**{17.4.61-ตอนที่ ๑๗--๕๐/๑๐๐ } Cinderella man and the beast
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: **{17.4.61-ตอนที่ ๑๗--๕๐/๑๐๐ } Cinderella man and the beast  (อ่าน 5106 ครั้ง)

ออฟไลน์ ●GreenTEA●

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 714
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 20

ถูกใจให้เป็ด 0
 :pig4:

ออนไลน์ naruxiah

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 816
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 15

ถูกใจให้เป็ด 0
สงสารดำจัง 55555 แต่น้องวิวน่าเอ็นดูมากจริงๆค่ะ ยิ่งตอนคุยกะพัดลมนะน่ารัก ส่วนอาเชษฐ์คนปากแข็ง นี่ก็ปากแข็งซะจริง

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 37
    • fanpage Noonaa

ถูกใจให้เป็ด +5


ตอนที่ ๑๑

สองทุ่มครึ่งแล้ว และแม้ว่าเรื่องระหว่างวิริยะกับเชษฐ์ไชยจะลงเอยด้วยความเข้าใจกัน แต่เอาเข้าจริงเด็กหนุ่มรู้สึกแปลก วางตัวไม่ถูกเมื่อเห็นว่าเจ้าของสถานที่แห่งนี้ยังทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ยอมกลับไปที่พักของตัวเองสักที

เด็กหนุ่มเริ่มหาวเพราะตื่นตั้งแต่เช้า ยังไม่ง่วงนอนมากมายนักแต่ก็อยากนอนเล่นไปพลาง ๆ ก่อน แทนที่จะนั่งหลังแข็งมองคนหน้าหนวดตรงหน้าอย่างนี้ จู่ ๆ มีใครมานั่งจ้องตอนทำตัวสบาย ๆ เป็นใครก็ต้องรู้สึกเกร็งกันทั้งนั้น

“อาเชษฐ์ จะกลับรึยังครับ” เด็กหนุ่มถามขึ้น มองชายตัวใหญ่หน้ารกทำไม่รู้ไม่ชี้นั่งเขี่ยโทรศัพท์ไปเรื่อย

“ยัง ฝนยังตกอยู่เลย”

วิริยะถอนใจ “แต่ผมง่วงแล้วอ่ะ”

“ง่วงก็นอนสิ นอนเลย” เชษฐ์ไชยพยักพเยิดหน้า หากทว่าวิริยะกลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

“ฝนตกแค่ปรอย ๆ เองนะครับ”

เจ้าของนัยน์ตาคมผละไปมองเด็กหนุ่ม “ทำไม อยากไล่ฉันออกไปเพราะนัดใครไว้รึไง”

“บ้า ไม่มีหรอก” วิริยะรีบตอบเพราะบริสุทธิ์ใจจริง ๆ เด็กหนุ่มมุ่ยหน้าเดินไปกางมุ้งและที่นอนเสร็จสรรพเป็นการไล่เชษฐ์ไชยโดยอ้อม บอกอีกฝ่ายว่าเขาอยากนอนเต็มแก่แล้ว แม้ว่าจริง ๆ ยังไม่ได้ง่วงขนาดนั้นก็เถอะ ซึ่งเมื่ออีกฝ่ายเห็นดังนั้นแทนที่จะลุกขึ้นล่ำลาหรือพูดอะไรสักอย่าง กลับเมินเฉยต่อเขาแล้วหมกมุ่นกับโทรศัพท์ในมือเสียอย่างนั้น

เสียงฟ้าร้องดังครืนอยู่ที่ไหนสักแห่ง แล้วฝนก็กระหน่ำลงมาใหม่ราวกับเป็นใจให้เชษฐ์ไชย จนวิริยะต้องถอนใจ หงุดหงิด “อาเชษฐ์อย่าเล่นโทรศัพท์ได้ไหม ไม่เห็นเหรอว่าฟ้าร้องอยู่ ฝนก็ตกอีกแล้ว ผมไม่ชอบ…”

พูดไม่ทันจบดี ไฟฟ้าทั้งหมดในบ้านก็ดับพรึ่บลง ทำเอาวิริยะเท้าชาวาบเพราะตกใจ เชษฐ์ไชยทำตามที่เด็กหนุ่มพูดอย่างว่าง่าย ปิดเครื่อง แล้วโยนมันไปที่ไหนสักแห่งในความมืดมิดของห้อง ท่ามกลางเสียงฝนเทกระหน่ำลงบนหลังคา

“อาเชษฐ์…”

วิริยะขานชื่อชายหนุ่มอยู่อีกมุม หากทว่าเชษฐ์ไชยไม่ได้ตอบในทันที “อาเชษฐ์ครับ…”

“อะไรเล่า เรียกทำไม”

“อยู่ตรงไหน” เสียงวิริยะอยู่ใกล้ ไม่ทันได้ตอบมือยาว ๆ ก็ควานมาแตะถึงตัวของชายหนุ่ม พร้อมกับเสียงถอนหายใจของคนกลัว โล่งอกที่เจอเขาจนได้ เชษฐ์ไชยยกยิ้มเมื่อรู้เช่นนั้น สัมผัสได้ว่าวิริยะทิ้งก้นนั่งข้างกายเขา ข้างกายชนิดที่ว่าเกือบจะนั่งอยู่บนตักแล้ว

ชายหนุ่มทำท่ารำคาญ พูดออกไปว่า “อะไรเนี่ย จะมาเบียดทำไม ร้อน”

วิริยะกระเถิบออกเล็กน้อยเท่านั้น “ร้อนตรงไหน อากาศเย็นจะตาย”

“แล้วจะมาเกาะแกะทำไม ที่นั่งมีเยอะแยะ”

“เดี๋ยวอาเชษฐ์กลัวไง” วิริยะทำเสียงล้อเลียน

“ใครกลัวกันแน่มิทราบ”

“หาว่าผมกลัวเหรอ ผมไม่ได้กลั๊ว” วิริยะบอกเสียงสูง เรียกรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเชษฐ์ไชยอย่างเสียไม่ได้ ดีหน่อยที่ว่าตอนนี้ไฟดับจึงสามารถกลบเกลื่อนท่าทีตอนนี้ได้สนิท ไม่นานก็ได้ยินเสียงไฟฟ้าแล่นเข้ามาที่หลอดไฟด้านบนดังแกร๊ก และพัดลมที่เริ่มหมุน

“อุ๊ เหมือนไฟจะมาแล้วเลยอาเชษฐ์” วิริยะเขย่าแขนกำยำคนอายุมากกว่าอย่างดีใจและโล่งอกในคราเดียวกัน เมื่อเห็นไฟฟ้ากำลังกะพริบติดและพัดลมหมุน กระทั่งห้องทั้งหมดสว่างโร่แล้ววิระยะหันไปหาคนนั่งข้างที่ไม่สนองตอบต่อความดีใจของเด็กหนุ่ม ทว่า วิริยะเห็นใบหน้าของเชษฐ์ไชยตอนนี้ตาเหลือกเหลือเพียงตาขาว และหนังตาถูกพับปลิ้นขึ้นเป็นผีหลอกอยู่ “อ๊ากกกก!”

วิริยะร้องเหวอแล้วกระเถิบออกห่าง ตกใจท่ามกลางเสียงหัวเราะพอใจของคนอายุมากกว่าที่แกล้งได้

“อาเชษฐ์ ทำบ้าอะไรวะนั่น เอาตาลงดี ๆ เลย!” วิริยะกุมอกตัวเองเมื่อเรียกสติได้ หน้าจ๋อยเหลือสองนิ้วสิ้นลายคนอวดเก่ง ซึ่งเชษฐ์ไชยยังคงหัวเราะชอบใจ พูดว่า “ก็เห็นว่าคนแถวนี้ไม่กลัวผี”

“เป็นใครก็ตกใจมั้ย” เด็กหนุ่มยู่หน้า ลุกขึ้นยืน “กลับไปนอนเลย นี่มันถึงเวลานอนผมแล้ว”

“ฝนมันยังตกอยู่เลย”

“เอาไอ้นี่ไปใส่ก็ได้ ฝนตกเม็ดเล็ก ๆ เอง” วิริยะเดินไปหยิบถุงพลาสติกใส่ของที่ได้มาช่วงออกไปซื้อขนมกับดำ แล้วพับหูมันขึ้นเป็นหมวก ยกขึ้นไปครอบสวมให้คนตัวใหญ่กว่าที่นั่งอยู่บนพื้นอย่างเสร็จสรรพ “มันจะได้ยินเสียงป๊อกแป๊ก ๆ หน่อย แต่เหมาะกับอาเชษฐ์มากเลยนะ” คนตัวเล็กกว่ากลั้นขำบอกพลางยกนิ้วโป้งให้

“เพื่อนเล่นเหรอ”

เด็กหนุ่มที่กำลังสนุกยิ้มแหย ยอมเป็นคนถอดให้เองเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ก็แค่หวังดีไง กลัวไม่สบายอะไรงี้”

“อ๋อ งั้นให้ค้างที่นี่สิ”

“อืม” เด็กหนุ่มพยักหน้า แล้วเหลือกตาย้อน “ห๊า...”

“ก็ไม่ได้อยากค้างหรอก แต่ฝนมันตก เดี๋ยวไม่สบาย เห็นอย่างนี้กระหม่อมฉันบางนะ…” พูดแล้วเชษฐ์ไชยก็เดินตรงไปยังที่นอนที่วิริยะตระเตรียมไว้ ถือวิสาสะมุดเข้าไปทิ้งตัวลงนอนภายในมุ้งสีฟ้าของเด็กหนุ่มราวกับว่ารอช่วงเวลานี้มานานมาก วิริยะหน้าเหวอ ไม่เข้าใจความคิดและการกระทำอันสวนทางของคนอายุมากกว่าตรงหน้าสักเท่าไร ซึ่งใครจะไปยอมให้ทำเช่นนั้นโดยง่ายกัน

ใครจะไปเชื่อว่าเชษฐ์ไชยจะไม่สบายเพียงแค่เพราะตากฝนนิด ๆ หน่อย ๆ ดูขนาดตัวสิ เด็กหนุ่มคิดแล้วมุดเข้าไปดึงให้คนตัวยักษ์ลุกขึ้นนั่ง “ไม่ได้ นี่มันที่นอนผม อาเชษฐ์ก็กลับไปนอนที่ห้องอาเชษฐ์สิ”

คนถูกเรียกทำหน้ารำคาญ “ก็ฝนมันตกไง พูดให้มันรู้เรื่องหน่อยสิ”

“ก็ตัวเองนั่นแหละพูดไม่รู้เรื่อง ที่นอนมันแคบจะนอนตรงนี้ได้ยังไง ผมทำงานหนักมาทั้งวัน อยากพักผ่อนแบบเต็มอิ่มจะได้มีแรงทำงาน ไม่ยกที่นอนให้อาเชษฐ์หรอกนะ กลับไปนอนบนเตียงนุ่ม ๆ ของตัวเองโน่น” วิริยะพูดพลางดึงแขนให้เชษฐ์ไชยขยับออกมานอกมุ้ง หากทว่าร่างใหญ่ไม่สะทกสะท้านกับแรงของเด็กหนุ่มเลยแม้แต่น้อย

ซึ่งเชษฐ์ไชยจะไม่มีทางยอมกลับไปแน่ หากเขายังไม่ได้รู้ว่าวิริยะนัดกับใคร และนอนกับใครตลอดช่วงที่ผ่านมา ชายหนุ่มนึกอะไรขึ้นมาได้จึงรีบพูดออกไปว่า

“เวลาฝนตกไฟมันชอบดับทั้งคืนเลย”

คนตั้งหน้าตั้งตาไล่เขาชะงักไปพักหนึ่ง แล้วละมือที่กระตุกดึงแขนหยุดชั่งใจอยู่ชั่วครู่ราวกับไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ได้พยายามไล่เชษฐ์ไชยอย่างเคย

“ถ้าไม่ว่าอะไร เดี๋ยวของีบรอก่อนก็แล้วกัน ถ้าฝนหยุดตกเมื่อไรฉันจะกลับ”

ถ้ามันตกทั้งคืนจะทำยังไงเล่า วิริยะทำหน้างอพูดไม่ออก แต่ก็ไม่กล้าไล่ให้ไปตรง ๆ “ก็ได้…”



แม้ว่าภายนอกจะได้ยินเสียงเปาะแปะของเม็ดฝนที่ตกลงมาบนหลังคาอยู่ตลอด แต่ภายในที่มืดสลัวนั้นกลับเงียบไร้เสียงสนทนาอะไรทั้งสิ้น ยาวนานมาราวครึ่งชั่วโมงแล้ว วิริยะห่มผ้าห่มพลิกตัวนอนตะแคงหนี ไม่ยอมให้เชษฐ์ไชยนอนบนฟูกร่วมกันกับเขา ให้นอนในมุ้งแต่อยู่บนเสื่อน้ำมันเท่านั้น ซึ่งเมื่อดับไฟแล้ว ในห้องก็เกิดแสงสะท้อนสาดเข้ามาจากข้างนอกจนเห็นอยู่ลาง ๆ ว่าคนตัวใหญ่นอนหันหน้ามาทิศนี้

อีกฝ่ายนอนหนุนแขนตนเอง ไม่มีหมอนและผ้าห่ม นอนบนเสื่อน้ำมันเปล่าในมุ้งเดียวกันเท่านั้น เด็กหนุ่มไม่เข้าใจว่าเหตุใดเชษฐ์ไชยจึงไม่เรื่องมาก จะมีก็แต่เขาที่นอนเหงื่อแตกแต่ไม่กล้าออกจากผ้าห่ม ไม่กล้าที่จะหลับ

แต่อยู่ในความคิดเพียงครู่เดียวเท่านั้น วิริยะรู้สึกถึงลมอุ่นร้อนรดอยู่ที่หลังคอและใบหู

“อาเชษฐ์”

“หืม…” เสียงคนขานตอบเบาคล้ายใกล้จะหลับอยู่เต็มที แต่สามารถบอกวิริยะว่าอยู่ใกล้แค่คืบเดียวเท่านั้น เด็กหนุ่มเหลือกตาตกใจขึ้นกว่าเก่า “ลงไปนอนที่เดิมเลย”

“ก็พื้นมันแข็ง” คนพูดใช้เสียงอู้อี้

“มันเบียด”

“เดี๋ยวก็กลับแล้ว แค่แป๊บเดียวเอง” ได้ยินที่เชษฐ์ไชยบอกแล้ววิริยะอยากจะบ้า นี่มันแป๊บเดียวแบบไหนของเชษฐ์ไชยกัน ผ่านมาเป็นชั่วโมงแล้วไม่มีทีท่าว่าจะกลับเลยแม้แต่นิด เด็กหนุ่มมุ่นคิ้วขยับตัวกลับมานอนหงายเพราะอยากได้ที่นอนคืน ดุนดันให้คนตัวใหญ่กว่ากลิ้งออกไปจากฟูก แต่ที่ไหนได้ เมื่อคนนอนตะแคงหันมาทิศนี้ทำท่าจะหงายหลังไป มือกลับไวยิ่งกว่าสามจี เอื้อมมารั้งตัวกอดวิริยะเป็นหลักไว้ได้ทัน

เด็กหนุ่มพูดไม่ออกเมื่อกลายเป็นว่าถูกกอดเอาเสียได้ และระยะที่ใบหน้าคมคายในเงาสลัวอยู่นั้น ใกล้จนเขาต้องหยุดหายใจไปพักหนึ่ง แต่ไม่นานวิริยะก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าไม่ควรอยู่ในท่านี้นานนัก มันออกจะรู้สึกแปลก ๆ ไปหน่อย เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นนั่งปัดไล่ความรุมร้อนออกจากแก้ม แล้วหันไปหากอริลล่าตัวใหญ่ด้านหลัง “ไม่ไหวแล้วนะอาเชษฐ์ ถ้าจะนอนก็นอนที่ตัวเองสิ”

“ก็ไม่ได้อยากนอนด้วยนักหรอก แต่พื้นมันแข็งไง”

“ถึงได้บอกให้กลับไปนอนที่บ้านไงล่ะ”

“แต่ฝนมันตกนี่…”

“อาเชษฐ์ตัวเท่าควายจะไม่สบายง่าย ๆ แบบนี้น่ะเป็นไปไม่ได้หรอก”

“ก็มันเป็นไปแล้ว เนี่ย ตัวเริ่มร้อนแล้วเนี่ย…” ไม่พูดเปล่า ดึงหลังมือวิริยะไปแนบลำคอด้วย

“โว้ย…” เด็กหนุ่มกระตุกแขนกลับไปไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดเพราะหน่ายใจ

“ไม่ดีรึไง ฉันอุตส่าห์ยอมนอนเป็นเพื่อนด้วย เกิดเจอดีขึ้นมาจะได้ไม่ต้องกลัว” คนพูดตีหน้ามึนไม่รู้สึกรู้สา

“ไม่กลัวหรอก ผมมีเพื่อนนอนแล้ว” วิริยะพูดตามตรงเพราะสุดทน แต่นั่นทำให้นายใหญ่ของไร่รุ่งอรุณีหน้าตึงขึ้นมา จากอารมณ์ดี ๆ ก็พลันมีน้ำโหหลังจากได้ยินกับหู ได้ฟังจากปากของวิริยะ คนตัวใหญ่ลุกขึ้นนั่งหลังตรงเพราะเริ่มอยู่ไม่ติด มองใบหน้าขาวใสภายใต้แสงสลัวของห้องสีหน้าเรียบนิ่ง

“นี่ไม่ไปนอนกับเขา ก็พาเขามานอนที่ห้องงั้นเหรอ” ชายหนุ่มย้อน ซึ่งวิริยะยักไหล่ไม่ได้รีบร้อนอธิบายอะไร

“ทุกคืนเลยแหละ…”

คนฟังพ่นลมหายใจฟืดฟาด ยกนิ้วชี้ชี้หน้าวิริยะออกคำสั่ง “ฉันขอสั่งเดี๋ยวนี้เลยนะว่าห้ามพาใครมานอนด้วยทั้งนั้น”

“ทำไมล่ะ ผมก็ไม่ไปนอนห้องพี่ดำแล้วไง” วิริยะรีบแย้ง

“ฉันไม่อนุญาต” วิริยะไม่รู้จะหาคำไหนมาเถียงอีกต่อไป เด็กหนุ่มย่นคิ้วมองคนตัวโตที่นั่งตรงกันข้ามอย่างนึกหงุดหงิดที่ไม่สามารถพูดอะไรได้ ก็เห็นอุตส่าห์เดินมาง้อ ขอโทษเขาแล้ว นึกว่าจะเป็นคนดีกว่าเดิม ที่ไหนได้ยังเอาแต่ใจไม่ยอมเปลี่ยน

ขณะที่ทั้งสองไม่ยอมพูดกันเพราะความไม่พอใจก็เกิดเสียงกุกกักขึ้น เรียกความสนใจของเชษฐ์ไชยและวิริยะไป เด็กหนุ่มเบิกตาเมื่อนึกอะไรได้ จะลุกออกจากมุ้งไปทว่าคนตัวโตกว่าไม่ยินยอม

“จะไปไหน” มือหนารั้งต้นแขนวิริยะ “มันมาแล้วใช่ไหม ถ้าฉันรู้ว่าเป็นใคร รับรองว่ามันไม่อยู่ดีแน่”

วิริยะฟังแล้วถอนใจเฮือกใหญ่ “ตามสบาย” ไม่ได้กลัวว่าคนคนนั้นจะเดือดร้อนด้วยสักนิด

เด็กหนุ่มดึงต้นแขนออกจากอาณัติของเชษฐ์ไชยไปเปิดไฟให้ภายในห้องสว่างขึ้น หนุ่มเจ้าของไร่รีบเดินตามหลัง หากทว่าวิริยะไม่ได้เดินมุ่งไปยังประตูห้องอย่างที่คิด กลับหันไปอีกทาง หยุดอยู่ใต้ฝ้าช่องที่เป็นรูอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังรออะไร เชษฐ์ไชยมุ่นคิ้วเมื่อท้ายที่สุดก็ปรากฏผู้มาใหม่ พร้อมกับเลือดที่แล่นเข้าสู่ใบหน้าของชายหนุ่มจนแดงเป็นปื้น เมื่อเห็นเจ้าแมวตัวหนึ่งชะโงกหน้าลงมา ร้องเหมียว ๆ เรียก

“ว่าไง มาแล้วเหรอ” วิริยะร้องทักมัน

เชษฐ์ไชยยกมือขึ้นสางผมพร้อมกับความอับอายขายขี้หน้าประเดประดังเข้ามาไม่หยุด มองวิริยะอ้าแขนรับไอ้แมวลายเสือตัวอ้วนที่กระโดดลงมาราวกับคุ้นชินกันนักหนา นี่เขาเป็นเดือดเป็นร้อน ตั้งหน้าตั้งตาขัดขวางวิริยะ และกลายเป็นไอ้บ้าก็เพราะแมวตัวเดียวอย่างนั้นหรือ!

“แกนี่ชักตัวหนักขึ้นทุกวันแล้วนะ จะรับไม่ไหวแล้ว”

พูดกับพัดลมอย่างเป็นตุเป็นตะหรือแม้กระทั่งเสียน้ำตาให้ก็เคยมาแล้ว เชษฐ์ไชยเหงื่อแตก เชื่อว่าที่เพื่อนข้างห้องได้ยินนั้น ต้องเป็นตอนที่วิริยะกำลังพูดกับไอ้แมวตัวนี้อยู่เป็นแน่

“ทำไมวันนี้มาเร็วจัง พี่หลง” วิริยะอุ้มพลางลูบขนของมันเล่นราวสนิทสนม ก็คงใช่

ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย ที่ผ่านมาเขาทำอะไรลงไปบ้างนี่ เชษฐ์ไชยคิดพลางมองเด็กหน้าใสตรงหน้าพูดคุยกับเจ้าเหมียวตาเฉี่ยว ช่วงวินาทีหนึ่งเขาเห็นว่าวิริยะผละมามอง แล้วยกยิ้มราวกับเป็นตัวร้ายในละครที่รู้เท่าทันว่าตอนนี้เขาขายขี้หน้าเพียงไหน แต่เขาคงวิตกไปเอง แบบวิริยะน่ะหรือจะยิ้มแบบนั้น

กระทั่งเด็กหนุ่มเดินผ่านเชษฐ์ไชยไป เขาถึงได้เห็นว่าหัวไหล่เล็ก ๆ เคลื่อนไหวขึ้นลง

พร้อมเสียงหัวเราะคิกคักของอีกฝ่าย!

เออ เขาโกรธจนหน้ามืดไม่ทันได้คิดให้ดี ใครจะไปรู้ว่าเป็นแมวกันเล่า!

“ถะ ถ้ามีเพื่อนนอนด้วยแล้ว ฉันกลับดีกว่า” คนหน้าแตกพูดขึ้น แล้วเดินดุ่มออกไปพร้อมรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดของวิริยะ แต่ก่อนจะปิดประตู คนหน้าหนวดยังทำเป็นขึงขังหันกลับมาพูดด้วยว่า “เอ้อ ที่จริงไอ้แมวตัวนี้มันชื่อเสือ ไม่ได้ชื่อหลง…”

วิริยะละรอยยิ้ม “รู้ได้ไง”

คนตัวใหญ่นิ่ง แล้วพูดอ้อมแอ้ม “แมวฉันเอง”

แล้วก็ปิดประตูไป พร้อมกับความงงของเด็กหนุ่มหลังได้ยินประโยคสุดท้าย

ที่จริงวิริยะก็คิดอยู่ว่าหากมันมีปลอกคอก็ต้องมีเจ้านาย แต่ไม่คิดว่าไอ้พี่เสือผู้แวะมานอนเป็นเพื่อนของเขาทุกคืนนั้น จะเป็นของเชษฐ์ไชย คิดแล้วเด็กหนุ่มก็ก้มลงพินิจบนคอฟู ๆ ของมัน แหวกขนออก เพิ่งเห็นตัวหนังสือเท่าหม้อข้าวหม้อแกงเขียนไว้ว่า ‘แมวนายเชษฐ์’ นี่ตาเขาบอดหรือไงถึงไม่เคยเห็นสักครั้งเดียว คิดแล้วรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าเด็กหนุ่มอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ยิ่งนึกถึงตอนเชษฐ์ไชยเหวอ ยิ่งตลก

“เอ้า นี่รางวัลที่หักหน้าอาเชษฐ์ได้” เด็กหนุ่มให้มันกินปลากระป๋องอย่างเช่นทุกคืน

เมื่อมันกินเสร็จก็เลียแข้งเลียขา เดินออดอ้อนอยู่ช่วงหนึ่งวิริยะก็อุ้มไปปิดไฟนอน

ความอบอุ่นยามพี่เสือแทรกตัวเข้ามาเคลียคลอแม้จะไม่มากเท่าร่างกายใหญ่โตเมื่อครู่ใหญ่ แต่ครั้นวิริยะได้พริ้มตาหลับ แล้วนึกถึงภาพเมื่อช่วงหัวค่ำตั้งแต่แรกเริ่มจนวินาทีที่เชษฐ์ไชยเดินออกไป เขาไม่ทันได้รู้ตัวเลย ว่ารอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่ตลอดจนหลับไป

“เจ้านายแกนี่น่ารักดีนะ พี่เสือ…”





--๕๐--



-------------------------------------------------



ไม่ไหวแล้ววววววว แก้มร้อนไปกับอาเชษฐ์และความน่ารักของน้องวิววิวหนักมาก

มีความปากแข็งและความอ้อนเมียไปอีกกกกก

หลังจากงอนง้อกัน ก็มีความสนิทกันเพิ่มขึ้น และคนพี่ก็อาการออกมากขึ้นไปอีกเท่าตัว มาดูว่าจะโป๊ะแตกเมื่อไหร่นะคะ ยังมีความน่ารักของทั้งสองอีกเยอะ อย่าลืมติดตามกันเน้อออ

เหมือนเดิมค่ะ กำลังใจหลักคือการได้นั่งอ่านความคิดเห็นของทุกคน




ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2800
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 68

ถูกใจให้เป็ด 0
นายหัวหึงแมว รู้ไปถึงไหน อายไปถึงนั่น  :jul3:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 12414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 355

ถูกใจให้เป็ด 0
กระหม่อมไม่บางแล้วใช่ไหม

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3574
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 73

ถูกใจให้เป็ด 0
ปลากระป๋องไม่ดีต่อสุขภาพแมวนะคะ

ออฟไลน์ BAKA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2817
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 52

ถูกใจให้เป็ด 0
อาเชษฐ์นี่โวยวายเล่นใหญ่เก้อเลย มาเจอน้องเสือ 55555

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 13

ถูกใจให้เป็ด 0
ที่มาเฝ้านี่ กลัวดำมานอนด้วยหรือจ๊ะ
แล้วไง กลายเป็นแมวซะงั้น ฝนก็ยังไม่หยุด
กลับได้ไม่กลัวเป็นหวัดซะงั้น
 :m20: :m20:

ออนไลน์ naruxiah

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 816
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 15

ถูกใจให้เป็ด 0
อาเชษฐ์คะ เสียท่าแมวแล้วอ่ะ อุวะห้่าห้า

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 37
    • fanpage Noonaa

ถูกใจให้เป็ด +5
(ต่อ)


เขาว่ากันว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแมวคือนายกับทาส เมื่อใดที่แมวตัวหนึ่งเจอกับใครสักคนที่สามารถตอบสนองความต้องการของมันได้ มันจะวนเวียนอยู่แถวผู้นั้น แต่ไม่ใช่เพื่อให้มนุษย์มีความสุข เพื่อความสบายของตัวมันเองต่างหาก และถ้ามันเจอกับทาสที่ทำตัวเป็นนายอยู่ตลอดเวลา ไม่สนใจใคร่ตอบสนองความต้องการของมัน อย่างเชษฐ์ไชย ไม่แปลกที่พี่เสือจะหนีออกมาหาทาสผู้จงรักภักดีอย่างวิริยะ

เสียงเหมียว ๆ ร้องเรียกให้เด็กหนุ่มตื่นก่อนเวลานาฬิกาปลุก วิริยะลืมตา เห็นแมวลายเสือแล้วขยับไปลูบขนเกาคางเป็นการทักทายยามเช้ามืด พี่เสือพริ้มตาหลับพึงพอใจ กลิ้งหลุน ๆ ตามมือของเด็กหนุ่มอยู่เช่นนั้น เล่นกันจนกระทั่งถึงเวลาต้องตื่นจริง ๆ แล้ว วิริยะจึงลุกขึ้นตระเตรียมเสื้อผ้าไปอาบน้ำ เปิดประตูปล่อยให้เพื่อนนอนกลับบ้าน

แล้วเสร็จวิริยะก็เดินออกไปช่วยคนงานชายเก็บผัก ยกกลับมาที่โรงครัว น่าแปลกที่วันนี้ไม่เห็นเชษฐ์ไชยออกมาวิ่งหรือออกกำลังกายที่ลานกลางแจ้งอย่างเคย คิดแล้วใบหน้าใสก็ผุดรอยยิ้มขึ้น ภาพน่าขันเมื่อคืนยังชวนให้เด็กหนุ่มตลกได้ไม่เบื่อ สงสัยจะยังอายอยู่

ทั้งที่ยังงงอยู่ว่าบางทีเชษฐ์ไชยก็แปลก ไล่ให้กลับยังไงก็ไม่ยอม

“วิว” ส้มร้องเรียกเด็กหนุ่ม ซึ่งวันนี้กุ้งกับตาก็ตื่นแต่เช้ามาช่วยด้วย เห็นแล้ววิริยะก็พยักหน้ารับ เดินไปหาพี่สาวทั้งสามโดยดี “มาตรงนี้เร็ว มา ๆ”

“คร้าบ ๆ” เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มให้คนเรียก ครั้นไปถึงก็หยิบจับโน่นนี่ช่วย ในขณะที่เห็นหนุ่ม ๆ คนอื่นออกกำลังกายกันอยู่ลานกลางแจ้งฝั่งหอพัก และอีกส่วนที่กำลังวิ่งรอบไร่ เสียงสามสาวกระดี๊กระด๊าชอบใจยามชวนกันดูหุ่นแซ่บ ๆ ของบอยแบนด์รุ่นพี่ของเขา

วิริยะยกยิ้ม ทำงานไปพลาง ถามไปพลาง “เอ้อ วันนี้อาเชษฐ์ไม่มาออกกำลังกายเหรอ”

“ก็ยังไม่เห็นมานะ สงสัยวันนี้ขี้เกียจ” ส้มบอก

“มีวันขี้เกียจด้วยเหรอ” วิริยะหัวเราะ “ตัวใหญ่ขนาดนั้น หุ่นอย่างกับพวกบ้าฟิตเนสอ่ะ”

“คนเราก็มีวันขี้เกียจหมดนั่นแหละจ้ะ พี่เองยังขี้เกียจทุกวันเลย ลืมตาตื่นมาทุกเช้าก็พูดขึ้นมาทุกทีว่าขอหยุดซักวันเหอะ แต่มันทำไม่ได้ไง เดี๋ยวอดตาย” ตาบอก แล้วเสียงหัวเราะทั้งกลุ่มก็ดังขึ้นมา

“ว่าแต่วิวไม่ไปออกกำลังกายบ้างเหรอ ให้เทพบุตรของพวกพี่สอนให้ ดีจะตาย” กุ้งถาม

วิริยะเบิกตา ยิ้มให้พี่สาวทั้งหมด “ไม่เอาอ่ะ แค่ทำงานก็เหนื่อยจะแย่”

“มาคิด ๆ ดูแล้วหน้าตาแบบวิวนี่ พอมีกล้ามขึ้นมาคงรู้สึกแปลก ๆ นะ ว่าไหม” ส้มพูด

“ทำไมล่ะ” เด็กหนุ่มย้อนหน้าฉงนปนยิ้มขัน

“เอ้า ก็หน้าสวยขนาดนี้ เสียดาย” ได้ยินแล้ววิริยะหน้าบูด ไม่ค่อยดีใจกับคำชมของส้มเท่าไรนัก เขาเป็นผู้ชายก็สมควรได้ยินว่าหล่อมากกว่าสวยซีถึงจะถูก แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งชีวิตของเด็กหนุ่มก็ได้ยินคำนี้มากกว่าคำว่าหล่อเสมอ คิดแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ

หลังทานอาหาร กลุ่มเทพบุตรบอยแบนด์แห่งภูธรก็ชวนวิริยะเดินไปที่ไร่พร้อมกัน เด็กหนุ่มถอนใจ เมื่อต้องกลับไปใส่ปุ๋ยอีกแล้ว หากทว่าเป็นอีกไร่และผลไม้คนละชนิดกัน ดีหน่อยตรงที่ว่าคืนที่ผ่านมาฝนตกทำให้อากาศชุ่มชื้น ไม่ร้อนมาก แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเวลาเที่ยงเดินทางมาถึง เด็กหนุ่มก็เกือบไหม้เกรียมไปพร้อมกับพี่ ๆ ดีหน่อยที่ได้น้ำเกลือแร่เย็น ๆ จากลุงแสวงที่ยกมาแจกจ่ายให้

เขายังทานเก่งอยู่เช่นเดิม ฝีมือทำอาหารของแม่ต้อยทำให้วิริยะเจริญอาหารมากขึ้น บวกกับการใช้แรงงานไปตลอดครึ่งวันทำให้มื้อเที่ยงทุกวันนั้น วิริยะต้องกักตุนพลังงานให้มากที่สุดเพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป ถึงจะเหนื่อยและเสียเหงื่อมาก แต่เด็กหนุ่มทานอาหารตรงกันทุกมื้อ เขารู้สึกว่าตลอดสามอาทิตย์ที่อยู่ที่นี่ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปมาก น้ำหนักขึ้น แต่ไม่มีไขมันส่วนเกินเลย

ทุกวันจะมีกิจกรรมเดิม ๆ วนเวียนอยู่เช่นนี้ ไม่มีอะไรหวือหวานัก นอกจากได้ความเหน็ดเหนื่อย วิริยะก็เห็นมิตรภาพ ความห่วงใยของลุง ๆ ป้า ๆ ที่เอาใจใส่เขาเสมือนลูกหลานคนหนึ่ง ยอมรับว่าชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน

หลังอาบน้ำชำระร่างกาย วิริยะส่องกระจกมองตัวเอง แม้ว่าจะสวมเสื้อแขนยาว ใส่หมวกและผ้าปกปิดหน้า แต่ดูเหมือนแสงจากยูวีก็สามารถแทรกซึมมาทำร้ายผิวของเด็กหนุ่มได้ จนคล้ำลงมาเฉดหนึ่ง ซึ่งมันก็ไม่ได้ดูแย่อะไร แก้มของเขาแดงอย่างนี้ประจำ มันจะกลับมาดีขึ้นเมื่อตื่นตอนเช้าตามเวลาที่ควร แต่ยอมรับว่าผิวพรรณตอนนี้ดูดีกว่าช่วงที่มาใหม่ ๆ มากทีเดียว

ดูเป็นคนมีเลือดฝาด สุขภาพดี ไม่ซีดจนเกินไป

วันนี้วิริยะอาบน้ำเสร็จตั้งแต่ห้าโมงครึ่งและเป็นวันเสาร์ เขามีเวลาเดินเที่ยวเล่นหรือซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปกับดำ เข้าเมืองไปหาซื้ออะไรจุกจิกไว้ใช้ส่วนตัว ซื้อขนมขบเคี้ยวอย่างอาทิตย์ก่อน ๆ แต่วันนี้วิริยะอยากเดินเล่นที่ไร่ ไปยังส่วนที่ไม่เคยไปบ้าง

ส้มบอกว่านอกจากมีสวนผักไว้สำหรับทำอาหารกินเองแล้ว นายเชษฐ์ของไร่ยังให้เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา ทำเกษตรแบบครบวงจรเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ลงทุนเข้าเมืองไปประชุมและศึกษาเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านละแวกนี้ทำตาม เห็นอย่างนี้คนหน้าหนวดก็จบปริญญาโทด้านนี้โดยตรงด้วย ยิ่งได้ฟังคำเล่าเกี่ยวกับเชษฐ์ไชย วิริยะยิ่งรู้สึกแปลกใจ มีอะไรให้เด็กหนุ่มคาดไม่ถึงอยู่เรื่อย

หน้าตาออกจะเป็นคนโง่แท้ ๆ

ไม่เอาสิ ไม่นินทาเจ้านาย

เหลือบไปเห็นโรงเพาะพันธุ์พืชผักผลไม้ต่าง ๆ ที่ใหญ่กว้างแล้วนั้น เด็กหนุ่มอดจะทึ่งไม่ได้ คิดว่าเชษฐ์ไชยเก่งไม่น้อยที่ดูแลที่นี่มาจนถึงทุกวันนี้ ได้รับความไว้วางใจให้สืบทอดต่อจากคนรุ่นก่อน

ตัดภาพไปวันที่เจอกันวันแรกซึ่งวิริยะไม่คอยประทับใจเท่าไร ผู้ชายอะไรตัวใหญ่ กล้ามบึ๊ก ใส่เสื้อยืดแขนสั้นอวดกล้ามแขน หน้าเต็มไปด้วยหนวดแทบจะไม่มีที่ว่าง คาดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในป่าไม่ต่ำกว่าสองปี ผมยาวมัดจุกไว้ข้างหลัง แล้วทำตัวเหมือนตอนเด็ก ๆ ไม่มีคนเล่นด้วย หน้าบูดยิ่งกว่าตูดลิง วางท่าเป็นอันธพาล ทั้งที่ตัวจริงทั้งบ้าและไม่มีเหตุผลจนดูน่าตลก และ…น่ารักในบางที

มาคิดอีกที เมื่อเห็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่อย่างรุ่งอรุณีแล้ว ที่สองสามวันนี้เชษฐ์ไชยหายไปก็คงง่วนอยู่กับงานอยู่กระมัง เขาเคยเห็นกองเอกสารในรถของเจ้านายอยู่ครั้งหนึ่ง คาดว่าอีกฝ่ายคงจริงจังกับมันน่าดู

รู้ตัวอีกทีวิริยะก็เดินมาเกือบถึงบ้านพักหลังใหญ่ของเชษฐ์ไชยแล้ว ทว่าเด็กหนุ่มอยู่ในฝั่งของสวนผักที่มักตื่นมาเก็บตั้งแต่เช้ามืด มองเข้าไปเห็นรถปิ๊กอัพยกสูงที่เชษฐ์ไชยใช้เป็นประจำจอดอยู่ น่าแปลกที่ตอนนี้เขาเห็นลุงแสวงกับแม่ต้อยออกมายืนรอใครอยู่หน้าบ้าน พร้อมเด็กคนอื่น ๆ อย่างตื่นเต้น

ไม่นานวิริยะเห็นรถยุโรปคันหนึ่งแล่นฝ่าฝุ่นแดงขึ้นมาอย่างเชื่องช้า นั่นอาจเป็นแขกของเชษฐ์ไชยก็เป็นได้ คิดแล้ววิริยะกะว่าจะเดินวนให้ครบรอบไร่กระทั่งถึงหอ แต่เห็นว่าคนที่เปิดประตูออกมานั้นคุ้นตาของเขานัก เด็กหนุ่มชะงักเท้า หยุดมองร่างสูงใหญ่สวมสูทสีเข้ม ผูกไทด์ ผมสั้นรองทรงเซ็ตเสยขึ้นอย่างเรียบร้อย เดินเอากุญแจไปให้ลุงแสวงขับรถเข้าไปเก็บ ช่วงวินาทีหนึ่งวิริยะเห็นมุมข้างหล่อเหลาของชายคนนั้น เรียบนิ่ง สุขุม ทักทายแม่ต้อยที่กำลังยิ้มหวานพอใจ

“อาอัฐษ์…”

แล้วทำไมแต่งตัวเต็มยศอย่างนั้น หรือที่โน่นมีพิธีการอะไรอีกหรือเปล่า

แต่เอ…ไม่เจอกันไม่กี่อาทิตย์ อัฐษไชยดูมีผิวเข้มขึ้น แถมปล่อยไรหนวดด้วยหรือ ทั้งที่อัฐษไชยเป็นคนสำอางสะอาดสะอ้าน รูขุมขนสักนิดก็ไม่มีให้เห็นด้วยซ้ำ

วิริยะตาเหลือกเท่าไข่ห่านเมื่อคิดบางอย่างขึ้นมา ไม่อยากจะนึกเลย

หรือนั่นจะเป็น...

“อาเชษฐ์!” เด็กหนุ่มอุทานเสียงเบาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา มองคนตัวโตขยับถอดเนคไทออกจากคอ ปลดกระดุมเสื้อสองเม็ด สลัดสูทยื่นให้แม่ต้อยแล้วล้วงกระเป๋าก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไปในบ้าน ท่าทางเหวี่ยงนิด ๆ แบบนั้นใช่แน่นอน

ทำไมหล่อวะ

สรุปสองสามวันที่หายไป ไปไหนมา

วิริยะเดินได้ครบหนึ่งรอบไร่พอดีก็ค่ำ จึงเดินไปโรงอาหาร ตักข้าวตักปลามานั่งทานด้วยความงง บวกกับไม่เข้าใจท่าทางของเชษฐ์ไชยที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนด้วย เชษฐ์ไชยแบบนิ่งสุขุมที่เขาเห็นเมื่อครู่ที่ผ่านมานั้น เป็นเชษฐ์ไชยที่ดูไม่ได้เลย ถึงภายนอกจะดูดีและน่ามองก็เถอะ

อีกฝ่ายไปเจอเรื่องอะไรมากันหนอ

“พวกแก มาแล้ว ข่าวมาแล้ว!” แม่ครัวนางหนึ่งร้องเรียกพวกให้ไปดูอะไรสักอย่าง บริเวณครัวจะมีโทรทัศน์ส่วนกลางขนาดพอประมาณตั้งอยู่ ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งมักจะมานั่งดูด้วยกัน ทว่าวันนี้แปลกไป ทุกคนไม่ได้ตั้งตารอละครอย่างที่คิด

“นั่นไง นั่นไง” ทุกคนส่งเสียงดังขึ้น เรียกให้วิริยะผละสายตาไปดูจนเห็นว่าเป็นข่าวธุรกิจ เขาไม่ได้ยินเนื้อข่าวว่าเป็นมาอย่างไร แต่ภาพในจอนั้นคือเชษฐ์ไชยสวมชุดเดียวกันที่เพิ่งเห็นเมื่อตอนเย็นยืนหน้าเรียบสุขุม ออกไปทางจริงจังท่ามกลางแสงแฟลชของกล้องนับครึ่งร้อยตัว ยืนท่ามกลางกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง หนึ่งในนั้นมีอัฐษไชยที่ยืนยิ้มรับตากล้องอย่างสุภาพ และสตรีค่อนวัยที่ยังคงสวยคนหนึ่ง

เด็กหนุ่มหรี่ตา อ่านอักษรตัวเล็กที่พาดหัวข่าวบนหน้าจออยู่ในใจ

‘รุ่งอรุณีประกาศเปิดตัว CEO คนใหม่’

ผู้บริหารคนใหม่ หมายถึงเชษฐ์ไชยน่ะหรือ!

วิริยะสำลักข้าวเฉียบพลัน มองหน้าจอที่แพลนสำรวจร่างสูงของเชษฐ์ไชยตั้งแต่หัวจรดเท้า เหตุนี้เองกระมังที่อีกฝ่ายหายไป แล้วโผล่มาอีกทีในสภาพอาบน้ำตัดขนเรียบร้อย แล้วเปลี่ยนไปจนเด็กหนุ่มเกือบจะเข้าใจว่าเป็นอัฐษไชย กล้องแพลนไปที่ใบหน้าเข้มขรึมนั้นอีกที ดีหน่อยที่เชษฐ์ไชยไม่ได้โกนหนวดออกไปหมด ยังคงเหลือไรไว้เล็กน้อยและตัดแต่งให้เป็นรูปเป็นทรง ซึ่งมันก็ออกมาดีเหลือเกิน

ทำไมเขาไม่เห็นรู้มาก่อนเลย ว่าตากอริลล่านี่จะยิ่งใหญ่ขนาดนี้

เมื่อวานเมื่อก่อนเด็กหนุ่มกับอีกฝ่ายยังนอนฟูกเดียวกันอยู่เลย มารู้อีกทีก็รู้สึกเหมือนตัวเองต่ำเตี้ยเรี่ยดินกว่ามาก มิน่าเล่า เจอกันทีไรเชษฐ์ไชยอวดเบ่งและวางท่านัก เพราะมีอะไรยกตัวอีกฝ่ายไว้อย่างนี้นี่เอง

ช็อกสุด ๆ

วิริยะกลับมานั่งหมดอาลัยตายอยากหลังจากกลับมาที่ห้องพักของตัวเอง ไม่อยากเชื่อที่ตาเห็น กระทั่งถึงเวลาที่พี่เสือแวะมาหา เด็กหนุ่มใช้เวลาเล่นกับมันอยู่พักหนึ่งก็กะว่าจะไปนอน ลุกขึ้นไปกางที่นอนหมอนมุ้งเสร็จสรรพ อันที่จริงมุ้งในตู้เสื้อผ้าก็มี แต่มันเก่าและมีรู เขาจึงเลือกใช้อันใหม่ที่เชษฐ์ไชยหามาให้แทน กำลังอุ้มพี่เสือเดินไปจะปิดไฟเข้ามุ้ง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาในความเงียบ

วิริยะย่นคิ้ว ใครกันที่มาตอนนี้

วิริยะอุ้มพี่เสือเดินไปเงี่ยหูฟังอยู่ครู่ แต่ก็คิดว่าคงไม่มีอะไร จึงเอื้อมมือเปิดประตูไปรับแขกผู้มาเยือนกลางดึก ครั้นสิ่งที่คั่นกลางเปิดออกเผยว่าใครมา เด็กหนุ่มนิ่งไปพักหนึ่ง

แสงจากในห้องสาดไปโดนหน้าคนตัวสูงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นใคร เจ้าของไร่แห่งนี้นั่นเอง เจ้าตัวสวมเสื้อยืดแขนสั้นตัวสีขาว กางเกงนอนขายาว สิ่งที่แปลกไปคือใบหน้าที่สะอาดสะอ้านกว่าเมื่อก่อนจนดูแทบเป็นคนละคน และผมที่เคยยาวนั้น ตัดสั้น ถูกเสยขึ้นเปิดหน้าผาก แม้มันไม่ได้ใช้อะไรเซ็ตให้เป็นทรง แต่ก็ดูเข้ากับคนตรงหน้าอย่างประหลาด

“อาเชษฐ์” เด็กหนุ่มเงยมองคนตัวสูงเบื้องหน้า

สีหน้าของเชษฐ์ไชยไม่ต่างจากเมื่อตอนเย็นนัก “ถอยหน่อย”

คนอายุมากกว่าบอก แล้วเดินเข้ามาข้างในอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่รอคำอนุญาต วิริยะอ้าปากอยากจะปราม อยากจะบอกว่าไม่พร้อมต้อนรับใครตอนนี้ แต่พูดไม่ออก ทำได้เพียงก้มลงมองอีกฝ่ายถอดรองเท้าแล้วเดินเข้ามา

“มีธุระอะไรรึเปล่าครับ” เด็กหนุ่มถาม ลูบขนของพี่เสือไปพลาง

“เอาไอ้นี่มาให้” พูดจบก็ยื่นสร้อยพระให้วิริยะ “จะเอามาให้ตั้งแต่วันนั้นก็ลืม”

เด็กหนุ่มเอื้อมไปรับแล้ววางลงบริเวณหัวนอน จากนั้นก็เดธแอร์ขึ้นมา ระหว่างทั้งสองเงียบไปพักหนึ่งไร้บทสนทนา ดูเหมือนว่าเชษฐ์ไชยตั้งใจเอามาคืนเขาแค่นั้น ไม่ได้มีธุระอย่างอื่น แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมคนตรงหน้ายังไม่กลับไป ตากลมชำเลืองมองคนตรงหน้าแวบหนึ่ง พูดฝ่าความเงียบขึ้นมาว่า “ใช้ครีมอะไรอ่ะ”

เชษฐ์ไชยมุ่นคิ้วย้อน ไม่เข้าใจเป้าหมาย “อะไร”

“เอ้า ก็เห็นวันนี้หน้าใสเชียว” คนพูดคลี่ยิ้มกวน

“ทำไม อยากจะใช้ตามรึไง”

เด็กหนุ่มยักไหล่ “ก็ไม่แน่นะ”

“ครีมขี้ม้า ลองใช้ไหมล่ะ” คนอายุมากกว่าตอบ ซึ่งเป็นคำตอบที่เรียกยิ้มมาประดับบนใบหน้าเด็กหนุ่ม หวนให้นึกถึงวันที่วิริยะสะบัดขี้ม้าใส่หน้าเชษฐ์ไชย ทั้งตลกและตกใจ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยังจำฝังใจ เด็กหนุ่มหุบยิ้มเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้า อุ้มพี่เสือพูดกับเชษฐ์ไชย “ก็นึกว่าจะกระหม่อมบางจริง ๆ เห็นไม่มาที่ไร่หลายวัน นึกว่าจะไม่สบายซะอีก”

เชษฐ์ไชยงุดตาลงสบ “รู้ด้วยเหรอว่าฉันหายไป”

“ก็…” วิริยะอึกอัก “…ปกติก็จะเห็นอาเชษฐ์อยู่ที่ไร่ตลอด เดินตรวจ คอยพูดว่าต้องทำแบบนี้นะ ต้องทำแบบนั้นนะ” เด็กหนุ่มทำหน้าขึงขังชี้นิ้วทำท่าออกคำสั่ง ล้อเลียนคนตัวโตกว่า ถึงอย่างนั้นคนมองกลับไม่ได้ไม่พอใจ ก้มลงดูหน้าใสของวิริยะทุกอากัปกิริยาอย่างตั้งใจฟัง

“แล้วรู้รึเปล่าว่าฉันไปไหนมา” เชษฐ์ไชยกอดอก

วิริยะนิ่ง ส่ายสายตาไปทิศอื่น “รู้ครับ ตกใจมากเลยที่เห็นอาเชษฐ์ในทีวี ยืนตัวแข็งเป็นหุ่นขี้ผึ้งให้คนถ่ายรูป” แล้วหันมายิ้มเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ “เอ้อ มีช็อตนึงที่ผมชอบมากเลยนะ ช่วงที่กล้องซูมหน้าอาเชษฐ์อะ ผมแอบเห็นขนจมูกโผล่ออกมาสองสามเส้น แล้วอาเชษฐ์ก็ทำเนียนสูดเก็บไปข้างในอย่างธรรมชาติเลย”

คนฟังยกมือลูบจมูกตัวเองอย่างอัตโนมัติ เห็นรอยยิ้มขำของวิริยะก็พอรู้ว่าเด็กตรงหน้ามันแกล้ง ยังไม่ยอมหยุดยียวนเขา “แต่อาเชษฐ์ต้องเก็บอาการหน่อยนะครับ แก้ไขอย่างนึงจะดีมากเลย คือตอนที่อาเชษฐ์ประหม่ารึว่ากำลังเขินเนี่ย อาเชษฐ์จะเผลอทำจมูกบานออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แบบเนี้ย…” ว่าแล้วคนตัวเล็กกว่าก็ทำให้ดู ไม่ได้ทำธรรมดาด้วย ทำหุบเข้าหุบออกเป็นจังหวะเพลงสามช่าเลยต่างหาก

เห็นแล้วอยากเขกมะเหงกชะมัด ทว่าคนฟังก็พยักหน้ารับช้า ๆ พูดเสียงเรียบ

“ถ้างั้นก็รู้สินะ ว่าฉันไม่ใช่เพื่อนเล่น”

เด็กหนุ่มชะงัก เก็บกิริยาลิงค่างของตัวเองเมื่อคนตรงหน้าไม่สนุกด้วย

“รู้ครับ” วิริยะมุ่นคิ้วเงยขึ้นไปตอบอย่างรู้ดี ใช้เสียงเบากว่าเดิมพูดต่ออีกว่า “แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาเชษฐ์จะถูกไปซะทุกเรื่องนะ ถ้าไม่มีเหตุผลยังไงก็ต้องผิด...บ้าง คือ ผิดนิด ๆ ก็ได้...” คนพูดหลุบตาลงมองพื้น

เชษฐ์ไชยถอนใจ “เอาไอ้เสือมา”

“ฮะ” วิริยะย้อนทั้งเงยขึ้นมอง “ได้ไงอ่ะ ไม่ให้หรอก”

“ก็ได้สร้อยพระคืนแล้ว จะขโมยแมวคนอื่นไปได้ยังไงวะ” คนตัวโตกว่าพูด

“ก็มันไม่เหมือนกันนี่นา อีกอย่าง ถึงอาเชษฐ์พากลับไป มันก็หนีมาหาผมอยู่ดีนั่นแหละ มันเป็นแมวผมแล้ว” วิริยะรีบส่ายหน้า อุ้มพี่เสือถอยกรูดออกห่างเมื่อเห็นท่าไม่ดี เชษฐ์ไชยเท้าสะเอวมุ่นคิ้ว ถึงหน้าจะไม่มีหนวดแต่ก็ยังคงไม่สิ้นลายกอริลล่าตัวผู้จอมดุ ทำเสียงเข้มพูดว่า “อย่ามาโมเมว่าเป็นของตัวเองนะ ไอ้เสือเป็นของฉัน”

“ถ้าเป็นของอาเชษฐ์ ทำไมมันต้องหนีมาหาผมด้วยเล่า ที่สำคัญแมวตัวเองหายไปตั้งหลายวันทำไมไม่ตามหา”

“ก็ฉันคิดว่ามันติดตัวเมียอยู่ไง เอาคืนมาเดี๋ยวนี้เลย” ไม่พูดเปล่า ร่างสูงเดินมาต้อนเขาและพยายามเอื้อมมาแย่งอุ้ม ทว่าวิริยะไม่ยอม เด็กหนุ่มหมุนตัวหนี เชษฐ์ไชยขยับตัวตามยื้อแย่งจนกระทั่งฝ่ายพี่เสือรู้สึกรำคาญ มันกระโดดออกจากอ้อมแขนวิริยะลงพื้นไป ในขณะที่เด็กหนุ่มตกใจกลัวว่ามันจะได้รับบาดเจ็บจนตัวเองลำบากแทน หงายเงิบลงก้นจำเบ้าไม่พอ ตัวยักษ์ของเชษฐ์ไชยยังล้มตามมาทับอีก

“โอ๊ยยย!” หน้าผากทั้งสองกระแทกกัน

“ฮือ เจ็บ ๆ ๆ ๆ!” วิริยะร้อง

“เวรเอ๊ย!” เชษฐ์ไชยยกมือลูบหน้าผากตัวเองป้อย ๆ ขยับจะลุก หากทว่าเหลือบเห็นคนใต้ร่างในระยะใกล้ที่กำลังยู่หน้าเพราะความเจ็บเช่นเดียวกัน หรือไม่ก็กำลังรู้สึกหนัก อดไม่ได้ที่จะเคลื่อนสายตาคมสำรวจไปทั่งทั้งใบหน้าเมื่อได้โอกาส

ทุกอย่างดูพอดี ตั้งแต่ผิวหน้า ริมฝีปาก ขนตา รูปจมูก แม้ว่าเด็กตรงหน้ากำลังทำหน้าประหลาดเพราะเจ็บ แต่มันดูน่ามองและเป็นธรรมชาติจนใจคนมองเต้นตึก

นี่ไง สิ่งที่อัฐษไชย น้องชายของเขาเห็น

สเน่ห์บางอย่างที่มี ทำให้เด็กคนนี้พิเศษกว่าคนอื่น

ดูเหมือนวิริยะจะรู้ตัว เมื่อเห็นนัยน์ตาคมของเชษฐ์ไชยหยุดมองในระยะใกล้ เด็กหนุ่มนิ่ง เงยขึ้นสบตาเชษฐ์ไชยในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของพี่เสือยามเหยียบพื้นเสื่อน้ำมัน และหรีดหริ่งแถวนี้เป็นสิ่งคั่นกลาง เด็กหนุ่มเบื้องหน้ากลืนน้ำลาย ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจทำลายความเงียบที่สาปทั้งสองลงด้วยคำพูด

“อาเชษฐ์ ทำจมูกบานอีกแล้ว...”

คนฟังเลิกคิ้วและรู้สึกถึงความร้อนของแก้มขึ้นมาเล็กน้อย มองตากลมเบื้องหน้า วิริยะยังไม่ละสายตาไปไหน หนำซ้ำยังเคลื่อนมือมาบีบจมูกโด่งของเขา

เอ่ยต่ออีกว่า

“เขินอะไรเหรอ...”


--๑๐๐--


----------------------------------------------------

เขินหนูไงลูกกกกก ดาเมจความน่ารักของหนู่พุ่งกระแทกใจอาเชษฐ์มาก 55555

น้องวิวและความกวนของเขา พร้อมกับอาเชษฐ์เวอร์ชันหล่อก็มา

หมดโควต้าที่พิมพ์ไว้แล้ว ตอนนี้ต้องพิมพ์วันต่อวันแล้วค่ะ ฮือออ!!

ขอกำลังใจด้วยนะคะ จะได้มีแรงปั่น

1 เม้น ต่อ 1 ตอน เหมือนเดิมจ้า

รักเด้ออออออ


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ catka12

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 477
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 11

ถูกใจให้เป็ด 0
 :o8:  :-[  :impress2: น่ารักนะเนี่ย...เขินจนจมูกบาน... :hao7:

ออฟไลน์ BAKA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2817
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 52

ถูกใจให้เป็ด 0
เขินน้องวิวไงลูกกกก 5555

ออฟไลน์ muiko

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1073
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 71

ถูกใจให้เป็ด 0
อยากเห็นวิวกะอาเชษฐ์รักกันไวๆจัง
อาเชษฐ์เขินวิวบ่อแบบนี้ จะรู้ใจตัวเองมะไหร่นะ
มีแอ๊บมาทวงแมวคืน
แหม อยากมีข้ออ้าง มาหาวิวใช่มั้ยหล่ะ
 :katai3:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 12414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 355

ถูกใจให้เป็ด 0
 :m20:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2800
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 68

ถูกใจให้เป็ด 0
ถ้ารู้ว่าเขินจนจมูกบาน ก็เอาจมูกไปเก็บไว้ซิ หาที่ไว้ไม่ได้ก็เอาไปเก็บแถว ๆ แก้มวิวก็ได้ จะได้ไม่มีใครเห็น  :hao3:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 13

ถูกใจให้เป็ด 0
อ๊ะ เลิกแกล้งกันสักพัก แล้วหันมาเขินกันแทนนะ
 :-[ :-[

ออฟไลน์ T_TARS

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 0

ถูกใจให้เป็ด 0
ไม่ได้มาตามหาแมวคืนหรอก แค่หาเรื่องมาหาน้องวิวแบบซึนๆ
 :o8: :o8:

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 37
    • fanpage Noonaa

ถูกใจให้เป็ด 0
ถ้ารู้ว่าเขินจนจมูกบาน ก็เอาจมูกไปเก็บไว้ซิ หาที่ไว้ไม่ได้ก็เอาไปเก็บแถว ๆ แก้มวิวก็ได้ จะได้ไม่มีใครเห็น  :hao3:
แบบนี้คนเขินอาจเป็นคนอ่านเองนะคะ 555555 :-[ :-[

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 37
    • fanpage Noonaa

ถูกใจให้เป็ด +5


ตอนที่ ๑๒

“เขินอะไรเหรอ...”

เพราะคำถามนี้ทำให้เชษฐ์ไชยนิ่งไปพักหนึ่ง สบนัยน์ตาใสของเด็กเบื้องหน้าเพราะไม่รู้จะตอบกลับไปอย่างไร แล้วหลุบมองมือขาวที่เอื้อมมาบีบปลายจมูกเขา ไม่รุนแรง ดูแล้วเหมือนวิริยะอยากจะหยอกล้อเขามากกว่า ชายหนุ่มจึงกุมจับข้อมือของเด็กตรงหน้า กระตุกให้ขยับเข้ามาชิดใกล้กว่าเก่า คิดว่าอยากจะแกล้งวิริยะคืนบ้าง

คนถูกกระทำเบิกตาตกใจ “อะ อาเชษฐ์...”

“ว่ายังไง”

ระยะที่ถูกดึงเข้าไปทำให้ความห่างของทั้งสองร่นน้อยลง น้อยลงชนิดที่ว่าวิริยะตกใจในความชัดเจนระยะรูขุมขนของตากอริลล่า บวกกับใบหน้าที่เปลี่ยนไปยิ่งทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูกไปกันใหญ่

เชษฐ์ไชยยกริมฝีปากยิ้ม สบนัยน์ตาของเด็กหนุ่มอย่างรู้ทัน

“มองอย่างนี้บอกมาตรง ๆ ก็ได้ว่าฉันหล่อ”

คนฟังยู่หน้า “หลงตัวเอง”

“ก็สายตาเธอมันฟ้อง”

“เฮอะ!” วิริยะหัวเราะทำหน้าระอา “ปล่อยมือผมเลย”

“ไม่ปล่อย” กล่าวจบสายตาคมของเชษฐ์ไชยมองไปยังพี่เสือที่อยู่ด้านหลัง ราวกับว่าเป็นการประกาศศึกกลาย ๆ ว่าจะไม่ยอมยกให้เด็กหนุ่มแต่โดยง่าย เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ววิริยะพยักหน้าพอเข้าใจ ซึ่งอีกฝ่ายเองดูเหมือนจะเข้าใจเหมือนกัน และรับรู้ว่าเด็กหนุ่มคงยอมคืนพี่เสือให้ จึงยอมคลายมือในท้ายที่สุด

เด็กหนุ่มลอบยิ้ม เชษฐ์ไชยไม่รู้อะไรเลย เรื่องรบก็ควรมีแผน ไม่อย่างนั้นจะชนะศึกได้ยังไง

ระหว่างทั้งสองเงียบไปสักพัก นั่งตัวตรงไม่ไหวติง มีเพียงสายตาที่จับจ้องกันและกันราวคาวบอยกำลังดวลปืน กระทั่งถึงเวลาเหมาะสม วิริยะกระโจนไปด้านหลังเพื่อหวังชิงความได้เปรียบ แต่คนหน้าโหดตรงหน้าก็ไม่โง่ ใช้ความยาวของลำตัวกระโดดมาตะครุบตัววิริยะไว้ได้

“อ๊ากกกก ปล่อยนะอาเชษฐ์ พี่เสือเป็นของผม”

“พูดหมา ๆ ได้ไง นี่มันของฉัน!” เชษฐ์ไชยคว้ามือจะแย่งแมวในอ้อมกอดวิริยะ ในขณะที่เด็กหนุ่มกอดพี่เสือกลิ้งหลุน ๆ บนพื้นหนี ซึ่งก็ยากมากเหลือเกินเมื่อถูกตัวใหญ่ยักษ์ของคนอายุมากกว่ากอดรัดฟัดเหวี่ยงไล่ตาม

“เอามา!”

“ไม่ให้ พี่เสืออย่าไปนะ!” วิริยะดิ้นหลบตัวโต ๆ ด้านบน จะลุกหนีก็ถูกดึงกางเกงจนร่นแทบจะหลุดตูด เด็กหนุ่มยอมปล่อยพี่เสือไว้บนพื้นเพื่อปกป้องกางเกงนอนของตัวเองก่อน แล้วขยับเป็นฝ่ายขึ้นนั่งทับตัวใหญ่เท่าหมีควายของชายเบื้องหน้า ขยับจับลำแขนยาวทั้งสองข้างขึงกับพื้นในท่าพิสดาร แล้วก้มลงกัดแก้มของเชษฐ์ไชยไปเต็มแรง

“อ๊ากกกกก ไอ้เด็กบ้า!” เชษฐ์ไชยดิ้น

เมื่อหลุดจากแรงอันน้อยนิดเบื้องหน้าก็เช็ดน้ำลายที่เปื้อนเยิ้มบนแก้มออก ตั้งใจจะหันไปคว้าแมวของตัวเองอุ้มหนีกลับบ้าน แต่วิริยะไวกว่า ลุกไปอุ้มพี่เสือไว้ได้ ชายหนุ่มกระตุกดึงขายาวของหมาตัวน้อยที่เพิ่งกัดเขา ลากให้กระเถิบมาหา เห็นหน้ายู่ยับนั้นแล้วกึ่งมันเขี้ยวกึ่งโมโห ฝังเขี้ยวลงบนก้นวิริยะจนเด็กหนุ่มร้องว๊าก

วินาทีชลมุนอลหม่านยังไม่ยอมจบแต่โดยง่าย วิริยะหน้างอและโกรธเพราะความเจ็บ ยอมให้เชษฐ์ไชยได้อุ้มพี่เสือไปก่อนแล้วตลบหลังอีกที รู้อยู่แน่ว่าคราวนี้อีกฝ่ายจะไม่ยอมปล่อยพี่เสือออกจากมือ เด็กหนุ่มคว้าคอยาวของคนตรงหน้าเข้ามาใกล้ งับกัดอย่างเอาแต่ใจจนเชษฐ์ไชยดิ้นพล่าน “โอ๊ยยยย ยอมแล้ว ยอม!”

วิริยะสะบัดหน้าไปมาราวเป็นหมาบ้า ไม่ยอมปล่อย พลอยให้มือหนาที่อุ้มพี่เสือผละมากุมจับไหล่เด็กหนุ่ม “วิว! ยอมแล้ว ยอม ๆ ๆ ๆ!”

ทั้งสองหอบแฮ่กเพราะใช้กำลังกันเมื่อครู่ ท้ายที่สุดเด็กหนุ่มก็ยอมทำตามในสิ่งที่เชษฐ์ไชยขอ เขากัดคนตรงหน้านานเท่าไรไม่รู้ ที่รู้ ๆ คือเป็นรอยชัดและน้ำลายไหลอาบจนถึงเสื้อสีขาวที่สวม ถึงอย่างนั้นเชษฐ์ไชยก็ยกมือกุมบริเวณที่ถูกกัดของตัวเองเมื่อครู่ ทำหน้างอแงราวกับเด็กห้าขวบทั้งหอบหายใจกันไปด้วย “เจ็บฉิบหาย!”

เด็กหนุ่มรีบไปยกพี่เสือมาอุ้มทันที มองรอยแผลและสีหน้าของเชษฐ์ไชย เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ

“แล้วนี่อะไร…” เชษฐ์ไชยยกมือที่เยิ้มด้วยน้ำลายมาดู ทำหน้าหยี “กูจะเป็นหมาบ้าไหมวะเนี่ย”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า ทีอาเชษฐ์ยังกัดตูดผมเลย” วิริยะหลุบหน้าลงมองพื้น

“ก็ใครมันเริ่มก่อนล่ะ” เอาจริง ๆ พอนึกถึงเขาก็รู้สึกอายเหมือนกันที่ทำแบบนั้น

“แต่อาเชษฐ์พูดแล้วนะ ห้ามมาทวงพี่เสือคืนอีก พี่เสือเป็นของผมแล้ว” เด็กหนุ่มทำเสียงอ่อนลงแล้วลูบของบนตักราวหวงแหนสมอยาก ทำให้คนหงุดหงิดที่ถูกเล่นงานคลายความรู้สึกลงไป เมื่อเห็นว่าวิริยะอยากให้มันอยู่ด้วยจริง ๆ

แล้วดูทำหน้าเข้า ทำอย่างกับถูกเขารังแก ทั้งที่ฝ่ายเชษฐ์ไชยต่างหากที่ถูกกระทำ

ชายหนุ่มทอดถอนใจอย่างเสียไม่ได้ “เออ...” น่าแปลกที่เขาไม่ถือสาการกระทำบ้า ๆ ของวิริยะสักนิด “ยังไงก็ต้องกลับไปอยู่แล้ว ค่อยมาทวงวันนั้นก็ได้”

เด็กหนุ่มดีใจ เงยมาคลี่ยิ้มให้ “ขอเอาไปด้วยเล...”

“ไม่ให้โว้ย” สิ้นคำ วิริยะก็หัวเราะน้อย ๆ

เมื่อสถานการณ์กลับมาปกติแล้ว ทั้งสองไม่มีเรื่องคุย วิริยะจึงตัดสินใจบอกว่าถึงเวลานอนแล้ว เชษฐ์ไชยก็เดินหน้างอกุมคอออกไปโดยไม่พูดไม่จา ส่วนเด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นลูบก้นตัวเองเดินไปปิดไฟนอน จะลุกจะนั่งก็ระบมก้น แต่ถึงอย่างนั้นยังคงยิ้ม เมื่อพี่เสือขยับเข้ามาซุกมอบความอบอุ่นอยู่ข้างกายและทำให้รู้สึกวางใจ

แม้บางทีจะมีภาพใบหน้าสะอาดสะอ้านของใครสักคนในระยะใกล้ชิดผุดขึ้นมา โดยที่เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าทำไม

ดูเหมือนวิริยะจะไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกแล้ว ตั้งแต่มีพี่เสือเขาก็ตื่นตรงเวลามาโดยตลอด หนำซ้ำเด็กหนุ่มนอนหลับสบายเต็มอิ่มเพราะความวางใจอีกด้วย ซึ่งหลังจากตื่นก็เป็นแบบเดิมทุกครั้ง อาบน้ำแต่งตัว ออกไปช่วยงานที่โรงครัว เมื่อถึงสวนผักแล้วไม่รู้เป็นเพราะอะไร ตากลมเหลือบมองขึ้นไปยังบ้านหลังใหญ่อีกฝั่งอย่างไม่รู้ตัว เห็นเชษฐ์ไชยตื่นแล้ว กำลังดื่มกาแฟอยู่หน้าบ้าน

อีกฝ่ายแปะพลาสเตอร์หรืออะไรมิทราบไว้บนหน้าและลำคอ ทำให้วิริยะเริ่มรู้สึกผิดที่เผลอเล่นแรงไปหน่อย

วันนี้ทั้งวันดูเหมือนทุกคนจะสนใจเรื่องของเชษฐ์ไชยเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้เห็นเจ้านายแบบนี้นานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยถูกเมียทิ้งใหม่ ๆ เชษฐ์ไชยก็ปล่อยตัวทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หรืออันที่จริงก็ตั้งใจทำแบบนี้ เพราะยังคงฝังใจกับการถูกทิ้งอยู่ จริง ๆ แล้วไม่มีใครรู้ว่าเชษฐ์ไชยคิดอย่างไร ก็เพียงแค่เดาไปในทางเดียวกันเท่านั้นว่าเจ้านายไม่อาจหาเมียใหม่ได้ในเร็ววันนี้ เพราะเจ็บจากคนเก่าที่ทุ่มเทมาเยอะ

อันที่จริงเรื่องราวของเชษฐ์ไชยนั้น จะว่าน่าสงสารก็ใช่ จะว่าสมควรก็ถูก ใครใช้ให้รักให้หลงจนไม่ลืมหูลืมตากันเล่า

แต่วิริยะก็คงได้แค่คิด อย่างไรเสียเด็กหนุ่มก็เป็นคนอื่น

ทั้งวันเชษฐ์ไชยไม่ได้มาปรากฏตัวให้เห็นอย่างเช่นทุกครั้ง จะมีก็แต่ลุงแสวงที่ยกเครื่องดื่มชูกำลังและเกลือแร่มาให้แทน เจ้านายจะมาก็ต่อเมื่อเลิกงานและจ่ายเงินค่าแรง พลอยให้คนงานสาวน้อยสาวใหญ่กระดี๊กระด๊ากับภาพลักษณ์ใหม่กัน

หลังเลิกงานเด็กหนุ่มก็เดินตามกลุ่มพี่ ๆ ผ่านเชษฐ์ไชย จะกลับไปที่หอกันเลย

“เฮ้ย! วันนี้อากาศฮ้อน ผู้ใด๋สิไปอาบน้ำที่น้ำตกกับกูแน ขี้คร้านถ่าโดน” ดำถามขึ้น

“เออ พวกกูไป”

“ไป ไปกันหมดนี่แหละ” หมอกเสริมด้วย

ดำจึงหันมากอดคอวิริยะ “วิวไปนำอ้ายบ่”

“ไปพี่ ผมก็ขี้เกียจรอคิวเหมือนกัน” เด็กหนุ่มตอบทันที เมื่อได้ฟังดำก็พยักหน้าเออออรู้กันตามประสาพี่น้องคู่ซี้ แต่เมื่อพี่ชายตัวใหญ่ผละสายตาไปทิศใดทิศหนึ่งเพียงวินาทีเดียวเท่านั้น สีหน้าแรด ๆ ก็เปลี่ยนมาจริงจัง รอยยิ้มหายไปแล้วหันมาพูดกับเด็กหนุ่มอีกที “เออ อ้ายว่าวิวอาบอยู่นี่ดีกั่ว”

เด็กหนุ่มละรอยยิ้ม “ทำไมล่ะ ผมอยากไปด้วย”

“รถเฮาบ่พอนั่ง”

“ไม่พอห่าอะไรไอ้ดำ พอ!” ไทร้องเถียง วิริยะรีบพยักหน้าบอกว่าจริง

หนุ่มอีสานอึกอัก เหมือนคนมีความผิดแต่ไม่ยอมพูด “แต่หมู่อ้ายอาบโดนโพด ย่านวิวถ่า”

“ไม่เป็นไร ผมรอได้” เด็กหนุ่มยิ้มแป้นให้อีกครั้งเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ดำกังวลนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นพี่ชายผิวคล้ำก็ยิ้มแห้ง ๆ แล้วผละสายตาไปอีกทิศอย่างมีพิรุธ วิริยะละรอยยิ้มสงสัย หันไปด้านหลังตนเองตามสายตาของดำ เห็นเชษฐ์ไชยยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ แล้วเด็กหนุ่มจึงยกมือเกาหัวไม่เข้าใจ ถึงดำจะไม่อยากให้เขาไปด้วย แต่มันก็คงไม่เกี่ยวกับเชษฐ์ไชยหรอกระมัง

วิริยะรั้นจะตามพวกพี่ ๆ ไป เพราะมีดำคนเดียวที่ทำท่าแปลก ๆ

อันที่จริงหลายครั้งแล้วที่ดำไม่กล้าเข้าใกล้เด็กหนุ่มและทำทีเหมือนเกรงใจใคร วิริยะเกิดไม่เข้าใจตั้งแต่พี่ชายต่างจังหวัดเดินมาถามเขาว่าไปทำอะไรให้เชษฐ์ไชยโกรธมาก่อนรึเปล่า เด็กหนุ่มตอบไปเพียงว่าไม่ และย้อนถามไปว่าทำไม ดำจึงยิ้มแล้วบอกว่าไม่มีอะไร ซึ่งตั้งแต่วันนั้นเด็กหนุ่มก็ลืมมันไปแล้ว

หลังถูสบู่สระผมเสร็จก็คือเวลาสนุก ภาพพี่ชายทั้งเจ็ดสนุกสนานกับการเล่นน้ำเป็นสิ่งที่วิริยะเห็นจนชินตา เด็กหนุ่มเหลือบมองไปยังทิศที่เคยมาแอบดู ทั้งของกลุ่มนี้ และเชษฐ์ไชย แล้วยกยิ้มขึ้นอย่างนึกตลก สุดท้ายตัวเองก็มาเป็นเป้าสายตาอยู่ที่นี่เสียเอง ไม่รู้ว่ากลุ่มพวกส้มจะแอบมากันรึเปล่า แต่คิดถึงช่วงมาถึงที่นี่ทีไรก็ตลก

ส่วนมากทั้งหมดจะสวมเพียงบ็อกเซอร์ ที่น่ามองก็คงจะเป็นหุ่นที่ดูดีกันทั้งนั้น ยิ่งยามเปียกน้ำจนผิวมันระยับสะท้อนแสง หุ่นยิ่งดีไปกันใหญ่ เห็นแล้วเด็กหนุ่มก็รู้สึกอิจฉา ทำได้เพียงแช่ แอบหุ่นตัวเองใต้น้ำมองรุ่นพี่กระโดดตูมทีละคนด้วยรอยยิ้ม แต่สนุกกันได้ครู่เดียวก็มีแขกไม่ได้รับเชิญ ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

“เฮ้ย นายเชษฐ์มา…” หมอกพูดเสียงเบา แต่อยู่ไม่ห่างจากเด็กหนุ่มนัก เพื่อนที่สามารถได้ยินจึงหันไป เห็นคนตัวใหญ่เดินถือเป้สัมภาระเดินตามโขดหินเข้ามา

“ฉิบหายแล้ว วันนี้วันเสาร์เหรอวะ”

“ไม่ใช่ วันนี้เพิ่งจะวันพุธ นายเชษฐ์ลืมอะไรหลายวันแท้วะ” หมอกบอก และเมื่อเห็นเต็มตาว่าใครมา ลิง ๆ ทั้งหลายก็ไม่กล้าขยับไปพักหนึ่ง รอให้เจ้านายเดินมาหยุดอยู่บนโขดหินใหญ่ที่ใช้วางของโดยไม่เปียกน้ำได้ บริเวณที่ใกล้กับตรงที่เคยช่วยชีวิตวิริยะคราวนั้น หมอกเป็นหน่วยกล้าตาย เอ่ยถามขึ้นไปว่า “นายเชษฐ์จะอาบน้ำเหรอครับ น้ำขุ่นแล้วนะ”

“แม่นครับ แถมบักวิวเยี่ยวใส่แล้วนำ”

วิริยะหันขวับหาดำ “มั่วแล้ว!” จะกลัวเชษฐ์ไชยลงมาเล่นด้วยอะไรขนาดนั้น ถึงขนาดเอาฉี่เขามาไล่

“กูจะมาว่ายน้ำ พวกมึงเล่นกันไปเลย” ไม่พูดเปล่า คนตัวสูงใหญ่ก็วางกระเป๋าสัมภาระลงแล้วถอดเสื้อออกโดยไม่รอความสมัครใจของลูกน้องทั้งหลาย ซึ่งหนุ่ม ๆ ผู้อายุน้อยกว่าและเป็นลูกน้องเมื่อเห็นก็ไม่มีใครท้วงติงอีก ยิ่งเห็นหุ่นเชษฐ์ไชยแล้วยิ่งพากันร้องโหวกเหวกแซวราวกับเป็นเพื่อนเล่น ซึ่งวิริยะแอบคิดมานานแล้วว่าไอ้พี่พวกนี้มันกลัวเจ้านายจริง ๆ รึเปล่า

หรือแค่ทำเป็นเล่นใหญ่กันเฉย ๆ

เพราะดูสนิทสนมกันดี

เด็กหนุ่มยิ้มเมื่อถูกไทจับขึ้นขี่คอลอยตุ้บป่องกันอยู่ในน้ำ ไทเป็นพวกตัวใหญ่ บ้าพลัง และชอบหยอกล้อคนอื่นเช่นนี้เสมอ เด็กหนุ่มเป็นเพียงเด็กผู้ชายที่ชอบเล่นอะไรแผลง ๆ เมื่อได้ทำเช่นนี้รู้สึกว่าสนุกสนานเช่นกัน จะมีก็แต่ดำที่ไม่ค่อยร่วมกับทุกคน เมื่อไทพาวิริยะเดินลอยคอในน้ำได้สองสามก้าว ไม่รู้พี่ชายจากอีสานมาจากไหน กระโจนถีบไทจากด้านหลงจนวิริยะและไทกระดอนไปกันคนละทาง

“อะไรของมึงวะไอ้ดำ ไอ้ห่า กูเล่นกับน้องอยู่ดี ๆ”

ดำอึกอัก “บ่มีหยัง กูแค่คันตีน บ่มีที่เกา” แล้วผละสายตาไปยังเชษฐ์ไชยที่เดินลงน้ำมา

“ไอ้ห่า ไว้วันหลังให้กูคันบ้างนะ มา...วิว มาเล่นกันต่อ”

“บ่ให้เล่นเว้ย น้องกู” ดำดึงวิริยะไปหา

“แหนะ หวงน้องก็บอกไอ้เวร พูดกับกูดี ๆ สิเพื่อน เกิดน้องนุ่งจมน้ำขึ้นมามันไม่คุ้ม”

“ไม่หรอกพี่ ผมว่ายน้ำเก่ง” วิริยะคลี่ยิ้มมองดำที่ทำหน้าหงอ ไม่เถียงอะไรเพื่อน “ผมว่าจะเลิกแล้วล่ะพี่ดำ จะขึ้นไปเปลี่ยนผ้าแล้ว”

“เออ ดีมาก เดี๋ยวบ่สบาย” ดำยิ้มขึ้นมาราวกับกำลังโล่งใจ เด็กหนุ่มจึงว่ายน้ำสวนกับเชษฐ์ไชยหวังจะกลับไปจุดที่วางของ เปลี่ยนเสื้อผ้า หากทว่าคนหน้าดุรีบถามเขาก่อน “ไปไหน”

“ไปเปลี่ยนผ้าไงครับ เลิกเล่นแล้ว” เด็กหนุ่มตอบแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย เมื่อพ้นน้ำได้ก็รู้สึกหนาวนิด ๆ เดินกอดอกเปล่า ๆ เปลือย ๆ ขึ้นไปยังกองเสื้อผ้าจะรีบเปลี่ยน หากทว่าตกใจเมื่อยกผ้าขนหนูจะพันเอว เขาเห็นคนที่เพิ่งลงน้ำและเปียกได้เพียงครึ่งตัววิ่งขึ้นมาเปิดกระเป๋าที่เจ้าตัวถือมา “เดี๋ยว อย่าเพิ่ง!”

แถมห้ามเขาถอดผ้าอีก

วิริยะเลิกคิ้วงง มองเชษฐ์ไชยที่รีบดึงผ้าขนหนูผืนสีขาวออกมายื่น “เอานี่ไป”

“อะไร ของผมก็มี” เด็กหนุ่มตอบ กำลังจะเอาผ้าพันเอวเชษฐ์ไชยก็ทำเสียงดุ

“ไม่ต้องถอด กลับบ้านไปทั้งอย่างนี้แหละ เอาผ้าไป!”

เด็กหนุ่มไม่เข้าใจ “อะไรของอาเชษฐ์เนี่ย ผมไม่มีรถกลับ กว่าพี่ ๆ จะอาบน้ำเสร็จ มันหนาวนะเว้ย”

“เดี๋ยวไปส่ง”

“บ้า เดี๋ยวรถอาเชษฐ์ก็เปียกหมด”

คนตรงหน้ามุ่นคิ้ว “ใครจะให้นั่งข้างหน้า ให้นั่งข้างหลังต่างหาก”

“นี่มาอาบน้ำนะครับ ทำไมต้องนั่งคลุกฝุ่นไปกับอาเชษฐ์ด้วย” เด็กหนุ่มทำหน้ารำคาญอยู่ในที

“ฉันบอกให้ทำอะไรก็ทำ”

“บ่ทำ จะทำไม จะกัดตูดผมอีกรึไงครับ นายเซษฐ์” คนพูดทำเสียงคล้ายดำ

พูดจบวิริยะก็พันผ้าขนหนูไว้ที่เอวเพื่อทำตามความพอใจของตัวเอง

“ไอ้เด็กเวรนี่…” เชษฐ์ไชยทำหน้าระอาและดุในคราเดียวกัน เปลี่ยนจากยื่นให้เป็นกางผ้าขนหนูผืนใหญ่เป็นฉากกั้นไม่ให้ใครคนไหนเห็นได้นอกจากตัวเอง ในขณะที่วิริยะยังถอดกางเกงในตัวสีขาวใต้บ็อกเซอร์ออกมาอย่างหน้าตาเฉย ไม่มีความอายอะไรทั้งสิ้น ทำราวเคยชินมาก่อนแล้วเสียอย่างนั้น หรือจะใช่ คิดแล้วชายหนุ่มจึงเอ่ยถามออกไปว่า “มาอาบที่นี่บ่อยรึไง”

วิริยะไม่อยากตอบ แต่ก็ไม่ทำเช่นนั้น “ก็เกือบทุกวัน”

คนฟังหูผึ่ง “แล้วแก้ผ้าเปลี่ยนแบบนี้ตลอด”

“ก็ใช่ไง จะให้เปลี่ยนแบบไหนล่ะ” วิริยะยักไหล่ หยิบเสื้อผ้าตัวใหม่มาสวมทำหน้าไม่รู้สึกรู้สา เหลือบขึ้นมาอีกที เห็นเชษฐ์ไชยทำหน้าขึง ยกนิ้วชี้ชี้หน้าราวกับทำความผิดอะไรร้ายแรงเสียอย่างนั้น

“ตั้งแต่วันนี้ ฉันขอสั่งว่าห้ามมาอาบน้ำที่นี่อีก”

“ได้ไงอะ” วิริยะเบิกตา

“ไม่ต้องเถียง! ถ้าเถียงอีกคำนึงฉันจะขับรถไปส่งที่ บขส.”

เมื่อได้ยินวิริยะทำหน้างอโวยวายอะไรสักอย่าง ดำผละไปมองเด็กหนุ่มและเชษฐ์ไชยบนบกอยู่อย่างต้องการจับผิด ที่เห็นคือนอกจากจะใจเย็นกว่าเมื่อก่อนแล้ว เขายังมีโอกาสเห็นเชษฐ์ไชยเป็นฝ่ายยอมรุ่นน้องของเขาก่อนด้วย เหตุการณ์มันคล้ายช่วงที่เจ้านายมีเมียสมัยก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

จะมีใครบ้างที่กล้าทำท่าวีนเหวี่ยงใส่เจ้านายได้โดยไม่โดนตีนอย่างที่วิริยะทำบ้าง

อันที่จริงก็คิดว่าวิริยะพิเศษเพราะคำที่เด็กหนุ่มเรียกเชษฐ์ไชย แต่ดำเริ่มคิดว่ามันไม่ใช่แค่นั้นแล้ว

ยิ่งสังเกต ชายหนุ่มยิ่งเห็น

ดำคิด แล้วมองตามร่างสูงใหญ่ของเชษฐ์ไชยที่เพิ่งลงน้ำได้เปียกครึ่งท่อน กำลังก้มเก็บเสื้อผ้าสัมภาระของตัวเอง แล้วบังคับจูงวิริยะให้เดินตามออกไปข้างนอก ไหนจะไอ้การเอาผ้าขนหนูปิดไม่ให้ใครเห็นวิริยะตอนเปลี่ยนเสื้อผ้าอีก ทำอย่างกับจะไม่มีคนรู้ทัน ว่าเสือเจ้าของไร่อรุณีหวงของขนาดไหน อุตส่าห์ลงทุนขับรถตามมาขนาดนี้

ทำแบบนี้ ไม่มีคนดูออกเลย เจ้านายเอ๋ย...

ชายหนุ่มยิ้ม แล้วส่ายหน้ากับวิธีการที่เชษฐ์ไชยเลือกทำอย่างนึกขัน รู้สึกยินดี หากเชษฐ์ไชยเลือกที่จะลุกขึ้นใหม่ นอกจากจมกับอดีต หลังจากวนเวียนแต่เดินเข้าออกคอกม้า รำลึกถึงความเจ็บปวดเดิม ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ยอมหายสักที

และดำดีใจ ที่ใครสักคนผู้สามารถรักษาแผลของเชษฐ์ไชยได้นั้น คือวิริยะ


--๕๐--


-------------------------------------------------------------------

มาแล้วจ้า

พี่ดำมีความยิ้มกริ่มและแอบมอง มีความเกรงใจและรู้ตัวนิด ๆ ว่าต้องทำยังไง อิอิ

ส่วนคนเป็นอาก็...อาการไม่ค่อยออกเท่าไหร่เลย 555555

ตอนหน้าคุณอาจะโป๊ะแตกช่วงไหน ต้องรอติดตามค่ะ

เหมือนเดิมนะคะ คอมเม้นเป็นกำลังใจเค้าด้วย

เจอกันตอนหน้าจ้า

บายเด้อออออออ





ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4522
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 293

ถูกใจให้เป็ด 0
ขำคนฟอร์มเยอะ  ออกอาการจนลูกน้องสงสัย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออนไลน์ naruxiah

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 816
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 15

ถูกใจให้เป็ด 0
ดำน่ารัก เอ็นดูตอนถีบ คันตีนไม่มีที่เกา 5555

ออฟไลน์ unicorncolour

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 613
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 4

ถูกใจให้เป็ด 0
ตามจ้า...น่ารักดี  :กอด1:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2800
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 68

ถูกใจให้เป็ด 0
ใครไม่เป็นดำไม่รู้หรอก อะไร ๆ ก็มาลงที่ดำ เพราะงั้นดำเลยต้องปฏิวัติตัวเองใหม่ หู ตา ต้องไหว หมั่นสังเกตุ แล้วลงมือกระทำการใด ๆ ก็ได้ ให้ตัวดำปลอดภัยจากมือ-teen นาย  :katai3:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 12414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 355

ถูกใจให้เป็ด 0
ตอนนี้มันมากเลยค่ะ ตลกคนปากแข็ง

ออฟไลน์ Pinkping

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 0

ถูกใจให้เป็ด 0
เพิ่งเข้ามาอ่าน สนุกดีค่าาา มาต่อเร็วๆน้า

ออฟไลน์ BAKA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2817
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 52

ถูกใจให้เป็ด 0
นี่คนซึนเขาลืมเก็บอาการหรือเปล่าคะ? หรือไม่คิดว่าคนอื่นจะมองออก? แหมมมมม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-03-2018 22:37:56 โดย BAKA »

ออฟไลน์ noonaaRP

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 37
    • fanpage Noonaa

ถูกใจให้เป็ด +4


(ต่อ)

หลังอาบน้ำชำระร่างกายแล้วเสร็จก็หกโมงเย็น เชษฐ์ไชยเดินลงบ้านมาด้วยชุดลำลองสบาย แอบหยิบบุหรี่ใส่กระเป๋าแล้วเดินผ่านแม่ต้อยที่กำลังสั่งงานเรือนเด็ก ๆ ในบ้าน ออกไปหาที่สูบข้างนอก มิเช่นนั้นแล้ว หูของชายหนุ่มอาจชาเพราะคำบ่นของนางได้

ดีหน่อยที่หน้าร้อนนั้น ช่วงกลางวันจะยาวนานกว่าฤดูกาลอื่น หกโมงเย็นแล้วตะวันยังไม่ลับขอบฟ้าเลย

อีกสองร้อยเมตรข้างหน้าคือคอกม้า ที่ที่เชษฐ์ไชยมักเข้ามาหาความสบายใจ แต่ไม่รู้ทำไมเมื่อมาถึงกลับทำให้ชายหนุ่มไม่เคยสงบใจได้เลย ภาพวันเก่าต่าง ๆ ไม่ยอมหยุดแล่นเข้ามาในหัว ขยับไปทางไหนก็เห็นแต่ความทรงจำครั้งเก่าก่อนอยู่เต็มไปหมด นี่คงเป็นเหตุผลที่เขายังฝังใจอยู่กระมัง

ชายหนุ่มยกบุหรี่ขึ้นสูบ ไม่รู้ทำไม วันนี้เขาเลือกเดินผ่านคอกม้าไปยังที่หอแทน มารู้ตัวอีกที หลายวันมานี้เชษฐ์ไชยคิดว่าที่อื่นทำให้เขาสงบจิตสงบใจและมีความสุขมากกว่า ถึงจะไม่เข้าใจความหมายจริง ๆ ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร แต่เขาก็รู้เพียงว่ามันดีกว่าเมื่อก่อน

สองข้างทางเป็นต้นไม้ที่ตัดแต่งเป็นระเบียบ อีกร้อยเมตรข้างหน้าเป็นคอกหมู เล้าไก่ ทว่าต้องเดินผ่านบริเวณพืชผักสวนครัวไปก่อน เชษฐ์ไชยเดินลงเนินท่ามกลางต้นไม้ร่มรื่นและคิดอะไรไปเรื่อย ตลอดระยะเวลาก้าวเดิน ตะวันค่อย ๆ ลงต่ำไปตลอด จนฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน บริเวณโดยรอบของเชษฐ์ไชยเริ่มสลัว

“กรี๊ดดด! หยุดนะ บอกให้หยุดไง!”

ชายหนุ่มชะงัก ได้ยินเสียงของหน่อยลูกสาวแม่ต้อยมาจากข้างหน้า ซึ่งมันค่อนข้างเป็นป่ารกสูงและอันตราย มือหนาทิ้งบุหรี่ลงพื้นแล้วขยี้มันด้วยเท้า รีบวิ่งไป ใจหายวาบไม่อยากคิดว่าเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้น เมื่อไปถึงเขาเห็นหน่อยกำลังร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่เธอไม่ได้ถูกทำร้าย เป็นผู้ชายสองคนกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงใช้กำลังกันบนพื้นดินลูกรัง

ใจเชษฐ์ไชยชื้นขึ้นเมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น

“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย หยุดนะ หยุด!!”

แต่ครั้นเพ่งมองไปในความสลัวมืดอีกที ชายหนุ่มกลับเร่งฝีเท้ามากขึ้นไปอีก เมื่อหนึ่งในนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นวิริยะที่ซัดกับคู่กรณีอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งที่ฝ่ายตรงข้ามตัวใหญ่กว่ามาก และฝ่ายเด็กหนุ่มเท่านั้นที่ถูกทำร้าย

เชษฐ์ไชยวิ่งไปถีบไหล่ใหญ่คู่กรณีออกเป็นการห้ามปรามฉบับของชายหนุ่มเอง แล้วกระตุกดึงวิริยะให้ลุกขึ้นยืนหอบอยู่ด้านหลัง กันท่าไม่ให้อีกฝ่ายกระโจนเข้าใส่เด็กหนุ่ม “เป็นอะไรกัน กัดกันอย่างกับหมา!”

“มันจะลวนลามน้องหน่อย!” วิริยะตะโกนผ่านเสียงหอบ

“ว่าไงนะ” เชษฐ์ไชยหันหน้าไปหาคู่กรณีของวิริยะหน้าขึ้ง อารมณ์ขึ้นมาทันที ยิ่งเห็นว่าเป็นใครชายหนุ่มยิ่งโมโห

ไอ้ชาติ มันเป็นพี่ชายของคนที่แย่งเมียเขาไป ถึงจะอายุมากกว่าเชษฐ์ไชยอยู่สองปีและคุณไกรเลิศ ปู่ของเขาเลี้ยงให้เติบโตมาพร้อมกัน แต่ชายหนุ่มกลับเกลียดความหน้าตัวเมียของพวกมันอย่างเข้าไส้ เกลียดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร มันชอบเรียกร้องความสนใจ ชอบเลียแข้งเลียขาปู่ของเขา  “กูถามมึงไม่ได้ยินรึไง!”

มันตรงหน้าตาแข็งสู้ แม้จะรู้ว่าเชษฐ์ไชยเป็นนาย “กูเปล่า”

“ไม่จริงนะอาเชษฐ์ เมื่อกี้มันกอด…”

“มึงไม่ต้องเสือก กูกับเด็กก็แค่เล่นกัน ใช่ไหมหน่อย...” มันว่า แล้วหันไปหาเด็กสาววัยสิบหก

หน่อยหน้าซีด หลุบตาลงมองพื้น “จ้ะ”

“เฮ้ย! ได้ไงอะหน่อย เมื่อกี้หน่อยยังร้องเรียกคนช่วยอยู่เลย!” วิริยะชักหงุดหงิด

“เห็นไหม เด็กมันยังบอกเลยว่ากูไม่ผิด” ไอ้ชาติทำหน้าเย้ย

“มันลวนลามน้องหน่อยจริง ๆ นะอาเชษฐ์ ผมเห็นกับตา!”

“มึงอย่าเลือกให้มันมากนัก! ไม่งั้นมึงจะร้อนเป็นไฟจนอยู่ไม่ได้ซะเอง”

“มึงขู่ผิดคนแล้ว” เชษฐ์ไชยพูดเสียงเย็น จ้องตาคนตรงหน้านิ่ง ผละมองวิริยะที่มุ่นคิ้วนักเลงทั้งที่สภาพหน้าเละแล้วกล่าวกับไอ้ชาติอีกทีว่า “ถ้ามึงทำคนของกูอีก มึงต่างหากที่จะร้อนจนอยู่ไม่ได้ ถ้าอยากระเห็จออกไปข้างนอก ไม่มีที่ซุกหัวนอน ไม่มีใครต้อนรับอย่างน้องชายมึง ก็ลองดู”

ไอ้ชาติกัดฟันกรอดจนกรามปูด ไม่มีทีท่ากลัวเชษฐ์ไชย แต่ถึงอย่างนั้นก็คงฉลาดพอทีจะคิดได้ว่าใครที่มีอำนาจกว่า เหนือชั้นกว่า

เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว เชษฐ์ไชยดึงเด็กสาวตัวสั่นมากอดบ่า จ้องไอ้ระยำตรงหน้า “ถ้าหน่อยพูดออกมาคำเดียวว่ามึงทำ ต่อให้จริงรึไม่จริงกูก็จะเชื่อ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น มึงได้ตายคาส้นตีนกูแน่ ไป...หน่อย” พูดจบเชษฐ์ไชยก็เลือกที่จะใจเย็น พาหน่อยกลับไปที่บ้านพัก แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเอื้อมมาจูงมือวิริยะให้เดินตามหลังไปทางนั้นด้วย

เด็กหนุ่มมองไหล่กว้างของคนหน้าดุเมื่อครู่ กำลังโอบกอดหน่อยเดินนำเขาโดยไม่พูดอะไรอีก ในขณะที่มือหนา กุมจับมือวิริยะให้เดินตามโดยไม่พูดอะไร เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบ ไล่ความรุมร้อนออกจากแก้มอย่างไม่เข้าใจว่าจะเขินทำไม

วิริยะกับหน่อยถูกพากลับไปยังบ้านพักของเชษฐ์ไชย เมื่อไปถึงฟ้าก็มืดพอดี เด็กหนุ่มเหลือบมองบ้านไม้หลังใหญ่เงาวับที่ประดับด้วยดอกกุหลาบสีขาวเบื้องหน้า นานแล้วที่ไม่ได้กลับเข้ามาด้านใน ครั้นแม่ต้อยเห็นสภาพเด็กหนุ่มก็กุมอกด้วยความตกใจ คำถามแรกคือไปฟัดกับหมาที่ไหนมา วิริยะทำได้เพียงแค่ยิ้มให้นางแห้ง ๆ ไม่กล้าอธิบาย เหลือบมองหน้าดุของเชษฐ์ไชยเป็นเชิงถามว่าจะเอาอย่างไรดี

“จะอะไรซะอีกล่ะ ก็หน่อยนั่นแหละไม่รู้จักระวังตัว” พูดตามตรงไปเฉยเลย

“ว่าไงนะคะ” แม่ต้อยกุมหน้าอกตัวเองอีกครั้ง

เชษฐ์ไชยมองเด็กสาว ชี้นิ้ว “ก็นี่ไง เกือบโดนลากเข้าป่าไปแล้ว ดีนะวิวไปเห็นก่อน ถึงแม้จะช่วยอะไรไม่ค่อยได้ก็เถอะ”

“อ้าว” วิริยะทำหน้างง

“ตายแล้วนังหน่อย โชคดีนะแก แล้วทำไมต้องออกจากบ้านมาด้วย”

“หนูแค่จะมาช่วยแม่ทำงาน”

“ก็แม่บอกแกแล้วว่าให้อยู่บ้านอ่านหนังสือ” แม่ต้อยทำเสียงอ่อน

“หนูอ่านเสร็จแล้ว แล้วก็คิดว่าอยากช่วยแม่”

“พอเลย! ฉันบอกฉันเตือนกี่ทีแล้ว แล้วไหนบอกจะพกเสียมตลอด ทำไมวันนี้ถึงไม่ถือมาด้วย แต่ถึงจะพกมาจริง ๆ ก็ไม่มีทางสู้แรงมันได้หรอก เผลอ ๆ มันอาจจะเอาเสียมนั่นแหละฆ่าเธอ เกิดฉันไม่อยู่แถวนั้นจะทำยังไง ทำไมประมาทเลินเล่อแบบนี้ นี่ถ้าถูกข่มขืนขึ้นมาจะทำยังไงฮะหน่อย!” นายใหญ่ของไร่ทำเสียงดุ กอดอกยิงคำถามกับเด็กสาววัยสิบหกที่ก้มหน้าก้มตาลงมองพื้น พูดและตอบคำถามไม่ได้ สุดท้ายน้ำตาก็หยดแหมะ ร้องไห้โฮขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

เห็นแล้ววิริยะก็นึกฉุน คนเจอเรื่องร้าย ๆ มาแทนที่จะปลอบกัน มาดุเสียได้

“หนูขอโทษค่ะนายเชษฐ์” หน่อยตอบเสียงสั่น

เมื่อรู้ว่าเด็กร้องไห้ เชษฐ์ไชยนิ่งไปพักหนึ่ง เหลือบมองไปเห็นวิริยะทำตาเขียวปัดมาให้ ถึงได้รู้ว่าตัวเองปากไม่ดี “งั้น...คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีก” ชายหนุ่มถอนใจ

หน่อยพยักหน้ารับน้อย ๆ หลังจากนั้นนายใหญ่ของบ้านก็ให้แม่ต้อยพาเดินประคองไปดูแลกันข้างใน ส่วนเจ้าตัวที่ทำเป็นดุก็หลุบมองสายตาวิริยะ เห็นแววต่อว่าอยู่ในนั้นทว่าไม่ได้พูดอะไร จนกระทั่งแม่ต้อยลับสายตาไป

เชษฐ์ไชยจับวิริยะในสภาพมอมแมมเปื้อนฝุ่นนั่งลงบนโซฟา ในห้องโถงของบ้านที่เคยเข้ามาเมื่อก่อน แล้วชายหนุ่มก็บอกเด็กในบ้านให้ไปหยิบกล่องยา

“หน่อยโกหกอาเชษฐ์นะครับ” วิริยะเงยมองเชษฐ์ไชยเมื่อเห็นชายหนุ่มทรุดลงนั่งข้าง สภาพของเด็กหนุ่มยับเยิน คิ้วแตก ปากแตก โหนกแก้มบวมเขียว สภาพเหมือนโดนรุมซ้อมมา แต่เจ้าตัวกลับอวดเก่งเกินตัวเสียอย่างนั้น

“ฉันรู้ หน่อยคงกลัวตัวเองลำบากทีหลัง เพราะไอ้ชาติมันเจ้าคิดเจ้าแค้น”

“ไล่มันออกไม่ได้เหรอ คนแบบนี้มันอันตรายมากเลยนะ รู้ไหมผมเห็นมันแอบมองหน่อยทุกวันเลย แล้วมันก็คงรู้ว่าหน่อยต้องเดินมาช่วยป้าต้อยทำงานเวลานี้ทุกวัน มันวางแผนมาอย่างดีนะครับ มันเลือกตรงที่มีหญ้ารกสูงจะได้ไม่มีใครเห็นด้วย” วิริยะรีบเล่า

“ฉันจะเลี้ยงมันไว้อีกไม่นานหรอกวิว”

เชษฐ์ไชยจ้องตาเด็กเบื้องหน้า เมื่อเห็นวิริยะพยักหน้ารับแล้วชายหนุ่มจึงเอื้อมรับกล่องปฐมพยาบาลจากเด็กในบ้าน ไล่พวกหล่อนให้ไปทำงานแล้วเริ่มเปิดกล่องจะทำแผลให้ “แล้วนี่ตัวเท่าลูกหมา ริอาจไปสู้กับคนตัวใหญ่ ๆ เขา คงคิดว่าตัวเองจะสู้ได้ละมั้ง”

วิริยะเชยตาสบคนกล่าว “ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรไหม”

“มันก็ดีอยู่ แต่ควรสำเหนียกด้วยว่าต้องช่วยแบบไหน ไม่ใช่ทำอะไรเกินตัว มันจะยิ่งลำบากไปกันใหญ่”

“สรุปห่วงปะเนี่ย ด่าผมทำไม” เด็กหนุ่มทำหน้าเบื่อ

“ก็เป็นห่วงไงถึงได้ด่าอย่างงี้ ขนาดฉันยังไม่คิดจะใช้กำลังกับไอ้ชาติหมานั่นเลย มันอันตราย” วิริยะชะงัก มองใบหน้าหล่อของคนกล่าวที่กำลังง่วนกับอยู่การจัดการยาทาโน่นนี่ นี่รู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรออกมา เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มแล้วยกมือกุมปากที่แตกเพราะลืมตัว สบนัยน์ตาคมของเชษฐ์ไชยที่เคลื่อนมาสบหลังจากเทแอลกอฮอล์ใส่สำลี กำลังจะทำความสะอาดแผลให้

“ไหน ขอดูแผลหน่อย” สุ้มเสียงทุ้มของคนกล่าวนุ่มนวลแปลก ๆ

วิริยะคลายมือที่กุมบาดแผลบนหน้า จ้องใบหน้าคมคายที่เคยอยู่ภายใต้หนวดเครารกรุงรังเมื่อก่อน ซึ่งบัดนี้สะอาดสะอ้านแลดูน่ามอง เมื่อได้เห็นความหล่อเหลาของเชษฐ์ไชยชัดเจนแจ่มแจ้ง ใจวิริยะเต้นตึกตักอย่างน่าแปลก ไม่เข้าใจตัวเองเลย

นิ้วหัวแม่มือใหญ่สัมผัสใบหน้าเด็กหนุ่มเบามือและนำสำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดแผล ส่วนดวงตาคมกริบเบื้องหน้าก็ยังคงง่วนอยู่กับการสำรวจหาร่องรอยบาดเจ็บอื่น ๆ ชั่ววินาทีหนึ่งแตะโดนแผลของวิริยะแรงไปหน่อยจนเด็กหนุ่มร้องเจ็บ เชษฐ์ไชยจึงผละมาสบตา “โทษที เจ็บเหรอ”

วิริยะพยักหน้าน้อย ๆ ไม่ผละสายตาไปจากคนตรงหน้า ซึ่งฝ่ายเชษฐ์ไชยก็ทำเช่นนั้นเมื่อได้มองตากัน

คนเจ็บกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อรู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป เห็นว่าจากที่สบตา เชษฐ์ไชยผละมามองริมฝีปากของเขาอยู่แวบหนึ่ง เพียงแค่นั้นหน้าวิริยะก็ขึ้นสี ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าคนตรงหน้าจะจูบ แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของคนอายุมากกว่าก็ดันเขยื้อนขยับมาใกล้ ใกล้จนลมหายใจกระทบใบหน้า

“มะ มองไม่เห็นแผลเหรอ แก่แล้วสายตาฝ้าฟางไปหมดแล้วใช่ไหม”

เด็กหนุ่มรีบพูดฝ่าความเงียบ

คนฟังชะงักอยู่ในระยะใกล้แค่คืบ แล้วผละสายตาไปที่อื่น “เปล่า เอื้อมมาหยิบไอ้นี่”

เป็นขวดยาที่อยู่ในกล่อง เห็นแล้วเด็กหนุ่มก็รู้สึกหน้าแตกขึ้นมานิด ๆ

“นึกว่าจะมาเป่าเพี้ยงให้ซะอีก จะได้หายไว ๆ เจ็บแผลมากเลย” ทำเสียงล้อเลียนเชษฐ์ไชยแก้หน้าให้ตัวเอง

“ปัญญาอ่อน มา! รีบทำแผลแล้วรีบกลับไปอาบน้ำนอน”

“น้า เป่าให้หน่อยสิอาเชษฐ์ อยากให้อาเชษฐ์เป่าให้จังเลย” เด็กหนุ่มแสร้งขยับหน้าเข้าใกล้

“อย่ามากวนน่า จะอ้วก”

วิริยะหัวเราะ “ทำไมอ่า ก็อาเชษฐ์เป็นห่วงนี่นา เป่าให้หน่อยเร๊ว”

“อยู่เฉย ๆ เป็นไหมฮะ!” คนทำแผลให้รำคาญ แต่ถึงอย่างนั้นวิริยะกลับหัวเราะชอบใจที่แกล้งกวนน้ำให้ขุ่นได้ ยอมนั่งให้เชษฐ์ไชยทำจนเสร็จแต่โดยดี ระหว่างนั้นตาคมก็เหลือบเห็นหลังมือของเด็กหนุ่มแตกเช่นกัน จึงถือโอกาสทำความสะอาดให้ด้วยเลย

ขณะจับมือทำความสะอาด ทำแผล สัมผัสในฝ่ามือวิริยะกระด้างจนไม่เหมือนเด็กในเมือง ซึ่งคาดว่ามันน่าจะเป็นเพราะช่วงหลังที่มาจับจอบจับเสียมทำงาน เชษฐ์ไชยหงายมือเด็กหนุ่มขึ้นดูหลังจากทำแผลให้เสร็จ แต่เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มทำแบบนี้วิริยะก็รีบชักมือกลับแล้วลุกขึ้นยืนแก้เก้อ ขอตัวไปพักผ่อน

เชษฐ์ไชยรีบลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินดังนั้น “งั้นฉันจะไปส่งเอง”

วิริยะรีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมเดินกลับ”

“ทำตามที่ฉันพูด ห้ามปฏิเสธ รออยู่ตรงนี้” นิ้วชี้เรียวออกคำสั่งพร้อมหน้าดุ

“เอ้า” มองตามเชษฐ์ไชยเดินตึงตังขึ้นไปข้างบนอย่างไม่เข้าใจ ครู่เดียวก็ถือพวงกุญแจรถลงมา นำวิริยะไปยังรถยนต์คู่ใจที่เด็กหนุ่มเพิ่งได้นั่งเมื่อตอนเลิกงาน ครั้นขึ้นมานั่งบนรถได้ ระหว่างทั้งสองก็เงียบไป มีเพียงคนตัวใหญ่ที่กำลังง่วนกับการจัดแจงข้าวของ แล้วสตาร์ทรถ

“ไม่ใช่แค่หน่อยที่ต้องระวังตัว เธอก็ต้องระวังด้วย” เชษฐ์ไชยพูดขึ้นฝ่าความเงียบราวไม่มีอะไร เด็กหนุ่มยิ้ม พยักหน้ารับในความหวังดีที่นาน ๆ ครั้งจะมี “เดี๋ยวมาตายในไร่ฉัน คนงานจะกลัวผีเอา”

“เฮ้อ...” วิริยะถอนใจหน่ายเหนื่อย ขอเปลี่ยนความรู้สึกมาเป็นเหมือนเดิมดีกว่า เชษฐ์ไชยนี่มันเชษฐ์ไชยจริง ๆ ภาพลักษณ์ที่ดูเป็นมิตรขึ้นมามันก็แค่ของหลอกตาเท่านั้นเอง

“นึกว่าจะห่วงคนที่แอบชอบซะอีก”

เด็กหนุ่มยิ้ม

“มโน” คนตอบทำหน้าไม่รู้สึกรู้สา

ไม่นานเชษฐ์ไชยก็พาวิริยะมาถึงหน้าหอพัก ชายหนุ่มปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วดับเครื่องในขณะที่วิริยะเองก็ด้วย ครั้นเสร็จ คนตัวใหญ่ก็โน้มเข้ามาใกล้ วิริยะที่ยุ่งอยู่กับการแกะเข็มขัดออกจากตัวก็ผละมาเจอใบหน้าคมคายในความมืดพอดี เด็กหนุ่มถอนใจ ทำหน้าระอา เหลือบมองมือหนาที่เอื้อมไปด้านหลังรู้ทันว่าอีกคนจะแกล้งให้หน้าแตกอีกเหมือนคราวที่แล้ว ซึ่งวิริยะไม่หลงกลแน่

“ไม่ต้องเปิดประตูให้หรอก ไม่ได้เจ็บมือขนาดนั้น” วิริยะยิ้มเผล่ ทำหน้ารู้ดี

“ใครบอกจะเปิดให้” คนตัวใหญ่มุ่นคิ้ว

วิริยะทำท่าจะเถียง เขารู้หมดนั่นแหละว่าเชษฐ์ไชยตั้งใจจะทำอะไร หากทว่าตกใจ เมื่อเชษฐ์ไชยพูดจบก็ขยับเข้ามาใกล้ พร้อมกระตุกแขนเด็กหนุ่มให้เขยื้อนไปหา แล้วแนบริมฝีปากจูบเขาในที่สุด

วิริยะเบิกตาโพลง ผีเสื้อตัวน้อยกระพือปีกบินอยู่ข้างในจนมวนท้องไปหมด

“ฮื่อ...”

เด็กหนุ่มก็เพิ่งรู้ว่าที่เชษฐ์ไชยหันมา ลำแขนที่เขาเคยคิดว่าอีกฝ่ายจะใช้เปิดประตูนั้นจริง ๆ แล้วทำอะไร ใช้ค้ำกับขอบประตูแล้วโน้มใบหน้าเข้ามาจูบเขาเช่นนี้อย่างไรเล่า หากจะแกล้ง ไม่แกล้งแรงไปหน่อยหรือ วิริยะรู้ ว่าที่เขาแกล้งเชษฐ์ไชยตั้งแต่เมื่อตอนเย็นนั้น ทำให้ศึกสงครามการเอาชนะกันของทั้งสองเริ่มขึ้นนานแล้ว

มือขาวกำเสื้อของคนตรงหน้าแน่น ลมหายใจขาดห้วงเป็นช่วง ๆ ยามลิ้นสากของคนตรงหน้ารุกไล่ตามอย่างเอาจริงเอาจัง อวดว่าตัวเองเก่งกาจชำนาญเรื่องนี้ขนาดไหน วิริยะส่งเสียงปรามในลำคอเมื่อรู้ว่าควรทำสิ่งไหนก่อน ทว่าลำเสียงของเด็กหนุ่มหายไปดื้อ ๆ เพราะเชษฐ์ไชยผละออก แล้วจูบปิดปากเสียใหม่อีกที ฟอนเฟ้นริมฝีปากเขาอยู่เช่นนั้น จนวิริยะต้องทุบหน้าอกตักเตือนว่าตอนนี้เด็กหนุ่มเจ็บอยู่

คนตรงหน้าผละออก ขยับเลยริมฝีปากมาที่ลำคอ ฝังจูบตรงนั้นครู่หนึ่ง แล้วผละมาที่ข้อศอก ลากไล่ตามลำแขนวิริยะ มาจรดริมฝีปากชื้นบริเวณหลังมืออีกทีจนเด็กหนุ่มขนลุกซู่ เด็กหนุ่มมุ่นคิ้ว ดึงมือออกด้วยความไม่เข้าใจ ท้ายที่สุดคนตัวโตเบื้องหน้าก็ได้ผละจากสิ่งที่กระทำมาสบตา เผยรอยยิ้มร้ายและเจ้าเล่ห์ แต่เป็นความเจ้าเล่ห์ที่ดูไม่ค่อยมีพิษมีภัยเท่าไรนัก

“ทำบ้าอะไรเนี่ย ไม่ขำนะ” วิริยะทำหน้ายุ่ง เม้มริมฝีปากรุ่มร้อนของตัวเอง

“ก็เป่าให้ไง”

มันก็จริงที่เชษฐ์ไชยฝังจูบแต่บริเวณที่เขาเป็นแผล แต่มันน่าอายนี่นา!

วิริยะหลุบตามองตัก “นี่มันดูดไหม ไม่ใช่เป่า”

คนฟังหัวเราะหึ “ชอบกว่าเป่าก็บอก”

“บ้า!” เด็กหนุ่มหน้าร้อนขึ้นอีก ตีเพียะบนอกคนตรงหน้า

ถึงจะถูกตี ทว่าเชษฐ์ไชยกลับไม่โกรธ และกระตุกยิ้มให้รู้เลยว่าตอนนี้เหนือกว่า

“ไม่เห็นเป็นไร ถ้าบริสุทธิ์ใจ ทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด”

“อย่ามาย้อนผมนะเว้ย!” วิริยะโวยเมื่อรู้นัยยะของคนตรงหน้า

ย้อนกลับไปเมื่อตอนเย็น

ในขณะที่เชษฐ์ไชยบังคับรถยนต์ไต่ขึ้นเนินไป วิริยะยกผ้าเช็ดผมที่เปียกไปพลาง ลอบชำเลืองมองคนตัวเปียกที่สวมเพียงกางเกงตัวเดียวข้างกายไปพลาง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องทำแบบนี้ด้วย ตั้งแต่ไล่เขากลับมาจากห้องของดำ ตั้งแต่มานอนเฝ้าที่ห้อง แล้วไหนจะตามเขามาถึงน้ำตกอีก

วิริยะไม่ใช่คนโง่ เขาเอะใจ อยากรู้ และไม่อยากคิดเองเออเอง

“อาเชษฐ์ชอบผมเหรอ”

สิ้นเสียงเด็กหนุ่ม รถยนต์ที่แล่นอยู่ดี ๆ ก็เบรกกึกจนวิริยะหน้าเหวอ หัวทิ่มไปยังคอนโซลรถ เด็กหนุ่มกุมหน้าผากตัวเองร้องโอดโอย “จะเบรกก็บอกกันก่อนสิอาเชษฐ์ หัวแตกแล้วมั้งเนี่ย”

คนหน้าดุทำตาแข็ง มองวิริยะ “พูดอะไรนะ”

“ฮะ ก็บอกว่าจะเบรกทำไมไม่บอกผมก่อน”

“ก่อนหน้านั้นอีก”

“ก็...” วิริยะหน้ายุ่งคิดอยู่พักหนึ่ง เมื่อนึกออกก็เริ่มรู้แล้วว่าที่คนข้างกายเป็นแบบนี้เพราะอะไร เด็กหนุ่มเปลี่ยนมายิ้มเผล่ราวกับเป็นไบโพล่าห์ หันไปชี้นิ้วล้อเลียนอย่างเต็มตัว “อย่าบอกนะว่าที่ทำหงุดหงิดเพราะเขินที่ผมถามเมื่อกี้ ทำไม...รึว่าชอบผมจริง ๆ”

เชษฐ์ไชยเบิกตาจนโต “พูดอะไร ชอบเชิบที่ไหน!”

“เหรอ ไม่ชอบจริงเหรอ” วิริยะขยับเข้าใกล้

“ถอยออกไปเลย!”

มือยาวกอดแขนกำยำแกล้ง “ไม่ชอบจริงเหรอ ผมน่ารักน้า...”

“อย่ามาทำแบบนี้ ฉันไม่ชอบ”

“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ คนเราถ้าบริสุทธิ์ใจ ทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด” พูดจบ วิริยะก็กระโจนกอดคอเชษฐ์ไชยให้โน้มตัวเข้าหา จูบลงบนแก้มสะอ้านอย่างนึกมันเขี้ยวและอยากแกล้งให้อีกฝ่ายเขิน ซึ่งเชษฐ์ไชยก็ร้องโหวกเหวกโวยวายหลังจากนั้นอย่างที่คิด ทำหน้าทำตาโกรธ ไม่ค่อยแสดงอาการให้วิริยะเห็นเลย ว่ากำลังอายที่ถูกเด็กหนุ่มแกล้งแล้วใช้วิธีเหวี่ยงเป็นการกลบเกลื่อน

ไม่ค่อยเลยจริงจริ๊ง!

เมื่อเจอกันช่วงพลบค่ำอีกครั้ง สถานการณ์ของทั้งสองถึงได้เปลี่ยนไป เชษฐ์ไชยคงเจ็บใจที่ถูกเด็กหนุ่มล้อเลียนจึงเอาคืน จนมาถึงตอนนี้ เชษฐ์ไชยคงกำลังคิดว่าใครหลุดเขินก่อนคนนั้นแพ้ และเป็นคนชอบอีกฝ่ายเสียเองกระมัง ถึงได้ทำหน้าราวกับว่าชนะวิริยะเช่นนี้

เด็กหนุ่มทำหน้างอ ตีต้นแขนหนา ๆ สองสามเพียะแก้ความอับอาย แล้วเปิดประตูวิ่งฉับสี่คูณร้อยกลับไปยังห้องพักของตัวเอง ให้ตายซี เขาไม่เคยได้เกรดวิชาพละดีมาก่อนเลยในชีวิต วิริยะเชื่อว่าครั้งนี้เขาวิ่งเร็วที่สุดในชีวิตเลยด้วยซ้ำ

ครั้นมาถึง วิริยะกุมหน้าอกที่เต้นโครมครามของตัวเอง

หากเจอสถานการณ์เดียวกัน เป็นใครก็คงตกใจเหมือนเขาแหละน่า!

คิดแล้ว นิ้วมือเรียวก็ยกสัมผัสที่ริมฝีปากอันอุ่นร้อนของตัวเอง…


--๑๐๐--


-------------------------------------------------------------------------------

ขอโทษค่า ไรต์มีความหลงว่าต้องอัพช่วงดึก เลยเวลาเย็นมามากเลยทีเดียวถึงนึกขึ้นมาได้ 555555 ตัวเองอย่าโกรธเค้านะ อิอิ

ส่วนสองคนนี้ แกล้งกันไปแกล้งกันมาจนคิดจริงกันแล่ว น้องวิวมีความโฆษณาว่าตัวเองน่ารัก

อาเชษฐ์คะ ทำซะขนาดนี้ คราวหน้าเจอน้องแล้วจะไม่อายเหรอคะ 55555

เอ...รึกำลังอยากจะสารภาพพอดี อุ๊บส์ ไม่เอาไม่เม้า

เจอกันตอนหน้าค่าาาา

เหมือนเดิมนะคะ 1 คอมเม้น คือ1 กำลังใจ

กำลังใจเยอะก็มีแรงปั่นเยอะเด้อ


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 12414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 355

ถูกใจให้เป็ด 0
 :mew3:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 13

ถูกใจให้เป็ด 0
 :-[
อร๊ายยย เขินแทน ตัวจะแตกแล้ว อิอิอิ

ออฟไลน์ BAKA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2817
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: 52

ถูกใจให้เป็ด 0
ชอบความขายของเก่งของน้องวิว น่ารักจริงๆด้วยลูกกกก

เอ๊ะ อาเชษฐ์ไม่คิดแบบนั้นจริงๆหรือคะ?

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด