ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่6 05/04/2019
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่6 05/04/2019  (อ่าน 15489 ครั้ง)

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพตอนที่4 23/01/2562
«ตอบ #120 เมื่อ24-01-2019 15:43:42 »

ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ออฟไลน์ Saiias0005

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
รอรอรอค่า ค้างมากกก

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +129/-4

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่4 28/02/2562
«ตอบ #123 เมื่อ28-02-2019 22:41:38 »

ตอนที่4

{บดินทร์}

สิ่งที่ได้พูดอธิบายออกไป ไม่ได้ช่วยอะไรสักอย่าง ไม่เลยสักนิด ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม คีย์ไม่สนใจที่จะรับฟัง และมองผ่านเหมือนมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ คนอย่างคีย์เมื่ิอไม่อยากรับรู้อะไรจะปิดเงียบเหมือนมีเกราะบางๆ กั้นไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าผมจะพูดอะไรก็ไม่มีประโยชน์เพราะคีย์เลือกที่จะไม่รับฟังเหตุผล

ปัญหาที่คีย์เผชิญส่งผลเสียหลายอย่าง ผมมองเห็นเขาร้องไห้จากที่ไกลๆ แต่ไม่สามารถดึงเข้ามากอดปลอบได้ บางครั้งที่นั่งเหม่อลอยอยู่ในคลาสเรียน เหมือนร่างไร้การควบคุมจากสมอง เปลือกตายังคงกะพริบมองทอดไปยังข้างหน้า แต่สติหลุดลอยไปไกลเกินจะกู่กลับ แม้แต่เสียงอาจารย์ที่พูดใส่ไมโครโฟนยังไม่ช่วยดึงสติของคีย์ให้กลับมาสนใจในเนื้อหาการเรียน

อาการเขาแย่มากขึ้นทุกวัน ผมปวดใจที่คีย์มีอาการไม่ต่างอะไรจากคนเป็นซึมเศร้า ไม่เคยเห็นเขานั่งกินข้าวกลางวัน พูดคุยกับเพื่อนในภาค หรือหัวเราะเหมือนที่คีย์คนเดิมที่มีรอยยิ้มอยู่เสมอ ผมไม่มีความสุขที่คีย์เป็นแบบนั้น แต่ไม่เคยลืมว่ามีส่วนทำร้ายความรู้สึกของคีย์เหมือนกัน  ซึ่งมันสาหัสไม่ต่างจากหัวใจช้ำๆ ของผม

ผมอยากให้เขารับรู้ว่าหัวใจดวงนี้ของผมมันบอบช้ำแทบไม่เหลือเค้าเดิม คนที่ยิ้มบ่อยๆ คนนี้มีแต่ความขมักขมัวซุกซ่อนอยู่ข้างใน ทุกครั้งที่กอดปลอบคีย์เมื่อเจอปัญหาแย่ๆ เขาไม่เคยรู้หรอกว่าผมผุพังมากแค่ไหน แต่ยังพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุขโดยไม่ย้อนกลับมามองตัวเองว่ามันขุ่นหมองขนาดไหน

ผมปิดเงียบ แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง ทรมานอยู่คนเดียว และปลอบตัวเองทุกวันว่าวันหนึ่งจะก้าวผ่านจุดนั้นไป แต่เปล่า? เหมือนติดแหง็กอยู่ที่มืด ยืนคนเดียวอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าจะก้าวเดินไปทางไหนก็มีแต่เสี้ยนหนามตำเข้ามาให้เจ็บเป็นว่าเล่น จะอยู่กับที่นิ่งๆ ก็ระทมทุกข์ไม่ต่างกัน

ผมไม่ชอบช่วงเวลาแบบนี้เอาซะเลย มันยืดยาวทรมารเกินไปทั้งที่ควรจะชินชาเพราะอยู่กับความรู้สึกแบบนี้มานานหลายปี แต่ไม่ เหมือนถูกตะปูตอกอยู่ตรงอกตลอดเวลา ทั้งอัดอั้นและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ยิ่งคีย์ห่างจากผมมากเท่าไหร่ ผมยิ่งต้องการเขามากขึ้น

ในตอนนี้ผมไม่ได้ต่างอะไรกับพวกไม่มีใครคบ แม้ว่าจะเป็นคนหนึ่งที่มีคนรู้จักทั้งในคณะและคณะอื่น แต่ด้วยความเงียบของผมจึงไม่ไม่ใครค่อยเข้าหาซึ่งมันเป็นเรื่องดีกับผมที่สุดแล้ว

ผมเป็นพวกโลกส่วนตัวสูง เข้าข่ายอินโทรเวิท สบายใจที่ได้อยู่กับตัวเองคนเดียว แต่ก็ไม่ถึงกับเข้ากับคนอื่นหรือพูดคุยกับใครไม่ได้ ตั้งแต่มีคีย์ร่วมดำเนินชีวิตอยู่เคียงข้างในแต่ละวันมานาน ผมกลับไม่ชินที่จะอยู่คนเดียวเหมือนเมื่อก่อน และผม…เกลียดความอ้างว้างในตอนนี้ เกลียดการไม่มีใครคนนั้นนั่งอยู่ข้างๆ และหัวเราะไปด้วยกันเหมือนที่ผ่านมา

แม้ว่าช่วงระยะเวลานั้นจะอยู่ในฐานะเพื่อน แต่ยังดีกว่ากลายเป็นคนไร้ตัวตนเหมือนตอนนี้

มันเริ่มขึ้นในวันนั้นที่ได้รู้จัก ผมชอบเขาเอามากๆ จากชอบกลายเป็นหลงรักหัวปักหัวปัม ผมจับมือเขาด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยรัก กอดเขาด้วยความรักเช่นเดียวกัน ทว่าความรู้สึกของผมมันตรงกันข้ามกับคีย์ เพราะความรู้สึกที่เขามีต่อผมเป็นเพียงมิตรภาพที่เพื่อนคนหนึ่งจะมีให้
ผมไปไกลกว่านั้นไม่ได้

แต่หวังเสมอว่า..สักเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกทั้งหมด จะมีความรักล่อยลอยอยู่ในนั้นบ้าง

แม้จะหลอกตัวเองซ้ำซากว่าคีย์รู้สึกแบบเดียวกับผม เพียงแค่รอการถูกปลดปล่อยออกมาเป็นคำพูด แต่บางอย่างเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่าไม่

หลังงานปัจฉิมนิเทศเรียนจบ ผมได้รวบรวมความกล้าทั้งเพื่อจะสารภาพความในใจกับคนที่ผมหลงรักมาตลอดช่วงมัธยมปลาย เรียบเรียงคำพูดมานานค่อนคืนและหวังว่าเขาจะประทับใจประโยคสั้นๆ ที่ผมจะพูดออกไป

คีย์เดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุด ผมมองมันอย่างหลงไหล ก้มมองคนตัวเล็กกว่าโดยไม่สามารถละสายตาออกไปมองอย่างอื่นได้

‘มีอะไรจะบอก’

‘เหมือนกันเลย’

‘งั้นให้คีย์พูดก่อน’

‘คีย์คบกับพี่ปืนแล้วนะ'


เหมือนโลกทั้งใบได้ถล่มทลายเมื่อประโยคหนึ่งถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากบาง

ลำคอแห้งผากอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความรู้สึกที่ผมอยากจะบอกสลายหายไปตั้งแต่วินาที ผมเรียบเรียงคำพูดไม่ได้ นอกจากยิ้มฝืนๆ และแสร้งพูดว่าดีใจด้วยนะ กับ ขอให้รักนานๆ ทั้งที่ใจมันร้าวแทบแตกออกจากกัน

ช่วงเวลากับการเป็นนักเรียน ผมมีเพื่อนที่น่ารักที่สุด และผมรักเขาเหมือนที่ไม่เคยรักใครมาก่อน แต่ต้องทนอยู่ใกล้ชิดในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ที่หนักที่สุดคือต้องทนดูไอ้ปืนกับคีย์ใกล้ชิดกัน ถึงคีย์เคยย้ำกับผมเสมอว่าเป็นแค่พี่น้อง ผมขอให้เป็นแบบที่ปากคีย์พูดใส่หูผมตลอด  ภาวนาทุกวันว่าอย่าให้มันเกิดความสัมพันธ์นั้นขึ้น ทว่าคำขอไม่เป็นจริงเมื่อคีย์เดินเข้ามาบอกว่าคบกับไอ้ปืนแล้ว

ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทั้งสองคนไปรักกันตอนไหน มันเกิดขึ้นเร็วจนผมรู้สึกเสียดายเวลาทั้งหมดเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ผมปล่อยไว้นานเกินไป นานจนหมดโอกาศที่จะได้พูดความอัดอั้นในใจออกไป

แทนที่จะได้บอกรัก กลับต้องมามองดูเขารักกับคนอื่นโดยไม่สามารถทำอะไรได้ แทนที่จะได้จับกุมมือเล็กๆ นั่นไว้ ผมต้องมาหลับตาแล้วฝันเฟื่องไปเอง

ถึงได้รู้ว่าตัวเองมีน้ำตาหลังจากมองร่างเล็กจูงมือไปกับใครอีกคน ทั้งสองเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม ผมจำได้ว่ามองไปที่ไอ้ปืนกับคีย์ด้วยรอยยิ้ม ในใจนึกโกรธและสาปแช่งให้ความสัมพันธ์ไปกันไม่รอด

ผมพึ่งมาสำนึกได้ทีหลังว่า…ถ้าคีย์จะมีความสุข ไม่ว่ากับใครก็ตาม ผมก็จะมีความสุข แม้ว่าลึกๆ จะอิจฉาแต่ก็พยายามปิดซ่อนความรู้สึกนั้นไว้อย่างดี

ถึงแม้ว่าคีย์จะตกลงคบกับไอ้ปืนแล้ว แต่ระหว่างเรายังเหมือนเดิมทุกอย่าง ผมสามารถไปรับไปส่งคีย์ได้เหมือนเดิมถ้าไอ้ปืนไม่ว่าง แต่ไม่ใช่ที่บ้าน เป็นคอนโดของไอ้ปืนที่คีย์ย้ายเข้าไปอยู่ตั้งแต่เข้าปีหนึ่ง

พวกเขาอยู่ด้วยกันสองต่อสองมาหนึ่งปี นอนกอดกัน กินข้าวด้วยกันทุกมื้อ นั่งดูหนังเวลาว่าง จูบกัน มีเซกส์กันอย่างลึกซึ้ง ทุกอย่างผมอยากทำ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นกับผมที่เป็นเพื่อน มันเกิดขึ้นกับไอ้ปืน คนที่คีย์รักนักรักหนา

รอยแดงจางๆ ที่คอตอกย้ำผมได้อย่างดีว่าคีย์กลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว ไม่ใช่แค่หัวใจ ร่างกายบอบบางน่าทนุถนอมนั่นก็กลายเป็นของไอ้ปืนเช่นเดียวกัน

ผมทำใจยอมรับความจริงว่าร่างกายที่ผมหมายปองเปื้อนสัมผัสของคนอื่นไปแล้ว ผมเจ็บใจที่ไม่ใช่คนแรกของคีย์ มันเจ็บ เจ็บจนอยากทุบกำปั้นใส่อิฐแข็งๆ เพื่อระบาย แต่ทำได้แค่อดกลั้นอารมณ์เอาไว้ ยิ้มให้เขาเหมือนว่าทุกอย่างปกติดี และฟังคีย์เล่าเรื่องไอ้ปืนจนบางครั้งผมนึกอยากปิดปากเพื่อให้หยุดพูดถึงมัน

มันเป็นแบบนั้นมาเรื่อยๆ จนผมเริ่มจะปรับตัว แม้ลึกๆ จะยังเจ็บเจียนตายก็ตาม

เซกส์ครั้งแรกของผมควรจะเป็นคีย์ แต่ผมกลับไปนอนกับใครก็ไม่รู้ที่พึ่งรู้จักกันแค่คืนเดียว หรือที่ใครๆ เรียกกันว่าวันไนท์สแตนด์ เซกส์ครั้งแรกของผมไม่ใช่เรื่องน่าจดจำเท่าที่ควรจะเป็น ผมลืมมันอย่างง่ายหลังจากผ่านพ้นคืนนั้นไป ทั้งร่างกาย และทุกสัมผัส แม้แต่ชื่อผมยังจำไม่ได้ เพราะในสมองมีแต่ตีรณลอยอยู่ในนั้นเต็มไปหมด

ผมคิดแค่ว่าคีย์เท่านั้นที่เยียวยาผมได้ เพราะเวลามันไม่ได้ปั่นทอนอะไรสักอย่าง เกือบห้าปีแล้วที่ผมยังตัดใจจากรักแรกในวัย 16 ไม่ได้ รักจนวันเวลาล่วงเลยจนย่างเข้าวัย 21

ในเมื่อมันตัดใจไม่ได้ ผมจึงทนรักเขาฝ่ายเดียวแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ รักโดยที่เขาไม่เคยรู้

 ผมไม่รู้ว่าควรทำยังไงหลังจากนี้ มันตันและไม่มีทางออก คีย์พยายามออกห่างจากผมตลอด ยิ่งผมเดินเข้าไปใกล้ๆ เหมือนคีย์จะวิ่งหนีไปให้พ้นจากตัวผม ทำอย่างกับผมเป็นตัวน่ารังเกียจ

ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ แทบจะไม่เอาปลายนิ้วไปแตะด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกที่โครตแย่ในตอนนี้ผลักให้เข้ามาอยู่ในจุดที่ต้องนั่งจิบแอลกอฮอล์เพื่อปั่นทอนความว้าวุ่นในร้านเหล้าที่มีเพลงคันทรี่คลอเบาเข้ามาในหู ผมกระดกดื่มอีกแก้วกลืนของเหลวเข้าสู่ร่างกาย เริ่มรู้สึกมึนหัวแต่ยังพอมีสติและรับรู้สถานการณ์

“รู้ไหมว่ามันเกิดจากความโง่ของมึง”  ประโยคซ้ำเติมดังขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้  ผมเหลือบตามองคนที่ชวนผมมานั่งดื่มมึนๆ ไอ้บอยหันหน้ามามองผมพลางเค้นเสียงหัวเราะเหมือนสมเพชไม่มีผิด ผมทำเป็นไม่สนใจแล้วมองนิ่งไปที่แก้วเหล้า

“มันเป็นแบบนี้เพราะมึงเองนะไอ้โง่”

“…”

“ฉิบหายไหมล่ะมึง” ไอ้บอยยังซ้ำเติมผมไม่เลิกหลังจากได้เล่าทุกอย่างให้ฟัง แต่ยังไม่ได้บอกมันไปตรงๆ ว่าผมรู้สึกยังไงกับคีย์ ครั้งนี้ผมยอมให้มันต่อว่าโดยไม่ได้ถกเถียงเหมือนทุกครั้งที่เราคุยกัน ผมก้มหน้ารับคำเย้ยหยันโดยไม่คิดตอบโต้มันกลับ

“กูอยากรู้ว่าหัวสมองของมึงคิดอะไรอยู่ตอนนั้น บอกกูทีว่ามึงทำไปทำไม” ผมเงียบมาตลอดหลังจากเหล้าแก้วแรกพลุกพล่านอยู่ในร่าง

“เรื่องที่มึงบอกไอ้คีย์ไม่ได้ ก็ใช่ว่าจะบอกกูไม่ได้เหมือนกัน” ไอ้บอยเริ่มจริงจัง ตบมือมาที่ท้ายทอยหนึ่งทีแล้วหันไปหยิบเม็ดถั่วยัดเข้าปาก

“เข้าใจที่กูพูดไหม” มันตบหน้าผมสามทีคล้ายเรียกสติ “อะไรที่มึงบอกไอ้คีย์ไม่ได้น่ะ ก็ใช่ว่าจะบอกกูไม้ได้นะมึง”

ไม่ใช่ว่าผมบอกไม่ได้ เพียงแต่ผมใจเสาะและไม่กล้าพอ แล้วผมคิดว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องระบายทุกเรื่องให้ไอ้บอยฟัง สุดท้ายก็นั่งสมน้ำหน้าผมให้ตัวเองสนุกปากเหมือนเดิม นั่นแหละคือสิ่งที่พี่ชายเหี้ยๆ แบบมันจะทำ

ผมหยิบมือถือขึ้นมามองวอลเปเปอร์นิ่ง เป็นรูปถ่ายของผมกับคีย์ที่เขื่อนตอนเราไปนั่งพายเรือ กินอาหารอร่อยๆ บนบ้านแพ มันเป็นทริปครั้งสุดท้ายก่อนที่ผมตัดสินใจทำเรื่องโง่ๆ จนเราต้องแตกหัก ผมสะบัดหัวไล่ความมึนก่อนจิ้มนิ้วไปที่เมนูแล้วกดเข้าไปในแอพพลิเคชั่นไลน์

ห้องแชทของผมกับคีย์โชว์หราต่อสายตา ผมได้แต่เลื่อนมองและตามอ่านข้อความเก่าๆ เพราะส่งอะไรไปหาคนทางนั้นไม่ได้อีกแล้ว คีย์บล็อกการติดต่อของผมทุกทาง ไม่สามารถสื่อสารกันได้แม้แต่ตอนเจอหน้าคำพูดสักคำยังไม่มี

ตอนนี้ผมอยากได้ยินเสียงของคีย์ ผมอยากได้ยินเขาพูดอะไรสักอย่างกับผม ไม่ใช่เงียบหาย และไม่สนใจกันเลย

ไม่รู้เพราะฤทธิ์เหล้าหรืออะไร ผมรู้สึกปั่นป่วนและฟุ้งซ่านมากขึ้น เหมือนจู่ๆ ก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง

“กูยืมโทรศัพท์หน่อย” ผมแบมือขอพี่ชายทันทีที่พูดจบ

“เอาไปทำไม” เราจ้องตากันนิ่งโดยไม่ใครพูดอะไรออกมา ไอ้บอยถอนหายใจแล้วล้วงเอาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมายื่นให้ผม ผมรับจากพี่ชายแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้หมุน ก่อนเดินออกมาหลบมุมอยู่ที่เงียบๆ ข้างนอกร้าน

ผมกดเข้าไปในรายชื่อ ก่อนตัดสินใจต่อสายหาใครคนหนึ่งที่ผมคิดถึงทุกวัน ในใจเต้นกระเส่าอย่างรอลุ้น เมื่อคนทางนั้นรับสายผมเริ่มทำตัวไม่ถูก กลืนน้ำลายลงคอแทนที่จะพูดอะไรออกไป

[ครับพี่บอย] เสียงงัวเงียดังจากปลายสาย ความปั่นป่วนปลิหายเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูถึงแม้ว่าคีย์จะไม่ได้เรียกชื่อผม ผมคิดถึงเสียงนี้ที่เคยอ้อนเวลาอยากกินของอร่อย

ผมคิดถึง…

[พี่บอยมีอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงเงียบ] ปลายสายถามย้ำเพราะเข้าใจว่าคนที่กำลังฟังเสียงอยู่ทางนี้เป็นเจ้าของโทรศัพท์ตัวจริง

[พี่บอย]

“…”

[ถ้าจะโทรมากวนก็หยุดเลยนะ ผมจะนอนแล้ว อารมณ์ไม่ดีด้วย]

“ขอโทษ” ผมไม่รู้ว่าพูดประโยคนี้ไปครั้งที่เท่าไหร่ แต่ทุกครั้งที่พูดออกไปผมหวังเสมอว่าคีย์จะตอบกลับมาว่าไม่เป็นไร หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ความเงียบจนชวนให้ใจเสีย

[…]

“นะ…นี่ นี่บอสนะ เอ่อ ยังไม่นอนเหรอ บอสโทรมารบกวนหรือเปล่า”

[…]

“ไปหาที่บ้านได้ไหม”  ผมถาม ตอนนี้อยากเจอหน้าอีกฝ่ายแทบขาดใจ อยากกอดไว้ให้แน่นไม่ต้องให้คีย์เดินหนีไปไหน ให้คนตัวเล็กอยู่กับผม รอฟังผมพูดทุกอย่างและอธิบายอีกครั้ง

“คีย์อาจจะไม่อยากเจอหน้าบอส แต่…”

[…]

“บอสอยากคุย”

[…]

“ให้บอสไปหาได้ไหม อยากพูด อยากอธิบายทุกอย่าง” ผมถามออกไปอย่างที่ใจคิด ยังคงหวังว่าเขาจะพูดอะไรออกมาบ้าง ทว่าเสียงยังเงียบ ผมถอนหายใจออกมาอย่างหมดหวังก่อนเอาโทรศัพท์ออกห่างจากหู จ้องมองหน้าจอที่ดับสนิทมีแต่ความว่างเปล่า

สายได้วางไปตั้งนานแล้ว ก่อนน่านั้นผมพูดอยู่คนเดียวมานานหลายนาที

แม่ง! โครตบัดซบ!

ผมสะบัดหัวไล่ความมึนจากฤทธิ์เหล้า  ก่อนเงยขึ้นไปมองฟ้ามืดๆ อยู่ตรงนั้น ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความเงียบก่อนกดเข้าไปที่เบอร์คุ้นเคยแล้วต่อสายหาคีย์อีกครั้งแต่ไม่มีสัญญาญตอบรับจากคนปลายสาย คีย์ปิดเครื่องหนีผมไปแล้ว

ทุกอย่างที่คีย์แสดงออกมา เหมือนว่าอยากตัดคนอย่างผมออกไปให้พ้น แต่ผมเห็นแก่ตัว ผมอยากได้และต้องการเขามาครอบครองถึงแม้ว่าจะต้องทำผิดซ้ำอีก

เท้าขวาเตะกระป๋องน้ำอัดลมสีแดงอย่างหัวเสีย ผมเดินกลับเข้าไปในบาร์ วางโทรศัพท์ไว้ตรงหน้าไอ้บอยแล้วกระดกเหล้าหลายอึกจนแทบทรงตัวไม่อยู่ มันจ้องมาที่ผมด้วยสีหน้าสงสัยก่อนเอ่ยถาม “เป็นเหี้ยอะไรอีก”

“เขาไม่คุยกับกูเลย กูมันเหี้ย”

“…”

“เหี้ยจนเขาไม่อย่างยุ่งด้วย! ไม่มองหน้า! ไม่พูดใส่กูสักคำ! แม่งเอ๊ย!” ความอัดอั้นถูกระเบิดออกมาตรงนั้น

“มึงจะโวยวายทำไม”

“…”

“มึงทำทั้งหมดเอง แค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ เป็นกูไปเจออะไรเหี้ยๆ แบบนั้นต่อให้มึงพูดอธิบายอะไรก็เชื่อไม่ลง”

“…!?”

“แล้วมึงก็ตั้งใจให้มันเชื่อแบบนั้นไม่ใช่เหรอ มึงจงใจให้สถานการณ์เป็นแบบนั้นตั้งแต่แรก ก็เป็นแล้วไง ไอ้คีย์มันเลิกกับไอ้ปืนเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามที่มึงต้องการ แล้วจะมาหงุดหงิดเหี้ยไรอีก” พี่ชายต่อว่าผมกลับอย่างมีน้ำโหจนคนในร้านเริ่มมองมาที่เราเป็นจุดเดียว มือผมกำเข้าหากันแน่น พยายามข่มอารมณ์ ร้อนรุ่มข้างในไม่ให้ปะทุออกมา

“ตอนจบของคนทำห่าอะไรไม่คิดก็เป็นแบบนี้แหละ เขาไม่เอา ไม่คุยด้วย ไม่อยากแม้แต่จะเป็นเพื่อน มันน่าสมเพชมึงรู้ตัวไหม” แปลกดีที่หลังๆ มาทุกประโยคที่ออกมาจากปากของไอ้บอยเหมือนถูกเท้าหนักๆ กระทืบมาที่อก มันจุกจนพูดอะไรไม่ออก ทั้งที่ก่อนหน้านั้นที่มันนั่งตอกย้ำไม่หยุดผมยังไม่สะทกสะท้านเท่าตอนนี้

“อย่าหวังอะไรมากเลย”

“…”

“เรื่องบางเรื่องที่ผิดพลาดไปแล้วมันไม่มีทางแก้ไขได้หรอก”

“…”

“มันไม่มีทางเป็นเหมือนเดิม ไม่ทีทาง” ไอ้บอยพูดอย่างปลงตก ถอนหายใจยาวเหยียดพลางส่ายหน้าเอือมระอา

“กูไม่ได้อยากให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมอยู่แล้ว”

“…”

“ไม่ได้ต้องการให้คีย์กลับมาเป็นเพื่อนกูเหมือนเดิม” ขาทั้งสองก้าวเข้าไปยืนไกล้คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ความอัดอั้นทบทวีมากขึ้นเรื่อยๆ จนอยากตะคอกอะไรสักอย่างใส่คนตรงหน้า ผมเป็นคนเงียบ ไม่ชอบพูด แต่ตอนนี้อยากจะระบายทุกอย่างที่บีบอัดอยู่ข้างใน

“กูอยากให้ระหว่างกูกับคีย์เป็นมากกว่านั้น” นั่นเป็นความต้องการของผม มากกว่าเพื่อน โอบกอดและจูบกันได้ ผมอยากดูแลได้รักกับคนตัวเล็กเหมือนที่หวังมาตลอด

“อยากให้คีย์รักกูเหมือนที่กูรักบ้าง กูแค่อยากให้เขารักกูบ้าง!”

“นี่มึง…”

“เข้าใจสิ่งที่กูต้องการหรือยัง” ผมสารภาพออกไปแล้ว แต่ไม่ใช่กับคีย์ เป็นพี่ชายโง่ๆ ที่ผมพึ่งพลั้งปากพูดออกไป

“มันเป็นไปไม่ได้หรอก” ไอ้บอยยังคงทำให้ความหวังพังทลาย ตอกย้ำความเป็นไปได้จนฝังรากลึกเข้ามาในหัวสมอง มันทำให้ผมเหมือนคนตาบอดมองไม่เห็นปลายทางที่อาจมีตีรณกับบดินทร์จับมือกันอยู่ตรงนั้น

ผมฝันลมๆ แล้งๆ ว่าวันหนึ่งเราจะได้รักกัน ผมกับคีย์ เราสองคนกับการเดินทาง

“มึงหวังเหี้ยอะไรอยู่ มันเป็นไปไม่ได้มึงรู้ไหม”

“…!”

“ในเมื่อเขาไม่ได้รักมึง มึงคิดว่าไอ้คีย์เลิกกับไอ้ปืนแล้วจะมาออเซาะมึงเหรอ ทั้งที่ในหัวของมันก็มีแต่ภาพเพื่อนสนิทแอบไปเอากับแฟนในห้องที่อยู่กันมาเป็นปี ใครไม่เจ็บบ้างมาเจอเหตุการแบบนั้น” ทุกประโยคกรีดลึกลงกลางใจ ผมยกมือลูบขมับแล้วเบี่ยงตัวเดินออกจากที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็วก่อนที่ผมจะพลั้งหมัดไปตะบันหน้าอีกฝ่าย

“ไอ้บอสกูยังพูดไม่จบ! อย่าเดินหนี! นั่นมึงจะไปไหน!”

“กูจะไปหาคีย์ที่บ้าน” ผมให้คำตอบโดยไม่หันหน้ากลับไปมอง

“เพื่ออะไร”
“แล้วมึงจะยุ่งเหี้ยอะไรเรื่องของกู”

“ให้กูไปส่งไหม มึงเมามากแล้วนะ”  ผมเดินออกมาจากร้านเหล้าโดยไม่สนใจข้อเสนอและไม่ได้บอกลาพี่ชายที่นั่งมองผมอย่างหนักใจอยู่ตรงเคาเตอร์บาร์ นาฬิกาข้อมือบอกเวลาว่าเป็นสองทุ่มครึ่ง ผมแทรกตัวเข้าไปในรถ มุ่งหน้าไปที่บ้านหลังหนึ่งที่ผมเคยไปนอนบ่อยๆ เมื่อนานมาแล้ว

โชคดีที่ผมพาตัวเองมาถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ขับรถไปชนคนอื่น BMW จอดสนิทหน้าบ้านหลังขนาดพอดี ผมเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินไปยืนกดกริ่งหน้าบ้านพลางทอดสายตาขึ้นไปชั้นสองที่มืดสนิทไร้แสงไฟ ผมกดกริ่งซ้ำอีกครั้ง รอไม่นานก็มีใครคนหนึ่งเปิดประตูออกมาจากบ้าน คนที่เดินมาเปิดประตูรั้วให้คืออาเคียน ผู้ชายดูดีมีอายุ ท่าทางสุขุมสมกับเป็นพ่อ ผมยกมือไหว้อย่างเคยก่อนแทรกตัวเข้าไปในบริเวณบ้าน

“มีอะไรหรือเปล่า” คนตรงหน้าตั้งคำถาม มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความแปลกใจ

“มาหาคีย์ครับ ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย”

“นี่เมาหรือเปล่า ท่าจะหนักนะบอส”

“ผม…ไม่แน่ใจ แต่ผมยังยืนเองได้ ผมคิดว่า คิดว่าไม่” พยายามคุมเสียงให้เป็นปกติ หลบสายตาอาเคียนมองลงไปที่รองเท้าผ้าใบเปื้อนดิน

“เข้าบ้านก่อนเร็ว” ผมเดินตามอาเคียนเข้าไปในบ้าน ย่อตัวนั่งลงบนโซฟาห้องรับแขก มองสำรวจไปรอบๆ ทว่าไม่เห็นร่างของคนคุ้นเคย ผมหยุดสายตาอยู่ที่รูปของคีย์ตอนที่ยังเป็นเด็ก ยกยิ้มออกมากับความเดียงสาของคนในรูป

“ผมรู้สึกขับรถไม่ไหว เลยมาจอดแวะที่นี่เพราะกลัวว่าจะขับรถไปชนคนอื่น” ผมให้ข้ออ้างอย่างหน้าด้าน เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับไปนอนที่คอนโด ทั้งที่โบกแท็กซี่กลับตอนนี้ก็ยังได้ แต่ผมเลือกที่จะโกหก เพื่ออยู่ในบ้านหลังนี้ หาทางเข้าหาคีย์เหมือนพวกฉวยโอกาส

“จะนอนนี่ก็ได้ ขึ้นไปหาคีย์สิ น่าจะหลับแล้วมั้ง” ดูเหมือนอาเคียนจะยังไม่รู้ว่าเรามีปัญหากัน ผมเอ่ยขอบคุณก่อนลุกขึ้นเต็มความสูง พยายามประคองร่างเพื่อเดินไปยังชั้นบน

ผมยืนเคาะประตูสองสามทีหน้าห้องที่มีสติกเกอร์ใบไม้สีเขียวติดไว้หน้าประตู ไม่นานคนข้างในก็เดินมาเปิด คีย์ดูตกใจที่เห็นผมมายืนอยู่ตรงนี้ด้วยสภาพที่ดูเหมือนไอ้ขี้เมา เราสบตากันนิ่งไม่มีคำพูดทักทาย ผมรีบแทรกตัวเข้าไปข้างในก่อนที่คีย์จะปิดประตูไม่ให้ผมมีโอกาสได้เข้าไปข้างใน

“ออกไป” ผมไม่สนใจประที่คีย์พึ่งโพล่งออกมา เดินมานอนแผ่ลงบนเตียงอย่างหน้าไม่อายโดยไม่ลืมเผื่อพื้นที่ข้างๆ ไว้ให้เจ้าของห้องมานอน ซึ่งไม่แน่ใจว่าคีย์อยากจะนอนร่วมเตียงเดียวกับผมหรือเปล่า แม้แต่หน้าผมตอนนี้เขายังไม่เหลียวมอง

“มานอนเถอะ” ผมพูดผ่านความมืด ปรือตาขึ้นมามองคีย์ซึ่งยังยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียง ลมหายใจถูกทอดถอนออกจากปอดอย่างหน่ายเหนื่อย ผมยันกายลุกขึ้นนั่ง ใช้แขนทั้งสองข้างยันไว้ข้างหลัง สายตามองตรงไปยังประตูระเบียงที่ถูกปิดสนิท

“มาทำไม”

“แค่…อยากเจอหน้า อยากคุยด้วย” ผมต้องการแค่นั้น อยากเจอหน้า นั่งมองใบหน้าที่ผมหลงรักผ่านความมืดสลัว ถ้าจะไม่คุยกับผมก็ไม่ไปไร หลายสัปดาห์ที่คีย์หลบหน้าผมมันยิ่งเพิ่มความอึดอัด ผมไม่ชอบที่มันเป็นแบบนี้ แต่ยังไงก็ต้องยอมรับผลกับเรื่องที่ได้ทำพลาดลงไป

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ร่างเล็กเอาแต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมแล้วก้มหน้ามองพื้น ไม่รู้ว่าในหัวของเขากำลังคิดอะไรอยู่ เดาว่ามีแต่เรื่องแย่ๆ เรื่องที่ทำให้คีย์บอบช้ำ ผมเองก็มีส่วน ไม่ผิดที่คีย์อยากจะผลักไสผมแบบนี้

สมควรแล้ว สมควร...

ผมลุกขึ้นเต็มความสูง เดินอ้อมไปนั่งลงที่ปลายเตียงช้าๆ มองหน้าตาของคนตรงหน้าที่ก้มมองพื้นโดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมามองผม ผมคงเป็นพวกน่ารังเกียจที่แอบนอนกับแฟนเพื่อนไปแล้ว มันคงจะเป็นแบบนั้นจริงๆ แก้ไขอะไรไม่ได้เหมือนที่ไอ้บอยพึ่งพูดแดกดันผม

นานเกินไปที่เราต่างเงียบ ด้วยสติที่ไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัว บวกกับความมึนที่เกิดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์จึงทำให้สมองของผมตื้อตันไปหมด พยายามค่อนข้างมากที่จะเรียบเรียงคำพูดเพื่อทำลายความอึดอัด ซึ่งผมไม่รู้ว่าควรจะเริ่มยังไง ผมไม่รู้ ทว่าริมฝีปากขยับพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกออกมา

“เข้าใจนะ เวลารักใครมากๆ แต่เขาไม่สนใจ ไม่ทำดีด้วย แล้วก็…ไม่รัก มันรู้สึกยังไง” ทุกคำพูดถูกกลั่นกรองออกมาจากก้นบึ้งของความรู้สึก ผมรู้ว่ามันรู้สึกยังไง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-03-2019 18:11:00 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่4 28/02/2562
«ตอบ #124 เมื่อ28-02-2019 23:09:20 »

“บอสรู้ว่ามันเจ็บ”

“แล้วมันควรรู้สึกยังไงที่เห็นเพื่อนเอากับแฟนตัวเอง มันต้องรู้สึกยังไงเหรอบอส” มันทิ่มแทงเข้ามาในใจอย่างจัง น้ำเสียงแบบนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ครู่หนึ่งที่คีย์มองตาผม แต่แค่ครู่เดียวเท่านั้น แค่เสี้ยววินาทีที่ผมมองเห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความผิดหวัง

ผมทำลายทุกอย่างด้วยน้ำมือของตัวเอง คีย์อาจจะเกลียดผมไปแล้ว นั่นแหละที่เจ็บที่สุด มันอยู่ในระดับที่ผมไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

“มันเจ็บ ทั้งเสียความรู้สึก แล้วก็โครตผิดหวัง” ระหว่างพูดคีย์ก็ยังไม่เงยหน้าขึ้นมามองหน้ากัน ผมตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง เดินเข้าไปหาคนตรงหน้าจนคีย์ต้องก้าวขาถอยห่าง ผมใช้มือประคองหน้าของอีกฝ่ายขึ้นมาสบสายตากันตรงๆ โดยที่คีย์ยังยืนนิ่งไม่ขืนตัว ดวงตาอีกฝ่ายแดงก่ำทว่าไร้น้ำตา เป็นแววตาที่ผมอ่านไม่ออก แววตาที่ผมไม่เคยได้รับจากคนๆ นี้ เพราะมันเรียบเฉยเหมือนคนไร้ความรู้สึก มันเฉยชาจนก้อนหัวใจปวดหนึบขึ้นมา

แม่งเจ็บ เจ็บเหมือนถูกปลายมีดเฉือนลงมาช้าๆ อย่างไม่ปราณี

“ไม่เชื่อกันเหรอ” ถามเขาเสียงอ่อนแรง แต่ไม่ได้รับคำตอบ

“แล้วถ้าเกิดว่าคืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น คีย์จะทำไง จะทำไงเหรอถ้าไอ้ปืนมันไม่ได้ทำอะไร” ผมพูดต่อโดยไม่ได้หวังคำตอบอะไร เปลือกตาของคนตัวเล็กปิดลงเหมือนไม่อยากรับรู้และมองเห็น ผมกลืนน้ำลายหนืดๆ ลงคอแล้วเค้นเสียงพูดออกมาอีกครั้ง

“ยอมให้อภัยมัน ปรับความเข้าใจกัน แล้วกลับไปอยู่กับมันเหมือนเดิมอย่างง่ายดาย แบบนั้นใช่ไหม”  ยิ่งพูด ยิ่งรู้สึกขมในลำคอ

“แต่กับบอสที่เคยเป็นเพื่อนกลับไม่สนใจกัน ไม่อะไรเลย ไม่แม้แต่จะมอง ไม่ยิ้มให้ตอนเดินผ่าน  เป็นแค่คนแปลกหน้าคนหนึ่ง” มันเป็นสิ่งที่คีย์ยัดเยียดมาให้ ไม่รู้ว่าคีย์ไม่เข้าใจอะไรตรงไหน ในเมื่อผมพูดความจริงไปแล้ว

คนที่เคยเชื่อใจผมที่สุดตอนนี้ไม่เชื่อกันอีกแล้ว

“ใช่ไหม มันจะเป็นแบบนั้นใช่ไหม"

“มะ…ไม่” คนตัวเล็กพูดตะกุกตะกัก ลืมตาขึ้นมามองผมอีกครั้งผ่านความมืดสลัว
“บอสเห็นแก่ตัวมากใช่ไหม”

“…”

“เห็นแก่ตัวมากเลยเหรอที่ทำทั้งหมดเพื่อแยกคีย์ออกจากไอ้เหี้ยนั่น อยากให้ออกมาจากตรงนั้น และมีความสุข” มันคือเหตุผลที่ผมทำเรื่องโง่ๆ เพราะไม่อยากทนเห็นคนที่ผมรักเสียใจเพราะคนมักมากอย่างไอ้ปืน ผมไม่อยากเห็นคีย์มีน้ำตาหรือนั่งซึมทั้งที่ควรจะยิ้ม

คีย์เจ็บผมก็เจ็บไม่ต่างกัน

“แล้วเป็นไงล่ะ” คีย์เริ่มโต้ตอบผมบ้าง น้ำสีใสที่หางตาเริ่มหยดลงมาตามแรงโน้มถ่วงไหลผ่านลงมาที่แก้มช้าๆ อย่างสงบนิ่ง ใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีเมื่อเห็นแบบนั้น ผมผละฝ่ามือออกจากใบหน้าได้รูป เอื้อมมือข้างที่ถนัดขึ้นเป็นเช็ดน้ำตาเหมือนที่เคยทำ 

“ออกมาจากตรงนั้นแล้วไงต่อ”

“…”

“คิดว่าออกมาจากจุดนั้นแล้วมายืนอยู่คนเดียวตรงนี้มันมีความสุขมากเหรอ” มือผมถูกปัดออก คนตัวเล็กยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาด้วยตัวเองแล้วมองตรงมาที่ผม

“มันยังเจ็บเหมือนเดิมบอส มันยังเจ็บ และร้องไห้ได้เหมือนกัน”

“คีย์ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวเลย” ผมพูดตัดประโยคเพราะก่อนน่านั้นเขาบอกว่าอยู่คนเดียว

ไม่เลย คีย์ไม่ได้อยู่คนเดียว ยังโชคดีที่มีคนรักและอยู่เคียงข้าง ต่างจากผมที่โชคร้ายเพราะไม่มีใครเลยนอกจากพี่ชายคนหนึ่ง แต่ก็นั่นแหละ ผมถูกซ้ำเติมแทนที่จะทำให้รู้สึกดีกว่าเดิม

เพราะในชีวิตไม่เคยมีใคร เมื่อผมขาดคีย์ไปคนหนึ่งผมถึงอยู่ไม่ได้ เขาเป็นคนคนหนึ่งที่สำคัญกับผมเทียบเท่ากับชีวิตตัวเอง ผมต้องการเขาอยู่ข้างกายไปเรื่อยๆ

“ยังโชคดีที่มีพ่อ โชคดีแค่ไหนที่อาเคียนเข้าใจทุกอย่าง รับฟังปัญหาของลูก และ…ให้คำแนะนำ” ย้อนกลับมาดูที่ตัวเองแล้วรู้สึกสมเพช ขนาดผมยังรู้สึกแบบนั้นกับตัวเอง นับประสาอะไรกับคนอื่น

“ออกไป” หลังสั่งจบ นิ้วเรียวชี้ไปที่ประตู แววตาคู่นั้นไร้เยื่อใย ผมยืนนิ่งด้วยอาการอึ้ง คีย์ไม่เคยไล่ผมเหมือนตอนนี้ พอเป็นแบบนี้แล้วมันโครตกระทบกระเทือนความรู้สึก

ผมยังยืนอยู่ที่เดิม มองไปที่คนตรงหน้าด้วยความอาลัยอาวร ถ้าคีย์จะสงสารผมสักนิดก็ยังดี แต่สายตาที่มองมายังผมมีแต่ว่างเปล่า

“บอกให้ออกไปไง! อย่ามาให้เห็นหน้าอีก!” คีย์ตะคอกแบบที่ไม่เคยทำ ผมไม่รู้ว่าควรปรับเข้าหาอารมณ์แบบนี้ของเขาได้ยังไง ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ มองคนเกรี้ยวกราดที่เริ่มทวีความหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ

“ออกไปสักที!”

“เกิดอะไรขึ้น ทะเลาะอะไรกัน” อาเคียนโผล่เข้ามาถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนพร้อมกับไฟในห้องสว่างจ้าขึ้น นั่นทำให้ผมมองเห็นทุกอย่างชัดเจนแม้แต่หน้าของคีย์ที่เต็มไปด้วยความโกรธเคือง

“ผมขอโทษครับ” ผมหันไปขอโทษอาเคียนเสียงเบาที่รบกวน ก่อนขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ แล้วเอ่ยขอโทษคีย์ที่ยังยืนอยู่ตรงหน้า

“ขอโทษ…”

 “พ่อ…” คีย์หลบสายตาของผมไปสนใจพ่อที่ยืนมองอยู่อีกด้าน เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอเบาหวิวคล้ายจะหมดแรง ริมฝีปากบางกัดเม้มเข้าหากันจนเลือดซิบ

อาเคียนยังคงยืนอยู่กับที่ มองมาที่ลูกชายคนเดียวของเขากับผมสลับกันไปมาด้วยสายตาราบเรียบ ทว่าคิ้วคู่นั้นขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย

“พ่อพาเขาออกไป” น้ำเสียงของคีย์สั่นเครือเจือไปด้วยความไม่พอใจ ผมก้าวขาถอยออกมาจากคีย์เพื่อรักษาระยะห่าง

“เอาเขาออกไป” คีย์ย้ำกับพ่ออีกครั้ง

“…”

“เอาเขาออกไป พาเขาออกไปจากห้องผม”

“ออกมาเถอะ” อาเคียนยอมรับคำสั่งลูกชาย ผมยอมเดินออกมาจากห้องแต่โดยดีหันมองกลับเข้าไปมองด้านในอีกครั้งแล้วเดินหมดแรงลงมาชั้นล่างของบ้าน

คิดมาตลอดทางระหว่างขับรถมาที่นี่ว่าอะไรจะดีขึ้นถ้าคีย์ได้ฟังคำอธิบายจากปากของผม แต่มันแย่ ดูเหมือนจะแย่ลงกว่าเดิม ผมวางแผนจะมานอนนี่ ในห้องของคีย์ บนเตียงตัวเดียวกัน และปรับความเข้าใจ แต่มันไม่เป็นแบบที่ผมคิด ไม่ใช่ในคืนนี้ หรืออาจจะตลอดไป

“บอกอาได้ไหมว่ามีเรื่องอะไรกัน ไปทำอะไรคีย์ถึงได้โกรธมากขนาดนั้น” อาเคียนถามหาเหตุผลที่ทำให้เราแตกแยกกัน ผมก้มหน้านิ่ง ไม่ให้คำตอบอาเคียนแต่ตั้งคำถามขึ้นมาแทน

“อาว่าผมเป็นคนยังไง” ผมถามเพราะอยากรู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไงในมุมมองของคนอื่น ทั้งที่พยายามทำดีมาตลอด แต่คีย์ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นคนเลวคนหนึ่ง

อาเคียนถอนหายใจ เดินมานั่งที่ตรงข้ามก่อนให้คำตอบ

“เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข”

“…”

“คีย์พูดแบบนั้นบ่อย” แค่เคย มันก็แค่เคยเกิดขึ้น ตอนนี้ทุกอย่างมันกลับตาละปัดไปหมด จากที่เคยทำให้ใครคนนั้นมีรอยยิ้มทุกวัน แต่กลับทำให้เขามีบาดแผลจนยากจะให้อภัย

เหมือนที่คีย์เขียนไว้ในแผ่นกระดาษ บดินทร์คือสูญรวมของทุกความรู้สึก คงมีความเกลียดชังปะปนอยู่ในนั้นด้วย

“เราน่ะ เป็นคนที่ลูกชายอาอยู่ด้วยแล้วยิ้มเยอะที่สุดเลยนะ เห็นคีย์วิ่งแจ้นกลับจากโรงเรียนมานั่งเล่าเรื่องเพื่อนที่ชื่อบอสให้ฟัง คีย์พูดทุกวันไม่หยุด” ไม่รู้ว่าตอนนี้ทำหน้ายังไง คงมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้างแล้ว เป็นยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่ผมจะยิ้มออกมาได้ขณะที่มีแต่เรื่องชวนเครียดเต็มหัวไปหมด

“ทุกครั้งที่พูดจะมีแต่รอยยิ้ม กับแววตาน่าตื่นเต้นจนบางทีอาอดยิ้มตามไม่ได้” ผมนึกภาพพ่อลูกในช่วงเวลานั้น ถึงแม้หัวข้อสนทนาตอนนั้นจะเป็นเรื่องของผม ซึ่งไม่รู้ว่าคีย์พูดถึงผมยังไงบ้าง แต่จู่ๆ ก็รู้สึกอิจฉาครอบครัวนี้ขึ้นมา ถึงแม้จะมีกันแค่สองคนพ่อลูกในบ้านหลังนี้ แต่ทุกอย่างดูปกติและคีย์ก็ถูกดูแลเอาใจใส่อย่างเสมอต้นเสมอปลายมาตลอด

เป็นครอบครัวที่อบอุ่นในแบบที่ผมอยากมีมาตลอด ผมไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกพวกนี้มานานจนลืมมันไปแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งสุดท้ายที่ครอบครัวของผมมีความสุขมันเกิดขึ้นวันไหน หรือเมื่อไหร่ ผมจำไม่ได้ มีแต่เรื่องเศร้าโศกตรึงอยู่หัวซึ่งพยายามแค่ไหนก็ลืมไม่ลง มันฝังอยู่ข้างในนั้น ตามผมเข้ามาในความฝัน

“แต่ช่วงหลังๆ มา หลายอย่างเริ่มเปลี่ยนไป อาจจะเกี่ยวกับเรื่องของปืน”  อาเคียนยังเล่าต่อไปโดยที่ผมนั่งฟังอยู่เงียบๆ ไม่ขัด พลางใช้ความคิดเท่าที่สมองตื้อๆ จะเอื้ออำอวย

“รู้ไหมว่าหนึ่งปีที่คีย์ออกไปอยู่ข้างนอกคีย์กลับมาบ้านแทบนับครั้งได้ แต่พอกลับมาอยู่บ้านตอนนี้...”

“…”

“ลูกชายอาไม่มีรอยยิ้มแล้ว ปืนเป็นเหมือนลูกชายอาคนหนึ่ง อาไม่อยากถือโทษโกรธอะไรหรอก”

“…”

“ไม่รู้ว่าตอนอยู่ข้างนอกกับปืนคีย์เจออะไรมาบ้าง ไม่รู้ว่าอะไรทำให้คนสองคนมาถึงจุดแตกหักทั้งที่เป็นเหมือนพี่น้องกัน อาไม่เคยรู้เลยเพราะคีย์ไม่เคยเล่าให้ฟัง อาได้ยินเสียงเขาร้องไห้แทบทุกคืน อารมณ์แปรปรวนบ้าง แต่อาก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขา ได้แต่ยืนมองอยู่ไกลๆ อย่างเป็นห่วง”

ที่ผ่านมาผมรู้มาตลอดว่าคีย์ต้องเจออะไรมาบ้าง ผ่านความเจ็บปวดจากคนอย่างไอ้ปืนที่ไม่เคยเห็นค่าความรักที่คีย์มีให้ แต่บางครั้งคีย์เก็บทุกอย่างไว้คนเดียวหมด แบกปัญหาไว้กับตัวเอง ผมไม่รู้ว่าเขายังไหวหรือเปล่า เพราะทุกครั้งเขาจะยิ้มเหมือนคนไม่เป็นอะไร

“อาไม่ควรปล่อยให้คีย์กับปืนรักกัน มันไม่ควรเป็นแบบนั้น แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป พอคนสองคนที่เคยเป็นเหมือนพี่น้องมีเรื่องหมางใจกันแบบนี้ แน่นอนว่าทุกอย่างจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม อาไม่อยากให้้ป็นแบบนั้น พ่อแม่ของปืนก็เหมือนกัน”

ครอบครัวของคีย์กับไอ้ปืนสนิทกันจนแทบกลายเป็นญาติพี่น้อง บ้านก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ ผมเคยเฉยชากับไอ้ปืน มองมันกับคีย์เป็นแค่พี่น้องเหมือนที่ผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านคิด  แต่บางอย่างทำให้มุมมองของผมเปลี่ยน จากที่ที่เฉยๆ ผมเริ่มไม่ชอบมันขึ้นมา ความไม่ชอบใจแปรเปลี่ยนเป็นเกลียดตั้งแต่วันที่มันได้หัวใจของคีย์ไปและบีบขยี้จนแหลก มันไม่เคยถนอมจนคนนอกอย่างผมอยู่เฉยไม่ได้ พยายามทำทุกทางเพื่อให้คีย์จบความสัมพันธ์แย่ๆ นั่นสักที

ผมจนปัญญาแล้วจริงๆ ถึงต้องใช้วิธีสกปรกที่มีเส้นสัมพันธ์เป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย และมันได้ขาดออกจากกันในที่สุด คิดได้ก็สายเกินแก้

“แล้ว…เรื่องทั้งหมดมันเกี่ยวกับเราด้วยใช่ไหมบอส คีย์ถึงเป็นแบบนั้น”

“ครับ” ผมยอมรับตามตรงว่ามีส่วนย่ำยีหัวใจของคีย์ ยอมรับด้วยความรู้สึกผิดที่เต็มเปี่ยม ผมกับอาเคียนมองหน้ากัน คนอายุเยอะกว่าส่ายหน้าไปมาเหมือนเอือมกับเด็กทำผิด แต่ก็ไม่ได้ซ้ำเติมเหมือนที่ไอ้บอยทำกับผม

“อาไม่รู้หรอกว่าเราไปทำผิดอะไรมา แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องรุนแรงต่อตัวคีย์ มีแค่เวลาบอส…”

“…”

“ให้เวลามันเยียวยา คีย์เจ็บช้ำมามาก กว่าแผลจะหายก็คงนาน” ผมเข้าใจ นานกว่าความบอบช้ำจะจางหาย ถึงมันจะหายไปแล้ว แต่ยังทิ้งรอยแผลเหมือนอดีตที่ไม่สามารถลืมได้ กับผม หรือคีย์ เราต่างหลงอยู่ในเรื่องราวเดียวกัน ไม่ได้มีทุ่งดอกไม้หรือขนมหวาน ทุกอย่างเป็นสีโคลนและ…สกปรก

“อาเคียนครับ”  ผมพูดขึ้นมาเมื่อเห็นว่าอาเคียนพูดอะไรออกมาอีก

“ผม…”

“…”

“ผมรักเขา รักมานานแล้ว” จู่ๆ ก็สารภาพออกมาตรงๆ อาจเป็นเพราะผมยังเมาอยู่ หรืออะไรผมไม่แน่ใจ สีหน้าอาเคียนดูไม่ตกใจเลยสักนิดที่ผมคิดมากกว่าเพื่อนกับคีย์ทั้งที่เป็นเพื่อนกันมาเกือบห้าปี

“นานแค่ไหนแล้ว”

“ตั้งแต่…เริ่มได้รู้จักกันอย่างจริงจัง ตอนนั้นผมแค่ชอบ แต่ไม่รู้ว่าจะรักคีย์ได้มากขนาดนี้”

“ทำไมไม่ไปบอกตรงๆ เก็บไว้ทำไมตั้งนาน”

“…”

“ไม่กล้า?”

“ครับ ผมไม่กล้า” ผมแม่งขี้ขลาด คิดจะสารภาพออกมาผมคิดแล้วคิดอีก พอได้รวบรวมความกล้า ทุกอย่างกลับสายเกินไป ทำได้แค่เก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้กับตัวเอง ผมไม่อยากให้คีย์อึดอัดถ้าไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับผม และกลัวว่าระหว่างเราทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม

อาเคียนส่ายหน้าพลางหัวเราะชอบใจ ช่วยดึงสถานการณ์ตึงเครียดให้ดีขึ้นมาบ้าง แต่ในสมองของผมยังคงคิดเรื่องที่ผ่านมาไม่หยุด จงคิดวกวนจนทำให้ความสนุกหายไป เหลือไว้แค่ความหมองหม่น มันยังอยู่กับผมไม่หายไปไหน อยู่กับผมมานานมากแล้ ควรชินสักที

“ผมแค่กลัวว่าคำตอบของคีย์จะตรงข้ามกับความรู้สึกของผม” เป็นหนึ่งในเหตุผลมากมายที่ผมกลัว ผมไม่ใช่คนห่ามๆ ไม่ใช่ผู้ชายใจกล้าขนาดนั้น ผมแค่กลัว หรืออีกนัยหนึ่งคือผมไม่กล้าเผชิญความจริง

“เห้อ ต้องลองถึงจะรู้”

“…”

“ยังไงอาก็ไม่ได้อยากห้ามอะไรอยู่แล้วถ้าจะรัก บางครั้งคีย์ก็เป็นเด็กเข้าใจยาก มองไม่ออก” ผมก็คิดว่าคีย์เป็นคนแบบเดียวกับที่อาเคียนพูด เป็นเด็กที่เข้าใจยาก สับสน แต่ยิ้มเก่ง ยิ้มได้เสมอว่าไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรมากระแทกกระทั้นความรู้สึก

“หรือบางทีคีย์อาจจะกำลังต่อสู้กับความรู้สึกสับสนของตัวเองอยู่” อาเคียนออกความเห็น เหลือบสายตามองขึ้นไปที่บันได ก่อนหันกลับมาจ้องผมนิ่งจนผมต้องก้มหน้าหลบสายตา

“บางทีคีย์อาจจะมีความรู้สึกแบบเดียวกับเรานะบอส” ผมเงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระเบื้องเมื่ออาเคียนเริ่มพูดจริงจังอีกครั้ง

“เพียงแค่รอให้ใครบางคนช่วยทำทุกอย่างให้ชัดเจนขึ้น”

“…”

“เข้าใจที่อาพูดไหม”

 พูดจบอาเคียนจึงลุกจากโซฟาแล้วเดินขึ้นไปชั้นบน ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับ จมอยู่กับความคิดของตัวเอง และลึกลงไปเรื่อยๆ

ถ้าเกิดว่าความรู้สึกของคีย์ชัดเจน นั่นคือไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับผม คนที่เจ็บจะไม่เป็นผมอีกงั้นเหรอ?

ผมอยากพูด แต่ปากหนักเกินกว่าจะสารภาพออกไปตรงๆ






สามสัปดาห์ผ่านมาแล้ว คีย์ยังตีเมินใส่ผมเหมือนเคย ผมได้แต่มองคีย์จากโต๊ะอีกฟากทุกวันเพราะตอนนี้เราไม่ได้นั่งเรียนข้างกันเหมือนเมื่อก่อน ข้างๆ ผมไม่มีใคร รวมทั้งที่นั่งด้านหน้าและหลัง

สมาธิตกไปอยู่ที่คนตัวเล็กทั้งหมด หลังจากผ่านคืนนั้นไปเราไม่ได้คุยกันอีกเลยแม้ว่าผมจะพยายามเข้าหามากแค่ไหน คีย์ยังทำตัวห่างออกจากผม เหมือนจะห่างออกไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเล็กๆ นั่นไว้ได้
ทุกครั้งที่เดินสวนทางเขาไม่เงยหน้ามองผมสักนิดเพราะมัวแต่ก้มมองพื้น หรือไม่ก็มองไปที่อื่น คีย์ไม่ยิ้มให้ ไม่แม้แต่จะมองตากัน ไม่เคยรู้ว่ามันปวดใจได้มากขนาดนี้ที่ถูกเมินใส่

ผมจะไม่รู้สึกอะไรเลย ถ้าคีย์ไม่ได้สำคัญกับผมมากขนาดนั้น

คีย์ยังคงตั้งใจฟังอาจารย์อธิบายต่อไป หลุดขำออกมาเล็กน้อยเมื่ออาจารย์ปล่อยมุกตลก เป็นรอยยิ้มสดใสที่ไม่ได้มองมานาน รอยยิ้มที่ผมหลงไหลมาตลอด และอยากให้มันแต่งแต้มบนหน้าตาจิ้มลิ้มนั่นทุกเวลา

ผมเผลอยิ้มตามคีย์อย่างลืมตัว อย่างน้อยวันนี้ผมยังเห็นคีย์ร่าเริงและยิ้มขึ้นมาบ้าง ถึงแม้ว่าคีย์จะไม่ได้ยิ้มให้ผมก็ตาม

ผมล้วงมือเข้าไปหยิบดินสอในกระเป๋าขึ้นมาวาดภาพของคีย์จากมุมที่ผมนั่ง นั่งวาดไปเรื่อยจนใกล้เสร็จสมบูรณ์ ‘น่ารัก’ ประโยคที่แล่นอยู่ในหัวผมตอนนี้ มันเหมาะกับเขาที่สุดแล้ว รอยยิ้มแบบนั้น ดวงตากลมใสที่เพ่งสมาธิไปหาอาจารย์ เรือนผมสีดำเข้มขับให้ผิวสว่างเด่น เขาน่ารักจนผมตกหลุมรักซ้ำๆ ผมอยากเดินเข้าไปยื่นรูปที่พึ่งวาดเสร็จให้ อยากทำแบบนั้นแต่คงหน้าเสียถ้าคีย์ขยำรูปใบนั้นทิ้ง

ผมตัดสินใจเก็บยัดใส่กระเป๋าเอาไว้ดูเอง จดจำรอยยิ้มนั้นเอาไว้ เป็นรอยยิ้มครั้งแรกที่ผมเห็นหลังจากคีย์อยู่กับความชอกช้ำมานาน

ดูเหมือนคีย์จะรู้ตัวว่าถูกจ้องมองจึงตวัดสายตามาที่ผม รอยยิ้มของเขาค่อยๆ หายไป มีเพียงสีหน้าที่ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าคีย์อยู่ในอารมณ์ไหน ผมยิ้มพลางไหวมือให้เล็กน้อยเป็นการทักทาย คีย์ทำหน้าเหมือนรำคาญจนเสียงอาจารย์ดึงสายตาของคีย์ให้หันกลับไปสนใจอีกครั้ง

วันนี้ผมไม่ได้ความรู้เข้าสมองสักอย่าง มัวแต่จมจ่อกับความคิดของตัวเองและมองใครคนหนึ่งโดยไม่ละสายตาจนหมดคาบ ผมมองการกระทำของคีย์ทุกอย่าง ทั้งตอนที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้  ตอนก้มเก็บปากกาที่ทำหล่น หน้ายู่เมื่อแบกสมุดกองโตขึ้นจากโต๊ะ ท่าทางนุ่มนิ่มแบบนั้นมันทำให้ผมอยากเดินเข้าไปช่วย

เร็วกว่าความคิด ขาทั้งสองข้างก็ก้าวพาร่างไปยืนอยู่ตรงหน้าคนที่สูงเพียงระดับอก เขาช้อนตาขึ้นมามองผมเล็กน้อย และทำเป็นไม่สนใจเหมือนที่ทำมาตลอด

“ให้ช่วยไหม” ริมฝีปากสีลูกพีชเหยียดตรงไม่มีคำพูดออกมา ผมถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ ปล่อยให้คีย์จัดการด้วยตัวเองโดยที่ยืนมองนิ่งๆ
ร่างเล็กเดินแทรกนักศึกษาหลายสิบคนออกจากห้องโดยไม่สนใจใคร ผมเดินกลับไปหยิบกระเป๋าเป้มาแบกไว้ที่บ่าก่อนรีบวิ่งตามคีย์ออกไปข้างนอก คีย์เดินตัวปลิวออกไปด้วยความเร็ว ผมตามดูเขาห่างๆ ขาสั้นๆ นั่นกำลังเดินไปที่ป้ายรถเมย์หน้ามหา'ลัย

ที่ผ่านมาจะเป็นผมทำหน้าที่ไปส่งคีย์มาตลอดตั้งแต่มัธยม และตอนนี้ผมก็ยังอยากทำแบบนั้น แต่ทำได้แค่ตามส่งอยู่ห่างๆ

ผมตามคีย์ขึ้นรถเมย์ เดินเข้าไปนั่งข้างๆ อย่างหน้าด้านโดยไม่สนใจว่าเขาจะอึดอัดหรือเปล่าที่เข้ามานั่งเบียด คีย์ไม่ได้หันหน้ามามอง ถึงจะรู้ว่าผมมานั่งลงข้างตัว ผมขยับเข้าใกล้คีย์จนไหล่เราแตะกัน แต่คนข้างผมก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกาย ยังคงนั่งนิ่ง ทอดมองออกไปที่ริมทาง

ตัวคีย์หอม ผมไม่เคยลืมกลิ่นนี้ ยังจำได้และชอบหลับตานึกภาพคนตัวเล็กอยู่ในอ้อมกอดทุกคืน ผมเอื้อมมือไปกุมมือเล็กนั่นอย่างห้ามใจไม่อยู่ คีย์มีท่าทีกระอักกระอ่วนจนต้องชักมือกลับไปวางไว้บนตักของตัวเอง

“ไม่เห็นรู้เลยว่าเดี๋ยวนี้นั่งรถเมย์กลับบ้าน”

“ต้องรู้ทุกเรื่องเหรอ” คีย์ยอมพูดกับผมจนได้ ทว่าสายตายังจ้องออกไปที่ริมถนน

“เมื่อก่อนบอสก็รู้ทุกเรื่อง ตอนนี้ก็ยังอยากให้เป็นเหมือนตอนนั้น” ผมพยายามสรรหาคำพูดเพื่อต่อบทสนทนาระหว่างผมกับเขาให้ยาวมากขึ้น แต่ไร้ผล คนข้างกายไม่พูดอะไรออกมาสักคำ หยิบสโมทอล์กมาเสียบที่หูเพื่อตัดรำคาญ

ผมเหลือบเห็นว่าสายไม่ได้ถูกเสียบกับโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นเพลง MP3 จึงพูดต่อไม่หยุดเพราะยังไงคีย์ก็คงได้ยินเสียงผมบ้าง

“อาเคียนเป็นไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า”

“…”

“วันนี้ขอไปเยี่ยมได้ไหม บอสมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังเยอะแยะเลย” ผมพูดด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ทว่าประโยคที่หลุดออกมาจากปากของคีย์ทำให้ผมใจเสียขึ้น

“รวมทั้งเรื่องที่เอากับแฟนเพื่อนด้วยไหม” คีย์ยังเชื่อเหมือนที่ตาเห็น ไม่ผิดหรอกที่เขาจะเชื่ออย่างนั้นต่อให้อธิบายอีกหลายสิบรอบ ในเมื่อมันไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันอีกแล้ว ซึ่งเป็นผมเองที่ทำลายความเชื่อใจนั้น

“ก็บอกไปแล้วไงว่ามันไม่ใช่แบบนั้น นี่ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ”

“หยุดพูดได้แล้ว”

“…!”

“รำคาญ”

“ต้องให้ทำยังไง”

“ไปตายสิ”

เหมือนทุกอย่างหยุดเคลื่อนที่เมื่อประโยคแข็งกร้าวนั้นหลุดออกมาจากปากของคนที่อ่อนโยนมาตลอด มันกระทบกระเทือนความรู้สึกจนสั่นคลอนจนลมหายใจของผมแผ่วเบาราวกับจะขาดห้วง ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคีย์ แต่เขาไม่เหมือนเดิม

เวลาควรจะเยียวยาบาดแผลในใจของเขา แต่เวลาเปลี่ยนแปลงคีย์ไปทีละนิด จนผมรู้สึกว่าบางอย่างไม่เหมือนเดิม

“ไม่ต้องเสนอหน้ามาให้เห็น”

“…”

“แค่นี้ทำได้ไหม”

แน่นอนผมเสียความรู้สึก ทว่าริมฝีปากยังพยายามฝืนยิ้มให้คนตัวเล็กเหมือนประโยคที่พูดออกมาเมื่อครู่เป็นเรื่องตลก

ผมยิ้มต่อไป ขณะที่ความรู้สึกข้างในกำลังร้าวลงอย่างช้าๆ

จนกระทั่งรอยยิ้มบนหน้าจางหาย เพราะผมไม่ไหวที่จะฝืน




ระหว่างที่คีย์มัวแต่ร่ำไห้เพราะปืน บอสที่อยู่ทางนี้ก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-03-2019 21:01:11 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่4 28/02/2562
«ตอบ #125 เมื่อ01-03-2019 08:37:08 »

 :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +129/-4
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่4 28/02/2562
«ตอบ #126 เมื่อ01-03-2019 20:48:59 »

 :mew2: :mew2:

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่5 14/03/2019
«ตอบ #127 เมื่อ14-03-2019 12:44:21 »

ตอนที่5

{บดินทร์}

สองเดือนที่คีย์ไม่คุยกับผม หรือถ้าจะพูดด้วยก็มีแต่ประโยคแข็งกระด้างให้ยิน และทำให้คนฟังอย่างผมเสียความรู้สึกทุกครั้ง ผมพยายามทำตัวให้ดีที่สุดพื่อให้คีย์ยกโทษให้ ซึ่งยังคงเป็นแค่คนไร้ตัวตนเหมือนที่ผ่านมา กลายเป็นบางสิ่งบางอย่างที่คีย์ไม่เคยเห็นหัว

ผมเคยเป็นคนแรกที่คีย์นึกถึงเสมอ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ทุกเรื่องก็ตาม แต่มันทำให้ผมรู้สึกสำคัญขึ้นมาบ้างบางครั้ง แต่ก็แค่เคย มันแค่เคยเกิดขึ้นกับผม นับว่าช่วงเวลานั้นผมโชคดีที่สุดแล้ว แม้จะมีความเจ็บช้ำเจือปนกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง

ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขเรื่องวันนั้นเผื่อว่าตอนนี้เราจะได้นั่งข้างกันและมองต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าเหมือนเดิม แต่ความเป็นจริงคีย์นั่งอยู่อีกฟาก ไกลจนตะโกนเรียกแค่ไหนก็ไม่ได้ยิน เพราะผมในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากฝุ่นละออง เขามองไม่เห็นและไม่อยากสนใจ

นานแค่ไหนกับความขุ่นมัวในความรู้สึก นานแค่ไหนที่แอบรักเขาอยู่ฝ่ายเดียว ผมยังจำได้ทุกรายละเอียด ทุกความทรงจำระหว่างผมกับคีย์ ทั้งความสุขความ และความเจ็บปวดที่เวลายังไม่สามารถเยียวยาแผลฟกช้ำข้างในได้

บางครั้งที่ผมเหนื่อย เหนื่อยจนอยากหยุดและยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เผื่อว่าวันหนึ่งคีย์จะหันกลับมามองแล้วขยับเข้ามาหาผมให้ใกล้กว่าเมื่อก่อนอีกนิด ที่ผ่านมาผมวิ่งตามจนล้า ทว่าคีย์ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ แม้ว่าบางโอกาสเราได้อยู่ใกล้ชิดกันมากแค่ไหน แต่ไอ้โง่อย่างผมก็ไม่เก่งพอที่จะดึงคีย์เอามาเป็นของผมคนเดียว

วันนี้ผมไม่ได้เข้าเรียน มันคงจะดีเพราะคีย์จะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้าผมให้อึดอัด ที่คลาสเขาคงมีความสุขที่ไม่มีผมอยู่ด้วย

ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำจึงออกมาเดินเล่นข้างนอกคนเดียว ผมได้ DVD หนังจากร้านบล็อกบัสเตอร์ที่ผมเข้าออกค่อนข้างบ่อย ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้เปิดดูเมื่อไหร่เพราะเรื่องที่ซื้อมาก่อนน่านั้นผมยังไม่เปิดดูสักครั้งเดียว

ผมอยากดูกับคีย์สองคน ในห้องมืดๆ

“ตัวล่ะเท่าไหร่ครับพี่” ถามขณะที่สายตาเพ่งมองไปที่ปลาทองตัวอ้วนหลายตัวในตู้กระจก ผมพยายามมองหาตัวที่ผมสนใจที่สุดโดยไม่เบนสายตาขึ้นมามองคนขาย

“ตัวละหกสิบค่ะน้อง แต่ถ้าตัวเล็กตัวละสามสิบ”

“ถ้าเป็นพี่พี่จะเอาแบบไหน” ถ้าเป็นคีย์ คีย์จะเลือกแบบไหน ผมเป็นคนที่เลือกไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ อะไรที่ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ผมมีคีย์ช่วยเลือกเสมอตั้งแต่รู้จักกันมา

แต่เมื่อเหลือบมองไปข้างๆ กลับไม่มีเขายืนอยู่ตรงนั้น ผมไม่รู้ว่าควรทำยังไงนอกจากถามความเห็นจากคนขาย

“พี่จะเลือกเจ้าตัวเล็กนี่เลย”

“ทำไมอะพี่” ถามเหตุผลด้วยความอยากรู้

“เพราะพี่ชอบดูมันโตขึ้นเรื่อยๆ” บางทีคีย์ก็อาจะชอบดูการเติบโตของปลาตัวเล็กนี่ ถ้าคีย์ชอบแบบนั้น ผมก็จะชอบเหมือนกัน ชอบโดยไม่ได้ฝืนตัวเองจนเกินไป

“งั้น…ผมเอาตัวเล็กนี่สองตัวครับ” ชี้นิ้วไปที่ตัวที่ผมสนใจ คนขายจัดการให้ทุกอย่าง ทั้งตู้ปลาขนาดพอดี เครื่องออกซิเจน อาหารปลา และอีกหลายอย่างที่ต้องใช้

ผมยกข้อมือขึ้นมาดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา เป็นเวลา 1 ทุ่มกว่า ขาทั้งสองข้างเริ่มก้าวไปตามทางที่คุ้นเคย ผมเดินผ่านต้นไม้ที่พึ่งผ่านเมื่อสักครู่ ร้านขายปลาที่ผมพึ่งซื้อมาสองตัว กระถางต้นไม้ที่แตกขวางทางเดินเท้า ร้านบล็อกบัสเตอร์ซึ่งได้เปิดเพลงประกอบภาพยนต์เรื่องใดเรื่องหนึ่งดังคลอออกมาจากข้างในร้าน มันเปลี่ยนไปตรงที่ตอนขากลับท้องฟ้าเป็นสีดำสนิท มีแสงไฟสีส้มจากข้างทางส่องสว่างพอให้มองเห็น

เท้าทั้งสองหยุดทำงานเมื่อผมมองเห็นใครคนหนึ่งซึ่งสูงประมาณ 170 ยืนอยู่คนเดียวที่ป้ายรถเมย์ ผมมองไปที่เขาด้วยความรู้สึกหลากหลาย มีแต่ความดีใจและคิดถึงอัดแน่นในความรู้สึก

เป็นเดือนแล้วที่เราไม่ค่อยพูดคุยกัน ถ้าทำได้ผมอยากเดินไปบอกคนตรงนั้นว่าคิดถึงมากแค่ไหน แม้ว่าเราจะเจอหน้ากันที่มหา’ลัยบ้าง แต่ผมคิดถึงที่ตรงนั้นที่เคยมีผมยืนอยู่

“ครับพ่อ ผมอยู่คนเดียว  รู้แล้ว ผมกำลังกลับ” มือเล็กยัดโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าลวกๆ โดยไม่กลัวว่ามันจะหล่นหาย ไม่นานร่างนั้นก็เดินเข้าไปในรถเมย์ ผมมองนิ่งจนรถเคลื่อนหายออกไปจากการมองเห็น

ก่อนระหว่างเราจะมีรอยร้าว เวลาในหนึ่งวันผมอยู่กับคีย์ 12 ชั่วโมงได้ ทว่าตอนนี้ผมมองดูเขาได้ไม่ถึง 5 นาที จับต้องอะไรไม่ได้อีกแล้ว

ทุกอย่างคงเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ผมทำ ผมผิด และไม่รู้ว่าควรแก้ไขยังไง

ในห้องเดิมๆ ที่อยู่คนเดียวมานานสามปีจนกลายเป็นบ้านของผมไปแล้ว ผมได้อะไรหลายอย่างจากการย้ายออกมาอยู่คนเดียว ชะตาชีวิตไม่ต่างอะไรจากพี่ชายสักเท่าไหร่ เราไม่ได้ต่างกันเลย เมื่อครอบครัวแตกหักผมกับไอ้บอยต่างพึ่งพาตัวเองตั้งแต่นั้นมา

ติ๊ง!

Bobble bee
พี่ัยังอยู่ไหม
ที่บ้านแย่มากอะพี่ ผมไม่รู้ว่าต้องทำไง

Bobble bee
ได้ส่งสติกเกอร์มาหาคุณ

ผมไล่อ่านข้อความที่น้องส่งเข้ามาทั้งข้อความเก่าและใหม่ เป็นเรื่องเดิมๆ ที่ผมเหนื่อยจะคุย มันบอกว่าอยากจะหนี ถ้ามันอยากทำจริงๆ คงหายไปนานแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าจะมาวุ่นวายกับผมทำไมทั้งที่ควรต่างคนต่างอยู่

ผมจิ้มตัวอักษรบนคีย์บอร์ดแล้วกดส่งไปหาคนทางนั้น

Badin yothabadee
เรื่องของมึงสิ
ทำไมต้องบอก
กูเห็นมึงมีความสุขดีไม่ใช่เหรอ

Bobble bee
กลับบ้านเถอะพี่
ผมไม่อยากอยู่คนเดียว

Badin yothabadee
พ่อแม่มึงตายแล้วเหรอถึงได้บอกว่าอยู่คนเดียว


Rrrrrr

ยังไม่ทันได้กดพิมร์ข้อความสายก็เรียกเข้าทันที ผมปิดตาลงช้าๆ ถอนหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยความลำบากใจ ก่อนตัดสินใจกดรับสายแล้วรอฟังเสียงเรียกร้องความสนใจจากคนทางนั้น

[แม่ทิ้งผม] เสียงปลายสายสั่นเครือเหมือนใกล้จะร้องไห้เต็มที ผมไม่รู้ว่าควรสมน้ำหน้าหรือเวทนามันดีนอกจากพยายามตัดไอ้เด็กมีปัญหานี่ออกจากชีวิตผมสักที

“มึงอย่าเอาเรื่องมาให้กูปวดหัวได้ไหม แค่นี้กูก็เครียดจะแย่อยู่แล้ว” พูดเสียงห้วนด้วยความไม่พอใจ

[ผะ…ผม ผมไม่มีใครแล้วจริงๆ ผมพึ่งใครไม่ได้] มันพูดเสียงตะกุกตะกักยิ่งทำให้ผมหนักใจกับความไม่เอาไหนของมัน ผมไม่เต็มใจที่จะรับฟังปัญหาบ้าบอของมันเท่าไหร่

“มึงโตแล้วนะ หัดช่วยเหลือตัวเองบ้างสิ ไม่ใช่รอพึ่งแต่กู”

ตื๊ด!

ปิดเครื่องโทรศัพท์ทิ้งแล้วพยุงร่างอ่อนล้าเดินขึ้นชั้นบน จัดการถอดเสื้อผ้าออกจากร่างเหลือไว้แค่กางเกงขาสั้นสีกรม ผมหยิบปลาบนโต๊ออกมานอกห้อง วางตู้ปลาไว้ใกล้ระเบียง เทปลาสองตัวใส่ตู้และจัดการต่อเครื่องออกซิเจนจนทุกอย่างเรียบร้อย

ผมยืนนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้นแทบไม่เคลื่อนไหว สายตาจ้องปลาสองตัวแทบไม่กระพริบ ซึ่งความจริงผมกำลังเหม่อลอยและไม่มีสมาธิเท่าที่ควร ปลาที่ว่ายไปมาปรากฏในม่านตาทว่าสติล่องลอยไปไกลแล้ว เสียงแจ้งเตือนเบาๆ ของนาฬิกาข่วยปลุกผมให้ออกจากภวังค์

ความปวดตุบเริ่มรบกวนสมองหนักขึ้นเรื่อยๆ ผมเริ่มหน้ามืดแทบทรงตัวไม่อยู่ พยายามเดินไปที่ห้องโดยไม่ให้ตัวเองล้มลงไปกองกับพื้น ควานหากระปุกยาที่โต๊ะก่อนหยิบยาแก้ปวดหัวสองเม็ดยัดเข้าปากแล้วตามด้วยน้ำหลายอึก

การมองเห็นเริ่มเลือนรางขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายอ่อนแรงจนผมต้องล้มตัวนอนแผ่บนที่นอน ก่อนหลับผมพยายามนึกว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่จนสติวูบดับโดยที่ยังนึกไม่ออกว่าวันนี้เป็นวันอะไร




ผมพึ่งโผล่หัวมามหา’ลัยซึ่งได้หายไปสักพัก ช่วงหนึ่งที่ผมไม่มีกระจิตกระใจอยากทำอะไรทั้งนั้นแม้แต่มาเรียน จึงขาดแล้วนอนเฉยๆ อยู่ห้อง ทำตัวไร้ประโยชน์ไปวันๆ แน่นอนว่ามันมีผลกระทบกับการเรียน แต่ผมก็กลับมาแล้ว ใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาปกติแม้จะยังไม่ค่อยเต็มร้อยก็ตาม

ช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนผมเห็นคีย์ที่โต๊ะหินอ่อน เขาอ่านหนังสือคนเดียวอยู่ตรงนั้นโดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมาสนใจใครที่เดินผ่านไปมาจนดูวุ่นวาย ผมยืนมองคนตัวเล็กจากอีกฟาก นึกอยากเดินไปนั่งลงข้างๆ แต่เหมือนคีย์จะรู้ตัวว่าผมยืนมองจึงลุกขึ้นแล้วเดินหายเข้าไปในตึก

ในโรงอาหารคนเยอะจนดูวุ่นวาย คีย์ไม่ชอบที่คนเยอะๆ แบบนี้ แต่แปลกที่เขานั่งกินข้าวคนเดียวอย่างสบายใจ ผมจึงถือโอกาสเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ แต่ทันทีที่ผมนั่งลงร่างบางก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปทันที

ผมยังไม่มีโอกาสเข้าถึงตัวคีย์สักครั้ง ยิ่งนานวัน โอกาสที่จะเข้าใกล้คีย์น้อยลงเรื่อยๆ จนผมกลัวว่าวันหนึ่งจะไม่มีทางได้ใกล้ชิดกันอีก

ผมไม่เข้าใจสายตาของคนรอบๆ ที่มองผมเป็นจุดเดียวกันหมด ไม่รู้ว่าแบบนี้มันปกติหรือเปล่า แต่ผมเป็นพวกไม่สนใจใครเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากโดยไม่ใส่ใจสายตาจากคนรอบๆ

“หึ เอากับแฟนเพื่อน มีอะไรเหี้ยกว่านี้อีกวะมึง” ทว่าเสียงที่ได้ยินจากข้างหลังทำให้เข้าใจชัดว่าทำไมคนพวกนั้นถึงมองผมราวกับว่าไปฆ่าใครมา

“เรื่องอะไรมึง กูตามไม่ทัน”

“ก็ไอ้บอสไง มึงไม่สังเกตเหรอว่าที่ผ่านมาพวกแม่งไม่คุยกันเลย ตอนแรกกูคิดว่าแค่โกรธกัน แต่วันนั้นบนรถเมย์กูได้ยินทุกอย่าง กูถึงเข้าใจว่าทำไมสองคนนี้ถึงไม่คุยกันเลยทั้งที่เมื่อก่อนกูเห็นตัวติดกันจะตาย” ผมกลืนข้าวที่ยังเคี้ยวไม่ละเอียดลงคอด้วยความยากลำบาก พยายามทำเป็นไม่สนใจเสียงจากด้านหลัง

“เหี้ยว่ะ”

“ไอ้คีย์เป็นขนาดนี้กูว่าไม่ใช่ธรรมดาอะมึง”

“น่าสงสารมันอะ ออกห่างขนาดนี้ไม่ใช่แค่โกรธหรอก”

“…”

“กูว่ามันเกลียด เป็นกูกูก็เกลียดอะคนแบบนี้ ไม่ปล่อยให้ลอยหน้าลอยตาเหมือนไม่รู้สึกผิดหรอก” แม้เสียงจะดังไม่มาก แต่ได้ยินชัดทั้งสองหู ตัวผมชาดิก กำช้อนในมือแน่นจนเจ็บ

“ไปเอากับแฟนเพื่อนแล้วยังมีการเดินเข้ามาคุยมาขอโทษแบบหน้าด้านๆ บอกเลยกูให้อภัยไม่ลง”

“ไม่น่าเลย เห็นหล่อๆ แบบนั้นกูไม่อยากเชื่อว่าชอบโดนเสียบ” น้ำเสียงกระแทกแดกดันของหนึ่งในกลุ่มนั้นดังเข้ามาอีกครั้ง ทุกประโยคฟังแล้วไม่ค่อยรื่นหูเท่าไหร่ ผมเงยหน้าขึ้นจากจานข้าว กวาดสายตามองรอบๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงกระซิบนินทาของโต๊ะข้างๆ ผมไม่รู้ว่าในหัวพวกนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ คงสมเพชคนน่ารังเกียจที่มีอะไรกันกับแฟนเพื่อนอย่างผมไปหมดแล้ว

“เหี้ยทั้งไอ้พี่ปืนทั้งไอ้บอส ทำได้ไงวะ”

“เออ” มีบางคนที่ตั้งใจให้ผมได้ยินแบบนั้น ผมลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยความทนไม่ไหว กระชับกระเป๋าเป้แล้วเดินออกจากโรงอาหารโดยยังมีสายตาของคนบางกลุ่มจ้องมองผม ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนในคณะที่เคยเห็นหน้าผ่านๆ มาบ้าง แต่ไม่ถึงกับสนิทและไม่ใช่เพื่อน

ทั้งชีวิตผมมีเพื่อนคนเดียวคือตีรณ เขาเป็นทั้งเพื่อน และคนที่ผมรักมากที่สุด

“เป็นไงบ้างมึง” ทันทีที่ผมนั่งลงบนโต๊ะไม้ ไอ้ต้นก็โผล่หัวมาด้วยหน้าตาที่เต็มไปด้วยรอยช้ำ แต่ผมไม่ได้ถามไถ่มันว่าไปมีเรื่องชกต่อยกับใครมาเพราะตอนนี้ไม่มีเวลาเอาสมองไปคิดเรื่องคนอื่น

“แย่ว่ะ”

“ทำใจ” มันพูดห้วนๆ แล้วนั่งลงตรงข้าม

“เราต่างทำผิด ต่างโกหกมันทั้งที่เป็นเพื่อน ที่กูทำมันไม่ถูก มึงก็เหมือนกัน” ผมไม่รู้ว่ามันไปทำผิดอะไรมา แต่เลือกที่จะไม่ถาม เพราะถ้ามันอยากพูดมันคงพูดไปนานแล้ว ผมจึงไม่ถามออกไปให้เสียเวลา

“มึงเชื่อเหมือนที่คีย์เห็นหรือเปล่า”

“กูไม่เชื่อหรอกว่ามึงกับไอ้ปืนจะทำอะไรแบบนั้น แต่นั่นไอ้คีย์ไม่ใช่กู เห็นแบบนั้นแล้วทำใจยากว่ะ”

แม้ว่าจะอธิบายความจริงไปหลายต่อหลายครั้ง ผมไม่รู้ว่าคีย์จะเจ็บปวดมากแค่ไหนที่โดนหักหลัง ผมดีใจที่คีย์เดินออกมาจากตรงนั้น แต่ทุกสิ่งทุกอย่างแลกกับความสูญเสียและทำให้เราแตกหัก ผมคาดเดาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้ แต่พอมันเกิดขึ้นจริงๆ ผมกลับไม่ยอมรับมัน




สามเดือนที่คีย์ไม่คุยกับผม ผมเอาแต่นั่งคิดนอนคิดว่าควรแก้ไขยังไงให้มันดีขึ้น หาทางให้คีย์กลับมาเป็นคนเดิม ยิ้มได้เหมือนเดิม และไม่เมินใส่กันแบบนี้ ทุกครั้งคีย์มักจะทำเหมือนมองไม่เห็นทั้งที่ผมยังยืนอยู่ตรงนั้นและเดินตามทุกฝีก้าว

ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนสำคัญ มีตัวตนในชีวิตของคีย์เสมอ ผมเคยชินที่ต้องเป็นคนที่คีย์เรียกหาเป็นคนแรกไม่ว่าจะเจอปัญหาเล็กน้อย แต่เมื่อทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่าขึ้นมาทันที ไม่ได้สำคัญเหมือนเมื่อก่อน

ใครจะไม่เห็นหัวผมก็ช่าง แต่คนนั้นต้องไม่ใช่คีย์

ผมอยากส่งข้อความไปหาเพื่อขอโทษและอธิบายเรื่องเดิมๆ ให้ฟังทุกวัน ผมอยากจะทำแบบนั้น แต่ถูกตัดโอกาสไปนานหลายเดือน ข้อความล่าสุดที่ส่งไปหาคนทางนั้นตั้งแต่สี่เดือนที่แล้ว คีย์เปิดอ่านแต่ไม่คิดจะตอบกลับ แถมยังบล็อกผมอีกต่างหาก ผมมองตัวหนังสือบนจอโทรศัพท์นิ่ง อ่านวนไปวนมาซ้ำๆ ไม่หยุดจนจำทุกข้อความได้ขึ้นใจ

ผมชวนเขาไปกินข้าว ชวนไปเดินเล่น ดูหนังเรื่องโปรด ฟังเพลงเพราะๆ ที่เราเคยฟัง ทุกคำเชิญชวนไม่ได้รับคำตอบ มันขึ้นแค่อ่านแล้ว กับช่องเขียนข้อความที่หายไปจากห้องแชท

คีย์จำได้ไหม วันนี้วันที่ 3 มกรา เป็นวันเกิดของบอส บอสอายุ 21 แล้ว แก่ขึ้นอีกปีหนึ่ง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าวันเวลามันผ่านไปเร็วขนาดนี้ เหมือนเรื่องราวหลายอย่างพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน และหายไปในวันรุ่งขึ้น บดินทร์ในวัย 16 รักตีรณมากที่สุด รักจนตอนนี้อายุ 21 ปีแล้ว แต่ยังคงรักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

บอสอยากให้คีย์เดินมาบอกสุขสันต์วันเกิดเหมือนที่เคยทำ ไม่ต้องมีของขวัญก็ได้ ขอแค่ยิ้มให้กันบ้าง เผื่อว่ามันจะช่วยปั่นทอนความขุ่นมัวในความรู้สึก แค่นั้นแหละ บอสไม่ได้ต้องการอะไรมากหรอก

แต่คีย์คงไม่เดินมาบอกผมในตอนนี้ อาจจะเป็นวันเกิดปีที่ 25 26 หรือปีที่ 30 ตอนนั้นคีย์คงเข้าใจทุกอย่าง และยกโทษให้ผมแล้ว ผมหวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้นสักวัน แม้จะต้องใช้เวลานานเป็นปี

บนไทม์ไลน์ไม่มีการโพสบอกเบิร์ดเดย์เหมือนที่ควรจะเป็น ปีนี้มีแต่ความว่างเปล่าโชว์หราให้เห็น ข้อความที่ผมโพสลงบนฟีดข่าวยังไม่มีการกดถูกใจทั้งที่มันถูกอัพสเตตัสเมื่อสามชั่วโมงก่อน ผมทอดถอนลมหายใจออกพรู ก่อนตัดสินใจลบโพสทิ้งแล้วโยนโทรศัพท์ไว้ข้างๆ

ความทรงจำของวันเกิดปีนี้มันแย่ที่สุด ผมอยากจะตื่นขึ้นมาแล้วลืมเรื่องทุกอย่างในวันที่ 3 มกราของปีนี้ ลืมความเดียวดายแบบนี้ไปซะ ผมไม่ค่อยชอบความรู้สึกนี้เท่าไหร่ ผมอยู่ตัวคนเดียวกับเค้กสามเหลี่ยมตรงหน้า อย่างน้อยก็ยังมีปลาสองตัวในตู้มั้งที่อยู่เป็นเพื่อนผม ถึงมันจะไม่พูดอะไรใส่ก็ตาม

ไม่มีหรอกของขวัญ ไม่มีพ่อกับแม่ หรือไอ้บอยมานั่งรวมวง มันเป็นแบบนั้นตั้งแต่อายุ 14 เพราะผมเหมือนตัวคนเดียวมาตลอด ถึงจะมีพ่อและพี่น้องอีกสองคน แต่ก็ไม่มีใครสนใจ

วันเกิดปีที่ 16 เป็นวันเกิดที่มีความสุขและน่าจดจำที่สุด ผมมีเพื่อนมานั่งเคียงข้างเหมือนของขวัญชิ้นวิเศษ เขาบอกแฮปปี้เบิร์ดเดย์ พร้อมของขวัญชิ้นเล็กน้อยที่เด็กตัวเล็กอย่างคีย์จะสรรหามาให้ในตอนนั้น ซึ่งพ่อผมจริงๆ ยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้ให้สักครั้ง

สิ่งที่อยู่ในกล่องที่ถูกห่อด้วยกระดาษไม่สำคัญเท่ากับการที่มีคีย์มานั่งกินเค้กอยู่ข้างๆ หยอกล้อกันจนเราเหนื่อย และหลับบนเตียงหลังเดียวกัน ตื่นขึ้นมายิ้มทักทายในเช้าวันใหม่ ผมเอาแต่ถามคีย์ทุกครั้งที่ตื่นจากความมืด ‘มันจะเกิดอะไรขึ้นในวันพรุ่งนี้’ คำตอบของคนตัวเล็กคือรอยยิ้มทุกครั้ง และทุกเช้าที่ผมตื่นขึ้นมามักมีแต่ความสุขและเรื่องดีๆ

ผมคิดถึงช่วงเวลานั้น ไม่ได้หวือหวาหรือพิเศษอะไร มีแค่ผม…กับเพื่อนตัวเล็ก หนังคลาสสิคยุค 80 ขนมอร่อยที่เราชอบกิน ภาพวาดหลายรูปที่ช่วยกันวาดมันขึ้นมาบนกระดาษแผ่นเดียวกัน และความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้น

ผมปิดเปลือกตาลง ไม่ได้คิดจะขอพร แต่กำลังนึกถึงความสุขที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เรียกว่าอดีต ภาพเหล่านั้นยังตราตรึงในสมองของผม รอยยิ้มของตีรณ กลิ่นตัวหอมๆ มือนิ่มที่ผมเคยจับ ทุกอย่างเป็นภาพฟุ้งๆ อยู่ในความคิด แต่ผมยังรู้สึกได้ว่ารอยยิ้มสดใสในวันนั้นทำให้ใจเต้นแรงมากแค่ไหน กลิ่นหอมของคีย์ทำให้ผมหลงไหล และมือเล็กนิ่มๆ ให้ความอุ่นซ่านแผ่ขยายไปทั่วทั้งสี่ห้องหัวใจ

ผมยังจดจำได้ทุกอย่าง

เทียนดับสนิทเมื่อผมเป่า เป็นเวลาเดียวกับเสียงออดหน้าประตูดังขึ้นสามครั้ง ผมลุกออกจากโซฟา เดินไปเปิดประตูเพื่อรับแขกซึ่งอาจเป็นใครก็ได้

“สุขสันต์วันเกิด” เป็นคำพูดแรกของคนตรงหน้า พอพูดจบจึงแทรกตัวเบียดผมเข้ามาในห้อง ไอ้บอยถือถุงพะรุงพะรังมาวางไว้ที่โต๊ะแล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาแทนที่ผม จับรีโมทขึ้นมาเปิดดูรายการสารคดีในทวี

ผมส่ายหน้าแล้วเดินไปนั่งลงข้างๆ พี่ชาย ไอ้บอยเอื้อมมือไปหยิบเบียร์ในถุงที่มันพึ่งถือเข้ามา โยนให้ผมหนึ่งกระป๋องแล้วเดินไปเปิดวีดีโอเกมส์เล่น
 
“กูนอนนี่นะ ไม่ต้องห่วงหรอก มึงจะไม่เห็นกูตอนเช้า” ไอ้บอยให้เหตุผลที่มาห้องผม ผมพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ จ้องมองวีดีโอเกมส์สักพักจึงหยิบจอยสติ๊กขึ้นมากดเล่นบ้าง

“กูขอโทษนะที่วันนั้นพูดแดกดันมึงเกินไป” เหมือนหูจะเพี้ยน แต่ประโยคที่ได้ยินคือเรื่องจริงและไอ้บอยเป็นคนพูด ไม่บ่อยที่พี่ชายจะขอโทษผมแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้แย่เท่ากับผมที่ไม่เคยขอโทษใครเลยต่อให้ทำผิด แต่กับคีย์เป็นข้อยกเว้น คนเดียวที่ผมอยู่ด้วยแล้วเป็นคนละคนกับตอนที่อยู่กับพี่หรือน้อง

“มึงพูดถูกทุกอย่างบอย” ตายังจ้องหน้าจออย่างตั้งอกตั้งใจ ขณะที่มือทั้งสองข้างกดจอยสติ๊กพลางกระดกเบียร์กระป๋องไปด้วย คนนั่งข้างๆ ขำออกมาเบาๆ ก่อนพูดขึ้นมาอีก

“มึง…รักไอ้คีย์?”

“…”

“เหมือนกูจะรู้ก่อนแล้ว แต่กูยังไม่แน่ใจว่าเป็นมัน พอมารู้ความจริงแล้วมันพีคว่ะ” เรื่องนี้มีแต่ไอ้ต้นคนเดียวที่รู้ ผมไม่เคยบอกไอ้บอยสักครั้ง แต่มีบ้างที่มันพูดล้อหรือระแคะระคายที่ผมตัวติดคีย์มากเกินไป แต่ผมเป็นพวกปากหนักและไม่คิดจะปริปากพูด ซึ่งสิ่งที่ไอ้บอยคิดมันถูกต้องทุกอย่าง เพียงแค่รอเจ้าของความรู้สึกอย่างผมยืนยันอีกที ซึ่งผมพึ่งได้สารภาพออกไปเพราะมันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

“แล้ว…ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”

“อะไร?”

“ที่มึงรักมันได้มากขนาดนี้” ไอ้บอยสวนคำถามขึ้นมา ผมเหลือบมองมันเล็กน้อยแล้วเพ่งสมาธิไปยังเกมส์ตรงหน้าต่อ

“ไม่รู้ว่ะ ตอนคีย์ยิ้มให้กูมั้ง” บอกปัดเพื่อไม่ให้มันตั้งคำถามขึ้นมาอีก

“มึงเหมือนเด็กไร้ความรู้สึกคนหนึ่งในความคิดของกู” ในความคิดของทุกคนไม่ว่าจะพ่อหรือแม่ รวมทั้งน้องชายที่เอาแต่พูดว่าผมเป็นพวกเห็นแก่ตัวและไม่เคยสนใจใคร แต่ใครจะไปรู้ว่าผมรู้สึกยังไงหรือสมองกำลังคิดอะไรภายใต้ความนิ่งเฉยไม่สนใจโลก

“กูอาจจะเป็นเหมือนที่มึงพูดจริงๆ แต่มึงไม่รู้หรอกว่าข้างในมันเต็มไปด้วยอะไร” ความคิดเลวๆ รอยแผลเหวอะหวะ ความเห็นแก่ตัว และอยากได้อยากครอบครอง มีแต่เรื่องไม่ดีทั้งนั้นที่สังสมอยู่ข้างใน มันขุ่นเหมือนน้ำโคลนไม่มีผิด
 
“กูดีใจนะที่เห็นมุมนี้ของมึง เห็นมึงยิ้ม เสียใจ แม่งโกรธเป็นด้วย แล้วก็…รู้จักรักคนอื่น ถึงมันจะไม่ได้สมหวังก็ตาม”

“มึงไม่ได้รู้จักกูดีเลย”

“กูรู้ แต่เหลือเชื่อที่เด็กเหี้ยอย่างมึงยังมีความรู้สึก กูนึกว่าหุ่นยนต์” ไอ้บอยพร่ำพูดออกมาไม่หยุด ก่อนที่ผมจะชะงักกับประโยคถัดมา

“แม่กูคงจะดีใจ”

“…?”

“ถ้าแม่รู้ว่ามึงรู้จักรักคนอื่น แม่กูคงแปลกใจแล้วก็นั่งหัวเราะ”

“กู…คิดถึงแม่ว่ะ” ผมคิดถึงแม่ ไม่รู้ว่าอยู่บนนั้นจะสบายดีหรือเปล่า ถ้าแม่มองลงมาข้างล่างแล้วเห็นสิ่งที่ผมทำ แม่คงผิดหวังที่ผมทำเรื่องแย่ๆ ใช้ชีวิตเหลวแหลกไปวันๆ

“เหมือนกัน” ไอ้บอยพูดเสียงเบาในลำคอ ก่อนหันมาจ้องผมนิ่ง

“มึงจะทำยังไงต่อ”



มีต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-03-2019 15:01:33 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่5 14/03/2019
«ตอบ #128 เมื่อ14-03-2019 13:05:21 »

“กูคงจะทำเหมือนเดิม แล้วก็โดนไล่ให้ไปตายเหมือนเดิม” ก็คงต้องเป็นแบบนั้น แต่ผมจะยังไม่ไปตายที่ไหน จะมีชีวิตอยู่เพื่อมองดูคีย์จากที่ไกลๆ แม้ว่าคีย์จะรำคาญลูกหูลูกตาที่เห็นผม หงุดหงิดเวลาผมพูดอะไรออกไป แต่ผมก็จะพยายามไม่ทำให้คีย์ไม่พอใจ

“กูพยายามทำดีที่สุดแล้ว กูพยายามจนไม่รู้ว่าจะทำไง ตลอดหลายเดือนมันไม่มีอะไรดีขึ้นเลย กูต้องทำไงวะบอย”

“กูไม่รู้จะพูดยังไงให้มึงรู้สึกดี”

“...”

“ขอโทษนะที่กูพูดแบบนี้” คนนั่งข้างกายถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ มันวางจอยสติ๊กลงบนตักโดยไม่สนใจว่าเกมส์จะแพ้ ไอ้บอยกระกดเบียร์หลายอึกก่อนหันมาจ้องผมด้วยสีหน้าแววตาที่จริงจังกว่าก่อนน่านั้น

“มึงคงต้องทำเหมือนที่ไอ้คีย์ต้องการ”

“ให้กูไปตายน่ะเหรอ”

“อย่างี่เง่าไอ้บอส มึงไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายกับมันอีก นั่นแหละที่มันต้องการ เรื่องแค่นี้มึงทำไม่ได้เหรอ”

“ไม่” ปฏิเสธเสียงแข็ง มองพี่ชายกลับอย่างจริงจังไม่ต่างกัน “ต่อให้ไล่กูอีกกี่พันครั้งกูก็จะไม่ไปไหน” จนกว่าคีย์จะยอมยกโทษให้ผม กลับมาคุยกับผม และเดินข้างกันเหมือนเดิม

ผมรู้ว่าความคิดแบบนี้เหมือนถูกกลั่นจากสมองของเด็กที่ยังไม่โตพอ ใครจะว่ายังไงผมไม่อยากจนสนอีกแล้ว ผมแค่ต้องการให้สิ่งที่สูญเสียไปกลับมาอยู่ในสภาพเหมือนเดิม

“เหรอ”

“เออ”

“มึงได้ยินที่ตัวเองพูดไหม” น้ำเสียงไอ้บอยเหมือนเหนื่อยกับผมเต็มที

“รู้ตัวไหมว่ามึงกำลังจะทำพังอีกรอบ อยากให้เป็นแบบนั้นเหรอ อยากให้ทุกอย่างมันแย่กว่านี้ว่างั้น”

“กูไม่ได้อยากให้มันแย่” แค่ต้องการประกอบรอยร้าวระหว่างคีย์กับผม

“มันอยู่เฉยๆ ของมันก็ดีอยู่แล้ว ดีแค่ไหนที่มึงไม่ถูกเกลียด” ไอ้บอยเริ่มพูดใส่อารมณ์ เหมือนพยายามอดกลั้นความปากพล่อยของตัวเองเอาไว้เต็มเหนี่ยว

“มันจะสำคัญอะไรในเมื่อคีย์เกลียดกูไปแล้ว”

“มึงรู้ได้ไง มันพูดเหรอว่าเกลียดมึง”

“ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เหมือนถูกเกลียดไหมวะ มันไม่ได้ต่างกันเลย” ไม่ได้ต่างกันสักนิด ต่อให้คีย์ไม่ได้เดินมาพูดกับปากตัวเอง แต่การกระทำของคีย์มันไม่ได้ต่างจากคนที่เกลียดแค้นกัน ถ้าคีย์ไม่เกลียดจะผลักไสผมทำไม ถ้าไม่เกลียดแล้วจะไล่ให้ผมไปตายเหรอ

“บทเรียนแค่นี้มันคงยังไม่ทำให้มึงสำนึก” มันสั่งสอนผมไม่หยุดจนผมเริ่มทนไม่ไหว ผมวางจอยสติ๊กลงข้างๆ กอดอกพิงพนักโซฟาโดยที่สายตาจ้องกระป๋องเบียร์และไม่สนใจสิ่งที่มันพูดออกมา

“ระวังเถอะ กูเตือนมึงแล้วนะบอส”

“มึงไม่ต้องมาเตือนกู”

“จะทำอะไรก็เรื่องของมึง แล้วอย่ามาเสือกให้กูช่วย”

“กูไม่อยากให้มึงช่วยอยู่แล้ว”

“กูได้ยินมึงพูดแบบนี้กี่รอบแล้ว สุดท้ายก็เป็นกูไม่ใช่เหรอที่ช่วยมึงมาตลอด”

“…”

“มันเป็นแบบนี้มาตลอดบอส” ผมลุกขึ้นอย่างหัวร้อน เดินออกจากตรงนั้นเพื่อหวังจะขึ้นไปยังชั้นบนของคอนโด

“ไอ้ขี้ขลาด” ประโยคที่ดังไล่หลังเป็นเหตุให้ขาที่กำลังก้าวขึ้นบันไดหยุดนิ่ง ผมหันกลับไปมองพี่ชายช้าๆ เปล่งเสียงออกไปเพื่อถามย้ำ “มึงว่าไงนะ”

“…”

“ไอ้บอย!”

“มึงมันขี้ขลาดไอ้บอส!” อาการของผมเหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่สามารถเค้นเสียงพูดออกมาได้ในวินาทีนี้

คำว่าขี้ขลาดคงเหมาะกับผมที่สุด ไอ้บอยรู้จักสรรหาคำมาพูดทิ่มแทงความรู้สึกของผมได้ดีที่สุด และครั้งนี้มันก็ทำสำเร็จเหมือนเคย

“มึงเอาแต่เดินหนีแล้วเสือกไม่ยอมรับความจริงสักที”

“…!”

“บางทีถ้ามึงกล้าบอกไอ้คีย์ตรงๆ ตั้งแต่แรกมันอาจจะไม่เป็นแบบนี้  ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องง่าย มึงจะทำให้มันยุ่งยากทำไม” ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น รอมันสาดคำพูดเข้ามาอีกครั้ง

“เรื่องแค่นี้มึงกลัว แล้วทำไมเรื่องเหี้ยๆ ที่มึงทำไม่เห็นกลัว พูดได้ไงว่าเพื่อแยกมันออกจากไอ้ปืน กล้าพูดได้ไงว่าที่ทำไปทั้งหมดเพราะอยากให้มันมีความสุข รู้ไหมว่ามันก็เป็นแค่เหตุผลโง่ๆ เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลงกับเรื่องที่มึงทำ”

“…”

“มึงก็แค่อิจฉาพวกมัน กูไม่ได้อยากจะพูดกับมึงแบบนี้เลยนะ แต่มันอดไม่ได้จริงๆ ว่ะ” ไอ้บอยคงหมดความอดทนกับผมแล้วจริงๆ

“มึงก็ดีแต่ซ้ำเติมกู” นั่นคือสิ่งที่ไอ้บอยให้ผมมาตลอด เอาแต่ตอกย้ำความเหลวแหลกในชีวิตของผม มันไม่เคยช่วยดึงออกจากหลุมมืดๆ มีแต่จะถีบหัวส่งและซ้ำเติม

พี่ชายของผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ผมรู้ตั้งแต่ก้าวแรกที่มันเดินเข้ามาว่าเราต้องโยงเรื่องมาทะเลาะกันในที่สุด

ไม่รู้จะแก้ตัวให้ตัวเองยัง แม้ว่าทุกคำพูดจะทำให้ผมเสียความรู้สึกมากแค่ไหนแต่ก็เป็นอีกครั้งที่ไอ้บอยพูดถูกทุกอย่าง ผมเอาแต่อ้างเหตุผลมากมายเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลงกับสิ่งที่ทำลงไป ถึงอย่างนั้นก็หนีไม่พ้นกับความผิดที่ตั้งใจก่อตั้งแต่แรก ซึ่งทั้งหมดได้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวผมเองอย่างไม่ปราณี

คีย์อาจเกลียดผมไปแล้วจริงๆ ไม่มีทางหวนกลับมาเป็นเหมือนเดิม

ถ้าผมไม่ขี้ขลาดแล้วกล้าสารภาพรักออกไปตรงๆ มันจะเกิดอะไรขึ้นในวันพรุ่งนี้

คีย์ตอบบอสได้ไหม มันจะเกิดอะไรขึ้น…

ผมทรุดตัวนั่งตรงขั้นบันไดอย่างอ่อนแรงโดยที่มีไอ้บอยยืนจ้องอยู่ตรงโซฟา ผมก้มหน้ามองเท้าทั้งสองข้างก่อนยกมือนวดขมับเมื่อจู่ๆ ก็ปวดจี๊ดขึ้นมาดื้อๆ นึกทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วสมเพชตัวเองในใจ

วันเกิดปีนี้ผมไม่ได้รับของขวัญจากใคร และยังไม่ได้ขอพรกับอะไรสักอย่างซึ่งอาจให้พรผมได้จริงๆ

งั้น…ผมอยากให้พรุ่งนี้คีย์ยิ้มให้ผม ผมขอแค่นั้น ของขวัญวันเกิดที่ผมอยากได้

เพียงแค่รอยยิ้มที่ครั้งหนึ่ง…คีย์เคยมอบให้ผมทุกวัน




{ตีรณ}

กระดาษถูกฉีกออกจากหน้าสมุดทิ้งไว้แค่ร่องรอยแหว่งๆ และความทรงจำของวันนั้นได้หายไปเช่นเดียวกัน ผมนั่งไกวชิงช้าและพยายามนึกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้น รวมทั้งกระดาษที่ถูกฉีกออกซึ่งผมนึกไม่ออกสักทีว่าเขียนอะไรลงไปและผมฉีกทิ้งไปตอนไหน

ผมคิดแล้วคิดอีกว่าควรเผาทิ้งหรือเปล่า ความทรงจำระหว่างบอสกับผมรวมอยู่ในสมุดเล่มนี้ มันบันทึกความทรงจำทุกอย่าง ทั้งเรื่องดีและแย่คละกันไปในแต่ละวัน ผมอยากจะลืมบอสและพยายามตัดเขาออกจากชีวิต แต่ในความทรงจำผมไม่เคยหนีได้สักครั้ง มันดึงผมไปอยู่ในอดีตวันวานซึ่งเราเคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่เมื่อนึกถึงเรื่องคืนนั้นใจผมมันเจ็บแปลบขึ้นมาทันที

ร่างของบอสถูกพี่ปืนสัมผัส ผม…รับไม่ได้ที่เป็นแบบนั้น อยากเดินเข้าไปกระชากพี่ปืนออกแล้วซ่อนบอสไว้ด้านหลังเพราะไม่อยากพี่ปืนแตะต้อง
ผมอยากจะทำแบบนั้นและไม่รู้ว่าทำไม

“ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีใช่ไหม” เสียงคุ้นหูดึงสายตาออกจากสมุดบันทึก รอยยิ้มคนตรงหน้าแตกต่างจากคนที่ฟาดมือมาที่แก้มของผมและทำร้ายความรู้สึกแทบไม่เหลือเค้าเดิม

พี่ปืนก็ยังเป็นพี่ปืนอยู่วันยังค่ำ แม้สิ่งที่ทำกับผมมันเลวร้ายแค่ไหนซึ่งผมไม่รู้ว่าเขาเคยรู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าทุกอย่างที่ตัวเองทำมันแย่จนไม่น่าให้อภัย แต่เขายังเสนอหน้ามาคุยกับผมได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเคยให้อภัยหลายต่อหลายหน ครั้งนี้เช่นเดียวกัน แต่ผมจะไม่กลับไปอีก

“มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”

“นั่งคนเดียวไม่เหงาเหรอ” พี่ปืนนั่งลงข้างๆ เหลือบตามองสมุดแล้วยกยิ้มขึ้นมา ผมหยิบสมุดขึ้นมาไว้อีกด้านเพื่อให้พ้นสายตาของร่างสูง

“เคยได้ยินไหม…”

“อะไร?”

“การที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสบายใจ บางทีก็ต้องแลกมันมากับการอยู่คนเดียว” มือข้างซ้ายกำกางเกงแน่นจนเม็ดเหงื่อผุดออกมาตามผิวหนัง พี่ปืนส่ายหน้าเหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่ผมพึ่งพูดออกไป

“ผมยอมเหงาเพื่ออยู่อย่างสบายใจ”

“…”

“ดีกว่ามีคนมาอยู่ข้างๆ แต่สร้างความเจ็บปวดให้ไม่เลิก” ผมพูดกระแทกเสียงแล้วลุกออกจากตรงนั้นทันทีโดยไม่รอให้คนนั่งข้างๆ ได้พูดอะไรออกมา

“กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม” ตัวผมชาเพราะประโยคที่ดังไล่มาจากด้านหลัง ผมไม่ได้ดีใจที่เขาพูดแบบนั้นออกมา ตรงกันข้ามคือผมเจ็บใจที่เขากล้าพูดแบบนั้น เหมือนว่าลืมเรื่องที่ทำไว้กับผม แต่ผม...ไม่เคยลืม ยังไม่ลืมว่าพี่ปืนขยี้หัวใจของผมจนแหลกละเอียด

ผมไม่อยากให้เขายิ้มให้แล้ว ไม่อยากเดินจับมือบนหาดทรายนิ่มๆ ไม่อยากนอนดูพระอาทิตย์ตกดินหรือดาวบนฟ้ามืดๆ ผมไม่ต้องการ เพราะภาพเหล่านั้นมันไม่สวยงามในความคิดของผมอีกต่อไปแล้ว และผมไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม ผมรู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากพี่ปืนทำดีกับผมแค่ไม่กี่วัน

เขาพาผมกลับไป แต่ไม่เคยดูแล ทิ้งขว้างเหมือนของตายโดยไม่สนว่าผมจะรู้สึกยังไง

“มันไม่มีอะไรเหมือนเดิมตั้งแต่พี่ไปเอากับเพื่อนผมแล้ว” พูดทิ้งท้ายแล้วรีบเดินเข้าบ้านทันที ซึ่งพี่ปืนยังนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ลุกไปไหน ผมมองเห็นเขาผ่านหน้าต่าง พี่ปืนดูเศร้าจนน่าแปลกใจ มันคงไม่ได้เกี่ยวกับผม เขาเป็นแบบนี้อาจเป็นเพราะใครคนหนึ่งที่มีความสำคัญมากพอสมควร

ถ้าพี่ปืนกำลังรู้สึกสูญเสียบางอย่างไป ผม…ยินดีด้วย

“ลูกคุยกับใครอยู่ข้างนอก” ผมสะดุ้งเมื่อเสียงเข้มดังจากด้านหลัง

“พี่ปืน” ตอบคำถามพ่อแล้วเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ มองสมุดบนตักพลางใช้ความคิดไปด้วย

“ลูกโกรธพี่ไหม”

“ไม่รู้สิ”

“…”

“ผมพยายามจะไม่โกรธ หรือ…เกลียดพี่ เพราะยังไงเราก็เคยเป็นพี่น้อง” ไม่รู้ว่าพูดแบบนั้นออกไปได้ไง พี่น้องคือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากคืนที่ผมพลาดท่าแล้วยอมเป็นของเขา พอตอนเช้าที่ตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“พี่น้อง? พี่น้องเขาไม่คบหากันแบบนั้นด้วยเหรอ” เหมือนพ่อจะยิงมุข แต่สีหน้าจริงจังบ่งบอกว่าไม่

“ผมหมายถึงเมื่อก่อน”

“ทำไมนะ”

“…”

“ลูกไม่เคยเล่าให้ฟังว่าระหว่างลูกกับปืนมันเกิดขึ้นได้ยังไง จู่ๆ ก็เดินมาบอกพ่อว่ารักกัน ถึงตอนนี้พ่อก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดขึ้นได้ยังไง” จู่ๆ พ่อก็ถามคำถามนี้ทั้งที่เมื่อก่อนไม่คิดจะถามและปล่อยผ่านเหมือนไม่ได้ซีเรียสที่เราคบกัน

“ผมก็คิดมาตลอดเหมือนกัน บางครั้งที่ผมสับสน” หลายอย่างทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้น รวมทั้งเรื่องของบอสที่ทำให้ผมเกิดความโลเลในบางเรื่องที่นึกถึงเขา ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไม ถึงจะพยายามหาคำตอบแค่ไหนแต่สิ่งที่คว้ามาได้คือความว่างเปล่า

“ผมรู้แค่ว่าผมมีความสุขดีในตอนนั้น อาจเป็นเพราะเราอยู่ในฐานะพี่กับน้อง เคยมองกันมาแบบนั้นตลอด แต่พอได้คบกันจริงๆ ผมรู้สึกว่ามัน…เริ่มไม่ใช่ และทุกอย่างไม่เหมือนเดิม”

ผมพึ่งตระหนักได้ว่าทำไมคนที่เคยดีกับผมถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ เพราะตอนนั้นผมเป็นแค่เด็กข้างบ้าน เป็นน้องชายคนหนึ่ง สิ่งที่พี่ปืนแสดงออกมาเป็นเพียงอีกด้านที่พี่ชายจะทำให้ เพราะนั่นคือพี่ปืนที่ยังป็นพี่ของผม เป็นอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่พี่ปืนที่ผมนอนกอดหรือจูบกันได้
ผมเข้าใจแล้ว

“พ่อครับ”

“…”

“เราพลาด” พูดออกไปอย่างที่คิดว่ามันคือเรื่องผิดพลาด ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่ผมก็ยังพยายามคิดในแง่ดี ยังจำคำที่พ่อพูดได้อย่างแม่นยำ ผมโชคดีที่ยังรู้สึก ดีกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะผมใช้ความเจ็บปวดในอดีตเป็นเกราะกำบัง ถ้าหากเป็นไปได้ผมไม่อยากขยับเข้ามาอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว ความชอกช้ำในตอนนั้นยังไม่จางหาย ผมพอแล้วจริงๆ

“ลูกคิดได้แบบนี้ก็ดี”

“มันอาจเกิดขึ้นเพราะอยากประชดใครสักคน” ผมเปรยขึ้น

นึกย้อนไปถึงตอนที่ผมรู้ความจริงว่าไอ้ต้นกับพี่ปืนเคยคบหากัน ซึ่งผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน ตอนนี้ผมระแคะระคายขึ้นมาแล้วว่าทำไมจู่ๆ พี่ปืนถึงมาขอคบกับผม ถึงตอนนี้ผมเข้าใจดีแล้ว ผมอาจเป็นหมากเดินเกมส์ชิ้นสำคัญ

“ใคร?”

“ผมไม่รู้เรื่องของพี่ปืนมากหรอก แต่แปลกดีที่หลอกกันได้เป็นปี”

“พ่อหมายถึงลูก”

“…?”

“คบกับปืนเพื่อประชดใครหรือเปล่า”

“ไม่ครับ ผมรักพี่จริงๆ ความรู้สึกของผมมันจริงตั้งแต่แรก” พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่เมื่อพ่อจ้องมองอย่างจับผิด ผมเริ่มขาดความมั่นใจอย่างไม่มีเหตุผล

“ขณะที่ลูกคิดว่ารักปืนมาตลอด ลูกไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกันกับใครอีกคนใช่ไหม”

“พ่อพูดว่าไงนะ”

“ระหว่างที่ลูกคิดว่ารักปืน ลูกกำลังรักคนอื่นอยู่หรือเปล่า” พ่อพูดอย่างตรงไปตรงมา

“พ่อคิดได้ไง พ่อรู้ได้ไงว่าผมรักคนอื่นที่ไม่ใช่พี่ปืน” อารมณ์ที่พึ่งสงบเริ่มแปรปรวนขึ้นมาอย่างกระทันหัน

“ทำไมทุกคนเอาแต่พูดแบบนี้ ทั้งพ่อ ทั้งพี่บอย พูดเหมือนอ่านความรู้สึกนึกคิดผมได้” เป็นอีกครั้งที่อารมณ์หงุดหงิดแล่นพล่านอย่างไม่ทราบสาเหตุ ผมพยายามข่มอารมณ์สุดฤทธิ์เพื่อไม่ให้พลั้งปากพูดจาก้าวร้าวใส่พ่อ

“มันเหมือน เหมือนว่าผมผิด”

“ลูกไม่ผิด พ่อแค่คงสัย”

“เหมือนพ่อจะเข้าใจผม แต่เปล่าเลย” พูดกระแทกเสียง ก่อนลุดขึ้นแล้วเดินกระทืบเท้าออกจากตรงนั้น

“บอสกับปืนลูกจะเลือกใคร” ขาทั้งสองหยุดนิ่งทันทีเมื่อคำถามของพ่อดังเข้าหู ผมไม่เข้าใจว่าพ่อจะตั้งคำถามงี่เง่าแบบนี้กับผมทำไม

“พะ…พ่อ พ่อหมายความว่าไง” ถามออกไปอย่างระล่ำระลัก

“ถ้าย้อนกลับไปได้ลูกจะเลือกใคร” พ่อถามขึ้นอีกครั้ง สายตาที่มองมายังผมทวีความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อต้องเอาบอสเข้ามาเป็นตัวเลือก ทำไมต้องเป็นเขาทั้งที่เป็นใครก็ได้

“ทำไมต้องเป็นบอส ทำไมพ่อต้องพูดถึงเขาทุกครั้งที่เราคุยกัน! ผมขอร้อง พ่อเลิกพูดถึงเขาสักที ผมไม่อยากได้ยินชื่อนี้อีก!” ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากรับรู้เรื่องของคนคนนั้นอีกต่อไปแล้ว

แต่ผมไม่เคยหนีไปไหนได้ เพราะบดินทร์ติดตรึงอยู่ในความทรงจำ

ถ้ามันจะเป็นแบบนี้ผมขอเลือกที่จะไม่รู้จักบอส ไม่ต้องเจอกัน

แต่ในเมื่อเวลามันย้อนกลับไปทำอย่างที่คิดไม่ได้ ผมขอลืมทุกอย่างซะยังดีกว่า

“ระหว่างที่ลูกพยายามผลักไสบอสมาตลอด”

“…”

“ลูกเคยรู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าคนที่ชื่อบอสนี่แหละสำคัญกับลูกมากขึ้นเรื่อยๆ”

ผมยืนอึ้งแค่ชั่วครู่ ก่อนระเบิดคำพูดออกไปด้วยความไม่พอใจ

“พ่อยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของผมมากเกินไปแล้ว!” เริ่มขึ้นเสียงใส่พ่อด้วยความที่คุมอารมณ์ไม่อยู่

“ผมไม่ชอบ!”

“คีย์!” เสียงตวาดจากพ่อของผมทำให้ตัวแข็งทื่อทันที ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมแค่รู้สึกร้อนในอก หายใจเร็วผิดปกติ และควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดแบบนั้นใส่ แต่ก็ไม่ได้พูดขอโทษออกมาทั้งที่ควรต้องทำอย่างนั้น

“ลูกเป็นอะไรไป มันหนักหนาจนเปลี่ยนลูกได้ขนาดนี้เลยเหรอ” น้ำเสียงของพ่อเจือไปด้วยความเป็นห่วง ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปิดเปลือกตาข่มความขุ่นมัวในใจ

“ไปหาหมอกับพ่อไหม”

“ผะ..ผม ผมสบายดี”

ใช่ ผมสบายดี ผมแค่ไม่พอใจที่พ่อพูดแบบนั้นออกมา มันก็แค่นั้น

พ่อยืนเงียบอยู่นาน เปิดโอกาสให้ผมรีบเดินขึ้นชั้นบน ผมปิดประตูล็อกไว้แล้วนั่งกองลงบนพื้นกลางห้อง เหมือนในอกมันร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ นิ้วเท้าและมือเกร็งด้วยความหงุดหงิดที่ทบทวี ขบกรามแน่นอย่างทรมาร ก่อนจิกเล็บลงที่แขนเพื่อระบายอารมณ์ที่โหมกระหน่ำรุนแรงอยู่ข้างใน

ผมอยากให้อาการแบบหายหายไปสักที เพราะทุกครั้งมันเหมือนจะขาดใจตายให้ได้ หายใจหอบเฮือกและดิ้นอยู่บนพื้นไม่ต่างอะไรจากปลาไม่มีน้ำว่าย อยากกรีดร้องออกมาให้มีเสียงแต่ผมเลือกที่จะไม่เปล่งเสียงออกมาขณะที่ปากตะโกนออกไปอย่างระบายอารมณ์

แขนซ้ายมีรอยเล็บข่วนบางๆ ผมเปลี่ยนตำแหน่งมาข่วนเล็บลงบนพื้นไม้แล้วนอนขดตัวอยู่อย่างนั้น การหายใจที่แรงถี่เริ่มเพลาลงเรื่อยๆ หลังจากผ่านมาเกือบชั่วโมงได้ นิ้วเท้ากับนิ้วมือเริ่มคลายลงเมื่ออารมณ์ร้อนรุ่มในอกเริ่มทุเลา

เปลือกตาผมปิดลงช้าๆ ควบคุมลมหายใจเข้าออกให้แผ่วเบาก่อนลุกขึ้นจากพื้นแล้วเดินไปดูเงาตัวเองในกระจกทำเหมือนเมื่อสักครู่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

ผม…กำลังยิ้มให้ตัวเองเหมือนคนเสียสติ ยิ้มเหมือนมีความสุขแต่ความเป็นจริงคือสภาวะอารมณ์รุนแรงยังสาดซัดอยู่ในนั้นจนผมนึกอยากใช้กำปั้นทุบกระจก

ผมแค่คิด ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่ากำปั้นของผมมันจะเร็วขนาดนั้น ผมมองเลือดที่ไหลเปราะกระจกด้วยความว่างเปล่าในความรู้สึก จ้องมองของเหลวสีแดงข้นไหลลงพื้นอย่างช้าๆ โดยไม่คิดจะทำอะไร

จนสะดุ้งรู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูจากด้านนอก


มีต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่5 14/03/2019
«ตอบ #129 เมื่อ14-03-2019 13:48:22 »

{บดินทร์}

สายน้ำกระจายฟุ้งออกจากหัวฉีดด้วยแรงดัน ผมกำลังนั่งฉีดน้ำใส่ไม้ร่มต้นเล็กสีเขียวแก่ ผมไม่รู้ว่ามันชื่อต้นอะไรเพราะลืมไปแล้ว แต่คีย์รู้ เขารู้แน่ หลายอย่างในห้องผมเปลี่ยนใจจนผมนึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ทำอะไรแบบนี้

ผมอยากให้คีย์มาเห็นห้องของผม เมื่อก่อนโล่งไปหมด แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยไม้ในร่ม คีย์ชอบต้นไม้ ชอบอากาศเย็นๆ และสีเขียวเป็นสีโปรด

ผมเริ่มจากต้นไม้ต้นหนึ่ง จนตอนนี้มีไม้ในร่มเยอะพอสมควร ทั้งตรงระเบียงชั้นสองของ ผมปลูกมันไว้แทบทุกที่ทุกทาง สีเขียวๆ ของใบไมัช่วยให้ผมสดชื่น และสบายตาขึ้นเยอะ

 กิจวัตของที่เพิ่มเข้ามาคือเลี้ยงปลาและดูแลต้นไม้ ผมออกไปวิ่งข้างนอกบ้างแต่ไม่บ่อย เพราะส่วนใหญ่จะไปออกกำลังในบ้านของตัวเอง
ผมหยิบกระดาษออกมาจากกล่อง มันถูกพับไว้อย่างดีแทบไม่มีรอยยับ มันคือความลับของคีย์ แต่มันไม่เป็นความลับอีกแล้วตั้งแต่วันที่ผมขโมยอ่าน


ด้วยรัก...

บดินทร์คือความสุขของผม ผมลองมานั่งคำนวณ และทบทวนอะไรหลายอย่าง นึกบ้านับรอยยิ้มของตัวแล้วขีดไว้แผ่นหลังของสมุดวิชาคณิตศาสตร์มาหนึ่งสัปดาห์ ผมถึงได้ลงประชามติว่า ‘บดินทร์’ คือคนที่ทำให้ผมยิ้มเยอะที่สุดอาจเป็นเพราะผมอยู่กับคนคนนี้มากกว่าคนอื่น เพราะงั้น…ช่วงเวลาของเราจึงยาวนาน และผมชอบที่จะอยู่กับเขาไม่ว่าในสถานณการณ์ไหน เขาเหมือนจักรวาลที่เป็นสูญรวมของทุกความรู้สึก จนบางครั้งผมรู้สึกสับสน


15 สิงหาคม 2016


ผมอ่านตัวหนังสือบนแผ่นกระดาษซ้ำ ทุกวัน แอบฉีกออกจากสมุดบันทึกโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว มันเขียนเกี่ยวกับผม ทุกอย่างในนั้นเกี่ยวกับผมหมด ไม่อยากจะเชื่อว่าไม่มีบันทึกอะไรเกี่ยวกับไอ้ปืนเลย ผมแอบอ่านผ่านตามาบ้าง ทุกบันทัดทำให้ผมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

แต่ก็นั่นแหละ ทุกบันทึกมันแค่เกี่ยวกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง แต่แผ่นที่อยู่ ในมือนั้นแตกต่างออกไป มันให้ความรู้สึกไม่เหมือนประโยคอื่นในหน้าสมุด คำว่า ‘รัก’ ที่ถูกเขียนด้วยหมึกสีดำให้ความรู้สึกลึกซึ้งกว่านั้น ผมอาจคิดมากหรือตั้งความหวังไปเอง แต่ ‘รัก’ ที่นำหน้าบดินทร์  และประโยคหลังที่ตามมามันชวนให้ผมคิดไปแบบนั้น

ถ้าคีย์ได้มาอ่านของผม ซึ่งได้เขียนระบายความรู้สึกเยอะแยะเต็มไปหมด ผมไม่ได้มีใครเหมือนคีย์ ไม่มีแม่อยู่ให้เล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ทุกอย่างจึงอยูในสมุดเล่มสีน้ำตาลที่คีย์ซื้อให้เมื่อสามปีก่อน

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสมุดคู่ แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ค่อนข้างส่วนตัว จะรู้ก็ต่อเมื่อใครคนหนึ่งอนุญาตหรืออ่านให้ฟังด้วยความเต็มใจ ถึงอย่างนั้นผมก็แอบเสียมารยาทเอาสมุดบันทึกของคีย์ไปแอบอ่านอยู่เงียบๆ ในห้องน้ำโดยที่เจ้าของไม่เคยรู้

ทุกครั้งผมชอบนึกย้อนกลับไปสมัยมัธยม ตอนที่มีแค่ผมกับคีย์ เป็นเพื่อนที่ตัวติดกัน ถึงลึกๆ จะคิดไปไกลกว่านั้นก็ตาม ผมชอบตอนที่ยังไม่มีไอ้ปืนเข้ามาเกี่ยว เพราะทุกวันจะมีแค่เรื่องของเรา ผมทนฟังเรื่องของไอ้ปืนมาปีกว่า จนบางครั้งผมอยากตะคอกใส่คีย์ว่าให้เลิกพูดถึงมันสักที แต่ในสถานการณ์ตรงนั้นจริงๆ ผมทำได้แค่พยักหน้า ยิ้มฝืนๆ และออกความเห็น

มันเป็นเพราะความขี้ขลาดของผม

ผมเก็บกระดาษไว้ในกล่องเหมือนเดิม เดินไปหยิบเครื่องเล่น MP3 ในลิ้นชักแล้วกดเข้าไปที่เมนูก่อนเปิดเพลงโปรด


You and I, we're like fireworks and symphonies exploding in the sky
With you, I'm alive


Like all the missing pieces of my heart, they finally collide


So stop time right here in the moonlight
'Cause I don't ever wanna close my eyes


Without you, I feel broke
Like I'm half of a whole
Without you, I've got no hand to hold
Without you, I feel torn
Like a sail in a storm
Without you, I'm just a sad song
I'm just a sad song



นี่ไง เพลงโปรดเขาเรา ‘ฉันคือเพลงเศร้า’ อยากให้คีย์กลับมานั่งฟังด้วยกันอีกครั้ง

‘คีย์’

‘หืม…’

‘เพลงนี้เพราะดีอะ’ ภาพอดีตฉายเข้ามาในหัว เป็นความทรงจำรางๆ ที่พอจะช่วยปั่นทอนความขมักขมัวของผมได้บ้าง

‘เนาะ คีย์รู้จักนะ ร้องเป็นด้วย แล้วก็นี่’ จำได้ว่าคีย์ยิ้ม ปากดูดน้ำปั่นอย่างมีความสุข นิ้วเล็กเคาะเบาๆ บนโต๊ะตามจังหวะ

‘โหลดไว้ฟังเรียบร้อยแล้ว’ คนตัวเล็กยื่นโทรศัพท์ให้ผมดู หน้าจอมีเพลงที่ร้าน in dreams เปิดให้ฟังในตอนนั้น เพลง sad  song อัลบั้ม Guava Song ของวง we the king

ที่ผมรู้เพราะคีย์รู้บอกเล่าให้ฟัง เขาเล่าให้ผมฟังแทบทุกเรื่อง

‘ไม่เห็นรู้เลยว่าชอบเพลงนี้'

‘งั้นก็รู้ไว้นะ เพลง sad song ของ we the kings เป็นเพลงโปรดของเพื่อนคนนี้’ นิ้วเล็กชี้ไปที่อกตัวเอง ฉีกยิ้มกว้างมาให้ผม มันเป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุดจนผมเผลอมองค้างเพราะอยากจดจำภาพตรงหน้าให้ชัดเจน

‘ครับ บอสจะจำไว้’ ผมจดจำ จำทุกอย่างที่เกี่ยวกับคีย์ อะไรที่เขาชอบหรือไม่ชอบ

‘เอาโทรศัพท์มานี่ก่อน’ ผมยื่นโทรศัพท์ให้คนที่แบมือมาตรงหน้า คีย์กดบางอย่างด้วยความขมักเขม้น การกระทำทุกอย่างอยู่ในสายตาของผม เขาดูน่าเอ็นดูจนบางครั้งผมเผลอเอื้อมมือไปลูบหัวของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว

‘ในเครื่องบอสก็มีแล้วนะ ฟังบ่อยๆ เราจะได้ร้องด้วยกัน’

คีย์โหลดเพลงนั้นไว้ในเครื่อง ผมทำตามที่คีย์บอก ฟังบ่อยๆ จนจำได้ แล้วเราก็ได้ร้องด้วยกัน ตอนขับรถ ในห้องนอนของคีย์ แล้วก็บนที่นอนที่ผมกำลังนอนอยู่ตอนนี้


Without you, I feel broke
Like I'm half of a whole
Without you, I've got no hand to hold
Without you, I feel torn
Like a sail in a storm
Without you, I'm just a sad sีong
I'm just a sad song

With you, I fall
It's like I'm leaving all my past and silhouettes up on the wall
With you, I'm a beautiful mess



‘บอสรู้ความหมายมันไหม’ ผมยิ้มให้เขาบ้าง หลับตาฟังและพยายามจับใจความในเนื้อหาของเพลง

It's like we're standing hand and hand with all our fears up on the edge

‘เอ่อ…มันเหมือนว่าเรายืนจับมือกันด้วยความกลัวทั้งหมดของเราบนขอบ ขอบระเบียงมั้ง’

‘ฮ่าฮ่าฮ่า แล้วไงต่อ’

So stop time right here in the moonlight

‘ดังนั้น...’ ผมหยุดคิดจนคีย์ต้องแปลประโยคถัดไป

‘หยุดเวลาที่นี่’

‘ในแสงจันทร์…’ ผมพูดประโยคสุดท้าย เราจ้องตากัน ยิ้มให้กัน และฟังเพลงที่ดังคลอเข้ามาเรื่อยๆ

Cause I don't ever wanna close my eyes
Without you, I feel broke
Like I'm half of a whole
Without you, I've got no hand to hold


Without you, I feel torn


‘ถ้าไม่มีเธอฉันก็รู้สึกขาด ขาดอะไร เอ่อ ขาดใจมั้ง’

‘มั่ว! บอสมั่วมาก’

‘แม่ง พอแปลมาแล้วรู้สึกแปลกๆ’

‘ความหมายออกจากดี’ คีย์ยิ้มร่า กลั้นขำสุดฤทธิ์จนผมหมั่นไส้ขึ้นมา

‘แปลอีกสิ’ คนตัวเล็กพูดอย่างเอาแต่ใจ เตะขาไปมาใต้โต๊ะเหมือนเด็กน้อยไม่มีผิด

Like a sail in a storm

‘เหมือนแล่นเรือในพายุ’


Without you, I'm just a sad song

‘หากไม่มีคุณ ฉันเป็นแค่เพลงเศร้า’

เราสบตากันหลายครั้ง ผมไม่รู้ว่าสายตาที่คีย์มองมามันสื่ออะไร แต่ผม…มีแต่ความรักความโหยหาที่ถูกสื่อผ่านแววตาสองคู่ของผมซึ่งจ้องมองเพื่อนสนิทไม่ละสายตาไปมองอย่างอื่น


You're the perfect melody
The only harmony I wanna hear


‘คุณเป็นเหมือนทำนองที่… ที่สมบูรณ์แบบ ประโยคหลังแปลไม่ทัน’

 ‘ต่อสิ อยากฟัง’ เขาช้อนตามองผม พูดเสียงอ้อนเพื่อหวังให้ผมตามใจ

‘พอแล้ว’

‘อีกนิดเดียว นะนะนะ เพลงใกล้จบแล้วด้วย’

ผมไม่เคยขัดใจเขา ไม่เคยสักครั้ง


You're my favourite part of me

‘คุณคือส่วนที่ฉันชอบที่สุด’

‘โดนอะ ชอบท่อนนี้ที่สุด’

‘คุณคือส่วนที่ฉันชอบที่สุด ท่อนนี้น่ะเหรอ’

‘อืม ท่อนนั้นแหละ’

‘…?’

‘คุณคือส่วนที่ฉันชอบที่สุด…’

เป็นความสุขของอีกวัน คือความทรงจำที่ยังตราตรึงในใจผม ในร้าน In Dreams ที่สไตล์การตกแต่งเหมือนอยู่ในฝัน เก้าอี้ไม้สีน้ำตาล กลิ่นอายกาแฟ รอยยิ้มน่ารักของใครคนนั้น และแสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายช่วยให้บรรยากาศอบอุ่น

ผมจดจำได้ทุกเสี้ยววินาทีของความทรงจำ…


Without you, I feel broke
Like I'm half of a whole
Without you, I've got no hand to hold
Without you, I feel torn
Like a sail in a storm
Without you, I'm just a sad song, I'm just a sad song…



เพลงเล่นจนจบ และยังและเล่นวนอยู่อย่างนั้น พร้อมภาพอดีตที่ฉายซ้ำไปซ้ำมาเหมือนหนังม้วนเดิมที่เริ่มเล่นใหม่อีกรอบ

คีย์รู้ไหม คีย์คือส่วนที่บอสชอบที่สุด…

เปลือกตาผมเปิดขึ้นช้าๆ ทอดมองขึ้นไปบนผนังที่มีแต่ความว่างเปล่าอยู่ตรงนั้น หนึ่ง สอง สาม ผมนับเลขในใจจนถึง ห้า ถึงได้ยันร่างลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความสลึมสลือ เดินเข้าไปอาบน้ำอาบท่าแล้วกลับมานอนต่อในบจุดเดิมและท่าเดิม

ทั้งร่างมีเพียงอันเดอร์แวร์สีดำปกปิด เปิดพัดลมแทนที่จะเปิดแอร์ ผมนอนจ้องเพดานเหมือนก่อนน่านั้น ใช้แขนข้างขวาทาบที่หน้าผาก ปล่อยให้สมองใช้ความคิดของมันต่อไป

นึกเพ้อว่ามีร่างเล็กนอนอยู่ข้างๆ ตื่นขึ้นมาอยู่ในอ้อมกอดของผม นั่งกินมื้อเช้าด้วยกัน ความคิดพวกนี้คือสิ่งที่ทำให้ผมพอมีความสุขและมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง

ผมรักเขามากครับ เป็นการแอบรักที่เจ็บปวดทรมาน มีเพียงความสุขในจินตนาการที่พอเยียวยาความเจ็บปวดทุกอย่าง แต่เมื่อตื่นขึ้นมาอยู่ในความเป็นจริงกลับมีแต่เรื่องน่าเศร้าเคลือบแคลงใจ

ทุกอย่างตรงกันข้ามกับความคิดของผม เพราะคีย์อยู่ไกลไปอีก ไกลจนไม่สามารถโอบกอดเอาไว้ และเหนื่อยที่ต้องคอยวิ่งตามเขาไปทุกๆ ที่
ผมเหนื่อยมานานมากแล้ว แต่ยังคงเดินตามทุกครั้ง ตามไปจนกว่าคนตัวเล็กจะหยุดแล้วหันกลับมามองคนข้างหลังอย่างผม ยิ้มให้ แล้วเดินเข้ามาจับมือกัน

ถ้าหากว่าคีย์เชื่ออย่างที่เห็นไปแล้ว ผมหวังว่าสักวันเขาจะให้อภัยทุกอย่าง แม้ว่าอายุเราจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่สิบปี

ขอแค่สักวันหนึ่งที่เขากลับยิ้มให้ผมได้เหมือนเดิม มาฟังเพลง sad song กับผมเหมือนเดิม และดูหนังเรื่องเดิมที่เราเคยดู

Rrrrrr

แรงสั่นกับเสียงริงโทนดังขึ้นรอบแรกผมไม่คิดสนใจจะรับสาย ปล่อยให้มันหยุดไปเองและดังขึ้นอีกสองสามครั้ง พอเป็นครั้งที่สี่ครั้งที่ห้าผมจึงความมือหาโทรศัพท์เพื่อหวังว่าจะตัดความรำคาญ ทว่าชื่อที่ปรากฏต่อสายตาทำให้ผมนอนนิ่งจนเสียงเงียบหายไป

Rrrrrr

เพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็มีสายโทรเข้ามาอีกครั้ง ผมกดรับเสียงแล้วแนบโทรศัพท์ไว้ที่หู

[ฉันโทรหาพี่แกไม่ติด] ผมยังดีที่มีเยื่อใยอยู่บ้าง ต่างจากไอ้บอยที่ตัดขาดและไม่คิดสนใจ มันลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยมีพ่อ

“แล้วพ่อโทรมาบอกผมทำไม”

[โชคดีที่แกยังรับสาย] ถามอีกอย่างตอบอีกอย่าง เหมือนเราคุยกันคนละเรื่องคนละภาษา

“ต้องการอะไรอีก” ปลายสายเงียบจนผมต้องพูดออกมาอีก

“เงินเหรอ บอกเลยว่าผมไม่มีให้ พ่อเลิกเล่นพนันสักที มันไม่ได้เดือดร้อนแค่พ่อ แต่ผมกับพี่ซวยไปด้วย ไหนจะน้องอีก พ่อทำให้ทุกคนวุ่นวายรู้ตัวบ้างไหม” นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่พ่อโทรมา เหตุผลเดียวที่ผมนึกออกแล้วมันก็เป็นแบบนั้นทุกครั้ง

[กลับบ้านบ้างก็ได้ หายหัวไปนานเป็นปีแล้วนะ] ทว่าคำตอบที่ได้ไม่ใช่อย่างที่ผมคิดเอาไว้ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงอยากให้ผมกลับบ้าน ซึ่งก่อนผมออกมาอยู่คนเดียวถูกพ่อผลักไสไม่ต่างจากหมา

“ผมไม่อยากกลับ ไม่เคยอยากกลับไปเหยียบบ้านหลังนั้นอีกแล้ว”

[ฉันอยากรู้จริงๆ ถ้าฉันไม่ซื้อคอนโดให้แกอยู่ข้างนอกแกจะไปมุดหัวอยู่ไหน แล้วเงินที่ฉันเล่นพนันก็เป็นเงินก้อนเดียวกันกับเงินที่ซื้อที่ซุกหัวนอนให้แกนั่นแหละ สำนึกบุญคุณซะบ้าง] น้ำเสียงของพ่อเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“แล้วอยากให้ผมกลับไปทำไมไอ้บ้านเฮ็งซวยนั่น พ่อควรจะดีใจไม่ใช่เหรอที่ผมไสหัวออกมาอยู่ข้างนอก” เขาควรจะรู้สึกแบบนั้น ควรจะมีความสุขที่ไม่ต้องทนเลี้ยงดูผมกับไอ้บอย

[พูดจาให้มันดีๆ หน่อย แกนี่ชักจะเหมือนพี่แกมากขึ้นทุกวัน]

“นั่นเป็นเพราะพ่อ ทีนี้ตอบผมได้หรือยังว่าทำไมพ่อถึงอยากให้ไอ้บอยกับผมกลับบ้านนักหนา” ผมถามย้ำอีกครั้งเพราะอยากรู้จริงๆ ว่าพ่อจะพูดอะไรออกมา

[ฉันคิดถึงพวกแก]

“หึ ไม่จริง พ่อแค่ไม่เหลือใคร” ผู้ขายคนนี้ไม่เคยคิดถึงใครนอกจากผลประโยชน์ของตัวเอง ผมไม่รู้ว่าพ่อจะมากอบโกยอะไรจากผมอีก เพราะผมไม่มีอะไรจะให้แล้ว ทั้งความรักและไว้ใจ มันหายไปในวันที่แม่ตายอย่างทุกข์ทรมาน

“พ่อจะเห็นหัวผมกับพี่ก็ตอนจนตรอกแล้วก็ไม่เหลือใครแค่นั้นแหละ ครั้งนี้คงโดนเมียน้อยทิ้งไปมีใหม่อีกแล้ว”

[บอส! อย่าลามปาม!] ปลายสายตะคอกเสียงดัง

“ก็เพราะพ่อป็นแบบนี้ผมกับพี่ถึงไม่อยากกลับบ้าน แม่งมีแต่เรื่องปวดหัว”

[ไอ้ลูกเฮ็งซวย]

“อย่ามายุ่งกับผมอีก” พูดแกมขอร้อง ดูเหมือนพ่อจะเริ่มหมดความอดทนจนเผยธาตุแท้ออกมา

[ฉันพ่อแกนะไอ้ลูกเวร]

“ผมไม่เคยลืมหรอก แต่ทุกวันนี้ผมใช้เงินที่แม่ทิ้งไว้ให้ พ่อหมดความสำคัญกับผมไปนานแล้ว เราไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว พ่อก็เคยพูดแบบนั้นอย่าลืมสิ”

[ไอ้บอส!]

ผมตัดสายแล้วปิดเครื่องทิ้งทันที พ่อทำผิดกับผมไว้เยอะจนผมไม่อยากให้อภัย ถึงแม้ว่าแม่จะรักพ่อมากแค่ไหน แต่กับผู้ชายที่ทำร้ายแม่จนตรอมใจผมรักไม่ลง

ถึงอดีตเหล่านั้นจะผ่านมานาน เอาเข้าจริงๆ ผมไม่เคยลืมความเลวร้ายในตอนนั้น ครอบครัวที่ใครต่อใครต่างคิดว่าอบอุ่นแตกหักลงในที่สุด ไม่มีใครรับรู้นอกจากคนในบ้าน

บดินทร์ ในความคิดใครต่อใครคือผู้ชายเงียบขรึมและดูดีไปหมดทุกอย่าง มีรถให้ขับ มีคอนโดหรูหรา มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ เป็นถึงลูกชายนักการเมือง ทุกอย่างมันเคยเป็นและเกิดขึ้นเมื่อนานมา และบดินทร์ในความเป็นจริงคือความบิดเบือน เป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นมา





เราเคยคิดว่าคนๆ นั้นดูมีความสุข พ่อแม่เลี้ยงดูมาอย่างดี แต่พอมารู้เบื้องหลังแล้วมันแย่มาก บอสกับคีย์เป็นเด็กที่กำลังก้าวผ่านเรื่องพวกนั้นเหมือนกัน พ่อที่เหมือนจะใส่ใจ แต่ยังไม่มากเท่าที่ควร และไม่รู้ว่าลูกกำลังผิดปกติ ถึงแม้จะสงสัยขึ้นมาบ้าง แต่เลือกที่จะปล่อยผ่านเพราะตามใจลูกมากเกินไป ลูกบอกสบายดี ผู้ปกครองก็อือออแล้วจบแค่ตรงนั้น


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่5 14/03/2019
« ตอบ #129 เมื่อ: 14-03-2019 13:48:22 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +129/-4
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่5 14/03/2019
«ตอบ #130 เมื่อ14-03-2019 21:19:01 »

 :mew6: :mew6:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่5 14/03/2019
«ตอบ #131 เมื่อ15-03-2019 08:24:03 »

+1  o13 ขอบคุณครับ :pig4: :katai5:

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่6 05/04/2019
«ตอบ #132 เมื่อ05-04-2019 10:00:59 »

ตอนที่6

{บดินทร์}

วันที่ 3 มกราคม 1998 ผมเกิดมาบนโลกใบนี้ ด้วยชื่อ เด็กชาย บดินทร์ ชื่อที่คล้องจองกับ บดินทร พี่ชายของผมที่เกิดก่อนสองปี

รูปร่างหน้าตาของเราเหมือนฝาแฝด แต่นิสัยนั้นแตกต่าง ผมเอาแต่พูดตลอดว่าเกลียดพี่ชายคนนี้ ซึ่งความจริงแล้วผมไม่ได้เกลียดหรอก มันไม่มีเหตุผลที่จะต้องเกลียดถึงแม้ว่ามันจะพูดจายียวนบ่อยๆ

ผมเป็นลูกของคนมีหน้ามีตา ใช้ชีวิตสุขสบายบนกองเงินกองทองมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่หยิบยื่นของที่เราต้องการมาให้ และแทบจะไม่ปล่อยให้ลำบาก

พ่ออยากให้เรียนกฎหมายเหมือนท่าน พ่อสอนและหยิบยื่นหนังสือหลายเล่มมาให้ผมตลอด จนผมเริ่มโตขึ้นมาอีกระดับ รู้จักคิดและเข้าใจความต้องการตัวเอง ถึงได้ตระหนักว่าทั้งหมดที่พ่อยื่นให้ไม่ได้มีความหมายสำหรับผม แต่ก็ไม่ได้ไร้ค่าซะทีเดียว

ผมชอบวาดรูป ชอบสร้างสรรค์นั่นนี่อยู่เรื่อย ผมทำกระปุกออมสินให้แม่ ประดิษฐ์โมเดลรถให้ไอ้บอยเล่นตั้งหลายคัน และวาดรูปเส้นทางความฝันบนแผ่นกระดาษ

แม่บอกว่าครอบครัวเราอบอุ่นที่สุด แม่พูดอย่างนั้นเสมอด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มและกวาดตามองรอบบ้านหลังใหญ่ ผมพยักหน้าหงึกหงักเชื่อคำพูดของแม่ เชื่อว่ารอยยิ้มที่แม่ยิ้มให้ในตอนนั้นคือรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุด

แต่ผมไม่เข้าใจแววตาคู่นั้น จนวันหนึ่งผมโตขึ้น ได้รู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ สิ่งถูกซ่อนอยู่ใต้เปลือกของรอยยิ้มกับประโยคบอกกล่าวว่ามีความสุขนั้น แท้ที่จริงเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ

ผมยังไม่เข้าใจเหมือนเดิมว่าแม่เจ็บตรงไหนถึงได้มีน้ำตาไหลลงมา ผมกับไอ้บอยจ้องมองแม่ด้วยความไม่เข้าจากอีกมุมของห้อง เราไม่เข้าใจอะไรมากเพราะผมในตอนนั้นอายุแค่13 ปี ส่วนไอ้บอยยัง 15 

ร่างกายของแม่เริ่มอ่อนแอ ไอออกมาเป็นเลือด ช่วงหนึ่งที่แม่ป่วยและเข้าออกโรง’บาลนับครั้งไม่ได้ แม่เริ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ร้องไห้อย่างทรมาน

ทุกอย่างชัดเจนขึ้นเมื่อผมหยิบซองเอกสารใต้ลิ้นชักออกมาเปิดอ่าน ผมไล่อ่านตัวหนังสือบนแผ่นกระด้วยด้วยความสงบนิ่ง ทว่าน้ำตาหยดติงลงผมแผ่นกระดาษหยดแล้วหยดเล่า

แม่เป็นมะเร็ง ผมรีบวิ่งไปบอกพี่ชายทันทีหลังจากอ่านทุกอย่างในซองเอกสาร แม่ป่วย แต่ไม่มีใครคิดจะบอกพวกผมรวมทั้งแม่
 
ด้วยความที่เรายังเด็กเลยไม่รู้ว่าควรทำยังไงนอกจากนั่งกอดเข่าแล้วร้องไห้อยู่ในห้องน้ำสองคน

เราพยายามติดต่อพ่อเพราะช่วงนั้นท่านไม่เคยกลับบ้าน หายหน้าหายตาไปบ่อยๆ และไม่เคยกินข้าวร่วมโต๊ะกัน ผมถามพี่ชายทุกวันว่าพ่อไปไหน คำตอบของไอ้บอยคือสีหน้าไม่พอใจและเสียงห้วนแข็งซึ่งเป็นเรื่องปกติของมันอยู่แล้วที่จะพูดจาแบบนั้น

เรารอเป็นวัน จนกลายเป็นเดือนที่พ่อหายไป ผมติดต่อไม่ได้และไม่รู้ว่าควรทำไงเพราะอาการแม่แย่ลงทุกวันจนแทบไม่มีแรงเดิน
 
พ่อไม่เคยรู้เพราะเขาไม่คิดจะสนใจ มีแค่ผมกับพี่ชายที่อยู่ดุแลแม่ที่บ้าน แม่บอกกับพวกเราสองคนว่าพ่อไปทำงาน ทุกครั้งที่พ่อกลับมาพวกเราหลับก่อนเสมอ พอตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นวี่แววแล้ว ตอนนั้นผมคิดอย่างเดียวว่าต้องช่วยทำงาน พ่อจะได้มีเวลาว่างมาอยู่ดูแลแม่

ผมในวัย 15 มีความคิดแบบนั้นโดยไม่รู้เลยว่ายังมีความลับหลายอย่างที่ผมยังไม่รู้รวมทั้งไอ้บอย พ่อมีเมียน้อย มีบ้านเล็ก มีลูกชายที่อายุน้อยกว่าผมห้าปี แม่เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่คิดจะบอกผมกับพี่สักคำ

ผมถึงเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก
รอยยิ้มของแม่ คำพูด และครอบครัวของผมไม่ได้มีความสุข เป็นแค่เรื่องเล่าหลอกลวงที่เด็กสองคนไม่เคยรู้

นานวันอาการป่วยของแม่เริ่มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนผมยังรู้สึกทรมานแทน แม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ กินอาหารผ่านสายยาง ไม่สามารถรักษาได้นอกจากรอเวลาที่แม่จะหลับ

แม่เจ็บปวดทางร่างกายและทรมานหัวใจเมื่อพ่อพาเมียน้อยมาอยู่ที่บ้านกับลูกชาย แม่เอาแต่บอกว่าไม่เป็นไรทั้งที่ดวงตาคู่นั้นมีแต่ความโศกเศร้าและเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ผมรู้ว่าแม่เจ็บ และต้องตายอย่างทรมาน ซึ่งพ่อไม่เคยมาดูแม่สักครั้ง ผู้ชายคนนั้นไม่เคยเสียใจ เขามีความสุขดีกับผู้หญิงคนนั้นและลูกชายที่รักนักรักหนา

ไอ้บอยกลายเป็นเด็กก้าวร้าว มีเรื่องทะเลาะกับพ่อทุกวัน จนวันหนึ่งมันเก็บกระเป๋าออกไปอยู่กับเพื่อน ทำงานส่งเสียตัวเองเรียนมหา’ลัยและไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับพ่ออีก ผมยังเด็กไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ทำได้แค่ทนอยู่ในบ้านหลังนั้น ไม่ได้รับความใส่ใจจากพ่อเหมือนเมื่อก่อน ผมรู้สึกว่าตัวเองป็นคนอื่นที่ต้องเข้ามาขอเขาอยู่อาศัย

ผมโชคดีที่มีเพื่อน เขาทำให้ผมมีความสุขขึ้นมาบ้างในช่วงนั้น ผมชอบไปนอนบ้านของเขาและแทบจะไม่กลับบ้านของตัวเอง

เรากินข้าวคนละมื้อ ผมพยายามไม่เข้าไปยุ่งกับใคร เก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว หัดไปโรงเรียนด้วยตัวเองตั้งแต่นั้นมา

ผมไม่เคยเรียกลูกเมียน้อยว่าน้อง ไม่เคยคุยหรือสนใจ แต่เด็กคนนั้นเรียกผมว่าพี่ทุกครั้งแม้ว่สผมจะทำตัวไม่ดีใส่ ทว่าแววตาไร้เดียงสาทำให้ผมเกลียดไม่ลง และผมพึ่งมานึกได้ว่ามันไม่มีเหตุผลต้องเกลียดเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ในเมื่อคนที่ทำทุกอย่างพังคือพ่อ

ผมมันลูกเนรคุณ หลังจากพ่อซื้อคอนโดกับรถให้ ผมไม่กลับมาเหยียบบ้านหลังนั้นอีกเลย เพราะหลังจากที่แม่ตาย พ่อเสียผู้เสียคน ติดเหล้าและเล่นพนัน ผมไม่อยากอยู่ในที่ที่ไม่เหมือนบ้านทั้งที่มันควรเป็น

ตอนนี้ผมมีบ้านหลังใหม่แล้ว และการอยู่คนเดียวคงเหมาะกับผมที่สุด

Rrrrrrrrrr

ผมสะดุ้งตื่นเมื่อเสียงดังของโทรศัพท์แล่นเข้าประสาทหู มีเบอร์แปลกโทรเข้ามา ผมสะบัดหัวไล่ความมึน จ้องมองนาฬิกาก่อนกดรับสาย

[หายหัวอีกแล้วนะมึง ที่ขาดเรียนบ่อยเพราะอยากเรียกร้องความสนใจเหรอ] เสียงแบบนี้ผมรู้ว่าไอ้ต้น ผมชะงักกับประโยคหลังที่มันพูดออกมา
เรียกร้องความสนใจ

ผมเคยทำแล้ว แต่เขาไม่สนใจผม หลังๆ มาไม่รู้ว่าจะทุ่มทุนทำแบบนั้นทำไมในเมื่อเขาไม่เคยสนใจคนที่เขาคิดว่าไปเอากับแฟนเพื่อนอย่างผม

“แต่เขาไม่สนใจกูไง”

[กูขอร้องละกัน มึงช่วยอย่าขาดบ่อยได้ไหมช่วงนี้ มันใกล้สอบแล้วบอสมึงอย่าลืมสิ” เหตุผลที่มันโทรมา เมื่อก่อนผมไม่อยากขาดเรียนแม้แต่วันเดียว เพราะถ้าวันไหนผมขาด ผมจะไม่ได้เจอหน้าคีย์ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าออกไปให้พ้นหน้าเขาคงจะดีกว่า เพราะเขาคงไม่อยากเห็นผม

“มึง…ไปเอาเบอร์กูมาจากไหน”

[กูขอมึงตั้งแต่ปีหนึ่ง มึงไม่จำเหี้ยอะไรเลยใช่ไหม] ตอนปีหนึ่ง ผมพยายามนึกต่อไป

“กูจำอะไรไม้ได้หรอก กูลืม” ผมจำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม

[กูไม่ได้อยากโทรหามึงหรอก เห็นว่าเป็นเพื่อน]
“หึ กูกับมึงไม่ใช่เพื่อนกัน” ผมพูดปนหัวเราะ แต่มันจริงจังขึ้นมาซะงั้น

[รู้อะไรไหม คนอย่างมึงสมควรอยู่คนเดียว]
มันตัดสายทิ้งทันทีที่วาดระเบิดใส่ผม
หรือบางที…ผมอาจจะสมควรอยู่คนเดียวจริงๆ






แทบจะไม่ได้เรียนเพราะมีกิจกรรมอะไรสักอย่างที่คณะเพราะผมขาดเรียนจนไม่รู้ข่าวคราว ผมหลบมานั่งอยู่ใต้ร่มไม้ทั้งที่ควรไปช่วยเพื่อนคนอื่น คิดอะไรเพลินจนเวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายสอง

“ไอ้บอส!” ผมหันไปมองคนที่ตะโกนเรียกชื่อผมมาแต่ไกล พี่ชายผมแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนแล้วเดินเข้ามายืนใกล้ๆ ผมไม่รู้ว่าทำมาทำอะไรแถวคณะผม ผมไม่สนใจเพราะยังเคืองที่มันพูดแดกดันผมวันนั้น

“มึงจะโกรธกูก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่มึงต้องยอมรับสักที” มันพูดแล้วมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ

“ใช่ กูยอมรับ”

“…”

“แล้วกูก็จะแก้ไข”

ทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม






ในสถานที่คุ้นเคย ที่ที่ผมมองมันว่าเป็นบ้านไปแล้ว

ผมถือของพะรุงพะรังเข้าในรถ วางมอสที่ซื้อมากับวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ลงบนพื้น

หลายเดือนที่ผ่านผมเอาเวลาไปศึกษาเรื่องพันธ์ไม้และเรื่องทำสวนขวดเพื่อไม่ให้สมองของตัวเองว่าง ลองผิดลองถูกจนเข้าใจอะไรบ้าง

ผมคิดว่าอยากลองทำ terraruim อย่างจริงจัง ผมรื้อของที่ซื้อมาวางไว้ตรงหน้าทั้งหมด หยิบโหลแก้วออกมาแล้วเทกรวดลงไป จับสแฟกนั่ม มอสที่แช่อยู่ในกาละมังขึ้นมาบิดน้ำออกแล้วอัดเข้าไปในโหล

ผมนั่งบิดขี้เกียจสักพัก ก่อนลุกขึ้นเดินไปปิดแอร์แล้วเปิดพัดลมแทน แล้วเดินกลับมานั่งลงที่เดิม

ผมนั่งทบทวนเรื่องที่ไปศึกษามาแล้วลงมือทำต่อ
เริ่มโรยผงถ่านใส่เข้าไปบางๆ แล้วใส่พีชมอสตามลงไป ผมวางหินตกแต่งเข้าไปแล้วเริ่มวางมอสสามชนิดต่อกันเหมือนปลูกหญ้า ใส่ต้นคาเมร่อนต้นเล็กลงไปหนึ่งต้น ตกแต่งไปเรื่อยจนทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์

ผมชอบพื้นที่สีเลียวข้างในโหลแก้ว ผมรู้สึกสงบเมื่อได้มอง

ตายังจ้องมองพืชสีเขียวข้างในขวด แต่ในสมองนึกถึงแต่คีย์อยู่ตลอดเวลา

ผมไม่ได้ทำให้ตัวเอง ผมทำให้คีย์ แล้วผมก็จะเอาไปให้เขา นานมาแล้วที่เขาเคยบอกว่าอยากได้สักขวดและลองทำเอง แต่มันนานมากจนคีย์อาจจะลืมไปแล้ว

วางสวนขวดลงบนโต๊ะแล้วทำความสะอาดห้อง หลังจากทำทุกอย่างเสร็จจึงเดินเข้าไปอาบน้ำ มองหน้าตาตัวเองในกระจกที่ดูผอมซูบลงกว่าแต่ก่อน พึ่งรู้เหมือนกันว่าสภาพตัวเองแย่มากขึ้นทุกวัน

ผมขับรถตามเส้นทางที่ผมใช้เดินทางเป็นประจำ ตบไฟแล้วเข้าไปในซอยแล้วจอดที่หน้าบ้านของคนที่ต้องการมาหาต่อให้ตอนนี้เขาไม่อยากเจอผมก็ไม่เป็นไร

ผมเปิดประและไม่ลืมถือขวดโหลลงมาด้วย เดินเข้าไปกดกริ่งหน้าบ้านแต่ไม่มีใครออกมาเปิดสักที จึงถือวิสาสะเดินเข้าไปในบริเวณบ้านแล้วไปยืนเคาะประตูแทน

“อาเคียนครับ” ลองเรียกชื่อเจ้าบ้าน แต่สิ่งตอบรับคือความเงียบกับเสียงสายลมเหมือนเดิม ผมอยู่ตรงนั้นด้วยเวลาที่นานพอสมควร ตัดสินใจเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปในบ้านอย่างไม่มีมารยาท

ข้างในเงียบสงัดเหมือนไม่มีใครอยู่ ผมลองเรียกอาเคียนอีกครั้งและเดินสำรวจบ้านไปด้วย ในบ้านไม่ใครอยู่จริงๆ ผมจึงเดินขึ้นไปยังชั้นบน มุ่งตรงไปยังห้องของใครบางคน

ประตูห้องไม่ได้ล็อก ทันทีที่เปิดเข้าไปผมมองเห็นเจ้าของห้องหลับอยู่บนเตียง ผมสืบเท้าเข้าไปใกล้ๆ นั่งลงข้างเตียง มองสำรวจใบหน้าขาวที่หลับตาพริ้มไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกบุกรุก ผมแตะปลายนิ้วไปบนริมฝีปากของคนนอนหลับ ก่อนไกล่เกลี่ยบนผิวแก้มนุ่ม

จ้องมองร่างกายที่ผมหวังอยากครอบครองเอามาเป็นของผมคนเดียว ผมโน้มหน้าเข้าไปใกล้ๆ สูดดมกลิ่นหอมจากซอกคอขาวของคีย์ คลอเคลียอยู่บริเวณนั้นเนิ่นนาน ก่อนเลื่อนจมูกลงมาบริเวณหน้าอกแล้วเงยหน้าขึ้นมามองคนหลับอีกครั้ง

“ทั้งหมดก็เพราะรัก” พึมพำเสียงเบาบริเวณอก ผมกล้าพูดออกมา เพราะคีย์จะไม่ได้ยิน พอลับหลังแบบนี้แล้วผมกล้า ผมขี้ขลาดตาขาวเหมือนที่ไอ้บอยว่าจริง

ผมหลับตาแล้วสูดกลิ่นกายร่างบนเตียงเข้าจมูกอีกครั้ง ก่อนประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของเขา แล้วจูบลงไล่ตั้งแต่เปลือกตาลงมาที่ริมฝีปากอย่างแผ่วเบา

ผมรีกคีย์ ผมรักเขามากเท่าที่เด็กวัยอย่างผมจะรักคนคนหนึ่งได้ รักมากจนไม่รู้ว่าควรเทียบกับอะไร

ตลอดเวลาผมอยากทำแบบนี้มานานแล้ว แสดงความรักในแบบที่ผมอยากทำ แต่วันนี้ผมได้ทำมันทั้งที่พยายามหักห้ามใจสุดความสามารถ
แต่คนตัวเล็กไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าผมกำลังจูบไปทั่วทั้งหน้า ไม่รู้ว่าผมกำลังใช้ฝ่ามือสัมผัสเข้าไปใต้เสื้ออย่างห้ามใจไม่อยู่  ริมฝีปากบางถูกผมขมเม้มซ้ำๆ จนผมเริ่มไม่มีสติ

ผมอยากทำ อยากเอาเขามาเป็นของผม

ผมรีบลุกออกจากเตียงแล้วไปยืนอยู่อีกฟาก พยายามหักห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำเรื่องเลวๆ แต่ก็เผบอคิดเผบอทำอีกจนได้ ผมมองไปที่ร่างบางบนเตียง เขายังหลับสนิทไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าผมคิดจะทำเรื่องสกปรกกับเขา

รู้สึกละอายขึ้นมาที่ทำแบบนั้น มันไม่ถูกต้อง ทว่าอีกใจหนึ่งผมอยากจะรักกับคนตัวเล็กเต็มที
ผมก้าวเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงที่เดิม ลูบเรือนผมสีน้ำตาลของคีย์ให้เบามือ

“ขอโทษนะ”

“…”

“ขอโทษ…”

จูบลงไปหน้าผากอีกหลายรอบแล้วผละออกมา ผมเดินออกจากห้อง ก่อนจะชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นเจ้าของบ้านยืนอยู่หน้าประตู

“คีย์หลับอยู่ครับ”

“แล้วเป็นไงบ้าง” อาเคียนคงถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างคีย์กับผมในตอนนี้ ผมส่ายหน้า เพราะทุกอย่างยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย

“คีย์ไม่ยอมคุยกับผมเลย”

“อดทนหน่อย รอเวลา”

“ผมจะรอ” นอจนถึงพรุ่งนี้ หรืออีกกี่เดือนผมก็จะรอ “ผมต้องกลับแล้ว” บอกลาอาเคียนแล้วเดินออกจากบ้านหลังนั้น








หลังจากวันที่แม่ตายไป มันเหมือนว่าบ้านหลังนี้ได้ตายไปด้วย ผมมองเข้าไปในบ้านที่แทบไม่เหลือเค้าเดิม ประตูรั้วขนาดใหญ่มีสนิมเขราะ สีบ้านที่เคยสดกลับซีดเซียวลงตามกาลเวลา

ความทรงจำในวัยเด็ก กับภาพที่เห็นอยู่ตอนนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สนามหญ้าแห้งๆ ครั้งหนึ่งเคยเขียวขจี ผมจำได้ว่ามันนุ่นแค่ไหนเมื่อเอาเท้าเปล่าไปสัมผัส ดอกไม้ที่เคยสดมันแห้งเหี่ยวอย่างที่เห็น ต้นไม้ที่เคยให้ร่มแทบไม่เหลือใบ

ทุกอย่างเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แม่รักบ้านหลังนี้มาก แต่พ่อไม่เคยรัก เพราะถ้าพ่อให้ความสำคัญกับมันสักนิด บ้านทั้งหลังคงไม่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้

ผมลืมไปว่าผู้ชายคนนั้นไม่เคยใส่ใจ แม้แต่สถานที่ที่เคยมีครอบครัวของเขาอยู่

สมควรแล้วที่พ่ออยู่คนเดียว ผมว่ามันสมควร

“ไอ้บี โรงเรียนมึงเลิกดึกขนาดนี้เลยเหรอ” ถามทันทีที่เห็นเด็กในชุดนักเรียน คนถูกถามยิ้มรับเมื่อเห็นผม เดินเข้ามายืนมองรถพลางตอบคำถาม “เปล่า ผมแค่ไม่อยากกลับบ้านเร็ว เลยช่วยครูทำงานที่โรงเรียน”

“ทุกวันเลยเหรอ”

“ครับ” มันคงไม่มีที่ให้ไปแล้วจริงๆ ถึงอยู่ช่วยงานครูดึกขนาดนี้ คิดไปแล้วก็เริ่มจะสงสารมันขึ้นมา ยังไงก็น้องผม ถึงจะไม่ใช่แม่เดียวกัน
ผมเดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งคนขับเมื่ิอเห็นว่ามันกำลังเปิดประตูรั้วเก่าๆ เข้าไปในบ้าน แต่ว่าทันทีที่ผมเข้าไปนั่ง มันรีบวิ่งมารั้งประตูไม่ให้ผมปิด

“พี่จะไปไหน”

“กลับ”

“ผมไปอยู่ด้วยได้ไหม” ผมถอนหายใจออกมา หลับตาเพราะต้องการใช้ความคิด จนมันพูดขึ้นมาอีก

“ผมไม่อยากอยู่คนเดียว”

“ไปเก็บเสื้อผ้า กูจะรอ” พูดแค่นั้น มันจึงวิ่งเข้าไปในบ้าน ไม่นานก็หอบเสื่อผ้าเต็มไม้เต็มมือเข้ามาในรถ

“พี่จะให้ผมอยู่นานไหม” มันถามผมอีกครั้ง มองสมุดหนังสือและเสื้อผ้าที่วางกองไว้ด้านหลังสลับกับมองหน้าผม

“แล้วแต่มึง”

“ผมอยากอยู่ตลอดไป”

“กับกูเนี่ยนะ”

“ครับ ผมไม่อยากกลับบ้าน”

“มันเกิดอะไรขึ้น” ผมถามเพราะอยากรู้ว่าแค่พ่อเมาแค่นี้ทำไมถึงไม่อยากอยู่บ้าน ทั้งที่พ่อก็เลี้ยงดูประคบประหมมันมาอย่างดี

“ผมไม่อยากอยู่กับพ่อ” คำตอบของมันยิ่งทำให้ผมนึกสงสัยมากขึ้นกว่าเดิม

“ทำไม พ่อออกจะรักมึง”

“เมื่อก่อนใช่”

ผมลืมคิดตรงนั้น ลืมว่าเราสามพี่น้องต่างผ่านช่วงเวลาที่ผู้ชายคนนั้นแสดงออกมาว่ารักพวกเราไปแล้ว

เพราะสุดท้ายพ่อก็ยังเป็นพ่อที่เห็นแก่ตัวเหมือนเดิม

“ผมรู้จัก” ไอ้บีหยุดเดินแล้วมองไปอีกฟากของถนน ผมจึงมองตามสายตามันไป ผมมองเห็นคีย์ยืนอยู่ร้านบล็อกบัสเตอร์ ในมือถือถึงหิ้วขนาดใหญ่

“นั่นเพื่อนพี่ไม่ใช่เหรอ”ผมพยักหน้าแทนคำตอบ
 “มึงขึ้นห้องไปก่อน” ไอ้บีแบกสัมภาระของมันเข้าไปในตัวตึก ผมจึงเดินออกจากตรงนั้นเพื่อข้ามถนนไปหาคีย์ที่ยืนอยู่คนเดียว

“มาทำอะไรแถวนี้” คีย์ไม่ได้สนใจคำถามของผม แต่ขยับตัวออกห่าง ทำเป็นมองไม่เห็นทั้งที่ผมลงทุนมายืนเสนอหน้าอยู่ตรงนี้ ผมลืมไปเลยว่าคีย์ไม่ได้อยากเจอหน้า ผมควรเจียมตัวให้มากกว่านี้ก่อนเดินมาหา

“พี่ปืน!” คีย์กวักมือเรียกเจ้าของชื่อซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายบล็อก ผมคิดว่าคีย์มาแถวนี้คนเดียว แต่เขาอาจจะมากับไอ้ปืน และกำลังรอมันอยู่ตรงนี้

“ทางนี้” ไอ้ปืนเริ่มเดินมายังจุดที่เรายืนอยู่เป็นจังหวะเดียวกับกับสองเท้าของคีย์เหยียบย่ำไปหามัน

“เดี๋ยว” ผมรีบรั้งอีกฝ่ายไว้ เดินอ้อมด้านหน้าเพื่อใช้ความสูงของตัวเองบังไอ้ปืนที่อยู่ด้านหลังซึ่งกำลังเดินเข้ามาพาตัวคีย์ไป

“มากับมันเหรอ”

“ปล่อย” แขนเล็กพยายามบิดออกจากกำมือของผม

“ถามว่ามากับมันเหรอ” ไร้คำตอบ คีย์พยามยามทำให้หลุดออกจากการกอบกุม ทำเหมือนผมน่ารังเกียจ

“ทำไมวะคีย์ มันเหี้ยขนาดนั้นทำไมต้องกลับไปกับมัน”

“ปล่อย” คนตรงหน้าเอาแต่พูดให้ผมปล่อย และเมื่อไอ้ปืนเดินมาถึง ร่างของผมจึงภูกกระชากให้ห่างออกจากคีย์สุดแรง

“ไปขึ้นรถ” มันออกคำสั่งกับคีย์ ซึ่งคนโดนสั่งก็ไม่ได้คัดค้านอะไรนอกจากเดินเข้าไปในรถสีดำคันที่จอดไว้ข้างทาง

“กูชนะ”

มันชนะ แต่ผมทำทั้งหมดไม่ได้เพื่อต้องการชนะใคร แค่คีย์เท่านั้นที่ผมสนใจ

หลังจากที่มันพูดเหมือนคนถือไพ่เนือกว่า จึงเดินกลับไปที่รถด้วยสีหน้าแย้มยิ้มจนผมอดโกรธเคืองขึ้นมาไม่ได้

รถคันสีดำเคลื่อนตัวออกจากตรงนั้นไปตามพื้นถนน จนรถหลายคันที่ขับตามไปบดบังและมองไม่เห็นรถคันนั้นอีกเลย

ผมเดิมข้ามกลับไปยังคอนโด เข้าไปขึ้นลิฟด้วยคำถามหลายอย่างที่เกิดขึ้นในหัวของผมตอนนี้

“เป็นไรพี่”

“มึงไม่ต้องมายุ่ง!” ผมเอาอารมณ์มาลงที่คนถามด้วยเสียงตะคอก เดินหัวเสียขึ้นไปยังชั้นบนโดยไม่คิดขอโทษน้องชายทั้งที่รู้ตัวว่าผิดที่พูดแบบนั้นใส่

คีย์คิดว่าผมเป็นไอ้เลวที่นอนกับแฟนเพื่อน คีย์คิดอย่างนั้นทั้งที่ผมอธิบายไปหลายครั้งจนเริ่มเหนื่อยที่จะพูด ถ้าคีย์มองผมแบบนั้นแล้วทำไมไอ้ปืนถึงได้ไปไหนมาไหนได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ไอ้ปืนควรจะเป็นแฟนเลวๆ ที่นอนกับเพื่อนสนิทไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมมันถึงได้รับการให้อภัย ทำไม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-04-2019 10:39:39 โดย Jatsada_43 »

ออฟไลน์ Jatsada_43

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่6 05/04/2019
«ตอบ #133 เมื่อ05-04-2019 10:36:18 »

ตีรณ

“ผมให้อภัยพี่ แต่ใช่ว่าเราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม” ผมพูดขึ้นมาบ้างหลังจากนั่งเงียบอยู่ในรถมานาน ความจริงแล้วผมไม่ได้อยากมากับพี่ปืน แต่ผมคิดว่าเป็นเขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถกันบอสออกจากผมได้ แล้วมันก็จริง

“คีย์บอกว่าไม่เหมือนเดิม แต่ยังคุยกับพี่ได้ มันไม่ยุติธรรมสำหรับไอ้บอสเลย” ผมคิดตามขึ้นพูด แล้วนึกอยากหัวเราะออกมา
มันไม่อะไรยุติธรรมทั้งนั้น

“ทำไม แคร์นักเหรอ วนรถกลับไปปหาสิ” พูดกระแทกเสียงใส่อีกฝ่ายเหมือนไม่มีความเคารพคนอายุเยอะกว่า

สถานการณ์ตอนนี้เหมือนทุกอย่างปกติจริงๆ ผมกำลังนั่งรถกับพี่ปืน เราคุยกันแม้ว่ามันจะไม่ได้คุยเหมือนแต่ก่อน มันไม่ควรออกมาเป็นแบบนี้ ทุกอย่างผิดไปจากสิ่งที่ผมอยากให้มันเป็น
ทุกคนควรต่างฝ่ายต่างอยู่ แต่ยิ่งหนีอีกห่าง เหมือนยิ่งถูกวิ่งตามแล้วฉุดกลับไปขยี้เหมือนเดิม
 
“แล้วไปทำอะไรอยู่แถวนั้น”

“เอาหนังที่เช่ามาไปคืนร้าน” ผมตอบคำถามด้วยน้ำเสียงปกติ ผมมันบ้าไปแล้ว คนคนนี้ทำร้ายความรู้สึกมาตลอด ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าจะไม่เอาตัวเองเข้ามายุ่ง แต่ก็ผลักตัวเองมาอยู่ตรงนี้จนได้ แล้วยังพลั้งปากตอบคำถามของพี่ปืนทั้งที่ควรปิดปากเงียบ

“บังเอิญที่เราเจอกัน”

“…”

“ถ้าพี่ไม่ไปอยู่แถวนั้นมันจะเป็นยังไง”

“…”

“แล้วทำไมต้องเรียกพี่ให้เข้าไปหา ทำไม เพื่ออะไร”

“หยุดถามมากได้แล้ว” ผมพูดขัดเพราะเริ่มรู้สึกรำคาญขึ้นมาจริงๆ

“กลียดมันเหรอ”

“เปล่า” ปฏิเสธเสียงห้วนเพื่อหวังว่าเขาจะไม่ตั้งคำถามกับผมอีก

“ไม่เกลียดแล้วทำไมไม่อยากคุยกับมันเลย ทำไมต้องทำเหมือนรังเกียจ แล้วกับพี่ทำไมถึงกวักมือเรียกให้เดินไปหา แถมยังคุยด้วยเหมือนทุกอย่างปกติ”

“ผมแค่ไม่อยากยุ่งกับคนแบบนั้น” ผมให้เหตุผล

“คนแบบไหน” พี่ปืนถามต่อไม่หยุด ผมจึงเงียบปากไม่พูดอะไรออกไป

“หักหลังเพื่อน?”

“…”

“พี่ก็เป็นเหมือนคนที่คีย์ว่านะ เป็นคนที่นอนกับเพื่อนสนิทแฟนไง แต่ยังพูดคุยกับพี่ได้ แต่กับไอ้บอสเลือกปฏิเสธทุกทาง ตลกดีว่าไหม” แม้ว่าผมจะไม่ตอบโต้อะไร แต่พี่ปืนยังพูดออกมาไม่หยุด สีหน้ากับน้ำเสียงไม่ได่ต่างกับคนเมา

“แล้ว…คีย์เห็นอะไรบ้างคืนนั้น” พี่ปืนจอดรถไว้หน้าบ้านของผม แต่ยังไม่ยอมปลดล็อกประตูให้ผมออกไปจากสถานการณ์ชวนอึดอัดแบบนี้ เขาหันมามองผมตรงๆ หวังเอาคำตอบจากปากผมให้ได้

“เชื่อแบบที่เห็นเหรอ”

“หยุด หยุดพูด ผมไม่อยากฟัง”

“รับไม่ได้ใช่ไหมที่เห็นแบบนั้น เห็นพี่กับไอ้บอสเล่นนัวกันในห้อง”

“ผมบอกหยุดพูด! จะขุดเอาเรื่องเลวๆ ที่ตัวเองทำขึ้นมาพูดทำซากอะไร ภูมิใจนักเหรอได้นอนกับเพื่อนผม” ขึ้นเสียงกับใส่พี่ปืนด้วยความที่ทนไม่ไหว เขาหน้าเสียลงทันทีที่ผมตะคอกใส่
พี่ปืนไม่เคยสะท้าน แต่ครั้งผมคงทำสำเร็จ เขาคงจะรู้สึกอะไรบ้างที่ผมพูดจาไม่ดีใส่

“ถ้ามันจะขนาดนี้ทำไมไม่เอาเพื่อนผมให้ครบทุกคนเลยล่ะ”

“คีย์ยังไม่ให้คำตอบพี่เลยนะ” เขามองออกนอกรถ

“อะไร?”

“คนอื่นที่พี่คั่ว คีย์ยังทน แต่พอเป็นไอ้บอสทุกอย่างกลับง่าย” คำถามเดิมๆ ของเขาถูกถามขึ้นอีกครั้ง

“ก็นั่นมันเพื่อนผม ใครที่ไหนจะรับได้วะที่แฟนตัวเองเอากับเพื่อนสนิท เป็นพี่พี่จะทนเหรอ” ผมให้เหตุผลที่ผมไม่ควรทนอยู่ให้ถูกรังแก ก่อนสาดคำพูดใส่อีกฝ่ายอย่างที่ไม่เคยพูดมาก่อน

“รู้ไหมว่ามันน่าขยะแขยง” สุดท้ายพี่ปืนก็เงียบ คำว่า ‘ขยะแขยง’ ผมพยายามไม่ยัดมันใส่ให้พี่ปืน แต่พี่ปืนทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้น แล้วตอนนี้ผมอย่างวิ่งหนีคนแบบเขาไปให้ไกลที่สุด

“ที่ผ่านมาเคยรักพี่จริงไหม” คำถามของเขามันสิ้นคอด แสดงว่าทุกอย่างที่ผมทุ่มเทไปพี่ปืนไม่เคยมองเห็นเลย ที่ผ่านมาพี่ปืนไม่ใส่ใจจนลืมไปว่าผมทำไปทั้งหมดเพราะรักเขามากแค่ไหน

“ยังจะถามอีกเหรอ”

“บางทีคีย์ก็ไม่ได้ทำให้พี่มั่นใจว่ารักพี่จริงๆ” ประโยคที่ผมได้ยินเมื่อสักครู่พี่ปืนเป็นคนพูด แต่ผมนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของพี่บอยเพราะมันก็ไม่ได้ต่างกัน

ผมจึงอยากรู้ว่าเขาจะรู้สึกยังไงถ้าเกิดว่าผมไม่ได้รักเขาแล้ว

“แล้วพี่จะรู้สึกยังไงบ้างล่ะถ้าผมไม่ได้รักพี่จริงๆ”

“…”

“เจ็บปวดบ้างไหม ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ” ความเงียบคือคำตอบที่ขัดเจนที่สุด

“นั่นเพราะพี่ไม่เคยรักผมเลย พี่รักคนอื่นมาตลอด แล้วผมก็ไม่ได้สำคัญตั้งแต่แรก”

 “พี่รัก พี่รักเหมือนเดิม” พี่ปืนพูดขัดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อผมพูดแบบนั้น แต่ผมไม่อยากเชื่อคำพูดของเขาอีก

“พอแล้วพี่ปืน พอแล้ว…”

“พี่ขอโอกาส ขอแก้ตัวได้ไหม พี่ยอมทุกอย่างเลย ขอร้องคีย์ กลับมาอยู่กับพี่ได้ไหม” ผ่านไปนานหลายเดือน เขาทำผิดร้ายแรงกับผม แต่วันนี้เขากล้าพูดขอโอกาส มันหลายครั้งจนผมไม่อยากให้เขาได้รับมันอีกแล้ว

“กลับไปให้พี่ทิ้งขว้างงั้นเหรอ"

“มันจะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว” คำพูดเดิมๆ พี่ปืนบอกว่ามันจะไม่เป็นแบบนั้น ใช่ พี่ปืนไม่เคยโกหก มันไม่เป็นแบบนั้น แต่ทุกครั้งที่ผมกลับไปมันแย่ลงกว่าเดิม

“พี่รักเรานะคีย์ พี่รักจริงๆ”

“คืนนั้นพี่ยังพูดว่ารักบอส แล้วจู่ๆ ก็อยากให้ผมกลับไป แถมยังมาบอกว่ารักผม” ผมจำได้ดี ทั้งที่คืนนั้นพูดเต็มปากว่ารักบอส ผลักไสผมมาตลอด แล้วจู่ๆ ก็เข้ามาทำดีด้วย

“มัน…หน้าด้านไปไหม”







ผมนั่งคนเดียวใต้ร่มไม้อีกเช่ยเคยเมื่อก่อนเคยเป็นที่ที่ผมกับกลุ่มเพื่อนมานั่งจับกลุ่มกันอยู่ตรงนี้ แต่ตอนไม่มีอะไรเหมือนเดิม

เพื่อน หนังสือ เสียงหัวเราะ หมากรุกที่เราเล่น หรือ บดินทร์…

ไม่มีอีกแล้ว ทุกอย่างหายไป

“มึงโกรธกูเหรอ” ผมเหลียวหลังไปมองต้นเสียง ก่อนหันกลับมาสนใจสิ่งตรงหน้าต่อ

“ตอนนั้นใช่ กูโกรธมึง แต่ตอนนี้กูเปล่า แค่ไม่รู้ว่าควรเข้าหามึงยังไงหลังจากเรื่องวันนั้น ยิ่งนานยิ่งมองหน้ามึงไม่ติด” ผมอธิบายเหตุผลที่ผมไม่เข้าไปพูดคุยหรือทำเป็นคนไม่รู้จัก

“กูขอโทษนะที่โกหกมึงมาตลอด” ไอ้ต้นขอโทษ วางหนังสือกับกระเป๋าไว้บนพื้นหญ้าแล้วย่อตัวนั่งลง

“อยากเล่าให้กูฟังไหม”

“มึงรู้ไหมว่าห้องนั้นน่ะ กูกับไอ้ปืนเคยอยู่ด้วยกัน มึงไม่รู้หรอกว่าบนเตียงที่มึงกับไอ้ปืนนอน กูเองก็เคยนอนกอดกับมันเหมือนกัน” ทุกถ้อยทุกคำทิ่มแทงลงมาทีละนิด

เรื่องที่ผมไม่เคยรู้ เรื่องที่ผมอยากให้มันเล่า แต่พอได้ฟัง ผมอยากเอาอะไรมาอุดหูเพื่อไม่ให้ได้ยิน แต่ความจริงผมได้แต่นั่งกลืนน้ำลายตัวเอง รับฟังเรื่องราวจากปากของอีกคน

“กูมาก่อนมึง”

นั่นสินะ คงจริงอย่างนั้น ผมหลับตากลั้นอารมณ์ รอให้มันเล่าจนจบ แล้วเราก็จะแยกย้ายกันโดยต่างคนต่างเดินไปในทิศทางของตัวเอง

“แต่มันก็นานมากแล้ว เราคุยกันตั้งแต่กูอยู่ ม.4 ส่วนมันอยู่ ม.6 กูกับมันชอบทะเลาะกันบ่อยๆ จนบางครั้ง…คำพูดบางคำมันสร้างบาดแผล ไม่ใช่แค่กูหรอก ไอ้ปืนก็เจ็บไม่น้อย มันไม่มีใครถูกหรือผิดร้อยเปอร์เซนต์” สิ่งที่ผมเห็นคือความมืด แต่ยังได้ยินเสียงของมันดังขึ้นเป็นระยะ

“มึงกับกูต่างกันตรงไหนรู้ไหม”

ไม่ ผมไม่รู้ว่าเราต่างกันตรงไหน

“มึงได้จับมือกับมัน ใครๆ ก็ต่างรู้ว่าพวกมึงเป็นอะไรกัน ต่างจากกู แม่งไม่เคยมีโอกาสแบบนั้นเลย ได้นั่งกินข้าวข้างนอกด้วยกัน ได้จับมือโดยไม่ต้องแคร์สายตาใคร”

“…”

“กูเป็นแค่ความลับ มันเป็นอย่างนั้นตลอดจนเราเดินมาสุดทางแล้วไปทางใครทางมัน”

ผมลืมตาขึ้นมา มองไปตรงหน้าแทนที่จะมองคนข้างๆ ว่ามันกำลังทำสีหน้ายังไง นึกหาคำพูดเพื่อให้มันรู้สึกดี ทั้งที่ผมในตอนนี้ก็แย่ไม่น้อยไปกว่ามัน

“แต่พี่ปืนก็พามึงไปเที่ยวตั้งหลายที่ไม่ใช่เหรอ เหมือนเขาจะรักมึงมากนะตอนนั้น ในรูปพวกมึงดูมีความสุขดี”

คนสองคนในรูปมีความสุขมากๆ ผมยังอิจฉาที่พี่ปืนไม่เคยทำอะไรด้วยกันแบบนั้น

“ที่เป็นแบบนี้เพราะมึงเรียกร้องมากเกินไปหรือเปล่า”

“…”

“กูไม่เคยขอให้เขาประกาสว่าพวกกูเป็นอะไรกัน แล้วพี่ปืนก็ไม่ได้ปฏิเสธถ้าใครเข้ามาถามตรงๆ มึงล่ะต้น” ผมถามมันกลับ แต่มันไม่ตอบอะไรออกมา สถานการณ์ยิ่งกดดันมากขึ้นเมื่อความเงียบเริ่มก่อตัว

“ลองคิดดูดีๆ ว่าที่ผ่านมามึงพลาดตรงไหน” ผมกำลังให้คำแนะนำกับคนอื่นโดยไม่ย้อนกลับมามองปัญหายุ่งเหยิงของตัวเอง

“กูเคยเกลียดมึงนะคีย์”

ผมหันไปมองมัน สีหน้าเรียบนิ่งแต่แววตาเหม่อลอยเหมือนคนไร้สติ ผมเอื้อมมือไปแตะไหล่ไอ้ต้นเบาๆ มันจึงพูดอกมาอีกหลังจากเงียบไปได้ไม่นาน

“ไม่ต้องห่วงหรอก”

“…”

“ไอ้ปืนมันรักมึงจริงๆ ไม่ได้คบเพื่อประชดกูหรอก”

ผมควรดีใจ แต่กลับเฉยชากับคำพูดของมัน
เพราะคนที่รักกันจริงๆ เขาไม่ทำกันแบบนั้น






ผมมองเบอร์โทรในแผ่นกระดาษจนแทบจำขึ้นใจ มืออีกข้างถือโทรศัพท์ไว้ด้วยความลังเล อีกใจหนึ่งผมอยากโทรไปหาแม่แทบแย่ แต่ว่าผมก็อยากรออยู่เฉยๆ ให้แม่เป็นฝ่ายโทรกลับมาหาบ้าง

สุดท้ายก็ตัดสินใจกดเบอร์ไปบนแป้นพิมร์ รอปลายสายตอบรับอย่างรอลุุ้น

“แม่ครับ” ผมขานเรียกแม่ทันทีที่รับสาย

[คีย์ นั่นลูกใช่ไหม] น้ำเสียงของแม่เรียบนิ่งเหมือนไม่ดีใจที่ผมโทรไปหา ผมได้ยินเสีกุกกักจากทางนั้นเหมือนว่าแม่กำลังยุ่ง

“ครับ แม่มีเวลาคุยกับผมไหม”

[เอ่อ…แม่ไม่ว่างเลย ไว้แม่โทรกลับหลังเลิกงานนะ]

“ผม…คิด…”

ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด

สายถูกตัดไปแล้ว แค่จะบอกคิดถึงแม่ ขอแค่ผมได้พูด แต่ไม่มีโอกาส

ผมคงโทรไปผิดเวลาเอง อีกไม่นานแม่คงโทรกลับ อาจจะเย็นวันนี้ หรือพรุ่งนี้ ถ้าแม่ไม่ลืมไปก่อน







“ผมโทรหาแม่” ผมเดินมานั่งลงที่โต๊ะกินข้าวแล้วบอกพ่อ พ่อกลืนข้าวในปากลงคอ หยิบน้ำขึ้นมาดื่มแล้วพูดกับผม “แล้วเป็นไงบ้าง”

“แม่บอกว่าจะโทรกลับหลังเลิกงาน”

“…”

“แต่มันผ่านมาสองอาทิตย์แล้วครับ แม่ไม่โทรกลับมาเลย”

ตั้งแต่วันนั้นก็ผ่านมาสองอาทิตย์แล้ว แม่บอกจะโทรกลับและผมรอทุกวัน จนถึงตอนนี้ก็ไม่เห็นวี่แววว่าแม่จะโทรมา

เพราะแบบนี้ผมถึงไม่ได้ติดต่อแม่มานานเป็นปี แม่ทำงานจนลืมไปแล้วว่ามีลูก ขนาดวันหยุดแท้ๆ แม่ยังไม่มีเวลาว่างให้

“ผมแค่อยากเล่าเรื่องสนุกๆ ให้แม่ฟังเท่านั้น”

“เล่าให้พ่อฟังก็ได้”

“ผมเล่าให้ฟังหมดแล้ว” แทบทุกเรื่องผมเล่าให้พ่อฟังหมดแล้ว

“แม่คงลืม” พ่อหาเหตุผลมาพูดให้ผมสบายใจ

“ผมรู้ แม่ลืมเหมือนทุกครั้งที่ลืม”

แต่แปลกที่ลืมจนเวลาล่วงเลยมาเป็นปี






‘คีย์เป็นไร ไม่พูดทั้งวันแล้วนะ’

‘อย่ายุ่ง!’

‘อย่ามาเหวี่ยงใส่แบบนี้ ไม่พอใจอะไรก็พูด'

‘ไม่ชอบ’

‘ไม่ชอบ? ไม่ชอบอะไร’

‘ไม่ชอบที่บอสไปยุ่งกับคนอื่น’

“สี่เดือน” ตัวสะดุ้งมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบภายในห้องน้ำ สติที่กำลังจมไปกับเรื่องราวในอดีตกลับเข้ามาในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมเช็ดหน้าเปือกชุ่มไปด้วยน้ำ เงยหน้าขึ้นมองคนพูดผ่านกระจก ซึ่งเขายืนมองอยู่ด้างหลัง ห่างจากผมแค่ไม่กี่ก้าว

“สี่เดือนที่ไม่ได้คุยด้วยกันเลย มัน…นานมากเลยว่าไหม” เราสบตากันผ่านกระจกบานใหญ่ ผมไม่ได้โต้ตอบอะไรให้กลายเป็นการสนทนายืดยาว รีบหยิบกระเป๋าบนเคาเตอร์ห้องน้ำแล้วเดินออกจากตรงนั้นทันที

“เดี๋ยว” แต่บอสเดินมาขวางทางไว้ก่อนที่ผมได้ออกไปจากโถงห้องน้ำ เขาเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนผมต้องก้าวถอยหลังเพื่อออกห่าง

“ขอโทษ” ไม่รู้กี่ครั้งที่เขาพูดคำนี้ มันหลายครั้งจนผมขี้เกียจที่จะรับฟังคำขอโทษ

“หยุดพูดแบบนั้นได้แล้ว ไม่เหนื่อยเหรอ” เดินชนไหล่คนตรงหน้าหลังพูดจบ แต่มือถูกบอสรั้งไว้แล้วบีบด้วยแรงที่ค่อนข้างมาก ผมหันกลับไปมองคนที่ไม่ยอมปล่อยให้ผมไปไหน ก่อนก้มมองข้อมือของตัวเองที่ถูกอีกฝ่ายกำไว้แน่น

“ปล่อย” พยายามดึงมือออกจากการกอบกุม แต่แรงอีกฝ่ายเยอะจนผมไม่สามารถทำอะไรได้

“บอสปล่อย”

“ไม่” บอสปฏิเสธเสียงแข็งจนผมไม่รู้ว่าต้องทำไง เมื่อได้ยินเหมือนเสียงของคนกำลังเข้ามา บอสจึงลากผมเข้าไปห้องน้ำข้างในสุด ปิดประตูล็อกอย่างรวดเร็วจนผมค้านไว้ไม่ทัน

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ เขาไม่พูดอะไรอาจเป็นเพราะรอให้คนข้างนอกออกไปก่อน มือหนายังคงจับผมไว้แน่นเหมือนกลัวผมจะหายไปถ้าปล่อยมือ

ข้างในเงียบจนได้ยินเสียงหายใจ ห้องน้ำแคบๆ ยิ่งทวีความอึดอัดมากขึ้นเรื่อย

“ปล่อยได้แล้ว” ผมพูดด้วยความใจเย็น บอสยอมปล่อยมือผม แต่เมื่อผมเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องน้ำอีกฝ่ายรีบเอามือไปกั้นไว้ทันที

คนตัวสูงจ้องผมโดยไม่ละสายตาไปไหน ผมจึงหลบสายตาโดยการมองไปที่อกของอีกฝ่ายแทนที่จะเงยหน้าขึ้นไปไประชันหน้าตรงๆ

“ไอ้ปืนก็ผิด ทำไมยังไปไหนมาไหนด้วยกัน แล้วพูดคุยใส่กันได้ ทั้งที่มันก็ผิด มันผิด แต่พอเป็นบอส…ไม่เคยได้รับโอกาสแบบนั้นบ้างเลย” เขาพูดเสียงอ่อนหลังจากยืนเงียบอยู่นาน ผมเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าหล่อเหลาของเขาอีกครั้ง มองจ้องอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานกว่าจะเปล่งเสียงออกมา

“ถ้าเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างที่พูดจริงๆ มันต้องลงทุนขนาดนี้เลยเหรอ มันจำเป็นต้องเอาตัวเองไปทำแบบนั้นไหม ต้องให้เขากอดจูบด้วยเหรอบอส” ยิ่งพูด อารมณ์ยิ่งพุ่งสูงขึ้น บอสหลับตาพลางถอนหายใจ

“ถ้าไม่ใช่บอส คีย์ก็ไม่ออกจากตรงนั้น”

“…”

“จริงไหม”

“แล้วทำไมต้องให้พี่ปืนจูบ ทำไมต้องเอาตัวเองไปทำแบบนั้น” น้ำเสียงเริ่มดังและเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ภาพพี่ปืนจูบบอสฉายเข้ามาในหัว ยิ่งทำให้ผมหัวเสีย

“ตอบมาสิว่าทำไม! หรือว่าอยากให้พี่ปืนทำแบบนั้น”

“ไม่ใช่นะคีย์”

“ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ชอบ คีย์ไม่ชอบให้บอสไปยุ่งกับคนอื่น!” ตะคอกใส่อีกฝ่ายเสัยงดัง ยิ่งคิดยิ่งโมโห อยากอัดหน้าคนตรงหน้าให้หายคับแค้นใจ
ผมยืนนิ่งเมื่อสติสตังเริ่มกลับมาและรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป บอสเอื้อมมือมาสัมผัสที่แก้มจึงทำให้ผมตัวแข็งทื่อ น้ำเสียงอ่อนนุ่มที่เขาพูดทำให้ใจผมอ่อนยวบขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ

“ทำไม…”

“…”

“ทำไมถึงไม่ชอบที่บอสไปยุ่งกับคนอื่น” เขาถาหาเหตุผล ถามเหมือนที่เคยถามเมื่อตอนเราอยู่ ม.5 แต่ผม…ให้คำตอบเขาไม่ได้ แม้แต่ตัวเองผมยังไม่รู้คำตอบชัดเจนว่าทำไมถึงไม่ชอบให้ใครมาสนิทสนมกับบอสจนเกินไป ผมรู้แค่ว่าผมไม่ชอบ และถ้าผมไม่ชอบ บอสก็ไม่ควรให้ใครสัมผัสหรือจูบ

ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ยิ่งเจ็บใจมากขึ้นเรื่อยๆ

“ตอบได้ไหมว่าทำไม” เขายังเค้นเอาคำตอบ ยิ่งบอสถาม ผมยิ่งก้มหน้าลงเรื่อยๆ จนคางแทบชิดไปกับอก

บอสจับคางผมให้เงยขึ้นไปสบตากับเขาตรงๆ แต่ผมยังหลับตา แต่ไม่นานผมจึงทำใจเปิดตาแล้วสบกับดวงตาลุ่มลึกสองคู่ตรงหน้า

บอสโน้มหน้าเข้ามาใกล้ชิดมากกว่าเดิม และแนบชิดมากขึ้นเรื่อยๆ ไออุ่นจากร่างสูงแผ่กระจายจนผมรู้สึกได้ หัวใจของผมเหมือนเต้นในจังหวะที่ข้าลงจนผมเริ่มกลัวขึ้นมา

“แค่อยากรู้ว่าทำไมถึงไม่ชอบที่บอสไปยุ่งกับคนอื่น” คำถามเดิมวิ่งเข้าหู ผมยังไม่ตอบคำถามเขาเหมือนเดิม ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่แทบไม่ไหวติง
แต่แล้วสัมผัสนุ่มก็ประทับลงที่ผิวแก้มอย่างช้าๆ ทั้งสองข้าง

บอส…หอมแก้มผม

เขามองตาผมอีกครั้ง หลังจากนั้นจึงแตะริมฝีปากลงมาที่ริมฝีปากผม ผมหลับตารับสัมผัสแทนที่จะขัดขืน สติลอยออกจากสมองแทบควบคุมร่างกายไม่ได้

บอสเริ่มขบเม้มอย่างแผ่าเบาจนร่างผมอ่อนระทวยแทบยืนไม่ได้ เขาใช้วงแขนโอบรอบเอวของผมเอาไว้จนตัวเราติดกัน

อุ่น...ผมสัมผัสได้แต่ความอบอุ่นแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา

เขาจูบอย่างนั้นเป็นเวลานาน จนเริ่มใช้ลิ้นรุกล้ำเข้ามาในโพรงปากของผม เกี่ยวกระหวัดไล่ไปตามซอกฟัน ดูดเรียวลิ้นอยู่อย่างนั้น จากอ่อนโยนเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อ ริมฝีปากถูกคนคุมขบเม้มไม่หยุดจนเจ็บแปลบขึ้นมา มือของอีกฝ่ายเริ่มผัมผัสเข้ามาใต้เสื้อนักศึกษา ลูบไล้แผ่นหลังแล้วขยับล้างลึกเข้าไปในกางเกงแสล็ค

ผมสะดุ้งเมื่อบอสใช้มือบีบเค้นที่สะโพกจนเผลอจิกเล็บลงที่บ่าของอีกฝ่ายผ่านเสื้อนักศึกษา อารมณ์ของเขารุนแรงขึ้นจนต้านทานไม่ได้ ผมจับมืออีกฝ่ายออกแล้วทุบไปที่อกสุดแรงเมื่อเริ่มขาดอากาศหายใจ

เขายอมผละริมฝีปากออก แต่ยังประทับจูบลงมาซ้ำๆ ทั่วหน้าของผม

ผมยืนตัวสั่นระริกแทบคุมไม่อยู่ คิดทบทวนสิ่งที่้กิดขึ้นทว่าความโกรธเริ่มบีบอัดกันเข้ามา

“ทำไม..” คำถามหลายอย่างปะทะกันอยู่ในหัว แต่ผมถามว่ามำไม

“ทำแบบนี้ทำไม” เขาไม่พูดอะไรออกมาสักคำกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผม…ไม่น่าหลวมตัวไปให้บอสทำแบบนั้นทั้งที่มันไม่ควร

พลั้ก!

รู้ตัวอีกทีก็ผลักอกอีกฝ่ายด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ผมตีกระหน่ำไปที่ร่างของคนยืนนิ่งไม่ขัดขืน อารมณ์หลายอย่างกระหน่ำวุ่นวายกันอยู่ข้างในจนผมระบายออกมาด้วยการกระทำรุนแรง

“มึงทำแบบนี้ทำไม” ยังคงเอาเรื่องอีกฝ่ายไม่หยุด คำเรียกที่ไม่เคยใช้หลุดออกตากปากด้วยความที่คุมอารมณ์ไม่อยู่

“ตอบกูมาสิบอส!”

“…”

“เพราะกูรักมึงไง!”

เขาตะคอกใส่เสียงดังสนั่น กำปั้นทั้งสองข้างยุดนิ่ง ผมคลายกำปั้นออกอย่างช้าๆ ทำอะไรเมื่อถูกเมื่อเขาสารภาพรักออกมา ผมยืนตัวอ่อนอยู่กับที่เหมือนร่างจะสลายได้ทุกเมื่อที่ผมขยับตัว

“บอสรักมานานมากแล้ว” เสียงบอกรักดึงสติผมกลับมา ผมยืนแต่งตัวด้วยท่าทีสงบนิ่ง จิตใจลอยเหม่อออกไปไกลเกินกู่กลับ ผมหยิบกระเป๋าที่ร่วงลงพื้นขึ้นมาสะพาย เอื้อมมือไปเปิดประตูออกจากห้องน้ำราวกับหุ่นยนต์

ผมเดินออกมาโดยไม่สนคนที่เดินตามหลัง
ขาก้าวต่อไปด้วยความวูยโหวงในใจ ทว่าน้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสาย

ไม่เข้าใจน้ำตาหยดนี้ มันไม่ได้ถูกกลั่นกรองออกมาจากความเสียใจ เป็นความรู้สึกบางอย่างที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ

ตอนนี้ไม่ได้เกลาเนื้อหาอะไรเลย คำผิดเยอะต้องขอโทษด้วยนะคะ

และขอโทษที่หายไปนาน มีช่วงหนึ่งที่ไม่สบายแต่พอหายก็ล่องลอยไปกับมาเวล มัวแต่หมกมุ่นกับเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ของMCU(นานมาก) กราบขอโทษจริงๆ

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +129/-4
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่6 05/04/2019
«ตอบ #134 เมื่อ05-04-2019 21:35:02 »

 :mew2: :mew2: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 558
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: ช้ำรัก(yaoi-drama) อัพ ตอนที่6 05/04/2019
«ตอบ #135 เมื่อ05-04-2019 22:24:00 »

เอิ่ม..จะเอายังงัยกันล่ะทีนี้
 :เฮ้อ:
 :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด