Grain Brothers พี่น้องข้าว บทที่ 30 จะสุขจะทุกข์ END 24-05-2018
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Grain Brothers พี่น้องข้าว บทที่ 30 จะสุขจะทุกข์ END 24-05-2018  (อ่าน 18328 ครั้ง)

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ฟ่าง ก็ยังตั้งข้อแม้กับตัวเองกับโพด
ทั้งที่โพดเต็มใจอยู่กับฟ่างแบบคนรัก
ฟ่าง เหมือนคนเคยถูกงูกัด พอเจอเชือกกลัวว่าจะเป็นงูมากัดอีก
มันก็อยู่ที่ทั้งโพด ทั้งฟ่างแล้ว
ฟ่างต้องดูการกระทำของโพด
โพดก็ต้องทำให้ฟ่างเชื่อใจ ไว้วางใจให้ได้

ได้รู้เรื่องของชาร์ป กับตี้ มีลูกแฝด และเรื่องภู่กับแฟนด้วย  :mew1:
โพด ฟ่าง  :กอด1: :กอด1: :กอด1:
        :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ norita_boyV2

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-1
บทที่ 29
Perfect





พาร์ทของฟ่าง
“กุ้งมานั่งได้แล้ว จะลุกไปทำไมเนี่ย บอกแล้วว่าให้อยู่เฉยๆ”เสียงไอ้ต้าร์ดุคนรักที่ตอนนี้ท้องเริ่มโตมากแล้ว และด้วยความที่กุ้งท้องโตแล้วนี่แหละครับ วันนี้เราเลยนัดกันมาสังสรรค์กันเบาๆ ที่คอนโดของผม แทนที่จะออกไปข้างนอกเหมือนแต่ก่อน

“อยู่เฉยๆ ทำไมไม่ได้เป็นง่อยนะแค่ท้อง ยังเดินได้หยิบของได้”ดูเหมือนคนท้องจะเริ่มมีน้ำโห อย่างว่าแหละครับอารมณ์คนท้องมันก็ต้องแปรปรวนเป็นธรรมดา

“จริงด้วยอิต้าร์ แฟนมึงแค่ท้องไม่ได้เป็นง่อย อย่าเวอร์ให้มันมากนัก”นี่ครับแผนกซ้ำ เจ้โอ๋เจ้าประจำ พูดจบก็หันไปเออออกับกุ้งอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย ไอ้ต้าร์ก็ทำได้แค่หน้าจ๋อย หันมาหาผม และก็อย่างเคยครับ ผมต้องเป็นฝ่ายห้ามทัพ สงบศึก

“แล้วนี่แฟนเด็กเจ้ไม่มาด้วยเหรอ”ผมเอ่ยถามถึงอีกคนที่ช่วงนี้ดูจะตัวติดกับเจ้โอ๋ แต่วันนี้ไม่ยักกะติดสอยห้อยตามมาด้วย

“วันนี้แฟนเจ้ปล่อยให้อยู่กับน้องๆ วันนึงน้องตะวันบอกว่ามานี่ไม่มีใครให้ต้องหึง เลยปล่อยเจ้มาได้”อื้อหือการมีแฟนเด็กทำให้เจ้โอ๋ของพวกเรา ลดอายุลงแถมพูดถึงแฟนด้วยเสียงสองและท่าทางเขินอายเกินเบอร์ไปมากเลยทีเดียวครับ

“อิเจ้ มึงสวยมาก ยังกะสาวน้อยตัวเล็กๆ น่าทะนุถนอม สวยหาที่ติมิได้แถมแฟนหวงอีกต่างหาก”แม้นั่นจะเป็นคำประชดที่ใครฟังก็คงจะรู้ แต่ตอนนี้โลกของเจ้โอ๋ กำลังสีชมพู ซึ่งพร้อมจะคิดบวกว่าถ้อยคำเหล่านั้นเป็นความจริง

“นี่จริงจังแบบ ไม่เผื่อใจแล้วใช่ไหมเจ้”ผมถามอย่างเป็นห่วง แม้จะเห็นว่าเจ้โอ๋กับน้องตะวันอะไรนั่นจะรักกันดีก็เถอะ

“อะไรเนี่ย วันนี้มาสนุกกัน ไม่ต้องมาทำเหมือนเป็นผู้ปกครองเจ้นะคะน้องฟ่าง เจ้นี่ถ้าจะตายเพราะความรักเจ้ตายไปนานแล้วค่ะ ต่อไปมันจะรอดหรือไม่รอดเจ้ไม่แคร์หรอก แค่ตอนนี้เจ้มีความสุขก็พอแล้ว”

“มึงอย่าห่วงอิเจ้มันเลย ห่วงตัวเองดีกว่าไหมไอ้ฟ่าง ยังไงเนี่ย เรื่องมึงอ่ะยังไง”อ้าว ไปๆ มาๆ ทุกคนดันเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นผมเสียได้

“เรื่องกู เรื่องอะไร”ผมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

“ฟ่าง อย่าให้คนท้องต้องเกรี้ยวกราด ตั้งแต่เข้าห้องมาเนี่ยมองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียว จะเล่าดีๆ หรือต้องให้กลายร่าง”

“คือ..”

“แกร๊ก”ยังไม่ทันที่ผมจะได้อธิบายอะไร ประตูห้องผมก็ถูกเปิดออกและสายตาทุกคู่ก็จ้องไปที่ผู้มาใหม่

“นี่ผมมาผิดจังหวะหรือเปล่าครับ”เมื่อเห็นว่าทุกคนเอาแต่เงียบมองเค้า เจ้าตัวเลยเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน อีกอย่างที่เค้าดูไม่ได้ตกใจเพราะผมบอกไว้แล้วว่าวันนี้เพื่อนๆ จะมาที่ห้อง พอข้าวโพดเดินเข้ามา ทุกสายตาก็เป็นเป็นมาจ้องผมแทน

“ก็มันไม่รู้จะเริ่มต้นเล่าจากตรงไหน”ผมบอกกับทุกคนตามตรง เพราะก็ไม่มีใครถามอะไรผม แล้วอยู่ๆ จะให้ผมเล่าเอง มันก็จะแปลกๆ แล้วที่วันนี้ชวนทุกคนมาที่ห้องก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้ด้วยแหละครับ

“งั้นผมบอกแทนแล้วกันนะครับ สรุปว่าตอนนี้พี่ฟ่างโดนน้องชายจับทำเมียเรียบร้อยแล้วครับ”

“แอร้ยยย เจ้รับไม่ได้บัดสีบัดเถลิง”เจ้โอ๋คือคนแรกที่เล่นใหญ่ ทั้งที่สีหน้าดูจะตรงข้ามกับสิ่งที่พูดเหลือเกิน

“เดี๋ยวผมมานะครับ ทุกคน เปิดโอกาสให้ได้นินทาเต็มที่”ข้าวโพดบอกกับทุกคนแล้วมากระซิบที่ข้างหูผมว่าขอวิดิโอคอลหาแอชตั้นก่อน แล้วจะออกมาร่วมวงด้วย

“อ้าว เงียบกันหมดเลย อย่าบอกว่าโกรธที่ไม่บอกนะ”ผมมองหน้า 3 คนที่เหลือสลับกันไปมาเพราะตอนนี้ทั้งสามเอาแต่ทำหน้านิ่งไม่พูดอะไร

“เจ้พูดก่อนละกันว่า เจ้ไม่โกรธก็ได้ เพราะตอนคบน้องตะวันเจ้ก็แอบคบตั้งนานกว่าจะพามารู้จักพวกเรา อีกอย่างถ้าน้องฟ่างมีความสุข เจ้ก็หนับหนุนเต็มที่”เจ้โอ๋พูดจบ ก็ยกแก้วขึ้นดื่มทันที

“เราท้องอยู่ เราจะไม่โกรธอะไร มันไม่ดีกับลูกในท้อง อีกอย่างเราเคารพการตัดสินใจของฟ่าง”กุ้งพูดจบก็หันมองหน้าไอ้ต้าร์

“เหลือกูสินะ เฮ้อ…”เสียงถอนหายใจ ของไอ้ต้าร์ทำเอาผมลุ้น อยู่เหมือนกัน เพราะถึงแม้บางทีมันจะเป็นเพื่อนที่บ้าๆ บอๆ แต่เราก็คบกันมานาน นานจนเหมือนคนในครอบครัว มันเป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ทั้งน้องให้ผมมาเสมอ

“กูจะโกรธตรงที่มึงคิดมากนี่แหละไอ้เชี่ย”ฝ่ามือของไอ้ต้าร์ฟาดลงมาที่หัวผมเบาๆ

“…”ผมมองหน้ามันอย่างไม่เข้าใจ

“กูเคยคุยกับมึงแล้วไง ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าโพดมันย้ายมาอยู่ห้องตรงข้ามมึง ว่ากูอยากเห็นมึงมีความสุข ว่าแต่ทีตอนมันมาอยู่ห้องตรงข้ามละเล่าให้ฟังได้ พอมาอยู่ห้องเดียวกันทำเป็นไม่กล้าเล่า”

“ก็ที่ชวนมาวันนี้เพราะเรื่องนี้ด้วยไง”

“เอาๆ งั้นก็ฉลอง หมดแก้วๆ หมดทุกข์หมดโศกเสียทีจากนี้ก็ขอให้เพื่อน แฮป-ปี้แล้วกันเนอะ”นั่นไงไอ้นี่ก็ยังไม่วายจะกวนตีนผมอีก

“ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ จากนี้ไปกลุ่มเราก็ไม่ต้องมาปรับทุกข์กันแล้วสินะ”เจ้โอ๋ฉีกยิ้มกว้าง ลุกขึ้นมาแทรกข้างๆ ผมกับไอ้ต้าร์พร้อมกางแขนออกโอบไหล่ของเราทั้งคู่

ผมเล่าให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ข้าวโพดย้ายมาเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ได้เดือนกว่าแล้ว รวมถึงความสัมพันธ์ของเรา ที่อาจจะไม่ต้องจำกัดความ แค่อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขมันก็พอแล้ว รวมถึงเรื่องของแอชตั้น ที่ตอนแรกผมออกจะไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะการเป็นเด็กที่ต้องเติบโตมาโดยไม่มีพ่อแม่ มันเป็นเช่นไร ผมเข้าใจมันดี

แต่ก็นั่นแหละครับ ข้าวโพดกับผึ้งก็ให้เหตุผลว่า แอชตั้นยังมีแม่แท้ๆ อยู่ แม้เจ้าตัวจะยังไม่รู้ความจริงก็เถอะ

“อังเคิ่ลฟ่าง ส่งเด็กดื้อไปโรงเรียนหน่อยครับ”เสียงของข้าวโพด แทรกเข้ามาทำให้บทสนทนาของพวกเราหยุดลง และผมก็รับโทรศัพท์มาให้ผม ผมรับมือถือก่อนจะแยกตัวออกมาปล่อยให้ข้าวโพดเข้าไปรวมกลุ่มกับทุกคนแทน

“ไหนใครดื้อจะไม่ยอมไปโรงเรียนเอ่ย”

“แอชไม่ได้ดื้อฮ่ะ แอชแค่จะขอวิดิโอคอลหาน้อง ขอกำลังใจจากน้องก่อนไปเรียน แต่แดดดี้ว่าน้องคงนอนแล้วไม่อยากให้แอชกวนน้อง”นี่ดูท่าแอชตั้นจะติดน้องมากเกินไปแล้วมั้งครับเนี่ย จากตอนแรกผมคิดว่าเด็กน้อยจะงอแงที่ ไม่ได้อยู่กับข้าวโพด แต่เปล่าเลย ตอนนี้ทุกคนกลายเป็นต้องปวดหัวเพราะเด็กน้อยเอาแต่งอแง อยากมาไทยเพื่อไปหาน้องน้อยของเค้าที่ภูเก็ต

“แดดดี้พูดถูกแล้วครับ ตอนนี้ที่ไทยจะสองทุ่มแล้ว น้องยังเล็กต้องนอนแต่หัวค่ำ อังเคิ่ลฟ่างว่าเอางี้ไหม แอชรีบไปโรงเรียน ตั้งใจเรียน ถ้าเป็นเด็กดีเรียนเก่งๆ แดดดี้ต้องไปพาแอชมาหาน้องแน่เลยนะครับ”

“จริงเหรอฮ่ะ”นี่ผมคงไม่ได้หลอกเด็กหรอกนะครับ เพราะจริงๆ เราก็มีแพลนกันอยู่แล้ว ทั้งการไปหาแอชตั้นที่เมกา หรือการที่น้องผึ้งจะพาแอชตั้นมาเยี่ยมคุณตาคุณยายที่เมืองไทย หลังจากคุยกันอีกนิดหน่อย เด็กน้อยก็ยอมไปเรียนแต่โดยดี

“เป็นไอ้ฟ่างนี่ก็ดีเนอะ มีแฟนทีก็มีลูกโตแถมมาด้วย”ทันทีที่ผมกลับเข้ามาร่วมวงไอ้ต้าร์ก็แซวผม ทันที แต่ผมก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรแถมข้าวโพดเองก็เหมือนจะพูดคุยกับทุกคนได้อย่างสนิทสนมอย่างรวดเร็ว

เราพูดคุยกันไป ดื่มกันไปจนเริ่มดึก ก็ต่างก็แยกย้ายกันกลับ เพราะกุ้งเองก็กำลังท้องจะนอนดึกมากก็ไม่ดี ส่วนเจ้โอ๋ แฟนเด็กแกก็มารับแล้ว

“ไอ้โพด”

“…”ผมกับข้าวโพดหันไปมองไอ้ต้าร์ที่หันกลับมาเรียกชื่อข้าวโพดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างซีเรียส

“ถ้ามึงทำให้ไอ้ฟ่างมันเจ็บอีก พวกกูไม่ปล่อยมึงไว้แน่”ผมอมยิ้มกับคำพูดนั้นของไอ้ต้าร์ เพราะตอนนี้มันก็เมาไม่น้อยแล้ว ดีที่วันนี้กุ้งบังคับมันมาแทกซี่เลยไม่ต้องข้บรถเอง ผมรีบโบกมือไล่ให้มันเข้าลิฟต์ไป

“ยิ้มอะไร”ผมถามด้วยความสงสัย เมื่ออยู่กันลำพังแล้วอีกเค้าก็เอาแต่มองผมยิ้มๆ

“ยิ้มเพราะมีความสุขไงครับ”

“พูดบ้าอะไรเนี่ย ไปอาบน้ำนอนได้แล้ว”บอกตรงๆ ว่าผมเองก็ยังไม่ชินหรอกนะครับ แม้จะตัดสินใจไปแล้วว่าจะลองเสี่ยงกับผู้ชายตรงหน้าคนนี้ แต่นี่คงเป็นครั้งแรกที่เราได้นอนร่วมห้องด้วยกันเกิน 10 วัน มันก็เหมือนเป็นการที่จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ที่จะเดินไปพร้อมกัน ผมไม่รู้หรอกว่ามันจะไปจบลงที่ตรงไหน แต่ผมก็พร้อมจะเดินไปพร้อมกับเค้า

“ฟังเพลงไหมครับ”เค้ายังคงยิ้มและจ้องมองมาที่ผม เช่นเดิม

“อารมณ์ไหนเนี่ย”ผมถามกลับอย่างไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเค้ากำลังจะเล่นอะไร

“ผมเคยได้ยินมา เค้าบอกว่าถ้าอยากรู้ว่าใครกำลังรู้สึกยังไงอยู่ ให้ลองฟังเพลงที่เค้าชอบตอนนั้นดู”

“แล้วไงต่อ”แม้พอจะเดาออกแล้วว่าเค้าคงมีเพลงที่อยากให้ผมฟัง แต่ก็เล่นไปตามเกมกับเค้าเสียหน่อยครับ

“ตอนนี้ผมชอบเพลงนี้อยู่ครับ”เค้ากดเปิดเพลงจากโทรศัพท์มือถือ ที่คาดว่าคงเชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับลำโพงไว้แล้ว เสียงเพลงค่อยๆ ดังขึ้น

…I found a love for me
Darling, just dive right in and follow my lead
Well, I found a girl, beautiful and sweet
Oh, I never knew you were the someone waiting for me
‘Cause we were just kids when we fell in love
Not knowing what it was
I will not give you up this time
But darling, just kiss me slow, your heart is all I own
And in your eyes, you’re holding mine…

เสียงเพลงยังคงดังต่อไปเรื่อยๆ สายตาเราต่างประสานกันนิ่ง ทั้งที่ผมก็คิดว่ามันก็แค่เพลงๆ นึง จะไปมีความหมายอะไรหนักหนาเชียว แต่ยิ่งเสียงเพลงดังคลอต่อไป น้ำในตาผมก็ค่อยๆ เอ่อขึ้นมา มันก็แค่เพลงน้ำเน่าเพลงนึง ผมพยายามบอกกับตัวเอง ว่าจะไปอินอะไรมากมาย

… Baby, i’m dancing in the dark with you between my arms…

“ทำอะไร”ผมถามเมื่อเค้าลุกขึ้นยืนและยื่นมือมาที่ผม

“ลุกมาเถอะครับ”แขนผมถูกฉุดให้ลุกขึ้น นี่เค้าคงไม่ได้คิดจะชวนผมเต้นรำจริงๆ หรอกนะครับ ผมลุกตามแรงดึงของเค้า เราต่างยืนประจันหน้ากัน รอยยิ้มฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของเค้า ก่อนที่นิ้วเรียวนั้นจะยื่นมาปาดน้ำตาบนแก้มผม ที่ไหลออกมาโดยที่ผมไม่รู้ตัว

… Darling, just hold my hand
Be my girl, i’ll be your man
I see my future in your eyes…

สองมือของเค้าเปลี่ยนมาประคองใบหน้าของผม ก่อนที่ริมฝีปากของเค้าจะค่อยบรรจงแนบลงมาที่ริมฝีปากของผม ผมปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามความรู้สึก และคล้อยตามไปกับสัมผัสของเค้า

… I don’t deserve this
You look perfect tonight…

เสียงเพลงจบลงพร้อมๆ กับที่เราสองคนถอนริมฝีปากออกจากกัน

“พี่ฟ่างเข้าใจความรู้สึกของผมแล้วใช่ไหมครับ”เค้าดึงผมเข้าไปอยู่ภายใต้อ้อมกอดและถามเสียงแผ่ว

“ใครจะไปเข้าใจ นี่สื่อถึงสาวที่ไหนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไหนจะ beautiful and sweet ไหนจะ Be my girl อะไรอีก พี่ไม่ใช่ผู้หญิงเสียหน่อย”ผมแกล้งตีมึน ทั้งที่ก็รู้แหละครับ ว่าความหมายโดยรวมที่อีกคนต้องการจะสื่อคืออะไร

“เอาจริงๆ สิครับ”น้ำเสียงกดต่ำ พร้อมกับจมูกที่ฝังลงบนซอกคอผม ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่อยู่ในอารมณ์จะเล่นกับผม

“พี่ไม่ใช่คน perfect อย่างที่โพดคิดหรอก พี่เคยทำตัวแย่ๆ นิสัยแย่ๆ มามากมาย”สิ่งต่างๆ ที่ผมเคยทำในอดีตเหมือนย้อนกลับมาฉายชัดขึ้นมาย้ำกับตัวเองว่าเคยทำตัวแย่ๆ ยังไงไว้บ้าง ทั้งไม่ดูแลตัวเอง หรือการที่ one night stand กับใครก็ไม่รู้ที่ผ่านเข้ามา หรือแม้แต่การคบกับเพื่อนอย่างปู่

“ผมเองก็เคยทำเรื่องแย่ๆ เคยไม่นึกถึงความรู้สึกของคนที่บอกว่ารักหนักหนาอย่างพี่ฟ่าง จนทุกอย่างมันเคยพังไม่เป็นท่า แต่ว่าตอนนี้ นาทีนี้ พี่ฟ่างคือคนที่ perfect ที่สุดสำหรับผมแล้วครับ”

เค้าค่อยๆ ผละออกจากผม มือซ้ายของผมถูกเอื้อมมายกขึ้นช้าๆ แล้วเค้าก็หยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

“ทำอะไร”ผมกำลังจะดึงมือกลับ เมื่อเห็นว่าเค้ากำลังทำอะไร เพราะกำลังสับสน มันรู้สึกยังไงผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน สิ่งที่ผมเคยบอกไป ว่าความสัมพันธ์ของเรา ผมอยากให้มันดำเนินไปโดยไม่ต้องมาจำกัดความ จริงอยู่เมื่อก่อนผมอาจจะต้องการความชัดเจน แต่ตอนนี้แม้หลายอย่างมันเริ่มจะชัดเจน ผมกลับกำลังกลัว กลัวว่าถ้าวันนึงผมต้องเสียทุกอย่างไป ผมจะยังอยู่ได้ไหม

“อย่าคิดว่ามันคือแหวน หมั้น แหวนแต่งงาน หรือเป็นการตีตราจองอะไร ผมแค่อยากให้พี่ใส่ไว้ คนอื่นจะได้ไม่มีใครอยากมาให้แหวนกับพี่อีก นะครับ”ผมถอนหายใจ ส่ายหน้าเอือมๆ ให้กับเค้า นี่กำลังล้อเลียนคำที่ผมเคยพูดอยู่หรือเปล่านะ

“เอางี้จริงดิ”ผมเผลอยิ้มออกมาจนได้กับท่าทางของเค้า ไหนๆ ผมเองก็จะเสี่ยงกับเค้าแล้วนี่เนอะ จะมัวมากังวลอะไรอีก

“จริงครับ และพี่ฟ่างก็ต้องไปหาแหวนมาให้ผมใส่ด้วย เดี๋ยวคนจะไม่รู้ว่าผม มีคนที่อยู่ด้วยแล้วในสถานะความสัมพันธ์แบบไม่จำกัดความ”

“พอเลยนี่ล้อเลียนพี่ใช่ไหม”

“ใครจะกล้าล้อเลียนพี่ฟ่างที่เคารพละครับ ตอนนี้ผมว่าเราอาบน้ำเข้านอนกันดีกว่า เราจะได้พิจารณาความสัมพันธ์กันแบบเมื่อคืนอีก”

“ไม่ต้องมาทะลึ่งเลยนะ”

“ว่าผมทะลึ่งได้ไง เมื่อคืนผมก็ไม่ได้ทำคนเดียวเสียหน่อย”

นั่นแหละครับ เถียงไปก็เท่านั้น แถมคืนนี้ผมคงไม่ได้นอนง่ายๆ อีกเป็นแน่ แกล้งหลับไปเลยตอนนี้ทันไหมครับเนี่ย









TBC


ถึงตอนนี้ทุกอย่างก็คงลงตัวดีแล้ว แม้จะพาคู่นี้ออกทะเลกันไปไกล

แต่สุดท้าย ก็คงให้มาลงเอย กันอย่างที่เห็น ก็เป็นอันว่าเหลืออีก 1 ตอน ตอนหน้าก็จบแล้ว นะคร๊าบบบบ

ขอบคุณที่ติดตามกันมาเน้อ

ออฟไลน์ twinmonkey0311

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5508
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +110/-9

ออฟไลน์ norita_boyV2

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-1
บทที่ 30
จะสุขจะทุกข์
(ตอนจบ)








“เร็วๆ สิครับแด๊ด”เสียงเด็กชายวัย 7 ขวบที่เอ่ยปากเร่งผู้เป็นพ่อ ด้วยภาษาไทยที่ยังไม่ค่อยชัดนัก แต่ตอนนี้กำลังอยากพูดให้ชัดเป็นตัวอย่างให้กับน้องชายสุดที่รัก น้องชายที่เหมือนจะทำให้แอชตั้นแทบจะไม่สนใจคนอื่นอีกเลย

“ไปลาคุณตาคุณยายหรือยัง”ข้าวโพดบอกเสียงดุ แต่นาทีนี้แอชตั้นยอมหมดแหละครับ ยอมมาอยู่กับตายายที่เชียงใหม่ แถมเป็นเด็กดีเชื่อฟังทุกอย่าง เพื่อแลกกับการที่แดดดี้ของเค้าจะพาไปส่งที่ภูเก็ต ให้อยู่กับน้องชายตลอดช่วงปิดเทอมนี้ เพราะทุกทีอย่างมากพวกเราก็พาไปอยู่ได้แค่ไม่กี่วัน

“เรื่องนั้น คิดว่าถึงเวลาหรือยังผึ้ง”ข้าวโพดเอ่ยถามผึ้ง ถึงแม้ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ เราก็ต่างรู้ดีกันทุกคนว่ามันหมายถึงเรื่องผู้ให้กำเนิดของแอชตั้น

“ขอเวลาผึ้งอีกหน่อยนะโพด”ผมไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ ออกไปเพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ทั้งข้าวโพดและผึ้งต้องร่วมกันตัดสินใจ แน่นอนว่าตอนนี้ข้าวโพดคงอยากให้ผึ้งบอกความจริงแล้ว แต่ผึ้งเองคงยังไม่พร้อม

“แต่เราว่า…”

“ค่อยคุยกันนะโพด แอชมาโน่นแล้ว”ทั้งคู่หยุดบทสนทนาเมื่อเห็นว่ามีอีกคนที่กำลังพูดถึงเดินออกมาแล้ว

“ไหนคนเก่งของอ้านตี้ผึ้ง มาให้อ้านตี้กอดลาหน่อยสิครับ”แอชตั้นเดินเข้าไปสวมกอดอย่างว่าง่าย

“ทำไมอ้านตี้ไม่ไปด้วยกันละครับ”จากการที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี แม้แอชตั้นจะยังไม่เข้าใจเหตุผลที่แท้จริง ว่าทำไมต้องอยู่กับอ้านตี้ผึ้ง แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เป็นไปได้ด้วยดี ดีเสียจนผึ้งเองไม่กล้าเสี่ยงบอกความจริงเพราะกลัวจะสูญเสียตรงนี้ไป

“ทำเป็นมาพูดเหมือนอยากให้ไปด้วย เดี๋ยวพอไปถึงเจอน้องชาร์ลสุดที่รักก็ไม่สนใจใครแล้ว เราอ่ะ”ผมและข้าวโพดมองภาพตรงหน้าอย่างเหมือนจะมีความสุขแต่มันก็ไม่สุด เพราะไม่มีใครคาดเดาได้ ว่าวันนี้ถ้าแอชตั้นรู้ความจริงขึ้นมา มันจะเป็นยังไง

“อ้านตี้ผึ้งรู้ทันแอชตลอดเลย แต่เดี๋ยวจะโทรหาทุกวันเลยนะครับ”

“โอเคครับ แล้วอย่าไปดื้อ ไปซนนักละ เข้าใจไหมครับ”ผมกับข้าวโพดได้แต่มองหน้ากันอย่างพูดไม่ถูก ผึ้งเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

“ไปไอ้ตัวแสบ เดี๋ยวก็ตกเครื่องกันพอดี”ข้าวโพดพยักหน้าให้กับแอชตั้น ก่อนเราทั้ง 3 คนจะขึ้นรถมุ่งตรงไปยังสนามบิน

“อยู่กันสองคนกับอ้านตี้ผึ้งเป็นไงบ้างละเรา”ผมเอ่ยถามด้วยความเอ็นดูพร้อมลูบหัวคนที่เอนมาพิงไหล่ผมเบาๆ นี่ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งขี้อ้อนครับ ทั้งที่ดูๆ ไปตัวโตๆ แบบนี้ไม่น่าจะมาขี้อ้อนเลย

“แอชก็แฮปปี้ดีครับ แต่แอชว่าอ้านตี้ผึ้งดูเศร้าๆ แอชบอกให้หาแฟนก็ไม่ยอมมี นี่แอชว่าอ้านตี้ผึ้งต้องยังรักแดดดี้อยู่แน่ๆ เลยครับ”น้ำเสียงทะเล้นพูดออกมาอย่างตั้งใจ เหมือนอยากจะแกล้งผมกับข้าวโพด แต่ทั้งผมเองและข้าวโพดต่างรู้ดีว่าที่ผึ้งยังมีมุมเศร้าๆ อยู่นั่นมันเพราะอะไร แอชตั้นเงียบลง และมองผมกับข้าวโพดอย่างไม่เข้าใจ ว่าทำไมพวกผมทั้งสองถึงนิ่งไป

“แอชครับ แอชคิดว่าทำไมแดดดี้ถึงให้แอชใช้ชีวิตอยู่กับอ้านตี้ผึ้ง”

“โพด”ผมกดเสียงต่ำพร้อมส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงห้าม เพราะกังวลว่าข้าวโพดจะพูดอะไร ที่ผึ้งเองยังไม่พร้อมให้แอชตั้นได้รับรู้ แต่เค้าก็เพียงส่งสายตามาหาผมเหมือนจะบอกว่า มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด

“ตอนแรกแอชคิดว่า แดดดี้จะให้แอชอยู่กับอ้านตี้ผึ้งแค่ช่วงที่แดดดี้มาง้ออังเคิ่ลฟ่างนะครับ”เค้าพูดพร้อมขยับเข้ามากอดผม จริงๆ พอโตมานี่เค้าก็ไม่ค่อยจะติดข้าวโพดเหมือนตอนเด็กๆ แล้ว พักหลังนี่กลายเป็นว่าติดผึ้งกับผมเสียมากกว่า

“แต่พอแดดดี้แฮปปี้แล้วก็เห็นว่าเรายังไม่อยู่ด้วยกัน แอชเลยคิดว่าแดดดี้คงอยากให้แอชได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นที่มีแม่บ้าง แล้วอ้านตี้ผึ้งก็ดูแลแอชเหมือนลูก จนบางครั้งแอชก็คิดว่าหรืออ้านตี้ผึ้งเคยเสียลูกไปหรือเปล่า”เราทั้งคู่ฟังแอชตั้นพูดเงียบๆ โดยไม่ขัดผมว่าบางทีถ้าเค้ารู้ความจริง เรื่องทุกอย่างมันอาจไม่ได้แย่อย่างที่พวกเรากังวลกันก็ได้

“แรกๆ แอชเคยคิดนะครับว่า ถ้าแดดดี้กับอังเคิ่ลฟ่างดีกันแล้ว แอชจะขอมาอยู่ด้วย แต่ตอนนี้แอชอยากอยู่กับอ้านตี้ผึ้งมากกว่า”

“อ้าว นี่ไม่รักแดดดี้แล้วเหรอ”ข้าวโพดเอ่ยแซวออกไป

“รักสิครับแต่แอชก็รักอ้านตี้ผึ้งด้วย อีกอย่างอ้านตี้ผึ้งก็ไม่มีใคร แอชกลัวอ้านตี้เหงา”

“…”ผมกับข้าวโพดหันสบตากันอีกครั้ง

“แต่แอชขออะไรอีกอย่างได้ไหมครับ”

“…”ผู้ใหญ่อย่างเราสองคนต่างลุ้นกับคำขอว่าอีกคนจะขออะไร

“แอชอยากขอพาน้องไปอยู่ด้วย”ทั้งผมและข้าวโพดหลุดขำออกมา เพราะแอชตั้นน่าจะเป็นเอามากับน้องชายสุดที่รักของเค้าเนี่ยแหละครับ

“พ่อเค้าคงยอมหรอก ไอ้แสบเอ้ย”ข้าวโพดหันมาบอกอย่างหมั่นเขี้ยว พร้อมผลักหัวลูกชายเบาๆ เราไม่ได้คุยอะไรกันอีก จนถึงสนามบิน ก็เช็คอินเตรียมเดินทาง เราถึงภูเก็ตตามกำหนดที่วางไว้ รถจากทางโรงแรมของชาร์ปมารับพวกเราตามที่ตกลงไว้ พอถึงโรงแรม คนที่รีบลงจากรถที่สุดก็เห็นจะเป็นแอชตั้นนี่แหละครับ

“น้องชาร์ล”

“พี่แอช”

สรุปว่าพอกันทั้งที่ทั้งน้องครับเพราะเจ้าเด็กตัวน้อยอีกคนก็รีบวิ่งออกมา จนปาร์ตี้ผู้เป็นพ่อ รีบตามออกมาแทบไม่ทัน ก็ไม่คิดว่าเด็กสองคนนี้จะคิดถึงกันขนาดนี้ ทุกคนต่างมองภาพตรงหน้าด้วยความเอ็นดู เด็กชายลูกครึ่งอายุ 7 ขวบ พยายามอุ้มน้องชายต่างสายเลือดวัย 3 ขวบอย่าง ทุลักทุเล

“คิส คิส”เสียงของชาร์ลหรือชาลีน้อยของทุกคนบอกให้แอชตั้น พี่ชายสุดที่รักหอมแก้มตัวเองสลับข้างไปมา

“พี่แอช ไฮไฟว์”เด็กชายตัวน้อยอีกคนที่เป็นฝาแฝดกับชาร์ลเดินออกมาทักทายกับแอชตั้น อย่างขอไปที เช่นเดียวกับแอชตั้นที่แปะมือกับปอร์โต้ผ่านๆ แล้วสนใจน้องชายคนโปรดต่อ ซึ่งก็เป็นภาพที่ชินตาของพวกเราทุกคน เพราะถ้าเรื่องการโอ๋น้องเนี่ย แอชตั้นก็โอ๋แค่ชาร์ลคนเดียว ส่วนกับปอร์โต้เนี่ยจะสามัคคีกันเวลาเล่นอะไรแผลงๆ ห่ามๆ เสียมากกว่า

“รบกวนด้วยนะครับพี่ตี้ ถ้าดื้อถ้าซน ก็ดุได้ ตีได้ จัดการให้เต็มที่”ข้าวโพดบอกกับปาร์ตี้ที่ก็เหมือนเจ้าของที่นี่อีกคน เพราะพอลุงถากับป้ามั้น วางมือให้ชาร์ปดูแลกิจการทุกอย่าง ปาร์ตี้ที่เป็นแฟนกับชาร์ปก็เข้ามาช่วยดูแลด้วย และด้วยความทั้งผมและข้าวโพดสนิทสนมกับครอบครัวนี้ ซึ่งทุกคนก็เอ็นดูแอชตั้นเหมือนลูกเหมือนหลานอีกคนนึง ตลอดปิดเทอมนี้ เราเลยจะฝากแอชตั้นไว้ที่นี่ตามความต้องการของเจ้าตัว ส่วนเราสองคนก็แค่มาส่ง รวมถึงอยู่พักผ่อนด้วยแค่ สองคืน

“รบกวนอะไรกัน พูดยังกับคนอื่นคนไกล คุณพ่อคุณแม่มีแต่จะดีใจ นี่ก็บ่นคิดถึงหลานชายคนโตจะแย่ ไปๆ เพิ่งมาถึง ขึ้นไปพักผ่อนกันก่อน”พอปาร์ตี้พูดจบ พนักงานโรงแรมก็ช่วยยกกระเป๋าของทั้งผมและข้าวโพดขึ้นไปเก็บให้ ส่วนของแอชตั้นนะเหรอครับ โน่น 3 ศรีพี่น้องลากกันไปแล้ว ตั้งแต่ที่ปอร์โต้และชาร์ลแยกไม่ได้นอนกับพ่อๆ แล้ว เวลามาที่นี่แอชตั้นเองก็เลยกลายเป็นพี่ใหญ่อยู่กับน้องๆ ไปแทน

ก่อนแยกตัวไปผักผ่อน ผมกับข้าวโพดก็ไม่ลืมที่จะแวะทักทายไหว้ผู้ใหญ่อย่างลุงถากับป้ามั้นกันก่อน ตอนนี้เรียกว่าทั้งสองคนก็เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของเราไปแล้ว

“มาทิ้งลูกชายไว้นี่แล้วจะไปสวีทกันที่ไหนละสองหนุ่ม”พอเจอหน้าผู้สูงวัยก็เอ่ยออกมาทันที แต่มันก็เป็นแค่คำทักทายด้วยความเอ็นดู ทั้งผมและข้าวโพดพูดคุยกับผู้สูงวัยทั้งคู่อีกเล็กน้อย ก็ขอตัวขึ้นมาพักผ่อนที่ห้อง

“จริงๆ โพดอยู่กับแอชต่อก็ได้นะ ไหนๆ ก็ลางานไว้แล้วไม่ใช่เหรอ”เมื่ออยู่กันลำพัง ผมลองเสนอเรื่องนี้กับเค้าอีกรอบ เพราะตั้งแต่เค้าย้ายมาอยู่ที่ไทย และปล่อยแอชตั้นไว้กับผึ้ง เวลาที่ตัวเค้าเองจะได้อยู่กับแอชตั้นมันก็น้อยลงตามไปด้วย แถมหลังๆ เวลาแอชตั้นมาที่ไทย ไหนจะต้องไปบ้านตายายที่เชียงใหม่ ไหนจะมาอยู่ที่ภูเก็ตนี่อีก

“ผมกลับไปอยู่กับพี่ฟ่างแหละดีแล้วครับ เดี๋ยวนี้แอชสนใจผมที่ไหน หายใจเข้าออกมีแต่น้องตลอดเลย”

“นี่งอนลูกปะเนี่ย”

“ไม่หรอกครับ แค่อยากอยู่กับแฟนมากกว่า กลัวแฟนเหงา”

“เราเป็นแฟนกันแล้วเหรอ”ผมแกล้งย้อนด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก แม้ความจริงการใช้ชีวิตของเราช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้มัน มากกว่าคำว่าแฟนไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ผมก็ยังไม่เคยพูดออกมาตรงๆ สักทีว่าระหว่างเรา ถ้าให้จำกัดความแล้วมันคืออะไร แต่ก็นั่นแหละครับ ถึงไม่พูดใครๆ ก็รู้ว่าเราก็คือคนรักกันนั่นแหละ

“เราไม่ได้เป็นอะไรกันเลยครับ”

“…”ผมเงยหน้ามองคนที่เดินมาหยุดตรงหน้าผม ที่กำลังจะเอาข้าวของที่เอาออกจากกระเป๋ามาวางบนเตียงเพื่อจะแยกจัดเก็บ อะไรใช้ก่อนหลัง

“เราไม่ได้เป็นอะไรกันเลย”เค้าย้ำประโยคเดิม ด้วยรอยยิ้มที่ผมว่ามันเริ่มแปลกๆ

“เดี๋ยวๆ ทำอะไรเนี่ย”ผมบอกเสียงหลง เพราะดันโดนผลักให้ล้มหงายหลังลงบนเตียง ตามด้วยคนผลักที่ขึ้นมาคร่อมร่างผมไว้

“เราก็แค่ อยู่ด้วยกัน เจอกันทุกวัน ทานข้าวด้วยกันตลอด ดูแล เป็นห่วงกันตลอด แล้วก็…”

“หยุดพอเลย”ผมรีบห้ามเมื่อเริ่มรู้ว่าตัวเองอาจจะไม่ปลอดภัยถ้าอยู่ในท่าที่ล่อแหลมอย่างนี้ต่อ แต่เหมือนไอ้คนเจ้าเล่ห์ด้านบนนี่จะรู้ทัน เลยรับกดแขนขาผมไว้ไม่ให้ขยับหนีได้

“ฟังผมให้จบก่อนสิครับ”น้ำเสียงที่ส่งออกมาอย่างเป็นต่อ ก้มลงมากระซิบที่ข้างๆ หูผม

“จะจัดของ ไม่เล่นแล้ว”ผมรีบบอกเสียงเรียบเพราะดูถ้าปล่อยต่อไปมันคงไม่ดีแน่ นี่มันแค่เพิ่งกี่โมงกัน เดี๋ยวก็ไม่ได้ออกจากห้องกันพอดี

“ขอโทษนะครับ”เค้าพลิกตัวลงนอนข้างๆ ผม แล้วก็สัมผัสได้ว่ามือผมกำลังถูกอีกคนประสานเข้ามา ผมค่อยๆ หันหน้าไปมองเค้าเพราะกำลังไม่เข้าใจว่าเค้ากำลังจะทำอะไรอีก แถมน้ำเสียงหม่นๆ นั่นอีก

“ขอโทษเรื่องอะไร”เราสองคนต่างหันหน้ามองอีกฝ่ายทั้งที่ยังคงนอนอยู่บนเตียง

“ขอโทษที่เคยทิ้งพี่ฟ่างไว้ที่นี่คนเดียว”

“ไม่ยกโทษให้หรอก”ผมบอกพร้อมยกยิ้มที่มุมปาก เพราะไม่ได้ติดใจอะไรเรื่องนั้นอีกแล้ว ทุกอย่างมันก็ผ่านมาตั้งกี่ปี เราทั้งคู่ก็แค่เคยตัดสินใจผิดพลาด เคยปากหนักไม่พูดกันตรงๆ เคยปล่อยเวลาให้ทรมานตัวเองมาเสียนาน

“ไม่ยกโทษให้ก็ไม่เป็นไรครับ แค่คาดโทษผมไว้ตลอดชีวิตแล้วไม่ไปไหนก็พอ”เค้าค่อยๆ พลิกตัวตะแคง และดึงตัวผมให้นอนตะแคงหันหน้าเข้าหาเค้าเช่นกัน

“ต้องซึ้งไหมเนี่ย”ผมแกล้งบอกยิ้มๆ และขยับใบหน้าเข้าหาเค้าเช่นกัน ใบหน้าของเราเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ

“ผมรักพี่ฟ่างนะครับ”

“…”ผมกำลังว่าจะถอยหนีเพราะไม่คิดว่าเค้าจะมาโหมดนี้ แม้ในใจก็รู้อยู่แล้วว่าความรู้สึกของเราทั้งคู่เป็นยังไง เพียงแต่ไม่ค่อยชินกับการที่พูดออกมาตรงๆ แบบนี้สักเท่าไหร่

“พี่ฟ่างไม่ต้องบอกรักผมตอบก็ได้นะครับ ผมรู้ว่าพี่ฟ่างเขิน”รอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่ายฉายฉัดขึ้น และสองแขนแกร่งนั่นก็ดึงตัวผมเข้าไปหา

“พี่มีอะไรจะให้”ผมไม่ได้ขัดขืนหรืออะไรกับการกระทำของเค้าอีก

“นี่เราจะ…”น้ำเสียงเจ้าเล่ห์นั้นแกล้งไม่พูดต่อ แต่เลื่อนมือต่ำลงไปบีบที่สะโพกผม

“จะให้ซึ้งไหม หรืออยากแต่หื่นอย่างเดียวเนี่ย”ผมรีบดึงมือของอีกฝ่ายขึ้นมา และบอกด้วยน้ำเสียงเอือมๆ หน่อยๆ เพราะเอะอะอะไรก็จะลากลงเรื่องนั้นตลอดสิน่า

“จริงๆ ถ้าไม่ต้องเลือกก็ขอทั้งซึ้งทั้งเซกส์และครับ แต่ถ้าต้องเลือกก็…”ผมส่ายหน้าอย่างไม่รู้จะพูดอะไรกับคนตรงหน้า ทีแรกจริงๆ ผมก็มีเรื่องจะเซอร์ไพรส์เค้าอยู่นะครับ กะว่ารอบรรยากาศอะไรให้มันโรแมนติกกว่านี้หน่อย แต่ตอนนี้ด้วยความหมั่นไส้ ขอเปลี่ยนใจแล้วดีกว่า

“จะคบกันแค่เพราะเรื่องอย่างว่าใช่ไหม”ผมแกล้งทำเป็นไม่พอใจ ดันอีกคนออกแล้วลุกขึ้นนั่ง จนข้าวโพดเองเริ่มหน้าเสีย

“นี่โกรธจริงเหรอครับ ผมแค่ล้อเล่นเอง เราก็อยู่กันมาตั้งนาน พี่ฟ่างก็รู้ว่าผมเป็นคนยังไง”ข้าวโพดรีบเด้งตัวตามมาโอบเอวผมที่กำลังลุกขึ้นหันหลังให้ ผมอมยิ้มด้วยความรู้สึกสนุกที่ได้แกล้งอีกคน ก่อนจะพยายามแกะมือเค้าออก และวางสิ่งที่ล้วงจากกระเป๋ากางเกงออกมาก่อนแล้ววางลงบนมือของเค้า

“อะไรครับ”เค้าคลายอ้อมกอดออกอย่างงงๆ และคงกำลังจ้องมองของบนฝ่ามือตัวเองอยู่แน่ๆ แต่ผมไม่ได้หันกลับไปมอง อาศัยจังหวะที่เค้าคงกำลังงงๆ อยู่นั้นรีบเดินเปิดประตูออกมายืนรับลมที่ริมระเบียง

“เย้ เยส”เสียงตะโกนที่เหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าควรดีใจ ดังออกมาจากใน เสียงประตูเปิดออกมา พร้อมอ้อมกอดที่สวมมาจากทางด้านหลัง ทำให้ผมรู้ว่าเค้าคงเข้าใจความหมายของสิ่งที่ผมให้เค้าแล้ว

“ขอบคุณนะครับ”เค้าบอกพร้อมเอามือมาวางซ้อนทับกับมือของผม มือที่วันนี้มันต่างออกไป เมื่อก่อนนิ้วนางข้างซ้ายจะมีแหวนแค่ที่นิ้วของผม แต่วันนี้ที่นิ้วของอีกคนก็มีแหวนแบบเดียวกันแล้ว นั่นหมายความว่า ผมพร้อมแล้วที่จะใช้ชีวิตที่เหลือไปกับเค้าอย่างไม่มีข้อสงสัยอะไรอีกแล้ว

“อยู่ดูแลกันไปแบบนี้นะ”ผมเอนตัวพิงกันแผ่นอกกว้าง ท้ายที่สุดแล้วผมก็ต้องยอมรับ ว่าชีวิตมันก็มีทั้งสุขและทุกข์นั่นแหละ จะให้มันมีแต่ความสุขก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่จุดสำคัญคือใครจะมาเป็นคนแชร์ทั้งสุขและทุกข์กับเรา

เราต่างเงียบไม่ได้พูดอะไรต่อ สายตาผมมองทอดยาวออกไปกับภาพเบื้องหน้า ทะเลที่ทอดยาวออกไป ทะเลที่มีเรื่องราวมากมายระหว่างเรา และมันคงมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะได้พบเจอ ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกคนที่เป่ารดลงมาที่ผมก่อนปลายจมูกนั้นจะกดลงมาที่ศีรษะของผม

“พี่ก็รักโพดนะ”







END







จบแล้ว อาจจะห้วนๆ ไปบ้าง ติดๆ ขัดๆ สักหน่อย

หรือหายไปนานบ้าง

แต่ก็ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านนะคร๊าบ

ยังไงฝากติดตามเรื่องต่อๆ ไปของผู้เขียนด้วยเน้อ

เรื่องต่อไปที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะมา 555

สุดท้ายจริงๆ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามให้กำลังใจกันมาตลอด

ขอบคุณมากๆ จร้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-05-2018 16:01:52 โดย oaw_eang »

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ บีเวอร์

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1
ทำไมเราอยากให้จบ bad end  :hao7:

ตอนเศร้านี่กดดันสุด จนเราอยากให้ตัดจบเยย จบแบบเจ็บ ๆ  ...  :z6:

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2389
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1

ออฟไลน์ mareeyah

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ allmysecret

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 85
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบนะ ชอบการบรรยายเรื่อง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ nOn†ღ

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4392
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +502/-6

ออฟไลน์ Musashi

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 417
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-12
เราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาอธิบายหลังแต่ง


ลำดับความสำคัญ ความจำเป็น ห่าเหวอะไรดลบันดาล??
ชั่ย

ออฟไลน์ Musashi

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 417
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-12

“นั่นแหละข้อเสียของน้องชายพี่ฟ่างเลย มีอะไรไม่ยอมพูดตรงๆ ความจริงที่เค้าตัดสินใจคบกับผึ้งในตอนนั้นเพราะเค้าเข้าใจว่าพี่ฟ่างเป็นแฟนกับเพื่อนสนิทของพี่ที่ชื่อพี่ต้าร์แหละค่ะ”ผมขมวดคิ้ว เรื่องผมกับไอ้ต้าร์นี่มันแค่ระยะสั้นๆ เองนะครับที่เค้าเข้าใจผิด
ถ้าให้จัดอันดับความเลวนะ
ต้าร์ ได้5คะแนน เพราะไม่รู้กาละเทศะเอาแต่คึกคะนองจนเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ดีแต่ชวนเพื่อนไปเมา ไม่เคยเห็นทำอะไรดีๆเลย
ข้าวโพด ได้8คะแนน เอาแต่คิดถึงคนอื่น ไม่คิดถึงใจของฟ่วงและตัวเอง คนที่ทำร้ายตัวเองได้มันก็ทำร้ายคนอื่นได้
คนสุดท้าย นังผึ้ง อีนี่เห็นแก่ตัวสุดๆ ไม่นึกถึงใครเลย เอาตัวเองรอดไว้ก่อน คนอื่นจะชิบหายยังไงกูไม่สน เลวถึงขนาดทิ้งลูกไว้ให้โพดเลี้ยง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-11-2020 01:15:35 โดย Musashi »

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
โหยแอบลุ้นแถบแย่ว่าจะลงเอยยังไง กว่าจะเข้าใจกัน เสียน้ำตากันไป Happy  :katai2-1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด