Dear in Dream คืนฝัน วันรัก !อัพเดท! ตอนที่ 8 (06/04/2019)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Dear in Dream คืนฝัน วันรัก !อัพเดท! ตอนที่ 8 (06/04/2019)  (อ่าน 597 ครั้ง)

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************







Dear in Dream
#คืนฝันวันรัก

By NAVY




บางครั้งการกลับมาเผชิญหน้ากับความรักที่สูญเสียไปแล้ว เขาก็ต้องการเพียงจะเอ่ยคำว่ารักที่วันนั้นไม่เคยพูดออกไปเท่านั้นเอง


**********************

สิ่งเดียวที่ผมอยากให้คุณรู้
คือในช่วงชีวิตของผมที่มีคุณอยู่
แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ที่คุณอาจไม่รู้ว่าคุณอยู่ในนั้น
แต่มันช่างทำให้ผมมีความสุขเหลือเกิน

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-04-2019 12:06:27 โดย KarmaNavy »

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
Re: Dear in Dream คืนฝัน วันรัก (2/01/2019)
«ตอบ #1 เมื่อ02-01-2019 23:20:46 »





ถึงเธอ...ที่ยังมีชีวิตอยู่เสมอในใจของฉัน






เคยมีคนพูดเอาไว้ว่าอะไรที่เป็นครั้งแรก มักเป็นสิ่งที่ฝังใจและเราไม่มีวันลืมได้ตลอดชีวิต


หกล้มครั้งแรก ขี่จักรยานครั้งแรก สอบตกครั้งแรกหรือแม้กระทั่ง ความรักครั้งแรก


หลายครั้งตัวผมในวัยที่มากเกินกว่าจะมานั่งฝันหวานถึงอดีตที่จับต้องไม่ได้ มักจะเผลอเหม่อลอยนึกถึงช่วงเวลาวัยเยาว์อันงดงามเหล่านั้นแล้วหลุดยิ้มออกมาในวันแย่ๆ หรือเฝ้าคิดถึงเพื่อนที่ตอนนี้ต่างแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง ห่างไกลและเหมือนจะไม่มีวันมาบรรจบกันอยู่บ่อยๆ ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตต่อไปกับโลกความจริงที่แสนน่าเบื่อและคิดว่าคงต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนกว่าจะหมดเวลาใช้ชีวิตอยู่บนโลกเส็งเคร็งแห่งนี้


มันควรจะเป็นแบบนั้น ควรจะเป็นเหมือนตอนจบของนิยายน่าเบื่อสักเรื่องที่จบลงด้วยชีวิตประจำวันอันว่างเปล่า


แต่มันไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว เมื่อเช้าวันหนึ่งที่ไม่เหมือนทุกวันหวนมาหา


วันที่ผมตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองย้อนกลับไปอยู่ในตอนที่ยังเรียนอยู่มัธยม ใส่เสื้อนักเรียนกางเกงน้ำเงิน ถือกระเป๋าแบนๆ ไปไหนมาไหนกับเพื่อน ราวกับมันเป็นแฟชั่นแสนอินเทรนด์ของวัยนั้น


ย้อนกลับมาเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่แสนเกลียดแต่น่าคิดถึงเหลือเกิน นั่งอยู่ในห้องเรียนเก่าๆ กับเพื่อนเป็นขโยง รวมไปถึง...ย้อนกลับไปยังวันเวลาที่ผมคอยมองส่งใครคนหนึ่งกลับบ้านในทุกวันโดยไม่เคยกล้าบอกลา


ใครคนนั้นที่ติดอยู่ในใจ เหมือนไม่มีวันจางหายคนนั้น


เจ้าของดอกกุหลาบที่ผมไม่เคยได้มอบให้และ...เจ้าของลายมือเพียงคนเดียวบนเสื้อนักเรียนของผม


ความรักที่ยังคงมีชีวิตอยู่เสมอภายในใจ




****************



ไม่รู้จะพูดอะไร เอาเป็นว่าฝากทุกคนเอ็นดูด้วยนะคะ (.  .)
เรื่องน่ารักค่ะ ไม่ดราม่าหรอก 555555555

NAVY :)

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1





1
หากรู้ว่าไม่ว่านานเท่าไหร่ฉันก็ไม่อาจลืมเธอได้
ฉันน่าจะทักเธอ ในวันที่เราต่างสบตากันไม่ละจากไปไหน






ผมเคยถามแม่ ทำไมถึงได้ตั้งชื่อผมเสียจนเหมือนเด็กผู้หญิง ทำให้ผมมักจะโดนเพื่อนล้อเสมอ นับตั้งแต่เข้าเรียนประถม
แม่ก็เอาแต่ยิ้มแล้วพูดว่า ใครใช้ให้ผมในตอนเด็กน่ารักราวกับตุ๊กตาเด็กผู้หญิง จนพ่อผมนึกเสียดายที่ลูกคนสุดท้องไม่ใช่เด็กผู้หญิง เลยเอาชื่อลูกสาวที่อุตส่าห์เตรียมไว้มาตั้งให้



จำได้ว่าผมงอนแม่ไปหนึ่งวันเต็มๆ ทั้งนึกไม่ชอบชื่อตัวเองขึ้นมา ร่ำร้องโวยวายว่าจะไปเปลี่ยนชื่อให้ได้ จนพ่อต้องมาปลอบว่าแม่เขาแค่แกล้งเล่น ไม่ได้มีเจตนาจะตั้งให้เพราะเหตุผลนั้น แม้ว่าผมจะดูเหมือนเด็กผู้หญิงมากๆ ในตอนยังเล็กก็ตาม



ท่านเรียกผมไปคุยกันสองคนบอกเล่าเหตุผลสั้นๆ ถึงที่มาของชื่อ ถึงเหตุผลที่แม่มักจะพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงเสมอถึงที่มาชื่อของผม นั่นเพราะก่อนหน้าที่ผมจะเกิดขึ้นนั้น แท้จริงแล้วยังมีพี่สาวคนหนึ่งไม่ได้รับโอกาสลืมตาดูโลกใบนี้ พี่สาวที่แม่ไม่อาจโอบประคองให้รอดออกมาสู่อ้อมกอดของท่านได้ เจ้าของชื่อที่ผมได้รับสืบทอดมา



ผมในตอนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายกับการที่ไม่ได้พบพี่สาวที่เสียไปตั้งแต่ยังไม่เกิด แต่ก็พอเข้าใจถึงความเศร้าของแม่ที่พ่อพยายามจะบอกผม หลังจากวันนั้นผมเลยไม่พูดถึงชื่อของตัวเองอีก จนเข้ามัธยมจึงหวนนึกถึงเรื่องนี้อีกครั้งเข้าจนได้



วันที่มีเพื่อนประหลาดที่ชอบเรียกชื่อเขาเสียงหวานประหนึ่งคู่รัก



และวันที่ใครคนหนึ่งเรียกผมพร้อมกับรอยยิ้มแสนหวาน



“นานา”


“อะไร”


“ผู้ชายจริงอะ ไม่ใช่ทอมปลอมตัวหรอกเหรอ”


“กวนตีน” ผมผลักหัวมันแล้วก้มลงอ่านหนังสือวิชาสังคมต่อ เพราะมันจะมีควิซท้ายคาบ ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกจากการวิ่งเล่นกันในห้องของเพื่อนคนอื่น ผมที่นั่งอ่านหนังสือเดียวดายจึงค่อนข้างแปลกแยกไม่น้อย


“เอ้า สงสัยจริงๆ นะ ดูขนตามึงกับขนตาไอ้เหมียวดิ ของมึงยาวจนแทบจะเป็นพัด ไอ้เหมียวนี่สั้นกุดจนนึกว่าโดนหนูแทะ”


“ไอ้โต้ง! หุบปากไปเลยนะ” โต้งไม่ได้สนใจกระดาษที่เหมียวโยนใส่หัวตัวเอง แต่กลับพยายามที่จะวัดขนตาของผมเหมือนคนบ้า อดคิดไม่ได้ว่าผมในตอนเข้าเรียนมัธยมใหม่ๆ คิดยังไงถึงได้คบมันเป็นเพื่อนกัน แต่ถ้าไม่มีไอ้โต้งจอมบ้าบอในวันนี้ ก็คงจะไม่มีผมวัยยี่สิบเก้าปี ความไร้สาระของมันช่วยให้ผมหัวเราะและก้าวผ่านเรื่องร้ายๆ หลายอย่างไปได้เยอะแยะเหมือนกัน


ผมปัดไม้บรรทัดของมันออกจากใบหน้า อดบ่นไม่ได้ “มันจะทิ่มตากูไหมบางที กูอ่านหนังสืออยู่นะโต้ง”


“ผีเข้าเหรอ ปกติมึงอ่านที่ไหนหนังสือหนังหา ลืมคำสาบานแก๊งค์คาบเส้นของเราได้ไงวะ”


“เพื่อนเขาจะใฝ่ดีแกก็อย่าไปขัดสิโต้ง นั่งเงียบๆ สักที รำคาญ”


“ทำไมคนสวยปากร้าย รำคาญโต้งเหรอคะ”


เพื่อนสาวคนสวยที่ไม่ได้ยินดีกับคำชมจากปากโต้ง หยิบไม้บรรทัดฟาดเข้าที่ต้นแขนโต้งแทบจะทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ เรียกเสียงหัวเราะและเสียงโอดครวญจากจากผู้โชคร้าย กระนั้นก็ไม่ได้โกรธอะไร เพราะโต้งโดนสาวๆ ในห้องตีเพราะรำคาญ หมั่นไส้หรือกระทั่งเขินเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ด้วยปากมันก็ดีหรือจะเพราะหน้ามันก็ด้วย ไม่ใช่ว่ามันหล่ออะไรนักหนา แต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้ว เห็นบ้าๆ บอๆ เช่นนี้ก็มีคนมาชอบมันอยู่ไม่น้อย ทว่าสุดท้ายจนมันโตเข้าวัยทำงาน เขาก็ยังไม่เคยเห็นใครเดินข้างกายมันสักคน ไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าคนกะล่อนอย่างมันจะทนอยู่คนเดียวได้หลายปีเช่นนั้น


“ตีแรงอะ งอน!”


“งอนไปเลยไอ้โต้ง ไม่มีใครง้อมึงหรอก”


“ใครง้อ กูมีนานาอยู่ ทำไมต้องให้พวกผู้หญิงใจร้ายมือหนักมาง้อด้วย” ว่าแล้วมันก็เอนตัวมาถูไถที่หัวไหล่ เหมือนว่าตัวเองเป็นลูกแมวน่ารักน่าถนอม ทั้งที่จริงๆ มันตัวใหญ่อย่างกับควาย ทำไปก็ไม่ได้น่ารักเลย รั้งแต่จะน่าถีบเสียอีก “ใช่ไหมที่รักของโต้ง”


“ขนลุกไอ้โต้ง ออกไป”


“อะไรกันนานา ทำไมรังเกียจโต้ง”


“กูเคยพิศวาสมึงตอนไหนไม่ทราบ”


“โหดร้ายที่สุด พวกคนใจร้าย กูไม่อยู่ให้พวกมึงทำร้ายจิตใจอีกต่อไปแล้ว”


แล้วมันก็วิ่งหนีหายออกจากห้องไป ไม่ได้เสียใจอะไรหรอก แค่จะหาโอกาสออกไปวิ่งเล่นเหมือนทุกทีเสียมากกว่า ผมก็ไม่ได้คิดจะตามมันไป ดีเสียอีกที่มันหนีไปวิ่งเล่นแบบนั้น ผมจะได้มีเวลาอ่านทบทวนบทเรียนต่อ สมัยเรียนผมไม่ได้เป็นเด็กเรียนนัก ผลการเรียนก็ไม่ได้แย่ ทว่าก็ไม่อาจเชิดหน้าชูตาได้ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้กลับมา อะไรที่พอจะทำให้ดีขึ้นได้ ผมก็อยากจะพยายามให้ดีกว่าเดิม


ไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือจะเรื่องอะไรก็ตาม ผมจะถือว่าช่วงเวลาที่ผมได้ดำเนินชีวิตไปนั้นคือบทเรียน ให้ผมได้รู้ว่าในตอนนี้สิ่งไหนที่ผมควรจะให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญและสิ่งไหนที่ผมไม่ควรปล่อยให้มันหายไปจากชีวิตของผมเอง


“ไม่มีใครส่งใบอนุญาตแล้วนะ เราจะเอาไปส่งที่ห้องพี่ม.หกแล้วนะ”


ผมเงยหน้าแล้วรีบยกมือรั้งหัวหน้าห้องไว้ก่อนเจ้าตัวจะเดินออกจากห้องไป “เดี๋ยว เรายังไม่ส่ง”


“งั้นนานาเป็นคนเอาไปส่งที่ห้องพี่เขาแทนเราได้ไหม”


“อืม ได้” หัวหน้าห้องยื่นปึกเอกสารใบคำร้องขออนุญาตออกนอกสถานที่มาให้ผม ที่จริงมันควรจะเป็นงานอะไรที่น่าเบื่อกับการเดินเอกสารให้เพื่อน แต่สำหรับผมแล้วการที่ได้รับหน้าที่นี้กลับเป็นอะไรที่ผมต้องการอย่างที่สุด แน่นอนว่าการส่งใบอนุญาตช้านั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ผมวางเอาไว้ให้ผมได้รับหน้าที่นี้


เพราะว่าจุดหมายปลายทางของกองเอกสารนี้มันจะพาผมไปเจอใครคนหนึ่ง


ใครคนที่ผมยังคิดถึงอยู่เสมอ


“อ้อ ไปส่งพี่โมม.หกนะนานา”


รักครั้งแรกที่ไม่เคยลืม















พี่โมไม่ใช่ชื่อของรุ่นพี่ม.หกแสนสวย แต่เป็นชื่อของรุ่นพี่ม.หกผู้ชายคนหนึ่ง หัวหน้าห้องของเด็กม.หกทับสองที่มีผลการเรียนเป็นอันดับสามของโรงเรียน นักกีฬาบาสเกตบอลและกีฬาว่ายน้ำตัวจริงของโรงเรียน หนึ่งในคนที่ถือว่าเป็นที่รู้จักของเหล่ารุ่นน้องในโรงเรียน เพราะแบบนี้ทำให้ผมเลยไม่เคยกล้าทักเขาไปเลยสักครั้งเดียว ทำได้แค่วนเวียนอยู่ตามสถานที่ที่พี่เขาชอบอยู่ ไปดูพี่โมเล่นบาส ดูพี่โมแข่งว่ายน้ำกับเพื่อน บางทีก็แอบไปยืนซื้อข้าวร้านข้างๆ ไม่ก็ยืมหนังสือเล่มที่โมเคยอ่าน แค่เพราะอยากรู้ว่าพี่โมคนนั้นชอบอะไร ทำได้แค่นั้นจริงๆ


แม้ว่าเราจะเคยพบกันโดยบังเอิญ มองรอยยิ้มของพี่เขาบ้าง แต่พอพ้นจากเหตุการณ์บังเอิญเหล่านั้นไปแล้ว ผมก็ทำได้แค่แอบมองพี่เขาจากที่ไกลๆ ไม่เคยกล้าทักอีก


จำได้ว่าสิ่งแรกที่ทำให้ผมจำพี่เขาได้เพราะชื่อเล่นของเขาเหมือนชื่อเด็กผู้หญิงเหมือนกัน แต่เหตุที่ทำให้ผมชอบเห็นจะเป็นช่วงเวลาแสนสั้นที่พบกันในห้องสมุดโรงเรียนยามเย็นนั่น วันที่แทบไม่มีนักเรียนอยู่จนเหลือเพียงผมกับพี่เขาสองคนเฝ้าอยู่โยงในห้องสมุดเงียบเหงานั่น


ผมไม่ได้ชอบอ่านหนังสือ แต่ที่ไปอยู่ห้องสมุดแค่เพราะรับปากอยู่เวรแทนเพื่อนที่ไม่สบายและหาเรื่องนอนหลับเท่านั้น ไม่ได้คิดเลยว่าความใจดีนั้นจะทำให้ผมได้พบกับพี่โม


‘น้อง ยืมหนังสือหน่อย’


‘รอแป๊บหนึ่งนะพี่ เครื่องมันไม่ค่อยดีอะ ผมก็ไม่เคยใช้ด้วย’


‘ไม่เป็นไร ว่าแต่เพิ่งย้ายชมรมหรือไง ไม่เคยเห็นหน้าเลย’


ผมส่ายหน้า ไม่ได้เงยสบหน้ากับคนตรงหน้า เอาแต่ก้มสนใจอยู่กับตัวแสกนหนังสือ แต่ปากก็ขานตอบเรื่อยๆ ‘เปล่าครับ มาแทนเพื่อนที่ไม่สบายเฉยๆ วันเดียวเท่านั้นแหละครับ’


‘อ่า ใช่น้องที่ใส่แว่นหรือเปล่า’


‘ใช่ครับ ได้แล้ว! ขอโทษที่ให้รอนาน...ครับ’


ตอนนั้นที่ได้เงยหน้าพบกับรอยยิ้ม ผมก็ทำได้แค่มองเขาแบบนั้นไม่อาจละสายตาไปไหนได้เลย


‘โอเค ขอบใจนะ’


‘...’


‘หน้าพี่มีอะไรติดหรือเปล่า’


‘เปล่าครับๆ ไม่มีอะไร...’


พี่โมไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเดินกลับไปหยิบกระเป๋าขึ้นสะพายข้างแล้วออกไปจากห้องสมุด ทิ้งผมไว้กับความรู้สึกไม่มีที่มาและรอยยิ้มที่ติดมุมปาก คล้ายกับโรคติดต่อที่พอนึกถึงใบหน้าของพี่โมตอนยิ้ม ผมก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามไปด้วย


ขนาดหลายปีที่ไม่เจอ ตอนที่ผมนึกย้อนคิดถึงวันเหล่านั้นที่ได้พบกัน ก็ยังยิ้มได้เสมอ จนโต้งเคยพูดว่ามันคือโมเอฟเฟ็คที่มีผลแค่กับนานาคนเดียวเท่านั้น


ขณะที่ใช้เวลาระหว่างเดินจากตึกม.ห้ามายังตึกม.หก คิดย้อนถึงวันเก่าๆ ไปพลาง ผมก็เดินมาถึงห้องเรียนของพี่โมจนได้ หน้าห้องเรียนม.หกทับสามก็ไม่แตกต่างจากห้องเรียนของผมมากนัก ต่างกันก็แค่มีบรรยากาศเคร่งเครียดของเด็กเตรียมสอบเท่านั้น ผมแกล้งทำเป็นสอดส่ายสายตาหาคนที่ต้องการ แล้วเดินไปสะกิดพี่คนที่นั่งคิดประตูห้องมากที่สุด เพื่อเอ่ยชื่อคนที่ต้องการพบ


“ขอโทษครับ พี่โมอยู่ไหมครับ” พี่คนนั้นพยักหน้าแล้วหันไปตะโกนเรียกคนให้ผม


“โม มีน้องมาหา”


เอาจริงๆ ผมเห็นพี่โมตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ถึงอย่างนั้นก็อยากจะเรียกชื่อพี่เขาอยู่ดี


ก็ไม่ได้เรียกมานานเลยนี่นะ


แอบอมยิ้มตอนที่พี่โมเงยหน้าจากหนังสือ เหลอหลามองหน้าคนเรียกหาตัวเองงงๆ ก่อนจะลุกเดินมาหาผมที่หน้าห้องเรียนแต่โดยดี


“ผมมาส่งเอกสารขออนุญาตผู้ปกครองครับ ของม.ห้าทับสาม” ว่าแล้วก็ยื่นเอกสารกองย่อมๆ ให้กับพี่โมที่เดินมาอยู่ตรงหน้า ความสูงของผมกับพี่โมไม่ต่างกันมากนัก ดีไม่ดีผมจะสูงกว่าด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พี่เขาดูดีน้อยลง พี่โมยังคงเท่และดูดีเสมอ แม้กระทั่งในความทรงจำของผม


คนดีของผมก้มนับจำนวนกระดาษ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใจดีนั่น โชคดีที่พี่โมเอาแต่สนใจใบอนุญาตจนไม่ได้เงยหน้ามองผม เพราะงั้นผมจึงมีโอกาสมากพอจะมองใบหน้าที่แสนคิดถึงจนชุ่มปอด


“ครบใช่ไหม เช็กแล้วใช่เปล่า”


“ครับ สี่สิบคน ไม่ขาด”


“โอเคครับ ขอบคุณนะนานา เหนื่อยแย่เลยที่เดินเอามาให้” พี่โมว่าแล้วตบไหล่ผมเบาๆ เตรียมหันหลังจะกลับเข้าห้อง ถ้าไม่เพราะผมเรียกพี่เขาเสียก่อน
จะไม่ให้ผมเรียกได้ยังไงในเมื่อพี่โมเพิ่งเรียกชื่อผมออกมา ทั้งที่ผมคิดมาตลอดว่าพี่เขาไม่เคยรู้จักผมเลย


“พี่รู้ชื่อผมด้วยเหรอ”


พี่โมยิ้มคล้ายจะขำเล็กน้อยกับคำถามของผม แต่ก็ยอมตอบกลับมา “รู้สิ”


“แต่...”


ไม่เคยถามชื่อ ไม่เคยได้ทักทายเช่นที่ผมอยากทำมาตลอด แล้วทำไม...


“พี่เห็นเราบ่อยออก เราชอบมานั่งดูเพื่อนซ้อมบาสไม่ใช่หรือไง”


“นั่นมัน...” จะบอกไปดีไหมว่าเขาไม่เคยไปนั่งดูเพื่อนที่ว่าเลย ไม่รู้ด้วยว่าเพื่อนคนไหนลงบาส เขาไปดูเพราะอยากดูพี่โมต่างหาก


“แล้วเราก็ยังใจดีช่วยแบกน้ำมาให้นักกีฬาด้วย”


“...” นี่อีก ถ้าไม่เพราะเห็นพี่โมไปยกน้ำคนเดียว เขาก็ไม่เดินไปช่วยหรอก


“อีกอย่าง เราหน้าตาดีจะตาย แค่ถามว่าเราเป็นใคร ก็มีคนอาสาตอบแทบไม่ทัน” ผมเสมองไปทางอื่นเมื่อเห็นรอยยิ้มล้อเลียน แก้มพลันร้อนวูบวาบกับคำชมแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่ใช่หลงตัวเองแต่ก็พอรู้ว่าตัวเองก็เป็นที่นิยมบ้าง ทว่าไม่คิดว่าจะดีในสายตาของพี่โม


“น้องนานาม.ห้าทับสาม ขวัญใจคนทั้งโรงเรียน”


 “...”


“ชื่อน่ารักแบบนี้ ทำไมจะจำไม่ได้กัน”


ผมเคยไม่ชอบชื่อตัวเองมาก จนนึกอยากจะเปลี่ยนมัน


แต่พอมันออกมาจากปากเขา พร้อมรอยยิ้มนั้น ไม่รู้ทำไมผมถึงได้นึกรักชื่อนี้ขึ้นมาเสียเหลือเกิน















ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
ต่อ









“นานา ย้ายไปว่ายน้ำจริงดิ”


“อืม” ผมโบกเอกสารย้ายชมรมไปมาพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดีที่ไม่ได้เป็นบ่อยนัก โดยเฉพาะยิ่งโตขึ้นผมก็มีเรื่องให้ยิ้มอย่างมีความสุขแบบนี้น้อยลง มันจึงค่อนข้างเป็นความสุขที่ห่างหายไปนาน แต่ยังคงทำให้รู้สึกดีได้เสมอ


หรือไม่บางทีก็คงตั้งแต่ที่พี่โมหายไปจากชีวิต ผมก็รู้สึกถึงความสุขได้น้อยลง เลยยิ้มน้อยลงตามไปด้วยละมั้ง


“จู่ๆ ก็อยากย้ายน่ะ”


“อุตส่าห์อยู่ชมรมดนตรีจนเล่นกีต้าร์โปร่งได้เทพละ ดันย้ายหนีกูซะงั้น เพื่อนเลว”


“ก็ไม่ได้ไปไหนสักหน่อย แค่ย้ายชมรม มึงเว่อร์อะโต้ง”


“กูเว่อร์คิดถึงเพื่อนไม่ได้แงะ อยู่คนเดียวในชมรมโดยที่ไม่มีมึงมันเหงานะโว้ย”


“ขอความจริง”


“แง ไม่มีมึงแล้วสาวๆ ไม่เข้าชมรมอะ”


“ส้นตีน” แล้วก็ประเคนฝ่ามือให้มันหนึ่งที สรุปก็ล้อเล่นไปเรื่อยตามเคย ไอ้เพื่อนคนนี้


“กูถามได้ไหมว่าทำไมจู่ๆ ถึงอยากย้าย ไม่ชอบออกกำลังกายนี่”


“ไม่ได้ไม่ชอบ แค่ถ้าเล่นมันเหงื่อออกเยอะ กูขี้รำคาญมึงก็รู้” แต่ชมรมนั้นมีพี่โม ผมเลยตัดสินใจย้าย เหตุผลนี้คงบอกออกไปไม่ได้


อันที่จริงผมก็ชอบบาสนะ ถือเป็นกีฬากลางแจ้งไม่กี่อย่างที่ผมชอบ แต่มันร้อนอะ ถ้าสมมติให้เลือกระหว่างบาสกับว่ายน้ำ ผมก็ต้องเลือกว่ายน้ำอยู่แล้ว ถึงจะว่ายได้แค่พอถูไถ แต่อย่างน้อยเหงื่อมันก็ไม่ออกละ นั่นคือข้อดีที่สุด


“ถ้าไม่ติดว่ามึงไม่มีท่าทางว่าจะสนใจใครในชมรมว่ายน้ำมากก่อนนะ กูจะนึกแล้วนะเนี่ยว่าที่มึงย้ายชมรมเพราะตามหญิง”


“ตลกละ” ย้ายอะย้ายตามจริง แต่ไม่ได้ย้ายตามหญิง ย้ายตามผู้ชาย


แต่จะอันไหนก็ไม่ได้ฟังแล้วดูดีมันทั้งคู่น่ะแหละ ห้ามไอ้โต้งรู้เป็นดีที่สุด


“งั้นเดี๋ยวกูไปก่อนแล้วกัน ถึงคาบชมรมแล้ว”


“เออๆ วันนี้กลับพร้อมกูป่าว เดี๋ยวรอ”


ผมส่ายหน้า “ไม่ต้องๆ มึงกลับก่อนเลย”


“ตามใจ แล้วเจอกันพรุ่งนี้” ผมพยักหน้าให้โต้งก่อนจะกระชับสายสะพายวิ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ตั้งอยู่หลังโรงเรียน เลยพวกตัวอาคารไปจนแทบติดรั้วโรงเรียน ชมรมว่ายน้ำของโรงเรียนเราแม้ไม่ได้ชื่อดังนัก แต่ก็คว้ารางวัลมาหลายรายการในช่วงปีหลังๆ มานี้ โดยเฉพาะในรุ่นของพวกพี่โม เมื่อปีที่แล้วก็คว้ารางวัลทีมและเดี่ยวมาสองสามรางวัล จำได้เลยว่าผอ.โรงเรียนชื่นชมไม่หยุดเป็นสัปดาห์ ติดไวนิลอันใหญ่เบิ้มไว้ที่รั้วโรงเรียน โชว์ใบหน้าพี่โมและเพื่อนเด่นหราให้ผมได้ยืนมองก่อนกลับบ้านแทบทุกวัน


ตัวชมรมกินพื้นที่สระว่ายน้ำโรงเรียนทั้งหมด โดยมีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำและห้องเก็บของเป็นห้องประชุมชมรมและเก็บตัว ผมเดินผ่านต้มชมพูพันธ์ทิพย์ต้นใหญ่เข้าไปยังห้องชมรมที่อยู่ใต้ร่มเงาของมัน ก้มหน้ายิ้มทักทายสมาชิกชมรมที่มีเพียงหลักสิบเบาๆ


“สวัสดีครับ”


“เด็กใหม่ที่ขอย้ายมาใช่ไหม”


“ครับ ผมนานาครับ นนทกานต์ ม.ห้าทับสามครับ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะครับ” ผมว่าแล้วก้มหัวทักทายคนอื่นอีกครั้ง ซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มและเสียงทักทายกลับมาจากทั่วทั้งห้องชมรมเล็กๆ แห่งนี้ รวมไปถึงคนที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมย้ายมายังชมรมนี้ด้วย


“นานา? ย้ายมาชมรมพี่เหรอ”


ผมเม้มปากหันไปพยักหน้าให้กับพี่โมที่ยืนอยู่อีกมุมห้อง พี่โมดูแปลกใจแต่สุดท้ายก็ยิ้มออกมาแล้วเดินมาหาผมเพื่อรับใบสมัครเข้าชมรมตามหน้าที่รองประธาน ตอนนี้พี่โมและคนอื่นๆ ในชมรมใส่ชุดนักเรียนสวมทับด้วยเสื้อแจ๊กเกตสีน้ำเงินเข้ม ปักตราโรงเรียนเอาไว้ที่ด้านหลังและอกเสื้อ เป็นไม่กี่ชมรมที่มีเสื้อของชมรมให้ใส่


“ทำไมถึงอยากย้ายมาละ ไม่ชอบดนตรีแล้วเหรอ” พี่เขาว่า หลังจากที่อ่านชื่อชมรมเก่าของผมจากใบสมัครเข้าชมรม


“ยังชอบอยู่ครับ แต่อยากว่ายน้ำบ้าง”


“แล้วเราพอว่ายได้ใช่ไหม”


“ได้ครับ แต่ถ้าจะให้ว่ายแข่งแบบที่พวกพี่ว่ายกัน คงยังไม่ไหว”


“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวช่วยสอนกันไป เดี๋ยวเราก็เก่ง ยินดีต้อนรับครับนานา” พี่โมรั้งข้อศอกผมให้เข้าไปนั่งรวมอยู่กับเพื่อนร่วมชมรมคนอื่นๆ สองคนที่นั่งประกบข้างต่างยิ้มให้อย่างเป็นมิตร คนหนึ่งเป็นเพื่อนตัวสูงโย่งและเหมือนจะสูงที่สุดในชมรม มีรอยยิ้มและท่าทางร่าเริงเหมือนลูกหมาตัวใหญ่ๆ ยังไม่ทันจะทำความรู้จัก ทันทีที่ผมทิ้งตัวลงนั่งหมอนั่นก็วาดแขนโอบรัดคอผมเสียเหมือนเราสนิทกันมาหลายปี


ถ้าจำไม่ผิด หมอนี่น่าจะอายุเท่ากันกับผม


“ไง เด็กใหม่”


“เจ้นท์ อย่ารัดคอเพื่อน” แทนที่หมอนี่จะฟัง กลับยิ่งเพิ่มแรงโอบรัดแน่นขึ้น จนผมอดเตือนด้วยการตบเข้าที่แขนอีกคนไม่ได้ หายใจไม่ออกว้อย “ดูหน้านานามั่ง หายใจไม่ออกแล้วตาบอดหรือไง”


“ยุ่งน่า นี่มันมิตรภาพผู้ชาย ผู้หญิงอย่างเธอไม่เข้าใจหรอก”


“ฉันเป็นพี่แกนะเจ้นท์!”


“ใครมีพี่แบบเธอกัน อายุเท่ากัน แค่ออกก่อนห้านาทีอย่ามาทำเบ่งน่าเจน”


“ไอ้เจ้นท์!!”


“เอ่อ อย่าทะเลาะกัน” ผมมองการโต้เถียงของแฝดคู่นี้พร้อมกับคิดในใจว่ามันธุระกงการอะไรของผมกันวะที่ต้องมานั่งห้ามไม่ให้พี่น้องทะเลาะกันเนี่ย เจ้นท์ส่งเสียงในลำคอสะบัดหน้าหนีเหมือนไม่อยากคุย เช่นเดียวกับแฝดตัวเอง ทำเอาผมสงสัยนิดหน่อยว่าพี่น้องเนี่ยมันน่าจะสนิทกันไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมแฝดคู่นี้มันเหมือนจะตีกันตายเสียให้ได้วะ


“มันทะเลาะกันปกติแหละสองคนนี้ ไม่ต้องงงหรอก”


“อ่า สวัสดีครับ”


“ครับ พี่ชื่อก้องนะ ปกติเป็นคนดูแลตารางซ้อมให้พวกนักกีฬา แต่ถ้าในชมรมก็จัดการทั่วไปเวลาประธานหรือรองประธานไม่อยู่ มีอะไรก็มาถามพี่ได้ แล้วก็นี่เสื้อของน้อง เก็บเอาไว้นะ” พี่ก้องว่าพลางยื่นเสื้อแจ๊กเก็ตแบบเดียวกันกับคนอื่นๆ มาให้ผม ก่อนนำคนในชมรมไปยังสระเพื่อวอร์มร่างกาย เตรียมทำกิจกรรมชมรมกันต่อไป ทุกคนทยอยออกไปหมดจนเหลือแค่ผมกับพี่โมที่ยังนั่งอ่านเอกสารอะไรบางอย่างอยู่ ไอ้ผมน่ะ ถ้ายังไม่ไปเฮโลกับคนในชมรมน่ะถือว่าปกติ เพราะชุดเชิดอะไรก็ไม่ได้เตรียมมา แต่พี่โมเนี่ยสิ ไม่ไปเตรียมวอร์มร่างกายกับเขาเหรอ


“พี่โม”


“ครับ”


“ไม่ไปวอร์มร่างกายเหรอครับ” พี่โมมองตามนิ้วผมที่ชี้ไปยังสระ ก่อนหันกลับมาส่ายหน้าผม ยกเอกสารที่เขานั่งอ่านขึ้นโบกไปมา “พี่เตรียมเอกสารให้พวกนักกีฬาที่ต้องไปแข่งอยู่น่ะ วันนี้น่าจะไม่ได้ลงสระ เราล่ะ ไม่ไปวอร์มกับคนอื่นเหรอ”


“ไม่มีชุดน่ะครับ”


“เอาชุดพี่ไปยืมก่อนไหม”


ผมรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน ใครมันจะไปกล้าใส่ ต่อให้บริสุทธิ์ใจผมยังไม่กล้าแม้แต่จะคิดยืมเสื้อของพี่โม แล้วตอนนี้ที่ผมคิดไม่ซื่อถึงขนาดนี้จะกล้าได้ยังไง “ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมนั่งดูคนอื่นๆ ไปก่อนก็ได้”


“แล้วแต่นะ แต่ถ้าอยากลงก็มาเอาชุดพี่ไปใส่ก่อนได้”


ผมพยักหน้าแล้วทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวที่อยู่ข้างพี่โม ไม่สนใจสีหน้าแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ไล่ผมให้ไปไหนของอีกคน ผมกอดเสื้อแจ๊กเก็ตแล้วนั่งเฝ้าพี่เขาอยู่แบบนั้นจนพี่โมอ่านจนจบนั่นแหละ เขาถึงได้เอ่ยปากพูดอีกรอบ


“มาเฝ้าอะไรพี่ หืม?”


“คือ...ไม่รู้จะทำตัวยังไงครับ”


“ยังไม่คุ้นกับเพื่อนในชมรมงั้นสิ”


“ตอนนี้ก็ใช่ครับ พี่เป็นคนเดียวที่ผมรู้จักนี่นา”


“พวกนั้นใจดี ไม่กัดเราหรอก ดีไม่ดีจะเอ็นดูเสียด้วยซ้ำ บอกแล้วว่าเราน่ะดังจะตาย ใครๆ ก็ชอบ”


ใครที่ว่า รวมพี่ด้วยหรือเปล่าครับ


 ใจผมอยากถามแบบนั้น แต่ก็รู้ว่าบางทีคำตอบคงจะไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากได้ยิน เลยทำเพียงแค่ยิ้มรับ ไม่ได้พูดหรือเดินไปรวมกับคนอื่นอย่างที่พี่เขาแนะนำ
รึว่าผมควรจะแสดงเจตนาของตัวเองออกให้มากกว่านี้ดีนะ ให้พี่เขารู้ว่าอย่างน้อยๆ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมย้ายมาที่ชมรมนี้ ก็เพราะเขา


“พี่โม”


“ครับ”


“ที่จริง...ผมย้ายมาเพราะพี่นะ”


“หือ?”


ผมแกล้งเมินไม่สนใจว่าพี่เขากำลังมองมาด้วยสายตาแบบนั้น พยายามสูดลมหายใจให้เต็มปอด พูดต่อเสียงสั่น ทั้งตื่นเต้น ทั้งเขินอยู่นิดๆ ที่มาพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนที่ชอบ ต่อให้มันไม่ใช่คำสารภาพรักก็เถอะ ก็ยังอายอยู่ดี


“แบบว่า พี่เป็นไอดอลผมเลย อยากว่ายน้ำเก่งๆ แบบพี่ไรเงี้ยอะ”


“ตกใจหมด นึกว่าจะโดนสารภาพรักซะล่ะ”


“...” จริงๆ ก็อยากบอกว่างั้นแหละ แต่ไม่กล้าครับ เฮ้อ


“ขอบคุณครับ งั้นเดี๋ยววันพรุ่งนี้พี่เป็นโค้ชส่วนตัวให้ดีไหม ยังไงพรุ่งนี้ก็มีนัดซ้อมตอนเย็นอยู่แล้ว”


“ได้หรือครับ”


“ได้สิ เว้นแต่เราอยากจะให้พี่หรือเพื่อนคนอื่นสอนเท่านั้นแหละ เพราะในชมรมนี้คนเก่งกว่าพี่อีกเยอะ”


“ไม่เป็นไรครับ ผมอยากให้พี่เป็นคนสอน” แค่พี่คนเดียวเท่านั้นแหละครับ


“โอเค งั้นวันนี้พี่ไปแนะนำคนอื่นในชมรมให้ดีไหม ปล่อยไว้แบบนี้ นอกจากเจ้าแฝด ก้องแล้ว เราคงไม่รู้จักใครเพิ่ม” พี่โมว่าพลางเก็บเอกสารให้เป็นที่ ก่อนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม ยื่นมือมาหาคล้ายจะบอกให้ผมวางใจจับมือเขาเพื่อลุกขึ้นยืน ผมเคยแอบคิดนะสมัยก่อนว่าถ้าได้จับมือของพี่โมจะเป็นยังไง จะนุ่มไหม ผมจะตื่นเต้นจนเหงื่อออกหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ได้แค่คิดนั่นแหละ ไม่เคยได้จับสักที


จนได้กลับมาอีกครั้ง ได้กลับมาพบกันอีก ไม่นึกไม่ฝันว่า พี่เขาจะเป็นคนยื่นมือมาหาผมก่อน


ผมยิ้มแล้ววางมือตัวเองลงบนฝ่ามือกว้าง ให้อีกคนฉุดให้ยืนขึ้นด้วย ก่อนจะปล่อยพร้อมรอยยิ้มที่ไม่เคยจางหายจากใบหน้าใจดีนั่นเลย


แสนคิดถึง...จนรู้สึกร้อนที่หน่วยตา เหมือนจะร้องไห้เสียให้ได้


“ทำไมทำหน้างั้น เหมือนจะร้องไห้เลย”


“เปล่าครับ ฝุ่นเข้าตาผมเฉยๆ”


“ไหนพี่ดูหน่อย” ไม่รอให้ผมได้ปฏิเสธ มือทั้งสองข้างก็คว้าหมับเข้าที่สองแก้ม ยื่นให้หน้ามาหาจนผมได้กลิ่นมิ้นท์เจือจางจากลมหายใจของเขา พี่โมอยู่ใกล้มากจนผมทำตัวไม่ถูก ได้แต่มองหน้าพี่เขาจากจุดที่ใกล้ที่สุด ใกล้จนนับขนตาพี่เขายังได้เลย ทำเอาผมลืมความรู้สึกตื้นตันในอกเมื่อครู่ที่จู่ๆ ก็รู้สึกขึ้นหลังจากได้จับมือพี่เขา


“ก็ไม่มีนะ สงสัยหลุดไปพร้อมน้ำตาแล้วมั้ง ยังเคืองอยู่ไหมนานา”


“มะ...ไม่แล้วพี่โม ไม่เป็นไรแล้วครับ”


“เค ถ้าไม่สบายก็บอกกันได้นะ เข้าใจไหม”


“ครับ...”


“ป่ะ ไปสระกัน จะได้แนะนำคนอื่นๆ ให้เรารู้จักเสียที”













“แล้วประธานไปไหนหรือครับ”


“ไม่ค่อยเข้าน่ะ ส่วนถ้าถามว่าทำไม พี่ก็ไม่มีคำตอบ อยู่ด้วยกันมาเกือบสามปีแล้ว ยังไม่รู้เลยว่ามันชอบหายไปไหน” เสียงทุ้มเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะขณะเดินนำมายังสระ ที่บัดนี้ถูกจับจองด้วยบรรดานักว่ายน้ำชายหญิง ว่ายวนกลับไปมา ภาพการดำผุดดำว่ายที่ดูเป็นระเบียบ ท่าทางอันแข็งแรงและพลิ้วไหวในทีทำให้นานามองตาไม่กระพริบ จนโมต้องแตะเจ้าบริเวณคางเรียวของหนุ่มรุ่นน้อง ดันขึ้นเบาๆ จนริมฝีปากได้รูปเบียดเข้าหากัน เรียกสติของนานาให้กลับมายังเขา


“อึ้งอะไรฮึ เดี๋ยวเราก็ต้องทำแบบพวกนั้นนั่นแหละ ถึงจะยังไม่ใช่นักกีฬา แต่เข้าชมรมแล้วก็ต้องฝึกนะ”


“อันนั้นรู้ครับ แต่เมื่อกี้มันเจ๋งมากๆ ก็เลย...”


“มองตาค้าง” โมยิ้มเอ็นดู เมื่อเด็กตรงหน้ารีบพยักหน้ารับจนคอแทบหลุด ก่อนจะพูดต่อ คล้ายจะแซว “ไม่ใช่ว่าอึ้งมองสาวๆ ใส่ชุดว่ายน้ำหรอกเหรอ”


“พี่โม!” เขาไม่ได้มองเสียหน่อย ใส่ร้าย!


“ฮ่าๆๆ ล้อเล่นคร้าบ มาเถอะ มารู้จักนักกีฬาตัวจริงที่มีอยู่ตอนนี้กัน” โมล้วงนกหวีดจากกระเป๋าแจ๊กเกตออกมาเป่าเรียกความสนใจเหล่าเงือกหนุ่มสาวที่ใช้เวลาชมรมแหวกว่ายอยู่ในน้ำให้หันมาสนใจตน ทุกคนว่ายมารวมกันอยู่บริเวณขอบสระที่พวกเขาสองคนยืนอยู่ นั่นทำให้นานาประหม่าไม่น้อยที่ต้องอยู่ท่ามกลางการจับจ้องของหลายๆ คน ต่อให้เมื่อกี้จะแนะนำตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วก็ตาม โมผายมือไปยังกลุ่มนักกีฬาชายที่สังเกตได้อย่างชัดเจนตรงที่หมวกสีน้ำเงินเด่นชัด “ตัวนักกีฬาชายตอนนี้นอกจากประธาน พี่แล้วก็มีสามคนนี้ จากซ้ายสุดออก้า ภาคย์ แล้วก็ ดรีม”


“ดีครับน้องนานา” หนึ่งในนั้นถอดแว่นออกเผยให้เห็นแววตาขี้เล่น ยิ้มแป้นส่งมาให้เขา จนโมต้องกระแอมกระไอเรียกให้ทุกคนหันมาสนใจตัวเองอีกครั้ง “ส่วนนักกีฬาผู้หญิงมีแค่สองคน คือเจนที่เรารู้จักเมื่อกี้กับน้ำตาล”


“สวัสดีครับ”


เจนยิ้มหวานให้เช่นเดียวกับหญิงสาวอีกคนที่มองเขาพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู มันก็เขินอยู่หรอกที่มีผู้หญิงน่ารักๆ มาส่งยิ้มให้ แม้เขาจะมีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่มองคนน่ารักนี่


“นอกนั้นก็เป็นตัวสำรอง คอยสับเปลี่ยนไม่ก็รอลงเป็นตัวจริงปีถัดไป ตอนที่นักกีฬารุ่นนี้เรียนจบ ก็ประมาณนี้แหละ”


นานาหันไปมองก้องที่ยืนอยู่ริมสระ ไม่ได้ลงน้ำเช่นคนอื่นแล้วอดถามออกมาไม่ได้ “แล้วพี่ก้องละครับ”


“นั่นผู้จัดการ เป็นทุกอย่าง คุมเวลา ตารางซ้อม แต่ไม่ว่ายน้ำเด็ดขาด เจ้าตัวว่ามางั้นนะ พี่ละเสียดายกล้ามแขนสุดๆ” ท้ายประโยคโมเอนใบหน้าเข้าหา กระซิบหยอกล้อเจ้าของชื่อในประโยคที่พูดถึง โดยไม่ทันสังเกตว่ารุ่นน้องที่ตนกำลังคุยด้วย เผลอผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว ยามที่เขาขยับเข้าใกล้


“ระ...เหรอครับ”


“ที่บ้านก้องทำเกี่ยวกับยิม เทรนเนอร์น่ะ เลยค่อนข้างมีความรู้เกี่ยวกับการสร้างกล้ามเนื้อ การจัดตารางฝึกซ้อมอะไรพวกนี้ พี่เลยขอให้มาช่วยดูแลเรื่องฝึกซ้อม นักกีฬาน่ะรู้ดีก็แค่เรื่องในน้ำ แต่เรื่องบนบกไม่รู้เรื่องดีเท่าคนข้างบนหรอก”


“อ้อ”


“ตอนนี้เราก็ถือเป็นตัวสำรองควบผู้ช่วยของก้องไปด้วย จะโอเคไหม”


“ได้ครับ” ตัวเขาไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะยังไงก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ตัวแทนอะไร การคอยช่วยพี่ก้อง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเขาในตอนนี้ พี่ก้องมองนาฬิกาสลับกับเพื่อนที่ยืนคุยกับเขาอยู่ ก่อนจะตะโกนถามพลางเคาะที่หน้าปัดนาฬิกาข้อมือไปด้วย


“โม ไม่ไปหาพ่อเหรอ”


“เออว่ะ ลืมไปเลย งั้นพี่แนะนำถึงแค่นี้ก่อนนะ แล้วถ้าเราสงสัยอะไรที่เหลือ ถามก้องมันเอา“


“ไม่เป็นไรครับ เดินทางดีๆ นะครับ”


“อวยพรซะเป็นทางการ แค่บอกว่าแล้วเจอกันพรุ่งนี้ก็ได้มั้งนานา”


“...”


พี่โมตะโกนบอกลาคนทั้งชมรมว่ายน้ำด้วยท่าร่าเริง ก่อนหันมาหยุดตรงหน้าผม ทำเหมือนเช่นที่ให้ทุกคน พูดคำพูดธรรมดาที่ตัวผมในชีวิตที่แล้ว พูดกับคนอื่นมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ในตอนนั้นคำพูดนี้คล้ายจะว่างเปล่าและเป็นเพียงมารยาทที่ติดเป็นนิสัยเท่านั้น


ไม่เหมือนครั้งนี้


“ไปจริงๆ ละ เจอกันพรุ่งนี้นะนานา”


ที่เขาจะขอภาวนา อวยพรให้ทุกสิ่งวิเศษ ปาฏิหาริย์หรืออะไรก็ตามที่ดลบันดาลให้เขากลับมา ช่วยทำให้คำพูดของคนตรงหน้าเป็นจริง


ขอให้พรุ่งนี้ เขาก็ยังตื่นมาพบตัวเองในวัยสิบเจ็ดปีนี้


“ครับ ผมจะรอให้พี่มาสอนว่ายน้ำนะ พี่โม”


“ด้วยเกียรติของรองประธานเลย”


ได้มาพบคนที่รักและคิดถึงที่สุดเช่นนี้ จนกว่าชีวิตที่ย้อนกลับมาครั้งนี้จะดับสิ้นด้วยเถอะ










******************************************
#คืนฝันวันรัก
มันเป็นเพียงนิยายน้ำเน่าเรื่องหนึ่งเท่านั้น 55
NAVY :)

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1





2
หากฉันรู้ว่ารักที่จบไปทำให้เธอต้องเพียรเข้มแข็งทั้งที่ไม่จำเป็น
ฉันคงวิ่งไปหาเธอ นั่งอยู่ตรงนั้น เพื่อบอกเธอว่าฉันจะอยู่ข้างเธอเสมอ เท่าที่เธอต้องการ











‘นานา’


‘มึงจะอยู่คนเดียวแบบนี้ไปจนตายเหรอวะ’


‘ขอบคุณครับ’


‘ทำไมไม่ลืมแล้วไปข้างหน้าสักที...’


“...นา”


‘ต่อให้มึงตาย พี่เขาก็ไม่กลับมานานา!’


“นานา ลูก...นานา!”


ผมสะดุ้งลืมตาขึ้นมองคนที่พยายามปลุกผมให้ตื่นขึ้นจากฝัน ใบหน้าของแม่ดูกังวลและยังจับแขนของผมไม่ปล่อย พอๆ กับที่มือของผมบีบมืออีกข้างของแม่แน่น แม้ในห้องจะยังเปิดแอร์เย็นฉ่ำ แต่บนใบหน้าของผมกลับเต็มไปด้วยเหงื่อและยังหอบสั้นๆ ไม่หาย


ฝัน...ถึงชีวิตที่แล้ว


แม่ค่อยๆ เช็ดเหงื่อตามกรอบหน้าแล้วถาม “ฝันร้ายเหรอลูก”


“ไม่รู้ครับ นาลืมไปแล้ว” ผมว่าแล้วโผเข้าไปกอดผู้เป็นแม่แน่น สูดกลิ่นประจำกายกลิ่นชาหอมๆ ที่แม่ชอบดื่มไล่ความรู้สึกแย่ที่ยังตกตะกอนในใจให้ค่อยๆ หายไป แม่ลูบหัวลูบไหล่แล้วปลอบเบาๆ ข้างหู ก่อนจะไล่ให้ผมไปอาบน้ำ หลังจากที่นอนเพลินจนแม่ต้องขึ้นมาตาม


“นอนฝันร้ายหรือลูก แม่เขาว่างั้นแน่ะ”


“คงงั้นครับ นาจำไม่ได้” พ่อพยักหน้ารับแล้วก้มอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ แม่เข้าไปประจำในครัวเหมือนทุกที ส่วนพี่ชายของผมค่อยเดินตามมาหลังจากนั้นไม่นาน พี่ชายที่อายุห่างจากผมห้าปี ตอนนี้กำลังเรียนอยู่มหาลัยชั้นปีที่สามใส่ชุดนิสิตยับๆ ให้แม่บ่นตอนหอมแก้ม ก่อนจะเดินมาหาหมายจะหอมแก้มผมอีกคน แต่โดนผมปัดออกไปเสียก่อน


ทว่าตัวขนาดตัวที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด สุดท้ายแก้มผมก็โดนหอมจนช้ำอยู่ดี


“นาไม่ใช่เด็กแล้วนะ”


“จะอายุสี่สิบหรือสิบเจ็ด ก็ยังเป็นเด็กน้อยของพี่อยู่ดีน่า” พี่ซายน์ว่าแล้วยกขนมปังปิ้งขึ้นกัดด้วยสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่สนใจว่าผมจะรีบเช็ดแก้มเหมือนรังเกียจต่อหน้า เพราะรู้ว่าผมแค่ไม่ชินแล้วก็เขินแค่นั้นแหละ ให้ตายเถอะ ทั้งที่รู้ว่าผมไม่ค่อยชอบแล้วทำไมยังทำนะ


“เป็นไงบ้างเจ้าซายน์ ปีสามโอเคไหม”


“เรียนหนักอะป๋า แต่ก็ยังไหวอยู่”


“พยายามเข้าลูก ไม่มีอะไรอยากเกินความพยายามหรอก”


“คร้าบ แล้วนานาจะเข้าเรียนคณะเดียวกับพี่ป่าว เดี๋ยวพี่จะได้กรุยทางให้” พี่ซายน์ตีหน้าทะเล้น จนผมต้องถลึงตาใส่ ไม่ให้ทำอะไรแผลงๆ พี่ชายผมอะต่อหน้าคนอื่นดูหน้านิ่งดุๆ นะ แต่ความจริงไร้สาระจะตาย ขี้เล่นขี้แกล้งไปเรื่อย แต่ไม่มีใครรู้ไง รุ่นน้องกลัวจนหงอ


เห็นแล้วก็อดสงสารแฟนคนนั้นของพี่ในอนาคตไม่ได้ ทั้งตั้งแต่ก่อนคบ หลังคบ จะตอนไหนก็โดนพี่ผมแกล้งอยู่ตลอด แต่ถึงอย่างนั้นพี่ผมก็รักแฟนคนนั้นมากจริงๆ เวลาพามาหาที่บ้าน ผมเป็นต้องเขินสายตา ความดูแลเอาใจใส่ของพี่ซายน์ที่มีให้คนรัก


“ไม่เอา นาไม่ชอบ”


“แล้วนาจะเข้าอะไร?”


“…”


“อ้าว เงียบซะงั้น”


“ก็ยังไม่รู้ ขอคิดหน่อย” แล้วผมก็รีบตักไข่คนเข้าปาก ตัดบทสนทนาไม่ให้พี่ชายถามอะไรอีก ครั้งที่แล้วผมเลือกเรียนคณะแพทย์ด้วยแรงจูงใจบางอย่าง แต่ครั้งนี้มันจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ดังนั้นผมเลยยังมีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่ คงต้องค้นหาสิ่งที่อยากทำจริงๆ จังๆ แล้วค่อยเลือกอีกที


“แล้วแต่ละกัน แต่มีอะไรอยากปรึกษาพี่ มาคุยได้นะ”


“ครับ”


พี่ซายน์นั่งเอ้อระเหยอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนจะขับรถไปเรียน โดยแวะส่งผมที่โรงเรียนอีกที เป็นไม่กี่ครั้งที่พี่ซายน์จะยอมอ้อมมาส่งผมที่โรงเรียน พี่ชายตัวดีถึงได้เอาแต่พูดมาก ชื่นชมผมในชุดนักเรียนจนผมบ่นนั่นแหละ ถึงได้ยอมปล่อยผมลงจากรถ



“ตอนเย็นให้พี่มารับเปล่า”


“ทำอย่างกับตัวเองจะมารับทัน”


“เอ้า เพื่อน้อง”


“ครั้งที่แล้วก็เบี้ยวไปกินเหล้า อย่าคิดว่านาไม่รู้”


พี่ซายน์หัวเราะแล้วทำมือจุ๊ๆ ไม่ให้ผมบอกแม่แล้วออกรถไป ทิ้งให้ผมยืนมองท้ายรถไปพร้อมรอยยิ้ม ถึงจะบ้าๆ บอๆ แต่ตอนหลังที่ผมยุ่งทำงานในโรงพยาบาล ก็ไม่ค่อยได้เจอพี่ชายเลย การกลับมาครั้งนี้นอกจากพี่โมแล้ว พี่ชายและครอบครัวก็เป็นสิ่งที่ผมคิดถึงเช่นกัน


“พี่ชายเหรอ”


“อืม…! พี่โม”


“ตกใจอะไร” ผมสะดุ้งเผลอถอยหลังไปหลายก้าว หลังจากเพิ่งรู้ว่าเสียงปริศนาที่ทักขึ้นข้างหูคือพี่โม พี่โมยิ้มหวานมองท่าทางเหวอของผมแล้วหัวเราะ “ตกใจพี่เหรอ”


“ครับ มาตั้งแต่เมื่อไหร่”


“ตั้งแต่ตอนเราทำหน้าบูดแล้วเผลอยิ้มตอนพี่เราขับรถไปนั่นละ” พี่โมว่าแล้วเดินนำเข้าโรงเรียน พอเห็นผมเอาแต่ยืนเอ๋อ ไม่ยอมเดินตาม เลยหันมากวักมือเรียกให้ผมไปหา


“เอาชุดมาหรือเปล่าวันนี้”


“เอามาครับ”


“โอเค เรียนเสร็จแล้วไปรอที่ชมรมนะ” ผมพยักหน้าแล้วมองพี่เขาเดินขึ้นตึกเรียนม.หก “ตั้งใจเรียนนะนานา”


“…” ผมพยักหน้ารับแล้ว แต่พี่โมก็ยังยืนอยู่เหมือนรออะไรสักอย่าง จนพี่เขาพูดซ้ำอีกครั้ง ผมถึงได้เข้าใจ


‘ตั้งใจเรียนนะนานา’


“คะ…ครับ ตั้งใจเรียนนะพี่โม”


เฮ้อ


“คร้าบ ไปก่อนนะ”


น่ารักจังว้า

















“เป็นยังไงบ้าง ชมรมว่ายน้ำ”


“ถามว่าหมายถึงอะไรดีกว่า” ผมว่าแล้วมองสีหน้ายิ้มแย้มของเพื่อนสนิทที่ดูก็รู้ว่าไม่ได้หมายความถึงชมรม แต่คงหมายถึงดอกไม้งามสองคนแห่งชมรมว่ายน้ำต่างหาก “รู้ใจจจ พี่น้ำตาลกับเจนน่ารักไหม”


“ก็น่ารัก”


“เจนน่ะไอ้เจ้นท์มันขี้หวง ถึงจะชอบตีกันก็เหอะ เลยไม่ค่อยเห็นหน้า ส่วนพี่น้ำตาล ก็รู้ๆ กัน เลยไม่มีใครกล้าจีบ”


ผมวางกระเป๋าแล้วค้นการบ้านขึ้นมาเตรียมส่งช่วงโฮมรูม พลางพูดไปด้วย “รู้กัน? อะไรวะ”


“เอ้า พี่เขากุ๊กกิ๊กกับพี่โมไง ใครมันจะไปสู้ไหว”


มือที่เปิดหน้าที่เขียนการบ้านชะงักแล้วเงยหน้ามองสีหน้าของโต้งที่ยังบ่นถึงความสวยของพี่น้ำตาลไม่เลิก “คบกันเหรอ…” ทำไมผมไม่เคยได้ยินละ


“ไม่ได้คบ แต่เหมือนจะแบบคุยๆ กันอะ”


“…”


“ตกใจอะไรวะนานา มึงไม่เคยได้ยินจริงอะ” พอเห็นผมส่ายหน้า มันก็พูดต่อ “ตกข่าวมาก! เนี่ยเขาลือกันมานานละ แต่มึงไม่รู้ก็ไม่แปลกอะ วันๆ เข้าแต่ห้องสมุดจะไปรู้อะไร พี่เขาเริ่มคุยๆ กันตอนงานกีฬาสีปีที่แล้ว ตอนแรกก็คุยกันแหละว่าสุดท้ายไงก็น่าจะคบ แต่กลายเป็นว่าพอคนไปถามก่อนเปิดเทอม พี่แกดันตอบว่าเพื่อนกัน กองเชียร์เลยเงิบไปหมด”


“…”


“แต่ก็ยังสนิทไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนเดิมนะ ไม่เข้าใจพี่เขาสองคนเหมือนกัน”


“…”


“นานา ฟังกูอยู่ปะเนี่ย”


“อือ”


“แปลกนะเราอะ ชอบพี่น้ำตาลหรือไง”


ไม่ใช่สักหน่อย ป่วยการจะพูดแบบนั้นเพราะถ้าพูดไปจริง ผมคงต้องอธิบายอีกยาว เลยบอกปัดไม่คุยเรื่องนี้อีก กลับไปให้ความสนใจอาจารย์ที่เข้ามาคาบโฮมรูมแทน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผมก็ยังคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องที่โต้งพูด


ผมไม่เคยรู้เลยว่าพี่โมเคยมีคนที่ชอบ ไม่เคยเอะใจเลยสักนิด


บางทีเย็นนี้ผมคงมีเรื่องที่จะถามพี่เขาเยอะแยะมากกว่าเรื่องเทคนิคการว่ายน้ำแหงๆ














แต่ยังไม่ทันจะได้ถาม ผมก็ดันได้คำตอบก่อนซะงั้น


“โม เราคบกับเขาแล้วนะ”


“อืม เขาดีใช่ไหม”


พี่น้ำตาลยิ้มหวาน ซึ่งมันสวยมากๆ ในสายตาของผมตอนที่เธอหันไปหาคนข้างเธอ “ดีมากๆ”


“งั้นก็ดีแล้ว” พี่โมพูดแค่นั้นแล้วลูบหัวพี่น้ำตาล ซึ่งแม้ผมจะมองทั้งคู่จากด้านหลังก็พอรู้ถึงความเอ็นดู ความผูกพันธ์ของคนทั้งคู่ ไม่ต้องถามแล้วล่ะ เรื่องที่โต้งพูดเป็นเรื่องจริงและตอนนี้ผมว่าพี่โมคงยังไม่ลืม


“ไม่เข้าไปล่ะ”


“ผมไม่รู้จะแทรกไปตอนไหนน่ะครับ” ผมว่าแล้วชี้เข้าไปในห้องที่ปรากฏคนสองคนนั้งเคียงกันอยู่


“อ่า ไม่ดูสถานที่เล้ย งั้นไปสระเลยก็ได้ ไม่ต้องเข้ามันละชมรม” พี่ดรีมว่าแล้วรีบลากรุ่นน้องคนอื่นออกจากบริเวณชมรม คนอื่นที่เหมือนจะรู้ว่ารุ่นพี่หมายถึงอะไร ราวกับชินชาจึงไม่ได้มีท่าทางสงสัยอะไร เดินตามไปอย่างว่าง่าย เหลือแต่ผมที่ยังยืนอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังของพี่โมอยู่อย่างนั้นเงียบๆ



ในตอนที่ตั้งใจจะหันจากไป พี่โมก็หันมาหาราวกับรู้ตัว เรามองตากันแบบนั้นอยู่พักใหญ่จนผมเป็นฝ่ายยิ้มแล้วหันหน้าหนีไปก่อน


เป็นครั้งแรกที่ไม่อยากมองหน้าพี่โมเลย ให้ตายสิ


ผมเข้าไปเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดว่ายน้ำ หลังวอร์มร่างกายก็เข้าไปสบทบกับคนอื่นในสระ นอกจากนักกีฬาที่ฝึกซ้อมตามตารางที่พี่ก้องคิดไว้ให้ (วันนี้พี่ก้องไม่เข้า เห็นว่าไปตามประธานอยู่) ก็มีเจ้นท์และซันมาว่ายและคอยสอนผมเกี่ยวกับพวกท่ามาตรฐานที่ผมยังทำไม่ถูก


“ใช่ ยกแขนสูงกว่านี้หน่อย มันต้องเอียงประมาณนี้ แบบนั้นแหละ”


“ไม่ผิดแล้วนะ” พอได้รับการพยักหน้าจากเพื่อนทั้งสอง ผมก็เริ่มออกว่ายไปยังอีกฝั่งของสระว่ายน้ำ แม้จะติดขัดบางจังหวะ แต่สุดท้ายผมก็มาถึงอีกฝั่งโดยไม่ได้ทำให้ตัวเองดูแย่มากนักในฐานะที่เคยเรียนว่ายน้ำมาตอนเด็ก


ทว่าผมไม่คิดว่าตอนที่เงยหน้าขึ้นจากน้ำ สิ่งที่รอผมอยู่ไม่ใช่ขอบสระ แต่เป็นพี่โมในชุดนักเรียนไม่เรียบร้อยนัก เส้นผมที่ไม่เป็นทรง เสื้อนักเรียนปล่อยชายและกางเกงว่ายน้ำ


มานั่งอะไรข้างหน้าผมเนี่ย


“พี่โม ไปนั่งอะไรตรงนั้น”


“มาเอานักเรียนคืน เดี๋ยวพี่สอนนานาเอง ไปซ้อมไป”


“อะเค ไปก่อนนะนานา” ทั้งสองว่าแล้วย้ายเลนไปยังอีกสองเลนที่ยังว่างอยู่ ทิ้งให้ผมเงยหน้ามองพี่โม สบตากันเหมือนพูดคุยกันผ่านสายตาอยู่แบบนั้นจนผมทนมองไม่ไหว เหมือนทุกที


ผมแพ้พี่เขาเสมอนั่นแหละ


“ไม่รอพี่เหรอ”


“ก็เห็นยุ่งๆ น่ะครับ”


“เรียกก็ได้นี่ ไม่ได้ว่า”


“สถานการณ์แบบนั้นใครมันจะกล้าเรียก” ผมบ่นอุบก่อนซ่อนใบหน้าครึ่งหนึ่งใต้น้ำ เหลือเพียงดวงตาที่ยังมองเรียวขายาวที่วาดลงน้ำตรงหน้าของพี่โม พี่เขาถอดเสื้อนักเรียนออกจนเหลือแต่แผงอกเปลือยมีมัดกล้ามเนื้อพองามตามประสานักกีฬา แต่ไม่ได้ออกเพื่อเล่นกล้าม เขาทิ้งตัวมาตรงหน้าไม่ห่างจากผมมากนัก ก่อนที่สายตาของเราสองคนจะอยู่ในระดับเดียวกัน


ผมเคยบอกใช่ไหมว่าผมกับพี่โมส่วนสูงไม่ค่อยต่างกันมากนัก เพราะงั้นพอลงน้ำ ส่วนสูงยิ่งไม่ค่อยมีผลกับเราสองคนมากนัก พี่เขามองผม มองเหมือนจะทะลุตรงเข้ามาในหัวใจผม เพื่ออ่านสิ่งที่ผมซ่อนเอาไว้ แต่น่าเสียดาย หากเป็นผมคนนั้นก่อนจะย้อนกลับมา เขาอาจจะรู้ แต่กับผมคนนี้ไม่มีทางอย่างแน่นอน


“คิดอะไรอยู่”


“ครับ?”



“ตอนเราเห็นภาพนั้นในห้องน่ะ”


“…”


“นานา”


“พี่ชอบพี่น้ำตาล”


“…”











(มีต่อ)

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1






“…และผมคงเดาไม่ผิดจริงๆ” สีหน้าเรียบเฉยตอบแทนทุกอย่าง แม้สุดท้ายพี่โมจะกลับมามีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเสียเท่าไหร่ เราไม่ได้คุยอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอีก พี่โมเริ่มฝึกผมอย่างจริงๆ จังๆ จนท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีส้มและบรรดาคนอื่นๆ ทยอยกลับจนหมด เหลือแค่เราสองคนยังอยู่ในสระนั่นแหละ เขาถึงได้ออกปากให้ผมหยุดซ้อมได้



ผมเกาะขอบสระ หอบหายใจเหมือนจะตายเสียให้ได้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะสะใจและเอ็นดูไปในทีของพี่โม เขาออกแรงฉุดให้ผมขึ้นมานั่งข้างเขาข้างสระ ยื่นน้ำหวานให้ดื่มเติมพลัง แน่นอนว่าผมไม่ปฏิเสธ หิวข้าวจะตาย ใครมันจะไปอึด ถึกเหมือนพี่เขาที่ว่ายน้ำมาหลายปีแล้วล่ะ



“เป็นไงบ้าง ซ้อมวันแรก”


“ตาย”


“ฮ่าๆๆ ตายอะไร ยังนั่งอยู่ตรงนี้นี่”


“เดี๋ยวก็ไปตายที่บ้าน”


“ครั้งแรกก็งี้ เดี๋ยวเราก็ชินพอเราซ้อมทุกวัน” พี่โมตบหัวผมเบาๆ ขณะผมกำลังกระดกน้ำ เลยเผลอสำลักไอให้พี่เขาขำอีกรอบ คือผมควรจะโกรธที่โดนแกล้งแบบนี้ ต่อพอได้เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของพี่โม ผมก็ใจอ่อนอีกแหละ โกรธไม่ลงทุกที


“แกล้งอีกละ”


“ก็เราน่าแกล้ง”


“…”


“แต่น่าเสียดายนิดหน่อย ถ้าเราซ้อมทุกวันน้ำหนักต้องลงแน่เลย”


“แล้วไม่ดียังไงอะ”


“แก้มเราจะหายไปด้วยอะดิ เสียดาย” พูดไม่พอ มือข้างที่ว่างทั้งสองก็ตรงมาบีบเบาๆ เข้าที่แก้มทั้งสองข้างของผม เป็นการกระทำเหมือนที่พี่ซายน์ชอบทำกับผมบ่อยๆ แต่กับพี่ชายมันมีแค่ความรำคาญระคนอ่อนใจที่ถูกมองว่าน่ารักเหมือนตุ๊กตาน่าหมั่นเขี้ยว แต่กับพี่โม…มันทำให้ผมรู้สึก


“เงียบเชียว ไม่ชอบที่พี่ทำแบบนี้เหรอ”


มีความสุข


ผมหลุบตาซ่อนความรู้สึก เบือนหน้าหนีไม่ยอมตอบ ให้พี่เขาเข้าใจว่าผมไม่ชอบก็ดีแล้วล่ะ


เหรอ?


มันดีจริงๆ ใช่ไหมนะ


เสียงในใจแย้งขึ้นมาจนผมลังเล สุดท้ายก็ยอมกลับมาสบตากับพี่โมที่รอคำตอบอยู่อีกครั้ง ผมส่ายหน้ายกมือวางทาบที่มือข้างหนึ่งบนแก้มของตัวเอง มือของพี่โมอุ่นมาก แม้จะเพิ่งขึ้นจากสระ แต่ก็ยังมีความอบอุ่นในนั้น


มันเหมือนมือวิเศษ ความอบอุ่นจากมือของเขากำลังเยียวยาหัวใจของผม


“ไม่ได้ไม่ชอบครับ”


“…”


“พี่โมต่างหาก ที่จะไม่ชอบ”



“พี่? ไม่ชอบอะไร”


“…”


“นานา?”


“…ผมว่าผมลงไปว่ายอีกสักรอบก่อนกลับดีกว่า” ไม่รอให้เขาได้เรียกชื่ออีก ผมทิ้งตัวลงในสระหมายจะว่ายไปยังอีกฝั่ง ไล่ความคิดบ้าๆ อย่างเช่นสารภาพให้มันรู้แล้วรู้รอดว่าผมชอบพี่เขา แม้มันจะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง หากผมกลับมาครั้งนี้เพื่อจะทำให้ความรักครั้งที่แรกที่เคยฝังลงในความทรงจำ ไม่เป็นเพียงสิ่งที่ถูกทิ้งให้ทำได้แค่คิดถึง แต่ผมต้องแบกรับความเสี่ยงว่าหากบอกไปแล้วสิ่งที่ได้รับคืนคือความเจ็บปวดด้วย แค่คิดว่าจะได้เห็นพี่โมมองผมด้วยท่าทางรังเกียจ ความรู้สึกที่อยากเปลี่ยนแปลงก็พลันหายไปไม่เหลือ


ผมควรจะใจเย็นและรอบคอบกว่านี้ ไม่ควรเอาเรื่องเมื่อตอนเย็นที่เห็นมาทำให้ทุกอย่างมันพัง


มันควรจะเป็นแบบนั้น


“นานา เดี๋ยว ตอบพี่มาก่อน”


ถ้าพี่เขาไม่ตามผมลงมาในสระแล้วรั้งกันไว้เช่นนี้


แสงแดดยามเย็นสาดกระทบผิวน้ำ ก่อนจะสะท้อนบนผิวกายของเราทั้งคู่ มันสาดไปถึงดวงตาที่ผมหลงรักคู่นั้น งดงามจนทำให้ตาพร่า ลืมสิ้นทุกคำเตือนในหัว ลืมทุกอย่าง ลืมสิ้นแม้แต่สิ่งที่เขาควรทำคือหนีให้พ้นจากสถานการณ์นี้


“นานา”


เสียงเรียกชื่อผมจากเขา กำลังทำให้ผมเป็นบ้า


“ทำไมต้องหนีพี่ด้วย เมื่อกี้เราจะพูดอะไรไม่ใช่เหรอ”


“พี่ไม่อยากฟังหรอก ผมเลยไม่พูด”


“รู้ได้ไงว่าพี่ไม่อยากฟัง”


ไม่ต้องเป็นกูรูเรื่องรัก ใครเขารู้ทั้งนั้นว่าสิ่งที่ผมคิดจะพูดมันไม่โอเคกับความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างเปราะบางของเราน่ะ


“เลิกถามเถอะครับ กลับบ้านกันได้แล้ว”


“…”


“พี่โม”


“โอเค ไม่พูดก็ไม่พูด”


“…”


“ขึ้นเถอะ เย็นมากแล้ว” ผมพยักหน้า พุ่งตัวผ่านพี่โมไปหาขอบสระ เกือบจะเหวี่ยงตัวขึ้นไปแล้ว ถ้าไม่ได้ยินพี่โมพูดขึ้นมาเสียก่อน


“พี่ชอบเขาจริงๆ น่ะแหละ”



“…”



“ชอบตั้งแต่ครั้งแรก แต่เขาไม่เคยชอบพี่เลย”


“…”


“ทุกครั้งที่มองมาหรือยอมคุยด้วย แค่เพราะพี่เป็นคนที่เข้าใจเขาที่สุด คนที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็พร้อมอยู่ข้างเขา เพราะแบบนั้น…พี่เลยทำได้แค่มองเขาไปหาคนอื่นแบบวันนี้ไง”


“…”


“พี่ตอบเราแล้วนะ ส่วนคำถามของพี่ พี่จะรอเราตอบสักวันนะ” รอยยิ้มของพี่โมก่อนจะขึ้นจากสระยังคงค้างคาในใจของผม แม้ว่าพี่เขาจะเข้าไปห้องเปลี่ยนเสื้อนานแล้วก็ตาม มันคงเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรอยยิ้มฝืนๆ เช่นนี้ ผมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมารอพี่โม พลางด่าตัวเองไปด้วยที่ดันปากพล่อยหลุดพูดคำนั้นออกไป เห็นช่วยผมซ้อมตั้งนาน ก็นึกว่าพี่เขาลืมไปแล้ว ที่ไหนได้กลับยังจำได้ซะงั้น


“ไปเถอะ เดี๋ยวประตูโรงเรียนจะปิดแล้ว”


“ครับ”


“…”


“…”


ระหว่างเราเงียบที่สุดเท่าที่เคยคุยกันมา พี่โมปิดล๊อกประตู เช็คความเรียบร้อยทุกอย่าง ในขณะที่ผมยืนรออยู่ข้างนอก สีหน้าพี่โมไม่มีรอยยิ้มอีกแล้ว มันนิ่งเฉยเสียจนน่ากลัวแต่ตอนที่แอบมองอยู่นั้น ผมกลับสังเกตเห็นรอยแดงเรื่อที่ขอบตา เหมือนมันถูกขยี้อย่างหนัก มากกว่าจะเพราะว่ายน้ำในสระคลอรีนมากไป


“พี่โม”


เพราะผมหรือเปล่าที่ทำให้พี่เขารู้สึกแย่ขึ้นมา


“ครับ”


“…”


“เรียกพี่แล้วเงียบทำไมเนี่ย พี่ชักกลัวแล้วนะ เราเห็นอะไรแปลกๆ หรือไง”


“อืม เห็นครับ”


พี่โมผวามองซ้ายขวา บ่นพึมพำไม่หยุดว่าแถวนี้ไม่มีผีไม่ใช่เหรอ ทำบุญทุกปีนี่นา จนผมหลุดหัวเราะออกมาในที่สุด เพราะภาพพี่โมตอนกำลังเข้าใจผิดว่าผมเห็นสิ่งลี้ลับมันน่ารักน้อยเสียทีไหน พอรู้ตัวว่าโดนผมแกล้ง เจ้าตัวก็หลุดถอนหายใจ ตรงเข้ามาโยกหัวผมไปมา ลงโทษที่ทำให้เขากลัว


“อย่าเล่นแบบนี้ตอนเย็นๆ สิ พี่กลัวนะเว้ย”


“ก็ผมยังพูดไม่จบ พี่ก็เข้าใจว่าผมเห็นไปแล้วอะ”


“งั้นก็รีบพูดเร็วๆ…”


“ผมตอบพี่ตอนนี้ได้ไหม”


“…หมายถึง”


“ก็ที่พี่ถาม”


พี่โมงงนิดหน่อยที่จู่ๆ ผมก็เปลี่ยนเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ค้านอะไร “งั้นก็พูดมาสิ พี่รอฟังอยู่”


“พี่ถามใช่ไหมว่าถ้าไม่ใช่ไม่ชอบแล้วทำไมผมถึงไม่ตอบ นั่นก็เพราะว่าผมชอบมากๆ เลยตอบไปไม่ได้ไง”


“ชอบที่พี่บีบแก้มเหรอ”


กำลังจะจริงจังอยู่เชียว แต่พี่โมที่แสนน่ารักก็ทำผมหลุดความตั้งใจจนได้ “นั่นก็ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดครับ”


“อ้าว แล้วชอบอะไร…”


“พี่เคยทายถูกไปแล้วนะ เมื่อวานตอนผมเอาเอกสารชมรมมาให้อะ”


“…”


ผมไม่ได้พูดอะไรอีก เอาแต่ยิ้มปล่อยให้เวลาระหว่างระหว่างเราดำเนินไปช้าๆ ไม่เร่งรีบ สุดท้ายสีหน้างงงันของพี่โมก็เปลี่ยนเป็นอึ้ง ก่อนเจ้าตัวจะอ้าปากหวอ ชี้มาทางผมแต่พูดอะไรไม่ออกอยู่นาน ท่าทางคงจะจำได้แล้วว่าเมื่อวานผมพูดว่าอะไรไป




‘ที่จริง...ผมย้ายมาเพราะพี่นะ’


‘ตกใจหมด นึกว่าจะโดนสารภาพรักซะล่ะ’



“เดี๋ยวนะ…พี่? เรา?”


“…”


“จริงเหรอ” สีหน้าของพี่โมอึ้งจนผมหลุดหัวเราะ มันทั้งน่ารักแล้วก็น่าแกล้งมากๆ ให้ตายเถอะ



น่ารัก



“แล้วพี่คิดว่าอะไรละครับ”


“มันใช่เรื่องที่จะพูดออกมาโต้งๆ ไหมละนานา”



น่ารักมากๆ เลย


“ไม่พูดก็ได้”


ใช่มันมีอีกหลายวิธีที่จะบอกโดยไม่พูดนี่


ไม่รอให้พี่เขาได้ถามว่าผมคิดจะทำอะไร ผมฉวยโอกาสตอนที่พี่โมยังอึ้งกับสันนิฐานที่คิดเองเออเองในใจ ยื่นใบหน้าเข้าไปหาก่อนจะประทับริมฝีปากเข้าที่อวัยวะเดียวกัน แตะเพียงเบาๆ แต่กลับสั่นสะเทือนถึงกลางใจและความสัมพันธ์ของเราสองคน ชั่วพริบตาที่ถอนริมฝีปากออก ผมไม่กล้าจะมองตาคนที่ยืนอึ้งอยู่เลย ได้แต่หลับตาซ่อนน้ำตาที่ไม่รู้ว่ามาคลอขังในหน่วยตาตั้งแต่เมื่อไหร่เงียบๆ


“ผมชอบพี่”


“...”


“ทุกเหตุผล ที่เจอกันที่สนามบาสหรือแม้กระทั่งที่ย้ายชมรมมาก็เพราะพี่นั่นแหละ”


“…”


“ทีนี้เข้าใจหรือยังว่าทำไมผมถึงไม่ยอมตอบ”


“…”


เพราะผมรักคุณ


“นานาชอบพี่โมนะ”


รักหมดทั้งหัวใจที่มี











#คืนฝันวันรัก
ส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องดำเนินเร็วไปหน่อย แต่คือถ้าช้าไปกว่านี้มันจะยืดน่าเบื่อเอาน่ะสิ แง
ฝากด้วยนะคับ เจอกันตอนหน้าคับ
NAVY:)

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1







3
หากว่าผมรู้ว่าคุณเพียงต้องการคนรับฟังทุกปัญหาที่เข้ามา
ผมคงจะขอถือสาย รอฟังคุณบ่นในทุกวัน โดยไม่นึกเบื่อหน่าย







‘นานาชอบพี่โมนะ’


มันอาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่มีใครมาสารภาพรักกับเขา แต่มันคงเป็นครั้งแรกที่มี ‘ผู้ชาย’ มาบอกรักเช่นนี้ แถมผู้ชายคนที่ว่ากลับเป็นรุ่นน้องคนใหม่ของชมรมตัวเองเสียอีก ทำเอาเขาถึงกับไปไม่เป็น ได้แต่ยืนอึ้งอยู่นานจนน้องต้องชวนกลับบ้าน พวกเขาถึงได้เดินออกจากแถวชมรมมาได้


มันค่อนข้างจะเป็นอะไรที่เหลือเชื่อสำหรับโมที่เด็กคนนั้นชอบเขา


นานา


เด็กรุ่นน้องที่เขาเคยได้ยินชื่อจากปากของเพื่อนผู้หญิงในห้องที่ชมเจ้าตัวเกี่ยวกับใบหน้าน่ารักและรอยยิ้มหวาน ทั้งขี้เล่นและมีเสน่ห์ในที ไหนจะรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวขับเน้นให้ดวงตา ริมฝีปากที่เข้ารูปโดดเด่นขึ้นมาจากรุ่นน้องคนอื่นๆ ในปีเดียวกัน


นั่นคือครั้งแรกที่เขาได้ยินเกี่ยวกับเด็กคนนั้น


ครั้งต่อมาคือที่ห้องสมุด เย็นวันที่เขาไปหาหนังสือมาทำรายงานกองโตที่ค้างหลายสัปดาห์ หลังจากกลับจากแข่งว่ายน้ำระดับภูมิภาค ภาพของบรรณารักษ์จำเป็นที่ไม่คุ้นเอาเสียเลย แต่ด้วยใบหน้านั่นและดวงตาที่เขาจำได้ดี ทำให้โมรู้ในที่สุดว่าตรงหน้าคือนานา เด็กน้อยที่เอาแต่จ้องใบหน้าเขาจนแอบขำในใจและเผลอแกล้งออกไปจนได้


เราไม่ได้เจอกันบ่อยนักและนอกจากครั้งห้องสมุดแล้วก็ไม่ได้พูดคุยกันอีก มีบ้างที่เดินผ่านกันระหว่างเปลี่ยนคาบเรียนหรือตามสนามบาส แถวสระว่ายน้ำตอนที่มีแข่งภายในโรงเรียน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีอะไรบางอย่างให้เขารู้สึกทุกครั้งยามที่เราเดินสวนกัน


เหมือนกับมีสายตาคู่หนึ่งคอยมองอยู่ตลอด แต่พอเขาหันไปมองกลับไม่พบอะไร


บางทีความรู้สึกและสายตาเหล่านั้นอาจจะมาจากนานา คนที่เขาไม่เคยคิดสงสัยเลย


“เหม่ออะไรของมึงฮะ ไอ้โม ข้าวเนี่ยจะแดกไหม ไม่แดกกูจะยกให้แฟนกูแล้วนะ” ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อ เสียงเรียกแกมดุจากคนที่นั่งตรงข้ามก็ทำให้โมได้สติ แล้วรีบยกจานข้าวหนีมือที่กำลังจะดึงมันออกจากตรงหน้าเขาไปให้ใครอีกคน


“กิน โมกินนะพี่เอิร์ธ อย่าแย่งดิ”


“จะกินก็รีบกิน เหม่ออะไรนักหนา อกหักมาอีกหรือไง”


“กระจอก” ประโยคแรกน่ะเป็นของอดีตรุ่นพี่ที่โรงเรียนอย่างเอิร์ธ ส่วนประโยคถัดมาที่เบาเสียจนคิดว่าคงมีแต่เขาที่ได้ยินน่ะ คือเสียงจากแฟนหนุ่มของพี่เอิร์ธอีกที พี่เต็มเดือนกำลังกินข้าวจานที่สองเงยหน้าขึ้นมายิ้มสะใจที่เขาโดนดุ ก่อนจะก้มลงไปจัดการอาหารตรงหน้าต่อ ทิ้งให้เขาสงสัยไม่หายว่าไปทำอะไรให้พี่แกไม่พอใจตอนไหน ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน (โดยเฉพาะเวลาที่เจอพร้อมกับพี่เอิร์ธ) เขามักจะโดนอีกฝ่ายกระแนะกระแหน พูดจาเสียดสีอยู่ร่ำไป ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง


“ไม่ได้อกหักเสียหน่อย” โดนสารภาพรักมาต่างหาก


“แล้วมันทำไม เครียดอะไรถึงกับกินข้าวไม่ลง ทั้งที่กูอุตส่าห์รีบมาเลี้ยงเนี่ย”


“...”


“อะ เงียบใส่อีก กวนตีนนะมึงเนี่ย”


“ใช่ไหมๆ มันกวนตีนแฟนเนอะ”


พี่เอิร์ธหันไปหรี่ตามองพี่เต็มจนเจ้าตัวหงอ ยอมก้มลงไปกินข้าวเงียบๆ เหมือนเดิมแทน “ไอ้โม”


“ผม...โดนสารภาพรัก”


“แล้วไง”


“แต่น้อง...เป็นผู้ชาย”


“...”


“...”


“เครียดเรื่องนี้?” พอเขาพยักหน้าเท่านั้นแหละ ฝ่ามือจากพี่เอิร์ธก็ตรงมาประทับที่กลางหัวจนหน้าเขาเกือบจะทิ่มลงจานข้าว ได้แต่ลูบหัวตัวเองป้อยๆ ไม่กล้าโต้กลับอะไร เพราะกลัวจะโดนตบหัวอีกที


ทั้งผัวทั้งเมียเลยว้อย คนหนึ่งก็ชอบแซะ อีกคนก็ชอบทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ


“เครียดทำแป๊ะอะไร ไม่ชอบก็บอกไปดิ”


“แต่เป็นน้องในชมรมอะ”


“น้องในชมรมละไง ที่เพื่อนมึงคนนั้นเขาไม่ชอบมึงเขายังบอกตรงๆ เลย ชมรมก็อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร”


“...” ซ้ำแผลเดิมอีก


“ที่มึงไม่กล้าปฏิเสธเนี่ย ไม่ใช่เพราะมึงก็คิดไม่ซื่อกับเขาหรือไง”


“บ้าเหรอพี่เอิร์ธ! โมไม่ได้ชอบน้องเขานะ เพิ่งรู้จักเอง จะชอบได้ไง”


“ว่าแฟนกูบ้าเหรอ ไอ้เด็กเตี้ย” พี่เต็มวางจานข้าว เตรียมจะฟาดเขาโทษฐานว่าแฟนสุดที่รักของแก (แม้ว่ามันจะเป็นแค่คำอุทาน ไม่ได้ตั้งใจว่าก็ตาม) แต่ยังไม่ทันจะโดนก็โดนพี่เอิร์ธตีมือแล้วดุให้กินข้าวไปเงียบๆ เสียก่อน


 โคตรจะหงอ...


“กินข้าวไปเถอะมึงอะ”


“ครับ”


“ส่วนมึง ไอ้โม” พอดุแฟนเสร็จก็หันมาดุรุ่นน้องต่อ “จะชอบใครสักคนมันเกี่ยวกับเวลาตรงไหน ชอบก็คือชอบ ถ้าไม่ชอบก็บอกเขาไป ตอนนี้กูคิดว่าไอ้เด็กที่มาสารภาพกับมึงเขาคงไม่ได้สนใจอะไรแล้วล่ะ มึงชอบเขา ก็ดี ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร”


“…”


“ บางครั้งคนที่เขามาบอกความรู้สึกเขาก็ไม่ได้ต้องการให้คนที่ถูกชอบอย่างเราต้องไปคอยรับผิดชอบความรู้สึกที่เกิดขึ้นของตัวเองหรอก เขาก็แค่อยากจะบอกเท่านั้นเอง”


“...”


“ที่นี้ก็เหลือแต่มึงแล้วว่าจะเอายังไง”


“...”


“จะให้โอกาส...หรือจะให้เขาตัดใจแล้วเป็นแค่รุ่นน้องมึงเหมือนเดิม”


“แล้วมันจะไม่อึดอัดเหรอพี่”


“นั่นคือสิ่งที่มึงกับเขาต้องจัดการความรู้สึกตัวเอง ไม่-ใช่-มา-ถาม-กู” โมหลับตาปี๋เมื่อคนตรงหน้ายื่นนิ้วมาจิ้มที่กลางหน้าผาก ย้ำทุกคำในประโยคที่เพิ่งพูด ไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าตอนนี้หน้าผากเขาแดงแหงๆ “มันก็ต้องอึดอัดอยู่แล้วถ้าสมมติมึงไม่ตอบรับเขา แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เขาต้องคาดการณ์เอาไว้ก่อนจะบอกมึง เพราะไม่มีทางหรอกที่จะสมหวังร้อยเปอร์เซ็นสำหรับการชอบใครสักคน เรื่องนั้นมึงรู้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ”


“...”


“ถ้าเขาไม่อยากเสียมึงไป กูว่าสุดท้ายเขาก็จะพยายามจนมึงไม่อึดอัดและยอมให้เขากลับไปอยู่ในชีวิตของมึงอีก”


“…”


“เหมือนที่ครั้งหนึ่ง มึงเคยทำให้น้ำตาลไง”














ไม่สนใจอะไรกับผีน่ะสิ ตอนนี้ผมสติแตกไปหมดแล้ว!


ผมทำมันไปแล้ว


ผมบอกชอบพี่โมไปแล้ว


ไอ้บ้านานา ไอ้เวร ผิดแผนไปหมดแล้วว้อย!!


ผมกลับมาเพื่อให้ได้สารภาพรักกับคนที่ชอบแล้วก็อกหักเงี้ยอะเหรอ ทำไมฟังแล้วมันรันทดแบบนี้วะ


“เป็นบ้าเหรอนานา กลับบ้านมาก็เอาแต่บ่นอะไรไม่รู้คนเดียวเนี่ย” พี่ซายน์ว่าพลางใช้เท้าเขี่ยให้ผมเขยิบออกเว้นพื้นที่บนเตียงให้เจ้าของห้องนั่ง ซึ่งผมก็ขยับอย่างไม่อิดออด ทั้งยังเป็นฝ่ายขยับเข้าไปนอนหนุนตักพี่ชายอย่างที่ไม่ค่อยทำบ่อยนัก


ดูเหมือนพี่ซายน์จะรู้ว่าผมไม่สบายใจเลยไม่ได้พูดหยอกล้ออะไร เอาแต่ลูบหัวผมไปเรื่อยๆ จนผมสบายใจนั่นล่ะถึงได้ยอมพูด


“พี่ซายน์”


“ครับ ว่าไง”


“เคยสารภาพรักทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ไหม”


“บ่อยจะตาย”


ผมขยับตัวนอนหงาย มองใบหน้ายิ้มๆ ของพี่ชายจากด้านล่าง “ทำไมถึงยังบอกอะ ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ชอบ”


“แค่อยากบอก กลัวไม่มีโอกาสบอก กลัวว่าตัวเองจะเลิกชอบเขาไปเสียก่อน”


“…”


“ถึงจะไม่สมหวัง แต่อย่างน้อยในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในตอนที่ได้ชอบใครสักคน พี่ก็อยากจะบอกความรู้สึกให้เขาฟังเท่านั้นเอง”


“เหรอ…”


“ไปบอกรักใครมาหรือไงไอ้ดื้อ”


“งั้นมั้ง แต่คงแห้วแล้วละ”


“ไม่หรอก น้องพี่น่ารักจะตาย ใครๆ ก็ต้องชอบ”


“คนนี้อาจจะไม่ก็ได้” แถมเขายังชอบผู้หญิงด้วย ผมคิดต่อในใจ ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก จริงๆ ก็ไม่ได้จะปิดบังอะไร แต่แค่ไม่รู้จะบอกพี่ชายตัวเองยังไงดีเกี่ยวกับเรื่องนี้


และอีกเรื่องคือเรื่องที่ผมกลับมา…


“เคยบอกแล้วไงว่า มีอะไรก็คุยกับพี่ได้ไงนานา”


“…”


“พี่น้องเขามีไว้สำหรับเหตุการณ์แบบนี้นะ”


ผมค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมานั่งจ้องใบหน้าของพี่ชาย เขายังคงเหมือนเดิมไม่ต่างจากวันที่ผมจากมาเลยแม้แต่น้อย เว้นเสียแต่ร่องรอยประสบการณ์ในดวงตาคู่นั้น พี่ซายน์ยังคงเป็นพี่ชายที่พึ่งพาได้และทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยเสมอ


“พี่ต้องหาว่านาบ้าแน่ๆ”


“ก็ลองพูดมาก่อน มันจะบ้าสักแค่ไหนเชียว”


ผมเม้มปากเงียบ ชั่งใจอยู่พักใหญ่ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวตั้งแต่ตัวเองย้อนกลับมา ความตั้งใจ ความรัก แต่ยกเว้นเรื่องราวในอนาคตบางอย่าง เช่นหน้าที่การงาน คนรัก แม้จะรู้ว่าบางทีเรื่องราวของพี่อาจจะไม่เปลี่ยนไปเลย แต่ผมก็ยังอยากให้เขาได้มีโอกาสได้เลือก มากกว่าจะเอาอนาคตที่ตอนนี้มันกลายเป็นแค่อดีตสำหรับผมไปกะเกณฑ์


“สรุปก็คือ เราย้อนกลับมา”


“อือ”


“จากตอน 29 กลับมาตอนนี้”


“อือ”


“แล้วพี่ถามได้ไหม เรากลับมาได้ยังไง ความทรงจำสุดท้ายของเราก่อนจะมาเราทำอะไรอยู่”


“…”


“นานา”


ผมหลุบตาลงไม่กล้าสบตากับผู้เป็นพี่ชาย ราวกับเด็กที่กลัวความผิด นานจนสุดท้ายก็เริ่มคิดได้ว่ามันอาจจะถึงเวลาที่ผมควรแบ่งเบาความรู้สึกหนักอึ้งในใจให้ใครสักคนฟัง


ใครที่ในชีวิตที่แล้วก็เคยถามและรอให้ผมเล่าความทุกข์ให้ฟังเสมอ


พี่ชายที่พร้อมจะปลอบและเข้าใจผมคนนี้


“...นาตาย”


“…”


“…”


“บอกให้พี่ดีใจหน่อยว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือเราป่วย อะไรก็ได้นานา”


ขอบตาผมเริ่มร้อนเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยโฮออกมาเมื่อพี่ชายรวบตัวผมไปกอด หลังจากที่เขาพอจะเดาได้ว่าผมในขีวิตที่แล้วตายยังไง


มันไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่ใช่ ผมฆ่าตัวตาย


มันเป็นเย็นวันธรรมดาวันหนึ่งที่เหนื่อยล้าและทำให้ผมรู้สึกอยากนอนพักผ่อน


หลับใหลและไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก


ยาเม็ดที่คอยช่วยให้ผมนอนหลับตลอดหลายปี ค่อยๆ ลงไปตามลำคอรอแสดงฤทธิ์เดชของมัน ผมทิ้งตัวลงนอนบนที่นอน ภาวนาขอให้การหลับของตัวเองครั้งนี้พาผมกลับไปหาใครที่แสนคิดถึง


ผมที่โง่เขลา ลืมสิ้นถึงครอบครัวที่อยู่เบื้องหลัง พี่ชาย เพื่อนรัก ชีวิตที่ผ่านพ้นจากรั้วมหาลัยเพียงไม่กี่ปี โลกอันกว้างใหญ่ที่รอให้ผมออกท่องเที่ยว ลืมหมดทุกอย่าง


หรืออาจเพราะบางที วันเวลาของผมคงหยุดไปตั้งแต่วันที่พี่โมหายไปจากชีวิต


“นาขอโทษ”


“…”


“ขอโทษที่ตอนนั้นทำอะไรโง่ๆ”


“พอแล้ว ไม่ต้องร้อง รู้ว่ามันไม่ดีก็อย่าทำอีกนะ” พี่ซายน์จูบที่กลางกระหม่อม ปลอบโยนผมที่ร้องไห้จนตัวสั่นในอ้อมแขน “ถึงจะไม่รู้ว่าพี่คนนั้นจะเป็นไงบ้างตอนที่เราจากมา แต่พี่ก็พอเดาได้ว่าพี่คงจะขาดใจแน่ๆ”


“…”


“อย่าทำแบบนั้นอีกนะนานา”


“…อือ”


ขอโทษ


“พี่รักเรานะ”


“นาก็รักพี่”


ขอโทษจริงๆ


คืนนั้นผมหลับไปในอ้อมกอดพี่ชาย แม้กระทั่งตอนเช้าก็ยังตัวติดกันงอมแงมจนแม่และพ่อต่างแปลกใจ เพราะปกติแล้วผมมักไม่ใช่คนเข้าไปคลอเคลียพี่ชายก่อน จะเป็นพี่ซายน์ที่เป็นคนเข้าหาก่อนเสมอ พี่ซายน์ก็ไม่ได้ตอบคำถามอะไร เอาแต่ลูบมือ ลูบแก้มของผมไปเรื่อย พยายามจะพูดเรื่องเลี่ยงคำถามที่พูดถึงสาเหตุที่ผมติดพี่ชายในเช้าวันนี้


ไม่รู้หรอกว่าพี่เขาจะเชื่อผมแค่ไหน แต่แค่อ้อมกอดเมื่อคืนก็มากพอแล้วจริงๆ


“วันนี้ให้พี่ไปส่งไหมนานา”


“วันนี้พี่เรียนสิบโมงไม่ใช่เหรอ นั่งเล่นไปเถอะ นาไปเองได้”


“แน่นะ”


พี่ซายน์เดินเข้ามากอดผมแล้วโยกไปมาเหมือนครั้งเรายังเป็นเด็ก กดจูบลงบนกลุ่มผมแล้วกระซิบเบาๆ


“พี่อยู่ข้างหนูตลอดรู้ใช่ไหม”


“...”


“จะย้อนกลับมาหรือจะอะไรก็ตาม หนูก็ยังเป็นนานา น้องชายคนดีของพี่นะ”


“อือ”


“ไปถึงโรงเรียนแล้วไลน์มาบอกพี่ด้วยละ”


“ได้ นาไปแล้วนะ”




มีต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1




“หน้ามึงซีดๆ นะนานา ไหวปะเนี่ย”


“ไหวๆ เดี๋ยวกูไปชมรมก่อนนะ มึงกลับก่อนเลย”


โต้งขมวดคิ้วแล้ววางมือทาบบนหน้าผากผม พอรู้ว่าผมไม่ได้ตัวร้อนแต่อย่างใดเลยผละมือออก “ถ้าไม่ไหวอย่าสะเหร่อลงว่ายน้ำเลยนะ จะไม่ให้กูไปเฝ้าจริงดิ”


“เออ กลับไปเถอะ มะรืนมึงต้องคัดน้องเข้าแบนด์โรงเรียนไม่ใช่เหรอ”


“นั่นก็ใช่ แต่...”


“ไปเถอะ” ผมออกปากซ้ำ พลางดันหลังเพื่อนให้รีบออกเดิน “กูไม่เป็นไรจริงๆ”


“เออๆ มีอะไรก็โทรบอก เดี๋ยวกูมารับ”


ผมส่ายหน้าในความเว่อร์ของโต้งก่อนจะหันหลังเดินไปยังห้องชมรม เมื่อถึงก็ยืนทำใจอยู่นานกวาจะกล้าเปิดประตูเข้าไป ในห้องค่อนข้างเงียบมีเพียงเสียงพัดลมติดเพดานพอให้รู้ว่ามีคนอยู่ข้างใน พี่โมกำลังยืนคุยกับพี่ก้องและผู้ชายอีกคนที่ผมไม่รู้จักอยู่ ทั้งสามเห็นการมาของผมจึงหยุดพูด พี่ก้องพยักหน้ารับตอนที่ผมยกมือไหว้ ก่อนจะเดินนำผู้ชายคนนั้นออกจากห้องไป ไม่วายแวะบอกให้ผมตามไปที่สระ เพื่อจะได้แนะนำผู้ชายข้างตัวและงานที่เพิ่งได้รับมา ผมรับปากว่าจะตามไปและหันกลับมามองคนในห้องที่กำลังมองผมอยู่ก่อนแล้ว


พี่โมเลือกที่จะเงียบ ผมเลยทำได้แต่เงียบตามเขาไปด้วย เพราะไม่รู้จะพูดอะไร ภาพเมื่อวานยังคงแล่นอยู่ในหัว ชัดเจนว่าผมเป็นคนสารภาพและรุกจูบพี่เขา โดยไม่ได้ถามความสมัครใจอีกคนเลย


“มาสายนะวันนี้”


“...วันนี้อาจารย์ปล่อยช้าน่ะครับ”


“อื้อ ไปที่สระสิ วันนี้ประธานเข้าพอดี จะได้แนะนำให้รู้จัก” พี่โมพูดด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับเมื่อวานไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำเหมือนกับคำที่ผมบอกและจูบนั้นไม่ได้มีความหมายอะไร นั่นทำให้ผมเผลอยิ้มออกมา


มันก็สมควรเป็นแบบนั้น ผมไม่มีทางสมหวังอยู่แล้ว


แต่ทำไมกันนะ


“นานา”


“...”


“ร้องไห้ทำไม”


ลึกๆ แล้วผมก็ยังเสียใจมากๆ อยู่ดี


ผมรีบปาดน้ำตาไม่ให้มันไหลซ้ำอีกให้เป็นที่น่าสมเพช เงยหน้ายิ้มให้กว้างที่สุดแล้วทำเหมือนว่าเมื่อครู่ผมไม่ได้ร้องไห้ เช่นเดียวกับที่พี่โมทำ
ทำเหมือนว่าระหว่างเราไม่เคยมีอะไรเปลี่ยน เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่เพิ่งย้ายชมรมมา เป็นแค่คนที่เพิ่งรู้จักกันเช่นเดิม


“ไม่มีอะไรครับ”


“...”


“ไปที่สระเลยใช่ไหม งั้นผม...”


“รู้ไหมว่าเราโกหกไม่เก่ง”


“...”


ผมหลุบตามองพื้น ทำลายความพยายามที่จะไม่ร้องไห้จนสุดท้ายน้ำตาก็ไหลบ่าออกมาจากทั้งสองตาอยู่ดี ถึงพี่เขาจะดูออกว่าผมกำลังฝืน โกหกเขาหรือยังไงก็ตามแต่ ทว่าผมก็ไม่อยากจะยอมรับให้พี่เขาได้พูดอธิบายอะไร เพราะผมรู้ว่ามันคงจะทำให้ผมเจ็บยิ่งกว่าที่เป็นอยู่


“เปล่าโกหกสักหน่อย”


“งั้นก็ตอบมาสิว่าร้องไห้ทำไม”


“แล้วพี่โมจะอยากรู้ไปทำไม”


“ก็ถ้าร้องเพราะพี่ ก็จะได้ปลอบ”


“...”


พี่โมเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนเสียงฝีเท้าและร้องเท้านักเรียนอีกคู่จะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม ผมยังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้น จนถูกกดให้ใบหน้าจมอยู่กับไหล่ของอีกคน ถึงได้หลุดสะอื้นออกมา


“เด็กขี้แย”


“...”


“...”


“ถ้าเมื่อวานไม่ได้บอกชอบพี่ไป มันจะเจ็บน้อยลงกว่านี้หรือเปล่า”


“...”


“พี่คงคิดใช่ไหมว่าผมน่าจะเจียมตัว รู้ว่าพี่ไม่มีวันชอบแล้วเก็บความรู้สึกนี่เอาไว้ให้ลึกที่สุดใช่ไหม”


“...ไม่รู้สิ” มือของพี่โมลูบบนเส้นผมเบาๆ สัมผัสอบอุ่นค่อยๆ ปลอบประโลมดวงใจ แต่กลับไม่ได้ช่วยให้น้ำตาผมหยุดไหลเลย “เพราะตอนที่พี่รู้ว่ายังไงน้ำตาลก็ไม่มีวันชอบ สุดท้ายพี่ก็ยังบอกเขาไปอยู่ดี”




‘แค่อยากบอก กลัวไม่มีโอกาสบอก กลัวว่าตัวเองจะเลิกชอบเขาไปเสียก่อน’


‘ถึงจะไม่สมหวัง แต่อย่างน้อยในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในตอนที่ได้ชอบใครสักคน พี่ก็อยากจะบอกความรู้สึกให้เขาฟังเท่านั้นเอง’





จู่ๆ ผมก็นึกถึงคำพูดของพี่ซายน์ที่พูดให้ผมฟังเมื่อวาน เหมือนกับที่พี่โมพูดเมื่อครู่ไม่มีผิด พอแน่ใจแล้วว่าตัวเองจะไม่ร้องไห้ออกมา ผมจึงกล้าเงยหน้ามองตากับผู้ชายที่ยืนห่างตัวเองไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน มองดวงตาที่ยังคงมองผมด้วยความเอ็นดูเหมือนครั้งแรกที่เราพบกัน


“ถึงสุดท้ายแล้วจะไม่สมหวังน่ะเหรอครับ”


“อือ ก็เพราะตอนนั้นน้ำตาลกับผู้ชายคนนั้นชอบกันด้วยละนะ” พี่โมพูดติดตลก เอาแต่หัวเราะทั้งที่เนื้อความที่พูดนั้นไม่ได้มีส่วนไหนที่น่าขำเลยแม้แต่นิดเดียว กลับกันมันกลับทำให้ผมเศร้า ไม่อยากจะคิดเลยว่ากว่าพี่เขาจะผ่านเรื่องราวตอนนั้นมา จนถึงวันนี้ที่สามารถพูดถึงมันได้เหมือนเรื่องตลกจะเลวร้ายเพียงไหนและในช่วงเวลาเหล่านั้น ข้างกายของพี่โมมีใครอยู่ข้างๆ หรือเปล่า


ทั้งที่วันนี้เขากำลังจะทำให้ผมต้องอกหักจากรักครั้งแรก แต่เขาก็ยังทำให้ผมเป็นห่วงมากๆ อยู่ดี


“งั้นผมก็ต้องตามรอยพี่ไปสิใช่ไหม”


“...”


“แบบว่า พยายามกลับไปเป็นรุ่นน้องของพี่เหมือนเดิมอะไรเงี้ย” ผมไม่ได้ถามต่ออีกและยังพยายามดึงบทสนทนาให้กลับมายังเรื่องของผม เพราะไม่อยากให้พี่โมนึกถึงเรื่องวันเก่าๆ ให้เสียใจอีก ให้ในตอนนี้มีแค่ผมที่เสียใจคนเดียวก็พอ


คนอย่างเขา เหมาะกับรอยยิ้มมากว่า


“อาจจะไม่เหมือนก็ได้” พี่โมว่า “เราไม่ใช่พี่ในตอนนั้น แล้วพี่ก็ไม่ใช่น้ำตาลด้วย”


“หมายความว่าไง...”


“ทำไมถึงชอบพี่” พี่โมไม่ยอมตอบคำถามของผม แต่กลับถามกลับมาแทน ซึ่งผมจะทำไงได้นอกเสียจากยอมตอบคำถามพี่เขาแต่โดยดี


“ไม่รู้สิ ผมแค่...รู้สึกว่าอยากเห็นหน้าพี่ทุกวันมั้ง”


“แค่นั้นเหรอ”


ระหว่างที่พูดเราทั้งสองคนไม่ได้ละสายตาห่างกันไปไหน ผมยังคงมองเข้าไปในนัยน์ตาที่หลงรัก พร้อมเอื้อนเอ่ยสิ่งที่ชีวิตที่แล้วไม่เคยกล้าบอก “ผมแค่รู้สึกว่าทุกครั้งที่ได้มองพี่ยิ้มอย่างมีความสุข ผมก็สุขไปด้วย”


“...”


“ตอนที่รู้ว่าพี่ต้องเสียใจเพราะไม่สมหวัง ผมก็พลอยรู้สึกแย่และอยากจะคอยอยู่ข้างๆ ในวันที่พี่ไม่สบายใจ”


“...”


“จริงอยู่ว่าผมเสียใจมากๆ ที่เรื่องของเรามันคงไม่มีวันเกิดขึ้น แต่ถ้าหากการให้โอกาสจากพี่มันทำให้พี่ลำบากใจและสุดท้ายแล้วเราไม่มีวันเหมือนเดิม ผมคงยอมให้จบลงแค่วันที่บอกรักแล้วยอมเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องกับพี่”


“...”


“เมื่อวานผมด่าตัวเองทั้งคืนว่าทำบ้าอะไรลงไป กลัวไปสารพัดว่าถ้าพี่ตอบปฏิเสธกลับมาผมจะทำยังไงดี แต่พอถึงจุดหนึ่ง...อาจจะหมายถึงตอนนี้ ตอนที่ได้มองหน้าแล้วพูดกับพี่ตรงนี้ ผมก็ได้รู้ว่าที่จริง แค่ในชีวิตของผมยังมีพี่อยู่ แค่นั้นก็พอแล้ว”


“...”


“นั่นเป็นทั้งหมด...ที่ผมชอบพี่ครับ”













ถ้าบอกว่าไม่เขินเลย เขาก็คงเป็นคนไร้หัวใจที่สุดในโลก


ยิ่งมองใบหน้าที่ยังหลงเหลือร่องรอยน้ำตาตามผิวแก้มใส สีแดงเรื่อที่แต่งแต้มขอบตาและปลายจมูกรั้นแต่ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายดูแย่ ซ้ำกลับทำให้ยิ่งดูน่าทะนุถนอม โมก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรังแกเด็กตัวเล็กคนหนึ่ง ทั้งที่จริงแล้วนานาอาจจะสูงกว่าเขาด้วยซ้ำ


เขาไม่ได้ตั้งใจให้น้องร้องไห้ จริงๆ นะ


แค่อยากรู้ก่อนจะตอบไปเท่านั้นเองว่าทำไมน้องถึงชอบเขา


แต่พอได้ยินจริงๆ ถึงเหตุผลที่น้องเลือกชอบคนแบบเขา โมก็อดเขินไม่ได้ ทั้งที่ในสถานการณ์น่าอึดอัดเช่นนี้มันจะไม่สมควรมากๆ ก็ตาม
นานาเงียบไปแล้วแต่ยังคงจ้องตาเขาเหมือนเดิมจนเขาเริ่มประหม่า แม้จะทำเหมือนไม่เป็นอะไร แต่มือทั้งสองข้างที่กำหมัดแน่นข้างลำตัวกลับฟ้องเป็นอย่างดีว่าเจ้าของมันกำลังกลัว อาจกลัวคำพูดจากเขานี่แหละ พอคิดได้แบบนั้นโมเลยยื่นมือไปคลี่ฝ่ามือของน้องออก ขมวดคิ้วแน่นตอนเห็นรอยแดงจางๆ จากเล็บบนฝ่ามือ จึงนวดเบาๆ หวังให้รอยนั้นหายไวๆ


“พี่โม พูดมาเถอะ ผมไม่เป็นไร”


“ครับ?”


“ก็จะปฏิเสธไม่ใช่เหรอ พูดเถอะ ผมไม่เป็นไรจริงๆ”


คนไม่เป็นไรทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีกรอบแบบนี้หรอกเหรอนานา...


“ใครบอกว่าจะปฏิเสธ”


“อ้าว”


“พี่ยังไม่ได้พูดเลย แค่ถามเฉยๆ ว่าทำไมถึงร้องไห้แล้วก็ทำไมถึงชอบพี่”


“...ผมงง”


“งงอะไร”


“ก็ถ้าไม่ได้ปฏิเสธ แปลว่าพี่จะยอมให้ผมจีบเหรอ”


“เราอะนะจะจีบพี่”


“ก็ตอนนี้มีแต่ผมชอบพี่คนเดียวไม่ใช่หรือไง ผมก็ต้องเป็นคนจีบพี่ดิ”


“เออว่ะ”


“พี่โมติ๊งต๊อง”


“เดี๋ยวๆ” เขาท้วงเสียงอ่อยที่เหมือนว่าตอนนี้บรรยากาศเศร้าหมองที่เคยโอบล้อมรอบตัวพวกเขาจางหายไป แทนที่ด้วยอะไรบางอย่างที่โมไม่อยากจะยอมรับว่าเขารู้จักมันดี


“อะไรเนี่ย ไหนว่าชอบพี่ ทำไมว่าพี่ติ๊งต๊องล่ะครับ”


“ผมเปล่าว่าสักหน่อย”


ความรู้สึกเหมือนครั้งเริ่มประทับใจในตัวใครสักคน


“แล้วพี่จะบอกผมได้หรือยังว่าที่บอกว่าไม่ได้ปฏิเสธน่ะหมายความว่ายังไง”


“อยากรู้เหรอ”


“ผมจะได้ทำตัวถูกว่าจะจีบพี่หรือจะตัดใจ”


“...”


“พี่โม”


“ก็...เขินบ้างได้ไหม ไม่เคยโดนผู้ชายจีบนะเว้ย”


“ผมก็ไม่เคยจีบผู้ชายเหมือนกันแหละ พี่คนแรก!”


“แล้วจะบอกทำไมเนี่ย พี่เขิน”


“ผมก็เขิน รีบตอบได้ไหมพี่โม”


เขาไม่กล้ามองตาน้องแล้ว ได้แต่มองผนัง มองหน้าต่างไปเรื่อย เพราะกลัวจะสบเข้ากับประกายความสุขรางๆ ในดวงตาคู่นั้น เพราะความหวังเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาแสดงออกให้รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจจะปฏิเสธเสียทีเดียวและใช่ เขาไม่ได้คิดจะปฏิเสธจริงๆ ถึงตอนแรกจะลังเล แต่หลังจากที่ได้รับการสั่งสอนจากรุ่นพี่ทั้งสองคน โมก็ตัดสินใจได้


ในเมื่อครั้งนั้นเขาไม่มีแม้แต่โอกาสได้เปลี่ยนใจคนที่ชอบ ครั้งนี้เขาก็อยากจะมอบโอกาสให้กับเด็กตรงหน้า รวมไปถึงตัวเอง...เพื่อที่จะหลุดพ้นจากความรักที่ไม่สมหวังครั้งนั้นเสียที


“ขอบคุณที่มาชอบคนอย่างพี่นะ”


“...”
“แล้วก็...หลังจากนี้ฝากตัวด้วยครับ”


“...”


“...”


“...”


เขาขมวดคิ้ว “ตอบอะไรพี่หน่อยได้ไหมนานา”


“ผม...ฝันอยู่ปะ?”


โมยื่นมือไปตบกลางหน้าผากใสหนึ่งทีจนขึ้นรอยแดง (เขาออกแรงน้อยที่สุดแล้วนะ ทำไมผิวบางจัง) “เจ็บไหมล่ะ ถ้าเจ็บก็ไม่ได้ฝันไง”


“แต่...พี่ชอบผู้หญิง”


“พี่ชอบคนที่พี่ชอบ ไม่เกี่ยวกับว่าเพศไหนหรอก”


“...”


“ถ้าวันหนึ่งเราทำให้พี่ชอบได้ พี่ก็จะชอบผู้ชาย”


แน่นอนว่าอันนี้ขโมยมาจากพี่เอิร์ธเมื่อวาน หลังจากที่โดนเทศนาร่วมชั่วโมงกับหัวข้อ ทำไมจึงจำกัดความรัก โดยใช้เพศเป็นตัวกำหนด มันอาจจะยากที่จะเข้าใจในตอนแรก แต่เอาเข้าจริงๆ เขาก็เห็นด้วยกับที่พี่เอิร์ธพูดว่า ถ้าหากเป็นคนที่เราชอบแล้ว ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร สูงเตี้ย เป็นผู้ชายหรือหญิง สุดท้ายเขาก็เป็นคนที่เราเลือกแล้วว่าจะรักอยู่ดี


“ขึ้นอยู่กับเราแล้วล่ะว่าจะทำได้ไหม”


“...”


“ว่าไง”


“ผมจะพยายาม...”


“เสียงอ่อยจัง สงสัยแห้วแหง”


“ผมจะพยายาม! ดังพอหรือยัง!!” อีกคนขึ้นเสียงใส่ทั้งใบหน้าแดงแจ๋ ส่วนเขาก็หัวเราะออกมาที่ยั่วอีกคนขึ้นสำเร็จ สุดท้ายนานาก็เผลอหัวเราะออกมาอีกคน เรายืนขำกันอยู่สักพัก ก่อนที่นานาจะเป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง


“ผมจะพยายามให้พี่ชอบ ไม่สิ...ผมจะพยายามให้พี่มีความสุขที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้”


“...”


“เพราะงั้นขอบคุณมากๆ นะครับที่ให้โอกาสผม”


“ฟังดูแปลกๆ นะ เรากำลังทรีตพี่แบบสาวน้อยอยู่หรือเปล่า”


นานาหลุดหัวเราะ “ถ้าดูจากขนาดตัว พี่ก็ถือว่าตัวเล็กกว่าผมนะ”


“นิดเดียวเอง!”


“สองเซนต์อะ ไม่น้อยกว่านี้”


“ตัวเราก็แค่นี้กอดทีเดียวก็จมอกแล้ว...”


“…”



“…”



“พี่คิดอะไรเนี่ย”



“เรานั่นแหละคิดอะไร”



พวกเขาสองคนมองหน้ากันอยู่พักใหญ่ แล้วพากันหันหน้าหนีไปคนละทาง พยายามพูดเรื่องอื่นทำเหมือนประโยคเมื่อครู่ไม่ได้ถูกพูดออกมา



“...ไปสระกันดีกว่าเนอะ”



“อ่า ครับ ไปสระกัน”



พูดบ้าอะไรของมึงวะเนี่ย ไอ้โมเอ้ย เฮ้อ…








#คืนฝันวันรัก

ฝากติดตามเช่นเคย เจอกันตอนหน้าค่ะ
NAVY :)

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1





4
ในตอนที่เธอเหนื่อยล้าจนอยากจะทิ้งทุกอย่างแล้วหายไป เธอมาหาฉันได้นะ
ฉันจะคอยเป็นหลุมหลบภัยให้เธอพ้นจากจากเรื่องเหล่านั้นเอง








“คนนี้เป็นประธานชมรมของเรา แต่นิสัยหมาๆ เพราะไม่ค่อยเข้าชมรม ชื่อไอ้ชัช”


“กูยังเป็นประธานใช่ไหม”


“ถ้ามึงยังขาดอีกครั้ง กูจะเนรเทศมึงออกจากตำแหน่งเร็วๆ นี้แหละ”


ชัชยักไหล่กวนประสาทใส่คนที่เป็นทั้งผู้จัดการชมรมและจัดการชีวิตตัวเอง ก่อนจะหันมาทักทายน้องใหม่ที่เดินมายังสระพร้อมกับรองประธานของเขา “หวัดดีน้อง”

“สวัสดีครับพี่ชัช”


ชัชขมวดคิ้วแกล้งป้องมือกระซิบ (ที่ดังจนคนทั้งชมรมได้ยิน) ข้างหูก้อง แน่นอนว่าเจ้าตัวที่ถูกนินทาก็ได้ยินชัดเต็มสองหู


“ติ๋มจัง น้องเป็นสาวหรือเปล่าวะก้อง”


“…”


“ไอ้ชัช ปากหมา” โมรีบเอ่ยปากด่ากลับไปทันที เมื่อเห็นหน้านานาเหวอแค่ไหนตอนได้ยินคำพูดออกจากปากรุ่นพี่ตรงหน้าที่ควบตำแหน่งประธานชมรมใหม่ของตัวเอง


“เอ้า โดนด่าอีกละ” เสียงหัวเราะดังลั่นสระ หลังจากที่ประธานไม่ได้ความเคารพจากคนในชมรมติดๆ กัน อาจเพราะชินกับบรรยากาศเหล่านี้ เลยมีคนอื่นออกปากแซวต่อ


“ผมว่าพี่ลาออกจากตำแหน่งเถ๊อะ ความเคารงเคารพเนี่ยไม่มีละ”


“กูก็ว่างั้นอะ อีกหน่อยคงเล่นหัว…ไอ้ชิบหาย!”


ก้องตีหน้านิ่งสะบัดมือไปมา หลังจากที่ยกฟาดหลังหัวประธานจอมอู้ไป ไม่สนใจสีหน้ามู่ทู่ของอีกคน “หมั่นไส้มานานแล้ว”


“พูดเล่นว้อย”


“แต่กูเอาจริง”


“ง่ะ โม ช่วยกูด้วย กูกลัวไอ้ก้อง”


“ไม่ช่วย สมน้ำหน้า”


“ชีวิตประธานอย่างกูช่างน่าสงสารนัก” ชัชแกล้งเอามือปิดหน้าทรุดตัวร้องไห้ข้างสระ สร้างเสียงหัวเราะอีกระลอก คราวนี้ไม่เว้นแต่นานาที่โดนแซวก็ยังหัวเราะไปด้วย โมมองรอยยิ้มของคนข้างๆ แล้วหลุดยิ้มออกมาเช่นกัน แม้จะคิดว่ามันเป็นเพียงเวลาไม่นานและคงไม่มีใครสักเกตเห็น สุดท้ายก็ยังมีคนเห็นจนได้


“ยิ้มอะไรวะโม”


“เสือก”


“ไอ้เชี่ย กูถามเฉยๆ ไหมละ”


“ไม่ต้องมาอยากรู้อยากเห็นเรื่องของกู ไปนานา ไปเปลี่ยนชุดจะได้มาซ้อมกับพี่”


“อือ” นานาว่าแล้วเดินนำรุ่นพี่ไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อ ทิ้งสายตาสงสัยของดรีมและผองเพื่อนเอาไว้ที่ข้างสระ ดรีมหรี่ตามองตามหลังโมพร้อมพึมพำด้วยความสงสัย


“มึงเห็นป่ะไอ้ก้า”


“เห็นอะไร”


“ไอ้โมมันยิ้มตอนเห็นนานาหัวเราะ”


“คงตลกมั้ง มึงสงสัยอะไรเนี่ย”


“แต่มันเหมือนตอนนั้นเป๊ะเลยนะ”


“ตอนไหน”


“ตอนมันมองน้ำตาล”


“…”


“มึง…หรือโมมันจะชอบน้องเขาแล้ววะ”


“ไอ้ดรีม” ออก้ากระซิบเสียงเครียด พลางถองศอกให้เพื่อนตัวดีที่พูดไม่รู้เวลาเห็นคนที่กำลังมองพวกเขาอยู่ น้ำตาลมองตามแผ่นหลังทั้งสองคนเช่นเดียวกับพวกเขา ทว่ากลับไม่รู้เลยว่าคิดอะไรอยู่ ดรีมรีมปิดปากเงียบแล้วลากออก้าออกจากแถวนั้น พอพ้นปุ๊บ เพื่อนรักก็ประเคนมือปั๊บ


“สัสดรีม ถ้ามันแค่เรื่องเพ้อเจ้อกูก็ไม่ว่าหรอก แต่ถ้าไอ้โมมันจริงจังขึ้นมา มันจะซวย ไอ้นี่นิ”


“ใครมันจะไปทันสังเกตเห็นวะ”


“คราวหน้าคราวหลังจะนินทาไอ้โมก็มองหน่อย”


ออก้ามองเลยเพื่อนไปยังหญิงสาวคนเดิมที่ตอนนี้เลิกสนใจและกลับไปคุยกับคนอื่นในชมรมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยความไม่ไว้วางใจ แม้ว่าเพื่อนของเขาจะบอกว่าไม่หวังอะไรและเป็นเพียงเพื่อนกันแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอีกคนจะยอมปล่อยอะไรที่ได้มาไปง่ายๆ นี่นา


ขนาดตอนที่เธอพบคนที่เป็นเจ้าของหัวใจในตอนนี้ มือของเธอก็ยังจับมือเพื่อนของเขาไม่ยอมปล่อยเลย


“อย่าให้ใครมาแอบฟังแบบนี้อีก”














“ปวดแขนหรือเปล่า”


นานาสะบัดผมที่เปียกไปมาคล้ายกับลูกหมาโกลเด้นเปียกน้ำพยายามสะบัดขน ดูน่ารักไม่หยอก จนคนมองอดไม่ได้ที่จะไม่ยื่นมือไปขยี้ผมที่ยังหมาดชื้นของเด็กตรงหน้า นานาเอนหัวให้โมเล่นผมตัวเองได้ง่ายขึ้นพลางตอบ “ไม่ปวดแล้ว พี่โมนวดให้เลยค่อยยังชั่วแล้วไง”


“โทษ พี่ไม่นึกว่าจะฟาดไปโดน ตอนนั้นมองไม่เห็นจริงๆ”


“ไม่เป็นไร ผมบอกแล้วไง ก็ตอนนั้นที่จะชนกับพี่น้ำตาลพอดีนี่นา”


โมจับแขนนานาพลิกดูอยู่สองสามรอบ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีจุดฟกช้ำจุดอื่นเขาจึงพากันเดินออกจากชมรมเพื่อจะกลับบ้าน แต่ก็อดหวนนึกถึงช่วงเวลาในสระไม่ได้ จริงๆ ตอนนั้นมันไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าเขาเกือบจะว่ายชนกับน้ำตาลที่ว่ายสวนเลนมา จนต้องว่ายหลบกะทันหันจนไปชนกับนานาเข้า ดีที่จบแค่ปวดเล็กๆ น้อยๆ แต่กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกผิดมากๆ อยู่ดีที่ทำให้อีกคนเจ็บตัว


นานาเดินไปมองใบหน้าด้านข้างที่ยังเคร่งเครียดของโมพลางอมยิ้ม “เลิกรู้สึกผิดได้แล้ว ผมไม่เจ็บแล้วไง”


“ครับ รู้แล้ว แต่ขอเวลาหน่อย ยิ่งเราไม่โกรธพี่ยิ่งรู้สึกผิดอะ”


“งั้นให้ทำความดีให้หายรู้สึกผิด ดีไหมครับ”


“…”


นานายิ้มหวานแล้วหยิบบัตรส่วนลด (ที่ขโมยพี่ชาย) ขึ้นมาสองใบ แล้วเอ่ยชวน “เลี้ยงบิงซูผม”


“…”


“พอเลี้ยงปุ๊บ เดี๋ยวพี่ก็จะหายรู้สึกผิด ผมก็จะมีความสุขมากๆ เลย”


แววตายิ้มแย้มที่มองมาพร้อมกับท่าทางกระตือรือร้นช่างน่ารักจนคนมองได้แต่ยิ้มตามเหมือนคนบ้า โมพยักหน้าแล้วรับบัตรส่วนลดมาถือเอาไว้เอง ขณะที่นานากระโดดโหยงเหยงเป็นเด็กๆ เวลามีผู้ใหญ่บอกจะให้ขนม เดินวนเวียนรอบตัวเขาพูดเจื้อยแจ้วว่าร้านที่จะไปอร่อยอย่างงั้นอย่างงี้ บางทีก็เผลอแทนตัวเองด้วยชื่อ ซึ่งนั่นทำให้เขาเอ่ยปากขัดเด็กช่างจ้อ “นานา”


“ครับ”


“ไม่ต้องสุภาพก็ได้ แทนตัวเองว่านาเหมือนที่เราพูดกับพี่ชายก็ได้นะ”


“…”


“น่ารักดี”


“…ไม่เอาได้ไหม”


“อ้าว ทำไมล่ะ”


นานาย่นจมูก เบะปากเหมือนลูกเป็ดขี้งอน “ไม่ได้อยากให้เป็นพี่ชายสักหน่อย ผมมีพี่เยอะแล้ว”


โมอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะหลุดหัวเราะร่าจนคนที่โดนหัวเราะหน้าแดงแจ๋ ทุบไหล่โมไม่หยุด หวังให้อีกคนหยุดหัวเราะเสียที


“ขำอะไร ผมจริงจังนะ!”


“ก็เราตลกอะ”


“พี่โม!!”


“ไม่เรียกก็ไม่เรียก ตามใจครับ พี่แค่เห็นว่ามันน่ารักเท่านั้นเอง”


“…พูดเหมือนพี่ชายผมเลย ผมอยากหล่อมั่งอะ ชมว่าหล่อแทนน่ารักไม่ได้หรอ”


ก็เอาแต่ทำหน้าตาน่ารักแบบนี้ จะให้ชมว่าหล่อยังไงเล่า โมคิดในใจมองใบหน้าคนข้างกายที่ขยับเปลี่ยนไปมาตามอารมณ์ อย่างตอนนี้ที่กำลังงอน อาจทั้งงอนเขาและพี่ชายตัวสูงโย่งของตัวเอง ริมฝีปากสีสดเบะออก จมูกรั้นเชิดขึ้น บ่นพึมพำไม่หยุด น่ารักจนน่าแกล้ง มือเขาจึงยื่นไปบีบจนปากอีกคนบู้บี้ ส่งเสียงขึ้นจมูกไม่ขาดว่าให้ปล่อย


“อื้อ! อี่โอ (อื้อ! พี่โม)”


“ขี้บ่นจนปากเหมือนเป็ดแบบนี้อะนะ จะให้พี่ชมว่าหล่อ ไม่มีทาง”


“อ่อยย!! (ปล่อยย!!)”


“เรียกชื่อพี่บ่อยจัง คิดอะไรกันปะเนี่ย” ต่อให้รู้ว่าน้องมันคิดจริงๆ แต่ตอนนั้นโมแค่อยากจะแซวเล่นๆ ไม่ได้คิดเลยว่าเด็กมันจะตอบกลับมาจริงๆ
เพราะแบบนั้น


นานาสะบัดหน้าตัวเองจนหลุด ก่อนจะหลับหูหลับตาพูดด้วยเสียงอันดัง ก้องไปทั่วบริเวณใต้ต้นชมพูพันธ์ทิพย์ยามเย็นที่มีเพียงเขาสองคนอยู่ด้วยกัน “เออ โคตรจะคิดเลย ชอบพี่ ชอบแบบชอบมากๆๆๆ ด้วย!”


ตอนที่ได้ยินคำบอกรักที่ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็ทำให้เขินจนจะบ้า เขาถึงพูดอะไรไม่ออก ไปไม่เป็นแบบนี้ไง


“…”



“…”


โมยืนลูบหน้าลูบตาหวังให้ความร้อนที่แผ่กระจายเต็มแก้มละลายหายไปบ้าง แต่ก็เหมือนจะไม่เป็นผลเมื่อเห็นว่าสีหน้าคนที่หลุดพูดความในใจก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน นานาเม้มปากแน่น แก้มแดงแจ๋ แข่งกับแสงอาทิตย์ยามเย็น จนแทบแยกไม่ออกว่าสีแดงอมส้มที่อาบทั่วใบหน้านี้เพราะเด็กตรงหน้าเขินอายหรือเพราะแสงอาทิตย์กันแน่


“…ไปกินบิงซูกัน”


“อือ รีบไปกันเถอะ”







มีต่อด้านล่าง


ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1




แต่ว่าใช่ว่าทุกคนจะได้พบเรื่องที่สมใจติดต่อกันได้ตลอดเวลา


ตัวผมเองก็ไม่มีข้อยกเว้น


“พี่ขอโทษ”


“ไม่เป็นไร จริงๆ นะพี่โม”


พี่โมหน้าเสียจนผมปลอบใจไม่ถูก หลังจากที่พี่เขาได้รับโทรศัพท์จากพี่น้ำตาลให้ไปหาด้วยธุระบางอย่างที่ผมไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถาม แต่ดูจากสีหน้าไม่ค่อยดีของพี่โมแล้ว มันคงเป็นอะไรที่น่าหนักใจ หากผมยังเซ้าซี้ไปถามเขา


“ครั้งหน้าเราค่อยไปกินด้วยกันก็ได้”


“แล้ววันนี้เราจะเอาไง”


ผมมองวันหมดอายุของบัตรแล้วยื่นไปให้พี่เขา “มันหมดอายุกลางเดือนหน้า เอาไว้ที่พี่แล้วกัน ผมจะรอไปพร้อมกับพี่นะ”


“…ขอโทษ”


“อีกนิดผมจะอายุสั้นแล้วนา ไปเถอะ อย่าให้พี่น้ำตาลรอเลยนะ”


“…”


“พี่โม?”


“เราพูดเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลยที่พี่ไปหาคนอื่น น้อยใจนิดๆ นะเนี่ย” ผมหลุดหัวเราะออกมาทันทีที่พี่เขาพูดจบ สีหน้าพี่โมดูไม่ได้เสียเลย มันปนไปกับความโล่งอกทั้งหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เอาใจไม่ถูกแล้วนะ ผู้ชายคนนี้


ในชีวิตที่แล้วผมไม่เคยได้พบเขาในด้านนี้เลย ไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นคนที่คิดมากแบบนี้


“แต่ผมให้ตัวเองงี่เง่าจนทำให้พี่ลำบากใจไม่ได้หรอกนะ”


“...”


“ไปเถอะครับ ผมรอพี่อยู่ตลอดนั่นล่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจะหายไปหรอก”


กลับกัน เป็นผมเองต่างหากที่กลัว


กลัวว่าพี่จะไม่กลับมา


“โอเค ครั้งหน้าจะพาไปจริงๆ กลับบ้านดีๆ นะนานา”


ผมพยักหน้ารับแล้วมองพี่โมวิ่งหายไป จนอีกคนหายไปผมจึงได้เผยความรู้สึกจริงๆ ออกมา


ผมไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้น ใช่ที่ผมไม่อยากจะให้พี่เขาลำบากใจ แต่อย่างน้อยที่สุดผมก็ไม่อาจปิดบังความผิดหวังได้หรอกและพี่โมคงเห็นมันจากแววตาของผม จึงได้ลังเลเช่นนี้


หากเปลี่ยนไปเป็นคนอื่นที่เรียกหา ผมคงจะกังวลน้อยกว่านี้ หากเป็นคนอื่นที่พี่เขาไม่ได้รู้สึกอะไรด้วย ผมคงจะเสียใจน้อยกว่านี้


ระหว่างเราในตอนนี้เพิ่งเริ่มรู้จักกันเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่สำหรับผมมันช่างยาวนาน


นานเสียจนผมรู้สึกว่าเวลาแต่ละช่วงช่างแสนยาวนานจนแทบขาดใจ


ผมยังไม่คิดจะกลับบ้านแต่อย่างใด จึงเดินไปยังร้านหนังสือ แวะร้านนู้นร้านนี้ไปเรื่อย จนสองมือมีแต่ขนมที่เอาไปฝากที่บ้านและหนังสือจนถือไม่ไหวนั่นล่ะ ผมจึงได้เดินไปยังลิฟต์เพื่อกลับบ้านเสียที


หน้าลิฟต์ในตอนเกือบหนึ่งทุ่มไม่ค่อยมีคนอย่างที่คิด มีเพียงคุณป้าและลูกสาวคู่หนึ่งยืนคุยพอไม่ให้รอบข้างของผมเงียบจนเกินไป ไม่ถึงนาทีลิฟต์ก็มาหยุดอยู่ชั้นที่ผมอยู่ ทันทีที่ประตูเปิดออก คู่แม่ลูกก็เดินเข้าไปข้างใน ผิดแต่กับผมที่เอาแต่ยืนนิ่งอยู่ด้านนอก เมื่อสบตาเข้าไปใครอีกคนที่อยู่ในนั้น


“นานา...”


พี่โมและ...พี่น้ำตาล


นานจนประตูลิฟต์ปิดลงผมก็ยังไม่ขยับเสียที เดือดร้อนคุณป้าเรียกให้ผมเข้ามา ผมจึงเดินเข้าไปในลิฟต์ด้วยท่าทางเก้อกระดาก ไม่รู้เพราะเรื่องที่เอาแต่ยืนนิ่งเหมือนไม่รับรู้อะไรหรือการที่ได้เจอคนที่บอกลากันไปเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วในลิฟต์กันแน่


เสียงสองแม่ลูกยังคงดังเบาๆ ในลิฟต์คับแคบ โชคร้ายเหลือเกินที่ที่ว่างเพียงที่เดียวในลิฟต์คือข้างซ้ายมือของพี่โม ผมได้แต่ยืนฟังเสียงกระซิบกระซาบของคนอีกคู่ข้างตัวเงียบๆ ทั้งที่ไม่ได้อยากรู้เลยสักนิด แต่เสียงเหล่านั้นก็ยังเข้าหูทำให้ผมได้รู้ว่า ธุระของพี่น้ำตาลก็คือไม่มีเพื่อนดูหนัง


“ตอนเข้าไปดูโมไม่สนุกเหรอ เราว่ามันสนุกดีนะ”


“ก็สนุก แต่โมไม่ชอบ”


“งั้นคราวหน้าโมเป็นคนเลือกหนังดีไหม จะไม่ได้ไม่ทำหน้าบึ้งไง” แล้วพี่น้ำตาลส่งยิ้มหวานให้คนข้างๆ เลยเผื่อแผ่มาให้ผมด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมรอยยิ้มที่เคยสวยงามในสายตาของผม ถึงได้คล้ายมีดแหลมทิ่มแทงในใจก็ไม่รู้


ผมคิดมากไปหรือเปล่านะที่มองว่ารอยยิ้มนี่และมือที่เกาะเกี่ยวแขนของพี่โม คล้ายจะเป็นอาการแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างบอกไม่ถูก


แต่พี่เขามีแฟนแล้วไม่ใช่หรือไง


พอรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะคิดเหลวไหลมากขึ้นทุกที ผมก็เลือกที่จะมองเมินไปทางอื่น พยายามคิดถึงเรื่องอื่น แต่สุดท้ายก็เผลอคิดถึงเรื่องนี้อีกจนได้
พริบตาหนึ่งตอนที่มีคนเข้าและออกลิฟต์ ท่ามกลางเสียงพูดคุยเบาๆ จากคนในลิฟต์ที่เพิ่มขึ้นจนไหล่ของผมและพี่โมกระทบกัน สัมผัสเบาๆ ที่เกี่ยวเข้าที่นิ้วก้อยของผมเรียกให้ผมหันไปมองเจ้าของมือนั่น พี่โมไม่ได้หันมาทางผมเลยด้วยซ้ำแต่กลับค่อยๆ เลื่อนมือเข้ากุมข้อมือของผมเอาไว้ ก่อนจะปล่อยออกเมื่อถึงชั้นที่เขาต้องการ


เป็นอีกครั้งในวันเดียวกันที่ผมได้แต่มองแผ่นหลังของเขาเดินหายไป


ต่างไปที่ครั้งนี้ มันถูกเคียงข้างใครคนอื่นไปด้วย โดยที่ผมทำอะไรไม่ได้เลย


ความรู้สึกแบบนี้มันแย่มากจริงๆ











“ครั้งหน้าไม่เอาแบบนี้แล้วนะน้ำตาล”



“หมายถึงอะไรเหรอ”


โมถอนหายใจแล้วหันไปมองคนข้างกาย น้ำตาลยังคงน่ารักเหมือนที่ผ่านมา แต่ไม่รู้ทำไมตอนนี้ใบหน้าผิดหวังของนานาถึงได้เด่นชัดในใจของเขามากกว่าใบหน้าของอีกคนไปแล้ว


“หรือโมไม่อยากมาหาเราแล้วเหรอ”


“ไม่ใช่แบบนั้น...”


“แต่ก่อนโมไม่เป็นแบบนี้นี่นา”


“น้ำตาลตอนนั้นไม่ได้มีใคร เราเลยไม่ได้รู้สึกอะไรตอนที่ออกมาหาเธอไง”


“...”


“อย่าลืมสิตอนนี้น้ำตาลมีแฟนแล้วนะ ทำแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ”


“...”


“...โมไปก่อนนะ” เขาตั้งใจว่าจะเดินกลับไปหานานา อีกคนน่าจะกำลังเดินไปยังป้ายรถเมล์ ถ้าหากเขาวิ่งบางทีอาจจะยังทันกลับบ้านพร้อมกันได้ แต่เขากลับโดนน้ำตาลรั้งเอาไว้เสียก่อน ด้วยสิ่งที่เขาไม่เคยชนะได้เลย


น้ำตาของเธอ


และเงาความรักที่ไม่เคยหายไปจากใจ


“น้ำตาลขอโทษ”


“...”


“แต่อย่าเพิ่งไปเลยนะ”


สุดท้าย...เขาก็ยังเป็นไอ้โง่คนเดิมที่ยังชอบเธออยู่ดี










หลังจากวันนั้นไม่รู้ผมรู้สึกไปเองคนเดียวหรือเปล่าว่าระยะห่างของผมกับพี่โมคล้ายจะกว้างขึ้นและไม่ใช่เพราะเราสองคนเลือกที่จะขยับออก เว้นให้ที่ว่างนั้นเพื่อตัวเอง แต่เป็นการเว้นระยะห่างจากพี่โม เพื่อให้ใครอีกคนเข้ามา



ไม่ได้หมายความอะไรใหญ่โตเช่นว่าพี่เขาจะมีใครคนอื่น แต่น่าจะใช้คำพูดว่าคืนที่ให้เจ้าของเดิมมากกว่า


ผมแอบใช้เวลาตอนที่กำลังเช็ดผมหลังเลิกซ้อม มองสีหน้ายิ้มแย้มของพี่น้ำตาลและพี่โมจากที่กำลังเดินกลับบ้านไปพร้อมกัน พลางลอบถอนหายใจที่ยังไม่ทันจะเริ่มจีบจริงๆ จังๆ อุปสรรคก็พากันหล่นทับจนขยับไปไหนไม่ได้ ติดแหง่กอยู่ที่ตำแหน่งน้องในชมรม ไม่ได้เลื่อนขั้นเสียที


ทว่าในเรื่องร้ายๆ เหล่านั้นก็เหมือนจะมีเรื่องดีนิดหน่อย ...แค่นิดหน่อยเท่านั้นแหละ


นั่นก็คือบรรดาเพื่อนรุ่นเดียวกันและเพื่อนพี่โมต่างอยู่ฝั่งเดียวกับผมหมด หลังจากที่รู้ว่าผมชอบเขา


“มัวแต่มองเดี๋ยวก็แห้ว ไมไม่เข้าไปดึงตัวออกมาว้า” เจ้นท์


“เออ อันนี้เห็นด้วย เอาแต่มองไปมองมา พี่เขาคงจะมาชอบมึงหรอกนานา” ซัน


“ถ้าไม่กล้า พี่เข้าไปดึงตัวให้ไหม เห็นแล้วรำคาญชิบหาย” พี่ภาคย์


“พูดอะไรกันเนี่ย ไม่ทำอะไรทั้งนั้นแหละ กลับบ้านครับ” ผมบอกปัดความคิดของทั้งเพื่อนและพี่ที่กรอกอยู่ข้างหัว เหวี่ยงมือไปมาให้ทั้งหมดเลิกมาเป่าหูผมให้ทำตามความคิดทุกคนเสียที “ถ้าทำแบบนั้นแล้วพี่โมหันมามองผม ผมทำไปนานแล้วป่ะ นี่มันไม่ได้ไง”


พี่ออก้าทรุดตัวลงนั่งข้างๆ บ่นเสียงเข้ม “แล้วจะให้นั่งมองโง่ๆ ไม่ยอมทำอะไร ปล่อยให้ไอ้โมมันกลับไปเข้าวังวนชู้ส้นตีนน่ะเหรอ ไหนว่าชอบมันไงนานา ทำไมไม่ทำอะไรเลย”


“ถ้าพี่เขาเต็มใจเข้าไปเอง ต่อให้มีผมเป็นสิบคนมาดึง เขาก็ไม่ออกมาอยู่ดี ทำอย่างกับพี่ไม่เคยลองทำกัน”


“ดอกนี้เจ็บ หน้าหงายไหมมึงอะ” พี่ดรีมผลักหัวที่ออก้าอย่างแรงก ก่อนจะออกแรงกดเอาไว้ไม่ให้อีกคนได้เงยหน้าขึ้นมาด่า แล้วหันมาคุยกับผมต่อ “ก็อย่างที่เราว่าอะ ว่าพวกพี่พยายามแล้วแต่มันไม่ได้ผล เพราะยังไงพี่ก็แค่เพื่อน จะไปยุ่งมากๆ ก็ดูเสือกไปหน่อย แต่เราอะนานา เป็นถึงคนที่จีบมันเลยนะเว้ย สู้หน่อยดิ”


“มันต่างอะไรกับการผลักภาระมาที่ผมเล่า ทำอย่างกับมันดูไม่เสือกงั้นแหละ” ดีไม่ดีนอกจากจะเสือกแล้วยังเหมือนไม่เจียมตัวอีกต่างหาก


“ทำอะไรหน่อยเถอะนานา ถือว่าพี่ขอร้อง”


“พี่ดรีม...”


“พี่ไม่อยากเห็นเพื่อนแย่ไปมากกว่านี้แล้วจริงๆ”


“...”


สีหน้าของพี่คนอื่นดูเครียดและกดดันสุดๆ กระทั่งเพื่อนผมอย่างซันและเจ้นท์ที่ดูไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวยังพลอยจริงจังไปด้วย ทำเอาผมคิดคำปฏิเสธไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่พยักหน้าทั้งที่มองไม่ออกเลยสักนิดว่าผมจะทำยังไงให้พี่โมห่างจากพี่น้ำตาลออกมา

 
“นิสัยไม่ดี เอาคนมากเข้าสู้นี่หว่า”


“ยังนิสัยไม่ดีได้มากกว่านี้อีก เอียงหูมานานา”


พี่ออก้ายักคิ้วให้ ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างที่สุด ราวกับตัวพี่เขาเป็นซาตานตัวร้ายล่อหลอกให้ผมก้าวไปทำสิ่งที่ผิด


“เชื่อพี่ว่าแผนนี้ได้ผล”











“โม! เดี๋ยว อย่าเพิ่งไป”


“อะไรของมึงไอ้ดรีม ร้องโวยวายอะไร เดี๋ยวอาจารย์ก็ออกมาด่าหรอก” โมขมวดคิ้วใส่เพื่อนที่วิ่งมาดักหน้าก่อนจะถามด้วยความสงสัย ไม่ต่างจากน้ำตาลที่สงสัยเช่นกันว่ามีเรื่องอะไรถึงขนาดที่ต้องวิ่งมาเช่นนี้


“มีเรื่องอะไรเหรอดรีม”


“ขอคุยกับไอ้โมได้ไหม แค่สองคน”


น้ำตาลขมวดคิ้ว “ทำไมต้องสองคน ลึกลับอะไรหนักหนา”


“เออน่ะ เรื่องผู้ชายๆ เขาคุยกัน เธอไม่เข้าใจหรอก” จบประโยคสีหน้าคนสวยประจำชมรมว่ายน้ำก็คล้ายจะแข็งค้างไปพักหนึ่ง ซึ่งนั่นทำให้ดรีมอารมณ์ดีที่กวนประสาทเธอได้ ก่อนจะลากโมให้ออกจากข้างตัวน้ำตาล ก้มกระซิบอยู่ไม่กี่คำ โมก็พยักหน้าแล้ววิ่งหายไปยังทางที่เขาเพิ่งมาทันที ไม่สนใจเสียงเรียกของน้ำตาลที่รั้งเอาไว้แม้แต่น้อย


“โม! จะไปไหนน่ะ โม!!”


“ตะโกนอะไรหนักหนาครับ เดี๋ยวก็โดนด่ากันหมดพอดี”


“โมไปไหน”


“ไม่รู้”


“จะไม่รู้ได้ไง ดรีมพูดอะไรกันแน่ บอกมานะ”


“ก็บอกว่าไม่รู้ ฉันก็รับฝากเขามาอีกทีจะไปรู้ได้ยังไง วู้ว” ดรีมทำท่าปิดหูแล้วเดินหนีน้ำตาลที่เอาแต่ถามและเดินตามเขาไม่หยุด ก่อนจะเผลอยิ้มออกมาเมื่อเห็นใครที่หน้าประตูโรงเรียน ใครที่ทำให้น้ำตาลหยุดพูดและมองด้วยความตกใจแทน


“ที่เธอกักตัวไอ้โมไว้ตลอดหลายวันเนี่ย เพราะไม่มีคนกลับบ้านด้วยใช่ป่ะ นี่ไง แฟนเธอมาแล้ว ก็กลับกับมันไปแล้วกัน”


“...ดรีมทำอะไร”


“ถ้าเผื่อเธอลืมนะ ไอ้เมธมันเป็นเพื่อนฉัน ถ้าเผื่อยังสำนึกได้ว่าเป็นแฟนมันก็เลิกยุ่งกับไอ้โมได้แล้ว”



“...”


“เลิกเอานิสัยขี้หวงของที่มันไม่ใช่ของตัวเองมาใช้กับเพื่อนฉันสักที”


“ดรีม!”


“ไปล่ะ กูกลับบ้านก่อนนะ พวกมึงสองคนก็กลับบ้านดีๆ ล่ะ” ดรีมวิ่งไปตบไหล่เพื่อนตัวเองที่กำลังเดินมาหาคนที่ได้ชื่อว่าแฟนพร้อมรอยยิ้ม แล้วรีบวิ่งออกจากโรงเรียนไปหาเพื่อนที่จุดนัดพบที่นัดกันเอาไว้สดๆ ร้อนๆ ตอนก่อนจะเลิกซ้อม


ทีนี้ก็เหลือแค่ว่านานาจะทำได้ไหมเท่านั้นแหละ









ตอนที่พี่ออก้าพูดว่ามีแผน บอกตามตรงไม่ได้หวังอะไรนัก เพราะทราบดีว่ามันเป็นเพียงแผนที่ลวกๆ มากกว่าจะดูน่าเชื่อถือ แต่พี่ดรีมกลับให้ผมเชื่อใจและรออยู่ที่ชมรมจนกระทั่งไม่มีใครอยู่ เหลือเพียงผมคนเดียวที่ยังนั่งรออยู่ใต้ต้นชมพูพันธ์ทิพย์แห่งนี้เพียงลำพัง


ผมเงยหน้ามองต้นไม้ที่เริ่มปรากฏดอกตูมแล้วอดกังวลไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึงเวลาการจบการศึกษาของพี่โมเริ่มเข้าใกล้มาเรื่อยๆ


ผมได้กลับมาตอนช่วงต้นเดือนมกรา เทอมสุดท้ายของการเรียนชั้นม.หกของพี่โม เป็นช่วงเวลาสามเดือนที่คล้ายจะค่อยๆ นับถอยหลังว่าผมนั้นจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้หรือทุกอย่างจะกลับไปเป็นแบบเดิม


กลับไปเป็นช่วงชีวิตที่แทบไม่มีอะไรน่าจดจำและแสนทรมานทุกครั้งที่หวนนึกถึงของนานาคนนั้น


แม้ว่ามันจะเป็นช่วงชีวิตที่งดงามที่สุดเพราะได้เจอพี่โม แม้เพียงไม่นานก็ตาม


“นานา”


และแล้วการรอคอยอันยาวนาของผมก็จบลงเมื่อพี่โมมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้า ผมลุกขึ้นแล้วกอดกระเป๋าสะพายที่เมื่อกี้วางไว้บนหน้าตักเดินไปหา


“มาจริงด้วยอะ”


“ไอ้ดรีมบอกว่าเรารอพี่อยู่ชมรม มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”


“...อันที่จริงก็มี”


“...”


“มั้ง”


...ผมแค่คิดถึงพี่


แม้จะอยากบอกแบบนั้น แต่แน่ละว่าผมไม่ได้พูดมันออกไป


ไม่รู้ว่าพี่ดรีมพูดอะไรไปบ้างก่อนที่พี่โมจะมาอยู่ตรงนี้ พี่เขาถึงไม่มีท่าทางโมโหที่ถูกขัดจังหวะกลับบ้านกับคนที่เขาชอบเมื่ออยู่ต่อหน้าผม พี่โมเพียงมองหน้าผมนิ่งนานเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ แน่ละว่าผมเองก็มอง แต่กลับมองไม่ออกสักนิดว่าในตาคู่นั้นของพี่โมกำลังมองหรือคิดอะไรกันแน่


ในขณะที่แววตาของผมกลับฟ้องชัดเจนว่าคิดถึงแค่ไหน แม้จะแค่ไม่กี่วันที่เราไม่ค่อยได้คุยกันเลย


เพราะสำหรับผมแล้ว เวลาทุกนาทีมีค่ามากเสมอ เพราะผมไม่รู้ว่าจะถูกยื้อแย่งไปตอนไหนนี่นา


“มองพี่แบบนี้ จะคิดเข้าข้างตัวเองแล้วนะว่าคิดถึง”


“หลงตัวเอง แต่ก็เข้าใจถูกนะ ผมคิดถึงจริงๆ”


“...ตรงไป”


“เอ้า บอกจะจีบแต่ยังไม่ทันได้จีบ มัวแต่ลีลาแล้วเมื่อไหร่พี่จะชอบละ ถูกป่ะ”


“ไม่เห็นจะมาจีบตรงไหน ไม่เห็นมาคุยด้วยเลยสักนิด”


“พี่อยู่กับพี่น้ำตาลอย่างนั้น ผมถามหน่อยว่ามีตรงไหนให้ผมแทรกเข้าไปคุยด้วยเหรอ”


รอยยิ้มบนใบหน้าของพี่โมค้างก่อนจะเลือนหายไป ผมสังเกตมันอย่างชัดเจน แต่นาทีนี้ถ้าผมไม่พูดก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้พูดอีกเมื่อไหร่ “พี่ดูมีความสุขขนาดนั้น จะให้ผมทำใจเข้าไปแทรกได้ไง”


“นานา”


“รู้น่าว่ายังชอบอยู่ ผมเข้าใจดีเลยล่ะว่ามันดีแค่ไหนที่เขาเข้ามาหาเราก่อน เข้ามาพูดมายิ้มด้วย”


“...”


“ผมก็รู้สึกแบบเดียวกันกับพี่ตอนนี้ ผมจะไม่เข้าใจได้ยังไงว่าตอนนั้นพี่รู้สึกดีแค่ไหน ต่อให้จะต้องมาเศร้าตอนที่คิดได้ว่าเขามีคนอื่นอยู่แล้วและข้างๆ เขาไม่ใช่เราก็เถอะ”


“...”


“แต่ตอนนี้พี่ไม่มีใคร อย่างน้อยก็ในฐานะแฟน เพราะงั้นมันคงไม่ผิดใช่ไหมที่ผมจะพยายามให้พี่หันมามองผมให้มากกว่าเขาบ้าง ต่อให้ต้องคิดแผนบ้าๆ ให้พี่ห่างจากเขา ผมก็จะทำ”


“...ขอโทษ”


“พี่ไม่ได้ผิดสักหน่อยจะขอโทษทำไมละ” ผมว่า เพราะพี่เขาไม่ได้ผิดจริงๆ แค่ยังตัดใจไม่ได้ทั้งหมดแค่นั้น “ผมแค่อยากจะให้พี่เข้าใจและให้โอกาสผมจริงๆ บ้าง โอกาสที่ไม่ได้เป็นแค่คำพูด แต่หมายถึงให้โอกาสผมเป็นฝ่ายทำให้พี่มีความสุขแบบที่เขาทำให้พี่รู้สึก”


“...”


“ให้โอกาสผมแล้วก็ให้โอกาสตัวเองได้มีความสุขได้ไหมครับ”


“...”


“ถ้าถึงตอนสุดท้ายแล้วพี่ยังยืนยันว่ายังรักเขาอยู่ ตอนนั้นผมจะยอมแพ้แต่จะไม่ไปไหนแน่ๆ ไม่ต้องกลัวว่าผมจะหายไปเพราะอกหักนะ”


“...”


ผมจับมือพลิกมือกลับมาเป็นฝ่ายกุมมือข้างหนึ่งของพี่โมเอาไว้ แน่นเหมือนเช่นสัญญาว่าจะไม่ปล่อยหรือจากไป


“ไม่ว่าสุดท้ายพี่จะชอบผมหรือเปล่า ผมก็ยังอยากมีพี่ในชีวิตของผมตลอดไปเลย”







#คืนฝันวันรัก

ค่อยเป็นค่อยไปกันเนอะ :)

NAVY



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
5
หากมีวันที่เธอคิดว่าเธอไม่เหลือใคร ฉันอยากให้เธอหันกลับมา
แล้วเธอจะพบว่าฉันอยู่ตรงนั้น คอยเฝ้ามองเธออยู่เสมอ








นานาหลับไปแล้ว


เอนซบอยู่ที่ไหล่ของเขา หลับสนิทชนิดที่เขาเชื่อว่าต่อให้คนบนรถจะคุยดังกว่านี้ เด็กคนนี้ก็คงไม่ตื่น โมค่อยๆ หยิบกระเป๋าของอีกคนที่กำลังจะหล่นมาไว้กับตัว ก่อนจะขยับให้ตัวเองนั่งสบายขึ้นและไม่ให้นานาต้องเอียงคอต่ำจนปวดคอระหว่างหลับ


หลังจากออกจากโรงเรียนเขาตั้งใจจะตรงกลับบ้าน แต่นานายืนยันว่าจะไปหาอะไรกินก่อน เลยพากันแวะตลาดไม่ไกลจากโรงเรียน จนเกือบทุ่มจึงได้พากันขึ้นรถเมล์กลับบ้านกัน ทว่าการจราจรเดี๋ยวนี้ไว้ใจได้ที่ไหน ไม่ว่าจะต้นสัปดาห์หรือปลายสัปดาห์ก็ติดหนักเสมอ เพราะงั้นนานาถึงได้พยายามชวนเขาคุยนู่นนี่ไปเรื่อย กระทั่งเหนื่อยจนเผลอหลับไปนั่นละ เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวถึงได้เงียบลง


เขาเพิ่งได้มีโอกาสตั้งใจฟังเสียงนานาอย่างจริงๆ จังๆ พบว่ามันค่อนข้างทุ้มต่ำ น่าฟัง เมื่อรวมกับจังหวะโคนในการพูดจา เขาไม่แปลกใจหรอกที่ใครๆ จะชอบฟังเวลาอีกคนพูดคุยโม้ให้ฟัง


ไหนจะท่าทาง สีหน้า การแสดงออกที่ชวนให้คนฟังสนใจเหล่านั้นอีก เชื่อเขาเถอะว่าถ้าหากให้ใครมานั่งฟังเด็กคนนี้พูด ร้อยทั้งร้อยไม่มีหรอกจะเมินได้ลง แค่สบตาก็แพ้แล้ว


รถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากไฟแดงหลังจากที่จอดแช่มาเกือบครึ่งชั่วโมง พอดีกับที่เสียงเรียกเข้าดังออกจากกระเป๋าคนข้างๆ ตอนแรกโมกะจะปลุกในน้องตื่นมารับ แต่พอเห็นว่าอีกคนหลับสบายแค่ไหน ก็ได้แต่ลดมือที่จะปลุก เปลี่ยนมาควานหาโทรศัพท์แล้วกดรับแทน


ชื่อและรูปบนหน้าจอ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า คนที่โทรมานี่คงเป็นคนสำคัญของนานาเป็นแน่


“สวัสดีครับ”


(นานา? นานาหรือเปล่า)


“อ่า เปล่าครับ น้องหลับครับ ขอโทษที่ถือวิสาสะรับนะครับ ผมเป็นรุ่นพี่ของนานาชื่อโมครับ”


ปลายสายเงียบไปครู่ใหญ่ทันทีที่เขาแนะนำตัวเสร็จ จนโมนึกว่าอีกฝ่ายวางสายไปแล้วหากไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา (ตอนนี้อยู่ไหนกัน)


“อีกสองป้ายจะถึงบ้านน้องแล้วครับ ขอโทษนะครับที่พาน้องกลับบ้านช้า”


(ไม่เป็นไร ผมแค่เป็นห่วงเฉยๆ เห็นนานาไม่โทรบอก โม พี่เรียกแบบนี้ได้ใช่ไหม)


“ได้ครับ”


(รบกวนดูแลน้องชายพี่ด้วยนะ)


“ได้ครับ”


พี่ชายนานาวางสายไปแล้ว แต่โมยังคงมองรูปพักหน้าจอที่เป็นรูปเดียวกับที่ขึ้นตอนพี่ชายโทรมา รูปของนานาและพี่ชายที่ชื่อซายน์กำลังกอดกัน รอยยิ้มกว้างเหมือนกันของสองพี่น้อง ทำให้แม้จะได้ทราบมาก่อนว่าเป็นพี่น้อง เขาก็คงรู้ได้ทันทีที่เห็นหน้า


“แอบเล่นโทรศัพท์ผมเหรอ”


โมหันไปยิ้มให้ใบหน้างัวเงียของนานาแล้วตอบ “เปล่าสักหน่อย พี่เราโทรมาถามว่าอยู่ไหนน่ะ”


“อ่อ” นานารับโทรศัพท์คืนไปแล้วกดยุกยิกอยู่พักใหญ่บนแอพลิเคชั่นสีเขียว โดยที่หัวยังเอนซบเขาอยู่ ทำให้แม้จะไม่ได้ตั้งใจแต่โมเห็นบทสนทนาของสองพี่น้องได้อย่างชัดเจน ดูออกเลยว่านานาขี้อ้อนแค่ไหนกับพี่ชายคนเดียว


“แน่ะ แอบดู”


“แอบดูอะไร เอนมาซบขนาดนี้ พี่ไม่เห็นก็ตาบอดเล่า”


“ถ้านินทาพี่ก็รู้หมดดิ ไม่ได้ๆ หลับตาเลย”


“แสดงว่านินทาบ่อยอะดิถึงไม่อยากให้ดู”


“ไม่ได้เรียกนินทาเหอะ แค่พูดถึงเอง”


“พูดถึงว่า”


“จะจีบพี่โมยังไงดี ถ้าผมบอกชอบไปจะดีไหม อะไรประมาณนี้”


“…พูดออกมาได้หน้าตาเฉยเลยนะ ไหนวะนานาคนขี้อายวันนั้น” โมว่าพลางผลักหัวคนที่หัวเราะคิกคักเพราะแกล้งเขาสำเร็จ นานาแกล้งจิ้มลงบนแก้มที่แต้มสีแดงจางๆ จากการได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาที่เขาเพิ่งจะมาหัดพูดช่วงที่ไม่ได้เจอกัน แล้วแซวต่อ


“หวายย แก้มแดงเลย แพ้อะดิ”


“…”


“คนเขินอะไรแบบนี้เขาว่ากันว่ามีใจนะพี่โม”


“แล้วใครว่าไม่มี”


มาถึงตรงนี้ กลายเป็นนานาแทนที่เขิน เมื่อสบตาและฟังคำพูดโต้ตอบจากอีกคน โมยิ้มแล้วบีบแก้มนานาให้สมกับที่หมั่นเขี้ยวคนที่คิดว่าแกล้งเขาได้ฝ่ายเดียว แล้วพูดต่อ “แก้มแดงกว่าพี่อีก แสดงว่ามีใจแบบหลงพี่หัวปักหัวปำเลยอะดิ”


“พี่โม! ไม่เล่นแล้ว”


“อะไร พอตัวเองแพ้ก็ทำมาหนี”


“ไม่ได้หนี ผมแค่ง่วง จะนอนต่อ” นานาทำทีเป็นเอนหัวลงกับพนักพิงหลัง หลับตาสนิทเตรียมจะนอน ทว่าอะไรๆ คล้ายจะไม่เป็นใจให้เด็กคนนี้เลย แม้แต่รถเมล์


“แต่บ้านเราลงป้ายนี้นะ”


“…”


“ถึงบ้านแล้วนานา ให้โอกาสไปตั้งตัวจนกว่าจะเข้าบ้านนะ ถึงแล้วไลน์มาบอกพี่ด้วย”


“ไม่บอกหรอก เป็นใครมาสั่ง” คนน้องทำปากบู้บี้ใส่ ก่อนจะวิ่งไปยังประตูรถเมื่อรถจอดลงที่ป้ายรถเมล์ นานาวิ่งที่หยุดอยู่ด้านข้างรถ ตรงที่เขานั่ง โบกมือบ๊ายบายพร้อมรอยยิ้มน่าเอ็นดู ก่อนรอยยิ้มนั้นจะหายไปและแทนที่ด้วยสีหน้าเขินๆ หลังจากที่นานาก้มอ่านข้อความที่เขาเพิ่งส่งไปหา


น่ารัก


‘เป็นคนที่ห่วงนานาครับ ทีนี้จะบอกพี่ได้หรือยัง?’


นานาตอนเขินน่ารักพอๆ กับตอนยิ้มเลยล่ะ :)









“เป็นไงมีอะไรคืบหน้าบ้างไหมนานา”


“ใจคอจะเนียนไม่รู้เรื่องเมื่อวานจริง แผนบ้าอะไรของพี่วะเอาไอ้หมีควายสองตัวมาอุ้มผมไปทิ้งบนต้นไม้อะ” ผมโวยลั่น แต่พี่ออก้ากลับทำแค่หัวเราะออกมา ประหนึ่งว่ามันน่าขำหนักหนา แต่ตอนนั้นมันขำไม่ออกนะว้อย “คราวหลังไม่เอาแบบนี้แล้วนะ ผมไม่ฟังแผนจากพวกพี่แล้ว มีแต่อะไรประหลาดๆ”


“แต่ก็ทำให้ไอ้โมมาหาได้นี่”


“เออ บ่นเป็นหมีกินผึ้ง แผนมันก็สำเร็จไม่ใช่อ่อวะ” ซันว่าพลางโอบคอผมเข้าไปหาตัวเอง รัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก


“ปล่อยกูเลย”


“งอนเหรอ งอนพี่ซันเหรอน้องนานา”


“น้องนานาพ่อง”


“แม่มึงก็ช่างสรรหาชื่อให้เหมาะกับลูกชายดีเนาะ รู้ได้ไงว่าโตมาลูกชายจะน่ารักน่าแกล้งแบบนี้ โอ๊ย!”


“สมน้ำหน้า” ผมซ้ำเติมอย่างไม่รู้สึกผิด หลังจากที่ซันโดนทั้งผมตีและพี่โมที่ไม่รู้มายืนอยู่ด้านหลังพวกเราทั้งสองคนตั้งแต่เมื่อไหร่ฟาดซ้ำอีกครั้ง


“เล่นอะไรกัน ไปเตรียมซ้อมได้แล้ว ตารางแข่งก็ออกมาแล้วยังจะทำตัวเอ้อระเหยอีก”


“อันนี้ด่าเพราะเป็นห่วงชมรมหรือหวงคนครับท่านรอง”


“อยากจะซ้อมเพิ่มใช่ไหมซัน”


“ไปแล้วครับๆ ขี้หวงจังเล้ยท่านรองเนี่ย” แม้ปากจะว่าเหมือนกลัว แต่ซันมันก็ยังเอื้อมมือมาหยิกแก้มผมก่อนไปหนึ่งที เรียกสายตาดุๆ จากคนที่ยังยืนอยู่กับผม จนผมแอบระแวงสายตานั่น ทั้งที่มันไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำและพี่โมก็รู้ดีว่าซันมันก็แค่แกล้งเหมือนทุกที


“ทำไมต้องทำหน้าเหมือนดุใส่ด้วยอะ”


“ปล่อยให้มันกอดคอ หยิกแก้มทำไมนานา”


“ก็มันแกล้ง ผมไม่ได้อยากให้มันทำเสียหน่อย”


“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...มองอะไร” คุณรองประธานผงะถอยหลังเมื่อผมขยับตัวเข้าไปหาจนระยะห่างของเราห่างไม่กี่ก้าว จริงอยู่ที่ตอนแรกผมระแวง แต่มันชักจะเป็นเรื่องสนุกเมื่อได้ลองแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าท่าทางเช่นนี้ของพี่โม มันอาจหมายถึงว่าพี่เขาเริ่มรู้สึกกับผมบ้างแล้ว


“ไม่ชอบหรอครับ”


“ก็ต้องไม่ชอบสิ”


“หวงผมเหรอ”


“...เพ้อเจ้อ” พี่โมไม่ว่าเปล่า แต่ยกมือมาผลักหน้าผากของผมให้เราขยับห่าง แต่ไม่เร็วพอที่จะห้ามไม่ให้ผมเห็นว่าแววตาของเขาเปลี่ยนไปชั่วขณะ “ไปช่วยก้องดูคนอื่นซ้อมไป๊”


“ไปอยู่แล้ว แต่ตอบผมมาก่อนดิว่าหวงเปล่า”


“ทำไมพี่ต้องตอบครับ”


“ก็ถ้าตอบครั้งหน้าจะไม่ให้ใครเล่นแบบนี้อีกไง”


“...”


“ไม่ให้เลยแม้แต่คนเดียว ยกเว้นพี่โม ดีไหมครับ?”


อาจเพราะรอยยิ้ม การอ่อนลงให้แค่เขาหรือจะสาเหตุอะไรก็ตาม ทว่าพริบตาที่ผมพูดประโยคแสนเลี่ยนนั่นออกไป คนหน้าบูดและพยายามจะเลี่ยงหนีประเด็นที่ผมพยายามคาดคั้นกลับค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด


“ไม่เลี่ยนหรือไงนะ”


“ทำคนแถวนี้อารมณ์ดีขึ้นได้ เลี่ยนไปสักหน่อยก็ไม่เป็นไรนี่นา”


“เอาล่ะๆ ไม่เล่นแล้ว ไปได้แล้ว”


“พี่ยังไม่ตอบเลย...”


“หวงครับ”


“...”


พี่โมว่าแล้วยกมือมาลูบเบาๆ ตรงแก้มฝั่งที่โดนซันหยิก “สัญญาแล้วนะว่าจะไม่ให้ใครเล่นแบบนี้อีก”


“...”


“ไปเถอะ ก้องรอแล้ว”


“อ่า...อือ ไปแล้ว”


แม้จะรับปากไปแบบนั้น แต่ผมก็ยังยืนอยู่ที่เดิมกุมแก้มข้างที่โดนลูบมองพี่โมเดินไปหาคนอื่นๆ ที่กำลังซ้อมสำหรับลงแข่งในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า จะว่ายังไงดีนะความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกแปลกๆ ตีรวนอยู่ในอก แต่มันต่างจากที่รู้สึกตอนเห็นว่าพี่โมอยู่กับพี่น้ำตาล เป็นความรู้สึกที่ดีชะมัด


จะเป็นยังไงนะ ถ้าผมได้รู้สึกเช่นนี้ไปทุกวัน


จะดีแค่ไหนนะ ถ้าในท้ายที่สุดการกระทำทั้งหมดที่แสนดีเหล่านั้นจากพี่โมจะเป็นของผมเพียงผู้เดียวตลอดไป









“โมชอบน้องเหรอ”


แม้จะไม่หันกลับไป โมก็พอจะรู้ว่าใครที่กำลังเอ่ยปากถามเขาอยู่ตอนนี้ เขาปิดตู้ล๊อกเกอร์หลังจากเก็บอุปกรณ์ว่ายน้ำเรียบร้อยก่อนหันกลับมามองเจ้าของน้ำเสียงตัดพ้อที่เขาไม่รู้ว่าในตอนนี้ยังจะหวังอะไรจากเขาอีก


เขาไม่มีอะไรให้อีกคนหวังได้อีกแล้วนับตั้งแต่น้ำตาลตัดสินใจเลือกอีกคน


ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามันเป็นเพราะเขาแพ้น้ำตาและอีกคนยืนยันว่าแฟนของเธอไม่ว่างกลับบ้านด้วยกัน เขาจึงเออออทำเป็นไม่เห็นว่าเธอเป็นคนปฏิเสธไม่ให้ใครอีกคนมารับเอง


มันเป็นเพียงช่วงเวลาอ่อนไหวของคนที่ไม่เคยได้รับความสำคัญ ถูกทำดีจากคนที่เคยชอบ ไม่มีหรอกที่จะไม่หวังเขาเพียงไขว้เขว หากวันนั้นเขาไม่ได้กลับไปหานานา…บางทีเขาอาจจะเผลอคิดว่าตัวเองยังมีหวัง


หวังในเรื่องลมๆ แล้งๆ ทั้งที่รู้ดีว่าอีกคนแค่หวงของที่เคยเป็นของตัวเองอย่างที่เพื่อนเขาเตือนมาตลอด


“ไม่ได้ชอบ”


“แล้วทำไม…”


“แต่ก็ไม่ได้แปลว่าวันข้างหน้าจะไม่ชอบ”


“…”



“น้ำตาลรีบกลับบ้านเถอะ เย็นมากแล้ว เดี๋ยวเมธรอนานนะ” โมไม่คิดจะต่อบทสนทนาอีก รีบสะพายกระเป๋าพาดบ่าเตรียมก้าวออกไปหาคนที่รอเขากลับบ้าน แต่ก็เป็นอีกครั้งที่น้ำตาลเลือกจะรั้งเขาไว้ เธอโถมเข้ามากอดแน่น เหมือนคิดว่าด้วยวิธีนี้เขาจะไม่ไปไหน จะยังอยู่กับเธอ ทำเป็นไม่รับรู้ความจริงที่ว่าทั้งเธอและเขาต่างมีคนที่รออยู่


แต่น้ำตาลคิดผิด


“…เรากลับบ้านก่อนนะ”


เพราะเขาจะไม่อยู่แบบนั้นอีกแล้ว


‘ให้โอกาสผมแล้วก็ให้โอกาสตัวเองได้มีความสุขได้ไหมครับ’


ก็รับปากเด็กคนนั้นเอาไว้แล้วและสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะมีความสุขโดยไม่หวนไปนึกถึงเรื่องในอดีตที่ไม่ได้ทำให้สุขหมดทั้งใจอีกนี่นา


โมลอบถอนหายใจที่ตัวเองใจแข็งพอที่ปลดมือของน้ำตาลออก อันที่จริงก็เกือบไปแล้ว หากไม่ได้คำพูดของนานามาเตือนใจเอาไว้เสียก่อน พอนึกถึงเด็กคนนั้นโมก็กลับมายิ้มอีกครั้ง กระทั่งหยุดยืนอยู่ต่อหน้าสาเหตุที่ทำให้ช่วงนี้เขากลับมายิ้มได้ รอยยิ้มก็ยังคงวาดระบายอยู่บนใบหน้าจนนานาได้แต่มองด้วยความสงสัย


“เปลี่ยนเสื้อผ้าตั้งนาน ยังจะมายิ้มหวานใส่อีก คิดว่าผมจะยกโทษให้ป่ะที่ทำให้ผมรอนาน”


“แล้วยกโทษไหม”


“แพ้ตั้งแต่เห็นพี่ยิ้มแล้ว”


นานาบ่นเหมือนตัวเองหงุดหงิดเสียเต็มประดาที่ไม่สามารถโกรธเขาได้ลง แต่มือกลับเอื้อมมาเกี่ยวกับหลวมๆ ก่อนพาเขาเดินออกจากชมรมพร้อมกัน โมมองมือของพวกเขาที่แม้ไม่ได้คว้าจับกันแน่นหนา แต่กลับทำให้เขารู้สึกอุ่นในใจลึกๆ แล้วเป็นฝ่ายขยับให้มือของพวกเขากระชับเข้าหากันแน่น ไม่สนใจว่านานาจะมองเขาด้วยแววตาตกใจแค่ไหน


แค่อยากจับมือเท่านั้นแหละ


“…ไม่อายคนหรือไงครับ”


“เราอายไหมละ”


นานาส่ายหน้าจนผมปลิวสะบัดไม่เป็นทรง ทั้งยังเอาแต่ก้มเหมือนอยากซ่อนแววตาของตัวเองให้พ้นจากสายตาเขา แต่คิดหรือว่าจะพ้น แค่เขาก้มลงต่ำจนเห็นชัดถึงดวงตาอีกคนแล้ว


“เราไม่อาย พี่ก็ไม่มีอะไรจะอาย”


“…”


“แค่จับมือเอง”


“ไม่ใช่ ‘แค่’ สักหน่อย” คนข้างตัวบ่นเสียงค่อย มือข้างที่ว่างลูบหน้าลูบตาตัวเองคล้ายต้องการไล่สีแดงที่กระจุกอยู่ที่แก้มใสให้หายไป แต่มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน “หัวใจมันเต้นแรงจนจะหลุดออกมา แย่จะตาย”


“ไม่ดีหรอ”


“ถ้าผมช๊อคตายทำไง”


“ผายปอดให้ตื่นแล้วก็จับมือต่อ”


“…”


โมหันไปยิ้มกวนๆ ชี้เข้าที่ปากตัวเอง “พี่ได้รางวัลด้วยนะ ตอนไปฝึกอบรมเกี่ยวกับการกู้ชีพเบื้องต้น อยากจะลองไหมครับ”


“คะ…ใครจะไปลอง! หันไปเลย”


“เขินซะแล้ว อะไร ทำไมวันนี้เขินง่ายจัง”


“เมื่อวานผมใช้ความหน้าด้านหมดแล้ว วันนี้ยอมแพ้”


“ด้านที่ไหน” โมยื่นมือไปบีบแก้มนุ่มๆ อย่างหมั่นเขี้ยว เด็กบ้าอะไร แก้มนุ่มนิ่มอย่างกับมาชเมลโล่ ทั้งที่ตัวผอมซะขนาดนี้ “นุ่มจะตาย”


“พี่โม!”


“ครับ”


“เอามือออกเลย”


“นานา”


“อะไรเล่า!”


“เขินแล้วน่ารักมากๆ จริงๆ นั่นแหละ”


“พี่โม!!!”








หายไปนานเลย แงง ขอโทษ่ค่า TT
NAVY:)
ฝากเช่นเคยนะคะ #คืนฝันวันรัก

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดPoseidon
  • *
  • กระทู้: 9944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-78

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1



6

เธออาจจะไม่รู้ แต่รอยยิ้มของฉัน

มันมีสาเหตุและเกิดขึ้นเพราะเธอเท่านั้นแหละ

 


“...1.81 นาที ช้าลงไปสามวิครับ” ผมทรุดลงไปนั่งยองๆ ข้างสระ หลังจากคนที่ผมคอยจับเวลาให้ตลอดการฝึกซ้อมโผล่พ้นผิวน้ำมาฟังผล “พักก่อนดีไหมครับ พรุ่งนี้เดี๋ยวก็แข่งแล้ว มันจะล้าเอานะ”

“พักไม่ลงอะดิ”

“พักนิดหนึ่งก็ได้น่าพี่โม ผมว่าที่ช้าลงก็เพราะไม่ได้พักนี่แหละครับ”

พี่โมชั่งใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะโหนตัวเองขึ้นมานั่งอยู่ขอบสระ ส่วนผมก็นั่งลงกับพื้นดีๆ เมื่อเห็นว่าอีกคนยอมทำตามคำขอของตัวเองเรียบร้อย พี่โมรับชาตที่เขียนสถิติเวลาของวันนี้ไปดูด้วยสีหน้าเครียดๆ จนผมอดเครียดตามไม่ได้ แน่สิ แค่พี่โมขมวดคิ้วผมก็ขมวดคิ้วตามไปด้วยแล้ว ฟังดูเว่อร์เนอะ แต่มันก็เป็นไปแล้ว

“ไม่แย่หรอกครับ อย่าทำหน้าเครียดสิ”

“แต่ก็ยังไม่ดีพอ อาจจะเป็นอย่างที่เราว่า วันนี้พี่ซ้อมหนักไปด้วยแหละ”

ผมยื่นผ้าเช็ดตัวผืนเล็กให้เขาเช็ดหน้าเช็ดตา ส่วนตัวเองก็ปลดหมวกว่ายน้ำและแว่นออกจากตัวเขา มองผมฟูไม่ได้ทรงเปียกชื้นเหมือนลูกหมาตกที่ไม่น่าจะน่ารักเลย แต่กลับทำให้ผมยิ้มเหมือนคนบ้า พอผมเห็นว่าเขาไม่คิดจะเอาผ้านั้นไปเช็ดผม จึงถือวิสาสะหยิบผ้ามาเช็ดเสียเอง ปากก็พูดไปด้วย

“ก็บอกแล้วว่าพักหน่อยก็ได้ ดูดิวันนี้ทุกคนเขาก็พักกัน มีพี่แหละมาซ้อมอยู่คนเดียว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็พาลล้าไม่ไหวพอดี”

“เครียดนี่ ปีสุดท้ายแล้วที่จะลง เดี๋ยวไม่นานก็ต้องเตรียมสอบเข้ามหาลัย ชมรมก็คงไม่ค่อยได้เข้าแล้ว อยากจะทำให้มันดีที่สุดเป็นครั้งสุดท้าย”

“ผมกับคนอื่นๆ ก็ยังอยู่ พวกซันมันก็เก่ง อย่ากังวลเลย”

“...”

“พี่ทำดีที่สุดแล้ว เชื่อผมสิ ต่อให้พรุ่งนี้พี่จะไม่ได้ที่หนึ่ง ได้แค่รางวัลชมเชยหรือจะไม่ได้อะไรเลย ก็ไม่มีใครผิดหวังในตัวพี่หรอก”

พี่โมมองหน้าผมนานมากกว่าจะยอมยิ้มออกมาให้ผม เขาเอนตัวมาพิงไหล่ผมเงียบๆ ผมเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก ได้แต่นั่งอยู่แบบนั้น ไกวขาไปมาในน้ำเย็นๆ ปล่อยให้เสียงลมหายใจ เสียงน้ำที่กระทบขาเป็นเสียงที่วนเวียนรอบตัวเราแทน ไม่น่าเชื่อว่าผมจะกลับมาเกือบเดือนแล้วและยังเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ จนเหมือนฝันด้วย

ใครจะไปคิดว่าช่วงเวลาแบบนี้ที่ได้นั่งข้างคนที่ชอบ เวลาที่เคยเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันของผม มันจะเกิดขึ้นมาจริงๆ

“คิดอะไรอยู่”

“คิดถึงพี่” ไม่ได้โกหกนี่นา ก็คิดถึงพี่เขาจริงๆ

พี่โมตีหน้าไม่เชื่อ แต่ผมแอบเห็นนะว่าหูพี่เขาแดง เขินอะดิ “ไม่เคยคิดว่าผมจะมีโอกาสได้นั่งกับพี่แบบนี้ มันเหมือนฝันเกินไป จนบางทีก็กลัวว่าสักวันผมจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามันเป็นแค่จินตนาการของตัวเอง”

“...”

ผมหลุบตามองมือของพี่โมที่วางบนตักแล้วเอื้อมมือไปกุมมาวางไว้บนตักตัวเอง บีบแน่นเหมือนยืนยันว่ากลัวจริงๆ ไม่มีวันไหนเลยที่ผมจะกล้าหลับลงง่ายๆ หรือกระทั่งตื่นก็กลัว กลายเป็นคนขี้ระแวงไปแล้วผม

“ก็อยู่นี่แล้ว ไม่ได้หายไปไหนเลย”

“...”

“ไม่ต้องกลัวแล้ว”

“...ครับ”

“คิดมากเหมือนกันนะเราอะ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะมีเรื่องให้คิดมากด้วย”

“มีสิ ใครๆ ก็มี พี่เองก็มีไม่ใช่เหรอครับ”

“พี่อะเหรอ”

“เห็นนะเมื่อตอนกลางวัน คุยกับคุณพ่อหน้าเครียดเลย” ผมยกมือปัดผมที่ลงมาปรกตาพี่โม ไม่ยอมสบตาเพราะกลัวว่าจะโดนดุที่เผลอไปได้ยินตอนพี่เขาคุยโทรศัพท์ ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังหรอก แต่มันดันไปได้ยินตอนที่เข้าไปเรียกเนี่ยสิ แถมเป็นเรื่องไม่น่าฟังเอาเสียเลย

“รู้แล้วดิว่าพ่อกับแม่พี่กำลังจะหย่ากัน”

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะฟังเลย ขอโทษนะครับ”

“ไม่หรอก มันก็...ไม่ใช่เรื่องที่พูดไม่ได้ แค่ไม่อยากพูดเฉยๆ” เสียงของเขายังคงสดใสเช่นเดียวกับเสียงหัวเราะแผ่วๆ ที่คล้ายจะกลบเกลื่อนความรู้สึก แต่ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าขอแค่เป็นเรื่องของเขา มีหรือที่ผมจะเดาไม่ได้

เขาไม่มีทางโอเค

“...ไม่ได้ไม่เป็นไรทำไมต้องหัวเราะด้วย”

“อืม มันก็ต้องมีบ้างถ้าไม่อยากให้ใครเป็นห่วง”

“ไม่ต้องห่วงผมหรอก อยู่กับผมยังมีอะไรจะต้องมาถนอมกัน”

“...”

“ผมพร้อมจะรับฟัง ไม่ต้องกลัวว่าผมฟังแล้วจะรู้สึกไม่ดี ไม่กลัวว่าผมจะไปไหน อยู่กับผมพี่ไม่ต้องกลัวอะไรเลย ใจผมพี่ก็ได้มันไปทั้งหมดแล้ว”

“...”

“ผมไม่มีวันไปไหน ต่อให้มันมีวันที่พี่ไม่ต้องการผมแล้ว ผมก็จะคอยมอง คอยเป็นห่วงพี่ในที่ที่พี่ไม่รู้ คอยดูแลพี่ตลอดไปเลย”

“...ทำไมถึงได้กล้าพูดคำว่าตลอดไปล่ะ”

จะให้บอกว่าเพราะเคยตายไปแล้วเลยกล้าพูด คงไม่ดี ผมเลยเอาแต่ยิ้มไม่ได้ว่าอะไรต่อ โชคดีที่พี่โมก็ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไร เขาเพียงพิงผมเงียบๆ แบบนั้นต่อ เหมือนที่มือของเขายังจับมือของผมเอาไว้เช่นเดิม จนเมื่อเขาคงรู้สึกว่าตัวเองโอเคขึ้นจึงพูดต่อ

“ตลอดไปไม่มีจริงสักหน่อยนานา”

“...มีสิ”

“...”

“ผมเนี่ยละจะทำให้พี่รู้ว่าตลอดไปมีจริง”

“ยังไง” คราวนี้พี่โมไม่ได้นั่งเฉยๆ แล้ว เขาลุกขึ้นนั่งแล้วมองมายังผมที่กำลังยิ้มอยู่ ในแววตาคู่นั้นมีแต่ความสงสัยและความไม่เชื่อเต็มไปหมด จนผมไม่อยากจะจินตนาการว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาไม่เชื่อและอะไรที่ทำร้ายเขาจนกลายเป็นเช่นนี้ “เราจะทำให้พี่เชื่อได้ยังไง”

“ในเมื่อรอบตัวพี่ ไม่มีใครสักคนจะทำให้เห็นได้เลยว่าคำว่าตลอดไปมันมีจริง”

“...”

“ครอบครัวก็กำลังพัง”

“...”

“เพื่อน สักวันหนึ่งก็จะลืมกัน”

“...”

“คนรักยิ่งแล้วใหญ่...”

“...”

“แม้กระทั่งตัวพี่เอง สักวันก็คงหายไป”

“...”

“แล้วเราจะทำให้พี่เชื่อได้ยังไงนานา”

“แค่อยู่ข้างๆ ผม อยู่ในที่ที่ผมมองเห็นพี่ได้แล้วพี่จะรู้ว่าตลอดไปมันมีจริง” ผมรู้ว่าพี่โมไม่เชื่อผมในทันทีหรอกกับคำพูดเลื่อนลอยพวกนี้ที่ออกจากปากของผม แต่เขายังอยู่ตรงนี้ข้างผม ผมจะทำให้เขาเห็นว่าทุกคำที่สัญญา ทุกคำที่เคยบอกมันจะเป็นจริง

ก็แม้กระทั่งเรื่องตายแล้วย้อนกลับมายังเป็นไปได้

แล้วทำไมคำว่าตลอดไปผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นไม่ได้ว่ามันมีจริง

รักมาจนชีวิตที่สองแล้ว เรื่องแค่นี้ทำให้ได้อยู่แล้ว

“...”

“เงียบนี่คือกำลังคิดว่าผมบ้าป่ะหรือไง”

“ทำมาขำ ล้อพี่เล่นจริงๆ อะดิเนี่ย”

“ไม่เคยล้อเล่นเหอะ”

“ไม่เชื่อ”

“ครับๆ ไม่เชื่อตอนนี้ก็ตามใจ รู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ไม่เชื่อ” ผมทอดสายตามองไปยังพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกที่ฉายแสงอยู่เหนือท้องฟ้าสีส้ม จับมือของเราที่กุมกับแนบลงตรงหัวใจตัวเอง “บอกแล้วให้อยู่ข้างกัน เดี๋ยวสักวันพี่ก็จะเชื่อผมเอง”

พี่โมเงียบไปแล้ว ส่วนผมก็ไม่กล้าพูดอะไรเพิ่มอีก เอาจริงๆ ก็แอบเขินนะ ไม่กล้ามองหน้าพี่เขาแล้วเนี่ย ทว่าพี่โมคงไม่เห็นด้วยที่ผมจะเอาแต่มองท้องฟ้า มองพระอาทิตย์ตกโดยไม่สนใจเขา

เพราะงั้นเขาจึงดึงมือตัวเองออกจากมือของผม ใช้มันประคองบังคับให้ผมหันกลับไปมองเขา มองเข้าไปในแววตาที่ยังคงมีความไม่เชื่อล้นเอ่อในนั้น แต่มันกลับปรากกฎความหวังเลือนราง เหมือนกับจะบอกผมว่าเขาพร้อมจะทุ่มเทความเชื่อใจส่วนหนึ่งให้กับผม

แม้จะเป็นเพียงส่วนเดียวจากหนึ่งล้านส่วน เท่านั้นก็มากพอแล้ว

“จะอยู่ด้วยกันใช่ไหม”

“อือ”

“...”

“พี่นั่นแหละที่อย่าไปไหน ผมกลัวจะหาพี่ไม่เจอ”

“...”

“ส่วนผมน่ะ แค่หันมาด้านหลังพี่ก็จะเห็น ผมจะอยู่ตรงนั้นเสมอนั่นล่ะครับ”

“...”

“นี่ คิดบางป่ะว่าเอาแต่มองหน้าคนอื่นด้วยท่าทางแบบนี้ คนอื่นเขาจะอยากจูบเอาน่ะครับ” ไม่ได้ล้อเล่นนะ พี่โมที่เอาแต่จ้องผมแบบนี้ใกล้ๆ น่ารัก น่ารังแกน้อยเสียเมื่อไหร่ พอได้ยินพี่เขาก็หลุดหัวเราะ มือที่วางบนแก้มผมก็เกลี่ยบนผิวเบาๆ จนอดขนลุกไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่...จะว่าไงล่ะ

ทั้งสระตอนนี้ก็มีแค่เรา มันไม่ผิดสักหน่อยที่ผมจะคิดไม่ดี

คนบ้าอะไร น่ารักก็น่ารัก หล่อก็หล่อ มีมุมน่าเกลียดบ้างไหม แต่ต่อให้มีจริงผมก็ยังมองว่าพี่เขาน่ารักอยู่ดี

นานาเอ๊ย หลงหัวปักหัวป้ำ ชนิดหาทางขึ้นจากหลุมไม่ได้แล้วล่ะ

“ทะลึ่ง”

“อ้าว”

“ก่อนหน้านั้นก็มาจุ๊บคนอื่นเขาก่อน นานาเด็กทะลึ่ง”

“เอ้า” ผมก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนา ถึงกลับมาแล้วจะอยู่ในร่างเด็กสิบเจ็ด แต่ข้างในมันเป็นคนอายุยี่สิบเก้า ผ่านอะไรมาก็เยอะ เกือบจะแต่งงานก็เคย (ถึงตอนสุดท้ายจะล่มก็เถอะ) จะไม่ให้คิดอะไรใสใสวัยนักเรียนก็เกินไปแล้ว

แต่ก็นั่นแหละ พี่เขารู้กับผมที่ไหน เฮ้อ

“ครับ นานามันเด็กทะลึ่ง แล้วคุณโมจะขยับหน้าออกห่างคนทะลึ่งคนนี้ได้หรือยังครับ...”

“รู้ไหมว่าคำพูดคำจาเมื่อกี้เราน่ารักแค่ไหน”

“...ไม่รู้หรอก ผมไม่ใช่คนฟังนี่”

“งั้นก็รู้ไว้ ว่าคนฟังแบบพี่ฟังแล้วมีความสุขมากๆ”

“...”

“แล้วมันก็...” พี่โมเว้นจังหวะการพูด ปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากแก้มของผม พึมพำเสียงค่อยเหมือนลังเลที่จะพูดมันออกมา แต่เราใกล้กันมากไปจนผมได้ยินมันทั้งหมด “...น่าจูบจริงๆ นั่นแหละ”

“...”

“...”

“พี่โมทะลึ่งอะ”

“เราทะลึ่งกว่าพี่แล้วกัน”

ผมหัวเราะดังลั่นสระ ฉวยโอกาสที่พี่โมกำลังจะพูดเถียงทำในสิ่งที่เขาปรักปรำด้วยการยื่นหน้าเข้าไปหาคนที่ไม่ตั้งตัวใดๆ ทั้งสิ้นกับสิ่งที่ผมกำลังทำ ริมฝีปากของเราทั้งคู่บดเข้าหากันเหมือนมันมีความคิดเป็นตัวเอง ทันทีที่พี่โมปรับตัวได้เขาก็กลายมาเป็นคนคุมเกม ซึ่งผมก็ตามใจ มันไม่ได้ลึกซึ้งมากมายอะไรนัก ในบางจังหวะผมกลับหลุดยิ้มเสียอีก พี่โมเองก็เช่นกัน ริมฝีปากของเราแตะเข้าหากันซ้ำๆ ราวกับเสพติด จนเมื่อแสงสุดท้ายของวันกำลังจะหายไปนั่นแหละ เขาถึงได้ผละออกแล้วยิ้มหวานส่งมาให้

รอยยิ้มนั้นของพี่โมทำให้ผมนึกถึงเนื้อเพลงเพลงหนึ่งขึ้นมา

และมันเหมาะสมจนผมรู้สึกเหมือนว่า เพลงนี้มันถูกแต่งขึ้นมาเพื่อเขาอย่างไรอย่างนั้น

“กลับบ้านกันเถอะ นานา”

‘...ไม่รู้ว่าต้องโตท่ามกลางหมู่ดอกไม้มากมายขนาดไหน เธอจึงได้ครอบครองรอยยิ้มที่สวยงามขนาดนี้’

“อือ กลับบ้านกันครับ”

‘ทำให้รักใครไม่ได้อีกเลย...’

 







     











วันถัดมาตอนเช้ามืดทุกคนในชมรมว่ายน้ำก็มารวมตัวกันที่โรงเรียนเพื่อรอขึ้นรถเดินทางไปยังสนามแข่งที่อยู่อีกที่หนึ่ง มีเพียงแค่บางคนเท่านั้นที่ไม่ได้ไป อันที่จริงผมก็คิดว่าตัวเองไม่น่าจะได้ไปเหมือนกัน ไม่รู้ทำไมประชุมครั้งสุดท้ายก่อนที่จะแข่งนั้นพี่ก้องถึงได้เสนอให้ผมไปด้วย

“เดี๋ยวพี่ฝากเราเช็กคนก่อนขึ้นรถด้วยนะ ยืนเช็กหน้าประตูทางขึ้นเลยจะได้ไม่ต้องไปยืนขานชื่อบนรถให้ยุ่งยาก”

“ได้ครับ มีอะไรให้ผมช่วยอีกก็บอกนะครับ”

“อย่าบ่นว่าพี่ใช้งานเราหนักแล้วกัน” พี่ก้องขยี้หัวเหมือนหมั่นเขี้ยวก่อนเดินเลี่ยงไปเช็กของอีกทาง ส่วนผมก็เริ่มเช็กชื่อนักกีฬาตามที่ได้รับมอบหมายไป

“คนต่อไปครับ...พี่โมครับ ไม่เล่นครับ” คนที่ผมดุและเพียงดึงหมวกบักเก็ตที่เขาสวมลงมาให้ออกกลับหัวเราะแทน ผมได้แต่ขมวดคิ้ว ยึกยักเป็นเชิงบอกว่าตอนนี้ผมยังไม่เล่น แต่พี่โมราวกับมองไม่เห็น เขายังคงยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าผมเหมือนเดิม จนผมอ่อนใจ

“พี่โมครับ ผมต้องเช็กชื่อนะ”

“เช็กไปดิ” เขาว่าแล้วเปลี่ยนมายืนอยู่ข้างผมแทน “อะหลบให้แล้ว เช็กต่อเลย”

“พี่ก็ขึ้นรถไปสิครับ มายืนอะไรตรงนี้”

“อยากยืน”

“...”

“อยากยืนข้างๆ เราเฉยๆ”

ฟังจบผมก็ได้แต่เอาชาตรายชื่อตบหน้าตัวเองเสียงดังปัก รอบข้างเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนทุกคนจะรวมหัวกันหัวเราะผม โดยเฉพาะตัวต้นเหตุเนี่ยตัวดีเลย เสียงดังกว่าใครเขาเพื่อน ซันกับเจ้นท์เดินมาดึงรายชื่อให้ออกจากมือของผมพลางกระเซ้าด้วยน้ำเสียงกวนประสาท

“มีคนเขินว่ะ ท่านรองเล่นแต่เช้าเลยน้า”

“เบาครับพี่ เบาหน่อย คนแถวนี้เขินจนจะละลายแล้ว”

“กวนตีน เขินบ้าเขินบออะไร ขึ้นรถไปเลย”

“ไม่เขินอะไร หน้ายังกะตูดลิง เชี่ย! เขินแล้วออย่าเตะเพื่อนดิ” แน่นอนว่าผมไม่คิดจะฟัง ยังคงไล่ทุบสลับกับวาดขาเตะเพื่อนจอมกวนประสาท จนมันทั้งสองคนวิ่งหนีขึ้นรถไปพร้อมกับตัวต้นเรื่องที่กลัวว่าผมจะมาเล่นงานด้วย พอไม่มีคนกวนผมก็กลับมายืนอยู่ที่เดิม เพียงแต่ค่อนข้างจะกระอักกระอ่วนนิดหน่อย เพราะคนที่ผมต้องเช็กคนต่อมาคือพี่น้ำตาล

พี่เขาไม่ได้เริ่มทักอะไร แต่มองผมแล้วยิ้มหวานเหมือนที่เคยทำ แถมยังใจดีชี้ชื่อตัวเองให้อีกต่างหาก

“โอเคครับ...”

“สนิทกันแล้วเหรอ”

“ครับ?”

“กับโมน่ะ”

นี่จะเป็นแค่คำถามธรรมดาหรือเปล่าหว่า ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ก็ได้แค่พยักหน้า “ก็นิดหนึ่งมั้งครับ”

พี่น้ำตาลไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ผมอาจจะรู้สึกไปเองก็ได้ว่ารอยยิ้มที่ผมเคยมองว่าแสนหวานมันดูแปลกๆ ไปนิดหน่อย ก็ได้แต่หวังว่าผมจะคิดมากไปเอง

หวังว่าน่ะนะ...

ทันทีที่ทุกคนขึ้นรถพร้อมแล้ว รถก็เคลื่อนตัวออกจากโรงเรียนตรงไปยังสถานที่แข่งทันที เนื่องจากจะต้องไปรายงานตัว รวมไปถึงตัวนักกีฬาเองก็ต้องการวอร์มร่างกายก่อนแข่งด้วย หลังจากผมยื่นรายชื่อคืนไปยังพี่ก้องก็เดินหาที่ว่างนั่งและเพราะจำนวนคนที่น้อย บนรถเลยมีที่นั่งว่างมากพอที่ทุกคนจะสามารถนั่งอยู่ริมหน้าต่างได้แทบทุกคน ภาพที่เห็นคือแต่คนต่างจับจ้องที่นั่งคู่ ทำให้มันเป็นที่นั่งเดี่ยวแล้วพูดคุยกันจากฝั่งหนึ่งไปฝั่งหนึ่ง โหวกเหวกโวยวายจนผมอดนับถือใจพี่ก้องที่กำลังติดต่อกับฝ่ายเจ้าภาพไม่ได้ที่มีสมาธิไม่หลุดหงิดหงิดกับคนอื่นไปเสียก่อน

แต่คิดอีกแง่ พี่แกอาจจะชินไปแล้วก็ได้ที่มีเพื่อนร่วมชมรมจอมโวยวายเช่นนี้

“นานา ยืนอะไรมานั่งนี่ เนี่ยกูเว้นไว้ให้เลยนะ” ซันว่าพลางกวักมือเรียกให้ผมไปนั่งด้วย ซึ่งตอนแรกก็กะว่าจะไปนั่นแหละ ถ้าไม่ถูกใครบางคนดึงให้นั่งลงที่นั่งข้างตัวเสียก่อน ผมไม่เห็นหรอกว่าซันจะมีสีหน้าอย่างไรที่ผมโดนแย่งตัวไป แต่เท่าที่ฟังจากเสียงโวยดังข้ามมา ก็พอเดาได้

“ท่านรองงงง มาขโมยอะไรเพื่อนโผ้ม”

“ท่านรองขี้งก!”

“นั่งเงียบๆ ไปเลยไป! ไม่เห็นหรือไงว่าเลขาเขาคุยงานอยู่” ท่านรองบ่นเสียงขรึม แต่กลับยิ้มแย้ม ถือวิสาสะยัดหูฟังข้างหนึ่งของตัวเองมาให้ผมฟัง ก่อนจะทำเนียนเมินมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่มีการอธิบายหรือหันมาพูดคุยกับคนที่โดนบังคับให้นั่งข้างๆ ผมเลยแม้แต่คำเดียว

แต่เพราะงั้นผมจึงได้ยินเสียงเพลงที่อีกคนส่งมาให้ฟังอย่างชัดเจน

“เพลงเพราะไหม”

ผมไม่ได้ตอบ แค่ยิ้ม แล้วก็ยิ้มตอนที่ได้ยินท่อนฮุกของเพลง

ราวกับเพลงนี้แทนคำพูด คำสัญญาที่เขาจะบอก

ว่าต่อจากนี้จะเป็นจุดสตาร์ทที่แท้จริงของคำว่า ‘เรา’ เสียที

 

I don’t want just anyone. Not anyone new

I wanna fall in love again with you

With you, with you

I wanna be in love again









     

#คืนฝันวันรัก

เหนื่อยเหมือนทุกวันเลย 555 แต่พยายามจะไม่ให้เหนื่อยจนตัวเองไม่มีความสุข

อยากผ่านช่วงนี้ไปไวๆ

กลัวตัวเองจะหมดไฟจนลุกขึ้นไม่ได้อีกแล้ว

NAVY

ออนไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-6
 :L2: :L1: :pig4:

เหนื่อยก็พักสักสิด แล้วกลับมาไฟว์ใหม่
สู้สู้
รออ่านนะ

ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1

7
เธอมีฉันอยู่ตลอดนั่นล่ะ
แม้กระทั่งในวันที่เธอไม่ต้องการฉันแล้ว
ฉันก็จะยังคอยเฝ้ามองและคอยเป็นห่วงเธอเช่นนี้ตลอดไป






“เดี๋ยวนานาไปหาพวกซันนะ เอากล่องนี้ไปด้วย พวกนักกีฬาต้องใช้”



ผมรับกล่องที่ใส่พวกเกลือแร่และข้าวของที่จำเป็นสำหรับนักกีฬามาสะพายบนไหล่แล้วรับเดินฝ่ากลุ่มคนไปยังสระหนึ่งที่กำลังจะมีการแข่งเดี่ยว 100 เมตร เมื่อถึงผมก็ต้องอมยิ้มกับอาการตื่นสนามของเพื่อนจนอดแกล้งไม่ได้ เพราะปกติเป็นผมมากกว่าที่โดนมันแกล้ง


“ซัน” คนที่กลายเป็นที่วางมือให้ผมสะดุ้งโหยงหันมามองผมด้วยความตกใจอย่างที่เห็นไม่บ่อยนัก “ตื่นเต้นเหรอวะ”


“ตื่นเต้นดิ นี่ครั้งแรกเลยนะเว้ยที่กูได้ลงสนามจริงอะ ปีที่แล้วกูยังอยู่บนนั้น มองพวกพี่ๆ เขาแข่งอยู่เลย” ผมมองตามสายตาของซันขึ้นไปบนสแตนที่มีสมาชิกชมรมบางส่วนทั้งตัวจริงและตัวสำรองที่มาด้วยกัน โบกไม้โบกมือให้กำลังใจ ซึ่งซันก็โบกมือตอบ ยิ้มกว้างทั้งที่มันกำลังอยู่ไม่สุข จนผมอดสงสารไม่ได้


ไม่แกล้งแล้วก็ได้ เว้นให้สักวันก็แล้วกัน


“มึงทำได้”


“เออ กูทำได้ แต่แค่กังวลว่ามันจะดีพอไหมเท่านั้นแหละ”


“กลัวไม่ได้ที่หนึ่งหรือไง”


“ก็ต้องหวังบ้างปะวะ”


“มึงมาที่นี่เพราะหวังชนะ แต่มึงดูไม่มีความสุขเลยเนาะ”


“…”


ผมวางมือทั้งสองบนบ่าที่แข็งเกร็งเพราะความกังวล บีบไปมาเบาๆ พร้อมทั้งพูดปลอบไปด้วย แน่นอนว่านี่ก็เป็นอีกสิ่งที่พี่ก้องได้เทรนผมมาในฐานะผู้ช่วยของพี่เขา


“ผ่อนคลายหน่อย เครียดมากไปมันจะไม่ดีเอานะ”


“พยายามอยู่”


“ไม่ต้องไปคิดแล้วว่าจะได้รางวัล ไม่ได้รางวัล คิดอย่างเดียวพอว่า ทำให้ดีที่สุด ดีจนไม่ต้องมานั่งนึกเสียใจที่หลัง” เสียงนกหวีดและเสียงกรรมการดังขึ้นเรียกให้ผมและซันหันไปมอง เพราะมันเป็นสัญญาณว่าการแข่งกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ผมตบบ่าแล้วรุนหลังคนขี้กังวลให้ไปยังสระเพื่อเตรียมแข่ง ทิ้งท้ายด้วยหวังว่ามันจะเข้าใจที่ผมร้องการสื่อ


ว่าอย่างกังวลแต่อย่างใด


“สู้เขา ทุกคนเชียร์อยู่”


“จะเอาที่หนึ่งมาฝากแล้วกัน”


ต่อให้แพ้หรือไม่ได้รางวัลอะไรกลับมา ก็ไม่มีใครจะต่อว่าอย่างแน่นอน


แต่คนอย่างซันน่ะเมื่อพูดอะไรออกมา แม้จะเต็มไปด้วยความกังวลแค่ไหนก็ยังทำได้อย่างที่พูด เมื่อเจ้าตัวว่ายเข้ามาเป็นที่หนึ่งพร้อมกับรอยยิ้ม ทันทีที่กรรมการเอ่ยชื่อโรงเรียนของเราเป็นผู้ชนะ ดังนั้นจึงคว้าเหรียญแรกของรายการแข่งมาได้ ถือเป็นการเปิดฤกษ์ชัยชนะที่ดี ทั้งยังสร้างขวัญกำลังใจให้นักกีฬาที่เคยเป็นตัวสำรองเมื่อปีก่อนแล้วถูกเลื่อนให้มาเป็นตัวจริงในปีนี้ให้มีความมั่นใจมากขึ้น


“เห็นนะ ที่ไปให้กำลังใจไอ้ซันน่ะ”


ขณะมองเพื่อนขึ้นไปรับเหรียญรางวัล ข้างตัวของผมก็ถูกพี่โมที่ไม่รู้เดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่จับจอง “ก้องสอนมาละสิ”


“ก็ต้องมีบ้างสิครับ ไม่งั้นจะไปคอยช่วยพี่เขาทำไมถ้าผมทำอะไรไม่ได้เลย”


“ถ้างั้นก็มาให้กำลังใจพี่บ้างดิ” พี่โมว่าพลางชี้ไปทางสระที่ตอนนี้กำลังเคลียร์สำหรับการแข่งรอบถัดไป “พี่จะแข่งแล้ว อยากได้กำลังใจบ้างอะ”


“มีคนให้พี่ตั้งเยอะแยะ นู่นบนสแตนด์นู่น ทำไมต้องมาขอจากผมอีกละ” ไม่ได้หวงอะไรเลยนะจริงๆ แต่พอมองขึ้นไปด้านบนสแตนด์ที่มีป้ายเชียร์พี่เขาเต็มไปหมด ผมกลับรู้สึกว่า กำลังใจจากผมมันไม่ได้จำเป็นเลยสักนิดขึ้นมาเสียอย่างนั้น แต่ดูเหมือนพี่โมจะไม่คิดเช่นเดียวกัน เมื่อพี่เขาเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วโน้มตัวมากระซิบข้างหู


คำพูดที่แสนสั้น แต่ทำให้ผมแทบไปไม่เป็น


“อยากได้จากคนนี้”


“…”


“ไม่ได้อยากได้จากคนอื่นครับ”


“…ขี้โกง” ผมรีบผละถอยหลังหนึ่งก้าว กุมแก้มตัวเองที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าตอนรี้มันต้องแดงมากแน่ๆ บ่นพึมพำให้คนข้างหน้าหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี เสียงกรรมการดังขึ้นเรียกนักกีฬาให้เข้าไปเตรียมตัว แต่พี่โมก็ยังอยู่ที่เดิม เขามองมายังผม รอ…ให้ผมพูดมันออกมา


“สู้ๆ ครับ”


“…”


“พี่โมของนานาเก่งที่สุด นาเชื่อว่าพี่ทำได้”


“โหมพูดมาแบบนี้ก็ต้องเหรียญทองแล้วป่ะ”


พี่โมยิ้มกว้างจนเนื้อแก้มดันดวงตาสดใสเป็นเส้นโค้งแสนน่ารัก รอยยิ้มที่ทำให้ผมยิ้มตามได้เสมอ


“ขอบคุณครับ นานา”


และไม่ว่าเมื่อไหร่ เจ้าของรอยยิ้มนั้นก็เป็นความสุขของผมและเป็นแบบนั้นเสมอ










“ฉลองไหมวันนี้ ฝีมือดีไม่ตกเลยทุกคน ปิดจ๊อบของรุ่นนี้ไว้โคตรดีเลย”


“ใช่ ดีมาก ดีเพราะมึงไม่ได้ลงไงชัช” พี่ก้องว่าแล้วสะพายกระเป๋าเดินผ่านประธานชมรมที่ไม่เหมือนประธานชมรมเอาเสียเลยขึ้นไปยังรถบัสที่จอดรออยู่ไม่ไกล พี่ชัชบ่นอุบเรื่องโดนบ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ไม่ได้ลงสักสนามเพราะอาการบาดเจ็บ เนื่องจากตกเตียงจนหลังยอก (ตอนได้ยินเหตุผลก็โดนพี่ก้องกุไปยกใหญ่แน่ะ) ทำเอาสมาชิกคนอื่นหัวเราะร่วน


“ฉลองก็ดีนะ มึงไปป่าวนานา” ซับยิ้มแป้น ในมือถือเหรียญของตัวเองลูบไปมาด้วยความสุข พร้อมกับคนอื่นๆ ที่ถึงแม้จะไม่ได้ที่หนึ่ง กระนั้นทุกคนก็ได้เหรียญมาประดับคอกับแทบทุกคนเลย


“คิดว่าไป ถ้ามีอะนะ”


“ต้องไปดิ ฉลองครั้งนี้ถือเป็นทั้งเรื่องชนะแล้วก็ส่งท้ายพวกพี่ๆ เลยนะ เนี่ยเดี๋ยวเข้าเดือนหน้าก็งดกิจกรรมชมรมของม.หกแล้ว เพราะต้องเตรียมสอบ ไม่ได้เจอกันบ่อยๆ แล้ว”



“เหรอ…”


พอเห็นว่าผมเงียบไปคล้ายจะคิดอะไรอยู่ ซันก็พุ่งเข้ามากอดคอทันทีเหมือนรู้ว่าผมคิดเรื่องอะไร “เรื่องพี่โมเหรอ”


“อะไรของมึง”


“กลัวไม่ได้เจอพี่เขาหรือกลัวว่าจะมีคนอื่นฉวยโอกาสแทรกกลาง” ไม่ว่าเปล่าแต่มันกลับชี้ไปยังรองประธานที่ยืนคุมอยู่ข้างรถบัส ตรวจดูข้าวของที่ขนมา ไม่ไกลจากพี่โมมีเงาของพี่น้ำตาลยืนอยู่ไม่ห่าง มองจากตรงนี้มันดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าหากมองดีฟ จะพบว่าพี่น้ำตาลเพียงยืนอยู่เฉยๆ และพยายามชวนพี่โมคุย แม้ว่าเจ้าตัวจะถามคำตอบคำก็ตาม


ผมมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ไม่ใช่ว่าท้อหรือรู้สึกแย่อะไร เพียงแค่สงสัยว่าทำไมพี่น้ำตาลจึงทำเช่นนั้น


ถ้าชอบพี่โมแล้วไปคบกับพี่อีกคนจนทำให้พี่โมเสียใจทำไม


“สงสัยคงเกาะติดจนถึงร้านที่จะไปฉลองเลยมั้ง”


“ไม่หรอก”


“มึงรู้ได้ไง”


“ก็พี่โมจะไม่ไปต่อกับเราด้วยไง”


“อ้าว”


“กูไม่รู้ แต่หลังแข่งพี่โมเขาคุยกับใครสักคนนี่แหละ แล้วเดินมาบอกว่าถ้ามีเลี้ยงต่อคงไม่ได้ไปด้วย เขาต้องกลับบ้าน”


“งั้นก็คงพ่อพี่เขาแหละ พ่อพี่โมดุจะตาย ไม่กลับก็แย่”


“เหรอ”


“เออ ช่างมันไม่ไปก็ดีแล้ว ป่ะ! ขึ้นรถกัน” ซันว่าแล้วลากผมให้เดินขึ้นไปบนบัสพร้อมกัน ผมฉวยโอกาสตอนที่ซันยืนเข็กชื่อกับพี่ก้อง มองไปยังพี่โมที่ยังทำหน้าที่อย่างแข็งขัน พอพี่เขารู้ตัวผมก็ยกยิ้มให้ ก่อนยิ้มจะขยายกว้างขึ้นเมื่อพี่เขายิ้มตอบ


“ขึ้นรถจ้า อยากจะยิ้มให้กันก็ค่อยยิ้ม กูง่วง”


“กวนตีน”


“แน่ะเขินเลย เขินแล้วชอบด่าเพื่อน”


“ไอ้สัส” ผมไม่รอให้มันได้ตั้งตัว วาดมือฟาดลงกลางแผ่นหลังจนคนตัวโตแต่ใจเสาะเหมือนหนูร้องลั่น


“เชี่ย นานาตกมันแล้ว!!”


กวนตีนจริง เพื่อนใครวะเนี่ย










บ้านคือวิมานของเรา ไม่รู้ไปเคยได้ยินมาจากไหน แต่สำหรับเขาแล้ว คำพูดนี้มันไม่ใช่


ไม่ได้ใกล้เคียงเอาเสียเลย


บ้านหลังใหญ่ที่ไม่มีกลิ่นอายของคำว่าบ้าน บ้านที่เงียบเหงา


บ้าน…ที่เหมือนมีแค่เขาอาศัยอยู่เพียงลำพัง


“คุณโมกลับมาแล้วหรือคะ”


“ครับ ชนะด้วย” โมชูเหรียญที่ได้จากการแข่งยื่นให้ป้าแม่บ้านที่เลี้ยงและคอยดูแลเขาตลอดหลายปี เธอมองเขาด้วยความเอ็นดูเช่นที่ผ่านมา มือที่ผ่านกาลเวลาจนเหี่ยวย่นแต่แสนอบอุ่นลูบลงบนผิวแก้ม ให้เขาได้ซึมซับและรู้สึกถึงคำว่าบ้านที่หายไป


แม้จะแค่เศษเสี้ยวเล็กทว่ามีค่าเหลือเกิน


“ไม่กลับบ้านตั้งนาน ผอมลงไปเยอะเลยนะคะ กลับมาอยู่บ้านไม่ดีกว่าหรือคะคุณโม”


“ไม่เอาหรอกครับ ถ้าอยู่บ้านต้องตื่นเช้า โมอยากนอนให้นานกว่านั้นสักนิดก็ยังดี ไม่อยากตื่นเช้ามืดอะ” เขาว่าติดตลกก่อนจะยิ้มไม่ออกเมื่อใครบางคนหยุดยืนมองเขาจากหน้าบ้าน


ใครที่เป็นคนให้กำเนิด แต่ไม่เคยเลี้ยงดูคนนั้น


“สวัสดีครับ พ่อ”


“ถ้าไม่ตามก็ไม่คิดจะโผล่หัวกลับมาเลยหรือไง”


น้ำเสียงฉุนเฉียวทำเอาโมเม้มปากไม่พูดอะไร เพราะรู้ว่าพูดด้วยเหตุผลแค่ไหน แต่พ่อเขาในยามที่โมโหร้ายนั้นไม่ฟังใครเลย ร่างภูมิฐานในชุทสูทก้าวผ่านลูกชายเพียงคนเดียวขึ้นไปยังห้องทำงานที่ชั้นสอง แม้จะไม่มีคำพูดแต่โมก็รู้ว่าพ่อเรียกให้เขาขึ้นไปคุยกันข้างบน ป้าแม่บ้านลูบแขนคนอ่อนวัยคล้ายจะปลอบใจ


แต่มันไม่ได้ช่วยอะไร


ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าจะตอนนี้หรือเมื่อก่อน


ในห้องหนังสือกว้างขวางแสนอึดอัดที่โมไม่ชอบเอาเสียเลย แต่กลับเข้ามาบ่อยครั้งจนรู้แทบทุกซอกทุกมุม ทุกความทรงจำเลวร้ายล้วนถูกซ่อนอยู่ที่นี่ จนโมชักจะหายใจไม่ออก


แต่เขาแสดงออกไปแบบนั้นไม่ได้เพราะ…


“ทำหน้าจะเป็นจะตาย เจอพ่อตัวเองน่ะทำหน้าดีๆ บ้างไม่ได้หรือไง”


“…ขอโทษครับ”


“แล้วไอ้เหรียญนั่นมันอะไร” โมมองเหรียญทองที่แสนไร้ค่าในสายตาพ่อ ก่อนจะเดินไปยื่นให้อีกฝ่าย แล้วตอบเสียงเบา “วันนี้ไปแข่งมาครับ”



“แข่งอะไร”


“ว่ายน้ำ…”


“ไร้สาระ! เมื่อไหร่แกจะเลิกทำอะไรที่มันเสียเวลาแบบไอ้กิจกรรมบ้าๆ นี่สักที ทำไมไม่ตั้งใจเรียน!” ไม่ทันจะได้พูดจบประโยค เหรียญที่ยื่นให้กับมือก็ถูกปามาโดนเต็มๆ มุมปากจนรับรู้ถึงกลิ่นคาวเลือดจางๆ โมไม่ได้ร้องออกมาสักแอะ จะว่าชินก็ได้ เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกดุด่าแล้วโดนขว้างปาข้าวของใส่ ไม่ใช่ครั้งแรกที่อะไรที่เขาชอบถูกปฏิเสธ


ทุกครั้งที่มาเยือนห้องนี้ คล้ายกับความฝัน ความหวังหรือแม้กระทั่งความปรารถนาของเขาก็พลอยพังทลายไปทีละอย่าง


ค่อยๆ หายไป พร้อมกับความปรารถนาที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง


“ขอโทษครับ”


“ถ้าไม่เพราะแม่แกดึงดันบ้าๆ ให้เขาโรงเรียนนั้นละก็ ฉันไม่มีทางให้แกไปหรอก”


“…”


“เลิกว่ายน้ำแล้วเอาเวลาไปอ่านหนังสือเตรียมสอบ ฉันเตรียมเอกสารอะไรให้เรียบร้อยแล้ว”


“หมายความว่าไงครับ พ่อพูดเรื่องอะไร”


“แกคงไม่คิดหรอกนะว่าฉันจะให้แกจบมหาลัยแค่ที่นี่”


“…”


เมื่อเห็นลูกชายไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมา คนเป็นพ่อจึงเลื่อนเอกสารกองโตหนักหนาราวกับก้อนหินที่ค่อยๆ ถ่วงให้เขาจมดิ่งไปในมหาสมุทรแห่งความสิ้นหวังมาตรงหน้า บนหน้ากระดาษเต็มไปด้วยภาษาอังกฤษเรียงราย ทอดยาวคล้ายจะไม่มีที่สิ้นสุด โมได้แต่มองแล้วรับมันมาถือเอาไว้ ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับการที่อนาคตตัวเองถูกช่วงชิงไปอีกครั้ง


“ไปอ่านแล้วเลือกมาสักที่หนึ่ง แล้วค่อยมาคุยกับฉันอีกที”


“ครับ”


“แล้วอย่าให้ฉันรู้อีกนะว่าแกไปทำอะไรไร้สาระอย่างกิจกรรมชมรมบ้าๆ อีก”


“ครับ”


“ไปได้แล้ว”


“…ครับ”









เขาเคยถามตัวเองเป็นร้อยครั้งพันครั้งยามที่อยู่คนเดียว


ถามตัวเองว่าทำไมตัองมาเจอเรื่องราวเช่นนี้ด้วย


ทำไมในช่วงเวลาที่ใครๆ ต่างมีคนคอยห่วงใย เฝ้าถามและคอยสนับสนุน ข้างตัวเขากลับว่างเปล่าเช่นนี้


ไม่มีพ่อที่จะเป็นหลักยึด มีแต่พ่อที่เป็นคนถือปากกาคอยขีดเขียนให้เขาเดินไปตามเส้นทางที่กำหนดโดยไม่ถามว่านั่นคือสิ่งที่เขาต้องการหรือไม่
ไม่มีแม่ที่จะคอยโอบกอดและบอกข้างหูว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี มีก็แต่ผู้หญิงแปลกหน้าที่ให้กำเนิดและมองเขาด้วยสายตาเย็นชาทุกครั้งที่พบกัน
ความเกลียดชังนั้นยังคงกรีดลึกลงกลางใจทุกครั้งที่มันมีโอกาส จนแผลในใจที่เกิดเพราะครอบครัวของเขาเหวอะหวะไม่มีชิ้นดี ยากเกินกว่าจะคืนกลับ
เหนื่อย


เขาเหนื่อยเหลือเกิน


เหนื่อยบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าการหายใจต่อมันเหนื่อยถึงขนาดนี้


ทำไม…เขายังต้องอยู่หายใจเพื่อใครที่ไม่เคยเห็นค่าเขาเช่นนี้ด้วยนะ?








การแข่งยังดำเนินต่ออีกสองวันแต่ผมไม่ได้เข้าร่วมอีกแล้ว


ไม่รู้เพราะอะไร พี่ก้องถึงได้ปฏิเสธแล้วขอให้ผมรั้งอยู่โรงเรียน แม้อยากจะถามแต่สีหน้าไม่ค่อยดีของพี่ก้องทำให้ผมได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้และมาเรียนตามปกติ


“ไม่ได้ไปกับชมรมเหรอวะ”


“ไม่อะ วันนี้คนพอแล้ว ใกล้หมดตารางแข่งด้วยพี่เขาเลยไม่ให้ไป” โต้งไม่ได้ถามอะไรอีกแค่พยักหน้ารับแล้วหันไปคุยกับเพื่อนคนอื่น ซึ่งผมก็ฉวยโอกาสตอนนั้นนั่งนึกว่าช่วงนี้มันมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า อะไรที่เปลี่ยนหรือ…


อะไรที่หายไป


ในตอนนั้นเองเสียงพูดคุยจอแจรอบตัวค่อยๆ ดังขึ้นจนเรียกให้ผมหันไปสนใจอย่างอดไม่ได้ โดยศูนย์รวมความสนใจนั้นอยู่ที่หน้าประตูห้อง เป็นผู้ชายตัวสูงไล่เลี่ยกันสองคน คนหนึ่งหน้าดุและกำลังสอดส่ายสายตาคล้ายกำลังมองหาใครอยู่ ส่วนอีกคนที่ย้อมผมจนเป็นสีน้ำตาลอ่อนกลับยืนสะลึมสะลือจนเหมือนจะหลับกลางอากาศได้ทุกเมื่อ


เพราะไม่คุ้นหน้าผมเลยสะกิดถามเพื่อนรักที่มองคนหน้าดุคนนั้นไม่วางตา “ใครวะ”


“มึงไม่รู้จักได้ไง พี่เอิร์ธอะ! พี่เอิร์ธประธานรุ่นที่แล้วไง”


“อ้อ”


“จำไม่ได้อะดิ โธ่”


จะให้ผมบอกมันว่านานแล้วใครจะไปจำได้ก็ไม่ได้อีก เพราะในความจริงตอนนี้เรื่องที่พี่เอิร์ธคนนั้นจบจากโรงเรียนไปมันเป็นแค่เรื่องราวไม่กี่เดือนในสายตาของโต้งนี่นา แต่กับผมมันยาวนานเป็นสิบๆ ปี จำได้ก็เก่งเกินคนแล้ว


“มึงว่าพี่เขากลับมาหาใครวะ”


“ไม่รู้จะไปรู้ได้ไง”


“แต่กูรู้นะ”


“รู้ว่า” ผมย้อนถามไม่จริงจังนัก แต่สักพักก็เริ่มมารู้ตัวถึงสายตาเพื่อคนอื่นกำลังมองมาที่ตนเอง รวมไปถึงสองคนตรงหน้าห้องด้วย “มองอะไร…”


“ชื่อนานาใช่ไหม”


“อ่า ครับ”


“ตามมานี่หน่อย”


“ผมเหรอ”


“เออ มาเถอะน่ะ”








พี่เขาไม่พูดอะไรเลยนอกเสียจากบอกให้ผมยืนรออยู่ที่ต้นไม้ไม่ไกลจากจุดที่พี่เขาเดินไปหาใครอีกคนที่นั่งอยู่อย่างเดียวดายตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้ใกล้จนได้ยินว่าสิ่งที่พวกเขาพูดคือเรื่องอะไร ผมเห็นเพียงแค่พี่เอิร์ธตบบ่าของพี่โม ส่วนพี่อีกคนก็เอาแต่มองไปที่ไกลๆ คล้ายทำเป็นไม่รับรู้ แต่มืออีกข้างของเขากลับลูบหัวพี่โมอยู่ตลอด


ความสนิทสนมที่ผมไม่เคยเห็น บางทีคนเหล่านั้นคงเป็นความสบายใจของพี่โมที่ผมในชีวิตก่อนไม่เคยรู้


มันเป็นอย่างนั้นอยู่พักใหญ่ จนพี่เอิร์ธหันมาหาผมแล้วพยักหน้าเป็นเชิงเรียก ผมจึงเดินก้าวเข้าไปทีละก้าว ได้ยินแว่วๆ ว่าพี่เขาจะกลับแล้วและ…มีใครจะมาคอยฟังพี่โมแทนเขา นั่นทำให้พี่โมสังเกตเห็นผมในที่สุด แม้จะพยายามยกมือขึ้นกำจัดความอ่อนแอ แต่ผมก็ยังเห็นมันอยู่ดีตอนที่เดินเข้าไปหยุดอยู่หน้าคนที่ผมรักมาจนวันนี้


พี่โมยิ้มทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายิ้มเหมือนทุกครั้ง แต่ผมนึกอยากจะร้องไห้แทน




เรื่องอะไรกันนะที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้


หนักหนาขนาดไหนกัน เขาถึงได้ร้องไห้ออกมา


หรือนี่จะเป็นบาดแผลในใจของพี่เขาที่เก็บเอาไว้มาตลอด


“นานามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นรู้เลย”


“นานแล้ว แต่แค่ไม่ได้เดินเข้ามา”


“อ่อ…”


“พี่รู้ใช่ไหมว่าผมรักพี่”


“…รู้สิ มาบอกอะไรเล่า”


“ผมอยู่ตรงนี้ พี่เห็นใช่ไหม”


“อืม เห็นสิครับ ไม่ได้ตาบอดนี่นา” คนดีของผมฝืนหัวเราะ ทั้งที่ในใจอาจจะกำลังแหลกสลายโดยที่ผมไม่รู้ พอเห็นแบบนั้น ผมก็ไม่อาจจะทำยืนนิ่งเฉยได้อีก มันอาจจะทำให้พี่เขาตกใจและอาจจะรู้สึกไม่ดีก็ได้ แต่ว่า…


“ไม่ต้องเล่าให้ฟังก็ได้ว่าพี่เสียใจแค่ไหน ไม่ต้องพูดอะไรเลยก็ได้นะ แต่ผมอยู่ตรงนี้”


มือทั้งสองกอดกระชับเอาไหล่ที่ผมเคยมองว่ามันกว้างและแสนอบอุ่นเข้าหาตัวเองแน่น ในวันนี้ทั้งที่ก็ยังเป็นไหล่นั้นที่ผมเคยเห็น แต่มันกลับช่างเล็กจ้อยเหมือนตัวพี่เขาเล็กลงเพราะความเศร้า


“นานาจะอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พี่ไม่ได้อยู่คนเดียวนะ”


“…”


“ผมไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าพี่ต้องเสียใจกับอะไรมาทั้งที่เมื่อวานแม่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แต่ว่า…ไม่เป็นไรนะ”


“…”


“กับผม…กับนานาคนนี้พี่ไม่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้ครับ ผมจะกอดพี่เอาไว้เอง”


“…เด็กบ้า”


“…”



“ตัวก็เท่ากัน อายุก็น้อยกว่าแท้ๆ พูดจาใหญ่โตเกินตัวชะมัด”


“อืม ผมเพ้อเจ้อเนาะ” แม้ปากจะว่าแบบนั้นแต่ผมกลับกระชับอ้อมกอดแน่น แน่นเท่าที่เด็กม.ห้าคนนี้จะกอดใครสักคนได้ เมื่อได้ยินเสียงการหายใจที่เริ่มผิดปกติและน้ำตาที่รดลงที่บ่าของผม


บ่าที่มีไว้ให้คนคนนี้ซบอิง ไม่ว่าจะวันที่สุขหรือเศร้าเสมอ


“แต่ไม่เคยโกหกนะ”


“อืม พี่รู้”


“ที่บอกว่ารักก็รักจริงๆ นะ”


“ครับ เลิกบอกได้แล้ว พี่เขิน”


“ก็อยากบอก…”


“…”


“ไม่อยากให้พี่ลืม ว่าต่อให้ผิดหวังเสียใจจากใครมา จะยังมีผมอยู่นี่นา”









เจอกันตอนหน้าค้าบ
หลังจากนี้อาจจะช้า แต่มาแน่นอน!
NAVY:)


ออฟไลน์ KarmaNavy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 83
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มือที่จับกัน




8

แม้จะผ่านไปเนิ่นนาน

แต่ในวันที่นึกย้อนกลับมายังความรักในดวงใจที่เก็บซ่อนเอาไว้

คุณก็ยังเป็นภาพจำที่ชัดเจนเรื่อยมา





 

“เปียกหมดเลย”

“อือ คนขี้แยแถวนี้แหละทำเปียก”

“แค่วันนี้แหละน่า” พี่โมว่าเสียงเข้ม แต่หูกลับแดงแจ๋ คงจะนึกเขินขึ้นมาที่กอดผมร้องไห้อยู่นานสองนาน จนเราสองคนไม่ได้เข้าเรียนสองวิชา เรียกง่ายๆ ก็โดดนั่นล่ะ แต่ครั้นจะกลับไปเข้าเรียนคาบสุดท้ายที่มีเวลาเหลืออยู่เพียงไม่กี่นาทีก็คงจะไม่ทัน พวกเราเลยเอาแต่นั่งอยู่ที่เดิม รอให้เสียงกริ่งบอกหมดเวลาดังขึ้นเพื่อกลับไปเอากระเป๋านักเรียนเท่านั้นเอง

“แล้วหลังจากนี้ที่บอกจะไม่เข้าไปทำกิจกรรมชมรมนี่จริงเหรอ”

“อืม ก็...เพราะใกล้สอบแล้วแหละ ตอนนี้ก็เหลืออยู่ไม่กี่อาทิตย์แล้ว คงอ่านหนังสือเตรียมสอบมากกว่า”

“อ๋อ...”

“เสียงหงอยเชียว ทำไม? เป็นอะไรครับ” พี่โมยื่นมือมาลูบหัวผม โดยผมได้แต่ตอบในใจว่าเพราะไม่มีพี่ไง สำหรับผมแล้วชมรมที่ไม่มีพี่โมไม่น่าสนใจเลย แต่เอาเข้าจริงก็พูดไม่ได้เต็มปาก เพราะมันมาถึงขนาดนี้แล้ว จะให้ทิ้งไปดื้อๆ แค่เพราะพี่โมไม่อยู่ก็คงเป็นคนเห็นแก่ตัวจนเกินไป

“เหงานิดหน่อย”

“แค่ไม่ได้ทำงานในชมรม ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เจอกันข้างนอกนี่”

“...”

“เริ่มจากวันนี้เป็นไง ยังอยากไปกินบิงซูด้วยกันอยู่ไหม เดี๋ยวพี่พาไป”

“ไม่ล่มแล้วนะ”

“ไม่ล่มแล้วครับ สัญญาเลย”

 







     















“คนนี้เหรอที่เราบอกว่าชอบน่ะ”

ผมสะดุ้งหันกลับไปมองพี่ชายที่แอบมายืนดูตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้อยู่ด้านหลัง ก่อนจะทุบไปที่ไหล่กว้างๆ ของพี่ซายน์หนึ่งทีเป็นการทำโทษ คนขี้แกล้งเพียงแค่ยิ้มแล้วมองตามแผ่นหลังพี่โมที่แวะเดินมาส่งไปจนแผ่นหลังนั้นหายไป

ที่จริงไม่ต้องเดินมาส่งก็ได้ เพราะมันจะเสียเวลาพี่เขารอรถอีก แต่พี่โมก็ดื้อตื้อจะมาส่งจนผมใจอ่อน

เคยใจแข็งกับคนนี้ได้เสียเมื่อไหร่ละ

“ว่าไง คนนี้ใช่ไหม”

“อือ ก็มีคนเดียว”

“คนที่รับโทรศัพท์ครั้งนั้นแน่ๆ ถ้าเราพูดแบบนี้”

“…ยุ่งน่าพี่ซายน์ เข้าบ้านได้แล้ว” ผมไม่รอให้พี่ชายออกปากพูดเกี่ยวกับพี่โมอีก รีบใช้สองมือดันแผ่นหลังที่กว้างกว่าเป็นเท่าตัวไปยังประตูบ้าน โดยไม่สนใจเสียงหัวเราะหยอกล้อที่ดังจากอีกคน “เขินหรือไง”

“ก็บอกว่าอย่ายุ่งง”

“ไม่ยุ่งได้ไง ก็ว่าที่น้องเขย เอ๊ะ หรือน้องสะใภ้”

“พี่ซายน์!!”

คราวนี้ยิ่งหัวเราะดังหนักกว่าเก่า จนผมทั้งเขินทั้งกลัวว่าคนข้างบ้านจะด่าเอาที่พี่ชายผมหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้ แต่ในความรู้สึกเขินที่รุมจนแก้มเห่อร้อน มันมีความสุขล้นจนเต็มใจ พี่ซายน์หยุดหัวเราะแล้ว แต่ยังคงยิ้มอยู่ ก่อนจะเอื้อมมือมายีหัวจนผมยุ่งเหยิง ในสัมผัสอันอ่อนโยนมีความเป็นห่วงจนผมไม่คิดจะห้าม

ไม่บ่อยนักหรอกที่พี่เขาจะแสดงความเป็นห่วงแบบนี้ อย่างน้อยในชีวิตที่แล้ว เราก็ไม่ค่อยได้คุยเรื่องความรักแบบนี้กันเสียเท่าไหร่ สนิทสนม แต่ไม่มากพอจะเล่าทุกเรื่องให้ฟัง เพราะแบบนั้นตอนที่ได้กลับมา การขยับความสัมพันธ์ของผมและพี่ชายคนนี้จึงเป็นอีกสิ่งที่อยากทำ

ขอบคุณที่พี่ซายน์พร้อมจะเชื่อผม ไม่ว่าเรื่องมันจะเหลือเชื่อแค่ไหน

“มีความสุขก็ดีแล้ว”

“…”

“พยายามเข้านะนานา พี่เอาใจช่วย”

“อือ ขอบคุณครับ”

 







     









“ถึงบ้านแล้วโทรบอกผมหน่อยนะ เป็นห่วงครับ”

คำพูดก่อนจะจากกันของพวกเขาทำให้โมหลุดยิ้มออกมาอย่างเสียไม่ได้ ยังไงดีละ นานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ ความรู้สึกที่เหมือนมีใครรอเราอยู่ แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เหมือนนานาไม่เคยห่างไปไหนเลย

โมทักทายยามหน้าหอก่อนจะสแกนบัตรขึ้นไปยังชั้นที่ต้องการ ตั้งใจว่าเข้าห้องแล้วค่อยโทนหานานา หวังเวลานี้เด็กคนนั้นจะยังไม่หลับแล้วยังรอโทรศัพท์จากเขาอยู่และหวังว่าคืนนี้เขาจะได้หลับไปพร้อมกันอีกครั้ง

ทั้งที่หวังเช่นนั้น แต่คล้ายทุกอย่างเหมือนจะไม่เป็นใจให้เขาเลยสักนิด

อีกไม่กี่ก้าวแล้วแท้ๆ เขาก็จะถึงห้องแล้วได้ทำอย่างที่ใจอยากทำ แต่ขากลับหยุดอยู่ตรงนั้นมองเงาคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าห้องด้วยแววตาไม่เข้าใจ ไม่เคยเข้าใจเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา

ทั้งที่บอกเองแท้ๆ ว่าการมีอยู่ของเขาคือความอัปยศและเป็นตราบาปแห่งความเกลียดชัง

กระนั้น

“…แม่?”

คนคนนี้ก็ยังปรากฏตัวขึ้นอยู่ต่อหน้าย้ำลึกถึงการไม่เป็นที่ต้องการของตัวเขาอยู่ร่ำไป

“ไปเหลวไหลที่ไหนมา กลับเสียมืดค่ำ คิดว่าย้ายออกมาข้างนอกแล้วจะทำตัวยังไงก็ได้งั้นสิ”

โมหลบตาแล้วเดินเลี่ยงไปเปิดประตูห้อง ไม่ได้เชื้อเชิญแต่อีกฝ่ายก็ก้าวเข้ามาอย่างถือวิสาสะ โชคดีที่ก่อนหน้าจะออกจากห้องเช้าวันนี้เขาเก็บห้องเรียบร้อยแล้ว ไม่อย่างนั้นคนคนนี้คงจะหาเรื่องจับผิดและดุด่าเขาเหมือนที่ทำมาตลอดเป็นแน่ “หลังเลิกเรียนผมมีนัดกับรุ่นน้อง เลยกลับช้า ไม่ได้ไปเถลไถลสักหน่อย”

“เถียงคำไม่ตกฝาก เหมือนพ่อแกไม่มีผิด”

“…”

“เอาเถอะวันนี้ฉันไม่มาพูดเรื่องนี้กับแก”

“…”

“รู้แล้วใช่ไหมเรื่องหย่า”

“ครับ”

“คงไม่คิดหรอกนะว่าฉันจะรับแกไปอยู่ด้วย” สุ้มเสียงและท่าทางที่ชัดเจนถึงความรังเกียจทำให้โมอดยิ้มออกมาไม่ได้ สมเพซตัวเองเหลือเกินที่ต้องมาอยู่ระหว่างคนสองคนที่เกลียดกันแต่กลับให้กำเนิดเขา จะหนีไปก็ไม่ได้ จะเข้าใกล้ก็ยิ่งไม่ได้เข้าไปใหญ่ เขาได้แต่อยู่ตรงกลางที่เดิมตรงนี้ คอยรองรับความเกลียดชังของคนทั้งสอง สะสมเอาไว้จนกลัวว่าสักวันหนึ่งจะทนไม่ไหว

เขาอยากจะมีความสุขโดยไม่ต้องมาถูกคนใดคนหนึ่งจากทั้งสองคนทำลายมันลงสักวันหนึ่งก็ยังดี

เขาแค่อยากเป็นคนที่สามารถมีความสุขกับคนอื่นเขาได้บ้าง

แต่เหมือนว่ามันคงเป็นไปไม่ได้

“เงินเลี้ยงดูฉันจะส่งเข้าบัญชีทุกเดือนตามที่ศาลเขากำหนด อันที่จริงพ่อแกก็บอกหรอกนะว่าไม่ต้องให้ แต่ฉันไม่อยากจะให้พ่อแกมากระแนะกระแหนว่าไม่ช่วยเลี้ยงดูเอาทีหลัง มันน่ารำคาญ”

“…”

“เพราะฉะนั้นรับเงินแล้วก็ให้มันแล้วๆ ไป”

เขาเกลียดคนทั้งคู่

“แล้วก็…เลิกเรียกฉันว่าแม่สักที ฉันไม่ได้อยากได้ยินอีกแล้ว”

แต่เกลียดที่สุดคงจะเป็นตัวเอง

ที่ไม่เคยเกลียดคนทั้งคู่ได้จริงเลยสักที

“ครับ ขอบคุณครับ”

“เรื่องที่จะบอกก็มีแค่นี้แหละ นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะ…”

“ผมขอร้องเรื่องหนึ่งได้หรือเปล่าครับ”

สีหน้าของเธอดูแปลกใจ กระนั้นคำว่าครั้งสุดท้ายที่ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคก็รั้งให้เธอยอมฟังและหันไปสบตากับเด็กน้อยที่เธอไม่เคยเลี้ยงดูคนนี้จนเต็มตา แม้จะไม่ได้รัก แต่เธอต้องยอมรับว่าโมโตมาเป็นเด็กที่ดี ผลการเรียน กิจกรรม ความประพฤติทั้งหลายที่ปรากฏบนหน้าสมุดพกตั้งแต่เล็กๆ จนวันนี้ที่อีกฝ่ายจะเข้ารั้วมหาลัย ล้วนยืนยันได้ว่า แม้จะไร้ซึ่งการอบรมเลี้ยงดูจากเธอรวมไปถึงผู้ชายคนนั้นที่เธอเกลียดแสนเกลียด เด็กคนนี้ก็ยังสามารถเติบโตเป็นเด็กที่ควรคู่แก่การชื่นชม

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เธอได้มองลูกชายคนนี้ของเธอเต็มตาและอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาที่คล้ายเธอ ใบหน้าที่มีเค้าโครงผู้ชายคนนั้น ผสมรวมกันออกเป็นความงดงามที่เธอไม่มีวันรักลง แม้ว่าจะรู้สึกผิดแต่ด้วยความเห็แก่ตัวลึกๆ ทำให้สุดท้ายเธอไม่อาจแม้แต่จะรู้สึกผูกพันลงได้

โมเป็นแค่เด็กที่ได้ชื่อว่าสืบสายเลือดจากเธอ

แต่ไม่มีวันได้รับความรักจากเธอเช่นเดียวกับที่พ่อของเด็กคนนี้ไม่มีวันได้

“ผมขอ…กอดคุณสักครั้งได้หรือเปล่าครับ”

คำขอประหลาดทำให้เธอลังเลใจอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าตกลง พอๆ กับที่โมเดินเข้ามาแล้วสวมกอดเธอเงียบๆ

ไม่รู้เลยว่าเด็กคนนี้จะผอมขนาดนี้ ไหล่กว้างและสูงจนคางเธอเกยไม่ถึง ไหนจะสัมผัสอุ่นจางๆ ที่แตะบนบั้นเอวของเธอคล้ายลังเลใจที่จะโอบกอดเต็มแขน มันทั้งประหม่าและแสนอึดอัด ทว่าพริบตาหนึ่งที่เสียงกระซิบแผ่วจางของเด็กคนนี้ดังข้างหู ไม่รู้ทำไมเธอจึงรู้สึกเศร้า

ก่อนน้ำตาที่ไม่มีความหมายจะหลั่งไหลอาบแก้ม เมื่อได้ยินจนประโยคสุดท้าย

 “ขอโทษนะครับที่เกิดมาแล้วทำให้ชีวิตของแม่ตอนนั้นต้องพังลง”

“…”

“ผมขอโทษครับ”

“…”

“จากนี้ไปแม่ต้องมีความสุขมากๆ นะครับ ใช้ชีวิตให้สมกับที่ต้องสูญเสียเวลาช่วงหนึ่งไปเพราะผม”

“…”

“ผมจะภาวนาให้แม่มีความสุข แล้วก็…โมรักแม่นะ”

“…”

“จะรัก…ตลอดไปเลยครับ”

 









     









“นานากินข้าว”

“…”ซายน์ขมวดคิ้วเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากน้องชายเช่นทุกวัน เมื่อก้าวเข้าห้องก็เห็นเจ้าของชื่อนั่งขัดสมาธิจ้องโทรศัพท์ตัวเองนิ่ง หน้าจอสีดำสนิทและท่าทางตั้งใจคล้ายรอคอยทำให้อดถามออกไปไม่ได้

“นานา รออะไรอยู่”

“…”

“รอพี่คนนั้นเราโทรมาหรือไง”

“อือ”

ซายน์ทิ้งตัวนั่งข้างๆ น้องชายแล้วขยี้หัวเด็กน้อยที่หงุดหงิดมากขึ้นทุกที อาจเพราะเป็นห่วงหรือไม่สบายใจที่คนที่รอไม่ยอมติดต่อกลับมานั่นละ “เดี๋ยวเขาก็โทรมา”

“อือ”

“กินข้าวแล้วค่อยมารอ”

“แล้วถ้าเขาโทรมาตอนนากินข้าวละ”

“ก็ค่อยโทรกลับ”

“ถ้าตอนนั้นเขาหลับแล้วล่ะ”

“จะรอให้ได้เลยใช่ไหม”

สีหน้าดุของพี่ชายทำเอานานาไม่กล้าเถียงอีก แต่ก็ใช่ว่าจะยอมเดินลงไปกินข้าวอย่างที่พี่ชายต้องการ เขายังคงอยู่ตรงนั้นเฝ้ารอเสียงเรียกเข้า เสียงแจ้งเตือนหรืออะไรก็ได้ที่จะยืนยันว่าคนที่เขากำลังรอนั้นปลอดภัยดี

พี่โมดูไม่ใช่พี่โมคนนั้น ภาพคนดีของเขาที่เอาแต่ร้องไห้เหมือนใจจะขาดทำให้เขาไม่อาจวางใจได้เลย

“วันนี้พี่เขาร้องไห้ ร้องหนักมากๆ เลย”

“…”

“นาไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้ อย่างน้อยๆ ก็ไม่เคยเห็นเขาทรมานแบบนี้เลยนอกจากวันนั้น”

“…”

“นากลัวพี่ซายน์”

“…”

“เพราะพี่เขาเหมือนนาตอนนั้นเลย”

“นานา” ซายน์รีบพูดขึ้นขัดก่อนที่เด็กคนนี้จะจมดิ่งไปยังเรื่องที่เป็นอดีตแต่เป็นอนาคตที่น่าหวาดกลัวสำหรับเขา เขารวมเอาน้องชายมากอดแน่น กระซิบบอกไม่รู้กี่ครั้งว่าอย่าไปคิดถึงมัน มันผ่านไปแล้วและ…ตอนนี้กำลังเริ่มต้นใหม่

อันที่จริงคำพูดเหล่านั้นเขาน่าจะพูดกับตัวเองมากกว่า ปลอบใจตัวเองไม่ให้เผลอหวาดกลัวและนึกถึงวันเวลานั้นที่ได้ฟัง ปลอบใจตัวเองไม่ให้เผลอคิดว่า ถ้าสักวันหนึ่งเขาละสายตาจากนานาไป เด็กคนนี้จะหายไป…เหมือนเช่นครั้งนั้น

เขาไม่เคยบอกใคร ไม่เคยบอกแม้กระทั่งนานาว่าตั้งแต่น้องชายเขาเล่าเรื่องมหัศจรรย์จนเกินจะเชื่อให้ฟัง เขาไม่เคยได้หลับฝันดีเช่นที่น้องอวยพรเลย

มันเอาแต่วนเวียนฝันในสิ่งที่ทำให้เขาสะดุ้งขึ้นกลางดึกและต้องวิ่งมาแอบดูว่าน้องชายเขายังอยู่ไหม ยังหายใจอยู่หรือเปล่าแทบทุกคืน

เด็กคนนี้ไม่รู้ อาจเพราะเขาไม่อยากให้รู้ว่าในเวลาที่นานาห่วงคนอื่นหมดหัวใจ พี่ชายคนนี้เองก็ห่วงตัวเขาเช่นกัน

“ไม่เอา ไม่พูดแบบนั้น พอแล้ว”

“พี่…”

”เราจะไม่เป็นไร จะไม่มีใครเป็นอะไรอีกทั้งนั้น เด็กคนนั้นก็ด้วย”

“…”

“ไม่ต้องพูดแบบนั้นอีกแล้วนะ พี่ไม่ชอบเลย”

“ขอโทษครับ” นานากำแขนเสื้อของพี่ชาย ลูบเบาๆ ให้อีกคนคลายกอดที่เกร็งแน่นเหมือนกลัวเขาจะหายไป เป็นครั้งแรกเลยที่พี่ซายน์แสดงออกมาว่ากลัวในสิ่งที่เขาพูด จนแอบรู้สึกผิดไม่ได้ที่ทำให้พี่ชายต้องมากังวล “นาขอโทษ ไม่พูดแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”

“อืม”

“งั้นไปกินข้าวด้วยกันเถอะ นายอมกินแล้ว”

แต่ยังไม่ทันจะได้ลุกทั้งพี่ทั้งน้อง เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ที่แน่นิ่งมาเกือบชั่วโมงก็ดังขึ้นเสียก่อน ซายน์พยักเพยิดให้เขารับ โดยอีกคนก็นั่งฟังอยู่ด้วย ทันทีที่รับไม่มีคำพูดใดมีเพียงความเงียบและเสียงลมหายใจจากปลายสายดังลอดเข้ามาทำให้นานารู้ว่าอีกคนยังอยู่

“พี่โม”

[ครับ]

เสียงตอบรับอ่อนแรงทำให้นานาเม้มปากแน่น มือทั้งสองเผลอกำโทรศัพท์จนปวดมือไปหมด แต่กระนั้นก็ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เขารู้สึกตั้งแต่แรกว่าพี่โมกลับไปเป็นเช่นเมื่อช่วงบ่ายอีกครั้งแล้ว

“กลับถึงบ้านแล้วทำไมไม่โทรมาละครับ”

[…]

“ผมเป็นห่วง”

[อือ ขอโทษนะ]

“…”

[…นานา]

“ครับ”

[ไม่มีแล้วครับ…]

“…”

เสียงหัวเราะกลั้วะเสียงสะอื้นในลำคอจนทำให้น้ำเสียงที่ทำเหมือนว่าสบายดีของอีกคนสั่น ราวกับมีที่บาดลงกลางใจคนฟังเช่นเขา [แม่ไปแล้วจริงๆ นานา]

“…”

[ก็คิดอยู่แล้วว่าสักวันมีต้องมาถึง แต่พอมันมาถึงจริงๆ มันทำเหมือนไม่รู้สึกแทบไม่ได้เลย]

“…”

[อันที่จริงพี่อยากถามพวกเขานะ อยากรู้ว่าถ้าไม่ได้รัก รังเกียจที่จะอยู่เป็นครอบครัวแบบนี้แล้วจะมีพี่ขึ้นมาทำไมวะ]

“…”

[ให้เกิดมาเพื่อเป็นภาชนะรองรับความเกลียดจากพวกผู้ใหญ่อย่างนั้นเหรอ]

“…พี่โม”

[หรือแค่อยากได้ที่ระบายความโกรธเกลียดที่ไม่มีที่ลงกัน] เสียงหัวเราะของโมคล้ายจะเย้ยหยันตัวเอง สมเพชความหวังที่ไม่มีทางเป็นจริงตลอดหลายปี [หรือมันผิดที่พี่เองที่ดันไปคาดหวังทั้งที่เขาแสดงออกมาตลอดว่ายังไงก็ไม่มีทางเป็นครอบครัวจริงๆ ได้]

“…”

เขาไม่รู้จะตอบยังไง ไม่รู้จะปลอบอีกคนด้วยคำไหนให้อีกคนรู้สึกดีขึ้น

“นานา ค่อยๆ หายใจ”

ทำได้แค่ร้องไห้เป็นเพื่อนเท่านั้น

เพราะแบบนี้หรือเปล่าพี่เขาถึงได้เหนื่อยล้าจนยอมแพ้ที่ก้าวต่อ

เพราะเหตุผลนี้ใช่ไหม พี่โมคนนั้นที่เขายังไม่ทันจะได้บอกรักถึงได้เลือกที่จะจากไปยังที่ไกลแสนไกลที่เขาไม่มีวันได้เห็น ทิ้งเอาไว้แค่ความทรงจำและรอยยิ้มไม่มีที่มาในครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน

ยิ่งนึกถึงใจก็ยิ่งหวาดกลัวและเจ็บปวดจนอดทนไม่ไหว แค่คิดว่าเขาจะต้องกลับมาเจอวันเวลาเช่นนั้นอีก นานาก็ทนไม่ไหวแล้ว

“พี่โม นาบอกแล้วว่าพี่ยังมีนาอยู่ อยู่ตลอดเลย”

[…]

“นาอาจจะทดแทนส่วนที่พี่อยากได้จากพวกเขาไม่ได้ แต่ว่าอย่าคิดได้ไหมว่าการเกิดขึ้นมาของพี่ไม่มีค่าอะไรและเป็นแค่ความผิดพลาดของพวกผู้ใหญ่”

[…]

“อย่างน้อยที่สุด พี่สำคัญกับนา…ไม่มีพี่นาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเดินไปทางไหน จะเป็นยังไง พี่เป็นคนนำทางให้นากลับมาในเส้นทางที่ถูกเสมอ”

[…]

“วันนี้พี่อาจจะเสียใจ พี่อาจจะเจ็บปวดมากๆ ที่ไม่ได้เป็นที่รักของพวกเขา แต่สักวันนาจะทำให้พี่สามารถย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้โดยไม่รู้สึกเจ็บ หรือถ้าหากยังรู้สึกนาก็จะอยู่ข้างๆ พี่จนกว่าความรู้แย่ๆ พวกนั้นจะทำอะไรพี่ไม่ได้อีก”

[…]

“เพราะงั้นอย่าพูดแบบนั้นอีกนะ” นานาปาดน้ำตาออกจนหมด โดยมีพี่ชายคอยใช้ทิชชู่ซับน้ำมูกที่เลอะจากการร้องไห้ไปด้วย “พี่โมอยากให้นาไปอยู่ด้วยไหมหรือพี่มากินข้าวที่บ้านนาไหมครับ นาจะไปรับ”

[ไม่เป็นไร แค่ที่เราพูดแค่นั้นพี่ก็ดีขึ้นแล้ว]

“ไม่เชื่อ พี่ต้องแอบร้องไห้อีกแน่ๆ”

[ไม่ร้องไห้แล้ว…จริงๆ นะ]

“งั้นแค่มากินข้าวกับบ้านนาก็ได้ แม่นาอยากเจอพี่นะ”

[…]

“บ้านของนาอะ พร้อมต้อนรับพี่อยู่เสมอนั่นแหละครับ เพราะงั้นมาเถอะนะ นาอยากเจอพี่โมตอนนี้มากๆ เลยครับ”

 









     



อาจจะนานๆทีลง (อีกแล้ว555)

ช่วงสัมนาไม่ค่อยมีเวลาเลยค่ะ ขอโทษนะคะ




ออฟไลน์ Keane

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +65/-0

ออนไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-6

ออฟไลน์ Lyralyn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
อ่านทีเดียวจบเลยค่า เขียนดีมากๆเลย ดูมีปมไปหมด มาต่อไวๆนะค้า รออยู่ค้า

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด