*[ 2Prince3P ]* 2เจ้าชายกับนักเขียนนิยายที่รัก(3P) อัพตอนอวสาน (24/4/62)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: *[ 2Prince3P ]* 2เจ้าชายกับนักเขียนนิยายที่รัก(3P) อัพตอนอวสาน (24/4/62)  (อ่าน 23538 ครั้ง)

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1903
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
โอ๊ยยย ใจบางไปหมดแล้วววว
ขอเจ้าพี่ด้วยสิ เค้าว่าต้องละมุมแน่ๆเลย

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5276
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-25

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 9. วัตถุดิบในการเขียนนิยาย หรือวัตถุดิบที่ใช้เพื่อลืมเขา


 
เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนหัวเตียงปลุกให้คนที่เพิ่งจะหลับตาลงได้ไม่กี่ชม.ต้องงัวเงียควานหาตัวต้นเหตุอย่างอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่
คนที่ดึงนักเขียนเข้าไปกอดเอาไว้จากด้านหลังทั้งคืนกระชับวงแขนเข้าพร้อมกับเอาหน้ามาซุกหลังต้นคอเหมือนจะตื่นตามไปด้วย
“ใครโทรมาแต่เช้าเลย”
นักเขียนครางอื้ออึงในคอ เจ้ามอปลายเล่นมางับใบหูเขา คนยิ่งความรู้สึกไวอยู่เว้ย
“คงเป็นไอ้พัด ไม่ก็พี่กี๋น่ะครับ อือม.. ทำให้คุณตื่นเหรอ ขอโทษนะ”
เจ้ามอปลายส่ายหน้าไปมาแล้วไล้ริมฝีปากจูบไปตามต้นคอเหมือนคนชอบคลอเคลียตอนตื่นนอน
“ไม่เป็นไร อาจจะเรื่องสำคัญก็ได้ คุณรับสายเถอะ”
เสียงตอนตื่นของเจ้ามอปลายทั้งแหบ ทั้งทุ้มต่ำ ยิ่งปนกับเสียงหายใจและจมูกที่ไซร้อยู่กับต้นคอแล้วมันทำให้นักเขียนนิยายผู้มีความกามในหัวไร้ขีดจำกัดอยากลุกขึ้นมาจับเจ้าชายคนน้องนี่ข่มขืนเอาซะให้รู้แล้วรู้รอดตอนงัวเงียๆอยู่นี่ล่ะ
“คุณกอดอยู่แบบนี้ผมจะเอามือถือได้ไงล่ะ” ถึงรูปร่างจะพอๆกัน แต่พอถูกกอดจากข้างหลังแถมยังมาพูดเสียงแหบๆต่ำๆอยู่ข้างหูแบบนี้ ต่อให้เป็นรุกมาตลอดยังไงก็แพ้
เจ้ามอปลายผละมือออกไปควานบนหัวเตียงแล้วหยิบมือถือมาใส่มือให้นักเขียนก่อนจะรั้งกลับเข้าไปกอดซุกหน้ากับไหล่ที่บางกว่าเล็กน้อยแบบเดิมต่อแล้วพูดงึมงัม
“อยากกอดเอาไว้แบบนี้ ไม่อยากปล่อยแล้ว”
“......”
อยากบอกเหลือเกินว่าอย่าอ้อนด้วยเสียงแบบนั้น คนมันกำลังอยู่ในช่วงบอบช้ำ ใจมันจะถลำลึกจนกลับขึ้นมาเผชิญความจริงในวันข้างหน้าไม่ไหวเอา
เสียงเรียกเข้ายังดังต่อเนื่องซ้ำๆ พอหันหน้าจอมาดูชื่อคนโทรเข้าก็ปรากฏว่าเป็นเบอร์ที่ไม่ได้เมมเอาไว้ และมันอาจจะไม่ใช่คนที่ควรคุยด้วยในเวลาแบบนี้
“ไม่รับล่ะ” เจ้ามอปลายผงกหัวขึ้นมา พอเห็นหน้าจอเป็นเบอร์ต่างประเทศแถมไม่ได้เมมชื่อเอาไว้ก็เดาได้จากท่าทางของคนในวงแขน “หรือว่า แฟนคุณ?”
นักเขียนสะท้อนใจกับคำที่เคยใช้ร่วมกับคนในสาย
“..แค่เคยเป็นครับ”
เจ้ามอปลายกระชับวงแขนเข้า “อยากรับไหม? ถ้าไม่อยากรับก็ปิดเสียงทิ้งไป แต่ผมว่ายังไงเค้าก็ต้องโทรกลับมาอีกอยู่ดี”
นักเขียนลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจกดรับ
“นัก ..”
“ โทรมาทำไมครับ” พยายามอย่างที่สุดที่จะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเฉยชา
เพราะว่าใจมันยังสั่นทุกครั้งแค่ได้ยินเสียงคนที่เคยใช้คำว่ารักร่วมกันมาขนาดนี้
“พี่คิดถึง” พีรวิชญ์ยืนพิงรถในสภาพที่เมาพอสมควร “นัก.. กลับมาได้มั๊ย  ให้โอกาสพี่แก้ไขมันได้มั๊ย”
นักเขียนมือสั่น ความรู้สึกในตอนนี้ก็สั่นไม่ต่างกันกับมือที่กำโทรศัพท์อยู่
“ มันไม่มีอะไรให้แก้ไขแล้วพี่ พี่เดินไปไกลจนพี่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว พี่ไม่รู้ตัวเลยเหรอ” ท้ายประโยคถูกกลืนหาย
“แล้วนักจะให้พี่ทำยังไง พี่ต้องทำยังไงนักถึงจะกลับมาหาพี่ ..ต้องทำยังไงนักเขียน" พีรวิชญ์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ว่างเปล่าด้วยความเหนื่อยล้า "มันมีทางเลือกที่ดีกว่านี้มั๊ย ทางที่นักจะไม่หนีพี่ไปแบบที่นักกำลังทำอยู่ตอนนี้”
"....." นักเขียนพยายามกัดริมฝีปากเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นที่กำลังทับถมหัวใจมันหลุดออกมา
"พี่เลิกรักนักไม่ได้ พี่พยายามแล้ว พยายามจะคิดถึงหน้าลูกที่กำลังจะเกิดมา พยายามคิดถึงอนาคต”
นักเขียนก็กำลังพยายาม พยายามที่จะห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา
“แต่พี่มองไม่เห็นอนาคตที่ไม่มีเราอยู่ด้วยกันเลยนัก” พีรวิชญ์ปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมา ผู้ชายแบบเขาร้องไห้ง่ายๆพอเป็นเรื่องของผู้ชายตัวเล็กๆที่เคยกอดเอาไว้ด้วยสองมือนี้ “ตอนนี้พี่ไม่มีแรงจะทำอะไรแล้ว พี่อยากเจอนัก อยากกอดนัก พี่คิดถึงเราจนทนไม่ไหวแล้วนักเขียน”
เจ้ามอปลายที่ได้ยินบทสนทนาแผ่วๆแต่ชัดเจนค่อยๆลูบฝ่ามือขึ้นมาตามหน้าท้องของนักเขียน ปลายจมูกโด่งสวยไล้ลมหายใจใส่ลงไปหลังต้นคอแล้วทาบริมฝีปากจูบซ้ำลงไปตรงที่รู้แล้วว่าเป็นจุดไวสัมผัส
“ผมกลับไปไม่ได้ เราทั้งสองคนกลับไปไม่ได้แล้วพี่ ..เราลืมกันเถอะนะ.. ผมขอร้องล่ะ พี่อย่าโทรหาผมอีก อย่าไล่ตามผมมาอีก สงสารผมเถอะ แค่นี้ผมก็จะตายอยู่แล้ว ฮึก..” นักเขียนหลุดสะอื้นออกมา ร่างกายกำลังถูกเจ้าชายคนน้องปลุกเร้าจนเริ่มอ่อนไหวอีกครั้ง
พีรวิชญ์กำมือแน่น ความเหว่ว้าแล่นเข้าเกาะกุมหัวใจแบบอธิบายไม่ถูก “ไม่ นัก พี่จะไม่ลืม ไม่มีทางลืม นักก็ห้ามลืมพี่ จะด่าจะว่าพี่เลวพี่เห็นแก่ตัวยังไงก็ได้ แต่อย่าบอกว่านักจะลืมพี่ได้มั๊ย ..ได้มั๊ยนักเขียน อย่าลืมกันเลย พี่ขอร้อง พี่อยู่โดยไม่มีนักในชีวิตพี่ไม่ได้”
เจ้ามอปลายใช้นิ้วชี้บี้หัวนมของนักเขียนที่ตั้งชันขึ้นมาเพราะถูกปลุกเร้า มืออีกข้างไล้ลงไปตามสะโพกแล้วยกขานักเขียนขึ้นเพื่อดันบางสิ่งบางอย่างที่แข็งขืนแล้วสอดเข้ามาในท่าที่นักเขียนนอนตะแคงพร้อมกับจูบลงที่หัวไหล่เพื่อปลอบโยนคนที่น้ำตาเริ่มไหลออกมา
“ฮึก.. เราปล่อยกันเถอะ ผมรับมันไม่ไหว ผมรับความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ ผมไม่สามารถกลับ ไป— อื๊อ .. ปลาย ..เจ็บ..  ผมเจ็บไปหมดแล้ว..” นักเขียนตัวสั่นพั่บจนต้องกำผ้าปูที่นอนเอาไว้แน่น
ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 4 ชม. เจ้ามอปลายก็ใส่เข้ามาถึง 4 รอบ แต่ละรอบก็ไม่ได้ถนอมเท่าไหร่นัก ทำให้ช่องทางของนักเขียนระบมไม่น้อย
เจ้ามอปลายลุกขึ้นทั้งที่สอดคาอยู่แล้วจับนักเขียนคว่ำหน้าลงกับผ้าปูที่นอนก่อนจะเอามือดึงสะโพกที่เต็มไปด้วยรอยบีบเฟ้นให้โก้งโค้งขึ้นมาหา
"ฮึก.."
นักเขียนยอมคุกเข่า อ้าขา ซุกหน้าเกลือกลงไปกับผ้าปูอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ เพราะขัดขืนไปก็ไม่รอดอยู่ดี
และตอนนี้เจ้ามอปลายเท่านั้นที่จะฉุดกระชากเขาไม่ให้กลับเข้าไปในวังวนของความรู้สึกเดิมๆดีๆที่เคยมีกับคนในสาย
“นัก ..อยู่กับใคร” พีรวิชญ์กลืนน้ำลาย ในใจมันเจ็บเหมือนโดนเท้าเป็นสิบๆรุมกระทืบลงมาไม่ยั้ง เสียงเครือครางที่ได้ยินแทรกมากับเสียงขยับตัวบนผ้าปูที่นอนของคนสองคนมันบอกชัดว่าตอนนี้นักเขียนไม่ได้อยู่คนเดียว
เจ้ามอปลายล็อคเอวนักเขียนเอาไว้ โน้มตัวลงไปจูบข้างใบหูที่ยังมีมือถือแนบอยู่ก่อนจะกระซิบเสียงต่ำ
“ขยับเองได้มั๊ย”
นักเขียนสติแตกพร่า หน้าร้อนฉ่าจนชาไปทั้งใบหู น้ำตายังไหลลงมาไม่หยุดเพราะรู้ว่ามีคนยังคาอยู่ในสาย
ลึกๆในใจ ไม่ได้อยากทำร้ายคุณเลย
“ฮึก .. ผมเจ็บ เจ็บไปหมดแล้ว”
เจ้ามอปลายเลียริมฝีปาก เพราะทั้งๆที่พูดออกมาแบบนั้น แต่นักเขียนก็ขยับสะโพกบดเบียดเข้าหาช้าๆ พอจะดูออกว่านักเขียนแทบไม่มีแรงแต่ก็ยังพยายามที่จะทำตามคำขอของเขาเพราะตัวเองก็มีอารมณ์ขึ้นมาแล้วเหมือนกัน
“นัก..” พีรวิชญ์หลับตา กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “นักจะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ นักจะใช้วิธีนี้พี่ก็ไม่ปล่อยนักไปหรอกนะ”
นักเขียนซุกหน้ากับผ้าปูเพื่อซับหน้าตาที่ไหลลงมา เจ้ามอปลายเริ่มขยับตัวช้าๆแต่เน้นหนักและแทงเข้ามาลึกจนนักเขียนขาสั่น
“ ..พี่ ช่วยปล่อยผมไปซะที ปล่อยผมไปเถอะนะ ผม ..ไม่อยากกอดพี่อีกแล้ว ผมอยากกอดเขา.. อึ่กก ..ปลาย  ปลาย.. อืออ ไม่ไหวแล้วปลาย แรงกว่านี้—”
“......” พีรวิชญ์ปล่อยโทรศัพท์ให้ร่วงลงกระแทกกระโปรงรถก่อนจะซบหน้าลงกับฝ่ามือของตัวเองพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมามากมาย
นักเขียนตั้งใจจะไปจากเข้าแล้วจริงๆ
ทุกสิ่งที่ทำนั้น ไม่ได้เรียกร้องความสนใจจากเขา แต่ทำเพื่อลบเขาออกไปจากความรู้สึกเพื่อปกป้องตัวเองไม่ให้พังทลายลงไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่เขาเป็นคนเหยียบย่ำมันด้วยตัวเอง
นักเขียนเข้มแข็งกว่าที่เขาคิด และเขาพลาดเองที่คิดว่านักเขียนจะอ่อนแอกว่านี้จนไม่สามารถที่จะหนีเขาไปไหนได้ไกล
“..ทำไมกูโง่แบบนี้ ..ทำไม ทำไม!!!”

_____________

เจ้ามอปลายบังคับพวงมาลัยด้วยมือข้างเดียว อีกมือยื่นไปยีหัวคนที่ปิดปากหาวหวอดๆอยู่ข้างๆ
“ง่วงเหรอ”
นักเขียนทำหน้ายุ่ง เหลือบตามามองค้อนก่อนจะล้มตัวลงมานอนตักคนขับเหมือนแมวตัวใหญ่ที่อ้อนเจ้าของระหว่างเดินทาง
“เพราะใครล่ะ! หน้าตาไม่ได้บอกนิสัยเลยว่าจะหื่นขนาดนี้ ให้ตายเถอะ” บ่นงึมงัมๆอยู่กับต้นขาเจ้ามอปลาย
คนถูกว่าหัวเราะพร้อมกับเอื้อมมือไปปรับแอร์ให้ล็อคไปทางอื่นไม่ให้พุ่งใส่หน้าคนที่ทิ้งตัวลงมานอนบนขาเขาทั้งที่เขากำลังขับรถอยู่
“ทำเป็นมาบ่น ขนาดแรงไม่มียังส่ายสะโพกเองซะขนาดนั้น หื่นพอกันกับผมนั่นล่ะคุณน่ะ”
“.....” นักเขียนหน้าแดง ไม่อยากเถียงต่อ
เจ้ามอปลายเหลือบมองคนที่หลับตาพริ้มอยู่บนต้นขา จังหวะที่รถติดไฟแดงเลยโน้มตัวมาหยิบผ้าเช็ดตัวของคนพี่ที่ชอบเอาติดรถไว้ตลอดเวลามาปิดตาให้
“หลับไปเลยก็ได้ รถติดแบบนี้อีกเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงวัง ถึงแล้วเดี๋ยวผมปลุก”
นักเขียนพยักหน้ารับหงึ่กๆอย่างว่าง่ายก่อนจะซุกหน้าลงไปกับตักเจ้ามอปลายโดยมีผ้าขนหนูที่หอมกลิ่นเจ้ามอต้นช่วยบังแสงแดดที่ส่องเข้ามาในรถจนผลอยหลับไปในไม่กี่นาทีต่อมา
เจ้ามอปลายมองคนที่หลับไปแล้วแต่ยังกอบกุมมือซ้ายของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อยก่อนจะส่ายหน้าไปมา
ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้แค่ไหนหรอกนะ ถ้าอยากได้วัตถุดิบที่มากกว่าการเอาไปเขียนนิยาย ก็ยินดีให้ใช้เท่าที่คุณอยากใช้
..เพราะในเวลาอันใกล้ ผมอาจจะไม่สามารถมองเห็นคุณที่พยายามจะเข้มแข็งด้วยการมาอ้อนผมผ่านสีหน้าและสายตาแบบนี้ได้อีก
..นักเขียน..
“.......” ปลายนิ้วที่ขาวจนใสเกลี่ยไปตามหลังมือคนหลับพร้อมกับบังคับพวงมาลัยรถเพื่อเลี้ยวเข้าช่องจ่ายเงินของมอเตอร์เวย์
ถึงจะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่เขากับพี่ชายก็มักจะไปไหนมาไหนแบบคนปกติ ไม่ชอบให้มีขบวนรถหรือคนติดตาม จ่ายค่าธรรมเนียมทุกอย่างเหมือนประชาชน ใช้ชีวิตเรียบง่ายคลุกคลีไปกับฝุ่นผงบ้าง ชนชั้นสูงบ้าง ซึมซับทุกอย่างเพื่อเข้าถึงและเข้าใจให้มากที่สุด เพราะนั่นคือสิ่งที่รัชทายาทลำดับที่สองและสามอย่างเขากับพี่ชายพอจะทำได้เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ในการบริหารบ้านเมืองของพี่ชายคนโตต่างพระมารดาที่เป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่งของราชวงศ์
คนรับเงินก่อนขึ้นทางด่วนพอเห็นว่าเป็นรัชทายาทลำดับที่สามก็ได้แต่กรี๊ดอยู่ในใจ เจ้าชายคนน้องเวลาอยู่ในเชิ้ตสบายๆสีอ่อน หวานละมุนไปหมดจนแค่ได้มองก็เหมือนไปยืนอยู่กลางดงดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนไปทั่วทั้งสวน
พอเห็นคนรับเงินทำท่าจะกรี๊ดใส่ เจ้ามอปลายเลยยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากแล้วเบี่ยงตัวให้สาวเจ้าเห็นว่ามีคนกำลังนอนหลับอยู่บนตัก
เจ้าชายลำดับที่สามผ่านขึ้นมอเตอร์เวย์ไปแล้ว สาวเจ้ารีบโทรศัพท์หาเพื่อนที่อยู่ช่องจ่ายเงินใกล้ๆกัน
“แกกกกกกกกกก! เมื่อกี๊ฉันเจอเจ้ามอปลาย มากับคนพี่ด้วยล่ะ แถมเจ้ามอต้นนอนหลับอยู่บนตักเจ้ามอปลายด้วย โอ๊ยยยยยย! ไม่รู้จะเป็นคู่พี่น้องที่ตัวติดกันไปไหน”
“จริงเหรอแก! เจ้ามอต้นนอนตักน้องชายเหรอ อร๊ายยย! ฉันอยากเห็น ต้องละมุนมากแน่ๆเวลาเจ้ามอต้นอ้อนน้อง ฮื่อออ”
“ละมุนมากกกกกก! ละมุนสุดเลยแก เจ้ามอปลายนี่เหมือนหลุดออกมาจากความฝันเลย คนอะไร อย่างกับโตมาในกลีบดอกไม้ ผิวข๊าวขาว ปากก็ดูนุ่มนิ่มน่าจูบ รอยยิ้มก็หวาน ตาสีอ่อนๆ เวลามองมาทีฉันแทบละลายอะแก ฮือออ วันนี้ฉันไม่กินข้าวเที่ยงแล้วนะ ฉันอิ่ม”
“อิจฉา! ฉันก็อยากเจอเจ้ามอปลายยิ้มให้ใกล้ๆบ้าง วันหลังแกเปลี่ยนช่องกับฉันนะ!”
“ไม่มีทาง! ฉันจะรอเจ้าชายของฉันอยู่ที่ช่องนี้ทุกคืนทุกวัน ต่อให้ได้เจอแค่ปีละสองครั้งฉันก็จะรอ  ฮืออ”


เจ้ามอปลายเอารถเข้ามาจอดในเขตพระราชฐานส่วนตัวของเขากับพี่ชาย
นักเขียนเหมือนจะหลับสบายมาตลอดทางเพราะฝีมือขับรถของเจ้ามอปลายนั้นนุ่มนวลไม่ต่างจากบุคลิคภายนอก
จะมีก็แค่เรื่องบนเตียงแค่นั้นล่ะที่เจ้าชายคนน้องผู้มีใบหน้าสวยหวานจะเร่าร้อนรุนแรงขึ้นมา
“คุณ.. ถึงแล้ว ตื่นได้แล้ว”
นักเขียนงัวเงียๆขึ้นมา เจ้ามอปลายมองคนที่เอามือขยี้หน้าขยี้ตาเหมือนเด็กนอนไม่พออย่างเอ็นดูก่อนจะเอื้อมมือไปจัดๆผมที่ชี้ไปชี้มาให้เข้าที่
“นอนจนผมกระดกหมดแล้ว”
นักเขียนทำหน้ามุ่ย “ถึงแล้วเหรอ ทำไมเร็วจัง” มองออกไปนอกตัวรถก็เห็นเป็นเขตพระราชฐานแล้ว
“ผมใช้มอเตอร์เวย์น่ะ อ้อมหน่อย แต่รถไม่ติดเลยถึงเร็ว”
เจ้ามอปลายปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองเสร็จก็โน้มตัวมาปลดให้นักเขียนพร้อมกับพับผ้าขนหนูของเจ้าคนพี่กลับไปวางไว้เบาะหลัง
จังหวะที่เจ้ามอปลายโน้มตัวไปวางผ้าขนหนูไว้ที่เดิมแล้วจะหันกลับมา นักเขียนก็เอาหน้าไปใกล้เหมือนไม่ได้ตั้งใจ (แต่ก็ตั้งใจ)
“.......”
“......”
จูบจากริมฝีปากอ่อนนุ่มสีลูกพีชสุกเกิดขึ้นอีกครั้ง
ไม่นาน แต่ก็มากพอจะทำให้นักเขียนตื่นเต็มตา
เจ้ามอปลายกัดริมฝีปากมองหน้านักเขียนที่แดงเรื่อขึ้นมาเพราะจูบเมื่อกี๊
ถ้าที่นี่ไม่ใช่ที่ๆจะมีคนผ่านมาเห็นจนเป็นเรื่องนินทาสนุกปาก คงจับคนขี้อ่อยนี่กดในรถอีกรอบแน่ๆ
“เจ้าพี่รอแล้วล่ะ ขึ้นไปกันเถอะ”

นักเขียนกวาดสายตามองไปรอบๆห้องโถงใหญ่อย่างชอบใจแต่ก็ยังรักษาท่าทางสำรวมเอาไว้
“ที่นี่สวยจังเลย คุณกับเจ้ามอต้นชอบโทนขาวดำเหรอ?”
เจ้ามอปลายวางกุญแจรถแล้วหันไปขอกาแฟให้กับแขกและตัวเองกับพี่ชายก่อนจะหันมาตอบคำถามนักเขียน “ก็ส่วนนึง จริงๆขาวกับดำ มันเหมือนผมกับเจ้าพี่น่ะ เป็นสีที่ต่าง แต่ต้องอยู่ด้วยกันถึงจะสมบูรณ์ ก็เหมือนกับเราสองคน”
นักเขียนโน้มตัวไปมองกิ่งไม้แห้งๆกับดอกสแตติสเล็กๆที่ตกแต่งเอาไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือตรงมุมห้องโถง “ความต่างที่ว่า คือหน้าตา หรือนิสัยครับ?”
เจ้ามอปลายหันไปยิ้มให้พี่ชายที่เดินพับแขนเสื้อเข้ามาหลังจากได้ยินเสียงรถกลับมาถึงวังทั้งที่เจ้าตัวแสบนี่ควรจะกลับมาตั้งแต่เมื่อคืน
“นิสัย” เจ้ามอต้นตอบแทน
นักเขียนสะดุ้ง รีบหันกลับไปมอง
ไม่รู้ทำไมเวลาได้ยินเสียงเจ้ามอต้นเป็นต้องใจหายวาบเหมือนกำลังทำอะไรผิดแล้วถูกจับได้แบบนี้ทุกที
“อ่อ ถ้าเรื่องนั้นผมก็พอจะดูออก” พอเห็นหน้าตาชวนหาเรื่องตลอดเวลาของเจ้าคนพี่แล้วนักเขียนก็รู้สึกหมั่นใส้ขึ้นมา “เจ้ามอปลายใจดี อ่อนโยน แล้วก็สุภาพ ส่วนคุณกวนประสาท ขี้เก๊ก ดุเก่ง แถมยังชอบกัดเหมือนหมาด้ว—“ นักเขียนรีบเอามืออุดปาก
แต่แน่นอนว่าคนถูกว่าเข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่านักเขียนเปรียบเทียบเขากับอะไร
เจ้ามอต้นเส้นความอดทนตรงขมับแตกเปรี๊ยะทั้งที่หน้าตาหล่อๆนั้นยังนิ่งไม่เปลี่ยน สองมือยกขึ้นมาหักกร่อบๆเหมือนกำลังป่นกระดูกคอของนักเขียนที่กล้าเปรียบเทียบว่าเจ้าชายลำดับที่สองชอบกัดเหมือนหมา
“พูดอีกทีซิ”
นักเขียนหัวเราะเจื่อนๆ ค่อยๆเขยิบๆไปหาเจ้ามอปลายให้ช่วย
เจ้าชายคนน้องมองหน้านักเขียนสลับกับเจ้าชายคนพี่แล้วส่ายหน้าขำๆ
คนหนึ่งทำหน้าเหมือนเสือจะจับเหยื่อที่มายั่วโมโหขย้ำ ส่วนอีกคนก็ทำหน้าเหมือนลูกกวางตัวน้อยที่เล่นซนจนได้เรื่องแล้วหนีมาซุกหลังเขา
“ทำไมชอบทะเลาะกันจัง นักกับเจ้าพี่เนี่ย”
“ขี้เก๊ก กวนประสาท น่าโมโห!” นักเขียนว้ากๆแต่แอบอยู่หลังเจ้ามอปลาย
“ซื่อบื้อ วุ่นวาย ชอบอ่อยน้อ—“ คราวนี้เจ้ามอต้นเป็นฝ่ายปิดปากตัวเองแทบไม่ทันบ้าง ก่อนจะกระแอมไอกลบเกลื่อน
เจ้ามอปลายขำ ส่วนคนที่เอาเจ้ามอปลายเป็นที่กำบังได้ยินแบบนั้นก็นึกสนุก
‘อ๋อ.. ที่หาเรื่องฉันตลอดเวลานี่ ที่แท้ก็เป็นพวกติดน้องเหรอ ..ได้’
“ร้อนจัง ในห้องนี้ไม่มีแอร์เหรอ” นักเขียนเอามือปลดกระดุมเสื้อออกทีละเม็ดเหมือนอากาศร้อนมาก
“......” เจ้ามอปลายหรี่สายตามองตามร่องอกที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อ
แน่นอนว่ารอยจูบมากมายที่เขาทำเอาไว้น่ะ มันชัดเจนแทบทุกรอยเลยทีเดียว แถมนักเขียนยังแกล้งกระพือสาบเสื้อไปมาเหมือนร้อนหนักนาทั้งที่ห้องนี้ก็ติดเครื่องปรับอากาศและปรับอุณหภูมิเอาไว้ให้เย็นสบาย
คงคิดจะยั่วพี่เขาให้ปรี๊ดขึ้นมาเพราะรอยจูบที่เขาทำไว้เมื่อคืนล่ะสิ
“หึ..” ทะเลาะกันเก่ง
กวนประสาทพอกันทั้งคู่
“......” เจ้าชายคนพี่เอามือกอดอกมองคนที่กระพือสาบเสื้อไปมา
แน่นอนว่ารอยจูบมากมายที่เด่นหราอยู่บนร่างกายของนักเขียนไม่บอกก็รู้ว่าใครทำ เขาไม่ได้ไร้เดียงสาพอที่จะเดาไม่ออกว่าน้องชายไปอยู่ที่ไหนมาเมื่อคืน
“จะปลดทำไมขนาดนี้ ไมได้ร้อนขนาดนั้นซะหน่อย เลิกกวนเจ้าพี่ได้แล้วน่า” เจ้าชายคนน้องดึงนักเขียนมาติดกระดุมเสื้อกลับเข้าที่ให้ตามเดิมโดยที่นักเขียนก็ทำหน้างอแงใส่คนน้องแต่หางตาก็เหลือบมาหาคนพี่ที่ยืนกอดอกมองตาขวางอยู่ห่างๆ
“.....”
เจ้ามอต้นสาวเท้าเข้าไปหาน้องชายที่กำลังติดกระดุมเสื้อให้นักเขียนก่อนจะเอามือรั้งใบหน้าสวยหวานให้หันกลับมา
“เจ้าพี่?”
“เดี๋ยวตามพี่ไปที่ห้องแปบนึงนะ มีเรื่องจะคุยด้วย”
เจ้ามอต้นพูดจบก็ผละไป โดยทิ้งสายตาว่างเปล่าราวกับนักเขียนเป็นเพียงคนแปลกหน้าเอาไว้
แววตาบางอย่างวาบไหวขึ้นมาในดวงตาสวยๆของเจ้ามอปลายแต่ก็เพียงครู่เดียวจนนักเขียนไม่ทันได้เห็นมัน
กาแฟหอมกรุ่นสามแก้วถูกยกมาวางไว้หน้าโซฟา เจ้ามอปลายดึงมือนักเขียนให้มานั่งลงแล้วหยิบกาแฟถ้วยที่อยู่ซ้ายมือสุดมาใส่มือให้ก่อนจะใช้มือขยี้ผมนักเขียนเบาๆ
“ผมขอคุยกับเจ้าพี่ซักเดี๋ยวนะ คงเป็นเรื่องในวังน่ะ แค่ 10 นาที เดี๋ยวผมมา”
นักเขียนพยักหน้า
แต่สัณชาติญานบอกว่าถ้าอยากรู้ความลับของเจ้าชายสองพี่น้องล่ะก็ต้องไม่ใช่นั่งจิบกาแฟทำตัวโง่ๆอยู่ในห้องโถงใหญ่ๆนี่ เลยแอบย่องตามหลังเจ้ามอปลายไปโดยพยายามไม่ให้เจ้ามอปลายรู้ตัว
เจ้ามอปลายเดินหายเข้าไปในห้องโดยไม่ได้ปิดประตูให้สนิท เจ้าชายคนพี่ยืนกอดอกเอาสะโพกเกยอยู่กับโต๊ะที่เต็มไปด้วยหนังสือและแผนผังต่างๆ ซึ่งภายในห้องพอแอบมองผ่านรอยแยกของประตูที่ปิดไม่สนิทแล้วก็พอจะเดาได้ว่าเป็นห้องทำงานของรัชทายาท
“มานี่สิ”
นักเขียนรู้สึกว่าใจตัวเองกำลังสั่น บรรยากาศระหว่างสองพี่น้องเปลี่ยนไป สายตา ท่าทาง และน้ำเสียงของเจ้ามอต้น กับมือที่ยื่นออกมาหาเจ้ามอปลายมันทำให้หัวใจของนักเขียนเริ่มแกว่งไกว
..อ่อนโยน นุ่มนวล ถนุถนอมราวกับเจ้ามอปลายเป็นแก้วใส..
เจ้ามอปลายเดินเข้าไปหา พอสังเกตุชัดๆถึงเห็นว่าเจ้าชายคนน้องเหมือนกำลังจะร้องไห้ สีหน้านั้นเหมือนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง
“ไม่นะ ..ไม่ใช่ใช่มั๊ย..”
นักเขียนตื้อขึ้นมาในลำคอพอเห็นเจ้ามอต้นเชยคางสวยๆของคนน้องให้เงยขึ้น
 “ไม่ใช่แบบที่คิดใช่มั๊ย ..เจ้ามอต้น..เจ้ามอปลาย.." นักเขียนผะอืดผะอมขึ้นมา เพราะพล็อตนิยายแบบเรื่องตรงหน้าเป็นแนวที่เขาไม่สามารถเขียนได้ ไม่ว่าคนอ่านจะเคยขอให้เขาเขียนออกมาบ้างก็ตาม
เจ้าชายคนพี่ใช้สองมือประคองใบหน้ารัชทายาทคนน้องเอาไว้ นิ้วโป้งค่อยๆเกลี่ยไปตามเปลือกตาทั้งสองข้างก่อนจะดันเปลือกตาสวยๆนั้นขึ้นไปด้านบนเล็กน้อยเพื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจัดของรัชทายาทลำดับที่สามแห่งอโยธยา
“.....”
“ขับรถได้ช้ากว่าเดิมแล้วใช่มั๊ย”
นักเขียนตกใจ '..อะไรนะ?..’
เห็นเจ้ามอปลายค่อยๆพยักหน้าขึ้นลงแล้วเหมือนจะร้องไห้ออกมา

“มองไกล ไม่ได้แล้วใช่มั๊ย”

น้ำตาเม็ดใหญ่ไหลพรากลงใส่ฝ่ามือของเจ้าชายคนพี่พร้อมกับโผเข้าไปในอ้อมแขนกว้างใหญ่ที่ใช้ต่างมารดาผู้จากไปและบิดาผู้มีภาระหน้าที่มากมายจนแทบไม่ได้มาคอยให้ความอบอุ่นกับลูกที่เกิดจากพระชายาผู้มีร่างกายอ่อนแอ
ใบหน้าสวยหวานซบเข้ากับอกกว้างของคนพี่ที่โตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเป็นแค่วุ้นสองอันเล็กๆในท้องของพระมารดา
“..อะไรกัน..”
นักเขียนรู้สึกว่ามือกับใจของตัวเองมันสั่นยิ่งกว่าตอนที่เห็นการ์ดแต่งงานถูกวางเอาไว้ในห้อง และแน่นอนว่าสิ่งที่คิดเอาไว้ในวินาทีแรกมันกลับตาลปัตรจนเหมือนได้ยินเสียงวิ๊งลอยขึ้นมาในหัว
“..ปลาย...”
นักเขียนมองเจ้าชายคนน้องที่ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยอ้อมกอดของรัชทายาทลำดับที่สองราวกับจะปกป้องรัชทายาทคนน้องไม่ให้แตกสลายลงไปเพราะชะตากรรมที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังอยู่ในไข่ที่มีเพียงน้องชายผู้เดียวที่ต้องเผชิญ
นักเขียนถอยห่างออกจากบานประตูพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเป็นมาก่อนพอนึกถึงคำพูดของบรรณาธิการส่วนตัว
'ได้ยินมาว่าเจ้ามอปลายตาแพ้แสง สังเกตุมั๊ยล่ะว่าเจ้ามอปลายจะตาสีอ่อนกว่า สีตาเป็นสีเทาๆปนน้ำตาลแต่อ่อนมาก แปลกแต่ก็สวยจนละสายตาไม่ได้เลยล่ะ'
ไม่ใช่
"ปลาย..”
 ไม่ใช่แพ้แสง
แต่เจ้ามอปลายกำลังจะตาบอด

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-04-2019 23:44:05 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5276
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-25
แง้ ไม่เอาน้าาาาา

ออฟไลน์ papapoope

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
 :sad4: เจ้ามอปลายต้องไม่เป็นอะไรสิ ฮือ

ออฟไลน์ BABYBB

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
มาต่อด่วนๆจ้าาาาา อย่าทิ้งให้เค้าค้างงงงง :hao5:

ออฟไลน์ chaweewong19841

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-2
มาต่ออีกเร็วๆนะค่ะ

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 9. วัตถุดิบในการเขียนนิยายหรือวัตถุดิบที่ใช้เพื่อลืมเขา (ครึ่งหลัง 100% )


 
“เราสองคนเป็นลูกของพระชายาในสเด็จพ่อ สเด็จแม่ของเราเป็นชายาลำดับที่หนึ่ง จริงๆแล้วเราสองคนกับเจ้าพี่ไคท์ที่เป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่งเกิดวันเดียวกัน เวลาเดียวกัน แต่เพราะว่าพระมารดาของเจ้าพี่ไคท์เป็นพระมเหสี เจ้าพี่ไคท์จึงมีสิทธิ์ขึ้นเป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่งโดยชอบธรรม ส่วนเจ้าพี่มอต้นกับผม ก็เป็นรัชทายาทลำดับที่สอง และสาม ตามลำดับ”
นักเขียนลากปากกาไปบนหน้าจอไอแพดด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่นัก “แบบนี้ ก็แสดงว่าคุณกับเจ้ามอต้นก็มีสิทธิ์ครองบัลลังก์เหมือนกัน ถ้าหากว่ารัชทายาทลำดับที่หนึ่งสละราชสมบัติ ผมเข้าใจถูกมั๊ยครับ?”
เจ้ามอปลายพยักหน้า ปลายนิ้วที่ขาวจนเห็นเส้นเลือดเด่นชัดขึ้นมาไล้ไปตามดอกไม้แห้งช่อเล็กๆที่เอามาถือเล่นหลังจากกลับมารวมตัวกันที่โถงรับรองให้นักเขียนได้สัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง
“แต่จริงๆ ผมกับเจ้าพี่ก็ไม่ได้ถนัดงานบริหารบ้านเมืองเท่าไหร่หรอกครับ ผมชอบดนตรี ชอบศิลปะ ผมเคยฝันอยากเป็นอาจารย์สอนวาดรูปที่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยนะ แต่ก็.. โดนห้ามไว้น่ะ”
“....” นักเขียนแอบสังเกตุเห็นว่าเจ้ามอปลายมีรอยยิ้มหม่นลงเล็กน้อยแต่พอเจ้าคนพี่เลื่อนฝ่ามือไปวางบนหน้าขา เจ้าคนน้องก็กลับมามีรอยยิ้มหวานละมุนเช่นเดิม
ใจจริงก็อยากถามให้ลึกกว่านี้ ว่าเพราะอะไร ใครกันที่ห้าม แต่พอหันไปเจอสายตานิ่งๆของเจ้ามอต้นก็ได้แต่กลืนคำถามเหล่านั้นลงคอ
“แล้ว.. คุณล่ะครับ”
เจ้าชายคนพี่ที่นั่งไขว้ขาอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันกับน้องชายดึงมือกลับไปกอดอกไว้ตามเดิมพร้อมกับจ้องคนถามด้วยท่าทางนิ่งๆ
“ก็ไม่เชิงไม่ชอบงานบริหาร ถ้าจำเป็นจริงๆก็ขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ ไม่มีอะไรที่ยากเกินผมจะทำหรอก”
นักเขียนแอบค่อนขอดพ่อคนมีความมั่นใจในตัวเองสูงลิ่วที่นั่งเก๊กหล่ออยู่ข้างเจ้ามอปลายที่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มตลอดเวลา
“แล้วปกติชอบทำอะไรครับ”
“เลี้ยงช้าง” ตอบสั้นๆแล้วหันไปยกกาแฟขึ้นมาจิบ
นักเขียนกลอกตาไปมา ‘ไอ้ข้อนั้นก็รู้แล้วมั๊ยวะ ตอบมาแค่นี้มันทำให้รู้อะไรเพิ่มรึไง’
เจ้าชายคนน้องเห็นนักเขียนมองค้อนพี่ชายตัวเองก็ขำ
“เจ้าพี่ชอบอยู่กับป่า อยู่กับช้าง กับธรรมชาติ นี่. จะบอกให้นะ เห็นแบบนี้นะเจ้าพี่เป็นนักวิศวะพันธุกรรมศาสตร์ของอโยธยาเลยนะครับ ต้นไม้ดอกไม้แปลกๆที่วังเราเจ้าพี่ก็เป็นคนทดลองเพาะพันธ์ขึ้นมาเองตั้งหลายอย่าง สุดยอดเลยใช่มั๊ยล่ะ”
พูดจบก็หันหน้าไปมองเจ้าชายคนพี่ด้วยสายตาภูมิใจจนทางนั้นต้องกลอกตามามองแล้วกระแอมไอหันหน้าหนีไปทางอื่น
“ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนละอียดอ่อนขนาดนั้นนะครับ” นักเขียนแอบกัด
เจ้ามอปลายใช้ส้อมจิ้มขนมในจานมาใส่ปากเคี้ยวแก้มยุ้ยอย่างน่ารัก “เจ้าพี่เป็นคนดุ แต่ก็ใจดี แล้วก็ละเอียดอ่อนกว่าผมอีกนะ เจ้าพี่จะคล้ายกับสเด็จแม่ตรงที่ดุ แต่ก็อ่อนโยนสุดๆ แล้วก็ถ้าพูดว่าจะทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ เป็นคนชอบเอาชนะคนหนึ่งเลยล่ะครับ”
นักเขียนเห็นด้วย ถึงจะเป็นที่ชอบกวนประสาทเวลาพูดกับเขา แต่เวลาอยู่กันตามลำพังกับน้องชายกลับมีสายตาที่อ่อนโยนจนนึกอิจฉาเจ้ามอปลายที่ได้เป็นเจ้าของแววตาที่ราวกับของต้องห้ามนั้นแต่เพียงผู้เดียว
“มีอะไรที่ชอบดื่มเป็นพิเศษรึเปล่าครับ ไม่เฉพาะว่าต้องเป็นแอลกอฮอล์ หมายถึงรวมๆทั้งหมด อะไรก็ได้ ชา กาแ—“
“เหล้า / ไวน์”
สองพี่น้องประสานเสียงกันตอบจนนักเขียนเหวอไป
“เอ่อ.. โอเค งั้นข้อต่อไป คุณสองคนมีสเปคที่ชอบมั๊ยครับ”
“สเปคที่ชอบเหรอ..” เจ้ามอปลายหรี่ตามองมาทางนักเขียนแล้วยิ้ม “ของผมไม่มีตายตัวนะ แต่บางครั้งก็จะชอบคนบุคลิคแบบเจ้าพี่” หันไปทางพี่ชาย “ผมเป็นคนอยู่ไม่นิ่ง เลยชอบสนใจคนที่บุคลิคตรงกันข้ามกับตัวเอง ผมว่าน่าค้นหาดี” พูดจบก็หันกลับมาที่นักเขียนที่ก้มหน้าก้มตาจดยิกๆๆบนไอแพด “แต่ถ้าชอบในความหมายอย่างว่า.. ผมชอบคนผิวสีน้ำผึ้งหน่อยๆ ตาสวย จมูกรั้น ปากบางๆ เวลามองแล้วให้ความรู้สึกว่าน่าจูบ”
นักเขียนชะงัก
เดี๋ยวๆ อิมเมจทำไมมันคุ้นจังวะ
“อ่อยเป็น ยั่วเป็น แล้วก็ทนได้ เวลาที่ผมไม่ใส่อะไรนอนเลยแม้แต่ชิ้นเดียว”
นักเขียนกลืนน้ำลาย ทำไมก็ไม่รู้แต่รู้สึกว่าหน้ามันร้อนขึ้นมาแปลกๆ
‘ไม่ได้ใส่อะไรนอนแม้แต่ชิ้นเดียว.. ไม่ได้ใส่อะไรนอนแม้แต่ชิ้นเดียว..’
“.....”นักเขียนนิยายอีโรติกผู้มีความกามสูงมากในหัวเอามือกุมขมับตัวเอง
‘ขนาดใส่ท่อนล่างนอนเมื่อคืนยังทนไม่ได้ จะไปนึกถึงตอนไม่ใส่อะไรเลยแม้แต่ชิ้นเดียวทำไมกูเอ๊ย..’
เจ้าชายคนน้องมองท่าทางนักเขียนยิ้มๆ แล้วหันไปจิ้มทองหยอดในจานมาใส่ปาก
ปลายลิ้นสีชมพูสวยแลบออกมารับเอาขนมเนื้อนุ่มนิ่มเข้าไปในปากพร้อมกับเลียคราบน้ำเชื่อมที่เคลือบปลายส้อมจนแวววาว
นักเขียนเหม่อมองปากสีลูกพีชนั่นอ่อยเขาต่อหน้าเจ้าชายคนพี่ด้วยจิตใจที่ล่องลอย
“........”
จินตนาการที่กำลังหลั่งไหลคือได้บดเบียดริมฝีปากลงไปบนกลีบเนื้อนุ่มหยุ่นตรงหน้า ได้ตักตวงเอารสชาดหวานๆของขนมโบราณมาใส่ปากแล้วกินไปพร้อมกับความหวานต้องห้ามของรัชทายาทลำดับที่สามผู้หอมกรุ่นไปหมดทั้งตัว
..อยากจูบ อยากดูด อยากไล้เลียอยู่ซ้ำๆ อยากให้พร่ำเรียก ..นักเขียน.. นักเขียน.. ด้วยเสียงหวานทุ้มหูนั่นทั้งวันทั้งคืน.
เสียงวางถ้วยกาแฟของเจ้าชายคนพี่เรียกสตินักเขียนให้กลับคืนกายหยาบที่นั่งอยู่บนโซฟา
“อะ ..เอ่อ โอเคครับ แล้วเจ้ามอต้นล่ะ สเปคของคุณเป็นแบบไหน” นักเขียนกระแอมในคอพอหันมาเจอสายตาที่เดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ของเจ้าชายคนพี่
เจ้ามอต้นหรี่ตามองคนน้องที่มีคราบน้ำเชื่อมของขนมหวานเคลือบอยู่บนริมฝีปาก
“......”
ความรู้สึกของเจ้าชายคนพี่จับได้ว่าเจ้านักเขียนลามกที่นั่งใจลอยอยู่ตรงหน้าคิดเปลื้องผ้าน้องเขาไปถึงไหนต่อไหน
“ก็เหมือนกับปลาย”
เจ้าชายคนน้องกำลังจะหยิบทิชชู่มาเช็ดคราบน้ำเชื่อมบนริมฝีปาก เจ้าชายคนพี่ก็หันไปใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามริมฝีปากคนที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างแผ่วเบา
“ชอบคนที่ตรงข้ามกับตัวเอง ..นุ่ม..  หอม.. แล้วก็หวาน ..”
“....”
“เนียน ..ลื่นมือแบบสุดๆ จนอยากจูบลงไป..”
“....”
นักเขียนลืมว่าต้องบันทึกข้อมูลที่ได้ยินเอาไว้ เจ้าชายคนพี่โน้มเข้าไปจนปลายจมูกโด่งสวยชิดกับแก้มเจ้ามอปลายพร้อมกับใบหน้าสวยหวานที่ช้อนเข้าหาแล้วพริ้มตาลงมองริมฝีปากของเจ้าคนพี่
“.......”
ใจของคนที่มีจินตนาการเป็นเครื่องมือทำมาหากินเต้นไม่เป็นจังหวะ
พล็อตแบบนี้น่ะ..
พล็อตสายเลือดเดียวกันแบบนี้น่ะ
ไม่มีวันเขียนได้แน่ๆ
“.....”
แต่ไม่รู้ว่าทำไม ถึงอยากให้ริมฝีปากนุ่มๆนั้นถูกเจ้าชายคนพี่บดขยี้จนครางหวานๆออกมาเหลือเกิน
“จินตนาการไปแค่ไหนแล้วล่ะเจ้านักเขียนลามก” เจ้ามอต้นผละมือออกมาจากใบหน้าน้องชายแล้วเอามือกลับไปกอดอกไว้ตามเดิม
นักเขียนเอามือลูบหน้าตัวเองแรงๆ
“อะไร ผมยังไม่ได้จินตนาการอะไรเลย ..คุณนี่ก็มั่วเก่ง”งึมงัมท้ายประโยค
เจ้าชายคนพี่หัวเราะหึๆเอานิ้วมือที่เช็ดคราบน้ำหวานมาจากปากน้องชายส่งเข้าไปในปากของตัวเองแล้วเลีย
แต่สายตามองมาทางนักเขียน
“.....”
ริมฝีปาก.. ที่ดุดันกว่าเจ้าชายคนน้อง กับปลายลิ้นที่จำไม่ค่อยได้ว่าร้อนแรงแค่ไหนกำลังไล้อยู่กับนิ้วโป้งของตัวเองราวกับจะยั่วจินตนาการของนักเขียนให้แตกพร่าอีกรอบ
“.....”

อืม..  เจ้าพี่   เจ้าพี่

แฮ่ก ก..

เจ้าพี่ ไม่เอาครับ..     อ๊ะ..

“คุณทำหน้าหื่นกามมากเลยนะนักเขียน คงไม่ได้กำลังจินตนาการว่าผมถูกเจ้าพี่จับกดอยู่ใช่มั๊ย?”
นักเขียนหน้าแดงวาบ สติถูกกระชากกลับมา
สายตาหวานเชื่อมของคนน้องกับสายตาคมกริบของคนพี่ที่กำลังจ้องมาทางนักเขียนพร้อมกันมันทำให้คนที่รุกมาเกือบทั้งชีวิตรู้สึกร้อนวูบไปหมดทั้งตัว
“เปล่าซะหน่อย..”
สองเจ้าชายหัวเราะหึหึพอเห็นนักเขียนหน้าแดงก่ำพร้อมกับเอาหลังมือเช็ดจมูกเหมือนจะเช็คว่าเลือดกำเดาไหลออกมารึเปล่า
“แล้ว คุณสองคน มีคนรักรึยังครับ พระคู่หมั้น สนม หรืออะไรประมาณนั้นก็ได้”
“ไม่มีหรอกครับ” เจ้ามอปลายเอาส้อมจิ้มขนมมาใส่ปากอีกครั้ง “แต่ถ้าคนที่ชอบ ผมว่าผมมีนะ”
“เป็นคนแบบไหนเหรอครับ?”  เจ็บแปล๊บๆที่ไหนซักที่ในใจเฉยเลยแฮะ
เจ้าชายคนน้องวางส้อมลงไปบนจานขนมแล้วยกกาแฟขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อนจะใช้ปลายลิ้นเช็ดคราบกาแฟที่ติดริมฝีปากแต่ตามองนักเขียน
“เรื่องแบบนี้ ก็ต้องเก็บเป็นความลับอยู่แล้วสิครับ ผมกับเจ้าพี่เป็นรัชทายาทนะ”
ไม่รู้เพราะอะไร แต่นักเขียนรู้สึกว่าใจมันหงอยลงพิกล
“อ๋อ ครับ ผมเข้าใจ.. งั้นข้อนี้ข้ามไป”
นักเขียนพยายามเรียกสติตัวเองกลับมา แต่ว่าครั้งนี้มันห่อเหี่ยวยังไงบอกไม่ถูก ใบหน้าเขินอายของคุณแพรอะไรนั่นแว้บเข้ามาในหัวจนรู้สึกหงุดหงิด
ก็แค่อาจารย์กับลูกศิษย์แค่นั้นล่ะน่า
อย่างเจ้ามอปลายน่ะ ไม่มีทางยุ่งกับลูกศิษย์ของตัวเองหรอก

“......”
แต่ว่า..
รักต้องห้ามของอาจารย์กับลูกศิษย์น่ะ พล็อตแบบนี้ขายดีจะตายไป นักเขียนนิยายแบบเขาก็ยังเคยซื้อผลงานของคนอื่นที่เขียนแนวๆนี้มาอ่านตั้งหลายเรื่อง
“แล้วเซ็กส์ล่ะครับ ถ้าไม่มีสนมหรือพระคู่หมั้น เวลามีอารมณ์คุณทำยังไง ขอโทษที่ต้องใช้คำถามตรงๆนะครับ”
เจ้ามอปลายหัวเราะ
“นี่ ต้องถามเรื่องแบบนี้ไปด้วยเหรอ ต้องการข้อมูลเชิงลึกแค่ไหนเนี่ยคุณ” เจ้าคนน้องเอามือกอดอกตามพี่ชายบ้าง
“ก็ จริงๆมันก็ใช้เป็นองค์ประกอบได้ เพราะผมเป็นนักเขียนนิยายประเภทอีโรติก ข้อมูลเชิงลึกพวกนี้มันก็มีประโยชน์พอสมควรเวลาเขียนบุคลิคของตัวละครนั้นๆน่ะ” นักเขียนอ้อมแอ้มตอบเพราะเดี๋ยวโดนด่าว่าลามกอีก
เจ้ามอปลายเอามือจับคางตัวเองทำท่าคิด
“แล้วองค์ชายรัชสีห์ในนิยายของคุณล่ะ ก่อนเค้าจะเจอมาเฟียน่ะ เค้ามีเซ็กส์แบบไหน เท่าที่ผมอ่านดูเค้าก็ไม่ใช่องค์ชายรัชทายาทที่รักสนุกหรือมีสนมอยู่แล้วด้วย เค้าช่วยตัวเองเหรอ?”
นักเขียนเกาจมูกแกร่กๆ “ก็ อะไรประมาณนั้นครับ แต่องค์ชายเค้าเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยอะไรกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เรื่องเซ็กส์ของเค้าก่อนมาเจอไคย์ก็เลยไม่มีพูดถึง หรืออาจจะเคยพูดถึงนิดหนึ่ง ผมก็จำไม่ค่อยได้”
“ไม่ได้เขียนให้ลามกเหมือนตัวเองหรอกเหรอ” เจ้ามอต้นพูดแทรก
นักเขียนหน้าแดงวาบ “ผมไม่ได้ใช้ตัวเองเป็นอิมเมจรัชสีห์มั๊ยล่ะ นั่นน่ะเป็นตัวละครที่ผมจินตนาการขึ้นมา ส่วนไคย์ก็เป็นตัวละครที่มีในหัวอยู่แล้วแต่เพิ่งจะนึกอิมเมจคู่ของเค้าออก ก็เลยเพิ่งจะได้เขียน”
“แล้วคุณเอาอิมเมจมาเฟียมาจากไหนล่ะ? คุณชอบคนซาดิสม์แบบนั้นเหรอ เอะอะจับมัด เอะอะใส่เข้าไป บุคลิคคุณ..ดูไม่น่าเขียนอะไรซาดิสม์ขนาดนั้นนะผมว่า”
นักเขียนกลอกตาไปทางอื่น “ผมติดเขียนแนวนี้น่ะ เขียนอ่อนโยน ค่อยๆทำ แนวถนุถนอมไม่เป็นเท่าไหร่ ยิ่งเวลาเขียนแล้วมีภาพฝ่ายรับผุดขึ้นมาในหัว นอนตัวสั่นอยู่ตรงหน้า หรือยกสะโพกขึ้นมา ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ผมก็ยั้งมือตัวเองไม่ค่อยได้”
“อยากขย้ำ อยากทารุณกรรมเค้าล่ะสิ”
“ก็...”
เจ้ามอปลายหัวเราะ ส่วนคนพี่ก็นั่งฟังนักเขียนกับเจ้ามอปลายโต้ตอบกันเงียบๆ
“เมื่อก่อนคุณคงรุกน่าดู”
“อะไรล่ะ ตอนนี้ผมก็รุกเถอะ” งึมงัมไม่เต็มเสียง
“ใช่เหรอ...” เจ้ามอปลายหรี่ตามองรอยจูบที่พ้นสาบเสื้อออกมาแล้วยิ้มร้าย
นักเขียนรีบติดกระดุมกลับเข้าไปจนถึงคอ
“ผมสัมภาษณ์คุณสองคนอยู่นะ อย่ามาสัมภาษณ์กันกลับสิ”
“ทำไมล่ะ” เจ้ามอปลายนึกสนุก ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกันกับนักเขียน นั่งชนิดที่ว่าเบียดจนขาแทบเกยกัน พร้อมกับวาดแขนไปข้างหลังกึ่งโอบนักเขียนเอาไว้ทางอ้อม “ถ้าเมื่อก่อนคุณเคยรุก แล้วทำไมถึงรับให้คนๆนั้นล่ะ”
นักเขียนชะงัก มองมือที่ไล้ไปตามบนหัวไหล่พร้อมกับกลิ่นหอมๆที่ฟุ้งออกมาจากร่างกายที่เบียดเข้ามา

“คุณรักเค้ามาก เลยยอม”

“หรือว่าเค้ารุกกว่า”

“หรือว่าจริงๆแล้วคุณได้ทั้งสองอย่าง”

“พูดจาชวนหื่นจังเลยนะครับเจ้ามอปลาย หรือว่าอยากให้ผมลองรุกคุณ”
“คิดว่าทำได้เหรอครับ? คุณน่ะแค่ผมแตะนิดแตะหน่อยคุณก็มือไม้อ่อนแล้ว หรือจะเถียง” เจ้ามอปลายดึงคอเสื้อนักเขียนแล้วทำท่าเหมือนจะส่องลงไปมองหัวนม
“กลิ่นน้ำหอมคุณกับเสียงคุณมันกล่อมประสาทคนไม่รู้เหรอครับ หรือเพราะรู้ก็เลยตั้งใจทำเสียงแบบนั้นใส่ผมอยู่เรื่อย ผมแพ้คนที่เสียงกับตา”
ตา
“..สีตาคุณ จางมากๆ  คุณมีเชื้อฝรั่งเหรอ ทำไมเจ้ามอต้นกับคุณสีตาถึงต่างกันล่ะ”
จริงๆที่อยากถาม ไม่ใช่แบบนี้
แต่ก็ถามออกไปตรงๆไม่ได้
“อ๋อ สีตานี่น่ะเหรอ หมอประจำตัวผมบอกว่าค่าเม็ดสีในตาผมผิดปกติตั้งแต่กำเนิดน่ะ เลยทำให้สีตาอ่อนกว่าคนปกติ”
นักเขียนทำทีเป็นแปลกใจ “แล้วแบบนี้ มีปัญหาอะไรกับชีวิตประจำวันรึเปล่าครับ? แล้วในอนาคตจะมีปัญหาอะไรมั๊ย” นักเขียนถามพรวดออกไปเพราะใจตอนนี้มันคิดแต่เรื่องตาของคนข้างๆจนไม่มีสมาธิจะสอบถามข้อมูลตามหลักของนักเขียนิยายอีกต่อไปแล้ว
แต่เจ้ามอปลายก็ยังมีท่าทางสบายๆ
“ก็มีบ้าง แต่ไม่ถึงกับเป็นปัญหา สีตาที่อ่อนจะทำให้ม่านตาไม่สามารถกรองแสงได้เท่าสีตาปกติน่ะ ผมเลยอยู่ในที่ๆมีแดดจ้าไม่ค่อยได้ ถ้าจำเป็นก็ต้องใช้แว่นตาช่วย” ริมฝีปากนุ่มสวยยกรอยยิ้มอารมณ์ดี “แต่ก็นะ เพราะว่าสีตาผมเป็นแบบนี้ล่ะ เลยทำให้ฮ็อตขึ้นมานิดหน่อยด้วย มีแต่คนหลงตาผมนะคุณรู้รึเปล่านักเขียน”
“มีนิสัยหลงตัวเองเหมือนพี่ชายด้วยเหรอครับ ไม่น่าเชื่อนะเนี่ย”
เจ้ามอปลายเอามือดึงแก้มนักเขียนให้ยืดออก “ปากดีนะครับคุณนักเขียนนิยาย จับจูบซะเลยดีมั๊ย ผมรู้นะว่าคุณคิดอะไรเวลามองปากผมน่ะ” พูดไม่พอ เอาหน้าเข้าไปใกล้ๆแล้วกัดปากใส่ด้วย “อยากจูบผมล่ะสิ อยากดูดอยากสอดลิ้นเข้ามาในปากผมล่ะสิ..”
เป็นคนที่ ใช้หน้าตาสวยๆนั่นพูดเรื่องอีโรติกออกมาได้หน้าตาเฉย
“จริงๆอยากใส่อย่างอื่นเข้าไปมากกว่าครับ จำได้ว่านุ่ม จนแทบละลายในปา—“
“จะพากันพูดเรื่องบ้ากามกลางที่รโหฐานอีกนานมั๊ย จะได้ขึ้นไปทำงานถ้าสัมภาษณ์จบแล้ว”
นักเขียนกับเจ้ามอปลายพนมมือไหว้ควั่บ หันมามองเจ้าชายคนดุพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
“.......”
“......”
นักเขียนกับเจ้ามอปลายหันมามองหน้ากัน พอเห็นว่าอีกคนก็กำลังพนมมือไหว้เจ้ามอต้นอยู่ก็กลั้นขำก่อนจะพากันหัวเราะ
เจ้ามอต้นส่ายหน้า
ดูเหมือนว่าถ้านักเขียนเข้ามาผูกพันกับโชคชะตาของน้องเขาจริงๆ เขาคงได้ปวดหัวเพิ่มจากเดิมเป็นสองเท่า
เพราะแค่เจ้ามอปลายเวลาทำตัวแสบๆขึ้นมานี่ก็น่าปวดหัวพอแล้ว ยังจะมาเจอคนศีลเสมอกันเหมือนเจ้านักเขียนบ้ากามนี่อีก เหมือนเอาตัววุ่นวายมามัดรวมกัน
“เจ้าพี่ขอรับ คือว่า เดี๋ยวน้องต้องไปสอนแล้วล่ะ น้องรบกวนเจ้าพี่ไปส่งนักที่โรงแรมได้มั๊ย มันคนละทางกับมหาลัย น้องกลัวจะสาย จะให้นักไปรอน้องก็กลัวจะเบื่อเปล่าๆ” เจ้ามอปลายใช้ถ้อยคำโบร่ำโบราณออดอ้อนพี่ชาย
“........” เจ้ามอต้นหรี่ตามองนักเขียนที่หันมาทำตาลูกกวางน้อยน่ารักใส่
เจ้าชายลำดับที่สองแห่งอโยธยาลุกขึ้นยืนเดินไปหยิบหนังสือของเจ้ามอปลายที่วางอยู่บนโต๊ะมาถือไว้เหมือนทุกครั้งที่เจ้าชายคนพี่จะถือของเดินไปส่งน้องชายที่รถเวลาเจ้ามอปลายจะไปมหาลัย
“น้องก็เอาติดรถไปสิ วันนี้พี่ต้องไปโรงเพาะชำ กว่าจะได้ไปส่งก็เย็น”
“ผมอยู่ได้!” นักเขียนรีบพูด ทั้งที่มือก็ยังไหว้ค้างอยู่ “จริงๆนะ ผมอยากเก็บข้อมูลคุณต่ออีกหน่อยน่ะ แล้วเดี๋ยวผมให้พี่กี๋มารับ หรือผมเรียกแท็กซี่กลับเองก็ได้ จริงๆ ผมไม่รบกวนคุณเลยสาบาน”
เจ้ามอต้นมองนักเขียนที่ทำหน้าทำตาน่ารักสุดขีด “จะไหว้ไปคุยไปทำอะไร ไม่ใช่พระ”
นักเขียนรีบเอามือลงแล้วยิ้มเจื่อนๆ หันไปส่งสายตาอ้อนวอนเจ้ามอปลายให้ช่วยพูดกับเจ้าชายคนพี่ให้
ถึงแม้ใจจะอยากไปกับเจ้ามอปลาย อยากอยู่ด้วย อยากใช้เวลาอยู่ข้างๆให้มากที่สุด แต่ก็มีเรื่องที่อยากคุยกับเจ้ามอต้นตามลำพังก่อน
เจ้ามอปลายหันมาหานักเขียน หันกลับไปมองคนพี่ ก่อนจะเอามือยีหัวคนข้างๆจนผมชี้ไปชี้มา
“ถ้าจะอ้อนเจ้าพี่น่ะ แค่พูดแทนตัวว่า น้อง เจ้าพี่ก็ใจอ่อนแล้วล่ะ ไม่เชื่อคุณก็ลองพูดดูสิ ผมใช้วิธีนี้อ้อนเจ้าพี่มา 20 กว่าปี รับประกันได้”
นักเขียนหันไปมองเจ้ามอต้นทั้งที่มือยังไหว้ ผมก็ชี้โด่ชี้เด่
ตากลมเหมือนลูกกวางที่ตั้งใจทำมองเจ้าชายลำดับที่สองของอโยธยาอย่างใสซื่อสุดชีวิตตั้งแต่เกิดมา

“น้องขออยู่กับเจ้ามอต้นนะ จะไม่กวน กลับเองได้ จะไม่ชวนทะเลาะด้วย น้องสัญญา”

“....”
“นะคับ ให้น้องอยู่ต่ออีกหน่อยนะ”

นักเขียนมองคนที่ก้มๆเงยๆอยู่กับต้นอ่อนในโหลแก้วอันเล็กๆต้นแล้วต้นเล่าก่อนจะตัดสินใจถามออกไปตรงๆ
“ตาเจ้ามอปลายกำลังจะบอดใช่มั๊ยครับ?”
เจ้าชายคนพี่ชะงักมือที่กำลังจะเอาที่คีบเล็กๆคีบต้นอ่อนในโหลแก้วขึ้นมาดู
“อยากรู้ไปทำไม เรื่องนี้เป็นเรื่องของปลาย ไม่เกี่ยวกับคุณ”
นักเขียนกำมือแน่นพอเจ้ามอต้นตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรกับต้นอ่อนในโหลแก้วต่อไป
“ทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะ!”
“แล้วทำไมถึงเกี่ยวล่ะ”
นักเขียนชะงักพอตะโกนออกไปแล้วเจ้ามอต้นสวนกลับมา
เจ้าชายคนพี่วางโหลต้นอ่อนไว้ที่เดิมแล้วหันมาเดินต้อนนักเขียนไปจนหลังชิดกับผนังเรือนเพาะชำ
 “ถ้าเล่นสนุกพอแล้ว ก็กลับประเทศของคุณไปซะ เราไม่ได้ว่างพอจะมาเล่นเกมส์โง่ๆนี้กับคุณหรอกนะ นักเขียน”
นักเขียนเหงื่อตก ความรู้สึกเวลาถูกเจ้ามอต้นคุกคามมันต่างจากเจ้ามอปลายโดยสิ้นเชิง
“ผมไม่ได้เล่น แล้วนี่ก็ไม่ใช่เกมส์อะไรทั้งนั้น” นักเขียนพยายามจะไม่สบตาสีน้ำตาลแก่จัดของเจ้ามอต้น “ผมหนีแฟนเก่ามาที่นี่ก็จริง แต่คุณห้ามผมเรื่องเจ้ามอปลายไม่ได้ แล้วผมก็ไม่ไปไหนทั้งนั้นถ้ายังไม่รู้ว่าตกลงแล้วตาเจ้ามอปลายกำลังจะเป็นอะไร”
“แล้วยังไง” เจ้าชายคนพี่กดเสียงต่ำ ก้มหน้าไปคุกคามนักเขียนมากกว่าเดิม “ถ้ารู้แล้วคุณจะทำอะไร? จะเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียนนิยาย ว่าพระเอกผู้น่าสงสารกำลังจะตาบอดเหรอ? แล้วยังไงต่อ ตอนจบมันเป็นยังไง? ถูกทิ้ง กลายเป็นคนป่วย เป็นตัวละครที่น่าสงสาร แบบนั้นเหรอ หรือพล็อตของคุณมันแนวไหน”
นักเขียนตวัดสายตาขึ้นจ้องตอบอย่างโกรธๆ “ผมก็มีจรรยาบรรณของผมนะ! แล้วผมก็ไม่ได้จะใช้ความเจ็บป่วยของใครไปเขียนนิยายแบบที่คุณว่าด้วย ถ้าผมต้องการตัวละครแบบนั้นจริงๆผมก็สร้างเค้าขึ้นมาเองได้!”
“ก็ถ้าไม่คิดจะใช้ คุณจะถามเรื่องตาของปลายไปทำไม!” เจ้ามอต้นบีบคางนักเขียนอย่างแรง “คุณก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ที่เข้าหาปลายเพราะความหลง ไหล—“
“แล้วการที่ผมหลงไหลเค้ามันผิดเหรอ!”
เจ้ามอต้นชะงัก นักเขียนตะโกนใส่จนเขาหูดับไปหลายวิ
“การที่เราหลงไหลใครซักคนมันเป็นเรื่องที่ผิดเหรอ ผมถามจริงๆ คุณเคยรักใครซักคนรึเปล่าเจ้ามอต้น”
เจ้าชายคนพี่แค่นหัวเราะ
“ทำไม? จะบอกว่าคุณรักน้องชายผม?”
นักเขียนหน้ามืด

“ใช่! ผมรักเขา ผมรักเจ้ามอปลาย! รักทั้งที่ผมเจอเค้าไม่ถึง 100 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ!”

นักเขียนหายใจหอบ เอามือขึ้นกุมหน้าอกที่เต้นรัวเอาไว้
ในนิยายไม่รู้ว่ากี่สิบเรื่องที่เคยเขียน ไม่เคยมีเรื่องไหนที่ใช้เวลาในการตกหลุมรักเร็วขนาดนี้ มันขาดทั้งความแน่ใจ เหตุผล และเวลาที่เหมาะสม ขาดปัจจัยทุกสิ่งอย่างที่จะทำให้คนรู้สึกรักกัน แต่นักเขียนมั่นใจว่ากำลังตกหลุมรักอีกครั้งทั้งที่ยังตัดความรู้สึกเดิมๆไม่ได้ทั้งหมดนี่ล่ะ
“ได้โปรดบอกผมเถอะนะ ถ้าปลายกำลังจะตาบอด ผมมีข้อมูลในการรักษา ผมเคยศึกษามาตอนจะเขียนนิยายเชิงอ้างอิงเมื่อปีที่แล้ว ผมยอมรับว่าผมยังตัดเรื่องเก่าไม่ได้ทั้งหมด แต่ผมกำลังพยายามอยู่ เพราะงั้น ให้โอกาสผมพิสูจน์ตัวเองเถอะ ให้ผมได้ช่วยเจ้ามอปลายด้วยกำลังที่ผมมี”
“.....”
“ให้ผมได้คิดเรื่องเขา  ให้ผมได้รักเขา ให้ผมได้ใช้ความรู้สึกตอนนี้ประคับประคองตัวเองก็ยังดี อย่ามาขวางผมเลย”
เจ้ามอต้นจ้องหน้านักเขียนอยู่แบบนั้นพักหนึ่งก่อนจะถอยห่างออกมา
“ใช่"

" ตาของปลายกำลังจะบอด”

"คุณคิดว่าแค่ความรู้ที่คุณไปศึกษามาเพื่อเขียนนิยายจะเอามาช่วยอะไรน้องชายผมได้อย่างนั้นเหรอ นักเขียน สิ่งที่ปลายต้องการตอนนี้ไม่ใช่ข้อมูล แต่เป็นผู้บริจาคดวงตา"

"เอาตาของคุณมาสิ.. อยากพิสูจน์ตัวเองไม่ใช่เหรอ"

“......”


______________________________
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์นะคะ  :hao5: มาเอาใจช่วยเจ้านักเขียนลามกกันค่ะ แต่เจ้าน้องน่าเอ็นดูละเกิน ฮือ :hao5: อย่าเป็นอะไรเลยนะ /แกเขียนเองไม่ใช่เร๊อะะ!
พบกันใหม่ตอนหน้าฮะ  :bye2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-04-2019 23:51:21 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
กลัวใจนักเขียน  /0~0\

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5276
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-25
เอ้อออ แอบหนักหน่วงง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1019
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-2

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1903
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
ซีนดราม่าก็มา
บีบหัวใจ

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 10. โกรธ ลงโทษ และพยานคนสำคัญ



“เงียบทำไมล่ะ? เมื่อกี๊บอกว่ารักปลายไม่ใช่หรือไง ถ้ารู้สึกรักใครซักคนได้เร็วขนาดนั้น เรื่องที่จะเสียสละเพื่อคนที่คุณรักก็ไม่เห็นต้องใช้เวลาคิดนาน”
นักเขียนหน้าชา คนตรงหน้ากำลังสบประมาทความรู้สึกของเขาที่พูดออกไป
“ทำไมต้องพูดถึงขนาดนั้น การจะรักใครซักคนมันต้องใช้เวลานานขนาดไหนกันล่ะถึงจะพูดว่ารักได้ อย่ามาดูถูกผมนะ!” นักเขียนผลักเจ้ามอต้นเต็มแรง “คุณเองก็น่าจะรักเค้าไม่ใช่รึไง ทำไมคุณไม่แบ่งตาของคุณให้เค้าล่ะ! ถ้าเป็นคุณที่เป็นคู่แฝดของเจ้ามอปลายยังไงก็เข้ากันได้อยู่แล้วทำไมคุณถึงไม่ให้ตาของคุณกับเจ้ามอปลาย!”
ไม่ใช่
ไม่ได้ต้องการจะทำร้ายเจ้ามอต้นกลับด้วยคำพูดแบบนี้
เจ้ามอต้นทำสีหน้าเย็นชาแล้วเอื้อมมือมากระชากแขนนักเขียนอย่างแรง
“ปากดีนักนะ”
กว่าจะคิดว่าไม่น่าพูดประโยคนั้นออกไปก็สายไปแล้ว
เจ้ามอต้นโกรธ และดูเหมือนจะโกรธมาก
เจ้าชายคนพี่ฉุดกระชากลากถูนักเขียนมาที่โรงจอดรถก่อนจะเปิดประตูรถโบราณคันหนึ่งแล้วเหวี่ยงนักเขียนเข้าไป
นักเขียนถอยไปติดประตูรถอีกฝั่ง เหงื่อร้อนๆไหลซึมลงมาตามไรผม ภาพทับซ้อนตอนที่เขียนให้องค์ชายรัชทยาทผู้งดงามถูกทารุณกรรมมันฉายวาบขึ้นมาในหัวเหมือนเวรกรรมที่ไล่ตามมาทัน
เจ้ามอต้นน่ากลัว น่ากลัวเหมือน ‘ไคย์คชย’ มาเฟียผู้ป่าเถื่อนที่นักเขียนเคยเขียนให้กระทำกับองค์ชายรัชสีห์ผู้หยิ่งทระนงในนิยายของตัวเอง
“ทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเราสองคนเลยแท้ๆ ทั้งที่ไม่รู้ว่าคนอื่นเศร้าขนาดไหนที่ไม่สามารถช่วยอะไรอีกคนได้แท้ๆ”
เจ้ามอต้นบีบต้นคอของนักเขียนด้วยมือข้างเดียวก่อนจะกระชากกระดุมเสื้อจนหลุดออกทั้งแผง
“เจ้ามอต้น!” ทั้งกลัว ทั้งตื่นเต้น อยากตบบ้องหูตัวเองที่มารู้สึกบ้าบออยู่ได้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ “เจ้ามอต้น! เจ้ามอต้น! เดี๋ยว  เจ้ามอต้นหยุด!” นักเขียนทึ้งเสื้อด้านหลังของเจ้ามอต้นเพื่อจะยื้อไว้ไม่ให้อีกคนก้มหน้าลงมาหา
ใบหน้าแบบเดียวกันกับเจ้ามอปลายกำลังล่อลวงให้นักเขียนสับสน ทั้งอยากต่อต้านดิ้นรน ทั้งใจเต้นไปกับการกระทำป่าเถื่อนที่นักเขียนไม่เคยเป็นฝ่ายถูกกระทำมาก่อน
เจ้ามอต้นใช้เชือกที่ปกติเอาไว้ใช้ในโรงเพาะชำที่วางอยู่ตรงเบาะหลังของรถมัดมือนักเขียนเอาไว้ด้วยกัน
“ผมปล่อยแน่”
เจ้าชายคนพี่กระชากสะโพกนักเขียนให้เกยขึ้นมาบนหน้าขา
“แต่หลังจากที่คุณรู้แล้วว่า ไม่ควรมายุ่งกับเรา ถ้ายังไม่รู้ว่าเรื่องเศร้าของผมกับมอปลายคืออะไร!”
“ม ไม่.. เจ้ามอต้—!!........”
นักเขียนกัดปากตัวเองจนเลือดไหล เจ้ามอต้นสอดสิ่งที่ร้อนผ่าวเข้ามาโดยไม่ผ่อนคลายให้แม้แต่นิดเดียว
“เจ็บ.. ผมเจ็บ เอามันออกไป โอ๊ย!.. ... ”
เจ้ามอต้นกัดลงไปตรงต้นคอด้านหลังของนักเขียนเต็มแรง แกนเนื้อร้อนระอุของเจ้าชายคนพี่กระแทกเข้ามาลึกจนจุกไปทั้งช่องท้อง
“ ..เอามันออก เอาออกไปก่อน.. ขอร้อง ..ฮึก..”
เวลาแบบนี้ ในเวลาแบบนี้ น้ำตา มันช่วยอะไรได้จริงไหม
เวลาที่ฝ่ายรับร้องไห้ ถ้าในนิยายสไตล์เขามันก็เป็นทั้งได้สองแบบ คือเบาลง กับหนักหน่วงรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
เจ้ามอต้นบีบเอวนักเขียนแล้วดึงเข้ามาเพื่อให้สะโพกที่เกยขึ้นมาบนตักบดเบียดกับหน้าขาก่อนจะก้มหน้าลงไปใกล้หูแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ทำกับปลายมาทั้งคืนจนบวมขนาดนี้ จะร้องไห้ทำไมอีก” เจ้ามอต้นลากริมฝีปากขบลงมาตามแผ่นหลังของนักเขียน “หรือกำลังสวมบทตัวละครไหนในนิยายของตัวเองอยู่ล่ะ เจ้านักเขียนนิยายลามก”
นักเขียนหน้าแดงวาบ ความรู้สึกดีและร้ายปะปนกันจนหูอื้อ “อึ่ก ก... เจ็บ .. ต้น ผมเจ็บจริงๆ อย่าเพิ่งขยับ อ๊ะ ..!” พูดยังไม่ทันจบประโยคเจ้ามอต้นก็ดันสะโพกเข้ามา ส่วนปลายร้อนๆมันกระแทกเข้ากับจุดกระสันของนักเขียนพร้อมกับใบหน้าของคนที่กอดจูบกันอย่างเร่าร้อนเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว “ ป..  ปลาย.. ช่วยด้วย”
โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงที่ถูกโยนทิ้งลงไปใต้เบาะรถดังขึ้น นักเขียนตกใจเพราะจำได้ว่าเสียงเรียกเข้าที่ตั้งไว้เป็นพิเศษนั้นตั้งเอาไว้ที่เบอร์ของใคร
“รับสิ” เจ้ามอต้นกดไหล่นักเขียนเอาไว้กับเบาะรถแล้วโน้มใบหน้ามากระซิบข้างหู “รับสายแล้วบอกปลายรีบมาช่วยสิ นักเขียน”
“อ๊า!!... อ .. อืออ .. อ..! ..” เวรกรรม จากรอบด้าน ทั้งจากการทารุณกรรมองค์ชายรัชทายาทในนิยายของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า กับภาพที่เคยเอากับเจ้ามอปลายทั้งที่ใครบางคนยังอยู่ในสายโดยตั้งใจ ทุกอย่างกำลังไหลย้อนมาหานักเขียนนิยายอีโรติกผู้น่าสงสาร
เจ้ามอต้นเอื้อมมือไปคว้ามือถือขึ้นมาแล้วกดรับท่ามกลางความตกใจของคนที่ถูกกดเอาไว้กับเบาะรถโดยที่สะโพกเชื่อมอยู่กับหน้าขาของเจ้าชายคนพี่
“อย่า! ..ไม่นะ ..”

“ฮัลโหล?”

ไม่ทันแล้ว เสียงทุ้มต่ำหวานหูของเจ้ามอปลายดังลอดสายมาแล้ว
เจ้ามอต้นวางมือถือลงมาข้างๆใบหน้าของนักเขียนที่แดงเรื่อขึ้นมา
“วันนี้ผมว่าจะเลิกคลาสเร็ว คุณอยากไปไหนมั๊ย เดี๋ยวผมพาไป” ข้างๆเจ้ามอปลายมีเสียงเปียโน
เจ้ามอต้นดันสะโพกนักเขียนให้ยกสูงขึ้นกว่าเดิมเพื่อแทงเข้าลึกพร้อมกับขยำมือลงไปที่ก้นกลมทั้งสองข้างอย่างแรง
“ อ อืม.. ไปไหนก็ได้ ถ.. ถ้าคุณพาไป ผมไปได้หม—” นักเขียนรีบเอามืออุดปากตัวเองไว้เพราะเจ้ามอต้นกระแทกเข้ามาโดนจุดที่รู้สึกดีจนเกือบจะหลุดครางออกมาให้เจ้ามอปลายที่อยู่ในสายได้ยิน
“อืม... งั้นเหรอ ไปไหนดีล่ะ ผมไม่รู้ว่าคุณชอบไปที่แบบไหนด้วยสิ”
นักเขียนหูอื้อแทบร้องไห้ออกมาเพราะรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังทรยศเจ้ามอปลายที่ตัวเองหลงรัก
“เอางี้ ผมพาคุณเที่ยวตอนกลางคืนของที่นี่ดีกว่า ขับรถไปเรื่อยๆเลย เจอของอร่อยเดี๋ยวผมพาแวะกิน หรือถ้าคุณชอบที่ไหนอยากแวะก็บอกผมได้เลย ตกลงมั๊ย?”
“อ๊ะ—! ..” นักเขียนหลุดครางออกมาเพราะเจ้ามอต้นกดสะโพกถี่ๆตรงที่รู้แล้วว่าเป็นจุดไวสัมผัสของเขา
เจ้าชายคนพี่เอื้อมมือมากอบกุมส่วนร้อนผ่าวของนักเขียนที่ตั้งชันอย่างน่าสงสารเพราะนักเขียนถูกมัดมือทั้งสองข้างเอาไว้แบบนี้เลยไม่สามารถเอื้อมมือไปช่วยผ่อนคลายมันได้
“อืออ อ...”
“คุณเป็นอะไรรึเปล่า?”
นักเขียนใจหาย รีบกดหน้าตัวเองเอาไว้กับเบาะรถเพราะตอนนี้เจ้ามอต้นเหมือนจะตั้งใจแกล้งให้เขาครางออกมาให้เจ้าชายคนน้องได้ยินด้วยการกดสะโพกถี่รัวจนเสียงกระแทกกระทั้นคงหลุดเข้าไปในสายไม่เหลือแล้ว
ฝ่ามือของเจ้ามอต้นขยับอย่างชำนาญจนนักเขียนเริ่มตาพร่า บางครั้งเจ้าชายคนพี่ก็ลูบมือข้างนั้นขึ้นมาตามหน้าท้องเลยขึ้นมาถึงหัวนมแล้วบดบี้มันจนนักเขียนแทบกลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่ไหว
“ไม่.. ไม่มีอะไร ..” ทรมาน กับการต้องกลั้นเสียงเอาไว้และพยายามจะพูดออกมาให้เป็นปกติที่สุดทั้งที่ร่างกายกำลังถูกสอดใส่จนร้อนผ่าวไปหมดทั้งซอกขา ความรู้สึกที่ว่ากำลังนอกใจเจ้ามอปลายอยู่มันแผ่ซ่านจนน้ำตาไหลออกมา
“นัก..” เจ้ามอปลายรู้สึกว่า ‘ไม่มีอะไร’ นั่น หมายถึงว่า ‘มี’ และอะไรที่ว่า พอสังเกตุจากเสียงที่ลอดเข้ามา กับเสียงของคนในสายที่หลุดครางอยู่หลายครั้งคนอย่างเจ้ามอปลายก็ไม่ได้ใสซื่อพอจะเดาไม่ได้
“.......”
..อะไรกันน่ะ..
แอบไปสนุกกับเจ้าพี่สองคนเวลาเขาไม่อยู่แบบนี้
‘เดี๋ยวก็โกรธซะเลย’
เจ้ามอปลายหย่อนสะโพกนั่งลงข้างเปียโนหลังใหญ่แล้วพูดด้วยเสียงในแบบที่รู้ว่านักเขียนแพ้กรอกลงไปในสาย
“ผมลืมถามคุณไป..”
นักเขียนนึกอ้อนวอนในใจให้เจ้ามอปลายวางสายไปก่อนที่เขาจะกลั้นเสียงเอาไว้ไม่ได้ เพราะจะกดวางสายเองเจ้ามอต้นก็เอามือมากดข้อมือทั้งสองข้างของนักเขียนที่ถูกมัดจนเป็นรอยเชือกเอาไว้กับประตูรถ

“ตรงนั้นของคุณ ยังบวมอยู่ไหม”

นักเขียนร้อนไปทั้งหน้า ตอบอะไรกลับไปไม่ได้ ได้แต่หลับตาแล้วซุกหน้าลงกับเบาะรถพร้อมกับร่างกายที่สะเทือนไปตามแรงของเจ้าชายคนพี่ที่กดแท่งกายร้อนๆนั่นย้ำเข้ามาจนสุดหน้าขาทุกครั้งแล้วถอนออกไปจนเกือบหลุดก่อนจะดันกลับเข้ามาสุดลำจนนักเขียนขาสั่นแทบฟุบลงไปกับเบาะรถ
“อึ่ก .. อืออ ม..”
เจ้ามอต้นกดเอวนักเขียนเอาไว้แล้วดุนดันส่วนปลายนวดไปตามผนังร้อนเหมือนจงใจจะแกล้งให้นักเขียนครางออกมา นักเขียนกัดริมฝีปากเอาไว้แน่นพยายามที่จะไม่หอบหายใจแรงเพราะกลัวคนที่โทรเข้ามาจะได้ยินแต่มันก็ทำได้ยาก
พอเจ้ามอต้นดันเข้ามาแล้ววนส่วนปลายนวดไปรอบๆสลับกับกระแทกถี่ๆนักเขียนก็เผลอส่ายสะโพกรับอย่างมีอารมณ์ซ้ำยังเผลอขยับเข้าออกเองด้วยซ้ำ
เสียงเจ้ามอปลายที่ลอดสายมาเป็นเสียงแบบเดียวกันกับเมื่อคืนตอนที่กระซิบคำลามกอยู่ข้างหู
“คุณน่ะ..ขึ้นมาอยู่บนตัวผมตั้งหลายรอบ ตอนที่คุณกดสะโพกคุณลงมาแล้วเอามือบี้หัวนมไปด้วย คุณดูลามกมากเลยรู้มั๊ย”
พอแล้ว ไม่เอาแล้ว ..อย่าพูด
“วันนี้ผมแทบไม่มีสมาธิเพราะคุณ.. เสียงตอนที่คุณบอกว่าให้แทงเข้าไปลึกๆมันติดอยู่ในหัวผมตลอดเลย”
เจ้าชายคนพี่ได้ยินทุกประโยคคำพูดและเสียงนุ่มๆทุ้มหูของเจ้าคนน้อง
ริมฝีปากหยักสวยยกรอยยิ้ม รู้ว่าน้องชายตัวเองไม่ได้ซื่อจนไม่รู้อะไรขนาดนั้น และที่พูดมาทั้งหมดก็คงอยากแกล้งนักเขียนตามประสาคนที่มีนิสัยด้านมืดไม่ต่างจากแฝดคนพี่อย่างเขา
“ตอนที่คุณขอให้แรงอีก คุณเอามือบี้หัวนมตัวเองแล้วส่ายก้นกับของๆผม..”
“อ อืม ..”
“ตอนที่คุณอยู่ข้างบนแล้วโยกตัวทั้งๆที่เราจูบกัน..”
หน้าร้อน หูอื้อจนแทบไม่ได้ยินอะไรแล้ว

“ ..ซ... โคตรมันส์..”

ไม่ไหว—

“อื๊อออ อ......!!.....”
นักเขียนกระตุกวูบปลดปล่อยออกมาเพราะเสียงซี๊ดปากของเจ้ามอปลายก่อนจะร้อนวาบไปทั้งช่องทางเมื่อเจ้ามอต้นก็ปลดปล่อยเข้ามาในตัวเขาเช่นกัน
“อืม ม.. แฮ่ก ..”
อุ่น และร้อนผ่าวไปหมดทั้งซอกขา รู้สึกว่าของเหลวร้อนนั่นมันไหลย้อนออกมาตอนที่เจ้าชายคนพี่ไสเข้ามาถี่ๆก่อนจะถอนออกไป
นักเขียนทรุดลงกับเบาะรถพร้อมกับที่เจ้ามอต้นกดตัดสาย
ได้ยินเสียงเจ้าชายคนพี่ดึงกระดาษทิชชู่ไปทำความสะอาดมือตัวเองแล้วใส่เข็มขัดกางเกงกลับเข้าที่
“........”
ความรู้สึกร้อนผ่าวตกค้างอยู่ในช่องทางที่ยังตอดตัวตุ่บๆเหมือนยังไม่พอกับเซ็กส์ที่ชวนให้รู้สึกผิดที่พัดผ่านไป
“แต่งตัวซะ ปลายกำลังกลับมา”
ไม่มีจูบเร่าร้อนแบบคืนนั้นแม้แต่นิดเดียว
“........” นักเขียนมองรอยเชือกที่ข้อมือตัวเองด้วยความรู้สึกหลากหลาย
คนเขียนนิยายใช่ว่าจะเคยเจอเหตุการณ์ในฉากที่บรรจงเขียน
และตอนที่นั่งเขียนพร้อมกับปล่อยจินตนาการให้โลดแล่นไปแบบไร้ขอบเขตนั้น ความรู้สึกมันไม่ร้อนผ่าวไปหมดทั้งตัวแบบนี้

“เจ้าพี่.. เจ้าพี่ไม่ไปด้วยกันจริงๆเหรอครับ?”
เจ้ามอปลายชะโงกหน้ามองลอดกระจกหน้าต่างรถออกมา
เจ้าชายคนพี่ส่ายหน้า “พี่ยังต้องเคลียร์อะไรอีกหน่อย น้องไปเถอะ ขากลับก็ซื้ออะไรอร่อยๆมาฝากด้วยแล้วกัน”
เจ้ามอปลายทำหน้างอแง “น้องอยากให้เจ้าพี่ไปด้วย งานอะไรต้องรีบเหรอครับ ตั้งไว้ตรงนั้นเดี๋ยวกลับมาน้องช่วยทำก็ได้ นะครับ นะ ไปด้วยกันนะ” หันไปหานักเขียนที่เหมือนจะเดินเลี่ยงพี่ชายเขาไปซะไกลเพื่อมาขึ้นรถ “นักกก ช่วยผมหน่อย เจ้าพี่ไม่ยอมไปกับเรา ผมอ้อนจนคอแห้งแล้วเนี่ย”
นักเขียนกลืนน้ำลาย พยายามซ่อนรอยเชือกที่ข้อมือเอาไว้
“.....” เหลือบไปมองเจ้ามอต้นก็เห็นสีหน้าเฉยชาแบบเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน
“อะไรน่ะ อย่าบอกนะว่าทะเลาะกันอีกแล้ว” เจ้ามอปลายขมวดคิ้วพอเห็นว่าคนพี่กับนักเขียนต่างคนต่างไม่มองหน้ากัน “เมื่อไหร่จะดีกันเนี่ย คนกลางมันลำบากใจนะ”
นักเขียนกระอักกระอ่วน
แสดงว่า เจ้ามอปลายไม่รู้ว่าตอนนั้นเขากับเจ้ามอต้นทำอะไรกันอยู่ที่โรงจอดรถอย่างนั้นเหรอ?
มันจะใช่จริงๆน่ะเหรอ..
สัณชาติญานนักเขียนนิยายที่สอดแทรกนิสัยให้กับตัวละครหลากหลายรูปแบบทำให้นักเขียนตั้งข้อสังเกตุกับสิ่งที่เหมือนจะไม่มีอะไรที่เจ้ามอปลายกำลังแสดงออกอยู่ตอนนี้
“ถ้าเจ้าพี่ไม่ไปด้วยกัน น้องจะ—“
“ฝ่าบาท ขอประทานอภัย! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ!”
“อะไรน่ะท่านมงคล ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนี้ เกิดเรื่องอะไรขึ้น” เจ้ามอปลายเห็นข้ารับใช้วิ่งหน้าตื่นมาก็รีบเปิดประตูรถลงมายืนข้างพี่ชาย ส่วนนักเขียนไม่กล้าเข้าใกล้สองคนพี่น้องก็ยืนง้างประตูรถค้างเอาไว้อยู่แบบนั้น แต่ก็เงี่ยหูฟังว่าคนที่วิ่งหน้าตื่นมามีเรื่องด่วนอะไร

“กระหม่อมคงต้องขอให้ฝ่าบาท กับเพื่อนของฝ่าบาทอยู่ที่นี่ ฐานะที่เป็นผู้ต้องสงสัย”

เจ้ามอปลายหันไปมองกลุ่มคนนับสิบคนรวมทั้งตำรวจวังที่เดินตรงเข้ามายืนรายล้อมตัวเองและพี่ชาย
“ท่านเสนาบดี? นี่มันเรื่องอะไร” เจ้ามอปลายมีท่าทีดุกร้าวขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นหนึ่งในข้ารับใช้ชั้นผู้ใหญ่ก้าวตรงไปยังพี่ชายของตัวเองที่ยืนนิ่งอยู่

“องค์รัชทายาทที่2 เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลอบทำร้ายองค์รัชทายาทพะยะค่ะ”

นักเขียนที่แอบฟังอยู่ตกตะลึง
“อะไรนะ..”
“องค์รัชทายาทถูกลอบทำร้ายตอนกำลังอยู่ในห้องทรงดนตรีตามลำพังพะยะค่ะ ตอนนี้พระอาการสาหัส”
“เจ้าพี่ไคท์..?  มันเกิดขึ้นได้ยังไง ตอนนี้เจ้าพี่อยู่ที่ไหน!” เจ้ามอปลายตกใจจนหน้าซีดเผือด
“องค์รัชทายาทถูกส่งเข้ารักษาพระอาการในห้องไอซียูพะยะค่ะ พระอาการเบื้องต้นน่าเป็นห่วงเพราะทรงถูกตีด้วยของแข็งเข้าบริเวณสำคัญหลายครั้ง ตอนนี้ยังทรงไม่ได้สติ”
“อะไรกัน..”
เจ้าชายทั้งสองพระองค์มีสีหน้าหวั่นวิตกไปตามๆกัน
“กระหม่อมต้องขอประทานอภัยที่ต้องให้องค์รัชทายาทที่สองมากับกระหม่อมเพื่อให้ปากคำ”
เจ้ามอปลายยกแขนขึ้นมาขวางตรงหน้าเสนาบดีที่กำลังจะเดินมาหาเจ้าชายคนพี่
“บังอาจ!!!"
ตาคู่งามวาววับเหมือนพญาราชสีห์ที่กำลังโกรธจัด
"พวกท่านอย่ามากระทำการบังอาจล่วงเกินเจ้าพี่เรา!”
“เราพบสิ่งนี้ในสถานที่เกิดเหตุพะยะค่ะ”
แหวนประจำตัวรัชทายาทที่ฝังบุษราคัมสีเหลืองสดซึ่งเป็นอัญมณีประจำตัวของรัชทายาทลำดับที่สองเอาไว้วางอยู่บนผ้าเช็ดหน้าที่ยื่นออกมา
“แหวนของเจ้าพี่?” เจ้าชายคนน้องขมวดคิ้วแล้วตวัดสายตากลับไปมองท่านเสนาอย่างโกรธจัด “พวกท่านนี่โง่หรือไง ใครจะฆ่าคนแล้วทิ้งของๆตัวเองเอาไว้ในที่เกิดเหตุ ถอยออกไปนะ! อย่ามาไร้มารยาทกับพี่เรา!” เจ้ามอปลายโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ไหนจะข่าวว่าพี่ชายคนโตที่เป็นรัชทายาทถูกลอบทำร้าย ไหนจะพี่ชายที่รักเท่าชีวิตถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำ ไม่มีเรื่องไหนตลกซักอย่างเดียว
เจ้าชายคนน้องหันไปทางเจ้ามอต้นที่ไม่พูดอะไรออกมาซักคำ “เจ้าพี่ ทำไมแหวนของเจ้าพี่ถึงไม่อยู่กับตัว ก่อนน้องออกไปน้องก็ยังเห็นเจ้าพี่ใส่มันอยู่”
เจ้ามอต้นมองแหวนประจำตัวที่ทำให้ตัวเองตกเป็นผู้ต้องหา
“พี่ถอดไว้ที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะลงมาเรือนเพาะชำ”
เจ้ามอปลายหันกลับไปหาเสนาบดีด้วยท่าทีแข็งกร้าว
“เจ้าพี่ไคท์ถูกลอบทำร้ายตอนกี่โมง”
ตำรวจวังชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่งถวายความเคารพรัชทายาทลำดับที่สามผู้ที่ไม่เคยมีใครได้เห็นท่าทางวางอำนาจดุกร้าวแบบนี้จากผู้เป็นหนึ่งในรัชทายาทที่มีสิทธิ์ในการครองบัลลังก์
“ราวบ่ายโมงครึ่งถึงบ่ายสองพะยะค่ะ เราสอบถามทุกคนที่อยู่ที่นี่ในช่วงเวลาเกิดเหตุแล้ว พบว่าทุกคนมีหลักฐานและพยานยืนยันที่อยู่ชัดเจน”
ทุกสายตามองตรงมาที่รัชทายาทลำดับที่สองที่เสื้อผ้ามีรอยยับย่นขมุกขมอมเหมือนไปต่อสู้กับใครมา
“ช่วงเวลาบ่ายโมงครึ่งถึงบ่ายสอง องค์รัชทายาทลำดับที่สองทรงประทับอยู่ที่ไหนพะยะค่ะ”
ทุกคนจ้องมาที่เจ้ามอต้นเป็นตาเดียวรวมถึงเจ้ามอปลาย
“เราอยู่เรือนเพาะชำ”
“พยานที่สามารถยืนยันได้ว่าฝ่าบาทอยู่ที่เรือนเพาะชำในช่วงเวลานั้น มีรึเปล่าพะยะค่ะ”
รัชทายาทลำดับที่สองเงียบไป
“มีรึเปล่าพะยะค่ะ พยานยืนยันที่อยู่ของฝ่าบาท ถ้าฝ่าบาทมีพยานยืนยัน หลักฐานชิ้นนี้ก็มีความน่าสงสัยว่าจะมีใครเอาไปวางไว้เพื่อให้องค์รัชทายาทลำดับที่สองตกเป็นผู้ต้องสงสัย”
เจ้ามอปลายกลืนน้ำลาย พอมองหน้าพี่ชายเพื่อขอคำตอบคนพี่ก็เอาแต่นิ่งเงียบ
“หากฝ่าบาทไม่มีพยานที่อยู่ กระหม่อมต้องขอประทานอภัยที่ต้องให้ฝ่าบาทตามกระหม่อมไปให้ปากคำด้วยพะยะค่ะ”
นักเขียนเหงื่อแตกพลั่กเมื่อเห็นตำรวจวังเชิญตัวองค์ชายรัชทายาทลำดับที่สองไปที่รถตำรวจในฐานะผู้ต้องสงสัย

‘ไม่ใช่’
เจ้ามอต้นไม่ใช่ผู้ต้องหา
ตอนนั้นน่ะ..
ตอนบ่ายสองที่เจ้ามอปลายโทรมานั่นน่ะ
คนที่อยู่กับเจ้ามอต้นก็คือ..

“นี่มันเรื่องบ้าอะไร!” เจ้ามอปลายขวางไม่ให้ใครเข้ามาใกล้พี่ชายตัวเอง “แค่เพียงแหวนของเจ้าพี่ไปอยู่ที่นั่น พวกท่านก็มากล่าวหาว่าพี่เราเป็นคนร้าย มันจะไม่มักง่ายไปหน่อยหรือไง! ทำไมไม่สืบสาวราวเรื่องให้ดีก่อน พวกท่านไม่มีสิทธิ์มาล่วงเกินพี่เราแบบนี้! ถอยไป!!”
นักเขียนซ่อนข้อมือที่แดงช้ำเพราะรอยเชือกเอาไว้ข้างหลัง ความคิดในหัวกำลังตีกันวุ่นวายไปหมดพอเห็นเจ้าชายคนน้องเกรี้ยวกราดใส่ทุกคนในบริเวณนั้นเพื่อปกป้องไม่ให้ใครเข้ามาพาตัวเจ้ามอต้นไป
เท่.. จนไม่รู้จะบรรยายยังไง พอเห็นใบหน้าสวยหวานนั้นแสดงอารมณ์ของราชสีห์ออกมาเพื่อปกป้องบุคคลอันเป็นที่รักของตัวเอง
“กระหม่อมต้องขอประทานอภัยด้วยพะยะค่ะองค์รัชทายาทที่สาม แต่ถ้าไม่มีพยานหลักฐานมายืนยัน ว่าในช่วงเวลานั้นองค์รัชทายาทที่สองประทับอยู่ที่เรือนเพาะชำจริงๆ กระหม่อมก็ต้องพาองค์รัชทายาทที่สองไปให้ปากคำในฐานะผู้ต้องสงสัยที่ลอบทำร้ายองค์รัชทายาท”
เจ้าชายคนน้องเหงื่อไหลซึมลงมาตามกรอบหน้า “พยานน่ะ มันก็ต้องมีอยู่แล้ว..” เจ้ามอปลายเสียงสั่น “ต้องมีแน่ คนที่เห็นว่าเจ้าพี่ของเราอยู่ที่เรือนเพาะชำตอนที่เกิดการลอบทำร้ายเจ้าพี่ไคท์!”
“อยู่ไหนล่ะพะยะค่ะ บุคคลที่จะมายืนยันว่าองค์รัชทายาทที่สองอยู่ที่เรือนเพาะชำในช่วงเวลานั้นจริงๆ”
เจ้ามอปลายกลืนน้ำลายลงคอ
พร้อมกับนักเขียนที่จิกปลายเล็บลงไปบนข้อมือที่แดงช้ำเพราะรอยเชือกด้วยอาการสั่นเทา

จะทำยังไง
จะทำยังไงดี

..บอกไม่ได้

บอกว่าตอนนั้นเราคือคนอยู่กับเจ้ามอต้นไม่ได้

“เจ้าพี่..” เสียงเจ้ามอปลายครางในคอเหมือนกำลังกลัวเมื่อเห็นพี่ชายถูกพาตัวออกไป
ยิ่งมองใบหน้าด้านข้างของเจ้ามอปลายที่เคยสวยสดใสจับตาจับใจทั้งกลัวทั้งจะร้องไห้ออกมา นักเขียนยิ่งไม่กล้าพูดอะไร
“เจ้ามอต้น.. เจ้ามอปลาย..”

—ขอโทษ—


_____________________________________
ปล. คนอ่านจะรู้ว่าเจ้าคนน้องคิดยังไงเรื่องนักกับเจ้าคนพี่ แต่นักไม่รู้เรื่องนี้นะฮะ นักไม่รู้ว่าสองคนพี่น้องเค้าคิดกันแบบไหน เลยกลัวเจ้าน้องจะรู้ว่ามีอะไรกับเจ้าชายคนพี่อยู่ตอนนั้น :hao5:
ปล.2 ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์เลยค่ะ  :hao5: :hao5: กำลังใจน้อยๆของนักเขียนผู้นี้ ฮือ  :hao6:


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-04-2019 23:58:40 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5276
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-25

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
นักเขียนนี่น่าสงสารนะ ความรู้สึกตีกันให้วุ่น รู้สึกสับสน รู้สึกผิด รู้สึกรัก รู้สึกเศร้า ทำไมถึงกลายเป็นผู้ถูกกระทำเสมอๆ เลย

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0

ออฟไลน์ bulldog17

  • ❤GOT7
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3973
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +265/-12
สองพี่น้องนี่สนุกมากไหม ปั่นหัวคนอื่นเล่นเนี่ย

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 11. สิ่งที่ปกปิดกับสิ่งที่ถูกปกป้อง



“อะไรนะครับ.. เจ้ามอต้นโดนกักบริเวณ”
นักเขียนที่กำลังชงกาแฟให้คนที่แวะมาหายามบ่ายหลังจากไปฟังการสืบสวนคดีของพี่ชายที่มีพี่ชายอีกคนตกเป็นผู้ต้องสงสัยหันมาถามเจ้ามอปลายอย่างตกใจ
เจ้าชายคนพี่เข้าสู่กระบวนการสอบสวนเพราะถูกมัดด้วยพยานหลักฐานซึ่งก็คือแหวนประจำตัวของเจ้ามอต้นที่ไปปรากฏตัวอยู่ในที่เกิดเหตุโดยไม่รู้ที่มาที่ไป
เจ้ามอปลายเท้ามือลงกับราวระเบียงพร้อมกับถอนหายใจออกมาแรงๆ
“ใช่ จนกว่าจะหาหลักฐานพยานมายืนยันความบริสุทธิ์ให้เจ้าพี่ได้ หรือหาตัวคนร้ายที่ทำร้ายเจ้าพี่ไคท์ได้”
นักเขียนพยายามจะไม่ให้ตัวเองสั่น
“ต้องกักบริเวณกันเลยเหรอ เจ้ามอต้นไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นอยู่แล้วพวกเค้าก็รู้”
“แล้วเรามีหลักฐานอะไรไปยืนยันความบริสุทธิ์ของเจ้าพี่ได้ล่ะ”
นักเขียนอึ้ง
เจ้ามอปลายถอนหายใจอีกรอบ สีหน้าของรัชทายาทผู้น้องมีแต่ความกังวลเต็มไปหมด “ถ้าไม่มีหลักฐานไปค้าน เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้หรอก เราไม่มีอะไรจะไปแก้ต่างเรื่องแหวนของเจ้าพี่ที่ไปอยู่ในที่เกิดเหตุว่าทำไมมันถึงไปอยู่ที่นั่น”
นักเขียนใช้ช้อนคนกาแฟด้วยมือที่เริ่มสั่น ผ้าพันแผลที่พันข้อมือเอาไว้ทั้งสองข้างเพื่อปกปิดรอยเชือกจากเมื่อวานถูกซ่อนเอาไว้ใต้แขนเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งที่แขนเสื้อยาวลงมาจนกินไปครึ่งหลังมือที่หยิบมาสวมทับเสื้อนอนตอนเจ้ามอปลายมาหา
“มันก็ต้องมีคนเอาไปวางไว้เพราะต้องการให้เจ้ามอต้นเป็นคนร้ายอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
เจ้ามอปลายมองแหวนที่นิ้วมือตัวเองซึ่งเป็นอัญมณีสีฟ้าน้ำทะเลสวยสุกใสสัญลักษณ์ประจำกายของรัชทายาทลำดับที่สามที่พระราชทานมาจากกษัตริย์ผู้เป็นพ่อ
“ทุกคนก็ตั้งข้อสันิฐานแบบนั้น”
รัชทายาทผู้น้องถอนถอนหายใจยาว
“แหวนประจำตัวรัชทายาทอย่างพวกเราน่ะ จริงๆแล้วไม่ควรอยู่ห่างกาย นอกซะจากว่าจำเป็นต้องถอดออกจริงๆถึงจะถอดได้ เจ้าพี่น่ะเวลาที่ไปขลุกอยู่กับต้นไม้ก็จะชอบถอดแหวนวางไว้ในห้องทำงานแบบนี้ประจำ คนที่รู้เรื่องนี้ก็พอมี หากใครจะคิดจะอาศัยจังหวะที่เจ้าพี่ลงไปดูต้นไม้มาขโมยเอาไปก็ย่อมทำได้ ตอนนี้ผมกำลังสืบดูว่าแหวนประจำตัวเจ้าพี่ไปอยู่ในห้องทรงดนตรีของเจ้าพี่ไคท์ได้ยังไง”
ห้องทรงดนตรี?
จริงสิ
ตอนนั้นตำรวจวังพูดว่ารัชทายาทถูกทำร้ายขณะอยู่ในห้องทรงดนตรีตามลำพัง
“....”
อะไรบางอย่างมันสะกิดใจ
“เจ้ามอปลาย.. ตำรวจบอกว่า รัชทายาทถูกทำร้ายที่ห้องทรงดนตรี ใช่มั๊ย?”
เจ้ามอปลายเอื้อมมือมารับถ้วยกาแฟไปจากนักเขียนแล้วนั่งพิงลงไปกับโต๊ะกระจกกลมๆที่วางอยู่ตรงระเบียง
“ใช่ เจ้าพี่ไคท์กับผมเราชอบดนตรีเหมือนกัน คนที่สอนผมเล่นเปียโนตอนเด็กๆก็คือเจ้าพี่ไคท์นี่ล่ะ”
นักเขียนรู้สึกว่าอะไรบางอย่างกำลังบีบคั้นลงไปตรงกลางอารมณ์ระหว่างตัวเองกับคนตรงหน้าที่กำลังยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบแต่สายตายังมองออกไปด้านนอกด้วยแววตาครุ่นคิดกังวล

‘รัชทายาทถูกทำร้ายที่ห้องทรงดนตรีตอนช่วงเวลาบ่ายสอง?’
..ตอนนั้นเราอยู่ที่โรงจอดรถกับเจ้ามอต้น

ภาพในหัวนักเขียนเป็นเสียงโทรศัพท์ที่เจ้ามอปลายโทรเข้ามา

“วันนี้ผมว่าจะเลิกคลาสเร็ว คุณอยากไปไหนมั๊ย เดี๋ยวผมพาไป”
..ตอนนั้น มีเสียงเปียโนแทรกเข้ามาในสาย

นักเขียนหันไปมองเจ้ามอปลายพร้อมกับเหงื่อที่ไหลซึมลงมาตามไรผม
เจ้าชายคนน้องผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นรัชทายาทลำดับที่สามที่มีสิทธิ์ในการขึ้นครองบัลลังก์เหม่อมองออกไปโดยที่ไม่ได้พูดชมรสชาดใดๆของกาแฟที่นักเขียนยื่นมาให้ที่จิบไปเกือบครึ่งถ้วย
“เจ้าพี่จะตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับแรกมันก็ไม่แปลก เพราะที่จริงแล้วคนที่ได้รับแรงสนับสนุนในการขึ้นเป็นกษัตริย์ไม่ใช่เจ้าพี่ไคท์ที่เป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่ง แต่เป็นเจ้าพี่ที่เป็นรัชทายาทลำดับที่สองซึ่งเกิดจากพระชายาในสเด็จพ่อ”
นักเขียนประคองถ้วยกาแฟของตัวเองด้วยมือสั่นเทา
“ถ้าเทียบกันเรื่องสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด ความเป็นผู้นำในด้านต่างๆ เจ้าพี่มีมากกว่า เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาคนที่พัฒนาในด้านต่างๆของประเทศนี้ที่จริงก็คือเจ้าพี่ จะบอกว่าคนที่ถูกประชาชนรักและสนับสนุนมากกว่าคือเจ้าพี่ซึ่งเป็นรัชทายาทลำดับที่สองก็คงไม่ผิดเท่าไหร่”เหม่อมองแหวนบนนิ้วมือของตัวเองแล้วก็ถอนหายใจ “แต่เพราะว่าในพวกเราไม่มีใครทะเยอะทะยานหรือทะเลาะกันเองระหว่างพี่น้องเลยซักครั้ง เจ้าพี่กับผมเคารพเจ้าพี่ไคท์ในศักดิ์ที่เหนือกว่าเสมอ เราสามคนต่างปกป้องกันและกันมาโดยตลอด แต่พวกผู้ใหญ่บางคนที่มองในเรื่องความสามารถในการขึ้นเป็นกษัตริย์และกุมอำนาจสูงสุดก็ไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก จริงๆแล้วถ้าเจ้าพี่ขึ้นมาครองบัลลังก์ ทิศทางของประเทศนี้คงก้าวไปได้ไกลและมั่นคงกว่าเจ้าพี่ไคท์ปกครอง เพราะอะไรหลายๆอย่างเจ้าพี่ที่เป็นรัชทายาทผู้น้องก็เป็นคนช่วยตัดสินใจให้เงียบๆอยู่เสมอ”
เจ้ามอปลายยิ้มให้กับแหวนด้วยแววตาที่หม่นลง

“..ถ้าไม่มีเจ้าพี่ไคท์ เจ้าพี่ก็จะได้สิทธิ์ในการเป็นรัชทายาทลำดับต่อมาโดยไร้ข้อกังขา หากเรื่องครั้งนี้จะถูกมองว่าเจ้าพี่เป็นคนร้ายก็ไม่แปลกอะไร”

นักเขียนมือสั่นจนต้องวางถ้วยกาแฟลงไว้บนโต๊ะ
“....”
พอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเจ้ามอปลายที่เหม่อๆหมองๆแล้วนักเขียนก็เริ่มรู้สึกว่าคนตรงหน้าที่มีบรรยากาศอ่อนหวานอยู่ตลอดเวลากำลังมีอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่ภายในใจ
แน่นอนว่า นักเขียนนิยายต้องมีนิสัยละเอียดกว่าคนปกติในเรื่องการตั้งข้อสังเกตุทุกการกระทำของตัวละครในนิยายอยู่แล้ว
ภายใต้รอยยิ้ม ภายใต้เสียงหัวเราะ
ภายใต้ใบหน้าที่เหมือนจะไม่มีความคิดร้ายๆอะไรอยู่ในหัว

บางทีมันก็ไม่ใช่

“..เจ้ามอปลาย”
“หืม?”
“ตอนบ่ายสองที่คุณโทรมาหาผม..”
“?”

“คุณอยู่ที่ไหน”

เจ้ามอปลายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันหน้ากลับมา
“แล้วคุณล่ะนักเขียน”
เจ้าชายคนน้องมองนักเขียนด้วยสายตาว่างเปล่า

“ตอนที่ผมโทรมา คุณกำลังทำอะไร”


_________30%_________
*ตอนนี้จะทยอยอัพนะคะ เนื่องจากว่าในตอนนี้ค่อนข้างมีรายละเอียดพอสมควร เราไม่อยากดึงเรื่องให้ยืดเยื้อไปหลายตอน :ling1:
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์เลยค่ะ  :hao5:



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 00:07:59 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ ashbyipcet

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
 ปลายกำลังจะตาบอดแสดงว่าเจ้าตัวรู้แต่แรก
และนักได้ยินเสียงเปียโนในสายตอนช่วงบ่ายสอง
โหมด CSI ทำงานออโต้เลยจ้าา  :hao3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
ฉับกันแบบนี้เลย ?!!!

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1903
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
โอ๊ยยยย ชอบ มีทุกปม
ชั่นรักเรื่องนี้

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1

ตอนที่ 11/2 (100%)


นักเขียนรู้สึกว่าไม่ใช่แค่มือที่กำลังสั่น แต่ตอนนี้แม้แต่หัวใจก็สั่นตามไปด้วย
“ว่าไงนักเขียน คุณตอบผมมาสิ ว่าตอนที่ผมโทรเข้ามา คุณกับเจ้าพี่กำลังทำอะไร”

รู้จริงๆด้วย..

“........” เจ้าชายคนน้องหรี่ตาลงมองนักเขียนที่พยายามจะซ่อนมือตัวเองเอาไว้ตลอดเวลา “มือคุณเป็นอะไร ทำไมต้องซ่อน”
กลัว..
“ส่งมือคุณมา”
“....” นักเขียนจิกเล็บลงบนผ้าพันแผล จังหวะการเต้นของหัวใจสั่นรัวขึ้นมาทันที
“นัก. ผมบอกว่าให้ส่งมือมา!”
ขอโทษ—
เจ้าชายคนน้องกระชากแขนนักเขียนจนคนที่เอาแต่ก้มหน้ามองพื้นเกือบล้มคะมำ
“ผ้าพันแผล?”
เจ้ามอปลายจับมือของนักเขียนขึ้นมาแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาของคนที่กำลังรู้สึกผิดอย่างรุนแรง
“ ..ผมขอโทษ ..ขอโทษที่พูดออกไปไม่ได้” นักเขียนกลัวตอนที่เจ้ามอปลายตวาดจนน้ำตาแทบร่วง “..ผมกลัวคุณจะเกลียดผม ถ้าเป็นแบบนั้น ..ถ้าเป็นแบบนั้น..”
มันเหมือนกับว่าสิ่งเดียวที่ผมใช้เหนี่ยวรั้งตัวเองเอาไว้กำลังจะหายไป
เจ้าชายคนน้องคลายผ้าพันแผลออกจากข้อมือทั้งสองข้างของนักเขียน
“.......”
รอยมัด?
“..หึ.. อย่างที่คิดจริงๆด้วย”
ทันทีที่มืออ่อนนุ่มของเจ้ามอปลายผละออกไป น้ำตาเม็ดใหญ่ก็ร่วงผลอยลงมาจากหางตา
นักเขียนนิยาย บางครั้งก็กักเก็บอารมณ์อ่อนไหวที่สะสมมาจากตัวละครในนิยายเอาไว้เกินความจำเป็น
และมันพร้อมจะพรั่งพรูออกมาเมื่อถูกกระตุ้น
“ผมกลัวว่าถ้าพูด ตำรวจก็ต้องถามลึกลงไปอีก” นักเขียนจับข้อมือที่มีรอยเชือกเขียวช้ำเป็นแนวเล็กๆเอาไว้พร้อมกับพยายามหลบสายตาเจ้ามอปลายด้วยการก้มหน้ามองพื้นของโรงแรมแทนโดยที่น้ำตากลิ้งพลั่กๆลงมาไม่ยอมหยุดเพราะความกลัว
..กลัวว่าตัวเองจะปลิวไป ไม่มีอะไรให้ยึดเหนี่ยวเหมือนกับวันที่ถูกทิ้งเอาไว้กับการ์ดแต่งงาน
“ผมก็อยากช่วย ผมไม่ได้อยากให้เจ้ามอต้นตกเป็นผู้ต้องหา”
“แต่คุณกลัวว่า ถ้าผมรู้ ว่าตอนนั้นคุณกับเจ้าพี่กำลังทำอะไรกัน ผมจะโกรธ จะเกลียดคุณ แบบนั้นใช่มั๊ย?”
นักเขียนพยักหน้าทั้งน้ำตา
ไม่รู้ตัวเลยว่า คนที่บินข้ามประเทศมาเจอเพียงแค่เวลาไม่กี่วัน จะมีผลกับหัวใจที่กำลังบอบช้ำของตัวเองได้มากมายขนาดนี้

มันเร็วไป
เร็วเกินไปที่คุณจะเข้ามามีอิทธิพลกับใจผม

แต่ผมทนไม่ไหวแล้ว

“!”
นักเขียนถูกกระชากเข้าไปในอ้อมกอดของเจ้ามอปลาย ริมฝีปากสีลูกพีชสวยไซร้เข้าตรงซอกคอของนักเขียนแล้วกระซิบด้วยอารมณ์ที่สั่นไม่ต่างกัน
“อย่าทำให้ผมหวั่นไหวมากไปกว่านี้เลยนักเขียน”
“เจ้ามอปลาย..”
เจ้าชายคนน้องพิงสะโพกกับขอบระเบียงแล้วรั้งนักเขียนเข้ามาในอ้อมกอด
“เจ็บมั๊ย”
“....” นักเขียนพูดไม่ออกพอเจ้ามอปลายหอมลงมากลางหน้าผาก
“เจ้าพี่คงรุนแรงกับคุณ” เจ้าชายคนน้องไล้ปลายนิ้วปาดน้ำตาออกจากแก้มของนักเขียน “ถ้าเจ้าพี่ทำคุณเจ็บ ..ผมขอโทษ..”
นักเขียนรู้สึกว่าหัวใจมันตกลงไปในความอ่อนโยนอันไร้ขอบเขตของเจ้ามอปลายจนบางทีมันอาจจะสายเกินไปที่จะปีนกลับขึ้นมาเผชิญความจริงในวันข้างหน้าหากว่านี่เป็นเพียงอารมณ์หวั่นไหวชั่วคราวของเจ้าชายผู้เป็นรัชทายาท
“ผมไม่โกรธคุณ ไม่เกลียดคุณด้วย แต่ผมขอให้คุณช่วยเจ้าพี่ได้มั๊ย” เจ้ามอปลายเอามือนักเขียนไปหอมตรงรอยช้ำ “..ได้มั๊ยนักเขียน เรามาช่วยกัน ตอนนี้นอกจากผมกับคุณก็ไม่มีใครสามารถยืนยันที่อยู่ให้กับเจ้าพี่ได้อีกแล้ว ลำพังผมคนเดียวพูดไปมันก็ไม่มีน้ำหนักอะไร อีกอย่างเบอร์ที่ผมโทรเข้าตอนนั้นก็เป็นเบอร์ของคุณ มันอ้างอะไรไม่ได้ถ้าคุณไม่พูดแล้วก็แสดงหลักฐานออกมาว่าช่วงเวลานั้นเจ้าพี่อยู่ที่เรือนเพาะชำกับคุณจริงๆ”
นักเขียนมองใบหน้าสวยหวานของเจ้ามอปลายแล้วกลืนน้ำลาย
“ไม่ใช่เรือนเพาะชำหรอกครับ” พอเริ่มพูดก็เหมือนเริ่มสารภาพความผิดที่ติดตัว “เจ้ามอต้นลากผมไปที่โรงจอดรถ เพราะโกรธที่ผมพูดเรื่องตาของคุณ”
“.....” เจ้ามอปลายย่นหัวคิ้วกึ่งสงสัยกึ่งตำหนินักเขียนกลายๆที่ไปพูดเรื่องที่เจ้าชายคนพี่กดดันมาตลอดอยู่แล้ว “คุณคงไม่ได้ไปบอกให้เจ้าพี่แบ่งตามาให้ผมหรอกนะ?”
นักเขียนพยักหน้าอย่างรู้สึกผิด ภายในใจกำลังกดดันขึ้นมาเรื่อยๆเพราะเริ่มรู้สึกว่าเรื่องที่เขาพูดกับเจ้ามอต้นมันอาจจะเป็นประโยคเลวร้ายสำหรับเจ้าชายคนพี่ที่ถูกคนนอกเฝ้าถามมาโดยตลอด
เจ้ามอปลายเอามือดันหน้าผากพร้อมกับถอนหายใจ
“เจ้าพี่ต้องเจอกับคำถามนี้ทุกรอบที่มีคนรู้เรื่องตาของผมเลยคุณรู้ไหม” เจ้ามอปลายพยายามที่จะไม่เย็นชาใส่นักเขียน
เพราะที่ผ่านมา คนที่รู้เรื่องตาของเจ้ามอปลายแล้วไปพูดทำนองนี้กับเจ้ามอต้นมักจะถูกเจ้าชายคนน้องไล่ไปด้วยการเย็นชาใส่เสมอ
“จริงอยู่ที่ว่าเคสของผมน่ะรักษาด้วยการผ่าตัดแก้ไขทั่วไปไม่ได้ ปัญหาของตาผมมันลึกลงไปถึงประสาทตาและสมองส่วนใน ต้องได้รับบริจาคดวงตาจากคนที่สามารถเข้ากันได้เท่านั้นผมจึงจะสามารถเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเอาตาที่ไม่สามารถเยียวยานี้ออกไป แล้วใส่ดวงตาอันใหม่มาแทน ซึ่งเจ้าพี่ที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันมีเซลล์ตรงกันทุกอย่างเลยกลายเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะให้ตากับผม” เจ้ามอปลายถอนหายใจพอคิดไปถึงพี่ชายที่นิ่งเงียบมาตลอดทั้งที่ความจริงเป็นทุกข์ยิ่งกว่าใครเรื่องตาของเขาที่กำลังจะมองไม่เห็น “จริงๆพวกผู้ใหญ่ก็เคยคิดจะทำแบบนั้นเหมือนกัน เจ้าพี่เองก็ยินดีที่จะให้ตาข้างนึงกับผมมา”
นักเขียนเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาของเจ้ามอปลาย
ดวงตาสีอ่อนจัดยังคงมองตอบมาอย่างอ่อนโยนเช่นเคย หากแต่มีริ้วรอยของความเศร้าที่เก็บซ่อนเอาไว้มาตลอด
“แต่ผมทนไม่ได้หรอกนะ” เจ้ามอปลายเศร้าทั้งคำพูดทั้งดวงตาที่สวยผิดคนปกติ
แต่เป็นความสวยที่น่าเศร้าเพราะอีกไม่นานตาสวยๆนี้จะไม่สามารถมองเห็นอะไรได้อีก
“ถ้าสิ่งที่ผมได้มา คือสิ่งที่เจ้าพี่ต้องเสียไป เป็นคุณ คุณจะอยากได้มั๊ยนักเขียน”
คนฟังกลืนประโยคคำตอบทั้งหมดลงคอพร้อมกับเหงื่อร้อนๆที่ไหลซึมลงมาตามแผ่นหลัง
สองพี่น้องรักกันจนนักเขียนรู้สึกตื้อไปหมดทั้งลำคอ พูดอะไรไม่ออก
ตัวเองยอมเป็นอะไรก็ได้ ยอมเป็นยังไงก็ได้ ยอมกักเก็บความทุกข์เอาไว้แค่ไหนก็ได้ถ้าเพื่อให้อีกคนมีความสุขที่สุด
และถ้าเพื่อสนับสนุนอีกคนให้เต็มกำลังที่สุด ตัวเองอาจจะยอมเป็นฆาตรกรเพื่อการนั้นก็ได้
“แล้วคุณ.. อยู่ที่ไหน เจ้ามอปลาย ตอนที่คุณโทรมา ผมได้ยินเสียงเปียโนอยู่ข้างๆคุณด้วย”  ถ้าหากเจ้ามอปลายคิดจะสนับสนุนคนพี่ให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ เรื่องทำร้ายพี่คนโตที่เป็นรัชทายาทเพื่อให้ถางทางเดินขึ้นสู่บัลลังก์ให้เจ้ามอต้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับคนที่ซ่อนทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ใต้รอยยิ้มหวานละมุนแบบเจ้ามอปลาย
“ผม?”เจ้ามอปลายเลิกคิ้ว เอามือชี้ใส่ตัวเอง “ผมก็อยู่ที่มหาลัยสิ ที่คุณได้ยินเสียงเปียโนก็เพราะผมเพิ่งหมดชั่วโมงสอน เด็กๆที่ยังไม่กลับก็อยู่ซ้อมมือกันในห้องดนตรีของมหาลัยเป็นปกติอยู่แล้ว” เจ้ามอปลายทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “คุณคงไม่ได้จะบอกว่าคุณสงสัยผมอยู่หรอกนะนักเขียน” เจ้ามอปลายพูดจบก็ทำหน้าเหวอพร้อมกับมองนักเขียนอึ้งๆ
นักเขียนกลืนน้ำลายลงคอ “มีคนอยู่กับคุณตอนนั้นใช่มั๊ย”
“ก็ต้องมีอยู่แล้วสิ เด็กนักเรียนในคลาสผม3-4คนยังไม่กลับอย่างที่ผมบอกคุณ พวกเค้าเป็นพยายานยืนยันที่อยู่ให้ผมได้อยู่แล้วนักเขียนคุณคิดอะไรอยู่เนี่ยเด็กบ้า!”
เจ้ามอปลายดึงนักเขียนเข้ามากอดแน่นพอรู้ว่าที่นักเขียนไม่พูดออกมาไม่ใช่แค่ว่ากลัวเขารู้เรื่องตัวเองกับคนพี่ แต่เพราะคนตรงหน้ากลัวว่าเขาจะเป็นคนร้ายเพราะเสียงเปียโนที่แทรกอยู่ในสายตอนโทรเข้าไปนั่นเอง
“พวกเราทั้งสามคนไม่มีทางทำร้ายกันเองหรอกนัก ไม่ว่าจะแค่เล็กๆหรือใหญ่โต คุณอย่าคิดไปเรื่อยสิ หัดเชื่อในสายสัมพันธ์ของพี่น้องหน่อย” เจ้ามอปลายหัวเราะออกมาได้พอรู้ว่าที่จริงแล้วต่างคนต่างแค่ต้องการจะปกป้องใครซักคนที่อยู่ใกล้หัวใจตัวเองแค่นั้น
“ก็ใครจะไปรู้ล่ะ บางครั้งคนเราก็ทำอะไรที่คาดไม่ถึงได้นี่นา ผมยอมรับว่าผมผิดที่สงสัยคุณ แต่ความสัมพันธ์ของคุณสองคนก็หนักหนาเกินไปนะ หัดรู้ซะบ้างสิเจ้าแฝดบ้า” นักเขียนฟุบหน้าลงไปหัวเราะกับอกเจ้ามอปลายอย่างโล่งใจ
เจ้าชายคนน้องส่ายหน้ายิ้มๆ ยกแขนขึ้นมากอดนักเขียนเอาไว้อย่างเอ็นดู
“แต่เรื่องที่ผมอยู่กับพี่คุณ มันก็ไม่ใช่ว่าจะพูดออกมาตรงๆได้ไม่ใช่เหรอ ถ้าเกิดพวกเค้าไปตรวจสอบหลักฐานที่โรงจอดรถจริงๆ ยังไงก็ต้องเจออะไรที่เป็นหลักฐานว่าผมถูกเจ้ามอต้น... อืม ..นั่นล่ะ แล้วมันจะไม่กระทบกับการเป็นเชื้อพระวงศ์ของคุณสองคนหรือไง”
สิ่งที่นักเขียนกังวลคือเรื่องชู้สาวที่อาจจะกลายเป็นข่าวทำลายรัชทายาทลำดับที่สองอย่างเจ้ามอต้น และอาจรวมมาถึงลำดับที่สามอย่างเจ้ามอปลาย หนำซ้ำตัวเองยังเป็นผู้ชายมันอาจจะยิ่งไปกันใหญ่
เหมือนหลุดจากการเป็นผู้ต้องสงสัยแล้วยังต้องมากลายเป็นเป้าให้คนมองเรื่องรสนิยมทางเพศของรัชทายาทที่ไม่อาจหยั่งได้ว่าสังคมของอโยธยานั้นเปิดกว้างมากแค่ไหน ถึงยังไงทั้งคู่ก็เป็นถึงระดับองค์ชายรัชทายาทของประเทศ มันไม่ได้ง่าย
“อ๋อ ถ้าคุณกังวลเรื่องการยอมรับในเพศที่สามของประเทศเราอยู่ล่ะก็ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” เจ้ามอปลายยิ้ม “อโยธยาน่ะ อนุญาติกฏหมายจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องของเพศที่สามตั้งแต่ต้นปีแล้ว นี่คุณไม่ได้ศึกษาอะไรก่อนมาประเทศผมเลยเหรอนักเขียน”
นักเขียนหน้าเหวอ “..ใครจะไปศึกษาอะไรขนาดนั้นล่ะ” พูดแล้วก็เอามือดันหน้าผาก “เห้ออ.... นี่ผมเครียดบ้าอะไรอยู่เนี่ย เหมือนโดนพวกคุณสองคนปั่นหัวเลยให้ตายสิ” พูดเสร็จก็ฟุบหน้าลงไปกับอกเจ้ามอปลายอย่างหมดแรง
รัชทายาทลำดับที่สามหัวเราะ
“คุณไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ ส่วนรอยนี่ก็ไม่ต้องปิดแล้ว เดี๋ยวเอาเสื้อคลุมของผมใส่ทับไป”
“ไป?” นักเขียนเงยหน้าขึ้นมองเจ้ามอปลาย “ไปไหนครับ?”
เจ้าชายคนน้องยิ้มให้นักเขียนวูบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาดุกร้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“ไปหาเจ้าพี่ แล้วก็ลากคอคนร้ายตัวจริงที่กำลังหัวเราะเยาะพวกเราออกมาหักหน้าพวกที่บังอาจใช้อำนาจมาสั่งกักบริเวณพี่ผมไง”


“องค์รัชทายาทที่สามเรียกพวกเรามาที่นี่เพราะมีหลักฐานพยานยืนยันที่อยู่ขององค์รัชทายาทที่สองแล้วเหรอพะยะค่ะ”
ตำรวจวังชั้นผู้ใหญ่เปิดประเด็นหลังจากถูกรัชทายาทผู้น้องเรียกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนคดีพี่ชายคนโตมารวมกันที่ห้องโถงใหญ่ในเขตพระราชฐานส่วนพระองค์ที่ใช้กักบริเวณพี่ชายฝาแฝดของเจ้ามอปลายในฐานะผู้ต้องสงสัย
“ใช่ เรามีพยานที่สามารถยืนยันได้ว่าช่วงเวลาที่เจ้าพี่ไคท์ถูกคนลอบทำร้าย ตอนนั้นเจ้าพี่ของเราอยู่ที่ไหน และอยู่กับใคร” เจ้าชายลำดับที่สามกวาดสายตามองทุกคนด้วยท่าทางแข็งกร้าว
ความโกรธที่คนเหล่านี้บังอาจกักบริเวณพี่ชายเขามันแทบปะทุออกมานอกอก

‘หากพ้นจากเรื่องคราวนี้ไป จะลดตำแหน่งให้เป็นรางวัล ฐานที่บังอาจล่วงเกินพี่ชายเรา’

“อยู่ไหนล่ะพะยะค่ะ พยานยืนยันที่พระองค์ว่า”
นักเขียนลุกขึ้นยืน ตาคู่สวยมองตรงไปหาเจ้ามอต้นที่นั่งเงียบไม่พูดอะไรออกมาซักคำ
“ผมกับรัชทายาทที่สองอยู่ด้วยกัน แต่ผมคงพูดรายละเอียดในตอนนั้นออกไปทั้งหมดไม่ได้ ต้องขออภัยด้วยครับ แต่เพราะพวกคุณต้องการพยานยืนยันที่อยู่ของรัชทายาทที่สองผมเลยจำเป็นต้องพูด”
เจ้ามอต้นนิ่งเงียบ มองเจ้าชายคนน้องที่ตาขวางใส่ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการควบคุมตัวเขาสลับกับมองนักเขียนที่สายตาไม่หวั่นไหวอะไรแม้แต่นิดเดียวผิดกับวันที่เขาถูกพาตัวขึ้นรถไปที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้และพึมพัมแต่คำขอโทษออกมา
ตำรวจวังชั้นผู้ใหญ่มองตอบนักเขียน
“หลักฐานที่ว่าคุณอยู่กับองค์รัชทายาทที่สองล่ะ มีหลักฐานอะไรมั๊ย? ถ้าไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้จริง สถานะพยานของคุณก็ต้องตกไป เพราะคุณอาจจะพูดคำเท็จเรื่องเวลาออกมาเพื่อทำให้รูปคดีบิดเบี้ยวก็เป็นได้”
นักเขียนกลืนน้ำลาย คิดเอาไว้แต่แรกว่าจะถูกสวนกลับมาแบบนี้
พอมองไปที่เจ้ามอต้นที่ถูกกักบริเวณไม่ต่างจากผู้ต้องหาที่เอาแต่ทำหน้านิ่งๆ และเหมือนจะเห็นยิ้มมุมปากวูบหนึ่งตอนที่เผลอหันไปสบตาก็นึกหงุดหงิด

‘ยังจะมีหน้ามายิ้มกวนประสาทอีกนะ คนอื่นเขาเครียดกันจะตายอยู่แล้วแท้ๆ ไอ้บ้าเอ๊ย..’
ปล่อยให้ติดคุกหัวโตดีมั๊ยวะเนี่ย

เจ้ามอปลายกระตุกแขนนักเขียนให้นั่งลงก่อนจะเป็นคนพูดต่อ “เรายืนยันได้ ว่าช่วงเวลานั้นพี่เราอยู่กับเขาจริงๆ” แบมือไปที่นักเขียน “ขอมือถือคุณหน่อย”
นักเขียนล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วส่งให้
จังหวะนั้นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งใกล้นักเขียนเหลือบมาเห็นรอยช้ำที่ข้อมือของนักเขียนเข้าพอดี
“......”
เจ้ามอปลายเลื่อนปลดล็อคหน้าจอได้ทันทีเพราะนักเขียนไม่ได้ตั้งรหัสผ่านอะไรไว้ พอกดเข้าไปตรงรายชื่อที่โทรเข้าก็เจอข้อมูลที่บันทึกเอาไว้ว่าเบอร์ของเขาได้โทรเข้ามาตอนเวลาบ่ายสองที่เกิดการทำร้ายพี่ชายคนโตจริงๆและกินเวลาเกือบสิบนาที
เจ้ามอปลายวางโทรศัพท์ของนักเขียนลงไปกลางโต๊ะแล้วเอามือกอดอกมองตำรวจชั้นผู้ใหญ่เจ้าของคดีอย่างกดดันแกมตำหนิ
“นี่เป็นรายการที่เราโทรเข้า เรายืนยันได้ว่าเค้ากับเจ้าพี่เราอยู่ด้วยกันตอนที่เราโทรเข้ามาจริงๆ” เจ้ามอปลายกดเสียงต่ำและพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำในประโยคต่อมา

“นักคือคนรักของเราที่เพิ่งจะบินมาจากไทยเพื่อมาหาเรา และที่เค้าไม่พูดออกไปตอนนั้นว่าอยู่กับเจ้าพี่ เพราะกลัวว่าเราจะโกรธและเข้าใจเจ้าพี่กับเค้าผิดๆเลยไม่กล้าที่จะพูดว่าเค้าเป็นคนที่อยู่กับเจ้าพี่ และเรื่องนี้เรายืนยันข้อเท็จจริงทั้งหมดได้หากพวกท่านคิดว่าหลักฐานของเราเลื่อนลอยเกินไป”

โดยที่ไม่มีใครคาดคิด รัชทายาทผู้น้องหันไปกระชากต้นคอนักเขียนแล้วมาแล้วบดริมฝีปากจูบอย่างร้อนแรงท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่มองมาอย่างตกตะลึง
นักเขียนช็อคเพราะไม่คิดว่าเจ้าชายคนน้องจะมาไม้นี้

ยังปกป้องคนพี่ ด้วยการกันเรื่องยุ่งยากที่อาจจะตามมาเอาไว้ที่ตัวเองเพียงคนเดียว..

..เท่ จนไม่หลงรักก็ไม่ไหวแล้วหัวใจ..

นักเขียนยกแขนขึ้นคล้องคอเจ้ามอปลายแล้วจูบตอบอย่างเร่าร้อนเช่นกันเพื่อเป็นสิ่งยืนยันแบบไม่ต้องพูดให้มากความว่าความสัมพันธ์ของเจ้าชายคนน้องกับเขามันลึกซึ้งอย่างที่พูดอ้างจริงไหม
นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และนายตำรวจผู้ช่วยคดีหน้าแดงไปตามๆกันเพราะไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีใครมาจูบกันอย่างเร่าร้อนให้ดูต่อหน้าต่อตาแบบนี้
“......” เจ้าชายคนพี่เอามือกุมขมับก่อนจะหัวเราะออกมาในความแสบซ่าส์ของเจ้าชายคนน้องที่นานๆทีจะแผลงฤทธิ์ออกมาให้คนได้เห็น และรัชทายาทที่สามมักจะหัวร้อนแบบนี้เสมอหากว่ามีใครมาทำอะไรเขาที่เป็นพี่ชาย
ปกป้องพี่แบบเด็กๆ แต่หลายครั้งมันก็ช่วยเขาเอาไว้ได้
“อื้ม!..” นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เจ้าของคดีกระแอมในคอหลังจากทนนั่งดูมาพักใหญ่
นักเขียนได้สติว่าทำเกินไปก็ผละออกจากเจ้ามอปลายกลับมานั่งอย่างเดิม
ริมฝีปากบางสวยแดงก่ำเพราะเจ้ามอปลายทั้งบดทั้งดูด รู้สึกกระดากสายตาทุกคนในห้องที่มองมาที่ตัวเองเป็นตาเดียวจนต้องเม้มปากเอาไว้พร้อมกับกลอกสายตาหลบเจ้าชายคนพี่ที่มองตรงมาแบบเดาไม่ออกว่าพี่ชายที่ได้ชื่อว่าหวงน้องสุดๆกำลังคิดอะไร
“ก็เป็นอันว่า องค์รัชทายาทที่สองมีหลักฐานยืนยันที่อยู่อย่างชัดเจนแล้วนะพะยะค่ะ พวกกระหม่อมต้องขอพระราชทานอภัยที่กระทำการล่วงเกินพระองค์ไปทั้งหมดเพราะความผิดพลาด กระหม่อมขอน้อมรับความผิดนี้แต่เพียงผู้เดียวทุกประการ” นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทรุดตัวลงแทบเท้าของเจ้ามอต้นที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนไปจากเดิม “กระหม่อมขอตามจับผู้ร้ายตัวจริงมาลงโทษให้ได้ หลังจากนั้นกระหม่อมจะมารับโทษทัณฐ์จากพระองค์ด้วยตัวของกระหม่อมเองพะยะค่ะ”
เจ้ามอปลายกับนักเขียนถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
เจ้าชายคนพี่ที่หลุดจากการเป็นผู้ต้องหาถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วลุกขึ้นยืน
“ท่านลุกขึ้นเถอะ ถ้าทุกอย่างไม่มีอะไรแล้ว พวกท่านก็กลับไปได้ จากนี้ก็ว่ากันไปตามสมควร ถ้ามีอะไรต้องการให้เราช่วย เราก็ยินดี”

ตำรวจทั้งหมดกลับไปแล้ว เจ้ามอปลายถอนหายใจออกมาแรงๆอย่างโล่งอก แต่ก็ไม่วายจะสบถในคอเพราะยังโกรธเรื่องที่เจ้าคนพี่ถูกสั่งกักบริเวณทั้งๆที่เป็นถึงรัชทายาท
“น้องจะปลดออกจากยศให้หมด ทุกคนเลยที่เกี่ยวข้องในคดี กล้าดียังไงมากักบริเวณเจ้าพี่มันน่าโมโห”
เจ้าชายคนพี่เอามือยีผมคนพูด “ซ่าส์น่ะเรา ผู้ใหญ่เขาก็ทำตามหน้าที่เขา เราจะไปตำหนิเขามันก็ไม่ได้” หันไปมองคนที่เอาหน้าฟุบลงกับโต๊ะอย่างหมดแรงอยู่ข้างๆน้องชาย คงโล่งใจที่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี
“แต่เจ้าพี่ก็คือเจ้าพี่ พวกผู้ใหญ่ก็รู้ว่าเราสามคนไม่ทำร้ายกันเองอยู่แล้ว แล้วแทนที่จะเอาเวลาไปไล่หาคนที่ทำ กลับมาสั่งกักบริเวณคนที่ไม่ควรสั่ง” เจ้ามอปลายขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด “ถ้าไม่เตือนความจำกันบ้างว่าเราเป็นใคร ต่อไปก็คงไม่เกรงใจเรา ข้ามหัวเราไปหมดแบบนี้จะมีเชื้อพระวงศ์ไว้สูงสุดทำไม อย่าเห็นแค่ว่าตัวเองมียศเป็นชั้นผู้ใหญ่แล้วนึกอยากทำอะไรก็ทำสิ หากเราผิดจริงเราก็ยินดีให้ว่าไปตามผิด แต่ยังไม่รู้ความผิดแบบนี้ถึงกับมาสั่งกักบริเวณ ไม่ใช่แค่ห้ามออกนอกประเทศในระหว่างทำคดีแต่นี่ห้ามเจ้าพี่ออกนอกพระราชฐาน มันเกินไป”
นักเขียนเอะใจ “เดี๋ยวนะ..”
สองเจ้าชายหันไปมองนักเขียนพร้อมกัน
“ใครมีอำนาจพอจะสั่งกักบริเวณรัชทายาท?”
“......”
“.....”
เจ้าชายสองคนพี่น้องมองหน้ากัน ก่อนจะหันมาตอบนักเขียน
“มีท่านพ่อ ที่เป็นกษัตริย์ กับท่านแม่ของเจ้าพี่ไคท์ที่เป็นพระราชินี ทั้งสองพระองค์มีอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ สามารถออกคำสั่งใดก็ได้และมีผลบังคับใช้ทันทีโดยไม่ต้องรอ ต่อให้เป็นถึงรัชทายาทอย่างเราสามคนก็ไม่อาจต่อต้าน”
ทั้งสามคนมองหน้ากัน
เจ้ามอต้นที่ทำหน้านิ่งมาตลอดรู้ว่ามีใครบางคนที่ยืนฟังเรื่องทุกอย่างอยู่ภายในห้องนั้นมาตั้งแต่ต้น
และคนๆนั้น คือคนที่อยู่ข้างกายรัชทายาททั้งสองอย่างซื่อสัตย์มาโดยตลอด และเป็นคนที่สามารถเข้ามาในห้องทำงานหรือที่ส่วนพระองค์ของรัชทายาททั้งสองได้ เมื่อถูกไหว้วานให้เอากาแฟมาให้ หรือเอางานมาส่งเจ้ามอต้นกับเจ้ามอปลาย
เจ้าชายคนพี่หันไปมองผู้ที่อยู่ข้างกายมาตั้งแต่เพิ่งจำความ
“คนที่เอาแหวนของเราไป คือคุณใช่มั๊ย”

“แม่นม”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 00:13:24 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1

เจ้ามอปลายตกใจ “เจ้าพี่? พูดอะไร แม่นมไม่มีทางเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่แล้ว”
นักเขียนเหงื่อแตกพลั่กพอเห็นใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มและแววตาแสนอ่อนโยนคล้ายกับเจ้ามอปลายของคนที่เคยเอากาแฟมาเสิร์ฟให้วันก่อนที่เขามาสัมภาษณ์เจ้าชายทั้งสองพี่น้องที่ห้องโถงแห่งนี้ก่อนที่จะเกิดเหตุลอบทำร้าย
เจ้ามอต้นสอดมือลงในกระเป๋ากางเกงแล้วพูดด้วยสีหน้าเยือกเย็น “ก่อนเราจะลงไปเรือนเพาะชำ เราถอดแหวนวางไว้ที่ประจำของเรา แล้วแม่นมก็เข้ามาเก็บถ้วยกาแฟออกไปก่อนที่เราจะออกจากห้อง”
เจ้ามอปลายหน้าซีดลงไป หันไปหาแม่นมที่อยู่ข้างกายใกล้ชิดยิ่งกว่าพระชายาผู้เป็นแม่ที่ยังมีใบหน้าและแววตาเช่นเคยก็รู้สึกหวาดกลัวประโยคคำพูดของพี่ชายขึ้นมา
“นอกจากแม่นม ก็ไม่มีใครที่เข้าออกห้องเราในเวลานั้น และออกจากห้องทำงานเราก็ล็อคประตูด้วยมือเราเอง คนที่มีกุญแจสำรองห้องเราที่เราเคยให้ไว้ก็มีแค่แม่นม”
นักเขียนเหงื่อออกจนชุ่มไปหมดทั้งฝ่ามือพอเจ้ามอต้นพูดออกมาเหมือนกับว่ารู้เรื่องทั้งหมดดีอยู่แล้วว่าเป็นฝีมือใคร

ทำไมไม่พูดออกมาแต่แรกล่ะ? ทำไมยอมให้ตัวเองถูกกักบริเวณทั้งๆที่ไม่ได้เป็นคนผิดอะไร

“เพคะ..” แม่นมยิ้มออกมา แต่เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและเศร้าหมองในคราวเดียวกัน “ก็ถ้าเพื่อทั้งสองพระองค์ผู้เป็นที่รักยิ่งของหม่อมฉันแล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน หม่อมฉันก็สามารถทำได้”
เจ้ามอปลายแทบทรุดลงไป “ไม่จริง..”
แม่นมหันมามองรัชทายาทผู้น้องด้วยแววตาไม่ต่างจากพระมารดายามปกป้องลูกน้อยในอ้อมอกของตัวเอง
“ชีวิตของหม่อมฉัน มันมีค่าเพราะได้เกิดมาคอยอยู่เคียงข้างทั้งสองพระองค์ หม่อมฉันเป็นสุขใจที่ได้เห็นทั้งสองพระองค์เติบโตอย่างสง่างาม เพียบพร้อมไปด้วยสติและปัญญา เหมาะกับการที่จะขึ้นมาเป็นเจ้าเหนือหัวของหม่อมฉัน”
แม่นมก้มลงมองมือของตัวเองที่กำลังสั่น มือคู่นี้ที่หยิบเอาแหวนประจำตัวรัชทายาทคนพี่ไปจากห้องเพื่อมอบมันให้อีกคนที่เป็นคนร้ายตัวจริงเพราะหวังจะซ้อนแผนชั่วที่บังเอิญไปได้ยินมา
"ตอนที่ได้ยินเรื่องการโค่นล้มราชวงศ์เพื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจของราชวงศ์ใหม่ หม่อมฉันก็กลัวจนไม่รู้ว่าจะทำยังไง”
เจ้ามอปลายกับนักเขียนต่างนิ่งไปตามๆกัน ส่วนเจ้ามอต้นนั้นรู้ระแคะระคายเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้วเลยไม่ตกใจอะไร
“พวกเขาตั้งใจจะตัดกำลังเราทั้งหมด ทำร้ายองค์รัชทายาทแล้วให้พระองค์ซึ่งเป็นรัชทายาทที่สองตกเป็นผู้ต้องหา และหวังให้ผลกระทบนั้นตกมาอยู่ที่องค์รัชทายาทที่สาม”
แม่นมมองเจ้าชายคนน้องกำลังยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออกด้วยแววตาเศร้าสร้อย
“พวกนั้นมองว่า หากไม่มีทั้งสองพระองค์ที่เป็นพี่ชายคอยเคียงข้างแล้ว พระองค์น้องที่อีกไม่ช้าจะสูญเสียดวงตาก็ไม่อาจทำอะไรได้ หากจะเนรเทศองค์รัชทายาทที่สามรวมถึงองค์รัชทายาทที่สองที่ยังไงก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหาตามแผนชั่วรวมถึงพระชายาออกนอกประเทศไปแล้วขึ้นครองประเทศนี้ด้วยการเป็นราชวงศ์ใหม่ขึ้นมากุมอำนาจแทน เรื่องนั้นก็สามารถทำได้ไม่ยากเย็นอะไรเลย เพราะพวกนั้นมองว่าประชาชนไม่มีทางต้องการพระราชาที่มีดวงตามืดบอดไม่สามารถมองเห็นทุกข์สุขหรือแม้แต่ภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกได้” แม่นมดวงตาแข็งกร้าวขึ้นมาราวกับเป็นคนละคน “คนพวกนั้น คิดการสกปรกโสมม คิดจะทำร้ายทั้งสองพระองค์อันเป็นที่รักยิ่งของหม่อมฉัน หม่อมฉันเลยหลอกให้มันตกลงมาในหลุมพรางของตัวเอง” แม่นมหัวเราะอย่างสมเพชเวทนาคนที่ตะเกียกตะกายเพื่อให้ได้อำนาจทุกอย่างไปไว้ในมือ “และตอนนี้ พวกนั้นคงเหยียบกักดักของหม่อมฉันเข้าแล้วล่ะ”

อีกด้าน คนร้ายตัวจริงได้ย้อนกลับมาในที่เกิดเหตุเพื่อกำจัดหลักฐานซึ่งเป็นวีดีโอที่บันทึกภาพตอนที่แม่นมส่งแหวนใส่มือให้คนร้ายที่แม่นมตั้งกล้องรอไว้ตรงจุดนัดมอบแหวน ซึ่งวีโอนั้นถูกวางทิ้งไว้บนเปียโนด้วยฝีมือของแม่นมผู้ซ้อนแผนชั่วของคนร้ายตัวจริงที่หวังโค่นทั้งราชวงศ์
“กำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ จ้าวพายัพ”
คนที่แอบเข้ามาในทรงดนตรีซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุตกใจทำเครื่องอัดวีดีโอร่วงลงไปจากมือ
พอหันกลับไปมองก็เห็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่รวมถึงนายตำรวจอีกร่วมสิบคนยืนอยู่หน้าประตูห้องทรงดนตรีอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
“ นังแม่นม แก..”
“จะมาทำลายหลักฐานจริงๆด้วยสินะครับ” นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มองดูโทรศัพท์ของตัวเองที่มีข้อความปริศนาส่งเข้ามาว่าคนร้ายตัวจริงกำลังจะกลับมาเพื่อทำลายหลักฐานที่ถูกบันทึกเอาไว้ในกล้องวีดีโอ “ส่งกล้องวีดีโอนั่นมาให้เรา แล้วช่วยไปให้ปากคำเพิ่มเติมด้วยนะครับ”
เจ้าพายัพที่เป็นลูกชายคนโตในราชวงศ์รองที่เป็นเชื้อสายของกษัตริย์ในอดีตมองมือของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ยื่นออกมาด้วยใจสั่นรัว

หมดสิ้นแล้ว หนทางกลับมากุมอำจาจของตระกูลเรา ..ท่านพ่อ ท่านแม่..
ลูกไม่อาจทำตามที่ท่านพ่อกับท่านแม่คาดหวังได้

ลูกขอโทษ..



“หลักฐานในกล้องวีดีโอนั้น หม่อมฉันคงถูกสอบสวนในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด—”
เจ้ามอปลายคว้าร่างเล็กๆของแม่นมผู้ภักดีเข้ามากอดเอาไว้แน่น

“ไม่เป็นไร.. ไม่เป็นไร จากนี้ไป ให้พวกเราปกป้องคุณบ้าง”

แม่ผู้เลี้ยงดูเรา

จากการให้ปากคำและหลักฐานพยานต่างๆ ทำให้แม่นมถูกกันเอาไว้ในฐานะพยานและพ้นจากการเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดโดยไม่มีข้อกังขา เพราะเจ้ามอต้นช่วยยืนยันได้ว่ากล้องวีดีโอที่ใช้บันทึกภาพในตอนนั้นแม่นมเป็นคนมาขอเอาไว้ก่อนวันเกิดเหตุแค่หนึ่งวัน โดยบอกกับเจ้ามอต้นว่าจะเอาไว้ตั้งเฝ้าดูนกในรังที่กำลังฟักออกจากไข่บนต้นไม้ในสวนของเจ้ามอต้นถึงอยู่ติดกับเรือนเพาะชำที่เป็นปัญหาในตอนแรก
จากคำให้การที่ตรงกันเลยยืนยันความบริสุทธิ์ใจของแม่นมผู้ภักดีได้ แต่ถึงอย่างนั้นแม่นมก็ยังต้องถูกปลดจากยศของวังหลวงเพื่อชดใช้ความผิดในบางส่วนอยู่ดี
สตรีผู้ที่บัดนี้กลับไปสู่การเป็นหญิงสามัญชนคนธรรมดาหมอบกราบอยู่เบื้องหน้ารัชทายาททั้งสองพระองค์ที่เดินมาส่งที่รถ
“จากนี้ ทั้งสองพระองค์ต้องทรงเติบโตและเข้มแข็งด้วยตัวเองแล้วนะเพคะ”
สองเจ้าชายยืนมองรถของวังหลวงที่มีหญิงอันเป็นที่รักดั่งพระมารดานั่งออกไปจนลับตาพร้อมกับเจ้ามอปลายที่น้ำตาไหลลงมา
จากนี้ คงไม่มีสตรีผู้รักในรัชทายาททั้งสองพระองค์เปรียบเช่นพระมารดาที่สิ้นพระชนม์ไปก่อนเหมือนวันเก่าอีกแล้ว
สองเจ้าชาย ผู้มีสิทธิ์ในการขึ้นเป็นกษัตริย์ บัดนี้เหลือกันแค่สองคนพี่น้องแล้วจริงๆ
“บางทีก็เหนื่อยนะ กับสิ่งที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เราเกิดนี่” เจ้ามอปลายมองแหวนที่มือของตัวเองกับแหวนของพี่ชายที่ได้รับคืนมา “พร้อมจะมีเรื่องวุ่นวายเต็มไปหมด ทั้งๆที่เราไม่ได้ต้องการอะไรเลยแท้ๆ แค่หวังเพียงให้ประชาชนของพวกเราอยู่เย็นเป็นสุข แต่ทำไมถึงต้องมองว่าสิ่งนั้นเป็นอำนาจที่ต้องแก่งแย่งกันถึงขนาดนี้”
เจ้าชายคนพี่มองลึกเข้าไปในดวงตาสีอ่อนของเจ้าชายคนน้องก่อนจะเอื้อมมือไปประคองใบหน้าสวยหวานนั้นขึ้นมา

บางที.. สิ่งที่สตรีผู้จงรักทำลงไป อาจเป็นการปกป้อง ‘พวกเขาสองคน’ จริงๆ

ปกป้องมอปลาย
ปกป้องตัวเขา
แต่ไม่ใช่เจ้าพี่ไคท์

“.......”
เพราะถ้าอยากปกป้องเจ้าชายทั้งสามคนแล้วล่ะก็ แม่นมจะต้องบอกให้เขารู้ตัวอยู่แล้ว
แต่ที่ไม่บอก คงเพราะไม่ต้องการให้มีใครมาห้ามหรือหยุดมัน
คำพูดลอยๆที่แม่นมหลุดออกมาก่อนวันนั้นแค่ไม่กี่วันหลังจากที่เขาพูดเรื่องตาที่แย่ลงเรื่อยๆของเจ้ามอปลายทำให้เจ้ามอต้นมั่นใจว่าแม่นมไม่ต้องการให้ใครมาหยุดเรื่องที่จะมีคนทำร้ายรัชทายาท

“ดวงตาบริจาคที่สามารถเข้ากันได้นี่ ทำไมหายากเหลือเกินเพคะ พระองค์น้องก็ไม่ยอมหากเป็นดวงตาของพระองค์ ..หม่อมฉันต้องทนดูรอยยิ้มที่งดงามเหมือนกลีบดอกไม้ค่อยๆเศร้าหมองลงไปโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้แบบนี้จริงๆเหรอเพคะ”

ตอนนั้นจำได้ว่าหมอที่เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการหาดวงตาจากผู้บริจาคของเจ้าชายคนน้องพูดอะไรบางอย่างออกมา

“จริงๆแล้ว ไม่ได้มีแต่องค์รัชทายาทที่สองเท่านั้นนะครับที่ให้ดวงตากับองค์รัชทายาทที่สามได้”
“หมายความว่ายังไงคะ..”
“ก็หมายความว่า หากดวงตานั้นมาจากผู้ที่มีสายเลือดเดียวกัน โอกาสที่จะมีเซลล์หลายอย่างใกล้เคียงกันที่สามารถทำการปลูกถ่ายดวงตาใหม่เข้าไปได้ก็มีสูง และเปอร์เซ็นต์ความปลอดภัยรวมถึงเปอร์เซ็นต์ในการประสบผลสำเร็จก็มีสูงกว่าดวงตาบริจาคจากคนทั่วไปด้วยยังไงล่ะครับ”


ซึ่งหลังจากนั้นแม่นมก็เงียบขรึมไป และสองอาทิตย์ต่อมาก็มาขอยืมกล้องวีดีโอไปจากเขา บอกว่าจะเอาไปตั้งดูนกที่เก็บมาคราวก่อนเพราะปีกหักที่ตอนนี้กำลังฟักไข่ใบน้อยๆทั้งสี่ใบอยู่บนต้นไม้ใกล้กับเรือนเพาะชำ
 “.........”
แท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด อาจเป็นเพราะเราทุกคนพยายามจะปกป้องบุคคลอันเป็นที่รัก
แม่นมคงเป็นคนไปขอร้องให้ราชินีสั่งกักบริเวณเขาเพราะกลัวคนร้ายตัวจริงจะลงมือทำร้ายรัชทายาทลำดับที่สองที่มีสิทธิ์ขึ้นมาแทนองค์รัชทายาทที่ยังนอนไม่ได้สติเพื่อตัดกำลังรัชทายาทที่มีอยู่
เจ้ามอต้นเองที่ไม่ปริปากพูดอะไรออกมา เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าใครที่มีโอกาสหยิบแหวนไปจากห้องทำงานส่วนตัว และเพราะคนๆนั้นเป็นคนสำคัญไม่ต่างจากมารดาที่สิ้นพระชนม์จากไป เลยไม่อาจพูดอะไรเพราะยังไม่รู้ในสาเหตุที่แม่นมทำแบบนั้น

นักเขียนที่ร่วงหล่นลงมาในเกมส์ของการแย่งชิงอำนาจก็หัวปั่นเพราะคิดว่าคนร้ายตัวจริงอาจจะเป็นเจ้ามอปลาย และเรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงจอดรถที่อาจจะถูกเจ้ามอปลายเกลียดเพราะมีอะไรกับเจ้ามอต้น ซึ่งมันไม่ต่างจากการนอกใจเพราะตอนที่ถูกเจ้ามอต้นกระทำอย่างป่าเถื่อนตัวเองดันมีอารมณ์ร่วมไปด้วย

เจ้ามอปลายบีบให้นักเขียนเลือก ว่าจะพูดออกมามั๊ยหากว่าพี่ชายเขาตกที่นั่งลำบากแล้วจริงๆ
เพราะถ้าหากนักเขียนปิดปากเงียบและโกหกเขาเจ้ามอปลายก็คงไม่มีทางเลือก

..คงต้องไล่นักเขียนออกไปจากตรงนี้ เหมือนกับที่ทำมาตลอดเพื่อปกป้องสายสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับพี่ชายไม่ให้บุบสลายเพราะคนอื่น

“.......”
ก็เพราะว่ารัก.. มากกว่าใครบนโลกใบนี้ และรักมาตลอด
และหากต้องเลือก เจ้ามอปลายก็พร้อมจะเลือกพี่ ต่อให้ต้องเป็นอีกหนึ่งคนที่ใจดำกับนักเขียนก็ตาม

และต่อให้ความรู้สึกแปลกๆในใจเวลาอยู่ใกล้นักเขียนมันรบกวนแค่ไหนก็ตาม

“ถ้า.. ไม่มีอะไรแล้ว ผมขอกลับโรงแรมได้มั๊ย” นักเขียนพูดเสียงเบา
ตอนนี้ไม่กล้ามองหน้าใครทั้งนั้น ทั้งเจ้ามอต้น ทั้งเจ้ามอปลาย ความรู้สึกผิดมันปกคลุมไปหมดจนอยากวาร์ปออกจากตรงนี้เพื่อไปอยู่คนเดียวเร็วๆ
เจ้ามอปลายมองนักเขียนที่เอาแต่นั่งก้มหน้าอยู่บนโซฟาตั้งแต่เขากับคนพี่เดินออกไปส่งแม่นมจนกลับมา นักเขียนก็ยังนั่งตัวเล็กตัวลีบอยู่ท่าเดิม

คุณทำให้ผม เกือบจะต้องร้ายออกมาเพราะว่าคุณทอดทิ้งเจ้าพี่

“จะรีบกลับไปไหนล่ะ”
ตอนนี้ เราสองคนเสียแม่นมผู้เป็นที่รัก และนอกจากกันและกันแล้ว เราไม่เหลือใครอีก
“คุณก้าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับโชคชะตาของพวกเราสองคน แล้วคิดจะกลับออกไปง่ายๆเหรอนักเขียน”
เจ้ามอปลายฉุดต้นแขนนักเขียนพร้อมกับดันไหล่พี่ชายให้เดินถอยหลังกลับเข้าไปในห้องบรรทม
“มาคุยกันให้รู้เรื่อง”

“ทั้งคุณ”

“ทั้งผม”

“และเจ้าพี่ด้วย”




__________________________________
100% ปิดคดีดราม่านะครับผม  :hao3:
ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์เลยนะคะ น่ารักที่สุด  :hao6:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 00:20:25 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 648
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
อยากให้นักเขียนเชิดแล้วเททั้งคนพี่คนน้องไปเลย หมั่นไส้ เชอะ

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1903
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
อื้อฮึ เจ้ามอปลาย จะทำอะไรคะ

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
ตอนที่ 12. สองเจ้าชาย ..ที่รัก



เจ้ามอปลายผลักเจ้าชายคนพี่ให้นั่งลงไปบนเตียงก่อนจะคว้านักเขียนเข้ามาบดจูบอย่างร้อนแรงแล้วดันนักเขียนจนเสียหลักนั่งทับลงไปบนตักเจ้ามอต้น
“เจ้า ม— อื๊ออ ม..!”
จูบครั้งนี้ต่างออกไปจากทุกที
เจ้ามอปลายกัดปากนักเขียนแล้วดันปลายลิ้นเข้ามาอย่างเอาแต่ใจพร้อมกับปลดเข็มขัดแล้วรูดกางเกงนักเขียนโยนทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
“มอปลายไม่! เจ้ามอปลาย! ฟังก่อ— อื๊มม ฟังผมก่อน!!” นักเขียนตกใจเพราะไม่ใช่แค่ถอดกางเกงนักเขียนออกไปอย่างรีบร้อน แต่เจ้าชายคนน้องเอื้อมมืออ้อมมาด้านหลังนักเขียนแล้วปลดเข็มขัดกางเกงของพี่ชายทั้งๆที่ริมฝีปากยังจูบไซร้ไปทั่วต้นคอของนักเขียนที่นั่งซ้อนอยู่บนตักคนพี่
รู้สึกเหมือนเจ้ามอปลายกำลังโกรธ อะไรซักอย่าง แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร การกระทำที่เอาแต่ใจและคิ้วที่ขมวดไว้ตลอดเวลาตอนที่จูบเข้ามาทำให้นักเขียนรู้สึกว่าเจ้าชายคนน้องต้องมีบางอย่างที่ทำให้ไม่พอใจอยู่แน่ๆ
หรือว่าเรื่องที่เขาไปถามเรื่องตาที่มันเป็นการทำร้ายจิตใจคนพี่?
“มอปลาย! เจ้ามอปลาย! บอกให้ฟังก่อนไง!”
เป็นคู่พี่น้องที่น่าหงุดหงิดจริงๆเลยโว๊ย!!
พอยอมลงให้แล้วคิดว่าจะทำอะไรเมื่อไหร่ก็ได้อย่างนั้นเหรอ!
เจ้ามอปลายดึงเสื้อนักเขียนลงจากไหล่แล้วจูบเข้าไปตรงซอกคอทำรอยกัดไว้ทั่วไปหมด ฝ่ามือของเจ้าชายคนพี่เริ่มลูบมาตรงช่วงเอวแล้วไล้ขึ้นมาเล่นกับหัวนมของนักเขียนทั้งบดทั้งบี้จนมันตั้งชันขึ้นมา
“เดี๋ยว!! หยุด!เจ้ามอต้นหยุดขยับนิ้วเดี๋ยวนี้ อึ่กก.. บอกให้หยุด!”
นักเขียนพยายามบิดข้อมือออกจากพันธนาการของเจ้ามอปลาย แต่เจ้าชายคนน้องก็แรงเยอะไม่ใช่เล่น
ความที่รอยเชือกรัดก็ยังเจ็บเป็นทุนเดิมอยู่แล้วทำให้คนเคยรุกมาก่อนอย่างนักเขียนเริ่มเลือดขึ้นหน้า

“บอกว่าให้ฟังก่อนไง!”
เจ้าชายคนน้องถูกเหวี่ยงลงบนที่นอนในชั่วพริบตาพร้อมกับเป็นฝ่ายถูกพันธนาการเอาไว้ซะเอง
“คุณรู้จักผมน้อยไปนะเจ้ามอปลาย”
นักเขียนโมโหแล้วครับ
เจ้าชายคนน้องเบิกตากว้าง นักเขียนล็อคข้อมือทั้งสองข้างของเขาเอาไว้แล้วใช้อีกมือปลดเข็มขัดกับตะขอกางเกงก่อนจะรูดมันโยนทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ไวพอๆกับที่เจ้ามอปลายทำเมื่อกี๊นี้เลย
คนเป็นรุกมาตลอดยังไงมันก็มีสัณชาติญานและพละกำลังอยู่พอตัว อย่ามาดูถูกกันสิ
“บอกให้ฟังก่อนก็ไม่ฟัง พวกคุณเห็นผมเป็นขนมหวานที่อยากแกะห่อออกกินเมื่อไหร่ก็ได้เหรอ?”
เจ้าชายคนพี่ไม่พุ่งเข้ามาหยุดนักเขียนอย่างที่คิดเอาไว้ กลับนั่งพิงหัวเตียงปลดกระดุมเสื้อตัวเองอย่างใจเย็นแล้วมองคนน้องที่ดิ้นรนอยู่ใต้ร่างของนักเขียนด้วยสายตาเรียบนิ่งอย่างไม่คิดจะช่วย
“นักเขียนอย่านะ!” เจ้ามอปลายเหงื่อตกทันทีที่นักเขียนลูบมือลงไปที่สะโพก
ไอ้เรี่ยวแรงที่รู้สึกว่าน้อยกว่าเขามาตลอดมันเป็นแค่การแสดงแค่นั้นเหรอ ..ไอ้นักเขียนนิยายเจ้าเล่ห์เอ๊ย!
นักเขียนยิ้มเย็น
พอเห็นเจ้ามอปลายเหงื่อชุ่มไปทั้งกรอบหน้าแบบนี้มันเซ็กซี่กว่าที่จินตนาการเอาไว้ซะอีก
“......” เหลือบตามองคนพี่ก็แปลกใจว่าทำไมไม่เข้ามาขวาง กลับนั่งปลดกระดุมพับแขนเสื้อตัวเองเหมือนคนที่กำลังเตรียมตัวจะกินอาหารแสนอร่อย
“นักเขียน.. หยุด! นักเขียน!  นักๆ ไม่เอา .. ไม่” เจ้ามอปลายส่ายหน้าไปมาอยู่บนผ้าปูที่นอนที่แทบจะกลืนไปกับผิวพอนักเขียนไล้ปลายนิ้วนเข้ามาในซอกขา
 เหงื่อร้อนๆไหลซึมออกมาตามไรผม ดวงตาคู่สวยตื่นตระหนกเหมือนแมวป่าที่ถูกไล่ต้อนมาจนมุมตรงหน้าผา
“ทำไมล่ะ ผมก็อยากกินคุณบ้าง..”
นักเขียนวาดนิ้ววนตรงช่องทางที่ปิดแน่นพร้อมกับรอยยิ้มแบบที่ไม่ได้ใช้มานานตั้งแต่มีคนรักชื่อพีรวิชญ์
“ผมยอมคุณ ยอมพี่คุณ ทั้งๆที่ใจผมก็พังมาขนาดนี้แท้ๆพวกคุณสองคนก็ยังปั่นหัวผมเล่นอีก”
เจ้ามอปลายชะงัก
นักเขียนพูดจบก็จ้องมองลงมาด้วยสายตาตัดพ้อ

“ผมก็แค่รัก ก็แค่อยากกอดคุณบ้าง แค่อยากให้คุณช่วยฉุดรั้งผมขึ้นมาจากตรงนั้น ผมขอแค่นี้ ..ไม่ได้เลยเหรอ”
เจ้าชายคนน้องกลืนน้ำลาย
เรื่องเล่ห์เหลี่ยม เจ้ามอปลายดูเหมือนจะแพ้นักเขียนนิยายเข้าอย่างจัง
แค่เห็นรอยยิ้มบางๆเศร้าๆตรงมุมปากของนักเขียนท่าทางดุกร้าวเหมือนแมวป่าหวงตัวก็อ่อนยวบลงทันที
“..หึ..”
นักเขียนคลายมือที่ล็อคเจ้ามอปลายไว้แล้วกลืนน้ำลายเหมือนอึดอัดก่อนจะพูดออกมาทั้งรอยยิ้มแบบคนหน่วงสุดๆ
“ผมรู้ คุณไม่มีเหตุผลต้องทำตามที่ผมขอร้องหรอก”
“นักเขียน..”
“แต่ผมมีผมยอมคุณเองก็ได้”
นักเขียนนิยายอีโรติกตีบทเศร้าเคล้าน้ำตาผละออกมาจากเจ้ามอปลายก่อนจะทิ้งตัวลงไปนอนหงาย
“ยังไง คนที่รู้สึกมากกว่าก็แพ้ก่อนอยู่แล้วใช่มั๊ยครับ”
นักเขียนยื่นมือมาให้เจ้าชายทั้งสองคน
“ผมผิดที่สงสัยว่าคุณอาจจะเป็นคนที่ทำร้ายรัชทายาท แล้วผมมันก็ขี้ขลาดที่ไม่กล้าพูดออกไปว่าอยู่กับคุณ” นักเขียนมองรัชทายาททั้งสองสลับกันก่อนจะยิ้มหม่นๆหมองๆ
“มาสิ อยากทำอะไรแค่ไหนก็ทำเลย ลงโทษผมจนกว่าพวกคุณสองคนจะพอใจ”

“ผมยอมเป็นผู้หญิงให้คุณ”

รัชทายาทสองพี่น้องมองหน้ากัน
คนพี่ที่ระวังตัวสูงกว่ามั่นใจว่านักเขียนกำลังมารยาใส่น้องตัวเองอยู่
แต่เจ้ามอปลายที่ถึงจะเป็นคนแสบซนแค่ไหนแต่ก็มักจะตายน้ำตื้นเพราะลูกไม้พื้นๆกำลังรู้สึกผิดอย่างรุนแรง
“........”
เฮ้อ..
รัชทายาทลำดับที่สามผู้ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของนักเขียนถอนหายใจออกมา
สองมือที่ขาวจนอมชมพูเริ่มปลดกระดุมเสื้อตัวเองแล้วดึงไหล่เสื้อลงไปกองที่แขน หัวนมสีอ่อนทั้งสองข้างชูชันล่อสายตาของนักเขียนที่พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่หลุดคาแรคเตอร์เศร้าๆที่กำลังเล่นอยู่ออกไป
เจ้ามอปลายหันไปหาคนพี่เหมือนขออนุญาติก่อนจะขยับขึ้นไปคร่อมนักเขียนด้วยท่าทางไม่มั่นใจแม้แต่นิดเดียว
เจ้ามอต้นอึ้งไป
“.....”
เจ้าชายคนพี่ยกมือขึ้นมาลูบหน้า
นี่ถ้าชายเสื้อมันไม่ปิดลงมาถึงสะโพก เขาอาจจะเลือดกำเดาไหลเพราะมองก้นน้องชายที่อาบน้ำด้วยกันตั้งแต่เด็กจนโตก็วันนี้
“ จ เจ้ามอ ปลาย..”
นักเขียนครางในคอพอเจ้ามอปลายขึ้นมาคร่อมอยู่ด้านบนด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนกับคนที่เกรี้ยวกราดใส่เขาสุดชีวิตเมื่อครู่นี้

หลอกง่ายขนาดนี้เลยเหรอ เจ้ามอปลาย..

อะไรๆที่เจ้าชายคนพี่ไม่เห็น แต่นักเขียนที่อยู่มุมนี้เห็นมันเกือบหมด และในหัวของนักเขียนตอนนี้ไม่มีเดวิลหรือเทวดากำลังถกเถียงกัน แต่มันมีฝูงหมาป่าที่รอขย้ำแมวน้อยขนฟูที่ดูจะนุ่มนิ่มหวานหอมเหมือนขนถูกทอด้วยขนมสายไหม
“คุณจะทำอะไร” นักเขียนกลืนน้ำลายใจเต้นรัวไปหมดพอเจ้าชายคนน้องคร่อมสะโพกอยู่ตรงกลางหน้าขาที่มีไอ้นักเขียนตัวน้อยกำลังยิ้มหวานให้ซอกขาขาวๆของเจ้ามอปลายอยู่
ไหปลาร้า หัวนม หน้าท้อง และกลิ่นหอมๆประจำตัว..
ต่อมลามกที่ไม่ต้องอ้างว่าตัวเองเป็นนักเขียนนิยายอีโรติกกำลังสับสวิตซ์ทำงานพร้อมกันทั้งระบบทั่วร่างกายนักเขียน
“คุณ—“
เจ้ามอปลายโน้มตัวลงไปก่อนที่นักเขียนจะได้พูดอะไรต่อ ริมฝีปากที่นักเขียนหลงไหลจนเก็บเอาไปช่วยตัวเองวันนั้นกลับมามอบสัมผัสหวานละมุนอีกครั้งต่างจากตอนที่ลากเขาเข้ามาในห้องที่กัดจนปากเกือบพัง
นักเขียนเงยหน้าจูบตอบด้วยใจเต้นแรง พอเจ้ามอปลายกดสะโพกทาบทับลงมาไอ้เจ้าลูกชายตัวดีของเขามันก็ฟึดฟัดดุนดันอยากจะเอาหัวมุดเข้าไปอยู่ในที่อุ่นๆนุ่มๆที่เคยวาดฝันทั้งกลางวันกลางคืนตลอดหลายวันที่ผ่านมา

อยากกิน.. จนจะทนไม่ไหว

นักเขียนยกมือขึ้นมาวางตรงสะโพกเจ้าชายคนน้องก่อนจะลูบขึ้นมาตามช่วงเอวที่ดูก็รู้ว่าเกร็งไปหมดของคนด้านบน
ในใจแอบขอโทษคนที่ตามเล่ห์เหลี่ยมตัวเองไม่ทันที่สัมผัสได้ว่ากำลังสั่นไปหมดทั้งตัวตอนที่เขาจับเอวคอดนั้นให้สะโพกนุ่มๆขยับบดเบียดไปมากับไอ้ตัวเล็กที่พยายามจะเงยหัวขึ้นมาคลอเคลียซอกขาขาวๆนั่น
แต่ก็แค่เสี้ยวเดียวแค่นั้นล่ะที่นักเขียนรู้สึกผิดกับเจ้ามอปลาย เพราะพอสะโพกนุ่มๆบดเบียดลงมานักเขียนก็กลับไปเป็นหมาป่าจอมวายร้ายสมัยมหาลัยที่นึกว่าตกเขาตายไปแล้วตัวเดิม
“นักเขียนเดี๋ยว!...”
เจ้าชายคนน้องถูกนักเขียนพลิกลงไปด้านล่างแล้วเป็นฝ่ายขึ้นมาคร่อมอยู่ด้านบนแทน
ใบหน้าสวยหวานของเจ้ามอปลายแดงเรื่อ ลามไปถึงต้นคอและใบหูน่ารัก ยิ่งได้ขึ้นมาจับกดอยู่แบบนี้นักเขียนยิ่งรู้สึกว่านี่มันอาจจะเป็นแค่ฝันเพ้อเจ้อตอนกลางวันของตัวเองอีกแล้ว

..อาจจะเป็นฝันอีกแล้วก็ได้

เจ้ามอปลาย

เจ้าชายคนน้องกลืนน้ำลายพร้อมกับมองนักเขียนด้วยความรู้สึกหลากหลาย
มันทั้งกลัว ทั้งสับสน จนอยากเปลี่ยนใจ
เพราะพอได้พลิกขึ้นไปอยู่ด้านบน แววตาของนักเขียนเปลี่ยนเป็นคนละคน
ปกติก็ชอบมองเขาเหมือนจะกลืนเข้าไปทั้งตัวอยู่แล้ว พอได้ขึ้นไปคร่อมอยู่แบบนี้ หน้านี่หื่นอย่าให้อธิบายออกมาเป็นคำพูดเลย
“!” ยังไม่ทันจะได้ลูบมือเข้าไปในซอกขาเจ้ามอปลายอย่างที่ตั้งใจ ขาของนักเขียนก็ถูกดันให้แยกออกจากกันในท่าที่คร่อมอยู่บนร่างเจ้ามอปลายที่นอนหงาย
ไม่ลืมหรอกว่ายังมีคนพี่อยู่ด้วย แล้วตอนนี้ท่าที่เขากำลังคร่อมอยู่บนตัวเจ้ามอปลายก้นมันก็อ่อยคนพี่แบบไม่ได้ตั้งใจ
“เจ้ามอต้น ..คุณอย่าเพิ่งใส่เข้ามานะ” นักเขียนเสียงสั่น เพราะแค่เจ้ามอต้นลูบมือเข้าไปใกล้ตรงนั้น ร่างกายมันก็ร้อนวาบขึ้นมาตามประสาคนที่ตุนเรื่องลามกเอาไว้ในหัวเพื่อทำงาน (งานอ้างได้เสมอ)
เจ้าชายคนพี่ยิ้มมุมปาก มองตามฝ่ามือของนักเขียนที่ลูบเข้าไปในซอกขาที่หนีบเข้าหากันแน่นของเจ้ามอปลาย
 “เจ้ามอปลายอย่าปิดสิครับ..”
เจ้าชายคนน้องยังส่ายหน้า ตอนนี้คนที่สับสนสุดๆคือคนที่ยอมลงมาอยู่ข้างล่างเพราะรู้ไม่ทันมารยาของนักเขียนนิยายลามก
คนที่เล่ห์เหลี่ยมจนได้โอกาสขึ้นมาอยู่ข้างบนก้มลงไปใกล้ๆริมฝีปากที่ขบเอาไว้แน่นของเจ้ามอปลายแล้วงับ..
จูบ เลียซ้ำลงไปตรงมุมปากอย่างแผ่วเบาแล้วดูดดึงหยอกเย้าจนเจ้าชายคนน้องคล้อยตาม

“..ให้ผมนะ..”

ประโยคที่ไม่คิดว่าจะได้ยินทำให้เจ้ามอปลายหน้าแดงวาบ
นักเขียนจูบลงไปบนเรียวปากนุ่มๆอีกครั้งแล้วใช้จังหวะที่เจ้ามอปลายเผลอดันขาสวยๆให้แยกออกจากกันก่อนจะรีบแทรกตัวเข้าไปขวางเอาไว้ไม่ให้เจ้ามอปลายหุบขากลับมาติดกันได้แบบเดิม
เจ้ามอปลายสั่น แน่นอนว่าคนที่ไม่คิดว่าจะให้ใครทำมันพร้อมจะเปลี่ยนใจอยู่ตลอดเวลา พอนักเขียนลูบมือเข้ามาในซอกขาเจ้าชายคนน้องก็เกร็งจนนักเขียนต้องจูบให้หนักขึ้นเพื่อดึงความสนใจ
กำลังรับรู้ว่าเจ้ามอปลายเริ่มผ่อนคลาย จะแทรกปลายนิ้วเข้าไปแต่นักเขียนก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะเจ้ามอต้นจู่ๆก็กดปลายนิ้วพรวดเข้ามา
“อ อึ่กก ก...”  ไอ้คนซาดิสม์เอ๊ย........
นักเขียนต้องแยกประสาทระหว่างขยับสะโพกรับปลายนิ้วเจ้ามอต้นที่สอดเข้ามาพร้อมกันทั้งสองนิ้วโดยไม่คิดจะใช้อะไรช่วยให้มันลื่น กับพยายามจูบหลอกล่อเจ้ามอปลายให้ลืมตัวก่อนจะรีบดันปลายนิ้วแทรกเข้าไปด้านใน

โอ๊ย—

แน่นอนว่าโดนเจ้ามอปลายกัดมาที่ปากเต็มแรงแถมยังเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้ามอต้นกระแทกปลายนิ้วเข้ามาจนสุด
คนที่เวรกรรมตามสนองตอนนี้ไม่ใช่ใคร คือคนที่เขียนนิยายทารุณกรรมองค์ชายรัชสีห์ไม่รู้ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งนั่นล่ะนะ
“อือ อ.. อืมม ...”
นักเขียนรู้ว่าเจ้ามอปลายเจ็บ ตัวช่วยที่เคลือบปลายนิ้วก่อนดันเข้าไปช่วยอะไรไม่ได้มากเพราะเจ้ามอปลายเกร็งจนช่องทางปฏิเสธสิ่งแปลกปลอมที่ล่วงล้ำเข้ามา ในขณะที่เจ้ามอต้นนวดวนปลายนิ้วไปรอบๆช่องทางข้างหลัง นักเขียนก็ต้องกัดฟันค่อยๆดันปลายนิ้วหาจุดกระสันในตัวคนน้องอย่างใจเย็นที่สุดพร้อมกับจูบหลอกล่อให้เจ้ามอปลายผ่อนแรงลงเพราะคนน้องเกร็งจนแค่นิ้วเดียวยังแทบขยับไม่ได้
อาจจะยังไม่มั่นใจในความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาเหมือนกับความรัก แต่มั่นใจว่าอยากถนุถนอมเจ้ามอปลาย ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเดาความรู้สึกคนที่ขมวดคิ้วจนแทบพันกันที่นอนตัวสั่นอยู่ใต้ร่างตอนนี้ได้เลยก็ตาม
“อ๊ะ!.. น นัก..” เจ้ามอปลายพยายามจะหุบขาแต่ก็ติดต้นขาของนักเขียนที่แทรกเข้ามาขวางเอาไว้ “อ ..นัก.. นั ก...อื๊ออ อ..”
นักเขียนยิ้มพอรู้ว่าตรงที่นวดปลายนิ้วลงไปเป็นจุดที่เจ้ามอปลายรู้สึกดี
“นัก.. เดี๋ยวนัก ..มันแปลกๆ ..อื๊ออ ” เจ้าชายคนน้องเลียริมฝีปากพอเริ่มรู้สึกว่านิ้วที่สอดเข้ามาก็ทำให้รู้สึกดีไม่เลวเหมือนกัน
“นัก ..นักเขียน.. อืม ม.. ซ..ช้าๆนะ”
เจ้ามอปลายเริ่มขยับเอวตอบรับ ช่วงขาที่เกร็งในตอนแรกเริ่มผ่อนลงแล้วขยับถูไปตามสะโพกของนักเขียนแทน
เจ้าชายคนพี่มองแผ่นหลังของนักเขียนที่โน้มลงไปหาคนน้อง หลังของคนตรงกลางแดงเป็นทางไปหมดเพราะถูกเจ้ามอปลายข่วนไปหลายรอบตอนที่พยายามจะสอดนิ้วนวดหาจุดที่น้องเขารู้สึกดี
นักเขียนคงรุกเก่งไม่ใช่ย่อย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นฝ่ายรับที่รู้วิธีปรับร่างกายตัวเองให้รู้สึกดีเวลาถูกใส่เข้าไปด้วยเจ้ามอต้นเลยไม่ต้องฝืนหรือปลอบโยนอะไรมากมาย
พอสอดนิ้วเข้าไป นักเขียนก็แอ่นสะโพก ผ่อนลมหายใจแล้วค่อยๆขยับก้นรับ ทั้งที่ก้มลงไปจูบปากน้องเขาอยู่แต่ก็รู้ว่าต้องดันสะโพกเข้าหาปลายนิ้วเขาด้วยแถมมือที่ยุ่งอยู่กับซอกขาเจ้ามอปลายก็เหมือนจะพยายามหาจุดที่น้องเขารู้สึกดีได้อย่างชำนาญ
“อืออ .. จ เจ้ามอต้น ใส่เจลเข้ามาก่อนได้มั๊ย มันไม่ลื่น..”
คำพูดตรงๆของนักเขียนทำให้เจ้าชายคนพี่ต้องเลียริมฝีปากแล้วขบเอาไว้ก่อนจะถอนปลายนิ้วออกมาแล้วจับขาของนักเขียนให้แยกออกกว่าเดิม
“อ่ะ ..  ไม่ ..เจ้ามอ ต้ น.. อื๊ออ อ..” ที่ขอมันคือเจลหล่อลื่น แต่คนพี่กลับใช้ลิ้นสอดเข้ามาตรงนั้นแทน
..จะบ้า..
“ ซี๊ด.. อื้มม..เจ้ามอ ต้น.. อะไรของคุณ” ไม่ไหว ดีเกินไป จนเผลอส่ายสะโพกเข้าหาลิ้นนุ่มๆของเจ้ามอต้นอย่างลืมตัว
ความรู้สึกเจ็บแปล๊บที่หัวไหล่ดึงนักเขียนหันหันกลับมาสนใจคนน้องที่นิ่วหน้ากัดปากตัวเองจนเลือดซิบเพราะนักเขียนกระแทกปลายนิ้วเข้ามาแบบไม่รู้ตัวตอนที่คนพี่ใช้ลิ้นให้ข้างหลัง
เจ้ามอปลายสั่นแล้วก็เหมือนจะพยายามหยัดเอวหาจุดที่ตัวเองจะรู้สึกดีจนนักเขียนเพิ่มนิ้วที่สองเข้าไปได้โดยที่เจ้ามอต้นไม่ทันรู้ตัว
 “อืม.. เก่งมากปลาย ตัวคุณ.. ร้อนมากเลย  อ๊ะ—!” นักเขียนกัดฟันเพราะเจ้ามอต้นถอนริมฝีปากออกไปดื้อๆแล้วขยำลงมาที่ก้นนักเขียนเต็มแรงเหมือนจะหมั่นเขี้ยวที่พูดอะไรลามกกับน้องตัวเอง
“อืมม..”
ตัวช่วยกลิ่นหอมอ่อนๆถูกชะโลมลงมาในซอกขาของนักเขียนอย่างที่ร้องขอ นักเขียนนิยายอีโรติกผู้ไม่คิดว่าจะต้องตกมาเป็นทั้งรับทั้งรุกในเวลาเดียวกันพยายามแยกประสาทออกเป็นสองทางแล้วเอื้อมมือไปตรงซอกขาที่เจ้ามอต้นป้ายสิ่งนั้นเข้ามา
“อะไร.. จะยั่วหรือไง” เจ้ามอต้นหัวเราะหึหึพอเห็นนักเขียนเอานิ้วดันเจลใสๆเข้าไปในซอกขาด้วยตัวเอง
แค่นั้นไม่พอ น้องเขาที่เหมือนจะเคลิ้มสติหลุดตามไปแล้วยังเอื้อมมือขึ้นมาซ้อนหลังมือนักเขียนด้วย สีผิวที่ต่างกันเล็กน้อยของเจ้ามอปลายน้องเขากับเจ้านักเขียนจอมลามกมันลงตัวอย่างน่าแปลก
“อืมม ม!...” เจ้ามอปลายแทรกปลายนิ้วเข้าไปในที่เดียวกันกับนิ้วของนักเขียน
คนที่แค่ดันนิ้วเข้าไปเองก็จะเป็นบ้าพออยู่แล้วยังมาถูกเจ้ามอปลายซ้อนฝ่ามือแล้วใส่นิ้วเข้ามาเพิ่มอีก

ตายๆ..นี่มันวัตถุดิบที่จะเอาไปใช้เขียนในนิยายเรื่องไหนได้วะเนี่ยย

นักเขียนหูอื้อ สมองชาไปครึ่งส่วน
บางครั้งเวลาเขียนนิยายในฉากอย่างว่าก็เคยมีอารมณ์จนเผลอลุกไปปลดปล่อยในห้องน้ำบ้างเหมือนกัน แต่ตอนนี้นักเขียนกำลังจะตั้งสติเอาไว้ไม่ไหว ทั้งปลายนิ้วของตัวเองกับนิ้วของเจ้ามอปลายที่ซ้อนเข้ามามันกำลังทำให้สติกับจินตนาการอันไร้ขอบเขตของนักเขียนแตกกระจัดกระจาย
เจ้ามอปลายอมยิ้มอย่างซุกซนก่อนจะถอนปลายนิ้วออกไปแล้วลูบไล้ไปตามซอกขาของนักเขียนเหมือนจะยั่วคนพี่แทน
นักเขียนรู้ว่าคนน้องกำลังเล่น ปลายนิ้วที่เปียกลื่นเพราะตัวช่วยอย่างดีปาดเอาของเหลวบางส่วนติดมาก่อนจะดันต้นขาเจ้ามอปลายให้ยกสูงขึ้นแล้วปาดของเหลวลื่นนั้นเข้าไป
เจ้าชายคนน้องรีบจับต้นแขนนักเขียนเอาไว้
“อย่าเร็วนะ” เจ้ามอปลายเสียงสั่น มองหน้านักเขียนด้วยท่าทางของคนที่ไม่มั่นใจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
นักเขียนเลียริมฝีปากแล้ววาดปลายนิ้ววนไปรอบๆช่องทางของเจ้ามอปลายก่อนจะกดพรวดเข้าไป
“อ๊ะ—! บอก ว่า.. อย่าเร็ว อือออ อ..!..”
ช่องทางของเจ้ามอปลายเริ่มผ่อนคลายพอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นร่างกายขาวสะอาดก็ยังบิดเร้าเพราะความจุก
“น.. นัก ก.. อื๊ออ ..มันลื่น แปลกๆ โอ๊ย..นัก ..ไม่ไหว ผมหัวหมุนไปหมดแล้ว”
นักเขียนยิ้มอย่างเอ็นดูเจ้าชายคนน้อง
ไอ้อาการพวกนี้แน่นอนว่านักเขียนเคยเป็นมาหมดแล้ววันแรกที่ยอมเป็นฝ่ายรับ
“ผมทำเก่งนะ” นักเขียนก้มลงไปกระซิบแล้วต้องนิ่วหน้าเพราะจังหวะที่สะโพกยกขึ้นมาเจ้ามอต้นก็กดปลายนิ้วที่สามเข้ามาพรวดเดียว“คุณจะ.. รู้สึกดีสุดๆ มอปลาย” นักเขียนกำผ้าปูข้างๆเอวเจ้ามอปลายเอาไว้แน่น เจ้ามอต้นขยับนิ้วเข้าออกแถมกัดลงมาตรงต้นคอของนักเขียนแล้วเลียซ้ำด้วย

‘ก็ใครจะยอมให้รังแกน้องเขาอยู่ฝ่ายเดียวล่ะ’   

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 00:25:24 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1

เจ้ามอปลายมองคนด้านบนที่กัดริมฝีปากเอาไว้จนตัวสั่นแต่ยังขยับสะโพกตามจังหวะมือพี่เขาไม่หยุด หัวนมของนักเขียนแดงก่ำจนเจ้ามอปลายอดไม่ได้ต้องหยัดตัวขึ้นจากที่นอนแล้วใช้ปากงับทั้งดูดทั้งเลียจนเกิดเป็นเสียงน่าอาย
“อื๊ออ ม.. มอปลาย ..เจ้ามอปลาย.. โอ๊ย—! ..เจ้ามอ ต้น..”
นักเขียนชาไปทั้งหน้า เจ้าชายคนพี่เล่นงานตรงนั้นส่วนคนน้องก็เล่นสนุกกับหัวนม ..มันเหมือนกำลังโดนข่มขืนจากรอบด้าน
“อืม.. เจ้า มอต้น.. อ๊ะ !..อื๊มม.. เจ้ามันเสียว”
นักเขียนกำผ้าปูจนมือสั่น
เจ้ามอต้นชอบกัด แล้วยังกัดลงมาตรงนั้น ตรงก้นเขา แถมไม่ใช่กัดเบาๆ
“ อืม..” พอเห็นนักเขียนส่ายสะโพกไปตามจังหวะคนพี่พร้อมกับเลียริมฝีปากอย่างมีอารมณ์ เจ้ามอปลายก็ค่อยๆชันเข่าโอบขึ้นมาที่เอวของนักเขียนแล้วขยับสะโพกเข้าหาปลายนิ้วที่สอดค้างอยู่ในซอกขา
“..คุณส่ายก้นกับนิ้วเจ้าพี่ จนผมทนไม่ไหวแล้วนะ” เจ้ามอปลายเสียงกระเส่า
“อืม..เจ้ามอต้น ..เจ้า มอปลาย..” นักเขียนกัดริมฝีปากเพราะเจ้ามอต้นเก่งกว่าที่คิดเอาไว้ ตอนนั้นทำแบบไม่สนว่าเขารู้สึกดีหรือเจ็บตรงไหน แต่ตอนนี้กลับจับได้ทุกจุดและเอาแต่นวดวนปลายนิ้วย้ำตรงนั้นจนประสาททั้งสองส่วนของนักเขียนกำลังไหลมารวมกัน
“..ซี๊ด.. ไม่ไหวแล้ว!”
นักเขียนชักปลายนิ้วออกมาจากตัวเจ้ามอปลายแล้วผลักมือเจ้ามอต้นทิ้ง
“คุณมี.. ถุงยางมั๊ย? ถ้าไม่ใช้ คุณเจ็บแน่ๆ” ยังห่วงเจ้ามอปลายจะรู้สึกไม่ดีพอใส่เข้าไปจริงๆเพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยที่จะไม่ใช้ตัวช่วยทั้งเวลาเป็นฝ่ายรุกและฝ่ายรับ
ไม่อยากให้เจ้ามอปลายเจ็บ เดี๋ยวไม่ได้เข้าไปอีก

มองการณ์ไกลครับผม..

“......” เจ้ามอปลายกลืนน้ำลาย
ไอ้ของที่ว่ามันก็ต้องมีติดไว้บ้างล่ะ ตามประสาผู้ชาย
แต่..
ไม่อยากใช้
อยากให้ครั้งแรกที่ถูกทำ มันไม่มีอะไรมาขวาง (แต่ถ้ามีครั้งต่อไปต้องใช้นะ! /หัวเราะ)
“..ห้องนอนรัชทายาทไม่มีของแบบนั้นหรอก คุณคิดว่าพวกผมบ้ากามเหมือนคุณหรือไง”
นักเขียนขมวดคิ้วหันไปมองเจ้ามอต้นที่อยู่ด้านหลังพร้อมกับเลียริมฝีปาก “ไม่หรอกมั๊ง ..พี่คุณเล่นกับก้นผมขนาดนี้น่ะ จะบอกว่าไม่เคยทำมาก่อนหรือไงคุณสองคน”
เจ้าชายคนพี่หัวเราะหึหึ เอื้อมมือไปที่ต้นขาเจ้ามอปลายแล้วดันให้แนบขึ้นไปกับหน้าท้องก่อนจะกดนักเขียนคร่อมลงไปตรงกลางหว่างขาขาวๆของน้องตัวเอง
“จะใส่มั๊ย” หมายถึงใส่เข้าไปในตัวน้องเขา
นักเขียนสอดมือลงไปใต้สะโพกเจ้ามอปลาย
“..ถามได้..”
นักเขียนจับไอ้ตัวที่ฮึดฮัดโวยวายอยู่กลางหน้าขากดลงมาในที่ๆเคยได้แต่จินตนาการเพ้อฝัน
เจ้ามอปลายไม่หันหน้าหนีอย่างที่คิด แต่กลับเอื้อมมือมาช่วยอย่างน่ารักเป็นที่สุด คนสวยๆบทจะลามกนี่ก็เอาเรื่องใช่ย่อย
แต่ยิ่งเห็นมุมทะลึ่งเหมือนคนศีลเสมอกันก็ยิ่งชอบ

..ชอบเจ้ามอปลาย..

“อื๊อออ อ—! ..เจ็บ บ ..โอ๊ย นั ก.. นักเดี๋ยว อย่าดัน! เจ็บจริงๆ”
เข้าไปแค่ส่วนปลายเจ้ามอปลายก็เอามือดันหน้าท้องนักเขียนเอาไว้พร้อมกับส่ายหน้าไปมาอยู่บนที่นอน
ก็แหงล่ะ แน่นซะขนาดนี้ แถมยังไม่มีถุงยางช่วยไม่เจ็บก็บ้าแล้ว
“ค่อยๆหายใจ มองหน้าผม..” นักเขียนพยายามกดเอวลงไปให้นุ่มนวลที่สุด พร้อมกับจูบหว่างคิ้วที่แทบจะพันกันของเจ้ามอปลายเพื่อลอบให้อีกคนผ่อนคลายลง

“..ให้ผมเข้าไปนะครับคนดี..”

เจ้าชายคนน้องส่ายหน้ารัว มือที่ดันหน้าท้องนักเขียนทั้งผลักทั้งข่วนเพราะพอเอาเข้าจริงมันเจ็บจนขาชาไปหมด
“เจ็บ ..มันเจ็บ”
นักเขียนลูบมือลงไปตรงเจ้าชายตัวน้อย ปลอบโยนมันด้วยการรูดรั้งขึ้นลงเพื่อดึงความสนใจของเจ้ามอปลายไปจากสะโพก
“ผมก็เจ็บนะ ถ้าคุณไม่ผ่อนคลาย ผมก็เจ็บเหมือนกัน” นักเขียนกัดฟัน
รู้สึกว่าที่ก้นมันกำลังมีบางอย่างมาดุนดันทั้งที่เขาถูกเจ้ามอปลายรัดจนปวดหนึบไปหมด
เจ้าชายคนพี่มองนักเขียนที่ถูกน้องเขาทั้งผลักทั้งข่วนจนเอวกับหลังแดงเป็นทางไปหมด
ยังไงเจ้ามอปลายก็ต้องเจ็บ เพราะอยู่ด้วยกันมาทั้งชีวิตพี่ชายที่ตัวติดกันอย่างเขาก็ไม่เคยเห็นเจ้ามอปลายยอมให้ใครมาก่อน พอเห็นคิ้วที่ขมวดเข้าหากันแน่นกับน้ำตาที่ไหลพรากลงมาจากหางตาของคนน้อง กับนักเขียนที่เอวถลอกเป็นทางไปหมดก็เห็นทีพี่ชายอย่างเขาจะต้องช่วย
“ปลาย”
มือที่ข่วนนักเขียนอยู่ชะงัก
เจ้ามอต้นจับมือน้องออกจากเอวนักเขียนแล้วกดลงกับที่นอนก่อนจะดันส่วนที่ร้อนผ่าวเข้าไปในร่างกายของนักเขียนจนสุดในครั้งเดียว
“อึ่กก ก!...” คนที่จุกไม่ใช่นักเขียน แต่เป็นเจ้ามอปลายที่รับแรงของคนสองคนพร้อมๆกัน
เจ้าชายคนน้องน้ำตาไหลพรากๆ นักเขียนที่สอดใส้อยู่ตรงกลางก็สั่นไปทั้งตัวเพราะคนพี่กระแทกเข้ามาไม่บอกกล่าวจนสุดลำ แถมคนน้องยังตกใจจนเกร็งไปหมดทั้งขา ไอ้นักน้อยที่สอดเข้าไปคาอยู่ในก้นสวยๆนั่นมันเลยถูกรัดจนปวดไปหมด
“ถ้าปลายยังดื้อแบบนี้ พี่จะโกรธแล้วนะ”
คำพูดที่แปลไม่ออกของคนพี่ทำให้เจ้ามอปลายผ่อนแรงลงทันที
น้ำตาอุ่นๆไหลพรากจนเลอะไปทั้งกรอบหน้า

สงสาร แต่ทำไมรู้สึกว่าชอบจังเวลาเจ้าคนน้องโดนขู่นี่

“ขยับ..” เจ้ามอปลายพึมพัม “ขยับมันที ..เจ้าพี่.. นัก น้องเจ็บจนจะทนไม่ไหวแล้ว”
..
.
มือข้างหนี่งของเจ้ามอปลายประสานกับมือคนพี่ อีกข้างถูกมือของนักเขียนล็อคเอาไว้กับหมอน ร่างกายขาวสะอาดแดงเรื่อแทบทุกส่วนที่ถูกสัมผัส ริมฝีปากอิ่มสวยถูกนักเขียนทั้งจูบทั้งดูดจนแทบไม่มีโอกาสหายใจ
นักเขียนนิยายที่เจอเรื่องลามกกว่าหนังสือตัวเองปล่อยให้เจ้าชายคนพี่ควบคุมทุกอย่าง จังหวะที่เจ้ามอต้นกระแทกเข้ามาข้างหลังนักเขียนก็ผวาตามไปด้วย
สองมือของคนน้องถูกนักเขียนกับพี่ชายล็อคเอาไว้คนละข้าง มือที่ว่างของนักเขียนสอดเข้ากับกลุ่มผมของเจ้ามอปลายพยายามจะปลอบโยนคนที่เพิ่งถูกทำครั้งแรกให้รู้สึกดีมากที่สุด เพราะตัวเองก็ยั้งเอาไว้ไม่ได้ มันผวาตามไปทุกครั้งที่เจ้ามอต้นกระแทกกระทั้นเข้ามา
แรงคนสองคนตกไปอยู่ที่เจ้ามอปลายคนล่างสุดที่คงจะเจ็บร้าวไปหมดทั้งซอกขา แต่ว่าเจ้าชายคนน้องที่น่าจะลามกพอๆกันกับนักเขียนก็เรียนรู้วิธีที่จะหาจุดที่ตัวเองรู้สึกดีจนเจอแล้วขยับเอวรับเวลาคนพี่กระแทกนักเขียนลงมา

ไม่รู้ว่าต้องเก็บข้อมูลตอนนี้ใส่สมองส่วนไหน มันขาวโพลนไปหมดทุกครั้งที่ร่างกายถูกสอดใส่กับข้างหน้าที่ถูกตอดถูกรัดจนตาพร่า

เจ้ามอปลายพอโดนพี่ขู่ก็เหมือนจะพยายามไม่งอแง และเริ่มหาความสุขใส่ตัวบ้างเหมือนกัน
เอวสวยๆเกลือกไปกับที่นอนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แผ่นหลังของรัชทายาทผู้เป็นน้องเล็กสุดแดงเรื่อไปหมด ต้นขาทั้งสองข้างพาดอยู่บนแขนนักเขียนในท่าน่าอายแต่มันก็ช่วยให้ความรู้สึกแย่ๆจางลงไปได้เยอะกว่าตอนแรก
นักเขียนถูกคนพี่จูบจากด้านหลัง ถูกคนน้องที่เริ่มรู้วิธีเอาตัวรอดจากความรู้สึกเจ็บหยัดตัวขึ้นมาทั้งดูดทั้งเลียหัวนมแถมยังขยับเอวสวนขึ้นมาทุกครั้งที่นักเขียนผวาเพราะคนพี่
สองหมาป่าคู่แฝดนี่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนนักเขียนนึกโมโห
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
..รู้สึกในแบบที่ไม่เคยรู้สึก และไม่เคยเขียนลงในนิยาย
“คุณอร่อยจัง.. อืมม ม..อร่อยสุดๆเลยนักเขียน” เจ้าชายคนน้องช่างศีลเสมอกันกับนักเขียนจริงๆ ทั้งที่ตอนแรกดิ้นรนข่วนนักเขียนจนลายพร้อยไปทั้งแผ่นหลัง แต่ตอนนี้ทั้งบีบทั้งขยำก้นนักเขียนแล้วยังรั้งตัวขึ้นไปหาเองด้วยจนคนตรงกลางที่ทั้งโดนสอดใส่ทั้งโดนกลืนกินข้างหน้าตาพร่าหูอื้อไปหมดแล้ว
เจ้ามอต้นกดนักเขียนให้ฟุบลงไปกับอกคนน้อง คนตรงกลางที่โดนทารุณกรรมทั้งสองทางเลิศรสจนคนที่แทบจะไม่แตะต้องใครอย่างเจ้ามอต้นเลียริมฝีปากอย่างถูกใจ
หัวนมของนักเขียนกับเจ้ามอปลายบดเบียดกันจนแดงก่ำ ริมฝีปากของเจ้าคนน้องที่ต้องเป็นฝ่ายรับครั้งแรกในชีวิตกับคนตรงกลางที่ต้องทำสองอย่างพร้อมกันต่างบดขยี้กันและกันอย่างเร่าร้อนเพื่อดึงความรู้สึกทรมานในซอกขาออกไปจากตัวเองให้มากที่สุด
นักเขียนไม่เคยรู้ว่า การถูกกอดเข้ามาพร้อมกันแบบนี้ แท้จริงแล้วมันเป็นแบบไหน และที่เคยอ่านจากนิยายของคนอื่น เขาเขียนกันจากจินตนาการได้สมจริงมากน้อยยังไง แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าที่เคยอ่านไป มันไม่ได้ครึ่งของการถูกทำจริงๆ
“อืออ อืม! ... อ ..” จะหายใจ ไม่ทัน ในหัวได้ยินเสียงกระแทกกระทั้นที่ก้น กับเสียงหอบของเจ้ามอปลายที่ดังอยู่ข้างหู
กลิ่นหอมของเจ้าคนพี่ยิ่งเวลาทำแบบนี้ยิ่งชัดเจน เพราะเจ้ามอต้นไมได้ถอดอะไรออกไปเลย ทั้งเสื้อทั้งกางเกงยังอยู่ครบทุกอย่าง มันทำให้บุคลิคน่าค้นหาของคนพี่ยิ่งร้อนแรงพอๆกับจังหวะที่แทงเข้ามาจนนักเขียนขาสั่นพั่บกระเทือนตามไปถึงคนน้อง
ส่วนเจ้ามอปลายก็ทั้งหอม ทั้งนุ่ม ได้กลิ่นหวานๆอะไรซักอย่างตอนเจ้ามอปลายขยับซอกขา ดวงตาสีอ่อนจัดแวววาวไปด้วยน้ำตา แพรขนตายาวสวยเปียกชุ่มยิ่งทำให้เจ้าคนน้องดูหวานละมุนไปหมดทั้งหน้า
กำลังจะอ้าปากเพ้อพรรณนาเพราะตาสวยๆของเจ้ามอปลายเจ้าชายคนพี่ก็กระแทกเข้ามาจนนักเขียนตัวสั่น และเพราะยั้งเอาไว้ไม่ทันเจ้ามอปลายคนล่างที่รับไปเต็มๆเลยจุกจนพูดไม่ออก
เจ้ามอต้นเอาเข้าจริงก็แกล้งน้องแรงไม่ใช่น้อยเหมือนกัน บางครั้งก็คว้าไหล่นักเขียนดึงกลับมาจูบแล้วปล่อยให้น้องไถลไปกับที่นอนตามจังหวะกระแทกกระทั้นเพื่อฟังเสียงหวานทุ้มหูนั่นครวญครางด้วยความทรมานเพราะไม่มีริมฝีปากนักเขียนให้จูบระบายอารมณ์
คนกลางเริ่มทนไม่ไหวแล้ว นักเขียนคล้องแขนกลับไปที่ต้นคอเจ้ามอต้นแล้วใช้อีกมือดันหน้าท้องเจ้ามอปลายให้หยุดไว้เพื่อให้เจ้ามอต้นได้ใส่เข้ามาหนักๆแค่ที่ตัวเองคนเดียว ก่อนคนล่างสุดจะร้อนวาบไปทั้งช่องทางเมื่อนักเขียนกระตุกวูบแล้วปลดปล่อยเข้ามา
“อึ่กกกก ก—!....”
เจ้ามอปลายเลียริมฝีปากทั้งที่ขาสั่นพั่บ ความรู้สึกเหนอะหนะแปลกๆในร่างกายมันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่ ยิ่งเห็นนักเขียนสั่นระริกอยู่ในอ้อมแขนพี่ชายทั้งที่ส่วนนั้นยังเชื่อมอยู่กับตัวเองยิ่งรู้สึกว่าอยากทำอะไรทะลึ่งๆ
เจ้าคนน้องกัดฟัด เอามือดันหน้าท้องนักเขียนไว้แล้วไถลตัวออก
“อึ่ก!...ก ..” รู้สึกเหมือนจะเป็นลม ขาแทบไม่มีแรง
แต่มันยังไม่จบ
เจ้ามอปลายผลักนักเขียนให้นั่งลงไปบนตักคนพี่ ก่อนจะเชยใบหน้าของคนที่หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนให้เงยขึ้นมา
นักเขียนยอมจำนนต่อโชคชะตา พออ้าปากเจ้ามอปลายก็สอดส่วนที่ร้อนระอุเข้ามาจนสุดช่องคอ
“อ! อื้อมม..! ...” แค่หายใจก็จะไม่ทันอยู่แล้ว เจ้ามอปลายยังไสเข้ามาแบบไม่ถนอมปากเขา คนพี่ก็จับเอวขยับขึ้นลงแถมยังดันสะโพกสวนขึ้นมาจนก้นชาไปหมด
“..ซี๊ดด..  อีกนิดเดียวคนดี...” เจ้ามอปลายกลับมาไทป์เดิม
เสียงแหบๆต่ำๆ กับริมฝีปากแดงสวยขบเอาไว้อย่างลามก ดวงตาสีอ่อนหรี่มองใบหน้าของนักเขียนอย่างพอใจ
เจ้าชายคนพี่จับเอวนักเขียนขยับขึ้นลงเร็วขึ้น ความรู้สึกที่เจ้าคนพี่ต้องอดทนทั้งที่เกือบทะลักออกมาพร้อมกับนักเขียนในตอนแรกกำลังเอ่อขึ้นมาอีกรอบ
คนน้องใช้มือขยำเส้นผมของนักเขียนพร้อมกับขมวดคิ้วอย่างใกล้จะถึงปลายทางแล้วเหมือนกัน
“ อึ่กกกก!........”
“ ....!!...”
“อื๊ออ ม.....!!....” คนที่ถูกสอดใส่ทั้งสองทางรับรู้ถึงสิ่งที่ทะลักเข้ามาในก้นกับในปากพร้อมๆกัน

“น่ารักสุดๆ นักเขียน..” เจ้ามอปลายยิ้มอย่างพอใจ นักเขียนยังมีแรงพอจะเลียเล็มให้เขาทั้งที่หายใจหอบเหนื่อยขนาดนั้น
น่ารัก.. มากเกินไปแล้ว
พอเจ้ามอปลายดันใบหน้านักเขียนออกห่าง เจ้ามอต้นก็หอมลงมาที่แก้มของนักเขียนแทนของรางวัล
คนน้องเห็นแบบนั้นก็ทรุดตัวลงไปจูบ ดูดดึงริมฝีปากของนักเขียนที่บวมช้ำไปหมดทั้งจากที่โดนจูบทั้งจากการเสียดสี
นักเขียนปล่อยให้เจ้ามอปลายจูบเลียอยู่ซักพักก่อนจะดันอกคนน้องให้ออกห่างแล้วหันไปหาคนพี่
“......”
สายตาเว้าวอน ออดอ้อน จนเจ้ามอต้นต้องส่ายหน้ายิ้มๆออกมาแล้วทาบริมฝีปากจูบเข้าไป

จากนี้ ..นักเขียนนิยายอย่างเขาจะเป็นยังไงกันนะ
เจ้าชายคนพี่ร้อนแรงดุดันเหมือนพวกอัลฟ่าแห่งฝูงหมาป่า
เจ้าชายคนน้องก็ลามก ขี้เล่น แถมอร่อยสุดๆ
“อืมม ..”
ค่อยคิดละกัน ตอนนี้หัวนมมันอยู่ในปากเจ้าคนพี่อีกแล้ว


_______________________


“นัก”
“หืม?” นักเขียนลดปากกาในมือลงก่อนจะหันไปหาเจ้ามอปลายที่นอนอยู่บนเสื่อข้างๆเขาโดยมีหนังสือนิยายเล่มใหญ่ของนักเขียนที่เจ้าตัวขอเอามาอ่านต่อปิดหน้าอยู่
“ทำไมคุณถึงมาเป็นนักเขียนล่ะ?”
“.....”
นักเขียนหันกลับมามองหน้าจอที่เป็นพล็อตแบบร่างของนิยายเรื่องใหม่ที่เริ่มเอาไว้
“ผมคงเป็นพวกเพ้อเจ้อในความรักมั๊ง”
คนที่นอนอยู่ข้างๆหัวเราะ
“แต่ผมว่า คุณเจ๋งมากเลยนะ การจะเขียนนิยายออกมาได้แต่ละเรื่อง และเขียนให้จบ เขียนให้คนอ่านอ่านแล้วสนุก อ่านแล้วรู้สึกไปกับตัวละครได้ ผมว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ผมเคยได้ยินมาว่านักเขียนบางคนเขียนไปเขียนมาก็ไปต่อไม่ได้จนต้องหยุดไปทั้งๆที่นิยายกำลังไปได้สวยก็มี”
นักเขียนยิ้ม
“ผมเองก็เคยเป็น และนักเขียนทุกๆคนก็น่าจะเคยเป็น มันอยู่ที่ว่าเราจะจูนตัวเองกลับมายังไง”
เจ้ามอปลายเอามือแปะๆหาตะกร้าที่ใส่ผลไม้ก่อนจะบิเอาองุ่นไปลูกหนึ่งแล้วเอามือดันหนังสือขึ้นเพื่อเอาองุ่นเข้าปากเคี้ยวกรุ่บๆก่อนจะพูดต่อ
“แล้วคุณทำยังไงถึงกลับมาเขียนต่อได้ล่ะ?”
นักเขียนมองลงไปกลางลำธารที่มีพี่ชายของรัชทายาทลำดับที่สามลอยคอเล่นน้ำอยู่กับช้างตัวใหญ่ตัวน้อยเป็นฝูงด้วยท่าทางมีความสุข
“ถ้าถึงทางตันหนักๆ ผมก็พาตัวเองออกไปจากคอมพ์ ออกไปจากห้อง ปิดคอมพ์ทิ้งไว้เลย 3-4 วัน เคลียร์สมองจนมันกลับมาเป็นศูนย์ พอคิดถึงมันแล้วค่อยกลับมาเริ่มใหม่ เป็นวิธีง่ายๆที่ทำให้ผมเขียนนิยายเรื่องนั้นต่อได้”
เจ้ามอปลายเอามือแปะๆหาของกินอีกรอบ ปากก็พูดไปด้วย “ออกจากห้องนี่คุณไปทำอะไร? ไปดื่ม? ไปขับรถระบายอารมณ์อะไรแบบนั้นรึเปล่า”
นักเขียนวางปากกากับไอแพดลงข้างตัวก่อนจะเอื้อมมือไปบิองุ่นออกมาลูกหนึ่งแล้วหันไปล็อคข้อมือเจ้ามอปลาย
“.......”
หนังสือเล่มใหญ่ถูกดันขึ้นไปแค่พ้นริมฝีปากกับปลายจมูกโด่งสวย

แต่ยังปิดช่วงตาเอาไว้ เพราะไม่อยากให้แสงแดดมาทำร้ายคนๆนี้

“ผมก็ทำหลายอย่างนะ แต่ถ้าเป็นสมัยเรียนมหา’ลัย ตอนที่เริ่มเขียนนิยายให้คนอ่านในเวปใหม่ๆ.. ผมก็ไปหา อะไร ทำ ที่มันทำให้รู้สึกดี”
องุ่นรสหวานถูกป้อนเข้าไปด้วยริมฝีปาก ถึงปากเจ้ามอปลาย
เจ้าชายลำดับที่สามยิ้มออกมาก่อนจะอ้าปากรับพร้อมกับเอียงใบหน้าแล้วรั้งต้นคอนักเขียนให้จูบลงมาพร้อมกับองุ่นลูกเล็กที่แตกซ่านรสหวานไปทั่วโพรงปากของคนสองคน

..เป็นสัมผัสที่หวานละมุน อบอุ่น อ่อนโยนกว่าแสงแดดที่อาจจะทำร้ายเจ้าชายคนนี้ คนที่นักเขียนอยากถนุถนอมและอยากรังแกให้ร้องในคราเดียวกัน
นักเขียนผละออกจากริมฝีปากหวานละมุนนั้นอย่างเชื่องช้า เพิ่งเข้าใจถึงคำว่า อยากหยุดเวลา ที่เคยเขียนลงในนิยายของตัวเองก็ตอนนี้
..เจ้ามอปลาย..
คุณเข้ามาในใจผมได้ถูกเวลาเหลือเกิน

—ซ่า—

“เห่ย!!”
นักเขียนกับเจ้ามอปลายเปียกซ่กไปตามๆกัน
คนที่ลอยคออยู่กับช้างและเป็นคนสั่งให้เจ้าตัวใหญ่เกือบสิบตัวเอางวงดูดน้ำพ่นขึ้นมาตะโกนขึ้นมาจากลำธาร
“จูบกันอยู่นั่น ลงมาช่วยอาบน้ำให้ช้างทั้งสองคนเลยจะได้ไปกินข้าว”



_____________________________
*บอกแล้วว่าอย่าปั่นนิยายตอนไวรัสกินสมอง -.,-

ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์เลยนะงับ  :hao5: ผมคุยไม่เก่งอะเลยไม่รู้ว่าจะมาพิมพ์ตอบคอมเม้นท์ว่าอะไรดี  :ling2:
แต่ผมชอบอ่านนะ  :hao6: เม้นท์เดียววนอ่านอยู่เป็นสิบรอบ 5555

เจอกันใหม่ตอนหน้าฮะผม :bye2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2019 00:29:05 โดย MeanMania »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด