✻ The Rectangle #เขาคุณเราผม ✻ Cp 13.1 { เขา } 20.03.2019 ✻
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ✻ The Rectangle #เขาคุณเราผม ✻ Cp 13.1 { เขา } 20.03.2019 ✻  (อ่าน 6439 ครั้ง)

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
รู้สึกเหมือนคุณจันทร์จะเป็นกระต่ายที่มีคุณสมบัตินักล่าครบถ้วน เป็นคุณกระต่ายเจ้าแผนการ
ชอบอะไรแบบนี้ มือขาวๆนิ้วยาวๆนั่นก็ชอบ

 :pig4:

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 275
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
หูยยย จันทร์ กระต่ายที่ไหนนี่มันหมาป่าชัดๆ  o22

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 5.1 ตกหลุม
ก่อนตกลงไป ควรดูให้แน่ใจก่อน
นั่นหลุมรัก...หรือหลุมพราง



:: เขา – อย่าใส่ใจเยอะ ::



“เรื่องที่ให้ช่วยคืออะไรเหรอครับ”

หลังเลิกเรียนเดินลงมายังไม่ทันพ้นบันไดหน้าตึก จู่ๆ ผมก็โดนพี่ซันดักหิ้วตัวออกจากคณะ พาซ้อนมอเตอร์ไซค์สกู๊ปปี้ไอสีฟ้าหวานเย็นมาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ พอถามว่าจะพาไปไหน ทำอะไรก็ไม่บอก บอกแค่ว่ามีเรื่องขอให้ช่วยหน่อย สิบนาทีให้หลังผมก็วาร์ปมายืนงงอยู่ที่ร้านกาแฟใต้ตึกอักษรนี่แหละ

“ช่วยถือถุงนี้ไว้แล้วยืนรอตรงนี้นะน้อง” เพื่อนพี่ซันที่ชื่อวีร์ส่งถุงใบหนึ่งมาให้ผมถือ

เอื้อ ถุงโคตรหนัก แขนเกือบหลุดแน่ะ ใส่อะไรมาวะ ผมส่องดูของข้างในนั้นด้วยความสงสัย เจอปลากระป๋อง นมจืดหนึ่งแพ็ก มาม่าคัพรสต้มยำกุ้ง โจ๊กหมูสองสามซอง และก็ธูปเทียน

“จะให้ผมไปถวายสังฆทาน?”

“ถูกต้อง เดี๋ยวท่องตามพี่นะ อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ...” พี่วีร์หลับตาแล้วพนมมือ

“ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ...ถุ้ย! ไม่ใช่ละ” เออ ดี พี่ซันก็ยังอุตส่าห์ตบมุกให้เพื่อนเนอะ “เปี๊ยกรอตรงนี้สักสองสามนาทีนะ เดี๋ยวน้องรหัสไอ้วีร์จะมารับของไป เรื่องที่ขอให้ช่วยก็มีแค่นี้แหละ”

“อ๋อ เรื่องแค่นี้เอง ได้ครับ สบายมาก”

ที่แท้ก็เรื่องน้องรหัส เล่นเอางงไปหมด

วิทย์คอมยังไม่เปิดสายสินะ บรรดาพี่รหัสทั้งหลายเลยต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ เบอร์นี้ แต่พี่รหัสผมก็ยังไม่เผยตัวเหมือนกันนี่นา ของก็ฝากคนอื่นเอามาให้ หนังสือถ้าไม่วางไว้ที่โต๊ะลุงยามก็ไปนอนรออยู่ในตู้ล็อกเกอร์ที่หอสมุดโน้น

ว่าแต่ของให้น้องรหัสนี่เขาไม่ได้ให้ขนมกันเหรอ พี่ผมอย่างมากก็คุกกี้กับบ๊วยเค็ม ของพวกพี่แม่งพีคไปปะ วานเด็กคณะอื่นมาส่งของให้ไม่พอ ของที่ให้แต่ละชิ้นนี่เหมือนเทออกมาจากถุงยังชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วมเลยนะ

“หนักหรือเปล่า” พี่ซันก้มมาถาม ทำท่าจะแย่งหูถุงไปจากมือผม แต่ผมคิดว่ายืนแป๊บเดียวน่าจะถือไหวเลยเบี่ยงถุงหลบ มือแห้งสากของพี่แกเลยพลาดมาโดนหลังมือผมแทน

โอ๊ะ!

แค่มือโดนกัน ต่างคนก็ต่างสะดุ้งโหยง ไม่ใช่เขินหรืออะไรนะ ไฟช็อตน่ะ เสียงลั่นเปรี๊ยะเลยเมื่อกี้ เจ้าของมือถึงกับมองผมแบบเหวอๆ ผมเองก็ตกใจนะ เพราะมันเจ็บด้วยไง

“พี่ช็อตผมเฉยเลยอะ” ผมบ่นอุบสะบัดมือหย็อยๆ

“ขอโทษๆ ใส่กางเกงตัวนี้เมื่อไหร่เป็นต้องช็อตคนอื่นทุกที” พี่ซันหัวเราะร่วนชี้กางเกงลายลูกฟูกสีดำของตัวเอง เคยแต่เดินห้างแล้วโดนช็อต นี่อะไร กลางวันแสกๆ กลางแจ้งก็ได้ด้วยเหรอ

“อูยยย สปาร์กกันแล้วจ้า เปิดแฮชแท็กซันโอบเลยไหม กูจะได้คาบข่าวไปบอกแอดมินเพจคิวต์บอยให้” คนที่เห็นเหตุการณ์มาตลอดอย่างพี่วีร์ได้ทีก็แซวใหญ่

“สัด ตลกละ สปาร์กเชี่ยอะไร รู้จักไหมไฟฟ้าสถิต นี่มึงเรียนคณะวิทย์อยู่กะกูจริงปะเนี่ย” พี่ซันด่าเพื่อนแล้วเอามือช้อนใต้ถุงแบ่งเบาน้ำหนักที่ผมถือไปแทน “โห แล้วถุงมึงก็โคตรหนัก น้องมึงเรียนเสร็จยังไอ้วีร์ สงสารเปี๊ยก”

“อะจ้า เขินแล้วเปลี่ยนเรื่องเก่ง น้องกูอะลงมาแล้ว กำลังเดินมา เดี๋ยวโอบมองหาผู้ชายตัวเล็กๆ ใส่แว่นกลมกรอบสีดำเหมือนแฮร์รี่ พอตเตอร์นะ เห็นแล้วจะร้องอ๋อทันที หาไม่ยากหรอก”

“ตัวเล็ก ใส่แว่นกลม อือๆ จำได้แล้วครับ”

“เสร็จแล้วตามมานะเปี๊ยก เดี๋ยวซื้อโกโก้ปั่นไว้ให้” พี่ซันสาดยิ้มหล่อแสบตาใส่ผม ก่อนจะโดนพี่วีร์ล็อกคอลากเข้าร้านกาแฟไป ปล่อยให้ผมยืนมองตามไปแบบเอือมๆ

เล่นอะไรกันเป็นเด็กๆ ไปได้…



จะหนึ่งทุ่มแล้ว…

โกโก้ปั่นในแก้วละลายกลายเป็นน้ำจืดสนิทไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าพี่วีร์ขอตัวกลับไปเมื่อยี่สิบนาทีก่อน ตอนนี้เลยเหลือแค่พี่ซันกับผมอยู่ด้วยกันตามลำพัง

เรานั่งอยู่ที่โต๊ะตัวยาวติดขอบหน้าต่างร้าน เก้าอี้ตัวสูงหันหน้าออกถนน แมคบุ๊กพี่ซันเปิดค้างอยู่ที่หน้าเว็บไซด์วงใน เจ้าของเครื่องนั่งอ่านรีวิวร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง ส่วนผมก็กำลังไถทวิตเตอร์ฆ่าเวลาอยู่ 

ไหนดูซิ วันนี้มีประเด็นอะไรติดเทรนด์บ้าง

Top trends
1 #JustMarriedReality 133K Tweets
2 #MagicHourSeries 88K Tweets
3 #สมุทรฟ้า 39.3K Tweets

แท็กสมุทรฟ้าติดเทรนด์อีกแล้วเหรอ

ชิปเปอร์ในยุคนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก #สมุทรฟ้า แท็กเพื่อนรักเพื่อนสนิท สองหนุ่มหล่อมัธยมปลาย คู่จิ้นสุดฮอตของโลกโซเชียล สาวๆ เพื่อนผมก็ขยันรีทวิตขยันหวีดคู่นี้จนท่วมไทม์ไลน์เป็นประจำ

จริงๆ ผมก็มีคู่จิ้นอยู่เหมือนกันนะ...ไอ้หนึ่งไง

ไม่รู้ทำไมเพื่อนฝูงรอบตัวชอบจับผมไปจิ้นกับมันนัก ชงเข้มกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว เผลอไม่ได้ แค่เดินข้างๆ กัน มองตาเวลาคุยกัน เพื่อนฝูงก็ยื่นปากมาแซวแล้ว

ขอโทษทีนะ ชงยังไงก็ชงไม่ขึ้นหรอก
หนึ่งกับผมเป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้นแหละ

พูดถึงเรื่องนี้แล้วสงสัยแฮะ พี่ซันมีคู่จิ้นไหม ขอแอบส่องหน่อยดีกว่า ว่าเขามีกระแสอะไรกับใครหรือเปล่า

ผมเข้าอินสตาแกรมกับทวิตเตอร์ ค้นๆ ดูไม่เจออะไรน่าสงสัย ไม่มีแท็กคู่จิ้น ไม่มีใครที่พี่แกวอแวอยู่ เจอแต่คอมเมนต์ในไอจีที่แอดมินเพจคิวต์บอยมหาลัยมาแซวว่า ‘เปลี่ยนคู่จิ้นบ่อยนะซัน วันนี้เป็นน้องกระทะร้อน วันนั้นเป็นน้องเตาย่าง วันก่อนโน้นก็น้องบิงซู พรุ่งนี้จะเป็นอะไรจ๊ะ? #วันนี้ซันกินอะไร #สายแดก #กินให้สุดแล้วหยุดที่ร้อยโล’

พรวด! ขำชื่อแท็กพี่ซัน #วันนี้ซันกินอะไร นึกถึงแฮชแท็กอีกอันเลย รู้จักไหม #วันนี้คริสอีด่าอะไร เป็นแท็กที่ใช้แซวทวิตของคริส อีแวนส์หรือกัปตันอเมริกาที่ชอบบ่นโดนัลด์ ทรัมป์ลงทวิตเตอร์อะ

อืม แต่ก็ยอมรับว่าพี่ซันเป็นสายแดกจริงๆ นั่นแหละ

อย่างวันจันทร์ที่ผ่านมา พี่แกกินน้ำปั่นไปสักพักก็บ่นอยากกินของคาว เลยไปต่อกันที่ร้านก๋วยจั๊บในตลาดแถวม. กินหมดชามไม่ทันจะย่อยบ่นอยากกินของหวานอีกละ นี่ถ้าไม่ติดว่าฝนจะตก พี่ซันคงชวนผมไปกินขนมปังเย็นต่ออีก แล้วดูวันนี้ซิ ชาเขียวปั่น เค้ก ขนมปังปิ้ง กินเป็นพายุเลย อยู่ด้วยบ่อยๆ มีหวังอ้วนตาย...

“ฝนตกแล้ว กลับกันเปี๊ยก” พี่ซันสะกิดข้อศอกผม

ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดอย่างกับสองทุ่ม ฝนโปรยเม็ดลงมาจนฟุตปาธเปียกเป็นรอยด่างดวง คนที่เตร็ดเตร่อยู่ตามใต้ตึกรีบวิ่งหนีฝนกลับบ้านกลับหอกันใหญ่ ผมเองก็คงต้องไปเหมือนกัน

“เดี๋ยวผมกลับเองนะ พี่ไม่ต้องไปส่งหรอก” ผมบอก ถึงกลับกับพี่ซันยังไงก็ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์เปียกฝนอยู่ดี งั้นขอกลับวินหน้าม.ดีกว่า ฝนตกแบบนี้ให้พี่ขี่รถเทียวไปเทียวมาบนถนนลื่นๆ อันตรายแย่

“ได้ไงล่ะ พามาแล้วก็ต้องพากลับสิ ไปด้วยกันนี่แหละ” พี่ซันยืนยันเสียงแข็งชนิดที่คงไม่ยอมให้ผมปฏิเสธง่ายๆ แน่ โอเค ไม่ดื้อก็ได้ จริงๆ ก็เถียงไม่ออกตั้งแต่เห็นสายตาจริงจังของพี่แล้วละ

“ก็ได้ครับ...”

“ไปเถอะ เดี๋ยวฝนตกหนัก” พี่ซันยัดข้าวของใส่กระเป๋าแบบลวกๆ แล้วรีบพาผมเผ่นหนีใน ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะออกไปทันก่อนฝนจะหนักแน่ แต่พอเปิดประตูจะออกจากร้านกาแฟเท่านั้นแหละ...ฝนตกซู่เลยจ้า

“ถ้าจะตกหนักขนาดนี้อะนะ นอนรอเลยดีกว่า”

“นั่นสิ” พี่ซันเท้าเอวมองฟ้า “ร่มก็ไม่ได้เอามาด้วย”

เวลาแบบนี้ผมคิดถึงไอ้หนึ่งขึ้นมาเลย กระเป๋ามันมีทุกอย่างที่ผมต้องการ ฝนตกก็มีร่ม มือถือแบตหมดก็มีเพาเวอร์แบงค์ ยาแก้แพ้ของผมมันก็พกไว้ให้ สรุปผมไม่เคยพกอะไรเองเลยนี่หว่า

“เอางี้ ฝากของหน่อยเปี๊ยก” คนพูดส่งกระเป๋าแมคบุ๊กมาให้ เสื้อช็อปสีน้ำตาลที่พับเก็บไว้ในช่องหลังสุดถูกดึงออกมาสะบัดสองสามที ก่อนที่พี่ซันจะจับมันคลุมไว้เหนือศีรษะผมกับเขาแทนร่มกันฝน

อูยยย อะไรกันเนี่ย การเทคแคร์นี้

ผมเงยหน้ามองคนตัวโตที่ยืนเบียดกันอยู่ ใต้ร่มเสื้อช็อปหอมกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม พี่ซันยืนซ้อนอยู่ข้างหลัง แขนขวาอ้อมผ่านไหล่ผมมายึดชายเสื้อไว้ เหมือนกอดกันอยู่เลย นี่ถ้าหันหลังปุ๊บผมก็จมอกพี่เขาแล้วนะ

“ให้ผมช่วยจับเสื้อข้างนี้ไหม” ผมชี้ไปทางขวา

“ไม่เป็นไร ถือกระเป๋าให้พี่ก็พอ อย่าให้เปียกนะ”

ในเมื่อเขาไม่ให้ช่วยก็ต้องอยู่ท่านี้ต่อไปนั่นแหละ เราเดินแบบทุลักทุเลไปจนถึงลานจอดรถหลังตึก ไฟหน้าของฮอนด้าแจ๊สสีแดงคันหนึ่งสว่างวาบกลางสายฝนเมื่อถูกปลดล็อกด้วยรีโมตกุญแจในมือพี่ซัน

“อ้าว มอเตอร์ไซค์คันเมื่อเย็นล่ะ” ผมถามหลังขึ้นมานั่งในรถเรียบร้อยแล้ว งงจริงๆ ว่าพี่แกมีรถกี่คันกันแน่ เมื่อวันจันทร์ขี่ดูคาติมารับ เมื่อเย็นก็สกู๊ปปี้ไอ แล้วตอนนี้ไหงมีแจ๊สงอกมาอีกคัน?

“นั่นรถไอ้วีร์มัน ยืมไปรับเปี๊ยกเฉยๆ กลัวขับกลับมาแล้วไม่มีที่จอดไง แต่วันนี้อุตส่าห์เอารถมาเลยนะ เพราะจำได้ว่าเด็กแก้มแดงแถวนี้กลัวดูคาติ ซ้อนท้ายแล้วโคตรเกร็ง เห็นแล้วสงสาร”

“อะจ้า ใส่ใจเก่ง” ผมชม

“อย่างอื่นก็เก่งนะ รู้เปล่า”

“อย่างอื่นนี่คืออะไรเหรอ” ผมขมวดคิ้ว กินเก่ง?

“เปี๊ยกก็เดาดิ” พี่ซันเสยผมเปียกน้ำแล้วยิ้มมุมปาก

อืม หล่อมาก หล่อจนคนมองหายใจหายคอไม่ค่อยสะดวก แล้วนี่อะไร ทำไมตัวพี่ถึงชุ่มน้ำเบอร์นี้ เสื้องี้แนบเนื้อเห็นไปถึงไหนต่อไหนเลย อูยยย กล้ามแขนพี่แม่ง...แซบๆๆ หรือสิ่งที่พี่ให้เดาจะหมายถึงความฮอตปรอทแตกที่ทิ่มตาแทงใจผมอยู่ตอนนี้?

“จะให้ผมเดา พี่มีคำใบ้ไหมล่ะ”

“คำใบ้?”

พี่ซันเคลื่อนตัวข้ามกระปุกเกียร์เข้ามาใกล้...ใกล้มากจนเห็นรอยคดนิดๆ กลางสันจมูกโด่ง ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่มาพร้อมไออุ่นระอุจากผิวเนื้อ ตาสีเข้มคมกริบจ้องมองผมในระยะประชิด ในขณะที่มือใหญ่ร้อนผ่าวเอื้อมผ่านแขนผมแล้วหายไปแถวๆ เอวข้างซ้าย...

สายตา เนื้อตัว และมือพี่ร้อนมาก...ร้อนยิ่งกว่าไฟ

คนๆ นี้เป็นดวงอาทิตย์สมชื่อ ‘ซัน’ จริงๆ นั่นแหละ

ไม่รู้หรอกว่าพี่จะทำอะไรหรือต้องการอะไรจากผม นาทีนี้ผมไม่กล้าหายใจแรง ไม่กล้าขยับตัว ทำได้แค่นั่งนิ่งหลังติดเบาะ ฟังเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมคราม...ตามมาด้วยเสียงแกร๊กเบาๆ

เสียงจากเข็มขัดนิรภัยที่พี่คาดให้...

หือ? อะไรวะ แค่คาดเข็มขัดให้เรอะ จำเป็นต้องเอาตัวมาเบียดมาสีผมขนาดนี้ไหม นี่พี่จงใจแกล้งผมใช่ปะ

“ว่าไง เดาได้ยัง” เขาถามเสียงแหบพร่า ฟังแล้วกามๆ ชอบกล ตั้งแต่ถังน้ำมันคราวก่อนแล้วนะ มาคราวนี้ก็แกล้งเอาตัวร้อนๆ มายั่วใกล้ๆ ผมอีก สรุปแล้วพี่แม่งโคตรขี้ยั่วเลยนี่หว่า

“ทะลึ่งเก่ง!” ผมกัดฟันพูดแล้วทุบพุงพี่ซันไปหนึ่งที

“โอ๊ย! ไอ้เปี๊ยกแม่งโหดอีกแล้ววุ้ย” พี่ซันกุมท้องแล้วขำลั่นจนหน้าดำหน้าแดง ใช่ซี้ สนุกใหญ่เลยใช่ไหมล่ะที่แกล้งผมได้แบบนี้ หน็อย หงุดหงิดแล้วนะ

“จะกลับบ้านดีๆ หรืออยากโดนทุบอีกที”

“กลับครับกลับ กลัวแล้วครับ ตัวเท่าลูกเจี๊ยบแต่โหดทำไมฉิบหายเลยวะ” เขาแกล้งบ่นขำๆ ยกมือทำเป็นยอมแพ้ ก่อนจะได้ฤกษ์ขับรถออกจากลานจอดของคณะอักษรสักที

เห้อม หมดอารมณ์จะคุยกับคนขี้แกล้ง คิดจะถอนหายใจใส่แบบเอือมๆ ก็ทำไม่ได้อีก หายใจไม่ออกอะ สงสัยเพราะตากฝน เสื้อผ้าชื้น ขึ้นมาเจอแอร์เย็นๆ อีกเลยเริ่มคัดจมูกนิดๆ แล้ว

โอ๊ย คิดถึงไอ้หนึ่งอีกละ ขอยาแก้แพ้เม็ดนึงเพื่อน

“หนาวไหม” คนขับหันมาถาม

“นิดหน่อยครับ” ผมตอบเสียงอู้อี้ขณะพับเสื้อช็อปคืนเจ้าของ “วิทย์คอมของพี่ซันมีเสื้อช็อปด้วยเหรอ”

“ไม่มีหรอก ตัดใส่กันเองทั้งนั้น ที่คณะห้ามใส่เข้าห้องเรียนด้วย” พี่ซันปิดแอร์แล้วดึงช็อปที่เพิ่งถูกพับไปขึ้นมาคลุมตัวผม “ตากฝนแป๊บเดียวทำไมเสียงบี้เชียว ห่มไว้ก่อน กลับถึงหอก็รีบอาบน้ำสระผมนะเดี๋ยวไม่สบาย”

“รู้แล้วน่า ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว” ผมก้มลงไปบ่นอุบอิบกับเสื้อช็อปเปียกชื้น พอไม่ทำตัวทะลึ่งกวนตีน พี่แกก็อยู่ในโหมดหล่อใจละลายมาก แค่นี้ก็ปลื้มจะแย่แล้ว ไม่รู้จะขยันเป็นห่วงเป็นใยเทคแคร์ดีไปถึงไหน

เจอแบบนี้บ่อยๆ มีสิทธิ์ตกหลุมรักได้เลยนะเนี่ย



ฝนตกกับรถติดเป็นอะไรที่เกิดมาเพื่อคู่กันจริงๆ กว่าจะไปถึงหอที่อยู่ซอยข้างมหาลัยก็ปาไปครึ่งชั่วโมงแล้ว ทั้งที่ปกติไปกลับด้วยมอเตอร์ไซค์ไม่ถึงสิบนาทีเลยด้วยซ้ำ

“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ”

ผมไหว้พี่ซันแล้วส่งเสื้อช็อปที่ห่มกันหนาวมาตลอดทางคืนให้เจ้าของ แต่พี่ซันไม่รับไป เขาจอดรถแล้วโน้มตัวไปข้างหน้า มองผ่านที่ปัดน้ำฝนซึ่งกำลังป่ายไปมาซ้ายขวาอยู่บนกระจกหน้ารถไปที่หอพักของผม

“ใต้หอมีรถจอดขวางอยู่ พี่เข้าไปส่งใกล้ๆ กว่านี้ไม่ได้ ฝนก็ยังไม่หยุดเลย เดี๋ยวเปี๊ยกเอาช็อปคลุมหัวลงไปนะ”

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่ เอาไป” พี่ซันยืนยัน

น่อว์ ทำไมต้องใจดีเรี่ยราดแบบนี้

“งั้นเดี๋ยวผมเอาเสื้อมาคืนให้วันหลังนะ ขอบคุณอีกทีนะครับสำหรับขนมที่เลี้ยงแล้วก็เสื้อช็อปที่ให้ยืมด้วย”

“พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณ จู่ๆ ก็ไปดึงตัวมาช่วยกะทันหัน วันนี้ขอบใจมากนะที่ยอมมาด้วย”

“จ้าๆ ผมไปนะ พี่ขับกลับดีๆ ล่ะ” ผมเอาเสื้อช็อปสีน้ำตาลคลุมหัว เตรียมตัวจะลงจากรถ พอทำท่าจะเปิดประตูเท่านั้นแหละ พี่ซันกลับคว้าข้อมือของผมเอาไว้

“เดี๋ยวเปี๊ยก...”

“ครับ?” ผมมองหน้าเขาแบบงงๆ

“ถ้าพี่มีเรื่องขอให้ช่วย เปี๊ยกจะช่วยพี่ไหม” พี่ซันพูดเสียงเข้ม สีหน้าและสายตาจริงจังขึงขังระดับที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเวลาอยู่กับเขา ชักสงสัยแล้วสิว่าต้องเป็นเรื่องแบบไหนที่พี่จะขอให้ผมช่วย

“เรื่องอะไรเหรอครับ”

“ถามเผื่อไว้ก่อน ตอนนี้ยังไม่มี เปี๊ยกไปเถอะ”

อ้าว อะไรของเขาวะ...

ผมเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะลงจากรถวิ่งเข้าหอ

ตอนนี้ฝนยังตกหนัก น้ำนองไปทั่ว ใต้หอพักมืดมากเหมือนป้าเฝ้าหอลืมเปิดไฟ ผมคลำหากุญแจกับคีย์การ์ดในกระเป๋าเป้เหมือนคนตาบอดอยู่นาน กระทั่งจู่ๆ พื้นที่รอบตัวก็สว่างขึ้น

หันมองไปข้างหลัง เห็นรถแจ๊สสีแดงปีนขึ้นเนินหน้าหอมาเล็กน้อยกำลังฉายไฟหน้าฝ่าสายฝนพรำมาให้ ภายในห้องโดยสารของรถเปิดไฟเอาไว้ ทำให้เห็นว่าคนขับกำลังมองมาที่ผมจากหลังพวงมาลัย

โห...หมดคำจะพูดแล้วกับผู้ชายคนนี้อะ

ผมรีบหาคีย์การ์ดเปิดประตูกระจกเข้าหอ และไม่ลืมหันไปบ๊ายบายใครบางคนด้วย พี่ซันพยักหน้าตอบ ก่อนที่รถคันสีแดงคันนั้นจะเคลื่อนตัวถอยออกไปอย่างนุ่มนวล

พี่ไปแล้ว...
ส่วนผมยังยืนอยู่ที่เดิม

อย่าใส่ใจกันขนาดนี้เลยนะ
ผมไม่อยากรู้สึกดีกับพี่เลยจริงๆ






:: คุณ – อย่ายากไปกว่านี้ ::



ตีสองคืนวันพุธ คนส่วนใหญ่ทำอะไรกันอยู่

ถ้าเป็นเด็กดีๆ ในคณะอื่นป่านนี้คงหลับแล้ว ถ้าขาเที่ยวหน่อยก็คงเตร่อยู่ร้านเหล้า ถ้าเป็นเด็กสถาปัตย์ก็คงต่อโมอยู่ แต่สำหรับเด็กวิทย์คอมอย่างพวกผม...เราเพิ่งเล่นเกมกันเสร็จ

หลังเล่นเกมแบบมาราธอนมาตั้งแต่ห้าโมงเย็น หิวจนไส้จะขาด ผมกับเพื่อนเลยมาจบกันที่ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง ยึดโต๊ะยาวด้านในสุดของร้านนั่งซดข้าวต้มกุ๊ยกันโฮกๆ

“ว่าจะเอาของไปให้น้องรหัสเย็นพรุ่งนี้ ใครมีเพื่อนคณะอื่นให้กูยืมบ้างวะ” ไอ้วีร์ถามขึ้นกลางวง เพื่อนรวมโต๊ะต่างส่ายหน้ากันด๊อกแด๊ก แต่ละคนเนิร์ดๆ ทั้งนั้น คุยกันรู้เรื่องก็บุญแล้ว จะหาเพื่อนนอกคณะที่ไหนมาให้ยืม

เอ้อ แต่ผมมีนี่หว่า…

ผมชะงักตะเกียบที่กำลังจะเลี้ยวไปคีบหมูจากจานกุยช่ายขาวผัดหมูกรอบ เมื่อมีใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักแก้มแดงๆ ของใครบางคนโผล่แวบเข้ามาในหัว

“กูมี ยืมกูไหมล่ะ”

“ใครวะ ไม่เอาแก๊งหล่อแต่เลวของมึงนะ”

“เออ ไม่ใช่ ใช้ไอ้พวกนั้นไม่ได้หรอก มีแต่พวกเลวๆ ที่ต้องล่อมาช่วยด้วยเหล้าทั้งนั้น พึ่งอะไรได้ที่ไหน”

ใช่ ผมพูดถึงไอ้แก๊งที่แบกกันไปคณะอักษรเมื่อวันจันทร์นั่นแหละ มีแต่พวกเสือสิงห์กระทิงแรดล้วนๆ คบเป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวกลางคืนได้ แต่อย่าหวังถึงประโยชน์ในด้านอื่นๆ จะดีกว่า

“แล้วมึงจะขอให้ใครมาช่วยกู”

“เปี๊ยกไง ถ้าน้องว่างเดี๋ยวกูพามาช่วย”

“เมื่อวันจันทร์ก็เพิ่งไปหาน้องมาไม่ใช่เหรอ นี่หาเรื่องจะเจอน้องอีกแล้วหรือไง ถามจริง มึงเอาคุณตัวขาวของมึงไปไว้ที่ไหน เห็นพักนี้พูดถึงแต่เปี๊ยกตลอด” ไอ้วีร์ยิ้มแซว

“พูดมาก งั้นกูไม่ช่วยแล้วนะ” หมั่นไส้แม่ง แซวดีนัก เลื่อนจานหมูสับผัดหนำเลี๊ยบที่มันกินชอบไปไกลๆ มือมันด้วย “ของโปรดมึงก็ไม่ต้องแดกแล้ว ให้คนอื่นแดกให้หมด”

“ไอ้ซั๊ด! กูล้อเล่น อย่าเอาน้องหนำเลี๊ยบของกูไป”

ผมหัวเราะหึๆ ในคอ กำลังจะตักข้าวต้มเข้าปาก มือถือที่วางอยู่ข้างถ้วยก็ดันสั่นอืดๆ มีแจ้งเตือนไลน์เด้งขึ้นมาที่หน้าจอ ข้อความจากเพื่อนคนที่บอกจะเรียกผมว่าลูกพี่นานหนึ่งเดือนถ้าจีบคุณตัวขาวติดน่ะ

No2 : เป็นไงบ้างวะ เรื่องจีบคุณจันทร์ ถึงไหนแล้ว
Kun Sun : ถึงไหนล่ะมึง กูยังไม่ได้เจอเขาเลยเนี่ย
No2 : 55555555555555555555555555

ไอ้เพื่อนหมายเลขสองขำเย้ยมาแทงใจดำ
นี่พูดจริงๆ นะ หลังจากวันจันทร์เป็นต้นมาผมก็ไปดักรอเขาตลอด วันอังคาร วันพุธ นกหมด ไม่เคยเจอเลย ขนาดขอตารางเรียนของเด็กอักษรปีสองเอกอิ๊งมาดู ไปยืนรอหน้าห้องก็ยังแห้ว จนผมไม่แน่ใจว่าคุณเขามาเรียนจริงหรือเปล่า

Kun Sun : ขำไร รอดูเลย ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามเว้ย
No2 : หึๆ กูจะรอดู

หน็อย ไอ้หอกนี่ มันจงใจทักมากดดันผมชัดๆ คงตามดูอยู่ว่าผมจะกระจอกเหมือนที่ว่าพวกมันหรือเปล่า ไม่ได้การแล้ว ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แค่นี้หรอก นี่มันศึกแห่งศักดิ์ศรีของผม

“วีร์ เย็นวันพรุ่งนี้น้องรหัสมึงอยู่ตึกเรียนรวมใช่ไหม มึงนัดน้องที่อักษร ไม่ต้องกลับมาที่คณะได้หรือเปล่า เดี๋ยวกูจะพาโอบไปหามึงเอง” ผมต่อรอง

ถ้าวีร์ไม่โอเค อย่างมากก็แค่เหนื่อยหน่อย ส่งของเสร็จคงต้องแวะไปอักษรต่อ แต่ถ้าวีร์ตอบตกลง ผมจะได้ไปดักเจอคุณตัวขาวระหว่างรอไอ้วีร์ส่งของให้น้องรหัส ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย

“เอางั้นก็ได้ ไม่มีปัญหา”

เยี่ยม! มันต้องแบบนี้สิวะเพื่อน



“โกโก้ปั่นกับมัทฉะปั่นเพิ่มวิปครับ”

ยืนรอเครื่องดื่มสักพัก พอเห็นสาวในร้านกาแฟเริ่มถองเอวกันยิกๆ รู้เลยว่ากำลังจะมีคนหล่อมาเยือน แถวอักษรจะมีใคร ถ้าไม่ใช่ไอ้ไนท์ มันเดินเข้ามาในร้านจากประตูอีกฝั่งพร้อมกับเพื่อนๆ ในเอกมัน

สายตาผมสอดส่ายมองหาจันทร์แบบอัตโนมัติเลย

นั่นไง เดินขาวอยู่ข้างสาวๆ กำลังตรงมาทางนี้

ได้เจอสักที หาตัวยากเป็นบ้า...

“ไงไนท์” ผมเรียกไอ้ไนท์ที่ยืนซื้อน้ำอยู่ เดี๋ยวล่อพ่อเสือเขี้ยวดาบให้เดินมาหาได้ก่อน ลูกกระต่ายขาวตัวน้อยๆ ที่มันปกป้องอยู่ก็คงจะเดินต้อยๆ ตามมาเอง

“พักนี้เจอกันบ่อยนะ มึงมาทำไรอีกแล้วล่ะ” ไนท์เดินมาหาผมที่หน้าตู้เค้กหลังจ่ายเงินเสร็จ สองสาวเพื่อนมันก็พลอยเดินตามมาด้วยอย่างที่คิดเปี๊ยบ

“ตามไอ้วีร์มา มันเอาของมาให้น้องรหัส” ผมพยักพเยิดคางไปนอกร้าน เจ้าเปี๊ยกกำลังยืนแลกถุงกับน้องรหัสของไอ้วีร์อยู่ ไนท์มองตามแล้วกระตุกยิ้มรู้ทัน ส่ายหน้าเบาๆ บอกเป็นนัยว่าหลอกมันไม่ได้หรอก หรือบนหน้าผากผมจะมีป้าย ‘กูมาจีบเพื่อนมึง’ ติดอยู่วะ

ช่างเถอะ เลิกสนใจตัวประกอบดีกว่า

ผมหันไปยืนมองจันทร์ที่กำลังจ่ายเงินซื้อขนมปังกรอบอยู่ วันนี้เสื้อผ้าเขาไม่ค่อยเนี้ยบเท่าไร เนกไทไม่ใส่ แขนเสื้อพับย่นขึ้นมาถึงข้อศอก ท่าทางดูชิลๆ สบายๆ แต่ยังน่ามองไม่เปลี่ยน

แค่มองก็หลงเลย โคตรชอบ โคตรอยากได้

พอรับตังค์ทอนเสร็จจันทร์ก็เดินมาหาเพื่อน ตอนนั้นแหละที่ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ไนท์ขยับตัว สาวๆ เพื่อนมันก็ขยับตาม ไอ้เดือนมหาลัยยืนขวางอยู่หน้าสุดเหมือนกำแพงเมืองชั้นนอก ถัดไปคือพิมพ์เกดที่ควงแขนกันไว้หลวมๆ เป็นปราการด่านที่สอง คุณจันทร์ที่เดินมาหลังสุดเลยโดนกั้นให้อยู่ในวงล้อมเล็กๆ ไปโดยปริยาย

โห ทึ่งเลย นี่มันค่ายกลเจ็ดดาวเหนือในมังกรหยกหรือเปล่าวะ ไม่สิ เคยเล่นเป่ายิงฉุ้บพระราชาไหม ที่ต้องเป่าแข่งกับคนที่นั่งอยู่บนขั้นบันไดแล้วฝ่าด่านขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงคนข้างบน ในที่นี้...จันทร์คือคนที่นั่งอยู่บนสุดน่ะ

แก๊งนี้ทำงานกันเป็นทีม มิน่าใครๆ เลยบ่นว่ายาก

เอาไงดีวะ ผมอยากคุยกับเขานะ แค่สักนิดก็ยังดี แต่จันทร์ไม่หันมาทางนี้เลย เขาส่องดูเค้กในตู้กับสองสาวเพื่อนซี้ ไม่สนใจใครและไม่รับรู้ว่าใครมองเขาอยู่ แม้เพียงเศษเสี้ยวสายตาก็เลยมาไม่ถึงผม

“พี่จันทร์!” เจ้าเปี๊ยกส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล

จันทร์เบนใบหน้าไปมองโอบแล้วยิ้มละมุนละไม เขาอนุญาตให้น้องเข้าไปยืนเบียดวอแวอยู่ข้างตัวได้เต็มที่ อ้าวเดี๋ยวก่อนนะ โอบเข้าถึงตัวเขาได้ง่ายๆ สบายๆ เลยนี่หว่า

“โอบมาทำอะไร วันพฤหัสมีเรียนแถวนี้เหรอ”

“เปล่าครับ ผมมาทำธุระให้พี่ซันน่ะ”

ตอนนั้นแหละที่จันทร์เหลือบตามาทางผม

จังหวะที่เขาชายตามาแลผมนี่คือแบบ...ช่วยด้วย ใจผมโคตรสั่น สั่นแบบเหมือนมีแผ่นดินไหว อาการหนักถึงขั้นต้องรีบปั้นหน้าขรึมไว้ให้เนียน แต่เก๊กไปก็ไร้ค่า เพราะเขามองมาแค่สองวินาทีก็กลับไปสนใจโอบต่อ

“แต่วันศุกร์โอบมีเรียนที่ตึกเรียนรวมใช่ไหม” จันทร์ถาม

“ครับ บ่ายวันศุกร์ ผมเรียนอิ๊งที่สโลปน่ะ”

“แล้วปกติเข้าเชียร์วันไหนบ้าง”

“อังคารกับศุกร์ครับ” เจ้าเปี๊ยกตอบแล้วยิ้มกระเซ้า “ฮั่นแน่ แอบมาสืบข้อมูลใครจากผมหรือเปล่าเนี่ย”

“ฉลาดนะเรา” จันทร์บีบแก้มน้องแรงๆ

เฮ้ย เขาหาข้อมูลใครจริงๆ เหรอวะ อยากรู้อะ

“เปี๊ยก โกโก้ปั่นได้แล้วนะ จะเอาอะไรเพิ่มไหม” ผมคว้าแก้วโกโก้ปั่นที่วางรออยู่แล้วเดินเข้าไปส่งให้โอบ กะจะแฝงตัวเข้าไปร่วมวงสนทนากะสองขาวด้วยแบบเนียนๆ แต่ทว่า...

“จันทร์ เสร็จแล้วไปกัน” ไอ้ไนท์แม่งมาแทรกพอดี!

“พี่ไปก่อนนะ แล้วเจอกัน” จันทร์ยิ้มลาเจ้าโอบ

ผมยังไม่ทันได้พูดอะไรสักคำ เขาก็เดินฉับๆ ออกนอกร้านไปเรียบร้อยแล้ว เอ่อ อะไรวะ นกอีกแล้วเหรอกู ไม่เป็นไร นกก็ช่าง บอกไว้เลยว่ายังไม่เข็ด แต่อย่ายากไปกว่านี้เลยนะ แค่นี้ก็หลงจะแย่แล้ว

คุณจันทร์เขาเหมือนพระจันทร์สมชื่อจริงๆ นั่นแหละ สวยเด่นอยู่บนฟ้า ลอยตัวซะสูงลิบ คนบนดินเลยต้องแหงนหน้ามองเขาจนคอตั้ง ไม่รู้ต้องทำยังไงถึงจะคว้าเขาลงมาได้

ผมมองเจ้าเปี๊ยกที่ยืนโบกมือลาจันทร์อยู่ และไล่สายตาตามไปจนถึงไอ้ไนท์ที่กำลังวางแขนพาดไหล่จันทร์อย่างสนิทสนม วูบหนึ่งผมมีความคิดชั่วๆ ผ่านเข้ามาในสมอง


ถ้าคว้าลงมาไม่ได้ งั้นก็ต้องปีนขึ้นไปเอง


คงต้องหาสะพานมาใช้ซะแล้วละมั้ง...


แฮชแท็ก #เขาคุณเราผม นะคะ

งานนี้ไม่รู้ใครตกหลุมรักใครตกหลุมพรางกันแน่ แต่ที่แน่ใจคือ...ลาก่อยยยยพี่ซัน เดาว่าแม่ๆ เตรียมเครื่องประหารไว้รอใช้กับคุณแล้ว 5555555 พาร์ทหน้า(เรา-ผม)มีฉากหนึ่งโอบรออยู่นิดหน่อยน้า ฝากรอดูกระต่ายรว้ายๆ ด้วยนะคะ มาแน่นอน มาจริง มาเต็ม เรื่องขุดหลุมดักเหยื่อโปรดไว้ใจจันทร์ ฮ่าาา

ขอบคุณทุกคอมเมนต์และทุกคนที่เข้ามาอ่านค่า
tasteurr จันทร์ลับเล็บรอน้องทุกวันค่ะ รอตระครุบเต็มที่ อิอิ
19th หรือจะหน้าตาเป็นกระต่ายแต่ใจเป็นหมาป่า ไม่แน่ใจค่ะ 5555555
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:31:27 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 275
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
โอบใจสั่นเพราะพี่แกเทคแคร์แค่นี้ หนึ่งร้องไห้แล้ว 55555  :m20: เฟรนด์โซนหนักมากจริงๆ

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
โอโห วงวารหนึ่ง
ดูแลโอบทุกอย่าง อย่างดีมาตั้งกี่ปี โอบไม่เคยนึกจะใจสั่น
พี่ซันอ่อยเล่นๆน้องจะตกหลุมรักซะแล้ว
ไม่แปลกใจที่พี่ซันอยู่แก๊งหล่อแต่เลว
เพราะพี่แกเลวจริง ฮึ่ยย โกรธ

รู้สึกเหมือนจะไม่ไหวกับโมเมนต์จันทร์โอบ
ตอนบีบแก้ม เหมือนทั้งโลกมีอยู่กันแค่สองคน
ฟิลเตอร์ฟรุ้งๆประกายกากเพชร  :impress2:

 :pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-10-2018 19:16:07 โดย tasteurr »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 5.2 ตกหลุม
ก่อนตกลงไป ควรดูให้แน่ใจก่อน
นั่นหลุมรัก...หรือหลุมพราง



:: เรา – อย่าใจดีได้ไหม ::



งานถนัดของผมคือการรอ...

ผมมารอน้องที่หอสมุดได้สองวันแล้ว อังคารกับพุธแห้ว เพราะน้องไม่มา แต่วันนี้ไม่แห้วแล้วนะ...น้องมาละ

โต๊ะของกลุ่มเด็กวิศวะปีหนึ่งอยู่ห่างจากโต๊ะประจำที่ผมนั่งไปแค่สามโต๊ะเอง น้องคนนั้นนั่งหันหน้าเข้าหน้าต่างและหันหลังให้ผม ฝั่งตรงข้ามคือเพื่อนน้องอีกสองคน คนหนึ่งตัวใหญ่ผิวเข้มหุ่นนักกีฬา ส่วนอีกคนขาวตี๋ตาชั้นเดียว

จำได้แม่นเลยว่าน้องหน้าตี๋คนนั้นมาทำแผลที่หน่วยพยาบาลในวันรับน้อง แสดงว่ามือที่ส่งโทรศัพท์ให้เพื่อน เสียงเรียบเฉย และแผ่นหลังคุ้นตาที่ผมวิ่งตามไม่ทันในวันนั้น...ก็คือน้องที่ผมคอยอยู่จริงๆ สินะ

“คนนั้นใช่ไหม” ไนท์ถาม

“อื้อ” ผมขานรับเบาๆ ในคอ

ตอนนี้เพื่อนผมรู้เรื่องที่น้องมาหอสมุดเมื่อวันจันทร์แล้ว ทุกคนอยากเห็นหน้าน้องคนนั้นใจจะขาด เลยมานั่งคอยเป็นเพื่อนผมที่หอสมุดทุกเย็น แต่วันนี้พิมพ์กับเกดมีนัดกับแฟนเลยมาไม่ได้ สองสาวพลาดครั้งใหญ่แล้วละ

“งั้นก็เข้าไปคุยดิ เร็วจันทร์ บุกเลย อย่าช้า ลุยๆๆ” ไนท์คะยั้นคะยอด้วยการพยายามดันผมให้ลุกจากเก้าอี้

“ยังก่อน” ผมประท้วงเบาๆ สองมือเกาะขอบโต๊ะแน่น ทำตัวเหมือนกระต่ายไม่ยอมโดนอุ้มออกจากตะกร้าเวลาโดนเจ้าของจับไปฉีดวัคซีน

“คิดจะนั่งมองน้องเฉยๆ หรือไง”

“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ใจเย็นๆ ก็ได้”

“พูดแบบนี้คือมีแผนร้ายอยู่ในใจแล้ว?”

“แผนร้ายอะไร” ผมเลิกคิ้ว ทำเป็นไม่เข้าใจ

“ไม่ต้องมาแอ๊บใสซื่อเลยจ้า คิดว่ากูจะเชื่อมึงหรือไง”

“…”

หากเป็นคนอื่นคงไม่มีใครข้องใจสงสัยอะไรผมแน่นอน ติดแค่ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าผมคือไนท์—เพื่อนที่คบกันมาแค่ปีเดียว แต่ดันรู้ไส้รู้พุงผมดียิ่งกว่าเพื่อนสมัยมัธยมอีก

“เออนี่ กูถามตรงๆ นะจันทร์” เจ้าเพื่อนตัวโตพูดเกริ่นแล้วเขยิบเข้ามาใกล้ ไหล่แข็งแรงเบียดกระแซะต้นแขนผม ก่อนกระซิบเบาๆ “...มึงชอบน้องเหรอ”

ผมสบตาเพื่อน ตกใจนิดหน่อยกับคำถาม

ชอบไหมไม่รู้ ทุกวันนี้ผมยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเท่าไร รู้จักก็ไม่รู้จัก คุยกันไหมก็ไม่เคย นิสัยน้องเป็นยังไงก็ไม่รู้ แค่น้องมาช่วยผมหนเดียว ทำไมผมต้องยอมรอนานขนาดนี้ ทำไมต้องดีใจทุกทีที่ได้เห็นน้อง งงจริงๆ

“เงียบแบบนี้คือชอบจริงๆ ใช่ไหม จะได้ช่วยจีบ”

“เพ้อเจ้อจังไนท์” ผมใช้ปลายนิ้วพลิกหน้ากระดาษของนางนวลในโลกเงียบเบาๆ ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบสักรอบก่อนถึงอินโทรลิทคาบหน้าสักหน่อย พอเจอน้องคนนั้นแล้วโดนไนท์กวนแบบนี้ สมาธิผมแตกกระเจิงหมด

“ฮั่นแน่ มีการด่ากูว่าเพ้อเจ้อกลบเกลื่อน ก็ว่าอยู่ ทำไมถึงยอมนั่งรอน้องที่ร้านกาแฟมาตั้งหลายเดือน พอเจอน้องที่มหาลัยก็ลากกูมาดักรอน้องที่หอสมุดทุกวันอีก สรุปคือชอบจริงๆ นั่นแหละ” ไนท์ยังไล่ต้อนต่อไม่หยุด

ผมถอนหายใจ ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี

“ไม่รู้เหมือนกันว่าชอบไม่ชอบ...”

“ถ้าไม่รู้ก็เข้าไปหาคำตอบสิ ไปเร็ว เดี๋ยวกูไปเป็นเพื่อน” ไนท์ลุกขึ้นยืน ตอนนั้นเพื่อนของน้องสองคนก็กำลังลุกออกจากโต๊ะเหมือนกัน “เฮ้ย เร็วเข้า เหลือน้องคนเดียวแล้วนะ”

“บอกว่าไม่ต้องรีบไง” ผมพูดอย่างใจเย็น

“งั้นมึงก็นั่งต๊ะต่อนยอนไปก่อนนะ เดี๋ยวกูมา”

“เดี๋ยววว ไนท์จะไปไหน” ผมตะครุบแขนเพื่อนไว้ เคยได้ยินไหมว่าอย่าแหวกหญ้าให้งูตื่นน่ะ ถ้าไนท์บุกเข้าไปแล้วทำให้น้องกลัว ผมจะกัดหัวไนท์จริงๆ นะ

“กลัวอะไร กูแค่จะไปเข้าห้องน้ำ ไม่ได้จะเดินไปหาเด็กมึง” ไนท์พูดสิ่งที่ผมกลัวอยู่ในใจออกมา พอปรามเตือนด้วยสายตา พ่อเจ้าประคุณก็หัวเราะร่วนแล้วเดินหนีไปเฉยเลย

ไม่รู้ไนท์จะทำอะไรหรือเปล่า หวังว่าจะไม่

ผมหลับตาคลึงขมับเบาๆ สักพักค่อยก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีเลยมั้ง เพื่อนตัวสูงของผมก็ยิ้มหน้าระรื่นกลับมาที่โต๊ะ ทั้งที่ปกติถ้าไนท์จะเข้าไปเสริมหล่อในห้องน้ำ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบนาทีแน่ะ

“รู้แล้วนะ...น้องคนนั้นของมึงชื่ออะไร”

“ไหนว่าไปห้องน้ำ?” ผมถลึงตาใส่

“ก็ไปมา แต่เจอเพื่อนน้องในห้องน้ำไง เห็นล้างมืออยู่อ่างข้างๆ เลยชวนคุย กูได้ไลน์น้องมาด้วย” ไนท์ควักมือถือเอาไลน์มาอวด เห็นว่ามีรายชื่อใหม่ ‘Sarun’ เพิ่มขึ้นมาหนึ่งชื่อพร้อมจุดสีแดงเล็กๆ

“ไปขอมาได้ยังไงน่ะ”

“ไม่ได้ตั้งใจจะขอไลน์หรอก แค่จะถามชื่อน้องคนนั้นของมึงเฉยๆ ไง น้องถามว่าใครอยากรู้ กูเลยพาน้องตี๋ออกมาจากห้องน้ำแล้วชี้ตัวมึงให้ดู บอกไปตรงๆ ว่าเพื่อนมันเคยช่วยมึงไว้ เพิ่งได้มาเจอกันอีกทีเลยอยากรู้จักชื่อ ไอ้น้องก็ดันบอกว่าจำหน้ามึงได้ มึงเคยทำแผลให้มันตอนวันรับน้องใช่ไหม”

“อืม” ผมก็จำน้องได้เหมือนกัน

“พอเห็นว่าเป็นมึง น้องเลยให้ไลน์กูมา ฝากขอบคุณที่มึงทำแผลให้ แล้วบอกด้วยว่าอยากรู้อะไรก็ถามได้ คิกๆ”

“.....” ผมไม่ไว้ใจเสียงหัวเราะของไนท์เลย

“มา เดี๋ยวกูแนะนำให้รู้จักว่าที่ลูกเรือมึง” ไนท์กอดคอผม มือหนักๆ ข้างที่พาดอยู่บนบ่าชี้นิ้วไปที่โต๊ะเด็กวิศวะ เพื่อนน้องกำลังเดินกลับไปนั่งประจำที่พอดีเลย “น้องหน้าตี๋ที่กำลังนั่งน่ะชื่อรันย์ ส่วนอีกคนที่เดินตามหลังมาชื่อภพ”

เหมือนเราจะจ้องกันแบบโจ่งแจ้งไปหน่อย ทางนู้นเลยสังเกตเห็นว่าพวกผมมองอยู่ ไนท์เอามือบนบ่าผมโบกทักทายน้องๆ เจ้าเด็กสองคนนั้นเลยยกนิ้วโป้งกลับมาให้ ท่าทางกระตือรือร้นกันสุดๆ

อะไรน่ะ ไปซื้อตัวมายังไง ถามจริง

“แล้ว...น้องคนนั้นชื่ออะไร”

“เด็กมึง ชื่อหนึ่ง”

น้องชื่อหนึ่ง...

นึกถึงเลขหนึ่งบนแก้วน้ำในภาพถ่ายโพลารอยด์ที่ร้านพี่หมอกเลย ภาพนั้นเป็นของน้องใช่ไหม แล้วที่เขียนว่า ‘สักวัน’ น่ะ น้องกำลังคุยกับผมอยู่หรือเปล่า

ขอคิดเข้าข้างตัวเองว่า ‘ใช่’ แล้วกลั้นยิ้มแป๊บ

นี่ไง เอาอีกแล้วนะ คิดแค่นี้ก็ดีใจมากๆ อีกแล้ว

งงกับตัวเองจริงๆ เกิดมามีคนเข้ามาจีบนับไม่ถ้วน หลายคนมาทำดีด้วย เปย์ไม่อั้น เทคแคร์อย่างดี แต่ผมไม่เคยแยแส ไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยหลงรักใครเลย แต่กับน้องคนนี้...ทำไมถึงต่างไปอย่างชัดเจน

ผมเท้าคางพักสายตาไว้ที่บ่ากว้างของคนที่นั่งหันหลังให้ สมองครุ่นคิด มือก็หมุนดินสอไม้ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ไปด้วย เสียดายที่ดินสอแท่งนี้เบาเกินหน่อย หมุนไม่เพลินมือเท่าไร สู้ดินสอกดสีดำที่ผมใช้เป็นประจำแท่งนั้นไม่ได้

เอาไงดี อยากได้ดินสอกดคืนแล้วละ

“ขออะไรสักอย่างได้ไหมไนท์”

“ว่ามา มึงต้องการอะไร”

“เราขอคุยกับน้องรันย์หน่อยสิ...”



แค่จะหนึ่งทุ่ม หอสมุดก็เริ่มเงียบเป็นป่าช้า

ไนท์กลับไปก่อนนานแล้วเหลือผมเฝ้าโต๊ะอยู่คนเดียว เมื่อเห็นฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่นอกหน้าต่างตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องครืนแว่วเข้ามาในตัวอาคาร ผมก็รีบเก็บข้าวของทันที

ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวจะไม่ทัน

ผมคิดขณะลงลิฟต์ไปที่ชั้นหนึ่ง กึ่งเดินกึ่งวิ่งตัดผ่านโถงอ่านวารสารที่แทบไม่เหลือใครแล้วนอกจากลุงยามกับพี่บรรณารักษ์ที่หลังเคาน์เตอร์ ซึ่งพอไปถึงบันไดหน้าหอสมุดเท่านั้นแหละ ฝนก็ถล่มลงมาอย่างหนัก

เห็นหลังคารถตัวเองจอดรออยู่ในลานลิบๆ แล้วอยากกลับบ้านเลย แต่ไม่...ผมยังกลับไม่ได้ ไม่ใช่ตอนนี้ ถ้าลุยฝนออกไปแฟ้มงานกับหนังสือต้องเปียกแน่นอน อีกอย่างก็เพราะ...อืม เอาเป็นว่าผมยังกลับไม่ได้

ผมยืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคาหอสมุด ตอนนี้ฝนตกหนักมาก ลมแรงซัดละอองน้ำเข้ามาเป็นระลอก แค่แป๊บเดียวเสื้อกับกางเกงผมก็เริ่มชื้นแล้ว ไม่รู้ฝนจะหยุดตกเมื่อไหร่ สงสัยจะต้องรออีกนาน

ใช่ รออีกแล้ว มันเป็นงานถนัดผมจริงๆ แหละ

ผมรอ...จนกระทั่งใครบางคนเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ

น้องหนึ่ง...

ใบหน้าเรียบเฉยเงยมองท้องฟ้าที่มีฝนเทลงไม่ขาดสาย หนึ่งกางร่มแล้วหันมามองผม เราสบตากันในวินาทีที่น้องกำลังจะก้าวเท้าออกไปใต้ม่านน้ำ

ไม่...

ไม่ใช่

น้องยื่นร่มคันนั้นมาบังละอองฝนให้ผมต่างหาก

ผมยืนตัวแข็ง เบิกตาโตมองน้องด้วยความตกใจ แต่หนึ่งไม่พูดอะไรสักคำ มือน้องจับอยู่บนโครงร่มสีเงิน ปล่อยด้ามจับด้านล่างไว้ให้ว่างเปล่า คล้ายกำลังจะบอกว่าให้ผมยืมร่มไปใช้ก่อน

“ไม่เป็นไร รถพี่อยู่แค่นี้เอง รอฝนซาก่อนก็ได้”

พอผมไม่ยอมรับร่มไป หนึ่งก็ก้มมองหนังสือที่ผมกอดไว้ในแนบอก ดวงตาเฉยเมยเลื่อนสูงขึ้นมาสบตาผมก่อนพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เดี๋ยวไม่สบายนะครับ”

“....” ผมหลบตาน้อง ไม่รู้ทำไมแค่หนึ่งพูดด้วยไม่กี่คำ แก้มกับหูผมถึงได้ร้อนวาบเหมือนโดนไฟลวกเลย

“ไปไหมครับ” หนึ่งถามแล้วเปลี่ยนมาถือร่มด้วยมือซ้าย ร่างสูงไหล่กว้างเดินเข้ามาใกล้ กระทั่งผมได้ยืนอยู่ใต้เงาร่มคันเดียวกันกับน้อง

ไม่ไหวแล้วนะ ไม่เหมือนที่คิดไว้เลย...

นึกว่าน้องจะแค่คืนดินสอกดให้แล้วก็ไปเสียอีก

ก็นะ ผมอุตส่าห์ทิ้งดินสอไว้ก็เพื่อหาโอกาสคุยกับน้องนี่นา มั่นใจว่าเมื่อวันจันทร์น้องจะเห็นผม เห็นดินสอผมที่วางไว้บนหนังสือเล่มนั้น ซึ่งคนใจดีอย่างน้องจะต้องเก็บมันมาคืนให้ผมแน่ สิ่งที่ผมต้องทำหลังจากนั้นก็คือรอคอยอย่างใจเย็น และเปิดโอกาสให้น้องก้าวเข้ามาหา แต่นี่...มันเกินจินตนาการไปมาก

ตอบโต้ไม่ถูกเลย ปั้นหน้าให้ไม่เขินยังยาก แต่ก็ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์เชื่อพยากรณ์อากาศแบบรายชั่วโมง รีบขอให้เพื่อนน้องกับไนท์กลับบ้านก่อนฝนตก แล้วนั่งรออยู่คนเดียวตั้งนานสองนานนะ

ในที่สุดก็จะได้คุยกันแล้ว...รึเปล่า?

ผมแอบกลั้นยิ้มแป๊บนึง สูดลมหายใจลึกๆ ตั้งสติ ก่อนจะพยักหน้านิดๆ ยอมให้น้องไปส่งที่รถ

ตอนนี้ฝนยังหนักอยู่ หนักจนบางจุดในลานจอดรถมีน้ำท่วมนองเป็นแอ่งใหญ่ เราเลยต้องเดินช้าๆ ไปด้วยกันอย่างระวัง ระหว่างทางก็...ได้คุยกันนิดหน่อยด้วย นิดเดียวจริงๆ เพราะเดินไม่นานก็ถึงรถผมแล้ว

“คันนี้แหละ” ผมชี้รีโมตไปปลดล็อกรถซิตี้สีขาวกลางสายฝน เปิดประตูเข้าไปนั่งเรียบร้อยก็เงยหน้ามองคนที่กางร่มค้ำมาส่ง กำลังจะอ้าปากขอบคุณแล้วเชียว หนึ่งดันพูดขึ้น...

“ขาครับ”

“หือ?” ผมก้มมองขาตัวเองแบบงงๆ สงสัยว่ามีอะไรติดขากางเกงหรือเปล่า พอชักขาขึ้นรถไปดูใกล้ๆ เท่านั้นแหละ น้องก็ปิดประตูรถให้ผมแล้วหันหลังก้าวยาวๆ จากไปเฉยเลย

ดะ เดี๋ยวสิ คำขอบคุณก็ไม่เอาอีกแล้วเหรอ...

ผมอ้าปากค้างมองตามหลังคนที่เดินกลับหอสมุด จะว่ายังไงดี หมดคำพูดแล้วแหละกับคนคนนี้

ไม่ไหว...

แพ้แล้ว อย่าใจดีไปมากกว่านี้ได้ไหม

ผมเม้มปากแล้วก้มหน้าซบพวงมาลัยรถ ใจเต้นตึกตักจนหูอื้อ ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้หรอกนะว่าความรู้สึกต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นมันเรียกว่าชอบได้หรือเปล่า


แต่ตอนนี้...เรียกว่าตกหลุมรักก็ได้

อือ เต็มใจกระโดดลงไปเลยแหละ



(ต่อด้านล่างค่ะ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:32:03 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
:: ผม – อย่ามองเยอะ ::



“เดี๋ยวกูมานะ พี่ซันมีเรื่องขอให้ช่วย”

โอบยิ้มแป้นเดินกลับมาบอกผมแบบนี้ หลังจากมันปลีกตัวออกไปคุยกับพี่ซันได้สักพัก ผมมองไปที่หน้าตึกเรียน คนที่มาพร้อมสกู๊ปปี้ไอสีฟ้ากำลังชะเง้อคอรอมันอยู่ ท่าทางรีบร้อนทีเดียว

“เขาให้ช่วยอะไร”

“ไม่รู้อะ ไปถึงเดี๋ยวก็รู้” โอบยักไหล่

ฟังคำตอบแล้วผมรู้สึกไม่ค่อยวางใจเลย ทุกครั้งที่เห็นหน้าพี่ซันผมมักเป็นห่วงโอบแบบนี้ทุกที เหมือนเป็นลางสังหรณ์อะไรบางอย่างที่แวบเข้ามาแจ้งเตือนผมก็ว่าได้

ไม่แน่ใจว่าจะอธิบายยังไงดี ลองนึกภาพแล้วกันว่าผมกำลังยืนอยู่ริมหาด มองออกไปกลางทะเล เห็นเมฆดำตั้งเค้ามาแต่ไกลลิบๆ คาดว่าจะเป็นพายุใหญ่ แต่ไอ้โอบดันมองไม่เห็น แถมยังอยากออกไปเล่นบานานาโบ๊ตด้วย

ทำไมมันไม่เอะใจบ้างว่าเขาดูอันตราย

ทั้งสายตาแพรวพราว ท่าทางทีเล่นทีจริง และรอยยิ้มร้ายๆ ที่มุมปาก ทุกอย่างฟ้องชัดว่าพี่ซันเขาไม่ใช่เล่นๆ เขาเป็นเสือ...ร้อนเป็นไฟ จุดประสงค์ที่เข้ามายุ่งย่ามด้วยคืออะไรก็ไม่รู้

คิดจะจีบ? แค่เอ็นดู? หรือมีอะไรอย่างอื่นอีก

“กูไปก่อนนะ กลับกันดีๆ ล่ะ” เจ้าตัวเล็กหันไปโบกไม้โบกมือลาเพื่อนในกลุ่มวิศวะที่เพิ่งเดินตามลงมาจากชั้นบน ภพรันย์พยักหน้าเออๆ ประมาณว่ามึงจะไปไหนก็ไป ในขณะที่ผมยืนมองตามมันอย่างกังวล

ถ้าไม่ห้ามไม่เตือนโอบตั้งแต่ตอนนี้ มันจะสายเกินไปไหม โอบจะจากไปไกลเกินจนผมเรียกมันกลับคืนมาไม่ได้หรือเปล่า แล้วมันจะไปเจอเรื่องอะไรร้ายๆ จากใครบางคนที่มันปลาบปลื้มไหม

ถ้าใช่... ผมทนไม่ได้

ผมคว้าแขนดึงตัวโอบไว้ตอนที่มันเดินผ่าน ร่างเล็กผมสีน้ำตาลเบรกหัวเกือบทิ่มตกบันไดหน้าตึก ใบหน้าน่ารักเบิกตากว้างมองมือผมที่จับอยู่บนแขนตัวเองอย่างงุนงงปนตกใจ

“มีอะไรไอ้หนึ่ง กูตกใจหมด”

“ไม่ไปได้ไหม”

“อะไรนะ” โอบขมวดคิ้วทำท่าฉงน

“ไม่ไปกับเขาได้ไหม” ผมพูดซ้ำอีกครั้ง

“แต่กูตอบตกลงไปแล้ว มีอะไรหรือเปล่า”

“กูขอ...” อย่าไปยุ่งกับเขาบ่อยนักได้ไหม คนที่ทำให้มึงลืมกู คนที่อาจจะทำให้มึงตกหลุมรักได้ง่ายๆ แล้วลงท้ายด้วยการทำให้มึงเจ็บปางตายน่ะ ขอได้ไหม...อย่าไปกับเขาเลยนะ

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องลึกเข้ามาในตาผม ดูจากสีหน้า โอบคงกำลังพยายามอ่านสายตาของผมอยู่ ผมรู้ว่ามันจะอ่านไม่ออก รู้ว่ามันไม่มีวันเข้าใจ ดังนั้นผมจะพูดออกมาแล้วกัน

“กูเป็นห่วง”

“ห่วงอะไรกัน” โอบคลายหัวคิ้วที่ขมวดออกแล้วยิ้มขัน “อย่างมากพี่เขาก็แค่หาคนกินขนมด้วย ไม่มีอะไรอันตรายหรอกน่า ไม่ได้ไปกินเหล้าสักหน่อย โอเคไหม”

“ไม่โอเค” ผมตอบทันที

“เอ้า ซะงั้นอะ” โอบขำ มันหันไปมองพี่ซัน พอเห็นเขาชี้นาฬิกาข้อมือเตือนว่าให้รีบหน่อย อย่าช้า เขากำลังรออยู่ มันก็เริ่มขยับตัวพะว้าพะวังพลอยรีบร้อนไปด้วย “กูต้องไปแล้ว พี่ซันเขารีบ”

“อย่าไปเลย” ผมย้ำแล้วจับแขนโอบแน่นขึ้น

“มึงนี่...” โอบกลอกตาเป็นเลขแปดใส่ผม “กูโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ อย่าทำตัวเหมือนเป็นพ่อกูสิ มึงเป็นแค่เพื่อนนะ ฮัลโหลลล นี่มึงลืมตัวอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย”

ต้องขอบคุณที่โอบช่วยพูดเตือนสติกัน ผมลืมตัวจริงๆ ไม่ได้ลืมว่าเป็นแค่เพื่อน แต่ลืมไปว่าไม่ควรห่วงจนล้ำเส้น

“มึงไปเถอะ”

สุดท้ายผมก็ต้องยอมปล่อยโอบไปจริงๆ



“มึงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วนะไอ้หนึ่ง”

จู่ๆ ไอ้ภพก็โพล่งขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ สีหน้ามันอึดอัด มือเกาแกรกๆ ที่ข้างแก้มแสดงอาการคันปากมากมาย ท่าทางจะอยากเปิดประเด็นนี้มาถกสักพักใหญ่แล้ว

หลังจากโอบไปกับพี่ซัน ภพกับรันย์จะลากผมกลับหอ แต่ผมยืนกรานจะมาหอสมุดคนเดียว ขี่ฟีโน่หนีก็แล้ว พวกมันก็ยังดื้อขี่มอเตอร์ไซค์ตามมาเฝ้า อ้างว่าถ้าปล่อยให้อยู่คนเดียว เดี๋ยวผมจะเลียแผลใจไม่แห้ง

ไม่รู้ไอ้สองตัวนี้มันเป็นห่วงหรือแค่เสือกเก่งกันแน่

ดูจากนิสัยที่คบกันมา อาจจะเป็นอย่างหลัง

ภพกับรันย์อยู่กลุ่มเดียวกับผมมาตั้งแต่ม.ปลาย ไม่รู้พวกมันจับได้ยังไงว่าผมชอบโอบ ยังดีที่พวกมันไม่แซวไม่ล้อ ซ้ำยังช่วยกันเหยียบ ช่วยกันกลบเกลื่อนด้วย ถ้าไม่นับว่าขี้เสือก ไอ้สองตัวนี้ก็เป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ

“จะให้กูทำอะไร กูห้ามมันแล้ว มันฟังกูที่ไหน”

“หมายถึงทำอย่างอื่นต่างหาก” ภพทุบหนังสือการ์ตูนที่มันอ่านค้างไว้เบาๆ “จะจีบก็ได้ จะสารภาพรักก็ได้ ทำอะไรสักอย่างเหอะ ขอแค่มึงสั่งมาคำเดียว เดี๋ยวพวกกูจะช่วยมึงจีบโอบเอง”

“จีบไม่ได้ เพื่อนกัน” ผมค้าน

“งั้นก็สารภาพรัก! ไอ้โอบมันชอบลูกโป่งใช่ไหม กว้านซื้อมาปล่อยให้เต็มห้องเลย พอมันเดินเอ๋อๆ เข้ามา มึงก็รวบแม่งมากอดแล้วบอกเลย ‘กูรักมึงนะ รักมานานแล้ว คบกันเหอะ’ บร๊ะ โรแมนติกจนขนลุก ซึ้งแน่นอนเชื่อกู”

ผมส่ายหน้าเบาๆ ปัญหาคือผมกับโอบไม่ได้อยู่ในสถานะเพื่อนสนิทที่ต่างคนต่างหวั่นไหวให้กัน ในที่นี้มีแค่ผมคนเดียวที่คิดเกินเลยไปเอง เล่นใหญ่แค่ไหนก็จบแบบเจ็บๆ อยู่ดี

“พูดออกไป ทุกอย่างจะไม่วันเหมือนเดิม”

โอบคาดหวังว่าผมจะเป็นเพื่อนที่ดีของมันไปจนตาย ถ้าโอบรู้ว่าผมชอบมัน ความเป็นเพื่อนที่มีคงพังไม่มีเหลือ ดังนั้นให้เป็นความลับแบบนี้ต่อไปนี่แหละ ดีที่สุดแล้ว

“แต่ถ้ามึงไม่ทำอะไรสักอย่าง มึงก็ต้องทนเห็นโอบรักคนอื่นไปเรื่อยๆ จนมันแต่งงานมีลูก ลูกบวช ลูกมันแต่งงาน ส่วนมึงก็โดดเดี่ยว เจ็บซ้ำๆ กับความรักของมึงไปจนแก่ตายไปแบบเหงาๆ คนเดียว อย่างดีหน่อยคือโอบมาเป็นเจ้าภาพงานศพให้มึงคืนนึง ทำบุญให้มึงบ้างเวลาคิดถึง จบแล้ว ชีวิตรักแบบคุณหนึ่งผู้แสนดี” ภพพูดยาวเหยียด

แค่คิดภาพตามก็รู้สึกเดียวดายสุดๆ

“กูเห็นด้วยกับภพนะ” รันย์แสดงความคิดเห็นบ้าง “ช่วงม.ปลายไอ้โอบไม่มีแฟน มึงเลยอยู่มาได้เรื่อยๆ สบายๆ แต่นี่เราขึ้นมหาลัยแล้ว สังคมกว้างขึ้น ไอ้โอบเองก็น่ารัก มันคงโสดได้ไม่นานหรอก มึงโอเคเหรอวะถ้าเห็นมันมีแฟน”

ผมวางปากกาลงบนโต๊ะแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น

ใช่ สามปีที่ผ่านมาโอบไม่มีแฟนจริงๆ นั่นแหละ

ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นโอบมีแฟนก็คือตอนม.สาม ตอนนั้นผมยังไม่ได้ชอบโอบด้วยซ้ำ แฟนมันชื่อพี่นาว ทั้งฮอตทั้งป็อบแนวเดียวกับพี่ซันไม่มีผิด คบกันนานเกือบปี จู่ๆ มันก็โดนบอกเลิกกะทันหันตอนวันปัจฉิมม.สาม

โอบเป๋ไปพักใหญ่หลังจากนั้น ปิดเทอมเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน หลบหน้าผมกับทุกคน นั่งหงอยจนหน้าหมอง ผมต้องไปขุดมันออกมาจากเตียง อยู่กับมัน ปลอบมัน นั่งดูมันร้องไห้ขี้มูกโป่ง ป้อนข้าวป้อนน้ำ กล่อมนอน คอยเช็ดน้ำตาให้มันอยู่นานเป็นเดือนๆ กว่าโอบจะกลับมายิ้มแป้นได้อีกครั้ง

คิดๆ ดูแล้ว น่าจะเป็นช่วงนั้นนั่นแหละที่ผมพลาดท่าตกหลุมที่ไม่ควรตก เผลอหวั่นไหวไปกับความใกล้ชิดจนหลงรักเพื่อนสนิทตัวเองเข้า พอขึ้นม.สี่ผมก็ไม่ใช่เพื่อนคนเดิมของโอบแล้ว ในขณะที่โอบยังเป็นคนเดิมเหมือนที่เคยเป็นมาเสมอ มันมองผมเป็นเพื่อนสนิท วางผมไว้ในฐานะคนสำคัญข้างตัวมัน

ขอเน้นคำว่า ‘ข้างตัว’ แบบหนาๆ ให้ชัดเจน เพราะข้างตัวในที่นี้ก็คือข้างตัวจริงๆ ...ไม่ใช่ในหัวใจ

คนในหัวใจโอบมีอยู่แค่คนเดียว นั่นก็คือพี่นาว

สามปีที่ผ่านมาโอบมีคนคุยหลายคน มันไม่เคยจริงจังกับใครเป็นพิเศษ ไม่เคยยกสถานะแฟนให้ใคร ก็เพราะยังลืมรักแรกของมันไม่ได้ แต่ภพกับรันย์ไม่เคยรู้เรื่องนี้ และโอบก็ไม่เคยคิดจะบอกใคร

“ถ้ามันมีแฟนแล้วมีความสุข กูก็โอเค” ผมพูดจากใจเลย มันจะไปรักชอบใครก็แล้วแต่มันเถอะ ขอแค่มันเลือกคนดีๆ ไม่ต้องเจ็บช้ำกลับมาน้ำตานองหน้าเหมือนเมื่อตอนนั้นก็พอ

“ท้อถอยสัด นี่มึงรักมันมาสามปีแบบไม่หวังอะไรเลยเหรอวะ” ไอ้ภพชักอินเกิน ทำท่าหัวร้อนใส่ผมซะงั้น

“จะกูให้หวังอะไร”

“มึงไม่อยากให้โอบรักมึงตอบบ้างเหรอ”

“ไม่” ผมยืนยันหนักแน่น

ไม่ว่าโอบจะรักผมตอบไหม นั่นไม่สำคัญ

สิ่งที่ผมคาดหวังคือการได้อยู่กับโอบไปเรื่อยๆ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของมัน เห็นมันเติบโต เห็นมันมีชีวิตที่ดีมีความสุข แค่นั้นผมก็พอใจแล้วจริงๆ

“คุณศรันย์ ตกลงกูมีเพื่อนเป็นพระเอกหน้าโง่ในละครน้ำเน่าจริงๆ ว่ะ” ไอ้ภพประชดแบบเอือมเต็มทน

“หรือไม่ก็พระรองในซีรีส์เกาหลีอะคุณวรภพ ดีทุกอย่างแต่แดกแห้วเป็นไร่ๆ นี่เรียนจบไปมึงไม่ต้องทำงานที่กรุงเทพแล้ว ไปเลย ถือจอบออกไร่ ถากหญ้าในไร่แห้วของมึงเลยครับ” รันย์ก็เอากับเขาด้วย

ขยี้เก่งจริงๆ ไอ้พวกเหี้ย...

ผมขึงตามองเพื่อนสองคนแบบดุๆ ส่วนไอ้ตัวการทั้งสองก็พยายามขำให้เสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำไหว นี่ถ้าไม่ได้อยู่ในหอสมุด ป่านนี้พวกมันคงระเบิดหัวเราะดังลั่นไปแล้วแน่นอน

“โอ๊ย ไม่ไหว ขำจนปวดฉี่ เดี๋ยวมา” รันย์ลุกขึ้นยืน

“เฮ้ย กูไปด้วยคนดิ” ไอ้ภพก็ตามไปด้วย

ความเงียบสงบกลับมาอีกครั้งหลังผมได้อยู่คนเดียว เสียดายที่เงียบได้ไม่นาน พวกมันก็กลับมา ขาไปแต่ละคนหัวเราะชอบใจ ขากลับไม่รู้ทำไมถึงยิ้มมีเลศนัยแปลกๆ

“หนึ่ง มึงรู้จักพี่คนนั้นไหม”

ผมหันไปมองตามทิศที่รันย์ชี้ ถัดไปสองสามโต๊ะมีคนหน้าตาคุ้นๆ นั่งอยู่ พี่วัดเสมียน...เขามากับผู้ชายที่ทำกระดาษปลิวเมื่อวันศุกร์ก่อน ทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่หน้าตาเคร่งเครียด

“อืม เคยพาพี่เขาไปแจ้งความ”

“สตอรี่จริงว่ะ พี่ไนท์ไม่ได้โม้ มึงว่าไง...” ภพหันไปคุยกับรันย์เบาๆ พวกมันสองคนเอียงตัวไปเบียดไหล่กัน ตาขยับสลับซ้ายขวาระหว่างหน้าผมกับใครบางคนที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหลัง “กูว่าดีนะ ดี๊ดีเลยแหละ”

“กูเชียร์ กูให้ผ่าน กูชอบพี่เขา” รันย์ยิ้ม

“คุยอะไรกัน” ถามตรงๆ เพราะขี้เกียจเดา

“ไม่ต้องรู้หรอกมึงอะ แต่กูขอถามอะไรหน่อย” รันย์โน้มตัวเข้าหาโต๊ะทำท่าเหมือนจะถกเรื่องลับๆ ล่อๆ ที่ไม่ควรมีใครได้ยิน “มึงคิดว่าพี่คนนั้นน่ารักไหม คนที่มึงเคยช่วยไว้น่ะ”

“ถามทำไม”

“ตอบมาดิ น่ารักเปล่า” ภพช่วยเขี่ย

ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยเลยปิดปากเงียบสนิท

“อะ บอกหน่อย คนแบบไหนถึงจะน่ารักสำหรับมึง”

“แบบยัยสอง” ผมตอบได้ทันที สองคือน้องสาวของผมเอง เจ้าหญิงน้อย นางฟ้าน้อย ยัยตัวน้อยของผม แค่คิดถึงแก้มยุ้ยๆ ขาวๆ ของน้องสาวก็มีความสุขแล้ว ใครจะว่าผมซิสค่อนก็ไม่สน ผมเลี้ยงของผมมา ผมรักของผม

“ไอ้โอบล่ะ น่ารักไหม”

“น่าเตะ”

ภพขำพรืด รันย์ตั้งคำถามเค้นผมอีกรอบ

“มึงตั้งใจดูอีกทีแล้วตอบกู พี่คนนั้นน่ารักไหม”

ผมไม่เข้าใจจุดประสงค์ของพวกมัน แต่ก็ยอมหันหลังกลับไปอีกที โต๊ะนั้นเลิกคุยกันแล้ว พี่คนนั้นกำลังอ่านหนังสือเงียบๆ มองไปมองมาชักนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนที่ร้านกาแฟ

หลังรู้ตัวว่าของหาย พี่แสดงความกังวลออกมาเงียบๆ ไม่แตกตื่น ไม่ลนลาน ในขณะเดียวกันก็ดูมึนๆ มืดแปดด้านจัดการอะไรไม่ถูกไปด้วย เมื่อบวกกับรูปร่างหน้าตาบอบบาง พี่เลยดูเป็นคนที่ดูช่วยเหลือตัวเองลำบาก...เป็นคนที่ไม่ควรถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวตามลำพัง

ขณะที่มองอยู่ตอนนี้ ผมก็ยังรู้สึกแบบนั้น

รู้สึกว่าพี่เขาค่อนข้าง...

“น่าเป็นห่วง”

“อั๊ยยย น่าเป็นห่วง~”
อะไรคือการพูดพร้อมกันแล้วทำหน้าอ้อนตีน

ผมจ้องหน้าเพื่อนนิ่งๆ รอให้พวกมันหุบยิ้มแล้วหลบตากันไปเอง ไอ้ภพมองซ้ายมองขวาไม่รู้ไม่ชี้ ส่วนไอ้รันย์ทำเป็นตีเนียนหยิบมือถือขึ้นมาเล่น

“เชร๊ดดด!” รันย์อุทานขึ้นเบาๆ ก่อนรัวนิ้วพิมพ์ไลน์ มันยิ้มบ้าๆ บอๆ แล้วร้องเรียกคนข้างๆ “สัดภพ มึ้งงง มึงดู!”

“มีอะไรวะ” ภพเอาหัวไปจุ่มมุงดูหน้าจอมือถือในมือรันย์ ไม่รู้ใครส่งไลน์มา ไม่รู้ข้อความนั้นคืออะไร แต่พอภพกวาดตาอ่าน มันก็ยิ้มบ้าบอตามไปอีกราย “มาว่ะคนนี้ กูย้ายทีมดีกว่าแม่ง!”

“จะย้ายทีมก็รีบเก็บของสิวะ ไปๆๆ เออ...ไอ้หนึ่งมึงอยู่คนเดียวไปนะ พวกกูขอกลับก่อน เผอิญมีธุระด่วน” รันย์ลุกขึ้นเก็บข้าวของอย่างว่องไว ภพก็ด้วย อะไรของมัน ทีตอนไม่ให้มาก็จะตื๊อมา พอบทจะไปก็ไปไวเชียว

พวกมันเป็นอะไร ผมงงไปหมดแล้ว

“ธุระอะไร”

“ความลับโว้ย” ภพหัวเราะ

ไอ้พวกเลว เดี๋ยวนี้มีลับลมคมใน



ฝนตกจนได้...

เวลานี้ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวที่ติดฝน บริเวณหน้าประตูของหอสมุดมีใครบางคนยืนอยู่ คนคนนั้นมีแผ่นหลังบอบบางกับท่อนแขนขาวสะอาด ผมดำขลับเส้นละเอียดที่ยาวจนจับทัดไว้หลังหูได้

พี่วัดเสมียน...

ทำไมถึงมายืนอยู่คนเดียวตรงนี้ เพื่อนพี่ไปไหน

มองแล้วอดห่วงไม่ได้ มีอะไรหายอีกหรือเปล่า...หรือแค่ติดฝนเฉยๆ ถ้าเป็นอย่างหลัง ท่าทางพี่ต้องติดอยู่ตรงนี้ไปอีกนาน ตัวผมเองก็ต้องรอให้ฝนซาก่อนค่อยขี่มอเตอร์ไซค์กลับเหมือนกัน

ว่าแต่พี่ไม่มีร่มเหรอ

ผมมองหาคำตอบอยู่เงียบๆ เห็นว่าทั้งเนื้อทั้งตัวพี่เขามีแค่หนังสือ แฟ้มงาน กระเป๋าดินสอ และกุญแจรถที่เกี่ยวห้อยต่องแต่งอยู่บนนิ้วชี้ยาวสวยใต้ข้อศอกที่กำลังกอดอก

ไหนๆ ก็ขับรถมา ให้พี่รีบกลับไปจะดีกว่า

ผมหยิบร่มออกมากางแล้วก้าวเข้าไปยื่นร่มให้ ใครอีกคนไม่ยอมรับไป ซ้ำยังหันมาทำหน้าตื่นๆ ใส่อีกต่างหาก นี่ถ้าพี่เป็นกระต่าย...ป่านนี้คงกำลังทำหูตั้งตาโตเลยมั้ง

“ไม่เป็นไร รถพี่อยู่แค่นี้เอง รอฝนซาก่อนก็ได้” 

ฟังคำตอบแล้วก้มมองหนังสือที่พี่กอดปกป้องไว้ในอ้อมแขน หอสมุดใกล้จะปิดแล้ว ยืนรอตรงนี้ฝนสาดด้วย กว่าฝนจะหยุดตก ไม่รู้เลยว่าระหว่างตัวพี่กับหนังสืออันไหนจะชื้นจนเปื่อยไปก่อนกัน

“เดี๋ยวไม่สบายนะครับ”

พอผมพูดด้วย พี่ก็หลบตาหันหน้าหนี
แล้วทำไมหูแดงขนาดนั้น ไม่สบายหรือเปล่า

“ไปไหมครับ” ผมเลื่อนร่มไปรออยู่เหนือศีรษะพี่เขา หลังก้มๆ เงยๆ ลังเลอยู่สักพัก ในที่สุดพี่ก็พยักหน้าเบาๆ แล้วยอมเดินไปกับผม

ระหว่างทางฝนยังคงตกหนักอยู่ ลมแรงหอบเอาละอองน้ำมาปะทะหน้าผมพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นกลิ่นที่พอตั้งใจดมจะไม่ได้กลิ่น แต่พอหลับตาแล้วหายใจเบาๆ กลิ่นที่เจือจางจะชัดขึ้น

ฉ่ำหวานเยือกเย็น...
คล้ายกลิ่นดอกแก้วที่บานตอนกลางคืน

ดมไปดมมาพบว่าเจ้าของกลิ่นก็เดินอยู่ข้างผมนี่เอง กำลังเดินก้มหน้า ตาทอดต่ำไปที่ปลายเท้า สองแขนกอดปกป้องหนังสือปกสีดำเอาไว้แนบอก มือซ้ายที่สวยไปทุกกระเบียดนิ้วกำกุญแจรถไว้แน่น

“ระวังรถครับ” ผมเตือนคนที่เอาแต่เดินก้ม เมื่อรถเก๋งคันหนึ่งในลานจอดกำลังถอยออกจากซอง ตอนที่ยืนกันอยู่เงียบๆ ในจังหวะนั้นเอง พี่เหลือบมองผมด้วยดวงตากลมโตที่ดูไม่แน่ใจ

มือว่าสวยแล้ว...ตาก็สวยด้วย

ดวงตาของโอบเป็นสีน้ำตาลอ่อนดูสดใส ส่วนดวงตาของพี่คนนี้เป็นสีดำสนิทที่ดูลุ่มลึกอ่อนโยน ขนาดโดนแสงไฟส่องมาผ่านๆ ก็ยังดำขลับเหมือนเม็ดลำใย จังหวะกะพริบตาเบาๆ อย่างเชื่องช้า...เหมือนจะหยุดเวลาได้

ริมฝีปากสีเรื่อเผยอเล็กน้อย เหมือนจะพูดอะไร

ผมก้มหน้าเอียงหูไปรอฟัง

“จำพี่ได้หรือเปล่า”

“จำได้ครับ”

“จำได้ว่า...”

“บ้านอยู่แถววัดเสมียนนารี” ผมตอบ สิ่งที่จำได้แม่นรองจากตัวพี่ในวันนั้น ก็คือทางกลับบ้านพี่นี่แหละ

“นึกว่าจะจำพี่ไม่ได้แล้ว พี่ไปรอที่ร้านกาแฟตลอด อยากเลี้ยงกาแฟสักแก้วตอบแทน แล้วก็รอจะพูดคำนี้กับน้องด้วย...” พี่หยุดเว้นช่องว่างเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “ขอบคุณมากนะ สำหรับวันนั้น”

“ครับ” ผมรู้แล้วว่าพี่รออยู่ รู้ตั้งแต่เห็นข้อความบนกระดานไม้ก็อก แต่ไม่คิดว่าพี่จะตั้งใจรอผมขนาดนี้ จริงๆ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องขอบคุณกันก็ได้ แค่ได้รู้ว่าความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ที่มอบให้มีค่าสำหรับพี่ ผมก็รู้สึกดีแล้ว

“จันทร์” จู่ๆ พี่ก็พูดขึ้น

ผมยกร่มขึ้นเพื่อมองหาพระจันทร์บนท้องฟ้า

พี่หัวเราะขำจนตาหยีปิดกลายเป็นรูปสระอิ

“หมายถึงพี่ชื่อจันทร์น่ะ”

“อ๋อ” ผมเข้าใจผิดไปเอง “หนึ่งครับ”

พี่สบตาผมแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มอย่างนุ่มนวล

สวยยิ่งกว่ามือหรือตา...ที่แท้ก็คือรอยยิ้ม

“มึงคิดว่าพี่คนนั้นน่ารักไหม”
“ตอบมาดิ น่ารักเปล่า”


จู่ๆ เสียงเพื่อนสองคนก็โผล่มาขยี้ในหัวเลย ต้องห้ามใจตัวเองแล้วว่าอย่ามองเยอะ ผมไม่เคยเผลอไผลมองใครแบบนี้มานานแล้ว น่าจะนับตั้งแต่รู้ตัวว่าชอบโอบ และมันก็ควรจะเป็นแบบนั้นต่อไป...ใช่ไหม

ผมละสายตาออก กำลังจะหันหน้าหนี

“หนึ่ง” พี่จันทร์เรียกผมไว้

สุดท้ายก็หนีไปไหนไม่ได้

“ครับ?”

“มีรอยปากกาเปื้อนหน้า” พี่จันทร์ยกนิ้วชี้ใบหน้าส่วนล่างของผม แต่ไม่ได้จิ้มเจาะจงลงมาว่าตรงไหนแน่ พอผมเอามือจับแก้มขวา พี่ก็ส่ายหน้า “ซ้าย”

“ซ้าย?” ผมเอามือจับแก้มซ้าย

“ไม่ใช่ตรงนั้น” พี่ใช้นิ้วโป้งแตะกรามซ้ายของผมแล้วเริ่มถูเบาๆ อย่างนุ่มนวล หน้าตาจริงจังกับการถูมาก เหมือนว่าหมึกปากกาเป็นอะไรที่อันตรายต่อสุขภาพร่างกายผม

เคยเป็นฝ่ายดูแลคนอื่นมาทั้งชีวิต...

เพิ่งเจอใครมาทำอะไรแบบนี้ให้เป็นครั้งแรก ผมถึงกับไปไม่เป็น ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งตัวแข็ง ตาวางค้างอยู่บนรอยหยักเล็กๆ เหนือริมฝีปากสีเรื่อ ปล่อยให้พี่จันทร์ลบรอยปากกาออกให้

แวบหนึ่งที่ผมเผลอคิด...

ถ้าโอบใส่ใจผมแบบนี้บ้างก็คงจะดี

“ไม่ค่อยออกเลย” พี่จันทร์ย่นคิ้ว

“ไม่เป็นไร ขอบคุณนะครับ”

ผมรีบเสสายตาออกจากคนตรงหน้า พบว่ารถคันนั้นแล่นผ่านไปนานแล้วและฝนก็ชักตกหนักมากขึ้นทุกที หากอยู่ต่อนานกว่านี้ ร่มคันเล็กๆ ที่ผมมีคงต้านทานหยดน้ำปริมาณมหาศาลไม่ไหว

“รีบไปเถอะครับ”





ตกดึกคืนนั้น ตอนกำลังล้มตัวลงนอน จู่ๆ ผมก็นึกขึ้นได้ว่าลืมอะไรไปบางอย่าง ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร แต่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมไม่ควรจะลืมสนิทแบบนี้

อืม ผมยังไม่ได้คืนดินสอกดให้พี่จันทร์เลย...



#เขาคุณเราผม

คำถามท้ายบท
บนหน้าหนึ่งมีรอยปากกาจริงหรือไม่ (10คะแนน)
ก.   มี
ข.   ไม่มี


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ
19th กำแพงเฟรนด์โซนแข็งแกร่งที่สุดในโลกไปเลยยัยโอบ ฮ่าๆๆๆ ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ ^^
tasteurr ชอบจันทร์โอบเหมือนกันเลยค่ะ อยากจะเททั้งหนึ่งทั้งพี่ซัน ให้เค้าได้กันเอง รับxรับ ได้ไหม เปลี่ยนแนวเรื่องทันหรือเปล่า แง๊ 55555555
กาแฟมั้ยฮะจ้าว ขอบคุณมากนะคะ จ๊วบๆ /กระโดดๆๆ <3

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
โห คุณจันทร์  o13 o13
ยังมีทีมที่แข็งแกร่งอีก
แล้วหนึ่งจะรอดไปได้ยังไง
เท่านี้ก็ชอบพี่เขาไปหมดทุกอย่าง

 :pig4:





ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 275
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
กากบาทข้อข.แบบไม่ต้องคิด นี่เรอะคนที่บอกว่าไม่ต้องรีบหรอก 5555 :laugh:
เจ้าแผนการเป็นที่หนึ่ง ปากว่ามือถึง แถมแบ็คอัพพร้อมสรรพทั้งเพื่อนตัวเองทั้งเพื่อนเป้าหมาย เสร็จพี่จันทร์เขาล่ะ 5555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 6.1 เพื่อน
บางคนคอยอยู่เคียงข้าง
บางคนทำให้เจ็บปางตาย



:: เขา – คนที่คอยอยู่เคียงข้าง ::



“เจ็บคอ” ผมบ่นเสียงแหบ

ห้องเชียร์วันนี้เลิกช้ากว่าปกติมาครึ่งชั่วโมง ร้องเพลงสถาบันกับเพลงมาร์ชวนไป ขึ้นไม่พร้อมกันเอาใหม่ เสียงเบาไปเอาใหม่ มีคนร้องผิดท่อนก็เอาใหม่ แหกปากจนเจ็บคอ ไม่โหดนะแต่หนักจริงๆ

“เออ กูก็แสบคอเหมือนกัน” ไอ้ภพไอโขลกๆ มันเป็นหวัดอยู่

“รันย์มาแล้ว” ผมกวักมือเรียกเพื่อนที่เพิ่งเดินตามแถวออกมาจากหอประชุมคณะ

ไอ้รันย์พยักหน้าให้แล้วไปขอรับสร้อยพระคืนจากพี่สต๊าฟ ผมบนหัวมันยังมีหนังยางรัดไว้เป็นน้ำพุอยู่เลย เวลาเข้าเชียร์ไม่ว่าชายหรือหญิงใครผมยาวปรกหน้าก็ต้องมัดจุกขึ้นหมด ของทุกชิ้นที่สวมก็ต้องถอดออก ทั้งสร้อยพระ สายสิญจน์ หรือนาฬิกาข้อมือ ทางที่ดีคือไม่ต้องใส่อะไรมาจะดีกว่า ไม่งั้นต้องลำบากหาที่ฝากแบบไอ้รันย์

“ไง เมื่อเช้ากูเตือนแล้วนะว่าอย่าลืมถอดสร้อยพระ” ภพเท้าเอวสวดรูมเมทตัวเองทันทีที่ไอ้รันย์ตามมาสมทบ

“เออ กูลืมจริง ไอ้หนึ่งล่ะ มายัง”

“มันยังไม่ออกมา รอคืนสมุดเชียร์อยู่” ภพบอก

“เอ่อ พวกมึง…กูมีเรื่องอยากถามพวกมึงหน่อย” ผมจับไหล่พวกมันทั้งสองคน ลังเลเล็กน้อยที่จะพูดเรื่องนี้ “สมมติว่ากูมีเรื่องขอให้ช่วย พวกมึงจะช่วยกูกันไหม”

“ช่วยเรื่องอะไร” รันย์ใช้ตาตี่ๆ มองผมอย่างสงสัย

“เรื่องที่เคยคุยๆ กันไว้…เรื่องพี่ซัน”

ทั้งไอ้ภพไอ้รันย์ขมวดคิ้วใส่ผมพร้อมกันเลย ชักสงสัยแล้วสิว่าไอ้สองคนนี้มันเป็นฝาแฝดกันทางจิตวิญญาณหรือเปล่า หน้าตาพวกมันอาจจะไม่เหมือนกันก็จริง แต่ความคิดของพวกมันเหมือนเชื่อมโยงกันอยู่จริงๆ นะ

“มึงคิดดีแล้วแน่เหรอ” ภพถามย้ำให้แน่ใจ

“อืม” ผมรับคำ “กูคิดมาสักพักแล้วนะ”

“พี่เขาดูไม่ใช่เล่นๆ กูว่ามึงกำลังหาเรื่องเล่นกับไฟ”

“กูรู้น่า พี่ซันเขาฮอตจริงๆ” ผมพูดแล้วถอนหายใจแบบปลื้มๆ นึกถึงตอนพี่แกล้งแหย่ผมบนรถ เอาตัวร้อนๆ มาเบียดมาสีทีไร รู้สึกจั๊กจี้แก้มทุกทีเลย ยังไงก็ต้องเป็นคนนี้แหละ…คนนี้เท่านั้น

“ถ้ากูห้าม มึงจะฟังไหม” รันย์ถามสีหน้าจริงจัง

“ไม่ กูตัดสินใจแล้ว ถ้ามึงไม่ช่วย กูลุยเอง”

“แต่ว่า...” ภพจะพูดอะไรบางอย่าง

“หยุด” รันย์รีบถองเอวห้าม “หนึ่งมาแล้ว”

“จริงเหรอ ไหนอะ” ผมชะเง้อมองหาคนที่ถูกพูดถึง เห็นเพื่อนรักเดินหน้านิ่งอยู่กลางฝูงคนตรงมาทางนี้ เมื่อมาถึงตัวผม อย่างแรกที่มันทำคือดึงหนังยางที่มัดจุกอยู่บนหัวผมออกให้ จากนั้นก็ลูบๆ จัดๆ ทรงผมของผมให้เข้าที่เข้าทาง

“หิวยัง” หนึ่งถาม

“หิวแล้ว” ผมลูบพุงตัวเอง

“อยากกินอะไร”

คำถามนี้หนึ่งไม่ได้ถามผมแค่คนเดียว แต่ยังขอความเห็นจากคนอื่นด้วย ภพรันย์ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าขออะไรก็ได้ง่ายๆ ไวๆ ใกล้ๆ หอหน่อย เพราะวันนี้เหนื่อยแล้ว

“ร้านป้า?” ผมเสนอ

“ได้” ทุกคนตอบ

สุดท้ายพวกเราเลยมาจบอยู่ที่ร้านป้าแถวหอ

ทันทีที่เดินตามหนึ่งเข้ามาในร้านอาหารตามสั่ง ผมก็โดนกลิ่นเผ็ดฉุนของผัดกะเพราที่ป้ากำลังทำอยู่ในกระทะเสยกระแทกเข้าจมูกจนต้องปิดปากจามไม่หยุด

ไอ้หนึ่งหันมาขมวดคิ้วมอง ดูว่าผมจามเพราะอะไร

“มันฉุน กูไม่ได้ติดหวัดไอ้ภพหรอก” ผมหัวเราะแหะๆ แล้วกวาดตาหาโต๊ะว่าง ในบรรดาลูกค้ามากมายมีผู้ชายหล่อเข้มหน้าตาคุ้นๆ คนหนึ่งนั่งกระจายออร่าโดดเด่นอยู่ตรงโต๊ะยาวด้านในสุด

พี่ซัน…

พี่แกมากับเพื่อนกลุ่มใหญ่ กำลังคุยจ้อกับพี่วีร์อยู่เลย

“นั่นพี่ซันของมึงนี่” ภพเอาศอกสะกิด

“เห็นแล้ว” ผมมองเขาผ่านๆ แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับไอ้หนึ่ง ไม่คิดจะทักทายหรอก เจอกันบ่อยเกินไปแล้ว เมื่อวานก็เพิ่งไปด้วยกันมา ให้เวลาส่วนตัวพี่แกด้วยการไม่เข้าไปรบกวนดีกว่า

“กินอะไร” หนึ่งถาม ในมือมันมีปากกาลูกลื่นที่ถูกผูกติดไว้กับบอร์ดหนีบกระดาษแผ่นเล็กๆ สำหรับจดเมนูอาหาร ท่าทางพร้อมจะเขียนรายการอาหารให้ทุกคนแล้ว

“กะเพราปลาหมึกไข่ดาว” ไอ้รันย์เหมือนนอนคิดเมนูมาจากบ้าน มาถึงแม่งสั่งได้เลยแบบไม่ต้องคิด ส่วนไอ้ภพก็เหมือนผมนะ เรามองซ้ายขวาดูโต๊ะข้างๆ หาไอเดียมื้อเย็นกันอยู่

ไม่รู้จะกินอะไรดี สั่งแบบสิ้นคิดสุดๆ ไปแล้วกัน

“เอาเหมือนเดิมดีกว่า กูเอา…”

ยังไม่ทันพูดให้จบ หนึ่งก็เขียนว่า ‘ข้าวผัดหมู’ เสร็จแล้ว

นอกจากจะรวดเร็วว่องไว เมนูนั้นยังถูกต้องอีกต่างหาก อาหารสิ้นคิดของผมไม่ใช่กระเพราไข่ดาว แต่เป็นข้าวผัดต่างๆ อย่างข้าวผัดหมู ข้าวผัดกุ้ง ข้าวผัดปูวนๆ กันไป แต่ถ้ามาร้านนี้ผมจะสั่งข้ามผัดหมูตบอด

ไอ้หนึ่งก็ยังอุตส่าห์จำได้เนอะ ความจำมันโคตรแม่นเลย

“เก่งจัง จะมีใครรู้ใจกูได้เท่ามึงอีกไหมนะ” ผมประจบ

“กูตอบให้เลยว่าไม่มี” ภพยื่นปากมาตอบให้แทน

“ก็ว่างั้น คุณหนึ่งที่แสนดีของกูมีคนเดียวในโลก” ผมแกล้งยื่นมือข้ามโต๊ะไปจะเกาคางไอ้หนึ่ง เกาไปได้สองสามที มันก็เงยหน้าหนีไม่ให้เกาแล้ว หวงเนื้อหวงตัวเก่งนักนะ

“รู้ว่ามันแสนดี รู้ว่ามันมีคนเดียวในโลก มึงก็ต้องรักษามันเอาไว้ให้ดี อย่าทำให้มันเสียใจล่ะ” รันย์เอ่ยขึ้นเบาๆ แล้วมองตาผม เหมือนต้องการจะเตือนอะไรบางอย่าง

หนึ่งที่กำลังจดข้าวหมูกระเทียมให้ภพอยู่พยักหน้า

“แหม มีการพยักหน้าเห็นด้วยนะมึงนี่ ยังไงกูก็ต้องรักษาเพื่อนรักอย่างมึงไว้เท่าชีวิตอยู่แล้ว” ผมพูดยิ้มๆ

“ขอให้จริง” หนึ่งตอบเสียงเรียบเช่นเคย

ผมนั่งเท้าคางมองหนึ่งส่งกระดาษให้เด็กเสิร์ฟแล้วสั่งน้ำ เฝ้ามองทุกความเคลื่อนไหวของมัน ไม่ว่าจะคุยกับใครที่ไหน มันก็ยังหน้านิ่งไม่เปลี่ยน ผมรู้ว่าหนึ่งไม่ใช่คนขี้เก๊กนะ ก็แค่ไม่ชอบแสดงความรู้สึก ไม่ชอบทำหน้าทำตาให้น่ามอง เหมือนมันเกิดมาแบบไม่มีกล้ามเนื้อหน้าเอาไว้ยิ้ม มีแต่คิ้วกับหน้าผากเอาไว้ทำหน้าดุเฉยๆ

ไม่รู้ในหัวมันวันๆ คิดอะไรอยู่บ้าง…

ผมเดาใจมันไม่ออกจนเลิกเดาไปนานละ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันยิ้มครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ อยู่กะคนแบบนี้บางทีก็เหนื่อยใจเหมือนกัน ถ้ามันแสดงความรู้สึกออกมาบ้าง อะไรๆ ก็คงจะง่ายขึ้น

นั่งรอกันอยู่สักพัก แก้วน้ำแข็งเปล่าสี่ใบก็ถูกนำมาวางลงบนโต๊ะ หนึ่งเลื่อนแก้วกับขวดชาลิปตันมาให้ผมแล้วส่งโค้กขวดแก้วไปทางภพรันย์ มันรู้อีกเช่นกันว่าผมชอบกินน้ำแข็ง เลยเอาแก้วที่มีน้ำแข็งเยอะกว่ามาให้

“อย่ากินเยอะ เดี๋ยวคืนนี้หายใจไม่ออก”

“ครับพ่อ” ผมแอบประชดไปเบาๆ

ก็นะ อะไรคือการเลื่อนแก้วที่มีน้ำแข็งเยอะๆ มาให้แล้วบอกอย่ากินเยอะอะ ตกลงมันจะตามใจหรือจะเป็นห่วงกันแน่ สับสนไปหมด

แต่...

เพราะไอ้หนึ่งเป็นแบบนี้นี่แหละ ผมเลยทั้งรักทั้งหวงไอ้หนึ่งที่สุดในบรรดาเพื่อนทุกคน มันเป็นคนที่ตามใจผมได้ทุกอย่าง แต่ก็กล้าที่จะดุเตือนผมอย่างหวังดีด้วยเช่นกัน สำหรับผมแล้ว หนึ่งคือคอมฟอร์ทโซนแสนอุ่นสบาย ผมรู้สึกปลอดภัยทุกครั้งเมื่อหันกลับไปแล้วพบว่ามันยังยืนอยู่ข้างๆ ผมเสมอ

ไม่อยากนึกถึงวันที่ไม่มีหนึ่งอยู่เลย

มันคงไม่มีวันนั้น...ใช่ไหม



“คืนนี้ทำอะไรกันดี” ผมตั้งคำถามหลังพวกเรากินกันจนเริ่มอิ่มอืดได้พอประมาณ ร่างกายได้รับพลังงานล้นปรี่เต็มที่ พร้อมจะหาอะไรทำยามค่ำคืนตามประสาคนนอนดึกเหมือนนกฮูกแล้ว

“นอนได้ไหม กูเหนื่อย กูป่วย” ภพทำตาปรือใส่

“ฮื้อ ไม่เอา กูยังไม่ง่วง อยากดูหนัง”

“หนังอะไร” รันย์ชักสนใจ

ผมกับมันน่ะคอหนังเหมือนกันเปี๊ยบ ว่างๆ ก็หาหนังดูในโรงบ้าง ดูในเน็ตฟลิกซ์บ้าง ในขณะที่ภพชอบออกไปเตะบอลกลางแดด ส่วนไอ้หนึ่งก็คลุกตัวอยู่ในร้านกาแฟกับหนังสือสักเล่ม

“เดี๋ยวดูก่อนแล้วกัน กูตะลุยเน็ตฟลิกซ์จนไม่มีอะไรจะดูแล้ว อยากหาหนังเก่าๆ ดูบ้างอะ มึงมาห้องกูนะ” ผมถามรันย์แต่หันไปขออนุญาตไอ้หนึ่งที่เป็นรูมเมทด้วย ซึ่งมันก็พยักหน้าหงึกๆ ตามใจผมในทันที

“ได้ เดี๋ยวกูอาบน้ำเสร็จจะไปหา”

ตอนที่ผมกับรันย์ตกลงกันเสร็จเรียบร้อย มือใหญ่อบอุ่นของใครบางคนก็วางแหมะลงกลางหัว นิ้วทั้งห้าขยุ้มๆ เกาๆ จนหัวผมอย่างมันเขี้ยว ขี้แกล้งแบบนี้ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าใคร

“พี่ซัน” ผมกลอกตาส่งเสียงเอือมๆ

“รู้ได้ไง” ร่างสูงใหญ่ย้ายมายืนข้างโต๊ะแต่ยังยอมไม่ปล่อยมือออกจากหัวผมอยู่ดี “เปี๊ยกมานานยัง”

“นานแล้ว ผมกินจะอิ่มแล้วเนี่ย”

“อ้าว แล้วทำไมไม่เข้าไปทัก”

“เห็นพี่อยู่กับเพื่อนเลยไม่อยากกวน” ผมเอาหลอดแทงน้ำแข็งในแก้วเล่น ระหว่างนั่งมองเพื่อนพี่ซันทยอยเดินออกจากร้านก่อนจะแยกย้ายไปคนละทาง ยกเว้นพี่วีร์ที่ยืนรออยู่ใกล้ๆ

“คราวหน้าทักได้ไม่ต้องเกรงใจ” เขาบอก

“อะจ้า” ผมดึงมือพี่ซันออกก่อนที่หัวจะยุ่งไปมากกว่านี้ เงยหน้าไปเจอรอยยิ้มสว่างไสวรออยู่ก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานขึ้นมาได้ “พี่รีบใช้เสื้อช็อปไหม ผมจะได้เอามาคืน”

“ไม่ค่อยได้ใช้หรอก ช็อปมีไว้ใส่เท่ๆ อวดสาววันที่ไม่มีเรียน ไว้เปี๊ยกถือติดมือมาค่อยโทรบอกก็ได้”

“เอาไว้นานเดี๋ยวผมลืมนะ คืนจันทร์หน้าได้ไหม”

“ได้ จะมาคืนตอนไหนก็ไลน์มาเลย” พี่ซันพูดแล้วก้มลงมาใกล้ผมนิดหน่อย ดวงตาคมกริบจ้องไปที่จุดๆ หนึ่งบนหน้าผมแล้วเอานิ้วชี้จิ้มแก้มขวาของตัวเอง

“อะไรของพี่” ผมงง ตัวโตยังกะรถถังทำเป็นแอ๊บแบ๊วเรอะ

“กินยังไงให้เลอะเทอะเป็นเด็กๆ หืม?” เขายิ้มอบอุ่น หลังมือใหญ่ที่มีเส้นเลือดนูนชัดปาดแก้มผม เม็ดข้าวเล็กจิ๋วร่วงหล่นลงตัก ผมถึงได้รู้ว่ามีข้าวติดแก้มนี่เอง

“ขอบคุณครับ” ผมจับแก้มแล้วก้มมองข้าวเม็ดนั้นด้วยความรู้สึกแปลกๆ มันร้อนฉ่าเลยอะ ไม่ใช่ข้าวนะ แต่เป็นหลังมือของพี่เขากับแก้มของผมนี่แหละที่ร้อน

“พี่ไปนะ ไว้ค่อยเจอกัน” พี่ซันบอก

“ครับ” ผมโบกมือลาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอี้ยวคอมองตามแผ่นหลังของร่างสูงใหญ่จนลับหายไปจากถนนหน้าร้าน หันกลับมาอีกที รู้ไหมผมต้องเจอกับอะไร

รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของไอ้ภพที่กำลังรอแซวอยู่ไง

“แดกยังไงให้มอมแมมเป็นหมาวะ หืม?” ไอ้ภพเอื้อมมือข้ามโต๊ะไปปาดแก้มไอ้รันย์ ดู๊...ดูมันทำ มีการรีเพลย์ฉากที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ให้ผมดูอีกทีด้วย โคตรขี้ล้อเลย

รันย์หัวเราะหึๆ พอเป็นพิธี ส่วนไอ้หนึ่งยังคงเงียบเป็นเป่าสากตามปกติ ผมทันได้ประสานสายตากับมันแค่แวบเดียว ก่อนที่มันจะเสใบหน้าหนีไปทางอื่นแล้วหยิบขวดชาลิปตันรินลงแก้วน้ำแข็งของตัวเอง

อะไรน่ะ...

สายตาหนึ่งโคตรเย็นชาเลย



ผมนอนไม่หลับ ตีสามแล้วก็ยังพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง ได้แต่เกยแก้มบนหมอนหนุนนอนฟังเสียงฝน ตามองฝ่าความมืดข้ามไปที่อีกเตียงซึ่งตั้งอยู่เคียงกันไม่ไกลนัก

เจ้าของเงาตะคุ่มๆ บนนั้นคือไอ้หนึ่งที่กำลังนอนตะแคงหันหลังให้ มันนอนเงียบเหมือนซ้อมตาย นอนห้องเดียวกับมันมาหลายสัปดาห์ ผมไม่เคยได้ยินเสียงกรนหรือเสียงมันขยับเปลี่ยนท่านอนเลย แม้แต่เสียงลมหายใจนิดเดียวก็ไม่เคยได้ยิน แถมพอหัวถึงหมอนปุ๊บ หนึ่งก็หลับได้ในทันที

น่าอิจฉาชะมัด อยากเป็นคนหลับได้ง่ายๆ สบายๆ บ้างจัง แต่ในหัวผมมีเรื่องให้ต้องคิดมากเกินไป นับแกะก็ไม่ช่วย ยุบหนอพองหนอก็ไม่ได้ผล สุดท้ายก็เลยต้องนอนคิดอะไรไปเรื่อยๆ รอให้สมองล้าแล้วหลับไปเอง

ผมพลิกตัวกลับไปอีกด้าน หลับตาลงแล้วครุ่นคิด...

.....
....
...
..
.

“ร้องไห้ทำไม”

หนึ่งนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าผมที่อุตส่าห์หนีมานั่งแอบปาดน้ำตาอยู่ข้างเสาต้นใหญ่ในหอประชุมโรงเรียน

ครั้งสุดท้ายที่ผมร้องไห้คือตอนเลิกกับแฟนตอนปัจฉิมม.สาม ไม่นึกว่าวันปัจฉิมม.หกก็ต้องเสียน้ำตาอีกรอบให้เพื่อนเห็น ต้องโทษเพลงที่อาจารย์เปิดคลออยู่ตลอดงาน ต้องโทษพวกผู้หญิงที่สะอึกสะอื้นมาบอกลานั่นแหละ น้ำตาเลยหยดแหมะออกมาจนได้ ก็มันสุดจะกลั้นจริงๆ นี่

“ต้องจบแล้ว” ผมกลั้นใจตอบ “กู...ใจหาย”

“ปีหน้าก็อยู่ด้วยกันอีก ภพกับรันย์ก็จะไปด้วย”

ไม่รู้ทำไมไอ้หนึ่งถึงพูดด้วยความมั่นใจแบบนั้นได้ ในเมื่อมันก็รู้ว่าการเรียนของผมลุ่มๆ ดอนๆ จะตาย การสอบแกทแพทปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะหมู่หรือจ่า อ่านหนังสือจนเครียด กดดันไปหมด

“อื้อ หวังว่านะ” ผมฝืนยิ้ม แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวปล่อยให้น้ำตาพรั่งพรูออกมาอีก ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปหมด มองหน้าไอ้หนึ่งไม่เห็นแล้ว รู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำตายในน้ำตาตัวเองเลย

“พอได้แล้ว” หนึ่งส่งผ้าเช็ดหน้าให้

ผมหัวเราะแห้งๆ รับผ้ามาแต่ยังไม่ใช้ ตาเหลือบมองลงต่ำเห็นคำว่า ‘เราชอบหนึ่งนะ อยากบอกก่อนสาย แพร 6/3’ อยู่บนอกเสื้อไอ้หนึ่งที่ลายพร้อยไปด้วยรอยปากกาพอๆ กับเสื้อผม ในมือมันมีดอกกุหลาบแดงสองสามดอกที่มันคงรับมาจากบรรดาสาวๆ ที่แอบปลื้มมันอยู่

ขอหมั่นไส้ได้ไหม ในฐานะเพื่อนสนิทของมันก็ได้

“อะไรอะ ทำไมเนื้อหอม” ผมแกล้งโวยวายใส่เพื่อน เพราะอยากกลบเกลื่อนสถานการณ์เศร้าๆ ให้หายไปไวๆ หน่อย ถ้าเลือกได้ ผมก็ไม่อยากร้องไห้ให้ไอ้หนึ่งเห็นหรอก เสียฟอร์มหมด

“หล่อไง” หนึ่งพูดหน้าตาย นี่ก็กลบเกลื่อนเก่งพอกัน

“หล่อไม่จริง หล่อจริงมีแฟนไปนานแล้วไหมอะ”

“หมาปั๊กที่ไหน ห้ามกูมีแฟนก่อนมัน”

“ชะอุ่ย กูเองนี่หว่า”

“อืม” หนึ่งพยักหน้า

“ทำไมวะ” ผมสูดจมูกแล้วมองหน้าหนึ่งด้วยความสงสัย “สามปีแล้ว ทำไมยังรักษาสัญญางี่เง่าของกูอีก”

หนึ่งมองหน้าผมเงียบงัน สายตาเรียบเฉยคล้ายจะปรากฏดวงไฟอันอบอุ่นขึ้นมาชั่ววูบแล้วเลือนหาย มันจางไปไวพอๆ กับรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก

“เพราะคำพูดของมึง...สำคัญกับกูเสมอ”

ฟังคำตอบแล้วเขื่อนแตกเลย

หนึ่ง...
เพื่อนที่ดีที่สุดของผม


หนึ่งจับหน้าผมด้วยมือทั้งสองข้าง นิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ยิ่งมันทำแบบนี้ผมยิ่งใจหาย ถ้าไม่มีมันชีวิตผมจะเป็นยังไง จะอ้างว้างเคว้งคว้างเหมือนต้องลอยคออยู่ในทะเลตามลำพังไหม

แววตาผมคงฟ้องอยู่ว่ากำลังกลัว...

“ไม่ต้องกลัว กูอยู่กับมึง” หนึ่งพูดกับผมแล้วลุกขึ้นยืน ฝ่ามืออบอุ่นที่ผมคุ้นเคยดีเสมือนว่าเป็นมืออีกข้างของตัวเองยื่นส่งมาให้ตรงหน้า “ไปด้วยกัน”

ผมจับมือข้างนั้นพยุงตัวลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง

ภพกับรันย์กำลังรออยู่หน้าประตูหอประชุมพร้อมรอยยิ้มกว้าง งานปัจฉิมจบลงสักพักแล้ว หลายคนยังรั้งรอถ่ายรูปกับเหล่าอาจารย์ หลายคนพูดคุยร่ำลาเพื่อนต่างห้องอยู่ ในขณะที่หลายคนทยอยกันออกไปข้างนอก เพราะยังมีสถานที่และผู้คนอีกมากมายรอให้ไปบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย

“ว๋ายยย มีคนขี้แยเหรอวะ” ภพล้อเลียน

“สัดภพ” ผมไล่เตะมัน

รันย์หัวเราะร่วน หนึ่งมองตามแล้วยิ้มจางๆ

ท้ายที่สุดแล้วพวกเราก็เดินไปด้วยกันผ่านซุ้มประตูโค้งที่จัดแต่งด้วยพุ่มใบไม้ปลอมกับดอกไม้พลาสติก ฝั่งด้านหน้าของซุ้มนั้นมีข้อความที่ใช้ต้อนรับพวกเราตอนเดินเข้าหอประชุมว่า ‘พิธีปัจฉิมนิเทศ อำลาสถาบัน ปีการศึกษา ๒๕๖๐’ แต่เมื่อมองมาจากด้านหลังกลับกลายเป็นอีกข้อความสำหรับบอกลา...

‘จากจรไม่จากลา เพื่อนกันตลอดไป’
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:22:39 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 6.2 เพื่อน
บางคนคอยอยู่เคียงข้าง
บางคนทำให้เจ็บปางตาย



:: ผม – คนที่ฆ่ากันทั้งเป็น  ::



คืนนี้ผมว่าง ไม่มีอะไรทำ การบ้านก็ไม่มี

ราวๆ สองทุ่ม ไอ้ภพที่ง่วงเต็มแก่ยอมลากสังขารตามไอ้รันย์มาคลุกอยู่ที่ห้องของผม พวกมันสามคนจุ่มหัวกันอยู่หน้าโน้ตบุ๊กหาหนังในเน็ตฟลิกซ์อยู่

ได้ยินแว่วๆ ว่าคนนึงอยากดูหนังซอมบี้ อีกคนอยากดูหนังรถซิ่ง เถียงกันอยู่หลายนาที ไม่รู้ตกลงกันยังไงถึงได้ไปจบด้วยการเปิดเว็บเถื่อนดูหนังเรื่องเพื่อนสนิทแทน
 
รู้จักไหม เพื่อนสนิท หนังเก่าปี 2005 เรื่องของไข่ย้อยที่แอบรักดากานดาซึ่งเป็นเพื่อนสนิท ผมเคยดูเรื่องนี้มานานแล้วสมัยที่ช่องเจ็ดนำกลับมาฉายใหม่ พอพวกมันเปิดดูกันเลยไม่ค่อยสนใจเท่าไร

ผ่านไปพักใหญ่ เล่นเกมจบไปหลายตา โน้ตบุ๊กโอบที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือก็ยังคงฉายหนังเรื่องเดิมอยู่

ตอนนี้หนังมาถึงฉากที่ไข่ย้อยเดินโขยกเขยกลากเฝือกเข้าไปในห้องหนังสือของนุ้ย และหนังสือเจ้าชายน้อยก็ถูกหยิบออกจากชั้นวาง จำได้ว่าหนังสือเล่มนี้ดังมาก ผมเห็นมันมานานแล้วแต่ยังไม่เคยอ่านสักที

สงสัยต้องหามาอ่านสักรอบแล้วละมั้ง

ผมคิดเงียบๆ ก่อนพลิกตัวนอนคว่ำ กวาดตามองภพกับรันย์ที่นั่งระเกะระกะอยู่บนพื้น โอบนอนกอดตุ๊กตาลูกเจี๊ยบอยู่บนเตียงผม สีข้างเบียดอยู่กับต้นแขนผม ส่วนดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองไปที่หนัง

“ทำไมไม่ไปนอนเตียงมึงดีๆ” ผมถาม

“แต่เตียงมึงตรงกับโต๊ะอ่านหนังสือนี่นา” โอบบุ้ยปากไปทางโน้ตบุ๊กซึ่งวางอยู่บนโต๊ะปลายเตียง เจอเหตุผลนี้เข้าไปเลยเถียงไม่ออก ผมจึงตามใจโอบ ปล่อยให้มันนอนเบียดต่อท่าเดิม

สองชั่วโมงผ่านไป หนังก็ยังไม่จบ

ฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่นอกระเบียง ไม่รู้ฝนจะตกหรือไม่ตก ผมรีบลุกออกไปเก็บแคคตัสของไอ้โอบเข้าห้องก่อนเลย พอเดินวกกลับมาอีกที ไอ้โอบก็ย้ายไปนั่งเบียดอยู่ตรงกลางระหว่างภพกับรันย์ที่พื้นแล้ว และตอนนั้นหนังก็มาถึงฉากไคลแมกซ์ของเรื่องพอดี

‘ดากานดา ฉันรักแกว่ะ’ ไข่ย้อยตัดสินใจสารภาพรักกับดากานดาที่ขณะนั้นมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว คำตอบที่ได้กลับมาจึงกลายเป็นคำถามสั้นๆ ว่า ‘แกมาทำอะไรเอาตอนนี้’ จากนั้นเพลงช่างไม่รู้เลยก็ดังขึ้นคลอไปกับภาพเคลื่อนไหว

เจ้าสามคนบนพื้นตั้งใจดูฉากนี้กันสุดๆ

กลั้นใจดู อินกันเหลือเกิน

คนที่ควรอินที่สุดควรเป็นกูไหมหรือยังไง?

“ถ้าพวกมึงเป็นไข่ย้อย มึงจะทำแบบนี้ไหม” จู่ๆ โอบก็ถามขึ้น “จะปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆ แล้วสารภาพรักออกมาในวันที่สาย ทั้งที่ดากานดาก็ชอบมึงเหมือนกันไหม”

“ดากานดาชอบไข่ย้อยเหรอ” ภพถาม ไอ้นี่เสือกหลับๆ ตื่นๆ ตลอด ผมยังตามเรื่องทันมากกว่ามันอีก

“กูว่าชอบแน่ๆ ฉากในเต๊นท์ก็ออกจะชัดนะ”

ฉากที่โอบพูดถึงคือฉากที่ไข่ย้อยนับเลขหนึ่งถึงสิบตอนที่ดากานดาหลับอยู่ในเต๊นท์ วิธีนั้นแม่ของดากานดาแนะนำไข่ย้อยมาเอาไว้ใช้ทดสอบว่าคนที่เราชอบ...ชอบเราบ้างไหม โดยให้ทำตอนที่อีกฝ่ายหลับ ตั้งกระแสจิต นับหนึ่งถึงสิบ หากคนที่ชอบลืมตามาก่อนนับครบสิบ คนๆ นั้นก็ชอบเราอยู่เหมือนกัน 

ดากานดาไม่ได้ลืมตามาระหว่างนั้น แต่เมื่อไข่ย้อยมุดออกจากเต๊นท์ไป บนใบหน้าดากานดากลับมีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ตัวหนังไม่ได้บอกตรงๆ ว่าเธอรักไข่ย้อยไหม ทว่าฉากนี้ก็ชวนให้หลายคนคิดอยู่ว่าใช่...ว่าชอบ ในขณะที่อีกหลายคนคิดว่าเธอแค่ฝันไปเฉยๆ ไม่สามารถบอกได้เลยว่าดากานดายิ้มเพราะอะไร

โอบคงเป็นคนในกลุ่มที่คิดแบบแรกละมั้ง

“เอาตรงๆ นะ กูไม่มีประสบการณ์ว่ะ ถ้าเป็นมึง มึงทำไง?” ภพหาวจนตาเยิ้มขณะย้อนถามโอบ

“ไม่รู้เหมือนกันแฮะ ขอคิดก่อน ถ้าเป็นกูเหรอ” โอบจับคางแล้วคิดหนัก “เอางี้ สมมติว่ากูเป็นดากานดา ถ้ากูชอบไข่ย้อย ฉากในเต๊นท์กูคงลืมตา คว้าคอไข่ย้อยมาจูบแล้ว ไม่ปล่อยให้ลอยนวลออกไปง่ายๆ แน่นอน”

“แรดมากมึง ถ้าไอ้โอบเป็นดากานดา สงสัยหนังแม่งจบตั้งแต่ชั่วโมงแรกแน่เลยว่ะ” ภพหัวเราะครืน

“เอ้า ก็ถ้ากูชอบใคร กูก็ต้องทำอะไรบ้างไง ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปหลายปีโดยไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก เสียดายเวลาในชีวิตบ้าง โห ทำได้ไง แอบรักมาราธอน เป็นกูคงอกแตกตาย รีบๆ สารภาพ ป่านนี้ลงเอยกันไปนานแล้ว”

“ไม่กลัวเสียเพื่อนเหรอ” ผมตอบจากใจล้วนๆ

ภพกับรันย์หุบยิ้มแล้วหันมามองผมอย่างตกใจ

“มาขนาดนี้แล้ว ยังจะต้องกลัวเสียเพื่อนอีกเหรอ” โอบพูดทั้งที่ตายังจ้องจอโน้ตบุ๊กอยู่ “สำหรับกู ตั้งแต่วินาทีแรกที่คิดจะแอบรักเพื่อนสนิท ความเป็นเพื่อนที่เคยมีก็จบลงแล้วแหละ”

ผมเงียบ...

โอบคิดแบบนี้จริงๆ เหรอ

เคยคิดว่าการซ่อนความรู้สึกเอาไว้เป็นความลับคือหนทางเดียวที่จะรักษามิตรภาพของเราไว้ได้ กลับกลายเป็นว่าแค่ผมแอบรักมันอยู่เงียบๆ ทุกอย่างก็จบลงแล้วตั้งแต่เริ่มต้น

ภพเอามือลูบหน้าแรงๆ ท่าทางอึดอัดใจอยากจะคำรามเต็มแก่ รันย์ที่นั่งอยู่ใกล้ผมที่สุดรีบส่ายหน้าเตือนให้ผมหยุดต่อบทสนทนากับโอบในหัวข้อที่อันตรายแบบนี้

ทำไมผมจะไม่รู้ว่าการคุยเรื่องนี้มันเสี่ยง ทำไมจะไม่รู้ว่าอาจทำให้โอบระแคะระคายสงสัย แต่ผมอยากได้ยินจากปากโอบจริงๆ ว่ามันคิดยังไง ถ้าหากรู้ว่ามันมีเพื่อนสนิทที่คิดไม่ซื่อแบบผม

“สมมติว่าไม่ใช่เรื่องของดากานดากับไข่ย้อย แต่เป็นกูที่ชอบมึง มึงจะยังพูดแบบนี้อยู่ไหม” ผมถามเสียงเรียบ ทุกอย่างที่แสดงออกทั้งสีหน้าและแววตายังคงเฉยเมยเป็นปกติ
 
เรื่องซ่อนความรู้สึกไม่มีใครเก่งเกินผมหรอก

“ถ้าเป็นมึงน่ะเหรอ”

เรามองหน้ากัน...สบตากัน ความเงียบน่าอึดอัดแผ่ขยายตัวอยู่ในห้อง ภาพยนตร์ที่เปิดค้างถูกละเลยไม่มีใครสนใจ เวลานี้แม้แต่ภพกับรันย์ก็ยังรอลุ้นกับคำตอบของโอบไปพร้อมๆ กับผม

“ต่อให้เป็นมึง กูก็คงตอบแบบเดิมนะ”

เดาได้มานานแล้วว่าคำตอบจะต้องเป็นแบบนี้ แต่พอได้ยินตรงๆ กับหูก็ยังเจ็บอยู่ดี เจ็บกว่าที่คิดด้วย

“เมื่อไหร่ที่มึงข้ามเส้นเฟรนด์โซนมา มึงก็ไม่ใช่เพื่อนของกูแล้ว ทุกอย่างระหว่างเราจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก” โอบพูดต่อ

“อืม” ผมรับคำเบาๆ

“มึงคิดดูสิ เราเป็นเพื่อนกันมาสิบสี่ปีแล้ว ถ้าเจอเรื่องแบบนี้ ต่อไปเราจะมองหน้ากันยังไงล่ะ กูคงทำตัวไม่ถูกอะ ไม่ไหวจริงๆ แล้วกูก็ติดมึงจะตาย ถ้ามึงไม่เหมือนเดิม กูคงทำใจไม่ได้แน่เลย” โอบยังพูดจ๋อยๆ เสียงเจื้อยแจ้ว

“นั่นสินะ” ผมทำเป็นคล้อยตาม ทั้งที่รู้สึกผิดและเสียใจจริงๆ หากรู้มาก่อนว่าการแอบรักเพื่อนสนิทคือความผิดมหันต์ในสายตาโอบ ผมคงจะหยุดหัวใจตัวเองเอาไว้ไม่ให้ถลำลึกมาไกลขนาดนี้

“อื้อ หรือมึงไม่คิดเสียดายหรือเสียใจเหรอ ถ้าเกิดจู่ๆ ทุกอย่างก็พังลง มิตรภาพสิบสี่ปีหมดค่าหมดความหมาย เพราะใครคนใดคนหนึ่งคิดไม่ซื่อน่ะ”

ผมพยักหน้า ไม่ได้เห็นด้วยกับโอบหรอก แต่พยักหน้าแทนการรับรู้ เพราะเพิ่งได้เข้าใจว่าทุกสิ่งในความสัมพันธ์ของเราสามารถหมดค่าหมดความหมายได้ง่ายดายขนาดนั้น

“นี่แค่สมมติเล่นๆ กูก็กลัวแล้วอะ” โอบย่นคิ้ว ทำหน้าหวั่นใจแล้วเขยิบมาเกาะขาผม “กูไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ไม่อยากเสียมึงไปเลย ดังนั้นมึงห้ามข้ามเส้นมาเด็ดขาดนะไอ้หนึ่ง”

แต่กูรักมึงมานานแล้วนะ
มึงรู้บ้างไหม...


ผมนิ่งมอง ปล่อยให้มันพูดต่อ โดยพยายามไม่สำลักความเจ็บปวดออกไปทางสายตาแบบเมื่อตอนเย็น...ตอนที่พี่ซันเช็ดแก้มให้โอบแล้วมันก็มองตามหลังเขาไปจนถึงไหนต่อไหน

ตอนนั้นผมเจ็บจนชา หัวใจเย็นเยียบเป็นน้ำแข็งเลย

“สิ่งเดียวในชีวิตที่กูอยากให้เป็นจริงมากๆ มีอยู่ข้อเดียว นั่นคือการมีมึงอยู่ในชีวิตไปนานๆ” โอบดึงหน้าผมให้ก้มลงมองตามัน ริมฝีปากแดงเรื่อน่ารักยิ้มให้อย่างไร้เดียงสา “มึงอยู่เป็นเพื่อนกับกูไปนานๆ นะ”

รู้อยู่แก่ใจว่าควรส่งเสียง ‘อืม’ หรือพยักหน้าสั้นๆ ตอบไป แต่ผมทำไม่ได้ ไม่รู้เลยว่าถ้าตกปากรับคำไปในหนนี้ผมจะต้องเสียใจเพราะคำว่าเพื่อนไปอีกนานแค่ไหน

“นะๆ สัญญากับกูสิ” โอบแนบแก้มลงบนหลังมือผมที่วางอยู่บนเข่า ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใสแจ๋วทอประกายออดอ้อน หัวใจผมอ่อนยวบยาบเป็นขี้ผึ้งลนไฟ

ได้...
อะไรก็ได้ ยอมหมดทุกอย่างแล้ว
แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่กูตามใจมึง


“สัญญา” ผมส่งเสียงตอบผ่านลำคอที่ตีบตัน รู้สึกดวงตาร้อนผ่าวเหมือนถูกไฟเผา พยายามกล้ำกลืนทุกอย่างที่กำลังจะล้นทะลักแล้วแต่ทำไม่สำเร็จ เพราะมันมาถึงจุดที่สุดจะทนแล้วจริงๆ

ไม่ไหว อีกแค่วินาทีเดียวก็ไม่ได้

ต้องรีบออกไป ก่อนจะพังลงแทบเท้ามัน

ผมลุกขึ้นยืน มือวางบนหัวโอบอย่างอ่อนโยนก่อนที่มันจะแหงนหน้ามามองผม อย่ามองเลย อย่าเห็นเลย ใบหน้าของคนที่ไม่เหลือแรงจะกลบเกลื่อนความรู้สึกอะไรแล้ว มันคงไม่น่ามองเท่าไร

“มึงจะไปไหนอะ” โอบถาม

“หิว จะไปเซเว่น” ผมบอกแล้วเดินออกมาเลย หวังว่าจะไม่เผลอทิ้งพิรุธอะไรไว้เบื้องหลัง หรือถึงจะมี ก็ช่างมันไปก่อนเถอะ ผมเหนื่อยแล้ว เหนื่อยมากจริงๆ

เห็นโอบใกล้ชิดสนิทสนมกับคนอื่น ยังไม่เจ็บเท่าโดนผลักตกกำแพงเฟรนด์โซนสูงเสียดฟ้า ร่วงลงมาเจ็บหนักปางตายอยู่บนพื้น แต่ยังตายไม่ได้เพราะถูกโอบยื้อไว้ด้วยคำสัญญา ขอให้อยู่กับมันไปนานๆ

จะไปโทษว่าโอบใจร้ายก็คงไม่ได้...

โอบชัดเจนกับผมเสมอว่ามันคิดกับผมแค่เพื่อน ผมไปรักมันเองก็ต้องรับผิดชอบความรู้สึกตัวเองให้ได้

“เดี๋ยวไอ้หนึ่ง รอกูด้วย!” เสียงรันย์เรียกตามมาด้วยเสียงวิ่งลากรองเท้าแตะดังก้องไปทั่วระเบียงหน้าห้อง

ผมไม่ได้หันกลับไปมองแต่รีบก้าวเท้าเดินให้ไวขึ้น

“จะรีบไปไหนวะ” รันย์คว้าไหล่ผมได้ตรงชานบันได

ผมเงยหน้าจากพื้นกระเบื้องสีขาวใต้ฝ่าเท้า ขบฟันแน่น กะพริบตาถี่ๆ ขณะกลืนความรู้สึกลงท้อง ก่อนเบนใบหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย สบตากับเพื่อนที่อุตส่าห์วิ่งตามมาดูอาการด้วยความเป็นห่วง

“โธ่ มึง...” รันย์ถอนหายใจทันทีที่เห็นหน้าผม

ผมไม่รู้ว่าตัวว่ากำลังทำหน้าแบบไหนอยู่

รู้แต่ว่าเหนื่อยแล้ว...ก็คงต้องพักสักที



เซเว่นที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างไปประมาณสองซอย

ใช้เวลาห้านาทีเดินจากหอออกมาสู่ถนนใหญ่ ดึกแล้วแต่ถนนหกเลนยังมีรถอยู่บ้างประปราย ร้านชายสี่บะหมี่เกี๊ยวกับร้านโจ๊กที่ตั้งรถเข็นอยู่ข้างกันบนฟุตปาธมีคนนั่งกินเหงาๆ สองสามโต๊ะ

ข้างตัวผมคือไอ้รันย์ที่เดินไปพูดไปไม่หยุด รู้สึกขอบคุณมันนะที่อุตส่าห์มาอยู่เป็นเพื่อนผมในเวลาแบบนี้ เสียแต่ว่าผมไม่มีอารมณ์จะคุยกับมันเท่าไร ถ้าเลือกได้ก็อยากอยู่เงียบๆ มากกว่าน่ะ

“เป็นไง เงียบเชียว เจ็บหนักเหรอวะ” รันย์ถาม

ผมเงียบ ถึงไม่พูด มันก็น่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว

“กูว่ามึงควรเริ่มคิดได้แล้วนะว่าจะเอายังไงต่อดี จะแอบรักแอบรอไอ้โอบต่อรอมันใจอ่อน หรือจะตัดใจแล้วทำตามสัญญา อยู่เป็นเพื่อนโอบไปนานๆ แบบที่มันขอ”

“มึงคิดว่ากูควรทำไง” ผมถามทั้งที่มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

“เอาตรงๆ นะหนึ่ง ถึงกูกับภพจะชอบเชียร์ให้พวกมึงได้กัน แต่พอเห็นมึงเจ็บขนาดนี้ กูสงสารว่ะ ไม่อยากเห็นมึงทรมานไปมากกว่านี้ อยากให้มึงตัดใจแล้วรักตัวเองมากๆ”

ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดเรื่องตัดใจมาก่อน แต่ตอนนี้...คำตอบต่างๆ ที่ได้มาจากโอบก็ค่อนข้างชัดเจน และทางเลือกที่รันย์พูดมามันก็ตรงกับสิ่งที่ผมคิดอยู่ด้วย

ถึงเวลาที่ต้องพอแล้วจริงๆ

“กูเหนื่อย พักสักหน่อยก็ดี”

“อืม ถ้าเหนื่อยก็ถอยออกมาพักก่อน กูเห็นมึงรักแต่โอบ ห่วงมัน เอาใจมัน ดูแลมัน แต่กูไม่เคยเห็นมึงทำอะไรเพื่อตัวเองมานานแล้วนะ พักดูแลหัวใจบ้างก็ไม่เลว”

ปัญหาคือผมต้องอยู่กับโอบทุกวัน ต้องทำตัวเป็นปกติให้มันต่อไปเรื่อยๆ เหมือนเดิมแบบนี้ ไม่รู้จริงๆ ว่าจะถอยออกมาพักใจได้ยังไง ที่สำคัญ...

“กูกลัวจะใจอ่อน”

“มึงต้องหนักแน่นไว้ เลือกเอาว่าอยากจะเจ็บแล้วจบ หรืออยากจะเจ็บซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่พวกมึงมองหน้ากันไม่ติด พอถึงตอนนั้นแม้แต่คำว่าเพื่อน มึงก็รักษาเอาไว้ไม่ได้แล้วนะ”

ผมเดินช้าลงขณะคิดตามคำพูดจองรันย์ ในเมื่อทางไหนผมก็เจ็บทั้งนั้น หากกัดฟันถอยออกไปตอนนี้ อย่างน้อยก็น่าจะรักษาสัญญาที่ให้กับไอ้โอบเอาไว้ได้...ใช่ไหม

เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป

“จะพยายาม”

“กูเอาใจช่วยมึงนะ จริงๆ อยากแนะนำให้มึงเปิดใจกว้างๆ ด้วย ลองมองหาคนอื่นดีไหม คนที่มึงชอบเขาได้แล้วเขาพร้อมที่จะชอบมึงตอบอะ จะได้หัดอยู่ให้ห่างๆ โอบบ้าง อีกอย่างมีคนช่วยดามใจ มึงจะได้เจ็บไม่นาน”

“พูดเหมือนหาง่าย” ...หมายถึงคนอื่นน่ะ

“ใครจะรู้ มึงอาจเจอคนของมึงในเซเว่นก็ได้” รันย์พูดติดตลก ขณะเดินอ้อมหมาสีน้ำตาลตัวอ้วนเป็นหมูที่นอนขวางหน้าประตูเข้าไปในเซเว่นที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ

พวกเราแยกกันเดิน ผมแวะไปดูตู้แช่ไอศกรีมเป็นอย่างแรก ส่วนไอ้รันย์ก็หายหัวไปไหนไม่รู้ ผ่านไปสักพักมันถึงเดินกลับมาหาผม แต่ไม่ได้หยิบขนมอะไรมาด้วยสักชิ้น

“มึงไม่ซื้อของ?” ผมมองมือว่างเปล่าของเพื่อน

“กูแค่ตามมาดูมึงเฉยๆ ไม่รู้จะซื้ออะไรดี” รันย์ว่า “แต่ตะกี้ไอ้ภพไลน์มาบอกให้ซื้อโจ๊กกลับไปให้มันด้วย เดี๋ยวกูไปซื้อโจ๊กแป๊บนึงนะ มึงอยู่นี่แหละ เดี๋ยวกูมาหา”

“เดี๋ยวกูกลับเอง”

“โอเค ดีเลย งั้นมึงอยู่คนเดียวนะ” รันย์ทำท่าจะเดินไปแล้วก็เกิดนึกอะไรออก “เอ้อ! กูเห็นมีเกี๊ยวมาใหม่ในตู้แช่ มึงลองไปดูดิ กูว่าน่ารักดี น่ากินมาก”

“เกี๊ยวบ้าอะไรน่ารัก”

“เกี๊ยวรูปกระต่ายไงมึง ขาวๆ นุ่มๆ”

“มีด้วยเหรอเกี๊ยวรูปกระต่าย” เกิดมาไม่เคยได้ยิน เกี๊ยวที่ไหนเขาห่อกันเป็นรูปกระต่าย หรือไอ้รันย์จะหมายถึงซาลาเปาไส้ครีม...แรบบิทครีม?

“อยากรู้ มึงก็ไปดูเอง กูไปละ”

ผมขมวดคิ้วมองตามไอ้รันย์ที่ยิ้มระรื่นเดินหนี ก่อนจะรุดไปดูให้หายข้องใจว่าเกี๊ยวรูปกระต่ายคืออะไร แต่ในตู้แช่เย็นก็มีแต่เกี๊ยวกุ้ง เกี๊ยวชีส เกี๊ยวลุยสวน เกี๊ยวซอสญี่ปุ่น ไม่เห็นจะมีอะไรใหม่

ไหนวะ เกี๊ยวกระต่าย...

“หนึ่ง?”

ผมชะงักเมื่อถูกเรียกด้วยเสียงนุ่มเบา

พี่จันทร์ถือแก้วชาเย็นที่เพิ่งกดมาจากตู้เครื่องดื่ม ยืนอยู่ข้างๆ ผมในสภาพสวมรองเท้าแตะกับชุดนักศึกษาปล่อยชายเสื้อสบายๆ หนีบขวดชาเขียวฟูจิไว้ใต้แขน หน้าตาดูอ่อนล้าซีดเซียวยามอยู่ใต้แสงไฟสว่างจ้าในร้านเซเว่น

“ทำไมยังไม่กลับบ้านครับ” ผมถาม

“ไปทำงานที่หอเพื่อนมาน่ะ กำลังจะกลับ”

ผมกวาดตามองไปรอบตัว นอกจากแคชเชียร์สองคนที่ยืนคุยกันอยู่หลังเคาน์เตอร์ ในร้านก็มีแค่เราสองคนเท่านั้น ไหนล่ะเพื่อนพี่จันทร์ ทำไมถึงปล่อยให้พี่อยู่คนเดียว

“เพื่อนพี่แยกย้ายกันไปหมดแล้ว พี่หิวเลยมาแวะเซเว่นก่อนกลับบ้าน” พี่จันทร์พูดออกมาราวกับอ่านสายตาสงสัยของผมออก ซึ่งก็ใช่จริงๆ นั่นแหละ

“ครับ” ผมรับคำสั้นๆ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เกี๊ยวกระต่ายก็หาไม่เจอ เลยยืนมองมือขาวที่เคลื่อนไหวอยู่แถวๆ ถุงขนมหวานในตู้แช่เย็นแทน

พี่จันทร์กำลังเลือกขนม คัพเค้กโบราณถูกหยิบขึ้นมาเป็นอันแรก ตามด้วยเค้กโรลครีมสด พุดดิ้งไข่ชานม แซนด์วิชอบร้อนไส้หมูหย็องน้ำสลัด และอะไรอีกไม่รู้ที่พี่คิดจะหยิบมาเพิ่ม

หยิบเก่ง... หยิบจนถือไม่ไหวแล้วนั่น

ผมส่งมือที่ว่างอยู่ไปช่วยถือแก้วชาเย็นให้

“ขอบใจนะ” พี่จันทร์ยิ้ม “เดี๋ยวๆ พี่ขอกินอีกอึกสิ”

มือเย็นเฉียบสัมผัสหลังมือผมบนแก้วอย่างนุ่มนวล

พี่จันทร์จรดริมฝีปากที่ขอบแก้ว ก้มลงจิบเครื่องดื่มด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อย อึกเดียวแล้วก็พอ จบด้วยการช้อนมองผมด้วยดวงตากลมใส อมยิ้มขี้เล่นแบบที่ทำให้นึกถึงกระต่ายซนๆ

อ่า กระต่าย เพิ่งนึกขึ้นได้ เพิ่งเข้าใจ

นี่ใช่ไหมเกี๊ยวกระต่าย

ไอ้สัดรันย์

มึง...



กว่าจะได้ออกจากเซเว่น หมาที่อ้วนเป็นหมูก็หายไปไหนแล้วไม่รู้ แถวนี้เหลือแต่กระต่ายหิวโซที่กำลังยืนดมกลิ่นแซนด์วิชร้อนๆ ในถุงอยู่ตรงหน้าผม

“ถึงบ้านคงเย็นหมด” พี่จันทร์ทำหน้าหงอย

เห็นแบบนี้เลยอดใจอ่อนไม่ได้ ไหนๆ แซนด์วิชไส้หมูหย็องของพี่จันทร์ก็ควรรีบกินก่อนจะเย็น ส่วนตัวผมเองก็มีซาลาเปาไส้หมูแดงร้อนๆ รออยู่เหมือนกัน งั้นก็กินมันตรงนี้เลยสิ

“นั่งไหมครับ” ผมชวนแล้วนั่งบนพื้นต่างระดับหน้าเซเว่น ตรงนี้โล่งและสว่าง พอจะนั่งได้ ยังไงผมก็ยังไม่อยากกลับหอไปเจอโอบอยู่แล้ว ถ้าจะให้นั่งเป็นเพื่อนใครกินมื้อดึกสักพักคงไม่เป็นไร

พี่จันทร์เองก็ไม่ปฏิเสธแค่นั่งลงข้างผมเงียบๆ

ระหว่างนั้นไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้นแม้แต่คำเดียว ต่างคนต่างกิน ต่างคนต่างจมอยู่ในโลกของตัวเอง เหมือนแค่นั่งข้างกันไว้ให้อุ่นใจเฉยๆ ว่าเราไม่ได้นั่งเหงาอยู่ริมถนนดึกๆ ดื่นๆ ตามลำพัง

ในความคิดผม นี่เป็นช่วงเวลาที่สงบดี

พี่จันทร์นั่งเหยียดขาบิแซนด์วิชกินโดยไม่พูดอะไร ส่วนผมก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เหม่อมองรถบนถนนบ้าง มองเงาตะคุ่มของหมู่ตึกที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้าง เงียบสงัดแต่ไม่น่าเบื่อไม่น่าอึดอัด...แปลกดีเหมือนกัน

รู้ตัวอีกที เวลาก็ผ่านไปนานเป็นชั่วโมงแล้ว

น้ำแข็งในแก้วชาเย็นกับแก้วบิ๊กกัฟที่วางคั่นอยู่ตรงกลางละลายหายจนหมด ข้างตัวผมไร้ความเคลื่อนไหวเหมือนไม่มีใครนั่งด้วยมาสักพักแล้ว พอหันไปดูก็พบว่าพี่จันทร์กำลังนั่งกอดเข่า หลับตา วางคางบนแขนที่ทับก่ายกันอยู่

อ้าว หลับแล้ว?

“พี่จันทร์ครับ” ผมเรียก

คนหลับขยับตัวเล็กน้อยแต่ไม่ยอมตื่น ใบหน้าเอียงมาทางผม เนื้อแก้มที่น่าจะนุ่มนิ่มเกยย้วยอยู่บนท่อนแขน แล้วนี่ตัวยิ่งเล็กๆ อยู่ พอนั่งกอดเข่าขดๆ ม้วนๆ เลยดูเหมือนก้อนกระต่ายนุ่มฟูเข้าไปใหญ่

หลับได้น่าเอ็นดูจนไม่กล้าปลุกเลย

ผมปล่อยให้พี่จันทร์งีบต่อไปเงียบๆ จนกระทั่งลมเย็นเจือกลิ่นฝนพัดผ่านมาวูบใหญ่ ทำให้ผมด้านหน้าที่ค่อนข้างยาวของคนหลับร่วงลงมาปรกระเกะระกะบนเปลือกตา

ผมยื่นมือออกไป คิดจะปัดมันออกให้

แต่กลับต้องลังเล...

จู่ๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้มของโอบก็แวบขึ้นในหัว ทำให้มือผมชะงักค้างอยู่กลางอากาศห่างจากศีรษะพี่จันทร์ไม่ถึงคืบ จังหวะนั้นเองที่ผมคล้ายจะได้ยินเสียงรันย์กระซิบข้างหู

“...ลองมองหาคนอื่นดีไหม...”

หัวใจกับสมองตีกันวุ่นวายเพราะประโยคนี้ หัวใจร้องค้านว่ามีโอบอยู่แล้วทั้งคน ผมจะหาคนอื่นไปทำไมอีก ส่วนฝ่ายสมองก็แผดเสียงถามว่าสามปีมานี้เจ็บซ้ำๆ ไปกี่รอบแล้วและจะพอได้เมื่อไหร่

นั่นสินะ พอเถอะ...

ผมลบภาพใครบางคนออกจากหัว มือเคลื่อนไปเกลี่ยปอยผมให้พ้นหน้าผากขาวซีดของใครอีกคน แค่ปลายนิ้วสัมผัสผ่านเพียงแผ่วเบา พี่จันทร์ก็รู้สึกตัวตื่น

ดวงตาง่วงงุนปรือมองมือที่ยังแทรกอยู่ในเส้นผม

กำลังกังวลอยู่ว่าพี่จันทร์จะไม่พอใจหรือเปล่าที่ผมถือวิสาสะขนาดนี้ แต่พี่กลับไม่ว่าอะไร ซ้ำยังขยับศีรษะเอียงหูให้ผม ดวงตาคู่สวยทอดมองแบบนิ่งอ้อน ส่งสัญญาณชัดว่าพี่ต้องการอะไรบางอย่าง

อะไรบางอย่างที่ผมดันเข้าใจว่ามันคืออะไร

ได้หรือ... จะดีหรือ... ผมคิดก่อนค่อยๆ เกี่ยวเส้นผมนิ่มลื่นไปทัดไว้หลังใบหูพี่จันทร์ด้วยปลายนิ้วสั่นเทา สงสัยว่าปฏิกิริยาโต้ตอบของพี่หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

ชั่วขณะที่รอคอย เวลาเหมือนเดินช้ากว่าปกติ

ผมเฝ้ามองความเคลื่อนไหวบนริมฝีปากของพี่จันทร์ ตั้งแต่วินาทีแรกที่มันเริ่มขยับจนถึงวินาทีที่มันกลายเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างเชื่องช้า และสร้างความหวานอุ่นๆ เจือจางรสขมในใจผม

“เที่ยงคืนแล้วนะครับ” ผมบอก

“เที่ยงคืนแล้วเหรอ” พี่จันทร์ยืดตัวตรง หงายข้อมือดูนาฬิกาแล้วขมวดคิ้ว “จริงด้วย พี่คงต้องกลับบ้านแล้ว”

ผมลุกขึ้นยืนก่อน เห็นพี่จันทร์ยืนตามแล้วแอบปิดปากกลั้นหาวจนน้ำตาไหล ง่วงขนาดนี้จะกลับบ้านไหวหรือเปล่า ไม่อยากให้หลับในกลางทางจนเกิดอุบัติเหตุ

“ขับรถไหวไหมครับ”

“ตอนนี้ยังไหวแต่ดึกกว่านี้คงต้องนอนหน้าเซเว่นแล้วละ” พี่จันทร์ยิ้มอารมณ์ดีแล้วโบกมือเบาๆ บอกลา “ไปนะ”

ผมพยักหน้าตอบ พอพี่จะเดินผ่านก็พูดขึ้น

“ขับรถดีๆ นะครับ”

พี่จันทร์ชะงักแล้วหันกลับมามองด้วยความแปลกใจ ดวงตาดำขลับพราวแสงระยิบระยับ ไฟสว่างจ้าสีขาวจากร้านเซเว่นทำให้เห็นหูค่อยๆ ขึ้นสีแดงจัดต่อหน้าต่อตาผม

“อื้ม หนึ่งก็...นะ”

คำพูดเบาจางเลือนหายไปตอนมีมอเตอร์ไซค์แล่นผ่าน ผมไม่ทันได้ยินคำตรงกลางที่น่าจะสำคัญ เดาว่าคงบอกให้ ‘กลับดีๆ นะ’ ละมั้ง หรือไม่ใช่?

“เมื่อกี้ว่าอะไรนะ” ผมถามให้แน่ใจ

พี่จันทร์มองตาผมแล้วพูดซ้ำอีกที

“ฝันดีนะ”



แฮชแท็ก #เขาคุณเราผม นะคะ

บทที่ 6 มีแค่ฝั่งหนึ่งกับโอบนะคะ ไม่มีมุมซันกับจันทร์
ขออนุญาตแย้มว่าหลังจบบท 6 เราก็จะเข้าดินแดนสายไหมนุ่มฟูแล้วนะคะ ฮือออ รอมานาน อยากทิ้งตัวในก้อนเมฆสายไหมหวานๆ แล้วววว

ขอบคุณคอมเมนต์และทุกคนที่เข้ามาอ่านน้า
tasteurr ตาหนึ่งคนดี...ถ้าโอบไม่คว่ำเรือตัวเอง หนึ่งจะรอดจากมือพี่จันทร์แน่นอนค่ะ แต่นี่...แหะๆ
19th มีการกาข้อ ข. แบบไม่ลังเล เดี๋ยวมีคำถามท้ายบทมาให้ตอบอีกเรื่อยๆ นะคะ อิ___อิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:23:40 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 7.1 อยากเจอ
อยากเจอ อยากอยู่ใกล้ๆ
ถ้าเจอกันได้ทุกวันก็คงดี



:: เขา – โรงอาหาร ::



“วันจันทร์ เก้าโมง...”

ผมไล่สายตาไปตามตารางเรียนที่แปะไว้บนตู้เสื้อผ้า พอเห็นคาบแรกเปิดมาเจอแล็บเคมีก็อดทำหน้าหน่ายไม่ได้ เรียนแล็บแบบนี้ผมก็ต้องเข้าห้องเร็วกว่าปกติเพื่อไปฟังบรีฟน่ะสิ

กะจะเอาเสื้อช็อปไปคืนพี่ซัน ไม่รู้จะทันไหม

ผมเหลือบดูนาฬิกาแล้วรีบใส่ถุงเท้าข้างสุดท้าย กระโดดเหย็งๆ ไปคว้าเนกไทที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้มาสวม ตอนนี้เพิ่งเจ็ดโมงสี่สิบห้า ถ้าอยากเจอพี่ซันก็ต้องออกจากห้องก่อนแปดโมง...หรือก็คือตอนนี้นี่แหละ

“หนึ่ง!” ผมตะโกนเรียกคนในห้องน้ำ ระหว่างดึงเสื้อช็อปสีน้ำตาลบนไม้แขวนมาพับใส่กระเป๋า หนนี้ผมซักเอง ตากเอง รีดเองนะ คราวก่อนนอนป่วยแป๊บเดียว ไอ้หนึ่งจัดการให้หมดเฉยเลย เผลอไม่ได้จริงๆ

หลังผมแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ผ่านไปราวห้านาทีไอ้หนึ่งก็เดินออกมาจากห้องน้ำ มันคาดผ้าขนหนูไว้ที่เอวหลวมๆ แบบไม่อายฟ้าอายดิน เดินตัวหอมสบู่ฟุ้งผ่านหน้าผมไปที่ตู้เสื้อผ้า

“ลืมเสื้อเหรอ” ผมถาม

ปกติหนึ่งจะไม่เดินโทงๆ ออกมาแบบนี้นะ ก้าวพ้นจากห้องน้ำมาบนตัวมันก็มีเสื้อผ้าครบส่วนเรียบร้อย วันนี้เป็นอะไร ไม่สิ สองสามวันมานี้หนึ่งเป็นอะไร เห็นทำหน้าคิดมาก จิตใจไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยเท่าไร

“อืม” หนึ่งขานตอบเบาๆ ในคอ

แล้วนี่... อื้อหือ เพื่อนรัก...

ผมมองแผ่นหลังที่ยังมีหยดน้ำเกาะพราว ครั้งสุดท้ายที่เห็นเนื้อตัวมันโล่งๆ แบบนี้ก็คือตอนเข้าค่ายลูกเสือม.สามโน้น เห็นมันสูงพรวดๆ ไวมากก็นึกว่าจะผอมมีแต่ก้าง ที่ไหนได้...ไอ้หนึ่งก็แอบหุ่นแซ่บเหมือนกันนี่หว่า อิจฉาจัง จับเนื้อตัวเองทำไมเจอแต่เนื้อยุ้ยๆ ย้วยๆ  สงสัยกินเยอะไปสินะ

หนึ่งเห็นผมมองเงียบๆ เลยหันมาเลิกคิ้วใส่

“ตะกี้เรียกทำไม”

“อ๋อ ลืมเลย วันนี้ออกจากหอไวหน่อยได้ไหมอ่า” ผมเดินไปใกล้ๆ กะจะเอาแก้มแนบต้นแขนอ้อนเพื่อนสนิทแบบที่เคยทำ แต่ไอ้หนึ่งกลับเดินหนีไปใส่กางเกงที่อีกฟากห้องซะงั้น

“รีบไปทำไม”

“กูอยากแวะเอาช็อปไปคืนพี่ซันก่อน”

หนึ่งเหลือบมองผมอย่างเฉยชาตามปกติ ถึงไม่ได้พูดอะไรตอบแต่ผมรู้ว่ามันจะตามใจผมแบบที่เคยเป็นมาเสมอ เดี๋ยวมันจะรีบแต่งตัวด้วยความเร็วแสง จากนั้นก็บึ่งมอเตอร์ไซค์พาผมไปถึงคณะวิทย์ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที

“ถ้ารีบก็ไปก่อนเลย กูอีกนาน”

เห็นไหม บอกแล้วว่าหนึ่งจะ...หือ?

คำตอบของหนึ่งที่ได้ยินทำให้ผมยิ้มเก้อ คิดว่าไม่น่าจะหูฝาดไปเองด้วย เพราะมันเดินเอื่อยๆ ไปที่หน้ากระจกแล้วเช็ดผมให้แห้งด้วยความเร็วปกติ ไม่มีท่าทีว่าจะรีบร้อนตามที่ผมร้องขอเลย

อะไรกันเนี่ย แปลกแฮะ...

ผมกะพริบตาปริบๆ มองเพื่อนสนิท ถ้าเช้านี้ไม่รีบก็คงยอมรอมันอยู่หรอกนะแต่นี่ใกล้จะแปดโมงแล้ว ขืนช้าไปมากกว่านี้คงกลับมาฟังบรีฟแล็บไม่ทันแน่

ไม่เป็นไร ผมไปก่อนก็ได้ ถึงจะซ้อนท้ายฟีโน่หนึ่งไปเรียนทุกวัน แต่จริงๆ แล้วผมเอาจักรยานมาจากบ้านนะ เผื่อวันไหนอยากไปเรียนเองแบบในวันนี้ไง

“งั้นเดี๋ยวกูไลน์หาอีกทีนะว่ามึงอยู่ไหน” ผมบอกแล้วหยิบกุญแจล็อกจักรยานที่แขวนอยู่ หนึ่งแค่พยักหน้าเฉยๆ ไม่ได้พูดอะไรตอบ ไม่มองมาทางผมด้วยซ้ำ มันปล่อยให้ผมเดินออกมาจากห้องตามลำพัง

ผมปิดประตูลงอย่างเบามือ ยืนจ้องป้ายเลขห้องอยู่สักพักราวกับลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังรีบ รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไรเมื่อคิดถึงท่าทางที่ดูแปลกๆ ไปของเพื่อนสนิท

ปกติหนึ่งไม่เคยปฏิเสธอะไรผมเลยนี่นา...



Kun Sun : อยู่โรงอาหารนะ เดินเข้ามาก็เจอเลย

ผมอ่านข้อความล่าสุดในไลน์ที่คุยกับพี่ซันค้างไว้ สองเท้าเดินเข้ามาในโรงอาหารคณะวิทยาศาตร์ สองตากวาดมองหาใบหน้าคุ้นเคยของคนที่นัดหมายกันไว้ไปด้วย

อ่า เจอแล้ว นั่งอยู่หน้าร้านข้าวมันไก่นี่เอง ท่าทางพี่ซันก็เห็นผมแล้วเหมือนกัน เขายกมือซ้ายขึ้น มองหน้าผมแล้วยิ้มหล่อแสบตามาแต่ไกล หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีมือถือผมก็มีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา

Kun Sun : เปี๊ยกกก เปี๊ยกกก เปี๊ยกกก

จ้า เห็นแล้ว ไลน์มาเรียกทำไม พี่นี่ตลกจัง

ผมเดินยิ้มเข้าไปหา เห็นพี่ซันอยู่กับเพื่อนเลยรีบยกมือไหว้พี่ๆ ที่นั่งอยู่เต็มโต๊ะนั้น ทุกคนรับไหว้อย่างกระตือรือร้น ส่วนพี่ซันก็เขยิบที่บนม้านั่งเอามือตบโต๊ะเบาๆ เรียกให้ผมนั่งด้วยกัน แต่ผมส่ายหน้ารีบดึงเสื้อช็อปออกมาคืนเจ้าของ กะว่าเสร็จธุระแล้วก็จะขี่จักรยานกลับคณะทันที

“คืนครับ ขอบคุณที่ให้ยืมนะ”

พี่ซันรับเสื้อไปแล้วเงยหน้าถาม “เปี๊ยกกินข้าวยัง”

“ยังเลยแต่ผมซื้อแซนด์วิชกับนมมาแล้ว กลับก่อนนะครับ” ผมถือโอกาสยกมือไหว้ตัดบทจะลากลับถิ่นตัวเอง ทว่าพี่ซันไวกว่า...ไวโคตรๆ มือร้อนผ่าวคว้าข้อมือผม จับดึงไว้ไม่ให้หนีไปไหน

“จะรีบไปไหน ยังไม่ได้คุยกันเลย”

“เช้านี้ผมมีแล็บเค็มอะ” วิดวะปีหนึ่งกับวิดยาปีหนึ่งเรียนคล้ายๆ กันนั่นแหละ วิชาพื้นฐานมีแคลคูลัส ฟิสิกส์ เคมี แล็บฟิ แล็บเค็ม และก็อิ๊ง จะต่างกันก็แค่ตัวคณะ อย่างผมเรียนวิดวะก็มีดรออิ้ง ส่วนพี่ซันที่เรียนสาขาคอม ตอนปีหนึ่งก็น่าจะมีวิชาโปรแกรมมิ่งพื้นฐานมาแทน ผมว่าพี่ซันน่าจะเข้าใจนะว่าผมต้องไปให้ทันอาจารย์บรีฟแล็บ

“อ๋อ งั้นเย็นนี้ว่างปะ ไปร้านเดิมไหม” พี่ซันถาม

“ก็ว่างอยู่ จะไปทำไมเหรอครับ มีอะไรหรือเปล่า” ร้านเดิมที่ว่านี่คือร้านกาแฟใต้ตึกคณะอักษรสินะ สัปดาห์ก่อนก็เพิ่งไปมา วันที่ฝนตกจนพี่ต้องให้ผมยืมเสื้อช็อปนั่นไง วันนี้เพิ่งเอาเสื้อมาคืนเอง พี่ก็จะไปอีกแล้วเหรอ

“จะไปกินขนม ชีวิตต้องการของหวาน” พี่ซันยิ้มตาเยิ้มแปลกๆ ตอนตอบ ชาเขียวปั่นร้านนั้นใส่กัญชาไว้เปล่านิ

“กินแต่ของหวานๆ เนอะคนเรา” ผมบ่นแบบไม่จริงจังนัก เห็นเขาชอบเหลือเกินนะน้ำกับขนมหวาน กัดมือพี่ไปแทนที่จะเจอเลือดสงสัยจะได้น้ำเชื่อมสีแดงออกมาแทน “ถามจริง กินแล้วไปลงอยู่ที่ไหนหมด”

“อยู่นี่มั้ง” พี่ซันจับมือผมไปวางแปะบนหน้าตัวเอง

จ้า พ่อสุดหล่อสุดเซ็กซี่ขยี้ใจ รู้แล้วละว่าซิกส์แพ็กพี่มันแน่นแค่ไหน มือผมนี่จับคาอยู่บนหลักฐานความมีอยู่ของมันเลยแหละ

หมั่นไส้อะ อวดนัก หยิกแม่ม...

“โอ๊ยๆๆ เปี๊ยก โหดอีกแล้ววุ้ย” คนโดนหยิกแกล้งร้องโอดโอยใหญ่โต คือผมก็แค่ดึงหนังพุงพี่ใต้เสื้อนักศึกษาเฉยๆ ไงไม่ได้หยิกจริงจังสักหน่อย พี่ก็เล่นใหญ่ไป๊ เดี๋ยวหยิกจริงๆ ให้เนื้อเขียวเลยดีไหม

จริงๆ ก็ดีแต่วันนี้ผมมีเวลาน้อย ฝากไว้ก่อนแล้วกัน

“ผมต้องไปแล้ว เดี๋ยวค่อยคุยกันตอนเย็นนะพี่” ผมไหว้รุ่นพี่รอบวงแล้วรีบเดินออกจากโรงอาหาร พี่ซันก็ยังอุตส่าห์ตามมาตอแยผมต่ออีกแน่ะ “ตามมาทำไมล่ะ”

“จะไปส่งเปี๊ยกไง” พี่ซันเดินนำไปที่ลานจอดรถ

“เดี๋ยวพี่” ผมรีบตะครุบแขนพี่เขาไว้ พอร่างสูงใหญ่หันมาส่งเสียง ‘หะ?’ ใส่ ผมก็ชี้ไปที่จักรยานสีดำที่จอดล็อกล้ออยู่ข้างฟุตปาธหน้าโรงอาหาร “ไม่ต้องไปส่งก็ได้ วันนี้ผมขี่จักรยานมา พี่กลับไปเถอะ”

“จักรยานก็ไปส่งได้ ไม่มีปัญหา เอากุญแจมา”

จะไปส่งยังไงของเขา อ๋อ หรือจะมายืนส่งแค่ตรงนี้สินะ เข้าใจแล้ว คิดแบบนั้นผมเลยยอมยื่นกุญแจล็อกล้อส่งให้คนที่ขอ พี่ซันจัดการไขกุญแจแล้วเข็นจักรยานลงถนน ก่อนจะนั่งคร่อมเบาะหน้าเสร็จสรรพ

เอ้า สรุปที่จะไปส่งคือขี่ไปส่งหรอกเหรอ

“พูดจริงพูดเล่นเนี่ย” ผมขำหน้าหงาย

“จริง ไม่ต้องให้สอนซ้อนจักรยานใช่ไหม” พี่ซันถอยจักรยานมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม ริมฝีปากฉีกยิ้มขี้เล่นแล้วหันมาปัดฝุ่นบนเบาะซ้อนท้ายให้ผมด้วยนะ น่ารักจริง บริการอย่างดีเชียว

“ผมซ้อนบ่อยจะตาย”

“ใครขี่ให้ซ้อนล่ะ”

“ไอ้หนึ่งไง เวลาอยู่บ้านตอนปิดเทอม หิวๆ ไม่มีอะไรกิน จะไปเซเว่นหน้าปากซอยก็ซ้อนกันไปแบบนี้” ผมเกาะไหล่พี่ซันแล้ววาดขาคร่อมจักรยาน ไม่นั่งลงบนเบาะดีๆ นะแต่ยืนเหยียบที่พักเท้าไปแทน

“จะไปท่านี้จริงดิ” พี่ซันหันมามองหน้าผมที่อยู่ยืน คิ้วเข้มขมวดนิดๆ “ผาดโผนไปไหมเปี๊ยก นั่งดีๆ เถอะ”

“แค่นี้ไม่ตกหรอก สบายมาก” ผมยกนิ้วโป้งให้

“ตามใจนะ หงายหลังไป อย่ามางอแงนะเว้ย” พี่ซันขู่ไว้ก่อนจะถีบจักรยานไปตามเลนถนนที่ทาสีเขียว

ตอนนี้แปดโมงนิดๆ แดดยังไม่ค่อยร้อนเท่าไร บวกกับในมหาวิทยาลัยมีต้นไม้เยอะ อากาศเลยดีมากเหมาะกับการขี่จักรยานเลยแหละ เสียแต่ว่าพี่ซันคงไม่เห็นด้วยเท่าไร เพราะผู้ชายที่ขี่ดูคาติได้เท่จับใจสุดๆ คนนั้น...ได้ร่างกลายเป็นตาลุงแก่ๆ ที่ขี่จักรยานได้ช้ามาก จักรยานเราส่ายไปมางกๆ เงิ่นๆ เป็นระยะด้วย

ผมกะจะก้มลงไปแซวว่าพี่ซันขี่จักรยานไม่แข็งเหรอ แต่ดันสังเกตเห็นเสียก่อนว่าพี่แกคอยเหลียวหลังมาดูผมเป็นระยะๆ ทำให้จักรยานส่ายวูบไปมาในบางจังหวะ เลยลองแกล้งปล่อยมือไม่จับไหล่คนข้างหน้าดู

“เปี๊ยกเล่นอะไรอะ” พี่ซันตะโกนถาม

โถ นี่พี่ซันกลัวผมร่วงจริงๆ เหรอเนี่ย น่ารักจัง

ผมขำคิกแล้วกางแขนต้านลมเหมือนฉากแจ็คกับโรสบนหัวเรือในหนังไททานิก กะจะแกล้งเขานั่นแหละ ซึ่งพอพี่แกหันมาเห็นเข้าก็รีบเบรกจนตัวโก่ง ทำให้ผมหัวคะมำไปชนหลังเขาเข้าอย่างจัง

“ทำไมซนจังวะไอ้เด็กคนนี้ ไม่กลัวร่วงหรือไง”

“กลัวทำไม ดูคาติของพี่น่ากลัวกว่าตั้งเยอะ” ผมเถียง

“ช่วยกลัวหน่อยเหอะ หมวกกันน็อกก็ไม่มีแล้วตัวเองก็ซนฉิบหายวายวอด พี่หัวใจจะวายตายแล้วเนี่ย นั่งลงเดี๋ยวนี้เลยเปี๊ยก” พี่ซันหันมาดุผมยกใหญ่ หน้าตาดูไม่ล้อเล่น เขาเป็นห่วงผมจริงๆ นะเนี่ย

“หนึ่งไม่เห็นว่าอะไรเลย” ผมบ่นขณะหย่อนตัวลงนั่ง

“พี่ไม่ตามใจเปี๊ยกทุกเรื่องหรอกนะ จับดีๆ จะไปต่อแล้ว” คนข้างหน้าคว้ามือผมไปวางบนเอวตัวเองด้วยมือชื้นเหงื่อ ก่อนจะขี่จักรยานมุ่งหน้าไปคณะวิศวะที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับคณะวิทย์ต่อ

เนี่ย...พี่ชอบทำตัวแบบนี้อะ

ผมเริ่มคิดมากแล้วนะ...





:: เขา – ร้านกาแฟ  ::



หลังเลิกเรียนผมอยู่ที่ร้านกาแฟใต้ตึกคณะอักษร

รู้นะว่าการวนเวียนอยู่ที่ร้านนี้เกือบทุกวันมันน่าเบื่อ แต่จะให้ทำยังไง ในเมื่อที่นี่เป็นสถานที่เดียวที่ผมพอจะมีโอกาสได้เจอหน้าจันทร์ได้ง่ายที่สุด นั่นประไร คิดถึงก็มาพอดี

จันทร์เดินเข้ามาในขณะที่ผมรอโกโก้ปั่นของโอบอยู่ เขาสั่งน้ำมะนาวโซดาด้วยเสียงนุ่มน่าฟังแล้วคุ้ยหาเศษเหรียญในกระเป๋าตังค์ ไม่ทันสังเกตเห็นผมที่ยืนตาเยิ้มจ้องเขาอยู่ตาเยิ้ม

คุณตัวข๊าววว วันนี้โคตรน่ารักเลยวุ้ย 

เขาสวมเสื้อนักศึกษาแขนสั้นตัวหลวมกับกางเกงขาเต่อจนเห็นผิวขาวจั๊วะตรงข้อเท้า แว่นตากรอบกลมที่วางอยู่บนดั้งกับผมสีดำที่ไม่ได้เซ็ททรงทำให้เขาดูเนิร์ดนิดๆ แต่น่าเอ็นดูมาก

“อุ้ย” นี่คือเสียงอุทานตอนเขาทำเหรียญตก...น่าร๊ากกก

เหรียญห้าบาทกลิ้งหลุนๆ มานอนแอ่งแม้งอยู่ตรงปลายเท้าผม ราวกับจงใจเปิดโอกาสงามๆ ให้ทำคะแนน แน่นอนว่าผมไม่รอช้ารีบก้มลงเก็บเหรียญให้เขาทันที

“นี่ครับ” ผมยื่นเหรียญไปหาฝ่ามือที่ยื่นมารอรับ ก่อนเงยหน้าเตรียมส่งยิ้มหล่อกระชากใจให้คุณตัวขาว—เชี่ย! ไม่ใช่ นี่มันไอ้หอกหักไนท์ต่างหาก

ยิ้มค้างเลย ไอ้ห่าไนท์ มึงมาจากไหนวะ!

“ขอบใจมาก นี่เงินกูเอง” ไนท์ดึงเหรียญจากมือผมไปส่งให้พี่แคชเชียร์ จันทร์ที่ยืนแอบอยู่ข้างหลังเลิกคิ้วอมยิ้มนิดๆ มือขาวบอบบางยื่นกระเป๋าตังค์ส่งคืนเจ้าของ

ชัดเลย กระเป๋าตังค์ไนท์...ก็เงินไนท์จริงๆ แหละ แต่ไม่ต้องรีบเข้ามาขัดจังหวะจะตายไหม เจอไอ้ไนท์กันท่าตลอดแบบนี้ เมื่อไหร่ผมจะได้เข้าไปใกล้ๆ จันทร์กันล่ะ

ผมมองตามจันทร์ที่ไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว เขาเดินไปจับไหล่โอบ เล่นโผล่หน้าจ๊ะเอ๋กับน้อง คนน่ารักหัวเราะคิกคักกันอยู่สองคน ร้านกาแฟแทบจะกลายเป็นทุ่งสายไหมนุ่มฟูแสนหวานอยู่แล้วเนี่ย

ไหนขอแอบเงี่ยหูฟังหน่อย เขาคุยอะไรกัน

“พี่จันทร์เซ็นสมุดให้ผมหน่อยได้ไหมครับ” เจ้าเปี๊ยกควักสมุดเชียร์ออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วเปิดหน้าท้ายๆ ที่มีตารางให้รุ่นพี่เซ็นชื่อแล้วยื่นไปทางคุณตัวขาว

“จะเซ็นดีไหมน้า” จันทร์เอียงคอยิ้มเล่นตัว

“พี่จันทร์อ่า...” โอบอ้อนใหญ่เลย มีการเอาแก้มนิ่มย้วยไปวางแนบบนท่อนแขนขาวจัดแล้วทำตาปิ๊งๆ ใส่จันทร์ด้วยนะ อะไรกัน เวลาอยู่กับผม เปี๊ยกโหดจะตายห่า ทุบเป็นทุบ หยิกเป็นหยิก ไม่เห็นขี้อ้อนแบบนี้เลยนะ

“ล้อเล่น มาสิ พี่เซ็นให้” จันทร์หยิบปากกาสีของตัวเองออกจากกระเป๋า แล้วดูวิธีที่คุณเขาเซ็นชื่อให้น้องนะ เซ็นดีๆ ไม่ได้ ต้องกางแขนคร่อมตัวเปี๊ยก ก้มลงไปเซ็นให้ใกล้ๆ

เจ้าโอบทำหน้าโคตรฟิน...

อยากปรี่ไปสิงร่างน้องเดี๋ยวนี้เลย อิจฉา!

หลังเซ็นชื่อเสร็จเรียบร้อย คุณจันทร์หมุนสมุดคืนโอบแล้วส่งมือถือตัวเองไปให้ด้วย ผมเห็นแวบๆ ว่าโอบก้มหน้าพิมพ์อะไรอยู่สองสามคำแล้วส่งคืน เดี๋ยวๆ แลกไลน์กันด้วยเหรอ ทำไมโอบถึงได้รับความรักความเมตตาจากคุณขนาดนี้อะ ผมนี่อยากจะเข้าไปใกล้ใจจะขาด ยังหาจังหวะไม่ได้สักทีเลยเนี่ย

“ได้ยินเสียงนกไหมวะซัน ร้องจิ๊บๆๆ อยู่แถวนี้” ไนท์รับแก้วมะนาวโซดาแล้วหันมาพูดด้วย มันทำเป็นเงี่ยหูฟังอะไรบางอย่างใกล้ๆ ผมด้วยท่าทางฉงนสงสัย

“นกที่ไหน” ผมถามกลับงงๆ

“โอเค กูรู้แล้ว เสียงมึงนี่เอง”

“อะไรวะ” ผมขมวดคิ้วมองตามคนที่เดินหัวเราะร่วนจากไป หยุดคิดแป๊บถึงจะนึกออก ไอ้ไนท์มันล้อว่าผมนกนี่หว่า บังอาจมากนะมึง กูนกก็เพราะมึงขวางเก่งนี่แหละ ยังจะมาเยาะเย้ยกันอีกเรอะ

ผมเคี้ยวฟันแหง็บๆ มองตามไอ้ไนท์ที่กวักมือเรียกเพื่อน จันทร์ก็แสนว่าง่าย เขาเดินตามหลังไนท์ไปต้อยๆ กลับเข้าไปหลบอยู่ในเขตแดนเซฟโซนสุดแข็งแกร่งที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปแหย็ม

โอกาสเข้าหาเท่ากับศูนย์...

เออ ร้องจิ๊บๆๆ เป็นนกไปเลยแม่งเอ๊ย

หลังได้เครื่องดื่มครบทั้งสองแก้ว ผมเดินกลับไปที่โต๊ะริมกระจกหน้าต่าง นั่งลง วางแก้วโกโก้ปั่นให้โอบ

“ขอบคุณครับ” เจ้าหนูแก้มแดงยิ้มแป้น เพิ่งสังเกตเห็นว่าสายตาหวานเชื่อมแบบที่ใช้มองจันทร์หายไปหมดแล้ว โอบมักมองผมด้วยแววตาสดใสปนกวนตีนแบบที่เห็นแล้วผมอยากยื่นมือไปหยิกให้แก้มช้ำ

สองมาตรฐานนี่หว่าไอ้เปี๊ยก...

“ทำอะไรอยู่น่ะ” ผมยื่นหน้าไปสนใจน้อง

เจ้าโอบนั่งชื่นชมสิ่งที่จันทร์เขียนไว้ให้ในสมุดอยู่ ลายมือคุณเขาสวยมากเลย ในตารางที่ตีไว้ให้รุ่นพี่กรอกรายละเอียดตามช่องเขียนไว้ว่า ‘ศุกลภัทร ศศินากุล || จันทร์ || อักษร ปีสอง’ ส่วนช่องหมายเหตุข้างหลังสุดที่รุ่นพี่ส่วนใหญ่มักแจกไลน์หรือเขียนอะไรแอ๊วน้องปีหนึ่ง คุณตัวขาวกลับวาดรูปหัวใจไว้ให้สามดวงพร้อมคำสั้นๆ

‘มีอะไรปรึกษาได้นะ ยินดีเสมอ’

อิจฉาตาร้อนมากบอกเลย

แต่เดี๋ยวก่อน...

ผมขมวดคิ้วดึงสมุดของเจ้าโอบมาดูใกล้ๆ คราวนี้ไม่ได้ดูอะไรที่คุณจันทร์เขียนหรอก เผอิญจู่ๆ ก็เกิดอยากรู้ขึ้นมาว่ารุ่นพี่คนอื่นเขียนอะไรไว้ให้เปี๊ยกบ้าง พอเปิดพลิกๆ ดูเท่านั้นแหละ...เพียบ

ไอ้ที่เพียบน่ะไม่ได้หมายถึงจำนวนลายเซ็นรุ่นพี่นะ ไอดีไลน์กับข้อความหยอดนี่แหละที่เพียบเลย!

ก็รู้อยู่ว่าโอบมันน่ารักแต่ก็ไม่คิดว่าจะเนื้อหอมขนาดนี้ไง อะไรวะ เยอะไปหมดทั้งหญิงทั้งชาย ‘แอดพี่ด้วยนะจ๊ะ อยากคุยยย’ แล้วก็ ‘น่ารักจังเลยน้องโอบ’ ไหนจะนี่อีก... ‘แค่ยิ้มให้พี่ก็ยอมเซ็นชื่อแล้วครับ แอดไลน์มาด้วยนะ’

“ได้แอดไลน์ใครไปบ้างหรือเปล่า” ผมขมวดคิ้วถาม

“ใครให้มา ผมก็แอดหมดแหละ ก็แค่ไลน์เอง” โอบยักไหล่เบาๆ แบบไม่คิดอะไรมากแต่ผมคิด ลองคิดตามนะ ถ้าแอดไลน์ไปแล้วก็แปลว่าต้องมีคนทักมาคุยด้วยแล้วดิ แม่ง

มือเล็กดึงสมุดเชียร์คืนไปแต่ผมไม่ยอมปล่อย

“พี่ขอเขียนบ้างได้ไหม” ผมพูดเสียงเข้ม

“ได้สิครับ” โอบพยักหน้าแบบงงๆ

ผมหยิบปากกาสีส้มออกมาแล้วเขียนชื่อตัวเองลงไป ‘อคิราห์ เดชธีรจิต || ซัน || Comsci #2’ ลายมือหวัดนิดหน่อยตามอารมณ์กรุ่นๆ ส่วนช่องสุดท้ายคือเขียนไปด้วยจิตใต้สำนึกล้วนๆ ไม่ผ่านสมอง

‘ใครอ่อยน้องกู กูแช่งให้ตกมีนมิดเทอมนี้’

เขียนจบก็ปิดสมุดเชียร์เสียบคืนเข้ากระเป๋าเสื้อโอบ ร้อนไปหมดเลยทั้งหน้าทั้งตัว ร้อนจนต้องหยิบชาเขียวปั่นขึ้นมาดูดแก้อาการร้อนรุ่ม พอน้ำเย็นๆ เข้าปากนั่นแหละ ถึงได้เริ่มมีสติขึ้นมาบ้าง

จะหัวร้อนไปทำไมวะ...งงตัวเองฉิบ

หรือผมจะหงุดหงิดเพราะไม่ได้คุยกับจันทร์ อืมๆ สงสัยจะเป็นแบบนั้นละมั้ง ต้องเป็นเพราะจันทร์นั่นแหละ

เอาเถอะ วันนี้ถึงจะนกก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าโอบช่วยผมได้จริงๆ เห็นไหม กระต่ายน้อยกระโดดมาน้วยเจ้าเปี๊ยกซะขนาดนั้น สงสัยต้องขยันเอาน้องมาล่อบ่อยๆ แล้วสิ

“เปี๊ยก พรุ่งนี้มาด้วยกันอีกได้ไหม ไม่สิ มาทุกวันเลยดีกว่า” ตอนนี้โอบคือความหวังเดียวที่ผมมี ถ้าไม่มีโอบผมก็ไม่รู้แล้วว่าจะปีนขึ้นไปสอยจันทร์ลงมายังไง กำแพงเขาสูงเกินไป ผมปีนคนเดียวไม่ไหว

“จะมาทำไมทุกวัน พี่ไม่เบื่อเหรอ” โอบขมวดคิ้ว

“มาคนเดียวสิน่าเบื่อ เปี๊ยกช่วยมาเป็นเพื่อนหน่อยดิ...ได้ไหม” ผมไม่กล้าบอกไปตรงๆ ว่าผมจะมาที่นี่ทุกวันก็เพื่อเจอจันทร์ เพราะผมไม่รู้ว่าโอบสนิทกับจันทร์แค่ไหน ถ้าจู่ๆ โอบย้ายข้างไปทำตัวหวงจันทร์แบบไอ้ไนท์ ชีวิตผมจบเลยนะ

โอบสบตาผมระหว่างตักเค้กส้มเข้าปาก ดวงตาสีน้ำตาลใสแจ๋วกะพริบปริบๆ ขณะชั่งใจครุ่นคิด ผมนั่งกลั้นใจลุ้นคำตอบอยู่นานกว่าน้องจะยอมพยักหน้าตกลง

“ได้ครับ” พูดจบก็ส่งยิ้มสดใส

พอเห็นโอบยิ้ม ผมก็เผลอยิ้มตามไปด้วย

เฮ้อ หัวจงหัวใจฟูฟ่องไปหมด ทำไมน่ารักจังว้าเจ้าเปี๊ยก



#เขาคุณเราผม

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่า ตอนหนักๆ ผ่านไปแล้วน้า กลับมากันได้แล้ว แงงงงงง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:32:30 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 7.2 อยากเจอ
อยากเจอ อยากอยู่ใกล้ๆ
ถ้าเจอกันได้ทุกวันก็คงดี



:: เรา – หอสมุด ::



ผมโดนเพื่อนทิ้ง...

ไนท์หนีไปเฝ้าเด็กที่ไหนไม่รู้ เกดกับพิมพ์ก็หนีไปเดินห้างกับแฟน คนโสดอย่างผมเลยต้องมานั่งจ๋องอยู่คนเดียวในหอสมุด ปกติทุกคนไม่เคยทิ้งผมไว้ตามลำพังแบบนี้หรอก แต่วันนี้มีเหตุจำเป็นน่ะนะ

ผมถอนหายใจ นึกถึงบทสนทนาสั้นๆ ก่อนที่พวกเราจะแยกย้ายกัน

“สาวๆ มานี่หน่อย” ไนท์กวักมือเรียกให้พิมพ์กับเกดไปสุมหัวดูอะไรไม่รู้ในมือถือตัวเอง ระหว่างดูก็แอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คุยกันงุบงิบๆ เสียงเบาไม่ยอมให้ผมมีส่วนร่วมด้วย

“คุยอะไรกันอยู่เหรอ” ผมสงสัย

“สงสัยจันทร์ต้องไปหอสมุดคนเดียวแล้วนะ” พิมพ์บอกผมสีหน้าจริงจัง ทั้งที่ตอนแรกนัดกันไว้ดิบดีว่าจะไปหอสมุดด้วยกัน ทั้งสามคนจะตามไปอยู่เป็นเพื่อนผมนั่งคอยน้องหนึ่ง ไหงอยู่ๆ ก็จะเทนัดก็ไม่รู้

“ทำไมล่ะ มีอะไร ไม่ไปหอสมุดแล้วเหรอ”

“ตอนแรกก็ว่าจะไป ตอนนี้ไม่ไปน่าจะดีกว่า” เกดพูดยิ้มๆ

“เผอิญมีสายข่าวบอกว่าเด็กมึงกำลังจะไปหอสมุดคนเดียว กูกับสาวๆ ก็เลยไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอไง” ไนท์อธิบาย

“สายข่าว?” ผมย่นคิ้ว

“ตี๋รันย์ เพื่อนหนึ่ง เป็นไง ทีมงานคุณภาพไหมล่ะ” เจ้าเพื่อนตัวสูงยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วยื่นมือถือที่เปิดไลน์มาให้ผมอ่าน คนที่ไนท์กำลังคุยโต้ตอบอยู่ในตอนนี้ก็คือน้องรันย์

ผมไถนิ้วเลื่อนไปดูข้อความด้านบนก่อน เห็นแวบๆ ว่าเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาหรือก็คือคืนเดียวกับที่ผมเจอน้องหนึ่งที่หน้าเซเว่นนั่นแหละ สองคนนี้คุยกันแบบถึงพริกถึงขิงสุดๆ

ก็นะ...

ถึงจะบอกหนึ่งว่าเพื่อนผมแยกย้ายกันกลับไปหมดแล้ว แต่จริงๆ ยังเหลือเพื่อนอีกคนหนึ่งอยู่กับผม คืนนั้นไนท์ไม่ได้ขับรถมาเลยติดรถผมไปลงคอนโดตัวเอง ตอนที่ผมลงไปซื้อของที่เซเว่น เจ้าตัวก็นั่งเล่นเกมรออยู่บนรถนั่นแหละ ไปๆ มาๆ ไนท์เลยกลายเป็นผู้ชมแถวหน้าสุดที่ได้เห็นผมนั่งอยู่กับหนึ่ง

วันนั้นก็เอะใจอยู่ โดนผมปล่อยให้รอนานเป็นชั่วโมงทำไมไนท์ดูไม่หงุดหงิดเลย ที่แท้ก็กำลังสนุกกับการซุ่มมองผมแล้วกระจายข่าวสารโมเมนต์ต่างๆ นานาไปถึงหูสองสาวกับน้องรันย์นี่เอง...ร้ายจริงๆ

“ไนท์คนขี้เม้าท์” ผมบ่นเพื่อนตัวเอง

“ดูข้างล่างสิวะ ไปอ่านข้างบนทำไม” ไนท์ดึงหน้าจอลง ไม่ยอมให้ดูว่าแอบเม้าท์อะไรกับน้องรันย์ไว้บ้าง ผมเลยต้องยอมตามๆ น้ำไป อ่านข้อความด้านล่างที่ใหม่กว่าแทน

Sarun : ป๋าๆ
nighty night : ไงตี๋
Sarun :  เย็นนี้ป๋าไปหอสมุดไหม
nighty night : ว่าจะไปอยู่ พาเพื่อนไปเฝ้าเพื่อนมึงอะ พวกมึงมาหรือเปล่า
Sarun : ผมกับภพไม่ไป แต่ไอ้หนึ่งไป มันไปคนเดียวด้วยนะ หุๆ
nighty night : จริงดิ งั้นกูจะส่งเพื่อนไปคนเดียวบ้าง คิๆ
Sarun : ดีเลยป๋า เดี๋ยวมีไรคืบหน้าผมทักบอกอีกที
nighty night : โอเค ขอบใจมากตี๋

“สรุปวันนี้มึงไปหอสมุดคนเดียวนะ” ไนท์รวบรัดตัดความว่างั้น สองสาวที่ยืนขนาบข้างก็ยกนิ้วโป้งสนับสนุนกันเต็มที่ ทุกคนไม่เปิดโอกาสให้ผมปฏิเสธ แค่ทำหน้าอิดออดนิดหน่อย ทั้งสามหน่อก็รีบดันหลังผมขึ้นรถทันที

สุดท้าย...ผมเลยต้องอยู่คนเดียวแบบนี้ไง

เอาก็เอา เพื่อนว่าไงก็ว่าตามนั้น ผมขับรถมาหอสมุดคนเดียว เอาหนังสือที่อ่านค้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืนมาอ่านเล่นฆ่าเวลา ผ่านไปประมาณสิบนาที เพื่อนก็ทักมาอีก

nighty night : น้องมายัง
Jaojannn : ยังเลย

ผมพิมพ์ข้อความตอบในกรุ๊ปรวมสี่คน ทุกคนส่งสติ๊กเกอร์ให้กำลังใจกลับมา เห็นแล้วรู้สึกอุ่นใจดีเหมือนกัน

เคยคิดนะว่าการแอบชอบใครสักคนคงเป็นอะไรที่เหนื่อยและทรมานมากๆ แน่ ต้องรักคนเดียว เก็บไว้คนเดียว แอบมองเงียบๆ อยู่คนเดียว ยากหน่อยก็คือการพยายามคว้าหัวใจคนที่ชอบด้วยตัวคนเดียว

ทว่าในความเป็นจริง ผมมีคนคอยช่วยเยอะแยะเลย เพื่อนตัวเองก็ทั้งผลักทั้งดัน เพื่อนทางฝั่งน้องก็ช่วยเปิดทางให้เต็มที่ ทุกอย่างดูเหมือนจะง่ายดายจนน่ากลัว แต่ประมาทไม้ได้หรอกนะ ดูอย่างเวลาเล่นเกมสิ ด่านแรกๆ มักจะง่ายแบบนี้เสมอ ส่วนด่านหลังๆ อาจจะยากจนต้องเล่นไปร้องไห้ไปก็ได้

หวังว่าจะไม่ต้องไปถึงขั้นนั้นนะ...

ขั้นที่ต้องเสียน้ำตาน่ะ

ผมอมยิ้มเบาๆ กับความคิดตัวเอง พอได้ยินเสียงเดินแหวกความเงียบสงัดมาจากด้านหลังก็หันไปมอง พบว่าเป็นน้องหนึ่งที่กำลังเดินมาตามช่องทางเดินระหว่างโต๊ะกับชั้นหนังสือพอดี

น้องมาคนเดียวอย่างที่น้องรันย์บอกจริงๆ

ผมรอดูว่าน้องจะนั่งโต๊ะตัวไหน คาดว่าหนึ่งจะนั่งโต๊ะไกลๆ ตรงหน้าต่างบานนู้นแบบที่เคยนั่งตอนมากับเพื่อนๆ ตามปกติ ส่วนผมที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็จะได้นั่งมองน้องอยู่ห่างๆ ให้ฉ่ำปอดไปเลย

เมื่อเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้มากขึ้น ผมก็รีบเก็บอาการทันที นั่งสบายๆ กลั้นใจ ทำหน้านิ่งให้แนบเนียน หางตาแอบเหลือบตามเสื้อเชิ้ตสีขาว ตอนที่น้องกำลังจะเดินผ่าน

มะ ไม่ใช่ น้องไม่ได้เดินผ่านอะ แต่น้อง...

“นี่ใช่ดินสอของพี่จันทร์หรือเปล่าครับ” หนึ่งหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะที่ผมนั่ง ก้มลงมาสบตาผมด้วยดวงตานิ่งเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ถูก ส่วนมือซ้ายก็ยื่นดินสอกดสีดำมาให้

ทำยังไงดี ไม่ได้เตรียมใจมาเจออะไรแบบนี้

ผมเม้มปากกลั้นยิ้มหลุบตามองดินสอกดในมือน้อง แน่ละว่านี่คือดินสอของผม แต่จะให้ยอมรับไปตรงๆ ไวเกินไปมันคงไม่ค่อยดีเท่าไร เดี๋ยวจะดูเหมือนผมจงใจลืมไว้ให้น้องเก็บมาคืนมากเกินไป

อ่อยทั้งทีต้องอ่อยให้เนียนๆ สิ

ผมทำเป็นพลิกดินสอกดในมือน้อง มองหาตำหนิอะไรสักอย่าง(ซึ่งไม่มีอยู่จริง)เพื่อให้แน่ใจว่ามันเป็นของผม ก่อนจะพยักหน้าให้น้อง

“สงสัยจะของพี่จริงๆ นั่นแหละ หนึ่งเจอที่ไหนเหรอ” ผมข่มความตื่นเต้น พูดคุยกับน้องด้วยท่าทางปกติที่สุดเท่าที่จะแสดงออกไหว รอหนึ่งเดินไปก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะละลายเป็นน้ำให้ดู

“บนชั้นหนังสือเมื่อสัปดาห์ก่อนครับ เจอกันหลายครั้งแล้วแต่ผมลืมคืนให้”

“ขอบคุณที่เก็บไว้ให้พี่นะ” ผมรับดินสอมาแล้วยิ้มน้อยๆ แทนคำขอบคุณ ท่าทางภายนอกอาจจะดูใจเย็นอยู่ แต่จริงๆ ใต้ผิวหน้าผมร้อนมากเลย ร้อนเหมือนเลือดจะเดือดอยู่รอมร่อ ไม่กล้ามองหน้าน้องแล้วด้วย

ไปเถอะนะหนึ่ง คืนดินสอให้พี่เสร็จแล้วก็รีบไปเถอะ พี่กลัวเก็บอาการไม่อยู่ กลัวแก้มระเบิดใส่หนึ่งจะแย่แล้ว

“มาคนเดียวเหรอครับ” หนึ่งถาม พื้นที่หว่างคิ้วของน้องขมวดเข้าหากันนิดหน่อย น้องมองเก้าอี้ว่างฝั่งตรงข้ามผมแล้วหันมองไปหารอบตัวช้าๆ ท่าทางเหมือนตอนที่เจอกันในเซเว่นเมื่อคืนก่อนเลย

แปลกนะ ทำไมต้องถามแบบนี้ทุกที

ผมไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้เหรอ...

“พี่มาคนเดียว”

“ผมนั่งด้วยได้ไหมครับ”

บ้าบอมาก ผมต้องเขินจนหูฝาดไปเองแน่ๆ เลย

“เมื่อกี้...หนึ่งว่าอะไรนะ” ผมย้ำถามแบบไม่แน่ใจ

คนฟังไม่ได้มีท่าทีรำคาญอะไร ร่างสูงที่ยืนอยู่ก้มลงมาอีกเล็กน้อยให้ดวงตาอยู่ในระดับเดียวกับผม ก่อนพูดด้วยเสียงเรียบเฉยที่แฝงความอ่อนโยนไว้นิดๆ

“ผมขอนั่งด้วยได้ไหมครับ”

“อ๋อ” ไม่ได้หูฝาดดด “ได้สิ นั่งเลย” ผมรับคำอย่างยินดี พยายามแล้วที่จะไม่ออกอาการเกินเหตุ ทั้งที่ภายในใจกำลังแตกตื่นมาก เขิน ดีใจ ประหม่า ทุกอย่างประเดประดังเข้ามาจนมือไม้สั่น หัวใจเต้นแรงจนหูดับแล้วนะ

หนึ่งเลื่อนเก้าอี้อย่างเบามือแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามผม เราประสานสายตากันแวบนึงก่อนผมจะเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนี

อะไรกัน นี่ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ไม่ไหวแล้ว อยากได้ที่พึ่งทางใจด่วนเลย

ผมหยิบมือถือขึ้นมาด้วยท่าทางนิ่งสงบ
จากนั้นก็พิมพ์ข้อความ...

Jaojannn : เพิ่อนนน ชช่วนเราด้สยๆๆไ

โอ๊ย มือไม้สั่น กดแป้นข้อความไม่ได้!

nighty night : ภาษาอะไรวะนั่น
Sweet Pim : เป็นอะไร ใจเย็นๆ
Jaojannn : ช่วยเราด้วย
Jaojannn : หนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้า
Ked kk. : โต๊ะข้างหน้า?
Jaojannn : โต๊ะเดียวกัน!

ราวกับผมโยนระเบิดลงกลางกรุ๊ปไลน์ ทุกคนแตกตื่นยิ่งกว่าผมเสียอีก ไนท์กดสติ๊กเกอร์หมีริลัคคุมะตกใจใส่ช่องแชทมารัวๆ ส่วนพิมพ์กับเกดก็วี้ดว้ายกันใหญ่ หวีดลั่นจนมือถือผมสั่นไม่หยุด

Jaojannn : ทำไงดีๆๆ
Sweet Pim : หายใจลึกๆ ก่อนจันทร์
nighty night : ชวนคุยเลย กล้าๆ หน่อย
Jaojannn : เราไม่รู้จะคุยอะไร วันนี้ไม่ได้เตรียมตัวมา
Ked kk. : แกกกก นี่แกแค่จะจีบผู้ที่แกชอบ ไม่ได้จะพรีเซนต์งาน แกไม่ต้องเตรียมตัวอะไรทั้งนั้น! ลุยเลย!!!

จริงของเกด แต่วันนี้ผมแค่อยากเจอน้อง อยากมานั่งมองน้องเฉยๆ นี่นา ไม่ได้มีแผนจะอ่อยหรือจะคุยอะไรกับน้องสักหน่อย ไม่ได้คิดด้วยว่าน้องจะผ่ามานั่งด้วยแบบนี้ มันกะทันหันเกินไป หัวใจรับไม่ทัน

Jaojannn : เขิน ไม่คุยได้ไหม ไม่ไหวๆๆ

เพื่อนๆ ผมเงียบไป รู้เลยว่าทุกคนกำลังรัวนิ้วเตรียมยิงคำแนะนำมาให้ผมกันอยู่อย่างแน่นอน

Ked kk. : ถ้าไม่รู้จะชวนคุยอะไรก็อ่อยไปก่อน ทำอะไรตกก็ได้ ให้น้องเก็บให้ มือถือ ยางลบ ปากกา อะไรก็ได้ ให้มันกลิ้งๆ ไปหาน้องอะ แล้วแกก็ยิ้มหวานๆ อัดใส่น้องไปเลย ใจต้องสั่นกันบ้างแหละ

Sweet Pim : ไม่ก็เดินไปหยิบหนังสือ หยิบชั้นสูงๆ แต่แอ๊บเขย่งไม่ถึง เลือกชั้นที่น้องมองเห็นด้วยนะ น้องใจดีกับจันทร์อยู่แล้วใช่ไหมล่ะ เดี๋ยวน้องก็มาช่วย ตอนนั้นค่อยทำเป็นเซๆ เข้าไปในอ้อมแขนน้องด้วยนะ อิ___อิ

ดูคำแนะนำของสาวๆ แต่ละคนสิ นี่พวกเธอจีบแฟนของตัวเองด้วยวิธีอ่อยแบบนี้เหรอ ร้ายกาจจังเลย

nighty night : ขอโทษที กูไม่มีอะไรจะแนะนำนะ กูทึ่งกะสาวๆ พวกนี้อยู่ อันตรายฉิบหายความคิดผู้หญิงสมัยนี้

คิดเหมือนกันเลยไนท์...

ผมอมยิ้มแต่ไม่ได้เขียนข้อความตอบกลับ ตาแอบชำเลืองมองคนที่ง่วนกับหนังสือแคลคูลัสและสมุดรายงานอยู่ ระหว่างที่มือของหนึ่งขีดๆ เขียนๆ คิ้วเข้มก็ขมวดแน่นเชียว

สงสัยการบ้านจะยาก หนึ่งหน้าเครียดมากเลย

Jaojannn : น้องทำการบ้าน เราไม่กวนน้องดีกว่า
Ked kk. : ไม่ได้ โอกาสมาถึงแล้ว อย่าปล่อยไปเฉยๆ สิ ขุดวิญญาณความร้ายกาจของแกออกมา!
Sweet Pim : จันทร์สู้หน่อย สู้ๆๆ
nighty night : คิดดีๆ นะจันทร์ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง สุดท้ายมึงก็จะได้แต่มองเงียบๆ ตลอดไปนะ

อ่านข้อความแล้วเกิดมีแรงกระตุ้นขึ้นมาเลย ชอบน้องขนาดนี้แล้ว เรื่องอะไรจะยอมมองเฉยๆ ตลอดไป

ผมคว่ำมือถือลงบนหน้าหนังสือที่เปิดค้างไว้ ไม่สนใจข้อความที่เพื่อนส่งมาให้อีก เวลานี้ต้องเอาความเขินอายถอยเก็บใส่หีบไว้ก่อน เรียกสติกลับมา ควบคุมหัวใจให้สงบ และใช้สมองอย่างรอบคอบ

ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

ผมครุ่นคิดขณะทอดสายตามองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ตอนนั้นหนึ่งนั่งหันหน้าไปทางอื่นพอดี น้องถือปากกาแล้วเหม่อลอย กระดาษใต้หัวปากกาที่ถือเลยมีรอยขีดเปื้อนสั่นๆ ไม่เป็นคำปรากฏอยู่

เมื่อตั้งใจมองให้ดีๆ ผมถึงสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยที่ฉาบอยู่เป็นเปลือกนอก หนึ่งดูเครียด คิดมาก และถอนหายใจบ่อยโดยไม่รู้ตัว ตอนที่เจอกันในเซเว่นคืนนั้น น้องก็มีท่าทางแบบนี้เหมือนกัน

มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่านะ




(ต่อด้านล่างเน้อ ยาวววอีกแล้วววว)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2018 18:32:45 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
:: ผม – มุมลับ ::



ผมมองหาที่นั่งอยู่...

เนื่องจากมาคนเดียวเลยอยากได้โต๊ะเล็กๆ หน่อย ในห้องอ่านหนังสือทั่วไปมีแค่โต๊ะตัวยาวที่นั่งได้สิบคนกับโต๊ะตัวสั้นสี่คน ซึ่งโต๊ะตัวสั้นมีคนนั่งจองไปหมดแล้ว ผมเลยจำใจเลือกโต๊ะยาวใกล้ๆ ประตูทางออกแทน

“ขาวว่ะ เฮ้อ เห็นแล้วเคลิ้ม อยากได้”
“ใครวะ อ๋อ จันทร์น่ะเหรอ ยังไม่เข็ดอีกว่างั้น?”

กำลังจะวางกระเป๋าอยู่แล้วเชียว หูดันได้ยินเสียงพูดคุยแว่วมาจากหลังชั้นหนังสือริมทางเดิน ผมไม่ได้อยากเสียมารยาทแอบฟังคนอื่นคุยกัน ต้องโทษห้องสมุดที่เงียบเกินไป เนื้อหาในบทสนทนาเลยลอยมาเข้าหูผมพอดี

จันทร์ที่ว่านี่คือ...จันทร์ไหน

ผมมองหาเจ้าของเสียงทั้งสองที่ซุ่มซ่อนอยู่แถวนั้น เห็นใบหน้าที่โผล่มาตรงช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือ กำลังมองตาเคลิ้มไปที่ใครคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตามลำพัง แค่เห็นแผ่นหลังบอบบางก็จำได้แล้วว่านั่นคือพี่จันทร์...เจ้ากระต่ายน่ะ

“เข็ดก็เข็ดอยู่ แต่กูไม่อยากให้ไอ้ซันได้เขาไปไง” จากเสียงที่ได้ยิน คนพูดค่อนข้างหงุดหงิดทีเดียว “แม่งหาว่ากูกระจอกที่จีบเขาไม่ติด ตัวมันเองก็พอกันแหละว้า ได้เจอเขาบ้างหรือเปล่าเถอะ ไลน์ก็ยังขอมาไม่ได้เลยมั้ง”

พี่ซัน?
หวังว่าไม่ใช่ ‘ซัน’ เดียวกับคนที่โอบปลื้มนะ

“ไหนๆ ก็เจอแล้ว มึงลองไปขอไลน์จันทร์ดิ เผื่อฟลุ๊ก”

“เออ เข้าท่า วันนี้เขามาคนเดียว ไอ้ไนท์ไม่อยู่ขวางทางด้วย กูไปตื๊อขอไลน์เขาแป๊บ เอาไปขิงใส่ไอ้ซัน คริๆๆ”

ผมเกาหางคิ้วตัวเองอย่างกลุ้มใจ

จะว่าอย่างไรดี ถ้าคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นเป็นยัยสองน้องสาวผม ผมคงยืนเฉยมองน้องสาวแสนน่ารักบอบบางโดนผู้ชายที่ไหนไม่รู้มาตามตื๊อขอไลน์ไม่ได้แน่ๆ

ทว่านี่เป็นพี่จันทร์...

ก็แค่คนรู้จักที่คุยกันไม่ถึงสามสี่ครั้ง ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน ไม่สนิท ไม่คุ้นเคย ผมไม่มีสิทธิ์จะกังวลหรือเข้าไปจุ้นจ้านอะไรกับชีวิตพี่เขา

แต่...

ลองนึกถึงตอนที่พี่จันทร์โดนกรีดกระเป๋าเมื่อหลายเดือนก่อนสิ ตอนนั้นผมชวนพี่เขาไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ พี่จันทร์ก็ยอมไปด้วยง่ายๆ ทั้งที่ผมเป็นคนแปลกหน้า ถ้าหากไม่ใช่ผมแต่เป็นคนอื่นที่ประสงค์ร้ายล่ะ ป่านนี้พี่ไม่โดนหลอกไปทำมิดีมิร้ายแล้วหรือ

พี่ใสซื่อแบบนี้จะไม่ให้ผมห่วงได้ยังไง
คนสมัยนี้ไว้ใจได้ที่ไหน...

พอรุ่นพี่คู่นั้นทำท่าจะบุกเข้าไปหาพี่จันทร์ ผมก็รีบหยิบกระเป๋ากลับขึ้นมาสะพายที่ไหล่ ล้วงหาบางสิ่งในกระเป๋าปากกาแล้วเดินแซงหน้าพวกเขาไปอย่างว่องไว

“นี่ใช่ดินสอของพี่จันทร์หรือเปล่าครับ” ผมใช้ดินสอแท่งนั้นเป็นใบเบิกทาง พูดคุยกันนิดหน่อยจนพี่จันทร์รับดินสอคืนไปแล้วค่อยขออนุญาตนั่งโต๊ะเดียวกับพี่เขา “ผมนั่งด้วยได้ไหมครับ”

ดวงตากลมโตใสแจ๋วกะพริบปริบงุนงง เดาว่าพี่คงอยากนั่งอ่านหนังสือคนเดียวแบบสงบๆ มากกว่า แต่ผมแค่จะมานั่งด้วยเป็นไม้กันหมาให้ ไม่ได้จะมาทำให้พี่รำคาญ สัญญาว่าผมจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพี่

“เมื่อกี้...หนึ่งว่าอะไรนะ” พี่จันทร์ถามซ้ำ

“ผมขอนั่งด้วยได้ไหมครับ” ผมคิดว่าเมื่อกี้ตัวเองคงพูดเบาเกินไป เลยก้มลงไปใกล้ๆ แถมเผลอใช้น้ำเสียงแบบเดียวที่พูดกับน้องสาวบ่อยๆ ออกไปด้วย

“อ๋อ ได้สิ เอาเลย” พี่จันทร์พยักหน้า

ผมนั่งลงแล้วขมวดคิ้วมองหน้าคนที่คิดจะเข้ามาหาพี่จันทร์ พวกเขายืนเก้อไปไม่เป็นอยู่ครู่หนึ่ง มองผมสลับกับมองพี่จันทร์ ท่าทางไม่มั่นใจว่าผมเป็นใครมาจากไหน ทำไมพี่จันทร์ถึงยอมให้นั่งด้วย ทั้งคู่ถอยกลับไปตั้งหลักปรึกษากันที่โต๊ะไกลๆ ส่วนเจ้ากระต่ายที่กำลังโดนไฮยีน่าเล็งตาเป็นมันก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ ทั้งสิ้น

ปวดหัว ทำไมพี่ถึงชอบอยู่คนเดียวนัก

ทั้งตอนโดนกรีดกระเป๋า ตอนเย็นวันที่ฝนตก ตอนดึกคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา พี่อยู่คนเดียวตลอดเลย แล้วไหนจะวันนี้อีกล่ะ ไม่รู้ตัวเหรอว่าตัวเองน่าเป็นห่วง ไม่ควรถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวน่ะ

ผมถอนหายใจแล้วมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พี่จันทร์กำลังใช้นิ้วเรียวยาวคั่นหน้าหนังสือหากหัวใจไม่สามัญไว้ จากนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดด้วยท่าทางสบายๆ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน

อืม... ถ้าเขาสบายใจก็แล้วไปเถอะ

ผมหยิบการบ้านวิชาแคลคูลัสขึ้นมาทำ ไม่ชวนคุย ไม่ดิ้นรนทำลายความเงียบที่เกิดขึ้น เพราะรู้ดีว่าผมกับพี่อยู่ด้วยกันสงบๆ แบบนี้ได้โดยไม่มีปัญหา

ถ้าจะมีปัญหาอะไรก็คงมีอยู่แค่อย่างเดียว นั่นคือผมไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไร อ่านโจทย์ยังไงก็ไม่เข้าหัว ไม่ต้องพูดถึงการขบคิดแก้โจทย์ให้แตก ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่จันทร์เลย

มันเป็นเพราะผม...เพราะเรื่องของโอบ

หลังจากดูหนังกับโอบในคืนนั้น ความคิดผมก็วนเวียนซ้ำๆ อยู่กับเรื่องมันไม่ยอมหยุด กลางคืนนอนไม่หลับ กลางวันไม่มีสมาธิ คำพูดทุกคำที่ได้ยินติดแน่น ฝังลึก สลัดทิ้งอย่างไรก็ไม่ยอมหลุดออกจากใจสักที

ไม่รู้ต้องทำยังไงแล้วจริงๆ

เจ็บจนเหนื่อย...

“หนึ่ง” พี่จันทร์เอื้อมมือข้ามโต๊ะมาหา ปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะเบาๆ บนหลังมือผม เรียกสติที่เตลิดไปไกลเพราะอาการคิดมากให้กลับมาสู่ร่างดังเดิม

ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ‘เรียกทำไมครับ’

ท่าทางพี่จันทร์จะเข้าใจภาษาเงียบของผม เขาชี้ไปที่ปากกาในมือผมซึ่งจ่อค้างอยู่บนกระดาษนานเกินไป ทำให้เกิดเส้นยึกยือที่ดูยังไงก็ไม่ใช่ขั้นตอนการแก้โจทย์แคลคูลัส

แย่... เหม่อจนเสียการเสียงานแบบนี้ไม่ดีแน่นอน

ผมขมวดคิ้วแล้วฉีกกระดาษรายงานแผ่นนั้นทิ้ง รู้สึกหงุดหงิด ไม่สบอารมณ์เลย ผมไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้ แบบที่กำลังจะทิ้งขว้างชีวิตทั้งหมดที่เหลือลงเหวเพียงเพราะเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เรื่องเดียว

ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วจริงๆ



เคยได้ยินว่าสัตว์เล็กๆ ที่มักตกเป็นเหยื่อในธรรมชาติ มักมีประสาทรับรู้ที่ว่องไว พออันตรายกำลังจะมาถึงตัวเมื่อไหร่ พวกมันจะวิ่งแน่บหนีไปหรือหาที่ซ่อนที่ปลอดภัยให้พ้นจากเงื้อมมือนักล่าในทันที

เพิ่งเห็นเหตุการณ์จริงนอกสารคดีก็วันนี้

เจ้ากระต่าย...

ผมหมายถึงพี่จันทร์ ตอนแรกเขาก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ดีๆ ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงหลังผมมานั่งด้วย รุ่นพี่สองคนนั้นก็เริ่มมาด้อมๆ มองๆ ป้วนเปี้ยนอยู่รอบโต๊ะเรา

พี่จันทร์รู้สึกตัวแล้วว่ากำลังตกเป็นเป้าการจู่โจม บรรยากาศสงบสุขรอบตัวพี่เริ่มขุ่นมัวอย่างเห็นได้ชัด เขาหยิบมือถือมาพิมพ์ข้อความรัวๆ ขณะทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

ราวกับพี่มีดวงตาอีกคู่ติดอยู่ที่ท้ายทอย...

ตอนที่ฝ่ายนู้นทำใจกล้าเดินเข้ามาจากด้านหลัง ร่างผอมบางก็ลุกพรวดเตรียมเผ่น อาจเพราะรีบไปหน่อย มือถือสีขาวเลยลื่นหลุดมือไถลมาถึงสมุดกระดาษรายงานของผม

พี่จันทร์สบตาผมแวบเดียว เขาไม่ยอมเสียเวลาหยิบมือถือคืนไปด้วยซ้ำ แต่กลับเดินจ้ำอ้าวหายไปหลังชั้นหนังสืออย่างรวดเร็ว ปล่อยให้คนที่คิดจะเข้ามาวอแวมองตามไปแบบเอ๋อๆ 

“มึ้งงง เขาหนีกูอีกแล้วว่ะ ไหวตัวทันไวฉิบหาย”
“ตามไปสิวะ มึงอ้อมไปทางนู้น เดี๋ยวกูดักเขาไว้ให้”

ผมมองตามรุ่นพี่สองคนที่แยกย้ายกันไปดักจับกระต่าย งงๆ มึนๆ ลังเลว่าควรจะตามพี่จันทร์ไปดีไหม โทรศัพท์พี่จันทร์ก็สั่นอืดๆ อยู่บนกระดาษรายงานของผม

แจ้งเตือนไลน์เด้งขึ้นมารัวๆ ไม่ยอมหยุด ผมไม่ได้อยากยุ่งเรื่องของพี่ แต่มันก็ขึ้นมาให้เห็นอยู่ตรงหน้า

nighty night : มันมากี่คนวะ เพื่อนกูใช่ไหม
Sweet Pim : หนีทันไหมจันทร์
Ked kk. : แก ตอบหน่อย อย่าเงียบ

เพื่อนๆ พี่จันทร์เป็นห่วงกันจ้าละหวั่นเลย

ผมนวดขมับตัวเอง เลิกลังเลแล้วหยิบมือถือเครื่องนั้นขึ้นมา ลุกออกจากโต๊ะมุ่งตรงไปมุมลับๆ ที่ผมเคยเก็บดินสอกดของพี่ได้ เพราะคาดว่าพี่จันทร์น่าจะอยู่แถวนั้น

ซึ่งก็จริง...

ตรงมุมลับที่โดนชั้นหนังสือสองอันตั้งวางเหลื่อมกันบังอยู่ เจ้ากระต่ายขดตัวกลมนั่งยองๆ ซ่อนอย่างเงียบเชียบอยู่ในหลืบหลังเสาต้นใหญ่ที่ผมเคยยืนพิงเมื่อสัปดาห์ก่อน

ผมเดินเข้าไปหายื่นโทรศัพท์มือถือคืนให้เจ้าของ

พี่จันทร์เงยหน้าขึ้นมามอง แวบแรกสายตาของเขาวาววับดุดันเหมือนสัตว์ร้ายเตรียมกางเล็บตะปบป้องกันตัว แต่พอเห็นว่าคนที่มาหาคือผม ดวงตาคู่สวยหลังแว่นกรอบกลมก็กลับมาฉายแสงอ่อนโยน...เป็นลูกกระต่ายนุ่มนิ่มเหมือนเดิม

“เจอแบบนี้บ่อยไหมครับ” ผมถาม
 
“ไม่บ่อยหรอก ส่วนมากเป็นคนเดิมๆ ที่เคยปฏิเสธไปแล้วแต่ยังตื๊อไม่เลิก” เขายืนขึ้นทำหน้ามุ่ยและเริ่มตอบข้อความเพื่อนไปด้วย

“ปกติพี่จัดการยังไงครับ”

“พี่ให้เพื่อนๆ ช่วยน่ะ”

“แล้วอยู่คนเดียวแบบนี้จะทำยังไง”

“ไม่ต้องทำอะไรหรอก หนีเอาก็น่าจะพอแล้วนะ”
 
พี่มองโลกในแง่ดีเกินไป แค่หนีมาซ่อนก็ใช่ว่าจะพ้น

ผมเงี่ยหูฟังเสียงเดินที่ก้องสะท้อนอยู่ในห้องหนังสือทั่วไป รุ่นพี่สองคนนั่นเลิกตามหาพี่จันทร์ด้วยการเดินวนดูอยู่ห่างๆ จากด้านนอก เปลี่ยนมาไล่หาตามมุมหลืบหลังชั้นหนังสือแทน

เสียงพื้นรองเท้าหุ้มส้นกระทบกระเบื้องปูพื้นใกล้เข้ามาทุกที แค่เห็นคนในชุดนักศึกษาแวบผ่านช่องว่างของชั้นหนังสือที่อยู่ถัดไปสามแถว ผมก็รู้แล้วว่าอีกไม่กี่ก้าวพวกเขาคงจะเดินมาเจอมุมลับตรงนี้

ถ้าพี่จันทร์เดินหลบไปอีกทางตอนนี้ก็น่าจะทัน

แต่...

“พี่ขอโทษนะหนึ่ง”

พี่จันทร์กลับใช้เวลาที่เหลืออยู่คว้าหน้าผมดึงให้โน้มลงไปหา จากนั้นก็แนบแก้มนุ่มอุ่นเหมือนแรบบิทครีมมาชนที่มุมปากผม อาศัยองศาใบหน้าของเราและสองมือของพี่ที่บังไว้ มองเผินๆ คงเหมือนเรากำลังจูบกันอยู่

ตกใจ...ไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนจู่โจมเฉยเลย

ผมยืนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก เก้ๆ กังๆ มือไม้ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน จะให้จับพี่ก็ไม่ได้ จะให้ดันออกก็ไม่กล้า รู้ว่าพี่เดือดร้อนอยู่ คงคิดจะใช้ผมเป็นเครื่องรางปัดเป่าคนที่มาวอแว แต่ระหว่างแจกไลน์ให้คนแปลกหน้ากับการยกแก้มให้ผมจูบ อันหลังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับพี่อย่างนั้นหรือ

“กอดพี่หน่อย” มีการกระซิบบอกบทด้วย

แล้วเสียงพี่ก็โคตรอ้อน...

ผมเห็นใครบางคนแอบมองอยู่ไม่ไกล คิดว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไหลตามน้ำ เลยกำมือหลวมๆ เลื่อนแขนอ้อมแผ่นหลังบอบบาง โอบรอบตัวพี่จันทร์ไว้อย่างสุภาพ

“ไอ้สัด กูก็ว่าอยู่ ทำไมนั่งด้วยกัน นั่นเด็กเขาว่ะ”
“เออ เจอแบบนี้ก็เข็ดได้แล้วนะมึง ไป...กลับ”

เราสองคนยืนนิ่งไม่ขยับอยู่สักพัก รอจนเสียงบ่นกระปอดกระแปดอย่างหงุดหงิดจางหาย รอจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้วจริงๆ พี่จันทร์ถึงได้ยอมดึงแก้มออกห่าง เหลือทิ้งไว้แค่รอยร้อนวาบติดตรึงไว้บนมุมปากผม ส่วนผมก็ลดมือลงจากแผ่นหลังพี่เขา คิดจะถอยกลับไปยืนในระยะห่างที่เหมาะสม

ทว่าพี่จันทร์ยังจับหน้าผมเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

บนผิวแก้มรู้สึกถึงการขยับเบาๆ อย่างนุ่มนวล

“เจ็บไหม ขาแว่นของพี่ทำหน้าหนึ่งเป็นรอยเลย”

ผมยกมือแตะหน้า เจอรอยบุ๋มเล็กๆ ที่ไม่เจ็บอะไร

“ไม่เจ็บครับ”

“งั้นก็ดีแล้ว เมื่อกี้ขอบคุณมากนะที่ยอมช่วยพี่” พี่จันทร์ยิ้มอ่อนโยน ดวงตาดำขลับใสแจ๋วสบตาผมอย่างสงบ ดูคล้ายพี่พยายามจะเจาะทะลุเข้ามาค้นหาอะไรบางอย่างที่ผมซุกซ่อนอยู่ในหัวใจ “เอ่อ... หนึ่งมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า พี่เห็นหนึ่งทำหน้าเครียดๆ มาตั้งแต่เมื่อคืนวันศุกร์แล้ว...”

ผมเบือนหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ยอมให้พี่จันทร์ล้วงลึกเข้ามาเจออะไรในดวงตาของผมอีก

ผู้ชายเป็นเพศที่รักศักดิ์ศรี ชอบแก้ปัญหาตามลำพัง การจะให้จับกลุ่มพูดจ๋อยๆ ระบายความรู้สึกหรือทำตัวฟูมฟายแบบพวกผู้หญิงมันทำให้พวกเราเสียหน้าก็จริง แต่เรื่องของผมมีเหตุผลที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่านั้นที่ทำให้พูดไม่ได้

เพราะมันเป็นความลับ...

ถ้าผมไม่พูด ภพรันย์ไม่พูด ก็จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้อีก

ผมตัดสินใจแล้วว่าจะเก็บรักษามิตรภาพไว้ให้โอบตามที่มันขอ ดังนั้นก็ต้องปล่อยให้ความรักที่มีทิ้งไปให้สิ้นซาก ปล่อยให้มันจบลงและจางหายไป กลายเป็นความทรงจำเก่าๆ ในอดีตที่ไม่สลักสำคัญอะไร เหมือนรอยเปื้อนเล็กๆ บนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่วาดเรื่องราวมิตรภาพของผมกับโอบเอาไว้

อาจเพราะเงียบนานเกินไป พี่จันทร์เลยคิดว่าผมไม่พอใจ เขาชักมือกลับแล้วถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว ก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเองจนกรอบแว่นเลื่อนลงมาตามดั้งจมูก ริมฝีปากสีซีดจางเม้มเข้าหากันแน่นอย่างละอายใจ

“พี่...ไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของหนึ่งนะ แค่เห็นแล้วรู้สึก...เป็นห่วงน่ะ ขอโทษจริงๆ” ร่างผอมบางพูดเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินออกไปทันที

ไม่ใช่แบบนั้น...

ผมรีบคว้าแขนพี่จันทร์เอาไว้ ไม่อยากให้พี่จากไปโดยมีความรู้สึกแย่ๆ ติดค้างอยู่ในใจ และก็อยากขอบคุณพี่ที่อุตส่าห์ใจดีเป็นห่วงผมด้วย แต่สุดท้ายผมกลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ

ผมยืนเงียบอยู่นาน...นานจริงๆ

พี่จันทร์มองผมด้วยสายตากังวล ไม่พูด ไม่ซักถาม ไม่แสดงความเห็นใจ แค่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้แล้วค่อยๆ โอบกอดและลูบหลังปลอบผมอย่างอ่อนโยน

แปลกนะ ตอนถูกพี่เอาแก้มมาแตะเมื่อครู่ นอกจากตกใจแล้ว ผมก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่เขิน ไม่ตื่นเต้น หัวใจไม่ได้เต้นโครมคราม เรียกได้ว่าเฉยสนิท

ถ้าให้เทียบกับตอนนี้...มันต่างกันมากๆ

อาจเพราะหัวใจอ่อนแอเป็นทุนเดิม พอได้รับการปลอบโยนเล็กน้อยจึงเริ่มหวั่นไหว จากที่เคยยืนตัวแข็งรักษาระยะห่างผมค่อยๆ โอนอ่อนผ่อนตาม

“หนึ่งช่วยพี่มาหลายครั้งแล้ว ถ้ามีอะไรที่พี่พอจะช่วยหนึ่งได้ ก็บอกพี่นะ ไม่ต้องเกรงใจ” พี่จันทร์กระซิบอู้อี้อยู่ข้างหู มือเย็นเฉียบลูบท้ายทอยผมเบาๆ ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ

คำพูดและสัมผัสของพี่ให้ความรู้สึกดีทีเดียว...
สงบอบอุ่น นุ่มนวลอ่อนโยน และชวนให้สบายใจ

แพ้แล้ว

ไม่ต้องรอให้พี่จันทร์พูดซ้ำว่า ‘กอดพี่หน่อย’ คราวนี้ผมเป็นฝ่ายกอดตอบเขาด้วยความตั้งใจของตัวเอง ยอมขยับตัวเข้าหาไออุ่นและกลิ่นหอมเย็นโดยไม่อิดออด สองแขนดึงร่างพี่จันทร์เข้ามาแนบชิดตัวจนไม่เหลือช่องว่าง ซุกหน้าลงบนบ่าบอบบาง เปิดรับความหวังดีและการปลอบโยนที่แสนนุ่มนวลนั้นไว้อย่างเต็มใจ

“ขอบคุณนะครับ”



“วันหลังถ้ามาคนเดียวนั่งด้วยกันอีกไหม”

นี่เป็นประโยคแรกที่พี่จันทร์ยอมพูดกับผม...

ร่างผอมบางยืนอยู่บนบันไดขั้นที่สามหน้าหอสมุด ฉากหลังคือท้องฟ้ายามสองทุ่มที่มืดสนิท โคมไฟริมถนนที่ตั้งอยู่รอบลานจอดถูกเปิดไว้สว่างไสวครบเกือบทุกดวง

หลังกอดกันอยู่พักใหญ่ ผมกับพี่จันทร์เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตามเดิม สิ่งที่ได้เพิ่มเติมมาคือความเงียบผสมความเคอะเขินที่อบอวลอยู่ในบรรยากาศรอบตัวเราแบบแปลกๆ
 
ผมอายที่เผลอแสดงความอ่อนแอให้พี่จันทร์เห็น ส่วนพี่จันทร์ก็เขินจนไม่กล้าจะมองหน้าผม สรุปเลยเลี่ยงกันไปเลี่ยงกันมา ไม่คุย ไม่สบตากัน กระทั่งหอสมุดปิด พี่ถึงยอมเป็นฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นก่อนอย่างที่เห็น

“จะมาคนเดียวอีกเหรอครับ” ผมขมวดคิ้วถาม

ใจกล้าเกินไปแล้ว ไม่กลัวโดนไฮยีน่ารุมทึ้งเอาหรือไง

“คิดว่านะ” พี่จันทร์ตอบ “มาคนเดียวสงบดี พี่อ่านหนังสือจบไปหลายบทเลย แต่ต้องนั่งจองโต๊ะตัวยาวๆ ไว้คนเดียวก็เกรงใจคนอื่นน่ะ ถ้าวันไหนหนึ่งมาคนเดียวก็มาแชร์โต๊ะกันดีไหม”

“ดีครับ” ผมเห็นด้วยว่าเราควรแชร์โต๊ะกัน

พี่จันทร์พยักหน้ารับเมื่อได้ยินคำตอบของผม ริมฝีปากเขาไม่ได้ยิ้ม แต่แววตาวิบวับกำลังสารภาพออกมาอย่างหมดเปลือกว่าพี่ดีใจมาก  ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าครั้งหน้าที่เราจะได้เจอกันอีกคือเมื่อไหร่

จำที่รันย์บอกให้เปิดใจกว้างๆ มองหาคนอื่นได้ไหม

ผมคิดๆ ดูแล้ว มันคงไวเกินไปที่จะทำตามคำแนะนำนั้น ผมรักโอบมาสามปี จู่ๆ จะให้ตัดใจฉับไปยกให้คนอื่น มันเป็นไปไม่ได้

ต้องใช้เวลามากกว่านี้ ค่อยเป็นค่อยไป

ซึ่งนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี...

นึกถึงบรรยากาศเงียบสงบรอบตัวพี่จันทร์ นึกถึงมือเย็นๆ ที่ฉุดผมออกจากอาการคิดมาก นึกถึงการกอดปลอบอย่างอ่อนโยน และนิ้วเย็นเฉียบที่ลูบไล้ท้ายทอยผมอย่างนุ่มนวล

ผมอยากได้ความรู้สึกดีๆ แบบนั้นอีก

อยากรู้ว่าจะได้เจอพี่อีกครั้งเมื่อไหร่

“พรุ่งนี้จะมาอีกไหม...”

อ่า บังเอิญจริง ถามพร้อมกันซะงั้น

ต่างคนต่างหันมองฟ้ามองอากาศแก้เขิน รอให้บรรยากาศแปลกๆ ผ่านพ้นไปค่อยหันกลับมาสู้สายตากันใหม่อีกรอบ หนนี้ผมรอให้พี่จันทร์เป็นฝ่ายพูดก่อน

“ถ้าพี่มา หนึ่งจะมาไหม”

“ถ้าพี่จันทร์มา ผมก็จะมา”

“แล้วถ้าพี่มาคนเดียวทุกวันล่ะ”

ขอคิดก่อน พักนี้ผมต้องเริ่มอยู่ห่างๆ โอบแล้ว ผมต้องพักบ้าง อยู่กับโอบตลอดเวลาทั้งที่เจ็บขนาดนั้นไม่ไหว เราอยู่หอเดียวกัน เรียนด้วยกัน ยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ห่างกันเลย แบบนั้นจะให้ผมทำใจได้ยังไง

หนีมาอยู่หอสมุดกับพี่จันทร์ น่าจะมีอะไรดีขึ้นบ้าง

“ผมก็จะมาคนเดียวทุกวัน”

“งั้นก็มาเจอกันทุกวันนะ...”

“ครับ”

ต่อไปนี้จะไม่มีการบังเอิญเจอกันอีกแล้ว เพราะคำว่า ‘ครับ’ ของผม มันคือการนัดหมายแบบกลายๆ ว่าเราจะมาเจอกัน นั่งด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกันอย่างสงบที่หอสมุดตอนเย็นทุกวัน

พี่จันทร์ให้ไลน์ผมมาเผื่อฉุกเฉิน รู้สึกผิดอยู่เหมือนกันตอนแอดไลน์พี่ ผมเข้าไปนั่งขวางไม่ให้คนอื่นได้ไลน์พี่ไป แต่สุดท้ายตัวผมเองกลับได้มาแทน...เหมือนกั๊กพี่ไว้เองเลยสิ

“เจอกันพรุ่งนี้นะ” พี่จันทร์บอกลาเมื่อเรากำลังจะเดินแยกกันที่กลางลานจอดรถ รถซิตี้สีขาวของพี่จอดอยู่ใกล้ๆ  ส่วนฟีโน่ของผมจอดอยู่หลังแผงกั้นด้านข้างหอสมุด

“พรุ่งนี้ผมมีเข้าเชียร์ เลิกเย็นนะครับ”

“ไม่เป็นไร พี่รอได้...รอเก่งอยู่แล้ว”

นึกถึงข้อความ ‘จะได้เจอกันอีกมั้ย ยังรออยู่นะ’ ใต้รูปถ่ายโพลารอยด์ที่ร้านกาแฟของพี่หมอกเลย รู้แหละว่าพี่รอเก่ง...รอได้ แต่ผมไม่อยากปล่อยให้พี่ต้องรอคอยผมนานๆ อีกต่อไปแล้ว

“จะรีบมาครับ” ผมสบตาแล้วยกมุมปากยิ้มให้นิดๆ

ตอนนั้นแหละที่สีหน้าสงบนิ่งใจเย็นที่มีมาตลอดของพี่จันทร์เริ่มเปลี่ยน เขาทำหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ไม่กล้ายิ้ม กลั้นยิ้มจนแก้มจะแตก สุดท้ายทนไม่ไหวต้องก้มเอาปิดหน้าหันหนีไปแวบนึง

ผมยืนมองอาการเขินม้วนต้วนของคนตรงหน้า

ตอนแรกที่คุยกัน หูพี่แค่แดงเฉยๆ แต่ตอนนี้ความแดงนั้นลุกลามลงไปถึงลำคอและไต่ขึ้นไปแดงที่สองแก้มด้วย เขินจนแดงวุ่นวายไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัวแล้วนั่น

แค่ยิ้มให้เอง เขินอะไรขนาดนั้น

น่าเอ็นดูจริง...



#เขาคุณเราผม

ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ
ขอบคุณคุณกาแฟมั้ยฮะจ้าวด้วยนะคะที่แวะมากดบวกเติมกำลังใจให้ตลอดเลย ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ^^

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
ตอนที่6สงสารหนึ่งมากเลยค่ะ ได้เห็นความรักควมห่วงใยของหนึ่งเยอะเลย แต่ถ้าโอบรู้ความจริง โอบก็จะมองแค่ว่าหนึ่งคิดไม่ซื่อ อยากกอดหนึ่งแน่นๆ ยังดีที่หนึ่งมีคุณจันทร์อยู่ข้างๆ
ตอนที่7อยากไปแอบดูบรรยากาศสงบๆนุ่มๆในห้องสมุดเลยค่ะ เอ็นดูความหนึ่งห่วงคุณจันทร์อย่างงั้นอย่างี้ ไม่ได้รู้ถึงความร้ายของเจ้ากระต่ายเลย ฮา
ส่วนคู่ร้านกาแฟใต้ตึกอักษร แอบเป็นห่วงโอบ หรือไม่ต้องห่วงดีคะ? เพราะโอบมือหนักอยู่แล้ว  :laugh5:
ส่วนพี่ซันตาบื๊อ หัวร้อนขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้ตัวอีก ถ้าทำโอบเสียใจโดนฟาดแน่
คู่จันทร์โอบดาเมจรุนแรงมากค่ะ ไม่ไหว ตอนโอบอ้อนต้องยกมือมากุมใจยิ่งตอนคุณจันทร์เซ็นชื่อให้ รู้สึกปลื้มปริ่มมากเลยค่ะ อิจฉาพี่ซันได้ชมสถานการณ์ใกล้ชิดตลอด ถ้าคู่นี้เป็นคู่หลัก ให้พี่ซันกับหนึ่งเป็นตัวประกอบก็โอเคนะคะ

  :pig4:

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 8.1 ห่วง
ห่วงใย กังวลใจ
เพราะมีเรื่องให้ต้องห่วงเป็นพิเศษ



:: เขา – ขอห่วงตัวเองก่อน ::



ริมขอบห้องสโลปใหญ่...

โต๊ะเลกเชอร์ตัวเดิมกับยามบ่ายที่แสนง่วงในคาบภาษาอังกฤษ อาจารย์กำลังสุ่มเรียกรหัสนักศึกษาของผู้โชคดีสองสามคนให้ออกไปตอบคำถามหน้าห้อง

คิดจะสร้างความตื่นเต้นแก้ง่วงใช่ไหมครับอาจารย์

ขอโทษนะครับ...

พอรู้ว่าตัวเองรอด ทุกคนก็นั่งง่วงต่อแล้ว ผมก็ด้วย ง่วงจนตาปรือเหมือนไม่ได้นอนมาสักสัปดาห์ ง่วงเหมือนไม่รู้จักคำว่านอนเต็มอิ่ม ทั้งที่เมื่อคืนก็นอนไวมากแถมตื่นสายโด่งอีกต่างหาก

“ง่วงอ่า” ผมมุดหัวเข้าหาไหล่คนข้างๆ อย่างเคยชิน

แต่หนึ่งก็เอาหลังมือมารองแก้มผมไว้แบบรู้ทันเหมือนกัน

“นั่งดีๆ” หนึ่งไม่ยอมให้ผมแอบงีบในคาบเรียน มันยกหัวผมขึ้นจากไหล่ตัวเอง จากนั้นก็เอนร่างหนีไปทางไอ้รันย์ที่นั่งอยู่ขวามือ ผมเลยแกล้งทำตัวย้วยๆ เป็นก้อนเหลวๆ ไหลตามติดมันไปด้วย

“กูง่วงอะ” ผมงอแง

“เรียน” หนึ่งพูดเตือนสั้นๆ ซึ่งขยายความได้ว่า ‘ตั้งใจเรียนสิ’

“ไม่เอา ไม่เรียน กูจะนอน ง่วงจะตายแล้ว” ผมงอแงใส่เพื่อนสนิท มือเกาะแขนดึงบ่ามันมาใกล้ๆ แล้วซุกหัวเข้าหาความอบอุ่นที่คุ้นเคย

“อย่า” หนึ่งห้ามเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย

ปกติมันจะยันหัวผมออกพอเป็นพิธีสักสองสามที จากนั้นก็ปล่อยเลยตามเลยให้ผมนอนซบไหล่จนพอใจ แต่วันนี้มันไม่ยอมอ่อนข้อให้ผมเลย เอามือดัน ยักไหล่ เอนตัวหนี ทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ผมนอน

“ไอ้หนึ่ง...มึงนี่” จิ๊ปากใส่ หงุดหงิดแล้วนะ

หวงตัวเก่ง ไม่ง้อแล้ว หันไปซบไอ้ภพแทนก็ได้วะ

ผมเอนตัวไปทางซ้ายมือ ภพนั่งกอดอกสัปหงกอยู่ มันไม่ว่าอะไรที่ผมจะยืมต้นแขนมันต่างหมอนชั่วคราว

ระหว่างเอาหัวเกย ผมแอบไถจมูกเข้าหาแขนเสื้อนักศึกษาที่มีรอยยับนิดๆ ของภพไปด้วย กลิ่นไม่คุ้นเลยอะ แถมไอ้ภพยังตัวใหญ่เหมือนหมีควาย เวลานั่งบ่าของมันจะอยู่สูงกว่าหัวผม ทำให้นอนไม่สบายเท่าไร

“ยุกยิกจังไอ้โอบ อยู่นิ่งๆ เป็นไหม” ภพบ่น

“ก็ไหล่มึงไม่พอดีหัวกูเหมือนไหล่ไอ้หนึ่งอะ”

“กูไม่ใจดีนั่งเอียงไหล่ให้มึงนอนซบไปทั้งคาบหรอกนะ กลับไปซบไหล่พ่อจ๋าของมึงนู้นไป” ภพไล่ ส่วน ‘พ่อจ๋า’ ที่ว่าก็คือชื่อที่ใช้เรียกประชดไอ้หนึ่ง เพื่อนรักที่ชอบทำตัวเหมือนเป็นพ่อผมอีกคนนั่นแหละ

เนี่ยยย แล้วก็ต้องกลับมาตายรังที่ไอ้หนึ่งอยู่ดี

ผมเบี่ยงตัวไปหาเพื่อนรัก วางหัวลงบนบ่าอบอุ่นแล้วหลับตาพริ้ม จมูกแอบสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มและกลิ่นกายไอ้หนึ่งที่ผมคุ้นเคยดีเข้าปอด รู้สึกสบายจนแทบจะเคลิ้มหลับไปจริงๆ

นอนซบไปไม่ถึงนาที ผมได้ยินเสียงถอนหายใจ...

รู้สึกว่าบ่าที่ซบอยู่เอียงไปทางขวาเล็กน้อย หนึ่งคุยอะไรกับรันย์ไม่รู้ แต่วินาทีถัดมามือใหญ่อบอุ่นก็ค่อยๆ ยกหัวผมออกอย่างระมัดระวัง ร่างสูงที่ผมใช้แทนหมอนทำท่าจะลุกขึ้นสลับที่นั่งกับไอ้รันย์

อะไรอ่าหนึ่ง...

อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาล เราไม่เคยนั่งแยกกันมาก่อนนะ นี่แค่งอแงนิดหน่อย มึงก็จะทิ้งกูเลยเหรอ

“โห เพื่อนนน หนีเลยเหรอ กูไม่ดื้อแล้วก็ได้” ผมรีบเอ่ยรั้งแต่หนึ่งไม่ฟังเลย มันเปิดโต๊ะเลกเชอร์ลุกหนีไปแบบไร้เยื่อใยสุดๆ จนผมต้องส่งเสียงโวยวายตามไป “มึงอ่า…”

“กูตาฝาดหรือเปล่าวะ มีคนโดนพ่อจ๋าทิ้งว่ะ”

ผมย่นจมูกใส่ไอ้ภพที่กำลังหัวเราะล้อเลียนผมอยู่ สายตามองข้ามแผ่นหลังไอ้รันย์ที่ย้ายเก้าอี้มาปุ๊บก็ฟุบตัวลงนอนปั๊บไปทางหนึ่ง มันกำลังตั้งใจฟังอาจารย์เฉลยคำตอบที่เพื่อนหน้าห้องเขียนไว้บนกระดาน

“หนึ่งงง” ผมเอื้อมไปสะกิดแขนวอแวมัน

หนึ่งขยับศอกหนีมือผม ก้มหน้าลงจดอะไรยิกๆ ตั้งใจเรียน ไม่สนใจว่าผมจะทำตัวง้องแง้งงอแงใส่มันแค่ไหน

อ้อนก็แล้ว ทำเป็นงอนก็แล้ว หนึ่งก็ยังเมินใส่

พอหมดหนทางสุดๆ ผมเลยนอนทับหลังรันย์ ยื่นมือไปจับแขนหนึ่งลูบขึ้นลูบลงยิกๆ เรียกร้องความสนใจปนๆ กับก่อความรำคาญ อะไรก็ได้ ขอแค่ให้มันหันมาสนใจผมนิดนึงก็ยังดี

แต่ว่า...

“พอได้ยัง” หนึ่งถามเสียงเฉียบ สีหน้ามันเรียบเฉยจนดูเย็นชา ดวงตานิ่งสนิทเป็นปลาตายที่ทุกคนชอบแซวเล่นกันบ่อยๆ ตอนนี้กำลังฉายแววคมกริบดุดันจนคนถูกจ้องอย่างผมต้องกลัวหงอ ต้องเลิกวอแวมันทันที

งุยยย กลัวแล้ว ทำไมดุขนาดนี้วะเพื่อน...

“อะไรกัน” รันย์โงหัวขึ้นจากโต๊ะมามองหน้าผมกับหนึ่งสลับกัน มันตบท่อนแขนปรามไอ้หนึ่งเบาๆ แล้วหันมาพูดกับผม “หนึ่งอารมณ์ไม่ดี มึงไปเล่นกับภพก่อนไป”

ผมนั่งเท้าคางกับโต๊ะแบบเซ็งจัด แทนที่ภพจะโอ๋ผม มันกลับหัวเราะหึๆ สมน้ำหน้าผมซะงั้น

“ดื้อดีนัก เป็นไง โดนพ่อจ๋าดุจนได้”

“เออ” ผมมุ่ยหน้า ได้ทีก็รีบฟ้อง “ช่วงนี้ไอ้หนึ่งโคตรดุเลย กูดื้อนิดๆ หน่อยๆ มันก็มองตาเขียวแล้วอะ แถมมันเริ่มไม่ตามใจกูเหมือนเมื่อก่อนด้วย ดูดิ จะนอนซบ มันก็ไม่ให้ซบ ขัดใจเก่ง”

“ขนาดนั้น?” ภพขมวดคิ้วแปลกใจ

“กูพูดจริงๆ” ผมยืนยันหนักแน่น

“อืม กูว่ามันแปลกไปนิดๆ เหมือนกัน” ภพยอมรับ มันทอดสายตาข้ามหัวผมไปมองท่าทีของหนึ่ง พิจารณาความดุดันที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเย็นชาสักพักก็พูดต่อ “เหมือนมันไม่ใช่หนึ่งคนเดิมของมึงเลยว่ะ”

“มึงคิดเหมือนกูสินะ” ผมถกเครียด

หนึ่งคนที่ใจดีอบอุ่นกับผมหายไปไหน…



ข่าวดีที่สุดในวันนี้ของผมคือ...เย็นนี้งดเชียร์ เย้ๆๆ

แต่อย่าเพิ่งดีใจไป ไม่เข้าเชียร์ก็ใช่ว่าจะได้กลับหอนะ เพราะเย็นนี้มีกิจกรรมเปิดสายรหัสหลังเลิกเรียนรออยู่ ทึ่งไหมล่ะ เปิดเทอมมาเป็นเดือนแล้วเพิ่งจะมาเปิดสายเอาตอนนี้

ความจริงเด็กปีหนึ่งส่วนใหญ่ก็รู้จักหน้าพี่รหัสตัวเองกันแล้วแหละ แต่เห็นว่าการเปิดสายจะทำให้ปีหนึ่งได้พบปะรุ่นพี่ในสายคนอื่นๆ ทั้งพวกปีสามปีสี่ พี่บัณฑิต และพวกพี่ศิษย์เก่าก่อนหน้านั้นด้วย

กิจกรรมไม่มีอะไรมาก แค่เปิดสาย ให้เด็กๆ รู้จักสายของตัวเอง พอทุ่มนึงก็มีพิธีบายศรี ให้พี่ๆ มาผูกข้อไม้ข้อมือรับขวัญน้องๆ บรรยากาศชื่นมื่นอบอุ่น ไม่น่ากลัวเหมือนห้องเชียร์สักนิด ผมชอบอะไรแบบนี้แฮะ

พี่รหัสของผมเป็นผู้ชายเนิร์ดๆ สวมแว่น สูงผอม หน้าตาคงแก่เรียน พี่แกอยู่ภาคไฟฟ้า และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังสวมชุดนักศึกษามาเรียน ส่วนลุงรหัสกับปู่รหัสของผมน่ะเหรอ สองคนนี้อยู่เครื่องกล ปล่อยตัวเซอร์มากตามสไตล์รุ่นพี่ปีโตๆ ไว้หนวดเครา หัวยุ่ง ใส่เสื้อช็อปมอมแมม กางเกงยีนตัวหลวมเน่าๆ กับรองเท้าแตะช้างดาว

หลังจบงานเปิดสาย ทุกคนแยกย้ายกันไปกินข้าวกัน พวกพี่ๆ สายผมบอกว่าพี่บัณฑิตติดธุระมาไม่ได้ เลยให้พาผมไปกินอะไรง่ายๆ ก่อนแล้ววันหลังจะตามมาเลี้ยงมื้อใหญ่อีกที

ซึ่งอะไรง่ายๆ ที่ว่าก็ไม่พ้นหมูกระทะ...

คืนนี้ร้านหมูกระทะแถวๆ มหา’ลัยผมคึกคักเป็นพิเศษ เหมือนว่ารายได้หลักของวันจะมาจากเด็กคณะวิศวะเลยแหละ หันไปทางไหนก็เจอแต่คนใส่ช็อปสีกรมท่า เพราะร้านนี้อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยเราที่สุดแล้ว พอคณะผมเปิดสาย ทุกคนก็เลยแห่แหนกันมาที่นี่โดยมิได้นัดหมาย

ผมกำลังนั่งกลับด้านหมูสามชั้นบนกระทะไม่ให้ไหม้อยู่ ระหว่างนั้นก็นั่งฟังปู่รหัสบ่นวิชาสัมมนาไปด้วย ลุงรหัสกับพี่รหัสฟังแล้วทำหน้าสยดสยอง ส่วนผมนี่จะรอดชีวิตไปถึงปีสี่หรือเปล่ายังไม่รู้เลยไม่สนใจฟังเท่าไร

“เรียนเป็นไงบ้างน้อง โอเคไหม” ปู่รหัสคงเห็นผมปิ้งหมูไม่พูดไม่จามานานแล้วเลยหันมาชวนคุย

“มันก็แบบว่า...เอื้อ!” ผมทำเสียงเหมือนจะกระอักเลือด ลุงรหัสกับปู่รหัสเลยหัวเราะชอบใจกันใหญ่

“รู้เลยว่าหืดขึ้นคอ” ลุงรหัสผมขำร่วน

“เฮ้ย ถามจริง เรียนไม่ไหวเหรอ” พี่รหัสนี่ก็จริงจังสุด

“พูดตรงๆ นะพี่ มันไม่โอเค สัปดาห์ก่อนมีควิซแคลคูลัส เมื่อวานอาจารย์แจกกลับมาให้ดู จากโจทย์ห้าข้อ ผมถูกแค่ข้อเดียวเองอะ”

“โคม่าแล้วนะ ปกติควิซไม่ค่อยยากเท่าไร” พี่รหัสส่ายหน้า ตะเกียบในมือก็วุ่นอยู่กับการหยิบมันหมูมาทาบนกระทะ “อย่าประมาทล่ะ อาจารย์กฤษดาแกโหดมาก ปีพี่แกแจกเอฟไปหลายคนเลย”

“จริงเหรอครับ” ผมชักกลัวแล้วสิ

“จริง รุ่นพี่ก็เจอมา พยายามทำเกรดให้ดีๆ หน่อยแล้วกัน จะได้สบายตอนเลือกภาค” ลุงรหัสของผมรับไม้ต่อ “ถ้าเกรดไม่ดี แรงค์รั้งท้ายเพื่อน อาจจะไม่ได้อะไรที่อยากเรียนนะ”

ตอนเข้ามาที่นี่ ผมเลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ติดเข้ามาแบบภาครวม ไม่ได้เลือกสาขามาแต่แรก ทำให้มีสิทธิ์เลือกภาคได้ตอนปีสอง ในขณะที่หนึ่งกับรันย์ติดรับตรงเข้ามาในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ พวกมันสองคนไม่มีสิทธิ์เลือกภาคตอนปีสอง

โชคยังดีที่ไม่ว่าจะเลือกภาคไหนเข้ามา ยังไงปีแรกก็ต้องเรียนรวมกันอยู่ดี ผมเลยได้อยู่กับเพื่อนต่ออย่างที่เห็น

“เข้าภาค มันโหดมากเหรอพี่”

“ขึ้นอยู่กับว่าเลือกภาคอะไร คิดไว้บ้างยัง เอาภาคไหน”

คำถามนี้ตอบยากพอๆ กับ ‘โตขึ้นอยากเป็นอะไร’ เลยนะ

ในเมื่อไม่รู้จะเรียนอะไร ผมก็คงต้องตามเพื่อนไปเหมือนเดิม ซึ่งถ้าไม่นับไอ้หนึ่งกับรันย์ก็เหลือแต่ไอ้ภพ ซึ่งรายนี้ก็เคยบอกว่าเล็งโยธาไว้ เพราะมีพ่อเป็นไอดอลที่จบโยธามาก่อน

ผมคงไม่เรียนโยธาแน่ ส่วนภาคคอม...

จะไหวเหรอ

ผมอาจจะสอบติดเข้ามาได้ เพราะเรียนได้ดี สอบได้คะแนนดี แต่ผมไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรที่นี่ พอตามเพื่อนเข้ามาได้แบบไร้แพสชั่น ถึงเวลาเจอทางแยก ต้องตัดสินใจเอง เลยเริ่มมองหาอนาคตไม่เจอ

เริ่มรู้สึกนิดๆ แล้วแหละว่าที่นี่...ไม่ใช่ที่ของผม

“เพื่อนๆ ผมอยู่ภาคคอม ถ้าตามไปได้ก็คงดี”

“ภาคคอมไม่น่ายาก” ปู่รหัสหยุดคีบปลาหมึกเข้าปากแป๊บนึงแล้วพูดต่อ “พอเทอมสอง ทุกคนก็เข็ดกับวิชาจาวาจนไม่อยากไปภาคคอมกันหมด คู่แข่งก็น้อยลงเยอะ”

“แต่ปีที่แล้วภาคคอมรับแค่ห้าสิบคนเองนะพี่” พี่รหัสผมขัดขึ้น “เกรดต่ำสุดคือ 2.4 แรงค์อยู่ที่สี่ร้อยกว่าๆ”

แรงค์คือการคิดอันดับจากเกรดทั้งสองเทอม ยิ่งแรงค์อยู่สูงก็แปลว่ามีสิทธิ์ติดภาคที่อยากได้มากขึ้นเท่านั้น

“พีคสุดของปีที่แล้วคือภาคไหนวะ”

“ปิโตร รับสิบคน เกรดต่ำสุด 3.1”

“ปิโตรแม่งโหดสัดทุกปีนั่นแหละ” ปู่รหัสบ่น “จริงๆ สอบเข้าที่นี่ก็ว่ายากแล้วนะ จะอยู่ให้รอดเสือกยากกว่าอีก”

พวกพี่ๆ หัวเราะครืน ผมเข้าใจนะ มันยากจริงๆ แหละ ต้องแข่งขัน ต้องดิ้นรนไปจนกว่าจะจบปีสี่ ถ้าไม่ชอบสิ่งที่ต้องเรียน มันก็คือการตกนรกดีๆ นี่เอง

ในทางกลับกัน ถ้าสิ่งที่เลือกเรียนเป็นอะไรผมที่ชอบ ต่อให้ต้องพยายามจนเหนื่อย อดหลับอดนอนอ่านหนังสือ มันก็น่าจะมีแรงฮึดหรือมีความสุขกับการเรียนมากกว่านี้อย่างแน่นอน

สรุปคือผมคิดผิดตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง...

รู้งี้ตอนเลือกคณะ ผมน่าจะห่วงตัวเองให้มากๆ ก่อนห่วงคนอื่น

“หยุดก่อนเรื่องเรียน กินข้าวๆ” ลุงรหัสเห็นผมนั่งหน้าจ๋อยก็รีบคีบหมูหมึกกุ้งมาเอาอกเอาใจผมใหญ่

“พอแล้ว ผมกินไม่หมดแล้วพี่” ผมหัวเราะแล้วยกถ้วยที่มีหมูสามชั้นพูนเป็นภูเขาหนี ตอนนั้นเองที่มือถือผมซึ่งวางคว่ำอยู่ข้างถ้วยน้ำจิ้มบนโต๊ะสั่นอืดๆ เพราะแจ้งเตือนข้อความจากใครบางคน

มือยังไม่ว่างด้วยสิ ถือถ้วยถือตะเกียบอยู่น่ะ

แต่ขอเดาว่าน่าจะเป็นพี่ซัน ไม่น่าจะใช่ไอ้หนึ่ง เพราะหลังเลิกเรียนมันยังเมินใส่ผมอยู่เลย และหนึ่งก็ไม่ชอบคุยไลน์ด้วย ปกติมีธุระอะไรมันก็โทรหาเอา พูดจาตรงประเด็นเข้าเป้า ไม่เกินสามสิบวินาทีก็วางสายแล้ว

คงเป็นพี่ซันแหละ มีอยู่รายเดียวที่คุยบ่อย

ตั้งแต่รับปากพี่ซันว่าจะไปเจอกันทุกเย็นที่ร้านกาแฟใต้ตึกอักษร เราก็คุยกันถี่ขึ้น เช้าสายบ่ายเย็นไลน์ไม่เคยขาด ตกเย็นพี่แกก็มารับผมไปนั่งเล่นอยู่ด้วยกันจนร้านปิด วันไหนหิวก็แวะกินข้าวก่อนพาผมไปส่งที่หอ ใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวันจนสนิทกันมาก และพี่ซันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของผมไปแล้วด้วย

พอวันนี้ไม่ได้เจอกันก็เลยแอบคิดถึงนิดๆ

เมื่อเย็นผมไลน์ไปบอกแล้วว่าวันนี้มีเปิดสาย ไม่ว่างไปเจอ พี่แกเลยบอกจะไปคาราโอเกะแล้วหาข้าวกินกับเพื่อนในกลุ่มแทน นอกจากกำชับให้ผมไลน์หา เราก็ไม่ได้คุยอะไรกันค้างไว้

ผมวางถ้วยในมือลง หยิบทิชชู่มาเช็ดคราบน้ำจิ้มเหนียวๆ บนนิ้วแล้วรีบพลิกเครื่องมาเช็กข้อความ

อะ อ้าว เป็นไอ้หนึ่งหรอกเหรอ

1st : กูจะกลับบ้านคืนนี้
1st : มึงจะกลับไหม

ประหลาดมาก มันเล่นไลน์ด้วยเหรอเดี๋ยวนี้ ธรรมดาดองไลน์ยาวข้ามปี ไม่เคยตอบ ไม่เคยอ่าน ไม่เคยทักหาใครก่อน ขนาดผมเป็นเพื่อนสนิทมันมานานยังไม่ใช่ข้อยกเว้นในจุดนี้เลย

Oabarun : ไม่กลับอะ อยู่บ้านต้องตื่นเช้า กูขี้เกียจ
1st : อืม
Oabarun : มึงจะกลับบ้านเหรอ กลับคืนนี้เลยอะนะ
1st : อืม

ดูมันตอบ ‘อืม’ เก่งนักนะ ผมส่งสติ๊กเกอร์ไปมันก็ไม่กลับมาอ่านแล้วด้วย อะไรว้า ผมชักงงๆ กับไอ้หนึ่งแล้วนะ ทำไมไม่โทรมา ทำไมต้องรีบถาม ในเมื่อเดี๋ยวก็กลับไปเจอกันที่หออยู่ดี

ทำตัวแปลกๆ อีกแล้ว...

ไม่น่าจะมีอะไรหรอกหรอกมั้ง ผมเชื่อนะว่าหนึ่งยังคงเป็นหนึ่ง เพื่อนรักที่ผมรู้จักดีอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ ช่วงนี้มันอาจจะอารมณ์แปรปรวนไปหน่อย เมื่อไหร่ที่มันตั้งสติได้ มันก็จะกลับมาแสนดีเหมือนเคย…มั้ง?

“โอบเอาอะไรเพิ่มไหม” พี่รหัสถามผมขณะลุกจากโต๊ะ

“ไม่เอาแล้วพี่ แต่ผมขอไปด้วยดีกว่า อยากเดินย่อยหน่อย”

เดินย่อยอะแค่ข้ออ้าง จุดประสงค์หลักคือจะไปหาของหวานมากินต่างหาก เครียดทีไร อยากกินอะไรหวานๆ ทุกที เป็นแบบนี้แย่นะ กว่าจะจบมหาลัยสงสัยจากโอบคงกลายเป็นโอ่งแหง

ผมลุกเดินตามพี่รหัสไป ใกล้จะสามทุ่มแล้ว ร้านหมูกระทะคนยังไม่ซาเลย บริเวณที่ตักเนื้อสัตว์นี่คนยุ่บยั่บไปหมด ต้องยืนต่อคิวรอแป๊บนึงกว่าจะเข้าถึงถาดอาหาร ดีที่โซนขนมหวานโล่งโจ้งไม่มีคนเท่าไร

ผมเดินไปส่องขนมหวาน แอบเล็งลอดช่องไว้แล้ว

ตอนนั้นน่ะ ไม่รู้มีอะไรดลใจอยู่เหมือนกัน ผมถึงได้มองยาวๆ ไปที่มุมหนึ่งของร้าน ซึ่งอย่างที่บอกนะว่าร้านนี้ค่อนข้างใหญ่และคนที่เข้ามากินในคืนนี้ก็เยอะแยะมหาศาลจริงๆ

แต่ผมเห็นพี่ซัน...

สนิทกันจนแค่เห็นแผ่นหลังผมก็รู้เลยว่าเป็นเขา

ร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตานั่งหันหลังอยู่ที่โต๊ะไกลสุดฟากร้าน เขาไม่ได้มาคนเดียว คนที่อยู่ข้างๆ เขาเวลานี้คือสาวสวยร่างเล็ก ผิวขาว แก้มแดงก่ำ ผมยาวมัดเปียยุ่งๆ น่ารักน่าเอ็นดู

ฉากที่เด็ดที่สุดคือพี่ซันลูบหัวแล้วกอดไหล่สาวน้อยคนนั้นอย่างสนิทสนม พอเธอเอนตัวเข้าหา ศีรษะซบลงที่บนแผ่นอกกว้าง พี่แกก็ลูบหลังลูบไหล่บอบบางสองสามที ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบหมู เป่าให้อย่างดีแล้วส่งไปป้อนถึงปาก

ไหนว่าไปร้องเกะ ไหนว่าไปกินข้าวกับเพื่อน

แล้วใครมันมานั่งกอดสาวอยู่นี่วะ...


พี่แม่งงงงงงง!
 


มีต่อด้านล่างนะงับ

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
:: เขา – ก็ควรจะห่วง  ::



Oabarun : เย็นนี้ผมไม่ว่างนะ มีเปิดสาย
Kun Sun : เลิกดึกหรือเปล่า จะกลับแล้วทักมาก็ได้ เผื่อพี่ยังอยู่แถวๆ นี้ จะได้ไปรับ
Oabarun : ถ้าไม่ลืมนะ
Kun Sun : ได้ ก็แล้วแต่เลย
Oabarun : หยอกๆ ไม่ลืมหรอกน่า 5555
Oabarun : แล้วพี่ไปไหนต่อ ร้านกาแฟ?
Kun Sun : ไม่เอา เปี๊ยกไม่อยู่ ไม่รู้จะไปทำไม เดี๋ยวพี่ไปร้องเกะ กินข้าวกับไอ้วีร์ดีกว่า
Kun Sun : อย่าลืมทักมานะ
Oabarun : ค้าบ เดี๋ยวโอบทักไป :>

ผมเลื่อนบทสนทนาในไลน์อ่านซ้ำไปซ้ำมาเงียบๆ ขณะนั่งทอดร่างอยู่บนโซฟาเดี่ยวสีส้มแปร๊ดในห้องที่เปิดไฟสลัว รอบข้างอึกทึกวุ่นวายเพราะเสียงแหกปากร้องเพลงผิดคีย์ของเพื่อนฝูง

เย็นนี้เจ้าเปี๊ยกไม่ว่าง ผมเลยไม่ได้ไปร้านกาแฟใต้ตึกอักษรเพื่อดักรอคุณจันทร์ รู้สึกเซ็งๆ เบื่อๆ ยังไงไม่รู้บอกไม่ถูกเหมือนกัน ทั้งที่ตามไปเฝ้าคุณตัวขาวทุกวัน ตั้งแต่วันจันทร์นั้นยาวๆ มาจนถึงวันนี้ ผมได้เจอเขาแค่วันนั้นวันเดียวแหละ แต่ไม่เคยมีวันไหนที่รู้สึกเซ็งเท่านี้มาก่อนเลยแฮะ อุตส่าห์ตามเพื่อนมาร้องเกะก็ยังเบื่อๆ

แล้วนี่...โอบก็หายเงียบไปเลย

ไหนว่าจะทักมา ผมอุตส่าห์เปิดไลน์รอ จะทุ่มครึ่งแล้วยังเปิดสายไม่เสร็จอีกเหรอ นานไปไหน วิทย์คอมหกโมงครึ่งก็แยกย้ายกันแล้ว นี่ไม่รู้สายน้องจะชวนไปกินอะไรที่ไหนต่อหรือเปล่า จะกลับยังไงวะเปี๊ยก มืดแล้วเนี่ย

ปกติหนึ่งทุ่มผมกับน้องยังอยู่ด้วยกันอยู่เลย…

“มาเกะแต่นั่งซึมเป็นหมาหงอยเลย เอาสักเพลงไหมมึง” ไอ้วีร์ยื่นไมค์มาทางผม

ผมเลื่อนนิ้วกดล็อกหน้าจอมือถือกันความขี้เสือกของเพื่อน ก่อนเหลือบตามองจอทีวีประกอบการตัดสินใจ

เพลงคาราโอเกะยอดฮิตของแก๊งเพื่อนสาขาของผมเป็นอะไรที่จับฉ่ายมาก พวกมันอาจจะเปิดด้วยฤดูร้อนของพาราด็อกซ์ ตามด้วยคู่คองของนาคี สลับไปจิ๊จ๊ะของซิลลี่ฟูล หรือแสงสุดท้ายของบอดี้สแลมอะไรเทือกๆ นี้

แต่ตอนนี้น่ะนะ…

พวกแม่งร้องเพลงนกเขาคูรักกันอยู่!

“โน่นแน่ะ นกเขาคู จุ๊ก…จุ๊กกรู นกมันเฝ้าคูหาชู้มัน”

ไอ้น่าน ไอ้เวรตะไล มีการใส่ลูกคอด้วยเหรอมึง

“เร็วมึง ร้องเป็นเพื่อนไอ้น่าน” วีร์คะยั้นคะยอ

“ไม่เอา พวกมึงเล่นกันไปเถอะ” ผมไม่รับไมค์ไว้ เพื่อนซี้ผมเลยส่งต่อให้เพื่อนอีกคนแทน ทางนั้นก็รับไปแบบไม่อิดออด ดัดเสียงแหลมปรี๊ดร้องท่อนผู้หญิงต่อแบบสนุกสนาน

“นอยด์อะไรวะ” วีร์นั่งลงบนที่เท้าแขนของโซฟาตัวที่ผมยึดครองอยู่ “เซ็งเพราะอดเจอคุณตัวขาว?”

“ทำอย่างกะกูได้เจอเขาทุกวัน”

ถ้าไม่ได้เจอจันทร์แล้วนอยด์ ชีวิตนี้คงไม่ต้องทำอะไรแล้ว เพราะในหนึ่งเดือนผมมีบุญได้เจอเขาแค่สองสามครั้งเท่านั้นแหละ ไปนั่งรอแบบลมๆ แล้งๆ แล้วไม่เจอเขา ผมยังไม่เบื่อมากๆ แบบนี้เลย

เออ ตกลงกูเซ็งอะไรอยู่กันแน่วะ…

ที่แน่ๆ รู้สึกชีวิตขาดความสดใสชอบกล

“แอบคิดถึงน้องโอบอยู่อะดิ๊” ไอ้วีร์แย็บกวนๆ

“พ่องสิ” ผมง้างตีนจะเตะก้นเพื่อน

“เย็นไว้มึง” วีร์หัวเราะแล้วกระโดดหนี “ถ้าเบื่อนักก็ไปกับกูนี่ ออกไปหาอะไรกิน จะได้อารมณ์ดี”

ฟังดูเข้าท่ากว่านั่งเฉยๆ ฟังเพื่อนหอน

“ไปก็ไป”

พอผมลุกขึ้นหยิบข้าวของเท่านั้นแหละ เพื่อนๆ ที่กำลังสนุกสนานอยู่กับเพลงนกเขาคูรักกันก็หันมาถามเลย

“พวกมึงจะกลับแล้วเหรอวะ”

“เออ กูหิว” ผมหาข้ออ้างปลีกตัวออกมา พยักหน้าบอกลาเพื่อนสั้นๆ แล้วเดินออกจากห้องทึบแคบ

ระหว่างที่ผมยืนรอไอ้วีร์อยู่หน้าห้อง ปรากฏว่าคนที่เช่าห้องคาราโอเกะข้างๆ ก็เดินออกมาพอดี อ้าว นั่นเพื่อนผมนี่หว่า จำได้ไหมแก๊งหล่อแต่เลวของผม เพื่อนหมายเลขสองกับหมายเลขสาม สองคนนี้ที่จีบจันทร์ไม่ติดไง

“อ้าวมึง ร้องเกะเหรอ” ไอ้หมายเลขสองร้องทัก

“อืม” ผมยิ้มแกนๆ ตอบ บอกแล้วว่ายังเซ็งๆ อยู่

“ห้าทุ่มเจอกันเปล่าร้านเดิม”

แม่งชวนไปร้านเหล้าอีกแล้ว ไม่ไปหรอก ตับน่ะต้องเก็บรักษาไว้นานๆ ไม่ควรเอามาเผาเล่นด้วยแอลกอฮอล์บ่อยๆ ให้อายุการใช้งานของมันสั้นลงไวนัก แม่ผมที่เป็นพยาบาลสอนไว้

“คืนนี้กูมีนัด”

นี่ไม่ใช่ข้ออ้างนะ เมื่อเช้าผมนัดกับไอ้วีร์ไว้ว่าคืนนี้จะเล่นเกมกัน กะว่าถึงคอนโดปุ๊บ สลัดรองเท้าเสร็จก็จะพุ่งไปหาเครื่องเพลย์สเตชั่นเลย น้ำเนิมไม่ต้องอาบยาวๆ ไปยันเช้า แต่นี่...เดี๋ยวต้องดูอารมณ์อีกที

“มึงยังตามจีบคุณจันทร์อยู่หรือเปล่าวะ”

“ตามแต่ไม่มีอะไรคืบหน้า หาตัวยังไม่เจอเลย” ผมยักไหล่ บอกแล้วว่าธรรมดา ชิลๆ กับเรื่องนี้

“ก็ดีที่ไม่คืบหน้า มึงจะได้ถอยทัน คุณจันทร์เขามีเจ้าของแล้วนะ มึงรู้ยัง” ไอ้หมายเลขสองว่า “วันจันทร์ก่อนกูไปหอสมุด เจอเขาจูบนัวเนียอยู่กับแฟนอยู่หลังชั้นหนังสืออะ”

“เชี่ย จริงดิ” ผมแอบตกใจอยู่นะเนี่ย

“จริง กูก็เห็น ดูดดื่มมากมึงเอ๊ย” ไอ้เพื่อนหมายเลขสามพยักหน้ายืนยันว่าเห็นจริงคาตาไม่ได้ล้อเล่น

“จันทร์มีแฟนแล้วเหรอ”

“มีชัวร์ ก็เด็กมันนั่งเฝ้าเขาอยู่”

“เด็ก?” ผมเลิกคิ้ว “ปีหนึ่งเหรอ”

“เออ เด็กวิดวะปีหนึ่ง หล่อด้วย”

“เฮ้ย ใช่เหรอ กูไม่เชื่อได้เปล่าวะ” ผมส่ายหน้าไปมา

มันไม่น่าเชื่อตั้งแต่เรื่องจูบแล้วน่ะ เรื่องแฟนก็เลยไม่น่าเชื่อไปด้วย ดูจากลักษณะภายนอกของจันทร์แล้ว เขาออกจะน่ารักใสซื่อจะตาย ไม่น่าจะใจกล้าบ้าบิ่นพอจะแอบทำอะไรแบบนั้น

“จะเชื่อไม่เชื่อก็ตามใจมึง” ไอ้เบอร์สองเตือนด้วยสายตาแบบผู้มีประสบการณ์ตรง “ขนปุกปุยสีขาวๆ ที่มึงเห็นน่ะ อย่าหลงคิดว่าจะเป็นขนกระต่ายเสมอไป เพราะจิ้งจอกบางสายพันธุ์ก็มีขนสีขาวเหมือนกัน จำคำกูไว้”

พวกมันสองตัวตบไหล่ผมหนักๆ แล้วก็ไป

ทิ้งผมไว้ตามลำพังกับความงุนงง...



“ทำไมวันนี้เด็กวิดวะเยอะจังวะ” วีร์บ่น

ผมเดินตามมันเข้ามาในร้านหมูกระทะที่มีคนล้นแน่น มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนใส่เสื้อช็อปสีกรมท่า เหมือนวันนี้เป็นวันชาติเด็กวิดวะ ถ้าไม่รู้มาจากโอบว่าวันนี้คณะวิศวะมีเปิดสาย ผมก็คงบ่นเหมือนไอ้วีร์นั่นแหละ

“เฮ้ยวีร์ เหมือนกูจะเจอแยม” ผมจับบ่าไอ้วีร์ ชี้นิ้วไปทางสาวน้อยผมเปียที่นั่งอยู่คนเดียว ก่อนจะดึงเพื่อนให้เดินเลี้ยวไปที่โต๊ะนั้น “แวะทักน้องแป๊บนะ”

แยมเป็นน้องรหัสผมเอง สนิทกันในระดับหนึ่ง ช่วงพักเที่ยงเด็กคอมปีหนึ่งปีสองชอบไปขลุกตัวอยู่ที่ห้องคอมภาค พอไม่มีอะไรทำเลยเล่นเกมกระชับมิตรกัน รุ่นพี่รุ่นน้องจึงรักใคร่กลมเกลียวกันเป็นพิเศษ

“แยม” ผมส่งเสียงทัก

สาวน้อยผมเปียเงยหน้าขึ้น...

โห หมดกันน้องผม น้ำหูน้ำตาเกรอะเลย

“พี่ซันหวัดดีค่ะ...ฮึก” น้องแยมยกมือไหว้ผมทั้งน้ำตา ทิชชู่สีขาวสีชมพูกองสูงท่วมถังขยะใต้โต๊ะ รอบเตากระทะมีของสดวางอยู่แต่นอกจากมันหมูก้อนโตก็ยังไม่ได้ย่างอะไรสักอย่าง

ท่าทางเหมือนจะยุ่งกับการร้องไห้จนลืมกินข้าว

“ร้องไห้ทำไม เป็นอะไร”

“ฮึก หนูโดนแฟนทิ้งอะพี่”

“แล้วเพื่อนไปไหนหมดล่ะน้อง” วีร์ถาม

“ทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้วเหลือหนูอยู่หอคนเดียว” แยมสะอึกสะอื้นหมดสวย ดวงตาแดงก่ำมองหน้าพวกผมแบบขอความช่วยเหลือ “พวกพี่นั่งกับหนูได้ไหม หนูไม่อยากอยู่คนเดียวแล้วอะ”

จริงๆ เมื่อกี้ผมกับวีร์กำลังเดินตามพี่พนักงานไปนั่งโต๊ะพอดี ไม่เป็นไรหรอก ไหนๆ ก็เจอคนรู้จัก นั่งกับน้องไปนี่แหละ ผมพยักหน้าให้ไอ้วีร์ เรานั่งลงแล้วสั่งน้ำอัดลมเพิ่ม ก่อนจะหันไปสนใจคนอกหัก

“เกิดอะไรขึ้น เมื่อวานเห็นโทรคุยกันหวานหยดย้อย”

“มันบอกเราอยู่ไกลกันเกินไป อยากให้ทบทวนดูว่าจะเลิกหรือจะคบกันต่อ แต่ตัวมันอะอยากเลิกนะ อะไรไม่รู้แม่ง แค่เชียงใหม่เอง ถึงกับต้องทิ้งหนูเลยเหรอ รักทางไกลแม่งไม่มีจริง!”

“อ้าว มันอยากเลิกก็เลิกแม่งเลย” ผมยุยง

น้องมันมองผมตาขวางทันที ...เอ้า กูผิดอะไร

“หนูไม่อยากเลิก คบกันมาตั้งแต่ม.สองเลยนะพี่!”

วีร์ที่กำลังเอาของสดที่วางอยู่บนโต๊ะลงกระทะขำพรวด ส่วนผมได้แต่กะพริบตาปริบๆ สรุปคือเอ็งอยากบ่นให้ฟังเฉยๆ แต่ไม่ได้ขอความเห็นสินะ โอเค เอาที่สบายใจเลยไอ้น้อง

ผมปล่อยน้องบ่นไป ย่างหมูให้มันกิน ส่งทิชชู่ให้มันด้วย

ผ่านไปพักใหญ่ๆ จนยุงเริ่มตอมแขนขา…

“มึงเอาอะไรไหมซัน เดี๋ยวกูไปตักให้” วีร์ลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นว่าอาหารบนโต๊ะเริ่มหร่อยหรอ แหงละ ก็นี่นั่งปราบของที่น้องรหัสผมตักมาแต่ไม่ย่างกินอยู่ ยังไม่ได้ไปหยิบอะไรมาเพิ่มเลย

“อะไรก็ได้ เยอะๆ กูหิว เบคอนก็ได้ สามชั้นก็ดี”

“โอเค”

พอวีร์ไป ผมก็ทำหน้าที่ต่อ

มือพลิกเนื้อ หูฟังน้องรหัสบ่น อะไรสุกก็คีบไปวางจานเพื่อนบ้างน้องบ้าง แต่น้องรหัสผมไม่ยอมกินเลย สะอึกสะอื้นอย่างเดียว หมูกระทะหัวละเกือบสองร้อย มันกินไปห้าบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าทิชชู่หมด

“กินหน่อยแยม พี่แกะกุ้งให้เอาไหม” ผมคะยั้นคะยอ

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะ” น้องรหัสผมส่ายหน้ายิกๆ พลางเอาโทรศัพท์มือถือแนบหู ท่าทางแฟนจะโทรมาพอดี

ผมนั่งฟังน้องอ้อนวอนแฟนอยู่สักพัก สุดท้ายทางนู้นคงตัดสายทิ้งมั้ง เห็นพยายามโทรกลับหลายรอบก็ไม่ได้คุย คราวนี้แหละร้องไห้หนักเลย ซวยแล้ว วีร์ก็ไม่อยู่ จะปลอบยังไงดีล่ะ เพื่อนผู้ชายลากกันไปกินเหล้าก็จบ นี่น้องเป็นผู้หญิง ต้องปลอบยังไงถึงจะเหมาะ

“แยมไม่ร้องๆ” ผมวางตะเกียบลงลูบหัวปลอบน้อง “ทำใจเหอะ ยื้อคนไม่เหลือใจให้อยู่ต่อ มันไม่มีประโยชน์”

“ฮือ นี่พี่ปลอบหรือกระทืบหนูซ้ำอะ” แยมเบะปาก

เอ้า กูผิดอี๊ก...

“ขอโทษๆ” ผมหัวเราะแล้วดึงไหล่น้องเข้าหาตัว กอดปลอบอย่างสุภาพ ตบต้นแขนมันป๊าบๆ สร้างขวัญกำลังใจแบบแมนๆ ก่อนจะคีบหมูมาป้อน “มากินหมูดีกว่า เร็ว อ้าปาก อ้ามมม”

พอหลอกล่อให้น้องงับหมูได้ ผมก็รีบผละออกห่าง แค่ปลอบใจไง ทำอะไรเยอะแยะ แยมเคี้ยวๆ กลืนแบบฝืนมาก ยังสะอื้นอยู่เลย ผมปลอบน้องไปสักพัก ไอ้วีร์ที่หายไปได้นานก็กลับมาพร้อมของเต็มโต๊ะ

“ตอนไปตักของ กูเจอน้องโอบด้วย” วีร์บอก

“จริงดิ” ผมหันซ้ายหันขวา อยากเจอเจ้าเปี๊ยก ตื่นเต้นขึ้นมาเลย “น้องนั่งอยู่ไหน”

“ด้านในสุดนู่น มึงย้ายมานั่งฝั่งกูสิ น่าจะเห็น”

ไม่รอช้าผมย้ายที่ไปนั่งข้างไอ้วีร์ตามคำชวนทันที

นึกภาพออกใช่ไหม ร้านหมูกระทะน่ะ พื้นที่สี่เหลี่ยมกว้างราวๆ สนามฟุตซอล ตรงกลางคือไลน์ตักอาหารที่มีคนเดินไปเดินมาไม่ขาด โต๊ะผมอยู่ฝั่งซ้ายด้านนอก ส่วนโต๊ะโอบอยู่ฝั่งขวาด้านใน ต้องชะเง้อคอมองข้ามโหลน้ำจิ้มหน่อย ถึงจะเห็นโต๊ะโอบซึ่งอยู่ห่างไปโคตรไกล

เจ้าเปี๊ยกมากะรุ่นพี่อีกสามคน...ชายล้วน

ทุกคนกำลังรุมเอาใจน้องกันใหญ่ ตักนู่นตักนี่ให้กินไม่หยุด ชวนคุยหัวเราะกันสนุกสนาน บนโต๊ะด้านหนึ่งมีขวดเบียร์ตั้งเรียงเป็นกำแพงเมืองจีน โอ้โห กินเบียร์ด้วย จะไปส่งน้องกันไหวไหมน่ะ

แล้วไอ้หน้าหนวดนั่นใครวะ...

ผมนั่งจ้องผู้ชายผมยาวไว้หนวดใส่เสื้อช็อปที่นั่งอยู่ข้างน้อง มีการแกะกุ้งให้ หัวร่อต่อกระซิก ทำเหมือนเพลงเต่างอยที่เปิดคลออยู่เสียงดังมาก เลยต้องยื่นหน้าไปคุยกันใกล้ๆ

ดูสิดู หน้าไอ้หนวดจะชนแก้มน้องอยู่แล้ว!

ได้ไงวะเปี๊ยก แก้มย้อยๆ นั่นอะ หัดหวงบ้างดิ

ผมหมดอารมณ์กินต่อโดยสิ้นเชิง จากที่เซ็งๆ เบื่อๆ เริ่มยกระดับเป็นหงุดหงิด วางตะเกียบลง หยิบมือถือขึ้นมาทักไลน์โอบ คอยมองท่าทางของน้องไปด้วย

Kun Sun : ดึกแล้ว จะกลับยัง

โอบเหลือบมองหน้าจอแล้วเมินหน้าหนี
น้องไม่ตอบ ผมเลยส่งไปอีกข้อความ

Kun Sun : เปี๊ยก ตอบพี่หน่อย

โอบมองหน้าจอจากนั้นก็คว่ำมือถือลง
อ้าว ซะงั้น...

“เป็นไงบ้างวะ” ไอ้วีร์ถาม

“ทักไปไม่ตอบ” ผมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

“อย่าเพิ่งนอยด์ นู้น คุณตัวขาวของมึงก็มาว่ะ”

ผมมองตามนิ้วเพื่อนที่ชี้ข้ามไลน์อาหารไปแถวๆ กลุ่มโต๊ะม้าหินนอกชายคา จันทร์มากับไนท์และเพื่อนในกลุ่ม กำลังคุยจ้ออยู่กับไอ้ไนท์อย่างสนุกสนานเลยแหละ

แต่...

“เอาไว้ก่อน”

ตอนนี้ต้องเอาเรื่องโอบก่อนดิ น้องไม่ตอบผมเนี่ย มือถือเป็นอะไร จะเดินไปหาที่โต๊ะก็คงไม่ดี ไปผ่ากลางวงสนทนาของคนอื่นแบบไม่ดูสี่ดูแปดมันดูไม่มีมารยาท

ไหนลองคอลไปหาดูดีกว่า...

“วันนี้มาแปลกวุ้ย ปกติพอเห็นคุณตัวขาวมึงต้องน้ำลายไหลย้อยแล้ว เลิกชอบเขาแล้วเหรอวะ”

“บอกว่าเอาไว้ก่อน ยุ่งอยู่ เปี๊ยกไม่ตอบไลน์กู”

“ใช่ มึงยุ่งอยู่จริงๆ ด้วย” วีร์เอียงคอยิ้มมีเลศนัย

“เนี่ย...โทรไปน้องก็ไม่รับ” ผมบ่นๆ พลางชะเง้อส่องโต๊ะน้อง “กูเห็นมือถือโอบก็วางอยู่บนโต๊ะนะ ไอ้เครื่องดำๆ เคสลายมินเนี่ยนสีเหลืองๆ อะ ทำไมไม่ยอมรับสายวะ คุยอยู่กับไอ้หน้าหนวดอยู่ได้”

“อะๆ ใจเย็นไว้เพื่อน” วีร์ดึงไหล่ผมลงนั่งแล้วส่งแก้วน้ำมาตรงหน้าผม “ดื่มน้ำเย็นๆ ก่อน หัวร้อนแล้วนะมึงอะ”

“...” ผมชะงักเพราะเห็นรอยยิ้มล้อเลียนบนหน้าเพื่อน เพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่ากำลังหัวร้อนอยู่ มันมาอีกแล้ว อาการร้อนรุ่มแปลกๆ ผมร้อนไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนโดนไฟสุม และร้อนเป็นพิเศษตรงหัวเนี่ย!

“หวงมากเปล่าน้องคนนั้น ไหนบอกกูมาซิ”

“กูไม่ได้หวง แค่เป็นห่วง”

“ใช่เหรอวะเหตุผลนั้น”

“ทำไมจะไม่ใช่” ผมแยกเขี้ยวใส่อีกนิดจะกัดแล้ว

“อะจ้า” วีร์ส่ายหัวยิ้มๆ “รีบกินเหอะ จะได้รีบกลับ”

“อืม” ผมถอนหายใจทิ้ง หัวยังร้อนฉ่าอยู่ เลยต้องบังคับตัวเองให้เลิกชะเง้อคอมองเปี๊ยกแล้วกินต่อ

ผ่านไปราวๆ ชั่วโมงได้ กระทะเริ่มมีรอยไหม้ติดกรัง ของคาวของหวานบนโต๊ะถูกปราบเรียบ พอทุกคนหันมาพยักหน้าให้กันเป็นเชิงว่า ‘โอเค อิ่มแล้ว กลับเถอะ’ ผมก็ยกมือส่งสัญญาณเรียกคิดเงินทันที

คืนนี้คนที่อิ่มแปล้แฮปปี้ที่สุดคงเป็นไอ้วีร์แบบไม่ต้องสงสัย น้องรหัสผมกินน้ำตาแทนข้าว ส่วนผมก็หมดอารมณ์กินไปนานแล้ว พับผ่าเหอะ สามทุ่มกว่าแล้วโอบยังไม่ตอบไลน์เลยเนี่ย

“วีร์ เดี๋ยวกูฝากมึงไปส่งแยมหน่อยได้ไหม” ระหว่างรอบิลผมก็เอ่ยปากไหว้วานเพื่อนไปด้วย ตอนนี้มืดแล้ว ปล่อยน้องผู้หญิงกลับเองคนเดียวมันอันตราย ไหนน้องผมจะร้องไห้เยอะจนดูไม่ค่อยมีสติด้วย

“ได้ดิ ว่าแต่มึงยังไม่กลับเหรอ”

“ยัง” ผมย่นคิ้ว “ว่าจะรอดูโอบอีกหน่อย”

“อะจ้า” วีร์ยิ้มล้อเลียน น่าถีบเป็นอย่างยิ่ง

เหอๆ กูโคตรเกลียดคำว่า ‘อะจ้า’ ของมึงเลย



‘ว่าจะรอดูโอบอีกหน่อย’

อีกหน่อยที่ว่าก็ผ่านมาสี่สิบห้านาทีแล้ว...

ทึ่งกับตัวเองจริงๆ ที่สามารถนั่งแช่อยู่ในรถซึ่งจอดอยู่ริมฟุตปาธได้นานถึงสี่สิบนาที บอกไว้ก่อนว่าเกิดมาผมไม่เคยทำแบบนี้ให้ใครนะ ผมเป็นคนใจร้อน แฟนกี่คนๆ ไม่เคยมีใครได้สิทธิ์รอนานขนาดนี้

ระหว่างที่รอ ผมนั่งย้อนดูไอจีตัวเองเล่นฆ่าเวลา

ภาพแต่ละภาพในนี้แทนชีวิตในแต่ละช่วงของผมเลย

ช่วงขึ้นมหาลัยใหม่ๆ เห่อชีวิตนักศึกษา ตื่นเต้นถ่ายรูปทุกอย่าง มีแม้กระทั่งรูปหมาจรจัดนอนในคณะ ช่วงกิจกรรมก็รูปเยอะหน่อย ช่วงสอบก็อัดรูปหนังสือแล้วบ่นขิงข่าไปเรื่อย พอปิดเทอมก็เที่ยวดะกินดะ ดำน้ำ เดินเขา เลี้ยงหมา นอนโง่ริมทะเล ส่วนชีวิตพักหลังมานี้ก็มีแต่รูปขนมนมเนย...กับเจ้าเปี๊ยก

ภาพล่าสุดในไอจีผมถูกอัปเมื่อวาน

ในภาพนั้น เจ้าเปี๊ยกกำลังถือส้อมเตรียมประหารเค้กชาไทยบนจาน อาจเพราะนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง แดดยามบ่ายแก่เป็นสีส้มจัด แก้มน้องที่ถูกแสงส่องเลยกลายเป็นสีส้มไปด้วย ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอประกายสดใสคู่นั้น ไม่ได้มองเค้ก ไม่ได้มองกล้อง แต่มองมาที่ผม...ยิ้มให้ผม

เนี่ย ชอบทำตัวน่ารัก จะไม่ให้ผมห่วงได้ยังไง

นี่สี่ทุ่มกว่าแล้ว ลองโทรหาอีกสักรอบแล้วกัน

ตอนที่คิดจะก้มลงกดโทรหาน้อง เผอิญผมเห็นโอบกับสายรหัสเดินออกมาจากร้านหมูกระทะพอดี แทบไม่ต้องคิดว่าควรทำอะไรต่อ ผมเปิดประตูรถก้าวฉับๆ ลงไปเรียก

“เปี๊ยก!”

เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยง ทำหน้าเหมือนเห็นผี

“พี่ซัน? ผมนึกว่าพี่กลับไปแล้ว”

“พูดแบบนี้แปลว่าเห็นพี่นานแล้วใช่ไหม ทำไมไม่ตอบข้อความ” พอโดนซัก เจ้าตัวเล็กก็ทำหน้ายุ่ง ไม่ยอมตอบสักคำถาม ผมเลยต้องดึงข้อมือน้อง ลากตัวออกมาคุยกันห่างๆ คนอื่น “แล้วนี่จะกลับยังไง”

“คงกลับกับพวกพี่ๆ ครับ น่าจะแท็กซี่นะ”

ผมมองไปที่กลุ่มหนุ่มวิศวะที่น้องมาด้วย สายตาสามคู่มองมาตรงนี้เป็นตาเดียวเลย ผมอุตส่าห์นั่งรออยู่ตั้งนานสองนาน เรื่องอะไรจะยอมปล่อยโอบให้นั่งแท็กซี่กลับไปกับคนอื่น

“เดี๋ยวพี่ไปส่ง จะไปไหม”

“ไม่เป็นไรครับ มืดแล้ว พี่ไปส่งแฟนพี่เถอะ” โอบถอนหายใจแล้วดึงข้อมือออก
แน่นอนว่าผมไม่ยอมปล่อย แล้วทำไมอยู่ดีๆ ผมถึงมีแฟนเฉยเลยวะ เห็นๆ อยู่ว่าผมมากับไอ้วีร์ และก็อยู่กับแยม... อ่า เข้าใจแล้ว สงสัยเปี๊ยกจะเข้าใจผิด

“นั่นน้องรหัสพี่นะ”

“เหรอครับ” เจ้าเปี๊ยกทำเป็นหรี่ตามอง

รู้เลยน้องว่าไม่เชื่อ ผมรีบอธิบายว่าน้องรหัสของตัวเองมีปัญหา เห็นแยมนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวเลยเข้าไปปลอบ และตอนนี้วีร์ก็เอาน้องผมไปส่งที่หอแล้ว ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่ทั้งสิ้น

“น้องรหัสอะไร มีกอด มีซบ มีป้อนหมู”

ดูมันทำหน้าสอบสวนผมสิ จิ้มลิ้มน่ารักซะจริง

“ว่าแต่คนอื่น แล้วเราล่ะ”

“ผมทำไม”

“ไอ้หนวดนั่นน่ะใคร” ผมพูดแบบเคืองๆ แล้วพยักพเยิดคางไปที่ผู้ชายหน้าหนวด ทางนู้นกำลังมองตามโอบมาตาไม่กะพริบ ไม่รู้จะห่วงอะไรหนักหนา ผมนี่สิต้องห่วง เจ้าเปี๊ยกนี่น้องผมไหมล่ะ

“พี่ซัน ไอ้หนวดอะไร นั่นลุงรหัสผมนะเว้ย” โอบตีมือผม

“ลุงรหัสอะไร มีกระซิบกระซาบ หัวเราะคิกคัก แกะกุ้งปิ้งหมู เติมน้ำแข็งรินน้ำให้ พี่ทักไปก็ไม่ตอบ โทรไปก็ไม่รับสาย คุยกันถูกคอ ลืมพี่เลยล่ะสิ”

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย” น้องทำท่าอธิบายไม่ถูก มือขวาที่ว่างอยู่ปัดไปมาวุ่นวาย “ก็…ก็ผมคิดว่าพี่อยู่กับแฟน ใครจะไปกล้าคุยด้วยหรือรับสายอะ ผมก็ต้องเกรงใจแฟนพี่สิ”

“บอกแล้วไงว่าไม่ใช่แฟน นั่นน้องรหัส”

“ก็ตอนนั้นผมไม่รู้นี่!” โอบเถียงกลับ

“แล้วตอนนี้รู้หรือยังล่ะ” ผมก็เถียงด้วย

“รู้แล้ว”

“หายงอนได้ยัง”

“ใครงอน”

“ใครไม่รับสาย คนนั้นก็งอนไง”

“ผมไม่ได้งอน พี่นั่นแหละ โกรธอะไรผม”

“พี่ไม่ได้โกรธ”

“ไม่ได้โกรธแล้วเป็นอะไร จะกินหัวผมอยู่แล้วเนี่ย”

“เป็นห่วงไง จบปะ” ผมพูดเสียงดัง

โอบผงะไปนิดนึงแล้วทำปากพะงาบๆ เป็นปลาทอง

ไม่ใช่แค่น้องที่ตกใจ ผมก็ตกใจด้วย งงเลย แฟนก็ไม่ใช่ เป็นคนคุยไหมก็เปล่า โอบไม่ใช่คนที่ผมจะจีบด้วยซ้ำ ก็แค่น้องนุ่งที่สนิทกันเท่านั้นเอง จำเป็นต้องมาหัวร้อนพ่นไฟใส่กันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ไหม

คำตอบคือ...ไม่

แต่ก็ทำอยู่ บ้าบอฉิบเป๋งเลยว่ะ

เรามองหน้ากันอยู่ข้างถนนหน้าป้ายไฟของร้านหมูกระทะ มึนงงหลังเถียงกันจนหอบด้วยหัวข้องี่เง่า...

“แท็กซี่มาแล้วนะ โอบจะกลับกับพวกพี่ไหม” ผู้ชายตัวสูงใส่ชุดนักศึกษาตะโกนมาถาม ตรงหน้ามีแท็กซี่สีเขียวเหลืองจอดรออยู่คันหนึ่ง ลุงรหัสของโอบกำลังก้มลงไปต่อรองกับคนขับอยู่

“เอ่อ...” โอบหันรีหันขวางมองผมสลับกับรถแท็กซี่

“จะไปกับทางนั้นก็ตามใจ กลับดีๆ แล้วกัน พี่ไปนะ” ผมปล่อยมือน้องแล้วเดินจากมา เอาเถอะ ห่วงมันขนาดนี้แล้ว น้องยังลังเลได้ลงคอ สี่สิบห้านาทีที่ผมรอเหมือนไม่มีค่า งอนดีกว่าแม่ง

“เอ้า งอนเปล่าเนี่ยพี่ซัน...พี่ซันนน”

ไม่ตอบ จะกดรีโมตรถแล้ว ไปแล้วเด้อ

“เดี๋ยวๆ รอผมก่อน พี่ซัน อย่าเพิ่งไปครับ” โอบรีบคว้าแขนผมด้วยมือนุ่มนิ่ม ก่อนหันไปตะโกนคุยกับสายรหัสที่ยืนละล้าละลังรอตัวเองอยู่ “พวกพี่ๆ กลับกันไปก่อนเลย เดี๋ยวผมไลน์ไป”

พอได้ยินว่าน้องจะกลับด้วย ผมเลยยอมหยุดเดินนิดนึง

“พี่ซันงอนผมเหรอ” เจ้าตัวเล็กเขย่าแขนผมยิกๆ

หายงอนตั้งแต่วินาทีแรกที่โอบเดินตามมาแล้วแหละ

ผมแกล้งเดินหนี เปี๊ยกก็ก้าวมาดักหน้าแล้วทำตาใสอ้อน หนีซ้ายดักซ้าย หนีขวาดักขวา เหมือนลูกเจี๊ยบวิ่งเคล้าขาหมาในฟาร์มเลยวุ้ย

“ตัวก็โตทำไมขี้น้อยใจ เดี๋ยวทุบพุงแตกเลยนิ”

โห ไอ้เปี๊ยก ไอ้ลูกเจี๊ยบจอมโหด

ไม่ไหว จะหลุดขำ ต้องรีบเดิน

“พี่ซันรอโอบด้วย...พี่จ๋า!”

หื๊มมม ตะกี้โอบเรียกผมว่า ‘พี่จ๋า’ เหรอ โคตรน่ารักปุ๊กปิ๊ก โคตรมันเขี้ยวน่าหยิก ผมหลุดยิ้มเลยอะ แม่ง หมดกันไอ้ซันคนหัวร้อน ยิ้มหน้าบานเป็นคนบ้าเลยวุ้ย

“ฮั่นแน่ ยิ้มแล้ว หายงอนแล้วใช่ไหม”

“แค่แกล้งงอนไปงั้นแหละ” ผมบอกน้อง

“เหรอๆ นี่ขนาดแกล้งนะเนี่ย หัวพี่จะล้านหมดแล้วอะ” โอบยิ้มขี้เล่น ดู...ดูน้องมันพูดนะ ไอ้ตัวแสบหาว่าผมหัวล้านขี้ใจน้อยน่ะ ร้ายไหมล่ะ

“แสบนักนะเรา ไป...ไปขึ้นรถ”




#เขาคุณเราผม

คนที่คิดว่าชอบมากมาย...จะใช่คนที่หัวใจอยากจะรักจริงๆ หรือเปล่าน้า... อิ___อิ

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านเหมือนเคยนะคะ ขอโทษที่มาช้าค่ะ ช่วงนี้ชีวิตยุ่งๆ มากมาย ไปกลับต่างจังหวัดเป็นว่าเล่น สุขภาพเดี้ยงหมดแล้ววว ข้อมือก็เดี้ยง แต่มาแล้วนะ ^^

คุณ กาแฟมั้ยฮะจ้าว :: กอดตอบแน่นๆ นะคะ /กอดแน่นนนนนนน ;;;;^;;;;
คุณ tasteurr :: ขำที่บอกพี่ซันเป็นตาบื้อค่ะ ใช่มากเลย บื้อจริงไม่ได้แกล้งบื้อ 5555555555 ขอบคุณนะคะ จ๊วบ <3

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 8.2 ห่วง
ห่วงใย กังวลใจ
เพราะมีเรื่องให้ต้องห่วงเป็นพิเศษ



:: เรา – ห่วงไม่ห่วง ::



“จันทร์ไปหอสมุดกี่โมงน่ะ” พิมพ์ถาม

“ประมาณหกโมงมั้ง” ผมพูดพลางบีบซองขนมแมวเลียให้เจ้าเหมียวขนสีส้มที่นั่งเรียบร้อยอยู่ตรงหน้า

ตอนนี้ผมกับเพื่อนๆ อยู่ที่สนามกีฬาของมหาวิทยาลัย ไนท์มีนัดเตะบอลกับแฟนของพิมพ์ ผมกับสาวๆ ขี้เกียจนั่งเฝ้าเลยมาให้ขนมแมวจรที่เดินเตร่อยู่แถวๆ อัฒจันทร์แทน

ไม่รู้ไนท์จะเตะบอลถึงกี่โมง แต่ผมตั้งใจจะปลีกตัวไปหอสมุดคนเดียวตอนหกโมงเย็น เพราะวันนี้ผมไม่ได้เอารถมา อาจจะต้องใช้เวลาเดินหน่อย แต่น่าจะไปถึงหอสมุดพร้อมๆ กับหนึ่งพอดี

จะว่าไป นี่ก็ผ่านมาสักพักแล้วสินะ…

กับการที่ผมได้อยู่กับหนึ่งทุกวันหลังเลิกเรียน
 
เรานัดเจอกัน นั่งด้วยกัน ได้คุยกันบ้างนิดหน่อย ต่างคนต่างทำงานทำอะไรไปเงียบๆ ไม่รบกวนกัน ไม่มีโมเมนต์จีบเจิบอะไรกันเลย ผมเองก็ไม่ได้หยอดหรืออ่อยน้องด้วย เพราะผมไม่ได้รีบร้อนจะทำคะแนนอะไร แค่ได้เห็นน้องสบายใจ เลิกทำหน้าเครียด เลิกนั่งเหม่อ ค่อยๆ กลับมาเข้มแข็งเป็นปกติ ผมก็พอใจแล้ว

ช่วงนี้ผมมีความสุขมากเลย ใจเฝ้ารอเวลาหลังเลิกเรียนตลอด อยากจะตื่นนอนมาอาบน้ำแต่งตัวแล้ว skip เวลาไปถึงตอนที่นั่งรอในหอสมุดเลยด้วยซ้ำ อยากเจอน้องไวๆ น่ะ

ระหว่างคิดๆ อยู่มือถือก็เกิดสั่นขึ้นมา

“เกดช่วยบีบขนมแทนเราที” ผมส่งซองขนมให้เพื่อนรับช่วงต่อ ก่อนลุกขึ้นยืน ล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกางเกง นิ้วปัดผ่านหน้าจอเช็กการแจ้งเตือน เดาว่าน่าจะเป็นคนที่คิดถึงอยู่นี่แหละ

นั่นไง ว่าแล้ว...หนึ่งทักมาจริงๆ ด้วย

หลังแลกไลน์กันไปเมื่อวันนั้น เราก็คุยกันนะ วันแรกๆ คุยสั้นๆ ประมาณว่า ‘เลิกเรียนหรือยัง’ ‘เลิกกี่โมง’ วันต่อๆ มาก็มี ‘ถึงหอสมุดหรือยัง’ ‘ถึงบ้านหรือยัง’ กับ ‘ถึงหอแล้วนะ’ เพิ่มมาหน่อย

ผมเดาว่าหนึ่งคงไม่ชอบเล่นไลน์เท่าไร น้องตอบสั้นมากและดูท่าจะไม่ได้มีนิสัยชอบคุยเล่นด้วย ผมโอเคกับนิสัยเงียบขรึมของน้องนะ แต่ก็แอบชวนคุยวันละนิดวันละหน่อยไปด้วย เพราะถึงไม่ใช่ช่วงทำคะแนนพิชิตหัวใจ แต่ช่วงทำความรู้จักก็สำคัญไม่แพ้กัน ผมต้องขยันสร้างความคุ้นเคยเอาไว้ หนึ่งจะได้ค่อยๆ ชินกับการมีผมอยู่ในชีวิต

ทิ้งระยะไว้สักพัก ผมค่อยเปิดข้อความขึ้นมาอ่าน

n. : อยู่ไหนครับ
n. : เย็นนี้ผมไม่ไปหอสมุดนะ

อ่านข้อความแล้วผมขมวดคิ้วทันที
หนึ่งไม่มาหอสมุด วันนี้ก็อดเจอกันน่ะสิ

Jaojannn : พี่อยู่กับเพื่อนที่สนามกีฬา
Jaojannn : หลังเลิกเชียร์เย็นนี้หนึ่งไม่ว่างเหรอ
n. : ผมมีเปิดสาย น่าจะเลิกช้า
Jaojannn : อ๋อออ โอเคๆ

มือพิมพ์ข้อความบอกไปว่าโอเค แต่ก็อดส่งสติ๊กเกอร์กระต่าย Spoiled rabbit น้ำตาไหลเป็นทางไปให้น้องไม่ได้ ขออ้อนหน่อยเถอะนะ ไหนๆ วันนี้ก็ไม่ได้เจอกันแล้ว

ปรากฏว่าน้องอ่านแล้วเงียบหายไปเลย…

ผมนั่งจ้องชื่อกับรูปโปรไฟล์ตัวเองรอน้องตอบ

‘Jaojannn’ จริงๆ นี่ไม่ใช่ชื่อผมนะ คุณเดือนเพ็ญแม่ผม เธอชอบเรียกผมว่า ‘จันทร์เจ้า’ ต่างหาก แต่ก่อนผมเคยตั้งชื่อไลน์เป็น janjaooo แล้วไนท์บอกว่ามันอ่านเหมือนจั่นเจาในหนังเปาบุ้นจิ้น ตอนหลังเลยสลับคำมาใช้ jaojannn แทน แต่ไนท์ก็แซวอีกว่าผมควรใช้ชื่อ janraiii มากกว่า ปากร้ายน่าตีมากเลยนะเพื่อนผมคนนี้

อืมมม อุตส่าห์คิดอะไรเรื่อยเปื่อยตั้งนาน หนึ่งก็ยังไม่ตอบ งั้นผมเลิกรอก็ได้ ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร สบายๆ อยู่แล้ว

ตอนที่กำลังจะล็อกหน้าจอเตรียมเก็บมือถือ จู่ๆ หนึ่งก็ตอบกลับมาด้วยสติ๊กเกอร์ Smile person แบบเคลื่อนไหว คนหน้ายิ้มกำลังลูบหัวปลอบกระต่ายสีขาว

n. : ไม่ร้องนะ

ฮือออ รุนแรงมาก ตอนแรกไม่ได้ร้องหรอกแต่กำลังจะร้องเพราะหนึ่ง ‘ไม่ร้องนะ’ นี่แหละ อ่อนโยนเกินไปไหม นี่ผมคุยอยู่กับหนึ่งจริงๆ เหรอ น้องส่งมือถือให้ใครคุยแทนหรือเปล่า

n. : อย่าอยู่คนเดียว
n. : รีบกลับบ้าน

อ่านข้อความถัดมาแล้วอมยิ้มเลย…ใช่หนึ่งจริงๆ

ขี้เป็นห่วงขนาดนี้ก็มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นแหละ

Jaojannn : เดี๋ยวถึงบ้านแล้วพี่ไลน์ไปนะ :3



ดึกแล้วผมยังอยู่ที่ร้านหมูกระทะ

ใจจริงอยากกลับบ้านตั้งแต่สองทุ่มแล้ว ติดแค่ว่าวันนี้ผมไม่ได้เอารถมาและตอนแรกไนท์ก็อาสาจะพาไปส่ง แต่หลังเตะบอลเสร็จตอนสองทุ่มกว่า เพื่อนรักดันหิวจนหน้ามืด ผม เกด พิมพ์ และก็แฟนของพิมพ์ที่เป็นเพื่อนสมัยม.ปลายของไนท์เลยโดนลากมาจบที่ร้านหมูกระทะอย่างที่เห็น

กินไปคุยไปจนสี่ทุ่มเพิ่งจะได้เวลากลับบ้าน...

“ดึกแล้ว กลับกันเถอะ” ไนท์ลุกขึ้นหลังได้รับเงินทอนจากพนักงาน ทุกคนเดินตามๆ กันออกมาแล้วยืนอออยู่ที่ป้ายกล่องไฟหน้าร้านหมูกระทะแป๊บนึง

“เดี๋ยวเอกไปส่งพิมพ์ที่บ้าน แยกกันตรงนี้แล้วกัน กลับดีๆ นะทุกคน” พิมพ์บ๊ายบายพวกผมก่อนจะเดินตามแฟนตัวเองไปอีกทาง ส่วนเกดเดี๋ยวไนท์จะพาไปส่งที่หอ แต่ทั้งคู่ยังรีๆ รอๆ ไม่ยอมไปไหนเพราะเป็นห่วงผม

“มึงแน่ใจเหรอว่าจะกลับบ้านเอง” ไนท์ย้ำถาม

“อืม ไม่ต้องห่วง สบายอยู่แล้ว”

“ขึ้นแท็กซี่ก็ถ่ายรูปทะเบียนรถลงกลุ่มด้วยนะแก” เกดกำชับ

“รับทราบ เดี๋ยวถึงบ้านเรารีบบอกนะ” ผมยิ้มให้เพื่อนคลายใจ คอยยืนมองส่งทั้งไนท์ทั้งเกดเดินไปขึ้นรถที่จอดอยู่ไกลๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าต้องส่งข้อความบอกหนึ่งเลยรีบหยิบมือถือขึ้นมา

Jaojannn : พี่จะกลับแล้วนะ

หนึ่งไม่ได้อ่านข้อความของผมในทันที

ระหว่างรอโบกเรียกรถแท็กซี่และรอให้หนึ่งอ่านไลน์ ผมก็เลื่อนขึ้นไปอ่านข้อความก่อนหน้านั้นเป็นการฆ่าเวลา เราได้คุยกันนิดหน่อยช่วงสามทุ่มครึ่ง อาจเพราะดึกแล้วแต่ผมไม่ได้ทักไปรายงานตัว น้องเลยเป็นฝ่ายทักมาก่อน

บทสนทนากับเหตุการณ์ในตอนนั้นก็มีประมาณนี้...

n. : ยังไม่ถึงบ้าน?
Jaojannn : ยังเลย
n. : อยู่ไหนครับ

ผมถ่ายรูปน้องหมูน้องกุ้งที่เกยอยู่บนเตาย่างไปให้หนึ่งดู

Jaojannn : อยู่ร้านแม่น้ำหมูกระทะ มากินข้าวกับเพื่อน
Jaojannn : หนึ่งอยู่ไหน ไปกินเลี้ยงกับสายต่อหรือเปล่า
n. :  ครับ

หลังตอบมาสั้นๆ หนึ่งก็แชร์โลเคชั่นที่ตัวเองอยู่มาให้ผมดู น้องอยู่ที่ร้านโคขุนโพนยางคำ คุ้นๆ ว่าร้านนี้อยู่ไม่ไกลจากร้านหมูกระทะ น่าจะตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกันนี่แหละ

n. : ขับรถมาหรือเปล่า
Jaojannn : เปล่า รถพี่จอดอยู่บ้าน
n. : แล้วจะกลับยังไงครับ

ตอนนั้นพอถูกถามผมยิ้มเลย ในหัวมีช้อยส์ปรากฏขึ้น
ก.   อ้อน
ข.   อ่อย
ค.   ไม่ทำอะไรเลย
ง.   ทำทั้ง ก. และ ข.

ถ้านิสัยผมน่ารักใสซื่อเหมือนหน้าตาสักนิดก็คงตอบข้อ ค. ไปแล้ว แต่ขอโทษนะ ผมตอบข้อ ง. แหละ คิดว่าน้องคงจะกลับถึงหอแล้ว และน่าจะว่างรับสาย อยู่คุยเป็นเพื่อนจนกว่าผมจะถึงบ้านนะ

Jaojannn : กลับ mrt นะ :3

“เดี๋ยวไนท์ไม่ต้องไปส่งเราที่บ้านแล้วนะ” ผมเงยหน้าบอกเพื่อนที่กำลังวุ่นอยู่กับการแกะกุ้งด้วยช้อนกับตะเกียบ พอได้ยินว่าผมจะไม่กลับบ้านด้วยแล้วไนท์ก็ขมวดคิ้วมองแบบงงๆ

“รถก็ไม่ได้เอามา มึงจะกลับยังไงคนเดียว”

“ไม่ต้องห่วง เรากลับได้ เอ็มอาร์ทียังไม่หมดหรอก”

“ฮันแน่! ทำเป็นจะกลับเอง คิดจะอ้อนเด็กน่ะสิไม่ว่า” ยัยเกดตัวแสบส่งเสียงรู้ทัน หลังชะโงกหน้ามาสืบที่มือถือผม พอเห็นผมกำลังคุยกับหนึ่งอยู่ก็ทำหน้าล้อ “นี่แกมีแผนร้ายอีกแล้วใช่ไหมนังตัวดี”

“แผนร้ายอะไร ไม่มีนะ” ผมปฏิเสธยิ้มๆ

“จ้าาาาา”

ทุกคนประสานเสียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย...

“มองลงมาจากดวงจันทร์ยังรู้เล๊ยว่ามึงตอแหล” ไนท์พูดตรงๆ แล้วส่ายหน้าไปมาแบบเอือมระอา ส่วนคนอื่นๆ แทนที่จะช่วยเข้าข้างผมสักหน่อยก็พากันขำร่วน ครื้นเครงกันใหญ่เชียวแหละ

ผมแอบเม้มปากเก็บรอยยิ้มร้ายกาจที่กำลังจะหลุดออกมาสู่โลกภายนอก ไม่เอา คุยกับน้องต่อดีกว่า ปล่อยให้เพื่อนๆ สนุกกันไปแล้วกัน

n. : กลับคนเดียว?
Jaojannn : อื้ม เดี๋ยวก่อนกลับพี่ทักไปนะ
n. : ครับ

น้อง ‘ครับ’ มาสั้นๆ แล้วหายต๋อมไปเลย

กลับมาที่ปัจจุบันกันอีกครั้ง หลังเพื่อนๆ ในกลุ่มผมแยกย้ายกันกลับบ้านกันไปหมด เหลือผมยืนอยู่คนเดียวข้างป้ายกล่องไฟที่ส่องแสงสว่างจ้าอยู่ริมถนน หนึ่งก็อ่านข้อความ ‘พี่จะกลับแล้วนะ’ ของผมแล้ว

n. : เงยหน้า

ทำไมน้องตอบแบบนี้ อย่าบอกนะว่า...

ผมรีบเงยหน้าแล้วกวาดสายตาไปรอบตัว เจอผู้ชายตัวสูงๆ ยืนอยู่ใต้ต้นตีนเป็ดที่ปลูกไว้บนทางเท้า มือข้างซ้ายจับโทรศัพท์มือถือ มือข้างขวาหิ้วสายหมวกกันน็อกสีม่วง เขามองตรงมาที่ผมพร้อมสีหน้าเฉยสนิทที่คุ้นตา

จะใครล่ะ...ถ้าไม่ใช่หนึ่ง!

ผมตกใจจนมือไม้อ่อนเกือบทำมือถือร่วงแน่ะ หายใจลึกๆ สองสามทีค่อยตั้งสติได้ รีบสาวเท้าเข้าไปหาน้อง

“เดี๋ยวผมไปส่ง” หนึ่งชิงพูดก่อนผมจะได้อ้าปากถาม

แย่แล้ว ไม่เอาแบบนี้สิ หนึ่งชอบทำผมเสียแผนอยู่เรื่อย

คราวนั้นก็ทีนึงแล้ว ผมตั้งใจจะให้น้องเอาดินสอกดมาคืน จะได้หาโอกาสคุยกันเล็กๆ น้อยๆ แต่เย็นวันที่น้องเอาของมาให้ หนึ่งก็ดันผ่ามานั่งกับผมแทน เล่นเอาผมตั้งตัวไม่ติด หัวใจแทบกระโดดออกทางปาก

แล้วดูตอนนี้สิ ผมตั้งใจจะกลับบ้านเอง จะได้ขอโทรไปหาน้อง อ้อนๆ ชวนคุยนิดหน่อยน่ารักหงุ้งหงิ้งแล้วถือสายค้างไว้ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ไม่ได้อยากให้หนึ่งต้องลำบากขี่ฟีโน่ไปส่งผมสักหน่อย แต่น้องก็ดันมารับผมซะงั้น

หนึ่งอยู่เหนือความคาดหมายของผมตลอดเลยนะ

“เพิ่งกินข้าวกับสายเสร็จเหรอ” ผมถาม มองจากริมฟุตปาธตรงนี้ เห็นป้ายโคขุนโพนยางคำเปิดไฟสว่างไสวอยู่ในความมืดไกลลิบๆ บนถนนสายเดียวกัน เดาว่าน้องน่าจะเพิ่งกินเสร็จเลยแวะมาดูผมละมั้ง

หนึ่งพยักหน้าเงียบๆ แทนคำตอบ

ผมยิ้มรับ ดีใจนะที่น้องอุตส่าห์มารับ แต่ผมไม่อยากรบกวนน้องไปมากกว่านี้ และก็เป็นห่วงหนึ่งมากด้วย ท้องถนนเมืองไทยไร้ระเบียบวินัยจะตาย กลางวันก็เสี่ยงแล้ว กลางคืนก็ยิ่งอันตราย

“ขอบคุณที่มาหาพี่นะ แต่ขี่มอเตอร์ไซค์ไกลๆ ตอนกลางคืนมันอันตราย ให้พี่กลับเองจะดีกว่า”

“กลับคนเดียวได้เหรอครับ”

“อืม พี่กลับได้”

“แต่ซอยบ้านพี่มันเปลี่ยว”

“เปลี่ยวก็จริงแต่สว่างปลอดภัย”

“เงียบเป็นป่าช้าจะปลอดภัยได้ยังไง”

ผมเงียบฟังแล้วเอียงคออมยิ้มนิดๆ ขณะมองหน้าหนึ่ง มันผ่านมานานหลายเดือนแล้วตั้งแต่ที่หนึ่งไปส่งผมกลับบ้านในครั้งนั้น นี่น้องยังจำซอยบ้านผมได้ด้วยเหรอ ดีใจจัง

ถึงจะดีใจแต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้ไปส่งนะ

“แท็กซี่มาแล้ว พี่ไปก่อนนะหนึ่ง” ผมคิดจะหนี ประจวบเหมาะกับเห็นรถแท็กซี่สีชมพูเปิดไฟว่างแล่นมาพอดี เลยรีบยกมือขึ้นเตรียมจะกวักเรียก

เท่านั้นแหละ...

“พี่จันทร์” หนึ่งคว้าข้อมือผมทันที

“เปี๊ยก!”

เสียงที่คล้ายๆ ว่าเคยได้ยินมาก่อนดังขึ้นแทรก ผมกับหนึ่งหันขวับไปมองต้นเสียง เห็นซันกำลังก้าวฉับๆ จากรถแจ๊สสีแดงไปหาใครบางคนที่ยืนรวมอยู่กับกลุ่มหนุ่มวิศวะอีกสามคน

“อ้าว นั่นโอบนี่...” ผมพึมพำแบบงงๆ แล้วมองหน้าหนึ่ง

หนึ่งกำลังมองตามซันที่ลากข้อมือโอบไปคุยไกลๆ คนอื่น สองคนนั้นเหมือนจะทะเลาะกันอยู่ คิ้วหนึ่งงี้ขมวดแน่นเชียว ดีเลย น้องคงเป็นห่วงเพื่อนมาก งั้นให้น้องไปดูแลเพื่อนแล้วผมก็กลับบ้านเองดีกว่าเนอะ

“หนึ่งจะตามไปดูเพื่อนก่อนไหม” ผมถาม

น้องละสายตากลับมามองผมอย่างแปลกใจ

“รู้จักโอบเหรอครับ”

“รู้จักกันตั้งแต่วันรับน้องแล้ว” ผมมองข้ามไหล่หนึ่งไปที่ถนน เห็นแท็กซี่มาอีกคันแล้ว รับรองหนนี้ผมไม่พลาดแน่นอน “เดี๋ยวหนึ่งรอดูโอบไปนะ พี่กลับเองได้ ถึงบ้านแล้วจะไลน์หา”

“ไม่ต้องเลยครับ” หนึ่งรู้ทันว่าผมเอาโอบมาอ้าง

ผมฟังที่ไหนล่ะ อุตส่าห์เล็งรถแท็กซี่คันสีเขียวเหลืองไว้แล้ว สบตากับคนขับเรียบร้อยแล้วด้วย จะเหลือก็แค่กวักฟึบๆ เรียกให้เขาจอดเท่านั้นแหละ

ปัญหาคือ...มือซ้ายผมโดนหนึ่งจับไว้อยู่ ส่วนมือขวาก็...อ้าวเฮ้ย! พอยกปุ๊บก็โดนหนึ่งคว้าปั๊บเลยอะ

หนึ่งจับกำข้อมือของผมเอาไว้ทั้งสองข้าง ไม่แน่นเกินจนเจ็บ แต่ก็ไม่หลวมมากจนผมดิ้นหลุด จบกัน ไม่มีมือเหลือแล้ว แท็กซี่คันนั้นเลยโดนแก๊งหนุ่มวิศวะที่มาพร้อมกับน้องโอบเรียกตัดหน้าไปแล้วนั่น

“หนึ่ง” ผมโอดครวญ “รถพี่โดนแย่งไปแล้ว”

“แล้วยังไงครับ” คนโดนบ่นใส่ถามหน้านิ่ง

“พี่จะกลับบ้าน” ผมพูดอย่างใจเย็น

“ผมจะไปส่ง”

“พี่ขอกลับเองนะ”

หนึ่งถอนหายใจแล้วก้มลงเล็กน้อย มองหน้าผมด้วยสายตาจริงจังที่เจือความดุอยู่นิดๆ ก่อนพูดสั้นๆ คำเดียวด้วยน้ำเสียงที่ดุไม่แพ้หน้าตา

“ดื้อ”

ผมอ้าปากค้าง ไปต่อไม่เป็นเลย อึ้งแป๊บ นี่ผมโดนเด็กดุอยู่ใช่ไหม ต้องใช่ชัวร์ ที่สำคัญคือผมกำลังโดนน้องดุอยู่แท้ๆ แทนที่จะสลดดันเขินเฉยเลย เขินจนหน้าร้อนไปหมดแล้วเนี่ย

“ดุพี่ทำไม...”

“แล้วทำไมต้องดื้อ ทำไมชอบอยู่คนเดียว”

“ยอมรับว่าดื้อจริงแต่ทำไมพี่จะอยู่คนเดียวไม่ได้”

อันนี้ผมถามเพราะสงสัยจริงๆ ไม่ได้กวนประสาทนะ

จำได้ไหม หนึ่งถามอะไรทำนองนี้กับผมมาหลายรอบแล้ว ตอนอยู่ในเซเว่นน้องก็มองหาว่าผมมากับใคร เย็นวันที่ผมโดนตื๊อที่หอสมุดน้องก็ถามว่าอยู่คนเดียวจะทำยังไง แล้วไหนจะวันนี้อีก

อยากรู้ น้องมีปัญหาอะไรกับการที่ผมอยู่คนเดียว

หรือว่า...

“หนึ่งเป็นห่วงพี่เหรอ” ผมช้อนมองตาใส

หนึ่งเม้มปากแล้วเบือนหน้าหนีไปมองเสาไฟฟ้า มองรถที่จอดริมฟุตปาธ มองคนที่เดินผ่านไปมา มองหมา มองต้นไม้ มองฟ้า มองอากาศ มองทุกอย่างที่อยู่บนโลกนี้...ยกเว้นมองมาที่ผม

รู้เลยว่าหนึ่งกำลังเสียอาการ จังหวะที่เม้มปากแล้วหันไปทางอื่นนั่นน่ะ ผมเห็นนะว่าน้องอมยิ้มนิดๆ ที่มุมปาก

ท่าทางจะห่วงผมจริงๆ แต่ก็ปากแข็งด้วย

“เป็นห่วงก็พูดตรงๆ สิ พี่จะได้ไม่ดื้อไง”

น้องหันขวับมามองหน้าผมเลย

“จะไม่ดื้อจริงเหรอครับ”

“อื้ม” ผมยืนยัน

“ตรงๆ”

พูดจบหนึ่งก็จูงข้อมือผมไปหาฟีโน่ที่จอดอยู่ทันที

เดี๋ยววว! นี่มันอะไร ไม่เขินแล้ว ขออึ้งอีกรอบแป๊บ

คุณคนนี้เขาเป็นคนยังไงเนี่ย บอกว่าถ้าเป็นห่วงให้พูดออกมาตรงๆ นี่น้องดันพูดคำว่า ‘ตรงๆ’ ใส่ผมซะงั้น คือยังไง ปากแข็งแล้วยังกวนประสาทเก่งด้วยใช่ไหม

เพิ่งจะรู้ว่าหนึ่งก็ร้ายหมือนกันนะ...

ผมว่าประมาทไม่ได้แล้วแหละกับคนคนนี้



(มีต่อด้านล่างค่ะ)

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
:: ผม – จะไม่ให้ห่วงได้ยังไง ::



“เสาร์อาทิตย์นี้มึงไม่กลับบ้านแน่นะ”

“เออ ไม่กลับอะ ขี้เกียจตื่นเช้าไปใส่บาตรกับป๊า”

“อืม” ผมขานรับขณะรีบจัดกระเป๋าเตรียมกลับบ้าน

ตอนนี้พี่จันทร์กำลังนั่งรออยู่ที่ใต้หอ เพราะผมขอแวะมาเก็บของที่หอนิดหน่อย พอกลับมาถึงห้อง เปิดประตูเข้ามาก็เจอโอบยืนล้างหน้าอยู่ในห้องน้ำพอดี มันคงเพิ่งมาถึงก่อนผมได้ไม่นาน น้ำท่าจึงยังไม่ได้อาบเลย

“ทำไมรีบกลับจัง ไม่รอกลับพรุ่งนี้เช้าล่ะ ขี่รถดึกๆ ดื่นๆ อันตรายนะ” โอบพูด ร่างเล็กถือผ้าขนหนูซับน้ำที่เกาะบนใบหน้า เดินผ่านหลังผมไปทิ้งตัวนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียง

“กูอยากกลับคืนนี้” ผมไม่ได้บอกว่ามีใครรออยู่

“งั้นก็ตามใจมึงเหอะ” โอบเลิกสนใจผมอย่างง่ายดาย

ผมเองก็เลิกอยากเลิกสนใจโอบได้ง่ายๆ บ้างเหมือนกัน แต่แทนที่เก็บของเสร็จแล้วจะรีบออกไปจากห้อง ผมกลับยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานครู่หนึ่ง สายตามองกระจกเงาที่ติดอยู่บนผนัง ภาพสะท้อนบนนั้นคือเงาร่างของโอบที่กำลังนอนหงายเล่นมือถืออยู่บนเตียงด้านหลัง

คืนที่ดูหนังเพื่อนสนิทด้วยกัน มันผ่านมาสักพักแล้ว

ช่วงเวลาที่ผมเคยอ่อนแอก็ผ่านพ้นไปแล้วเช่นเดียวกัน

ยอมรับว่ายังเจ็บอยู่บ้างในบางครั้งแต่มันก็ลดน้อยลงทุกที ตอนนี้ผมปล่อยวางเรื่องของโอบได้มากขึ้น ไม่ว้าวุ่น ไม่คิดมาก และรู้สึกเข้มแข็งพอที่จะก้าวออกจากวงจรเดิมๆ ที่เคยอยู่มาสามปีแล้ว

นึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายที่ผมไม่ตามใจโอบ มันงอแงขนาดนั้น คงคิดว่าผมจะใจอ่อนให้เหมือนเคย แต่โอบคงไม่รู้ ตอนนี้ผมไม่ใช่เพื่อนสนิทคนเดิมที่แอบรักมันแล้ว

ตัดใจก็คือตัดใจ ถอยก็คือถอย

ผมพูดคำไหนคำนั้นและรักษาสัญญาเสมอ ดังนั้นผมจะเป็นแค่เพื่อนอย่างที่โอบต้องการ...อย่างที่สัญญากันไว้

จากนี้ไปโอบคงจะต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เมื่อเส้นกั้นแบ่งทางความสัมพันธ์ทางฝั่งผมที่ถูกปล่อยเบลอให้ไม่ชัดเจนมานาน...กำลังถูกขีดขึ้นใหม่ให้เข้มชัดและเด็ดขาดกว่าเก่า

อะไรที่เพื่อนไม่ทำกัน ผมจะไม่ทำให้โอบอีก

ไม่มีแล้วคนที่คอยตามใจ

ไม่มีแล้วคนที่คอยดูแลเอาอกเอาใจทุกอย่าง

ต่อไปนี้ผมจะคอยห่วงมันอยู่ห่างๆ ในฐานะเพื่อนที่ดีเท่านั้น

ผมสะพายกระเป๋าเป้ไว้บนไหล่แล้วเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง ก้มลงนิดๆ เพื่อมองใบหน้าขาวน่ารักที่เห็นมานานจนชินตา ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงเอามือวางบนหน้าผากมันอย่างอ่อนโยน

ทว่าตอนนี้...แค่มองด้วยตาเฉยๆ จะเหมาะกว่า

“ตกลงจะกลับบ้านจริงๆ เหรอมึง” โอบถาม

“อืม มึงอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม”

“เออ กูอยู่ได้ สบายมาก”

“จริงนะ”

“กูโตแล้วน่า”

“นั่นสินะ กูชอบลืมทุกที” ผมพยักหน้าแล้วยืดตัวขึ้น “ถ้าโตแล้วจริงๆ มึงก็ต้องหัดดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ”

“ไอ้หนึ่งหยุดเลย” โอบมองผมตาเขียวปั๊ด “อย่าพูดเหมือนเป็นลางสิ มึงขี่ฟีโน่กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ กูก็เป็นห่วงแล้วนะเว้ย แล้วยังจะมาพูดเหมือนจะลาจากกูไปไหนแบบนี้อีกเหรอ”

ก็ตั้งใจจะลาจริงๆ ผมคิดในใจด้วยสีหน้าเรียบเฉย

มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นท้องฟ้ายามกลางคืน มืดหม่นจนดูหนักอึ้ง เมฆหนาลอยมากองรวมกันจนบดบังไม่เห็นดวงจันทร์ เสื้อผ้าบนราวที่ถูกตากค้างไว้ปลิวสะบัดตามแรงลม บ่งว่าอีกไม่นานฝนคงจะมา

ผมคงต้องรีบไปสักที พี่จันทร์กำลังรอผมอยู่ด้วย

“ถ้าฝนตก อย่าลืมเก็บผ้ากับต้นกระบองเพชร”

“อื้อๆ ถ้ากูไม่ลืมน่ะนะ” 

“ปิดแอร์ก่อนแปดโมง เปิดหลังหกโมงเย็น”

“กูรู้แล้วน่าว่าต้องประหยัดค่าไฟ”

“อย่าตื่นสาย กินข้าวให้ตรงเวลาบ้าง”

“จ้าพ่อ”

“นอนห่มผ้าด้วย เดี๋ยวไม่สบาย”

“หมดหรือยัง” โอบชักสีหน้าเหม็นเบื่อสุดขีด “ถ้ายัง มึงก็เขียนลิสต์ติดไว้บนตู้เสื้อผ้าให้กูเลย จะกลับไปนอนบ้านเสาร์อาทิตย์แค่สองวัน มึงทำเหมือนจะไปเรียนต่อเมืองนอกสองสามปีอะ”

“มีอีกเรื่อง สุดท้ายแล้ว” ผมพูดขณะมองโอบด้วยสายตาห่วงใย อนุญาตให้ตัวเองเลื่อนมือไปลูบหัวสีน้ำตาลอ่อนเบาๆ เป็นการส่งท้ายแบบถาวร “รู้เอาไว้ว่ากูเป็นห่วงมึง”

จะยังห่วงเสมอ…

ต่อให้ตัดใจจนไม่เหลือรักแล้วก็ตาม

“เออๆๆ รู้แล้ว มึงนี่ก็ขี้เป็นห่วงจังเลย”

“กูไปนะ” ผมบอกลา

“ไอ้หนึ่ง มึงเอาอีกแล้ว บอกว่าอย่าพูดเป็นลางไอ้เชี่ยนี่!” โอบพลิกตัวบนเตียงแล้วยกขาพยายามจะเตะผม

โถ...เจ้าปั๊กน้อย ขาสั้นขนาดนั้นมีเหรอจะสำเร็จ

ผมอ้อมหลบขาเพื่อนอย่างง่ายดายแล้วตรงไปที่ประตู เมื่อมือสัมผัสลูกบิดประตูเย็นเฉียบ ผมทอดสายตามองโอบเป็นครั้งสุดท้าย ผ่อนลมหายใจช้าๆ ก่อนจะหักใจเดินจากมา...

โดยไม่เหลียวกลับไปมองข้างหลังอีก



กรุงเทพฯ...ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว

กว่าจะฝ่ารถติดจากใจกลางเมืองออกมาได้ก็ห้าทุ่มกว่าแล้ว ผมขี่ฟีโน่ลัดเลาะมาเรื่อยๆ ตามถนนประชาชื่นจนถึงแยกประชานิเวศน์ ติดไฟแดงรอเลี้ยวขวาข้ามคลองประปา อีกนิดเดียวก็ใกล้จะถึงบ้านพี่จันทร์ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างตลาดบองมาเช่กับวัดเสมียนนารีแล้ว

ผมเหลือบดูกระจกมองข้างเมื่อรู้สึกหนักๆ ที่หลัง

สิ่งที่เห็นคือสันจมูกและเปลือกตาที่ปิดพริ้มอยู่ตรงบ่า คนนั่งซ้อนท้ายตะแคงหน้าเอาแก้มซบบนสะบักหลังผม ด้วยความที่สวมหมวกกันน็อกเปิดหน้าแบบไม่มีกระจกบังลม เนื้อแก้มนุ่มอุ่นจึงเบียดทาบได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ก็ว่าอยู่ทำไมพี่เงียบไป ตอนติดไฟแดงที่สี่แยกก่อนยังชวนคุยจ๋อยๆ อยู่เลย มาไฟแดงนี้พี่ดันหลับตานิ่งไปซะแล้ว ไม่รู้ว่าหลับหรือแค่พักสายตากันแน่

“พี่จันทร์” เรียกแล้วเงียบ สงสัยจะหลับ

ผมมองตัวเลขนับถอยหลังบนป้ายไฟจราจร เห็นว่าพอมีเวลาอยู่จึงรีบแกะมือที่กำเสื้อนักศึกษาตรงเอวผมไว้เพียงหลวมๆ ดึงมากอดเอวตัวเองด้านหน้าแล้วใช้มือซ้ายจับทับไว้แน่น

ทำไงได้ กลัวคนหลับจะหงายร่วงไปน่ะ

ดูสิ ไฟเขียวแล้ว พี่จันทร์ก็ยังไม่ยอมตื่น ผมเลยต้องขี่ชิดซ้ายสุดอย่างระมัดระวัง ไปแบบช้าๆ จนหมาบนฟุตปาธวิ่งแซง ระหว่างทางก็นึกบ่นคนข้างหลังในใจไปด้วย

จะไม่ให้บ่นได้ยังไง...

ไม่ได้ขับรถมาแล้วยังจะกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ พอผมอาสาจะมาส่งก็ดื้ออีก น่าจับตีมือให้หายดื้อไหมล่ะคนนี้

บ่นไปบ่นมาก็ถอนหายใจ เอือมระอากับตัวเอง

ยังจำที่ไอ้รันย์ถามได้แม่นเลย ‘พี่คนนั้นน่ารักไหม’ เสือกตอบไปเองว่าน่าเป็นห่วง เป็นไงล่ะ ทุกวันนี้เลยติดบ่วงความน่าเป็นห่วงของพี่เขาไปเต็มๆ

ตอนเย็นนัดเจอกันที่หอสมุดทุกวัน นอกจากจะหนีไปพักใจจากโอบแล้ว ผมก็ไปนั่งเฝ้าเขานั่นแหละ พอจะแยกย้ายกันกลับก็ต้องไปส่งเขาขึ้นรถ ดูให้แน่ใจว่าเขาปลอดภัยไม่เจอใครดัก ค่อยขี่รถกลับหอตัวเอง

คืนนี้ก็อีก กินข้าวกับสายเสร็จตั้งแต่สามทุ่มครึ่ง ต้องขี่รถมาคอยที่หน้าร้านหมูกระทะเพราะเป็นห่วง พอพี่ถามมาเพิ่งมาเหรอก็กลัวจะเกรงใจกัน เลยต้องทำเป็นปากแข็งตอบว่าใช่ ทั้งที่ยืนรออยู่เกือบสี่สิบนาที

จะไม่ให้ห่วงได้ยังไง...

ขนาดนั่งรถไฟฟ้าไปร้านกาแฟตอนกลางวันยังโดนกรีดกระเป๋าได้ ปล่อยให้กลับเอ็มอาร์ทีคนเดียวมืดๆ ก็กลัวพี่ไม่ถึงบ้าน จะให้ขึ้นแท็กซี่ไปคนเดียวมืดๆ ค่ำๆ ก็ห่วงอีก ที่หอสมุดคนเยอะแยะยังมีคนกล้าตามมาตื๊อ ขืนขึ้นรถกับคนแปลกหน้าไปสองต่อสอง เจอคนขับเต๊าะจีบเข้าจะทำยังไง บนรถแท็กซี่ไม่มีที่ให้พี่หนีไปหลบซ่อนแบบที่หอสมุดด้วยนะ

คิดแล้วโคตรปวดหัว ดีแล้วที่ได้มาส่งเอง

พี่ปลอดภัย ส่วนผมก็สบายใจ วินวินกันไปทั้งคู่

ผมถอนหายใจอีกรอบก่อนเลี้ยวเข้าหมู่บ้านพี่จันทร์ ขี่ตรงไปเรื่อยๆ เลี้ยวซ้ายสามครั้ง ผ่านกำแพงสีขาวที่มีต้นเล็บมือนางเลื้อยปกคลุมจนรก และจอดลงที่หน้ารั้วอัลลอยสีดำลายทองของบ้านหลังหนึ่งที่เคยมาเมื่อหลายเดือนก่อน

“ถึงแล้วครับ” ผมดับเครื่องแล้วสะกิดแขนคนหลับ

พี่จันทร์ส่งเสียงอู้อี้ไม่ได้ศัพท์ ตื่นแล้วขยับตัวยุกยิกไปมา

“ที่บ้านไม่มีใครอยู่เหรอครับ” ผมถามเมื่อเห็นบ้านที่ค่อนข้างมืด ไฟถูกเปิดไว้แค่สองดวงคือตรงหน้าประตูบ้านกับริมประตูรั้วด้านนอก ส่วนภายในบ้านก็เงียบสงัดและไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น

“ช่วงนี้แม่พี่อยู่ฮ่องกง พี่เลยต้องอยู่คนเดียวน่ะ”

เจ้าของเสียงนุ่มงัวเงียจับบ่าผมไว้ขณะวาดขาลงจากเบาะ ร่างผอมบางยกมือขึ้นแกะสายรัดหมวกกันน็อกใต้คางด้วยท่าทางเงอะงะนิดๆ น่าเอ็นดู…สงสัยจะง่วงจัด

ผมดึงข้อศอกคนง่วงให้เดินออกห่างจากท่อไอเสียร้อนๆ ที่ท้ายรถ พอเขาเข้ามาใกล้ก็ดึงมือขาวที่วุ่นวายอยู่ตรงคางออก จากนั้นก็เป็นฝ่ายปลดสายรัดหมวกกันน็อกให้เอง

กดแกร๊กเดียวก็หลุดแล้ว ง่ายจะตาย

“ขอบคุณนะ” คนพูดถอดหมวกกันน็อกส่งคืนแล้วเอ่ยต่อ “และก็...ขอบคุณมากที่มาส่งพี่ถึงบ้าน”

“ครับ”

“กลับระวังๆ ถึงบ้านแล้วบอกพี่ด้วยนะ”

“เดี๋ยวไลน์บอกครับ” ผมรับปาก

ทว่าคนฟังกลับส่ายหน้าปฏิเสธช้าๆ

“โทรมาแทนได้ไหม...”

ผมเลิกคิ้วขอคำอธิบายเพิ่มเติม ใครอีกคนยืนนิ่งแล้วคลี่ยิ้มละไมนุ่มนวล ดวงตาดำขลับสะท้อนแสงไฟเป็นประกายวิบวับ ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าแต่ผมรู้สึกว่าเจ้ากระต่ายกำลังอ้อนอยู่นิดๆ ผ่านสายตา

ไม่สิ ไม่นิด กำลังอ้อนมากๆ ต่างหากล่ะ

“พี่แค่อยากได้ยินเสียงหนึ่งน่ะ...ได้ไหม”

ถึงขั้นต้องสูดลมหายใจเรียกสติกลับเข้าร่าง

เกิดมาไม่เคยโดนหยอดอ้อนหวานๆ แบบนี้มาก่อน นี่ยังไม่นับความน่าเอ็นดูเกินจะต้านทานของพี่จันทร์ด้วย

ผม... อืมมม

ก่อนหน้านี้ถูกถามว่าเป็นห่วงเหรอ ผมปฏิเสธไม่ได้เพราะห่วงเขาจริงๆ แต่แค่ไม่อยากพูดว่าห่วง พอเจอท่าช้อนตามองอ้อนเข้าหน่อย ไปไม่เป็นไป ต้องมองฟ้ามองอากาศเลย

ส่วนครั้งนี้...ดาเมจรุนแรงเอาเรื่อง

ผมตั้งสติ รีบดึงหน้า มองพี่จันทร์ตาไม่กะพริบ พอคนอ้อนเป็นฝ่ายเขินม้วนไปเองค่อยยอมเผยยิ้มที่มุมปาก ผมไม่ได้ตอบว่าจะโทรหาหรือเปล่า แค่ล้วงโทรศัพท์มือถือมายื่นให้เฉยๆ

“ขอเบอร์ด้วยครับ”

ถึงจะมีไลน์แล้วก็จริงแต่ยังไงเบอร์ก็ยังสำคัญอยู่ เผื่อมีเรื่องฉุกเฉินหรือมีเรื่องอะไรเร่งด่วน โทรหากันตรงๆ เลย น่าจะดีกว่าทิ้งข้อความไว้ แต่พี่จันทร์กลับไม่ยอมรับมือถือผมไป ดื้ออีกแล้ว

“คอลไลน์มาก็ได้  ไม่ต้องเปลืองค่าโทร”

“อยากได้เบอร์ครับ” ผมยืนยันคำเดิม 

พี่จันทร์เห็นผมจริงจังเลยยอมรับมือถือไปดีๆ กดเบอร์ โทรเข้าเครื่องตัวเองแล้ววางสาย เมื่อผมขอให้เขาเมมชื่อให้ผมด้วย เขาก็พิมพ์ว่า ‘j.’ สั้นๆ ก่อนจะส่งมือถือคืนมาพร้อมคำลา

“พี่เข้าบ้านก่อนนะ”

“ครับ”

ผมสตาร์ทรถแต่ไม่ได้รีบออกตัวในทันที เพราะกำลังรอดูพี่จันทร์เปิดประตูรั้วเข้าบ้านอยู่ พอเห็นเขาล็อกกุญแจรั้วแน่นหนาแล้วเงยหน้ามองมา ผมค่อยยกนิ้วโป้งกับนิ้วก้อยไปที่หู

มันเป็นท่าสากล ใครๆ ก็รู้ว่าหมายถึง ‘เดี๋ยวโทรหา’

คนที่ยืนอยู่หลังรั้วยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าสองสามที ดวงตาใสแจ๋วที่คอยมองตามจนกระทั่งผมขี่ฟีโน่ออกมาคู่นั้น...คล้ายจะสื่อสารอยู่ในความเงียบว่า ‘จะรอนะ’

ขอโทษด้วยที่ผมไม่มีเวลาเหลียวกลับไปมองตอบ

ต้องรีบกลับบ้านน่ะ ไม่อยากให้ใครบางคนคอยนาน




#เขาคุณเราผม

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 9.1 ใจ
ต่างคน ต่างใจ
ต่างความรู้สึก



:: เขา – ใจหาย ::



“รันย์ เดี๋ยวมึงไปประชุมเลยปะ” ผมถามขณะแจกชีทที่เพิ่งซีร็อกซ์เสร็จแบบอุ่นๆ จากเครื่องให้เพื่อน

ตอนนี้กลุ่มพวกผมอยู่ที่ร้านถ่ายเอกสารซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางเดินไปโรงอาหารกับตึกภาคเครื่องกล กำลังซีชีทสรุปฟิสิกส์ของรุ่นพี่ไปหมักๆ ไว้ จะได้อ่านเมื่อไรไม่รู้แหละ แต่มีไว้ให้อุ่นใจก่อนเป็นพอ

“เดี๋ยวรอไปพร้อมไอ้หนึ่ง” รันย์ตอบด้วยท่าทางเบื่อหน่าย

ก็นะ คุณศรันย์ของก๊วนเราดันหล่อตี๋พิมพ์นิยมที่สุดในย่านนี้ มันเลยโดนรุมโหวตเป็นเดือนคณะ แค่ซ้อมเชียร์กับกิจกรรมต่างๆ นานาก็เหนื่อยแล้ว นี่ยังต้องแบ่งพลังชีวิตไปเข้ากองดาวเดือนทุกวันพฤหัสอีก สงสารมันจริงๆ

“จะไปเลยไหมล่ะ” หนึ่งเลิกคิ้วขอความเห็น

ผมมองกุญแจรถที่กำลังกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งมาจากมือเพื่อน ท่านั่งที่พร้อมลุกไปได้ทุกเมื่อและลักษณะการถือกุญแจพร้อมสตาร์ทเครื่องทันทีที่ไปถึงรถ ฟ้องว่าไอ้หนึ่งอยากจะแล่นไปหอสมุดเต็มแก่แล้ว

“ไม่เอา อยู่เป็นเพื่อนกูก่อน” พูดแล้วเดินไปยืนจังก้าขวางหน้าไว้ “มึงจะรีบไปทำไม อยู่กับกูอีกแป๊บนึง”

“เดี๋ยวพี่ซันของมึงก็มา” เจ้าคนหน้าตายพูดเสียงเรียบ ก่อนหยิบกระเป๋ามาสะพายไหล่ทำท่าจะลุกจากม้านั่ง

“เออน่า แป๊บเดียว อยู่กับกูก่อน”

หนึ่งไม่ฟัง มันจะไปจริงๆ ทว่ายังไม่ทันได้ยืดตัวยืนเต็มความสูง มันก็โดนผมกดบ่าบังคับให้นั่งกลับลงไปที่เดิม ผมนั่งตักทับมันไว้อีกชั้น ไม่ยอมให้หนึ่งหนีไปไหน ถ้าผมไม่ยินยอม

“ลุก” คนโดนนั่งตักทำเสียงดุ

“ไม่ลุก” ผมยักคิ้วกวนตีน

“ลุก”

“บอกว่าไม่ไง อยู่กับกูอีกแป๊บนึงน่า”

เก้าอี้มนุษย์ตัวโปรดของผมเงียบไปไม่โต้ตอบ ไม่ใช่ว่ายอมหรอก น่าจะขี้เกียจเถียงอะไรไร้สาระมากกว่า

หนึ่งหันมาใช้การกระทำมากกว่าคำพูด ด้วยการพยายามจะงัดตัวผมออกจากตัก ทั้งผลักทั้งดัน ซึ่งล้วนแต่ล้มเหลวเสียทุกครั้ง

แหงสิ เท้าผมยันพื้นไว้แน่นเยี่ยงตีนตุ๊กตาเกาะฝาบ้านขนาดนี้ หนึ่งต้องผลักออกแรงๆ จนผมหัวทิ่มเท่านั้นแหละ ถึงจะทำให้ผมหลุดออกจากตักมันได้ แต่ด้วยความที่ใจดี หนึ่งจึงไม่กล้าทำอะไรรุนแรง หลังดันๆ ยกๆ อยู่สองสามที พอรู้ว่าผมไม่ลุกแน่ มันก็ถอนหายใจยาว ยอมปล่อยให้ผมนั่งตักไปโดยดี

ยอมแต่แรกก็จบแล้ว ชอบให้ใช้กำลังอยู่เรื่อย

ผมคิดแบบขำๆ ก่อนหยิบมือถือขึ้นมาเช็ก ระหว่างนี้ผมขอทักไปหาพี่ซันแป๊บ วันพฤหัสแบบนี้พี่ซันเลิกเรียนไวกว่าผมนิดหน่อย ไม่รู้ตอนนี้เขาเดินเตร่อยู่ที่ไหน

Oabarun : พี่ซันมายัง อยู่ไหนแล้ว

รอราวๆ สองสามนาที อีกฝ่ายถึงยอมตอบกลับ

Kun Sun : อยู่โรงอาหารวิดวะ เปี๊ยกอยู่ไหน เลิกเรียนยัง
Oabarun : เลิกแล้ว ผมอยู่ร้านถ่ายเอกสารแถวๆ โรงอาหาร
Kun Sun : รออยู่ตรงนั้น เดี๋ยวพี่เดินไปหา

ผมกำลังจะพิมพ์ปิดการสนทนาสั้นๆ ด้วยคำว่าครับ แต่กลายเป็นว่าพี่ซันส่งมาอีกข้อความ

Kun Sun : ข่าวร้าย วันนี้ไม่มีเค้กชาไทยนะเปี๊ยก

“กรรม” ผมพึมพำเบาๆ ด้วยความเซ็ง

เค้กชาไทยของร้านกาแฟใต้ตึกคณะอักษรอร่อยมากเลย เนื้อนุ่มฉ่ำ หอมชาไทย และรสไม่ค่อยหวาน กินได้ไม่เลี่ยน ปัญหาคือนานๆ ทีจะมีขาย ผมไปร้านนั้นเกือบทุกเย็นมาจะเป็นเดือนแล้ว เพิ่งได้กินไปสองรอบเอง

Oabarun : พี่ไปดูมาแล้วเหรอ
Kun Sun : เปล่า เพื่อนไปส่องมา เขาบอกไม่มี
Oabarun : TT

พี่ซันไม่โอ๋ไม่ปลอบเป็นข้อความ แต่เขาส่งภาพโฆษณาร้านชาบูหมาล่าที่เปิดใหม่มาให้ นี่คือการปลอบบ้านพี่เรอะ ผมอยากกินเค้กชาไทยแต่พี่จะพาไปกินชาบูหมาล่าแทน มันต่างกันเป็นโยชน์เลยนะ

Oabarun : จะกินใช่ไหมเลยแปะภาพนี้มาให้
Kun Sun : มาสี่จ่ายสามนะ ใกล้ๆ ด้วย ไม่สนเหรอ
Oabarun : มีกันแค่สองคนเอง พี่วีร์ไปหรือเปล่า
Kun Sun : วีร์น่าจะไป
Oabarun : คนอื่นล่ะ
Kun Sun : ไอ้น่านไม่กินเผ็ด ไอ้ฝุ่นติดเกม น้องรหัสไม่กินเนื้อ พี่รหัสติดโปรเจค พี่บัณฑิตติดงาน
Oabarun : สาธยายมาหมดหมู่บ้านหรือยัง
Kun Sun : หมดแล้ว เพื่อนเปี๊ยกมีใครอยากกินชาบูไหม

พี่ซันจะให้ผมชวนเพื่อนไปด้วยอีกคนเหรอ ลองดูก็ได้นะ

คนแรกที่ผมถามคือไอ้หนึ่งที่นั่งเป็นเก้าอี้ให้ผมอยู่

“เย็นนี้ไปกินชาบูกับกูไหม มีโปรมาสี่จ่ายสาม”

หนึ่งเงยหน้ามองผม หัวคิ้วที่ขมวดนิดๆ และริมฝีปากที่นิ่งสนิทไม่ขยับ ทำให้ผมเริ่มเดาคำตอบได้ลางๆ ว่ามันไม่ยอมไปกินชาบูกับผมแน่นอน

“กูจะไปหอสมุด”

“ไปทำไมวะหอสมุด มึงไปทุกวันติดกันมาจะเป็นเดือนแล้วนะ กลับทีก็สองสามทุ่มตลอด” ผมชักสงสัยแล้วสิ

ชีวิตหลังเลิกเรียนช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้อยู่กับหนึ่งเลย กินข้าวเย็นด้วยกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว อาจเพราะผมไปกับพี่ซันทุกเย็น ส่วนหนึ่งก็ไปหอสมุดทุกวันละมั้ง

วันไหนไม่มีประชุมเชียร์ หนึ่งแจ้นไปหอสมุดตั้งแต่วินาทีแรกที่อาจารย์ปล่อยออกจากห้อง ส่วนวันไหนมีเชียร์ ต่อให้เลิกเย็นแค่ไหนหรือเหนื่อยยังไง มันก็ยังจะลากสังขารไปหอสมุดอีกอยู่ดี กลับมามืดๆ ค่ำๆ ทำการบ้านอ่านหนังสือได้แป๊บเดียวก็เข้านอนตอนสี่ทุ่มครึ่งเป๊ะ สรุปอยู่หอเดียวกันแท้ๆ แต่แทบจะไม่ได้คุยกันเลย

จะว่าไป...พักหลังไอ้หนึ่งทำตัวแปลกๆ อยู่นะ

โอเค มันยังคงเป็นเพื่อนที่ดีของผมคนเดิม อยู่ด้วยกันก็สบายๆ คุยเล่นได้ตามปกติ  แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนด้วย

อย่างแรก...มันไม่ตามใจผม

อย่างที่สอง...มันทำตัวมีลับลมคมใน

ปกติหนึ่งไม่ใช่คนติดโทรศัพท์มือถือ ไอโฟนมันมีไว้เป็นที่ทับกระดาษ ไม่ก็วางทิ้งๆ ขว้างๆ ไว้ให้ผมหยิบเล่น เดี๋ยวนี้นะ…หึ! อย่าให้ฟ้อง ทุกครั้งที่ผมหันไปมองจะเห็นหนึ่งจับมือถือตลอด แล้วมันหวงมือถือมากด้วย จะแอบดอดดูว่ามันคุยไลน์อะไรกับใครหรือเปล่าก็ดูไม่ได้ เพราะมันล็อกรหัสไลน์ไว้ เห็นไหม โคตรมีพิรุธเลย

“ไม่รู้แหละวันนี้มึงต้องไปกับกู” ผมเอาแต่ใจ พูดเลยนะ วันนี้จะดื้อจนกว่าหนึ่งจะตามใจเลย

“กูไปไม่ได้” หนึ่งยืนยัน

“แค่ไปกินข้าวด้วยกันแค่นี้ ทำไมถึงไปไม่ได้ ร้านอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง”

พอเห็นผมตั้งท่าจะสอบสวนเค้นหาคำตอบ หนึ่งก็แอบส่งสายตาไปหาขอความช่วยเหลือจากภพกับรันย์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไอ้สองตัวนั่นเห็นสัญญาณ SOS เข้าก็รีบปรี่มาช่วยทันที

“มันไม่อยากไปกินชาบูก็ปล่อยมันไปหอสมุดเถอะ” รันย์เข้ามาหย่าศึกก่อนเป็นคนแรก

“เออ ถึงบังคับมันไป มึงก็จะได้มันไปแต่ตัว เพราะใจมันแล่นไปอยู่หอสมุดแล้ว ครุคริ” ภพพูดเชิงแซวแปลกๆ

“อะไร” หนึ่งขัดเสียงเข้ม

“อะไรรร” ภพกับรันย์ทำเสียงล้อเลียนทันที

เดี๋ยวนะ ไอ้หนึ่งมันแอบไปมีใครที่หอสมุดหรือไง

ผมหรี่ตาลงแล้วจ้องหน้าเพื่อนเขม็ง เห็นภพกับรันย์รีบหุบปากฉับคล้ายกลัวความลับหลุด ผมก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมานิดๆ อะไรอะ ทำไมเหมือนมีแค่ผมที่ยังไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว

“มีอะไรที่มึงไม่ได้บอกกูหรือเปล่า” ผมถามเพื่อนตรงๆ

หนึ่งมองหน้าผม มันเงียบกริบ ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ

ผมไม่รู้ว่าความเงียบนี้หมายถึงการยอมรับว่ามันมีความลับหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าต่อให้เค้นหนักแค่ไหน ถ้าหนึ่งไม่อยากพูด มันก็จะไม่ยอมปริปากตอบอะไรชัวร์ๆ

ถามแล้วไม่ตอบ ผมใช้วิธีตัดพ้อเอาก็ได้

“นี่กูยังเป็นเพื่อนสนิทของมึงอยู่ไหม…”

“เป็นสิ” หนึ่งใช้น้ำเสียงอบอุ่นพูดกับผม

“งั้นมึงไปกินชาบูกับกู ไม่ต้องไปหอสมุด” ผมมัดมือชกมันให้ไปด้วยกัน เพราะถ้าไม่มีความลับหรือไม่มีใครรอมันอยู่ที่หอสมุดจริงๆ หนึ่งก็ต้องไปกับผมได้สิ ก็แค่กินชาบูหมาล่าเอง ทำไมต้องขัดใจกันด้วย

“โอบ” หนึ่งถอนหายใจเบาๆ “กูไปกับมึงไม่ได้”

“ไปได้”

“ไม่ได้” มันยืนยันคำตอบเดิมอย่างใจเย็น ก่อนเลื่อนมือมาแตะไหล่ผม คล้ายอยากจะปลอบโยนให้ผมผ่อนคลายลงหน่อย แต่บอกเลยว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร

“ทำไมถึงไปไม่ได้”

“เพราะกูไม่อยากไป” หนึ่งพูดตรงๆ แผ่วเบาแต่หนักแน่น

เมื่อได้ยินคำตอบ ผมกำสายกระเป๋าเป้ที่วางบนตักตัวเองแน่น บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ ระหว่างโกรธกับเซ็ง ผิดหวังกับเสียความรู้สึก เท่าที่รู้ผมไม่ชอบใจอะไรแบบนี้เลย

ไม่ชอบ...ที่คำพูดกับความต้องการของผม เหมือนจะไม่มีอะไรที่สำคัญสำหรับหนึ่งอีกต่อไปแล้ว

“มึงต้องไปกับกู”

“โอบ”

“ต้องไป” ผมออกปากสั่งเสียงห้วน

หนึ่งเกือบปล่อยอาการชักสีหน้าออกมาให้เห็น ความอ่อนโยนอบอุ่นที่แฝงอยู่ในสีหน้าเรียบกลายเป็นความแข็งกระด้าง อารมณ์โมโหคุกรุ่นอยู่ในแววตามันที่ใช้มองผม

ทว่าหนึ่งเป็นนักเก็บอารมณ์ชั้นยอด มันเบือนหน้าไปทางอื่นแล้วหายใจเข้าปอดลึกๆ แทนการระงับโทสะ ผมรู้ว่ามันจะโกรธแน่ หนึ่งเกลียดการถูกออกคำสั่งจะตายไป

ผมทำทั้งๆ ที่รู้ดีว่าหนึ่งจะหงุดหงิด เพราะมันขัดใจผมก่อน และทำให้ผมโกรธเหมือนกัน เรื่องอะไรผมจะต้องร้อนรุ่มใจอยู่คนเดียว เป็นเพื่อนรักกัน แบ่งๆ อารมณ์ด้านลบไปบ้างก็แฟร์ๆ ดีแล้วนี่

“เอ่อ เอางี้เดี๋ยวกูไปแทนไอ้หนึ่งเอง โอเคไหม” ภพเสนอตัว

“ดีเลย วันก่อนมึงบ่นอยากกินชาบูอยู่ไม่ใช่เหรอ” รันย์ก็ช่วยชงให้อีกแรง ดูท่าทางพวกมันกำลังพยายามจะทำลายความอึดอัดที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับหนึ่งอยู่

ผมยังไม่ทันได้พูดอะไร ใครบางคนก็โผล่มาพอดี

“ไปยังเปี๊ยก” พี่ซันถือขวดน้ำเปล่ายืนเรียกผมอยู่ห่างๆ คิ้วเข้มบนใบหน้าหล่อคมขมวดแน่น ตาเขาไม่ได้มองมาที่ผม ทว่ากำลังจ้องเขม็งไปยังไอ้หนึ่งซึ่งเป็นเก้าอี้ให้ผมนั่งอยู่

“ครับ” ผมลุกออกจากตักหนึ่งแล้วหันไปพูดกับภพ “ถ้ามึงอยากกินก็ไป ถ้าไม่อยากกินก็ไม่ต้องฝืนหรอก ยังไงกูก็ไม่สำคัญพอจะบังคับจิตใจใครอยู่แล้วนี่”

“เออ กูไปอยู่แล้ว ร้านชาบูใกล้ๆ แถวนี้ใช่ไหมเคยเห็นอยู่” ภพนัดแนะอะไรยังไม่ทันเสร็จเลย จู่ๆ ไอ้หนึ่งก็ลุกจากม้านั่งแล้วเดินผ่านหน้าผมไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

“ไปแล้วเหรอวะ รอกูด้วย” รันย์สาวเท้าตามหนึ่งไป

“เดี๋ยวกูขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปนะ เจอกันที่ร้าน” ภพบอกผมแล้ววิ่งปรู๊ดตามไอ้หนึ่งไปอีกคน

ผมยืนมองเพื่อนสามคนอยู่เงียบๆ กระทั่งพี่ซันเดินเข้ามาหาคว้าข้อมือผมไปจับไว้หลวมๆ แล้วจูงมือผมให้เดินไปอีกทาง “ไปเถอะ รถพี่จอดอยู่หน้าตึกบี”

“ตกลงเพื่อนไปกินชาบูด้วยไหมโอบ” พี่วีร์ถาม

“ไปครับ” ผมพยักหน้า

“หนึ่งน่ะเหรอ” เสียงพี่ซันฟังดูโหดๆ ชอบกล เป็นอะไรไปอีกคนล่ะ

“เปล่า หนึ่งไม่ไป ภพไปแทนครับ” ผมพูด ก่อนแอบเหลียวไปมองแผ่นหลังคุ้นตาของคนที่เดินจากไปไกลแล้ว

ทุกๆ ครั้งที่เดินออกมาแล้วหันกลับไปมองข้างหลัง ผมจะเห็นหนึ่งคอยยืนมองส่งอยู่ห่างๆ เสมอ แต่วันนี้...ตอนนี้ไม่มีอะไรแบบนั้นแล้ว หนึ่งไม่ได้ยืนอยู่ที่ที่เคยยืนและกำลังเดินไปไกลลิบ ไม่คิดจะหยุดเหลียวมองผมเลย

เห็นแบบนี้แล้ว...ใจหายเหมือนกันแฮะ
 





:: คุณ – ใจคอไม่ดี  ::



“กูอยากกินชาบู!”

ผมกำเหรียญสิบมองหน้าเพื่อนที่ประกาศกร้าวใส่แบบงงๆ ร้อยวันพันปีไอ้วีร์ชวนกินแต่โจ๊กกับต้มเลือดหมูตลอด วันนี้นึกยังไงของมันไม่รู้ถึงร้องอยากจะกินชาบู

“อยากกินก็ไปดิ กูไม่ว่างนะ เดี๋ยวต้องไปหาเปี๊ยก”

ตอนนี้ผมอยู่ในโรงอาหารคณะวิศวะ มาหาเปี๊ยกนั่นแหละ แต่ไอ้วีร์วอแวจะตามมาด้วย มาถึงที่ก็บ่นคอแห้งอยากกินน้ำปั่นร้านป้ามด ผมเลยมายืนรอสับปะรดปั่นอยู่กับมันเนี่ย

“มึงอย่าเพิ่งปฏิเสธดูนี่ก่อน” ไอ้วีร์ส่งมือถือให้ผมดู มันเปิดภาพโปรโมชั่นมาสี่จ่ายสามของร้านชาบูหมาล่าเปิดใหม่แถวนี้มาล่อใจผม “ชวนโอบไปกินด้วยไง ไปไหม”

น่าสนใจ ช่วงนี้ผมเริ่มเบื่อร้านกาแฟแล้วด้วย

“ส่งเข้าไลน์กู เดี๋ยวกูลองชวนเปี๊ยกก่อน”

“ถ้าโอบไป มึงก็ให้น้องชวนเพื่อนมาอีกคนนะ”

“ได้ เดี๋ยวรอน้องทักมาก่อน กูไม่รู้เปี๊ยกเลิกเรียนยัง” ผมบอก

“ดีมาก” วีร์ตื่นเต้นใหญ่ มันระริกระรี้ได้แป๊บเดียวก็ชะงัก มองตามความเคลื่อนไหวบางอย่างด้านหลังผมตาเยิ้ม ท่าทางแบบนี้รู้เลยว่ามีคนสวยคนน่ารักเดินผ่านมาแหงๆ เจ้าชู้ที่หนึ่งละเพื่อนผม

“เมล่อนปั่นครับ” เสียงนุ่มคุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆ

ผมหันขวับไปมองต้นเสียงทันที

คุณตัวข๊าววว

โห อะไรวะ ตั้งแต่ผมชวนเจ้าโอบไปเฝ้าเขาที่ร้านกาแฟใต้ตึกอักษรนานเกือบเดือน ผมไม่เคยได้เจอเขาเลยสักครั้งจนลืมไปแล้วว่าไปนั่งรออะไรอยู่ พอออกมานอกถิ่นเขา ดันโชคดีได้เจอเฉยเลยวุ้ย


จันทร์ยืนอยู่หน้าร้านป้ามดข้างๆ ผม วันนี้มาในลุคหนุ่มแว่นนุ่มนิ่มเหมือนเคย เขามาสั่งน้ำปั่นคนเดียวก็จริง แต่ห่างไปไม่ไกล ไอ้ไนท์...พ่อเขานั่งจ้องมาจากโต๊ะพร้อมสีหน้าโคตรโหด

พอเห็นผมหันไปมอง มันก็ยิ้มเหี้ยมเกรียม ชี้สองนิ้วไปที่ตาตัวเองแล้วชี้มาที่ผม คล้ายจะบอกว่า ‘กูมองอยู่นะ อย่ายุ่งกะเพื่อนกู’

น่ากลัวฉิบเป๋ง เออ ไม่ยุ่งก็ได้ หวงเพื่อนจังไอ้ห่านี่

“ซันมาหาโอบเหรอ” จันทร์เป็นฝ่ายชวนผมคุยก่อน

เอาล่ะสิ วันนี้วันวิปโยคอะไรหรือเปล่าวะ ปกตินกตลอด คราวนี้คุณเขาดันทักผมเองเลย มันน่ากลัวนะ หรือนี่จะเป็นสัญญาณว่าแต้มบุญของผมในชาตินี้ได้หมดลงแล้ว?

“อืม มารอรับโอบน่ะ” ผมตั้งสติพยักหน้าตอบ

“ซันจะพาน้องไปร้านกาแฟใต้ตึกคณะเราเหรอ” จันทร์เลิกคิ้วฉงน

“เปล่า วันนี้ไม่ได้ไปร้านกาแฟ เดี๋ยวจะพาน้องไปกินชาบูกับเพื่อนน่ะ” ผมชี้ไปที่ไอ้วีร์ที่ยืนพยักหน้าเสริมอยู่ข้างหลัง ตอนนี้มันได้น้ำสับปะรดปั่นเรียบร้อยแล้ว แต่ยังก่อนอย่าเพิ่งไป ขอผมคุยกับจันทร์อีกนิด

“อ๋อ ก็สงสัยอยู่ ไปทุกวันไม่เบื่อบ้างหรือไง”

พูดเหมือนเขารู้เขาเห็นว่าผมไปอยู่ที่นั่นทุกวัน เอ๊ะ หรือที่ไปนั่งเฝ้าแล้วไม่เคยเจอ เพราะเขาหลบผมกันแน่

“เบื่อดิแต่โอบชอบเค้กชาไทยของที่นั่น ร้องอยากกินทุกวัน พอไปส่องตู้เค้กแล้วไม่เจอก็หงอยเลย” ผมไม่ได้พูดเกินจริงนะ เปี๊ยกติดเค้กชาไทยจริงจัง ไปถึงก็ปรี่ไปดูเลยว่ามีขายไหม

“จริงเหรอ” จันทร์ฟังผมเล่าถึงเจ้าเปี๊ยกแล้วยิ้มไปทั้งหน้า “นานๆ ทีจะเห็นนะเค้กชาไทย แต่ก็อร่อยจริงๆ นั่นแหละ วันนี้ก็ไม่มีขายด้วย เราไปส่องมาแล้ว”

ผมมองจันทร์ยิ้มน่ารัก พอคุยเรื่องเจ้าเปี๊ยก เขาดูผ่อนคลายไม่ค่อยระวังตัวเท่าไร นานทีถึงจะได้เห็นช่องทางงามๆ ที่เขาเปิดให้เข้าถึงตัวได้ง่ายดายแบบนี้นะ ผมว่า...ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วไหม

“คุณเข้าร้านนั้นทุกวันหรือเปล่า”

“ไม่ได้เข้าหรอกแต่ผ่านทุกวัน เราเรียนอยู่แถวนั้นนี่”

“งั้นช่วยอะไรซันหน่อยได้ไหม” ผมทำเป็นขอความช่วยเหลือ “วันไหนมีเค้กชาไทย ช่วยไลน์มาบอกทีดิ จะได้ชวนน้องไปให้ถูกวัน ไม่ต้องไปรอทุกเย็น”

“ปกติซันก็ไปคณะเราทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” จันทร์ยิ้มละไมพูดเป็นเชิงรู้ทัน เขารู้ว่าผมหลอกขอไลน์เขาอยู่ และน่าจะรู้ด้วยว่าผมไปสิงอยู่ร้านกาแฟเพื่อดักเจอเขาทุกเย็น

เอาวะ หลอกขอไม่ได้ผลก็ยังมีวิธีหลอกล่ออยู่ ผมรู้ว่าเขาไม่แคร์ผม แต่กับโอบ เขาคงไม่ใจร้ายหรอกมั้ง

“วันไหนไม่มีเค้กชาไทย จะได้ไม่ต้องพาน้องไป ไม่อยากให้น้องรอลมๆ แล้งๆ แล้วผิดหวัง”

เจอไม้นี้จันทร์ชะงักเลย เขาเงียบและครุ่นคิด ยืนกอดอกมองป้ามดเทเมล่อนปั่นลงแก้วอย่างใจเย็น ไอ้ผมก็กลั้นใจยืนรอไปสิ นานเลยแหละกว่าเขาจะยอมพยักหน้าตอบเบาๆ

“ได้ ไว้เจอเค้กชาไทยเมื่อไหร่ เราจะบอก”

“ขอเบอร์” ผมส่งมือถือไปให้จันทร์

“แค่ไอดีไลน์พอมั้ง” เขาต่อรอง

“เซฟเบอร์ เดี๋ยวไลน์ก็ขึ้นให้แอด” ผมไม่ยอมแพ้

“แค่ไลน์พอ” จันทร์ย้ำ ไม่มีอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย สายตาเขานิ่งเหมือนน้ำลึก สีหน้าท่าทางสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่าอย่าได้คืบจะเอาศอก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเมตตาของเขาเท่านั้น

จะเอาแค่ไลน์หรือไม่เอาอะไรเลย นั่นแหละตัวเลือกที่เขาให้

“โอเค ไลน์ก็ไลน์” ผมยอมถอย ไม่ตื๊อมากเพราะกลัวแห้ว

จันทร์รับมือถือผมไปพิมพ์ไอดีไลน์แล้วส่งคืนพร้อมเตือน

“คุยแค่เรื่องน้องโอบกับเค้กชาไทยเท่านั้นนะ”

น่อว์ มีการดักคอไว้ด้วย โคตรรู้ทัน เคี้ยวยากจริงๆ

“ครับๆ” รับปากไปก่อน เรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากันทีหลัง

ผมก้มลงดูไอดีไลน์ของคุณจันทร์ที่เพิ่งได้มาครอบครอง เขาแค่พิมพ์ไอดีไลน์คาไว้ให้เฉยๆ ยังไม่ได้กดค้นหาหรือกดแอดเพื่อน จริงๆ ผมควรจะตื่นเต้นที่ได้ไลน์เขามา แต่นอกจากจะไม่ดีใจอย่างที่คิดแล้ว ผมยังใจคอไม่ค่อยดีด้วย

ทำไมวะ...

แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยก็ได้มาแล้ว คิดในแง่ดี

Oabarun : พี่ซันมายัง อยู่ไหนแล้ว

อ้าว เจ้าเปี๊ยกกก ทักมาพอดีเลยวุ้ย

“ไปนะ น้องทักมาแล้ว” ผมบอกลาจันทร์แล้วพยักหน้าเรียกไอ้วีร์ให้รีบเดินตามมา ก่อนจะเดินออกจากโรงอาหารก็แวะหามุมสงบยืนตอบไลน์โอบก่อน “เดี๋ยวกูถามโอบแป๊บว่าน้องอยู่ไหน”

“ตามสบาย อย่าลืมชวนน้องไปกินชาบูด้วย”

“เออ ใจเย็น น้องยังไม่ตอบเลยว่าอยู่ไหน”

“ซัน...” วีร์เรียกอีกรอบ

“อะไรอีก” วอแวจังวะ

“มึงใช้โอบมาอ้างขอไลน์จันทร์แบบนี้ จะดีเหรอ”

ผมหยุดพิมพ์ข้อความตอบเปี๊ยก เงยหน้ามองเพื่อนซี้ที่กำลังดูดน้ำสับปะรดปั่นอยู่ข้างๆ วีร์กำลังจ้องผมอยู่ มันทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนน้ำปั่นที่มันกินอยู่ขมเป็นน้ำบอระเพ็ด

แน่นอน มันไม่ดี ผมรู้อยู่แก่ใจ

มันไม่ดีตั้งแต่ผมขอให้โอบไปนั่งด้วยกันที่ร้านกาแฟโดยไม่ได้บอกจุดประสงค์แอบแฝงแล้ว แต่นานๆ ทีจันทร์จะยอมคุยกับผม ยังไงผมก็ต้องคว้าโอกาสเอาไว้ ถึงจะต้องใช้โอบมาเป็นตัวช่วยก็เถอะ

“มึงเงียบ แปลว่ามึงรู้ใช่ไหมว่าอะไรดีไม่ดี” วีร์ขยี้

“พอเถอะ กูรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่” ผมตัดบท

อะจ้า กูจะคอยดูว่ามึงรู้ตัวดีจริงๆ หรือเปล่า”

มาอีกแล้ว คำว่า ‘อะจ้า’ ของไอ้เพื่อนเวร

“ซื้อทิ้งได้ไหม คำว่า ‘อะจ้า’ ของมึงเนี่ย”

“กูไม่ขาย จะเก็บไว้ใช้สมน้ำหน้ามึงในอนาคต”

ไอ้เชี่ยวีร์มึงแม่ง...



เพื่อนที่โอบชวนมากินชาบูด้วยชื่อภพ

เด็กปีหนึ่งตัวโตเหมือนหมีนั่งข้างวีร์เพื่อนผม สองคนนั้นชวนกันคุยจ้อราวกับรู้จักกันมานาน ทั้งที่แม่งไม่เคยพบพานกันมาก่อนในภพชาตินี้ เพียงแค่มีอุดมการณ์ไม่กินผักแดกแต่เนื้อเหมือนกันเท่านั้นเอง

ส่วนเจ้าเปี๊ยก...รายนี้สิเงียบผิดปกติ

ร้านชาบูหมาล่าอุตส่าห์เปิดเพลงเกาหลีคึกคัก เพื่อนร่วมโต๊ะอย่างภพกับวีร์ก็กระตือรือร้นจะแย่ แต่โอบกลับนั่งเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่างร้าน ไม่คุยกับใคร แทบจะตัดตัวเองออกจากความวุ่นวายทั้งปวง

ผมกระเถิบตัวบนม้านั่งแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ 

เงาสะท้อนบนกระจกฟ้องว่าเจ้าลูกเจี๊ยบกำลังทำหน้าบึ้งอยู่ มุมปากงี้คว่ำเชียว ท่าทางจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร ตั้งแต่ขึ้นรถมาก็เอาแต่นั่งเงียบ ตอนนี้ก็ซึมสุดๆ ไม่ร่าเริงเลย

“เป็นอะไรเปี๊ยก” ผมแกล้งเอามือไปจับเหนียงใต้คางน้อง ดึงเนื้อนุ่มนิ่มเบาๆ เรียกร้องความสนใจ

โอบยกคางหนีมือผม ยิ้มนิดๆ แล้วนั่งตัวตรง

“เปล่าครับ แค่ง่วงๆ อะ”

ผมไม่รู้ว่าเจ้าเปี๊ยกปากแข็งหรือไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ แต่ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ เพราะพอจานชุดผักรวมกับถาดเนื้อนานาชนิดมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ โอบก็กลับมาร่าเริงได้เหมือนเดิมราวกับเมื่อกี้ไม่ได้นั่งหน้าบูดมาก่อน

สงสัยจะแค่ง่วงอย่างที่บอกจริงๆ

“งั้นรีบกินรีบกลับไปนอน” ผมบอกน้อง

อาหารมาพร้อมแล้ว ทว่าสิ่งแรกที่ทุกคนทำคือการหยิบมือถือขึ้นมา ผมถ่ายหม้อชาบูกับเนื้อในถาดรูปสองรูปแล้วก็พอ ภพกับวีร์ก็ด้วย ทั้งคู่เริ่มจับตะเกียบคีบของกินเล่นมาแทะกันแล้ว เหลือแต่โอบที่ยังถ่ายรูปไม่เสร็จเลย

“เสร็จยังครับน้องโอบ” วีร์ถามยิ้มๆ มาจากฝั่งตรงข้าม ท่าทางพร้อมจะพาเนื้อสไลด์ลงเล่นน้ำเต็มแก่

“แป๊บนึงนะครับ ผมถ่ายแล้วมันเป็นฝ้าอะ” โอบบ่นแล้วเอามือถือถูๆ เช็ดๆ กับขากางเกง ตอนนั้นน้ำซุปหมาล่ากับซุปใสกำลังเดือดเลยไง ไอน้ำขึ้นมาจับเลนส์กล้องจนภาพเป็นฝ้าก็ไม่แปลก

“มานี่มา เดี๋ยวถ่ายให้” ผมกระดิกนิ้วเบาๆ พอน้องส่งมือถือมาก็กดถ่ายคลิปสั้นๆ ไม่กี่วินาที เก็บครบหมดตั้งแต่หม้อชาบูยันผักและเนื้อที่แผ่เรียงรายอยู่ในถาดแบนสีแดงสด “อะ เสร็จแล้ว”

“ขอบคุณครับ” โอบเช็กดูคลิปสตอรี่ที่ผมถ่าย ก่อนจะเหลือบเห็นมือถือผมวางอยู่ใกล้ๆ “พี่ซันอัปไอจียัง”

“ยัง เปี๊ยกอัปให้หน่อย”

“เอาเหมือนเดิม?”

“อืม เหมือนเดิม แต่เดี๋ยวค่อยอัปก็ได้ รีบกินก่อน”

เหมือนเดิมที่ว่าคือพิมพ์แคปชั่นอะไรก็ได้ตามใจชอบ จากนั้นติดแท็ก #วันนี้ซันกินอะไร แล้วปักโลเกชั่นเป็นอันจบ ผมวานให้เปี๊ยกอัปไอจีให้บ่อยๆ เวลาไปร้านกาแฟใต้ตึกอักษร น้องรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง

“หื้มๆๆ เห็นเหมือนกันปะครับพี่วีร์”

“เห็นสิๆ เขาอัปไอจีให้กันดั๊วะ อะไรยังไงวะเนี่ย”

ไอ้สองคนที่นั่งอีกฝั่งทำเป็นปากยื่นปากยาวมาแซว โอบหัวเราะหึๆ แล้วรีบเอนตัวมาหลบหลังผม ฉลาดนักนะไอ้เด็กนี่ ตกเป็นขี้ปากร่วมกันแท้ๆ แต่ดันปล่อยให้ผมรับหน้าอยู่คนเดียวเนี่ย

“พูดมาก กินได้แล้ว” ผมปรามเสียงเรียบขณะเทผักเขียวกับเห็ดลงด้านซุปใส เหลือช่องน้ำซุปหมาล่าสีแดงฉานให้ไอ้พวกไม่กินผักฝั่งนู้นใช้ลวกเนื้อไป

วีร์กับภพพยักพเยิดคางใส่กันแบบมีความนัย แต่ผมเลิกใส่ใจพวกมัน หันมาสนหม้อชาบูแทน ตอนนี้น้ำเดือดพล่านแล้ว ควรรีบเอาเนื้อสัตว์ลง รีบกินรีบกลับ เจ้าเปี๊ยกจะได้เข้านอนไวๆ

“กินอะไรเปี๊ยก เอาเนื้อไหม พี่ลวกให้” ผมถามคนที่ง่วนกับมือถือไม่สนใจอาหาร โอบไม่ตอบ ผมเลยลวกเนื้อแล้วคีบไปวางไว้ให้ในถ้วยน้องสองสามชิ้น “กินก่อน ไว้ค่อยอัปรูปทีหลังก็ได้”

“เดี๋ยวครับ จะเสร็จแล้ว พิมพ์แคปชั่นอยู่”

“เงยหน้ามา ระวังเหลือแต่หม้อ เนื้อลงท้องวีร์ไปหมดแล้ว”

โอบยักไหล่ ไม่สนใจ ยังไม่รีบวางมือถือมากินข้าว

“ดื้อจังวะเปี๊ยก เดี๋ยวเนื้อเย็นหมด”

“ป้อนผมดิ ถ้าอยากให้ผมกินตอนนี้”

ท้าทายเก่ง อย่านึกว่ามีคนอยู่เยอะแล้วผมจะไม่กล้า

“เปี๊ยกอ้ามมม” ผมคีบเนื้อที่ลวกสุกแล้วไปจ่อที่ปากน้อง

“ถามจริง?” โอบเหลือกตามองผมแบบอึ้งๆ

“เอาจริง” ผมยืนยัน “ให้ป้อนก็ป้อนแล้วนี่ไง จะเอาไงอีก”

“พี่...” เจ้าลูกเจี๊ยบเหลือบมองเนื้อติดมันร้อนควันฉุยตรงหน้า “ทีกับน้องรหัส พี่เป่าให้อย่างดี พอเป็นผม พี่จะปล่อยให้ผมปากพองเหรอ”

หึๆ ตัวกระเปี๊ยกแค่นี้แต่ร้ายนักนะ คดีน้องแยมที่ร้านหมูกระทะจบไปเป็นสัปดาห์แล้ว น้องมันยังอุตส่าห์ขุดมางอนย้อนหลังได้อีก น่าตีจริง

“ไม่ใช่แค่เป่าก่อนป้อนนะ คืนนั้นมีกอดมีซบด้วย โอ๊ย พี่เนี่ยเห็นกับตาเลยโอบ อย่าให้พี่พูด พูดแล้วเคืองแทน!” วีร์...ไอ้เพื่อนสารเลว ถ้าไม่คิดจะช่วย มึงก็อย่าปั่น อย่าสุมไฟให้มันลามมาเผาหัวกูได้หรือเปล่าวะ

“ไม่ต้องไปฟังคนบ้า มันพูดเพ้อเจ้อ” ผมบอกโอบแต่ด่ากระทบไปถึงเพื่อน รีบเป่าเนื้อให้เย็นลง แตะน้ำจิ้มนิดหน่อยก่อนป้อนน้องเป็นการง้อ

โอบยอมอ้าปากงับเนื้อชิ้นโตไปกิน แก้มใสบวมตุ๋ยจนแทบปริแต่ก็ยังอุตส่าห์ส่งยิ้มน่ารักมาให้

เหอะ ไม่ต้องมายิ้มเลย...

เห็นแล้วอยากจะหยิกให้แก้มเขียว ไม่รู้ว่านอกจากผม เจ้าเปี๊ยกจะไปยิ้มแป้นแบบนี้ให้ใครอีกบ้าง ตะกี้เห็นนั่งตักเพื่อนสนิทที่ชื่อหนึ่งอยู่ ผมลมเกือบออกหู ดีนะเก็บอาการทัน

อาจเพราะอยู่ด้วยกันบ่อย คุยกัน เล่นกัน สนิทสนมกันในระดับหนึ่ง ผมเลยคุ้นเคยกับการเห็นตัวเองอยู่ข้างๆ น้อง แต่ไม่คุ้นชินกับการเห็นน้องอยู่ข้างตัวคนอื่นละมั้ง

อืม มันต้องเป็นแบบนั้นนั่นแหละ ถูกแล้ว




#เขาคุณเราผม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-02-2019 20:11:24 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ aha_aha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 117
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-5
อ่านยาวรวดเดียวจบ...

บอกตรงๆ ว่าไม่ชอบหนึ่งเลย คือเห็นแก่ตัวเองสุดๆ ตอนแอบชอบโอบ ก็ให้ทุกอย่าง แต่พอรู้ว่าเพื่อนไม่ได้คืออะไรด้วยก็แทบจะร้ายใส่ คือพอไม่ได้เป็นแฟน ก็เลิกดีด้วย แบบนี้คือทำดีหวังผลชัดๆถ้ารักจริง ต้องไม่ทำร้ายปะ นี่รู้ทั้งรู้ว่าโอบจะต้องเจออิพี่ซันหลอกก็ยังปล่อยไป ถึงไม่ได้เป็นแฟน แต่อย่างน้อยก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ อย่างน้อยห่วงกันอย่างเพื่อนก็ได้ปะ คือโอบไม่ผิดเลยนะ น้องมันไม่รู้อะ แล้วเอาไปเปรียบกับจันทร นั้นเค้าแอบชอบตัวเองอยู่ ปฏิกิริยามันก็ต้องต่างกันอยู่แล้วปะเฮ้ย  โกรธแทนโอบ 

งานนี้ถ้ามีใครเจ็บสุดคงเป็นโอบ อิพี่ซันก็น่าตบ  เอาจริงๆนะเพื่อนโอบนี่คบไม่ได้สักคน เลิกคบแมร่งทั้งแก๊งค์นั้นแหละ!!

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 9.2 ใจ
ต่างคน ต่างใจ
ต่างความรู้สึก



:: เรา – ใจบาง ::



ไปหอสมุดบ่อยจนเบื่อแล้ว เย็นนี้ผมเลยชวนหนึ่งมาห้องชมรมแทน

ห้องของชมรมรักต้นไม้ตั้งอยู่สุดปลายทางเดินชั้นสองของตึกกิจกรรมเก่า ด้านในห้องค่อนข้างเย็นและสงบ มุมห้องติดประตูมีพี่ผู้หญิงสี่คนนั่งจุมปุ๊กช่วยกันผูกด้ายบายศรี ท้ายห้องมีรุ่นพี่ผู้ชายรูปร่างผอมบางหลับปุ๋ยอยู่ริมหน้าต่างซึ่งมีกระถางต้นแคคตัสน้อยๆ วางเรียงเป็นทิวแถว

ส่วนผมกับหนึ่ง...

เรานั่งอยู่หน้าตู้หนังสือริมผนังใต้พัดลมเพดาน แบ่งปันพื้นที่แคบๆ บนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเดียวกัน ไม่คิดจะเอาโต๊ะตัวอื่นมากางเพิ่ม หนึ่งยึดด้านซ้ายมือของผมเป็นฐานที่มั่น ผมนั่งเท้าคางมองน้องเหลาดินสอไม้ไปเพลินๆ กระทั่งสไลด์เรียนของน้องโดนลมจากพัดลมตีเปิดมาโดนแขน

“วิชาอะไรเหรอ” ผมแอบถือวิสาสะพลิกมันขึ้นมาดู

กรอบแรกของสไลด์นั้นเขียนชื่อวิชา ‘Engineer drawing’ ตัวเล็กๆ ไว้ที่มุมบน ตรงกลางคือชื่อบทเรียน ‘บทที่ 5 วงรี(Ellipse)’ ส่วนสไลด์อันถัดๆ มาก็เป็นรูปสี่เหลี่ยมมีวงกลมอยู่ข้างในกับขีดอะไรไม่รู้ยั้วเยี้ยไปหมด

“ดรออิ้งครับ” หนึ่งตอบ

ผมเอียงคอมองอย่างสนใจ เรียนอักษรก็อยู่กับภาษาหรือวิชาสายสังคม พัฒนาทักษะฟังพูดอ่านเขียน เน้นทำความเข้าใจและคิดวิเคราะห์ในเชิงลึก ไม่มีวิชาคำนวณอะไรเทือกนี้หรอก

“เห็นแล้วคิดถึงตอนม.ปลายเลย” ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ขีดๆ เขียนๆ คำนวณคือตอนสอบปลายภาควิชาฟิสิกส์กับตอนทำข้อสอบแพทหนึ่งละมั้ง

“เรียนสายวิทย์คณิตมาเหรอครับ”

“ใช่ แต่ชอบภาษามากกว่าเลยเข้าอักษรน่ะนะ”

หนึ่งพยักหน้าส่งเสียงอืมๆ ในคอแล้วเปิดสไลด์ไปหน้า Assignment พอเห็นว่าผมยังสนใจรูปพิลึกกึกกือในวิชาเรียนของตัวเองอยู่น้องก็ลองถาม

“อยากเล่นไหม”

“ได้เหรอ”

ผมไม่ปฏิเสธน้องหรอก แค่แปลกใจน่ะ มันคือวิชาเขียนแบบวิศวกรรม ไม่ใช่วิชาวาดรูประบายสีด้วยสีเทียนแบบเด็กอนุบาลสักหน่อย ของแบบนี้มันชวนกันเล่นได้ด้วยเหรอ

“เดี๋ยวผมสอน มาสิครับ” หนึ่งชวน

หน้านิ่งๆ แต่เสียงใจดีมากกก ก.ไก่ล้านตัวเลย

ผมอมยิ้มแล้วลากเบาะรองนั่งไปที่โต๊ะด้านเดียวกันกับน้อง น้องเองก็ขยับทั้งตัวทั้งงานเข้ามาใกล้ๆ ด้วย

เข่าเราเบียดเกยกันอยู่ใต้โต๊ะญี่ปุ่นตัวแคบ ไม่มีใครหลบหลีกหรือเลื่อนขาออกห่าง อาจเพราะอยู่ด้วยกันทุกวันมาสักพักใหญ่แล้ว สัมผัสเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เลยกลายเป็นสิ่งที่เริ่มจะคุ้นชินอยู่หน่อยๆ

‘จงเขียนภาพไอโซเมตริกจากภาพด้วยมาตราส่วน 1:1’ ผมเอียงคออ่านโจทย์ ดูภาพที่ให้มามีลักษณะเหมือนบานพับของประตู รูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีส่วนขอบโค้งมน และมีรูกลมตรงกลาง

“แล้ว...ภาพไอโซเมตริกมันคืออะไร” ผมถาม

หนึ่งอธิบายให้ผมฟังคร่าวๆ ว่ามันคือภาพสามมิติแบบนึงที่ใช้ในงานเขียนแบบ เส้นตั้งเป็นด้านตั้งของวัตถุ เส้นนอนทำมุมกับอะไรไม่รู้สามสิบองศา จากนั้นก็อธิบายต่อว่าขั้นแรกต้องทำอะไร

“เราต้องตีกล่องสี่เหลี่ยมครอบออบเจกต์ทั้งหมดจากความกว้างความยาวพวกนี้นะครับ” น้องชี้ไปที่ตัวเลข 88 mm. บนด้านกว้างของวัตถุในโจทย์ “เขาให้มาเป็นมิลลิเมตร มองให้เป็นเซนติเมตร จะวาดง่ายขึ้น”

“อ่า...” ผมรับคำเบาๆ

“เริ่มจากขีดเส้นตรงเอาไว้เป็นฐานใช้วัดมุม” หนึ่งเอาไม้บรรทัดใสมาวางในแนวนอนขนานไปกับขอบกระดาษเอสี่ “ขีดให้ผมหน่อย ยาวพอประมาณ เบาๆ เป็นเส้นร่าง”

“โอเค” ผมจับไม้บรรทัดไว้ด้วยมือซ้ายแล้วใช้ดินสอไม้ขีดเส้นเบาๆ ตามที่น้องบอก

“ฐานของกล่องต้องกางทำมุมสามสิบองศาทั้งสองด้านกับเส้นที่เราขีดไว้เมื่อกี้ครับ” หนึ่งหยิบไม้ฉากมาวางทำมุมกับไม้บรรทัดใสก่อนพูดต่อ “ขีดตรงนี้เบาๆ เหมือนเดิม” 

ยังไม่ทันได้ถามว่าต้องขีดเส้นยาวแค่ไหน...

ฝ่ามือแห้งสากทาบลงกดหลังมือผมที่วางอยู่บนไม้ฉากอย่างนุ่มนวล ส่วนอีกมือก็ประคองมือผมที่ถือดินสอเอาไว้ให้นิ่ง ก่อนจะพาขีดเส้นตรงเฉียงไปทางขวาด้วยกัน

โง๊ยยย หนึ่ง! มือๆๆๆ มือสองข้างเลย มือพี่ มือออ!

เคยเป็นฝ่ายหลอกแต๊ะอั๋งน้องแบบเนียนๆ มาตลอด พอเจอน้องจับเองแบบนี้...เขินจนเลิ่กลั่กไปหมด เข่าแตะกันใต้โต๊ะบ้างมันก็เป็นเรื่องปกติของคนนั่งข้างๆ กัน แต่แบบนี้มัน...มันไม่ใช่!

“ฝั่งซ้ายด้วยครับ” หนึ่งขยับไม้ฉากวัดมุมแล้วรอให้ผมขีด

“ฝั่งนั้นมันไกล พี่ขีดไม่ถนัด” ผมส่งดินสอคืนให้หนึ่งขีดเอง

แทนที่จะรับดินสอไปขีดเองเส้นเดียวหรือเลื่อนกระดาษมาให้ น้องกลับพูดเสียงเบาว่า “ขออนุญาตครับ” แล้วจับเบาะรองนั่งของผม ออกแรงดึง กระทั่งทั้งผมทั้งเบาะไหลพรืดไปกองอยู่ตรงหน้าน้อง

หนึ่งเลิกนั่งขัดสมาธิแล้วชันเข่าซ้ายขึ้น ก่อนเขยิบมานั่งซ้อนชิดติดหลังผม ลาก่อนระยะห่างกับช่องว่าง สะบักหลังผมทาบติดแผ่นอกอุ่นๆ ของน้องแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย

โอเค ถึงคราวที่ผมต้องมองน้องแบบอึ้งๆ แล้วนะ มันไม่ใกล้ไปหน่อยเหรอ ผมยังไม่ทันหายเลิ่กลั่กจากมือน้องเมื่อกี้เลย เจอแบบนี้เข้าไปไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว...ทิ้งสติไปเลย โยนมันทิ้งไป!

“หนึ่ง...”

หนึ่งเลิกคิ้ว คงสงสัยว่าผมจ้องทำไม แล้วดูน้องนะ เฉยๆ สบายๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวเหมือนไอ้ที่จับมือผมกับผมมานั่งคร่อม ทุกอย่างทำไปแบบไม่ได้คิดอะไรเลย มีแต่ผมคนเดียวนี่แหละที่เขินจนสติแตก

เย็นไว้ ผมบอกตัวเองแล้วหายใจลึกๆ เรียกสติ

“นั่งตรงนี้ พี่ไม่บังหนึ่งเหรอ คงเขียนลำบากแย่”

คนด้านหลังไม่พูดอะไรสักคำ แค่มองข้ามไหล่ผมไปที่กระดาษ ดินสอไม้ถูกหยิบด้วยมือซ้าย หนึ่งขีดเส้นในจุดที่ผมบ่นว่ามันไกลเกินไปเมื่อครู่นี้ให้ดู ราวกับจะบอกว่าเรานั่งด้วยกันแบบนี้ได้ไม่มีอะไรลำบาก

ถ้าหนึ่งโอเค ผมก็ไม่มีปัญหา ชอบเสียอีกได้อยู่ใกล้ๆ น้อง

“พี่นึกว่าหนึ่งถนัดขวามาตลอดเลย” ผมชวนคุย

“ถนัดซ้ายแต่เขียนได้สองมือครับ”

“สองข้างลายมือเหมือนกันไหม”

“ไม่เหมือนครับ” หนึ่งเขียนบนกระดาษด้วยมือซ้ายเป็นคำว่า ‘ศุกลภัทร’ และเขียนว่า ‘ศศินากุล’ ด้วยมือขวา เพื่อให้ผมดูว่าลายมือสองข้างต่างกันแค่ไหน แต่นั่นน่ะ มันชื่อนามสกุลผมไม่ใช่เหรอ

“รู้ชื่อพี่ได้ยังไง” จำได้ว่าไม่เคยบอกนะ

“เดาเอาครับ” หนึ่งกวนหน้าตาย

“ตลกแล้ว” ผมขำ “เอาดีๆ”

“ผมจำลายมือพี่จันทร์ได้”

“จำมาจากไหน”

“ผมเคยเก็บกระดาษรายงานของพี่ที่ปลิวมาจากมือพี่ไนท์ ลายมือที่เขียนชื่อบนหัวกระดาษ มันเหมือนลายมือที่เขียนข้อความบนรูปโพลารอยด์ที่ร้านกาแฟ เลยเดาว่าน่าจะเป็นชื่อพี่”

โห สุดยอด โคนันชิดซ้าย คินดะอิจิชิดขวา

จะชมว่าหนึ่งความจำดีหรือช่างสังเกตดีล่ะ

ถ้าความจำดี ผมก็ดีใจนะที่น้องจำเรื่องของผมได้ แต่ถ้าช่างสังเกต ผมก็ดีใจเหมือนกันที่น้องเห็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ แล้วรู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับผม ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็คิดว่าดีทั้งนั้นแหละ

ผมคิดแล้วอมยิ้มก่อนก้มลงพิจารณาชื่อตัวเอง ลายมือข้างซ้ายของหนึ่งค่อนข้างหวัด ส่วนข้างขวาเป็นระเบียบกว่า แปลกนะ คนคนเดียวเขียน แค่ใช้มือต่างกัน ลายมือก็ไม่เหมือนกันจริงๆ แฮะ

ระหว่างที่กำลังชื่นชมชื่อนามสกุลตัวเองที่น้องเป็นคนเขียน หนึ่งก็ตีกล่องสี่เหลี่ยมต่อไปพลางๆ ปัญหาคือพอผมอู้ก็ไม่มีคนช่วยจับไม้บรรทัดให้ น้องเลยต้องเอามืออ้อมตัวผมมาจับไม้บรรทัดเอง

อืมมม คราวนี้กอดเต็มๆ เลย หนึ่งรู้ตัวหรือเปล่าน่ะ

ผมแอบเหลือบมองคนข้างหลัง น้องอยู่ใกล้กว่าที่คิดมาก หันซ้ายไปจมูกก็เกือบจิ้มโดนขอบกรามน้องแล้ว ส่วนสีหน้าท่าทางน้องก็...ยังนิ่งเป็นปกตินะ ท่าทางจะรู้ตัวแต่คงไม่ได้คิดอะไรละมั้ง แค่จับไม้บรรทัดเอง

“เบื่อแล้วเหรอครับ” หนึ่งถามเมื่อเห็นผมทำตัวยุกยิก

“ไม่ได้เบื่อ แต่พี่เลิกกวนดีกว่า งานหนึ่งจะได้เสร็จไวๆ”

“ครับ” 

ผมจะขยับตัวลุกออกไปแต่หนึ่งกลับก้มหน้าทำงานต่อ เอ่อ ตอบว่า ‘ครับ’ แล้วไงต่อ ซ้ายก็ขา ขวาก็แขน หลังก็ตัวน้องเน้นๆ ไหนล่ะทางออก จะให้ผมมุดไปทางไหน

“หนึ่ง...” สะกิดแขนเบาๆ แล้ว น้องก็ไม่สนใจ

หนึ่งขังผมไว้ในช่องแคบๆ ระหว่างตัวน้องกับโต๊ะ พอผมคิดจะมุดลอดใต้แขนขวาออกไป น้องก็ลดมือลงมาจับหมับที่ขาโต๊ะทันที ซึ่งทำให้ทางออกของผมโดนปิดตายไปหมด

“จะไปไหนครับ” หนึ่งถามและมองมาอย่างสงบ

ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า น้องชอบมองผมแบบนี้ตลอดเลย มองแบบอ่อนโยนปนเอ็นดูๆ น่ะ เหมือนกำลังมองเด็กตัวเล็กตัวน้อยไม่ได้มองคนแก่กว่า

“พี่จะกลับไปนั่งที่เดิม จะได้ไม่กวนหนึ่ง”

“อยู่ตรงนี้ก็ไม่กวนครับ”

ฮึก... ใครไหวไปก่อนเลย ผมไม่ไหวแล้ว ใจบางไปหมด

จากคนที่นั่งรอแบบหวังลมๆ แล้งๆ อยู่ที่ร้านกาแฟ จากคนที่เห็นน้องไกลๆ แต่วิ่งตามไม่เคยทัน จากคนแปลกหน้าที่นัดเจอกันทุกๆ เย็น ผมมาถึงจุดที่นั่งอยู่ในอ้อมแขนของน้องแบบนี้ได้ยังไง

เหมือนกำลังฝันอยู่เลยนะ...ว่าไหม
 








:: ผม – ใจอ่อน ::



“ใจเย็นนะมึง” ภพตบหลังผมหนักๆ

“มึงก็เห็นว่ามันทำอะไร” ผมสวนเสียงห้วนจัด

วันนี้โอบทำตัวดื้อมาก มันนั่งตักแล้วบังคับให้ผมอยู่รอเป็นเพื่อน บอกให้ลุกก็ไม่ยอมลุก ซ้ำยังสั่งให้ผมไปกินชาบูกับมันอีก คุยด้วยดีๆ ก็ไม่ยอมฟัง ทำเหมือนจะทดสอบความอดทนของผมให้ได้

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงใจอ่อนยอมลงให้ แต่ตอนนี้ผมมาถึงจุดที่กลับไปเอาใจมันเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว

“เห็นแล้วว่ามันเอาแต่ใจ มึงใจเย็นหน่อยแล้วกัน” รันย์เตือน “ไม่รักมันแล้วแต่ก็ต้องแคร์กันอยู่นะเว้ย ยังไงก็เป็นเพื่อนกันอะ กูไม่อยากให้พวกมึงทะเลาะเลย”

“กูรู้แล้ว”

ท่องอยู่ทุกวันว่าต้องรักษาความสัมพันธ์ไว้ให้ดี

โอบไม่ได้ผิดอะไรในเรื่องนี้ มันก็แค่ไม่รักผมเท่านั้น ผมเป็นฝ่ายรักเอง เจ็บเอง และถอยออกมาเอง เมื่อมองจากมุมโอบ มันคงจะเห็นแค่ความเปลี่ยนแปลงในตัวผมที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ดังนั้นผมต้องใจเย็น ค่อยๆ ให้เวลาให้มันปรับตัว เพราะการที่ผมตัดใจเลิกรักมันเกินเพื่อน ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องไม่แคร์หรือใจร้ายใส่โอบ

เว้นแต่...มันจะทำตัวงี่เง่าเกินเหตุเหมือนเมื่อครู่

ปลอบก็แล้ว คุยด้วยดีๆ ก็แล้ว โอบก็ยังเอาแต่ใจใส่ผม ร้ายที่สุดคือการขึ้นเสียงสั่ง ทั้งที่รู้ว่าผมไม่ชอบถูกบงการและได้ยินชัดเจนแล้วว่าผมไปกินข้าวกับมันไม่ได้

ผมเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนนึง โกรธได้ หงุดหงิดเป็น

เจอเรื่องแบบนี้จะไม่ให้อารมณ์เสียได้ยังไง

ไม่ชอบเลย โอบทำเหมือนผมต้องตามใจมันทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข ทำเหมือนคำพูดกับคำปฏิเสธของผมไม่มีค่า เอาแต่ใจแบบพอดีๆ ก็ไม่ว่าหรอก นี่มันมากไป คิดแล้วยังหงุดหงิดไม่หาย

“แล้วนี่มึงจะไปไหนต่อ ไปหาพี่จันทร์เหรอ” รันย์ถาม

“อืม” ผมพยักหน้าตอบ

“เป็นไงบ้างล่ะคนนี้” ภพจับไหล่ผม “ชอบพี่เค้ายัง”

“....” ผมปิดปากสนิท ไม่แสดงสีหน้า ไม่พูดอะไรทั้งนั้น

“ทำไมเงียบ” รันย์กระแซะมาช่วยไอ้ภพไล่จี้ผมอีกแรง “พี่จันทร์ออกจะน่ารัก มึงไปอยู่กับเขาทุกวันมาเกือบเดือน ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ หื้มๆๆ”

“เสือก”

“หูยยย ‘เสือก’ แปลว่า ‘ชอบ’ เชื่อกู กูรู้ กูเรียนมา” ภพว่า

“รำคาญ” ผมแกะมือเพื่อนออกจากไหล่แบบไม่ใยดี

“แหม รำคาญ” ไอ้สองแสบพูดพร้อมกันเลย

“รำคาญแต่ไปหาเขาทุกวัน” ภพล้อ

“รำคาญแต่ยอมตอบไลน์เขาทั้งวัน” รันย์ก็เอา

“กูรำคาญพวกมึง ไม่ได้รำคาญพี่เขา หยุดเสือกได้แล้ว”

ผมเอือมระอากับเพื่อนตัวเองจริงๆ เล่นแซวอะไรกันเป็นเด็กประถมไปได้ โตๆ กันแล้ว ดูมัน ด่าไปก็ไม่สำนึก ไอ้พวกเลวดันพากันขำหน้าหงายเฉยเลย

ส่วนเรื่องพี่จันทร์...

ถ้าตอบว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงโกหก เพราะทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ผมรู้สึกสงบ สบายใจเวลาเห็นหน้าเขา เย็นใจเวลาเห็นเขายิ้มให้ เอ็นดูเวลาเห็นเขาเขินจนหูแดง และเป็นห่วงทุกทีเวลาเขาไม่ได้อยู่ในสายตา

คิดแล้วก็ห่วงขึ้นมาเลย ไม่รู้พี่ไปหอสมุดหรือยัง

ผมเดินทิ้งระยะห่างจากเพื่อนขี้เสือกแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออก รอไม่นานพี่จันทร์ก็รับสาย ส่งเสียงนุ่มๆ ไพเราะมาให้ได้ยิน

‘ว่าไงครับ’

“อยู่ไหนครับ”

‘พี่อยู่โรงอาหารวิศวะ’

ผมหยุดเดินกลางทางทันที

“อยู่กับใครครับ”

ขอนะ อย่าตอบเชียวว่าพี่อยู่คนเดียว แค่คิดว่ามีไฮยีน่าฝูงไหนสักฝูงกำลังจ้องจะเข้าไปตะครุบพี่ ผมก็ปวดหัวจี๊ดแล้ว สงสัยนอกจากยาแก้แพ้ของไอ้โอบ ผมต้องหัดพกพาราเซตามอลไว้กินเองบ้างแล้ว

‘ไม่ต้องห่วงนะ พี่อยู่กับไนท์’ เสียงพี่จันทร์สงบมาก ลักษณะการพูดฟังคล้ายกำลังปลอบโยนผมอยู่หน่อยๆ ‘แล้วตอนนี้หนึ่งอยู่ที่ไหน เลิกเรียนแล้วเหรอ’

“ครับ เดี๋ยวผมเดินไปหา”

‘โอเค รีบมานะ’

“ครับ” ผมรอให้พี่จันทร์วางสายก่อน ค่อยหันไปบอกกับรันย์ “กูต้องไปโรงอาหารแป๊บนึง มึงรีบหรือเปล่า”

“ไม่รีบ สบายๆ อยู่แล้ว” รันย์ยักไหล่

“พวกมึงจะไปโรงอาหารเหรอ ถ้างั้นแยกกันตรงนี้เลยนะ” ภพปลีกตัวเดินต่อไปลานจอดรถคนเดียว ในขณะที่ผมกับรันย์ต้องวกกลับไปทางเดิมอีกรอบเพื่อไปโรงอาหารคณะ

ช่วงเย็นร้านบางร้านในโรงอาหารยังไม่ปิด แถวนี้จึงพอมีคนอยู่บ้างเพียงแต่ไม่พลุ่กพล่านวุ่นวายเท่าช่วงเที่ยง ขณะเดินผ่านร้านน้ำปั่นป้ามดที่มีคนต่อคิวอยู่สองสามราย ผมกวาดตาผ่านๆ จนเจอคนที่มองหา

พี่จันทร์นั่งไขว่ห้างสบายๆ อยู่ที่โต๊ะม้านั่งกลางโรงอาหาร กำลังเขย่าแก้วน้ำปั่นสีเขียวอ่อนซึ่งระบุไม่ได้จากระยะไกลว่ามันคือน้ำอะไร ตอนนี้เขาเห็นผมแล้ว ดวงตาสีดำขลับสาดประกายระยิบระยับมาแต่ไกลเลย

ผมเดินเข้าไปหา ไหว้พี่ไนท์ที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ เลิกคิ้วนิดๆ ทักทายพี่จันทร์ก่อนถาม “มานานหรือยังครับ”

“พี่เพิ่งมา” พี่จันทร์ตอบ

“หนึ่งมาแล้ว งั้นกูไปเลยนะ เดี๋ยวไม่ทัน” พี่ไนท์พูดก่อนพยักพเยิดคางไปทางเพื่อนผม “ไปประชุมไหมตี๋”

“ไปดิป๋า ว่าจะติดรถไอ้หนึ่งไป แต่ก็เกรงใจมันอะนะ” รันย์ทำมาเป็นเกรงอกเกรงใจ จะแซวอะไรอีกล่ะมึงนี่

“งั้นปล่อยเขาจีบกันไปเถอะ มึงไปกับกูนี่”

พอตกลงกันเองเสร็จสรรพ สองคนนั้นก็ยิ้มมีเลศนัยเดินกอดคอกันออกไป ปล่อยให้ผมอยู่กับพี่จันทร์ตามลำพัง ซึ่งก็ดีแล้ว ผมยังหงุดหงิดไม่หาย ไม่ค่อยอยากยุ่งหรือสุงสิงกับใครเท่าไร

“หนึ่ง...นั่งก่อนไหม” พี่จันทร์แตะแขนผม คิ้วขมวดน้อยๆ ขณะมองมาด้วยสายตาห่วงใย “เป็นอะไรหรือเปล่า”

“เปล่าครับ” ผมปากแข็งแต่ยอมนั่งลงข้างๆ เขาตามคำชวน

“เปล่าอะไร โกรธใครมา หน้าเครียดเชียว พูดกับพี่ได้นะ”

ผมถอนหายใจ หันหน้าไปมองจอทีวีที่ปิดอยู่ ขอคิดก่อน

โดยปกติผมไม่ใช่พวกชอบเล่าปัญหาของตัวเองให้ใครฟัง แต่มันก็แปลกที่ผมมักจะต้องมาเจอพี่จันทร์ในสภาวะอารมณ์แย่ๆ แบบนี้ตลอด หลายรอบแล้วนะ หรือควรจะลองบ่นออกไปบ้างก็ดี?

“เมื่อกี้โอบชวนผมไปกินข้าวแต่ผมไม่อยากไปครับ”

“แล้วยังไงต่อ” พี่จันทร์สบตาผมและรับฟังอย่างตั้งใจ

“ผมกับโอบ...” ผมมองหลังมือขาวเนียนบนแขนตัวเอง สมองพยายามคิดคำพูดอย่างระมัดระวังแต่นึกไม่ออก มันยากที่จะพูดถึงใครสักคนเวลาโกรธ แต่ก็ยังแคร์เกินกว่าบ่นถึงในแง่ไม่ดี

“ทะเลาะกันเหรอ” คนรอฟังนิ่วหน้ากังวล

“ไม่ถึงขั้นทะเลาะครับ” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ “แค่คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เลยหงุดหงิดใส่กันเฉยๆ”

“ไม่ได้ทะเลาะกันก็ดีแล้ว อย่าอารมณ์เสียเลย” พี่จันทร์ปลอบโยนด้วยการลูบแขนผมไปมา ก่อนยื่นแก้วน้ำปั่นมาเอาใจ “ชิมไหม หวานๆ เย็นๆ เผื่อจะอารมณ์ดีขึ้น”

ผมมองน้ำปั่นสีขาวปนเขียวอ่อนๆ ในแก้วพลาสติกใบสูงด้วยสายตาพิศวง มันคือน้ำมะนาวปั่น หรือนมเย็นครีมโซดาปั่น หรือว่าเป็นน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นกันแน่ ผมดูไม่ออก

“น้ำอะไรครับ”

“ปากกาไฮไลต์สีเขียวปั่นกับนม”

“ครับ?” ผมมองหน้าเขาทันที

“หยอกๆ” เขาล้อเล่น

“เดี๋ยวนี้ซนใหญ่” ผมยิ้มนิดๆ ก่อนยอมกินน้ำจากหลอดพลาสติกที่ถูกส่งมาถึงปาก ชิมไปอึกเดียว ทั้งรสและกลิ่นหอมหวานก็ฟ้องเลยว่ามันคือเมล่อนปั่นกับนม

“แค่อยากให้หนึ่งอารมณ์ดีน่ะ” พี่จันทร์ระบายยิ้มอย่างอ่อนโยน

ผมสบตาเขา อยากบอกว่าไม่ต้องพยายามทำให้ผมอารมณ์ดีก็ได้ แค่ได้อยู่กับพี่เงียบๆ เหมือนที่เคยอยู่มาทุกเย็น เดี๋ยวความหงุดหงิดก็คงเบาจางลงแล้ว

พี่จันทร์คือโอเอซิสที่พักใจของผมดีๆ นี่เอง

สิ่งที่ดีที่สุดคือผมสามารถนั่งอยู่กับเขาเงียบๆ ได้อย่างสงบ สิ่งที่วิเศษยิ่งกว่าคือวันที่ผมเศร้ามีพี่คอยอยู่เคียงข้าง วันที่ผมเหนื่อยมีพี่กอดผมไว้ วันที่ผมอยากหลีกหนีจากคนอื่นพี่เปิดโอกาสให้ผมเข้าไปหลบพักใจอยู่ใกล้ๆ ตัว ส่วนในวันที่ผมอารมณ์ไม่ดีพี่ก็ยังมานั่งฟังผมบ่นอีก ณ เวลานี้คนที่ผมอยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุดก็คือพี่จันทร์จริงๆ

และต้องยอมรับว่าความสบายใจกำลังนำพาความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้นตามมา...

“อยากไปหอสมุดหรือยังครับ” ผมถามเมื่อโรงอาหารชักจะเริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นมาทุกที ไม่ได้ดูพยากรณ์อากาศมาก่อนด้วย ไม่รู้ฝนจะตกหรือเปล่า เมื่อเช้าผมลืมเก็บต้นกระบองเพชร

“พี่เบื่อหอสมุดแล้ว เราไปที่อื่นกันบ้างไหม”

“อยากไปไหนครับ”

“หนึ่งจะตามใจพี่เหรอ” เขายิ้มน่ารัก

“อยากให้ตามใจหรือเปล่า” ผมแกล้งถาม

“จริงๆ ก็อยากแต่แค่หนึ่งมาหาพี่ทุกวันแบบนี้ พี่ก็ดีใจจะแย่แล้ว เรื่องอื่นไม่ตามใจก็ไม่เป็นไรจริงๆ นะ”

สีหน้ากับแววตาของพี่จันทร์สื่อสารอย่างตรงไปตรงมามากพอๆ กับคำพูด ว่าเขาดีใจมากและมีความสุขมากกับการที่เราได้เจอกันอย่างนี้ในทุกวันๆ

แสนหวาน...แสนอ้อน

แกร่งเป็นหินมาจากไหนก็คงละลายเป็นขี้ผึ้งลนไฟ หัวใจผมก็แค่ก้อนเนื้อธรรมดาจะเอาอะไรไปต้านทานไหว

พี่อยากได้อะไร อยากจะไปไหน...ก็ว่ามาเลย



อีกไม่กี่นาทีจะสองทุ่มครึ่ง

ผมเพิ่งกลับมาถึงหอ กำลังเดินถือร่มชื้นละอองน้ำขึ้นบันได ข้างนอกฝนตกหนักมาสักพักใหญ่ยังไม่มีวี่แววว่าจะซา เสียงฟ้าร้องครืนที่ก้องเข้ามาในอาคารเป็นระยะ ทำให้หน้าต่างชานพักบันไดที่เดินผ่านสั่นกราวๆ อยู่ในกรอบ

“ถึงแล้วหอแล้วครับ” ผมใช้ไหล่หนีบโทรศัพท์มือถือ ขณะใช้มือข้างเดียวควานหากุญแจห้องในกระเป๋าเป้

‘รับทราบ’

“อยู่ไหนแล้ว” ผมเงี่ยหูฟังชื่อสี่แยกที่พี่จันทร์เพิ่งขับรถไปถึงก่อนถามต่อ “ตอนนี้ใช้หูฟังคุยหรือเปล่าครับ”

‘ไม่ได้ใช้หรอก หนึ่งโทรมาตอนพี่ติดไฟแดงพอดี’

“วางเถอะครับ ฝนตกอยู่ ขับช้าๆ”

‘ครับๆ’

“ครับ”

‘ครับบบ’

“ครับ...”

ดีมาก แข่งกัน ‘ครับ’ แต่ไม่มีใครยอมวางสายก่อน

‘เอ่อ แค่นี้ก่อนนะ เล่นเพลินจนไฟจะเขียวแล้วอะ เดี๋ยวถึงบ้านพี่ไลน์บอก’

“ครับ” ผมยิ้มจางๆ ให้ประตูห้องที่เพิ่งเดินมาถึง ก่อนจะวางสายแล้วไขกุญแจเข้าห้อง ลมแอร์เย็นฉ่ำที่พัดปะทะเข้าหน้าตั้งแต่วินาทีแรกที่อ้าประตูเปิด ทำให้ผมรู้ว่าโอบกลับมาถึงห้องนานแล้ว

“ไงมึง กลับช้าจัง” เสียงสดใสทักมาแว่วๆ จากด้านใน

ร่างเล็กคุ้นตาอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงบอลพร้อมเข้านอน โอบนั่งอยู่ที่โต๊ะกำลังทำงานดรออิ้ง พอเห็นผมมา มันก็ยิ้มแป้นอารมณ์ดี ราวกับก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงเราสองคนไม่เคยฉุนเฉียวใส่กันเอาไว้

ในเมื่อโอบไม่พูดถึง ผมเองก็จะลืมๆ มันไปแล้วกัน

“กลับมานานแล้วเหรอ เก็บกระบองเพชรหรือยัง”

“นานแล้ว เก็บแล้ว มึงทำดรออิ้งเสร็จหรือยังอะ”

“เสร็จแล้ว ถ้าจะให้สอนก็ตั้งโต๊ะรอ เดี๋ยวกูออกมา”

ผมโยนกระเป๋าเป้ไว้บนเตียงแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตา เมื่อกลับออกมาอีกทีโอบก็กางโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมมาคอยท่าอยู่กลางห้องแล้ว แถมบนเตียงยังมีไอแพดเปิดหนังไว้คลออีก

ชักไม่แน่ใจว่ามันจะทำงานหรือดูหนังกันแน่ ถ้าแหงนคอตั้งดูแต่หนังไม่ตั้งใจเรียน ผมจะดุให้...

“จริงๆ กูเริ่มทำไปบ้างแล้วแต่ไม่รู้ว่าเลือกด้านถูกไหม” โอบเกริ่นแทนการเรียกผมให้ลงไปนั่งกับมันไวๆ

ผมหยิบแฟ้มในกระเป๋าก่อนยอบตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโอบ ดึงงานมันมาเทียบกับของตัวเองที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช็กดูครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่ชิ้นงานมีวี่แววว่าน่าจะออกมาอยู่ในรูปร่างใกล้เคียงกันก็พยักหน้า

“โอเค มึงเลือกด้านบีเหมือนกู ทำต่อให้เสร็จได้เลย”

“แล้วทำไมไม่มานั่งฝั่งนี้ กูขี้เกียจกลับงานไปๆ มาๆ ให้มึงดู” โอบบ่นที่ผมหนีมานั่งไกลมือไกลเท้ามัน

ปกติผมจะนั่งอยู่ข้างซ้ายมือของโอบ เพื่อจะได้คอยดูแลมันได้ง่ายๆ และไม่ชอบให้มีอะไรมาคั่นกลาง แต่ตอนนี้ผมถอยกลับมาเป็นแค่เพื่อนกันธรรมดาแล้ว สิ่งเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน

จะหาว่าใจร้ายก็ได้ เพราะผมใจร้ายจริงๆ

“นั่งตรงนี้แหละดีแล้ว อยู่ตรงไหนกูก็สอนมึงได้”

หลังพูดจบผมไม่เปิดโอกาสให้โอบเถียงหรืองอแง รีบหยิบดินสอขึ้นมาใช้กำกับมันให้โฟกัสกับโจทย์งานที่ต้องทำ พอเจอผมตั้งใจสอน โอบเลยต้องตั้งใจทำงานไปโดยปริยาย โชคดีที่นอกจากเสียงหนังที่เปิดคลออยู่เบาๆ กับเสียงฝนพรำ ในห้องก็แทบไม่มีเสียงอะไรมารบกวนสมาธิคนทำการบ้านได้อีก

เวลาผ่านไปช้าๆ เกือบชั่วโมง

พี่จันทร์ส่งข้อความมาว่าถึงบ้านแล้วเมื่อสิบนาทีก่อน ทว่าฝนที่ทำท่าจะซาหายไป จู่ๆ ก็กลับมาตกหนักอีกระลอก ฟ้าแลบแปลบปลาบน่ากลัวอยู่นอกระเบียงที่โอบเปิดผ้าม่านทิ้งไว้ ไม่นานเสียงฟ้าร้องก็แผดลั่นตามมาติดๆ ผมได้ยินเสียงผู้หญิงห้องข้างๆ หวีดผ่านผนังด้วยความตกใจเลย

“ฟ้าแรงจังคืนนี้” โอบบ่นเบาๆ ดินสอในมือมันยังคงขยับอย่างต่อเนื่อง เห็นตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารักแต่มันไม่ใช่คนขี้ตกใจ สิ่งที่ทำให้โอบกลัวจนดิ้นพล่านจะเป็นจะตายมีแต่แมลงสาบที่กำลังบินเท่านั้น

ผมทอดสายตามองไปที่จอไอแพด หนัง ATM เออรัก เออเร่อกำลังเล่นไปเรื่อยเปื่อยไม่มีใครสนใจ ตาผมถึงจะวางอยู่บนหน้าเต๋อ ฉันทวิชช์ แต่ใจลอยไปไกลลิบ

เสียงฟ้าผ่าทำให้คิดถึงเหตุการณ์สั้นๆ ที่เกิดขึ้นช่วงหัวค่ำ

ตอนนั้นหกโมงกว่าๆ ผมยังอยู่กับพี่จันทร์ในห้องชมรมรักต้นไม้ เขานั่งอยู่ด้านหน้าผมกำลังง่วนกับการแทะขนมปังกรอบหน้าเนยน้ำตาล ได้ยินเสียงกัดเคี้ยวดังกรุบๆ สลับกับมีแท่งขนมปังยื่นส่งมาถึงปากผมเป็นระยะ

จู่ๆ ฝนก็ตกหนักลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว ขณะกำลังคิดว่าโชคดีที่ผมมีร่มและเอารถคันเก่าของพ่อมาใช้แทนฟีโน่แล้ว คืนนี้คงกลับหอได้แบบไม่เปียก ฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

เจ้ากระต่ายขี้ตื่นสะดุ้งโหยง

ขนมปังกรอบที่ถือหักกลางแล้วกระเด็นหายไปไหนไม่รู้ แม้แต่แว่นตาบนหน้าก็ร่วงลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนโต๊ะ

ผมหลุดขำ...คิดถึงยัยสองขึ้นมาเลย

น้องสาวผมอยู่ม.ห้า เรียกได้ว่าโตเป็นสาวแล้ว แต่ก็ยังกลัวเสียงฟ้าร้องเหมือนตอนเด็กๆ ไม่เคยเปลี่ยน ฝนตกฟ้าคะนองทีไร ถ้าไม่วิ่งไปนอนคลุมโปงอยู่กับพ่อ เจ้าหล่อนก็วิ่งมานอนซุกผม วันไหนมีพายุหนักแล้วพ่อไม่อยู่ ผมไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น นอกจากเอามือปิดหูให้น้องสาวจนกว่าฝนจะหยุดตก

“ขำพี่?” มีการหันมามองค้อนวงใหญ่

“กลัวอะไรครับ มันอยู่บนฟ้า ห่างไปตั้งไกล”

“ถึงจะไกลแต่เสียงมันดังนะ” พี่จันทร์หันมาเถียงอุบอิบ

พอเห็นแสงสีขาวแลบแปล๊บๆ อยู่ใต้ก้อนเมฆนอกหน้าต่าง คนที่กำลังบ่นอู้อี้ๆ ก็รีบเอามืออุดหูปั๊บ หดคอห่อไหล่ เอนตัวมาพิงซบที่อกผมนิดๆ เหมือนหาที่พึ่ง ขณะหรี่ตาคอยเสียงดังกัมปนาทระลอกใหม่

ผมไม่ว่าอะไร แค่ก้มมองแล้วลูบหัวลูบหลังปลอบเขา ปล่อยให้เจ้ากระต่ายมุดๆ ซุกๆ เข้ามาหลบภัยในอ้อมแขน

เส้นผมนิ่มลื่น...

ผิวนุ่มอบอุ่น...

กลิ่นหอม...

ทั้งที่เวลาผ่านมาเนิ่นนานเป็นชั่วโมงแล้ว สัมผัสกับกลิ่นของพี่จันทร์ก็ยังหลอนติดตัวผมอยู่ แค่หลับตาแล้วหายใจก็ได้กลิ่นหอมเย็นเหมือนดอกไม้กลางคืนอวลอยู่ใต้จมูก...ราวกับยังมีพี่อิงแอบอยู่ใกล้ๆ

“อมยิ้มอะไรอยู่คนเดียว” โอบทัก

เสียงของมันดึงผมกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

ผมชะงัก ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังยิ้ม ได้แต่เอามือลูบปากแรงๆ กลบเกลื่อนรอยยิ้มให้หายไป ก่อนพยักพเยิดไปที่จอไอแพด ตอบแบบนิ่งๆ เนียนๆ แบบที่ทำเก่ง

“ดูหนัง”

“ฮะ?” โอบมองผมแบบงงๆ เพราะหนังในจอไอแพด พระเอกกับนางเอกกำลังบอกเลิกกันอยู่

เวร ไม่เนียนละ เสือกเป็นฉากดราม่าพอดี...





#เขาคุณเราผม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-02-2019 20:12:22 โดย ฝนมกรา »

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
อ่านยาวรวดเดียวจบ...

บอกตรงๆ ว่าไม่ชอบหนึ่งเลย คือเห็นแก่ตัวเองสุดๆ ตอนแอบชอบโอบ ก็ให้ทุกอย่าง แต่พอรู้ว่าเพื่อนไม่ได้คืออะไรด้วยก็แทบจะร้ายใส่ คือพอไม่ได้เป็นแฟน ก็เลิกดีด้วย แบบนี้คือทำดีหวังผลชัดๆถ้ารักจริง ต้องไม่ทำร้ายปะ นี่รู้ทั้งรู้ว่าโอบจะต้องเจออิพี่ซันหลอกก็ยังปล่อยไป ถึงไม่ได้เป็นแฟน แต่อย่างน้อยก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ อย่างน้อยห่วงกันอย่างเพื่อนก็ได้ปะ คือโอบไม่ผิดเลยนะ น้องมันไม่รู้อะ แล้วเอาไปเปรียบกับจันทร นั้นเค้าแอบชอบตัวเองอยู่ ปฏิกิริยามันก็ต้องต่างกันอยู่แล้วปะเฮ้ย  โกรธแทนโอบ 

งานนี้ถ้ามีใครเจ็บสุดคงเป็นโอบ อิพี่ซันก็น่าตบ  เอาจริงๆนะเพื่อนโอบนี่คบไม่ได้สักคน เลิกคบแมร่งทั้งแก๊งค์นั้นแหละ!!

ตายแล้ว เพิ่งเห็นคอมเมนต์ /กระโดดๆๆ ดีใจ

aha_aha >> ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ เห็นคอมเมนต์แล้วตกใจเลย ตกใจที่พูดถึงประเด็นในตอน 9.2 พอดีค่ะ สุดยอดเด้อ เหมือนคุณมานั่งอยู่ในใจเรา LOL อีกอย่าง...นานๆ ทีจะมีคนเมนต์ ดีใจจัง ขอบคุณอีกทีนะคะ แต่...ใจเย็นๆ ก่อนน้า /ยื่นน้ำเย็นให้จิบ

ก่อนอื่น...หนึ่งไม่ใช่คนดีค่ะ ไม่เลย เป็นแค่คนธรรมดา บางทีก็ดี บางทีก็ร้าย ที่สำคัญคือหนึ่งยังไม่มีประสบการณ์ชีวิตมากพอที่จัดการปัญหาหัวใจได้แบบเนียนกริบ 100% โดยไม่สร้างบาดแผลให้ใคร และเมื่อจบเรื่อง...สิ่งที่เราคาดหวังมากที่สุดในฐานะคนเขียน ไม่ใช่การเห็นลูกๆ ทั้งสี่คนของเราในเรื่องนี้สมหวังในความรัก แต่เราหวังให้ทุกคนได้บทเรียนจากการกระทำของตัวเองไม่ว่าทางใดทางหนึ่งค่ะ : )

น่าเสียดายที่เราคงตอบคอมเมนต์มากกว่านี้ไม่ได้ กลัวจะสปอยล์ค่ะ เอิ๊กๆ เอาไว้ลงจบแล้วเรา(อาจ)จะ talk ยาวๆ ทิ้งท้ายไว้ให้อีกทีเนอะ

ส่วนระหว่างยังไม่จบเรื่อง ว่างๆ แวะมาอีกนะคะ งุ้ยยย เราแฮปปี้มากเลยเมื่อเห็นคอมเมนต์ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะนอยด์หรืออะไรนะ ใครหัวร้อน ใครเดือด จัดมาเลยค่ะ ยัดมันลงช่องคอมเมนต์ เราชอบนะที่มีคนมาคุยด้วย อิอิ (แต่ถึงไม่มีใครเมนต์ เราก็โอเคนะคะ มีความสุขกับการเขียนค่ะ ไม่ต้องห่วงว่าเราจะเทลูกๆ นะ เราโอเคเน้อ~)

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ /ส่งหัวใจ

(คือพยายามจะไปตอบที่ท้ายตอน 9.2 แล้ว แต่...มันยาวเกิน 20000 แง้ววว เลยขออนุญาต quote มาตอบแทนนะคะ)

ออฟไลน์ aha_aha

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 117
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-5
ขอบคุณที่ตอบคอมเมนท์คร่า กลับไปอ่านแล้วพึ่งรู้ว่าเกรี้ยวกราดใส่หนึ่งมาก 555

แต่งสนุกนะคะ เลยอินมากไปหน่อย ภาษาสวย มุขดี อ่านแล้วไม่สะดุดเลย เพลินมากๆ

เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆค่ะ

เราก็จะสู้ไปกับน้องโอบด้วย แสบๆแบบนี้เวลาเจ็บ จะน่าสงสารมาก ¥___¥

เราชอบจันทร์นะ นางเรียลดี ชอบก็ชัดว่าชอบ ไม่ชอบก็ร้ายใส่ไปตรงๆ ไม่โลกสวยให้เพื่อนปวดหัว 555
ชอบความละมุนของนางด้วย

ส่วนอิพี่ซัน หล่อง่าวของจริง ชอบตอนเวลาโดนเพื่อนด่าเรื่องโอบ ดูเด๋อๆ ฮาดี

รออ่านตอนต่อไปคร่า ^^

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
Chapter 10.1 นึกถึง
คนแรกที่นึกถึงในเวลาต่างๆ
...คือใคร?



:: เขา – มีอยู่คนเดียว ::



ว่ากันว่า...รักแรกมักลืมยาก

ผมไม่เถียงเรื่องนั้นเลยสักนิด เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ความรู้สึกต่อคนที่เป็นรักแรกก็ยังเข้มข้นไม่เคยจาง ความทรงจำแอบแฝงอยู่ตามสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างข้าวราดแกง หนังสือ ลูกบอล ดินสอ ตุ๊กตา ดอกไม้ หรือแม้กระทั่งเก้าอี้โรงหนัง

และอาจเป็นเพราะช่วงนี้มีเรื่องให้คิดเยอะเกินไป ช่วงเวลาที่อยากลืมจึงย้อนกลับมาในความฝัน

ผมฝันถึงวันที่ถูกบอกเลิก…

วันนั้นเป็นวันปัจฉิมตอนม.สาม ฟ้าครึ้มเมฆไม่มีแดด สวนเล็กๆ ภายในบ้านผีเสื้อที่ถูกคลุมด้วยตาข่ายโปร่งไม่มีผีเสื้อบิน ไม่มีดอกไม้บาน ตัวผมกำลังยืนมองคนที่ยืนอยู่ใต้เงาหม่นมัวของชายคาหอประชุมโรงเรียน

ใครบางคนที่ทำให้ผมรู้สึกผิดมาถึงวันนี้

พี่นาว...แฟนคนแรกของผมเอง

“โอบแคร์พี่บ้างไหม”

หลังเสียงแหบนิดๆ ที่เคยคุ้นตัดพ้อต่อว่า ผมพูดตอบ แต่ในความฝันผมไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง

เท่าที่จำได้ สิ่งที่ออกจากปากผมคือคำขอโทษเบาหวิว ยอมรับว่าตลอดเวลาที่คบกัน พฤติกรรมบางอย่างของผมไม่ค่อยน่ารักเท่าไร ผมรู้ตัวว่าผิดต่อเขามาก ดังนั้นเลยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น

“พี่ไม่ต้องการคำขอโทษ จะเอายังไง เลือกมาเลยดีกว่า”

ผมยังไม่ได้ยินเสียงตัวเองเหมือนเดิม จำได้แม่นว่าผมเลือกคำตอบที่อีกฝ่ายไม่ค่อยพอใจเท่าไร พี่นาวส่ายหน้าแล้วก้าวเท้าถอยห่างจากผม สีหน้าโกรธเคืองกับท่าทางห่างเหินเป็นอะไรที่ผมลืมไม่ลงจริงๆ

“ดี...งั้นเราเลิกกัน”

พูดจบเขาก็เดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนมองตามแผ่นหลังในชุดนักเรียนผ่านม่านน้ำตา ภาพในฝันพร่ามัวจนกลายเป็นสีขุ่นขาวอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกลับมาชัดเจนอีกครั้งเมื่อฉากฝันบทต่อไปมาถึง

ปิดเทอมแล้ว ตัวผมอยู่บ้าน กำลังจัดเก็บทำความสะอาดห้องตัวเองอยู่ การ์ตูนเก่าที่อ่านจบแล้วถูกลำเลียงลงกล่องพลาสติกใบใหญ่ ส่วนหนังสือกับสมุดเรียนม.ต้นถูกใส่ลงถุงดำเตรียมทิ้งแบบไม่ใยดี

เก็บไปเก็บมาเจอของบางอย่างที่ทำให้ขอบตาร้อนผ่าว…

มันคือการ์ดวาเลนไทน์สีขาวที่ถูกเสียบคาไว้ในการ์ตูนเล่มหนึ่ง ผมดึงมันออกมา คิดจะเปิดอ่าน ทว่าได้ยินเสียงเคาะประตูเสียก่อน

“โอบ” แม่ของผมยืนอยู่นอกกรอบประตูห้อง เธอเคาะเรียกไม่ได้เดินเข้ามา แม้ว่าประตูห้องผมจะเปิดอยู่ก็ตาม

“ครับม้า” ผมขานรับพลางจัดหนังสือต่อ

“หนึ่งมาหาแน่ะ”

“โอบไม่ว่างอะ ม้าบอกให้หนึ่งกลับไปได้ไหม”

“ทะเลาะอะไรกันเหรอ ปิดเทอมแล้ว ปกติออกไปเตะบอลกันตัวดำปี๋ ช่วงนี้ไม่เห็นไปเล่นกับหนึ่งเลย”

“ไม่ได้ทะเลาะกันหรอกม้า โอบแค่ขี้เกียจ แดดก็ร้อนด้วย”

“ไม่สบายหรือเปล่า ข้าวปลาก็ไม่ค่อยกิน เอาแต่อยู่บนห้อง” แม่ยังซักไม่เลิก ไม่แปลกหรอกที่แม่จะสงสัย

ตอนมีแฟนผมไม่ได้บอกคนที่บ้าน ตอนเลิกกันหมาดๆ ช่วงยังทำใจไม่ได้แบบนี้ ผมเลยเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เพราะไม่อยากทำหน้าหงอยให้ใครสังเกตเห็น

“แค่เบื่อๆ ไม่ได้ป่วยหรอก”

“งั้นไม่ลงไปหาเพื่อนแป๊บนึงล่ะลูก”

“ไม่เอา” ผมทำหน้ามุ่ย ไม่อยากเจอใครทั้งนั้น โดยเฉพาะไอ้หนึ่งยิ่งไม่อยากเจอเข้าไปใหญ่ กลัวว่าเห็นหน้ามันแล้วจะกลั้นไม่อยู่ ไม่ออยากปล่อยโฮให้มันเห็นน่ะ

“แต่ม้าให้หนึ่งขึ้นมาแล้วนะ”

เวรกรรม ผมนี่เอามือกุมขมับเลย

แม่ผมหย่อนระเบิดไว้แล้วเดินจากไป ต่อมาคนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องผมเลยกลายเป็นไอ้หนึ่งไปแทน มันมองมาเงียบๆ ไม่พูดอะไร ส่วนผมเหลือบมองมันแล้วหันกลับมาจัดตู้หนังสือต่อ

การ์ดวาเลนไทน์ใบเดิมยังอยู่ในมือ ข้อความในนั้นผมยังไม่ได้เปิดออกดู หนึ่งอยู่ด้วยแบบนี้ ผมคงไม่มีโอกาสได้อ่านแล้ว ตอนนี้เลยกำลังลังเลอยู่ว่าจะยัดมันลงถุงดำหรือเก็บใส่กล่องดี

ตอนนั้นเองที่ลูกบอลลูกหนึ่งกลิ้งหลุนๆ มาหยุดอยู่บนพื้นใกล้ๆ จุดที่ผมนั่ง รอยดินเปื้อนบนลายสีขาวดำดูชัดเจนขึ้นยามลูกบอลขยับเบาๆ อยู่ใต้แสงแดดยามสายที่สาดเข้ามาทางหน้าต่าง

หนึ่งเขี่ยบอลมาหาผม…

เหตุการณ์เหมือนซ้ำรอยครั้งแรกที่เราเจอกันตอนเด็กๆ

ผมมองลูกบอลลูกนั้น น้ำตาปริ่มออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ตัดสินใจเสียบการ์ดวาเลนไทน์ไว้ในการ์ตูนเล่มโปรดที่จะไม่ถูกเก็บลงกล่องปิดตาย ก่อนจะหันไปโกยการ์ตูนเล่มอื่นๆ บนชั้นวางหนังสือลงกล่องพลาสติกต่อ

“มึงเป็นอะไร โกรธอะไรกูหรือเปล่า” หนึ่งถาม

“เปล่า” ผมสั่นหัวเบาๆ

“แล้ว?”

“กู...แล้ว”

“อะไรนะ” หนึ่งคงฟังไม่ถนัด

“กูโดนทิ้งแล้ว พี่นาวบอกเลิกกู...”

หนึ่งเงียบ หน้ามันอึ้งๆ งงๆ ไม่นานก็เริ่มขมวดคิ้ว

“เลิกกันเมื่อไหร่ ทำไมกูไม่รู้เรื่อง”

“ปัจฉิม”

“เมื่อสัปดาห์ก่อนน่ะนะ ทะเลาะอะไรกัน”

“กูผิดเอง” ผมก้มหน้าแล้วน้ำตาหยดแหมะ บอกแล้วว่าไม่อยากเจอหน้าหนึ่ง เห็นหน้ามันแล้วอ่อนไหวทุกที

พอเห็นผมร้องไห้ คนที่ยืนมองก็ทำหน้าเลิ่กลั่ก

หนึ่งเดินเข้ามาใกล้แต่ทำอะไรไม่ถูก อาจเพราะเป็นเพื่อนกันมานาน แต่ผมไม่เคยระเบิดอารมณ์ให้มันเห็น มันเองก็ไม่เคยปลอบใจผมมาก่อน สิ่งที่มันทำคือนั่งลงข้างๆ แล้วดึงผมที่สะอึกสะอื้นไม่หยุดไปซบไหล่

มันน่าจะนานอยู่...

แสงแดดยามสายหายไปจากช่องหน้าต่าง ห้องนอนผมเริ่มร้อนอบอ้าวมากขึ้นทุกทีเมื่อยามเที่ยงมาเยือน ผมระบายอารมณ์จนหมดก็อก เลิกร้องไห้แล้วแต่คราบน้ำหูน้ำตายังชุ่มหน้าชุ่มไหล่เพื่อน

“บอลไม่ได้เตะ เสื้อก็เปียกได้” หนึ่งบ่นแล้วแงะแก้มผมออกจากบ่า ก่อนขยับตัวทำท่าจะลุกออกไป

“จะไปไหน” ผมคว้าแขนหนึ่งไว้ไม่ยอมให้มันไป

“กูจะลงไปเอาทิชชู่ หรือจะให้กูเอาผ้าขี้ริ้วเช็ดหน้ามึง” หนึ่งชี้ผ้าขี้ริ้วที่ผมใช้เช็ดฝุ่นบนชั้นหนังสือ มันทำท่าจะคว้าผ้าเขลอะฝุ่นจริงๆ ไม่ได้แคร์ผิวหน้าของผมบ้างเลย

“ไอ้บ้า” ผมตีมือมัน “เดี๋ยวหน้ากูผื่นขึ้นกันพอดี หัดถนอมกูบ้าง กูบอบบางนะเว้ย”

“ถ้าไม่ให้ไปเอาทิชชู่ แล้วจะเอาอะไรเช็ดหน้า?”

“ช่างมัน กูไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น” ผมกำแขนหนึ่งแน่นขึ้น “กูต้องการแค่มึง แค่มึงยังอยู่กับกูก็พอ”

หนึ่งเกาหัวทำหน้ากลุ้มใจก่อนยอมนั่งลงที่เก่า ผมมุดไหล่มันกลับไปนั่งท่าเดิม  ฝ่ายเจ้าของไหล่ก็ใช้ข้อนิ้วปาดหยดที่ขังอยู่ใต้ขนตาล่างให้ ก่อนยกชายเสื้อหอมกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มลบคราบน้ำตาบนแก้มผมให้อย่างเบามือ

“กูไม่ไปไหนแล้ว โอเคยัง”

“ห้ามไปไหนเด็ดขาดนะ” ผมพูดอู้อี้เสียงขึ้นจมูก

“เออ” หนึ่งรับปากก่อนเริ่มสวดยับ  “แล้วจำไว้ด้วย ว่าถึงไม่มีพี่นาว มึงก็ยังมีป๊าม้า มีคุณสมรแม่กู มีกู มียัยสอง มีเพื่อนอีกเยอะที่รักมึง ถึงจะเสียใจแค่ไหนแต่ก็ช่วยกินข้าวด้วย แม่มึงเป็นห่วงนะรู้ไหม”

“หยุดเทศน์ได้แล้ว ปลอบกูสิ อย่าด่ากู” ผมบ่น

ได้ยินเสียงถอนหายใจยาวๆ จากเจ้าของไหล่ที่ซบอยู่ แต่หนึ่งก็ปลอบผมจริงๆ ตามคำขอ มันชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ เรื่องฟุตบอล เรื่องหมาแก่ในซอย เรื่องยัยสอง คุยบ้าง ปลอบบ้าง บ่นบ้าง พยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น

เวลาล่วงเลยผ่าน…

จากเที่ยงเป็นบ่าย จากบ่ายเป็นเย็น ผมอยู่ตรงนั้นกับหนึ่งจนน้ำตาแห้ง หนังสือยังจัดไม่เสร็จ ลูกฟุตบอลวางค้างอยู่กลางห้อง ขนมที่แม่ยกมาให้ตั้งแต่ช่วงสายหมดเกลี้ยงจาน ส่วนหนึ่งเหนื่อยกับการโอ๋ผมจนสัปหงกไปแล้ว

“มึงหลับลงได้ยังไงเนี่ย” ผมเขย่าไหล่เพื่อน

หนึ่งลืมตาแล้วบ่นพึมพำ “ก็กูง่วง...”

“มึงทิ้งกูให้อยู่คนเดียวอ่า” ผมงอแง

“กูนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้มากี่ชั่วโมงแล้ว ยังหาว่ากูทิ้งอีกเหรอ” คนพูดทำหน้าเหนื่อยหน่าย

“มึงอยู่แค่ตัวแต่สติมึงไปเฝ้าพระอินทร์แล้วอะ ฮือ คนทิ้งเพื่อน” ผมอ่อนไหวมากตอนอกหัก แค่เพื่อนหลับไม่สนใจน้ำตาก็ปริ่มแล้ว น้อยใจเป็นบ้าเป็นหลัง

“อย่าร้องๆ กูอยู่กับมึงนี่แหละ ไม่ได้ไปไหนหรอก”

“มึงจะอยู่กับกูไปได้อีกนานแค่ไหน เดี๋ยวมึงก็ทิ้งกูไปหาน้องดาว”

“อะไรของมึง อยากให้กูขึ้นคานเป็นเพื่อนมึงหรือไง” หนึ่งประท้วง

“เออ ถ้ากูอยู่บนคาน มึงก็ต้องอยู่เป็นเพื่อนกู ห้ามมีแฟนก่อนกูด้วย ห้ามทิ้งกู” ผมพูดไปร้องไห้ไป “เพื่อนโดนทิ้งมาหมาดๆ มึงยังจะหน้าระรื่นไปคุยหวานแหววกะคนอื่นได้อีกเหรอ คนใจร้าย!”

“เอ้า! เออ ไม่ทิ้งๆ หยุดงอแงได้ยัง”

“ยัง! กูไม่เชื่อ กลับบ้านไปมึงก็โทรคุยกับน้องดาว น้องดาวจ๊ะ น้องดาวจ๋า อย่างงู้นอย่างงี้อย่างงั้นแล้วก็ทิ้งกู”

“ใครวะน้องดาว กูไม่รู้จักใครชื่อดาว”

“กูแค่สมมติเฉยๆ” ผมเถียงคอเป็นเอ็น

“โอ๊ย” หนึ่งทำท่าเจ็บหัว เห็นแล้วสงสารมันเหมือนกัน

“ไม่มีใครก็ดีแล้ว อยู่กับกูนะ ฮือๆ สัญญาเร็ว รอกูมีแฟนก่อน มึงค่อยมี อยู่กับกูไปนานๆ” ผมยื่นนิ้วก้อยให้หนึ่ง

“อายุสามขวบเหรอมึงอะ”

“มึงไม่สัญญา กูไม่แดกข้าว ฮึก” ผมสะอึกสะอื้น ช้อนมองเพื่อนด้วยดวงตาปริ่มน้ำ ไม่รู้ไอ้หนึ่งแพ้ลูกอ้อนหรือว่ารำคาญกันแน่ มันถึงได้ยอมเกี่ยวก้อยสัญญาด้วย

“เออ”

“เย้ๆ รักมึงที่ซู๊ด” ผมโผเข้ากอดคอเพื่อน

พอหนึ่งกอดตอบ ความฝันก็สิ้นสุดลงทันที

หลังลืมตาตื่น สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานห้องสีขาว ถัดมาคือแสงแดดแปดโมงเช้าที่ทะลุผ่านรอยแยกเล็กๆ ระหว่างผ้าม่านเข้ามาในห้องนอน

ผมลุกขึ้นนั่งงัวเงีย กวาดตามองห้องนอนห้องเดียวกับในความฝัน ไม่มีลูกบอลที่พื้นกลางห้อง ไม่มีผ้าขี้ริ้วมอมแมมผืนเก่า ไม่มีหนังสือการ์ตูนบนชั้นวางมีแค่หนังสือเรียนจากโรงเรียนกวดวิชา

และที่สำคัญ...ไม่มีไอ้หนึ่ง

อาจเป็นเพราะความฝันนั้น ตื่นเช้ามาผมถึงอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร หลากหลายอารมณ์ผสมปนเปอยู่ในใจผม ทั้งเศร้า เหงา โดดเดี่ยว และหงุดหงิด บวกๆ กันแล้วกลายเป็นมวลความไม่สบายใจก้อนใหญ่

คนแรกที่ผมคิดถึงในเวลาแบบนี้มีอยู่คนเดียว

หนึ่ง...



ราวหนึ่งชั่วโมงให้หลังผมบุกไปกดกริ่งบ้านหลังข้างๆ

ผมกับหนึ่งกลับบ้านมาพร้อมกันตั้งแต่เมื่อคืนวันศุกร์ และเนื่องจากรู้จักกันมานาน ผมพอจะรู้ตารางชีวิตมันแบบคร่าวๆ อยู่บ้าง วันเสาร์หนึ่งว่างทั้งวัน ส่วนวันอาทิตย์ตอนบ่ายมันต้องไปส่งน้องเรียนพิเศษ

ตอนที่เดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นที่คุ้นเคยพอๆ กับบ้านตัวเอง หนึ่งกำลังนั่งปอกเปลือกแอปเปิ้ลอยู่ที่โต๊ะตัวเตี้ยหน้าทีวี พอผมเข้าไปใกล้ มันก็เงยหน้าขึ้นมามองแล้วเลิกคิ้วทักทาย

“กินไหม หวานแบบที่มึงชอบ” หนึ่งเลื่อนอ่างแก้วใส่น้ำเกลือที่มีแอปเปิ้ลแช่อยู่มาให้ผมเลือกหยิบได้ตามใจ

ผมส่ายหน้าตอบแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างเพื่อนด้วยท่าทางหงอยๆ หนึ่งมองผมอยู่ทุกการเคลื่อนไหว มันคงเห็นว่าผมอารมณ์ไม่ค่อยดี เลยส่งหมอนช้างสีม่วงบนโซฟามาให้ผมกอดรัดฟัดเหวี่ยงเล่น

“เป็นอะไร” มันถามเสียงเรียบแต่สายตาใส่ใจมากอยู่

ผมมุ่ยหน้ากอดหมอนช้างแล้วเอนตัวไปซุกหลังเพื่อน หนึ่งไม่หวงตัวเมื่อเห็นว่าผมไม่ค่อยสบายใจ ยอมให้ผมซุกๆ มุดๆ อยู่กับหลังมันเหมือนอย่างที่เคยทำได้

“ไม่ได้คิดถึงคนคนนั้นใช่ไหม” หนึ่งเดา

“กูก็ไม่ได้อยากคิดถึง…ไม่ได้ตั้งใจจะคิดถึง”

ถึงหนึ่งจะเงียบไปแต่ผมรู้ว่ามันกำลังถอนหายใจ เพราะแผ่นหลังที่ผมเอาแก้มแนบไว้ขยับแรงมาก

“ผ่านมาหลายปีแล้วนะกับรักแรกของมึง” หนึ่งเปรยเบาๆ มือก็ขยับมีดปอกเปลือกแอปเปิ้ลไปด้วย “มึงยังลืมเขาไม่ได้อีกเหรอ”

“เคยรักมากก็ต้องลืมยากเป็นธรรมดา”

“ก็แค่เคย”

“อยู่ในอดีต ไม่ได้หมายความว่าหายไปจากใจ” ผมโงหัวขึ้นมาเถียง “ถ้าเป็นมึงล่ะ ถ้ามึงรักใครสักคนมากๆ พอทุกอย่างจบลง มึงก็จะตัดใจลืมเขาไปง่ายๆ เลยเหรอ”

มีดในมือไอ้หนึ่งหยุดขยับทันทีเพราะคำถาม

“ถ้าจำเป็นต้องทำ ต่อให้ยากแค่ไหน กูก็ทำได้” เพื่อนสนิทผมหันมามองแล้วยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ท่าทางมันไม่รู้จะปลอบใจผมหรือปลอบตัวเองกันแน่ “ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ อย่าคิดมากเลย”

ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี รู้แค่ว่าใจแข็งทำแบบไอ้หนึ่งไม่ไหว ไม่อยากพูดถึง ไม่อยากคิดถึง และอยากให้ความรู้สึกนี้หายไปไวๆ ด้วย ซึ่งทางที่ดีที่สุดก็คือหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

“ไปดูหนังเป็นเพื่อนกูหน่อยสิ” ผมดึงแขนเสื้อหนึ่งยิกๆ

ข่าวร้ายคือหนึ่งไม่ชอบดูหนัง มันไม่ชอบอยู่ในที่ที่มีคนเยอะ แถมยังเกลียดเสียงคนเคี้ยวป็อบคอร์น การพาหนึ่งไปดูหนังอาจจะทำให้ลาบราดอร์ใจดีกลายร่างเป็นพิทบูลขี้หงุดหงิดได้

แต่ว่านะ ผมไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ แล้วฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ

“ไม่ไปดูด้วย กูงอนนะ”

“ก็งอนไป” หนึ่งหย่อนชิ้นแอปเปิ้ลลงแช่ในน้ำเกลือแบบโนแคร์โนสนคำขู่ของผมใดๆ ทั้งสิ้น

ผมเงียบกริบ ทำเป็นงอน มันก็ไม่ง้อ แถมยังหันไปป้อนแอปเปิ้ลใส่ปากยัยสองที่นั่งทำการบ้านอยู่ใกล้ๆ อีกต่างหาก โอ้โห ขอน้อยใจหน่อยได้ปะ หนึ่งไม่สนใจผมเลยนี่หว่า

“มึงอ่า” ผมโอดครวญ “เดี๋ยวนี้มึงก็ไม่ตามใจกูเลยนะ”

“มึงมีคนอื่นมาคอยเอาอกเอาใจแล้ว จะมาอ้อนเอาอะไรกับเพื่อนอย่างกูอีก ไปอ้อนพี่ซันของมึงนู้น”

“พี่ซันกับมึงไม่เหมือนกันนี่” ผมบ่นอุบอิบ “กูชวนมึงเพราะอยากไปกับมึงนะ”

“แต่วันนี้กูไม่ว่าง ต้องไปส่งน้องไปเรียน”

“ปกติสองไปเรียนพิเศษวันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ”

“พรุ่งนี้พี่หมอกไม่อยู่ค่ะ หนูเลยต้องไปติววันนี้แทน”

“งั้นส่งสองเสร็จค่อยไปดูหนังก็ได้นี่” ผมเสนอ

“บอกพี่โอบซิ เมื่อวานเราไปก่อเรื่องอะไรไว้” หนึ่งพยักพเยิดคางไปทางน้องสาวที่นั่งเจี๋ยมเจี๊ยมอยู่ใกล้ๆ

“เมื่อวานหนูโดดเรียนพิเศษตอนเย็นไปเที่ยวกับแฟน โดนจับได้ แม่เลยให้พี่หนึ่งไปเฝ้าหนู ห้ามเถลไถลค่ะ...”

โถ ยัยหนู… ผมมองอย่างสงสาร เห็นกันมาตั้งแต่ฟันน้ำนมยังขึ้นไม่เต็มปาก ตอนนี้ยัยสองโตจนหัดเกเรเกตุงโดดเรียนไปเที่ยวกับแฟนแล้วหรือนี่ เวลาผ่านไปไวจัง

“ตามนั้น บ่ายกูไม่ว่าง ไปดูรอบเย็นได้ไหมล่ะ” หนึ่งถาม

“ไม่เอา อยากดูรอบบ่าย ตอนเย็นจะกลับมากินข้าวกับป๊า”

เพื่อนสนิทผมพยักหน้า มันเข้าใจเลยเสนอให้อีกช้อยส์

“งั้นไปดูพรุ่งนี้”

“พรุ่งนี้วันอาทิตย์ กูขี้เกียจออกจากบ้าน”

“สรุปจะเอายังไง” หนึ่งเริ่มขมวดคิ้วแล้ว

“ไปดูตอนสองเรียนพิเศษไง บ่ายนี้เลย”

“บ่ายกูไม่ว่าง รับปากแม่แล้วว่าจะไปเฝ้าน้อง”

“มึงอ่า...” ผมกอดหมอนช้างแล้วส่งเสียงยาวๆ งอแง “ยัยสองโตแล้ว ปล่อยน้องไปเหอะน่า มึงไปดูหนังกะกูดีกว่า ดูหนังจบก็ไปรับสองแล้วกลับบ้านด้วยกัน วินวินกันทั้งคู่ น่านะๆ”

“ใช่ๆ พี่ไปส่งหนูแล้วไปดูหนังกะพี่โอบก็ได้ ตอนเย็นๆ ค่อยไปรับหนู หนูไม่บอกแม่หรอก น้าๆ” ยัยสองช่วยอ้อนไอ้หนึ่งอีกแรง เอาเว้ย งานนี้มีลุ้น ไอ้หนึ่งมันต้านทานลูกอ้อนของน้องสาวมันไม่ได้หรอก

“ไม่ต้องเลย” หนึ่งทำเสียงดุ 

“ไปเหอะ กูจะดูวันนี้ๆๆ”

“พี่หนึ่งๆๆ น้าๆๆ นะคะๆๆ”

ทั้งผมทั้งยัยสองผนึกกำลังกันวอแวโยเยใส่ไอ้หนึ่งกันยกใหญ่ ดูๆ แล้วคงน่ารำคาญเอาเรื่อง ทว่าไอ้หนึ่งกลับวางตัวเฉย มันหั่นแบ่งแอปเปิ้ลลงแช่น้ำเกลือต่ออย่างสงบ

“จะหยุดเอาแต่ใจกันได้หรือยัง” หนึ่งพูดเสียงเฉียบ เด็ดขาดจนผมกับสองหุบปากฉับไม่กล้าส่งเสียงอะไรออกจากลำคอ มันวางมีดลงแล้วมองหน้าผมกับน้องสาวด้วยสายตาเคร่งขรึม “ไปแต่งตัวได้แล้ว ทั้งคู่เลย”

“สรุป มึงไปดูหนังกับกูเหรอ” ผมยิ้มร่าเริง

“เปล่า กูแค่แวะไปส่งมึงแล้วจะไปเฝ้าสองต่อ ดูหนังเสร็จจะกลับเมื่อไหร่ก็โทรมา เดี๋ยวกูไปรับ” หนึ่งว่า พอผมอ้าปากจะโวยวาย มันก็ชิงพูดดัก “หรือจะไม่ไปเลยก็แล้วแต่มึง”

โห มันพูดมาขนาดนี้แล้ว ไปดูคนเดียวก็ได้ว้า
 
 

มีต่อด้านล่างนะงับ

ออฟไลน์ ฝนมกรา

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1
:: คุณ – แน่นอนว่าต้องเป็นคนนี้  ::



วันเสาร์เป็นวันพักผ่อน...

ผมใส่ชุดอยู่บ้านเน่าๆ นอนย้วยเหมือนไม่มีกระดูกอยู่บนโซฟา ห่างไปไม่ไกลคือไอ้วีร์ที่กำลังถือจอยสติ๊ก นิ้วโป้งคลึงแป้นควบคุม ง่วนอยู่กับการล่องเรือตกปลาในเกม Red dead redemption 2 อยู่

“มึงดูหนังเรื่องนี้หรือยัง” ผมส่งหน้าจอมือถือไปให้เพื่อนดู มันเป็นรีวิวหนังผีเรื่องหนึ่งจากเพจรีวิวหนังชื่อดังในเฟซบุ๊ก เห็นว่าเพิ่งเข้าโรงมาหมาดๆ น่ากลัวสุดติ่งกระดิ่งแมว คนไม่กลัวผียังต้องปิดตาไปดูไป

บร๊ะ น่าสนใจ ถึงผมจะกลัวผี อ่านรีวิวแล้วยังอยากดูเลย

“อ๋อ เรื่องนี้น่ะเหรอ กูกำลังจะไปดูกับแฟนวันพรุ่งนี้” วีร์หันมาแวบเดียวก่อนหันกลับไปสนใจเกมบนจอโทรทัศน์ต่อ “กลัวผีขึ้นสมองอย่างมึงอย่าไปดูคนเดียวเลย ค่าตั๋วสองร้อย เดี๋ยวจะได้ดูแค่สิบบาท”

“งั้นกูหาคนไปดูด้วยก่อน”

คนแรกที่ผมคิดถึงตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดเข้าไลน์ ชนิดที่ใบหน้าแวบเข้ามาในหัวทันทีเมื่อคิดจะชวนใครสักคนไปดูหนัง...แน่นอนว่าเป็นเจ้าเปี๊ยก

“ลองชวนจันทร์ดิ ได้ไลน์มาแล้วนี่” ไอ้วีร์แนะ

“ไม่เอา ชวนเปี๊ยกดีกว่า น้องชอบดูหนัง”

“อะจ้า” เพื่อนเวรยิ้มล้อเลียน “เฮ้อ กูสับสนไปหมดแล้ว ตกลงเพื่อนกูจีบใครกันแน่ว้า คุณจันทร์หรือน้องโอบ”

ผมปาหมอนอิงใส่หัวเพื่อนด้วยความรำคาญ

ยุแยงเก่งนักไอ้ห่าวีร์

ได้! ผมลองชวนคุณตัวขาวก็ได้

Kun Sun : คุณครับ อยากดูหนังไหม ไปดูหนังกัน

ผมทักไปชวนจันทร์ตรงๆ ไม่ได้ตะล่อม ไม่ได้ใช้ชั้นเชิง รู้ดีอยู่แล้วว่าโอกาสประสบความสำเร็จมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ผมก็แค่ชวนเขาเพื่อให้ไอ้วีร์หยุดพูดมากเฉยๆ
รออยู่นานเกือบสิบนาทีมั้ง จันทร์ถึงตอบ

Jaojannn : ไม่ครับ

นั่นไง บอกแล้ว เขาไม่ไปหรอก

Jaojannn : คุณไปชวนน้องโอบสิ

เฮ้ยยย มาว่ะ เขาคุยกับผมต่อด้วย นึกว่าปิดหนีไปแล้วนะเนี่ย

Kun Sun : จะดีเหรอ เขิน
Jaojannn : ระดับคุณ ยังเขินเป็นอยู่อีกเหรอ

เอ๊ะ เหมือนโดนเขาหลอกด่าว่ะ หรือผมคิดไปเอง?

Kun Sun : ว่าผมหน้าหนาหรือเปล่าคุณ
Jaojannn : แล้วแต่จะคิด

เออ เขาด่าผมจริงๆ นั่นแหละ

Kun Sun : ไม่ไปจริงเหรอ
Jaojannn : ทำเป็นขอไลน์เรามาถามเรื่องเค้ก ไม่กี่วันก็ชวนดูหนังซะแล้ว งั้นเราบล็อกคุณเลยนะ

โหดสัดรัสเซียไปเลยโว้ยคนนี้!

Kun Sun : ไม่เอาๆๆ เค้กชาไทยของโอบล่ะ คุณลืมน้องไปแล้วเหรอ ไหนรับปากว่าจะผมช่วย
Jaojannn : โอบรู้ไหมว่าคุณทำตัวแบบนี้
Jaojannn : ถ้าไม่รู้ เราจะได้แคปหน้าจอไปให้น้องดู
Kun Sun : คุณณณ ผมไม่ยุ่งกับคุณแล้ววว ปรานีผมด้วย อย่าทำผมครอบครัวร้าวฉาน ผมไหว้นะ
Jaojannn : หยอกๆ
Kun Sun : หยอกอะไร ไม่ขำ คุณโคตรน่ากลัว
Jaojannn : ชินซะ
Kun Sun : ถ้าไม่ชินล่ะ
Jaojannn : It’s not my business
Kun Sun : ทำไมใจร้ายจังอะคุณ
Jaojannn : BYE

อื้อหือ จัดจ้านสุดแล้วคนนี้ ใจร้ายใจดำมาก จันทร์ไม่คิดจะอ้อมค้อม ไม่เกรงใจ ไม่รักษาน้ำใจเลย ตัดได้ก็ตัด ไม่แคร์ไม่สนใครสุดๆ

ผมว่าอย่าไปวอแวเขามากดีกว่า เสี่ยงโดนบล็อก

“เป็นไง จันทร์ไปกับมึงไหม” ไอ้วีร์ถาม

“ไม่ไป แถมด่ากูด้วยแน่ะ” ผมหัวเราะร่วน ถึงจะนกแต่ก็ไม่สะทกสะท้าน แค่รีบกลับไปพิมพ์ข้อความหาเปี๊ยกอย่างที่ควรจะทำตั้งแต่แรกแค่นั้นเอง

Kun Sun : เปี๊ยก ว่างไหม ไปดูหนังกัน

ส่งข้อความไปไม่ถึงหนึ่งนาที น้องก็อ่านแล้ว

Oabarun : ไปๆ ผมกำลังจะไปดูหนังพอดี
Kun Sun : ไปกับใคร ดูเรื่องอะไรน่ะ   

น้องตอบชื่อเรื่องมา เป็นหนังผีที่ผมอยากดูอยู่เหมือนกัน

Oabarun : เพื่อนไปส่งแต่ผมดูคนเดียว ผมเช็กดูแล้วมีรอบเที่ยงครึ่ง มาเจอกันที่ห้างตอนเที่ยงไหมครับ
Kun Sun : โอเค

หลังจากนั้นเราไม่ได้คุยอะไรกันต่อแล้ว ผมโยนโทรศัพท์แล้วลุกขึ้นดูนาฬิกาแขวนเหนือจอโทรทัศน์ เริ่มตื่นเต้นนิดหน่อย กลัวจะไปไม่ทันนัดน้องมัน

“แย่แล้ว กูจะแต่งตัวทันไหม”

“น้องนัดกี่โมงวะ”

“เที่ยง”

“โอ๊ย ตอนนี้เพิ่งเก้าโมงครึ่ง มึงจะนั่งถอนขนหน้าแข้งทีละเส้นก่อนไปหาน้องยังทันเลย” วีร์ส่ายหน้าไปมา

“บ่นไปเหอะมึงอะ กูไปอาบน้ำละ”

“อาบอะไรอีก มึงอาบแล้วไม่ใช่เรอะ”

“อาบแล้วก็อาบอีกได้ เดี๋ยวตัวไม่หอม”

“โอ๊ย เพื่อนกู มึงเป็นเอามากแล้วนะ รู้ตัวสักทีสิวะ”

ไม่รู้ว่าไอ้วีร์พูดถึงเรื่องอะไรอยู่ ผมเลยปล่อยมันบ่นขิงข่าตะไคร้ไปคนเดียว หยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนแล้วเล็งกางเกงยีนที่แขวนอยู่บนราวที่ระเบียงห้อง ไม่สิ เอาเป็นเสื้อยืดกับแจ็กเก็ตสักตัวแทนดีกว่า เผื่อในโรงหนังแอร์เย็น ถ้าเปี๊ยกหนาวจะได้มีอะไรให้น้องห่ม

น่อว์ ฉลาดช่างคิดจริงๆ เลยกูเนี่ย



สิบเอ็ดโมงห้าสิบห้า

ผมมาถึงที่นัดหมายก่อนเวลาแค่ห้านาที กวาดตามองผ่านๆ เห็นหัวสีน้ำตาลอ่อนของหนุ่มน้อยตัวเล็กปุ๊กปิ๊กยืนเล่นโทรศัพท์อยู่หน้าโปสเตอร์หนังใหม่ แค่นั้นก็รู้แล้วว่าคือเจ้าเปี๊ยก เลยแกล้งเดินเข้าไปยืนข้างๆ โดยไม่พูดอะไร

โอบไม่รู้ว่าผมมาแล้วเพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาคุยกับเพื่อน ผ่านไปสักพักนั่นแหละน้องถึงรู้ตัวว่าผมมาแล้ว

“อ้าว พี่...”

สาบานว่าผมไม่ได้ตั้งใจแอบอ่านแชตน้อง แต่เป็นเพราะเจ้าโอบยกมือไหว้ผมด้วยมือเดียว อีกมือนึงเลยเผลอหงายหน้าจอมือถือหรามาทางผม และผมก็ดันตาไวเกินไปเลยเห็นข้อความเข้าพอดี

Worapob : หาเรื่องเก่งไงมึงอะ หนึ่งอยู่ของมันดีๆ มาได้ตั้งนาน มึงก็ดันไปยุ่งยากกับมัน เป็นไงล่ะ
Oabarun : ใครจะไปคิดวะว่ามันจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้

ผมเสสายตาหลบไม่อยากละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวใคร ฝ่ายโอบเองก็กดปิดหน้าจอไปเรียบร้อยแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใสแจ๋วของน้องกวาดมองขึ้นๆ ลงๆ ตามร่างกายผม

“มีอะไรพิเศษหรือเปล่า ทำไมวันนี้พี่ดูหล่อผิดปกติ”

“พิเศษอะไร ธรรมด๊า” ผมยักไหล่ตอบเสียงสูง ดีใจที่น้องชม รู้สึกไม่เสียทีที่อุตส่าห์พิถีพิถันตั้งนาน ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม รองเท้า จิลหู ส่องกระจกจนไอ้วีร์ด่าแล้วด่าอีก ไม่หล่อไม่ยอมออกจากห้องหรอกนะ อยากให้ประทับใจไง

โอบพยักหน้ารับแบบแกนๆ วันนี้น้องดูไม่ค่อยร่าเริงชอบกล ก่อนผมจะเดินเข้ามาหาเห็นหน้าบูดสนิทเลย

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

“เปล่านิครับ” โอบยิ้มตาปิด ท่าทางหงุดหงิดหายไปว่องไวเหมือนปิดสวิตซ์ กลับมาสดใสเป็นดอกทานตะวันสีเหลืองจัดจ้ากลางแดดเหมือนเดิม

“เปล่าก็เปล่า” ผมรู้ว่าน้องปากแข็งแต่ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ แค่วางมือบนกลุ่มผมนุ่มนิ่ม จับหัวน้องโยกไปมาแล้วโอบไหล่พาเดินไปด้วยกัน “ไปดูหนังกันดีกว่า จะได้อารมณ์ดี”

.

..



….

อารมณ์ดีกับผีน่ะสิวะ!

จำไว้เลยนะ อยากอารมณ์ดีควรดูหนังตลกไม่ใช่ดูหนังผี

ผมดูหนังผีเรื่องนี้มาได้สี่สิบนาที นั่งหลับตาไปแล้วยี่สิบนาที เวรของกรรมจริงๆ รู้ตัวว่ากลัวผีก็ไม่น่าอยากลองของเลย หนังน่ากลัวจริงสมคำเล่าลือ ผีออกมาแต่ละทีหัวใจแทบวาย เสียงซาวนด์โคตรเร้าหรือ บิ้วด์อารมณ์เหลือเกิน

ส่วนเจ้าเปี๊ยกที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมก็นั่งเคี้ยวป็อบคอร์นเฉ๊ย ไม่มีกลัว ไม่มีสะดุ้ง จ้องหนังตาแป๋วเหมือนเด็กน้อยนั่งดู Toy Story ฉากตุ้งแช่ใดๆ ก็ทำอะไรน้องไม่ได้ ฉากผีเหรอ อย่าหวัง แข็งแกร่งเกินไปแล้วไอ้เด็กนี่

ที่พีคคือ...

มันมีอยู่จังหวะหนึ่งที่ผมปิดตาไม่ทัน ผีโผล่พรวดมาเต็มๆ จอพร้อมเสียงดนตรีอลังการงานสร้างที่พุ่งมาจากลำโพงรอบทิศทางในโรงหนัง มีเสียงกรี๊ดเบาๆ จากคนดูด้านหลัง ส่วนคนขวัญอ่อนอย่างผมก็ตกใจผวาเฮือก สะดุ้งจนเบาะกระเทือน มือเผลอไปคว้าเอามือของโอบที่ล้วงถังป็อบคอร์นอยู่มากำไว้แน่น

“พี่ซันกลัวผีเหรอ” เจ้าเปี๊ยกกระซิบถาม

ใครมันจะไปยอมรับวะ เสียหน้าหมด

“เปล่า แค่ตกใจเฉยๆ เสียงมันดัง”

ภายใต้แสงสลัวจากจอหนัง ผมเห็นโอบอมยิ้มขำ

“ก็บอกว่าไม่ได้กลัวไง” ผมพูดดักก่อนโดนล้อ

“ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย พี่ร้อนตัวไปปะ”

“พี่ไม่ได้ร้อนตัว” ผมเถียงด้วยเสียงเบาที่สุดเท่าที่ทำได้

“อะจ้า เชื่อแล้วว่าไม่ได้ร้อนตัว เพราะมือพี่เย็นเฉียบเลยไง” โอบพูดแล้วขยับนิ้วอยู่ใต้ฝ่ามือผม มือเจ้าเปี๊ยกที่ผมกำอยู่นุ่มนิ่มและอบอุ่น ผิดกับมือผมที่แห้งผากแถมเย็นเจี๊ยบ

มันเย็นเพราะกลัวผีนี่แหละ...

“แอร์หนาว” แก้ตัวไปอีก

“เหรอ”

“อืม”

“เอาเสื้อคืนไหม” โอบชี้ไปที่แจ็กเก็ตผมที่ห่มคลุมอยู่บนร่างตัวเอง ผมให้เสื้อตัวเองไปเพราะแถวที่เรานั่งแอร์มันลงพอดี กลัวน้องหนาวแล้วไม่สบายน่ะนะ มันยิ่งบอบบางอยู่ เดี๋ยวดูหนังเสร็จต้องไปหาอะไรร้อนๆ กินแล้วสิ

“ไม่เอา เปี๊ยกใช้ไปเถอะ”

“ตามใจนะ” โอบหันกลับไปดูหนังต่อ ผ่านไปไม่ถึงนาที น้องก็ส่งเสียงเรียกผมเบาๆ อีกรอบ “พี่...”

“อะไรอีกล่ะ”

“มือพี่อะ จะจับมือผมอีกนานปะ”

“ลืมตัว โทษที” ผมรีบคลายแรงจับ ปล่อยมือโอบให้เป็นอิสระ

ทว่า…

มือเล็กนุ่มอุ่มกลับเป็นฝ่ายขยับนิ้วทั้งห้ามาประสานกับนิ้วของผมแทน

อ้าว อะไรยังไง พูดเหมือนอยากให้ปล่อย พอจะปล่อย น้องดันจับมือผมไว้

“ถ้าจะจับอีกนาน ท่านี้สบายกว่า” เจ้าเปี๊ยกก้มหน้าพูดเบาๆ อยู่กับหลอดเป็บซี่ไม่ยอมมองหน้าผม “แต่ให้ยืมจับแค่หนังจบ โอเคไหม”

ไอ้เด็กนี่...

น่าจับมาหอมหัวสักฟอดให้หายมันเขี้ยว

“แค่หนังจบเหรอ หลังหนังจบ จับไม่ได้แล้ว?” ผมแหย่

น้องเงียบไป เห็นนะว่ากำลังยิ้มแก้มแตกอยู่ในความมืด

“ยิ้มใหญ่ เขินเหรอ...” ผมแซว

“พูดงี้ งั้นนั่งกลัวผีไปคนเดียวเลย” โอบคิดจะดึงมือหนี

โอ๋ๆๆ มันงอนวุ้ย แต่เสียใจด้วย ผมกุมมือน้องไว้แน่นแล้ว ให้ตายก็ไม่ปล่อย นี่ดีนะที่มาดูหนังกับเจ้าโอบ ถ้ามากับจันทร์ล่ะก็...ขายขี้หน้าแย่ เดี๋ยวเขารู้หมดว่าผมกาก

เรื่องแบบนี้ให้เปี๊ยกรู้คนเดียวก็พอแล้ว

จริงไหม




#เขาคุณเราผม


aha_aha ขอบคุณมากนะคะ ไว้ว่างๆ แวะมาอ่านอีกน้า ดีใจมากเลยค่ะ ^^

ออฟไลน์ Keane

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 281
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด