ผมแต่งหญิง ตอนที่ 12 [15/04/61]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 12 [15/04/61]  (อ่าน 5320 ครั้ง)

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ผมแต่งหญิง ตอนที่ 12 [15/04/61]
« เมื่อ19-07-2017 09:55:08 »

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2019 01:31:46 โดย whist »

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง บทนำ
«ตอบ #1 เมื่อ19-07-2017 09:57:58 »

   ผมก้าวขาออกจากรถเมล์แล้วรีบวิ่งเข้าไปในสถานีรถไฟฟ้าBTSเมื่อเห็นว่ามันเลยเวลานัดมาสิบนาทีแล้ว ดวงตากวาดหาร่างสูงของเพื่อนสนิทแต่ไม่เห็นแม้แต่เงา มือดึงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงออกมาแต่เพราะความลนลานจึงทำให้โทรศัพท์ตก
   “ปลอดภัยดี” เมื่อพลิกหน้าหลังแล้วไม่เห็นว่ามีรอยแตกร้าวก็พึมพำกับตัวเองอย่างโล่งอก มือลูบโทรศัพท์ไปมาราวกับกำลังปลอบประโลมโทรศัพท์จากเหตุการณ์สยองขวัญเมื่อสักครู่
   ผมสูดหายใจเข้าออกลึกๆเรียกสติตัวเองเวลารีบทีไรจะลนจนเละทุกที เมื่อตั้งสติได้ก็เริ่มโทรหาเพื่อน
   หวังว่ามันจะไม่ไปแล้วนะ เลทสิบนาทีเอง..
   [ฮัลโหล] ปลายสายรับด้วยเสียงงัวเงียเหมือนคนพึ่งตื่นจนผมได้แต่อุทานในใจว่า..ฉิบหายละ
   “มึงอยู่ไหนไอแทน”
   [เฮ้ยเชี้ย! กูตื่นสายว่ะ มึงไปก่อนเลยเจอกันที่โรงเรียนเดี๋ยวกูรีบตามไป ขอโทษนะเว้ย] ปลายสายพูดด้วยเสียงรัวเร็วแล้วตัดสายไปเลย เออเชื่อแล้วว่ารีบ
   ผมมองมือถือแล้วส่ายหน้าอย่างหนักใจ ความจริงก็ว่ามันไม่ได้..เพราะผมก็สายเหมือนกันแฮะๆ
   แทน หรือ แทนคุณ เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่อนุบาลแล้วบังเอิญโชคดีเลยได้อยู่ด้วยกันมาตลอดจนถึงม.ต้น โรงเรียนเก่าผมมีตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลไปจนถึงมัธยมปลายและเกรดเราก็เกาะกลุ่มกันจึงได้อยู่ห้องเดียวกัน(ผมได้แทนช่วยติวให้เกรดเลยออกมางดงามเหมือนมัน) แต่ด้วยความที่ว่าผมกับมันเรียนโรงเรียนนี้ตั้งแต่อนุบาลยันม.ต้นจึงประสบปัญหาเบื่อกับสภาพแวดล้อมเดิมๆอาหารเดิมๆตึกเรียนเดิมๆที่เดินจนทั่ว เลยแท็คทีมกันออกไปสอบเข้าโรงเรียนใหม่ที่ค่อนข้างไกลจากบ้าน
   ถ้าถามว่าไกลขนาดไหนก็.. ออกจากคอนโดผมแล้วต้องนั่งรถเมล์มายังสถานีรถไฟฟ้าแล้วก็ต่อรถเมล์อีก ถ้านั่งรถยนต์ส่วนตัวอย่างเร็วก็น่าจะสักชั่วโมงนึง ถ้ารถติดหนักๆนี่เที่ยงเห็นทีว่าจะไม่ถึง
   และนี่เป็นวันปฐมนิเทศวันแรกของชีวิตม.4 ผมจึงนัดแทนมันตั้งแต่หกโมงเช้า..
   จนบางทีผมก็คิดว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่ย้ายมา ปกติอยู่โรงเรียนเก่าตื่นแปดโมงยังไปทัน
   ผมซื้อตั๋วแล้วเดินเข้าไปรอรถไฟ ในช่วงเวลาเร่งรีบไม่แปลกเลยถ้าคนจะเยอะขนาดนี้
   พอรถไฟมาฝูงชนก็อัดเข้าไปด้านในทันที ผมถูกดันเข้าไปยืนตรงกลางขนาบซ้ายและขวาด้วยผู้ชายวัยทำงาน
   แทนที่ผมจะได้ยืนสูดอากาศหายใจเหมือนคนปกติ แต่เพราะส่วนสูง161เซนติเมตรของผมมันทำให้ผมผลุบหายไปในหมู่คนทันที
   ยังดีที่มันเป็นช่วงเช้าจึงไม่มีปัญหากลิ่นตัวเท่าไหร่ แต่กลิ่นน้ำหอมที่ลอยมาจากทั่วทุกสารทิศทำเอามึนหัวใช่เล่น
   ผมยืนสไลด์โทรศัพท์ไปเรื่อยจนเบื่อ พอถึงสถานีปลายทางของตัวเองก็รีบแทรกตัวออกอย่างว่องไว
   สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดสักพักก็เริ่มออกแรงวิ่ง เพราะรถเมล์ที่ผ่านโรงเรียนมีแค่ไม่กี่สาย ผมกลัวว่าชวดแล้วมันจะยาว
   โชคดีที่ออกมาแล้วเจอรถเมล์เลย ผมรีบโบกแล้ววิ่งขึ้นไปนั่งอย่างไว จ่ายเงินให้กระเป๋าเสร็จสรรพก็เสียบหูฟังฟังเพลง
   รถติดจังแฮะ..
   ยังง่วงอยู่เลย รถติดขนาดนี้งีบสักนิดคงไม่เป็นไรมั้ง



   ผมลืมตาขึ้นมาอีกทีเพราะเริ่มรู้สึกหนาว ขยับตัวไล่ความเมื่อยล้าแล้วมองออกไปด้านนอก
   ถึงยังวะ? ทำไมมันดูไม่ค่อยคุ้นเลยหรือว่าเลยมาแล้ว
   “เอ่อ..ขอโทษนะครับ ผ่านโรงเรียนAมาหรือยัง?” ผมหันไปถามกระเป๋ารถเมล์ด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าสุภาพที่สุด
   “เลยมาหนึ่งป้ายแล้วลูก” ผมนิ่งค้างไปพักนึง “รถมันติดพอดีงั้นเดี๋ยวป้าเปิดให้ลงกลางทางนะเดินย้อนกลับไป” ป้าบอกอย่างใจดีแล้วหันไปตะโกนบอกคนขับ ประตูรถที่ใกล้ผมที่สุดก็เปิดออก
   “ขอบคุณมากนะครับ”
   “จ้า ระวังมอ’ไซค์นะ” ผมพยักหน้าให้แล้วเดินออก มองซ้ายมองขวาก่อนลงเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัย
   ผมเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบเร่ง นี่พึ่ง7โมงกว่าๆเอง มาถึงเร็วกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย
   “เฮ้ยๆ นั่นมันเด็กโรงเรียนAนี่หว่า” ผมหันขวับไปทางต้นเสียงเจอเด็กนักเรียนโรงเรียนหนึ่งที่ไม่ใช่โรงเรียนเดียวกับผมอยู่สามคน และทั้งสามคนนั้นกำลังจ้องมาที่ผม
   เท่านั้นแหล่ะผมรีบวิ่งเลย
   “คุยกันก่อนสิ” ขนาดผมวิ่งมันยังเดินตามทัน อีกฝ่ายพาดแขนไว้กับบ่าของผมแล้วลากผมเข้าไปในซอกเล็กๆข้างตึก
   “ปล่อยนะ!” ผมโวยวายสะบัดตัวสุดฤทธิ์ จนมันบีบหัวไหล่ผมแน่นจนเจ็บเหมือนกระดูกจะแตก
   พอเข้าไปในซอกได้มันก็เหวี่ยงผมติดกำแพงก่อนพวกมันสามคนจะมาล้อมผม
   ผมกุมหัวไหล่ข้างที่ตัวเองเจ็บ กัดฟันแน่นมองอีกฝ่ายตาขวาง
   “โถๆ น่าสงสาร ไม่น่าดื้อเลย” มันว่าจบก็พากันหัวเราะ
   “เอาล่ะเข้าเรื่อง เอากระเป๋าตังค์มึงมา” อะไรมันจะซวยขนาดนี้วะ แล้วแม่งก็มีตั้งสามคนแต่ผมตัวคนเดียว อยู่ดีๆผมก็นึกถึงเพื่อนแทนขึ้นมา ถ้าผมรอมันผมจะไม่เจอเรื่องแบบนี้แน่ๆ ไม่น่าเลยกู
   “เอามา เร็วๆ ตะคริวกินมือมึงหรอหยิบไม่ได้สักที” มันเร่งด้วยน้ำเสียงกวนประสาท ได้! อยากได้นักใช่ไหม
   ผมเปิดช่องหน้าของกระเป๋าเป้โรงเรียนแล้วหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาแล้วปาใส่หน้ามันอย่างแรง
   “ไอห่านี่ กูอุตส่าห์จะไม่ทำมึงละนะ” มันกระชากคอเสื้อผมง้างมือมือขึ้นสูง ผมจ้องมันสู้
   “เฮ้ย ทำอะไรวะ” มีพลเมืองดีเข้ามาขัดได้อย่างถูกจังหวะ
   “มึงนี่เสือกตลอดเลยนะไอเก็น” ผมมองพลเมืองดีที่ชื่อเก็น ผิวขาวสะอาด ดวงตาเรียวมีสเน่ห์ นัยน์ตาสีดำสนิท จมูกโด่งรับกับริมฝีปากสีชมพูบางเฉียบได้รูป ผมซอยสั้นสีดำ และที่สำคัญเขาอยู่โรงเรียนเดียวกับผมด้วย
   ร่างสูงยิ้มมุมปาก มองอีกฝ่ายอย่างเหยียดๆ “ทำไม มึงกลัวเหรอ?”
   ทันทีที่เขาพูดจบทั้งสามคนนั้นก็พุ่งเข้าใส่เขาทันที นั่นคิดจะเล่นรุมเลยเรอะ!
   “ฝากหน่อย” เก็นโยนกระเป๋าเป้ของเขามาทางผม เขาคงกะผิดมันเลยกระแทกหน้าผมพอดี
   ผมไม่ชอบดูการต่อสู้เท่าไหร่ ผมว่ามันค่อนข้างน่ากลัว แต่การต่อสู้ครั้งนี้ผมมองอย่างไม่ละสายตา ทั้งๆที่สามรุมหนึ่งแท้ๆ แต่เก็นก็ดูได้เปรียบเสมอ
   “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” ทั้งสามกล่าวเอาไว้ก่อนจะวิ่งไปอีกทาง พวกนั้นหน้ายับ ถึงมีแผลไม่มากแต่ก็น้อยกว่าเก็นอยู่ดี
   “ทีหลังมึงก็หัดสู้บ้าง” เก็นหันมาพูดกับผม สาวเท้าเดินยาวๆเข้ามาใกล้
   “พวกมันมีตั้งสามคน”
   “ทีกูยังสู้ได้”
   “ผมไม่เก่งเหมือนนายนี่”
   “เอากระเป๋ามาได้ละ” ผมยื่นกระเป๋าคืนให้ร่างสูง เขารับทันทีและทำท่าเหมือนจะเดินไปจนผมต้องรั้งเอาไว้ ผมยังไม่ขอบคุณเขา
   “เอ่อ..ขอบคุณนะ”
   “ไม่ต้อง ยังไงกูก็ต้องช่วยเด็กโรงเรียนเดียวกันอยู่ละ” เขาว่าทั้งที่ยังไม่หันหลังกับมามอง
   “ผู้ผดุงความยุติธรรมงี้เหรอ?” เท่านั้นแหล่ะเขาหันมาเลย ผมพูดไรผิดเหรอ?
   “มึงชมกูหรือมึงประชด?” โทนเสียงเริ่มเปลี่ยนไปทางหาเรื่อง
   “ผมชมจริงๆ” ผมทำหน้าซื่อเข้าสู้ จนอีกฝ่ายถอนหายใจ
   “เออ กูเชื่อก็ได้ เผื่อมึงเป็นเด็กใหม่แล้วยังไม่รู้ โรงเรียนBเป็นอริกับโรงเรียนเรามาช้านาน ถ้ามึงเจอเด็กที่ใส่ชุดนักเรียนแบบพวกนั้นมึงก็หลบให้ดีแล้วกัน กูไปละ”  นี่ผมมาโรงเรียนหรือผมมาสนามรบ
   “ เอ่อ..เดี๋ยวอย่าพึ่ง ยังไงก็ช่วยรับนี่ไปหน่อย” ผมควานหาเอายิ้มจูปาจุ๊บหยิบมันออกมาหลายอันแล้วแล้วส่งไปให้เขา ผมชอบกินมันมาก เรียกว่าติดเลยแหล่ะต้องมีติดกระเป๋าไว้ตลอด
   “แกะยากไม่อยากแดก”
   “ผมแกะให้” เพราะผมกินมันบ่อยจนเซียนในการแกะ ผมทำท่าจะแกะรสครีมสตอเบอรี่รสโปรดของผมแต่เขารีบห้ามไว้
   “ไม่ๆ เอาโคล่ามาให้กู” ผมเปลี่ยนไปแกะโคล่าแทน “ผู้ชายที่ไหนเขากินสตอเบอรี่กัน”
   “แล้วใครห้ามผู้ชายไม่ให้กินสตอเบอรี่” ผมเอียงคอถาม
   “ถามกูกูจะรู้ไหม มึงไปเสิร์ชกูเกิ้ลสิสัด” เกรี้ยวกราดเหลือเกิน
   พอผมแกะเสร็จเขาก็คว้ามันเข้าปากทันที ร่างสูงดุนมันไว้ในกระพุ้งแก้ม ผมมองมันอย่างดีใจที่เขารับขนมของผมไป
   “กูไปละบาย” เขาหันหลังเดินไปตามทิศของโรงเรียน ผมมองตามหลังร่างสูงด้วยความรู้สึกชื่นชม
   ผมทำท่าจะเดินตามไปแต่นึกขึ้นได้ว่าปากระเป๋าตังค์ตกไว้
   ละเฮ้ย! มันไปตกอยู่ตรงไหนเนี่ย
   กว่าจะหาเป๋าตังค์เจอแล้วเดินไปโรงเรียนก็เกือบแปดโมงพอดี
   เชื่อไหมว่าผมกับไอแทนถึงพร้อมกันเลย
   “สภาพดูไม่จืดเลยนะมึง” มันขำ
   “รู้ไหมกว่าจะมาถึงกูเจออะไรมาบ้าง” ผมบ่นก่อนจะเล่าทุกอย่างให้มันฟัง




   เวลาหนึ่งปีมันช่างผ่านไปเร็ว
   รู้ตัวอีกทีก็อยู่ม.5แล้ว  วันนี้วันเปิดเทอมวันแรกโรงอาหารเลยเสียงดังคึกคักเป็นพิเศษ
   ผมมองร่างสูงที่ถือจานอาหารจากร้านประจำของเขา อ่า กินหมูหวานกับแกงจืดอีกแล้ว ทั้งที่เขาชอบกินเผ็ดแต่สั่งแต่ของจืด ถามว่าผมรู้ได้ไงน่ะเหรอ ผมเคยเจอเขาที่ร้านส้มตำใกล้ๆคอนโดผม ตรงหน้าเขามีแต่สารพัดอาหารเผ็ด เขากินไปหน้าแดงไปน้ำหูน้ำตาไหลไป ทำให้ผมรู้ว่าเขาชอบกินเผ็ดแต่กินเผ็ดไม่เก่ง เลยเลือกที่จะกินอาหารจืดที่โรงเรียน ไม่รู้จะคีพลุคไปทำไม
   ในโรงเรียนนี้เขาเป็น..เอ่อ..ควรเรียกไรดีล่ะ หัวโจกละกัน ชอบสร้างเรื่องทะเลาะวิวาทกับเด็กโรงเรียนอื่นแต่ก็ทำเพราะช่วยเหลือเด็กโรงเรียนเดียวกันเมื่อโดนเด็กโรงเรียนอื่นรังแก
   ดูเหมือนปิดเทอมมานี้เขาจะสูงขึ้นอีกแล้วนะ ดูเหมือนกล้ามเขาจะเพิ่มขึ้นมาอีกแล้วด้วย เป็นลูกเจ้าของค่ายมวยมันดีแบบนี้นี่เอง
   ถ้าถามว่าทำไมผมถึงรู้ดีนัก เพราะผมชอบเขาไง สนใจอยู่คนเดียวมาตลอดหนึ่งปี
   ในขณะที่เขาให้ความสนใจในเรื่องการทะเลาะวิวาทและผู้หญิง และวันนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าผมจะไม่เป็นฝ่ายสนใจเขาฝ่ายเดียว เขาจะต้องสนใจผมด้วย เพราะงั้นผมจึง..
   เพล้ง! เคร้งๆ!
   ผมจึงยื่นขาไปขัดขาเขาที่เดินผ่านมา อีกฝ่ายไม่ได้เสียหลักล้มลง แต่ถ้วยชามที่อีกฝ่ายถืออยู่หกระเนระนาด
   ดูเหมือนภารกิจจะสำเร็จ ร่างสูงโมโหมาก เขาพุ่งเข้ามาต่อยผมจนล้มลงเลย
   “มึงทำเหี้ยอะไรไอแว่น!” ผมหยิบแว่นที่กระเด็นหลุดออกมาข้างๆมาใส่กลับเข้าไปอีกครั้ง ลุกขึ้นยืนและจ้องมองตอบร่างสูง
   “ผมเกลียดนาย! และหมั่นไส้นายเอามากๆ!” ทั้งๆที่ชอบแต่ต้องบอกว่าเกลียด ทำไมชีวิตผมช่างซับซ้อนซ่อนเงื่อน ถ้าผมเป็นผู้หญิงก็ดีสิจะได้เดินไปสารภาพรักกับเขาตรงๆ
   “งั้นดี! เกลียดกูนักใช่ไหม งั้นมึงมาเป็นเบ๊ให้กูซะ!”




   มือใหม่หัดแต่งฝากตัวด้วยนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-07-2017 10:33:42 โดย whist »

ออฟไลน์ Januarysky

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 468
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: ผมแต่งหญิง
«ตอบ #2 เมื่อ19-07-2017 10:29:15 »

อ้าวๆๆ
หลงเค้าแต่ปากบอกเกลียดซะงั้น
กลายเป็นเบ๊งี้ก็สวยซิคร้บ เข้าทางคนแอบชอบพอดี
 :hao7:

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 1
«ตอบ #3 เมื่อ25-07-2017 10:40:02 »

ตอนที่ 1 ข้อดีของการเป็นเบ๊

   ตอนนี้ผมและแทนอยู่ที่ห้องพยาบาลหลังจากโดนหมัดทำลายล้างเมื่อกี้ มุมปากแตกจนแทบจะอ้าปากไม่ได้แหน่ะ มันเดินไปขออุปกรณ์ทำแผลจากอาจารย์ประจำห้องพยาบาลแล้วเดินมาหาผมที่นั่งอยู่ปลายเตียง
   ผมเหลือบตามองเพื่อนสนิทของตัวเองที่นั่งอ่านฉลากยาแต่ละอย่างอย่างละเอียด ผมจะรอดไหม.. ให้อาจารย์ที่ห้องพยาบาลทำแต่แรกก็จบแล้ว
   แต่พอเห็นสีหน้าตั้งอกตั้งใจของมันแล้วไม่อยากขัด ผมมองเสี้ยวหน้าของเพื่อนสนิทอย่างวิเคราะห์
   แทนเป็นคนตัวสูง ราวๆสัก175เซนได้ หน้าหล่อคมแบบไทยๆ ผิวแทนสมชื่อทำให้อีกฝ่ายดูมีสเน่ห์มากขึ้นไปอีกเป็นกอง มันเป็นคนหล่อ นิสัยดี เอาใจใส่ แต่มันไม่มีแฟน เพราะผมเอง..ด้วยความที่ว่าผมกับมันสนิทกันอยู่สองคนและมันก็ดูแลผมเป็นอย่างดี ผมกับมันเลยเป็นคู่จิ้นที่โคตรจะโด่งดังในโรงเรียนเก่า ซวยสุดคือคนคิดว่าผมกับมันคบกันจริงๆ เพราะแบบนั้นผมกับมันเลยไม่มีใครผ่านเข้ามาในชีวิตสักคน  นี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงเหมือนกันที่ย้ายโรงเรียนมา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าที่นี่จะไม่มีใครเข้าใจผมกับมันผิดอีก
   ผมกับแทนไม่มีความลับอะไรต่อกันเยอะเท่าไหร่หรอก มีอะไรผมก็บอกมันหมด เรื่องที่ผมชอบเก็นก็เหมือนกัน แต่กว่าจะทำใจบอกได้ก็นานอยู่เพราะกลัวมันรังเกียจ แต่พอได้พูดออกไปมันก็โล่งดี แถมยังได้คนช่วยสอดส่องสอดแนมอีกต่างหาก
   “ทีหลังทำอะไรหัดปรึกษากูบ้าง กูเกือบหัวใจวายตายแล้ว” แทนบ่นพลางเทน้ำเกลือใส่สำลีแล้วมาแต้มที่แผลผม
   “กูไม่มีเวลาปรึกษามึงหรอก กูคิดปุ๊บทำปั๊บ”
   “แถวบ้านกูเรียกทำอะไรไม่คิด” มันว่าพลางเอาสำลีจิ้มแรงๆจนผมต้องร้องขอชีวิต
   “อูยย เบาหน่อยเจ็บๆ” มันหยุดมือ โยนสำลีลงถังขยะที่อยู่มุมห้องอย่างแม่นยำสมแล้วที่เป็นนักบาสเก่า
   “สมน้ำหน้า” มันเบะปากใส่แล้วหยอดยาแดงใส่สำลีแล้วเอามาจิ้มแผลผมอีกรอบ ผมว่าแผลผมจะระบมเพราะมันเนี่ยแหล่ะ มือหนักฉิบหายเลย
   “คราวหน้ากูขอทำแผลเองนะ”
   “ยังจะมีคราวหน้าอีกเหรอ!? มึงนี่มันจริงๆเลย ชอบแล้วทำไมไม่ไปบอกตรงๆจะมาเรื่องเยอะทำเพื่อ? มึงคิดถึงคนที่เขาเป็นห่วงมึงบ้างไหมกูตกใจแทบตายตอนเห็นมึงโดนต่อย” ดูท่าคราวนี้โกรธจริงแฮะ
   “ก็กลัวบอกไปตรงๆแล้วเขารังเกียจแล้วหายไปไม่ให้กูเห็นอีกเลย อย่าดุกูนักซี่ กูไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว กูขอโทษที่ทำให้มึงเป็นห่วง” ผมบอกมันเสียงอ่อย
   “มึงไม่ต้องขอโทษกู แต่มึงต้องรักตัวมึงเองให้มากกว่านี้” มันบ่นแล้วแปะพลาสเตอร์ยาลงบนแผลผมเป็นอันปิดงาน เดินไปเก็บกล่องปฐมพยาบาลแล้วมายืนค้ำหัวผมที่นั่งอยู่ที่ปลายเตียง ดูท่าแล้วยังไม่หายโกรธ
   ผมยู่ปากใส่เพื่อนสนิทตัวเองช้อนตามองแล้วกระพริบปริบๆ แทนถอนหายใจก่อนจะยีผมเบาๆ
   “กูไม่มีอะไรจะพูด เอาเป็นว่ามึงจะชอบใครก็ชอบไปแต่ถ้ามึงไปหาเรื่องเจ็บตัวมาอีกคราวหน้ากูจะต่อยซ้ำ โอเคนะ?”  นี่แหล่ะแทนสไตล์ มีแต่คำพูดห้วนๆกับน้ำเสียงแข็งกระด้างแต่สัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงของเจ้าตัว
   “อือ กูจะไม่หาเรื่องเจ็บตัวให้มึงปวดหัวอีกแน่นอน” ผมดึงมือร่างสูงที่ค้างอยู่บนหัวผมมากุมไว้ในระดับหน้าอกตัวเองแล้วทิ้งหัวตัวเองลงไปบนแขนของอีกฝ่าย
   “กูเปลี่ยนใจละ ถ้ามีคราวหน้ากูจะไปต่อยมันแทน” แทนว่าอย่างมุ่งมั่นจนผมหลุดหัวเราะ
   “มึงสู้ได้เหรอ” นั่นลูกเจ้าของค่ายมวยเชียวนะ แถมสามรุมหนึ่งเขายังชนะมาแล้ว
   “ดูถูกกูอีก เข้าข้างมันจนวินาทีสุดท้ายเลยนะมึงอ่ะ” แทนขยี้ผมของผมแรงๆอย่างมันเขี้ยว ผมหัวเราะร่วน แทนก็หัวเราะบ้างจนบรยากาศมันดีขึ้นกว่าเดิมมาก
   พวกเราไหว้ลาอาจารย์ในห้องพยาบาล พอออกมายังไม่ทันเดินไปโรงอาหารเสียงออดที่เป็นสัญญาณว่าหมดเวลาพักกลางวันก็ดังขึ้นพวกเราจึงเปลียนทิศจากจะเดินไปโรงอาหารก็เปลี่ยนเป็นขึ้นห้องเรียนแทน
   “อดแดกข้าวเพราะมึงอ่ะ” ตอนนี้แทนเริ่มโมโหหิวแล้วครับ
    “เดี๋ยวกูเลี้ยงบิงซูถ้วยนึงเป็นการชดใช้” แทนหันมามองผมตาวาว ผมกับมันชอบกินของหวานกันมาก บิงซูก็เป็นเมนูประจำที่เรากินกันบ่อย
   “มึงต้องเลี้ยงทั้งอาทิตย์ นี่กูทั้งแบกมึงมาห้องพยาบาล ทำแผลให้ แถมต้องอดข้าวเพราะมึงอีก ถ้วยเดียวไม่คุ้มค่าแรงกู”
   “ได้คืบจะเอาศอก!”
   “กูไม่น่าคาดหวังจากคนขี้งกอย่างมึง” มันตัดพ้อใส่
   ตอนนั้นผมจำได้แค่เก็นบอกว่าจะเอาผมไปเป็นเบ๊ จากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างผมก็จำไม่ได้เพราะสมองมันเบลอไปหมด ถ้าไม่มีแทนผมคงแย่กว่านี้ เอาวะเลี้ยงมันก็ได้ ถ้าตังค์หมดค่อยให้มันเลี้ยงข้าวคืนตอนสิ้นเดือน
   “อาทิตย์นึงก็ได้” ผมงึมงำเสียงเบาแต่ผมมั่นใจว่าเพื่อนมันได้ยิน
   “ห้ะ มึงว่าไงนะ” มันแกล้งถามซ้ำ
   “ถ้าไม่ได้ยินก็อด” มันหัวเราะแล้วผลักหัวผมซ้ำ ผมหน้างอแล้วหันไปชกแขนมันแรงๆ อยากผลักหัวมันบ้างแต่ส่วนสูงไม่อำนวย


   อย่างที่คิด พอมาถึงห้องทุกคนก็มองผมด้วยสายตาแปลกๆ ทั้งๆที่เตรียมรับไว้แล้วแต่พอเจอจริงๆก็แทบทนไม่ไหวเหมือนกัน
   แทนที่เดินตามมาข้างหลังเข้ามากอดคอผม นั่นทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก ผมกับแทนเดินไปนั่งที่ประจำของตัวเองซึ่งเป็นมุมห้องหลังสุดติดหน้าต่าง
   “มึงนี่ใจเด็ดฉิบหายเลยไปหาเรื่องไอเก็น” เพื่อนร่วมห้องที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมหันมาพูด มันชื่อแจ็คเป็นคนหน้าตี๋นิสัยดี เสียอย่างเดียวที่ปากหมาไปหน่อย “แต่เสียอย่างเดียวมึงไม่สู้กลับเลยกูคิดว่าจะได้ดูมวยคู่เอก” 
   มันพูดแล้วหัวเราะร่วน ขำมากมั้ง
   “มันสู้ไม่เป็นหรอกมันถนัดเล่นทีเผลอ” แทนที่นั่งข้างๆเข้ามาร่วมวง ดีๆ เยาะเย้ยผมเข้าไป
   “ไม่ใช่สู้ไม่เป็น เขาเรียกว่าอ่อนให้ศัตรูตายใจ” ผมรีบแก้ทั้งที่ความจริงผมก็อ่อนอย่างที่พูดนั่นแหล่ะ
   “แยบยลมาก สวมบทบาทเป็นคนกากซะเนียนเลยมึง” ไอแจ็คว่า คือมึงไม่ต้องประชดขนาดนี้ก็ได้
   “รางวัลนักแสดงดีเด่นปีนี้ยกให้มึงเลย” แทนรีบเสริมซ้ำทันที แล้วพวกมันไฮไฟว์กัน
   “เออ รุมกูจังเลยไอพวกเก่ง” พวกมันหัวเราะ
   “อะๆกูไม่แกล้งละ กูแค่จะมาเสือกเฉยๆใช้เวลาสิบนาทีก่อนอาจารย์เข้าให้เป็นประโยชน์ มึงเกลียดอะไรไอเก็นมันวะ” ฉิบหายละผมไม่มีเหตุผล สมองผมไม่ไวถึงขนาดที่คิดหาเหตุผลที่มันสมเหตุสมผลได้ปุบปับ ผมหันไปมองหน้าแทนอย่างขอความช่วยเหลือ
   “ไม่มีไรมาก เรื่องผู้หญิง” แทนมันว่า แถเนียนมากมึง ผมแอบลอบยกนิ้วโป้งให้มันใต้โต๊ะ
   “เนิร์ดอย่างงี้มีปัญหาเรื่องผู้หญิงด้วย?” แจ็คถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น คือถึงผมจะใส่แว่นแต่ผมไม่เนิร์ดนะครับ ที่ใส่แว่นเนี่ยเพราะติดเกม เล่นแบบไม่พักสายตาเลยจนจบลงที่สายตาสั้นหนักมากแบบนี้ ไม่ได้จะโทษเกมนะ โทษตัวผมเองเนี่ยแหล่ะที่แบ่งเวลาไม่ดี
   “เด็กเนิร์ดห้ามมีความรักหรอวะ” ผมถาม อันนี้ไม่ได้หาเรื่องหรืออะไร สงสัยจริงๆ ทำไมคนถึงมองว่าเด็กเนิร์ดชอบใครสักคนเป็นเรื่องแปลกทั้งๆที่มันก็คนๆนึงที่ชอบได้เกลียดเป็น มีความรู้สึกเหมือนคนทั่วไป
   “อย่าพึ่งขึ้นๆกูขอโทษ อย่าขัดขากูนะ” แจ็คยกมือไหว้ผมปรกๆจนผมต้องรีบไหว้กลับ เดี๋ยวตายไว
   “กูจะโกรธก็ตรงที่มึงล้อกูไม่เลิกเนี่ย” แจ็คหัวเราะ มันจะหัวเราะบ่อยเกินไปละ มีอะไรปนเปื้อนในอาหารกลางวันมันหรือเปล่า
   “กูเลิกล้อก็ได้ แล้วผู้หญิงที่มึงว่านี่เด็กที่ไหนวะโรงเรียนเราป่ะ?” ผมคิดหนัก บอกว่าโรงเรียนเดียวกันหรือเอาโรงเรียนอื่นไกลๆดีวะ
   “เด็กโรงเรียนเราเนี่ยแหล่ะ” ผมอาจจะคิดนานไปหน่อยแทนเลยตอบแทน
   “จริงดิห้องไหนวะ? แล้วไปเจอกันได้ไง?”
   “ไปเดาเอาเองว่าห้องไหน เจอกันตอนมันไปยืมหนังสือประวัติศาสตร์ที่ห้องสมุดโรงเรียนแล้วไปหยิบหนังสือเล่มเดียวกับเด็กคนนั้นพอดี แบบมือแตะมือตามองตาเลยมึง เท่านั้นแหล่ะแม่งชอบทันที” แทนแต่งเรื่องแล้วเล่าออกมาอย่างลื่นไหล ฉากหยิบหนังสือแล้วมือแตะกันนี่เหมือนฉากหนึ่งของละครหลังข่าวเมื่อวานเด๊ะๆ
   “อื้อหืออ มนต์รักห้องสมุด แล้วยังไงต่อวะคุยกันอยู่แล้วไอเก็นไปแย่งหรอ?” แจ็คยังคงทำหน้าที่เสือกอย่างสุดความสามารถโดยไม่รู้เลยว่าที่พูดไปทั้งหมดนั่นเรื่องโกหกทั้งนั้น แอบสงสารแฮะ
   “เปล่าๆ ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้สนใจไอเนิร์ดมันเลยต่างหาก แต่ดันไปชอบไอเก็นมันเลยแค้น” ดูเหมือนเนิร์ดจะกลายคำเรียกผมซะแล้ว ประเด็นคือมึงแต่งเรื่องทั้งทีเอาดีเข้ากูหน่อยไม่ได้เหรอ
   “แพ้แล้วพาลสัดๆอ่ะ มึงโทษไอเก็นไม่ได้ มึงต้องพัฒนาตัวเองเว้ย ไปตัดผมหน่อยยาวจนจะทิ่มตามึงอยู่แล้ว แว่นอ่ะถอดแล้วใส่คอนแทคเลนส์ก็ดี ที่สำคัญ..แดกนมเยอะๆจะได้โตไวๆ ฮ่าๆๆ” เกือบจะดีแล้วถ้าไม่ติดประโยคสุดท้าย
   “กูแดกจนจะหมดฟาร์มแล้ว กูได้แค่นี้แหล่ะโว้ย!” ผมขึ้นจริงๆแล้ว! เรื่องส่วนสูงมันละเอียดอ่อนสำหรับผมนะ
   “มันได้แค่นี้ก็เก่งแล้วมึง สูงสุดในบ้านเลยเนี่ย” แทนลูบหัวผม เวลาผมเริ่มอารมณ์ไม่ดีการลูบหัวจะลดอาการหัวร้อนได้ถึง20%
    แจ็คมองหน้าผมกับแทนสลับไปมา ก่อนจะถามคำถามที่น่าเตะที่สุดของวัน “พวกมึงเป็นแฟนกันป่ะวะ?”
   “หยุดความคิดของมึงเดี๋ยวนี้!” ผมกับแทนปฏิเสธเสียงแข็งทันทีที่ได้ยิน




   ทันทีที่เลิกเรียนผมก็ยัดของทุกอย่างใส่กระเป๋านักเรียนอย่างว่องไว โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้น
   ผมมองเบอร์แปลกที่บนหน้าจอแล้วชั่งใจ จะรับดีไหมนะปกติถ้ามีเบอร์แปลกโทรมาส่วนมากก็โทรผิด
   “รับดิ เผื่อเป็นเจ้าหนี้โทรมาทวง” แจ็คที่นั่งไล่เฉดสีปากกาใส่กล่องดินสอหันมันบอก ผมจึงชูนิ้วกลางใส่มันเป็นการขอบคุณในคำแนะนำของมัน
   หลังจากมหกรรมเสือกไม่หยุดของแจ็คจบลงก็รู้สึกว่าผมกับมันสนิทกันขึ้นมากโข
   ผมสไลด์หน้าจอรับแล้วยกมันขึ้นแนบหู ยังไม่ทันได้กรอกเสียงพูดอะไรปลายสายก็ร่ายชื่อขนมมายาวเหยียดแล้วทิ้งท้ายว่า..
   [..เอามาส่งให้กูที่ห้องเรียนกูด้วย อย่านานนะมึง]
   “...” ผมเงียบใส่เพราะผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าปลายสายคือใคร จะใช่คนเดียวกับที่ผมหวังให้เป็นหรือเปล่า
   [ส่วนตังค์มึงออกไปก่อนนะไอเบ๊] สายตัดไปแล้วเหลือแค่ผมที่ยืนระบายยิ้มกว้างกับคำว่าเบ๊
   “กูว่าไม่ใช่เจ้าหนี้ว่ะแต่เป็น..เจ้านาย”
   “รู้ดีนะมึง”


   “ขนมที่มันสั่งครบยัง? แล้วทำไมกูต้องมาช่วยมึงซื้อของด้วยเนี่ย” ตอนนี้ผมอยู่ในเซเว่นที่ใกล้โรงเรียนมากที่สุดโดยมีแทนช่วยหยิบถุงขนมโยนใส่ตะกร้าที่ผมถืออยู่
   “เอาน่า ก็ซื้อเสร็จไวเราจะได้ไปกินบิงซูไวไง” ผมยิ้มให้แล้วบอกอย่างเอาใจเพื่อน เอาบิงซูมาล่อด้วยเอ้า
   “เชิญมึงรีบไปจ่ายตังค์แล้วเอาไปส่งให้มันโดยด่วน” แทนดุนหลังผมไปทางแคชเชียร์ในขณะที่ผมมองขนมยี่ห้อหนึ่งไม่วางตา..เบนโตะ มันไม่ได้อยู่ในลิสต์ขนมที่เก็นใช้ให้มาซื้อ แต่เป็นขนมที่เขาชอบมากที่สุด
   ผมหยิบซองที่ใหญ่ที่สุดใส่ตะกร้าแล้วเดินไปจ่ายเงินทันที
   ผมรีบสาวเท้าวิ่งขึ้นไปบนอาคาร โดยไม่ลืมที่จะแอบขนมไว้ไม่ให้ไปล่อตาอาจารย์ เดี๋ยวโดนหักคะแนนประพฤติ
   ผมเดินเข้าไปในห้องเรียนของเก็น ตอนนี้ไม่มีนักเรียนคนอื่นแล้วนอกจากกลุ่มเพื่อนของเขาที่นั่งสุมกันอยู่ท้ายห้อง เก็นนั่งอยู่ตรงกลาง ขนาบด้วยปันหนุ่มตี๋มาดกวน กับชินหล่อเงียบ เงียบจริงๆเขาแทบไม่พูดเลยด้วยซ้ำ ทั้งๆที่นิสัยทั้งสามคนต่างกันแต่พวกเขากลับเข้ากันได้ดี
   “เอ้านี่” ผมวางขนมไว้บนโต๊ะที่ใกล้เก็นที่สุด
   “เท่าไหร่?” เขาถาม
   “ร้อยแปดสิบ” ผมบอกโดยลบค่าเบนโตะออกไปแล้ว เขายื่นเงินจำนวนพอดีกับที่บอกไปมาให้ผม
   “หมดหน้าที่แล้วก็กลับไปได้แล้วไป”
   “...” ผมยืนค้างอย่างเสียดาย พึ่งเจอได้แป๊บเดียวเองนะ แต่พออีกฝ่ายส่งสายตากดดันมาจนผมต้องจำใจหันหลังกลับแล้วเดินออก
   “เดี๋ยว” ผมหยุดเท้าลงหันกลับไปหามองร่างสูงที่ถือซองเบนโตะอยู่ “อันนี้กูไม่ได้สั่ง”
   “ผมให้”
   “เก็นไม่ชอบของเผ็ด มึงซื้อผิดแล้วไอหนูให้กูดีกว่ามา” ปันพูดทีเล่นทีจริง ไม่คิดว่าเขาจะปิดเรื่องที่ตัวเองชอบกินเผ็ดแต่กินไม่เก่งกับเพื่อนด้วย สงสัยกลัวเพื่อนล้อ ผมยิ้มอย่างเอ็นดูในมุมที่เหมือนเด็กของเขา
   “ซื้อให้กูใช่ป่ะ?” เขาถามผมพยักหน้าย้ำ อีกฝ่ายจึงกระตุกยิ้มมุมปาก แกะซองขนมและเทมันลงบนพื้น
   “ไอเหี้ยเก็นเสียดายของ ไม่แดกก็ให้กูดิ” ปันโวยวายแต่เก็นก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย
   หัวใจของผมบีบรัดอย่างเจ็บปวดเมื่อเห็นว่าขนมที่ผมตั้งใจจะให้ลงไปกองอยู่บนพื้น อีกฝ่ายไม่คิดจะสนใจมันสาวเท้าเดินเข้ามาหาผมจนกระทั่งเหยียบมันแล้วเดินผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ
   “อย่าเสือก” ร่างสูงโน้มหน้ามากระซิบข้างหูผมเบาๆแต่มันกลับเสียดแทงลึกลงไปในใจ
   ผมเม้มปากแน่นแล้วเดินออกไปทันที
   ผมหวังว่าผมจะหันออกมาทันก่อนที่น้ำตาผมจะไหลนะ


   “หยุดร้องได้แล้ว” แทนพูดอย่างเบื่อหน่ายเพราะตั้งแต่ออกมาเจอหน้ามันผมก็ร้องไห้จนตอนนี้ขึ้นBTSแล้วผมก็ยังคงร้องอยู่
   “ฮึบ” ผมพยายามอย่างเต็มที่ที่จะห้ามน้ำตาตัวเองไม่ให้ไหล อายคนเหมือนกัน
   ผมถอดแว่นออกแล้วเช็ดหน้าเช็ดตากับแขนเสื้อแทนเพราะไม่มีผ้าเช็ดหน้า
   “สกปรก ออกไป” แทนผลักหัวผมออก ผมจึงเงยหน้าเริ่มเบะปากใส่มัน “มึงหยุด ห้ามร้องอีกนะเว้ย ไอห่าคนจะมองว่ากูรังแกมึงเนี่ย”
   “เออๆไม่แล้ว” ผมเอามือลูบหน้าลูบตาจนมั่นใจว่าโอเคแล้วก็ใส่แว่นกลับเข้าไปตามเดิม
   “ขี้แยจริงเลยมึงเนี่ย”
   “กูเปล่า!”
   เมื่อรถไฟมาถึงสถานีผมกับมันก็เดินลงแล้วออกจากสถานี ผมยืนมองแทนอย่างงงๆเมื่อมันเดินไปอีกทางที่ไม่ใช่ห้าง
   “มึงไม่กินบิงซูแล้วหรือไง”
   “มึงดูสภาพมึงด้วย กูคงแดกลงหรอก”
   “กูโอเคแล้วมึง ไปเถอะกูอยากแดกย้อมใจ” ผมเขย่าแขนร่างสูง มันนิ่งคิดก่อนจะพยักหน้าผมจึงลากมันเดินเข้าไปในห้างทันที
   ตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนพอดีเด็กนักเรียนในร้านจึงค่อนข้างเยอะ ผมเดินนำมันไปนั่งที่โต๊ะที่อยู่ในมุมของร้าน มันดูสงบและเป็นส่วนตัวดี
   “เหมือนเดิม?” แทนถาม มันมีหน้าที่เป็นคนไปสั่ง ส่วนผมเป็นคนเฝ้าโต๊ะ
   “เออ”
   แทนเดินไปสั่งแล้วก็กลับมานั่งที่โต๊ะ ผมจึงลุกไปหยิบน้ำหยิบนมข้นเตรียมเอาไว้ สักพักนึงพนักงานก็เดินมาเสิร์ฟ
   “มึงจะเอายังไง?” อยู่ดีๆแทนก็ถามขึ้นขณะที่เรากำลังจ้วงบิงซูกินกันอยู่
   “หือ?”
   “เรื่องไอเก็นมึงจะเอาไง ตัดใจป่ะ?”
   “ไม่อ่ะ” ผมส่ายหน้าหวือ ถึงจะเสียใจแต่อย่างน้อยผมก็อยากจะพยายามให้เต็มที่ก่อนที่จะตัดใจ
   “อย่ามาดื้อนี่แค่วันแรกมึงยังเจ็บตัวเจ็บใจขนาดนี้ ถอนตัวยังทัน” มันพยายามโน้มน้าว ไม่ได้ผลหรอกผมแน่วแน่มากๆบอกเลย
   “ขอบใจมึงที่เป็นห่วง แต่กูไม่เป็นไร ส่วนเรื่องวันนี้เดี๋ยวกูจะเอาคืนแน่นอน” พอนึกแล้วมันก็ขึ้น ผมระบายความโมโหกับบิงซูด้วยการเทนมข้นลงไปพรวดเดียว
   “แล้วมึงจะเอาคืนยังไง?” แทนถามพลางเอาช้อนเขี่ยๆน้ำแข็งให้เป็นป้อมปราการป้องกันนมข้นที่ผมเทลงไปไม่ให้ไหลไปที่ฝั่งมัน
   “ไม่รู้ยังคิดไม่ออก”
   “จะทำไรปรึกษากูด้วย”
   “ถ้ากูมีเวลาปรึกษามึงนะ” ส่วนมากผมจะคิดแล้วทำเลย
   “กูล่ะปวดหัว ทำไรหัดคิดบ้าง”
   “ครับๆคุณพ่อ” ผมเลาะๆน้ำแข็งฝั่งตัวเองเพื่อหาสตอเบอรี่ แต่มันหมดแล้ว ผมลอบมองสตอเบอรี่ฝั่งของไอแทนตาวาว
   “กวนตีน” ผมหัวเราะ อาศัยจังหวะเผลอแล้วแย่งสตอเบอรี่จากฝั่งของมันมากินเท่านั้นแหล่ะมันด่าลั่นเลย



   ผมกับแทนแยกย้ายกันบนรถเมื่อรถเมล์มาถึงหน้าคอนโดของผม คอนโดนี้พ่อผมซื้อเก็บไว้นานแล้ว และตอนนี้ยกให้ผมกับพี่อยู่เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปเรียน โดยมีเงื่อนไขว่าจ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าใช้จ่ายทุกอย่างเอง
   บ้านผมฐานะค่อนข้างดีอยู่ ที่บ้านเปิดโรงงานผลิตกระดาษ ยอดขายดีบ้างตกบ้างแต่โดยรวมก็โอเค
   ผมไขกุญแจเข้าไปในห้องของตัวเอง พอเปิดประตูมาก็เจอแอร์เย็นฉ่ำตีใส่หน้า สงสัยพี่คงกลับมาแล้ว
   “ถ้าเจ๊จะเปิดแอร์บ่อยขนาดนี้ก็ปรับองศาขึ้นมาให้มันสูงๆหน่อยเถอะ ค่าไฟเดือนที่แล้วเท่าไหร่จำได้ไหม” ผมบ่น สมควรแล้ว ค่าไฟแพงมากและที่สำคัญคือผมกับพี่ออกกันคนละครึ่ง แต่ผมใช้ไม่ถึงครึ่งนึงของที่ออก
   “นี่น้องหรือพ่อบ่นเก่งพอกันเลย เฮ้อ แล้วนั่น..หน้าแกไปโดนอะไรมา”
    “คือ..” ผมเล่าเรื่องทุกอย่างให้พี่สาวผมฟัง เจ๊แกรมเป็นผู้หญิงตัวเล็กบอบบางด้วยส่วนสูงเพียง152เซนติเมตร หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ตอนนี้เรียนมหาลัยปีสอง คณะวิศวกรรมศาสตร์ตามสไตล์ผู้หญิงขาลุย ลุยหาผัวอ่ะนะ แต่ไม่ได้หาให้ตัวเองแต่หาให้ผม นั่นแหล่ะเธอเป็นสาววาย พอผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เธอฟังเธอก็..
   “วี้ดด กร๊าวใจสุดๆ” เธอหันไปทุบหมอนใบโตด้วยความฟิน เธอฟินอะไรของเธอ นี่ผมโดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจมานะ
    “ไม่คิดจะบอกให้น้องตัดใจหน่อยเหรอ?” ผมคิดว่าพอเล่าให้เธอฟังแล้วเธอจะโมโหพาลจะไปต่อยเก็นหรือไม่ก็สั่งให้ผมตัดใจ อย่าไปรักคนที่ทำร้ายเราไรงี้ซะอีก คิดไปคิดมาผมเริ่มสงสัยในความรักของพี่ที่มีให้ผม
   “บอกให้แกตัดใจแล้วแกจะตัดใจเหรอ?”
   “ไม่อ่ะ” ผมส่ายหน้าประกอบ
   “แล้วฉันจะพูดทำไมให้เปลืองน้ำลาย ฟังนะ..” มือเล็กตะปบลงบนแก้มผมจนผมต้องซี้ดปากเพราะมันสะเทือนแผล “แกไม่ควรไปกักขังความรู้สึกด้วยความคิดที่ว่ามันควรจะเป็นแบบไหน จะรักใครชอบใครก็ไปให้สุด จะเสียใจก็ไปเสียใจให้สุด ถึงจะไม่ได้ใจก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยครั้งหนึ่งเราก็เคยได้พยายาม”
   “ฟังดูบ้าบิ่นสมแล้วที่ออกจากปากของเจ้”
   “แน่นอนฉันไม่ใจเสาะเหมือนแก”
   “อย่ามาดูถูกกันนะ” ผมเบ้ปากใส่พี่สาวตัวเอง
   “งั้นดี.. ไปซะ ไปให้สุดแล้วหยุดที่นก”
   


   ผ่านมาสามวันแล้วตั้งแต่ผมโดนทำร้ายจิตใจอย่างเหี้ยมโหด ผมไม่ได้รับการติดต่อจากเก็นอีกเลย ไม่มีแม้กระทั่งการโทรมาจิกหัวใช้ นี่เขาลืมไปแล้วหรือเปล่าว่ามีผมเป็นเบ๊อยู่
   “เขี่ยมันเข้าไป ไม่แดกก็เอาไปเก็บ” แทนบ่นอย่างละเหี่ยใจ
   “มึงไม่เคยเข้าใจอารมณ์ดราม่าเพื่อนหรอก” ผมละสายตาจากจอโทรศัพท์ที่มืดสนิทไม่มีการแจ้งเตือนใดๆเข้ามาแล้วหันไปจ้วงข้าวเข้าปากจนแก้มย้วยออกมาแทน
   ผมแค่อยากเห็นหน้าเขาบ้าง แต่โผล่หน้าไปเจอเองก็จะดูเสนอหน้าแปลกๆ ก็ต้องรอให้เขาโทรมาจิกใช้
   รอแม่งมาสามวันแล้ว!
   ด้วยอานุภาพแห่งเบ๊เอ๋ย จงสำแดงฤทธิ์เดช ณ บัดนี้!
   “อ้าวไอเบ๊ เจอมึงพอดีเลยว่ะ”  ปันที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ทรุดตัวลงนั่งข้างผมแล้วกอดคอผมประหนึ่งสนิทกันมาเป็นชาติ
   “แค่กๆๆ นะ.น้ำ”และผมก็ข้าวเต็มปากอยู่ไงพอโดนรัดคอแบบไม่ทันตั้งตัวมันก็เลยติดคอ เก็นหยิบนมเย็นบนโต๊ะยื่นมาให้ผมแล้วยังหวังดีลูบหลังให้อีกด้วย
   “มึงโอเคแล้วใช่ไหม? หายใจเข้าลึกๆแล้วฟังที่กูพูด มึงช่วยไปซื้อข้าวให้ไอเก็นหน่อยดิ นะๆๆถือว่ากูขอร้อง” ปันเขย่าแขนผมแล้วบีบตาอ้อน พึ่งรู้ว่าคนหล่อมันอ้อนได้น่าถีบจริงๆ
   “แล้วไมมึงไม่ซื้อเอง” แทนเป็นฝ่ายถาม เข้าใจว่าจะปกป้องไม่ให้เพื่อนโดนเอาเปรียบแต่เรื่องของคนนี้ไม่ต้องก็ได้
   “พวกกูโดนกักตัวเนี่ยต้องนั่งคัดบ้าไรกูไม่รู้ แต่กูกะชินเสร็จก่อนเลยจะลงมาซื้อข้าว ยังไม่ทันได้แดกเลยโดนอาจารย์คณิตเรียกตัวไปอีกและ” ปันบ่นกระปอดกระแปดแล้วคว้าแก้วนมเย็นไปดูด น้ำผม ไอ้เวร..
   “มึงเลยมาใช้เพื่อนกูว่างั้น?”
   “แหมมึง อย่าเรียกใช้เลย เรียกขอความช่วยเหลือดีกว่า นะๆมึงนะ กูรู้มึงเกลียดเพื่อนกูแต่กูก็รู้อีกว่ารู้มึงเป็นคนมีน้ำใจ” ปันตอบแทนแล้วหันมาขอร้องผม
   “เออๆก็ได้”
   “ใจมึงประเสริฐยิ่งนัก ซื้อเส้นใหญ่ไก่ตุ๋นให้มันละกัน อย่าใส่พริกนะมันไม่ชอบกินเผ็ด นี่ตังค์ ขอบใจมึงมากๆนะ” ร่างสูงรีบยัดเงินใส่มือผมเหมือนกลัวผมจะมีเวลาปฎิเสธ ว่าจบเขาก็ลุก ขยี้หัวผมก่อนจะเดินขึ้นตึกไปพร้อมชินที่ยืนรออยู่ไกลๆ
   ในที่สุดโอกาสที่ผมรอคอยมาเนิ่นนานก็มาถึงเสียที
   “ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มึงลืมแล้วหรือไงว่ามันทำอะไรกับมึงไว้ โกรธมันสิโกรธมัน” เพื่อนสนิทพยายามจะโน้มน้าวใจให้ผมโกรธเก็น แน่นอนว่าไม่ได้ผล
   “มึงลืมแล้วหรือไง กูโกรธใครนานๆเป็นที่ไหน” ผมเว้นวรรคแล้วกระตุกยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย “แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอาคืนไม่เป็นหรอกนะ”
   “เจ็บตัวขึ้นมากูจะสมน้ำหน้าให้” มันอวยพร
   “ไม่เป็นไรหรอกน่า เจอกันบนห้องนะ” ผมเอาจานของตัวเองไปเก็บก่อนจะไปต่อแถวซื้อก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น “เอาเส้นใหญ่ต้มยำ เอาเผ็ดๆนะฮะ”
   ใครว่าผมแกล้งเขา ผมเปล่านะ ผมแค่สนับสนุนให้คนที่ตัวเองชอบได้กินของที่ชอบ
   ผมรับชามก๋วยเตี๋ยวจากป้าแล้วก็ยื่นเงินไปให้ รับเงินทอนมาแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกงลวกๆ ความจริงอยากใส่พริกเพิ่ม แต่นี้ก็ดูเผ็ดพอละ อีกอย่างผมเป็นห่วงสุขภาพเขาด้วย คนดีเหลือเกินผมเนี่ย
   ผมเดินแอบๆขึ้นไปบนตึกเรียนต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากไม่ให้เจออาจารย์ระหว่างทาง ผมเดินย่องๆเข้าห้องของเขา มีเขานั่งอยู่คนเดียวท้ายห้อง
   ผมยืนนิ่งเรียกสติและความกล้าของตัวเองกลับมาก่อนที่จะเดินเข้าไปหาเขา
   “ไอแว่น” เขาดูสงสัยว่าผมมาได้ไง
   “ปันฝากผมซื้อมาให้”
   “ปันไม่ได้บอกมึงหรือไงว่ากูไม่ชอบกินเผ็ด” บอก เพราะบอกไงเลยใส่
   “ทำไมอ่ะ กินเผ็ดไม่ได้เหรอ?” ผมทำหน้าซื่อต่าแป๋วถาม
   “มึงไปรู้อะไรมา!” เขาลุกขึ้นแล้วกระชากคอเสื้อผมจนผมเซไปชนกับเขาเพราะไม่ทันตั้งตัว
   “เฮ้ยผมแค่เดาเล่นๆเองนะ ก็เห็นบอกไม่ให้ใส่พริกเลยสักนิดผมก็เลยคิดได้อย่างนั้น ไม่คิดว่ามันจะจริงนี่หว่า” ผมแถหน้าซื่ออีกตามเคยแต่ประโยคสุดท้ายนั่นแหล่ะที่ทำให้ร่างสูงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้แต่ก็พยายามสงบอารมณ์เพราะกลัวผมจะจับไต๋ได้
   “สมองมึงนี่ดีแต่คิดเรื่องชาวบ้านเนอะ แล้วก็..กูแดกเผ็ดได้แค่ไม่ชอบแค่นั้น อย่าเข้าใจผิดล่ะ”
   “งั้นดีเลย ร้านนี้ทำต้มยำอร่อยมากก น้ำซุปเข้มข้นสุดๆ เป็นซิกเนเจอร์ของโรงอาหารเลย มาเรียนที่นี่ต้องได้กินสักครั้ง” ผมพยายามหว่านล้อมและดูท่าจะได้ผล
   “เลิกพล่ามได้ละ เอามาส่งเสร็จก็ออกไป” เขาไล่ แน่นอนว่าผมไม่ไปหรอก การแกล้งของผมยังไม่จบแค่นี้ ในเมื่อผมเสียใจเขาก็ต้องเสียหน้า
   “แล้วนี่อาจารย์สั่งให้ทำอะไรเหรอ?” ไม่รอร่างสูงตอบผมก็ถือวิสาสะหยิบสมุดของอีกฝ่ายขึ้นมาดู
   ‘ผมจะไม่โดดเรียนอีกแล้วครับ’ อ๋อโดนคัด ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่เห็นลายมือเขา มันดูเรียบร้อยอย่างไม่น่าเชื่อ
   “ร้อยจบก่อนหมดเวลาพัก เอามาได้ละ ส่วนมึงก็ไสหัวไป”
   “ผมช่วยคัดไหม ผมคัดไวนะแถมยังปลอมลายมือเก่งอีก” ผมเสนอ
   “เอออยู่ว่างๆดีๆไม่ชอบงั้นก็เอาไปทำ” เก็นว่างอย่างนั้นผมเลยจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆเขาแต่โดนเขาเบรกซะก่อน “มึงไปคัดข้างนอกตรงระเบียงนู่น”
   “ทำไม?”
   “เห็นหน้ามึงแล้วไม่มีอารมณ์แดกข้าว ไป” ผมมุ่ยหน้า เดินหยิบสมุดกับปากกาออกไปโดยจงใจลืมน้ำยาลบคำผิดไว้
   ผมนั่งคัดไปเรื่อยๆจนถึงเวลาอันสมควร ผมเดินดุ่มๆเข้าไปในห้องเรียนที่เก็นนั่งกินข้าวอยู่
   “มึงเข้ามาทำไม!?” สภาพเขาตอนนี้น่าถ่ายรูปไว้ชะมัด ปากบวมแดงเจ่อ แก้มแดงหูแดง เหงื่อออกตามแนวขมับ น้ำตาคลอจะไหลอยู่รอมร่อ
   “ผมเข้ามาเอาลิควิด แล้วนั่นเผ็ดเหรอ ฮะๆ อุ๊บ..ฮ่าๆๆ” ผมพยายามเป็นอย่างมากที่จะกลั้นขำ แต่สุดท้ายผมก็หัวเราะออกมาจนร่างสูงมองตาเขียว หน้าแดงเข้าไปใหญ่ไม่รู้เพราะอายหรือโกรธผมเลยต้องหยุดขำไว้ก่อน
   “ไม่เผ็ด กูแค่ร้อน” เก็นพยายามเถียง มันฟังไม่ขึ้นบอกเลย
   “ผมมีลูกอม เผื่อมันช่วย” ผมหยิบอมยิ้มจูปาจุ๊บในกระเป๋ากางเกงออกมา
   “กูบอกว่าไม่ได้เผ็ด!” เขาเถียง ทำไมผมถึงรู้สึกว่าตัวเองกำลังแกล้งเด็กเลยล่ะ
   “งั้นไม่เอา?” ผมเลิกคิ้ว ทำท่าจะเก็บใส่กระเป๋าตามเดิม
   “เอามา แกะมาด้วย” ผมแกะแล้วยื่นให้เขา เขามองมันแล้วเบ้หน้า “มึงไม่มีรสอื่นเหรอ?”
   “อันนี้อร่อยสุดแล้ว ใช้ลิ้นผมเป็นมาตรฐาน”
   “...” เขารับจูปาจุ๊บรสครีมสตอเบอรี่ไว้ในมือ มองมันอย่างชั่งใจว่าควรกินมันไหม สุดท้ายก็ยัดเข้าปาก
   “เป็นไง?” ผมถามอย่างตื่นเต้น อยากให้เขาชอบมันเหมือนกัน
   “ก็ดี” ได้ยินแค่นี้ผมก็ยิ้มแล้ว





   วันต่อมา..
   ผมนั่งกินข้าวเที่ยงกับแทนสองคน ช่วงพักกลางวันโรงอาหารจะแน่นมากจนบางทีก็ไม่มีที่นั่งพอ แต่โชคดีที่ห้องผมอาจารย์ปล่อยตรงเวลา
   แต่ดูเหมือนบางคนจะยังไม่มีที่ถึงได้มายืนกดดันผม
   กึก! เก็นวางจานกระแทกลงบนโต๊ะอาหาร
   คือนี่เขาเร่งให้ผมกินไวๆจะได้ลุกออกไปหรือเขาจะบอกให้ผมลุกออกไปเลย
   “เก็นมึงใจเย็นๆ เบ๊พวกกูขอนั่งด้วยดิ ไม่มีโต๊ะเลย” ผมหันไปมองร่างสูงที่ยืนเก๊กนิ่ง นี่คือรอให้ผมชวนไปนั่งหรอกเหรอ ผมพยักหน้าให้ปันแล้วลุกไปนั่งข้างแทน พวกเขาสามคนนั่งฝั่งตรงข้ามโดยเก็นนั่งตรงกับผมพอดี
   ชักจะเกร็งๆแล้วแฮะ..
   “ไอแว่น ต่อไปนี้มึงต้องจองโต๊ะให้พวกกูด้วย ถ้าไม่..กูจะมานั่งกินข้าวกับมึง เพราะงั้นถ้าเกลียดหน้ากูไม่อยากเห็นหน้ากูตอนกินข้าวก็จองโต๊ะให้พวกกูซะ” ผมแสร้งทำหน้าคิดหนักก่อนจะพยักหน้าอย่างจำยอม
   เออดี เข้าทาง! เขาจะได้กินข้าวกับผมแบบวันเว้นวันเลยแหล่ะ



   ส่วนตัวแล้วชอบเคะงุงิขี้อ้อนเป็นพิเศษ
   ปล.กลัวมันจะดูไม่ยุติธรรมจังเลยเรียกเพื่อนว่ามันแต่เรียกพระเอกว่าเขา เคยลองพิมแทนเขาอย่างนู้นอย่างนี้แล้วนะ แต่รู้สึกขัดโง้ยย

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 2 [02/09/60]
«ตอบ #4 เมื่อ02-09-2017 00:48:30 »

ตอนที่ 2 สิ้นสุดสัญญาทาส


   อย่างที่ผมบอกสัปดาห์ถัดมาผมกับเขากินข้าวด้วยกันแบบวันเว้นวัน และสัปดาห์ต่อจากนี้คงได้กินข้าวด้วยกันทุกวันเพราะปันบอกว่า ‘ไหนๆก็รู้จักกันแล้วกินด้วยกันไปเลย คนอื่นจะได้มีโต๊ะนั่งด้วย’

   ช่วงนี้ทั้งผมและเขาต่างค่อนข้างยุ่งเพราะในสัปดาห์หน้ามีวันสำคัญทางวิทยาศาสตร์วันหนึ่ง นั่นคือวันวิทยาศาสตร์แห่งชาตินั่นเอง ทางโรงเรียนเลยจัดสัปดาห์วิทยาศาสตร์ขึ้นโดยให้เหล่าห้องสายวิทย์-คณิตทั้งสี่ห้องจัดทำซุ้มกิจกรรม

   ซึ่งห้องผมส่งตัวแทนไปจับฉลากปรากฏว่าได้จัดซุ้มฟิสิกส์ ส่วนห้องเขาได้ซุ้มดาราศาสตร์

   เหล่าหัวกะทิของห้อง(แน่นอนว่าไม่ใช่ผม)ก็ประชุมกันว่าควรดึงฟิสิกส์บทไหนมาใช้ประยุกต์ใช้ จึงเลือกโพรเจคไทล์มาโดยประยุกต์เป็นเกมปากระป๋อง

   แต่ด้วยความที่ว่าการจัดซุ้มจะได้คะแนนพิเศษ30คะแนน 10คะแนนมาจากความพึงพอใจของน้องที่เข้ามาทำกิจกรรม อีก10คะแนนมาจากการประเมินของอาจารย์ในเรื่องความรู้ สาระ และอีก10คะแนนคือความสวยงาม

   เพราะคะแนนมันสูง เราจึงทำให้อีกเกมปากระป๋องน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก โดย.. เอาลูกปิงปองมาวาดลวดลายต่างๆให้เหมือนแองกรี้เบิร์ด ส่วนกระป๋องก็วาดหมูเขียวลงไป ส่วนตัวยิงก็หาหนังสติ๊กขนาดใหญ่มาค้ำไว้กับฐาน นี่มันของก๊อปเกรดAชัดๆ

   ที่เหลือก็ตกแต่งซุ้มให้สวยงาม และหาของรางวัลน่าสนใจมาหลอกล่อน้อง

   ตอนนี้ทีมวิทย์และทีมอาร์ตในห้องกำลังจดลิสต์ของที่จำเป็นต้องใช้มาให้ผมที่ทำหน้าที่น้อยสุดไปซื้อของ

   “ฝากด้วยนะ ส่วนนี่เงิน สงสัยอะไรก็โทรมาถาม” ว่าจบก็ตบไหล่ผมแปะๆ ของเยอะใช้ได้ งานนี้ใช้ตังค์ห้องไปมหาศาล

   “มึงไม่ไปจริงอะ?” ผมหันไปถามแทนที่นั่งอยู่ข้างๆ

   “กูต้องไปคัดตัวนักกีฬา” นั่นแหล่ะครับ อีก5เดือนข้างหน้าจะมีกีฬาสี โดยการแข่งขันกีฬาจะเริ่มแข่งในอีก4เดือน
   
   “ไปซื้อของกับกูดีกว่า”

   “ไม่ได้ว่ะรุ่นพี่ขอ” มันว่าแล้วยิ้มมุมปาก ปกติรุ่นพี่ขอมันก็ไม่ยอมลงหรอกด้วยเหตุผลคือขี้เกียจ จนพี่พลอยดรัมเมเยอร์คนสวยประจำคณะสีมาขอมันถึงยอมลง

   “ไม่เป็นไร ไม่ต้องสนใจกูหรอกเพื่อนกันสิบกว่าปีเอง ไปหารุ่นพี่ที่มึงพึ่งรู้จักเถอะ”

   “ไม่ต้องมาประชด” มันผลักหัวผม “กูรับปากรุ่นพี่ไปแล้วไง มึงแหล่ะเสือกไปซื้อของอะไรวันนี้”
   
   “กูก็ไม่ได้กะจะไปวันนี้แต่เพื่อนมันใช้พรุ่งนี้ไง” ผมเริ่มมุ่ยหน้า

   “เดี๋ยวกูไปช่วยแบกอยู่ดี มึงแค่ไปซื้อก่อน” มันพยายามเกลี้ยกล่อม

   “แต่..” ผมกำลังจะเถียงแต่มีสายเรียกเข้าขึ้นมาพอดี

   “กูว่ามึงมีคนไปซื้อเป็นเพื่อนแล้วแหล่ะ”
   
   “เจอที่บีทีเอสเลยก็ได้”




   ผมเดินไปหาเก็นที่ห้องเรียนของเขา ตอนนี้คนในห้องทยอยกลับหมดแล้วมีแต่เก็นที่นั่งเล่นเกมมือถือหลังห้อง ในปากอมจูปาจุ๊บรสครีมสตอเบอรี่ ตั้งแต่ตอนนั้นเขาก็กินมันบ่อยจนเรียกติดเลยแหล่ะ

   “อะ” เขาโยนกระดาษแผ่นนึงมาให้ผม ผมไล่สายตาอ่านตัวหนังสือบนนั้น

   “ของทำซุ้ม?”
   
   “เออ”

   “ไม่ล่ะ ผมว่านายควรไปซื้อด้วยตัวเองนะ ผมไม่รู้ว่าห้องนายจะทำอะไรยังไงบ้าง ผมกลัวจะซื้อผิด มันงานใหญ่ผมรับผิดชอบไม่ไหวหรอก อีกอย่างถึงผมจะเป็นคนซื้อแต่คนผิดก็คือนายที่ใช้ผมไปซื้อทั้งที่เป็นงานของตัวเอง” ผมร่ายยาวเหยียดรัวเร็ว

   “นี่มึงสั่งสอนกู?” ร่างสูงละสายตาจากจอมือถือหันมามองผมตาเขียว ทำไมโหดจังวะ

   “ผมเปล่า ผมแค่แนะนำ” ผมรีบปฏิเสธก่อนร่างสูงจะกลายร่าง เอ้ยก่อนจะโมโหไปมากกว่านี้

   “พูดขนาดนี้กู้สึกผิดเลยสัส เออเดี๋ยวกูไปซื้อเอง”

   “งั้นถ้าไม่ว่าอะไรผมไปด้วย ยังไงผมก็ต้องไปซื้อของห้องอยู่แล้ว” หวังว่าเขาจะไม่ปฏิเสะนะ

   “เออ มึงต้องไปช่วยถือของอยู่แล้ว”

   ร้านขายอุปกรณ์การเรียนและการทำงานขนาดใหญ่อยู่ห่างจากโรงเรียนผมไม่ไกล โดยนั่งย้อนไปทางฝั่งบ้านของเก็น ผมกลัวเขาจะชิ่งลงจังแฮะ

   “นายเข้าไปนั่งก่อนเลย” พอขึ้นรถเมล์ผมเดินนำเขามายังที่นั่งสองที่ติดกัน โดยให้เขานั่งข้างใน
   
   “กลัวกูชิ่งหรือไง?” ผมพยักหน้า เขาเลยเขกหัวด้วยความหมั่นไส้


   ผมกับเก็นฝากกระเป๋านักเรียนไว้ที่เคาท์เตอร์และแยกกันเดินไปซื้อของ โธ่! ผมนึกว่าจะมีโมเมนต์ช่วยกันเลือกของ

   ผมเดินหยิบของที่เพื่อนจดลิสต์มาให้ทั่วร้าน หนักสุดที่หยิบมาก็ไอ้กระป๋องสีเนี่ยแหล่ะ

   ผมเดินไปยังโซนกระดาษกวาดสายตามองหากระดาษที่ต้องใช้ แต่มันดันอยู่ชั้นบนสุด ผมวางตะกร้าใส่ของไว้ด้านข้าง เขย่งขึ้นไปหยิบของโดยมีมืออีกมือช่วยยึดจับขอบตู้ไม้ไว้

   กว่าจะหยิบกระดาษได้เขย่งจนขาชาไปหมด พอหยิบได้ผมเลยเสียหลักเซถอยหลังไปหลายก้าว

   “ระวัง!” ผมหันไปตามเสียงก็เห็นพนักงานกำลังขนแผ่นไม้ขนาดใหญ่หลายแผ่นเข้าไปในร้าน  และผมก็บังเอิญไปขวางทางพอดี และระยะกระชั้นชิดมากด้วย

   “ไอแว่น!” เก็นพุ่งเข้ามาดึงผมให้หลบออกมา แต่เพราะมันใกล้เกินไปเลยยังหลบไม่พ้น อีกฝ่ายจึงใช้แขนบังตัวผมเอาไว้

   “เป็นอะไรไหม?” ผมดึงแขนอีกฝ่ายขึ้นมาดูพบแผลถลอกเป็นทางยาว

   “ขอโทษจริงๆนะน้อง เป็นอะไรมากไหม?” พี่พนักงานรีบวางแผ่นไม้แล้วเข้ามาขอโทษขอโพย

   “ไม่เป็นไรพี่แค่ถลอกนิดหน่อย ทางนี้ไม่ระวังเอง” ประโยคสุดท้ายเขาปรายตามมองผม

   “มีอุปกรณ์ทำแผลไหมครับ?”

   “มีๆ เข้ามาด้านในเลย” ผมและเก็นเดินเข้ามาด้านในซึ่งเป็นส่วนของสำนักงานแต่ไม่ค่อยมีคนหรอก พี่พนักงานเอาอุปกรณ์ทำแผลมาให้และจะทำให้ด้วยแต่ผมปฏิเสธเพราะผมจะทำเอง พี่เขาจึงขอตัวเอาแผ่นไม้เข้าไปเก็บ

   ผมเทน้ำเกลือใส่สำลีแล้วเช็ดแผลเขาให้เบามือที่สุด

   “ขอบคุณนะแล้วก็ขอโทษด้วย” ขอบคุณที่เข้ามาช่วย และขอโทษที่ทำให้เจ็บตัว

   “ทำไมไม่หลบ?”

   “มันใกล้จริงๆหลบไม่ทัน”

   “แค่มึงเดินออกมาก้าวเดียวแต่แรกก็พ้นแล้ว สมองมึงไม่สั่งการหรือไงห้ะ?” เขาเอามือข้างที่ว่างเคาะหัวผม

   “ก็ตอนนั้นมันตกใจนี่”

   “ทำไมกูต้องเข้าไปเจ็บตัวเพราะมึงด้วย” เพราะนายห่วงผมไงล่ะ “ยิ้มเหี้ยไร สะใจใช่ไหมที่กูเจ็บตัว”
   
   “อืม ผมสะใจมากๆ”

   “หยุดเลยมึง”

   “ถ้าไม่อยากให้ผมสะใจมากนักก็อย่าหาเรื่องเจ็บตัวนักสิ” เขาเงียบผมจึงเงยหน้าขึ้นไปมอง เขากำลังองผมอยู่ด้วยสายตาที่ผมก็อ่านไม่ออกเหมือนกัน

   “เป็นแม่กูหรอมาสั่ง” อยากเป็นเมียอ่ะ ได้ป่ะล่ะ?




   ผมหิ้วของพะรุงพะรังออกจากร้าน ของทั้งหมดสี่ถุงใหญ่ทั้งของผมและเก็น
   
   “เหมือนบ้าหอบฟางเลยมึง เอามานี่มา” เขาแย่งส่วนของเขาไปถือ

   “ไม่ต้อง แขนแจ็บอยู่ไม่ใช่เหรอ”

   “แค่แผลถลอกไม่ใช่แขนหัก อย่าโอเวอร์” เขาเดินนำขึ้นไปสะพานลอยข้ามไปอีกฝั่งยืนรอสักพักรถเมล์ก็มา  ดีที่สายนี้ผ่านบีทีเอสด้วย ไม่งั้นผมกับเขาคงได้แยกกันกลับบ้าน

   “ไปบีทีเอสครับ” ผมบอกกระเป๋ารถเมล์และยื่นเงินจำนวนหนึ่งไป

   “บ้านมึงอยู่ไหนเนี่ย?” เขาถามระหว่างที่กระเปารถเมล์กำลังฉีกตั๋วและหยิบเงินทอน

   “แถว....น่ะ”

   “ไกลสัส แล้วมาเรียนทำไมที่นี่?”

   “มีข้อห้ามด้วยหรอว่าห้ามเรียนไกลบ้าน”

   “กวนตีน” เขาว่าละหันไปจ่ายเงินกับกระเป๋ารถเมล์ “บีทีเอสเหมือนกัน”

   ผมหันไปมองอีกฝ่ายที่นั่งตีหน้านิ่งอยู่ คิดได้ไหมว่าเขากำลังจะไปส่งผม

   เรานั่งเงียบๆไม่ได้คุยอะไรกันอีกแต่ผมก็คิดว่านี่มันก็ดีมากพอแล้ว

   “ขอบคุณที่มาส่ง”

   “ใครบอกว่ากูมาส่งมึง กูมานั่งรถเล่น” เขายักไหล่

   “งั้นขอบคุณที่นั่งรถเล่นแล้วบังเอิญมาลงที่เดียวกับผมพอดี”

   “ประชดหรอ?” นั่นเสียงแข็งเลย แซวก็ไม่ได้

   “ผมเปล่า ไปละ” ผมโบกมือให้ร่างสูง และเขาก็โบกมือตอบทั้งๆที่ยังเก๊กทำหน้านิ่งนั่นทำให้ผมยิ้มกว้าง


   

   ทั้งวันวุ่นอยู่กับการจัดซุ้มที่หอประชุม สายวิทย์ทั้งสี่ห้องอัดแน่นกันอยู่ที่นี่

   ผมมองไปทางซุ้มของห้องเก็นเห็นเขากำลังทำบอร์ดอยู่ และนั่นข้างๆมีกิ๊กดาวโรงเรียนปีที่แล้วอยู่ด้วย   ท่าทีสนิทสนมนั่นทำให้ผมรู้สึกอิจฉาเธอ แล้วนั่น!ทำไมต้องยีผมด้วยเล่า

   “ไอแว่นอู้เหรอ รีบตัดกระดาษเลยมึง” ใครสักคนในห้องสั่ง ผมยู่หน้าเลิกสนใจเก็นแล้วก้มหน้าก้มตาตัดกระดาษ

   “เดี๋ยวกูช่วย” เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งลงมานั่งข้างๆ คุ้นๆว่าจะชื่อเพ้นท์ หน้าตาดีอยู่ระดับนึงแถมยังเรียนเก่งอีกด้วย

   “อืมขอบใจ”

   “เป็นอะไรนั่งขมวดคิ้ว” อีกฝ่ายว่าพลางเอานิ้วกดนวดเบาๆระหว่างหัวคิ้วให้คลายออก

   “มึงหลบ กูช่วยมันเอง” ผมหันไปมองคนที่เข้ามาแทรกกลางระหว่างผมกับเพ้นท์ เพ้นท์พยักหน้าแล้วยอมลุกให้เก็น อีกฝ่ายนั่งลงข้างๆและช่วยผมตัดกระดาษ

   เฮอะ แม่ดาวโรงเรียนนั่นไปไหนแล้วล่ะ

   “...” ผมไม่สนใจอีกฝ่ายแสร้งเป็นตั้งใจตัดกระดาเหลือเกินทั้งๆที่ไม่มีสมาธิตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

   “เมินกูทำเหี้ยไร เดี๋ยวจ้วงด้วยกรรไกรซะหรอก” โหดเหลือเกิน

   “แล้วงานที่ห้องนายล่ะ?” ผมถามโดยไม่ได้หันไปมองอีกฝ่าย

   “ใกล้เสร็จแล้ว เหลือแค่ตกแต่งนิดหน่อยแต่กูไม่ถนัดด้านนั้น อยู่ไปก็เกะกะเลยออกมาดีกว่า” ร่างสูงอธิบายยาวเหยียด ผมพยักหน้ารับจากนั้นก็นั่งเงียบ

   “...”

   “…”

   “…”

   “เงียบทำไม ชวนคุยสิสัส”

   “ไม่รู้จะคุยอะไร”

   “ปกติเห็นพูดมาก เมื่อวานตอนกลับบ้านโดนใครดักตีหัวมาหรือไง?”

   “เปล่า”

   “งั้นสะดุดขาตัวเองล้มหัวฟาดพื้น”

   “เปล่า”

   “ตอบอย่างอื่นไม่เป็นหรือไง?” ฮึ่ย! จะอะไรกับผมนักหนา

   “ถ้าคุยกับผมแล้วมันไม่สนุกก็ไปคุยกับคนอื่นสิ” ผมโวย แม่ดาวโรงเรียนนั่นน่ะ ไปสิ!

   “แล้วกูบอกตอนไหนว่าคุยกับมึงแล้วไม่สนุก” เขายิ้มมุมปาก แววตาดูขบขันกับท่าทีของผมเหลือเกิน “มึงโมโหอะไรมาไอแว่น”

   “โมโหมึงนั่นแหล่ะ” ผมพึมพำเบาๆ

   “มึงว่าไงนะ”

   ยังไม่ทันตอบก็มีบุคคลที่สามแทรกขึ้นมาทันที

   “มาช่วยงานชาวบ้านเนี่ยงานห้องตัวเองเสร็จแล้วเหรอ?” ปันและชินเดินมาหาเก็นที่อู้งานห้องตัวเอง โดยเสียงกวนประสาทเมื่อกี้เป็นของปันเอง

   “ไม่เหลืออะไรให้ทำแล้วนี่ มึงก็มานั่งตัดซะ” เก็นชี้ลงตรงเก้าอี้ที่ว่างและยื่นกรรไกรไปให้ทั้งคู่

   “ตัดไงวะ” ปันหันมาถามผม

   “ตัดตามรอยที่วาดอ่ะ” ปันมองมันอย่างวิเคราะห์แล้วค่อยๆลงมือตัด

   “ตัดตั้งเยอะเพื่อนในห้องมึงไม่ช่วยเลยหรือไง? มาเบียดเบียนพวกกูเนี่ย” เมื่อตัดได้สักพักนึงปันก็วางกรรไกรลงแล้วสะบัดมือไล่ความเมื่อยล้า

   “มีมาช่วยคนนึงแต่เก็นไล่ไปแล้ว” ผมตอบ นั่นทำให้ปันและชินมองหน้ากันเงียบๆ

   ปกติแล้วผมก็เป็นพวกชอบคิดไปเองแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ผมใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่คิดอะไรเพราะเขาอาจจะทำแบบนี้ปกติ แต่พอเจอปฏิกิริยาของชินกับปันเมื่อครู่ทำให้ผมคิด.. ผมหวังได้หรือเปล่า คิดว่าเขาเริ่มชอบผมแล้วได้ไหม แต่พอนึกถึงแม่ดาวโรงเรียนนั่นผมก็ดับฝันตัวเองทันที

   เขาจะทิ้งดาวโรงเรียนมาหาไอแว่นอย่างผมทำไม..

   “พวกมึงมาวอแวอะไรเพื่อนกู รังแกอะไรเพื่อนกูรึเปล่า” แทนเดินเข้ามาท้าวแขนกับพนักพิงของเก้าอี้ผม กดสายตาถามร่างสูงืทั้งสาม

   “กูมาช่วยเนี่ย เสือกหาว่ากูมาแกล้งมันอีก” ปันโวยวายโยนกระดาษและกรรไกรลงบนโต๊ะแสดงความเกรี้ยวกราด

   “งานเสร็จแล้วเหรอมึงอ่ะ” ผมแหงนหน้าถามร่างสูงด้านหลัง ด้วยความที่มันตัวสูง สูงที่สุดในห้องด้วยมั้ง มันเลยได้รับหน้าที่ติดของตกแต่งต่างๆบนเพดาน

   “เออ เหนื่อยสัสเลย” มันว่าแล้วก้มลงมาเช็ดเหงื่อบนหน้าของมันด้วยแขนเสื้อผม

   “ออกไป สกปรกไอเหี้ย” ผมพยายามผลักหน้ามันออก มันเลยจับมือผมไปเช็ดเหงื่อมันแทน เพื่อนเหี้ย!

   ปึก!

   แรงเตะโต๊ะจากเก็นทำให้ผมและแทนที่เล่นกันอยู่ถึงกับสะดุ้ง ทั้งโต๊ะหันไปมองเจ้าตัวที่นั่งลอยหน้าลอยตาตัดกระดาษ

   ผมคิดได้ไหมว่าเขาอาจจะหึงผม

   “มโนเก่งนะมึงอ่ะ” ไอแทนก้มลงมากระซิบบอกระยะประชิด

   “อ่านความคิดกูออกหรือไง”

   “แค่เห็นนั่งยิ้มก็รู้ละว่าคิดอะไรอยู่” ผมรีบกุมหน้าตัวเองทันที แสดงออกเยอะเกินไปเหรอวะเนี่ย

   








   งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ของโรงเรียนผ่านไปได้ด้วยดี ทุกๆอย่างรอบตัวตอนนี้ดีไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องการเรียน เพื่อน หรือความรัก..

   มันอาจจะไม่ได้พัฒนาอะไรมาก แต่มาอยู่ในจุดที่เจอกันแล้วสามารถทักทายกันได้ พูดคุยหยอกล้อกันได้มันก็ดีมากพอแล้วสำหรับผม

   ผมเดินดูดน้ำหวานในแก้วไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย แทนมันมีซ้อมบาสผมเลยมาเดินเล่นรอมันแถวโรงเรียน และตอนนี้เริ่มจะเบื่อแล้ว

   พลั่กๆ!

   เสียงเนื้อกระทบเนื้อแว่วเข้ามาในโสตประสาท ผมกวาดสายตามองหาที่มาของเสียงพบว่ามันมาจากซอกเล็กๆ

   ผมแอบชะโงกหน้าเข้าไปมอง เห็นพวกเด็กโรงเรียนBที่เป็นอริกับโรงเรียนของผมมาช้านาน และอีกฝ่ายหนึ่งต้องเป็นเด็กจากโรงเรียนผมแน่ๆ หวังว่าจะไม่ใช่คนที่ผมคิดนะ..

   ผมพยายามเพ่งมองคนในวงล้อม และนั่นเก็นจริงๆด้วย

   ตอนนี้สภาพเขาแย่กว่าทุกที ใบหน้าบวมช้ำมุมปากแตกหมดสภาพคนเก่งที่เคยแสดงให้เห็นบ่อยๆ

   ผมควรทำไงดี วิ่งไปช่วยเขาเหรอ? ไม่อ่ะ หาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ เผลอๆจะไปเพิ่มภาระให้เขาอีก

   ผมเดินหาร้านขายยาที่ใกล้ที่สุดเข้าไปซื้ออุปกรณ์ทำแผลมาเดินกลับเข้าไปในซอกนั่น ยืนหลบสักพักจนแน่ใจว่าเด็กโรงเรียนBไปหมดแล้วจึงไปหาเข้าไปหาเขาที่นั่งพิงกำแพงอยู่

   ผมนั่งลงที่พื้นข้างๆเขา หยิบสำลีและน้ำเกลือล้างแผลออกมาจากถุง
   “สงสารกูหรือไง” เขาถามโดยไม่ละสายตามามองผมเลยแม้แต่น้อย

   “ผมเปล่า” ผมแค่หวังดี

   “..”

   ผมจิ้มสำลีลงบนแผลของอีกฝ่ายอย่างกล้าๆกลัวๆแต่เมื่อเห็นว่าเขายอมนั่งนิ่งให้ทำผมจึงทำมันต่ออย่างเบามือที่สุด

   “เปเปอร์” ผมชะงักเล็กน้อย ใจเริ่มเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ มันเป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อผม ปกติเขาจะเรียกไอแว่นบ้างไอเบ๊บ้าง

   “ว่าไง” ตอนนี้ผมต้องหน้าแดงอยู่แน่ๆ

   ร่างสูงเงียบไปสักพักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดออกมา

   “เลิกยุ่งกับกูซะ” เก็นปัดมือผมออก เหยียดตัวขึ้นเต็มความสูง

   “ทะ..ทำไม” เสียงผมสั่น ความหวาดกลัวเข้ามาเกาะกุมในจิตใจ

   แค่ได้อยู่ใกล้เขาในฐานะเพื่อนก็ยังดี นี่ผมขอมากไปหรอ?
   “กูแค่รู้สึกว่ามึงจะเริ่มวุ่นวายกับกูเกินมากเกินความจำเป็น ต่อไปนี้อย่ามาให้กูเห็นหน้าอีก” ว่าจบเขาก็เดินออกไป

   ส่วนผมทำได้นั่งนิ่งมองแผ่นหลังของเขาที่เล็กลงเรื่อยๆจนหายลับไปจากสายตา





   ในโรงอาหารคนยังเยอะเหมือนเดิม ผมเดินเหม่อลอยตามแรงจูงของเพื่อน

   “กินไรดี เอาที่คนน้อยๆละกันขี้เกียจ” แทนบ่น ผมพยักหน้ารับเนือยๆไม่ได้สนใจอะไรเพื่อนมากเท่าไหร่

   อาทิตย์นึงแล้วที่ไม่ได้เจอเก็น

   แทนพาผมเดินฝ่าฝูงคนไปร้านข้าว และในคนกลุ่มนั้นผมก็เจอคนที่ทำผมให้ผมนั่งนอยด์มาเป็นอาทิตย์

   เราหยุด และสบตากันสักพักนั่นทำให้ผมกำลังจะยิ้มและทักทายเขาอย่างที่เคย แต่เขาเลือกที่จะเมิน มองผ่านผมเหมือนผมไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น

   “ไอเปอร์?” แทนที่เห็นผมนิ่งค้างไปถามด้วยความเป็นห่วง “มึงโอเคป่ะวะ”

   “ถ้ากูบอกว่าไม่ล่ะ” ผมเงยหน้ามองเพื่อนด้วยตาที่พร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตา

   แทนทึ้งหัวตัวเองอย่างอารมณ์เสียก่อนจะลากผมออกมาจากโรงอาหาร หาที่สงบๆนั่งให้ผมพักสติอารมณ์

   “อยากร้องก็ร้องไอสัส” ผมก็ปล่อยโฮทันที

   “กูเบื่อ เบื่ออะไรที่มันเหมือนจะดี จนทำให้กูคิด ทำให้กูหวัง แต่สุดท้ายก็ไม่มีเหี้ยไรเลย กูแค่คิดไปเองฝ่ายเดียว”

   “…” แทนไม่พูดอะไรนอกจากดึงผมเข้ามากอด ผมซบหน้าลงกับบ่ากอดมันแน่น

   “อยู่ดีๆมันก็พัง พังทั้งๆที่กูยังไม่รู้เลยว่ากูทำอะไรผิด” ผมกำมือตัวเองแน่น

   ถ้ามีโอกาส..โอกาสที่ทำให้ผมกับเก็นสามารถกลับมาคุยกันได้เหมือนเดิม ผมก็จะทำ







   [ไอเปอร์ แกช่วยเอาถุงที่อยู่บนตู้มาให้ฉันที่มหาลัยหน่อยดิ นะๆเดี๋ยวเลี้ยงหนม]

   “คิดว่าน้องตัวเองเป็นเด็กสิบขวบหรือไงกัน” ผมบ่นแต่ก็ยอมทำตามที่เจ๊แกรมขอแต่โดยดี

   [อย่าบ่นมากเดี๋ยวจะโดนดี เอามาเร็วๆล่ะเพื่อนจะกินหัวฉันอยู่แล้ว แค่นี้นะมาไวๆ] เจ๊แกรมย้ำกำชับรอบสุดท้ายก่อนจะตัดสายไป คือเจ๊แกรับหน้าที่เก็บของทำงานกลุ่ม แล้วเสือกลืมไว้ที่คอนโดเลยต้องมาเดือดร้อนผมแบบนี้

   ผมเขย่งสุดตัวเกาะขอบตู้เอาไว้แน่นแล้วเอื้อมมือดึงถุงข้างบนลงมา

   ตัวก็เล็กยังจะเก็บของไว้ในที่สูงอีก

   ฮึบ! ผมออกแรงเฮือกสุดท้ายดึงมันลงมาและมันดันไปเกี่ยวถุงอื่นๆของเจ๊แกรมลงมาด้วยทำให้ของมากมายหล่นกระจายเต็มพื้น

   ผมเดินเก็บของที่ร่วงลงมาเรื่อยๆจนไปสะดุดสายตาเข้ากับของชิ้นนึง

   วิกผม..

   และตอนนั้นความคิดบางอย่างก็เข้ามาในหัวพอดี



   ช่วงนี้มหาลัยเปิดแล้วไม่ค่อยว่างเลย เปิดมาก็เจอกิจกรรมรัวๆจนตกใจ เจอเวลาว่างทีไรเลยนอนตลอด

ออฟไลน์ whistle

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 800
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-4
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 2 [02/09/60]
«ตอบ #5 เมื่อ02-09-2017 02:05:55 »

รอตอนต่อไป......

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +71/-7
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 2 [02/09/60]
«ตอบ #6 เมื่อ02-09-2017 12:52:24 »

รอๆ  :hao6: :hao6: :hao6:

ออฟไลน์ คนคิ้วท์คิ้วท์

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 2 [02/09/60]
«ตอบ #7 เมื่อ02-09-2017 19:03:55 »

นี่ใกล้จะถึงชื่อเรื่องแล้วสินะ แต่เราว่าเก็นอ่ะเหมือนจะรู้สึกดีด้วยเลย

ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 2 [02/09/60]
«ตอบ #8 เมื่อ02-09-2017 23:57:25 »

 :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 3 [27/12/60]
«ตอบ #9 เมื่อ27-12-2017 23:00:42 »

ตอนที่ 3 เรามีนัดกันทุกวันเสาร์


   “ผมว่าจะไปหาซื้อเสื้อผ้าผู้หญิง เจ้มีแหล่งแนะนำป่ะ?” ผมถามเจ๊แกรมที่นั่งกดโทรศัพท์ยิกๆไม่สนใจน้องชายอย่างผม ทั้งที่เราสองศรีพี่น้องตกลงกันแล้วว่าเวลากินข้าวเย็นจะเป็นที่พี่น้องอย่างเราจะได้ใช้เวลาร่วมกัน แต่นี่อะไร..น่าปาโทรศัพท์ทิ้งจริงๆ

   “อกหักจากหนุ่มไม่ทันไรจะไปจีบสาวแล้วหรอ แกนี่มันร้ายจริงๆ”

   “…” ผมทำหน้าเอือมใส่พี่สาวก่อนจะอธิบายแผนการของผมให้ฟังคร่าวๆ

   “แกเอาจริงเหรอ? บ้าไปแล้ว”

   “ขอแค่ให้ได้อยู่ใกล้โดยที่เขาไม่รำคาญ ผมต้องการแค่นั้นแหล่ะ”





   และแล้ววันศุกร์เย็นเจ๊แกรมก็พาผมมายังแหล่งชอปปิ้งแห่งหนึ่งที่ไกลพอสมควร ถ้าถามว่าจำเป็นต้องมาไกลขนาดนี้ไหม เจ๊แกก็จะหันมาตอบว่า “จำเป็นเพราะมันถูก”

   “แกได้ดูไว้บ้างหรือยัง สนใจแบบไหน” เจ๊แกรมถามขณะที่สายตาก็สาดส่องไปทั่ว ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่จะได้กลับไปจะเป็นของผมหรือของเจ้

   “แบบนั้น” ผมชี้ไปยังเดรสหวานๆบนตัวของหุ่นร้านนึง จากที่ผมศึกษามา ถึงเก็นจะเป็นคนป่าเถื่อนแต่เขาก็ชอบสาวหวานและเรียบร้อย

   “มันช่างเหมาะกับแกเหลือเกิน” เจ๊แกรมหันมาทำหน้าหยีใส่ “แกคิดว่าแกตัวเล็กเอวบางมากนักหรือไงยะ”

   “ก็พอสมควร” แทนมักจะบอกเสมอเลยว่าผมตัวเล็กเกินไป ให้กินเยอะๆบ้างล่ะ ออกกำลังกายบ้างล่ะ แต่ตอนนี้ส่วนสูงของผมก็เพิ่มมาบ้างแล้ว ในหนึ่งปีเพิ่มมาจาก161เป็น166แหน่ะ

   “โอเค ถ้าเทียบกับผู้ชายแกก็ตัวเล็กอยู่แหล่ะ แต่พอเทียบกับผู้หญิงแล้วอย่างนี้ถือว่าตัวใหญ่ด้วยซ้ำ” เจ๊แกรมจับตัวผมหมุนไปมา “พอเทียบเป็นผู้หญิงแล้วแกก็พอจะสูงอยู่ ไหล่กว้างด้วย เหมาะกับการแต่งแบบลุคสาวมั่น เท่ห์ๆมากกว่าสาวหวาน พวกกางเกงยีนส์ขาเดฟหรือกางเกงสกินนี่น่าจะเข้ากับแกอยู่”

   “อย่าให้ใส่กางเกงเข้ารูปมากเลย ขอร้อง”

   เจ๊แกรมปรายตามามองตรงเป้าผมก่อนกระแอมสองที “เรื่องมากนัก ไปซื้อเสื้อก่อนละกัน”

   เจ๊แกรมลากผมเข้าไปยังร้านนึงทีมีเสื้อยืดเยอะและหลากหลายแบบ เจ๊แกรมหยิบๆมามั่วซั่วแล้วยัดทุกอย่างใส่มือผม

   “ไปลองซะ”

   “ห้ะ?” จะบ้าหรือไง ให้ผู้ชายมาลองเสื้อร้านผู้หญิงเนี่ยนะ ถึงจะซื้อใส่เองก็เถอะ

   “เอ่อ.. ไม่ทราบว่าซื้อให้ใครหรือคะ?” เจ้าของที่ยืนดูเหตุการณ์เมื่อสักครู่ก็อดเข้ามาถามไม่ได้ ฉิบหายละจะตอบว่าไงดีล่ะ

   “พอดีจะซื้อให้เพื่อนเป็นของขวัญวันเกิดน่ะค่ะ แต่เพื่อนตัวพอๆกับน้องชายพอดีเลยให้มาช่วยเพราะกะไซส์เองไม่ถูก ฮะๆ” บางทีผมควรเรียนรู้สกิลการแถจากคนรอบตัวผมมาบ้างนะ

   “อ๋ออ น่ารักจังเลยมาช่วยพี่สาวซื้อของด้วย” เจ้าของ ร้านหันมาชมผม ผมยิ้มแห้งๆรับก่อนที่เขาจะหันไปคุยกับเจ๊แกรมต่อ “เพื่อนคุณน้องชอบแต่งสไตล์ไหนเอ่ย สนใจแบบไหนบอกพี่ได้”

   “น้องชายหนูใส่แบบไหนขึ้นก็เอาแบบนั้นแหล่ะค่ะ” เจ้าของร้านหันกลับมาพิจารณาผมอีกรอบ ก่อนจะหยิบเสื้อมายัดใส่มือผม

   “ถ้าหุ่นแบบนี้ต้องใส่อย่างนี้เลยจ่ะ เชื่อมือพี่” พี่เจ้าของร้านพูดพร้อมทั้ยกนิ้วโป้งเป็นท่าประกอบ ส่วนผมได้แต่หันไปมองเจ๊แกรมตาปริบๆ ให้มาลองต่อหน้าคนอื่นมันก็ยังไงอยู่นะ

   “ลองเลยน้องพี่” เหมือนสัญญาณขอความช่วยเหลือจะส่งไปไม่ถึง แถมยังสนับสนุนโดยการส่งผ้าถุงมาให้สำหรับลองเปลี่ยนเสื้อด้วย
   เอาก็เอาวะ! มาขนาดนี้ต้องไปให้สุด

   ผมทำท่าจะถอดเสื้อแต่เจ๊แกรมเบรกไว้ก่อน

   “ผู้หญิงในนี้ตั้งเยอะแกจะมาถอดเสื้อโชว์ได้ไง สงสารสายตาคนอื่นบ้าง” แล้วเจ๊แกรมก็สะบัดผ้าถุวรอบนึงให้มันคลี่ออกแล้วเอาม้วนรอบตัวผม “เอ้าเปลี่ยน”

   ผมค่อยๆดึงเสื้อของตัวเองออกมาแล้วหยิบเสื้อที่พี่เจ้าของร้านให้มาลองสวมทับไปโดยมีสายตาหลายคู่กำลังมองมาอย่างสนใจ

   ไม่ออกจากผ้าถุงแล้วได้มั้ย เขินอะ

   และพี่สาวของผมก็ไม่เคยเข้าใจผมอีกเช่นเคย เมื่อเจ๊แกเห็นว่าผมเปลี่ยนเสร็จแล้วก็กระชากผ้าถุงออกจากตัวผมอย่างว่องไว

   “เออดูดีนี่ กู๊ดจ๊อบค่ะพี่” เจ๊แกรมหันไปยกนิ้วโป้งให้เจ้าของร้านที่ยืนมองผมอยู่เช่นกัน

   เขินๆแฮะ

   “อุ้ย พึ่งเห็นว่าเสื้อแบบนี้ก็ดูดีเหมือนกัน พี่คะมีสีอื่นอีกมั้ย” แล้วคนที่ผ่านไปผ่านมาก็มาให้ความสนใจกับผมอีกเช่นกัน เสมือนผมกลายเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ร้านไปแล้ว

   “มีค่า เข้ามาเลยค่ะน้อง”

   แล้วหลังจากนั้นผมและเจ๊แกรมก็ได้รับส่วนลดจากเจ้าของร้านเนื่องจากช่วยเรียกลูกค้าได้อย่างล้นหลาม

   “โอกาสหน้าเชิญใหม่นะจ๊ะ”

   “ขอบคุณมากนะคะ” เจ๊แกรมหันไปยิ้มหวานให้เจ้าของร้านแล้วดันหลังผมให้เดินต่อ “ไป รีบซื้อรีบกลับ เดี๋ยวหารถยาก”

   “ครับๆ”






   “ทำไมพ่อแม่ไม่ยุติธรรม ลูกชายขนตาหนากว่าลูกสาวได้ไง” วันนี้เป็นเช้าวันเสาร์ที่ผมโดนเจ๊ปลุกมาแต่งหน้าและบ่นกระปอดกระแปดใส่แต่เช้า “ดีนะที่ขนตาแกไม่ยาวไม่งั้นฉันจะโกรธแม่จริงๆด้วย”

   “เจ๊ก็ขนตายาวดีออก” ผมพูดปลอบเผื่อเจ๊แกจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง

   “ยาวแต่บางแกคิดว่าผู้ชายจะเห็นมั้ย แกอย่าเผลอนะฉันจะจับถอนให้หมด”

   “เอาที่คุณเจ๊สบายใจ”

   “ประชดฉันหรือไง นี่แหน่ะ” เจ๊เอาแปรงปัดแก้มผมแรงๆจนผมต้องหันหนี

   “พอแล้วไม่เอา” 

   “เออพอ แต่งแค่นี้แหล่ะเปลือง” เจ๊แกรมเก็บอุปกรณ์แต่งหน้าเข้ากระเป๋าแล้วหยิบวิกมาให้ผมใส่ “ไหนลองมายืนโชว์”

   ผมจับวิกให้เข้าที่เข้าทางแล้วออกไปยืนให้เจ๊ดูด้วยชุดที่ซื้อเมื่อวาน แน่นอนว่าไม่ได้ซัก

   “อืม โอเคก็เหมือนผู้หญิงดี”

   “จริงดิ” ไม่อยากเชื่อเท่าไหร่แฮะ

   “เออ ไม่ต้องใส่แว่นนะ ใส่คอนแทคเลนส์แทน”

   และด้วยคติ ‘จะหลอกคนอื่นให้ได้ต้องหลอกคนในให้ได้ก่อน’ ผมจึงโทรเรียกแทนออกมาที่ห้างใกล้บ้าน



   ผมเดินก้าวไปหาร่างสูงที่ยืนเล่นโทรศัพท์รอที่จุดนัดพบอย่างยากลำบากเพราะส้นสูงที่เจ๊ให้มามันเล่นงานเท้าผมหนักเหลือเกิน

   “ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าเราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่า?” เรื่องที่ยากลองลงมาจากการใส่ส้นสูงคือการดัดเสียงให้ฟังดูไม่เหมือนเสียงผมและเป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

   “เอ่อ..ไม่เคยนะครับ” แทนทำหน้างงๆแต่ก็ยอมตอบแต่โดยดีนั่นทำให้ผมระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น

   “ฮ่าๆๆ มึงจำกูไม่ได้จริงเหรอ?”

   “ขอโทษนะครับแต่ผมจำไม่ได้จริงๆ” แทนทำหน้าปั้นยากกว่าเดิมพร้อมด้วยยืนเกาหัวประกอบ

   “ดูนี่” ผมถกแขนเสื้อทางด้านขวาขึ้นทำให้เห็นรอยสักคำว่า ‘Together’ ส่วนมันสักคำว่า ‘Forever’ รวมกันเป็น ‘Together Forever’ ซึ่งหมายถึงเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป

   “อะ..ไอเปอร์หรอ?” แทนดูทึ่งๆงงๆมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง

   “เออกูเอง”

   “เกิดไรขึ้นกับมึง กูงงหมดแล้ว เปลี่ยนสภาพกลายเป็นผู้หญิงเหมือนในการ์ตูนหรือไง” มันจับผมหมุนไปมาแล้วเข้ามาทึ้งหัวผม

   “ใจเย็นก่อนอีเหี้ย กูเป็นผู้ชายเหมือนเดิมไม่ได้โดนฟ้าผ่าแล้วเปลี่ยนเพศเหมือนการ์ตูนที่มึงดู” ผมปัดๆตามตัวจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง ดีที่เมื่อกี้มันจับหมุนผมไม่ขาพลิกตกส้น

   “ผู้ชายเหี้ยไรสวยขนาดนี้”

   “เมคอัพอิสเมจิก” ผมว่าพร้อมขยิบตาแบบที่เจ๊แกรมชอบทำใส่

   “...” แทนส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายใจ “มึงเรียกกูมาเพื่อมาดูมึงแต่งหญิงแค่นี้?”

   “เออ เนียนป่ะ?”ผมพูดพลางสะบัดผมแบบนางเอกโฆษณา

   “เออเนียน” มันพยักหน้าแล้วปั้นหน้าจริงจัง “ถามจริง มึงแต่งหญิงทำไม?”

   ผมยิ้ม แล้วเล่าทุกอย่างให้มันฟัง

   “จำเป็นต้องลงทุนขนาดนี้ไหม?”

   “ก็ไม่ แต่กูอยาก”

   “ทุ่มเทขนาดนี้แล้วมึงได้อะไรกับมา? ใจมันหรอ? ไม่อะ ถ้ามันจะได้มึงก็ได้ตั้งแต่แรกแล้ว”

   “กูไม่หวังว่าจะได้ใจเขา ขอแค่ได้อยู่ใกล้กูก็พอใจแล้ว”




   หลังจากแยกจากแทนออกมาผมก็ต่อรถเมล์แล้วก็ต่อบีทีเอสแล้วก็ต่อรถเมล์มาลงยังห้างแห่งหนึ่งที่ไกลบ้านผมแต่ใกล้บ้านเก็น

   ห้างแห่งนี้ชั้นหนึ่งจะแบ่งเป็นสองส่วน ด้านหน้าจะเป็นลานน้ำพุกว้าง เข้าไปด้านในจะเป็นซูเปอร์มาเก็ต ชั้นสองจะเป็นสถาบันสอนพิเศษต่างๆ ส่วนชั้นสามจะเป็นดาดฟ้า โดยรอบจะเป็นร้านอาหารส่วนตรงกลางจะเป็นลานว่างมีที่ไว้สำหรับถ่ายรูปและนั่งเล่น

   จากที่สืบมาเก็นจะมีเรียนพิเศษที่นี่ตอนบ่าย ส่วนตอนนี้ก็จะเที่ยงแล้ว

   เอาจริงๆผมก็ไมรู้ว่าจะทำไงต่อดี

   จะไปที่ไหน

   จะเจอเขาหรือเปล่า

   เขาจะจำผมได้ไหม

   จะจับได้หรือเปล่า

   ว่าแล้วก็เริ่มกลัว หรือผมควรกลับบ้านดี

   แต่ไหนๆก็มาแล้วผมไม่ควรมาเสียเปล่า

   ไปนั่งร้านอาหารตั้งหลักก่อนแล้วกัน

   ผมก้าวตรงไปยังร้านอาหารแต่ก็ต้องเสียหลักเพราะมีเด็กเล็กวัยประมาณ4-5ขวบวิ่งเข้ามาและชนกับผมเข้าพอดี ผมจึงขาพลิกเสียหลักเพราะยังไม่ชินกับการใส่ส้นสูงเท่าไหร่นัก

   “โอ๊ย”  ผมก้มลงไปกุมข้อเท้าตัวเอง ให้ตายเถอะ ผมเริ่มโกรธเจ๊แล้วทำไมต้องเอาส้นสูงมาให้ใส่ พ่อแม่ของเด็กเมื่อกี๊เข้ามาขอโทษขอโพยผมจึงโบกมือเป็นสัญญาณว่าผมไม่เป็นอะไร ก็หวังว่าคราวหน้าเขาจะดูลูกดีกว่านี้

   “เป็นอะไรหรือเปล่า?” พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่เข้ามาถามไถ่อาการด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมาทำให้ผมช็อค

   ให้ทายว่าผมเจอใคร

   เก็นไงล่ะ

   “อะ..โอเค” เสียงผมฟังดูแปลกชะมัดเลย

   “ลุกไหวมั้ย?” ผมพยักหน้าแล้วค่อยๆยันตัวขึ้นโดยมีเขาช่วยประคอง

   “เจ็บ” ตอนแรกคิดว่าไม่เท่าไหร่แต่พอเดินก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันที

   “หาที่นั่งก่อน” เขาพาผมไปนั่งที่ม้านั่งแถวนั้นแล้วเจ้าตัวก็หายไป โผล่มาอีกทีพร้อมเจลทาแก้ปวดแบบเย็น

   เขาคุกเข่าลงข้างหน้าแล้วจับข้อเท้าผมดู ผมชักเท้าออกด้วยความตกใจแต่เขาจับไว้

   “ทาแก้ปวดไปก่อนแล้วกัน กลับบ้านไปประคบน้ำแข็งซะ” เขาว่าพลางทายาให้ผมอย่างเบามือ

   “ขอบคุณนะคะ”

   “ไม่เป็นไร จะไปไหนเดี๋ยวผมไปส่ง” ร่างสูงยืนขึ้นเต็มความสูงก่อนจะเก็บยาส่งมาให้ผม

   “เอ่อ คือ ถ้ายังไม่ได้ทานอะไรไปทานด้วยกันมั้ยคะ คือ..อยากจะเลี้ยงตอบแทน” ไหนๆก็มีโอกาสได้คุยแล้วก็ขอได้กินข้าวด้วยอีกเถอะ

   “ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเล็กน้อย”

   “เถอะนะ” ผมช้อนตามองอีกฝ่าย

   “ก็ได้” ผมร้องเย่เบาๆในใจ

   “จะกินอะไรเหรอ”

   “ตามใจเธอสิ” ผมแอบอมยิ้มกับสรรพนามที่เขาเรียกผม เพราะปกติผมจะได้ยินแต่เขาเรียกผมว่ามึง

   “อาหารญี่ปุ่นนะ” ผมไม่ได้อยากกินหรอก แต่ที่ชอบน่ะอีกฝ่ายต่างหาก

   “โอเค” เรามุ่งเดินไปทางร้านอาหารโดยมีอีกฝ่ายช่วงพยุงผมไว้



   หลังสั่งอาหารเสร็จสรรพบนโต๊ะก็ตกอยู่ในความเงียบ ให้ตายเถอะ อยากคุยแต่ไม่รู้จะชวนคุยยังไง จะหยิบโทรศัพท์มาเล่นแก้เขินก็เสียดาย โอกาสดีๆอย่างงี้ใช่ว่าจะมีบ่อยๆ

   “เธอชื่ออะไร”

   “เป..” ฉิบหาย เกือบหลุดว่าเปเปอร์แล้ว

   “เป?”

   “เปเป้น่ะ”  ผมพูดแล้วส่งยิ้มแห้งๆให้เขา “แล้วนายล่ะ”

   “เก็น”

   “อ๋ออ” แล้วบนโต๊ะก็กลับเข้าสู่ความเงียบ

   ผมนั่งมองมือตัวเองที่วางอยู่บนตักแก้เขิน

   “ปกติเธอมาที่นี่บ่อยมั้ย”

   “ก็บ่อยนะ เรามาทุกเสาร์เลย” แน่นอนว่าโกหก พึ่งมาครั้งแรกเถอะ

   “จริงเหรอ ไม่เคยเห็นเลย” จะเห็นได้ไงล่ะผมโกหก

   “เราก็ไม่เคยเห็นนายเหมือนกัน นายมาบ่อยมั้ย”

   “เราก็มาทุกเสาร์นะ มีเรียนพิเศษอ่ะ”

   “อ๋ออ” ผมเริ่มเกลียดตัวเอง ทำไมตัดบทเก่งขนาดนี้

   “เธอมาทำอะไรทุกเสาร์เลย”

   “อ๋อ มาซื้อของเข้าห้องน่ะ” ตอนแรกหน้าที่ซื้อของตุนที่ห้องเป็นหน้าที่เจ๊แกรม แต่พอผมมาที่นี่เจ๊แกรมก็ยกให้เป็นหน้าที่ผมทันที

   “มาคนเดียวหรอ”

   “อื้อ”

   “งั้นถ้าไม่ว่าอะไรต่อไปก็มากินข้าวด้วยกันมั้ย?”

   “เอาสิ”



หายไปนานพอสมควร ขอโทษค่ะ
กิจกรรมเยอะมาก ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองจะแบ่งเวลาได้ดีกว่านี้


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 3 [27/12/60]
« ตอบ #9 เมื่อ: 27-12-2017 23:00:42 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 3 [27/12/60]
«ตอบ #10 เมื่อ28-12-2017 00:34:33 »

รอติดตามว่าจะหลอกสำเร็จไหม  :hao4:

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2996
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +110/-2
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 3 [27/12/60]
«ตอบ #11 เมื่อ28-12-2017 09:15:17 »

จะเป็นยังไงต่อไปนะ

ออฟไลน์ net. net_n2537

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 308
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 3 [27/12/60]
«ตอบ #12 เมื่อ28-12-2017 12:46:29 »

เก็นจะรู้อะไรมั้ย

ออฟไลน์ manami_01

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1051
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-1
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 3 [27/12/60]
«ตอบ #13 เมื่อ03-01-2018 17:47:25 »

แล้วจะยังไงต่อไป

ออฟไลน์ manami_01

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1051
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-1
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 3 [27/12/60]
«ตอบ #14 เมื่อ23-01-2018 02:42:19 »

รอออออออ

ออฟไลน์ Kei

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-1
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 3 [27/12/60]
«ตอบ #15 เมื่อ23-01-2018 10:37:30 »

มาติดตามจ้า

ออฟไลน์ manami_01

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1051
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-1
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 3 [27/12/60]
«ตอบ #16 เมื่อ27-01-2018 18:49:13 »

 :ling1: :ling1:

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 4 [10/03/61]
«ตอบ #17 เมื่อ10-03-2018 00:36:25 »

ตอนที่ 4    คนที่ไม่น่าไว้ใจ



   “ยิ้มเหี้ยไรนักหนา รำคาญ” ไอแทนผลักผมจนหน้าแทบคะมำ ดีที่ชามก๋วยเตี๋ยวไม่หก ไอห่า

   “มีความสุขบ้านมึงต้องร้องไห้หรอ?”

   “กูล่ะหมั่นไส้มึงจริงๆ ไอเด็กแก่แดด”

   “ทำไมมึงจะทำไรกู?”

   “กูก็จะทำแบบนี้ไง” ว่าจบมันก็ปล่อยมือข้างนึงจากจานข้าวของมันมาขยี้หัวผม

   “หยุดเดี๋ยวนี้ไอห่า” และการต่อล้อต่อเถียงของผมกับไอแทนก็หยุดลงเมื่อเดินสวนกับใครบางคน คนที่มองเห็นผมเป็นแค่อากาศ

   “มอง มองอยู่ได้” แทนเบ้หน้าเมื่อเห็นว่าผมมองตามอีกฝ่ายไปจนสุดสายตา

   “อะไร กูแค่มองหาโต๊ะ จะไม่มีโต๊ะกินข้าวอยู่แล้วเนี่ย” ผมโกหก และแน่นอนว่าแทนคงจะดูออกอยู่แล้ว
   “ถามจริงเหอะ มึงมีความสุขจริงเหรอกับที่มึงทำอยู่ ในเมื่อสุดท้ายมันก็มองเห็นมึงเป็นแค่อากาศ” ผมเม้มปากแน่นเพราะที่แทนพูดมามันจริงทั้งหมด ถึงแม้เขาจะเข้ามาคุยด้วยแต่นั่นก็ไม่ใช่ตัวผมจริงๆสักหน่อย

   “กูไม่รู้” แค่นั้น และทุกอย่างก็จมอยู่ในความเงียบ

   





   

   และแล้ววันเสาร์ที่ผมรอคอยก็มาถึง

   ผมกับเขานัดเจอกันทุกเที่ยงของวันเสาร์ที่ลานน้ำพุหน้าห้าง

   “เธออยู่โรงเรียนอะไรเหรอ?” เก็นถามขึ้นในขณะที่ผมเริ่มเขี่ยข้าวหมูทอดในชามไปมาเพราะเริ่มอิ่ม เสาร์นี้เราก็กินอาหารญี่ปุ่นกันอีกแล้ว

   “เอ่อ.. โรงเรียนCน่ะ” ด้วยความคิดอะไรไม่ออกเลยอ้างชื่อโรงเรียนเก่าไป

   “โรงเรียนCหรอ? ไกลจากที่นี่มากเลยนะ” ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงถามว่า‘แถวบ้านไม่มีห้างหรือไง’ แต่เพราะนี่เป็นสาวน้อยน่ารักนามว่าเปเป้ทุกอย่างจึงซอฟท์ลง

   “พอดีพี่สาวเรามีธุระแถวนี้น่ะ เราเลยมาพร้อมพี่” ผมโกหกคำโต มาพร้อมพี่ที่ไหนล่ะ โหนรถเมล์มาเองเลยนะนั่น

   เขาพยักหน้ารับ “ถ้าไม่ว่าอะไรขอเบอร์มือถือหน่อยได้มั้ย?”

   ฉิบหาย..

   ผมมีเบอร์มือถืออยู่เบอร์เดียว ซึ่งเขาก็มีเบอร์ผมซะด้วย ผมจะเอาอะไรให้ไปล่ะ โถ่เอ๊ยยย

   “ไม่เป็นไร ก็เข้าใจแหล่ะว่าพึ่งเจอกันครั้งที่สองคงไม่อยากให้เบอร์เท่าไหร่” เขาตัดบทเมื่อเห็นว่าผมเงียบนานเกินไป

   ผมพยักหน้ารับพลางดูดน้ำแก้เก้อ

    สงสัยต้องไปเปิดเบอร์ใหม่

   “แล้วข้อเท้าเป็นยังไงมั่ง”

   “ก็หายดีแล้วล่ะ ขอบคุณสำหรับยามากๆนะ”

   “ไม่เป็นไร” แล้วทั้งโต๊ะก็เงียบ เขานั่งรอผมกินข้าวให้เสร็จเพราะเขากินเสร็จก่อนนานแล้ว

   “ไว้เจอกันใหม่อาทิตย์หน้า”

   “โอเค ตั้งใจเรียนนะ”

   “บาย” เราแยกกันตรงหน้าร้านอาหารญี่ปุ่น

   เขาเดินไปยังสถาบันสอนพิเศษ ส่วนผมวิ่งเข้าเครือข่ายมือถือเจ้าหนึ่งเพื่อเปิดซิมใหม่




   สัปดาห์ต่อมา

   ตอนนี้ผมเปิดเบอร์ใหม่แล้ว อีกทั้งยังเปิดไลน์ใหม่เรียบร้อย ตอนนี้กลายเป็นว่าผมพกโทรศัพท์อยู่สองเครื่อง ของตัวเองเครื่องนึง ยืมเครื่องเก่าเจ้มาใช้อีกเครื่องนึง

   ผมมองหน้าเก็นที่กำลังคีบหมูคีบเนื้อลงบนเตาปิ้ง

   ผมมีเบอร์แล้วนะมาขอสิ

   “มองหน้าเรามีอะไรหรือเปล่า?” ผมอาจจะมองนานไปหน่อยจนเขารู้ตัว

   “มะ..ไม่มีอะไร” ผมส่งยิ้มแห้งๆให้เขา

   “ฮะๆ เธอเหมือนคนนึงที่เรารู้จักเลย” ฉิบหาย จะเหมือนใครล่ะนอกจากผม

   “เหมือนยังไงเหรอ?” ผมกลั้นใจถาม หวังว่าเขาจะไม่สังเกตเห็นไปมากกว่านี้

   “ดูเป็นคนโก๊ะๆ เอ๋อๆ บ๊องๆ รวมๆแล้วตลกดี” เขาว่าจบก็หัวเราะเบาๆ เอ๋อๆนั่นหมายถึงผมแน่ๆ “แต่หมอนั่นก็เป็นคนจริงใจดี ไม่สิ ชอบโกหกมากกว่าแต่ดันโกหกไม่เก่ง คิดอะไรก็แสดงออกทางสีหน้าหมดเลยอย่างกับเด็กๆ เหมือนเธอเป๊ะ”

   เขาเท้าคางมองหน้าผมพร้อมอมยิ้มน้อยๆ

   “แต่เราชอบนะที่เป็นแบบนี้”

   ตอนนี้ในหัวผมตื้อไปหมด คิดอะไรไม่ออกนอกจาก..

   ฉิบหาย โดนจับได้แน่ๆ




   [แทนคุณ]

   ผมวางแก้วโกโก้เย็นลงบนโต๊ะติดกระจกด้านริมสุด กวาดสายตามองไปในร้านอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับร้านกาแฟที่ผมอยู่

   สายตาผมหยุดลงที่โต๊ะหนึ่ง

   เด็กสาวผมสีดำสนิทปล่อยยาวถึงกลางหลัง ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อยดูน่ารักจิ้มลิ้ม

   น่ารัก..

   น่ารักจนไม่น่าเชื่อว่าความจริงแล้วเป็นเด็กผู้ชาย

   เพื่อนผมน่ารักขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

   และผมมาทำบ้าอะไรที่นี่

   เมื่อสัปดาห์ก่อนไอเปอร์โทรมาบ่นกับผมซ้ำๆอยู่คำเดียวว่า‘โดนจับได้แน่ๆ’ ด้วยความเป็นห่วงสัปดาห์นี้ผมจึงตามมาดูเพราะกลัวเพื่อนโดนต่อยยับกลางร้าน

   แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไร ยังนั่งยิ้มและพูดคุยกันอยู่เลย

   บางทีผมก็ลืมไปว่าเพื่อนผมมันขี้กังวลเกินเหตุ

   เสียเวลานอนชะมัด นั่งรถมาก็นานไอเปอร์ดิ้นรนมาได้ยังไงทุกอาทิตย์

   ผมรีบดูดโกโก้จนหมดแก้ว

   กลับบ้านไปนอนดีกว่า

   ผมเดินออกมาจากร้านยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนเพราะมีคนเรียกไว้

   “ไอแทนน ใช่มึงจริงด้วย” ปันเพื่อนของเก็น บุคคลที่ผมเหม็นขี้หน้าป็นอันดับสองรองจากเก็น เพราะมันเป็นคนที่พูดมากเกินความจำเป็น และผมก็ดันเป็นคนขี้รำคาญซะด้วย

   “มึงมีอะไร?”

   “คืองี้นะ วันนี้กูพาน้องสาวมาทำผม แต่มันนานเกินกูเลยออกมาหาไรกินแล้วบังเอิญมาเจอมึงพอดี”

   “แล้วยังไงต่อ”

   “กูจะชวนมึงไปกินข้าวด้วยกันไง” ว่าจบมันก็ส่งยิ้มมาให้ผม

   “ไม่ล่ะ”

   “มึงจะปล่อยให้กูไปกินข้าวคนเดียวเหรอ”

   “กินคนเดียวแล้วมันจะตายหรือไง”

   “ไม่ตายแต่เหงา”

   “ก็เรื่องของมึง” ผมเลิกให้ความสนใจกับปันแล้วหันหลังเตรียมเดินไปรอรถ

   “เฮ้ยนั่น!” จู่ๆไอปันก็ร้องขึ้นมาเสียงดังจนผมต้องหันไปมอง “ไอเก็นกับสาวที่ไหนวะ น่ารักซะด้วย”

   “จะสาวที่ไหนมันก็เรื่องของเพื่อนมึง”

   “มึงไม่อยากรู้หรอ”

   “ไม่”

   “มึงไม่อยากแต่กูอยาก” ว่าจบมันก็ทำท่าเหมือนจะเดินเข้าร้านอาหารญี่ปุ่น

   ถ้าปันมาเจอเปอร์ในร่างหญิงบอกได้คำเดียวเลยว่า ซวย!

   ดูจากนิสัยมันแล้วคงซักไซร้จนความแตกแน่

   “ไหนบอกว่าจะไปกินข้าวไง” ผมรีบเข้าไปคว้าคอมัน ดีที่ผมกับมันตัวพอๆกันผมจึงพอลากมันไปได้

   “ก็ไปกินกับไอเก็นไง” จะไปกินด้วยนี่มึงได้ถามความเห็นเพื่อนสักคำมั้ย

   “แต่กูอยากแดกส้มตำ”

   “ทำไม จะไปกินข้าวกับกูละไง?” มันเลิกคิ้วมอง นัยน์ตาดูมีเลศนัยแบบที่ดูยังไงก็รู้สึกว่ามันไม่น่าไว้ใจแปลกๆ

   หรือว่ามันจะรู้อะไร?

   ไม่สิ ไม่น่าจะเป็นไปได้

   “ถ้ามึงไม่ไปกูจะไปแล้วนะ” ว่าจบผมก็หันหลังเดินออกมาจากมันทันที โดยที่มีมันส่งเสียง‘หึ’ในลำคอแล้วค่อยเดินตามมา

   ก็ดี

   จะแกล้งสั่งให้มันเผ็ดๆไปเลย หมั่นไส้โว้ยย!!






   ขอโทษที่หายไปนานค่ะ(อีกแล้วTT)  ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์นะคะ <3

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 4 [10/03/61]
«ตอบ #18 เมื่อ10-03-2018 02:49:58 »

ปันกับแทน คู่นี้ต่อไปจะเป็นไงนะ  o18

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 557
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 4 [10/03/61]
«ตอบ #19 เมื่อ10-03-2018 09:53:15 »

ดูแล้วจะวุ่นๆหน่อย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 4 [10/03/61]
« ตอบ #19 เมื่อ: 10-03-2018 09:53:15 »





ออฟไลน์ Nekosama

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 103
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 4 [10/03/61]
«ตอบ #20 เมื่อ20-03-2018 09:02:11 »

เราว่าเก็นแอบชอบเปเป้(ร่างหญิง)อยู่ไม่น้อยเลยแหละ สู้ๆนะเปเปอร์ ขยันทำคะแนนเข้า เผื่อเก็นจะชอบเปเปอรฺบ้าง ><

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 5 [17/04/61]
«ตอบ #21 เมื่อ17-04-2018 01:37:23 »

ตอนที่ 5 แทงค์ก็อ่อนแอเป็น



[แทนคุณ]

   ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกำลังโดนเหยียดหยาม

   “โอ๊ะ นั่นอะไรน่ะ น้ำตาเหรอ?” ไอปัน สิ่งมีชีวิตที่เจ้าปัญหาและกวนตีนที่สุดในโลกกำลังทำหน้าระรื่นขณะที่กำลังตักส้มตำใส่ปากอยู่ “มึงเป็นคนสั่งเองนะว่าเอาพริก6เม็ด แล้วทำไมมึงถึงกินไม่ได้กันล่ะ” มันพูดพลางทำหน้าใสซื่อเข้าสู้ ซึ่งนั่นแหล่ะที่กวนประสาทสุดๆ

   “เสือก” ผมว่าพลางดูดน้ำหวานลงคอไปอึกใหญ่ๆ ตอนนี้น้ำอะไรก็แทบจะดับความเผ็ดไม่อยู่แล้ว

   ไอปันหัวเราะหึหึแบบที่น่าเอารองเท้าปาใส่หน้าก่อนจะจ้วงส้มตำเข้าปากไปอีกคำโตๆ

   ย้อนไปเมื่อตอนเข้าร้านส้มตำมาใหม่ๆ ไอปันเป็นคนสั่งว่าเอาพริกเม็ดเดียวด้วยสีหน้าขยาดเหมือนคนกลัวของเผ็ด

   แล้วใครจะไปรู้ล่ะว่านั่นคือกับดัก!

   ด้วยความอยากแกล้งมันผมจึงเปลี่ยนเป็นพริก6เม็ดแทนโดยไม่สนใจเสียงท้วงของมันในตอนนั้น

   แล้วทำไมคนที่ควรจะเผ็ดจนปากบวมเจ่อถึงเป็นผมแทนที่จะเป็นมันวะ

   ผมวางช้อนและส้อมกระแทกลงกับจาน เอนหลังพิงพนักพิงอย่างไม่สบอารมณ์นัก

   “ไม่กินต่อละหรอ?” มันถามเหมือนหวังดี แต่เชื่อเถอะว่ามันกำลังกวนตีนผมอยู่

   “กูอยากแดกไก่ สั่งไก่มาเดี๋ยวนี้”

   “ตามบัญชาครับท่าน” มันสั่งไก่ย่างมาครึ่งตัวพร้อมด้วยน้ำอีก1ขวดสำหรับผม เหอะ ทำมาเป็นหวังดี

   ไม่นานไก่ย่างหอมๆ ก็มาเสิร์ฟ ผมรีบตักกินพร้อมกับข้าวเหนียวร้อนๆ

   “รีบกินขนาดนี้กลัวกูแย่งหรอ” มันว่าด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ หมั่นไส้จริงๆ ดูสนุกเหลือเกินนะวันนี้

   “กูไม่กลัวมึงแย่งหรอก ยังไงมึงก็ตักไม่ทันกูอยู่ดี” ว่าจบผมก็ใช้ส้อมจิ้มไก่ชิ้นใหญ่มาไว้บนจานตัวเองแล้วทำหน้าเยาะเย้ยใส่มันบ้าง

   อิจฉากูซะสิ

   “มึงนี่น่ารักจริงๆ”

   “แค่ก!” ผมแทบจะพ่นไก่ชิ้นเมื่อกี้ใส่หน้ามัน สมองมันยังอยู่ดีไหมถึงได้ชมผู้ชายตัวเท่าควายอย่างผมว่าน่ารัก

   “ใจเย็น ค่อยๆเคี้ยวนะ” มันเทน้ำใส่แก้วผมแล้วยื่นมาให้เหมือนหวังดี แต่เปล่า มันกวนตีน

   “น่ารักกับป้ามึงสิ!” ผมรีบด่ามันกลับทันทีเหมือนกลัวเสียโอกาส แต่ก็รับแก้วน้ำจากมันมาดื่ม

   “เผื่อมึงไม่รู้ตัวนะ มึงกำลังหน้าแดง” มันยิ้ม และเป็นยิ้มที่ดูมีออร่าที่สุดของมันเท่าที่ผมเคยเห็นมา

   “แดงเพราะเผ็ดโว้ยไอสัส!”




[เปเปอร์]


   เย็นวันเสาร์ที่ผ่านมาไอแทนรัวไลน์มาด่าผมอย่างหนักหน่วง พอถามว่าไปเจออะไรมามันก็เสือกไม่ตอบซะงั้น

   “เพราะมึงคนเดียวเลยไอเปอร์” จนย่างเข้าสู่กลางสัปดาห์แล้วมันยังไม่เลิกบ่นเลย

   “กูทำไรล่ะ?” ผมถามอย่างไม่ใส่ใจนักเพราะรู้ว่ามันจะตอบมาว่า..

   “เสือก” นั่นไงเดาไม่มีผิด มันว่าพลางกดดินสอขีดบนสมุดระบายอารมณ์ ผมว่าตอนนี้มันคงคิดว่ากำลังขีดหน้าใครอยู่แน่เลย

   แทนทำหน้ายุ่งจนบางทีผมก็สงสัยว่าเรื่องอะไรที่ไปกวนใจมันขนาดนั้น ปกติมันออกจะโนสนโนแคร์อะไรใดๆเลยด้วยซ้ำ

   “ไม่อยากบอกก็เรื่องของมึง” ผมยัดของทุกอย่างใส่กระเป๋าเป้เตรียมตัวย้ายไปเรียนอีกห้องหนึ่งเนื่องจากใกล้จะหมดคาบแล้ว

   “ทุกคน มีเรื่องจะแจ้ง” ทันทีที่อาจารย์ออกไป หัวหน้าห้องก็ออกไปยืนหน้าชั้นเพื่อประกาศข่าวให้ทุกคนทราบ “เนื่องจากวันนี้อาจารย์อรวรรณลาป่วย ดังนั้น…”

   “คาบว่างสินะ เย้!!” หัวหน้าห้องยังพูดไม่ทันจบก็มีคนตะโกนแทรกขึ้นมา จากนั้นก็พากันส่งเสียงเฮลั่นห้อง ผมเองก็อดดีใจไม่ได้ นานๆทีจะมีคาบว่างกับเขา

   “ฟังให้จบก่อนสิ เนื่องจากอาจารย์ลาป่วยเลยไปฝากเราไว้กับอาจารย์ศรีอมร คาบนี้เราจึงต้องไปเรียนกับพวกห้อง 6/5”

   ทั้งห้องส่งเสียงโห่ด้วยความผิดหวังเนื่องจากไม่ใช่คาบว่างอย่างที่คิด

   ส่วนผมก็แอบรู้สึกดีใจปนหนักใจเพราะห้อง 6/5 เป็นห้องของเก็น

   เนื่องจากห้องเรียนปกติไม่ใหญ่พอที่จะรองรับจำนวนนักเรียนทั้งสองห้องไหวจึงย้ายไปเรียนที่หอประชุมแทน

   ผมกวาดสายตาไปทั่วทั้งหอประชุมเพื่อหาที่นั่งทำเลดีๆแต่สายตาก็ดันไปปะทะกับเก็นที่นั่งอยู่เกือบหลังห้องเข้าให้แล้วอีกฝ่ายก็เมินผมตามสเต็ปเดิม

   เมินไปก็ดีแล้วตอนที่มองมาเนี่ยประหม่าจนทำหน้าไม่ถูก

   ผมแอบลอบมองอีกฝ่ายอีกครั้ง เก็นนั่งอยู่ตรงกลางห้องขนาบข้างด้วยชินกับปัน ผมรู้สึกดีใจที่ไม่เห็นเขานั่งกับแม่ดาวโรงเรียนไรนั่น

   “ถ้ามึงงอแงจะไปนั่งกับมันกูจะตบเข้าให้” ไอแทนพูดดักทาง งอแงงั้นหรอ อยากจะบ้า ผมดูเป็นคนยังไงในสายตามัน

   “ใครมันจะไปอยาก” แทนทำสีหน้าประมาณว่า ‘ให้มันจริง’ ใส่ ก่อนจะเดินนำเข้าไปหาที่นั่ง

   “เฮ้ย! ไอแทน ไอเบ๊ นั่งนี่ดิ” ปันตะโกนเรียก ทั้งยังตบลงบนเก้าอี้ว่างข้างๆอย่างกับเรียกหมา

   และเพราะเสียงโหวกเหวกของไอปันเนี่ยแหล่ะทำให้ทั้งห้องหันมาให้ความสนใจพวกผม

   “ตอนเด็กๆแม่เอาโทรโข่งให้กินหรือไง เสียงดังอยู่ได้ไอสัส” แทนด่ากลับไป หารู้ไม่ว่าตัวเองก็เสียงดังเหมือนกัน

   “เหี้ยแทน เบาๆ อายคนไอสัส” ผมตบแขนคนข้างๆเรียกสติแต่ดูเหมือนจะทำให้อารมณ์คนข้างๆสูงขึ้นแทน

   “มึงเข้าข้างมันหรอห่าเปอร์ มึงไปนั่งกับมันเลยไป” ไอแทนผลักหัวผมจนหน้าแทบทิ่มลงพื้น ยังๆ…ยังไม่หยุดผลักกูอีก

   แทนผลักผมมาเรื่อยๆจนผมมาหยุดที่เก้าอี้ข้างๆปัน ระหว่างที่ทรุดตัวลงนั่งเก็นปรายตามองมาทางผมแวบนึงแล้วแสร้งทำเป็นสนใจกระดานหน้าห้องนักหนาทั้งที่มันยังไม่เริ่มการเรียนการสอนเลยสักนิด

   ช่างเป็นคนที่หลบหน้าไม่เนียนเอาซะเลย

   การเรียนในคาบนี้สงบสุขกว่าที่คิดทั้งสามคนนั่งเงียบก้มหน้าก้มตาเล่นเกมมือถือมีบางครั้งที่ปันบ่นออกมาอย่างหัวเสียเมื่อเกมแพ้ ส่วนไอแทนที่ผลักผมมานั่งนี่ตอนนี้เปิดโทรศัพท์อัดไฟล์เสียงอาจารย์แล้วหลับสบายจนน่าอิจฉา

   “เบื่อเว้ย แพ้แม่งตลอด” ปันละมือออกจากโทรศัพท์แล้วบิดขี้เกียจไปมา “ไอเบ๊มึงไม่เล่นเกมบ้างอ่อวะ”

   ปันคือบุคคลที่รักในการเรียกผมว่าเบ๊ เรียกตั้งแต่เป็นทาสจนตอนนี้เลิกทาสแล้วก็ยังเรียกเบ๊

   “เราชื่อเปเปอร์” ผมไม่ตอบคำถามอีกฝ่ายแต่ยัดเยียดชื่อของผมเข้าหัวอีกฝ่ายแทน

   “เออเปเปอร์ก็เปเปอร์วะ มึงเล่นเกมป่ะวะ”

   “ก็มีเล่นบ้าง”

   “แล้วมึงเล่นเกมนี้ป่ะวะ” ปันเปิดเกมแนวMOBAบนมือถือที่กำบัวเป็นที่นิยมอยู่ตอนนี้ให้ดู

   “เล่นแต่ไม่เก่ง” พอเล่นมาสักพักรู้สึกว่าฝีมือตัวเองไม่พัฒนาขึ้นเลยเลยไม่ค่อยอยากจะเล่นมันเท่าไหร่

   “ดี กูชอบPVPกับพวกไม่เก่ง เอาชื่อมึงมาดิ้” ดูเขามีความสุขกับชัยชนะแม้จะดูขี้โกงก็ตาม

   “paperlnwza007” ผมบอกชื่อในเกมของตัวเองให้อีกฝ่าย

   “ชื่อเหี้ยไรเนี่ย ให้เด็กประถมข้างบ้านตั้งให้อ่อวะ” เจ็บแปลบ คือตอนตั้งก็ไม่รู้จะใช้ชื่ออะไรดีไงไอแทนเลยแนะนำชื่อนี้มา

   “เสือก” ผมพึมพำเบาๆแต่คนข้างๆเสือกได้ยิน

   “มึงว่าไงนะ!” ปันเสียงดังจนทำให้อาจารย์ที่กำลังสอนหน้าห้องหยุดชะงักหันมามอง ปันจึงรีบยกมือไหว้ขอโทษจนอาจารย์หันกลับไปถึงมาเล่นงานผมต่อ

   “ไอปันอยู่นิ่งๆ รำคาญ” เก็นปรามปันที่กำลังแกล้งผมด้วยการขยำหน้าแทนการต่อยเพราะกลัวเสียงดังจนอาจารย์ได้ยิน

   “ได้ ตอนนี้กูจะไว้ชีวิตมึง แต่ในเกมกูไม่ปล่อยไว้แน่” ผมแอบทำหน้าเหม็นเบื่อก่อนจะกดเลือกฮีโร่

   แล้วศึกแห่งศักดิ์ศรีของผมกับปันก็เริ่มขึ้น!

   “กูแพ้ได้ไงวะ” คราวนี้ปันแทบจะทึ้งหัวตัวเองทิ้ง ไม่อยากจะพูดแบบนี้เลยแต่ปันกระจอกมากๆ ตั้งแต่เล่นมาผมยังไม่เคยเจอใครที่แพ้ผม “เมื่อกี้นิ้วกูมันมีจังหวะนึงที่มันล๊อค กูเลยแพ้มึงแบบช่วยไม่ได้ แต่รอบหน้ากูจะเอาจริงแล้ว”

   ผมฟังอีกฝ่ายนั่งโม้ ได้ มาเลย อยากเล่นอีกนักใช่ไหม

   เราเล่นกันอีกประมาณ2รอบ และปันก็แพ้ทั้ง2รอบ

   “มึงนี่เก่งพอตัวแต่มาตอแหลว่าไม่เก่ง” คือผมกากแต่ปันกากกว่า “ไอเก็นกูได้เพื่อนร่วมตี้ละ รับรองฝีมือโดยกู”

   “ถ้ามึงเป็นคนรับรองกูจะลงความเห็นว่ากาก”

   “สัสเอ๊ย มึงดูถูกกูใช่ไหม แน่จริงมึงมา1-1กับไอเหี้ยนี่เลย”

   “อ้าวเฮ้ย” ผมหลุดอุทานมาอย่างช่วยไม่ได้ ไอปันนี่ไม่เคยรู้บรรยากาศมาคุของเพื่อนมันกับผมบ้างเลย

   อยากจะเบิ๊ดกระโหลกสักรอบแล้วด่าว่าจั๊ดง่าว

   “กูไม่อยากเล่นกับพวกคนกาก” อ้าวดูถูกกันเฉย

   “กากแล้วไง ชนะปันได้ก็แล้วกัน” ผมเกทับ นานๆทีจะมีชัยชนะกับคนอื่นบ้าง

   “อ้าวไอเหี้ยนี่ เก็นมึงต้องช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีกูเดี๋ยวนี้” ปันโวยวาย

   “เรื่องของมึง” เก็นพูดกับปันก่อนจะหันมามองหน้าผม “ในเมื่ออยากลองดีนักจะเล่นด้วยก็ได้” อีกฝ่ายกระตุกยิ้มมุมปาก และให้ตายเถอะ..แค่ยิ้มมุมปากเล็กๆแค่นั้นทำไมส่งผลรุนแรงกับใจผมจัง

   มือสั่นจนจะถือโทรศัพท์ไม่ไหวแล้วเนี่ย

   “เป็นไร กลัวเพื่อนกูจนหน้าแดงเลยหรือไง” ปันเยาะ แต่ไอสายตากับรอยยิ้มที่ดูมีเลศนัยนี่มันอะไรกัน

   “ใครกลัว ไม่มี” ปากดีไปงั้นรู้อยู่แล้วว่าต้องแพ้แบบอนาถมากแน่ๆ

   เมื่อเล่นรอบแรกจบลงผมมองสกอร์ตัวเองแล้วลองวิเคราะห์ดู ทไมมันไม่แย่เหมือนตอนตี้กับไอแทนเลย

   อ่า พอจะรู้แล้ว

   เพราะไอแทนเก่ง พอผมลงตี้กับมันมันเลยพาผมไปเจอแต่พวกโหดๆ

   ไอบ้านี่ เอาซะคิดว่าตัวเองกากมาตั้งนาน

   ที่ไหนได้เก่งพอควรนี่หว่า

   “คิลไอเก็นได้ตั้ง3ครั้ง มึงก็เล่นดีอยู่นี่หว่า กูรับเข้าทีม” ปันชม ผมทำหน้าเหม็นเบื่อ อยากเข้าด้วยมั้ยถามก่อน

   อีกฝ่ายกดชวนและฉกมือถือผมไปกดตกลงอย่างหน้าด้านๆ

   “ไอแทนเล่นเกมป่ะ ปลุกมันดิ้”

   และแล้วไอแทนก็โดนปลุกมาเล่นเกมอย่างหัวเสีย

   “อย่าบ่นนักเลยมึงค่อยกลับไปนอนบ้านก็ได้ เล่นๆไปเหอะยังไงมึงก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนอยู่แล้ว”

   “แต่กูอัดไฟล์เสียงไว้”

   “เดี๋ยวกูติวให้” ปันยิ้มพราวโชว์สเน่ห์ ดูดีนะแต่ทำไมรู้สึกอยากถีบ และเชื่อว่าแทนก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน

   “เดี๋ยวกูเอาตีนถีบหน้าให้ จะเล่นก็รีบๆเล่นเดี๋ยวหมดคาบก่อน”
      
   เนื่องจากผมไม่ค่อยได้เล่นบ่อยนักจึงเล่นเป็นแค่ฮีโร่ไม่กี่ตัว ปกติจะเล่นแทงค์เสียส่วนใหญ่เพราะแทนชอบย้ำอยู่เสมอว่าทีมต้องการแทงค์ แต่คราวนี้ผมอยากลองเล่นซัพพอร์ตแฮะ เผื่อไปซัพให้เก็น

   ผมอ่านสกิลตัวซัพก่อนจะเลือกตัวที่เหมาะกับตัวเองที่สุด

   ชินที่ปกติแทบจะไม่พูดเลยแต่เมื่อถึงเวลาเล่นเกมนั้นชินวางแผนได้อย่างดีจนทีมชนะใสๆแม้เกือบจะแพ้อยู่รอมร่อเพราะมีตัวแจกอย่างสองตัวคือผมกับปัน

   “แทงค์หรือขี้ทำไมมันนิ่มขนาดนี้” แทนหันมาบ่นปันเมื่อดูสกอร์แล้วยอดตายของปันเยอะพอสมควร

   “แทงค์ก็อ่อนแอเป็น” ปันมุ่ยหน้า

   “มึงมันกาก”

   “ตาหน้ากูเล่น intelligent ดีป่ะวะ” ปันพูดแต่เหมือนบ่นคนเดียวมากกว่าจามความเห็นเพื่อน

   “มึงรู้ไหมintelligentแปลว่าอะไร” แทนชะโงกหน้าผ่านผมมาถามปัน

   “แปลว่าฉลาดไง”

   “ก็รู้นี่ แปลว่ามันต้องเล่นแบบใช้สมอง ไม่เหมาะกับมึงหรอกสายนี้” แทนยิ้มเยาะ นั่งฟังเฉยๆยังเจ็บแทน

   “ออกจะเหมาะกับกู กูเล่นสายนี้ล่ะ”

   ผมเริ่มปลงตกเกมหน้า จะรอดมั้ยทีมผมเนี่ย

   จนจบคาบนี้ผมได้เข้ากลุ่มไลน์กลุ่มนึงมีชื่อว่า ‘ช่วยปันดันป้อม’ มีสมาชิก5คน คือ ผม แทน ชิน ปัน เก็น


   ปันให้เหตุผลว่าที่สร้างกลุ่มเพราะเวลาชวนจะได้ชวนทีเดียวไม่ต้องไปทักหลายคน

   สมกับเป็นปัน

   แต่ก็ต้องขอบคุณเขาล่ะนะ เพราะบรรยากาศไม่ดีระหว่างผมกับเก็นแทบจะหายไปหมดเลย







ปันเป็นตัวละครที่ค่อนข้างชอบเกือบจะที่สุดเลย เพราะร่าเริง สดใส และบ้า ฮ่าๆ
แต่ทุกอย่างที่นางทำนางมีเหตุผลของนาง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2018 01:40:48 โดย whist »

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 5 [17/04/61]
«ตอบ #22 เมื่อ17-04-2018 02:28:25 »

ปันกับแทน ชักจะอย่างไง ๆ แล้วนะ  o18

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-6
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 5 [17/04/61]
«ตอบ #23 เมื่อ17-04-2018 12:30:30 »

 :L2: :pig4: :L1:

ออฟไลน์ Readyaoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 240
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 5 [17/04/61]
«ตอบ #24 เมื่อ17-04-2018 12:39:03 »

เก็นใจร้าย นี่เชื่อว่าเก็นรู้ว่าเปเปอร์แต่งหญิง

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 6 [30/05/61]
«ตอบ #25 เมื่อ30-05-2018 23:38:50 »

ตอนที่ 6 พี่ชายที่แสนดี


   “ได้กลับไปนอนสักที” แทนยืนบิดขี้เกียจอยู่ข้างๆผมที่กำลังเก็บของใส่กระเป๋า “เก็บไวๆไอสัสกูไม่อยากเสียเวลานอนไปแม้เพียงวินาทีเดียว”

   “เออกูรีบอยู่” ผมรวมชีทเรียนยัดเข้าแฟ้มแบบลวกๆ

   RRrrrrrrrrrrrr

   ผมเหลือบมองโทรศัพท์แล้วถอนหายใจเบาๆ

   “ใครโทรมา”

   “เจ๊แกรม” คราวนี้เป็นแทนที่เป็นฝ่ายถอนหายใจ

   ผมไม่อยากรับสายพี่สาวตัวเองเท่าไหร่เลย ทุกครั้งที่โทรมาก็มีแต่โทรมาใช้งาน ไม่มีหรอกคิดถึงน้องอะ

   “รับแล้วบอกพี่มึงว่าหัดไปซื้อของเองบ้าง” ผมหันไปเลิกคิ้วใส่ไอแทนประมาณว่า ‘มึงเอาจริงเหรอ’ “เออ อย่าบอกพี่มึงนะว่ากูเป็นคนบอก”

   “เก่งแต่ลับหลังนะมึงอะ”

   “มึงด้วยสัส”

   ผมยักไหล่ก่อนจะกดรับสายพี่สาวตัวเอง

   [น้องรัก] นั่นไงขึ้นมาด้วยสรรพนามแบบนี้นี่คือมีเรื่องใช้งานชัวร์ [เลิกเรียนยังเดี๋ยวฉันไปรับ]

   “อารมณ์ไหนเนี่ยมารับน้อง” หิมะต้องตกแล้วแหล่ะคราวนี้ เจ๊แกรมที่เคยยืนกรานว่าจะไม่มาโรงเรียนผมเด็ดขาดเพราะไกลจากคอนโดที่อยู่แถมยังนั่งรถนานแต่วันนี้ดันบอกว่าจะมารับ

   [อารมณ์ดีเพราะจะได้กินข้าวฟรี]

   “ผมไม่เลี้ยงนะ”

   [ก็ไม่ได้จะให้แกเลี้ยง เพื่อนฉันจะเลี้ยง]

   “ก็ไปกินกับเพื่อนสิ เกี่ยวไรกับผมอะ”

   [ก็ถ้าแกไม่ไปมันก็ไม่เลี้ยงฉันไง] หือ? อธิบายยังไงให้งงกว่าเดิม [เพื่อนฉันคนนึงมันชอบแก เลยอยากจะเลี้ยงข้าวกระชับมิตร]

   “ผมไม่เคยรู้จักเพื่อนพี่เลยนะมาชอบผมได้ไง”

   [มันเจอแกวันก่อนที่แกเอาของมาให้ฉันที่มอไง] นานมากเลยนะนั่น [รีบๆตอบตกลงได้ละฉันหิว] เชื่อเขาเลย เจ๊แกรมไม่ได้อยากช่วยเพื่อนหรอก เห็นแก่ของฟรีล้วนๆ

   “ไม่ล่ะผมเกรงใจ ฝากขอโทษเพื่อนพี่ด้วย”

   [อยากจะแหมให้ถึงดวงอาทิตย์ แน่ใจเหรอว่าที่ไม่ไปเพราะเกรงใจ] เบื่อพี่สาวตัวเองตรงที่รู้ทันไปหมดเนี่ยแหล่ะ [ไอน้องโง่ นี่คือโอกาสที่แกจะได้เจอใครใหม่ๆนะ จะมาปฏิเสธเพราะคนๆเดียวที่ไม่สนใจแกไม่ได้]

   ผมนี่จุกเลยครับ

   ผมถอนหายใจเบาๆก่อนจะตอบตกลง “โอเค ยอมก็ได้”

   [ดี ฉันถึงโรงเรียนแกนานละ รถทะเบียนxxxx รีบเดินมา] มัดมือชกชัดๆ ทีหลังไม่ต้องโทรมาถามความเห็นก็ได้

   ไม่สิ ความจริงเจ๊แกก็โทรมาบังคับให้ตอบตกลงแต่แรกแล้ว

   “พี่มึงว่าไง” แทนที่นั่งรอผมคุยกับพี่มานานก็มีบทบาทสักที

   “เพื่อนพี่เขาจะเลี้ยงข้าวว่ะ”

   “เลี้ยงมึง? เลี้ยงทำไมวันเกิดมึงก็ไม่ใช่”

   “เจ๊แกรมบอกว่าเขาชอบกู เลยจะเลี้ยงข้าวกระชับมิตร” ผมเริ่มกระดากปาก การพูดเอาเองอย่างนี้นี่มันน่าอายเหมือนกัน

   “แล้วมึงจะไป?”

   “อือ” โดนเจ๊แกรมบังคับซะขนาดนั้น

   “พี่มึงนัดที่ไหน”

   “มารับที่โรงเรียน”

   “งั้นแยกเลย โชคดี” ไอแทนสะพายกระเป๋าเตรียมตัวกลับไปนอนเต็มที่จนผมต้องดึงแขนรั้งมันไว้

   “ม่ายย ไปเป็นเพื่อนกูหน่อย”

   “เขาจะเลี้ยงมึงให้กูไปเสนอหน้าทำเพื่อ?”

   “นะๆไปเป็นเพื่อนกูนะ กูทำตัวไม่ถูก ครั้งแรกเลยที่มีสาวมาชอบกู” ผมเกาแก้มอย่างเขินๆ ประหม่าเหมือนกันนะเนี่ย

   “ไม่อะ กูว่าผู้ชายชอบมึง”

   “มึงพูดจริง?” ผมนิ่ง และมาคิดๆดูเจ๊แกรมที่เป็นสาววายก็น่าจะเชียร์ผมให้ได้กับผู้ชายอยู่แล้ว

   “เออ”

   “กูทำไงดี” ผมเริ่มประหม่า ถึงตอนนี้ผมจะชอบผู้ชายอยู่คนนึงและมีงานอดิเรกคือแต่งหญิง แต่.. ผมไม่เคยคิดถึงผู้ชายอื่น

   “ถ้าไม่อยากก็โทรไปบอกเจ๊มึง”

   “ถ้าทำแบบนั้นกูคงโดนเจ๊ด่าตาย”

   “มึงก็รู้ตัวนี่ว่าไม่มีทางเลือก” ถูกของมัน มีแต่ไปและต้องไป

   “ไปเป็นเพื่อนกูหน่อยนะไอแทน” ผมจึงหันมาอ้อนเพื่อนแทน อย่างน้อยมีมันผมก็สบายใจ

   “ก่อนจะมาอ้อนกูโทรไปถามก่อนดีมั้ยว่าเอากูไปได้หรือเปล่า” ผมพยักหน้ารับก่อนกดโรศัพท์โทรหาพี่สาว

   [เออเอาแทนมาด้วยก็ได้] ทันทีที่รับเจ๊ก็ตอบมาโดยที่ผมยังไม่ได้พูดอะไร

   “ผมยังไม่ได้ถาม”

   [เออฉันรู้ว่าแกโทรมาทำไม รีบๆลงมา ฉันหิว ฉันจะไม่ยอมเสียเวลากินไปเพียงวินาทีเดียว] แน่วแน่และคงเส้นคงวาสุด

   ผมเดินมายังรถคันหรูสีดำเงาตามทะเบียนที่เจ้บอก ผมเปิดประตูด้วยความประหม่าก่อนจะสวัสดีสองคนบนรถ

   แทนพูดถูก เพื่อนเจ๊แกรมที่ว่าเป็นผู้ชายอย่างที่บอก

   ผมและแทนขึ้นไปนั่งที่นั่งด้านหลังเพราะที่นั่งข้างคนขับเจ๊แกรมนั่งอยู่

   “พี่ชื่อภัทร ยินที่ดีที่ได้รู้จักนะครับน้องเปอร์และน้องแทน” พี่ภัทรหันมายิ้มอ่อนโยนให้พวกผมก่อนจะออกรถ ผมเหล่มองไปทางพี่ภัทร พี่เขาเป็นผู้ชายที่ดูดี ถือว่าดูดีมากเลยล่ะ ทั้งผิวพรรณและการแต่งกายก็ดูสะอาด ผมมองปลายนิ้วเรียวยาวที่ที่กำลังจับพวงมาลัยไล่ไปยังข้อมือที่ดูแข็งแรงตามประสาคนออกกำลังกาย แขนขาวๆที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่หายเข้าไปในแขนเสื้อเชิ้ตนิสิตแขนสั้น

   “มองขนาดนี้ไม่แดกเข้าไปเลยล่ะ” แทนกระซิบ ผมล่ะอยากหันไปโบกๆหนักสักที
   
   “เหี้ยแทน” ผมกระซิบด่ากลับ

    ระหว่างทางไปร้านอาหารก็มีพี่ภัทรและเจ๊แกรมชวนคุยตลอดจนบรรยากาศในรถผ่อนคลายลงมาก และตอนนี้แทนก็ดูสนิทกับพี่ภัทรจนถึงขั้นเรียกว่าเฮียแล้ว ส่วนผมขอเรียกพี่เหมือนเดิมดีกว่า ยังไม่ชินเท่าไหร่

   พี่ภัทรเลี้ยวรถเข้าไปในร้านอาหารร้านนึงที่ผมเคยเห็นรีวิวเยอะๆในอินเทอร์เน็ต

   “ร้านนี้ดังมากเลย จะกินทีต้องโทรมาจองก่อนเป็นเดือน” พี่ภัทรว่าด้วยท่าทางสบายๆพลางมองหาที่จอดรถ

   เดี๋ยวนะ จองก่อนเป็นเดือนหรอ..

   งั้นที่ผมมากินได้นี่แปลว่าพี่เขาต้องโทรมาจองก่อนเป็นเดือนเหมือนกัน

   ผมเริ่มจะสงสัยแล้วว่าระหว่างเจ๊แกรมกับพี่ภัทรใครมัดมือชกเก่งกว่ากัน

   

   เมื่อเดินเข้ามาในร้านพนักงานก็นำเราไปนั่งโต๊ะสำหรับสี่ที่ เจ๊แกรมนั่งฝั่งเดียวกับพี่ภัทร ส่วนผมนั่งฝั่งเดียวกับแทน แต่ตรงข้ามผมดันเป็นพี่ภัทรเนี่ยสิ

   ถึงจะสนิทขึ้นมาระดับนึงแต่ก็ประหม่าอยู่ดี

   “อยากกินไรสั่งได้เต็มที่เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” นั่นไง มาอีกแล้วรอยยิ้มอ่อนโยนนั้น

   ผมก้มลงมองเมนูแก้เก้อ ราคาถือว่าโอเคไม่ได้แพงเวอร์อะไรขนาดนั้นแต่มันก็เกรงใจอยู่ดี

   “ฉันจะสั่งมาเยอะๆจนนายล้มละลายเลย” เจ๊แกรมยิ้มร้าย

   “ได้ แต่ถ้ากินไม่หมดจ่ายเอง” ผมตาโต กินไม่หมดจ่ายเองนี่รวมผมด้วยหรือเปล่า ผมไม่ได้มีเงินมาเยอะขนาดนั้นนะ

   และบางทีผมอาจจะแสดงออกชัดเกินไปจนอีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ “พี่หมายถึงแกรมคนเดียว เปอร์กับแทนสั่งได้เลยเต็มที”

   “เฮียพูดงี้ผมไม่เกรงใจแล้วนะ” ถึงแทนจะบอกแบบนั้นแต่เจ้าตัวก็สั่งเพียงไม่กี่อย่าง ร้านนี้มีทั้งแบบอาหารจานเดียวหรือเป็นกับ พวกเราสั่งแบบเป็นกับมากินด้วยกันและข้าวอีกโถนึง

   หลังจากสั่งอาหารเสร็จทั้งโต๊ะก็อยู่ในความเงียบ ผมก้มมองมือตัวเองที่ประสานกันหลวมๆอยู่บนตัก

   “โรงเรียนน้องเปอร์สอบกลางภาคเมื่อไหร่หรอครับ” คนฝั่งตรงข้ามถามขึ้นทำลายความเงียบบนโต๊ะอาหาร

   “อีกประมาณสองอาทิตย์ครับ” ผมตอบพลางใช้มือดันแว่นตัวเองที่เริ่มไหลลง ผมชอบเวลาดันแว่นตรงที่มันดูฉลาดขึ้นมานิดนึงแม้ความจริงผมจะยังโง่เหมือนเดิม

   “ใกล้แล้วนะเนี่ย มีติดอะไรวิชาไหนไหม”

   “ก็…ยังไม่ค่อยได้คณิตกับฟิสิกส์เท่าไหร่ครับ” จะบอกว่าแทบไม่ได้ทุกวิชาที่เรียนก็จะดูฉลาดน้อยเกินไป

   “มีตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามพี่ได้เสมอนะ แทนก็ด้วย” ประโยคสุดท้ายพี่ภัทรหันไปบอกแทน

   “แทนมันเก่งไม่มีอะไรน่าห่วง ห่วงแต่น้องโง่ๆของฉันเถอะ” คราวนี้เจ๊แกรมเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาบ้าง และน่าเจ็บใจตรงที่ที่เจ๊แกรมพูดมันจริงทุกอย่าง

   “เจ้!” ผมแผดเสียงเรียกพี่สาวตัวเองแบบแก้เขินในขณะที่แทนขำก๊าก

   สองคนนี้ชอบซ้ำเติมผมอยู่เรื่อย

   “ฮะๆๆ” พี่ภัทรหัวเราะเบาๆตาเป็นประกรายเชียว นี่ก็เอากับเขาด้วย!

   เราคุยเล่นกันจนกระทั่งอาหารมาเสิร์ฟ แล้วทั้งโต๊ะก็อยู่ในความเงียบ

   แต่ละคนนี่หิวกันจริงๆ เจ๊แกรมที่พูดมากในตอนแรก ตอนนี้ไม่พูดจาอะไรเลยก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียว

   “ขอเมนูของหวานด้วยครับ” พออาหารคาวหมดลงพี่ภัทรก็หันไปขอเมนูของหวานกับพนักงานที่เดินผ่านไปมา

   เรารับเมนูจากพนักงานมากันคนละเล่ม ผมเปิดเมนูผ่านๆก่อนจะปิดลง

   แค่ข้าวเมื่อกี๊พี่เขาก็น่าจะหมดเงินไปพอควรแล้วยังจะมาเลี้ยงของหวานอีก

   “น้องเปอร์ไม่เอาหรอ ของหวานร้านนี้เด็ดสุดเลยนะ” เด็ดหรอ ให้ตายสิ แค่คิดท้องผมก็เริ่มประท้วงแล้วว่าอยาก

   “เอ่อ..”

   “ไม่ต้องเกรงใจหรอก กินไปขนาดนี้แล้ว” ฟังดูเหมือนจะปลอบใจแต่ทำไมเหมือนโดนด่า

   สุดท้ายผมก็สั่งเค้กมาชิ้นนึงเพราะแพ้ความอยากของตัวเอง

   


   พี่ภัทรขับรถวนมาส่งแทนก่อนที่จะไปส่งผมและเจ๊แกรม

   “ขอบคุณนะเฮียที่เลี้ยงข้าวแถมยังมาส่งอีก วันหลังก็มารับไปเลี้ยงอีกนะครับ” แทนว่าพลางยิ้มทะเล้น

   “ล่อเปอร์มาด้วยให้ได้ก่อนแล้วจะพาไปเลี้ยง” พี่ภัทรว่าและนั่นทำให้ผมหันไปมองอีกฝ่ายตาโตๆ เล่นพูดกันต่อหน้าอย่างงี้เลยหรอ

   “งั้นเตรียมตัวเลี้ยงได้เลยเฮีย” พี่ภัทรขำ อาจดูเหมือนกำลังล้อเล่นแต่ผมรู้สึกได้ว่าเขาเอาจริง

   “ไอคนขายเพื่อน” ผมกระซิบด่ามันแต่มันกลับหัวเราะแล้วลงจากรถไป

   ผมนั่งปรือตาเพราะความอิ่มและแอร์เย็นๆบนรถทำให้ผมง่วง จะหลับก็เกรงใจคนขับ อุตส่าห์พาไปเลี้ยงข้าวทั้งยังขับรถมาส่งที่บ้าน จะหลับโชว์มันก็ยังไงๆอยู่

   และความง่วงของผมก็จบลงเมื่อแทนไลน์เข้ามา

   Tan : อาจฟังดูเร็วไปหน่อยแต่กูเชียร์คนนี้

   Paper : เห็นแก่กินนะมึงอะ

   Tan : 55555555รู้ทันอีก

   Paper : ไอคนขายเพื่อน ไอเลว

   Tan : แต่กูเชียร์พี่เขาจริงๆนะเว้ย อย่างน้อยเขาก็ดีกับมึง

   Paper : เขาดีก็จริง แต่กูรู้สึกเหมือนพี่ชายมากกว่าว่ะ

   Tan : สงสารเขาเนอะ เลี้ยงข้าวหมดไปตั้งหลายตังค์ยังไม่ได้สักโอกาส

   เอาซะรู้สึกผิดเลยกู

   Paper : รู้สึกผิดแล้วค้าบ

   Tan : กูไม่ได้อยากให้มึงรู้สึกผิด กูแค่อยากให้มึงลองเปิดใจ

   ผมยังไม่ทันตอบอะไรรถก็ขับมาถึงคอนโดผมพอดี

   “ขอบคุณนะแก ขับรถกลับดีๆล่ะ” เจ๊แกรมโบกมือลาเพื่อนก่อนจะลงจากรถ

   “ขอบคุณมากเลยนะครับ” ผมไหว้ขอบคุณ สะพายกระเป๋านักเรียนก่อนจะเอื้อมมือเปิดประตูรถแต่อีกฝ่ายรั้งไว้ก่อน

   “เดี๋ยว”

   “ครับ?”

   “พี่พึ่งนึกได้ว่าพี่ไม่มีวิธีติดต่อเปอร์เลย อย่างน้อยขอไลน์ไว้หน่อยได้มั้ย”  อีกฝ่ายยื่นโทรศัพท์มาให้ด้วยท่าทางประหม่าบวกกับสายตาเว้าวอนนั้นทำให้ผมรู้สึกว่าคนที่ดูเป็นผู้ใหญ่คนนี้กำลัง…อ้อน “นะครับ”

   ผมยิ้มและรับโทรศัพท์เครื่องนั้นมาไว้ “ได้สิครับ”







ขอโทษที่หายไปนานงับ(อีกแล้ว) พอดีหลังจากช่วงหยุดสงกรานต์ก็มานั่งปั่นงานที่ดองไว้แล้วมาเจอสอบไฟนอลต่อ ตอนนี้ก็ให้ตัวละครใหม่อย่างภัทรเป็นพระเอกไปก่อน
เจอกันตอนหน้าค่ะ
ขอบคุณทุกคอมเม้น

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 6 [30/05/61]
«ตอบ #26 เมื่อ31-05-2018 01:07:14 »

อีพี่ แกไม่หวงน้องบ้างเลยหรือไง แถมหาผู้ให้น้องด้วย เห็นแก่กินอีกต่างหาก  :katai1:

ออฟไลน์ whist

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 7 [19/06/61]
«ตอบ #27 เมื่อ19-06-2018 01:15:55 »

ตอนที่ 7 จงระวังคนที่ชื่อปัน

   ผมสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาในเช้าวันเสาร์ หลังจากนั่งตั้งสติไล่ความเบลอจากการพึ่งตื่นใหม่ๆผมก็เดินเข้าไปอาบน้ำทั้งที่ยังง่วงอยู่

   หลังจากอาบน้ำเสร็จผมก็เดินไปยังห้องของเจ๊แกรมตัวเองซึ่งอยู่ข้างๆห้องของผมเอง ผมเคาะประตูพอเป็นมารยาทก่อนจะถือวิสาสะเปิดเข้าไปเพราะรู้ว่าพี่ผมคงไม่ตื่นมาอนุญาตหรอก ขึ้เซาจะตายคนนี้

   “ผมยืมเครื่องสำอางหน่อยนะ” หลังจากเริ่มแต่งหญิงมาสักพักผมก็เริ่มพัฒนาสกิลการแต่งหน้า มีเจ๊แกรมสอนบ้างและศึกษาเอาเองบ้าง

   “หกำเพิวเบหผง” เจ๊แกตอบมาเพียงแค่เสียงงึมงำๆ

   อะไรวะ

   “ไม่รู้เรื่อง” คราวนี้เจ๊แกรมลุกขึ้นนั่งแล้วเสยผมยุ่งๆไปด้านหลัง ถ้าเป็นคนอื่นทำก็คงจะดูเซ็กซี่อะนะ

   “แกจะไปไหน”

   “แล้วปกติวันเสาร์ผมไปไหนล่ะ” ผมย้อนถามกลับเพื่อเลี่ยงการตอบตรงๆไป

   “นี่แกจะเทเพื่อนฉันหรอ”

   “…” ผมเงียบ

   “มันเป็นคนดี ฉันอยากให้แกให้โอกาสมันบ้าง” คราวนี้เจ๊แกรมทำเสียงจริงจังขึ้นจนผมรู้สึกผิด

   ตั้งแต่วันที่ไปกินข้าวด้วยกันวันนั้นผมก็คุยกับพี่เขาผ่านทางไลน์ตลอด เขาก็เป็นคนดีแบบที่เจ๊แกรมพูดนั่นแหล่ะ แต่ผมก็มองว่าเขาเป็นพี่ชายที่ดีมาแต่แรกแล้ว

   “ทำเครียด มาใกล้ๆนี่” เจ๊แกรมกวักมือเรียก แวบแรกที่คิดคืออาจจะอยากปลอบใจน้องบ้าง แต่เปล่าเลย พอเดินเข้าไปใกล้เตียงเจ๊แกก็ยกขาขึ้นถีบ “หมั่นไส้!”

   “เจ๊นี่ไม่มีความอ่อนโยนเลย” ผมส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

   “ว่าฉันหรอ” แล้วเจ๊แกก็ปาหมอนใส่ผมอีก อย่าคิดว่าผมจะยอมเป็นรอบสอง

   แล้วเราก็เล่นปาหมอนใส่กัน ดีที่ห้องค่อนข้างจะเก็บเสียง ไม่งั้นคงได้โดนห้องข้างๆด่าเพราะเสียงดังแต่เช้า

   “พอเลิกเล่น เดี๋ยวผมสาย” ผมมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง พอหักลบแล้วเหลือเวลาแต่งหน้าเพียงไม่นาน ไหนจะยัดคอนแทคเลนส์เข้าตาอีก แถมผมยังต้องแต่งแบบละเอียดด้วยกว่าจะกลบเค้าเดิมมิด

   “ไปดีมาดี” ผมพยักหน้ารับคำอวยพรของพี่สาวก่อนจะเดินออกมาจากห้องของเธอโดยมีเสียงของเธอตามไล่หลังมา “ไม่ต้องคิดมากเรื่องที่ฉันพูดหรอกนะ จะเลือกใครก็เลือกตามหัวใจแกนั่นแหละ ขอโทษที่เคยบังคับแก”

   ผมอมยิ้มเล็กๆ พี่ผมก็มีมุมแบบนี้แฮะ

   ต้องให้น้องออกมาก่อนถึงจะพูดได้ เขินล่ะสิท่า




   พอรีบๆนี่แต่ละอย่างดูไม่เป็นใจเอาซะเลย รถไฟฟ้ามาช้ากว่าปกติ พอลงมาต่อรถเมล์รถก็ติดแถมสายที่จะไปก็ไม่ค่อยผ่าน เพราะอย่างนี้แหล่ะผมถึงมาช้ากว่าเวลานัดเกือบ30นาที

   “ขอโทษนะ รอนานไหม” ผมค่อนข้างจะหอบเนื่องจากการวิ่งขึ้นรถและวิ่งมาที่นี่ และนั่นทำให้ผมควบคุมเสียงลำบาก

   มันทุ้มกว่าที่ผมดัดปกติ หวังว่าเขาจะไม่สังเกตมันนะ

   “ไม่เป็นไร เราก็พี่งถึงเหมือนกัน” ผมว่ามันคือคำปลอบใจเพื่อไม่ให้ผมรู้สึกผิดที่มาช้า ผมแอบชอบเก็นมานาน เขาตรงต่อเวลาแค่ไหนผมก็รู้ดี “หิวหรือยัง กินอะไรกันดี”

   ผมเรื่องอาหารฟาสต์ฟู้ดเนื่องจากผมมาช้า ถ้ากินอย่างอื่นกันเกรงว่าเขาจะเข้าเรียนไม่ทัน

   “โรงเรียนเธอมีสอบเมื่อไหร่หรอ” ผมไม่แน่ใจว่าโรงเรียนที่ผมแอบอ้างมานั้นสอบเมื่อไหร่เลยตอบเป็นช่วงกว้างๆไป

   “ประมาณสองอาทิตย์หน้าน่ะ” ผมตอบก่อนจะงับแฮมเบอร์เกอร์เข้าไปคำโต

   “พอๆกันเลย พรุ่งนี้เธอว่างหรือเปล่า” ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่า ‘ทำไมเหรอ’ เนื่องจากพูดไม่ได้เพราะแฮมเบอร์เกอร์เต็มปาก “พรุ่งนี้เราจะไปอ่านหนังสือสอบที่หอสมุดXน่ะ เธออยากไปด้วยกันไหม”

   แทบไม่ต้องคิด..

   ผมตอบตกลงทันที

   เรานั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย ส่วนมากจะเป็นเขาที่เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ผมฟัง ส่วนผมนั้นไม่มีอะไรจะเล่าให้เขาฟังหรอกเพราะที่เขาเห็นอยู่ตรงนี้ไม่ใช่ตัวผมจริงๆสักหน่อย

   “มีเวลาเหลืออยู่หน่อย ไปเดินเล่นกันไหม?” เขาถามขึ้นหลังจากที่เรากินอาหารกันเสร็จ

   “อื้อ ไปสิ” และผมก็ไม่ปฏิเสธอีกเช่นเคย โอกาสที่จะได้เดินเล่นกับเขาใช่ว่าจะมีบ่อยๆ

   “อยากไปไหนเป็นพิเศษไหม” เขาถามขณะลุกออกมาจากร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด

   “เราอยากไปร้านหนังสือ” เพราะพรุ่งนี้ต้องไปอ่านหนังสือกับเขา เกิดหิ้วหนังสือที่ใช้อยู่ปกติไปคงความแตกเพราะมีชื่อผมเขียนอยู่บนปกตัวเบอเริ่ม




   ผมเดินนำเข้ามาในโซนหนังสือเตรียมสอบ หยิบเล่มนู้นเล่มนี้มาเปิดดูและวางลงเพราะยังไม่เจอที่ถูกใจสักที

   “อยากได้วิชาไหนเป็นพิเศษ” เก็นที่เดินตามหลังถามขึ้นหลังจากเนผมสุ่มหยิบเปิดมั่วๆ

   “คณิตศาสตร์” คณิตศาสตร์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ เพราะหน่วยกิตเยอะที่สุด

   เก็นหยิบหนังสือออกมาจากชั้นวาง 3 เล่ม “อันนี้ที่เราอ่านอยู่เราว่ามันโอเค มีสรุปเนื้อหา เฉลยละเอียด ลองเลือกดู”

   สารภาพตรงๆจากใจเลย ดูจากบุคลิกแล้วก็ไม่คิดหรอกว่าจะเป็นคนที่รักเรียนขนาดนี้

   ผมรับมาเลือกดูและเลือกเล่มที่ดูน่าอ่านที่สุดสำหรับผม “ได้แล้วว ขอบคุณนะ”

   ผมยิ้มขอบคุณคนตรงหน้าที่มาช่วยเลือกหนังสือ เก็นยิ้มตอบแถมยังเอื้อมมือมาโยกหัวผมอย่างเอ็นดูอีกต่างหาก

   เป็นครั้งแรกที่ผมเกลียดวิกตัวเอง หนาจนผมไม่รับรู้ถึงความอบอุ่นของฝ่ามืออีกฝ่ายเลย!







   “ทำไมฉันต้องมาตื่นเช้าเพราะแกด้วยวะเนี่ย” เจ๊ผมบ่นกระปอดกระแปดเนื่องจากโดนปลุกขึ้นมาในเช้าวันอาทิตย์

   “เอาน่า ช่วยน้องหน่อย ทำผมทรงไรก็ได้ที่คิดว่าเหมาะกับไปอ่านหนังสืออะ” ผมลากเจ๊แกรมมานั่งตรงโซฟากลางห้องนั่งเล่นและผมก็นั่งที่พื้นด้านหน้า

   เพราะวิกที่ใช้เป็นผมจริง(แอบกลัวเหมือนกัน)เลยทำผมทรงต่างๆได้

   “ถักเปียแล้วกันง่ายดี” ผมนั่งให้เจ๊แกรมทึ้งผมจนผมสีดำสนิทที่ถูกปล่อยยาวตอนแรกโดนมัดเป็นเปียสวยงาม

   “ขอบคุณครับเจ๊” ผมไหว้ขอบคุณเจ๊แกรมที่ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาไปแล้ว

   “เออ หัดถักเปียเองซะบ้างจะได้ไม่เดือดร้อนฉัน”

   “ไม่ล่ะ ดูยากจะตาย” ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่คุณกวนตีนใส่ เนื่องจากหลับไปแล้ว

   ผมยัดหนังสือที่พึ่งซื้อเมื่อวานเข้ากระเป๋าสะพายข้างก่อนจะเข้าไปหยิบเสื้อกันหนาวในห้องเพราะหอสมุดหนาวน่าดู

   

   หอสมุดXอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมเท่าไหร่ นั่นหมายถึงห่างจากบ้านเก็นพอสมควร ถึงอย่างนั้นเขาก็มาถึงก่อนผมอยู่ดี

   ผมควานหามือถือในกระเป๋าเพราะมันสั่นจากแจ้งเตือนที่เข้ามา ซึ่งมือถือเครื่องนี้ผมใช้เฉพาะตอนที่แต่งเป็นเปเป้เพราะฉะนั้นคงไม่มีใครไลนานอกจากเก็น

   Gen :  ถึงแล้วบอกนะ เดี๋ยวลงไปรับ
         ตอนนี้เราอยู่กับเพื่อน

   เพื่อนที่ว่าคงหมายถึงปันกับชิน ผมไม่อยากเจอใครเลยตอนนี้ ให้ตายเถอะ

   Pepe : เราถึงแล้ว

   ผมพิมพ์บอกขณะเดินเข้าโถงชั้น 1 หอสมุดนี้มีหลายชั้น แต่ละชั้นก็แบ่งตามหมวดต่างๆ ถือว่าเป็นหอสมุดที่ใหญ่ที่สุดในย่านที่ผมอยู่เลยล่ะ

   Genn : เห็นเธอแล้ว

   ผมเงยหน้าขึ้นมาจากมือถือกวาดสายตามองทั่วโถงแต่ก็ไม่พบคนที่บอกว่าเห็นผมแล้ว

   Genn : ข้างหลัง

   ผมหันไปเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาก้าวเข้ามาพอดี ทำให้จมูกผมชนอกเขาแบบไม่ตั้งใจ

   “เป็นอะไรหรือเปล่า”

   ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบขณะที่สายตาจ้องมองอยู่ที่เสื้อของอีกฝ่าย เพราะอีกฝ่ายใส่เสื้อสีขาวมันเลยทำให้เห็นชัดเจนเลยว่ามันเปื้อนรองพื้นผมจากการชนกันเมื่อกี้

   “เอ่อ..คือ..” ผมควานหากระดาษทิชชู่ในกระเป๋าแล้วนำมาเช็ดเสื้ออีกฝ่าย

   “เป็นเด็กเป็นเล็กหัดแต่งหน้า”

   “ถ้าเราเด็กนายก็เด็ก” ผมมุ่ยหน้า เด็กตรงไหนวะก็อายุเท่ากัน แล้วทำไมไอรองพื้นนี่มันติดทนจังวะ ถูจนทิชชู่เปื่อยหมดแล้วก็ยังไม่ออก

   “เธออะเด็ก” เขาเคาะหัวผม “พอเถอะ ไม่เป็นไร รอยนิดเดียว”

   เชื่อเถอะว่าถ้าผมตอนนี้เป็นผู้ชายปกติคงโดนซัดหงายแล้ว

   “เราไปอ่านชั้นไหนกันดี” เขาถามขึ้นขณะที่เรากำลังยืนรอลิฟต์กันอยู่

   “อ่า แล้วแต่เลย” ผมอยากให้คำตอบที่ดีกว่าคำว่าแล้วแต่ แต่ผมไม่ได้มาหอสมุดนี้บ่อยนักจึงไม่รู้ว่าชั้นไหนเหมาะแก่การอ่านที่สุด

   “ชั้น 5 แล้วกัน เงียบดี” เก็นเอนตัวพิงกำแพง และให้ตายเถอะ แค่พิงกำแพงแค่นั้นก็ดันดูดีชะมัดยาด

   “นายไม่อ่านกับเพื่อนหรอ” ผมถาม มีความหวังเล็กๆถูกจุดขึ้นมาในใจผม หวังว่าไม่ต้องไปเจอพวกปันในวันนี้

   “ไม่ล่ะ อ่านกับพวกมันกลัวว่าเธอจะไม่มีสมาธิเอาเปล่าๆ” ผมลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก “อยากไปทักพวกมันไหมล่ะ รู้จักกันไว้ก็ดีนะ”

   แหม ถามมาขนาดนี้จะให้ผมปฏิเสธยังไง เพราะอย่างงั้นผมจึงพยักหน้าอย่างจำยอม

   พอลิฟต์มาถึงเก็นก็เดินเข้าลิฟต์โดยมีผมติดอยู่ไม่ห่าง นิ้วเรียวกดไปยังปุ่มชั้น 4 น่าจะเป็นชั้นที่พวกปันอยู่

   “ฮันน่อวว มากับใครอะ” พอเดินเข้ามาไม่เท่าไหร่ก็ได้ยินสียงแซวของปันดังมา ให้ตายเถอะ นี่มันห้องสมุดนะ

   “เสียงดังไอสัส” แล้วเก็นก็เอามือตบหัวเพื่อนเข้าทีนึง “พวกมึงนี่เปเป้ เปเป้นี่ปันกับชิน” เก็นชี้ไปยังปันและชินตามลำดับ ส่วนผมนั้นก็ยิ้มทักทายตามมารยาท

   รู้สึกว่าตัวเองเป็นสาวขี้อายก็วันนี้
   
   “กว่าจะเอามาเปิดตัว” ปันว่าและมองผมค้างอย่างพิจารณาจนผมเริ่มประหม่า

   “หยุดมองได้แล้ว” แล้วเก็นก็ตบเข้าที่หัวปันอีกหนึ่งที ส่วนผมแอบยืนสมน้ำหน้า

   “ขี้หวงว่ะ” ปันเบ้หน้าแล้วนั่นทำให้เก็นเกือบจะตบกบาลอีกรอบเพียงจนชินที่ปกติไม่ค่อยพูดต้องมาเป็นคนสงบศึก

   “พวกมึงนี่ทะเลาะกันอย่างกับเด็กๆ” ชินว่าพลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “ขอโทษแทนปันด้วย ปกติมันก็พูดมากแบบนี้แหล่ะ”

   “อะ อื้อ” ผมยิ้มนิดๆเพราะกลัวจะพูดอะไรไปแล้วความแตก

   “กูไปละ พวกมึงก็ตั้งใจอ่านล่ะ” เก็นเป็นฝ่ายตัดบท ดีแล้วผมไม่อยากอยู่ตรงนี้นานๆ

   “จะกลับพร้อมพวกกูป่ะ” คราวนี้แทนเป็นคนถาม ซึ่งเก็นก็ตอบสั้นๆแค่ว่า..

   “ดูก่อน”

 


   ชวนมาอ่านหนังสือนี่คือมาอ่านจริงๆ ต่างฝ่ายต่างอ่านไม่ได้คุยอะไรกันมาเป็นชั่วโมงแล้ว

   “ถ้าเธอไม่เข้าใจตรงไหนถามได้เลยนะ” เขาถามเมื่อเห็นผมละสายตาจากหนังสือหันไปมองนกมองฟ้าทางหน้าต่าง ส่วนผมก็ยิ้มรับและส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่ได้งงตรงไหน อีกฝ่ายจึงพยักหน้ารับแล้วก้มลงอ่านหนังสือต่อ

   คงต้องโทษหนังสือที่เฉลยดีเกินไปทำให้ผมชวดโมเม้นต์ติวกระหนุงกระหนิงกันในห้องสมุด

   แต่ก็ดีแล้วแหล่ะ…

   ผมนั่งเท้าคางมองคนฝั่งตรงข้ามที่ตั้งใจอ่านหนังสืออย่างขมักเขม้นจนผมไม่อยากกวน

   อยากจะเป็นกำลังใจให้อีกฝ่ายในทุกการสอบ จนรู้สึกว่าที่เป็นอยู่อย่างนี้มันดีจังนะ

   และผมก็เผลอหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

   “อือ..” ผมตื่นมาเนื่องจากอาการชาจากการฟุบหลับเป็นเวลานาน    ก่อนจะรู้สึกผิดปกติที่ตาทั้งสองข้าง อาจเป็นเพราะใส่คอนแทคเลนส์นอนเมื่อกี้

   “เป็นอะไร” เก็นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามลุกขึ้นเดินมาข้างๆผมเมื่อสังเกตเห็นอาการผิดปกติ

   “แสบตา” ผมขยี้ตาตัวเองอย่างห้ามไม่อยู่

   “อย่าขยี้” เขาดึงข้อมือผมเอาไว้ทั้งสองข้าง

   “อยากไปห้องน้ำ” ผมร้องบอกอีกฝ่าย ถอดคอนแทคเลนส์ออกน่าจะดีกว่า

   “เดี๋ยวพาไป” ผมควานหาตลับคอนแทคเลนส์ในกระเป๋า ดีนะที่เอามาด้วย

   “ไม่เป็นไรเราไปได้” พอผมบอกแบบนั้นเขาก็ปล่อยให้ผมไปเองตามที่ขอ

   พอมาถึงห้องน้ำผมก็รีบถอดคอนแทคเลนส์ออกอย่างไว และผมก็เป็นคนสายตาสั้นมาก ทำให้ตอนนี้โลกของผมนั้นเบลอมาก

   จะกลับโต๊ะยังไงล่ะทีนี้

   ตอนเก็นอาสามาส่งไม่น่าทำเก่งว่ามาเองได้เลย

   ผมกลับโต๊ะด้วยความทุลักทุเล อาศัยการคลำชั้นหนังสือเอาจะได้ไม่เดินสะดุดอะไร

   “กลับกันเถอะ ขนาดนี้เธอคงอ่านต่อไม่ได้แล้ว” ผมพยักหน้ารับ พยายามเก็บของบนโต๊ะด้วยความทุลักทุเลจนอีกฝ่ายต้องเก็บให้แทน

   “พึ่งรู้ว่าเธอสายตาสั้น เอาแว่นมาไหม” ผมส่ายหน้า แน่นอนว่าผมไม่เอามันมาแน่ๆแว่นกรอบหนาที่ผมใช้เป็นปกตินั่นอะ

   ผมจะเอื้อมมือไปรับกระเป๋าของผมแต่เขาเอามันไปสะพายไว้แทน

   “เดินได้ไหม”

   “ได้สิ” ไม่ทันขาดคำผมก็ชนอะไรเข้าอย่างจัง แทนที่อีกฝ่ายจะสงสารดันขำผมซะงั้น

   “เธอแม่งตลกชะมัด” ถึงตอนนี้ผมจะมองไม่ชัดแต่ผมก็เห็นว่าเก็นกำลังยิ้ม

   อีกฝ่ายเอื้อมมือมาจับมือผมก่อนจะจูงให้ผมเดินไปพร้อมกันอย่างช้าๆ

   มือของเก็นค่อนข้างใหญ่และกร้านนิดๆเนื่องจากการใช้แรงและไม่ได้ดูแลตัวเองเท่าไหร่แต่ผมชอบมันนะ

   ผมพึ่งรู้ว่าไออุ่นจากฝ่ามือส่งตรงมายังแก้มได้ แก้มผมถึงได้ร้อนอย่างงี้

   “เดี๋ยวเราไปส่ง” ก็เกรงใจแต่จุดนี้ก็คงต้องพึ่งเขาแล้วล่ะ

   เขาจูงผมเดินออกมายังริมถนนก่อนจะโบกแท็กซี่มาคันนึง เปิดประตูและพาผมเข้าไปนั่งเสร็จสรรพ

   “ไปคอนโดYค่ะ” ผมบอกคุณลุงคนขับรถ ดีที่หอสมุดกับคอนโดของผมไม่ไกลกันเท่าไหร่ และเวลาบ่ายๆเกือบเย็นอย่างงี้รถก็ไม่ติดมาก

   ผมและเก็นนั่งกันเงียบๆไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงแต่มือที่เขายังกุมไว้ไม่ปล่อยเท่านั้น

   และผมก็ไม่ท้วงหรอกนะ

   “อ่า นี่ค่าแท็กซี่” เมื่อรถขับมาจอดด้านล่างของคอนโดผมก็หยิบเงินในกระเป๋าโดยจำแนกสีของแบงก์แทนการเพ่งมองตัวเลข

   “เก็บไว้กินหนมเถอะ” ผมกำลังจะอ้าปากเถียงแต่ก็หุบลงเมื่อเขายีผมของผม “ให้เราขึ้นไปส่งไหม”

   “ไม่เป็นไร เราขึ้นไปได้”

   “โอเค อย่าเดินชนอะไรอีกแล้วกัน” เขาว่าเสียงกลั้วหัวเราะ ตลกนักนะ

   “ไม่แล้วเถอะ”

   “อืมดี ไว้เจอกัน”

   “ไว้เจอกันนะ” ผมโบกมือให้เขาก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินออกมา

   มีความสุขจัง





   

   และตอนนี้ชีวิตของผมก็เข้าสู้สภาวะปกติ จากตอนที่เล่นเกมด้วยกันวันนั้นกลายเป็นว่ากลุ่มผมและกลุ่มของเก็นกลับมากินข้าวด้วยกันดังเดิมแบบช่วยไม่ได้

   แม้ว่าเก็นจะไม่ค่อยคยกับผมอยู่ดี

   “ทำไมมึงไม่พาเปเป้มาเที่ยวโรงเรียนเราวะเก็น” ผมที่ดูดน้ำกระเจี๊ยบอย่แทบสำลักเมื่อได้ยินสิ่งที่ปันพูด

   “โรงเรียนเขากับโรงเรียนเราไกลกันจะตาย ให้เขามาก็เหนื่อยเปล่าๆ” ผมแอบเหลือบมองไปทางเก็นและสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเก็นกำลังมองมาทางผมอยู่เหมือนกัน

   “มึงก็ขับรถไปรับ-ส่งดิ พามาเปิดตัวที่โรงเรียนเลย กิ๊กจะได้เลิกวอแวมึงสักที” ย้อนความสักนิด กิ๊กคือดาวโรงเรียนที่เก็นเคยควงด้วยอยู่พักนึง คิดๆแล้วมันก็ขึ้น แต่ผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปหวงเขาอยู่แล้วนี่

   “…” เก็นเงียบแทนคำตอบ และผมหวังว่าเก็นจะไม่คล้อยตามคำของปันหรอกนะ

   ตกเย็นวันนั้น พอผมกลับห้องมาเปิดโทรศัพท์ที่ผมใช้ตอนเป็นเปเป้ดูก็พบว่า…

   Genn : อยากมาเที่ยวโรงเรียนเราไหม

   ไอปันน สร้างเรื่องให้ผมแล้วไง!

   




แหะๆขออนุญาติชี้แจงนิดนึงนะคะ ที่เจ๊แกรมไม่หวงน้องเนี่ยเนื่องจากเฮียภัทรเป็นเพื่อนที่สนิทคนนึงจึงรุ้ดีว่าเป็นคนดีและสามารถฝากฝังน้องและไว้ใจได้จึงไม่มีอาการหวงน้องให้เห็นเท่าไหร่(ความจริงก็ไม่มีเลยยัดเยียดให้เลยด้วยซ้ำแหะๆ)
ขอบคุณที่ติดตามและทุกคอมเม้นท์ค่า <3


ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 7 [19/06/61]
«ตอบ #28 เมื่อ19-06-2018 02:04:59 »

ไปดี หรือไม่ไปดี ไปแล้วความจะแตกไหม  :hao4:

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +71/-7
Re: ผมแต่งหญิง ตอนที่ 7 [19/06/61]
«ตอบ #29 เมื่อ19-06-2018 05:22:24 »

 :hao3: :hao3: :hao3:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด