*[ 2Prince3P ]* 2เจ้าชายกับนักเขียนนิยายที่รัก(3P) อัพตอนที่ 28. (21/4/62)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: *[ 2Prince3P ]* 2เจ้าชายกับนักเขียนนิยายที่รัก(3P) อัพตอนที่ 28. (21/4/62)  (อ่าน 10484 ครั้ง)

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 21. เดิมพันวันแรก





ทุกคนกลับมาที่อัฒจันทร์อีกครั้งเพื่อชมการแข่งขัน ส่วนเจ้ามอต้นแยกตัวไปอยู่กับฟาโรห์เพราะเป็นนักกีฬาที่ต้องพาม้าลงแข่งในสนาม
นักเขียนไม่มองหน้าพีรวิชญ์และรีบเดินตามไปนั่งข้างพัดลมพร้อมกับดึงชายเสื้อเจ้ามอปลายให้นั่งประกบตัวเองอีกข้างไม่เปิดโอกาสให้พีรวิชญ์ได้นั่งใกล้ตัวเองถึงแม้พีรวิชญ์จะพยายามเรียกแค่ไหนก็ตาม
พอเห็นนักเขียนหนีอย่างชัดเจนพีรวิชญ์เลยได้แต่ถอนหายใจและตัดสินใจนั่งลงข้างๆพระญาติผู้น้องที่ถูกนักเขียนดึงไปนั่งคั่นอยู่ตรงกลางอย่างเลี่ยงไม่ได้
“.......”
ไม่มีใครพูดอะไรถึงเรื่องที่นักเขียนฟุบลงไป และนักเขียนก็ไม่มองไปทางพีรวิชญ์เลย เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับไอแพดของตัวเองบ้างหันไปคุยอะไรกับพัดลมบ้าง พยายามไม่มองมาทางเจ้ามอปลายเพราะฝั่งนี้มีพีรวิชญ์นั่งอยู่ด้วย
พอพีรวิชญ์พยายามจะหาจังหวะมองไปที่นักเขียน เจ้ามอปลายก็โน้มตัวไปกระซิบกระซาบกับนักเขียนแล้วเอามือไปยีผมนักเขียนจนชี้โด่ชี้เด่ก่อนจะวางมือไว้บนต้นขานักเขียนแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผย
“......” พีรวิชญ์มองมือขาวๆของพระญาติผู้น้องที่ลูบไปลูบมาอยู่บนต้นขานักเขียน เริ่มรู้ว่าพระญาติผู้น้องพระองค์เล็กก็ตั้งกำแพงกั้นนักเขียนออกจากตัวเองอย่างชัดเจนเช่นเดียวกับผู้พี่

คนรักเก่าที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยถอนหายใจออกมาแรงๆอย่างหงุดหงิด

พระญาติผู้น้องทั้งสองพระองค์แสดงอาการขวางอย่างแจ่มแจ้ง แถมนักเขียนก็หนีอย่างถึงที่สุดทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้

“คุณ มีน้ำมั๊ย ผมขอน้ำซักขวดสิ คอแห้งมากเลย” อยู่ๆนักเขียนก็หันมาทำหน้าอ้อน
จังหวะนั้นพีรวิชญ์จ้องอยู่พอดีเลยได้เห็นสายตาที่นักเขียนเคยใช้กับตัวเองที่กลายเป็นของเจ้ามอปลายไปแล้ว
“ผมขอด้วยครับ ที่เจ้าเอาให้ผมตอนนั้นไม่รู้หายไปไหน ใครขโมยไปตอนเราเข้าไปข้างในก็ไม่รู้ นิสัยไม่ดีจริงๆ” พัดลมบ่นงึมงัมๆหันซ้ายหันขวาหาขวดน้ำที่จำได้ว่าวางเอาไว้แถวนี้ตอนที่ชุลมุน แต่พอกลับมาก็หายจ้อยไปหมดเลย
“ได้ครับ ซักครู่นะ” เจ้ามอปลายหันไปขอน้ำจากด้านหลัง “ขอน้ำให้เราสามขวด เอาแบบเย็นๆนะ”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
น้ำเปล่าสามขวดถูกส่งมา เจ้ามอปลายหันไปส่งให้ญาติผู้พี่หนึ่งขวด พัดลมหนึ่งขวด ส่วนขวดสุดท้ายที่นักเขียนมองตาละห้อยอยู่เจ้ามอปลายก็เปิดฝาแล้วยกขึ้นกระดกอึ่กๆจนนักเขียนหน้างอใส่เพราะคนขี้ร้อนกำลังกระหายน้ำและคิดว่าถูกเจ้ามอปลายแกล้ง
“......”
เจ้าชายคนน้องอมน้ำเอาไว้จนเต็มกระพุ้งแก้มอย่างน่ารักพร้อมกับกลอกตามองคนข้างๆที่หน้างอง้ำไปถึงไหนๆ

“อะไร? อยากกินน้ำผมเหรอ?”

พัดลมกับพีรวิชญ์สำลัก ส่วนนักเขียนนั้นหน้าแดงวาบก่อนจะเม้มปากหายใจพรื่ดแรงๆอย่างหมดคำจะพูด

‘ไอ้หน้าตาสวยๆนี่มันผักชีโรยหน้าจริงๆด้วย บทจะหื่นก็หื่นหน้าตายเหลือเกินให้ตายเถอะ’

“จะกินน้ำในขวด น้ำคุณค่อยกลับไปกินคืนนี้” นักเขียนพูดรวดเดียวแล้วแย่งขวดน้ำไปจากเจ้ามอปลายโดยที่ไม่มองหน้าเจ้าตัว
เจ้าชายคนน้องหลุดขำออกมาอย่างชอบใจที่แกล้งคนลามกเข้าสมองอย่างนักเขียนได้
“นักเขียนนิยายอีโรติคนี่ แค่คำพูดติดเรทหน่อยก็แปลไปซะไกลเชียว ผมหมายถึงน้ำในขวดที่ผมกำลังดื่มอยู่หรอก แต่ดูท่าคุณคงแปลไปเป็นน้ำอย่างอื่นสินะนักเขียน คุณนี่มันลามกแบบที่เจ้าพี่ว่าจริงๆ”
พัดลมกลอกตาไปมา

‘ไม่ใช่แค่นักเขียนหรอกที่แปลไปทางนั้น กระหม่อมกับไอ้คุณพี่งี่เง่านั่นก็แปลได้แบบเดียวกันพะยะค่ะฝ่าบาท’

เจ้าของใบหน้าหวานๆมองคนข้างๆที่ค้อนแล้วค้อนอีกอย่างชอบใจ มือขาวๆลูบไปลูบมากับต้นขานักเขียนทำหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ปล่อยให้ญาติผู้พี่ที่ไม่ชินกับนิสัยลามกหลบในของพระญาติผู้น้องนั่งกระอักกระอ่วนอยู่อีกฝั่ง
นักเขียนบ่นอะไรงึมงัมๆแล้วยกขวดน้ำขึ้นกระดกอึ่กๆ
อดไม่ได้ที่จะกลอกตาไปมองค้อนเจ้ามอปลายที่ดูอารมณ์ดีเหลือเกินเวลาทำเขาเสียอาการได้ แต่พอสายตาปะทะกับพีรวิชญ์นักเขียนก็รีบเบือนหน้ากลับไปที่สนาม
“ดูสิ เจ้ามอต้นกับฟาโรห์ออกมาที่จุดสตาร์ทแล้ว” พัดลมชี้ไม้ชี้มืออย่างตื่นเต้น
เจ้าชายคนพี่เหมือนจะมองมาทางนี้วูบหนึ่ง นักเขียนเลยแอบโบกมือให้ทำนองว่าทำให้เต็มที่ล่ะ คนอุตส่าห์มาเชียร์

‘..หึ..’

ไม่มีใครรู้ว่ารัชทายาทลำดับที่สองลอบยิ้มตรงมุมปากก่อนจะกระทืบเท้าพาเจ้าม้าหนุ่มเดินเข้าไปที่ Start Line

การแข่งในประเภท Eventing ซึ่งเป็นไฮไลท์ของงานกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ม้าหนุ่มสายพันธ์ฟรีเชียนสะบัดข้อเท้าไปมาอย่างคึกคักเหมือนกับจะบอกผู้ชมที่อยู่รอบๆสนามว่า รอดูฝีมือของฉันให้ดีล่ะเจ้าพวกมนุษย์เอ๋ย..
“เจ้ามอปลายครับ กีฬาแข่งม้านี่เค้าระบุสายพันธ์ม้าที่ลงแข่งรึเปล่าครับ หรือว่าแล้วแต่นักแข่งจะเลือกสายพันธ์อะไรมาลงแข่งก็ได้? ทำไมม้าของแต่ละคนไม่ค่อยทรงเดียวกันเท่าไหร่เลย อย่างของเจ้ามอต้นก็ต่างจากม้าตัวอื่นๆชัดเจนมากเลย” พัดลมรู้สึกชอบใจม้าหนุ่มของเจ้ามอต้นที่ดูคึกคักกระฉับกระเฉงกับการแข่งขันที่กำลังจะเริ่มขึ้นเหมือนเด็กหนุ่มวัยคึกคะนองที่กำลังจะได้โชว์ประลองความสามารถในแบบที่ตัวเองถนัด
“อ๋อ คืออย่างนี้ครับ จริงๆแล้วถ้าแข่งความเร็วแบบมีสนามมาตรฐานจะแข่งได้สายพันธ์เดียวคือ สายพันธ์เทอราเบต  พวกนี้น่ะจะแข่งแบบระยะสั้นวิ่งแค่ประมาณกิโลเศษๆเองมั๊ง ผมก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดยิบย่อยเท่าไหร่ ถ้าอยากได้ข้อมูลแบบละเอียดคุณพัดลมต้องถามเจ้าพี่เลย กีฬาประเภทนี้คนนอกไม่ค่อยรู้กฏกติการเท่าไหร่หรอกครับ ถ้าอยากรู้รายละเอียดที่มันลึกลงไปจริงๆต้องเข้ารับการอบรมแบบจริงจัง ผมเองก็รู้แค่บางส่วนที่เคยถามจากเจ้าพี่ กับที่เจ้าพี่พูดให้ฟังตอนตามเจ้าพี่มาที่คอกม้าแค่นั้นน่ะครับ”
เจ้ามอปลายพูดไปมือก็ลูบเข้าไปแถวๆต้นขาด้านในของนักเขียนพร้อมกับแอบยิ้มเจ้าเล่ห์แต่ตายังมองคนพี่กับฟาโรห์ที่อยู่ในสนาม
“......”
นักเขียนนิยายลามกที่เจอคนลามกกว่าเม้มปากแล้วหันมามองหน้า แต่เจ้ามอปลายก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ทำทีว่ากำลังตั้งอกตั้งใจดูการแข่งกับตั้งใจตอบคำถามของเพื่อนเขาอยู่นักเขียนเลยได้แต่ปล่อยให้มือขาวๆนั่นเล่นซนกับต้นขาตัวเองต่อไป
พอเห็นว่านักเขียนไม่บ่นอะไรเจ้าชายคนน้องก็ปรายตามองไปทางญาติผู้พี่ที่เหมือนกำลังระงับสติอารมณ์อะไรบางอย่างอยู่ ก่อนเจ้ามอปลายจะหันไปพูดกับพัดลมต่อ
“แต่ส่วนใหญ่กีฬาขี่ม้าเค้าจะใช้ม้าสายวอร์มบลัดเข้าแข่งซะเป็นส่วนใหญ่นะ ฟาโรห์นี่จริงๆเป็นมาฟรีเชี่ยนตัวเดียวที่ลงแข่งในวันนี้ เพราะการแข่งครั้งนี้กฏกติกาค่อนข้างปรับเปลี่ยนอยู่เยอะพอสมควร เพื่อให้นักกีฬากับม้าหลากหลายสายพันธ์ได้เข้าถึงการแข่งขันกีฬาประเภทนี้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นม้าที่จะลงแข่งก็ต้องผ่านการขึ้นทะเบียน ตรวจสุขภาพ คัดกรองคุณสมบัติมากอยู่พอสมควรนะถึงจะนำมาลงแข่งได้ เพราะกีฬาขี่ม้าน่ะค่อนข้างอันตราย มีความเสี่ยงสูงทั้งม้าและก็นักกีฬาที่ลงแข่ง ถ้าม้าที่นำมาลงแข่งคุณสมบัติไม่เอื้อต่อการแข่งขันทางผู้จัดก็จะคัดออกเพื่อป้องกันม้าบาดเจ็บในระหว่างที่ทำการแข่ง หรือแม้แต่ตัวนักกีฬาเองที่อาจจะได้รับอันตรายจากการแข่งขัน เพราะงั้นถึงจะบอกว่าเปิดกว้างเกี่ยวกับสายพันธ์ม้ามากขึ้นแต่นักแข่งก็ต้องพิจารณาม้าให้ดีๆก่อนจะเลือกม้ามาลงแข่งด้วย”
เจ้ามอปลายเว้นจังหวะให้นักเขียนได้เก็บข้อมูลที่เขาพูดไปลงในไอแพดที่เป็นเหมือนไอเทมประจำตัวของนักเขียนนิยาย
พอมองบ่อยๆเจ้ามอปลายก็รู้สึกว่าเวลาที่นักเขียนตั้งอกตั้งใจบันทึกอะไรที่เขาพูดๆลงไปในไอแพดมองแล้วก็เพลินตาดีเหมือนกัน
“แบบนี้ก็หมายความว่า ถึงจะไม่กำหนดสายพันธ์ม้า แต่ม้าที่จะลงแข่งได้ก็ต้องผ่านการตรวจคัดกรองอย่างละเอียดก่อนอยู่ดีใช่มั๊ยครับ?”
เจ้ามอปลายพยักหน้ามองนักเขียนที่ถามเสร็จก็เอาปากกามากัดไว้ที่ปากด้วยท่าทางน่ารัก
“ใช่ครับ สุขภาพกับความพร้อมของม้าเป็นสิ่งสำคัญพอๆกับทักษะและความเชี่ยวชาญของนักแข่ง ถ้าคุณเคยดูกีฬาแข่งม้ามาบ้างก็อาจจะเคยได้ยินข่าวที่ว่ามีนักกีฬาตกจากม้าเพราะเหตุผลหลายๆอย่าง บางครั้งก็อันตรายถึงชีวิตเลยก็มีนะ การเลือกม้าและการผสานความสัมพันธ์ของนักแข่งกับม้าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงสำคัญมากๆ หากได้ม้าดี แต่ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับนักกีฬา โอกาสที่ม้าจะพยศเวลาลงสนามก็มีสูงมาก และนั่นก็อันตรายมากๆด้วย”
เจ้ามอปลายละมือจากต้นขานักเขียนแล้วเอามากอดอกไว้ แอบเห็นว่านักเขียนระบายลมหายใจยาวๆพร้อมกับเม้มปากและเหมือนจะบ่นอะไรให้เขางึมงัมๆ ดูไปดูมาก็น่ารักน่าหยอกดีเหลือเกิน
“ที่แต่ก่อนมีการกำหนดสายพันธ์ม้าที่จะลงแข่งเพราะม้าบางสายพันธ์นิสัยไม่แน่นอน ระหว่างการแข่งอาจจะเกิดการพยศจนทำนักแข่งตกลงมาจากหลังหรือทำร้ายนักแข่งในระหว่างการแข่งได้ ม้าสายวอร์มบลัดน่ะนิสัยค่อนข้างสุภาพ เชื่อฟัง แต่ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกและการดูแลเค้าด้วย ถ้าดูแลเค้าด้วยความรักความเข้าใจ อ่อนโยนแล้วก็ใจเย็นกับเค้า ไม่ลงโทษเค้าแบบผิดๆ เค้าก็จะเป็นเด็กดี เชื่อฟัง ฟาโรห์ตอนมาแรกๆก็ดื้อ แต่จริงๆก็ไม่ใช่เด็กพยศอะไรหรอกเหมือนหยั่งเชิงเจ้าพี่มากกว่า ไปๆมาๆทุกวันนี้ว่าง่ายมาก เจ้าพี่แทบไม่ต้องขึ้นไปอยู่บนหลังเวลาจะออกคำสั่ง เค้าเหมือนสื่อสารกับเจ้าพี่รู้เรื่องแค่ฟังเสียงหรือเจ้าพี่แสดงท่าทาง เป็นม้าที่เท่แล้วก็น่ารักมากๆเลยล่ะ”
นักเขียนรีบเก็บข้อมูลของม้าและเจ้ามอต้นใส่ลงไปในไอแพด พอเงยหน้าขึ้นมองไปที่สนามก็ไม่ผิดจากที่เจ้ามอปลายว่า
ฟาโรห์เยื้องย่างท่วงท่าไปตามคำสั่งของเจ้ามอต้นอย่างเป็นสง่า ด้วยความที่เป็นม้าลักษณะดีอยู่แล้ว พอมารวมกับนิสัยที่ว่าง่ายและเชื่อฟังเจ้ามอต้นแบบสุดๆตลอดการแข่งเลยไม่มีคะแนนเสียในรอบเดรสสาจเลยแม้แต่คะแนนเดียว เรียกเสียงปรบมือจากผู้ที่เข้าชมการแข่งขันกึกก้องไปทั่วทั้งสนาม
“สุดยอด... เท่สุดๆไปเลย อย่างกับกำลังดูเจ้าชายในนิทานขี่ม้าเล่นในสวนอย่างงั้นล่ะ”
พัดลมเพ้อตาลอยตกบ่วงสเน่ห์หาสามีเพื่อนแบบถอนตัวไม่ขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อย
นักเขียนมองเจ้ามอต้นด้วยหัวใจที่ร้อนผ่าวไม่ต่างกันกับเพื่อนรักผู้เป็นบรรณาธิการส่วนตัว ทุกท่วงท่าที่อยู่บนหลังม้าเจ้ามอต้นจัดระเบียบร่างกายได้สง่างามมาก ยิ่งบวกกับชุดและรูปร่างที่ดีแบบไร้ที่ติของเจ้ามอต้นด้วยยิ่งทำให้คนอีโรติคแบบนักเขียนพาลคิดไปถึงตอนที่ถูกเจ้าชายคนพี่จับกดลงบนเบาะรถโบราณในโรงจอดรถแคบๆวันนั้น



..ริมฝีปากกับเสียงโทนเบสแสนเย็นชา และมือใหญ่ที่กดลงมาอย่างไม่คิดจะถนอมกัน..

‘ทำกับมอปลายมาทั้งคืนจนบวมขนาดนี้ จะร้องไห้ทำไมอีก’

ความอึดอัด.. ที่แทงเข้ามาจนสุด กลิ่นหอมที่ล่อลวงจนหัวหมุน กับอุณหภูมิร่างกายที่ร้อนระอุ

‘ม.. มอปลาย.. ช่วยด้วย’

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำตอนที่ตัวเขาบิดสะโพกอย่างทรมานเพราะถูกดันเข้ามาอย่างรุนแรงจนสั่นไปหมดทั้งตัว

“อึ่ก ก... เจ็บ .. มอต้น ผมเจ็บจริงๆ อย่าเพิ่งขยับ อ๊ะ ..’



“......” นักเขียนเหม่อมองเจ้ามอต้นใช้มือรั้งสายบังเหียนเพื่อหยุดม้าหนุ่มให้อยู่นิ่งๆหลังการแข่งแบบแรกจบสิ้นลง
จินตนาการของนักเขียนว่ายวนกลับเข้าไปในโรงจอดรถแคบๆอีกครั้ง


..เชือกเส้นใหญ่รัดรั้งข้อมือทั้งสองข้างแล้วถูกกดลงกับเบาะนั่งครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยการกระทำป่าเถื่อนรุนแรง

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เจ้ามอต้นก้มลงมาแถวต้นคอด้านหลังแล้วกระซิบเสียงต่ำ

 ‘รับสายแล้วบอกมอปลายรีบมาช่วยสิ’


‘.. นักเขียน..’




“........” ใบหน้าของนักเขียนร้อนวาบ ภาพในโรงจอดรถฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัวจนหูอื้อ
“นักเขียน?”
“.....”
“คุณ?” เจ้ามอปลายเอามือตบๆต้นแขนนักเขียนที่หน้าแดงท่าทางเหม่อๆทั้งที่เมื่อกี๊คุยกันอยู่ดีๆ “ไหวรึเปล่า? นี่คุณแพ้แดดเหรอ หน้าแดงขนาดนี้ผมว่าคุณไปพักข้างในก่อนดีกว่าไหม?” เจ้าชายคนน้องถามอย่างเป็นห่วง
พัดลมเหลือบมองเพื่อนที่เม้มปากกระพริบตาปริบๆเหมือนกำลังเรียกสติที่ฟุ้งซ่านให้กลับมาก่อนจะส่ายหน้าขำๆ
“มันไม่ได้แพ้แดดหรอกครับเจ้า อาการปกติเวลาจินตนาการแตกซ่านน่ะ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ไอ้นักมันเป็นคนแบบนี้ล่ะ เดี๋ยวเจ้าก็ชินครับ”
นักเขียนหันไปด่าเพื่อนทางสายตา พัดลมที่รู้ว่านักเขียนคงจินตนาการถึงอะไรกามๆอยู่แน่นอนเลยเอามือลูบหน้าส่ายหัวอย่างปลงๆกับความเป็นคนซื่อตรงสุดๆของเพื่อน

ตลอดการแข่งขันตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุด พีรวิชญ์ไร้ตัวตนในสายตาของนักเขียนอย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะพยายามมองข้ามเจ้ามอปลายไปหากี่ครั้งนักเขียนก็ดึงหน้าหลบ เอาหัวไปซบไหล่เจ้ามอปลายบ้าง หันไปหาเพื่อนบ้าง เอนไปพิงพนักเก้าอี้กระซิบอะไรกันสองคนกับเจ้ามอปลายบ้าง ตั้งใจหลบอย่างชัดเจนจนพีรวิชญ์แทบข่มอารมณ์เอาไว้ไม่ไหว

การแข่งของประเภทอีเว้นท์ติ้งซึ่งต้องแข่งกันสามวันสามคืนในวันแรกผ่านไปเรียบร้อย
เจ้ามอต้นกับม้าหนุ่มสุดหล่อยังไม่มีคะแนนเสียเลยแม้แต่คะแนนเดียว แต่ม้าตัวอื่นที่ตีตื้นอยู่ติดๆก็มีเหมือนกันเพราะอย่างนั้นสองวันที่เหลือต่อจากนี้ก็ใช่ว่าจะชะล่าใจได้
“ผมต้องเก็บตัวอยู่กับฟาโรห์ที่นี่ คุณกลับไปพักก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ถ้าจะมาก็บอกเดี๋ยวให้คนไปรับ หรือจะเอารถมอปลายไปก็ได้ ขามาก็แวะรับมอปลายมาด้วย”
นักเขียนทำหน้าหงอยๆ
“ที่นี่ไม่มีห้องพักเหรอ ผมอยากเห็นเวลาคุณฝึกซ้อมกับฟาโรห์อะ อยากรู้ว่าคุณมีวิธีฝึกเค้ายังไงถึงได้เชื่อฟังขนาดนี้”
เจ้ามอต้นทำหน้านิ่งๆ
“ระหว่างนี้เขาไม่ให้คนนอกมาเข้าๆออกๆคอกม้ามากหรอกนะ ถ้าจะเอาข้อมูลน่ะไว้ผมแข่งเสร็จคุณก็มานั่งลิสเอาก็ได้ กลับไปนอนพักสบายๆดีกว่า อย่าดื้อมาก”
นักเขียนเบ้ปากพูดพึมพัม

“ไม่ได้อยากได้ข้อมูล แค่อยากอยู่กับคุณ ..ไม่ได้หรือไงล่ะ”

เจ้ามอต้นหน้านิ่งไม่เปลี่ยน แต่ถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่าเจ้าชายคนพี่นั้นกำลังยิ้มอยู่ ส่วนพีรวิชญ์ที่คาดหวังว่านักเขียนจะกลับโรงแรมนั้นหน้าชาอีกรอบจนทนไม่ไหวพูดโพล่งขัดออกไป
“กลับกันก่อนเถอะ ดึกแล้ว นักกีฬาจะได้พักพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
นักเขียนได้ยินที่พีรวิชญ์ตั้งใจพูด แต่ไม่ได้หันมามองหน้า ตากลมๆแบบลูกกวางตัวน้อยมองเจ้ามอต้นอย่างอาลัยอาวรณ์จนเจ้าชายคนพี่ต้องหัวเราะในคอเบาๆแล้วลากเอานักเขียนเข้าไปในอ้อมกอดแบบเร็วๆก่อนจะดันนักเขียนไปให้เจ้ามอปลาย

“เจอกันพรุ่งนี้ อย่าตื่นสายกันล่ะ”

“ อ อืม..” ..ก็แค่นี้..


ตลอดการเดินทางจากสนามแข่งม้ากลับมาส่งเจ้ามอปลายที่ปางช้างนักเขียนทำหน้าที่เป็นคนขับ ส่วนเจ้ามอปลายนั่งคู่ พีรวิชญ์เลยต้องนั่งอยู่เบาะหลังคู่กับพัดลมอย่างไม่เต็มใจแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะรถคันนี้เป็นของเจ้ามอปลายที่พอออกรถได้ไม่เท่าไหร่ก็ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วไหลลงไปนอนบนตักนักเขียนเหมือนแมวตัวใหญ่ที่กำลังง่วงอย่างหนัก
เจ้ามอปลายง่วงจริงๆเพราะยาปฏิชีวนะที่ต้องกินอยู่ตลอด ใบหน้าอ่อนหวานพริ้มหลับอย่างสบายใจบนต้นขานักเขียนพร้อมกับกุมมือข้างซ้ายของนักเขียนเอาไว้
นักเขียนใช้มือขวาข้างเดียวบังคับพวงมาลัยและใช้ความเร็วปานกลางในการขับรถ
“.......”
ไม่อยากดุใส่คนที่ยิ้มมีความสุขอยู่บนตักทั้งๆที่ตาพริ้มหลับ

เจ้ามอปลายบ่อยครั้งก็เป็นเหมือนแมวตัวใหญ่ๆ ทาสแมวอย่างนักเขียนเลยแพ้ให้ตลอดไม่ว่าอีกคนจะดื้อจะซนแค่ไหนสุดท้ายก็บ่นไม่ออกอยู่ดี




“ตื่นแล้วผมโทรมานะ” นักเขียนส่งเจ้ามอปลายให้กับคุณแม่และคนดูแลที่มารอรับอยู่หน้าบ้านพัก
“จ้ะ” เจ้ามอปลายปิดปากหาวหวอดๆเพราะยาที่กินมันแรงขึ้นตามระดับทำให้ช่วงนี้เขารู้สึกง่วงเร็วกว่าปกติ “ขับรถดีๆนะ ถึงแล้วคุณก็รีบนอน ห้ามลงไปที่บาร์ ไม่งั้นผมจะสั่งปิดโรงแรมพี่กี๋ถ้าคุณไม่ฟัง” เจ้ามอปลายหันมาขู่ จริงๆคือจะบอกเป็นนัยว่าห้ามคนแถวนี้ลากนักเขียนไปไหนต่อหลังจากแยกกับเขา
พัดลมรีบดึงแขนเพื่อนมาล็อคเอาไว้
“ไม่ต้องห่วงครับเจ้ามอปลาย พอถึงโรงแรมผมจะมัดตัวไอ้นักติดไว้กับเอวผม รับรองมันไปไหนไม่ได้ ถ้าไปผมก็ต้องไปด้วย ผมรับรองได้ทุกอย่าง ไว้ใจผมเถอะครับ”




พอรถเคลื่อนเข้ามาจอดในบริเวณโรงแรมได้ นักเขียนก็รีบลงจากรถแล้วเดินนำหน้าเข้าลิฟท์ไปโดยไม่รอใคร
ตลอดเวลาที่ลิฟท์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปชั้นบนไม่มีบทสนทนาใดๆเกิดขึ้น พัดลมยืนขวางระหว่างเพื่อนกับพีรวิชญ์ไม่เปิดโอกาสให้พีรวิชญ์ได้ยืนใกล้นักเขียน เพิ่มความไม่ชอบขี้หน้าระหว่างเพื่อนกับแฟนเก่าของเพื่อนมากขึ้นไปอีก
พอประตูลิฟท์เปิดออกพัดลมก็ลากแขนนักเขียนเดินพรวดๆไปหน้าห้องตัวเอง
“นัก!”
“..ไอ้เชี้—“ พัดลมสบถ
นักเขียนที่กำลังจะทาบฝ่ามือบนหน้าจอสแกนชะงักอยู่ตรงนั้นแต่ไม่ได้หันหน้ากลับมามองคนเรียก
“มาคุยกันหน่อย”
“ไอ้นัก เข้าห้อง” พัดลมเสียงเรียบ
“.....” นักเขียนยืนนิ่ง
“จะหนีไปตลอดชีวิตเหรอนักเขียน หรือกลัวว่าถ้าคุยกับพี่แล้วนักจะปฏิเสธไม่ได้ว่าที่นักมาถึงที่นี่นักมาเพื่ออะไร”
“ไอ้นัก กูบอกให้เข้าห้อง” พัดลมบีบแขนเพื่อนหันไปมองพีรวิชญ์ตาขวาง
นักเขียนเม้มปาก

“ที่นักหนี เพราะนักยังรักพี่ เรายังรักพี่อยู่นักเขียน จะหนีไปไกลแค่ไหนเราก็หนีพี่ไม่ได้หรอก”

“.......”

“กลับมาดีกว่า อย่าให้พี่ต้องทำร้ายใครเพิ่มอีก”

“ชั่ว!” พัดลมด่าอย่างเหลืออด “ขับรถตัดหน้าคนอื่นจนเกือบตายก็อาชญากรพอแล้ว นี่ยังมาข่มขู่กันอีก จะชั่วไปถึงไหนวะ!”
“เป็นแค่คนนอก เงียบไปดีกว่า!”
พัดลมสะอึก ส่วนนักเขียนกำมือแน่น
“นัก มาคุยกัน ถ้าคุยดีๆ พี่สัญญาว่าพี่จะไม่ทำร้ายใครอีก แต่ถ้านักหนีพี่อยู่แบบนี้พี่ไม่รับประกันว่าจะมีใครเป็นอะไรอีกรึเปล่า”
พัดลมส่ายหน้า ยอมรับว่ายิ่งนับวันยิ่งเกลียดแฟนเก่าเพื่อน และคงไม่มีวันญาติดีกับคนเห็นแก่ตัวแบบนี้ได้แน่นอน

“ขู่เหรอครับ?”

เป็นประโยคแรกที่นักเขียนพูดออกมา
“พี่ไม่ได้ขู่ นักก็รู้ว่าพี่ทำจริง”
“......” นักเขียนมองคนตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า
“เข้าห้องไปคุยกับพี่ แค่สองคน ถ้าคุยกันดีๆ พี่จะไม่ทำอะไรใคร แต่ถ้านักไม่ยอมคุยเอาแต่หนี แล้วมีเพื่อนมาคอยวุ่นวายแบบนี้ มันไม่ใช่ความคิดที่ดีหรอกนะนักเขียน”
นักเขียนมองเพื่อนกับพีรวิชญ์สลับกัน
พัดลมถอนหายใจอย่างระอา

“พี่สัญญา ว่าถ้านักยอมคุยกับพี่ดีๆ พี่จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเพราะเรื่องของเรา”

“......”

“..มาคุยกันดีๆได้ไหมนักเขียน”





นักเขียนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงพิงประตูห้องพักที่เปิดค้างเอาไว้โดยที่ไม่ยอมเดินเข้าไปข้างในห้องตามที่พีรวิชญ์ขอ
เพราะประสบการณ์การถูกคนตรงหน้าขังเอาไว้ในห้องมันยังฝังอยู่ในหัวของนักเขียนและตั้งแต่นั้นมาก็เตือนตัวเองเสมอว่าอย่าอยู่ตามลำพังสองต่อสองในห้องที่ปิดประตูกับคนๆนี้

คนที่กล้าแม้กระทั่งขับรถตัดหน้าเพื่อนของเขาจนเกือบจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงวันนั้น

“มีอะไรก็คุยมาเลยครับ ผมง่วงแล้ว”
พีรวิชญ์หงุดหงิดที่นักเขียนไม่ยอมเข้ามานั่งคุยในห้องดีๆ ทั้งยังตั้งการ์ดพร้อมหนีตลอดเวลาหากว่าเขาคิดจะทำอะไรบุ่มบ่าม
“กลับไปกับพี่นะ”
“ไม่ครับ” นักเขียนตอบกลับแบบไม่รอให้พีรวิชญ์ได้พูดจบ
พีรวิชญ์ถอนหายใจแรงๆพยายามจะไม่แสดงอาการหงุดหงิด เพราะนักเขียนไม่ได้สั่นไหวซักนิดแถมยังเหมือนจะตั้งสติกับการปรากฏตัวของเขาที่นี่ได้แล้วด้วย
“นัก ที่ผ่านมานักก็เข้าใจพี่มาตลอดไม่ใช่เหรอ ทำไมเรื่องนี้นักถึงไม่เข้าใจพี่ล่ะ”
นักเขียนมองคนถามด้วยแววตาว่างเปล่า
พีรวิชญ์รู้สึกจุกในอกกับสายตาที่มองตรงมาแบบไร้ความหมาย
“เราไม่จำเป็นต้องเลิกกันนะนัก นักไม่จำเป็นต้องไปไหน พี่แต่งงานในฐานะผู้ชาย ในฐานะพ่อคน ในฐานะที่พี่เป็นผู้บริหาร พี่จำเป็นต้องแต่งงานจำเป็นต้องมีครอบครัวแบบคนปกติ นักน่าจะเข้าใจพี่แล้วอยู่เคียงข้างพี่ไม่ใช่เหรอ” พีรวิชญ์เสียงอ่อนลงพอรู้ว่าไม้แข็งคงไม่มีทางพูดกับนักเขียนได้ในเวลานี้
“ครับ” นักเขียนรับคำสั้นๆ แววตายังว่างเปล่าเหมือนเดิม

“ก็เพราะเข้าใจไงครับ ว่าพี่อยู่ตรงไหนในสังคม ผมถึงได้ถอยออกมา”

“นักเขียน.. เลิกประชดพี่เถอะ เราโตกันทั้งคู่แล้ว นักช่วยคิดอะไรให้มันเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ได้มั๊ย”
นักเขียนระบายลมหายใจแรงๆใส่คนที่เคยรัก
“พี่พี ผมจะพูดให้พี่ฟังชัดๆอีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ ผมเคยรักพี่ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้รักแล้ว พี่บอกให้ผมเข้าใจ ผมก็กำลังบอกพี่อยู่นี่ไงว่าผมเข้าใจ ผมก็มีศักดิ์ศรี ผมก็มีสิทธิ์ที่จะมีความสุขโดยที่ผมเลือกของผมเองไม่ใช่เหรอ พี่จะยัดเยียดว่าผมทำแบบนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพี่ไปถึงเมื่อไหร่ การที่ผมรับไม่ได้ที่จะเป็นเมียเก็บของเจ้าของสายการบินผมผิดเหรอ? แล้วพี่จะให้ผมกลับไปแล้วไปอยู่ตรงไหน? เป็นเมียเก็บ เป็นคู่ขา? เป็นอีตัวที่พี่จะมาอยู่ด้วยแค่เวลาที่พี่อยากเอากับผู้ชาย.. เหรอ? ”
พีรวิชญ์ชาไปทั้งหน้า
“ให้มันจบเถอะพี่ พี่เลิกยุ่งกับผมเถอะ เลิกรังควาญเพื่อนผมด้วย พี่ยิ่งทำแบบนี้มันยิ่งทำให้ผมไม่อยากมองหน้าพี่”
พีรวิชญ์กำหมัดแน่นจนมือสั่น

“พี่ลืมตาเถอะ โลกนี้ไม่มีอะไรที่พี่อยากได้แล้วต้องได้ไปซะทั้งหมดหรอกนะครับ พี่อยากประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจ อยากมีครอบครัวแบบคนปกติ อยากมีหน้าตาทางสังคม พี่ก็มีแล้วไง จะเอาอะไรอีก พี่ไล่ตามผมอยู่แบบนี้พี่คิดว่าจะทำให้ผมกลับไปอยู่กับพี่ได้เหรอ” นักเขียนส่ายหน้าไปมา “มันเป็นไปไม่ได้แล้วพี่ มันหมดแล้ว ความรู้สึกที่ผมเคยมี ตอนนี้มันไม่มีเหลือแล้ว”

“เพราะเจ้ามอต้นกับเจ้ามอปลายเหรอ” พีรวิชญ์กัดฟันถามเสียงสั่น ตอนนี้เจ้าของสายการบินที่ถูกคนรักด่าประจานโกรธจนหูอื้อ
นักเขียนส่ายหน้า
“ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับว่าใครเข้ามา หรือผมไปหาใคร แต่ผมไม่ได้รู้สึกกับพี่แบบนั้นแล้วต่างหากล่ะพี่”


“ให้มันจบดีๆเถอะ อย่าให้ผมต้องเกลียดพี่เลย แค่ที่พี่ทำกับเพื่อนผมมันก็เลวร้ายจนผมให้อภัยพี่ไม่ได้แล้วพี่พี”



นักเขียนเดินออกจากห้องและได้ยินเสียงประตูห้องที่อยู่ติดกันปิดลงไปแล้ว
พีรวิชญ์ทรุดตัวลงนั่งกับโซฟากลางห้องอย่างหมดแรง

ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้า

“บ้าเอ๊ย...”

แววตาที่อ่อนล้าค่อยๆแปรเปลี่ยนไป

“..นักเขียน..”


“จะกลับไปกับพี่ดีๆ”



“หรือจะให้พี่ทำอะไรเจ้ามอต้นเจ้ามอปลายก่อนหืม..”



ที่รัก—





_____________________________________
ปล. ไม่ใช่วันอัพ แต่มาอัพก่อนเพราะตอนต่อไปและต่อๆไปต้องใช้สมาธิสูงและใช้เวลาในการเขียนพอสมควรฮะ :katai4:
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์งับผม :hao5:

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5238
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-25
เห็นแก่ตัวโคตรรรร

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1906
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
หูยยย พี่พี ถ้าเลวกว่านี้จะแช่งให้ตายแล้วนะ

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3379
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
พี่พีโคตรชั่วอ่ะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ Nung66669

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 392
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1
เพิ่งเข้ามาอ่านสนุกมากค่ะ อยากจะด่าๆๆๆๆไอ้คนเห็นแก่ตัวอย่างไอ้พี่พีเห็นแกตัวแบบสุดมากอ่ะคือไรอ่ะเป็นคนนะไม่ใชสิ่งของจะมาบอกให้อยู่ตรงนัั้นตรงนี้เดี๋ยวกลับมาเล่นด้วยบ้าป่ะอยาก :z6: พอไม่ได้ก็จะไปลงกับคนอื่นนิสัยเหี้ยได้อีก
ไม่อยากให้ปลายตาบอดเลย :mew6:
สนุกจริงๆรอจ้า

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 22. รู้ผลวันที่สอง



นักเขียนกับพัดลมรีบตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวแต่เช้ากะว่าจะรีบขับรถออกจากโรงแรมไปก่อนที่พีรวิชญ์จะตื่นมา
แต่พอมาถึงที่รถก็เจอพีรวิชญ์ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“อรุณสวัสดิ์ ตื่นกันสายเลยนะ” พีรวิชญ์ทักทายพร้อมรอยยิ้มอารมณ์ดี
“แสนรู้ชิบหาย..” พัดลมหันไปสบถกับรถที่จอดอยู่ข้างๆ
พีรวิชญ์ยิ้มหยัน

ทำไมจะไม่รู้ว่าสองคนนี้ต้องลงมาโดยไม่รอ เขาเลยตื่นตั้งแต่ไก่โห่แล้วเป็นฝ่ายมาดักรออยู่ที่รถเพราะยังไงทั้งสองคนก็ต้องใช้รถคันนี้ที่เป็นของพระญาติผู้น้องเขาเพื่อเดินทางอยู่แล้ว

“หลับสบายไหม พี่ว่าเราตาโทรมๆนะ”

นักเขียนปัดมือพีรวิชญ์ออกก่อนที่อีกคนจะเอื้อมมาสัมผัสใบหน้า
พีรวิชญ์เห็นท่าทางต่อต้านของนักเขียนแต่ไม่ได้ถือสาเพราะเดาเอาไว้แล้วว่าอีกคนต้องมีปฏิกิริยาตอบกลับมาแบบนี้

..เพราะนักเขียนเป็นคนดื้อ จะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ก็ดื้ออยู่ดี..

แต่แค่นี้ไม่ทำให้พีรวิชญ์อารมณ์เสียได้หรอก

นักเขียนกดรีโมตปลดล็อคประตูรถแล้วหันไปพูดกับเพื่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มึงมานั่งกับกู”
แต่พีรวิชญ์ก็ชิงเปิดประตูแล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งตรงเบาะคู่กับคนขับก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้พัดลมที่เพิ่งจะก้าวมาถึงประตูรถ
“คนอะไรวะ หน้าด้านหน้าทนชิบหาย ไม่รู้เลยเหรอว่าคนอื่นเค้าไม่ได้อยากให้ไปด้วยน่ะ” บรรณาธิการคนสนิทของนักเขียนด่าอย่างเหลืออดก่อนจะหันไปตะโกนใส่เพื่อนที่ยืนเม้มปากเปิดประตูฝั่งคนขับค้างอยู่แบบนั้น “นัก ยืมรถพี่กี๋ไปเหอะ ใครอยากนั่งรถคันนี้มากก็ปล่อยให้ขับไปเองละกัน เดี๋ยวกูโทรหาพี่—“

“ขึ้นรถเถอะ อยากนั่งก็ปล่อยให้นั่งไป”

ยังไงถึงปางช้างก็ต้องลุกอยู่ดี

นักเขียนเปิดประตูฝั่งคนขับแล้วก้าวขึ้นไปนั่งด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมา
พีรวิชญ์ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะตั้งแต่ออกจากบ้านเอนหลังปรับเบาะที่นั่งให้พอดีกับตัวเองแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี
พอนักเขียนเสียบกุญแจจะสตาร์ทรถ คนที่ตีมึนมานั่งคู่กับคนขับก็โน้มตัวเข้ามาคว้าสายนิรภัยคาดให้นักเขียนโดยที่นักเขียนไม่สามารถหลบไปไหนได้ทัน

“คาดเข็มขัดก่อนสิครับ ต้องให้บ่นอีกกี่รอบหืม เกิดสตาร์ทแล้วรถมันกระตุกขึ้นมาหน้าฟาดไปทำไง”

“หวังดีกับเสือกมันก็คล้ายๆกันนะบางที..” พัดลมที่นั่งอยู่เบาะหลังพูดพึมพัมเสียงดังๆให้พีรวิชญ์ได้ยิน
แต่เจ้าตัวไม่สนใจจัดการดึงสายนิรภัยเสียบลงไปกับตัวล็อคแล้วปรับให้กระชับกับอกนักเขียนก่อนจะกลับไปนั่งที่ของตัวเองด้วยสีหน้าอารมณ์ดี
“......”
นักเขียนระบายลมหายใจออกมายาวๆแต่ไม่พูดอะไรออกมาก่อนจะกดเท้าเหยียบคันเร่งพารถเคลื่อนออกจากโรงแรมเพื่อไปรับเจ้ามอปลายไปสนามแข่งม้าด้วยกัน
 
ระหว่างทางพีรวิชญ์ก็ฉวยโอกาสวางมือบนต้นขานักเขียนอยู่หลายครั้ง ทำทีเป็นชี้ชวนให้ดูโน่นนั่นนี่ข้างทางบ้าง ชี้ให้ดูคนขายพวงมาลัยบ้าง ก่อนจะร้องให้นักเขียนจอดรถแวะข้างทางเพื่อซื้อกาแฟร้านรถเข็นที่จอดขายอยู่ริมถนน
พีรวิชญ์ปิดกระจกรถแล้วตะโกนไปสั่งคนขายเสียงดัง
 
“ป้าครับ เอากาแฟโบราณ 3 แก้ว แก้วนึงขอหวานนมนะครับ พอดีแฟนผมติดหวาน ป้าคิดเงินเพิ่มไปได้เลย”
 
คนที่มายืนรอซื้อกาแฟอยู่ริมถนนต่างหันมามองที่รถแล้วหันไปซุบซิบชี้ไม้ชี้มือ บางคนก็ทำสีหน้าแปลกๆ แต่บางคนก็ยิ้มฟินตัวบิดเพราะพีรวิชญ์นั้นบุคลิคดีแถมหน้าตาจัดว่าหล่อมากด้วย ไหนจะออร่าผู้บริหารที่ถึงจะแต่งตัวธรรมดาๆก็ยังโดดเด่น บวกกับบางคนแอบส่องเข้ามาในรถแล้วเห็นคนที่อยู่หลังพวงมาลัยที่ก็ไม่พ้นเดาว่าเป็นคนในประโยค ‘แฟนผมติดหวาน’ ของผู้ชายหล่อๆคนนั้น ไอ้คำพูดที่ว่าผู้ชายหล่อๆมักได้กันทำให้หลายๆคนที่ไม่ได้หัวโบราณหรือแบ่งแยกเพศพากันฟินแทะหลอดกาแฟแกร่กๆด้วยความเขิน
“.........”
นักเขียนบีบมือที่กำพวงมาลัยอยู่พร้อมกับบดกรามพยายามไม่เต้นไปตามคนข้างๆที่ดูก็รู้ว่าตั้งใจทำแบบนั้นพูดแบบนั้นออกไปเพื่อให้เขามีปฏิกิริยาโต้ตอบ ส่วนพัดลมส่งเสียงเหอะดังๆตั้งใจให้พีรวิชญ์ได้ยินแต่คนนั้นก็ไม่ได้สนใจเพื่อนสนิทของนักเขียนเหมือนเดิม เพราะปกติก็ไม่ชอบหน้ากันอยู่แล้ว
ซักพักคนขายก็หิ้วกาแฟเย็นสามแก้วเดินมาส่งข้างประตูรถ
พีรวิชญ์คลำกระเป๋าเสื้อกับกระเป๋ากางเกงไปมาก่อนจะทำหน้าแหยๆแล้วหันไปหานักเขียนพูดเสียงอ้อนๆ
 
“พี่ลืมหยิบกระเป๋าตังค์มาอะ ที่รักจ่ายก่อนนะเดี๋ยวพี่โอนคืนให้”
 
“..เห็บหมา..”

แน่นอนว่าเป็นคำด่าจากคนที่นั่งอยู่เบาะหลัง
นักเขียนเหลือบมองคนขายที่ยิ้มให้แปลกๆก่อนจะถอนหายใจ
เอามือล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาหยิบเงินให้พยายามไม่แสดงอารมณ์อะไรออกไปให้คนอื่นสังเกตุเห็น
“เท่าไหร่นะครับ?”
“80 บาทจ้าพ่อหนู” ป้าคนขายเสียงหวานหยด “แหม.. หน้าตาหล่อแล้วยังได้แฟนหล่ออีกนะเราอะ สมัยนี้ทำไมผู้ชายหน้าตาดีๆไปเป็นผัวเมียกันเองซะหมดเลยก็ไม่รู้ ลูกป้าก็ชอบอะไรแบบนี้ด้วยนะ เสียดายวันนี้แกไม่ได้มา ถ้ามานะป้าว่าแกคงกรี๊ดร้านแต—“
“ไม่ต้องนะทอนครับ ขอบคุณ” นักเขียนโน้มตัวไปยัดเงินใส่มือป้ารีบๆแล้วยิ้มให้ตามมารยาทก่อนจะคว้ากาแฟสามแก้วมาไว้ในมือเพื่อตัดบท
แต่ด้วยความที่ป้าแกยืนอยู่ฝั่งพีรวิชญ์จังหวะที่นักเขียนโน้มตัวไปคนที่หาจังหวะอยู่แล้วเลยได้โอกาสกดริมฝีปากจูบแก้มนักเขียนโชว์คนขายกาแฟโดยไม่แคร์ว่ากำลังเป็นเป้าสายตาของคนมากมายแค่ไหน
นักเขียนขมวดคิ้วหันควับมองพีรวิชญ์ที่ฉวยโอกาส ก่อนจะรีบดึงตัวกลับไปนั่งหลังพวงมาลัยตามเดิมพร้อมกับพยายามควบคุมความรู้สึกไม่ให้แสดงออกมาทางสีหน้า หลับตา แล้วบีบมือกับพวงมาลัยรถจนมือสั่นเพื่อระงับอารมณ์ไม่ให้กำหมัดขึ้นมาต่อยหน้าคนมันตรงนี้
พัดลมเห็นการกระทำของพีรวิชญ์ทุกอย่าง แต่ตัวเองนั่งอยู่เบาะหลังเลยช่วยอะไรเพื่อนไม่ได้ พอเห็นนักเขียนขบกรามจนขึ้นเป็นสันก็ยิ่งเห็นใจเพื่อนตัวเองที่ต้องมารับมือกับคนแบบพีรวิชญ์ที่เริ่มทำตัวกวนประสาทเพื่อให้นักเขียนมีปฏิกิริยาตอบโต้
ป้าคนขายกาแฟพอได้เงินเสร็จก็วิ่งปรู๊ดกลับไปที่ร้านพร้อมกับเม้าท์แตกกับลูกค้าที่มารอซื้อกาแฟพร้อมกับชี้ไม้ชี้มือมาที่รถที่ทั้งสามคนนั่งอยู่

“ป้าเค้าน่ารักดีนะ”พีรวิชญ์เอาแก้วกาแฟของนักเขียนไปชิมก่อนจะทำท่าพิจารณารสชาดอยู่ครู่หนึ่งแล้วยื่นแก้วมาให้นักเขียน “อื้ม อร่อยใช้ได้เลย หวานกำลังดีแบบที่เราชอบ นักลองชิมดูสิ”
“.....”
นักเขียนมองแก้วกาแฟในมือพีรวิชญ์ด้วยสายตาไร้ความหมาย
 
ไม่เอื้อมมือไปรับ ไม่พูด ไม่อะไรออกมาซักคำ ก่อนจะเหยียบคันเร่งออกรถไปจากตรงนั้นพร้อมกับพยายามนึกถึงหน้าของคนที่รออยู่ปางช้างเพื่อให้ตัวเองไม่หงุดหงิดจนไม่มีสมาธิขับรถ
“.....”
พีรวิชญ์ยกรอยยิ้มมุมปาก พอเห็นว่านักเขียนใช้ความเงียบตอบโต้กลับมา ส่วนเสียงก่นด่าที่ดังมาจากข้างหลังเขาไม่ได้คิดจะสนใจหรอก

..ก็แค่คนที่แอบหลงรักเมียเขาแต่ไม่สามารถทำอะไรได้..

ดิ้นรนยังไงสุดท้ายก็ทำได้แค่สถานะเพื่อน

ถ้าได้นักเขียนกลับมาเมื่อไหร่ จะสอนให้รู้ว่าเพื่อนที่ฉลาดควรยุ่งเรื่องผัวเมียมากน้อยแค่ไหน

ตอนนี้ก็ปล่อยให้ดิ้นพราดพ่นคำหยาบๆอยู่แบบนี้ไปก่อนแล้วกัน

“หึ..”






“เดี๋ยวเราแวะโรงพยาบาลเอาของไปให้เจ้าพี่ไคท์ก่อนนะ”
“อื้ม ได้ครับ” นักเขียนเอื้อมมือไปรับกล่องใบใหญ่มาจากมือเจ้ามอปลาย
“มา เดี๋ยวพี่เอาใส่ท้ายรถให้”
นักเขียนอ้าปากจะปฏิเสธแต่ช้าไปกว่าพีรวิชญ์ที่เอื้อมมือมาดึงกล่องไปจากมือนักเขียน แล้วถือโอกาสจับมือนักเขียนต่อหน้าเจ้ามอปลายด้วย

“....”

“....”

ถึงจะมองไม่ชัด แต่ก็ไม่ได้มองไม่เห็น พระญาติผู้น้องนิ่งไปทันที ส่วนนักเขียนระบายลมหายใจแรงๆก่อนจะหันไปคว้าแขนเจ้ามอปลายแล้วเปิดประตูรถจับคนที่ยืนนิ่งอยู่ยัดเข้าไปนั่งคู่กับเบาะคนขับอย่างรวดเร็ว
ปิดประตูให้เจ้ามอปลายเรียบร้อยแล้วนักเขียนก็เดินอ้อมมาท้ายรถเพราะด้านหน้าจอดชิดผนังอยู่เลยเดินอ้อมไปด้านคนขับไม่ได้
จังหวะที่นักเขียนกำลังจะเดินผ่านไปพีรวิชญ์ก็วางของใส่ท้ายรถแล้วหันมาคว้าข้อมือนักเขียน

“นัก”

“....” นักเขียนถอนหายใจรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของเช้าวันนี้

“เรามาเริ่มกันใหม่ได้มั๊ย”

“....”

“พี่เลิกรักเราไม่ได้ นักเขียน” พีรวิชญ์ท้อทั้งน้ำเสียงและสายตา “พี่ไม่ได้อยากทำร้ายใคร ไม่ได้อยากทำอะไรแย่ๆ แต่พี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนัก เห็นใจพี่หน่อยได้มั๊ย”

“.....”

“กลับกันนะ นักเขียน กลับบ้านของเรา นักต้องการอะไรนักบอกพี่ได้ทุกอย่าง จะให้พี่หย่าก็ได้ถ้ามันจะทำให้นักไม่ไปจากพี่ พี่ขอแค่เรากลับมารักกันเหมือนสองปีที่ผ่านมา ..ได้มั๊ยนักเขียน”

“....”

“กลับไปแล้วเริ่มใหม่ด้วยกันนะ”

นักเขียนกลอกตาแล้วถอนหายใจก่อนจะปลดมือพีรวิชญ์ออกจากข้อมือตัวเอง

“เลิกพูดไม่รู้เรื่องเถอะครับ”


“ผมรำคาญ”
 

นักเขียนเปิดประตูขึ้นไปนั่งที่นั่งของคนขับ ส่วนพีรวิชญ์ก็ต้องกลับไปนั่งคู่กับพัดลมแบบจำใจ
เจ้ามอปลายปรับเบาะนั่งไปมาให้ได้ระดับของตัวเองเหมือนเดิมเพราะพีรวิชญ์ที่ตัวสูงขายาวกว่ามาปรับถอยหลังไปเยอะอยู่ พอเบาะลงล็อคแล้วมือขาวๆก็เอื้อมจะดึงสายนิรภัยมาคาดอกแต่ช้ากว่านักเขียนที่มองอยู่แล้วโน้มตัวข้ามมาดึงให้
เจ้ามอปลายไม่ได้คิดว่านักเขียนจะโน้มตัวมาเลยไม่ได้หลบ จมูกของนักเขียนกดลงไปบนแก้มนุ่มๆของรัชทายาทลำดับที่สามจนแก้มขาวๆบุ๋มลงไป
“อื้ม!” เจ้ามอปลายร้องแล้วหดคอ “ผมทำเองได้ ไม่ใช่ผู้หญิงนะคุณ ไม่ใช่เด็กด้วย คุณนี่ชอบทำอะไรเหมือนเจ้าพี่เลยนักเขียน ชอบดูแลเกินเหตุ ผมยังพอมองเห็นอยู่หรอก อย่ามาทำให้ตาบอดตั้งแต่ยังไม่บอดสิ เดี๋ยวโกรธซะนี่”
นักเขียนดึงใบหน้าออกมามองเจ้ามอปลายก่อนจะยิ้มให้กับเสียงหวานๆที่บ่นๆให้เขา
นักเขียนนิยายอีโรติคพูดกับเจ้ามอปลายเสียงเบาเหมือนกับทั้งรถมีแค่เขากับเจ้าชายผู้น้องแค่สองคน

“ก็คุณหอม”

“อื้ม.. จ้า ก็ใส่น้ำหอมมาไง ไม่ใช่กลิ่นจากผิวเหมือนองค์ชายรัชสีห์ในนิยายของคุณหรอก” เจ้ามอปลายอมยิ้ม แก้มขาวๆเป็นสีชมพูระเรื่อน่ามอง
นักเขียนยิ้ม ความรู้สึกขุ่นมัวที่ครอบงำอารมณ์อยู่ตั้งแต่เมื่อกี๊จางหายไปทันทีพอได้มองใบหน้าหวานๆกับรอยยิ้มบางๆที่ริมฝีปากน่าจูบของเจ้ามอปลาย
“เจ้ามอปลาย คือว่า..”
“หืม?..” คิ้วดกหนาเลิกขึ้นสูงพร้อมกับตาสีอ่อนมองนักเขียนอย่างสงสัย
นักเขียนโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้

“ขอจูบก่อนไปได้มั๊ย”

เจ้ามอปลายเอามือดันอกนักเขียนแต่ใบหน้าหวานๆก็เปื้อนยิ้ม แก้มขาวสองข้างเรื่อสีอมชมพูน่ารักพร้อมกับบ่นงึมงัมๆ
“คึกอะไรของคุณ บนรถมีคนอยู่ เดี๋ยวผมฟ้องเจ้าพี่ซะหรอก”
นักเขียนแสยะรอยยิ้มมุมปาก

“ใครสนล่ะ”

ใช่

ใครจะไปสนล่ะ

พัดลมยิ้มหยันออกมาอย่างสมเพชคนที่นั่งกำหมัดจนมือสั่นอยู่ข้างๆ

เบาะที่นั่งด้านหน้านักเขียนนิยายอีโรติคกำลังถ่ายทอดความรู้สึกผ่านการกระทำอย่างอ่อนหวาน รัชทายาทลำดับที่สามถูกสายนิรภัยรัดเอาไว้กับเบาะที่นั่งจะหนีไปไหนก็ไม่ได้แถมข้อมือยังถูกนักเขียนชิงรวบเอาไว้เลยทำได้แค่เปิดริมฝีปากหอมหวานนั้นให้นักเขียนนิยายผู้เก่งเรื่องถ่ายทอดอารมณ์ได้ลิ้มชิมรสหอมกรุ่นของริมฝีปากเขาเนิ่นนานจนเจ้าตัวพอใจ

“........”

พีรวิชญ์กำหมัดระงับสติอารมณ์เอาไว้จนสั่นไปทั้งมือ
ได้ยินเสียงทั้งสองคนหัวเราะให้กันแล้วนักเขียนก็จูบซ้ำที่แก้มเจ้ามอปลายเบาๆก่อนจะถอยกลับไปนั่งตรงเบาะของตัวเอง
พีรวิชญ์มองออกไปนอกรถเพื่อข่มอารมณ์ พัดลมเอามือถือขึ้นมากดๆส่งสติ๊กเกอร์ ‘เยี่ยม’ ไปให้เพื่อนพร้อมกับฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี

“ต่อให้เป็นเสือ ถ้าเขาเบื่อเราก็เป็นหมา..”

พีรวิชญ์รู้ว่าสงครามประสาทไม่ได้มีแค่ตัวเขา นักเขียน และสองเจ้า แต่รวมไปถึงเพื่อนของนักเขียนอย่างบรรณาธิการตัวเล็กนี่ด้วย
พัดลมเห็นพีรวิชญ์ถอนหายใจแรงๆก็ยิ้มหยัน

พอเพื่อนเขาใช้วิธีตอบโต้แบบนักเขียนนิยาย ไอ้ผู้ชายเห็นแก่ตัวก็แทบคลั่ง..

..หึ..

บางครั้งก็นึกสงสาร

แต่ตอนนี้รู้สึก..


“สมน้ำหน้า”






ตลอดการเดินทางจากปางช้างไปโรงพยาบาลพีรวิชญ์พยายามจะมีส่วนร่วมในบทสนทนาโดยการชวนนักเขียนคุยเรื่องงานเขียนนิยาย ซึ่งนักเขียนก็จำเป็นต้องโต้ตอบเพื่อไม่ให้บรรยากาศบนรถมันอึดอัดเกินไป
“นักมีเปิดตัวหนังสืออีกเมื่อไหร่เหรอ เรื่องที่เพิ่งส่งต้นฉบับไปวันนั้นน่ะ” หมายถึงวันที่เขาแต่งงาน ที่รู้ก็เพราะว่านักเขียนมักจะพูดลอยๆเกี่ยวกับงานให้เขาฟังเสมอเวลาที่เขาไปหา ว่าเดทไลน์วันไหน กำหนดหนังสือจะออกวางขายเมื่อไหร่ งานหนังสืองานไหนที่นักเขียนต้องไปแจกลายเซ็นต์บ้าง และส่วนใหญ่นักเขียนจะวงกลมไว้บนปฏิทินตรงโต๊ะทำงานและเขียนกำกับเอาไว้ว่าวันนั้นวันนี้จะทำอะไร

ตัวเขาก็อ่านผ่านๆเพราะไม่ได้สนใจงานนักเขียนนิยายที่เป็นอาชีพขายจินตนาการไปวันๆ
งานที่มีแต่ความฝัน จับต้องไม่ได้ไม่มีความมั่นคง ไม่มีหลักประกันอะไรเลยในชีวิต

และนั่นคือเหตุผลที่เขาเคยเกลี้ยกล่อมให้นักเขียนเข้ามาเรียนรู้งานในสายการบินซึ่งเขาก็ยินดีจะซัพพอร์ตนักเขียนในทุกๆด้าน

แต่นักเขียนก็ยืนกรานที่จะเป็นนักเขียน และตัดบทสนทนามาตลอดพอเริ่มพูดเรื่องนี้

..ที่จริง ถ้านักเขียนอ่อนกว่านี้ ถ้ายอมที่จะเรียนรู้งานสายการบินและพิสูจน์ตัวเองให้สังคมยอมรับได้ในฐานะผู้ชายที่เป็นนักบริหารและนักธุรกิจจนขึ้นมาอยู่ในสังคมระดับเดียวกันกับเขา เขาก็พร้อมจะประกาศความสัมพันธ์กับนักเขียนให้คนอื่นรับรู้ และคงไม่ตัดสินใจแต่งงานจนเรื่องมันยุ่งเหยิงแบบนี้

แต่นี่ นักเขียนกลับดื้อ จมปลักอยู่แต่กับงานขายความฝัน งานที่ไม่มีหลักการันตีความสำเร็จในชีวิต งานที่ไม่มีสังคม งานที่จมอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ค่อยออกไปพบปะผู้คนหรือดิ้นรนเพื่อการเติบโตอะไรเลยในชีวิต
งานเลื่อนลอยแบบนั้น มันไม่มีอะไรมาประกันชีวิตในตอนแก่เฒ่าหรือรับมือกับสภาวะของเศรษฐกิจที่พร้อมจะหมุนอยู่ตลอดเวลาได้เลย

..ถ้าหาก ต้องบอกกับคนระดับเดียวกันว่าคนรักของตัวเองมีอาชีพเป็นนักเขียน ก็คงไม่พ้นถูกหัวเราะ..

“ไม่รู้เหมือนกันครับ ไม่แน่ใจว่าจะว่างไปรึเปล่า” นักเขียนตอบเรียบๆตามองถนน
เจ้ามอปลายเหมือนจะอ่านเกมส์ของญาติผู้พี่ออก มือขาวๆเอื้อมไปวางเอาไว้บนต้นขานักเขียนแล้วบีบเบาๆให้รู้ว่าเขานั่งอยู่ตรงนี้
“ถ้าพี่จำไม่ผิด วันที่ 24 เดือนหน้านี้รึเปล่า ที่เราเขียนไว้ที่ปฏิทินน่ะ วันก่อนที่ไปหาเราพี่เห็นแต่ไม่แน่ใจว่าใช่วันนี้รึเปล่า เพราะนักก็เขียนอะไรไว้เกือบทั้งเดือนเลยด้วย”
พีรวิชญ์เอามือถือมากดเข้าโซเชียลเพื่ออัพเดตอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าอารมณ์ดี
พัดลมรู้สึกไม่ไว้ใจรอยยิ้มบนใบหน้าของพีรวิชญ์ เลยหยิบมือถือขึ้นมาเปิดโซเชียลดู และเห็นโพสท์อัพเดตล่าสุดเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้วของพีรวิชญ์


‘ของๆเรา ก็คือของๆเรา’

‘เมื่อถึงเวลา ก็จะกลับมาหาเรา’



พัดลมทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายก่อนจะกดเข้าไปโพสท์ลงหน้าอัพเดตของตัวเองบ้าง


‘หน้าด้านบักคัก’



นักเขียนเอามือมาวางทับมือของเจ้ามอปลายบนต้นขาของตัวเองแล้วบีบเบาๆ
และคนที่นั่งอยู่เบาะหลังก็มองเห็นว่ามือของทั้งสองคนเกาะกุมกันเอาไว้ตลอดทาง

“กาแฟของคุณเหรอ ผมขอทานหน่อยนะ ไม่ได้ทานกาแฟแบบนี้นานแล้วอะ” เจ้ามอปลายหมายถึงกาแฟที่วางอยู่ในช่องประตูรถข้างๆเบาะนั่งของตัวเอง
“อันนั้นของคนอื่นครับ ถ้าคุณจะกิน กินอันนี้ก็ได้” นักเขียนหยิบแก้วของตัวเองยื่นไปให้ เพราะแก้วที่เจ้ามอปลายหยิบมาถามมันเป็นแก้วของพีรวิชญ์ที่กินไปแล้วเกือบครึ่งแก้ว
เจ้ามอปลายทำหน้างงอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอาแก้วในมือวางไว้ที่เดิมแล้วรับแก้วของนักเขียนมาถือไว้ในมือ
“หืม..สีอ่อนแบบนี้ คุณติดหวานเหรอ?” พูดจบก็เอาหลอดมาใส่ปากแล้วดูดคำเล็กๆ “หื้ม.. หวานมากเลย คุณทานกาแฟหวานขนาดนี้เลยเหรอนักเขียน เดี๋ยวก็ตายไวหรอก”
“นักเค้าติดหวานพะยะค่ะ เค้าบอกว่าถ้าทานอะไรหวานๆแล้วสมองจะแล่น อารมณ์ดี นักเขียนนิยายส่วนใหญ่ก็จะติดของหวานแบบนี้ เพราะมันช่วยทำให้สมองผ่อนคลายเวลาเครียดๆ” พีรวิชญ์มองผ่านกระจกหลังไปสบตากับนักเขียนเข้าพอดีเลยยิ้มกว้างๆให้แต่นักเขียนก็เบือนหน้ากลับไปมองถนนตามเดิม พีรวิชญ์เลยหันมาพูดกับเจ้ามอปลายต่อ “ที่ห้องนักมีแต่โหลคุ๊กกี้ กับพวกขนมหวานในตู้เย็นเต็มไปหมดเลยล่ะพะยะค่ะ ถ้าเดินเข้าไปในห้องเค้านอกจากกลิ่นกาแฟแล้วก็กลิ่นขนมนี่ล่ะที่จะติดตัวกระหม่อมกลับมา” พีรวิชญ์พูดจบก็หัวเราะแบบตั้งใจ
เจ้ามอปลายอมกาแฟเอาไว้ในปากจนแก้มป่อง กลอกตามองคนที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถที่นิ่งเงียบไม่พูดหรือขัดอะไรญาติผู้พี่ของเขาซักคำ ทั้งที่รู้ว่าอีกคนจงใจพูดเพื่อย้ำให้เจ้ามอปลายรู้ว่าเจ้าตัวกับนักเขียนลึกซึ้งกันมามากแค่ไหน
เจ้ามอปลายกลืนกาแฟที่อมเอาไว้ในปากลงท้องก่อนจะหันมาทำเสียงดุใส่คนข้างๆ
“ทานหวานมากๆมันก็ไม่ดีนะ รู้ไหม” เจ้ามอปลายเอามือไปโยกหัวนักเขียนเพราะรถจอดติดไฟแดงพอดี
นักเขียนเม้มแล้วหันมาตอบ จงใจพูดแค่กับคนที่นั่งอยู่เบาะข้างๆกัน
“ไม่ดีตรงไหนล่ะ? ผมว่าอร่อยดีนะ ทั้งขนมหวานๆ ของหวานๆ..”

แล้วก็ปากคุณด้วย..

เจ้ามอปลายหรี่ตามองปากบางๆของคนพูดที่เม้มเข้าไปกัดเอาไว้ด้วยสีหน้ายั่วๆที่ทำให้รัชทายาทลำดับที่สามแปลออกว่านักเขียนไม่ได้กำลังพูดเรื่องกาแฟหรือขนมอย่างเดียว แต่นักเขียนกำลังหมายถึงเขาด้วย
“หึ ติดใจเหรอ?” เจ้ามอปลายแอบเลียริมฝีปากใส่คนที่ทำหน้าหื่นเหมือนว่าอยู่กันสองคนบนรถ
“มาก อยากกินอีกบ่อยๆ” นักเขียนพูดยิ้มๆหรี่ตามองไล่จากริมฝีปากของเจ้ามอปลายเรื่อยลงไปตามต้นคอและอกเสื้อ

ใจอยากพุ่งเข้าไปล็อคจูบแบบหนักๆซักที ถ้าไม่ติดว่ามีคนอยู่บนรถมากเกินไปตอนที่กำลังติดไฟแดงแบบนี้เจ้ามอปลายคงไม่มีทางรอดมือเขาแน่

เจ้าชายคนน้องหรี่ตาสีอ่อนมองนักเขียน ถึงจะไม่สามารถมองได้ชัดเหมือนคนปกติแต่ก็รู้ว่านักเขียนกำลังมองเขาด้วยสายตาแบบไหน

“ไฟเขียวแล้วครับคุณ ไปได้แล้ว”

ยอมรับว่า ใจ ก็สั่นไปกับโหมดรุกของนักเขียนอยู่ไม่น้อย

ถ้าเผลอให้อยู่ตามลำพังอีก ซักวันนักเขียนได้จับเขากดลงข้างล่างอีกแน่นอนเลย

และคนที่ไม่ชอบเลยเวลาที่นักเขียนกลับไปเป็นแบบเมื่อก่อนก็ได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่างรถและทำหูทวนลมไม่อยากได้ยินว่านักเขียนกำลังใช้คำพูดลวนลามพระญาติผู้น้องยังไง





“เสียดาย พี่ก็อยากไปดูมอต้นตอนแข่งเหมือนกัน แต่พยาบาลไม่ยอมให้พี่ออกไปนี่สิ บอกว่าหายแล้วๆก็ไม่ฟังกันอีก” เจ้าไคท์บ่นอุบหลังจากรัชทายาทผู้น้องเอาของมาส่งให้ “พี่ไม่ได้ป่วยหนักขนาดนั้นซักหน่อย เมื่อไหร่จะปล่อยออกไปจากเตียงนี่ก็ไม่รู้ เห้อ... เบื่อจะตายอยู่แล้ว”
เจ้ามอปลายหัวเราะ “เจ้าพี่อย่าดื้อสิ น้องถามคุณหมอเมื่อกี๊เห็นว่าวันมะรืนเจ้าพี่ก็กลับวังได้แล้วนะ”
รัชทายาทลำดับที่หนึ่งเบ้ปาก “ก็ไม่ทันไปดูแข่งม้าอยู่ดีนั่นล่ะ”
“โธ่ ในทีวีก็มีถ่ายทอดสดนี่ครับ เจ้าพี่ก็เปิดดูสิ งอแงทำไมอะ ผู้ใหญ่ทำไม่น่ารักหรอกนะรู้รึเปล่า”
“มันไม่เหมือนไปนั่งดูข้างสนามหรอก ช็อตขี่ม้าข้ามภูมิประเทศน่ะ มอต้นกับเจ้าฟาโรห์เท่จะตาย พี่อยากไปดูแข่งอันนั้น”
รัชทายาทผู้น้องหัวเราะน่ารัก
“เดี๋ยวน้องดูเผื่อแล้วกันครับ เจ้าพี่รีบหายเร็วๆเถอะ เจ้าพี่มอต้นก็ลงแข่งบ้างเรื่อยๆตามโอกาสนั่นล่ะ ไว้ค่อยไปดูรอบหน้าด้วยกัน แต่บอกไว้ก่อนนะ เจ้าพี่น่ะห้ามไปเฟอะฟะจนโดนใครบุกเข้ามาตีหัวอย่างรอบนี้อีกล่ะรู้ไหม”
เจ้าไคท์เอื้อมมือไปยีผมรัชทายาทผู้น้องแรงๆกับคำพูดหยอกล้อตามประสาน้องน้อยจอมซุกซนของพี่ๆ
“ถ้ามาซึ่งๆหน้าพี่ไม่นั่งให้ตีหรอก พี่จับทุ่มสลบเหมือดไปแล้ว นี่เล่นทีเผลอหรอกถึงล้มพี่ได้” เจ้าไคท์หันไปหาญาติผู้พี่ที่ยืนอยู่ห่างๆกับนักเขียนและพัดลมที่ตามมากับรัชทายาทผู้น้อง “แล้วคุณพี่เป็นยังไงบ้าง มีอะไรขาดเหลือรึเปล่า ถ้าอยากได้อะไรบอกเรานะ เดี๋ยวเราให้คนมาอยู่ดูแลคุณพี่ระหว่างอยู่ที่นี่”
ญาติผู้พี่ทำถวายความเคารพด้วยท่าทางนอบน้อบ
“กระหม่อมไม่รบกวนดีกว่าพะยะค่ะ กระหม่อมสะดวกดี บังเอิญได้เจอกับคนรู้จักของกระหม่อมที่นี่ด้วยก็เลยได้พึ่งเรื่องการเดินทาง ส่วนที่เหลือก็ไม่มีอะไรลำบาก”
รัชทายาทลำดับที่หนึ่งเลิกคิ้ว พีรวิชญ์เลยหันไปคว้าเอวนักเขียนที่ยืนอยู่ข้างๆแล้วรั้งเข้ามาหาตัวท่ามกลางความตกใจของนักเขียน

“อาจจะทำให้พระองค์กระอักกระอ่วนใจ แต่คนรักของกระหม่อมเป็นผู้ชาย” หันไปยิ้มให้นักเขียนที่หน้าถอดสีไปเป็นที่เรียบร้อย “พอดีว่าเกิดเรื่องวุ่นวายที่จัดการยากไปสักหน่อยเลยทำให้เค้าหนีกระหม่อมมา แต่กระหม่อมจะพาเขากลับไปด้วยกันกับกระหม่อมวันมะเรื่องนี้ล่ะพะยะค่ะ”

นักเขียนหน้าชา ยืนตัวแข็ง พอเห็นสีหน้าของรัชทายาทลำดับที่หนี่งเงียบขรึมลงไปทันทีความรู้สึกที่คิดว่าควบคุมได้แล้วก็ตีขึ้นมาอีกรอบจนรู้สึกถึงอาการหน้ามืด

“หืม..” เจ้าไคท์ลากเสียงในคอยาวๆ ดวงตาสีดำสนิทมองตรงไปที่นักเขียนอย่างต้องการคำตอบ

ในขณะที่รัชทายาทผู้น้องเริ่มระงับสติอารมณ์และกำมือแน่นเพราะไม่คิดว่าญาติผู้พี่จะเลยเถิดขนาดนี้

มันทำให้เรื่องบานปลายไปเรื่อยๆเมื่อจำนวนคนที่รับรู้เรื่องราวเพิ่มขึ้นไปอีก

บรรยากาศการพูดคุยเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นักเขียนปลดมือพีรวิชญ์ออกแล้วถอยมายืนอยู่กับเพื่อนตลอดการสนทนาของพี่น้องที่ฝืดเฝื่อนลงไปในพริบตา

ไม่กี่นาทีต่อมาเจ้าไคท์ก็พูดเชิงไล่ให้ทุกคนไปสนามแข่งม้าเพราะใกล้จะได้เวลาเริ่มแข่งแล้ว

“เธอน่ะ อยู่คุยกับฉันก่อนสิ”

นักเขียนรู้ว่าคนที่ถูกเรียกเอาไว้คือตัวเองที่ทำท่าจะพุ่งออกไปจากห้องก่อนคนอื่น
พอหันกลับมาก็เห็นว่าเจ้าไคท์ใช้สายตาเรียบแต่ดุจ้องมองอยู่และพูดเชิงบังคับให้นักเขียนเลี่ยงไม่ได้

“คุยกับฉัน แค่5นาที แล้วฉันจะให้เธอไป”

“....”

พัดลมมองเพื่อนอย่างเห็นใจและเป็นห่วง แต่รู้ว่าเข้าไปยุ่งในเวลานี้ไม่ได้ เลยตบไหล่นักเขียนอย่างให้กำลังใจแล้วพูดกับเพื่อนเบาๆ

“มึงไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ต้องกลัว ใครมันชั่วเดี๋ยวมันก็แสดงตัวมันออกมาให้พี่น้องรู้เองล่ะมึง”


ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
(ต่อ)


พอทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้ว เจ้าไคท์ก็เรียกนักเขียนให้มานั่งลงตรงเก้าอี้ข้างเตียงก่อนจะยิงคำถาม
“เธอคือคนที่มางานแต่งงานของคุณพี่วันนั้นเหรอ”
นักเขียนกำมือที่วางอยู่บนหน้าขาก่อนจะตัดสินใจเงยหน้าขึ้นเผชิญสายตากับรัชทายาทผู้เป็นพี่ใหญ่
“พะยะค่ะ กระหม่อมเป็นคนในข่าวนั้น”
“พูดกับฉัน เหมือนที่พูดกับมอต้นมอปลายเถอะ ไม่ต้องมากพิธีหรอก” เจ้าไคท์ตัดบท
นักเขียนรู้สึกว่าบรรยากาศของรัชทายาทลำดับที่หนึ่งชวนอึดอัดและไม่เป็นมิตรอย่างบอกไม่ถูก ถึงจะพูดว่าให้พูดคุยแบบคนปกติได้ก็เถอะ
เจ้าไคท์พูดต่อหลังจากเห็นนักเขียนเม้มปากแล้วเงียบไป
“คิดจะทำอะไร ทำไมเธอมาหามอต้นกับมอปลายถึงที่นี่ เธอคิดจะใช้เค้าสองคนแก้แค้นคุณพี่เหรอ”
นักเขียนเงียบรู้สึกเหมือนถูกซัดอะไรใส่หน้า
เจ้าไคท์พูดต่อ

“ปัญหาที่เกิดจากความสัมพันธ์ของเธอกับคุณพี่ มันไม่ควรดึงใครเข้ามาเกี่ยว การที่เธอมาหาน้องฉันถึงที่นี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่? ดึงคนไม่รู้อะไรด้วยเข้ามาเกี่ยวเพื่อเอาคืนอีกคนมันเป็นวิธีของเธอเหรอนักเขียนนิยาย ช่วยตอบฉันหน่อยได้ไหม”

นักเขียนหน้าชา เหมือนไม่ได้ด่า แต่เหมือนโดนด่าอยู่ดีนั่นล่ะ
รัชทายาทลำดับที่หนึ่งมองนักเขียนอย่างกดดัน “ตอบฉัน ตอนนี้ฉันให้โอกาสเธอเลือก ว่าจะตอบคำถามฉันมาตามความจริง หรือจะให้ฉันส่งเธอกลับไปประเทศไทยตอนนี้ นักเขียนนิยาย”
คำถามของเจ้าไคท์ทำให้นักเขียนมือสั่น
“ว่าไงล่ะ!” เจ้าไคท์ตวาดจนนักเขียนสะดุ้งเฮือก

“....”


-ถ้ามันแค่บังเอิญจริงๆ ก็พูดมาสิ-

-ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็อธิบายสิ อย่าปล่อยตัวเองให้ไหลไปตามโชคชะตาแบบนี้ หัดไขว่คว้าอะไรมาไว้ในมือบ้างนักเขียน-


“นักเขียนนิยาย เธอชื่อ นักเขียน ชื่อจริง ปราชญา ใช่ไหม ฉันสั่งให้ตอบคำถามฉัน ว่าเธอกำลังคิดจะทำอะไรกับน้องๆของฉันทั้งสองคน!”
นักเขียนหลับตากำมือที่วางอยู่บนขาจนมือสั่น คำพูดของเจ้ามอปลายตอนนั้นดังขึ้นมาในหัว


-ผมอุตส่าห์รักคุณ-


“ผมเป็นคนในข่าววันนั้นจริง และที่ผมกับเขาเคยคบกันก็เป็นเรื่องจริง”

“...” เจ้าไคท์นั่งนิ่ง เอามือกอดอกจ้องนักเขียนที่พูดออกมาทั้งที่มือกำลังสั่นอย่างน่าสงสาร
“ผมมาที่นี่ เพราะอยากลืม อยากเริ่มต้นชีวิตตัวเองใหม่ แล้วก็เพราะผมเป็นนักเขียนนิยาย เพื่อนผมที่เป็นบรรณาธิการเห็นว่าเจ้ามอต้นเจ้ามอปลายเป็นวัตถุดิบที่น่าสนใจ เลยแนะนำที่นี่ให้ผมมา”
เจ้าไคท์ยังแววตาแข็งกร้าวเหมือนเดิม นักเขียนกลืนน้ำลายลงคอแล้วพูดต่อ
“ผมไม่รู้ ว่าเค้าเป็นญาติ เค้าไม่เคยพูดถึงเชื้อพระวงศ์ ตลอดเวลาที่คบกันเราไม่เคยไปหาผู้ใหญ่หรือไปหาญาติฝั่งไหน เพราะผมเป็นนักเขียนนิยาย และเค้าก็ไม่ค่อยชอบงานขายความฝันแบบอาชีพผม ผมเลยไม่ค่อยถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว เค้าก็ไม่เคยบอกเล่าอะไรเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว เราคบกันแบบต่างคนต่างไม่อยากถามอะไร ถึงอยากจะถาม.. ก็เงียบไว้ดีกว่า เพราะคิดว่าถ้าอีกฝ่ายอยากบอกอยากเล่าก็คงพูดออกมาเอง”
“.....”
“ผมมาที่นี่เพราะอยากกลับไปเป็นตัวเอง อยากกลับไปมีความสุขได้ด้วยตัวเอง และ.. ผมอยากเขียนนิยายได้อยู่เหมือนเดิม”

เจ้าไคท์มีแววตาอ่อนลงแต่ท่าทีก็ยังนิ่งอยู่

“การมาตามหาวัตถุดิบโดยมีเค้าทั้งสองคนเป็นลูกศรนำทาง ..ผมไม่คิดว่ามันจะผิด และไม่คิดว่ามันจะทำให้ผมตกหลุมรักวัตถุดิบของตัวเองจนเรื่องมันกลายเป็นแบบนี้”

นักเขียนน้ำตาร่วงเผาะ ไม่ได้เสแสร้งแกล้งบีบน้ำตา แต่มันไหลลงมาจริงๆเพราะกลัวว่าใบหน้าของคนสองคนที่เหมือนกันจะเลือนหายไปจากโลกตรงหน้า

“..ผมขอโทษ.. ผมไม่ได้คิดจะทำร้ายใครเพื่อแก้แค้นใคร ผมไม่รู้ว่าเป็นญาติกัน ผมไม่รู้จริงๆครับ”

รัชทายาทลำดับที่หนึ่งมองผู้ชายตัวเล็กๆที่จากบ้านมาเพื่อตามหาวัตถุดิบในการทำงานจนเจอวิบากกรรมที่น่าสงสารถาโถมเหมือนลูกกวางตัวน้อยๆที่พลัดหลงจากฝูงในคืนที่ฟ้าฝนตกกระหน่ำที่นั่งน้ำตาร่วงเผาะๆอยู่ตรงหน้า

“.....”

เห้อ..

“แต่คุณพี่เหมือนจะยังไม่จบกับเธอนะ”

นักเขียนเงยหน้ามองเจ้าไคท์ที่น้ำเสียงอ่อนลง น้ำตาเม็ดใหญ่ยังไหลเป็นทางลงมาตามแก้มทั้งสองข้าง
“แต่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับเค้าแล้วนะครับ” นักเขียนพูดทั้งน้ำตา “ภรรยาเค้ากำลังตั้งท้อง ระหว่างผมกับเค้ามันจบตั้งแต่วันนั้นแล้ว ผมไม่คิดจะกลับไปแน่ๆ ต่อให้ไม่ได้เจอกับเจ้ามอต้นเจ้ามอปลายผมก็ไม่มีทางกลับไป ..มันไม่มีตรงไหนให้ผมกลับไปอยู่อีกแล้ว”
รัชทายาทลำดับที่หนึ่งถอนหายใจยาวๆพร้อมกับถามคำถามสุดท้ายกับนักเขียน

“เธอจบกับเขา แล้วเขาจบกับเธอรึเปล่าล่ะ นักเขียนนิยาย”







“มอปลายกับเพื่อนคุณล่ะ?” เจ้ามอต้นถามหลังจากนักเขียนเดินเข้ามาหาในห้องแต่งตัวโดยไม่มีเจ้าชายคนน้องของเขากับเพื่อนของนักเขียนที่น่าจะมาพร้อมกันตามเข้ามาด้วย
“เค้าบอกจะไปรอที่สนามเลยน่ะ” นักเขียนนั่งลงบนเตียงมองเจ้ามอต้นที่กำลังสวมรองเท้าหนังสเปอร์สำหรับขี่ม้าสีเม็ดมะขามแบบเดียวกับสีกางเกงอยู่ข้างเตียงในห้องพักส่วนตัวของนักกีฬา
“อืม..” เจ้ามอต้นรับคำในคอ
รัชทายาทลำดับที่สองสวมรองเท้าเรียบร้อยก่อนจะยืนขึ้นจนเต็มความสูงเพื่อจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่
นักเขียนมองตามเจ้าชายคนพี่ที่กำลังแต่งตัวพยายามคิดว่าตัวเองควรพูดอะไรดี ระหว่างถามคำถาม กับให้กำลังใจ
“อะไร? ทำหน้าเหมือนมีอะไรจะพูด” เจ้ามอต้นเดินไปหยิบเสื้อสูทสีดำเข้มมาสวมแล้วหันมามองนักเขียนพร้อมกับติดกระดุมเสื้อไปด้วย
นักเขียนรู้สึกอึดอัดใจจนต้องถอนหายใจออกมาแรงๆ

“คุณเกลียดผมรึเปล่าเจ้ามอต้น”

“?” รัชทายาทลำดับที่สองเลิกคิ้วกับประโยคคำถามของนักเขียน

“มีแต่คนตั้งคำถาม ว่าผมมาที่นี่ทำไม” นักเขียนก้มหน้ามองมือของตัวเอง “จริงๆมันก็ไม่ผิดหรอกที่คนจะสงสัยว่าผมมาที่นี่เพื่อเข้าใกล้คุณสองคน เพื่อเอาคืนพี่พี ..แต่ผมไม่รู้จริงๆนะมอต้นเรื่องที่พวกคุณเป็นญาติกันน่ะ คุณไม่ได้เกลียดผมไปแล้วหรอกใช่มั๊ย”
“ออ..” เจ้ามอต้นหัวเราะแล้วติดกระดุมเสื้อเม็ดสุดท้าย “นึกว่าเรื่องอะไร”
นักเขียนมองคนพูดน้อยอย่างไม่ค่อยสบายใจ
เจ้าชายคนพี่ติดกระดุมเสื้อเสร็จก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านักเขียน

“ไม่รู้ ก็คือไม่รู้สิ คนเราไม่ได้จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องไม่ใช่เหรอ”

“....”
“กังวลอะไรอยู่?” พูดจบก็ยิ้มมุมปากเอามือกอดอกโน้มใบหน้าลงไปหานักเขียนที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง


“หรือว่าคุณตกหลุมรักผม”


“.....”

“เห่ย!.....”

เจ้ามอต้นตกใจ อยู่ๆนักเขียนก็คว้าเขาลงไปกอดเอาไว้แน่นจนล้มทับกันลงไปบนที่นอน
นักเขียนกอดคนด้านบนเอาไว้ ในใจเต้นตึ่กตั่กซึ่งมันแตกต่างจากตอนกอดเจ้ามอปลายอย่างชัดเจน
เจ้ามอต้นดันตัวเอาไว้เพราะกลัวว่าถ้าทับลงไปทั้งตัวเดี๋ยวคนที่อยู่ข้างล่างจะขาดใจตายไปซะก่อน

เพราะเขามีกล้ามเนื้อมากกว่า น้ำหนักมากกว่า การที่จะให้นักกีฬาแบบเขามานอนทับนักเขียนนิยายที่ตัวออกนุ่มๆกลมๆตรงพุงอยู่หน่อยๆคงไม่ดีเท่าไหร่

“เดี๋ยวสูทผมก็ยับ จะทำอะไรหืม” เจ้าชายคนพี่ทำเสียงดุ

นักเขียนยิ่งกอดคนด้านบนแน่นกว่าเดิม

..แน่น จนคิดว่าเจ้ามอต้นต้องได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นระห่ำอยู่ตอนนี้..

“คุณ”

“...”

“นี่นักเขียน ปล่อยได้แล้ว ผมต้องไปคอกม้า จะอ้อนก็ไว้ตอนแข่งเสร็จได้ไหม”

“ก็อยากกอดคุณ”

เจ้ามอต้นชะงัก นักเขียนพูดงึมงัมอยู่กับซอกคอเขาแล้วเอาหน้าเบียดเข้ามาจนลมหายใจรดใบหูอยู่ผ่าวๆ

“เจ้ามอต้น คุณรู้ใช่มั๊ยว่าผมรู้สึกยังไง”

เจ้าชายคนพี่นิ่งไปครู่หนึ่ง

“กับใครล่ะ”

“....”

“....”

“กับคุณ”

นักเขียนหยัดเอวขึ้นหา หน้าท้องที่นุ่มกว่านักกีฬาแบบเจ้ามอต้นเบียดขึ้นไปหาคนด้านบนอย่างตั้งใจ

“ผมไม่พูด คุณก็รู้อยู่ใช่มั๊ย”

“.....”

“รู้ใช่มั๊ย ..ว่ารั—“

เจ้าชายคนพี่ก้มลงไปปิดริมฝีปากบางๆนั้นไม่ให้เอ่ยคำพูดที่เหลือออกมา


..

.

ก็รู้แล้วไงล่ะ

แต่แค่อยากได้ยินจากปากแค่นั้นเอง


“ แฮ่ก ..” นักเขียนหายใจหอบเพราะเจ้ามอต้นจูบจนแทบขาดอากาศหายใจกว่าจะผละออกไป
ตากลมแบบกวางตัวน้อยมองคนด้านบนด้วยแววตาหวามไหว สองแขนยังกอดเกี่ยวต้นคอเจ้ามอต้นเอาไว้ไม่ยอมปล่อยแถมยังเบียดหน้าท้องขึ้นไปหาอย่างยั่วยวนอารมณ์เบื้องล่างของรัชทายาทลำดับที่สามอีกด้วย
“อืม.. อย่าซน เดี๋ยวไม่มีแรงขี่ฟาโรห์” เจ้ามอต้นกระซิบเสียงดุพร้อมกับกระตุกผมตรงท้ายทอยของนักเขียนดึงใบหน้าที่ทำท่าจะโน้มขึ้นมาจูบปากเขาอีกรอบเอาไว้

“ถ้าคุณอยากขี่ผม ก็รอคืนนี้ เข้าใจไหมเจ้านักเขียนนิยายลามก”

เจ้าชายคนพี่ดีดหน้าผากนักเขียนแรงๆก่อนจะปลดมือสองข้างที่เกาะหนึบเป็นตุ๊กแกนั้นออกแล้วลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าก่อนจะหันไปดึงนักเขียนที่นอนอ่อยไม่เลิกให้ลุกตามขึ้นมาแล้วดันให้เดินไปที่ประตู
“ไปรออยู่กับมอปลาย อีกเดี๋ยวผมก็ออกไป”
นักเขียนงอแงๆแต่ก็โดนเจ้ามอต้นดันออกจากห้องไปจนได้

เจ้ามอต้นจัดการแต่งตัวต่อจนเสร็จเรียบร้อยก่อนจะออกมาหาเจ้าฟาโรห์ที่รออยู่ในคอกข้างสนาม
ม้าหนุ่มสีดำตัวใหญ่พอเห็นเจ้านายเดินเข้ามาในบริเวณคอกก็เดินดุ่มๆมาหาตามปกตินิสัยที่ค่อนข้างติดเจ้านายเหมือนหมาตัวใหญ่ตัวหนึ่ง
เจ้าม้าหนุ่มตัวใหญ่เอาหน้ายื่นมาหาเจ้ามอต้นจนผงะออกแทบไม่ทันก่อนจะหายใจรดหน้าเจ้ามอต้นฟืดฟาดๆ
“หืม.. เป็นอะไร?” เจ้ามอต้นพึมพัมกับฟาโรห์ที่ทำนิสัยเหมือนตอนยังพยศที่ยื่นหน้ามากัดเขาตั้งหลายรอบสมัยเริ่มฝึกเรียนรู้กันใหม่ๆ
ฟาโรห์ยังหายใจฟื่ดฟาดและยื่นหน้าเข้าหาเหมือนเดิม เจ้ามอต้นเลยดึงหน้าม้าหนุ่มเข้ามาหาแล้วถูที่จมูกสีดำเบาๆ
“เป็นอะไรเด็กดื้อ”
เจ้าฟาโรห์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะดึงหน้าออก
เจ้ามอต้นมองม้าหนุ่มคู่ใจแล้วส่ายหน้า เพราะนิสัยของม้าที่ยังไงก็ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ป่าผู้มีนิสัยไม่แน่นอนอาจจะแสดงนิสัยดื้อดึงหรือหงุดหงิดออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งก่อนหน้าที่จะรักกันขนาดนี้ฟาโรห์มันก็เคยกัดเขามาแล้วหลายครั้ง และตอนนี้ก็อาจจะเพราะอากาศที่ขมุกขมัวผิดกับเมื่อวานและค่อนข้างอบอ้าวเลยทำให้เจ้าเด็กดื้อนี่แสดงอาการเง้างอนอยากโดนเขาดุเฉยๆ

“หยุด.”

ม้าหนุ่มที่กำลังจะเอาหน้ายื่นมาใส่เจ้ามอต้นอีกรอบชะงักกับประโยคคำสั่งที่เข้าใจ ตาสวยๆของม้าตัวใหญ่มองสบสายตาของเจ้านายก่อนจะอ้าปากเตรียมงับหัวคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“หยุด.!” เจ้ามอต้นเสียงเข้มกว่าเดิมแล้วตีไปที่ไหล่เจ้าเด็กดื้อไม่แรงนัก

ม้าหนุ่มยังแสดงอาการพยศตามประสาเด็กที่อยากโดนปลอบใจด้วยน้ำตาลก้อนใหญ่แสนหวาน ใบหูสองข้างเอียงไปด้านหลังพร้อมกับเหล่ตามองมาทางเจ้ามอต้นว่าดูอยู่รึเปล่า
“......”

หึ

“ดื้ออะไรแต่เช้าหืม? หรือแกกำลังโกรธอะไร จะไม่แข่งใช่ไหม” เจ้ามอต้นว่าขำๆกับท่าทางของม้าหนุ่มที่กำลังบอกเขาว่าโกรธอยู่นะ ง้อผมด้วย
ม้าหนุ่มเริ่มตะกุยขาหน้ากับพื้นดินไปมา เจ้ามอต้นถอยห่างออกมาแล้วเอามือกอดอก เพราะปกติเจ้าเด็กนี่ก็ชอบทดสอบความรักที่เขามีให้ตัวเองด้วยการพยศเรียกร้องความสนใจอยู่แล้ว

“ฟาโรห์หยุด.!!” เจ้ามอต้นใช้ประโยคคำสั่งด้วยเสียงหนักกว่าเดิม

ฟาโรห์เอียงหน้าไปข้างหน้าเพียงข้างเดียวเพราะน้ำเสียงคำสั่งเริ่มดุดันขึ้น อาการนั้นบอกเจ้ามอต้นว่าม้าดื้อตัวนี้กำลังจะเลิกอ้อนเขาแล้ว แต่ขออีกซักหน่อยเถอะ อีกนิดเดียวเท่านั้นแหละช่วยง้อต่ออีกหน่อย
เจ้ามอต้นส่ายหน้าไปมาแต่ก็ยิ้ม เพราะรู้จักกันและกันเป็นอย่างดีกับม้าหนุ่มตัวนี้ ว่าที่จริงก็ไม่ได้จะดื้ออะไรหรอก แค่อ้อน อยากให้เขาปลอบใจ อยากได้ขนม
รัชทายาทลำดับที่สองเลยยื่นมือออกไปดึงหน้าของม้าหนุ่มเข้ามาใกล้ๆ แล้วจูบลงไปตรงกลางหน้าผากเบาๆ

“หยุดงอแงได้แล้ว เด็กดีของฉัน”

ม้าหนุ่มฟังไม่ออกหรอกว่าเจ้านายพูดว่าอะไร เพราะตัวมันฟังภาษารู้เรื่องแค่คำว่า ‘หยุด-วิ่งเรียบ กับ เดิน’ แค่นั้น
แต่การที่เจ้านายดึงไปจุมพิตกลางหัวเหม่งแล้วลูบมือกับไหล่อย่างอ่อนโยนก็ทำให้ม้าหนุ่มหยุดอาการกระเง้ากระงอดทั้งหมดลงทันทีแล้วยืดคอขึ้นไปในอากาศสูดจมูกฟืดฟาดอย่างพออกพอใจที่อ้อนเจ้านายได้สำเร็จ

( นี่ถ้าเป็นม้าด้วยกันนะ จับทำเมียแย้ว..คึคึ : ฟาโรห์)

เจ้ามอต้นที่ถึงจะรู้ว่าม้าดื้อมันคิดอะไรอยู่แต่ก็ยอมทำตามเพื่อให้มันพอใจส่ายหน้าไปมาแต่ก็ยิ้มขำ
น้ำตาลก้อนถูกส่งให้ม้าหนุ่มเป็นของรางวัล ทั้งที่จริงไม่ควรให้เลยเพราะมันก็ตั้งใจง๊องแง๊งใส่เขาเพื่อจะเอาขนมกินนั่นล่ะ

“เจ้าเล่ห์ เหมือนใครก็ไม่รู้”







“หาห้องน้ำเจอไหมครับ” เจ้ามอปลายเงยหน้ามาถามญาติผู้พี่ที่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำระหว่างรอนักเขียนกลับมาจากแวะไปหาเจ้ามอต้น
เพราะเห็นเดินไปคนละทาง เลยไม่คิดว่าญาติผู้พี่จะตามไปกวนอะไรนักเขียนอีกเลยปล่อยไป
และพอนักเขียนกลับมาก็ไม่ได้บ่นหรือทำหน้าหงุดหงิดอะไร แต่ปากที่บวมๆแดงๆกับอาการเม้มปากไปกัดไว้ตั้งแต่มาถึงที่นั่งของคนข้างๆเจ้ามอปลายพอเดาออกว่าคนขี้อ่อยนี่คงไปโดนพี่เขาจูบมาแน่ๆ

แต่คงไม่ถึงขั้นทำอะไรๆ ดูจากเวลากับเสื้อผ้าที่ไม่ได้ยับเยินเท่าไหร่ของนักเขียน

..เพราะถ้าเป็นพี่เขา ไม่มีทางที่จะทำกันโดยที่เสื้อด้านหลังไม่ยับเยินกลับมาอยู่แล้ว จากที่รู้นิสัยพี่ชายมายี่สิบกว่าปีว่าเป็นคนเร่าร้อนยังไง..

“เจอกระหม่อม แต่ก็เดินหลงอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน ดีที่เจอคนติดตามของพระองค์พี่ก็เลยได้คนช่วยพาไป” พีรวิชญ์หันไปยิ้มให้มหาดเล็กที่ติดตามรับใช้รัชทายาทผู้พี่ตอนอยู่ที่สนามที่เดินตามมานั่งข้างหลังที่บังเอิญไปเจอกันตอนที่เขากำลังเดินหาห้องน้ำอยู่
เจ้ามอปลายพยักหน้าขึ้นลง เบาใจว่าญาติผู้พี่ไม่ได้ตามนักเขียนไปแน่นอนถ้ามีคนอยู่ด้วยแบบนี้
“......” นักเขียนเหลือบมองพีรวิชญ์ที่เอามือปัดๆถูๆกันเหมือนเช็ดอะไรออกจากมือก่อนจะนั่งลงข้างๆเจ้ามอปลาย
โซเชียลในแอพตัวหนึ่งของนักเขียนที่เชื่อมอยู่กับพีรวิชญ์แจ้งเตือนขึ้น นักเขียนพลิกหน้าจอมือถือขึ้นมาดูก่อนจะกดเข้าไปอ่านข้อความข้างใน



‘จากนี้ อย่าว่าพี่ใจร้าย เพราะทั้งหมดมันเกิดจากการที่เราต่อต้านพี่’


นักเขียนหันขวั่บไปมองพีรวิชญ์ด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ แต่พีรวิชญ์ก็ลุกขึ้นยืนปรบมือให้นักกีฬากับม้าที่เดินออกมาโชว์ตัวกลางสนามไม่ได้มีท่าทางบ่งบอกว่ากำลังคิดจะทำอะไรต่อจากนี้
เจ้ามอปลายสังเกตุเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของนักเขียนเลยเอื้อมมือไปกุมมือนักเขียนมาวางไว้บนตักตัวเอง
“อย่าสั่นไหวสิ ตอนนี้คุณเป็นของผมนะ เค้าจะทำอะไรก็ปล่อยเค้าไปยิ่งคุณมีปฏิกิริยามันก็ยิ่งน่าสนุกสำหรับเค้า”
ถึงจะรู้แบบนั้น แต่นักเขียนก็รู้สึกหวั่นกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าเป้าหมายในการทำอะไรร้ายๆของพีรวิชญ์คือใครกันแน่ระหว่างเจ้ามอต้นกับเจ้ามอปลาย หรือจะทั้งสองคน
แต่อีกเรื่องหนึ่งที่กังวลคือไม่รู้ว่าพีรวิชญ์เล็งเป้าที่ใครก่อนนี่ล่ะเลยรู้สึกว่าทางนี้เป็นฝ่ายเสียเปรียบกว่ามาก

ไม่นาน การแข่งขันในรอบ Cross Country หรือ การขี่ม้าข้ามภูมิประเทศในวันที่สองก็ได้เริ่มต้นขึ้น
“อ้าว รอบนี้เจ้ามอต้นไม่ได้ขี่ฟาโรห์เหมือนเดิมเหรอครับ” พัดลมถามอย่างแปลกใจ
เจ้ามอปลายหัวเราะ “ก็ฟาโรห์ไงครับ คุณพัดลมจำไม่ได้เหรอ”
“ฟาโรห์ขนที่คอมันยาวไม่ใช่เหรอครับ ตัวนี้ไม่มีขนพลิ้วๆเหมือนตัวเมื่อวานอะ”
“เค้าถักเปียแล้วมัดเอาไว้ไงล่ะ การแข่งแบบขี่ม้าข้ามภูมิประเทศน่ะม้าต้องกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางด้วย ต้องลงน้ำด้วย ถ้าไม่มัดไว้ผมฟาโรห์ได้พันคอเจ้ามอต้นตกลงมาพอดีสิ” นักเขียนตอบแทน
พัดลมพยักหน้าหงึ่กๆก่อนจะหันควับมามองนักเขียนที่นั่งติดกัน
“เดี๋ยวนะ ทำไมมึงรู้เรื่องนี้”
นักเขียนยักคิ้วให้เพื่อน มือก็จดอะไรยิกๆลงไปในไอแพด “กูดูข้อมูลในเน็ตเมื่อคืน ตอนที่มึงหลับนั่นล่ะ”
พัดลมเบ้ปากบ่นงึมงัมๆ “ก็ว่า ทำไมไม่หลับไม่นอน”
นักเขียนยิ้มมุมปาก “เป็นนักเขียนมันก็ต้องกระตือรือล้นในข้อมูลที่ต้องใช้อยู่ตลอดเวลาไม่ใช่เหรอครับคุณบอกอ”
เจ้ามอปลายรีบสะกิดนักเขียน “เจ้าพี่เริ่มแข่งแล้วๆ”
ทุกคนหันไปให้ความสนใจกับม้าและนักกีฬาที่เป็นถึงรัชทายาทลำดับที่สองของอโยธยาที่เดินออกมาตรงจุดสตาร์ทไลน์เพื่อจะเริ่มการแข่งขันในรอบ Cross Country ซึ่งเป็นการขี่ม้าในภูมิประเทศที่ถูกจำลองขึ้นมาภายในบริเวณสนามขนาดกว้าง
ม้าหนุ่มสีดำออกอาการคึกคักตามปกติ พอเริ่มออกสตาร์ทก็ผ่านด่านเครื่องกีดขวางระดับง่ายในช่วงแรกๆไปได้อย่างสวยงามโดยไม่สัมผัสโดนเครื่องกีดขวางหรือปฏิเสธเครื่องแม้แต่ด่านเดียว
กล้องที่ติดอยู่บนหมวกกันน็อคของเจ้ามอต้นช่วยให้ทุกคนเห็นภาพจากหลังฟาโรห์ราวกับว่าได้ลงไปควบอยู่ในสนามด้วย
ม้าหนุ่มวิ่งเต็มข้อเท้าไปตามภูมิประเทศเสมือนจริงที่ถูกจัดขึ้นใกล้กับเทือกเขา อากาศที่เมื่อวานแดดเปรี้ยงวันนี้กลับอึมครึมเหมือนฝนกำลังจะตกทั้งที่ก่อนจะพาม้าลงสนามอากาศยังร้อนอบอ้าวอยู่เลย
เจ้ามอต้นกับม้าหนุ่มโลดแล่นไปด้วยกันอย่างสนุกสนานเหมือนกับว่าไม่ได้อยู่ในการแข่งขัน

ภาพเจ้าชายในนิทานที่ควบม้าอย่างเต็มกำลังเพื่อกลับมาหาเจ้าหญิงหลังการไปออกรบปรากฏขึ้นในหัวของนักเขียน

เป็นภาพที่งดงาม ราวกับคนและม้าที่ห้อตะบึงไปตามไลน์สนามหลุดออกมาจากเทพนิยาย

..ยิ่งมอง ก็ยิ่งสั่นไหว..

ยิ่งใกล้เข้าไปในสิ่งที่เป็นเจ้ามอต้นใจมันก็ยิ่งร้อนรุ่มต่างกับความรู้สึกที่มีกับเจ้ามอปลายผู้น้องโดยสิ้นเชิง

เจ้ามอปลายอ่อนนุ่ม อ่อนหวาน อยู่ใกล้แล้วสบายใจ ให้ความรู้สึกอยากฟัดอยากขย้ำ อยากหึงอยากหวง เป็นห่วง อยากปกป้องและคอยดูแล
แต่กับคนที่กำลังควบอยู่บนหลังม้า กลับให้ความรู้สึกว่าอยากถูกบังคับข่มเหงด้วยร่างกายที่แน่นตึงอย่างนักกีฬาของคนๆนั้น

..เจ้าชายผู้เป็นรัชทายาทลำดับสองที่ดุดันตั้งแต่แววตาไปจนถึงนิสัย เมื่อใช้กับคนอื่นที่ไม่ใช่น้องชายผู้เป็นคู่แฝดของตัวเอง


“เจ้าพี่!!!”

“เจ้ามอต้น!!!”

ทุกคนต่างผุดลุกจากที่นั่ง เมื่อจู่ๆฟาโรห์ก็หัวทิ่มลงไปในน้ำจังหวะที่โดดข้ามเครื่องกีดขวางแล้วมีบ่อน้ำดักอยู่ข้างหน้า
ม้าหนุ่มสะบัดหัวกรีดร้องแล้วถีบข้อเท้าใส่หน้าอกเจ้ามอต้นที่กำลังจะลุกขึ้นมาจากบ่อน้ำจนรัชทายาทลำดับที่สองกระเด็นไปฟุบอยู่ขอบบ่อที่ถูกจำลองขึ้นมา
ทุกคนรวมทั้งเจ้ามอปลายต่างวิ่งกรูลงไปในสนาม รวมถึงนักเขียนที่ผวาตามไปเพราะห่วงทั้งรัชทายาทคนพี่ชายและคนน้องที่มองไม่ค่อยเห็นทางที่ชนเก้าอี้ชนโน่นนั่นนี่ไปสุดทาง


เจ้ามอต้นต้องออกจากการแข่งขัน เนื่องจากกติกาของการแข่งขันในรอบ Cross Country ไม่อนุญาติให้มีการตกม้า หากผู้เข้าแข่งขันคนไหนตกจากหลังม้า ก็ต้องออกจากการแข่งขันในทันที


นักเขียนเป็นคนที่เจ้ามอต้นยอมให้ประคอง เพราะคนน้องที่ไม่รู้ว่าอาการพี่บาดเจ็บหนักแค่ไหนกำลังตกใจจนมือสั่นไปหมด เพราะคนมองไม่ค่อยเห็นมักจะถูกความรู้สึกกลัวครอบงำง่ายกว่าคนปกติ
“คุณเจ็บตรงไหนบ้าง รีบไปให้หมอตรวจเถอะ ผมกลัวคุณจะเป็นอันตราย” นักเขียนเสียงสั่น
“ผมไม่เป็นไร ดูฟาโรห์ก่อน มันหมดแรงแปลกๆก่อนจะล้มลง เหมือนมีคนเอาอะไรให้มันกินก่อนจะลงสนาม” เจ้ามอต้นกัดฟันพูดเพราะรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอกด้านซ้ายที่ถูกม้าหนุ่มดีดเท้าใส่
“ก่อนลงสนามเหรอ..” นักเขียนรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
พอหันไปมองที่พีรวิชญ์ที่ก็วิ่งตามกันลงมาหาเจ้ามอต้นในสนามก็เห็นว่าพีรวิชญ์กำลังทำสีหน้าเย็นชามองมาอย่างน่ากลัวอยู่ห่างๆ

“..พี่พี ..พี่ทำอะไร..”

น้ำตาของนักเขียนค่อยๆไหลลงมา สายตาของพีรวิชญ์เป็นแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

..อุบัติเหตุในการแข่งม้า มันถึงขั้นฆ่านักกีฬาได้..

“.......”

พีรวิชญ์เอาสองมือล้วงกระเป๋ากางเกงก่อนจะยิ้มหยันส่งมาให้นักเขียน


“เก็บของซะนักเขียน เย็นนี้เราจะบินกลับประเทศไทย”


“อย่าให้มันยืดเยื้อมากกว่านี้ ถ้าไม่อยากให้มีใครเป็นอะไรอีก”


พีรวิชญ์เดินเข้าไปกระชากแขนนักเขียนออกมาจากเจ้ามอต้นพร้อมกับมองพระญาติผู้น้องพระองค์โตที่นอนเจ็บอยู่ด้วยสายตาเยือกเย็น
“เกมส์โอเวอร์แล้วพะยะค่ะ พระองค์คงไม่ลืมสัญญา ว่าจะจัดการที่เหลือเอง”
เจ้ามอต้นเอามือกุมบริเวณอกด้านซ้ายเอาไว้ ไม่สามารถพูดอะไรออกมา ส่วนรัชทายาทผู้น้องได้แต่กอดรัชทายาทผู้เป็นแฝดพี่เอาไว้แน่นเพราะไม่รู้ลำดับเรื่องราวว่าอะไรเป็นอะไร

แต่ที่รู้ คือนักเขียนกำลังจะถูกพากลับไป


สายฝนตกลงมาโปรยปราย เจ้าชายผู้เป็นรัชทายาททั้งสองพระองค์ได้แต่มองแผ่นหลังของนักเขียนที่ถูกญาติผู้พี่พาเดินจากไปจนลับตาท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมา
เจ้าชายคนพี่บดกรามจนนูนขึ้นมาเป็นสัน

ตัวเขาเองที่เลือกพนันเพราะไม่คิดว่าญาติผู้พี่จะใช้วิธีสกปรก

แต่ผลมันคือเขาแพ้ และญาติผู้พี่ก็ลากนักเขียนกลับไปด้วยแล้ว

“เจ้าพี่” รัชทายาทผู้น้องเสียงสั่น น้ำตาจากดวงตาคู่สวยไหลปะปนกับสายฝนตั้งแต่นักเขียนถูกพาเดินห่างออกไป

..ไม่ทันจะไกล ตาเขาก็มองไม่เห็นนักเขียนแล้ว..

“เจ้าพี่เจ็บตรงไหน ไปให้หมอดูเถอะนะ ฟาโรห์ด้วย”

เจ้ามอต้นรู้ว่าคนน้องกำลังร้องไห้ แม้จะไม่สะอื้นฮั่กออกมา แต่ดวงตาสีอ่อนที่แดงก่ำก็บอกให้เจ้ามอต้นรู้ว่าเจ้ามอปลายกำลังร้องไห้มากมายขนาดไหน


“มอปลาย..”



..พี่ขอโทษ..




นักเขียนถูกผลักเข้าไปในรถที่พีรวิชญ์โทรเรียกมาจากบ้านใหญ่ก่อนผู้มีสายเลือดเป็นหนึ่งในเชื้อพระวงศ์จะตามเข้าไปนั่งในรถทั้งที่ตัวเปียกกันไปหมดทั้งสองคน
นักเขียนไม่ยอมพูดอะไรออกมาซักคำ ตอนนี้ในใจมันโกรธจนสั่น จนอยากอาละวาดออกมาให้มันพังไปทั้งคันรถแต่ก็ทำไม่ได้
“พี่เตือนแล้วใช่ไหม ว่าอย่าต่อต้านพี่”
“....”
“ที่เป็นแบบนี้ เพราะนักเลือกเอง”
“พี่เป็นคน.. เลว ได้ขนาดนี้เลยเหรอพี่พี นั่นน้องพี่นะ! พี่ทำแบบนี้ได้ลงคอเลยเหรอพี่เกือบจะฆ่าเจ้ามอต้นพี่รู้ไหม!” นักเขียนตะโกนแล้วร้องไห้

ภาพเจ้ามอต้นฟุบอยู่กับบ่อน้ำมันฉายวนไปวนมาในหัวเหมือนภาพหลอน

“ก็ถ้านักยังไม่กลับไปกับพี่ดีๆ เกมส์นี้มันจะเลวร้ายยิ่งกว่าแค่เจ้ามอต้นเจ็บตัวอีกนักเขียน” พีรวิชญ์ทำเสียงเยือกเย็น


“ต่อไปจะเป็นเจ้ามอปลาย ซึ่งพี่ก็ไม่รับปากหรอกนะ ว่าคนอ่อนแอแบบนั้นน่ะ จะโชคดีเหมือนคนพี่รึเปล่า”


นักเขียนทั้งโกรธทั้งกลัว คนตรงหน้าเหมือนพญาปีศาจที่ไม่ฟังเสียงใครอีกแล้ว และพร้อมจะทำลายได้ทุกอย่างหากว่าเขายังไม่ยอมกลับไปด้วยตอนนี้


“..อย่านะ..”

“อย่าทำอะไรเจ้ามอปลายนะ”

พีรวิชญ์มองนักเขียนที่เอาหน้าซุกลงกับฝ่ามือของตัวเองแล้วสะอื้นอย่างหนักก่อนจะดึงนักเขียนเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดแล้วจูบลงกลางหว่างคิ้วของคนตัวเล็กกว่าเบาๆ

“กลับไปเริ่มใหม่ด้วยกันนะนักเขียน”

“กลับไปบ้านของเรา”






_______________


ทำไมไม่ยอมจบ ให้เธอได้คบใคร
เลิกตอแยได้ไหม เธอขอให้ฉันช่วยหยุดเสียที
ยิ่งฟังยิ่งสั่น มันเหมือนฉันแย่สิ้นดี
ก็เลือกแล้ว แต่วันนี้กลับทำเหมือนเสียดาย

อยากจะขอโทษจริงๆ

ก็ไม่รู้อะไรมาสิงในใจ

ยิ่งดูเหมือนเขาและเธอคงรักกันจริง ยิ่งร้อน เป็นไฟ

อยากได้เธอคืนมา หวงวันเวลาที่เรา เคยมี
กล้าทำทุกอย่าง ทุกทางที่มันไม่ดี ไม่คิดว่าผิดยังไง

อยากให้เข้าใจอาการผู้ชายคนนี้ที่ตามรังควานให้วุ่นวาย
อยากได้ของที่เคยเสียไป

อยากมีสิ่งนั้นในวันที่สาย


คนที่เคยอยู่ข้างกัน วันที่รู้ว่าสำคัญกว่าใคร

ก็นาทีที่เรียกยังไง ไขว้คว้าเท่าไหร่ก็ไม่ได้กอด ..



‘แต่ได้แล้ว’




“กลับมาแล้วสินะ ของๆพี่”


เราไม่มีทางไปจากพี่ได้หรอกนักเขียน ไม่มีทาง




_________________________________
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์น่ารักฮะผม  :bye2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-03-2019 22:48:17 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1906
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
โกรธ โกรธมากเลย นี่ฉันโกรธพี่พีมากๆเลยนะ
เจ้าพี่ไคทื จัดการทีเถอะ

ออฟไลน์ Nung66669

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 392
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1
 :ling1: จะมีใครมาจัดการได้เป็นตัวร้ายที่หน้าหงุดหงิดมากน่ารำคาญ :m16:
มอต้นทอปลายต้องไปรับนักเขียนนะ :serius2:

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 23. 'แฟนเก่า' คือชะตากรรม หรือเวรกรรม




“เก็บของซะ เรามีเวลาก่อนเครื่องแลนดิ้ง 5 โมงเย็น”


นักเขียนถูกเหวี่ยงเข้าไปในห้องทันทีที่มาถึงโรงแรมในสภาพเปียกซ่กไปหมดทั้งตัว
ในหัวของนักเขียนนิยายอีโรติคหมุนคว้าง ทุกอย่างทับซ้อนกันไปหมดจนแยกอะไรเป็นอะไรไม่ออก

“....”

บรรณาธิการเพื่อนเขาอยู่ไหนก็ไม่รู้

เจ้ามอต้นกับฟาโรห์เป็นยังไงบ้าง ปลอดภัยดีรึเปล่าก็ไม่รู้

เจ้ามอปลายที่มองตามหลังมาท่ามกลางสายฝน.. จะเป็นไข้รึเปล่าก็ไม่รู้

“.....”

..ไม่รู้อะไรซักอย่าง อย่างเดียวที่รู้ในตอนนั้นคือถ้ายังอยู่ตรงนั้นต่อไป คนที่ปกป้องตัวเองได้ไม่เต็มร้อยอย่างเจ้ามอปลายจะต้องเจอกับอันตราย

วินาทีที่เจ้ามอต้นเอื้อมมือมาคว้าแขนเอาไว้เพื่อให้เขาเป็นคนประคองขึ้นมา สายตาของเจ้าชายคนพี่เหมือนจะขอร้องอะไรบางอย่าง

บางอย่างที่นักเขียนคิดว่าเขาอ่านสายตาของเจ้าชายคนพี่ออก เพราะมันพุ่งชนกับความคิดของตัวเองในตอนนั้นเหมือนกัน


ต้องรีบกันพี่พีออกห่างจากเจ้ามอปลาย


“.....” พีรวิชญ์ปลดกระดุมเสื้อแล้วถอดทั้งเสื้อตัวนอกตัวในที่เปียกชุ่มออกโยนพาดไปกับพนักโซฟา
หันไปมองนักเขียนที่ยังยืนนิ่งอยู่กลางห้องแล้วใจมันก็หงุดหงิดขึ้นมา
พีรวิชญ์เอื้อมมือไปคว้านักเขียนเหวี่ยงลงกับโซฟาอย่างแรงแล้วตามไปคร่อมเอาไว้
“พี่บอกไปแล้วใช่มั๊ย ว่าพี่ไม่ได้อยากทำร้ายใคร แล้วพี่ก็ไม่ได้อยากทำอะไรที่มันรุนแรงกับเรา” พีรวิชญ์เอาหลังมือเย็นๆไล้ไปกับแก้มของนักเขียนที่เงยหน้าขึ้นมามองแบบว่างเปล่า “แต่เราต่อต้านพี่ จนพี่ต้องทำแบบนี้ไงนักเขียน ถ้าจะโกรธ ก็โกรธความดื้อดึงของเราดีกว่าที่ไม่ยอมฟังที่พี่พูดตั้งแต่แรกจนเจ้ามอต้นต้องมาเจ็บตัวแบบนี้”
พีรวิชญ์โน้มลงไปจูบไซร้ซอกคอของคนตัวเล็กกว่าที่ไม่ต่อต้านอะไรอีกแล้ว
กระดุมเสื้อของนักเขียนถูกพีรวิชญ์ค่อยๆปลดอย่างใจเย็นพร้อมกับไล้ริมฝีปากจูบไปทั่วแผ่นอกที่เปียกชื้นน้ำฝนอย่างโหยหา


“พี่คิดถึงเรา นักเขียน ..คิดถึงจริงๆ”


“......”

นักเขียนปล่อยให้พีรวิชญ์สัมผัสไปทุกส่วนโดยไม่คิดจะยกมือขึ้นมาปัดป้อง
โดนกดริมฝีปากจูบลงมาก็นอนนิ่งปล่อยให้ปลายลิ้นของคนด้านบนสอดใส่ทุกพื้นที่ของโพรงปากจนพอใจ
เข็มขัดถูกปลด ตะขอกางเกงถูกดึง ซิปกางเกงถูกกระชากกดลงจนสุดแล้วกางเกงก็ถูกลากออกไปจนพ้นช่วงขา

นักเขียนปล่อยให้คนด้านบนทำมันทุกอย่างโดยไม่ดิ้นรนหรือต่อต้านอะไรออกมา

“.....”

พีรวิชญ์บดกราม ไม่ว่าเขาจะทำอะไรนักเขียนก็เอาแต่ปล่อยร่างกายให้ถูกกระทำโดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้
คนตัวเล็กถูกกระชากขึ้นมาแล้วพลิกหน้าคว่ำลงกับโซฟา สะโพกขาวถูกดึงขึ้นมาตรงหน้าพีรวิชญ์แล้วแยกขาเรียวสองข้างออกจากกันเปิดเผยช่องทางที่เคยถูกรักต่อหน้าคนที่ยังรักอย่างพีรวิชญ์
“.....” นักเขียนกำมือจนปลายเล็บจิกเข้าหาฝ่ามือตัวเองทั้งสองข้าง

ในใจกำลังพร่ำขอโทษผู้ที่เป็นเจ้าของความรู้สึกของตัวเองทั้งสองคนตอนที่พีรวิชญ์ดันส่วนที่ร้อนผ่าวเข้ามาในร่างกาย


“กลับมาเป็นของพี่นะ ..ที่รัก..”


ร่างกายที่ถูกปล่อยให้ไหลไปตามชะตากรรมกระเทือนไปตามแรงกระแทกกระทั้นของพีรวิชญ์ครั้งแล้วครั้งเล่าจนโซฟาตัวใหญ่สะเทือน

เพราะไม่ได้มีอารมณ์ร่วมมันเลยมีแต่ความรู้สึกเจ็บ จุก ปวดมวนไปหมดทั้งหน้าท้องจนน้ำตาค่อยๆไหลออกมา
ข้อมือถูกรวบแล้วกดจนแทบจมลงไปในโซฟา ริมฝีปากของพีรวิชญ์สัมผัสลงมาที่ต้นคอด้านหลังอย่างเช่นทุกครั้งที่มีอะไรกัน

มันเคยรู้สึกดี มันเคยวาบหวาม แต่ตอนนี้กลับผะอืดผะอมจนแทบอาเจียน

“ฮึ่ก ก..! .. อือ อืม!..” นักเขียนสะเทือนไปตามแรงของคนที่คร่อมมาจากด้านหลัง ริมฝีปากถูกคมฟันกัดลงไปจนเป็นรอยแผลเพราะความขื่นขมของจิตใจ

ไม่มีเศษเสี้ยวของความรู้สึกดี มีเพียงความรู้สึกที่ทำให้นักเขียนอยากร้องไห้ออกมาเท่านั้น


“..พี่รักเรานะ.. พี่รักนักเขียนนะ ..”


“อ๊ะ! .. ...”


ร่างกายที่เล็กกว่ากระตุกไปด้านหน้า ของเหลวร้อนทะลักเข้ามาในก้นแล้วล้นออกมาด้านนอก ในขณะที่ของๆเขาก็ปลดปล่อยออกมาทั้งๆที่ไม่มีความรู้สึกดีเลยแม้แต่นิดเดียว



..

.



พีรวิชญ์นอนกอดนักเขียนเอาไว้บนพื้นหน้าโซฟาหลังจากนักเขียนฟุบลงไปกับพื้นข้างล่างเพราะทำต่อไม่ไหว
คนตัวเล็กกว่านอนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดด้วยแววตาเลื่อนลอย นักเขียนนิยายผู้ตกเป็นเหยื่อของโชคชะตาปล่อยให้พีรวิชญ์กอดเอาไว้ทั้งที่ร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงพีรวิชญ์ที่ยังสวมกางเกงเอาไว้อยู่
พีรวิชญ์หยิบโทรศัพท์ที่สั่นครื่ดๆอยู่บนโซฟามากดรับ

“ ..อืม..”

“....”

“อืม ขอบใจมาก”

พีรวิชญ์กดตัดสายแล้วรั้งนักเขียนขึ้นไปจูบตรงกลางหว่างคิ้วเบาๆ
“เจ้ามอต้นปลอดภัยดี ส่วนม้าพอยาหมดฤทธิ์เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง”
นักเขียนแววตาไหววาบก่อนจะตัวสั่นขึ้นมาและพยายามจะไม่ให้คนที่กอดตัวเองอยู่ได้เห็นอาการ


‘..เจ้ามอต้น ..เจ้ามอต้น..’


“.....” แต่พีรวิชญ์ก็รู้ว่านักเขียนกำลังสั่นเพราะสิ่งที่เขาพูด มือใหญ่เลื่อนลงไปที่เอวของนักเขียนแล้วบีบแรงๆก่อนจะพูดต่ออีกหนึ่งประโยค

“เราจะบินกัน 5 โมง 20 นาที ถ้านักอยากเจอเขาก่อนกลับก็ได้นะ พี่อนุญาติให้เขามาส่งที่สนามบินได้”

นักเขียนรีบดันตัวขึ้นนั่งทั้งๆที่แทบไม่มีแรงเหลือแล้วเพราะถูกทำอย่างต่อเนื่องไม่รู้ว่ากี่ครั้งจนร่างกายมันชาไปหมด
“ด.. ได้เหรอ”
พีรวิชญ์ปวดแปล๊บในใจพอเห็นนักเขียนดีใจอย่างปัจจุบันทันด่วนทั้งที่เกือบสองชั่วโมงที่เขากดย้ำความเป็นเจ้าของให้นักเขียนจดจำคนตัวเล็กตรงหน้าเอาแต่เลื่อนลอยไม่แสดงอาการว่ามีอารมณ์ร่วมเลยซักอย่าง
แต่พอเขาพูดถึงพระญาติผู้น้อง แววตานั้นก็เต้นระริกขึ้นมาจนน่าโมโห
“อืม ถือเป็นการบอกลากันเป็นครั้งสุดท้าย ไหนๆนักกับพวกเค้าก็เคยอะไรๆกันจนขนาดนั้น จะไม่ให้ลากันหน่อยพี่ก็คงถูกเกลียดน่าดูเลยนี่”
พีรวิชญ์ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปคว้าเสื้อเปียกๆที่ถอดพาดไว้กับพนักโซฟามาพาดไหล่
ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พีรวิชญ์ก็หันกลับมายิ้มให้นักเขียนด้วยสายตาเย็นชาเหมือนตอนที่ยืนมองเจ้ามอต้นตกจากหลังม้าตอนนักเขียนวิ่งเข้าไปประคองพระญาติผู้น้องเอาไว้ในอ้อมแขน

“บอกให้มาทั้งคนพี่คนน้องนั่นล่ะ แต่อย่าคิดจะทำอะไรไม่เข้าท่า”


“ไม่งั้นจะฆ่าทิ้งซะ”


“..มอปลายน่ะ”


ประตูห้องปิดลงพร้อมกับนักเขียนที่เอามือขึ้นมากุมบริเวณหัวใจแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้งอย่างทุกข์ทรมาน

“..จะทำยังไงดี เจ้ามอต้น”


บอกทีว่าผมควรทำยังไงดี

ถ้าก้าวขาออกจากแผ่นดินอโยธยาไปแล้ว ผมยังจะกลับมาหาพวกคุณได้อีกไหม

ผมจะสามารถกลับมาที่นี่ได้อีกไหม


“ฮึก ก..”


ป๋า..


“หนูไม่อยากกลับไป ..หนูกลัว”


กลัวจะกลับมาหาป๋ากับน้องมอปลายไม่ได้อีกแล้ว—




______________



“มาเร็วกว่าที่คิดนะพะยะค่ะ” พีรวิชญ์เอ่ยทักพระญาติผู้น้องทั้งสองคนพร้อมกับยิ้มหยัน
“.....”
เจ้ามอต้นกับเจ้ามอปลายยืนอยู่เคียงข้างกัน นักเขียนถูกพีรวิชญ์รวบข้อมือบังคับให้ยืนอยู่ข้างๆ ร่องรอยเขียวช้ำตามลำคอและปากของนักเขียนที่แตกเป็นแผลยับเยินไม่ต้องบอกก็รู้ว่าก่อนจะมาที่สนามบินนักเขียนโดนญาติผู้พี่ของพวกเขาทำอะไรมาบ้าง
“น้องขอคุยกับนักเขียนตามลำพังได้ไหม”
เจ้ามอต้นไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมาทั้งที่ในใจนั้นคุกรุ่นเหมือนหมาป่าหัวหน้าฝูงที่เห็นตัวเมียของตัวเองถูกลากไปขย้ำจนยับเยินแล้วเอาซากกลับมาโยนทิ้งลงตรงหน้า
“คงไม่ได้พะยะค่ะ กระหม่อมมีเวลาไม่มาก หากพระองค์อยากคุยอะไรกับนัก ก็คุยกันตรงนี้เลย นักไม่จำเป็นต้องมีความลับอะไรกับกระหม่อม” พีรวิชญ์พูดพร้อมกับรวบเอวนักเขียนกระชากเข้าไปกอดเอาไว้ท่ามกลางความตกใจของนักเขียนที่แสดงอาการต่อต้านไม่ได้ “ผัวเมียกัน ให้มีความลับต่อกันมันไม่ดีหรอกพะยะค่ะ พระองค์อยากจะพูดอะไรกับเมียกระหม่อมก็พูดมา กระหม่อมฟังได้ กระหม่อมไม่มีปัญหา”
“......” เจ้ามอปลายเอื้อมมือมาจับข้อมือเจ้าชายคนพี่
เจ้ามอต้นหันกลับไปมองรัชทายาทผู้น้อง รู้ว่าน้องต้องการให้เขาช่วยไม่ให้นักเขียนต้องกลับไปกับพีรวิชญ์ แต่ตอนนี้ เขาจำเป็นต้องปล่อยให้นักเขียนกลับไปก่อน

เพราะสัณชาติญานมันบอกให้เจ้ามอต้นเชื่อในตัวของนักเขียน ว่าไม่ใช่ลูกกวางใสซื่อที่ไร้พิษสงปกป้องตัวเองยามเกิดอันตรายจนต้องคว้าเอาไว้แบบไม่คิดให้รอบคอบถึงผลกระทบที่จะตามมา

และรัชทายาทลำดับที่สองก็เชื่อว่านักเขียนเข้าใจ

เข้าใจว่าทำไมเขาไม่ตอบโต้หรือแข็งกร้าวใส่ญาติผู้พี่ทั้งที่ที่อโยธยาเขามีอำนาจเหนือทุกอย่างในฐานะรัชทายาทซึ่งจะใช้อำนาจสั่งให้คนลากพีรวิชญ์โยนกลับประเทศไทยแล้วให้ทหารวังคุ้มครองนักเขียนในฐานะคนของของเจ้าชายก็ทำได้


‘ช่วยกลับไปก่อนนะ นักเขียน ถ้าคุณยังอยู่ที่นี่มอปลายจะเป็นอันตราย’


“.....”


‘ในฐานะผู้หญิงของรัชทายาท คุณต้องแข็งแกร่งและเชื่อในผู้ชายของคุณ’


‘จะตามไปรับให้เร็วที่สุด สัญญาด้วยเกียรติของเจ้าชาย’


พีรวิชญ์ถอนหายใจอย่างรำคาญพอเห็นว่าทั้งสามคนเอาแต่ยืนจ้องกันไปมาไม่มีใครพูดร่ำลาอาลัยอาวรณ์อย่างที่คิดเอาไว้
“ถือว่าบอกลากันจบแล้วนะพะยะค่ะ” พีรวิชญ์ถวายความเคารพทั้งสองรัชทายาทก่อนจะหันมากระชากข้อมือของนักเขียนที่เหมือนจะสั่นขึ้นมา

“ไปขึ้นเครื่องได้แล้วนักเขียน”

แต่นักเขียนกลับยืนนิ่ง

“.....”

..อยากพุ่งเข้าไปกอดเอาไว้ทั้งเจ้ามอต้นเจ้ามอปลาย เพราะอยู่ๆก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองจะไม่สามารถกลับมาที่อโยธยาได้อีกแล้ว

ถึงแม้ดวงตาดุกร้าวของเจ้ามอต้นจะให้ความรู้สึกอุ่นใจ แต่ดวงตาที่สั่นไหวของเจ้ามอปลายก็ทำให้ใจของนักเขียนปลิวไปรอบๆราวกับขนนกที่ถูกคนข้างๆกระชากออกมาจากปีกทั้งสองข้างเพื่อกักขังทิศทางที่ตัวเขาจะโบยบินหนีไปได้หลังจากนี้

..ดวงตาสีอ่อน ที่เหมือนกำลังจะร้องไห้ มือที่ถูกพี่ชายกุมเอาไว้จนเจ้าตัวดูบอบบางลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดมันทำให้นักเขียนสะเทือนใจจนน้ำตาแทบไหลลงมา


“มอปลาย”



“ผมไปก่อนนะ”



เจ้ามอปลายที่ยังพอมองเห็นใบหน้าของนักเขียนแม้มันจะเลือนลางบีบมือเจ้าชายคนพี่แน่นขึ้นกว่าเดิม

เขาอ่อนแอ ..มาก ในตอนนี้ ทั้งจิตใจ ทั้งร่างกาย มันไม่มีอะไรเข้มแข็งซักอย่างจนเวทนาตัวเอง

รัชทายาทลำดับที่สามตัดสินใจดึงมือเจ้าชายคนพี่เพื่อเดินออกไปจากตรงนั้น เพราะดวงตาเขาที่มันอาการแย่ลงมากแค่นักเขียนเดินหันหลังออกไปไม่กี่สิบก้าวเขาก็คงมองนักเขียนไม่ชัดแล้วเลยอยากเป็นฝ่ายเดินไปเองมากกว่า อย่างน้อยภาพสุดท้ายที่ติดตาใบหน้าของนักเขียนก็ยังคงชัดเจนมากที่สุดเหมือนอย่างตอนนี้
“เจ้าพี่ พาน้องกลับเถอะครับ”
เจ้าชายคนพี่มองมือของคนน้องที่จับตอบมือเขาแน่นทั้งที่มืออ่อนนุ่มของน้องนั้นสั่นจนสะเทือนมาถึงมือเขา ก่อนจะหันไปมองนักเขียนอีกครั้งแล้วยิ้มให้แบบที่ไม่เคยยิ้มกับใครนอกจากเจ้ามอปลายน้องชายผู้เป็นครึ่งหนึ่งของชีวิต

..และนักเขียนก็มองทัน ถึงมันจะแค่วูบเดียวแต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นก็ถ่ายทอดความอ่อนโยนมาถึงหัวใจที่กำลังหวาดกลัวของนักเขียนได้เป็นอย่างดี

รอยยิ้มของเจ้ามอต้นกับสายตาดุคมที่มองมา เหมือนกับจะกระซิบบอกนักเขียนว่า



รักนะ—



“.....”

รัชทายาทลำดับที่สองก้าวขาจูงมือเจ้าชายคนน้องออกไปได้เพียงสองก้าวแล้วร่างสูงโปร่งก็ทรุดฮวบลงกับพื้นอาคารผู้โดยสารขาออกของสนามบิน

มือเจ้ามอปลายหลุดจากมือเจ้าชายคนพี่ ท่ามกลางเสียงหวีดยาวๆที่ดังก้องอยู่ในหัวก่อนจะมีเสียงกรีดร้องของผู้คนดังไปทั่วบริเวณพร้อมกับเสียงตะโกนของนักเขียน


“เจ้ามอต้น—!!”


รัชทายาทลำดับที่สองบาดเจ็บที่หัวใจอย่างหนักจากการถูกม้าดีดขาใส่อกหลังจากร่วงลงมาจากหลังของมัน

แต่เพราะว่าเจ้าตัวไม่ได้แจ้งอาการเพื่อให้แพทย์ตรวจดู เลยไม่มีใครรู้ว่าหัวใจของเจ้ามอต้นอยู่ในอาการบอบช้ำอย่างสาหัสมากแค่ไหน


“เจ้าพี่.. .. .”



หัวใจของรัชทายาทลำดับที่สองอยู่ในสภาวะอันตราย



และอาจถึงแก่ความตาย






______________________________
**อารมณ์ดีก็จะอัพไวหน่อย :hao6:
(อารมณ์เอ็งกับเนื้อหานิยายไม่ไปในทางเดียวกันเล๊ยย  :hao6:)

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3379
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
ไม่น้าาา โอ้ยยยย อย่าตายนะเจ้ามอต้น

ออฟไลน์ Yunatsu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3985
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +233/-5
 :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1:
โอ้ยยย
เจ้าไคท์ๆๆๆๆ
ช่วยที
ควักตามันออกมา มันต้องโดนลงทัณฑ์ มันต้องโดนขัง โดนเขี่ยน ทำร้ายรัชทายาทลำดับที่ 2 ขนาดนี้
ต้องโดนนนน

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0

ออฟไลน์ Nung66669

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 392
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1
ไม่อยากกินแล้วมาม่าท้องอืดหมดแล้วอยากกินหนมหวานแล้ว :ling3:

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 24. เลวเพราะรัก ร้ายก็เพราะรักเหมือนกัน




“เราจำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนหัวใจให้กับองค์รัชทายาทที่สองอย่างเร่งด่วน เพราะหัวใจของพระองค์ได้รับพระอาการบาดเจ็บที่รุนแรงจนกล้ามเนื้อหัวใจฉีกขาด ลิ้นหัวใจข้างขวาหยุดการทำงาน และการบอบช้ำจนทำให้เกิดเลือดออกในกล้ามเนื้อหัวใจจนไม่อาจที่จะทำการรักษาได้ **ทีมแพทย์เราลงความเห็นว่าต้องทำการเปลี่ยนหัวใจดวงใหม่ให้กับองค์รัชทายาทที่สองอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นหากทำการดื้อดึงที่จะซ่อมแซมรักษาหัวใจของพระองค์ให้ดีขึ้นมา เกรงว่าพระองค์จะไม่สามารถทนรับพระอาการบอบช้ำนั้นได้เกินสองทุ่มของวันนี้พะยะค่ะ”

ทุกคนภายในห้องเงียบกริบไปตามๆกัน โดยเฉพาะเจ้ามอปลาย ที่คำบอกกล่าวของหมอนั้นมันไม่ต่างอะไรกับการได้รับข่าวว่าหัวใจอีกครึ่งดวงกำลังจะตายลงไปภายในไม่ถึงสองชั่วโมงต่อจากนี้
“แล้วหัวใจที่จะเปลี่ยนให้เจ้าพี่ล่ะ มีหัวใจที่จะเปลี่ยนให้เจ้าพี่ได้ตอนนี้มั๊ยหมอ..” เสียงสุดท้ายขาดหาย เจ้าชายผู้เป็นหนึ่งในเลือดเนื้อเชื้อไขของกษัตริย์ที่มีสิทธ์ในการครองราชบัลลังก์พยายามที่จะไม่แสดงอาการสติแตกออกไป

ทั้งที่สภาพจิตใจของเจ้ามอปลายแหลกสลายจนแทบกลายเป็นผุยผงตั้งแต่ได้ยินเสียงของเจ้าชายผู้พี่ล้มลงกลางสนามบิน

..เหมือนแก้วใบใหญ่ ที่ร่วงจากมือไปกระแทกพื้น

และแตกกระจัดกระจายไม่อาจประกอบกลับคืน

“มีพะยะค่ะ ขอพระองค์อย่าทรงเป็นกังวล ตอนนี้ทีมขนย้ายกำลังนำหัวใจของผู้บริจาคเดินทางมาที่นี่อย่างเร่งด่วนด้วยเครื่องบินส่วนตัวของจิตอาสาท่านหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ที่ผู้บริจาคได้เสียชีวิตลง คาดว่าไม่เกิน 50 นาที หัวใจของผู้บริจาคจะเดินทางมาถึงที่นี่แน่นอนพะยะค่ะ โดยเครื่องบินจะลงจอดบนดาดฟ้าของโรงพยาบาลแล้วเราจะรีบทำการรับหัวใจจากทีมขนย้ายมาเพื่อทำการผ่าตัดทันที” แพทย์หลวงผู้เป็นความหวังของคนทั้งห้องมีสีหน้าเป็นกังวลไม่น้อยเหมือนกัน เพราะการผ่าตัดในครั้งนี้ทุกอย่างมันแข่งกับเวลาและพระอาการของรัชทายาทลำดับที่สองที่ไม่สู้ดีนัก
“ทูนหัวของแม่ ทรงรออีกนิดนะคะ ..รออีกนิดเดียวนะคะ” แม่นมที่อยู่ในอ้อมกอดของเจ้ามอปลายพึมพัมน้ำตาไหล
ไม่รู้ว่าแม่คนที่สองจะร้องหรือจะปลอบเจ้าชายคนน้องดี แต่ตอนนี้จิตใจของสตรีสูงวัยไม่อาจจะเข้มแข็งได้ขนาดนั้น เมื่อเห็นร่างกายที่งดงามของผู้ที่เป็นดังเช่นบุตรคนโตนอนนิ่งอยู่ภายใต้อุปกรณ์ช่วยชีวิตมากมายภายในห้องที่อยู่หลังกระจก

“แต่ตอนนี้เรากำลังมีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่ง คือทางเรามีเลือดที่จะใช้ในระหว่างทำการผ่าตัดไม่เพียงพอ เพราะเมื่อตอนบ่ายผู้ป่วยรายหนึ่งเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดและได้ใช้เลือดไปเป็นจำนวนมากทำให้เลือดที่ทางเราเหลืออยู่ไม่เพียงพอ ไม่ทราบว่าใครมีกรุ๊ปเลือดที่ตรงกันกับองค์รัชทายาทที่สองรึเปล่าครับ”
เจ้ามอปลายได้ยินแบบนั้นเลยเอามือข้างขวาวางทาบที่อกซ้ายของตัวเองแล้วชิงพูดขึ้นมา

“ใช้เลือดผม! เราเป็นแฝดกันเรากรุ๊ปเลือดเดียวกันอยู่แล้ว หมอเจาะเอาไปเลย เอาไปจนกว่าจะพอผ่าตัดเจ้าพี่เลย”

นายแพทย์อาวุโสทอดสายตามองรัชทายาทผู้เป็นน้องพระองค์เล็กด้วยแววตาไม่ต่างจากพ่อคนหนึ่งที่มองลูกอย่างเอ็นดู
“เราไม่สามารถใช้เลือดของพระองค์ได้พะยะค่ะองค์รัชทายาทที่สาม”
“ทำไมล่ะ?” เจ้ามอปลายเสียงเบาหวิว
“เพราะว่า เลือดของพระองค์มีตัวยาปฏิชีวนะเจือปนอยู่ จึงไม่อาจนำมาให้องค์รัชทายาทที่สองได้พะยะค่ะ”

“ใช้เลือดผมได้รึเปล่าครับ”

ทุกคนต่างหันควับไปมองพีรวิชญ์ที่ยืนอยู่ข้างๆนักเขียน
“ผมกับองค์รัชทายาทมีกรุ๊ปเลือดที่ตรงกัน แล้วผมก็เพิ่งทำการตรวจสุขภาพมาไม่ถึงสองเดือน เลือดผมน่าจะปลอดภัย”
นักเขียนมองพีรวิชญ์อย่างอึ้งๆ ส่วนเจ้ามอปลายกำหมัดแน่นเมื่อรู้ว่าคนที่ไม่ควรให้มายุ่งกับร่างกายพี่เขากลับมีความจำเป็นขึ้นมาในเวลาแบบนี้ในขณะที่ตัวเขากลับทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง
“ดีเลยครับ งั้นรบกวนหม่อมตามหมอทางนี้เลยครับ” นายแพทย์อาวุโสโค้งตัวให้พีรวิชญ์อย่างให้เกียรติ เพราะรู้ว่าคนๆนี้ยังไงก็มีศักดิ์เป็นเชื้อพระวงศ์ถึงแม้จะลาออกจากฐานันดรไปตั้งแต่รุ่นคุณปู่แล้วก็ตาม
“เอ่อ ผมขอเวลาซัก5นาทีได้มั๊ยครับ พอดี ผมมีเรื่องอยากกราบทูลองค์รัชทายาทที่สามก่อนไปเจาะเลือด ขอให้เราอยู่กันตามลำพังซักประเดี๋ยว ได้รึเปล่าครับ”
นักเขียนที่ตอนแรกมองพีรวิชญ์แบบอึ้งๆเปลี่ยนแววตาเป็นเกรี้ยวกราดทันที

คิดจะทำอะไรอีก?!—

“พี่พี!” นักเขียนคว้าต้นแขนพีรวิชญ์บีบเต็มแรงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
อดีตคนที่เคยรักกระชากพีรวิชญ์ให้โน้มตัวเอียงหูมาใกล้ก่อนจะกระซิบแค่ได้ยินกันสองคนด้วยเสียงที่ปิดความเกรี้ยวกราดไว้ไม่มิด

“อย่ายุ่งกับเจ้ามอปลาย ถ้าพี่อยากได้อะไรเป็นการแลกเปลี่ยน พี่มาเอาที่ผม!”

“......”

นักเขียนพูดจบก็ปล่อยมือจากต้นแขนพีรวิชญ์
คนนั้นมองนักเขียนนิ่งๆก่อนจะหัวเราะออกมา
“พูดอะไรน่ะ พี่แค่จะปลอบใจกันในฐานะพี่น้อง เลอะเทอะนะเรานักเขียน” หันไปมองทุกคนที่อยู่ภายในห้องพร้อมกับโค้งหัวให้อย่างสุภาพ “ผมขอเวลาไม่นาน แล้วจะรีบตามคุณหมอไปครับ”
นักเขียนมองพีรวิชญ์อย่างไม่ไว้ใจ

“ถ้าช้า ถึงจะได้หัวใจดวงใหม่มาแต่เลือดสำหรับการผ่าตัดไม่พอ มันจะเสียเปล่านะครับทุกคน”

พอพีรวิชญ์พูดแบบนั้นทั้งใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทุกคนที่อยู่ภายในห้องก็รีบพากันออกไปเพื่อให้ญาติผู้พี่ได้อยู่พูดคุยกับพระญาติผู้น้องตามลำพังอย่างที่ต้องการ
จังหวะที่ทุกคนทยอยออกไปอย่างรีบร้อนนั้น นักเขียนแอบหยิบโทรศัพท์มาโทรหาเครื่องของพัดลมก่อนจะวางซ่อนไว้หลังปฏิทินบนโต๊ะของคุณหมอก่อนจะเดินตามทุกคนออกมา
“......”
เจ้ามอปลายหันไปเผชิญหน้ากับญาติผู้พี่ทันทีที่ทุกคนออกไปหมด

“คุณพี่จะคุยอะไรกับน้องหรือครับ”





พัดลมที่แอบดูทุกอย่างอยู่ห่างๆสะดุ้งโหยงพอโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงแผดเสียงลั่นโรงพยาบาล
“ใครมันโทรมาเวลานี้วะเนี่ย!”
บรรณาธิการส่วนตัวของนักเขียนบ่นอย่างหงุดหงิด เพราะตัวเขาอุตส่าห์แอบตามดูทุกอย่างอยู่อย่างเงียบเชียบเพื่อหาจังหวะฉกตัวเพื่อนจากพีรวิชญ์แต่เสียงโทรศัพท์ที่ดังลั่นทางเดินของโรงพยาบาลนี่คงทำให้คนรู้ว่าเขาก็มาอยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกันแน่นอน
พัดลมรีบเอามือล้วงโทรศัพท์ออกมา
“ไอ้นัก?”
พัดลมรีบกดรับ แต่ยังไม่ได้จะได้พูดมือถือก็ถูกแย่งไป
“เอามานี่!.”
“อ้าว ไอ้นัก..”
“ชู่ว์....” นักเขียนเอามืออุดปากเพื่อนก่อนจะเอาโทรศัพท์มือถือมาแนบฟูเพื่อฟังบทสนทนาของคนสองคนที่อยู่กันตามลำพังภายในห้องนั้น

“นักเค้าไม่ได้รู้สึกอะไรกับพระองค์หรือพระองค์พี่ เรื่องนี้พระองค์พอรู้อยู่แล้วใช่มั๊ยพะยะค่ะ”

นักเขียนเบิกตากว้าง มือกำโทรศัพท์บีบจนแทบแตก

..ว่าแล้ว คนแบบนั้นต้องหาทางทำร้ายเจ้ามอปลายทางจิตใจในเวลาที่กำลังอ่อนแออย่างหนักแน่นอน

“ผู้ชายเราถึงจะมีอะไรกันแค่ไหนสุดท้ายมันก็ไม่ท้องอยู่ดี ..ใช่มั๊ยพะยะค่ะ”

..เงียบ ไม่มีเสียงเจ้ามอปลายโต้ตอบอะไรกลับมา..

“เพราะแบบนั้นล่ะ ที่กระหม่อมต้องการจะบอกก็เพราะเกรงว่าพระองค์กับพระองค์พี่จะทรงเข้าใจผิด เรื่องที่นักเขียนมีอะไรๆกับทั้งสองพระองค์ กระหม่อมอยากกราบทูลว่านั่นน่ะมันเป็นแค่ความใคร่ นักเขียนเค้าอยากหาอะไรใหม่ๆตามประสานักเขียนนิยายก็เลยมาที่นี่ นักเค้าเป็นนักเขียนประเภทนิยายอีโรติค เค้าเขียนฉากอย่างว่าในนิยายบ่อย การที่เค้านอนกับคนหลายคนก็เพื่อหาวัตถุดิบไปเขียนนิยายให้มันไม่ซ้ำซากกับบทเดิมเพียงแค่นั้นเอง พระองค์อย่างทรงเข้าใจเป็นอย่างอื่นเลยพะยะค่ะ มันไม่ใช่ว่านักเขียนกำลังรักทั้งสองพระองค์หรอก”

“นักเขียนแค่เห็นพระองค์ทั้งสองเป็นวัตุดิบที่แปลกดี แค่นั้นเองต่างหาก อย่าทรงเข้าใจผิดว่านักนอนกับพระองค์แล้วจะรู้สึกตกหลุมรักเลยนะพะยะค่ะ มันเป็นการหลอกตัวเองแบบเด็กสาวเปล่าๆ”

นักเขียนหลับตา บดกรามจนตัวสั่น พยายามที่จะไม่ขว้างโทรศัพท์ใส่ผนังแล้วพุ่งกลับไปกระชากคอเสื้อพีรวิชญ์มาต่อยให้คว่ำเพื่อหยุดปากที่กำลังพล่ามทำร้ายจิตใจเจ้ามอปลายอยู่ในห้องนั้นตอนนี้

“กระหม่อมจะให้เลือด เลือดที่จำเป็นสำหรับการผ่าตัด..” เสียงพีรวิชญ์เบาลง “ แต่กระหม่อมมีข้อแลกเปลี่ยน”

“คุณพี่อยากได้อะไรครับ” เป็นเสียงเจ้ามอปลายประโยคแรก

นักเขียนเหงื่อไหลลงมาตามกรอบหน้า พัดลมที่ยืนอยู่ข้างๆพยายามจะฟังว่าเสียงในโทรศัพท์พูดว่าอะไรแต่ก็ได้ยินเบาจนรวบรวมเรื่องราวไม่ถูกเพราะนักเขียนไม่ได้เปิดลำโพงเพราะกลัวมือถือที่แอบวางไว้ในห้องมันจะเกิดเสียงสะท้อนจนพีรวิชญ์รู้ตัว

พีรวิชญ์ยื่นมือไปหาพระญาติผู้น้อง เจ้ามอปลายที่มองไม่ค่อยจะเห็นไม่รู้ว่าพีรวิชญ์จะทำอะไรเลยถอยหลังไปหนึ่งก้าวก่อนจะยืนนิ่งปล่อยให้พีรวิชญ์ล้วงเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเขาไป
พีรวิชญ์ยื่นโทรศัพท์ให้เจ้ามอปลาย ยื่นแบบยื่นมาตรงหน้าให้เห็นชัดๆว่า นี่มือถือของพระองค์
“กระหม่อมรู้มาว่า บุตรสาวของท่านคหบดีมีใจรักให้กับพระองค์อยู่ โทรหาเธอ บอกเธอว่าพระองค์อยากเจอ ให้เธอรีบเดินทางมาที่นี่”
เจ้ามอปลายขมวดคิ้ว เข้าใจในทันทีว่าญาติผู้พี่ต้องการให้เขาทำแบบนั้นทำไม

ก็ไม่นานมานี้เพิ่งทะเลาะกันกับนักเขียนก็เพราะลูกศิษย์สาวคนนี้ ขืนให้มาเจออีกนักเขียนได้โกรธเขาอีกแน่นอน

“ถ้าพระองค์ช้า เวลามันไม่รอใครนะพะยะค่ะ หัวใจดวงใหม่กำลังเดินทางมา ถ้าเลือดไม่พอ การผ่าตัดก็เหมือนผ่าเพื่อให้พระองค์พี่กลายเป็นศพที่แค่ถูกควักหัวใจที่มันชำรุดแล้วออก แต่ใส่อันใหม่คืนไปไม่ได้เพราะไม่มีเลือดใช้ ..พระองค์อยากให้พี่ชายกลายเป็นศพหรือว่าอยากให้ฟื้นคืนมาพะยะค่ะ ทรงคิดให้ดีๆถ้าจะปฏิเสธข้อแลกเปลี่ยนของกระหม่อม”

เจ้ามอปลายรับมือถือมาเลื่อนปลดล็อคหน้าจอแล้วพยายามจ้องเพื่อหารายชื่อโทรออกซึ่งเขามีเบอร์ของลูกศิษย์ทุกคนอยู่แล้ว
“.......” เสียงรอสายดังอยู่ครู่หนึ่งก่อนเสียงใสๆของลูกศิษย์สาวจะดังลอดสายมาอย่างดีใจ

“อาจารย์คะ—“

“ผมอยู่ที่โรงพยาบาล ..ผมอยากเจอคุณแพร ช่วยรีบมา..ตอนนี้เลยได้รึเปล่าคะ”

คนในสายของเจ้ามอปลายคงดีใจ แต่คนที่แอบวางมือถือทิ้งเอาไว้ถึงจะรู้ว่าเจ้ามอปลายจำเป็นต้องพูดเพราะพีรวิชญ์บังคับก็ห้ามใจไม่ให้รู้สึกหึงลำบาก

โทรศัพท์ในมือไม่หักเป็นสองท่อนก็บุญแล้ว

“น่ารักมากพะยะค่ะ” พีรวิชญ์ยิ้มอารมณ์ดีก่อนจะเอาสองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง “ไม่มีอะไรแล้ว กระหม่อมขอตัวไปถ่ายเลือดรอหัวใจดวงใหม่ก่อนนะพะยะค่ะ”

พีรวิชญ์เดินออกจากห้องไปแล้ว เจ้ามอปลายมองโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งกดตัดสายไปด้วยสายตาว่างเปล่า
ญาติผู้พี่ตั้งใจจะทำให้เขาสิ้นหวัง บีบให้เขาให้วิ่งไปจนสุดทางแล้วยื่นมือมาให้เขาเลือกในสิ่งที่ญาติผู้พี่บังคับ ที่รู้ว่ายังไงเขาก็ต้องเลือกเพื่อรักษาชีวิตของเจ้าคนพี่

“.......”

..นักเขียน..

คุณจะเข้าใจผมใช่ไหม

จะไม่โกรธถ้าเธอมาเพราะผมเรียกให้มาใช่ไหม


“ขอร้องล่ะ ..ขอให้คุณเชื่อใจผมด้วยนะนักเขียน” รัชทายาทลำดับที่สองทรุดลงกับเก้าอี้แล้วซบหน้าพึมพัมกับฝ่ามือตัวเอง





“มึง? มีไรวะ” พัดลมสะกิดถามเพื่อนพอเห็นนักเขียนลดมือถือลงแล้วมองไปที่หน้าประตูห้องที่เพิ่งเดินออกมาด้วยแววตาน่ากลัว
ยังไม่ทันที่นักเขียนจะอ้าปากตอบก็เห็นพีรวิชญ์เดินออกมาจากห้องนั้น นักเขียนรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติให้มากที่สุด
พีรวิชญ์เดินผ่านเขาสองคนแล้วหันมายิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่นักเขียนกระอักกระอ่วนใจจนแทบอยากพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อ

“เดี๋ยวครับ”

พีรวิชญ์ชะงักหันกลับมามองนักเขียนพร้อมกับเลิกคิ้ว
“พี่จะไปถ่ายเลือดใช่มั๊ย เดี๋ยวผมไปอยู่เป็นเพื่อน” นักเขียนพูดพร้อมกับแววตาที่อ่อนลงอย่างชัดเจน
พีรวิชญ์ลอบยิ้มมุมปาก พอเห็นพัดลมที่ไม่รู้ว่าหายหน้าไปอยู่ไหนมาระหว่างที่วุ่นวายเอามือไปกระตุกแขนนักเขียน
“เห่ย มึงจะไปทำไมไอ้นัก แค่ไปถ่ายเลือด มันไม่ต้องมีคนเฝ้าหรอก ไปหาเจ้ามอปลายนั่งรอหัวใจดวงใหม่ดีกว่า “
นักเขียนเงยหน้าขึ้นสบตากับพีรวิชญ์ด้วยสายตาเด็ดเดี่ยวเหมือนคนที่ตัดสินใจอะไรได้แล้ว

“ผมจะไปกับพี่ ต่อให้ก้าวต่อจากนี้คือขุมนรก ผมก็จะไป”


“เรามาตกลงไปตายในนั้นด้วยกันเถอะครับ ..ที่รัก..”



พีรวิชญ์มองนักเขียนอย่างอึ้งๆ แต่ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรนักเขียนก็พุ่งเข้ามาจูบเขากลางทางเดินของโรงพยาบาล
ริมฝีปากของคนตัวเล็กกว่าบดเบียดเข้ามาอย่างร้อนแรงพร้อมกับปลายลิ้นที่พยายามจะแทรกเข้ามาด้านใน
“....”

หึ..

พีรวิชญ์ตวัดแขนรวบเอวนักเขียนเข้ามากอดเอาไว้แล้วจูบกันอย่างเร่าร้อนโดยไม่แคร์ว่าตรงนั้นคือพื้นที่สารธารณะ และมันเป็นทางเดินภายในโรงพยาบาลที่คนเดินผ่านไปผ่านมามากมาย
เนิ่นนาน กว่านักเขียนจะเป็นฝ่ายผละออกมาแล้วเอาหลังมือเช็ดคราบน้ำลายตรงมุมปาก
ใบหน้าเล็กๆแดงก่ำ ดวงตาสีดำสนิทวาวหวามเหมือนยามที่ถูกปล่อยออกมาจากอ้อมกอดของคนรักดังเช่นทุกครั้งหลังจากพายุอารมณ์อันร้อนแรงได้พัดผ่านไป

“......”

หัวใจของพีรวิชญ์เต้นถี่อีกครั้ง สัณญานบางอย่างจากสายตาและท่าทางของนักเขียนบอกเขาว่า

“กลับมาหาพี่ได้แล้วใช่มั๊ย เด็กดื้อ”

นักเขียนเงยหน้า ไต่มือขึ้นไปรั้งต้นคออีกคนให้โน้มลงมาก่อนจะเขย่งเท้าเพื่อช้อนริมฝีปากขึ้นไปกดจูบริมฝีปากคนตรงหน้าอีกครั้งอย่างแผ่วเบา

“อื๊อ.. ผมกลับมาแล้วครับ”

พีรวิชญ์รวบนักเขียนเข้าไปกอดเอาไว้แน่น

..กลับมาแล้ว ของๆเขากลับมาแล้ว..

“พี่รักเรานะนักเขียน.. พี่รักเรามากรู้ใช่มั๊ย”
“ผมก็รักพี่ ..พี่อย่าไปเป็นของคนอื่นนอกจากเป็นของผมอีกนะ” นักเขียนกระซิบแล้วงับลงไปข้างใบหูไม่แคร์สายตาของใครหลายคนที่ซุบซิบกันเดินผ่านไป
“ได้ พี่สัญญา กลับจากที่นี่พี่จะทำเรื่องหย่ากับคุณอลิศให้เร็วที่สุด แล้วเราจะอยู่ด้วยกัน”
คนในอ้อมกอดเงยหน้าขึ้นยิ้มหวาน ดวงตาที่สวยราวกับลูกกวางทอประกายน่ารักน่าลุ่มหลง

“ผมรักพี่ที่สุด ..ผัวของผม”

“นักเขียน..”

ประโยคที่นักเขียนไม่เคยพูด ประโยคเดียวกับที่พีรวิชญ์เคยเรียกแทนตัวและฝันอยากให้นักเขียนเพ้อเรียกเวลาอยู่บนเตียง

วันนี้ได้ยินแล้ว

และหัวใจเขา มันก็เต้นถี่ ร่างกายมีปฏิกิริยาจนอยากพาคนตัวเล็กตรงหน้าไปที่ไหนซักที่ที่จะจับคนๆนี้เปลื้องผ้าออกมาให้หมดแล้วขย้ำจนพร่ำคำว่าผัวออกมาให้เขาฟังซ้ำๆ ..และซ้ำๆ
“ไปถ่ายเลือดกันก่อนนะครับ เสร็จเรื่องแล้วพี่หายเพลียเมื่อไหร่เราค่อยไปทานของอร่อยๆ ให้พี่มีแรงแล้วผมค่อยให้รางวัล”
พีรวิชญ์มองคนตัวเล็กที่ช้อนสายตาพูดพร้อมกับยิ้มหวาน แถมยังมีริ้วแดงเล็กๆพาดผ่านพวงแก้มทั้งสองข้าง

..อา.. นักเขียน ..นักเขียนของพี่ ..นักกลับมาแล้วจริงๆ..

“อื้ม แต่ของรางวัล พี่ขอหวานๆ..แล้วก็ขอแบบเด็ดๆ ขอฟังเสียงครางเรียกพี่ว่า ..ผัว.. แบบเมื่อกี๊ได้มั๊ยครับ” พีรวิชญ์โน้มลงไปจูบปากบางๆของคนตัวเล็กกว่าอีกครั้งพร้อมกับกัดริมฝีปากล่างนุ่มนิ่มนั่นแล้วดึงมันยืดออกมาจนนักเขียนทำหน้างอน

“ฮะฮะ”

“ไปกันเถอะ จบเรื่องที่นี่แล้วจะได้กลับบ้านกัน”
“อื้อ ไปครับ..”
พัดลมยืนอ้าปากค้างมองตามหลังเพื่อนที่เดินคลอเคลียกันกับไอ้คนที่เขาเกลียดจนอยากจะเอาปืนมายิงแสกหน้าไปทางห้องที่จะทำการถ่ายเลือด
“........”
ก้มลงมองโทรศัพท์มือถือในมือที่หน้าจอว่างเปล่าอย่างไม่เข้าใจว่าเพื่อนกำลังคิดจะทำอะไร
ซักพักเจ้ามอปลายก็เอามือมาแปะหลัง
“คุณพัดลม นักเขียนล่ะครับ?”
“เอ่อ.. เจ้ามอปลาย คือว่านักมัน.. มันถูกพี่พีบังคับให้พาไปเจาะเลือดน่ะครับ มันบอกให้ผมคอยอยู่กับเจ้า มันกลัวเจ้าจะเป็นอันตราย” พัดลมจำใจต้องโกหก
“......” เจ้ามอปลายที่สีหน้าก็หม่นๆอยู่แล้วยิ่งหม่นไปกันใหญ่
พัดลมเห็นแบบนั้นเลยรีบกุมมือทั้งสองข้างของเจ้ามอปลายเอาไว้พร้อมกับบีบแรงๆเพื่อให้กำลังใจ
“เจ้าไม่ต้องกังวลนะครับ ผมรู้จักมันมานานไอ้นักเขียนน่ะ ผมอยากให้เจ้าเชื่อในตัวเพื่อนผม มันรักเจ้ากับเจ้ามอต้นจริงๆ และมันไม่มีทางกลับไปหาพี่พีแน่นอน ตอนนี้มันอาจจะต้องปล่อยให้พี่พีควบคุมไปก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวจะเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงกับเจ้าหรือไม่ก็เจ้ามอต้นอีก เพื่อนผมมันเป็นคนฉลาด มันเอาตัวรอดได้ เจ้าอย่าคิดมากเลยนะครับ”
เจ้าชายผู้เป็นหนึ่งในรัชทายาทยิ้มออกมาเศร้าๆ

“คุณพัดลม ถ้าผมจะขอความช่วยเหลือซักเรื่องหนึ่ง คุณพัดลมจะรังเกียจไหมครับ?”


“หืม?...”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-03-2019 21:00:50 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ต่อ



นักเขียนยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงรออยู่หน้าห้องด้วยสายตาว่างเปล่าในขณะที่พีรวิชญ์เข้าไปถ่ายเลือดเพื่อใช้เป็นเลือดสำรองในการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจที่หัวใจดวงใหม่กำลังเดินทางมาใกล้จะถึงแล้ว
ซักพัก ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับพีรวิชญ์ที่เดินเอามือจับๆแตะๆแผลตรงที่โดนแทงเข็มที่พยาบาลใช้ก้อนสำลีกับทรานสปอร์ปิดเอาไว้เพื่อห้ามให้เลือดหยุดไหล
“เจ็บมั๊ยครับ”
พีรวิชญ์หันมายิ้มพร้อมกับทำท่าเบ่งกล้าม “จิ๊บๆน่ะ แค่นี้สบายมาก พี่แข็งแรงแค่ไหนนักก็รู้อยู่” พูดจบก็อมยิ้มมีเลศนัย
นักเขียนทำหน้าหมั่นเขี้ยวแต่ก็อมยิ้ม ใบหน้าของคนตัวเล็กกว่าแดงเรื่อ “ยังมีแรงหื่นแบบนี้ แสดงว่าไม่มีอะไรต้องห่วงสินะ”
พีรวิชญ์ยักคิ้วยิ้มมุมปากก่อนจะก้มหน้ามากระซิบข้างหูนักเขียน
“แรงทำอย่างอื่นก็มีนะ”
“หึ.. อย่ามาโม้นักเลยครับ แล้ว.. เรา จะกลับกันเลยมั๊ย หรือพี่จะอยู่ดูการผ่าตัดก่อน”
“อืม..” พีรวิชญ์ทำท่าคิด “ดูจากสถานการณ์แล้ว เราอยู่ไปก็ช่วยอะไรเค้าไม่ได้หรอก หมอเป็นคนผ่า เราไม่ได้ผ่า อยู่กันเยอะก็เสียเวลาเปล่าๆ เรากลับกันดีกว่า เครื่องยังแลนดิ้งรออยู่ที่สนามบิน ..พี่อยากกลับไปห้องของเรา พี่คิดถึงกลิ่นกาแฟ คิดถึงกลิ่นนักเขียน..”
คนตัวเล็กดึงหน้าหนีปลายจมูกโด่งที่ไล้ซุกซนกับแก้มแล้วบ่นๆ
“ผมว่า กลับไปผมต้องไม่ได้นอนสงบๆแน่ๆ ..แน่ๆเลย” เอานิ้วชี้ชี้หน้าแล้วทำท่ากัดปากอย่างน่ารักน่าหมั่นเขี้ยวใส่คนตรงหน้า
พีรวิชญ์หัวเราะอารมณ์ดี
“ก็ไม่รู้นะ ถ้านักไม่ยั่วพี่ ก็คงได้นอนดีๆนั่นล่ะ”
นักเขียนกลอกตาบ่นพึมพัม “ทุกทีก็ไม่ได้ไปยั่วก่อนเลยซักครั้งมั๊ย..”
“ฮ่าฮ่าฮ่า” พีรวิชญ์คว้านักเขียนเข้ามากอดแรงๆอย่างมีความสุขหลังจากหลายวันที่ผ่านมาเขาแทบบ้าเพราะคนๆนี้

“กลับบ้านเรากันนะ”

“อื้ม..” นักเขียนค่อยๆดันตัวออกจากอ้อมกอดแล้วเงยหน้าขึ้นพูด “แต่พี่ลงลิฟท์ไม่ได้นะ เมื่อกี๊ผมอ่านข้อมูลในเน็ตมา เค้าบอกว่าคนที่เพิ่งบริจาคเลือดเสร็จใหม่ๆไม่ให้ลงลิฟท์หรือลงบันไดเลื่อน เดี๋ยวจะหน้ามืดเป็นลมไป”
“อ้าว..”
“ต้องลงทางบันไดหนีไฟอะ พี่พอเดินไหวรึเปล่า” นักเขียนพูดจบก็บุ้ยปากใส่คนตรงหน้าด้วยท่าทางเป็นห่วง
“โห้ย ไหวอยู่แล้ว สบายมาก ถ้าพี่เป็นลมนักก็อุ้มพี่เดินลงต่อละกัน”
นักเขียนหัวเราะ “ได้ๆ เดี๋ยวจับขาแล้วลากลงไปกับขั้นบันได”
พีรวิชญ์ดึงจมูกคนตัวเล็กอย่างหมั่นเขี้ยว
“ทำไมเมียพี่ใจร้ายจัง”
นักเขียนเอียงหน้าแล้วยิ้ม

“เราไปกันเถอะครับ”


ตลอดทางที่เดินลงบันไดกันมาอย่างระมัดระวัง นักเขียนก็ขยับคอเสื้อไปมาแล้วเอามือพัดๆ
“เดินลงบันไดนี่ร้อนเอาเรื่องนะ อย่างกับทางลงนรก พี่พีร้อนรึเปล่าครับ”
“......” พีรวิชญ์มองมือเล็กๆที่ปลดกระดุมเสื้อลงไปถึงเม็ดที่สามพร้อมกับกระพือสาบเสื้อไปมา
เขารู้ว่านักเขียนเป็นคนขี้ร้อน สังเกตุจากตอนนี้ที่เหงื่อเม็ดเล็กๆไหลซึมลงมาตามแผ่นอกของนักเขียนจนแวววาวก็รู้ว่าคนตัวเล็กคงร้อนอย่างที่บ่นจริงๆ

..แต่ทำไมเซ็กซี่จังล่ะ..

“อ๊ะ! พี่พีเดี๋ยวตกบันได!” นักเขียนร้องเสียงเบาเพราะมันก้องไปทั้งทางเดินตอนที่พีรวิชญ์จู่ๆก็หันมาจับไหล่เขากดใส่ผนัง
“..นัก..” พีรวิชญ์กระซิบข้างหู ความรู้สึกแปลกใหม่ชวนตื่นเต้นเร้าใจก่อตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วพอคิดว่าที่นี่เป็นทางเดินสาธารณะที่คนจะผ่านมาเจอเมื่อไหร่ก็ได้

“ลองทำกันตรงนี้มั๊ย”

“พี่!.. พี่เพิ่งถ่ายเลือดมานะ เกิดวูบตกบันไดทำไง แล้วนี่มันก็ทางเดินด้วยเดี๋ยวใครก็เดินมาเห็นพอดี” นักเขียนขัดขืนไม่จริงจัง ใบหน้าเล็กๆแดงซ่านเหมือนกำลังมีอารมณ์ตื่นเต้นร่วมไปด้วย
“ไม่มีใครใช้ทางนี้หรอก” พีรวิชญ์เสียงสั่น เพราะตอนนี้ของๆเขามันตื่นตัวจนดันกับก้นของนักเขียนแล้ว “นะ ทำกันนะ ..ตื่นเต้นดีออก นักก็มีอารมณ์ไม่ใช่เหรอ หัวนมตั้งขนาดนี้แล้วน่ะ ..หึหึ..”
“อ๊ะ—! พ ..พี่.. อ อื๊อ .. อืม .. พี่พีอย่า เดี๋ยวคนมาเห็น..” นักเขียนสะท้าน มือของพีรวิชญ์สอดเข้ามาในเสื้อที่เขาปลดกระดุมอยู่สามเม็ดแล้วเขี่ยเล่นกับหัวนมเขาจนมันตั้งชันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ
เสียงหลุดครางหวานหูที่คิดถึงมาหลายวันทำให้พีรวิชญ์ต้องแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากอย่างกระหาย
ที่ทำกันไปตอนบ่ายนักเขียนไม่มีอารมณ์ร่วมและแทบไม่ครางออกมาทำให้เขาหงุดหงิดอยู่สองชั่วโมงเต็มๆ

“อือ.. พี่พี อย่า..”

มือใหญ่ปลดตะขอกางเกง รูดซิป แล้วสอดมือล้วงเข้าไปสัมผัสกับส่วนนั้นที่ร้อนผ่าวอยู่ใต้เนื้อผ้าของนักเขียน

“อื๊ออ ..! พี่พี พี่เดี๋ยว ..เดี๋ยวมีคนมาเห็น”

“มีก็ดีสิ ยิ่งตื่นเต้นไม่ใช่เหรอ ..ดูสิ ของๆนักมันแข็งขนาดนี้จะบอกว่านักไม่อยากหรือไง”

“อื๊อ.. พี่.. ย หยุดก่อน..” นักเขียนพยายามดันมือที่สาวรูดของๆเขาจนแข็งเครียดให้ผละออก



“ย  อยากจูบ ..อยากทำข้างหน้า อา..เมียอยากกอดผัวน่ะครับ..”



ขาดคำนักเขียนก็โดนจับพลิกหน้าหันมาแล้วพีรวิชญ์ก็รั้งต้นขาของนักเขียนขึ้นมาเกี่ยวเอวตัวเองข้างหนึ่งทันที
นักเขียนเอาสองมือเกี่ยวรั้งต้นคอพีรวิชญ์ให้โน้มลงมาก่อนจะช้อนใบหน้าขึ้นไปแลกลิ้นกันในโพรงปากของพีรวิชญ์
คนตัวเล็กกว่าเป็นฝ่ายรุกหนักดูดดึงราวกับว่าโหยหาสัมผัสของคนรักมาเป็นเวลานานเหมือนคนขาดน้ำ
เสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่ปะปนกับเสียงดูดริมฝีปากและปลายลิ้นของกันและกันฟังดูลามกจนถ้าเกิดมีคนผ่านมาทางบันไดหนีไฟนี้ก็เดาออกว่าตรงนี้กับลังเกิดกิจกรรมเข้าจังหวะอะไรอยู่
นักเขียนแทบไม่ผละริมฝีปากออกห่าง ทั้งจูบทั้งดูด ทั้งป้อนปลายลิ้นเข้าไปในโพรงปากของพีรวิชญ์จนคนพี่ต้องเป็นฝ่ายไล่ตาม
มือน้อยลูบลงมาตามปกเสื้อ ลูบลงมาที่อก ไล้นิ้วไปตามกระดุมทำท่าจะปลดมันออกก่อนจะทาบมือทั้งสองข้างตรงกลางอกของพีรวิชญ์แล้วออกแรงผลักคนตรงหน้าสุดแรง

“เห้ยยยยย!!!!!—“

ปึ่ก

ปึ่ก ปึ่ก

กึ่งๆๆๆๆๆๆ ......



โครม!!!



“......”

พีรวิชญ์ไม่ได้หมดสติในทันที แต่ตาสองข้างพร่าเลือนไปหมดเพราะอาการเจ็บปวดที่ศรีษะจนหนักอึ้งไปทั้งร่างกายทั้งหัวสมอง
มองเห็นนักเขียนกับเสียงฝีเท่าที่ค่อยๆก้าวลงมาตามบันไดทีละขั้น ทีละขั้น พร้อมกับแต่งตัวไปด้วยด้วยท่าทางใจเย็น

“มาชักกันจนเกือบเสร็จเลยนะครับ พี่นี่มันบ้ากามจริงๆ”

นักเขียนเอามือติดกระดุมเสื้อเข้าที่ก่อนจะเดินลงมาจนถึงชั้นล่างที่พีรวิชญ์นอนเจ็บหนักอยู่

“เห็นคนอื่นอ่อนแอหน่อยก็ไล่ล่า คิดว่าโลกใบนี้มันหมุนอยู่รอบตัวพี่เหรอครับ?”

นักเขียนนั่งลงยองๆปลายรองเท้าแทบสัมผัสกับมือที่สั่นระริกอยู่บนพื้ของพีรวิชญ์

“จำเอาไว้นะ ว่าบนโลกนี้ ของที่พี่อยากได้ แล้วพี่จะไม่มีวันได้มันอีก หนึ่งในนั้นคือผม สองคือชีวิตของเจ้ามอต้นกับเจ้ามอปลาย เพราะผมไม่มีทางยอมอยู่เฉยๆปล่อยให้พี่ทำอะไรคนที่ผมรักทั้งสองคนมากไปกว่านี้แล้ว”

“ ..ช ช่วย ..ช่วยตามหมอ.. ช่วยตาม ..ม หมอ ด้วย..” พีรวิชญ์รู้ว่า นาทีนี้ชีวิตของตัวเองอยู่ใกล้เงื้อมมือของพญามัจจุราชแล้วจริงๆ  คอเขาขยับไม่ได้ และตอนนี้ร่างกายก็ชาไปหมด

ร่างกายเขากำลังไร้ความรู้สึก

“เดี๋ยวผมตามให้ครับ ผมไม่ปล่อยให้พี่ตายก่อนหรอก” นักเขียนยิ้มอย่างอ่อนโยนออกมาแล้วเอาหลังมือไปไล้ใบหน้าของคนที่ครั้งหนึ่งเคยรักจนแทบเป็นบ้า

“เป็นครั้งแรกเลยนะครับ ที่ผมรู้สึกขอบคุณในโชคชะตาเฮงซวยเรื่องที่พี่เป็นญาติกันกับเจ้ามอต้นเจ้ามอปลาย เพราะนั่นหมายความว่า ตาของพี่มีโอกาสที่จะมีเนื้อเยื่อตรงกันกับเจ้ามอปลายมาก แถมพี่ยังมีกรุ๊ปเลือดเดียวกันกับเจ้ามอต้น เจ้ามอปลายด้วยอีก”

พีรวิชญ์ตาพร่า สติของเขากำลังจะดับ

นักเขียนไล้ปลายนิ้ววนไปที่เปลือกตาของพีรวิชญ์ ทั้งสีหน้าและสายตาของนักเขียนไม่ได้น่ากลัว แต่กลับอ่อนโยน


“ผมขอตา กับหัวใจของพี่นะครับ.. พอดีว่า คนรักของผมทั้งสองคนจำเป็นต้องใช้มัน”


“กรี๊ดดด!! มีคนตกบันได!!”
นักเขียนสะดุ้งหันไปตามเสียงก็เห็นว่าเป็นลูกศิษย์สาวคนสวยของเจ้ามอปลาย
“.....” ..ทำไมเด็กคนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?
“ค คุณนักเขียน? คุณคนนั้น.. คุณคนนั้นตายแล้วเหรอคะ” น้องแพรเสียงสั่นใบหน้าซีดเผือด
นักเขียนรีบผละลุกขึ้นยืนก่อนจะตรงไปคว้าไหล่ทั้งสองข้างของเด็กสาวตัวน้อยๆเอาไว้
“ รีบตามหมอให้ผมหน่อยครับ! ผมจะอยู่เป็นเพื่อนเขาเองเขายังหายใจอยู่! เร็วเข้า! รีบไปตามหมอมา!!!
น้องแพรตกใจลนลานพูดเสียงสั่น “ค ค่ะ! รอเดี๋ยวนะคะ น้องแพรจะไปตามคุณหมอ!!” พูดจบน้องแพรก็วิ่งออกไปจากตรงนั้นพร้อมกับร้องตะโกนเสียงสั่นไปสุดทาง “ช่วยด้วยค่ะ!  ม.. มีคนตกลงมาจากบันได! ช่วยด้วย!!คุณหมอ!ช่วยด้วยค่ะช่วยด้วย!!—”

นักเขียนทรุดตัวลงประคองพีรวิชญ์ที่เหลือสติเฮือกสุดท้ายขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
ปลายนิ้วของนักเขียนไล้ผมของคนที่เคยรักออกจากหน้าผากอย่างแผ่วเบาก่อนจะยิ้มให้ด้วยรอยยิ้มเก่าที่เคยยิ้มให้คนในอ้อมแขนตลอดสองปีที่ใช้คำว่ารักร่วมกัน

“อย่าเพิ่งตายนะครับ ช่วยหายใจต่ออีกหน่อย ผมอ่านมาว่าหัวใจบริจาคมันจะเต้นต่อไปได้อีก 4 – 6 ชั่วโมงแค่นั้น แต่ผมอยากให้หัวใจของพี่ ยังสมบูรณ์มากที่สุด เจ้ามอต้นของผมจะได้รับมันได้ในขณะที่หัวใจเค้ายังไม่หยุดเต้น”
 
“อ ..ช ..ช่ ว ย ..”

นักเขียนดึงพีรวิชญ์ขึ้นมากอดแล้วเอาใบหน้าไปแนบกับใบหน้าอีกคน

“ถ้าหมอมาแล้วพี่ค่อยตาย แล้วก็ช่วย.. อย่าได้ฟื้นขึ้นมาเลยนะครับ”


“ผมขอร้อง”


เสียงหมอและพยาบาลวิ่งกรูกันมาตรงบันไดฉุกเฉินเป็นเสียงสุดท้ายในหัวของพีรวิชญ์ก่อนที่เจ้าของสายการบินผู้เป็นทาสของความรักจะคอพับลงไปกับอกของนักเขียน

นักเขียนนิยายอีโรติคผู้ไม่เคยเอาเวลาไปเสียกับเกมส์ทุกชนิดก้มลงมองคนที่หยุดหายใจแต่หัวใจยังเต้นอยู่ในอ้อมแขนด้วยสายตาเย็นชา

“นี่ต่างหากล่ะครับ ที่เรียกว่า”



“Game over.”





เฮลิคอปเตอร์ลำเล็กค่อยๆหย่อนตัวลงบนดาดฟ้า
หัวใจบริจาคเดินทางมาถึงอย่างปลอดภัยและภายในเวลาอันรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือของจิตอาสาที่ได้นำเครื่องบินส่วนตัวมาเข้าร่วมการขนย้ายหัวใจบริจาคให้ผู้ป่วยในครั้งสำคัญ

เพราะมันคือการต่อโชคชะตาของชายผู้ที่เป็นเหมือนโครงสร้างของอโยธยาในอนาคตอันใกล้นี้



..

.
ตื๊ด

ตื๊ด ..ตื๊ด..


ห้องหนึ่งกำลังเริ่มทำการผ่าตัด
ในขณะที่อีกห้องหนึ่งกำลังยื้อชีวิตอย่างเต็มกำลัง

“......”

นักเขียนมองมือตัวเองที่กำลังสั่น ก่อนจะสอดมันซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างตอนที่เจ้ามอปลายกับพัดลมเดินมายืนอยู่ตรงหน้า
“ตอนนี้เค้าลงความเห็นกันเบื้องต้นอยู่ว่าพี่พีคงหน้ามืดเพราะเพิ่งถ่ายเลือดแล้วก้าวพลาดตกบันไดลงมา ไม่ใช่ความผิดของมึง”
“......” นักเขียนยืนนิ่ง มองลึกเข้าไปในดวงตาสีอ่อนจัดของเจ้ามอปลายที่ยืนอยู่ตรงหน้าก่อนจะถูกอ้อมกอดหอมกรุ่นนั้นคว้าเข้าไปกอดไว้ทั้งตัว

“ไม่เป็นไร ผมเชื่อใจคุณ คุณไม่มีทางทำอะไรร้ายๆแน่นอน มันเป็นแค่อุบัติเหตุ ผมกับทุกคนช่วยยืนยันให้คุณได้”

“.....”


“ไม่ต้องกลัว ผมจะปกป้องคุณเองนักเขียน”

“ .. อืม ..”

นักเขียนดึงมือออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วยกขึ้นกอดตอบเจ้ามอปลายพร้อมอาการสั่นและน้ำตาที่ไหลลงมาจากหางตาทั้งสองข้างด้วยความรู้สึกที่ต้องเหยียบมันลงไปให้ลึกจนสุดขอบเหวของขุมนรก
เจ้าชายคนน้องพึมพัมปลอบโยนพร้อมกับเอามือลูบผมคนในอ้อมกอดแผ่วเบา

“ไม่เป็นไร เราจะเข้มแข็งไปด้วยกัน”


“ผมรักคุณนะ เจ้ามอปลาย ..แล้วก็รักเจ้ามอต้นด้วย”


รัชทายาทลำดับที่สามยิ้มบางเบาก่อนจะกดริมฝีปากจูบเข้าที่กลุ่มผมของนักเขียน


“ผมก็รักคุณ”


“เจ้าพี่ก็รักคุณเหมือนกันนักเขียน”




“.......” พัดลมมองเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันจนทำงานก็ทำร่วมกันด้วยความรู้สึกหลากหลาย

มีวูบหนึ่งที่นักเขียนหลบตาเขาไป

“......”

และนั่นมันสกิดนิสัยที่ไวต่อข้อบกพร่องของคนทำอาชีพบรรณาธิการอย่างพัดลม

“อ อาจารย์คะ.. คือว่า อาจารย์บอกให้น้องแพรมา..” น้องแพรยืนกำชายเสื้อพร้อมกับดวงตาที่แดงก่ำ

ทำไมผู้หญิงจะดูไม่ออก ว่าคนที่กำลังกอดหอมกันมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแค่ไหน


..ทั้งที่อุตส่าห์ดีใจ และรีบมาหา แต่กลับต้องมาเจอกับภาพแบบนี้


..ใจร้ายที่สุด..


“คุณหนูชื่อน้องแพรใช่มั๊ยคะ?”
“ อ.. คุณเป็นใครคะ..”
พัดลมตรงเข้าไปคว้าข้อมือเล็กๆของคุณหนูลูกสาวคหบดีที่ยืนตัวสั่นอย่างน่าสงสารก่อนจะลากให้เดินไปด้วยกัน
“พอดีว่าผมหาเพื่อนไปสั่งข้าวอยู่น่ะ พวกเรายังไม่ได้ทานอะไรกันเลย คุณหนูพอจะมีร้านที่ทำอาหารได้เร็วๆแล้วก็อร่อยๆแนะนำมั๊ยครับ”
“ด เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อนค่ะ” น้องแพรวิ่งตามแรงลากทั้งที่น้ำตาร่วงผลอยๆ
พัดลมหันกลับมาแล้วเอามือเช็ดคราบน้ำตาออกจากแก้มเล็กๆทั้งสองข้างอย่างอ่อนโยน

“คุณอาจารย์ก็ยังไม่ได้ทานอะไรเลยนะคะ ไปสั่งข้าวกับผมนะ กว่าการผ่าตัดจะเสร็จ ทุกคนคงท้องแขวนกันหมด”

“ฮึก.. แต่ว่า ..แต่ว่า..” ยิ่งมีคนเช็ดให้น้ำตามันก็ยิ่งไหลออกมา

พัดลมถอนหายใจเบาๆแล้วส่ายหน้า
พอจะเข้าใจว่าคนตรงหน้าหลงรักเจ้ามอปลายผู้อ่อนหวานมากขนาดไหน คงทรมานใจไม่น้อยที่ต้องมาเจอภาพเจ้ามอปลายกอดหอมเพื่อนเขาแบบนี้

“หน้าเลอะเหมือนแมวที่ห้องของพี่แล้วนะคะ ถ้ายังงอแงอีก จะทิ้งไว้เหมือนแมวแล้วนะ”

“.....” น้องแพรน้ำตาหยุดไหลทันที ตากลมๆที่ซ่อนอยู่ใต้แพรขนตายาวยาวสวยช้อนขึ้นมองพี่ชายตรงหน้าที่มีใบหน้าสวยหวานไม่ต่างจากผู้หญิง

น่าจะเรียกว่าพี่สาวมากกว่า


“ดีมาก ทีนี้เราก็ไปกันได้แล้วค่ะเด็กดี”


“......”

น้องแพร ลูกสาวคนเล็กของท่านคหบดีมองข้อมือเล็กๆของตัวเล็กที่จมอยู่ในอุ้งมือของพี่ชายหน้าหวานจังหวะที่ก้าวขาเดินตามไปข้างหน้า

มองแผ่นหลังบางๆต่างจากอาจารย์แล้วก็รู้สึกว่าอยากพุ่งเข้าไปกอดเอาไว้

..เหลือเกิน..


“ฮึก..”

“เอ้า? ร้องอีกแล้ว ทำไมแมวน้อยขี้แยแบบนี้คะเนี่ย หืม..”

“ฮือออ ....”





___________________________________________________
**หมายเหตุ การวินิจฉัยเพื่อการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจที่เกิดขึ้นในนิยายไม่ได้อ้างอิงหลักทางการแพทย์ แต่ปรุงแต่งขึ้นเพื่อใช้ในการเขียนนิยายเท่านั้น :katai4:




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3379
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
สงสารนักเขียนอ่ะ ฮืออ อึดอัด

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 652
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
จากปมรักหักหลังพิศวาสอิโรติก้า สู่กับดักรักแฝดสุดฮอต กลายเป็นพิศวาสฆาตกรรมแล้วจ้าาา 55555  o18

ออฟไลน์ Nung66669

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 392
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1
ในที่สุดนักก็ทำมันจนได้ หวังว่าคงไม่มีใครรู้นะ

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ขอฝากนิยายดีพิมพ์นะฮะ

ซึ่งนิยายเรื่องนี้ในภาคแรกที่เขียนจบไปไม่สามารถนำมาลงในเล้าได้เพราะติดลิขสิทธิ์กับทางสำนักพิมพ์ก่อน
แต่ในภาคต่อซึ่งเรากำลังเขียนและจะนำมาอัพในเร็วๆนี้จะอัพลงในเล้าเป็ดด้วยค่ะ
เริ่มทำการวางขายในงานสัปดาห์หนังสือปลายเดือนมีนาคม 2562 นี้แล้วนะคะ


องค์ชายกับนายมาเฟีย (เล่ม 1.)

 > เริ่มวางขายที่งานสัปดาห์หนังสือ ที่บูท B2S โซน L40

> ราคาหน้าปก 349 บาท (ของแถมและส่วนลดสามารถสอบถามได้ที่บูทเลยค่ะ)

เป็นนิยายแนวมาเฟียห่ามๆ ดิบ เถื่อน และค่อนข้าง 20+ นะคะ  :o8:



รายละเอียดต่างๆสามารถสอบถามมาได้ที่แฟนเพจของเราได้เลยค่ะ
( https://web.facebook.com/Mania-301867433839710/?ref=aymt_homepage_panel&eid=ARBzI64nJ3SHvlCiAebOf2zb75oodp7dlRBlt2RrooAKlMMR-iBQEZ1PVIYFCsBi7iu7jOdpaVGAH9d-   )
(แทรกลิ้งค์ไม่เป็นแม่จ๋า T^T)
 มาคุยกันได้นะคะ เรากวนๆแต่เราน่ารัก  :hao6:

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1906
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
ทำไมรุ้สึกสะใจ พี่พี อย่าฟื้นขึ้นมาอีกเลย !!!!

ออฟไลน์ mouymai

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1906
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 25. ฉากจบที่ไม่สวยเหมือนในนิยาย (เพราะนิยายก็ไม่ได้จบสวยทุกเรื่องเช่นกัน




“กูผลักเขา”
“เออ กูรู้ กูไปดูกล้องวงจรปิดมาแล้ว แล้วกูก็ทำลายมันแล้วด้วย”
พัดลมทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเพื่อน
“กูจะบอกตำรวจ ว่ากู—“
“ฆ่าคนตายโดยเจตนา กฏหมายมาตรา 288 ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี แต่การฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อยู่ในมาตรา 289 วรรค 4 ต้องระวางโทษประหารชีวิตอย่างเดียว”
“......” นักเขียนบีบมือตัวเอง “..กูทำอะไรไว้ กูรับผิดชอบผลที่ตามมาได้หมดล่ะมึง”
“แล้วคนที่มึงปกป้องจนเอาอนาคตตัวเองเข้าแลกไว้ล่ะ? เค้าจะดีใจที่ได้ไปเยี่ยมมึงตอนกินข้าวมื้อสุดท้ายรึเปล่านักเขียน”
“.....”
พัดลมเอื้อมมือไปบีบมือเพื่อน
“มึงใจเย็นๆ แล้วฟังกูนะเพื่อน สงบจิตสงบใจก่อน ให้วันนี้มันผ่านไปได้ก่อน ให้การผ่าตัดเจ้ามอต้นเรียบร้อย ให้แน่ใจว่าพี่พีตายแล้วจริงๆก่อน แล้วเราค่อยว่ากันอีกที” พัดลมพยายามจะดึงสติเพื่อนที่ดูก็รู้ว่ากระจัดกระจายไปหมดแล้วให้กลับมาเหมือนเดิม “จากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันไม่ต่างจากมึงป้องกันตัวเอง ถ้าตำรวจสืบสาวราวเรื่องเอาหลักฐานทุกอย่างมาเรียงกันจริงๆ สิ่งที่มึงทำก็คือการป้องกันตัวเองเพราะพี่พีบีบให้มึงทำ”
“แต่กู—“
“มึงฟังกู โทษของมึง คดีของมึงมันพลิกได้เพราะองค์ประกอบที่เกิดขึ้นเพราะความจริงที่มึงถูกเค้าทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาและถ้ากูจ้างทนาย ทนายสามารถแก้ต่างให้สิ่งที่มึงทำแบบสมเหตุสมผลได้ มึงไม่ต้องเอาความรู้สึกสุดท้ายมาตัดสินว่ามึงเป็นคนผิดไอ้นัก มึงดูก่อนว่าที่ผ่านมาทุกคนต้องเจออะไรกันบ้าง มึงถูกข่มขืน ถูกขังไว้ในห้องจนต้องปีนระเบียงหนีออกมา กูเกือบรถคว่ำตาย เจ้ามอต้นโดนทำร้ายจนตอนนี้จะตายหรืออยู่ก็ไม่รู้ เจ้ามอปลายยังโดนขู่ซ้ำอีก มึงว่าถ้าตำรวจรู้เรื่องทั้งหมด มึงจะตกเป็นผู้หา หรือตกเป็นผู้ถูกกระทำ”
นักเขียนซบหน้าลงกับฝ่ามือ

เรื่องนั้นตัวเขารู้ดี แต่สิ่งที่ตัวเองทำลงไป ยังไงก็คือความผิด และมันติดอยู่ในใจไม่ยอมหายไปไหนได้แน่ๆ

พัดลมระบายลมหายใจยาวๆ “เพื่อน งั้นมึงฟังกูอีกเรื่องหนึ่งนะ ในกฏหมายอาญาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มาตราที่ 108 ระบุว่า ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต”
นักเขียนที่ไม่ค่อยได้เขียนนิยายเกี่ยวกับกฏหมายเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน
“แล้วที่มากกว่านั้นคือ ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต ..เพียงสถานเดียว พี่พียังไงก็ต้องตายแน่นอน จะตายแบบไหนก็แค่นั้นเอง ตอนนี้ความผิดของเค้าเข้าข่ายอันหลังเพราะเจ้ามอต้นเกิดอันตรายจนอาจถึงแก่ชีวิตแล้วจริงๆ ต่อให้หมอจะช่วยทันหรือไม่ทัน โทษมันก็ไม่ได้เปลี่ยน แล้วแบบนี้ มึงคิดว่ามึงควรพูดอะไรมั๊ยล่ะ? ถ้าตำรวจสืบสวนเรื่องของมึง ยังไงก็ลามไปถึงเรื่องเจ้ามอต้นอยู่แล้ว มันไม่จบง่ายๆแน่นอน”
นักเขียนมองไปที่ประตูห้องผ่าตัดทั้งสองห้องที่อยู่ติดกัน

ใจ.. มันว้าวุ่น ความรู้สึกผิดถูกตบตีกันปะปนกับอารมณ์ต่างๆที่ประดังเข้ามาจนแยกแยะอะไรไม่ออก

“มึงใจเย็น สงบสติอารมณ์ตัวเองไว้ก่อน รอวันนี้ให้มันผ่านไปก่อน ผลที่อยู่หลังประตูสองบานนี้ออกมายังไง เราค่อยมาคิดกันอีกที ..นะ นักเขียน ใจเย็นก่อนเชื่อกู”
นักเขียนมองมือที่เล็กกว่าของเพื่อนที่พยายามบีบมือเขาเอาไว้เพื่อเรียกสติและให้กำลังใจก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

“อืม.. เอาแบบนั้นก็ได้ กูจะรอ กูเชื่อมึง”

พัดลมพยักหน้าหงึ่กๆอย่างเบาใจ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ยังพอมีเวลาคิดว่าจะช่วยนักเขียนให้ผ่านสถานการณ์ตอนนี้ได้ยังไง







“จนกว่าเจ้าพี่จะรู้สึกตัว ระหว่างนี้ห้ามใครสืบสวนคดีหรือยกเรื่องอุบัติเหตุที่สนามแข่งม้าขึ้นมาพูดเด็ดขาด”
ทุกคนภายในห้องต่างมองมาที่รัชทายาทพระองค์เล็กเป็นตาเดียว
“แต่ฝ่าบาท หากไม่รีบสืบสวนหาตัวคนทำผิด หลักฐานต่างๆมันอาจจางหายไปหรือถูกทำลายไปก่อนนะพะยะค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องลอบทำร้ายองค์รัชทายาทแห่งอโยธยา จนถึงแก่พระชนม์ หากจะนิ่งเฉยไม่ทำการสืบสวนใดๆ กระหม่อมเกรงว่า—“

ปัง!

“เรารู้ดีว่าอะไรควรทำก่อนหลัง!”

ตำรวจวังชั้นผู้ใหญ่หุบปากฉั่บ รัชทายาทลำดับที่สามตบมือลงกับโต๊ะเสียงดังจนทุกคนที่นั่งอยู่พากันสะดุ้งหน้าซีดไปตามๆกันเพราะไม่เคยเจอเจ้าชายพระองค์เล็กในบุคลิคเด็ดขาดแบบนี้มาก่อน
“ตอนนี้เจ้าพี่ยังอยู่ในห้องผ่าตัด พี่เราอีกคนก็ยังช่วยชีวิตอยู่ห้องข้างๆ พวกท่านคิดว่าเรามีแรงจะตอบข้อซักถามของพวกท่านเหรอ? หรือพวกท่านจะบอกว่าท่านจะสืบสวนกันโดยที่ไม่ถามอะไรเรา ทั้งที่เราคือคนที่อยู่ใกล้ชิดเจ้าพี่กับฟาโรห์มากที่สุดและอาจจะรู้ตัวผู้ร้ายอยู่แล้ว?”
พอได้ยินแบบนั้นทั้งห้องก็เงียบกริบ
ดวงตาสีอ่อนที่การมองเห็นเป็นไปตามสัณชาติญานมากกว่าสภาพกวาดมองใบหน้าทุกคนด้วยท่าทางสงบนิ่งก่อนจะออกคำสั่งเด็ดขาด
“ถ้าใครแอบสืบ แอบสอบคดีนี้อย่างเงียบๆล่ะก็ เราจะถือว่าผู้นั้นมีส่วนรู้เห็นและพยายามปกปิดความผิดให้กับผู้ต้องสงสัย หรือไม่.. คนผู้นั้นจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลอบทำร้ายเจ้าพี่และมีโทษประหารชีวิตโดยไม่รอไตร่ตรองทันที”
คนฟังหน้าซีด เจ้ามอปลายผู้อ่อนโยนบทจะแข็งกร้าวขึ้นมาก็เหมือนกับว่าถอดองค์คนพี่มาสวมลงร่างคนน้องยังไงอย่างงั้น

“หวังว่าจะไม่มีใครฝืนคำสั่งเรา”

ตำรวจวังชั้นผู้ใหญ่รีบรับพระราชดำรัสพร้อมกัน

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”

รัชทายาทลำดับที่สามแอบระบายลมหายใจเบาๆอย่างโล่งใจที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้เปราะหนึ่ง
ต่อจากนี้ก็ต้องรอเจ้าพี่เป็นคนตัดสินใจเอง
“......”

เพราะคนร้ายคดีนี้ พวกเขาสองคนรู้อยู่แก่ใจดี ว่าเป็นใคร

ลำพังตัวเขาเอง ไม่อาจทำใจให้แข็งพอที่จะพาญาติผู้พี่สู่ลานประหารได้ หนำซ้ำตอนนี้ญาติผู้พี่ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่หรือตายอะไรๆมันเปราะบางไปหมด

‘..เจ้าพี่ครับ ขอให้เรื่องเหล่านี้ มันผ่านไปได้ด้วยดีเร็วๆเถอะ..’





“เลือดสำรองเราไม่พอ คนไข้ต้องได้รับการผ่าตัดกระดูกต้นคอที่กระทบกระเทือน ยังพอมีใครกรุ๊ปเลือดเดียวกับ—“
“ผมครับ ผมเลือดกรุ๊ปเดียวกับคนไข้ทั้งสองคน“ พัดลมลุกขึ้นยืน
นักเขียนมองเพื่อนอย่างตกตะลึงเพราะเอาเข้าจริงเขาก็ไม่เคยรู้เรื่องกรุ๊ปเลือดของบรรณาธิการเพื่อนสนิทมาก่อน
“ผมว่าจะบอกตอนนั้น แต่ไม่ทัน” พัดลมยิ้มแหยๆ “แต่ตอนนี้ เลือดผมคงจำเป็นแล้วสินะครับ”
“รีบตามหมอมาเลยครับ!!”
หลังจากการกู้ชีวิตกลับคืนมาเป็นผลสำเร็จเพราะส่วนหนึ่งได้รับการทำ CPR เบื้องต้นอย่างทันท่วงทีจากนักเขียนที่ใจไม่ได้ร้ายเหมือนปาก ทำให้หมอยื้อชีวิตของพีรวิชญ์เอาไว้ได้ทันแต่ก็พบว่าเจ้าตัวนั้นบาดเจ็บค่อนข้างหนักตรงกระดูกต้นคอ ซึ่งอาจส่งผลไปกดทับเส้นประสาทจนกลายเป็นอัมพาตได้
“ตอนตกลงมากระแทก คนไข้น่าจะเก็บคองอเข่าในแบบการฝึกของทหาร  เลยทำให้ศรีษะไม่ได้รับการกระทบกระเทือน แขนขาไม่หักแต่พลาดบาดเจ็บที่กระดูกหลังต้นคอแทน”
“เค้าเคยเป็นทหารมาก่อนครับ การป้องกันตัวจากการบาดเจ็บหนักแบบนี้ เค้าชอบสอนผมบ่อยๆ ผมเลยรู้ว่า—“
“ครับ?” หมอเลิกคิ้วถามให้นักเขียนพูดต่อ
“อ่า เปล่าครับ คุณหมอรีบพาเพื่อนผมไปถ่ายเลือดเถอะครับ เดี๋ยวไม่ทัน”
พัดลมรีบเดินตามหมอไปแต่ไม่วายหันกลับมามองเพื่อนที่สีหน้าดูดีขึ้นมาจากเดิมหลังจากรู้ว่าพีรวิชญ์ยังไม่ตาย

‘จริงๆ มึงก็ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเขาให้ตายไม่ใช่เหรอนักเขียน ไอ้คำพูดที่หลุดมาเมื่อกี๊นั่นน่ะ มันหมายความว่ามึงรู้อยู่แล้วว่าเขาป้องกันตัวแบบทหารเป็น’




4 ชั่วโมงผ่านไป

“การผ่าตัดขององค์รัชทายาทที่สองผ่านไปด้วยดีครับ หมอตัดสินใจลองเปลี่ยนแค่ลิ้นหัวใจที่ชำรุดหนัก  กับรักษาตรงบริเวณที่เลือดออก เย็บกลับคืนกล้ามเนื้อหัวใจตรงที่ฉีกขาด  เพราะพอเปิดแผลออกมาดูจริงๆ สภาพหัวใจขององค์รัชทายาทที่สองถือว่าเสียหายไม่หนักมากจนถึงขั้นต้องเปลี่ยนทั้งดวงใจซึ่งมันจะทำให้พระองค์ทรงอายุสั้นลงตามข้อจำกัดของหัวใจดวงใหม่ที่ใส่เข้าไปแทนที่ ที่น่าเป็นห่วงอยู่ตอนนี้ คือกระดูกซี่โครงที่แตกตรงช่องอก แต่ขอพระองค์อย่างทรงเป็นกังวล ทางเราจะทำการรักษาองค์รัชทายาทที่สองอย่างเต็มกำลังที่สุด เพราะยังทรงพระเยาว์อยู่มาก ร่างกายยังสามารถซ่อมแซมและสร้างใหม่ได้ หากหัวใจของพระองค์ไม่ปฏิเสธเนื้อเยื่อและตอบสนองต่อการรักษาหลังจากนี้เป็นอย่างดี เพียงไม่กี่วันพระอาการจะทรงดีขึ้นอย่างน่ายินดีแน่นอนพะยะค่ะ”
แม่นมกุมมือรัชทายาทผู้น้องบีบแน่นทั้งน้ำตา
“คนดีของแม่ ขอทรงแคล้วคลาดปลอดภัยนะคะ ทรงเข้มแข็งนะคะทูนหัวของหม่อมฉัน”
เจ้ามอปลายรู้สึกเหมือนขว้างภูเขาลูกใหญ่ออกไปจากอกพร้อมกัน
“ขอบคุณมากนะครับหมอ”
“พวกกระหม่อมเพียงพยายามอย่างสุดความสามารถ เพราะเห็นว่าองค์รัชทายาทที่สองและดวงใจของพระองค์ก็พยายามที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเต็มกำลังเช่นกันพะยะค่ะ”
“ยังไงเราก็ขอบคุณ ที่ช่วยให้น้องเราได้กลับมาโดยที่ชีวิตไม่ถูกทอนลงไป การรักษาต่อจากนี้ เราขอฝากความหวังไว้ที่คุณหมอด้วยแล้วกัน” เจ้าไคท์โค้งหัวให้หมอใหญ่ผู้ทำการผ่าตัดเจ้าชายคนน้องอย่างรู้สึกขอบคุณที่ตัดสินใจซ่อมน้องเขาแทนการเปลี่ยนหัวใจที่ควรจะเป็นทางเลือกทางสุดท้ายแล้วจริงๆ
“กระหม่อมจะทำอย่างสุดความสามารถพะยะค่ะฝ่าบาท”
ทุกคนรวมทั้งหมอต่างยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจเมื่อมองเข้าไปภายในห้องผ่าตัดแล้วพบว่าสัณญานชีพของรัชทายาทผู้เคราะห์ร้ายยังดำเนินต่อไปด้วยสัณญานดี
“แล้วคุณพี่ล่ะ การผ่าตัดของคุณพี่เป็นยังไงบ้าง”
เจ้าไคท์พูดจบประตูห้องผ่าตัดข้างๆกันก็เปิดออกพร้อมกับหมอผู้รับผิดชอบเดินออกจากห้องมา
“การผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยดีทุกอย่างพะยะค่ะ หม่อมเจ้าไม่ได้บาดเจ็บเป็นบริเวณกว้าง เราจึงพอจะยับยั้งอาการอัมพาตได้ทันเวลา ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ต้องให้อยู่ในการดูแลของหมออย่างใกล้ชิดก่อนซักระยะจึงจะสามารถประเมินอาการในขั้นต่อไปได้”
ทุกคนที่รอฟังข่าวต่างพากันถอนหายใจยาวๆอย่างโล่งใจ
“นักเขียนกับคุณพัดลมล่ะครับ? มีใครเห็นพวกเขาไหม” เจ้ามอปลายเพิ่งสังเกตุว่านักเขียนไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย
“คงอยู่ที่ห้องเจาะเลือดพะยะค่ะ ก่อนหน้านี้เลือดในการผ่าตัดหม่อมเจ้าพีรวิชญ์ไม่พอ คุณพัดลมเธอมีเลือดกรุ๊ปนี้พอดีเธอเลยถ่ายให้ คงจะยังนอนพักอยู่ที่ห้อง ส่วนคุณนักเขียนก็น่าจะอยู่ด้วยกัน เห็นว่าเธอดูเพลียๆบางทีอาจจะหลับอยู่ที่ห้องนั้นทั้งคู่พะยะค่ะ เดี๋ยวกระหม่อมไปตาม—”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปกับเจ้าพี่ไคท์เอง” หันมาหาแม่คนที่สองที่ยืนอยู่ข้างๆ “เดี๋ยวปลายมานะครับ”
สตรีสูงวัยพยักหน้าทั้งรอยยิ้มที่เปื้อนน้ำตา “ค่ะ แม่รออยู่แถวนี้นะคะ”
เจ้ามอปลายบีบมือแม่คนที่สองเบาๆก่อนจะส่งมือไปเกาะแขนเจ้าไคท์เพื่อให้พี่พาไปหานักเขียนกับพัดลมที่ห้องเจาะเลือด


“มอปลาย”
“ครับ?”
เจ้าไคท์มองไปตามทางเดินของโรงพยาบาลที่มีคนคอยถวายความเคารพเขาและเจ้ามอปลายตลอดทาง
“เหตุผลจริงๆที่น้องไม่ให้เขาสืบสวนคดี เพราะน้องรู้ว่าใครเป็นคนทำใช่ไหม”
“.....”
“ถ้าให้พี่เดา คนวางยาฟาโรห์ คือคุณพี่ ใช่รึเปล่า”
เจ้าชายคนน้องพระองค์เล็กหยุดเดิน  สีหน้าหม่นลง
เจ้าไคท์ถอนหายใจ  ..ใช่จริงๆด้วย..
มือใหญ่กระตุกแขนน้องให้เดินต่อก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนกษัตริย์ผู้เป็นบิดา
“น้องทำถูกแล้วล่ะ ถ้าพี่เป็นน้อง พี่ก็จะทำแบบเดียวกัน”
เจ้ามอปลายหันไปมองใบหน้าด้านข้างของเจ้าไคท์
“ตอนนี้ทั้งสองคนแค่พ้นขีดอันตราย แต่ยังไม่มีใครได้สติดีพอจะพูดหรือคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น พี่ว่ารอให้มอต้นอาการดีขึ้นกว่านี้ก่อน รอให้อะไรๆมันคลายลงกว่านี้แล้วค่อยตัดสินใจกันดีกว่าว่าจะเอายังไง บางทีคนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้คงต้องยกให้เป็นหน้าที่ของเจ้าตัว คนที่ถูกกระทำ”
เจ้ามอปลายเข้าใจในความหมายของเจ้าไคท์ เพราะมันตรงกับความหมายในใจของตัวเขาเองเช่นกัน

“ความหนักหนาสาหัสในความสัมพันธ์ทางสายเลือด จะมีใครตัดมันได้ขาดจริงๆน่ะเหรอ เรื่องนี้ บางทีก็ไม่มีใครจะตอบให้ได้เลยนะว่ามั๊ย พี่ไม่รู้ว่าถ้ามอต้นฟื้นขึ้นมามอต้นจะตัดสินใจยังไง โทษของการลอบทำร้ายราชวงศ์มันหนักหนาสาหัสมาก ถ้าเอาผิด คุณพี่ก็โดนประหารสถานเดียว”



พัดลมกับนักเขียนนอนหลับอยู่ที่ห้องเจาะเลือดจริงๆ
พัดลมนั้นนอนให้น้ำเกลืออยู่เพราะหลังการถ่ายเลือดคนตัวเล็กหน้าซีดเซียวลงไปมาก ส่วนนักเขียนที่มาด้วยกันก็โดนจับเข้าน้ำเกลือเพราะสภาพตอนนั่งรอเพื่อนนั้นอิดโรยจนเหมือนกับว่าจะเป็นลมไปหลายรอบ
“คุณคนที่มากับเพื่อนเธออาการไม่ค่อยดี หมอเลยให้เข้าน้ำเกลือแล้วก็นอนพักก่อนเพคะ พอตื่นขึ้นมาน่าจะค่อยยังชั่วทั้งสองคน ตอนนี้หมอให้เธอทั้งคู่พักผ่อนกันก่อน”
เจ้ามอปลายพยักหน้าแล้วผละจากเจ้าไคท์เดินไปนั่งลงข้างเตียงของนักเขียน
มือนุ่มลูบไปตามใบหน้าของคนที่ดูออกว่าอ่อนเพลียสุดๆที่กำลังหลับสนิท

“เหนื่อยล่ะสิ มีแต่เรื่องเกิดขึ้นมากมายขนาดนี้”

..เข้มแข็งเข้าไว้นะ นักเขียน พวกเราจะผ่านมันไปด้วยกัน



________________________________



‘เราต่างใช้เหตุผลของตัวเองเป็นข้ออ้าง เพื่อทำทุกอย่างให้ได้มาในสิ่งที่ตัวเองคาดหวัง
นาทีนั้น เราทั้งคู่รู้ดีว่าอะไรถูกหรือผิด แต่เราก็ลงมือทำร้ายกัน

มันคือความรัก จริงๆน่ะเหรอ หรือเราแค่หลงทางมาเจอกันเพื่อทำร้ายกันแค่นั้น?’

“.......” นักเขียนมองข้อความบนไดอารี่ก่อนจะถอนหายใจแล้วเริ่มพิมพ์ต่อ

‘สุดท้ายแล้ว ทางเดินของเราจะเป็นยังไงต่อ
เราเป็นคนร้ายเหมือนๆกัน เราต้องโทษตายเหมือนๆกัน ท้ายที่สุดแล้วมันจะจบลงยังไง..’

“.....” พิมพ์มาถึงตรงนี้แล้วนักเขียนก็หยุดมือเอาไว้ ก่อนจะคว่ำหน้าจอไอแพดลงกับตักตัวเองเมื่อเห็นว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยเริ่มขยับตัว
พีรวิชญ์ค่อยๆลืมตารับมวลภาพภายในห้องอย่างเชื่องช้า
พอสายตาเริ่มปรับสภาพได้หางตาก็เหลือบไปทางคนที่นั่งมองอยู่ข้างเตียงเพราะคอและไหล่โดนบล็อคเอาไว้อยู่

“..นัก..”

เสียงเรียกแหบแห้งเบาหวิว ทำให้นักเขียนรู้ว่าคนตรงหน้าไม่มีปัญหาเรื่องความทรงจำหรือสมองแน่นอนเลยลุกขึ้นยืนแล้วหันไปพูดกับอินเตอร์โฟนที่อยู่ข้างเตียง
“หมอครับ พี่เค้ารู้สึกตัวแล้ว ช่วยมาดูที่ห้องด้วยครับ”
นักเขียนกรอกเสียงลงไปเพื่อเรียกหมอให้มาดูคนไข้ ก่อนที่ตัวเองจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองคนบนเตียงที่พยายามเรียกนักเขียนเอาไว้ด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

“นัก เขียน..”

จริงๆแล้วพีรวิชญ์ฟื้นตั้งแต่เมื่อวันก่อน แต่ที่ยังแกล้งทำเป็นนอนไม่รู้สึกตัวเพราะลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นว่านักเขียนนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับอะไรบนตักซึ่งคงเป็นไอแพดคู่ใจของเจ้าตัวโดยลากเก้าอี้มานั่งเฝ้าเขาอยู่ข้างเตียง
เวลาเยี่ยมมีจำกัด แถมนักเขียนยังต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันเชื้ออย่างเคร่งครัด แต่พีรวิชญ์แอบเห็นว่าแววตาของนักเขียนนั้นเศร้าสร้อยมากแค่ไหนตอนที่เงยหน้าขึ้นจากไอแพดแล้วมองมาที่เขา

ความเศร้า ครอบงำคนที่เขารัก และตัวเขาเองคือสาเหตุที่นักเขียนกลายเป็นแบบนั้น

การไม่สูญเสียความทรงจำจากอุบัติเหตุไม่รู้ว่าเป็นการลงโทษของโชคชะตารึเปล่า พอตื่นขึ้นมาเขาทำอะไรลงไปกับใครบ้างมันยังเด่นชัดอยู่ในสมองและร้องให้เขารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปทั้งหมดซะที



____________________



ฝ่ามืออ่อนนุ่มตบๆกดๆไปตามหมอนใบใหญ่เพื่อให้เจ้าชายคนพี่ได้เอนหลังพิงลงไปอย่างสบายตัวก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงหน้าท้องของพี่เอาไว้
7 วันแล้วตั้งแต่เกิดเรื่องมากมาย เจ้าชายคนพี่มีสัณญานที่ดีตั้งแต่การผ่าตัดเสร็จสิ้นลง และอาการดีขึ้นตามลำดับจนนายแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดที่ตัดสินใจลองเสี่ยงในวินาทีสุดท้ายรู้สึกโล่งใจและขอบคุณสัณชาติญานในการเป็นหมอมาเกือบ30ปีที่ครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินใจพลาดจนส่งผลให้รัชทายาทผู้ยังอายุน้อยต้องจากโลกนี้ไปชั่วนิรันดร์
วันนี้เป็นวันที่เจ้ามอต้นได้ย้ายจากห้องวิกฤติมายังห้องพักฟื้น
ถึงจะใส่แมสปิดปากปิดจมูกเพื่อกันเชื้ออยู่ แต่สีหน้าของรัชทายาทลำดับที่สองก็สดใส ผิวที่ไม่ได้สัมผัสกับแดดมาหลายวันขาวซีดตามเจ้าคนน้องไปจนจะแทบจะมองเป็นคนเดียวกัน
ถ้าไม่มีตาสีสนิมดุเข้มคู่นั้นล่ะก็ คงแยกยากแล้วล่ะว่าคนไหนพี่คนไหนน้องกันแน่
“แข็งแรงจริงๆเลยนะคุณน่ะ ฟื้นเร็วแล้วยังอาการดีขึ้นพรวดพราดขนาดนี้อีก คุณนี่เป็นปีศาจหรือยังไงเป็นผมนะคงนอนเยิ้มไปอีกหลายวันอะกว่าจะลุกขึ้นมานั่งแบบนี้ได้” นักเขียนช่วยจัดๆดึงๆผ้าห่มคลุมปลายเท้าให้คนป่วยแล้วลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง
“หึ คิดว่ากำลังพูดอยู่กับใครหืม อย่าเอาคนแบบผมไปเทียบกับคนลามกที่วันๆเอาเวลาไปหมดกับการคิดเรื่องหื่นๆแบบคุณสิ” ถึงจะยังอยู่ในสภาพของผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นได้ไม่กี่วันก็เถอะแต่ก็เหมือนจะมีแรงทะเลาะกับนักเขียนแล้วล่ะ
คนโดนว่ากำหมัดเตรียมจะทุบขาที่ผ้าห่มปิดอยู่แต่เจ้าตัวก็ชักขาหนีเท่าที่แรงจะอำนวยพร้อมกับทำหน้าเข้มใส่
“ผมว่านะ หมอไม่ได้ตัดหัวใจเก่าคุณออกแล้วใส่หัวใจดวงใหม่เข้าไปหรอก ลองว่านิสัยยังเป๊ะ เป๊ะ เป๊ะ คนเดิมแบบเนี๊ย ไม่น่าใช่หัวใจดวงใหม่นะผมว่า ถ้าคุณใช้หัวใจดวงใหม่จริงนิสัยคุณต้องดีขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ นี่คุณยังนิสัยไม่ดีแล้วยังท่าทางจะปากเสียเหมือนเดิมอยู่เลย”
เจ้ามอต้นหรี่ตา ยกมือขวาขึ้นมาทาบอกซ้ายตัวเองก่อนจะยิ้มมุมปาก
“อ้าว นี่คุณไม่รู้เหรอ หมอเค้าใช้หัวใจดวงเก่าของเจ้าพี่นะ” เจ้าคนน้องว่ายิ้มๆ
นักเขียนทำหน้าเหวอ “..คุณพูดจริง...”
“อือ..” เจ้ามอปลายตอบรับเสียงสูงในคอ “ตอนแรก หมอก็คิดว่าจะต้องเปลี่ยนหัวใจดวงใหม่ให้เลยนั่นล่ะ เพราะว่าจากการวินิจฉัยรอบแรกหัวใจเจ้าพี่เสียหายหนักเกินไปจากแรงกระแทก แต่พอเปิดออกมาดูจริงๆหมอท่านมีวินิจฉัยใหม่ว่ากล้ามเนื้อหัวใจที่ฉีกขาดมันยังพอซ่อมแซมตัวเองได้อยู่ ปัญหาใหญ่คือลิ้นหัวใจที่หยุดทำงาน ท่านก็เลยตัดสินใจในนาทีสุดท้ายว่าจะลองซ่อมเจ้าพี่ดู เพราะเจ้าพี่ยังอายุน้อย อีกอย่าง หัวใจดวงนี้ก็พยายามที่จะมีชีวิตอยู่ เจ้าพี่ก็ยังไม่ยอมหยุดหายใจจนนาทีสุดท้าย หมอท่านก็เลยตัดสินใจว่ามาลองพยายามไปด้วยกัน”

นักเขียนไม่รู้ตัวว่าน้ำตากำลังไหลออกมา

เพราะเข้าใจมาตลอดว่าเจ้ามอต้นที่กลับมามีชีวิตอยู่ตรงหน้าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้อีกแค่ไม่กี่ปีหลังจากนี้เพราะหัวใจที่ใส่เข้าไปใหม่มันสามารถเต้นต่อไปได้อีกแค่ไม่กี่ปีตามข้อจำกัดของมัน

“หัวใจ ดวงเดิม ถ้าอย่างนั้น..” นักเขียนเสียงสั่น “ก็หมายความว่าไม่ใช่ แค่ 5 ปี.. หรือ 10 ปี แต่คุณจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ ใช้ชีวิตได้เรื่อยๆเหมือนคนปกติ ..เหมือนเดิม..”
รัชทายาทผู้พี่เลิกคิ้วแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนน้องที่ยืนอยู่ข้างเตียง “เห็นหมอบอกว่าพี่อยู่ได้อีกเป็นร้อยปีแหนะ เนอะ”
“อื๊อ ครับ”
“เจ้ามอต้น!! ไอ้คนบ้าเอ๊ย!!”
นักเขียนหัวเราะทั้งน้ำตาก่อนจะพุ่งเข้าไปหาคนที่ยักคิ้วให้กวนๆอย่างดีใจที่สุดในชีวิต
“เดี๋ยวๆๆๆๆใจเย็นครับคุณเดี๋ยวพี่ผมได้ตายจริงๆหรอก” เจ้ามอปลายพุ่งเข้าไปรวบนักเขียนเอาไว้ได้ทันก่อนคนนั้นจะพุ่งลงไปใส่พี่เขาที่นั่งพิงหมอนตาเหลือกอยู่บนเตียง เพราะนักเขียนเล่นพุ่งเข้าไปใส่โดยไม่ดูสภาพว่าพี่เขารับแรงตัวเองได้รึเปล่าเลย
นักเขียนกอดเจ้ามอปลายแน่นแทนการกอดเจ้าคนพี่ สายตาที่พร่ามัวไปด้วยน้ำตามองข้ามไหล่คนน้องไปหาเจ้ามอต้นพร้อมกับเอาหลังมือยกขึ้นมาป้ายน้ำตาที่ไหลพลั่กๆไม่ยอมหยุด
“คุณมันคนกวนประสาทชอบทำให้ผมร้องไห้บ้าๆบอๆอยู่เรื่อย จำเอาไว้เลยนะ คุณหายดีเมื่อไหร่ผมจะฟัดคุณให้ยับเลยเจ้ามอต้น”
“เอ่อ..” เจ้ามอต้นโยกตัวหนีไปติดที่กั้นขอบเตียงอีกด้าน “ขนาดผมป่วยอยู่ คุณยังคิดจะทำอะไรลามกกับร่างกายผมอีกนะ คุณนี่มันเกินเยียวยาแล้วผมว่านักเขียน ไปหาหมอเหอะ เผื่อหมอให้ยามากิน”
“ไอ้บ้า.. ไม่ได้หมายความว่าจะเอา หมายความว่าฟัดน่ะ ฟัดก็คือฟัดโว้ย” นักเขียนทั้งหัวเราะทั้งด่าอยู่กับไหล่เจ้ามอปลาย

มีแรงทะเลาะกับเขาแบบนี้ อีกไม่นานคงหายดี

“....”

..หัวใจ ที่ฝังอยู่ในอกซ้ายของคนๆนี้ ก็ยังเป็นหัวใจดวงเดิมสินะ..

หัวใจดวงเดิมที่สามารถเต้นต่อไปได้เรื่อยๆตามอายุขัยของมนุษย์

“ฮึก ก.. ดีจังเลย ที่แค่ซ่อม ไม่ได้เปลี่ยนหัวใจ”


..ดีจัง..




ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

(ต่อ)



“คุณนี่ก็อึดดีนะ ตายยากแล้วยังฟื้นตัวเร็วพอๆกับเจ้ามอต้นอีก ยีนส์ของพวกคุณนี่ทำมาจากอะไรกันอยากรู้จริงๆ”
พัดลมนั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยอย่างเช่นทุกครั้งหลังจากพยาบาลมาเก็บอาหารมื้อเที่ยงออกไปเรียบร้อยแล้ว
“......” พีรวิชญ์รู้จากพยาบาลว่าพัดลมเป็นคนถ่ายเลือดเพื่อให้เขาผ่าตัดวันนั้น
คนเกลียดกัน ไม่เคยชอบขี้หน้ากัน และชาตินี้ก็คงไม่มีทางญาติดีกัน ไม่คิดว่าจะมีวันที่เลือดของผู้ชายตัวเล็กๆที่นั่งทำท่าทางเบื่อหน่ายอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยมาไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขาอย่างเช่นตอนนี้
“มองเพื่อ? บอกก่อนนะถ้าคิดอะไรชั่วๆอีกล่ะก็พ่อจะเอาหมอนกดหน้าให้ขาดใจตายคาเตียงนี่เลย ไม่ใจอ่อนเหมือนไอ้นักเขียนนะ หึ หึ...”
พีรวิชญ์ถอนหายใจ
เพื่อนรักของนักเขียนเกลียดเขาเข้าใส้
ก็แหงล่ะ ดูที่เขาทำลงไปแต่ละอย่าง มันเลวร้ายเกินกว่าใครจะมานั่งยกโทษให้ได้ทั้งนั้นล่ะ
“นักล่ะ ยังไม่มาเหรอ” ถามเสียงอ่อนล้า ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา เขายังไม่เคยได้คุยอะไรกับนักเขียนเลย
แต่ก็รู้ว่านักเขียนเข้ามาเยี่ยมทุกวัน แต่คนตัวเล็กก็แค่มานั่งเงียบๆแล้วก็กลับออกไป บางครั้งเขาลืมตาขึ้นมาตั้งใจจะพูดคุย แต่พอเห็นว่าเขาตื่นอยู่นักเขียนก็ลุกเดินออกไปจากห้องทันทีไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหน้าคนป่วย
สิ่งเดียวที่เหมือนจะยังพูดกับเขาคือดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ที่ราวกับกำลังเอ่ยเรื่องเศร้าออกมาตลอดเวลาครึ่งชั่วโมงที่นักเขียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง

..ตัวเมียของจ่าฝูงกำลังร้องไห้
สมบัติของอัลฟ่าที่ถูกเขาไล่ต้อนไปจนสุดขอบเหวกำลังถูกความรู้สึกผิดบาปครอบงำอย่างน่าสงสาร

“วันนี้เจ้ามอต้นย้ายออกจากไอซียูวันแรกน่ะ นักคงอยู่กับเจ้ามอต้นเจ้ามอปลาย” พัดลมตอบปัดๆ ท่าทางรำคาญแต่ก็ไม่มากเท่าก่อนหน้านี้ เพราะยังไงคนตรงหน้าก็เพิ่งลอดอุโมงค์นรกมาหมาดๆ “แต่มันรู้นี่ ว่าคุณบินกลับไปรักษาตัวต่อที่ไทยวันนี้ เดี๋ยวมันก็คงมาลาคุณที่นี่นั่นล่ะ มันคงไม่ไปส่งคุณที่สนามบินหรอก เดี๋ยวเจอเมียคุณแล้วจะยุ่งยากเปล่าๆ นี่ปิดข่าวไว้ได้ขนาดนี้ดีแค่ไหน ถ้าเส้นเจ้ามอปลายไม่ใหญ่พอป่านนี้นักข่าวเอาไปเขียนข่าวกันสนุกสนานใส่สีตีไข่จนเพื่อนผมเละเทะไปหมดแล้ว”
พอพูดถึงพระญาติผู้น้องทั้งสองพระองค์แล้วพีรวิชญ์ก็ก้มหน้าลงมองมือของตัวเองทั้งสองข้าง
วันนั้น วันแข่งม้าในรอบ Cross Country นั้น.. เศษน้ำตาลที่เขาปัดออกจากมือก่อนจะทำหน้าซื่อนั่งลงเคียงข้างพระญาติพระองค์น้องหลังจากเอาน้ำตาลก้อนที่คลุกกับยาบางอย่างที่ออกฤทธิ์ตามเวลาและสลายไปเองตามฉี่ของม้าให้เจ้าฟาโรห์กินก่อนจะถูกพาลงสนาม

..เศษน้ำตาล ที่เหมือนกับเศษเสี้ยวสายสัมพันธ์ของพี่น้องที่เขาเป็นคนปัดมันทิ้งด้วยมือของตัวเอง
 
ซ้ำหลังจากนั้น เจ้าชายพระองค์เล็กยังสั่งให้ระงับการสอบสวนสืบสวนเกี่ยวกับการที่ม้าถูกวางยาจนกว่าเจ้าตัวจะออกคำสั่งว่าให้สืบสาวราวเรื่องหาตัวคนทำผิดต่อได้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ และไม่มีใครกล้าทำอะไรเพราะผู้ที่กุมอำนาจของเจ้าชายทั้งลำดับที่สองและสามอยู่ในมือตอนนี้คือเจ้ามอปลายแต่เพียงผู้เดียว หากใครฝ่าฝืนคิดทำนอกคำสั่งรัชทายาทลำดับที่สามประกาศเอาไว้แล้วว่าต้องโทษประหารชีวิตฐานคิดทำการมิชอบต่อรัชทายาทเพียงสถานเดียว
“พัดลม”
คนถูกเรียกสะดุ้ง “อะไร?”
“เธอคิดว่าทำไมเจ้ามอปลายถึงไม่ให้สืบสวนคดี ทั้งที่ถ้าตรวจกล้องวงจรปิดแถวคอกม้าดูก็รู้แล้วว่าฉันเป็นคนทำ”
“......”
บรรณาธิการตัวเล็กเอามือประสานกันบนหน้าตักตัวเองแล้วหรี่ตามองคนถาม
“จะเหตุผลอะไรก็คงไม่ใช่เพราะเจ้ามอปลายเห็นแก่ที่คุณเป็นพี่แน่นอน” หัวเราะเหอะในคอ “ทำพี่เค้าซะขนาดนั้น เค้าคงไม่ได้สั่งระงับมันเพราะกลัวคุณถูกตัดหัวหรอก แค่อยากรอให้พี่ชายหายดีแล้วเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้เองนั่นล่ะ”
พัดลมคิดแบบนั้นจริงๆ เจ้ามอปลายน่าจะกดหยุดเวลาเอาไว้ เพื่อรอให้เจ้าชายคนพี่ฟื้นขึ้นมาตัดสินใจต่อเองมากกว่า
พีรวิชญ์นั่งเงียบ พัดลมรู้สึกว่าต้องพูดอะไรกับเรื่องนี้ซักหน่อยเลยตัดสินใจหันหน้าไปคุยกับคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยตรงๆ
“ผมถามคุณจริงๆนะ คุณคิดจะฆ่าน้องคุณได้ลงคอจริงๆเหรอ ผมก็พอจะซึมซับอยู่หรอกว่าคุณมันชั่วช้าสารเลวแค่ไหน แต่ผมไม่นึกว่าคุณจะเลวถึงขั้นฆ่าน้องตัวเองได้ ..ตอนนั้นคุณคิดอะไรอยู่กันแน่”
“.......”
พีรวิชญ์มองมือตัวเองที่บีบเข้าหากันหลังฟังคำถามจนจบ
“ฉันแค่จะทำให้เขาเจ็บตัว แค่จะขู่ให้นักกลัวแล้วยอมกลับไปด้วยกัน.. แต่ปากมัน ..”
“อยากเอาชนะ?”
พีรวิชญ์ถอนหายใจยาวๆแทนการตอบรับ
“ฉันไม่ได้มีความคิดจะฆ่าใคร ไม่ได้อยากทำร้ายใครด้วยซ้ำ โดยเฉพาะนักเขียน ..”
พัดลมมองใบหน้าของคนที่ไม่เคยถูกชะตาด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูกเป็นครั้งแรก

พีรวิชญ์กำลังร้องไห้

“ทุกๆอย่างมันเริ่มจากฉัน ถ้าวันนั้นฉันไม่ลังเลเรื่องสถานะทางสังคมจนตัดสินใจนอนกับคุณอลิศ.. จนเธอท้องแล้วกลายเป็นเชือกผูกตัวฉัน ..เรื่องมันคงไม่เป็นแบบนี้”
น้ำตาเม็ดใหญ่ร่วงลงไปบนหลังมือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนผ้าห่มของโรงพยาบาล

“ฉันมันโง่ ..โง่มากเลยใช่ไหมพัดลม ทั้งที่ฉันแค่มีนักเขียนให้รักฉันก็โชคดีแค่ไหนแล้ว ฉันยังโลภมาก อยากให้เขาเดินไปตามเส้นทางที่ตัวฉันกำหนดขึ้นมาอีก”

“คุณไม่ได้โง่ แต่คุณแค่เห็นแก่ตัวมากไป จนอะไรๆมันกลายเป็นแบบนี้ต่างหาก”

พีรวิชญ์ก้มหน้าอย่างยอมรับในความผิดทั้งหมด
“ฉันจะบอกตำรวจ ว่าฉันเป็นคนวางยาม้า”
“ถ้าพี่พูดกับตำรวจ ผมก็จะพูดเหมือนกัน”
ทั้งสองคนหันไปมองนักเขียนที่เปิดประตูเดินเข้ามาตอนไหนไม่รู้
“ถ้าพี่บอกตำรวจว่าพี่วางยาม้า ผมก็จะบอกตำรวจว่าผมตั้งใจผลักพี่ลงมา”
พัดลมรีบเดินไปหาเพื่อนที่มีสีหน้าเรียบนิ่ง “ไอ้นัก กูบอกมึงแล้วไงว่า—”
“ความจริงยังไงมันก็คือความจริง ถ้าพี่สารภาพว่าพี่เป็นคนทำ ผมก็ควรสารภาพเหมือนกัน เรารับผิดชอบการกระทำของตัวเองแบบลูกผู้ชายกันเถอะครับ ..พี่..”
พีรวิชญ์กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ท่าทางของนักเขียนไม่ได้ล้อเล่นหรือกำลังตัดพ้อ แต่นักเขียนกำลังพูดจริง และแน่นอนว่าสายตาคู่นั้นตั้งใจจะทำในสิ่งที่พูดออกมาจริงๆ
“นัก พี่ยอมนะ ถ้าพี่ตายแล้วมันชดใช้คืนให้กับนัก กับเพื่อนนัก กับเจ้ามอต้นเจ้ามอปลายได้บ้าง แต่พี่ทนเห็นนักเข้าไปอยู่ในนั้นไม่ได้หรอก อีกอย่าง พี่ก็พลัดตกลงมาเองด้วย นักไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบเรื่องนี้”
นักเขียนขมวดคิ้ว “ตกลงมาเอง? พี่พูดอะไรครับ”
พีรวิชญ์ถอนหายใจเบาๆเอาหลังมือป้ายน้ำตาออกจากแก้มตัวเองพร้อมกับสูดจมูกก่อนจะเงยหน้ามองนักเขียน
“เรื่องอุบัติเหตุน่ะ พี่คุยกับตำรวจไปตั้งแต่วันก่อนแล้ว ว่าพี่พลัดตกบันไดลงมาเอง กล้องวงจรปิดตรงนั้นก็เสีย ไม่มีอะไรเป็นหลักฐานว่านักผลักพี่หรอก ต่อให้นักพูดอะไรตอนนี้มันก็ไม่มีประโยชน์แล้ว เพราะพี่คุยกับตำรวจไปหมดแล้วว่าตอนนั้นเราทะเลาะกันแล้วนักแค่จะป้องกันตัวเลยผลัก แต่พี่ตกลงมาเองเพราะยืนอยู่หมิ่นบันไดพอดี”
นักเขียนอึ้ง แต่พัดลมมองคนบนเตียงผู้ป่วยด้วยสีหน้าเรียบๆ
“พี่ทำแบบนี้ทำไม ความจริงเป็นยังไง พี่รู้ดี ผม—“
“ความจริงคือพี่วางยาม้าเจ้ามอต้น ทำให้เชื้อพระวงศ์ที่เป็นถึงรัชทายาทเกือบถึงแก่ความตาย โทษของสิ่งที่พี่ทำคือประหารชีวิต ไม่มีโทษสถานเบาใดๆ นี่แหละความจริง”
นักเขียนหันไปมองหน้าพัดลม เขามั่นใจว่าเพื่อนต้องพูดอะไรกับพีรวิชญ์ระหว่างที่มานั่งเฝ้าบ่อยๆแน่ๆ
แต่ยังไม่ทันจะได้พูดคุยอะไรกันต่อ เสียงเคาะเบาๆที่ประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับพยาบาลและเจ้ามอปลายเข็นรถเข็นพาเจ้ามอต้นเข้ามาในห้อง
“ฝ่าบาท..” พีรวิชญ์รู้สึกตัวชาๆพอได้เจอหน้าคนสองคนที่ตัวเองร้ายใส่ไปมากมายอีกครั้ง
“กำลังคุยอะไรสำคัญกันอยู่รึเปล่าครับ?” เจ้ามอปลายมองนักเขียนทีมองญาติผู้พี่ที
“นักเขียนแค่มาลากระหม่อมก่อนกระหม่อมเดินทางกลับเฉยๆพะยะค่ะ” พีรวิชญ์เสียงเบา เขาไม่อาจสบตาเจ้ามอต้นหรือเจ้ามอปลายได้เลยในตอนนี้ มันละอายกับทุกอย่างที่ได้ทำเอาไว้กับน้องตัวเองจนอยากแทรกพื้นหนี
นักเขียนรีบเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างรถเข็นเจ้ามอต้นพร้อมตีหน้ายุ่งขมวดคิ้วใส่ “คุณออกจากห้องทำไม! ทางเดินโรงพยาบาลมีแต่เชื้อโรค อยากติดเชื้อเหรอคุณนี่”
เจ้าชายคนพี่ยักคิ้วกวนๆใส่ก่อนจะใช้มือขวาที่อยู่ใกล้ยกขึ้นปัดปลายจมูกนักเขียน
“คุณพยาบาลบอกว่าผมออกมาประเดี๋ยวเดียวพอได้ ไม่ได้ป่วยใกล้ตายขนาดนั้นซักหน่อย ผมผ่าหัวใจแล้วแผลก็เย็บปิดอยู่ด้วย ไม่ได้ผ่าเปิดสมองนะคุณจะได้ออกนอกห้องไม่ได้เลยน่ะ”
“แต่..”
“อย่าบ่นเยอะๆ ผมยังเหนื่อยอยู่ ไม่มีแรงจะเถียงสู้คุณหรอก เอาไว้ผมหายดีแล้วค่อยทะเลาะกันดีกว่า แต่ตอนนี้ พวกเราขอคุยกันตามลำพังพี่น้องซักครู่นึงนะ”
นักเขียนเงยหน้าขึ้นมองเจ้ามอปลายที่ยืนอยู่ข้างรถเข็นพี่ เจ้าช่ายผู้อ่อนหวานยังมีใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มแสนใจดีเหมือนอย่างที่เคยเป็นส่วนคนพี่ที่ชอบทำหน้านิ่งใส่เขาถึงจะยังดุเหมือนเดิมแต่น้ำเสียงกับสายตาคู่นั้นดูอ่อนโยนลงกว่าเมื่อก่อนมาก
พอหันไปมองคนที่เคยรัก พีรวิชญ์ก็ส่งรอยยิ้มของคนที่แพ้ให้กับโชคชะตาอย่างหมดสภาพมาให้พวกเขาทั้งสามคน
พัดลมกระตุกแขนนักเขียน
“มึง เราออกไปรอข้างนอกกันก่อนดีกว่า”
“อ อืม..” นักเขียนลุกขึ้นยืน “งั้น ผมกับพัดลมไปรอข้างนอกนะ”
“อื้ม  หืมมมม!? .... อะไรของคุณนักเขียน” เจ้ามอต้นไม่ทันหลบเพราะไม่รู้นักเขียนจะกดปลายจมูกฉกเข้ามาหอมที่แก้มเขาตอนยืนขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคนทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน “ทำอะไรของคุณ เกิดคุณมีเชื้อโรคผมจะตายมั๊ยน่ะ”
นักเขียนหัวเราะ “ไหนว่าไม่ได้ผ่าเปิดสมองไงครับ ขี้งกไปได้” พูดจบก็ก้มลงไปหอมหนักๆอีกรอบ ครั้งนี้นักเขียนหอมเพราะหมั่นเขี้ยวและหาโอกาสแบบนี้มานานตั้งแต่เห็นแก้มขาวๆนั้นโผล่ออกมานอกผ้าปิดจมูกมันอยากจะจูบจะฟัดให้ขึ้นรอยแดงเหมือนเวลาเขาฟัดเจ้ามอปลายคนน้อง
“ไปๆ ออกไปเลย คุณบรรณาธิการ ฝากพาเพื่อนไปเอายาระงับอาการที่หมอด้วย อาการหนักมาก และเริ่มน่ากลัว ลองตรวจร่างกายดูด้วยก็ดีเผื่อต้องกักโรคซักวันสองวัน”
เจ้ามอต้นโบกมือไล่ แต่ใครมองก็เห็นว่าหน้าขาวซีดของรัชทายาทที่สองกำลังแดงก่ำเพราะไม่เคยมีใครกล้าหอมเจ้ามอต้นแบบนั้นมาก่อน แม้แต่เจ้ามอปลายผู้น้องก็เถอะ
“ปากเสียอีกละ หายดีก่อนนะจะจับจูบให้เข็ด” นักเขียนจิ๊ปากแล้วยังไม่วายไหลไปจุ้บแก้มเจ้าคนน้องที่ยืนอมยิ้มอยู่ข้างพี่โดยที่ไม่ได้ระวังตัวเช่นกัน

“รอหน้าห้องนะคะ”

“......”

แน่นอนว่า เจ้าชายคนน้องไม่ได้หน้าแดงเพราะถูกหอม แต่หน้าแดงเพราะคำพูดที่บอกชัดว่านักเขียนมองเขาแบบไหนในตอนนี้ต่างหาก

..ชักไม่อยาก ตาบอดแล้วสิครับ อยากได้ตามาเปลี่ยนเร็วๆแล้วสิมอปลาย เหมือนว่าพอตาเริ่มมองได้น้อยลงและป้องกันตัวไม่ได้ นักเขียนดูอันตรายและพร้อมจะล่าเขามากขึ้นทุกวัน..

..งือ เจ้าพี่ช่วยน้องด้วยT^T..หมาป่ามันจิกินน้องแหล่วววว

เจ้ามอต้นมองมือของคนน้องที่ดึงเสื้อเขายิกๆเหมือนมีเรื่องฟ้องอะไรซักอย่างก่อนจะหัวเราะ
เขาพอดูออก ว่านักเขียนไม่ได้จะยอมอยู่ใต้น้องเขานานหรอก แค่พวกหลอกล่อเก่ง พอน้องเขาตกหลุมพรางก็จะขยันจับกิน

และเขาเดาไม่ผิดแน่นอน

“คุณพี่จะกลับเย็นนี้ใช่มั๊ยครับ” เจ้ามอต้นเป็นฝ่ายเริ่มคุยพอนักเขียนกับพัดลมเดินออกจากห้องไปแล้ว
“พะยะค่ะ ภรรยากับคนที่ไทยเพิ่งทราบข่าว และกำลังเตรียมการเดินทางเพื่อมารับ” พีรวิชญ์ยังไม่กล้าสบสายตาเจ้ามอต้นตอนตอบคำถาม
“ร่างกายคุณพี่เป็นยังไงบ้าง เดินทางได้อยู่เหรอ ถ้ายังเสี่ยงกระทบกระเทือนน้องว่าคุณพี่รักษาตัวให้ดีขึ้นก่อนแล้วค่อยกลับดีกว่าไหม จะได้ไม่เป็นอันตรายเพราะการเดินทาง เดี๋ยวอาการจะยิ่งบาดเจ็บหนักไปอีก” เจ้ามอต้นไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับส่วนใดของเตียงหรือญาติผู้พี่ เพราะต่างคนต่างต้องระวังตัวเองอยู่เพราะต่างก็เป็นผู้ป่วยเลยคุยกันแบบห่างๆ
“กระหม่อมเดินทางไหวพะยะค่ะ ร่างกายไม่แย่มากอย่างตอนแรก ไม่เป็นอัมพาต เพียงแค่กระดูกช่วงคอยังต้องระวังเป็นพิเศษเพราะมีรอยแตก ส่วนอื่นดีขึ้นมากแล้ว ขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วง แต่กระหม่อมอยากกลับไปรักษาตัวที่บ้านเพราะภรรยาของกระหม่อมเธออยากคอยดูแลที่นั่นมากกว่าการเดินทางมาที่นี่ เพราะงานของเราสองคนที่ตอนนี้เธอต้องแบกรับอยู่คนเดียวด้วยเลยไม่สะดวกนักหากเธอจะเดินทางมาไกล อีกอย่าง ลูกของเรา.. กำลังบอบบางมาก กระหม่อมไม่อยากให้เธอนั่งเครื่องบินเกินความจำเป็นพะยะค่ะ มันเสี่ยงการกระทบกระเทือน” พีรวิชญ์สีหน้าหมองลงอย่างคนที่รู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นผู้ชายที่แย่แค่ไหน
เจ้ามอต้นกับเจ้ามอปลายถอนหายใจพอเห็นญาติผู้พี่ที่เหมือนถูกความเลวร้ายครอบงำเพียงเพราะความรักลืมตาขึ้นมาได้อีกครั้งพร้อมกับชีวิตหลังความตาย
“ที่ผ่านมา กระหม่อมเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำทุกอย่างตามที่ตัวเองคิดว่าดีและถูกต้องที่สุด สิ่งไหนที่คิดว่าใช่ของตัวเองก็จะคว้าเอาไว้อย่างสุดกำลังโดยไม่คำนึงถึงผลร้ายที่จะเกิดตามมา จนลืมไปว่า การกระทำของกระหม่อมมันจะส่งผลกระทบกับใครบ้าง”
พระญาติผู้น้องพระองค์เล็กส่งสายตาอาทรไปให้ญาติผู้พี่ แต่มืออ่อนนุ่มยังคงวางบนไหล่เจ้ามอต้นและบีบเบาๆเพื่อย้ำว่าเขายืนอยู่กับพี่เสมอไม่ว่าจะเจอเรื่องร้ายหรือดีจากใครก็ตามแต่

“กระหม่อมทำความผิดร้ายแรงจนไม่อาจขอประทานอภัย ..แต่ก่อนจะรับโทษนั้นกระหม่อม—”

..อยากเห็นหน้าลูก..

เจ้ามอต้นมองญาติผู้พี่ที่น้ำตาร่วงลงมาบนผ้าห่มสีขาวก่อนจะถอนหายใจเบาๆแล้วสะกิดให้เจ้ามอปลายช่วยดันรถเขาไปใกล้ๆเตียง
รัชทายาทองค์เล็กมองไม่ค่อยเห็นแต่เก่งเรื่องการจดจำและใช้สัณชาติญาน แม้จะไม่คล่องเหมือนพยาบาลช่วยเข็นให้แต่ก็ไม่ได้ติดขัดอะไรเพราะเข็นไปแค่ระยะสั้นๆ
รถเข็นมาหยุดอยู่ข้างเตียง คนป่วยที่มีแผลผ่าตัดตรงหน้าอกเอื้อมมือไปวางบนหลังมือของคนป่วยที่ดามเฝือกอันใหญ่ไว้ที่คอก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้เคียดแค้นใดๆในตัวของญาติผู้พี่คนนี้เลย

“เราต่าง ก็เจ็บหนักกันพอแล้ว มาถอยกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรากันใหม่ดีไหมครับ”

พีรวิชญ์มองพระญาติผู้น้องทั้งน้ำตา
“น้องก็อยากเห็นหน้าหลาน น้องมอปลายก็อยากมีความสุข เราทุกคนต่างไม่อยากรู้สึกแบบที่รู้สึกอยู่ตอนนี้”
“ฝ่าบาท..”
“อะไรที่มันแล้วไปแล้วก็ปล่อยให้มันแล้วไปเถอะครับ อีกไม่กี่วันน้องก็หายดี ส่วนฟาโรห์มันม้าดีดกะโหลก ตอนนี้คงหายดีรอให้น้องกลับไปขี่อยู่ที่คอกแล้วล่ะ คุณพี่ควรคิดเรื่องรักษาตัวให้หายเพื่อที่จะกลับไปเป็นสามีที่ดี และเป็นคุณพ่อที่ดีของหลานน้อง ดีกว่านะครับ อะไรที่มันหนักหนาสาหัสก็ปล่อยวางมันลงเถอะ น้องกับน้องมอปลายก็เหนื่อยแล้วเหมือนกัน”
รัชทายาทลำดับที่สองและสามยิ้มให้พีรวิชญ์ด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกันใต้ผ้าปิดจมูกสีขาวบางๆ
“บางครั้ง เราก็ทำพลาด เพียงเพราะความคิดชั่ววูบเท่านั้น แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะแก้ไขมันให้กลับมาดีที่สุดสำหรับทุกคนไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ คุณพี่ยังมีอนาคตอีกไกล น้องกับน้องมอปลายก็เช่นกัน ..นักเขียนเองก็เช่นกัน”
พีรวิชญ์มือสั่น สายสัมพันธ์พี่น้องที่เขาปัดมันทิ้งเองกับมือ กลับถูกเจ้ามอต้นถักทอกลับคืนมาอีกครั้งอย่างอ่อนโยนและเข้มแข็งในคราเดียวกัน

“กลับไปรักษาสุขภาพร่างกายให้หายดี แล้วมีหลานน่ารักๆ รอน้อง น้องมอปลาย แล้วก็นักเขียนไปเยี่ยมนะครับ”

มันคือประโยคบอกชัด ว่าตัวเขานั้นแพ้แล้ว ในเกมส์บ้าๆนี้

รัชทายาทสองพี่น้อง ไม่ยอมปล่อยมือจากนักเขียนแน่นอน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

..ละอายใจ ที่เจอนักเขียนก่อนใคร แต่กลับไม่รู้คุณค่าและวิธีรักษาเอาไว้..

“พระองค์.. กระหม่อม..”
เจ้ามอต้นหัวเราะพอเห็นญาติผู้พี่น้ำตาร่วงเผาะๆหลังจากนิ่งไปครู่ใหญ่
“เอ้า ไม่ร้องสิครับ น้องไม่มีแรงลุกขึ้นไปเช็ดน้ำตาให้นะ หรือถ้าให้น้องมอปลายเช็ดอาจจะพลาดทำคอคุณพี่หักขึ้นมาก็ซวยเลย นี่ไม่รู้ว่ามองไม่ชัดหรือโก๊ะกันแน่”
“เอ๊า เจ้าพี่...” คนน้องหันมาทำหน้างอใส่ “ทำไมว่าน้องล่ะครับ พูดแบบนี้เดี๋ยวขากลับน้องเข็นรถเจ้าพี่เอง จะไม่ให้เฉียดผนังเลยคอยดู!” เจ้ามอปลายโวยวาย
“ไม่เฉียดผนังแต่จะเข็นพี่ลงบันไดเลยใช่มั๊ย?”
“เจ้าพี่.....” รัชทายาทผู้น้องคราง
“ฮ่าฮ่าฮ่า” พีรวิชญ์หัวเราะทั้งน้ำตา

..อบอุ่น มากเหลือเกินนะพะยะค่ะ สายสัมพันธ์ของสองพระองค์..

“พระองค์โชคดีเหลือเกินนะพะยะค่ะ ที่ได้เกิดมาเป็นคู่กัน” พีรวิชญ์อยากมีแรงพอจะลุกไปกอดสองคนนั้นเอาไว้ด้วยมือคนละข้างเหมือนอย่างวัยเด็กที่ยังจำได้เลือนลางตอนคุณปู่ของเขาพามาเยี่ยมราชวงศ์

คำว่า ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน แท้จริงนั้นอาจส่งผลให้ได้เกิดมาเคียงคู่กันตั้งแต่ยังเป็นแค่วุ้นอันเล็กๆตราบจนลมหายใจสิ้นสุด

ดังเช่นผู้เป็นสองรัชทายาทแห่งอโยธยาคู่นี้




“คุณอยากไปส่งคุณพี่มั๊ยนักเขียน คุณไปได้นะ” เจ้ามอปลายพูดขึ้นตอนที่ออกมาจากห้องแล้วนักเขียนเข้ามาช่วยเข็นรถเจ้ามอต้นพากลับขึ้นไปยังห้องพักฟื้นที่อยู่ชั้นบน
“ส่งแค่ที่นี่ล่ะครับ ที่เหลือให้ภรรยาเค้าจัดการดีกว่า” นักเขียนยิ้มให้ตัวเอง “รอให้ทุกอย่างมันดีขึ้นกว่านี้ ค่อยว่ากันอีกที”
นักเขียนดันรถเข็นเข้าไปในลิฟท์ก่อนจะหมุนกลับลำหันหน้าหาประตู
“อื้ม ตามใจคุณแล้วกัน”
เจ้ามอปลายวางมือทับมือของนักเขียนที่จับอยู่บนรถเข็น ทั้งสองคนมองหน้ากัน ก่อนจะค่อยๆยิ้มให้กันหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องต่างๆมาหลายวัน
คนที่นั่งเพลียๆอยู่บนรถเข็นกลอกตามองภาพสะท้อนในกระจกลิฟท์

“ในลิฟท์โรงพยาบาลเค้าห้ามจูบกัน”

นักเขียนกับเจ้ามอปลายชะงักก่อนจะหัวเราะ

“เดี๋ยวเถอะ..” คนพี่บ่นพึมพัมกับความโอนอ่อนของน้องเขาที่มันเริ่มไหลไปเข้าทางเจ้านักเขียนนิยายลามกมากขึ้นเรื่อยๆ
นักเขียนเอานิ้วไปดันข้างแก้มเจ้ามอต้นอย่างหมั่นเขี้ยว ยอมรับว่าตั้งแต่เจ้าชายคนพี่ฟื้นขึ้นมาทำหน้าซีดๆแดงๆใส่เขาก็อยากโดดเข้าไปฟัดเจ้าตัวให้ทุกวัน
“มึงหิวยัง เดี๋ยวส่งเจ้ามอต้นกลับไปพักผ่อนแล้วเราไปหาอะไรกินกัน” นักเขียนหันมาถามเพื่อน
“ก็ นิดหน่อยอะ” ไม่หน่อยหรอก พอนักเขียนถามพยาธิในท้องเขามันก็ดี๊ด๊าๆขึ้นมาทันทีเลย
“งั้น เดี๋ยวเราพาเจ้าพี่กลับไปพักผ่อนรอคุณแม่มาเปลี่ยน แล้วไปหาอะไรทานกันดีกว่า”
“อื้ม เอาแบบนั้นก็ได้ครับ”
“เจ้าพี่หายเร็วๆนะครับ จะได้ไปทานของอร่อยๆกัน” เจ้ามอปลายก้มลงพูดกับเจ้าคนพี่ที่ตาปรือๆเพราะเริ่มเหนื่อย
“อืม ..”
“ถ้าคุณยังไม่รีบหายนะ ผมจะพาเจ้ามอปลายกลับบ้าน ไปหาพ่อแม่ผม อย่างเจ้ามอปลายนี่แม่ผมหลงตายแน่เลย ส่วนคุณ ค่อยตามไปทีหลังแล้วกัน”
คนที่นั่งทำตาปรือมองผ่านกระจกในลิฟท์แล้วทำเสียงเข้ม
“ใครอนุญาติให้ไป ถ้าผมไม่ไปด้วย ใครก็พามอปลายไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น กล้าขัดคำสั่งรัชทายาทสินักเขียน จะได้โดนจับขัง แต่ดีเหมือนกันนะ คนดื้อๆแบบคุณนี่ให้ไปนอนเล่นในคุกซักวันสองวันน่าจะดีเหมือนกัน”
นักเขียนก้มลงจูบปิดปากคนป่วยผ่านผ้าปิดปากอย่างรวดเร็วชนิดที่คนป่วยก็หลบไม่ทัน

“พูดมาก เดี๋ยวเอาเชื้อโรคแพร่ใส่ซะหรอก”

เจ้าชายคนพี่อ้าปากค้างพูดไม่ออก ส่วนเจ้ามอปลายหัวเราะพอเห็นว่านักเขียนเริ่มทันกันกับพี่เขาแล้ว
“ข้อมูลของคุณหมอในเน็ตบอกไว้ว่า ช่วงนี้คุณห้ามยั่ว ห้ามอ่อย ในระยะ 4-6 สัปดาห์ คุณจะอดงั่มผม และผมก็งั่มคุณไม่ได้ เพราะงั้นห้ามมาอ่อยกันเด็ดขาด ผมความอดทนต่ำ ถ้าผมปล้ำคุณจนแผลคุณเปิดคุณต้องโทษตัวเองก่อนเลยที่มายั่วกิเลสผมเอง”
เจ้ามอต้นเอามือกุมขมับ นักเขียนหันไปยิ้มหวานใส่เจ้ามอปลายที่ส่ายหน้าขำๆในคำพูดเขา
“ส่วนคุณ หมอไม่ได้ห้าม ผมงั่มคุณได้ เพราะงั้น..”
เจ้ามอปลายเอามือแปะปากนักเขียนทันควัน

“ไม่ครับ จนกว่าเจ้าพี่จะหาย ถ้าคุณรังแกผม ผมสั่งขังคุกคุณแน่นักเขียน”

“.....”

“ผมพูดจริงๆ” เจ้าคนน้องทำเสียงเข้มพร้อมกับขมวดคิ้วบอกนักเขียนว่าเขาเอาจริง
“ชิ..”



“น้องไปทานข้าวก่อนนะครับ เดี๋ยวกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะกลับมา” เจ้ามอปลายดึงผ้าห่มขึ้นห่มให้เจ้าคนพี่ที่กลับขึ้นมานอนบนเตียงเรียบร้อยตามเดิม
“อื้ม ฝากแวะดูฟาโรห์ด้วยนะ ได้ยินว่างอแงกับครูฝึกน่าดูเมื่อวันก่อน”
เจ้าคนน้องหัวเราะ “คงคิดถึงเจ้าพี่มั๊งครับ ก่อนกลับไปอาบน้ำเดี๋ยวน้องแวะดูให้ เจ้าพี่พักผ่อนเถอะ เหนื่อยจนหน้าซีดแล้ว”
เจ้ามอต้นยิ้มแทนคำตอบก่อนจะหลับตาลงแล้วผล็อยหลับแทบจะทันทีเพราะฤทธิ์ยา

“เจ้ามอปลายนี่ เหมือนเมียเจ้ามอต้นเลยนะ โคตรอ่อนโยนเลยคนอะไร เห้อ.. กูไม่รู้จะอิจฉาหรือว่าสงสารมึงดีไอ้นักเขียน คิดไปคิดมาชะตาชีวิตมึงนี่ก็เหี้ยชิบหาย แต่พอเห็นแบบนี้แล้ว มึงแม่งน่าอิจฉาโคตรๆเลยที่ได้ทั้งเจ้ามอต้นเจ้ามอปลายมาคู่กัน”
นักเขียนหัวเราะ “มึงอยากเจอชีวิตแบบกูมั๊ยล่ะ”
พัดลมรีบทำมือเป็นเครื่องหมายกากบาท “โนๆ ไม่เอา ชีวิตกูแซ่บพอแล้ว ให้เจอขนาดมึงกูคงเป็นบ้าตาย ชีวิตนี้กูขอหวิดตายแค่ครั้งเดียวพอ ดวงกูไม่แข็งเหมือนมึง”
นักเขียนมองเพื่อนตัวเล็กยิ้มๆก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“เออ จะว่าไป วันนั้นมึงพาคุณน้องแพรไปไหนวะ จะว่าไป กูก็ทำผิดกับเค้าเหมือนกันนะ อุตส่าห์ทำคุ๊กกี้มาให้เจ้ามอปลายแต่กูก็ไปโยนของเขาทิ้ง กูแม่งเป็นผู้ชายที่เหี้ยจริงๆเลยมึงว่ามั๊ย”
“เออ มึงเหี้ย ของกินไม่ได้ผิดซะหน่อย แต่วันนั้นเค้าก็น่าสงสารจริงๆนะ คงอุตส่าห์รีบมาเพราะเจ้ามอปลายโทรไปเรียก แต่มาถึงเจ้ามอปลายกลับไม่สนใจเลยซักนิด ตอนกูลากออกไปก็ร้องไปสุดทาง เสื้อเส้อกูชุ่มไปหมด คนคงนึกว่ากูทำเค้าร้องไห้อะตอนไปรอที่ร้านอาหาร”
“แต่.. คุณเค้าก็ดูเป็นเด็กน่ารักนะ ตัวเล็กๆ เหมาะกับมึงดี ไม่ลองปลอบดูหน่อยเหรอ?”
พัดลมตาขวางใส่เพื่อน

“มึงไม่ต้องมายัดเยียดเค้าให้กู เอากูแล้วไม่รักกูก็ไม่ต้องเอาคนอื่นโยนมาให้กูรัก เดี๋ยวกูตบปากแตกไอ้ห่านี่”




“คุณพัดใช้ของในห้องน้ำได้ตามสบายเลยนะครับ ขาดเหลืออะไรบอกคนดูแลได้เลย เดี๋ยวเค้าช่วยจัดการให้”
เจ้ามอปลายพานักเขียนกับพัดลมมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่วังเป็นวันแรก
บรรณาธิการส่วนตัวของนักเขียนตื่นตาตื่นใจกับห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เจ้ามอปลายบอกว่าเป็นห้องที่เตรียมไว้สำหรับรับรองแขกของเขาและเจ้ามอต้น
พอจัดแจงของให้พัดลมแล้ว เจ้ามอปลายก็ให้นักเขียนมาอาบน้ำกับเขาในห้องส่วนพระองค์ซึ่งปกติจะมีแค่เขากับเจ้าชายคนพี่ที่สามารถเข้าไปในบริเวณนี้ได้
นักเขียนมองไปรอบๆห้องสำหรับอาบน้ำของรัชทายาทพร้อมกับเก็บข้อมูลใส่ลงในสมองไปด้วย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาเหยียบพื้นที่ส่วนในของผู้เป็นรัชทายาทแบบนี้
“สวยจังเลยครับ อย่างกับบ่อน้ำในเทพนิยายเลย”
เจ้ามอปลายหันหลังให้นักเขียนพร้อมกับปลดกระดุมเสื้อทีละเม็ดโดยอาศัยความเคยชินแทนการมองเห็น
“ผมกับเจ้าพี่ชอบห้องอาบน้ำแนวนี้น่ะ เจ้าพี่เลยวาดแบบแล้วทำออกมา แก้อยู่หลายรอบเลยนะกว่าจะได้—“
ริมฝีปากอ่อนนุ่มถูกคว้าไปจูบก่อนนักเขียนจะพลิกเจ้ามอปลายให้หันกลับมาเผชิญหน้าแล้วดันรัชทายาทผู้มีดวงตาสีอ่อนไปจนไหล่ชิดกับผนัง
“อะไร ไม่กลัวโดนสั่งขังคุกหรือไง จะท้าทายอำนาจมืดผมเหรอนักเขียน” เจ้ามอปลายกดเสียงต่ำพร้อมกับเอามือบีบปากนักเขียนแล้วดันออกไป
นักเขียนเอื้อมมือไปจับมืออีกข้างของเจ้ามอปลายมาวางตรงอกด้านซ้าย ก่อนจะซุกใบหน้าเข้าไปที่ซอกคอกรุ่นกลิ่นหอมของรัชทายาทแล้วพูดพึมพัม
“ไม่ได้อยากท้าทายคุณ แต่อยากให้คุณช่วยปลอบ”
“.....”

“บางเรื่อง มันทำให้ใจผมไม่ยอมหยุดสั่น”



“..ปลอบผมหน่อยได้มั๊ยมอปลาย..”




______________________________
**คืนชีพแล้วฮะ :katai4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด