✻ The Rectangle #เขาคุณเราผม ✻ Cp 13.1 { เขา } 20.03.2019 ✻
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ✻ The Rectangle #เขาคุณเราผม ✻ Cp 13.1 { เขา } 20.03.2019 ✻  (อ่าน 6443 ครั้ง)

ออฟไลน์ aha_aha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 117
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-5
ตกลงอิพี่ซันนี่ใช่พระเอกของเรื่องมั้ยอะ  (ไม่นับหนึ่งนะ คนแกล้งน้องโอบ เรายกตำแหน่งตัวร้ายให้เลย พระเอกร่วม เพื่อนนายเอกอะไรไม่ให้เป็นทั้งนั้น 555)

ถึงไหนละ??  อ้อ เมาท์อิพี่ซัน คอยดูนะสักวันแกจะทำน้องโอบร้องไห้แบบไม่รู้เนื่อรู้ตัว พอถึงวันนั้น เราจะยุน้องโอบหนี!!

ชอบคุนจันทร แรงได้ใจจริงๆ

คนอ่านมาแล้ว คนแต่งมาต่อไวไวน้า ^^

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 10.2 นึกถึง
คนแรกที่นึกถึงในเวลาต่างๆ
...คือใคร?



:: เรา – คนที่ชอบ ::



“ดิฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะคุณมารุศ”

ผมเงยหน้าจากสรุปวิชาไทยชีฟมองไปที่บันไดเมื่อได้ยินเสียงหวานเจื้อยแจ้วแว่วมา

แม่ของผมหยุดยืนอยู่บนบันไดขั้นสุดท้าย ใบหน้าที่ยังสวยไม่สร่างแม้อายุจะล่วงเข้าเลขสี่ถูกตกแต่งด้วยเครื่องสำอางบางเบา บนท่อนแขนคล้องด้วยกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อม ไหล่ผอมยกขึ้นหนีบโทรศัพท์มือถือไว้กับแก้ม แทนสองมือที่กำลังกลัดกระดุมเสื้อเชิ้ตอย่างรีบเร่ง

นึกรู้ขึ้นมาทันทีว่าแม่กำลังจะออกไปทำงาน เลยขยับลุกจากโซฟาที่นั่งอยู่ เหลือบมองสีกระโปรงที่แม่สวมแวบนึง ก่อนเตรียมรองเท้าส้นสูงสีที่เข้ากันนำมาวางไว้ให้ข้างพรมเช็ดเท้า

ไม่นานนักหลังแม่ก็คุยโทรศัพท์เสร็จ ร่างผอมบางก็สาวเท้าไวๆ ตรงเข้ามากอดหอมแก้มผมฟอดใหญ่

“หนูจันทร์คนดีของแม่น่ารักที่สุดเลย”

“ต้องไปอีกแล้วเหรอครับ” ผมถาม

“จ้ะ คุณมารุศต้องไปจัดการธุระที่ต่างจังหวัด แม่ต้องตามไปด้วยน่ะ” แม่ทำหน้าเศร้าๆ พลางใช้มือนุ่มนิ่มลูบหน้าลูบตาผม “แม่ขอโทษน้า วันเสาร์แท้ๆ อดอยู่ด้วยกันอีกแล้ว”

ผมพยักหน้าเข้าใจ แม่ผมเป็นเลขานุการผู้บริหาร การจัดการงานต่างๆ คอยติดตาม และดูแลชีวิตของเจ้านายคืองานของแม่ ต่อให้มีโทรศัพท์มาเรียกตัวตอนสี่ทุ่มขณะกำลังมาส์กหน้าด้วยแตงกวาอยู่ แม่ก็ต้องไป

เมื่อแม่ไม่อยู่บ้าน หน้าที่ของผมคือดูแลตัวเองให้ดี เป็นเด็กดี ไม่สร้างปัญหาให้แม่ต้องเหนื่อยเพิ่ม

“ไปเถอะครับ ผมอยู่ได้ ขับรถดีๆ นะครับ”

“จ้ะ กว่าแม่จะกลับก็อีกหลายวัน จันทร์จะชวนไนท์มานอนเป็นเพื่อนก็ได้น้า แม่ไม่ว่า แม่เชียร์อยู่ ไนท์หล๊อหล่อ แม่อยากได้ไนท์มาเป็นลูกเขย คิกๆ” แม่ผมขยิบตาให้อย่างขี้เล่นระหว่างยืนขาเดียวใส่รองเท้าส้นสูง

“แม่...ไม่เอาครับ” ผมส่ายหน้า

ไม่รู้ทำไมแม่ผมถึงชอบตาไนท์มากกก ยุให้จีบตลอดเลย หรือว่าลึกๆ แล้วแม่จะเป็นห่วงผม กลัวผมอยู่คนเดียวแล้วจะเหงา ซึ่งผมก็...เหงาจริงๆ นั่นแหละ

“แม่ไปก่อนนะ”

“เดี๋ยวผมเปิดรั้วให้นะครับ”

ผมคว้ากุญแจบ้านแล้วเดินนำแม่ออกไป เข็นประตูเสร็จก็มายืนหลบมุมอยู่ข้างเสา คอยส่งยิ้มให้แม่ที่โบกมือหย็อยๆ มาจากหลังพวงมาลัย และเฝ้ามองจนกระทั่งรถสีบรอนซ์เงินแล่นจากไปอย่างเร่งร้อน

เมื่อเสียงรถยนต์ห่างหาย ซอยบ้านผมก็เงียบเหงา

ความเปลี่ยววังเวงกระตุ้นให้ผมปิดรั้วแล้วรีบกลับเข้าบ้าน หารู้ไม่ว่าในตัวบ้านยังมีความอ้างว้างรออยู่อีก

ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตู เผชิญหน้ากับความเงียบสงัด

ไม่มีเสียงแม่ฮัมเพลงเบาๆ อยู่ในครัว ไม่มีเสียงทีวีที่แม่ชอบเปิดช่องข่าวค้างไว้ ไม่มีเสียงอะไรเลย แม้แต่กระต่ายที่เลี้ยงไว้ก็หลับอุตุอยู่ในกรง ทุกอย่างเงียบงัน ชวนให้ว้าเหว่หงอยเหงา

อืม เหงาจนไม่รู้จะเหงายังไงแล้ว

ผมถอนหายใจ มองไปที่โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะกระจก นึกถึงใครบางคนที่พักนี้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันบ่อยๆ

หนึ่ง...

น่าเสียดายที่คงทำได้แค่นึกถึง

ผมไม่อยากนำความเหงาของตัวเองไปรบกวนใคร เสาร์อาทิตย์นี้หนึ่งกลับบ้าน ก็ควรจะเว้นช่องว่างให้น้องได้มีเวลาส่วนตัวอยู่กับครอบครัวบ้าง ยังไงเราก็เจอกันบ่อยแล้ว ห่างๆ กันบ้างก็ได้

เหงาๆ แบบนี้ออกไปข้างนอกดีกว่า



“อ้าว น้องจันทร์ ไม่ได้เจอนานเลยนะ สบายดีไหม”

ผมยิ้มรับคำทักทายของพี่หมอกที่กำลังเดินลงมาจากบันได ร่างสูงโปร่งสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีดำหอบแจกันทิวลิปมาวางไว้ตรงปลายเคาน์เตอร์คิดเงิน ส่งรอยยิ้มอารมณ์ดีมาให้จนเห็นลักยิ้มที่มุมแก้ม

“จันทร์สบายดีครับ” ผมตอบ

จะว่าไป หลังจากเจอหนึ่งที่มหาลัย ผมก็ไม่ได้มาที่ร้านกาแฟในสายหมอกเลย น่าจะนานเกินเดือนแล้ว

“ดีแล้ว พี่ห่วงอยู่ว่าจันทร์โอเคไหม ช่วงนี้พี่ชายของพี่เดินทางบ่อย คุณแม่ของจันทร์คงไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้าน เหงาไหมเราน่ะ” พี่หมอกพูดถึงพี่ชายตัวเอง หรือก็คือคุณมารุศ...เจ้านายของแม่ผม

โลกกลม? ไม่หรอก ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน

พี่หมอกเคยเป็นครูสอนสีน้ำของผม ก็เพราะเจ้านายของแม่แนะนำให้รู้จัก ช่วงปิดเทอมแม่เห็นผมอยู่บ้านว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เลยส่งผมไปเรียนกับพี่หมอกที่เป็นติวเตอร์สถาปัตย์-ศิลปะ ถึงแม้ผมจะไม่ได้เรียนอะไรกับพี่หมอกแล้ว แต่ปัจจุบันผมก็ยังตามมาขลุกอยู่ในร้านกาแฟของพี่เขาอยู่ดี...โดยเฉพาะเวลาเหงาๆ น่ะนะ

“เหงานิดหน่อยครับ” ผมยอมรับตามตรง

“ร้านพี่วันนี้จะวุ่นวายมากจนจันทร์หายเหงาเชียวแหละ” พี่หมอกพูดยิ้มๆ พลางหมุนแจกันดอกไม้มาอวด “ทิวลิปสวยไหม เมื่อเช้าเดินผ่านร้านขายดอกไม้ เห็นว่าน่ารักดีพี่เลยซื้อมา”

ทิวลิปในแจกันแก้วใสทรงกระบอกมีอยู่ด้วยกันสิบดอก เป็นทิวลิปแดงไปแล้วเจ็ด ส่วนอีกสามเป็นทิวลิปขาว ก้านสีเขียวอ่อนถูกปักแช่รวมกันอยู่ในน้ำ ส่วนที่โผล่พ้นปากแจกันกำลังเบียดเกยกันอยู่หลวมๆ อวดกลีบบอบบางน่าทะนุถนอมและรูปทรงดอกป้อมๆ ตูมๆ น่ารักสดใส เห็นแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวากระฉับกระเฉง

“น่ารักมากครับ” ผมยิ้มให้เจ้าทิวลิป

“เขาว่า ทิวลิปขาวหมายถึงรักแบบไม่หวังผล ส่วนทิวลิปสีแดงหมายถึงรักหมดหัวใจ” พี่หมอกเกริ่นเบาๆ ก่อนแบมือให้คุณบาริสต้าหน้าหนวดส่งกล้องโพลารอยด์มาให้จากหลังเคาน์เตอร์ “พี่ให้ยืม เผื่ออยากส่งข้อความหาใครอีก เสร็จแล้วฝากไว้ที่พี่บาริสต้านะ พี่ต้องไปดูเด็กๆ ข้างบนหน่อย”

“ขอบคุณครับ” ผมรับกล้องโพลารอยด์มา

ไหนๆ ก็ต้องรอเครื่องดื่มกับขนมอยู่ น่าจะถ่ายอะไรน่ารักๆ ติดบอร์ดไม้ก๊อกให้พี่หมอกสักรูป

ผมเล็งดอกทิวลิปผ่านช่องมองภาพแล้วกดชัตเตอร์ ระหว่างรอฟิล์มถูกคายออกมาจากกล้อง ตอนนั้นเองที่เสียงกระดิ่งบนมือจับประตูร้านดังขึ้นแผ่วๆ

ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมหันไปมองคนที่เพิ่งเข้ามาในร้าน

นั่น...หนึ่งนี่...

บางทีโชคชะตาก็ชอบเล่นตลกนะ ผมมาดักรอน้องที่นี่หลายเดือนไม่เคยได้เจอ พอวันนี้ไม่ได้รอน้องก็ดันมา บ่นไปงั้นแหละ ยังไงผมก็ดีใจที่ได้เจอน้องนะ

วันนี้เป็นวันเสาร์ น้องจึงไม่ได้อยู่ในลุคเนี้ยบสะอาดเรียบร้อยเหมือนตอนใส่ชุดนักศึกษา บนตัวสวมเสื้อยืดคอวีสีขาวกับกางเกงยีนสีเข้ม และถือกระเป๋าผ้าสีชมพูลายดอกไม้ที่ไม่น่าจะใช่ของน้อง...

หื้ม?

รอยยิ้มผมเหือดแห้งเมื่อเจ้าของกระเป๋าตัวจริงปรากฏตัว

เธอคนนั้นเป็นสาวน้อยหน้าตาน่ารัก ถักเปียหลวมๆ ใส่เสื้อยืดสีชมพูหวานแหววทับด้วยเอี๊ยมขาสั้นสีขาว ตอนเดินเข้ามาก็กอดแขนหนึ่งอย่างสนิทสนมทีเดียว

อาการตื่นเต้นที่ได้เจอน้องของผมหดหายไปไวมาก ความเย็นเยียบแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุเคลื่อนผ่านร่างผมตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนโดนใครราดน้ำเย็นใส่

บอกตามตรงว่าตกใจ...จริงๆ นะ

ตั้งแต่แรกเริ่มผมไม่เคยถามว่าน้องโสดไหม หรือมีใครในหัวใจหรือยัง แต่อยู่ด้วยกันทุกเย็นมานานเป็นเดือน คุยๆ กันอยู่ทุกวันน้องไม่เห็นพูดอะไรสักคำ แถมปล่อยให้ผมรุกรานเข้าไปในชีวิตน้องได้ตามใจอีกต่างหาก

นี่ผมพลาดอะไรไปหรือเปล่า?

ไม่สิ ใจเย็นๆ ก่อนดีกว่า หายใจเข้าลึกๆ

อย่านึกล่ะว่าผมจะทำตัวงี่เง่าแบบในละคร เห็นเขามากับคนอื่นแล้วจะเบือนหน้าหนีน้ำตาคลอ วิ่งสะบัดสะบิ้งงอนหนีไปโดยไม่ได้ดูให้แน่ใจว่าเขามากับใครกันแน่ ไม่เอา ทำแบบนั้นมันไม่ฉลาด

ผมยืนถือแผ่นฟิล์มโพลารอยด์ที่ยังไม่ปรากฏสีสัน รอจนหนึ่งหันมาสังเกตเห็น ค่อยส่งยิ้มทักทายอย่างนุ่มนวลไปตามปกติ หนึ่งเลิกคิ้วนิดๆ ดูแปลกใจแต่ก็เดินมุ่งมาหาผมทันที

โอเค ผมเริ่มใจชื้นนิดๆ แล้ว น้องมาหา

“บังเอิญจัง” ผมทักก่อน

“มานั่งเล่นเหรอครับ” หนึ่งถาม

“อื้ม อยู่บ้านแล้วเบื่อๆ น่ะเลยออกมานั่งเล่น แล้ว...” ผมลากสายตาไปที่สาวน้อยข้างตัวน้องเป็นเชิงถาม

“สอง น้องสาวของผมครับ” หนึ่งพูดกับผมแล้วแนะนำผมให้น้องสาวตัวเองต่อ “นี่พี่จันทร์ เพื่อนพี่ที่มหาลัย”

นั่นไง พี่น้องกัน...

ผมแอบถอนหายใจโล่งอก

ในขณะเดียวกันสองพี่น้องก็กำลังจ้องผมอยู่ คนน้องทำตาหวานวิบวับ ส่วนคนพี่มองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ถ้ามองแค่หน้า ผมเดาไม่ออกหรอกว่าหนึ่งคิดอะไรอยู่ แต่ถ้ามองตา…สายตาสงบเจือแววอ่อนโยนนั่นก็พอจะทำให้คิดได้ว่าน้องกำลังสบายใจ และยินดีที่เราได้พบกัน

“เอ่อ หนูไปเรียนก่อนนะคะ บ่ายแล้ว” น้องสองขอกระเป๋าคืนจากพี่ชายแล้วปลีกตัวเดินขึ้นบันไดไปชั้นลอยของร้านกาแฟ ซึ่งเป็นสถานที่ติวของพี่หมอก

“น้องสองเป็นลูกศิษย์ของพี่หมอกเหรอ” ผมแปลกใจ

“ครับ สองมาติวสถาปัตย์” หนึ่งตอบผมก่อนหันไปสั่งเครื่องดื่มกับพี่บาริสต้าที่รออยู่หลังเครื่องคิดเงิน

“น้องๆ สองคนจะนั่งด้วยกันเลยไหม พี่จะได้เอาน้ำกับขนมไปให้ที่โต๊ะพร้อมกัน” พี่บาริสต้าถามขณะทอนเงินให้หนึ่ง ตามองไปที่โต๊ะริมหน้าต่างซึ่งมีกระเป๋าผมวางรออยู่

ผมกับหนึ่งหันมามองหน้ากัน ต่างคนต่างเผยอริมฝีปาก รู้เลยว่าคิดจะถามความเห็นกันเรื่องโต๊ะ วินาทีต่อมาเราหลุดหัวเราะเบาๆ รู้สึกว่าไม่ต้องถามก็ได้ เพราะคำตอบน่าจะออกมาตรงกันนั่นแหละ

“ครับ” หนึ่งเป็นฝ่ายตอบออกไปแทน

ผมอมยิ้มแล้วก้มหน้ามองรูปถ่ายโพลารอยด์ในมือ เห็นว่าภาพขึ้นสีชัดเจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้วจึงเดินไปที่กระดานไม้ก๊อกบนผนังในมุมข้างเคาน์เตอร์

ข่าวดีคือกระดานข้อความนี้เป็นอะไรที่ฮิตมาก พี่หมอกเลยต้องเปลี่ยนกระดานไม้ก๊อกให้ใหญ่ขึ้น

ข่าวร้ายคือข้อความแผ่นเก่าๆ ถูกขยับขึ้นไปปักด้านบน เพื่อเหลือช่องว่างข้างล่างให้ข้อความใหม่ ทำให้ภาพถ่ายโพลารอยด์ของผมถูกย้ายขึ้นไปเสียสูงลิบเลย

“หนึ่ง” ผมแตะแขนน้องเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว รอจนใบหน้าเรียบเฉยหันมาค่อยเลื่อนไปจับแบบเต็มฝ่ามือ

“ครับ”

“ภาพโพลารอยด์ใบนั้น...ใช่ของหนึ่งไหม” ผมชี้ไปที่รูปถ่ายโพลารอยด์ที่ถูกปักไว้ด้วยเข็มหมุดสีเขียว ภาพแก้วกาแฟที่มีข้อความเขียนไว้สั้นๆ ว่า ‘สักวัน’ น่ะ

หนึ่งเงยหน้ามองภาพนั้นอยู่นานแล้วพยักหน้า

นั่นไง เป็นภาพของน้องจริงๆ ด้วย

“แล้วภาพข้างๆ นั่น เป็นของพี่ หนึ่งรู้ใช่ไหม” ผมถามอีก คราวนี้ชี้ไปที่รูปข้างๆ ซึ่งเป็นรูปแก้วกาแฟที่วาดรูปจันทร์เสี้ยวเล็กๆ เอาไว้พร้อมข้อความ ‘จะได้เจอกันอีกมั้ย ยังรออยู่นะ’ กับชื่อกำกับว่าพี่วัดเสมียนฯ

“รู้ครับ” น้องตอบ

“สักวัน นี่หมายถึง...”

“สักวัน...จะได้พบกันอีก”

หนึ่งสบตาผมนิ่งๆ เล่นเอาผมพูดอะไรไม่ออกเลย

เคยลองคิดเล่นๆ อยู่ว่า ‘สักวัน’ ที่หนึ่งเขียนคืออะไร แต่ไม่เคยคิดว่าพอได้ยินจากปากน้องจริงๆ จะทำให้หัวใจพองโตขนาดนี้ ดีใจนะที่น้องไม่เคยลืมว่าเคยช่วยผมไว้

“จะว่าอะไรไหม ถ้าพี่จะขอเก็บภาพของหนึ่งไว้”

นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมแอบคิดมาสักพักแล้ว จริงจึงถึงขนาดสั่งซื้อฟิล์มโพลารอยด์จากลาซาด้าเอาไว้ เตรียมเอาฟิล์มมาคืนพี่หมอกแลกกับภาพที่จะขอเก็บเอาไว้เองด้วย

หนึ่งเงยหน้ามองภาพถ่ายโพลารอยด์พวกนั้นเงียบๆ น้องอาจจะไม่เข้าใจว่าภาพพวกนั้นมีความหมายอย่างไร

สำหรับผมแล้ว...มันสำคัญมาก

ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนึ่งเป็นคนเขียนไว้หรือเปล่า แต่แค่คิดว่าใช่น้อง มันก็กลายเป็นไฟที่กระตุ้นให้ผมสู้เพื่อที่จะรอน้องต่อ ผมเลยอยากเก็บมันไว้เป็นที่ระลึก ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตได้เคยพยายามมากแค่ไหนเพื่อใครสักคน

“ครับ” น้องตอบตกลง

โอเค ปัญหาต่อไป จะเอามันลงมายังไง

ผมลองเขย่งแล้วเอื้อมไปหามันจนสุดปลายแขน ขาดไปราวๆ สองฝ่ามือแน่ะ เพราะกระดานไม้ก๊อกแผ่นใหม่ของพี่หมอกใหญ่มากแถมติดเอาไว้สูงด้วย หยิบไม่ถึงจริงๆ

“ขอผมลอง” หนึ่งจับข้อศอกผมให้เลิกพยายาม

ผมยืนเฉย มองดูน้องลองเขย่งบ้าง แย่ละ ขนาดหนึ่งสูงกว่าผมยังหยิบไม่ถึง จะให้ไปยืมเก้าอี้มาใช้ก็เกรงใจ กลัวจะไปรบกวนลูกค้าคนอื่นๆ ในร้าน

“ตัวพี่น่าจะเบา...” หนึ่งเปรยเบาๆ

ผมทำตาโตใส่น้อง พูดแบบนี้คืออะไร

“จะอุ้มพี่เหรอ”

“ลองดู”

“พี่หนักนะ”

“ผอมขนาดนี้ หนักตรงไหน”

“ไม่ผอม” ผมส่ายหน้า “เสื้อมันหลวมเลยดูผอม พี่หนักนะ อย่าอุ้มเลย”

“ตัวเท่ากระต่ายแคระ เอาที่ไหนมาหนักครับ” หนึ่งพูดหน้าตายแล้วย่อตัวรอ

เขินแล้วนะ กระต่ายแคระอะไร เกรงใจส่วนสูงร้อยเจ็ดสิบสี่ของผมบ้างได้ไหม

“ถามจริง...”

“จริง”

“จริงจัง?”

“จริงจัง”

หนึ่งยืนยันขนาดนี้ ยอมก็ได้ อุ้มก็อุ้ม

พอผมวางมือจับบ่าน้องปุ๊บ หนึ่งก็ยกเลย มันไม่ใช่ท่าอุ้มเจ้าหญิงนะ นึกภาพออกไหม หนึ่งรวบตัวผมแล้วยกขึ้นตรงๆ ในท่ายืน ทำลายระยะห่างยาวสองคืบที่ผมเอื้อมไม่ถึงไปจนหมด

ผมไม่มีเวลาเขินเพราะกลัวคนอุ้มปวดแขน พอเอื้อมไปถึงภาพก็รีบดึงเข็มหมุดออก เก็บรูปมาไว้ในมือ แต่ไหนๆ ก็ได้ขึ้นมาตรงนี้แล้ว เลยเก็บภาพของตัวเองลงมาพร้อมกันเลย

“เสร็จแล้ว” ผมบอกน้อง

หนึ่งย่อเข่าเพื่อปล่อยผมลง เท้าผมแตะถึงพื้นโดยสวัสดิภาพ แต่หัวใจผมยังฟูๆ ลอยๆ อยู่ในอากาศ เหมือนลูกโป่งสีแดงถูกอัดแน่นด้วยแก๊สแห่งความสุขเลย

“ขอบคุณนะ” ผมส่งยิ้มหวานให้หนึ่ง

น้องพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มจางๆ อบอุ่น ไม่นานก็แบมือมาตรงหน้าผม อ่านจากสายตาและท่าทาง เดาว่าน้องจะขอภาพไปเก็บไว้เองด้วยละมั้ง...หรือเปล่า?

“หนึ่งอยากเก็บไว้เหมือนกันเหรอ”

“ถ้าพี่จันทร์ให้ ผมจะเก็บไว้” น้องตอบ

เขินจะล้ม เหมือนแลกกันเก็บของแทนใจเลย

โอเค น้องขอ ผมก็จะให้ แต่ว่า...

“หนึ่งเก็บภาพนี้ไว้แทนได้ไหม”

ผมวางรูปถ่ายโพลารอยด์ลงบนมือน้อง ไม่ใช่ภาพถ่ายแก้วกาแฟของเราคนใดคนหนึ่งหรอก แต่เป็นภาพใบที่ผมเพิ่งถ่ายไว้เมื่อกี้ สดๆ ร้อนๆ เลย


รูปถ่ายดอกทิวลิปสีแดงในแจกัน



รักหมดหัวใจ…




(มีต่อจ้า)

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
:: ผม – คนที่แคร์ ::



“มึงช้ามาก”

นี่คือคำพูดแรกที่โอบใช้ทักทายตอนผมเดินไปถึงตัวมัน

เมื่อเที่ยงผมเอารถมาจอดไว้ที่ห้าง ส่งโอบไปดูหนังกับพี่ซัน ส่วนตัวเองกับสองก็ต่อบีทีเอสไปร้านกาแฟ ก่อนจะแยกย้ายกันไป ผมกำชับโอบไว้แล้วว่าจะกลับบ้านเมื่อไหร่ให้โอบโทรมาก่อนเวลาสักยี่สิบนาที โอบเองก็ตกลงแล้ว

แต่เอาเข้าจริง มันไม่ได้เป็นอย่างที่ตกลงกันไว้

สองติวกับพี่หมอกตั้งแต่บ่ายโมงเสร็จตอนสี่โมงเย็น ระหว่างนั้นผมอยู่กับพี่จันทร์ ทุกอย่างสงบเรียบร้อยดีตามปกติ รอจนสองเรียนเสร็จแล้ว แทนที่จะกลับกันมาที่ห้าง ผมเห็นว่าโอบยังไม่โทรมาและน้องสาวหิวพอดี เลยอยู่รอยัยสองนั่งกินน้ำกินขนมคุยจ้อกับพี่จันทร์ต่ออีกสักพัก นั่งกันยาวจนห้าโมงสี่สิบห้า โอบถึงได้โทรมา

บทสนทนาเท่าที่จำได้ก็ประมาณนี้

“ว่าไง”

‘พี่ซันกลับไปแล้ว มึงอยู่ไหน กูรอที่ม้านั่งหน้าลิฟต์ใกล้ๆ ทางออกไปลานจอดรถนะ’

ตอนนั้นผมขมวดคิ้วเลย ทำไมโอบถึงไม่โทรบอกให้ไวกว่านี้ก่อนพี่ซันจะกลับ มาบอกกะทันหันแบบนี้ กว่าผมจะไปถึงคงอีกนาน อย่างน้อยๆ ก็ยี่สิบนาทีแล้ว

“ได้ รอหน่อย กูยังอยู่ที่ร้านกาแฟ”

‘เอ้า สองยังเรียนไม่เสร็จอีกเหรอ’

“เปล่า เสร็จนานเป็นชั่วโมงแล้ว”

‘แล้วทำไมไม่กลับมาที่ห้างอะ’

“กูก็รอมึงโทรมาอยู่ ตกลงกันแล้วนี่”

‘ก็กูลืมโทรอะ แต่กูจำได้ว่าสองเรียนถึงสี่โมงเย็น นึกว่ามึงจะกลับมาถึงห้างแล้วไงเลยเพิ่งโทรตาม มึงมัวทำอะไรอยู่วะ’ เสียงโอบเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาทันที

“สองหิว เลยหาอะไรกินอยู่”

‘แล้วทำไมไม่กลับมาหาอะไรกินที่ห้างอะ’

“ก็สองหิวที่นี่ จะให้หิ้วท้องไปถึงห้างทำไมล่ะ”

‘เออๆ มึงรีบๆ มาเลยนะ กูอยากกลับบ้านแล้ว’

พูดจบมันก็ตัดสายทิ้ง ไม่รอฟังผมพูดอะไรต่อ

เดาจากน้ำเสียง ผมรู้แล้วว่าโอบไม่พอใจมาก มันเกลียดการรออะไรนานๆ และมักจะหงุดหงิดง่ายถ้าถูกปล่อยทิ้งให้คอยอยู่ตามลำพัง แต่ผมรู้วิธีรับกับมือมันดี เลยซื้อเค้กช็อกโกแลตกับเค้กชาไทยไว้เตรียมง้อมันแล้ว

ทว่า…มันมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นจนได้

ผมไม่ได้ตั้งใจจะใช้เวลาเดินทางนานขนาดนี้ ออกมาจากร้านกาแฟห้าโมง เพิ่งมาถึงห้างตอนหนึ่งทุ่ม โอบนั่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนหน้าลิฟต์ชั้นที่ผมจอดรถเอาไว้ หน้ามันบูดสนิท สะสมมาตั้งแต่เช้าที่ผมไม่ดูหนังเป็นเพื่อนมันแล้ว

ผมถอนหายใจ เหนื่อยมากกับชีวิตคนกรุงเทพ

คนยิ่งรีบๆ อยู่ บีทีเอสก็ดันประกาศว่าเกิดเหตุขัดข้อง เมื่อไปไหนไม่ได้ คนก็ติดค้างอยู่ที่สถานีเยอะจนคับคั่ง ทุกคนไม่ทางเลือกอื่นนอกจากยืนต่อคิวกันจนล้นชานชาลาลงไปถึงชั้นซื้อตั๋ว

กว่ารถจะมาก็ปาไปสี่สิบนาที กว่าผมจะได้ขึ้นก็ต้องรอถึงสามขบวน และกว่าจะมาถึงห้างดังใจกลางเมืองเสียเวลาไปเป็นชั่วโมง โอบเลยกลายร่างเป็นยักษ์รอจะกินหัวผมอยู่ตรงนี้

“กูไลน์บอกมึงแล้วนะว่าบีทีเอสเสีย” ผมชี้แจง

“ข้ออ้างปะ” โอบกอดอก ขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์

“เช็กทวิตเตอร์สิ” ผมบอกมัน แอค @BTS_SkyTrain ก็ประกาศอยู่โทนโท่ ผมรู้ว่ามันตามแอคนี้ ถ้าระหว่างรอผมมันไถทวิตเตอร์เล่นอยู่ก็คงจะเห็นแล้ว

“ช้าก็คือช้า อย่ามาหาข้ออ้าง”

“กูไม่ได้อ้าง” ผมพูดอย่างใจเย็น

ปัญหาคือผมไม่ใช่พระเจ้า ไม่มีพลังวิเศษ ไม่สามารถมองเห็นอนาคตว่าบีทีเอสจะเสีย ไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปตามใจนึกได้ ผมก็แค่คนธรรมดาที่เสือกเป็นคนกรุงเทพ เข้าใจไหม

“แต่มึงก็มาช้า บีทีเอสเสีย ทำไมไม่มาทางอื่นวะ แท็กซี่ก็มี”

ใครจะไปรู้ว่าบีทีเอสจะมีปัญหา ถ้าเลี่ยงได้ผมคงเลี่ยงไปแล้ว แต่นี่ผมไม่รู้ แตะบัตรแรบบิทหลงไปยืนอยู่กลางดงผู้คนหนาแน่นไปแล้ว ทางสถานีถึงได้ประกาศว่ามันเสีย เป็นแบบนั้นจะให้ถอยออกมายังไงล่ะ

อีกอย่างมันใช่ความผิดผมคนเดียวเหรอ

“บอกให้โทรมาก่อนจะกลับยี่สิบนาที มึงก็ไม่โทรมา กูมาถึงช้าไม่ทันใจ มึงจะมางอแงอะไร” ผมพูด ใจชักเย็นไม่ลงแล้ว ลำพังต้องยืนรอบีทีเอสนานๆ ก็เหนื่อยจะแย่ หงุดหงิดจนจะบ้า มาถึงยังเจอเพื่อนพาลไม่ฟังเหตุผลอีก

โคตรเหนื่อย เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ

กลับบ้านดีกว่า

ผมจูงมือน้องสาวเดินออกไปลานจอดรถ โอบเดินตามเรามาขึ้นรถเงียบๆ ยัยสองเห็นผมทะเลาะกับเพื่อนก็ไม่กล้าพูดอะไร หนีไปนั่งเบาะหลังคนเดียวอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ขอยุ่งกับเรื่องพี่ๆ

เมื่อขับรถออกมาจากห้าง เจอรถติดยาวเหยียด ท้ายแถวยาวมาจากอังรีดูนังต์ ผมถึงขั้นถอนหายใจเลย เหนื่อยกับบีทีเอสแล้วดันมาเจอรถติดอีก วันนี้โคตรซวยนรกแตก ถึงบ้านเมื่อไหร่ผมคงล้าจนร่างแหลกเป็นผักต้มเลย

โอ... ไหนจะเรื่องไอ้โอบอีก

ผมเหลือบมองไปที่เพื่อนสนิทขณะรถจอดติดไฟแดงตรงสี่แยก

ร่างเล็กหันหน้าออกหน้าต่าง เท้าคางกับประตูแล้วปิดปากเงียบ เงาสะท้อนบนกระจกคือภาพใบหน้าน่ารักที่งอง้ำบึ้งตึง จริงๆ แค่มองจากแผ่นหลังก็เห็นรังสีความโมโหโทโสแผ่ออกมาจากตัวมันแล้ว

“กูขอโทษที่มาช้า” ผมยอมลงให้ก่อน ยังไงก็เพื่อนกัน เรื่องในวันนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร คิดว่าควรคุยกันดีๆ ขอโทษกันซะก็จบแล้ว ตอนที่พูดอยู่นี้จึงใช้น้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย “กินอะไรมายัง”

“กินแล้ว” โอบตอบเสียงแข็ง ตามองเขม็งไปที่เส้นสีขาวบนทางม้าลาย

“กูซื้อเค้กมาฝากด้วย”

“อืม” มันขานตอบแบบขอไปที

“เค้กช็อกโกแลตของโปรดมึงกับเค้กชาไทยที่มึงบ่นอยากกิน” ผมยังไม่ยอมแพ้ ชวนคุยต่อไปเรื่อยๆ จะง้อจนกว่ามันจะคุยด้วยดีๆ นั่นแหละ

“อืม”

“แล้วหนังเป็นไงบ้าง สนุกไหม”

“อืม”

“เห็นเขาว่าน่ากลัวมาก มึงว่าไง”

“อืม”

“มึงไม่ชอบเหรอหนังเรื่องนี้”

“…”

โอบเงียบไปไม่หือไม่อืออะไรอีก ผมได้แต่นั่งมองแผ่นหลังมัน รู้สึกขมๆ ปนสิ้นหวังนิดๆ อย่างบอกไม่ถูก

“มึงจะไม่คุยกับกูหน่อยเหรอ เล่าเรื่องหนังให้กูฟังก็ได้”

“พูดไปจะรู้เรื่องไหมล่ะ มึงไม่ชอบดูหนังนี่” โอบหันมาหัวเสียใส่ “มึงขับรถไปเงียบๆ เหอะ ไม่ต้องมายุ่งกับกู”

จบ...

ผมมองโอบด้วยสายตาหมดความอดทน ความเหนื่อยที่เจอมาทำให้เส้นอารมณ์ผมขาดผึงง่ายกว่าปกติ ยอมลงให้ก่อนก็แล้ว ขอโทษก็ขอโทษแล้ว ง้อก็ง้อแล้ว หมดปัญญาแล้วจริงๆ

“มึงเป็นอะไร” ผมถามตรงๆ

“จะเลิกถามได้ยังอะ”

“กูขอโทษแล้วนะ”

“ขอโทษแล้ว?” โอบย้อนเสียงสูง “แล้วไงอะ”

“มึงพูดมาเลยดีกว่า ว่าโกรธกูอะไรอยู่ กูจะได้ง้อถูก”

“ขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ กูโกรธที่มึงไม่ยอมไปดูหนังเป็นเพื่อน กูโกรธที่มึงมาช้าปล่อยกูรอนานเป็นชั่วโมง แถมมาถึงแล้วยังจะซักอะไรเยอะแยะน่ารำคาญอีก กูเบื่อ!”

เบื่อ? ผมชะงัก รู้สึกหน้าชาเหมือนถูกตบ

“มึงหงุดหงิดเพราะรอนาน กูเข้าใจ แต่มึงเบื่ออะไร กูไม่เข้าใจ”

“ก็เบื่อมึงน่ะสิ มาถึงก็เอาถามเซ้าซี้อยู่นั่น บ่นอยู่ได้น่ารำคาญ”

บ่นอยู่ได้น่ารำคาญ?

หน้าผมตึงสนิท ลึกๆ ใจเริ่มระงับอารมณ์ไม่อยู่ ปกติผมเคยพูดมากขนาดนี้ที่ไหน ทั้งหมดที่ทำไป พูดไป ก็เพื่อง้อมันทั้งนั้น แต่โอบกลับมองว่าน่ารำคาญไปแทน

โอเค ถ้างั้นก็ผมเงียบก็ได้ จะไม่พูดอะไรแล้ว

“เอ้า ทีงี้ละเงียบ พอกูหันมาคุยด้วย มึงจะเงียบทำไมอะ คิดอะไรอยู่ มึงพูดออกมาเลย ไม่ต้องมาเงียบ ไม่ต้องมาทำหน้านิ่งใส่ กูดูไม่ออก กูขี้เกียจเดาแล้ว กูเบื่อมากกับหน้าตายๆ ของมึงเนี่ย”

เห็นได้ชัดว่าโอบพยายามยั่วยุผมอยู่

ซึ่งได้ผลดีทีเดียว

ผมขมวดคิ้วกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วปูดโปน โกรธจนร้อนไปหมดทั้งตัวคล้ายโดนไฟสุม

ถ้าเป็นสมัยที่ยังไม่ได้ตัดใจ ผมคงไม่โต้ตอบอะไรแน่ ถึงจะโกรธแต่ก็คงเงียบไว้ ผิดถูกไม่สำคัญแต่ผมจะยอมมันเสมอ จากนั้นทุกอย่างจะจบลงด้วยดี โอบก็จะแฮปปี้ ส่วนผม...ถึงไม่แฮปปี้ก็ต้องเงียบไว้ เพราะรักมากแคร์มาก ตัวเองจะเป็นจะตายอย่างไรก็ช่าง ไม่มีอะไรสำคัญเท่าความสบายใจของโอบ

ทว่าปัจจุบันผมไม่ใช่หนึ่งคนเดิมที่ยอมได้ทุกเรื่องแล้ว

คิดๆ ดู ยิ่งผมตามใจมาก โอบก็ยิ่งเอาแต่ใจมากขึ้นเรื่อยๆ นานวันเข้าเหตุผลอะไรมันก็เริ่มไม่ฟังแล้ว เพราะมันรู้ว่าผมจะง้อ รู้ว่าผมจะยอมลงให้ โดยลืมไปว่าบางเรื่องมันก็ผิด บางเรื่องก็ไม่ถูกต้อง งี่เง่า และโคตรจะไม่มีเหตุผล

ที่สำคัญ...ยิ่งยอมก็ยิ่งทำให้โอบลืมไปว่าผมก็มีหัวใจ โกรธเป็น ไม่พอใจเป็น และเสียใจกับคำพูดของมันเป็น คำก็เบื่อ สองคำก็รำคาญ โอบพูดออกมาแบบไม่แคร์หัวใจคนฟังเลย

“เพื่อนกันสนิทกัน ไม่ได้หมายความว่ามึงจะพูดยังไงกับกูก็ได้นะ”

“ก็มันจริงนี่ มึงชอบทำตัวน่าเบื่ออะ ชวนดูหนังก็ไม่ไป แล้วเนี่ยเป็นไง กว่าจะมารับ ปล่อยกูรอนานเป็นชั่วโมง”

“กูไม่ได้อยากมาช้าให้มึงโกรธ แต่บีทีเอสเสีย จะให้ทำไง”

“ถ้ามึงมาดูหนังกะกูตั้งแต่แรก กูก็ไม่ต้องรอมึงนานๆ ปะ”

“แล้วสองล่ะ กูรับปากแม่ไว้แล้วตั้งแต่เช้าว่าจะไปเฝ้าน้อง กูก็ต้องรักษาคำพูดสิ นั่นแม่กับน้องสาวกูนะเว้ย มึงจะมาเอาแต่ใจไม่ฟังเหตุผลแบบนี้ไม่ได้ มันเกินไป”

“ไม่ต้องทำมาพูดดี ถึงไม่ไปเฝ้าสอง มึงก็ไม่ไปอยู่ดีแหละ”

“กูบอกว่าจะไป ถ้ามึงไปดูรอบอื่นที่ไม่ใช่บ่ายนี้แต่มึงไม่ไปเอง”

“แต่กูรู้สึกไม่ดีอยู่ กูต้องการการเยียวยาเดี๋ยวนั้นตอนนั้น กูไม่ได้อยากหายเศร้าหายเหงาตอนเย็นหรือเช้าวันพรุ่งนี้ มึงเข้าใจไหม!” โอบโวยวายใหญ่เสียงดังลั่นรถ

“กูเข้าใจ แต่กูให้ไม่ได้ มึงฟังเหตุผลกูบ้างดิ”

“จะให้ฟังอะไรล่ะ พักหลังๆ มึงทำเหมือนกูไม่สำคัญกับมึงแล้วอะ เดี๋ยวนี้จะทำอะไรเพื่อกูสักหน่อยก็ทำให้ไม่ได้แล้วใช่ปะ!”

“แล้วที่ไปส่งมึงถึงห้าง ทั้งที่กูไม่ต้องไปห้างก็ได้ นั่งรอมึงตั้งนาน ขึ้นบีทีเอสกลับมารับมึง ทั้งที่ก็ไม่ใช่หน้าที่กู ไม่ใช่ธุระอะไรของกู นี่กูไม่ได้ทำเพื่อมึงอยู่เหรอวะ!”

“ถ้ามึงไม่เต็มใจนัก งั้นกูลงตรงนี้ก็ได้!” โอบประชด

เสียใจด้วยที่ผมรู้ทัน รีบกดล็อกรถก่อนที่โอบจะเปิดประตู

“กูจะลง!” โอบขึ้นเสียงออกคำสั่ง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนวาววับด้วยความโกรธ จะเอาให้ได้ จะลงให้ได้ แต่ตอนนี้รถผมจอดติดไฟแดงอยู่ตรงแยกมาบุญครอง เวลากำลังนับถอยหลังอยู่ที่สี่สิบเจ็ดวินาที ผมยอมให้ลงไม่ได้

“โอบ” ผมเรียกชื่อมันอย่างอ่อนใจ

“มึงจะเป็นแบบนี้แล้วใช่ไหม”

“แบบไหนล่ะ”

“แบบที่มึงไม่...” โอบไม่ยอมพูดให้จบ มันฟึดฟัดเปลี่ยนไปเรื่องอื่น ตะโกนใส่หน้าผม “โอ๊ย กูเบื่อมึงแล้ว ไอ้โง่!”

คำว่าเบื่อมาอีกรอบแล้ว จำได้ว่าผมเคยถามโอบตอนวันปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ว่าเบื่อไหมที่เป็นเพื่อนกันมานานสิบสี่ปี โอบบอกไม่เบื่อ และเป็นเพื่อนผมได้ไปจนตาย แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นแบบนี้

บอกว่าไม่รักยังเจ็บน้อยกว่าบอกว่าเบื่อกัน

“มึงพูดว่าเบื่อกูมากี่รอบแล้ว พอได้ยัง”

“กูไม่พอ! กูเบื่อ เบื่อๆๆ เบื่อมากๆ”

“เบื่อก็ดี กูจะไม่ทนกับมึงแล้ว!” ผมกลายร่างเป็นยักษ์ตามไปอีกคน พ่นไฟมาพ่นไฟกลับไม่โกง สัด!

“ไม่ทนแล้วจะยังไง เลิกคบกูเป็นเพื่อนเหรอ ขู่อะไรที่เป็นไปได้หน่อยเหอะ หน้าอย่างมึงน่ะเหรอจะทิ้งกูได้”

“กูไม่ได้ขู่ ถ้ามึงคิดว่าเพื่อนสนิทอย่างกูเป็นของตายที่จะมึงจะทำอะไรก็ได้ มึงคิดผิด”

“ดี มึงพูดเองนะ ไม่ต้องเป็นเพื่อนกันนานๆ แล้ว ช่างแม่ง เลิกคบกันไปเลย!”

“อะไรนะ พูดอีกทีซิ” ผมพูดเสียงเย็นแล้วจ้องโอบตาเขม็ง

“กูบอกว่าไม่ต้องเป็นเพื่อนกันแล้ว ชัดไหมไอ้สัด!” โอบแผดเสียง

คบกันมาสิบสี่ปี...นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ผมโกรธมากจนเลือดขึ้นหน้า โมโหจนมือไม้สั่นไปหมด

ไม่รู้ว่าจะพยายามเก็บรักษาคำว่าเพื่อนไว้ทำไม ในเมื่อโอบไม่เคยเห็นค่ามิตรภาพของผม แต่ละคำที่พูดไม่คิดจะรักษาน้ำใจกันเลย การกระทำยิ่งแล้วใหญ่ อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลจนคุยกันไม่รู้เรื่อง

‘มึงอยู่เป็นเพื่อนกับกูไปนานๆ นะ...นะๆ สัญญากับกูสิ’

คำสัญญานี้โอบเป็นคนอ้อนวอนขอให้ผมตกปากรับคำเอง มันไม่เคยรู้ว่าผมต้องพยายามมากแค่ไหนที่จะตัดใจจากมัน เพื่อรักษาสัญญาในวันนั้นเอาไว้ให้อย่างที่มันต้องการ แต่มาวันนี้...มันกลับพูดออกมาง่ายๆ ว่า ‘ไม่ต้องเป็นเพื่อนกันแล้ว’ เจอดอกนี้เข้าไป ใครบ้างจะไม่จุกขึ้นมาถึงลิ้นปี่ ใครบ้างจะไม่เสียความรู้สึก

ผมเองก็เสียใจ แต่ขอโทษด้วย หมดเวลารักคนอื่นมากกว่ารักตัวเองแล้ว

ในเมื่อโอบไม่แคร์ผม ผมก็จะไม่แคร์มันเหมือนกัน

“ปล่อยกูลง กูจะลงตรงนี้!” โอบประท้วงยิกๆ

ผมไม่สนใจ นั่งนิ่งเป็นหุ่น ไม่ยอมปลดล็อกรถให้ โอบเลยปลดเข็มขัดนิรภัย โผข้ามตัวผมมากดปลดล็อกประตูด้วยตัวเองจนสำเร็จ ร่างเล็กที่โกรธจัดจนหน้าแดงตัวแดงไปหมดพยายามจะเปิดประตูรถกลางสี่แยก

จังหวะนั้นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งเลื้อยเลาะมาทางท้ายรถพอดี ผมเลยรีบโถมตัวตามไปคว้าเอวโอบไว้ ดึงทั้งตัวคนและประตูรถให้ปิดกลับมาตามเดิมแล้วตะคอกเสียงดุจัด

“อยากตายหรือไงวะถึงได้ลงจากรถกลางถนน!”

“ปล่อยกู!” โอบดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนผมอย่างขัดใจ มือเล็กๆ ที่เคยเห็นว่าน่าเอ็นดูออกแรงทั้งผลักทั้งดันผมออกจากตัวมันสุดแรงเกิด ในขณะที่ผมพยายามจะจับมันนั่งแล้วรัดเข็มขัดไว้เหมือนเดิม

“อย่าลงตรงนี้ มันอันตราย มีสติหน่อย!”

“จะมาสนใจอะไรล่ะ จะลงตรงไหนมันก็เหมือนกันนั่นแหละ กูไม่อยากอยู่กับมึง ไม่อยากเห็นหน้ามึงแล้ว!”

“พี่โอบ อย่าลงกลางถนนเลยค่ะ ไฟจะเขียวแล้ว” สองช่วยเกลี้ยกล่อมด้วยอีกแรง

“เด็กตัวแค่นี้ยังรู้เลยว่าลงตรงนี้ไม่ปลอดภัย มึงอยู่มหาลัยแล้วนะ ใช้สติมากกว่าใช้อารมณ์หน่อย” ผมดุแล้วใช้แรงบังคับมันให้อยู่กับเบาะรถ
 
“บอกให้ปล่อยไงวะ ปล่อย!” โอบตะโกนลั่น พยศไม่เลิก

ผมกับโอบตีกันอุตลุตอยู่ในรถ มันดิ้นอย่างดื้อดึง ส่วนผมก็จับมันไว้ไม่ให้มันลงไปที่ถนน ยื้อกันไปยื้อกันมา สุดท้ายศอกโอบเลยกระแทกปั๊กเข้าที่ปากผมอย่างแรง รู้สึกถึงเนื้ออ่อนในปากครูดไปตามความคมของแนวฟันจนฉีกเปิด

ผมมึนไปวูบจนต้องผงะถอย ความเจ็บมาพร้อมรสเลือดคาวที่คลุ้งขึ้นจมูก ผมก้มดูตัวเองเมื่อรู้สึกว่ามีของเหลวหยดจากริมฝีปาก มือที่แบรองไว้มีเลือดไหลย้อยลงมาเปรอะนอง

ใช่ ปากผมแตก...

“พี่หนึ่ง เลือด!” น้องสาวผมตกใจร้องเสียงหลง รีบส่งผ้าเช็ดหน้ามาให้อย่างลนลาน “นี่ผ้าๆ กดแผลไว้ค่ะ”

โอบเพิ่งรู้ว่าผมเจ็บจนได้เลือด มันหันมามองดวงตาเบิกกว้าง อ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออก

“หนึ่ง กูไม่ได้...” มันยื่นมือมาทำท่าจะจับ

แต่ผมปัดมือมันออกแล้วเบือนหน้าหลบไม่พูดอะไร บรรยากาศในรถหนักอึ้งเหมือนโดนหินเป็นตันถล่มทับ

ชั่วขณะนั้นไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวพอดี ผมเหยียบคันเร่งเต็มฝ่าเท้า รถออกตัวกระชากตามอารมณ์คนขับ หลังจากนั้นในรถคันเก่าก็ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ อีก



หนึ่งชั่วโมงให้หลัง...

ผมนั่งอยู่ในรถที่จอดเยื้องอยู่หน้ารั้วบ้านโอบ  ตามองตามร่างเล็กที่เดินลับหายไปหลังประตูรั้ว เป็นเพราะโคมไฟถนนดันมาเสียตรงนี้พอดี ความมืดจึงทำให้ผมมองไม่เห็นสีหน้าของโอบ

ไม่เห็นแต่ก็เดาว่าคงหงุดหงิดมากอยู่

ทันทีที่รถจอด โอบก็รีบร้อนลงไปโดยไม่ได้พูดอะไร

ผมเองก็ไม่ได้รั้งเพื่อนไว้ เพราะรู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ ไม่อยากทะเลาะกันเพิ่ม ลำพังแค่อยู่ในรถด้วยกันก็อึดอัดจะแย่ ต่างคนเลยต่างทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตนในสายตา

“พี่หนึ่ง” น้องสาวผมโผล่หน้ามาตรงช่องว่างระหว่างเบาะ “รีบเอารถเข้าบ้านเถอะ จะได้ให้แม่ดูแผลที่ปาก”

ผมส่ายหน้าตอบแบบเนือยๆ แม้ผ่านมาเป็นชั่วโมงจนความโกรธจางลงบ้างแล้ว แต่ตะกอนตกค้างจากการทะเลาะเบาะแว้งยังคงอยู่ ทั้งความเจ็บที่ปาก ความเครียด และความเหนื่อยรุมเร้าผมจนอ่อนล้าไปหมด ขืนเข้าบ้านไปตอนนี้ โดนแม่ซักถามขนานใหญ่ ผมคงตาย

ถ้าเลือกได้ผมอยากอยู่เงียบๆ มากกว่า ซึ่งก็แปลก เวลาแบบนี้หน้าพี่จันทร์โผล่ขึ้นมาในหัวเลย

ที่แปลกสุดคือ...

เขาโทรมาได้จังหวะพอดี

ผมรีบกดรับสายแล้วรอฟังเสียงนุ่มอ่อนโยน

‘พี่ถึงบ้านแล้วนะ’

ผมหายใจลึกๆ ปรับอารมณ์ตัวเอง ไม่อยากใช้น้ำเสียงเหนื่อยล้าให้พี่จันทร์เป็นห่วง ก่อนจะตอบไปเบาๆ

“ครับ...”

ปัญหาคือปากผมเจ็บมาก ฝืนพูดคำเดียวก็เจ็บแล้ว เอาลิ้นไปแตะดุนๆ ใกล้แผลยังมีรสเลือดเข้มอยู่เลย สุดท้ายต่อให้พยายามปกปิดแค่ไหน ก็ทำได้ไม่เนียนอยู่ดี

‘มีอะไรหรือเปล่า’ ปลายสายถามเสียงไม่แน่ใจ

“เปล่าครับ”

‘แน่นะ?’

“.....”

‘หนึ่ง พูดกับพี่สิ’

เสียงเขา คำพูดเขา ทำให้ผมยอมแพ้แต่โดยดี

“ผมขอไปหาพี่ได้ไหม” ผมถามเสียงพร่า

‘ได้ มาสิ’ พี่จันทร์ตอบรับสั้นๆ โดยไม่ถามว่าทำไม

ผมวางสายแล้วหันไปหาน้องสาวที่นั่งยิ้มอยู่บนเบาะหลัง

“เดี๋ยวพี่มา”

“จ้า เดี๋ยวหนูบอกแม่ให้ ว่าพี่ไปหาแฟน”

“สอง” ผมขมวดคิ้วปรามไม่ให้น้องเข้าใจผิด ก่อนเคลื่อนรถไปจอดส่งน้องสาวถึงหน้าประตูบ้าน รอจนเห็นยัยสองเข้าบ้านเรียบร้อยดีแล้ว ค่อยกลับรถและขับออกจากซอยบ้านมุ่งหน้าไปหาพี่จันทร์

โชคดีที่บ้านเราอยู่ไม่ไกลกันนัก ขับรถไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงแล้ว ผมจอดรถแอบไว้ชิดกำแพงสีขาวที่มีต้นเล็บมือนางปกคลุม แค่เดินไปหน้าบ้าน ยังไม่ทันได้กดกริ่งเรียก เสียงเดินลากรองเท้าแตะก็ดังขึ้นเบาๆ หลังประตูรั้วแล้ว

พี่จันทร์เหมือนรอผมอยู่

“มาไวจัง” เขาทัก

ผมมองผ่านช่องรั้วอัลลอยสีดำลายทอง เห็นเขายังใส่เสื้อผ้าชุดเดิมเหมือนเมื่อตอนบ่าย ต่างแค่ตอนนี้ไม่ได้สวมแว่น และรองเท้าผ้าใบสีขาวก็ถูกเปลี่ยนกลายเป็นรองเท้าแตะฟองน้ำสบายๆ แล้ว

อ่า แย่จริง ผมไม่ทันคิดให้รอบคอบ

เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเสื้อตัวเองเปื้อนเลือดอยู่ ผมไม่ควรใจร้อนบึ่งมาหาพี่จันทร์ในสภาพแบบนี้เลย เกรงใจเขา ไม่อยากทำให้เขาต้องพลอยกังวลใจไปด้วย

“พี่จันทร์” ผมเรียกคนที่กำลังไขกุญแจ

“หืม?”

“ขอโทษที่มากวนครับ ผมกลับดีกว่า”

บอกตอนนี้ดูเหมือนจะสายเกินไปหน่อย เพราะพี่จันทร์เปิดประตูเล็กข้างกำแพงเดินออกมาเรียบร้อยแล้ว

“จะไปแล้วเหรอ” เขาช้อนตามองอย่างงุนงง

“ครับ” ผมตอบแล้วรีบเบี่ยงตัวหลบสายตาเขา

ทว่ามือนุ่มเย็นกลับแตะแก้มซ้ายผมอย่างแผ่วเบา ใบหน้าผมถูกรั้งให้เบนกลับไปมองหน้าเจ้าของมือตรงๆ พี่จันทร์จึงได้เห็นคราบเลือดแห้งกรังตรงคางกับรอยเปื้อนบนเสื้อผม

เขาคงสงสัย แต่รู้ด้วยว่ายังไม่ถึงเวลาที่ควรถาม

“อุตส่าห์มาแล้ว เข้ามาก่อนเถอะ” พี่จันทร์เอ่ยชวน “หนึ่งตั้งใจจะมาหาพี่ เพราะไม่สบายใจไม่ใช่เหรอ อยู่ด้วยกันก่อน อย่ารีบกลับเลย”

เห็นสีหน้าห่วงใยของเขาแล้วผมปฏิเสธไม่ออก

ไม่สิ... คิดให้ดีอีกที ผมไม่ได้ปฏิเสธ เพราะการมาหาเขาคือความตั้งใจของผมอยู่แล้วต่างหาก ผมอยากเจอเขา อยากเห็นหน้า อยากได้ยินเสียง เพราะอยู่กับเขาแล้วผมสบายใจที่สุด

ผมเดินตามพี่จันทร์เข้าไปในบ้านที่เงียบสงัด ด้านในมืดพอๆ กับท้องฟ้าสองทุ่มด้านนอก เพราะมีเปิดไฟไว้แค่ดวงเดียวในห้องรับแขก ส่วนอื่นๆ ของตัวบ้านเลยกลายเป็นมิติพิศวงที่มืดมิดและเงียบงัน

“อยู่คนเดียวเหรอครับ”

“อืม แม่พี่ไปต่างจังหวัดน่ะ”

“ผมมากวนหรือเปล่า” ต้องถามเพราะเห็นชีทเรียนเขากางไว้บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา ความจริงวันนี้เราอยู่ด้วยกันมาทั้งบ่ายที่ร้านกาแฟแล้ว ตอนเย็นผมยังขอมาเจอพี่อีก มันอาจจะมากเกินไป

“หนึ่งไม่ได้กวนพี่หรอก ไม่ต้องเกรงใจเลย” เขาถอนหายใจแล้วยิ้มละมุนละไม แววตาเป็นประกายวิบวับๆ ก่อนก้าวเข้ามาใกล้ๆ แล้วลองใช้เล็บสะกิดคราบเลือดบนเสื้อผม “ถ้าไม่เอาเสื้อมาแช่น้ำตอนนี้ เดี๋ยวจะซักออกยากนะ อยากเปลี่ยนเสื้อไหม พี่มีเสื้อกิจกรรมที่ยังไม่ได้ใช้อยู่ ซื้อมาผิดไซส์ หนึ่งน่าจะใส่ได้”

“ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะครับ” ผมส่ายหน้า เหนื่อยจนไม่อยากจะใส่ใจอะไรแล้ว เสื้อเปื้อนก็ช่างแม่ง ซักไม่ออกก็เก็บไว้ใส่อยู่บ้าน ไม่ก็ทิ้งๆ ไปแล้วซื้อใหม่ ไม่ต้องอาลัยอาวรณ์ให้มาก

“โอเค งั้นนั่งรอพี่ที่โซฟาก่อนนะ”

มือพี่จันทร์แตะหลังผมแล้วดันเบาๆ ไปทางโซฟาผ้าสีเทาดำ ผมนั่งรออย่างว่าง่าย ปล่อยให้เจ้าของบ้านเดินลับหายไปในความมืด ไม่ถึงห้านาทีเขาก็กลับมาพร้อมขวดน้ำเปล่าและผ้าขนหนูชุบน้ำ

เขาส่งขวดน้ำให้ผมดื่มก่อนนั่งลงข้างๆ

“ขอพี่ดูแผลหน่อย”

ผมก้มลงเล็กน้อย ยอมให้พี่จันทร์จับดึงริมฝีปากอย่างระมัดระวัง ใบหน้าที่แฝงความจริงจังเลื่อนเข้ามาใกล้ขณะส่องดูแผล เขาขมวดคิ้วมองผมด้วยสายตากังวล ท่าทางเป็นห่วงเป็นใยมาก

“แผลใหญ่เชียว เลือดยังซึมๆ ด้วย เจ็บมากไหม”

“เจ็บครับ”

“เกิดอะไรขึ้น”

“ก็แค่อุบัติเหตุครับ”

มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ ผมรู้ว่าโอบไม่ได้ตั้งใจ แต่ผมไม่อยากพูดถึงมันในตอนนี้ กลัวว่าเดี๋ยวอารมณ์จะเสียอีก

พี่จันทร์เองคงรู้สึกว่ามีอะไรมากกว่าอุบัติเหตุ เมื่อผมไม่พูดก็ไม่อยากซักไซ้ มือขาวบอบบางตบหน้าขาผมเบาๆ สองสามทีแล้วพยักหน้า ท่าทางนั้นชัดเจนอยู่ในตัวโดยไม่ต้องอธิบาย เขาไม่สนใจว่าผมจะร้อนมาจากใครที่ไหน แต่ตัวเขาจะเย็นรออยู่ตรงนี้เพื่อผมเสมอ อยากพูดเมื่อไหร่ก็พูด ไม่อยากพูดก็ตามใจ ประมาณนั้น

ดีจริง งั้นขอบ่นหน่อยได้ไหม สั้นๆ ก็ยังดี

“ผมเหนื่อย” พูดเบาๆ พลางเอนหลังพิงพนักโซฟาแบบหมดเรี่ยวแรง ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือ แบตเตอร์รี่ก็คงกำลังขึ้นขีดแดง แจ้งเตือนว่าแบตเหลืออยู่ห้าเปอร์เซ็นต์แน่

คนฟังกะพริบตาปริบๆ แล้วอมยิ้ม ร่างโปร่งใต้เสื้อแขนยาวสีแดงอิฐตัวหลวมเขยิบออกห่างไปจนสุดโซฟา ก่อนดึงไหล่ผมให้ทิ้งตัวลงนอนหนุนตักตัวเอง

“เหนื่อยก็พักก่อน”

ไม่มีเหตุผลที่จะทำตัวแข็งขืน ผมนอนลงอย่างว่าง่าย หลับตาลงแล้วพลิกตัวตะแคง ขยับศีรษะให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด จมูกก็แอบสูดกลิ่นหอมเย็นที่เริ่มคุ้นชินเข้าปอดไปด้วย สัมผัสอ่อนโยนจากมือนุ่มของพี่จันทร์ที่แทรกอยู่ในเส้นผมแล้วลูบไปมาเบาๆ ทำให้ผมเริ่มผ่อนคลาย เคลิ้มๆ จนใกล้จะหลับแล้ว

ดีที่สุดเลย พี่จันทร์...ที่พักใจของผม

ขอบคุณอะไรก็ตามที่ส่งเขามาหาผมได้ถูกที่ถูกเวลา ขอบคุณไอ้ห่ารันย์ที่ล่อผมไปเจอเกี๊ยวกระต่ายในเซเว่น ขอบคุณตัวเองในวันนั้นที่ยอมเปิดใจให้พี่เขาเดินเข้ามาในชีวิต และขอบคุณโอบที่ทำให้ผมตัดใจจากมันได้ไวขึ้น


ผมถึงได้เจอคนอื่นที่แคร์ผมมากกว่ามัน





#เขาคุณเราผม

Keane >> ขอบคุณมากนะคะ ^^

aha_aha >> ก๊ากกกกก เรื่องนี้...ทุกคนเป็นตัวร้ายค่ะ /โดนต่อย ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ เพิ่งเห็นเมนต์ เลยอีดิตกลับมาตอบ อิอิ : )
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-02-2019 19:43:51 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ Keane

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 281
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-0
^
^
ยินดีๆคร้าบบ มาอัพเรื่อยๆนะครับ รออ่านตอนต่อไปอยู่คร้าบบ  o13 :กอด1:

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 11.1 เอาใจใส่
เล็กๆ น้อยๆ
ใครคิดว่าไม่สำคัญ



:: เขา – ชานมไข่มุก ::



ใกล้สามทุ่ม ผมเพิ่งกลับมาถึงหอ

ปกติเวลานี้หนึ่งจะมาถึงหอแล้วเหมือนกัน แต่พอไขกุญแจเข้าไปในห้อง ค่ำคืนนี้ผมกลับพบเจอแต่ความมืดสลัวอันว่างเปล่า ไม่มีวี่แววของเพื่อนสนิทแม้แต่เงา

สังหรณ์ใจไม่ดีชอบกลแฮะ

ผมกวาดตามองไปรอบห้อง ความจริงห้องนี้ก็ไม่ได้กว้างมากมาย ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่านะ พอหนึ่งไม่อยู่ จู่ๆ ห้องก็ดูโล่งกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนมีอะไรขาดหายไปจากจุดที่ควรจะอยู่

ไม่สิ ผมไม่ได้คิดไปเองแน่

ห้องมันโล่งเพราะหนึ่งไม่อยู่แล้วจริงๆ

บนโต๊ะหนังสือของมันไม่มีสมุดหรือหนังสือวางอยู่เลย กล่องเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ที่เคยวางแหมะอยู่หลังตู้เย็นตั้งแต่เปิดเทอมก็หายไป แม้แต่กระเป๋าใบใหญ่บนตู้เสื้อผ้ามันก็ไม่อยู่แล้ว

ผมโยนเป้ไปที่เตียงแบบไม่ไยดี ก่อนรีบสาวเท้าไปเปิดดูตู้เสื้อผ้าเพื่อนเมื่อเอะใจถึงอะไรบางอย่าง

เป็นอย่างที่คิด...

บนราวแขวนที่ควรจะมีเสื้อนักศึกษาสี่ห้าตัวของหนึ่งแขวนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ตอนนี้กลับเหลือเสื้อติดตู้อยู่เพียงตัวเดียว ข้าวของที่จำเป็นและผ้าเช็ดตัวของมันก็หายไปด้วย

หนึ่งเข้ามาเก็บของตอนผมไม่อยู่เหรอ

ผมยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า ตามองเสื้อนักศึกษาที่มันเหลือทิ้งเอาไว้ มือที่กำแน่นอยู่บนที่จับประตูตู้สั่นน้อยๆ

ใจหวิวเลย...

ไม่คิดว่าหนึ่งจะโกรธมากขนาดนี้

เราทะเลาะกันรุนแรง โกรธกันมาตั้งแต่วันเสาร์

เย็นนั้นหนึ่งส่งผมลงหน้าบ้านแล้วมันก็ขับรถออกไป ผมได้ยินเสียงรถมันแล่นผ่านบ้านอีกทีตอนเที่ยงคืนกว่า วันอาทิตย์มันออกจากบ้านแต่เช้า หายหัวไปทั้งวัน กลับมาดึกๆ ดื่นๆ 

พอวันจันทร์...หรือก็คือวันนี้

เมื่อเช้าผมเป็นฝ่ายเข้าไปเนียนคุยกับหนึ่งตามปกติ ตั้งใจจะเข้าไปง้อมันนั่นแหละ เหมือนเย็นวันที่ผมชวนมันไปกินชาบูแต่มันไม่ยอมไป วันนั้นต่างคนต่างหงุดหงิด แต่พอผมคุยด้วย มันก็คุยตอบ

ก็คิดว่าหนนี้จะเป็นแบบนั้น

ที่ไหนได้ หนึ่งกลับไม่ยอมคุยกับผม มันนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้โต๊ะเลกเชอร์ มองมาที่ผมด้วยสายตาเคร่งเครียดแฝงแววกรุ่นโกรธอยู่ลึกๆ มันนิ่งมากจนผมใจคอไม่ดี

เมื่อเห็นท่าทางเพื่อนยังโกรธจัดบวกกับเห็นคางมันมีรอยม่วงช้ำน่ากลัว ผมเลยไม่กล้าเข้าไปตอแยหนึ่งอีก ทำอะไรไม่ได้นอกจากกลืนความรู้สึกผิดแล้วถอยออกมาตั้งหลักอยู่ห่างๆ

ถามว่าเสียใจไหมกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เสียใจสิ...เสียใจมากด้วย

ผมไม่ได้อยากทำตัวงี่เง่าเอาแต่ใจไม่ฟังเหตุผล ทุกอย่างที่ทำลงไปผมมีเหตุผลของผม แต่สิ่งเดียวที่ผมไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นในเย็นวันนั้นคือการศอกไปโดนปากหนึ่งจนเลือดตกยางออก

ผมเสียใจจริงๆ ที่ทำมันเจ็บขนาดนั้น

ทั้งตัว ทั้งหัวใจ…

“โอบ อยู่ไหม”

ผมขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนมาจากหน้าห้อง เสียงเคาะประตูเบาๆ เรียกให้ผมรีบเดินไปแง้มประตูเปิด คนที่ยืนรออยู่ข้างนอกคือภพกับรันย์ พวกมันยืนเรียงกันมองหน้าผมด้วยสายตาเป็นห่วง

“ไงมึง โอเคปะวะ” รันย์ถามอย่างกังวล

“อืม กูโอเค” ...มั้งนะ

“มึงรู้แล้วใช่ไหมว่าไอ้หนึ่ง...” ภพหยุดพูดแล้วพยักพเยิดไปที่ตู้เสื้อผ้า เกริ่นถึงเรื่องที่หนึ่งเก็บของออกจากหอ

“กูเห็นแล้ว รู้แล้ว”

“ไปทำอะไรเข้า หนึ่งถึงโกรธขนาดนี้”

“ครั้งนี้กูคงใจร้ายกับมันมากไปหน่อย”

ไม่ใช่แค่ ‘หน่อย’ หรอก มากๆๆๆ เลยต่างหาก ทั้งคำพูดและการกระทำของผมคงขยี้หัวใจหนึ่งมากอยู่ ความรู้สึกของหนึ่งกับความสัมพันธ์ของเราหลังจากนี้อาจจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมแล้ว

“เอาเถอะ หนึ่งคงไม่โกรธมึงนานหรอก มึงรอให้มันใจเย็นลงอีกนิดแล้วกัน” รันย์วางมือบนไหล่ผมแล้วบีบเบาๆ ก่อนก้มลงมาเล็กน้อยเพื่อมองตาผม “มึงเองก็พอได้แล้วนะ ครั้งนี้ล่อไอ้หนึ่งซะคางม่วงเลย สงสารมัน”

“อื้อ” ผมขานรับแบบหงอยๆ

“เอ้า ไม่ต้องซึม ชานมไข่มุกร้านโปรดมึง” ภพส่งแก้วชานมไข่มุกที่ซื้อมาจากร้านหน้าซอยหอให้ผม “กูไปอาบน้ำที่ห้องแป๊บ เดี๋ยวกูกับรันย์สลับกันมานอนเป็นเพื่อน”

“ขอบใจ” ผมยิ้มน้อยๆ รู้สึกดีที่พวกมันยังไม่ไปไหน

ภพขยี้หัวผมแรงๆ อย่างมันเขี้ยวแล้วเดินจากไปก่อน เหลือแค่รันย์ที่ยังยืนมองผมด้วยสายตาอ่อนใจ เห็นมันทำหน้าแบบนี้ผมก็อดระบายความในใจไม่ได้

“ทำไม... ทุกอย่างมันถึงได้ยากเย็นแบบนี้วะรันย์”

“มึงทำให้ทุกอย่างยากเองโอบ มึงเป็นคนเริ่ม จำได้ไหม”

อ่า นั่นสินะ…

เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผมทั้งนั้น ผมคนเดียวเลย

ผมหลับตาแล้วพยักหน้าช้าๆ ยอมรับความผิดที่ก่อไว้

“กูไปนะ ทำใจให้สบาย ไม่ต้องคิดมาก” รันย์ให้กำลังใจ

รอจนเพื่อนฝูงเดินกลับห้องตัวเองไป ผมค่อยปิดประตูลง หันกลับไปเผชิญหน้ากับห้องโล่งว่างที่ไม่มีหนึ่งเดินไปเดินมา เหงามากเลยพอรู้ว่ามันจะไม่กลับมา แต่ผมไม่อยากคิดถึงหนึ่งแล้ว หวังว่าชานมไข่มุกจะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นบ้าง

แต่ทว่า...

ไอ้ภพคงไม่ได้สั่งชานมแบบหวานน้อย ดูดไปอึกเดียว รสหวานจัดยิ่งทำให้ผมคิดถึงไอ้หนึ่งเลย

มีแค่หนึ่งคนเดียวเท่านั้นที่คอยจดจำทุกรายละเอียดในชีวิตผม คอยดูแล คอยเอาใจใส่ผมในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั้งสั่งชานมไข่มุกหวานน้อยให้ สั่งข้าวผัดให้ผมเวลาไปกินร้านตามสั่ง ตามเก็บกระบองเพชรที่ผมเลี้ยงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ แถมยังพกหยูกยาของผมไว้กับตัวตลอดอีกต่างหาก

เพราะไอ้หนึ่งเป็นแบบนี้นี่แหละ ผมถึงได้...

พอเถอะ

ผมเตือนตัวเองให้หยุดคิด เอาชาไข่มุกไปเก็บ อยากอาบน้ำรีบเข้านอนไวๆ เผื่อจะเลิกคิดเยอะคิดแยะได้สักที แต่กลายเป็นว่าต้องคิดมากหนักกว่าเก่า เมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานของตัวเองแล้วเห็นของบางอย่าง

แผงยาแก้แพ้…

ครั้งหนึ่งมันเคยอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของใครบางคน ทว่าตอนนี้มันถูกวางทิ้งไว้อยู่ตรงนั้น คล้ายจะบอกผมเป็นนัยๆ ว่าคนที่เคยพกไว้ให้ หมดแล้วซึ่งความรักความห่วงใยที่เคยมี


และต่อไปนี้ ผมต้องดูแลตัวเอง

 
 



:: คุณ – ไอติมผีเสื้อ  ::



Jaojannn : ซัน

“หือ?” ผมประหลาดใจเมื่อเห็นแจ้งเตือนบนล็อกสกรีน

จันทร์กินยาไม่ได้เขย่าขวดเหรอถึงได้เป็นฝ่ายทักมาแบบนี้ ขณะเปิดไลน์เข้าไปกำลังจะพิมพ์ถามว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า นึกครึ้มยังไงถึงทักมา คุณเขาก็ส่งรูปถ่ายเค้กชาไทยมาให้พร้อมข้อความสั้นๆ

Jaojannn : วันนี้มีเค้กชาไทย

มีเค้กชาไทย แล้วยังไง ผมงงไปวูบ อ้อ จริงสิ นึกออกแล้ว ผมเคยใช้เค้กชาไทยอ้างขอไลน์เขาไว้นี่หว่า

Kun Sun : ขอบคุณครับ

ตอนนั้นผมกับไอ้วีร์นั่งเตร่อยู่แถวๆ อักษรพอดี

จริงๆ พวกเราไม่ได้มีธุระอะไรที่นี่หรอก แต่โอบบอกว่าจะมาส่งงานที่ตึกเรียนรวมหลังเลิกเรียน ผมเลยตามน้องมา กะจะพาเจ้าเปี๊ยกไปเดินเล่นที่อื่นบ้าง ผมเบื่อร้านกาแฟใต้ตึกคณะอักษรจะแย่

“ไปไหนวะ ไม่รอโอบตรงนี้เหรอ” วีร์ถามเมื่อเห็นผมลุกจากม้านั่งหินอ่อน

“รอดิ แต่เดี๋ยวไปซื้อเค้กชาไทยให้น้องแป๊บ”

ไหนๆ คุณจันทร์ก็อุตส่าห์บอกว่ามีเค้กชาไทยขาย และก่อนหน้านี้โอบเองก็บ่นอยากกินมาตลอด ผมแวะไปซื้อเค้กให้น้องสักชิ้นแล้วกัน อยากเห็นเจ้าเปี๊ยกกระโดดดึ๋งๆ แก้มแดงมีความสุขน่ะ

ผมเดินจากลานหน้าตึกเรียนรวมไปที่ร้านกาแฟ ไม่รู้มีบุญมากหรือมีเคราะห์หนัก ระหว่างทางเลยเจอจันทน์กับไนท์เข้า ทั้งคู่กำลังง่วนกับการแบ่งชีทในมือกันอยู่

เจอแล้วก็ทักเขาสักหน่อย

“คุณ”

จันทร์หันมาตามเสียงทัก ไอ้ไนท์เองก็หันมาด้วย มันหรี่ตามองผมด้วยสายตาคมกริบดุดัน ไม่ว่ามองจากมุมไหนผมก็เห็นป้ายล่องหนที่เขียนว่า ‘อย่ายุ่งกับเพื่อนกู’ แปะอยู่บนหน้าผากมัน

“มาซื้อเค้กเหรอ” คุณตัวขาวถามเป็นฝ่ายถามไถ่ผมก่อน

“อ่า...” ผมก้มมองพื้นก่อนหยุดยืนอยู่ข้างเขา “ขอบคุณที่ไลน์มาบอก”

“รีบไปซื้อเถอะ เราไปก่อนนะ”

ผมเพิ่งมา เขาก็จะไป จันทร์คงคิดจะเผ่นหนีภัยคุกคามอย่างผมแหงๆ

อย่านึกล่ะว่าผมจะปล่อยเขาไปไหนง่ายๆ รอดูนะ

สาม

สอง

หนึ่ง...

“โอ๊ะ?” จันทร์อุทานเมื่อคิดจะเดินแต่ไปไหนไม่ได้ 

เมื่อกี้ผมเห็นชายเชือกรองเท้าเขาหลุดรุ่ยกองอยู่บนพื้น เลยแอบเหยียบปลายเชือกเอาไว้หมิ่นๆ น่ะ

ไม่ต้องห่วงนะ มันไม่อันตราย ผมเหยียบไว้เบาๆ แค่จิ๊ดเดียว เขาเลยไม่สะดุดจนถึงขั้นหัวคะมำ แค่ยกเท้าปลายเชือกก็หลุดแล้ว แต่จะรู้สึกตึงนิดๆ ให้พอตกใจอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้นั่นแหละ

“ซัน” จันทร์ก้มมองเท้าผมแล้วกดเสียงเย็นๆ เหมือนเขาจะรู้ว่าเป็นแผนชั่วว่ะ

“อ้าว ขอโทษๆ ผมไม่ได้ตั้งใจ” ผมรีบตอแหล เอ๊ย ขอโทษขอโพยเขาเป็นพัลวัน “มา…ให้ผมช่วยคุณนะ”

พูดจบ ผมก็ก้มลงไปผูกเชือกรองเท้าให้เขา ตั้งใจเทคแคร์เอาใจใส่อย่างดี กะทำคะแนนเต็มที่เลยแหละ

“ขอบคุณครับ ใจดีจัง” เขาพูดพร้อมยิ้มนิดๆ ดวงตาดำขลับปรากฏประกายวิบวับเหมือนมีดาวนับล้านดวงกำลังแข่งกันสะท้อนแสงอยู่ในตาเขา

“ยินดี” ผมยืดอกอมยิ้ม ดีใจ ภูมิใจ เขาชมผมด้วย

“แต่คราวหน้าไม่ต้องแล้วนะ” จันทร์เอ่ยเสียงนุ่มอ่อนโยน

“ผมเป็นคนเหยียบเชือกคุณ ผูกคืนให้แค่นี้เอง จะเป็นอะไรไป”

“เปล่า ไม่ใช่แบบนั้น” คนพูดส่ายหน้าช้าๆ ท่าทางสุภาพนุ่มนวล “เราหมายถึง คราวหน้าไม่ต้องเข้ามาใกล้เราแล้วนะ จะได้ไม่ต้องเหยียบเชือกรองเท้าเราอีก”

“เหย๊ดดด” วีร์กับไนท์ประสานเสียง

ผมอึ้งสุดๆ คนอะไร๊ โคตรเลือดเย็นอะ

จันทร์พูดจาใจร้ายทั้งที่ยังยิ้มละมุนอยู่ได้ยังไงวะ แล้วดูนั่น ดวงตาสวยๆ ของเขาเริ่มเผยธาตุแท้ออกมาแล้ว ไอ้แสงระยิบระยับที่นึกว่าเป็นดาวนับล้าน มันคือแสงวิบวับที่สะท้อนจากใบมีดคมกริบต่างหาก!

แต่ว่านะ...

ตลกว่ะ โคตรจี้เลย

ผมเอากำปั้นปิดปากกลั้นขำจนไหล่สั่น ถ้าเป็นคนอื่นเจอแบบนี้คงหน้าหงายแล้วเข็ดขยาดกับเขากันไปแล้ว แต่ผมดันสนุกกับการแหย่เขาเหมือนได้เล่นเกมลับสมองเสียนี่ สนุกดีแฮะ

“เจอแบบนี้ยังยิ้มหน้าระรื่น มึงบ้าเหรอ” วีร์ด่า

“เออน่า กูสนุกของกู” ผมยังพยายามกลั้นขำอยู่

“มึงนี่มันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ ไอ้ซัน” วีร์ทำหน้าหนักใจ มันหันไปหาคุณตัวขาวแล้วขอความช่วยเหลือ “จันทร์ครับ คุณช่วยสงเคราะห์เพื่อนผมด้วยทีเหอะ ตอนนี้คงมีแค่คุณที่จะช่วยให้มันเลิกหลงผิดได้ ผมพูดเท่าไรมันก็ไม่ฟัง” 

“หลงผิด?” ไอ้ไนท์เลิกคิ้วฉงน

“คือแบบว่า...” วีร์ทำท่าจะเล่า

“ไม่ต้องเล่าหรอก เราเห็นอยู่ พอจะเดาออก” คุณตัวขาวทำหน้าเข้าอกเข้าใจ “เราจะบอกอะไรกับคุณสักอย่าง หลงผิดกับโง่น่ะต่างกันนะ ถ้าแค่หลงผิดก็พอจะช่วยชี้ทางสว่างให้ได้ แต่ถ้าโง่...คงต้องปล่อยไปตามเวรตามกรรม”

เอ่อ ทำไมตอนพูดว่า ‘โง่’ เขาต้องปรายตามามองผมด้วยวะ

“โห ผมเอฟซีคุณว่ะจันทร์” เพื่อนผมแม่งย้ายพรรคเฉยเลย

“เดี๋ยวเราลองพูดให้ ตอนนี้เลยก็ได้” จันทร์ถอนหายใจแล้วคว้าแขนผม “ซันมาคุยกับเราหน่อยสิ”

“อ่า...ครับ” ผมขานรับ รู้สึกเหมือนเป็นหมูตัวอ้วนๆ กำลังจะโดนเขาลากไปขึ้นเขียงยังไงไม่รู้ว่ะ

จันทร์พาผมเดินออกห่างจากวีร์กับไนท์มาพอสมควร ร่างผอมบางหยุดเดินที่หลังเสาต้นใหญ่ เขาหันมาประจันหน้ากับผมตรงๆ ดูจากสีหน้าแล้ว ผมว่าเขาพร้อมจะทุบๆๆ สับๆๆ ผมเป็นหมูบะช่อแล้วละ

“มองตาเรา” จันทร์ขอความร่วมมือแกมสั่งก่อนเอ่ยถามออกมาตรงๆ “ตอบมา คุณชอบเราหรือเปล่า”

เจอคำถามแรกผมก็น็อกเหมือนโดนทุบหัวแล้ว ของแบบนี้ถามกันตรงๆ อย่างนี้ก็ได้เหรอวะคุณ

แต่ในเมื่อเขากล้าถาม ผมก็ต้องกล้าตอบ

“ชอบสิ” 

“ชอบแบบอยากได้เป็นเพื่อนหรือเป็นแฟน”

“อยากได้เป็นแฟนสิครับ”

เอ่อ... ถึงจะกล้าตอบแต่ผมไม่กล้ามองตาเขานะ

“งั้นเหรอ” จันทร์เอียงคอฟังคำตอบของผมแล้วระบายยิ้ม “คำว่าชอบจากปากคุณ มันออกมาง่ายดายมากเลยนะรู้ตัวไหม ง่ายเหมือนคุณไม่ได้คิดอะไร ง่ายเหมือนคุณไม่ได้รู้สึกอะไรเลย”

“แต่ผมชอบคุณจริงๆ นะ” ผมเถียง ดื้อไง

“ตอนบอกว่าชอบเรา คุณไม่มองตาเราด้วยซ้ำ”

จริงของเขา ผมไม่กล้ามองตาเขาจริงๆ นั่นแหละ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมแต่ก็นะ...ศักดิ์ศรีว่ะ โดนจันทร์พูดแบบนี้เหมือนโดนลูบคมยังไงไม่รู้ ผมยอมไม่ได้

“ไม่คิดว่าผมชอบคุณจริงๆ แล้วเขินคุณบ้างเหรอ”

“โธ่ซัน เห็นหน้าคุณเราก็รู้แล้วว่าคุณแค่อยากมาลองของ ไนท์เองก็เตือนเรามานานแล้วว่าคุณโดนเพื่อนในแก๊งหล่อแต่เหี้ยท้าทายให้มาจีบเราอยู่ เราว่าคุณไม่ได้ชอบเราจริงจังอย่างที่สมองคุณคิดหรอก”

“เดี๋ยวๆ คุณจันทร์” ผมสะกิดเตือนเขา “แก๊งผมชื่อหล่อแต่เลวครับ ไม่ใช่หล่อแต่เหี้ย”

“อ้าว ถ้าดูจากพฤติกรรมของคนในแก๊ง เราก็นึกว่าเรียกถูกชื่อแล้ว” จันทร์หัวเราะคิกคัก โคตรน่าจับตีก้นเลย

“ปากคอเราะร้ายเหลือเกินคุณ” ผมบ่น ก่อนจะวกกลับมาที่เรื่องของเราต่อ “ถ้าผมไม่ชอบคุณ ผมคงไม่ตามมารอตอแยคุณอยู่ที่ร้านกาแฟทุกเย็นเป็นเดือนๆ หรอก”

“ซัน...” เขาถอนหายใจแล้วกลอกตาขึ้นเพดาน ท่าทางหน่ายเต็มทน “ถามจริงๆ นะ คุณมีความสุขไหมกับการนั่งรอเราที่ร้านกาแฟมาเป็นเดือนๆ แล้วไม่เคยได้เจอเราเลย”

ขอเวลาผมนึกภาพตามสามวินาที

ทุกเย็นที่มาดักคอยจันทร์อยู่ที่ร้านกาแฟ เจอจันทร์บ้างไม่เจอบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยได้เจอ แต่ผมอยู่กับโอบ กินขนม ถ่ายรูป ฟังเพลง แหย่น้อง นั่งคุยกับน้อง บางเย็นก็ไปกินข้าวกับน้องต่อ จากนั้นค่อยขับรถไปส่งเปี๊ยกที่หอ โอ๊ย ผมมีความสุขจะตาย จะเจอจันทร์หรือไม่ก็ไม่ได้ทำให้ความสุขของผมในแต่ละวันลดน้อยลงเลย

“มีสิ แฮปปี้มากเลยด้วย” ผมตอบอย่างมั่นใจ

“ไม่ทุกข์ใจ ไม่เหนื่อย ไม่ท้อบ้างเลยเหรอ”

“ไม่นี่ ผมมีความสุขดี ไม่เคยทุกข์เลยจริงๆ นะ”

“เวลารอใครสักคนน่ะ มันมีทั้งสุขและทุกข์เสมอนะซัน สุขเพราะคาดหวังว่าจะได้เจอ ทุกข์เพราะผิดหวังเมื่อไม่ได้เจอ เราเองก็เคยรอใครบางคนแบบลมๆ แล้งๆ เหมือนกัน เชื่อเถอะ เรารู้จักการรอคอยดี”

ผมเงียบมองหน้าคนพูด จันทร์คนร้ายๆ ดูอ่อนหวานขึ้นมาเป็นกอง แต่สีหน้าอ่อนโยนกับสายตาหวานเชื่อมของเขาในเวลานี้ไม่ได้มีไว้เพื่อผม มันเป็นของใครบางคนที่เขาคิดถึงอยู่ในตอนนี้มากกว่า

“เราอยากให้คุณลองถามใจตัวเองดู คุณมีความสุขเพราะอะไร เพราะได้นั่งรอเรา...หรือเพราะอะไรอย่างอื่น”

“ก็ต้องเพราะ...” ผมหยุดคำพูดไว้แค่นั้นแล้วขมวดคิ้ว

เออแฮะ เพราะอะไรกันแน่ ไม่สิ ต้องถามว่าเพราะใครกันแน่ต่างหาก

“คุณไม่ต้องตอบเราก็ได้ ค่อยๆ คิดแล้วตอบตัวเองเถอะ ใช้หัวใจคิดให้เยอะๆ อย่าใช้แค่ตากับสมอง”

ฉะ เฉียบบบ...

พอหมดธุระ จันทร์ก็กระดิกนิ้วเรียกไนท์แล้วเดินจากไป ผมได้แต่มองตามเขาไปตาปริบๆ สมองมึนตื้อ ยืนโง่อยู่ตรงนั้นไปไหนไม่เป็น เพราะโดนจันทร์ปั่นจนหัวหมุนไปหมดแล้ว

“ไงมึง เอ๋อเลยเหรอวะ” วีร์ที่ตามมายืนอยู่ข้างๆ ตบหลังผมหนักๆ “ถ้าตื่นแล้ว มึงหันไปทางนั้นนะ”

หน้าผมโดนเพื่อนจับหันไปทางซ้ายมือ แทบจะทันทีที่สายตาผมจับจุดโฟกัสไปที่ร่างเล็กคุ้นตา ต่อให้มองไม่เห็นหน้าในระยะใกล้ แค่เห็นท่าเดินกับผมสีน้ำตาลอ่อนผมก็รู้แล้วว่านั่นคือโอบ

สมองผมหายลัดวงจร หัวใจพองโตโดยอัตโนมัติ

“เปี๊ยก!” ผมยิ้มกว้าง

โอบน่าจะเห็นผมนานแล้ว ไม่ต้องเรียกน้องก็เดินมุ่งมาหาผมอยู่ดี เจ้าลูกเจี๊ยบจอมโหดที่ดูหงอยผิดปกติมาถึงก็เกาะแขนผม ช้อนตากลมใสสีน้ำตาลอ่อนมองแบบเซื่องซึม

“เป็นอะไร” ผมบีบปลายจมูกรั้นเบาๆ

โอบเงียบไม่ยอมตอบดูเงื่องหงอยมากเลย

ผมโอบไหล่ร่างเล็กดึงน้องเข้ามาใกล้ๆ ขึ้นอีกนิด ก่อนก้มมอง เห็นแก้มที่เคยแดงปลั่งดูซีดขาวผิดปกติก็เกิดเป็นห่วงขึ้นมา รีบเสยผมสีน้ำตาลอ่อนออกจากหน้าผาก วางมือลงไปสัมผัสอุณหภูมิจากผิวน้องอย่างกังวล

“ไม่สบายเหรอเปี๊ยก ตัวไม่ร้อน ปวดหัวเหรอ”

“เปล่าครับ” โอบยิ้มแป้นร่าเริง คงไม่รู้ตัวว่าความรู้สึกที่แฝงอยู่ในดวงตาไม่ได้กลบเกลื่อนกันง่ายๆ ขนาดนั้น

เห็นเปี๊ยกไม่สบายใจ ผมก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย

ทำไงดีล่ะ



หกโมงครึ่ง แสงแดดยามเย็นอ่อนแรงจนแทบไม่เหลือความร้อน อาณาบริเวณรอบๆ คณะสถาปัตย์ที่มีบึงน้ำล้อมรอบและปลูกต้นไม้ใหญ่เอาไว้เขียวครึ้มเลยเย็นสบายเหมาะแก่การเดินเล่น

ผมกับโอบแบ่งกันกินไอติมผีเสื้อสีชมพูขาวคนละครึ่ง น้องได้ปีกซ้าย ผมได้ปีกขวา เดินไปกินไปอยู่บนฟุตปาธขรุขระท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ

“เป็นอะไร ทำไมซึมๆ” ผมถามเพราะเห็นน้องใจลอยมาสักพักแล้ว

“เปล่านี่ครับ” โอบเลิกคิ้วทำเป็นไม่เข้าใจว่าผมพูดเรื่องอะไรอยู่

ว่าแล้วว่าต้องปากแข็ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเห็นโอบคิดมาก หลายครั้งแล้วเหมือนกันที่ผมไม่ซักไซ้อะไรน้อง ปล่อยให้อะไรที่เห็นผ่านเลยไป แต่หนนี้ผมว่าปล่อยไว้ไม่ได้แล้วนะ

“พี่ให้โอกาสตอบอีกที”

เจ้าลูกเจี๊ยบงับไอติมคาปากไว้ไม่ยอมตอบ

แน่ะ ดื้ออีก...

“เปี๊ยก” ผมจริงจังแล้วนะ

คนโดนดุเบะปาก ทำหน้ามุ่ย

“แค่ทะเลาะกับเพื่อนนิดหน่อย”

“ใคร? หนึ่งน่ะเหรอ” ผมเดา

“พี่รู้ได้ไงอะ”

“ก็เห็นเราพูดถึงหนึ่งคนเดียว หนึ่งอย่างงู้น หนึ่งอย่างงี้” ผมยิ้ม เห็นไอติมละลายทำท่าจะหยดใส่เสื้อก็รีบยกออกห่างตัว “แล้วทะเลาะกันเรื่องอะไรล่ะ”

“ผม...งี่เง่าเอง” โอบพูดเบาๆ

“ทำไมถึงงี่เง่าล่ะ” ผมถามต่อ คนเราจะงี่เง่าใส่ใครสักคนได้ มันต้องมีสาเหตุสิ จริงไหม อยากรู้ว่าอะไรทำให้โอบที่ปกติน่ารักน่าบีบทำตัวงี่เง่าได้

โอบเงียบไปแป๊บนึง น้องแทะเล็มไอติมรูปปีกผีเสื้อนิ่งๆ สายตาทอดมองถนนที่ขนาบข้างด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม ผมไม่ได้บีบเค้นอะไร แค่เดินเคียงไหล่น้องไปเรื่อยๆ รอให้โอบกลั่นกรองคำตอบออกมาเอง

“ผมว่าหนึ่งเปลี่ยนไปเยอะ เปลี่ยนไปจนผมเริ่มไม่สบายใจ ผมบอกไม่ถูกเหมือนกัน รู้แต่ว่าไม่ชอบแบบนี้เลย ผมไม่ชอบความรู้สึกแบบ...” โอบหยุดพูดแล้วปัดมือไปมาวุ่นวาย “แบบที่ผมเหมือนจะไม่สำคัญกับมันแล้วอะ”

“อ่า?” ผมเลิกคิ้วฟังคำบ่นน้อยอกน้อยใจ

“วันก่อนที่ดูหนังกัน พอพี่กลับไป หนึ่งมารับช้า ผมหงุดหงิดเลยเผลอระเบิดอารมณ์ใส่มัน หลุดปากบอกมันไปว่าไม่ต้องเป็นเพื่อนกันแล้ว มันก็ปล่อยเลยตามเลย บอกว่าจะไม่ทนผมแล้ว”

คนฟังอย่างผมได้แต่พยักหน้าหงึกๆ ไม่กล้าพูดอะไร กลัวเด็กมันจะนอยด์ ก็นะ พูดจาใจร้ายขนาดนั้น จะโดนเขาโกรธจนทนไม่ได้ มันก็ไม่แปลกหรอกน้องเอ๊ย

“งี่เง่าเนอะ เรื่องแค่นี้ทำเป็นเรื่องใหญ่เลย” น้องพูดแบบหงอยๆ ท่าทางสำนึกผิด น้องก็คงจะแคร์เพื่อนมากอยู่ เพียงแต่ตอนนั้นอารมณ์มันพาไป พูดไม่ทันคิดเพื่อนเลยโกรธเอา

“หนึ่งสำคัญมากเลยเหรอ” ผมถาม

“สำคัญสิ เราโตมาด้วยกัน อยู่ด้วยกันตลอด ผมจะอยู่ยังไง ถ้าไม่มีมันอยู่ใกล้ๆ”

“เพื่อนสำคัญขนาดนั้น แล้วเราขอโทษเพื่อนยัง”

“ยังเลย ผม...ผมไม่กล้า ตอนนี้หนึ่งยังโกรธอยู่เลย”

“งั้นรอให้เพื่อนใจเย็นลงก่อนค่อยกลับไปขอโทษแล้วคุยกันดีๆ ส่วนตอนนี้เปี๊ยกก็ไม่ต้องคิดมากไป ไม่มีใครเลิกคบกันเป็นเพื่อนง่ายๆ ด้วยเรื่องแค่นี้หรอก”

“ครับ” โอบขานตอบแบบไม่มั่นใจนัก

“เลิกทำหน้าหงอยได้แล้วน่า”

ผมจับหัวโอบโยกไปมาเป็นเชิงปลอบ ไม่รู้จะทำยังไงให้น้องยิ้มได้ กินไอติมก็แล้ว เดินเล่นก็แล้ว ปลอบก็แล้ว พอเห็นหมาขนฟูเตี้ยม่อต่อตัวอ้วนเป็นถังแก๊สเดินผ่านเลยรีบชี้ให้น้องดู อยากให้เด็กอารมณ์ดีไง

“เปี๊ยกดูน้องหมาสิ อ้วนตุ้บเลย มานี่มา โม่ๆๆ”

เจ้าหมาอ้วนเหล่มองตามเสียงเรียก...

พอมันเห็นว่าผมไม่ได้ถือไม้ลูกชิ้นหรือไส้กรอก มีแค่ไม้ไอติมที่แดกไม่ได้ มันก็วิ่งตุ้บตั้บไปตามทางของมันต่อ

“อ้าว มึง...”

สัดดด หมาเมินกู๊ววว

“อุ๊บส์ หมามันเมินพี่อะ” โอบขำ

เอาเถอะ หมาจะเมินผมแค่ไหนก็ช่าง ถ้ามันทำให้เจ้าเปี๊ยกหัวเราะได้ อะไรก็ยอมทั้งนั้น

ผมมองรอยยิ้มที่กลับมาผลิบานสดใสอยู่บนหน้าน้อง เห็นแบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย ตอนโอบซึมๆ รู้สึกไม่คุ้นตาเลย ความสดใสร่าเริงแบบนี้ต่างหากที่คู่ควรกับโอบที่สุดแล้ว

เนี่ย เห็นน้องยิ้มแก้มปริแล้วผมมีความสุขเลย มันเขี้ยวด้วย! 

“เวลายิ้มน่ารักกว่าตั้งเยอะ” ผมว่าพลางบีบแก้มนุ่มหยุ่นของโอบ

เฮ้ย นุ่มจัง...

นุ่มเหมือนโมจิ นุ่มจนอยากจะฝังปากฝังจมูกลงบนแก้มน้องแล้วขยี้ๆๆ ฟัดๆๆ ให้มันแดงไปทั้งแก้ม—!

อะแฮ่ม นี่ผมคิดอะไรอยู่วะ ใจบาปฉิบหาย

“โอ๊ย พี่...เบาหน่อย” โอบโอดโอยประท้วง “ถ้าชอบจับนัก เดี๋ยวผมถอดแก้มให้เอาไปบีบต่อที่บ้านเลยเอาปะ”

“ตลกละ ดูซิเนี่ยเปี๊ยก กินเยอะจนแก้มย้อยไปหมดแล้ว” ผมเบี่ยงประเด็น ปล่อยแก้ม เลื่อนมือไปบีบพุงน้องแทน “เฮ้ยดู! มีพุงด้วยอะ ปั๊กน้อยของพี่กลายเป็นหมูน้อยไปแล้วเหรอ”

“หมูอะไร พี่สิหมู หมูใหญ่ด้วย!”

“หมูใหญ่อะไร รู้ได้ไงว่าพี่มีอะไรใหญ่ เคยเห็นเหรอ”

“ทะลึ่งอีกแล้ว เดี๋ยวทุบให้” โอบง้างกำปั้นเตรียมทุบ พอหายซึมก็กลับมาเป็นลูกเจี๊ยบจอมโหดเลยวุ้ย

“แน่ะ ทะลึ่งอะไร คุยเรื่องพุงอยู่ไง เปี๊ยกดิทะลึ่ง คิดอะไร”

ผมหัวเราะล้อเลียนน้อง เจ้าโอบถลึงตาใส่ดุๆ แล้วไล่ทุบพุงผมแบบขำๆ หนีกันไปหนีกันมา หัวเราะเอิ๊กอ๊ากวิ่งไล่กันอยู่สองคนอยู่ข้างถนน จนกระทั่งเชือกรองเท้าน้องหลุดรุ่ย

เอ่อ บอกก่อน อันนี้ผมไม่ได้ตั้งใจเหยียบนะ

“หยุดก่อนเปี๊ยก”

ผมฉุดแขนน้องให้หยุดยืนนิ่งๆ ก่อนนั่งคุกเข่าข้างเดียวผูกเชือกรองเท้าให้

“พี่” โอบตกใจจะชักเท้าหนีแต่ผมดึงข้อเท้าน้องไว้

“อยู่เฉยๆ แป๊บเดียว”

“บอกผมเฉยๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องผูกให้เลย”

“ไม่เป็นไร แค่นี้เอง”

ผมเงยหน้ามองเจ้าของรองเท้า น้องก้มลงมาย่นคิ้วใส่ผมอย่างเกรงอกเกรงใจ แก้มแดงปลั่งเป็นมะเขือเทศและดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใสแจ๋วคู่นั้นเห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

วินาทีนั้นเสียงจันทร์หลอนเข้ามาในหัวเลย

‘เราอยากให้คุณลองถามใจตัวเองดูนะ’

ถามใจตัวเอง...

ความสุขของผมอยู่ที่ใครกันแน่



คุยกันๆๆ #เขาคุณเราผม


ซันโดนจันทร์ทุบรัวๆๆๆ ถ้าตอนหน้ายังบื้ออีก จันทร์จะฟาดแล้วนะ อุอิๆๆ

Keane >> จะพยายามเข็นมาลงให้ทันนะคะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ ^^

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 11.2 เอาใจใส่
เล็กๆ น้อยๆ
ใครคิดว่าไม่สำคัญ



:: เรา – น้ำเก๊กฮวย ::



วันนี้ผมไม่ได้ไปหอสมุด...

หกโมงครึ่งแล้ว ยังไม่มืดเท่าไรแต่สนามกีฬาเปิดไฟสว่างโร่ ผมนั่งถือถุงน้ำเก๊กฮวยอยู่บนม้านั่งตัวยาวตรงขอบสนามหญ้า ข้างตัวคือพิมพ์เกด ในสนามคือหนุ่มๆ จากหลากคณะหลายชั้นปี มีหนึ่งกับเพื่อนๆ มีไนท์เพื่อนผม มีแฟนหนุ่มของเกดกับพิมพ์ นอกนั้นใครเป็นใครบ้างผมไม่รู้จักและไม่สนใจด้วย

ผมยอมมานั่งอยู่ตรงนี้เพราะหนึ่งคนเดียวเลย

น้องอยากเตะบอลกับเพื่อนผมเลยตามมาเฝ้า ทั้งที่ปกติไม่ชอบดูบอล ไม่เคยเข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมต้องดูคนสิบกว่าคนวิ่งไล่ตามบอลลูกเดียว แต่พอมีคนที่ชอบเล่นอยู่ในสนาม บอลก็น่าดูขึ้นมาทันที

‘แหม พลังความรักนี่มันประมาทไม่ได้จริงๆ’

ไนท์แซวผมแบบนี้ตอนรู้ว่าผมจะตามมาดูบอล

มันก็จริงอยู่น่ะนะ ถ้าไม่ใช่หนึ่ง เรียกให้ตายผมก็ไม่มาหรอก

ผมอมยิ้มน้อยๆ ขณะนั่งไขว่ห้างเท้าคางมองหนึ่งที่กำลังสนุกอยู่ในเกม หนุ่มๆ แบ่งกันเป็นสองฝั่ง ทีมนึงใส่เสื้อยืดขาว อีกทีมใส่เสื้อยืดดำ จับทีมคละๆ กันแบบตามใจฉัน เตะกันมายาวๆ ตั้งแต่ห้าโมงห้าสิบจนถึงตอนนี้

ก็ดูสนุกดีนะเกมนี้ ทุกคนเล่นกันแบบเอามันส์มากกว่าแข่งกันเอาผลแพ้ชนะหรือทำเป็นเท่อวดสาว

ยอมรับเถอะ เวลาผู้ชายไปเตะบอลแล้วพกพาสาวๆ น่ารักไปคอยนั่งเชียร์อยู่ข้างสนาม ร้อยทั้งร้อยก็ต้องมีเก๊กหล่อเก๊กเท่โชว์สาวกันทั้งนั้นแหละ

ตัดภาพมาสนามนี้...

อุตส่าห์มีสาวสวยน่ารักจิ้มลิ้มมานั่งดูตั้งหลายคน เจ้าพวกในสนามดันวิ่งไปหัวเราะไปเหมือนคนบ้า ชี้ลูกบอลแล้วก็ขำ ชี้เพื่อนร่วมทีมแล้วก็ขำ ประตูรับบอลพลาดก็ขำ แย่งบอลกันยังไงไม่รู้ คลุกวงในล้มกลิ้งกอดกันกลม ชุลมุนวุ่นวายจนไม่มีเวลามาชายตามองคนนอก

ดูเถอะ ขนาดหนึ่งคนยิ้มยากยังพลอยหัวเราะไปด้วย แต่น้องหัวเราะมากแบบคนอื่นๆ ไม่ได้ เผลอหัวเราะปุ๊บ น้องก็รีบกุมปากปั๊บ สงสัยจะเจ็บแผลในปาก

“น้องเป็นอะไรอะจันทร์ คางม่วงเชียว” พิมพ์ชะโงกมาถาม

“โดนศอกเพื่อนสอยเอาเมื่อวันเสาร์น่ะ เย็บตั้งสี่เข็มแน่ะ”

 คืนวันเสาร์หนึ่งมาหาผมในสภาพเลือดท่วมเสื้อ หลังจากให้น้องพักอยู่กับผมจนสบายใจสักสิบห้านาที ผมก็ชวนน้องไปหาหมอด้วยกัน หมอบอกแผลค่อนข้างลึกเลยโดนเย็บไปสี่เข็ม

น่าสงสาร...

คืนนั้นหนึ่งดูเหนื่อยมาก เครียด ไม่สบายใจ ไหนยังจะเจ็บตัวอีก นึกห่วงอยู่ว่าวันนี้หนึ่งมาเรียนจะโอเคหรือเปล่า จะเจอเรื่องอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจอีกไหม

เห็นน้องหัวเราะได้ ค่อยเบาใจหน่อย

ผมมองหนึ่งที่กำลังสนุกอยู่กับเพื่อนฝูง ในมือถือถุงน้ำเก๊กฮวยหวานๆ ใส่น้ำแข็งที่เพิ่งไปซื้อมารอไว้ รู้ว่าเดี๋ยวน้องต้องพักมากินน้ำเลยเดินไปซื้อมาเตรียมไว้ให้เมื่อกี้นี้เอง

“เป็นไงบ้าง กับน้องไปถึงไหนแล้ว” เกดถาม

“ถึงไหนอะไร” ผมเลิกคิ้วทำเป็นเฉไฉ

“อย่ามาเลี่ยง จีบกันถึงไหนแล้ว”

ถามว่าจีบกันไปถึงไหนแล้วน่ะหรือ ตอบยากมากเลยนะ ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายความสัมพันธ์ของตัวเองยังไง

ก็แค่คนสองคนที่มาอยู่ด้วยกันทุกวันเฉยๆ

ไม่ได้จีบกันเลย หนักไปทางดูแลกันมากกว่า

น้องดูแลผม ผมดูแลน้อง คอยห่วงใยกัน คอยดูแลให้อีกคนสุขกายสบายใจ คอยอยู่ใกล้ๆ มีอีกคนในสายตา ค่อยๆ ทำความรู้จักกันไปทีละน้อย ความสัมพันธ์ของเรามันเป็นไปในทิศทางนั้น ซึ่งผมไม่รู้ว่าความรู้สึกในใจน้องดำเนินไปถึงขั้นที่น้องเริ่มรู้สึกรักใคร่ชอบพอผมหรือยัง

“ไม่รู้สิ ไม่ค่อยแน่ใจน่ะ” ผมตอบตามตรง

“น้องไม่ชอบแกเหรอ ไม่รู้สึกอะไรกับแกเลย?”

“เรารู้แต่ว่าน้องเป็นห่วงเรา สบายใจที่ได้อยู่กับเรา แต่ถ้าถามว่าน้องชอบเราไหม เราไม่รู้จริงๆ”

“จันทร์ก็ต้องอยู่ในใจน้องบ้างแหละน่า ไม่งั้นน้องจะห่วงเหรอ”

“ความห่วงใยไม่ใช่ความรักนะ” ผมพูดยิ้มๆ สบายๆ ไม่คิดมาก

จริงอยู่ที่ผมเข้าใกล้ตัวน้องได้แล้ว ใกล้ในขั้นระยะประชิดก็ว่าได้ และผมอาจจะเป็นคนแรกที่น้องคิดถึงเวลามีเรื่องไม่สบายใจด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าน้องชอบหรือรักผมนี่นา

ใครๆ ก็ห่วงใยกันได้ทั้งนั้นแหละ จริงไหม

จากนี้ก็คงต้องค่อยๆ ดูกันไปยาวๆ แหละว่าผมได้เข้าใกล้หัวใจน้องบ้างหรือยัง หรือเคยได้อยู่ในสายตาของน้องบ้างหรือเปล่า เอาเป็นว่าตราบใดที่หนึ่งยังโอเคกับการมีผมป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ตัว ผมก็โอเคแล้ว

กว่ายานนิวฮอไรซันส์จะเดินทางไปถึงดาวพลูโตต้องใช้เวลาตั้งเก้าปี การพิชิตใจหนึ่งอาจจะเป็นการเดินทางไกลในอวกาศที่ต้องใช้เวลามากเหมือนกันก็ได้

แต่ผมไม่ได้อยากรออะไรๆ นานขนาดนั้นหรอกนะ...

“ไม่เอาจันทร์ อย่าทำหน้าคิดมาก” เกดเขย่าแขนผม “ดูสิ กระเป๋าน้องก็มากองอยู่กับแกนะ”

ผมก้มมองข้างตัว กระเป๋าเป้ของหนึ่งอยู่กับผมจริงๆ

“ก็แค่กระเป๋าเอง”

“เธอจ๋า เธอไม่ค่อยมาดูบอลเลยไม่รู้น่ะสิ ข้าวของของหนุ่มโสดน่ะ เขาจะไปกองรวมกันอยู่ตรงนู้นนะ มีแต่คนมีเจ้าของแล้วเท่านั้นแหละที่เอากระเป๋ามาฝากไว้กับแฟน” พิมพ์ชี้กระเป๋าของแฟนหนุ่มที่กองอยู่บนตัก ส่วนของเกดก็วางอยู่บนพื้นหญ้าข้างๆ ขวดน้ำ

จริงเหรอ...

ได้ยินแบบนี้ผมก็แอบดีใจนิดๆ นะ แต่ขอมองโลกในแง่ร้ายไว้ด้วยดีกว่า ถ้ารู้ว่าคิดไปเองจะได้ไม่เจ็บหนักมาก

“น้องเดินมาคุยกับเราพอดี ตอนจะไปเตะบอลกับเพื่อนเลยฝากกระเป๋าไว้ที่เราเฉยๆ”

“อะจ้า” ทั้งเกดทั้งพิมพ์แซวพร้อมกัน

“แซวอีกแล้ว”

“ก็มันเริ่มชัดเจนแล้วไง ถึงได้กล้าแซว”

อีกแล้ว ขยันพูดให้ผมดีใจเยอะแยะอยู่เรื่อย

“อ้าว เตงเลิกแล้วเหรอ” เกดถามแฟนหนุ่มวิดวะที่วิ่งกลับมาหาที่ม้านั่งยาวข้างสนาม

ตอนนี้ทุกคนเริ่มทยอยเดินออกจากสนามกันแล้ว ไนท์วิ่งมาขอขวดน้ำเย็นไปเปิดดื่มอั่กๆ แบบไม่กลัวจุก ผมมองหาหนึ่ง เห็นน้องมองมาทางนี้พอดี เลยขยับแขนยกถุงน้ำเก๊กฮวยให้น้องเห็นแทนการกวักมือเรียก

หนึ่งเดินมาหาผมอย่างว่าง่าย มาถึงก็หยิบผ้าขนหนูจากกระเป๋าไปพาดไหล่

ผมส่งถุงเก๊กฮวยไปให้ดื่มแก้กระหาย แทนที่จะรับน้ำไปกินดีๆ หนึ่งกลับก้มลงมาหา ดื่มน้ำจากถุงที่ผมนั่งถืออยู่ซะงั้น

เอ่อ... จะไม่แคร์สายตาใครเลยใช่ไหม ไนท์หยุดกินน้ำมาหลิ่วตาแซว น้องภพน้องรันย์ถองเอวกันใหญ่ ยัยเกดยัยพิมพ์ก็มองมาตาโตแล้วเนี่ย

น้องเปิดมาขนาดนี้แล้วน่ะนะ เอาไงดีล่ะ

ก. อ่อย
ข. ไม่อ่อย

แน่นอนว่าผมกดช้อยส์แรกแบบไม่ลังเล

ไหนๆ น้องก็ก้มอยู่ตรงหน้า ผมเลยจับชายผ้าขนหนูที่พาดอยู่บนไหล่กว้างไปซับหยดเหงื่อที่คางให้ การเอาอกเอาใจเล็กๆ น้อยๆ ทำให้หนึ่งเลื่อนสายตาจากถุงน้ำเก๊กฮวยมามาสบตาผมตรงๆ

จังหวะนั้นผมยิ้มให้น้อง...ยิ้มหวานเชียวแหละ

ปกติเมื่อผมทำแบบนี้ น้องจะยิ้มนิดๆ ที่มุมปากตอบ มองมาด้วยสายตาเอ็นดู แต่หนนี้หนึ่งกลับมองแล้วชะงัก ขมวดคิ้ว หน้าเกร็งมากจนเส้นเลือดปูดขึ้นมาบนหน้าผาก

อะไรกันหว่า

ทำไมภาษากายน้องสื่อว่ากำลัง…เครียด?

“แหน๊” ไนท์ยิ้มกริ่ม

“แหน๊ๆ” น้องรันย์ยิ้มร่าตาปิด

“แหน๊ๆๆ” น้องภพก็เอากับเขาด้วย

“แหนนนน๊~” คนอื่นแซวตามกันทั้งข้างสนาม

จู่ๆ เราก็โดนแซวโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หนึ่งเลยยิ่งเกร็งหนัก น้องหลบตาผม น้ำก็ไม่กินแล้ว หน้าก็ไม่ยอมให้เช็ด พึมพำขอบคุณเบาๆ แล้วก้าวเท้าถอย หันหน้าหนีไปทางอื่นแบบนิ่งๆ เหมือนไม่รับรู้ว่าเขาแซวอะไรกันอยู่

ถ้าเป็นคนอื่นโดนแซวแล้วคิดอะไรในใจอยู่บ้าง ป่านนี้คงเขินม้วน อาย โวยวาย หรือร้อนตัวไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่คิดอะไร ไม่ได้ชอบ คนโดนแซวก็คงจะอึดอัดใช่ไหม

ผมไม่รู้ว่าหนึ่งอยู่ในกรณีไหน รู้แต่ว่าน้องไม่ยอมสบตาผมเลย

เมื่อกี้ก็ยังดีๆ อยู่เลยนี่นา...

“หนึ่ง” ผมลองเรียก

“ครับ” น้องเลิกคิ้วหันมาหาทันที

ผมส่งถุงเก๊กฮวยให้น้องเอาไปถือเอง และใช้โอกาสนั้นพยายามจะสบตาอีกครั้ง แต่กลายเป็นว่าน้องหลบตาผมไปแบบนิ่งๆ เนียนๆ ไม่ยอมสบตาตอบ จากนั้นก็เลี่ยงไปมองทางอื่นตลอด

เอาแล้ว...

สงสัยจะอึดอัดน่ะสิ

โอเค มันมาถึงจุดที่ผมต้องเริ่มคิดมากแล้วแหละ หนึ่งไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เป็นเพราะโดนแซวเหรอ หรืออะไร น้องไม่ชอบใจตรงไหน น้องไม่โอเคกับผมเหรอ

ผม...ดูไม่ออกจริงๆ

เนี่ย แล้วพอเริ่มคิดมาก ผมก็หยุดคิดไม่ได้

“ผมไปหาเพื่อนนะครับ เดี๋ยวมา” หนึ่งบอก

ผมเม้มปากมองแผ่นหลังชุ่มเหงื่อที่เดินห่างออกไป

สงสัยนะ สับสนด้วย อยู่ด้วยกันทุกวัน คุยกันทุกวันมาเป็นเดือนๆ แล้ว ทั้งอ้อนทั้งอ่อยขนาดนี้ เพื่อนช่วยชงช่วยแซวขนาดนี้ ไหนจะขยันดูแล คอยทำคะแนนไม่ได้ขาด

นี่ผมได้เข้าใกล้หัวใจน้องบ้างหรือยัง หรือหนึ่งจะเห็นผมอยู่ในสายตา...ก็ต่อเมื่อไม่สบายใจเท่านั้น?





(มีต่อจ้า)

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
:: ผม – เฟรนช์ฟรายส์ ::



รอบตัวผมมีแต่ความเงียบ

ระเบียงทางเดินหน้าห้องพักอาจารย์เหมือนเป็นเขตปลอดเสียง แม้ผมกับเพื่อนกลุ่มใหญ่จากเซ็คเดียวกันจะยืนออรวมๆ กันอยู่ในบริเวณนี้เกือบสิบคน เสียงพูดคุยเบาๆ ยังแทบไม่มีให้ได้ยิน

ตอนนี้ห้าโมงกว่าแล้ว ผมยืนกอดอกพิงผนัง กำลังรอภพที่อาสาเข้าไปวางงานให้ออกมาจากห้องอยู่ ถัดไปไม่ไกลคือรันย์ที่ยืนเกาะราวระเบียงอยู่ข้างๆ ร่างเล็กผมสีน้ำตาลอ่อน

โอบกำลังมองมาที่ผมพอดี ผมมองตอบไม่หลบตา ความตึงเครียดแปลกๆ พุ่งทะยานขึ้นในความเงียบ

เรายังโกรธกันอยู่ ไม่สิ...

ถ้าจะพูดให้ชัดเจนคือผมยังโกรธโอบอยู่

เมื่อเช้าระหว่างนั่งรออาจารย์เข้ามาสอน โอบทำเป็นเนียนมาชวนคุย สิ่งแรกที่มันพูดกับผมไม่ใช่คำขอโทษ แต่เป็นประโยคง่ายๆ อย่าง ‘เที่ยงนี้กินอะไรกันดี’

มันทำเหมือนลืมไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวันเสาร์

แต่ทุกคำพูดทุกการกระทำของมัน ผมยังจำได้ขึ้นใจ

ผ่านมาสองสามวันแล้วก็ยังโกรธอยู่ เสียความรู้สึกเกินกว่าจะยอมปล่อยวางหรือให้อภัย เมื่อเช้าเลยไม่ได้คุยอะไรกับมันต่อ โอบคงรู้จึงเป็นฝ่ายล่าถอยไปเองและไม่ได้เข้ามาตอแยอะไรผมอีก

“ไม่ไปเตะบอลด้วยกันเหรอวะโอบ ทุกคนเขาไปกันหมดนะ” ผมได้ยินรันย์ถามโอบที่ยืนเหม่ออยู่ข้างตัวมัน

เย็นวันนี้พวกผมมีนัดเตะบอล ไอ้ภพกับเพื่อนคนอื่นๆ ต้องซ้อมแข้งกัน เพราะพวกมันลงแข่งบอลในเฟรชชี่เกมไว้ ส่วนผมไม่ได้ลงอะไรแต่แค่อยากไปเล่นกับเพื่อนเฉยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าโอบจะไปหรือเปล่า

เป็นอีกครั้งที่โอบหันมามองหน้าผมแบบเงียบๆ พอเห็นว่าผมไม่พูดอะไร มันเลยส่ายหน้าเบาๆ ปฏิเสธ

“ไม่อะ กูอยากไปหาพี่ซัน เขาน่าจะมาแล้ว”

“มึงไปเลยก็ได้ เดี๋ยวพวกกูรอไอ้ภพเอง”

“งั้นกูไปนะ” ว่าจบ โอบก็เดินแยกไปคนเดียว

ผมกอดอกมองตามหลังเพื่อนสนิทที่เดินจากไปจนลับสายตา รันย์คงเห็นสถานการณ์อึดอัดแปลกๆ ที่เกิดขึ้น มันทำสีหน้าสงสัยระคนประหลาดใจ

“เป็นอะไรเปล่าวะ ทำไมวันนี้มึงกับโอบไม่คุยกันเลย ปากมึงไปโดนอะไรมาก็ไม่ยอมบอกกูด้วย”

“ไม่มีอะไรหรอก” ผมตัดบท ไม่อยากพูดถึง

“ตามใจ แถวนี้คนเยอะ เดี๋ยวไว้กูค่อยเค้นทีหลัง” รันย์ยอมรามือง่ายๆ “แล้วนี่...มึงบอกพี่จันทร์ยังว่าจะไปเตะบอล”

“บอกแล้ว” ผมตอบ ตาจ้องประตูข้างตัวที่เปิดออก ไอเย็นจากแอร์ในห้องพักอาจารย์ไหลมาโดนผิวหน้า ในขณะที่ไอ้หมีภพเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

“เสร็จแล้ว ไปกัน อ้าว โอบไปไหนวะ”

“โอบไปหาพี่ซันแล้ว” รันย์ช่วยตอบให้

“เหรอๆ งั้นไปกันมึง” ภพแบกเป้เสื้อผ้าเดินตัวปลิวนำไปที่ลิฟต์

พวกเราลงจากชั้นหกตึกเรียนรวม บ่ายหน้าไปลานจอดรถด้านหลัง ระหว่างนั้นผมคิดจะโทรหาคนที่คณะอักษรอยู่พอดี อยากถามว่าพี่จันทร์อยู่ไหน ปกติห้าโมงเย็นเราสองคนต้องอยู่ด้วยกันแล้ว

แต่บังเอิญ...

แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ผมก็เห็นพี่จันทร์กับกลุ่มเพื่อนกำลังเดินข้ามทางเชื่อมใต้ตึกพอดี เห็นมาจากระยะไกลๆ เลยว่าทางนั้นกำลังก้มหน้าใช้นิ้วโป้งกดมือถืออยู่รัวๆ

ไม่ถึงสามวินาทีข้อความนั้นก็มาปรากฏที่มือถือผม

Jaojannn : อยู่ไหนนน (.__. )( .___. )( .__.)

เจ้าตัวยึกยือนี่คือกำลังมองหาผมอยู่ใช่ไหม

อ้อนเก่งกระทั่งในไลน์...

ผมอมยิ้มอ่านไลน์แต่ไม่ตอบ รีบไปดักตรงมุมเสา กะจังหวะดีๆ รอให้พี่จันทร์เดินใกล้เข้ามา ค่อยโผล่หน้าไปหา

อยากแกล้งให้เจ้ากระต่ายแปลกใจเล่นน่ะ

“อ้าว หนึ่ง?” พี่จันทร์ทำตาโตแล้วยิ้มกว้าง “ก็ว่าทำไมอ่านแล้วไม่ตอบ มาแอบอยู่นี่เอง”

“วันนี้ผมไม่ไปหอสมุด จำได้ไหมครับ”

“พี่จำได้ กำลังจะถามเลยว่าหนึ่งไปสนามกีฬาหรือยัง แล้วนี่...” พี่จันทร์หยุดพูดเพื่อขมวดคิ้วมองหน้าผม เขาใช้นิ้วโป้งลูบผิวใต้ริมฝีปากผมเบาๆ “ไหน...ขอดูแผลหน่อย ทำไมช้ำจนม่วงแบบนี้ล่ะ”

ผมก้มลงไปหาเขา เปิดปากให้ดูจนเห็นไหมละลายสีม่วงที่เย็บปิดแผลอยู่บริเวณเนื้ออ่อนด้านใน ถึงแผลจะยังเจ็บอยู่เวลาขยับปากพูดหรือกิน แต่ก็นับว่าโชคดีที่มันไม่บวมอะไรมากมาย

“วันนี้เจ็บไหม”

“ไม่เจ็บแต่ตึงๆ” ผมตอบ

“เมื่อวานไม่เห็นม่วงเป็นวงใหญ่ขนาดนี้เลย” พี่จันทร์ว่า

ผมพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อวันเสาร์คางผมขึ้นรอยสีแดงเข้มเฉยๆ วันอาทิตย์มันกลายเป็นสีม่วง พอเช้าวันนี้เลือดที่ช้ำมันกระจายเป็นวงใหญ่ขึ้นเล็กน้อย สีม่วงก็เข้มขึ้นกว่าเมื่อวานมากอยู่

พี่จันทร์เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด เพราะผมอยู่กับเขาตลอด

วันเสาร์เราอยู่ด้วยกันจนเที่ยงคืนกว่า เขาอ่านหนังสือ ส่วนผมนอนเอกเขนกดูทีวีอยู่ข้างๆ ได้ยินพี่บ่นหงุ้งหงิ้งว่าเหงามากเพราะแม่ไม่อยู่ เช้าเมื่อวานเลยหอบหนังสือไปขลุกอยู่เป็นเพื่อนเขาทั้งวัน

อยู่ด้วยกันบ่อยจนผมเริ่มจะติดพี่นิดๆ แล้วเหมือนกัน

“เมื่อเที่ยงกินอะไร ไม่ได้แอบกินของเผ็ดใช่ไหม”

แน่ะ มีการหรี่ตาสอบสวนผมด้วย

“เส้นเล็กน้ำใสครับ” ขืนกินเผ็ดตอนปากเจ็บแบบนี้ ผมคงแสบแผลลงไปนอนดิ้นบนพื้นโรงอาหารแน่นอน

พี่จันทร์พยักหน้าท่าทางพอใจ มือนุ่มหอมกลิ่นสบู่แตะสัมผัสแก้มผมอย่างอ่อนโยน ดวงตาสีดำขลับมองจ้องเข้ามาในตาผมอย่างลึกซึ้งอ่อนหวานแล้วเอ่ยชม

“เด็กดีของพี่”

ฆะ... ฆาตกร...

ใจดำอำมหิตเหลือเกินคนคนนี้

พี่จันทร์ไม่คิดปรานีหัวใจผมบ้างเลย ซัดเอาๆ เหมือนกะจะฆ่ากันให้ตายด้วยดวงตาคู่สวยกับคำหวาน หัวใจผมก็ไม่ใช่อิฐใช่ปูน พี่ขยันหยอดขยันอ้อนทุกวัน จะไม่ให้ผมรู้สึกอะไรเลยคงเป็นไปไม่ได้

ยอมรับตรงๆ เลยว่าเขิน...โคตรเขิน

เขินจนไม่กล้ามองหน้าหรือสบตาเขาแล้ว

“เอ่อ กูไม่ได้อยากขัดจังหวะนะจันทร์” พี่ไนท์ที่หยุดยืนอยู่ใกล้ๆ ยกมือขอโอกาสถามไถ่ “ไม่ไปหอสมุดกันเหรอ”

“หนึ่งจะไปเตะบอลน่ะ” พี่จันทร์ตอบให้แทน

“ไปไหมครับ” ผมชวนพี่ไนท์ จากจำนวนเพื่อนที่ชวนๆ กันไปซ้อมเตรียมแข่ง บวกกับรุ่นพี่ปีสองที่จะมาช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ไม่กี่คน คนน่าจะขาดเยอะอยู่ ตอนแรกกะจะไปหาเพื่อนเล่นเอาแถวๆ สนาม ได้คนรู้จักไปเล่นด้วยกันก็น่าสนุกดี

“ได้เหรอ เอาดิ ขอชวนเพื่อนไปอีกสักสองคนได้ปะ”

“มาเลยป๋า พวกผมหาเพื่อนเล่นด้วยอยู่เนี่ย บางคนไปรอที่สนามแล้ว มันบอกคนไม่พอ ขาดอีกสามสี่คนแน่ะ” ไอ้รันย์โผล่เข้ามาแจมในวงสนทนา

“โอเค แล้วคนนี้น่ะ” พี่ไนท์พยักพเยิดคางไปที่เพื่อนตัวเองซึ่งยืนยิ้มตาใสอยู่ “จะไปด้วยเหรอ ปกติมึงไม่ดูบอลนี่”

“เราไม่ได้ไปดูบอล จะไปดูหนึ่ง”

ตรงเกินไปแล้วครับพี่จันทร์...

คำตอบฉะฉานของเขาทำผมไปไม่เป็นเลย

“แหม...” พี่ไนท์ส่งเสียงแซวแล้วยื่นหน้ามากระซิบข้างหูพี่จันทร์ ผมไม่ได้ยิน เดาว่าต้องแซวอะไรกันสักอย่าง ไม่งั้นเจ้ากระต่ายคงไม่หัวเราะขำจนตาเป็นสระอิแบบนี้

“งั้นมั้ง” พี่จันทร์ยักคิ้วซุกซน

หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไป ภพกับรันย์ไปที่มอเตอร์ไซค์ตัวเอง ส่วนพี่ไนท์หันไปหาพี่ผู้หญิงในกลุ่ม ได้ยินแว่วๆ อยู่ว่าให้พวกพี่พิมพ์พี่เกดโทรเรียกแฟนมาเตะบอลกัน

ผมเห็นว่าได้เวลาต้องไปแล้วเลยหันไปหาพี่จันทร์

“ไปก่อนนะครับ”

“เดี๋ยวพี่ตามไป” เขาตอบแล้วมองมาตาหวานฉ่ำ

ผมรีบเบนสายตาไปโฟกัสที่ริมฝีปากเคลือบรอยยิ้มแทน ไม่ไหว ไม่กล้าสบตาพี่จันทร์แล้ว วันนี้ทั้งวันถ้าเห็นผมขยันหลบตาพี่ก็อย่าแปลกใจไปเลยนะ

พี่น่ะ รุนแรงเกินใจผมจะรับไหวแล้วจริงๆ



“หนึ่ง มึงพร้อมจะเล่ายังวะ ตกลงมึงทะเลาะอะไรกับไอ้โอบ ทำไมจู่ๆ ถึงเก็บของกลับบ้านแบบนี้” รันย์ซัก

ขณะนั้นพวกผมออกจากสนามกีฬา กลับหอมาอาบน้ำอาบท่ากินข้าวเย็นกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่วงสองทุ่มนิดๆ ผมขึ้นห้องไปเก็บข้าวของกับเสื้อผ้า ตั้งใจว่าจะกลับไปนอนที่บ้านจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

“อืม ทะเลาะกัน” ผมตอบ ก่อนมุดเข้าไปแขวนเสื้อนักศึกษาไว้กับราวจับที่ด้านหลัง กระเป๋าเป้ใบใหญ่ก็โยนๆ ไปกองไว้ด้านหลังแบบไม่ใส่ใจนัก

“ปากมึงก็ฝีมือโอบเหรอวะ” ภพถาม

“อุบัติเหตุ กูเอาปากไปรับศอกมันเอง มันไม่ตั้งใจ”

“ทะเลาะกันตั้งแต่เมื่อไหร่” รันย์กอดอกพิงประตูคนขับไว้ รู้เลยว่ามันไม่ยอมให้ผมหนีขึ้นรถกลับบ้านแน่ อย่างน้อยๆ ก็จนกว่าผมจะตอบคำถามของมันหมดทุกข้อ

“วันเสาร์”

“เล่ามาดิ๊” ภพเท้าเอว

“เรื่องมันยาว...”

“เรื่องเสือกขอให้บอก พวกกูว่างฟัง!” รันย์ยืนยัน

ในเมื่อมันยืนบังประตูรถอยู่ไม่ยอมให้หนี ผมเลยไปไหนไม่ได้ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสรุปความสั้นๆ เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น เริ่มตั้งแต่โอบมางอแงชวนไปดูหนังในตอนเช้า ไปจนถึงบีทีเอสเสียจนทำให้มันต้องรอนาน และจบลงด้วยการทะเลาะเบาะแว้งบนรถที่นำไปสู่การเลือดตกยางออกของผม

ภพกับรันย์ที่ยืนฟังอยู่ใบ้กินกันทั้งคู่ พวกมันมองตากันแล้วถอนหายใจ รันย์เลิกยืนบังประตูแล้ว มันส่งมือมาตบบ่าผมหนักๆ เหมือนอยากให้กำลังใจ

“แบบนี้สินะ มึงเลยโกรธมันจนหนีกลับบ้าน”

“มันงี่เง่ากูไม่โกรธเท่าไรหรอก แต่ที่มันบอกให้กูเลิกเป็นเพื่อนกับมัน อันนี้กู...รับไม่ได้”

เห็นเพื่อนเงียบรอฟังเลยขอระบายต่ออีกหน่อย

“กูไม่รู้จริงๆ ว่าต้องทำยังไงให้โอบพอใจ ทุกวันนี้ที่กูถอยออกมา ไม่ใช่เพราะกูรู้ว่ามันไม่รักกูหรือรักกูไม่ได้ กูถอย เพราะมันขอให้เราเป็นแค่เพื่อนกัน อยู่กับมันไปนานๆ อย่าคิดกับมันเกินเพื่อน อย่าทำให้สิบสี่ปีของเราหมดค่าหมดความหมาย พอกูตัดใจให้ มันดันไม่เห็นค่าความเป็นเพื่อนของกู กูรู้สึกว่ามันเกินจะทนแล้ว”

“แต่หนีกลับไปนอนบ้าน ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา มึงเข้าใจจุดนี้ดีใช่ไหม” รันย์กดเสียงถาม มันคงอยากจะให้ผมคิดทบทวนดูอีกทีเรื่องการเก็บของไปนอนบ้านสักพัก

แม้จะเป็นห่วงที่ต้องปล่อยโอบอยู่หอคนเดียว มันจะกินจะอยู่ยังไง จะตื่นทันไหม จะเล่นเกมเพลินจนนอนดึกหรือเปล่า ไหนจะอาการแพ้อากาศที่มันเป็นบ่อยๆ อีก

แต่ผมคิดมาดีแล้ว ว่าแยกไปดีกว่าอยู่ด้วยกัน

ผมยังโกรธ ยังคิดไม่ตก และยังไม่ใจเย็นพอจะคุยกับมัน ซึ่งเสี่ยงมากที่เราจะทะเลาะกันอีกรอบ

“กูรู้ ไว้พร้อมเมื่อไหร่กูจะกลับมาเคลียร์กับมัน ฝากพวกมึงดูมันด้วย” ผมฝากฝังโอบไว้กับภพรันย์

“รู้แล้วน่า เดี๋ยวพวกกูดูให้ โอบไม่ใช่เพื่อนมึงคนเดียวนะ” รันย์รับปาก “แล้วเป็นไงวันนี้ เก๊กฮวยหวานมากไหม”

“ปกติ ทำไม อยากกิน?” ผมขมวดคิ้ว หยิบมือถือขึ้นมาเช็กข้อความ เห็นพี่จันทร์ทักมาก็รีบตอบกลับในทันที

“นึกว่าหวานมากกว่าปกติเพราะมีใครบางคนป้อนให้”

แซวอีกแล้ว ไม่รู้แม่งจะแซวหาสวรรค์วิมานอะไรหนักหนา

ตอนพี่จันทร์ส่งน้ำเก๊กฮวยแล้วเช็ดเหงื่อให้ ตามด้วยท่าไม้ตายมองตาแล้วยิ้มหวาน ผมแทบล้ม พอเจอเพื่อนขี้แซวอีก บอกเลยว่าไปไม่เป็น ทำตัวไม่ถูก ไม่อยากเขินจนเงอะงะเลยนับ 1-100 ในใจ เกร็งหน้าสุดแรงเกิด ทำเป็นนิ่งไว้ ไม่อยากให้ใครแซวไปมากกว่านี้ เดี๋ยวหลุดเขินไปจะทำไง อายเขาตาย

“ว่าไง หวานไม่หวาน” รันย์ยิ้มถาม

“เพ้อเจ้อ กูไปละ” ผมบ่นเพื่อนแล้วก้าวขึ้นรถ

“เพ้อเจ้อ” เพื่อนเวรสองตัวพูดตามกะแซวไม่เลิก

“อะไร พอได้แล้ว เลอะเทอะจริง” ผมเปิดกระจกลงมาด่า

“เนี่ยมึงด่าแบบนี้อะ ปกติ ห่า สัด จวย พอเป็นเรื่องพี่จันทร์จะแบบ...เพ้อเจ้องี้ เลอะเทอะงี้ ละมุนเป็นพิเศษกะคนเนี่ย คิดอะไรกับเขาหรือยังว้า พวกกูชงแก้วแตกไปหลายใบแล้วนะเว้ย” ภพขยี้ใหญ่

“จะแซวอีกนานไหม” ผมถอนหายใจ

“จะแซวจนกว่ามึงจะหวั่นไหวอะ” รันย์ว่า

“อืม งั้นก็หยุดแซวเถอะ พวกมึงทำสำเร็จแล้ว”

“ฮะ?” พวกมันทำหน้าโง่ๆ ใส่กัน “เฮ้ย อย่าบอกนะว่ามึง—”

“กูไปนะ” ผมยิ้มนิดๆ ตัดบทเพื่อนก่อนจะรีบเผ่นด้วยการเคลื่อนรถออกจากหน้าหอ ขอโทษด้วยที่ไม่ได้รอฟังคำแซวอะไรอีก ต้องรีบกลับบ้านน่ะ เดี๋ยวใครบางคนจะเป็นห่วง



ทุกครั้งที่กลับถึงบ้านหรือหอ อย่างแรกที่ผมทำคือรายงานตัวกับใครบางคน

ทว่าเย็นนี้โทรศัพท์ผมเงียบมากผิดปกติ พี่จันทร์ไม่ได้โทรหรือไลน์มาอย่างที่ควรจะทำ หลังเตะบอลเสร็จ เราแยกกันกลับ ผมแวะไปหอก่อนค่อยกลับบ้าน ส่วนพี่จันทร์ไปกินข้าวกับเพื่อนต่อ เขาไลน์มาตอนสองทุ่มนิดๆ ว่า ‘กินข้าวเสร็จแล้วนะ กำลังจะขับรถกลับบ้าน’

แต่นี่ก็สามทุ่มแล้ว ทำไมเงียบหาย?

ผมเป็นห่วงนิดๆ เพราะรู้ว่าพี่จันทร์ขับรถเร็ว จะเป็นอะไรหรือเปล่า ควรจะถึงได้แล้วนะ เขาน่าจะกลับถึงบ้านก่อนผมด้วยซ้ำ งั้นไลน์ไปรายงานตัวก่อนแล้วกัน ถ้าเขาตอบก็โอเค

1st : ถึงบ้านแล้วนะครับ

ปกติพี่จันทร์อ่านไลน์ไวยิ่งกว่าจรวด แต่นี่เงียบผิดปกติ

ผมคอย ครึ่งชั่วโมงแล้วเขาก็ยังเงียบ

รออีกแป๊บแล้วกัน

ผมคิดแล้วเดินวนๆ อยู่ในบ้าน แม่ผมดูละครอยู่ ส่วนยัยสองนั่งที่โต๊ะกินข้าว กำลังใส่หูฟังคุยกับเพื่อนพลางทำการบ้านวิชาเลขเสริมไปด้วย ผมเดินวนไปมาจนแม่เริ่มมองหน้าด้วยความสงสัย

“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก”

“เปล่าครับ” ผมเดินหนีไปอีกทาง เช็กดูมือถือก็ยังเงียบสนิท

โอเค ร้อนใจนิดๆ แล้วสิ โทรหาพี่เลยดีไหม อุตส่าห์ไลน์ไป เพราะรู้ว่าอีกเดี๋ยวก่อนนอนก็ต้องคุยกันอีก แต่นี่พี่เงียบไปนานเกินแล้ว

ผมตัดสินใจโทรไปหา

รอสายอยู่นานทีเดียวกว่าเขาจะรับ

“ถึงบ้านหรือยังครับ”

‘เอ่อ พี่เพิ่งถึงบ้าน กำลังจะโทรหาหนึ่งอยู่พอดี’ พี่จันทร์พูดเสียงเบาๆ

“ทำไมวันนี้ถึงบ้านช้า ปกติกลับพร้อมๆ กัน พี่จะถึงก่อนผมนะครับ” ผมสงสัย

‘มีคนแถวนี้ชอบห้ามพี่ขับรถเร็ว พี่เลยเชื่อฟังน่ะ เหยียบยี่สิบ ข้างหลังนี่บีบแตรไล่ตั้งแต่มหาลัยจนถึงบ้านเลย’

ผมอมยิ้ม รู้แล้วว่ามีอะไรผิดปกติแน่

“ใช่เหรอครับ”

‘อือ’ ฝั่งนู้นหัวเราะเสียงแปร่งๆ

“ผมไม่เชื่อ” ผมพูดแล้วลองเงี่ยหูฟังเสียง รอบตัวพี่จันทร์เงียบมาก พอพูดแล้วเสียงก้องๆ เหมือนยังอยู่ในรถ “พี่จันทร์อยู่ไหน ยังไม่ถึงบ้านเหรอครับ”

‘หนึ่งรู้ได้ไงเนี่ย...’

“มีอะไร ทำไมไม่บอกผมครับ”

‘ขอโทษนะหนึ่ง พี่ไม่อยากบอกเลย ไม่อยากทำให้เป็นห่วง’ เสียงเขาฟังดูกังวลชอบกล

“ทำไมครับ พี่อยู่ไหน เกิดอะไรขึ้น” ผมเกาหน้าผากตัวเองอย่างกลัดกลุ้ม

‘คือพี่ไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน พี่…คิดอะไรเพลินไปหน่อย เลยเลี้ยวผิดแยก แล้วตรงนี้ก็มีก่อสร้างอยู่ด้วย เขาปิดทางกลับรถ พี่เลยขับมาเรื่อยๆ แล้วก็...’

“หลงทาง?”

‘อือ’ พี่จันทร์ตอบเสียงอู้อี้

“จอด”

‘อะไรนะ’

“ผมบอกให้จอดรถ ถ้าแถวนั้นมีปั๊มหรือร้านอาหาร เข้าไปจอดก่อน”

พี่จันทร์เงียบหายไปไม่ตอบครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงเปิดไฟเลี้ยวดังติ๊กๆ ลอดเข้ามา เพื่อความมั่นใจผมเลยลองถามดู

“จอดหรือยัง”

‘จอดแล้ว หนึ่งอย่าดุพี่สิ…’

อย่า อย่ามาอ้อนเสียให้ยาก ไม่ให้ดุได้ไงเนี่ย

“แชร์โลเคชั่นกับถ่ายจุดที่จอดรถมาให้ผมดูหน่อย”

พี่จันทร์ถ่ายรูปส่งมาให้พร้อมโลเคชั่นทางไลน์ ผมดูแล้วปวดหัวเลย เขาหลงไปไหนวะเนี่ย ปั๊มซัสโก้ที่มีร้าน A&W แถวๆ รัชดาอีกนิดนึงคือจะถึงศาลอาญาแล้ว แต่แถวนั้นไม่มีที่กลับรถจริงๆ ต้องขับไปไกลยูเทิร์นไกลมาก

“อยู่ที่ปั๊มก่อนครับ เดี๋ยวผมไปหา”

‘หนึ่งไม่ต้องมาก็ได้ จริงๆ นะ’

“ไม่ไปหาแล้วพี่จะกลับยังไง”

‘เดี๋ยวพี่เปิดกูเกิ้ลเอา ตอนหนึ่งโทรมา พี่กำลังจะเปิดดูอยู่’ พี่จันทร์ตอบมางุบงิบๆ เหมือนเด็กกลัวโดนดุ

“รอผม”

‘ไม่เอา พี่ไม่อยากกวนหนึ่ง อย่าลำบากมาเลย เส้นนี้รถติดมาก ไม่ต้องมาหรอก’

อีกแล้ว ดื้อเหมือนคืนที่ผมไปรอพี่ที่ร้านหมูกระทะเลย กว่าจะกล่อมให้ยอมกลับด้วยกันได้ ยืนดื้ออยู่ตั้งนาน

“ตอนผมมีปัญหา พี่อยู่กับผมตลอด ทำไมตอนพี่มีปัญหา ไม่ให้ผมได้อยู่กับพี่บ้างล่ะครับ” ผมพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ความสัมพันธ์ที่ดีน่ะ มันต้องเป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ไม่ใช่ตักตวงอยู่ฝ่ายเดียว

เขาอยู่ข้างๆ ผมมามากแล้ว ผมเองก็อยากอยู่ข้างๆ เขาบ้าง

‘…’ พี่จันทร์เงียบไป มีแค่เสียงลมหายใจเบาๆ ให้ได้ยิน

“ไม่อยากให้ผมไปหาเหรอครับ”

‘ไม่ใช่แบบนั้น พี่อยากเจอหนึ่งนะแต่เกรงใจน่ะ’

“ผมเต็มใจที่จะไป อยากไปหาพี่ พี่จะรอผมไหม”

พี่จันทร์เงียบไปอีก สักพักถึงได้ตอบกลับมาเบาๆ

‘อื้อ...พี่จะรอ’

สุดท้ายก็ตกลงกันได้ ผมบอกกล่าวแม่ว่าจะไปไหน ก่อนคว้ากุญแจรถ ขับรถไปจอดไว้บ้านพี่จันทร์ จากนั้นก็เรียกแกร๊บไบค์ให้ไปส่งแถวรัชดา ประมาณสามสิบนาทีให้หลังจึงไปถึงปั๊มซัสโก้

เห็นรถซิตี้สีขาว เลขทะเบียนคุ้นตาก็รู้แล้วว่ามาถูกที่

ผมกำลังจะเดินเข้าร้าน A&W เห็นเงาสะท้อนตัวเองในกระจกแล้วตกใจเลย เพิ่งจะรู้ตัวว่ารีบเกิน หัวจรดเท้าพร้อมนอนมาก เสื้อยืดรด.คอย้วยกับกางเกงวอร์มที่เคยเอาไปเข้าค่ายแล้วโดนตะปูเกี่ยวเข่าจนขาดเป็นรู

เออ ช่างเถอะ มาดูเด็กหลงทางก่อน

ผมผลักประตูเข้าร้าน เดินไปหาคนที่นั่งเท้าคางรออยู่ บนโต๊ะตรงหน้ามีแก้วน้ำกับกล่องเฟรนช์ฟรายส์ที่ยังไม่ถูกแตะต้อง ตัวพี่จันทร์ก็เอาแต่เหม่อ ผมไปยืนอยู่ตรงหน้าแล้วเขายังไม่รู้ตัวเลย

“พี่จันทร์” ผมส่งเสียงเรียกเบาๆ ไม่อยากให้เขาตกใจ

“อ้าว มาแล้วเหรอ” พี่จันทร์มองมาแล้วยิ้มเซื่อง

ผมพยักหน้าแล้วขมวดคิ้ว สงสัยว่าพี่เป็นอะไร จริงๆ กะจะมาดุเขาสักยก พอเห็นพี่ทำหน้าหงอยเลยดุไม่ลงแล้ว

“พี่ขอโทษนะที่ไม่ได้โทรหา” เขาช้อนมองแบบสำนึกผิด

“ครับ คราวหน้ามีปัญหาอะไรรีบบอกผมนะ” ผมกำชับ

เมื่อพี่จันทร์พยักหน้ารับปากอย่างว่าง่าย ผมก็ยื่นมือไปตรงหน้าเขา ดวงตากลมโตมองมาแล้วกะพริบปริบๆ ผมกำลังจะบอกว่าขอกุญแจรถหน่อย แต่เจ้ากระต่ายขี้อ้อนกลับวางแก้มนุ่มแต่เย็นลงบนมือผมเสียก่อน

“จะเอาอุ๋งๆ เหรอ”

แน่ะ มีการถามเสียงน่ารักด้วยนะ

โคตรน่าจับฟัด...

การอยู่กับพี่จันทร์ก็เหมือนการขับรถแหกทางโค้งนั่นละ พอสูญเสียการควบคุม เผลอหวั่นไหวให้เขาแม้เพียงครั้งเดียว นั่นหมายถึงการไถลออกนอกเส้นทางต่อไปเรื่อยๆ แบบหยุดไม่ได้อีกเลย

ผมทอดสายตามองอย่างเอ็นดู ก้มตัวลงไปสบตาเขาใกล้ๆ พลางขยับนิ้วโป้งลูบแก้มเนียนนุ่มอย่างถนอม

“ขอกุญแจรถครับ ผมจะพาพี่กลับบ้าน”





#เขาคุณเราผม

รอบนี้มาเขย่าเรือหนึ่งจันทร์บ้าง 55555+

กาแฟมั้ยฮะจ้าว >> แวะมาเติมกำลังใจให้อีกแล้ว ขอบคุณนะคะ :)

ออฟไลน์ suck_love

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 865
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-1
เป็นนิยายที่สนุกมากๆค่ะ ไอเดียดีมากที่เล่าไปเป็นคนละมุมมอง

แต่เสียดายจังเลยที่เราเริ่มรู้สึกได้ว่าคู่ที่จะลงเอยกันไม่ใช่คู่ที่เราเชียร์ ฮือออออออออ

กลายเป็นจันทร์ซันเราไม่น่าจะคู่กันไปซะแล้ว
อาจเป็นเพราะเราชอบคู่ที่ตรงข้ามกันก็ได้ 555555555

จะรอติดตามผลงานต่อไปของคุณคนเขียนนะคะ เราใจบาง 555555555555 พอปักหลักแล้วเราเปลี่ยนฝั่งไม่ได้เลย //ปาดน้ำตา

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 12.1 เวลา
ช่วงเวลาแสนสุข
มักผ่านไปรวดเร็วเสมอ



:: เขา – ย้อนเวลา ::



คาบบ่ายผมมักจะง่วงอยู่เสมอ…

แต่ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดมากเกินไปหน่อย กลางคืนหลับยากหลับเย็นไม่พอ กลางวันยังคิดนู่นคิดนี่เยอะแยะจนง่วงไม่ลง ได้แต่นั่งเหม่อหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาจับจ้องไปยังต้นคอของคนที่นั่งอยู่ข้างหน้า

หนึ่งอยู่ตรงนั้น

ถัดจากผมลงไปข้างล่างหนึ่งขั้น ขวามือคือขั้นบันไดที่ทอดอยู่กลางห้องสโลปใหญ่ ซ้ายมือมันที่ควรเป็นที่นั่งผมถูกไอ้รันย์ยึดไปเสียฉิบ ผมเลยกระเด็นมานั่งข้างไอ้ภพแทน

ผ่านมาจะเป็นสัปดาห์แล้วที่ทะเลาะกัน

หนึ่งปล่อยผมอยู่หอคนเดียวมาสามสี่คืนแล้ว ภพกับรันย์แม้ผลัดกันมานอนเป็นเพื่อนก็ทดแทนส่วนที่ขาดหายไปจากชีวิตผมไม่ได้ ตารางชีวิตผมแปรปรวนไปหมด นอนไม่ค่อยหลับ เช้าตื่นมาไม่เจอหนึ่ง กลางวันไม่คุยกัน เย็นกลับมาไม่เจอมัน ผมเริ่มหดหู่มากขึ้นทุกที พี่ซันเองก็คงสังเกตเห็น พักนี้เขาเลยโอ๋ผมมากเป็นพิเศษ

แต่ยังไง ผมก็ยังเหงาเพราะคิดถึงไอ้หนึ่งมากๆ อยู่ดี

ผมติดหนึ่งยิ่งกว่าอะไรดี ไม่ชินเลยกับการไม่มีหนึ่งอยู่ข้างตัว ไม่เคยคิดว่าตอนไม่มีมันจะเหงาหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้ ผมเริ่มทนไม่ไหว อยากขอโทษมันมาหลายทีแล้ว แต่พอเห็นหน้ามันนิ่งๆ ตึงๆ ผมก็ไม่กล้าคุยด้วย

ที่เศร้าสุดๆ คือ…

ในขณะที่ผมกำลังเหงาจะเป็นจะตาย หนึ่งกลับใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่มีทีท่าว่าจะใจอ่อนให้ผมเมื่อไหร่ มันปล่อยเลยตามเลย ไม่สนใจ ไม่ใยดี ผมไม่คุย มันก็ไม่คุย เหมือนมันไม่แคร์ผมแล้ว

หนึ่งคงจะเอาจริงอย่างคำพูดที่มันพูดไว้วันนั้นแหละ

‘กูจะไม่ทนกับมึงแล้ว!’

หนึ่งเป็นคนรักษาคำพูด ลองได้พูดอะไรออกจากปากแล้ว มันจะไม่กลับคำหรือกลืนน้ำลายตัวเองเด็ดขาด อะไรที่มันรับปาก อะไรที่มันสัญญา ทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้น

ก่อนหน้านี้มันคงทนกับนิสัยเสียๆ ของผมมามาก ไม่รู้ว่าหนึ่งจะมีโอกาสให้ผมขอโทษแล้วแก้ตัวอีกครั้งไหม หรือที่บอกว่าจะไม่ทนกับผมแล้ว ก็คือไม่ทนแล้วจริงๆ

เลิกอดทน เลิกเป็นเพื่อนกัน

แค่คิดว่าต้องเป็นแบบนั้นผมก็ใจหายแล้ว ผมอยู่กับหนึ่งมาสิบสี่ปี อนุบาลยันมหาวิทยาลัย หลับตาลงสุ่มเลือกความทรงจำขึ้นมามั่วๆ สองสามฉาก ทุกเหตุการณ์ล้วนมีหนึ่งอยู่ในนั้น

เราอยู่ด้วยกันมานาน...นานจนผมปล่อยมือจากมันไม่ได้

“อาจารย์วิชัยฝากเอาควิซแคลของอาทิตย์ที่แล้วมาคืน”

ตอนพักครึ่งคาบหลังตะบี้ตะบันเรียนมาเก้าสิบนาทีเต็ม เพื่อนเซ็คอื่นที่เดินกลับเข้ามาในห้องสโลปหอบกระดาษรายงานมาด้วยปึกใหญ่ และเริ่มแจกจ่ายส่งต่อกันมาเรื่อยๆ ตามกลุ่มต่างๆ

กระดาษรายงานปึกนั้นถูกส่งมาที่กลุ่มผม

หนึ่งเป็นคนรับไว้ มันก้มหน้าใช้นิ้วยาวเขี่ยมุมขวาของกระดาษเร็วๆ สแกนหาชื่อเพื่อนทุกคนในกลุ่ม ก่อนส่งปึกกระดาษข้ามแถวไปที่กลุ่มอื่น

ควิซของกลุ่มเราอยู่ในมือหนึ่ง สี่แผ่นแรกส่งไปทางซ้ายมือข้ามหัวไอ้รันย์ที่ฟุบอยู่กับโต๊ะ แผนที่ห้าเหน็บไว้ใต้ศอกไอ้รันย์ แผ่นที่หกเป็นของมันเลยเก็บใส่แฟ้ม และสองแผ่นสุดท้ายส่งมาให้ผมกับภพที่นั่งอยู่ข้างหลัง

“โอบรับหน่อย กูตีป้อมอยู่” ภพมือไม่ว่างรับ

หนึ่งส่งมาให้โดยไม่หันมองด้วยซ้ำว่าใครจะเป็นคนรับ พอเห็นว่านานเกินไม่มีใครหยิบไปสักที กระดาษรายงานที่มีรอยปากกาแดงวงไว้ก็ส่ายไปมาเบาๆ เป็นเชิงกระตุ้นให้รีบๆ รับไป

ผมยื่นมือออกไปอย่างลังเล จับกระดาษแล้วแต่หยิบมาไม่ได้ เพราะไอ้หนึ่งไม่ยอมปล่อยมือ มันยื้อกระดาษรายงานผมไว้แล้วหันหลังกลับมามองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“คะแนนมึงเน่าอีกแล้ว” มันพูดเบาๆ

“อ่า...”

“พยายามหน่อยนะ”

ใครจะไปคิด คำไม่กี่คำจะทำผมน้ำตาคลอได้ ทั้งน้ำเสียง สายตา และคำพูด บ่งบอกว่ามันยังห่วงผมอยู่ แถมมันยังยอมคุยกับผมแล้วด้วย ดีใจจัง

แต่...

คะแนนควิซของผมนี่มัน ฮือออ

ถ้าเมื่อกี้น้ำตาคลอเพราะไอ้หนึ่ง ตอนนี้ผมก็เกือบร้องไห้โฮแล้ว คะแนนโคตรเน่าบัดซบมาก ปากกาแดงวงเต็มไปหมด ถูกสองข้อเองมั้งจากเจ็ดข้อ มิดเทอมก็ใกล้เข้ามาแล้ว ผมรู้อนาคตตัวเองเลยนะเนี่ย

เออ ช่างเถอะ...

ผมวางกระดาษรายงานลง ตอนนี้คะแนนควิซทำอะไรผมไม่ได้แล้ว ใจผมแฮปปี้อยู่เพราะไอ้หนึ่ง หงอยมาหลายวัน วันนี้เพิ่งได้ยิ้มจริงๆ เป็นครั้งแรก มีความสุขอะ รู้สึกมีความหวัง

ได้เวลาที่เราจะคุยกันดีๆ แล้วมั้ง

ผมเท้าคางกับโต๊ะ มองท้ายทอยหนึ่งจากด้านหลัง

เคยได้ยินว่าตอนเด็กๆ เจ็บสุดคือหกล้ม สำหรับผมกับหนึ่ง ตอนเด็กๆ เราทะเลาะกันหนักสุดก็แค่เรื่องแย่งบอลกันเล่นหรือแย่งกันกินปีโป้สีเขียว ตกเย็นก็ดีกันง่ายๆ สามนาทีก็ลืมแล้วว่าโกรธกัน

อยากย้อนเวลากลับไปตอนเป็นเด็กอีกครั้งจัง

อยากให้ทุกเรื่องระหว่างเรามันง่ายดายเหมือนตอนนั้น

หากเวลาเดินช้ากว่านี้อีกหน่อยได้ก็คงดี ผมอยากให้ช่วงเวลาที่ยังใสซื่อไร้เดียงสาอยู่กับพวกเรานานกว่านี้ หลายสิ่งเปลี่ยนไปเมื่อพวกเราเติบโตขึ้น บางอย่างเพิ่มพูนงอกเงย บางอย่างสูญหายไม่มีวันหวนกลับ

ผมคิดถึงความเป็นเพื่อนของเราในสมัยก่อนจริงๆ



“หนึ่งไปไหนอะ มันโดดเหรอ กูไม่เห็นมันในแถว”

ผมถามเพื่อนซี้ในกลุ่มที่ยืนซดน้ำเปล่าอยู่ด้วยความสงสัย ตอนอยู่ในหอประชุมผมเห็นไอ้ภพไอ้รันย์นั่งอยู่ไม่ไกลแต่มองไปทางไหนก็ไม่เห็นเงาของไอ้หนึ่ง

“ไม่รู้ว่ะ มันหายไปก่อนจะเข้าหอประชุมแป๊บเดียว ไม่ได้บอกอะไรกูไว้ด้วย” รันย์ตอบ

“อะไรวะ จะโดดไม่เห็นชวนเลย กูก็อยากโดด โคตรเหนื่อย เจ็บคอมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” ภพบ่น

ปกติเคยเข้าเชียร์เฉพาะวันอังคารกับวันศุกร์ แต่นี่อาทิตย์สุดท้ายแล้ว ช่วงนี้ห้องเชียร์เป็นอะไรที่บ้าบอมาก พี่ว้ากเฮี้ยนสุดๆ ผีบ้ามากๆ นอกจากจะปรับเวลาให้ยาวขึ้นเลิกสองทุ่ม ยังมีเพิ่มมาอีกสองวันคือพุธกับพฤหัส ศุกร์นี้เป็นวันสุดท้ายก็จริง แต่มีการทำกิจกรรมข้ามคืนไปจนถึงเช้าวันเสาร์ เฮ้อ อีกนิดเดียวก็จะหมดเวรหมดกรรมแล้ว

ไม่คิดเลยนะว่าไอ้หนึ่งจะมาโดดเอาวันนี้

มีเรื่องอะไรหรือเปล่า

“รันย์” ผมจับแขนมันแล้วเขย่าเบาๆ “มึงโทรหาไอ้หนึ่งให้กูหน่อยได้ไหมว่ามันอยู่ไหน เป็นอะไรหรือเปล่า”

“อ้อ ได้ดิ”

รันย์โทรหาหนึ่งโดยเปิดสปีกเกอร์ให้ผมฟังด้วย ถ้าหนึ่งโดดจริง ป่านนี้มันคงกลับถึงบ้านแล้วแหละ อย่างมันคงไม่ไถลเถลไปไหนไกลบ้านหรอก

รอฟังเสียงตู๊ดๆ ถึงหกเจ็ดทีหนึ่งถึงรับสาย

“โหล มึงอยู่ไหน โดดเชียร์เหรอ” รันย์ถาม

‘อืม โดดวันนึง’

“ไปไหนวะ กลับบ้าน?”

‘เปล่า กูอยู่กับ...’ หนึ่งยังพูดไม่ทันจบก็เงียบไป

ผมเงี่ยหูฟัง ได้ยินเสียงหนึ่งพูดว่า ‘เป็นอะไรหรือเปล่า’ ตามมาด้วยเสียงตอบที่นุ่มไพเราะ ใครบางคนพูดอะไรบางอย่างที่ผมจับใจความไม่ได้ หนึ่งคุยกับคนนอกสายว่า ‘เจ็บไหม’ ด้วยเสียงเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ

หนึ่งโดดเชียร์ไปอยู่กับใคร?

“มึงมีธุระส่วนตัวสินะ งั้นกูไม่กวนแล้ว แค่นี้แหละ”

‘อืม’

“เดี๋ยว...หนึ่ง!”

ผมรั้งมือรันย์ไว้ก่อนที่มันจะกดวางสาย ก้มมองตัวเลขที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าจอ ระยะเวลาที่ต่อสายอยู่กับไอ้หนึ่งยังคงเดินหน้าต่อ อีกฝั่งก็คงได้ยินเสียงผมเหมือนกัน สายเลยยังไม่ตัดไป

“กูอยากคุยด้วย”

‘…’ หนึ่งเงียบ

“พรุ่งนี้เช้ามึงแวะมาหากูที่หอได้ไหม”

‘ถ้าอยากคุยกัน เดี๋ยวคืนนี้กูกลับไปหา’


 
 

มีต่อด้านล่างนะงับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
:: คุณ – หน่วงเวลา ::



สองทุ่มสิบนาที ผมนั่งดูดชาเย็นอยู่ริมฟุตปาธแถวๆ หอประชุมคณะวิศวะ พอเห็นเด็กปีหนึ่งพากันเดินหน้าตาโหลเหลออกมาจากนรก เอ๊ย ห้องเชียร์อย่างเหนื่อยอ่อน เลยรีบส่งข้อความหาโอบทันที

Kun sun : รออยู่ตรงสวนข้างหอประชุมนะ

ส่งข้อความไปไม่ทันไร จู่ๆ เจ้าเด็กตัวเปี๊ยกก็วิ่งมาโถมเข้าใส่ผมจากด้านหลัง แก้มนิ่มย้วยเหมือนโมจิเบียดอยู่ตรงขมับผม เนี่ย ทำตัวอ้อนหงุงๆ หงิงๆ งอแงแบบนี้รู้เลยนะว่าน้องมันเหนื่อยอยากให้เอาใจ

“พี่หมูใหญ่”

“อะไรหมาน้อย”

“หิวแล้ว”

“หิวเหมือนกัน ไปกินข้าวกันเถอะ” ยังไม่ทันจะได้ลุกไปไหน มือถือผมก็สั่นพอดี โชว์ให้โอบดูว่าแม่ผมโทรมา น้องคิดว่าคงนานเลยทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ปล่อยให้ผมรับสายเพื่อคุยธุระ “ครับคุณนายแม่”

‘ไอ้ตูดหมึก!’

“อุ่ย”

เกรี้ยวกราดอะไรเบอร์นี้ เสียงแปดหลอดแผดมาลั่นเกือบเอามือถือออกห่างหูไม่ทันเลย

‘ดึกแล้ว บ้านช่องห้องหับไม่รู้จักกลับ อยู่ไหน ลืมทางกลับบ้านรึไง’

“โธ่แม่ ดึกที่ไหน นี่แค่สองทุ่มเองนะ” ผมโอดครวญแต่โดนตัดบท

‘ไม่ต้องมาธ่งมาโธ่ แม่อยู่ที่ห้องแกแล้ว เพื่อนแกก็อยู่ รีบกลับมา’

“เอ่อ แต่ว่าแม่...” ผมเหลือบมองโอบที่นั่งกอดเข่าตาแป้วอยู่ เอาไงดีวะ ฝั่งหนึ่งก็แม่ อีกฝั่งก็น้อง แน่ละว่าผมไม่มีทางปฏิเสธแม่ แต่อีกใจผมก็ไม่อยากปล่อยเปี๊ยกให้หิวเหมือนกัน

‘อะไร อยู่กับแฟนหรือไง’

“แฟนที่ไหน ผมยังไม่มีแฟนสักหน่อย”

‘อย่ามาหลอกฉันไอ้ตูดหมึก เห็นอยู่ในไอจี’

คนที่แม่เห็นคือโอบแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

“น้องเขาไม่ใช่แฟนผมนะแม่ แค่พี่น้องกัน”

‘แห๊ม กินขนมหวานแหววกันทุกเย็น นึกว่าฉันไม่รู้หรือไง ไม่รู้ละ พาแฟนแกมาด้วย แม่ซื้อกับข้าวมาเยอะแยะ มากินข้าวกัน ไม่ต้องเถียงนะ รีบๆ มา ฉันหิวแล้ว แค่นี้แหละ’

ว่าจบ มนุษย์แม่ก็ตัดสาย...ว้อททท!!!



“พี่จ๋า” โอบทำเสียงแง้วๆ อ้อน

“จ๋า” ผมขานรับด้วยเสียงอ่อนโยนโดยอัตโนมัติ

“ผมขอกดลิฟต์ทุกชั้นเลยได้ไหมอะ” โอบเอานิ้วชี้เล็กๆ วนไปวนมาอยู่เหนือแผงควบคุมลิฟต์

“ไม่อยากไปห้องพี่เหรอ” ผมถามพลางคว้าข้อมือน้องไว้ ไม่ยอมให้กดลิฟต์ทุกชั้นอย่างที่มันพูด ขืนปล่อยให้ลิฟต์จอดเปิดทุกชั้น เกรงว่าเที่ยงคืนผมก็คงไปไม่ถึงห้องตัวเองแน่

“เปล่าสักหน่อย แต่ว่า...”

“หรือเปี๊ยกไม่อยากเจอแม่พี่”

โอบเงียบ ยื่นปากประท้วงเงียบๆ

เห็นแบบนั้นผมเลยอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ รู้หรอกนะว่าน้องเครียด คงจะกังวลอยู่ที่จู่ๆ ก็โดนผมพามาเจอแม่ ตอนนั่งรถมาก็ยุกยิกๆ อยู่ไม่สุขผิดปกติมาสักพักใหญ่แล้ว

“แม่พี่ดุไหม” น้องถามตาใส

งู๊ยยย อยากอ้าปากแดกมันเข้าท้องจริงๆ

“ดุสิ ป่านนี้ถือไม้เรียวยืนรออยู่หน้าห้องแล้ว”

แหน๊ ทำเป็นขู่ แต่แม่ผมก็ดุจริงๆ แหละ ดุแค่เสียงน่ะนะ ไว้รอเปี๊ยกเจอเองก็จะรู้ว่าแม่ผมน่ะใจดีจะตาย ส่วนตอนนี้ก็ปล่อยน้องกังวลเล่นไปก่อน อีกไม่เกินสิบนาทีก็ถึงห้องผมแล้ว

“แล้วเป็นไง ดีกับเพื่อนหรือยัง” ผมชวนคุย

“ยังเลย แต่ผมนัดคุยกับหนึ่งแล้วคืนนี้” โอบยิ้ม

เห็นน้องทำหน้าสบายใจ ผมก็รู้สึกสบายใจตามนะ พักนี้โอบซึมๆ คิดมาก พูดน้อยกินน้อย กลายเป็นลูกเจี๊ยบเชื่องๆ ที่ต้องคอยตามกอดตามโอ๋ตลอดเวลา

ยอมรับ ว่าตอนน้องไม่แสบใส่ก็น่ารักน่าถนอมดี แต่ผมไม่ชินกับโอบเวอร์ชั่นนี้ อยากเห็นน้องยิ้มกว้างๆ มากกว่า

“ดีแล้ว” ผมรับคำแล้วเงยหน้ามองตัวเลขชั้นที่วิ่งขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าซื้อขนมมาฝากน้อง กะจะให้กินรองท้องตอนระหว่างนั่งรถไปหาอะไรกิน สุดท้ายดันมาจบที่คอนโดผมซะงั้น “หิวเปล่า มีขนมด้วย”

“ตอนรอผม พี่ไปเซเว่นมาเหรอ”

“อื้ม ไปเดินเล่นมา เจอของโปรดเปี๊ยกเลยซื้อมาฝาก”

“รู้ด้วยเหรอผมชอบกินอะไร” โอบค้นถุงเซเว่นที่ผมถืออยู่อย่างกระตือรือร้น พอเห็นเค้กช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ กับช็อกโกแลตบาร์เคลือบคาราเมลยี่ห้อสนิกเกอร์สก็ทำตาวาว “รู้ใจผมด้วยแน่ะ”

แหงสิ เค้กชาไทยน่ะคือของใหม่ที่ติดลิ้นในช่วงนี้ แต่ของโปรดของรักตลอดกาลของโอบคือช็อกโกแลต ผมรู้ เพราะเวลาเข้าเซเว่น เปี๊ยกชอบเดินไปหาช็อกโกแลตก่อนอย่างอื่นเลย

“แน่นอน” ผมยักคิ้วภูมิใจ “เก็บไว้หลังกินข้าวแล้วกัน”

เมื่อลิฟต์เปิดที่ชั้นยี่สิบหก ผมจับหลังคอโอบพาเดินไปที่ห้องตัวเอง แตะคีย์การ์ดเปิดประตูปุ๊บ เสียงไอ้วีร์คุยจ้อก็ดังแว่วมาเลย แหม กำลังเม้ามอยเรื่องผมอยู่พอดี

“โหย แม่ครับ มันกลับช้าแบบนี้ประจำแหละ ติดเด็กอยู่ไงช่วงนี้ ไม่มืดไม่กลับหรอก อ้าว พูดถึงก็มาพอดีเลยนั่น”

“เผาอะไรวะ” ผมเอ็ดเพื่อนแบบไม่จริงจังนัก

“เผาอะไร ความจริงทั้งนั้น” ไอ้วีร์ยิ้มเผล่กวนตีน

“มาแล้วเหรอ” เสียงดุจัดลั่นมาก่อนตัว

ไม่นานแม่ผมก็โผล่หน้ามามอง มือขวาถือถุงองุ่นเขียว มือซ้ายถือเป็บซี่แม็กซ์ ร่างอวบท้วมสวมชุดพยาบาลทับด้วยเสื้อคลุมสีเขียวอ่อนกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงอาหารเข้าตู้เย็น

ปกติแม่ผมจะแวะมาแบบนี้ตลอดแหละ เอาอาหารที่ทำเองกับอาหารแช่แข็งของร้านสะดวกซื้อมาอัดไว้ให้เต็มตู้เพราะกลัวผมกับวีร์อดตาย

“แม่หวัดดีครับ” ผมไหว้ทักทาย เจ้าเปี๊ยกที่หลบๆ แอบๆ อยู่ข้างหลังผมก็ไหว้ด้วย

“ไหว้พระเถอะลูก ชื่ออะไรนะ วีร์บอกอยู่ตะกี้ ชื่อโอบหรือเปล่า” แม่ผมคุยกับโอบอย่างเป็นกันเองสุดๆ ใบหน้าผ่องใสอิ่มเอิบแย้มยิ้มใจดี

เอ่อ แม่ครับ ลูกชายสุดหล่อของแม่น่ะอยู่นี่ อะไรคือการเมินผมแล้วไปสนใจโอบก่อนอะ น้องซันไม่เข้าใจ

“ครับ” เปี๊ยกรับคำแล้วยิ้มอย่างสุภาพ “มีอะไรให้ผมช่วยไหม”

“ไม่เป็นไร ป้าเทกับข้าวใส่จานเรียบร้อยแล้วละ” แม่ผมบอกแล้วเปิดหม้อหุงข้าว ระหว่างนั้นก็ตวัดตาเขียวๆ มามองทางผมไปด้วย “รออยู่ว่าเมื่อไหร่พ่อเจ้าประคุณจะกลับมา กลับช้านะ เพื่อนรอกินข้าวอยู่ เถลไถลจริงๆ”

โห ได้ยินเสียงแม่ผมไหม คุยกับน้องนี่เสียงอ่อนเสียงหวาน คุยกับลูกบังเกิดเกล้าอย่างผมทำไมเสียงดุงี้ล่ะ

“มึงได้กลิ่นอะไรไหม กลิ่นเน่าๆ หน่อยอะ” ผมถามวีร์

“เออ ได้กลิ่นอยู่ กลิ่นเน่ามาจากหัวมึงเนี่ย” วีร์รับมุก

“กลิ่นอะไรเหรอครับ” เจ้าโอบใสซื่อตามมุกไม่ทัน

“กลิ่นหมาหัวเน่าไง” วีร์ยิ้มแป้นแล้นน่าเตะ

“อ๋อ” โอบพยักหน้าแล้วหัวเราะขำ

“พูดมากกันอยู่นั่น จะกินไหมเนี่ยข้าว” แม่ผมเท้าเอวเอาทัพพีตักข้าวเคาะจานแรงๆ เรียกร้องความสนใจ เท่านั้นแหละผมกับไอ้วีร์ก็กระดิกหางเข้าไปฉอเลาะเอาอกเอาใจคุณนายทันที

หลังจากนั้นพวกเราก็กินข้าวกัน คุยไปกินไป บรรยากาศสบายๆ เป็นธรรมชาติ ไม่มีใครเกร็ง ไม่มีใครเขิน ไม่ทันไรเปี๊ยกก็กลายเป็นเจ้าชายน้อยที่มีแต่คนเอาใจไปแล้ว ส่วนผมก็กลายเป็นหมูนุ่มในหม้อสุกี้ให้แม่กับวีร์รุมทึ้งด้วยความรักและหมั่นไส้ไปจนจบมื้ออาหาร

“แม่มีธุระอะไรหรือเปล่า จะมาทำไมไม่โทรบอก” ผมถามขณะเขี่ยเศษอาหารลงถังแล้วส่งจานไปให้ไอ้วีร์ล้าง

“อะไรของแก ถ้าไม่มีธุระ ฉันมาไม่ได้หรือไง เงินของเดือนหน้าน่ะจะเอาไหม” แม่ผมถามเสียงแหลมปรี๊ด

“เอาค้าบ เมตตาลูกช้างด้วยนะค้าบ” ผมยกมือไหว้ท่วมหัว โอบขำคิกคัก แม่ก็ไม่ไว้หน้าผมบ้างเล๊ย

“ล้อเล่น ฉันมาเพราะมีอะไรจะเซอร์ไพรส์แกต่างหาก” แม่ผมเดินลับหายไปในห้องนอนผม ก่อนจะอุ้มก้อนขนสีน้ำตาลอ่อนมาให้ดู “ใครน้า บ่นอยากเลี้ยงหมา”

“ปั๊ก!” ผมตื่นเต้นเมื่อเห็นลูกหมาหน้าย่น “ได้มาจากไหนแม่”

“ลูกเจ้าโมจิที่บ้านไง ออกมาตั้งห้าตัว ที่เหลือพ่อแกให้คนอื่นหมด แม่เลยขอเก็บไว้ให้แกตัวนึง จะเอาไหม”

“เอา! ขอบคุณครับ”

ตั้งแต่ขึ้นมหาลัยย้ายมาอยู่คอนโด ผมคิดถึงปั๊กที่บ้านใจจะขาด อุตส่าห์ได้อยู่คอนโดที่เลี้ยงสัตว์ได้ มีเพื่อนร่วมห้องที่รักหมาเหมือนกัน แต่แม่ดันไม่ให้เอาหมาที่บ้านมาเลี้ยง เวลาเห็นเพื่อนบ้านจูงหมาไปเดินเล่นแล้วโคตรอิจฉาเลย

“หน้าเหมือนพี่ซันเปี๊ยบ” โอบกระซิบบอกวีร์

ผมกำลังจะหันไปบ่นน้องว่าเหมือนตรงไหน มารดาบังเกิดเกล้าของผมก็ดันเห็นดีเห็นงามไปด้วย

“ป้าก็ว่างั้น หน้าโง่ๆ เหมือนกันเลย”

“อ้าวแม่ นี่ลูกชายไงครับแม่ จำผมได้ไหม”

แม่แกล้งทำเป็นไม่สนใจเสียงประท้วงของผม มีการชี้ชวนให้น้องดูพุงกลมๆ ของลูกหมาหน้าย่นที่อุ้มอยู่ด้วยนะ

“ดูตรงนี้สิ มีปานตรงพุงขวาเหมือนซันด้วย”

“น่ารักจัง” โอบหัวเราะแล้วเอานิ้วเขี่ยพุงหมา “ตั้งชื่อหรือยังครับ”

“ยังเลย รอพ่อมันกลับมาตั้งให้น่ะ” แม่ผมพยักเพยิดคางมาทางผม ใช่ ผมมีลูกชายเป็นหมาแล้วแหละ

“ตัวผู้เหรอ โอบคิดชื่อให้หน่อยดิ” ผมหาคนช่วยคิด

“ผมเหรอ” เปี๊ยกชี้นิ้วไปที่ตัวเองแล้วทำหน้าเหลอหลา

“เปี๊ยกนั่นแหละ แต่ที่บ้านแม่พี่มีปั๊กอยู่แล้วนะ ชื่อโมจิ น้องคนนี้ขอชื่อญี่ปุ่นๆ หน่อยแล้วกัน”

“อืมมม” โอบมองเจ้าลูกปั๊กตัวน้อยแล้วครุ่นคิด แป๊บเดียวก็เสนอชื่อออกมา “งั้นชื่อโซบะดีไหมครับ”

“หืม? โซบะเหรอ ไม่เลวเลยนี่” ผมชอบอยู่นะ

“โซบะก็ได้ น่ารักดี” แม่ผมอนุมัติ ท่าทางจะชอบมากแฮะ ไม่ได้ชอบชื่อโซบะนะ หมายถึงชอบโอบน่ะ

ผมอมยิ้มเมื่อเห็นแม่ส่งโซบะให้โอบเอาไปเล่น

เจ้าปั๊กน้อยไม่รู้ไปคึกคักมาจากไหน พอถูกปล่อยลงพื้น ขาป้อมๆ วิ่งด๊อกแด๊กๆ อ้อล้ออยู่กับเปี๊ยกไม่หยุดเลย โอบเดินไปไหน โซบะก็วิ่งควบตาม หนึ่งคนหนึ่งหมาเล่นวิ่งไล่จับสนุกกันใหญ่

ผมยืนมองเงียบๆ อยู่อย่างนั้น รอยยิ้มกว้าง ก้อนขนอ้วนกลม และเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากที่ประสานมากับเสียงเห่าเบาๆ มองอย่างไรก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่งกำลังเล่นกับลูกหมา แต่ภาพนี้กลับทำให้หัวใจผมอิ่มเอิบมาก

เฮ้อ มีความสุขจัง



หลังจากขับรถพาแม่ไปส่งที่บ้านแถวทวีวัฒนา กว่าผมจะพาโอบวกกลับไปส่งที่หอ เวลาก็ล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืนกว่าแล้ว

นี่น่าจะดึกที่สุดเท่าที่เราเคยอยู่ด้วยกันมาเลยมั้ง

ผมจอดรถข้างทางแล้วเดินตามไปส่งเปี๊ยกที่หน้าหอ แม้ใต้ถุนอาคารจะเปิดไฟสว่างโร่และประตูหอจะอยู่ห่างไปไม่ถึงสิบเมตร แต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว ยังไงผมก็ห่วงน้องอยู่ดี

“ลงมาทำไม พี่กลับไปได้แล้ว” โอบไล่ผมยิกๆ

“ดึกแล้ว เลยเดินมาส่ง ไม่ได้เหรอ” ผมถาม

เจ้าเปี๊ยกกลอกตาเป็นเลขแปด ยอมให้ผมเดินตามไปแต่โดยดี เดินๆ กันอยู่ ใกล้จะถึงประตูหอแล้วแหละ แต่ก่อนที่โอบจะจากไป ผมตัดสินใจดึงแขนน้องไว้

“ครับ?”

“คุยกับเพื่อนดีๆ อย่าใช้อารมณ์นะ” ผมบอกน้อง

คำพูดของผมทำให้โอบเผยสีหน้าอ่อนไหวออกมาแวบนึง แม้น้องจะสนุกร่าเริงตอนได้เล่นกับลูกหมา แต่ลึกๆ แล้วตะกอนขุ่นที่ทำให้คิดมากก็ยังคงตกค้างอยู่ในใจไม่หายไปไหน

ยิ่งตอนนี้ก็ยิ่งเห็นชัด เห็นแล้วเป็นห่วง รู้สึกไม่ดีเลย

“พี่ซัน...” โอบเรียกผมเบาๆ เผยอริมฝีปาก คิดจะพูดอะไรบางอย่างแต่เกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน น้องหลับตาลง หันหน้าไปทางอื่นแล้วเม้มปาก พยายามกดข่มความรู้สึกที่ล้นออกมาทางสายตา

เศร้า...รู้สึกผิด?

“มีอะไรที่อยากบอกพี่หรือเปล่า”

โอบเงียบไม่ได้ปฏิเสธ เดาว่ามีแต่ไม่พูด

เออ ช่างแม่ง ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก ผมถอนหายใจก่อนดึงร่างเล็กเข้าสู่อ้อมแขน กอดไม่หลวมเกินไม่แน่นเกิน อยากให้รู้ว่าห่วงใยและคอยซัพพอร์ตอยู่เสมอ เป็นสัมผัสที่หวังดีจากใจจริงๆ

ฝ่ายคนถูกกอดเงยหน้ามามองตาโตเป็นไข่ห่าน น้องคงตกใจมากอยู่ แต่ไม่นานก็เลื่อนแขนกอดตอบ สองมือเล็กเกาะเกี่ยวแผ่นหลัง แก้มนิ่มแอบอิงบนแผ่นอกผม ลมหายใจผ่อนเข้าออกช้าๆ อย่างสงบ

“ถ้ามีอะไรก็โทรมา พี่นอนดึกอยู่แล้ว”

“อื้อ” โอบส่งเสียงอู้อี้ตอบ

ผมลูบหัวลูบหลังปลอบโยนน้อง คิดว่าได้เวลาต้องปล่อยแล้ว แต่ใจยังอาวรณ์เกินไป อยากหน่วงเวลาใก้เดินช้ากว่านี้อีกหน่อย เพราะผมอยากอยู่กับน้องต่ออีกนิด

ทว่ามันเป็นไปไม่ได้...

สุดท้ายผมทำได้แค่ประคองท้ายทอยโอบไว้ด้วยอุ้งมือ ก้มลงกดจมูกกับริมฝีปากลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาลอ่อน เก็บเกี่ยวความรู้สึกดีๆ เอาติดตัวกลับไปแทน

“พี่ซัน” เปี๊ยกเริ่มขยับตัวยุกยิกเมื่อเห็นรถแล่นเข้ามาในลานจอดข้างหอ

เวร ลืมตัว เผลอหอมหัวน้องมันไปแล้วฟอดใหญ่ กลางที่สาธารณะเลยด้วย ผมรีบผละออกห่างเมื่อรู้ตัว มือไม้เก้ๆ กังๆ เก้อเขินไปหมด ตอนนั้นเองที่โอบจับบ่าผมแล้วเขย่งปลายเท้า

ส่งริมฝีปากนุ่มอุ่นหอมช็อกโกแลตมาจุ๊บเบาๆ ที่ปากผม

“หืม?”

ระหว่างที่ผมอึ้ง งง ตกใจ เจ้าโจรปล้นจูบแสนน่ารักก็วิ่งจู๊ดหนีขึ้นหอไปเรียบร้อยแล้ว

โห จูบแล้วหนี ไอ้ตัวเปี๊ยกกก



“ทำไมคืนนี้นอนดึกจังวะซัน” วีร์ถามผม

มันคงแปลกใจอยู่ที่ตีสองแล้วผมยังไม่เข้านอน แต่มานั่งเอ๋อบนโซฟา เหม่อลอยเหมือนคนไม่มีสติอยู่กับตัว

“กูนอนไม่หลับ”

“เป็นอะไรวะ ช่วงนี้มึงดูคิดมากนะ” วีร์ซักไซ้ ทั้งที่ตายังจ้องจอทีวี มือก็กดจอย ตะบี้ตะบันทำเควสต์ในเกมอยู่ “อย่าบอกนะว่ามึงยังคิดไม่ตกเรื่องจันทร์กับโอบ”

“เออ” ผมยอมรับว่าคิดมากจริง

“เฮ้อ...” วีร์ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “กูยอมหยุดเกมเพื่อมึงเลย มา! มาคุยกันให้เคลียร์ไปเลยดีกว่า มึงคิดไม่ตกเรื่องอะไร ไหนพูดมาซิ”

“กูไม่ได้ชอบจันทร์จริงๆ เหรอวะ”

“ซันนน” วีร์ทำท่าอยากปาจอยใส่หัวผม

“มึงฟัง ใจเย็นๆ ให้กูพูดก่อน” ผมยกมือปรามมัน

หลังจากครุ่นคิดมาหลายวันแล้ว ผมคิดว่าสุดยอดแห่งสุนทรียภาพทางสายตา ต้องยกให้จันทร์ไปเลย เขาตรงสเป็กผมทุกอย่าง ขาว หน้าตาดี ยิ้มสวย สุภาพ เสียงเพราะ พูดเพราะ ฉลาด จีบยาก อยู่สูงไกลเกินเอื้อม ผมว่าผมชอบเขามากนะ มองเขาทีไรก็น้ำลายไหลหยดทุกที

แต่...

มันน่าจะเป็นความชอบชนิดที่ทุกคนต้องเคยรู้สึกสักครั้งในชีวิต

เวลาเดินผ่านของที่เตะตาต้องใจในห้างสรรพสินค้า สำหรับเด็กเล็กอาจเป็นรถของเล่นหรือหุ่นยนต์สักตัวที่ไม่เคยมี สำหรับผู้หญิงอาจจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมหรือเครื่องประดับแพงๆ ที่อยากได้ และสำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นบิ๊กไบค์สุดเท่หรือนาฬิกาโรเล็กซ์หรูๆ สักเรือน

มันคือความอยากได้...

ของสิ่งนั้นจำเป็นกับชีวิตไหมไม่รู้ รู้แต่ว่าชอบและอยากไขว่คว้ามาครอบครอง

นี่คือความรู้สึกของผมที่มีต่อจันทร์

ความรู้สึกที่เป็นแรงผลักดันให้เข้าไปใกล้ๆ เขา ขวนขวายหาทางจะเข้าไปสอยแรร์ไอเทมประจำคณะอักษร ถ้าเกิดได้เขาขึ้นมาจริงๆ ผมคงมีความสุขพิลึก น่าเห่อเขาน่าดู ถึงขั้นเดินควงแขนเขาอวดไปรอบมหาวิทยาลัยเลย และที่สำคัญ...ต้องเอาไปเย้ยหน้าเพื่อนที่เคยปรามาสว่าผมคงเป็นได้แค่หมามองเครื่องบินด้วย

“อ้อ” วีร์ขานรับเบาๆ หลังฟังผมสาธยายความรู้สึกทั้งหมดให้มันฟัง “มึงรู้ไหม อยากได้ อยากมี อยากครอบครอง อยากเอาชนะ ความรู้สึกแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร”

“เรียกว่าอะไร”

“เขาเรียกว่าความใคร่”

“ต่างกับความรักยังไงวะ”

“อยากได้คือความใคร่ อยากให้คือความรัก” วีร์ตอบ ก่อนจะอธิบายเสริมแบบสบายๆ “เข้าใจความต่างระหว่าง sex กับ make love ไหมล่ะ เยให้จบๆ ไปกับทำรักให้คนของมึงมีความสุขที่สุด นั่นแหละความใคร่กับความรัก”

“อ๋อเหรอ”

“ต้องลงใต้สะดือถึงจะเข้าใจ สมองมึงอยู่ใต้เข็มขัดหรือไง” วีร์ยิ้ม “แปลว่ามึงรู้ตัวแล้วว่าชอบจันทร์แบบไหน”

“กูพิจารณาตัวเองได้เท่านี้แหละ เพราะจันทร์ไม่เคยเปิดโอกาสให้กูเข้าไปใกล้ตัวเขาเลย ยังไม่ได้ทำความรู้จัก ยังไม่ได้ใกล้ชิด กูไม่สามารถรู้สึกกับเขาลึกซึ้งไปมากกว่านี้หรอก”

“แล้วโอบล่ะ มึงชอบน้องแบบไหน”

ผมเงียบไม่ตอบ ทำหน้าเบลอใส่เพื่อน

“ซัน ตอบกู มึงอยากให้น้องมีความสุขไหม” วีร์เอาจอยฟาดเข่าตัวเองแรงๆ

“อยากสิ” คำถามนี้ง่าย ผมตอบทันที “ถ้าน้องแฮปปี้ กูก็แฮปปี้แล้ว ไม่ชอบเห็นโอบซึมๆ เลยว่ะ”

“เห็นความต่างยัง มึงคิดว่าจะมีความสุขที่จะได้ครอบครองจันทร์ แต่มึงรู้สึกว่ามึงมีความสุขเมื่อเห็นโอบมีความสุข สรุปสั้นๆ นะไอ้ซัน ไอ้ควาย มึงชอบโอบ”

“…” ผมปิดปากเงียบแล้วหันหน้าหนี

“แน่ะ ไม่ยอมรับอีก มึงรู้ตัวหรือเปล่าว่าทุกทีที่เจอน้อง ตามึงเป็นประกายวิบๆ ยิ้มกว้าง ปากฉีกถึงรูหูเลย เวลาน้องมีคนอื่นมาวอแว มึงก็หึงจนหัวร้อนไปหมด น้องชอบกินอะไรก็ตามใจ น้องอยากดูหนังก็ดีใจระริกระรี้ แต่งตัวเนี้ยบรีบแจ้นไปหา ช่วงนี้น้องดูไม่สบายใจ มึงก็ซึมๆ ตาม แล้วนี่ยอมพามาเจอแม่แล้วด้วย มึงยังจะสับสนอะไรอี๊ก”

“....” ผมหมดคำจะพูดเลยนั่งบื้อเป็นท่อนไม้แม่ง

“ทำไมไม่ยอมรับว่าชอบน้องวะซัน มึงเลี่ยงตลอดอะ จะหลอกตัวเอง ปิดหูปิดตาตัวเองไปเพื่ออะไรวะ”

ผมหลับตาลง

บอกตามตรง ที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกอะไรนะ

แต่ผมวางแผนเสียดิบดีว่าจะใช้โอบเป็นสะพานไปหาจันทร์ ตะล่อมน้องมาเป็นเหยื่อล่อจันทร์ที่ร้านกาแฟให้เขาเข้ามาคุยด้วย ไหนจะยืมชื่อน้องกับเค้กชาไทยที่น้องอยากกินไปอ้างขอไลน์จันทร์อีก แม้จะไม่มีอะไรประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง แต่ไอ้สิ่งที่ทำๆ ลงไปน่ะก็นับว่าเลวร้ายอยู่ดีไม่ใช่หรือ

อย่างที่บอกแหละ ผมรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

ช่วงที่หัวร้อนบ่อยๆ ผมรู้ตัวนิดๆ แล้วว่าหวงน้อง ไอ้ที่หาขออ้างเลี่ยงไปเลี่ยงมา ทำเป็นโบ้ยไปโทษว่าเป็นเพราะจันทร์ จริงๆ แล้วผมแค่กลัวที่จะต้องยอมรับความจริงต่างหาก

ใครจะไปรู้วะ ว่ามันจะเป็นแบบนี้

ผมไม่คิดว่าตัวเองจะแคร์โอบขนาดนี้ด้วยซ้ำ แล้วกับคนที่แคร์มากๆ น่ะ ใครจะไปทำตัวเลวๆ ใส่ได้ลง

แต่นี่ผมทำลงไปแล้ว!

ความผิดเลวๆ หลายกระทงที่ทำลงไปอย่างตั้งใจ เสียใจแค่ไหนก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ดังนั้นการหลอกตัวเองว่าชอบจันทร์อยู่ มันคือการหลีกหนีจากความรู้สึกผิดที่กำลังตามมากัดกินหัวใจผมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ทว่าตอนนี้ผมหนีมันไม่พ้นแล้วจริงๆ มาถึงจุดที่โกหกตัวเองไม่ได้แล้วน่ะ

สุดท้ายเลยมานั่งเครียดจนนอนไม่หลับอยู่ตรงนี้ กลัวไปหมด กลัวโอบจะโกรธผม กลัวโอบจะเกลียดผม และกลัวที่สุดก็คือการที่โอบอาจจะเข้าใจผิด คิดว่าผมพลาดรักจากจันทร์เลยคิดจะหันไปคว้าโอบมาแทนที่เขา ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้น

ผมชอบโอบ เพราะโอบคือโอบ

ชอบความน่ารักสดใส ชอบรอยยิ้มร่าเริง ชอบแก้มแดงๆ น่าบีบ ชอบตัวเล็กๆ ขนาดเท่าหมากระเป๋าของน้องมัน ชอบมือจ้อยๆ ที่แรงเยอะฉิบหายวายวอด ชอบปากแดงๆ ที่บุบบิบบู้บี้เวลาเอาแต่ใจ ชอบเสียงอ้อนๆ เวลาโอบอยากจะได้อะไร ชอบเวลาที่น้องทำตาใสๆ เรียกผมว่า ‘พี่จ๋า’ และที่ชอบที่สุดคือการได้อยู่ด้วยกัน…มีความสุขแบบนี้ทุกวัน

เอาวะ กล้าๆ หน่อย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

วันนี้ยอมรับความจริงให้ได้ก่อนก็พอแล้ว




#เขาคุณเราผม

แม่ๆ วางไม้เรียวได้แล้วนะคะ ซันเป็นผู้เป็นคน กลับเข้าลู่ทางที่ถูกต้องแล้วค่ะ ตอนหน้าเจอกัน จันทร์จะหายคิดมากไหม หนึ่งจะเจออะไรรุนแรงต่อหัวใจจนแทบล้มทั้งยืนอีกหรือไม่ เจอกันพุธหน้าจ้า

suck_love >> ขอบคุณมากนะคะ เรื่องนี้เลือกเชียร์ยากอยู่ เราเข้าใจนะ ยังไงก็ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาเรื่อยๆ จนถึงตอน 11 นะคะ ไม่รู้ตอบเมนต์ตรงนี้คุณจะได้เห็นหรือเปล่า แต่ไว้ค่อยเจอกันใหม่น้า ที่ผ่านมาขอบคุณมากนะคะ วันศุกร์นี้เราจะเอานิยายใหม่มาลง ว่างๆ แวะไปอ่านได้น้า ไม่มีเรือให้ลุ้นแล้วที่รัก ปลอดภัยหายห่วงเน้อ ^^

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0
+1  o13 ขอบคุณครับ :pig4: :katai5:

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 12.2 เวลา
ช่วงเวลาแสนสุข
มักผ่านไปรวดเร็วเสมอ



:: เรา – หยุดเวลา ::



ช่วงนี้ผมไม่ได้ไปหอสมุด...

กว่าหนึ่งจะเลิกเชียร์ก็ดึกเกินจนหอสมุดปิด ผมอยากอยู่รอเจอ น้องก็ไม่ยอมให้รอ เพราะอยู่คนเดียวค่ำๆ มืดๆ น้องต้องมาคอยเป็นห่วง สัปดาห์นี้หนึ่งเข้าเชียร์ทุกวัน เราสองคนจึงแทบไม่ได้เจอหน้ากันเลย

ผมไม่ได้อยากงอแงหรอกนะ โตๆ กันแล้ว แต่ช่วงนี้ผมค่อนข้างคิดมากน่ะสิ พอต้องห่างกันแบบนี้ อะไรๆ ก็ยังไม่ได้เคลียร์ให้โล่งใจเลยทนไม่ไหว ก่อนกลับบ้านผมเลยแวะมาหาน้องแป๊บนึง

จำได้ว่าหนึ่งต้องเข้าหอประชุมตอนหกโมงเย็น น้องน่าจะอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น ผมเลยเดินมานั่งรอที่ม้านั่งหินอ่อนริมบึงน้ำในสวนหย่อมใกล้ๆ หอประชุม

หลังโทรบอกว่าผมรออยู่ตรงไหน เล่นโทรศัพท์รอไม่ถึงห้านาที หนึ่งก็เดินมาหาแล้ว

ผมวางโทรศัพท์มือถือไว้บนกระเป๋าสะพายแล้วเงยหน้ามองน้อง ไม่ได้เจอกันหลายวัน แผลช้ำตรงใต้ริมฝีปากหนึ่งดูดีขึ้นเยอะ สีม่วงดำน่ากลัวจางลงกลายเป็นสีเขียวแล้ว อีกไม่นานก็คงหาย

“แผลหายแล้วเหรอ” ผมทักด้วยความเป็นห่วง

“ดีขึ้นแล้วครับ” น้องตอบ ไม่ยอมนั่งลงข้างๆ แต่ยืนกวาดตามองไปรอบๆ “รถพี่จอดอยู่ไหน”

“วันนี้พี่ไม่ได้ขับรถมา ไนท์แวะมาส่งน่ะ”

“จะรอผมเหรอครับ วันนี้ผมเลิกดึกนะ”

“เปล่า ไม่ได้รอ เดี๋ยวพี่ก็กลับแล้ว” ผมสบตาแล้วยิ้มให้น้องนิดๆ ก่อนพูดต่อ “พี่แค่มาเจอหน้าหนึ่งเฉยๆ น่ะ”

“....” หนึ่งเลิกคิ้วรอฟัง

“คิดถึงจะแย่...”

เท่านั้นแหละ จากที่เคยมองหน้ากัน หนึ่งชะงักแล้วหลบตา มีการขยับตัวหนีไปด้านหลังสองสามก้าวด้วย

ปกติที่เคยเห็นหนึ่งเสียอาการ น้องจะมองฟ้ามองอากาศแล้วแอบอมยิ้มนิดๆ ไง แต่นี่น้องเกร็งมากเลยแหละ เจอแบบนี้จะไม่ให้ผมคิดมากก็คงเป็นไปไม่ได้

โอเค วันนี้ผมว่า...ผมถอยก่อนดีกว่า

“ใกล้จะหกโมงแล้ว พี่กลับก่อนนะ” ผมรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ยิ้มให้เหมือนไม่มีอะไรอยู่ในใจ คว้ากระเป๋าลุกออกจากม้านั่งแล้วสาวเท้าไวๆ ออกจากสวนหย่อม

“พี่จันทร์” หนึ่งเรียกขณะเดินตามผมมา “เดี๋ยวผมเดินไปส่งที่วินหน้าคณะ”

“ไม่ต้องหรอกหนึ่ง ไปเข้าหอประชุมได้แล้ว” ผมปฏิเสธ ตั้งใจเดินออกมาทันที เห็นจากหางตา มือของหนึ่งยื่นมาหมายจะคว้าแขน แต่ผมดึงศอกหลบทัน และตัวน้องก็หยุดเดินก้มลงเก็บอะไรไม่รู้บนพื้น

ตอนนั้นแหละที่ผมหนีหนึ่งออกมาได้สำเร็จ



ทุ่มกว่าแล้ว…

ผมยังไม่ถึงบ้านแต่ยืนเมื่อยอยู่ในรถไฟใต้ดิน

เย็นนี้ไม่รู้เกิดเรื่องอะไรขึ้น คนแน่นจนล้นไปหมด ผมดันลืมบัตรเติมเงินไว้ที่บ้านเลยต้องไปยืนต่อคิวซื้อตั๋วเที่ยวเดียว เคาน์เตอร์ดันเปิดแค่ช่องเดียว คิวเลยยาวเฟื้อยวกไปวนมาเหมือนงูอนาคอนด้า พอลงมาถึงชานชาลาก็เจอคลื่นมนุษย์ปริมาณมหาศาลรออยู่อีก กว่าจะเบียดขึ้นขบวนมาได้เสียเวลาไปเป็นชั่วโมง

จุดหมายปลายทางของผมคือสถานีหมอชิต

ตอนนี้ยังไปไม่ถึงครึ่งทางเลยมั้ง เบื่อ เหงาด้วย

เอ… แปลกจริง ทำไมวันนี้แชตไลน์กลุ่มผมเงียบจัง รู้สึกว่ามือถือไม่ได้สั่นมาพักใหญ่แล้วนะ

ผมขยับตัวอย่างระมัดระวังไม่ให้ไปโดยใครที่เบียดอยู่รอบๆ มือจับคลำกระเป๋ากางเกงหาโทรศัพท์มือถือ เมื่อไม่เจอเลยก้มลงค้นกระเป๋าสะพาย

เอ๊ะ? ไม่มี ไม่เจอ มือถือผมอยู่ไหน?!

เวรกรรม มือถือผมหาย โดนกรีดกระเป๋าอีกแล้วเหรอ หรือมีใครล้วงไป ทำไงดี หายไปเมื่อไหร่ไม่รู้เลย

ผมตั้งสติอย่างใจเย็น รีบนึกย้อนทบทวนความทรงจำ

ครั้งล่าสุดที่ใช้มือถือคือตอนนั่งรอหนึ่งที่สวนหย่อมข้างหอประชุม พอน้องมา ผมก็มือถือวางไว้บนกระเป๋าเฉยๆ ไม่ได้เก็บอะไรให้มิดชิด ตอนลุกมาก็รีบร้อน ลืมดูให้ดี แย่ละ สงสัยคงร่วงอยู่แถวนั้นแน่เลย

ซีดสิ…

ทำยังไงดี ถึงบ้านจะโทรหาแม่ยังไง ก่อนนอนจะคอลกับหนึ่งยังไง ไหนจะคอนแท็กเพื่อนๆ กับแอปธนาคารอีกล่ะ หายไปคงยุ่งวุ่นวายแน่นอน

“หานี่อยู่เหรอครับ” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ก่อนที่มือใหญ่คุ้นตาจะส่งโทรศัพท์มือถือใส่เคสสีขาวมาให้จากทางด้านหลัง

ใช่ นี่มือถือของผมเอง!

และคนคนยื่นมือถือให้ก็หนึ่งนั่นละ!

หนึ่งอยู่ข้างหลังผมมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย

“มือถือพี่...” ผมรับมือถือคืนมาอย่างงุนงง

“ทำตกตอนเดินหนีผม” หนึ่งขมวดคิ้วอธิบาย

อ๋อ สงสัยเป็นตอนที่น้องก้มเก็บของตอนนั้นแหงเลย

“ขอบคุณนะ” ผมถอนหายใจแล้วกำมือถือไว้แนบอก

เฮ้อ ใจหายหมดนึกว่ามือถือหายแน่แล้ว แต่ใจหายกว่าคือการที่หนึ่งตามผมมานี่แหละ ตามมาเงียบๆ ไม่คิดจะเรียกเลยเหรอ นานเป็นชั่วโมงเลยนะ เนียนไปไหมอะ เล่นปลอมตัวเป็นสตอล์กเกอร์อยู่เหรอ

ตัวผมเองก็เหม่อคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้อยู่ ไม่ได้สังเกตอะไรรอบตัว เห็นไวๆ ทางหางตาว่ามีผู้ชายใส่ชุดนักศึกษายืนอยู่ด้านหลัง แต่ไม่ได้สนใจ เพราะปกติผมก็ไม่สนใครอยู่แล้ว ไม่คิดว่าเป็นหนึ่ง

“ยืนอยู่หลังพี่นานหรือยังน่ะ” 

“ตามมาตั้งแต่มหาลัยแล้วครับ”

ตอบแบบนี้แปลว่าอยู่ตลอดนั่นเอง

“นานมากเลยนะ ทำไมไม่เรียกพี่ล่ะ”

“รอดูอยู่ เมื่อไหร่พี่จะรู้ตัวว่าโทรศัพท์หาย” หนึ่งพูดเสียงดุมาก

เมื่อวันก่อนที่ขับรถหลงทาง เสียงทางโทรศัพท์ของน้องก็ดุประมาณนี้เลย พอมาถึง แค่มองหน้า ผมก็รู้เลยว่าคนขี้เป็นห่วงแถวนี้จะต้องบ่นผมแน่ ดีนะที่อุ๋งๆ ใส่แล้วน้องใจอ่อน ดุไม่ลง ผมเลยรอดมาได้

ตอนนี้คงอุ๋งไม่ทันแล้ว โดนบ่นแน่

“จำเบอร์ผมได้ไหม”

“พี่จำไม่ได้” ผมตอบเบาๆ

“ถ้ามือถือหาย ผมไม่ให้เบอร์อีกรอบนะ”

“คนใจร้าย” ผมโอดครวญ มือก็จับแขนเสื้อน้องแล้วดึงเบาๆ ขอความเห็นใจไปด้วย “ไม่มีเบอร์แล้วจะโทรคุยกันยังไง ใครจะกู๊ดไนท์พี่ก่อนนอน ใครจะโทรปลุกหนึ่งตอนเช้า เราจะติดต่อกันยังไงล่ะ”

หนึ่งมองผมที่กำลังงอแงด้วยสายตาเอ็นดู

แน่ะ น้องใจอ่อนแล้ว ผมรู้นะ

“คราวหน้าต้องทำไงครับ”

“พี่จะระวังตัว...”

หนึ่งพยักหน้าพอใจ

อะไรกัน คนนี้ผีเข้าผีออกอีกแล้วเหรอ ตกลงจะเอายังไง อย่างตอนนี้น้องก็ดูมีใจให้ ดูเอ็นดู ดูเป็นห่วง แต่ตอนอยู่มหาลัยเมื่อชั่วโมงก่อน น้องกลับดูอึดอัดจนนิ่งเกร็งไปหมดทั้งตัว หนึ่งทำผมสับสนไปหมดแล้วนะ

ผมต้องทำยังไง ถึงจะรู้ใจน้องว่าคิดอะไรอยู่

ระหว่างที่คิดอะไรเพลิน รถไฟใต้ดินก็จอดเทียบสถานีอะไรสักอย่าง คนด้านในไหลออกเยอะพอสมควร ทำให้ผมกับหนึ่งต้องขยับตัวหลีกทางให้คนอื่นๆ ทว่ายังไม่ทันเดินกลับมาหากัน คนจากข้างนอกก็อัดกันเข้ามาแน่น

ผมหลุดมายืนอยู่ตรงเสาล้อมด้วยคุณมนุษย์เงินเดือนตัวโตกับคุณฝรั่งผมทองตัวใหญ่ ส่วนหนึ่งกระเด็นไปอยู่ที่ซอกประตู มองสภาพแล้วก็ไม่ต่างจากปลาซาร์ดีนในกระป๋องสักเท่าไร

ยืนคนเดียวไปสักระยะก็ได้ยินเสียงเรียก

“พี่จันทร์” หนึ่งยื่นมือมาจับใต้ข้อศอกผมแล้วดึง “มาหาผม”

ผมต้องก้มๆ มุดๆ ทำตัวลีบเพื่อเดินแทรกคนอื่นเข้าไปหาน้อง หนึ่งให้ผมยืนอยู่ในช่องว่างเล็กๆ ระหว่างซอกประตูกับตัวน้องเอง เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด ระยะห่างไม่ถึงคืบจึงทำให้เนื้อตัวเราเบียดกันเบาๆ ตลอดเวลา

หือ นี่มันใกล้มาก...

ใกล้จนแค่ยื่นหน้าไปผมก็พรมจูบน้องได้ทั่วหน้าแล้ว

แม้จะเคยกอดกันมาบ้างก่อนหน้านี้ แต่ผมก็ยังเขินอยู่ดี เขินจนไม่รู้จะเอาตาไปวางไว้ตรงไหน มองปากน้องก็เขิน มองตาน้องก็เขิน อยากซุกๆ เข้ากอดน้องให้รู้แล้วรู้รอดไป

ไม่ดีๆ เดี๋ยวหนึ่งทำตัวเกร็งอึดอัดอีก ชวนคุยแล้วกัน…

“พี่ขอดูสมุดเชียร์ได้ไหม”

หนึ่งยอมให้หยิบสมุดออกไปจากกระเป๋าเสื้อ ผมพลิกๆ ดูสมุดเชียร์ สัมผัสหน้าปกที่ขรุขระเพราะรอยปั๊มทอง ก่อนพลิกเปิดหน้าแรกและอ่านชื่อน้อง ‘61030738 เอกภพ กิจอัมพร’

“เอกภพ” ผมแค่ลองออกเสียงเฉยๆ

“ครับ” เจ้าของชื่อขานรับด้วยแน่ะ

“เอกภพที่หมายถึงจักรวาล?”

ถ้าใช่ล่ะก็...ตัวน้องกับชื่อก็เข้ากันมาก จักรวาลสีดำเวิ้งว้าง มีส่วนที่มนุษยชาติรู้จักหรือเข้าใจยังไม่ถึงเสี้ยวเล็บมือ ไม่รู้ว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง เหมือนที่ผมไม่รู้ว่าน้องคิดอะไรอยู่กันแน่

“เอกภพที่แปลว่าความเป็นหนึ่งครับ”

ผมพยักหน้า ดูสมุดเชียร์ต่อ  ตารางในหน้าเช็คชื่อมีตราปั๊มรูปเกียร์เกือบครบทุกช่อง ขาดของวันนี้วันเดียว เพราะผมทำมือถือตกหนึ่งเลยต้องตามมา ทำให้ขาดตราปั๊มไปหนึ่งที่ ทั้งๆ ทีจะได้ครบเต็มทุกช่องอยู่แล้วเชียว

“หนึ่งโดดเชียร์แบบนี้ ไม่เป็นไรแน่นะ” ผมกังวลนิดๆ น้องจะมีปัญหาหรือเปล่า

“ผมไม่สนใจ” หนึ่งตอบเสียงเรียบ แปลว่าต่อให้มีปัญหาก็ไม่แคร์อะไรใดๆ สินะ

ผมอมยิ้ม หนึ่งก็แบบนี้ตลอด เป็นคนแบบนี้ ไม่สนใจใครหรืออะไรเป็นพิเศษ ชอบทำหน้าตาย ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ไม่แสดงความรู้สึก เพราะแบบนี้ผมถึงดูใจน้องไม่เคยออก

อย่างที่บอกแหละ หนึ่งเหมือนจักรวาลจริงๆ

ในบางครั้งที่มองตาน้อง ผมคาดเดาอะไรไม่ได้สักอย่าง เหมือนแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามกลางคืน เห็นแต่สีดำเวิ้งว้างกว้างใหญ่ อยู่สูงและห่างออกไปไกลลิบๆ เหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด ส่วนตัวผมเป็นได้แค่ดวงจันทร์ดวงเล็กๆ บนท้องฟ้า มีหน้าที่คอยซัพพอร์ตน้องในยามที่ทุกข์ใจหรือเหนื่อยล้าเท่านั้นเอง

ผมคืนสมุดเชียร์ให้หนึ่งแล้ววางมือบนอกซ้ายเหนือหัวใจน้อง

ดูสิ ผมเข้ามาใกล้ตัวน้องได้ขนาดนี้แล้ว หัวใจน้องเต้นอยู่ใต้ฝ่ามือผมนี่เอง แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ายังมีระยะห่างอีกยาวไกลในการจะเดินเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจหนึ่ง

ผมควรจะทำยังไงดี...



“กระต่ายชื่ออะไรครับ”

ผมเงยหน้าจากสมุดแพลนเนอร์ในมือ มองไปที่คนกับกระต่ายที่กำลังดีลกันอยู่ข้างโต๊ะกระจก หนึ่งยื่นแอปเปิ้ลชิ้นเล็กๆ เพื่อผูกมิตรกับกระต่ายของผมอยู่ ส่วนกระต่ายของผมก็ยืดคอทำจมูกฟุดฟิดอย่างตะกละ

“ชื่อน้องนุ่น แต่พี่ชอบเรียกว่าจุ้นมากกว่า” ผมอมยิ้ม

กระต่ายของผมเป็นกระต่ายลูกผสมระหว่างพันธุ์ไลออนเฮดกับเนเธอร์แลนด์ดวอฟ ตัวเล็ก หูสั้น ขนฟูชี้โด่ชี้เด่ ตัวสีขาวสะอาดแต่หน้ากับหูมีสีน้ำตาลเข้มแต้มเลอะเทอะ ดังนั้นหน้าตาเจ้านุ่นก็จะดูดื้อๆ ปนตลกๆ หน่อย

“นุ่น” หนึ่งลูบหลังกระต่ายอย่างอ่อนโยน

ตอนนี้เราอยู่ด้วยกันที่บ้านผม ซื้อต้มเลือดหมูกลับมากินเป็นมื้อเย็นจนอิ่ม ก่อนจะย้ายกันมานั่งย่อยที่หน้าทีวี กินแอปเปิ้ลกับสาลี่เป็นของหวานล้างปาก และนั่งดูสารคดีเพนกวินกันเพลินๆ

ระหว่างหนึ่งเล่นกระต่าย ผมก้มหน้าก้มตาจดงานลงในสมุดแพลนเนอร์ เริ่มวางตารางอ่านหนังสือสอบมิดเทอมที่กำลังจะมาถึงแบบคร่าวๆ จากนั้นก็เดินไปยกลังกระดาษที่กองแอบๆ อยู่หน้าตู้มาเปิดเช็ก

“อะไรเหรอครับ” หนึ่งถาม

“สมุดที่จะเอาไปขายในงานแฟร์น่ะ”

ศุกร์หน้าจะมีงานเฟรชชี่เดย์แอนด์ไนท์ กลางคืนประกวดดาวเดือน กลางวันเป็นงานแฟร์ให้รุ่นพี่มาขายของหาเงินไปทำกิจกรรม ชมรมรักต้นไม้ของผมคงจะขายต้นแคคตัสกับไม้อวบน้ำเหมือนเคย ส่วนสาขาผมตกลงกันว่าจะขายของน่ารักๆ ที่ใช้งานได้จริง มีกระดาษโน้ต โพสต์อิท สมุดเย็บลวด ดินสอไม้ และสมุดทำมือที่ให้คนซื้อเลือกไส้ในได้เองแบบเก๋ๆ

ผมรับหน้าที่สั่งสมุดกับโรงพิมพ์ สมุดน่ะมาส่งเรียบร้อยแล้ว ถูกต้องสวยงามตามแบบ ทางโรงพิมพ์แถมซองพลาสติกใสมาให้ด้วย นั่นหมายถึงผมต้องมานั่งยัดสมุดสองร้อยเล่มลงซองเอาเอง

หนึ่งตามมานั่งบนโซฟาข้างผม ไม่ต้องเอ่ยปากขอให้ช่วย น้องก็ยกสมุดออกจากกล่องแล้ว ผมแบ่งซองใสให้น้องคนละครึ่ง และเริ่มทำงานไปเงียบๆ ด้วยกัน

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างสงบ จนกระทั่ง...เจ้ากระต่ายจอมจุ้นคาบซองใสที่หล่นอยู่บนพื้นแล้วกระโดดหนี

“จุ้น! พลาสติกกินไม่ได้ เอาคืนมา” ผมร้อง จะจับก็จับไม่ทัน กระต่ายอ้วนวิ่งดุ๊กๆ เข้าใต้โต๊ะไปแล้ว

“รู้แล้วครับทำไมเรียกจุ้น” หนึ่งพูด

ผมหัวเราะ วางงานในมือลง หมอบลงไปทวงซองใสคืน

เอ้า กระโดดหนีอีก กวนเก่ง นี่กระต่ายผมสิบขวบแล้วนะ ยังซนเหมือนตอนเด็กๆ เปี๊ยบ ก่อนทำหมันก็ปล้ำตุ๊กตาปล้ำขาผมเป็นว่าเล่น นี่ดีว่าแก่แล้ว นอนมากขึ้น อารมณ์สงบขึ้นเยอะ จะจับจะอุ้มก็ง่าย

ถ้าจับทันน่ะนะ...

ผมไล่ตะครุบตัวนุ่นได้สำเร็จ พอเดินผ่านหนึ่งจะเอากระต่ายไปเก็บในกรง เห็นน้องมองตามเลยลองถามดู

“อยากอุ้มกระต่ายไหม”

“ได้เหรอครับ”

“ได้สิ” ผมส่งเจ้านุ่นให้

หนึ่งวางสมุดที่ใส่ซองแล้วลงบนโต๊ะ ยังไม่ทันได้รับไป กระต่ายก็ดิ้นหลุดมือผมลงไปที่โซฟา วินาทีต่อมามันกระโดดลงพื้นมุดหายเข้าใต้โต๊ะไปอีกรอบแล้ว

“จุ้น” ผมกำลังจะไล่จับกระต่ายแต่โดนหนึ่งคว้าแขน

“ไม่เป็นไรครับ”

“ไม่อยากอุ้มแล้วเหรอ”

หนึ่งส่ายหน้าแล้วดึงผมไปนั่งตักแทน

“อุ้มคนนี้ก็ได้ กระต่ายเหมือนกัน”

“หือ?” ผมเหลียวไปมองหน้าเจ้าของตัก อยากจะเขินแต่ไม่รู้สึกเข้าใจมากกว่า หนึ่งผีเข้าผีออกอีกแล้วหรือไง สิ่งที่ทำให้ผมงงก็คือการกระทำที่ขัดแย้งกับท่าทางของหนึ่งนี่แหละ

สับสนไปหมดแล้วนะ…

ผมขยับตัวหันกลับไปหาหนึ่งแล้วทำหน้ากลุ้ม

พอกันที ไม่สบตา ไม่อ่านสีหน้าแล้ว เหนื่อยเหลือเกินที่จะคาดเดา ผมซบหน้าลงบนบ่าหอมอบอุ่น กอดน้องไว้ ขอหนีจากความจริงชั่วคราวแล้วพักหัวใจก่อน

หนึ่งไม่ว่าอะไร ไม่นานก็เริ่มลูบหลังผมเบาๆ อย่างอ่อนโยน สัมผัสที่ได้นั้นดีกับหัวใจผม...ดีอย่างมาก ดีจนผมแทบไม่อยากจะคิดมากอะไรแล้ว ขอแค่น้องยังอยู่กับผมก็พอ ขอแค่นี้จริงๆ

“ขับรถหลงทาง ทำมือถือตก...” เมื่อหนึ่งเริ่มเกริ่นเบาๆ ผมจึงยกหน้าผากขึ้นมารอฟัง “ปกติพี่เป็นคนระวังตัว ช่วงนี้มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าครับ”

โดนจับได้ซะแล้ว

ผมไม่อยากปิดบังความรู้สึกตัวเอง มีปัญหาก็อยากพูดอยากถามตรงๆ อยากเคลียร์ให้จบไวๆ อันที่จริงผมตั้งใจจะพูดเรื่องนี้ก่อนหนึ่งจะกลับบ้าน แต่ไหนๆ น้องก็เปิดประเด็นขึ้นมาแล้ว ถามเลยละกัน

“หนึ่ง...อยู่กับพี่แล้วอึดอัดเหรอ”

“ครับ?” หนึ่งขมวดคิ้วงงๆ

“อยู่กับพี่แล้วอึดอัดเหรอ”

“เปล่า อึดอัดอะไร”

“ช่วงนี้หนึ่งไม่ค่อยสบตาพี่ ดูอึดอัดๆ เกร็งๆ ตลอดเวลาอยู่ด้วยกัน ถ้าไม่ชอบให้พี่วอแวอยู่ใกล้ๆ ก็บอกได้นะ” ผมพูดแต่ไม่กล้ามองหน้าคนฟัง ได้แต่ก้มหน้าจับกระดุมเสื้อของหนึ่งเล่นแก้เครียดไปพลางๆ

“ผมไม่ได้อึดอัดเลย” หนึ่งก้มหัวตามลงมา คล้ายพยายามจะสังเกตสีหน้าผม “คิดมากอยู่เหรอครับ”

“คิดมากสิ” ผมเม้มปาก

หลังจากนั้นหนึ่งก็เงียบไปครู่นึง ท่าทางจะกำลังทบทวนพฤติกรรมตัวเองที่ผ่านมาอยู่ คิดไปคิดมาไม่นานหนึ่งก็พยักหน้ายอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง

“ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ”

“ตกลงไม่ได้อึดอัด?” ผมย้ำถาม

“ผมไม่เคยอึดอัดเลย ก็แค่...ลืมตัวไป”

“ลืมตัวว่า?” ผมทวนคำอย่างไม่เข้าใจ

“กับพี่...ผมไม่ต้องเก็บความรู้สึกนักก็ได้”

ผมย่นคิ้วมองหน้าหนึ่งที่อยู่ห่างไปไม่ถึงสองฝ่ามือ หนึ่งไม่หลบตาผมแล้ว น้องมองมาที่ผมอย่างตรงไปตรงมาเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์ สายตาหนึ่งดูเก้อเขินปนกังวลใจนิดๆ

สายตาแบบนี้ ผมเองก็เคยใช้มองน้องมาก่อน

เริ่มเข้าใจแล้วว่าหนึ่งพูดถึงอะไร...ความรู้สึกนั้นน่ะ เพราะว่าหัวใจเริ่มคิดตรงกันบ้างแล้ว หนึ่งเลยเขินผมและพยายามเก็บอาการเอาไว้เงียบๆ คนเดียว

เป็นอย่างนั้นใช่ไหม

หากไม่ถามให้แน่ชัดก็คงไม่มีวันได้รู้คำตอบ

ผมตัดสินใจแตะริมฝีปากจูบมุมปากหนึ่งอย่างแผ่วเบา

ขอร้องละ อ่อยหมดหน้าตักแล้ว ช่วยยืนยันทีว่าผมไม่ได้คิดไปเอง บอกทีว่าน้องก็รู้สึกดีกับผมเหมือนกัน

แต่ก็นั่นแหละ...หนึ่งก็ยังเป็นหนึ่ง

น้องก้มหน้า รีบปล่อยมือจากตัวผม มือซ้ายบีบหมอนอิงจนนุ่นข้างในแทบปลิ้น ส่วนมือขวากำที่วางแขนของโซฟาไว้แน่น เกร็งจนเส้นเลือดเส้นเอ็นขึ้นชัดบนหลังมือกับท่อนแขน กลางหน้าผากมีเส้นเลือดปูดขึ้นมาอีกแล้วนั่น น้องแข็งเกร็งไปหมดทั้งตัวจนคนที่นั่งอยู่บนตักอย่างผมยังรู้สึกได้

โห ความอดทนอดกลั้นทางอารมณ์นี้...

ถ้าไม่ได้เคลียร์ใจกันมาก่อนว่าน้องแค่เขิน ป่านนี้ผมคงลุกไปร้องไห้ในห้องน้ำแล้ว เพราะนึกว่าน้องคงเกลียดผม

แต่นี่...

รู้เลยนะว่ามีคนพยายามระงับสติอารมณ์อยู่

“แค่จุ๊บแก้มเอง ทำไมทำเหมือนโดนพี่ขืนใจ”

“พี่จันทร์” หนึ่งถลึงตาปรามผมที่ขำคิกคัก

“ไม่ต้องเกร็งก็ได้ เราอยู่กันสองคนเอง”

“อยู่กันแค่สองคนนี่แหละ อันตราย”

ฟังหนึ่งบ่นพึมพำเบาๆ แล้วผมกลั้นยิ้มไม่ไหวเลย น่ารักชะมัดเจ้าเด็กคนนี้ คิดไปถึงไหนต่อไหนแล้วน่ะ!

ผมไม่ได้ชวนหนึ่งเล่นกีฬาบนเตียงนะ แค่อยากให้น้องผ่อนคลายลงหน่อย หายใจลึกๆ ทำตัวตามสบาย  ที่สำคัญ ผมอยากให้หนึ่งรู้ด้วยว่าน้องสามารถแตะเนื้อต้องตัวผมได้ถ้าต้องการ ไม่จำเป็นต้องข่มใจขนาดนั้น

“เป็นเด็กดีจังเลยนะ” ผมเอ่ยยิ้มๆ กอบหน้าหนึ่งขึ้นมามองตาด้วยสองมือก่อนชม “หนึ่ง...เด็กดีของพี่”

ตั้งใจจะชมให้น้องเขิน

ผมไม่รู้ว่าคำๆ นี้คือสวิตซ์ที่ผมไม่ควรแตะ

สายตาหนึ่งเปลี่ยนไปทันที น้องยกแขนขึ้นกอดผมแน่น บรรยากาศรอบตัวหนึ่งเริ่มดูอันตรายชอบกล

มะ เหมือนหนึ่งกำลังกลายร่าง...

เด็กดีคนเมื่อกี้ที่อดทนอดกลั้นไม่กล้าแตะตัวผมหายหัวไปแล้ว คนเงียบๆ ใจดีที่ชอบทำหน้าตายก็ไม่อยู่ด้วยเหมือนกัน ตอนนี้เหลือแต่หนึ่งที่ผมไม่รู้จัก คนที่ใช้อ้อมแขนร้อนผ่าวกอดรัดร่างผมไว้จนแทบไม่เหลือช่องว่าง มองมาด้วยสายตาหิวๆ คล้ายอยากจะฟัดๆ บดๆ ขยำขยี้ผมให้ตายคาอกแล้วกลืนกินผมทั้งตัวเต็มแก่

ตายละหว่า ไม่ยักรู้ว่าน้องมีโหมดหมาป่าแฝงอยู่ในตัวด้วย

ลุกหนีตอนนี้ทันไหมเนี่ย

ผมขยับตัวหาทางลงจากตักหนึ่ง

“จะไปไหนครับ” หนึ่งถามเสียงพร่านิดๆ

“พี่จะไปจับเจ้านุ่นเข้ากรง” ผมหาข้ออ้าง

“ไม่อยากอยู่กับเด็กดีของพี่แล้วเหรอครับ”

คำกระซิบอ้อนข้างหูทำให้ผมร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ไม่ต้องส่องกระจกก็พอเดาได้ว่าตอนนี้หน้าผมคงแดงเทือกเป็นมะเขือเทศแน่ๆ ส่วนหัวใจก็...อือออ อ่อนยวบยาบ ใจเหลวไปหมด

ผมเลิกคิดหนี นั่งนิ่ง จ้องตากับคนที่กำลังอมยิ้ม

หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นนิดหน่อย เมื่อหนึ่งประคองหน้าผมไว้แล้วขยับเข้ามาใกล้ ใกล้ขึ้นๆ กระทั่งระหว่างเราเหลือระยะห่างแค่ลมหายใจกั้น

หนึ่งจูบเบาๆ ที่หว่างคิ้วผม จูบอีกสองครั้งอย่างเบายิ่งกว่าบนเปลือกตาซ้ายและผิวอ่อนนุ่มใต้ตาขวา ก่อนเลื่อนจมูกลงมาปัดป่ายเย้าหยอกที่ปลายจมูกผม ส่งริมฝีปากเข้ามาวนเวียนใกล้ ทว่ารั้งรอไว้ ไม่มีใครจูบใครก่อน

ต่างคนต่างรอ...

รอจนแน่ใจว่าความรู้สึกอยากจะจูบกันเป็นของจริง รอจนความปรารถนาเล็กๆ สุกงอมเพิ่มพูนจนเกินจะต้านทาน ค่อยหลับตาและแนบริมฝีปากเข้าหากันอย่างใจเย็น

วินาทีที่ปากสัมผัสกัน รสหวานล้นทะลักใจผมเลย

จูบของหนึ่งละเมียดละไมไม่เร่งร้อน ดื่มด่ำกับรสสัมผัสยามครอบครองริมฝีปากผมอย่างอ้อยอิ่ง ท่าทางคล้ายเจ้าตัวกำลังละเลียดกินของหวานอย่างเชื่องช้า และไม่อยากให้รสหวานเหือดแห้งไปจากปากไวนัก

น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแสนสุขอยู่ได้ไม่นาน...

ขณะที่ผมกำลังเคลิบเคลิ้มกับจูบแสนทะนุถนอม จู่ๆ หนึ่งก็รีบผละออกห่างแล้วเอามือกุมปาก ห้วงอารมณ์อบอุ่นละมุนละไมสะดุดขาดไปอย่างน่าเสียดาย

“ขอโทษครับ ผม...” น้องนิ่วหน้าท่าทางเจ็บนิดๆ

“เจ็บเหรอ” ผมถาม ลืมไปเลยว่าน้องปากแตกอยู่

หนึ่งพยักหน้า ตาจ้องมองที่ปากผมแล้วอมยิ้ม สายตาน้องทำให้หน้าผมร้อนเห่อไปหมดแล้ว ดูเถอะ อะไรคือการมองมาด้วยสายตาคาดหวัง ทำเหมือนจะบอกผมว่าฝากไว้ก่อน เดี๋ยวปากหายจะมาแก้ตัวใหม่อย่างนั้นละ

ฮือออ เขินไม่ไหวแล้ว เจ้าเด็กนี่

ผมรีบก้มหน้าซุกบ่าน้องหนีการถูกจ้อง หลับตาลงไม่ขอรับรู้อะไรแล้ว ถึงจะแอบเสียดายนิดๆ ที่จูบจบลงกะทันหันไปหน่อย แต่สัมผัสของหนึ่งยังติดริมฝีปากผมอยู่เลย และคงอยู่ไปอีกนานอย่างแน่นอน

มีความสุขจัง...

หยุดเวลาตอนนี้ไว้เลยได้ไหม ผมอยากอยู่ในอ้อมกอดหนึ่งแบบนี้ไปนานๆ ไม่อยากให้มันจบลงเลย






(มีต่อจ้า)

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
:: ผม – เรื่อยๆ นานๆ ::



รู้สึกดีมาก...

หัวใจผมสงบมาก จูบก็...ดีมาก

ผมหลับตากอดคนบนตักไว้หลวมๆ ซึมซับความอบอุ่นทางใจไปพร้อมๆ กับขยับมือลูบแผ่นหลังบอบบางอย่างถนอม ก่อนจะแอบกดจมูกกับปากลงบนผิวลำคอเนียนนุ่มกรุ่นกลิ่นหอมเย็น ลักลอบฝังจูบฟอดใหญ่ฝากไว้ด้วยความมันเขี้ยว

ถ้าไม่ติดว่าเจ็บปากอยู่ คงจับพี่ฟัดให้หนักกว่านี้ไปแล้ว

“หนึ่ง...” เจ้ากระต่ายขี้อ้อนส่งเสียงเขินๆ ประท้วง

“หายคิดมากหรือยังครับ” ผมถามเพราะเป็นห่วง

“อื้อ หายแล้ว” เสียงอู้อี้ตอบกลับมาจากบ่าผม

ไม่รู้มาก่อนเลยว่าผมจะทำให้พี่จันทร์คิดมาก ลืมไปจริงๆ ว่าเขาไม่เหมือนโอบ ไม่ได้อยู่ในสถานะต้องห้ามทางความรู้สึก ไม่ใช่คนที่ผมต้องอดทนอดกลั้นเพื่อเก็บงำหัวใจไว้เป็นความลับ 

ผมเคยชินกับการแอบรักเพื่อนสนิทมานาน พอเริ่มชอบคนใหม่จึงเผลอเอานิสัยเดิมๆ มาใช้ โดยลืมนึกไปว่าถ้าเป็นพี่จันทร์ ผมไม่ต้องปกปิดอารมณ์ตัวเองขนาดนั้นก็ได้
 
ไม่รู้จะเกร็งไปทำไม เขินก็เขินสิ เขารู้ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย

ในเมื่อเขาก็ชอบผมเหมือนกัน...

อืม ผมรู้ตัวมานานแล้วว่าพี่จันทร์ชอบผม เห็นนิ่งๆ เงียบๆ แต่ผมไม่ได้โง่ เอะใจมาตั้งแต่วันที่เขายอมนั่งเป็นเพื่อนที่หน้าเซเว่นแล้ว ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ยอมตกปากรับคำว่าจะมาเจอเขาทุกวันที่หอสมุดหรอก

ในตอนนั้นผมคิดแค่เพียงว่าต้องดึงตัวเองออกห่างโอบให้ไวที่สุด เลยยอมเปิดแง้มประตูหัวใจไว้เป็นช่องเล็กๆ แคบๆ เพื่อให้โอกาสพี่จันทร์ลองเข้ามาในชีวิตผม

แล้วดูตอนนี้…

ทั้งประตูทั้งใจผมพังยับหมดแล้ว

พี่จันทร์เป็นจอมทำลายล้างตัวเอ้เลย เขาคือก็อตซิลล่าสวมชุดกระต่ายที่เข้ามาทุบๆๆ ฟาดๆๆ ผมด้วยรอยยิ้มละมุนละไมและความน่ารักขี้อ้อนที่เป็นอาวุธร้ายกาจเฉพาะตัว

ร้ายไหมล่ะ เผลอแป๊บเดียวก็บุกเข้ายึดพื้นที่ในใจผมได้แล้ว

ถึงจะยังไม่ได้รู้สึกรักอย่างลึกซึ้งอะไร แต่ผมก็ชอบเขามากอยู่ น่าจะมากพอจนอยากพัฒนาความรู้สึกดีๆ ไปด้วยกันเรื่อยๆ นานๆ เลย

“สองทุ่มแล้ว ทำงานต่อดีกว่า” พี่จันทร์ลุกออกจากตักผม หอบเอาเนื้อตัวนุ่มเนียนจากไป เหลือทิ้งไว้แค่รอยอุ่นกับกลิ่นหอมจางๆ ตามเสื้อผ้าผมแทน

ผมมองตามหลังเขาตาปรอย ไม่อยากปล่อยเขาไป แต่ในเมื่อพี่จันทร์หนีกลับไปนั่งสวมสมุดใส่ซองพลาสติกใสต่อแล้ว ผมเลยต้องตามไปช่วยเขาอีกแรง

ทำงานไปสักพัก เสียงสั่นครืดๆ ก็ดังลั่น

“มือถือใครครับ” ผมมองหาโทรศัพท์ตัวเอง

คนข้างๆ หยุดงานที่ทำอยู่มาช่วยผมรื้อหามือถือของใครสักคนที่กำลังสั่นอยู่ข้างใต้กองสมุด

“เจอแล้ว รันย์โทรมาแน่ะ” พี่จันทร์ส่งโทรศัพท์มาให้

ผมกดรับสายไอ้รันย์ ยังไม่ทันพูด อีกฝั่งก็ทักมาก่อน

‘โหล มึงอยู่ไหน โดดเชียร์เหรอ’

“อืม โดดวันนึง”

‘ไปไหนวะ กลับบ้าน?’

“เปล่า กูอยู่กับ...” ยังไม่ทันได้พูดให้จบประโยค ผมเห็นพี่จันทร์เปิดสมุดตรวจดูความเรียบร้อยได้แป๊บเดียวก็สะดุ้งเลยหันไปกระซิบถาม “เป็นอะไรหรือเปล่า”

“กระดาษบาดนิ้วน่ะ” พี่จันทร์ส่งมือมาให้ดู

“เจ็บไหม” ผมจับนิ้วชี้เขามาดูเห็นแผลเล็กๆ เลือดไหลซิบ

“ไม่เจ็บ แผลนิดเดียวเอง คุยต่อเถอะ พี่ไปล้างแผลก่อนนะ” เขาพูดเสียงเบาด้วยความเกรงใจแล้วลุกออกไป

‘มึงมีธุระส่วนตัวสินะ งั้นกูไม่กวนแล้ว แค่นี้แหละ’

รันย์คงรู้ว่าผมอยู่กับใครเลยจะขอวางสาย ผมเองก็ไม่รู้จะคุยอะไรต่อ ปกติรันย์ไม่โทรมาตามผมแบบนี้ คนที่โทรตามผมน่าจะเป็นโอบมากกว่า แต่ก็นั่นแหละ เราโกรธกันอยู่

หรือโอบจะใช้รันย์โทรมา?

เป็นไปได้เหมือนกัน

“อืม” ผมขานตอบ

‘เดี๋ยว...หนึ่ง!’

เสียงโอบแว่วมา ทำให้ผมยั้งปลายนิ้วไว้ไม่กดตัดสาย ก่อนจะนำมือถือกลับขึ้นแนบหู รอฟังว่าโอบจะพูดอะไร

‘กูอยากคุยด้วย พรุ่งนี้เช้ามึงแวะมาหากูที่หอได้ไหม’

ผมชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ตอนนี้ก็เริ่มหายโกรธโอบไปบ้างแล้ว บวกกับเห็นโอบหงอยๆ ซึมๆ ทุกวัน ผมเองก็ไม่ได้สบายใจ อยากเคลียร์กันให้จบเร็วๆ เหมือนกัน จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจอีก

“ถ้าอยากคุยกัน เดี๋ยวคืนนี้กูกลับไปหา”

‘โอเค งั้น...แค่นี้นะ’

“อืม”

หลังจากนั้นต่างคนก็ต่างวางสาย

“จะกลับหอเหรอ” พี่จันทร์กลับมานั่งข้างผมแล้ว มือสองข้างเปียกหมาด ชายเสื้อนักศึกษาเปื้อนน้ำเป็นดวงๆ

“ครับ จะกลับไปคุยกับโอบ” ผมตอบขณะค้นกระเป๋าสตางค์หาพลาสเตอร์ปิดแผล เจอลายกระต่ายกับลายลูกเจี๊ยบอย่างละอันซ่อนอยู่ในหลืบใต้บัตรนักศึกษา

แน่นอนว่าต้องเลือกลายกระต่ายให้พี่อยู่แล้ว

“จะไปเลยหรือเปล่า”

“ยังครับ ผมไม่รีบ ขอมือหน่อย”

พี่จันทร์ส่งมือให้ผมพันพลาสเตอร์ยาปิดแผล

“รีบเคลียร์กันก็ดี เห็นโกรธกันมาจะเป็นอาทิตย์ อึดอัดแย่”

พี่จันทร์รู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้ว รู้ก่อนภพกับรันย์อีก เพราะผมอยู่กับเขาหลังเกิดเหตุ แต่เขาไม่รู้ว่าทำไมผมถึงเปลี่ยนไปจนถึงขั้นทำให้โอบโวยวายใส่ได้ รู้แค่ว่าโอบเอาแต่ใจ และผมตอบโต้ด้วยวิธีที่ไม่อ่อนโยนกับโอบสักเท่าไร

เรื่องที่เคยชอบโอบน่ะ ถ้าเลี่ยงได้ ผมก็ไม่อยากให้พี่จันทร์รู้ เพราะมันจบไปแล้ว ไม่อยากให้เขาต้องคิดมาก

ส่วนเรื่องโอบ...

ผมไม่รู้เลยว่าเคลียร์กันแล้วทุกอย่างจะออกมาในรูปแบบไหน จะหายโกรธกันไหม จะดีขึ้นหรือแย่ลง และทิศทางความสัมพันธ์ของเราในอนาคตจะเป็นยังไง

“ขอบคุณนะ” พี่จันทร์กล่าวขอบคุณผม พอเห็นผมคิดอะไรอยู่เงียบๆ ก็จับมือผมไว้ “ไม่ต้องกังวล ค่อยๆ คุยกันนะ พี่เชื่อว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น”

“หวังว่าครับ” ผมบีบมือเขาตอบ รับรู้ถึงกำลังใจที่เขาส่งผ่านอุ้งมือมาเงียบๆ “ผมอยากคืนดีกับโอบ แต่ไม่อยากเจอโอบในเวอร์ชั่นนั้นแล้ว”

“งั้นบอกโอบไปตรงๆ ว่าอยากให้ปรับอะไร หนึ่งเองก็ต้องเปิดใจกว้างๆ ฟังเพื่อนด้วยนะ อย่าคิดแต่ว่าเพื่อนเอาแต่ใจ บางทีโอบอาจจะมีเหตุผลของตัวเองก็ได้”

“จนถึงวันนี้ ผมยังไม่รู้เหตุผลเลยว่าโอบโกรธเรื่องอะไรกันแน่ ปกติมันไม่ได้งี่เง่าขนาดนั้น”

“เหตุผลเหรอ” พี่จันทร์ย่นคิ้วน้อยๆ ”พี่ว่าหนึ่งคงต้องลองนึกดู มีประโยคไหนไหมตอนทะเลาะกันที่ฟังแล้วสะกิดใจที่สุด”

ผมลองเปิดใจกว้างๆ วางความโกรธไว้ห่างๆ และนึกทบทวนเหตุการณ์ที่ทะเลาะกับโอบบนรถ ค้นดูความทรงจำว่ามีจุดไหนที่เข้าเค้าว่าเป็นสาเหตุของเรื่องมากที่สุด

ถ้าตัดเรื่องหยุมหยิมอย่างการที่ผมมารับมันช้ามาก และไม่ยอมไปดูหนังกับมันในตอนสายๆ จะเหลือก็แค่...

‘พักหลังๆ มึงทำเหมือนกูไม่สำคัญกับมึงแล้วอะ’ กับ ‘เดี๋ยวนี้จะทำอะไรเพื่อกูสักหน่อยก็ทำให้ไม่ได้แล้วใช่ปะ!’

สองประโยคนี้ผมจำได้แม่นเลย

“โอบบอกว่าผมทำเหมือนมันไม่สำคัญกับผมแล้ว”

เสียงโอบตอนพูดประโยคนี้ฟังดูตัดพ้อมากกว่าขุ่นเคืองด้วย หรือนี่จะเป็นสาเหตุของพฤติกรรมดื้อดึงและเอาแต่ใจแบบแปลกๆ ในระยะนี้ของโอบ ทั้งตอนจะไปกินชาบู ทั้งตอนมาชวนผมไปดูหนัง และตอนที่เราทะเลาะกันอย่างรุนแรง

เรียกร้องความสนใจ เพราะว่าน้อยใจ?

“โอบงอนหนึ่งอยู่ไง” พี่จันทร์เลิกคิ้ว

“ทำไมต้องงอน”

“พี่ไม่รู้หรอก” เขาอมยิ้มแล้วพูดต่อ “ต้องถามหนึ่งมากกว่า ช่วงนี้หนึ่งให้ความสำคัญกับโอบเท่าเดิมเหมือนที่เคยให้ไหม หรือว่ามีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมบ้างหรือเปล่า โอบถึงได้งอน”

ผมพูดไม่ออก พี่จันทร์จี้ได้ตรงจุดทีเดียว

เพราะผมเปลี่ยนไป นี่แหละ สาเหตุของเรื่องทั้งหมด

“ตอนนี้เราอยู่มหาลัยกันแล้ว สังคมกว้างขึ้น เจอคนเยอะขึ้น เรียนก็หนักขึ้น ไหนจะมีกิจกรรมอีก พี่กับเพื่อนสนิทตอนสมัยมัธยมก็ห่างกันไปช่วงปีหนึ่งนี่แหละ เพราะเรียนกันคนละที่แถมเพื่อนก็มีแฟนด้วย”

“ไม่ชอบให้เพื่อนสนิทมีแฟนเหรอครับ”

“จริงๆ ก็ไม่ค่อยชอบหรอกนะ...”

“ทำไมครับ”

“เพื่อนเคยเป็นของเราคนเดียวมาตลอด จู่ๆ โดนใครก็ไม่รู้เข้ามาแบ่งใจแบ่งเวลาเพื่อนไป เจอแบบนี้ใครๆ ก็เหงากันทั้งนั้น บางทีก็รู้สึกเหมือนโดนทิ้ง บางทีก็เหมือนโดนแย่งของรัก ที่แย่สุดคือการโดนลดระดับความสำคัญลง”

ผมฟังแล้วพยักหน้า เริ่มเห็นภาพนิดๆ แล้ว

จริงสิ นอกจากจะหักดิบตัวเองเพื่อตัดใจจากโอบให้ขาด เวลาที่ผมเคยมีให้โอบก็ลดน้อยลง แม้แต่ความรัก ความใส่ใจ และความห่วงใย ผมก็ยกไปให้พี่จันทร์แทน ซึ่งของเหล่านี้เคยเป็นของโอบแต่เพียงผู้เดียวมาก่อน

ที่ผ่านมาผมคงจัดการปัญหาแบบตึงเกินไป คิดแต่จะหักใจ คิดถึงแต่ตัวเอง โดยลืมคิดถึงความรู้สึกของโอบ

ผมผิดเอง...ผิดมาตลอดเลย



ราวเที่ยงคืนผมขับรถกลับมาที่หอพักแถวๆ มหาวิทยาลัย

ต้องบอกว่าเป็นโชคดีของผมที่เมื่อเช้าผมไม่ได้ขับรถไปเรียน เพราะถ้าเอารถไปและต้องตามพี่จันทร์กลับบ้านอย่างเมื่อเย็น รถคงโดนจอดค้างอยู่ที่คณะ และคืนนี้ผมคงไม่ได้วกกลับไปคุยกับโอบที่หอ 

ไม่รู้โอบกลับมาหรือยัง เลิกเชียร์สองทุ่ม ถึงไปหาอะไรกินต่อก็คงไม่น่ากลับดึกมาก ดังนั้นก็น่าจะกลับมาแล้ว

ผมคิดแบบนั้นขณะตีไฟเลี้ยวเตรียมจะแล่นรถเข้าจอดในลานข้างหอ ขณะขับผ่านใต้หอที่เปิดไฟไว้เพียงดวงเดียว ไฟรถสว่างโร่พลันฉายไปถึงคนสองคนที่กอดกันอยู่ใกล้เสาต้นใหญ่

นั่นโอบ...

พี่ซันกอดเพื่อนสนิทของผมไว้เต็มในอ้อมอก ใบหน้าคมเข้มเคลื่อนลงต่ำ กดจมูกลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาลอ่อน แล้วไม่นานหลังจากนั้นโอบก็เป็นฝ่ายเขย่งขึ้นไปจูบปากพี่ซัน

ช็อก...

ร่างเล็กวิ่งหนีขึ้นหอไป ทิ้งให้คนถูกจูบอย่างพี่ซันและคนที่แอบมองจากบนรถอย่างผมช็อกไปตามๆ กัน

ผมตกใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้กับตา

นี่ขนาดตัดใจถอยห่างออกมาได้แล้ว แต่เมื่อเห็นคนที่เคยชอบมอบจูบให้คนอื่น หัวใจผมก็เกิดคันยุบยิบนิดๆ เหมือนโดนยุงกัด นึกไม่ออกเลยว่าถ้ายังรักโอบอยู่มาก ผมในตอนนี้จะมีแรงหายใจต่อหรือเปล่า

‘หนึ่ง เงียบไป เป็นอะไรหรือเปล่า’

เสียงพี่จันทร์เรียกสติผมกลับเข้าร่างได้ทันที

ผมก้มมองโทรศัพท์มือถือที่เสียบอยู่ในช่องวางของ บนหน้าจอคือระยะเวลาเกือบชั่วโมงที่คุยค้างสายกันไว้ นับตั้งแต่ผมออกจากบ้านเขา กลับไปเอารถที่บ้านตัวเอง กระทั่งขับมาถึงหอพัก

“เปล่าครับ” ผมพูดตอบคนในสายผ่านหูฟัง

‘ถึงหอหรือยัง’

“ถึงแล้วครับ กำลังจอดรถอยู่”

‘อ๋อ’ เสียงพี่จันทร์ฟังดูอู้อี้และงัวเงียมาก

“ง่วงทำไมไม่นอน บอกแล้วว่าไม่ต้องรอผม”

‘พี่เป็นห่วงนี่ หนึ่งขับรถกลางคืน มันอันตราย’

“ครับ” ผมยอมแพ้ง่ายๆ ไม่คิดเถียง “นอนได้แล้ว”

‘อยู่บนเตียง จะนอนแล้วละ แต่หนึ่งกู๊ดไนท์พี่ก่อนสิ’

คิดจะอ้อนอีกแล้วหรือ คุยกันก่อนนอนทีไร เป็นต้องอ้อนขอคำว่าฝันดีจากปากผมทุกที

“ห่มผ้าก่อน”

‘พี่ห่มผ้านานแล้ว ห่มตั้งแต่ปลายเท้าถึงหน้าผากเลย’

“ดีมาก งั้นแค่นี้นะครับ” ผมแกล้งจะวางสาย

‘หนึ่ง...’ พี่จันทร์งอแงนิดๆ ใส่

“หึ” ผมหัวเราะเบา “ฝันดีครับ”

‘ฝันดีนะ เจอกันพรุ่งนี้’

ผมส่ายหน้าอย่างเอ็นดู เมื่อได้ยินเสียงที่ตอบกลับมาอย่างสดใสเหมือนหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง รอทางนู้นวางสายก่อนค่อยเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง คว้าแก้วชานมไข่มุกที่ซื้อมาง้อเพื่อนแล้วลงจากรถเดินเข้าหอพัก

เมื่อมาถึงห้อง ผมเคาะประตูให้โอกาสคนข้างในเตรียมตัว นับหนึ่งถึงห้าในใจค่อยจะเปิดประตูเข้าไป พบร่างเล็กที่คุ้นตานั่งกอดเข่ารออยู่บนเตียง

โอบหันหน้ามาทางประตู ดวงตากลมโตมีรอยหม่นหมองกำลังมองมาที่ผมอย่างกังวลใจ

“มาแล้วเหรอ กูเพิ่งมาถึง นึกว่ามึงจะไม่มาแล้ว”

“อืม”

ผมยังไม่พูดอะไร แค่หย่อนตัวลงนั่งตรงข้ามโอบแล้วมองไปรอบห้อง ไม่อยู่หอหลายวันนึกว่าห้องจะรกเสียอีก กลายเป็นว่าห้องยังสะอาดเรียบร้อยอย่างน่าพอใจ สายตาผมจึงเบี่ยงออกไปที่ระเบียงต่อ

“กูเก็บแคคตัสแล้ว” โอบพูดถึงสิ่งที่อยู่ในใจผมพอดี

ผมเลื่อนสายตาไปที่โต๊ะ แผงยาแก้แพ้ที่ทิ้งไว้ให้...

“ยาที่มึงวางไว้ กูเก็บไว้เองแล้ว”

ผมพยักหน้าเงียบๆ ปกติตอนผมอยู่หอด้วย โอบออกจะขี้เกียจอยู่บ้าง ต้องคอยให้บ่นกันอยู่บ่อยๆ บางวันไม่อยากบ่นก็ลงมือเก็บกวาดให้เอง พอเห็นโอบเริ่มจะทำอะไรเองได้บ้างก็รู้สึกวางใจขึ้น

“เรื่องที่จะคุย...” ผมเกริ่นถาม

“กู...” โอบบีบมือตัวเองแน่น ท่าทางดูประหม่า

ผมนั่งลุ้นอยู่เงียบๆ แต่ไม่ได้กดดันอะไรมันทั้งสิ้น

“กูขอโทษนะ” คนพูดก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด “กูผิดเองที่งี่เง่าใส่มึงในวันนั้น ยกโทษให้กูได้ไหม”

“อืม” ผมยอมรับคำโทษ

“มึงหายโกรธกูหรือยัง”

“หายแล้ว”

“จริงเหรอ”

“อืม กูต้องขอโทษมึงเหมือนกัน ขอโทษที่ไม่ใจเย็นกับมึงอีกหน่อย และก็ขอโทษที่จู่ๆ หนีกลับไปนอนบ้าน”

“แต่กูงี่เง่าก่อนเอง พูดจาแย่ๆ ใส่มึง ทำมึงเลือดกบปากด้วย มึงจะโกรธขนาดนั้นหนีกลับบ้านก็ไม่แปลกหรอก รู้ไหม ตอนมึงไม่อยู่กูเหงามากเลย คิดถึงมึงจะแย่” โอบพูดเสียงสั่นเครือ ดวงตากลมโตสั่นไหวเริ่มมีน้ำตาคลอนิดๆ

ผมทนมองน้ำตาของมันไม่ไหวเลยอ้าแขนซ้ายรอ

“มานี่สิ” 

แทบจะทันที ร่างเล็กลุกจากเตียงอีกฝั่งพุ่งเข้ามากอดผมอย่างแรง ผมไม่ได้กอดเพื่อนตอบ แค่วางมือไว้บนเตียงเฉยๆ และก้มมองสังเกตท่าทางของอีกฝ่ายอยู่เงียบๆ

โอบก่ายแขนกอดผมไว้ ศีรษะซุกอยู่บนอกผมแต่ก้มลงต่ำเพื่อซ่อนใบหน้า ทว่าเสียงสูดจมูกกับอาการไหล่สั่นน้อยๆ ทำให้รู้ว่ามันกำลังร้องไห้

“ร้องไห้ทำไม ดีกันแล้ว” ผมถาม

“กูขอโทษ แค่คิดถึงมึงมากไปหน่อย” โอบกดใบหน้าเข้าหาตัวผมมากขึ้น รอยน้ำตาอุ่นวาบซึมผ่านเสื้อลงไปถึงเนื้อผม “ต่อไปนี้ไม่เอาแล้วนะ ห้ามทิ้งกูไปแบบนี้อีก กูจะไม่เอาแต่ใจแล้ว”

“ขอแค่อย่าพูดว่ากูไม่ใช่เพื่อนมึงอีกก็พอ”

เพราะนั่นคือเรื่องที่ทำให้ผมเสียใจมากที่สุด

สิบสี่ปีที่ผ่านมาของพวกเรามีค่ามากสำหรับผม คุณค่าของมันเข้มข้นและหนักแน่นมากกว่าความรักลับๆ อายุสามปีของผมฝ่ายเดียว ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ละทิ้งมันไปง่ายๆ เพื่อจะเก็บรักษาส่วนที่สำคัญที่สุดกว่าเอาไว้

มิตรภาพของเรา...

ถ้าโอบไม่เห็นค่ามันแล้ว ระหว่างเราคงไม่เหลืออะไรอีก

“กูจะไม่พูดแบบนั้นแล้ว จะคิดถึงใจมึงให้มากกว่านี้ด้วย” โอบให้คำมั่นกับผมอย่างร้อนรน “วันนั้นกูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ตอนนี้กูยังเป็นเพื่อนมึงเหมือนเดิมใช่ไหม”

เป็นเพื่อนเหมือนเดิมน่ะใช่ แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมแล้ว

ผมนั่งมองหยดน้ำใสที่ไหลผ่านแก้มขาวซีดด้วยหัวใจชาหนึบ ต้องยอมรับว่าแก้วที่ตกแตกไปแล้ว ย่อมยากที่จะเก็บเศษเล็กเศษน้อยกลับมาซ่อมแซมให้เป็นแก้วใบสวยได้ดังเดิม ความรู้สึกของผมก็เช่นกัน

และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่หัวใจผมถูกโอบทำลาย

“มึงอย่าเกลียดกูเลยนะ ถ้ามึงเกลียดกู กูคงทนไม่ได้”

“อืม กูไม่เกลียดมึงหรอก ยังเป็นเพื่อนของมึงเหมือนเดิม” ผมหลับตาลงแล้วกอดตอบ คิดว่าถึงเวลาที่ต้องสะสางใจไม่ให้มีอะไรยืดเยื้อค้างคากันอีก “วันนั้นมึงโกรธอะไรกูกันแน่ หื้ม?”

“ก็มึงอะ...” โอบหยุดพูดแค่นั้น

รออยู่นานก็ไม่ยอมพูดต่อผมเลยลองถามดูใหม่

“มึงน้อยใจกูมานานแค่ไหนแล้ว”

“...” โอบไม่ยอมตอบ

แต่ความเงียบไม่ใช่คำตอบที่ผมอยากได้

“พูดกับกูตรงๆ ได้ไหม ความรู้สึกของมึงน่ะ”

โอบกอดผมแน่นขึ้น นี่ไม่ใช่คำตอบที่ผมต้องการเช่นกัน

“พูดมาเถอะ กูจะได้เข้าใจมึงบ้างว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น” ผมไม่ได้อยากคาดคั้นมันมากนัก จึงถามแล้วรอให้โอบพร้อมจะพูดทุกอย่างออกมาเอง

ใช้เวลาสักพักทีเดียว กว่ามันจะยอมปริปาก

“มึงเปลี่ยนไปอะ” โอบพูดเสียงเบาจนผมต้องเงี่ยหูฟัง “หลังจากกูเจอพี่ซัน มึงก็เปลี่ยนไปมาก ไม่สนใจกู ไม่แคร์กู นับวันมึงยิ่งออกห่างจากกูไปเรื่อยๆ เหมือนกูกำลังจะเสียมึงไป กูไม่ชอบแบบนี้เลย”

ผมเริ่มพูดไม่ออก ยิ่งโอบก้มหน้าลงต่ำไปอีก ปริมาณน้ำตาที่ซึมเสื้อผมก็ยิ่งเยอะมากขึ้นทุกทีๆ

“มึง...ไม่รักกูแล้วเหรอ กูไม่สำคัญ...กับมึงแล้วเหรอ” โอบพูดติดๆ ขัดๆ เพราะกำลังสะอื้น

หัวใจผมเจ็บไปหมด เจ็บเหมือนถูกบีบรัดเมื่อได้ยินคำตัดพ้อ

“กูขอโทษนะโอบ กูผิดเองที่ไม่ใส่ใจความรู้สึกมึงให้มากกว่านี้ ขอโทษจริงๆ” ผมกระซิบคำขอโทษซ้ำๆ อย่างรู้สึกผิด ถ้าตอนนั้นผมเห็นแก่ตัวน้อยลงหน่อย คงจะหาทางแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้ได้ และไม่ต้องทำให้โอบน้อยใจขนาดนี้

“กูจะไม่ดื้อแล้ว มึงกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม”

“ได้ กูจะพยายาม” ผมไม่กล้ารับปาก เพราะไม่แน่ใจว่าอนาคตจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอีกหรือเปล่า

“จริงนะ” โอบเงยหน้ามองผมด้วยดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใสๆ ชุ่มน้ำตา เห็นแล้วใจอ่อนยวบยาบอดสงสารไม่ได้ ผมเลยเอามือปาดน้ำตาบนแก้มให้

“อืม กูจะพยายามไม่ทำให้มึงเสียใจแล้ว”

“ฮึก...” โอบเบะปาก น่ารักปนน่าเกลียดแบบบอกไม่ถูก

“หยุดร้องได้แล้ว” ผมก้มไปหยิบแก้วชานมที่วางรออยู่บนพื้น เอาหลอดปักแก้วแล้วแหย่ไปที่ปากโอบ “เอ้า เติมน้ำตาลหน่อย”

โอบโดนของกินล่อซื้ออย่างง่ายดาย มันงับหลอดดูดไปอึกนึง พอของหวานแตะลิ้นปุ๊บ ใบหน้ายับยู่ท่วมน้ำหูน้ำตาก็เริ่มผ่อนคลายปั๊บ เลิกสะอื้นทันที

“ไปซื้อร้านไหนมา”

“อร่อยเหรอ”

สงสัยจะอร่อยถูกใจจริง โอบถึงกินไม่หยุดเลย

เห็นแบบนี้ค่อยดีใจหน่อย ชานมไข่มุกแก้วนี้ผมตระเวนหาซื้อเลือดตาแทบกระเด็น ดึกขนาดนี้ร้านขายเครื่องดื่มที่ไหนๆ ก็ปิดหมดแล้ว บังเอิญผมคุยกับพี่จันทร์อยู่พอดี เขาบอกแถวมหาลัยมีร้าน Co-working space เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่ให้ลองไปดูเผื่อจะมี โชคดีที่ชาไข่มุกกำลังฮอตฮิตเลยมีขาย ไม่งั้นต้องพึ่งชาเย็นในเซเว่นแล้ว

“อื้อ หวานกำลังดี วันก่อนภพซื้อมาฝากหวานเจี๊ยบ” โอบบ่นไปสูดน้ำมูกไป สภาพดูไม่ได้เลยจริงๆ

“ไปล้างหน้าไป”

“ไม่ไป” โอบกอดผมแล้วเกลือกหน้าป้ายน้ำมูกน้ำตาไว้ทั่วอกเสื้อผม จากนั้นก็ยื่นปากบ่นต่อแบบงอแง “วันนี้มึงโดดเชียร์อะ พรุ่งนี้ห้ามโดดนะ ครั้งสุดท้ายแล้ว เกียร์น่ะ จะเอาไหม”

“กูรู้แล้ว”

“วันนี้มึงไปไหนมาเหรอ”

“...” ผมขมวดคิ้วนั่งเงียบ ไม่อยากโกหก

“กูได้กลิ่นมาสักพักแล้วอะ” โอบดมเสื้อผม ดมมาเรื่อยๆ เกือบถึงคอ “ทำไมตัวมึงมีกลิ่นน้ำหอม”

รู้สึกเหมือนโดนจับได้ว่านอกใจ...

เสียแต่ว่าโอบไม่ใช่แฟนผม และพี่จันทร์ไม่ใช่กิ๊กหรือชู้ที่ไหน เขาคือคนปัจจุบันที่นั่งอยู่ในหัวใจผมต่างหาก

ผมเอนตัวออกห่างจากโอบเล็กน้อยอย่างลำบากใจ

นี่เป็นอีกเรื่องที่น่ากังวล ผมเคยสัญญาไว้ว่าจะไม่มีแฟนก่อนโอบ ถึงตอนนี้ผมกับพี่จันทร์จะยังไปไม่ถึงขั้นนั้น มันก็ยังยากที่บอกเพื่อนว่าตอนนี้กำลังจะมีใครอีกคนก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม

แต่ผมควรจะพูดความจริงใช่ไหม เพราะสักวันโอบต้องรู้เรื่องนี้ มันคงจะดีกว่า ถ้าโอบได้รู้จากปากผมตั้งแต่เนิ่นๆ

“ตอบมาเลย” โอบเขย่าแขนผมแรงๆ เพื่อคาดคั้น

“กูมีคนที่ชอบแล้วนะ”

“อะไรนะ” มันเงี่ยหูเหมือนฟังไม่ถนัด

“กูมีคนที่ชอบแล้ว เมื่อกี้กูไปอยู่กับเขามา”

หลังผมพูดจบ ห้องทั้งห้องก็เงียบกริบจนน่ากลัว โอบปล่อยแขนจากตัวผม ราวกับมือไม้ของมันหมดแรงไปเฉยๆ สีหน้าท่าทางโอบดูตกใจมาก มันช็อกจนซีดไปหมดแล้ว

“นี่มึง...กำลังจะมีแฟนเหรอ”

“ยังไม่ถึงขั้นนั้น แค่กำลังคุยๆ กันอยู่”

“มึงจะไม่รักษาสัญญาของกูแล้วเหรอ” โอบตัดพ้อ

“ถามจริง มึงอยากให้กูเก็บสัญญาข้อไหนไว้มากกว่ากัน ไม่มีแฟนก่อนมึงหรือจะให้กูอยู่เป็นเพื่อนกับมึงไปนานๆ” ผมย้อนถาม

สัญญาของโอบแต่ละข้อคือการผูกมัดผมไว้ด้วยโซ่ตรวนดีๆ นี่เอง ผมรักมันไม่ได้ รักคนอื่นไม่ได้ จะจากไปไหนก็ไม่ได้ ทำได้แค่นั่งมองดูมันมีความสุขกับคนอื่นไปเรื่อยๆ แบบนี้ไปตลอดชีวิต

สัญญาสองข้อนี้ผมรักษามันไว้พร้อมๆ กันไม่ได้ ดังนั้นโอบจะต้องเลือกเก็บสัญญาข้อใดข้อหนึ่งเอาไว้

“ทำไมกูต้องเลือก” โอบเม้มปากช้อนมองผมด้วยแววตาสั่นไหว “เก็บไว้สองข้อเลยไม่ได้เหรอ”

“มึงขอแบบนี้กูลำบากใจนะโอบ”

“ถึงจะอยากให้มึงมีแฟนมีความสุข แต่...แต่พอเอาเข้าจริง กูไม่อยากให้คนอื่นมาแย่งมึงไปแล้วอะ แค่ขาดมึงไม่กี่วันกูก็เศร้าแล้ว ถ้ามึงมีคนอื่น กูจะทำยังไง”

“กูไม่ทิ้งมึงหรอก ระหว่างเราก็เหมือนเดิม กูเป็นเพื่อนของมึงคนเดิม ใครจะมาแย่งกูไปจากมึงได้”

“แต่เดี๋ยวมึงก็เห็นแฟนสำคัญกว่ากูอะ”

“กูยอมรับ สักวัน มันอาจจะเป็นอย่างนั้น”

“นั่นไง” โอบชี้หน้าผมแล้วโวยลั่น “คนใจร้าย!”

“ฟังก่อน” ผมถอนหายใจแล้วกำนิ้วชี้เล็กๆ นั้นไว้ เอาหลอดชานมไข่มุกอุดปากมัน ก่อนพูดต่อ “จนกว่าจะแก่ตาย กูอาจจะเปลี่ยนแฟนไปแล้วห้าหรือสิบคน ในขณะที่ชั่วชีวิตนี้กูมีเพื่อนสนิทที่สุดคือมึงคนเดียวนะ”

“ฮึก...” ไอ้ตัวแสบเบะปาก น้ำตาปริ่มอีกละ

“ความสำคัญของเพื่อนกับแฟนมันต่างกันอยู่แล้ว มึงต้องเข้าใจในจุดนี้ด้วย อย่าให้กูต้องเลือกเลยใครสักคนเลย”

“แปลว่าถ้ากูขอให้เลือก มึงจะเลือกเขาใช่ไหม”

คำถามของโอบเป็นแบบทดสอบมิตรภาพที่ใจร้ายมาก ผมทิ้งโอบไปไม่ได้เพราะเราคือเพื่อนกัน ส่วนกับพี่จันทร์...รายนั้นก็เพิ่งจูบกันมาหมาดๆ เขาแสนดี ไม่ได้ผิดอะไร และผมก็เริ่มชอบเขาแล้ว

แต่...

“ถ้ามึงขอ กูจะเลือกเก็บมึงไว้” ผมพูดอย่างหนักแน่น

ไม่ใช่เพื่อเอาใจโอบแต่เพื่อบอกว่ามันสำคัญกับผมแค่ไหน ถ้าหากต้องเลือกใครสักคน ผมต้องเลือกโอบแน่อยู่แล้ว เพราะมันคือเพื่อนผม พี่จันทร์อาจจะเสียใจแต่ผมเชื่อว่าเขาต้องเข้าใจ แต่ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากถนอมเขาไว้ ไม่อยากทำให้เจ็บปวดหรือเสียน้ำตา ดังนั้นผมจะไม่มีวันยอมให้สถานการณ์ที่ต้องเลือกเกิดขึ้นเด็ดขาด

คนเรามีเพื่อนไปพร้อมๆ กับมีแฟนได้ไม่ใช่หรือ

“งั้นกูขอ...” โอบเงยหน้ามา

“กูขอร้อง” ผมรู้ว่ามันจะขอแน่เลยชิงพูดก่อน “มึงจะทำอะไรกับกูก็ได้ จะเอาแต่ใจ จะดื้อ จะทำกูเจ็บตัวเจ็บหัวใจแค่ไหนก็ได้ แต่กูขอได้ไหม อย่าให้กูต้องทำให้ใครเสียใจเลย”

โอบกลืนคำที่จะพูดกลับลงคอแล้วก้มหน้าลงเงียบๆ ความเงียบของมันทำให้ผมใจหาย กลัวมากขึ้นทุกทีๆ

“ตั้งแต่รู้จักกันมามึงไม่เคยขออะไรจากกูเลยนะ มีแต่กูที่เป็นคนขอทุกอย่างจากมึง แสดงว่ามึงคงชอบเขาจริงๆ” โอบพูดออกมาช้าๆ ตามองไปทางทิศอื่นที่ไม่ใช่ใบหน้าผม

คราวนี้ผมเป็นฝ่ายเงียบบ้าง รอฟังว่าโอบจะเอาอย่างไร

“กูน่ะ ไม่อยากได้อะไร นอกจากมีมึงเป็นเพื่อนไปนานๆ เพราะงั้นกูคงไม่ใจร้ายขอให้มึงต้องเลือกใครหรอก แต่มึงให้เวลากูหน่อยได้ไหม ยังทำใจไม่ได้ว่ามึงกำลังจะมีแฟนอะ รอกูหน่อย”

“กูไม่ได้รีบร้อนอะไร ไม่ได้จะมีแฟนในสองสามวันนี้”

โอบหันกลับมามองหน้าผมเหมือนโล่งใจขึ้นนิดๆ

“งั้นก็โอเค ตกลงว่ากูกับมึงดีกันแล้วใช่ไหม”

“อืม”

“กูจะไม่ดื้อแล้ว จะพยายาม มาเริ่มต้นกันใหม่นะ” โอบยื่นนิ้วก้อยซ้ายมาตรงหน้าผมพร้อมรอยยิ้ม

ผมเกี่ยวก้อยกับโอบ จะไม่ให้มันต้องพยายามคนเดียว ผมเองก็จะปรับตัว จะช่วยกัน พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อรักษามิตรภาพของเราสองคนไว้ตราบนานเท่านาน

ให้เรื่องที่ผ่านมาแล้วเป็นบทเรียน

แล้วเริ่มต้นกันใหม่ นับจากนี้เป็นต้นไป...






#เขาคุณเราผม

จำฉากดูสมุดเชียร์กันได้ไหมเอ่ย นี่คือเหตุการณ์ทั้งหมดฝั่งจันทร์ใน proloque ค่ะ เดี๋ยวจะค่อยๆ ขยายฉากเปิดของทุกคนในครบนะคะ ^^
ส่วนตอนที่ 12 นี้ หนึ่งจันทร์ก็ไปทิศทางเดียวกันแล้วนะ แต่ไม่ได้ลงเอยกันง่ายๆ หรือจบแค่นี้นะคะ เดินหน้าจีบกันต่อไปยาวๆ หนทางข้างหน้ายังมีคลื่นลมที่ต้องฝ่าไปด้วยกัน อิ__อิ

กาแฟมั้ยฮะจ้าว ขอบคุณเช่นกันนะคะ /กระโดดๆ

ปล. ไปแอบเปิดนิยายใหม่ไว้ ใครสนใจไปลองชิมๆ กันได้นะคะ ^^
✻ {Horror/Thriller} F r i e n d s h i p #ตันหยงเพื่อนรัก ✻
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-03-2019 19:12:25 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 224
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 13.1 ความรู้สึก
เข็มทิศที่ดีที่สุด
คือความรู้สึก



:: เขา – ดาวหาง ::



“ต้นนี้น่ารักไหม”

ผมนั่งยองๆ ชี้ไปที่หนึ่งในต้นแคคตัสที่วางเรียงรายละลานตาอยู่ตรงหน้า บูธของชมรมรักต้นไม้มีแคคตัสกับไม้อวบน้ำขายในโปรโมชั่นซื้อ 4 ฟรี 1 ผมเลยมานั่งเลือกน้องๆ หนูๆ กลับไปเลี้ยงที่หออยู่

และใช่ วันนี้เป็นวันเฟรชชี่เดย์แอนด์ไนท์

งานจัดยาวๆ ตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน ไม่มีเรียนทั้งวัน กลางวันมีงานแฟร์จัดทั่วมหาวิทยาลัย บ่ายมีแข่งบอลรอบชิงกับพิธีปิดเฟรชชี่เกมที่สนามกีฬา ส่วนหัวค่ำมีงานประกวดดาวเดือนกับคอนเสิร์ตปิดท้ายในหอประชุม

ฟังๆ ดูกิจกรรมก็น่าสนใจดี แต่กว่าผมกับไอ้หนึ่งจะเยื้องย่างออกจากหอก็ปาไปบ่ายสามละ

แหงสิ ไม่มีเรียนจะตื่นเช้าทำไมอะ

“น่ารัก” หนึ่งพยักหน้าหงึกๆ

“แต่ต้นนี้ก็น่ารักเหมือนกันเนอะ” ผมหยิบกระถางแคคตัสสีเขียวอ่อนทรงกลมมีหนามเล็กๆ อยู่รอบตัวขึ้นมาดู พลิกดูป้ายชื่อ เห็นว่าน้องคนนี้คือต้นดาวล้อมเดือน บอกด้วยว่าพันธุ์นี้จะได้ดอกสีขาว

“อืม” หนึ่งยังพยักหน้าเห็นดีเห็นงามไปด้วย

“เอาต้นไหนดีอะ” ผมมองไปที่มะพร้าวทะเลทรายกับดาวล้อมเดือน

“แล้วแต่มึง”

“งั้นเอาสองต้นเลย” ผมส่งกระถางจิ๋วทั้งสองใบไปให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ

หนึ่งก้มลงมารับแคคตัสที่ผมเลือกไปใส่ไว้ในกระบะไม้ที่มันคือรอไว้อย่างรู้หน้าที่

สัปดาห์นี้ความสัมพันธ์ของผมกับหนึ่งดีขึ้นมาก หนึ่งกลับมาดูแลผมตามปกติ ไม่ห่างเหินเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว

สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนเดิมคือหนึ่งเริ่มพูดเก่งขึ้น สมัยก่อนมันชอบทำหน้าตาย ไม่แสดงความรู้สึก ชอบอะไรไม่ชอบอะไรก็เก็บเงียบไว้ไม่ยอมพูด แต่ตอนนี้มันหัดพูดตรงๆ แล้ว ซึ่งดีสุดๆ แม้ส่วนใหญ่จะหนักไปทางบ่นๆๆ ตามประสาคนขี้เป็นห่วง แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองเข้าถึงหัวใจกับความคิดของเพื่อนได้ง่ายขึ้น

ถ้าไม่ทะเลาะกันหนักๆ ก็คงไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีแบบนี้แน่

อย่างนี้ค่อยคุ้มค่ากับสิ่งที่ผมต้องเสียไปหน่อย...

“พอยัง” หนึ่งถาม

“ยัง” ผมเงยหน้ามองยอดหนามแหลมๆ บนต้นทรงอวบกลมในกระบะที่หนึ่งถือ “ได้กี่ต้นแล้วอะ”

“สาม”

“งั้นก็ขาดอีกสองต้น”

“ซื้อไปทำไมเยอะแยะ”

“ก็กูชอบนี่นา ที่ห้องมีแค่สองต้นเอง”

“มีกี่ต้น มึงก็ไม่เลี้ยงเอง” หนึ่งบ่นใหญ่เลย

“มีมึงเลี้ยงให้ กูต้องห่วงอะไรอีก” ผมหัวเราะร่วน

หนึ่งถอนหายใจ มันเลิกเถียงเพราะรู้ว่าเถียงต่อไปก็ไม่ชนะ และยืนถือกระบะรอผมต่อไปเงียบๆ

ระหว่างที่กำลังเล็งจะเลือกต้นยิมโนหัวสีที่มีหัวด้านบนเป็นสีชมพูกับต้นแมมขนนกที่มีขนฟูๆ สีขาว หางตาผมเหลือบเห็นปลายเท้าหนึ่งขยับไปด้านหลัง จากนั้นรองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำเงาวับก็หายไปกลายเป็นรองเท้าไนกี้แอร์คู่คุ้นๆ

ผมเงยหน้ามอง...

แทนที่จะเจอใบหน้านิ่งสงบกับสายตาหน่ายๆ ของไอ้หนึ่ง กลับได้เห็นดวงตาคมกริบใต้คิ้วเข้มของพี่ซันซะงั้น

“พี่ซัน” ผมเลิกคิ้วก่อนจะยกมือไหว้เขา “มาไงอะ”

“เดินมา” เขายิ้มกว้างสว่างไสวเป็นดวงอาทิตย์

“กวนอีกแล้วนะ ไอ้หนึ่งหายไปไหนแล้วล่ะ” ผมชะเง้อมองหาหนึ่ง เห็นแผ่นหลังเพื่อนเดินไปทางอื่นไวๆ แต่ยังไม่วายเหลียวหลังมองมาแล้วยกนิ้วโป้งให้ผม

ดูไอ้หนึ่งมันทำสิ ชิ่งโคตรไว ตั้งใจจะทิ้งผมไว้กับพี่ซันแล้วเผ่นไปหาว่าที่หวานใจของมันแหง

ผมไม่รู้อีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหน เพราะหนึ่งไม่ยอมบอก แต่มันโคตรติดเขาเลย คงจะคอยตามแจเชียวแหละ เห็นคุยกันทั้งวัน เช้าๆ หายหัวออกจากหอไวปานจรวด เย็นหลังเลิกเรียนก็ซิ่งเป็นรถฟอร์มูล่าวันแล่นไปหาเขา

เอ่อ แต่จะไปว่ามันก็ไม่ได้ พี่ซันก็พอกัน ตัวติดผมเป็นตังเมเลยเนี่ยช่วงนี้ ขาดความอบอุ่นมาจากไหนไม่รู้

“ปล่อยเพื่อนไป อยู่กับพี่นี่แหละ” พี่ซันจับหัวผมโยกไปมา

“ก็ได้” ผมวางมือป้องเหนือหน้าผากขณะหยีตาฝ่าแสงแดดยามบ่ายไปมองเขา “ไหนพี่บอกจะมาตอนเย็นๆ”

วันนี้ไม่มีเรียนทั้งวัน พี่ซันบอกจะมาหาผมตอนห้าโมง

นี่บ่ายสามก็โผล่มาแล้ว ท่าทางจะมามหาลัยสักพักแล้วด้วย

ผมรู้เพราะกลิ่นน้ำหอมบนตัวเขาจางลงไปมากแล้ว วันนี้อากาศค่อนข้างร้อนพี่แกเลยม้วนแขนเสื้อนักศึกษาขึ้นมาถึงศอกอวดแขนล่ำแข็งแรง หัวหูก็ยุ่งเหยิงนิดๆ แบบที่ผมดูไม่ออกว่าเขาหัวยุ่งจริงหรือจงใจเซ็ตทรงผมให้ดูเซอร์ แต่รวมๆ แล้วหล่อมาก ฮ็อตสุดๆ ไปเลย

อยากถามอยู่ว่าทำไมช่วงนี้พี่หล่อขึ้นผิดหูผิดตา แต่คิดอีกทีไม่ถามดีกว่า คนนี้ยิ่งหลงตัวเองอยู่ ขืนชมว่าหล่อขึ้น เดี๋ยวได้ดีใจจนตัวลอยออกนอกโลกแน่

“อยู่ห้องแล้วเบื่อเลยออกมาไวหน่อย” พี่ซันตอบพลางนั่งยองๆ ลงข้างผม “เปี๊ยกชอบแคคตัสเหรอ”

“ชอบแต่ผมเลี้ยงไม่เป็นนะ”

“อ้าว งั้นจะซื้อไปทำไมเยอะแยะ สามต้นแล้วนะ”

“มีโปรซื้อสี่แถมหนึ่งอะ ซื้อๆ ไปก่อนเดี๋ยวไอ้หนึ่งก็เลี้ยงให้”

คนฟังมองผมแล้วส่ายหน้าแบบขำๆ นอกจากจะไม่ห้ามแล้วยังซื้อแคคตัสเป็นเพื่อนผมด้วยแน่ะ สรุปก็เลือกกันอยู่นานสองนานจนได้ไปคนละห้ากระถาง และออกมาจากบูธชมรมรักต้นไม้พร้อมถุงกระดาษสีน้ำตาลใบใหญ่

“ร้อนรึเปล่า แก้มแดงอีกแล้ว” พี่ซันทัก

เมื่อเอามืออังแก้มตัวเองก็รู้สึกว่าร้อนอยู่เหมือนกัน อาจไม่ร้อนเท่าวันรับน้องแต่ผิวผมเริ่มชื้นเหงื่อนิดๆ แล้ว

“ร้อนครับ”

“งั้นไปซื้อน้ำแล้วหาที่ร่มๆ นั่งกันดีกว่า”

เราแวะซื้อน้ำมะพร้าวกับน้ำกระเจี๊ยบกันคนละแก้ว เดินเล่นไปเรื่อยๆ หาที่ร่มๆ นั่งจนไปเจอบูธชมรมศิลปะซึ่งตั้งอยู่ใต้เต๊นท์ผ้าใบสีเทาในสวน สี่ด้านของเต๊นท์ล้อมกั้นคอกด้วยเชือกฟาง ด้านในมีโต๊ะตัวเตี้ยให้ลูกค้าเข้าไปนั่งเพ้นท์สีตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์และเปิดพัดลมไอน้ำโกรกไว้ ท่าทางน่าจะเย็นสบาย

แทบไม่ต้องถามกันให้เสียเวลา พี่ซันกับผมก็เดินเข้าไปเลือกตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์คนละตัวแล้ว

“มีลูกเจี๊ยบด้วย” เขาชี้ไปที่ตุ๊กตาตัวหนึ่งบนโต๊ะ

“พี่มันคือเป็ด ไม่ใช่ลูกเจี๊ยบ” ผมแย้ง ดูยังไงเป็นลูกเจี๊ยบวะ มันคล้ายตุ๊กตาเป็ดยางสีเหลืองแบบที่ฝรั่งชอบแช่ในอ่างอาบน้ำอะ นึกภาพออกไหม “เป็ดชัดๆ เป็ด!”

“ไม่เปี๊ยก มันคือลูกเจี๊ยบ!” พี่ซันเถียง

“อิหยังวะพี่”

“ช่วงนี้พี่เห็นอะไรเป็นลูกเจี๊ยบไปหมดนั่นแหละ ดังนั้นมันคือลูกเจี๊ยบ!” เขาชี้ไปที่ตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์รูปโดราเอมอน “นั่นก็ลูกเจี๊ยบ!” ชี้ไปที่ตุ๊กตากระรอกแล้วพูดอีก “นี่ก็ลูกเจี๊ยบ!”

พี่ซันเป็นอะไร สมองพี่ไปไหนหมด...

“กลุ้มกะพี่จัง” ผมขำไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ลูกเจี๊ยบก็ลูกเจี๊ยบ ปล่อยพี่ซันบ้าลูกเจี๊ยบไป ผมเลือกหมูมาเพ้นท์ดีกว่า

“อยากนั่งไหน” พี่ซันถามหลังจ่ายเงินเรียบร้อย

ผมชี้ไปที่โต๊ะที่ใกล้พัดลมที่สุด เราไปนั่งเบียดกันที่โต๊ะตัวเล็กที่เรียงต่อกันเป็นแถวยาว ตรงหน้ามีพู่กันเสียบอยู่ในแก้วน้ำเซรามิก และถาดใส่สีโปสเตอร์ที่ถูกครอบปิดไว้ด้วยฝาพลาสติกใสไม่ให้แห้ง

พี่ซันหมุนถาดสีชมพูมาให้ผมระบายสีน้องหมู ก่อนที่เขาจะเริ่มใช้พู่กันจิ้มไปที่สีเหลือง

ระหว่างลงสีตุ๊กตา เข่าเราเบียดกันอยู่เบาๆ ใต้โต๊ะ เช่นเดียวกับข้อศอกที่กระทบกันอยู่บ่อยครั้ง อากาศร้อนถูกคลายลงเพราะพัดลมไอน้ำ บรรยากาศในงานแฟร์คึกคักด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่ อึกทึกจนขี้หูแทบเต้นระบำด้วยเพลงเต่างอยที่บูธชมรมศิลปะเปิดอัดอยู่หน้าเต๊นท์

“เบื่อเต่างอย...” คนข้างๆ ผมบ่น

มือหนาล้วงมือถือออกมาเสียบหูฟัง เขายกหูฟังข้างขวาให้ผมและเก็บข้างซ้ายไว้ใช้เอง ก่อนจะ shuffle เพลงลวกๆ ใน apple music แบบไม่เลือกมาก

เพ้นท์ไปเพ้นท์มา รู้สึกคอแห้ง ผมเลยจะเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำกระเจี๊ยบของพี่ซันมาชิม เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าของน้ำกระเจี๊ยบกำลังจะจิ้มพู่กันไปจุ่มสี พู่กันเขาเลยเฉี่ยวโดนหลังมือขวาของผมเข้า

“พี่...” ผมลากเสียงขณะมองสีเหลืองบนหลังมือตัวเอง

พี่ซันใช้พู่กันแตะสีเหลืองมาป้ายบนหลังมือผมเพิ่มแล้วหัวเราะ

“พี่ซัน” ตอนแรกพี่อาจไม่ตั้งใจแต่ตอนนี้พี่ตั้งใจจะแกล้งผมแล้วนะ

“ไหนๆ ก็เปื้อนแล้วทั้งที” คนพูดฉวยมือผมไปจับก่อนเริ่มระบายสีบนหลังมือผมแทนตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์

“เลอะไปใหญ่แล้วพี่” ผมโวยแล้วชักมือกลับ

“อยู่นิ่งๆ แป๊บนึงน่า” พี่ซันไม่ยอมปล่อย มือหนาอบอุ่นกำนิ้วทั้งห้าของผมไว้ ไม่แน่นเกินจนเจ็บแต่ก็ไม่หลวมจนปล่อยให้ผมดิ้นไปไหนเช่นกัน

ผมยอมอยู่นิ่งๆ ตามคำขอ ผ่านไปไม่นานถึงได้เห็นว่าพี่ซันตั้งใจวาดดอกทานตะวันเอาไว้บนหลังมือของผม

กลีบดอกสีเหลืองสดใสล้อมอยู่รอบเกสรสีน้ำตาลเข้ม มีการเก็บรายละเอียดเติมแต่งแสงเงาด้วยสีส้มกับสีเหลืองเข้มตามกลีบให้ดูสมจริงเข้าไปอีก

ไม่ธรรมดาเลย พี่ซันวาดรูปสวยมากแฮะ

ผมมองดอกทานตะวันดอกนั้นด้วยสีหน้ายิ้มๆ

“ชอบไหม น่ารักเหมือนเปี๊ยกเลย” เขาพูดทั้งที่ยังง่วนอยู่กับการลงสี

“ชอบสิ สวยมาก” ผมพูดโดยที่ตายังไม่ละไปจากรูปวาดบนหลังมือ “แต่ผมไม่อยากเป็นเหมือนทานตะวันนะ”

“อ้าว แล้วเปี๊ยกอยากเป็นอะไร”

“ผมอยากเป็นดาวหาง”

“ผีพุ่งใต้น่ะนะ” พี่ซันเงยหน้ามาขมวดคิ้ว

“ขอร้อง เรียกว่าดาวหาง ฟังดูโรแมนติกกว่า” ผมยกมือซ้ายปราม

“ทำไมถึงอยากเป็นดาวหางล่ะ” พี่ซันท่าทางจะใส่ใจความคิดผมจริงๆ

“เป็นดอกทานตะวันมันน่าเศร้าออก ได้แต่หันมองตามดวงอาทิตย์อยู่ห่างๆ จะขยับไปไหนก็ไม่ได้ ส่วนดวงอาทิตย์ก็ขึ้นๆ ลงๆ ไปเรื่อย ไม่เห็นจะสนใจดอกทานตะวันเลย แบบนี้น่ะ ของตายชัดๆ”

“ความโรแมนติกของดอกทานตะวันถูกเปี๊ยกทำลายหมดเลย”

“ก็มันจริงนี่” ผมอมยิ้ม “จะสดใสร่าเริงอยู่กลางทุ่งทำไม ถ้าจะต้องออกดอกแล้วก็เหี่ยวตายอยู่ตรงนั้นตามลำพัง ผมไม่อยากเป็นของตายของใครหรอก ทั้งดวงอาทิตย์ ทั้งคนปลูกเลย”

พี่ซันขมวดคิ้วไม่เข้าใจ “แล้วคนปลูกมาเกี่ยวอะไรด้วย”

“เกี่ยวสิ คนปลูกเป็นคนหว่านเมล็ด เช้าเย็นรดน้ำดูแลไม่ขาด พอดอกไม้โตจนออกดอก ถ้าไม่โดนเด็ดไปปักแจกันในตอนที่บานสวยที่สุดก็ต้องถูกปล่อยให้รอจนเหี่ยวคาต้น จะเดินเอาตัวเองไปใส่แจกันให้เขาก็ไม่ได้ ได้แต่รอความเมตตาจากคนปลูก เป็นของตายที่จะเด็ดมาชมเมื่อไหร่ก็ได้ ชะตากรรมน่าเศร้าพอกัน”

“งั้นเหรอ”

“อื้ม ผมขอเล่นบ้างได้ไหม”

เมื่อเห็นว่าพี่ซันจัดการกับดอกทานตะวันบนหลังมือผมเสร็จ ผมก็ลองขอระบายสีบนมือเขาดูบ้าง พี่ซันพยักหน้าแล้วพลิกมือที่จับกันอยู่ขึ้น ยกหลังมือตัวเขาเองให้ผมใช้แทนผืนผ้าใบ

ผมวาดรูปดวงอาทิตย์ง่ายๆ ด้วยสีแดงอมส้ม

“แล้วดางหางล่ะ” พี่ซันจับมือผมไว้หลวมๆ

“ดาวหางโคจรไปไหนก็ได้ในจักรวาล”

“ไม่ใช่ของตายที่อยู่กับที่ว่างั้น”

“ใช่”

ทุกอย่างมีเวลาของมันเอง

ทุกๆ อย่างเลย...

หมดเวลาแล้วก็ต้องไป ผมไม่อยากหยุดยืนคอยใครนานๆ รอต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย

“สมมติว่าพี่ฟังข่าวตอนแปดโมงเช้า รู้ว่าคืนนี้จะมีดาวหางโคจรมาให้เห็นตอนสองทุ่ม ถ้าพลาดหนนี้พี่จะต้องรอไปอีกเจ็ดสิบหกปีกว่ามันจะโคจรกลับมาอีก ได้ยินแบบนี้ดูมีคุณค่าขึ้นมาเป็นกอง ว่าไหม”

“ถ้าพี่ออกไปดูดาวหางดวงนั้นไม่ทัน ปล่อยให้โอกาสครั้งนี้หลุดมือไป พี่ก็จะไม่ได้เห็นดาวหางดวงนี้อีกใช่ไหม”

ผมเงยหน้าจากดวงอาทิตย์ที่วาดขึ้นจากสีโปสเตอร์สีแดงอมส้ม สบสายตากับดวงอาทิตย์อีกดวงที่เปล่งประกายหล่อเหลาอยู่ตรงหน้า สีหน้าจริงจังกับสายตาพี่ซันแสดงออกชัดว่าเขาเข้าใจสิ่งที่ผมพูด

“ครับ พี่มีโอกาสแค่ครั้งเดียวในชีวิต”

ดาวหางโคจรเข้ามาอวดโฉมในช่วงเวลาสั้นๆ มันไม่ได้จอดรอที่สถานีบางซื่อเพื่อรอให้ใครออกมาดู

มันแค่ผ่านมา...และผ่านเลยไป

ผมเคยเป็นทานตะวันในสวนของใครบางคนมานาน—คนที่เป็นรักแรกของผม รอจนไม่รู้จะรออย่างไร รอจนคิดได้ว่ามันหมดเวลาที่จะรอแล้ว กระทั่งขึ้นมหาวิทยาลัยผมจึงเริ่มคิดได้ว่าไม่ควรรออีก

แต่การทำใจให้ปล่อยวางก็ยังยากอยู่ดี

ยากและยังปล่อยไปไม่ได้สักที...

ผมกะพริบตาถี่ๆ เมื่อถูกปลายนิ้วพี่ซันแตะเบาที่แก้ม เขาคงสงสัยว่าทำไมผมถึงเงียบไป ผมรีบกลืนความรู้สึกทั้งหมดลงเก็บในกล่องที่ก้นบึ้งหัวใจ ก่อนเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขาอย่างสดใสเบิกบานเหมือนเคย

“ครับ?”

“เปล่า ไม่มีอะไร” พี่ซันยิ้มตอบ

“เสร็จแล้ว” ผมยิ้มร่าเริงแล้วส่งมือคืนให้เขาดู

พี่ซันหัวเราะเมื่อได้เห็นผลงานวาดรูปลงสีฝีมือผม

“นี่ดวงอาทิตย์หรือไข่เค็มไชยา เห็นแล้วหิวเลยเนี่ย”

อืม จะว่าไปสีสันของมันก็เหมือนไข่เค็มจริงๆ แหละ ดวงอาทิตย์ดวงนี้ถูกวาดไว้ใกล้ๆ โคนนิ้วโป้ง ขนาดไม่ใหญ่เท่าไร รูปทรงเหมือนจะกลมแต่ก็ไม่กลม สีแดงอมส้มไม่มีมิติใดๆ ทั้งสิ้น เส้นตรงสั้นๆ ป้อมๆ ที่เป็นแสงรัศมีของดวงอาทิตย์ถูกขีดไว้ล้อมจนครบวง อาจจะไม่สวยสมจริงแต่ก็น่ารักสดใส...เหมือนเด็กอนุบาลวาด

“อย่าบ่นดิ น่ารักออกนะ” ผมทำปากบู้ๆ ใส่

“โอเค น่ารักๆ” พี่ซันหยิบมือถือมาเปิดไอจี ถ่ายรูปดวงอาทิตย์ของผมเก็บเอาไว้ โดยที่มือเรายังจับกันอยู่ในท่าเดิม “ส่วนของเปี๊ยก อย่าเพิ่งถ่าย”

มือของผมที่ถูกจับไว้ถูกพลิกขึ้นมา พี่ซันวาดรูปดาวห้าเหลี่ยมด้วยสีเหลืองลงบนเนื้อฝ่ามือของผม

“ดาว? บอกว่าจะเป็นดาวหาง ทำไมวาดดาวอะ”

“พี่วาดดาวหางไม่เป็น เป็นดาวห้าเหลี่ยมไปก่อนนะ”

“อ๋อ...” ผมขำคิกแต่ก็มองเขาด้วยสายตาเปลี่ยนไปนิดหน่อย รู้สึกได้ สัมผัสได้ ว่าพี่ซันมีความพยายามเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะเข้าใจและตามใจผมทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องทำก็ได้

เขายิ้มแล้วปล่อยมือผมให้เป็นอิสระ

ผมลังเลระหว่างดอกทานตะวันกับดาว จริงๆ จะถ่ายลงไอจีเก็บไว้ทั้งสองภาพเลยก็ได้ แต่สุดท้ายผมเลือกภาพดาวห้าแฉกบนฝ่ามือเอาไว้เพียงรูปเดียวเท่านั้น

ภาพใบนั้นผมไม่ได้ใส่ฟีลเตอร์หรือตกแต่งอะไรทั้งนั้น เพราะอยากเก็บรักษาสีสันของมันเอาไว้ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ทั้งในไอจีและในความทรงจำของตัวเอง

‘ขอดาวหาง ได้ดาวห้าเหลี่ยม อืมๆ เป็นดาวห้าเหลี่ยมก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่พี่ @akira_’

เขียนแคปชั่นให้ดูเอือมๆ ไปงั้นๆ แหละ  จากนั้นก็แท็กชื่อคนวาดแล้วคบท้ายด้วยอีโมจิกลอกตามองบน

ผมเลื่อนลงดูภาพที่พี่ซันลงไว้ รูปพระอาทิตย์เหมือนเด็กอนุบาลวาดบนผิวสีแทนนิดๆ ไม่ขี้เหร่หรอกนะ น่ารักดี

‘ฝีมือเปี๊ยกเขาแหละ @oab.arun’

ผมไม่คอมเมนต์แต่กดหัวใจภาพเขาไว้ และหันกลับมาระบายสีตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์รูปหมูน้อยต่อ ตอนนี้เจ้าหมูเป็นสีชมพูทั่วตัวแล้ว จะเหลือก็แต่รายละเอียดบนหน้ากับฐานที่ยังไม่เสร็จ

ทำหมูไปสักพักก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น

สิ่งแรกที่ผมทำไม่ใช่การหยิบมือถือขึ้นมาเช็ก ผมหันไปมองหน้าคนข้างๆ ที่กำลังนั่งยิ้มมุมปากทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เดาว่าพี่ซันน่าจะไปทิ้งคอมเมนต์อะไรกวนๆ เอาไว้ใต้ภาพผมแน่นอน

ผมเปิดไอจีด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ขอดาวหาง ได้ดาวห้าเหลี่ยม อืมๆ เป็นดาวห้าเหลี่ยมก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่พี่ @akira_

akira_: เป็นของพี่ได้ไหมล่ะ


เป็นของพี่ได้ไหมล่ะ


โอ๊ย พี่ซัน...

ผมรีบดูดแก้มตัวเองไว้แรงๆ ไม่ให้เผลอหลุดยิ้ม อยากจะบ้าตาย มาหยอดอะไรกลางไอจีผม เพื่อนเยอะแยะ เมากลิ่นสีโปสเตอร์รึไงกันนะ

พี่ซันเห็นผมนั่งจ้องมือถือแล้วเงียบก็เอาไหล่มาเบียดกระแซะ ทำมาเป็นขอดูด้วยว่าดูอะไรอยู่ แต่ดวงตาคมๆ ของพี่จ้องแต่หน้าผมเนี่ย จ้องเสร็จพอเห็นผมนั่งกลั้นเขินอยู่ก็ยิ้มพราวเลย

“เขินมากปะ”

“อะไร ใครเขิน”

“ใครยิ้มอยู่ คนนั้นเขิน”

“เดี๋ยวฟาดด้วยตุ๊กตาปูนเลยนิ”

“กล้าทำก็เอาสิ” พี่ซันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ สายตาท้าทายเจือประกายกรุ้มกริ่ม ไม่กลัวโดนฟาดแถมรอให้ฟาดอีกต่างหาก ว่าแต่ยื่นหน้ามาใกล้ไปไหม อีกนิดเดียวจมูกพี่ก็จุ่มแก้มผมแล้วนะ

คนบ้า...

ทำหน้าผมร้อนวูบวาบไปหมด แก้มจะแดงไหมอะ

“ใครจะกล้า ถอยออกไปห่างๆ ได้แล้ว” ผมไล่เขา

“นึกว่าจะกล้า ลักจูบพี่ก็ยังกล้าทำมาแล้วนี่”

“พี่ซัน...” ผมวางพู่กันเอามือจับขมับทันที

ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกตอนนี้อย่างไรดี ปวดหัวนะแต่ก็เขินด้วย เขินมาก สับสนไปหมด อยู่ด้วยกันดีๆ มาได้ตั้งแต่เปิดเทอมเกือบสองเดือน แค่จูบเดียวเท่านั้นแหละ พี่ซันก็ขยันหยอดขยันรุกผมมาตลอดสัปดาห์เลย

ทำเหมือนจะจีบผมจริงจังอย่างนั้นแหละ

“เปี๊ยก เพลงมา ฟังสิ”

อยู่ๆ พี่ซันก็ชวนฟังเพลง ตอนนั้นเพลงเก่าจบไปและอินโทรเพลงใหม่กำลังขึ้นมาพอดี

‘เธอเห็นขอบฟ้านั้นไหม
สักวันจะพาเธอไป
บนทางที่มี
บางทีก็หกล้ม
ไม่เป็นไร
มีเธอเป็นเพื่อนร่วมทาง
จับมือเคียงข้างไม่ห่าง
แค่นี้ก็พอชีวิตก็มีครบ
แล้วทุกอย่าง...’


เพลงคนข้างๆ ของ 25Hour นี่นา ผมมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ พี่ซันกำลังก้มหน้าก้มตาระบายสีลูกเจี๊ยบของเขาต่อ เขาบอกให้ผมฟังเพลงโดยที่ตัวเขาเองก็ตั้งใจฟังเหมือนกัน

“ชอบเพลงคนข้างๆ เหรอครับ” ผมถาม

“เปล่า” เขาเงยหน้ามาส่งยิ้มอบอุ่น

“อ้าว” งั้นให้ผมฟังทำไมล่ะเนี่ย

“แต่ชอบคนข้างๆ อะ”


โอ๊ยยย...

พาพี่ซันไปส่งโรงพยาบาลที เขาบ้าไปแล้ว


คุยกันได้ที่ #เขาคุณเราผม นะคะ

ตอนที่ 13 มีแค่ฝั่งน้องโอบกับจันทร์ แล้วตอนที่ 14 ก็จะมีแค่ฝั่งซันกับหนึ่งค่ะ :)

AkuaPink >> ขอบคุณที่แวะเข้ามานะคะ ^^

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 224
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
 o13
พี่ซันเป็นบ้ารัก ส่งโรงบาลไม่ได้ ต้องเอาตัวรักษาค่ะ 55
 :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด