ผมแต่งหญิง ตอนที่ 22 [15/11/63]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 22 [15/11/63]  (อ่าน 9129 ครั้ง)

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 18.2 [15/03/63]
«ตอบ #60 เมื่อ20-03-2020 21:32:02 »

 :L2: :pig4:

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 19 [19/05/63]
«ตอบ #61 เมื่อ19-05-2020 00:48:13 »

ตอนที่ 19

“พูดแล้วห้ามคืนคำนะ”

“ก่อนอื่นทำให้ได้ก่อนเถอะมึงอะ” เก็นว่าพลางเขกหัวผมเบา ๆ แล้วลุกเดินออกไปหยิบกระเป๋านักเรียนที่วางอยู่ข้างสนามมาถือไว้

พอเก็นลุกออกไปปันก็วิ่งเข้าชาร์จมาหาผมทันที “ไงมึง ถ้าติดตัวจริงแล้วจะขออะไร”

“ไม่รู้ว่ะ กูคิดไม่ออกเลย” ถึงเขาจะบอกว่าขออะไรก็ได้แต่สิ่งที่ผมอยากได้เขาคงให้ผมไม่ได้

“ไม่ต้องรีบคิดหรอกมึง จะทำได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย” แล้วปันก็ระเบิดหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง อะไอบ้านี่ สรุปคือแค่เข้ามากวนตีนเฉยๆหรอกหรอ “โอ๋ๆหน้าบู้เลย กูล้อเล่นไม่ต้องคิดมาหรอกนะ” ปันตบไหล่ผมเบาๆก่อนจะลุกออกไปกวนคนอื่นที่ยืนอยู่ข้างสนามแทน

ผมมองเก็นและเพื่อนๆที่ยืนคุยกันอยู่ที่ข้างสนามแล้วอมยิ้มนิดๆ จากที่รู้สึกเฟลๆจากการซ้อมจากเพื่อนร่วมทีมในตอนแรกแทนที่ด้วยความรู้สึกดีใจที่ผมยังมีเพื่อนคอยช่วยเหลือจนผมอยากทำให้มันออกมาดีที่สุด




“ทำไมมึงลงสถานีนี้” แทนหันมาถามเมื่อเห็นผมซื้อตั๋วรถไฟฟ้าไปลงสถานีก่อนถึงสถานีบ้านผมสถานีนึง

“กูว่าจะวิ่งกลับบ้านดู” จากการออกกำลังกายตอนเย็นทำให้ผมรู้สึกฮึด อยากออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยเพื่อให้ร่างกายเริ่มชินกับการออกกำลังกาย

“มึงไม่ได้วิ่งหรอก”

“นี่มึงดูถูกกูหรอ” ถึงผมแทบจะไม่ได้ออกกำลังกายเลยแต่ผมก็ยังวิ่งได้อยู่นะ

“กูไม่ได้ดูถูกมึงแค่บอกว่ามึงไม่น่าจะได้วิ่งหรอก แต่ไหนๆมึงก็ซื้อตั๋วไปละ” แทนตอบปัดๆเหมือนขึ้เกียจจะตอบผมเท่าไหร่ “กูแวะซื้อไอติมกินก่อนกลับดีกว่า” มันพูดแล้วเดินนำเข้าไปในตัวสถานี

ผมเข้าใจคำว่าวิ่งไม่ได้ของแทนละ ทั้งฟุตบาทที่ถ้าเหยียบผิดแผ่นเมื่อไหร่น้ำข้างใต้จะกระเด็นใส่ ทั้งมอไซค์ที่ขึ้นมาวิ่งจนแทบจะไม่เหลือที่เดิน ไหนจะแดดนตอนที่สี่โมงเย็นที่ร้อนเหมือนตอนเที่ยงอีก

รู้งี้นั่งลงสถานีเดิมดีกว่า ผมเริ่มนึกอิจฉาแทน ป่านนี้มันคงถึงบ้านนั่งกินไอติมสบายใจเฉิบอยู่แน่ๆ



ผมตื่นมาด้วยอาการปวดล้าที่น่องขา

ผมนวดๆให้มันเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วก็..

ฮวบ!

แล้วผมก็ทรุดไปนั่งลงอยู่ที่พื้นทันทีที่ผมลุกขึ้นยืน ในชีวิตผมไม่เคยออกกำลังกายหนักเลยจนกระทั่งเมื่อวาน ขาผมไร้เรี่ยวแรงมากจนผมรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีมันอยู่

ผมใช้ความพยายามอย่างมากในการหอยสังขารของตัวเองมาเรียน ผมทิ้งหัวของตัวเองลงไปกับโต๊ะโรงที่โรงอาหาร

เหนื่อยเหมือนจะตาย.. ไม่อยากจะซ้อมแล้ว

“มันเหนื่อยขนาดนั้นเลยหรือไง” ปันถามขึ้นเมื่อเห็นสภาพไร้วิญญาณของผม

“อือ เหนื่อย ล้า แล้วก็ปวดด้วย” ผมตอบด้วยเสียงเนือยๆเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าเหนื่อยจริง

“ปวดมากมั้ย กล้ามเนื้ออักเสบหรือเปล่า” อาจจะเพราะการแสดงออกแบบโอเวอร์ของผมทำให้เก็นเข้าใจผิดว่าผมกล้ามเนื้ออักเสบ อีกฝ่ายจึงก้มลงมาดูอาการของผมและพยายามจับๆบีบๆเพื่อวินิจฉัย

“เอ่อ.. แค่ปวดเฉยๆน่ะไม่ได้อักเสบ” ผมรีบดึงขาของตัวเองออกจากมือของอีกฝ่ายด้วยความเกรงใจ

“โถไอเก็น ตอนกูล้มแขนหักมึงยังไม่เคยชายตามอง” ปันแซวขึ้น

“ตอนกูรถล้มด้วยยังไม่เคยเห็นมันจะเป็นห่วงขนาดนี้” ชินเสริมทับ ใช้ชีวิตกรรโชกโชนดีเนอะ

“ความถึกของพวกมึงกับมันต่างกัน” เก็นตอบปัดแบบไม่ใส่ใจแล้วก้มหน้าก้มตาเล่นเกมส์ต่อ

จากที่ผมเฝ้ามองอีกฝ่ายมาเป็นเวลาปีกว่าผมรู้ทั้งรสนิยม ความชอบ สไตล์ อาหารการกินแต่ที่ผมไม่เคยรู้เลยคืออีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่

เก็นนิ่งเกินไปจนผมอ่านใจเขาไม่ออก หลายๆครั้งที่เขาทำเหมือนคิดตรงกันกับผมแต่ไม่นานเขาก็ผลักผมออก

ครั้งนี้จะเป็นเหมือนกันหรือเปล่า จะให้ความหวังผมแล้วไล่ผมไปอีกหรือเปล่า




จากการซ้อมกับทีมและมาซ้อมกับพวกเก็นต่อเป็นเวลาเกือบสัปดาห์ทำให้ฟอร์มการเล่นของผมนั้นดีขึ้นจากวันแรกมาก

ทำให้เพื่อนร่วมทีมก็ทำตัวดีกับผมมาก ผมก็เข้าใจตอนแรกที่เขาเมินผมกันอะนะ ดูเหลาะแหละไม่มีพื้นฐานและไม่มีความพยายามแต่ดันจะมาลงแข่ง พอผมเล่นดีขึ้นทุกคนก็ลดอคติในตัวผมลงไปเยอะเลย

“ผมมึงยาวขนาดนี้ไม่เกะกะสายตาบ้างหรือ มัดขึ้นมั้ยกูมียาง” มาร์คเพื่อนร่วมทีมที่คุยกับผมบ่อยที่สุดในตอนนี้ทักขึ้น จริงๆเรื่องผมยาวปรกหน้าปรกตานี่ผมเคยคิดจะไปตัดอยู่หลายรอบแล้ว ติดตรงที่ผมกลัวว่าถ้าเก็นเห็นหน้าผมชัดๆจะจำตอนแต่งหญิงได้ผมเลยปล่อยมันยาวเรื่อยมา ซึ่งก็ต้องหนีครูปกครองอยู่บ่อยๆ

“ขอบคุณนะ” เมื่อมองรอบข้างสนามไม่เห็นเก็นอยู่แถวนี้ผมเลยหยิบยางจากมือเพื่อนมามัดเป็นจุกเล็กๆบนหัว

มาร์คจ้องหน้าผมสักพักแล้วพูดต่อ “ไหนมึงลองถอดแว่นที”

ผมก็ว่านอนสอนง่ายถอดแว่นลงตามที่เพื่อนบอกทันที ด้วยความที่สายตาผมสั้นมากจนมองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายทำหน้าแบบไหนอยู่แต่ที่แน่ๆคือจ้องหน้าผมอยู่แน่ๆ

“เฮ้ยน่ารักเป็นบ้า” ประโยคเดียวที่ออกมาจากปากมาร์คทำให้เพื่อนร่วมทีมมามุงดูผมราวกับสัตว์หายากทันที

“เออน่ารักว่ะ ทำไมไม่ใส่คอนแทคมาโรงเรียน” ใครสักคนพูดขึ้นซึ่งผมมองไม่เห็นหน้า ผมเลือกที่จะสวมแว่นกลับเข้าไปเพราะการเพ่งสายตานานๆมันทำให้ผมปวดตา

“ขอโทษ ผู้ชายคงไม่ชอบให้ชมว่าน่ารักสินะ” มาร์คเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าผมค่อนข้างนิ่ง ซึ่งจริงๆผมแค่ปวดตา

“ไม่ใช่หรอก ชอบมากเลยแหละ” ถ้าอีกฝ่ายชมผมด้วยความจริงใจผมชอบหมดทุกคำชมนั่นแหละ

ผมตอบอีกฝ่ายก่อนจะไปวอร์มอัพก่อนซ้อม



[แทนคุณ]

ผมมองดูเปเปอร์ที่ซ้อมกีฬาอยู่ที่อีกฝั่งของยิม เมื่อกี้ที่เห็นคนมุงมันเยอะๆผมคิดว่ามันจะไปมีเรื่องกับคนอื่นซะแล้ว พอเห็นว่ามันไม่ได้มีเรื่องอะไรผมก็เบาใจไป

โครม!

เพราะมัวแต่มองไอเปอร์ผมเลยไม่ทันระวังที่ตัวเองซ้อมอยู่จึงชนกับเพื่อนที่กำลังวิ่งเข้ามาแบบเต็มๆจนเสียหลักเกือบล้มลง

“ขอโทษ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” อีกฝ่ายยื่นแขนเข้ามาช่วย

“ไม่ต้องขอโทษหรอกกูไม่ระวังเอง” ผมยกมือพยายามเช็ดเลือดกำเดาที่ไหลเพราะเมื่อกี้ศอกของอีกฝ่ายชนเข้ากับจมูกของผมพอดี อย่างเจ็บ “กูขอไปพักก่อนนะ”

 ผมเดินออกมานั่งที่แสตนด์ข้างสนามพยายามเงยหน้าขึ้นเพื่อไม่ให้เลือดกำเดาไหลลงไปเปื้อนเสื้อนักเรียน ถ้าเปื้อนทีแม่ผมด่ายันเช้าแน่ๆ

“มึงทำบ้าไรเนี่ย เลือดกำเดาไหลแล้วจะนั่งเงยหน้าทำไม” ปันที่อยู่ดีๆโผล่มาจากไหนไม่รู้มานั่งโวยวายข้างผม มันว่างหรือไงเนี่ย

“เดี๋ยวเสื้อเปื้อน”

“กลัวเปื้อนมึงก็ยื่นหน้าออกมาให้ห่างจากเสื้อสิ” มันพยายามล็อคคอผมให้ก้มลง นี่พยายามช่วยจริงๆหรือจะทำให้หนักกว่าเดิมวะ

“ปล่อยๆเดี๋ยวกูทำเอง” ผมดิ้นจนหลุดจากเงื้อมมือมันพยายามยืดคอออกไปไม่ให้เสื้อเปื้อนมากที่สุด แล้วใช้นิ้มชี้กับนิ้วหัวแม่มือบีบจมูกตามที่มันบอก

“ดีแบบนั้นล่ะ แล้วมึงเอานิ้วบีบปลายจมูกไว้ บีบไว้นะเดี๋ยวกูหาอะไรมาประคบให้” ผมยังไม่ทันตอบมันก็วิ่งออกไปแล้ว ใส่ใจคนอื่นกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย

ปันกลับมาพร้อมทิชชู่หนึ่งห่อและน้ำแข็งเปล่าหนึ่งแก้ว

มันจัดการเทน้ำแข็งลงบนแผ่นทิชชู่แล้วมาประคบหน้าผม

ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะแต่หน้ากูเปียกหมดแล้ว!

“ทำไมมึงไม่ขอถุงเปล่าป้าเขามาวะ มันง่ายกว่าไหม”

“เออว่ะกูพึ่งคิดได้” แล้วมันก็ขำ ผมล่ะอยากจะพ่นเลือดใส่หน้ามันจริงๆ

พอทิชชู่เก่าเปื่อยจนแทบขาดมันก็จัดการเปลี่ยนแผ่นใหม่มาประคบให้ผมต่อ เห็นมันตั้งใจทำให้ขนาดนี้แล้วก็หงุดหงิดไม่ลงเลย

“ยังไงก็ขอบคุณนะ”

“อืม” แล้วมันก็ยิ้มตอบผมกลับมา

การกระทำแค่นี้ก็ทำให้ใจผมเต้นแรงจนแทบบ้าแล้ว








ขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่ะ ตอนนี้ก็ใกล้จะปิดเทอมอย่างเป็นทางการแล้วจะพยายามมาให้บ่อยขึ้นนะคะ
รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ <3





ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2108
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 19 [19/05/63]
«ตอบ #62 เมื่อ19-05-2020 02:11:07 »

ปันขยันจีบเข้าๆ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5260
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 19 [19/05/63]
«ตอบ #63 เมื่อ20-05-2020 00:03:37 »

ทำไมไม่เอาน้ำแข็งเทใส่หน้า แล้วตามด้วยทิชชู่ มันง่ายกว่านะ  :hao7:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2023
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 19 [19/05/63]
«ตอบ #64 เมื่อ20-05-2020 16:48:43 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 20 [24/06/63]
«ตอบ #65 เมื่อ24-06-2020 01:00:48 »

ตอนที่ 20 And I could already feel your kiss


[แทนคุณ]

“บ้านมึงว่างไหม ไปบ้านมึงดีกว่า” หลังจากเลิกซ้อมและกำลังจะแยกย้ายกลับบ้านไอปันก็มาเย้วๆจะไปบ้านผมให้ได้

“บ้านกูไม่มีไรให้มึงไปเล่นหรอก” ผมตอบตัดบท ถ้าไอปันมาบ้านนะคงวุ่ยวายน่าดู

“มึงพึ่งซื้อเกมส์มาใหม่ไม่ใช่หรอแทน” เปเปอร์พูดแล้วทำหน้าซื่อๆที่ผมบอกเลยว่าไม่เนียน รู้หมดแล้วว่าพวกมันร่วมมือกัน

“มึงมีปัญหาอะไรกับที่บ้านหรือเปล่าปันมึงถึงไม่อยากกลับบ้านนัก” ผมถามมันไปตรงๆเพราะจากที่สังเกตมาสักพัก มันไม่ชอบกลับบ้านทันทีหลังเลิกเรียน ไม่ไปบ้านเพื่อนก็หมกตัวอยู่ร้านเกมส์จนลึกๆผมก็รู้สึกเป็นห่วงมันว่าอาจจะมีปัญหาอะไรกับที่บ้านหรือเปล่า

มันยิ้มแล้วส่ายหน้าช้าๆ

“ไม่มีนี่” โกหก แต่ในเมื่อมันไม่สะดวกใจที่จะบอกผมก็ไม่ถามซ้ำ

“อยากมาก็มา” สุดท้ายผมก็ยอมให้มันกลับบ้านมาด้วย


ทันทีที่ผมพาไอปันเข้าบ้านแม่ผมก็ดีใจมากที่ผมมีเพื่อนคนอื่นคบสักทีนอกจากเปเปอร์ วันนี้เปเปอร์ไม่ได้มาด้วยเนื่องจากมันบอกว่ามันจะกลับไปหัดแต่งหน้าลุคใหม่ไว้ไปเที่ยวพรุ่งนี้

“ทำตัวตามสบายเลยจ้ะ” ทันทีที่แม่ผมพูดไอปันมันก็ทำตัวตามสบายจริงๆ โดยการหยิบคุกกี้ที่อยู่บนโต๊ะกินข้าวเข้าปากทันที

“นี่แม่ทำเองหรอครับ?” แล้วมีการมาเรียกแม่องผมว่าแม่เฉยๆด้วยนะ

“ใช่จ้ะ เป็นไงถูกปากไหม” แม่ผมถามด้วยท่าทีลุ้นๆเนื่องจากช่วงนี้คุณนายแกเริ่มหัดทำขนมตามในยูทูป ที่ปันคิดว่าแม่ของผมอาจจะทำเองเนื่องจากขนาดคุกกี้มันแรนดอมทั้งไซซ์และรูปร่าง เดี๋ยวใหญ่บ้างเล็กบ้างทำให้รู้ว่าแม่ผมพึ่งหัดทำไม่นาน

“อร่อยมากครับ เปิดร้านขายได้เลยนะเนี่ย”

“ปากหวานจังเลย กินเยอะๆนะ”

“ครับ” มันพูดพลางฉีกยิ้มหวานส่วนผมก็ได้แต่มองบนด้วยความหมั่นไส้มัน

“แม่ล่ะอยากจะมีลูกชายแบบนี้” ผมหันไปมองหน้าแม่ทันที นี่มันมาบ้านแค่วันแรกผมก็จะกลายเป็นหมาหัวเน่าแล้วหรอ

“ทำไมล่ะครับ?”

“ก็เจ้าแทนน่ะสิ ดื้อดึงจะตายแถมยังชอบบ่นว่าที่แม่ทำมันไม่อร่อยอีก” ทุกคนเป็นไหมครับเวลาเราชมว่าแม่ทำอะไรอร่อยเราจะได้กินเมนูนั้นไปเป็นอาทิตย์ ผมจึงเลือกที่จะไม่ชมเป็นการตัดปัญหาแต่แม่ดันเข้าใจว่าผมบอกว่าไม่อร่อย

“โถ อร่อยจะตายครับคุณแม่ พวกลิ้นจระเข้ก็แบบนี้แหละ” ประโยคหลังมันหันมาแขวะผมแล้วทำหน้าเยาะเย้ย

แล้วมันกับแม่ผมก็เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยแม่ผมชวนคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้รวมถึงการขุดอดีตที่น่าอายของผมมาเล่าจนผมต้องพยายามห้ามแม่ไม่ให้เล่าอะไรที่น่าอายไปมากกว่านี้

“ตอนแรกแม่คิดว่าแม่ต้องพาลูกแม่ไปพบจิตแพทย์แล้วเรื่องปัญหาการเข้าสังคมเนี่ย” หลังจากที่ปันนั่งคุยกับแม่ผมได้ไม่นานแม่ผมก็เปิดประเด็นใหญ่มาเลย

“เกินไปน่ะแม่” ผมไม่ได้มีปัญหากับการเข้าสังคม ผมแค่ไม่รู้ว่าจะผูกมิตรกับคนอื่นยังไงและก็ไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องมีเพื่อนมากขนาดนั้น มีไอเปอร์คนเดียวผมก็สบายใจกับมันดี

“แม่คิดจริงๆนะ ตั้งแต่เลี้ยงลูกมาพึ่งเห็นว่าลูกคบเพื่อนคนอื่นที่ไม่ใช่หนูเปอร์ครั้งแรกก็วันนี้แหละ”

“จริงครับแม่ ถ้าไม่มีผมนี่แทนคงไม่ได้มีโอกาสมีเพื่อนคนอื่นหรอก” แล้วไอปันก็ใส่ไฟเข้าไปอีก

“มีเพื่อนเยอะก็ใช่ว่าจะดีสักหน่อย”

“แทนเคยเปิดใจลองคบคนใหม่ๆดูบ้างแล้วหรือถึงไปตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดี” ผมเงียบ หยิบคุกกี้มากินแก้เก้อเนื่องจากเถียงไม่ได้ “แม่แค่อยากให้เรามีสังคมอื่นบ้าง เราจะยึดติดกับใครไปตลอดชีวิตไม่ได้นะ เขาก็ต้องมีชีวิตของเขาเหมือนกัน”

“ครับแม่” สุดท้ายผมก็เลือกที่จะเลิกเถียง เหลือบมองดูไอปันที่มันนั่งกินคุกกี้เงียบๆ

การที่มันได้มานั่งหน้าโง่ๆกินคุกกี้ฝีมือแม่ในบ้านนี่ยังไม่เรียกเปิดใจอีกหรอ






[เปเปอร์]

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมตื่นมาแล้วรู้สึกล้าๆที่น่องขาแต่ผมก็ฝืนสังขารตัวเองออกจากเตียงนอนแสนนุ่มเนื่องจากวันนี้ผมมีนัดจะไปสวนสนุกกับเก็น(และแน่นอนว่าเป็นผมในเวอร์ชันแต่งหญิง)

ผมเช็คความเรียบร้อยของเสื้อผ้าและผมเป็นครั้งสุดท้าย วันนี้ผมติดกิ๊บแน่นหนากว่าปกติเนื่องจากกลัวจะไปเล่นเครื่องเล่นแล้ววิกอาจจะหลุดได้
ผมเลือกใส่เสื้อครอปแขนกุดสีขาวกับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกสีฟ้าสดใส ถักเปียทั้งสองข้างแล้วมัดผมด้วยยางมัดผมชีฟองสีขาว

ผมนัดเจอกับเก็นที่สวนสนุกทีเดียวเลยเนื่องจากบ้านของผมและเขาอยู่คนละทางกัน

“มีอะไรติดหน้าเราหรอ” ผมถามขึ้นเมื่อรู้สึกว่าเก็นจ้องหน้าผมนานกว่าปกติ แถมวันนี้ผมรีบแต่งหน้าด้วยรู้สึกไม่มั่นใจเลย

“ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกว่าน่ารักดี” ผมยืนนิ่งด้วยความเขินเนื่องจากตั้งตัวไม่ทันกับคำชมของอีกฝ่าย ส่วนอีกฝ่ายที่หยอดมุกหน้าตายก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆแล้วจูงมือผมเข้าข้างใน

“อยากเบ่นบ้านผีสิงหรือเปล่า” เห็นถามขึ้นเมื่อเรากำลังเดินหาเครื่องเล่นที่จะเล่นกันเป็นอย่างแรกจนมาเดินผ่านบ้านผีสิง

“ไม่ล่ะ” ผมส่ายหน้าหวือ ถึงในใจจะแอบคิดถึงโมเมนต์โรแมนติกในบ้านผีสิงที่สามารถหาได้ตามการ์ตูนรักแต่ถ้าให้เข้าไปจริงๆผมคงจะช็อคก่อนล่ะ

“ดีแล้ว” เก็นตอบมาแค่นั้นแล้วรีบลากผมผ่านจากจุดนั้นไวๆราวกับกลัวว่าผมจะเปลี่ยนใจ

“นี่นายกลัวผีหรอ” ผมเกาะแขนอีกฝ่ายแล้วเอียงตัวถาม บางทีนี่อาจจเป็นจุดอ่อนของเก็นอีกอย่างที่ผมไม่เคยรู้

“อืม” เขาตอบกลับมาด้วยเสียงเบาๆพร้อมกับหน้าที่แดงขึ้นเล็กน้อยจนผมหลุดขำออกมาด้วยความเอ็นดูอีกฝ่าย “กลัวไม่ได้หรือไง” แล้วเขาก็ขยี้หัวของผมด้วยความหมั่นไส้แทนจนผมต้องรีบปัดมือออกเพราะกลัววิกจะหลุด

“เล่นรถไฟเหาะก่อนแล้วกัน” สุดท้ายพวกผมก็ตัดสินใจเลือกเล่นรถไฟเหาะหลังจากที่เดินหาเครื่องเล่นมาเป็นเวลานานเพราะแถวมันสั้นที่สุด

ความน่ารักของอีกฝ่ายคือพยายามยืนเอาตัวบังแดดให้ผมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมจึงพยายามเอามือพัดเพื่อหวังว่าจะคลายร้อนให้เขาได้บ้าง

อ่า พอใกล้ถึงคิวของตัวเองผมดันเริ่มร้สึกปอดขึ้นมาซะอย่างนั้น

ผมขึ้นนั่งแบบกล้าๆกลัวๆและรู้สึกถึงความสั่นของมือตัวเอง

“กลัวก็จับมือเราไว้” เก็นยื่นมือมาให้และผมก็จับมันไว้ทันที

ทันทีที่รถไฟค่อยๆเคลื่อนตัวขึ้นอย่างช้าๆก่อนจะลงมาอย่างเร็วผมก็รู้สึกเหมือนสติจะหลุดลอยออกไปและความรู้สึกปั่นป่วนที่ท้องไส้

“อุ๊บ.. แหวะ!!” ผมเดินออกจากรถไฟเหาะด้วยขาที่สั่นๆผมก็ไปหาพุ่มไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วให้ปุ๋ยมันทันที

“ไหวไหม?” เก็นถามพร้อมกับช่วยลูบหลังเบาๆ ฮือ อายชะมัดไม่อยากให้เห็นสภาพนี้เลย

“โอเคขึ้นแล้ว” หลังจากที่ผมสำรอกอาหารเช้าออกมาจนหมดผมก็แยกไปห้องน้ำเพื่อล้างปากและมือ

พอออกมาก็รับน้ำดื่มกับขนมที่เขาไปซื้อมาเพราะกลัวผมจะหิวเนื่องจากอ้วกออกไป(ซึ่งผมก็หิวจริงๆ)มากิน

เราเล่นเครื่องเล่นต่ออีกหลายอย่างเพื่อให้คุ้มกับค่าเข้าที่สุดโดยเลือกเครื่องเล่นที่มีความหวาดเสียวน้อยที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ผมอ้วกอีกรอบ

เราเล่นผลัดกับเดินไปหาอะไรกินจนตะวันลับท้องฟ้า ความมืดเริ่มมาแทนที่ทางสวนสนุกก็เริ่มเปิดไฟที่ประดับตกแต่งสถานที่

ผมล่ะชอบสวนสนุกตอนกลางคืนที่สด ทั้งสวยงามและโรแมนติก

“มีอะไรอยากเล่นอีกไหม” เก็นถามขึ้นเมื่อเราเล่นเครื่องเล่นกันมาเยอะพอสมควรแล้ว

“มีสิ” ผมยิ้มแล้วกึ่งจูงกึ่งลากเขาไปยังเครื่องเล่นที่ผมตั้งใจจะมาที่สุดในวันนี้

นั่นก็คือ.. ชิงช้าสวรรค์

เราใช้เวลาในการรอคิวค่อนข้างนานเนื่องจากคนเยอะใช้ได้ ส่วนใหญ่จะมาเป็นคู่รักไม่ก็ครอบครัวกัน

เก็นประคองผมขึ้นกระเช้าชิงช้าราวกับกลัวผมจะสะดุดอะไรหัวทิ่มก่อนเข้าไป

พอชิงช้าเคลื่อนตัวสูงขึ้น ผมเกาะกระจกมองดูสิ่งก่อสร้างและผู้คนที่ค่อยๆเล็กลงจนตัวเท่ามด

วิวสุดลูกหูลูกตาราวกับสามารถมองเห็นได้ทั้งสวนสนุก ทั้งแสงไฟจากด้านล่างและแสงจากดวงดาวบนฟ้าทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน

“สวยเนอะ” ผมพึมพำพลางกวาดสายตาไปรอบนอก

“อืมสวย” ผมหันไปสบตากับอีกฝ่ายและพบว่าอีกฝ่ายก็มองหน้าผมอยู่ตลอด

เราสบตากันเนิ่นนานจนผมรู้สึกถึงใบหน้าของอีกฝ่ายที่ขยับเข้ามาใกล้ รู้สึกได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย และริมฝีปากที่ขยับเข้ามาใกล้จนจะแตะกับริมฝีปากอยู่รอมร่อ

และ.. จุ๊บ

อีกฝ่ายเอียงตัวเปลี่ยนเป็นการทิ้งสัมผัสนุ่มที่แก้มของผมแทน

“ขอโทษนะ เราไม่ควรทำแบบนี้เลย” อีกฝ่ายขอโทษที่ทำอะไรเกินเลย “ไว้เป็นแฟนก่อนเนอะ”

ผมพยักหน้ารับแล้วยกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความเขิน รู้สึกว่าความร้อนมันแห่มากองที่หน้ากันหมดโดยเฉพาะตรงที่โดนเขาหอมนั่น

เสียอาการมากๆ!

ผมลงจากชิงช้าสวรรค์โดยสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลงมายังไง ในหัวมีแต่ภาพเหตุการณ์เดิมฉายซ้ำไปมาจนผมรู้สึกอายจนไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย

“เป็นอะไร” เขาถามขึ้นเมื่อผมดูเสียอาการอย่างชัดเจน

“เปล่า” ผมสบตากับเขาแว้บนึงแล้วก็หลุบลงด้วยความเขินเขาจึงหัวเราะแล้วขยี้ผมอย่างเอ็นดู

ผมใช้ความพยายามอย่างมากในการดึงสติตัวเองให้กลับมา เขาจึงพาเดินเล่นไปรอบๆเพื่อให้ผมสงบสติอารมณ์

เราเดินกันไปเรื่อยๆจนไปหยุดอยู่ที่หน้าม้าหมุนเพราะมันดึงดูดตาผมเหลือเกิน

“อยากเล่นหรือเปล่า” เก็นถามขึ้นเมื่อเห็นผมจ้องมองมันมาสักพัก

“ไม่ล่ะ” ผมส่ายหน้า ผมแค่มองมันเพราะรู้สึกว่ามันสวยดี

 พอโตขึ้นผมเริ่มจะเฉยๆกับการนั่งม้าหมุนแม้ตอนเด็กๆผมจะอยากนั่งมันมากก็ตาม

“งั้นหรือ” เก็นพยักหน้ารับก่อนจะเดินถอยออกไป “ยืนไว้นะเดี๋ยวถ่ายรูปให้”

ผมยืนยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเก้ๆกังๆรู้สึกว่ามือและแขนมันเกะกะไปหมดจนไม่รู้จะเอาวางไว้ตรงไหน

เมื่อถ่ายเสร็จเก็นก็ยื่นรูปที่ถ่ายจากกล้องมือถือของให้ผมดู ในรูปนั้นสิ่งที่ดูเด่นสุดคงเป็นม้าหมุนหลังใหญ่ที่ประดับด้วยไฟสีเหลืองนวลข้างและมีแบล็กกราวด์เป็นท้องฟ้าสีดำสนิทมีดวงดาวประปราย แล้วก็มีผมยืนยิ้มร่าอยู่ข้างหน้า

ในรูปนั้นผมดูมีความสุขมากๆ

“ขอบคุณนะ” ไม่ได้ขอบคุณที่ถ่ายรูปให้แต่ขอบคุณที่ทำให้ผมมีวันที่มีความสุขขนาดนี้

อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มรับราวกับรู้ว่าคำขอบคุณของผมหมายถึงอะไร






ขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่า <3
ปล.พึ่งมาย้อนดูถึงรู้ว่าตอนทื่17หายไป5555



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2023
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 20 [24/06/63]
«ตอบ #66 เมื่อ24-06-2020 01:11:16 »

 :pig4:
 o13

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5260
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 20 [24/06/63]
«ตอบ #67 เมื่อ24-06-2020 23:20:06 »

เหมือนครูฝึกหัดพาเด็กอนุบาลไปสวนสนุก  :ling1:

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2108
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 20 [24/06/63]
«ตอบ #68 เมื่อ25-06-2020 23:16:18 »

สวีทกันมากกก

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 21 [23/08/63]
«ตอบ #69 เมื่อ23-08-2020 02:04:35 »

ตอนที่ 21

“ไปเที่ยวมาเป็นไงมั่ง” แทนถามไถ่ขณะที่เรากำลังเดินเข้าโรงเรียน

ผมงับขนมปากหนึ่งคำ เคี้ยว ๆ แล้วกลืนก่อนจะตอบเพื่อน

“ก็ดีมึง ดีมาก” ดีมาก ๆ แบบที่ผมไม่เคยคิดฝันเลยแหละ “แต่กูว่าจะสารภาพว่ะ”

“ทำไมวะ ไหนมึงบอกว่าดี” แทนถามอย่างตกใจเล็กน้อย

“กูโกหกเขาต่อไปไม่ไหวแล้ว” จากเรื่องวันนั้นมันทำให้ผมรู้ว่าเขาคาดหวังในความสัมพันธ์นี้มากขนาดไหน และผมไม่สามารถตอบแทนความคาดหวังของเขาได้เพราะตัวผมคนนั้นไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง

ผมพึ่งมารู้ เจ็บกว่าการที่ไม่ถูกที่รัก คือ..รักกันมากแต่ดันรักกันไม่ได้

“จริง ๆ กูก็เห็นด้วยกับที่มงจะสารภาพนะ แต่ไม่กลัวมันโกรธหรอวะดูจากนิสัยมันน่าจะโมโหร้ายอยู่นะ”

“กลัวสิ กลัวมากด้วย” ที่ผมกลัวจริง ๆ ไม่ใช่กลัวเขาโกรธเพราะมันเป็นผลที่ผมยอมรับตั้งแต่คิดจะทำแล้ว “กูกลัวเขาจะไม่กล้าเชื่อใจใครอีกเพราะกู”

“แล้วมึงจะสารภาพเมื่อไหร่”

“หลังจากกลับจากทะเล” ทริปทะเลที่เขาเคยชวนไปตอนปิดเทอมกับเพื่อน ๆ ในห้องของเขา มันอาจฟังดูเห็นแก่ตัวแต่อย่างน้อยผมก็อยากเก็บความทรงจำดี ๆ ไว้เป็นครั้งสุดท้าย

“อย่าปล่อยให้มันยืดเยื้อนานกว่านี้ล่ะ”

ผมพยักหน้ารับแล้วก็ชะงักเพราะเดินเข้ามาในส่วนโรงอาหารแล้วเจอเก็นกับเพื่อนของเขานั่งอยู่

เพราะอะไรไม่รู้วันนี้ผมไม่กล้าสู้หน้าเขา ผมจึงเลี้ยวไปอีกทางทำเป็นไปทิ้งขนมปัง(ที่ผมพึ่งกินได้แค่ครึ่งก้อน)แล้วเลี้ยวเข้าตึกเรียนทันที

พอคิดว่าจะสารภาพใจผมมันก็ลอยไปคิดรื่องนั้นเรื่องนี้ทั้งวัน ถึงจะบอกว่าเตรียมใจยอมรับผลที่จะตามมาแล้วก็เถอะแต่มันก็อดที่จะกังวลไม่ได้

ผมขึ้นวินมอเตอร์ไซค์จากบีทีเอสตรงไปคอนโดแทนการเดิน เวลาที่คิดมากผมชอบนั่งมอไซค์หรือยืนในที่สูงเพราะรู้สึกว่าเวลาที่สายลมมาปะทะหน้ามันทำให้ผมใจเย็นขึ้น

ผมก้าวขาลงจากมอไซค์ และด้วยความใจลอยผมเลยไม่ได้มองว่ามีมอไซค์อีกคันขับขึ้นฟุตบาธที่ผมกำลังจะลงพอดี

ผมรีบหลบไปอีกทางเพื่อไม่ให้โดนชนแต่ดันเสียหลักล้มลงกับพื้นแทน

“โอ๊ย” เจ็บทั้งขาและก้นที่กระแทกพื้น ส่วนมอไซค์คู่กรณีกำลังจะขับหนีหายผมลยหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายป้ายทะเบียนไว้เผื่อจะนำไปดำเนินการอะไรได้บ้าง

“เป็นอะไรไหมน้อง” พี่วินมอไซค์จอดรถและลงมาช่วยพยุงผมขึ้น

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก” ผมพูดขอบคุณที่เช่วยเหลือและจ่ายเงินค่าวินมอไซค์ไป

ผมเดินเข้าคอนโดไปด้วยความรู้สึกเจ็บที่ปลายเท้าขวา

“เป็นอะไร” ผมเปิดประตูเข้าไปเจอเจ๊แกรมกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ตรงห้องนั่งเล่นพอดี อาจจะเพราะผมเดินกระเผกๆเข้าไปเลยทำพี่ของผมสังเกตอาการได้

“ล้ม”

“ฉันคิดว่านิสัยสะดุดต้นหญ้าล้มจะหายไปจากแกตั้งแต่อนุบาลแล้ว” วันนึงขอแค่ให้ได้ด่าน้องพี่ผมก็นอนหลับฝันดี

“มันอุบัติเหตุ” ผมตอบอย่างเบื่อหน่ายทิ้งตัวลงโซฟา เจ็บตัวยังต้องมานั่งเถียงกับพี่อีก “ไม่ช่วยก็อยู่เงียบๆ”

“หน็อย เดี๋ยวนี้มันปากเก่ง” เจ๊แกรมเขกหัวผมก่อนจะลงมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “ไหนมาดูหน่อย”

เจ๊แกจับ ๆ ดูที่ข้อเท้าแล้วออกแรงกดลง

“โอ๊ย” ไอที่กดลงเมื่อกี๊นี่แกล้งผมแน่ ๆ

“น่าจะข้อเท้าแพลงนะ”

“เชื่อถือได้ไหมเนี่ย” พอได้ยินที่ผมพูดจเจ๊แกรมก็ถอนหายใจแล้วโยนขาผมที่อยู่บนตักแกตอนแรกลงพื้น

“ไปหาหมอไป จบ ๆ” แล้วรถเจ๊แกที่จอดทิ้งไว้เป็นปี ๆ ก็ได้เอาออกมาใช้ก็คราวนี้





สรุปผมข้อเท้าแพลงจริง ๆ อย่างที่เจ๊แกรมว่า ปกติวันอื่น ๆ ที่มาเรียนผมจะใช้ผ้ายืดพันเอาไว้แล้วใส่ถุงเท้าทับ ยังดีที่ที่ผ่านมาทางสต๊าฟงดซ้อมฟุตบอลเพื่อให้ไปพักผ่อนร่างกายก่อนจะแข่งคัดตัวจริง

และวันคัดตัวจริงมันดันมาถึงไวกว่าที่คิดแถมผมยังไม่หายดีอีก

“ถอนตัวเหอะ กูว่าไม่ไหว” แทนที่มานั่งเชียร์อยู่ขอบสนามมองข้อเท้าที่ค่อนข้างบวมอย่างเป็นห่วง

“กูไหว ช่วงนี้มันไม่ค่อยปวดแล้ว กูจะลงน้ำหนักที่เท้าขวาไม่มาก” วันที่ผมล้มกับวันแข่งคัดตัวมันไม่ได้ห่างกันมาก แต่ที่ผ่านมาผมก็ดูแลข้อเท้าตัวเองอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อมาเจ็บวันนี้

“แล้วแต่มึงเลย” แทนบอกพร้อมถอนหายใจ ผมจึงรีบดึงถุงเท้าขึ้นมาคลุมข้อเท้าเพื่อกันไม่ให้คนอื่นเห็นอาการบวมช้ำ

คนในโรงเรียนนี้ที่รู้ว่าผมข้อเท้าแพลงก็มีแค่ไอแทนคนเดียวนี่แหละ

“ไงไอเปอร์” ปันและเพื่อนเดินเข้ามาสมทบที่ขอบสนามมันบอกว่ามันมาดูวันนี้เพราะจะมาดูว่าลูกศิษย์(ผม)ที่มันเทรนมากับมือจะเล่นได้เรื่องไหม

จริง ๆ ก็ต้องขอบคุณมัน ช่วยได้เยอะจริง ๆ

“มึงอยู่สีอื่นแล้วมาดูสีกูคัดตัวนี่ไม่คิดว่ามันขี้โกงไปหน่อยหรอ” แล้วยิ่งมันลงแข่งฟุตบอลด้วย เกิดมาเก็บข้อมูลสไตล์การเล่นของคนในทีมผมจะทำยังไง

“จะดูไม่ดูพวกกูก็ชนะทุกปีอยู่แล้ว” ปันยักคิ้ว ทำไมวันนี้มันถึงได้น่าต่อยเป็นพิเศษ

“เบื่อจะเถียงกับมึง กูไปละ” ผมบอกเมื่อได้ยินเสียงสต๊าฟเรียกรวม

“ยิงไม่เข้าไม่ต้องมาคุยกับพวกกู” หรือไม่ต้องทำประตูดีนะ ผมเบื่อจะคุยกับมันเหมือนกัน

“สู้ ๆ นะ” เก็นพูดมาแค่ไม่กี่คำสั้น ๆ ก็ทำให้ใจผมเต้นรัวเร็ว รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที

คนที่เข้ามาคัดเป็นตัวจริงมีประมาณเกือบ 20 คน สต๊าฟจึงแบ่งทีมออกเป็น 2 ทีม แล้วใช้สต๊าฟไปเติมในตำแหน่งที่ว่างของแต่ละฝั่งแทน

สต๊าฟจัดตำแหน่งให้แต่ละคนโดยดูจากการฝึกซ้อมที่ผ่านมา พวกเขาจัดให้ผมอยู่กองหน้าเพราะบอกว่าผมตัวเล็กน่าจะวิ่งไวและมีโอกาสทำประตูได้มากกว่าคนอื่น

จริง ๆ ผมยังไม่แน่ใจหรอกว่าตัวเองเหมาะกับตำแหน่งไหน ก็เชื่อที่สต๊าฟวิเคราะห์ให้ไปก่อนแล้วกัน

เกมเริ่มไปสักพักแต่ผมยังไม่ได้มีโอกาสได้ลูก ผมวิ่งไปทางนู้นีทางนี้ทีตามทิศทางที่ลูกบอลจะไปโดยลงน้ำหนักขาข้างที่เจ็บให้น้อยที่สุด

“ไอเปอร์มันวิ่งแปลก ๆ มึงว่าปะ” ผมได้ยินเสียงปันที่นั่งอยู่ข้างสนามทักขึ้นก่อนจะโดนแทนศอกใส่ให้สงบปากสงบคำบ้าง ผมเป็นคนย้ำกับแทนเองแหละว่าอย่าให้คนอื่นรู้

ในจังหวะที่กำลังเหม่อ ๆ ลูกก็ดันถูกส่งมาถงผมพอดี

“วิ่ง ไอเปอร์วิ่ง” เสียงเชียร์ดังขึ้นมารอบด้าน ผมออกแรงวิ่งเลี้ยงลูกบอลไปยังประตูฝั่งตรงข้ามทันที

“ยิงเลย ๆ” พอเลี้ยงลูกมาได้ถึงจุดที่จะมีโอกาสยิงเสียงเชียร์รอบด้านเลยเพิ่มขึ้นไปใหญ่

ถึงมันจะอยู่ใกล้ประตูมากก็เถอะ แต่ฝั่งตรงข้ามมาล้อมรอบผมตั้งแต่ได้ลูกแล้วจนตอนนี้ผมยังไม่เห็นช่องว่างที่จะยิงได้เลย

ในเสี้ยววิที่กำลังคิดผมเห็นเพื่อนร่วมทีมวิ่งขึ้นมาทางขวาพอดีแบบไม่มีอะไรกั้น

ผมจึงกลั้นใจใช้เท้าข้างที่เจ็บ(เนื่องจากข้างที่ปกติต้องใช้รับน้ำหนัก)เตะลูกบอลส่งไปให้เพื่อนแทน

โชคดีที่ฝั่งตรงข้ามมารุมอยู่ที่ผม เพื่อนผมจึงมีช่องว่างในการทำประตูพอดี

เฮ!

เพื่อนในทีมส่งเสียงร้องออกมาอย่างดีใจแล้ววิ่งมากอดคอกันผมก็ไปสมทบกับเขาด้วย

“ปกติกูเคยเห็นแต่ในทีวี” ผมบอกเพื่อนร่วมทีมอย่างติดตลก ไม่คิดว่าตัวเองจะได้มีโมเม้นต์แบบนี้กับเขาด้วย

เกมจบลงด้วยคะแนน 1-0

ส่วนผมจะติดตัวจริงไหมต้องมารอลุ้นอีกที เพราะเขาไม่ได้เอาทีมที่ชนะแต่ดูจากการเล่นโดยรวมมากกว่า

“ทำได้ดีมากทุกคน” สต๊าฟปรบมือให้กำลังใจทุกคนหลังเกมจบ “เอาล่ะ หลังจากนี้พวกพี่จะประกาศรายชื่อผู้เล่นตัวจริงแล้วนะ”

ผมโคตรจะลุ้นเลย ถ้ามันไม่มีข้อเสนอจากเก็ยว่าจะยอมทำตามทุกอย่างที่ผมขอผมจะไม่คาดหวังขนาดนี้เลย

และผลสุดท้ายมีชื่อผมติดตัวจริงแบบงง ๆ พวกเขาบอกว่าผมสับขาหลอกเก่ง น่าจะมาจากตอนที่เปลี่ยนใจจากจะยิงประตูเป็นส่งลูกให้เพื่อนแทน

พอสต๊าฟปล่อยผมก็รีบเดินไปหาเพื่อน ๆ ทันที

“ไม่คิดเลยว่ามึงจะติด” นี่คือคำแรกที่ออกมาจากปากไอแทน

“กูก็ไม่คิด” อันนี้ไอชิน

“ทำดีมาก” อันนี้จากเก็น ค่อยรู้สึกหายเหนื่อยหน่อย

“สุดยอดมากไอลูกศิษย์” ปันที่ดูเหมือนจะดีใจที่สุดเพราะมันบอกว่าผมคือศิษย์เอกของมัน มันโถมตัวเข้ากอดไหล่ผมด้วยความดีใจแบบไม่เผื่อแรงจนผมเสียหลักเผลอไปลงน้ำหนักขาข้างที่เจ็บพอดี

“โอ๊ย” เนื่องจากทิ้งน้ำหนักลงขาข้างที่เจ็บแบบไม่ทันตั้งตัวผมจึงทรุดลงไปนั่งกับพื้น

“เฮ้ย” ปันดูตกใจสุดเพราะมันคิดว่าผมเจ็บเพราะมัน(ซึ่งก็จริง) “เป็นไรวะมึง”

ปันลนลานรีบลงมาดูอาการผม

“เอามันไปห้องพยาบาล” แทนลงมาช่วยพยุงคนละฝั่งกับปัน

“ถึงพวกกูจะช่วยพยุงแต่มึงก็ควรช่วยออกแรงลุกหน่อยนะไอเปอร์”

“กูก็พยายามลุกอยู่นี่ไง” การพยายามลุกด้วยขาข้างเดียวมันยากนะเฮ้ย

“หลบ” เก็นที่ยืนดูความน่าอนาถใจของผมมานานก็แหวกทางเพื่อน ๆ เข้ามา แล้วช้อนตัวผมขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาว

“เหวอ” เพราะอยู่ดี ๆ ตัวก็ลอยขึ้นจากพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัวผมเลยคว้าไหล่เก็ยมาเกาะไว้

เก็นรีบเดินตรงไปยังห้องพยาบาลและเพื่อนผมก็แหวกทางให้โดยดี

“ไม่หนักหรอ” ผมชวนคุยแก้เขินเนื่องจากมีคนมองมาอย่างสนใจเยอะมาก

“หนัก และมันจะดีกว่านี้มากถ้ามึงช่วยอยู่เงียบ ๆ” ผมสงบปากสงบคำตามที่เขาว่า

ผมเอื้อมมือไปเช็ดเหงื่อที่ไหลตามกรอบหน้าเขาด้วยความรู้สึกผิด ถึงผมจะตัวเล็กกว่าผู้ชายทั่วไปแต่ก็ไม่ได้แปลว่าผมไม่หนัก

เมื่อเข้าห้องพยาบาลไปครูประจำห้องพยาบาลรีบพาไปยังเตียงที่ว่างทันที

“เป็นอะไรมา” ครูห้องพยาบาลอาจจะคิดว่าผมเป็นหนัก เพราะถึงขนาดอุ้มกันมาเลย

“ข้อเท้าแพลงครับ” ผมบอก ครูก้มลงมาถอดถุงเท้าและดูอาการที่ข้อเท้าผม

“เดี๋ยวประคบเย็นก่อนนะ” แล้วครูก็ไปเอาเจลประคบที่อยู่ในตู้เย็นแล้วมาประคบให้ผม

“ครูไปดูคนอื่นเถอะครับ เดี๋ยวผมทำเอง” เก็นบอกครูห้องพยาบาล เนื่องจากช่วงนี้ห้องพยาบาลจะวุ่นวายหน่อย ๆ เนื่องจากแต่ละสีเริ่มซ้อมกีฬา ทำแสตนด์ และซ้อมหลีดกันแล้ว

“โอเค งั้นประคบไว้ก่อนเดี๋ยวครูมานะ” เก็นรับเจลประคบมาประคบไว้ที่ข้อเท้าผมแล้วครูก็ไปดูแลคนอื่นทันที

“เป็นมานานหรือยัง” พออยู่กันสองคนเก็นก็เปิดปากถามขึ้นมาเสียงนิ่ง ๆ

“ก็ประมาณ 4 วันมานี้” ผมตอบไปตามตรง

“แล้วทำไมมึงไม่หยุดพัก” เสียงเขานิ่งซะจนน่ากลัว

“ก็เขาคัดตัวจริงวันนี้” ผมตีหน้ามึนแล้วตอบไป

“ทำไมมึงถึงจริงจังกับกีฬาที่มึงเล่นไม่เก่งนัก” หรืออีกอย่างที่เขาจะสื่อคือมีผมในทีมไม่ต่างกับตอนไม่มีเท่าไหร่

“แล้วมันเกี่ยวกับนายหรือไง” ผมเริ่มมีน้ำโห ทั้ง ๆ ที่ผมมีส่วนในการทำประตูของทีมแต่ทำไมเขาถึงดูถูกความสามารถของผมนัก

อีกอย่างนึงที่สำคัญ ผมพยายามขนาดนี้เพราะสัญญาที่เขาให้เนี่ย

“เกี่ยวสิ” เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตา “กูไม่ชอบให้มึงเจ็บตัว”

ใจของผมเต้นแรง มันแค่ประโยคที่อาจดูไม่มีอะไรมากแต่มันทำให้ผมเขินซะจนทำอะไรไม่ถูก

และประโยคต่อมาก็มาเบรกผมไว้

“เพราะมันลำบากกูทุกครั้ง”

“ขอบคุณที่คอยเป็นธุระให้ตลอดนะ” ผมก้มหน้าลงไปหาอีกฝ่ายแล้วพูดอย่างประชดเต็มที่

อย่างน้อยผมก็พอรู้แหละว่าเขาเป็นห่วง ถึงจะแค่นิดเดียวก็เถอะ





ตอนแรกจะได้ลงนานแล้วแต่คอมดันพังเลยได้มาพิมใหม่อีกรอบ เสียดายมาก TOT
เรื่องฟุตบอลเนื่องจากเคยเรียนแบบผิวเผินตอนสมัยมัธยมเลยพยายามหาข้อมูลที่จำเป็น ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านและคอมเม้นค่ะ <3

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 21 [23/08/63]
« ตอบ #69 เมื่อ: 23-08-2020 02:04:35 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2108
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 21 [24/08/63]
«ตอบ #70 เมื่อ24-08-2020 23:06:21 »

ยิ่งบอกความจริงเร็วๆยิ่งดีนะ

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 21 [24/08/63]
«ตอบ #71 เมื่อ15-11-2020 00:26:44 »

ตอนที่ 22 เขาชอบผมที่เป็นผู้หญิง

[แทน]

Paper : กูอยู่ห้องพยาบาล ตอนนี้สบายดี
   มึงไม่ต้องรีบมาก็ได้ อิอิ

ผมอ่านข้อความที่เพื่อนตัวดีส่งมาทางไลน์หลังจากโดนหามไปห้องพยาบาลได้สักพักใหญ่แล้ว

บางทีผมก็ควรจะหาสังคมอื่น ๆ บ้าง เช่น กลุ่มคนที่มีงานอดิเรกเดียวกันอย่างที่แม่เคยบอก เพราะตอนนี้ผมเริ่มมาคิดแล้วว่าเพื่อนคนเดียวที่ผมมีไม่สามารถอยู่กับผมได้ตลอดเวลา

แต่บางทีผมก็คิดว่าไม่จำเป็นเพราะผมไม่ได้รู้สึกว่าการอยู่คนเดียวมันแย่ แถมตอนนี้ยังรู้สึกรำคาญอีกด้วย…

“มึงจะไปไหนแทน” ปันที่เดินตามผมมาติด ๆ ตั้งแต่ออกจากสนามบอล ขนาดผมรีบเดินสับขาเพื่อสะบัดมันให้หลุดไปพ้น ๆ แล้วนะ แล้วชินเพื่อนมันนี่ไม่สนใจแล้วใช่ไหมมาตามผมเนี่ย

“เสือก”

“มึงเคยคิดจะพูดดี ๆ กับกูบ้างไหมวะ”

“ไม่เคย” ผมตอบแบบไม่ต้องคิด ผมไม่ได้อยากสนิทสนมกับมันเท่าไหร่

“หรือเพราะมึงรู้ว่ากูจะจีบมึงมึงเลยตีตัวออกห่าง” ผมหยุดชะงักหันไปมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ตั้งใจ ที่ผ่านมาถึงผมจะรู้ในสิ่งที่มันกำลังทำแต่มันไม่เคยพูดออกมาตรง ๆ ครั้งนี้จึงทำให้ผมตั้งตัวไม่ทัน

“ไม่ กูไม่เคยรู้เรื่องอะไรมึงเลย” ผมพูดบ้าอะไรเนี่ย โคตรจะไม่เป็นประโยค

ผมตัดสินใจเมินที่มันพูดไปแล้วเดินหน้าตรงไปยังห้องเรียน

“ทำไมมึงต้องแกล้งไม่รู้ด้วย” มันรีบเดินขึ้นมาแซงแล้วมาขวางด้านหน้าผมไว้

“หลีก กูจะไปเอากระเป๋า”

“ไม่ มึงตอบกูมาก่อน ทำไมมึงถึงต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ด้วย”

“บางทีมันอาจจะมีคำตอบอยู่ในคำถามที่มึงถามแล้วก็ได้” ผมเลี่ยงที่จะตอบไปตรง ๆ มันจะมีกี่เหตุผลกันที่เราต้องทำเป็นแกล้งไม่รู้เวลามีคนมาชอบ

“เหตุผลที่กูพอจะคิดได้ตอนนี้คือมึงไม่ได้ชอบ” มันนิ่งเงียบไปก่อนจะพูดต่อ “แต่เท่าที่กูดูมึงก็ดูชอบกูนะ”

“หลงตัวเอง!” ผมขึ้นเสียง ผมรู้สึกถึงไอร้อนบริเวณผิวข้างแก้ม ไม่รู้ว่าหงุดหงิดที่มันพูดจาเหลวไหลจนเลือดขึ้นหน้าหรือเพราะผมกำลังเสียอาการกับไอบ้านี่

“เถียงกูสิว่าไม่จริง”

ผมมองหน้าไอบ้าที่ยืนอยู่ตรงข้ามแล้วได้แต่ถอนหายใจ ผมเหนื่อยจะเถียงกับมันแล้ว “มันจริง พอใจหรือยัง”

จบประโยคผมก็เดินผ่านมันไป หวังว่ามันได้รับคำตอบที่พอใจมันแล้วจะไปสักที

“เดี๋ยว” มันคว้าข้อมือผมไว้ และผมก็สะบัดออกทันที ผมไม่สะดวกใจเท่าไหร่เวลามีคนที่ไม่สนิทเท่าไหร่มาจับตัวผมตามใจชอบ โดยเฉพาะเวลาอากาศร้อน ๆ อย่างนี้

“ขอโทษ” ปันขอโทษที่ถือวิสาสะจับตัวตามใจชอบและยกสองคือขึ้นเสมอไหล่ทำนองว่า ดูเลยจะไม่ทำแล้ว

“มีอะไร” สุดท้ายผมก็หยุด

“ในเมื่อกูกับมึงชอบกันทำไมเราถึงไม่มาคุยกันดี ๆ เลยวะ”

“อยากรู้ไหมว่าทำไมที่ผ่านมากูถึงแกล้งทำเป็นไม่รู้” อีกฝ่ายพยักหน้า “เพราะมึงดูไม่ใช่คนจริงจังกับอะไรเลย กูไม่อยากเสี่ยงกับมึง”

“นี่มึงตัดสินกูภายนอกทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเปิดใจให้กูจริง ๆ เลยเนี่ยนะ” ผมพยักหน้ายอมรับ “โห กูนี่หมดคำจะพูดกับมึงเลย”

เรียกได้ว่าผมเกลียดคนนิสัยอย่างมันมาก ทั้งกวนประสาท กะล่อนปลิ้นปล้อน พูดมาก แถมยังมีหลงตัวเองเพิ่มมาอีกข้อ และที่แย่คือผมดันหวั่นไหวกับมันนานแล้ว

“ชัดเจนแล้วนะ คบกับมึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่กูจะทำในชีวิตเลย” หวังว่ามันจะเข้าใจและจบตรงนี้

“กูดีใจนะที่อย่างน้อยมึงก็คิดจะทำ”

“เพราะงี้ไงกูถึงไม่อยากคบกับมึง” คนอะไรกวนประสาทได้ขนาดนี้

“กูจริงจัง ลองคบกูสักเดือนแล้วค่อยคิดอีกทีไม่ได้หรอ” เสียงมันอ่อนลงเหมือนลูกหมาตัวใหญ่ ๆ กำลังอ้อนขออาหารจากเจ้าของ

“ถ้ากูไม่ยอมล่ะ”

“กูก็จะตื๊อ”

“รู้ไหมว่าน่ารำคาญ” ไอที่บอกว่าตื๊อเท่านั้นที่ครองโลกนี่คือโคตรเอาแต่ใจตัวเอง บางทีผมก็คิดถึงเวลาเก็นโดนเปเปอร์ตามช่วงแรกนี่มันรำคาญแบบเดียวกับผมไหม

“รู้ กูแค่อยากได้โอกาส ขอแค่เดือนเดียวพอถ้ามึงไม่โอเคกูจะจบทันที”

ผมถอนหายใจ ภายในใจลึก ๆ มันก็ส่งเสียงประท้วงว่าเลิกทำตามสมองบ้างสักที จริง ๆ มันอาจจะดีก็ได้

เหนื่อยจะสู้กับตัวเองเหมือนกัน ลองทิ้งเหตุผลไปบ้างก็ดี อีกอย่างเวลาแค่หนึ่งเดือนคงไม่มากพอที่จะทำให้ผมเจ็บปวดหรอก

“เออได้ หนึ่งเดือนถ้าไม่โอเคจบนะ”

“อืม” ปันยิ้มน้อย ๆ แล้วยกนิ้วก้อยมาข้างหน้า นี่ผมต้องทำอะไรแบบนี้กับมันจริงเหรอเนี่ย

ผมถอนหายใจแล้วเกี่ยวนิ้วก้อยสัญญากับมัน




[เปเปอร์]

วันนี้วันเสาร์ ซึ่งปกติผมจะมีนัดกับเก็นแต่ผมดันเจ็บข้อเท้าผมเลยเลือกที่จะไม่ไปเพราะเดี๋ยวเขาจะจับสังเกตได้ว่าเจ็บข้างเดียวและตำแหน่งเดียวกับตัวผมที่เป็นผู้ชาย

ไหน ๆ ก็ไม่ได้มีนัดไปไหนผมจึงจะออกไปซื้อของใช้แทน ผมเลือกที่จะแต่งหญิงออกไปเพราะผมอยากจะไปซื้อเครื่องสำอาง

ผมหยิบลิปที่พึ่งออกมาใหม่ปาดลงบนมือตัวเองเพื่อเช็คดูว่ามันเข้ากับผมมั้ย

“เปเปอร์หรือเปล่า?” ผมที่กำลังจดจ่อกับการลองสีลิปก็ชะงักและเงยหน้ามองคนที่ทัก

“มึงนี่เองไอปัน กูตกใจหมด” ผมก็นึกว่าจะมีคนจำผมได้ ปันที่เห็นหน้าที่ดูตกอกตกใจของผมก็หัวเราะ

“มึงกลัวมีคนจำมึงได้หรือไง” ผมพยักหน้าตอบทันที ถึงจะแต่งหน้าแต่งตัวแต่เค้าโครงร่างกายและใบหน้ามันก็คือผมอยู่ดี “เนียนอยู่มึงไม่ต้องกลัว”

ถ้าปันพูดมางี้ผมก็สบายใจ

“แล้วนี่มึงมาซื้ออะไรในนี้” นี่เป็นร้านที่ขายครื่องสำอางเป็นหลักจึงค่อนข้างจะสงสัยว่ามันมาทำไม

“ช่วงนี้กูนอนดึกใต้ตาเลยดำ ว่าจะซื้อคอนซีลเลอร์อะไรนี่ เห็นเพื่อนผู้หญิงห้องกูแนะนำมา” ผมพยักหน้ารับ

“แล้วมึงดูยี่ห้อไหนมาบ้างไหม”

“ไม่ว่ะ กูว่าจะมาถามพนักงานขายแต่เจอมึงพอดีเลยถามมึงละกัน” พูดเสร็จมันก็ขำ

“อันนี้ ๆ ปกปิดโอเคอยู่ เกลี่ยง่ายด้วย กูแนะนำ ๆ ๆ” ผมหยิบยี่ห้อที่ผมใช้ให้มันดู “เอามือมึงมาเดี๋ยวกูเทสสีให้”

ปันยื่นมือออกมาให้ผม ผมลือกสีคอนซีลเลอร์ที่ใกล้เคียงกับผิวมันที่สุดลองมาปาด ๆ ดู

ผมรู้สึกว่ามันดีนะที่คนเราหันมาใส่ใจตัวเองมากกว่าที่เคย ผมคิดว่าเครื่องสำอางผลิตมาให้ทุกคนได้ใช้ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้หญิง

“รู้สึกว่ามึงพึ่งพาได้จริง ๆ ก็วันนี้แหละ” ผมล่ะมองบนทันที

“ใครกันที่ช่วยเสี้ยมแทนให้มึงได้สมหวังในความรักกัน”

“บุญคุณนี้ของเพื่อนเปอร์กูจะไม่ลืมเลยครับ”

“เหอะ” ผมแค่นเสียงหัวเราะ “คบกันแล้วมึงเฉดหัวกูทิ้งทันทีเลยนะ”

สมัยแทนไม่รับรักนี่คือเรียกหาผมทุกวัน พอคบกันแล้วหน้ายังไม่อยากจะมอง

“โถเพื่อนรักอย่าน้อยใจสิ” มันกอดคอผมเข้าไปพร้อมขยี้หัว

“หยุด เดี๋ยววิกหลุด” ผมปัดมือของปันออก “ไปจ่ายตังค์ได้แล้ว”

เมื่อได้ของตามที่ต้องการผมก็เดินไปคิดเงิน ผมรู้สึกว่าการช็อปปิงมันก็เป็นการแก้เครียดอย่างหนึ่งเหมือนกัน

“คบกันแล้วเป็นไงมั่ง” ผมถามปันระหว่างกำลังเดินออกไปหาไรกิน เนื่องจากเราทั้งคู่ไม่ได้กินข้าวเที่ยงกันมาและใกล้เที่ยงแล้วด้วยเราตกลงว่าจะไปหาไรกินกัน

“ไม่รู้สิ” ปันตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “ไม่ได้มีอะไรต่างจากตอนเป็นเพื่อนเท่าไหร่”

“ทำไมคิดงั้นวะ”

“กูอยากจะไปไหนมาไหนกับมันเหมือนที่คนเป็นแฟนคู่อื่น ๆ เขาทำ แต่มันไม่เคยไปกับกูเลย” ปันตอนนี้ที่ดูหงอยเป็นหมาหงอยเวลาที่เจ้านายไม่เล่นด้วยเปี๊ยบเลย

“มันก็คงกลัวสายตาคนมอง” แทนอาจจะดูเป็นคนไม่สนใจอะไรแต่จริง ๆ มันก็เป็นคนที่แคร์สายตาคนอื่นพอสมควร

ถึงแม้โลกสมัยนี้จะเปิดกว้างขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังไม่ใช่ทุกคนที่ยอมรับ

“ทำไมต้องสนใจคนอื่นด้วยวะ สนแค่กูไม่ได้หรอ” ปันเริ่มงอแง “ถ้ามันขออะไรมากูก็จะยอมทำให้มันทุกอย่างเลย แต่กูไม่รู้สึกว่ามันทำอะไรเพื่อกูเลย หรือจริง ๆ มันไม่ได้ชอบกูเลยวะ”

“มึงก่อนจะคบใครต้องเข้าใจก่อนว่าแต่ละคนมันมีเงื่อนไขต่างกันมึงจะให้ใครเป็นไปตามที่มึงคาดหวังไม่ได้ และนิสัยของแต่ละคนมันต่างกัน การแสดงออกก็ต่างกันด้วย มันอาจจะทำตัวดูแข็งกระด้างกับมึงแต่กูเชื่อว่ามันไม่ได้ชอบมึงน้อยไปกว่าที่มึงชอบมันเลย”

“ทำไมมึงดูเท่ห์จังวะวันนี้”

“กูเท่ห์ทุกวันแค่มึงไม่เคยมองกู” มันหัวเราะ

“ใช่ กูมองแต่แทน” โอ๊ยผมอยากจะอ้วก “มึงก็น่ารักนะ ถ้าปกติมึงทำผมเผ้าให้มันดี ๆ เลิกใส่แว่นหนา ๆ เก็นคงชอบมึงแน่”

ชื่อของบุคคลที่สามที่โผล่ขึ้นมาทำให้ผมชะงัก ผมยิ้มออกมาน้อย ๆ

“ไม่หรอก เขาชอบกูที่เป็นผู้หญิง”

ในตอนที่ผมแต่งหญิง นิสัยของผมก็ยังคงเหมือนผตอนที่เป็นผู้ชาย ผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงนิสัยตัวเองอะไรทั้งนั้นแต่เขาก็ชอบมัน ผมจึงรู้ว่าเขาชอบผมที่ป็นผู้หญิงมากกว่าผมที่เป็นผม

การรับรู้ความจริงข้อนี้มันทำให้ผมเจ็บปวด

“เอ่อ…. ถ้าคนมันจะเป็นคู่กันมันก็ต้องได้คู่กันนะมึง” ปันทำหน้ายากเพราะไม่รู้จะปลอบผมยังไงดีจนผมหลุดขำ แค่ตั้งใจรับฟังที่ผมระบายผมก็ดีใจมากแล้ว “มา ๆ กูจะกอดให้กำลังใจมึงเอง”

“อย่าเข้าใกล้กูนะไอเหี้ย” ผมพยายามหลบไอปันที่หวังดีจะให้กำลังใจผม ขาก็เจ็บยังจะต้องเบี่ยงตัวมาหลบมันอีก

“ทำอะไรกันน่ะ” เสียงที่คุ้นเคยทำให้ผมกับปันชะงัก

“อ้าวเก็นมึงมาทำอะไรที่นี่” ปันหันไปทักทายคนมาใหม่ทีกำลังมองมายังที่ผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ทำไมวันนี้มันซวยอย่างงี้วะ!



หายไปนานอีกแล้วแง TT จะพยายามรีบเคลียร์งานมาปั่นนะคะ
ไม่อยากเป็นนิยายรายเดือนเลยแง ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่ติดตามและทุกคำติชมนะคะ เลิ้ป

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2640
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 22 [15/11/63]
«ตอบ #72 เมื่อ15-11-2020 14:51:20 »

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด