*[ 2Prince3P ]* 2เจ้าชายกับนักเขียนนิยายที่รัก(3P) อัพตอนอวสาน (24/4/62)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: *[ 2Prince3P ]* 2เจ้าชายกับนักเขียนนิยายที่รัก(3P) อัพตอนอวสาน (24/4/62)  (อ่าน 23535 ครั้ง)

ออฟไลน์ Sarujang

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบกันแล้วทั้ง3 คนดีจัง รอตอนต่อไปจ้า :laugh:

ออฟไลน์ Chucream.nabi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 276
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ BABYBB

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
อ่านละก็งงๆ นักเขียนก็เหมือนคนบ้าอะ สตงสติไม่มีละ ส่วนเจ้าชาย2องค์ก็บ้าบอเหมือนกัน
ละมันก็จะมีบางตอนที่แบบนักเขียนมันคิด หรือมันเรื่องจริงวะ น่าจะเขียนตรงนั้นให้ชัดเจนอะ

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 13. ขนมสเน่ห์จันทน์


หลังจากที่ลงไปช่วยเจ้ามอต้นอาบน้ำให้ช้างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันบนบ้านพัก
“ปลาย”
“..หืม?”
เจ้ามอปลายหันมามองคนที่ยืนเอาผ้าขนหนูเช็ดผมอยู่ข้างๆ
 “คุณหายโกรธผมรึยัง”
เจ้ามอปลายเลิกคิ้ว ทำท่างงๆอยู่พักหนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา
“หมายถึงเรื่องเจ้าพี่เหรอ?”
นักเขียนพยักหน้า
เจ้าชายคนน้องถอนหายใจเบาๆก่อนจะเอื้อมมือไปดึงผ้าขนหนูที่นักเขียนเอาคล้องคออยู่ลากให้นักเขียนเข้ามาใกล้ๆ
“จริงๆก็โกรธ แต่ตอนนี้หายแล้ว” เจ้ามอปลายเอาผ้าขนหนูซับน้ำออกจากผมให้นักเขียนด้วยสีหน้าที่บอกว่าไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้วจริงๆ “ผมนิสัยไม่ดีอย่างนึงน่ะ พอเป็นเรื่องเจ้าพี่แล้วผมก็จะหัวร้อนขึ้นมา เวลารู้ว่ามีใครไปพูดเรื่องผมกับเจ้าพี่”
“.....” นักเขียนเม้มปาก
“ตั้งแต่เด็กจนโต เจ้าพี่ก็แบกความรู้สึกแบบนี้เอาไว้ตลอด คนชอบถาม ว่าทำไมไม่แบ่งตาข้างนึงให้ผม ในเมื่อให้ได้ เหลือตาข้างเดียวก็ใช่ว่าจะมองไม่เห็น” เจ้ามอปลายนิ่งไปก่อนจะลดผ้าขนหนูลงเพื่อมองหน้านักเขียน “คำพูดพวกนั้นน่ะ มันแย่สุดๆเลยคุณรู้มั๊ย”
“อือ.. ผมขอโทษ..” นักเขียนพึมพัมก้มหน้าลงต่ำ
พอสงบสติอารมณ์แล้วลองคิดถึงความรู้สึกเจ้ามอต้นบ้างก็พบว่า คนที่ต้องมาฟังประโยคคำถามแบบเดิมๆอยู่ตลอดเวลาคงรู้สึกแย่น่าดู
เจ้ามอปลายยิ้มบางเบา ที่พูดออกไปแบบนั้นไม่ได้ต้องการให้นักเขียนรู้สึกผิด แต่ต้องการปกป้องคนพี่ไม่ให้ต้องมาเจอคำถามเหล่านี้จากคนใกล้ตัวพวกเขาอีก
โดยเฉพาะนักเขียน
 “ความหวังที่จะมีดวงตาบริจาคที่เข้ากับผมได้ ใช่ว่าจะไม่มีซะหน่อย” เจ้าชายคนน้องกลับมายิ้มสดใสพร้อมยักคิ้วให้นักเขียน “ผมเพิ่งอายุแค่ไม่กี่ปี รอมาได้ขนาดนี้ รอต่อไปอีกหน่อยทำไมจะรอไม่ได้ล่ะ”
นักเขียนรู้สึกว่า คนตรงหน้ามีหัวใจที่เข้มแข็งกว่าตัวเองซะอีก ทั้งที่บรรยากาศรอบตัวดูอ่อนหวานขนาดนี้แท้ๆ
“แต่ถึงจะไม่มีดวงตาบริจาค ผมก็มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อยู่แล้ว เรื่องที่จะให้ผมใช้ดวงตาของเจ้าพี่น่ะ ผมไม่เอาหรอก ถ้าผมจะมองเห็น ผมอยากมองด้วยตาทั้งสองข้าง ไม่ใช่ด้วยตาข้างเดียว แล้วก็ไม่ใช่ต้องมองเห็นเจ้าพี่มีตาข้างเดียวเหมือนๆกันด้วย คุณเข้าใจความรู้สึกผมมั๊ยนักเขียน”
นักเขียนพยักหน้า
เจ้ามอปลายพอเห็นว่านักเขียนหงอยๆเลยเอามือช้อนใบหน้าขึ้นไปหาแล้วก้มลงมาสัมผัสริมฝีปากบางสวยอย่างอ่อนโยน
“ขอโทษแล้วก็อย่าคิดมาก จากนี้ไปเราก็อย่าพูดเรื่องนี้กันอีก เข้าใจมั๊ย?”
นักเขียนมองหน้าเจ้ามอปลายก่อนจะยิ้มออกมา
“ครับ..”
“ดีมาก” พอเห็นหน้าเวลายิ้มกว้างๆของนักเขียนแล้วเจ้ามอปลายก็อดไม่ได้เลยเอามือไปขยี้ผมนักเขียนแรงๆ
“อืออ อย่าขยี้สิ หัวฟูหมดแล้วเนี่ย”
“ก็ดูทำหน้าสิ เหมือนแมวถูกเอามาทิ้งงั้นล่ะ”
นักเขียนโยกหัวหลบ “อะไร คุณต่างหากที่เหมือนแมว ผมน่ะระดับจ้าวป่า ขอบอก”
“เหรออ...” เจ้ามอปลายลากเสียงแล้วเดินถอยหลังพอคนที่อ้างตัวว่าเป็นจ้าวป่าทำหน้ายิ้มๆแล้วรุกเท้าไล่ตามเขามา
“ใช่สิ แถมอาหารที่ชอบกินก็เป็นพวกแมวขนนุ่มๆฟูๆ ตัวหอมๆ แบบคุณด้วย”
เจ้ามอปลายถอยไปจนหลังชนผนังโดยมีนักเขียนตามมาเอามือดันเหนือไหล่เขาไว้
“รุกเก่งเนาะ”
“ก็ชอบรุก” นักเขียนยักคิ้วกวนๆ
“..แน่ใจ?” เจ้ามอปลายหรี่ตาทำหน้ากวนกว่า “จำได้หมดนะ วันนั้นที่โรงแรมน่ะ คุณส่ายก้น—“
นักเขียนรีบก้มไปปิดปากเจ้ามอปลาย
“.......”
ปิดริมฝีปากช่างพูดนั่นด้วยริมฝีปาก ดูดดึงอยู่เนิ่นนานกว่าจะผละออกมา
“อย่าพูดเยอะเราอะ”
เจ้ามอปลายหัวเราะ
ริมฝีปากอ่อนนุ่มเชิญชวนให้นักเขียนสัมผัสลงไปอีกรอบ
จูบครั้งนี้แผ่วเบาไม่มีความเร่าร้อนใดๆมาปะปน เป็นแค่การสัมผัสกันและกันอย่างอ่อนโยนก่อนจะผละออกมาแล้วยิ้มให้กัน
“คุณมันหมาป่าห่มหนังลูกแมวแท้ๆเลยเจ้ามอปลาย”
ตั้งแต่เมื่อคืนที่ได้เป็นฝ่ายกอดเจ้ามอปลายความรู้สึกมันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
และนักเขียนก็ยินดีปล่อยตัวปล่อยใจให้มันไหลไปตามเสน่ห์ของเจ้าชายคนน้องแบบนี้
..ก็ถ้าหากจะต้องเจ็บ เพราะตัวเองทำตัวของตัวเอง มันก็ดีกว่าต้องเจ็บจากคนที่ไม่เคยคิดว่าจะทำร้ายกันได้ลงคอ
“อืม..นี่นัก”
“หื้ม ครับ?”
“ผมอยากกินขนมที่คุณยายของมาเฟียทำในนิยายของคุณอะ” เจ้ามอปลายยิ้มหวานกว่าปกติเสมอเวลาจะขออะไร
“ขนม?” นักเขียนเลิกคิ้ว “หมายถึงสเน่ห์จันทน์น่ะเหรอ” จะว่าไปเจ้ามอปลายนี่ก็ดูท่าจะชอบนิยายของเขาจริงๆ อ่านไปก็วิเคราะห์วิจารณ์ไปตลอดทาง ซึ่งพอเห็นแบบนี้ก็อดปลื้มไม่ได้
“ใช่ ผมอ่านตอนที่ไคย์พารัชสีห์ไปบ้านสวน ที่คุณยายพาทำขนมแล้วรัชสีห์ก็เอาขนมไปกินที่ห้องไคย์เพราะโดนผีหลอก”
นักเขียนหัวเราะ
“อ๋อ.. หมายถึงตอนที่มีฉากจูบรสขนมสเน่ห์จันทน์น่ะเหรอ”
“อือ.. ตอนนั้นล่ะ ก็คุณเล่นบรรยายซะผมอยากลอง ..ชิม  เดี๋ยวๆนักเขียน มือนี่มันอะไรน่ะ ผมฟ้องเจ้าพี่นะว่าคุณจับก้นผม!” เจ้ามอปลายขมวดคิ้วใส่
พอได้เขาเมื่อคืนแล้วมือนี่ก็ไวเหลือเกิน
นักเขียนเบ้ปาก “ทำไมต้องเอาพี่คุณมาขู่ผมด้วย คิดว่าผมกลัวเค้าเหรอ?” นักเขียนยังไม่เลิกไล้ปลายนิ้วเล่นกับขอบกางเกงด้านหลังของเจ้ามอปลายพร้อมกับโน้มเข้าไปกระซิบข้างหู “..ถ้าคุณกล้าไปฟ้อง ผมจะจับกดคุณให้ลุกไม่ขึ้นเลย”
“ให้มันเก่งเหมือนปาก”
นักเขียนสปริงตัวออกจากเจ้าชายคนน้องโดยอัตโนมัติ
เจ้าชายคนพี่เปลือยท่อนบนพร้อมกับเอาผ้าขนหนูซับน้ำออกจากผมที่เพิ่งสระมาหมาดๆทำตาเขียวปั๊ดพอเห็นนักเขียนคุกคามน้องเขาอยู่
เผลอทีไรจะงั่มน้องเขาให้ได้เลยเถอะ ไอ้นักเขียนนิยายลามกนี่
“อะไรล่ะ คุณน่ะบางทีก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ขัดจังหวะคนอื่นเค้าบ้างก็ได้นะ” ปากก็บ่นๆขมวดคิ้วใส่ แต่พอมองร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าของเจ้าชายคนพี่แบบระยะประชิดนักเขียนก็หน้าแดง
..ได้กลิ่นหอมของครีมอาบน้ำปนกับกลิ่นโคโลจญ์ ทำให้คนที่ทำหน้านิ่งๆเอาผ้าเช็ดผมอยู่ตรงหน้ามีบรรยากาศเซ็กซี่จนคนที่เพิ่งปากดีไปแหม่บๆเผลอกัดปากตัวเอง
‘.. ถ้าเป็นแซลมอลก็เกรดพรีเมี่ยมเลยล่ะ’
‘..คนบ้าอะไรหุ่นดีชะมัด..’

 เจ้ามอต้นเอาผ้าขนหนูเช็ดผมมองนักเขียนที่พอหันมาเจอเขาก็เหมือนจะสติหลุดไปอีกโลกก่อนเจ้าชายคนพี่จะก้มลงมองตัวเอง
“.......”
เจ้ามอปลายแอบขำ พี่เขาน่ะติดหนึ่งในสามผู้ชายเซ็กซี่น่ากอดของนิตยสารระดับโลก มาเปลือยท่อนบนตอนอาบน้ำเสร็จใหม่ๆแบบนี้เป็นใครก็เครื่องช็อต
พอหันไปมองหน้าคนข้างๆก็พบว่านักเขียนหลุดเข้าไปอยู่ในจินตนาการเรียบร้อย
‘โซฮ็อตแบบโคตร –โคตร—โคตร—เลยเถอะ บ้าเอ๊ย...’
เจ้ามอต้นไม่ได้ขาวจัดเหมือนคนน้อง แต่ขาวสะอาดแบบผู้ชายรักษาสุขภาพ กล้ามเนื้อตลอดลำตัวช่วงบนเรียงตัวสวยกำลังพอดี สวยในแบบที่พอใส่เชิ้ตทับลงไปแล้วจินตนาการได้ว่าให้ความรู้สึกน่ากอดแค่ไหน
หัวนมเป็นสีชมพูสวย ช่วงคอ ไหล่ และไหปลาร้า เซ็กซี่น่าคลอเคลียสุดๆ
..นี่มันวัตถุดิบที่หาไม่ได้จากที่ไหนแล้ว นอกจากที่นี่..
“......”
เพิ่งสังเกตุว่ามีไฝเม็ดเล็กๆตรงต้นคอกับหางตาข้างขวา กับเม็ดนึงเล็กๆแถวขอบกางเกง

เป็นรัชทายาทจำเป็นต้องเช็กซี่ขนาดนี้ไหมล่ะ

ตอนมีอะไรกันไม่เคยได้มีเวลาสังเกตุ พอตอนนี้ได้เห็นชัดๆใจมันก็สั่น จินตนาการแตกกระจัดกระจายไปหมด
“มองขนาดนี้ ก็มาถอดกางเกงออกมองให้มันหมดเลยมั๊ย?” เจ้ามอต้นเสียงเรียบๆก่อนจะปาผ้าขนหนูใส่หน้านักเขียน
“......”
ผ้าที่ปามามันก็หอมกลิ่นโคโลจญ์กับครีมอาบน้ำ
แม้แต่ผ้าก็ยังหอมเซ็กซี่ ..ไอ้บ้าเอ๊ย.. ตั้งสติ ตั้งสติหน่อยนักเขียน
เจ้ามอปลายพอเห็นนักเขียนสติหลุดกู่ไม่กลับก็เดินไปยืนข้างๆคนพี่แล้วเท้าแขนไปที่ไหล่พูดกันอยู่สองคนเพราะดูจากท่าทางนักเขียนแล้วสติไม่น่าจะยังอยู่กับตัว
“นักเขียนนิยายนี่เค้าหลงไหลวัตถุดิบได้ด้วยเหรอเจ้าพี่” เอามือลูบคางยิ้มๆ “ปกติ น้องเคยได้ยินมาว่า อย่าคบกับนักเขียนนิยายถ้าไม่อยากเป็นแค่วัตถุดิบที่ถูกเขาเอาไปใช้ทำงาน แต่น้องว่า.. อย่างนักเขียนนี่ถ้าคบด้วยคงจะหลงวัตถุดิบหัวปักหัวปำไม่เป็นอันทำงานมากกว่านะ”
“อืม.. ดีไม่ดีก็จะโดนจับแก้ผ้าทุกครั้งที่ฮอร์โมนนักเขียนมันพลุ่งพล่านอยากได้อินสไปเรชั่นขึ้นมา” เจ้ามอต้นพูดเสริม
“ใช่ๆ.. น่ากลัวจริงๆ”
สองพี่น้องซุบซิบนินทาโดยไม่รู้ว่านักเขียนกำลังแอบเก็บข้อมูลจากภาพตรงหน้าอย่างเงียบๆ
‘พออยู่ด้วยมากๆ พอมองนานๆ เจ้ามอต้นกับเจ้ามอปลายก็ไม่ได้หน้าตาเหมือนกันขนาดนั้นนี่หว่า’
พอมองไปเรื่อยๆ ก็เจออะไรที่มันต่างนอกเหนือไปจากนิสัยที่ทำให้นักเขียนแยกได้ทันทีว่าคนไหนคนพี่ คนไหนคือคนน้อง
เจ้ามอปลายจะมีใบหน้าสวยหวานอ่อนโยนมากกว่า ดวงตาสีอ่อนที่สวยสะดุดตากว่าสิ่งอื่น กับริมฝีปากที่มองกี่ครั้งก็ยังจำความรู้สึกที่อ่อนนุ่มตอนจูบเข้ามาได้เสมอ

 ..เจ้ามอปลายปากนุ่ม ..นุ่มมาก.. เหมือนจูบกับมาร์ชเมลโล่ กลิ่นลมหายใจก็หอม

ผิวเจ้ามอปลายขาวกว่าคนพี่ชัดเจนพอยืนข้างกัน แต่คิ้วเข้มเหมือนๆกันทั้งพี่ทั้งน้อง จมูกสวยเหมือนกัน สันกราม รูปหน้า เหมือนๆกัน รูปร่างก็พอๆกัน แต่เจ้ามอต้นจะดูมีกล้ามเนื้อมากกว่าคนน้องนิดหน่อย เพราะเป็นคนชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ผิวเข้มกว่าแต่ก็จัดว่าขาว ริมฝีปากบางสวยเป็นรูปกระจับแบบผู้ชาย ดวงตาสีสนิมดุเข้ม ให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา
มองไปมองมา ก็เริ่มรู้สึกว่า คนหนึ่งเหมือนสีขาว ที่ขาวจนใสบริสุทธิ์ ส่วนอีกคนเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ เป็นสเน่ห์คนละขั้วที่ล่อลวงความรู้สึกอย่างร้ายกาจสมกับที่ได้รับสมญาว่าคู่แฝดสุดฮ็อตแห่งอโยธยา
คู่แฝด.. ที่เร่าร้อนจนแทบละลาย
“........”
..ฝันไปรึเปล่านะ เรื่องเมื่อคืนนี้น่ะ
“......”
แต่ไม่หรอก ยังเจ็บก้นอยู่เลย
ความรู้สึกตอนได้ใส่เข้าไป ก็ยังจำได้อยู่
‘ไม่ใช่ความฝันแน่ๆ’
“.......”
สองพี่น้องหันมามองหน้ากันก่อนจะส่ายหน้าอย่างปลงๆกับคนที่วิญญานหลุดออกจากร่างไปแล้วที่เอาแต่เหม่อมองพวกเขาสองคนโดยหยุดโลกเอาไว้ที่ตัวเองแค่คนเดียว
“เตรียมครัวไว้ให้แล้วนะคะ”
สองรัชทายาทหันไปทางต้นเสียงก่อนจะยิ้มออกมา ส่วนนักเขียนก็วิณญานกลับเข้าร่างแบบอัตโนมัติพอเห็นหน้าคนที่เดินเข้ามาชัดๆ
“คุณ.. แม่นม? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”
คนที่ถูกลดสถานะจากสตรีผู้สูงศักดิ์ของวังหลวงหันมายิ้มอ่อนโยนให้นักเขียนพร้อมโค้งหัวให้อย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะคุณนักเขียน ฉันยังไม่เคยทักทายคุณอย่างเป็นทางการซักครั้งเลย ขอโทษด้วยนะคะ”
สำหรับแม่นมนักเขียนก็คือคนที่มีศักดิ์เทียบพอกับเจ้าชายคู่แฝดผู้เป็นเจ้าเหนือหัว เนื่องจากเจ้ามอปลายได้ประกาศกลางห้องโถงใหญ่วันนั้นว่าผู้ชายจากสยามประเทศผู้นี้คือคนรักของตัวเอง
“ของทำขนมที่พระองค์น้องรับสั่ง หม่อมฉันเตรียมไว้ที่ครัวแล้วนะเพคะ ถ้ามีอะไรตกหล่นหรือไม่พอหม่อมฉันจะรีบไปซื้อมาเพิ่มให้”
เจ้าชายคนน้องเดินเข้าไปสวมกอดแม่นมพร้อมกับยิ้มสดใส “ปลายบอกแล้วไง ว่าให้เลิกใช้คำพูดพวกนี้ได้แล้ว พูดเหมือนปลายกับเจ้าพี่เป็นคนปกติเถอะ ไม่อย่างนั้นจะส่งไปอยู่ในคุกนะ ถ้าไม่ฟังกันน่ะ” ทำเสียงขึงขังในตอนท้าย
เจ้าชายคนพี่เอามือกอดอกข่มขู่อีกคน แม่นมเลยรีบเอามือปิดปากตัวเองพร้อมกับพึมพัม
“ขอโทษค่ะ ต่อไปจะไม่พูดอีกแล้ว”
เจ้าชายสองพี่น้องยิ้มให้หญิงผู้เป็นที่รักดั่งพระมารดาอย่างมีความสุข
“อะไรเนี่ย.. ผมก็หลงเป็นห่วงว่าแม่นมของคุณสองคนจะโดนเนรเทศไปตกตระกำลำบากอยู่ที่ไหน” นักเขียนเข่าอ่อน “..นี่ผมไม่รู้อะไรเลยใช่มั๊ยเนี่ย”
เจ้ามอปลายรีบทรุดตัวลงกอดนักเขียนเอาไว้
“จริงๆเราก็เพิ่งตัดสินใจกันวันนี้ ทุกอย่างมันกะทันหันเกินไปเลยยังไม่ได้บอกคุณน่ะ” มือนุ่มลูบหน้าลูบหลังปลอบขวัญนักเขียน “ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วไปหมด ผมเองก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เจ้าพี่เพิ่งให้คนที่นี่ไปรับแม่นมมาปางช้างเมื่อเช้านี้เอง ผมเลยไหว้วานแม่นมให้ซื้อของทำขนมมาด้วย เพราะแม่นมเคยช่วยทำขนมในงานพิธีสำคัญที่วังอยู่หลายครั้งน่าจะพอหาซื้อวัตถุดิบทำขนมสเน่ห์จันทน์ให้เราได้”
นักเขียนหมดแรง กับทุกๆเรื่องที่ตัวเองต้องเจอ ทุกๆเรื่องที่หัวใจต้องแกว่งตามตั้งแต่ย่างเท้าเหยียบแผ่นดินอโยธยา
วันที่เห็นสตรีผู้พยายามจะปกป้องสองรัชทายาทด้วยกำลังของตัวเองหมอบกราบทูลลา ก็เป็นห่วงว่าจะไปอยู่ที่ไหน อยู่ยังไง จากนี้ไปจะใช้ชีวิตลำบากรึเปล่า แต่ไม่กล้าพูดไม่กล้าถาม เพราะไม่รู้ว่าตัวเองควรยุ่งกับเรื่องนี้อีกไหม
“เห้อ... ผมเหมือนคนบ้าเลยพออยู่กับพวกคุณ”
เจ้าชายคนน้องรีบกอดปลอบ
“อย่าพูดแบบนั้นสิ เรื่องที่เกิดขึ้นมันรุมเร้าจนเราสองคนก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกันนะ ผมกับเจ้าพี่ทั้งที่เป็นเหมือนคนๆเดียวกันที่ใช้สมองของสองคนรวมกันก็ยังทำอะไรตอนนั้นไม่ถูก”
เจ้ามอต้นรับเสื้อจากแม่นมมาสวมก่อนจะหันไปพูดกับนักเขียน
“ก็อยากเข้ามาตอนอะไรๆมันเกิดขึ้นพอดีทำไมล่ะ คุณมีสิทธิ์บ่นด้วยเหรอ”
นักเขียนหันมามองหน้าเจ้าชายคนพี่

คนบ้าอะไร ไม่เคยจะปลอบกันดีๆ

“อะไร? ทำหน้าแบบนั้น ไม่พอใจอะไรรึไง”
นักเขียนกลอกตาบ่นพึมพัมอยู่ในอ้อมกอดเจ้ามอปลาย “..ผมเกลียดคนปากเสียแบบคุณชะมัดเลยเจ้ามอต้น..”
เจ้าชายคนพี่หัวเราะหึๆ
“เกลียดให้มันได้ตลอดแล้วกัน”

“อืม ผมสงสัย ขอถามอะไรหน่อยได้มั๊ย”
 นักเขียนพูดขึ้นมาขณะที่กำลังล้างมืออยู่ในอ่าง โดยมีเจ้ามอปลายอาสาเป็นคนกวนแป้งในกระทะที่ใส่ส่วนผสมของขนมโบราณที่มีชื่อเรียกว่า ขนมสเน่ห์จันทน์ ที่นักเขียนเขียนไว้ในนิยายจนเจ้าคนน้องติดใจอยากลองทำขนมตามคุณยายในหนังสือของนักเขียนดูบ้าง
“ถามสิ” เจ้ามอต้นตอบโดยไม่หันมามอง สองมือของเจ้าชายคนพี่กำลังยุ่งอยู่กับการผ่าหลังกุ้งที่จะทำเป็นอาหารมื้อเย็น
“ทำไม..แหวนของพวกคุณถึงเป็นอัญมณีคนละสีกันล่ะ? แหวนของรัชทายาทไม่ใช่ว่าต้องเป็นแหวนแบบเดียวกันทุกคนหรอกเหรอ?”
เจ้ามอต้นมองแหวนในมือตัวเองที่เพิ่งพาเรื่องวุ่นวายมาให้มากมายก่อนจะหันมาตอบ โดยมีคนน้องคอยแอบยิ้มแอบฟังปล่อยให้คนพี่พูดคุยกับนักเขียนดีๆบ้าง
“ตัวแหวนก็ต้องแบบดียวกันอยู่แล้ว แค่อัญมณีบนแหวนมันต่างกันตามลักษณะนิสัยของเราแต่ละคน”
นักเขียนแอบมองเจ้ามอต้นควักใส้กุ้งด้วยท่าทางชำนาญ ก่อนจะหันไปเอาไอแพดมาจดๆ

คนเข้มๆขี้เก๊กแบบเจ้ามอต้นพอใส่ผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลทับลงไปบนเสื้อเชิ้ตสีอ่อนๆแล้วน่ามองดีแฮะ

“ของคุณเป็นอัญมณีสีเหลือง Yellow Sapphire เหรอ?” นักเขียนมองดูแหวนของเจ้ามอต้นที่ประดับด้วยอัญมณีสีเหลืองสุกใส “ทำไมถึงเป็นสีเหลืองล่ะ อย่างคุณผมว่าเหมาะกับอัญมณีสีแดงจัดๆ อย่างโกเมน ทับทิม หรือไม่ก็ Black Star Sapphireมากกว่านะ”
เจ้ามอปลายที่กำลังกวนแป้งในกระทะทองเหลืองด้วยท่าทางมีความสุขหันมาช่วยตอบ
“Yellow Sapphire น่ะ เป็นอัญมณีสีเดียวกับพระอาทิตย์ อีกอย่างสีเหลืองหมายถึงสัณญานเตือน บอกถึงความอันตราย ที่ให้เจ้าพี่เป็นอัญมณีสีเหลืองก็เพราะว่าเจ้าพี่น่ะอันตรายสุดๆ ใครก็อย่าได้เข้ามาใกล้ยังไงล่ะ”
นักเขียนเห็นเจ้ามอต้นหันมายักคิ้วใส่นิ่งๆก็แอบค้อนกลับไป
..จ่ะ พ่อคนอันตราย พ่อคนโซฮ็อต พ่อคนเร่าร้อนไปถึงขั้วหัวใจ..
“แล้วคุณล่ะ ทำไมเป็นอัญมณีสีน้ำเงิน? มันคือ Blue Sapphire ใช่มั๊ย” หันมาหาเจ้ามอปลายที่ใส่ผ้ากันเปื้อนสีเลือดหมูที่มีสายผูกเป็นเชือกป่านเส้นใหญ่ๆดูเท่ไปอีกแบบ แถมอัญมณีบนแหวนเจ้ามอปลายยังเป็นสีเดียวกันกับขององค์ชายรัชสีห์ในนิยายของนักเขียนด้วย
เจ้าชายคนน้องหันไปหาคนพี่ให้พี่ช่วยตอบ
เจ้ามอต้นเอามีดลอกเปลือกก้านคะน้าที่จะเอามาผัดใส่กุ้งอย่างคล่องแคล่วปากก็ตอบคำถามนักเขียนโดยไม่หันมามอง
“บลูแซฟไฟร์เป็นอัญมณีแห่งความจริงใจ สีน้ำเงินหมายถึงความสดใส ก็เหมือนปลาย”
เจ้ามอต้นเอาคะน้าที่หั่นเสร็จแล้วใส่อ่างใบเล็กๆยัดใส่มือให้นักเขียนก่อนจะหันไปหยิบมะเขือเทศใส่อ่างไปด้วยเชิงบอกให้เอาไปล้างก่อนจะพูดต่อพอเห็นว่านักเขียนกำลังเก็บข้อมูลที่เขาพูดลงไอแพดอย่างตั้งอกตั้งใจโดยเอาอ่างที่เขายัดใส่มือให้ไปหนีบรักแร้ไว้
“ส่วนเจ้าพี่ไคท์เป็นอัญมณีสีแดงแก่จัด หรือโกเมนที่คุณพูดเมื่อกี๊นั่นล่ะ”
“อ้าว เหรอ.. ผมนึกว่าเป็นหินมาลาไคท์ซะอีก นึกว่าคล้องกับชื่อพี่พวกคุณ” นักเขียนเอาไอแพดมาเหน็บรักแร้แทนแล้วกอดอ่างใส่ผักทำท่าคิด “ดีจังเลยนะ จะว่าไปในนิยายที่ผมเขียนที่เจ้ามอปลายเอาไปอ่าน องค์ชายรัชสีห์ก็มีอัญมณีบนแหวนเป็น บลูแซฟไฟร์ แบบเดียวกับเจ้ามอปลายเลย แต่ผมไม่ได้ใช้อัญมณีที่อิงนิสัยเจ้าตัว ผมเลือกอัญมณีที่มีความหมายเกื้อหนุนสถานะของผู้ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์น่ะ”
“ผมอ่านเจออยู่นะ ในตอนไหนซักตอนที่พูดถึงแหวนแห่งคำพยากรณ์ของท่านทวด” เจ้ามอปลายทำท่าคิด
เจ้ามอต้นเลิกคิ้วหางตาเหลือบไปมองเจ้าชายคนน้องที่เขี่ยแป้งร่วงออกจากกระทะหลายครั้งก่อนจะหันมาพูดกับนักเขียน
“เลือกได้ดีเหมือนกันนี่ หน้าตาคุณดูไม่น่าจะละเอียดลึกซึ้งได้ขนาดนี้เลย นึกว่ามีพรสวรรค์แค่เรื่องหื่นๆ”
นักเขียนขมวดคิ้วใส่ ไม่ทันได้สังเกตุตามสายตาเจ้าชายคนพี่ว่าคอยมองอะไรบางอย่างทางคนน้องอยู่เงียบๆตลอดเวลา
“เป็นนักเขียนมันก็ต้องหาข้อมูลหาความรู้รอบตัวอยู่ตลอดเวลามั๊ยล่ะ ไอ้เรื่องหื่นๆน่ะมันก็มีในหัวอยู่แล้ว ขอบคุณที่ชมแต่ไม่ต้องหรอก เรื่องนี้คนชมบ่อยแล้วไม่ดีใจ” ประชด
เจ้ามอต้นหัวเราะหึก่อนจะดึงเอาอ่างใส่ผักมาจากนักเขียน
“ยืนว่างก็ไปช่วยปลายโน่น ปลายไม่เคยทำเดี๋ยวก็ทำแป้งไหม้หมด”
นักเขียนเบ้ปากก่อนจะหันไปวางไอแพดแล้วเดินไปหาเจ้ามอปลาย
“ไหนครับ กวนแป้งถึงไหนแล้วเนี่ยองค์ชายของผม”
นักเขียนฉวยโอกาสยืนซ้อนข้างหลังแอบกอดเจ้ามอปลายแบบเนียนๆ

ก็พี่เขาอนุญาติแล้วหนิ ..อิอิ..

“.....”
พอมายืนซ้อนหลังนักเขียนถึงเห็นว่าแป้งสีเหลืองนวลในกระทะมันร่วงออกไปข้างนอกทุกครั้งที่เจ้ามอปลายตวัดไม้พาย
“......” นึกว่าเล่นซน แต่ไม่น่าใช่
พอเหลือบมองหน้าเจ้ามอปลายก็ดูตั้งอกตั้งใจ ไม่น่าจะทำเล่นจนเขี่ยแป้งร่วงออกนอกกระทะหลายต่อหลายครั้งแบบนี้
แถมบางครั้งยังเอาไม้พายเขี่ยอากาศในกระทะแทนแป้งสเน่ห์จันทน์ที่กลิ้งไปอีกทาง

ไม่รู้ตัวเลยเหรอ?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 00:36:00 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
“.....” นักเขียนกลืนน้ำลาย
หันไปหาเจ้ามอต้นคนนั้นก็ทำหน้านิ่งๆ เริ่มเดาได้ว่าทำไมเจ้ามอต้นไล่เขาให้มาช่วยเจ้ามอปลายทั้งๆที่จะใช้เขาล้างผักก็ได้
เพราะคนพี่คงสังเกตุเห็นแล้วว่าเจ้ามอปลายตักแป้งทิ้งออกไปหลายต่อหลายรอบโดยที่ไม่รู้ตัวซักนิดเพราะสายตาเริ่มมองเห็นบกพร่องลงทุกทีๆแต่พยายามไม่แสดงออกมา
“เดี๋ยวสิ! กอดทำไมล่ะ เดี๋ยวแป้งก็ไหม้หมด” เจ้ามอปลายชักตัวหนีนักเขียนที่กระชับแขนเข้าแน่นกว่าเดิมซ้ำยังเอาคางมาเกยที่ไหล่เขาเหมือนจะก่อกวน
นักเขียนวางมือทับลงบนหลังมือเจ้ามอปลายพามือนุ่มนิ่มนั้นวาดไม้พายอันเล็กกวนแป้งสีเหลืองนวลในกระทะทองเหลืองที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายไปมาเบาๆ
“ทำสองมือขนมสเน่ห์จันทน์มันยิ่งอร่อยนะ คุณรู้รึเปล่า”   
เจ้าชายคนน้องหัวเราะยกมือที่ว่างขึ้นมาเขกหัวนักเขียน “ไม่เห็นคุณยายของไคย์ว่าแบบนั้นเลย คุณหาเรื่องกอดผมก็บอกมาเถอะ เจ้าพี่ก็อยู่นะ ไม่กลัวโดนมีดสับไอ้มือนี่เหรอไงล่ะ” หมายถึงมืออีกข้างที่โอบเอวเขาอยู่แถมยังลูบไปลูบมาอยู่นั่น
“ไม่อะ” นักเขียนซุกจมูกหอมลงไปบนไหล่เจ้ามอปลาย
 รู้สึกเศร้า แต่ไม่สามารถพูดหรือแสดงอาการอะไรออกมาได้ เพราะรับรู้ว่าเจ้าตัวเองพยายามจะเข้มแข็งแค่ไหนเพื่อไม่ให้คนอื่นมาคอยเห็นใจหรือสงสาร
เจ้ามอปลายหันไปฟ้องพี่ชายที่กำลังเอากุ้งลงไปผัดกับกระเทียมส่งกลิ่นหอมไปทั้งครัว “เจ้าพี่ นักกวนน้องอะครับ”
เจ้ามอต้นเหลือบตามองมือที่กอดเอวคนน้อง กับอีกมือที่ประคองมือเจ้ามอปลายที่จับไม้พายก่อนจะส่ายหน้าแล้วหันไปยิ้มกับกระทะเงียบๆ

นักเขียนเข้าใจเจตนาของเขา

ที่เอามืออีกข้างโอบเอวเจ้ามอปลายไว้แบบนั้น ก็เพื่อกันไม่ให้คนน้องพิงไปใกล้ไฟมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว สังเกตจากที่นักเขียนเอามือรั้งน้องเขาให้ถอยออกมาจากเดิมเล็กน้อยด้วย
เพราะใส่ผ้ากันเปื้อนอยู่เจ้ามอปลายคงไม่รู้สึกว่ามันร้อน และแบบนั้นมันก็อันตรายถ้าไฟมันเลียผ้ากันเปื้อนมากๆจนลุกไหม้ขึ้นมาโดยที่น้องเขาไม่รู้ตัว
“น้องก็คิดซะว่ามีลูกลิงอุรังอุตังหลุดมาจากป่าข้างหลังแล้วกัน”
นักเขียนหันมาแยกเขี้ยวใส่คนพี่
“เปรียบเทียบซะน่าเกลียด ให้เกียรติเดือนมหา’ลัยอย่างผมด้วยครับคุณ”
“อ๊ะ!”
เจ้ามอปลายสะดุ้ง พอจะเอามืออีกข้างหาที่วางดันเอาไปวางลงใกล้ๆเตาตรงที่มันร้อน
นักเขียนคว้ามือเจ้ามอปลายเอาไว้พร้อมกับรีบปิดไฟ
“โดนลวกเหรอ ไหนผมดูหน่อย!”
เจ้ามอปลายเบ้หน้า
“ร้อนนิดหน่อย ไม่น่าจะพองหรอก คุณดูแป้งก่อนๆเดี๋ยวแป้งไหม้”
“โอ๊ย!—“
นักเขียนมัวแต่ห่วงเจ้ามอปลายจนเผลอเอาแขนทาบลงไปใกล้ๆกับหัวเตาเพราะคิดแค่ว่าตัวเองปิดไฟแล้ว
ความร้อนรอบๆบริเวณนั้นมันยังอยู่นักเขียนนาบแขนลงไปเต็มที่เลยโดนลวกเข้าเต็มๆ
“นักเขียนคุณโดนลวกเหรอ?! ตรงไหน ขอผมดูหน่อย! รีบเอาไปใส่น้ำเย็นเร็วเข้าเดี๋ยวมันพอง— โอ๊ย!”
“คุณอย่าวางมือไปทั่วสิเตามันร้อนอยู่! เชี้—ร้อนนน!!!“ นักเขียนจะโอบเจ้ามอปลายดึงออกมาห่างๆเตามือก็ไปปัดเข้ากับขอบกระทะที่ยังร้อนฉ่าจนต้องสะบัดมือพั่บๆ
“ทำบ้าอะไรกันน่ะ! ออกมาจากตรงนั้นทั้งคู่เลย!!”
ก่อนที่คนเฟอะฟะสองคนจะเจ็บตัวไปมากกว่านี้เจ้ามอต้นก็พุ่งเข้ามาลากแขนคนละข้างดึงออกไปให้ห่างๆเตาก่อนที่น้องเขาจะตกใจคว้าไปทั่วจนพากันล้มใส่กระทะขนมร้อนๆไปซะก่อน


“ผมขอโทษ คุณเจ็บมากมั๊ยอะ” เจ้ามอปลายหางลู่หูตกนั่งหน้าจ๋อยพอเห็นคนพี่ใช้ครีมทาแผลป้ายลงไปบนแขนนักเขียนที่มีรอยแดงๆเป็นปื้นขึ้นมาทันตา
“เจ็บมากกก เจ็บที่สุด แต่จูบทีนึงก็หายแล้วล่ะ” นักเขียนตาเป็นประกายใส่เจ้ามอปลายที่เอาหน้ามาดูแผลใกล้ๆ
“เดี๋ยวบีบยายัดปาก”
นักเขียนเบ้ปากใส่เจ้าชายคนพี่ หันไปมองมือคนน้องที่ทายาเอาไว้แต่น้อยกว่าของนักเขียนเยอะเพราะเจ้ามอปลายโดนไปสองจุด จุดละนิดละหน่อย แต่นักเขียนมัวแต่กันเจ้ามอปลายเลยนาบแขนซ้ายเข้าไปเต็มๆ
“คุณเจ็บตรงไหนอีกมั๊ย โดนลวกที่ไหนอีก ทายาให้หมดเลยนะเจ้ามอปลาย” นักเขียนดึงแขนเจ้ามอปลายมาสำรวจ
“ห่วงตัวเองไหม” เจ้ามอต้นดุคนที่ได้แผลเยอะกว่าเจ้ามอปลายแต่ไม่ห่วงตัวเองซักนิดเดียว “เฟอะฟะกันทั้งคู่ คิดว่าตัวเองอายุเท่าไหร่กัน”
แต่ถ้านักเขียนไม่อยู่ตรงนั้น เจ้ามอปลายคงเจ็บหนักกว่านี้
“น้องขอโทษ” เจ้ามอปลายทำหน้าจ๋อยพยายามเอาปากเป่าแผลให้นักเขียน “แสบรึเปล่า ร้อนมั๊ย?”
ในใจของเจ้ามอปลายกำลังหวาดกลัวแต่พยายามที่จะไม่แสดงออกมา

รู้ตัวว่า ขอบเขตการมองเห็นของสายตา มันน้อยลงไปทุกที

ดวงตาทั้งสองข้าง มันแย่ลงเร็วจนรู้สึกกลัว
เมื่อกี๊ อันที่จริงก็มองกระทะไม่ค่อยชัดหรอก แต่ก็พยายามใช้สัณชาติญานเอาเพราะไม่อยากให้คนอื่นต้องมาเป็นห่วง
“......” ตรวจดวงตารอบหน้า ผลที่ออกมาอาจจะทำให้คนพี่ต้องเป็นทุกข์มากกว่าเดิม เพราะงั้นอะไรที่เข้มแข็งด้วยตัวเองได้ก็จะพยายามให้ถึงที่สุด
เผื่อว่าระยะเวลาอันใกล้ต้องใช้ชีวิตโดยไม่อาจพึ่งดวงตาทั้งคู่ได้อีก
“ซน.. เราน่ะ” เจ้ามอต้นเอามือขยี้หัวคนน้องแรงๆก่อนจะหันไปหานักเขียนแล้วป้ายยาบนปลายนิ้วใส่ให้จนหมด “นี่ก็เฟอะฟะ หน้าเตาใช่ที่เล่นไหมล่ะ คราวหน้าถ้าอยู่ในครัวแล้ววอแวปลายอีกจะเอามีดแทงให้ใส้ไหลออกมากองที่พื้นครัว”
นักเขียนเบ้ปากใส่แต่ก็ยิ้มให้เจ้ามอต้นในตอนท้ายที่เห็นเจ้าชายคนพี่ระบายรอยยิ้มตรงมุมปากส่งมา
รับรู้ได้ว่านั่นไม่ใช่ประโยคที่เจ้ามอต้นตั้งใจจะพูด
ทั้งๆที่ไม่ค่อยจะถูกกัน แต่นักเขียนกลับรู้สึกว่าตัวเองกับเจ้ามอต้นสามารถสื่อสารกันได้แบบแปลกๆโดยที่ไม่ต้องพูดกันตรงๆ
“ขนมเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ นมเอาไปอบควันเทียนให้แล้ว 2-3 ชม.ก็น่าจะทานได้ แต่นมว่า.. ขนมแบบนี้ถ้าอบเทียนทิ้งไว้ข้ามคืนน่าจะรสชาดดีสุดๆเลยค่ะ”
แม่นมเดินเข้ามาหลังจากที่คนงานกับแม่นมเข้าไปช่วยกันคนไม้คนละมือในครัวแทนหลังจากนักเขียนกับเจ้ามอปลายเจ็บตัวจนโดนเจ้ามอต้นลากออกมา
“ส่วนอาหาร นมตั้งโต๊ะไว้แล้ว องค์.. อ่า คุณมอต้นคุณมอปลายจะทานเลยมั๊ยคะ? แล้วคุณนักเขียนเป็นยังไงบ้าง” หันมาทางนักเขียนที่ทำหน้าแหยๆเพราะเจ็บแผล
“ผมทายาให้แล้วล่ะ แต่พรุ่งนี้น่าจะพอง ค่อยว่ากันอีกที” เจ้ามอต้นลุกขึ้นยืนก่อนจะหันมายีผมนักเขียนแรงๆ “ทานข้าวเลยแล้วกัน เราสองคนจะได้ทานยา” หมายถึงคนน้องกับนักเขียนที่ต้องกินยาแก้อักเสบกันไว้
นักเขียนรู้สึกเหมือนจู่ๆก็มีพี่ชาย แถมยังได้เพื่อนวัยเดียวกันมาด้วย

..หัวใจที่บอบช้ำมา กำลังได้รับการรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากเจ้าชายทั้งสองคน
ถึงแม้ขั้นตอนมันจะสะเปะสะปะไปบ้าง แต่นักเขียนก็ชอบความสัมพันธ์ที่ดำเนินอยู่ในตอนนี้


“คืนนี้คุณสองคนไม่กลับวังเหรอ?”
นักเขียนถามขณะที่มายืนให้กำลังใจเจ้ามอต้นล้างจานอย่างทึ่งๆที่คนระดับองค์ชายรัชทายาทปฏิเสธไม่ให้คนงานหรือแม่นมมาล้างจานที่พวกเขาสามคนทานเสร็จ
เพราะนักเขียนแขนเจ็บ เจ้ามอปลายก็มือเจ็บ คนรับหน้าที่ล้างจานชามเลยมีเจ้ามอต้นคนเดียว ส่วนคนเจ็บทั้งสองก็ยืนมองอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆคอยให้กำลังใจ
“ว่าจะไม่” เจ้ามอต้นตอบ “เราจะค้างที่นี่ คุณล่ะ? จะกลับโรงแรมรึเปล่าเดี๋ยวไปส่ง”
“ไม่ได้ไล่นะ อย่าเข้าใจผิด” เจ้ามอปลายรีบพูดต่อ
นักเขียนหัวเราะ
“ผมก็อยากค้างที่นี่ด้วยนะ แต่ว่าเมื่อคืนผมก็ไม่ได้ลงไปนั่งให้พี่กี๋ ถ้าคืนนี้ไม่ได้ไปอีก ผมรู้สึกไม่ดีต่อเจ้าของห้องน่ะ แกอุตส่าห์ให้ผมพักฟรีๆแลกกับการที่ผมไปนั่งประดับบาร์ให้แกเฉยๆ ผมเลยเกรงใจ”
เจ้ามอต้นหันไปเช็ดมือกับผ้าผืนเล็กก่อนจะหันมามองนักเขียน
“อยากค้างก็แค่บอกว่าจะค้าง ถ้าคุณอยู่กับเราพี่กี๋ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ไว้พวกเราไปเปิดไวน์แพงๆซัก5-6ขวดพี่กี๋ก็พอใจแล้วล่ะ”
“เจ้าพี่ แต่น้องกับนักไม่ชอบดื่มไวน์”
“อืม เดี๋ยวเปิดเหล้าให้”
“ผมขอเหล้าที่แพงที่สุดเลยนะ”
“แพงเท่ารถสปอร์ตไหมล่ะ จะเปิดให้ซักสามสี่ขวด”
“แหม.. ป๋าจังนะครับ รวยแบบนี้สนใจมีอิหนูเป็นของตัวเองมั๊ยฮะเจ้า?”
เจ้ามอต้นหันมาหัวเราะพอนักเขียนทำตาใสใส่หลังพูดจบ
“ถามคนข้างๆรึยังล่ะ ว่าให้หนูมาเป็นของป๋ารึเปล่า”
เจ้ามอปลายเหวอ ไม่คิดว่าพี่ชายเขาที่นิ่งๆจะเล่นกับนักเขียนด้วย
“โหว.. เอางี้เลย เดี๋ยวนะ ถ้าหนูจะไปค้างกับป๋า น้องคิดค่าเสียเวลาชม.ละห้าหมื่น แต่ถ้าให้น้องไปด้วย น้องลดให้สี่หมื่นห้า”
เจ้ามอต้นหันหลังไปพิงกับซิ้งค์ล้างจานแล้วเอามือกอดอก
“แล้วถ้าป๋า จะซื้อทั้งน้องทั้งหนูล่ะ คิดป๋าเท่าไหร่?”
เจ้าชายคนน้องหันไปมองหน้ากันกับนักเขียนก่อนจะพากันหัวเราะ

“ป๋าแค่จ่ายเป็นหัวใจมาดวงนึงก็พอครับ / ป๋าแค่ให้ผมงั่มซักคำก็พอครับ”

เจ้าชายคนพี่เอามือกุมขมับพร้อมกับส่ายหน้าอย่าปลงๆ
แน่นอนว่าเจ้าของประโยค ‘งั่ม’ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากนักเขียนนิยายอีโรติกที่กัดปากประกอบท่างั่มอยู่ข้างๆเจ้ามอปลาย

..ทำไมชีวิต ต้องมาพัวพันกับนักเขียนนิยายที่หื่นทุกลมหายใจแบบนี้ด้วย..

“เห้อ...”


____________________
ตอนนีฉันกำลังมีเรื่องเศร้า:ling2:
แมวที่แวะเล่นด้วยทุกวันก่อนไปทำงานหายไปไหนไม่รู :ling1:

ใครขโมยยยยยยยย เอาความสุขก่อนไปทำงานของผมคืนม๊าาาาาา :ling1: :ling1:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 00:39:52 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 14. วัตถุดิบจากบรรณาธิการ



“สรุปมึงก็เลยค้างที่ปางช้างเมื่อคืน?”
“เออ กูเกรงใจเค้า ถ้าต้องไปส่งกูก็ต้องขับรถไปๆกลับๆ กูเลยค้างที่นี่”
นักเขียนเอาช้อนคนกาแฟในแก้วดังกริ๊กๆอยู่นอกระเบียงบ้านพัก
อากาศยามเช้าตรู่ภายในในปางช้างนั้นสงบ แล้วก็สดชื่นเอามากๆ จากบ้านพักได้ยินเสียงร้องแปร๋นๆของเจ้าตัวโตที่ตื่นมารับบรรยากาศตอนเช้าดังเจี๊ยวจ๊าวอยู่แถวๆลำธาร
เจ้ามอต้นเหมือนจะตื่นไวกว่าคนอื่นแล้วไม่รู้ออกไปไหนไม่รู้ตั้งแต่เช้า ส่วนเจ้ามอปลายที่ตื่นหลังสุดเพราะฤทธิ์ยาแก้อักเสบที่กินดักไข้กำลังอาบน้ำอยู่
“เออ ดีแล้วล่ะ แล้วเป็นไงบ้าง ได้เก็บข้อมูลอะไรบ้างมั๊ย? มึงคงไม่ได้ตามจีบแต่เจ้ามอปลายจนไม่เป็นอันทำงานทำการหรอกนะ”
นักเขียนหัวเราะ   
“มึงเห็นกูเป็นคนยังไงวะ เออ. ว่าแต่มึงจะตามมามั๊ยเนี่ย?”
“ไปดิ เคลียร์งานจะหมดละ วันอาทิตย์ก็บิน มึงมารับกูที่สนามบินด้วย”
“เออ” นักเขียนยกกาแฟขึ้นจิบก่อนจะยิ้มให้กับอากาศยามเช้าที่ช่างสดใสต่างจากการมองจากตึกสูงๆที่คอนโดของเขาที่มองลงมาก็เจอแต่อาคารตึกรามบ้านช่องของเมืองหลวง
“เออมึง มึงยื่นบริจาคอวัยวะกับสภากาชาดไปใช่มั๊ย? กูถามอะไรหน่อยสิ”
“ถามว่า?”
นักเขียนยกกาแฟขึ้นมาจิบก่อนจะวางไว้บนโต๊ะไม้ขัดเงาแล้วทอดสายตามองดวงอาทิตย์ที่กำลังปีนป่ายขึ้นมาตรงเส้นขอบฟ้าที่เห็นอยู่ไกลๆ
“ดวงตาบริจาคนี่มันมีโอกาสกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะเจอดวงตาที่สามารถเข้ากันได้วะ เมื่อก่อนกูนึกว่าถ้ามีคนบริจาคไว้แล้วเราได้คิวผ่าตัดก็ทำได้เลย”
ได้ยินเสียงปลายสายทำอะไรซักอย่างกุกกั่กๆก่อนจะตอบกลับมา
“มึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ดวงตาบริจาคน่ะ เค้าไม่ได้เอาดวงตาไปใช้ทั้งดวง มันใช้ได้แค่ส่วนหน้าสุดที่เรียกว่ากระจกตา เพราะงั้นกลุ่มคนไข้ที่จะได้ประโยชน์จากดวงตาบริจาคน่ะก็คือกลุ่มคนไข้ที่มีความผิดปกติทางด้านหน้าที่เค้าเรียกว่า กระจกตา แต่ถ้าเป็นความผิดปกติทางด้านอื่น พวกจอประสาทตา หรือว่าเส้นประสาทตามันไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนดวงตาได้”
นักเขียนที่คว้าไอแพดมาจะจดข้อมูลชะงักมือที่กำลังจรดปลายปากกาบนหน้าจอ
บรรณาธิการส่วนตัวที่นึกว่านักเขียนถามเพราะจะหาวัตุดิบไปเขียนนิยายเลยเสิร์ชข้อมูลในเวปหลายๆเวปขึ้นมาพร้อมกันก่อนจะเลือกข้อมูลที่เข้าใจง่ายที่สุดกวาดสายตาอ่านดูคร่าวๆแล้วสรุปมาตามสาย
“คนที่รอรับบริจาคดวงตาน่ะมี 2กลุ่ม กลุ่มแรกเค้าเรียกว่ากลุ่มที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด กลุ่มนี้พยากรณ์โรคเค้าว่าไม่ดีเท่าไหร่เพราะเป็นกลุ่มที่จะมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย อย่างพวกจอประสาทตาผิดปกติ หรือเส้นประสาทตาผิดปกติ”

‘ของผมปัญหามันลึกลงไปถึงประสาทตา’

พอนึกถึงคำพูดของเจ้ามอปลายแล้วนักเขียนก็รู้สึกตื้อๆขึ้นมา
พัดลมลากเม้าส์แกร่กๆก่อนจะพูดต่อ
“ส่วนอีกกลุ่มเค้าเรียกว่ากลุ่มที่พบในภายหลัง พวกเกิดอุบัติเหตุแล้วเป็นแผลที่กระจกตา กลุ่มนี้พยากรณ์โรคจะดีกว่า แต่คิวผ่าตัดนานอยู่เหมือนกันนะ 5ปีขึ้นไปเป็นอย่างต่ำอะ เพราะผู้บริจาคมีแค่ประมาณ 10 ในร้อยของผู้ยื่นความจำนงขอรับบริจาค บางคนไม่มีความจำเป็นต้องเร่งด่วนก็อาจจะต้องรอนานหน่อย เค้าจะจัดคิวให้คนที่มีความเร่งด่วนผ่าตัดก่อน คนไม่เร่งด่วนก็รอ 5ปีขึ้นไป อะไรประมาณนี้”
“แล้วกลุ่มแรกไม่มีทางรักษาเลยเหรอ หมายถึง.. ถ้าวันนึงจอประสาทหรือเส้นประสาทตามันเสียไปร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ผ่าตัดเปลี่ยนดวงตา หรือทำการรักษาอะไรไม่ได้เลยเหรอวะ” พอถามออกไป ใจก็สั่นหวิวตามไปด้วย
พัดลมที่เป็นผู้บริจาคของสภากาชาดที่ก่อนจะบริจาคก็ค้นข้อมูลมาพอสมควรกดหาเวปไซต์ที่ก่อนหน้านี้เคยเรียกมาทำความเข้าใจก่อนจะยื่นความจำนงเป็นผู้บริจาคผ่านระบบออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้
“อืม.. จะว่าไงดีล่ะ มันก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้นะแต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันมันน่าจะยังไปไม่ถึงระดับนั้น ทุกวันนี้การผ่าตัดมันทำได้แค่แบบธรรมดา อย่างพวกเปลี่ยนกระจกตาหรือการผ่าตัดที่ไม่เกี่ยวข้องกับประสาทตา จริงๆแล้วกลุ่มที่สองถ้ามันเสียหายไปถึงตาดำชั้นในมันก็ผ่าตัดแก้ไขไม่ได้เหมือนกันกับกลุ่มแรกนั่นล่ะ”
“สรุปว่าคนไข้กลุ่มแรกก็ไม่มีโอกาสในการรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้เลยใช่มั๊ยวะมึง”
พัดลมเม้มปากมองหน้าจอคอมพ์พิวเตอร์ที่กดเรียกหน้าต่างซ้อนขึ้นมาหลายอันอย่างครุ่นคิด
“..ก็อาจจะมีก็ได้นะ ถ้ามีเครื่องมือทางการแพทย์เจ๋งๆ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ละเอียดอ่อนมากพอ แล้วก็มีหมอเก่งๆ การผ่าตัดที่เป็นไปไม่ได้มันก็อาจจะเป็นไปได้ก็ได้”
นักเขียนถอนหายใจยาวๆก่อนจะเท้ามือลงกับราวระเบียงที่เป็นไม้ท่อนหยาบๆขัดมันเงาวับ
..ถ้าไม่พึ่งเทคโนโลยีที่ยังไม่มีอยู่ตอนนี้ การผ่าตัดของเจ้ามอปลายก็คือเป็นไปไม่ได้ ..อย่างนั้นเหรอ
“.......”
ถึงว่าทำไมเจ้ามอปลายกับเจ้ามอต้นต้องโกรธขนาดนั้นตอนที่พูดเรื่องแบ่งตามาให้กัน
..เพราะมันไม่ใช่ว่าแค่มีตาก็ใช้ได้ แต่ต้องมีเทคโนโลยีแล้วก็หมอที่เก่งพอจะทำการผ่าตัดอวัยวะในส่วนที่ละเอียดอ่อนอย่างเช่นประสาทตาได้ด้วย
“แต่นะ มาคิดๆดู ถ้าเกิดว่ามีตาที่สามารถเข้ากันได้ ทั้งเซลล์ เนื้อเยื่อ แล้วก็ระบบประสาทของดวงตามันเข้ากันได้ทุกอย่าง ความหวังมันก็มีอยู่ใช่มั๊ยล่ะ”
นักเขียนชะงัก
“เทคโนโลยีน่ะ ถ้าถูกใช้โดยคนเก่งๆ แล้วมีดวงตาบริจาคที่เจ๋งๆ การผ่าตัดมันก็เป็นไปได้มั๊ยล่ะมึง”
“....”
“จริงๆแล้วนะกูว่า ที่ระบุเอาไว้ว่ากลุ่มแรกมันผ่าตัดเปลี่ยนดวงตาไม่ได้ บางทีอาจจะเป็นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาการผ่าตัดทั่วไปที่ทำได้อยู่หมอเค้าไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการเข้ากันของเนื้อเยื่อ เลือด แล้วก็พวกเซลล์อื่นๆที่เป็นส่วนประกอบเท่าไหร่ เพราะกระจกตาน่ะมันเป็นอวัยวะที่ไม่มีเส้นเลือดไปเลี้ยงเหมือนพวก ตับ ไต หัวใจ ปอด อวัยวะพวกนี้น่ะร่างกายจะสร้างภูมิขึ้นมาเพื่อคุ้มกันค่อนข้างเยอะ แต่กระจกตามันเป็นอวัยวะส่วนที่ใส มันแทบจะไม่มีเส้นเลือดไปเลี้ยง โอกาสที่ร่างกายจะไม่รับมันเลยน้อยกว่าอวัยวะส่วนอื่น แล้วถึงร่างกายจะต่อต้าน เค้าก็สามารถให้ยากดภูมิคุ้มกันได้ แต่ถ้ารายไหนกดภูมิคุ้มกันไม่อยู่ ร่างกายไม่รับ กระจกตาที่ใส่เข้าไปมันก็ใช้ไม่ได้ ก็ซวยไป”
“......” นักเขียนทำสีหน้าครุ่นคิด “ก็หมายความว่า ถ้าการผ่าตัดโดยคำนึงถึงเรื่องการเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ เลือด แล้วก็เซลล์ต่างๆที่เป็นองค์ประกอบ โอกาสที่การผ่าตัดจะประสบผลสำเร็จมันก็เป็นได้สูงสิวะ”
จู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีผีเสื้อโบยบินขึ้นมาในท้อง
“ก็น่าจะเป็นไปได้นะ ตามทฤษฎีแล้ว” พัดลมเคาะนิ้วกับเม้าส์ “จริงๆหมอทุกวันนี้ก็เก่ง เพียงแต่เทคโนโลยีมันอาจจะเติบโตไม่ทันความสามารถและความต้องการในการรักษาแค่นั้นเอง หรืออาจจะโตแล้วแต่แค่ยังไม่มีใครเคยลองใช้มันจนถึงขีดสุดของความสามารถทางเทคโนโลยีในตอนนี้จริงๆก็ได้”
“......”
รู้สึกเหมือนมีแสงบางอย่างกำลังสั่นไหวอยู่ปลายทาง
พัดลมเอนตัวพิงแผ่นหลังกับเก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน “มึงถามทำไมวะ จะเขียนเรื่องใหม่เหรอ”
นักเขียนมองปากกากับไอแพดในมือแล้วกัดริมฝีปากเอาไว้
“เออ ก็อะไรทำนองนั้นล่ะ” รู้สึกว่ายังไม่อยากพูดเรื่องเจ้ามอปลาย เพราะถึงคนในสายจะเป็นเพื่อนรัก แต่ก็ยังเป็นคนอื่นสำหรับเรื่องส่วนตัวของเจ้ามอปลาย
พัดลมเคาะปลายนิ้วไปมากับโต๊ะทำงาน “มึงจะเขียนเสมือนจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ไหมล่ะ? หรือว่าแค่อิงเสมือนจริงบางส่วน ถ้าแค่บางส่วนมึงก็ไม่เห็นต้องซีเรียส แค่เมคหมอเก่งๆเทคโนโลยีเจ๋งๆขึ้นมาซักโรงพยาบาลนึงก็ได้ แล้วมึงจะให้ใครตาบอด? พระเอกหรือนางเอก?”
“......” นักเขียนมองเข้าไปในบ้านพักที่เสียงอาบน้ำเงียบไปแล้ว
“จริงๆพระเอกเป็นหมอที่ทำการผ่าตัดให้นางเอกมันก็เท่ห์ดีนะ  แต่พล็อตมันเก่าไปว่ะ ลองเปลี่ยนเป็นพระเอกกำลังจะตาบอดแล้วนางเอกพยายามหาดวงตามาให้พระเอกดิ ผู้หญิงอะแรงขับในการพยายามทำเพื่อคนที่ตัวเองรักมันรุนแรงกว่าผู้ชายอยู่แล้ว”
คำพูดของบรรณาธิการส่วนตัวทำให้นักเขียนนึกถึงแม่นมของเจ้ามอต้นเจ้ามอปลาย
พัดลมนึกว่านักเขียนเงียบเพราะกำลังเก็บข้อมูลที่เขาพูดเรื่อยเปื่อยไว้เผื่อใช้เป็นวัตถุดิบอยู่เลยพูดต่อไปตามประสาคนที่ทำงานที่ต้องการความแปลกใหม่เร้าใจในหนังสือที่จะไปวางบนชั้นหรือหัวเตียงของใครซักคนที่รักในการอ่านนิยาย
“ถ้ามึงคำนึงถึงเรื่องความสมจริงอยู่ก็เอาแบบนี้สิ”
พัดลมลากปลายนิ้วแกร่กๆไปตามข้อมูลที่เลือกขึ้นมาเป็นหน้าจอสุดท้ายที่ระบุข้อมูลการรับการผ่าตัดของคนไข้กลุ่มแรกเอาไว้
“ดวงตาที่จะใช้สำหรับคนไข้กลุ่มแรกมันจำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่ตรงกันสูงด้วยใช่มั๊ยล่ะ ถ้าคนที่มีสายเลือดเดียวกันโอกาสที่องค์ประกอบที่ต้องการมันจะหาได้จากญาติพี่น้องมันก็มีสูงกว่ารอผู้บริจาคคนอื่น งั้นมึงก็เลือกใครซักคนที่เป็นญาติหรือพี่น้องของพระเอกแล้วควักตาออกมาสิ”
แก้วกาแฟที่ถูกยกขึ้นมาจรดริมฝีปากอีกครั้งชะงักอยู่แบบนั้น
“คนที่มีสายเลือดเดียวกัน ความน่าจะเป็นที่ดวงตามันจะเข้ากันได้ก็ดูน่าคล้อยตามกว่าดวงตาบริจาคหรือไปเอามาจากคนอื่นไม่ใช่เหรอ”
นักเขียนวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ
“แล้วคนที่กูต้องควักตามาให้พระเอกล่ะ มึงจะให้กูทำยังไง ไม่ใช่ว่าแค่เอามาควักตาแล้วปล่อยไว้เฉยๆได้ ถ้าเอาตาให้พระเอกแล้วมึงจะให้กูจัดการกับตัวละครที่น่าสงสารชิบหายตัวนี้ยังไง มึงก็รู้อยู่ว่าผู้บริจาคดวงตาก็หมายถึงเจ้าของดวงตานั้นเสียชีวิตไปแล้ว”
บรรณาธิการส่วนตัวของนักเขียนแสยะยิ้มด้วยสีหน้าสนุกมาตามสาย

“ ..ถ้ายังไม่ตายก็ฆ่าสิมึง..”

“....”
“วัตถุดิบที่ใช้แล้วทิ้งในนิยาย มันก็มีออกบ่อยไปไม่ใช่เหรอ ถ้าขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืดก็ฆ่าทิ้งไปเลยสิ ..จะคิดให้ยากทำไมล่ะคุณนักเขียน..”
“.......”
นักเขียนมองดูมดดำตัวใหญ่ที่ร่วงจากระบียงไม้แล้วตกลงไปในถ้วยกาแฟที่ยังร้อนระอุก่อนจะตะเกียกตะกายเพราะความร้อนแล้วจมหายไป

กลิ่นหอมที่หลงไหลตั้งแต่นาทีแรกที่ได้สัมผัสโอบมาจากด้านหลังพร้อมกับวงแขนและปลายจมูกที่กดลงมาตรงข้างแก้มทำให้นักเขียนตื่นจากภวังค์
เอี้ยวตัวกลับไปมองคนที่สอดแขนกอดมาจากทางด้านหลังพร้อมกับรอยยิ้มหวานละมุนก่อนจะยิ้มตาม

‘มอร์นิ่ง..’
ริมฝีปากที่กระซิบทักทายยามเช้า เย้ายวนชวนให้กดจูบกลับไป
‘อรุณสวัสดิ์ครับ เจ้ามอปลาย’

“เออ ขอบใจมากมึง วันไหนมึงบินก็โทรมาบอกกูอีกทีแล้วกัน” หันไปพูดกับคนในสายแล้วพิงลงไปบนอกเจ้าชายคนน้องที่สวมกอดเข้ามาอย่างอ่อนโยน
“เออๆ เออนี่. แล้วพี่พียังกวนมึงอยู่มั๊ย? เค้าหายไปเลยว่ะ ไม่มาตามกูเลย ที่สำนักพิมพ์กูลองถามๆดูก็ไม่มีใครเจอ”
นักเขียนเอียงหน้าตามสัมผัสที่คลอเคลียมาข้างแก้ม “ก็มีไดเรคมาบ้างเหมือนกันในโซเชียลกู แต่กูไม่เข้าไปอ่าน ปล่อยไว้แบบนั้น กูอยากคิดเรื่องอื่น เรื่องที่นี่มากกว่า” นักเขียนหัวเราะพอเจ้ามอปลายไล้จมูกมาหลังใบหูที่เป็นจุดไวสัมผัส

‘อื๊อ.. อย่าซนสิ’ กระซิบ

“เออ ก็ดีแล้วล่ะ กลับไปหาลูกหาเมียหาทำงานทำการที่ตัวเองเลือกซะที กูจะได้หมดห่วงเรื่องสุขภาพจิตมึง”
นักเขียนเหลือบมองมือเจ้ามอปลายที่สอดเข้ามาในเสื้อแล้วลูบขึ้นมาตามหน้าท้องก่อนจะรีบตะปบเอาไว้แล้วหันไปขมวดคิ้วใส่คนที่ดูท่าว่าจะติดเชื้อลามกไปจากเขาเรียบร้อย
“เออ ไม่ต้องห่วงแล้วมึง กูโอเค งั้นแค่นี้ล่ะ มึงอะไรมึงก็โทรมาแล้วกัน”
“เออๆ”

บรรณาธิการส่วนตัวกดวางสายไปแล้ว นักเขียนหันมาย่นหัวคิ้วใส่คนที่กำลังซุกซนกับร่างกายเขาพร้อมกับพูดขำๆ
“จะงั่มผมเหรอครับหืม..” ชูแขนที่พันผ้าพันแผลเอาไว้ “แขนผมเจ็บขนาดนี้ แล้วเดี๋ยวพี่คุณกลับมาก็หาว่าผมเป็นคนชวนคุณทำอะไรทะลึ่งๆอีก”
คนที่เอามือลูบอยู่แถวๆหัวนมนักเขียนหัวเราะ “เจ้าพี่ไปทำงานแทนเจ้าพี่ไคท์ กว่าจะเสร็จก็บ่ายๆ มีเวลาเหลือเฟือ ส่วนแผลคุณเดี๋ยวตอนบ่ายผมพาไปให้หมอที่โรงพยาบาลดูอีกที”
รู้สึกเหมือนได้โอกาสทองมาไว้ในกำมือแต่ร่างกายมันก็ดูเหมือนจะไม่ไหว เพราะเมื่อคืนก่อนโดนสองพี่น้องนี่ฟัดไปจนระบมทั้งตัวแถมแผลที่โดนเตาลวกก็มีอาการไม่ใช่น้อยถึงจะกินสาระพัดยาดักไว้แล้วก็เถอะ
“ไม่ต้องมาชวนหื่นเลยครับ แล้วคุณล่ะ ไม่ต้องไปมหา’ลัยเหรอวันนี้?” ดึงตัวออกมาห่างๆแล้วนั่งลงบนขอบระเบียงหันหน้าไปหาเจ้ามอปลาย
เจ้าชายลำดับที่สามของอโยธยาส่ายหน้า “วันนี้ผมไม่มีสอน แต่สายๆผมมีที่ๆต้องไปอยู่น่ะ” เอามือเกลี่ยผมออกจากหน้าผากไล่ลงมาทัดหลังใบหูให้นักเขียนแล้วยิ้มก่อนจะก้มลงไปประคองมือนักเขียนข้างที่เป็นแผลมาบีบเบาๆ "คุณอยากไปด้วยมั๊ยล่ะ”
นักเขียนเลิกคิ้ว “ไปที่ไหนครับ?”
เจ้ามอปลายยิ้มในแบบที่อากาศยามเช้าตรู่ที่ว่าสดใสแล้วยังไม่สดใสเท่า
“ไปอ่านนิทานให้เด็กๆฟัง"


นักเขียนนั่งเท้าคางฟังเสียงทุ้มหวานหูกำลังเล่านิทานอยู่ตรงกลางเหล่าเด็กๆที่มีปัญหาทางสายตาด้วยใบหน้ามีความสุขของเจ้ามอปลาย
“......”
ยิ่งได้เห็นอะไรเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งตกบ่วงคนๆนี้มากขึ้น
เจ้ามอปลายมีเสียงที่ทุ้ม นุ่ม หวานหู โทนเสียงมีน้ำหนักฟังแล้วเพลิดเพลินจนลืมว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
“บ่ายโมงกว่าแล้ว เดี๋ยวเราไปเจอเจ้าพี่ที่โรงพยาบาลเลยแล้วกัน”
นักเขียนเงยหน้าขึ้นจากไอแพดที่เผลอวาดรูปเจ้ามอปลายเล่นจนเพลินลืมแม้กระทั่งเวลา
“บ่ายโมงกว่าแล้วเหรอ?” ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “แต่จริงๆแผลผมก็ไม่ได้อะไรมากแล้วนะ ไม่จำเป็นต้องไปก็ได้ ยาก็มีครบแล้วนี่”
เจ้ามอปลายเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วยิ้ม “วันนี้ผมมีตรวจดวงตาด้วยน่ะ แล้วก็จะไปเยี่ยมเจ้าพี่ไคท์ด้วย เลยอยากให้คุณเอาแผลเข้าไปให้หมอที่โรงพยาบาลดูอีกที ตอนนี้เจ้าพี่น่าจะไปถึงแล้ว”
นักเขียนพยักหน้า หันไปเก็บปากกาใส่กล่องแล้วโชว์รูปที่วาดบนไอแพดให้เจ้ามอปลายดู
“เท่มะ”
รัชทายาทลำดับที่สามรับมาดู
“วาดผมเหรอ? หน้าตาขี้เหร่ชะมัด”
นักเขียนเบ้ปาก
“ตัวจริงขี้เหร่มั๊ง รูปวาดเลยขี้เหร่ตาม”
เจ้ามอปลายยิ้มมุมปากยักคิ้วกวนๆแต่น่ารักน่าหมั่นเขี้ยวในสายตาคนมองใส่นักเขียน
“เป็นจิตรกรไม่ได้นะคุณน่ะ วาดรูปห่วยมาก วัตุดิบดีๆเสียหมด เป็นนักเขียนนิยายต่อไปน่ะดีแล้ว ”
“.....”
..จ่ะ


นักเขียนกับเจ้าชายคนพี่นั่งรอเจ้ามอปลายอยู่หน้าห้องตรวจหลังจากที่เจ้ามอต้นเป็นคนพานักเขียนไปหาหมอเพื่อดูแผลที่โดนเตาลวก
เจ้ามอต้นเหมือนจะไปธุระที่เป็นทางการพอดู การแต่งตัวกึ่งสูทกึ่งฉลองพระองค์แบบทางการทำให้คนที่บางครั้งจะใส่แว่นเหมือนตอนที่กำลังนั่งเอามือกอดอกอยู่ข้างๆตอนนี้ดูเป็นผู้ใหญ่มากว่าตอนแต่งตัวธรรมดาๆ
“ก่อนหน้านี้ที่ผมพูดไม่ดีกับคุณ”
เจ้ามอต้นเหลือบแค่หางตามามอง เพราะจู่ๆนักเขียนก็พูดขึ้นมาโดยที่ไม่ได้มองหน้าคนฟังเหมือนกัน
“ผมไม่ดีเอง”
“....”
“ผมขอโทษนะ”
“....”
นักเขียนไม่ได้หันไปมองหน้าเจ้ามอต้นแต่ก้มมองมือตัวเองข้างที่พันผ้าพันแผลเอาไว้
“แล้วก็ ที่ผมปล่อยให้คุณโดนสอบสวน โดนกักบริเวณ เพราะผมขี้ขลาดจนไม่กล้าพูดออกไปเพื่อช่วยคุณ ผมก็ขอโทษ..”
เจ้าชายลำดับที่สองของอโยธยาถอนหายใจออกมาเบาๆ
“อืม”
“....”
“ดีแล้ว”
“?” นักเขียนหันไปมอง
เจ้าชายลำดับที่สองพูดต่อพร้อมกับเอามือมาขยี้หัวนักเขียนแล้วลุกขึ้นยืน
“ดีแล้วที่ทำเพื่อมอปลาย”
“...”
“เพราะถ้าคุณโพล่งออกมาว่าอยู่กับผมตอนนั้น โดยไม่เอะใจเสียงเปียโนที่เราทั้งคู่ก็ได้ยินเหมือนๆกัน ผมอาจจะฆ่าคุณทิ้งเพื่อไม่ให้คุณมาใกล้มอปลายอีกก็ได้”


เจ้าชายลำดับที่สองและสามรวมทั้งนักเขียนยืนอยู่ข้างเตียงเจ้าชายคนพี่ที่เป็นลำดับที่หนึ่งของรัชทายาทภายในห้องรักษาตัวส่วนพระองค์ของราชวงศ์
“ว่าจะนอนต่ออีกหน่อย ดันฟื้นขึ้นมาซะงั้น เห้อ..” เจ้าไคท์ยิ้มให้คนน้องทั้งสองพระองค์ที่นั่งลงบนเตียงด้วยความที่สนิทสนมกันดีอยู่แล้วเลยไม่ต้องถือยศถือศักดิ์อะไร
ส่วนนักเขียนที่รู้ตัวว่าเป็นแค่คนนอกก็ถอยออกมายืนอยู่ห่างๆ
ถึงจะได้รับอนุญาติให้เข้าเยี่ยมได้เพราะอำนาจของเจ้าชายทั้งสองคนแต่ยังไงคนป่วยก็เป็นเชื้อพระวงศ์ที่ควรให้เกียรติ
“ถ้าเจ้าพี่นอนนานกว่านี้ น้องจะให้หมอควักตาเจ้าพี่ออกมาซะเลย” เจ้าชายคนน้องน้อยพูดเล่นๆเพราะระหว่างพวกเขาทั้งสามคนรู้ว่าหยอกล้อกันได้แค่ไหนที่จะไม่กระทบใจตัวเองอยู่แล้ว
“ถ้าควักออกไปแล้วก็เอาตาน้องมาใส่คืนไว้ให้ด้วยล่ะ ชาติหน้าพี่เกิดมาตาพี่จะได้สวยๆแบบน้อง”
เจ้าไคท์ยิ้มอย่างอารมณ์ดี
เจ้ามอปลายหรี่ตาสวยๆที่ใครๆก็พากันชอบใส่พี่ชายคนโต “งั้นน้องไม่เอาละ ตาแบบน้องมีแต่คนหลง เก็บไว้ดีกว่า ตาเจ้าพี่ไม่มีสเน่ห์ เอามาเดี๋ยวหน้าน้องหมดราคา”
เจ้าชายคนโตหัวเราะ “ฮ่าๆ ทำไมเปลี่ยนใจง่ายจังล่ะ แต่พี่ยอมนะ ถ้าได้ตาน้องมา” เจ้าไคท์เอื้อมมือมาลูบไล้ใบหน้าเจ้าชายคนน้องเล็กสุดอย่างอ่อนโยน “ก็สวยขนาดนี้น่ะ.. ถ้าได้มา จะไม่โกรธเลยซักนิดเดียว”
“.....”
นักเขียนมองมือใหญ่ที่ลูบไล้ไปตามกรอบหน้าของเจ้ามอปลายด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“งั้น เดี๋ยวน้องเรียกให้หมอมาควักตาเจ้าพี่ออกมาให้มอปลายตอนนี้เลยดีกว่า” เจ้ามอต้นกอดอกทำสีหน้าท่าทางจริงจัง
เจ้าไคท์กลอกตาไปทางน้องชายคนโตที่ดูแล้วเหมือนพี่ใหญ่กว่าใครเพื่อนมากกว่า “ใจเย็นสิวัยรุ่น ตอนนี้พี่อ่อนแออยู่นะ จะเอาตาไปก็รอให้ร่างกายหายดีก่อนสิ เกิดควักไปตอนนี้แล้วมันใช้ไม่ได้มันเอาใส่คืนไม่ได้นะเออ”
นักเขียนมองเจ้าชายสามพี่น้องหยอกล้อกันเหมือนเป็นเรื่องพูดเล่นปกติธรรมดาโดยที่เจ้าของประเด็นเรื่องตาอย่างเจ้ามอปลายก็ไม่ได้มีทีท่าเศร้าหมองอะไร
“.....”
พอเหลือบมองตาสวยๆสีอ่อนนั้นแล้วลองจินตนาการว่า วันหนึ่งกลายเป็นดวงตาสีดำเข้มของคนที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยมาแทน ใบหน้าสวยหวานนั้นคงเปลี่ยนไปจากเดิมมากเหมือนกัน
“.....”

“ถ้าคนที่มีสายเลือดเดียวกันโอกาสที่องค์ประกอบที่ต้องการมันจะหาได้จากญาติพี่น้องมันก็มีสูงกว่ารอผู้บริจาคคนอื่น งั้นมึงก็เลือกใครซักคนที่เป็นญาติหรือพี่น้องของพระเอกแล้วควักตาออกมาสิ”

“.....” จู่ๆก็รู้สึกว่ามีเหงื่อซึมออกมาตามฝ่ามือและกรอบหน้าพอคิดถึงคำพูดของบก.ส่วนตัวขึ้นมา

“คนที่มีสายเลือดเดียวกัน ความน่าจะเป็นที่ดวงตามันจะเข้ากันได้ก็ดูน่าคล้อยตามกว่าดวงตาบริจาคหรือไปเอามาจากคนอื่นใช่มั๊ยล่ะ”
 “แล้วคนที่กูต้องควักตามาให้พระเอกล่ะ มึงจะให้กูทำยังไง ไม่ใช่ว่าแค่เอามาควักตาแล้วปล่อยไว้เฉยๆได้ ถ้าเอาตาให้พระเอกแล้วมึงจะให้กูจัดการกับตัวละครที่น่าสงสารชิบหายตัวนี้ยังไง มึงก็รู้อยู่ว่าผู้บริจาคดวงตาก็หมายถึงเจ้าของดวงตานั้นเสียชีวิตไปแล้ว”

นักเขียนเหลือบสายตามองอุปกรณ์พร้อมช่วยชีวิตต่างๆที่ตั้งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยด้วยสายตาค่อยๆเย็นชาลงอย่างไม่รู้ตัว

“ ..ถ้ายังไม่ตายก็ฆ่าสิมึง..”

“วัตถุดิบที่ใช้แล้วทิ้งในนิยาย มันก็มีออกบ่อยไปไม่ใช่เหรอ ถ้าขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืดก็ฆ่าทิ้งไปเลยสิ ..จะคิดให้ยากทำไมล่ะคุณนักเขียน..”





_____________________________
 :ling2:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 00:56:05 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1903
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
คงไม่ได้จะฆ่าจริงๆใช่ไหมละ นักเขียน
เดายากชะมัด
พัดลมก็ดูแนะนำเข้าสิ
โอ๊ยยยย รักแฝด

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 15. ใจของนักเขียนนิยาย กับจิตใจของวัตถุดิบ



‘การจัดเก็บกระจกตาจากดวงตาบริจาคต้องทำภายใน 6 ชั่วโมง หลังจากผู้บริจาคดวงตาได้เสียชีวิตลง หากเกินกว่านั้นจะไม่สามารถนำมาใช้เปลี่ยนถ่ายให้กับผู้อื่นได้ เพราหลังจากที่ผู้บริจาคเสียชีวิตดวงตาจะเสื่อมสภาพเช่นเดียวกันกับอวัยวะส่วนอื่นๆในร่างกาย’

นักเขียนเลื่อนสายตาไปตามตัวอักษรบนหน้าจอเวปไซด์ที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะเอาไว้เพื่อเป็นความรู้สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคร่างกายหลังจากที่ตัวเองเสียชีวิตให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้นำไปใช้ประโยชน์

‘ผู้บริจาคต้องเสียชีวิตจากภาวะสมองตายเท่านั้น ‘

‘สมองตาย หมายถึง สภาวะสมองถูกทำลายจนสูญเสียการทำงาน –โดยสิ้นเชิงและถาวร— ไม่มีหนทางที่จะเยียวยารักษาได้ ทางการแพทย์ถือว่าผู้ที่มีภาวะสมองตาย คือผู้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งการเสียชีวิตโดยทั่วไปจะใช้หลักการหัวใจหยุดเต้นหรือการหยุดหายใจ ดังนั้น หากตรวจพบผู้ป่วยสมองตาย หมายถึงระบบประสาทส่วนกลางหรือสมองไม่ทำงาน ทำให้ระบบการหายใจหยุดการทำงาน หัวใจไม่บีบตัว ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว’

“......”
นักเขียนกดปิดหน้าจอโน๊ตบุ๊คแล้วถอนหายใจยาวๆเอาหน้าซบลงกับฝ่ามือตัวเอง
..หากเจ้าไคท์ พี่ชายคนโตในบรรดารัชทายาทนั้นอยู่ในอาการโคม่า
ก็อยากได้ดวงตา สีดำสนิทคู่นั้นมาให้เจ้ามอปลาย
“.....”
แต่รัชทายาทผู้พี่ยังมีชีวิต ยังมีลมหายใจ ยังพูดคุยและยิ้มได้
ถึงอยากต่ออายุการมองเห็นให้เจ้ามอปลายแค่ไหน แต่ก็รู้ว่าไม่มีสิทธิ์ไปแย่งชิงลมหายใจและชีวิตของเจ้าไคท์เพื่อให้ได้ดวงตาสองข้างนั้นมา
“เห้อ.. ตอนนั้นกูคิดบ้าอะไรของกูวะ”
นักเขียนซบหน้าลงกับฝ่ามือตัวเองเพื่อไล่ความคิดหมกมุ่นที่น่าหวาดกลัวในหัวออกไป
 
อย่าได้ขาดสติ อย่าได้หลงลืมความรู้สึกนึกคิดในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งเชียวล่ะ ..นักเขียน


นักเขียนนั่งเท้าคางมองเจ้ามอปลายที่กำลังดีดเปียโนอยู่ท่ามกลางนักเรียนนับสิบคนในชั่วโมงสอน
พอตามมาดูการเรียนการสอนของเจ้ามอปลายที่มหาวิทยาลัย ก็ได้ข้อมูลเพิ่มมาอีกอย่างนึงว่า นอกจากจะเล่นเปียโนเก่งมากๆแล้วเจ้ามอปลายยังร้องเพลงเพราะมากด้วย
นักเขียนส่งรอยยิ้มให้เจ้ามอปลายที่หมดชั่วโมงสอนแล้ว แต่เสียงหวานๆของใครบางคนก็รั้งเจ้ามอปลายที่หันมายิ้มตอบแล้วทำท่าจะลุกเดินมาหานักเขียน
“อาจารย์คะ”
คนที่กำลังส่งรอยยิ้มให้กำลังใจต้องหุบยิ้มฉั่บแล้วถอนหายใจอย่างหงุดหงิดแทน
“คะ?” เจ้ามอปลายหันไปตามเสียงเรียก
“คือ.. น้องแพรไปเรียนทำขนมมาค่ะ” ลูกศิษย์สาวยื่นโหลแก้วที่ใส่คุ๊กกี้หน้าตาน่ารักส่งให้เจ้ามอปลาย “หน้าตามันอาจจะยังไม่สวยเท่าไหร่ แต่น้องแพรอยากให้อาจารย์ลองชิม..
เจ้ามอปลายเอื้อมมือไปรับโหลใส่ขนมมาก่อนจะเปิดออกชิมต่อหน้าคนให้ที่ดูก็รู้ว่าคาดหวังรีแอคชั่นจากเขาอยู่
“หืม? อร่อย รสชาดดีทีเดียว นี่.. เพิ่งทำครั้งแรกจริงๆเหรอคะ? ผมว่าทำขายได้เลยนะ ” มือนุ่มๆยื่นไปยีผมคนให้พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น “ขอบคุณนะคะ อุตส่าห์เอามาให้ เกรงใจจัง แต่ก็.. สัญญาว่าจะทานให้หมดนี่เลยค่ะ”
น้องแพรก้มหน้ามองมือตัวองแล้วยิ้มออกมา “ขอบคุณนะคะ ..ดีใจที่อาจารย์ชอบ”

..เพราะที่ไปเรียนทำขนมก็เพราะอาจารย์..

“ใกล้จะถึงวันเกิดของอาจารย์แล้ว อาจารย์ชอบทานเค้กแบบไหนเป็นพิเศษคะ” คนพูดช้อนสายตาหวานๆขึ้นมอง
เจ้ามอปลายอมยิ้ม “ทำไมคะ? อย่าบอกนะว่า จะทำเค้กมาให้ผม”
“ไม่ได้เหรอคะ..” สีหน้าหม่นลงเพราะคิดว่าเจ้ามอปลายจะต้องปฏิเสธแน่ๆ
เจ้ามอปลายนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะระบายรอยยิ้มอ่อนโยนพร้อมกับมือที่เอื้อมไปลูบผมคนที่ทำหน้าหงอยๆ
“ถ้าน้องแพรทำทีรามิสุให้ซักก้อนก็จะทานคนเดียวไม่แบ่งให้ใครเลยล่ะค่ะ”
นักเขียนลุกพรวดขึ้นยืน “ผมหิวแล้ว หมดชั่วโมงสอนแล้วใช่มั๊ย? ไปหาอะไรกินกันเถอะ”
“ อ อื้ม จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ” เจ้ามอปลายหันมามองลูกศิษย์คนสวยที่มีรอยยิ้มระบายไปทั่วกรอบหน้าเล็กก่อนจะถอยห่างออกมาพร้อมกับโชว์โหลใส่ขนมในมือ “ขอรับไว้ทั้งโหลเลยนะคะ แล้วจะรอเค้กวันเกิดอร่อยๆ”
เพียงแค่นั้นก็มากที่จะทำให้มีดอกไม้เบ่งบานเต็มหัวใจคนที่อุตส่าห์เอาเวลาว่างที่มีอยู่น้อยนิดไปเรียนทำขนมมาให้เจ้ามอปลาย
“คุณแพรนี่ ชอบอาจารย์เอามากๆเลยนะคะ” เพื่อนสนิทเดินเข้ามาหาพร้อมกับยิ้มหยอกเย้า
คนถูกแซวกอดหนังสือในมือแนบอกเอาไว้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างคนเป็นสุขใจ


“คุณอยากทานอะไรเป็นพิเศษมั๊ย? เผื่อผมนึกร้านอร่อยๆได้จะบอกทางไป”
เจ้ามอปลายกัดคุ๊กกี้ในมือพร้อมกับหยิบมือถือมาเสิร์ชร้านอาหารเพื่อหาของกินให้คนที่ทำหน้าตาหงุดหงิดอยู่หลังพวงมาลัย
“อะไรก็ได้” นักเขียนตอบเหวี่ยงๆ
เจ้าชายลำดับที่สามหันไปมองหน้าคนขับรถที่ดูอารมณ์บูดตั้งแต่ก้าวขึ้นรถแล้วขับออกมา
“เป็นอะไร”
“....” นักเขียนเม้มปากแล้วระบายลมหายใจแรงๆก่อนจะหมุนพวงมาลัยเลี้ยวรถอย่างใส่อารมณ์
เจ้ามอปลายเท้าแขนกับประตูรถพูดยิ้มๆ
“หึงผมเหรอ?”
นักเขียนไม่ตอบแต่จอดรถกลางถนนแล้วหันไปคว้าโหลใส่คุ๊กกี้ที่วางอยู่เบาะหลัง เปิดกระจกโยนมันออกนอกหน้าต่างไปแล้วกระชากรถออกจนคนนั่งข้างๆแทบหัวทิ่ม
“.....”
เจ้ามอปลายแอบยิ้ม เห็นนักเขียนมองมาทางเขาวูบหนึ่งแล้วเบือนหน้ากลับไปขมวดคิ้วใส่ถนนอย่างเดิม
“คุณทานเนื้อมั๊ย?”
“บ้าง แต่ถ้าวันพระก็ไม่” ตอบแต่ไม่หันไปมองคนถาม
“ผมกับเจ้าพี่ก็ไม่ทานเนื้อวันพระเหมือนกัน” หันไปยิ้มให้กับแสงไฟข้างถนน “มีร้านสเต๊กอยู่ร้านนึง ร้านนี้ผมกับเจ้าพี่มาทานบ่อย เนื้อเค้าดีนะ เลี้ยวข้างหน้าขับตรงไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว”
“......” นักเขียนเม้มปากพอเจ้ามอปลายพูดด้วยน้ำเสียงปกติ
มือนุ่มของเจ้ามอปลายเอื้อมมายีผมนักเขียนเบาๆแล้วยิ้มให้
“ไปทานกันมั๊ย?”

“แค่เราสองคน”


“.......”
นักเขียนเอามีดหั่นสเต๊กเงียบๆ พอเหลือบตามองก็เห็นว่าเจ้ามอปลายกำลังจ้องอยู่
เลยเอาส้อมจิ้มสเต๊กชิ้นพอดีคำในจานตัวเองยื่นไปตรงหน้า
เจ้ามอปลายหัวเราะหึในคอก่อนจะอ้าปากรับแล้วเคี้ยวเนื้อในปากไปอมยิ้มไป
“อื้ม จริงสิ ผมยังไม่ได้ถามคุณเลยว่าคุณมาที่นี่กี่วัน” เจ้ามอปลายชวนคุยพร้อมกับหันไปหั่นเนื้อในจานของตัวเองบ้าง
นักเขียนหยิบกระดาษทิชชู่ส่งให้พอเห็นว่าน้ำจากเนื้อมันกระเด็นไปเลอะมือขาวๆนั่น
“เดือนนึง” แอบสังเกตุท่าทางหั่นเนื้อในจานของเจ้ามอปลายไปด้วย “ตอนแรกผมตั้งใจจะมาพักสมองน่ะ ก่อนมาที่นี่คนที่ผมคบอยู่เค้าไปแต่งงาน ผมเลยหนีมาหาที่สงบจิตสงบใจ”
เจ้ามอปลายเลิกคิ้ว “หมายถึงคนที่โทรมาวันนั้นน่ะเหรอ?”
“อื้ม.” นักเขียนเอาส้อมจิ้มเนื้อเข้าปากเคี้ยวอยู่พักหนึ่งก่อนจะกลืนมันลงคอแล้วพูดต่อ “ผมคบกับเค้ามา2ปี อันที่จริงผมก็อยู่ข้างบนมาตลอด มีเค้านี่ล่ะ ที่ผมอยู่ข้างล่าง”
“เพราะว่ารัก?”
นักเขียนหันไปยกแก้วน้ำมาจิบก่อนจะหั่นเนื้อในจานต่อ
“ก็คงงั้นมั๊ง ผมเจอเค้าตอนไปเที่ยวผับหลังปิดต้นฉบับ แล้ววันนั้นผมเมา เค้ามาจีบ ผมก็บ้าๆบอๆ พอเมาแล้วก็เฟรนด์ลี่ แจกไลน์ไปเรื่อย หลังจากวันนั้นก็คุยกัน แล้วเค้าก็มาขอผมคบตอนวันเกิด”
“แล้วคุณตอบตกลง?”
“เปล่า ไม่ใช่” นักเขียนหัวเราะพอนึกไปถึงสาเหตุที่ต้องผันตัวจากผัวกลายมาเป็นเมียให้คนอื่น “เค้ามอมเหล้า ผมเครียดๆเพราะทะเลาะกับเพื่อนอยูก็เต็มใจเมาด้วยนั่นล่ะ สุดท้ายตื่นมาก็รู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว แก้ไขอะไรก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย”
เจ้ามอปลายเอาส้อมจิ้มเนื้อในจานตัวเองไปใส่จานให้นักเขียนแล้วถามต่อ
“คุณเคยอยู่ข้างบนมาตลอด พอเป็นแบบนั้นแล้วคุณไม่รู้สึกแย่เหรอ?” หยั่งเชิง
นักเขียนเขี่ยๆผักที่อยู่ข้างจาน “ไม่รู้สิ ไม่มั๊ง ตอนแรกที่โดนทำผมเมาหนักมาก ก็เลยจำความรู้สึกในตอนนั้นไม่ค่อยได้ แต่พอครั้งต่อมามันด้วยอะไรหลายๆอย่างก็เลยไม่ได้ต่อต้าน ปล่อยมันเป็นไปของมัน เพราะหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร ก็โอเค เพราะผมก็เริ่มชอบเค้าแล้วด้วย”
“อืม..”
เจ้ามอปลายยกมือเรียกพนักงานก่อนจะหันมาถามนักเขียน
“ผมจะสั่งไวน์ คุณเอาด้วยมั๊ย? หรือจะเอาเหล้า แต่มันไม่เข้ากับสเต๊กนะ ถ้าเป็นไวน์ของที่นี่น่ะรสชาดดี ผมว่าคุณก็ดื่มได้”
นักเขียนพยักหน้า
“จริงๆผมก็ดื่มได้ แต่ถ้าให้เลือกก็จะเลือกเหล้าก่อนเหมือนคุณนั่นล่ะ”
เจ้ามอปลายเลยสั่งไวน์แดงมาหนึ่งขวดแล้วหันมาถามต่อ
“แล้วคุณเคยคบผู้หญิงมั๊ย?”
นักเขียนกลอกตา “ไม่เคย”
“จริง?” เจ้ามอปลายยิ้มขำๆเพราะท่าทางนักเขียนมันมีพิรุธน้อยซะเมื่อไหร่
“คบน่ะไม่เคย แต่เคยโดนพี่สาวคนหนึ่งล่อลวง” พูดมาแล้วก็ช้ำ “ตอนนั้นผมเพิ่ง 18-19 ไปค้างบ้านเพื่อนทำงานส่งอาจารย์ แล้วก็โดนพี่สาวเพื่อนล่อลวงจนเสียตัว ..นั่นน่ะครั้งแรกของผมเลย" งึมงัมๆพอนึกถึงเรื่องในตอนนั้นที่เขาอยากรู้อยากลองจนเสียความบริสุทธิ์ให้สาวรุ่นพี่ไป
“พูดแบบนี้แสดงว่าคุณก็เต็มใจน่ะสิ?” เจ้ามอปลายหรี่ตา
เป็นนักเขียนที่ต้องกลอกตาหลบเหมือนเด็กที่กำลังสารภาพความผิดที่เก็บไว้ในใจมาเป็นเวลานาน
“ผมก็เด็กผู้ชายทั่วไปไหมล่ะคุณ มีคนมาลูบๆคลำๆในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนั้น แถมยังโดนฟัดจนตัวอ่อนใครมันจะไปต่อต้านอะไรได้” ตอบไม่เต็มปากเท่าไหร่ เพราะความจริงเขาเองก็เป็นคนถอดเสื้อผ้าให้สาวรุ่นพี่เองกับมือนั่นล่ะ แต่เรื่องที่ว่าโดนฟัดโดนอ่อยก่อนน่ะเรื่องจริง
“แสดงว่าตอนนั้นหน้าตาคุณคงน่ารักน่าฟัดมากเลยล่ะสิ พี่เค้าถึงอดใจไม่ไหว”เจ้ามอปลายส่งแก้วไวน์ให้นักเขียนก่อน
คนถูกถามยักคิ้ว
“ผมก็หล่อมาแต่เกิดแล้ว ไม่งั้นจะเป็นเดือนมหา’ลัยได้เหรอ แถมผมยังอยู่ในแท็ก –พี่ว้ากหล่อบอกต่อด้วย—ของมหา’ลัยที่ผมเรียนด้วยนะ”
“อ่อ แสดงว่าที่ผ่านมาคุณก็คงมีแฟนมาเยอะเลย”
นักเขียนทำท่าคิด “ก็ ถ้าหมายถึงก่อนจะคบพี่พี ผมก็คบไปเรื่อยๆ ผมมันพวกขี้เบื่อ อิสระเยอะ คบใครได้ไม่นานผมก็เบื่อ พอเลิกก็มีคนมาจีบ ก็คบใหม่ แต่ไม่นานผมก็เบื่อ ก็เลิกอีก เป็นอยู่แบบนั้นจนจบมหา’ลัย สุดท้ายเพื่อนมันก็ตราหน้าว่าผมเป็นพวกเจ้าชู้ หน้าม่อ แต่จริงๆก็แค่ไม่เจอคนที่ใช่ก็ไม่รู้ว่าต้องทนต้องฝืนคบให้มันเสียเวลากันทั้งคู่ทำไม ปล่อยเค้าไปเจอคนที่เหมาะกับเค้าไม่ดีกว่าเหรอ” พูดจบก็ยื่นแก้วไวน์ไปชนกับเจ้ามอปลายดังกริ๊กแล้วยกขึ้นจิบ
“เป็นตัวของตัวเองดีนะ คุณน่ะ” เจ้ามอปลายว่ายิ้มๆแล้วยกแก้วไวน์ขึ้นจิบตาม
นักเขียนชิมรสชาดเครื่องดื่มสีแดงเข้มในแก้วทรงสวยอย่างถูกใจ “อืม ผมเป็นพวกรักอิสระ ตอนที่รู้ว่าพี่พีต้องการให้ผมอยู่กับเค้าทั้งที่เค้าเลือกที่จะแต่งงานกับคนอื่น สัณชาติญานมันก็บอกว่าผมต้องถอยออกมา” มองเครื่องดื่มในแก้วที่สั่นไหวด้วยความรู้สึกสงบลงกว่าในตอนนั้น “ถ้าแค่เค้ามีภรรยาผมอาจจะยังอยู่ได้ แต่มันไม่ได้มีแค่ผม เค้า แล้วก็ภรรยาเค้าน่ะสิ..”
“?”
“เค้ากำลังจะมีลูกด้วยกัน ซึ่งวันที่ผมรู้เรื่องคือวันที่ผู้หญิงเค้าท้องได้สองเดือนแล้ว” นักเขียนสีหน้าหม่นลง “พอหันกลับมาถามตัวเองว่า สองเดือนที่ผ่านมา สำหรับเค้าผมเป็นอะไร แล้วสำหรับเค้า จริงๆแล้วเป้าหมายของชีวิตคืออะไร พอได้คำตอบว่าเป้าหมายของเค้าคือธุรกิจและครอบครัวที่สมบูรณ์ผมเลยไม่รู้ว่าจะอยู่เป็นปมด้อยทางสังคมของเค้าทำไม”
“....”
“อยู่ไปก็ทำร้ายเด็ก เค้าไม่ผิด เค้ามีสิทธิ์ที่จะได้รับความรักความอบอุ่นจากครอบครัว พอคิดแบบนั้นแล้วสุดท้ายผมเลยตัดสินใจหนีออกมาจากตรงนั้น แล้วก็มาที่นี่ เพื่อที่จะให้อะไรๆมันเป็นไปในทางที่มันควรจะเป็น แล้วก็เพื่อเยียวยาตัวเองให้กลับมาเขียนหนังสือต่อได้ด้วย”
นักเขียนสาดไวน์ลงคอจนหมดแก้วก่อนจะหันไปเติมใหม่อีกรอบ
เจ้ามอปลายแกว่งเครื่องดื่มในแก้วมองนักเขียนที่เหมือนจะใช้ไวน์ดับอารมณ์หม่นๆหมองๆของตัวเอง
“ลำบากแย่เลยนะ นักเขียนนิยายคงต้องอาศัยสมาธิแล้วก็แรงบันดาลใจในการเขียนอยู่ตลอดเวลา”
“อืม พอมาเจอกับสถานการณ์ที่ควบคุมอะไรไม่ได้ ทุกอย่างมันก็วุ่นวาย ใจมันไม่ยอมสงบ แรงบันดาลใจในการทำงานก็หายไปด้วย” นักเขียนยิ้มหม่นๆให้เจ้ามอปลาย
เจ้าชายลำดับที่สองเรียกพนักงานให้มาเก็บจานออกไปจากโต๊ะแล้วยกถังแช่ไวน์ขึ้นมาตั้งบนโต๊ะอาหาร
“แล้ว ทำไมคุณถึงเลือกมาที่นี่?”
นักเขียนหลบสายตาเจ้ามอปลาย
“เพื่อนผมเป็นบก.ส่วนตัวที่ดูแลนิยายของผมอยู่  พอผมบอกว่าจะไปต่างประเทศ มันก็แนะนำให้ผมมาที่นี่”
“เพราะ?” เจ้ามอปลายยกไวน์ขึ้นจิบ “ประเทศเราใช้ภาษาเดียวกัน อย่างนั้นรึเปล่า”
นักเขียนเม้มปาก
“อันนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่จริงๆที่ผมตัดสินใจมาที่นี่ก็เพราะมีวัตถุดิบที่น่าสนใจ”
เจ้ามอปลายที่กำลังแกว่งๆแก้วไวน์หันมายิ้ม “วัตถุดิบที่น่าสนใจ? อะไร? ผมเหรอ”
คนถามถามกลับไปเล่นๆแต่นักเขียนกลับตอบด้วยสีหน้าเอาจริง
“ใช่”
เจ้ามอปลายที่กำลังจรดแก้วไวน์กับริมฝีปากชะงัก
“คุณเป็นวัตถุดิบที่ผมอยากได้”
“......” เจ้ามอปลายนึกไปถึงคำบอกเล่าเกี่ยวกับอาชีพนักเขียนนิยายที่เคยได้ยิน

‘อย่าหลงรักนักเขียนนิยาย ถ้าไม่อยากกลายเป็นแค่วัตุดิบในงานของเขา’

แค่วัตถุดิบ..
“...” หึ..
นั่นสินะ
นักเขียนนิยายน่ะ พอเจอวัตถุดิบที่น่าสนใจก็จะพุ่งเข้าใส่ แล้วปล่อยใจให้หมกมุ่น ลุ่มหลง
แต่พอบรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเอง ก็โยนทิ้ง
“....”
คุณเองก็เป็นแบบนั้นใช่ไหมนักเขียน
“เหมือนคุณกำลังต่อว่าอะไรผมในใจอยู่นะ”
เจ้ามอปลายระบายลมหายใจเบาๆแล้วส่ายหน้า “เปล่าหรอก ผมก็แค่คิดว่า นิสัยคุณก็เหมาะที่จะเป็นนักเขียนนิยายดี”
“?” นักเขียนเลิกคิ้วเป็นประโยคคำถาม
เจ้ามอปลายจ้องคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันด้วยสีหน้านิ่งๆ

“พอถูกใจก็พุ่งเข้าใส่ พอใช้เสร็จก็โยนทิ้งไป ความรักที่คุณใช้ที่ผ่านมาก็เป็นแบบเดียวกันกับงานของคุณ”

“....”
“ผมเองก็คงไม่ต่างกัน”
คนฟังวางแก้วไวน์กลับลงไปบนโต๊ะทันที
“พอคุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการ คุณก็คงกลับไปในที่ๆคุณจากมา อโยธยาแล้วก็ผมน่ะ สุดท้ายแล้วก็คงถูกคุณทิ้งเหมือนๆกัน”


เจ้ามอปลายถูกผลักเข้าไปในห้องพักของนักเขียนพร้อมกับเจ้าของห้องที่ย่างสามขุมตามเข้ามาอย่างไม่สบอารมณ์
“บางที ที่คุณพูดมามันก็ถูก นักเขียนนิยายอย่างผมคงนิสัยเลวร้ายอย่างที่คุณพูดนั่นแหละ”
นักเขียนเดินไล่ต้อนเจ้ามอปลายจนถอยไปติดโต๊ะที่ใช้นั่งทำงาน
“คุณคิดแบบนั้นมันก็ดีเหมือนกัน งั้นถ้าผมขออะไรตอนนี้คุณคงไม่มีปัญหา”
เจ้ามอปลายถูกผลักให้นั่งลงไปบนโต๊ะทำงาน หนังสือสามสี่เล่มที่นักเขียนไปซื้อมมาจากร้านหนังสือใกล้ๆโรงแรมหล่นลงพื้นกระจัดกระจาย
เจ้ามอปลายขมวดคิ้วมองหน้านักเขียนนิ่งๆ กระดุมเสื้อของรัชทายาทลำดับที่สามถูกไล่ปลดทีละเม็ดด้วยฝีมือของนักเขียนที่จริงๆตัวเองก็สื่อสารคำพูดออกไปผิด แต่ยังน้อยใจเจ้ามอปลายที่เข้าใจผิดแล้วพูดจาร้ายๆกลับมาเพราะคำพูดตัวเอง
“คุกเข่าลงไปบนโต๊ะแล้วหันก้นมาสิ ผมอยากได้อินสไปเรชั่นไปเขียนมาเฟียภาคต่อซักหน่อย”
เจ้ามอปลายขมวดคิ้ว ตาสีอ่อนราบเรียบเย็นชาขึ้นมาทันทีที่สบสายตากับคนพูด
“ในฐานะวัตถุดิบ คุณไม่มีปัญหาอะไรใช่มั๊ย”
“...”
เจ้ามอปลายปัดมือนักเขียนออกจากกระดุมเสื้อเม็ดที่สามแล้วผลักนักเขียนให้ออกห่าง
“อินสไปเรชั่นงั้นเหรอ?”
นักเขียนเห็นเพียงแค่ใบหน้าด้านข้างของคนพูดเลยไม่รู้ว่าสายตาของเจ้ามอปลายก่อนจะเดินออกจากห้องไปเป็นสายตาแบบไหน

“..คุณมันแย่ที่สุด นักเขียน”

ประตูห้องปิดลงพร้อมกับนักเขียนที่ยกมือขึ้นเสยผมตัวเองแรงๆ

“บ้าเอ้ย!!”


__________________________________
ขอบคุณสำหรับหนึ่งกำลังใจนะฮะ  :hao5: คนเขียนคุยไม่เก่งก็ไม่รู้ว่าจะเม้นท์ตอบว่าอะไร  :hao5: แต่ก็ขอบคุณมากนะคะ :impress2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 01:06:20 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1903
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
โอ๊ยยย นักเขียน
ไหงไปพูดจาแบบนั้น
มอปลายเสียน้ำตาแล้วนั่น!!!

ออฟไลน์ Yunatsu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3984
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +233/-5
นักกกก มอปลายโกดแล้วนะ

ฮืยยยยย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 16. เพราะบางคน ไม่ได้เป็นแค่วัตถุดิบ



นักเขียนทิ้งตัวลงนั่งกับโซฟาแล้วถอนหายใจแรงๆ
“.....”
เกือบจะดีแล้วแท้ๆ..
พอถึงร้านสเต๊กก็ว่าจะไม่หงุดหงิดใส่ เรื่องที่ไปหว่านสเน่ห์กับคนนั้นคนนี้อยู่เรื่อยทั้งที่เขาก็นั่งหัวโด่อยู่ตรงนั้น แต่ก็มาหาว่าเขาเป็นพวกใช้คนเป็นวัตถุดิบในการเขียนนิยายที่พอใช้เสร็จแล้วก็ขว้างทิ้งไปให้อารมณ์เสียขึ้นมาอีกรอบ
..บางเวลาก็นุ่มนวลน่ารัก บางเวลาก็เปราะบางจนน่าหงุดหงิด..
“......”
ทั้งที่เขาคิดเรื่องตาของเจ้าตัวจนเครียดขนาดนี้แท้ๆ ยังจะไม่เข้าใจคนอื่นแล้วมาพูดให้อารมณ์เสียหลังจากที่มันดีแล้วอีก
“.......”
ก็รู้อยู่หรอกว่ามันคนละเรื่องแล้วตัวเองก็เป็นฝ่ายผิดที่พาลใส่
แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยง้อใครเลยด้วย แถมตั้งแต่เจอกันก็มีแต่เรื่องให้หัวหมุน
“ทำไมต้องพูดจาเหมือนกับว่าตัวเองไม่มีค่าในความรู้สึกคนอื่นขนาดนั้นด้วยล่ะ.. ตลอดเวลาผมก็แสดงออกตรงๆว่าต้องการคุณแบบไหนแล้วยังมาพูดจาเหมือนความรู้สึกที่ส่งไปไม่เคยถึงคุณเลยซักอย่าง”
นักเขียนเอามือดันหน้าผากตัวเอง

“..นักเขียนนิยายก็ไม่ได้เก่งในเรื่องของตัวเองเท่าไหร่หรอกนะ”

หันไปคว้าบุหรี่มาจุดสูบพร้อมกับหยิบรีโมทมากดเปิดทีวีกะจะหาอะไรดูเพื่อผ่อนคลายอารมณ์
ในทีวีเป็นรายการข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนพอดี เลยเปิดทิ้งไว้แล้วลุกไปเปิดกระจกเดินออกไปสูบบุหรี่ที่ด้านนอกระเบียง

“จากคำให้การของพยานในจุดเกิดเหตุรถคันดังกล่าวน่าจะมองไม่เห็นรถบรรทุกที่ขับออกมาจากในซอยเนื่องจากวิสัยทัศน์ตรงที่เกิดเหตุไม่ดี พบว่ามีป้ายหาเสียงขนาดใหญ่บดบังวิสัยทัศน์ของผู้ใช้รถใช้ถนนในบริเวณดังกล่าว เบื้องต้นทางผู้รับผิดชอบได้ออกคำสั่งให้รื้อถอนป้ายทั้งหมดออกจากบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว”

นักเขียนชะงักมือมือที่กำลังจะเอาบุหรี่แตะริมฝีปาก

..เดี๋ยวนะ..
รถ..
เจ้ามอปลายเอากุญแจรถไปด้วย

“แย่แล้ว!”
นักเขียนหันไปคว้าโทรศัพท์มากดโทรหาเจ้ามอปลายอย่างรีบร้อน
แต่โทรไปเท่าไหร่อีกคนก็ไม่ยอมรับสาย
“บ้าเอ้ย!! รับสายสิ!”
นักเขียนพุ่งพรวดออกจากห้องตรงไปเรียกลิฟท์อย่างร้อนใจพร้อมกับพยายามโทรหาคนที่ไม่ยอมรับสายที่ออกจากห้องไปร่วม 20 นาทีแล้ว
“ไม่ๆๆๆๆ  รับสายสิเจ้ามอปลาย”
ทันทีที่ประตูลิฟท์เปิดนักเขียนก็พุ่งพรวดเข้าไปในลิฟท์แล้วกดลงชั้นล่างสุดพร้อมกับพยายามโทรหาเจ้ามอปลายด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ
สัณญานรอสายดังอยู่นานแต่คนที่เพิ่งออกไปจากห้องก็ไม่ยอมรับสาย นักเขียนเดินวนไปวนมาอยู่ในลิฟท์อย่างร้อนใจ
พอลิฟท์ลงมาถึงชั้นล่าง นักเขียนก็วิ่งพรวดตรงไปที่ๆเขาเป็นคนขับรถเจ้ามอปลายเข้ามาจอด ปรากฏว่ารถเจ้ามอปลายหายไปจากตรงนั้นแล้ว
“ไม่นะ..”
คำพูดของเจ้าชายคนพี่ที่แอบได้ยินมาวันนั้นมันทำให้นักเขียนชาไปทั้งตัว

‘ขับรถได้ช้ากว่าเดิมแล้วใช่มั๊ย’

“มองไกล ไม่ได้แล้วใช่มั๊ย”


“..อย่าเกิดอุบัติเหตุนะ ขอร้องล่ะ” นักเขียนพึมพัมกับมือถือเสียงสั่น
ถ้าเจ้ามอปลายเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง คนผิดก็คือตัวเขา
..ถ้าคิดให้รอบคอบกว่านี้ ถ้างี่เง่าให้น้อยกว่านี้ ถ้าหัดรั้งใครซักคนที่กำลังจะหายไปให้เร็วกว่านี้ คงไม่เป็นแบบนี้

พอเจ้ามอปลายไม่มีทีท่าว่าจะรับสาย นักเขียนเลยกดโทรไปหาเจ้าชายคนพี่แทน
สัณญานรอสายดังขึ้นพร้อมกับนักเขียนที่วิ่งไปตามทางที่จำได้ว่าเป็นทางที่เจ้ามอปลายใช้กลับวัง
การจราจรช่วง 4-5 ทุ่มค่อนข้างหนาแน่น รถบางช่วงติดเป็นทางยาว นักเขียนวิ่งลงไปบนถนนหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหารถของเจ้ามอปลาย ภาวนาว่าการจราจรที่ติดขัดคงทำให้อีกคนยังไปได้ไม่ไกล
ในมือกำโทรศัพท์มือถือเอาไว้แน่น สัณญานรอสายตัดไปแล้วนักเขียนพยายามที่จะโทรหาเจ้ามอต้นซ้ำอีกเพราะในเวลาแบบนี้เจ้ามอต้นเท่านั้นที่จะสามารถติดต่อคนน้องได้
“อ๊ะ!”
นักเขียนวิ่งไปหารถสีขาวคุ้นตาที่จอดติดไฟแดงอยู่
“มอปลาย!”
แต่พอไปเคาะกระจกรถคนที่อยู่หลังพวงมาลัยกลับไม่ใช่เจ้ามอปลาย
สัณญานไฟเขียวขึ้นพรึ่บ รถคันนั้นวิ่งผ่านไปโดยทิ้งนักเขียนเอาไว้กลางถนนท่ามกลางรถรามากมายที่วิ่งผ่านนักเขียนไปทั้งข้างหน้าข้างหลัง

“ไม่นะ.. มอปลาย คุณอยู่ไหน.. ”

นักเขียนเริ่มตาพร่า แสงไฟจากหน้ารถสาดมาใส่หน้าพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ดังอื้ออึงรอบทิศทาง
โทรศัพท์ในมือที่สัณญานรอสายตัดไปกลับดังขึ้นมา นักเขียนมองเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอก่อนจะรีบกดรับอย่างดีใจ
“เจ้ามอต้น! คุณติดต่อเจ้ามอปลายได้ไหม เจ้ามอปลายขับรถออกไป ..ผมหาเค้าไม่เจอ.. ตอนนี้ไม่รู้ว่าเจ้ามอปลายไปถึงไหน”
เจ้าชายคนพี่ขมวดคิ้วใส่โทรศัพท์
เห็นเบอร์นักเขียนโชว์ขึ้นมาหลายสายเพราะเขาปิดเสียงไว้เลยไม่ได้รับ แถมรอบตัวยังเสียงดังจนไม่รู้ว่ามีคนโทรเข้ามา
กว่าจะรู้ว่ามีสายโทรเข้าเบอร์เจ้านักเขียนจอมลามกก็โชว์ขึ้นมาเกือบสิบสายและพอกดโทรกลับไปทางนั้นก็ละล่ำละลักเหมือนคนกำลังเสียขวัญ
“มอปลายขับรถ? เมื่อกี๊คุณพูดว่ามอปลายขับรถเหรอนักเขียน”
“ใช่ ผมทะเลาะกับเค้า แล้วเจ้ามอปลายก็ขับรถออกไป” นักเขียนพูดกำลังจะร้องไห้ “เจ้ามอต้น.. คุณติดต่อเจ้ามอปลายได้มั๊ย เค้าไม่รับสายผมคุณช่วยโทรหาเค้าหน่อย ..ผมกลัว กลัวว่าเค้าจะเกิดอุบัติ”
ตอนนี้นักเขียนรู้สึกผิดมากที่ไม่รั้งเจ้ามอปลายไว้ก่อนเจ้ามอปลายจะออกจากห้องไป
เพราะที่ผ่านมาเป็นคนทื่อๆแบบนี้ ตัวเองก็ทิฐิเยอะอยู่แล้วด้วย พอมาเจอคนที่หยิ่งทระนงเหมือนๆกันแน่นอนว่าคนอย่างนักเขียนก็ไม่มีทางยอมลงให้ก่อนอยู่แล้ว
“ผมลืมไปว่าให้เค้าขับรถไม่ได้ ผมมันแย่ที่สุดเลย ..ฮึก.. เจ้ามอต้น ผมกลัว..  ผมกลัวเจ้ามอปลายจะขับรถไปเกิดอุบัติเหตุเหมือนข่าวในทีวี ผมกลัว”
“......” เจ้าชายคนพี่หมุนแก้วไวน์ในมือไปมา
ไม่ต้องเห็นหน้าก็พอจะเดาออกว่า ตอนนี้นักเขียนคงร้องไห้จนหน้ามอมเป็นลูกหมาไปแล้ว
“คุณบอกว่าคุณทะเลาะกับมอปลายเหรอนักเขียน”
นักเขียนพยักหน้ากับมือถือทั้งน้ำตา
“..ผมไม่ดีเอง ผมพูดว่าเค้าเป็นวัตถุดิบที่ผมอยากได้”
“......” เจ้าชายคนพี่หรี่ตามองชื่อบนหน้าจอโทรศัพท์ที่เขาเมมเอาไว้ด้วยความระอาใจว่า –เจ้านักเขียนลามก— “คุณพูดแบบนั้นกับมอปลายเหรอ..”
นักเขียนเอาหลังมือป้ายน้ำตาบนหน้าตัวเองพร้อมกับสะอึกสะอื้น
“ผมมันปากไม่ดี ขี้หึง ขี้น้อยใจ แล้วก็เอาแต่ใจ” นักเขียนสะอื้นอย่างแรงในคำถัดมา“..ผมกลัว.. ผมกลัวเจ้ามอปลายจะเป็นอะไร ..ผมกลัวจริงๆ..”
เจ้าชายลำดับที่สองมองไปที่เจ้าชายคนน้องที่กำลังยืนคุยอยู่กับบาร์เทนเดอร์ ดูแล้วคงไปสั่งเหล้าที่ตัวเองชอบดื่มประจำก่อนจะหันมาพูดกับคนที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในสาย
“ถ้ามอปลายเป็นอะไร รู้ใช่มั๊ยว่ามันหมายถึงอะไร” เจ้ามอต้นพูดเสียงเย็นๆ
นักเขียนยิ่งสะอื้น คำพูดตอกย้ำของเจ้ามอต้นทำให้นักเขียนยิ่งกลัว

“นักเขียน.. คุณน่ะ ที่ผ่านมาคงไม่เคยรั้งใครให้อยู่กับคุณเลยสินะ”

เจ้ามอต้นมองไปที่เจ้าชายคนน้องที่รับแก้วมาจิบแล้วยิ้มหมองๆให้กับเครื่องดื่มในมือ ส่วนบาร์เทนเดอร์ก็ชวนคุยนั่นนี่คงอยากให้น้องเขากลับมายิ้มสดใสเหมือนปกติ
“คุณคงเคยชินกับการที่ใครจะอยู่ก็อยู่ ใครอยากจะไปไหนก็ไป ไม่เคยฉุดไม่เคยรั้งใคร จนมันกลายเป็นนิสัยแย่ๆของคุณ”
นักเขียนเอามือป้ายน้ำตา
เจ้ามอต้นพูดต่อ
“ถ้าไม่รั้งไว้ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วคุณวิ่งตามทีหลังทำไม? เกิดอะไรขึ้นเหรอนักเขียน หรือคุณกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นคนผิด ถ้ามอปลายเกิดอะไรระหว่างทางขึ้นมาจริงๆ”
“ไม่ใช่!”
นักเขียนเสียงสั่น มองซ้ายมองขวาหารถที่คล้ายกันกับรถเจ้ามอปลายที่วิ่งผ่านไปคันแล้วคันเล่า
“ผมไม่ได้กลัวตัวเองผิด ..แต่ผมกลัวจะเสียเค้าไป.. ผมกลัวเค้าเจ็บ ผมกลัวเค้าเป็นอันตราย ผมกลัวเค้าร้องไห้ ผมกลัวโลกที่ไม่มีเจ้ามอปลายอยู่คุณเข้าใจมั๊ย!”
“....” คนฟังหรี่ตา
“ผมกลัวจนจะเป็นบ้าแล้ว ผมไม่รู้ว่าเจ้ามอปลายอยู่ไหน ผมหาเค้าไม่เจอ ..ผมหาเจ้ามอปลายไม่เจอ เจ้ามอต้น.. ช่วยผมด้วย ..ช่วยหาเจ้ามอปลายด้วย.. ฮืออ”
เจ้าชายคนพี่ใจกระตุกกับเสียงร้องไห้ที่ดังแข่งกับเสียงการจราจรที่ลอดเข้ามาในสาย
“.....”
ก็ใจอ่อนกับคนที่ร้องไห้เหมือนเด็กๆกำลังเสียขวัญอยู่หรอกแต่ก็อยากดัดนิสัยเสียๆของนักเขียนซักหน่อย
“คุณบอกว่าอยากได้มอปลายเป็นวัตถุดิบ มันแย่มากคุณรู้ไหม? อยู่กับมอปลายตั้งหลายวันคุณไม่แคร์ใจน้องผมเลยหรือไงนักเขียน
ยิ่งฟังเจ้ามอต้นพูดนักเขียนยิ่งร้องไห้
“ปากคุณบอกว่ารัก ปากคุณบอกผมว่าขอให้คุณได้รักเค้า แต่ความหมายของคุณแค่จะเอาไปประคับประคองตัวเองแค่นั้นเหรอ”
“ฮึก..”
“คุณมาที่นี่แค่มารักษาตัวเองแล้วพอหายดีก็จะกลับไปประเทศของคุณ แบบนั้นไหม?”
“ไม่ใช่.. ไม่ใช่..” นักเขียนหลับตาลงแล้วสะอึกสะอื้นออกมาอย่างหนัก
“คุณแค่ใช้ประโยชน์จากพวกเรา แค่ใช้ประโยชน์จากเค้า จากความใจดีของมอปลาย คุณเอาตรงนั้นรักษาแผลตัวเองแต่คุณไม่ได้พยายามประคับประคองใจน้องผมเลย คนเอาแต่ใจแบบคุณ บางทีก็ควรอยู่กับนิยายไปทั้งชีวิตนั่นล่ะนักเขียน”
เจ้ามอต้นยกแก้วไวน์ขึ้นมาจิบ
“มอปลายไม่เคยยกโทษให้ใครที่พูดเรื่องตาของมอปลายกับผม แต่คุณเป็นคนแรกที่มอปลายยอมลงให้ทั้งเรื่องบนเตียงทั้งเรื่องที่คุณมาพูดกับผมแบบนั้น”
นักเขียนเอามือปิดปากตัวเอง ความรู้สึกมากมายหลั่งไหลขึ้นมาจุกอยู่ในลำคอ
“คุณคิดว่ามอปลายซื่อขนาดที่จะรู้ไม่ทันบทเศร้าของคุณเหรอ คุณคิดว่าถ้ามอปลายไม่ได้แคร์คุณจริงๆ ถ้าไม่ได้อยากประคับประคองใจคุณให้หายเศร้าแล้วล่ะก็คนแบบมอปลายจะยอมลงไปอยู่ใต้คุณแบบนั้นเหรอ”
“ฮึ่กก..”
น้ำตา ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน
ยิ่งเจ้ามอต้นพูดมันก็ยิ่งไหล
“นอกจากผมแล้ว ก็เป็นคุณ ที่มอปลายแสดงออกว่ารัก มีแต่คนซื่อบื้อแบบคุณเท่านั้นล่ะที่ดูมอปลายไม่ออก”
เจ้ามอต้นลุกขึ้นถือแก้วไวน์เดินไปหาคนที่นั่งหมุนแก้วเครื่องดื่มในมือเหงาๆอยู่หน้าบาร์

“ถ้าคุณแค่มาเพื่อหาวัตถุดิบไปเขียนนิยายแค่นั้นแล้วล่ะก็ ผมกับมอปลายให้คุณไปมากพอแล้ว”

“ได้เวลากลับประเทศของคุณแล้วล่ะ นักเขียน”

คำพูดเจ้ามอต้นเป็นทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็นสาดโครมลงมาพร้อมๆกัน
“..ผมไม่กลับ ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่าผมจะหาดวงตามาให้เจ้ามอปลายได้ ถึงคุณจะไล่ผมเหมือนหมูเหมือนหมาผมก็ไม่ไป” นักเขียนทรุดลงนั่งกลางถนน “เจ้ามอปลายจะเกลียดผมก็ได้ แต่ขออย่างเดียว ..ขอแค่เค้าปลอดภัย ผมขอแค่นั้นจริงๆ”
นักเขียนเอามือถือมาแนบอกแทนร่างกายนุ่มละมุนของใครบางคนที่ตัวเองเพิ่งพูดจาทำร้ายจิตใจ
เจ้าชายคนพี่ยื่นแก้วไวน์ไปชนกับแก้วเหล้าในมือคนน้องดังกริ๊กแล้วนั่งลงข้างๆ
เจ้ามอปลายเงยหน้าจากเค้าเตอร์ขึ้นมายิ้มให้คนพี่เหงาๆแล้วมองเหล้าในแก้วของตัวเองที่แทบไม่พร่องลงเลย
“ได้บทเรียนจากนิสัยเสียๆของตัวเองแล้วใช่มั๊ยนักเขียน” พูดจบก็ยิ้มเอ็นดูคนในสายที่คงร้องไห้จนหน้ามอมเป็นลูกหมาที่ตกจากรถลงมาคลุกฝุ่นอยู่กลางถนน
“วิ่งไปเองก็วิ่งกลับมาเองล่ะ ระหว่างนั้นก็สำนึกผิดให้เยอะๆแล้วอย่าปล่อยไอ้นิสัยแย่ๆนี่ออกมาเพ่นพ่านอีกเจ้านักเขียนนิสัยไม่ดี”
นักเขียนเช็ดน้ำมูกน้ำตา “ฮึก ..คุณหมายความว่าไง”
เจ้ามอต้นมองดูคนน้องที่ฟุบหน้าลงไปข้างแก้วเครื่องดื่มอย่างเดิม
“ก็หมายความว่า ผมอยู่ที่โรงแรม แน่นอนว่ามอปลายก็ด้วย”
“อะไรนะ..” นักเขียนครางในคออย่างหมดเรี่ยวหมดแรง “คุณว่าอะไรนะ..”
เจ้ามอต้นหัวเราะหึๆก่อนจะหันไปพูดช้าๆชัดถ้อยชัดคำกับคนที่ฟุบหน้าอยู่ให้คนในสายได้ยิน
“คืนนี้จะค้างที่นี่ใช่มั๊ย?”
เจ้ามอปลายพยักหน้าเนือยๆ
“อือ.. น้องเหนื่อย อีกอย่างตอนกลางคืนน้องไม่กล้าขับรถ นอนที่นี่ล่ะ เช้าค่อยกลับไปวัง”
นักเขียนแทบทิ้งตัวลงนอนกับพื้นถนน
“..อะไรเนี่ย ..”
หัวใจที่กระจัดกระจายเมื่อกี๊ชาวาบทันทีพอได้ยินเสียงหวานหูดังแทรกเข้ามา
“ทำไมยังอยู่ที่โรงแรมล่ะ? ก็รถ..“
“ถ้าหมายถึงทำไมรถหายไปจากที่เดิมที่คุณขับมาจอด ก็รู้เอาไว้ซะ ว่าถ้าพวกเราดื่มกันแล้วจะค้างที่นี่น่ะ เราจะเอารถเข้ามาจอดข้างในในที่จอดรถของพี่กี๋ ตอนเช้าจะได้ไม่ต้องไปขยับรถคนอื่น ถ้าจอดข้างหน้ามันก็จะมีรถมาจอดซ้อนคันเข้าออกยาก”
“.....”
“ตอนนี้คุณอยู่แถวไหนล่ะ?”
“.....”
“ฮัลโหล? คุณโอเครึเปล่านักเขียน?”
นักเขียนตะโกนลั่นถนน

“ไม่โอเคอะไรทั้งนั้นล่ะไอ้คู่แฝดบ้า!! แล้วผมก็เกลียดคุณที่สุดเลยเจ้ามอต้น—!!”



พัดลมลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เดินเข้าไปในเกทของสนามบินพร้อมกับส่งช้อความหาคนที่บินล่วงหน้าไปก่อนแล้วเกือบหนึ่งเดือน

‘กูจะขึ้นเครื่องละ อีก 5 ชม. มารับกูด้วย’

ส่งข้อความเสร็จก็ครอบหูฟังเปิดเพลงเดินลากกระเป๋าอย่างอารมณ์ดีเพราะนานๆทีคนที่ทำงานเป็นบรรณาธิการหนังสืออย่างเขาจะได้มีโอกาสหยุดพักยาวๆกับใครเค้าบ้าง
โดยไม่รู้ว่าถูกใครบางคนที่กำลังดูนาฬิกาข้อมือและไฟล์บินเห็นเข้าพอดี
“.....”
พีรวิชญ์ตรงดิ่งไปเช็คไฟลท์บินของพัดลม
“อโยธยา?”

เพื่อนสนิทของนักเขียนไปทำอะไรที่นั่น?

เจ้าของสายการบินมองตามหลังพัดลมก่อนจะนึกเอะใจอะไรบางอย่าง

“เปลี่ยนไฟล์บินให้ผมด่วน!”

พัดลมเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีโดยที่ไม่รู้ตัวซักนิดว่าเที่ยวบินตรงสู่ประเทศอโยธยาที่กำลังจะก้าวขาขึ้นไป ถูกใครบางคนที่มีอำนาจพอที่จะเปลี่ยนไฟล์บินของตัวเองอย่างกะทันหันแอบตามขึ้นมาด้วย



____________________________

พี่พีแอบตามมาแล้ววว :ling3: :katai4: :z3: แต่ก็ยังยืนยันว่าไม่เขียนดราม่าแน่นอนฮะ :hao6:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 01:13:00 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1903
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
เค้าตามมาแล้วววว
ก็ดีนั พี่พีตามมา จะได้เป็นตัวกระตุ้นของคุณแฝดด้วย
กลัวนักจะโดนรถ เจ้ามอต้นเนี่ย
รู้ว่ายากดัดนิสัยนักเขียน แต่แบบนี้ อันตรายเกินไปแล้วววววว

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 17. 'คุณเป็นของผม'



“ขอโทษนะครับ ขอนั่งด้วยได้รึเปล่า”
เจ้ามอปลายที่เอาหน้าฟุบอยู่ข้างแก้วเหล้าเหลือบตาขึ้นมอง ส่วนคนพี่ที่ยืนพิงเค้าเตอร์อยู่ข้างๆคนน้องก็ยกแก้วไวน์ในมือขึ้นจิบมองคนที่มาทักด้วยสายตานิ่งๆ
เจ้ามอปลายขยับขึ้นนั่งดีๆแล้วเปลี่ยนสีหน้าจากหงอยๆเหงาๆให้ดูดีขึ้นเพื่อไม่ให้คนมาใหม่ถามอะไรที่ไม่อยากตอบ
“..เชิญครับ”
เจ้ามอต้นก้มหัวให้คนมาทักแล้วหันมาพยักหน้ากับคนน้องเชิงขอตัวก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง ซึ่งเป็นนิสัยปกติของเจ้าชายคนพี่ที่ไม่ค่อยเสวนากับคนอื่นเท่าไหร่ โดยเฉพาะถ้ามาดื่มแล้วมีคนมาทักตอนอยู่ด้วยกันเจ้ามอต้นจะแยกตัวออกไปก่อนเสมอ
“ผมมาขัดจังหวะอะไรรึเปล่าครับนี่” คนพูดมองตามหลังเจ้ามอต้นอย่างเสียดาย
เพราะที่เล็งไว้คือเจ้าชายคนพี่ที่บุคลิคนิ่งๆน่าค้นหานั่นมากกว่า
เจ้ามอปลายหรี่ตาสำรวจคนมาทักแล้วร่อนน้ำแข็งที่ลอยคออยู่ในแก้วไปมา
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ เจ้าพี่น่ะการ์ดสูงเป็นปกติอยู่แล้ว”
คู่สนทนาหัวเราะ
“คงจะเป็นแบบนั้นนะครับ พอเห็นแบบนี้แล้วเลยไม่กล้าตื๊อต่อเลย” ส่ายหน้าอย่างเสียดาย
“......”
..ไม่บอกก็รู้ว่าคนตรงหน้านั้นเล็งพี่เขา
แต่เพราะเจ้าคนพี่หยิ่งๆนิ่งๆแบบนี้ล่ะ เจ้ามอปลายเลยไม่ต้องทนหงุดหงิดใจเท่าไหร่เวลามีใครมาอ่อยพี่ชายต่อหน้าต่อตา
ก็นะ บังเอิญเขาเป็นประเภทหวงพี่ยิ่งกว่าอะไร คนส่วนใหญ่ที่ต้องถอยออกไปถ้าไม่ใช่พี่ชายตั้งการ์ดใส่เองก็เป็นเขานี่ล่ะที่ใช้ใบหน้าสวยๆล่อออกมาจากพี่แล้วผลักทิ้ง
“เจ้ามอต้นเค้ามีตัวจริงอยู่แล้วเหรอครับ ทำไมเย็นชาจัง”
เจ้ามอปลายมองไปทางพี่ชายที่นั่งไขว้ขาจิบไวน์อยู่กับเพื่อนๆที่มาด้วยกัน
“อืม คงมีแล้วล่ะครับ เมื่อกี๊ก็น่าจะเพิ่งวางสายจากเค้าคนนั้น” พูดจบก็ยกแก้วเครื่องดื่มในมือขึ้นจิบแล้วยิ้มขำ
เพราะที่จริงก็ไม่รู้ว่าพี่ชายคุยโทรศัพท์กับใคร บางทีอาจจะเป็นแม่นมที่โทรมาจากปางช้างหรือใครซักคนที่วังโทรมาถามถึงเขาเพราะเป็นห่วงที่เขาเอารถออกมาเมื่อกลางวันแล้วค่ำมืดยังไม่เห็นกลับเลยกลัวจะเป็นอันตรายถ้าใช้ถนนในเวลาค่ำๆมืดๆแบบนี้
ที่พูดไปแบบนั้นก็เพราะหวงพี่แค่นั้นล่ะ
“น่าอิจฉาจังเลยนะครับ คนแบบไหนกันที่ทำให้เจ้ามอต้นยอมรับสายเวลามาดื่มได้” คนพูดหมุนแก้วไวน์ในมือมองคนในบทสนทนาที่เอามือถือขึ้นมาดูอะไรบางอย่างแล้วก็ยิ้มมุมปาก
ยอมรับว่าอิจฉาอย่างที่บอกจริงๆ ขนาดเขาเดินมาทักแบบนี้ยังไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มตามมารยาทจากคนๆนั้นเลย
แต่คนที่อยู่ในมือถือเป็นใครกันล่ะ ขนาดไม่ได้อยู่ตรงหน้าเจ้ามอต้นยังยิ้มเอ็นดูได้ขนาดนั้น
“คงสำคัญพอดูเลยนะครับ.. คนในมือถือนั้นน่ะ”
เจ้ามอปลายมองตามเงียบๆ เห็นพี่ชายหยิบมือถือขึ้นมาดูอะไรซักอย่างแล้วก็วางไว้เหมือนเดิม และถึงจะแค่วูบเดียวแต่ก็เห็นว่าพี่กำลังยิ้มให้อะไรบนหน้าจอมือถืออยู่

‘ใคร? นักเขียนเหรอ?’

“......” อาจจะใช่ก็ได้ คนปากร้ายที่เพิ่งทะเลาะกันไปไม่นาน บางทีอาจจะทักมาหาพี่เขาเพราะเขาไม่รับโทรศัพท์ก็ได้

โทรศัพท์ที่ไม่รู้ว่าเอาไปวางไว้ตรงไหนของรถเหมือนกัน จำได้ว่าตอนไปเลื่อนรถเข้ามาจอดในที่จอดประจำก็โยนไว้หน้ารถแล้วก็ลืมหยิบมา
บางทีนักเขียนอาจจะโทรหาหลายร้อยสายแล้วก็ได้
“.....”
เฮ้อ..
มันจะใช่รึเปล่านะ
คนแบบนักเขียนน่ะ ดูก็พอรู้ว่าเป็นตัวของตัวของตัวเองสูงแล้วก็ทิฐิเยอะเอาเรื่อง ไอ้การที่จะตามง้อเขาก่อนคงยาก
“......”
รู้ว่าต่างคนต่างผิด ตัวเขาเองก็พูดตัดพ้อแย่ๆออกไปเหมือนกัน
คำพูดแบบนั้นสำหรับคนที่ทำงานโดยใช้แรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัวเป็นแรงกระตุ้นแล้วก็คงเฟลไม่น้อย

..แต่มันก็อดน้อยใจไม่ได้
พอคิดว่าทั้งที่ยอมลงให้ขนาดนั้นสุดท้ายแล้วนักเขียนก็จะเขี่ยทิ้งเหมือนวัตถุดิบที่หมดประโยชน์แล้วชิ้นหนึ่งก็รู้สึกเศร้าจนเผลอตัดพ้อไป แต่ก็ไม่คิดว่าปฏิกิริยาของนักเขียนจะโต้กลับมาเชิงลบ และมันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าการเป็นแค่วัตถุดิบชิ้นหนึ่งของนักเขียนเลยจริงๆ
“คิดอะไรอยู่เหรอครับ?”
แก้วไวน์โน้มลงมาแตะกับแก้วเหล้าในมือเจ้ามอปลายดังกริ๊ก
“..ตาสวยๆของคุณเศร้าหมดแล้ว”

“ช่วยอย่าเอามือมาจับของๆคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าได้มั๊ยครับ”

ทั้งเจ้ามอปลายและคนที่เอามือมาประคองใบหน้าหวานๆของเจ้ามอปลายตกใจไปตามๆกันที่อยู่ๆนักเขียนก็ไม่รู้ว่าพรวดมาจากไหนแล้วปัดมือของผู้ชายอีกคนออกไปอย่างแรง
“เอ่อ.. อะไรครับเนี่ย?” คนนั้นมองนักเขียนสลับกับมองเจ้ามอปลายงงๆ
“เค้าเป็นของผม รู้แบบนี้แล้วก็ช่วยกลับไปที่โต๊ะของคุณด้วยครับ อย่าเที่ยวมาจับของๆคนอื่นตามใจชอบ”
นักเขียนยิ้มกว้างแต่สายตาวาววับเหมือนพร้อมจะโดดขย้ำหากว่าคนแปลกหน้าไม่รีบถอยออกไปจากตรงนี้ก่อนที่พายุหึงจะพัดทุกอย่างพังพินาศ
คนนั้นมองท่าทางเอาเรื่องของนักเขียนแล้วเม้มปากอย่างใช้ความคิด
..ดูท่าเจ้าของจะมาจริงๆ แถมยังดุเอาเรื่อง
“อ๋อ.. ที่ดูเศร้าๆเหงาๆเมื่อกี๊ เพราะเค้าสินะครับ” ว่าแล้วก็ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบยิ้มๆเตรียมล่าถอยไป แต่ท้ายประโยคโน้มเข้าไปกระซิบกับนักเขียน “อะไรที่หวานๆหอมๆ ถ้าไม่หัดถนุถนอมให้มากๆแล้วล่ะก็ ระวังจะหลุดมือไปง่ายๆนะครับคุณ”

“..เพราะว่ายิ่งหอม ก็ยิ่งมีแมลงอยากตอม แถมแมลงบางตัวก็อาจจะแอบเข้าไปกัดกินจากข้างในโดยคุณไม่ทันดูออกก็ได้นะครับ”

พูดจบก็ดึงหน้าออกห่างแล้วยิ้มหวานไปทางเจ้ามอปลายก่อนจะผละไป
พอเหลือกันแค่สองคนนักเขียนก็ถอนหายใจแรงๆอย่างระงับสติอารมณ์ก่อนจะหันมาหาเจ้ามอปลาย
“คุณนี่มันปล่อยให้ห่างหูห่างตาไม่ได้เลยนะ ไอ้หน้าสวยๆนี่ล่อแมลงดีจริงๆให้ตายสิ!” นักเขียนเอามือดึงแก้มขาวๆยืดไปยืดมาอย่างโมโห
“!?..”
เจ้ามอปลายตกใจพอคนที่ว้ากๆอยู่เอาหน้าฟุบลงมาใส่อกเขาแบบไม่ให้ตั้งตัว

“ดีจริงๆที่คุณไม่ได้ขับรถออกไป”

“.....” เจ้ามอปลายหรี่ตามองคนที่ซบหน้าเข้ามาพร้อมกับหายใจหอบเหมือนกับว่าวิ่งมาหลายกิโล
“อย่าทำให้ผมเป็นบ้าไปมากกว่านี้ได้มั๊ย ผมโทรหาเท่าไหร่คุณก็ไม่รับสายผม จะแกล้งให้ผมหัวปั่นไปถึงไหน”
“.....”
นักเขียนขยำอกเสื้อเจ้ามอปลายแล้วพูดต่อด้วยเสียงที่เริ่มสั่น
“ถ้าผมปากไม่ดีอีก ถ้าผมทำให้คุณโกรธ คราวหลังคุณต่อยหน้าผมเลย อยากทำอะไรผมคุณทำเลย ..แต่อย่าออกไปแล้วไม่ยอมรับสายกันแบบนี้อีกนะมอปลาย ตอนที่ผมหาคุณไม่เจอผมกลัวจริงๆ”
เจ้ามอปลายรู้สึกถึงความชื้นบริเวณอกเสื้อ
แก้วเครื่องดื่มในมือที่น้ำแข็งละลายจนสีจางไปแล้ววางลงกับเค้าเตอร์ก่อนที่วงแขนทั้งสองข้างจะรั้งนักเขียนเข้ามาในอ้อมกอดพร้อมกับเสียงถอนหายใจเบาๆอย่างยอมแพ้
“ผมขอโทษนะ ที่ตอนนั้นตัดพ้อแย่ๆออกไป ผมไม่ทันคิดว่ามันจะทำให้คุณรู้สึกแย่แค่ไหน”
เจ้ามอปลายหอมลงไปตรงไหล่ของนักเขียนแล้วกระชับอ้อมกอดมากกว่าเดิมโดยไม่แคร์สายตาใครในผับ
“ขอโทษนะนักเขียน”
นักเขียนส่ายหน้าน้ำตายิ่งไหลลงมาหนักกว่าเดิมพออีกคนเป็นฝ่ายยอมลงให้ทุกอย่างแม้กระทั่งเวลาแบบนี้
“ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ คุณอย่าใจดีแม้แต่เวลาที่ผมทำตัวแย่ๆสิ มันจะทำให้ผมเคยตัว แล้วผมก็จะเอาแต่อ้อนคุณจนนิสัยเสียๆโผล่มาอีก”
นักเขียนซุกตัวเข้าไปกอดเจ้ามอปลายมากกว่าเดิม ความรู้สึกอบอุ่นนุ่มละมุนของคนๆนี้ทำให้ใจที่ร้อนระอุของนักเขียนค่อยๆเย็นลงทั้งที่ตอนวิ่งมาคิดว่าเจอหน้าจะต่อยซักเปรี้ยงทั้งพี่ทั้งน้องที่แกล้งให้เขาวิ่งเป็นคนบ้าอยู่กลางถนนจนรถจะชนตาย
“เรื่องวันนี้ผมเป็นคนผิด ผมทำให้เราทะเลาะกันยืดยาว ผมขอโทษนะ” พูดจบนักเขียนก็มุดหน้าเหมือนแมวที่งอแงเวลาทำผิดแล้วจะโดนทำโทษเลยต้องอ้อนเจ้าของ “..ผมไม่ชอบให้ใครมาฉวยโอกาสกับความใจดีของคุณ ..คุณเป็นของผมนะ.. ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาอ้อนคุณนอกจากผม”
เจ้ามอปลายอมยิ้มเอามือลูบหลังปลอบคนที่ซุกทั้งตัวมาให้เขากอดทั้งที่ตัวก็เท่าๆกัน
แต่พอมาอ้อนอยู่แบบนี้นักเขียนก็กลายเป็นลูกแมวตัวน้อยๆไปเลย
“คราวหลังอะไรที่คุณไม่ชอบคุณก็พูดมาตรงๆ ห้ามประชดกันอีก ห้ามพาลด้วยรู้ไหม ผมไม่เคยคบใครแบบจริงๆจังมาก่อนผมก็ไม่รู้หรอกว่าต้องระวังตัวแค่ไหนเวลาอยู่กับคนอื่น”
นักเขียนเงยหน้าขึ้นมอง
เจ้ามอปลายใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามแก้มชื้นๆของนักเขียน
“ผมใจร้ายไม่เป็น ปฏิเสธคนอื่นก็ไม่เป็นด้วย ผมรู้แค่ว่าตัวเองชอบเวลาเห็นคนอื่นดีใจ แล้วตัวเองสามารถทำอะไรให้คนอื่นยิ้มได้ผมก็อยากทำ ผมคิดแค่นั้นจริงๆ”
นักเขียนพยักหน้าแล้วกระพริบตา
“อือ.. ผมเข้าใจ” น้ำตาเม็ดใหญ่ๆกลิ้งพลั่กลงมาก่อนที่ตาแบบลูกกวางตัวน้อยจะช้อนขึ้นมองตอบตาสวยๆของเจ้ามอปลายอย่างออดอ้อนแกมขอร้อง “แต่ผมแค่หวง.. หวงความใจดีของคุณ หวงความอ่อนโยนของคุณ ผมไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ผมก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน” นักเขียนขยำเสื้อเจ้ามอปลายเอาไว้แน่น

“ใจดีแค่กับผมได้มั๊ยเจ้ามอปลาย รอยยิ้มของคุณให้มันเป็นของผมได้มั๊ย”

คนถูกถามไล้นิ้วโป้งกับริมฝีปากล่างของนักเขียนก่อนจะรั้งขึ้นมาแล้วจูบลงไปบนริมฝีปากนุ่มๆแทนคำตอบ
คนที่อ้อนอย่างหนักเปิดปากให้เจ้ามอปลายสอดลิ้นเข้ามาด้านในพร้อมกับช้อนใบหน้าขึ้นไปหาคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลมๆหน้าบาร์ในระดับที่สูงกว่าจนนักเขียนต้องเขย่งปลายเท้าเพื่อให้อีกคนจูบลงมาแนบชิดยิ่งกว่าเดิม
“อือ ..อืมม ..”
เจ้าชายคนน้องไม่ว่าตอนไหนก็หวาน ไม่ว่าตอนไหนก็หอมจนทำให้สมองของนักเขียนหลงลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวไปหมด
นักเขียนรั้งเจ้ามอปลายให้ยิ่งบดเบียดริมฝีปากลงมา ยิ่งสัมผัสกันมากเท่าไหร่ความรู้สึกของนักเขียนก็ยิ่งหวง ยิ่งอยากเอาโหลแก้วมาครอบเจ้ามอปลายเอาไว้ไม่ให้ใครยื่นมือมาแตะต้องหรือแม้แต่เจ้าตัวก็จะไม่ยอมให้เอื้อมมือไปแตะต้องใคร

“คุณเป็นของผมนะ”

เจ้ามอปลายแลบลิ้นเลียคราบน้ำตาของคนที่พึมพัมออกมาก่อนจะยิ้มหวาน

“..คุณก็เป็นของผมเหมือนกัน..”

ก่อนที่นักเขียนจะช้อนใบหน้าเข้าจูบเจ้ามอปลายอีกครั้ง มือถือเครื่องบางๆก็แทรกเข้ามาระหว่างริมฝีปากของคนสองคนที่เหมือนจะลืมโลกทั้งโลกไปแล้วเรียบร้อย
นักเขียนขมวดคิ้วแล้วดึงหน้าออกมา เห็นชื่อบนหน้าจอมือถือขึ้นว่า ‘พี่กี๋’ เลยหันไปมองหน้าคนที่ชอบมาขัดจังหวะได้ทุกเรื่องซึ่งก็คงไม่ใช่ใคร
“พี่กี๋จะคุยด้วย”
นักเขียนทำหน้างงๆชี้ใส่ตัวเองแต่ก็รับเอาโทรศัพท์มาแนบหู
“ครับพี่?”
“นักเหรอ เอ้อ. ไอ้พัดมันโทรมาหาพี่บอกว่ามันขึ้นเครื่องแล้ว มันส่งข้อความหานักเห็นนักยังไม่เปิดอ่านมันกลัวว่านักจะลืมว่ามันบินวันนี้เลยให้พี่เตือนนักด้วยว่าให้นักไปรับมันที่สนามบิน”
นักเขียนรีบยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาอย่างตกใจ เกือบจะลืมไปแล้วจริงๆว่าพัดลมบินตามมาวันนี้
“ใช่ๆ วันก่อนมันบอกนักอยู่ นักไม่เห็นแจ้งเตือนข้อความเลยไม่ได้เปิดดู มันคงส่งมาตอนนักใช้โทรศัพท์” นักเขียนเอาหลังมือป้ายน้ำตาออกจากแก้มพรื่ดๆ “ขอบคุณนะครับพี่ ยังไงเดี๋ยวนักไลน์ไปคุยกับมันอีกที
“ได้ๆ เออ ว่าแต่ นักจะไปเองหรือให้พี่ไปด้วยล่ะ พัดมันมาถึงเกือบๆตีห้า ถ้านักจะไปเองก็เรียกแท็กซี่หรือถ้าจะไปกับพี่เดี๋ยวพี่เข้าไปรับ พอดีวันนี้พี่มานอนบ้านน่ะ”
นักเขียนเหลือบมองเจ้ามอต้นที่หันไปเอานิ้วแตะๆน้ำแข็งในแก้วเหล้าคนน้อง
“เดี๋ยวนักไปเองได้ครับพี่ ขอบคุณมากครับ”
“เออ ไม่ต้องเกรงใจนะ พี่ไม่ได้ติดธุระอะไรไปด้วยได้ พี่แค่กลับมานอนบ้านเฉยๆ ช่วงนี้ดีกับเมียแล้ว เมียเลยให้เข้าบ้าน ฮ่าๆ”
นักเขียนหัวเราะ “นักไปได้ครับพี่ พี่พักผ่อนเลย ถ้ามีปัญหาอะไรเดี๋ยวนักโทรหานะครับ”
“โอเค. มีอะไรก็โทรมานะ พี่เปิดเครื่องไว้ตลอด”
“ครับพี่ ขอบคุณครับ”
พี่กี๋วางสายไปแล้ว นักเขียนคืนโทรศัพท์ให้เจ้ามอต้นแล้วหันไปฟุบหน้าใส่อกเจ้ามอปลายตามเดิม
“เพื่อนผมกำลังบินมาที่นี่ ราวๆตีห้าผมจะไปรอรับมันที่สนามบิน” นักเขียนเอาแขนกอดรอบเอวเจ้ามอปลายเงยหน้าขึ้นมองด้วยตาแบบลูกกวางขี้อ้อนก่อนจะหันไปพูดตอนท้ายกับเจ้ามอต้น “ไปรับเพื่อนผมที่สนามบินด้วยกันมั๊ยครับ”
เจ้าชายคนพี่เลิกคิ้ว เอามือขึ้นมากอดอก
“ชวนใคร”
นักเขียนเบ้ปากเอาหน้ามุดอกเจ้ามอปลายอ้อนหนักขึ้นกว่าเดิม
“หนูเหนื่อย หนูไม่ชินทางที่นี่ หนูขี้เกียจขับรถ แล้วหนูก็อยากให้มอปลายไปด้วยแต่มอปลายต้องไม่ขับ ตอบแบบนี้ตรงโจทย์ที่ถามมามั๊ยฮะป๋า?”
“......”
เจ้าชายคนพี่ทำหน้าระอาท่าทางของนักเขียนที่ทำเหมือนตัวเองตัวเล็กกว่าน้องเขาเสียมากมาย แต่ก็เผลอยิ้มให้กับท่าทางแง๊วๆอยู่กับอกคนน้องของแมวตัวใหญ่ที่อ้อนหนักข้อขึ้นทุกวัน
“อ้อนเก่งเนอะ” เจ้ามอปลายว่าแล้วดึงแก้มคนที่เอาหน้ามาซุกแรงๆ
“นักเขียนนิยายก็คีพลุคส์ไปได้เรื่อยๆแบบนี้แหละ มันอยู่ที่สถานการณ์” ว่าแล้วก็มุดหน้าเข้าไปหนักกว่าเดิมจนเสื้อเจ้ามอปลายที่กระดุมสามเม็ดบนไม่ได้ติดเปิดออกมองไปจะเห็นหัวนมอยู่รอมร่อแล้ว
“เหรอ นึกว่านี่เป็นนิสัยหลักๆของคุณซะอีก เนียนเป็นธรรมชาติเชียว” เจ้ามอต้นเอามือดึงคอนักเขียนให้เอาหน้าออกมาจากอกน้องเขาที่เสื้อเปิดเห็นไปถึงไหนๆ
พอคืนดีกันแล้วก็ทำตัวเป็นปลาไหล เลื้อยไปทั่วเลยเจ้านักเขียนนิยายลามกนี่
“อะไรล่ะ ถึงจะเป็นแบบนั้นจริงผมก็อ้อนแค่เจ้ามอปลาย ไม่มีทางไปอ้อนคุณหรอก”
“อ๋อเหรอ. งั้นตีห้าก็นั่งแท็กซี่ไปสนามบินเองแล้วกัน แล้วก็เอามอปลายคืนมาด้วย”
“ฮือ ป๋า.... อย่าใจร้ายดิครับ” นักเขียนลากเสียงออดอ้อนเจ้ามอต้นที่ทำเสียงเรียบใส่แต่ก็สอดตัวลงไปกอดเจ้ามอปลายตามเดิมไม่ยอมปล่อย “ไม่คืนให้เด็ดขาด จะเอาไปด้วย กลับไทยก็จะเอาไปด้วย โอนไปอยู่ที่โน่นเลย ถ้าหวงมากก็ตามมาละกัน”
เจ้ามอปลายหัวเราะอย่างหมั่นเขี้ยวคนที่กระเง้ากระงอดใส่พี่เขาฉอดๆแต่หน้านี่มุดอกเข้ามาจนจมูกมันปัดหัวนมเขาแล้ว
เจ้ามอต้นทำสีหน้าเรียบๆ “ที่บ้านรู้ไหมว่าใจแตกแบบนี้ ชวนผู้ชายไปอยู่ด้วยถึงสองคนน่ะ”
นักเขียนหัวเราะ
“บ้าเหรอ ผู้ชายเฉยๆที่ไหนกัน คนนี้น่ะสามี แต่ไม่มีพี่สามีก็ไม่ได้เลยต้องเอาไปหมดนี่เลยต่างหาก”
เจ้ามอปลายดันคางนักเขียนให้เงยขึ้นมาหาอย่างหมั่นเขี้ยวกับคำพูดคำจา
“จะเหมาสองเลยเหรอครับคุณ พี่ผมดุกว่าผมหลายเท่าเลยนะถ้าจริงจังขึ้นมาแล้วน่ะ แน่ใจว่ารับไหว?”
นักเขียนกัดริมฝีปากเอาหน้าซุกแก้มหอมๆของเจ้ามอปลายแต่ก็เหลือบมองเจ้ามอต้นด้วยสายตาร้ายๆอยู่ในที
“..ใครจะยอมให้คนอื่นได้ไปล่ะ.. ทำกันถึงขนาดนั้นอย่าคิดว่าจะปล่อยให้ใครมางาบง่ายๆนะ”
เจ้ามอปลายยิ้มให้กับคำตอบที่บอกเป็นนัยๆว่านักเขียนตัดสินใจแล้วที่จะเป็นผู้หญิงของพวกเขา
“ไปดื่มต่อที่ห้องคุณมั๊ย”
“แค่เราเหรอครับ?” นักเขียนซุกหน้าไปที่ไหล่เจ้ามอปลาย
พอตัดสินใจแบบนี้แล้วก็ประหม่าเหมือนกัน เพราะมันหมายถึงว่าในความสัมพันธ์ครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องของคนสองคนเหมือนที่เคยคบที่แล้วๆมาอีกแล้ว
“แน่นอนว่าไม่ใช่”
เจ้ามอปลายวางแก้วเครื่องดื่มเอาไว้กับเค้าเตอร์แล้วลุกขึ้นยืนตรงหน้านักเขียนเคียงข้างกับเจ้าชายคนพี่
เจ้ามอต้นยื่นมือขวาออกมา ส่วนเจ้ามอปลายก็ยื่นมือซ้ายให้นักเขียน
รัชทายาทคู่แฝดสวมแหวนที่นิ้วชี้คนละข้าง เจ้ามอต้นนั้นสวมไว้ที่มือขวาส่วนเจ้ามอปลายสวมที่มือซ้าย
อัญมณีสองสีเปล่งประกายสะท้อนกับแสงไฟภายในสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมของแอลกอฮอล์
“จะถามอีกครั้ง”

“อยากเป็นผู้หญิงของเรารึเปล่านักเขียน”

“.....”
นักเขียนนิยายอีโรติกมองมือที่ยื่นมาตรงหน้าก่อนจะยิ้มให้รัชทายาทแห่งอโยธยาทั้งสองคนด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับเพิ่งเคยถูกสารภาพรักจากผู้ชายที่เหนือกว่า
“ก็ถ้าไม่ต้องไปเป็นสนมในวัง ถ้ายังสามารถเขียนนิยายได้เหมือนเดิม ได้ใช้ชีวิตในโลกที่ตัวเองสามารถเป็นอิสระทางความคิดได้แบบเดิม ก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไรหรอกครับ”
เจ้าชายฝาแฝดมองหน้ากันก่อนจะพลิกหลังมือมองแหวนบนนิ้วตัวเอง
เจ้ามอปลายหันไปเกาะบ่าคนพี่แล้วพูดให้นักเขียนได้ยินด้วย
“เรายังไม่ได้บอกนักเรื่องที่ว่าหลังจากเจ้าพี่ไคท์รับบัลลังก์แล้วเราจะขอลาออกจากฐานันดรศักดิ์เหรอครับเจ้าพี่?”
เจ้าชายคนพี่เอามือกลับมาสอดลงในกระเป๋ากางเกงทำท่าคิด
“ก็ น่าจะยัง”
นักเขียนมองสองคนสลับกัน
“หมายความว่าไง?”
เจ้ามอปลายมองหน้าคนพี่ เจ้ามอต้นพยักหน้าให้น้องเป็นคนตอบ
รัชทายาทลำดับที่สามเอามือกอดอกมองตรงมาที่นักเขียนแล้วพูดชัดถ้อยชัดคำ
“ผมกับเจ้าพี่เราตกลงกันกับเจ้าพี่ไคท์แล้วว่า วันที่เจ้าพี่ไคท์ขึ้นครองราชย์เราสองคนขอสละฐานันดรศักดิ์เจ้าชายแห่งอโยธาไปเป็นคนธรรมดา หรือพูดง่ายๆก็คือ ผมกับเจ้าพี่หลังจากนี้อีกไม่นานจะเป็นแค่พี่ชายกับน้องชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ใช่เจ้าชายอีกต่อไปแล้วยังไงล่ะ”
นักเขียนไม่ค่อยเข้าใจการลาออกจากฐานันดรศักดิ์ของราชวงศ์นักเพราะไม่ได้ศึกษามา แต่ก็พอเข้าใจว่าเจ้ามอปลายหมายถึงอะไร
“ถ้าอย่างนั้น.. อีกไม่นานคุณสองคนก็จะเป็นแค่คนธรรมดาๆเหมือนกับผมแล้วใช่มั๊ย”
พอรู้ว่าคนตรงหน้าทั้งสองคนจะไม่ใช่คนบนฟ้าที่ต้องแหงนหน้ามองอีกต่อไป หัวใจมันก็เหมือนจะลอยฟ่องฟูอย่างเบิกบาน

“..จะอยู่ข้างๆได้ทุกวัน อย่างนั้นใช่มั๊ย”

“ก็ประมาณนั้น” เจ้ามอปลายยิ้มให้กับนักเขียนที่ก้มหน้าลงมองพื้นเหมือนกำลังซ่อนรอยยิ้มอะไรบางอย่างที่เจ้าตัวพยายามใช้มันปกปิดความเหงาในใจตัวเองไว้ตลอดระยะเวลาที่คบใครบางคนโดยไม่เคยอ้อนให้อยู่ด้วยกันทุกวันจนสุดท้ายก็ถูกนอกใจ
“แต่ถึงจะลาออก ความเป็นเชื้อพระวงศ์ของพวกเราก็ยังอยู่ ถ้ากษัตริย์มีคำสั่งให้เข้าเฝ้าก็ต้องเข้าวังตามรับสั่งอยู่ดีนั่นล่ะ เพียงแต่ว่าไปแค่ที่จำเป็น ไม่ได้ไปเพราะเป็นบ้านที่ต้องกลับไปเหมือนอย่างตอนนี้” เจ้ามอต้นช่วยเสริมให้เข้าใจชัดกว่าเดิม
นักเขียนเอาสองมือล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วห่อไหล่
..หยุดยิ้ม ไม่ได้..
“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรครับ? คุณนักเขียน” เจ้ามอปลายแซวคนที่ก้มหน้าเขี่ยปลายเท้าไปมากับพื้นอย่างเอ็นดู
“จินตนาการอะไรฟุ้งซ่านอีกแล้วล่ะมั๊ง” เจ้ามอต้นว่าแต่ก็ยิ้มด้วยสายตาเอ็นดูไม่ต่างจากคนน้อง
นักเขียนฮึ๊บกับตัวเองแรงๆแล้วตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมาเผชิญกับเจ้าชายทั้งสองคน
“ไม่ใช่จินตนาการ แต่ผมกำลังจริงจัง”
สองพี่น้องเลิกคิ้วถามพร้อมกัน
“เรื่องอะไร?”
นักเขียนยิ้มอย่างคนที่เรียกความหนักแน่นกลับคืนสู่ใจตัวเองได้แล้วทั้งใจ

“เรื่องที่จะทิ้งอดีตให้มันเด็ดขาดซักทียังไงล่ะ”

สองเจ้าชายมองนาฬิกาข้อมือที่นักเขียนถอดออกมา
‘กะแล้วว่าเป็นของแฟนเก่า’ เจ้ามอปลายคิดในใจ
นักเขียนมองนาฬิกาข้อมือที่เดินทางมาด้วยกันสองปีกว่าเป็นครั้งสุดท้าย
“กลับไป ฉันจะพาแกไปคืนเจ้าของ แล้วเอาหัวใจของฉันกลับคืนมาให้หมด”
เจ้าชายคนพี่มองนาฬิกาสุดหรูในมือนักเขียนแล้วมองหน้าคนที่ยิ้มกว้างเหมือนปล่อยวางอะไรได้หมดแล้ว
“แล้วจากนั้นล่ะ คุณจะเอามันไปไหน?”
นักเขียนเลิกคิ้วถาม “คุณหมายถึง?”
“หัวใจ”
นักเขียนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเก็บนาฬิกาใส่ลงในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินไปซุกหน้าลงตรงกลางระหว่างหัวไหล่ของเจ้าชายทั้งสองคน
“แถวนี้รับซื้อของเก่ารึเปล่าล่ะครับ”
สองเจ้าชายมองหน้ากันแล้วหลุบตาลงมองไหล่บางๆของคนที่เอาหน้าซุกเข้ามา
“เจ้าพี่ว่ายังไงครับ? มีคนเอาของเก่ามาขายแหน่ะ” ปากพูดแบบนั้นแต่แขนเจ้ามอปลายก็รวบเอวนักเขียนไว้แล้วล่ะ
เจ้าชายคนพี่มองตอบนักเขียนที่เงยหน้าขึ้นมา
ใบหน้าเล็กๆที่อยู่ในระยะใกล้ กับสายตาของคนที่รอคำตอบเหมือนกวางตัวน้อยรออาหารจากแม่ทำให้เจ้ามอต้นต้องยิ้มออกมาแล้วก้มลงจูบปากบางๆที่ชอบเถียงเขาฉอดๆนั่นเบาๆแทนคำตอบ
..ทำไงได้ล่ะ ตัวเขาเองก็ดูท่าว่าจะหัวปั่นเพราะเจ้านักเขียนนิยายลามกนี่ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน..
“ซื้อไว้ก็ได้ แต่กดราคาหน่อยนะ พอดีว่าต้องเช็คสภาพก่อนว่าเก่ามาแค่ไหน”
นักเขียนหัวเราะ
“ยังมีตรงไหนเช็คไปไม่ถึงเหรอครับคุณ”
“หึหึ.. ก็ไม่รู้สินะ”
นักเขียนนิยายอีโรติกหรี่ตา ปลายลิ้นเล็กๆแลบออกมาเลียริมฝีปากพร้อมกับฝ่ามือที่ไต่ขึ้นไปตามปกเสื้อของเจ้าชายคนพี่ที่ยืนทำหน้านิ่งๆแต่เห็นว่าปากสวยๆนั้นกำลังยิ้มพร้อมกับหลุบตามองมือที่เลื้อยปกเสื้อเขาไปด้วย
“งั้น.. ช่วยเช็คดูอีกทีจะได้รึเปล่าครับ ..ป๋ามอต้น.. น้องมอปลาย..”
คนอายุมากกว่าที่ถูกเรียก ‘น้อง’ เลยตามเลยจากคำที่ล้อเล่นกันหัวเราะออกมา
เจ้ามอปลายขยำมือที่วางอยู่ตรงหน้าอกนักเขียนที่แค่ลูบมือปัดเบาๆก็รู้ว่าหัวนมเล็กๆนั้นกำลังตั้งชัน

“หนูอ้อนกันขนาดนี้ มีใครปฏิเสธลงด้วยเหรอ.. เนอะ ป๋า”



“ขอบพระ— อ่า.. คุณมากนะครับที่อุตส่าห์ไปรับแล้วยังมาส่งที่นี่อีก” พัดลมยกมือไหว้ทั้งคนที่ลงมาช่วยยกกระเป๋าจากท้ายรถทั้งคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถไปรับถึงสนามบิน
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องเกรงใจหรอก เพื่อนเค้าก็เหมือนเพื่อนผม” หมายถึงนักเขียนที่หอบถุงใส่อะไรซักอย่างยืนอยู่ข้างๆเพื่อนหลังจากมาถึงหน้าโรงแรม
“เค้า?...” พัดลมทวนคำเบาๆ มองเพื่อนกับมองเจ้ามอปลายสลับกัน
แค่ได้นั่งรถมาด้วยกันกับเจ้ามอต้นผู้ชายเซ็กซี่น่ากอดแห่งปี กับเจ้ามอปลายผู้ชายน่าหลงไหลอันดับหนึ่ง ก็จะบ้าตายแล้ว นี่ยังมีบรรยากาศหวานๆหอมๆแปลกๆจากเพื่อนเขาและเจ้าชายคนน้องที่ยืนทำตัวน่าลากเข้าป่ายู่ตรงหน้านี่อีก
เจ้ามอปลายหัวเราะกับท่าทางงงๆของเพื่อนนักเขียน
ทำท่าจะเอื้อมมือมายีหัวพัดลมตามนิสัยขี้เอ็นดู แต่พอเห็นนักเขียนทำหน้าง้ำก็ชะงักมือไว้แล้วสอดลงไปในกระเป๋ากางเกงแบบเดิม

..เห็นทีว่าต่อจากนี้คงต้องบอกตัวเองให้เอ็นดูสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่นอกเหนือไปจากลูกกวางตรงหน้าให้น้อยลงแล้วล่ะมั๊ง..

“งั้น ผมกับเจ้าพี่ขอตัวกลับก่อนนะครับ”
“ อ อื้ม” พออยู่ต่อหน้าเพื่อนที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรมากนักเขียนก็ตอบรับแค่สั้นๆแล้วหันไปมองเจ้ามอต้นที่กำลังรับโทรศัพท์จากใครซักคนอยู่หลังพวงมาลัย “..กลับดีดีนะครับ ถึงแล้วก็บอกผมด้วย”
“ครับ” เจ้ามอปลายยิ้ม “คุณพาเพื่อนขึ้นห้องเถอะเดินทางมาเหนื่อยๆ ผมอาจจะส่งเป็นข้อความมาเฉยๆนะ คุณพัดลมจะได้พักผ่อนด้วย ตื่นแล้วค่อยคุยกันก็ได้ วันนี้ผมกับเจ้าพี่มีงานสำคัญต้องไปแทนเจ้าพี่ไคท์เหมือนกัน ว่างก็เย็นๆค่ำๆโน่นเลย อ้อ. ถ้าเกิดว่าคุณสองคนไม่ได้ไปไหนก็บอกนะ ผมจะมารับไปทานข้าวเย็นด้วยกัน ได้ใช่มั๊ย?”
“ถ้าคุณยุ่งๆก็ทำงานดีกว่า ผมกับไอ้พัดหาอะไรกินแถวนี้ได้อยู่”
เจ้ามอปลายเอื้อมมือมาบีบจมูกนักเขียน
“อย่าปฏิเสธน้ำใจผู้ใหญ่สิ หรือถ้าไม่อยากไปร้านอาหาร อยากไปทานที่ปางช้างมั๊ย? จะให้คุณแม่เตรียมอาหารรอ”
“คุณแม่?” นักเขียนทวนคำ
เจ้ามอปลายหัวเราะมองนักเขียนด้วยแววตาอ่อนโยนจนคนที่ยืนอยู่ข้างๆนักเขียนหน้าแดงขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว
“อื้ม.. คุณแม่ คุณแม่คนที่สองของผมกับเจ้าพี่ไง นอกจากกันและกันแล้วผมกับเจ้าพี่ก็มีแม่นมนี่ล่ะที่เป็นครอบครัวเล็กๆของพวกเรา” เอียงหน้าหรี่ตาแล้วโน้มไปกระซิบกับนักเขียนให้ได้ยินกันแค่สองคน “เผื่อวันนึงต้องไปขอคุณกับคุณพ่อคุณแม่คุณ ผู้ใหญ่เค้าจะได้ไม่ว่าผมสองคนเป็นแค่เด็กๆไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ไปด้วยไง ถ้ามีคุณแม่ไปด้วยคุณพ่อคุณแม่คุณก็คงไม่มีปัญหาใช่มั๊ยล่ะ”
“......”
“ไม่ได้มีแค่คุณหรอกนะ ที่จริงจัง”

“ผมกับเจ้าพี่ก็จริงจังเหมือนกัน”



รถของเจ้ามอต้นวิ่งออกไปจนลับตาแล้ว นักเขียนยังยืนเม้มปากกลั้นรอยยิ้มอยู่ที่เดิมจนพัดลมต้องเอามือตบหลังเพื่อนดังป้าบ
“ขึ้นห้องมึงมีเรื่องต้องคุยกับกูเยอะเลย ไอ้คุณนักเขียน!”


“.....”
พีรวิชญ์นั่งมองพัดลมกับใครบางคนที่พยายามหายไปจากชีวิตเขาช่วยกันลากประเป๋าเดินทางเดินเข้าไปในโรงแรม
“หนีมาที่นี่เองเหรอ ..นักเขียน..”
แค่มองจากตรงนี้ หัวใจก็ร้อนรุ่มจนแทบจะพุ่งลงจากรถแล้ววิ่งไปคว้านักเขียนเอาไว้
ใจ.. ไม่เคยหยุดรักคนๆนี้ได้เลย
“จะไปที่โรงพยาบาลเลยมั๊ยครับ?” คนที่ทำหน้าที่ขับรถมารับหันมาถาม
พีรวิชญ์ถอนหายใจเบาๆเพื่อเรียกสติตัวเอง
“ไปโรงพยาบาลก่อน แล้วเดี๋ยวผมบอกอีกที บางทีวันนี้ผมอาจจะไม่ไปพักที่บ้าน”
“อ้าว? แล้วไม่พักที่บ้านหม่อมจะไปพักที่ไหนล่ะครับ?”
พีรวิชญ์มองเข้าไปในโรงแรมที่พัดลมกับคนที่อยากเจอลากกระเป๋าเดินทางหายเข้าไป

“อาจจะเป็นที่นี่ล่ะ”



_______________________
โรยหน้าด้วยขนมหวานๆแล้วรองจานด้วยชนวนระเบิด  :hao6:
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์นะฮะ  :กอด1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 01:35:57 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 18. 'หม่อมเจ้าชายพีรวิชญ์'



พีรวิชญ์นั่งลงบนเก้าอี้รับรองข้างๆเตียงผู้ป่วยภายในห้องพักรักษาตัวส่วนพระองค์ของรัชทายาท
“จริงๆเราก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก คุณพี่ไม่เห็นต้องลำบากเลย นั่งเครื่องไกลกว่าจะมาถึงหลายชั่วโมง” รัชทายาทลำดับที่หนึ่งพูดขึ้นอย่างเกรงใจ หลังจากญาติผู้พี่บินไกลมาจากสยามประเทศเพื่อเข้าเยี่ยมอาการหลังจากรู้ข่าวการลอบทำร้ายที่ผ่านไปแล้วหลายวัน
“ไม่ได้หรอกพะยะค่ะ จริงๆกระหม่อมควรจะมาเข้าเฝ้าให้เร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่ติดเรื่องวุ่นทางนั้นหลายอย่างไม่อย่างนั้นกระหม่อมคงรีบมาเร็วกว่านี้” ญาติผู้พี่ที่เป็นพระญาติที่ลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปตั้งแต่รุ่นปู่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วยด้วยกิริยาสุภาพ
เจ้าไคท์ที่อาการดีขึ้นตามลำดับส่งรอยยิ้มกว้างๆอย่างไม่ถือตัว เพราะสำหรับเจ้าไคท์แล้วพี่น้องคนไหนไม่ว่าจะอยู่ในฐานันดรศักดิ์หรือได้ลาออกไปก็ยังเป็นสายเลือดกษัตริย์ที่มีความทัดเทียมกัน
จริงๆเรื่องคำพูดคำแทนตัวเจ้าไคท์ก็เคยขอไม่ให้ลูกผู้พี่พูดกับตัวเองแบบนี้ แต่ทางนั้นก็ไม่ยอมเพราะกลัวว่าคนอื่นมาได้ยินจะดูเป็นการไม่สมควร
“การเดินทางเรียบร้อยดีรึเปล่า แล้วคุณพี่พักที่ไหน? จะพักที่บ้านใหญ่หรือจะมาพักที่วัง จริงๆมาพักที่วังก็ได้นะเราจะบอกให้คนที่วังเตรียมปัดกวาดห้องพักของคุณพี่ไว้ให้”
ญาติผู้พี่รีบปฏิเสธ “กระหม่อมขอพักข้างนอกดีกว่าพะยะค่ะ กระหม่อมไม่ค่อยชินกับวังเท่าไหร่ ถ้าต้องไปเข้าๆออกๆเหมือนครั้งก่อนกระหม่อมรู้สึกว่าทำตัวลำบาก” ยิ้มเจื่อนๆพอนึกถึงคราวก่อนโน้นที่เคยมาพักแล้วโดนซักโดนถามถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่เป็นเรื่องหลังจากคุณปู่ของเขาซึ่งเป็นเชื้อพระองค์ขอลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อไปแต่งงานกับหญิงสามัญชนแล้วย้ายไปอยู่ประเทศไทยกับภรรยาจนมีลูกมีหลานอยู่ที่นั่นแล้วกลับอโยธยาแค่เวลาจำเป็นจริงๆ
ถึงแม้ว่าคุณปู่ของเขานั้นไม่จำเป็นต้องสละฐานันดรเพื่อแต่งงานกับคนธรรมดา แต่เพราะว่าอยากไปใช้ชีวิตแบบคนปกติคุณปู่ก็เลยลาออกด้วยความสมัครใจซึ่งกษัตริย์ในตอนนั้นพระองค์ก็ทรงเข้าใจและไม่ได้ขัดข้องอะไร
และเพราะไปอยู่ไกลถึงต่างประเทศ จึงแทบไม่มีใครที่สยามรู้ว่าพีรวิชญ์มีสายเลือดของราชวงศ์ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย แม้จะจางลงไปตามลำดับแล้วก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าพีรวิชญ์นั้นเป็นชนชั้นสูงที่มีเชื้อสายของกษัตริย์อยู่
“คุณลุงกับคุณป้า แล้วก็ทุกๆคนที่โน่นสบายดีไหม งานแต่งของคุณพี่เราก็ไม่ได้ไป มีแต่น้องไปกันสองคน เห็นว่ามีเรื่องยุ่งๆ?”
พีรวิชญ์กลืนน้ำลายลงคอฝืดๆพอนึกถึงงานแต่งงานของเขาที่เป็นข่าวอื้อฉาวพอสมควรในตอนนั้น
แต่ดีว่าคนสยามนั้นลืมเร็ว แค่ไม่กี่วันก็ไม่มีใครสนใจเรื่องนั้นอีก
คนพากันเดาไปต่างๆนาๆว่านักเขียนเป็นแฟนเก่าของเจ้าสาวที่มาป่วนงานแต่ง แต่ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วนักเขียนมาเพราะเขา
ซึ่งทั้งเขาทั้งภรรยาก็ไม่ได้ออกมาแก้ข่าวอะไร ทุกคนที่เกี่ยวข้องของดให้สัมภาษณ์กับสื่อเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
พอไม่มีคนสาดไฟอะไรเพิ่มผู้คนเลยเลิกสนใจไปเอง
รัชทายาทฝาแฝดซึ่งเป็นญาติผู้น้องมาร่วมงานแต่คลาดกันกับนักเขียนเลยน่าจะได้ยินแค่คำซุบซิบนินทาของแขกในงาน แต่สองคนนั้นไม่วุ่นวายเรื่องส่วนตัวใครอยู่แล้ว มาเพื่อร่วมแสดงความยินดีแบบรีบๆแล้วก็บินกลับไปโดยใช้เวลาอยู่ไทยไม่ถึงชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ คงตั้งใจจะหนีสื่อต่างๆที่ตั้งท่าจะรุมสองแฝดสุดฮ็อตแห่งปีอยู่หน้างานด้วย ทั้งคู่เลยชิ่งหนีออกด้านหลังโรงแรมไปโดยไม่มีใครรู้ขนาดที่ว่าไม่มีสำนักข่าวไหนลงข่าวเจ้าชายคู่แฝดมางานแต่งเขาได้ทันเพราะไม่มีรูปถ่ายอะไรมายืนยัน

พูดคุยกันอยู่ซักพัก ญาติผู้พี่ก็ทูลลา แต่ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นยืนเจ้ามอต้นกับเจ้ามอปลายก็เปิดประตูห้องเข้ามา
“อ้าว? คุณพี่ มาเมื่อไหร่กันครับ?” เจ้ามอปลายเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อนอย่างดีใจ
พีรวิชญ์รีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพเพราะศักดิ์ของตัวเองตอนนี้นั้นอยู่ต่ำกว่าทุกคนภายในห้องทั้งหมด
“กระหม่อมเพิ่งมาถึงได้ซักพักพะยะค่ะ”
“คุณพี่มายังไงครับ? แล้วพักที่ไหน ไปพักที่ปางช้างไหม เห็นว่าคุณพี่ไม่ชอบเข้าวัง” เจ้ามอต้นหันไปวางช่อดอกไม้สำหรับเยี่ยมไข้รัชทายาทผู้พี่ลงข้างๆแจกันที่มีดอกไม้อันเก่าปักอยู่
“กระหม่อมว่าจะพักโรงแรมไม่ไกลจากนี้พะยะค่ะ ตอนนั่งรถผ่านมาเห็นน่าพักดี กระหม่อมมีธุระแถวๆนั้นด้วยเลยว่าจะหาห้องพักที่นั่นเลย อีกอย่างตรงนั้นก็ใกล้สนามบิน วันกลับจะได้ไม่ลำบากคนที่บ้านใหญ่ต้องไปรับไปส่งพะยะค่ะ”
“โรงแรมไม่ไกลจากนี้?” เจ้ามอปลายนั่งลงบนขอบเตียงรัชทายาทผู้พี่ “โรงแรมไหนครับ?”
พีรวิชญ์ยิ้มสุภาพ เพราะถึงเจ้ามอปลายจะอายุน้อยกว่าหลายปีแต่ศักดิ์ของคนผู้นี้ก็อยู่สูงกว่าตัวเขา “โรงแรมแมนดารี่ เพรสทีจ จากสนามบินแค่ 15 นาทีเองพะยะค่ะ”
“หืม?.. ถ้าเป็นที่นั่นผมมีห้องพักชั้นบนอยู่นะ คุณพี่ไปพักที่ห้องผมก็ได้”
พีรวิชญ์รู้สึกว่ามีเรื่องบังเอิญหลายอย่างที่เป็นใจ ตั้งแต่เจอพัดลมที่สนามบินของประเทศไทยจังหวะที่เขาจะบินมาเยี่ยมพระอาการรัชทายาทที่เป็นพระญาติผู้น้องที่นี่อยู่แล้วพอดี กับเรื่องที่พระญาติผู้น้องซึ่งเป็นอีกสองรัชทายาทบอกว่ามีห้องพักอยู่โรงแรมเดียวกันกับที่พัดลมและนักเขียนเดินหายเข้าไป
เรื่องบังเอิญ ที่มาได้จังหวะดีเกินไปไหม
เพราะพีรวิชญ์มั่นใจว่าถ้าพักที่โรงแรมนั้นก็ต้องมีจังหวะได้เจอนักเขียนแน่นอนอยู่แล้ว
“กระหม่อมขอรับไว้ ขอบพระทัยพะยะค่ะ”
เจ้าชายคู่แฝดยิ้มให้ญาติผู้พี่โดยที่ไม่รู้ว่าใครบางคนที่อยู่ข้างห้องจะต้องลำบากหลังจากนี้
โดยที่พีรวิชญ์ก็ไม่เอะใจซักนิดว่า คนที่เดินลงจากรถมายืนคุยกับนักเขียนอยู่หน้าโรงแรมคือคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า และคนที่ขับรถคันนั้นก็คือแฝดคนพี่ที่ยืนหยิบๆจัดๆดอกไม้อันใหม่ใส่แจกันอยู่ข้างเตียง เพราะพีรวิชญ์แอบตามอยู่ห่างๆเลยเห็นแค่จากที่ไกลๆ ทำให้ไม่รู้ว่าคนที่ขับรถมาส่งนักเขียนกับพัดลมหน้าโรงแรมเป็นญาติผู้น้องของตัวเอง


“เชี้ย...............!” บรรณาธิการส่วนตัวของนักเขียนเอามือปิดปากตัวเองหลังจากหลุดอุทานคำหยาบเสียงดัง “สรุปว่ามึงงาบไปทั้งสองเจ้าแล้วเหรอนักเขียน! มึงงงงงงงทำไมกูมีเพื่อนเชี่ยแบบนี้วะ นั่นน่ะผู้ชายน่ากอดแห่งปีทั้งคู่เลยนะเว้ย! มึงเอาไปคนเดียวแบบนี้ไม่ได้!!  อย่างน้อยๆก็น่าจะเหลือไว้ให้กูเก็บไปนอนฝันต่อซักคนบ้าง” พัดลมทิ้งตัวลงไปนอนคร่ำครวญอยู่กับโซฟา
นักเขียนนั่งคร่อมเก้าอี้แบบกลับหลังเอาคางเกยพนักพิงมองเพื่อนที่ดิ้นจนแทบตกโซฟาอย่างขำๆ
“บ่นอะไรมึง มึงบอกเองนะว่ามาที่นี่กูอาจจะได้เจ้ามอต้นเจ้ามอปลายติดมือกลับไทย กูก็ได้แล้วไง มึงยังจะบ่นอะไรอีก”
พัดลมทำหน้าเหมือนจะตาย
“มึงก็เหลือไว้ให้โลกชื่นชมต่อซักคนไม่ได้รึไงล่ะ ไอ้ห่า เสือกเอาไปหมด มึงนี่มันชั่วร้ายสุดๆในรอบร้อยล้านปีมนุษย์เลยไอ้นักเขียน ..กูเกลียดมึง แล้วกูก็อกหักแรงมากด้วย ..ฮึก..เจ้ามอต้นของไอ้พัดโดนหมาคาบไปแดกแล้วเหรอยอดดวงใจของผม”
นักเขียนปากล่องทิชชู่ไปใส่เพื่อน “เลิกคร่ำครวญได้ละ นั่นของกู มึงไปหาเอาใหม่ เออ. แต่จะว่าไป เจ้าไคท์ที่เป็นพี่คนโตก็ยังโสดอยู่นะ หน้าตาดีด้วย แถมยังเป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่งที่ต้องขึ้นเป็นกษัตริย์ มึงไม่ลองไปเยี่ยมไข้ดูล่ะ เอามะ? เดี๋ยวกูขอให้”
“ไม่เอา!” พัดลมสั่งขี้มูกจนทิชชู่ปลิว “กูจะเอาเจ้ามอต้น กูอยากได้เจ้ามอต้น กูจะเอาคนนี้”
นักเขียนขมวดคิ้วมองเพื่อนตาขวาง “หยุดความคิดเลยมึง นั่นผัวกู”
พัดลมกลอกตาพึมพัม “..ไอ้สัด เต็มปากเต็มคำ วันก่อนมึงยังเอากูอยู่เลยนะ”
นักเขียนยักคิ้ว “วันก่อนก็คือวันก่อน อีกอย่าง กูมีเมียเป็นตัวเป็นตนแล้วด้วยสบายใจได้ กูไม่จับมึงแก้ผ้าอีกแน่นอน”
พัดลมหันมามอง
“หมายความว่าไง? นอกจากเจ้ามอต้นเจ้ามอปลายแล้วอย่าบอกนะว่ามึงไปยุ่งกับคนอื่นอีกน่ะไอ้จอมหื่น”
นักเขียนเคาะนิ้วกับพนักเก้าอี้อย่างอารมณ์ดี
“ไม่ใช่ซะหน่อย กูหมายถึงว่าเจ้ามอปลายก็ได้ทั้งบนทั้งล่างไงล่ะมึง”
“เชี้ย..........”
นักเขียนยักคิ้วให้เพื่อนยิ้มๆ
พัดลมถอนหายใจทิ้งแรงๆแล้วมองหน้านักเขียน
“แสดงว่ามึงโอเคแล้วดิ? มึงไม่ได้ทำแบบนี้เพื่อจะหนีพี่พีเฉยๆแบบตอนที่ทำกับกูใช่มั๊ยไอ้นัก”
นักเขียนพยักหน้า “เออ. กูโอเคแล้ว” ถอนหายใจเบาๆพอได้ยินชื่อคนที่เคยรัก “กูก็ไม่รู้หรอก ว่ามันจะไปต่อแบบไหน จะสวยงามรึเปล่า จะยาวไกลแค่ไหน แต่กูรู้ว่ากูมีความสุขเวลาได้อยู่ใกล้ๆเค้า แค่นั้นก็พอแล้วมั๊ยมึง เรื่องต่อจากนี้ก็ให้มันเป็นเรื่องของโชคชะตาดีกว่าว่ะ”
พัดลมเอาหมอนมานั่งกอด
“แล้วมึงจะเอาทั้งพี่ทั้งน้องเลยเหรอ? แล้วเค้าสองคนก็เอาด้วย? มัน.. ไม่แปลกๆเหรอวะนัก”
นักเขียนก็ไม่รู้ว่าจะตอบเพื่อนกับเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเองกับสองพี่น้องต่อจากนี้ว่ายังไงเหมือนกัน เอาจริงมันก็คงวุ่นวายในสายตาของคนที่มองเข้ามาอยู่ไม่น้อย
“เจ้ามอปลายต้องมีพี่อยู่ด้วย ส่วนเจ้ามอต้นก็คงไม่ต่างกัน สองคนนี้คงไม่มีอะไรมาแยกออกจากกันได้หรอก อีกอย่างกูก็มีอะไรกับทั้งคนพี่คนน้องไปแล้วด้วย” เสียงเบา “... ถึงมันจะดูวุ่นวายแต่กูว่ากูก็โอเคกับมันอยู่ว่ะมึง”
“.......” ยอมรับว่าช็อค
แต่พอเห็นเพื่อนหน้าแดงๆเหมือนกำลังกลับมามีความสุขต่างจากคนใกล้ตายที่หนีมาหลบภัยอยู่กับตัวเองก่อนจะมาที่นี่พัดลมก็ยิ้มแล้วถอนหายใจอย่างคลายกังวล
เอาจริงก็ไม่ได้จะว่าอะไรหรอก แค่ห่วงว่านักเขียนจะทำอะไรลงไปเพราะอยากหนีจากพี่พีเหมือนตอนที่ทำกับเพื่อนอย่างเขาเฉยๆ เพราะกับเพื่อนสนิทอย่างเขาที่นักเขียนมันกล้าทำก็เพราะรู้นิสัยในเรื่องอย่างว่าของเขาดีว่าเขาค่อนข้างระวังแค่ไหน และนักเขียนมันรู้ว่าเขาไม่เคยนอนกับใครเลยตั้งแต่แอบรักมันตอนปีสองจนถึงทุกวันนี้
“แล้วใจมึงรู้สึกกับทั้งสองคนเลยเหรอนักเขียน? มึงรักทั้งเจ้ามอต้นเจ้ามอปลายได้เหรอ? คนเรามีหัวใจแค่ดวงเดียวนะเว้ย ถ้าจะรักทีเดียวสองคนอย่างน้อยก็ต้องมีคนที่มึงรู้สึกมากกว่าอยู่แล้วใช่มั๊ยล่ะ? ถ้าเป็นแบบนั้นอีกคนที่มึงรักน้อยกว่าก็น่าสงสารไม่ใช่เหรอไง”
นักเขียนมองหน้าเพื่อนที่รู้จักกันมาหลายปี
“บางเรื่องมันก็เรียบเรียงเป็นคำพูดไม่ได้เหมือนกันว่ะมึง แต่ที่กูรู้ คือกูแคร์เค้าทั้งสองคน แล้วถ้าคนใดคนหนึ่งหายไป กูก็คงทนไม่ได้เหมือนกัน เรื่องที่ว่ากูจะรู้สึกกับใครน้อยกว่าหรือมากกว่า อันนั้นกูก็ไม่รู้ว่าจะบอกมึงยังไงเหมือนกัน”
เอาคางเกยพนักเก้าอี้แล้วพูดต่อเสียงเบา

“เพราะว่าถ้าต้องเจ็บจากเค้า กูว่ากูคงเจ็บเท่าๆกันว่ะ”


ตกเย็น เจ้ามอต้นกับเจ้ามอปลายก็มารับนักเขียนกับพัดลมไปทานข้าวด้วยกันที่ปางช้างซึ่งคุณแม่ของสองแฝดได้เตรียมอาหารรอไว้แล้ว
จังหวะที่นักเขียนกับพัดลมนั่งรถเจ้ามอต้นออกไป พีรวิชญ์ก็เดินลงมาที่ห้องทานอาหารของโรงแรมหลังจากที่เอากระเป๋าเดินทางขึ้นไปเก็บไว้บนห้องเพราะนั่งรถมากับเจ้ามอต้นเจ้ามอปลายที่บอกว่ามีธุระที่โรงแรมนี้ต้องมารับคนอยู่พอดี
ซึ่งในตอนแรกเจ้ามอต้นอาสาจะพาญาติผู้พี่ไปส่งบนห้อง แต่พีรวิชญ์เห็นว่าเป็นการรบกวนสองรัชทายาทมากพอแล้วเลยขอแค่คีย์การ์ดกับหมายเลขห้องแล้วให้พนักงานของโรงแรมพาขึ้นไปแทน เพราะเห็นว่าเจ้ามอปลายโทรหาใครซักคนเหมือนชวนไปทานอาหารตั้งแต่นั่งมาในรถ และเจ้าตัวก็บ่นงุ๊งงิ๊งกับคนในสายประมาณว่าหิวมากเลยเพราะยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เที่ยง
เจ้ามอปลายรบเร้าให้พีรวิชญ์ไปด้วย แต่เขาอยากทานข้าวที่นี่เผื่อจะมีโอกาสเจอนักเขียนลงมาทานอาหารข้างล่างเลยปฏิเสธไปว่านัดทานข้าวกับคนรู้จักไว้แล้ว
เลยทำให้พีรวิชญ์คลาดกันกับนักเขียนแค่จังหวะประตูลิฟท์ตัวข้างกันเปิดปิดอย่างฉิวเฉียด

พีรวิชญ์นั่งทานอาหารแบบไม่รู้รส พยายามมองหานักเขียนกับพัดลมไปทั่วห้องทานอาหารของโรงแรม
แต่นั่งอยู่ในนี้เกือบสองชั่วโมงก็ยังไม่มีวี่แววของสองคนนั้น
จังหวะที่กำลังหงุดหงิดพี่กี๋เจ้าของของโรงแรมผ่านมาเห็นแขกที่มาพักนั่งกระสับกระส่ายอยู่คนเดียวนานแล้วก็เลยเดินเข้ามาสอบถามดูแล
“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ผมช่วยมั๊ย?” พี่กี๋ประสานมือโค้งหัวอย่างสุภาพ
พีรวิชญ์รีบปรับสีหน้าแล้วโค้งหัวตอบอย่างสุภาพเช่นกัน
“ผมมารอคนน่ะครับ แต่ดูท่าว่าคงจะรอเก้อ” มองดูนาฬิกาที่เวลาผ่านไปแล้วเกือบสองชั่วโมงแต่ยังไม่เห็นนักเขียนกับพัดลมลงมาทานอาหารทั้งที่เวลานี้เป็นเวลาอาหารเย็นของแขกที่มาพัก “ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าที่นี่มีที่นั่งชิลยาวๆ หรืออะไรที่สามารถนั่งรอได้นานๆแนะนำมั๊ยครับ?”
เจ้าของโรงแรมได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มกว้าง เพราะดูจากบุคลิคท่าทางของแขกก็รู้อยู่แล้วว่ามีเงิน

..แบบนี้ส่งไปให้นักเขียนชวนเปิดไวน์แพงๆซักขวดสองขวดคงได้..

“ถ้าเป็นที่แบบนั้น เดี๋ยวผมพาไปเองครับ ผมกำลังจะเข้าไปที่นั่นด้วยเหมือนกัน”


‘ผมออกมาข้างนอกกับไอ้พัดนะพี่ วันนี้อาจจะไม่ได้ลงไปนั่งที่บาร์นะ ทดไปวันหลังแล้วกันเดี๋ยวผมให้ไอ้พัดมันลงไปนั่งด้วย ผมกับมันจะช่วยกันเปิดไวน์แพงๆให้พี่คืนเดียวสิบขวดเลยอะ’

พี่กี๋มองดูข้อความที่นักเขียนส่งมาแล้วหันไปพูดกับคนที่นั่งหันซ้ายหันขวาเหมือนหาใครซักคนอยู่หน้าเค้าเตอร์อย่างเสียดาย
“วันนี้น้องชายผมเหมือนจะติดธุระ ว่าจะให้มานั่งเป็นเพื่อนดื่มด้วยซักหน่อย”พี่กี๋รีบขายนักเขียนเต็มที่แต่ยังดีที่ไม่ได้พูดชื่อนักเขียนออกมา “เค้าอัธยาศัยดีนะครับ หน้าตาหล่อมาก ถ้าได้ดื่มด้วยรับรองว่าสนุกทั้งคืน”
พอคุยไปคุยมาพีรวิชญ์กับพี่กี๋ก็เริ่มลดระยะคนแปลกหน้าต่อกันลงจนต่างคนต่างทำตัวสบายๆได้
“เป็นคนน่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ถามตามมารยาท เพราะอันที่จริงจิตใจตอนนี้มันอยากเจอนักเขียนที่น่าจะอยู่ที่ไหนซักที่ในโรงแรมนี้มากกว่าคนอื่น
“ใช่ครับ อันที่จริงเค้าเป็นเพื่อนน้องชายผมอีกทีน่ะ หน้าตาดีทีเดียว แขกของที่นี่ชอบเค้ากันทุกคนเลยล่ะครับ”
ไม่ได้พูดเกินจริงหรอก เพราะแขกหลายคนมาที่นี่ก็เพราะอยากรู้จักนักเขียน แต่เจ้าตัวก็เหมือนจะไปมีความสัมพันธ์กับเจ้ามอต้นเจ้ามอปลาย สองเจ้าชายรัชทายาทที่เป็นแขกวีไอพีเข้าให้ ก็เลยไม่มีใครได้เข้าใกล้นักเขียนเท่าไหร่ เพราะเจ้ามอปลายเหมือนจะอยู่กับนักเขียนตลอดเวลาจนคนอื่นๆไม่ค่อยกล้าเข้ามาทักนักเขียนแล้วพักหลังๆ
แต่พี่กี๋ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก เพราะสองเจ้ามาทีก็เปิดไวน์เปิดเหล้าจนพี่กี๋หน้าบานฉ่ำกับยอดขายไปหลายวัน
“อย่างนั้นเหรอครับ เสียดายนะครับที่วันนี้ไม่ได้เจอน้องชายของคุณ” พีรวิชญ์หันมาชนแก้วกับเจ้าของโรงแรมที่เหมือนจะว่างจัดจนมานั่งเรื่อยเปื่อยคุยกับแขกได้ “แล้ว.. มาอยู่ดื่มกับผมแบบนี้ จะดีเหรอครับ” หมายถึงว่าเป็นถึงเจ้าของโรงแรมไม่มีงานมีการที่ต้องไปทำเหรออะไรแบบนั้น
“อ๋อ ผมเสร็จธุระแล้วน่ะ ก็ตั้งใจจะมาดื่มกับพวกน้องๆด้วย แต่เหมือนจะคลาดกัน” พี่กี๋หัวเราะ “ถ้าไม่รังเกียจ ผมขอนั่งดื่มด้วยคนได้มั๊ยล่ะครับ” ชูแก้วไวน์ไปหา
พีรวิชญ์มองแล้วไม่รู้สึกว่าอีกคนมีอะไรแอบแฝงนอกจากหาเพื่อนกินเหล้าแก้เซ็งเลยยื่นแก้วไวน์ไปชน
“ยินดีครับ”


แต่กลายเป็นว่าเพราะเพิ่งโดนเมียไล่เตะออกจากบ้านมาทั้งๆที่เพิ่งดีกันได้คืนเดียว พี่กี๋เลยซัดไวน์จนเมาแอ๋ เดือดร้อนแขกและบาร์เทนเดอร์ต้องแบกเจ้าของโรงแรมขึ้นไปส่งถึงบนห้องที่ยกให้นักเขียนพักไปแล้ว
พีรวิชญ์เลิกคิ้วพอเห็นว่าห้องที่เจ้าของโรงแรมพักนั้นอยู่ติดกันกับห้องที่พระญาติผู้น้องยกให้เขามาพัก
แต่เพราะกำลังวุ่นวายใจกับการที่ไม่เจอนักเขียนทั้งในห้องทานอาหารทั้งในผับทั้งที่ควรจะบังเอิญเจอไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งทำให้พีรวิชญ์ไม่มีอารมณ์จะมานั่งดูแลคนเมาเลยโยนให้บาร์เทนเดอร์เอาเจ้าของโรงแรมที่เมาปลิ้นเข้าห้องไป ส่วนตัวเองก็ขอตัวเข้าห้องตัวเองเพื่อพักผ่อนเหมือนกัน

บาร์เทนเดอร์ที่ตัวเล็กกว่าคุณเจ้าของโรงแรมอยู่ไม่น้อยลากนายจ้างถูลู่ถูถังเข้ามาในห้องปากก็บ่นๆใส่คนเมาที่ไม่รู้จักประมาณตัวเองแล้วมาเป็นภาระคนอื่น
มือถือในกระเป๋ากางเกงพี่กี๋ดังขึ้นพอดี ตอนแรกบาร์เทนเดอร์ก็ไม่กล้ารับ แต่พอเหลือบเห็นเป็นชื่อเมมไว้ว่า ‘นักเขียน’ เลยเอามากดรับเผื่ออย่างน้อยนักเขียนกำลังกลับจะได้มาช่วยดูแลคนที่เมาจนอ้วกใส่เสื้อเขานี่ด้วย
“ผมเองนะครับ ตอนนี้เจ้านายเมาปลิ้นเลยอะนักเขียน คุณอยู่ไหนครับ?”

นักเขียนเลิกคิ้วใส่มือถืออย่างแปลกใจที่บาร์เทนเดอร์เป็นคนรับสายแทนที่จะเป็นพี่กี๋เจ้าของโทรศัพท์
“ผมอยู่ปางช้างเจ้ามอต้นน่ะ พี่กี๋เมามากเลยเหรอครับ?”

“ปลิ้นเลยล่ะครับ เนี่ยผมต้องให้แขกที่มาดื่มกับเจ้านายพาขึ้นมาส่งด้วย พอดีเค้าพักอยู่ห้องข้างๆ เอ..? จะว่าไป แขกคนนั้นอาจจะเป็นเพื่อนเจ้ามอต้นเจ้ามอปลายมั๊งครับ ผมเห็นเค้ามีคีย์การ์ดด้วยแต่ผมไม่คุ้นหน้าเค้า อาจจะไม่ได้มาเที่ยวบ่อย  ฮิๆ.. แต่ว่าน๊า หน้าตาหล่อเอามากๆด้วยล่ะนักเขียน” แอบถูกใจแขกคนนั้นไม่น้อยอยู่เหมือนกัน
ถ้าไม่ติดเจ้านายขี้เมานี่ล่ะก็นะ ป่านนี้ชวนกลับคอนโดละ..

นักเขียนหันมามองหน้าเจ้ามอปลายที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จแล้วเดินเอาผ้าเช็ดผมเข้ามาใกล้ๆ ส่วนพัดลมก็เข้าไปอาบน้ำต่อ
เจ้ามอต้นแยกตัวไปที่อื่นเห็นว่าพรุ่งนี้มีแข่งขันกีฬาขี่ม้าที่เจ้าตัวเป็นนักกีฬาคนสำคัญเข้าร่วมด้วยเลยต้องไปเก็บตัวก่อนลงสนามตั้งแต่คืนนี้
“คงงั้นมั๊งครับ แต่ว่าพี่กี๋เมาหนักขนาดนั้น คุณ..ดูแลไหวมั๊ยครับเนี่ย”

“เห้อ.. ไม่ไหวก็ต้องไหวสิครับ เป็นคนจ่ายเงินเดือนให้ผมนี่นะ คุณไม่ต้องห่วงหรอก แต่คืนนี้ผมขอยืมเสื้อผ้าคุณหน่อยได้มั๊ยอะนักเขียน เจ้านายอ้วกใส่ผมอะ”

“ตามสบายเลยครับ ของใช้ในห้องน้ำคุณใช้ได้เลยนะ เสื้อผ้าเลือกหยิบเอาในตู้ไปเปลี่ยนได้เลยไม่ต้องเกรงใจ ตัวเราเท่าๆกันคุณคงใส่ได้”

บาร์เทนเดอร์เปิดตู้เสื้อผ้าในห้องแล้วกวาดตามองหาเสื้อกับกางเกงที่พอจะใส่นอนคืนนี้ได้ เพราะจะให้เขาใส่ชุดบาร์เทนเดอร์ที่มีกลิ่นอ้วกเหม็นหึ่งนอนคงนอนไม่หลับหรอก แถมจะกลับไปโดยทิ้งเจ้านายที่เมาจนไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาไว้ในห้องคนเดียวก็กลัวจะลุกเดินออกไปข้างนอกแล้วพลัดตกตึกลงไปตายซะก่อน บาปกรรมอีก เลยคิดว่าคงต้องนอนที่นี่เพื่อดูแลเจ้านายไม่ได้เรื่องนี่จนกว่าจะตื่นมาดูแลตัวเองได้ ซึ่งก็คงอีกหลายชั่วโมง
“โอเคๆ งั้นผมยืมเสื้อกับกางเกงคุณหน่อยละกัน เดี๋ยวผมซักรีดมาคืนให้นะ”

“อื้ม ตามสบายเลย ผมฝากดูแลพี่กี๋ด้วยนะครับ”
นักเขียนกดวางสายก่อนจะหันไปยิ้มให้คนที่มายืนเช็ดผมอยู่ข้างๆ
“พี่กี๋เมาหนักเลยอะ เห็นว่าไปนั่งดื่มกับแขกที่มาพักที่โรงแรม เหมือนจะเป็นแขกของคุณด้วยนะ คุณเม่บอกว่าเค้ามีคีย์การ์ดห้องคุณด้วย”
เจ้ามอปลายเลิกคิ้ว “หืม? คุณพี่เหรอ?”
นักเขียนเลิกคิ้วกลับ
“อ๋อ” เจ้ามอปลายหัวเราะแล้วเอาผ้าขนหนูเปียกๆคลุมหัวนักเขียน “พอดีคุณพี่ผมเค้ามาเยี่ยมเจ้าพี่ไคท์นะ เราเป็นญาติกันแต่คุณปู่ของเค้าลาออกไปเป็นคนธรรมดาแล้วก็ย้ายไปอยู่กับภรรยาที่ต่างประเทศน่ะ อ้อ.ไปอยู่สยามด้วยนะประเทศเดียวกับคุณเลยบางทีคุณอาจจะพอรู้จักก็ได้ เค้าดังอยู่” เจ้ามอปลายทำท่าคิด “ที่จริง ผมกับเจ้าพี่ก็เพิ่งไปงานแต่งงานของคุณพี่มา แต่ก็ไปแค่แป๊บเดียวแล้วต้องรีบบินกลับเพราะเจ้าพี่มีธุระด่วนน่ะ ว่าแล้วก็เสียดายอยู่เหมือนกัน ยังไม่ได้เที่ยวเลย” พูดแล้วก็หันมากอดนักเขียนเอาคางเกยไหล่อ้อนๆ “นี่ ไว้คุณพาผมเที่ยวประเทศคุณบ้างสิ ผมอ่านดูในเวปนำเที่ยวมีที่เที่ยวน่าสนใจเยอะแยะเลยที่ประเทศคุณ”
นักเขียนบีบจมูกคนที่มาอ้อนแล้วหัวเราะ “ก็กลับกับผมสิ อยากไปเที่ยวไหนจะพาไปจนเบื่อเลย”
รัชทายาทลำดับที่สามทำท่าคิด “อืม.. ถ้าช่วงนี้คงหาเวลาว่างหลายๆวันลำบากนะ เอาไว้หลังงานราชาภิเษกเจ้าพี่ไคท์ แล้วผมกับเจ้าพี่ลาออกจากตรงนี้เรียบร้อยก่อน ดีมั๊ย? จะได้เที่ยวได้สบายใจ ผมกับเจ้าพี่จะได้ไม่ต้องมานั่งห่วงว่าต้องวิ่งกลับมาทำอะไรปุบปับเหมือนตอนนี้ด้วย”
นักเขียนหอมแก้มคนพูดแรงๆ “อื้ม เอาที่คุณสองคนสะดวกเลยครับ”
เจ้ามอปลายฟัดแก้มนักเขียนกลับ
“พาผมกับเจ้าพี่ไปหาคุณพ่อคุณแม่ของคุณด้วยล่ะ”
นักเขียนยื้อตัวออกห่าง “เอาจริงเหรอ? พ่อผมดุนะ ตอนรู้ว่าผมคบผู้ชายครั้งแรกน่ะผมทะเลาะกับพ่อบ้านแทบแตกเลยรู้รึเปล่า คุณกับเจ้ามอต้นไปอาจจะโดนพ่อคว้าปืนมาไล่ยิงเอาก็ได้นะครับ” เพราะจนถึงตอนนี้เขากับพ่อก็ยังมองหน้ากันไม่ติดอยู่เลย
เจ้ามอปลายยักคิ้วดึงนักเขียนมากอดเหมือนเดิม
“พ่อตาน่ะเหรอ ดุแค่ไหนกันเชียว เจอหน้าผมก็แพ้ทางผมหมดล่ะ คุณรอดูก็แล้วกัน”
“เหรออ... อย่าโดนลูกซองพ่อผมเป่าพรุนเป็นผักตั้งแต่ยังไม่เข้าบ้านก็แล้วกัน”
เจ้ามอปลายหัวเราะแล้วเกยคางกับไหล่นักเขียนอย่างเดิม “วันนี้คุณจะนอนกับผม หรือนอนกับเพื่อนคุณ?”
“ก็ต้องนอนกับคุณสิ ไอ้พัดมันโตแล้ว มันนอนคนเดียวได้”
เจ้าชายลำดับที่สามยิ้มกว้างพอรู้ว่าคืนนี้ไม่ได้ถูกเทให้นอนแกร่วอยู่คนเดียวเพราะคนพี่ก็ไม่ได้นอนที่นี่
“งั้นไปนอนกันเถอะ ดึกแล้ว”
นักเขียนหรี่ตา “อะไรคุณ เพื่อนผมนอนห้องข้างๆนะ วันนี้ห้ามทำอย่างอื่นนอกจากนอนเฉยๆ เข้าใจมั๊ยครับ?” บีบจมูกที่ไซร้มาข้างแก้มแรงๆ
เจ้ามอปลายทำหน้าเซ็งๆ
“นอนเฉยๆก็ได้ พรุ่งนี้ต้องตื่นไปดูเจ้าพี่ลงแข่งแต่เช้าเดี๋ยวไม่มีแรงตื่น เผลอๆผมทำคุณนอนไม่พอขับรถไม่ไหวอีก”
เจ้ามอปลายพูดยิ้มๆเลยโดนนักเขียนเอาศอกใส่ไปหนึ่งดอก
“หื่นนะเราเดี๋ยวนี้”
“ติดมาจากใครล่ะ”
นักเขียนมองคนที่กอดอยู่ข้างหลังอย่างเป็นห่วง
“แต่แดดมันแรงนะ คุณดูได้เหรอ”
เจ้ามอปลายไหวไหล่
“ใส่แว่นกันแดดไง”
“แว่นกันแดด? ใส่แล้วคุณก็แทบมองไม่เห็นอะไรไม่ใช่เหรอแว่นมืดๆแบบนั้นน่ะ” นักเขียนถามเสียงเบาเพราะรู้ว่ายิ่งใส่แว่นเจ้ามอปลายยิ่งมองไม่เห็นอะไรยิ่งกว่าตอนมองด้วยตาเปล่าโล่งๆ
เจ้ามอปลายยิ้มพร้อมกับกระชับแขนกอดนักเขียนแน่นกว่าเดิม
“คุณก็มองแทนผมไง”
นักเขียนมองใบหน้าของรัชทายาทผู้น้องที่เจือความเศร้าหมองอยู่บ้างแต่ก็ยังมีรอยยิ้มที่สดใส
“ผมน่ะอยากไปอยู่ในสนามเวลาเจ้าพี่ลงแข่ง ต่อให้วันหนึ่งผมไม่สามารถมองเห็นได้ 100% แล้วผมก็จะไป”
..เพราะจำได้ติดตาแล้วว่าเจ้าพี่เวลาอยู่บนหลังอาชานั้นสง่างามมากแค่ไหน..
“คุณพี่ที่มาพักอยู่ที่ห้องผมก็จะไปดูด้วยนะเดี๋ยวผมแนะนำให้คุณรู้จัก เค้าใจดีมากเลยล่ะ เผื่อว่ากลับไปแล้วมีอะไรให้เค้าช่วยเหลือคุณก็บอกได้เลย พี่ผมเก่งทุกคน”
นักเขียนหัวเราะ แต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะตอนนี้ใจมันวกกลับมาคิดเรื่องตาของเจ้ามอปลายอีกแล้วว่าจะทำยังไงต่อไปดี

..ดวงตาที่มีเซลล์ เลือด และเนื้อเยื่อตรงกันกับเจ้ามอปลาย จะหามาจากที่ไหนดี..



_______________________


*ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์นะคะ :bye2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 01:42:01 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0

ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 378
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-0

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
โลกแคบไปนะ ว่าไหม ?
อะไรจะวนเป็นวงกลมมัดปมจนตีกันยุ่งขนาดนี้

สรุปว่า พี่พี = พีรวิชญ์ >>> พี่ก็อต คนเดียวกันเรอะ !!?
อ่านพลาดไปตรงไหนหว่า ="=

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอน คห.ที่ 77. ขอบคุณสำหรับจุดบกพร่องที่มาถามค่ะ T^T เราอัพเป็น 2 เวอร์ชั่นชื่อเวอร์ชั่นแรกเลยหลุดมา ขอบคุณมากค่ะ
ปล. มันไม่เชิงปมฮะ ถ้าอ่านไปอีกซักพักจะเข้าใจเหตุผลว่าทำไมถึงต้องให้ผู้ของนักเขียนสามคนนี้เป็นญาติกัน

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์นะฮะ ขอบคุณสำหรับข้อบกพร่องที่มาบอกด้วย T^T

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 19. เจ้าชายบนหลังม้า กับโชคชะตาของนักเขียน



“ตาเจ้ามอปลายนี่สีสวยจริงๆเลยว่ะ มองใกล้ๆแล้วเหมือนจะหลง” พัดลมกระซิบกับนักเขียนตอนที่เดินเอาของมาใส่ท้ายรถเพื่อจะไปดูเจ้ามอต้นแข่งม้าที่สนาม “เวลาถูกมองแต่ละทีกูนี่โคตรเขินเลย เหมือนจะโดนตาเค้าสะกดวิณญานเอาไว้เลยอะ มึงนี่น่าอิจฉาสัดๆลยไอ้นัก”
นักเขียนที่กำลังจะเอาของวางใส่ท้ายรถหันมามองเพื่อนแล้วเม้มปาก
บางที ก็ควรบอกเรื่องนี้ให้พัดลมรู้ อย่างน้อยๆเพื่อนจะได้ไม่เผลอไปพูดอะไรกระทบความรู้สึกเจ้ามอปลายแบบไม่ได้ตั้งใจด้วย
“มึง”
“หืม? อะไรวะ”
“ตาเจ้ามอปลาย.. จริงๆมันไม่ได้แค่แพ้แสงหรอกว่ะ” นักเขียนถอนหายใจแรงๆแล้วมองหน้าเพื่อน “ประสาทตาเค้ามีปัญหา ตาเค้ากำลังจะไม่เห็น”
พัดลมอึ้ง
“..มึงพูดจริงเหรอวะ”
“ใครจะเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นล่ะ” นักเขียนจัดของเข้าที่แล้วนั่งลงตรงท้ายรถที่ยังเปิดฝาประโปรงค้างเอาไว้ “ที่กูถามมึงเรื่องดวงตาบริจาค ก็เพราะเรื่องนี้ล่ะ”
“เชี่ย...”
พัดลมยอมรับว่าช็อคหลายรอบแล้วตั้งแต่มาถึงอโยธยา
ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนกับสองเจ้าที่พัฒาไวยิ่งกว่าระบบอินเตอร์เน็ตที่ประเทศตัวเอง ทั้งเรื่องดวงตาของเจ้ามอปลายที่เพิ่งรู้ความจริงว่ากำลังจะมองไม่เห็น
“ตอนแรกกูก็ไม่รู้ว่ากูควรบอกมึงรึเปล่า แต่กูไม่อยากให้มึงเผลอพูดอะไรแล้วกระทบใจเค้า เลยคิดว่ากูบอกมึงไว้ก่อนดีกว่า” นักเขียนถอนหายใจ “แต่จริงๆ.. เค้าก็เข้มแข็งมากเลยนะ เรื่องตาเค้าตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่าพูดถึงไม่ได้เลย ก็ถามอาการเค้าได้ แต่ให้มึงรู้ไว้อย่างน้อยมึงก็มีวิจารณญานในการพูดอยู่แล้วว่าพูดหรือว่าถามอะไรเค้าได้แค่ไหน”
พัดลมมองเพื่อนที่สีหน้าหม่นลงก่อนจะถอนหายใจตามไปด้วยอย่างเข้าใจอารมณ์ของนักเขียน
“เออ ขอบใจเว้ยที่เชื่อใจกู” พัดลมเอามือตบไหล่เพื่อน “กูว่าเค้าก็เข้มแข็งอย่างที่มึงพูดจริงๆนั่นล่ะ แต่อะไรที่ไม่ควรพูดก็ไม่พูดดีกว่า เราไม่รู้ว่าใจคนอื่นตื้นลึกหนาบางแค่ไหน คนที่แสดงออกว่าไม่มีอะไรจริงๆอาจจะแค่เก็บซ่อนความรู้สึกเก่งกว่าคนอื่นก็ได้ เราไม่มีทางรู้ใจใครได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ขนาดใจตัวเองเรายังรู้ไม่หมดเลย”
นักเขียนยิ้มเศร้า
“แล้วตอนนี้ตาเค้าอยู่ในระดับไหน หมายถึงมันแย่ลงไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ววะ?”
“ที่ไปตรวจครั้งล่าสุด เจ้ามอต้นบอกว่า ประสาทตาเจ้ามอปลายชำรุดไป 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืนมันก็แย่กว่านั้น ก็ระดับที่ให้ขับรถตอนกลางคืนไม่ได้นั่นล่ะ”
พัดลมเอามือปิดปากตัวเองเพื่อไม่ให้หลุดอุทานคำหยาบซ้ำออกมา
เพราะไม่คิดมาก่อนว่าตาสวยๆคู่นั้นแท้จริงแล้วอาการแย่ถึงขั้นวิกฤติขนาดนี้
“สภาพจิตใจเจ้ามอปลายเค้าโอเคมากแค่ไหนวะมึง” ถามเสียงเบา
นักเขียนมองขึ้นไปบนบ้านพักที่เจ้ามอปลายเดินไปเดินมาคุยโทรศัพท์กับใครซักคนอยู่
“เท่าที่เห็นแสดงออกเค้าก็โอเคในระดับนึงนะ แต่ก็อย่างที่บอกเจ้ามอปลายเค้าเป็นคนเข้มแข็ง เหมือนเค้าจะฝึกใช้สัณชาติญานเพื่อช่วยเหลือตัวเองมาได้ซักพักแล้ว ..แต่ลึกๆก็คงจะกลัวอยู่เหมือนกัน”
พัดลมมองเพื่อนอย่างเห็นใจ แต่คนที่รู้สึกเห็นใจมากที่สุดตอนนี้คือคนที่ยืนคุยโทรศัพท์กับใครซักคนอยู่บนบ้านพักที่ยังไม่ตามลงมาที่รถ
“กูเข้าใจแล้วล่ะ เหตุผลที่มึงบอกว่า เจ้ามอปลายไม่มีเจ้ามอต้นไม่ได้”
“.....”
“เพราะเจ้ามอต้นเป็นเหมือนดวงตาที่สองของเจ้ามอปลาย เหมือนลึกๆในใจเค้าก็หวังพึ่งดวงตาของเจ้าคนพี่อยู่นะ แต่ว่าคงไม่ใช่แบบอยากได้หรืออยากให้แบ่งมา แต่กูว่าเค้าคงอยากให้พี่ชายคอยมองสิ่งต่างๆแทนเค้าแล้วเล่าให้เค้าฟังในวันที่เค้ามองอะไรไม่เห็นแล้ว แบบนั้นมากกว่า”
นักเขียนมองมือตัวเองที่ประสานกันอยู่บนหน้าขา
“มึง..”
“เออ?..”
“.....”
“อะไรวะ?”
“.....”
“?”
นักเขียนบีบมือตัวเองแรงๆแล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เพื่อน
“เปล่า ไม่มีอะไรว่ะ” หันไปมองเจ้ามอปลายที่กำลังเดินมาที่รถพร้อมกับคุณแม่ที่ถือถุงกระดาษใส่อะไรซักอย่างตามมาส่ง “เจ้ามอปลายมาละ ไปกันเถอะ”
“ อ อื้ม..”
พัดลมสังเกตุอาการเพื่อนที่เหมือนมีอะไรอยากพูดแต่ก็ไม่พูดออกมาอย่างเป็นห่วง เพราะปกติถ้ากับเขานักเขียนจะพูดจะปรึกษาทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานหรือว่าเรื่องส่วนตัวแค่ไหน
ไม่รู้ว่าเพื่อนอยากจะพูดอะไร แต่เดาว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องดวงตาของเจ้ามอปลาย
“เดี๋ยวมึง”
“?” นักเขียนชะงักหันกลับมามองเพื่อนที่เอามือมาดึงแขนไว้
พัดลมมองหน้านักขียนนิยายในความดูแลอย่างค้นหาอะไรบางอย่างที่อาจจะซุกซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น
“อะไรของมึงวะ?”
“ที่กูเคยบอกมึง เรื่องวัตถุดิบที่ใช้แล้วทิ้งในนิยาย”
“ห๊ะ.. ?”
“กูแค่จะบอกมึงว่า ที่กูพูดไปตอนนั้น กูพูดในฐานะบรรณาธิการ ไม่ได้พูดในฐานะเพื่อนมึง”
“...”
“มึงไม่ได้คิดอะไรน่ากลัวๆอยู่ใช่มั๊ยไอ้นัก”

..ไม่ได้ถูกโลกของจินตนาการกลืนกินจิตวิณญานในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งไปใช่ไหม นักเขียน..

นักเขียนมองหน้าเพื่อนที่ท่าทางซีเรียสก่อนจะหัวเราะออกมา
“มึงจะให้กูคิดอะไรล่ะ กูเป็นนักเขียนนะเว้ย ไม่ได้เป็นฆาตกรโรคจิต เพ้อเจ้อละมึงอะ ทำงานเยอะก็หัดพักผ่อนสมองบ้างนะ” นักเขียนเอามือตบหน้าผากเพื่อนไปเต็มแรง “ถึงกูจะชอบจินตนาการ แต่กูก็ไม่ได้ให้โลกในจินตาการครอบงำกูขนาดนั้น กูก็เป็นคนธรรมดาเหมือนมึง กูแยกแยะสิ่งที่ทำได้จริง หรือทำได้แค่ในนิยายออกหรอกเว้ย”
นักเขียนดึงฝากระโปรงรถปิดลงแล้วเอามือกอดอกทั้งสองข้างมองหน้าเพื่อน
“แล้วก็นะ ต่อให้กูอยากทำแค่ไหน กูก็ทำไม่ได้หรอกว่ะ ถ้ากูไปฆ่าญาติพี่น้องเค้า เค้าคงเกลียดกู จนขนาดที่ว่าอาจจะควักตาคู่นั้นออกมาขว้างใส่หน้ากูแล้วไล่ให้กูไปตายเลยก็ได้”


“กีฬาขี่ม้านี่มีกี่ประเภทเหรอครับ? ผมไม่เคยศึกษากีฬาขี่ม้ามาก่อน เคยดูผ่านๆในทีวี รู้จักแต่ที่เค้าพาม้ากระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง แล้วก็ในหนังพวกหนังคาวบอย หรือไม่ก็หนังสมัยก่อนที่ใช้ม้าเป็นพาหนะเวลาสู้รบอะไรแบบนั้น”
นักเขียนเปิดหน้าจอไอแพดเตรียมเก็บข้อมูลหลังจากตั้งประโยคคำถามกับคนที่นั่งข้างๆ ส่วนพัดลมก็พยายามมองหาเจ้ามอต้นยอดดวงใจของตัวเองที่น่าจะอยู่บนหลังม้าตัวใดตัวหนึ่งที่กำลังเดินเหยาะๆโชว์ตัวอยู่ในสนามก่อนจะเริ่มทำการแข่งขัน
เจ้ามอปลายเอาหมวกตัวเองไปใส่ให้นักเขียนเพราะเห็นว่าแดดมันส่องมาเข้าหน้าจอไอแพดจนเจ้าตัวต้องเอามือป้องหน้าจอเอาไว้
..ไปไหนมาไหนก็ต้องหนีบเอาไอแพดไปด้วย สมกับที่เป็นนักเขียนนิยายจริงๆ
“นี่ ยิ้มอะไรล่ะ ผมถามก็ตอบสิ แล้วหมวกนี่คุณก็เอาคืนไปเลยนะ” นักเขียนบ่นๆแล้วถอดหมวกออกไปใส่คืนให้เจ้ามอปลายตามเดิม พร้อมกับเอานิ้วชี้หน้าดักทางคนที่ดื้อกว่าตัวเองเอาไว้
“ห้ามถอดออกมาอีกนะ ผมจับจูบตรงนี้จริงด้วยถ้าคุณดื้ออะ”
คนโดนดุยักคิ้วใส่
“คิดว่าผมกลัวเหรอ หืม..นักเขียน คิดว่าขู่ผมแล้วผมจะเขินอะไรแบบนี้เหรอ”
เจ้ามอปลายโน้มตัวเข้าไปใกล้ๆแล้วกระซิบข้างหูนักเขียนพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“..ถ้ากล้าพุ่งมาจูบ ผมจับคุณกดบนเก้าอี้นี้เลย ไม่เชื่อก็ลองดู”
นักเขียนกลอกตาไปมา
..ลืมไปว่า หน้าตาสวยๆนี่มันก็คือเหยื่อล่อปลาหน้าโง่อย่างเขาให้สะบัดครีบกระดี๊กระด๊าลอยมางับเอาเบ็ดตกปลาดีๆนี่เอง..
นิสัยจริงๆแทบไม่ต่างจากคนพี่เลยเว้ย
“ครับ. ครับ. ไม่ขู่แล้วครับ แต่ช่วยใส่มันไว้ด้วยหมวกน่ะ ไม่อยากมองพี่คุณเวลาขี่ม้านานอีกหน่อยเหรอไงครับ หัดถนอมตัวเองบ้าง โตแล้วทำไมต้องให้บ่น ดื้อแบบนี้เหรอจะไปหาพ่อแม่ผม ผมว่าแค่คุณเดินเข้าคุ้งพ่อผมก็เอาปืนยิงพรุนทั้งคุณทั้งพี่คุณแล้วล่ะ”
เจ้ามอปลายหัวเราะเอามือโยกหัวนักเขียนที่บ่นงึมงัมๆแรงๆก่อนจะหันไปมองหาเจ้าชายคนพี่ในสนามแล้วย้อนกลับไปตอบคำถามของนักเขียน
“กีฬาขี่ม้าน่ะ จริงๆมีทั้งหมด 7 ประเภท แต่การแข่งขันหลักๆจะมีอยู่ 3 ประเภท ในกีฬาโอลิมปิกก็จะจัดแข่งแค่ 3 ประเภท คือ ประเภท Dressage  ประเภท Show jumping แล้วก็ประเภท Eventing”
นักเขียนพยักหน้าฟังอย่างตั้งอกตั้งใจพร้อมกับจดๆข้อมูลลงไปในไอแพด ตาก็หันไปมองเหล่านักกีฬาที่เริ่มทยอยพาม้าออกมาโชว์ตัวอยู่กลางสนาม
“แบบ Dressage เรียกง่ายๆก็คือ การแข่งขันศิลปะการบังคับม้า เป็นการแข่งขันที่คล้ายๆกับการแสดงโชว์น่ะ”
นักเขียนเลิกคิ้ว “ให้นักกีฬาโชว์ความสามารถของม้าในการทำโน่นนั่นนี่ตามคำสั่ง อะไรแบบนั้นเหรอครับ?”
เจ้ามอปลายหันมาขยี้หัวนักเขียนอย่างนึกเอ็นดู “ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น การแข่งขันแบบ Dressage น่ะ ไม่ใช่ว่าจะแสดงได้ตามอัธยาศัยนะ เค้าจะมีแบบทดสอบที่ทางผู้จัดกำหนดไว้ ถ้าทำได้ครบทุกอย่างก็จะได้รับคะแนนไป มันจะมีเวลาที่เค้ากำหนดอยู่ด้วย พอครบเวลาที่กำหนดแล้วผู้เข้าแข่งขันกับม้าตัวไหนสามารถทำคะแนนได้รวมกันมากที่สุดก็จะถือว่าเป็นผู้ชนะไป ถึงจะบอกว่าเป็นการแข่งขันแบบการแสดงโชว์แต่มันก็อยู่ในข้อกำกับอีกทีน่ะ”
นักเขียนพยักหน้า มือจับปากกาสีขาวจดๆ ตาก็พยายามมองหาเจ้ามอต้นในสนามไปด้วย
เจ้ามอปลายเอามือจัดผมให้นักเขียนหลังจากที่ตัวเองขยี้จนชี้โด่ชี้เด่ไปคนละทิศละทางแล้วพูดต่อ
“ส่วนประเภทที่สอง เรียกว่า การแข่งแบบ Show jumping หรือที่คุณพูดเมื่อกี๊ว่าการแข่งแบบพาม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวางนั่นล่ะ นักแข่งในประเภทนี้ก็จะต้องพาม้าของตัวเองกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางต่างๆที่ทางผู้ออกแบบสนามจัดวางไว้ ความยากง่ายของเครื่องกีดขวางหรืออุปสรรคต่างๆก็จะสลับกันไป ผู้เข้าแข่งขันต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวเพื่อพาม้าของตัวเองผ่านไปให้ได้ การแข่งแบบนี้จะนับคะแนนเริ่มต้นจาก 0 ถ้าผู้เข้าแข่งขันสามารถบังคับม้ากระโดดผ่านเครื่องกีดขวางและอุปสรรคต่างๆไปได้โดยที่ไม่มีพลาดเลยคะแนนก็จะเป็น 0 เท่าเดิม แต่ถ้าเกิดว่าทำไม่ผ่าน คะแนนก็จะติดลบลงไปเรื่อยๆ”
เจ้ามอปลายเว้นจังหวะให้นักเขียนได้เก็บบันทึกข้อมูลได้ทันก่อนจะพูดต่อพอนักเขียนหันมาพยักหน้าให้
“กีฬาประเภทอื่นจะนับคะแนนเพิ่มขึ้นตามสิ่งที่ทำได้สำเร็จใช่มั๊ยล่ะ แต่กีฬาอันนี้น่ะถ้าทำได้ดีคะแนนก็คือ 0 เหมือนเดิม แต่ถ้าพลาดคะแนนจะค่อยๆติดลบลงไปเรื่อยๆ เพราะงั้นการแข่งประเภทนี้เลขกลมๆอย่างเลข 0 นี่ล่ะเป็นเลขที่สวยที่สุดสำหรับนักแข่ง”
นักเขียนพยักหน้าขึ้นลงหงึ่กๆ “แล้ว ประเภทที่สามล่ะครับ?”
เจ้ามอปลายหันไปคว้าขวดน้ำเล็กๆมาเปิดฝาออกดื่มก่อนจะตอบ
“ประเภทที่สามเป็นการแข่งแบบ Eventing ก็ คล้ายๆกับการขี่ม้ามาราธอน อะไรแบบนั้นล่ะ” เจ้ามอปลายพยายามใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายสำหรับคนที่ไม่ได้ศึกษากีฬาขี่ม้ามาก่อนอย่างนักเขียนและพัดลมที่หันมาฟังอย่างตั้งอกตั้งใจเหมือนกัน “การแข่งแบบนี้ถือเป็นการแข่งที่ท้าทายความสามารถของม้าและผู้เข้าแข่งขันมากที่สุดเลยคุณรู้รึเปล่า เพราะมันเป็นการแข่งแบบพาม้าวิ่งมาราธอน แบ่งออกเป็น 3 แบบทดสอบ แข่งกันสามวันสามคืนเลยนะกว่าจะตัดสินแพ้ชนะ แบบทดสอบในการแข่งประเภทนี้ก็จะมี ศิลปะการบังคับม้า การขี่ม้าข้ามภูมิประเทศ แล้วก็การพาม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ผู้เข้าแข่งขันก็จะต้องลงแข่งให้ครบทุกแบบ เก็บสะสมคะแนนไปเรื่อยๆ พอแข่งเสร็จก็เอาคะแนนทั้งหมดมารวมกัน คนที่ได้คะแนนรวมมากที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะไป”
เจ้ามอปลายพยายามใช้สายตามองฝ่าแสงแดดที่วันนี้ไม่จัดเท่าไหร่เพื่อหาพี่ชายกับม้าคู่ใจที่ถือว่าเป็นดาราเด่นของงานในวันนี้
การมองเห็นของเจ้าชายคนน้องถึงแม้จะค่อนข้างคลุมเครือ แต่ด้วยความที่พยายามใช้สัณชาติญานเพื่อทดแทนการมองเห็นที่ค่อยๆบกพร่องลงไปเรื่อยๆมาได้ซักพักแล้ว สิ่งที่ตาของเจ้ามอปลายมองเห็นเลยคล้ายกับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้มีม่านดำๆบางๆมาขวางอยู่ตลอดเวลา
และตอนนี้ ม่านนั้นมันเริ่มทอใยเป็นเส้นด้ายใหญ่ ที่หนา และทึบขึ้นเรื่อยๆ แม้ในระยะใกล้อย่างหน้าของนักเขียนหรือพัดลมที่นั่งถัดไปจะสามารถมองได้แบบกระดำกระด่าง แต่พอมองถัดออกไปซักสิบที่นั่งของคนดู สิ่งที่เจ้ามอปลายมองเห็นก็คล้ายกับมีผ้าสีดำผืนใหญ่กำลังปลิวไสวคลุมไปทั่วอัฒจันทร์ที่มีผู้ชมหลายร้อยพันชีวิตนั่งเรียงรายอยู่
“แล้วเจ้ามอต้นลงแข่งประเภทไหนเหรอครับ” พัดลมเป็นคนเอ่ยถาม
เจ้ามอปลายส่งขวดน้ำที่ตัวเองเปิดดื่มแล้วไปให้นักเขียนแล้วหันไปหยิบขวดใหม่ส่งให้พัดลมก่อนจะตอบ
“เจ้าพี่ลงแข่งประเภทที่สามครับ ประเภท Eventing เจ้าฟาโรห์ม้าของเจ้าพี่น่ะเป็นม้าอารมณ์ดี ชอบวิ่งระยะทางไกลๆ ชอบผู้คนแถมเค้ายังเป็นม้าที่หล่อมากๆด้วย ฮ็อตไม่แพ้เจ้าพี่เลยล่ะ นั่นไง เจ้าพี่กับฟาโรห์ออกมาแล้ว” เจ้ามอปลายลุกขึ้นโบกไม้โบกมือให้คนพี่อย่างตื่นเต้นดีใจไม่ต่างไปจากทุกครั้งที่มาดูพี่ชายลงสนามแข่งขัน
ที่รู้ว่าพี่กับม้าตัวโปรดลงสู่สนามแล้วก็เพราะว่าเสียงจากผู้ชมบนอัฒจันทร์ที่ดังกระหึ่มขึ้นมาในทันทีเหมือนอย่างทุกทีนี่ล่ะ
เจ้ามอต้นกับม้าคู่ใจก้าวออกมากลางสนามท่ามกลางเสียงต้อนรับจากคนดูอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะคนที่นั่งข้างๆนักเขียนที่พอเจ้ามอปลายบอกว่าเจ้ามอต้นก็มาก็แทบถลาลงไปจากที่นั่งคนดู
“เจ้ามอต้น! ....หล่อ หล่อมาก!! มึงดูสิไอ้นักมึงดู!! ไอ้นักกกกกก โคตรเท่เลยผัวกูวววววว!!!”
นักเขียนมองเพื่อนแล้วส่ายหน้าเอือมๆ

..ได้ข่าวว่าผัวกู..

แต่ก็ไม่ได้ถือสาเพื่อน เพราะเริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมพัดลมมันถึงเพ้อหาแต่เจ้ามอต้นตั้งแต่เขายังไม่มาที่นี่
เจ้ามอต้นเวลาอยู่บนหลังม้านั้นสง่ามาก ความที่เป็นคนรูปร่างดีอยู่แล้ว พอมาใส่ชุดที่ขับเน้นความสมส่วนของร่างกายแบบนี้ยิ่งทำให้เจ้าชายคนพี่ที่เป็นผู้ชายน่ากอดแห่งปีของนิตยสารระดับโลกยิ่งเซ็กซี่ดูดี จนผู้เข้าชมการแข่งขันพากันจะตายเพราะสเน่ห์ขององค์ชายผู้เป็นรัชทายาทลำดับที่สองที่ไม่ถนุถนอมใจคนมองเอาซะเลย
เจ้าชายคนพี่พาม้าหนุ่มคู่ใจเดินลงสู่สนามเพื่อทำการโชว์ตัวก่อนจะเริ่มทำการแข่งขันท่ามกลางเสียงต้อนรับจากคนดูรอบทิศทาง
ฟาโรห์ คือม้าหนุ่มสายเลือดฟรีเชียนอายุ 4 ปี เป็นม้าตัวใหญ่ที่หล่อแล้วก็เท่เอามากๆ ฟาโรห์เป็นม้าที่มีสีดำมันเงาทั้งตัว แผงคอตั้งแต่หน้าผากไล่ลงมาเป็นเส้นขนสีดำเส้นเล็กๆเงาสลวย  หางสีดำยาวลงมาจนแตะพื้น ข้อเท้ากำยำมีพู่สีดำห้อยระย้าลงมาอย่างสวยงามเวลาก้าวเท้าเดินเหยาะๆไปรอบสนามเหมือนจะสะกดทุกสายตาให้มองตามข้อเท้าสวยๆนั้นทุกฝีก้าว
 “เท่สุดๆเลย ขนาดมองจากตรงนี้ยังเห็นเลยว่าโดดเด่นออกมาจากม้าตัวอื่นๆ” นักเขียนเผลอสเก็ตซ์ภาพเจ้ามอต้นกับม้ารูปหล่อลงบนหน้าจอไอแพดอย่างลืมตัว เพราะถ้าให้เขียนบรรยายภาพที่เห็นอยู่ในตอนนี้คงบรรยายไม่หมดจริงๆ
เจ้าฟาโรห์เดินไหล่ตั้งหลังตรงโชว์ตัวไปรอบสนามตามคำสั่งของเจ้านายที่นั่งอยู่บนหลัง ฟาโรห์เป็นม้าสุขภาพดีที่กำลังโตเป็นหนุ่ม บั้นท้ายสีดำกลมแน่นด้วยกล้ามเนื้อล้วนๆ เส้นขนสีดำพลิ้วไปพลิ้วมาเวลาเจ้าตัวหันหน้าหันคอทำนองว่าโปรยสเน่ห์ตามเสียงเรียกของผู้ชมที่ส่งเสียงทักทายอยู่รอบสนาม
“ฟาโรห์เป็นม้าที่เจ้าพี่ไปขอซื้อมาจากเจ้าของเก่าน่ะ ตอนนั้นเค้าอยู่เนเธอร์แลนด์ พอดีเจ้าพี่ไปศึกษาพันธ์ไม้ป่าแล้วไปเจอเข้าก็เลยตกหลุมรักกัน เจ้าพี่ตัดใจจากความรักครั้งนั้นไม่ได้สุดท้ายก็เลยไปขอซื้อจากเจ้าของแล้วก็พากลับมา แล้วตั้งชื่อให้ว่าฟาโรห์” เจ้ามอปลายเล่าถึงการตกหลุมรักม้าตัวหนึ่งของเจ้าชายคนพี่ด้วยท่าทางมีความสุข
นักเขียนมองตามเจ้ามอต้นที่พาม้าคู่ใจเดินเหยาะๆไปรอบสนามเพื่อทักทายคนดูที่โบกไม้โบกมือต้อนรับม้ารูปหล่อกับคนที่นั่งอยู่บนหลังที่สง่าเหมือนภาพวาดในนิทานเวลาที่เจ้าชายขี่ม้าออกไปตามหาเจ้าหญิงของตัวเองที่หายสาปสูญ
“ทำไมพี่คุณถึงตั้งชื่อม้าตัวนั้นว่า ฟาโรห์ ล่ะ? มีความหมายอะไรเป็นพิเศษเหรอ” นักเขียนเอามือเท้าคางมองใบหน้าด้านข้างของเจ้ามอปลายที่ดูมีความสุขเสมอเวลาได้มองเจ้าชายคนพี่ทำโน่นทำนี่ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่สามารถมองเห็นชัดๆเพราะมันไกลก็ตาม
“อืม.. เห็นเจ้าพี่บอกว่า ตอนเจอกันในป่าความรู้สึกเหมือนเจอกษัตริย์อียิปต์สมัยโบราณเดินขึ้นมาจากหลุมฝังศพน่ะ เจ้าพี่แอบมองตั้งแต่ตอนที่ฟาโรห์เค้านอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วเจ้าพี่ไปเผลอทำเสียงดัง เค้าเลยตื่น แล้วก็ค่อยๆลุกขึ้นยืน”
พูดแล้วก็หัวเราะ เพราะตอนนั้นเจ้ามอปลายติดสอนเปียโนอยู่อีกที่หนึ่งเลยตามไปกับเจ้าคนพี่ด้วยไม่ได้ ซึ่งไม่บ่อยเท่าไหร่ที่เจ้ามอต้นเจ้ามอปลายจะไม่อยู่ด้วยกัน
“เจ้าพี่บอกว่าท่าทางของม้าตัวนี้ตอนลุกขึ้นมาแล้วมองหน้าเจ้าพี่มันดูข่มๆ วางอำนาจ เหมือนกับจะถามเจ้าพี่ว่า – เจ้ามาทำอะไรในถิ่นของเราน่ะ เจ้าผู้บุกรุก – อะไรประมาณนั้น แถมยังเดินดุ่มๆมาใส่เจ้าพี่ด้วย เท่สุดๆ เลยตั้งชื่อให้คุณเค้าว่า ฟาโรห์ ตามคำเรียกกษัตริย์แห่งอียิปสมัยโบราณไงล่ะ”
นักเขียนพยักหน้าแล้วรีบจดๆลงไอแพด ซึ่งนักเขียนบางคนถ้าต้องการข้อมูลนอกสถานที่แบบนี้อาจใช้วิธีพูดแล้วอัดเสียงเอาไว้แล้วค่อยกลับไปร่างออกมาใส่กระดาษ แต่นักเขียนชอบเขียนลงไปในไอแพดเลยมากกว่า มันมองเห็นตัวหนังสือของตัวเองแล้วรู้สึกว่าสบายใจดี
“อย่างกับพรหมลิขิตเลยนะครับ ผมว่าชาติที่แล้วเค้าอาจจะเคยเป็นม้าของเจ้ามอต้นหรือไม่ก็สหายร่วมรบในสงครามกันมาก่อนก็ได้นะ” พัดลมดูเหมือนจะตกบ่วงเจ้าชายคนพี่หนักขึ้นกว่าเดิม “แต่ว่า.. เจ้ามอต้นทรงพระเท่สุดๆ สง่างามที่สุดเลยดูสินักเขียน ..หุ่นดี.. จัดระเบียบร่างกายเวลาอยู่บนหลังม้าก็ดูดี จะมองข้างหน้าหรือข้างหลังก็สง่า เจ้าชายที่หลุดมาจากเทพนิยายชัดๆเลยที่รักของไอ้พัดลม เฮ้อ...... ถ้าเกิดว่าเจ้ามอต้นกำลังขี่ม้าออกตามหาเจ้าหญิงที่หายไป กูว่ากูคงไปหาชุดสวยๆมาใส่แล้ววิ่งลงไปในสนามบอกเค้าว่ากูนี่ล่ะคือเจ้าหญิงของเค้า ขอโทษนะนักเขียน อย่าปลุกกูเลย กูขอนอนต่อแปบนึง กูกำลังมีความสุข..”
นักเขียนมองท่าทางล่องลอยของเพื่อนแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า
ยอมรับว่าคนที่บังคับม้าให้เดินไปมาอยู่ในสนามด้วยท่าทางสบายๆนั้นสง่างามเหมือนเจ้าชายในเทพนิยายจริงๆ ยิ่งพอลองใส่จินตนาการเพิ่มเข้าไปว่าเจ้ามอต้นอยู่ในชุดอิศริยยศของเจ้าชายแล้วรอบๆตัวเป็นป่าหรือภูเขา..
“.......” ..คงจะเท่สุดๆ เหมือนเจ้าชายที่หลุดออกมาจากโลกของเทพนิยายอย่างที่พัดลมมันว่าจริงๆ
เจ้ามอต้นพาม้าคู่ใจเดินวนไปจนรอบสนามก่อนท้ายที่สุดจะวนมาหยุดฝั่งที่อยู่ตรงหน้าบล็อคที่นั่งของราชวงศ์ซึ่งเป็นที่นั่งสำหรับเจ้ามอปลายและผู้ติดตามซึ่งก็คือนักเขียนและพัดลมรวมถึงราชวงศ์คนอื่นๆอีกหลายพระองค์ที่มาร่วมชมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย
เจ้าชายคนพี่ทำความเคารพราชวงศ์และโบกมือทักเจ้ามอปลายคนน้อง ก่อนจะเอามือนั้นไปแตะบริเวณอกซ้ายของตัวเองแล้วก้มหัวลงเล็กน้อยเหมือนกับเวลาที่เจ้าชายมาขออนุญาติพาเจ้าหญิงออกไปเต้นรำ
“เท่... เท่สุดๆ นักเขียน กูไม่ไหว มึงจับกูหน่อยกูจะเป็นลม” คนที่ได้อนิสงค์ผลบุญจากจากรอยัลบล็อคแทบร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น “ชาตินี้นอนตายตาหลับแล้วกู..” พัดลมเอามือกุมหัวใจ
เจ้ามอปลายหันมาสะกิดนักเขียน “คุณ โบกมือให้เจ้าพี่หน่อยสิ”
นักเขียนเงอะงะขึ้นมาทันที รู้สึกประหม่าพอจะทำอะไรแบบนี้ เพราะโซนที่เจ้ามอปลายพาเขากับพัดลมมานั่งมันเป็นส่วนของราชวงศ์ โซนที่คนไม่ใช่พระญาติหรือผู้ที่ได้รับอนุญาติเป็นการเฉพาะไม่สามารถมานั่งตรงนี้ได้

“นักเขียน?”

มือที่กำลังจะโบกตอบเจ้ามอต้นตามที่เจ้ามอปลายบอกชะงักค้างอยู่กลางอากาศแล้วค่อยๆสั่นขึ้นมาพอหันหน้าไปตามเสียงเรียกแล้วเจอเจ้าของเสียงที่ไม่คิดว่าจะได้เจอกันที่นี่
“..พี่พี..” นักเขียนชาวาบไปทั้งตัว ใจที่กำลังเต้นแรงเพราะคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าหล่นวาบลงไปกองอยู่ปลายเท้าเพราะคนมาใหม่
พัดลมลุกพรวดขึ้นยืนทันที “ตามมาทำอะไรถึงที่นี่ เป็นบ้าไปแล้วเหรอ!”
พีรวิชญ์ทั้งงงเพราะไม่คิดว่าจะมาเจอนักเขียนที่สนามแข่งม้า ทั้งตกใจที่นักเขียนมานั่งอยู่ข้างๆพระญาติผู้น้องของตัวเอง
“คุณพี่?” เจ้ามอปลายมองคนนั้นคนนี้อย่างงงๆ เห็นคนมาใหม่ยืนทำหน้าอึ้งๆ ส่วนพัดลมก็ท่าทางโมโหอะไรซักอย่างแถมตวาดซะเสียงดังตอนลุกพรวดขึ้นยืน
ส่วนนักเขียนที่นั่งอยู่ข้างๆเขานั้นหน้าซีดเผือด
“เอ่อ.. รู้จักกัน เหรอครับ?..”
เจ้ามอปลายไม่ใช่คนซื่อ ท่าทางของญาติผู้พี่กับนักเขียนมันมีอะไรบางอย่างบอกถึงความสัมพัน์ที่ไม่สู้ดีระหว่างคนทั้งสองคนนี้ หรืออาจะสาม รวมพัดลมด้วย
นักเขียนสมองช็อต หน้าชา พูดอะไรไม่ออก
‘..คุณพี่?..’

‘เราเป็นญาติกันแต่คุณปู่ของเค้าลาออกไปเป็นคนธรรมดาแล้วก็ย้ายไปอยู่กับภรรยาที่ต่างประเทศน่ะ อ้อ.ไปอยู่สยามด้วยนะประเทศเดียวกับคุณเลยบางทีคุณอาจจะพอรู้จักก็ได้’

‘ที่จริง ผมกับเจ้าพี่ก็เพิ่งไปงานแต่งงานของคุณพี่มา’


ในหัวเหมือนมีเสียงอะไรซ่าๆวิ้งๆก่อนที่นักเขียนนิยายอีโรติกผู้ตกเป็นเหยื่อของโชคชะตาจะหันมามองหน้าของเจ้ามอปลายที่นั่งอยู่ข้างๆ

—เป็นญาติกัน—

“.....”
ปากกาสีขาวและไอแพดหลุดจากมือ ตามด้วยนักเขียนนิยายที่ทรุดฮวบลงไปกองอยู่กับพื้นอัฒจันทร์
“ไอ้นัก!!!”
“นักเขียน!!”
“คุณ.....!!

ผมเคยทำอะไร.. ผิดไว้นักหนาเหรอ.. โชคชะตาถึงเล่นตลกกับผมขนาดนี้



____________________________________
แท็กนิยายเรื่องนี้คือ #2Prince3P นะฮะ
นักเขียนก็ลอยไปลอยมาอยู่ในทวิตเตอร์ @meen_mania และเพจ Fb : Mania

ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นท์ตลอด 19 ตอนที่อัพมานะคะ มีข้อผิดพลาดจุดไหนก็ขอโทษนักอ่านไว้ด้วยนะคะ เราเพิ่งเคยอัพนิยายในเล้าก็จะงงๆอยู่พอสมควร แต่ได้คำแนะนำจากหลายๆคนดีมาก ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

 :bye2: เจอกันใหม่ฮะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 01:49:49 โดย MeanMania »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3410
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
รอตอนต่อไปแทบไม่ไหว ฮืออออ โชคชะตาทำไ มเล่นตลกงี้

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1903
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
เจอะกันแล้ววว
สามพี่น้องกับหนึ่งนักเขียน

ออฟไลน์ Yunatsu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3984
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +233/-5
 :ling1: :ling1: :ling1: :ling1: :ling1:
นักกกก
ใจเยนนะ
นี้ไงง ตัวช่วย
ฆ่ามันเลย เย้ๆๆ

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 20. แฟนเก่าเป็นวัตถุดิบที่ไม่ได้กำหนดเอาไว้



พัดลมนั่งอยู่ตรงขอบเตียงพยาบาลของสนามแข่งม้าที่นักเขียนถูกพาเข้ามาพักหลังจากฟุบหมดสติไปกลางอัฒจันทร์ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น
บรรณาธิการส่วนตัวที่พ่วงด้วยตำแหน่งเพื่อนสนิทเอื้อมมือไปลูบผมคนที่ยังไม่รู้สึกตัวเบาๆก่อนจะพูดกับเจ้ามอปลายที่ยืนกอดอกมองอยู่ข้างๆ
“เพราะผมแท้ๆ นักเขียนมันถึงต้องมาเวียนว่ายอยู่ในโชคชะตาแคบๆแบบนี้ “
เจ้ามอปลายที่ความคิดตีกันอยู่ในหัวหลายอย่างขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“หมายความว่ายังไงครับ?”   
พัดลมถอนหายใจมองเพื่อนที่สีหน้ายังไม่สู้ดีเท่าไหร่อย่างสงสาร
“ตอนที่นักเขียนมันดิ่งหนักๆจนเขียนหนังสือไม่ได้ มันบอกว่ามันอยากไปพักผ่อนต่างประเทศ ผมนึกขึ้นมาได้ว่าพี่กี๋ทำโรงแรมอยู่ที่นี่ แล้วอโยธยาก็ใช้ภาษาเดียวกับไทยผมเลยแนะนำให้นักเขียนมันมาที่อโยธยา”
เพื่อนรักของนักเขียนรู้สึกว่าเรื่องนี้ตัวเองเป็นคนพาเพื่อนให้มาเจอชะตากรรมหนักหนาสาหัสนี้เต็มๆ
“ผมเป็นคนแนะนำให้มันมาเก็บข้อมูลเจ้ากับเจ้ามอต้นไปเขียนนิยาย ตอนนั้นผมแค่รู้สึกว่าคาแรคเตอร์ที่ต่างกันของเจ้ากับเจ้ามอต้นน่าสนใจเลยอยากให้นักเขียนมันลองหาวัตถุดิบใหม่ๆจากคู่แฝดไปเป็นต้นแบบดู ..แต่ผมไม่รู้มาก่อนว่าเจ้าจะเป็นพระญาติกับแฟนเก่ามัน นักเขียนมันไม่เคยบอกผมเลยว่าแฟนมันมีเชื้อเจ้าที่ไหน ถ้ารู้ก่อนผมคงไม่แนะนำให้มันมาที่นี่ จนอะไรมันยุ่งเหยิงแบบนี้”
“นักเขียนไม่ได้รู้เรื่องนี้มาก่อนใช่มั๊ยครับ?” เจ้ามอปลายถามย้ำเพื่อให้แน่ใจ
พัดลมหันมามองหน้าเจ้ามอปลายตอบอย่างหนักแน่นจริงจัง
“มันไม่รู้จักเจ้าสองคนด้วยซ้ำไปครับ ตอนแรกที่ผมบอกมันแล้วเอารูปเจ้ากับเจ้ามอต้นให้ดูมันยังทำหน้าเหมือนคนจะตายไม่สนใจอะไรอยู่เลย มันจะไม่มาด้วยซ้ำ แต่จู่ๆมันก็เกิดสนใจเจ้าขึ้นมา คือ..เพื่อนผมมันเป็นรุกมาตลอดน่ะ สมัยเรียนมันก็คาสโนว่าตัวพ่อเลยล่ะ สเปคมันก็คือคนหน้าสวยๆ ตาสวยๆ ผิวขาว ปากนุ่มๆเวลายิ้มแล้วโลกหยุดหมุน อะไรประมาณนั้น แล้วเจ้าก็คงไปตรงสเปคมันเข้าพอดี”
เจ้ามอปลายฟังแล้วก็เอานิ้วเกาๆข้างจมูก พอจะรู้แล้วล่ะว่าทำไมนักเขียนทำท่าจะงั่มเขาตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้า
พัดลมรีบพูดต่อเพราะกลัวว่าเจ้ามอปลายจะรู้สึกไม่ดีกับตัวตนเก่าๆของเพื่อน
“แต่นักเขียนมันคบใครคบจริงนะครับ ตอนมันมีแฟนมันก็ไม่เคยยุ่งกับคนอื่นนะ มันหยุดเองด้วยแฟนมันไม่เคยต้องขอให้มันหยุดเลย เพื่อนผมมันให้เกียรติแฟนที่มันคบทุกคน แล้วเรื่องของเจ้ากับเจ้ามอต้นผมยืนยันได้ว่าเพื่อนผมมันไม่รู้ ถ้าเจ้าคิดว่านักมันมาที่นี่เพื่อนเอาคืนแฟนเก่ามันผมยืนยันได้ว่าไม่ใช่แน่ๆ นักมันไม่รู้จักเจ้ามันไม่ได้คิดจะมาที่นี่ด้วยตัวเองเลยด้วย ผมเป็นคนแนะนำให้มันมา ถ้าเจ้าจะโกรธก็โกรธผมดีกว่า ..ถึงผมเองก็ไม่ได้รู้มาก่อนเหมือนกันว่าเจ้ากับผู้ชายคนนั้นเป็นญาติกันแต่ผมก็ผิดที่เป็นคนแนะนำให้นักเขียนมาที่นี่”
เจ้าชายคนน้องถอนหายใจเบาๆก่อนจะยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มแบบที่เคย
“ค่อยเบาใจหน่อย”
รัชทายาทลำดับที่สามมองใบหน้าคนหลับที่เหมือนจะรู้สึกตัวแล้วแต่ยังไม่ลืมตาขึ้นมาให้เขากับเพื่อนรู้ว่ากำลังตื่น
“ผมขออยู่กับนักเขียนซักครู่ได้มั๊ยครับ คุณพัดลมรอที่คอกม้าก่อนก็ได้ ผมแจ้งเจ้าหน้าที่ไว้แล้วว่าคุณพัดลมเป็นผู้ติดตามของเจ้าพี่ ตอนนี้เจ้าพี่น่าจะอยู่กับฟาโรห์ เดี๋ยวผมตามไป”
พัดลมหันมามองหน้าเพื่อนสังเกตุได้ว่านักเขียนรู้สึกตัวแล้วเลยตบไหล่เพื่อนเบาๆก่อนจะลุกขึ้นยืนทำความเคารพเจ้ามอปลายแล้วเดินออกจากห้องพยาบาลไป
เจ้ามอปลายเดินมานั่งลงบนเตียงพยาบาลข้างๆนักเขียน คนที่นอนอยู่ค่อยๆลืมตาขึ้นมา
“ไปดูเจ้าพี่แข่งไหวมั๊ย? หรือว่าอยากกลับ” เจ้ามอปลายถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมกับเอามือมาลูบหัวนักเขียน
คนถูกถามพยายามค้นหาสิ่งที่อาจจะซุกซ่อนอยู่ในสายตาที่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมของเจ้าชายคนน้อง
“คุณเชื่อที่พัดลมพูดจริงๆเหรอเจ้ามอปลาย ผมอาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้นะว่าคุณเป็นญาติของแฟนเก่า และผมตั้งใจมาที่นี่เพื่อเอาคืนเขา”
เจ้ามอปลายทำหน้านิ่งทันทีที่นักเขียนพูดจบก่อนจะดึงมือออกไปแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับเปลี่ยนสีหน้าไปในทันที
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง คุณก็กลับไปได้แล้วล่ะ ตอนนี้คุณก็บรรลุวัตถุประสงค์แล้วใช่มั๊ยล่ะ?”
นักเขียนกำผ้าปูเตียงเอาไว้แน่น
เหมือนทุกครั้ง ที่ไม่กล้าจะรั้งใครเอาไว้ ถึงแม้ตัวเองจะไม่ได้ทำอะไรผิดเลยก็ตาม
เจ้ามอปลายมองนักเขียนที่น้ำตาไหลพรากลงมาแล้วพยายามจะเอามือเช็ดๆป้ายๆทั้งที่มือสั่นไปหมด
“ทั้งที่ไม่ใช่แบบนั้น ทำไมคุณไม่พยายามอธิบายล่ะ แล้วยังมาพูดให้ตัวเองดูแย่อีก คุณพัดลมก็อุตส่าห์ช่วยพูดให้ผมไม่เข้าใจคุณผิดแล้ว หรือคุณคิดว่าน้ำหนักคำพูดของเพื่อนคุณมันไม่มากพอที่ผมจะเชื่อว่าที่เขาพูดไม่ได้พูดเพื่อปกป้องคุณเฉยๆเหรอ”
นักเขียนก้มหน้า น้ำตาเจ้ากรรมร่วงลงใส่หลังมือไม่ยอมหยุด ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน
“จริงๆมันก็ไม่น่าเชื่อหรอกว่าอะไรๆมันจะบังเอิญได้ขนาดนี้ การที่อยู่ๆคุณจะเข้ามาใกล้ผมกับเจ้าพี่โดยที่ไม่รู้ว่าเราเป็นญาติกันกับแฟนเก่ามันก็เป็นเรื่องที่โลกกลมเกินไปหน่อย”
ใช่ นั่นล่ะเหตุผล ก็ถึงได้ไม่อาศัยคำอธิบายของเพื่อนเพื่อให้คนตรงหน้าเชื่อไง
“แต่มันก็ใช่ว่าความบังเอิญมันไม่มีอยู่จริงไม่ใช่เหรอคุณนักเขียน”
เจ้ามอปลายโน้มลงไปหา ใช้ปลายนิ้วไล้คราบน้ำตาออกจากแก้มนักเขียนพร้อมกับดันใบหน้าที่ก้มต่ำให้เงยขึ้น
“ถ้ามันแค่บังเอิญจริงๆ ก็พูดมาสิ ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็อธิบายสิ อย่าปล่อยตัวเองให้ไหลไปตามโชคชะตาแบบนี้ หัดไขว่คว้าอะไรมาไว้ในมือบ้าง คุณเป็นแบบนี้ผมที่อุตส่าห์รักคุณก็น้อยใจเป็นเหมือนกันนะ”
นักเขียนลืมตามองคนตรงหน้าอย่างตกใจ
“เมื่อกี๊คุณ.. ” ใจ เต้นแรงจนหนวกหู เพราะรู้ว่าไม่ได้ฟังผิด แต่อยากให้คนตรงหน้าพูดใหม่ อีกครั้ง ..และอีกครั้ง
เจ้ามอปลายโน้มใบหน้าลงต่ำ ใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามริมฝีปากล่างของนักเขียนก่อนจะก้มลงไปสัมผัสอย่างแผ่วเบา

“ผมบอกว่าผมรักคุณ รักจนหงุดหงิดไปหมดแล้วรู้ไหม”

นักเขียนเงยหน้าเพื่อจูบตอบเจ้ามอปลายทั้งน้ำตา มือที่สั่นยกขึ้นคว้าเจ้ามอปลายจนล้มลงมาบนเตียงพยาบาลก่อนจะกอดเอาไว้แน่นดิกแล้วเปิดริมฝีปากให้อีกคนรุกล้ำเข้ามามากกว่าเดิม
“ผมก็รักคุณ ผมอยากได้คุณ ..เจ้ามอปลาย..” อยากได้ อยากฉุดเอาไว้ ไม่อยากให้จางหายไปเหมือนคนอื่นๆที่ผ่านมา
เจ้าชายคนน้องยิ้มทั้งปากและตาก่อนจะช้อนมือเข้าหลังต้นคอแล้วรั้งนักเขียนขึ้นมาจากหมอนเพื่อตอกย้ำให้อีกคนรู้ว่าใจเขาไม่ได้สั่นไหวเพียงเพราะว่ามีใครในอดีตปรากฏตัวขึ้นมาหากว่านักเขียนยืนยันว่าเขาคือคนในปัจจุบันที่นักเขียนต้องการให้อยู่เคียงข้าง
..
.

เจ้าชายคนน้องทั้งหอม ..หวาน นุ่มละมุนตั้งแต่ริมฝีปากตลอดจนปลายนิ้ว

เพราะเป็นคนชอบบทรักที่ค่อนไปทางซาดิสม์ นักเขียนเลยไม่เคยรู้ว่าเวลาที่ถูกกอดและสัมผัสอย่างอ่อนหวานแบบนี้มันจะทำให้รู้สึกดีจนเบาไปหมดทั้งตัวเหมือนกำลังมีผีเสื้อนับล้านพาโบยบินไปรอบจักรวาล

เจ้ามอปลายหยิบผ้าที่ชุบน้ำอยู่ในอ่างข้างๆเตียงพยาบาลมาเช็ดทำความสะอาดให้นักเขียน
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ใช้ปากทำให้นักเขียนจนเสร็จแล้วปล่อยไป และไม่ใช่ครั้งแรกที่เช็ดตัวให้ แต่ต่างกันตรงที่ครั้งแรกนักเขียนหมดสติไปก่อนเลยไม่รู้ว่าเขากับคนพี่ทำความสะอาดให้ด้วยความอดทนที่สูงมากขนาดไหน
นักเขียนมองตามปลายนิ้วที่ติดตะขอกางเกงกลับเข้าที่ให้ด้วยหัวใจที่ร้อนผ่าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
แม้แต่ตัวเองยังไม่เคยดูแลใครหลังจากอะไรๆเสร็จขนาดนี้ อย่างมากก็แค่ห่มผ้าให้ หรือหยิบขวดน้ำมาส่งให้ดื่มเพราะจูบกันจนคอแห้งแค่นั้น แต่การเช็ดทำความสะอาดหรือแม้กระทั่งช่วยแต่งตัว ยอมรับว่าไม่เคย
และไม่เคยได้รับเหมือนกัน
“ไปดูเจ้าพี่แข่งต่อไหวนะ?”
“.....” นักเขียนที่ยังหน้าซับสีแดงระเรื่อเม้มปาก
เจ้ามอปลายดึงนักเขียนมาซุกที่อกตัวเองแล้วลูบมือกับกลุ่มผมเพื่อปลอบอีกคนที่คงขวัญเสียอย่างนักเพราะการปรากฏตัวของญาติผู้พี่ของเขา
“ไม่ต้องกลัวไปหรอก ผมจะไม่ให้คุณพี่เข้าใกล้คุณ”
เจ้าชายคนน้องเสียงเข้มขึ้น
“ที่นี่อโยธยา ผมมีอำนาจมากพอ ต่อให้เป็นคุณพี่ ผมก็สั่งคนมาลากออกไปได้ถ้าคุณพี่คิดจะทำอะไรคนของผม”


“ไม่คิดว่านักจะเอาคืนกระหม่อมด้วยวิธีนี้”
พีรวิชญ์ยืนคุยกับเจ้ามอต้นอยู่ข้างคอกม้า
ตกใจที่เห็นนักเขียนนั่งอยู่กับพระญาติผู้น้องของตัวเองที่นี่แถมก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปส่งเสียงทักทั้งสองคนยังคุยกันแบบสนิทสนมเกินคำว่าเพื่อนธรรมดาอีก
“......”
เจ้าชายคนพี่ที่ตามไปดูอาการนักเขียนหลังจากรู้เรื่องว่าเกิดอะไรวุ่นวายบนอัฒจันทร์คลึงก้อนน้ำตาลในมือไปมา
 “คุณพี่คิดว่าเขารู้เหรอครับว่าคุณพี่เป็นเชื้อพระวงศ์”
พีรวิชญ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบแบบมั่นใจ
“นักเขียนเป็นคนฉลาด กระหม่อมคิดว่าเขาอาจจะบังเอิญรู้ หรือไม่ก็รู้จากข้อมูลที่อาจจะมีอยู่ในอินเตอร์เน็ต”
“.....”
พีรวิชญ์ถอนหายใจอีกรอบ
“เค้าเป็นนักเขียนนิยาย การหาข้อมูลในโลกออนไลน์เป็นเรื่องปกติของนักเขียนอยู่แล้ว บางทีเค้าก็รู้ในเรื่องที่ไม่ควรจะรู้ บางครั้งข้อมูลที่เค้าหามาใช้เพื่อเขียนนิยายก็น่ากลัว”
เจ้ามอต้นมองญาติผู้พี่อย่างใช้ความคิด
ก็จริงอยู่ ที่ว่านักเขียนอาจจะรู้ว่าคนรักมีศักดิ์เป็นเชื้อพระวงศ์เพราะข้อมูลที่บังเอิญค้นเจอในอินเตอร์เน็ต
เพราะถ้าจำไม่ผิด หนังสือนิยายของนักเขียนที่เจ้าคนน้องเอามาอ่านก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับราชวงศ์ บางทีตอนค้นหาข้อมูลประกอบงานเขียนนักเขียนอาจจะเสิร์จไปเจออะไรเข้าก็ได้
“บางครั้ง กระหม่อมก็ไม่รู้ว่านักเขียนเค้าคิดอะไรอยู่ เค้าเอาแต่ยิ้ม ไม่เคยขอ ไม่เคยอ้อนอะไรกระหม่อมเลย ให้อะไรไปแค่ไหนก็เอาแค่นั้น”
“.....”
“แต่เพราะแบบนั้นกระหม่อมถึงสบายใจเวลาได้อยู่กับเขา นักเขียนเป็นเหมือนเซฟโซนของกระหม่อม เค้าไม่เคยเรียกร้องให้พาไปเจอใคร ไม่เคยเรียกร้องที่จะไปไหนมาไหนกับกระหม่อมเลย นอกจากกระหม่อมจะชวนไป สองปีที่คบกันมาเราเจอกันอาทิตย์ละสองสามครั้งเท่าที่กระหม่อมว่าง” พีรวิชญ์ยิ้มพอนึกถึงระยะทางที่ผ่านมาที่มีนักเขียนเดินอยู่ข้างๆในเวลาที่เขาต้องการเสมอ “นักเป็นคนน่ารักแล้วก็ใจกว้าง แต่หลังจากกระหม่อมแต่งงาน นักก็กลายเป็นคนไม่มีเหตุผล ไม่ฟังอะไร เอาแต่ใจแล้วก็ดื้อที่จะหนีไปท่าเดียว เค้ากลายเป็นอีกคนที่กระหม่อมควบคุมไม่ได้เลย”
เจ้ามอต้นฟังถึงประโยคหลังแล้วขมวดคิ้ว ตาคมหรี่ลงมองญาติผู้พี่อย่างไม่ชอบใจในคำพูดที่ว่า ‘ควบคุมไม่ได้’
“ประเทศของกระหม่อม ถึงจะเปิดกว้างเรื่องเพศสภาพ แต่ฐานะทางสังคมและการงานของกระหม่อมมันไม่ได้ง่ายต่อการเปิดเผยอะไรขนาดนั้น นักก็รู้ดีอยู่” พีรวิชญ์บีบมือตัวเองก่อนจะพูดต่อ “งานแต่งงานที่เกิดขึ้นก็เพื่อรักษาสถานะทางสังคมและธุรกิจของกระหม่อม รวมถึงใครอีกหลายคนที่เกี่ยวข้อง กระหม่อมคิดว่านักเขียนใจกว้างและพร้อมจะเข้าใจ แต่กลับไม่ใช่ เค้ากลับคิดอะไรเป็นแค่เด็ก แล้วใช้วิธีนี้เพื่อเอาคืน”
พีรวิชญ์มองเจ้ามอต้นที่ส่งก้อนน้ำตาลในมือให้ม้าคู่ใจหลังจากทำตามคำสั่งโดยที่เจ้านายไม่ได้อยู่บนหลังอย่างว่าง่าย
“กระหม่อมไม่เข้าใจว่านักเค้าคิดอะไร ทำไมดึงคนที่ไม่เกี่ยวเข้ามาในเรื่องของตัวเองแบบนี้ คืนที่กระหม่อมแต่งงานเค้าก็นอนกับเพื่อนเพื่อประชดกระหม่อม”
เจ้ามอต้นชะงักแต่ท่าทางไม่ได้แสดงออกให้ญาติผู้พี่สังเกตุเห็น
พีรวิชญ์พูดต่อ
“นักแค่กำลังสับสน เค้าแค่เสียใจที่กระหม่อมมีคนอื่นเข้ามาในชีวิต นักไม่เคยยอมใครนอกจากกระหม่อม” จนกระทั่ง... วันนั้นที่ความมั่นใจนี้มันถูกสั่นคลอน
วันที่ได้ยินเสียงใครซักคนลอดเข้ามาในสายโทรศัพท์

“ยิ่งดิ้น ก้นคุณมันยิ่งโดนผมนะ”

“ขาสวยอย่างที่คิดไว้เลย”


“.......” อะไรบางอย่างที่ได้ยินขาดๆหายๆในตอนนั้นมันค่อยๆเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นมาในหัวอีกครั้งเหมือนกำลังย้อนกลับไปคืนวันนั้นที่โทรหานักเขียนหลังจากขับรถตัดหน้าพัดลมจนได้มือถือมา

“ถ้าไม่อยากกลับไปเป็นผู้หญิงของคนๆนั้นก็อ้าขาออก”

เดี๋ยวก่อนนะ

“ว่าไงล่ะ? จะกลับไปเป็นผู้หญิงของคนๆนั้น หรือจะเป็นผู้หญิงของเรา”

เสียงที่ได้ยินขาดๆหายๆตอนนั้น
“เดี๋ยวนะ.. วันนั้นที่กระหม่อมโทรมา คนที่อยู่กับนักคือ..”
พระญาติผู้น้องที่มีศักดิ์สูงกว่าหันมามองคนถามด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนไปจากเดิม
“วันไหนบ้างล่ะครับ ถ้าเป็นวันที่นักเขียนมาถึงที่นี่คืนแรก คนที่อยู่กับเขาก็คือน้องกับน้องมอปลาย แต่ถ้าเป็นสองวันหลังจากนั้น ก็คงเป็นน้องมอปลาย และวันอื่นๆก็คงเป็นน้องมอปลายเช่นกัน เพราะตั้งแต่มาถึงที่นี่คนที่อยู่กับนักแทบทุกคืนก็คือน้องมอปลาย แต่ก็มีบ้างที่น้องอยู่ด้วย แต่แทบทุกคืนก็เป็นน้องมอปลายที่อยู่กับนักเขียน”
คำตอบเรียบนิ่งแต่ไม่มีท่าทีว่าล้อเล่นทำเอาพีรวิชญ์หน้าชา
พอเริ่มปะติดปะต่อได้ว่าวันนั้นชื่อที่ได้ยินนักเขียนเรียกขาดๆหายๆในโทรศัพท์ตอนที่นักเขียนกำลังร้องไห้อย่างหนักคือชื่อของใครใบหน้ามันก็เริ่มชา

‘ มอต้น  กับ มอปลาย’

“ไม่จริง..”
“จริงครับ”
พีรวิชญ์มือสั่น พระญาติผู้น้องแม้สีหน้าแววตาจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมแต่สัมผัสได้ว่าคนตรงหน้ากำลังก่อกำแพงขึ้นมาเพื่อกั้นเขาออกไปจากนักเขียน
“กระหม่อมจะพาเขากลับ!”
“น้องคงให้ทำแบบนั้นไม่ได้ครับ” เจ้ามอต้นปัดเศษน้ำตาลออกจากฝ่ามือ “คุณพี่กับเขาเคยเกี่ยวข้องกันก็จริง แต่ตอนนี้คุณพี่แต่งงานแล้ว จะทำอะไรคุณพี่ควรคิดให้ถี่ด้วย”
พีรวิชญ์ที่ตอนนี้ในใจร้อนเหมือนถูกไฟเผาหูดับไปเป็นที่เรียบร้อย หน้าทั้งหน้าชาไปหมดพอคนตรงหน้าไม่มีท่าทางว่าจะสั่นไหวกับการที่รู้ว่าเขาเป็นอะไรของนักเขียนแถมยังก่อกำแพงขึ้นมาขวางหน้าเขาอย่างชัดเจน
“คุณพี่จะพาเขากลับไปแล้วทำยังไงต่อ? คุณพี่จะไม่นึกถึงใจของคุณพี่สะใภ้ก่อนเหรอ เธอผิดอะไรล่ะถึงต้องมาเจ็บปวดกับเรื่องพวกนี้” เจ้ามอต้นทำสีหน้าเย็นชาพอหันมาเห็นว่าญาติผู้พี่เหมือนไม่ได้ยินที่เขากำลังพูดอยู่

“คุณพี่ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะครับที่จะมาขาดสติเพราะความรัก ถ้าเลือกแล้วคุณพี่ก็ต้องจัดการความรู้สึกของตัวเองด้วย”

พีรวิชญ์ไม่รับรู้แล้วว่าเจ้ามอต้นกำลังพูดอะไร ในใจมันทั้งหึงทั้งหวง ทั้งโกรธคนตรงหน้าและนักเขียน รวมไปถึงเจ้ามอปลายที่คว้านักเขียนขึ้นมาได้ก่อนที่เขาจะพุ่งไปถึงตัวนักเขียนทั้งที่ควรจะเป็นเขาที่ได้คว้านักเขียนขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนไม่ใช่ใครหน้าไหนทั้งนั้น
“นักเขียนเป็นของกระหม่อม! ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกระหม่อมก็จะพาเขากลับไปกับกระหม่อม!”
เจ้ามอต้นมองญาติผู้พี่ที่ขึ้นเสียงดังก่อนจะพูดด้วยสายตาเย็นชาแต่ทว่าน้ำเสียงเรียบนิ่งบ่งบอกถึงความมีอำนาจมากพอที่จะทำอะไรกับคนตรงหน้าก็ได้หากคิดจะทำอะไรเกินกำลังของตนที่นี่
“คุณพี่ไม่มีอำนาจมากพอที่จะทำอะไรแบบนั้นที่อโยธยานะครับ”
“แต่นักเป็นของกระหม่อม! เค้าเป็นสิทธิ์ของกระหม่อม! กระหม่อมสามารถพาเขากลั—“
“คุณพี่คิดว่าเขาจะเต็มใจกลับ?”
เหมือนถูกน้ำเย็นๆสาดมาใส่หน้าจนชาไปทั้งแถบ
เจ้ามอต้นหันมาเผชิญหน้าด้วยแววตาเรียบสนิทแต่บรรยากาศที่รายล้อมอยู่รอบตัวบอกให้พีรวิชญ์รับรู้ว่าใครกันแน่ที่เหนือกว่าในเวลานี้
“ถ้าเขาเต็มใจกลับ น้องก็ไม่มีสิทธิ์ขวาง แต่หมายถึงว่านักเขียนต้องกลับกับคุณพี่ด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่คุณพี่บังคับให้เขากลับไป”
พีรวิชญ์กลืนน้ำลาย
“เอาแบบนี้ไหมล่ะครับ เรามาเดิมพันกันด้วยระยะเวลาสามวันที่น้องแข่งม้า ถ้าคุณพี่สามารถทำให้นักเขียนพูดออกมาว่าอยากกลับไปด้วยตัวเขาเอง น้องจะถือว่านักเขียนแค่สับสนอย่างที่คุณพี่ยืนยัน และช่วยให้คุณพี่ได้เขากลับไป”
“แต่พระองค์ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะพะยะค่ะ”
“เกี่ยวครับ น้องเกี่ยวเต็มๆ เพราะนักเขียนพูดเองว่าเขายินดีจะเป็นผู้หญิงของน้องกับน้องมอปลาย”
พีรวิชญ์มองพระญาติผู้น้องผู้ที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียวอย่างไม่เชื่อหูและสายตาตัวเอง
“พระองค์..ก็รักนักเขียน.. อย่างนั้นเหรอพะยะค่ะ”
เจ้ามอต้นนิ่ง
“ทำไมพระองค์จะเล่นเกมส์นี้กับกระหม่อม ทำไมไม่ใช่พระองค์น้องที่นักเขียนอยู่ด้วยทุกคืนทุกวัน ทำไมเป็นพระองค์เอง”
รัชทายาทลำดับที่สองมองไปในคอกม้าที่เจ้าฟาโรห์กำลังสะบัดแข้งสะบัดขาอย่างคึกคักในอารมณ์เพราะเสียงจากการแข่งขันในสนามที่กำลังเริ่มต้นขึ้น
“ก็เพราะถ้าเป็นเรา นักเค้าไม่ได้อ่อนไหวง่ายเหมือนน้องมอปลายยังไงล่ะครับ”

“ถ้าเป็นน้องมอปลายคงรู้ผลตั้งแต่วันนี้แล้ว”

เพราะนักเขียนรักน้องมอปลาย
แต่กับน้อง นักเขียนยังไม่เคยพูดว่ารักออกมาซักคำ

มีแต่พร่ำว่าเกลียด ..ที่สุดเลย..

“ในสามวันที่ระยะเราเท่ากัน เรามาเดิมพันว่าเขาจะร้องไห้เพราะใครก่อน ระหว่างน้องกับคุณพี่ โอกาสนี้ดีที่สุดแล้วเพราะน้องก็ไม่มีเวลามาคลุกคลีกับเขามากไปกว่าคุณพี่เพราะน้องต้องลงแข่ง คุณพี่ซะอีกที่เวลาน้องอยู่ในสนามก็สามารถทำอะไรดีๆเพื่อให้เขากลับไปหวั่นไหวได้”
“แต่ว่ากระหม่อมไม่—“
“ในสามวันนี้ นักเขียนร้องไห้เพราะใคร คนนั้นชนะ แล้วถ้าน้องเป็นฝ่ายแพ้ เรื่องน้องมอปลายน้องจะจัดการให้เอง คุณพี่ไม่ต้องกังวล”
พีรวิชญ์นิ่งไปทันที

“ถ้าคุณพี่ยืนยันว่านักเขียนแค่สับสน และยังรักคุณพี่อยู่ ก็ตกลงตามนี้เพื่อพิสูจน์เรื่องนี้แบบลูกผู้ชายดีกว่านะครับ”



______________________

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 01:58:54 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1903
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
โอ้โห เจ้ามอต้น เล่นแรงจริงจังอะ
แหม๋ๆ อยากอ่านต่อใจจะขาด

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0

ออฟไลน์ Yunatsu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3984
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +233/-5
เจ้ามอต้นนน แมนมากกกกก
บ้าบอออออ
และใช้วิธีนี้ พิสูจน์นักเขียนด้วย
สู้นะนัก

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3410
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
เจ้ามอต้นสุดยอด แมนมากกกก

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
ถึงเป็นมอต้นก็รู้ผลตั้งแต่วันนี้จ้า 5555

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5276
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-25

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด