*[ 2Prince3P ]* 2เจ้าชายกับนักเขียนนิยายที่รัก(3P) อัพตอนที่ 28. (21/4/62)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: *[ 2Prince3P ]* 2เจ้าชายกับนักเขียนนิยายที่รัก(3P) อัพตอนที่ 28. (21/4/62)  (อ่าน 10628 ครั้ง)

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.เมื่อนิยายจบแล้วให้แก้ไขหัวกระทู้ต่อท้ายว่าจบแล้ว


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
 


*********************************************************************************




[ 2Prince3P ] 2เจ้าชายกับนักเขียนนิยายที่รัก (3P)

By MeanMania.



เมื่อบรรณาธิการเพื่อนรัก แนะนำให้นักเขียนนิยายผู้กำลังบอบช้ำทางใจอย่างหนักไปเก็บข้อมูลเจ้าชายฝาแฝดมาเขียนนิยายเรื่องใหม่
มันจะรู้ไหมว่าได้ส่งลูกแกะตัวน้อยที่กำลังน่าอร่อยไปให้สองพี่น้องหมาป่ากิน
'ด้วยกัน'

อัพทุกวันพุธ และ วันเสาร์
พูดคุยกับนักเขียนได้ที่ Twitter : @Meen_mania (ชื่อไม่สามารถเว้นว่างได้)
ซึ่งนักเขียนอาจจะคุยรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างนะฮะ อันนั้นไม่ได้กวน เป็นคนคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง  :hao6:

พูดคุยในแท็กนิยายได้ที่ #2Prince3P
____________________________________________________________________________________
*หมายเหตุ* นิยายเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากแฟนฟิคชั่นของนักเขียนเองนะคะ หากผิดพลาดประการใดขออภัยมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

 :a5:


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-04-2019 19:28:11 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 1. ข่าวร้ายก่อนตอนจบของนิยายจะถูกเขียน





สวัสดีครับ ผมชื่อ นักเขียน. และผมเป็นนักเขียนนิยายอีโรติค

แต่เสียใจนะครับ ถ้าอยากจะจีบ ผมมีแฟนแล้ว
แฟนผมทำธุรกิจสายการบิน  แน่นอนครับ เค้าหล่อ รวย หุ่นดี แล้วก็... (หัวเราะ) อร่อยมากครับ


แต่ก็นะ ผมก็ไม่ได้หน้าตาขี้เหร่(เห็นเพื่อนว่าแบบนั้น)

หน้าตาแบบผมถ้าไปสมัครเป็นดาราหรือนายแบบรับรองว่าผ่านสบายๆ
แต่ไม่เอาหรอก ผมชอบเขียนนิยาย ชอบอยู่ในที่เงียบๆมากกว่าจะไปเป็นเป้าสายตาอะไรแบบนั้น


นักเขียนนิยายอีโรติค ถ้าจะเรียกอีกอย่างก็คือนักเขียนนิยายลากมกนั่นล่ะ
เพราะหน้าตาดีก็เลยดูเหมือนจะดังขึ้นมานิดหน่อยในหมู่นักอ่านด้วยช่วงนี้


..


.



“กูส่งบรีฟปกกับคาแรคเตอร์ไปให้แล้วนะ”

คนพูดลากเม้าส์ชี้ไปที่กล่องข้อความของเมลล์ที่ขึ้นว่าส่งแล้วก่อนจะกดดูซ้ำอีกครั้งเพื่อเช็คว่าเมลล์ที่เพิ่งส่งไปให้เรียบร้อยดีไม่ตกหล่นอะไร

“เออ โอเค กูเห็นละ แล้วมึงจะปิดต้นฉบับวันไหน? กูจะได้เตรียมคนบรูพคนเก่าไว้รอ ใกล้เทศกาลงานหนังสือแล้วเดี๋ยวถ้าคนบรูพไปติดงานอื่นจะทำของมึงเสร็จไม่ทัน ยังไงงานหนังสือรอบหน้ามึงก็ต้องมา ตั้งแต่มึงชิ่งรอบที่แล้วทุกวันนี้กูยังโดนบอสบ่นหูแทบชาอยู่เลย”

นักเขียนลากเม้าส์แกร่กๆเปิดไฟล์เอกสารที่ร่างตอนจบของนิยายไว้ “เออๆ กูขอโทษ รอบนี้ไม่เบี้ยวหรอกน่ะ อาทิตย์หน้าตอนพิเศษคงเสร็จพอดี เขียนตอนพิเศษเสร็จก็ว่าจะอัพตอนจบในเวปแล้วก็ปิดต้นฉบับส่งให้มึง”

“โอเคเพื่อน กูส่งบรีฟปกไปให้คนวาดละ ยังไงถ้าภาพสเก็ตซ์เสร็จกูส่งให้มึงดูละกัน ไม่น่าจะเกิน 3-4 วัน”

“เค..”

กดปิดหน้าจอโน๊ตบุ๊ค วางโทรศัพท์มือถือไว้ข้างกันแล้วยกมือขึ้นมาปิดปากหาว

สัมผัสอุ่นๆกับกลิ่นน้ำหอมจากเสื้อผ้าที่คุ้นเคยโอบเข้ามาจากทางด้านหลังพร้อมกับวงแขนที่รั้งเข้าไปกอดหลวมๆ

“ตื่นมาทำงานแต่เช้าเลยเหรอ ฮึ?”

นักเขียน หลบจมูกคนรักที่หอมลงมาแรงๆตรงแก้ม “อื้ม จะปิดต้นฉบับแล้วน่ะ อาทิตย์หน้าก็อัพตอนจบในเวปแล้ว วันนี้เลยส่งบรีฟปกกับคาแรคเตอร์ไปให้ไอ้พัดมันก่อน เดี๋ยวคนวาดติดงานอื่นจะสเก็ตซ์ปกมาให้ดูไม่ทันอาทิตย์นี้” ยิ้มๆแล้วหันไปหอมแก้มคนรักคืน

พีรวิชญ์รวิชญ์ยังคลอเคลียอยู่กับไหล่ของคนตัวเล็ก “ยุ่งยากจังเลยนะ อาชีพนักเขียนนี่ เวลาพักผ่อนก็ไม่ค่อยมี แถมยังทำงานไม่เป็นเวลาด้วย”

“อะไร พี่คบกับผมมา 2 ปีแล้วนะ ยังไม่ชินอีกเหรอ” นักเขียนว่าแล้วหันหน้ากลับไปหาคนรักยกมือขึ้นจัดปกเสื้อพร้อมกับผูกเนคไทให้

“ไม่อะ” คนตัวสูงกว่าทำเสียงเคืองๆ “ตื่นเช้ามาพี่ก็อยากต่ออีกซักรอบสองรอ— โอ๊ย!”

นักเขียนทำตาเขียวปั๊ดพร้อมกับกระทืบเท้าคนรักจอมหื่นไปเต็มแรง

“คิดว่าตีไหนเหรอกว่าพี่จะปล่อยผมเมื่อคืน ก่อนจะตื่นมาส่งงานผมนอนไปแค่ชม.เดียวเองนะ”

คนตัวสูงกว่าสอดแขนมาโอบรอบเอวคนรักแล้วลากเข้าไปชิดกับอกตัวเอง “ก็นานๆจะได้เจอนี่นา”

“เว่อร์ อาทิตย์ละสองวันนี่นานเหรอ พี่เถอะที่ไม่ว่าง อย่าบ่นไปหน่อยเลย”

“.....” พีรวิชญ์ทำท่าคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเกยคางลงกับศรีษะคนรักแล้วกอดเอวไว้หลวมๆ “ช่วงนี้ยุ่งๆน่ะ มีอะไรต้อง

ทำหลายอย่างเลย”

นักเขียนดันคนที่ตัวสูงกว่าเขาสิบกว่าเซนต์ออกแล้วยกมือขึ้นเซ็ตผมพ่อนักธุรกิจใหญ่ให้เข้าที่เข้าทาง

“คร้าบ คร้าบ ก็ไม่ได้ว่าอะไร นักเข้าใจ ทำงานหนักก็พักผ่อนเยอะๆ อย่าดื่มมาก ถ้าดื่มก็อย่าขับรถ เข้าใจมั๊ย?”

พีรวิชญ์พยักหน้าหงึกๆ “รับทราบครับ”

“ถึงออฟฟิศแล้วทานอะไรก่อนทำงานด้วย”นิ้วเรียวยกขึ้นชี้หน้า

“..จ้ะ..”

“ไม่ใช่กาแฟเปล่าๆนะ ต้องเป็นข้าว ไม่ก็อาหารเช้า แก่แล้วต้องมีวินัยเรื่องการกินอาหาร มื้อเช้าสำคัญกับสมองคนแก่แบบพี่มากๆด้วย”

พีรวิชญ์หัวเราะให้กับคนตัวเล็กกว่าที่เงยหน้าขึ้นมาสั่งสอนเขายาวเหยียดด้วยสีหน้าจริงจัง “โอเคฮะ จะปฏิบัติตามคำสั่งที่รักทู๊กกอย่างเลยครับผม มีอะไรจะอบรมสามีอีกมั๊ยจ๊ะ?”

นักเขียนทำสายตาค้อนก่อนจะโดนรวบเข้าไปกอดแน่น

“นัก”

“หือ?” รู้สึกถึงแรงกระชับเข้าของอ้อมกอดที่มากกว่าเดิม

“ขอบคุณนะ ที่เสมอต้นเสมอปลายมาตลอด ถึงเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่นักก็ดูแลพี่ ใส่ใจพี่เสมอ ขอบคุณที่อยู่ข้างๆกันตรงนี้ไม่ไปไหน ..ขอบคุณมากจริงๆ..” ก้มลงหอมหว่างคิ้วของคนในอ้อมกอดเบาๆ

นักเขียนเลิกคิ้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้กับคนรัก

บางทีคนเป็นพี่ก็อ้อน บางทีก็พูดอะไรหวานๆแบบที่นักเขียนตั้งรับไม่ทันแบบนี้เสมอ

คนรักของเขาก็เป็นแบบนี้ล่ะ ไม่ว่าจะคบกันนานแค่ไหนก็ยังมีคำพูดหวานๆมาให้ ใช้คำพูดจีบเขาอยู่เรื่อยอย่างกับคนที่เพิ่งคบกันใหม่ๆ

แต่เพราะแบบนั้นล่ะมั๊งที่ทำให้ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันและเจอกันแค่อาทิตย์ละ 2-3วัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนกับคนตรงหน้าก็ดำเนินมาเข้าปีที่สามแล้ว

“สองปีกว่าแล้วนะ ยังไม่เลิกหาคำพูดหวานๆมาจีบอีกเหรอ” ถึงจะว่าแบบนั้นแต่คำพูดของคนรักก็ทำให้หัวใจของนักเขียนเต้นแรงได้เสมอ

“ไม่เลิกหรอก”พีรวิชญ์พูดพึมพัม “จะจีบไปเรื่อยๆ จีบอยู่แบบนี้ นักจะได้ไม่มีอารมณ์ไปหวั่นไหวเวลามีใครเข้ามาจีบ”

“เว่อร์ ใครจะมาจีบ วันๆนักก็อยู่แต่หน้าคอมพ์ เขียนนิยาย กับออกไปถ่ายรูปเวลาเบื่อๆหรือคิดอะไรไม่ออก แล้วนอกจากพี่ นักก็มีแต่เพื่อน กับไอ้พัด พี่ก็รู้อยู่”

พอได้ยินชื่อบก.ส่วนตัวที่พ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิทของคนรักพีรวิชญ์ก็ทำหน้าตึงใส่ “พัดลมน่ะตัวอันตราย ไม่น่าไว้ใจสุด”

นักเขียนขำ “นี่ก็ยังไม่เลิกหึงผมกับไอ้พัดอีก ถ้าผมกับมันจะเอากันผมเอาไปนานแล้วมั๊ยพี่ มันมาค้างอยู่กับผมกี่รอบแล้ว” ยกมือขึ้นไปบีบจมูกพ่อคนหึงข้ามทศวรรต "พี่นั่นล่ะ แต่ละรูปที่แฟนคลับของพี่ถ่ายมา อิงแอบแนบชิดแทบจะสิงกันอยู่แล้ว อย่าให้พูดนะว่าสายการบินของพี่ที่มีแต่สาวๆสวยๆระดับนางงามนางแบบไปรุมกันสมัครงานที่จริงก็ไปเพราะเจ้าของสายการบินน่ะ หึ.”

คนหล่อที่โดนต่อว่ายาวเหยียดเบ้ปาก “พี่ไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย พี่อยู่ของพี่ดีๆ เค้ามากันเอง” ดึงคนรักกลับมากอดเหมือนเดิม “ไม่รู้ล่ะ ยังไงก็จะหึง จนกว่านักจะหาบก.คนใหม่”

นักเขียนย่นหัวคิ้วขำๆ

“การหาบก.ที่จะทัชกันได้เข้าใจงานของเรามันไม่ใช่เรื่องง่ายนะพี่ คนที่จะนำเสนอนิยายออกไปได้ตรงกับใจนักเขียนน่ะ มันไม่ได้หาง่ายๆนะ อีกอย่าง นักกับไอ้พัดน่ะก็ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่คนอ่านยังไม่รู้จักนักเลย ตอนนี้จะให้นักทิ้งมันไปหาบก.คนใหม่ นักไม่ทำหรอก มันคือเพื่อนในชีวิตจริงของนัก แล้วก็เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีที่สุดของนักด้วย พี่เองก็มีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เพื่อนร่วมงานที่แค่มองตาก็รู้ใจกันน่ะ แก่แล้วอย่าหึงไปเรื่อยสิครับ เดี๋ยวนักก็ไม่มีเพื่อนพอดี” เงยหน้าขึ้นไปหอมซอกคอคนรักอย่างเอาใจเมื่อเห็นว่าพ่อคนหล่อหน้างอง้ำไปถึงไหนๆ

“ก็หึงน่ะ นักเป็นแฟนพี่ มีคนมาเข้าๆออกๆห้องแถมยังพานักไปไหนต่อไหนบ่อยกว่าไปกับพี่อีก ไม่หึงได้ไงไหว” สีหน้าจริงจัง “ไม่รู้ล่ะ ต่อให้นักมีเหตุผลมาอีกมากมาย พี่ก็จะไม่เลิกหึง จะหึงเพิ่มขึ้นทุกวันด้วย”

พูดจบก็รัดวงแขนแน่นเข้าจนนักเขียนดิ้นขลุกขลั่กอยู่ในอ้อมกอด

“โอ๊ย. เข้าใจแล้วๆ นัก

จะหายใจไม่ออก ไปทำงานได้แล้ว” ดันตัวออกมาก่อนจะโดนคนตัวสูงกว่ารัดจนขาดใจตาย “กอดทีกระดูกแทบหัก” บ่นงึมงัมพร้อมกับหย่อนสะโพกลงนั่งบนโต๊ะที่ใช้สำหรับทำงาน “ไปทำงานได้แล้ว ออกช้ารถติดเดี๋ยวก็ไปสาย”

คนตัวสูงทำหน้าเซ็งๆ ยกมือขึ้นมากอดอกก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปหาคนรัก “ขอกำลังใจหน่อย”

นักเขียนหรี่ตามองใบหน้าที่ยื่นมาก่อนจะส่ายหน้าขำๆแล้วหอมเร็วๆไปที่แก้มขวาของคนรักที่ยังหอมกลิ่นครีมโกนหนวด

“ไม่ใช่แก้มมม” คนหล่อทำเสียงอแง

นักเขียนหมั่นเขี้ยวคนที่ทำตัวอ้อนเหมือนเด็กๆเลยงับเข้าที่ปลายจมูกโด่งนั่นแรงๆ

“โอ๊ย! กัดทำไมเนี่ย ให้จูบไม่ได้ให้กัด ชอบซาดิสม์เหรอเดี๋ยวนี้ ได้. เดี๋ยวจัดซักรอบก่อนไป” ว่าแล้วก็จับแขนคนรักขึ้นมาตรึงไว้กับผนังในท่าที่นักเขียนยังนั่งเกยขอบโต๊ะทำงานทันที

“เดี๋ยวๆพี่พี ไม่ต้องมาหื่นเลย ไปทำงานได้แล้ว” เอี้ยวหน้าหลบปลายจมูกของคนรักที่ซุกไซร้ลงมาตรงซอกคอพร้อมกับมือที่เริ่มวุ่นวายกับกางเกงนอนเขา “อื๊ออ พี่. พอแล้ว รถจะติดเดี๋ยวไปสาย”

พีรวิชญ์รวบข้อมือคนรักล็อคไว้ด้วยมือข้างเดียวแล้วเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มากดต่อสายโทรออกหาเลขาส่วนตัว

“วันนี้ผมไปช้านะ อาจจะราวๆ 2ชั่วโมง” แค่นั้นแล้วมือถือเครื่องบางก็ถูกโยนทิ้งไปบนที่นอน

นักเขียนอึ้ง “เห้ย. ไม่เกเรสิ อื๊อ.. พี่พีปล่อย นักอาบน้ำแล้วขี้เกียจไปอาบอีก”

คนตัวสูงกว่ายิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับก้มลงไปไซร้แก้มของคนรักที่แดงเรื่อขึ้นมา

“เดี๋ยวก็เลอะทั้งคู่นั่นแหละ ไม่ดีเหรอ จะได้อาบด้วยกันไงรอบนี้ ”

กางเกงนอนถูกรั้งออกจากสะโพกก่อนที่คนตัวเล็กจะผวาขึ้นมากอดคนรักเอาไว้แน่นอีกครั้ง

..

.

เสื้อเชิ้ตสีดำชื้นเหงื่อและยับย่น คนตัวสูงกว่าก้มลงจูบริมฝีปากเล็กๆแล้วดูดซ้ำจนแดงเรื่อ  ลมหายใจของนักเขียนขาดห้วง ขาเรียวสองข้างเกี่ยวอยู่กับเอวของคนรัก สองแขนกอดบ่ากว้างปลายนิ้วสอดเข้ากับกลุ่มผมของอีกคนทึ้งมันเพื่อระบายอารมณ์อึดอัดในร่างกายที่ถูกสอดใส่อย่างร้อนแรง

“..รักนะ..” เสียงทุ้มกระซิบข้างหูพร้อมกับกอดคนตัวเล็กเอาไว้แน่น

“รักเหมือนกัน” คนในอ้อมกอดตอบพึมพัมก่อนจะเงยหน้ารับริมฝีปากหยักสวยที่กดจูบลงมาราวกับจะตอกย้ำทุกคำพูดที่พร่ำบอกตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

..                                                             

.

“ไม่อยากไปเลยอะ เหนื่อย อยากนอน”

นักเขียนมองคนที่เอามือง้างประตูห้องเขาไว้แล้วทำเสียงออดอ้อนพร้อมกับสีหน้าหงอยๆ

“ไม่ต้องเลย ป่านนี้เลขาพี่ด่าแล้ว รีบไปเลย กว่าจะถึงเนี่ย ป่านนี้รถเริ่มติด—“

นักเขียนชะงักไปพออีกคนยื่นมือมาตรงหน้าแล้วใช้นิ้วโป้งปาดใต้ตาเขาเบาๆ

“พี่ไปแล้วเราก็นอนด้วย ตาช้ำหมดแล้วเนี่ย”

คนตัวเล็กส่งสายตาอ่อนล้ากลับไปแบบเคืองๆ “ปากก็บอกให้นอน พอมาหาก็รังแกกันตลอด”

พีรวิชญ์หัวเราะแล้วโน้มตัวมาหอมคนที่ยืนอยู่หลังประตูหลังจากฝืนเดินมาส่งเขาหลังอาบน้ำรอบที่สองของตอนเช้าเสร็จ

“ก็คิดถึงนี่ อยากกอดมากกว่านี้ด้วยซ้ำ”

นักเขียนทำตากลอกไปมาจนอีกคนหัวเราะแล้วยกมือขึ้นมาขยี้ผมคนตัวเล็กเบาๆ

“พี่ไปละ ฝันดีนะเด็กดื้อ”

คนในห้องขมวดคิ้วใส่คำเรียกนั่น ท่าทางแบบนั้นมันน่ารักน่าคันเขี้ยวจนคนตัวสูงอดไม่ได้จนต้องแทรกหน้าหล่อๆผ่านประตูกลับเข้ามาจูบปากที่แดงเห่อของคนตัวเล็กแรงๆแล้วเผ่นเข้าลิฟท์ไป

“ไอ้พี่—“ นักเขียนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพร้อมกับยกมือขึ้นมาจับริมฝีปากล่างที่ถูกดูดเสียงดัง

ถึงจะคบกันมานาน แต่ความหื่นของพ่อคนหล่อนั้นไม่เคยลดน้อยลงเลย เหมือนมันจะอัพเลเวลขึ้นมาตามเลขปีพ.ศ.บนปฏิทินด้วย

พอคนรักลงลิฟท์ไปเรียบร้อยแล้วนักเขียนก็ปิดประตูแล้วเดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟา

ไอ้ความที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน พอเจอกัน คนรักก็ไม่ค่อยจะยั้งมือกับเขาเลย

ยังดีที่งานในส่วนของวันนี้เขาเคลียร์ไปล่วงหน้าแล้วตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้นักเขียนเลยสามารถนอนพักได้ทั้งวัน

งานของนักนักเขียนอิสระอย่างเขามันก็มีข้อดีตรงที่อยากทำงานเมื่อไหร่เวลาไหนก็ทำได้ตามใจ และยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นักเขียนกำลังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่คนอ่านในฐานะนักเขียนนิยายอีโรติคและขึ้นแท่นเป็นนักเขียนขายดีของสำนักพิมพ์ใหญ่ถึงสามเดือนติด นิยายเรื่องล่าสุดของนักเขียนถูกพิมพ์ซ้ำครั้งที่สองภายในระยะเวลาแค่ 3 เดือน ในจำนวนที่มากกว่าครั้งแรกถึงสิบเท่ามันทำให้เขาที่ถึงแม้จะมีคนรักเป็นระดับเจ้าของสายการบินก็นักเขียนก็ไม่จำเป็นต้องไปเกาะใครกิน

ได้ทำงานที่รัก ได้มีช่วงเวลาดีๆกับคนรัก และมีเวลาอยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเอง สำหรับนักเขียนแล้วระดับความสุขในชีวิตตอนนี้กำลังดีที่สุด

“วันนี้ต้องเข้าไปแจ้งคนอ่านในเวปเรื่องปิดตอนนี่หว่า”

นักเขียนเอื้อมมือไปควานหาโทรศัพท์ที่จำได้ว่าวางไว้ข้างโน๊ตบุ๊ค

ซองบางอย่างสีชมพูอ่อนๆที่ถูกโทรศัพท์วางทับเอาไว้ร่วงลงมา

“หืม?..”

เป็นซองขนาดใส่โปสการ์ด สีชมพูลายริ้วดอกกุหลาบ สวย และมีกลิ่นหอม

นักเขียนจำได้ว่าไม่ใช่จดหมายถึงเขา เพราะตั้งแต่ระบบอินเตอร์เน็ตเข้าถึงอย่างแพร่หลายจดหมายฉบับสุดท้ายที่เคยได้จับคือตอนประถมเมื่อตอนมีสาวรุ่นน้องมาฝากจดหมายรักให้เพื่อนในห้อง

ซึ่งถ้าซองสีชมพูลายกุหลาบนี้ไม่ใช่ของเขา ก็ต้องเป็นของคนที่เพิ่งออกจากห้องไป

“ลืมของไว้รู้ตัวมั๊ยเนี่ยคนแก่”

นักเขียนเอามือถือมากดต่อสายโทรหาคนที่เพิ่งขับรถออกไปจากคอนโดเขาพร้อมกับพลิกซองสีชมพูหอมกรุ่นในมือไปมา

“ฮัลโหล”

“พี่ลืมอะไรไว้รึเปล่า ซองสีชมพูๆ มันอยู่บนโต๊ะนักอ่ะ”

ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง “..ไม่ได้ลืม พี่วางไว้ให้นักนั่นล่ะ”

“หืม?” นักเขียนขมวดคิ้ว มองซองสีชมพูในมืออย่างแปลกใจ

“ยังไม่ได้เปิดดูเหรอ”

“เปล่า นักคิดว่าเป็นของพี่ลืมไว้เลยโทรหาพี่ เผื่อพี่ยังไปไม่ไกลจะให้กลับมาเอาไง”

เป็นอีกครั้งที่คนปลายสายเงียบไปครู่ใหญ่

“ไม่ได้ลืมหรอก ลองเปิดดูสิ”

ในขณะที่นักเขียนเอาโทรศัพท์หนีบกับไหล่ไว้และคลายเชือกอันเล็กๆที่เกี่ยวกับกระดุมรูปกุหลาบที่ผนึกซองด้านหลังออกมา เสียงจากปลายสายก็เรียกชื่อเขาแผ่วเบา

“นัก”

“หืม ครับ?”

“ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น นักจำไว้นะ ว่านักคือคนที่พี่รัก และพี่จะไม่ยอมให้นักหายไปจากชีวิตของพี่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็ตาม”

นักเขียนมือสั่น การ์ดงานแต่งงานแบบการ์ดใสสไตล์เรียบหรูที่สอดอยู่ในซองสีชมพูลายริ้วดอกกุหลาบถูกดึงออกจากซองพร้อมจังหวะหัวใจที่เต้นช้าลงทุกที

แน่นอนว่า ประสาทสัมผัสของอาชีพนักเขียนนิยายนั้นค่อนข้างไว และนักเขียนก็เดาได้จากประโยคคำพูดแปลกๆของปลายสายว่าชื่อที่เขียนอยู่บนการ์ดสีใสนั้นคือชื่อของคนที่เพิ่งจะขับรถออกไปจากคอนโดของเขา

และมันก็ไม่ผิด

ตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นตัว P กับตัว A ไขว้กัน และใต้ตัวอักษรสองตัวนั้นนั้นก็มีชื่อคนๆหนึ่งที่นักเขียนรู้จักดี

‘พีรวิชญ์’

ส่วนอีกชื่อ คนตัวสูงกว่าเคยพูดถึงในฐานะหุ้นส่วนคนสำคัญของธุรกิจสายการบิน

‘อริศรา’

P ตัวใหญ่คือ พี

a ตัวเล็กๆที่ไขว้กันอยู่ คือ อลิส

พิธีมงคลสมรส  ‘พีรวิชญ์ & อริศรา’

นักเขียนชาไปทั้งหน้า

“..นัก..”

คนตัวเล็กกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงของคนรักที่ดังมาในสายมันไกลออกไปพร้อมกับหัวใจของเขาที่ล่องลอยห่างออกไปทุกที

“ทุกอย่างมันมีเหตุผลของมัน วันหนึ่ง นักจะเข้าใจมันเอง”

“.....”

“นักห้ามไปจากพี่ ความสัมพันธ์ของเราจะไม่มีวันเปลี่ยน ไม่ว่าพี่จะแต่งงานกับใคร แต่ใจพี่อยู่กับนัก นักรู้ใช่มั๊ย”

มือที่ถือการ์ดแต่งงานสั่นจนจะควบคุมไม่อยู่

นักเขียนกลืนน้ำลายลงคอ กลืนลงไปพร้อมกับเสียงสะอื้นที่เกือบจะหลุดออกมาก่อนจะถามกลับไป

“พี่เอามาให้นักทำไม”

ปลายสายจอดรถติดไฟแดงพอดี เสียงที่ตอบกลับมาคนทางนี้เลยได้ยินมันชัดเจน

“พี่อยากให้นักมา”

“....”

จุก จนพูดอะไรไม่ออก

“พี่อยากให้นักมาในวันนั้น อยากให้นักมาเพื่อยืนยัน ว่าระหว่างเรา มันจะไม่มีทางเปลี่ยนไปไหน”

คนฟังกำการ์ดในมือจนยับ

“พี่รู้ ว่าพี่กำลังพูดเรื่องเห็นแก่ตัว แต่พี่เชื่อว่านักเข้าใจพี่”

“.....”

“..และนักจะมาอยู่ข้างๆพี่”

“...”

“พี่จะรอนะ”

“.....”

“พี่รักนักเขียน”

ตื๊ด—

พีรวิชญ์มองหน้าจอมือถือที่ดับไปก่อนจะถอนหายใจ

สัณญานไฟเขียวขึ้นพอดี รถสปอร์ตสุดหรูเลยค่อยๆเคลื่อนผ่านสี่แยกไปพร้อมกับหัวใจที่เต็มไปด้วยความกังวล

นักเขียนยกมือขึ้นมาลูบหน้า

‘พี่รักนักเขียน’

“รักเหรอ..” พึมพัมกับการ์ดแต่งงานในมือเสียงสั่น

“รักประสาอะไรวะ!!”

มือถือถูกปาใส่ผนังก่อนที่นักเขียนจะทรุดร่างลงจากโซฟามานั่งร้องไห้อยู่ที่พื้น




_______________________________________________________________
สำหรับเรื่องนี้มาม่าพอกรุบกริบงุบงิบนะฮะ ไม่ได้เน้น เพราะนักเขียนไม่ชอบเสพย์ดราม่า ดังนั้นเราจะไม่เขียนให้มันดราม่า
เส้นเรื่องหลักๆคือความอีโรติคเผ็ดเหมือนพริกบนดอยเช่นเดียวกับ 'องค์ชายกับนายมาเฟีย' หรืออาจจะแซ่บกว่า (?) (เหมือนเป็นโลโก้ติดหน้านักเขียนไปแล้ว)

สำหรับนิยายเรื่องนี้แนว 3P นะคะ

ฝากคุณนักเขียนผู้กำลังบอบช้ำทางใจอย่างหนักกับ2เจ้าชายคู่แฝดแห่งอโยธยา ประเทศที่ผู้ใดก็ตามแต่ที่เกิดมาล้วนหน้าตาดีและเร่าร้อนสุดๆไว้ด้วยนะคะ




ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 2. คำอวยพรของนักเขียนนิยาย





นักเขียนถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่หลังพวงมาลัย

“......”

ปลายนิ้วลากไปตามหน้าจอมือถือที่มีช่องข้อความบางอย่างที่รอให้เจ้าของผลงานกดยืนยันเพื่อเผยแพร่ตอนจบของนิยายเรื่องนี้ออกไป

เป็นตอนจบแบบใหม่ ถูกเขียนขึ้นอย่างรวดเร็วในเช้าวันนั้น

วันที่การ์ดแต่งงานถูกวางเอาไว้อย่างตั้งใจ

'ยืนยันการบันทึกและเผยแพร่’

นักเขียนมองช่องที่ปรากฏข้อความรอให้เขายืนยันด้วยความรู้สึกว่างเปล่า

ใครเล่าจะรู้ว่านิยายที่มอบรอยยิ้มและความสุขให้คนอ่านตลอดมา ตอนจบที่กำลังจะถูกเผยแพร่ออกไปกลับเลวร้ายอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง

นิ้วเรียวสัมผัสลงไปในช่องข้อความที่รอเขาอยู่นานหลายนาทีก่อนที่นักเขียนจะกดปิดหน้าจอแล้วเปิดประตูรถก้าวขาลงมายืนอยู่ข้างฮอนด้าซีวิคสีดำ


ร่างเพรียวใต้เสื้อสูทสีออฟไวท์ทับในด้วยเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสีขาวมีเพียงรองเท้าเท่านั้นที่เป็นสีน้ำตาลออกดำเดินเข้าไปภายในห้องที่ใช้จัดงานด้วยท่าทางสงบนิ่งไม่สนใจสายตาของใครต่อใครที่ต่างก็มองมาที่เขาเป็นตาเดียว

หลายคน เริ่มซุบซิบนินทา เพราะที่จริงแล้ว หากเสื้อสูทที่ใส่ทับมาเป็นสีดำหรือสีอื่นที่ไม่ใช่สีเดียวกันกับเจ้าบ่าว ผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาที่เพิ่งเดินเข้ามาในงานคงไม่ถูกนินทาว่าไร้มารยาทแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้

แย่ไปกว่านั้น คือถ้าคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในงานเป็นผู้หญิงแล้วแต่งกายด้วยสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งเป็นสีที่ควรอยู่บนชุดของเจ้าสาวเพียงคนเดียวที่ต้องสวยที่สุดในงานล่ะก็ นักเขียนอาจจะโดนญาติฝั่งเจ้าสาวลากเข้าห้องน้ำไปตบในฐานะไม่ให้เกียรติเจ้าของงานก็เป็นได้

แต่ถึงจะเป็นผู้ชาย แต่การที่นักเขียนเดินเข้ามาในงานด้วยเสื้อตัวนอกตัวในขาวล้วน ขาวแม้กระทั่งกางเกงไม่ต่างจากชุดเจ้าบ่าวแบบนี้ก็ทำให้ผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานมีสีหน้าอิหลักอิเหลื่อไปตามๆกัน

‘ไร้มารยาทจังเลย มาสายแล้วยังใส่สีขาวแม้กระทั่งเสื้อสูทเหมือนจงใจไม่ให้เกียรติเจ้าบ่าวแบบนี้ไม่ไหวนะ ใครเชิญมาอะ ญาติฝั่งไหน? ฝั่งคุณลิศหรือคุณพีเนี่ย มารยาททางสังคมแย่จัง’

“......”

‘นั่นสิ นี่ถ้าเป็นผู้หญิงนะ ชั้นว่าโดนลากออกจากงานแล้ว เหมือนไม่ให้เกียรติเจ้าบ่าวเจ้าสาวเลยอะ หรือว่าไม่มีใครสอนมารยาทเรื่องการแต่งตัวมาร่วมงานแต่งงานเหรอ?’

แววตาของนักเขียนยังคงว่างเปล่า ถึงแม้คำนินทาต่างๆนาๆจะลอยมาเข้าหูตลอดทาง ร่างเพรียวเดินตรงไปด้านหน้าเวทีที่มีคู่บ่าวสาวยืนยิ้มแย้มเคียงข้างกันอยู่พร้อมกับคว้าแก้วไวน์ติดมือไปด้วย

การมาถึงของผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาในชุดสูทสีขาวแน่นอนว่าเป็นที่สนอกสนใจของทุกคนที่มาร่วมงาน รวมไปถึงเจ้าบ่าวและเจ้าสาวคนสำคัญที่เพิ่งผละออกจากการจุมพิตสาบานแล้วยิ้มให้กันหวานชื่นอยู่บนเวที

พีรวิชญ์หุบยิ้มทันทีที่เห็นนักเขียนมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า

แม้ว่าแว่บแรกจะดีใจ ที่คนตัวเล็กยอมมาร่วมงานแต่งงานของเขาตามที่เขาขอร้องจริงๆ แต่การแต่งตัวของคนที่ยืนมาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าเวทีนั้น มันทำให้เจ้าบ่าวของงานรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา

‘หน้าตาก็ดี ทำไมไม่มีมารยาทเอาซะเลย แย่ๆ’

นักเขียนก้มหน้าหัวเราะเย้ยหยันให้กับคำนินทาที่ยังไม่จบลง

ทุกคนต่างพากันเงียบกริบ เมื่อนักเขียนชูแก้วไวน์ในมือขึ้นมาตรงหน้าคู่บ่าวสาว

“ผมมา ตามที่พี่ขอแล้วนะครับ”

พีรวิชญ์กลืนน้ำลายลงคอ  ใจ.. ร้อนรุ่มขึ้นมาเมื่อสายตาของอีกคนว่างเปล่าและเย็นชาราวกับว่าหัวใจดวงนั้นแตกสลายไปในอากาศหมดแล้ว

นักเขียนไม่หันมองใคร แม้แต่เจ้าสาว หรือดอกไม้ซุ้มใหญ่ที่ตกแต่งอย่างสวยงามเอาไว้ด้านหลัง ตาคู่สวยมองตรงไปที่เจ้าบ่าวเพียงแค่คนเดียวก่อนจะเอ่ยคำที่ทำเอาหัวใจคนฟังร่วงลงไปใต้เวที

“วันนี้ผมไปวัด ไปถวายสังฆทานมา เดี่ยวผมจะกรวดน้ำให้พี่นะ พนมมือรับส่วนบุญส่วนกุศลด้วย”

น้ำสีแดงเข้มที่บรรจุอยู่ในแก้วถูกรินลงไปบนพื้นหน้าเวทีอย่างช้าๆพร้อมกับริมฝีปากบางสวยที่ท่องบทกรวดน้ำออกมาอย่างแผ่วเบา แต่คนที่อยู่ภายในงานกลับได้ยินเสียงแหบหวานนั้นดังก้องไปทั่วห้องบอลรูม

“อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ..”

เจ้าสาวตกใจจนหน้าถอดสี

“ สุขิตา โหนตุ ญาตะ โย..”

คนพูดเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าบ่าวเจ้าสาวด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า มันเจ็บจนเลยจุดที่จะรู้สึกอะไรๆได้อีกแล้ว ผู้คนที่มาร่วมงานต่างช็อคไปตามๆกัน ญาติฝั่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวรวมทั้งพิธีกรต่างก็ทำอะไรไม่ถูกซักคน

การ์ดของโรมแรมที่ถูกจ้างมาดูแลความปลอดภัยในงานตั้งสติได้ก็พากันกรูเข้ามาเพื่อจะลากนักเขียนออกไป

“ห้ามใครแตะต้องเขา!!”

เสียงเจ้าบ่าวตวาดดังก้องไปทั่วห้องจัดงาน การ์ดของโรมแรมรวมทั้งญาติๆต่างไม่มีใครกล้าขยับตัวซักคน

นักเขียนยิ้มให้เจ้าบ่าว แม้แต่เสี้ยวความรู้สึกก็ไม่ดีใจที่คนตรงหน้าห้ามใครทำร้ายเขา

“ผมขออุทิศส่วนบุญทั้งหมดที่ผมทำในวันนี้ ให้กับพี่” นักเขียนเสียงสั่น

คนที่ยืนฟังอยู่บนเวทีนั้นว่างโหวงในใจจนแทบไม่เหลือแรงจะยืน

“ผมขอให้พี่มีแต่ความสุข”

นักเขียนไม่รู้แม้กระทั่งว่าน้ำตาของตัวเองกำลังไหลออกมา รวมถึงน้ำตาของเจ้าบ่าวที่ยืนอยู่บนเวทีเช่นกัน

นักเขียนนิยายอีโรติคผู้ที่นักอ่านหลงไหลและวาดฝันเอาไว้ว่าคงช่ำชองในเรื่องของความรักยืนมองผู้ชายที่ใช้คำว่ารักด้วยกันมาตลอดสองปีท่ามกลางความเงียบงัน ต่างคนต่างปล่อยน้ำตาให้ไหลลงมาเงียบๆ

นานเกือบนาทีก่อนที่นักเขียนจะเดินถอยหลังกลับออกมาอย่างช้าๆแล้ววิ่งออกจากห้องจัดงานไป

“นัก!”

“พี!” เสียงเจ้าสาวรั้งเท้าของเจ้าบ่าวให้ชะงักเอาไว้

พอหันกลับไปก็เจอกับสายตาเย็นชาของคนที่กำลังจะกลายเป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามกฏหมายในอีกไม่กี่นาที

“ตามไปสิ ถ้าแค่นี้ยังอายผู้ถือหุ้นคนอื่นๆไม่พอ”

เสียงเย็นชาของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทำให้เจ้าบ่าวได้สติแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆห้องจัดงานที่แขกเหรื่อและผู้ถือหุ้นมากมายมองมาที่เขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยประโยคคำถามและความช็อคไปตามๆกันกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น


ฮอนด้าซีวิคแล่นไปตามถนนด้วยความเร็วสูงพร้อมกับน้ำตาของคนหลังพวงมาลัยที่ไหลลงมาไม่หยุด แจ้งเตือนบนหน้าจอมือถือที่ถูกบก.คนสนิทสั่งให้เปิดตั้งเอาไว้มีข้อความจากบล็อคที่ลงนิยายหลั่งไหลเข้ามาราวกับพายุตั้งแต่ฮอนด้าซีวิคแล่นฉิวขึ้นมาบนมอเตอร์เวย์

ข้อความจากคนอ่านต่างตกใจ ผิดหวัง ตัดพ้อต่อว่าต่างๆนาๆกับตอนจบของนิยายที่ไม่ควรจะเป็นอย่างที่คิดเอาไว้

อีกฝั่งของหน้าจอคอมพ์พิวเตอร์และหน้าจอมือถือคนอ่านกำลังร้องไห้เสียใจให้กับนิยายตอนจบที่ช็อคคนอ่านไปตามๆกัน

อีกฝั่งทางนี้ คนเขียนที่เปลี่ยนตอนจบภายในชั่วข้ามคืนก็กำลังร้องไห้เหมือนจะขาดใจตายอยู่หลังพวงมาลัยและหน้าจอมือถือที่วางอยู่หน้าคอนโซลรถที่แล่นด้วยความเร็วสูงบนมอเตอร์เวย์ด้วยความรู้สึกที่เลวร้ายยิ่งกว่านิยายที่เพิ่งเขียนจบลงเช่นกัน

“ไอ้นัก! มึงเห็นข้อความในบล็อครึยัง เชี่ยยย! กูจะช็อค คนอ่านกระหน่ำคอมเม้นท์มาจนกูต้องรีบเข้าไปเช็คว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น” เสียงผู้ดูแลคนสนิทโหวกเหวกมาตามสาย “ทำไมตอนจบเป็นแบบนี้วะ? พล็อตเรื่องนี้ไม่ดราม่าไม่ใช่เหรอ ทำไมมึงเขียนจบตัดขั้วหัวใจกันแบบนี้ล่ะ”

“.....” นักเขียนมองแก้วเหล้าแก้วที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่ถูกส่งมาให้ ใบหน้าที่เลอะไปด้วยคราบน้ำตาทาบลงไปกับเค้าน์เตอร์บาร์พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาอีกรอบทันทีที่เสียงเพื่อนสนิทดังลอดสายมา

“นัก? มึงเป็นอะไรรึเปล่าเนี่ย? เกิดอะไรขึ้นแล้วมึงไม่เล่าให้กูฟังรึเปล่า ปกติมึงไม่บีบน้ำตาคนอ่านตอนจบทั้งๆที่ดีมาตลอดเรื่องแบบนี้ มันไม่ใช่นิสัยมึงอะ บอกกูมาว่าเกิดอะไรขึ้น” ปลายสายเริ่มคาดคั้น เพราะรู้ว่านักเขียนไม่ใช่นักเขียนนิยายสายดราม่า เรื่องที่จะมาตัดขั้วหัวใจคนอ่านตอนจบแบบนี้มันไม่ใช่นามปากกา ‘TeddyMania’

“ทำไมล่ะมึง” นักเขียนสาดเหล้าเพียวๆลงคออีกรอบก่อนจะเอามือดันหน้าผากเท้าแขนไว้กับเค้าเตอร์บาร์

ตาคู่สวยปรือปรอยทั้งน้ำตาทั้งแอลกอฮอล์ไหลอาบต้นคอมั่วไปหมด

“ตอนจบของนิยายมันไม่จำเป็นต้องสวยงามอยู่เสมอหรอกมึง จบเหี้ยๆบ้างน่ะดีแล้ว ฮะฮะฮะ...”

คนปลายสายขมวดคิ้วใส่มือถือ “ มึงเมา?”

นักเขียนไม่ตอบแต่ฟุบหน้าลงกับแขนตัวเองปล่อยน้ำตาที่เพิ่งแห้งให้ไหลลงมาอีกรอบ

“มึงอยู่ไหน บอกกูมาเดี๋ยวนี้!”



พัดลมโยนเพื่อนรักที่เมาจนเดินไม่ตรงทางใส่ที่นอนด้วยความโมโหหลังจากตามไปลากนักเขียนออกจากผับแล้วขับรถกลับมาที่คอนโดของเจ้าตัวแล้วหิ้วปีกนักเขียนนิยายขี้เมากลับขึ้นห้องอย่างทุลักทุเล

“เชี้ย! ไปเมาขนาดนั้นคนเดียว มึงบ้ารึเปล่าวะ ถ้ากูไม่โทรไปมึงคงไม่เสือกขับรถกลับมาทั้งที่เมาเป็นหมาแบบนี้ใช่มั๊ย พ่องตาย”

ผู้ดูแลที่เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของนักเขียนทั้งบ่นทั้งด่าขณะที่พยายามถอดเสื้อสูทและคลายเข็มขัดกางเกงพร้อมปลดกระดุมเสื้อให้คนเมาได้สบายตัว

“......” นักเขียนยกหลังมือขึ้นมาก่ายหน้าผากเอาไว้ เพราะน้ำตามันไหลเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหมด

พัดลมถอนหายใจ

เพื่อนรักไม่ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้พลิกตอนจบนิยายแถมเจ้าตัวก็ไปเมาแอ๋อยู่คนเดียวในชุดสูทเต็มยศแบบนั้น

“มึงอย่าร้องนักดิวะ กูจะร้องตามแล้วเนี่ย จะให้กูร้องเป็นเพื่อนก็บอกกูด้วยว่าเรื่องอะไรกูจะได้ร้องถูกไอ้สัด”

พัดลมทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเพื่อนรักพร้อมกับคลายเนคไทตัวเองออก นี่เขาต้องดิ่งออกมาจากงานเลี้ยงส่งบรรณาธิการอาวุโสเพื่อมาพาไอ้นักเขียนขี้เมากลับบ้าน เสื้อผ้าก็ยังเป็นชุดที่ใส่เข้าออฟฟิศวันนี้อยู่เลย

ให้ตายสิ

แจ้งเตือนจากบล็อคเขียนนิยายยังเด้งไม่หยุด บก.ส่วนตัวลากนิ้วอ่านผ่านๆแล้วหันมามองเจ้าของผลงานที่โดนนักอ่านตัดพ้ออย่างหนักก่อนจะถอนหายใจ

มันต้องเกิดอะไรกับเพื่อนเขาซักอย่าง

“หืม..?..” สายตาเหลือบไปเก็นการ์ดใสๆวางอยู่บนหัวเตียง พัดลมเลยถือวิสาสะเอื้อมมือไปหยิบมาดู “อย่างกับการ์ดงานแต่งงาน แถมหรูซะด้วย”

พอมองชัดๆ เห็นตัวการ์ดทั้งหมดกับข้อความที่เขียนเอาไว้พัดลมก็อึ้งสนิท

“เหี้ยอะไรวะเนี่ย..” หันหน้าไปมองเพื่อนรักก็เห็นว่าน้ำตายังไหลลงมาจากหางตาไม่ยอมหยุดทั้งๆที่นักเขียนไม่ได้สะอึกสะอื้นออกมาแม้แต่นิดเดียว

“นัก มึง..”

เสียงเคาะประตูรัวๆดังขึ้นก่อนที่พัดลมจะได้พูดอะไร

“ใครมาวะ? ดึกดื่นป่านนี้”

“.....” เจ้าของห้องไม่ตอบ

“กูไปดูให้นะ”

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกซ้ำๆ พัดลมวางการ์ดแต่งงานไว้บนที่นอนแล้วลากสลีปเปอร์แกร่กๆเดินมาปลดกลอนและโซ่ที่คล้องประตูพร้อมกับบ่นพึมพัม

“มาแล้วๆ โอ๊ยย เคาะแท้ล่ะสู ฮ่วย.”

พอเห็นคนที่ยืนอยู่หลังประตูพัดลมก็กระแทกประตูปิดทันที แต่คนที่มาเคาะก็คงจะพอเดาไว้อยู่แล้วเลยเอาตัวดันไว้และพยายามจะแทรกตัวเข้ามาข้างใน

“นักนอนแล้ว เพื่อนผมไม่มีอะไรจะคุยกับพี่ กลับไป!” พัดลมไล่อย่างไม่ไว้หน้าพยายามจะขวางไม่ให้แขกยามวิกาลเดินเข้ามาภายในห้อง

“ถอยไป ไม่ใช่เรื่องของเธอ อย่ามายุ่ง” ด้วยส่วนสูงที่มีมากกว่า ร่างกายที่แข็งแรงกว่า พีรวิชญ์เลยไม่รู้สึกว่าคนที่ขวางทางเขาอยู่ตอนนี้น่ากลัวแม้แต่นิดเดียว

“โทษที พอดีว่าชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน ถ้ามีธุระสำคัญอะไรรบกวนฝากไว้ แล้วรีบๆกลับไป ดึกแล้ว คนเขาจะหลับจะนอน” ถึงจะตัวเล็กกว่าแต่พัดลมก็ไม่ยอมหลีกให้อีกคนผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ

พีรวิชญ์หรี่สายตามองคนที่เขาก็ไม่ค่อยจะชอบหน้าอยู่แล้วก่อนจะหัวเราะเย้ยหยัน

คนตัวสูงกว่าเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงก่อนจะโน้มตัวลงต่ำจนหน้าแทบจะชิดกันกับเพื่อนเจ้าของห้อง

“เคยได้ยินคำพูดที่ว่า พอผัวเมียดีกัน เพื่อนก็กลายเป็นหมา รึเปล่า? อย่าออกตัวแรง เดี๋ยวจะแหกโค้งลงข้างทาง หน้าหวานๆจะแหกหมดซะก่อน”

คนฟังกัดฟันกรอด คำพูดที่เคยได้ยินทั่วๆไปมันแทงใจดำไม่หยอก แต่คนอย่างเขาก็ไม่ใช่คนที่ใครขู่แล้วจะหดหางมาจุกตูดเหมือนลูกหมาหรอกนะ

ถ้าคิดว่าคนอย่างพัดลมจะขู่ได้ง่ายๆก็ลองดู

“ก็แค่เคยเป็นผัวเมีย แต่วันก่อนผมโสดแล้ว และตอนนี้หมาที่คุณว่าก็เป็นเมียผมแล้วด้วย ขอโทษนะครับ ถ้าจะหยาบคายช่วยออกไปจากห้องนี้ ที่นี่ไม่ต้อนรับ –คนแปลกหน้า—“

วงแขนของคนที่น่าจะเมาจนลุกไม่ขึ้นสอดเข้ามาจากด้านหลังพร้อมกับริมฝีปากที่ไซร้จูบมาตรงข้างแก้มคนตัวเล็กกว่าใครเพื่อนที่ยืนทำหน้าเหวออยู่ตรงนั้น

“นัก เรามีเรื่องต้องคุยกัน ให้เพื่อนนักกลับไปก่อน” ยอมรับว่าคำพูดจากปากเจ้าของห้องและการกระทำที่ไม่ใช่เพื่อนทำต่อกันตรงหน้านั้น มันกำลังยั่วอารมณ์โมโหเขาไม่ใช่น้อย

นักเขียนเงยหน้าขึ้นมองแขกยามวิกาลก่อนจะแค่นหัวเราะ

“เราไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้วครับ กรุณากลับออกไปจากห้องของผม”

“นัก!”

“..เดี๋ยวนี้”

น้ำเสียงเย็นชากับสายตาที่ว่างเปล่านั้นมันทำให้คนที่ไม่เคยหวั่นไหวกับเรื่องใดกำลังหวาดหวั่นเหตุการณ์ในตอนนี้อย่างสุดหัวใจ

“หรือถ้าจะไม่ออกไป ก็แล้วแต่นะครับ” เจ้าของห้องพูดยิ้มๆแล้วหันไปมองริมฝีปากของเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆก่อนจะก้มหน้าเข้าไปกระซิบจนลมหายใจรดริมฝีปากสวยๆของพัดลม

“กลับไปต่อจากเมื่อกี๊กันเถอะมึง”

พัดลมนิ่งเป็นหินปล่อยให้นักเขียนลากเอวกลับเข้าไปในห้องนอนทิ้งผู้มาเยือนให้ยืนหน้าชาอยู่แบบนั้น

ทันทีที่เสียงประตูห้องปิดลง พีรวิชญ์ก็ได้สติ ร่างสูงก้าวอย่างรวดเร็วแล้วทุบลงไปที่ประตูห้องนอนเสียงดัง

“นัก! ออกมาคุยกับพี่เดี๋ยวนี้! นัก! เปิดประตู พี่บอกให้เปิด!”

พัดลมที่โดนลากมาโยนใส่เตียงแล้วตรึงแขนล็อคเอาไว้บนที่นอนทั้งสองข้างกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนรักที่คร่อมอยู่เหนือร่างกายเขาพร้อมกับน้ำตาที่คลอหน่วงไปทั้งเบ้าตาอย่างกระอักกระอ่วนกับสถานการณ์

“นัก!พี่บอกให้เปิดประตู!”

น้ำตา หยดลงมาบนแก้มของคนที่นอนหงาย

พัดลมระบายลมหายใจแรงๆอย่างหมดความอดทนก่อนจะบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมแล้วยกขึ้นเช็ดน้ำตาให้คนที่ร้องไห้ออกมาโดยไร้เสียงสะอื้น

“เออ ช่างแม่งเหอะ คนเหี้ยๆ อยากร้องก็ร้องเลยมึง กูจะอยู่กับมึงเอง—“

“นักเขียน!”

ตาคู่สวยปิดลงพร้อมกับแขนของพัดลมที่คล้องขึ้นไปรั้งต้นคอของนักเขียนให้ก้มต่ำลงมา ริมฝีปากของนักเขียนที่กินเหล้าเข้าไปไม่รู้ว่ากี่แก้วทั้งร้อนทั้งขมแต่พัดลมก็สอดลิ้นขึ้นไปหาความร้อนที่ระอุไปทั่วโพรงปากกวาดเอารสเหล้าที่ยังหลงเหลือเข้ามาในปากของตัวเองอย่างร้อนรนไม่ต่างจากคนที่ตวัดปลายลิ้นตอบมาทันทีที่ลิ้นสัมผัสกัน

มือที่ร้อนเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ลูบลงไปตรงซิปกางเกงทำงานที่ดันจนเนื้อผ้านูนขึ้นมา เสื้อเชิ้ตของนักเขียนปลดกระดุมอยู่แล้วเผยช่วงอกสวยๆในแบบผู้ชายก่อนพัดลมจะพลิกนักเขียนลงกับที่นอนแล้วเป็นฝ่ายขึ้นคร่อมเอาไว้แทน

“ได้เหรอมึง?” พัดลมพึมพัมเสียงเบา

นักเขียนเอานิ้วโป้งปาดไปตามริมฝีปากคนถามก่อนจะดันเข้าไปด้านในแล้วยิ้มให้ด้วยสายตาของคนที่เจ็บไปทั้งหัวใจมากกว่าความเมา

“ได้หมดล่ะมึง อยากทำห่าไรทำเลย ทำให้แม่งฟังจนเช้าไปเลย ถ้าไม่ยอมออกไปจากห้องกู”




 
_____________________________________________________________________________________

( 50% นะคะ เพราะตัวอักษรเกินที่กำหนด )  :z6:

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 2/2 คำอวยพรของนักเขียนนิยาย (100%)



คนที่คร่อมอยู่ด้านบนหัวเราะ “มึงพูดเองนะ ห้ามมาด่าว่ากูอ่อยมึงล่ะ”

นักเขียนหัวเราะ แกล้งกดเอวคนข้างบนให้บดสะโพกลงกับหน้าตักเขาแรงๆจนอีกคนหน้าแดง

“งั้นก็ทำกันจนไม่มีใครมีแรงตื่นมาด่าเลยแล้วกัน”

นักเขียนหยัดตัวขึ้นมา ต่างคนต่างถอดเสื้อของตัวเองโยนลงไปข้างเตียง

เสียงทุบประตูยังดังไม่หยุด ริมฝีปากของเพื่อนรักทาบเข้าหากันอีกครั้งพร้อมกับร่างของนักเขียนที่พลิกกลับขึ้นมาอยู่ข้างบน

กางเกงทำงานถูกรูดออกไปจนพ้นช่วงขาพร้อมกับพัดลมที่เอื้อมมือมาปลดตะขอกางเกงให้นักเขียนแล้วกดขอบชั้นในลงต่ำให้นักเขียนตัวน้อยที่ไม่น้อยได้ออกมาด้านนอก

“ใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย” พูดแกล้งเพื่อน แกล้งให้คนที่กำลังทุบประตูอย่างบ้าคลั่งได้ยินด้วยแต่ตัวเองก็หน้าแดงไปถึงไหนๆ

คนเมาหัวเราะหึในคอแล้วดันเข่าเพื่อนให้งอขึ้นมาพาดไว้บนไหล่ก่อนจะวนปลายนิ้ววาดเข้าไปในซอกขาของคนใต้ร่าง

“อื๊ออ.. มึง ..เบาๆ กูไม่ได้ทำนานแล้วนะเว้ย” พัดลมเอามือดันหน้าท้องนักเขียนไว้ หน้าหวานๆเหยเกเพราะความเจ็บพอปลายนิ้วสอดเข้ามาในร่างกาย

นักเขียนก้มลงงับใบหู ลากริมฝีปากจูบไล่ไปตามต้นคอ ลิ้นร้อนๆกรุ่นกลิ่นแอลกอฮอล์ลากไปตามแผ่นอก แวะเลียวนรอบตุ่มไตที่ตั้งชันขึ้นมาจนพัดลมเป็นฝ่ายไสสะโพกกลืนกินปลายนิ้วของนักเขียนอย่างลืมตัว

“มึง ..อือออ มันเสียว อย่าดูดดิวะ” พัดลมครางเสียงสั่นยกมือขึ้นมาทึ้งผมด้านหลังของนักเขียนเพื่อระบายอารมณ์เมื่อยอดอกถูกเพื่อนรักทั้งดูดทั้งเลียจนเปียกชื้น

พอเห็นว่าเพื่อนกำลังเพลินกับริมฝีปากของเขา นักเขียนเลยขยับปลายนิ้วเพิ่มเข้าไปไม่ให้เจ้าของช่องทางน้อยๆได้ตั้งตัว

“อืออ! ..มึง ..ซี๊ดด.. อึดอัดว่ะ ..นัก แม่ง ..ทำไมทำกับมึงมันเสียวจังวะ เชี่—“

คนที่ยืนอยู่อีกฟากของประตูกำหมัดแน่น

นักเขียนหัวเราะเมื่อเพื่อนรักทั้งครางทั้งสบถในคอ นิ้วเรียวดันเข้าออกจนรู้สึกว่าผนังด้านในเริ่มผ่อนคลายจึงถอยปลายนิ้วกลับออกมา

ซองสีเงินถูกหยิบจากลิ้นชักข้างหัวเตียง พัดลมมองเพื่อนรักคาบมันเอาไว้ที่ปากแล้วกลอกตาหลบเพราะรู้สึกว่าใบหน้ามันร้อนขึ้นมาจนตาเริ่มลาย

“แม่ง เหล้าในปากมึง ไหลมาเข้าปากกูหมดแล้วมั๊ง กูว่ากูเมาแล้วล่ะตอนนี้ เขินมึงชิบหาย” บ่นพึมพัมๆแล้วเอาแขนขึ้นมาปิดหน้า

นักเขียนหรี่ตา มองหน้าของเพื่อนที่แดงลามไปจนถึงใบหูพอได้ยินเสียเขาฉีกซองเล็กๆที่คาบเอาไว้

ความลื่น เรียบ บางเฉียบ ครอบลงไปที่ร่างกายของเขาก่อนนักเขียนจะดันขาพัดลมแนบไปกับอกเจ้าตัวแล้วกดส่วนปลายสัมผัสเข้ากับช่องทางบอบบางที่ห่างเหินจากเรื่องอย่างว่ามาพอสมควร

“กูจะเอาแล้วนะ”

“เอออออ ไม่ต้องบอกกก กูเขินจะตายอยู่แล้วเนี่ยไอ้บ้า!”

จบคำด่า พัดลมก็งอไปทั้งตัวเพราะนักเขียนกดส่วนปลายเข้าด้านในแล้วกระแทกเข้ามาจนสุดในครั้งเดียว

“.อ........” จุก จนพูดอะไรไม่ออก

พัดลมได้แต่ตัวสั่นอยู่แบบนั้นแล้วปล่อยให้นักเขียนก้มลงมาจูบที่แขนของเขาที่เอามาปิดหน้าแล้วไสสะโพกเข้ามาเบาๆ

“เอามือออก กูอยากมองหน้ามึง” นักเขียนกระซิบแล้วงับข้างใบหู

“หึ........ ไม่ กูอาย มึงอยากทำไรทำเลย ไม่ต้องมอง หน้ากูแพง”

คำตอบงุ๊งงิ๊งของเพื่อนทำเอานักเขียนหัวเราะออกมา

น้ำตา เริ่มเหือดแห้ง พร้อมกับเสียงทุบประตูจากอีกฝั่งที่เงียบลง

สายตาเหลือบไปเห็นการ์ดแต่งงานที่พัดลมหยิบมาดูแล้ววางไว้บนผ้าปูเตียง

หัวใจที่ถูกขว้างจนแตกสลายเจ็บระบมขึ้นมาอีกรอบ

“อึ่ก...น  นัก .. นัก!  เร็วไป..” พัดลมสั่นไปหมดทั้งตัว จู่ๆนักเขียนก็กระแทกเจ้าตัวน้อยเข้าออกรุนแรงจนร่างของเขาไถลไปกับผ้าปูเตียง

ความเจ็บประดังขึ้นมาทุกพื้นที่ในหัวใจ ยิ่งได้ยินเสียงพัดลมเรียกชื่อขาดๆหายๆมันยิ่งซ้อนทับลงไปกับเสียงของคนที่เคยกอดจูบกับเขาบนเตียงนี้

“อ ... นัก! ..น นัก ก... อ๊ะ .. นัก.. เร็วไป ..ช้าลงหน่อย” พัดลมผละมือออกจากใบหน้าเพื่อมาดันหน้าท้องของนักเขียนไว้

ปากหยักก้มลงไปบดจูบพร้อมกับสะโพกที่กระแทกเข้าออกในตัวของเพื่อนไม่หยุดจนอีกคนต้องผวาขึ้นมาจากที่นอนแล้วกอดนักเขียนเอาไว้แน่น ความจุกแล่นลามไปทั่วร่างกายที่ไม่ค่อยได้วุ่นวายกับเรื่องอย่างว่า

“นัก... ไม่ไหว ..ช้าหน่อยมึง อื๊ออ ม...!!.. ไอ้ นั.. ก... ช้า ..”

เสียงครางแหบพร่ากับเสียงลมหายใจของนักเขียนดังลอดใต้ประตูออกไปอย่างชัดเจน คนที่เคยได้ครอบครองเจ้าของห้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้นยกมือขึ้นกุมขมับที่โกรธจนปวดตุ่บๆเอาไว้

นักเขียนหายใจรดซอกคอเพื่อนสนิท ริมฝีปากหยักสวยจูบลงไปบนไหล่ของเพื่อนพร้อมกับเผลอกัดลงไปหลายต่อหลายรอบ

ความเจ็บปวดในหัวใจถูกถ่ายเทออกมาราวกับคนเห็นแก่ตัวที่ขาดจิตสำนึก บก.ส่วนตัวสั่นพั่บไปหมดทั้งช่วงขาพยายามที่สุดที่จะไม่ครางออกมาแต่ทุกจังหวะที่นักเขียนกระแทกกระทั้นมันก็กลั้นเสียงเอาไว้ไม่ไหว

เสียงร่างกายที่กระทบกันปะปนกับเสียงครางหวานหูของบรรณาธิการหนังสือเหมือนเท้าเปล่าๆที่บดขยี้ลงไปกลางหัวใจของพีรวิชญ์

คนที่เคยมีสิทธิ์ในทุกๆอย่างยกมือขึ้นมากุมขมับ

ทั้งโกรธทั้งเสียใจ

ความรู้สึกตีกันวุ่นวายจนต้องหันไปชกกำปั้นเข้ากับผนังจนเลือดไหลออกมาเต็มหลังมือ

พัดลมกอดนักเขียนนิยายในความดูแลเอาไว้แน่น แกนกายที่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันถูกดึงออกไปก่อนที่พัดลมจะเอื้อมมือลงไปช่วยรูดมันทิ้งแล้วกอบมือเข้ากับนักเขียนตัวน้อยรีดรั้งอารมณ์ทั้งหมดออกมาจนเปรอะหน้าท้องทั้งของๆเพื่อนและของตัวเอง

“อืมม.. มึง ..ซ.. สุดยอดเลย”

นักเขียนหลุบตาลงมองริมฝีปากที่แดงเห่อเพราะอารมณ์ของเพื่อนสนิท ก่อนจะถูกพัดลมดันออกแล้วพลิกขึ้นมานั่งคร่อมอยู่บนหน้าตักของเขาแทน

“มึงมีถุงยางอีกมั๊ย” กระซิบถามเจ้าของห้องเสียงกระเส่า

นักเขียนบี้นิ้วโป้งคลึงยอดอกคนถามเบาๆแล้วหยัดตัวขึ้นไปจูบดูดดึงริมฝีปากเย้ายวนนั่นเนิ่นนานจนคนถามเกือบจะลืมว่าตัวเองถามอะไรออกไป

“ถ้าตอบว่าไม่มี ..มึงจะ –สด—มั๊ยล่ะ” กระซิบแล้วยิ้มเย้า ตาคู่สวยหรี่มองเงาที่ลอดมาจากใต้ประตูแล้วยิ้มหยัน

คนถูกถามหายใจแรง ตาสวยๆปรอยไปหมด ตอนนี้ไม่อยากสนแม่งอะไรแล้ว รวมถึงไอ้คนที่น่าจะยังอยู่หน้าห้องนอนนี้ด้วย

..ปากดีนัก

กว่าเพื่อนอย่างกูจะเป็นหมา ผัวอย่างมึงก็เป็นก่อนล่ะวะ

“เอาดิ๊”แลบลิ้นเลียริมฝีปากพร้อมกับหยัดสะโพกขึ้นสูงแล้วดันเจ้านักน้อยแตะเข้ามาในซอกขาที่ยังร้อนก่อนจะกดสะโพกคลึงลงไปเบาๆ

“กับมึง กูยอมหมดอยู่แล้ว”

“หึ..” นักเขียนคว้าเอวเพื่อนเอาไว้ ดูเหมือนไอ้ที่เมาๆเขาจะสร่างไปจนเกือบหมด ตอนนี้มีแต่อารมณ์ที่อธิบายไม่ถูก “อย่าซ่าส์ ไม่ได้ทำมานานไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็ได้คลานไปทำงานหรอกมึง” คว้ามือไปเปิดลิ้นชักหยิบซองสีเงินอีกอันออกมายื่นให้เพื่อนที่หน้าแดงหูแดงแต่ก็ยังอวดดี

“..ใส่ให้ด้วย ใช้ปากมึงนะ ห้ามใช้มือ ไม่งั้นไม่ต้องทำ”

เงาที่ลอดใต้ประตูกำหมัดจนสั่นไปทั้งแขน

“ไอ้....” ด่าได้แค่นั้นก่อนจะรับเอาซองสีเงินมาคาบไว้ที่ปากแล้วถอยออกมา

เสียงดูดเลียที่เริ่มขึ้นอีกครั้งกระตุกเส้นความอดทนคนที่นั่งกำหมัดอยู่หน้าประตูจนขาดผึง พีรวิชญ์ลุกพรวดขึ้นยืนแล้วต่อยโครมลงไปที่ประตูห้องนอนสุดแรง

“พี่ไม่ยอมปล่อยเราไปหรอกนะ นักเขียน!”

ประตูห้องด้านหน้ากระแทกปิดเสียงดัง พัดลมห่อไหล่ กลอกสายตากลับมามองนักเขียนนิยายในความดูแลที่แค่นหัวเราะออกมา

“เอ่อ..” ชี้มือไปทางประตู “ ..ไปแล้ว”

“เออ”

“แล้ว คือ จะต่อรึเปล่า?”

นักเขียนเอามือดันหน้าผากก่อนจะหัวเราะ


“ อยากมั๊ยล่ะ”


ซองสีเงินอันที่สองถูกฉีกอีกครั้ง


“จะเหลือเหรอ ขนาดนี้แล้ว”


นักเขียนกดหัวเพื่อนรักให้ก้มกลับลงไปกลางหน้าตักของเขาไปใกล้กับเจ้าตัวน้อยถูกเลียจนเปียกชื้นไปหมด

“เอาสิ อยากทำแค่ไหนก็ทำ”

“ทำจนกูลืมแม่งทุกอย่างไปจากสมองเลยยิ่งดี”




_____________



“.....”
นักเขียนยืนกอดอกพิงบานประตูห้องนอนมองบรรณาธิการส่วนตัวที่ยังหลับสนิท

พัดลมตัวร้อนนิดๆ คงเพราะพิษไข้

ก็แหงล่ะ เมื่อคืนพวกเขาทำกันไปขนาดนั้น

คนหลับขยับตัวแล้วครางเบาๆในคอเพราะความปวดเมื่อยก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้นมา

“......”

“......”

เมื่อประสานสายตา บวกกับร่างกายที่ระบมไปหมดเพราะเรื่องที่ทำกันเมื่อคืน บก.ส่วนตัวของนักเขียนก็หลบหน้า

“คบกันมั๊ย” นักเขียนเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง เอาจริงเขาเองก็ไม่มั่นใจที่พูดออกไปแบบนั้น แต่กับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเขารู้สึกต้องรับผิดชอบอะไรซักอย่างกับสิ่งที่ใช้ความรู้สึกของตัวเองไปลงกับเพื่อน

“ไม่” พัดลมตอบทันควันแล้วรวบผ้าห่มเข้ามาหาตัวซุกหน้าลงกับหมอน

“แต่มึงได้กูแล้วนะ”

“ไอ้สัด..” คนพูดหลับตาพึมพัมอู้อี้อยู่กับหมอน

“มึงโอเคเหรอวะ เรื่องที่เรา...”

“เออ กูโอเค. มึงแซ่บมาก แต่ไม่คบ เราเป็นเพื่อนกันแบบนี้ก็ดีอยู่แล้วมึง กูไม่ถือหรอก อย่าคิดมาก”เอามือตบลงบนหมอน “มานอนใกล้ๆหน่อยดิ ขออ้อนหน่อย กูร้าวไปหมดทั้งตัวละ ขยับไม่ไหว”

นักเขียนขบริมฝีปากก่อนจะขยับตัวนอนลงไปข้างๆเพื่อนแล้วลากคนที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเข้ามากอดหลวมๆ

“ไม่คบแน่นะ ไม่เสียดายกูเหรอ คิดผิดคิดใหม่ได้นะมึง”

คนในอ้อมกอดหัวเราะ “มึงพูดมึงยังไม่แน่ใจเลย อย่าผูกมัดกันเพราะเรื่องเมื่อคืนดีกว่า”

“ถ้ามึงท้องขึ้นมา ลูกกูนะเว้ย” อดไม่ได้ที่จะหอมลงไปแรงๆกลางหัวของอีกคนอย่างหมั่นเขี้ยว

พัดลมหัวเราะ “สัด..”

นักเขียนยิ้มออกมา ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมนุ่มเล่นเบาๆ “แล้ว งานมึงล่ะ วันนี้ไม่ไปเหรอ”

“ตอนมึงไปอาบน้ำกูโทรไปลาป่วยแล้ว” ตอบพึมพัม

“แหน่ะ อยากนอนกอดกูต่อล่ะสิ”

“อ่อยจังนะมึง เดี๋ยวกูก็จับทำผัวอีกรอบหรอก”

นักเขียนยิ้มขำๆ “ไหวเหรอจ๊ะ หืม.. ตัวมึงร้อนขนาดนี้ ขืนทำกูได้สุกเป็นข้าวหลามเผาพอดี”

“พูดมาก.. หลังทำกันแล้วมึงพูดมากแบบนี้ตลอดเลยเหรอ”

นักเขียนไหวไหล่ “ก็ไม่นะ ปกติก็จะเป็นฝ่ายนอนฟัง พี่ก็อตจะเป็น.. คนพูด ซะมากกว่า” พึมพัมจนท้ายประโยคขาดหาย

“......” พัดลมเหลือบตาขึ้นมองเพื่อนที่หม่นลงไป

ไม่น่าหาเรื่องคุยที่มันไม่สร้างสรรค์เลยกู

“มึง..” คนในอ้อมกอดทำเสียงอ้อน

“หืม?” นักเขียนหลุบตาลงมอง รอยยิ้มเล็กๆตรงมุมปากไม่ได้ทำให้ใบหน้านั้นคลายความเจ็บปวดจากเรื่องในใจลงได้เลย

“เอาหน้ามาใกล้ๆหน่อย กูอยากจูบ”

นักเขียนนิ่งไปก่อนจะส่ายหน้าแล้วขำออกมา

ริมฝีปากบางสวยเคลื่อนเข้าไปหาปากอิ่มของเพื่อนที่บวมเห่อไปหมด

ยอมรับว่าแอลกอฮอล์ที่สาดลงคอไปมันทำให้เขากล้าจะทำเรื่องบ้าๆไม่รู้ว่ากี่รอบต่อกี่รอบ กับบก.ส่วนตัวที่พ่วงด้วยตำแหน่งเพื่อนสนิท

พอมองรอยกัดเล็กๆกับรอยช้ำตามริมฝีปากของพัดลมแล้วก็อดสงสารไม่ได้

นักเขียนค่อยๆทาบริมฝีปากเข้าไป จูบเผ่าเบาตรงมุมปากแล้วคลึงไปตามริมฝีปากล่างไล้วนแผ่วเบาไปตามรูปปากอิ่มสวยของพัดลม  อีกคนเปิดปากออกแล้วยกแขนขึ้นมาคล้องคอนักเขียนเอาไว้

ปลายลิ้นแทรกเข้าไปด้านในตักตวงเอารสชาดที่อุ่นจนร้อนระอุไปทั้งโพรงปากก่อนที่พัดลมจะเป็นฝ่ายตวัดปลายลิ้นเกี่ยวรัดลิ้นของนักเขียนที่รุกรานเข้ามา เสียงลมหายใจของคนสองคนที่เหมือนอึดอัดกับการกระทำดังสลับกันภายในห้องนอนที่เงียบสนิท

พัดลมดันปลายลิ้นกลับเข้าไปในโพรงปากของนักเขียนแล้วเริ่มเลียไปตามมุมปากหยักสวย นักเขียนนิยายหรี่ตามองใบหน้าที่ร้อนเพราะพิษไข้จางๆของผู้ดูแล

นักเขียนสอดแขนลงไปใต้หมอนเพื่อรองต้นคออีกคนแล้วรั้งร่างที่ร้อนเพราะพิษไข้ขึ้นมาจากที่นอน

สองแขนบก.ส่วนตัวคล้องต้นคอของนักเขียนเอาไว้ ลมหายใจร้อนๆคลอเคลียอยู่ข้างปลายจมูกของนักเขียน เสียงดูดดึงแลกจูบดังผะแผ่วปะปนกับเสียงหายใจแหบพร่าของพัดลม

เนิ่นนานกว่าบก.ส่วนตัวจะเป็นฝ่ายถอยริมฝีปากออกไป

“กูจูบเก่งมั๊ย?”

“.....” นักเขียนเลิกคิ้ว หลุบตาลงมองปากนุ่มๆที่เคลือบไปด้วยน้ำลายของคนใต้ร่าง

“รู้สึกดีจนลืมคนเลวๆนั่นไปได้เลยรึเปล่า”

นักเขียนหัวเราะ “มึงนี่นะ”

“ว่าไงล่ะ” พัดลมพูดยิ้มๆ ตาคู่สวยช้อนขึ้นมองพร้อมกับริมฝีปากที่อ้าออกน้อยๆแลบลิ้นออกมาเลียตรงมุมปากแบบเชิญชวน

“หึ.. ก็งั้นๆ”

นักเขียนหลับตาแล้วรั้งพัดลมขึ้นมาอีกรอบ


“แต่ก็ดี จูบจนลืมว่าเคยมีคนๆนั้นอยู่บนโลกเลยได้มั๊ยล่ะ”

นักเขียนนิยายผู้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวอักษรอย่างเขา ตอนนี้สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือใครซักคนที่สามารถอยู่เป็นเพื่อนในเวลานี้ได้เพื่อไม่ให้ตัวเขาร่วงหล่นลงไปจากชั้น 22 ของคอนโดแห่งนี้ก็พอ​



__________________________________________




ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 3. นักเขียนนิยายออกเดินทาง



“มึง ไปทำงานไหวแน่นะ?”
คนถามเอามือกอดอกยืนพิงโต๊ะทำงานมองบรรณาธิการส่วนตัวที่กำลังเดินแต่งตัวไปมาอยู่หน้ากระจก
“เออ มึงจะถามทำไมนักหนาเนี่ย กูก็อายเป็นมั๊ย?” พัดลมบ่นพึมพัม เพราะคำถามของนักเขียนในความดูแลมันตอกย้ำไอ้ ‘อะไรๆ’ ในหัวอยู่เรื่อย
“อ้าว กูก็เป็นห่วงมั๊ยล่ะ? ร่างกายมันไม่ได้ดีปุบปับง่ายๆกูก็รู้อยู่ มึงก็ไม่ค่อยได้ทำ แล้วยังทำกับกูไปตั้งขนาดนั้น กูก็ต้องห่วงป่ะ  กูก็ไม่ใช่ตัวผู้ที่เอาอย่างเดียวไม่ได้รู้ว่าคนที่รับเป็นยังไงไหมล่ะ”
พัดลมปาเนคไทใส่หน้าคนที่ถามเหมือนกำลังซีเรียส “กูก็อ้อนมึงไปทั้งวันแล้วไหมล่ะเมื่อวาน จะเอาอะไรอีก? หรือมึงติดใจกู” ถามจบก็หรี่ตามองหน้าเพื่อนที่ขมวดคิ้วใส่
“เออ ติดใจ มึงแน่นมาก”
คนถูกชมยิ้มขำๆก่อนจะเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแล้วเอื้อมมือขึ้นมาโอบรอบต้นคอคนพูดที่ยืนเอาสะโพกพิงกับโต๊ะทำงานอยู่
“ซักหน่อยมั๊ยล่ะ? กูยังพอมีเวลาเหลือ”
นักเขียนดีดหน้าผากคนชวนไปเต็มแรง “อ่อยจังนะมึง เพิ่งรู้ว่าบก.ส่วนตัวกูมันหื่นขนาดนี้” พูดแล้วก็เอาเนคไทคล้องคอให้แล้วจับคนขี้อ่อยให้ยืนดีๆ “ไปทำงานทำการ เดี๋ยวเขาก็ไล่มึงออกหรอกถ้ารู้ว่ามึงมานอนกกอยู่กับนักเขียนในความดูแลจนต้องลาป่วยน่ะ”

พัดลมฮัมเพลงในคออย่างอารมณ์ดีปล่อยให้นักเขียนผูกเนคไทให้ในขณะที่มือก็เคาะแขนเพื่อนเป็นจังหวะเพลงที่ตัวเองนึกขึ้นมาได้
“ ทะเลาะกับเขามาทีไรๆก็เป็นหน้าที่ฉัน เช็ดน้ำตาให้เธอ บอกให้เธอทำใจเย็นๆ~”
เอามือเคาะๆตบๆไปตามไหล่นักเขียน
“ต้องพูดว่าเขาไม่ได้ตั้งใจอาจจะเป็นแค่เรื่องเล็ก และในวันพรุ่งนี้เธอและเขาก็คงเข้าใจกัน”

นักเขียนส่ายหน้าขำๆให้กับคนที่ร้องเพลงหงุงหงิงๆทำหน้าตาน่ารักน่าชังเอียงคอมองตามเขาที่กำลังช่วยผูกเนคไทให้ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปงับจมูกรั้นแรงๆอย่างคันเขี้ยว
“แหน่ะ หลงกูแล้วล่ะซี๊” ยักคิ้วหลิ่วตาใส่แล้วคล้องแขนกลับขึ้นไปที่ต้นคอเพื่อนเหมือนเดิมก่อนจะฮัมเพลงต่อ
"ทุกครั้งต้องพูดคำเดิมๆว่าอย่าเอาแต่ใจนัก ให้ทำตัวดีๆคงรักกันไปได้อีกนาน..”

 รั้งใบหน้านักเขียนนิยายในความดูแลมาต่ำๆแล้วทำตาหวานลดระดับเสียงให้เบาลงจนกลายเป็นเสียงออดอ้อน

“..บอกเธอให้คืนดีกับเขา แต่ใจฉันมันจะลาย ก็กลั้นน้ำตาแทบจะไม่ไหวรู้บ้างไหมเธอ
บอก..ใจตัวเองว่าไม่อิจฉา ฝืนใจบอกใจว่าเราต้องไม่อิจฉา
เพราะคนอย่างเรามันเป็นแค่ที่ปรึกษา คอยให้คำปรึกษาแล้วก็จบกัน..”


นักเขียนรูดเนคไทจนชิดกระดุมเม็ดบน ก่อนจะวาดแขนโอบไปที่เอวพัดลมแล้วกอดเอาไว้หลวมๆ
นักเขียนนิยายยกรอยยิ้มมุมปาก หรี่ตามองหน้าเพื่อนที่กัดปากยั่วอยู่ใกล้ๆจนลมหายใจรดกัน

“..อยากบอกกับเธอให้เลิกกับเขา แล้วมองกลับมา มามีหัวใจให้ฉัน
รู้ดีแก่ใจว่า มันไม่ง่ายอย่างนั้น.. มันไม่ง่ายอย่างนั้น”


นักเขียนเลียริมฝีปาก เอียงใบหน้าก่อนจะเคลื่อนเข้าไปหาริมฝีปากอิ่มสวยที่ยังร้องเพลงด้วยเสียงที่เบาลงเรื่อยๆ

"เป็นแค่ที่ปรึกษา ..ก็ยอม..”

พัดลมเป็นฝ่ายผละออกไปก่อนที่ริมฝีปากจะได้สัมผัสกัน
นักเขียนพรูลมหายใจแรงๆ ยกมือขึ้นมาลูบหน้า

ยอมรับว่า เมื่อกี๊ เขาคิดจะจูบบรรณาธิการส่วนตัวจริงๆ

“อ่อยเสร็จละ ที่ปรึกษาขอตัวไปทำงานทำงานก่อนนะฮะ คุณนักเขียนนิยายลามก” พัดลมเดินไปคว้ากระเป๋าเอกสารกับของใช้ส่วนตัวแล้วเดินกลับมาตบไหล่นักเขียนปุ่บๆพร้อมกับยิ้มขำ “มีอะไรก็โทรมาละกัน”
“อืม” นักเขียนพยักหน้า
“ถ้าอยากต่อจากเมื่อกี๊ก็บอกตรงๆ อย่าแอบชักว่าว เข้าใจมั๊ยฮะ” ก้มไปจุ้บมุมปากนักเขียนเบาๆ
นักเขียนนิยายอีโรติคหัวเราะออกมาพร้อมกับส่ายหน้า “กวนตีนนะมึง”
“อยู่ได้แน่นะ? พี่พีจะมากวนมึงอีกมั๊ยอะ มึงไปอยู่กับกูที่คอนโดก่อนก็ได้ถ้าไม่โอเค”
นักเขียนยิ้มให้เพื่อน สีหน้าหม่นลง “เห้ย ไม่เป็นไร ป่านนี้เค้าคงเกลียดกูไปแล้วละ”

'พี่ไม่ปล่อยเราไปหรอกนะ นักเขียน’

เห้อ.. แต่ก็ไม่รู้ว่าจะยังไง ประกาศเอาไว้แบบนั้น
พี่พีเป็นประเภทอยากได้อะไรก็ต้องได้ซะด้วย

“อย่าทำหน้าแบบนั้นดิ กูเป็นห่วงนะเนี่ย มึงก็ยิ่งตัวเล็กๆอยู่ ถ้าพี่พีโผล่มารังควานมึงอีกมึงรีบโทรหากูเลย เข้าใจป่าว”
“อื้มมมม ไปทำงานเถอะ เดี๋ยวรถติดก็ไปสาย” นักเขียนดันหลังเพื่อนให้ดินไปหน้าประตู

พัดลมใส่รองเท้าไปพร้อมกับบ่นอะไรอีกยืดยาว นักเขียนก็ได้แต่ครับๆพร้อมกับดันหลังเพื่อนรักออกไปส่งจนถึงประตูลิฟท์ กดเรียกลิฟท์ให้แล้วผลักเข้าไป
ไม่วายที่พัดลมจะง้างประตูลิฟท์เอาไว้แล้วตะโกนออกมา
“มึงห้ามฆ่าตัวตายนะ ไม่งั้นมึงต้องใช้กรรมไป500ชาติของเมืองผี มึงเข้าใจป่าว แค่คนๆเดียวมึงห้ามเนรคุณพ่อแม่ที่ทำให้มึงเกิดมานะเว้ย!”
“เอ๊อออออ ครับคุณเมีย รีบไปทำงานเถอะครับก่อนที่มึงจะโดนเขาไล่ออก”
“เดี๋ยวกูจะผัวมึงมั่ง คอยดู” พัดลมตะโกนกลับมา

นักเขียนส่ายหน้าพร้อมกับประตูลิฟท์ปิดลง


“เห้อ..” ถอนหายใจแรงๆแล้วเดินกลับมาที่ห้องตัวเองที่เปิดประตูค้างเอาไว้

“นัก”

นักเขียนตกใจ รีบแทรกตัวเข้าไปในห้องพร้อมกับดันประตูปิด แต่พีรวิชญ์ก็แทรกตัวขวางประตูเอาไว้ได้ทัน
“นัก เราต้องคุยกัน!”
“ผมไม่มีอะไรจะคุย”
“นัก!”
คนที่ตัวสูงใหญ่กว่าดันประตูจนสามารถเข้ามายืนอยู่ภายในห้องได้ นักเขียนถอยไปจนติดโซฟา
“พี่พีออกไป” เสียงสั่น แค่เห็นหน้าคนที่เคยใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งมาด้วยกันถึงสองปีเต็มๆ ใจที่สงบลงได้เพราะเพื่อนสนิทมันก็สั่นขึ้นมาอีก “ออกไปจากห้องนี้ ออกไปจากชีวิตผมเถอะพี่ ..ผมขอร้อง เราเลิกยุ่งเกี่ยวกันนะ”
“ไม่.  พี่จะไม่ไปไหนทั้งนั้น และพี่ก็ไม่ให้นักไปไหนด้วย” พีรวิชญ์ปราดเข้ามาคว้าคนตัวเล็กกว่าที่ตั้งท่าจะหนีเข้าห้องน้ำแล้วกอดเอาไว้จากด้านหลัง “นักเป็นของพี่ ถ้าพี่ไม่ให้ไป นักก็ไม่มีสิทธิ์ไป! ได้ยินมั๊ย”
“ไม่ได้ยิน!”
นักเขียนสะบัดตัวออกแล้ววิ่งไปคว้ากุญแจรถกับโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานอย่างรวดเร็ว

แต่พีรวิชญ์ก็วิ่งมาดักประตูทางออกไว้

“พี่ไม่ให้ไป”
“พี่ไม่มีสิทธิ์มาห้ามผม นี่ห้องผมถ้าพี่ไม่ออกไป ผมจะไป!”
“อย่าทำตัวเป็นเด็กได้มั๊ยนักเขียน!”
“แล้วเห็นแก่ตัวแบบพี่เรียกว่าผู้ใหญ่เหรอ ไอ้คนเฮงซวย!” นักเขียนคว้าหนังสือสี่ห้าเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะขว้างใส่อีกคนแล้วอาศัยจังหวะนั้นวิ่งพรวดออกไปที่ประตู

เป็นการบิดลูกบิดด้วยความเร็วแสง นักเขียนกะพุ่งออกไปจากห้องแล้วแต่ก็ถูกพีรวิชญ์วิ่งตามมาคว้าเอาไว้ได้ก่อน

นักเขียนนิยายอีโรติคถูกขว้างลงไปบนที่นอนพร้อมกับคนที่เคยนอนเตียงเดียวกันมาถึงสองปีเต็มๆที่ก้าวตามขึ้นมาด้วยสีหน้าหงุดหงิดอย่างรุนแรง

“พี่ไม่ให้นักไปไหน หรือไปกับใครทั้งนั้น นักเป็นของพี่ และจะเป็นของพี่ได้แค่คนเดียว จำเอาไว้!”




____________________________





“อ่ะ. มึงอยากทำอะไรตรงไหนก็ตามสบายเลย กูกลับไปทำงานต่อก่อน เลิกงานจะรีบกลับมาหา”
พัดลมวางกล่องข้าวไว้บนโต๊ะหน้าโซฟา หลังจากพานักเขียนที่ตาดำคล้ำเพราะไม่ได้หลับได้นอนมาส่งที่คอนโดตัวเอง
นักเขียนถูกคนรักขังให้อยู่กับตัวเองในห้องนั้น ยึดทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งมือถือ กระเป๋าสตางค์ และกุญแจรถ จนนักเขียนต้องปีนระเบียงไปขอเข้าหลังห้องข้างๆเพื่อหนีออกมาจากคอนโดตัวเองตอนที่อีกคนออกจากห้องไปโดยล็อคประตูขังนักเขียนเอาไว้ข้างใน
พอหนีออกมาได้ แต่กุญแจรถถูกยึดไป โทรศัพท์ไม่มี เงินก็ไม่มี แต่ดีที่พอจะสนิทกับลุงยามเลยเดินทำหน้าด้านไปขอยืมเงินค่าแท็กซี่มาหาพัดลมที่สำนักพิมพ์
จังหวะที่เขาสวนออกไป พีรวิชญ์ก็ย้อนกลับเข้ามาที่คอนโดพอดี นักเขียนมุดลงไปตรงที่วางเท้าของแท็กซี่พร้อมกับบอกให้คนขับรีบขับออกไป แล้วกำชับลุงยามเอาไว้ว่าห้ามบอกว่าเขาลงมาจากห้องแล้ว สุดท้าย พัดลมเลยต้องใช้เวลาในช่วงพักเที่ยงพานักเขียนมาส่งที่คอนโดของตัวเองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสำนักพิมพ์
“กูกำชับยามหน้าคอนโดกับโอพีไว้ละ ว่าถ้าพี่พีมา ห้ามให้เข้ามาในตึก เพราะเขาตามปองร้ายมึงอยู่ แต่ถ้าเกิดว่าห้ามไม่ฟัง ให้โทรแจ้งตำรวจได้เลย”
จริงๆอาจจะไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ ถ้าพัดลมไม่เห็นรอยจูบประปรายตามต้นคอของเพื่อนและรอยช้ำบนริมฝีปากที่เดาว่านักเขียนน่าจะกัดเอง
“อืม.. ขอบใจมึง” นักเขียนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา

เขาแน่ใจ ว่าพี่พีต้องบังคับฝืนใจเพื่อนเขา ไม่งั้นนักเขียนไม่มีทางกัดปากตัวเองจนห้อเลือดขนาดนี้แน่ๆ

“พี่พีบังคับมึงใช่ป้ะ”

นักเขียนไม่ตอบแต่ยกมือขึ้นมากุมขมับ
“ไอ้เลวเอ๊ย!” พัดลมนึกอยากจะบุกไปต่อยหน้าไอ้คนตัวสูงๆนั่นซักที “ไม่เรียกว่ารักแล้วแบบนี้ เรียกว่าเห็นแก่ตัวชัดๆเลย”
“พี่พีบอกกูว่า ที่แต่งงานกับคุณอริศราก็เพราะเขาซัพพอร์ตเรื่องงานพี่พีได้น่ะ”
พัดลมฟังแล้วของขึ้น “อะไรนะ?! สาเหตุที่แต่งงานกับคนอื่น เพราะมึงซัพพอร์ตงานสายการบินไม่ได้? เหตุผลโคตรควาย ถ้าจะตัดสินความรักแบบนี้แล้วมาคบกับนักเขียนนิยายหาพระแสงอะไร ทำไมไม่ไปคบกับแอร์หรือไม่ก็คุณอลิศอะไรนั่นตั้งแต่แรก เหี้ยตัวเป็นๆเดินสองขาชัดๆเลย”
นักเขียนเงยหน้ามองเจ้าของห้องแล้วยิ้มเหนื่อยๆ
“มึงกลับไปทำงานต่อเหอะ จะหมดเวลาพักแล้วไม่ใช่เหรอ”
พัดลมระบายลมหายใจแรงๆอย่างหงุดหงิด
เอาจริงเวลานี้เขาไม่อยากให้พื่อนอยู่ตามลำพังเลยแม้แต่นาทีเดียว ถึงจะเชื่อว่านักเขียนไม่มีทางฆ่าตัวตายก็เถอะ แต่คนที่ฆ่าตัวตายบางคนก็ทำลงไปโดยที่ไม่รู้ตัวเวลาช็อคมากๆนี่ล่ะ
“กูไม่อยากทิ้งมึงไว้เลยว่ะ ไอ้เหี้ยพี่พีแม่งมุมมองความรักโคตรควาย เห็นแก่ตัว น่าจะจับมันมาตอนซะให้เข็ดไอ้คนแบบนี้”
นักเขียนหัวเราะ “ไปเถอะน่า กูไม่กล้าฆ่าตัวตายหรอก กูยังคิดถึงหน้าพ่อกับแม่กูอยู่ ถ้ากูคิดจะฆ่าตัวตายกูโดดลงไปตอนที่กูปีนระเบียงแล้ว ไม่ถ่อมาโดดถึงห้องมึงหรอก”

นักเขียนก้มหน้าลงมองปลายนิ้วของตัวเองที่จรดลงไปบนคีย์บอร์ดมาไม่รู้ว่ากี่ล้านตัวอักษรแต่กลับไร้ค่าในสายตาของคนที่รักมาตลอดในเรื่องการงานและสังคม

“..จะว่าไป เค้าก็ไม่ผิดหรอก นักเขียนนิยายที่เพ้อเจ้อไปวันๆแบบกูจะไปมีประโยชน์อะไรกับชีวิตเขา จะไปซัพพอร์ตชีวิตใครได้ คนที่โคตรควายน่าจะเป็นกูมากกว่า”

พัดลมชักสีหน้า “มึงเลิกโทษตัวเองเลยไอ้นัก อาชีพไหนแม่งสุจริตทำด้วยมือตัวเองตีนตัวเองมันก็มีค่าทั้งนั้น ถ้าใครแม่งแต่งงานเพราะอยากได้คู่ชีวิตที่ซัพพอร์ตเรื่องงานก็ช่างแม่งมัน แต่มึงอย่ากดคุณค่าของตัวมึงเอง คนที่มองว่ามึงไร้ค่าไร้ประโยชน์มึงปล่อยให้แม่งตายๆห่าไปจากชีวิตได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี วะ! พูดแล้วขึ้น ถ้ากูตัวใหญ่มีกล้ามกว่านี้กูจะไปลากคอมันมากระทืบต่อหน้ามึงจนมันต้องกราบตีนมึงเลย ไอ้คนเห็นแก่ตัว”

นักเขียนซบหน้าลงกับฝ่ามือ

ความเจ็บปวดในบางครั้งของนักเขียน ก็คือคำพูดของนักอ่าน

แต่บางครั้ง ความเจ็บปวดก็มาในรูปแบบของงานที่ไม่ซัพพอร์ตชีวิตคนข้างตัวที่หลายๆอาชีพต้องพบเจอ

โดยเฉพาะอาชีพอิสระอย่างเขา

พัดลมมองเวลาบนนาฬิกาข้อมือ “ เออ ใกล้หมดเวลาพักละ กูไปทำงานต่อก่อนแล้วกัน เลิกงานกูจะรีบกลับมาหา มึงห้ามไปไหนนะ”

“อืม รีบกลับมานะ”

พัดลมมองนักเขียนในความดูแลอย่างเห็นใจก่อนจะก้มลงไปคว้าเพื่อนเข้ามากอดไว้แน่นๆ

“นักเขียนที่มีจินตนาการ มีความเพ้อฝัน เขียนรูปแบบความฝันออกมาด้วยตัวของตัวเอง ยังไงก็มีค่ากว่าคนที่คอยแต่จะมองหาคนอื่นมาช่วยซัพพอร์ตตัวเองอยู่แล้วเว้ย คนเหี้ยๆที่คบคนเพราะผลประโยชน์ของตัวเองแบบนั้นปล่อยให้มันตายไปกับความสำเร็จไปเถอะ เจอหน้าเมื่อไหร่กูจะเอานิยายที่มึงเขียนไปฟาดหน้าแม่งให้แหกเลย”




________________________________




นักเขียนหนีมาหลบภัยอยู่คอนโดบก.ส่วนตัวอย่างถาวร เพราะลุงยามที่พัดลมกลับไปติดสินบนเอาไว้คอยรายงานให้ฟังว่าพีรวิชญ์ยังมาป้วนเปี้ยนที่คอนโดและเค้นถามลุงยามทุกวัน แถมยังมาติดสินบนลุงยามเป็นเงินที่มากกว่าถึงสามสี่เท่า ซึ่งลุงก็รับเงินมา(?) แต่ด้วยความที่ว่าสงสารนักเขียนวันที่หนีลงมาขอยืมค่ารถในสภาพเหมือนคนอดหลับอดนอนมาเป็นปีๆแต่ก็ยังอุตส่าห์เจียดเงินที่เพิ่งยืมลุงมาหมาดๆวิ่งตามรถหมูปิ้งไปซื้อหมูหอมกรุ่นจากตะแกรงมาสามไม้ให้หมาหน้าคอนโดที่เป็นเหมือนบอดี้การ์ดส่วนตัวของลุงด้วยความเคยชิน ลุงเลยเลือกที่จะช่วยทางฝั่งนักเขียนแทน

เมื่อกลับไปอยู่ที่ห้องไม่ได้ นักเขียนเลยต้องอาศัยจังหวะที่พีรวิชญ์ออกไป กลับไปขนของใช้จำเป็นออกมาโดยมีลุงยามช่วยดูต้นทางให้
แต่ก็เกือบจะถูกจับได้เพราะโอพีสาวสวยดันหลงสเน่ห์พีรวิชญ์อยู่ พอนักเขียนกับพัดลมขึ้นไปบนห้องสาวเจ้าเลยรีบโทรรายงานผู้ว่าจ้างทันทีจนเดือดร้อนลุงยามที่ต้องออกไปยืนเฝ้าถึงหน้าปากซอยเพื่อดูลาดเลารถของพีรวิชญ์ที่จะย้อนกลับมา
แต่คนที่เป็นถึงระดับเจ้าของสายการบินก็ไม่ได้โง่ แทนที่จะขับรถสปอร์ตสะดุดตาพีรวิชญ์ก็เลือกที่จะแวะจอดข้างทางแล้วโบกแท็กซี่หลบสายตาลุงยามกลับเข้ามาแทน

จังหวะที่ลิฟท์เบอร์ 2 กำลังเลื่อนประตูปิด ลิฟท์เบอร์ 1 ที่ขึ้นมาจากด้านล่างก็เปิดออก พร้อมกับพีรวิชญ์ที่พุ่งพรวดออกมา

พอเข้ามาในห้องก็รู้ว่าสวนกันไปแล้ว พีรวิชญ์เลยวิ่งลงบันไดหนีไฟเพื่อจะตามให้ทัน

แต่ห้องของนักเขียนอยู่ถึงชั้นที่ 22 กว่าจะตามลงมาถึงชั้นล่าง พัดลมก็ขับรถพานักเขียนออกไปเรียบร้อยแล้ว

พีรวิชญ์หันไปเตะประตูรถแท็กซี่อย่างหัวเสีย เพราะถึงจะรีบตามไปเขาก็ไม่รู้จักคอนโดของพัดลมอยู่ดี



_________________________________



“.........”
พัดลมเปิดประตูห้องเข้ามาเจอกองเศษกระดาษมากมายที่ถูกขยำแล้วโยนทิ้งไว้บนพื้นห้อง
เงยหน้าไปมองนักขียนในความดูแลที่อยู่ในช่วงลี้ภัยก็เห็นเอาหน้าฟุบลงไปกับคีย์บอร์ดเหมือนคนกำลังจะตาย
“ไหวมั๊ยเนี่ยมึง” ก้มลงไปหยิบเศษกระดาษที่ถูกขยำมาคลี่ออกดูก็เห็นว่าเป็นพล็อตที่นิยายที่ร่างเอาไว้ไม่เสร็จซักอัน
“แย่ว่ะ สมองแม่งตัน” นักเขียนดูอิดโรยอย่างมากเพราะนั่งอยู่ตรงนี้มาทั้งวันทั้งคืนแต่ไม่สามารถเขียนต้นฉบับตามพล็อตที่ร่างเอาไว้ก่อนหน้านี้ได้ซักที
“พักก่อนๆ สภาพมึงเหมือนซอมบี้เลย” พัดลมวางกระเป๋าเอกสารแล้วหันไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำดื่มมายื่นให้ “แบบนี้มึงจะเขียนต้นฉบับได้มั๊ยเนี่ย”
นักเขียนรับขวดน้ำไปแต่ก็วางไว้แล้วทำหน้าเหนื่อยๆนอนลงกับคีย์บอร์ดตามเดิม
“ไม่รู้ว่ะ คิดอะไรไม่ออกเลย”
พัดลมคว้าขวดน้ำมาเปิดดื่มแทน
“เมื่อกลางวันพี่พีก็บุกไปหากูถึงออฟฟิศ กูเกือบหนีออกมาไม่ทันไอ้ห่า กูต้องไปขอร้องคนทั้งบริษัทว่าห้ามบอกที่อยู่คอนโดกู เพราะกูถูกคุกคามความปลอดภัยอยู่”
นักเขียนเงยหน้ามองเพื่อนอย่างรู้สึกผิด “ขอโทษนะมึง มึงลำบากไปด้วยเลย”
“เออ. ไม่เป็นไรหรอก ปกติพี่พีแม่งก็ไม่ชอบขี้หน้ากูอยู่ละ” พัดลมยักไหล่ “ว่าแต่มึงเถอะ จะเอาไง ต้นฉบับก็เขียนไม่ได้ พี่พีก็ตามรังควานมึงไม่เลิกซักที กูสงสัยจริงๆว่าคุณอลิศอะไรนั่นไม่ล่ามโซ่ผัวตัวเองไว้หน่อยเหรอวะ ปล่อยให้มาไล่จับมึงอยู่ได้”
นักเขียนถอนหายใจ

เขาทำให้เพื่อนสนิทต้องเดือดร้อนไปหมด

หันไปมองพาสปอร์ตที่แพลมออกมาจากกระเป๋าเดินทาง
“มึง”
“หือ?”
“กูว่าจะไปต่างประเทศ ไปหาที่เคลียร์ตัวเองซักหน่อย แล้วก็ เผื่อจะได้อะไรดีๆกลับมาเขียนนิยายด้วย มึงว่าไง?”
พัดลมเลิกคิ้วก่อนจะเดินมาหย่อนสะโพกลงนั่งบนโต๊ะคอมพ์ที่เต็มไปด้วยก้อนกระดาษที่นักเขียนขยำทิ้ง “เออ. ก็เข้าท่านะประเทศไหนดี?  อโยธยา มะ. ประเทศนี้ใช้ภาษาเดียวกับเราด้วย แถมยังมีสองเจ้าชายคู่แฝดที่ฮ็อตที่สุดอีก มึงเคยได้ยินชื่อป่ะ เจ้ามอต้นกับเจ้ามอปลายอะ”
“เหมือนจะเคยได้ยินชื่ออยู่” นักเขียนตอบเนือยๆ
“หนิ มึงไม่ลองเขียนนิยายที่พระเอกเป็นคู่แฝดดูบ้างล่ะวะ ไหนๆมึงก็อยากหนีไปที่ไกลๆอยู่แล้ว ไปอโยธยามั๊ยล่ะ? ประเทศนี้ว่ากันว่างานดี โดยเฉพาะเจ้าชายลำดับที่ 2 กับ 3 เจ้าชายคู่แฝดหล่อระดับพรีเมี่ยมหาตัวจับยากสุดๆ กูได้ยินมาว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังทรงพระโสดสนิททั้งคู่ด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม สงสัยหล่อแล้วเลือกเยอะ ลองไปที่นั่นดิ เผื่อมึงจะได้พล็อตอะไรดีๆกลับมาเขียนนิยาย เดี๋ยวเรื่องที่พักกูจัดการให้ มึงไปหาทางเข้าใกล้เจ้าชายสองคนนี้เอาเองก็พอ” พัดลมยักคิ้วให้ยิ้มๆ

“ไม่แน่น๊า.. มึงอาจจะได้เจ้ามอต้น หรือไม่ก็เจ้ามอปลาย เจ้าชายคนใดคนหนึ่งมาลบคนเฮงซวยออกไปจากชีวิตมึงก็ได้”

นักเขียนรับฟังอย่างไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ ตอนนี้เขาแค่อยากจะหนีไปที่ไกลๆ ไกลจนพี่พีตามเขาไม่เจอแค่นั้นก็พอ
พัดลมเห็นเพื่อนไม่ได้มีท่าทางตื่นเต้นกับเรื่องเจ้าชายคู่แฝดของอโยธยาเท่าไหร่ เลยอ้อมไปยืนซ้อนหลังเก้าอี้ที่นักเขียนนั่งแล้วโน้มตัวลงไปพิมพ์อะไรยิกๆก่อนจะเสิร์ชหารูป
“นี่ไง เจ้าชายฝาแฝดสุดฮ็อตของอโยธยา หล่อพอที่มึงจะตื่นเต้นขึ้นมาบ้างมะ”
พัดลมกดเข้าไปในรูปๆหนึ่งให้เปิดขึ้นมาจนเต็มหน้าจอโน๊ตบุ๊ค
“คนเข้มๆใส่แว่นหน้าดุๆหน่อยนี่เจ้ามอต้น แฝดคนพี่  ส่วนคนผิวขาวๆหน้าหวานๆนี่เจ้ามอปลาย แฝดคนน้อง สองคนนี้ตัวติดกันสุดๆ เจอเจ้ามอต้นที่ไหนก็ต้องเจอเจ้ามอปลายที่นั่น เวลาอยู่ด้วยกันสาวๆแทบเหยียบกันตาย ดูดิ หล่อชิบหาย”
นักเขียนเหลือบตาขึ้นมองภาพเจ้าชายที่พัดลมบอกว่าเป็นแฝดคนน้องกำลังกระซิบอะไรกับแฝดคนพี่ที่ดูจะผิวเข้มกว่าเล็กน้อยแล้วคนพี่ก็ยิ้มมุมปากแบบอบอุ่นให้
“เห็นเค้าว่า เจ้ามอปลายน่ะติดพี่มาก เจ้ามอต้นก็หวงน้องอย่างกับจงอางหวงไข่ มึงต้องเห็นเวลาเค้าอยู่ด้วยกัน เจ้ามอต้นอะเห็นหน้าดุๆแต่เวลาหันไปพูดกับเจ้ามอปลายนี่สีหน้าอ่อนโยนสุดๆ มองแล้วจะละลาย ส่วนเจ้ามอปลายก็ชอบอ้อน ชอบกระซิบกับพี่งุ๊งงิ๊งกันอยู่สองคน ไม่ค่อยสนใจใครเท่าไหร่ แต่เวลายิ้มนะเจ้ามอปลายยิ้มหวานแบบโลกทั้งโลกสว่างไปหมดอะ เหมือนโตมากับสวนดอกไม้ คนอะไรไม่รู้มีสเน่ห์เป็นบ้า ไม่ว่าจะยิ้ม จะพูด จะอยู่นิ่งๆ หรือแม้แต่ตอนที่ยิ้มมุมปากกับคนพี่  น่าอยู่หรอกที่เจ้ามอต้นจะหวงขนาดนั้น
นักเขียนฟุบหน้าลงกับคีย์บอร์ดตามเดิม “กูว่า กูไม่ต้องไปถึงประเทศอโยธยาก็ได้มั๊ง ฟังมึงเล่ากูก็เขียนคาแรคเตอร์นิยายได้แล้วล่ะ”
พัดลมขมวดคิ้วใส่แล้วกดเปิดรูปอันใหม่ที่เป็นรูปเดี่ยวๆของเจ้ามอต้นขึ้นมาให้เพื่อนดู “คำบอกเล่ามันจะไปสู้ตัวตนจริงๆได้ไงวะ งานดีขนาดนี้อะมึงไม่อยากไปเห็นใกล้ๆเหรอ มึงดูดิ จมูก ปาก สันกราม รูปหน้า โคตรพ่อโคตรแม่หล่อ นี่ถ้าไม่ติดเคลียร์งานของนักเขียนคนอื่นนะ กูลาพักร้อนตามไปกับมึงด้วยแล้ว”
นักเขียนไล่สายตามองตามรูปหน้าของเจ้าชายฝาแฝดคนพี่ที่พัดลมเปิดรูปขึ้นมาให้ดู
ก็หล่ออย่างที่ว่าจริงๆ ผิวไม่ขาวจัดเท่าคนน้องแต่ก็ขาวสุขภาพดีเหมือนคนที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งอยู่บ่อยๆ โครงหน้าคมกริบ ตั้งแต่คิ้วเข้มๆไล่ลงมาตามสันจมูกที่โด่งสวยในแบบแปลกๆ ปากหยักช้อนเป็นรูปกระจับทั้งสองข้าง รับกับสันกรามและคางทำให้ใบหน้านั้นดูดุๆอยู่ในที

ยิ่งดวงตาสีน้ำตาลเข้มใต้กรอบแว่น

มีสเน่ห์มาก

รูปต่อมาเป็นรูปเจ้าชายฝาแฝดคนน้อง แม้โครงหน้าจะคล้ายกันอย่างกับแกะ แต่มีบรรยากาศที่ค่อนข้างจะแตกต่าง ด้วยความที่เจ้ามอปลายนั้นขาวจนหน้าเป็นสีอมชมพู ทำให้บรรยากาศดูอ่อนโยนกว่าคนพี่ รอยยิ้มเล็กๆตรงมุมปากแม้จะมองจากรูปภาพยังละมุนจนแอบใจสั่นเล็กๆ

จมูกโด่งได้รูปสวย กับสันกรามและต้นคอขาวจัด

น่าสัมผัส

“ไอ้นัก มึงมองเจ้ามอปลายตาเยิ้มเชียวนะ อย่าบอกนะว่ามึงจะเปลี่ยนมาเป็นผัวจริงๆอะ? เห้ยถ้ามึงติดใจกูมึงก็คบกับกูก็ได้นะเว้ย กูยอมก็ได้”
นักเขียนหัวเราะ แต่ยอมรับว่าพี่พีทำให้เขารู้สึกแย่จนพาลไปถึงผู้ชายไทป์เดียวกันคนอื่นๆจริงๆ
พอมองรูปเจ้ามอปลาย ก็รู้สึกสนใจแบบแปลกๆ ผิดกับรูปเจ้ามอต้นที่เขามองแล้วรู้สึกว่าน่ากลัวถึงจะมีสเน่ห์น่าค้นหาก็เถอะ

“มึงจัดการเรื่องที่พักให้กูได้ใช่มะ?”

“เออ แต่เรื่องเจ้ามอต้นเจ้ามอปลาย มึงไปหาวิธีเอาเอง สองคนนี้หาตัวไม่ยากหรอก ได้ยินว่าเจ้ามอต้นชอบไปขลุกอยู่กับปางช้าง ถ้ามึงอยากเจอก็ไปอยู่แถวๆนั้นบ่อยๆ ต้องได้เจอแน่ เชื่อกู”






_____________________________________________________________________________________
50% เพราะตัวอักษรเกินเช่นเคยค่ะ
 :katai1:



*เครดิตเนื้อเพลง 'ที่ปรึกษา กอล์ฟไมค์'*



ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 3/2 นักเขียนนิยายออกเดินทาง



สนามบินนานาชาติของประเทศอโยธยา

ร่างสูงสะดุดตาของเจ้ามอต้นที่ชาวอโยธยาทุกคนต่างรู้จักดีกำลังยืนหันซ้ายหันขวาเพื่อหาใครบางคนในขณะที่ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูไปด้วย
“อยู่ไหน?”
“เจ้าพี่ น้องอยู่ในห้องน้ำอะ ซิปกางเกงมันติดออกไปไม่ได้” เสียงคนน้องเหมือนจะร้องไห้มาตามสาย “เจ้าพี่มาช่วยหน่อย”
เจ้ามอต้นส่ายหน้าไปมา แต่ริมฝีปากก็ยิ้มให้คนในสายก่อนจะรีบตรงดิ่งไปยังห้องน้ำของสนามบิน
“อยู่ห้องไหน?”
“ห้องริมสุดครับ”

เจ้ามอต้นเดินไล่ไปจนถึงห้องน้ำที่อยู่ด้านในสุด เคาะประตูเบาๆสองสามทีก่อนที่คนด้านในจะปลดล็อคให้พี่ชายเปิดประตูเข้าไป
“ซิปมันติดดึงยังไงก็ดึงไม่ขึ้น เสื้อก็สั้น น้องจะออกไปทั้งอย่างงี้ก็ออกไปไม่ได้” เจ้ามอปลายบ่นงอแงกับพี่ชายพร้อมกับทำท่าดึงซิปกางเกงเจ้าปัญหาที่ติดแหง็กอยู่ให้ดู
เจ้ามอต้นเก็บมือถือลงในกระเป๋ากางเกงก่อนจะดันคนน้องให้ถอยไปชิดผนังห้องน้ำอีกฝั่งแล้วก้มลงจัดการซิปเจ้าปัญหาให้
“เจ้าพี่อย่ากระชากแรงนะ เดี๋ยวมันพัง น้องไม่อยากแก้ผ้าเดินกลางสนามบิน”
“รู้น่า อยู่นิ่งๆสิ”
เจ้ามอต้นเอามือขวารวบตะเข็บเข้าหากันแล้วลองดึงซิปขึ้นสองสามที
พอเห็นว่าดึงไม่ขึ้นอย่างที่คนน้องบอกจริงๆเลยปิดฝาชักโครกแล้วนั่งทับลงไป
พอสายตาอยู่ในระดับเดียวกับซิปกางเกงก็เห็นว่าซิปเจ้ากรรมมันกินเนื้อผ้าเข้าไปทั้งตัวเลยติดแหง็กอยู่แบบนั้น ยิ่งคนน้องพยายามดึงก่อนที่เขาจะมาถึงมันยิ่งกินลึกลงไปจนดึงขึ้นก็ไม่ได้ จะกดกลับลงไปก็ไม่ได้
“มันต้องง้างตัวซิปออกแล้วกดลงไปให้สุด ถึงจะรูดขึ้นไปได้”
“เอาอะไรง้างอะ ซิปมันแข็งจะตายเจ้าพี่”
ใครจะไปคิดว่าจะมีเจ้าชายฝาแฝดสองพี่น้องกำลังกลัดกลุ้มกับเรื่องซิปกางเกงอยู่ในห้องน้ำกันสองคน
“อยู่นิ่งๆ”
เจ้ามอต้นโน้มเข้าไปใช้กะจะใช้ฟันขบปากซิปถ่างให้มันอ้าออก

“ไม่เป็นไรครับ นักก็เพิ่งมาถึง พี่กี๋ไม่ต้องรีบก็ได้ครับ นักมาเข้าห้องน—“

“ !”
“....”
“..............”

ทั้งคนที่ผลักประตูห้องน้ำเข้ามาเพราะคิดว่าไม่มีคนอยู่ข้างใน ทั้งสองพี่น้องที่ลืมล็อคประตูและอยู่ในท่าแปลกๆต่างเดดแอร์ไปตามๆกัน

นักเขียนถือโทรศัพท์ยืนอึ้ง
เจ้ามอปลายที่ยืนพิงพนังห้องน้ำ เอามือจับไหล่คนพี่ข้างหนึ่งถกชายเสื้อตัวเองขึ้นข้างหนึ่งก็อึ้ง
เจ้ามอต้นที่นั่งบนฝาชักโครกและกำลังอ้าปากอยู่แถวซิปกางเกงคนน้องก็อึ้ง

“เอ่อ...” นักเขียนหน้าร้อนฉ่า ภาพตรงหน้ากระตุ้นสัณชาตญานนักเขียนนิยายอย่างว่าให้คิดดีไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไร เสียงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ก็เดินคุยกันโหวกเหวกโวยวายเข้ามา
เจ้ามอต้นลุกจากฝาชักโครกเอื้อมมือมากระชากนักเขียนเข้าไปในห้องน้ำแล้วรีบดันประตูปิดคล้องกลอนประตูทันทีก่อนที่จะมีบุคคลที่สี่เปิดพรวดเข้ามาอีก
“ อ เอ่อ.. คือ..”
“ชู่ว์ ..”
ห้องน้ำไม่ได้กว้างพอที่จะให้ผู้ชายมาอัดกันอยู่ถึงสามคน นักเขียนโดนเจ้ามอต้นผลักให้หันหน้าไปหาเจ้ามอปลายแล้วยืนประกบจากด้านหลัง และเพื่อกันไม่ให้คนที่อาจจะมองลอดประตูจากห้องข้างๆมาเห็นขาในห้องนี้เยอะเกินเจ้ามอปลายเลยถูกคนพี่ดันไปจนติดผนังห้องน้ำแล้วผลักนักเขียนยัดเข้าไปในอกคนน้องก่อนตัวเองจะก้าวขาตามไปยืนประกบแล้วแทรกเท้าขวาเข้าไประหว่างขาของนักเขียน
“.....” จะโวยวายก็โวยวายไม่ได้ เพราะเจ้ามอต้นเอามือปิดปากนักเขียนเอาไว้ แถมไอ้ท่ายืนแปลกๆนี่มันทำเอานักเขียนนิยายอีโรติคผู้มีจินตนาการเลิศล้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วคิดไกลไปนอกจักรวาล
เสียงนักท่องเที่ยวยังเอะอะโวยวายและมีคนเข้ามาใช้ห้องที่อยู่ข้างๆ เจ้ามอต้นยิ่งเบียดเข้ามาจนคนที่ถูกประกบทั้งด้านหน้าด้านหลังหูอื้อไปหมด

ก็จะไม่ให้หูอื้อได้ไงไหวล่ะ ก็ข้างหน้าของนักเขียนน่ะมันพิงลงไปกับเจ้ามอปลายทั้งตัว ไม่มีส่วนไหนที่จะไม่เบียดกัน ด้วยความสูงของเจ้ามอปลายที่ดูจะสูงกว่านักเขียนเล็กน้อย ปลายจมูกนักเขียนเลยกดเข้ากับไหล่หอมๆของคนตรงหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

“........” นักเขียนเผลอหลับตาแล้วสูดหายใจยาวๆ กลิ่นบนไหล่และต้นคอขาวๆของเจ้ามอปลายหอมเซ็กซี่แบบเจ้าชายที่สาวๆต้องระทวยมันกระตุ้นต่อมหื่นของนักเขียนนิยายลามกได้ดีทีเดียว
คนข้างหลังเอามือปิดปากนักเขียนไว้ แล้วยังเบียดต้นขาด้านข้างเข้าไปกับสะโพกของนักเขียนจนคนตรงกลางนึกขอบคุณที่ไม่หันหน้ามาตรงๆแล้วเบียดอย่างอื่นกับก้นเขาแทน
เสียงห้องข้างๆที่เข้ามาใช้ห้องน้ำกดชักโครกดังครื่ดๆ กลิ่นน้ำหอมจากเจ้ามอต้นที่โน้มตัวเข้ามามากขึ้นเริ่มลอยมาแตะจมูก

เป็นกลิ่นหอมแบบผู้ชายลึกลับ น่าค้นหา ให้อารมณ์เร่าร้อนซุกซ่อนอยู่ในตัวจนนักเขียนนึกอยากหันหน้ากลับไปดมมันจากซอกคอเจ้าตัวให้ซักทีเหมือนที่แอบดมจากต้นคอขาวๆของคนข้างหน้า

‘..สัณชาตญานนักเขียนนิยายลามกพาหื่นอีกละ ลืมไปรึเปล่าว่าตอนนี้ตัวเองกำลังสอดใส้อยู่ตรงกลางระหว่างคนแปลกหน้าสองคนน่ะไอ้นักเขียน’ นึกด่าตัวเองอยู่ในใจ

กลุ่มนักท่องเที่ยวยังเอะอะโวยวาย นักเขียนเริ่มกลืนน้ำลายลงคอเพราะตอนนี้หัวใจเขามันเต้นถี่ขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เจ้ามอปลายเหมือนไม่รู้จะเอามือไปวางตรงไหนเลยวางแหมะลงไปที่สะโพกของนักเขียนทั้งสองมือแล้วมองหน้าพี่ชายที่ก้มหน้าผ่านไหล่นักเขียนมากระซิบคนน้องเชิงให้เงียบๆไว้
เจ้ามอต้นเอามือซ้ายปิดปากนักเขียนมือขวาดันผนังเหนือไหล่เจ้ามอปลายคนน้อง นักเขียนต้องเอามือดันผนังไว้ทั้งสองข้าง จังหวะที่เจ้ามอต้นขยับเท้าเข้ามาเลยกลายเป็นว่านักเขียนต้องยกมือขึ้นมาขยำเสื้อด้านหลังของเจ้ามอปลายทั้งสองมือ
“......” เจ้ามอปลายหรี่ตามองคนที่เบียดเขาอยู่ทั้งตัวก่อนจะยิ้มมุมปากแล้วแกล้งหายใจยาวๆรดลงไปหลังต้นคอที่แดงเรื่อไปหมด
คนถูกแกล้งหลับตาปี๋ นี่ถ้าเจ้ามอต้นไม่เอามือมาปิดปากเขาไว้เมื่อกี๊คงเผลอครางออกมาแน่นอน
เจ้ามอต้นพอเห็นนักเขียนมีปฏิกิริยาก็นึกสนุกอยากแกล้งคนแปลกหน้าที่คอแดงหูแดงเพราะน้องเขาหายใจใส่

ปลายจมูกโด่งสวยไซร้ลงไปตามต้นคอด้านหลังของนักเขียนพร้อมกับเบียดต้นขาดันให้นักเขียนยิ่งเบียดเข้าไปหาเจ้ามอปลายจนคนที่สอดใส้อยู่ตรงกลางถึงกับเข่าอ่อน

นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยออกไปจากห้องน้ำ ไม่นานเสียงเอะอะโวยวายก็สงบลง
เจ้ามอต้นไม่ยอมปล่อยมือที่ปิดปากนักเขียนเอาไว้ หนำซ้ำยังเริ่มไล่ปลายจมูกไปตามแผ่นหลังที่เป็นจุดไวสัมผัสของนักเขียนจนคนตรงกลางที่ไม่มีแรงจะยืนสะท้านไปหมด
เจ้ามอปลายพอเห็นพี่เล่นก็เอาบ้าง
ริมฝีปากหยักสวยงับเบาๆข้างปีกหูแล้วไซร้ลงไปตามสันกรามของนักเขียนเรื่อยลงมาหยุดตรงซอกคอที่มีกลิ่นหอมถูกใจก่อนจะดูดลงไปเร็วๆแล้วผละออกมาเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้ามอต้นปล่อยริมฝีปากนักเขียนให้เป็นอิสระ

“....” ตากลมสวยคลอน้ำตาเพราะถูกสองพี่น้องรุมกันแกล้งจนร่างกายตอบสนอง

นักเขียนกัดริมฝีปากทั้งอยากจะด่าทั้งอยากจะ... ให้อะไรๆมันเลยไปมากกว่านี้

“....”เจ้ามอปลายหรี่ตาลงมองริมฝีปากบางสวยที่เม้มกัดเอาไว้จนแดงเรื่อไปหมดก่อนจะลอบยิ้มแล้วก้มลงไปเอาปลายจมูกปัดกับหว่างคิ้วนักเขียนเบาๆ “ทำหน้าอ้อนเชียว อยากถูกจับกินตรงนี้เหรอหืม?”
เสียงโทนเบสหวานทุ้มที่กระซิบเบาๆมันยิ่งทำให้นักเขียนเตลิดไปไกล มือของนักเขียนเริ่มไต่ขึ้นไปตามแผ่นหลังของเจ้ามอปลายพร้อมกับลมหายใจที่ร้อนขึ้นมา
นักเขียนนิยายอีโรติคสติหลุดไปแล้ว ปลายเท้าเขย่งขึ้นหยัดตัวไปหาริมฝีปากสีลูกพีชที่ยิ้มยั่วเย้าอยู่ตรงหน้า
แต่ก่อนที่จะได้จูบริมฝีปากที่ท่าทางจะนุ่มที่สุดที่เคยได้จูบมา เจ้ามอต้นก็เอื้อมมือมาปิดปากนักเขียนอีกรอบแล้วกระซิบข้างหูเสียงเข้ม

“เป็นคนที่ซื่อตรงกับความรู้สึกตัวเองจังเลยนะ เธอน่ะ”

นักเขียนได้สติกลับคืนมาก็ตอนที่เจ้ามอปลายก้มหน้าลงมาจนชิดหลังมือพี่ชายที่ปิดปากนักเขียนอยู่แล้วยิ้มมุมปากให้คนที่เคลิ้มไปกับดวงตาสีน้ำตาลสวยๆของเจ้ามอปลายจนเพ้อออกมาตอนที่เจ้ามอต้นปล่อยมือออกจากปาก

“ดวงตาสีน้ำตาลดุจท้องฟ้ายามพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า” นักเขียนพึมพัมออกมาอย่างลืมตัวตามประสานักเขียนนิยาย

“หืม..” เจ้ามอปลายเลิกคิ้วใส่
ประเทศอโยธยานั้นใช้ภาษากลางเป็นภาษาประจำประเทศอยู่แล้ว ที่นักเขียนเพ้อออกมาเจ้าชายคู่แฝดที่ฟังอยู่เลยสามารถเข้าใจได้ทั้งหมด
“ถ้าพรรณนาเชิงนิยาย ก็จะให้ความรู้สึกแบบนั้นน่ะครับ ตาของคุณน่ะ”
เจ้ามอปลายยิ้มๆทอดสายตามองต่ำ ริมฝีปากบางๆที่กำลังขยับพูดอยู่ตรงหน้าเหมือนจะเชิญชวนว่าให้ฝังริมฝีปากจูบลงไปซะตอนนี้

หากว่านี่ไม่ใช่ห้องน้ำภายในสนามบินล่ะก็นะ
“คนออกไปหมดแล้ว จะถอยออกมาจากน้องฉันได้รึยัง จะได้ทำให้มันเสร็จ”
นักเขียนได้ยินเสียงดุๆจากด้านหลังเลยรีบปล่อยมือจากเจ้ามอปลายแล้วถอยไปจนหลังติดประตู
เจ้ามอต้นปรายตามองมาทางเขาเหมือนจะตำหนิอะไรซักอย่างก่อนจะนั่งลงไปบนฝาชักโครกแล้วก้มหน้าเข้าไปจัดการกับซิปเจ้าปัญหาต่อเพื่อที่จะได้ออกไปจากห้องน้ำแคบๆนี่ซักที
นักเขียนลนลานทันที “เดี๋ยวๆๆๆๆๆ คุณ ถ้าคุณสองคนจะทำอะไรกัน ผมขอออกไปจากห้องนี้ก่อนได้มั๊ย” กลอกตามองขึ้นเพดานทั้งที่หน้าแดงก่ำพอเห็นใบหน้าหล่อๆนั้นอยู่ในระดับเดียวกับซิปกางเกงของอีกคน
“.....” เจ้ามอต้นที่กำลังจะก้มหน้าไปตรงหน้าขาเจ้ามอปลายชะงัก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแล้วเหลือบหางตามาทางนักเขียน “พูดบ้าอะไร ซิปมันขบเนื้อผ้า ฉันแค่จะใช้ฟันถ่างมันออก” พูดจบก็ก้มลงไปขบปากซิปให้ง้างออกจนสามารถลากกลับมาตรงตะเข็บได้ก่อนจะดึงพรืดเดียวรูดกลับขึ้นไปแล้วติดตะขอกางเกงให้เจ้าชายคนน้องก่อนจะยืนขึ้นแล้วหันมาพูดกับนักเขียน
“เธอคิดอะไรของเธอ เจ้าคนบ้านิยาย นี่วันๆคงหาอ่านแต่นิยายลามกล่ะสิ”
นักเขียนหน้าแดงแปร๊ดพอรู้ว่าสิ่งที่เขาเปิดเข้ามาเจอไม่ใช่ฉากออรัลเซ็กส์อย่างที่สมองประมวลผลไว้ แต่เป็นเพียงฉากซิปเจ้ากรรมทำพิษของผู้ชายสองคนที่หน้าคล้ายกันอย่างกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวเฉยๆ
“ค ใครจะไปรู้ล่ะ เปิดประตูเข้ามาผมก็เห็นคุณ..” อ้าปากจะงับ ตรงนั้น... ของเขาอยู่ ใครมันจะไปคิดดีได้ล่ะโว้ย
“ฮ่าๆๆ ไม่ใช่แบบที่คุณคิดนะครับ” เจ้ามอปลายหัวเราะกับท่าทางของนักเขียนที่ดูอิหลักอิเหลื่อพอพี่ชายเขาหรี่ตามองอย่างตำหนิที่บังอาจมาจินตนาการอะไรผิดๆระหว่างเขาสองคน “ซิปกางเกงผมมันติดน่ะ เจ้าพี่เลยช่วย เราสองคนไม่ได้ทำอะไรกันแบบที่คุณคิดหรอกครับ”
เจ้ามอปลายพูดจบก็ยิ้ม เป็นรอยยิ้มละมุนๆไม่เกรี้ยวกราดเหมือนคนพี่ที่ยกมือขึ้นกอดอกมองนักเขียนตาขวางอยู่ข้างๆ
นักเขียนได้ยินแบบนั้นก็กลอกตาไปมา

แต่เดี๋ยวนะ?
เมื่อกี๊ คนๆนี้เรียกไอ้บ้าที่ยืนมองหน้าเขาเหมือนจะงับหัวเข้าไปว่าอะไรนะ

นักเขียนมองทั้งสองคนสลับกันไปมา ในขณะที่เจ้ามอปลายเลิกคิ้วเป็นเครื่องหมายคำถามแต่ริมฝีปากสีลูกพีชนั้นยังส่งรอยยิ้มหวานละมุนมาให้ แต่เจ้ามอต้นพี่ชายกลับขมวดคิ้วใส่เหมือนจะงาบหัวนักเขียนตัวน้อยๆแล้วกลืนลงท้องไป
“เห่ย.. ค คุณสองคน..”
ในขณะที่นักเขียนกำลังช็อคอ้าปากค้างอยู่นั้น เจ้ามอปลายที่ดูจะเป็นมิตรกว่าคนพี่ก็แนะนำตัว
“ผมชื่อมอปลาย นี่เจ้าพี่ของผม ชื่อมอต้น ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะครับ พอดีว่าถ้าคนเห็นผมกับเจ้าพี่อยู่ด้วยกันสองคนทีไรก็จะเอะอะโวยวายกันไปหมด เลยต้องรีบหลบ เจ้าพี่ไม่ชอบเสียดังกับความวุ่นวายน่ะ”
นักเขียนเหลือบมองคนที่ยืนทำตาขวางอยู่ข้างๆน้องชายแล้วก็แอบกลืนน้ำลาย

..ตาดุเป็นบ้า..
หน้าเหมือนกัน แต่บรรยากาศโคตรจะแตกต่างกันเลย คนน้องดูอ่อนโยนกว่าแต่คนพี่น่ากลัวแถมยังดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่

ความรู้สึกตอนเจอตัวเป็นๆไม่ได้ต่างจากตอนเห็นในรูปเลยให้ตาย

“จะมองอีกนานมั๊ย? ถ้าจะใช้ห้องนี้ต่อก็ถอยไป เราสองคนจะออก”
เจ้ามอต้นพูดจบก็ไม่รอให้นักเขียนได้ตอบเอื้อมมือไปคว้ากลอนประตูดันขึ้นแล้วลากนักเขียนให้ถอยออกมาก่อนจะเปิดประตูแล้วแทรกตัวออกไปพร้อมกับคว้าแขนน้องชายติดไปด้วย

“เดี๋ยว!”

เจ้าชายสองพี่น้องฝาแฝดชะงัก เจ้ามอปลายมองข้อมือที่ถูกนักเขียนคว้าเอาไว้แล้วมองหน้าเจ้าตัวด้วยสายตาสงสัย
“ครับ?”
มือมันไปไวกว่าสมอง นักเขียนเลยต้องรีบกลั่นกรองคำพูดอย่างหนัก
“ อ่ะ.. คือ ผมอยากรู้จักคุณทั้งสองคนเป็นการส่วนตัวได้มั๊ยครับ?”
“หืม?...” เจ้ามอปลายเลิกคิ้วใส่แล้วยิ้มมุมปาก “ลองขยายความหน่อยสิครับ เมื่อกี๊คุณหมายถึงอะไร” ดวงตาสีท้องฟ้ายามอาทิตย์ลับแสงหรี่มองมือที่ยังคว้ามือเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“ถ้าไม่ขยายความ ผมกับเจ้าพี่อาจจะแปลผิดๆว่าคุณกำลังจีบเราอยู่นะ”

นักเขียนหน้าแดง แต่พอสบตากับเจ้ามอต้นที่มองมาด้วยดวงตาสีสนิมดุๆก็ร้อนวาบไปทั้งหน้ารีบกลอกตากลับมามองเจ้ามอปลายที่น่ามองกว่าเยอะ
“ไม่ใช่นะครับ ผมหมายถึง..”

“วัตถุดิบในการเขียนนิยาย เธอหมายถึงต้องการเขากับฉันในแบบนั้นใช่มั๊ย?”

เสียงโทนต่ำแบบเดียวกับเจ้ามอปลายแต่ดุกว่าพูดแทรกขึ้นมา
นักเขียนเหงื่อตก ไม่รู้ว่าทำไมพอสบตากับเจ้ามอต้นทีไรเขาเสียการควบคุมทุกที เสียงนี่ไม่รู้จะทุ้มต่ำไปไหน ฟังแล้วใจมันกระตุกจากอกไปกองอยู่ปลายเท้า “ก ก็อะไรทำนองนั้นล่ะ” พูดกันซื่อๆแบบนี้ก็ง่ายดี
เจ้ามอปลายมองมือที่ยังคว้าข้อมือเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย หันกลับไปมองพี่ชายที่ทำหน้าดุใส่คนที่เพิ่งเจอกันไม่กี่นาทีแล้วยิ้มมุมปากก่อนจะหันกลับมาพูดกับนักเขียน
“ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้นะ แต่ว่า.. คุณเป็นนักเขียนนิยายจริงๆเหรอ?” มันก็อาจจะเป็นแค่มุกที่หามาใช้เพื่อจีบเขากับพี่ชาย ซึ่งเขาทั้งคู่เจอมาหลากหลายรูปแบบแล้ว
นักเขียนรีบปล่อยมือแล้วล้วงลงไปในเป้สะพายกุกกั่กๆ หยิบนามบัตรในกระเป๋าสตางค์ออกมายื่นให้เจ้ามอปลายก่อนจะแนะนำตัวโดยไม่มองหน้าคนพี่ที่ยังจ้องนักเขียนอยู่อย่างจับผิด
“ผมชื่อ นักเขียน ชื่อจริงปราชญา เป็นนักเขียนอิสระ มาจากประเทศไทยครับ”
เจ้ามอปลายรับนามบัตรมาพลิกดู
“เป็นนักเขียนจริงๆด้วย..”
เจ้ามอปลายคาบตรงมุมของนามบัตรเอาไว้แล้วมองนักเขียนอย่างถูกใจ
หันกลับมาหาพี่ชายที่ยืนอยู่ด้านหลัง “เจ้าพี่ว่ายังไงครับ คุณปราชญาอยากได้น้องกับเจ้าพี่ไปเขียนนิยายน่ะ เจ้าพี่อนุญาติรึเปล่า”
เจ้ามอต้นมองนักเขียนนิ่งๆ นิ่งจนคนถูกมองต้องหลบสายตา

“อยากทำอะไรก็ทำ แต่อย่ามาวุ่นวายจนน่ารำคาญก็พอ”

เจ้ามอต้นคว้าแขนคนน้องเหมือนพวกพ่องูจงอางหวงไข่ก่อนจะลากเจ้ามอปลายเดินออกจากห้องน้ำไปหลังพูดทิ้งท้ายเอาไว้ให้นักเขียนได้ยินเต็มสองหู

“แต่ขอค่าตอบแทนที่มันคุ้มกับข้อมูลส่วนตัวเราสองคนหน่อยก็แล้วกัน”

“เจ้านักเขียนนิยายผู้มีร่างกายซื่อตรงพอๆกับสายตาที่บอกว่าอยากจะกลืนน้องฉันลงท้องตั้งแต่เมื่อกี๊นี้น่ะ”

นักเขียนหน้าแดงวาบ ยิ่งเจ้ามอปลายหันมายิ้มมุมปากขำๆขยิบตาซุกซนให้ก่อนจะโดนพี่ชายลากออกจากห้องน้ำไปหัวใจมันก็พาลจะเต้นถี่ขึ้นมาอย่างที่โดนว่าจริงๆ


เห้อ..

มีกามเทพสิงสถิตในห้องน้ำด้วยเหรอ ทำไมมายิงธนูปักอกเขาดังจึ้กแบบนี้

คนเพิ่งบอบช้ำมาภูมิต้านทานทางใจยิ่งต่ำๆอยู่ด้วย



_____________________________________________________________________________________
**หลังจากตอนนี้จะอัพตามวันเวลาที่แจ้งไว้นะฮะ**
 o18



ออฟไลน์ New_atcha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 661
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
โอยยย อิรุงตุงนังไปหมด ถถถ

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 4. นักเขียนนิยายกับเจ้าชายผู้อ่อนโยน



“ใช้ห้องนี้ได้ตามสบายเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ ขาดเหลืออะไรก็บอกพี่ได้”
นักเขียนวางเป้สะพายลงบนโซฟาตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องแล้วหันมายกมือไหว้ขอบคุณเจ้าของโรงแรมที่ให้เขาใช้ห้องพักที่อยู่ชั้นบนสุดของโรงแรมแห่งนี้ฟรีๆโดยไม่คิดเงินแม้แต่บาทเดียว
“ขอบคุณมากเลยนะครับ แต่ว่า.. ห้องดีขนาดนี้ พี่คิดค่าห้องเถอะครับ คือผมเกรงใจ..”
“เห้ย ไม่ๆ เกรงใจอะไร เพื่อนไอ้พัดก็เหมือนเพื่อนพี่”เจ้าของโรงแรมหัวเราะแล้วยื่นมือมาตบไหล่แขกของญาติผู้น้อง “ปกติห้องนี้พี่ก็ไม่ได้เปิดให้แขกมาพักหรอก เอาไว้หนีเมียมานอนดูวิวเล่นเวลาเซ็งๆเฉยๆ”
“แต่ผมก็เกรงใจอยู่ดีอะพี่ พี่คิดค่าห้องครึ่งนึงก็ได้นะครับ ให้ผมจ่ายเถอะ” ห้องวิวดีขนาดนี้ ค่าห้องคืนละครึ่งแสนยังน่าจะถูกไปด้วยซ้ำเลย
เจ้าของโรงแรมมองนักเขียนอย่างใช้ความคิดเอามือเกาคางแกร่กๆ
“งั้นเอางี้ ถ้านักอยากจ่ายค่าห้องให้พี่ พี่ไม่เอาเป็นเงิน”
“ครับ?..” นักเขียนเลิกคิ้วเริ่มระแวงขึ้นมาหน่อยๆ
เจ้าของโรงแรมเห็นสีหน้าแหยๆของนักเขียนก็หัวเราะออกมา “เห่ย พี่ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น อย่าทำหน้าแบบนั้นดิ”
นักเขียนหัวเราะเจื่อนๆ
“คืองี้ ชั้น1 ของที่นี่โซนด้านหลังตอนกลางคืนจะเป็นผับ นักไปนั่งแถวๆนั้นให้พี่ได้มั๊ยล่ะ”
“ห๊ะ?..” นักเขียนทำหน้างง
“นั่งเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร”
นักเขียนเอามือเกาหัว
“แค่ไปนั่งทำหน้าหล่อๆ อยากกินเหล้าอะไรก็สั่งได้เลย ตามสบาย ถ้าอยากจ่ายก็จ่ายเป็นค่าเหล้าให้พี่แทนละกัน ตกลงปะ?”
นักเขียนยิ้มเจื่อนๆ “ถ้าพี่หมายถึงให้ผมไปนั่งคุยกับลูกค้า ผมว่าผม..”
คนฟังรีบโบกไม้โบกมือพอเห็นนักเขียนทำท่าจะปฏิเสธ “เห่ย ไม่ใช่แบบนั้นๆ อะ.ถ้าพูดกันตรงๆก็ แค่เอาหน้าหล่อๆของนักเนี่ย ไปประดับอยู่แถวหน้าบาร์คู่กับบาร์เทนเดอร์ให้พี่หน่อย อยากคุยก็คุย ไม่อยากคุยก็ไล่ไป แค่นั้น ไม่ต้องเทคแคร์ใคร กินเหล้า เมาแล้วก็ขึ้นมานอน แค่นั้น พี่ขอยืมนักไปประดับร้านให้พี่หน่อย แบบนี้โอเคป่าว”
“อ่า.. ถ้าแบบนั้นก็..” นักเขียนพยักหน้าหงึกหงั่กพร้อมกับยิ้มแห้งๆให้
พอจะเข้าใจความหมายของเจ้าของโรงแรมว่าหมายความว่าอะไร พี่กี๋คงอยากจะให้เข้าไปนั่งเป็นอาหารตาให้ลูกค้า

ก็ไม่ได้ยุ่งยาก ถึงจะไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้าเท่าไหร่ แต่อาชีพนักเขียนนิยายการได้คุยกับคนหลากหลายรูปแบบมันก็จำเป็น
และที่ๆมีคนหลากหลายอาชีพมารวมตัวกันอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่ง ก็คือสถานที่อโคจรแบบนี้ล่ะ
“ว่าไง ตกลงนะ?”
“ก็ ..ถ้าพี่พี่เห็นว่าหน้าผมพอจะมีประโยชน์ ก็ตกลงตามนั้นครับ”
เจ้าของโรงแรมตบไหล่นักเขียนปุ่บๆ “ดีมาก” หันไปมองรอบๆห้อง “งั้น พี่ไม่กวนละ เดินทางมาเหนื่อยๆ พักผ่อนตามสบายเลยนะ ถ้าอะไรขาดเหลือก็บอก ไม่ต้องเกรงใจ คิดซะว่าพี่เป็นพี่ชายก็แล้วกัน”
นักเขียนมองเจ้าของโรงแรมที่ยิ้มกว้างให้ก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณอีกรอบ “ขอบคุณมากครับพี่”
“ยินดีเว้ยน้องชาย พี่ไม่กวนละ”

เจ้าของโรงแรมเดินออกจากห้องไปแล้ว นักเขียนถอดแจ็คเก็ตวางไว้บนโซฟาก่อนจะเปิดประตูเดินออกไปสูดอากาศยามคล้อยบ่ายที่ระเบียง

รู้สึกคิดถูกที่เลือกมาที่นี่
พี่กี๋เจ้าของที่พักก็ใจดี แถมยังดูเป็นคนสบายๆเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง
ห้องนี้ก็อยู่ในส่วนที่สูงที่สุดของโรงแรมรองจากสวนอาหารที่อยู่ด้านบนสุดของดาดฟ้า พอมองจากระเบียงก็เห็นไปไกลสุดลูกหูลูกตาจนเหมือนกับจะสามารถมองเห็นเมืองหลวงของอโยธยาได้ทั้งเมือง

ความสงบบนที่สูงมันทำให้ความรู้สึกแย่ๆกลับดีขึ้นมาได้เสมอ เพราะงั้นนักเขียนเลยชอบขึ้นไปอยู่ในที่สูงๆเวลารู้สึกหม่นๆในใจ

“.......” ยกมือซ้ายขึ้นมากางนิ้วทั้งห้าแล้วยื่นออกไปจากระเบียง
แหวนทองคำขาวฝังเพชรยังส่องประกายสวยงามเหมือนอย่างเคย
คงมีเพียงเจ้าของนิ้วที่สวมมันอยู่ ที่ไม่ได้รู้สึกอุ่นใจยามที่ได้มองแหวนวงนี้อย่างที่เคย

นักเขียนถอดแหวนออกมาจากนิ้วมือ มองลงไปยังแม่น้ำที่อยู่ด้านล่าง

อยากจะขว้างทิ้งไปให้ไกลๆ..

แต่สิ่งของก็ไม่ได้ผิดอะไร

“......”
อย่างน้อยๆ แหวนวงนี้ก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจยามที่เจ้าของแหวนไม่ได้อยู่ข้างๆยามเหงา

“ขอบคุณนะ ที่อยู่ด้วยกันมาตลอด”
นักเขียนยิ้มให้เพชรที่ส่องประกายสดใส

“แต่จากนี้ไป ต้องอยู่คนเดียวให้ได้แล้วล่ะ”

แหวนทองคำขาวฝังเพชรถูกยกขึ้นมาจูบครั้งสุดท้ายก่อนที่นักเขียนจะขว้างออกไป

“ขอโทษ ..แล้วก็ขอบคุณ”


..ลาก่อนนะครับ พี่..

แหวนที่เคยสวมอยู่บนนิ้วร่วงหล่นจมหายลงไปในแม่น้ำ พร้อมกันกับน้ำตาของคนที่ขว้างแหวนออกไปที่ไหลลงมาเงียบๆเช่นกัน





อากาศตอนฟ้าเริ่มมืดของที่นี่ดีกว่าที่คิดเอาไว้ บนสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่มีรถสัญจรไปมาค่อนข้างมากแต่นักเขียนกลับรู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก
จากบนสะพานมองกลับไปที่โรงแรมเป็นวิวยามค่ำคืนที่สวยจนหาที่ติไม่ได้ แสงไฟจากเรือสำราญที่แล่นลอดใต้สะพานแต่งแต้มผืนน้ำยามค่ำคืนของที่นี่ให้มีสีสัน

นักเขียนหยุดยืนอยู่กึ่งกลางของสะพาน ลมเย็นๆพัดขึ้นมาจากแม่น้ำ
ความเงียบที่ก่อตัวขึ้นในใจทำให้นักเขียนรู้สึกหนาวจนต้องห่อไหล่

“ไงมึง ที่นั่นเป็นไงบ้าง” บรรณาธิการเพื่อนรักโทรทางไกลมาหาหลังจากเสร็จงาน
“อื้ม. สุดยอดเลยว่ะ มึงน่าจะมาด้วยนะ ที่นี่อากาศดี ห้องที่พี่มึงให้กูพักก็วิวดีมากๆด้วย เคลียร์งานให้เสร็จไวๆแล้วลาพักร้อนตามมาด้วย จะรอ” นักเขียนโบกมือตอบนักท่องเที่ยวในเรือสำราญที่เอะอะโวยวายโบกไม้โบกมือทักเขาจากบนเรือ
“เออ. กูตามไปแน่ เดี๋ยวเคลียร์งานอีกซัก 2-3 อาทิตย์กูเก็บกระเป๋าตามไปหามึงแน่นอน” เสียงทางนั้นเหมือนกำลังอาบน้ำแล้วเปิดสปีกเกอร์โฟนคุยกับเขาแบบที่ชอบทำ
“อาบน้ำอ่อยกูอีกแล้วเหรอมึง” พูดขำๆแล้วหันหลังพิงราวสะพาน
“ว่าแต่กูพาหื่น มึงน่ะกามกว่ากูอีกนะ” พัดลมด่ามาตามสาย
นักเขียนหัวเราะ
“เออ. แล้ว ว่าแต่ เรื่องเจ้ามอปลายกับเจ้ามอต้นล่ะ มึงหาวิธีไปเจอสองคนนี้ยัง? เรื่องปางช้างมึงถามพี่กี๋ก็ได้นะ ให้แกพาไปก็ได้ พี่กี๋รู้จักกับควาญช้างที่นั่น”
ชื่อใครบางคนที่เพิ่งพบกันดึงนักเขียนออกจากความรู้สึกหม่นๆเหงาๆที่ตามเขามา
“เออ. กูลืมเล่าให้มึงฟังเลย กูบังเอิญเจอสองคนนี้ที่สนามบิน”
“เห...... จริงดิ แล้วมึงได้เข้าไปคุยป่าว?” เสียงทางนั้นดูตื่นเต้น
นักเขียนเกาจมูก “ก็ ไม่เชิงว่าได้คุย แต่ก็ได้คุยกันนิดหน่อย”
“อะไรของมึงเนี่ย สรุปว่ามึงได้คุยกับเจ้ามอต้นเจ้ามอปลายแล้วใช่มั๊ย? แล้วได้ขออะไรไว้ติดต่อสองคนนั้นปะ? อย่างเบอร์ หรือไลน์ อะไรแบบนี้”
เหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นมาได้

“เออว่ะ. กูลืม”





นักเขียนเดินเล่นทอดอารมณ์เรื่อยเปื่อยได้ซักพักก็กลับขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว
พอนึกถึงเรื่องที่รับปากเรื่องข้อแลกเปลี่ยนกับค่าที่พักเอาไว้ว่าจะเอาหน้าของเขาไปช่วยดึงลูกค้ามาให้เจ้าของโรงแรม มือที่จะเอื้อมไปหยิบเสื้อยืดสีดำแบบที่ชอบใส่ตามปกติแล้วกะว่าจะสวมแจ็คเก็ตทับเลยเปลี่ยนใจเป็นคว้าเสื้อเชิ้ตสีขาวที่จะใส่แค่เวลาไปงานแจกลายเซ็นต์ที่ต้องแต่งตัวเป็นทางการนิดหน่อยมาใส่แทน
นักเขียนนิยายแบบเขาปกติก็นั่งอยู่แต่หน้าจอโน๊ตบุ๊ค สถานที่ทำงานก็คือห้องของตัวเองนักเขียนเลยไม่ค่อยเซ็ตผมเท่าไหร่ แต่ยังไงวันนี้ก็คงต้องดูดีซักหน่อย เจ้าของห้องที่เขามาพักหวังอุตส่าห์ให้เครดิตกับหน้าตาเขาถึงขั้นให้เอาไปนั่งเป็นอาหารตาลูกค้าก็คงต้องเซ็ตผมขึ้นมาให้ต่างจากเวลาปกติที่เขาจะปล่อยให้ผมข้างหน้าระกับแนวคิ้วเหมือนกับเด็กมหา’ลัย

“......” ยืนมองตัวเองอยู่หน้ากระจก กำลังคิดว่ากระดุมเสื้อต้องปลดลงแค่ไหนเจ้าของโรงแรมที่อุตส่าห์ให้ห้องพักมาฟรีๆถึงจะถูกใจ

“หึ..”

ก็ไม่จำเป็นต้องปลดเยอะก็ได้ แค่มองหน้าเขาลูกค้าของพี่กี๋ก็ได้กำไรพอแล้วล่ะ   

มือที่จะปลดกระดุมเม็ดที่สองออกเลยกลัดไว้อย่างเดิมแล้วหันไปหยิบน้ำหอมมาฉีดใส่ข้อมือก่อนจะเอามาขยี้กันเบาๆแล้วเอาไปแตะๆบริเวณชีพจร
“........” หันไปมองนาฬิกาข้อมือที่ใส่ประจำ

เป็นของขวัญวันครบรอบหนึ่งปีที่ได้มา

“.......” ไม่อยากจะหยิบมันขึ้นมาใส่อีกแล้วหลังจากที่ขว้างแหวนลงแม่น้ำไป แต่เขาก็เป็นพวกติดแอคเซสเซอรี่ถ้าไม่ได้ใส่แล้วมันรู้สึกโล่งๆไม่ค่อยชินเท่าไหร่เลยตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาสวมเหมือนทุกครั้ง

เพราะรู้สึกผูกพันธ์กับนาฬิกาเรือนนี้ ที่เดินทางมาด้วยกันกับเขาหลายวันหลายคืนเลยยังไม่เข้มแข็งพอจะโยนลงแม่น้ำตามแหวนที่ได้มาในวันครบครอบปีที่ถัดกันไป

“เดินไปด้วยกันต่อก่อนนะ ถ้าตัดใจได้ทั้งหมดจริงๆเมื่อไหร่ จะพาไปส่งคืนเจ้าของแก”





“ได้ยินว่าคุณหน้าตาดี แต่ไม่คิดว่าจะหล่อขนาดนี้” บาร์เทนเดอร์เอ่ยทักทันทีที่นักเขียนหย่อนสะโพกลงบนเก้าอี้กลมๆหน้าบาร์  “ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมชื่อเม่”
นักเขียนเอื้อมมือไปจับตอบแล้วยิ้มบางๆให้ “ผมชื่อนัก ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“นัก ชื่อเต็มๆว่านักเขียนป้ะ?”
“อื้ม. แต่ผมชอบเวลาคนเรียกนักเฉยๆมากกว่า” นักเขียนรับแก้วที่เสิร์ฟน้ำเปล่าล้างคอให้ก่อนที่อีกคนยื่นมาตรงหน้า
บาร์เทนเดอร์หันไปหยิบแก้วไวน์มาเช็ดๆพร้อมกับพิจารณาใบหน้าแขกของเจ้าของโรงแรมอย่างละเอียด
“แต่คุณนี่ หน้าตาดีจริงๆนะ หล่อมาก คุณมาจากไทยใช่มั๊ย? ประเทศคุณหน้าตาดีกันทุกคนเลยรึเปล่า”
นักเขียนยกน้ำเปล่าขึ้นดื่มก่อนจะหัวเราะ “ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ผมว่าคนที่นี่หน้าตาดีกว่าผมเยอะเลย”
คนฟังส่ายหน้ารัว “ไม่ๆๆๆ คุณหล่อมาก นี่พูดจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องปฏิเสธด้วย มันเสียมารยาท”
“อ้าว...” นักเขียนหน้าเหวอ
อีกคนหัวเราะ “ผมพูดเล่น ว่าแต่ คืนนี้คุณอยากดื่มอะไร สั่งมาได้เลย รับรองว่าถ้าได้ชิมเหล้าที่ผมชงซักแก้ว คุณจะไม่อยากลุกจากตรงนี้ไปไหนเลย”
“เพราะเมา? เหล้าเข้มจัด”
คนที่ยืนเช็ดแก้วอยู่หลังบาร์เอื้อมมือมาตบไหล่นักเขียนดังป้าบ “หล่อแล้วรู้ทัน เบื่อจริงๆ”
นักเขียนขำๆรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเรื่อยๆพอคนที่ได้เจอตั้งแต่ก้าวเท้ามาประเทศนี้มีแต่คนที่พร้อมจะเป็นเพื่อนให้คนต่างชาติอย่างเขา

อ้อ. ยกเว้นเจ้าชายแฝดคนพี่นั่นไว้หนึ่งคน

“ขอ Fords Gin ซักแก้วแล้วกันครับ”
บาร์เทนเดอร์ยักคิ้วให้ “สาย Gin เหรอครับ”
“จริงๆก็ได้หมด แต่ผมชอบกลิ่นของดอก Juniper เวลามันระเหยขึ้นมาตอนจะดื่มน่ะ รู้สึกว่ามันน่าค้นหาดี”

“เหมือนกับคุณ”

เสียงโทนเบสที่คุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง นักเขียนหันไปมอง
“เจอกันอีกแล้วนะครับ จะว่าบังเอิญ หรือคุณไปสืบมาว่าผมกับเจ้าพี่ชอบมาที่นี่” เจ้ามอปลายถือแก้วเครื่องดื่มเดินอ้อมมาหันหลังพิงเคาน์เตอร์บาร์พร้อมกับเอียงหน้ามายิ้มให้
นักเขียนรู้สึกว่าตัวเองดีใจที่ได้เจอกับคนตรงหน้าอีกครั้ง แบบที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะเจอ
เพราะรอยยิ้มของเจ้ามอปลายมีอิทธิพลแปลกๆกับหัวใจที่บอบช้ำอย่างหนักในวลานี้ของเขา
“ผมเปล่าสืบนะครับ พอดี ผมพักที่นี่”

บางที การปล่อยใจให้คิดเรื่องของคนๆนี้ มันอาจจะช่วยให้ความรู้สึกว่างโหวงในใจที่เป็นอยู่บรรเทาลงบ้างก็ได้

เจ้ามอปลายเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “พูดจริง?”
นักเขียนพยักหน้า หันไปรับแก้วเครื่องดื่มที่บาร์เทนเดอร์ส่งมาแล้วยกขึ้นชนกับเจ้ามอปลาย “ว่าแต่ ปกติคุณมาเที่ยวที่นี่บ่อยเหรอครับ?”
เจ้ามอปลายมองคนถามที่ยกเครื่องดื่มขึ้นจิบ
“ก็ ไม่ถือว่าบ่อยนะ จะมาแค่เวลาเพื่อนๆผมหรือเพื่อนๆของเจ้าพี่นึกอยากปาร์ตี้อะไรกัน เดือนนึงก็ประมาณ 7-8 ครั้งได้”
“โห นั่นถือว่าบ่อยเลยนะ”
เจ้ามอปลายหัวเราะ “คุณจะว่าผมเที่ยวเก่งหรือไง”
“เปล่าครับ แต่ก็ไม่เชิง”
พอแอลกอฮอล์เริ่มเข้ากระแสเลือด นักเขียนก็ยิ้มมากขึ้น เจ้ามอปลายยกเครื่องดื่มในมือขึ้นจิบแต่สายตาก็เหลือบมองใบหน้าอีกคนเงียบๆ
นักเขียนที่เขาเจอตอนแรกที่ห้องน้ำของสนามบินกับนักเขียนตอนนี้ดูเป็นคนละคน
ตอนนั้นนักเขียนเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป ผมด้านหน้าที่ปล่อยให้ระกับแนวคิ้วกับเสื้อผ้าแบบนักท่องเที่ยวยามมาประเทศที่อากาศค่อนข้างร้อนเป็นปกติทำให้นักเขียนดูเด็กกว่าอายุ
แต่พอมาอยู่ในสถานที่แบบนี้ กับการแต่งตัวที่เป็นผู้ใหญ่ ผมที่เซ็ตขึ้นไปเหมือนตั้งใจเซ็ทลวกๆทำให้นักเขียนดูเป็นผู้ชายที่โตเต็มตัว แถมยังดึงดูดสายตาเอาเรื่อง
ดูจากคนในผับที่พากันมองตรงมาที่นักเขียนจนเป็นเป้าสายตาตั้งแต่ก้าวเข้ามาแล้ว แต่ดูเหมือนเจ้าตัวไม่ได้สนใจอะไรเพราะเข้ามาเจ้าตัวก็ตรงดิ่งมานั่งหน้าบาร์คุยอยู่กับบาร์เทนเดอร์ จนกระทั่งเขาเดินมาทักนักเขียนถึงหันหน้าออกจากบาร์
“หอมดีนะครับ”
เจ้ามอปลายตื่นจากความคิดตัวเอง “ครับ?”
นักเขียนหันไปรับเครื่องดื่มแก้วใหม่ที่ส่งมา “น้ำหอมที่คุณใช้น่ะ เวลาอยู่ใกล้ๆแล้วกลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นที่ตัวคุณมันดึงดูด คุณไม่รู้ตัวเหรอ”
เจ้ามอปลายหรี่ตามองคนพูดก่อนจะยิ้มขำๆ “นี่จะหลอกถามกลิ่นน้ำหอมที่ผมใช้เหรอครับ? เริ่มเก็บข้อมูลแล้วเหรอ”
นักเขียนหัวเราะ “ก็ไม่เชิง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบอกหรอกครับว่าน้ำหอมของอะไร”
เจ้ามอปลายโน้มตัวเข้าไปจนกลิ่นหอมจากร่างกายครอบงำความคิดนักเขียนมากกว่าเดิม “ทำไมล่ะครับ? นักเขียนนิยายไม่จำเป็นต้องศึกษาเรื่องน้ำหอมไว้ประกอบเวลาเขียนนิยายเหรอ”
นักเขียนชะงัก ยิ่งเจ้ามอปลายโน้มตัวลงมาหา คอเสื้อที่ปลดกระดุมเอาไว้สองเม็ดก็ยิ่งอ้าออก กลิ่นหอมที่เขาติดใจมันใกล้จนใจเริ่มเต้นแรง
“ผมเคยอ่านเจอในนิยาย บางทีคนเขียนจะเปรียบเปรยหรือไม่ก็บรรยายเอาไว้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะใช้น้ำหอมบางกลิ่น หรือไม่ก็เป็นกลิ่นจากร่างกายที่ทำให้อีกฝ่ายหลงไหล” ใบหน้าของเจ้ามอปลายก้มต่ำลงไปจนริมฝีปากใกล้กับหูนักเขียน “ปกติในนิยายของคุณ ใช้กลิ่นประเภทไหนครับ กลิ่นน้ำหอม..” เสียงเจ้ามอปลายสูดลมหายใจเข้าเบาๆตรงชีพจรที่นักเขียนแตะน้ำหอมเอาไว้ “..หรือว่ากลิ่นจากร่างกายคน”
“......”
นักเขียนรู้สึกถึงลมหายใจร้อนๆที่รดลงมาตรงซอกคอ กับปลายจมูกที่ระอยู่กับซอกหู กลิ่นหอมจากเจ้ามอปลายเริ่มครอบงำความรู้สึกนึกคิดและสติสัมปัชชัญญะด้านสว่างของนักเขียนนิยายอีโรติคจนภาพทุกอย่างรอบตัวค่อยๆดับลง

“..ว่าไงครับ..”


ร่างของเจ้ามอปลายถูกเหวี่ยลงกับโซฟาพร้อมกับรั้งเจ้าของห้องในตอนนี้ให้ตามลงมา
ริมฝีปากของเจ้ามอปลายนุ่มอย่างที่คิดเอาไว้ ปลายลิ้นของเจ้ามอปลายทั้งหวานทั้งร้อน กลิ่นหอมที่ไม่รู้ว่ามาจากน้ำหอมเพียงอย่างเดียวหรือจากผิวขาวๆของเจ้ามอปลายด้วยมันกล่อมประสาทนักเขียนจนร่างกายแข็งเครียดไปหมด
เจ้ามอปลายจูบตอบเงอะงะในตอนแรก แต่พอรู้ทิศทางของกันและกันริมฝีปากสีลูกพีชสุกที่นุ่มเสียยิ่งกว่านุ่มก็มอบจูบที่ทำเอานักเขียนตาพร่า
ผิวขาวๆของเจ้ามอปลายปรากฏอยู่ตรงหน้า ยอดอกเล็กๆเป็นสีชมพูจัดเพราะความขาวราวกับไม่เคยต้องแสงแดด
แผ่นอกเจ้ามอปลายสวยในแบบของผู้ชาย ผิวเนียนเรียบไร้ตำหนิลื่นมือสุดๆ เอวคอดแม้จะไม่เท่าเพื่อนเขาแต่ส่วนที่เว้าได้รูปโค้งลงไปหาสะโพกลมกลึงก็ทำเอานักเขียนต้องกัดริมฝีปากเพื่อปรามสัณชาติญานสัตว์ป่าในตัวที่กำลังตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล
“นักเขียน.. คุณ..”
“ชู่ว์..” เห็นสายตาที่เหมือนจะหวาดกลัวของคนใต้ร่างแล้วนักเขียนก็นึกอยากขว้างความรู้สึกนึกคิดเห็นอกเห็นใจในฐานะคนที่ก็เคยเป็นฝ่ายรับนั้นทิ้งๆไป

..ผิวที่ขาวจนเนียนจัดของคนตรงหน้า อยากขย้ำให้ช้ำเป็นรอยมือเขาให้หมด

“ผมจะไม่ทำให้เจ็บ ผมสัญญา”


“-อื๊อ—“


ใบหน้าที่ชื้นไปด้วยเหงื่อของเจ้ามอปลายเกลือกไปกับผ้าปูหลังจากถูกเขาอุ้มมาวางลงบนผ้าปูเตียง
สะโพกเนียนได้สัดส่วนสั่นระริกอยู่ตรงหน้า ผิวขาวจัดเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อทั้งตัว
นักเขียนหายใจอึดอัดไล้ฝ่ามือจากปลายเท้าของเจ้ามอปลายย้อนขึ้นไปตามต้นขาด้านในอย่างแผ่วเบา
“.. นัก..”
แค่เอามือลูบ ช่วงขาที่ขาวจัดก็สั่น สะโพกน้อยๆตรงหน้าดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสาจนนักเขียนอดใจไม่ได้ที่จะจูบลงไป
“อือ.. นัก ..น  นัก..” มือเจ้ามอปลายขาวเกือบจะเท่ากันกับผ้าปูที่ตอนนี้ถูกกำจนยับย่น แผ่นหลังเรียบเนียนเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆที่ผุดพรายขึ้นมา
ช่องทางน้อยๆที่ไร้การแตะต้องตอบสนองทันทีที่เขาแตะปลายลิ้นลงไป ร่างกายขาวสะอาดสั่นพั่บ ยอดอกเล็กๆตั้งชันและตรงยอดนั้นแวววาวเพราะอารมณ์ที่เขาปลุกปั่นให้จนร่างกายบริสุทธิ์ของเจ้าชายลำดับที่สามแห่งอโยธยาถูกครอบงำด้วยราคะจนหมดสิ้น
“ นัก ..นัก.. อื๊ออ ..อย่าเลีย ..”
ยิ่งห้าม นักเขียนยิ่งดันปลายลิ้นเข้าไป
ข้างในของเจ้ามอปลายรัดแน่น ทั้งร้อน ทั้งตอดรัด พอเปลี่ยนจากลิ้นเป็นปลายนิ้ว ช่องทางน้อยก็ตอดตุ่บๆเอวคอดบิดเร้าดิ้นรนราวกับทรมานกับการถูกรุกล้ำที่ไม่เคยมีใครได้ทำ
นักเขียนหายใจหนักๆ มือหนึ่งปลดเข็มขัดกางเกงอีกมือผละออกมาดันต้นขาเจ้ามอปลายให้แยกออกจากกันมากกว่าเดิม
ส่วนปลายแข็งเครียดสัมผัสกับช่องทางที่ผ่อนคลายเอาไว้พอสมควรที่โก้งโค้งอยู่ตรงหน้า เจ้ามอปลายเหมือนจะกลัวขึ้นมา มือขาวๆเอื้อมลอดหว่างขาขึ้นมาปิดสิ่งที่นักเขียนต้องการจะดันส่วนที่ปวดหนึบเข้าไปเอาไว้
“ ..ผมกลัว ..นัก.. ฮึกก..”
คนฟังยิ้มออกมา เข้าใจทั้งหมดที่คนตรงหน้าเป็น
นักเขียนโน้มตัวทาบเจ้ามอปลายจากด้านหลัง จูบข้างใบหู คลอเคลียปลายจมูกหอมแก้มที่แดงระเรื่อก่อนจะพึมพัมปลอบโยน
“มันจะโอเค เชื่อใจผมนะคนดี”
ปลอบ หลอกล่อพร้อมกับลูบไล้หลังมือเจ้าครินต์แผ่วเบวแล้วค่อยๆดันมือน้อยๆที่เอื้อมมาปิดซอกขาตัวเองออกก่อนจะจับส่วนปลายที่ปวดหนึ่บไปทั้งท่อนแล้วกดเข้าไป
เจ้ามอปลายกำมือแน่น ใบหน้าสวยๆเกลือกลงกับหมอน ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีแดงฉ่ำเม้มกัดเอาไว้แน่น น้ำตาค่อยๆไหลลงมาทางหางตา

“ไม่เกร็ง เด็กดี..”

“ นัก..”

“...อืม ม..”

“นัก?”

“.....”

“เฮ้!”
นักเขียนตื่นจากภวังค์เมื่อแก้วเครื่องดื่มเย็นๆนาบเข้ากับหน้าผาก
“คุณเหม่ออะไรของคุณ ปล่อยผมคุยอยู่คนเดียวตั้งนาน”
“.....” นักเขียนมองแก้วเครื่องดื่มที่ยังอยู่ตรงหน้าเขาแทนภาพสะโพกขาวๆของเจ้ามอปลายกับผ้าปูเตียง “เอ่อ..”
คนที่ไม่รู้ตัวว่าถูกย่ำยีในสมองนักเขียนนิยายลามกไปไหนต่อไหนเลิกคิ้วให้แล้วยิ้มขำๆ “เมาแล้วเหรอครับ คุณเพิ่งดื่มไปสองแก้วเองนะ ผมว่าคออ่อนแบบนี้ไม่เหมาะกับจิน-โทนิคหรอก”
แก้วเหล้าในมือนักเขียนถูกคว้าไปโดยที่เจ้าตัวยังไม่หลุดจากภวังค์ความคิดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
เจ้ามอปลายวางแก้วจินโทนิคกลับไปให้บาร์เทนเดอร์ “ผมขอเปลี่ยนเป็น Crafted Gin ให้เค้าแก้วนึงแล้วกันครับ”
“น่าตกใจนะครับ ปกติไม่เห็นเจ้ามาสั่งเหล้าให้คนอื่นนอกจากเจ้ามอต้นเลย” จริงๆคือแทบไม่เคยเห็นเจ้ามอปลายอยู่ห่างจากพี่ชายมากกว่า แต่วันนี้กลับเดินมาทักแขกของเจ้าของโรงแรมที่นั่งเป็นจุดสนใจของใครต่อใครอยู่หน้าบาร์เฉย แถมยังคุยกันเหมือนรู้จักกันมาก่อนซะอย่างนั้น
“อ๋อ เค้าเป็นเพื่อนผมน่ะครับ” เจ้ามอปลายตอบยิ้มๆ
“เห.... นัก นี่คุณรู้จักเจ้ามอปลายมาก่อนด้วยเหรอ ตกใจนะเนี่ย” พูดพร้อมกับหันไปชงเหล้า
“เอ่อ.. ก็ ไม่ขนาดนั้นหรอก ผมเพิ่งเจอกับเค้าเมื่อวาน ที่สนามบินน่ะ” เสียงท้ายประโยคแผ่วๆ  เพราะเรื่องสนามบินที่ว่ามันทำให้นักเขียนต้องยกมือขึ้นมาลูบหน้าสะบัดความคิดกามๆที่ครอบงำหัวเขาไปชั่วขณะเมื่อกี๊นี้ออกไป
เจ้ามอปลายมองนักเขียนทีมองบาร์เทนเดอร์ที “คุณสองคนก็รู้จักกันเหรอครับ?”
คนที่หยิบโน่นหยิบนี่อยู่หลังเค้าน์เตอร์หันมาตอบ “นักเค้าเป็นแขกของพี่กี๋น่ะครับเจ้า”
นักเขียนยิ้มแห้งๆ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะโพนทะนาบอกใครว่าเขาเป็นแขกของเจ้าของโรงแรม
“อ้าว? จริงเหรอ คุณเป็นเพื่อนกับพี่กี๋เหรอ?” เจ้ามอปลายเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
“เปล่าครับ ผมเป็นเพื่อนของญาติพี่กี๋อีกทีหนึ่งน่ะ พอดีว่า.. ผมอยากพักผ่อนต่างประเทศ เพื่อนผมที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพี่กี๋ก็เลยแนะนำให้มาที่นี่ แล้วก็ให้มาพักกับพี่กี๋ แค่นั้นเองครับ”
เจ้ามอปลายพยักหน้าหงึ่กๆ ยกเครื่องดื่มในมือขึ้นจิบ “งั้น ก็ได้เจอกันบ่อยๆแล้วสิ” ยิ้มมุมปากแบบแปลกๆให้
นักเขียนยิ้มตอบ

ยอมรับว่าใจเขาสั่นทุกครั้งที่หันไปเจอรอยยิ้มมุมปากของเจ้ามอปลาย

แอบรู้สึกเสียดายภาพในหัวที่ยังไปไม่สุดแต่ถูกเจ้าตัวกระชากวิณญานกลับมาก่อนซะนี่

เอาเถอะ
ไอ้ที่ต่อจากนี้.. ค่อยว่ากันตอนที่เขาพาเจ้ามอปลายเข้าห้องได้ก็แล้วกัน

นักเขียนหันไปรับแก้วเครื่องดื่มแก้วใหม่ที่ถูกส่งมาให้
“แก้วนี้เป็นไฮไลท์ของที่นี่ ลองดื่มดูสิครับ”

ยิ้มให้อีกแล้ว

‘เห้อ..’
สงสัยว่าจะแพ้ทางคนๆนี้จริงๆ ยิ้มทีความคิดชั่วๆหายไปจากหัวหมดเลย
แต่ไม่ได้รวมถึงยิ้มมุมปากแบบเมื่อกี๊นี้นะ อันนั้นไม่นับ

“หืม...? หอมจัง กลิ่นเหมือนมะพร้าว กับสัปปะรด?” นักเขียนขมวดคิ้วกับกลิ่นหอมแปลกใหม่ของเหล้าจินที่เพิ่งจะเคยได้ดื่มครั้งแรก
“ใช่แล้วครับ Gin ของที่นี่เรากลั่นเอง หาดื่มที่ไหนไม่ได้หรอกครับ หรือจะเรียกว่า Crafted Gin ก็ได้” บาร์เทนเดอร์เช็ดมือกับผ้าแล้ววางแขนกับหน้าเค้าน์เตอร์หันมาคุยด้วย "แก้วในมือคุณน่ะ มันจะมีความเฉพาะตัวสูง มีกลิ่นของมะพร้าว สัปปะรด ขิงแล้วก็ตะไคร้ ที่เรานำมาผสมกับคาแรคเตอร์ของผลจูนิเปอร์ โดดเด่นกว่า Gin ยี่ห้อไหนๆเลยนะ ที่อื่นไม่มีให้ดื่มหรอก ใครอยากดื่มต้องมาที่นี่ที่เดียว” ขยิบตาชวนให้แขกต่างบ้านต่างมืองยกขึ้นดื่มให้หมดแก้ว
เจ้ามอปลายชูแก้วที่ถืออยู่ในมือซึ่งเป็น Crafted Gin แบบเดียวกับที่สั่งให้นักเขียน ก่อนที่แก้วในมือคนที่เพิ่งเคยดื่มจะยกขึ้นมาชนดังกริ๊กแล้วต่างคนต่างก็ดื่มของตัวเองจนหมดแก้ว

“หาข้อมูลได้ไวดีนะ”

เสียงทุ้มต่ำ ที่กดต่ำกว่าเจ้ามอปลายดังขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมอีกกลิ่นที่ยังไงก็จำได้ทำให้นักเขียนแทบสำลักเครื่องดื่มที่เพิ่งกลืนลงคอไป
เจ้ามอต้นเดินมายืนซ้อนข้างหลังน้องชาย
หากคนมองมาไม่รู้ก็คงนึกว่าสองแฝดกำลังหาเรื่องตีกับนักเขียนแบบสองรุมหนึ่งอยู่หน้าบาร์
“เจ้าพี่ นักเค้าเป็นแขกของพี่กี๋ พักอยู่ที่นี่ ไม่ได้ตามเรามาหรอกครับ” รีบหันไปบอกพี่ชายที่ดูก็รู้ว่าไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับอีกคนเท่าไหร่
“บังเอิญเก่ง” เจ้ามอต้นพึมพัม
“คุณว่าอะไรนะ” นักเขียนขมวดคิ้ว เหล้าที่กินเข้าไปสี่แก้วติดมันทำให้เขาหัวร้อนง่ายกว่าเดิม ยิ่งพอได้เห็นหน้าคนที่เหมือนจะกินหัวเขาตั้งแต่ตอนแรกที่เจอนักเขียนก็พร้อมหากว่าต้องการจะตี
เจ้ามอต้นไหวไหล่ทำหน้าไม่สนใจแกว่งไวน์สีเข้มในแก้วทรงสวยไปมา เจ้ามอปลายหันไปย่นคิ้วใส่คนพี่แล้วเอาศอกกระทุ้งแขนพี่ชายตัวเอง
เจ้ามอต้นหันมาทำหน้าโอดโอยใส่น้องแต่พอเหลือบมามองนักเขียนก็ทำตาขวางอย่างเดิม
เจ้ามอปลายส่ายหน้าขำๆกับความที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกกันตั้งแต่เริ่มของพี่ชายตัวเองกับคนตรงหน้า
เจ้าชายแฝดคนน้องผู้ที่รู้สึกว่าต้องผสานความสัมพันธ์ของพี่ตัวเองกับคนที่เริ่มถูกชะตาให้จูนเข้าหากันให้ได้ชูแก้วเครื่องดื่มในมือขึ้นมา

“เลิกทะเลาะกันน่า ทั้งคู่เลย มา. ไหนๆก็ได้เจอกันครั้งที่สอง มาดื่มให้กับเรื่องดีๆต่อจากนี้กันครับ”

เจ้ามอต้นที่ถือแก้วไวน์อยู่ในมือทำเฉย มองไปทางอื่น ส่วนนักเขียนก็ขบริมฝีปากกำแก้วเหล้าในมือมองคนมาใหม่ตาขวางจนเจ้ามอปลายต้องทำเสียงเข้ม

“ผมจะโกรธแล้วนะ”

นั่นล่ะ แก้วเครื่องดื่มสองแบบทั้งสามแก้วเลยยกขึ้นมาชนกันดังกริ๊ก

“......” เจ้ามอปลายจิบเครื่องดื่มในแก้วของตัวเองแล้วแอบมองริมฝีปากบางสวยของนักเขียนที่ขบเอาไว้ตอนปรายตาทะเลาะกับเจ้ามอต้นพี่ชายเขาผ่านทางสายตาเงียบๆ

“.......”

หึหึ..

ถ้าได้จูบ จะอร่อยแค่ไหนกันนะ

รสชาดของจินเวลาอยู่ในปากคุณน่ะ คุณนักเขียนนิยาย





_____________________________________







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-01-2019 18:38:29 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ naezapril

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
ตามมมมมม​ เนื้อหาน่าสนใจจจ
อย่าทิ้งเราไว้กลางทางนะ​ ขอบคุณ​ครับผมมม

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 661
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
ลุ้นจ้า น้องจะตรงไทป์ที่นักจิ้นมั้ย ว่าแต่นักนี่สมกะเป็นนักเขียนนะจินตนาการล้ำมก 555

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 5. สองเจ้าชายที่ไม่มีใครเข้าถึง




Crafted Gin แก้วที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่ไหลผ่านลำคอของนักเขียนนิยายผู้ที่ถูกเจ้าของโรงแรมไหว้วานให้มานั่งเป็นอาหารตาให้กับลูกค้าในผับ
คนที่แนะนำเหล้าจินสุดพิเศษให้แขกต่างบ้านต่างเมืองได้ชิมก็อยู่คุยเป็นเพื่อนดื่มที่ดี แต่ก็มีบางจังหวะที่กลับไปหาเพื่อนกับพี่ชายที่โต๊ะของตัวเองปล่อยให้แขกคนอื่นๆที่เล็งนักเขียนในระยะไกลได้มีโอกาสเดินมาขอชนแก้วบ้าง
เพิ่งรู้ว่าเขาเด่นสะดุดตาคนในผับมากขนาดนี้ก็ตอนที่คนเดินมาขอชนแก้วบอกว่าแอบมองตั้งแต่เขาเดินเข้ามา
แต่ยังไม่ทันได้จะได้ลุกจากโต๊ะมาทักทายก็ถูกสองเจ้าตัดหน้าไปซะก่อน
“ผมนึกว่าคุณจะไปกับเจ้าแฝดซะอีก” หนึ่งในแขกที่เดินมาขอชนแก้วหลังจากเจ้ามอปลายกลับไปพูดถึง2เจ้าชายที่มายืนคุยกับนักเขียนก่อนใครเพื่อน “แต่ก็น่าแปลกใจนะ ผมก็มาที่นี่บ่อย ปกติเจ้าแฝดจะไม่เข้ามาคุยกับใครก่อน แถมยังมาพร้อมกันทั้งสองคนแบบที่เข้ามาทักคุณนี่ ถือน่าตกใจเลย”
นักเขียนเลิกคิ้ว ยื่นแก้วไปชนกับคนที่มาชวนคุย “ทำไมล่ะครับ?”
คนมาทักยกเหล้าขึ้นจิบอึกใหญ่ หันไปมองเจ้ามอปลายที่กำลังกอดคอพี่ชายชนแก้วเฮฮาอยู่กับเพื่อนๆ
“เท่าที่รู้มา เจ้ามอต้นน่ะรักเจ้ามอปลายมาก ชนิดที่ว่ายอมยกให้ได้ทุกอย่างถ้าเจ้ามอปลายชอบหรือถูกใจอะไร เป็นคุณพี่ชายที่มีแต่คนอยากได้ไปเป็นคุณพี่เลยล่ะ แต่ก็นะ เจ้ามอปลายเป็นคนร่าเริง มีสเน่ห์ แถมยังเฟรนด์ลี่เอามากๆ ก็เลยมีแต่คนชอบ ผมก็เคยได้คุยกับเค้าครั้งหนึ่ง ตอนนั้นผมเพ้อไปพักใหญ่เลยล่ะ แต่สุดท้ายก็ต้องถอยออกมา เพราะการ์ดสูงเกิน” ก้มหน้ามากระซิบกระซาบ “ภายนอกดูเหมือนจะอะไรก็ได้ เหมือนเข้าหาได้ง่าย แต่พอเข้าไปจริงๆ ตั้งการ์ดใส่โคตรเย็นชา ยิ่งถ้าเป็นคนที่พี่ชายถอยให้นะ เจ้ามอปลายจะพูดจาไม่รักษาน้ำใจเลย เห็นแบบนั้นก็เป็นคุณน้องชายที่แคร์ความรู้สึกคุณพี่น่าดู”
นักเขียนเก็บบันทึกข้อมูลใส่ในหัวตัวเองไว้ กะว่าคืนนี้จะบันทึกลงในโน๊ตโทรศัพท์เอาไว้ใช้เป็นวัตุดิบในการเขียนนิยายเรื่องต่อไป
“แล้วเจ้ามอต้นล่ะครับ เค้าเป็นคนแบบไหน”
“เจ้ามอต้นเหรอ” คนพูดมองไปที่เจ้าชายคนพี่ที่นั่งไขว้ขาเหมือนกำลังดูอะไรในมือถือในขณะที่น้องชายคว้าแก้วในมือคนพี่ไปรินไวน์ให้ “ผมไม่เคยได้คุยกับเค้านะ ถึงจะอยากคุยก็เถอะ”
คนฟังร้องหือออในคอ
อีกฝ่ายหัวเราะมองนักเขียนตาเป็นประกาย “เค้านิ่งเกินน่ะ นิ่งจนไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เพื่อนผมเคยพยายามเข้าไปจีบเค้าอยู่ แต่คุณรู้มั๊ยว่าเกิดอะไรขึ้น? มันโดนเจ้ามอปลายจับจูบต่อหน้าเจ้ามอต้นเลยอะ แล้วบอกเพื่อนผมว่า ไม่มีสิทธิ์ไปจีบพี่ชายเค้าเพราะมันจูบกับเค้าแล้ว เพื่อนผมมันก็ฟินแบบช็อคๆกลับมา แต่หลังจากนั้นมันก็เพ้อหาเจ้ามอปลายจะเป็นจะตายเท่าทุกวันนี้ มันบอกว่าปากนุ่มมาก แล้วก็ตัวหอมมากๆ หอมแบบทำให้ตาพร่ามีอารมณ์อย่างว่า อะไรแบบนั้นน่ะ” พูดแล้วก็หัวเราะ “แต่มันก็ยังหลงรักเจ้าคนพี่อยู่นะ มันว่าเค้าดูดาร์คๆเท่ๆน่าค้นหาดี เอาจริงผมก็ปลื้มเค้าอยู่เหมือนกัน ผมว่าเค้าลึกลับดึงดูดกันคนละแบบกับเจ้ามอปลาย” ยื่นหน้าเข้ามากระซิบ “..คนแบบนี้ เวลาอยู่บนเตียงเอาดุเป็นบ้าเลยล่ะ..”
คนฟังสำลักเหล้าที่ยกขึ้นดื่ม
“มีคนเคยนอนกับเค้าเหรอครับ”
อีกคนยักไหล่ หันมาขำนักเขียนที่ไอแค่กๆ
“ไม่รู้อะ แต่เท่าที่รู้มาก็ไม่เคยมีใครได้ขึ้นห้องเค้าสองคนนะ มากับเพื่อนเค้าก็กลับกับเพื่อนๆเค้า ไม่เคยเห็นเอาใครกลับด้วยหรือพาใครขึ้นห้องซักที ว่าแต่ เมื่อกี๊สองเจ้าเค้ามาจีบคุณเหรอ? ผมกับเพื่อนในกลุ่มอุตส่าห์เล็งคุณไว้ตั้งแต่เดินเข้ามา นึกว่าคุณรุกซะอีก” ยกเหล้าในแก้วขึ้นจิบพร้อมกับพิจารณาโครงหน้าที่ดูยังไงก็หล่อมากกว่าจะสวยของนักเขียนอย่างเสียดาย
 
มองยังไงก็ไทป์ผัว
 
นักเขียนขำ “เปล่า แค่แวะมาคุยน่ะ พอดีก่อนหน้านี้ผมเคยเจอเค้าสองคน ก็เลยได้คุยกันนิดหน่อย เจ้ามอปลายแค่มาทัก ส่วนเจ้ามอต้นก็ตามมาหาเรื่องทะเลาะกับผมเฉยๆ”
คนฟังเลิกคิ้ว “ทะเลาะ?”
“อื้ม” นักเขียนยกเหล้าขึ้นจิบมองดูเจ้ามอปลายที่เอาหน้าไปกระซิบอะไรกับคนพี่จนมองเผินๆเหมือนกำลังไซร้คอพี่ชายอยู่ “เค้าคงคิดว่าผมจะไปจีบน้องเค้ามั๊ง เลยไม่ชอบขี้หน้าผม”
คนฟังยิ้มมุมปาก “แล้วจีบอยู่จริงๆรึเปล่าล่ะครับ?”
นักเขียนขบริมฝีปากกับประโยคคำถาม “ขนาดคุณก็ยังหลงเค้าเลยนี่ครับ คนแบบเจ้ามอปลายใครจะไม่อยากจีบล่ะ”
อีกคนหัวเราะ “เจ้ามอปลายมีแรงดึงดูดเพศตรงข้าม สูงด้วย แต่ปัญหาคือดูไม่ออกว่าเค้าไทป์ไหน ถ้าเข้าไปใกล้ไม่รู้ว่าจะได้กินหรือถูกจับกินน่ะสิ แต่เพราะแบบนี้ล่ะ เค้าถึงน่าสนใจ หน้าหวานๆกับเสียงนุ่มๆ พอลองจินตนาการว่าเวลาอยู่บนเตียงแล้วครางออกมาจะเซ็กซี่แค่ไหน ใจมันก็สั่น” ยื่นหน้ามากระซิบอีกรอบ “เอาจริงๆกับเจ้ามอปลายจะให้รับหรือรุกก็ได้นะ ผมว่าตัวเค้าก็น่าจะได้ทั้งสองแบบ ส่วนคนพี่น่ะรุกแน่นอน แถมดุอย่างที่บอก ชัวร์” มองไปทางสองเจ้าแล้วกัดริมฝีปาก
 
“ลองคิดสิ..ถ้าถูกเค้ากอดเอาไว้พร้อมๆกัน ..”
 
ประโยคพาหื่นของคู่สนทนาเริ่มดึงสมองของนักเขียนนิยายอีโรติคผู้มีจินตนาการกว้างไกลไปถึงจักรวาลให้นึกภาพในหัวที่ฉากหลังคือผ้าปูสีขาวยับย่นลอยขึ้นมา


‘อืออ นัก.. เลียตรงนี้ ..ไม่เอาแล้วหัวนม จะเอาตรงนี้’
 
‘ยกสะโพกขึ้นมา ..หึหึ.. แบบนั้นล่ะ ..เด็กดี..’
 
‘ปากคุณ .. อาา ..นักเขียน ปากคุณร้อนจัง..’
 
‘อึ่ก. อย่ารัดกันขนาดนั้นสิ..’
 
‘อือออ ไม่ไหวแล้ว .. เอาของคุณเข้ามาตรงนี้  ..เร็วๆ... น นัก..’
 
แขนซ้ายถูกคนพี่ดึงไพล่ไปข้างหลัง คนน้องที่นอนหงายอยู่ใต้ร่างก็งอขาขาวๆขึ้นมาแนบลำตัวแล้วอ้าออกจากกันเพื่อให้เขาใส่บางอย่างเข้าไปในช่องทางที่ผ่อนคลายเอาไว้จนแดงเรื่อ
 


“คุณ? เฮ้!?”
นักเขียนนิยายลามกที่สมองเตลิดไปไกลสะบัดหัวเบาๆเพื่อเรียกตัวเองกลับมา
“อ่า.. ครับ? โทษที”
อีกคนหัวเราะพอเห็นคู่สนทนายกมือขึ้นมาลูบหน้าตัวเองแรงๆ เดาไปว่าอีกฝ่ายคงเมา
คนที่เป็นฝ่ายเดินมาชวนคุยยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูนักเขียน
 
“ไปหาที่อื่นคุยกันเงียบๆดีกว่ามั๊ยครับ”
 
นักเขียนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังหมายถึงอะไร แต่จู่ๆเจ้ามอปลายก็ลุกขึ้นถือแก้วเหล้าในมือเดินตรงดิ่งมา คู่สนทนาเลยผละออกไป
“สเน่ห์แรงเอาเรื่องอยู่นะ คุณน่ะ” เจ้ามอปลายว่าขำๆ
 นักเขียนยกมือขึ้นเสยผมแรงๆเพื่อไล่อาการมึนงงในหัวก่อนจะหันไปยิ้มให้กับเจ้ามอปลายตาเชื่อม
“ก็คงยังแรงไม่พอจะทำให้เจ้ามอปลายมาหลงหรอกมั๊งครับ”
คนฟังเอามือมาเขกหัว “เมาแล้วอ่อยเก่งนะคุณน่ะ นี่ถ้าเกิดผมไม่เดินมา เค้าคงพาคุณกลับไปด้วยแล้วมั๊ง" เหลือบมองกระดุมเสื้อที่ปลดลงมากว่าตอนแรกจนเห็นแผ่นอกสวยๆได้รูปในแบบผู้ชายที่น่าลูบไล้ไม่ใช่เล่นของนักเขียน

คนถูกว่าขบริมฝีปากมองใบหน้าหวานๆของเจ้ามอปลายที่ยิ่งดื่มเหล้าเข้าไปยิ่งเซ็กซี่
 
ในเวลาแบบนี้ คนที่ให้บรรยากาศดีๆแบบเจ้ามอปลายเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด
 
การได้ปล่อยใจให้สั่นไหวไปกับสเน่ห์ของเจ้าชายคนน้องมันทำให้นักเขียนลืมความรู้สึกหมองๆที่บินข้ามประเทศตามเขามามากกว่าการจะออกไปกับคนอื่นที่ดูเจตนาก็รู้ว่าถ้าออกไปด้วยคงไม่พ้นชวนเขาทำเรื่องอย่างว่า
แต่พอเจ้ามอปลายมาอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกที่ปฏิเสธคนอื่นกลับบอกว่า ..ถ้าเจ้ามอปลายชวน ก็อยากทำ..
“ถ้าหวงก็อย่าทิ้งผมไว้คนเดียวนานสิครับ”
คนฟังหัวเราะแล้วส่ายหน้า
“คุณน่ะ” เจ้ามอปลายเอาหน้าเข้ามาใกล้ ใกล้จนลมหายใจรดกับปลายจมูกของนักเขียน “กำลังอ่อยแค่ไหน รู้ตัวบ้างรึเปล่าหืม..” ยื่นมือมากระชับสาบเสื้อที่แหวกกว้างจนมองเห็นยอดอกเล็กๆที่แดงเรื่อเพราะแอลกอฮอล์
คนถูกว่ากลับยิ้ม หันหน้าไปหาจนปลายจมูกระกันกับสันจมูกโด่งสวยของเจ้ามอปลาย
 
“..อ่อยคืออะไรครับ ไม่เห็นจะรู้เรื่อง..”
 
เจ้ามอปลายหรี่ตามองริมฝีปากที่เสยขึ้นมาแล้วทิ้งระยะห่างเอาไว้แค่ไม่กี่เซ็นต์
มือนุ่มๆของเจ้าชายคนน้องยกขึ้นมาไล้แอลกอฮอล์บนริมฝีปากนักเขียน
“ใครสอนว่าให้ยั่วผู้ชายแบบนี้หืม? ถ้าไม่ใช่ผม คุณโดนจูบไปแล้วรู้ไหม”
นักเขียนกัดริมฝีปากตรงที่ถูกมือนุ่มนั้นลูบไล้ ยอมรับว่ายิ่งฟังใกล้ๆ เสียงเจ้ามอปลายยิ่งเซ็กซี่

กลิ่นหอมๆที่ฟุ้งออกมาจากเสื้อผ้าบวกกับความเมาที่ตีตื้นขึ้นมา ทำให้นักเขียนเริ่มตาพร่าจริงๆ

มือของนักเขียนนิยายอีโรติคยกขึ้นมาลูบอกเสื้อเจ้ามอปลายแล้วกระตุกให้ใกล้เข้ามามากกว่าเดิม
ริมฝีปากบางสวยเคลื่อนเข้าไปกระซิบข้างหูพร้อมกับดึงร่างสูงให้โน้มลงมา
 
“ก็แล้วถ้าเป็นคุณ มีเหตุผลอะไรที่จะไม่จูบผมตรงนี้ล่ะ ..มอปลาย..”
 
“......”
 
เกิดความเงียบขึ้นมาท่ามกลางแสงไฟและเสียงเพลงในผับที่ดังกระหึ่ม
ริมฝีปากนุ่มๆของเจ้ามอปลายถูกนักเขียนนิยายอีโรติคโน้มลงมาจูบจนได้
 
แค่ความอ่อนนุ่มของเจ้าชายผู้หอมกรุ่นไปทั้งตัวสัมผัสลงมา ทุกอย่างที่กำลังวุ่นวายภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ก็หยุดเคลื่อนไหว
 
"...."

ริมฝีปากของเจ้ามอปลายขยับไปตามเรียวปากบางสวยอย่างแผ่วเบา
ไม่รุกเร้า ไม่สอดลิ้นเข้ามา แค่คลึงไปตามรูปปากช้าๆแล้วงับพร้อมกับเสียงแหบพร่าทุ้มต่ำที่เครือครางในลำคอก็สามารถทำให้นักเขียนนิยายอีโรติคร้อนวูบทั้งตัว
 
นักเขียนรู้สึกว่าสมองกำลังหมุนคว้าง มือที่ไล้อกเสื้อดันเจ้ามอปลายให้ค่อยๆออกห่างแล้วก้มหน้าลงต่ำ
“.......” เจ้าชายคนน้องผู้นุ่มนวลตั้งแต่รอยยิ้มไปจนถึงการกระทำมองคนที่ยกหลังมือขึ้นมาเช็ดปากตัวเองก่อนจะก้มลงไปกระซิบข้างหู
 
“พักอยู่ชั้นไหน เดี๋ยวขึ้นไปส่ง”
 
 
 
 
นักเขียนถูกดันเข้าไปในลิฟท์พร้อมกับเจ้ามอปลายที่แทรกตัวตามเข้ามาก่อนที่ประตูจะปิด
นักเขียนนิยายอีโรติคถูกดันไปจนติดกระจกในลิฟท์ แต่ก่อนที่เจ้ามอปลายจะทาบริมฝีปากเข้ามาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของนักเขียนก็สั่นครื่ดๆ
นักเขียนถอนหายใจอย่างหงุดหงิด เอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแต่มือคว้าเสื้อคนตรงหน้าเอาไว้เพราะกลัวว่าเจ้ามอปลายจะผละออกไป
คนๆเดียวที่รู้ว่าเบอร์ติดต่อตอนมาถึงที่นี่ของนักเขียนคือเบอร์อะไรมีแค่บรรณาธิการส่วนตัว เพราะงั้นไม่ว่าจะหน้ามืดแค่ไหนนักเขียนก็รู้สึกว่าต้องรับสาย
“ว่าไงมึง” ซุกหน้าลงไปกับซอกคอหอมกรุ่นของเจ้ามอปลายที่เปลี่ยนทิศทางไปงับใบหูเขาแทนเหมือนจะรอให้เขาคุยโทรศัพท์ให้เสร็จก่อน
 
“ทำไมหนีพี่”
 
นักเขียนตกใจจนเผลอผลักเจ้ามอปลายออกไป
“พี่พี! พี่เอาโทรศัพท์เพื่อนผมมาได้ยังไง? พี่ทำอะไรกับเพื่อนผม!”
 
คนต้นสายที่เป็นฝ่ายโทรมาหันกลับไปมองรถอาพาร์ดสีดำคันใหญ่ที่เขาเพิ่งใช้ให้คนขับรถขับตัดหน้ารถของบรรณธิการส่วนตัวของนักเขียนจนเสียหลักพุ่งชนเสาไฟที่อยู่ข้างทางจนหน้ายุบลงไปเป็นแถบด้วยสีหน้าเย็นชา
เพื่อนสนิทของนักเขียนถูกลากขึ้นไปบนรถของเขา พีรวิชญ์สั่งให้ล็อคตัวเอาไว้แล้วฉกมือถือของพัดลมมา
พอกดดูรายการโทรออกถึงได้รู้ว่ามีสายโทรออกต่างประเทศที่โทรออกไปตอนสองทุ่ม
นึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ตอนแรกกะจะแอบตามไปที่คอนโด แต่พัดลมเหมือนจะรู้ตัวว่าถูกตามเลยพยายามขับรถวนไปวนมา สุดท้ายพีรวิชญ์ก็ทนไม่ไหวสั่งให้คนขับรถขับตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดจนพัดลมเสียหลักหักเข้าข้างทางชนกับเสาไฟฟ้าเพราะแตะเบรคแล้วรถหยุดไม่ทัน
เจ้าตัวไม่เป็นอะไรเพราะเซฟตี้ในรถช่วยเอาไว้ แต่หน้ารถก็ยุบเข้าไปเสียหายพอดู ก่อนที่หลังจากนั้นจะถูกพีรวิชญ์ลากตัวขึ้นไปในรถที่ใช้ขับตัดหน้า
 
“เพื่อนนักยังอยู่ดี พี่ไม่ได้ทำอะไร พี่แค่อยากคุยกับเรา”
 
นักเขียนกลืนน้ำลาย เงยหน้าขึ้นมองเจ้ามอปลายที่เอื้อมมือไปกดประตูลิฟท์ให้เปิดค้างเอาไว้แล้วยิ้มมุมปากให้พร้อมกับเดินถอยหลังออกไป
ตอนนี้นักเขียนไม่มีอารมณ์อะไรหลงเหลืออยู่แล้ว เพราะเป็นห่วงเจ้าของโทรศัพท์
“พี่ต้องการอะไร! เพื่อนผมอยู่ไหน ผมจะคุยกับมัน”
 
“เดี๋ยวพี่คืนมือถือให้ แต่หลังจากที่เราคุยกันเสร็จ แล้วนักเข้าใจที่พี่พูด”
 
นักเขียนรู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่หน่วงขึ้นมา ยิ่งเจ้ามอปลายยกมือให้แล้วเดินถอยออกไปจากลิฟท์นักเขียนยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังปลิวไปรอบห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆนี่
“พี่อยากจะพูดอะไรอีก เราคุยกันจบแล้วพี่”
 
เอาเข้าจริง ลึกๆในใจมันก็ยังไม่กล้าพอจะตัดขาดอะไรระหว่างตัวเองกับคนในสายได้ทั้งหมด
เพราะกลัวว่า ถ้าทำแบบนั้นแล้ว ตัวเองอาจจะนึกเรื่องของคนที่ตัดสินใจหนีมาเสียไกลไม่ออกอีก
ถ้าเป็นแบบนั้น นักเขียนรู้สึกเหมือนกำลังจะปลิวออกไป เหมือนตัวเองกำลังจะไร้ที่ยึดเหนี่ยวทางใจแล้วจริงๆ
 
สับสน ย้อนแย้งในใจตัวเองจนเจ็บปวดไปหมด
 
“มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องเลิกกันเลยนัก พี่แต่งงานก็จริง แต่พี่รักนัก พี่ไม่ได้รักคุณอลิศ นักเข้าใจที่พี่พูดมั๊ย” เสียงของพีรวิชญ์ทั้งโกรธทั้งท้อ
 
“ก็เพราะว่าเข้าใจ ผมถึงได้ออกมาจากตรงนั้นไงพี่” เสียงของนักเขียนท้อกว่า
 
คนฟังกำโทรศัพท์เอาไว้แน่น
 
“ระหว่างเรามันต้องหยุดแล้วพี่พี”
 
 
“ปล่อยผมไปเถอะนะ เราเลิกเกี่ยวข้องกันเถอะ”
 
 
พีรวิชญ์หลับตาลงสะกดอารมณ์ที่พุ่งพล่านพูดตอบกลับมา “ไม่. นัก เราจะไม่เลิกกัน พี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนัก”
 
นักเขียนเอื้อมมือไปกดเลขชั้นด้วยมือที่สั่นไปหมด คำพูดที่เหมือนเขายังสำคัญมันยิ่งตอกย้ำภาพจำดีๆที่เคยมีตลอด2ปีให้ว่ายวนขึ้นมาในหัว
 
“เลิกเถอะพี่ เลิกกับผมเถอะนะ ผมบอกเลิกเองก็ได้ เราจบกันแค่ตรงนี้เถอะ”
 
คนฟังน้ำตากำลังจะไหล แต่คนพูดนั้นน้ำตาท่วมสายแล้ว
 
“ไม่นัก พี่ไม่เลิก เรายังรักกันอยู่ พี่จะไม่เลิกอะไรทั้งนั้น ถ้านักอยากเลิกจริงๆนักก็พูดมาสิว่าเราไม่ได้รักกันแล้ว”
 
นักเขียนเอามือขึ้นมาปิดปากตัวเองเอาไว้ น้ำตาไหลลงมาไม่หยุดตั้งแต่พูดคำบอกเลิกออกไป
เพราะพอตัดสินใจพูดออกไปแล้วมันเหมือนตัวเองกำลังจะปลิวลงจากที่สูงเป็นร้อยๆชั้นทั้งที่ยังยืนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆนี้
 
“บอกสิ ว่าไม่รักพี่แล้ว พูดสิ นักเขียน”
ตอนนี้เอง ที่น้ำตาของพีรวิชญ์เริ่มไหล
เขาเห็นแก่ตัว เขามันเลว เขารู้
แต่จะให้มีชีวิตอยู่โดยไม่มีอีกคน เขาทนไม่ได้
 
นักเขียนร้องไห้ พยายามเอามือปิดเสียงสะอื้นเอาไว้ และพูดซ้ำแค่คำเดิมๆที่มันขว้างตัวเองให้ลอยไปลอยมาอยู่ในลิฟท์ที่กำลังเคลื่อนขึ้นไปชั้นบนสุดของโรงแรม
“เราเลิกกันนะพี่พี ผมขอร้อง อย่าทำให้ผมเป็นบ้าเพราะพี่เลย”
นักเขียนปล่อยตัวเองให้ร้องไห้
“ผมไม่อยากกลับไป มันเจ็บ ผมจะควบคุมตัวเองไม่ไหว แค่เห็นการ์ดแต่งงานพี่ผมก็แทบจะดิ่งลงมาจากห้องแล้ว พี่ไม่สงสารผมหน่อยเหรอ”
 
“ทำไมไม่ปล่อยให้ผมทำใจ ทำไมยังไล่ตามผมมาอีก”
 
นักเขียนเอามือกุมบริเวณหัวใจ
 
“..ทำไมพี่ใจร้ายกับผมขนาดนี้..”
 
พีรวิชญ์หลับตา น้ำตาไหลพรูลงมาจากตาของผู้ชายที่ไม่ใช่ว่าไม่เสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป
“นัก พี่ทนไม่ได้ พี่ไม่มีนักไม่ได้ กลับมาหาพี่เถอะ แล้วจะให้พี่ทำอะไรพี่ก็ยอม  แค่ไม่ใช่การหย่ากับคุณอลิศ”
เพราะการแต่งงานในครั้งนี้ มันผูกพันธ์เหตุผลต่างๆเข้าด้วยกันมากมายเหลือเกิน
 
“คุณอลิศกำลังจะมีลูก เธอท้องได้สองเดือนแล้ว เด็กคนนั้นเป็นลูกของพี่ พี่ให้เค้าโตมาโดยไม่มีพ่อไม่ได้ พี่ทำร้ายคุณอลิศกับลูกไม่ได้”
 
ประตูลิฟท์เปิดออกพร้อมกันกับลิฟท์ตัวข้างๆ
นักเขียนไม่ได้สนใจมองว่าใครเดินออกมาจากลิฟท์อีกตัว ตอนนี้ในหัวมันอื้อ สมองชาไปหมด แรงจะก้าวเท้าเดินแทบไม่เหลือ
 
“นัก.. นักเป็นผู้ชาย พี่รู้ว่านักเข้มแข็ง นักผ่านมันไปได้ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน เรามาพยายามด้วยกันนะนัก อย่าหนีไปแบบนี้ ขอร้องล่ะ พี่จะเป็นบ้าอยู่แล้ว ..นักเขียน กลับมาเถอะ”
 
นักเขียนเดินโซซัดโซเซออกจากลิฟท์ ทิ้งตัวเอาหน้าซบลงกับข้างประตูพร้อมกับเอาฝ่ามือทาบลงบนจอสแกนเพื่อปลดล็อคประตูห้องด้วยมือที่สั่นไปหมด
น้ำตาไหลพรั่งพรูลงมาเต็มหน้า ในหัวมันหมุนจนรู้สึกเหมือนจะวูบลงตรงนั้น
คำพูดที่ดังข้ามประเทศมามันยิ่งตอกย้ำว่าตัวเองต้องหนีไปให้ไกลกว่านี้
 
“ผมเป็นผู้ชายแล้วผมต้องแพ้ความอ่อนแอของผู้หญิงเหรอพี่  เป็นผู้ชายแล้วเสียใจไม่ได้เหรอ”
 
 
“ผู้ชายร้องไห้ไม่เป็นเหรอ ทำไมพี่ทำกับผมแบบนี้”


 
“..นักเขียน..” คนฟังเหมือนถูกตบจนชาไปทั้งหน้า “ขอโทษ พี่ขอโทษ”
 
“พี่เข้ามาในชีวิตผมทำไม เข้ามาทำให้ผมเป็นแค่ปมด้อยทางสังคมของพี่ทำไม!”
นักเขียนทาบมือซ้ำๆกับหน้าจอสแกนข้างประตูที่ยังไม่ยอมให้เขาผ่านเข้าห้องไปได้ซักที ตอนนี้สมองมันช็อคกับเรื่องชีวิตที่กำลังจะเกิดใหม่ตลอดสองเดือนที่เขาเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้สำหรับคนรักบวกกับความมึนเมาจนนักเขียนเริ่มไม่มีสติจะควบคุมตัวเอง
น้ำตาไหลลงมาจนตาพร่ามัวแทบมองไม่เห็นขอบของหน้าจอเครื่องสแกน มือที่สั่นรัววางย้ำลงไปแบบผิดๆถูกๆจนเครื่องสแกนร้องปฏิเสธเสียงหลง
 
“มันไม่ใช่แบบนั้นนัก นักไม่ได้เป็นปมด้อยสำหรับพี่ นักเป็นคนสำคัญในชีวิตพี่!” พีรวิชญ์ตะโกนใส่มือถือก่อนจะสะอื้นออกมาอย่างหมดความอดทน
 
“..กลับมาเถอะนะ กลับมาหาพี่เถอะนักเขียน.. พี่อยู่ไม่ไหวแล้ว”
 
นักเขียนร้องไห้ออกมาอย่างหนักพร้อมกับซบหน้าลงกับระบบรักษาความปลอดภัยเจ้ากรรมที่ไม่ยอมปลดล็อคประตูให้เขาเข้าไปได้ซักที
 
และก่อนที่นักเขียนจะทรุดฮวบลง คนที่เดินออกมาจากลิฟท์ตัวข้างๆกันที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ข้างหลังก็พุ่งเข้ามารวบร่างของนักเขียนเอาไว้ได้ทัน
เสียงจากประเทศไทยยังดังลอดสายให้คนที่ยืนมองนักเขียนตั้งแต่ออกจากลิฟท์ให้ได้ยินไปด้วย
 
“พี่จะไม่โกรธเรื่องที่นักทำกับพัด พี่รู้ว่านักแค่ทำประชดพี่”
 
นักเขียนสะอื้นฮั่ก กลิ่นหอมที่จำได้ว่าเพิ่งผละออกไปทำให้นักเขียนไม่เงยหน้ามองเจ้าของแผ่นอกกว้างๆที่เข้ามารั้งเขาเข้าไปกอดไว้ก่อนจะทรุดลงไปกองกับพื้น
นักเขียนนิยายผู้บอบช้ำทางใจอย่างหนักหนาสาหัสซุกหน้าเข้าไปร้องไห้กับอกของคนที่คิดว่าคือเจ้ามอปลาย
พยายามจะหยุดตัวเองไม่ให้สะอื้น ยกมือขึ้นกำเสื้อคลุมที่หอมกลิ่นคนที่เพิ่งถอยออกไปจากลิฟท์เอาไว้แน่นแล้วกัดฟันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสมเพชเวทนาตัวเองที่ถูกปิดหูปิดตามาสองเดือนเต็มๆ
 
“พี่.. ฟังนะ  ที่ผมเอากับไอ้พัด ผมไม่ได้ประชดพี่ ผมเมาแล้วผมขี้เงี่— เรื่องนี้พี่ก็น่าจะรู้ดี"

คนฟังกัดฟันกรอด เพราะนักเขียนเวลาเมาเป็นแบบนั้นจริงๆ

"กับใครผมก็ทำได้ทั้งนั้นล่ะ”
 
คนที่รวบนักเขียนเอาไว้ก่อนจะร่วงไปขมวดคิ้วใส่คนเมาที่ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเขาแต่กลับเอาจมูกไล้ขึ้นมาตามต้นคอเขาพร้อมกับพูดประโยคเผ็ดร้อนใส่ลงไปในโทรศัพท์
 
“พี่อยากฟังอีกมั๊ยล่ะ ถ้าแค่ไอ้พัดมันยังไม่พอจะทำให้พี่ปล่อยผมไป” ริมฝีปากบางสวยจูบลงไปใต้สันกรามที่หอมกรุ่นปะปนกันทั้งกลิ่นของเสื้อคลุมและกลิ่นจริงๆที่ซอกคอ
 
“ลองฟังเวลาผมกลับไปเป็นผมคนเดิมก่อนเราจะคบกันอีกซักรอบมั๊ย.. เผื่อมันจะช่วยให้พี่รังเกียจมากพอที่จะเลิกกับผม”
 
ประตูห้องถูกปลดล็อคด้วยมือของเจ้าของห้องตัวจริงก่อนนักเขียนจะถูกผลักเข้าไปในห้องที่มีโคมไฟเปิดเอาไว้แค่สลัวๆ
 
 
“เมาจนแยกไม่ออกเลยเหรอว่าใครเป็นใคร”
 
 
“เจ้านักเขียนนิยายลามก”
 
 


____________________________________________
อ๊ากกกกกกก..........!!!

เจอกันอีกทีวันเสาร์ฮะ =w=)q


 :hao5: ฮืออ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์นะคะ ไม่ทิ้งไว้กลางทางแน่นอนค่ะ





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-01-2019 19:04:35 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 6. 'ปลาโง่'




‘นักเขียนนิยายลามก?’

นักเขียนตกใจรีบหมุนตัวกลับไปมองคนที่ผลักตัวเองเข้ามาในห้อง
“คุณ? เจ้ามอต้น..”
แต่เพราะความเมาบวกกับร้องไห้อย่างหนักทำให้ทั้งสมองทั้งร่างกายหนักอึ้งไปหมด ดีที่ว่าเจ้ามอต้นยังยื่นมือมารวบเอวไว้ได้ทันพอเห็นคนเมาซวนเซจะล้มลงไปอีกรอบ
 “ใช่”
เจ้าชายคนพี่กระชับวงแขนรัดร่างที่พยายามจะดิ้นด้วยความตกใจพอรู้ว่าเขาไม่ใช่แฝดคนน้อง
“ทำไม คุณมาอยู่ที่..นี่ ..ฮึก ..” นักเขียนเอามือป้ายน้ำตาเหมือนเด็กๆจนหน้าตาเลอะเทอะไปหมด
“แล้วทำไมผมจะอยู่ไม่ได้ นี่มันห้องผม”
เจ้ามอต้นโยนนักเขียนใส่โซฟากลางห้อง
นักเขียนยกมือขึ้นมากุมขมับ เขาเมาเกินกว่าจะพิจารณาอะไรๆในตอนนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่กลิ่นโคโลจญ์ที่กระจายอยู่ภายในห้องนี้ที่ลอยมาแตะจมูกก็พอจะรู้ลางๆแล้วล่ะว่าไม่ใช่ห้องของตัวเองแน่นอน

ก็ว่าอยู่ว่าทำไมมันปลดล็อคไม่ได้ซักที ที่แท้ก็เข้าผิดห้อง

แต่เดี๋ยวนะ..

“คุณ.. พักอยู่ที่นี่เหรอ ? ...” พูดแค่ประโยคสั้นๆสมองมันยังหนักอึ้งไปหมด
“อืม” เจ้ามอต้นตอบเสียงเรียบ

“นัก..” เสียงที่ดังมาตามสายเริ่มกลัว
เพราะความรู้สึกมันจับได้ว่าคนที่อยู่กับนักเขียนเป็นไทป์เดียวกันกับตัวเองแน่นอน
“อย่านะ..”

เสียงจากโทรศัพท์ดึงนักเขียนให้กลับเข้ามาในความรู้สึกหนักอึ้งอันเดิม

“อย่านะนัก”

นักเขียนเงยหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาขึ้นมองเจ้าของห้องที่ทำหน้านิ่งยืนกอดอกมองมาที่เขา

“หึ..”
จะทำได้ไงล่ะ ก็คนตรงหน้าไม่ใช่..

“คุณ!เดี๋ยว..”
นักเขียนตกใจจู่ๆเจ้ามอต้นก็พุ่งเข้ามากดเขาลงกับโซฟาพร้อมกับล็อคข้อมือนักเขียนตรึงเอาไว้ทั้งสองข้างโดยที่โทรศัพท์ยังถูกกำเอาไว้ในมือ
“จ เจ้ามอต้น..”

“..อย่านะนัก อย่าทำ  พี่ยอมแล้ว..พี่ยอมแล้ว” เสียงคนรักสั่นขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้พีรวิชญ์กลัวนักเขียนตกเป็นผู้หญิงของคนอื่นยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

สายตาดุคมของเจ้ามอต้นจ้องเข้าไปในแววตาที่สั่นระริกและพร่างพรายไปด้วยน้ำตาของนักเขียนที่ดิ้นรนพร้อมกับส่ายหน้าไปมา
“ม .. ไม่.. ผมไม่อยากเป็นผู้หญิงให้ใครแล้ว ..”
นักเขียนเสียงสั่น ความร้อนจากข้อมือที่ถูกตรึงลงกับโซฟามันลามไปทั่วทั้งตัวพอเงยหน้าขึ้นมองคนที่คร่อมอยู่ด้านบน
พอถูกคนหน้านิ่งๆคุกคามมันทำให้หน้าร้อนวาบหูอื้อไปหมด
เจ้าชายคนพี่เริ่มปลดกระดุมเสื้อที่เหลือแค่ไม่กี่เม็ดของนักเขียน

“ถ้าเป็นมอปลาย คุณคิดว่าน้องผมจะเป็นผู้หญิงให้คุณอย่างนั้นเหรอ”

เจ้าชายคนน้องเปิดประตูห้องเข้ามาแล้วชะงักอยู่ตรงนั้น
“เจ้าพี่.. นัก?..”
ไม่ได้คิดเอาไว้ว่าจะมาเจอนักเขียนในห้องตัวเอง แถมยังถูกคนพี่จับกดเอาไว้กับโซฟาแบบนั้น
“..เจ้ามอปลาย..”
นักเขียนเสียงสั่น ในหัวมันอื้อไปหมดเหมือนคนที่ทำความผิดแล้วถูกจับได้พร้อมกับหลักฐาน

“..อย่านะนัก..”เสียงในโทรศัพท์สั่นพอๆกับใจของนักเขียนที่ถูกเจ้าชายคนพี่ตรึงเอาไว้

เจ้ามอต้นเหลือบหางตามองมาทางคนน้องก่อนจะหันกลับมามองคนใต้ร่างที่พยายามงอขาขึ้นมาบังร่างกายส่วนล่างที่เริ่มฟ้องอาการตอบสนองตามประสา
“จินตนาการเอาไว้ล่ะสิ ว่าถ้ากับมอปลายคุณจะได้เป็นฝ่ายทำ เจ้านักเขียนหื่นกาม”
นักเขียนหน้าแดงวาบ คนที่เพิ่งเข้ามาในห้องจับเอาประโยคคำพูดของพี่ชายมาประมวลผลอย่างรวดเร็ว
“เห..?..”
รอยยิ้มของผู้ล่าจุดขึ้นบนริมฝีปากอ่อนนุ่มของคนถูกพาดพิง
“อะไรกัน นี่คุณคิดภาพผมคว่ำหน้าส่ายสะโพกให้คุณเหรอ” เจ้ามอปลายปลดกระดุมเสื้อตัวเองทีละเม็ดมองตรงมาที่นักเขียนอย่างคาดโทษ“เสียหายไปเยอะเลยนะเนี่ยก้นผม”

เมื่อกี๊อุตส่าห์ล่อยให้ไปเคลียร์ปัญหาที่ดูท่าจะยุ่งยากแต่ทำอีท่าไหนถึงได้มาถูกพี่ชายเขาจับกดเอาแบบนี้ก็ไม่รู้หรอก แต่มาคิดจะทำอะไรกับก้นเจ้าชายลำดับที่สามแบบนี้มันต้องมีทำโทษกันบ้างแล้ว

นักเขียนเหงื่อตก เริ่มรู้สึกถึงอันตรายที่พร้อมจะคุกคามลูกแกะตัวน้อยที่จากบ้านมาไกลอย่างเขา

“คุณนี่มัน.. เป็นนักเขียนนิยายที่ลามกจริงๆนั่นล่ะนะ”

คนที่กำลังกลัวกว่านักเขียนที่ตัวสั่นอยู่ใต้ร่างเจ้ามอต้นคือคนที่ยังคาอยู่ในสาย

เจ้ามอต้นรั้งนักเขียนขึ้นมานั่งบนตักก่อนเจ้ามอปลายจะเป็นฝ่ายคุกเข่าลงมาตรงหน้าพี่ชาย
“คิดเหรอว่าเราสองคนเป็นแฝดกันแล้วจะอยู่กันคนละไทป์?” เจ้ามอปลายปลดเข็มขัดกางเกงของนักเขียนอย่างใจเย็น
ผู้มีพรสวรรค์ทางด้านการเขียนนิยายอีโรติคเริ่มรู้ชะตากรรมของตัวเองแล้วว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน แต่จะหนีก็หนีไปไม่ได้เพราะถูกเจ้ามอต้นกอดเอาไว้แน่น พอออกแรงดิ้นก้นน้อยๆก็บดเข้ากับ ‘อะไรๆ’ ของเจ้ามอต้นจนได้ยินเสียงหัวเราะนุ่มทุ้มคล้ายกันกับน้องชายดังอยู่ข้างหู

“ยิ่งดิ้น ก้นคุณมันยิ่งโดนผมนะ”

นักเขียนชะงักหน้าแดงวาบ อะไรบางอย่างมันร้อนและนูนจากเนื้อผ้าขึ้นมาสัมผัสกับก้นเขาจริงๆ
กางเกงของนักเขียนถูกเจ้ามอปลายรูดออกไปพร้อมกับใบหน้าของนักเขียนที่ร้อนไปหมด
ส่วนน่าอายของเขามันตั้งชันขึ้นมาทันทีที่กางเกงถูกดึงออกพ้นช่วงขา

“ขาสวยอย่างที่คิดไว้เลย”

คนในสายเริ่มรับรู้ถึงอาการเจ็บปวดในแบบเดียวกันกับวันที่นักเขียนถูกเขาทิ้งไว้ให้เผชิญหน้ากับการ์ดงานแต่งงานตามลำพังแล้วว่ามันหนักหนาสาหัสแค่ไหน

“..อย่าทำ.. ได้โปรด นัก ..พี่ยอมทุกอย่างแล้ว พี่ยอมทิ้งให้ทุกอย่างแล้ว ..”

นักเขียนนิยายอีโรติคผู้ที่ถูกความเศร้าครอบงำอย่างหนักได้ยินเสียงอ้อนวอนของคนรักตบตีกับกลิ่นหอมๆทั้งจากเจ้าคนพี่ที่กอดตัวเองเอาไว้บนตักและเจ้าคนน้องที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับโน้มตัวเข้ามาหลังจากโยนกางเกงทั้งชั้นนอกชั้นในของนักเขียนทิ้งไป
ขาเรียวทั้งสองข้างหุบเข้าหากันแล้วงอขึ้นมาปิดส่วนน่าอายที่ตื่นตัวตามประสาผู้ชายเอาไว้ เจ้ามอปลายวางมือลงมาบนเข่าทั้งสองข้างของนักเขียนที่ส่ายหน้าไปมาพร้อมน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมาอีกรอบ

“ถ้าไม่อยากกลับไปเป็นผู้หญิงของคนๆนั้นก็อ้าขาออก”

เสียงของเจ้ามอปลายเหมือนน้ำผึ้งที่สอดใส้ด้วยยาพิษ โทนเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าในแบบของผู้ชายล่อลวงผึ้งตัวน้อยอย่างนักเขียนที่กำลังบอบช้ำอย่างหนักให้บินโซซัดโซเซตามไป

“นัก  ..พี่ขอโทษ พี่เข้าใจแล้ว พี่ยอมแล้ว ..นักอย่าให้เขาทำนะ..”

ขาของนักเขียนสั่น มือเจ้ามอปลายที่วางลงมาบนเข่าทั้งสองข้างไม่ได้ฝืนบังคับที่จะทำหากว่านักเขียนไม่ต้องการมันจริงๆ

“ว่าไงล่ะ? จะกลับไปเป็นผู้หญิงของคนๆนั้น หรือจะเป็นผู้หญิงของเรา”

เจ้ามอต้นกระซิบเบาๆพร้อมกับคลายอ้อมกอด
“ถ้าแค่อยากทำประชด หรือแค่เรียกร้องความสนใจจากเขาก็ลุกออกไป”

“..นัก..” คนในสายทรุดลงนั่งกับพื้นเพราะกลัวในคำตอบของนักเขียนที่เงียบไปหลังเจ้ามอต้นพูดจบ

“......”

“พี่ยอมแล้ว ..พี่ยอมหมดทุกอย่างแล้ว.. ”

มือสั่นๆของนักเขียนกดวางสายก่อนจะโยนเครื่องมือสื่อสารทิ้งไปหลังจากเสียงแผ่วเบาของพีรวิชญ์อ้อนวอนเหมือนคนกำลังจะขาดใจ

..มันไม่มีที่สำหรับให้ผมกลับไปไม่ใช่เหรอไง..

ผมไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหนในชีวิตของพี่โดยที่จะสามารถเชื่อว่าตัวเองจะยังมีความสุขโดยไม่เบียดเบียนความสุขของใครได้อีก

“ถ้าผมไม่ได้ทำเพราะอยากกลับไปล่ะ”
เจ้ามอปลายยกรอยยิ้มมุมปาก มองช่วงขาเรียวสวยที่สั่นพั่บไปหมดตอนค่อยๆแยกออกจากกัน
ลึกๆนั้นนักเขียนยังกลัวเพราะไม่เคยทำกับใครโดยที่เขาเป็นฝ่ายรับนอกจากพีรวิชญ์

แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ ตัวเขาเองนี่ล่ะที่อาจจะวิ่งกลับไปในที่ๆตัดสินใจหนีมา

“คุณจะช่วยถมทางเดินที่ผมใช้หนีมาจนถึงที่นี่ได้มั๊ย”


“เจ้าชาย”


_________________________


นักเขียนเพิ่งรู้ว่าเวลาถูกเลียที่หัวนมพร้อมกับถูกไซร้คอไปด้วยมันรู้สึกแบบไหน
เจ้ามอต้นโอบเอวเขาเอาไว้ ก้นน้อยๆของนักเขียนนิยายที่ถูกต่อว่าว่าลามกไถไปกับตักเจ้าชายคนพี่ทุกครั้งที่มือของเจ้าชายคนน้องรูดรั้งส่วนกลางร่างกายที่ร้อนระอุของเขาขึ้นลง
เจ้ามอปลายนุ่ม อ่อนโยนไปหมดทุกสัมผัส ฝ่ามือที่เหมือนไม่เคยต้องจับงานหนักกอบกุมแกนกายของนักเขียนเอาไว้แล้วรูดจากโคนขึ้นไปหาส่วนปลายพร้อมกับใช้ริมฝีปากหยอกเย้าเม็ดไตอันน้อยบนแผ่นอกของนักเขียนจนตั้งชัน
“..ปลาย.. ปลาย..”
มือเจ้ามอต้นบดบี้ยอดอกอีกข้างจนแดงก่ำ ริมฝีปากหยักสวยที่นุ่มไม่ต่างกันกับน้องชายขบไปตามลำคอของนักเขียนนิยายพร้อมกับสร้างริ้วรอยสีกุหลาบเหมือนถ้อยคำพรรณาแบบในนิยายที่นักเขียนเคยใช้
ในหัวของคนที่มีเลือดนักเขียนนิยายอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์รับรู้ทุกสัมผัสเหมือนกำลังจรดปลายนิ้วลงบนคีย์บอร์ด ลมหายใจของเจ้าชายคนน้องที่รดไปบนแผ่นอกกับลมหายใจอุ่นๆของเจ้าชายคนพี่แถวซอกคอมันกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกส่วนที่เคยถูกรัก
“อือ.. อย่าดูด คอผมเป็นรอยง่าย อ๊ะ..”
เจ้ามอต้นงับลงไปทันทีที่นักเขียนพูดจบ เรียวปากหยักสวยดูดเฟ้นจนเป็นรอยช้ำชัดเจนใต้สันกรามของนักเขียนก่อนจะใช้ลิ้นเลียทับรอยห้อเลือดนั้นราวกับจะปลอบโยน
“อื๊ออ บอกว่าห้ามดูดไง ..ทำไมคุณดื้อล่ะ..”
เป็นครั้งแรกที่นักเขียนได้เห็นรอยยิ้มของเจ้ามอต้น แถมในระยะใกล้ขนาดนี้ มันทำให้หัวใจที่ถูกทุบตีจนบอบช้ำหลงลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ
เป็นรอยยิ้มบางๆตรงมุมปาก

..คล้ายกันกับเจ้ามอปลายแต่ไม่ใช่..

เจ้าชายคนน้องจูบลงไปตามแผ่นอกเนียนสวย ไล่ต่ำลงไปที่สะดือแล้วลากลิ้นวนไปหาช่วงเอวด้านข้างที่เป็นส่วนที่ไวสัมผัสจนนักเขียนบดสะโพกกับตักเจ้ามอต้นอย่างกระสัน
“อืออ ปลาย.. ผมไม่ไหว”
นักเขียนเอื้อมมือมากดต้นคอเจ้ามอปลายให้โน้มเข้าไปหาแกนกายที่ร้อนผ่าวของตัวเอง ความต้องการที่จะใส่เข้าไปในปากนุ่มๆนั้นมันเอ่อล้นจนนักเขียนนิยายที่ในสมองก็ตุนเรื่องกามๆเอาไว้เป็นทุนในการทำงานอยู่แล้วมากมายไม่อาจยับยั้งชั่งใจอะไรๆได้อีก
ดวงตาสวยหวานต่างจากเจ้ามอต้นช้อนขึ้นมองใบหน้าที่มองลงมาอย่างลามกของนักเขียน ปลายลิ้นเล็กๆนั่นแลบออกมาเลียริมฝีปากแสดงออกซื่อๆว่ากระหายอยากใส่ไอ้ตัวดื้อที่ตั้งชันอยู่ตรงหน้าเข้ามาในปากเขาเร็วๆ
เจ้ามอปลายแลบลิ้นออกมาสัมผัสกับเส้นเอ็นที่นูนขึ้นมาด้านข้าง ความอ่อนนุ่มของเจ้าชายผู้เป็นหนึ่งในรัชทายาทลากไล้จากลูกกลมๆขึ้นไปหาส่วนปลายแล้วใช้ปลายนิ้วคลึงวนตรงรอยหยักจนแดงเรื่อก่อนจะตวัดปลายลิ้นเก็บกินน้ำหวานสีไสที่ปริ่มออกมาแล้วดูดซ้ำเบาๆ
“ม...มอปลาย ..อ อืออ อืม..”
นักเขียนเชิดหน้าไถแผ่นหลังไปกับอกของเจ้ามอต้นก่อนจะถูกคนพี่ทาบริมฝีปากเข้ามาปิดเสียงครางกระเส่าของคนที่กำลังไถก้นน้อยๆกับของๆเขาเหมือนกับจะลืมตัว
“อึก ก.. อืออ ..”
ที่เขาว่า คนดุ เรื่องบนเตียงก็ดุเหมือนนิสัยก็ไม่ได้ผิดเท่าไหร่เลย เจ้ามอต้นกัดริมฝีปากล่างของนักเขียนก่อนจะดันปลายลิ้นแทรกเข้าไปแล้วล็อคคางของนักเขียนเอาไว้ ริมฝีปากของเจ้าชายลำดับที่สองบดขยี้ริมฝีปากบางสวยของนักเขียนนิยายอีโรติคจนเจ้าตัวหายใจไม่ทันทำได้แค่ดิ้นพล่านบดสะโพกเข้ากับหน้าตักกว้างอย่างทรมานแล้วปล่อยให้ริมฝีปากถูกดูดดึงไปตามทิศทางของเจ้าชายคนพี่
เจ้ามอปลายจูบทักทายเจ้าตัวน้อยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆกลืนมันเข้าไป
“.......”รัชทายาทลำดับที่สามนิ่วหน้า แค่เขากลืนเข้ามามันก็ลึกพอแล้ว นักเขียนยังกดคอเขาลงไปแล้วไสสะโพกซ้ำเข้ามาอย่างร้อนรนอีก แต่ดีที่ว่าเจ้าดื้อนี่ไม่ได้ใหญ่อะไรขนาดนั้นไม่งั้นคงมีสำลักกันบ้างล่ะ
“ฮึกก ..” น้ำตาที่ขังอยู่ในหัวใจเริ่มไหลลงมาอีกรอบ ยิ่งจูบของเจ้ามอต้นมันหนักหน่วงทับซ้อนกับจูบของใครบางคน ความเจ็บที่ยังหายใจอยู่ในอกข้างซ้ายก็แสดงอาการขึ้นมาอีกรอบ

หนทางเดียวที่จะเยียวยาตัวเองคือทำทุกอย่างเพื่อลบล้างทุกๆที่เคยถูกรักทิ้งไปให้หมด

นักเขียนเอามือหนึ่งคล้องคอเจ้ามอต้นไว้ อีกมือรวบต้นคอด้านหลังของเจ้ามอปลายที่ขยับขึ้นลงดูดกลืนเจ้าดื้อที่แข็งเครียดจนเต็มช่องปากสวยๆ
ลมหายใจของเจ้ามอปลายร้อน มันรดลงมาโดนหน้าขานักเขียนทุกครั้งที่เจ้าตัวกดหน้าลงมา
ผมด้านหน้าของเจ้ามอปลายตกลงมาระแนวคิ้ว นักเขียนเริ่มลูบมือเปะปะไปทั่วใบหน้าสวยหวานพร้อมกับไถสะโพกไปกับตักของคนพี่ทั้งที่ริมฝีปากยังถูกเจ้าของตักกว้างบดขยี้อย่างรุนแรงจนน้ำตาไหลพรูลงมาปะปนกับเสียงหอบครางของนักเขียนนิยายผู้บอบช้ำ
“อือออ ..อืมม ..”
ในหัวของนักเขียนกำลังหมุน จูบของคนพี่ทั้งเร่าร้อนทั้งหอมหวานจนแทบไม่เหลือสติไว้คิดอะไร ปากของเจ้าชายคนน้องก็นุ่มสุดๆจนเผลอไสสะโพกเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างสุขสม
แค่ใช้มือสัมผัสไปไปตามใบหน้าก็รู้ว่าคนที่กำลังใช้ปากให้นั้นดูดีแล้วก็เซ็กซี่มากแค่ไหน เครื่องหน้าของเจ้าชายทั้งคู่สวยในแบบของผู้ชาย แม้เจ้ามอปลายจะดูหวานแต่ก็หวานในแบบของผู้ชาย คำพรรณาเชิงนิยายแล่นผ่านสมองของนักเขียนจนอยากให้มันไหลลงไปในคอมพ์ที่เปิดทิ้งเอาไว้ในห้องของเขาที่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของชั้น (เมา นึกไม่ออก)
“อื๊ออ..! ปลาย!..”
 นักเขียนสะบัดหน้าออกจากจูบแล้วดิ้นจนก้นน้อยๆบดลงกับของๆเจ้ามอต้นที่แข็งขืนอยู่ใต้กางเกง
“อา... ปลาย! ...ปลาย... ซ... อืออ เก่งมากเลย..” ยิ่งปล่อยความรู้สึกนึกคิดยิ่งรับรู้ถึงริมฝีปากของเจ้ามอปลายที่นุ่มแล้วก็ดีสุดๆ ดีกว่าที่เคยถูกใครใช้ปากให้ที่ผ่านๆมาเลยด้วยซ้ำ มากกว่านั้นคือเมื่อนักเขียนลืมตาแล้วก้มลงมองใบหน้าสวยๆของเจ้ามอปลายที่พริ้มหลับจนแพขนตายาวๆทาบไปกับแก้มขาวใสพร้อมกับใช้ริมฝีปากสีแดงสวยนั้นโอบความต้องการของเขาเอาไว้จนหมด มันเป็นมุมมองที่ลามกจนนักเขียนเสียววาบไปทั่วช่องท้อง
“ซ... อืมม เจ้ามอปลาย.. คุณน่ารักจัง..”

“อยากจูบคุณ”

นักเขียนรั้งเจ้ามอปลายขึ้นมาก่อนจะโผเข้าไปหาแล้วทาบริมฝีปากบดเบียดเรียวปากนุ่มสวยนั้นอย่างร้อนรน
เจ้ามอต้นจูบลงไปตามแผ่นหลัง นักเขียนสะท้านเฮือกเพราะเป็นคนไวสัมผัสกับที่แบบนี้ ยิ่งเจ้ามอต้นใช้มือขยำเอวเขาทั้งสองข้างเหมือนกำลังจะ ‘ทำ’ อะไรบางอย่างนักเขียนก็ร้อนไปทั้งหน้าจนต้องหลับหูหลับตาคล้องคอเจ้ามอปลายเข้ามาแล้วตวัดปลายลิ้นรีดรัดความหวานในโพรงปากอีกคนจนตัวเองครางอื้ออึงในคอเพราะหายใจไม่ทันซะเอง

ทุกครั้งที่เจ้ามอต้นบีบเฟ้นจากเอวไล่ลงไปหาสะโพกพร้อมกับใช้ปากงับต้นคอเขาจากด้านหลัง เหมือนกำลังโดนข่มขืน แต่ไม่ใช่

ถึงเจ้าชายคนพี่จะรุนแรงแต่ก็ไม่ได้บังคับหรือตบตีร่างกายส่วนไหนของเขาเหมือนในนิยายที่บางครั้งก็เขียนอยู่แหมือนกัน

“อือ ม.. แฮ่ก จ..เจ้า ผมหายใจไม่ทัน อืออ พอก่อน”

คนร้ายๆ เหมือนจะใจดีกว่าที่เห็น พอนักเขียนอ้อนวอนทั้งน้ำตาแถมยังหอบเหนื่อยจากที่ถูกจูบจนปากแดงช้ำไปหมดเจ้ามอต้นก็ผละออกไปไซร้จมูกกับแก้มเขาแทน
ส่วนคนใจดีแถมอ่อนโยนจนนึกว่าจะรุกไม่เป็นกลับทะลึ่งเอามากๆ เจ้ามอปลายทั้งดูดทั้งเลียไปตามแผ่นอกและเม็ดไตอันน้อยทั้งสองข้างของนักเขียน  พอหันไปเลียอีกข้างก็ใช้นิ้วโป้งบดบี้อีกข้างจนแดงก่ำทั้งหัวนมทั้งหน้าของนักเขียน
“อืออ ปลาย ..มันเสียว” นักเขียนผละออกมางอแงอยู่กับซอกคอคนน้อง พอเจ้ามอปลายจับสะโพกเขาขยี้ลงกับตักของพี่ชายแรงๆเหมือนตั้งใจให้อะไรๆของพี่ชายมันไถกับร่องสะโพกเขาที่ยอมรับว่าข้างในร่างกายที่เคยถูกรักมันมีปฏิกิริยาตั้งแต่ถูกดึงขึ้นมานั่งอยู่บนตักคนพี่แล้ว

..แต่ยังกลัว.. ถึงจะอยากลบล้างความทรงจำ แต่พอมาโดนคุกคามพร้อมกันสองคนแบบนี้

..
กลัว

เจ้ามอต้นลูบมือไปตามช่วงขาเรียวสวยที่ก่ายเกยอยู่บนขาของตัวเองแล้วรั้งขึ้นมาทั้งสองข้าง
“ฮึกก..” นักเขียนสั่น แผ่นหลังเบียดลงไปกับอกเจ้ามอต้นพร้อมกับขาสองข้างที่ถูกเจ้ามอต้นจับแยกออกจากกันปิดเผยช่องทางที่เคยมีคนแค่คนเดียวที่รุกล้ำเข้ามาให้คนน้องได้มอง
“หืม..  กำลังขยับน่ารักเชียว..” เจ้ามอปลายเลียริมฝีปากมองเข้ามาในซอกขานักเขียนด้วยสายตาลามกก่อนจะกดปลายนิ้วนวดลงไป
นักเขียนพยายามจะหุบขา ทั้งอายทั้งกลัวเพราะไม่ได้คิดเอาไว้ว่าจะถูกเจ้าของใบหน้าหวานๆเป็นฝ่ายคุกคามแบบนี้
เจ้าชายคนพี่รั้งช่วงขาของนักเขียนให้ยกสูงขึ้นกว่าเดิม ช่องทางน้อยๆตอดรัดตัวเองตามสัณชาติญาน และนั่นมันยิ่งทำให้เจ้าของดวงตาสวยหวานขบริมฝีปากหรี่ตาลงมองอย่างเอ็นดูแล้วก้มลงไปใช้ปลายลิ้นหยอกเย้าอย่างอดใจไม่ไหว
“อืออ ปลาย.. ฮึกก ..ปลาย...” นักเขียนไม่รู้ว่าจะผลักหรือดึงคนที่กำลังใช้ลิ้นสอดเข้ามาในร่างกาย เจ้าชายคนน้องทั้งขี้เล่นทั้งลามกไอ้ใบหน้าสวยๆนั่นมันเหยื่อตกปลาโง่แบบเขาชัดๆเลย

แต่จะรู้ตัวตอนนี้มันก็ห้ามความรู้สึกดีๆที่ก่อตัวขึ้นมาปะปนกับความกลัวตอนที่ลิ้นนุ่มๆนั้นแทรกเข้ามาในร่างกายไม่ได้แล้ว

เสียงเจ้ามอปลายทั้งจูบทั้งเลียฟังดูลามกจนสมองของคนที่มีความหื่นเป็นทุนอยู่แล้วยิ่งไปกันใหญ่ ตุ่มไตน้อยๆทั้งสองข้างที่ถูกทิ้งเอาไว้ตั้งชันและสั่นระริกทุกครั้งที่นักเขียนบดสะโพกเข้ากับหน้าตักเจ้ามอต้นเวลาที่เจ้ามอปลายใส่ลิ้นเข้ามา
ขาสองข้างยังถูกเจ้ามอต้นจับเอาไว้ เจ้ามอปลายเล่นสนุกกับช่องทางน้อยๆเหมือนถูกใจพร้อมกับใช้มือรูดแกนกายของนักเขียนที่บวมปริใกล้ปลดปล่อย
“ปลาย ปลาย.. อื๊ออ จะไม่ไหว ..อ..”
มือหนึ่งของนักเขียนขยำได้ผมด้านหน้าของเจ้ามอปลายก็กำเอาไว้แน่น อีกมือคล้องคอเจ้ามอต้นลงมาแล้วเงยหน้าขึ้นไปรับจูบจากเจ้าชายคนพี่ที่บดเบียดลงมาอย่างรุนแรงอีกครั้ง
เจ้ามอต้นเหมือนจะชอบกัด นักเขียนรู้สึกร้าวไปทั้งปากที่ถูกจูบ
เจ้ามอปลายดันลิ้นเข้าไปในช่องทางจนสุดพร้อมกับรูดฝ่ามือสาวไอ้เจ้าตัวดื้อที่แข็งเครียดรัวเร็วจนร่างบนตักของพี่ชายดิ้นพราด

“อื๊ออออ อ....! .. .”

นักเขียนกระตุกวูบ สะโพกน้อยๆสั่นพั่บอยู่กับตักเจ้ามอต้นแล้วปลดปล่อยของเหลวสีขุ่นออกมาเลอะไหล่เสื้อและฝ่ามือของเจ้ามอปลาย

“อ.. ...”

คนบนตักพี่ชายสติดับวูบทันทีที่ปลดปล่อยออกมา เจ้ามอปลายผละขึ้นมามอบสัมผัสแผ่วเบาบนหน้าผากพร้อมกับเจ้ามอต้นที่รวบร่างร้อนๆที่ทำท่าจะร่วงลงจากตักเอาไว้แล้วดึงเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของตัวเอง
“ตัวเองก็ทำได้แค่นี้ แต่ก็ดื้อ”
เจ้าชายคนน้องไล้ปลายนิ้วเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลรินลงมาทั้งที่หมดสติไปแล้วของคนที่ซุกอยู่กับอกพี่ชาย

“เจ็บมากก็มาเป็นของเราซะ เดี๋ยวจะทำให้ลืมมันไปทั้งหมดเอง”

เจ้ามอต้นส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มออกมาเมื่อคนน้องเชยคางนักเขียนขึ้นไปมอบสัมผัสอ่อนโยนอีกครั้ง
เจ้าชายคนพี่ทอดสายตามองรอยแดงช้ำใต้สันกรามเรียวสวยที่เด่นชัดกว่าอันอื่นก่อนจะไล้จมูกหอมลงไปแผ่วเบา

..ก็ถ้าอยากจะใช้พวกเขาเป็นวัตถุดิบ ก็ใช้ให้มันคุ้มทั้งเรื่องเขียนนิยาย แล้วก็เรื่องผู้ชายที่ร้องไห้ให้ตั้งมากมายขนาดนั้นด้วยล่ะ


เจ้านักเขียนลามก.





________________
*นักเขียนเป็นรุกมาก่อนนะฮะ พอมาคบพี่พีเจอรุกกว่าเลยเป็นรับให้

ฮัลโหล.. มีใครอ่านอยู่มั๊ย  ( _ _' )






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-01-2019 19:08:28 โดย MeanMania »

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
นักเขียนลามกเจอเจ้าชายลามกกว่าไปอี้กกก 555
ไม่รู้จะสงสารหรือแสดงความยินดีกับนักเขียนดี
เนี่ย Big data เลยนะ

ออฟไลน์ Negative

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
  :-[ โถ่เจ้าค้างเลย
ปล.อยากให้เขียนวันอัพเดทที่หัวเรื่องด้วยค่ะ เผื่อคนอื่นไม่รู้ว่าอัพแล้ว

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ทำไมเราใส่วันที่อัพเดตตรงหัวเรื่องแล้วมันไม่ขึ้นนน T^T

ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 661
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
อ่าว อลิศท้องด้วย? เห่ยย งี้ก็ยิ่งกลับไปไม่ได้ใหญ่เลย เฮ้ออ พีเอ้ยเห็นแก่ตัวจริงๆเลยแก

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
เปลี่ยนหัวข้อตรงโพสต์หรือกระทู้แรกค่ะ ลองดูรึยังคะ
ใส่แบบที่ใส่แบบนั้นเลย จะได้รู้ว่าอัปเดทแล้ว

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ได้แล้ววว > < ขอบคุณนะคะ /เล่นยากจริงวุ้ย 555

ออฟไลน์ naezapril

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
ใจคอไม่ดีเลยเวลาอ่านใต้เส้น
_____________

นักเขียนเพิ่งรู้ว่าเวลาถูกเลียที่หัวนมพร้อมกับถูกไซร้คอไปด้วยมันรู้สึกแบบไหน

คือ....  ฮ่าๆๆๆ​ ต้องตั้งสติว่ายังอ่านไม่ถึงตอนจบบท
สู้ๆ​ ครับ​เดี๋ยวก็คล่อง​ เป็นกำลังใจให้

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ JanTi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 69
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1577
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +98/-4
แอบตามอ่าน อยู่นะจ๊ะ

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5238
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-25

ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 7. เจ้าชายคนพี่




นักเขียนยืนกัดริมฝีปากอย่างใช้ความคิดอยู่หน้ากระจก
“.......”
อุตส่าห์คิดว่าความทรงจำเลืองลางนั่นมันเป็นแค่ความฝันหลังจากที่ตัวเองหมดสติไปเพราะเมาหนักและช็อคกับเรื่องที่ภรรยาของคนรักกำลังตั้งท้องจนล้มฟุบไปหน้าห้อง
 
แต่ไอ้รอยช้ำเลือดใต้กรามนี่มันไม่ใช่แล้วโว๊ยยยยยยยยยย
 
ภาพในหัวที่จำได้ลางๆซ้อนทับกันมั่วไปหมด
“.......”
 
‘ขาสวยอย่างที่คิดไว้เลย’
 
‘ถ้าไม่อยากกลับไปก็อ้าขาออก’

 
“ขายหน้าที่สุด..” อยากจะเอาหัวมุดลงไปในชักโครกแล้วกดตัวเองทิ้งลงไปกับท่อระบายน้ำให้รู้แล้วรู้รอด
เมาทีไรอารมณ์อย่างว่ามันพุ่งสูงจนควบคุมตัวเองไม่ได้ทุกที
แต่ถึงจะเมาจนจำอะไรไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็จำความรู้สึกตอนที่ได้ใส่เข้าไปในปากนุ่มๆของใครบางคน..
 
..เจ้ามอปลาย..
 
“.....”
 
 ปากสีลูกพีชสุก กับแพขนตายาวๆทาบลงกับแก้มขาวๆและสัมจมูกโด่งสวย
 
ลมหายใจอุ่นๆเวลาขยับเข้าออก กับลิ้นนุ่มๆที่โอบรัดอยู่ด้านในทุกครั้งที่กลืนเข้าไป
“ปลาย..”
พอหลับตานึกถึงภาพที่ว่า สมองก็พาจินตนาการเพิ่มเติมไปเรื่อย ไม่ได้นำพาเลยว่าเมื่อคืนเกือบจะโดนทำอะไรๆไปบ้าง
“เห้อ... แย่แล้วสิ”
นักเขียนทิ้งตัวพิงกับผนัง หลับตาลงแล้วจินตนาการถึงริมฝีปากของเจ้ามอปลายที่ยังเหลืออยู่ในความทรงจำก่อนจะลูบมือลงไปจัดการกับไอ้ตัวน้อยที่ตั้งชันขึ้นมาแค่คิดถึงหน้าสวยๆที่หลับตาพริ้มอยู่ตรงกลางหว่างขาเมื่อคืน
 
 
 
____________
 


“ตรงนี้จะเป็นที่อยู่สำหรับช้างในวัยเด็ก เรียกว่าเนอสเซอรี่ช้าง เด็กๆของเราจะใช้ชีวิตช่วงวัยเด็กอยู่กับแม่ของเค้าแล้วก็ควาญช้างที่จะคอยการดูแลเอาใจใส่เค้าอย่างเต็มที่ แล้วที่นี่ก็ยังส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาการสืบพันธ์ช้างของอโยธยาเรา โดยการร่วมมือกับองค์กรต่างๆในการศึกษาพัฒนาการสืบพันธ์ของช้างทั้งแบบตามธรรมชาติและการผสมเทียม นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่ก็จะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของครอบครัวช้าง การดูแลลูกช้างในด้านต่างๆอย่างใกล้ชิดด้วย”
นักเขียนบันทึกบทสนทาคร่าวๆลงในไอแพดที่เอาติดตัวมายามออกหาวัตถุดิบสดๆนอกสถานที่ขณะที่เดินตามพี่กี๋ที่ทำหน้าที่เป็นไกด์พานักเขียนเที่ยวชมปางช้างด้วยตัวเองหลังจากนักเขียนไปถามทางเพื่อมาที่นี่
“แล้ว ที่นี่ไม่มีการฝึกช้างให้แสดงโชว์ เต้นรำ เตะบอล อะไรพวกนี้เหรอครับ” นักเขียนถามอย่างแปลกใจ เพราะตั้งแต่เข้ามาถึงที่นี่ก็ไม่รู้สึกว่ามีลานแสดงหรืออะไรแบบนั้น มีแต่ต้นไม้กับลำธาร ที่ไม่ต่างจากป่าใหญ่ที่ถูกยกมาไว้ใกล้เมืองหลวงดีๆนี่เอง
พี่กี๋หัวเราะ “ที่นี่เราไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก เจ้าของที่เป็นคนสร้างที่นี่ขึ้นมา เค้าแค่อยากพาช้างกลับคืนสู่ป่าแล้วก็ขยายพันธ์ช้างให้เพิ่มมากขึ้น จากที่ผ่านๆมาล้มหายตายจากไปเพราะถูกคนเอามาใช้งานอย่างทารุณเพื่อหาเงินนี่ล่ะ แล้วก็เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวหรือคนที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาข้อมูล มาสัมผัสกับชีวิตของช้างที่ถือว่าเป็นสัตว์โบราณชนิดหนึ่งที่อีกไม่นานอาจจะสูญพันธ์ไปได้”
นักเขียนรับฟังข้อมูลอย่างสนใจ “แล้วทำไมต้องสร้างที่นี่ขึ้นมาล่ะครับ ป่าของอโยธยาก็ยังอุดมสมบูรณ์ ถ้าจะคืนช้างสู่ป่าก็พาเค้าไปส่งคืนที่ป่าเลยก็ได้นี่นา”
พี่กี๋ยิ้มๆมองช้างตัวเล็กตัวใหญ่ที่วิ่งไล่หยอกล้อกันโครมครามลงไปในลำธาร “ช้างที่เคยถูกคนเอามาเลี้ยงน่ะ เค้าก็เหมือนหมาเหมือนแมวตัวใหญ่นั่นล่ะ นักลองคิดดูสิว่า ถ้าเอาหมาเอาแมวไปปล่อยในป่า เค้าจะอยู่รอดไหม? ช้างก็เหมือนกัน เค้าเคยถูกคนเลี้ยง ถ้าเอาเค้าไปอยู่ป่า เค้าจะถูกช้างที่โตมากับป่าฆ่าตายรึเปล่า?”
นักเขียนชะงักปากกาที่กำลังเขียนยิกๆลงบนไอแพด หันมายิ้มเจื่อนๆให้พี่กี๋ “ผมลืมคิดข้อนี้ไป”
พี่กี๋ชี้มือไปทางช้างตัวน้อยที่เหมือนจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษกำลังหมุนงวงติ้วๆอยู่ข้างๆช้างตัวแม่ที่กำลังกินอ้อยอย่างสบายอกสบายใจ “เห็นนั่นมั๊ย ตัวนั้นชื่อว่าพลายแม่ชบา เจ้าของที่นี่เค้าไปเดินป่าแล้วเจอแม่ชบาตกลงไปในโคลนดูด พอช่วยขึ้นมาแม่ชบาก็เดินตามเค้าต้อยๆ ไม่ยอมกลับเข้าป่าอีกเลย ไล่ยังไงก็ไม่ไป ฝูงมาเรียกก็ไม่ไป สุดท้ายเค้าก็เลยพากลับมาที่นี่แล้วก็เปิดเนอสเซอรี่ขึ้นมา เพราะว่าตอนที่พามา แม่ชบาท้องแก่ใกล้จะคลอดแล้ว”
นักเขียนมองเจ้าตัวน้อยที่วิ่งลอดท้องแม่กลับไปกลับมาอย่างร่าเริงแล้วก็อดจะคิดไม่ได้ว่าที่นี่ช่างต่างจากปางช้างที่อื่นๆเหลือเกินที่ส่วนใหญ่ก็ยังจำเป็นต้องแฝงธุรกิจเอาไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลช้างส่วนหนึ่ง แล้วก็เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของคนที่เกี่ยวข้องอีกส่วนหนึ่งด้วย
“เจ้าของที่นี่ คงเป็นคนใจดีแล้วก็รักสัตว์เอามากๆเลยนะครับ ทั้งหมดนี่เค้าใช้เงินส่วนตัวเป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้นเลยเหรอ? เพราะค่าเข้าก็ถูกมาก เหมือนแค่เก็บเป็นธรรมเนียมเฉยๆ แทบไม่ได้อะไรเลยด้วยซ้ำวันๆหนึ่ง”
พี่กี๋โยนอ้อยในมือไปให้แม่ชบา “อื้ม เค้าใช้เงินส่วนตัวน่ะ ค่าเข้าที่นี่ก็เก็บเป็นธรรมเนียมเฉยๆอย่างที่นักว่า แล้วก็ไม่ได้เอามาใช้จ่ายในปางช้างหรอกเค้าเอาไปให้บ้านหมาแมวพิการ เป็นค่าอาหารกับค่าใช้จ่ายหลายๆส่วน ..จะว่าไป วันนี้คุณเจ้าของที่นี่เค้าก็มาด้วยนะ นักอยากเจอเค้ามั๊ยล่ะ?” พี่กี๋หันมาถามยิ้มๆ
“อ่า จะไม่ไปรบกวนเค้าเหรอครับ” แต่ถ้าได้เจอก็คงจะดี เป็นคนหน้าตาแบบไหนกันนะ จิตใจถึงได้อ่อนโยนไร้ข้อจำกัดขนาดนี้
“ฮื่อ ไม่หรอก เค้าใจดีจะตาย คนที่นี่รักเค้าทุกคน นักเองถ้าได้เจอเค้าซักครั้งเดี๋ยวก็จะอยากมาที่นี่ทุกวัน ไม่เชื่อตามพี่มา”
 
นักเขียนเดินตามพี่กี๋ลัดเลาะไปตามลำธารที่ไหลเอื่อยๆ
ธรรมชาติที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบและร่มรื่นทำให้ต้องสูดหายใจเข้าปอดยาวๆอยู่หลายครั้งอย่างชื่นใจ
 
‘เป็นประเทศที่หลายๆอย่างยังไม่ถูกความเจริญก้าวหน้าคุกคามจนสูญเสียสิ่งดีๆที่มีอยู่ไปจนหมดเลยจริงๆ ดีจังเลยนะ’
 
“โน่นไง คุณเจ้าของกำลังอาบน้ำให้พลายใบมันอยู่โน่น”
นักเขียนมองตามมือพี่กี๋ชี้ก็เห็นใครบางคนกำลังใช้ใยมะพร้าวขัดๆถูๆให้เจ้าตัวใหญ่ที่นอนแช่น้ำอย่างสบายอกสบายใจอยู่กลางลำธาร
“เค้าเอาอะไรถูมันน่ะพี่ แบบนั้นมันไม่เจ็บเหรอ?”
“ฮ่าๆ ไม่หรอก อันนั้นน่ะคือใยมะพร้าว มันเหมือนเป็นการนวดผ่อนคลายให้เค้าสงบ เพราะธรรมชาติของช้างน่ะจะมีอาการบ้าคลั่งปีละ 4-5 เดือน การอาบน้ำขัดตัวให้เค้าบ่อยๆจะช่วยลดความเครียดให้กับช้างได้ นักอยากลองดูมั๊ยล่ะ เดี๋ยวพี่ไปเอาชุดมาให้เปลี่ยน”
นักเขียนก้มลงมองเสื้อผ้าที่ตัวเองใส่มาแล้วหันไปมองน้ำในลำธารที่ดูท่าจะเย็นสบายเอาเรื่องอยู่
 
 
 


“อ่ะ อันนี้ใยมะพร้าว เอาไปด้วย ขัดๆนวดๆ ถูๆเข้าไป เค้าชอบ”
“เค้า? พี่กี๋หมายถึงให้ผมเอาไปขัดคุณเจ้าของเหรอครับ”
“กวนตีนนะเราอะ”
พี่กี๋ยัดใยมะพร้าวใส่มือให้นักเขียนแล้วหันไปโบกไม้โบกมือให้คนที่กำลังลอยคออยู่ในลำธารกับช้าง “เจ้าครับ น้องชายผมอยากจะขออณุญาติลงไปช่วยขัดตัวให้สาวๆด้วยได้มั๊ยครับ”
คนที่ขัดๆถูๆให้ช้างอยู่หันหน้ามามอง
นักเขียนตกใจ เพราะไม่ได้สังเกตุตอนแรกว่าคนที่ลอยคออยู่กับช้างนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่มีใบหน้าเดียวกันกับเจ้ามอปลาย คนที่เขายืมหน้าหวานๆนั้นมาใช้ทำอะไรๆในห้องน้ำก่อนจะมาที่นี่นี่เอง
 
อย่าบอกนะ ว่าคุณเจ้าของที่นี่ คือเจ้ามอต้น
 
“......” เจ้ามอต้นพอรู้ว่าน้องชายที่ว่าของพี่กี๋คือใครก็ขมวดคิ้วใส่แล้วพาพลายใบมันลอยยคอมาใกล้ๆฝั่ง
“ตามมาเก็บข้อมูลถึงที่นี่เลยเหรอ”
นักเขียนรู้สึกว่าหน้ามันร้อนๆตอนเห็นแผงอกเปล่าเปลือยของคนถามพ้นน้ำขึ้นมา
 
‘ไอ้พัด ไหนมึงว่าเข้ม ขาวแทบไม่แพ้คนน้องเลยเถอะ หัวนมเป็นสีชมพูขนาดนั้นน่ะ’
 
“.......” เจ้ามอต้นมองคนที่เหม่อใส่หัวนมเขานิ่งๆก่อนจะปาใยมะพร้าวในมือขึ้นมาจากน้ำ
 
“เช็ดซะ เลือดกำเดาไหลเข้าปากแล้วน่ะ”
 
นักเขียนรีบยกหลังมือขึ้นมาเช็ดเหนือริมฝีปากตัวเองพร้อมกับหน้าแดง ใยมะพร้าวที่ปามามันแปะลงบนหัวเขาอย่างพอดิบพอดี
“มีที่ไหนกันล่ะ ก็พูดเว่อร์” ดีที่ว่าพี่กี๋เดินแยกออกไปดูแลเด็กตัวน้อยที่เอางวงมาลากพี่กี๋ไปเล่นด้วยเลยไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับคนที่ปาใยมะพร้าวมา

แต่หัวนมก็สวยจริงๆ    อืม.. ถ้าเลือดกำเดาจะไหลก็คงไหลต่อจากนี้ล่ะ ถ้าเกิดว่าคนที่ยังแช่อยู่ในน้ำเดินขึ้นมาแล้วเห็นส่วนที่เหลือทั้งหมด

เจ้ามอต้นเหมือนจะรู้ว่ากำลังถูกลวนลามทางความคิด เลยหันไปกระซิบอะไรบางอย่างกับช้างสาวใบมันก่อนจะออกคำสั่งให้ลากนักเขียนลงมาในน้ำโดยที่นักเขียนไม่ทันระวังตัว
“เห้ยย!!!”
เสียงคนหล่นลงไปในน้ำตูมใหญ่ท่ามกลางอาการดีอกดีใจของช้างใบมันที่ชอบแกล้งคนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอนักเขียนโผล่หัวขึ้นมาจากน้ำก็โดนงวงสีดำกดหัวจุ่มลงไปใต้น้ำอีกอย่างสนุกสนานโดยที่เจ้าของปางช้างก็ไม่ได้คิดจะห้ามการกระทำของช้างสาวแต่อย่างใด จนนักเขียนตะเกียกตะกายไปเกาะตัวเจ้ามอต้นได้แล้วโผล่หัวขึ้นมาจากใต้น้ำนั่นล่ะ รัชทายาทลำดับที่สองของอโยธยาถึงได้สั่งใบมันให้หยุดแกล้ง
นักเขียนไอแค่กๆเพราะสำลักน้ำเข้าไปหลายอึก เพิ่งรู้ว่าน้ำตรงนี้มันลึกก็ตอนที่ขาหยั่งพื้นไม่ถึงจนต้องเกาะเจ้ามอต้นที่ใช้พลายใบมันเป็นที่ยึดเอาไว้สบายๆหลอกให้นักเขียนคิดว่าพื้นมันยืนถึงเลยซ่าส์คิดจะลงมาช่วยอาบน้ำให้ช้าง
“คุณ เล่นบ้าอะไรเนี่ย! ผมจมน้ำตายทำไง แค่กๆ”
เจ้ามอต้นขำ “น้ำแค่นี้ไม่ตายหรอก โตขนาดนี้ว่ายน้ำไม่เป็นหรือไง”
นักเขียนโวยวายเอามือข้างหนึ่งมาลูบน้ำออกจากหน้า อีกมือยังคล้องคอเจ้ามอต้นไว้ ลืมไปชั่วขณะว่าตอนนี้อยู่ในท่าล่อแหลมเชิงนิยายแค่ไหน “บ้าเหรอ! น้ำแค่เข่าคนจะตายมันก็จมได้มั๊ย”
คนถูกว่าทำหน้าหน่ายๆ “..ขี้โวยวาย.. ว่าแต่ จะปล่อยได้ยัง? นี่ลงมาช่วยอาบน้ำให้ช้าง หรือลงมาอ่อยผม?”
นักเขียนชะงัก รีบผละออกไปเกาะใบหูใหญ่ๆของแม่สาวใบมันเป็นที่ยึดแทน “อ่อยบ้าอ่อยบออะไร คุณไม่ใช่เจ้ามอปลายผมจะอ่อยคุณเพื่—“
เจ้าชายคนพี่หรี่ตามองคนที่พูดยังไม่ทันจบประโยคก็รีบเอามือมาตะครุบปากตัวเองไว้แล้วทำสายตามีพิรุธ
“สรุปว่า คิดจะอ่อยน้องชายผมจริงๆสินะ”
นักเขียนกลอกตาหนี
“หึ. เมื่อคืนนี้คิดว่าเป็นปลาย ก็เลยทำเป็นวูบใส่หวังจะให้น้องผมพาเข้าห้องล่ะสิ” เจ้ามอต้นทำเสียงต่ำ “... ดูท่าจะเขียนนิยายมากไปแล้วนะผมว่า เอานิสัยนางเอกในนิยายของตัวเองมาอ่อยผู้ชายแบบนี้น่ะ”
นักเขียนวักน้ำขึ้นมาสาดใส่หน้าคนพูด “ก็ถ้ารู้ว่าเป็นคนกวนประสาทแบบคุณผมก็ไม่อ่อยหรอก!”
“หึ.. เหรอ? ใครกันนะที่ไถก้นเข้าหาผมทั้งคืนน่ะ ลืมไปแล้วรึเปล่า”
นักเขียนหน้าร้อนฉ่า แน่นอนว่ายิ่งเจ้าตัวมาพูดตรงหน้าขนาดนี้ไอ้ความทรงจำที่เลือนๆรางๆมันชัดยิ่งกว่าระบบฟูลเอชดี
เจ้าชายคนพี่โน้มตัวเข้าไปหาแล้วกระซิบเสียงต่ำแหบพร่าแบบที่ใช้เมื่อคืนตอนนักเขียนไถก้นเข้ามา
 
‘หรือจำไม่ได้ ว่ายิ่งดิ้น ก้นคุณมันยิ่งโดนผมน่ะ หืม.. เจ้านักเขียนลามก’
 
“......”
 
นักเขียนจดใส่หัวเอาไว้เลยว่า เจ้าคนพี่น่ะนิ่งๆแต่กวนประสาทเป็นที่สุด นิสัยไม่ได้น่ารักเหมือนเจ้าคนน้องเลยแม้แต่นิดเดียว
 
“.....”
 
แล้วก็
 
หัวนมสวยเป็นบ้าเลย (เช็ดเลือดกำเดาที่ทำท่าจะไหลออกมาจริงๆ)
 
 
 
 

“เอ้า? รู้จักกันแล้วเหรอครับ นักไม่เห็นบอกพี่เลย ไปรู้จักกันตอนไหน?” พี่กี๋ถามอย่างแปลกใจหลังจากนักเขียนและเจ้ามอต้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็มานั่งทานอาหารด้วยกันที่บ้านพักส่วนตัวภายในปางช้าง
“ก็ไม่ได้อยากรู้จักเท่าไหร่หรอกครับ” คนกวนประสาทแบบนี้น่ะ
เจ้ามอต้นตักข้าวเข้าปากแล้วแอบยิ้มขำ แต่ทำเป็นตีหน้าขรึมใส่
 
ปากก็บ่นๆด่าๆ แต่หน้าก็แดงทุกครั้งที่สบตากับเขา
น่าแกล้งซะจริง
 
“แล้วมาที่นี่ นี่ จะมาหาปลายหรือตั้งใจมาเก็บข้อมูลผม”
นักเขียนหันไปยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มก่อนจะตวัดสายตาตอบแบบขวางๆ “เพื่อนผมบอกว่าถ้าจะเจอคุณ ก็ต้องมาที่นี่ พี่กี๋ก็เลยพาผมมา”
“เพื่อนคุณ?”
“อ๋อ ไอ้พัด น้องชายผมเองน่ะครับ  บก.ส่วนตัวของนักเค้าน่ะ”
เจ้ามอต้นรวบช้อนแล้วหันไปดื่มน้ำบ้าง
สายตาเหลือบไปเห็นรอยช้ำที่โผล่ออกมาจากพลาสเตอร์สีเนื้อที่เจ้าตัวคงตั้งใจจะแปะรอยจูบที่เขาทำเมื่อคืน
“คุณยิ้มอะไร?” นักเขียนระแวงพอเห็นเจ้ามอต้นเอาแต่จ้องเขาตั้งแต่ตอนที่ยกแก้วน้ำขึ้นมาจรดริมฝีปากแล้ว
 
สายตาไม่น่าไว้ใจเลยจริงๆ
 
“เปล่า” เจ้ามอต้นตอบเรียบๆแล้วหันไปหาพี่กี๋ “ผมกลับก่อนนะ ต้องแวะไปรับปลาย ฝากพี่กี๋ดูแลที่เหลือด้วยแล้วกัน”
“ได้ครับเจ้า”
เจ้ามอต้นพูดจบก็หันไปคว้ากุญแจรถกับโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างๆแล้วลุกขึ้นยืน
“เอ่อ..”
“อะไร?”
นักเขียนอึกอัก ก่อนจะพยายามส่งรอยยิ้มหวานๆให้คนที่เพิ่งจะทำตาขวางใส่เมื่อกี๊ “ถ้าไปรับเจ้ามอปลาย ผมขอติดรถไปด้วยได้มั๊ย”
“.....” เจ้ามอต้นทำหน้านิ่งๆ
“คุณไม่ต้องไปส่งผมที่โรงแรม ผมกลับเองได้ ผมแค่อยากไปดูเจ้ามอปลายเวลากลางวันว่าเค้าทำอะไร ..บ้าง แค่นั้น ขากลับเดี๋ยวผมนั่งแท็กซี่กลับ สบายมาก ผมมีเบอร์แท็กซี่ที่พี่กี๋ให้ไว้อยู่ ไม่เป็นภาระคุณหรอก”
พี่กี๋มองนักเขียนกับเจ้ามอต้นสลับกัน
 
คนสองคนที่ดูท่าทางไม่ค่อยถูกกันจะนั่งรถไปด้วยกันนี่นะ จะมีใครโดนปล่อยไว้กลางทางมั๊ยล่ะ
 
เจ้ามอต้นหันไปหยิบกระเป๋าสตางค์ก่อนจะคว้าขวดน้ำดื่มขวดเล็กๆที่ตั้งอยู่ข้างๆมาถือแล้วเดินลิ่วออกไป
 
“ก็ถ้าจะนั่งเงียบๆไม่พูดมากตลอดทาง ก็รีบตามมา”
 
 
 
 
_______________
 
 
 
“รู้อะไรมั๊ย. ผมขับรถคันนี้มาเป็นปีๆ ไม่เคยยางแตก ไม่เคยยางรั่ว ไม่เคยเสียกลางทาง”
“ครับๆ ผมมันเป็นตัวซวยของคุณ ขอโทษละกัน”
เจ้ามอต้นเหล่มองคนที่ฟึดฟัดหัวเสียพอถูกเขาว่า หลังจากรถที่กำลังขับมาดีๆก็เกิดยางแตกกลางทาง แต่ดีที่เป็นช่วงชะลอความเร็วเลยบังคับรถเข้าข้างทางได้อย่างปลอดภัย
เจ้ามอต้นเอามือถือขึ้นมากดๆ นักเขียนที่ลงจากรถมายืนอยู่ริมถนนด้วยกันขมวดคิ้วใส่
“ยางแตกแค่นี้ เปลี่ยนเองก็ได้มะ จะโทรไปรบกวนคนอื่นทำไม เป็นผู้ชายรึเปล่าคุณน่ะ”
 
“......”
 
 
 
เจ้ามอต้นยืนกอดอกพิงรถมองคนที่ใช้แม่แรงสอดเข้าไปใต้ท้องรถก่อนจะปั๊มแม่แรงยกรถลอยพ้นพื้นถนนขึ้นมาพร้อมกับเทศนาไปด้วย
“ของในรถก็มีทุกอย่างขนาดนี้ ถ้าทำเองไม่เป็นคุณจะพกให้หนักรถไปทำไม รู้มั๊ยว่าการเปลี่ยนยางอะไหล่อะ ถ้าขับรถก็ต้องศึกษาไว้ด้วย ยามจำเป็นจะได้ไม่โทรไปร้องไห้ใส่คนอื่น” เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าเจ้ามอต้นเอาโทรศัพท์มากดๆไม่สนใจเหมือนกำลังไฝว้เกมส์กับใครซักคนอยู่เพื่อฆ่าเวลาขณะที่นักเขียนกำลังโชว์ความแมนเปลี่ยนยางรถให้พร้อมกับบ่นยืดยาว
“........”
พอเสียงบ่นกับเสียงกุกกั่กๆของเครื่องมือที่ใช้คลายน็อตเงียบไป เจ้าของรถที่ยืนเล่นเกมส์สบายอกสบายใจก็เหลือบมามอง
เห็นว่าช่างจำเป็นกำลังขมวดคิ้วมองใส่ตาขวางอยู่ที่เขาไม่ได้ทำตัวมีประโยชน์อะไรเลย
“อะไร ฟังอยู่ไง คุณทำไป ก็สอนผมไปด้วย ไม่เห็นยาก สมองผมฟังแค่รอบเดียวก็จำได้แล้ว”
นักเขียนเคี้ยวฟันอย่างหงุดหงิด ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกอยากบีบคอเจ้ามอต้นอยู่ตลอดเวลา โคตรกวนเลยให้ตายเถอะ
 
แต่ก็นะ อุตส่าห์อ้อนวอน ก็จะสอนวิถีลูกผู้ชายแบบง่ายๆให้ก็แล้วหัน
เหอะ..
 
“ก่อนอื่น คุณก็เอาแม่แรงสอดเข้าไปให้มันอยู่ใต้ท้องรถ หาตำแหน่งที่มันสามารถรองรับน้ำหนักรถได้ แล้วก็ยกรถให้ลอยขึ้นจากพื้น แบบนี้”
เจ้ามอต้นเหลือบตามามองแต่มือยังกดยิกๆอยู่บนหน้าจอมือถือ “ อืมๆ แล้วไงต่อ”
“แล้วก็ใช้บล็อคถอดน็อตล้อ คลายน็อตออกให้หมดทุกตัว หมุนบล็อคก็หมุนทวนเข็มนาฬิกา แบบนี้” นักเขียนออกแรงพอสมควรเพราะน็อตค่อนข้างแน่นทีเดียว
“อืมๆ ถอดน็อตออกทั้งหมด แล้วทำไงต่อ”
นักเขียนวางน็อตลงกับพื้นถนนดังกุ่กกั่กๆ เจ้ามอต้นก็เงี่ยหูฟังแล้วแอบยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไรขัดปล่อยให้ช่างมือดีทำงานของเขาต่อไปอย่างภาคภูมิใจ
“พอถอดน็อตออกมาทั้งหมดละ ก็ดึงล้อออกมา แบบนี้ แล้วก็เอายางอะไหล่ใส่เข้าไปแทน” นักเขียนเงยหน้าขึ้นมาขมวดคิ้วโวยวายใส่คนที่ไม่คิดจะยื่นมือมาช่วยอะไรเขาเลยแต่กลับยืนพิงรถเล่นเกมส์สบายใจ "เฮ้! คุณก็มาช่วยกันหน่อยสิ เลิกเล่นก่อนได้มั๊ยเกมส์เนี่ย”
“.......” เจ้ามอต้นเหลือบตามามอง แล้วก็ทำหูทวนลม เดินอ้อมไปยืนอยู่ท้ายรถเฉย
“เอ๊า... อะไรของคุณเนี่ย” นักเขียนนึกอยากโทรเรียกแท็กซี่ให้มารับแล้วปล่อยไอ้คนกวนประสาทนี่นั่งเฝ้ารถที่ยกเติ่งไว้แบบนี้คนเดียวจริงๆ
เจ้ามอต้นตะโกนมา “อยู่ๆก็ขี้เกียจฟัง เสร็จก็เรียกละกัน”
“.......”
 
อยากจะปาบล็อคในมือใส่หัวคนจังโว้ยยยยยยย
 
นักเขียนหายใจทิ้งแรงๆก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาใส่ยางอะไหล่เข้าไปแทนล้อที่ถอดออกมา จัดการขันน็อตเอาไว้ตามเดิมให้แน่นที่สุดแล้วลดแม่แรงลงจนล้อรถทั้งหมดแตะพื้น โดยไม่ลืมที่จะตรวจเช็คน็อตอีกครั้งว่าขันแน่นดีแล้วรึยังก่อนจะลากแม่แรงออกมาจากใต้ท้องรถแล้วถือบล็อคขันน็อตเดินดุ่มๆไปหาเจ้าของรถ
“คุณเล่นเกมส์เสร็จแล้วใช่มั๊ย?” นักเขียนหน้าตึง
เจ้ามอต้นเงยหน้า หันมามองแล้วยักไหล่ทำหน้าไม่รู้สึกรู้สา
“คุณมันกวนโคตรๆ แถมไร้ประโยชน์สุดๆเลยให้ตายเถอะ”
เจ้ามอต้นทำหน้านิ่งใส่แล้วยกมือถือขึ้นมากดเบอร์โทรออกอีกรอบ
“แต่ผมก็ยังดีกว่าคุณ ไอ้คนประเภทพูดเองเออเอง ไม่ถามสุขภาพใครก่อนซักคำน่ะ” ว่าเรียบๆแล้วหันหน้าไปพูดกับคนในสาย “ไปช้าหน่อยนะ รถเสียน่ะ แต่มีคนซ่อมให้แล้ว คงถึงช้าซัก 20 นาที” กดวางสายแล้วหันไปพูดกับนักเขียนที่หน้ามอมไปข้างหนึ่งเพราะเผลอเอามือมาเช็ดเหงื่อตัวเองตอนใส่ล้ออะไหล่เข้าไป “เมื่อกี๊แค่จะโทรหาปลาย  แล้วก็ คุณคิดว่าผมขับรถได้อย่างเดียว แต่เปลี่ยนยางอะไหล่เองไม่ได้รึไง หน้าผมมันดูคุณหนูขนาดนั้นเลย”
 นักเขียนอ้าปากค้าง มองเจ้าของรถที่คว้าบล็อคไปจากมือพร้อมกับหันไปคว้าแม่แรงด้วยมือข้างเดียวเดินตัวปลิวไปท้ายรถ
“เดี๋ยวนะ! นี่คุณหลอกใช้ผมเหรอ!?”
เจ้ามอต้นเก็บอุปกรณ์ใส่ท้ายรถก่อนจะดึงฝากระโปรงปิดแล้วหันมายักคิ้วใส่แบบกวนๆ
 
“ไม่ได้ใช้ ไม่ได้พูดอะไรซักคำ”
 
พูดจบก็เดินอ้อมไปที่ประตูรถฝั่งคนขับ เปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งในรถแล้วบีบแตรเรียกนักเขียนที่ยืนขยำมือตัวเองเพื่อสงบสติอารมณ์อยากฆ่าคนอยู่ข้างถนน
 
“ยืนซื่อบื้ออะไรอยู่ล่ะ รีบมาขึ้นรถ”
 
นักเขียนหันไปเตะล้อรถที่เพิ่งจะใส่เข้าไปแทนล้อที่แตก
 “สาบานเลยถ้าผมเขียนนิยายแล้วใช้คาแรคเตอร์จากคุณ ผมจะทารุณกรรมคุณตั้งแต่ต้นจนจบ จะเขียนให้เมียมีชู้ ไม่ก็เป็นชู้กับเมียคนอื่นแล้วถูกผัวเค้ามาเอาไปขังไว้แล้วทารุณกรรมในห้องใต้หลังคาเช้าเย็น แล้วคุณไม่มีทางได้เป็นรุกในนิยายของผมซักเรื่อง สาบาน!! ผมจะ— เห่ย!.......เดี๋ยวก่อน รอด้วย! ไอ้เจ้าชายบ้าอย่ามาทิ้งกันไว้ข้างถนนแบบนี้นะเว้ย!”
 
 
 
 
 
เจ้ามอปลายมองพี่ชายทีมองคนที่มากับพี่ชายทีพร้อมกับเลิกคิ้วสงสัย
“มาด้วยกันได้ไงครับเนี่ย แล้วทำไมคุณถึงหน้าตามอมแมมแบบนั้น ฮึ?”
นักเขียนมองคนที่เอื้อมมือมาเช็ดคราบเปื้อนที่แก้มให้โดยไม่กลัวว่ามือตัวเองจะเลอะด้วยความรู้สึกล่องลอย
 
ก็อ่อนโยนไปหมดทุกอย่างแบบนี้ไง ถึงได้ยอมตกลงไปในหลุมพรางที่พอจะรู้ว่าไม่มีทางได้เห็นก้นสวยๆนั่นส่ายอยู่ตรงหน้าแน่นอน

ไม่เหมือนใครบางคน โคตรจะกวนประสาท แถมยังใจดำปล่อยให้เขานั่งหน้ามอมมาตลอดทาง แถมยังพาเดินจนเกือบทั่วมหาลัยด้วยหน้าตาเลอะเทอะแบบนี้โดยไม่คิดที่จะบอกเขาซักคำ
“เห็นไปคุ้ยเขี่ยอยู่แถวๆปางช้าง ก็เลยเอาใส่รถมาด้วย” เจ้ามอต้นดึงหนังสือห้าหกเล่มจากมือน้องชายมาถือให้
นักเขียนหันขวั่บไปมองคนพูด “ผมไม่ใช่หมานะ!”
“ก็ไม่ได้พูดซักคำ” เจ้ามอต้นพึมพัม
นักเขียนทำท่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเหมือนอยากจะโดดเข้าไปบีบคอคนข้างๆซักที
เจ้ามอปลายรีบห้ามทัพ “อะๆ พอๆ ไม่ต้องตีกัน น้องหิวข้าวแล้วล่ะ เจ้าพี่กับนักทานอะไรมารึยัง?”
“อื้ม.. รองท้องมาแล้วนิดหน่อย”
นักเขียนนึกด่าในใจ ‘แล้วก็ไม่บอกว่าจะมากินข้าวกับน้องชาย ปล่อยให้ยัดมาซะเต็มท้อง ไอ้บ้าเอ๊ย..’
แต่คนข้างๆเหมือนจะรู้ว่าถูกแอบด่า “อะไร คุณอิ่มก็กลับโรงแรมไปก่อนสิ เดี๋ยวผมกับปลายไปกินกันสองคน มาแค่หาข้อมูลว่าปลายทำอะไรตอนกลางวันไม่ใช่เหรอ ก็รู้แล้วนี่ไง ปลายสอนเปียโนอยู่ที่นี่ ได้ข้อมูลที่ต้องการแล้วก็กลับไปซะ เราจะไปกินข้าว”
นักเขียนหันมาทำหน้าหงอยๆใส่เจ้าชายคนน้อง ที่แน่นอนว่าแค่มองหน้าเจ้ามอปลายก็แพ้สายตาลูกกวางจะถูกทิ้งของนักเขียนแล้วล่ะ
เจ้ามอปลายเอามือมาดึงแก้มนักเขียนตัวน้อยที่ทำหน้าตาน่ารักน่าชังเหมือนจะให้เขาเอาไปด้วย “ก็ไปทานของว่างเล่นๆก็ได้ กว่าจะถึงผมว่าคุณก็คงหิวแล้วล่ะ จะได้ไม่ต้องเปลืองค่ารถ ทานข้าวเสร็จแล้วเดี๋ยวให้เจ้าพี่ไปส่งที่โรงแรม”
นักเขียนหันมายักคิ้วใส่เจ้าชายคนพี่อย่างผู้ชนะ
เจ้ามอต้นทำหน้าไม่สนใจหันไปยกมือรับไหว้เด็กนักเรียนของน้องชายที่เดินเข้ามาทัก
“สวัสดีค่ะเจ้ามอต้น สวัสดีค่ะคุณ...” เด็กสาววัยรุ่นที่กำลังเข้าสู่ช่วงสวยสะพรั่งจัดเป็นเด็กมารยาทงามเลยทีเดียว พอไหว้เจ้าชายคนพี่ของอาจารย์เสร็จก็หันมาไหว้นักเขียนทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันด้วย
“นี่คุณนัก เพื่อนของผมกับเจ้าพี่” เจ้ามอปลายแนะนำคนแปลกหน้าให้รู้จักกัน “นี่คุณแพร ลูกสาวท่านคหบดี เป็นนักเรียนในคลาสของผมเอง”
คนที่รู้ตัวว่าอายุน้อยกว่ารีบประนมมือไหว้อีกรอบ “สวัสดีค่ะคุณนัก” มองนักเขียนแล้วยิ้มเขินๆ “..เพื่อนอาจารย์หล่อมากเลยนะคะ”
นักเขียนรับไหว้แบบเก้อๆเขินไปเหมือนกัน “สวัสดีครับ ..” ไม่รู้จะพูดว่าอะไร ถึงปกติจะถูกชมเรื่องหน้าตาอยู่บ่อยๆก็เถอะ
เจ้ามอปลายหันไปดีดหน้าผากลูกศิษย์คนสวยเบาๆ “อย่ามาจีบเพื่อนผมนะ”
เจ้าตัวช้อนสายตาขึ้นมองอ้อน “ฮื่ออ น้องแพรไม่ได้จีบนะคะ”
เจ้ามอปลายหัวเราะ “แล้ว มีอะไรรึเปล่าคะ? เดี๋ยวผมจะกลับแล้ว”
ลุกศิษย์คนสวยเงยหน้าขึ้นยิ้มพร้อมกับกอดหนังสือแนบอกไว้ “คือ อาทิตยหน้าน้องแพรมีธุระกับคุณพ่อ อาจจะไมได้เข้าเรียนชั่วโมงของอาจารย์ 2-3 วัน เลยมาบอกอาจารย์ก่อนน่ะค่ะ”
เจ้ามอปลายพยักหน้า “โอเค.. ได้  เดี๋ยวถ้าไม่ทันคนอื่นก็บอกนะ ผมจะสอนนอกรอบตอนเลิกเรียนให้”
“จริงเหรอคะ”
“อื้ม จริงสิ ก็คุณตั้งใจเรียนคลาสของผมมาตลอดเลยนี่ ถือว่า.. เป็นของรางวัลให้เด็กดีที่ตั้งใจเรียนแล้วกัน”
ลูกศิษย์คนสวยก้มหน้าลงมองพื้นเพื่อซ่อนสีแดงระเรื่อที่ฟ้องขึ้นมาตรงแก้ม “..ขอบคุณนะคะ..”
เจ้ามอปลายเอื้อมมือไปยีผมนุ่มเบาๆ “ขอบคุณทำไมคะ แค่ตั้งใจเรียนคลาสของผมก็พอแล้ว”
 
นักเขียนหันหน้ามองไปทางอื่น อารมณ์บางอย่างในใจมันคุกรุ่นขึ้นมาเบาๆ
 
เจ้ามอต้นมองน้องชายที่พูดคุยกับลูกศิษย์สาวจนเหมือนจะทิ้งใครบางคนเอาไว้ในห้วงความคิดของตัวเอง
“......” สายตาคมกริบเหลือบมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเหมือนข่มอารมณ์บางอย่างของนักเขียนก่อนจะหันไปเรียกน้องชายพร้อมกับยัดหนังสือของเจ้ามอปลายใส่มือให้คนที่ทำหน้าเหมือนลูกหมาถูกทิ้งอยู่ข้างๆ
 
“ไปกันเถอะ พี่หิวแล้ว เดี๋ยวเย็นกว่านี้รถจะติด”
 
 
 
 
 
 ___________________________
ตอนนี้ปั่นได้ไม่ยาวมาก เพราะคนเขียนติดงานคอนเสิร์ตพี่ๆโปเตโต้ของที่ทำงานวันนี้พอดี T^T
จริงๆต้องอัพตั้งแต่เมื่อวานแต่ไม่ทันเลยต้องมาลงวันนี้แทน  :hao4:
ปล. รู้สึกสนุกดีกับคาแรคเตอร์เจ้านักเขียน ถ้าเปรียบเทียบกับองค์ชายรัชทายาทใน [องค์ชายกับนายมาเฟีย] นี่คาแรคเตอร์สองคนนี้จะเป็นคนละแบบ องค์ชายเค้าจะนิ่งๆ เงียบๆ พูดแบบนับคำได้ แต่พูดออกมาก็ดาเมจจนพ่อมาเฟียเดดแอร์ไปเป็นพักๆ (55) แล้วคนนั้นเค้าจะเร่าร้อนแบบซุกซ่อน ถ้าไม่โดนพ่อคนห่ามไปกระตุ้นหนักๆก็จะไม่แสดงออกมา แล้วก็อ้อนเก่ง ส่วนเจ้านักเขียนจะมีความทะลึ่งลามกในตัวสูง แต่ไม่ได้จะสื่อว่านักเขียนนิยายทุกคนนิสัยแบบเจ้านักเขียนนะคะ 555
เรื่องนี้ภาษาจะค่อนข้างกระชับแล้วก็ทะลึ่งกว่ามาเฟีย ถ้าอ่านเจอคำว่า ก้น หรือ หัวนม ก็อย่าตกใจ (เพราะในมาเฟียจะไม่มีคำพวกนี้อยู่เลย) สำหรับเรา เราว่าสองคำนี้มันทะลึ่งๆ เหมาะกับคาแรคเตอร์เจ้านักเขียนดีเลยเอามาใช้ มันไม่ได้ลามกนะ แต่มันทะลึ่ง (ซึ่งแฟนในทวิตหาว่าเราเป็นคนทะลึ่งไปเรียบร้อยแล้วล่ะ 555)
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์และทุกความช่วยเหลือในการลงและอัพนิยายนะคะ > < เป็นกำลังใจที่น่ารักมากๆเลยค่ะ ไอ้ข้างบนน่ะเราขายของ อย่าไปสนใจเลย -.,- (แต่งานสัปดาห์หนังสือก็ไปเจอ องค์ชายจอมดื้อเงียบกับมาเฟียจอมห่ามที่เหมือนเป็นพี่ชายที่พลัดพรากของเจ้านักเขียนได้ที่บูท B2S นะคะ งิ  :hao6:)



ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5238
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-25
เจ้ามอปลายนี่ คล้ายหมาป่าหุ้มหนังแกะ มากอ่ะ ฮ่า ๆๆ

นักคือ ตกหลุมแบบไม่ต้องให้ใครผลัก เดินลงไปแบบเต็มใจเล้ยยย

ออฟไลน์ golove2

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4633
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-6
ตอนแรกคิดว่า  มอต้นรุก นักเขียนรุก มอปลายรับซะอีก คดีพลิก นักเขียนเป็นรับให้สองมอเฉย

 :oo1: :oo1:


ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนที่ 8.  องค์ชาย กับนายมาเฟีย (หืม..)




“รถมึงถ้ามีอะไรนอกประกันก็บอกมา เดี๋ยวกูจ่ายให้” นักเขียนคุยโทรศัพท์ไปด้วยหมุนโทรศัพท์ของใครบางคนที่ติดมากับถุงกระดาษเล่นไปด้วย
“ไม่มีหรอก ช่างๆแม่งเหอะ กูอยากเปลี่ยนรถใหม่อยู่พอดี”
พอลองกดปุ่มเปิดหน้าจอดูก็เห็นรูปพักหน้าจอเป็นรูปของคนที่ทะเลาะกันแทบจะทุกครั้งที่เจอ แต่แน่นอนว่ามือถือเครื่องนี้ไม่ใช่ของคนพี่แน่นอน รายนั้นทำหน้าที่เป็นคนขับ และมือถือของเจ้าตัวก็วางอยู่บนคอนโซลรถตั้งแต่เปิดประตูเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย
“รวยมากนะมึง เป็นบก.นี่เงินดีจนถอยรถใหม่ปีละคันเลยรึไง”
พัดลมรูดเนคไทออกจากคอก่อนจะทิ้งตัวลงไปกลางเตียงนอน
“แน่นอน แค่นิยายของมึงพิมพ์รอบเดียวกูก็ถอยเบนซ์มาขับได้ล่ะ โถ่ว”
นักเขียนหัวเราะ “แล้ว นี่มึงถึงกับต้องย้ายคอนโดเพราะเรื่องของกูเลยเหรอ ขอโทษนะเว้ย ไม่คิดว่าพี่พีจะทำขนาดนี้”
“เห่ย. อย่าคิดมาก กูจะย้ายอยู่แล้ว ที่ใหม่มันใกล้รถไฟฟ้าด้วย ละอีกอย่าง มันเลี้ยงสัตว์ได้”
นักเขียนแอบหมั่นใส้คนในรูปพักหน้าจอที่ถูกถ่ายตอนกำลังเล่นกับลูกช้างอยู่ด้วยใบหน้าเอ็นดูเจ้าของงวงอันน้อยแบบจับใจ

..ยิ้มแบบนี้เป็นด้วยรึไง..

“มึงจะเลี้ยงอะไร มีเวลาดูแลมันเหรอ”
พัดลมอุ้มแมวตัวใหญ่ขึ้นมาวางบนตักพร้อมกับเอนหลังลงพิงพนักเตียงทั้งที่ยังอยู่ในเชิ้ตทำงาน
“ก็ ไม่รู้อะ วันก่อนกูไปเก็บได้แมวท้องแก่ตัวนึงมา มาไงไม่รู้ อยู่ๆก็เดินตามกูต้อยๆเข้าตึก แต่คอนโดเค้าห้ามเลี้ยงสัตว์ไง ที่ใหม่ให้เลี้ยงได้แค่รักษากฏระเบียบ กูเลยย้าย มันจะได้ไม่ต้องอยู่หลบๆซ่อนๆ ป่วยก็พาไปหาหมอได้ด้วย มึงก็ชอบแมวไม่ใช่เหรอ เดะมันคลอดมึงก็มาแบ่งไปดิ”
นักเขียนเอามือถือใส่ถุงกระดาษไว้ตามเดิมก่อนจะคว้าไฟแช็คกับบุหรี่เดินออกมาที่ระเบียง
“เออ อยากได้อยู่เหมือนกัน แมวไทยปะวะ กูชอบแมวไทย หน้ามันกวนตีนๆดี”
พัดลมเอามือเกาท้องที่ป่องขึ้นมาอย่างชัดเจนของเจ้าก้อนขนสีดำมะเมื่อมบนตัก “แมวไทยๆ ตัวสีดำปึ้ดดเลย ดำยันลูกกะตา ละแม่งชอบมานอนรอหน้าห้องน้ำเวลากูอาบน้ำนะ ผ้าเช็ดเท้าก็สีดำ กูเกือบจะเหยียบให้หลายรอบละ”
นักเขียนหัวเราะ หยิบบุหรี่ออกมาจากซองคาบไว้ตรงมุมปากแล้วจุดไฟแช็ค “มึงก็เปลี่ยนผ้าเช็ดเท้าเป็นสีอื่นดิ เดี๋ยวก็เผลอฆ่าแมวตายทั้งกลมหรอกมึงน่ะ”
ควันสีเทาลอยอ้อยอิ่งออกไปนอกระเบียงโรงแรม
“เออ กูว่าจะไปไดโซะ ซื้อเปลี่ยนให้หมดทั้งห้องเลย พรมใต้เตียงก็ต้องเปลี่ยนใหม่ด้วย เอาสีสว่างๆจะได้เห็นแมวชัดๆ กลางคืนลุกมาเข้าห้องน้ำจะได้ไม่เผลอเหยียบมันเข้า มึงว่าดีมะ” พัดลมเอามือเกาๆใต้คอให้ว่าที่คุณแม่ที่เชิดหน้าให้อย่างชอบใจ
“เออๆ แล้วแต่มึง ดูแลมันดีๆละกัน”
นักเขียนซื๊ดนิโคตินเข้าปอดยาวๆแล้วพ่นออกมา ตาเรียวรีมองจากระเบียงโรงแรมลงไปที่แม่น้ำที่มีเรือสำราญกำลังแล่นผ่านไปมาพร้อมกับเปิดไฟสว่างสดใส
กลับจากไปกินข้าว สองเจ้าก็แวะมาส่งเขาที่โรงแรมก่อนจะกลับวังไป
ใจแอบคิดว่าเจ้าชายคนน้องจะค้างที่นี่ แต่ก็ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง
แต่โชคก็เหมือนจะเข้าข้าง เพราะเขาดันหยิบถุงกระดาษสลับกับถุงของเจ้ามอปลายติดมือขึ้นมาบนห้องด้วย

“......” อยากให้กลับ ..มาเอาซะคืนนี้

“แล้ว วันนี้เป็นไงบ้าง ได้ข้อมูลเจ้ามอต้นเจ้ามอปลายเพิ่มมะ ไปปางช้างแล้วได้เจอเจ้ามอต้นรึเปล่า?”
ควันบุหรี่ลอยวนขึ้นไปในอากาศก่อนจะจางหายไป
“อื้ม. เจอ เจอทั้งพี่ทั้งน้องนั้นล่ะ”
“เห็นมะ อย่างที่กูบอก สองคนนี่ตัวติดกันสมกับเป็นฝาแฝด แต่กูเคยได้ยินมานะ ว่าเจ้ามอปลายน่ะตาแพ้แสง เลยไม่ค่อยไปปางช้างกับพี่ชายเท่าไหร่ มึงนี่โชคดีสุดๆที่ไปแล้วเจอเจ้ามอปลายที่นั่น”

เจ้ามอปลายตาแพ้แสง?

“เปล่าหรอก เจ้ามอปลายน่ะเจอที่มหาลัย เค้าเป็นอาจารย์สอนเปียโน พอดีว่าขากลับเจ้ามอต้นจะไปรับเจ้ามอปลาย กูเลยขอติดรถมาด้วย ก็เลยได้เจอเจ้ามอปลายที่มหาลัย แล้วก็ไปกินข้าวกัน”
“เห่ย. เจ๋งว่ะ มึงเข้าหาสองคนนี้ได้ไวขนาดนี้เลยเหรอ สุดยอดเลยเพื่อนกู แล้วเป็นไงบ้างวะ ตัวจริงน่ะเป็นคนแบบไหน เจ้ามอต้นดุมั๊ย”
นักเขียนนึกไปถึงหน้านิ่งๆของเจ้าชายคนพี่ที่ชอบทำเหมือนจะแดกหัวเขาอยู่ตลอดเวลา “ดุอย่างกับหมา แถมยังกวนประสาท แล้วก็หัวนม—“
“หืออออ หัวนมอะไรวะมึง มึงหมายถึงหัวนมใคร? มึงไปแอบดูเค้าแก้ผ้าเหรอ มึงจะโรคจิตมากไปกว่าที่เป็นอยู่ไม่ได้แล้วนะเว้ยนักเขียน!”
นักเขียนสำลักควันบุหรี่ “ไอ้ห่า กูไปเจอเค้าอาบน้ำให้ช้างอยู่เว่ย ไม่ได้โรคจิตขนาดไปแอบดูใครแก้ผ้ามั๊ยล่ะ”
“อ้าวเหรอ” พัดลมหัวเราะมาตามสาย “กูนึกว่ามึงแอบดูเจ้ามอต้นแก้ผ้า ว่าจะถามว่าซิกแพคแน่นมั๊ย”
นักเขียนเหม่อมองออกไปก่อนจะพึมพัม “..ก็แน่น”
“หืม....”
“ หุ่นดี จูบก็เก่ง.. หัวนมโคตรสวย..”
“อ ไอ้นัก เอาดีๆ มึงพูดเมื่อกี๊หมายความว่าไง? อะไร ใครจูบเก่ง? ใครหุ่นดี? มึงพูดมาเลยนะ!”
นักเขียนเอามือดันหน้าผาก “ฮ่าๆ พูดอะไร ไม่มีอะไรหรอก กูก็จินตนาการไปงั้นล่ะ”
“จินตนาการมึงทำกูเสียวท้องน้อยชิบหายไอ้ห่า” พัดลมด่าเพราะเมื่อกี๊บรรณาธิการส่วนตัวของนักเขียนอีโรติคดันเผลอจินตนาการตามไปเต็มๆ
นักเขียนดึงบุหรี่ออกแล้วแตะนิ้วลงบนริมฝีปาก

ความรู้สึกเมื่อคืนที่ผ่านมายังหลงเหลือ
ถึงจะเมามากและช็อคอย่างหนัก แต่ก็จำได้

“.......”
จูบหนึ่งเร่าร้อน อีกจูบอ่อนหวาน   ..จนแทบละลาย
   
“แล้วเจ้ามอปลายล่ะ เป็นคนแบบไหน ตัวจริงเป็นแบบที่เค้าพูดกันมั๊ยวะ?”
นักเขียนขยี้บุหรี่ทิ้งไปก่อนจะดึงหมวนใหม่ออกมาจุดไฟอีกครั้ง “อื้ม เป็นอย่างที่เค้าพูดกันนั่นล่ะ”

“ใจดี อ่อนโยน ..แล้วก็หอมสุดๆ หอมแบบที่ทำให้มีอารมณ์อย่างว่าเวลาเข้ามาใกล้ได้เลย”

“พูดแบบนี้ มึงได้ไกล้เจ้ามอปลายแล้วดิ?”
“ อ อื้ม. ก็ตอนนั่งรถกลับมาไง นั่งใกล้กัน ก็เลยได้กลิ่นเค้า” เฉไฉไปเพราะยังไม่อยากเล่าอะไรๆที่มันเกิดขึ้นมากกว่านั้นให้เพื่อนฟัง
“อิจฉาว่ะ แต่ก็นะ หน้าหวานขนาดนั้น ถ้าจะหวานไปหมดทั้งตัวก็คงไม่แปลก อยากรีบๆพักร้อนตามมึงไปแล้วดิ”
นักเขียนยิ้มให้กับควันที่ลอยวนออกไปนอกระเบียงก่อนจะจางหาย
เสียงเคาะประตูดังขึ้น 2-3 ครั้ง  นักเขียนหันไปมองแล้วยิ้มมุมปาก
“มึง สงสัยพี่กี๋มาอะ แปบนึงนะ”
นักเขียนเดินกลับเข้ามาในห้องก่อนจะเดินไปเปิดประตูโดยไม่คิดจะแต่งตัวให้เรียบร้อยทั้งที่นุ่งผ้าขนหนูอยู่
“อ้าว.. เจ้ามอปลาย?” ทำท่าแปลกใจทั้งที่เดาเอาไว้อยู่แล้วว่าใครคือคนที่มาหาตอนดึกแบบนี้
รัชทายาทลำดับที่สามของอโยธาชะงักไปเล็กน้อย “คือ.. คุณเอาถุงกระดาษที่ผมใส่หนังสือติดมือขึ้นมาด้วยน่ะ มีมือถือแล้วก็หนังสือที่ผมต้องใช้พรุ่งนี้อยู่ในนั้นด้วย”
นักเขียนแกล้งทำหน้างงๆ “อ้าว? จริงเหรอครับ ผมคิดว่าเป็นถุงของผม”
เจ้าชายคนน้องชูถุงกระดาษในมือ “ของคุณอยู่นี่ ที่คุณถือขึ้นมาน่ะของผม”
นักเขียนรับถุงกระดาษมาจากมือเจ้ามอปลายแล้วยิ้มแห้งๆ

เล่ห์เหลี่ยมที่เคยให้ตัวละครในนิยายใช้ ตอนนี้ขอลองปฏิบัติดูบ้าง ว่ามันสามารถเอามาใช้ได้จริงแค่ไหน

อยากรู้ว่า จริต มารยา ที่เขียนลงไปในนิยาย เวลาให้นางเอกหรือนางร้ายอ่อย มันใช้ได้ผลจริงๆรึเปล่า

นักเขียนหมุนตัวกลับทั้งที่โทรศัพท์ยังแนบอยู่กับหู บก.ส่วนตัวเอามืออุดปากตัวเองนิ่งฟังทั้งที่ใจเต้นระห่ำเสียยิ่งกว่าตอนกวาดสายตาดูต้นฉบับแบบสายฟ้าแล่บ
รอยยิ้มเหมือนตัวร้ายที่กำลังใช้จริตอ่อยพระเอกจุดขึ้นมาตรงมุมปากก่อนที่ขาจะก้าวตรงไปยังถุงกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟาแล้วแกล้งทำเป็นง้างถุงออกดูของที่อยู่ข้างใน “เป็นหนังสือของคุณจริงๆด้วย มีมือถืออยู่ด้วยนี่นา” ว่าไปเรื่อย เมื่อกี๊เพิ่งเอามาหมุนเล่นแหม่บๆ
กลิ่นหอม ชวนหลงไหลใกล้เข้ามาจากทางด้านหลัง
พอหันกลับไปมอง คนที่ควรจะยืนทำตัวดีๆอยู่หน้าประตูห้องเพราะเจ้าของห้องไม่ได้เชิญเข้ามาก็มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว
“..ปลาย..”
เจ้ามอปลายโน้มตัวเข้ามาหาพร้อมกับคว้าถุงกระดาษไปจากมือนักเขียนที่ก้าวถอยหลังไปจนขาชนกับขอบโซฟา
“ดูดบุหรี่ด้วยเหรอ?”
ครับ. คือก็ตั้งใจอ่อยเขา แต่พอเอาเข้าจริงๆก็ใจเต้นรัวจนหูอื้อไปหมด
“อ อื้ม. ก็ดูดบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับติด”

ใกล้.. จนเป็นภาระหัวใจ

เจ้ามอปลายหรี่สายตาลงมองผ้าขนหนูที่พันรอบเอวแล้วขมวดปมเอาไว้หมิ่นๆ
“กำลังจะอาบน้ำเหรอ?”
นักเขียนกลอกตาหลบ “ อ อื้ม คุยโทรศัพท์เสร็จก็ว่าจะอาบ แต่คุณก็ มาซะก่อน” แล้วเอามือดันอกเจ้ามอปลายให้ถอยออก

อ่อยบ้าง หวงตัวบ้าง  ผู้ชายชอบ

“ได้ของแล้วคุณก็กลับไปได้แล้ว ผมจะอาบน้ำ”
เจ้ามอปลายอมยิ้ม ตาคู่สวยที่เป็นสีน้ำตาลอ่อนๆต่างกันกับพี่ชายที่เป็นสีสนิมเข้มหรี่มองหน้าท้องของคนพูดที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
“ผมว่าจะค้างที่นี่น่ะ ขี้เกียจขับรถแล้ว” ล้วงเอามือถือออกมาจากถุงกระดาษแล้ววางถุงเอาไว้ที่เดิมก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกับโซฟา “คุณไปอาบน้ำเลย แล้วลงไปหาอะไรดื่มกัน”
นักเขียนเลิกคิ้ว “ ดื่ม?” จะมอมเหล้าผมอีกเหรอคร้าบบบ ไม่มอมก็ยอมแล้วมั๊ย อ่อยอยู่ขนาดนี้แล้ว “ไม่ ได้มั๊ยอะ ผมยังปวดหัวอยู่เลย ถ้าคืนนี้ลงไปอีก ผมว่าผมคงน็อคยาวแน่ๆ” ต้องปฏิเสธ เพราะหนึ่งไม่อยากเมา สองอยากมองหน้าเจ้ามอปลายเวลาที่สติตัวเองยังดีๆ อยากได้จูบจากปากสีลูกพีชสุกนี้อีกครั้ง
เจ้ามอปลายเงยหน้าขึ้นมอง “คออ่อนนะเรา งั้นผมสั่งเหล้าขึ้นมากินบนนี้นะ ไม่ว่าใช่มั๊ย?”
“บนนี้?” บอกเลยว่าสีหน้างงๆซื่อๆที่แสดงออกไปนั่นไม่มีความจริงใจเลยแม้แต่นิดเดียว
“ใช่ บนนี้ ห้องคุณ จะให้ผมไปนั่งกินเหล้าคนเดียวข้างล่างหรือไง ไม่กลัวใครมาอ่อยผมเหรอ?” ถามยิ้มๆแล้วกดๆมือถือไลน์หาเจ้าของโรงแรม
นักเขียนกลอกตาไปมา

“งั้นก็แล้วแต่คุณเลยครับ ผมร้อน ขอไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน”


นักเขียนรู้สึกว่ามันเป็นการอาบน้ำที่ลามกที่สุดตั้งแต่เคยอาบมา
ตอนที่ลูบครีมอาบน้ำไปตามร่างกายในหัวก็คิดถึงแต่ช่วงคอขาวๆ ปลายนิ้วเรียวสวย กับริมฝีปากอ่อนนุ่มของเจ้ามอปลาย
“.......” ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เพิ่งเจอกันจะทำให้รู้สึกในเรื่องอย่างว่าได้รุนแรงขนาดนี้

เคมีตรงกันเหรอ?

แต่ยอมรับว่าถ้าเป็นเขาสมัยเรียน คงตามจีบเจ้ามอปลายแบบเอาเป็นเอาตายแน่นอน
ก็หน้าน่ะ เป็นแบบที่ชอบเลย
เครื่องหน้าหวานๆ คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ปากที่แค่มองก็รู้ว่านุ่ม กับตาสีอ่อนๆที่พอรวมเข้ากับแพขนตายาวๆแล้วมันให้ความรู้สึกน่าหลงไหลอย่างบอกไม่ถูก
“แต่คงไม่มีทางได้ใส่เข้าไปในตัวคุณแล้วล่ะมั๊ง.. อย่างมากก็คงได้แค่ปาก เจ็บใจเป็นบ้า”
นักเขียนส่ายหน้าอย่างปลงๆกับสิ่งที่ต้องการ มองชักโครกสีขาวที่อยู่ตรงหน้าเหมือนกับว่าแค้นมันมาแต่ชาติไหนก่อนจะนั่งลงไปเพื่อทำความสะอาดร่างกายในส่วนที่สมัยมหาลัยไม่เคยคิดว่าวันข้างหน้าตัวเองจะต้องมาเป็นฝ่ายทำ

เพราะใช้เวลาในการล้างตัวมากไป เพราะทำไปก็นึกถึงหน้าสวยๆของคนที่นั่งอ่านหนังสือรอไปด้วย นักเขียนเลยกลับออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับใบหน้าที่แดงเรื่อพอสมควร
บางทีก็เกลียดความลามกของตัวเองนี่จริงๆ พอนึกถึงหน้าเจ้ามอปลายแล้วก็เผลอดันนิ้วเข้าไปลึกตั้งหลายรอบ

“คุณเขียนนิยายประเภทอีโรติคเหรอ”

นักเขียนกำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กซับน้ำออกจากผมพร้อมกับเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำดื่มออกมา
“อื้ม ก็อะไรทำนองนั้นล่ะครับ พอดี หัวมันมาทางนี้น่ะ” ยกดื่มอึ่กๆแล้วปิดฝาเก็บขวดน้ำกลับใส่ตู้เย็นไว้ตามเดิม “เมื่อก่อนผมก็เคยเขียนแนวดราม่า แต่เขียนไปเขียนมาแล้วดึงตัวเองออกจากอารมณ์ของตัวละครไม่ได้ ชอบปวดหัวบ่อยๆเวลามันพีคมากๆ ผมก็เลยไม่ค่อยเขียนแล้ว”
นักเขียนเหลือบมองแก้วออนเดอะร็อคที่วางอยู่ตรงหน้าเจ้ามอปลายก่อนจะหันไปกลอกตาอยู่คนเดียว
‘คอแข็งขนาดกินออนเดอะร็อคเลยเหรอวะ..’ เห็นเหล้าเพียวๆกับก้อนน้ำแข็งกลมๆก้อนเดียวที่ลอยคออยู่ในแก้วแล้วก็ร้อนคอแทน
“คุณชอบดื่มเหล้า แล้วเจ้ามอต้นชอบดื่มไวน์เหรอ เมื่อคืนที่ดื่มกันผมเห็นพี่คุณดื่มแต่ไวน์ไม่เห็นดื่มเหล้าเลย”
เจ้ามอปลายละสายตาขึ้นจากหนังสือในมือ “อื้ม เราดื่มไม่เหมือนกัน ผมไม่ชอบไวน์เท่าไหร่ มันฝาดลิ้น เหล้ามันร้อนแล้วบางตัวก็มีกลิ่นแบบเฉพาะ มันให้ความรู้สึกดีเวลาดื่มน่ะ” ก้มหน้าลงมองหนังสือที่วางบนตักแล้วเปิดหน้าต่อไป “แต่เจ้าพี่ไม่ชอบดื่มเหล้า เห็นว่ายุ่งยาก ไวน์มันเทสดแค่แกว่งๆหน่อยก็ดื่มได้แล้ว”
นักเขียนหยิบไอแพดมาจดๆ “ผมว่าเค้าก็เหมาะกับไวน์ดีนะ พี่คุณน่ะ”
“หืม...” เจ้ามอปลายเลิกคิ้ว
“ก็..”เอาปากกาขึ้นมาแตะไว้ที่ปาก ทำท่าคิด “พี่คุณเค้าดูนิ่งๆ ดุๆ ดูเรียบหรู ให้อารมณ์เหมือนหัวหน้ามาเฟียหรือพวกเจ้าพ่อขี้เก๊ก อะไรแบบนั้นน่ะ”
คนฟังหัวเราะ “เจ้าพี่ใจดีจะตาย แค่เป็นคนไม่ค่อยพูดไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่ ก็เลยทำให้คนมองว่าดุ” ไล้ปลายนิ้วไปตามตัวหนังสือแล้วหรี่สายตาลงอ่านประโยควาบหวิวตรงหน้า

“ มือน้อยปลดอาภรณ์เบื้องล่างออกเพื่อกอบกุมสิ่งที่ร้อนผ่าวเอาไว้ในมือ ปลายนิ้วเริ่มกระทำตามที่เคยถูกสอน รอยหยักตรงส่วนปลายแดงเรื่อน่ามองก่อนที่ร่างหอมกรุ่นจะสะท้านไปทั้งตัวเมื่อรัชสีห์ตัดสินใจใช้นิ้วโป้งบดบี้ลงไป”

นักเขียนตกใจไอแพดแทบร่วงจากมือ เจ้ามอปลายยิ้มมุมปากแล้วค่อยๆอ่านต่อ

“เครื่องมือสื่อสารถูกวางทิ้งไว้ข้างหมอน มืออีกข้างสอดเข้าไปใต้สาปเสื้อเพื่อสัมผัสกับยอดอกที่แข็งตึงขึ้นมา  ..บีบ เฟ้น จิกดึงจนส่วนน้อยๆที่แข็งเป็นไตนั้นแดงก่ำ”

“ด เดี๋ยวสิ คุณเอานิยายผมไปอ่านเหรอ!” นั่นมันตอนที่องค์ชายรัชทายาทกินช็อคโกแล็ตผสมเหล้าบวกกับยาปลุกเซ็กส์ที่คุณชายฮาเวิร์ดเพื่อนรักส่งข้ามจากประเทศอังกฤษมาถึงภูฐานเข้าไป อยู่ในตอนสิบวันขององค์ชายกับสิบวันของนายมาเฟียที่เป็นตอนห่างกันและใกล้จบเรื่องแล้ว
เจ้ามอปลายเงยหน้าขึ้นมายักคิ้วให้ ท่าทางกวนๆแบบพี่ชายแต่เจ้าเล่ห์กว่าแล้วยกหนังสือขึ้นมาสูงกว่าเดิมพร้อมกับอ่านออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ เพราะภาษาของประเทศอโยธยากับประเทศไทยนั้นใช้ภาษาเดียวกัน รัชทายาทลำดับที่สามเลยสามารถอ่านนิยายที่หยิบไปจากข้างหัวเตียงโดยพละการได้คล่องปรื๋อ

“ร่างหอมกรุ่นเกลือกไปกับผ้าห่มและผ้าปู อาภรณ์เหลือติดร่างกายแค่เชิ้ตบางๆที่ชอบใส่นอน เท้าน้อยๆกดลงกับผ้าสีขาวจนยับย่น ส่วนน่ารักในอุ้งมือถูกรูดขึ้นลงเนิบนาบพร้อมกับใบหน้างดงามที่ไซร้ไปกับเตียงด้วยความมึนเมา”
 
“ ..ท่านพี่.. อ อื๊ออ.. มึนหัว..    อึ่กก! ..น้องมึนหัว”


นักเขียนหน้าร้อนวาบ รีบวางไปแพดแล้วพุ่งไปหา “นี่!  คุณอย่ามาใช้หน้าตาแบบนั้นอ่านบทองค์ชายรัชสีห์นะ!” เพราะว่าในหัวตอนนี้คิดไปไกลและมันสกปรกเลอะเทอะมาก
“ทำไมล่ะ องค์ชายในนิยายของคุณเร่าร้อนดีออก คนเงียบๆแต่เวลาอยู่ไกลกันแล้วอ้อน บทในเรื่องนี้คุณเขียนเค้าสื่อออกมาได้ดีมากเลย ไม่คิดแบบนั้นหรือไง”
นักเขียนพยายามเข้าไปแย่งหนังสือมาจากเจ้ามอปลาย “คนเขียนจะไปมองในมุมเดียวกับคนอ่านได้ไงล่ะ เวลาเขียนก็แค่คิดว่าอยากเขียนสิ่งที่อยู่ในหัวออกไปให้ได้มากที่สุดแค่นั้นล่ะ มันจะออกมาดีมากหรือดีน้อยมันก็ประกอบด้วยอะไรหลายๆอย่าง ทั้งอคติของคนอ่าน ทั้งมุมมองของแต่ละคน อื๊ออ! ปลายเอามา ไม่ต้องอ่านแล้ว!”
เจ้ามอปลายเอามือหนึ่งรวบมือของนักเขียนที่พยายามจะแย่งหนังสือคืน อีกมือหนึ่งก็เปิดหน้าต่อไปของหนังสือแล้วอ่านต่อ

“มือน้อยไต่ลงไปตามหน้าท้องอีกครั้งพร้อมกับอีกมือที่กำลังสอดปลายนิ้วเข้าไปสัมผัสในโพรงปากของตัวเองแล้วหลับตาเพื่อรับเอาคนในสายให้เข้ามาอยู่ในห้วงของจินตนาการที่แตกพร่าและเพราะฤทธิ์ของยาปลุกเซ็กส์และความมึนเมา”
 
“เสียงจูบ เสียงดูดและเลียปลายนิ้วดังแทรกเข้าไปในสาย มือน้อยอีกข้างเคลื่อนต่ำลงไปตามช่วงขาพร้อมกับเข่าสองข้างที่ชันขึ้นมาแล้วแยกออกจากกัน”

“ขาเรียวและร่างกายงดงามสั่นระริกไปหมด...”


“ปลาย.. เลิกอ่าน เอาคืนมา” นักเขียนพยายามจะคว้าหนังสือคืนด้วยการปีนขึ้นไปบนตักเจ้าตัว สุดท้ายเลยถูกเจ้าชายลำดับที่สามของอโยธาจับกดลงกับโซฟาแล้วรวบเอาไว้ทั้งสองมือโดยที่หนังสือก็ยังถูกเปิดหน้าที่อ่านค้างไว้หน้าเดิม

..ก็ใช้ได้ผลอยู่นะ แผนปีนตักใสๆ อ่อยผู้ชายแบบนางเอกซื่อๆในนิยายตาหวานน่ะ..

สาบานว่าชีวิตนี้จะไม่เล่าให้ใครฟัง ว่าคนอย่างไอ้นักห์ที่ล่าเฟรชชี่หน้าใสมานอนร้องไห้อยู่บนเตียงนับไม่ถ้วนวันนี้ลงทุนปีนตักเจ้าชายเพื่อ ‘อ่อย’
“คุณนี่ ลามกอย่างที่เจ้าพี่ว่าจริงๆ ดูจากองค์ชายในนิยายเรื่องนี้แล้วบอกตัวตนที่ซ่อนอยู่ของคุณได้ชัดเลย”
นักเขียนหน้าแดง “อะไรล่ะ นิยายมันก็แค่จินตนาการ มันเป็นพรสวรรค์ ไม่ได้เกี่ยวว่าคนเขียนต้องมีนิสัยเหมือนตัวละครที่เขียนซะหน่อย..” เริ่มงึมงัม “ทำไมคุณไม่คิดว่าผมจะนิสัยเหมือนมาเฟียบ้างล่ะ เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่องค์ชายซะหน่อย”

“หึหึ..”

เจ้ามอปลายพลิกนักเขียนคว่ำหน้าลงกับโซฟาแล้วโน้มตัวลงไปหาพร้อมกับวางหนังสือลงตรงหน้านักเขียนก่อนจะลูบมือขึ้นไปตามช่วงขาแล้วกระตุกผ้าเช็ดตัวออกจากเอวนักเขียน
“ก็ไม่รู้สึกหรือไง ว่าองค์ชายรัชทายาทกับคุณมีบางอย่างคล้ายกัน” ริมฝีปากของเจ้าชายลำดับที่สามจูบไซร้ลงไปตรงซอกคอนักเขียนแล้วกระซิบเสียงเบา

“..บทมาเฟียน่ะ เดี๋ยวผมจะเล่นให้ คุณเป็นองค์ชายรัชสีห์ เป็นลูกกวางแสนซื่อที่กินช็อคโกแลตผสมยาปลุกเซ็กส์เข้าไปก็พอแล้ว”

นักเขียนตัวสั่น ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ยังยืนยันว่าไอ้หน้าตาหวานๆนั่นไม่ได้บ่งบอกนิสัยที่แท้จริงของเจ้ามอปลายเลยแม้แต่น้อย
ฝ่ามือนุ่มลูบลึกเข้าไปในซอกขา ทำให้บริเวณที่เพิ่งทำความสะอาดมามันตอดรัดตัวเองจนนักเขียนนึกอยากด่าความซื่อตรงของร่างกายเวลามีอารมณ์นี่เหลือเกิน

“ต่อจากนี้ คุณช่วยอ่านให้ผมฟังหน่อยสิ”






ออฟไลน์ MeanMania

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
 

(ต่อ)

นักเขียนหลับตาแน่น เสียงโทนเบสต่ำๆที่ฟังกี่ครั้งก็สติกระจัดกระจายมันพรากความรู้สึกนึกคิดไปอีกแล้ว ไม่ใช่แค่ออกคำสั่งด้วยเสียงแตกพร่าข้างหูเขาเท่านั้น ลมหายใจของเจ้ามอปลายยังรดลงไปตามแผ่นหลังที่เป็นจุดไวสัมผัสของนักเขียนอีกด้วย
มือที่สั่นไม่ต่างกันทาบลงไปตรงกลางระหว่างหน้าของหนังสือ ไม่เคยรู้สึกว่านิยายของตัวเองมันน่าอายจนไม่สามารถอ่านด้วยสีหน้าเรียบเฉยได้เท่านี้มาก่อนเลย

“.. นิ้วเรียว แทรกเข้าไปในซอกขาที่งอขึ้นมาจนเข่าแนบไปกับลำตัว ..เสียงอึกอักในลำคอเพราะความเจ็บและอึดอัดดังปนกับเสียงหอบหายใจ”

“อืออ.. ปลาย มันเสียว อย่าลูบแบบนั้น” นักเขียนฟุบหน้าลงกับหนังสือเพราะมือของเจ้ามอปลายเริ่มไล้เข้าไปในซอกขาแล้วลูบวนขึ้นมาตรงช่วงเอวด้านหลัง
เจ้าชายลำดับที่สามยกรอยยิ้มที่คนชอบมองว่านุ่มนวลโดยหารู้ไม่ว่าแฝงความเจ้าเล่ห์เอาไว้มากมายแค่ไหนยามอยู่ใกล้นักเขียน
“..อ่านต่อสิ ต่อจากนี้น่ะ รัชทายาทของคุณเค้าพูดกับมาเฟียว่ายังไง”
นักเขียนกำมือแน่น เป็นคนเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาเอง ไม่ต้องเปิดหน้าหนังสือหรอก จำได้ว่าองค์ชายรัชทายาทอ้อนวอนคนรักที่อยู่กันคนละประเทศด้วยถ้อยคำแบบไหน

“..อยาก .. อยากให้ตรงนี้  มีท่านพี่ ..”

..บ้า เอ๊ย

นักเขียนปิดหนังสือลงแล้วคว้ามือเจ้ามอปลายดึงไปตรงซอกขาก่อนจะพานิ้วมือขาวๆนั้นสอดเข้าไปในช่องทางที่ทำความสะอาดจนผ่อนคลายแล้วของตัวเองอย่างหมดความหน้าบาง(ที่ไม่ค่อยจะมี)

“..เข้ามา ใส่เข้ามา ได้โปรด ..ปลาย..”


“ผมอยากให้ตรงนี้มีคุณ.”


ต่อมรับความรู้สึกของคนที่เขียนนิยายออกมา กับคนที่อ่านนิยาย มันต่างกัน
ในฐานะคนเขียน นักเขียนไม่รู้หรอกว่าเวลาที่คนอ่านมาบอกว่าเขินอายหรือใจเต้นแรงไปกับฉากอีโรติคที่เขียนออกไป มันเป็นแบบไหน เพราะคนเขียนนั้นใช้เวลาวนเวียนอยู่กับบทๆหนึ่งของนิยายจนสมองชาไปข้างหนึ่ง บางครั้งเลยไม่มีอารมณ์จะวาบหวิวไปกับนิยายของตัวเอง
แต่ตอนนี้ ภาพขององค์ชายรัชสีห์ รัชทายาทลำดับที่หนึ่งแห่งวังภูฐานที่ดิ้นรนอยู่ใต้ร่างของผู้ชายอันดับหนึ่งแห่งวงการใต้ดินมันเหมือนจะซ้อนทับลงมาบนร่างกายของนักเขียนที่เป็นคนสร้างองค์ชายรัชทายาทขึ้นมาเอง
“อืออ.. ปลาย ..ปลาย พอแล้ว เข้ามาได้แล้ว” ประโยคร้องขอที่เคยใส่ลงไปในบทขององค์ชายเพราะความรู้สึกที่ว่ามันดูน่ารักและเร่าร้อนไปพร้อมๆกัน ตอนนี้นักเขียนรู้แล้วว่าคนที่ต้องอ่านมันแล้วรู้สึกไปด้วยในคราเดียวกันต้องตกอยู่ในสภาพไหน
เจ้าชายลำดับที่สามปลดเข็มขัดกางเกงอย่างใจเย็น เสียงแกร๊กแกร๊กของหัวเข็มขัดมันกระตุ้นสมองของคนทำอาชีพนักเขียนนิยายให้จินตนาการภาพมือสวยๆนั้นได้โดยที่ไม่ต้องหันกลับมามอง

และแค่คิด ว่าเจ้ามอปลายกำลังใช้มือข้างเดียวปลดเข็มขัดกางเกงของตัวเองตอนที่คร่อมมาจากด้านหลัง มันจะเท่ขนาดไหน หัวใจก็เต้นรัวจนเลือดสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายเกินความจำเป็น

..หูอื้อ หน้าร้อน ในหัวชาวาบขาวโพลนไปหมด..

ส่วนปลายที่ทั้งร้อนทั้งนุ่มแตะเข้ามา นักเขียนพยายามจะไม่ให้ขาตัวเองมันสั่น แต่ก็ควบคุมอะไรไม่ได้
บทขององค์ชายรัชสีห์ยามต้องการมันหลั่งไหลเข้ามาครอบงำความรู้สึกนึกคิดที่ยังถือทิฐิว่าเป็นรุกมาก่อนให้ถูกกลืนหาย
“อึ่ก..” นักเขียนดันสะโพกกลับไปพร้อมกับโน้มตัวลงต่ำเพื่อให้ส่วนที่ร้อนระอุนั้นสามารถสอดใส่เข้ามาได้ทั้งหมดในครั้งเดียว

คนเป็นรุกมาก่อน มักจะรู้ว่าต้องรับแบบไหน ฝ่ายที่รุกเข้ามาถึงจะรู้สึกดีและพอใจ
เป็นข้อได้เปรียบที่น่าหงุดหงิด แต่ก็..

“..คุณน่ารัก.. แล้วก็ร้อนมากๆรู้ไหม นักเขียน” เจ้ามอปลายเลียริมฝีปากก้มลงไปงับซอกคอไล่ขึ้นมาตรงปีกหู
ข้างในร่างกายของนักเขียนมีปฏิกิริยาตอบรับที่ดีเอามากๆ ทั้งการที่เจ้าตัวช่วยขยับช่วยดันสะโพกกลืนเข้ามาแล้วโน้มตัวลงเพื่อให้เขาสอดเข้าไปได้พอดีมันทำให้เจ้ามอปลายต้องปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกเพื่อคลายความต้องการที่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง

“ข ขยับ.. อือม.. ปลาย ..ขยับมันที ไม่ไหวแล้ว”

แขนซ้ายถูกดึงไปด้านหลังพร้อมกับไหล่ข้างขวาที่ถูกเจ้ามอปลายกระชากเข้าหาตัว
รัชทายาทลำดับที่สามยามอยู่บนเตียงไม่ได้อ่อนโยนอย่างที่คิด นักเขียนร้อนไปหมดทั้งซอกขาทุกครั้งที่เจ้ามอปลายกระแทกเข้ามา
นักเขียนนิยายอีโรติคกระเทือนไปตามจังหวะเร่งเร้าของเจ้าชายคนน้อง เจ้ามอปลายไม่ถนอมอย่างที่คิดแถมยังลามกแล้วก็ซาดิสม์ต่างจากคืนที่ใช้ปากทำให้อย่างสิ้นเชิง แกนกายของรัชทายาทกระแทกโดนทุกจุดที่นักเขียนต้องขาสั่นพั่บ หัวนมที่ไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่นิดเดียวนั้นแดงก่ำและตั้งชันขึ้นมาทั้งสองข้างอย่างน่ามอง
“ปลาย! เร็วไป ผมหายใจไม่ทั— อื๊ออ ม..!” ประท้วงได้แค่นั้นก็ถูกกระชากใบหน้าไปจูบ นักเขียนอ่อนระทวยไปหมดพอเจ้ามอปลายทาบทับลงมาจากด้านหลังทั้งตัวแบบนั้นพร้อมกับกระแทกเข้ามาแบบไม่ยั้งแล้วใช้ริมฝีปากที่นักเขียนหลงไหลมอบสัมผัสหอมหวานให้จนนักเขียนนิยายตกลงไปในบ่อของจินตนาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ
“อื๊ออ อ...”
เจ้ามอปลายเอามือลูบไปตามช่วงอก ปัดผ่านหัวนมที่แข็งตึงของนักเขียนแล้วขยี้
ความนุ่มของฝ่ามือเจ้ามอปลายลูบไล้ลงไปตามหน้าท้อง ไล่เลยไปหาเจ้าตัวน้อยที่ถูกปล่อยให้แข็งขืนอยู่ตรงนั้นแล้วกอบกุมเอาไว้ในมือ
นักเขียนทิ้งไหล่ซบลงกับโซฟาทั้งสองข้าง เจ้ามอปลายปล่อยแขนให้เป็นอิสระแล้วเอานิ้วมือข้างนั้นสอดเข้ามาในโพรงปากเขาแทน
“อืออ อืมม..” เคยชอบเวลารุ่นน้องที่ตกมาได้ด้วยหน้าตาของตัวเองเลียนิ้วให้ยังไง ตอนนี้นักเขียนก็ใช้ความชอบในอดีตทำกับปลายนิ้วที่สอดเข้ามาในปากจนชุ่มน้ำลายไปหมด
เจ้ามอปลายหายใจทิ้งแรงๆ ชักนิ้วออกมาจากปากของนักเขียนก่อนจะใช้มือที่ชุ่มไปด้วยน้ำลายนั้นกอบกุมแกนกายของนักเขียนแล้วกดนิ้วชื้นๆขยี้ตรงปลายจนเจ้าตัวต้องกัดฟันเอาไว้แน่น
“เซ็กซี่ชะมัด.. ซ..” เจ้ามอปลายซี๊ดปากพึมพัม
นักเขียนได้ยินแค่เสียงกระทบกันของก้นตัวเองกับหน้าขาเจ้ามอปลายที่กระแทกเข้ามาไม่ยั้ง มันรุนแรงเร่งเร้าจนต้องเอามือจิกกับโซฟาเพื่อระบายอารมณ์
เจ้ามอปลายทั้งบีบทั้งขยำจนสะโพกของนักเขียนแดงเรื่อไปหมด คนลามกเจอคนลามกกว่าที่เหมือนจะหลุดออกมาจากนิยายที่เขียนจริงๆจนนักเขียนเผลอส่ายสะโพกเข้าหาพร้อมกับหลับหูหลับตาไม่อยากรับรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นตัวละครตัวไหนในนิยายของตัวเองที่เคยเขียนไป

..ถ้าองค์ชายรัชสีห์ ก็ไม่ร่อนสะโพกแบบนี้ อย่ามากก็แค่อ้าขาแล้วเอื้อมมือมาแหวกสะโพกตัวเองทั้งน้ำตาคลอเบ้ายามโดนพ่อคนห่ามบีบบังคับจนช้ำไปหมดทั้งตัว..

“ซ..! นักเขียน คุณ..” เจ้ามอปลายกระชากแขนนักเขียนอีกรอบ อีกมือขยำเอวคอดเอวไว้แล้วกระแทกเข้าไปอย่างรุนแรงจนนักเขียนบิดเร่าๆ
“ป....ปลาย....” รู้เลยว่าขาตัวเองกำลังสั่นแค่ไหน แกนกายนั่นตอกเข้าไปโดนทุกจุดที่รู้สึกจนหูอื้อไปหมดแล้ว “เจ้ามอปลาย.. เจ้ามอปลาย.. ผม จะไม่ไหวแล้ว..”
เจ้าชายลำดับที่สามของอโยธยาคว้านักเขียนให้ขึ้นมานั่งบนตักก่อนจะจับสะโพกแดงเรื่อนั้นให้กระแทกขึ้นลงด้วยตัวเองเพราะใกล้จะทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
นักเขียนหลับหูหลับตาเอนหลังพิงอกเจ้ามอปลายแล้วยกแขนขึ้นมาคล้องคนข้างหลังเอาหนึ่งข้าง มืออีกข้างรูดรั้งแกนกายของตัวเองที่ปวดหนึ่บไปหมดเพื่อไปให้ถึงจุดหมายพร้อมกับเจ้าชายที่แข็งเครียดจนรู้สึกแน่นไปหมดทั้งช่องทางของตัวเอง
“จ จูบ ..ซ.. ปลาย จูบหน่อย อื๊อ ม..”
เสียงดูดดึงริมฝีปากของกันและกันปะปนกับเสียงกระแทกกระทั้นและเสียงหอบหายใจของคนทั้งสองคนฟังดูลามกจนนิยายเล่มใหญ่ต้องไสลด์ตัวเองให้ตกลงไปแอบอยู่ที่พื้นอย่างนึกอาย
เจ้ามอปลายจับต้นขาทั้งสองข้างของนักเขียนเอาไว้แล้วกระแทกแกนกายขึ้นไปในช่องทางแดงเรื่อในท่าน่าอายเร็วๆสองสามทีก่อนจะกดนักเขียนแช่ไว้บนตักแล้วปลดปล่อยเข้าไปในช่องทางเร่าร้อนจนเอ่อล้นออกมา
“อึ่กก ก.....”
นักเขียนกระตุกวูบ ความร้อนที่ทะลักเข้ามาในร่างกายพาให้แกนกายในมือเขาปลดปล่อยตามไปด้วยจนเลอะไปทั้งหน้าขาและฝ่ามือ
“อือออ....! .....”

เจ้ามอปลายหายใจแรง ใบหน้าหวานๆที่กำลังขมวดคิ้วน้อยๆดูเซ็กซี่ในแบบผู้ชายที่นักเขียนยังรู้สึกอาย
“อืม.. อย่าซนสิ เดี๋ยวคืนนี้ก็ไม่จบแค่รอบเดียวหรอก” เจ้ามอปลายกระซิบคนที่ขยับสะโพกบิดวนไปมาบนตักจนของร้อนๆที่ปล่อยเข้าไปไหลออกมาจากด้านใน

นักเขียนสะบัดหัวเบาๆพร้อมกับเลียริมฝีปาก

เอาเถอะ จะองค์ชายรัชทายาทแห่งวังภูฐานหรือตัวละครตัวไหนในนิยายของเขาก็ช่าง
ตอนนี้ต้องเล่นบทใครก็ไม่สนใจแล้ว

นักเขียนลุกออกจากตักเจ้ามอปลายพร้อมกับนิ่วหน้าเมื่อของๆเจ้ามอปลายถอนออกมา
โหวง จนเซไป ดีที่เจ้ามอปลายเอื้อมมือมารั้งเอาไว้
“.....” นักเขียนหันมาผลักเจ้ามอปลายให้นอนราบลงไปกับโซฟาแล้วก้าวขึ้นมาคร่อมอยู่ข้างบน
“......” เจ้ามอปลายหายใจทิ้งแรงๆมองนักเขียนที่กางขาคร่อมหน้าตักเขาแล้วเอามือจับส่วนปลายที่ยังแข็งขืนใส่เข้าไปในซอกขาตัวเองพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นหอบหายใจ “จะทำเองเหรอ หื้ม?”
นักเขียนกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ค่อยๆประคองร่างกายเอาไว้แล้วกดสะโพกกลืนท่อนกายของเจ้ามอปลายจนสุดลำ


“อืม.. คราวนี้ผมจะทำ คุณอยู่เฉยๆ แล้วครางให้ผมฟังก็พอ”

ก็อยากไปอ่อนโยนกับใครเขาทั่วทำไม
ไม่มีสิทธิ์ก็ใช่ว่าจะหึงไม่ได้

จากวินาทีนี้ไป ผมจะทำให้คุณหึงผมบ้าง ถ้าเกิดว่าผมเอื้อมมือไปหาคนอื่นที่นอกเหนือจากคุณ

เจ้ามอปลาย.

“อืม.. นักเขียน..” เจ้าชายลำดับที่สองเอื้อมมือมาขยำสะโพกของคนบนร่างที่โน้มตัวลงมาหาแล้วทาบริมฝีปากจูบเข้ามาอย่างร้อนรน
นักเขียนไล้ปลายลิ้นวนหยอกเย้าในโพรงปากพร้อมขยับสะโพกรูดรั้งขึ้นลงเบาๆจนเจ้ามอปลายครางเสียงต่ำในคอ
เคยเขียนให้องค์ชายรัชสีห์บิดส่ายสะโพกบนตักมาเฟียห่ามแบบไหน นักเขียนก็ใช้บทนั้นปรนนิบัติเจ้าชายลำดับที่สองอย่างถึงใจถึงแม้จะร้อนไปหมดทั้งหน้าเพราะความอายก็ตาม

กับคนรัก ยังไม่เคยกล้าทำถึงขนาดนี้เลย

นักเขียนปลดกระดุมเสื้อเจ้ามอปลายออกจนหมด หัวนมสีชมพูอ่อนๆผิดกับคนพี่ที่เป็นสีชมพูจัดเพราะเจ้าตัวนั้นขาวกว่าตั้งชันอยู่ตรงหน้า นักเขียนเลียริมฝีปากด้วยท่าทางลามกก่อนจะก้มลงไปใช้ปลายลิ้นหยอกเย้ากลืนกินอย่างสมใจ
“อืมม .. นัก.. อย่าซนสิ” เจ้ามอปลายหรี่ตามองปากหยักสวยที่ขบเม้มสลับกับดูดดึงหัวนมเขาเหมือนเจอของอร่อย สะโพกน้อยๆบิดวนสลับกับรูดขึ้นลงสั้นๆมันยั่วให้รัชทายาทลำดับที่สามอยากลุกขึ้นแล้วจับคนตรงหน้ากระแทกให้ตายคามือเหลือเกิน
“อึ่กก.. ปลาย ..ของคุณ มันเข้ามาลึก”
เจ้ามอปลายยิ้มมุมปาก ลมหายใจหวานๆของเจ้าชายคนน้องเป็นไอฟุ้งเพราะเครื่องปรับอากาศที่นักเขียนเปิดเอาไว้
“แล้วชอบไหม” นิ้วมือขาวๆปาดไปตามริมฝีปากของนักเขียนที่แดงเรื่อแวววาวเพราะโดนจูบจนบวมเห่อไปหมด
“อื๊ออ..” นักเขียนเลียปลายนิ้วเจ้ามอปลายพร้อมกับส่ายสะโพกบิดวนให้ส่วนปลายนั้นดุนดันไปรอบๆ “..ชอบ.. ชอบของๆคุณ..” เคลื่อนใบหน้าขึ้นไประดับเดียวกัน

“..ชอบที่สุดเลย ปลาย”

เจ้าชายคนน้องจับสะโพกนักเขียนเอาไว้แล้วกระแทกสวนขึ้นไปอย่างรุนแรงจนนักเขียนตัวสั่นตัวคลอน
หัวนมมันร้อน มันเสียวไปหมดจนต้องเอาขยี้มันเพื่อผ่อนคลายให้ตัวเอง
“อ๊ะ! ..อ๊ะ.. ปลาย.. ปลาย! ..เจ้า มอปลาย... อื๊ออ อ....” นักเขียนลืมไปหมดแล้วว่าเขียนบทเวลาองค์ชายรัชทายาทครวญครางออกมายังไง รู้แต่ในหัวตอนนี้ขาวโพลนไปหมดจนไม่สามารถคิดถึงอะไรได้อีก
เจ้าชายลำดับที่สามของอโยธยาบดกรามแน่น ช่องทางน้อยตอดรัวจนเริ่มปวดหนึ่บขึ้นมาทั่วหน้าขาอีกรอบ
พอมองร่างกายที่สะเทือนไปมาอยู่ตรงหน้าขาพร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาในแบบผู้ชาย กับร่างกายที่สมส่วนของนักเขียนแล้วก็นึกอยากให้ใครบางคนเอื้อมมือมากอดเอวคอดสวยนั้นเอวไว้จากด้านหลังเหลือเกิน

..อยากกิน พร้อมกับเจ้าพี่..


“..อ .....อึ่กก..ก....!”

“อ่ะ........! อ......อื๊อออ อ... เจ้ามอปลาย!..”


นักเขียนฟุบลงไปบนร่างเจ้าชายลำดับที่สามของอโยธยาที่ยกแขนขึ้นมาโอบกอดเอาไว้พร้อมกับลูบไล้มือกับผมนุ่มของนักเขียนนิยายเบาๆอย่างปลอบโยน
“ผมชักอยากอ่านนิยายที่คุณเขียนทั้งหมดแล้วสิ”
นักเขียนกัดริมฝีปากแล้วหลับตาซุกหน้าลงกับอกเจ้ามอปลายพร้อมกับหอบหายใจ “มันก็แค่นิยายลามกน่ะ อ่านไปคุณก็เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้หรอก”
เจ้ามอปลายอมยิ้ม เหมือนนักเขียนลืมคิดว่าจะต้องถอยสะโพกออกไป
แต่อยู่แบบนี้ก้ดีเหมือนกัน
มือนุ่มๆของเจ้าชายไล้ไปตามแก้มของนักเขียนแล้วเกลี่ยนิ้วกับริมฝีปากแดงช้ำเบาๆ “เมื่อกี๊ คุณเร่าร้อนเป็นบ้า.. ทำผมสติหลุดได้เลยนะ รู้ตัวรึเปล่าหื้ม?”
นักเขียนซุกหน้ากับอก แอบหอมกลิ่นเจ้ามอปลายอยู่ในที “ไม่รู้.. ที่รู้คือคุณทำผมร้าวไปหมดทั้งตัวแน่พรุ่งนี้”
เจ้ามอปลายหัวเราะ ปากนุ่มๆที่นักเขียนชอบจูบเคลื่อนไปใกล้กับใบหูแล้วพูดพึมพัม

“ถ้ากลัวร้าว ตอนเช้าก็อีกซักรอบสองรอบสิ หนามยอกเอาหนามบ่งไง”

“บ้า..”

เสียงหัวเราะทุ้มหูของเจ้ามอปลายดังขึ้นมาก่อนจะกอดนักเขียนเอาไว้ในท่านั้นพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
“พักก่อนนะ อย่าขยับตัวล่ะ ผมไม่รับประกันว่าคุณจะได้นอนถ้าไม่อยู่นิ่งๆ”
นักเขียนหน้าแดง หูมันอื้อๆ “แรงเยอะไปแล้วคุณน่ะ แค่นี้ผมก็ขาสั่นหมดแล้ว ยังไม่อิ่มหรือไง” พูดจบก็ไซร้ ซุกปลายจมูกไล้วนไปตรงซอกคอที่หอมไปหมดของเจ้ามอปลายแล้วงับ

“ก็ถ้ายั่วกันไม่หยุดแบบนี้ จะอิ่มได้ไหม หืม.. นักเขียน”


นักเขียนนิยายอีโรติคที่สั่นไปหมดทั้งตัวถูกพลิกลงนอนหงายกับโซฟาอีกครั้งพร้อมข้อมือทั้งสองข้างที่ถูกพันธนาการด้วยเสื้อเชิ้ตของเจ้าชายลำดับที่สามแห่งอโยธยาที่ถอดออกมา

“เจ้ามอปลาย.. จะบังคับเหรอ ผมไม่มีแรงแล้วนะ”

เจ้ามอปลายจับคางนักเขียนให้อ้าปากออกแล้วจูบลงมาตรงริมฝีปากล่างเบาๆก่อนจะสอดลิ้นเข้าด้านใน

“ไม่มีแรงก็นอนเฉยๆ แค่ครางหวานๆให้ผมฟังต่อจากนี้ก็พอแล้ว”

“อื๊อ อ...”

นักเขียนบิดตัวขึ้นมาจนหน้าท้องเบียดเข้ากับกล้ามเนื้อของเจ้ามอปลายโดยที่ริมฝีปากถูกช่วงชิงอย่างรุนแรงจนหายใจตามแทบไม่ทัน

..

.


นั่นล่ะ

ตกลงมาในหลุมพรางของผมแบบนั้น

แล้วคิดแค่เรื่องของผม ใจดีแค่กับผมซะ


..เจ้ามอปลาย..






______________________
ปล.ไม่ได้เขียนชื่อตอนผิดนะคะ 555
ไม่ได้ขายของด้วยนะ จริงๆ  :hao6:

ออฟไลน์ bulldog17

  • ❤GOT7
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3969
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +265/-11

ออฟไลน์ panpang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด