆกับสมาชิกสภาสูงที่ต่างแยกย้าย แต่ก็ยังมีเสียงหัวเราะใสๆเอิ๊กอ๊ากอีกเสียงที่ลั่นอยู่มิจาง ประหนึ่งจะสำแดงให้รู้ว่า หัวเราะทีหลังมันดังและสะใจกว่าที่สุดเสมอ

‘เห็นไหมล่ะครับ หลวมตัวจนได้ ยังไม่ทันจะข้ามคืน ซันก็มีพ่อมีแม่แล้ว คอยดูเถอะ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ถ้าซันไม่ทำให้หลงรักอย่างหัวปักหัวปำ มันก็คงไม่ใช่ซันแล้ว’

สายตาเจ้าเล่ห์พราวระยับคล้ายเต้ย สื่อความที่มูนกับเต้ยคงเดาความนัยนั้นได้ไม่ยาก ทั้งสองรับรู้แลก้าวเดินออกจากหอนั่ง พร้อมใจกันผสานสายตาซ่อนซึ้งแรงกล้าตอบกลับไปเช่นกัน ...เจ้าซันตัวน้อยมีหรือจะไม่รู้ด้วยใจ   

‘พ่อกับแม่พร้อมแล้ว ที่จะปล่อยให้ซันทำให้ตกหลุมรักอย่างหัวปักหัวปำ ...ทำให้ได้นะลูก’

และมีหรือที่ซันจะกระทำมิได้ เพราะหลังจากที่นอนแทรกกลางระหว่างพ่อกับแม่ลอบขโมยไออุ่นมาทั้งคืน ซันก็ลืมตามาหว่านเสน่ห์อันหาตัวจับได้ยาก ตั้งแต่แสงอาทิตย์ยังไม่สาดทะลุม่านโปร่งทางบานหน้าต่างนั่นเลยทีเดียว

ยุทธวิธีเดิมถูกใช้เหมือนเคย แต่ครั้งนี้หนักกว่าเมื่อวานหน่อย ตรงที่หาญกล้าขึ้นมาทาบทับ ระดมปลุกพ่อปลุกแม่ด้วยริมฝีปากแดงสดน้อยๆนัวเนีย และภาพแรกของวันใหม่ที่พ่อกับแม่ได้เห็น ไยจะมิใช่ดวงตาสีฟ้าครามเจืออำพัน สะกดให้ตะลึงงันด้วยรอยยิ้มอันเป็นที่สุดแห่งความสดใสไล่ความงัวเงียของสองผัวเมียได้กระจัดกระจาย

“ไอ้ลูกหมาของพ่อ ตื่นแต่เช้าเลยนะ” พ่อหมาทักลูกหมาด้วยเสียงใสกังวาน เอื้อมมือมาขยี้หัวเจ้าตัวเกเรตัวน้อย เปรยต่อไม่หยุด “อ้อนแต่เช้าจะเอาอะไร”

“คงต้องให้รางวัลซันสักชิ้นสองชิ้นแล้วล่ะมังเต้ย”

มูนพูดยิ้มๆ จิ้มปากไปจรดแก้มใสเป็นคนแรก นำให้เต้ยทำตาม อันเป็นรางวัลชิ้นที่หนึ่งที่ไม่ต้องใช้ทรัพย์ ใช้เพียงใจและกายเป็นเครื่องประกอบเท่านั้น แลสิ่งนี้คนรับย่อมพอใจ แต่ถึงจะพอใจ ก็หาใช่จะมิทวงชิ้นที่สองต่อ เสียงน้อยๆ จึงขับมา ราวกับจะใช้ร้องทวงได้อย่างน่าดู

“แอ๊ะๆๆ”

“สัญญาก่อนได้ไหมว่า ถ้าจะมาทำให้รักแล้วก็อย่าหนีไปไหน สัญญานะ สัญญา”

แล้วเสียงน้อยๆ เสียงเดิมก็ตอบรับมาให้ทันควัน กอปรกับประกายระยับจากตาคู่งามฟ้าครามน้ำทะเล ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่ทำ ก็ตกปากได้เลยว่า ‘รับคำ จริงใจ’ แต่ซันจะสื่อความหมายถึงอะไรก็ช่าง หากมูนกับเต้ยก็อดไม่ได้ที่จะเข้าข้างตัวและตีความเอาเองว่า ทุกเสียงทุกลักษณาการคือคำมั่นสัญญาของซันอันจะจารไว้กลางใจนิรันดร

“รอแป๊บนึงนะลูก อยู่กับพ่อก่อน แม่จะไปเอารางวัลให้”

มูนฝากซันที่ก่ายบนตัวไว้กับเต้ยพลัน ลงจากเตียงได้ก็เดินไปที่หน้ากระจกบานใหญ่โบราณ หยิบกำปั่นไม้หอมลงยาใบย่อมที่เต้ยเห็นอยู่หลายครั้งแต่ไม่เคยถามซะทีว่าใส่อะไร พอเปิดออกก็หยิบถุงแพรสีทองออกมาถุงหนึ่งในจำนวนหลายต่อหลายถุงหลากสีหลากสัน ก่อนจะปิดแล้ววางคืนดังเดิม จากนั้นจึงเดินกลับมาที่โต๊ะข้างๆเตียง เปิดลิ้นชักล้วงไปหยิบอะไรบางอย่าง ท่ามกลางสายตาของผัวที่มองตามอย่างสงสัย ครั้นดึงมือขึ้นมาอีกทีก็มีถุงผ้าแพรสีชมพูอยู่ในมือ เต้ยเห็นถุงแพรสีชมพูถุงนี้เข้าก็ถึงบางอ้อ ร้องอ๋อได้ทันทีว่ารางวัลชิ้นที่สองคืออะไร

“ นี่มันกำไลข้อเท้าของพ่อเอกที่ให้มูนไว้นี่ หรือว่ามูนจะ... ”

“ อืม ในเมื่อซันเขาผูกเราไว้ด้วยใยเสน่หา มูนก็จะขอพันธนาการซันไว้ด้วยหัวใจ”

มูนยิ้มละมุนตามแบบฉบับของมะลิแย้มกลีบยามเช้า ไม่พูดอะไรต่อมาก เปิดถุงผ้าแพรสีชมพูก่อน แล้วหยิบ‘กำไลข้อเท้าทองคู่น้อย’ คู่เดิม ออกมาให้ประกายแห่งทองคำแท้ สำแดงแสงเฉิดฉายท้าทายแสงอัจกลับระย้าแลสายตาฟ้าคราม มินานก็บังเกิดเสียงลูกกระพรวนทองกระทบกันดังกรุ๊งกริ๋งด้วยมือเสลาเลียนแบบวิธีเขย่ามาจากพ่อเอกในคืนก่อน ก่อกำเนิดเป็นเสียงเสนาะไพเราะยิ่ง และเสียงนี้ก็ได้บาดซึ้งถึงอารมณ์เป็นที่สุด ยามได้ประทับอยู่เหนือข้อเท้าลูกชายแล้วพลิ้วไหว ขยับไปรอบๆในวินาทีต่อมา และทีท่าของผู้รับ มันก็โปรดยิ่งนัก

‘ของรัก’ ย่อมแสดงถึงสิเน่หาแห่งรักอันเป็นที่สุดให้คนที่รัก ใช้ต่างใจไว้รึงรัดมัดใจด้วยกัน มิให้จากไปไหนได้
 ชิ้นแรกพันไว้ที่ข้อเท้า ชิ้นที่สองและสามในถุงแพรสีทองที่หยิบตามมา จึงหยุดลงผูกไว้ที่คอและข้อมือ

นี่ซันจะรู้ตัวไหมว่า...ทั่วทั้งตัวถูกแม่ใส่ตรวนสิ้น  มัดด้วยของแทนใจไม่ให้ลอยกลับไปไหนได้อีก
มูนเข้าใจหารูปธรรมให้มาบรรจบกับนามธรรม แสดงถึงวิธี ‘ล่ามด้วยใจ’ได้อย่างแยบยล

“สร้อยทอง สร้อยข้อมือ เป็นของรับขวัญที่สมเด็จหญิงฯประทานให้จากพระหัตถ์มาสู่มือคุณยายทวดตอนยายจ๋าเกิด เป็นมรดกตกทอดจากยายมาสู่แม่และมาถึงมูน” มูนเล่าที่มาให้ผัวฟังช้าๆ อุ้มลูกชายอย่างไม่เป็นทางการมานอนเล่นแนบตัก ลูบหัวเบาแสนเบากว่าเสียงที่ใช้

“มูนเก็บไว้มันก็ใส่ไม่ได้ เหมือนกับกำไลข้อเท้าทองของพ่อ มูนตัดสินใจให้ซันนั่นแหละ ซันใส่ได้พอดีเลย รับกับผิวซะด้วย ดูเข้าถึงได้ง่ายกว่าใส่จี้ประจำราชวงศ์นั่นเป็นกอง  ” 

เข้าถึงได้ง่ายของมูนย่อมมิใช่เอื้อมมือไปอุ้มไม่ถึงคว้ามากอดไม่ได้ ทว่าคือกอดแล้วสนิทใจอุ้มแล้วไม่มีอะไรให้ตะขิดตะขวงด้วยเกรงมียศมีศักดิ์

“มูนแต่มันเป็นของสำคัญ ของเก่าของบ้านมูนนะ เก็บเอาไว้เถอะ เดี๋ยวเอาเงินเต้ยไปซื้อให้ซันใหม่ดีกว่า เต้ยเกรงใจ เต้ยเป็นคนพาซันขึ้นบ้าน เต้ยต้องรับผิดชอบทุกอย่าง  ” นานๆเต้ยจะเกรงพระทัยเมีย และการเกรงนี้ก็ดูเหมือนซันจะขัดใจนัก ส่งเสียงแนวๆเดิม ที่คงจะแทนความหมายให้ได้ว่า

‘ซันจะเอาของเก่าของแม่  ไม่เอาของใหม่’

เต้ยได้ยินเสียงแอ้ๆแล้วก็ไม่รีรอใช้จูบเขกกบาลเจ้าตัวร้ายที่ตีลูกขัดมาหนึ่งฟอด แล้วละที่จะสนใจ หันไปยืนกรานกับเมียต่อในเรื่องเดิมที่ยังคั่งค้าง   “ เชื่อเต้ยเหอะ เก็บเอาไว้  ค่อยไปหาซื้อให้ใหม่”

“แต่มูนก็เต็มใจให้พาซันขึ้นบ้านและก็อยากให้นี่นา ซันก็ลูกมูนเหมือนกันนะ ถึงยังไม่เป็นทางการก็เถอะ เต้ยอย่าขัด”

“ เอ๊างั้นก็ตามใจ ไม่ขัดก็ไม่ขัด ...แล้วพ่อเอกจะไม่ว่าเอาเหรอมูนจ๋า เงินเดือนก้อนแรกในชีวิตท่านทั้งเดือน ท่านอุตส่าห์ทำให้มูนนะ”
 
“ ไม่หรอกเต้ย พ่อไม่ว่าหรอก พ่อต้องภูมิใจที่ทำมาแล้วมีคนได้ใช้ เชื่อมูนสิ”
 
แล้วมันก็เป็นจริงดังปากมูนว่า พอถึงเวลาออกมารับเครื่องเช้าที่ตั่งขาสิงห์กลางหอนั่ง ท่านทูตเอกาก็เห็นเข้า แล้วท่านก็ว่าอะไรซะที่ไหน

“เออ ดีเหมือนกันแฮะ ทำไว้ลูกไม่ได้ใส่ ...แต่หลานได้ใช้” นอกจากไม่ว่าแล้ว ท่านยังเอาซันมาอุ้มเล่นบนตัก และซันก็ยอมเล่นบนตักตาแต่โดยดี ท่านทูตก็ไม่เว้นก้มมองหลาน จุ๊ปากชมอย่างถูกใจ

“เจ้าซันนี่ แต่งอะไรก็หล่อ แต่แหมวันนี้แต่งเครื่องมาเป็นลูกพระน้ำพระยาเลยเชียว ใส่ทองกับเขาด้วย ดูจากลายและเนื้อทองนี่มันของเก่าแท้เลยนา ลายมันโบราณแต่คลาสสิคอย่างกับในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง หายากนะ  เต้ยกับมูนนี่เข้าใจหามาให้ซันเขาใส่”

“ของเก่าสมัยรัชกาลที่ห้าถูกแล้วครับพ่อ แต่ไม่ใช่ลูกพระยาหรอก แค่ลูกคุณหลวงก็พอครับ”

เต้ยแทรกขัดยิ้มๆ ผู้ใหญ่ฟังแล้วก็งง หากก็มิได้มีท่านใดถาม มีแม่มณีที่รู้แค่ความนัยแค่คนเดียว แต่ก็หาใช่ว่าจะรู้ลึกไปถึงก้นบึ้งจนได้เห็นความจริงซ่อนอยู่ นี่ถ้าหากรู้ มิทราบเหมือนกันว่า จะมีเสียงระเรื่ออย่างที่ใช้ในขณะนี้หรือไม่

“สมเด็จหญิงฯประทานมาให้คุณทวดรับขวัญตอนยายจ๋าเกิดน่ะพ่อ มูนเก็บไว้ก็ใส่ไม่ได้ พอดีเข้าชุดกับกำไลข้อเท้าของพ่อก็เลยให้ซันเขา นี่ถ้าไม่มีของยาย ลำพังเงินมูนเองคงหาให้ซันไม่ได้หรอก ยิ่งทองสมัยนี้บาทละเกือบสองหมื่น ”

“เหอะ ซื้อไม่ได้ แต่แอบมีเก็บเป็นกำปั่น เห็นหรอกนะเมื่อเช้า” เต้ยโพล่งกัดเมีย เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่ได้ถ้วนทั่วทั้งวงอาหาร “ โฉนดที่ดินก็เหมือนกัน วันนั้นนะครับ ตอนเข้าไปเลือกมาทำรีสอร์ท โฮ้ยยย แทบจะล้มทับตาย นี่ถ้ารู้ว่ารวยอย่างนี้ มีคุณพ่อเป็นท่านทูตล่ะก็.. แฮ่ม ดักฉุดตั้งแต่มัธยมแล้ว”

“คนรวยจริงที่ไหนเขาอวดกันเล่าไอ้เต้ย ดูท่ามูนเขาก็เหมือนแม่นายแหละ ถามทีไรก็บอกไม่มีๆ พ่อก็ต้องควักให้ แต่ไปเปิดสมุดบัญชีกับบรรดาทรัพย์สินดูเถอะ แปดหลักเก้าหลักเข้าไปแล้ว” คุณเมฆได้แต่พูดขันๆแซวภรรยากับลูกสะใภ้ในคราวเดียวกัน คุณวาสิฏฐีก็ค้อนขวับ ใช้กริยาเดียวกับมูนที่ทำกับเต้ยเสมอๆยามหมั่นไส้ แล้วตัดสินใจแก้ลำให้ใหม่จนถูกต้องว่า

“สิบหลักต่างหากค่ะ”

“หือ สิบหลักแล้วเหรอ ก่อนมานี่ผมเห็น และถ้าผมจำไม่ผิดมันน่าจะแค่แปดหลักเก้าหลักนา ...คุณไปรวยอะไรมา” เมื่อคุณเมฆถามเอาจริง ยกน้ำขึ้นดื่มรอฟังคำตอบ  คุณวาสิฏฐีก็มิลังเลเลยที่จะเฉลยความจริงและถึงคราวตอบให้เอาจัง...งัง

“อ้าวยังไม่ทราบอีกเหรอคะ นึกว่าทราบแล้วซะอีก เพิ่งเล่าให้มูนเขาฟังวันก่อนนี้เอง.. ก็พระในห้องพระที่บ้านเราล่ะค่ะ ท่านให้ลาภ ท่านให้มาตั้งแต่ตาเต้ยเด็กๆ แต่ฉันเพิ่งจะได้โอกาสคว้ามา และขอบอกว่าคว้ามาทั้งกระเป๋านั่น”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +562/-14
เมื่อคำตอบมีมาให้จังงังอย่างนี้ “พรวด!!!” จึงเป็นเสียงสำลักของคุณเมฆอันขับมาพร้อมมวลน้ำที่เพิ่งยกดื่ม ดีนะที่ไม่โดนใคร และอาการที่ตามมาหลังจากนั้น คำว่า ‘หงายเงิบ’ ก็คงจะใช้บรรยายได้เห็นภาพมิเพียงพอ ประโยคเดียวที่คุณเมฆได้แต่พูดซ้ำๆซากๆ วนๆเวียนๆกับลูกชายยามกระโจนเข้ามาประคองได้ทันท่วงทีมีเพียงว่า

“งะ เงินพ่อ...ไอ้เต้ย เงินพ่อ ทั้งกระเป๋า”

เต้ยไม่รู้จะเห็นใจหรือสมน้ำหน้าพ่อดี จะปลอบก็นึกคำไม่ออก แต่ที่ดันนึกออกคิดได้ และจะจำใส่กบาลไว้เตือนใจ คือ ‘พระมาจากพอแล้วก็ละ พระย่อมไม่สะสมเงิน’ และใต้โต๊ะหมู่บูชาที่หมายตาตามที่พ่อบอกวันก่อน มันไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว และมันก็คงอยู่ในเขตพื้นที่อันตราย  เพราะแม่มณีปรายตาหันมาสื่อให้รู้ว่า... ‘อย่าแม้แต่จะคิด’

เหนือฟ้ายังมีฟ้าฉันใด เหนือเมฆาก็ยังมีวาสิฏฐีฉันนั้น  วสุเห็นตัวอย่างแล้ว ....และก็เชื่อโดยไม่ต้องมีข้อพิสูจน์

พ่อชอบแอบซ่อน ทว่าแม่ก็ตามเจอแล้วตลบหลังจนพ่อไปต่อแทบไม่เป็น ส่วนตัวเขาเล่าจะถูกเมียกระทำเช่นเดียวกันหรือเปล่า เพราะไอ้สิ่งที่เขาแอบซ่อนไว้ หากถูกจับได้... ‘จับตาย’ คงเป็นโทษสถานเดียว

แล้วก็ไม่รู้เกิดวิปริตผิดอาเพศอะไรนักหนา ที่วันนี้แม่มณีเรียกหาเอาแบล็คเบอร์รี่มาติดไว้กับตัว ปกติก็ไม่ค่อยจะถือไว้นักหรอก วางทิ้งไว้ที่หัวเตียงในห้องเป็นประจำ  และพอสิ้นมื้อเช้า แม่คุณนายอัครพงศธร ก็เอามาถ่ายรูปเจ้าซันเป็นการใหญ่ เจ้าซันนั้นมันก็ชอบเป็นนายแบบซะเหลือเกิน แถมยังให้เต้ยมาร่วมเป็นนายแบบแลช่วยจัดท่าจัดทางด้วย

ถ่ายรูปน่ะไม่เท่าไหร่ เซฟไว้ก็จบ แต่นี่ถ่ายแล้ว ดันอยากจะแชร์ และในคอนแทคของแม่มณีจะมีคนที่อยากแชร์สักกี่คนกัน
‘คุณหลวง’ ย่อมเป็นชื่อหนึ่งที่เขาเดาได้ไม่ผิด

“สวัสดีคุณหลวง เด็กคนนี้น่ารักไหม ว่าที่ลูกชายเราเอง”

จากชื่อหนึ่งในลิสต์ กลายมาเป็นชื่อที่เลือกมาเป็นคนที่หนึ่งที่อยากแชร์จนได้ ...คุณหลวงตัวดีหลบเลี่ยงไม่ทัน แต่ยังดีที่เซ็ทไว้เป็นระบบสั่นใส่กระเป๋ากางเกงไว้ พิรุธจึงไม่มีให้เป็นที่สังเกต ทว่าแบล็คเบอร์รี่รุ่นนี้ระบบสั่นมันสั่นได้แรงเกินคาดและกระเป๋าก็ตื้นแสนตื้น ‘พวงองุ่นดำ’ มันสั่นทีไร มันก็กระทบกระเทือนไปถึงพวงใหญ่ๆอีกพวงทันที

“อูย....” เจ้าของพวงสะดุ้งหน่อยๆ เพราะประโยคแรกพุ่งมาถึงแล้ว

“เป็นอะไรไปเต้ย” มูนละจากจอ หันมาถามผัว เพราะได้ยินเสียงซี๊ด รอดไรฟัน แล้วกดส่งไปอีกประโยคที่พิมพ์ไว้ “ ชื่อน้องซันเก็บได้จากกลางคลอง”

“โอว”

เสียงจะสกัดเท่าไหร่ ลอดไรฟันแบบเดิมก็มีมาจนได้ และการสั่นสะเทือนครั้งนี้มันก็ดูเหมือนจะแรงกว่าทีแรกนัก ขืนปล่อยไว้ แบล็คเบอร์รี่อัปรีย์นี่ คงกระแทกไข่แตก ว่าแล้วจึงลุกเลี่ยงขอเมียเดินตัวงอหน่อยๆ กลับไปที่โต๊ะทำงาน เมียก็ไม่ว่ากระไร มีแต่เจ้าซันที่มันหัวเราะชอบใจเอิ๊กๆ อ๊ากๆ แบบเดิม และมันก็หัวเราะหนักขึ้น เมื่อเห็นพ่อมันเดินไปได้ไม่กี่ก้าว แล้วสะดุ้งกุมเป้าสุดตัว  ก่อนจะวิ่งจากไปจนไม้กระดานเรือนลั่นสะท้านสะเทือน

“อ๊าวววว”

“ตาบ้านี่เป็นอะไรของเขา”

มูนเปรยกับตัวเองอย่างไม่เอาคำตอบ มิรู้หรอกว่าประโยคที่สามสี่ห้าที่พิมพ์รัวเป็นชุดปังๆตามต่อกันมา ประมาณว่า ‘ก๊อกๆ’ ‘ยุ่งอยู่เหรอ’ ‘แล้วทักมาใหม่ก็ได้’ นั้น มันคือเหตุอุกฉกรรณ์ ที่ทำให้ผัวแทบขาดใจ

“เดี๋ยวเหอะแม่มณี ถ้าไข่แตกไข่ด้านนะ  พี่จะเอายัดปากให้เข็ด...อูย”

เต้ยยังพอทรุดกายลงนั่งได้ คาดโทษเมียที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน ล้วงแบล็คเบอร์รี่ออกมาจากกระเป๋า แทบอยากจะขว้างทิ้ง ข้อความที่แม่มณีส่งมาตัดสินใจ ‘ไม่อ่านแม่งแล้ว’ ทว่าก่อนที่มันจะร่วงจากมือไปกองอยู่บนโต๊ะ  พวงองุ่นดำทั้งพวงก็สั่นได้สนั่นอีกครา และนับว่าเป็นโชคดีนักหนาที่เอาออกมาจากกระเป๋ากางเกงทัน

หะแรกก็นึกว่าแม่มณีส่งข้อความ แต่ที่ไหนได้ มันสั่นนานต่อเนื่อง พอเหลือบดูหน้าจอ มันเป็นสายเรียกเข้า และเขาก็ไม่ลังเลที่จะกดรับ

“ฮัลโหล วสุพูดสายครับ”

“สวัสดีครับคุณวสุ ผมผู้กองสมชาย จาก สน.อำเภออัมพวานะครับ สะดวกคุยไหมครับ”

“ ครับคุณตำรวจ มีความคืบหน้าแล้วเหรอครับ”

เสียงของเต้ยที่กรอกลงไปให้ถึงปลายสายคงดังไปหน่อย มูนที่อยู่ไกลออกมาจนถึงกับสะดุ้ง ทว่าคงไม่ใช่หรอก มันเป็นเพราะเต้ยคุยสายกับตำรวจต่างหาก แล้วความคืบหน้าที่เต้ยว่ามันก็มีอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องของเจ้าซัน

มูนทิ้งแบล็คเบอร์รี่ ถือวิสาสะอุ้มซันเดินเข้ามาฟังเต้ยเจรจาด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ ภาวนาลึกๆว่าอย่าให้มีความคืบหน้า ใครจะต่อว่าตนเห็นแก่ตัวก็ช่าง ตำรวจจะพูดอะไรกับเต้ยตนไม่รู้ เต้ยมิได้กดสปีคเกอร์ให้ฟัง แลยังลุกเดินไปคุยไปด้วยสีหน้าขรึมๆ มูนเห็นเข้าก็รู้สึกว่าทั้งขาทั้งมือที่อุ้มซันเริ่มสั่น หากก็ระงับลงได้ ด้วยปากแดงสดที่เข้ามาปลอบให้ถึงข้างแก้ม

‘ไม่มีอะไรหรอกแม่’  เจ้าซันคงสื่อความประมาณนี้ และความที่ใช้สื่อก็ตรงกับพ่อมันพอดียามวางสายแล้วเล่าให้ฟัง

“สบายใจได้มูน ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรทั้งสิ้น ก็เพิ่งจะผ่านมาคืนเดียวนี่เนอะ”

“แล้วตำรวจเขาโทร.มา เพื่อบอกแค่นี้เหรอ”

“เปล่าจ้ะ เขาโทร.มาถามด้วยว่า จะให้ติดต่อสถานสงเคราะห์ไหม เต้ยก็เลยบอกเขาว่าไม่ต้อง เราจะเลี้ยงเอง เขาเลยบอกอีกว่า ถ้าอยากจะขอรับเลี้ยงเลย ไม่ต้องรอตามพ่อแม่ผู้ปกครองจนเจอก็ได้ ให้รีบหาอัยการขออำนาจศาลให้เราเป็นผู้ดูแลอย่างถูกต้องตามกฏหมาย”

“งั้นเราก็รีบจัดการซะเลยสิเต้ย จะขึ้นโรงขึ้นศาลยังไงมูนไม่ว่า ค่าน้ำร้อนค่าน้ำชามูนไม่เกี่ยง เสียเท่าไหร่เท่ากัน” มณีจันทร์ยามนี้ร้อนแทนผัวซะแล้ว

“ตามก็ต้องตามให้ถึงที่สุดนะมูน จำที่เต้ยบอกไม่ได้เหรอ... เอาน่า เรื่องนี้เต้ยหาข้อมูลเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไว้รอให้ไม่เจอจริงๆ เราค่อยทำ เต้ยไม่อยากให้เป็นคดีฟ้องร้องกันภายหลัง ถ้าเกิดพ่อแม่เขากลับมา”

เต้ยโอบไหล่เมียเชิงปลอบ แล้วก็มิเติมอะไรต่อ เลี่ยงออกไปสูบบุหรี่กลีบบัวอีกมุมหนึ่ง แล้วหยิบแบล็คเบอร์รี่ต่อสายหาหมวดเปรมเพื่อนรักคุยกันเป็นนานสองนานถึงเรื่องซัน  ครั้นกลับมาที่โต๊ะ ก็เริ่มหาเบอร์โทร.ของรีสอร์ทต่างๆในอัมพวา ไม่เว้นแม้แต่รีสอร์ทของก้องเพื่อเสาะหาชื่ออัสดงและสีทันดรที่ยังคาใจ และคำตอบที่ได้จากทุกรีสอร์ทเหมือนกันคือ

‘ไม่มีชื่ออัสดงและสีทันดร’ ...เป็นไปได้ไหมที่จะเช็คเอาท์ไปแล้ว
หรือไม่ก็ไม่ใช่ชื่อคนอย่างที่ตั้งสมมุติฐาน...ถ้าอย่างนั้น สองนามนี้สื่ออะไร

แลไม่รู้ว่าเต้ยไปคุยกับหมวดเปรมอีท่าไหนและเปรมไปกระจายข่าวกันยังไง แก๊งค์นักบาสรูปหล่อ ก๊วนเดียวกับที่ไปทะเลต่างโทร.หาเต้ยกันให้วุ่น จนเต้ยรับสายเป็นระวิง พวกนั้นต่างก็ถามเรื่องซัน สิ้นสายนั้นต่อด้วยสายนี้ เต้ยก็ต้องเล่าเรื่องเดิมซ้ำๆซากๆ ว่าเจอที่ไหน อย่างไร

แรกเริ่มก็ประเดิมด้วยสายที่หนึ่งจากไอ้แบงค์ สายที่สองจากไอ้สน สองสายนี่ยังพอทน  สายที่สามติดกันจากไอ้ต้น นี่เริ่มไม่ไหว สายที่สี่เป็นไอ้ทัด ความรำคาญมันมีมารำไร ส่วนสายที่ห้านั้นไซร้ มิใช่หนึ่งในนักกีฬา ทว่าเป็นอดีตอีพี่เลี้ยงร่างใหญ่ ที่มิรู้ไปทำกรรมอันใดและยังมิทันที่จะทูลถามอะไร ชะตาหูก็ขาดถึงฆาตคราวซวยซะได้

“โว้ยยย อะไรกันนักหนาอีเหี้ย โทร.มากันอยู่ได้ ขัดจังหวะกูทำการทำงานหมด ไม่ต้องถามห่าอะไรกูอีกทั้งนั้น กูขี้เกียจเล่าหลายรอบ ถ้าอยากรู้ก็รวมตัวกันมาฟังที่บ้านกูที่อัมพวานี่ กูจะเปิดบ้านแถลงการณ์รอบเดียว เข้าใจไหมอีนรก”

‘อีเหี้ยผสมอีนรก’ของเต้ย ที่อยู่ทางปลายสายพัดจีบในมือแทบตก ตบอกวางสายได้ ก็ถามตนเองอย่างงงๆว่าตนผิดอะไร คำถามทำนองนี้มักถามตนเองเสมอตั้งแต่มัธยม แต่ก็มิเคยได้คำตอบจริงๆจังๆให้หายคันได้เลยสักครั้ง แลด้วยเพราะนิสัยส่วนตัวที่ชอบรู้ชอบเห็นแต่กำเนิดถึงขั้นเอตทัคคะ นางก็ย้ายร่างใหญ่ๆจากเพนียดระฟ้าชั้นสิบเจ็ด ชักชวนก๊วนนักบาสแก๊งค์เดิม มานั่งพับเพียบเรียบแปล้ โบกสะบัดพัดจีบกลางหอนั่งในวันถัดมานั่นเอง 

หลังจากที่มาถึง ทั้งคณะก็ได้เข้ากราบสวัสดีผู้ใหญ่ของบ้าน ซึ่งไม่พ้น คุณเมฆ คุณวาสิฏฐี และท่านทูตเอกา หลายคนอาจจะยังงุนงงว่าจู่ๆมูนมีพ่อตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเท่าที่รู้มูนเป็นกำพร้า หากก็มีมารยาทกันพอที่จะไม่มีใครถามเรื่องส่วนตัวให้ระคายเคืองสักนิด คงมีแต่สายตาหรี่เล็กของอีนังเจ้าของพัดจีบเพียงคู่เดียวเท่านั้นแหละที่ละทิ้งจริยวัตรงาม ลอบจ้องเอาเข้ากับหนุ่มน้อยสะดุดตาคนหนึ่งข้างๆพ่อเพื่อน ที่ตามันดันสาระแนไปสะดุดเข้า 

“น้องชายคนละแม่ของเราเอง ชื่อวรเดช” มูนกระซิบแนะนำเสร็จสรรพ โดยที่อีกฝ่ายมิต้องร้องขอ อีคนฟังก็ไม่เสียเวลาอ้อมโลก พูดตรงกับกมลสันดานที่บอกให้คิด

“ต๊ายยยย น่าแดกนะเนี่ย ถ้าฉันสวยๆเหมือนหร่อนนะ ฉันจะชวนน้องเล่นอินเซสต์...แล้วน้องหร่อนมีแฟนหรือยังยะ ”

“ไม่เห็นเขาบอกว่ามีนะ ...แต่เราว่าเร็วๆนี้แหละ”

เร็วๆนี้ของมูน จะเร็วแค่ไหนมูนก็ไม่รู้ แต่ถ้าอยากจะรู้ ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเดินไปเอาคำตอบจากอัศวินหนุ่มที่นั่งเลี่ยงเต้ยกับพรรคพวกไกลออกไป ทว่านั่นมันก็มิใช่เรื่องตัว

“แล้วไอ้คุณก้องมันมาทำไม คุณเต้ยไม่โวยวายยกใหญ่เลยเหรอ” ตาหรี่เล็กทำงานดีเหมือนเคย ถามได้ตรงกับใจของเหล่าบรรดาก๊วนนักบาส

“โวยเหมือนกันแหละ แต่คงพูดไม่ออก เพราะก้องเป็นแขกของพ่อ”

มูนขยายความให้แค่นั้น มิต่ออะไร รอให้ผู้ใหญ่ทักทายกับเพื่อนๆเต้ยเสร็จซึ่งก็คุ้นกันเป็นอันดีและเมื่อเสร็จสิ้น ทั้งคณะก็ได้พบกับพระเอกดาวรุ่งคนใหม่ของบ้านที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ตรงนอกชาน แล้วแทบทุกเสียงก็หลุดออกมาในทำนองเดียวกัน

“ลูกมึงมันหล่อแต่เด็กนะเนี่ยไอ้เต้ย อัครพงศธรของมึงเนี่ยรับแต่เฉพาะ หน้าตาดีๆหรือเปล่าวะ” เปรมเป็นต้นเสียงนำ ตามด้วยเสียงจากเพื่อนคนอื่นๆจนเกือบเซ็งแซ่ ไม่เกรงใจคนนอนหลับกันเลยสักนิด

“ขอบใจ แต่ยังไม่รู้จะได้เป็น อัครพงศธร หรือเปล่าเลยไอ้หมวด อย่างที่กูเล่าให้ฟังทางโทรศัพท์นั่นแหละ”

เต้ยตอบระคนยิ้มแค่นๆ ระบายลมหายใจร้อนๆพรั่งพรู เปรมไม่ต้องถามก็รู้ว่าเพื่อนตนโปรดเด็กคนนี้มากเพียงใด นิสัยเพื่อนก็รู้ๆกันอยู่ รักใครแล้วก็จะรักสุดลิ่มทิ่มประตู ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอันใดมาประกอบ เปรมยามนี้ฟังแล้วจะทำกระไรได้นอกจากปลอบเท่านั้น

“เอาน่าไอ้เพื่อนรัก กูจะช่วยสืบให้ ถ้าเจอมึงจะได้เจรจากับเขาอย่างสบายใจ แต่ถ้าไม่เจอกูจะช่วยเดินเรื่องที่ศาล มึงกับมูนจะได้สะดวก” 

เปรมพูดได้อย่างนี้ นับว่าเป็นนายตำรวจมือดีที่รู้ทางคดีคนหนึ่ง และคนยืนยันในความสามารถก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล

“ลืมไปแล้วเหรอคะคุณเต้ยว่าไอ้หมวดน่ะ มันเก่งเรื่องสืบๆ เสาะๆ  ให้มันไปสืบเถอะค่ะ มันตามได้หม๊ดดดดว่าใครไปอยู่ประเทศไหน อย่างเช่น ประเทศอะไรน๊า.....” อีช้างลาก...เสียงยาวจงใจยั่ว และมันก็ยั่วขึ้นเสียด้วย

“อี๊.....สัตว์ หุบปากเลยมึง เดี๋ยวก็ได้แดกเยี่ยวอีกรอบหรอก”

“มึงด่ากูทำไม แล้วมีสิทธิ์อะไรมาให้กูหุบปาก  มึงรู้เหรอว่ากูจะพูดประเทศอะไร” ช้างนั่งเท้าสะเอวไม่สะทกสะท้าน ลอยหน้าลอยตายอกย้อน

“แล้วมึงจะพูดประเทศอะไรล่ะ”

“กูจะพูดว่า ...ดูไบ ” ช้างตอบเล่นเอาหลายคนที่ตามมุขทันอมยิ้มได้ เฉกนายตำรวจหนุ่มคู่ปรับที่กลั้นขำ หากก็ยังทำหน้าขึงขังทำเป็นตอบโต้

“มึงจะให้กูไปตามใครที่ดูไบ”

“เก๊าะไปตาม อุ๊บ ...”

ช้างควรจะพูดชื่อได้จบ ถ้าไม่ถูกอดีตผัวอย่างแบงค์อุดปากมาซะก่อน แถมยังปรามอีเมียลั่น

 “อีปากพล่อยสันดานเดิมไม่เคยเปลี่ยน มึงรู้ไหมอีห่าปากมึงจะพากันซวยหมดพอดี เดี๋ยวกูก็ส่งไปอยู่ ขน-อม ซะเลยนี่”

“ขะ-หนอม!!โว้ย”

เพราะทุกคนรับและทันมุข เสียงหัวเราะจึงกำเนิดเฉกตอนฟากฟ้าทะเลฝัน และเมื่อเสียงหัวเราะซาลง อีช้างเชิญยิ้ม ก็กระเถิบกายเข้ามาพิจารณาซันเป็นจริงเป็นจัง   

“อย่างกับเจ้าชายน้อยๆ เลยมูน เครื่องหน้าสีผิวรับกันหมดจด นี่ขนาดดูหน้าตอนนอนยังหล่อขนาดนี้นะ ตื่นมายิ้มได้จะหล่อขนาดไหน ลูกหร่อนมันมีออร่า นี่ถ้าเชิญพระเกี้ยวหรือชฎามาใส่ ฉันคงไม่แคล้วลงไปกราบเท้า” ช้างเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้ตามความรู้สึกที่ตาเห็น ซึ่งก็ดันตรงกับที่พ่อเอกและแม่วาสิฏฐีอีกทั้งตัวเคยเอ่ยไว้ก่อนหน้าแล้ว

“ช้างก็พูดเกินไป  ไม่นักหรอก” มูนถ่อมตัวแทนซัน ทั้งๆที่ภูมิใจที่มีคนชม ส่วนเต้ยนั้นไม่

“อีคุณท้าว มึงต้องเห็นซันตอนยิ้ม กูกับมูนเห็นแล้วยังแทบลงไปกองกับพื้น มึงรู้ไหม นอกจากมูนแล้ว ก็เพิ่งมีซันเนี่ยแหละที่ทำให้กูรักแต่แรกเห็น”

“ จริงเหรอเพคะ แต่แหม ชื่อคล้องกับอีแม่เลยนะคะ ชื่อซัน ว่าแต่จริงๆนะ น้องซันมีสง่าราศี ลักษณะดีแต่เด็ก อย่างกับเป็นเจ้าเป็นนาย คล้ายเทวดาน้อยๆบนสวรรค์”

“อีช้าง อีตอแหล มึงเคยเห็นเทวดา เคยไปสวรรค์เหรอ ถึงได้รู้ว่าหน้าตาอย่างไร ” เสียงห้าวขัดมา ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าเป็นคู่ปรับปากจัดยศร้อยตำรวจโท

“กูแค่เปรียบเปรย ให้ภาษามันมีสุนทรียรส ไอ้ตำรวยหัวขวดเอ๊ย... เฮ้อ แต่จะว่าไป ก็อย่างนี้แหละนะ อธิบายไปคนตกวรรณคดีสามเทอมซ้อนอย่างมึงจะไปเข้าใจอะไร ” ช้างอดไม่ได้หันมาค้อนต่อปากต่อคำ แล้วหันกลับไปสนทนากับเจ้าของบ้านต่อ 

“ แล้วนี่เรื่องราวมันเป็นมายังไงคะ น้องอัยอยากรู้แล้ว”

 “ไปนั่งเรือเที่ยวแล้วหาอาหารทะเลกินอร่อยๆดีไหมวะ  กูไม่ได้กินข้าวกับพวกมึงนานแล้ว กินไปคุยไปด้วยแล้วกัน เดี๋ยวรอซันตื่นค่อยเดินทาง กูจะได้ไปชวนแม่ชวนพ่อกับพ่อตาและน้องเมียกูด้วย ”

แน่นอนว่ามีหรือจะมีเสียงขัด มีแต่เสียงตอบรับเท่านั้นล่ะสิไม่ว่า แต่เสียงตอบรับของใครก็ไม่ดังเท่ากับเสียงแอ๊ๆ  ที่เรียกความสนใจให้ทุกๆคนหันมามองได้อย่างพร้อมเพรียง เป็นสัญญาณให้รู้ว่า.... ‘เดินทางได้ทันที’

“บรรทมตื่นพอดีเลย อย่างกับรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว ...คุยกันเสียงดังตั้งนานไม่ตื่น”

ช้างขมุบขมิบปากบอกเพื่อนสาวคนสนิท มูนฟังแล้วก็หัวเราะเบาๆ ไม่อยากจะบอกเลยว่า ‘นี่ยังน้อยไป’  และก็คงคิดถูกแล้วที่ไม่ได้บอก เพราะดูจากนิสัยเพื่อน รู้แล้วคงได้กระพือไปทั้งรุ่น จึงได้แต่พูดเล่นกลับไปเอาราชาศัพท์มาใช้บ้าง อย่างที่ช้างเคยเล่นกับเต้ยบ่อยๆ

“ไปช้าง ไปเตรียมตัวตามเสด็จฯ ทางชลมารคกันเถอะ”

‘ชลมารค’ ถ้าจะให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ต้องมีคำว่า ‘พยุหยาตรา’ หมายถึงการดำเนินไปทางน้ำของเชื้อกษัตริย์
คนฟัง ฟังก็รู้ว่าพูดเล่น คนพูดก็พูดเล่นมิคิดอะไร..แต่ไอ้เรื่องที่พูดเล่นๆ ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา คนพูดก็จงรับให้ได้ก็แล้วกัน!!!

มินานนักทุกอย่างก็พรักพร้อม เรือนำเที่ยวต่างเรือพระที่นั่ง อันดัดแปลงมาจากเรือประมงขนาดเล็ก เข้ามาเทียบท่าจอดรอรับทั้งคณะอยู่เชิงบันไดศาลาท่าน้ำ ด้วยความที่ดำริจะทำรีสอร์ทอยู่แล้ว เต้ยย่อมมีคอนแทคเรือนำเที่ยวในมือไว้บริการแขกในอนาคต จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยกับการจัดหาเรืออย่างกะทันหัน และตอนนี้ทุกคนก็พร้อมเพรียงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบรรดาผู้มากวัย หมวดเปรมกับผองเพื่อนอดีตนักบาส เจ้ามอสที่รู้จักแต่งตัวเสยผมตั้งตามที่พี่เต้ยสอน รวมถึงวรเดช หากก็มีบางคน คือเจ้าอัศวินหน้าตี๋ ที่รู้ตัวดีว่ามีหลายคนชังน้ำหน้า จึงขอตัวกลับรีสอร์ท แต่ก็เพราะคุณลุงท่านทูตสั่งแกมขอมา เขาเลยไม่กล้าปฏิเสธ

“ไปกับลุงนะก้อง ”

“ครับ”

ก้องก้มหน้าก้มตารับคำ หาได้เงยหน้าขึ้นมามองไม่ และถ้าเงยมาสักนิด อาการลอบยิ้มของใครบางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลออกไปก็คงจะมีให้เขาเห็น ก้องยังอยู่ในอาการเดิมเฉกทุกคน จนคนสำคัญลงตามมาสมทบ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่แคล้วเป็นคู่ผัวเมียข้าวใหม่ปลามัน หากแต่วันนี้ความสำคัญถูกถ่ายโอนไปยังเจ้าลูกไฟตัวน้อย ที่อยู่ในอ้อมแขนพ่อ ขนาบข้างด้วยแม่ ส่งเสียงแอ้ตามประสาเป็นภาษาของเด็กอันสดใส เรียกรอยยิ้มได้จากทุกดวงหน้า  แถมซันยังถูกแม่จับแต่งตัวเสียใหม่ เสื้อผ้าเข้าชุดที่เต้ยเลือกซื้อเผื่อไว้ ได้ใช้ตามประสงค์ และใครจะคิดว่าเสื้อมียี่ห้อแบรนด์ดังเขาจะผลิตเสื้อผ้าแนวออกร่วมสมัยให้เด็กด้วย

เสื้อผ้าป่านคอวีสี ‘โอลด์โรส’ ขับราศี ‘โอรส’ได้สว่างไสว แถมพื้นผ้ายังพิมพ์ลายดอกพิกุลร่วงปักดิ้นทองขลิบตรงแขน รับกับกางเกงครึ่งหน้าแข้งที่ตัดเย็บประหนึ่งโจง เข้ากันได้ดีกับชุดเครื่องทองของเก่ายิ่งนัก

ยิ่งพ่อเต้ยมีลักษณะการวางตัวคล้ายเจ้าชายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม่มูนก็มีลักษณะนุ่มนวลสง่าระหงสมองค์พระชายา ดันยังมีป้าเมี้ยนถือตะกร้านมร่วมขบวนเดินตามมาราวกับเป็น ‘พระนม’ และป้าอัยที่เป็นประหนึ่ง ‘คุณท้าวนาง’ กางร่มคันใหญ่ ซึ่งใจของทุกคนเห็นแล้วก็อยากจะเลือกใช้คำใหม่ให้ว่า ‘กั้นกลศ’ ถวายแทนที่

ทั้งคนทั้งของที่ประกอบเข้ากับซันวันนี้ มันทำให้อดคิดกันถึงคำว่า ‘พระโอรส’ ไม่ได้จริงๆ  และเมื่อเดินลงมาถึง เสียงอันหาที่มาต้นตอมิได้ ก็ดังให้หลายคนได้ยินและก็ดันแปลกที่ไม่มีใครสนใจจะหาที่มา

“เสด็จแล้ว”

“ขอโทษทีครับทุกคน ซันมันเลือกเสื้อผ้านานไปหน่อย ถ้าพร้อมแล้วไปกันเถอะครับ ”

เต้ยกล่าวขอโทษแล้วเดินนำลงเรือ เจ้าซันที่อยู่ในอ้อมแขนก็ทำเป็นโบกไม้โบกมือ ทำยังกับเสด็จผ่านขบวนที่ยืนแถวรอ ทุกคนย่อมไม่เว้นหัวร่อ กระซิบกระซาบให้เซ็งแซ่กันต่อ... ‘น่ารัก น่าชัง’

แล้วเมื่อทุกคนลงเรือครบ เรือก็ถึงคราวพร้อมเคลื่อนเลื่อนออกจากท่า มินานเรือลำย่อมก็โผนทะยานแหวกผืนน้ำของแม่น้ำแม่กลองสายใหญ่ที่ยังคงความเขียวใส ภายใต้แดดระยับที่ส่งแสงลงมาตกกระทบให้ม่านน้ำวาววับราวกับประดับเพชร ลมปากอ่าวพุ่งมากระทบใบหน้าพาเอาความสดชื่นปนไอร้อนไปรายรอบด้าน หลายคนโปรดนักไม่เว้นแต่กับซันที่ดูท่าจะร่าเริงกว่าทุกๆวัน ส่งเสียงผสานลมไม่หยุด และมักจะชี้ไม้ชี้มือขึ้นฟ้ากับลงน้ำอยู่เนืองๆ จนมูนกับเต้ยต้องมองตาม

เต้ยมองฟ้าก็เห็นมีแต่พระอาทิตย์ ....มูนมองน้ำก็เห็นแต่น้ำกับฟองคลื่นขาวสะอาด
สองอย่างนี้มีอะไรน่าแปลกตากันนักเชียว จนซันต้องสนใจ

“จะมีเรื่องอะไรแปลกๆ อีกหรือเปล่า”

“ไม่มีหรอกมั้งมูน”

ไม่มีของเต้ยมูนก็หวังให้ไม่มีจริงๆ ว่าแล้วผัวหนุ่มเมียออกสาวจึงหันกลับไปมองทิวทัศน์ด้านหน้า เล่นหัวซันบ้างคุยกันประสาผัวๆเมียๆบ้างๆ มิได้ทอดสายตามองตามมือของซันที่ตอนนี้ชี้ไปที่น้ำอย่างเดียวแถมยังส่งเสียงเจื้อยแจ้วลั่นเรือ และถ้ามูนกับเต้ยได้ให้ความสนใจในเสียงและมองตามมืออีกรอบก็คงจะเห็นได้ชัดว่า เกลียวคลื่นข้างๆเรือที่แหวกแตกเป็นช่องนั้น มันไม่เป็นสายตรงอย่างที่ควรจะเป็น มันลดเลี้ยวคดเคี้ยวอย่างไม่ควรจะเป็น 

“เฮ้ย กูขอแวะพาพ่อแม่ไปไหว้หลวงพ่อบ้านแหลมก่อนนะ เดี๋ยวค่อยไปกินอาหารทะเลที่ดอนหอยหลอด” เต้ยลุกมาตะโกนบอกเพื่อน ยามเรือดับเครื่องเข้าเทียบท่าศาลาท่าน้ำของวัด

“ตามสบายโว้ย ไอ้เต้ย พวกกูก็ว่าจะขึ้นไปไหว้พระด้วยเหมือนกัน เป็นหมวดมาหลายปีแล้ว เผื่อปีนี้จะได้เป็นผู้กอง”

“คงจะได้หรอกไอ้หัวขวด ทำงานเช้าชามเย็นชามอย่างนี้ สมแล้วที่ถูกอีเกรซฟันแล้วทิ้ง” ประโยคอุบๆอิบๆของอีคู่ปรับดังขึ้นในลำคอ ดีนะที่คนอยากเป็นผู้กองมันไม่ได้ยิน  มิงั้นคงเกิดศึกใหญ่กลางวัดอีกครั้ง

ว่าแล้วทั้งคณะก็กรูกันขึ้นศาลาท่าน้ำของวัด ตามหลังเต้ยกับมูนที่อุ้มซันพากันขึ้นไปเป็นคู่แรก ด้วยทีท่ากระหนุงกระหนิงของคู่ผัวตัวเมีย ซึ่งปกติก็หวานอยู่แล้ว แต่วันนี้เต้ยทำให้มันหวานเป็นพิเศษเพราะรู้ว่ามีตาตี่ตี๋ลอบมองตั้งแต่เดินลงมาจากบ้าน ฉะนี้เต้ยจึงทำเป็นส่งซันไปให้มูนอุ้ม แล้วก้มไปหอมแก้ม แน่นอนว่าต้องแสร้งหอมพลาดไปโดนแม่ของซันมันเต็มๆ

“ขอสักฟอด...กลิ่นมะลิหอมชื่นใจ”

“อายพ่อ อายแม่ อายคนอื่นบ้างสิเต้ย ห่ามขึ้นทุกวันนะ”


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด