ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่6 05/04/2019
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่6 05/04/2019  (อ่าน 15540 ครั้ง)

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-4
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่9 7/12/2561
«ตอบ #90 เมื่อ08-12-2018 23:12:00 »

 :mew6: :mew6: :mew6: :mew6:

ออฟไลน์ AevvAewww

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่9 7/12/2561
«ตอบ #91 เมื่อ09-12-2018 23:03:29 »

ปวดใจจัง ฮือออออ :mew6:

ออฟไลน์ MinorMa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-2
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่9 7/12/2561
«ตอบ #92 เมื่อ15-12-2018 21:54:45 »

รอตอนต่อไปนะคะ

ปล.คำผิดเยอะมากเลยค่ะ ฝากแก้ด้วยนะคะ

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่9 7/12/2561
«ตอบ #93 เมื่อ16-12-2018 20:20:44 »

มีเรื่องใหญ่มากๆจะมาแจ้ง

เราอยากได้ความเห็นจากคนที่กำลังตามอ่าน #ช้ำรัก

เมื่อหลายวันที่ผ่านมาเราได้ทำการรีไรท์ครั้งใหญ่ เพิ่มเนื้อหา ลำดับการเล่าเรื่องใหม่ คาแรคเตอร์ที่เปลี่ยนไป บอสที่ร้ายหนัก คีย์ที่ไม่ใช่คนโง่สักเท่าไหร่ และปืนที่แบดบอยหน่อยๆ สรุปเหมือนเขียนใหม่เลยตั้งแต่บทนำถึงตอนที่ 10 แต่ยังมีเนื้อหาเก่าๆอยู่บางช่วงบางตอน และเราตั้งใจเขียนมาก เราว่ามันสมเหตุสผลและดีกว่าอันเก่า

เนื้อหาในแต่ละตอนมันเยอะมาก ประมาน 2 รีเพลขึ้น เราอยากจะลบเนื้อหาที่เคยอุพแล้วใส่เนื้อหาใหม่ลงไปแทน แน่นอนมันต้องใส่ได้ไม่หมดเพราะจำนวนคำมันเยอะ ทางแก้เดียวคือต้องลงสองรีเพล แต่มันไม่ได้เพราะมีคอมเมนท์อื่นๆมาแทรกก่อนแล้วจึวทำให้แต่ละตอนไม่ต่อเนื่อง เราเลยมีความคิดที่ว่าจะลบออกให้หมดแล้วเริ่มนับ 1 ใหม่ แต่ก็อยากให้ใครหลายคนช่วยตัดสินใจถ้าจะลบออกเลยก็กลัวคนอ่านจะเสียความรู้สึก

แต่ถ้ามีใครไม่โอเคเราก็จะไม่ลบ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ กลัวโดนคนอ่านด่ามาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-12-2018 20:33:44 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-4
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่9 7/12/2561
«ตอบ #94 เมื่อ16-12-2018 21:17:23 »

เราว่าลบแล้วลงใหม่ไปเลยดีแล้วค่ะ เอาตามนี้เลย เราอยากเห็นคีย์ฉลาดขึ้น  o13 o13

ออฟไลน์ kanj1005

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่9 7/12/2561
«ตอบ #95 เมื่อ17-12-2018 16:52:25 »

ลบกระทู้ออกแล้วแต่งใหม่ก็ได้ค่ะ  เพราะบุคลิกเปลี่ยน เรื่องก็จะเปลี่ยน จะกลายเป็นเรื่องใหม่

แต่ที่จริงเรื่องเดิมก็โอเคนะ มึนๆอึนๆตามประสาเด็กด้อยประสบการณ์และบูชาความรักกันทั้งคู่ เสน่ห์ของเรื่องเดิมคือเป็นจุดพีคของความเขลาที่เหมือนจะหาจุดกลับมาคบกันหรือง้อกันไม่ได้ยิ่งนายเอกง่อยไปแล้ว  และต้องกลับไปอยู่แต่ในบ้าน ตัดขาดไปจากวงจรชีวิตบอสและคนอื่นๆ   เรารออ่านว่าไรท์จะหาทางดึงเรื่องให้กลับมาได้ยังไง เอาแบบให้คนทั้งคู่ได้รักกันด้วย อภัยกันได้นี่ต้องใช้สมองพอสมควร  ถ้าแต่งต่อให้แต่ละเรื่องจบได้ถือว่าผ่านด่านความยากในการแต่งนิยาย 
นี่มโนล่วงหน้าไปแบบง่ายๆว่าคุณชายบอสจะออกไปเรียนกายภาพบำบัดเพื่อกลับมาดูแลเมีย ระหว่างนั้นก็ก้มหน้ายอมทนให้เมียด่าเมียตีไปหน่อย แล้วก็ตัดจบไปเลย  หรือไรท์จะใส่แฟนตาซีหรืออื่นๆเพื่อเป็นทางออกของนิยายก็ได้    จริงๆอยากให้ลองต่อเรื่องนี้ให้จบค่ะ
แต่ท้ายที่สุดแล้ว  ก็ขึ้นกับความสบายใจของผู้แต่ง  ซึ่งมีแนวโน้มว่าเรื่องใหม่ก็อาจจะไม่จบอีก

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่9 7/12/2561
«ตอบ #96 เมื่อ17-12-2018 18:20:20 »

ลบกระทู้ออกแล้วแต่งใหม่ก็ได้ค่ะ  เพราะบุคลิกเปลี่ยน เรื่องก็จะเปลี่ยน จะกลายเป็นเรื่องใหม่

แต่ที่จริงเรื่องเดิมก็โอเคนะ มึนๆอึนๆตามประสาเด็กด้อยประสบการณ์และบูชาความรักกันทั้งคู่ เสน่ห์ของเรื่องเดิมคือเป็นจุดพีคของความเขลาที่เหมือนจะหาจุดกลับมาคบกันหรือง้อกันไม่ได้ยิ่งนายเอกง่อยไปแล้ว  และต้องกลับไปอยู่แต่ในบ้าน ตัดขาดไปจากวงจรชีวิตบอสและคนอื่นๆ   เรารออ่านว่าไรท์จะหาทางดึงเรื่องให้กลับมาได้ยังไง เอาแบบให้คนทั้งคู่ได้รักกันด้วย อภัยกันได้นี่ต้องใช้สมองพอสมควร  ถ้าแต่งต่อให้แต่ละเรื่องจบได้ถือว่าผ่านด่านความยากในการแต่งนิยาย 
นี่มโนล่วงหน้าไปแบบง่ายๆว่าคุณชายบอสจะออกไปเรียนกายภาพบำบัดเพื่อกลับมาดูแลเมีย ระหว่างนั้นก็ก้มหน้ายอมทนให้เมียด่าเมียตีไปหน่อย แล้วก็ตัดจบไปเลย  หรือไรท์จะใส่แฟนตาซีหรืออื่นๆเพื่อเป็นทางออกของนิยายก็ได้    จริงๆอยากให้ลองต่อเรื่องนี้ให้จบค่ะ
แต่ท้ายที่สุดแล้ว  ก็ขึ้นกับความสบายใจของผู้แต่ง  ซึ่งมีแนวโน้มว่าเรื่องใหม่ก็อาจจะไม่จบอีก


สปอยก่อนเลยว่า เหตุการที่คีย์ตกบรรไดแล้วเดินไม่ได้ยังอยู่ในเรื่องค่ะ แต่ช่วงตอนแรกๆมีอะไรที่เปลี่ยนไปเยอะ ทุกอย่างยังคล้ายอัน้ดิมแต่อาจจะมีบทพูดสนทนาที่้เปลี่ยนไป เหตุการณ์ สถานการณ์ ที่แตกต่างไปจากเดิม ส่วนเรื่องคาแรคเตอร์ไม่ได้เปลี่ยนไปมากขนาดนั้น แต่จะตัดในส่วนคีย์ต้องทน ทน แล้วก็ทน เราจะเริ่มที่ความอดทนของคีย์ในระดับ 8-9 ไม่ใช่ยืดยาวไปถึงตอนที่ 7 แล้วค่อยระเบิดทั้งที่ควรจะเป็นนานแล้ว

ยังไงก็ขอขอบคุณความเห็นนะคะ ขอบคุณมากจริงๆ

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพบทนำ 23/12/2561
«ตอบ #97 เมื่อ23-12-2018 22:31:16 »

บทนำ

     ใครคนหนึ่งโอบเอวผู้หญิงเข้าโรงแรมอย่างสนิทสนม หอมแก้มกันโดยไม่สนใจว่าใครจะมองยังไง ผู้หญิงที่ผมเจอดูดีจนผู้ชายอย่างผมยังนึกอิจฉาขึ้นมา และเมื่อเดินเคียงคู่กับชายหน้าตาหล่อเหลาคนนั้นแล้ว ใช้คำว่าเหมาะสมกันคงดีที่สุด

     ทุกอย่างที่เป็นเขาผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทั้งความสูงที่ขับให้ดูเด่น รอยยิ้มละมุนแบบนั้น ท่าทางการเดินและเสื้อที่เขาใส่

     เพราะใครคนนั้น…คือคนรักของผม คนที่ควรมายืนอยู่ข้างกันในตอนนี้ ไม่ใช่จับจูงมือคนที่พึ่งรู้จักเข้าไปปลุกปล้ำกันโรงแรมเพียงเพราะคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องสนุก จนลืมหันกลับมามองคนข้างหลัง

     หัวใจกร่อนๆ ที่กระกระเสือกกระสนเพื่อซ่อมแซมแตกละเอียดลงอีกแล้ว นั่นเป็นเพราะฝีมือของคนคนเดิมที่ลงมือทำลายมันตั้งแต่แรก

     คนชื่อ ‘ปืน’ ไม่คิดจะใส่ใจ ในเมื่อมันพังเขาก็แค่โยนทิ้งเหมือนของเล่นชิ้นเก่าเมื่อมีของใหม่ตั้งอยู่ตรงหน้า แต่เมื่อถึงคราที่พี่ปืนไม่เหลือใคร เขาจะเก็บผมขึ้นมาจากถังขยะโสโครก แต่ไม่เคยดูแลรักษา ปล่อยไว้อย่างนั้นเพื่อรอเก็บเอาไปทิ้งอีกที

     สมองของผมไม่เปิดรับสิ่งรอบข้างเท่าที่ควร ทั้งเสียงรถที่แล่นผ่านท้องถนน เสียงพูดคุยของคนรอบข้างซึ่งกำลังเดินผ่านไปมาในระแวกนี้ ผมยืนแน่นิ่งและปล่อยให้ทุกอย่างร่วงดิ่งลงเรื่อยๆ ปล่อยให้มันจมหายไปกับความรู้สึกพังๆ เผื่อว่าหลังจากผ่านช่วงเวลานี้ไปทุกอย่างจะดีขึ้น

     ผมยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ท้องฟ้ายังสว่างและมองเห็นเมฆสีขาวบนผืนฟ้านั่น จนตอนนี้...มันมืดมิดแทบมองไม่เห็นดาว อาจเป็นเพราะการมองเห็นค่อนข้างพร่าเลือนเนื่องจากมีม่านน้ำตาบดบังเต็มไปหมด

     ระหว่างที่ผมยืนนิ่งแทบไม่มีเรี่ยวแรงเคลื่อนไหว เขาคงกำลังมีความสุขกับใครอีกคนอยู่ในนั้น และทำเหมือนที่เคยทำกับผมบนเตียงนอน
     
     จูบดูดดื่ม และจบที่มีเซกส์

     มันไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เขาทำแบบนี้ สองสามครั้ง หรืออาจมากกว่านั้นเพราะผมไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลา

     พี่ปืนให้สัญญาหลายต่อหลายครั้งว่าจะไม่นอกใจกันอีก แต่ทุกครั้งที่เขาทำผิด ผมปล่อยผ่านและให้อภัยเสมอ เมื่อเขาทำผิดซ้ำ ผมยอมให้อภัยอีกครั้งอย่างง่ายดาย แต่พี่ปืนยังทำเหมือนเดิมและไม่เคยหยุดสักที

     ผมเหนื่อยล้า…แต่ยังเลือกที่จะทน ไม่ว่าพี่ปืนจะไปไหนกับใครอีกกี่คนผมไม่อยากสนใจอีกแล้ว ตราบใดที่ยังกลับมาหาผม นอนกอดเหมือนทุกครั้ง และบอกรักกันเหมือนที่ผ่านมา แค่นี้ที่ผมต้องการ ดีกว่าไม่ได้รับอะไรเลยเพราะมันสูญเปล่าจริงๆ กับทุกอย่างที่ทุ่มเทไป

     มือทั้งสองข้างที่กำเกร็งอยู่นานเริ่มคลายออกตามอารมณ์ที่เย็นลง ผมมองเข้าไปในโรงแรมอีกครั้งก่อนจะยกหลังมือขึ้นมาปาดคราบน้ำตาออกอย่างใจเย็น ขาทั้งสองข้างเริ่มก้าวเดินอย่างเชื่องช้าขณะที่สติลอยเคว้งออกไปไกล

     ผมเดินไปเรื่อยตามทางเดินเท้า พอเริ่มเหนื่อยจึงหยุดยืนแล้วโบกแท็กซี่เพื่อเดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่เหลือให้เป็นปกติ และพยายามมีความสุข

     กว่าจะกลับมาถึงคอนโดก็ปาไปสองทุ่มครึ่ง ในห้องไร้แสงสว่างเพราะผมเหนื่อยเกินกว่าจะเดินไปเปิดไฟ

     ผมหย่อนตัวนั่งบนโซฟาด้วยร่างที่เสียพลังงานไปเยอะ ก่อนล้วงมือเข้าไปในกางเกงแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา กดเข้าไปในรายชื่อเพื่อโทรหาใครบางคนที่อาจช่วยอยู่เป็นเพื่อนคุยได้ในตอนนี้

     [ครับ ว่าไง] กลั้นน้ำตาเอาไว้สุดความสามารถ ก่อนเปล่งเสียงออกไปโดยพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น

     “บอส…” ขานชื่ออีกฝ่ายเสียงเบา คนทางนั้นเงียบ ผมจึงกลั้นหายใจแล้วพูดขึ้นมาอีก

     “กะ...กวนไหม”

     [ไม่กวนหรอก]

     “…”

     “คีย์”

     “…”

     [อย่าพึ่งเงียบ เป็นอะไรหรือเปล่า] ปลายสายถามอย่างกังวล จนถึงนาทีนี้น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ไหลทลายลงมาเรียบร้อยแล้ว

     “ฮึก อีกแล้วบอส พี่ปืนทำแบบนั้นอีกแล้ว เขา ฮึก ขะ…เขาพาใครก็ไม่รู้เข้าโรงแรม” ผมระเบิดความอัดอั้นทั้งหมดใส่ปลายสาย ทุกถ้อยทุกคำที่พูดออกไปเหมือนมีก้อนหนืดๆ ตีบตันอยู่ที่ลำคอ

     ทำเป็นเข้มเข็ง แต่ความจริงผมก็ยังเป็นผมซึ่งยังอ่อนแอเหมือนเดิมไม่มีผิด

     “ฮือออ เขาโกหกอีกแล้ว…”

     [แม่ง! บอกแล้วไงว่าให้พอแค่นี้ จะทนไปทำไมวะคีย์ จำได้ไหมว่าตอนที่ยังไม่มีมันคีย์มีความสุขแค่ไหน ถ้าขาดมันเป็นคนหนึ่งจะเป็นไอะไรในเมื่อเกือบทั้งชีวิตคีย์ยังอยู่ได้เลย” บอสพูดเหมือนทุกครั้งที่เคยพูด เขาอยากให้ผมกลับบ้าน จบความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพี่ปืนและไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรกันอีก เขาแทบจะขอร้องด้วยซ้ำ

     “มะ…ไม่ได้ ไม่ได้…” อยากออกมาเต็มที แต่ติดเหง็กอยู่ตรงนี้เพียงเพราะ ‘รัก’ ผมแค่รักพี่ปืนมากเกินไป รักมากจนลืมที่จะหันสนใจความรู้สึกของตัวเองบ้าง

     [ทำไมบอกยากแบบนี้วะ ถ้าไม่เลิกกับมันเรื่องก็ไม่มีวันจบหรอก ต้องเจ็บไปอีกนานแค่ไหนเหรอ ต้องเสียน้ำตาให้มันอีกเท่าไหร่ถึงจะเดินออกมาวะคีย์]

     “…!”

     [เดินมาเปิดประตูให้หน่อย] ผมเหลือบตามองประตูนิ่ง ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วๆ ดังลอดผ่านเครื่องโทรศัพท์ จนกระทั่งเสียงออดดังขึ้นผมถึงมั่นใจว่าเขายืนอยู่หลังประตูบานนั้นจริงๆ

     ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนลุกขึ้นเต็มความสูง เดินไปเปิดประตูให้คนที่ยืนรออยู่ข้างนอก

     เขายิ้มให้ผมก่อนยกโทรศัพท์ออกจากหูแล้วตัดสายทิ้ง คนตรงหน้ากางแขนออกและฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม ผมโผเข้าไปกอดรอบคอคนตัวสูงไว้แน่นและซบหน้าเข้าหาอกของบอสจนเสื้อเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา

     “พอแค่นี้ได้ไหม? ข้อร้องล่ะ ทนไปก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นหรอก”

     “…”

     “ถ้ามันเหนื่อยมากก็แค่หยุด จะฝืนไปทำไม ฝืนไปเพื่ออะไรในเมื่อทุกอย่างยังเหมือนเดิม” มือหนาลูบลงมาที่หัวผมแผ่วเบา ผมปล่อยสะอื้นและกอดบอสอยู่อย่างนั้นสักพัก ก่อนคลายแขนออกแล้วเงยขึ้นมองคนสูงกว่าทั้งที่ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำ

     บอสไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยที่ต้องทนฟังผมพูดหรือระบายเรื่องเดิมๆ เขาดึงผมเข้าไปกอดปลอบ ซับเช็ดน้ำตาทุกหยาดหยด ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้างบางครั้ง

     ผมถึงต้องพึ่งเขาในช่วงที่ทุกอย่างกำลังกระสับกระส่ายไม่เป็นทิศเป็นทาง

     “ขอบใจนะบอส กลับเถอะ ไม่เป็นอะไรแล้วแหละ” คนตรงหน้ายิ้ม โยกหัวผมจนสั่นโคลงเคลง

     “แล้วคีย์อยากกลับบ้านไหมเดี๋ยวไปส่ง หรืออยากไปหาอะไรทำข้างนอก” ผมส่ายหน้าแทนที่จะพูดอะไรออกไป

     “งั้น…ระหว่างนี้อยากทำอะไรไหม”

     “หิว” เมื่อได้อยู่กับคนตรงหน้าทุกอย่างเริ่มเป็นปกติรวมทั้งอารมณ์เศร้าเสียใจก่อนน่านั้น

     “เดี๋ยวทำอะไรให้กิน แต่ก่อนอื่นต้องไปเปิดไฟก่อน อยู่ได้ไงมืดๆ” บอสบ่นไม่หยุดแต่ไม่ได้จริงจัง ผมเดินอ้อมไปข้างหลังแล้วดันแผ่นหลังของบอสให้เข้าไปในห้องโดยไม่ลืมปิดประตูแล้วล็อกไว้

     ทั้งห้องสว่างจ้า ผมมองเห็นอะไรชัดเจนขึ้น ทั้งเก้าอี้ติดระเบียงที่ผมชอบนั่ง โซฟาหนังที่พี่ปืนชอบนอนหนุนตักผมแล้วดูหนัง รวมไปถึงหน้าตาของบอสที่มักมีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา

     เสียงแจ้งเตือนเรียกความสนใจของผม ทว่าเจ้าของโทรศัพท์ไม่ได้อยู่ตรงนี้เพราะพึ่งเดินเข้าห้องน้ำหลังจากทำมื้อเย็นเสร็จ ผมเบี่ยงความสนใจออกไปไหนไม่ได้เพราะเสียงข้อความดังรัวจนทำให้สูญเสียสมาธิ จึงตัดสินใจละสายตาออกจากจานข้าวแล้วจ้องมองไปบนหน้าจอซึ่งมีข้อความโผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่หยุด 

     เพล้ง!

     ช้อนในมือร่วงหล่นสู่พื้นอย่างไม่รู้ตัว ข้าวที่ยังอยู่ในปากผมอมค้างอยู่อย่างนั้นจนในที่สุดสติก็กลับเข้าที่เมื่อมีเสียงใครคนหนึ่งเรียกชื่อผมซ้ำๆ พลางสะกิดเบาๆ ที่ไหล่

     “เป็นอะไร” บอสถามพลางเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง ผมกลืนข้าวที่ยังไม่ละเอียดดีลงคออย่างขื่นขม เค้นเสียงตอบอีกฝ่ายว่าไม่ได้เป็นอะไร

     สองมือทาบและยันไว้บนโต๊ะเพื่อพยุงร่างหนักๆ ของตัวเองขึ้นจากเก้าอี้ พยายามทรงตัวให้ดีที่สุดขณะที่ขาสั่นเทาก้าวพาร่างไปยังห้องนอน
หลังจากได้รู้บางอย่าง มันเหมือนกับว่าโลกเอียงตลอดเวลา และไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่จะล้มหัวฟาดพื้น

     “จะไปไหน”

     “ไปนอน รู้สึก…ปวดหัว บอสช่วยเก็บจานให้หน่อยได้ไหม ก่อนจะกลับอย่าลืมปิดไฟข้างนอกด้วยนะ” ผมพูดโดยที่ยืนหันหลังให้ ขอบตาร้อนผ่าวแทบจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ

     “จะกินยาไหม”

     “…”

     “อาการไม่ค่อยดีเลยนะ”

     “อย่ามาจับ!” เผลอตะคอกใส่บอสอย่างลืมตัวเมื่อเขาเอื้อมมือมาแตะที่ไหล่ซ้ายของผม คนด้านหลังเดินอ้อมมายืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาคู่คมจ้องมองด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออกทว่าคิ้วหนาขมวดเป็นปม

     “เป็นอะไรไป บอกได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” หลบสายตาของบอสแล้วมองไปที่แผงอกแทน ก่อนเอ่ยพูดอะไรสักอย่างเพื่อจบบทสนทนาระหว่างเรา

     “ขอโทษที่ตะคอกใส่” มันจบลงแค่นั้นจริงๆ เราต่างไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกหลังจากนั้น ผมจึงได้มีโอกาสเดินกลับเข้าไปในห้องด้วยสติสตังที่ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่

     เสียงสนทนาจากข้างนอกดังลอดเข้ามาข้างในแต่ผมได้ยินไม่ค่อยชัดเจน ซึ่งมันดีที่สุดแล้วที่ผมไม่ต้องรับรู้อะไรในสถานการณ์แบบนี้ เพราะหลายอย่างที่เจอมามันเลวร้ายจนลืมแทบไม่ลง ต่อให้พยามก็ไม่มีวันลืม

     พี่ปืนกลับมาห้องของเราแล้ว

     มันวนอยู่อย่างนี้เสมอต่อให้เขาออกไปข้างนอกกับใครอีกกี่คน สุดท้ายก็กลับมาหาผมเหมือนเดิม

     “ผม…รอพี่ทั้งวันเลย” พูดขณะที่หลับตาแล้วสูดกลิ่นกายของคนที่พึ่งแผ่ตัวนอนลงข้างๆ แต่นี่…ไม่ใช่กลิ่นของพี่ปืนผมจำได้ อาจเป็นกลิ่นของผู้หญิงคนนั้น เพราะกิจกรรมที่พี่ปืนพึ่งทำสองร่างต้องแนบชิดกันอยู่แล้ว

     ไม่ได้แปลกเลย มันเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำที่ร่างกายของพี่ปืนจะเปราะเปื้อนสัมผัสหรือกลิ่นของคนอื่น

     “พี่ไม่กลับมาหาผมสักที ผมทำมื้อเช้ารอพี่ แต่พี่ก็ไม่กลับมากิน ผมคิดว่าพี่คงกลับมาช่วงเที่ยง ผมเลยทำของโปรดไว้ให้ ละ…”

     “ก็มาแล้วไง จะพูดอะไรนักหนา ทีหลังก็ไม่ต้องทำให้กินหรอก ถ้าหิวเดี๋ยวออกไปหากินเอง” น้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่เต็มใจพูดออกมา

     “พี่หายไป…” ผมมองพี่ปืนผ่านความมืดสลัว แสร้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเขาไปไหนหรือทำอะไรมา

     “บอกผมได้ไหมว่าพี่หายไปไหนมา”

     “คีย์พี่เหนื่อย อย่าพึ่งถามมากได้ไหม” คำถามปลิวหายไปเหมือนอากาศธาตุ พี่ปืนพลิกตัวนอนหันหลังโดยไม่คิดสักนิดว่าผมจะรู้สึกยังไงกับความเย็นชา

     แผ่นหลังนั้นผมเคยซบหน้าลงบ่อยๆ ความอบอุ่นยังตราตรึงในความรู้สึกไม่เลือนหายไปไหน

     แต่อะไรหลายอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ขนาดตอนนี้ผมยังไม่กล้าเข้าไปกอดหรือสัมผัสเพราะกลัวว่าเขาจะรำคาญ

     ที่ทำได้ตอนนี้คือเอื้อมมือไปกำชายเสื้ออีกฝ่ายแน่นพลางปล่อยน้ำตาออกมาเงียบๆ ขณะที่ทอดสายตามองไปยังแผ่นหลังของพี่ปืนผ่านความสลัว

     พยายามแล้ว พยายามที่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น ประกอบรอยร้าวเข้าหากันและประคองมันไว้จนกลายเป็นผมที่ต้องเหนื่อย เพราะอีกฝ่ายไม่เคยให้ความสำคัญ

     ไม่ว่าวันนี้ หรือพรุ่งนี้ หัวใจของผมยังคงเจ็บปวดเหมือนเดิม ตราบใดที่พี่ปืนยังนอนกับคนอื่นไม่ซ้ำหน้าและไม่หยุดนอกใจกันสักที

     ผมมีความเชื่อที่ว่า…มนุษย์ถูกสร้างให้รักคนคนนั้นเพียงแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

     และตอนนี้…เขาอาจจะหมดรักกันแล้ว





พยายามเขียนมันออกมาให้ดีที่สุด และบีบคั้นอารมณ์ที่สุด เขียนตอนนี้จบแล้วรู้สึกโหวงๆ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-03-2019 08:21:21 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-4
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพบทนำ 23/12/2561
«ตอบ #98 เมื่อ23-12-2018 23:36:24 »

ตามอ่านแน่นอนจ้า อยากรู้ว่าจะเป็นไงต่อแล้ว  :110011: :z7:

ออฟไลน์ nonlapan

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพบทนำ 23/12/2561
«ตอบ #99 เมื่อ24-12-2018 10:42:00 »

ตามอ่านอยู่นะคะ  :katai2-1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพบทนำ 23/12/2561
« ตอบ #99 เมื่อ: 24-12-2018 10:42:00 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่1 24/12/2561
«ตอบ #100 เมื่อ24-12-2018 21:22:16 »

ตอนที่1

{ตีรณ}

     ความรู้สึกในวัยเด็กกับตอนโตมันไม่เหมือนกันสักนิดในแต่ละช่วงชีวิตของผม ยังมีภาพความจำรางๆ อยู่ในหัวและคอยย้ำเตือนเสมอว่าครั้งหนึ่ง…เคยมีความสุขมากแค่ไหน

     มันเป็นความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นกับเด็กคนหนึ่งเมื่อนานมากแล้ว เมื่อก่อนผมชอบยิ้มและหัวเราะบ่อยๆ เป็นเด็กไร้เดียงสาที่ไม่ต้องมีอะไรคิดมากมายให้รกสมอง

     ผมชอบหลายอย่างในช่วงเวลานั้นที่สุด และอิจฉาวัยเด็กของตัวเองทุกครั้งที่นึกย้อนกลับไป

     พ่อผมเป็นคนนุ่มนิ่ม แม่เป็นผู้หญิงเก่งและบ้างาน แต่ชอบดุผมบ่อยๆ เวลาทำผิดหรือตอนแอบเล่นน้ำฝน ต่างจากพ่อที่ไม่เคยดุหรือด่า ผมจึงชอบที่จะอยู่กับพ่อมากกว่า อาจเป็นเพราะตั้งแต่เด็กจนโตผมใช้เวลาอยู่กับพ่อเยอะกว่าเพราะแม่เอาแต่ทำงานห่ามรุ่ง

     ตอนพ่อกับแม่ตัดสินใจแยกทางกัน ผมไม่ได้มีความเศร้าโศกเสียใจที่ครอบครัวเราก้าวมาถึงจุดแตกแยก มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเด็กอย่างผม และพ่อกับแม่ก็เข้าใจซึ่งกันและกันดี พ่อบอกแบบนั้น แล้วผมก็เชื่อ แม้ว่าแววตาและน้ำเสียงจะเปี่ยมไปด้วยความเศร้า

     ความสุขมันเกิดขึ้นแล้วหายไป วนเวียนอยู่อย่างนี้ซ้ำๆ จนได้มารู้จักกับความเจ็บปวด เกาะกินไปเรื่อยและยากที่จะสลัดออก

     เรื่องระหว่างผมกับพี่ปืนยังคงดำเนินต่อไป ราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไรมาทำให้ความสัมพันธ์เป็นรอยร้าว ทว่าความจริงเราต่างอยู่ด้วยกันอย่างดันทุรัง เหมือนมีกำแพงหนาขั้นกลางตลอดเวลา ซึ่งทำให้ยากที่จะเข้าหาและปรับความเข้าใจกัน

     กาลเวลาเปลี่ยนทุกสิ่งอย่าง เมื่อวันวานเรายังรัก และมีความสุขกันอยู่ดีๆ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปโดยที่ผมยังไม่ทันตั้งรับกับหลายอย่างที่ไม่เหมือนเดิม

     พี่ปืนดีกับผมมากเกินไป ดีเกินไปจนผมไม่ชินที่เขาเปลี่ยนไปมากขนาดนี้

     ยังเลือกที่จะอยู่โง่ๆ ให้ถูกเหยียบย่ำอยู่เหมือนเดิม ผมยังตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ กับตัวเองอยู่ทุกวัน หวังว่าสักวันทุกอย่างจะกลับเข้าที่เข้าทาง เพราะอย่างนั้นผมถึงทน ทนต่อไปเผื่อว่าวันหนึ่งพี่ปืนจะรักผมให้มากกว่าเดิม และให้ความสำคัญกับผมมากกว่าตอนนี้

     กระดาษแผ่นหนึ่งถูกฉีกออกจากหน้าสมุดแล้วขยำแรงๆ จนกลายเป็นก้อนกลม ผมหันหน้าออกจากโต๊ะเขียนหนังสือแล้วปาใส่ถังขยะที่ถูกตั้งอยู่อีกด้านด้วยความแม่นยำ ก่อนยันร่างลุกออกจากเก้าอี้พร้อมปากกาด้ามสีดำที่ถือติดมือมาด้วย

     นิ้วของผมกระชับจับด้ามปากกาให้ถนัดแล้วบรรจงขีดเส้นทับบนวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ในเวลาปัจจุบัน

     ผมชอบขีดปากกาทับวันที่บนแผ่นปฏิทิน มันเหมือนเป็นกิจวัตที่ต้องทำทุกวัน พี่ปืนมักถามบ่อยๆ ว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม ผมตอบไม่ได้หรอกว่าทำไมต้องตื่นมาทำแบบนี้ทุกวันซ้ำๆ ทั้งที่มันเป็นเรื่องน่าเบื่อ

     สายตาของผมจ้องนิ่งไปที่เข็มนาฬิกาสีแดงซึ่งเดินวนไปเรื่อยๆ ไม่หยุดขณะที่มือใช้ช้อนเขี่ยข้าวในจานไปมาอย่างเหนื่อยหน่าย

     ใครอีกคนเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ ไม่มีคำทักทาย ไม่มีรอยยิ้ม มันไม่มีอะไรทั้งสิ้นนอกจากความว่างเปล่าบนใบหน้าหล่อเหลา แม้แต่หน้าของผมเขายังไม่เหลียวมอง

     ครั้งแรกที่ได้กลับมาเจอหน้าพี่ปืนมันเรียบนิ่งเหมือนตอนนี้ไม่มีผิด ไร้รอยยิ้ม มีเพียงความเรียบเฉยบนใบหน้าเท่านั้น เพียงแต่ความรู้สึกในตอนนี้มันแตกต่างจากครั้งนั้นที่ได้เจอกัน และผมไม่ค่อยชอบใจที่เขาเย็นชาแล้วเมินเฉยใส่เหมือนคนไม่รู้จัก

     พี่ปืนทำเหมือนผมเป็นคนแปลกหน้าทั้งที่มันไม่ใช่ และผมรู้สึกว่าเป็นคนนอกมากขึ้นทุกทีที่เขาเฉยชาใส่แบบนี้ เขาควรจะมองหน้ากันสักนิด ยิ้มให้กันบ้างเหมือนที่ผ่านมา ไม่ใช่ทำตัวห่างเหินให้ผมรู้สึกเดียวดายเหมือนอยู่ลำพัง

     “ทริปที่กระบี่ ผมยังรออยู่นะครับ” เริ่มต้นการสนทนาของเช้าวันนี้ด้วยเรื่องกระบี่ที่เราเคยพูดว่าอยากจะไปเที่ยวพักผ่อน เพื่อไม่ให้บนโต๊ะอาหารเงียบจนดูอึดอัด

     “ผมยังรอ…”

     “พี่ถามจริงนะคีย์ พูดทุกวันไม่รู้สึกรำคาญตัวเองบ้างเลยเหรอ บ้านก็อยู่กระบี่ ไปก็ไม่รู้กี่ครั้ง จะอยากไปทำไมอีก” และเหมือนเดิมที่คำพูดกระแทกกระทั้นลอยเข้าโสตประสาท

     พยายามอย่างมากเพื่ออดกลั้นอารมณ์โกรธเกรี้ยว ผมไม่ต้องการให้มีเรื่องทะเลาะในเช้าวันนี้ มันไม่ควรเป็นอย่างนั้น เพราะที่เป็นอยู่ทุกวันมันหนักเกินแก้

     ทำได้แค่ข่มความขุ่นข้องลงไปและพยายามลืมประโยคที่พี่ปืนพึ่งพูดออกมา ผมก้มหน้ามองเม็ดข้าวสีขาวบนจาน ริมฝีปากคลี่ยิ้มเจื่อนๆ พลางหลับตาแล้วพูดต่อ

     “พี่เคยบอกว่าอยากไป แล้วเราก็ไม่เคยออกไปเที่ยวแบบนี้ด้วยกันเลย”

     “…”

     “อยากจับมือกับพี่แล้วเดินไปเรื่อยๆ บนหาดทรายนิ่มๆ แค่เราสองคนไม่ต้องมีใครเหมือนที่พี่เคยพูด ถึงมันจะนานมาแล้ว” พร่ำพูดไปเรื่อย หวังให้เขาสนใจสิ่งที่พูดออกไปบ้าง

     “แต่ผมจำได้ และยังรอ” ถึงแม้ว่าจะไม่มีความหวังเลยก็ตาม แต่ผมยังคงรออยู่ตรงนี้ รอสร้างความทรงจำดีๆ กับพี่ปืนเหมือนครั้งที่เรานอนกอดกันแล้วพูดเล่าเรื่องต่างๆ ที่อยากจะทำ

     “ผมอยากนั่งมองวิวบนหน้าผาสูง ดูพระอาทิตย์จมหายไปเรื่อยๆ แล้วหลังจากนั้น…เราก็จะนอนดูดาวบนท้องฟ้า มันคงจะดี…” เปลือกตาปิดลงช้าๆ และนึกภาพตามราวกับเพ้อฝัน

     ผมวาดภาพรางๆ ไว้ในหัวซึ่งมีแค่เราสองกับท้องทะเลสีฟ้า

     อยากให้สิ่งที่กำลังคิดอยู่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ในตอนนี้ก็ได้ แต่ขอให้เป็นสักวันหนึ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ผมอยากให้มันเป็นเหมือนที่วาดไว้ในความคิด

     เมื่อเงยหน้าขึ้นจากจานข้าวถึงได้รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้ฟังที่ผมพูดเลยสักนิด ความสนใจของพี่ปืนคงตกไปอยู่ที่โทรศัพท์เครื่องนั้นนานพอสมควร นั่นหมายความว่าทั้งหมดที่ได้พูดออกไปเป็นเพียงลมแผ่วๆ ซึ่งได้พัดผ่านไปอย่างไร้ค่า

     ความน้อยใจตีรวนเข้ามาเหมือนลูกคลื่น เขายิ้มให้ข้อความในแชท เขามีความสุขที่ได้คุยกับใครคนหนึ่งในแอพพลิเคชั่นแทนที่จะเงยหน้าขึ้นมาคุยด้วยกัน

     ด้วยความที่ทนไม่ไหวจึงลุกพรวดจากเก้าอี้แล้วเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์จากร่างสูงมาอย่างรวดเร็ว

     ตึง!

     พี่ปืนใช้มือทั้งสองข้างทุบโต๊ะจนจานข้าวสั่นทะเทือน เขาลุกขึ้นแล้วพ่นคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

     “เอามา อย่ามาทำนิสัยแบบนี้กับพี่”

     “…!”

     “เอามานี่”

     “ไม่”

     “เอามาสิวะ!” โทรศัพท์เครื่องนั้นถูกพี่ปืนคว้าออกจากมืออย่างแรงจนนิ้วแทบเคล็ด
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบอารมณ์คุกรุ่นพร้อมย่อตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างช้าๆ แล้วตักข้าวในจานกินต่อ

     แสร้งทำว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

     “ทำไมชอบทำตัวมีปัญหา” เสียงห้วนตำหนิขึ้น นั่นทำให้ผมใจเสียขึ้นมา แต่เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วสนใจสิ่งที่ถืออยู่ในมือต่อ

     ยิ่งพี่ปืนเมินมากเท่าไหร่ความน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ผมไม่เคยอยากมีเรื่องบาดหมาง แต่คนตรงหน้าทำให้ความอดทนขาดสะบั้นอยู่บ่อยครั้ง

     มือสองข้างกำแน่นอยู่ใต้โต๊ะ พยายามคุมลมหายใจให้เป็นปกติ จนแล้วจนรอดพายุที่หมุนอยู่ข้างในก็ไม่สงบลงสักที

     “เมื่อวานผมเห็นพี่อยู่โรงแรม” ผมตัดสินใจพูดเรื่องคาใจตั้งแต่เมื่อวาน เป็นจังหวะเดียวกับเสียงของโทรศัพท์ดังขึ้น

     “รับสิ” ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเพื่อกดตัดสายแล้ววางลงบนโต๊ะ ยังเงียบได้ไม่นานแรงสั่นกับเสียงริงโทนก็ดังแผ่ขึ้นอีกครั้ง

     “รับ”

     “นะ…นานแค่ไหนแล้ว” เอ่ยถามเรื่องนั้นโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับสายที่โทรเข้ามา

     “พี่กับผู้หญิงที่พาเข้าโรงแรมมันนานแค่ไหนแล้ว”

     “พ่อโทรมาก็ควรรับ” พี่ปืนพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจแล้วก้มหน้าสนใจคนในแชทต่อ

     Rrrrrrrrrr

     “รับสายเถอะพี่รำคาญ” ตอนนี้เหมือนเรากำลังคุยกันคนละเรื่อง ระหว่างนั้นมีสายโทรเข้ามาไม่หยุด เราสองคนจ้องนิ่งไปที่โทรศัพท์เครื่องเดียวกันจนสายถูกตัดไปเอง

     ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรออกมาเสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นอีกรอบ และไม่แน่ใจว่าเป็นสายที่เท่าไหร่

     “รับสิ”

     “พี่ตอบผมได้ไหม…” ยังคงเค้นเอาคำตอบโดยไม่สนใจสีหน้ารำคาญที่ปรากฏชัดบนใบหน้าคมสัน

     พี่ปืนเอื้อมมือเพื่อจะหยิบโทรศัพท์ไปรับด้วยตัวเอง แต่ผมปัดออกอย่างแรงจนได้ยินเสียงเปราะของกระดูก

     “จะอะไรนักหนาวะคีย์”

     “พี่ยังไม่ตอบผม”

     “…”

     “ตอบมาสิ!” ตะคอกใส่คนนั่งตรงหน้าอย่างเหลืออด พี่ปืนนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น ก้มหน้ามองจานข้าวและไม่พูดไม่จาสักคำ มือผมเอื้อมไปสัมผัสและจับกุมมืออีกฝ่ายไว้ ออกแรงบีบอย่างเบามือเหมือนที่เขาชอบทำกับผม

     “ก็แค่วันนั้น”

     “ฮึก…”

     “พี่จะไม่โกหก พี่ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบ ไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งนั้น” ในเนื้อเสียงยังคงราบเรียบเดาอารมณ์ไม่ได้

     “แค่…เซกส์”

     แค่ได้ยินก็ทำเอาร่างกายแทบหยุดเคลื่อนที่ สมองคิดประมวลประโยคที่พี่ปืนพูดออกมา และคำตอบที่ชัดเจนคือความรู้สึกเจ็บปวดแบบเดียวกับที่ผมรู้สึกมาตลอด

     ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนเดิมที่เคยรู้จัก ไม่ใช่คนที่ชอบเรียกผมว่าเด็กน้อยคนนั้น และไม่ใช่คนที่บอกว่ารักผมนักรักผมหนา

     ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ในเมื่อมันก้าวกระโดดมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่รู้ว่าจะทนให้พี่ปืนย่ำยีต่อไปทำไม

     “เมื่อไหร่พี่จะหยุดสักที” เสียงที่เปล่งออกไปแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน พี่ปืนมองนิ่งมาที่ผมเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องที่ทำให้ผมเจ็บปางตาย

     อยากให้เห็นใจกันบ้าง จะสงสารก็ไม่เป็นไรแต่อย่าเย็นชาใส่กันแบบนี้

     “พี่หยุดได้ไหมผมขอร้อง เลิกมั่วแล้วนอกใจผมสักที! ผมเหนื่อยแล้วพี่…”

     “พี่ล็อกขาไว้งั้นเหรอ”

     “…”

     “หรือเป็นง่อย ถ้าเหนื่อยมากก็กลับบ้านไปอยู่กับพ่อสิ จะเก็บเสื้อผ้าไปอยู่กับไอ้บอสก็ได้ ชอบอยู่กับมันนักไม่ใช่เหรอ” พี่ปืนพาดพิงถึงใครอีกคนอย่างประชดประชัน แววตาคู่นั้นสื่อความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

     “ไปเป็นเมียมันเลยก็ได้ ถ้าจะทำตัวติดกันขนาดนี้” หลายต่อหลายครั้งที่พี่ปืนพูดจาแบบนี้ เมื่อผมจับได้ว่าเขาทำผิดไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม พี่ปืนมักโยงเข้ามาเรื่องนี้ตลอด ทำเหมือนกับผมผิดที่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่ถูกกล่าวถึง ทั้งที่ใครคนนั้นก็เป็นแค่เพื่อน

     การมองเห็นไม่ค่อยชัดเจนเพราะน้ำตาที่พยายามกลั้นไหลเอ่อลงมาไม่ขาดสาย

     จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่พูดอะไรออกมา เอาแต่นั่งเงียบให้พี่ปืนต่อว่าโดยไม่คิดจะโต้กลับ

     “เงียบทำไม เถียงอีกสิ ชอบเถียงไม่ใช่เหรอคีย์”

     “…”

     “หรือว่าเคยถ่างขาให้มันเอาแล้ว”

     เถียงอะไรไม่ออกอีกแล้ว ประโยคเมื่อครู่เสียดแทงเข้ามาอย่างจังจนผมไม่รู้ว่าจะพูดแก้ตัวออกไปยังไง พี่ปืนชักมือกลับแล้วเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้ผมนั่งสลอนอยู่ที่เดิม

     ถึงจะพูดอะไรออกไปมันไม่ส่งผลต่อความรู้สึกของพี่ปืนเลย เขาไม่เคยสะทกสะท้านต่อให้ผมพยายามพูดแทงใจดำมากแค่ไหน เพราะสุดท้ายมันจะย้อนกลับมาหาผม และเป็นผมที่เจ็บอยู่ดี

     ผมใช้มืออ่อนแรงจับช้อนแล้วตักข้าวเข้าปาก น้ำตาไหลพรากแต่ยังฝืนเคี้ยวข้าวกลืนลงคอ มันไม่อร่อยเลย ไร้รสชาติ มีเพียงความขมที่ผมสัมผัสได้

     มือข้างขวาเริ่มบีบขย้ำอกข้างซ้ายอย่างหาที่ระบายจนเสื้อนักศึกษาอยู่ในสภาพยับยู่ยี่

     “ฮึก ฮือออ”

     มัน…ไม่ยุติธรรมเลย ไม่ยุติธรรมที่ใครอีกคนเฉยชาแต่อีกคนกลับโหยหาและเฝ้าคิดถึง

     หัวใจของผมบาดเจ็บ แต่อีกคนยังยิ้มและมีความสุขได้โดยไม่นึกสนใจคนข้างหลังว่าจะทรมานมากแค่ไหน

     ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่าทำไม

     ทำไมไม่เป็นผมที่ไม่รู้สึก ทำไมไม่เป็นพี่ปืนที่ต้องเจ็บปวดแบบที่ผมกำลังเป็น

    มันทรมาน ทรมานมากเกินไปแล้ว….






     ปืน… เป็นชื่อที่ผมคุ้นหูมาตั้งแต่แบเบาะ เป็นพี่ชายซึ่งมีบ้านอยู่ในรั้วเดียวกันกับบ้านของผม ครอบครัวของเราสนิทกันตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นทวด และพ่อผมกับพ่อแม่พี่ปืนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ

     ผมกับพี่ปืนชอบเดินมาเล่นด้วยกันบ่อยๆ วิ่งแจ้นทั่วสนามหญ้าจนได้แผลหกล้มบ้าง เล่นต่อเลโก้นั่นนี่ตามประสาเด็ก ตั้งแต่จำความนอกจากมีพ่อกับแม่ อาเปลว และแม่เอื้อยแล้ว ผมยังมีพี่ปืนเป็นความทรงจำในวัยเดียงสา แต่เราต้องแยกจากกันเมื่อครอบครัวของผมย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด

     ผมไม่เคยลืมพี่ปืน  แม้ว่าภาพผู้ชายคนนั้นจะเริ่มหายออกจากความทรงจำเมื่อผมโตขึ้นเรื่อยๆ

     เป็นระยะเวลาแปดปีกว่าเราจะได้กลับมาเจอกัน ที่บ้านหลังเดิม สถานที่เดิมๆ ที่ผมเกือบลืมไปแล้วเพราะไม่ได้กลับมาเหยียบบ้านหลังเก่านานพอควร

     เพราะพ่อกับแม่แยกทางกัน นั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกย้ายมาอยู่กับพ่อในกรุงเทพฯ แทนที่จะอยู่กับแม่ที่กระบี่

     พี่ปืนเปลี่ยนไปเยอะจนผมจำแทบไม่ได้ เขาสูงขึ้นกว่าเดิมมาก รูปหน้าคมเข้มต่างจากวัยเด็กซึ่งดูละอ่อน แต่เพราะนั่นคือพี่ปืน ผมจำดวงตาสีดำสนิทของเขาได้ถึงจะมีบางส่วนที่ไม่เหมือนเดิมก็ตาม

     หลายปีที่ผมกับพี่ปืนไม่ได้เจอกันไม่ใช่ปัญหาที่ก่อให้เกิดระยะห่างระหว่างเรา ถึงช่วงแรกๆ จะมีอาการเกร็งบ้างเวลาได้นั่งใกล้บนโต๊ะอาหารมื้อใดสักมื้อ หรือตอนนั่งรถคันเดียวกันไปโรงเรียน แต่ระหว่างพี่ปืนกับผมยังคงเหมือนเดิม เป็นพี่กับน้องจนวันหนึ่งเราได้จับมือกันก้าวข้ามความสัมพันธ์นั้นไป

     
     พูดได้เต็มปากเราสองคนรักกัน ผมปักใจเชื่ออย่างนั้นและไม่แน่ใจว่าตอนนี้ควรใช้คำนี้ได้อีกหรือเปล่า ในเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขาสั่นคลอนด้วยปัญหามากมายและตามมาด้วยผลกระทบหลายอย่าง

     เกือบสองปีที่เราคบหากันและใช้ชีวิตนอกบ้านในคอนโดมิเนี่ยม ผมมีความสุขดีในช่วงแรก ชีวิตชื่นมื่นเหมือนหนังโรแมนติกสักเรื่องที่เคยดู ทว่าไม่นานหลังจากนั้นทุกอย่างกลับตาลปัด

     เราใจตรงกัน และสมหวัง ทุกอย่างดูลงตัวดี แต่การเดินทางหลังจากนั้นไม่ได้สวยงามเหมือนที่ผมคิดไว้ในตอนแรก

     ซึ่งมันก็แล้วแต่ชะตากรรมของแต่ละคน แต่ผมแย่หน่อยที่ค่อนข้างโชคร้าย รักเขามากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ความรักของอีกฝ่ายลดลงแทบกลายเป็นศูนย์

     ผมไม่รู้ว่าผิดอะไร ไม่รู้ว่าทำพลาดตรงไหนพี่ปืนถึงกลายเป็นคนเกรี้ยวกราดได้มากขนาดนี้ แน่นอนว่าผมไม่เคยได้รับคำตอบจากปากของเขา มีเพียงการกระทำแย่ๆ เท่านั้นที่ได้รับมาอย่างไม่เต็มใจนัก

     นานมาแล้วที่พี่ปืนดีกับผม คอยดูแลเอาใจใส่ เขาให้ผมได้แทบทุกอย่างถ้าจำไม่ผิด แชร์ของกันใช้และนอนบนเตียงเดียวกัน

     ผมมักตื่นขึ้นมาอยู่ในอ้อมกอดอุ่นๆ ของพี่ปืนทุกเช้า นั่งกินข้าวแล้วหัวเราะไปด้วยกัน แต่สิ่งที่เคยเกิดขึ้นไม่ต่างจากความฝันตอนหลับไหล และเมื่อตื่นขึ้นมาทุกอย่างได้หายไป ทิ้งไว้แค่ภาพรางๆ ให้จดจำ และหวนกลับไปจับต้องไม่ได้อีก

     พยายามอย่างหนักเพื่อทำตัวให้ชินชากับหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ในบางเรื่องมันโถมเข้ามากระแทกความรู้สึกจนรับมือไม่ไหว ทั้งพฤติกรรมนอกใจ และความเฉยชา คำพูดที่ควรจะอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างไม่น่าฟัง

     ไม่มีครั้งไหนที่ผมจะชินและไม่รู้สึก มันเจ็บทุกครั้งเมื่อพี่ปืนสาดคำพูดทำร้ายความรู้สึกเข้ามาใส่ เจ็บทุกครั้งที่พี่ปืนออกไปหลับนอนกับใครก็ไม่รู้และไม่ค่อยได้กลับมานอนห้องของเรา

     ผมยอมแทบทุกอย่างเหมือนไอ้โง่คนหนึ่งทั้งที่คนผิดไม่ใช่ผม และทุกครั้งจะจบลงที่น้ำตาหลายหยด ไร้การปลอบโยนจากคนทำผิด

     เขาเดินเข้ามาพูดแค่ขอโทษแล้วทุกอย่างก็จบ มันเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้มีการนอกใจ หรือทะเลาะกันแทบตาย

     ทำได้แค่ยิ้มรับและพูดออกไปว่า ‘ไม่เป็นไร’ ทั้งที่สมองยังไม่ลืมภาพพี่ปืนกอดจูบหรือจับมือกับคนอื่น

     เขายังพูดว่ารักผม แต่การกระทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่พูดออกมา มันแทบจะไม่ใกล้เคียงกับคำนั้นด้วยซ้ำไป 

     พี่ปืนจะพูดเมื่ออยากพูด พูดเพื่อหวังในร่างกายของผมเพียงเท่านั้น

     นั่นคือพี่ปืน ไม่มีอะไรเติมเต็มเขาได้ต่อให้มอบสิ่งที่มีให้ไปทั้งหมด

     ตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพี่ปืนไม่รู้จักพอ หรือเพราะไม่เคยรักใครจริงๆ กันแน่






     เป็นการเริ่มใช้ชีวิตที่ค่อนข้างจะฝืดฝืนและไร้เรี่ยวแรงที่จะทำอะไรทั้งนั้น ผมถูกทอดทิ้งไว้แบบนี้ซ้ำๆ โดยไม่ห่วงเลยว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง

     ผมเริ่มที่กวักน้ำล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นกว่าเดิม ก่อนยืดตัวขึ้นแล้วใช้มือทั้งสองข้างยันไว้บนเคาเตอร์ห้องน้ำด้วยความอ่อนแรง

     กระจกสะท้อนให้เห็นแววตาคู่เศร้าของตัวเอง ทว่ายังมีรอยยิ้มจางๆ แต่งแต้มอยู่บนใบหน้า

     ‘ถ้าหากไม่มีใครยิ้มให้…อย่างน้อยก็ยังยิ้มให้ตัวเองได้’ เป็นประโยคที่พี่ปืนเคยพูดให้ผมสบายใจในช่วงที่มีปัญหารุมเร้า แต่ผมไม่ได้สนคนมากมายขนาดนั้น แค่พี่ปืนคนเดียวที่ยิ้มให้กันบ้าง ต่อให้คนทั้งโลกจะใจร้ายกับผมก็ตาม

     หยาดน้ำตาไหลรื้นลงมาอีกครั้งทั้งที่พึ่งเหือดแห้งไปได้ไม่นาน ผมจ้องมองเงาสะท้อนผ่านกระจกและปลอบตัวเองในใจเพราะตรงนี้มีแค่ผมที่ยืนเดียวดายไม่มีใครอยู่ข้างๆ

     สิบแปดสายที่ไม่ได้รับ พ่อกระหน่ำโทรมาแบบนี้แทบทุกวัน ต่างจากแม่ที่ไม่ค่อยได้ติดต่อมาเลย

     โลกของผมคือบ้าน เป็นที่ๆ อยู่แล้วสบายใจที่สุดเพราะมีพ่ออยู่ดูแล แต่นั่นเป็นแค่ช่วงเวลาในวัยเด็ก ตอนนี้ผมออกมาอยู่กับพี่ปืนโดยไร้การดูแลจากผู้ใหญ่ มีแค่พี่ปืนคนเดียวที่ดูแลผมมาตลอด แต่ก็แค่ในระยะแรกเท่านั้น เพราะช่วงหลังเขาไม่เคยสนใจ ปล่อยทิ้งไว้ไม่ต่างจากของตาย

     [กว่าจะโทรมาหาพ่อ] เสียงพ่อดูสบายใจที่ผมได้โทรกลับ ผมไม่ได้ตั้งใจไม่รับสาย แต่ด้วยเรื่องเมื่อเช้า และปัญหาหลายอย่างมันทำให้กลัวที่จะคุย

     “ผมแค่ไม่ว่าง แต่ก็โทรหาพ่อแล้วไง”

     [แม่บอกว่าติดต่อลูกไม่ได้]

     “แม่ไม่เคยติดต่อผมต่างหาก”

     [ทำไมถึงคิดแบบนั้น]

     “ผมไม่ได้คิด พ่อไม่รู้เหรอว่าแม่ไม่เคยโทรหาหรือติดต่อหาผมนานมากแล้ว” ความเงียบจากปลายสายคงเป็นคำตอบชัดเจนว่าพ่อไม่เคยรู้ว่าแม่ไม่ได้ติดต่อผมมานานมากแล้ว เพราะทั้งชีวิตของแม่มีแต่งาน คงไม่มีเวลามาสนใจผมหรอก

     “พ่อครับ…” ขานเรียกพ่อเสียงแผ่ว ผมมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะถามตั้งนานแล้ว

     [ว่าไง?]

     “พ่อเจ็บปวดหรือเปล่าตอนที่แม่ทิ้งพ่อไปเพราะมีคนอื่น” ผมแค่อยากรู้เรื่องวันนั้นอยากรู้ว่าพ่อของผมที่ชอบยิ้มบ่อยๆ แท้จริงแล้วรู้สึกยังไง เสียใจบ้างหรือเปล่าที่แม่มีคนใหม่

     [ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ]

     “ผมแค่…อยากรู้”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-03-2019 19:47:56 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่1 24/12/2561
«ตอบ #101 เมื่อ24-12-2018 21:57:57 »

     [อยากรู้?]

     “ครับ ผมอยากรู้ว่าพ่อรู้สึกยังไง”

     […]

     “พ่อเสียใจบ้างหรือเปล่า”

     [เสียใจสิ ก็นั่นมันแม่ของลูก ผู้หญิงที่พ่อรัก แต่พ่อไม่เคยเสียดาย]

     “ทำไม…”

     [พ่อถามอะไรหน่อย ลูกจะเสียใจไหมถ้าวันหนึ่งปืนไม่รักลูกแล้ว] แทนที่จะได้รับคำตอบแต่พ่อเป็นฝ่ายตั้งคำถามกับผมซะเอง

     “สะ…เสียใจ ฮึก ผมต้องเสียใจอยู่แล้ว” ผมพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเพื่อไม่ให้ปลายสายไม่สบายใจ ปล่อยให้น้ำอุ่นๆ ไหลผ่านผิวแก้มโดยไม่คิดจะหาผ้ามาซับเช็ด

     ที่ผ่านมาพ่ออาจจะยังไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่ปืนกับผมอยู่ในจุดที่ไปไหนต่อไม่ได้แล้ว ไม่มีใครรู้รวมทั้งอาเปลวและแม่เอื้อย

     [ถ้าหากวันหนึ่งลูกไม่รักปืน ปืนก็คงเสียใจเหมือนกัน] แต่ผมไม่เคยคิดแบบนั้น ไม่เคยมีความคิดนั้นอยู่ในหัว พี่ปืนไม่เคยเสียใจไม่ว่ากับใคร เพราะเขาไม่เคยรักใครจริงจัง ทุกคนคือที่เสาะหาความสุขเพียงเท่านั้น

     หลงคิดว่าตัวเองสำคัญอยู่นาน แต่ความเป็นจริงก็ไม่ได้ต่างจากคู่นอนคนอื่น

     [ฟังพ่อดีๆ นะคีย์] ผมเงียบเสียงแล้วรอฟังสิ่งที่พ่อกำลังจะพูดอย่างตั้งใจ

     [ถ้าหากใครอีกคนไม่รักกันแล้ว อาจจะเป็นปืนหรือลูกก็ได้ แต่พ่ออยากให้ลูกจำไว้ว่า…]

     “…”

     [ลูกกับปืนรักกัน มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ]

     “…”

     [ไม่ต้องนึกเสียดายถ้าเกิดวันหนึ่งลูกกับปืนไม่ได้รักกันเหมือนเดิม]

     ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกต่างๆ ที่พี่ปืนมีให้ผมมันคือเรื่องจริงหรือเปล่า มันมีเกิดขึ้นจริงๆ บ้างตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

     เพราะงั้น…ผมจึงเสียดายอะไรหลายอย่าง เสียดายแม้กระทั่งร่างกายของตัวเองที่ยอมมอบให้พี่ปืนอย่างง่ายดาย

     [เพราะพ่อคิดแบบนี้ พ่อถึงไม่ค่อยจะเสียใจ และไม่เสียดายเวลาที่ผ่านมา อย่างน้อยพ่อกับแม่ก็เคยรักกัน และมันเกิดขึ้นจริงๆ]

     “แล้วถ้าทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นจริง ต่างโกหกหลอกลวงกันมาตั้งแต่แรก พ่อจะเสียใจหรือเสียดายไหม” พ่อเงียบเสียง เว้นจังหวะให้ผมมีโอกาสได้พูดต่อ

     “ผมคนหนึ่งที่จะเสียดาย เพราะทั้งหมดมันปลอมตั้งแต่แรก มันสูญเปล่าที่จะทุ่มเทให้กับคนๆ หนึ่งที่ไม่เคยจริงจังเลย”

     [ไม่มีใครทำอะไรแล้วฝืนความรู้สึกตัวเองหรอก]

     ผมคยเเชื่ออย่างนั้น แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างซึ่งอาจเป็นแรงจูงใจให้คนคนหนึ่งทำเรื่องสิ้นคิดโดยที่ฝืนความรู้สึกของตัวเอง

     เหมือนผมที่ฝืนทนเพียงเพราะยังรักพี่ปืนอยู่

     [ฟังพ่อนะคีย์ รักครั้งหนึ่งสวยงามเสมอ ถึงระหว่างทางจะเจ็บปวด ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่เคยรักกันเลย มันยังดีที่ลูกรู้สึก ดีกว่าไม่เคยรู้สึกอะไรเลย]

     “แต่ผมไม่อยากเจ็บปวด ผมไม่อยากรู้สึกแบบนั้น” มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อจนเหงื่อชุ่ม

     [ถ้าลูกใช้มันเพื่อเรียนรู้ที่จะเข้มแข็ง ลูกอาจจะชอบความรู้สึกแบบนั้นก็ได้] พ่อคิดบวกเสมอ ต่างจากผมที่จมปลักกับความเจ็บปวดซ้ำๆ เดิมๆ

     ต่อให้พยายามตะเกียกตะกายออกมาจากตรงนั้น แต่หลุมที่ผมตกลงไปมันลึกเกินกว่าจะปืนป่าย กว่าผมจะเดินทางไปถึงข้างบนนั้น คงหมดแรงและตกลงมาอยู่ในความมืดเหมือนเดิม และไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่จะถูกฝังทั้งเป็น

     [มีอะไรก็พูดกันตรงๆ ลูกกับปืนก็โตๆ กันแล้ว]

     “พ่อรู้ พะ…พ่อรู้ว่าเรา…”

     [พ่อรู้ตั้งแต่แรกแล้ว ลูกคงไม่ถามพ่อแบบนั้น] ก็จริง ผมพูดออกไปขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้ที่พ่อจะไม่รู้อะไรเลย

     [ออกไปใช้ชีวิตเถอะ แต่กลับบ้านมาหาพ่อบ้าง]

     “ครับ ผมจะกลับบ้าน ผมกลับแน่”

     วันใดวันหนึ่งผมจะกลับบ้าน และคงไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย






     พยายามทำตัวให้เป็นปกติพอที่จะพร้อมไปใช้ชีวิตเป็นนักศึกษา ผมชินที่นั่งรถแท็กซี่ไปมหา'ลัยคนเดียว บางทีก็ออกไปพร้อมกับเพื่อนที่อยู่คอนโดเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วบอสจะไปรับไปส่งผมตลอดตั้งแต่เรียนมัธยม และเขายังทำหน้าที่นั้นอย่างสม่ำเสมอ

     ผมเรียนอยู่ชั้นปีที่สองคณะดิจิทัลมิเดีย ตอน ม.ปลาย บอสกับผมชอบนั่งพูดถึงอนาคตกัน เขาเคยบอกผมว่าอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน นั่งวาดรูปสบายๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ จิบน้ำอัดลมกับขนม และตากแอร์เย็นๆ อยู่ในห้องทำงานส่วนตัว

     ความคิดนั้นเข้าท่าดี ผมไม่ต้องการอะไรหวือหวา ขอแค่อยู่แล้วสบายใจ ถึงสาขาที่เราเลือกเรียนจะยากแต่ก็ไม่มากจนเกินความสามารถ

     ผมชอบวาดรูป เป็นสิ่งที่ผมรักและชอบทำมาตั้งแต่เด็ก ผมวาดได้ทุกอย่างที่อยากจะวาด สร้างมันขึ้นบนแผ่นกระดาษตามใจ ถึงจะเป็นเพียงลายเส้นที่ถูกขีดเขียนด้วยดินสอหรือสี แต่ให้ความรู้สึกเหมือนภาพในนั้นมีอยู่จริง เป็นสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตจริงๆ

     วันนี้ไม่ค่อยมีสมาธิเรียนสักเท่าไหร่ สมองนึกถึงแต่เรื่องที่พี่ปืนกับผมคุยกันเมื่อตอนเช้า รวมทั้งเรื่องที่ผมเจอมาเมื่อวาน ความจริงก็เป็นแบบนี้มาพักหนึ่งแล้ว มีบางคืนที่ข่มตานอนแทบไม่หลับเพราะคิดมากจนเกินไป นั่นส่งผลให้ผมต้องใช้ยานอนหลับในบางครั้งบางครา

     “ไอ้คีย์มึงเหม่ออะไร”

     “…”

     “คีย์…”

    “อะไร” กวาดสายตามองเพื่อนในกลุ่มด้วยความงุนงง ทุกคนมองผมแล้วกลั้นขำเหมือนเรื่องตลก

     “กินข้าวได้แล้ว เราเห็นคีย์นั่งเหม่อตั้งนาน” คนพูดส่ายหน้าแล้วส่งยิ้มให้อย่างเคย ผมมองจานข้าวว่างเปล่าของแต่ละคนเว้นแต่สาวเจ้าเดิมที่ยังมีแต่ผักเหลืออยู่

     “พวกมึงกินเสร็จนานแล้วเหรอ”

     “ตั้งนานแล้ว มึงจะนั่งเขี่ยข้าวอีกนานไหมไอ้เอ๋อ” เหมือนเดิมที่ผมถูกคนปากเสียอย่างมันว่า
นอกจากบอสแล้ว ผมยังมีเพื่อนที่คบกับจริงจังอีกสองคน

     ผู้หญิงที่สูงไล่เลี่ยกับผมชื่อ ‘ฟาง’ เป็นสาวหน้าตาธรรมดาแต่นิสัยดี ฟางบอกว่าเคยเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับผมตอน ม.ปลาย แต่แปลกที่ผมไม่เคยเจอหน้าเลย

     ส่วนคนนั่งถัดจากฟางมันชื่อ ‘ต้นไม้’ เพื่อนคนที่อยู่คอนโดเดียวกับพี่ปืนแต่คนละชั้นกัน ไอ้ต้นเป็นคนปากเสียแต่ไม่ถึงกับแย่มาก

     “ขอโทษที่ทำให้รอ พวกมึงจะไปก่อนก็ได้”

     “ไม่อะ จะรออยู่นี่แหละ” ไอ้ต้นพูดพร้อมส่ายหน้า ทุกคนต่างก้มหน้ามองหนังสือในมือรวมทั้งบอสที่ตั้งใจอ่าน The maze runner เล่มโปรดโดยไม่สนใจใคร

     “อะไรเหรอ” ถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าฟางมองผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และมีท่าทีอึดอัดจนผมสังเกตเห็น

     “แบบนี้มันไม่ได้ธรรมดาแล้วนะคีย์” คนตรงหน้ายื่นโทรศัพท์มาให้ ผมมองหน้าฟางแล้วหยิบขึ้นมาดูด้วยความหวาดหวั่น

     หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีกับภาพที่ปรากฏต่อสายตา พี่ปืนจับมือกับใครอีกคนที่ไม่ใช่ผม เป็นผู้ชายซึ่งมีความสูงไล่เลี่ยกันแต่เห็นหน้าตาไม่ชัดเจน

     รอยยิ้มที่พี่ปืนมอบให้อีกคนดูมีความสุข ต่างจากผมที่พี่ปืนไม่เคยยิ้มให้เลย

     ผมไม่รู้ว่ารูปนี้หลุดมาจากไหนหรือใครปล่อยออกมา และไม่รู้ว่าอีกคนในภาพคือใคร ตอนนี้ผมไม่อยากคิด หรือคาดเดาไปเอง

     @CM1335

     -พี่ปืนกับคนในความลับ ดูยังไงก็เหมาะกว่าเด็กปีสองดิจิทัลคนนั้น-

     ประโยคสั้นๆ ถูกโพสไว้เหนือรูปภาพ   
ผมชาไปทั่วทั้งร่าง วางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะด้วยมือสั่นๆ 

     พี่ปืนไม่เคยปิดบังความสัมพันธ์ระหว่างเรา นักศึกษาส่วนใหญ่จะรู้เพราะชีวิตพี่ปืนในรั้วมหา’ลัยไม่ใช่คนธรรมดาที่ใครจะเข้าถึงตัวได้ง่ายๆ ‘ปรเมธ’ เดือนแพทย์ศาสตร์ เขาดัง มีชื่อเสียง มีคนเข้ามารุมรักมากมาย

     คนคนนั้นต่างจากพี่ชายข้างบ้านของผมซึ่งไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่ผมหลงรัก

     พี่ปืนมีคนเข้ามารัก แน่นอนว่าต้องมีบางส่วนที่เกลียด คำว่า ‘มั่ว’ เป็นคำที่คนเหล่านั้นพาดพิงถึงพี่ปืน ผมไม่เคยรับได้กับคำพูดว่าร้ายที่บางคนยัดเยียดให้คนรักของผม พอถึงตอนนี้ คงต้องทำใจและยอมรับว่าพี่ปืนเป็นคนประเภทนั้นจริงๆ

     มีวันไหนบ้างที่ไม่ต้องมานั่งรู้สึกเสียใจกับเรื่องเดิมๆ ผมอยากมีสักวันหนึ่งที่ได้พักความรู้สึก

     มันเหนื่อยจนอยากจะหลับไหลไปตลอดกาล และไม่ต้องตื่นขึ้นมารับรู้อะไรอีกเลย






     ผมมองรูปใครคนหนึ่งผ่านหน้าจอโทรศัพท์ ผมชอบรอยยิ้มแบบนี้ที่สุด รอยยิ้มอ่อนโยนที่มักแจกจ่ายให้ใครต่อใครจนผมอดหวงและรู้สึกอิจฉาไม่ได้ บางทีผมก็ลืมไปว่าไม่ใช่เจ้าของพี่ปืน ไม่ใช่เจ้าของรอยยิ้มนั่น ไม่ผิดที่เขาจะทำอะไรตามใจ

     ยิ้มของผมค่อยๆ ปรากฏเมื่อข้อความของพี่ปืนแจ้งเตือนขึ้นมาในห้องแชท ทว่าความดีใจหายไปทันทีเพราะประโยคสั้นห้วนในข้อความ

     ไม่ว่าง…

     เมื่อก่อนจะไม่มีคำว่าไม่ว่าง พี่ปืนจะรีบมาหาทันทีเมื่อผมต้องการ จนตอนนี้ก็หลอกตัวเองไม่ได้แล้วว่าเขาไม่ว่างจริงๆ พี่ปืนอาจจะกำลังมีความสุขอยู่ที่ไหนสักที่และคงลืมผมไปแล้ว

    “กูกลับก่อนนะมึง” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังแต่ไม่ได้ดึงความสนจากผมให้ละสายตาออกจากหน้าด้านข้างของบอส ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูดีไร้ที่ติ

     “มึงจะติดรถกลับกับกูเลยไหม หรือจะรอให้พี่ปืนมารับ” ผมหันไปมองเจ้าของคำถามที่ยืนอยู่ข้างหลังก่อนหันกลับมามองหน้าบอสอีกครั้งเพื่อขอความเห็น

     “แล้วมึงไม่นั่งเล่นด้วยกันก่อนเหรอ” ผมถาม แต่สายตาจ้องมองคนที่ยังตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ

     “ไม่ กูรีบ ตกลงจะกลับไหม”

     “ไม่ล่ะ มึงกลับก่อนเถอะ กูจะนั่งเล่นอยู่นี่อีกสักพัก”

     “ไว้เจอกัน” ไอ้ต้นก้าวขาเร็วๆ ไปที่โรงจอดรถข้างตึกคณะ ผมกับบอสมองตามแผ่นหลังของมันตลอดจนคนนั่งข้างๆ พูดออกมา

     “ฝนตกจนได้ ดูไอ้ต้นดิ วิ่งหนีฝนโครตตลก” เขาหัวเราะขำระหว่างที่มองตามหลังไอ้ต้นไป
 
     “เปียกหมดแล้ว”

     “แต่ก็รอดฉลุย” ผมเสริม

     ฝนยังกระหน่ำตกไม่หยุด ผมหลับตาปล่อยให้ไอน้ำจางๆ สาดเข้ามาที่หน้าโดยไม่สนใจว่าอีกไม่ช้าหน้าจะเปียก ตอนนี้ผมนั่งอยู่ใต้ถุนคณะกับเพื่อนสนิทที่ตัวติดกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมตอนปลาย

     เรานั่งเคียงข้างกันแต่ต่างอยู่ในโลกของตัวเอง บอสเสียบหูฟังและอาจจะเปิดเพลงสนุกๆ สักเพลงฟังอยู่ ส่วนผม…กำลังจมไปกับความคิดเรื่อยๆ จมไปกับความบอบช้ำที่สั่งสมมานาน แต่ถูกซ่อนอยู่ใต้ความเรียบเฉยของสีหน้า
ผมแสร้งยิ้มและกำลังโกหกคนทั้งโลกว่าไม่เป็นไรทั้งที่ขาทั้งสองข้างกำลังอ่อนแรงและแทบล้มทั้งยืน

     “บอส…”  ผมลืมตาขึ้นแล้วหันไปสะกิดคนนั่งข้างกาย

     “หืม?”

     “…”

     “มีอะไรหรือเปล่า”

     “…”

     “อีกแล้วนะ มีอะไรก็พูดมาดิ ทำไมต้องเงียบ” บอสมีอาการหงุดหงิดเหมือนทุกครั้งที่ผมเรียกแล้วไม่พูด ไหล่ผมสั่นไหวไปมาเมื่อถูกคนตัวสูงออกแรงเขย่าเล็กน้อยเพื่อคาดคั้นบางสิ่งบางอย่างที่ผมอาจจะพูดออกมา

     “อยากเล่าเรื่องโกหกไหม?”

     “หมายความว่าไง” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ

     “เล่าเรื่องที่บอสเคยโกหก เล่าให้ฟังหน่อยสิ” ร่างสูงชะงักทันทีที่ผมพูดแบบนั้นออกไป คิ้วสองข้างขมวดแทบชิดติดกัน

     “แล้วทำไมต้องเป็นเรื่องโกหก”

     “ฟังเรื่องโกหกมันอาจจะดีกว่าฟังเรื่องจริง ถ้าเรื่องที่บอสเล่ามันแย่ หรือเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกไม่ดี อย่างน้อยเรื่องนั้นก็ไม่ใช่ความจริง”

     “…”

     “คิดเหมือนกันไหม” เขาส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับความคิดเด็กๆ ของผม

     “ไม่นะ บอสไม่คิดงั้น”

     “ทำไม?”

     “แล้วถ้าเรื่องที่บอสเล่ามันเป็นเรื่องดีๆ” ผมครุ่นคิด ตีความหมายประโยคที่เขาพึ่งพูดออกมา

     “ก็สมมติว่าบอสบอกว่าชอบคีย์มากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องโกหก เพราะความจริงแล้วบอสเกลียด แบบนี้มันยังจะดีอีกเหรอ”

     “งั้น…ก็แย่น่ะสิ”

     คงไม่มีอะไรเจ็บปวดไปมากกว่านี้อีกแล้วมั้ง ความรู้สึกที่เป็นเรื่องโกหก คำพูดที่ไม่ใช่เรื่องจริง ในบางเรื่องมันอันตรายต่อความรู้สึก และบดขยี้จนแหลก

     ผมโดนบ่อยจนคิดว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ มันเป็นผมที่รู้สึกมาตลอด เศร้าอยู่ตลอดเวลา ต่างจากอีกฝ่ายที่ยังคงยิ้มรับเช้าวันใหม่ และเตรียมพร้อมใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่สนว่ายังมีใครอีกคนยืนเดียวดายและแบกความอึดอัดไว้ตลอดเวเลา
บางทีผมก็รู้สึกอิจฉาที่ปืนที่ไม่รู้สึกอะไรเลย

     “ถ้างั้น...ช่วยพูดอะไรที่มันดีต่อความรู้สึกได้ไหม”

     “น่ารัก”

     “อะไรนะ!?”

     “ก็น่ารักไง” เขายิ้มกว้างแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ ผมจึงถดตัวถอยห่างเล็กน้อยพลางส่ายหน้าให้ความขี้เล่นของบอส

     “โอเค จะถือว่าเป็นคำชม” เราหลุดขำออกมาพร้อมกัน ผมจะคิดว่ามันเป็นมุกฮาๆ ที่บอสอยากให้ผมลืมเรื่องเศร้าๆ ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพียงแต่ผมยังยิ้มให้เขาแม้ว่ามันจะเป็นรอยยิ้มที่ฝืนก็ตาม

     “รู้สึกดีไหมแบบนี้”

     “ก็ดีนะ”

     “ฝนหยุดตกแล้ว นี่ไอ้ปืนยังไม่โผล่หัวมาอีกเหรอ”

     “เขาคงไม่มาแล้วแหละ” ผมบอกความจริงไป เมื่อก่อนเคยนั่งรออยู่ตรงนี้จนมืดค่ำ สุดท้ายต้องเดินไปโบกแท็กซี่กลับเองคนเดียว

     “งั้นกลับด้วยกันไหม เดี๋ยวไปส่ง”

     Rrrrrrrrrr

     “ว่าไง จะกลับด้วยกันหรือเปล่า”

     “ไม่รับสายก่อนเหรอ เผื่อว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ”

     “ไม่ดีกว่า คงไม่มีอะไรสำคัญหรอก” บอสตัดสายทิ้งอย่างไม่ใส่ใจแล้ววกกลับมาถามคำถามเดิมที่พึ่งถามไปก่อนหน้านั้น

     “ตกลงจะกลับด้วยกันไหม”

     “ไม่เป็นไรหรอก กลับก่อนเถอะ วันนี้จะกลับบ้านไปหาพ่อ”

     “เดี๋ยวไปส่งเอง”

     “ไม่เป็นไร กลับไปก่อนเลย โบกแท็กซี่แถวนี้กลับเองได้” บอสยังดื้อดึงเพื่อจะไปส่งผมให้ได้

     “อย่าทำหน้าเครียดสิ ขอกลับบ้านเองสักวัน” เขามีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยให้ผมกลับเอง

     “งั้น…ไว้เจอกัน ดูแลตัวเองด้วย” บอสลุกขึ้นแล้วเดินฝ่าฝนรินๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ ร่างสูงชะงักเท้าแล้วหันกลับมาโบกมือลา ผมจึงขึ้นแล้วไหวมือให้คนทางนั้นบ้าง

     “โกหก โกหก…” คำว่าโกหก ผมพึมพำวกไปวนมาอยู่อย่างนั้นไม่หยุด

     ใบหน้าที่พึ่งมีรอยยิ้มเริ่มเครียดตึงขึ้นอีกครั้ง ผมยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิาแล้ววิ่งสุดชีวิตเพื่อไปโบกแท็กซี่หน้ามหา’ลัยโดยไม่กลัวว่าจะลื่นล้มเพราะพื้นค่อนข้างแฉะ

     ผมนั่งอยู่ในรถด้วยอาการสั่นหอบหายใจเร็วแรงเพราะเหนื่อยจากการวิ่ง แอร์รถเย็นๆ ไม่สามารถดับความร้อนรุ่มของร่างกายได้สักนิด และดูเหมือนว่าอุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

     แท็กซี่จอดสนิดเมื่อส่งผมถึงที่หมายได้อย่างรวดเร็ว ผมยังนิ่งงันอยู่ภายในรถและแทบจะไม่ขยับเขยื้อนตัว มือที่กำลังเอื้อมไปเปิดประตูชะงักค้างอยู่นานร่วมนาทีจนเสียงคนขับแท็กซี่ดึงสติผมกลับมา

     “น้อง”

     “คะ…ครับ”

     “จะลงไหม” ผมพยักหน้าก่อนล้วงแบงค์ยับๆ ในกระเป๋ากางเกงแล้วยัดใส่มือคนขับลวกๆ โดยไม่รอรับเงินทอน มือเรียวเอื้อมไปเปิดประตูแล้วลงจากรถอย่างรวดเร็ว อาการของผมคล้ายกับคนสติแตก ใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อขาเริ่มก้าวเข้าใกล้ความจริง

     ผมไม้ได้จะกลับเข้าห้องที่อยู่กับพี่ปืน ผมเดินกึ่งวิ่งมุ่งไปยังห้องของไอ้ต้น ยืนกดออดและเคาะประตูอยู่นานกว่าคนข้างในจะเปิดประตูให้
 
     ไอ้ต้นมีสีหน้าสงสัยแต่ผมไม่ได้ให้คำตอบหรือพูดอะไรให้คนตรงหน้าเข้าใจสถานการณ์ ผมไม่รอช้าเดินชนไหล่เจ้าของห้องเข้าไปข้างในโดยไม่ได้ขออนุญาต หย่อนตัวนั่งลงอย่างแรงที่โซฟา

     “มึงเป็นอะไร แล้วไปทำไรมาเหงื่อถึงท่วมตัวแบบนี้” มันกอดอกถามแต่ผมยังให้คำตอบไม่ได้ในตอนนี้ ร่างโปร่งจึงเดินเข้าครัวโดยไม่ได้เค้นถามอะไรต่อหลังจากไม่ได้คำตอบจากปากของผม

     “อะ น้ำ” มือที่เอื้อมไปจับแก้วน้ำสั่นหนักกว่าเดิมและความกลัวยิ่งทวีขึ้น
เพล้ง!

     “เหี้ย! เป็นอะไร มึงทำตัวแปลกๆ นะคีย์”

     แก้วน้ำร่วงสูพื้นและแตกกระกายออกเป็นวงกว้าง

     ผมยกมือกุมขมับแล้วขยับขึ้นไปขยำเส้นผมของตัวเองอย่างหาที่ระบาย พยายามสุดความสามารถเพื่อสงบอารมณ์ให้เย็นลงแต่มันยิ่งร้อนรุ่มขึ้นกว่าเดิม

     “เล่าให้กูฟังได้ไหม”

     “กูกลัว กูกลัวว่ะต้น กูกลัว…” ความเครียดเริ่มคลืบคลานเข้ามาในสมองจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

     “มึงกลัวอะไร”

     “…”

     “บอกกูมาว่ามึงกลัวอะไร บอกกูได้ไหม”

     “…”

     “อย่าเงียบดิ กูเริ่มกลัวมึงแล้วนะ”

     “มึงไม่ต้องล็อกประตูนะ ไม่ต้องปิดไว้ก็ได้ เดี๋ยวกูกลับมา”

     “ทำไม”

     “ดะ…เดี๋ยว เดี๋ยวกูมา”

     ใช้มือสองข้างยันร่างตัวเองขึ้นจากโซฟาตัวยาวแล้วเดินโซเซออกจากห้องของไอ้ต้น ผมตั้งใจจะเดินกลับไปที่ห้องของพี่ปืนกับผม กลับไปหาคำตอบที่ยังค้างคาอยู่ในใจเมื่อหลายวันที่ผ่านมา

     ขาสองข้างที่ก้าวเดินไปตามทางไม่มั่นคง ระหว่างนั้นผมก้มหน้ามองพื้นอยู่ตลอดเวลา

     ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นจนห้อเลือด ความเจ็บปวดแล่นพล่านเข้ามาเล่นงานหัวใจอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงครางแผ่วดังผ่านช่องประตูออกมาจากข้างในห้อง ผมยืนมองประตูบานนั้นด้วยหัวใจที่พังทลายลง แต่ไม่คิดจะกอบโกยขึ้นมาประกอบให้เป็นเหมือนเดิม

     มันเป็นห้องของผมกับพี่ปืน ห้องที่เรานอนด้วยกัน ทำอะไรหลายอย่างด้วยกัน แต่ตอนนี้พี่ปืนพาใครบางคนเข้าไปหลับนอนด้วย

     มันไม่ควรเป็นแบบนี้ ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ห้องของเรา

     ผมตัดสินใจเอื้อมมือสั่นระริกของตัวเองไปจับลูกบิดแล้วแง้มประตูออกมาเล็กน้อย
ข้างในนั้น…มีเพื่อนของผมอยู่กับพี่ปืน

     บอสกับพี่ปืนกำลังมอบจูบดูดดื่มให้กัน
ภาพพวกเขาคลอเคลียฉายชัดเต็มสองตา

     ผมได้ยินเสียงหัวใจเต้นช้าลงอย่างน่าเศร้าสลด กลัวว่ามันจะหยุดเต้นแล้วผมหมดสติอยู่ตรงนี้

     มันควรรู้สึกยังไงเมื่อคนรักกำลังถอดเสื้อและปลุกปล้ำใครอีกคนที่ผมรู้จักดี

     เข่าแทบทรุดเมื่อเห็นพี่ปืนกับบอสกำลังนัวเนียกันอย่างมีความสุข หัวใจมันบีบรัดจนเจ็บเมื่อกายหนากำลังถอดเสื้อต่อหน้าเพื่อนสนิทที่มีเพียงแค่กางเกงปกปิดเรือนร่าง

     ริมฝีปากของบอสถูกบดขยี้อย่างหื่นกระหายด้วยฝีมือของพี่ปืน ร่างกายของบอสกำลังถูกมือของพี่ปืนสัมผัสทั่วทั้งร่าง ทุกอย่างที่พี่ปืนเคยทำกับผมเขากำลังทำให้บอสเช่นเดียวกัน

     ภาพที่ชัดเจนเริ่มพร่าเลือนเมื่อน้ำตาเริ่มเอ่อคลอแล้วไหลร่วงลงมาหยดแล้วหยดเล่า

     ทุกอย่างที่เคยสงสัยหายออกไปจากความคิดเพราะภาพที่เห็นคือคำตอบชัดเจนว่าสิ่งที่คาดเดาเป็นเรื่องจริง

     บอสกับพี่ปืนเป็นมากกว่าที่ผมคิดมาตลอด

     ผมเจ็บ…



ตอนนี้แอบจุกไปหลายฉากเหมือนกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-03-2019 11:39:18 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-4
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่1 24/12/2561
«ตอบ #102 เมื่อ24-12-2018 22:12:12 »

อยากให้คีย์หลุดพ้นจากพี่ปืนเร็วๆซะที เฮ้ออออออ  :mew6: :mew6:

ออฟไลน์ graciej

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 150
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่1 24/12/2561
«ตอบ #103 เมื่อ25-12-2018 12:01:03 »

ถ้าเป็นเรื่องจริง คนเราไม่ควรให้เวลากับความเสียใจนานนัก  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ Tanggoo.37

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่1 24/12/2561
«ตอบ #104 เมื่อ26-12-2018 21:37:26 »

แค่เอากันนี่นะไอ้บ้าปืน! พูดออกมาได้หน้าตาเฉย จุกมาก  :ling1: :ling1: :ling1:

ออฟไลน์ PKT

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 150
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่1 24/12/2561
«ตอบ #105 เมื่อ27-12-2018 11:03:04 »

Holy shit! ไอ้บอสสสสส

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 31/12/2561
«ตอบ #106 เมื่อ31-12-2018 11:06:51 »

ตอนที่2

{ตีรณ}

     หากรู้ความจริงแล้วเจ็บปวดสาหัสได้มากขนาดนี้ ผมขอเลือกไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เมื่อนานมาแล้วที่ตื่นขึ้นมาพร้อมความเชื่อที่ว่ายังมีคนๆ หนึ่งอยากร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจนแก่เฒ่า ที่ผมคิดมาตลอดคือความรักที่จะอยู่ตลอดไป หรือคู่ชีวิตที่ไม่อาจแยกจากกัน

     แต่ความเป็นจริงผมตื่นขึ้นมาพร้อมความร้าวร้านในหัวใจ อยู่กับความจริงที่ว่าเขาไม่รัก ไม่เคยรักผมเลย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงสักอย่างในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นเพียงแค่ความรู้สึกปลอมๆ ซึ่งได้บดขยี้หัวใจของผมจนยับเยิน

     ระหว่างที่ทั้งสองร่วมรักกันอยู่ในห้องที่ผมจดจำได้ทุกซอกทุกมุม ผมยังนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้สีดำหน้าปราตูบานนั้น หลับตาจินตนาการถึงความสุขสมของทั้งสอง แม้จะเจ็บเหมือนถูกตะปูตำ แต่ผมยังนึกภาพพวกเขากอดรัดกันอยู่ในนั้นเพื่อตอกย้ำตัวเอง

     ผมเปิดตาขึ้นจากความมืดแล้วมองไปตรงหน้า กลืนก้อนสะอื้นลงคอก่อนเบี่ยงสายตาออกจากประตูห้องมาก้มมองแหวนเงาวาวที่นิ้วนางด้วยสายตาเลื่อนลอย

     มันคือของขวัญชิ้นแรกที่พี่ปืนให้ ของชิ้นหนึ่งที่ผมรักษาไว้อย่างดี มันยังอยู่กับผมตั้งแต่วันที่พี่สวมให้จนถึงวันนี้ก็ไม่เคยคิดที่จะถอดมันออก

     ทั้งหมดมันเพื่ออะไรกันแน่ คำสัญญา สถานที่ ความรู้สึก ทั้งหมดคือเรื่องหลอกที่สรรค์สร้างขึ้นมาตั้งแต่แรก ความจริงแล้วเนื้อในของทุกเรื่องมันมีแต่ความว่างเปล่า

     ในสมองนึกถึงอดีตหอมหวาน ที่ผมยังทนเผื่อว่าวันหนึ่งจะได้หวนกลับไปอยู่ในฝันนั้นอีกสักครั้ง แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เจ็บเหมือนที่ผมกำลังเป็นอยู่ตอนนี้

     พัง… พังไปหมดทุกอย่าง ต่อให้ก้มเก็บเศษหัวใจขึ้นมาเย็บต่อกัน ไม่วันใดวันหนึ่งก็ถูกพี่ปืนฉีกทิ้งอยู่ดี

     ผมจะเสียเวลาซ่อมหัวใจตัวเองทำไม ในเมื่อมันหมดสภาพไปแล้ว ต่อให้ตั้งขายในราคาถูกๆ ก็ไม่มีใครต้องการของสกปรกชิ้นนี้ แม้แต่คนที่ทำลายมันกับมือยังไม่คิดจะเหลียวแล

     “เจ็บ เจ็บ ฮึก เจ็บมากเลย…”

     ผมถูกคนสองคนรุมเล่นงานอย่างหนัก ซึ่งมันสำเร็จ พวกเขาสองคนทำสำเร็จ ขยี้ผมจนไม่มีอะไรเหลือแล้ว

     ผ่านเรื่องวันนี้อย่างสมบุกสมบัน ที่ผ่านมาผมเจอเรื่องแย่ๆ มาเยอะ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่หมดสภาพเหมือนตอนนี้

     น่าสมเพช ไม่มีคำไหนนิยามความเป็นผมในตอนนี้ได้เหมือนคำนี้อีกแล้ว

     มันคงจะดีถ้าหากมีปุ่มรีเซทเรื่องที่อยากลืมเลือนออกจากสมอง เอาความทรงจำในส่วนที่แย่ออกจากความรู้สึกนึกคิด ผมจะได้ไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพย่ำแย่แบบนี้

     แต่เรื่องวันนี้ผมลืมไม่ลง แม้จะหลับ เชื่อเลยว่ามันยังตามทะลุทะลวงเข้ามาในหัวเหมือนฝันร้าย

     ยังจำได้ไหม….ถ้าคีย์เจ็บ บอสบอกว่าเจ็บเหมือนกัน บอสไม่ชอบให้ใครทำผมร้องไห้ แต่บอสเป็นคนทำ

     บอสกำลังทำให้คีย์เจ็บ…

     “ฮึก โกหก”

     โกหกทั้งเพ…

     รอยยิ้ม ความห่วงใย คำพูดที่เคยพูด บอสเคยบอกว่าชอบที่จะอยู่กับคีย์ สนุกที่สุดตอนเราดูหนังคลาสสิคเเรื่อง the breakfast club ด้วยกัน แต่ใครจะรู้ว่าทุกอย่างมันตรงกันข้าม

     นี่ใช่ไหม ทั้งหมดคงเป็นเรื่องโกหกที่บอสอยากเล่าให้ฟัง

     มันสนุกมากเลย...






     ไอ้ต้นไม่ได้ล็อกประตูเหมือนที่ผมขอ พอเห็นแบบนั้นจึงเดินพาร่างอ่อนปวกเปียกเข้าห้องของมันอีกครั้ง ผมนั่งแหมะลงบนพื้นอย่างหมดสภาพ มองเหม่อขึ้นไปที่หลอดไฟบนเพดานสีขาว

     ทุกครั้งที่นึกถึงภาพพวกนั้น ราวกับว่ามีเสี้ยนหนาแทงลงมาที่หัวใจไม่หยุด และผมเจ็บมากขึ้นทุกที ยิ่งคิด ยิ่งปวด ร้าวรานอยู่ในอกเหมือนจะขาดใจตายให้ได้

     “เกิดอะไรขึ้น ทำไมสภาพมึงเป็นแบบนี้” ละสายตาออกจากหลอดไฟดวงที่กำลังจ้อง แล้วมองไปที่เจ้าของห้องนิ่ง สีหน้าของคนถามเต็มไปด้วยความตื่นตกใจ ถ้าไม่ใช่ในสถานการณ์แบบนี้ ผมคงหลุดขำสีหน้าตระหนกของมัน

     “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น” ไม่รู้จะเริ่มพูดอะไรให้มันเข้าใจว่าทำไมถึงตกอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้แบบนี้ ผมเรียบเรียงคำพูดแทบไม่ได้ เพราะสติยังไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว

     “กู...”

     “…”

     “กู คือ ช่วยกูหน่อยได้ไหม ได้ไหมต้น” พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้นเย็นๆ ยืนโคลงเคลงราวกับสูญเสียการควบคุม

     ความสงสัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของไอ้ต้นอีกครั้ง แต่ผมไม่ได้ให้คำตอบอะไรนอกจากยืนเงียบจนกระทั่งมันเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมา

     “มึงอยากให้กูช่วยอะไร”

     “มึงจะช่วยกูใช่ไหม”

     “บอกกูมาสิ”

     เริ่มจากถอดกระดุมเสื้อออกอย่างเชื่องช้า ผมกำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าโดยที่มีไอ้ต้นยืนมองในระยะประชิด ตอนนี้ไม่ได้ต่างกับคนบ้าไม่มีสติ รู้ตัวอีกทีทั้งร่างก็เปลือยเปล่าไร้ชิ้นผ้าปกปิด

     คนตรงหน้ารีบหันหลังให้ทันทีเมื่อเห็นแบบนั้น ผมก้าวขาเข้าไปยืนใกล้ๆ จนสัมผัสถึงไออุ่นของอีกฝ่าย

     “ถอดเสื้อทำไม มึงจะทำอะไร” ผมไม่ให้คำตอบเช่นเคย เดินเข้าไปหาคนที่ยืนหันหลังให้อย่างไร้ยางอายก่อนใช้เรียวแขนสวมกอดไปที่เอว ซบหน้าลงแผ่นหลังโดยไม่ได้ขออนุญาต

     “ต้น…”

     “มะ…มึงคิดจะทำอะไร”

     “มองหน้ากู” จับร่างของมันให้หันเข้าหากัน

     “มองหน้ากู…” ถ้าจะให้ไอ้ต้นทำแบบนั้นจริงๆ ผมคงเสียสติไปแล้ว ทว่าริมฝีปากก็ขยับพูดในสิ่งที่สมองกำลังคิดอยู่

     “มึง…เอากูได้ไหม”

     พลั๊ก!

     ผมกระเด็นลงพื้นเมื่อโดนผลักด้วยกำลังค่อนข้างแรงหลังจากพูดประโยคน่าไร้ยางอายนั้นจบ

     “พูดเหี้ยอะไร! กูเพื่อนมึงนะคีย์!  กูเพื่อนมึง! เป็นบ้าไปแล้วเหรอ!”

     “…!?!”

     “มีสติหน่อย”

     “อร๊ากกก!!” ความอดทนอดกลั้นถูกระบายออกเป็นเสียงกรีดร้องดังสนั่น แต่ความอึดอัดยังคงคับแน่นอยู่ในอกไม่คลายลง ไอ้ต้นยืนนิ่งไม่ได้ขยับตัวไปไหน  ผมจึงโพล่งคำพูดออกมาเพื่อระบาย “ฮึก มึงจะให้กูทำไง!”

     “ตั้งสติหน่อย!” มันตวาดกลับด้วยโทนเสียงที่ดังไม่แพ้กัน นั่นทำทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบสงัด

     ผมชันเข่าชึ้น เอื้อมมือไปหยิบชิ้นผ้ามาปกปิดร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเอง ระหว่างนั้นได้ยินเสียงเดินของเข็มนาฬิกาอย่างชัดเจน ซึ่งมันค่อนข้างรบกวนสมาธิในระหว่างที่พยายามลืมเรื่องที่ไปเจอมาก่อนหน้านี้ และพยายามควานหาเหตุผลมาหลอกตัวเองว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจริง

     “ใจเย็น เล่าให้กูฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น” ไอ้ต้นเดินมานั่งลงบนพื้นข้างๆ โดยไม่ลืมหยิบผ้าผืนเล็กคลุมตัวผมไว้

     จนกระทั่งผ่านไปนานหลายนาทีก็ยังไม่คิดจะพูดอะไร ส่วนฝ่ายนั้นไม่ได้รบเร้าให้ผมเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้ เรานั่งฟังเสียงเครื่องปรับอากาศอยู่บนพื้น ต่างคนต่างหลงทางไปกับภวังค์ของตัวเอง

     ผมไล่อ่านข้อความในโทรศัพท์ของบอสเมื่อวานก่อนบนโต๊ะกินข้าว ทั้งสองคุยกันอย่างลึกซึ้ง นัดไปเที่ยว ดูหนัง และกินมื้อเย็นในร้านอาหารหรู นอกเหนือจากนั้นคือพวกเขาได้บอก ‘รัก’ กันผ่านตัวหนังสือในข้อความ

     ทุกอย่างต่างจากที่เคยคิดอย่างลิบลับ เพราะทุกครั้งที่บอสกับพี่ปืนมาเจอกัน พวกเขาแทบจะฆ่ากันตายด้วยซ้ำถ้าจำไม่ผิด ผม...ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้

     ความสัมพันธ์ของสองคนนี้เเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ผมไม่รู้ แทบจะไม่เคยมีความสงสัยมาก่อนจนได้มาเจอความลับบางอย่างในข้อความสนทนาระหว่างบอสกับพี่ปืน

     ถ้าให้ผมเดา มันก็คงนานพอที่จะพิมร์คำว่ารักส่งให้กัน นานพอที่สองคนจะกล้าเข้ามาทำอะไรกันในห้องโดยไม่กลัวว่าผมจะเข้ามาเห็น

     เตียงนอนที่หลับนอนทุกคืนอาจเป็นที่ที่สองคนนั้นร่วมรักกันมาตลอดแต่ผมไม่เคยรู้ พอนึกได้อย่างนั้นก็เจ็บใจขึ้นมา ความรู้สึกที่มีต่อพวกเขาในตอนนี้มันสับสนวุ่นวายไปหมด ทั้งโกรธ เสียใจ ผิดหวัง นอกเหนือจากนั้นคือความรักที่ผมมีให้ทั้งบอสและพี่ปืน

     อีกคนคือเพื่อนที่ดีที่สุด คนที่อยู่เคียงข้างไม่ทอดทิ้งไปไหน อีกคนผมรักหมดใจ แต่ทำเรื่องซบให้ไม่เว้นแต่ละวัน

     เคยเข้าใจมาตลอดว่าพี่ปืนกับบอสไม่ชอบคอกัน เพราะทุกครั้งที่ผมอยู่ใกล้ชิดกับบอสพี่ปืนจะแสดงความก้าวร้าวออกมาผ่านพฤติกรรมและคำพูด ผมเข้าใจว่านั่นเป็นเพราะผม สำคัญตัวเองผิดมาตลอด ทว่าคนที่ทำให้พี่ปืนเดือดเนื้อร้อนใจได้มากขนาดนั้นคือบอสต่างหาก เป็นบอสมาตลอด ไม่ใช่ผม

     บอสพูดตะล่อมให้ผมออกมาจากตรงนั้น จบความสัมพันธ์สกปรกแล้วกลับไปอยู่บ้าน ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสุขโดยที่มีเพื่อนคนเดิมเดินตามหลัง หลงคิดว่าทั้งหมดคือความห่วงใยจากเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง

     ทว่าทุกอย่างมันเพื่อตัวเขาเอง บอสอยากให้ผมออกมาจากตรงนั้น เพื่อหวังจะเข้าไปอยู่แทนที่ และได้รักกับพี่ปืนโดยไม่ต้องหลบซ่อน

     เท่าที่ผมนั่งคิดประติดประต่อ มันทำให้ตาสว่างขึ้นมาบ้าง ผมคิดว่าผมเริ่มเข้าใจทุกอย่างแล้ว

     ที่ผ่านมาถูกหลอกมาตลอด ถูกคนสองคนสวมเขาแต่ไม่เคยรู้อะไรเลย

      ถ้าเกิดว่าบอสกับพี่ปืนจะรักกันจริงๆ ผมควรจะเดินออกมาจากตรงนั้น ถึงจะรับไม่ได้ที่พวกเขาสองคนทำเรื่องเลวลับหลัง แต่ผมยอมเสียคนรักและเพื่อนที่เคยคิดว่าดีคนหนึ่ง ดีกว่าทนอย่างอย่างน่าสมเพช

     ในเมื่อมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ทุกอย่างคงกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ ผมทำไม่ได้ที่จะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วนั่งคุยกับบอสเหมือนทุกวันเป็นวันปกติ

     ทั้งที่เพื่อนรักคนนี้ ขโมยหัวใจพี่ปืนไปแล้ว ทั้งยังทำลายมิตรภาพไม่เหลือชิ้นดี

     “มันจะเป็นไปได้ไหมถ้าคนคนหนึ่งจะรักสองคนพร้อมกัน” คำถามสิ้นคิดถูกพูดออกมาจากปาก ถ้าพี่ปืนรักบอสจริงๆ บางทีเขาอาจจะยังรักผม แต่คงน้อยลงกว่าเดิม

     ผมแค่อยากรู้ความเป็นไปได้ของคำถาม จึงพูดออกมาโดยไม่รู้ว่าไอ้ต้นจะตอบผมได้หรือเปล่า

      “งั้นกูถามมึงหน่อย มันจะเป็นไปได้เหรอที่จะรักคนสองคนพร้อมกัน” แทนที่จะได้คำตอบ แต่มันถามกลับและยิ่งเพิ่มปมความสงสัยว่าทำไม

     “มึงถามกูทำไม”

     “แสดงว่ามึงไม่เคยรู้ตัวเองเลย”

     “หมายความว่าไง กูไม่เข้าใจที่มึงพูด” มันส่ายหน้าแทนจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อคลายความสงสัยให้ผม เมื่อไม่ได้รับคำตอบ ผมจึงปล่อยผ่านเรื่องนั้นอย่างไม่ใส่ใจแล้วขุดประเด็นอื่นขึ้นมาเป็นบทสนทนาแทน

     “มึงว่าบอสเป็นคนยังไง”

     “ว่าไงนะ”

     “บอสเป็นคนแบบไหนกันแน่” เสียงที่เปล่งออกไปเริ่มสั่นยิ่งกว่าเดิม

     เกินคาดที่บอสจะกล้าทำแบบนั้นลับหลัง มันเชื่อไม่ลงว่าคนอย่างบอสจะหักหลังกันได้ลงคอ แต่ในเมื่อภาพที่ได้เห็นด้วยสองตาบ่งชัดว่านั่นคือเรื่องจริง และไดไม่ได้หลงอยู่ฝันร้าย

     “เพื่อนสนิทมึง มึงไม่รู้แล้วใครจะรู้”

     “กูไม่รู้เลยว่าหลายปีที่เป็นเพื่อนกันมามีอะไรจริงบ้าง กูไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่รู้ว่าบอสเป็นคนแบบไหนกันแน่” ผมควรจะรู้จักบอสดี แต่เรื่องที่เจอมาทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจลดลงจนแทบไม่เหลืออะไร และผมไม่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นใคร

     “งั้นกูก็ให้คำตอบมึงไม่ได้หรอก”

     “มึงรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่ห้อง” เมื่อพูดจบ ผมกับมันหันมาสบตากันนิ่ง ไอ้ต้นรับรู้ได้โดยที่ผมไม่ต้องให้พูดอธิบายอะไรเพิ่ม

     หลังจากนี้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ปัญหาต่างๆ มันหนักหนาเกินกว่าจะรับไหว เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นกระทันหันจนตั้งรับแทบไม่ทัน

     ไม่รู้ว่าเจอสองคนนั้นแล้วควรทำตัวยังไง ผมไม่รู้ว่าจะยิ้มออกหรือเปล่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขา

     ตอนนี้ผมสับสนไปหมด ไม่รู้ว่าควรเลือกแบบไหนให้ผลลัพธ์มันออกมาดีต่อความรู้สึกของตัวเองที่สุด อยู่อย่างนี้โดยไม่ต้องทำอะไร หรือควรจะจบแล้วต่างฝ่ายต่างเลิกรา หากเป็นอย่างที่สองแค่คิดก็วูบโหวงขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าเป็นตัวเลือกแรก ผมยอมรับตามตรงว่ามันทรมานไม่น้อยที่ต้องทนอยู่แบบนั้น

     แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ชัดคือผมรักพี่ปืน และยังรักไม่ว่าเรื่องที่เขาทำมันจะทำให้ผมชอกช้ำมากแค่ไหน
ในสมองยังคงคิด คิดวกวนอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยไม่หยุด เรื่องที่ไม่น่ายุ่งยากแต่กลับทำให้วุ่นวายได้ในความรู้สึก

     ภาพของคนรักฉายชัดในโสตสมองเป็นฉากๆ เป็นสิ่งทำผมไม่อยากจดจำ ทว่ามันชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่หลับตาลง

     พี่ปืนกับบอส...พวกเขามีเซกส์ร้อนแรงบนเตียงที่พี่ปืนกับผมเคยนอนกอดกัน มันคงไม่ใช่แค่ครั้งแรก นึกไม่ออกเลยว่ามันกี่ครั้งที่ทำแบบนั้นลับหลัง

     ยังคงร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากความอ่อนเพลียที่พอช่วยให้หลับนอนได้ง่ายขึ้น แต่มันก็แค่นั้น พอตื่นขึ้นจากนิทรา ความบอบช้ำยังติดตรึงอยู่กับผมที่ยังมีชีวิต เลือดเนื้อ และยังรู้สึก

     “กูจะอยู่กับมึงสักพัก” แค่สักพักเท่านั้น ผมแค่รอในห้องของคนอื่นเพื่อให้พี่ปืนกับบอสทำอะไรกันเสร็จ หลังจากนั้นผมจะเดินกลับเข้าไปด้วยรอยยยิ้ม อาจจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นถ้าเกิดว่าในสถานการณ์นั้นผมมีความอดทนมากพอ

     ก็แค่ฉุกคิดว่าจะทำแบบนั้น ไม่ล่วงรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าเดินกลับเข้าไปในนั้นจริงๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความอดทนค่อนข้างสูง แปลกดีที่ช่วงหลังอารมณ์ถูกระเบิดออกมาบ่อยๆ

     ตอนแรกดีไปหมดทุกอย่าง พอนานวันสันดานก็เริ่มออก ผมยอมรับว่าเป็นหนึ่งในคนประเภทนั้น

     “จะนอนนี่ก็ได้นะถ้าไม่อยากกลับ หรือจะให้กูพากลับบ้าน”

     “จะอยูนี่แหละ”

     “เห้อ มาถึงขั้นนี้แล้วยังทนอีกเหรอ มันไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งนะ แต่เป็นแบบนี้ตลอดตั้งแต่มึงคบกันมา กับคนแบบนี้มึงยังจะยอมทนอีกเหรอ”

     “กูก็ไม่ได้เป็นอะไร” เหมือนเดิมที่พูดออกมาแบบนั้น ทั้งที่มันเป็น และไม่รู้จะรับมือกับความกระท่อนกระแท่นแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน

     “กูนับถือมึงนะคีย์ มึงเก่ง มึงยิ้มได้ทั้งที่ข้างในมันพังไปหมด แต่ทุกอย่างที่มึงแสดงออกมามันขัดกับความรู้สึก มึงกำลังฝืน กูรู้ว่ามึงไม่มีความสุขเลย กูอีกคนแหละที่อยากขอร้องให้มึงหยุด”

     นานแล้ว…ผมฝืนมานานแล้ว ไม่เคยมีอะไรดีขึ้นนอกจากจะพังลง แต่ผมยังดันทุรังที่จะทน ทนจนกว่าความอดกลั้นมันหมดไปเอง

     “มึงพอแค่นี้เถอะ อย่าเอาตัวเองไปจมปลักกับคนแบบนั้นเลย สุดท้ายก็เป็นมึงที่เจ็บอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนไอ้ปืนนั่นมันจะไปรู้สึกอะไร” คำพูดยาวเหยียดลอยเข้าสองหู มันคงไม่รู้หรอกว่าประโยคพวกนั้นทำให้ผมนึกถึงใครคนหนึ่งซึ่งชอบพูดเกลี้ยกล่อมแบบนี้ทุกวัน

     “รู้อะไรไหม บอสชอบพูดแบบนี้กับกูบ่อยๆ”

     “แล้ว?”

     “บอกกับกูให้เลิกกับพี่ปืน แต่วันนี้กูยังเห็นอยู่กับพี่ปืนในห้อง” บทสรุปของความหวังดี มันจะเป็นเหมือนที่ผมได้พูดไปเมื่อครู่

     ระหว่างที่คนคนหนึ่งกอดปลอบและลูบหลังให้ พร่ำกรอกหูด้วยคำพูดปลอบโยน แต่ผมไม่รู้เลยว่าคนคนนั้นจะแอบเอามีดเสียบแทงไว้ข้างหลัง กว่าจะรู้ตัวก็ทะลุผ่านมาข้างหน้าแล้ว

     “ถ้ามึงคิดอะไรเหี้ยๆ แบบนั้นมึงก็แค่เลิกเป็นเพื่อนกับกู” ไอ้ต้นพูดอย่างเอาเรื่อง นัยส์ตาสีนิลจ้อมเขม่งมาที่ผมโดยไม่ละออกไปมองที่อื่น ผมเค้นหัวเราะในลำคอพลางเบนสายตามองไปที่นาฬิกาตั้งโต๊ะ

     “กูก็ได้แค่คิด ถ้ามันมีเรื่องแบบที่กูพึ่งเจอเกิดขึ้นอีกเผื่อว่าจะตั้งรับความรู้สึกแบบวันนี้ได้ทัน”

     “มันไม่ได้ช่วยเหี้ยอะไรเลย” มันทำหน้าระอาใส่ราวกับผมเป็นพวกคนบ้าไม่มีสติ

     “ตอนนี้กูหวาดระแวง และไม่ค่อยไว้ใจใครแม้แต่คนใกล้ตัว”

     “มึงคิดว่ากูจะทำแบบไอ้บอสเหรอ”

     “ใครจะไปรู้ แล้วมึงเคยทำแบบนั้นไหมล่ะ” จี้คำถามแบบตรงไปตรงมา

     “มึงมันงี่เง่าเหมือนที่พี่ปืนพูดจริงๆ” ตัวแข็งทื่อทันทีเมื่อมันพูดประโยคนั้นจบ ผมเหลือบมองไอ้ต้นด้วยใจฉงน ความสงสัยหลายอย่างตีเข้ามาในความคิด

     ตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมามันไม่เคยคุยอะไรกับพี่ปืน ไม่เคยสักครั้งที่สองคนนี้จะคุยกัน

     นั่นทำให้ผมคิดขึ้นมาว่าทำไมไอ้ต้นและพี่ปืนถึงไม่ยุ่งเกี่ยวกันทั้งที่พี่ปืนมานั่งกินข้าวกับกลุ่มเพื่อนของผมบ่อยๆ เริ่มรู้สึกหวาดระแวงขึ้นอีกครั้งเพียงเพราะความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจ

     “มึงรู้ได้ไงว่าพี่ปืนพูด ทั้งที่มึงกับเขาไม่เคยคุยกัน” อีกฝ่ายนั่งเงียบไม่ยอมตอบ

     “บอกกูสิว่ามึงรู้ได้ไง” ถามออกไปเสียงแข็งทั้งที่กลัวคำตอบจนใจสั่น “แบบนี้มึงจะให้กูไม่คิดมากได้ไง” พูดทิ้งท้ายแล้วลุกออกจากตรงนั้นเพื่อหวังจะเดินกลับห้องของตัวเอง

     ทว่าเท้าทั้งสองหยุดชะงักหน้าทีวีจอใหญ่ มีไอ้ต้นเดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหลัง ผมหันกลับไปมองร่างสูงโปร่งของมันอย่างสังเกต ก่อนเหลือบตามองรูปถ่ายที่ถูกหนังสือเล่มหนาสีเทาทับไว้ครึ่งหนึ่ง นั่นทำให้ผมเห็นไม่ชัดเจน

     “เป็นอะไร”

     “กะ…กู กูสงสัย”

     พรึบ!

     รีบเอื้อมมือไปหยิบหนังสือที่ทับรูปออกอย่างรวดเร็วโดยที่ไอ้ต้นพยายามออกแรงห้ามสุดชีวิต

     ซึ่งแน่นอนว่าผมรู้บางอย่างที่ไม่ควรรู้อีกแล้ว เป็นอีกครั้งที่ถูกของแหลมทิ่มที่เอ็นเนื้อในอก ปวดหนึบจนไม่รู้ว่าจะเยียวยายังไงเมื่อมองดูภาพถ่ายพวกนั้น

     รูปของไอ้ต้นกับพี่ปืนกระจัดกระจายลงพื้น มันมีหลายใบที่ถูกหนังสือเล่มนั้นทับไว้ บางรูปถูกถ่ายไว้นานผมรู้ พราะคนสองคนในรูปอยู่ในชุดนักเรียนแต่คนละสถาบัญ หน้าตาของพี่ปืนกับไอ้ต้นอ่อนเยาว์กว่าตอนนี้มาก

     ผมย่อตัวลงช้าๆ สุ่มหยิบบางชิ้นขึ้นมาดู ก่อนยืดตัวเต็มความสูง ยืนมองภาพในมือด้วยความสงบเงียบ

     พวกเขาสองคนยิ้ม จับมือกัน ท่องเที่ยวไปทั่วเมือง ขนาดผมยังไม่เคยได้ไปที่แบบนี้กับพี่ปืนสักครั้ง พี่ปืนไม่เคยทำให้ผมรู้สึกพิเศษเหมือนคนในภาพ รูปหนึ่งที่ใบหน้าของทั้งสองแนบชิด ฉีกยิ้มจนสัมผัสได้ถึงความสุขในช่วงเวลานั้น มีบางรูปที่คนรักของผมหอมแก้มอีกคน สายตาแบบนั้นเปี่ยมไปด้วยความโหยหาซึ่งกันและกัน

     ทุกอย่างกระจ่างแจ้งต่อสายตา รูปถ่ายปลิวลงพื้นทีละชิ้นสองชิ้น ผมก้มมองแผ่นกระเบื้องเพื่อตั้งสติ หลังจากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมาเผชิญตัวต้นเหตุตรงๆ

     “มะ…มึง” ลำคอตีบตันพูดอะไรไม่ออก

     “มึงอย่าเข้าใจผิด”

     “ต้น…”

     “ไม่ใช่นะคีย์ มันไม่ใช่”

     “ยังกล้าปฏิเสธอีกเหรอ! มึงแหกตาดูรูปเหี้ยนี่สิ!”

     “มันนานแล้วคีย์ แล้วมันก็จบแล้วด้วย”ไม่ว่ามันจะกลายเป็นอดีต หรืออะไรก็ตาม ผม…ก็เสียความรู้สึกอยู่ดี

     “มึงแน่ใจเหรอว่าจบแล้ว” ก้าวยาวๆ ไปประชิดร่างที่สูงกว่า มือของผมเอื้อมขึ้นไปกำคอเสื้อไอ้ต้นแน่น พลางออกแรงเขย่าอย่างโกรธเคือง

     “พวกมึงทำกันได้ไง กูเป็นเพื่อนมึงนะไอ้เหี้ย!”

     “กูบอกแล้วไงว่ามันนานแล้ว กูก็โดนหลอกไม่ต่างจากมึงหรอก กูไม่รู้ว่าไอ้ปืนมันคบกับมึง กูไม่รู้อะไรทั้งนั้น!”

     ไม่ควรเชื่อใจใครอีกแล้ว แม้แต่บอสที่เป็นเพื่อนกันมานานห้าปี หรือคนตรงหน้าที่ผมคิดว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ดีที่สุดในชีวิต เราต่างเป็นคนแปลกหน้าที่ใส่หน้ากากเข้าหากัน ทุกคนต่างโกหกหลอกลวง แสร้งทำเป็นเพื่อนที่ดีใส่ซึ่งไม่มีอะไรจริงสักอย่าง ส่วนผมเป็นแค่ไอ้โง่ที่ถูกคนสามคนหลอกมาตลอด

     ขบกรามแน่นแล้วมองลึกเข้าไปในงดวงตาของมัน แววตาไอ้ต้นเย็นชาขึ้นมาจนเดาอารมณ์ไม้ได้ ผมคลายมืออกจากคอเสื้อของคนที่กำลังเผชิญหน้า รีบเดินถอยออกจากตรงนั้นก่อนเผยความอ่อนแอออกมาให้มันเห็นอีกรอบ

     ข้างหน้าเป็นทางเดินตรงไม่ได้คดเคี้ยว แต่เหมือนผมกำลังหลงทางอยู่ที่ไหนสักแห่งทั้งที่ทางเดินตรงนี้ผมคุ้นตาดี

     ผมเดินตรงไปตามโถงทางเดินเรื่อยๆ  รู้สึกกระสับกระส่ายจนสติหลุดลอยแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่ยังคงพยายามย่างก้าวต่อไป จนพลาดท่าสะดุดเท้าตัวเองล้มกองลงไปกับพื้น

     นี่เป็นเรื่องตลกร้ายของตีรณในวัย 20 ทุกอย่างแย่ไปหมด มันมีแต่เรื่องซวยเกิดขึ้นกับผม

     เจ็บไปหมด เจ็บจนไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเพื่อปั่นทอนมัน

     ผมตีกำปั้นลงบนทางเดินอย่างหาที่ระบาย ก่อนพยุงตัวลุกขึ้นและพยายามทรงตัวให้ดีที่สุด

     ทันทีที่ก้าวขาเข้าไปในห้อง มีเสียงคล้ายคนทะเลาะกันดังก้องเข้าหูทั้งสองข้าง พอได้ยินแบบนั้นจึงรีบดึงมือออกจากลูกบิด เดินเซเข้าไปหลบอยู่ในห้องน้ำแคบๆ คนเดียว

     ไม่ว่าข้องนอกนั่นกำลังเกิดอะไรขึ้น ผมไม่อยากได้ยิน หรือมองเห็น มั่นใจว่ามันต้องเป็นเรื่องแย่อีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ควรรู้

     ผมล้มตัวลงบนพื้นกระเบื้องเย็นยะเยือก ใช้มือทั้งสองข้างปิดหูเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงที่ผมเองก็ไม่แนใจว่ากำลังพูดคุยหรือถกเถียงกัน

     แค่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะจบแล้วออกไปให้พ้นสักที อยากผ่านวันนี้ไป ผมอยากให้เวลาเวียนไปถึงพรุ่งนี้ให้เร็วที่สุด

     เหนื่อยพอแล้วกับการเดินทางครั้งนี้ ผมตัดสินใจจะหยุดอยู่ที่ไหนสักที่ ทิ้งอดีตไว้ในขบวนรถ ปล่อยให้มันจางหายไปตามทาง

     ผมจะทำแบบนั้นเมื่อถึงพรุ่งนี้






     เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ เปิดขึ้นเมื่อถูกรบกวนจากใครสักคน ผมปิดตาลงอีกครั้งเพื่อหรี่แสงสว่างจากหลอดไฟ กระพริบตาถี่เพื่อปรับการมองเห็นให้ชัดเจน

     ข้างนอกหน้าต่างมีแค่ดาวกับดวงจันทร์ ไม่มีแสงตะวันหรือกลุ่มเมฆ ไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงกี่ยาม แต่มันยังไม่เช้า ยังไม่ใช่วันพรุ่งนี้อย่างที่ควรจะเป็น

     รอบๆ คือห้องนอนคุ้นตา การตกแต่งสไตล์นี้เป็นฝีมือของผมกับใครอีกคนที่อยู่ด้วยกันมาเกือบสองปี เราเคยถกเถียงกันเรื่องสีผ้าปูที่นอนกับผ้าม่าน แต่สุดท้ายเขาก็ยอมตามใจผม ยอมให้ทั้งห้องกลายเป็นสีฟ้าครามทั้งที่เขาไม่ค่อยชอบ

     ฝ่ามืออุ่นๆ ของพี่ปืนสัมผัสลงมาที่แก้ม ไกล่เกลี่ยไปมาอย่างแผ่วเบา ผมปัดมือเขาออกแล้วลุกขึ้นมานั่งตัวตรงที่ปลายเตียง กวาดสอบตามองรอบๆ แล้วมาหยุดที่เสื้อผ้าชุดใหม่

     จำได้ว่าผมเผลอหลับอยู่ในห้องน้ำด้านนอก แต่ตอนนี้ผมมานั่งอยู่บนเตียงที่สภาพยับยู่ยี่ นั่นอาจเกิดจากกิจกรรมที่พี่ปืนพึ่งทำเสร็จไปไม่นาน ผมสะบัดหัวไล่ความมึนแล้วรีบลุกออกจากที่นอนอย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงเรื่องนั้น

     ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มครึ่ง ผมคงหลับไปนานพอสมควร เมื่อสมองปรอดโปร่งเรื่องต่างๆ เริ่มโถมเข้ามาในสมองอีกครั้งพร้อมของเหลวอุ่นๆ ที่ไหลรินลงมาอีกรอบของวัน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-03-2019 15:45:29 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 31/12/2561
«ตอบ #107 เมื่อ31-12-2018 11:33:37 »


     เล็บผมจิกไปที่ต้นขาทั้งสองเพื่อระบายอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจที่โหมกระหน่ำอยู่ข้างในอย่างหน้ากลัว เสียงสะอื้นเริ่มดังก้องขึ้นเรื่อยๆ จนคนข้างในเดินออกมาดูด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

     “เป็นอะไรอีก” คำถามของเขาราบเรียบไม่มีความเป็นห่วง

     “พี่คิด ฮึก พี่คิดว่าผมไม่รู้เหรอ”

     “อะไร?” ผมเงยหน้าจากพื้นขึ้นมาจ้องมองพี่ปืนผ่านม่านน้ำตา ใบหน้าคมสันมีรอยฟกช้ำเต็มไปหมด ซึ่งผมไม่รู้ว่าเขาไปมีเรื่องกับใครที่ไหนมา

     พี่ปืนส่ายหน้าระอาใส่แล้วเดินมานั่งลงข้างๆ ทำทีเฉยเมยเหมือนไม่ได้ไปทำอะไรผิด ยิ่งทำให้ผมโกรธเกรี้ยวหนักกว่าเดิม

     “พี่ขอเถอะวันนี้ อย่ามาบีบน้ำตาแล้วเอาเรื่องปัญญาอ่อนมาทะเลาะกับพี่ ไม่เหนื่อยบ้างหรือไงชวนทะเลาะอยู่ทุกวัน”

     “งั้นผมต้องอยู่เฉยๆ เหรอ อยู่ให้พี่ย่ำยีอยู่แบบนี้จนกว่าจะตายกันไปข้างแบบนั้นใช่ไหม”

    “ไม่ต้องพูด พี่ไม่อยากมีปัญหา เข้าไปนอนเถอะดึกมากแล้ว” น้ำเสียง สีหน้า และประโยคที่พูดออกมา เด็กดูยังออกว่าคนคนนี้กำลังรำคาญผม

     “พี่เคยเสียใจบ้างไหมกับทุกอย่างที่พี่ทำ”
หวังว่าจะได้คำตอบ แต่เขาทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินประโยคที่ได้ถามออกไป

     “พี่เคยเสียใจไหมที่ทำผิด ไม่ว่าต่อหน้า หรือลับลัง” พูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์เหมือนเดิม พี่ปืนไม่สนใจ ต่อให้พยายามทำตัวให้มีตัวตนมากแค่ไหนเขาก็ไม่คิดจะชายตามอง

     “พี่คิด ฮึก พี่คิดว่าผมไม่รู้ใช่ไหม…”

     “วุ๊! อะไรนักหนา ไปนอนได้แล้ว” เขาคงรำคาญผมเต็มทีถึงได้ขึ้นเสียงใส่แบบนั้น

     “ฮึก พี่พาบอสเข้ามามีอะไรกันในห้องของเรา พี่รู้ไหมว่านั่นเพื่อนผม ฮึก รู้ไหมว่าผมรักเพื่อนคนนี้มากแค่ไหน! ทำไมต้องเป็นบอส! ทำไม!”

     “เรารักกัน”

     นอกจากเสียงเครื่องปรับอากาศแล้ว ยังมีเสียงหนึ่งที่ได้ยินอย่างชัดเจน

     นั่นคือเสียงของหัวใจที่กรีดร้องอย่างทรมานอยู่ข้างใน ผมได้ยินชัด

     เขาควรจะถนอมความรู้สึกกันบ้างสักนิด แต่คนอย่างพี่ปืนไม่เคยเห็นใจผมเลย มีแต่จะถีบให้จมลงไปเรื่อยๆ จนแทบไม่มีอากาศหายใจ

     จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมา ผมพยายามข่มอารมณ์ให้เย็นที่สุด ทว่าความอัดอั้นแล่นขึ้นเรื่อยๆ จนอยากระเบิดออกออกมาให้หมด

     เฟี๊ยะ!

     มือผมฟาดไปกระทบกับผิวหน้าของพี่ปืนอย่างแรงเมื่อความอดกลั้นได้ประทุออกมาในที่สุด

     หลายต่อครั้งต่อหลายครั้งที่ขอร้องอ้อนวอน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือแววตาไร้เยื่อใย และทำเหมือนผมเป็นอากาศที่ไร้ซึ่งตัวตน

     กี่ครั้งแล้ว กี่ครั้งที่พี่ทำร้ายความรู้สึก ยิ่งผมนิ่งเฉย พี่ยิ่งเหยียบย่ำหัวใจส่วนที่เหลือให้จมหายไปกับเท้าหนักๆ ที่พร้อมกระทืบลงมาทุกเมื่อ

     จวบจนตอนนี้ ผมทนไม่ไหวอีกแล้วกับนิสัยแบบนี้ของเขา ผมยอมให้ถูกทำร้ายความรู้สึกมานาน แต่มันจะไม่เป็นแบบนั้นในตอนนี้ ผมจะไม่ยอมอีกแล้วต่อให้ต้องใช้กำลังตัดสินทุกอย่าง

     ขณะที่พี่ปืนกำลังหันหน้ามามอง ผมจึงฟาดซ้ำลงไปที่รอยเดิม

      เฟี๊ยะ!

     “พี่ ฮึก พี่พูดอะไรออกมา”

     “พี่รักไอ้บอส พี่รักมัน”

     เฟี๊ยะ!

     เป็นอีกครั้งที่ผมเหวี่ยงฝามือใส่ซีกหน้าของพี่ปืนสุดแรง ทว่าครั้งนี้มีเลือดซึมออกมาจากมุมปากของเขาเล็กน้อย พี่ปืนคงเจ็บ แต่เลือดแค่นั้นที่ไหลออกมามันเทียบไม่ได้กับน้ำตามากมายที่ผมเสียไป

     “เหี้ย ฮึก พี่มันเหี้ย”

     “รับไม่ได้เหรอ”

     “ดูที่พี่ทำสิ! พี่เอากับเพื่อนผม! ใครที่ไหนจะรับเรื่องเหี้ยแบบนี้ได้!” วาจาหยาบคายและคำพูดก้าวร้าวถูกพ่นออกจากปาก แต่นั่นคือพี่ปืน ต่อให้พูดอะไรออกไปเขาไม่เคยสะทกสะท้าน ไม่เคยแสดงความเสียใจออกมานอกจากความเฉยชา

     “มันน่าสงสัยนะ กับคนอื่นๆ ที่พี่ไปมั่วด้วยไม่เห็นกล้าทำแบบนี้ แต่พอเป็นไอ้บอสเท่านั้น ทำไมถึงกล้า ทำไมถึงเดือดได้มากขนาดนี้” พี่ปืนกัดฟันพูดอย่างข่มอารมณ์ ดวงตาคมกริบไม่ได้ทำให้รู้สึกหวั่นเกรงเหมือนที่ควรจะเป็น มาถึงขั้นนี้ไม่มีอะไรที่ผมต้องกลัวอีกต่อไปแล้ว

     “กับไอ้บอสนี่มันยังไงกันแน่”

     “หวงนักเหรอ!”

    “เออ!” อีกฝ่ายตะคอกจนเอ็นขึ้นคอ
พี่ปืนไม่ปฏิเสธ ตลอดเวลาที่ผมคิดว่าเขาหวงผม แท้จริงแล้วเขาหวงบอสมาตลอด มันไม่เคยเป็นผม

     “บะ..บอสใช่ไหม พี่หวงเขาใช่ไหม” ยิ่งพูด เสียงยิ่งเบาลง “แล้วยุ่งอะไร” ผมไม่น่าถาม ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่ายังไงพี่ปืนก็ต้องหวงบอส ก็นั่นมันคนที่เขารัก คนที่ไม่อยากให้ผมเข้าไปใกล้ชิดจนเกินไป

     “ผมจะไม่ทนอีกแล้ว”

     “ก็ไม่ต้องทนสิ จะไปไหนก็ไป” เขาลุกขึ้น “ไอ้ต้น…” แต่เสียงที่ผมพูดออกมาทำให้ร่างสูงยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

     ผมพึมพำชื่อตัวต้นเหตุอีกหนึ่งคนขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ “ระหว่างพี่กับมัน ผมรู้เรื่องหมดแล้ว”

     “งั้นก็ตบพี่อีกสิ”

    ผมลุกจากโซฟา ก้าวไปยืนตรงหน้าแล้วเหวี่ยงหมัดไปที่หน้าได้รูปของฟี่ปืนแทนที่จะใช้ฝ่ามือฟาดลงไป

     “พวกพี่ทำได้ยังไง!” หมัดทั้งสองกระหน่ำตีที่อกของพี่ปืนไม่หยุดโดยที่คนถูกทำร้ายพยายามล็อกตัวผมไว้

     “ทำกับผมแบบนี้ได้ไง!”

     “คีย์หยุด!” พี่ปืนตะคอกใส่แล้วผลักร่างผมลงไปนอนกองอยู่บนพื้นจนเจ็บแปลบที่ข้อศอก

     “เมื่อไหร่พี่จะพอสักที!”เสียงที่เปล่งออกไปดังไม่แพ้ร่างสูง ผมเงยหน้าขึ้นไปมองพี่ปืน ภาพของเขาไม่ชัดเจนเมื่อเริ่มมีหยาดน้ำบดบังการมองเห็น

     พี่ปืนสบถคำหยาบ เดินหัวเสียไปยืนที่ระเบียงห้องแล้วหยิบบุหรี่ออกมาสูบหน้าตาเฉย ผมปาดน้ำตาแล้วมองแผ่นหลังของเขาด้วยความเสียใจที่คับแน่น พยายามข่มอารมณ์ร้อนรุ่มให้เย็นลงแต่มันไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากความหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัว

     “อีกกี่คนพี่ถึงจะหยุด” ต้องให้ผมเจ็บไปอีกเท่าไหร่ ผมยอมมาทุกอย่าง ให้ไปจนจะไม่อะไรเหลือแล้ว แต่พี่ก็ไม่หยุดสักที

     “ต้องให้ทำยังไงพี่ถึงจะพอ…” พยายามมองหาเหตุผลที่ทำให้ความสัมธ์ของเราแตกร้าวได้มากขนาดนี้ ผมอยากปรับแก้ ให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือน ให้พี่ปืนรักผมเหมือนในตอนอดีต

     ถ้าผมไม่ดีพอ ผมจะพยายามแก้ไขตัวเอง เพื่ออยากให้พี่รัก รักผมแค่คนเดียว และไม่ออกไปไหนกับใครอีก

     ห้องๆ นี้ผมยังจำได้ว่าเราเคยมีความสุขมากแค่ไหน ผมอยากย้อนกลับไปเป็นเหมือนตอนนั้น แต่พี่ปืนคงลืมไปแล้ว หรือบางทีเขาไม่อยากจะจดจำเลย

     ผ่านมาหลายนาทีแต่ไร้เสียงตอบกลับจากพี่ปืน เหมือนไร้ตัวตนในที่ตรงนี้ กลายเป็นอะไรสักอย่างที่เขามองไม่เห็น ไม่อยากมอง หรือบางทีเขาอาจจะไม่อยากใส่ใจอะไรเลย

     พี่ปืนเฉยชากับเรื่องที่เขาทำอย่างมาก ทำราวกับไม่รู้สึกผิดที่ทำผิดกับผมซ้ำซากแบบนี้
ถ้าหากวันหนึ่งผมเป็นฝ่ายเมินเฉยใส่แบบนี้ พี่จะรู้สึกยังไง

     ถ้าหากผมใช้คำพูดแบบเดียวกับที่พี่พูดทำร้ายความรู้สึกผม พี่จะเสียใจบ้างหรือเปล่า

     แล้วถ้าผมนอกใจ...

     หัวใจของพี่จะเจ็บปวดทรมานแบบเดียวกับที่ผมรู้สึกบ้างไหม

     คำตอบคือไม่ ผมรู้ตัวดี เพราะผมไม่ได้สำคัญพอที่เขาจะมารู้สึกอะไรแบบนั้น

     ผมเดินตรงไปหยิบกุญแจรถที่วางไว้บนโต๊ะแล้วเดินมุ่งไปที่บานประตู

     “จะไปไหน”

     “กลับบ้าน” ข้อมือถูกพี่ปืนคว้าไว้อย่างรวดเร็ว นั่นทำให้ผมขยับตัวไปไหนไม่ได้

     “ไม่คีย์ ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น”

     “พี่เป็นอะไร อยากจะไล่ก็ไล่ พอผมจะกลับบ้านพี่ก็ห้าม พี่บอกผมสิว่าจะเอายังไงกันแน่” ผมสะบัดข้อมือออกจากการกอบกุม เดินต่อไปโดยมีพี่ปืนเดินตามมาติดๆ

     “อยู่กับพี่ต่อเถอะ” ร่างทั้งร่างถูกคนข้างหลังกอดรัดไว้หนาแน่น กุญแจในมือถูกคนด้านหลังยึดไปทันที พี่ปืนซุกหน้าลงที่ไหล่ของผมจนสัมผัสถึงความอุ่นของลมหายใจ หัวใจแข็งด้านอ่อนยวบลงทันเมื่อได้รับสัมผัสอ่อนโยนจากพี่ปืน

     ผมชอบอ้อมกอดนี้ และไม่ลืมว่ามันอบอุ่นมากแค่ไหน ตอนที่ผมยังต้องการทำไมพี่ไม่เคยกอดผมแบบนี้เลยสักครั้ง ทำไมไม่ใช้น้ำเสียงอ่อนนุ่มพูดกับผมเหมือนตอนนี้

     ได้โปรด…

     ขอร้องว่ามันไม่ใช่ในตอนที่ผมกำลังจะไป ผมอยากให้พี่ปล่อยผม ผลักไสเหมือนที่เคยทำ อย่ามาทำตัวอ่อนโยนและทำเป็นรักถ้าไม่มีความรู้สึกนั้นหลงเหลือแล้ว

     “ปล่อยผมได้ไหม ขอร้อง...” ผมปล่อยโฮออกมาอย่างหนัก อารมณ์ทั้งหมดทลายลงมาพรั่งพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด

     “ฮือออ ปล่อยผมไป ปล่อยผมไป…” พูดปนสะอื้น ตัวสั่นโยงแทบควบคุมไม่ได้

     อ้อมกอดถูกคลายออกอย่างช้าๆ ผมจึงหันกลับไปมองพี่ปืนแล้วก้าวออกห่างคนตรงหน้า

     “อย่างพึ่งไปได้ไหม” น้ำเสียงและแววตาเปลี่ยนไป ต่างจากคนที่พูดจาแข็งกร้าวเมื่อก่อนหน้านั้น

     เขาเป็นฝ่ายไล่ให้ผมไป พอผมจะเดินออกไปจริงๆ เขากลับขอร้องให้ผมอยู่

     เพื่ออะไร? เพื่อให้พี่เล่นสนุกกับความรู้สึกผมอีกงั้นเหรอ

     “ผมพอแล้ว ผมจะไม่ทนอีกแล้ว ผมเจ็บตรงนี้” ทุบกำปั้นแรงๆ ไปที่อกซ้ายหลายที แววตาเรียบเฉยของคนตรงหน้าเริ่มสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด

ผมหวังว่าพี่ปืนจะรู้สึกเสียใจที่ผมจะไม่อยู่กับเขาอีกแล้ว สักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี ดีกว่าไม่รู้สึกรู้อะไรเลยที่ทำให้คนคนหนึ่งแทบตรอมใจ

     “พี่เคยถามผมว่าผมเหนื่อยไหม ผมเหนื่อย เหนื่อยมานานมากแล้ว พี่ถามผมว่าผมมีความสุขบ้างหรือเปล่า ผมไม่มีความสุขตั้งแต่พี่หลับนอนกับใครก็ไม่รู้ ผมไม่มีความสุขที่พี่ไม่เคยกลับมานอนห้องกับผม ผมอยากให้พี่สนใจผมบ้าง แต่พี่ไม่เคยสนเลย”

     “พี่ขอโทษ…” ผมได้ยินคำขอโทษชัด นับครั้งไม่ได้ที่เขาพูดแบบนี้ แต่เมื่อผมให้อภัย อีกไม่นานเขาก็จะทำนิสัยเดิมๆ กับผม ผมไม่อยากเชื่อใจคนคนนี้อีกต่อไป

     “ถ้าไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆ พี่ไม่ต้องพูดออกมา”

     ถ้าไม่มีความสำนึกกับเรื่องที่ตัวเองได้ทำลงไป พี่ไม่ควรพูด รู้ไหมว่ามันไม่ได้ต่างจากการโกหก แล้วพี่ก็โกหกผมมานักต่อนักแล้ว

     “เลิกทำให้ผมมีความหวังได้แล้ว เพราะครั้งนี้…”
“…”

     “ผมจะไปจริงๆ ผมจะกลับบ้าน”

     “ไม่คีย์ อย่าไป” ร่างผมถูกดึงเข้าไปกอดจมอก ผมออกแรงผลักร่างหนาออกให้พ้นตัว แล้วถดตัวถอยห่างออกจากพี่ปืนให้ได้มากที่สุด

     “คีย์จะกลับบ้านก็ได้ แต่อย่าพึ่งทิ้งพี่ตอนนี้ ยังไม่ใช่ตอนนี้”

     “พี่ไม่ใช่เหรอที่ทิ้งผม ทิ้งผมไว้คนเดียวในที่ที่พี่เคยบอกว่ามันเป็นบ้านของเรา ฮึก พี่ทิ้งผมไปอยู่กับใครไม่รู้ข้างนอกนั่น”

     มันเป็นแบบนั้นมาตลอด พี่ปืนชอบหายไปแล้วทิ้งผมไว้ที่ห้องคนเดียว บางคืนผมเหงา ต้องการใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง นั่นก็คือพี่ แต่พี่ปืนหายไปในวันที่ผมต้องการ ปล่อยให้ผมอยู่เดียวดายในห้อง

     “ผมรักพี่นะครับ ผมยังรักพี่ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ผมไปต่อไม่ไหวแล้วเหมือนกัน”

     จบเพียงแค่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพี่ชายข้างบ้าน

     ไม่ว่าช่วงเวลาในวัยเด็กเราจะสนุกกันมากแค่ไหน หรือตอนที่เราได้รักกันพี่ทำให้ผมมีความสุขมากเท่าไหร่ แต่นั่นคืออดีต ความรู้สึกในช่วงเวลานั้นลบล้างเรื่องเลวๆ ที่พี่ทำไม่ได้ กลับกันคือมันได้ทับถมเรื่องดีๆ ในวันนั้นหายไปจนหมด

    ภาพความจำของพี่ชายแสนดีไม่หลงเหลืออยู่ในสมอง มีแต่ผู้ชายที่ทำร้ายกันไม่เคยหยุด

    เราคงมาวิ่งเล่นที่สนามหญ้าเหมือนเดิมไม่ได้อีก และไม่มีทางที่เราจะกลับมาเล่นต่อเลโก้แล้วนั่งยิ้มไปด้วยกัน

     เพราะงั้น…ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นความทรงจำ และขอให้หลงลืมในสักวัน






     ข้างนอกผมหนาว เดินคนเดียวแล้วเคว้ง ผมรู้สึกมึนตึบในหัว เหมือนมีความเย็นเกาะติดอยู่ข้างในนั้น ผมคงจะไม่สบายในอีกไม่ช้า

     นาฬิกาข้อมือบอกเวลาเที่ยงคืนเศษ ถึงจะยังไม่เช้า ไม่มีแสงอาทิตย์หรือกลุ่มเมฆ แต่มันก็เป็นเข้าวันใหม่ตามทฤษฎี ผมพาตัวเองอกมาจากตรงนั้นแล้ว โดยไม่ลืมหอบเอาหัวใจทรุดโทรมของตัวเองติดกลับมาด้วย

     ไม่ได้คิดจะเอาไปซ่อมให้เหนื่อยเปล่า เพราะผมไม่เก่งพอ เลือกใช้วิธีมักง่ายโดยการโยนทิ้งไว้ข้างทางเหมือนขยะไม่ใช่แล้ว มันไม่มีประโยชย์อะไร เพราะผมคิดว่ารักใครไม่ได้อีก ผมหมายถึงในตอนที่ยังลืมผู้ชายคนนั้นไม่ได้

     ผมเดินลัดเลาะเข้าไปในซอยมืดๆ คนเดียว เป็นทางที่ผ่านบ่อยจนชินแต่พอตอนมืดมันให้อารมณ์คนละอย่าง ผม…รู้สึกกลัวขึ้นมา

     แรงสั่นครืดของโทรศัพท์ดังขึ้น ผมยืนหลบอยู่ในมุมมืดซึ่งแทบมองไม่เห็นเงา ล้วงมือเข้าไปเอาโทรศัพท์จากกางเกงออกมาดู

      Badin yothabadee
     ยังไม่นอนอีกเหรอ เห็นลงสตอรี่เมื่อกี๊
     ได้ส่งสติ๊กเกอร์มาหาคุณ

    ืเป็นบอสที่ส่งข้อความมาหา ผมมองซ้ายมองขวาแล้วเดินออกจากตรงนั้นเพื่อไปยืนอยู่ในที่ที่มีแสงสว่างกว่านี้หน่อย

     ตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างยังเหมือนเดิม ผมกับบอส เป็นเพื่อนรักกันในเวลานี้

KT teeron
นอนไม่หลับ

      น่าตลกที่ผมกำลังคุยกับบอสเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

     มีสายเรียกเข้ามาในโทรศัพท์ของผมทันทีที่คนทั้งนั้นอ่านข้อความ

     Rrrrrrrrrr

     [ทำไมถึงยังไม่นอน ดึกมากแล้ว คีย์ชอบเป็นหวัดเวลานอนดึกไม่ใช่เหรอ] เสียงทุ้มเจือไปด้วยความห่วงใย

     บอส…ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ทั้งที่พึ่งนอนกับคนที่ผมรักมา เขากำลังเสแสร้ง ทำเมือนที่ทำมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

      มือกำโทรศัพท์แน่นอย่างลืมตัว พยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อหวังจะสงบอารมณ์คุกรุ่นในใจ

     “ตามห่วงเหมือนพ่ออยู่ได้” ลองเดินตามสถานการณ์ พยายามปรับสภาพให้กลับมาเป็นตัวเองคนเดิมเพื่อคุยกับปลายสายให้เป็นปกติ

     [มันน่าห่วงไหมล่ะ]

     “งั้น…นอนก่อนนะ” ถ้าจะจบการสนทนา คงต้องพูดแบบนั้นออกไป มันชักจะอึดอัดที่ต้องมาเสแสร้งใส่กัน ผมไม่เก่งพอที่จะทำแบบนั้น

     [งั้นฝันดี]

     “อืม ฝันดี”

    ทสายถูกตัดทิ้ง มือทั้งข้างร่วงหล่นด้วยแรงที่ไม่ค่อยมี ผมหลับตาแล้วแหงนหน้าขึ้นฟ้า ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสายลมอ่อนๆ ซึ่งได้พัดผ่านเข้ามาเป็นระยะ

     ครืดดด~

     สะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับเปิดตาขึ้นมา ก้มลงมาสนใจโทรศัพท์อีกครั้งเมื่อมีข้อความเข้า

      Badin yothabadee
     ได้ส่งรูปภาพมาหาคุณ
     ชอบรูปนี้

     รูปของผมในชุดนักศึกษา ผมกำลังยิ้ม เขาบอกว่าชอบ ถ้าสังเกตดีๆ ดวงตาสองคู่มีความเศร้าสลดแฝงอยู่

     บอสคงชอบที่เห็นผมเศร้า

KT teeron
แอบถ่ายไว้ตอนไหน

     Badin yothabadee
     ทุกตอนที่คีย์เผลอ

KT teeron
ไปนอนได้แล้ว

     Badin yothabadee
     ครับผม!

     จบการสนทนาสงแค่นั้น

     ทุกข้อความที่พิมร์ลงไปเหมือนกับวันปกติที่เราคุยกัน แต่ใครจะรู้ว่าทุกข้อความผมพิมร์ไปทั้งน้ำตา ไม่มีใครรู้ แม้แต่คนทางนั้น






     สองมือปาดน้ำตาออกลวกๆ แล้วปั้นยิ้มให้บ้านสองชั้นที่ไม่ได้มาเหยียบนานพอสมควร ผมเปิดประตูรั้วแล้วเดินเข้าไปในพื้นที่บ้านหลังนั้นอย่างคุ้นเคย ทำราวกับพึ่งกลับมาจากโรงเรียน แต่ต่างตรงที่ครั้งนี้ผมเดินทางมาคนเดียวในตอนฟ้ามืด ไม่มีใครมาส่งเหมือนเมื่อก่อน

     ผมหยุดฝีเท้าลงที่สนามหน้าบ้านเพื่อทอดมองไปที่บ้านหลังข้างๆ พี่ปืนออกไปอยู่ข้างนอกตั้งสี่ปี อาเปลวกับแม่เอื้อยคงเหงาที่ไม่มีลูกชายอยู่เป็นเพื่อนเหมือนสมัยก่อน

     ผมไปอยู่กับพี่ปืนพ่อคงเหงาไม่ต่างกัน พอคิดได้แบบนี้แล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กนิสัยไม่ดีขึ้นมาทันที่ทอดทิ้งผู้ใหญ่ไว้ลำพัง

     พี่ปืนควรจะกลับบ้านบ้าง คงใช้ชีวิตข้างนอกอย่างสุขสบายจนลืมคนที่บ้านไปแล้ว แม้แต่ผมที่อาศัยอยู่ด้วยกันที่คอนโดยังถูกเขาลืมและทิ้งให้นอนคนเดียวที่ห้อง

     กุญแจบ้านยังถูกซ่อนไว้จุดเดิมแต่มีสนิมเกาะเล็กน้อย ไม่ได้แปลกเพราะไม่ได้หยิบมาใช้งานนานเป็นเดือน

     “ลูกมายังไง แล้วใครมาส่ง” เสียงพ่อดังขึ้นพร้อมกับไฟในบ้านที่สว่างจ้า ผมเดินไปนั่งลงบนพื้นใกล้โต๊ะญี่ปุ่นขนาดปานกลาง แกล้งหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านกลบเกลื่อนเรื่องแย่ๆ ที่พึ่งทำให้อารมณ์อยู่ในความไม่สงบ

     “ผมมาคนเดียว”

     “ทำไมถึงกลับบ้านคนเดียวดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้”

     “ผมหิว ทำของอร่อยๆ ให้ผมกินได้ไหม” เลือกที่จะไม่บอกเหตุผลว่าทำไมถึงได้กลับบ้านมืดค่ำ มันเป็นปัญหาของผม พ่อไม่ควรเก็บเอาไปคิด

     พ่อปลีกตัวไปทำกับข้าวให้กินตามคำขอ ผมได้กลิ่นไข่เจียวหอมๆ จากครัว และอย่างอื่นที่พ่อกำลังทำอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่นานอาหารหลายอย่างก็ถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้าที่ผมยังนั่งอ่านหนังสือตั้งแต่เข้ามาในบ้าน

     “อาเปลวกับแม่เอื้อยสบายดีไหม”

     “แล้วทำไมไม่เดินไปถามเอาเอง” ยกยิ้มให้ตัวเองที่ถามออกไปโง่ๆ คงต้องทำอย่างที่พ่อพูด ผมควรเดินไปหาเอง

     “ปิดเทอมผมขอไปอยู่กับแม่ที่ต่างจังหวัดนะพ่อ” พูดคุยกับพ่อ แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองคู่สนทนา

     “หืม คิดยังไงถึงอยากไปอยู่กับแม่”

     “ผมคิดถึงแม่” นั่นคือเหตุผล ผมคิดถึงแม่ คิดถึงบ้านหลังนั้น คิดถึงเพื่อนสมัย ม.ต้น และอยากหลีกหนีความว้าวุ่นจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัดสักพัก ในเมื่ออีกไม่นานก็ใกล้จะปิดเทอม จึงอยากถือโอกาศนี้ไปพักผ่อนยาวๆ ที่ต่างจังหวัด

     “แล้วทำไมก่อนหน้านั้นถึงไม่อยากไปอยู่”

     “เพราะผมไม่อยากไป แต่ตอนนี้ผมอยากเจอหน้าแม่และคิดถึงที่นั่น”

     “แม่คงดีใจถ้ามาได้ยินลูกพูดแบบนั้น”

     “แม่ต้องดีใจแน่ๆ ถ้าได้ยินผมพูด”

     “ไม่โกรธแม่แล้วเหรอ”

     “ผมไม่เคยโกรธหรอก ก็แค่น้อยใจที่แม่ไม่ติดต่อผมเลย” ผมน้อยใจแม่ ผมน้อยใจมาตลอดที่แม่เอาแต่ทำงานจนลืมให้ความสนใจกับผม

     พ่อปล่อยให้ผมกินข้าวจนหมดจานแล้วจัดการเก็บไปล้างโดยที่ผมไม่ได้ช่วยอะไรสักอย่าง

     รอบข้างตกอยู่ในภาวะเงียบงัน ผมเริ่มจมไปกับภวังค์ของตัวเองอีกครั้ง กลายเป็นคนเหม่อลอยไร้สติอย่างที่เคยเป็นเมื่อจมจ่ออยู่กับอะไรสักอย่าง
     
     ได้ยินเสียงพ่อเรียกชื่อผมซ้ำๆ มันดังก้องอยู่ข้างหูแต่ผมเหนื่อยล้าเกินกว่าจะโต้ตอบกลับไป

    “หน้าไปโดนอะไรมา” คำถามของพ่อทำให้นึกขึ้นได้ว่าหน้าของผมพึ่งโดนพี่ปืนตบมาอย่างแรง
ผมเงียบปากไม่ตอบเช่นเคย ก้มหลบสายตาลงต่ำเพราะไม่กล้ามองดวงตาดุๆ ของพ่อ

      “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เล่าให้พ่อฟังหน่อย ถ้าอึดอัดก็อย่าเก็บไว้คนเดียว พ่อรับฟังเสมอแหละไม่ว่าลูกมีปัญหาอะไร”

     ยายามข่มความเศร้ามานาน แต่สุดท้ายก็พังทลายมาพร้อมหยาดหยดของน้ำตา

    “ฮึก ฮือออ เราจบกันแล้ว มันจบแล้ว” ผมสารภาพออกไปด้วยอารมณ์บางอย่างที่ทำให้ผมเหมือนคนขาดสติ

     “มันเกิดอะไรขึ้น” พ่อยังถามไถ่ไม่หยุด ผมมองเห็นอะไรไม่ชัด ไม่รู้ว่าพ่อกำลังทำหน้ายังไงเมื่อรู้ความจริงจากปากของผม

     “พี่ปืนนอกใจผม ฮือออ” ก้มหน้าปล่อยสะอื้นอยู่อย่างนั้นโดยมีพ่อนั่งมองอย่างเงียบๆ อยู่บนโซฟา มันฝืนยิ้มไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ไหวที่จะแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรในเมื่อตอนนี้ผมอ่อนแอเหลือเกิน

     “ฮึก พี่ปืน ฮึก พะ…พี่ปืนมีคนอื่น” ได้แต่พร่ำพูดประโยคเดิมๆ วกไปวนมาไม่หยุด พูดเองเจ็บเอง และตอกย้ำความทรมานให้ก้นบึ้งหัวใจ

     นานแค่ไหนที่ทนทานให้พี่เหยียบย่ำ ทนให้พี่ปืนสาดซัดประโยคเจ็บปวดมาให้และนอกใจไม่เคยหยุด แต่ผมทำได้แค่ปล่อยผ่าน

     หวังมาตลอดว่าสักวันพี่จะรักผมเหมือนที่ผมรักพี่บ้าง ผมยังคงทนต่อไปขณะที่ความหวังเลือนหายไปเรื่อยๆ รอจนถึงโค้งสุดท้าย และความอดทนได้ขาดสะบั้นลงจนได้

     พี่ปืนใจร้ายกับผมเกินไป ทำร้ายหัวใจจนขาดเวิ่น

     พอ พอแล้ว…

     “ปืนแค่กำลังรักคนอื่น”

     “ผมรู้ ฮือออ ผมรู้ว่าพี่ปืนรักคนอื่น ฮึก” แต่ทำไมต้องเป็นบอส ทำไม เป็นคนอื่นไม่ได้งั้นเหรอ
มันเจ็บเหลือทน

     ไม่มีครั้งไหนที่เจ็บปวดเทียบเท่าครั้งนี้เมื่อรู้ว่าคนที่ผมรักกับเพื่อนสนิทมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน

     “จำที่พ่อเคยบอกได้ไหม”

     “ฮึก…”

     “ลูกคงคิดอะไรได้บ้าง” หน้าผมส่ายหวือเพราะสับสนไปหมด ความจำเลือนรางทว่าสิ่งที่ชัดเจนในหัวคือใบหน้าของพี่ปืนที่ผมจดจำได้ทุกส่วน

     ทั้งรอยยิ้ม ดวงตาสีเข้มคู่นั้น และปานเล็กๆ ที่หัวคิ้ว ยังจดจำได้ทุกอย่างและคิดถึง ผมเริ่มคิดถึงพี่ปืนทั้งที่พึ่งห่างจากกันได้ไม่กี่ชั่วโมง อยากกลับไปกอดร่างอุ่นๆ ของเขา แต่ใจผมกลัว และจะไม่ยอมไปอยู่ทรมานตัวเองในจุดนั้นอีก

     “พ่อเสียใจที่มันกลายเป็นแบบนี้”

     พ่อลงมานั่งลงบนพื้น เอื้อมมือมาลูบหัวของผมเหมือนตอนเด็ก

     ยิ่งถูกปลอบโยน น้ำตายิ่งไหลทะลักลงมา

     “ปล่อยพี่เขาไปเถอะ ลูกสองคนได้รักกันแค่นี้ก็มากพอแล้ว เป็นความผิดของพ่อกับอาเองที่ปล่อยให้เป็นแบบนี้ ลูกสองคนควรจะเป็นพี่น้องกัน จะได้ไม่ผิดใจกันเหมือนตอนนี้ พอเป็นแบบนี้แล้วทุกอย่างมันแย่ไปหมด”

     “ผมปล่อยแล้ว ฮึก พอแล้วจริงๆ…”

     “เห้อ ลูกรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนี้”

     “ระ…รู้…”

     “ระหว่างปืนกับลูก ทุกอย่างจะกลายเป็นเรื่องตรงข้าม ลูกคงเข้าใจ”

     จากที่เคยเป็นพี่น้อง เพื่อนบ้าน เราสองคนจะไม่เหมือนเดิม เพราะสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้มันแตกฉานจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันเหมือนเมื่อก่อน

     “เราจะกลายเป็นแค่คนแปลกหน้า”
มันจะเป็นแบบนั้น เป็นเพียงแค่คนแปลกหน้า และผมหวังให้เป็นอย่างนั้นไปตลอด

     อย่าให้พี่ปืนกลับมาขอให้กลับไปอยู่ในที่ตรงนั้น เพราะแค่นี้เราก็บาดหมางกันมากพอแล้ว ถ้าหากมากกว่านี้ เราคงอยู่ในจุดที่สามารถเกลียดชังกันได้

    คอยตามหาเหตุผลของคนคนหนึ่งที่เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ เหตุผลของการนอกใจ ทำตัวเหินห่าง ผมเคยพยายามแก้ไขเพื่อให้ทุกอย่างหวนกลับมาเป็นเหมือนเดิม

     แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าทำไม ความจริงผมไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งนั้นในเมื่อมันสูญเปล่า

     เพราะเหตุผลเดียวที่พี่ปืนเปลี่ยนไปคือหมดรักกันแล้ว




บทสรุปของตอนนี้ เขียนด้วยความสะใจ แต่หวังว่าคนเข้ามาอ่านจะได้อะไรบ้างเล็กๆ น้อยๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-03-2019 13:05:49 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1198
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +273/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 31/12/2561
«ตอบ #108 เมื่อ01-01-2019 09:03:02 »

ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :katai3:

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-4
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 31/12/2561
«ตอบ #109 เมื่อ01-01-2019 19:32:32 »

 o13 o13

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 31/12/2561
« ตอบ #109 เมื่อ: 01-01-2019 19:32:32 »





ออฟไลน์ PKT

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 150
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 31/12/2561
«ตอบ #110 เมื่อ06-01-2019 15:25:55 »

ยังไม่มาอีกเหรอออ รออยู่นาาาาา

ออฟไลน์ q.tr

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 31/12/2561
«ตอบ #111 เมื่อ10-01-2019 22:27:08 »

อยากอ่านต่อแล้ว  :katai1:

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 14/01/2562
«ตอบ #112 เมื่อ14-01-2019 08:42:27 »

ตอนที่3

“สวัสดีครับอา” ผมยกมือไหว้ชายในชุดที่พร้อมออกไปทำงาน อาเปลวหันออกจากประตูรถมองมาที่ผม ขมวดคิ้วสงสัยพลางขยับแว่นเล็กน้อย พอรู้ว่าเป็นผมถึงได้ยิ้มออกมา

“หายหน้าหายตานะ”

“อยู่คนเดียวเหรอครับ” ถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะผมเห็นว่าบ้านเงียบ ไม่มีวี่แววของแม่เอื้อย หรือหลานๆ ที่ปกติจะออกมาวิ่งเล่นกันแถวนี้

“เด็กๆ ไปโรงเรียน ส่วนแม่เอื้อยออกไปทำงานแล้ว” คงต้องเป็นแบบนั้น ในเมื่อวันนี้ไม่ใช่วันหยุด เป็นไปไม่ได้ที่เด็กจะมาวิ่งเล่นกันอยู่บ้าน ทุกคนมีการมีงานทำ บ้านจะเงียบคงไม่แปลก

“ปืนแวะมากินข้าวอยู่บ้านทุกวัน แล้วก็มานอยอยู่นี่ทุกอาทิตย์ สงสัยเหมือนกันว่าทำไมไม่พาหลานมาด้วย” ทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบประโยค เกิดความสงสัยหลายอย่างขึ้นในหัว ผมจึงถามคำถามออกไปอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“พี่ปืนกลับมานอนบ้านทุกอาทิตย์เหรอครับ”
 
“อืม มีแต่หลานที่หายหน้าหายตา” ตลอดเวลาที่พี่ปืนไม่กลับห้อง ผมนึกว่าพี่ปืนออกไปหลับนอนกับใครที่ไหน ผมเข้าใจแบบนั้นมาตลอด แต่ไม่เคยรู้ว่าที่เขาหายไปบ่อยๆ เพราะกลับมานอนอยู่บ้าน

“แล้วตอนนี้พี่อยู่ไหม”

“คงนอนอยู่ข้างบน เมื่อวานกลับดึก” คงกลับมาหบังจากที่เราทะเลาะกัน

“ขึ้นไปปลุกพี่สิ อาจะออกไปทำงานแล้ว” ผมมองรถที่เคลื่อนหายออกจากตัวบ้าน ก่อนหันหน้ามองเข้าไปในบ้าน ยืนชั่งใจอยู่นาน สุดท้ายก็ก้าวเข้าไปข้างใน เดินมุ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง
ประตูห้องไม่ได้ล็อก จึงถือวิสาสะเดินเข้าไปข้างใน สิ่งแรกที่ผมเห็นคือห้องนอนของตัวเองซึ่งอย๊่อีกฟากหนึ่ง

“พี่กลับมานอนบ้าน” ถามขึ้นทันทีเมื่อเจ้าของห้องเดินออกมาจากห้องน้ำ เขาไม่ได้พูดอะไร ทำสีหน้างัวเงียแล้วเดินไปนอนลงบนเตียง

“พี่กลับมาตลอด ทำไมไม่เคยบอกผม”

“แล้วเคยถามไหม เพราะทุกครั้งเอาแต่คิดเองอะไรเอง” เสียงที่เขาพูดไม่ได้ห้วนแข็งเหมือนที่เคยพูด หลังจากผ่านพ้นเมื่อคืนมาได้ หลายอย่างที่แปลกไปจากเดิม ไม่สิ ทุกอย่างเหมือนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม รวมทั้งพี่ปืนที่ไม่ทำตัวเฉยชาใส่

“แล้วส่วนมากพี่ก็เห็นหมกมุ่นอยู่แต่กับไอ้บอส นึกว่าไม่อยากรู้เรื่องของพี่” พี่ปืนพูดขึ้นด้วยความประชดประชัน ทว่าเสียงเบาจนแทบไส่ได้ยิน
แต่เมื่อเขาพูดถึงใครอีกคน อารมณ์ที่อยู่ในความสงบเริ่มร้อนรุ่มขึ้นมา “มาหาพี่ทำไม”

“…”

“พี่นึกว่าจะไปแล้วไปเลย” ผมลืมไป ลืมไปว่าไม่ควรกลับมาสนใจเขาอีก
“ผมไปแน่”

“เดี๋ยว พี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น พี่อยากให้เราอยู่นะคีย์”

ปัง!

เดินออกจากห้องแล้วปิดประตูกระแทกเสียงโดยไม่สนเสียงของคนด้านใน ผมวิ่งลงจากชั้นบน เปิดประตูออกจากบ้านพี่ปืนแล้วเดินข้ามไปยังบ้านตัวเอง

“พ่อรู้ไหมว่าพี่ปืนกลับมานอนบ้าน” ถามพลางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ พ่อยืนผูกเน็กไทน์อยู่หน้ากระจก พอแต่งตัวเสร็จจึงหันมาให้คำตอบ

“รู้สิ พ่อเห็นทุกวัน แต่แปลกที่ลูกไม่ได้มากับพี่” พ่อพูดเหมือนอาเปลวไม่ผิด ผมอยากจะโทษพี่ปืนที่ไม่ยอมชวนผมกลับมาด้วย แต่มันก็จริงที่ผมอยู่กับบอสเกินไปจนลืมที่จะสนใจเรื่องบางเรื่อง

“ผมไม่รู้ว่าเขากลับมานอนบ้าน ที่ผ่านมาคิดว่าเขา…”

“หายไปนอนกับคนอื่น”

“…”

“งั้นลูกก็เข้าใจผิดมาตลอด”

“เรื่องนี้ผมยอมรับว่าเข้าใจผิด แต่เรื่องที่เขานอกใจผมมันเรื่องจริง” และผมไม่ลืมว่าเขาทำอะไรไว้บ้าง

พ่อเดินมานั่งลงข้างๆ ถอนหายใจยาวเหยียดออกมา

“พ่อรู้ ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของเมื่อวานเถอะ วันนี้เป็นวันใหม่ ลูกควรมีความสุข เลิกทำหน้าเศร้าได้แล้ว”

“ครับ ผมจะมีความสุข”

หกชั่วโมง…

ผมพึ่งผ่านมันมาได้แค่หักขั่วโมง ถ้าผมผ่านทุกอย่างได้เร็วขนาดนี้มันคงจะดี แต่พึ่งบอกพ่อเต็มปากว่าผมจะมีความสุข

สุดท้ายแล้วผมก็ยังเป็นเด็กที่ชอบโกหกเหมือนเดิม

บดินทร์

สภาพอย่างกับไปฟัดกับหมามา บนหน้ามีแต่รอยฟกช้ำเต็มไปหมด แต่มังคงไม่เยอะเท่ากับรอยแผลในใจที่สังสมมานานหลายปี เจ็บที่หน้า ถ้าเทียบกับความเจ็บปวดในใจก็เป็นแค่เพียงความรู้สึกด้านชา 

ผมใช้มือเสยผมที่ปรกหน้าขึ้นไปข้างบน ก่อนเดินออกจากห้องน้ำไปเปลี่ยนชุดนักศึกษาอีกห้อง
ผมเดินทางมาที่บ้านของคีย์ ผมรู้ว่าเขาต้องกลับมาบ้านหลังผ่านความเจ็บปวดมาเมื่อคืน ระหว่างที่เปิดประตูลงจากรถเหลือบเห็นใครคนหนึ่งที่หางตาแต่ผมพยายามไม่สนใจและมองตรงไปที่ห้องของคีย์ที่อยู่ชั้นสอง

“มึงมันหน้าด้าน” เสียงไอ้ปืนดังขึ้น เรียกสายตาของผมจากบ้านหลังหนึ่ง มันยืนทำหน้าไม่พอใจอยู่หน้ารั้วบ้านของมัน ก่อนก้าวขาเข้ามาใกล้ๆ

 “มึงคิดไม่ซื่อกับเพื่อนตัวเอง มึงคิดมานานแล้วกูรู้” มันเริ่มพูดออกมาตรงๆ ซึ่งผมยอมรับโดยไม่พูดปฏิเสธ ผมรู้ว่ามันหึงที่ผมถึงเนื้อถึงตัวแฟนมันมากเกินไป เราเป็นแบบนี้ตั้งแต่ ม.ปลาย แต่ไอ้ปืนเป็นคนทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป

มันนอกใจคีย์ซ้ำซากแต่ยังเก็บคีย์ไว้เหมือนสมบัติสำคัญ คงเพราะไม่มีใครทนมันได้เท่าคีย์อีกแล้ว ถ้ามันไม่เหลือใครอย่างน้อยก็ยังมีคีย์ นั่นแหละที่มันคิด

“มึงอิจฉาที่คีย์ใกล้ชิดกับกูมากกว่า อิจฉาที่คีย์ให้ความสนใจกูมากกว่ามึง ตอนที่อยู่กับมึงคีย์พูดอะไรถึงกูบ้างล่ะ” ผมโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ มันกำหมัดแน่นเตรียมกระโจนเข้ามาอัดผม

“ตอนอยู่กับกูคีย์ก็พูดเรื่องมึงนะ เป็นเรื่องเหี้ยๆ ที่มึงทำซะซ่วนใหญ่”

“หึ มึงหรือเปล่าที่อิจฉากู”

“…”

“อิจฉากูที่เขารักกู แทนที่จะเป็นมึง”

ผมชะงักทันทีที่มันพูดแบบนั้นออกมา

ยอมรับว่าอิจฉา ผมอยากอยู่ตรงนั้นแทนที่จะเป็นมัน โอบกอด และจูบทุกคืน แต่ผมอยู่ในฐานะเพื่อนมาตลอด นั่นคือจุดยืนของผม ผมเป็นได้แค่นั้น และจะยังเป็นต่อไป

หวังเสมอว่าเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกทั้งหมดคีย์จะความมีความรักในแบบที่ผมหวังเจือปนอยู่ในนั้นบ้าง

“อย่าเยอะกับคนของกูเอง”

“ได้ข่าวว่าเลิกกันแล้วไม่ใช่เหรอ”

“คีย์ต้องกลับมาหากูแน่” มันพูดอย่างมั่นใจ เรียกความจากผมได้เป็นอย่างดี

“แต่มันคงไม่ใช่ครั้งนี้”

“อย่าลืมว่ากูสองคนรักกัน กูกับคีย์”

“…”

“แล้วมึงเลิกพยายามได้แล้ว ต่อให้มึงคิดทำเรื่องเหี้ยๆ เหมือนที่ทำเมื่อวาน ยังไงเขาก็ไม่เอามึงไอ้บอส” คำพูดไอ้ปืนตอกย้ำความผิดที่ผมทำ มันพูดเหมือนผมผิดอยู่ฝ่ายเดียวทั้งที่มันเองก็ไม่ต่างอะไรจากผม

ผมขบกรามแน่น มองมันอย่างเอาเรื่อง และกำหมัดแน่นอยากตะบันหน้ามันเต็มที

“ขอบคุณมึงนะ”

“…”

“ขอบคุณที่ทำให้คีย์รู้ว่าเพื่อนอย่างมึงมันเหี้ย”

“ไอ้ปืน” ผมคำรามเสียงต่ำในลำคอ พยายามกลั้นอารมณ์เพราะผมจะมีเรื่องที่หน้าบ้านคีย์ไม่ได้

“มึงคิดว่าคีย์เลิกกับกูแล้วไปหามึงงั้นเหรอ มึงคิดแบบนั้นใช่ไหม”

“…”

“ในหัวของคีย์มึงก็เป็นแค่ไอ้เหี้ยตัวหนึ่งที่อยากได้แฟนเพื่อนเท่านั้นแหละ เป็นกูกูก็เลิกคบเพื่อนแบบมึง”

“แล้วมึงมันต่างกับกูตรงไหน”

“กูกับมึงมันต่างกันอยู่แล้วไอ้บอส” มันพูดทิ้งท้ายแล้วเดินเข้าไปขึ้นรถของมัน จนรถคันนั้นเคลื่อนหายไปจากสายตา

สิ่งที่ไอ้ปืนพูดยังตามหลอกหลอนอยู่ในสมอง พอมานึกทบทวนดูแล้ว ผมว่าสิ่งที่ผมทำมันโง่เง่าและเลวจนเกินไป

ผมรู้สึกกลัว กลัวว่าทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม กลัวคีย์ไม่เหมือนเดิ และเกลียดผม
คีย์อาจเปลี่ยนไป คนตัวเล็กอาจจะไม่ยิ้มให้และทำเหมือนผมเป็นคนแปลกหน้า เพราะถ้าเป็นผม ผมก็จะทำแบบเดียวกัน

ผมแค่อยากให้คีย์เดินออกจากตรงนั้น ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ต่อให้ผมถูกมองว่าเหี้ยก็ตาม
มันเป็นความต้องการของผมก่อนลงมือทำเรื่องทั้งหมด






ตีรณ

วันนี้ผมต้องเจอบอสที่มหา'ลัย มันคงต้องเป็นอย่างนั้นอีกสองปีนับจากนี้ไป แต่ความสัมพันธ์ทั้งหมดจะจบเพียงแค่นั้น หลายอย่างจะไม่เหมือนเดิม ระหว่างพี่ปืนกับผมรวมถึงบอสจะไม่มีอะไรข้องเกี่ยวอีก ผมบอกกับตัวเองว่าจะไม่โกรธเคืองทั้งสองคน แต่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก

เมื่อวันก่อนมีโอกาสได้คุยกับอาเปลวหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องลูกชายของเขาที่อาเปลวยื่นคำขาดว่าเขาต้องกลับมาหาผม ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมไม่แน่ใจว่าครั้งนี้เขาจะกล้าเดินเข้ามาขอโทษแล้วขอให้กลับไปอยู่ด้วยกันเหมือนครั้งก่อนหรือเปล่า เพราะเรื่องคืนนั้นมันร้ายแรงเกินไป

อาเปลวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อาเข้าใจว่าเราแค่ทะเลาะกัน

มันทำใจยากที่จะให้อภัย ถึงแม้ว่าผมจะรักพี่ปืนมากแค่ไหน

ผมทำไม่ได้ที่ต้องนอนกอดกับเขาทั้งที่ไม่นานมานี้พี่ปืนพึ่งร่วมรักกับใครอีกคน คนนั้นคือเพื่อนของผม

ไม่อยากนึกอาลัยอาวรคนที่ไม่เคยเห็นความสำคัญและไม่เคยรักผมจริงๆ อีกแล้ว ต่อให้ใจยังคอยเรียกหาและอยากกลับไปอยู่ด้วยกันกับพี่ปืนมากแค่ไหน แต่ถ้าทุกอย่างยังเหยียบย่ำอยู่ที่เดิมๆ ไม่มีอะไรดีขึ้นนอกจากจะย่ำแย่ลง เลือกเดินออกมาแบบนี้มันดีต่อหัวใจของผมที่สุดแล้ว
ยอมทนมามากเพราะผมรักและยังหวังว่าสักวันพี่ปืนจะหยุดนิสัยเจ้าชู้แบบนั้นสักที แต่ทุกอย่างยังเป็นเหมือนที่เคยเป็น ผมทนได้ ผมไม่เป็นไร แต่ความอดทนมีขีดจำกัด ผมทนต่อไปจนวันหนึ่ง…ผมอ่อนแอจนรับไม่ไหวกับเรื่องต่างๆ ที่โหมกระหน่ำเข้ามาไม่หยุด

เช้าวันใหม่ที่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนอกจากหัวใจที่หวาดหวั่นเพราะกลัวเผชิญหน้ากับใครคนนั้น ตั้งแต่ตื่นมาตอนเช้าก็ไม่เห็นวี่แววของพ่อ มีแค่อาหารเช้าที่วางไว้บนโต๊ะกับโพสอิทที่ถูกติดไว้ข้างๆถ้วยโจ๊กเท่านั้น ผมเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้คนเดียวแล้วตักข้าวเข้าปาก สายตากวาดมองไปรอบๆ บ้านที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ถึงจะซื้อบ้านหลังนี้มานานหลายปี

เก้าอี้อีกห้าตัวว่างเปล่าไม่มีใครนั่ง ให้ความรู้สึกว้าเหว่ขึ้นมาทันที ตอนเรียนมัธยมบอสมานอนกับผมที่บ้านหลังนี้บ่อยครั้ง แทบจะไม่กลับไปนอนบ้านของตัวเอง

เก้าอี้ตรงข้ามเขาเคยนั่งเมื่อไม่นาน แต่ตอนนี้ทุกอย่างว่างเปล่าไปหมด แม้แต่ความรู้สึกของผมที่มีต่อเขายังว่างเปล่าไร้อารมณ์

ผมกำลังแปรสภาพกลับมาอยู่ในสภาพดังเดิม เป็นตีรณคนเดียวกับเมื่อสามปีที่แล้ว อยู่บ้านคอยให้พ่อดูแลแต่ในครั้งนี้คงเป็นผมมากกว่าที่เป็นฝ่ายดูแลพ่อ และบ้านก็จะกลายเป็นโลกทั้งใบของผมอีกครั้งเหมือนสมัยยังเยาว์

ฤทธิ์จากยานอนหลับทำให้ผมอยู่ในอาการเหม่อลอย ทำอะไรเอื่อยเฉื่อยแม้แต่กินข้าวยังใช้เวลานานหลายชั่วโมง  กว่าจะกินเสร็จก็ปาไปสิบโมงแต่ยังดีที่วันนี้มีเรียนสาย

เท้าทั้งสองชะงักเมื่อเห็นรถหรูคันหนึ่งกับเจ้าของที่ยืนพิงรถอย่างสบายใจ เข้ายิ้มให้แล้วก้าวขายาวๆ เดินเข้ามาหาผมอย่างใกล้ชิด

“มาทำไม” คนตัวสูงหน้าเสียลงทันทีเมื่อผมถามออกไปแบบนั้น แต่ยังคงพยายามปั้นหน้ายิ้มแล้วทำเหมือนคำถามของผมเป็นเรื่องน่าขำทั้งที่ผมอยู่ในอารมณ์จริงจัง

“ทำไมถามแบบนั้น”

“…!”

“มารับไปมหาลัยด้วยกันไง ป๊ะ ไปกัน” เขาอธิบายเหตุผลพร้อมเอื้อมมือมาจับที่ข้อมือของผม ผมรีบสะบัดมือออกแล้วก้าวถอยหลังออกให้ห่างจากคนตรงหน้า

“รู้ได้ไงว่าอยู่บ้าน”

“ถามไอ้ปืน” เขาให้คำตอบด้วยใบหน้าที่ยังคงรอยยิ้มและความใจดี คำตอบของเขาไม่ได้คลายความสงสัยในทีเดียวแต่ผมปล่อยผ่านและไม่เอาเรื่องนี้เก็บมาคิดให้มีเรื่องมารุ้มเร้าสมอง

“ไม่ไปด้วยกันเหรอ”

ผมเดินออกจากบ้านโดยไม่สนใจคำชวน บอสเดินตามหลังผมและพูดไม่หยุดจนไหล่ถูกคว้าโดยฝีมือของคนด้านหลัง

“เป็นไรเนี่ย”

“หน้าไปโดนอะไรมา” เอ่ยถามบอสทันทีเมื่อเห็นรอยช้ำบนหน้าซึ่งทำให้ผมลืมเรื่องนั้นไปชั่วขณะ แต่ก็แค่เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น พอนึกเรื่องที่เขาทำขึ้นได้ผมจึงเบี่ยงตัวออกห่างแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุด

“คีย์”

“…”

“คีย์เดี๋ยว”

หมับ!

“อย่ายุ่งได้ป๊ะ! รำคาญ”  หันไปพูดใส่อย่างหัวเสียเมื่อบอสเข้ามายุ่งกับผมมากเกินไป ร่างสูงชะงักงันก่อนพูดกับผมเสียงตะกุกตะกัก

“เป็นอะไรไป”

“บอกว่าอย่างยุ่งไง จะไปก็ไปคนเดียว เซ้าซี้อยู่ได้” ผมพูดแค่นั้นแล้วเดินห่างจากตรงนั้นเรื่อยๆ จนใจผมเริ่มเย็นลง

กลายเป็นว่าตอนนี้ผมนั่งเรียนคนเดียว หลังจากวันนั้นไอ้ต้นไม่ได้เข้ามาคุยกับผมอีกเลย เรายิ้มให้กันบ้างเวลาเดินสวนทาง ผมไม่โกรธเพราะเรื่องนี้เขาไม่ได้ผิด มันคืออดีต ในเมื่อไอ้ต้นบอกว่ามันเกิดขึ้นนานและมันจบแล้วผมก็ไม่โกรธเคืองอะไร

หลังจากเรียนเสร็จผมเดินลงจากตึกเพื่อมุ่งไปยังโรงอาหารแต่ถูกคนที่พยายามหลีกเลื่องรั้งไว้เสียก่อน ครั้งนี้ไม่รู้ว่าบอสเข้าหาด้วยเหตุผลอะไร อาจจะนัดไปทำอะไรสนุกๆ ดูหนัง หรืออื่นๆ ที่เขาพอจะนึกออก ผมยืนเงียบอยู่อย่างนั้นเพื่อรอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรออกมา

“ไปกินข้าวกัน ร้านเดิมของเรา”

"มีร้านของเราด้วยเหรอ” บทสนทนาถูกตัดจบเพียงเท่านั้น

ผมเดินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สนว่าคนข้างหลังจะเสียความรู้สึกหรือเปล่า

“อย่าเมินกันแบบนี้ได้ไหมวะ”

“…”

“คีย์!”

ผมถูกกระชากให้หันกลับไปข้างหลังอย่าแรง ร่างสูงส่งสายตาเว้าวอนแต่ผมใจแข็งพอที่จะไม่สนใจสิ่งที่ตากำลังมอง

“อย่าเงียบแบบนี้”

คำขอร้องไม่มีผลอะไร มือสะบัดออกจากการกอบกุมแล้วเดินออกจากตรงนั้นอย่างไม่แยแส
เขาควรจะรู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึก เจ็บปวดกับสิ่งที่ทำลงไป

เราสองคนไม่ต่างกัน ถ้าหากเราแตกหักต่างฝ่ายต่างไม่มีเพื่อน ผมยอมให้เป็นแบบนั้นดีกว่าฝืนประคองความสัมพันธ์ระหว่างบอสกับผมต่อไปทั้งที่มันปลอมมาตั้งแต่แรก

ควรเกลียดเพื่อนคนแรกที่เข้ามาเรียน ม.ปลายในเมืองหลวงหรือเปล่า? คนที่เดินมานั่งลงข้างๆ ในวันที่ผมนั่งโดดเดี่ยว วันที่ผมไม่มีเพื่อนนั่งกินข้าวอยู่ข้างๆ เขาเป็นคนอาสามานั่งกินเป็นเพื่อนซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้
‘บดินทร์’ ชื่อของเขาถูกเขียนไว้ในสมุดบันทึกของผมหลายหน้า เขาเป็นเพื่อนที่ดีและคอยช่วยเหลือกันมาตลอด เป็นเพื่อนที่ผมรักและไว้ใจที่สุด

ตอนนี้ผมอยากกลับไปฉีกกระดาษทุกแผ่นแล้วเผามันให้กลายเป็นแค่เถ้าฝุ่น

ปล่อยให้มิตรภาพดีๆ หายไปกับอักษรที่สลักไว้ลนแผ่นกระดาษ ความจริงใจของผมเต็มร้อยมาตั้งแต่แรก แต่บอสมันศูนย์

ว่างเปล่า? เพราะทุกอย่างมันไม่จริง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-03-2019 17:35:37 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 14/01/2562
«ตอบ #113 เมื่อ14-01-2019 08:47:50 »

บดินทร์


คีย์ไม่พูดอะไรออกมาสักอย่างกับเหตุการณ์ที่พึ่งพุ่งเข้ากระทบกระเทือนความรู้สึก ผมรู้สึกเหี้ยขึ้นมาทันทีกับเรื่องที่ก่อ ผมพึ่งทำผิด ซึ่งความจริงสิ่งที่ผมทำมันเป็นแค่ความเข้าใจผิด เป็นความเข้าใจผิดที่ผมจงใจให้คีย์เห็นแบบนั้นตั้งแต่แรก

ผมไม่ได้ต้องการให้ใครเจ็บ แค่คิดตื้นๆ ว่าอยากให้คีย์ออกมาจากตรงนั้นสักที ไม่ต้องกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมในทันทีก็ได้ ขอแค่ผมได้มีโอกาสอธิบาย ขอโทษ และกลับมาเป็นเหมือนเดิมในสักวัน

ผมมองร่างเล็กๆ ซึ่งเดินห่างออกไปเรื่อยๆ โดยไม่หันกลับมามองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง แววตาคู่นั้นแข็งกร้าวไม่เหมือนเดิม

ผ่านพ้นมาแค่คืนเดียวทุกอย่างเปลี่ยนไปจากฝ่ามือเป็นหลังมือ ดวงตาที่เคยช้อนมองด้วยความใสซื่อได้เปลี่ยนไปแล้ว

ผมทำอะไรลงไป

คิดไว้แล้วว่าต้องเสียคนสำคัญคนหนึ่ง ผมบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ถ้าคีย์ยอมตัดความสัมพันธ์กับคนแบบไอ้ปืนผมยอมทุกอย่าง แต่พอถึงคราที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ผมกลับรับไม่ได้ที่ถูกเมินใส่เหมือนคนไม่รู้จัก ไม่ชอบใจที่คีย์พูดเสียงห้วนใส

“สมควรแล้วมึง” เสียงใครคาหนึ่งดังขึ้น ปลุกผมให้หลุดออกจากความคิดของตัวเอง “กูไม่รู้หรอกว่ามึงคิดจะทำอะไร  แต่มันโครตเหี้ย”
ไอ้ต้นเดินมายืนอยู่เคียงข้างผม สายตาเรามองไปยังจุดเดียวกันนั่นคือคนตัวเล็กที่กำลังเดินไปที่ไหนสักที่ซึ่งผมไม่รู้หรอก

“อย่ามาซ้ำเติมกู”

“ก็มึงมันสมควร ถ้าเขาไม่รัก พยายามยังไงเขาก็ไม่รักหรอก”

มันซ้ำเติมผมไม่เลิก ผมทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร แต่ลึกๆ ข้างในผมร้องไห้ออกมาเรียบร้อยแล้ว
กับคำว่าไม่รัก ไม่ว่าจะฟังอีกกี่ครั้งก็เจ็บได้เหมือนเดิม

“มึงยังเคยพูดเลยว่าคีย์อาจจะรักกู” ไม่มีใครรู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับคีย์นอกจากคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

“มึงว่าคีย์จะรักกูบ้างไหม” ผมตั้งคำถามเหมือนที่เคยถามมันไปเมื่ตอนเราอยู่ปีหนึ่ง ไอ้ต้นเคยบอกว่าคีย์อาจจะมีความรู้สึกดีๆ ให้ผม ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมามันเป็นไปไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะไม่รู้สึกอะไรเลย

ไอ้ต้นทำให้ผมมีความหวังขึ้นมาบ้าง ซึ่งผมก็คิดอย่างนั้น ตั้งแต่ ม.ปลาย การกระทำของผมมันมากกว่าเพื่อน ผมตั้งใจแสดงแบบนั้นออกไปเพื่ออยากให้อีกฝ่ายรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของผม
แต่ผ่านมาเกือบห้าปีแล้ว ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ต่อให้พยายามมากแค่ไหนแต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่เพื่อน

อาจเป็นผมที่โง่เพราะไม่ยอมพูดออกมา ผมแค่กลัว กลัวคำตัดสินของคีย์ที่อาจเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนผม และโลกทั้งใบคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ผมกลัวคำปฏิเสธ เพราะสิ่งที่คาดหวังมาตลอดคือความรักจากเพื่อนตัวเล็กคนนั้น

“มั้ง” ผมรอฟังอย่างตั้งใจ

“แต่ตอนนี้มึงไม่มีโอกาสแล้วไอ้บอส มึงทำตัวมึงเอง”

“…”

“รีบแก้ไขทุกอย่างเถอะมึง ตามไปขอโทษมัน ไปพูดสิ่งที่มึงอยากจะพูด อธิบายทุกอย่างให้มันเข้าใจ” ไอ้ต้นให้คำแนะนำก่อนตบมาที่บ่าของผมสองที

“อาจจะไม่ใช่ตอนนี้ที่ได้รัก”

“มึงกำลังโกหกกู” โกหกเพื่อให้ผมมีความหวังขึ้นมา คำตอบก็อย่างที่เห็น เพราะมันพังลงทุกครั้ง

“กูเชื่อว่าสักวัน”

ผมก็หวังว่าสักวัน...






ตีรณ

ผมหยุดมองร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านนี้ in dreams เป็นหนึ่งในร้านประจำของผมกับใครอีกคน ตั้งแต่มัธยมจนกระทั่งเข้ามหา'ลัยเราไม่ค่อยได้ไปกินอยู่ร้านอื่นเท่าไหร่ แต่ก็มีบ้างบางครั้งบางครา ผมชอบบรรยากาศร้านนี้มากกว่าที่อื่น ที่ตั้งทำเลดี ไม่ค่อยวุ่นวายหรือได้ยินเสียงรถแล่นบนถนนจนรำคาญหู ผมรักความสงบ เพื่อนคนนั้นก็เช่นเดียวกัน

รู้สึกแปลกๆ เมื่อหันไปมองข้างกายแล้วไม่มีคนตัวสูงยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ผมชอบสูดดมเพราะมันสดชื่นดี มีแค่ผมคนเดียวเพราะไม่ได้มีใครพ่วงติดมาด้วย

เพื่อนในภาคที่สนิทกันจริงจังก็มีไม่กี่คน นอกนั้นเป็นเหมือนคนรู้จักกันแค่ผิวเผิน จู่ๆ จะชวนมานั่งคุยกันมันคงจะแปลก ยิ่งผมเป็นพวกเข้าหาคนยากยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ต่อการพูดคุย

ผมตัดสินใจเดินเข้าไปข้างในร้านที่สไตล์การตกแต่งไม่ได้ต่างจากชื่อร้าน ครั้งแรกที่เดินเข้าไปเหมือนหลุดไปอยู่ในฝันจริงๆ ระหว่างเดินเข้าพนักงานร้านยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง วันนี้ในร้านค่อนข้างเงียบสงบนั่นถือว่าเป็นโอกาสเหมาะเพราะผมอยากนั่งอยู่เงียบๆ ยิ่งคนเยอะ ยิ่งทำให้รู้สึกมึนงง

ผมสั่งเมนูโปรดกับพนักงานประจำเสร็จสับ นั่งฟังที่ทางร้านเปิดพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย จนเสียงแจ้งเตือนกับแรงสั่นดึงสายตาจากภาพวาดบนผนังสีเทา

บอสส่งข้อความรัวเข้ามาชวนผมไปหาอะไรกิน ตามด้วยสติกเกอร์ตัวโปรด เขาชวนเหมือนทุกครั้งที่ชวน ถ้าเป็นเมื่อก่อนตาผมคงลุกวาวและตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดอะไร แต่ครั้งนี้ผมกดบล็อกแชทอย่างไม่ลังเล

หลังจากนั้นไม่นานก็มีสายโทรเข้าซึ่งเป็นใครไม่ได้นอกจากคนที่ผมพึ่งบล็อกแชทไป ผมมองเลขบนหน้าจอโดยไม่คิดจะกดรับแล้วปล่อยให้คนทางนั้นตัดสายไปเอง แต่มันหลายต่อหลายครั้งจนผมต้องเป็นฝ่ายกดวางสายแล้วปิดซิมโทรศัพทร์เพื่อไม่ให้ใครโทรเข้ามาอีก

เรียวนิ้วเลื่อนขึ้นลงบนหน้าจอขณะที่สายตาโฟกัสไปบนไทม์ไลน์เฟสบุ๊คของบอส ผมมองดูรูปภาพหลายรูป ทุกรูปเป็นเรื่องราวในแต่ละช่วงเวลา ผมจำมันได้ จำได้ทุกอย่างและไม่ลืมว่าตอนนั้นเราสนุกกันแค่ไหน ผมเลื่อนอ่านสเตตัสไปเรื่อย แล้วเข้าไปส่องสตอรี่ ก่อนที่ทุกอย่างจะหายไปเมื่อผมกดบล็อก

ผมกดออกจากแอพเมื่อครู่แล้วเข้าไปดูเรื่องราวต่างๆ ในไอจี ทว่าสายตาไปสะดุดกับรูปหนึ่งซึ่งถูกโพสไปเมื่อ 4 ชั่งโมงที่แล้ว เป็นรูปถ่ายของเด็ก ม.ปลายสองคนที่นั่งกอดคอกันอย่างสนิทสนม พร้อมกับแคปชั่น -วันนี้ที่เรารู้จัก-

จำได้ว่าพ่อเป็นคนถ่ายให้ ที่บ้านของผม บนโต๊ะหินอ่อน มันเกิดขึ้นช่วงหลังเลิกเรียน และเป็นครั้งแรกที่บอสมาบ้านของผมถึงตอนนั้นจะยังไม่สนิทกัน

ผมฝืนยิ้มออกมาเท่าที่จะทำได้ แล้วกดบล็อกการติดต่อทุกหนทาง

จบแล้วจริงๆ สำหรับทุกอย่าง

“มึงนั่งที่ประจำกูรู้ตัวหรือเปล่า” เมื่อมีเสียงคุ้นๆ ดังเข้ามาในหู ผมจึงหันขวับไปมองร่างสูงในเสื้อช็อปประจำคณะ

“ถ้าจำไม่ผิด ตรงนี้ป็นที่นั่งประจำของผมเหมือนกัน” เขายกมือยอมแพ้เหมือนโจรถูกตำรวจเอาปืนจี้กะโหลก จึงทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมากับความขี้เล่นที่ดูขัดกับอายุของเขา

“ช่วงนี้พี่หายหน้าหายตานะ ไม่ใช่แค่ช่วงนี้สิ สักสองสามเดือนได้ที่เราไม่เจอหน้ากัน ถ้าไม่โผล่หน้ามาผมคงลืมพี่ไปแล้วจริงๆ” ผมเริ่มที่จะเย้าแหย่อีกฝ่ายอย่างสนิทสนม

พี่ ‘บอย’ ยกมือเกาท้ายทอยแล้วเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ถัดจากผมแค่ตัวเดียว ถึงอย่างนั้นเราทั้งสองก็ไม่ได้ห่างกันเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันมากจนเกินไป

“กูเร่งปั่นงาน ไหนจะโปรเจคจบอีก ช่วงนี้กูวุ่นๆ คิดถึงกูใช่ไหมล่ะมึง”

“ไม่หรอก ความจริงผมแทบลืมด้วยซ้ำว่าโลกนี้ยังมีพี่อยู่” เกือบลืมไปแล้วจริงๆ ว่ายังมีพี่บอยคนหนึ่งมีตัวตนในชีวิตผมเสมอมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย

ผมรู้จักเขาผ่านบอสอีกทีเพราะพี่บอยเป็นพี่ชายแท้ๆ ของบอส ทั้งสองมีหน้าตาที่คล้ายคลึงราวกับถอดมาจากแม่พิมร์อันเดียวกัน ทว่านิสัยนั้นแตกต่าง

ผมชอบแบบที่เป็นบอสมากกว่าเพราะดูเงียบขรึม และ…อ่อนโยน แต่ถ้ากวนประสาทแบบพี่บอยก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น ผมหัวเราะออกจะบ่อยเมื่อเขายิงมุขใส่

คนนั่งข้างๆ ตวัดสายตามองที่ผมอย่างเอาเรื่อง
“กวนตีน กวนตีนจัดนะมึง”

“อยู่กับพี่บ่อยได้รับนิสัยแบบนี้มาก็คงไม่แปลก”

“กูไม่ว่าหน่อยทำเหลิง” เขาส่ายหน้าพร้อมขำ ก่อนจะหยิบแก้วน้ำของผมไปดูดแล้วหันไปสั่งออเดอร์กับพนักงานร้าน

“แล้วเป็นไงบ้าง สบายดีอยู่ใช่ไหม”

“จะบอกว่าดีก็เหมือนโกหก”

“เล่าให้กูฟังหน่อยสิว่าเกิดเรื่องสนุกๆ อะไรขึ้นบ้างระที่หว่างกูหายไป”

“ผมกับพี่ปืนเลิกกันแล้ว” พูดออกไปตรงๆ แบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา เป็นเรื่องสนุกที่พี่บอยยังไม่รู้ แล้วมันก็พึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานกลางดึก

“แต่ดูเหมือนมึงจะไม่เสียใจเท่าไหร่นะ”

มันอาจจะได้ผลจริงๆ มั้งที่ผมเสแสร้งแกล้งเป็นยิ้ม ทำตัวปกติเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หลังจากเรื่องคืนนั้นผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น

“ผมดูเหมือนคนไม่เสียใจและไม่รู้สึกอะไรเลยกับเรื่องที่เกิดขึ้นงั้นเหรอ?” พี่บอยพนักหน้า “ก็เมื่อกี๊มึงยังหัวเราะให้กูดูอยู่เลย คนเสียใจเขาหัวเราะได้เหรอมึง”

“ผมแค่พยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติ แสร้งทำเป็นมีความสุข เผื่อวันหนึ่งผมจะเชื่อเหมือนที่คนอื่นเชื่อว่ายัวเองเองกำลังมีความสุขจริงๆ และไม่รู้สึกอะไรเลยกับเรื่องที่ผ่านมา”  พูดประชดประชันพร้อมเค้นเสียงหัวเราะกลบเกลื่อนความอ่อนแอ พี่บอยชะงักทันทีเมื่อได้ยินผมพูดอย่างนั้น ก่อนเอื้อมมือมาลูบที่แผ่นหลังพร้อมตบลงมาหลายที

“นี่คีย์เป็นไรไหม ไม่ ไม่เป็นไรเลย สบายดี มีความสุขจะตาย ฮ่าฮ่าฮ่า”

“…!?”

“ความจริงแล้วผมเจ็บพี่ ผมเจ็บ เจ็บ เจ็บ มันเจ็บ…” ก้มหน้ามองกางเกงสแล็คสีดำนิ่ง พร่ำพูดแต่คำว่าเจ็บซ้ำๆ พูดย้ำอยู่อย่างนั้นไม่หยุดเพราะทนต่อความเป็นจริงไม่ได้อีกแล้ว
 
ผมกำลังอ่อนแอ รับไม่ไหวกับหลายที่โถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งเรื่องพี่ปืน และเรื่องของบอส ยังมีเรื่องระหว่างพี่ปืนกับไอ้ต้นเข้ามารุมเร้าอีก

ผมไม่เหลือเพื่อนสักคน แม้แต่ฟางยังเลือกที่จะอยู่ข้างไอ้ต้น ส่วนบอสไม่ได้มีความสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป เขาควรจะรู้ว่าผมเป็นแบบนี้เพราะอะไร ทำไมถึงตีตัวออกห่าง เขาควรจะรู้ว่าทั้งหมดมันเกี่ยวกับเขา แต่ยังตีหน้าซื่อไม่มีความสำนึก

“คีย์…” คนข้างๆ เอื้อมมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ การมองเห็นพร่าเบลอจนมองเห็นภาพของบอสซ้อนทับพี่บอย ดวงตาสีน้ำตาลแดง ทั้งรอยยิ้ม ทุกอย่างยังตราตรึงในห้วงสมอง

ทำไม?  ทำไมต้องมีแต่เรื่องของบอสซ้อนทับความคิดตลอด ผมเสียใจที่พี่ปืนนอกใจ แต่เสียใจมากกว่าที่บอสเข้าไปพัวพันกับพี่ปืน

จะเป็นใครก็ได้ แต่ไม่ใช่บดินทร์

ต้องไม่ใช่เขา

“มึงร้องไห้”

“พี่อย่าทำแบบนั้น” ผมปัดมืออีกฝ่ายออกเบาๆ แล้วซับน้ำตากับแขนเสื้อนักศึกษา
“กูไม่ได้ตั้งใจ…”

“ไม่เป็นไร”

“ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นเพื่อนกูคนหนึ่งกูจะอาสาไปต่อยหน้ามันให้แหลก” พี่บอยพูดถึงเพื่อนอย่างขุ่นเคือง

“พี่ปืนกับบอสมีอะไรกัน ผมเห็น ในห้องของผมกับพี่ปืน บนเตียงที่เราสองคนนอนด้วยกันมาเกือบสองปี”

“มึงว่าไงนะ!” น้ำเสียงและสีหน้าของพี่บอยเครียดขรึมขึ้นมาเมื่อผมเริ่มเล่าเรื่องสนุกหลังจากปรับสภาพอารมณ์ได้

“ความสัมพันธ์ของพี่ปืนกับบอสคงเกิดขึ้นนานพอที่จะทำให้ทั้งสองรักกัน” พูดอย่างที่คิด พี่บอยมีท่าทีตกใจกับเรื่องที่ผมพึ่งพูดออกมา ร่างสูงกุมขมับ มองมาที่ผมอย่างจริงจัง

“รักเหรอ? เพ้อเจ้อว่ะ กูว่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง”

“เรื่องของเขาเถอะ จะเหตุผลอะไรผมไม่อยากรู้หรอก กับเพื่อนแบบนี้ผมไม่อยากยุ่ง ไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว ในเมื่อมันไม่มีอะไรดีกับตัวผม” ไม่ว่าเหตุผลอะไรผมไม่อยากรู้

“แล้วแต่มึง แต่มึงควรคุยกับไอ้บอสให้รู้เรื่อง” พี่บอยเสนอความเห็น แต่ผมคิดว่าไม่มีอะไรต้องคุย ในเมื่อทุกอย่างที่เห็นมันชัดเจนหมด คำตอบคือภาพทั้งหมดที่เห็นมากับตา

เราต่างคนต่างสนใจอาหารบนจาน ผมตักขนมเข้าปาก มองไปที่เข็มยาวของนาฬิกาซึ่งเดินวนได้หลายรอบก่อนจะเอ่ยถามพี่บอยเมื่อนึกอะไรขึ้นได้

“พี่บอย…”

“อะไร”

“พี่ว่าพี่ปืนยังรักผมอยู่ไหม”

“มันรักมึงนะคีย์ มันรักเสมอนั่นแหละ”

“…”

“แต่มันรักคนอื่นด้วยไง” ร่างกายชะงักกึกทันท่วงที เสียงรอบข้างไม่มีผลต่อประสาทหูอีกแล้ว สมองอื้ออึงคล้ายจะหยุดสั่งการเพราะประโยคกระแทกแดกดันที่เขาพึ่งพูดออกมา
พี่บอยพูดเหมือนต้องการประชด

ผมเริ่มปรับสภาพอารมณ์ให้เป็นปกติอีกครั้ง ตั้งหน้าตั้งตักขนมหวานในจานเข้าปาก

“พี่เคยรักใครมากๆ บ้างไหม” ผมถามพี่บอยอีกคำถาม

“อือ กูเคยนะ"

“รักมากจนคิดว่าอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา”

“วันหนึ่งมึงจะรู้สึกเฉยๆ กับคนที่มึงคิดว่าอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมัน”

วันหนึ่ง ไม่มีจุดหมาย ไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจน อาจเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่ง หรือไม่เกิดขึ้นเลย

“อีกนานแน่ไหน” ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมอยากรู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน

“กูตอบมึงไม่ได้หรอก เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลา แต่มึงเชื่อเถอะว่าอีกไม่นานมึงจะไม่รู้สึกอะไรกับคนที่มึงคิดว่ารักนักรักหนา” ผมเชื่ออย่างที่พี่บอยพูด

“มึงไม่รู้หรอกว่าไอ้ปืนมันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่ผ่านมามึงรักมันจริงๆ หรือเปล่า” ที่ผ่านมาไม่เคยรู้ว่าพี่ปืนจะรู้สึกแบบนั้น อยู่ด้วยกันมานานแต่ไม่มีครั้งไหนที่เราเปิดอกคุยกันอย่างจริงจัง

มันทำให้ตระหนักขึ้นได้ว่าที่ผ่านมาเราต่างมีความลับมากมายต่อกัน คือเรื่องที่เราไม่พูดและทำให้มันค้างคาจนความสัมพันธ์แปรเปลี่ยนในที่สุด

“ไม่ใช่แค่มันที่คิดหรอก กูเองยังคิดเลยว่ามึงรักมันจริงๆ หรือเปล่า”

“อะไรทำให้พี่คิดแบบนั้น” พี่บอยไม่ให้ตอบแต่ทิ้งความสงสัยไว้ให้ผมคิด

“คนที่มึงใช้เวลาอยู่กับมันมากกว่าไอ้ปืนไง”


มีบางอย่างวิ่งพล่านเข้ามาในหัว มันทั้งสับสม และยอนแยงกันอยู่ในนั้น ทั้งความรู้สึก บวกกับความคิด จนกลายเป็นคนกำลังหลงอยู่ในห้วงดำมืด

ผมรักพี่ปืนผมมั่นใจแบบนั้นมาตลอด แต่สิ่งที่พี่บอยพูดทำให้เกิดความสับสนขึ้นมา และผมเริ่มไม่มั่นใจว่าใครสำคัญมากกว่า ระหว่างพี่ปืน กับใครคนนั้น

ที่ผมมองว่าเขาเป็นเพื่อนมาตลอด…






เหงาดีเหมือนกันมาเดินคนเดียวแบบนี้  ไม่ต่างอะไรจากคนไม่มีเพื่อน เมื่อผมไม่มีไอ้ต้นอยู่ด้วย แน่นอนมาฟางคงไม่มาอยู่เป็นเพื่อนผมเพราะสองคนนั้นเป็นเพื่อนที่ไม่เคยแยกจากกัน เหมือนผมกับใครคนหนึ่งที่ไม่ได้คุยกันมานานเกือบสองสัปดาห์

บอสพยายามเข้ามาคุยกับผม แต่ถูกผมเมินเฉยใส่ทุกครั้ง ผมแค่ไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับคนแบบนั้นอีกแล้ว

ผมเดินมาหยุดอยู่ที่สะพานไม้ กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วมาหยุดมองที่มือของตัวเอง

ถอดแหวนที่นิ้วมากำไว้ในมือแน่น ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยให้มันร่วงหล่นลงพื้นอย่างไม่คิดใส่ใจและไม่ก้มมองว่ามันจะหล่นไปอยู่จุดไหน

ขาทั้งสองเดินก้าวออกจากตรงนั้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีเสียงเรียกไว้

“น้องครับ น้อง!”

“ผมเหรอ” ผมชี้มาที่ตัวเอง ใครคนนั้นเดินยืนใกล้ๆ แล้วยื่นแหวนคุ้นตามาตรงหน้า

“พี่เห็นน้องทำตก”

“ขอบคุณครับ”

ผมรับมาไว้ในมือ ยิ้มให้คนมีน้ำใจแล้วออกแรงขว้างให้ไกลที่สุด

“ความจริงแล้วผมตั้งใจจะทิ้ง” ผมบอกความจริงแล้วก้าวต่อไปไม่หยุด

“เดี๋ยวสิ” ผมหยุดเดินแล้วไปมองเจ้าของเสียง คนตรงหน้ามีท่าทีแปลกๆ จนผมหลุดขำออกมากับความขี้อายของคนตรงหน้า

“พี่ชื่อกร แล้วน้อง…”

“คีย์ ผมชื่อคีย์” ผมบอกเขาไปตรงๆ ขณะที่ร่างสูงเดินตามมาประชิดอยู่ข้างๆ

“พี่ขอ…”

“คีย์!”

เสียงแข็งกร้าวดังไล่มาจากด้านหลัง บอสเดินเข้ามาหาและส่งสายตาดุมาที่ผม ยิ่งทำให้แปลกใจว่าผมไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรือเปล่า เพราะระยะหลังมานี้ผมตีตัวออกห่างและไม่เคยเข้าไปยุ่งอะไรด้วย

“กลับ”

จู่ๆ ข้อมือของผมก็ถูกบอสกระชากให้ออกห่างจากคนที่พึ่งเดินเข้ามาคุย ผมขืนตัวเพราะไม่อยากไปไหนกับคนคนนี้

“ปล่อย ปล่อยเดี๋ยวนี้”

“มาด้วยกันเดี๋ยวนี้”

“เลิกตีหน้าซื่อได้แล้ว” พูดเพียงเท่านั้นข้อมือจึงหลุดออกจากการกอบกุม ผมรีบเดินออกจากตรงนี้ทันที ส่วนคนที่พึ่งเดินมาคุยกับผมยืนนิ่งมองมาที่ผมกับตัวปัญหาด้วยความสงสัย

“คีย์! กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน” ร่างผมถูกกระชากกลับไปและดึงอย่างรุนแรง ร่างสูงเริ่มใช้ไม้แข็งเพราะความดื้อด้านของผม สีหน้าโกรธเคืองทำให้ผมเริ่มกลัวขึ้นมา

“ถ้าพูดอะไรยังไม่เคลียร์อย่าหนีกันแบบนี้” บอสจับผมยัดเข้ารถแล้วเดินอ้อมไปนั่งฝั่งคนขับ แอร์รถเย็นยะเยือกบวกกับสถานณ์มาคุยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ผมไม่เข้าใจว่าบอสต้องการอะไร หรือมีเรื่องอะไรถึงทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันได้มากขนาดนี้

“หลายวันแล้วนะที่เมินกันแบบนี้” บอสระเบิดเสียงออกมาอย่างหัวเสีย ใช้มือทุบพวงมาลัยรถอย่างหาที่ระบาย ผมบีบฝ่ามือของตัวเองสลับไปมาแล้วตัดสินใจพูดสิ่งที่อัดอั้นอยู่นาน

“คืนนั้นบอสกับพี่ปืนทำอะไรกันเหรอ” เราจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกันและกัน เขาไม่ได้ตกใจหรือสนใจสิ่งที่ผมพูดสักอย่าง ทั้งที่เขาเป็นคนผิด แต่ท่าทางของคนข้างกายไม่สะทกสะท้านเลย บอสโน้มหน้าเข้ามาพูดใกล้ชิด นั่นทำให้รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดลงมาที่ปลายจมูก

ผมหลบสายตาของบอสมองไปลงไปที่ตักของตัวเอง “ทุกอย่างมันชัดเจนมากเลย คีย์เห็นบอสกับพี่ปืน…” ผมช้อนสายตาขึ้นมามองคนตัวสูง

“มันไม่ใช่อย่างที่เห็นนะคีย์ ฟังบอสอธิบายก่อน”

“ยังต้องฟังอะไรอีก ถ้าไม่ใช่อย่างที่เห็นแล้วมันคืออะไร” ผลักอกของอีกฝ่ายออกห่างจากตัวแล้วหันหน้ามองออกนอกกระจกรถ

“รักกันไม่ใช่เหรอ” ผมเจ็บ มันเกิดขึ้นอีกแล้ว

“บ้าไปแล้วคีย์ ไปเอามาจากไหน บอสไม่ได้รักมัน ไม่เคยรู้สึกเหี้ยอะไรกับมันทั้งนั้นแหละ” ผมเชื่อไม่ลง แต่แววตาของบอสทำให้ผมลังเล อยากเชื่อว่าสิ่งที่ผมเห็นมันไม่จริง แต่ภาพนั้นยังติดตา ตามตอกย้ำไม่หยุด

“ไม่ได้รักแล้วเอากันทำไม”

“ไปกันใหญ่แล้วคีย์”

“พี่ปืนเป็นคนพูดเอง เขาเป็นคนพูด! แล้วยังเรื่องข้อความนั่นอีก!”

“แล้วเชื่อมันเหรอ เชื่อแบบที่เห็นเหรอ!” เขาพูดอย่างหัวเสียเช่นเดียวกัน เราหันหน้ามองออกนอกกระจกรถ

1 นาที

2 นาที

3 นาที

“บอสกับไอ้ปืนไม่ได้รักกัน เราไม่เคยรักแล้วก็ไม่เคยทำอะไรกันถึงขั้นนั้น” ผ่านมาราว 3 นาทีได้ บอสถึงพูดออกมาหลังจากนั่งเงียบไปสักพัก
ผมหันกลับไปมองบอส เป็นจังหวะเดียวที่เขาหันหน้าเข้ามาพอดี

“บอสกับมันไม่ได้รักกันเลย”

“…”

“แต่เรารักคนเดียวกัน”




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-03-2019 17:57:58 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ lonesomeness

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 278
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 14/01/2562
«ตอบ #114 เมื่อ14-01-2019 13:29:35 »

เป็นกำลังใจให้นุ่งคีย์

ออฟไลน์ Panza

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 14/01/2562
«ตอบ #115 เมื่อ14-01-2019 17:07:23 »

คนนั่งข้างๆตวัดสายตาดุมองที่ผมอย่างเอาเรื่อง ถ้าเป็นรุ่นน้องในคณะวิศวะคงพากันกลัวหัวหด แต่ผมชินชาต่อสายตาแบบนี้ของพี่บอย จะกลัวก็ต่อเมื่อเขาโกรธ หรือ ทะเลาะกับบอสเท่านั้น เพราะสถานการณ์มั้นมันหดหู่จริงๆ

     “กวนตีน กวนตีนจัดนะมึง”

     “อยู่กับพี่บ่อยได้รับนิสัยแบบนี้มาก็คงไม่แปลก”

     “กูไม่ว่าหน่อยทำเหลิง”  เขาส่ายหน้าพร้อมขำ ก่อนจะหยิบแก้วน้ำของผมไปดูดแล้วหันไปสั่งออเดอร์กับพนักงานร้าน

     “แล้วเป็นไงบ้าง สบายดีอยู่ใช่ไหม”

     “จะบอกว่าดีก็เหมือนโกหก”

     “มันแย่ กูรู้”

     “…”

     “แต่ดูเหมือนมึงจะไม่เสียใจเท่าไหร่นะ”

     มันอาจจะได้ผลจริงๆที่ผมแสร้งทำเป็นยิ้ม ทำตัวปกติเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หลังจากเรื่องคืนนั้นผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น กินข้าวไม่ลง นอนไม่หลับ ผมเครียด ยานอนหลับช่วยได้ไม่มาก

     พี่บอยคงรู้ข่าวคราวของผมมาบ้าง ทั้งเรื่องพี่ปืนและปัญหาเกี่ยวกับต้น ผมคบหากับเดือนนิเทศ เมื่อถึงจุดที่ต้องเลิกรากันคงไม่แปลกที่จะมีข่าวคราวออกไปให้ใครต่อใครจับมาเป็นประเด็นพูดคุยในกลุ่มคน แต่คงไม่เก่งถึงขั้นรู้เหตุผลที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพี่ปืนต้องจบลง ไม่มีใครรู้แม้แต่พี่บอย

     “ผมดูเหมือนคนไม่เสียใจและไม่รู้สึกอะไรเลยกับเรื่องที่เกิดขึ้นงั้นเหรอ?”

     “…”

     “ผมแค่พยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติ แสร้งทำเป็นมีความสุข เผื่อวันหนึ่งผมเชื่อขึ้นมาว่าตัวเองกำลังมีความสุขจริงๆและไม่รู้สึกอะไรเลยกับเรื่องที่ผ่านมา”  พูดประชดประชันพร้อมเค้นเสียงหัวเราะอย่างขมขื่นในลำคอ พี่บอยชะงักอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอื้อมมือมาลูบที่แผ่นหลังเป็นการปลอบโยน

       “ผมเจ็บพี่ ผมเจ็บ เจ็บ เจ็บ มันเจ็บ…”  พร่ำพูดแต่คำว่าเจ็บซ้ำๆ พูดย้ำอยู่อย่างนั้นไม่หยุดเพราะทนต่อความเป็นจริงไม่ได้อีกแล้ว ผมกำลังอ่อนแอ รับไม่ไหวกับความหนักหน่วงที่ถ่าโถมเข้ามาไม่หยุด ทั้งเรื่องที่พี่ปืนนอกใจ และเรื่องของบอสที่หักหลังกันได้ลงคอ นอกเหนือจากนั้นยังมีอดีตระหว่างพี่ปืนกับต้นเข้ามารุมเร้า

      ผมไม่เหลือเพื่อนสักคน แม้แต่ฟางยังเลือกที่จะอยู่ข้างไอ้ต้น ส่วนบอสไม่ได้มีความสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป เขาควรจะรู้ว่าผมเป็นแบบนี้เพราะอะไร ทำไมถึงตีตัวออกห่าง เขาควรจะรู้ว่าทั้งหมดมันเกี่ยวกับเขา

     “คีย์…” พี่บอยเอื้อมมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ การมองเห็นพร่าเลือนจนมองเห็นภาพของบอสซ้อนทับพี่บอย รอยยิ้มของเขายังตราตรึงใรความคิด

     ทำไม?  ทำไมต้องมีแต่เรื่องของบอสซ้อนทับความคิดตลอด ผมเสียใจที่พี่ปืนนอกใจ แต่เสียใจมากกว่าที่บอสยุ่งเกี่ยวกับพี่ปืน

     จะเป็นใครก็ได้ แต่ไม่ใช่บดินทร์

     “มึงร้องไห้”

     “พี่อย่าทำแบบนั้น” ผมปัดมืออีกฝ่ายออกเบาๆแล้วซับน้ำตากับแขนเสื้อ

     “กูไม่ได้ตั้งใจ…”

     “…”

     “ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นเพื่อนกูคนหนึ่งกูจะอาสาไปต่อยหน้ามันให้แหลก”  ร่างสูงพูดถึงเพื่อนสนิทอย่างขุ่นเคือง

     “พี่ปืนกับบอสมีอะไรกัน ผมเห็น ในห้องของผมกับพี่ปืน บนเตียงที่เราสองคนนอนด้วยกันมาเกือบสองปี”

     “มึงว่าไงนะ!”

     “ความสัมพันธ์ของพี่ปืนกับบอสคงเกิดขึ้นนานพอที่จะทำให้ทั้งสองรักกัน”

     “รัก? ไอ้เหี้ยบอสเนี่ยนะรักไอ้ปืน มึงรู้ได้ไง มันมีคนที่มันรักอยู่แล้วป๊ะวะ”

     “…”

     “เพ้อเจ้อว่ะ กูว่ามันมีเหตุผล”

     “เรื่องของเขาเถอะ จะเหตุผลอะไรผมไม่อยากรู้หรอก กับเพื่อนแบบนี้ผมไม่อยากยุ่งและรับรู้อะไรอีกแล้ว ในเมื่อมันไม่มีอะไรดีกับตัวผม” ไม่ว่าเหตุผลอะไรผมไม่อยากรู้

     “แล้วแต่มึง แต่มึงควรคุยกับไอ้บอสตรงๆ”

     “เราไม่ได้คุยกันนานแล้ว”

     เรานั่งเงียบกันอยู่สักพัก ผมมองไปที่เข็มนาฬิสีแดงที่เดินวนได้หลายรอบก่อนจะเอ่ยถามเมื่อนึกอะไรขึ้นได้

     “พี่บอย…”

     “อะไร”

     “พี่ว่าพี่ปืนยังรักผมอยู่ไหม”

     “มันรักมึงนะคีย์ มันรักเสมอนั่นแหละ”

     “…”

     “แต่มันรักคนอื่นด้วยไง” ร่างกายชะงักกึกทันท่วงที เสียงรอบข้างไม่มีผลต่อประสาทหูอีกแล้ว สมองอื้ออึงคล้ายจะหยุดสั่งการเพราะประโยคกระแทกแดกดันที่เขาพึ่งพูดออกมา

     “ผมไม่ดีพองั้นเหรอ” 

     “มึงดีเกินไปหรือเปล่า”

     หลังจากร่างสูงพูดจบ ผมเริ่มปรับสภาพอารมณ์ให้เป็นปกติแล้วตั้งหน้าตั้งตาตักข้าวในจานเข้าปาก เราต่างคนต่างปล่อยสมาธิอยู่กับตัวเองและสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

     อีกไม่กี่เดือนก็จะสอบ พี่บอยเรียนจบส่วนผมขึ้นปีสาม ผมจะไปติวกับใครล่ะ บอสเหรอ? มันคงจะอึดอัดถ้าหากเราอยู่ด้วยกันและแสร้งทำเป็นเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้น ยิ้มกว้างให้โลกทั้งใบแต่กับบอสผมจะทำแบบนั้นไม่ได้

     “พี่เคยรักใครมากๆบ้างไหม”

     “อือ กูเคยนะ”

     “รักมากจนคิดว่าอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา”

     “วันหนึ่งมึงจะรู้สึกเฉยๆกับคนที่มึงคิดว่าอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมัน”

     “มันจะนานแค่ไหนกว่าผมจะเฉยชากับคนที่ผมรักมากกว่าตัวเอง”

     “กูตอบมึงไม่ได้หรอก มันต้องใช้เวลา แต่มึงเชื่อเถอะว่าอีกไม่นานมึงจะไม่รู้สึกอะไร”

     “ผมเป็นคนบอกเลิก เป็นฝ่ายที่ก้าวออกมาจากตรงนั้นเอง แต่ผมยังรักพี่ปืนอยู่ ยังรักเหมือนเดิม ผมยอมรับว่าผมโกรธกับเรื่องทั้งหมด ผมรับไม่ได้ที่…”

     “มึงไม่ต้องพูดก็ได้”

     “มันเป็นไปได้เหรอพี่ที่รักคนสองคนพร้อมกัน”

     “มึงถามความรู้สึกตัวเองเถอะ มึงรู้ตัวไหมว่ากำลังยืนอยู่ในจุดนั้น”

     “จุดไหน ที่ผมรู้สึกคือ…ความทรมาร มันเกิดขึ้นในใจของผม ตอนที่ผมนอน มันทรมารพี่ และผมก็คิดมากจนนอนไม่หลับ”

     “หึ! ทำไมตอนมันมีคนอื่นๆมึงยังทนอยู่กับมัน แต่พอเป็นไอ้บอสมึงถึงเลือกที่จะเดินออกมาล่ะ”

     “…”

     “มึงแน่ใจเหรอว่ามึงรักไอ้ปืนจริงๆ”

     เริ่มมีความโลเลเกิดขึ้นในความรู้สึก กี่ครั้งที่ยอมทนและเสียน้ำตาเพราะพี่ปืน นั่นเป็นเพราะผมรักเขา รักมากจนยากจะตัดใจ แต่พี่บอยพูดให้ผมไม่แน่ใจกับตัวเอง มีบางสิ่งบางอย่างทำให้หัวใจเอียงเอนและสั่นคลอน

     “ไม่ใช่ว่ามึงกำลังรักใครอยู่เหรอ” ยิ่งทำให้ร่างกายผมนิ่งมากกว่าเดิม ผมมีอาการคล้ายกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

     “พี่พูดถึงใคร”

     “คนที่อยู่กับมึงนานกว่าไอ้ปืน”

     “…”

     “มึงไม่รู้หรอกว่าไอ้ปืนมันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่ผ่านมามึงรักมันจริงๆหรือเปล่า”  ที่ผ่านมาไม่เคยรู้ว่าพี่ปืนจะรู้สึกแบบนั้น อยู่ด้วยกันมานานแต่ไม่มีครั้งไหนที่เราเปิดอกคุยกันอย่างจริงจัง มันทำให้ตระหนักขึ้นมาว่าที่ผ่านมาเราต่างมีความลับมากมายต่อกัน คือเรื่องที่เราไม่พูดและทำให้มันค้างคาจนความสัมพันธ์เราแปรเปลี่ยนในที่สุด

     นั่นอาจเป็นผลที่พี่ปืนเปลี่ยนไป

      “ไม่ใช่แค่มันที่คิดหรอก กูเองยังคิดเลยว่ามึงรักมันจริงๆหรือเปล่า”

     “อะไรทำให้พี่ปืนคิดแบบนั้น” พี่บอยไม่ให้ตอบแต่ทิ้งความสงสัยไว้ให้ผมคิด

     “ใครต่างหากล่ะ มึงควรถามกูแบบนั้น”





เหงาดีเหมือนกันมาเดินคนเดียวแบบนี้  ไม่ต่างอะไรจากคนไม่มีเพื่อน เมื่อผมไม่มีต้นอยู่ด้วย แน่นอนมาฟางคงไม่มาอยู่เป็นเพื่อนผมเพราะสองคนนั้นเป็นเพื่อนที่ไม่เคยได้แยกจากกันเหมือนผมกับใครคนหนึ่งที่ไม่ได้คุยกันมานานเกือบสองสัปดาห์

     บอสพยายามเข้ามาคุยกับผม แต่ถูกผมเมินเฉยใส่ทุกครั้ง ไม่อยากเสี่ยงกับคนแบบนั้นอีกแล้ว

     ผมเดินมาหยุดอยู่ที่สะพาน กวาดสายตามองไปรอบๆแล้วมาหยุดที่มือของตัวเอง ผมถอดแหวนที่นิ้วมากำไว้ในมือแน่น ก่อนจะค่อยๆปล่อยให้มันร่วงหล่นสู่พื้นอย่างไม่คิดใส่ใจและไม่ก้มมองว่ามันจะหล่นไปอยู่จุดไหน

     ขาทั้งสองเดินก้าวออกจากตรงนั้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งเรียกไว้

     “น้องครับ น้อง!”

     “ผมเหรอ” ผมชี้มาที่ตัวเอง ใครคนนั้นเดินยืนใกล้ๆแล้วยื่นแหวนคุ้นตามาตรงหน้า

     “พี่เห็นน้องทำตก”

     “ขอบคุณครับ”

     ผมรับมาไว้ในมือแล้วออกแรงขว้างให้ไกลที่สุด

     “ความจริงแล้วผมตั้งใจจะทิ้ง” ผมบอกความจริงแล้วก้าวต่อไปไม่หยุด

     “เดี๋ยวสิ”

     “พี่ชื่อกร แล้วน้อง…”

     “คีย์ ผมชื่อคีย์” ผมบอกเขาไปตรงๆขณะที่ร่างสูงเดินตามมาประชิดอยู่ข้างๆ

     “พี่ขอ…”

     “คีย์!”

     เสียงแข็งกร้าวดังไล่มาจากด้านหลัง บอสเดินเข้ามาหาและส่งสายตาดุมาที่ผม ยิ่งทำให้แปลกใจว่าผมไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรือเปล่า เพราะระยะหลังมานี้ผมตีตัวออกห่างและไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบอส

     “กลับเถอะ”

     จู่ๆข้อมือของผมก็ถูกบอสกระชากให้ออกห่างจากคนที่พึ่งเดินเข้ามาคุย ผมขืนตัวเพราะไม่อยากไปไหนกับคนๆนี้อีกแล้ว

     “ปล่อย ปล่อยเดี๋ยวนี้”

     “เป็นอะไร”

     “เลิกตีหน้าซื่อได้แล้ว” พูดเพียงเท่านั้นแล้วเดินออกจากตรงนี้ทันที ส่วนคนแปลกหน้าที่พึ่งเดินมาคุยกับผมยืนนิ่งมองมาที่ผมกับตัวปัญหา

     “พูดอะไร คีย์! กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน” ร่างผมถูกกระชากแล้วดึงไปอย่างรุนแรง ร่างสูงเริ่มใช้ไม้แข็งเพราะความดื้อด้านของผม สีหน้าโกรธเครืองทำให้ผมหวั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย

     “ถ้าพูดอะไรยังไม่เคลียร์อย่าหนีกันแบบนี้” บอสจับผมยัดเข้ารถแล้วเดินอ้อมไปนั่งฝั่งคนขับ แอร์รถเย็นยะเยือกบวกกับสถานณ์มาคุยิ่งเพิ่มแรงกดดัน

     “เป็นอะไรก็บอกมาดิ อย่าเงียบ โครตอึดอัดเลยรู้ไหม หลายวันแล้วนะคีย์” บอสระเบิดเสียงออกมาอย่างหัวเสีย ผมบีบฝ่ามือของตัวเองสลับไปมาแล้วตัดสินใจพูดสิ่งที่อัดอั้นอยู่นาน

     “คืนนั้นบอสกับพี่ปืนทำอะไรกันเหรอ”

     “มะ…หมายความว่าไง” เสียงทุ้มเบาหวิวเหมือนคนไม่มีแรง เราจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกันและกัน บอสโน้มหน้าเข้ามาพูดใกล้ชิดนั่นทำใฟ้รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆเป่ารดลงมาที่ปลายจมูก

     “ที่พูดน่ะ หมายความว่าไง” ผมหลบสายตาของบอสมองไปลงไปที่ตักของตัวเอง

     “ทุกอย่างมันชัดเจนมากเลย คีย์เห็นบอสกับพี่ปืน…”  เราสบตากันอีกครั้ง

     “มันไม่ใช่อย่างที่เห็นนะคีย์ ฟังบอสอธิบายก่อน”

     “ยังต้องฟังอะไรอีก! ถ้าไม่ใช่อย่างที่เห็นแล้วมันคืออะไร” ผลักอกของอีกฝ่ายออกจากตัวแล้วหันหน้ามองออกนอกกระจกรถ

     “รักกันไม่ใช่เหรอ” ผมเจ็บ มันเกิดขึ้นอีกแล้ว

     “บ้าไปแล้วคีย์ ไปเอามาจากไหน บอสไม่ได้รักมัน ไม่เคยรู้สึกเหี้ยอะไรกับมันทั้งนั้นแหละ” ผมเชื่อไม่ลง แต่แววตาของบอสทำให้ผมลังเล อยากเชื่อว่าสิ่งที่ผมเห็นมันไม่จริง

     “ไม่ได้รักแล้วเอากันทำไม”

     “…!?!”

     “พี่ปืนเป็นคนพูดเอง เขาเป็นคนพูด”

     “แล้วเชื่อมันเหรอ”

     “…”

     “บอสกับไอ้ปืนไม่ได้รักกัน เราไม่เคยรักแล้วก็ไม่เคยทำอะไรกันถึงขั้นนั้น”

     "..."

     "แต่เรารักคนเดียวกัน"




งงๆเบลอๆ
เฮ้ยยยยยยยยย  แงงงวงว รักคีย์ ใช่มั้ย


Sent from my iPhone using Tapatalk

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-4
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 14/01/2562
«ตอบ #116 เมื่อ14-01-2019 17:33:51 »

คีย์สู้ๆนะ  :mew2: :mew2:

ออฟไลน์ มนุษย์สาววาย

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 156
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่2 14/01/2562
«ตอบ #117 เมื่อ17-01-2019 16:03:01 »

ออกมาจากสภาพแวดล้อมเดิมๆเถอะ เป็นเราเขอหนักขนาดนี้เราไม่ไหวหรอก

บอสอาจจะรักคีย์นะ แต่เลือกวิธีผิดหรือเปล่า ระวังว่าคีย์จะถอยห่างออกมาจนอาจจะไม่กลับไปจุดเดิมแล้วก็ได้นะ

รอเสมอนะคะ ชอบมากๆเลยเด้ออ

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-4
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่4 23/01/2562
«ตอบ #118 เมื่อ23-01-2019 20:23:03 »

 :mew6: :mew6:

ออฟไลน์ Panza

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่4 23/01/2562
«ตอบ #119 เมื่อ23-01-2019 20:55:23 »

ตอนนี้แอบงง เหมือนไม่ต่อจากตอนก่อน หรือยังไง รอได้น้า มีเวลาก็มาอัพ สู้ๆจ้า


Sent from my iPhone using Tapatalk

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด