พิมพ์หน้านี้ - Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 48] 26/11/2020

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Boy's love => Boy's love story => ข้อความที่เริ่มโดย: insomniac ที่ 19-10-2019 12:53:12

หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 48] 26/11/2020
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 19-10-2019 12:53:12
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************


Blue Dragon in the Red Ocean


ก่อนจบชีวิตลงท่ามกลางความหนาวเหน็บในชาติก่อน หลี่คุนเพียงปรารถนาว่าคุณความดีที่เขาเฝ้าปกป้องดูแลบ้านเมืองยุคราชวงศ์หมิงมาทั้งชีวิตจะช่วยนำพาเขาไปเกิดใหม่ในดินแดนแห่งเทพเซียน หรือหากว่านั่นเป็นความหวังที่เกินเอื้อม อย่างน้อยก็ขอให้ได้ไปในที่ที่อบอุ่นกว่านี้ได้ก็คงดี

มิคาดว่าสวรรค์จะตอบรับคำภาวนาครั้งสุดท้ายนี้ด้วยการส่งเขาข้ามเวลาไปยังมหานครแห่งเทพยดาที่อบอุ่นเสียยิ่งกว่าฤดูร้อน ไม่นานหลี่คุนก็ได้เรียนรู้ว่า การใช้ชีวิตใหม่ในกรุงเทพยุค Digital Disruption แม้จะแสนสะดวกสบาย แต่ก็ทำการค้าได้ยากยิ่ง!!!



บทนำ

บนหน้าผาสูงชันปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนมีชายชุดขาวยืนอยู่ตรงริมหุบเหวท่วงท่าสง่างามยิ่งนัก เบื้องหน้ามีกองทหารร่างใหญ่ผิวขาวเผือดนัยน์ตาสีขุ่นในชุดสีแดงบ่งบอกว่ามาจากโพ้นทะเลตั้งแถวเป็นระเบียบโอบล้อมชายคนนั้นไว้พร้อมประทับปืนไฟโลหะสีดำทะมึนไว้บนบ่า น่าประหลาดที่ผู้นำของกองทหารต่างชาตินี้กลับเป็นชายชาวฮั่นผิวคล้ำรูปร่างสูงใหญ่ไม่แพ้กันที่กำลังยกมือให้สัญญาณพร้อมยิงก่อนจะตวาดด้วยเสียงข่มขู่กึกก้อง

“หลี่คุน ถึงเจ้าจะมีวรยุทธ์สูงส่งแค่ไหน แต่โดนพิษสะบั้นชีพจรเข้าไปยามนี้กำลังภายในคงเหลือไม่ถึงสองส่วน ต่อหน้าทหารปืนไฟนับร้อยของข้า เจ้าไม่มีทางหนีไปไหนรอด บอกวิธีเปิดผนึกหีบกลแห่งฉางอันมาเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะเมตตาให้เจ้าได้ตายอย่างสงบ”

บุรุษชุดขาวมีสีหน้าเฉยชาแฝงท่าทีเกียจคร้านขณะตอบกลับ

“ขุนนางชั่วอย่างเจ้า คบคิดกับคนเถื่อนโพ้นทะเล เอากำลังทหารของพวกมันมาในต้าหมิงของเรา ชักศึกเข้าบ้านยังไม่รู้ตัว ถึงตายข้าก็ไม่ยินยอมให้เจ้าครอบครองความลับพันปีของบรรพชนแห่งราชวงศ์ถังไปได้หรอก อย่าว่าแต่ผนึกหีบกลแห่งฉางอานอยู่ที่ใดเจ้ายังมิอาจรู้ได้”

“งั้นหรือ ลองเบิกตาเจ้าดูสิว่าของในมือข้าคือสิ่งใด”

ขุนนางวัยกลางคนผู้นั้นหยิบหีบไม้สีดำขนาดย่อมออกมาจากอกเสื้อ ด้านบนมีสลักโลหะที่ขัดกันไปมาดูซับซ้อนยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ไม่ว่าสถานการณ์จะดูอันตรายเพียงใดบุรุษหนุ่มก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉยสงบนิ่งไว้ได้ แต่ในยามนี้เขากลับมีท่าทางร้อนรนส่งประกายฆ่าฟันรุนแรงออกมา

“เป็นไปไม่ได้ นางไม่มีทางบอกใคร หรือว่า หรือว่าเจ้าใช้ทัณฑ์ทรมานกับนาง”

อีกฝ่ายตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มเยาะ

“ข้าจะทำร้ายนางได้อย่างไร ในเมื่อนางคือบุตรสาวนอกสมรสของข้าที่ส่งไปอยู่ข้างกายเจ้าตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนเพื่อการนี้ หากมิใช่ผู้ที่เจ้าไว้ใจมีหรือจะหาโอกาสวางลอบวางยาพิษสะบั้นชีพจรได้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง เวลานี้ข้าได้รับนางกับมารดาหญิงชาวบ้านของนางเข้าตระกูลตามสัญญาแล้ว อีกไม่นานนางก็จะขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวแต่งเข้าจวนแม่ทัพประจิมเพื่อเสริมอำนาจให้กับข้าอีกทอดหนึ่ง”

บุรุษหนุ่มตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นอย่างปวดร้าว

“ใยนางถึงทรยศข้าได้ลงคอ หรือว่าสิบปีที่ผ่านมาคือการหลอกลวงทั้งสิ้น ดี งั้นข้าก็ไม่มีห่วงอันใดแล้ว ข้ายินยอมตายและให้ทุกอย่างสูญสิ้นดีกว่าตกอยู่ในเงื้อมือเจ้า”

“น่าขำ ผนึกหีบกลแห่งฉางอันอยู่ในมือข้าเยี่ยงนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าในแคว้นต้าหมิงอันไพศาลจะหาคนเปิดมันไม่ได้ เจ้าจงตายอยู่เสียที่นี่ เมื่อข้าได้ตราประจำตระกูลในหีบมา อำนาจสั่งการองครักษ์เงาสุสานบรรพกาลและความลับพันปีของตระกูลหลี่ ก็จะมีข้าเป็นผู้สืบทอดเอง”

บุรุษชุดขาวฟังแล้วก็ยิ้มหยันในใจ คนผู้นี้คงไม่คิดฝันว่าความลับในการเปิดหีบกลคือต้องใช้เลือดผู้สืบทอดในการคลายผนึกออกก่อน หากใช้วิธีการอื่นไม่ว่าจะระมัดระวังอย่างไรน้ำกรดเข้มข้นด้านในจะทำลายตราประจำตระกูลทันที นั่นเท่ากับเคล็ดวิชากำลังภายใน คัมภีร์วรยุทธ์ สูตรปรุงโอสถ ตำราแพทย์ วิถีค่ายกล และความลับต่างๆ แต่โบราณ ที่ตระกูลหลี่ใช้กอบกู้บ้านเมืองและยุทธภพในสถานการณ์คับขันเป็นตายอย่างลับๆ มาตลอดพันปีจะต้องมาสูญหายลงในรุ่นของหลี่คุน รวมถึงกองกำลังองครักษ์เงาสุสานบรรพกาลที่จะไร้ผู้นำอีกต่อไป

“ตระกูลหลี่ของข้ามีบุญคุณกับเจ้าเทียมฟ้า ตัวสารเลวอย่างเจ้ากลับเนรคุณได้ถึงเพียงนี้ ถึงตายเป็นผีข้าก็จะจองล้างจองผลาญเจ้าตลอดไป”

“หลี่คุน เจ้ารู้จักตำนานของหุบเหวที่ด้านหลังเจ้าหรือไม่ ผากาลวิปโยคแห่งนี้ ว่ากันว่าแม้แต่เซียนถ้าตกลงไป วิญญาณจะถูกดูดกลืนในกระแสกาลเวลา หมดโอกาสแม้แต่จะไปเกิดใหม่ชั่วกัปชั่วกัลป์ ข้าจะสับร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้นแล้วโยนลงไป ดูสิว่าเจ้าจะกลับมาล้างแค้นข้าได้อย่างไร”

หลี่คุนรู้ดีว่าเขาไม่อาจสู้ปืนไฟนับร้อยกระบอกในการประจัญหน้าตรงๆ แบบนี้ แต่ถึงตายเขาก็ไม่อาจให้ขุนนางชั่วย่ำยีศพตัวเองได้ ก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะให้สัญญาณสั่งยิง ชายหนุ่มตัดสินใจทิ้งตัวลงสู่หุบเหวเบื้องล่างทันที แม้อีกฝ่ายจะไม่รู้ความลับวิธีการเปิดผนึกหีบกล แต่เขาไม่อาจเปิดโอกาสให้หลงเหลือโลหิตตัวเองไว้ได้ ลมหนาวที่พัดเข้าหาหน้าผากระทบร่างในชุดขาวที่ร่วงลงไปเย็นเยียบยิ่งนัก ในใจของหลี่คุณปล่อยวางจากทุกสิ่ง แม้เคล็ดวิชาและความรู้ลึกลับต่างๆ ในตำนานจะต้องสาบสูญไปตลอดกาล แต่ก็ยังดีกว่าที่จะต้องตกอยู่ในมือคนชั่ว เขารู้สึกเพียงความหนาวเหน็บถึงหัวใจ ไม่รู้ว่าผากาลวิปโยคจะพันธนาการวิญญาณของเขาไว้ในมิติเวลาอย่างในตำนานหรือไม่ หวังว่าคุณธรรมที่เขายึดถือมาทั้งชีวิตจะนำเขาไปสู่ดินแดนแห่งเทพเซียน หรืออย่างน้อยถ้าได้ไปในที่ที่อบอุ่นกว่านี้ได้ก็คงดี นั่นคือความคิดสุดท้ายก่อนที่สติของหลี่คุนจะดับวูบไป

********
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 1] 19/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 19-10-2019 12:57:46
บทที่ 1

หลี่คุนค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นจากความฝันยาวนานที่แสนเลือนลาง ร่างกายที่ปวดร้าวบ่งบอกว่าคงได้รับบาดเจ็บไม่น้อย นี่เขายังไม่ตายอีกหรือ หรือที่ใต้หุบเหวกาลเวลาจะมีความเร้นลับอันยิ่งใหญ่อยู่จริง หลี่คุนพยายามโคจรกำลังภายในเก้ามังกรบรรพกาลขั้นเจ็ดของตัวเองเพื่อรักษาอาการ แต่มิอาจสัมผัสถึงกระแสพลังในจุดตันเถียนได้แม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งร่างเหมือนคนไร้วรยุทธ์

หลี่คุนลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากแล้วก็ต้องหรี่ตาลงอีกครั้งเมื่อเห็นแสงสีขาวที่ไม่คุ้นเคยส่องสว่างอยู่บนฝ้าเพดาน เขากรอกตามองไปรอบๆ แล้วพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องสีขาวที่แปลกตายิ่งนัก มีเด็กหนุ่มในอาภรณ์ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านอะไรบางอย่างอยู่บนตั่งหน้าตาประหลาดที่ตั้งอยู่ห่างไปไม่ไกล เมื่อรวมกับผมที่ตัดสั้นชี้ตั้งจนน่าขำบ่งบอกว่าเด็กคนนี้คงไม่ใช่คนของดินแดนจงหยวนหรือแม้แต่ชนเผ่าอื่นๆ ที่เขารู้จัก แม้ว่าลักษณะใบหน้าจะไม่ต่างจากชาวฮั่นมากนัก

“我在哪裡?”

หลี่คุนตัดสินใจส่งเสียงถามออกไปถึงจะยังไม่แน่ใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ในเมื่อรอดพ้นความตายจากการตกลงไปในผาลึกมาได้ก็คงไม่มีอะไรต้องกังวลไปมากกว่านี้แล้ว เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวแล้วปรี่เข้ามาตรงฟูกยกสูงที่เขานอนอยู่ สีหน้าท่าทางดูตื่นเต้นยินดียิ่งนัก

“ฟื้นแล้ว พี่คุนฟื้นแล้ว เจ็บมากไหมครับ พี่อย่าเพิ่งขยับนะ อย่ากระชากแขนด้วยเดี๋ยวสายน้ำเกลือจะหลุด ผมไปตามพยาบาลก่อน อ้อ แล้วต้องโทรไปบอกคุณลุงคุณป้าด้วย เห็นร้อนใจอยากจะบินกลับมาเยี่ยมพี่จะแย่แล้ว เมื่อกี๊พี่ว่าอะไรนะผมฟังไม่รู้เรื่องเลย หรือพี่จะยังมึนฤทธิ์ยาอยู่ ผมว่าผมรีบออกไปพี่พยาบาลดีกว่า ขอให้เขาช่วยตามหมอมาดูเลย”

เด็กหนุ่มพูดภาษาสำเนียงแปลกหูออกมาชุดใหญ่ก่อนจะวิ่งหายผ่านประตูออกไป ที่น่าประหลาดคือหลี่คุนรู้จักคำทุกคำที่ได้ยินแม้จะไม่เข้าใจถึงความหมายที่สื่อออกมาทั้งหมด เด็กคนนั้นบอกว่าท่านลุงท่านป้าจะบินมาเยี่ยมเขางั้นหรือ หรือว่าเขาหลงมาอยู่ในดินแดนเทพเซียนที่ผู้คนล้วนบินได้ ในมิตินี้ดูเหมือนจะมีท่านหมอเช่นกัน ไม่คล้ายว่าจะสามารถใช้อิทธิฤทธิ์รักษาตัวเองได้ ระหว่างที่ทบทวนถ้อยคำที่ได้ยิน ความรู้ความทรงจำแปลกๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองจนท้วมท้น ภาพยานพาหนะขนาดมโหฬารที่สามารถพาคนบินไปที่ต่างๆ ในพื้นพิภพที่ห่างไกลได้อย่างสะดวกสบาย ใช่.. ไปได้ทั่วทั้งโลกทรงกลมใบนี้ หลี่คุนตื่นตระหนกยิ่งนัก ทำไมเขาถึงมีความคิดนอกรีตว่าโลกกลมขึ้นมาได้ แล้วคนที่อยู่ด้านล่างจะไม่ตกลงมาตายหรือ อ้อ มีสิ่งที่เรียกว่าแรงโน้มถ่วงยึดติดไว้อยู่ คำตอบนี้เหมือนเขาไปเปิดดูจากหนังสือบันทึกความทรงจำของผู้อื่นมา งั้นที่ที่เขาอยู่ตอนนี้เป็นสถานที่เยี่ยงใด คำว่าโรงพยาบาลผุดขึ้นมาในหัว นี่เป็นคำเรียกสำนักแพทย์ที่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้แทบจะทุกอย่าง ถึงขนาดที่ผ่าตัดเปิดช่องท้องเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของอวัยวะภายในหรือแม้แต่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะก็ทำได้

หลี่คุนสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกเย็นเยียบตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้จะถูกฝึกขึ้นมาเพื่อให้เป็นผู้นำตระกูลลับที่ค้ำจุนแว่นแคว้นตั้งแต่เล็ก แต่ไหนเลยที่ชายหนุ่มอายุเพียงยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองอย่างเขาจะเคยเจอประสบการณ์ที่น่าพรั่นพรึงเยี่ยงนี้ เขาได้แต่ต้องบังคับตัวเองให้ยอมรับว่าบัดนี้เขาได้เข้ามาอยู่ในโลกใหม่ที่แปลกประหลาดจนน่ากลัวเสียแล้ว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนรู้ว่าเขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้ หลี่คุนตั้งใจจะปกปิดความลับนี้ไว้ให้ถึงที่สุด เมื่อลองไล่นึกถึงเรื่องต่างๆ ไปเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าเขาจะมีทั้งความรู้และความทรงจำของคนๆ หนึ่งขึ้นมาด้วยด้วยไม่ทราบที่มา หลี่คุนยกฝ่ามือตัวเองขึ้นมาดูแล้วพบว่าเส้นลายมือต่างๆ ไม่เหมือนเดิม นี่ไม่ใช่ตัวเขา คาดว่าวิญญาณของเขาคงได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้ทำให้ได้รับความทรงจำมาด้วย ทางรอดคือต้องทำตัวกลมกลืนไปก่อนจนกว่าจะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด

แม่นางในชุดสีขาวอายุราวยี่สิบกว่าปีเดินเข้ามาในห้อง ความรู้ที่ติดอยู่ในร่างนี้บอกว่านางคือพยาบาลซึ่งเป็นอาชีพหนึ่งในโลกนี้มีหน้าที่คอยช่วยเหลือท่านหมอดูแลคนเจ็บ เขานอนตัวแข็งทื่อปล่อยให้นางเอาเครื่องมือหน้าตาประหลาดมาทาบตามส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยไม่กล้าตอบคำถามใดๆ แม้แต่น้อย ในใจได้แต่ร่ำร้องว่าบุรุษสตรีมิควรใกล้ชิดกันเยี่ยงนี้

“ชีพจร ความดัน อุณหภูมิปกตินะคะ แต่คนไข้ยังไม่พูดอะไรเลย เป็นไปได้ว่ายังมึนอยู่ ยังไงดิฉันตามอาจารย์เจ้าของไข้ให้แล้ว สักครู่คงขึ้นมาตรวจให้ละเอียดอีกทีค่ะ”

พยาบาลหันไปพูดกับเด็กหนุ่มผู้เป็นญาติ เมื่อเห็นว่าคนไข้หนุ่มหน้าตาดีไม่มีท่าทีตอบสนองกับคำถามใดๆ  ก่อนจะขอตัวออกไปรอหมอเจ้าของไข้ที่ด้านนอก เด็กหนุ่มหันมาคุยกับหลี่คุนด้วยท่าทางกังวล

“คงไม่เหมือนในละครที่พี่ตื่นมาแล้วจะความจำเสื่อมนะ พี่คุนจำผมได้ไหม ไม่ๆ เอาชื่อพี่ก่อน พี่ชื่อจริงชื่ออะไร”

หลี่คุนพยายามทำตัวให้แนบเนียนที่สุด เขาค้นเข้าไปในความทรงจำของร่างเดิมแล้วพูดขึ้นอย่างไม่ค่อยมั่นใจ

“คะ คุณานนท์ ลี้ไพรีพ่าย”

การออกเสียงภาษาของโลกนี้ไม่ยากอย่างที่คิด ถึงจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับเขาแต่ร่างกายนี้ดูคุ้นชินเป็นอันมาก นับว่าเป็นนามที่ยืดยาวน่าขันยิ่งนัก กว่าผู้อื่นจะเรียกชื่อนี้จบ คนก็คงเดินไปไกลแล้ว

“เฮ้อ โล่งอก นึกว่าพี่คุนจะความจำเสื่อมขึ้นมาจริงๆ ซะแล้ว งั้นพี่คงจำซูกัสน้องชายสุดเลิฟคนนี้ได้สิ”

คนพูดทำหน้าเบิกบานยิ้มตาหยีน่าเอ็นดู พอตั้งใจมองดีๆ หลี่คุนก็รู้สึกว่าเด็กหนุ่มที่ความทรงจำบอกว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของร่างนี้มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นไม่น้อย ตาโต คิ้วเข้ม ปากแดง ฟันขาว เสียแต่เม็ดสิวรอยสิวทั้งใหม่ทั้งเก่าที่กระจายไปเกือบทั้งหน้าลดทอนความน่ามองลงไปกว่าครึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นในใจก็เกิดความสนิทสนมขึ้นมาหลายส่วน

พอมั่นใจว่าชายหนุ่มผู้เป็นพี่มิได้ความจำเสื่อม ซูกัสหรือที่หลี่คุนเรียกในใจว่าซูเอ๋อร์ก็หาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคุยอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งเรื่องคนที่ขับรถชนเขาจนซี่โครงหักปรากฎว่าเป็นทายาทนักธุรกิจใหญ่ เรื่องเพื่อนสนิทของซูเอ๋อร์ที่เปลี่ยนใจไม่ยอมจะไปเรียนต่อในคณะเดียวกันหลังจบมอปลาย เรื่องห้างเปิดใหม่ที่คนแห่กันไปจนรถติดเป็นกิโล เรื่องการเมืองของประเทศที่ยังวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ถึงเขาจะรำลึกถึงหัวข้อเหล่านี้ได้จากความทรงจำของร่างเดิมบ้าง แต่ก็เป็นแค่ความรู้หาได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งไม่ ความคิดมุมมองของหลี่คุนก็ยังเป็นของโลกก่อนที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องพวกนั้นแม้แต่น้อย เขาจึงได้แต่อือออไปตามสถานการณ์

เมื่อหมอเจ้าของไข้มาตรวจด้วยตัวเองก็ยืนยันว่าไม่พบอะไรที่น่ากังวลอย่างอาการเลือดครั่งในสมอง น่าจะแค่มึนเบลอชั่วคราวเนื่องจากหมดสติไปสองสามวัน หมอแนะนำว่า ในระหว่างที่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาลเพื่อให้กระดูกซี่โครงที่หักประสานตัวขึ้นมาบ้างควรจะให้ผู้ป่วยเริ่มใช้งานสมองโดยการอ่านหนังสือหรือเล่นเกมส์ปริศนาต่างๆ ซูกัสทำตามที่หมอบอกโดยยื่นเกมส์ในมือถือให้ญาติผู้พี่เล่น แต่อีกฝ่ายไม่เพียงไม่สนใจทั้งยังแสดงอาการเหมือนจะขยาดโทรศัพท์ของเขาเสียด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มจึงลองหยิบนิยายกำลังภายในตั้งใหญ่ที่ขนจากบ้านมาอ่านฆ่าเวลาระหว่างเฝ้าไข้มาให้หลี่คุน

“งั้นลองอ่านเรื่องนี้ไหมพี่ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า แปดเล่มจบ สนุกดีนะ นี่ผมก็อ่านเพลินๆ ไปถึงเล่มสี่แล้วตอนรอพี่ฟื้น”

ภาพตัวละครที่มีทรงผมและเสื้อผ้าที่คุ้นตาบนหน้าปกทำให้หลี่คุนสนใจขึ้นมา ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าโลกเดิมกับโลกนี้จะไม่มีความสัมพันธ์กันโดยสิ้นเชิงเสียอีก การแต่งกายที่ร่างนี้รับรู้ว่าเป็นชุดจีนโบราณกลับละม้ายคล้ายเสื้อผ้าของชาวฮั่นในโลกของเขามาก เขารีบรับหนังสือเล่มนั้นที่เข้าเล่มอย่างปราณีตกระทัดรัดกว่าของโลกเดิมมาดูอย่างตื่นเต้น ภาษาของโลกนี้ที่ความทรงจำบอกว่าคือภาษาไทยนั้นแปลกยิ่งนัก ตัวอักษรซึ่งเขียนติดกันเป็นพรืดแทบหาช่องว่างไม่ได้นั้นต้องอ่านจากซ้ายไปขวาจนสุดบรรทัดแล้วค่อยไล่จากบนลงล่าง ไม่เหมือนภาษาโลกเดิมที่จะอ่านจากบนลงล่างแล้วค่อยไล่จากขวาไปซ้าย การเปิดหน้าหนังสือก็เปิดจากคนละด้าน แต่หลังจากติดขัดด้วยความไม่คุ้นชินในช่วงต้น เขากลับอ่านภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วในเวลาไม่นาน ความเป็นอัจฉริยะด้านการอ่านจากโลกก่อนผสมผสานกับทักษะของร่างนี้ได้เป็นอย่างดี มิหนำซ้ำเนื้อเรื่องที่เขาอ่านก็สนุกชวนติดตามอย่างที่สุด หนังสือบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนในยุทธภพที่มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่เขาคุ้นเคยยิ่ง ตัวละครในเรื่องโลดแล่นไปกับความแค้นระหว่างสองผู้กล้า เฉียวฟงเหนือ มู่หยงใต้ วิชาฝีมือที่ลึกล้ำอย่างสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร ไม้ตีสุนัข กระบี่หกชีพจร ดาวเคลื่อนดาราคล้อย ดรรชนีสุริยน ไหมพิษน้ำแข็ง พิศดารจนคล้ายจริงคล้ายไม่จริง วิธีการเล่าเรื่องเหมือนกับนักเล่านิทานตามเหลาสุราแต่แยบยลกว่ามาก เขาอ่านเพลินจนจบทั้งแปดเล่มในเวลาเพียงแค่สองชั่วยามเศษ ซูกัสมองคนที่อ่านหนังสือตั้งใหญ่จบลงด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อจนตาค้าง ตอนแรกที่เห็นมือของญาติผู้พี่ผลิกกระดาษผ่านไปหน้าต่อหน้าก็ยังนึกว่าพี่คุนคงยังมึนอยู่แค่เปิดผ่านไม่ได้อ่านเข้าหัว แต่เมื่อเห็นว่าเล่มที่หนึ่งผ่านไปด้วยท่าทางที่ลุ้นไปกับฉากต่างๆ ในนิยาย ก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังอ่านอย่างตั้งใจอยู่จริงๆ เป็นที่รู้กันในหมู่ญาติว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาเรียนเก่งแต่ก็ไม่คิดว่าจะอ่านหนังสือได้เร็วขนาดนี้

“มีอีกไหม”

หลี่คุนที่ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาก็แทบจะไม่เปิดปากพูดอะไรเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองหน้าซูกัสอย่างคาดหวัง เด็กหนุ่มยื่นนิยายที่เป็นเรื่องราวการต่อสู้ฝ่าฟันขององค์ชายรัชทายาทกับหญิงงามคู่ใจก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นฮ่องเต้และฮองเฮาสองเล่มหนาๆ ให้โดยทันที เนื้อหาที่สะท้อนถึงการชิงไหวชิงพริบของราชวงศ์ได้อย่างคล้ายคลึงกับความจริงทำให้เขาดื่มด่ำไปได้อีกหนึ่งชั่วยาม เขาเงยหน้ามองซูเอ๋อร์หวังจะได้หนังสือเล่มใหม่ที่ชวนติดตามมาอ่านอีก

“ผมเอามาแค่นี้ ปกติเขาอ่านกันเป็นอาทิตย์เลยมั๊งจะจบซักเรื่อง พี่คุนอ่านเข้าไปได้ยังไงหมดแค่ช่วงเช้านี้ ถ้าพี่อยากอ่านอีก เดี๋ยวผมลงไปดูข้างล่างให้ ตึกแถวฝั่งตรงข้ามเหมือนจะมีร้านเช่าหนังสืออยู่”

หลี่คุนใช้เวลาพักฟื้นสองสามวันนับจากนั้นอ่านนิยายจีนไปมากมาย ทั้งนิยายกำลังภายใน นิยายอิงประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งนิยายแนวทะลุมิติกลับไปอดีตที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงหลังเขาก็อ่านไปมิใช่น้อย ยิ่งอ่านก็ยิ่งฉุกคิดว่าวิญญาณตัวเองอาจไม่ได้หลงมาโลกอื่น แต่ข้ามเวลามายังอนาคตของโลกใบเดิมต่างหาก ดินแดนจงหยวนที่เขาเคยอยู่น่าจะกลายมาเป็นแคว้นที่เรียกว่าประเทศจีนในปัจจุบัน เมื่อเขาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของจีนที่ขอให้ซูเอ๋อร์ช่วยหามาให้แล้วพบเรื่องกำแพงเมืองจีนและพระราชวังต้องห้ามแล้วก็ยิ่งมั่นใจว่าเขายังอยู่บนโลกใบเดิมแต่คนละเวลา หลี่คุนรู้สึกเศร้าใจยิ่งนักเมื่อรู้ว่าหลังจากเขาตกหน้าผาไป แคว้นต้าหมิงของเขาจะอยู่ต่อได้แค่ประมาณสองร้อยปี ก่อนที่จะเสียการปกครองให้กับชาวแมนจูผู้ก่อตั้งราชวงค์ชิงซึ่งเป็นราชวงค์สุดท้ายของประเทศจีนซึ่งสิ้นสุดลงในอีกสองร้อยกว่าปีต่อมา ที่น่าเสียใจยิ่งกว่านั้นคือโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจนเขาจำไม่ได้นี้ล้วนเกิดจากวิทยาการความก้าวหน้าของพวกคนเถื่อนโพ้นทะเลที่ยังคงครองความเป็นผู้นำมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว รวมแล้วเขาข้ามเวลามาถึงหกร้อยปีเลยทีเดียว

ในระหว่างนั้นหลี่คุนก็ค่อยๆ พบว่าสถานการณ์ของเขาในตอนนี้ไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด จริงอยู่ที่เขาสูญเสียกำลังภายในจนอ่อนแอแทบจะไม่มีแรงเชือดไก่ แต่สุขภาพพื้นฐานของร่างนี้ก็ไม่เลวนัก อย่างน้อยเขาก็ยังคงความเป็นบุรุษรูปงามหน้าตาคมคายไว้ได้เหมือนชาติก่อน ที่น่าแปลกใจคือใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในกระจกมีความคล้ายคลึงกับตัวจริงของเขาถึงเจ็ดแปดส่วนความแตกต่างใหญ่ๆ มีเพียงดวงตาคมกร้าวเดิมที่กลายมาเป็นนัยน์ตาดอกท้อกับรูปร่างที่บางลงคล้ายพวกบัณฑิต อาการบาดเจ็บหลักๆ ก็มีเพียงกระดูกซี่โครงหักซึ่งต้องปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ รักษาตัวเองไปตามธรรมชาติ เขายังสามารถเดินไปมาได้บ้างเพียงแต่ต้องระวังสายน้ำเกลือเท่านั้นเอง

การใช้ชีวิตในยุคนี้ก็ไม่เลวเลยจริงๆ โดยเฉพาะในห้องน้ำ หลี่คุนชื่นชอบโถชักโครกที่แสนสะดวกสบายมาก สายชำระก็ทำความสะอาดได้ล้ำลึก เกรงว่าแม้แต่ฮ่องเต้ในยุคเขาที่ใช้ผ้าไหมเช็ดยังไม่สำราญเท่า กระจกเงาก็ชัดกว่าที่ใช้แผ่นทองแดงขัดเงาเป็นไหนๆ  โคมไฟส่องสว่างบนเพดานก็สั่งเปิดปิดได้ตามใจแม้ยามค่ำคืนไม่ต้องจุดตะเกียงหรือใช้ไข่มุกราตรี เช่นเดียวกับห้องพักที่ควบคุมความอุ่นความหนาวได้ง่ายๆ ด้วยปุ่มบนแท่งสี่เหลี่ยม

ถึงจะมีความรู้ความทรงจำของร่างนี้ติดมาแต่ก็ไม่ได้ซึมซับมาทั้งหมดในคราเดียว เขาเพียงแต่สามารถเข้าไปดูได้เป็นเรื่องๆ เมื่อมีเหตุให้นึกถึง บางเรื่องที่ร่างเดิมไม่ค่อยสนใจก็จะอยู่ลึกจนอาจค้นไม่เจอ เรื่องที่หาเจอก็ไม่แน่ว่าจะครบถ้วนหรือสามารถทำความเข้าใจได้หมด เมื่อเป็นเช่นนี้หลี่คุนจึงต้องค่อยๆ ใช้เวลาเรียนรู้เรื่องต่างๆ ในยุคนี้สะสมไปทีละเรื่อง

ซูกัสไม่ได้รบกวนการอ่านหนังสืออย่างเป็นบ้าเป็นหลังของหลี่คุน ตรงข้ามเด็กหนุ่มออกไปร้านเช่าหนังสือถึงวันละสองสามครั้งเพื่อเอาหนังสือตั้งใหญ่ไปคืนแล้วเช่าชุดใหม่กลับมาให้ ญาติผู้พี่ยังคงพูดน้อยนักแต่เขาก็ไม่กังวลนัก คนที่อ่านหนังสือมากมายได้ด้วยความเร็วขนาดนี้สมองคงไม่มีปัญหาอะไร เขาวิดีโอคอลไปหาพ่อแม่ของคุณานนท์ที่ต่างประเทศให้ทางนั้นเห็นสภาพลูกชายจะได้สบายใจจะได้ไม่ต้องรีบกลับมาเยี่ยมในช่วงที่งานยังติดปัญหาอยู่

***************
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 2] 21/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 21-10-2019 11:48:59
ถึงแม้หลี่คุนจะห้ามซูเอ๋อร์ไว้ไม่ให้บอกมิตรสหายของร่างเดิมทราบเรื่องอุบัติเหตุนี้ แต่ก็ไม่ได้ไร้คนมาเยี่ยมไข้ซะทีเดียว บ่ายวันที่สี่หลังจากฟื้นก็มีชายวัยกลางคนใส่สูทถือกระเช้าเครื่องดื่มบำรุงกำลังเข้ามาพบกับหลี่คุน

“ผมเป็นตัวแทนจากคนที่เกิดอุบัติเหตุร่วมกับคุณคุณานนท์ครับ นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมนำมาให้ในนามคุณชายครับ”

ชายคนนั้นมอบเทียบกระดาษแข็งใบเล็กๆ ที่ระบุชื่อแซ่และอาชีพว่าเป็นทนายความส่งให้กับหลี่คุน ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรญาติผู้น้องของเขาเลยตอบแทน

“เขาน่าจะมาขอโทษด้วยตัวเองนะ พี่ชายผมเจ็บไปทั้งตัวขนาดนี้ เพราะเขาเมาแล้วขับมาชนแท้ๆ”

“คุณมีหลักฐานหรือว่าคุณชายท่านเมาแล้วขับ แล้วอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพราะคุณคุณานนท์ตัดหน้ารถในระยะกระชั้นชิด สุดวิสัยที่ทางเราจะหักหลบได้ กรุณาอย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง”

“จะเป็นไปได้ยังไง พี่ผมข้ามถนนบนทางม้าลายดีๆ นะครับ แถมดูเหมือนทางคุณจะฝ่าไฟแดงด้วย ตำรวจเขากำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ แถวนั้นเป็นย่านจอแจ น่าจะมีกล้องวงจรปิดของห้างร้านแถวนั้นบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ ไม่ก็พวกกล้องหน้ารถ”

“เรื่องทางตำรวจผมเคลียร์จบแล้ว เจ้าหน้าที่สอบสวนก็ลงความเห็นว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจากความประมาทของฝั่งคุณ ส่วนคลิปจากกล้องหน้าที่คุณพูดถึง ผมว่าคงไม่มีใครได้เห็นมันอีก ที่ผมมาวันนี้ก็อยากทำความเข้าใจไม่ให้พวกคุณกระจายข่าวที่ไม่เป็นความจริงออกไป ไหนๆ ก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก แถมคุณมีประกันอุบัติเหตุอยู่แล้วไม่ได้เดือดร้อนอะไร ถ้าคุณเซ็นยอมรับผิดว่าเป็นฝ่ายประมาท ทางเราจะมีเงินจำนวนหนึ่งมอบให้ ถึงไม่มากนักแต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลยนะครับ”

“คุณใช้เงินซื้อไว้หมดแล้วใช่ไหม ผมจะร้องเรียนนักข่าวแล้วก็เอาลงโซเชียลด้วย”

“แล้วก็เสียเงินเสียเวลาไปกับการถูกฟ้องนะหรือครับ คดีแบบนี้มันยืดเยื้อไปได้หลายปีเลยนะ ผมไม่พูดกับเด็กเลือดร้อนที่ไม่เข้าใจโลกหรอกนะครับ”

ทนายวัยกลางคนทำท่าไม่สนใจซูกัสอีก เขาหันมาพูดกับหลี่คุนโดยตรง

“คุณคุณานนท์ คุณบรรลุนิติภาวะแล้วสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง อย่าไปฟังคนอื่นเลย คุณคงไม่อยากให้เรื่องมันบานปลายไปถึงครอบครัวคุณหรอกนะครับ เงินช่วยเหลือที่ทางเราจะให้คือห้าหมื่นบาทก็ไม่น้อยนะครับ”

หลี่คุนคำนวนตัวเลขในใจเทียบกับราคาทองคำที่เคยถามซูเอ๋อร์ ห้าหมื่นบาทก็ประมาณแค่หนึ่งตำลึงทอง ช่างน้อยนิดยิ่งนักเมื่อเทียบฐานะของเขาในชาติก่อน แต่เมื่อยังประเมินสถานการณ์ได้ไม่ถี่ถ้วนก็ไม่ควรรีบตัดสินใจ

“คำตอบในเรื่องนี้มิอาจเร่งรัดได้ ท่านจงกลับมาใหม่ในอีกสองสามวัน”

อีกฝ่ายมีสีหน้าพิกลเมื่อได้ยินสำนวนประหลาดออกจากคู่กรณีของเจ้านาย

“ดูท่าคุณคุณานนท์จะต้องพักผ่อนอีกหน่อย ไว้ผมจะกลับมาเอาคำตอบก่อนคุณจะออกจากโรงพยาบาลนะครับ”

ซูกัสปราดเข้ามาข้างเตียงของหลี่คุนทันทีที่ทนายความออกจากห้องไป

“เลิกอ่านนิยายพวกนี้เถอะ พี่ชอบพูดเป็นสำนวนหนังจีนอยู่เรื่อยเลย ตาลุงทนายนั่นจะยิ่งไม่เชื่อถือ เราต้องวางมาดให้น่าเกรงขามสิ  อย่าให้เห็นว่าเราเป็นเด็กแล้วจะมารังแกกันได้ แต่ก็อย่างว่าแหละ คนมีเงินขนาดนั้น จะซื้อผิดเป็นถูกมันง่ายนิดเดียว นี่คงเอาเงินยัดตำรวจไปเต็มที่แล้ว”

ถึงแม้หลี่คุนจะพูดภาษาไทยได้จากความทรงจำของคุณานนท์ แต่การเรียบเรียงประโยคในหัวของเขายังยึดรูปแบบของภาษาจีนโบราณ เมื่อรวมกับนิยายจีนย้อนยุคแปลไทยหลายสิบเรื่องที่เขาอ่านไปทำให้เขาซึมซับสำนวนภาษาที่รู้สึกคุ้นเคยกว่าจนติดปากไปแล้ว

“เบื้องหลังก็เป็นเพียงพ่อค้าตระกูลหนึ่ง มิใช่ขุนนางใหญ่โตอันใด ใยถึงสามารถพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินกลับผิดเป็นถูกได้”

ซูกัสเข้าใจว่าญาติผู้พี่ยังคงสนุกอยู่กับการพูดจาแบบหนังจีนกำลังภายในก็ปล่อยเลยตามเลยไป ไม่อยากขัดใจคนเจ็บ ดีกว่าเอาแต่นิ่งเงียบแบบตอนฟื้นใหม่ๆ เขาไม่ได้เฉลียวใจซักนิดเลยว่าคนตรงหน้าจะไม่ใช่คนเดิม

“โห พี่ไม่รู้อะไร ธุรกิจเขาออกจะมากมาย รวยเป็นหมื่นๆ ล้าน สมัยนี้มีเงินนี่แหละทำได้ทุกอย่าง”

“เขาทำกิจการใดถึงได้ร่ำรวยนัก ค้าเกลือ แพรพรรณ หรือว่าอาชา”

“ของพวกนั้นมันจะไปรวยได้ยังไงพี่ ยิ่งเกลือนี่กิโลไม่กี่บาทเองมั๊ง เขาทำธุรกิจเครื่องดื่ม ทั้งชาเขียว น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ขยายตลาดไปต่างประเทศอีก ตำรวจ ทหาร ข้าราชการใหญ่ๆ เจอยังต้องเกรงใจ”

ไม่น่าเชื่อว่าของจำเป็นสูงค่าอย่างเกลือจะแทบไม่มีราคาไปแล้ว ถ้าขนาดพวกขุนนางยังต้องก้มหัวให้พ่อค้าแสดงว่ายุคสมัยนี้เงินสำคัญที่สุด เคล็ดวิชาชั้นสูง ฝีมือทางการแพทย์ หรือความรู้ลึกลับต่างๆ ที่มีติดมาในหัวจากชาติก่อนดูจะไม่มีประโยชน์เลยเมื่อเทียบกับวิทยาการในยุคนี้ มีแต่จะต้องหาเงินให้ได้มากๆ เท่านั้นถึงจะไม่ถูกผู้อื่นรังแก

“แล้วพี่คุนจะตกลงยังไง ผมก็ขู่ๆ ลุงนั่นไปอย่างนั้นแหละ เอาจริงเราจะไปสู้คนระดับนั้นได้ซะที่ไหน ขนาดลูกไฮโซที่มีข่าวเมาแล้วขับรถชนจราจรตายเมื่อหลายปีก่อนตอนนี้คดีก็ยังดองอยู่เลย อีกหน่อยคงหมดอายุความ แต่ผมว่าเขากดค่าเสียหายมากเกินไป รวยซะตั้งขนาดนั้น แถมคนทำก็ไม่มาเยี่ยมมาขอโทษพี่ซักนิดยังจะให้เซ็นหนังสือยอมรับผิดอีก”

หลี่คุนก็รู้สึกไม่เป็นธรรมเช่นกัน แต่เขาที่ไร้วรยุทธ์ในยามนี้ก็เปรียบดั่งเช่นมังกรพลัดถิ่นไม่อาจสู้งูเจ้าที่ เขายังไม่เข้าใจเรื่องต่างๆ ของยุคนี้ดีพอจึงมิอาจทำตัวโดดเด่นได้ นายคุณานนท์เจ้าของร่างเดิมอายุยี่สิบเอ็ดปีเวลานี้เป็นเพียงนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ในสำนักมีชื่อเสียงของแคว้นนี้ เขาเป็นบุตรเพียงคนเดียวของบ้าน ครอบครัวของเขาไม่ยากไร้ก็จริงแต่ก็ไม่นับว่าเป็นคหบดี บิดามารดาทำงานรับจ้างอยู่ในหอการค้าขนาดใหญ่ ตอนนี้ถูกส่งไปดูแลสำนักสาขาที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในดินแดนโพ้นทะเล

หลี่คุนรักษาตัวต่อจนเริ่มมีอาการดีขึ้น ถ้าไม่ขยับตัวเร็วๆ หรือหายใจแรงๆ ก็แทบไม่รู้สึกถึงอาการเจ็บแปลบในทรวงอก แต่เขาเริ่มมีปัญหากับโอสถคลายความเจ็บปวดที่ท่านหมอสั่งให้ มันเม็ดเล็กทานสะดวกและได้ผลก็จริง แต่มีผลข้างเคียงทำให้สมองไม่ปลอดโปร่งแจ่มใสเท่าที่ควร หลี่คุนขอไม่ทานโอสถนั้นอีกแต่ท่านหมอยืนยันว่าถ้าไม่ลดความเจ็บปวดลงจะทำให้นอนไม่หลับในตอนกลางคืนเป็นเหตุให้การฟื้นตัวช้าลงกว่าที่ควร จึงแนะนำให้ใช้แพทย์ทางเลือกลดความเจ็บปวดโดยการฝังเข็มโดยท่านหมออีกคนในโรงแพทย์เดียวกัน

หลี่คุนได้ฟังก็ยินดียิ่งนัก เขาไม่นึกว่าศาสตร์ฝังเข็มจะตกทอดมาถึงยุคอนาคตนี้ ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยการแพทย์ตะวันตกโพ้นทะเลไปเสียหมด พอเข้าทำการรักษาจริงก็ยิ่งปลาบปลื้มเมื่อเห็นวิธีการฝังเข็มที่ยังคงรักษาพื้นฐานที่ถูกต้องจากยุคเขาไว้ได้เกือบหมด

“รู้สึกว่าอาการเจ็บลดลงไหมครับคุณคุณานนท์”

หมอหนุ่มใบหน้าขาวตี๋ถามหลังจากปักเข็มลงไปครบชุดแล้ว

“ยอดเยี่ยมมากท่านหมอ ไม่ทราบว่าได้ร่ำเรียนมาจากสำนักไหน หรือว่าเป็นวิชาที่สืบทอดกันในตระกูล”
 
ถึงคนไข้จะพูดจาแปลกๆ แต่คนเป็นหมอก็ไม่ได้ถือสาอะไร ได้แต่ตอบคำถามไปอย่างใจดี

“ผมจบแพทย์แผนปัจจุบันที่เมืองไทยนี่แหละครับ แต่สนใจแพทย์แผนจีนโดยเฉพาะเรื่องการฝังเข็ม เลยไปเรียนต่อเฉพาะทางที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และเภสัชศาสตร์แผนจีนปักกิ่ง”

“ไอหยา เรียนมาจากปักกิ่ง ใช่เมืองเป่ย์จิงที่มีพระราชวังต้องห้ามจื่อจิ้นเฉิงหรือไม่”

หลี่คุนตื่นเต้นยิ่งนักเมื่อเจอคนที่เคยไปอยู่เมืองเดียวกับเขาในชาติก่อน หมอหนุ่มมองท่าทางที่ดีใจเกินเหตุแล้วนึกขำในใจ ใครๆ ก็รู้ว่าพระราชวังต้องห้ามอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ไม่เห็นจะต้องตื่นเต้นขนาดนั้นเลย

“ที่นั่นแหละครับ ทีนี้ลองหายใจตามปกติแต่ให้แรงขึ้นอีกนิดนะครับว่ารู้สึกเจ็บหรือเปล่า ถ้ามีผมจะลองกระตุ้นเข็มด้วยไฟฟ้าดู น่าจะช่วยได้”

หลี่คุนรู้ว่าไฟฟ้าคือสื่อพลังงานหลักที่ยุคนี้ใช้กัน แต่คิดไม่ถึงว่าจะเอามาใช้ร่วมกับการฝังเข็มได้

“ขอลองหน่อยได้ไหมท่านหมอ ข้าอยากรู้ว่าเป็นเยี่ยงไร”

ยิ่งคุยก็ยิ่งพิลึกขึ้นทุก แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีท่าทีหยาบคายอะไรหมอหนุ่มก็เลยปล่อยเลยตามเลย เขาเอาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโวลต์ต่ำเข้ามาต่อที่เข็มเพื่อกระตุ้นจุดบนร่างผู้ป่วย หลี่คุนเข้าใจทันทีว่ามันให้ผลคล้ายๆ กับการกระตุ้นเข็มด้วยลมปราณ ในยุคที่วิชากำลังภายในดูเหมือนจะหายสาบสูญไป กลับคิดค้นวิธีการอื่นมาทดแทนได้นับว่าไม่เลวเลยจริงๆ

“นี่มันดียิ่งนัก ถ้าท่านหมอฝังเข็มให้ข้าเพิ่มอีกตรงจุดเก๋อซู ข้าคงลุกขึ้นกระโดดได้โดยไม่เจ็บปวดสักน้อยนิด แถมยังจะฟื้นฟูอาการบาดเจ็บให้หายเร็วยิ่งขึ้น”

คนเป็นหมอมองหน้าคนไข้หนุ่มอย่างประหลาดใจ เขาไม่รู้ว่าวิชาฝังเข็มของหลี่คุนในยุคนั้นถ้าจะกล่าวว่าเป็นที่สองคงไม่มีใครกล้าอ้างตัวว่าเป็นที่หนึ่ง ยังไม่นับเคล็ดวิชาและตำแหน่งจุดฝังเข็มลึกลับที่ตระกูลหลี่แห่งฉางอันเก็บรักษามาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง

“คุณศึกษาเรื่องการฝังเข็มมาบ้างหรือครับ แต่ผมคงฝังเข็มให้คนไข้ตามใจชอบไม่ได้ ต้องขอโทษจริงๆ”

ที่จริงเขารู้สึกว่าจุดเก๋อซูที่ว่ามันมีความเกี่ยวพันกับอาการบาดเจ็บของคนไข้รายนี้จริงๆ แต่ในตำราไม่ได้ระบุให้เป็นวิธีรักษามาตรฐานเขาจึงต้องยึดมั่นในจรรยาแพทย์ที่จะไม่ทดลองอะไรที่ไม่มีหลักวิชาการกับร่างกายคนไข้

“ถ้าท่านหมอลำบากใจก็แล้วไปเถอะ ข้าจัดการเองได้”

ว่าแล้วหลี่คุนก็ถอนเข็มที่ฝังบนตัวเขาตรงจุดเฟ่ยซูออกมาฝังที่จุดเก๋อซูอย่างรวดเร็วแม่นยำจนหมอหนุ่มร้องห้ามไม่ทัน ที่น่าแปลกใจคือคนไข้รู้ได้อย่างไรว่าในบรรดาเข็มเกือบยี่สิบเล่มที่ฝังอยู่ จุดเฟ่ยซูสำคัญน้อยที่สุดแทบจะไม่มีผลต่อการรักษาเลย ถึงได้เลือกถอนออกมาฝังลงจุดใหม่ที่ตัวเองต้องการท่ามกลางอาการตกตะลึงของหมอหนุ่ม หลี่คุนหลับตาปิดฉากการสนทนาแล้วหายใจเข้าออกลึกๆ อยู่พักใหญ่จึงค่อยลืมตาในที่สุด

“ข้าดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณท่านหมอที่ช่วยรักษาให้ คนเป็นหมออย่างไรก็อย่าลืมรักษาสุขภาพตัวเอง ข้าสังเกตเห็นว่ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นร่างกายช่วงบนของท่านตึงเครียดจนเกินไป การเคลื่อนไหวจึงไม่นิ่งอาจเกิดผลกระทบต่อการลงมือฝังเข็มได้ ข้าความรู้ต่ำต้อยแต่ขอบังอาจแนะนำให้ท่านฝังเข็มลงบนจุดปี้น่าว เจียนหวี และฟูตู้ ทิ้งไว้ประมาณสองเค่อ จากนั้นถอนออกแล้วฝังเข็มตรงจุดไม่มีชื่อที่อยู่ด้านล่างจุดหยางเหอลงมาหนึ่งชุ่นกระตุ้นไฟฟ้าทิ้งไว้ประมาณครึ่งเค่อ ข้ารับรองว่าอาการคอบ่าไหล่ติดขัดของท่านหมอจะหายเป็นปลิดทิ้ง การรักษาตำหรับนี้ข้ามอบให้เพื่อตอบแทนคุณที่ช่วยฝังเข็มให้ข้าในวันนี้ ไม่ว่าอาการใดๆ ที่เกิดจากความตึงเครียดในบริเวณนั้นล้วนคลี่คลายได้”

เมื่อพูดจบหลี่คุนก็ถอดเข็มที่ฝังอยู่บนตัวส่งคืนให้หมอหนุ่มอย่างชำนิชำนาญ จากนั้นก็เอ่ยคำอำลาสั้นๆ แล้วเดินออกจากห้องฝังเข็มไปอย่างแคล่วคล่องไม่เหมือนคนกระดูกซี่โครงหัก ทิ้งให้อีกฝ่ายอ้าปากค้างอยู่ในห้อง คนไข้คนนี้ถือดีอะไรถึงได้ฝังเข็มตัวเองตามอำเภอใจ แถมยังกล้ามาสอนวิชาฝังเข็มในจุดประหลาดนอกตำราให้กับเขาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับต้นๆ ของประเทศ

ก่อนออกจากโรงพยาบาล ทนายของคู่กรณีก็ได้กลับมาอีกครั้ง คราวนี้เอาสำเนาสำนวนคดีที่ตำรวจทำเสร็จแล้วว่านายคุณานนท์เป็นผู้ประมาททำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างสุดวิสัยมาใช้ข่มขู่ด้วย ถึงหลี่คุนจะไม่มีความทรงจำที่แน่ชัดว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เขาอ่านท่าทางและลักษณะของชีพจรภายใต้ใบหน้ามั่นใจดูน่าเชื่อถือออกว่าทนายคนนี้กล่าววาจาโป้ปด เขาตรึกตรองมาดีแล้วว่าการมีคดีกับคนที่มีฐานะสูงกว่าไม่ว่าจะยุคนี้หรือยุคของเขาล้วนเป็นการหาเรื่องเดือดร้อนอย่างแท้จริง ถึงจะเจ็บใจแต่ตอนนี้เขายังไม่มีตัวหมากที่ได้เปรียบอันใดเลย สุดท้ายเขาก็อาศัยทักษะอ่านใจจากอากัปกิริยาต่อรองเงินช่วยเหลือได้ที่สองแสนบาท ซูเอ๋อร์ยิ้มหน้าบานเมื่อทนายความรุ่นลุงกลับออกไปโดยทิ้งตั๋วแลกเงินที่เรียกว่าเช็คจำนวนดังกล่าวไว้ให้

“พี่คุนสุดยอด เห็นพูดแต่สำนวนหนังจีนจนผมนึกว่าตาลุงนั่นจะไม่ยอมคุยด้วยแล้ว ที่ไหนได้ เรียกค่าเสียหายได้ตั้งหลายเท่าจากที่เสนอมาตอนแรก แต่มานึกดูผมว่ามันก็ยังน้อยไป ค่ารักษาโรงบาลเอกชนนี่ถ้าเราไม่มีประกันก็แทบจะเกินอยู่แล้ว น่าจะเรียกให้มากกว่านี้อีก”

หลี่คุนยิ้มไม่ตอบอะไร แต่ในใจเขารู้ว่านี่เป็นขีดสุดแล้ว ถ้าเขาไม่ยอมเกรงว่าฝ่ายตรงข้ามคงจะลงมือเล่นงานเขาแถมยังไม่ได้อะไรเลย นี่คือสิ่งที่เขาอ่านได้จากปฏิกิริยาทางร่างกายของทนายคนนั้น

ในระหว่างที่หลี่คุนกำลังนั่งรอรอซูเอ๋อร์ที่เอาหนังสือที่เช่ามาตั้งสุดท้ายไปคืนเพื่อจะออกจากโรงพยาบาลไปพร้อมกัน หมอที่เคยฝังเข็มให้หลี่คุนเมื่อหลายวันก่อนวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้อง

“คุณคุนานนท์ โชคดีจริงที่คุณยังไม่กลับไป ทางวอร์ดบอกว่าคุณจะออกเช้านี้ ผมก็รีบวิ่งมาเลย”

หลี่คุนมองแวบเดียวก็รู้ว่าการเคลื่อนไหวดูสมบูรณ์ถูกต้องกว่าครั้งก่อน หมอหนุ่มพักหายใจเล็กน้อยจากอาการหอบก่อนจะพูดต่อ

“ตำหรับฝังเข็มที่คุณให้ไว้ มะ ไม่น่าเชื่อเลย มันแก้อาการออฟฟิศซินโดรมได้ชะงักจริงๆ ผมเพิ่งได้ลองกับตัวเองเมื่อกี๊นี้ พอเห็นผลก็รีบตามหาตัวคุณเลย เกือบไม่ทันแล้วสิ คุณเรียนมาจากที่ไหนหรือครับ ที่นั่นต้องมีอาจารย์ชั้นยอดแน่ คุณอายุแค่นี้ยังมีฝีมือทั้งการวินิจฉัยโรคทั้งการลงเข็มที่แม่นยำขนาดนี้ จุดที่ไม่มีชื่อนั้นผมไม่เคยได้ยินใครพูดถึงมาก่อน ถ้าเป็นไปได้ผมอยากไปขอเจอท่านบ้าง”

“ท่านหมอพูดถูก อาจารย์ของข้าเป็นยอดคนอย่างแท้จริง แต่น่าเสียดายที่ท่านไม่อยู่แล้ว โอกาสที่จะได้พบคงไม่มี”

คนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์หมิง ย่อมไม่สามารถมาเจอคนรุ่นหลังในอีกหกร้อยปีได้

“ท่านสิ้นแล้วหรือครับ น่าเศร้าจริงๆ ถ้าอย่างนั้นตำหรับจุดฝังเข็มที่คุณบอก พอผมทดลองจนมั่นใจแล้ว ผมขอเอาไปรักษาคนไข้บ้างได้ไหมครับ ทุกวันนี้มีคนเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมกันมาก การแพทย์แผนปัจจุบันก็ยังรักษาได้ไม่ดีนักถ้าคนไข้ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม มีแต่การฝังเข็มที่ค่อนข้างได้ผลในการบรรเทาอาการแต่ก็ไม่หายขาด”

“การรักษาคนก็คือการสร้างกุศลอยู่แล้ว หากท่านหมอมั่นใจก็นำไปใช้เถิด”

“เอาไปใช้เฉยๆ ผมก็รู้สึกไม่ค่อยถูกต้อง ถ้าได้ค่ารักษามาผมจะรวบรวมมาแบ่งให้นะครับ”

“ไม่ต้องหรอก พบกันวันนี้ถือว่ามีวาสนาต่อกัน สามารถคบหาเป็นสหายได้ วันหน้าอาจได้พึ่งพากันอีก หากท่านหมอต้องการช่วยเหลือ ข้าขอให้ท่านช่วยตัดหาชุดฝังเข็มให้ซักหนึ่งชุด หากได้เครื่องกระตุ้นด้วยไฟฟ้าได้ก็ยิ่งดี”

หมอหน้าตี๋รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก ไม่ต้องพูดว่าชายหนุ่มที่รูปร่างหน้าตาโดดเด่นอย่างคุณานนท์ก็ชวนให้ผู้คนรู้สึกดีด้วยอยู่แล้ว นี่กลับเป็นคนที่มีความสนใจตรงกันในเรื่องการฝังเข็ม คนเป็นหมออย่างเขายากนักที่จะมีเพื่อนต่างวัยแบบนี้

“ผมมีเข็มชุดสำรองส่วนตัวอยู่ คุณคุณานนท์เอาไปได้เลยครับ แต่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า มันเป็นของโรงพยาบาลครับ ขนาดก็ใหญ่มาก แต่เดี๋ยวผมจะลองถามบริษัทดูว่าจะสั่งซื้อชุดเล็กๆ แบบพกพามาได้หรือเปล่า ถ้าได้เดี๋ยววันหลังผมจะเอาไปให้นะครับ นี่นามบัตรผม มีอะไรก็ติดต่อได้”

หลี่คุนรับเทียบเล็กๆ ที่คนยุคนี้นิยมใช้กันมาอ่านดูก็พบว่าท่านหมอชื่อนายแพทย์ภีม นี่นับว่าเป็นสหายคนแรกของเขาในยุคอนาคตแห่งนี้

ก่อนออกจากโรงพยาบาลหลี่คุนก็พบว่าตัวเองมีทรัพย์สมบัติที่หามาได้หลังจากที่ข้ามเวลามาคือเงินบาทประมาณสี่ตำลึงทองและชุดฝังเข็มหนึ่งชุด นับว่าไม่เลวเลยเมื่อคิดว่าเขาในตอนนี้ไร้ซึ่งวรยุทธ์มีแค่วิชาการแพทย์ล้าสมัยไม่กี่แขนง แต่นี่ก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่จะเป็นบุคคลผู้ร่ำรวยอันดับหนึ่งราวกับมดตัวน้อยหมายมั่นปืนป่ายเขาไทซาน ใช่ เขาตัดสินใจแล้วที่จะมุ่งไปสู่หนทางของความร่ำรวย ในเมื่อภาระอันหนักอึ้งถูกทิ้งไว้ในชาติก่อน ชาตินี้ก็ขออยู่อย่างสำราญใจเห็นจะดี ขอเพียงมีเงินให้มากพอในยุคนี้ก็สามารถเสพสุขได้ยิ่งกว่าฮ่องเต้เสียอีก
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 2] 21/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 21-10-2019 18:08:34
 :pig4:
 :L2: :3123: :L1:
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 3] 22/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 22-10-2019 10:55:51
-3-

ประสบการณ์นั่งรถยนต์ครั้งแรกของหลี่คุนน่าอนาถยิ่งนัก แค่ออกมาข้างนอกโรงแพทย์เขาก็ต้องผงะกับอากาศที่เต็มไปด้วยละอองพิษเจือจาง แม้จะไม่ถึงกับเป็นอันตราย หากสูดดมเข้าไปหลายๆ ปี ย่อมทำให้เส้นลมปราณแขนงย่อยเส้นเล็กเส้นน้อยอุดตันได้ การฝึกฝนกำลังภายในของคนยุคนี้รวมถึงตัวเขาเห็นทีจะทำได้ยากยิ่ง

ไม่นานก็มีรถม้าสีเขียวเหลืองรูปร่างแปลกตาวิ่งเข้ามาเทียบ อันที่จริงเขาก็ทำความคุ้นเคยกับรถม้าเหล็กที่วิ่งได้เองไม่ต้องเทียมอาชานี้จากความทรงจำของคุณานนท์มาก่อนเพราะเห็นว่าเป็นพาหนะหลักของคนยุคนี้ แต่การนั่งรถยนต์รับจ้างจริงๆ นี้มันต่างจากที่เขาคิดไว้ในหัวมาก ประการแรกคือความเร็วที่ถึงกับล้ำหน้าอาชาเหงื่อโลหิตอยู่หลายเท่า เมื่อมันทะยานไปพร้อมกับรถม้าเหล็กอื่นๆ อีกหลายสิบคัน ทั้งวิ่งตามทั้งวิ่งสวนมาด้วยความเร็วที่เหมือนจะแข่งกันแบบนี้ แม้เขาจะขวัญกล้าขนาดกระโจนลงหน้าผาได้โดยไม่กลัวก็ยังอดพรั่นพรึงไม่ได้ ประการที่สองคือถนนที่ซับซ้อนเสียยิ่งกว่าค่ายกล บางครั้งก็ยกสูงขึ้นไปบนฟ้า บางคราก็มุดลงใต้ดินน่าเวียนหัวยิ่ง หลี่คุนโยกตัวหลบทุกครั้งที่มีรถวิ่งสวนมาจนคนขับแท็กซี่หันมามองอยู่หลายที ยิ่งเขาไม่มีวรยุทธ์ก็ยิ่งกังวลเรื่องความปลอดภัยจนนั่งตัวเกร็งไปตลอดทาง กว่าจะถึงที่พักก็รู้สึกมึนหัวเต็มที

คุณานนท์อยู่ในสิ่งก่อสร้างสูงเสียดฟ้าที่เรียกว่าคอนโด หลี่คุนไม่ได้มีปัญหากับความสูงเพียงแต่เขาไม่เข้าใจว่าคนเราทำไมถึงอยากไปนอนบนที่ที่สูงขนาดนั้น ยังดีที่สามารถขึ้นไปชั้นต่างๆ โดยอาศัยตู้ขนส่งที่เรียกว่าลิฟท์ซึ่งเขาคุ้ยเคยมาบ้างจากที่โรงพยาบาล มิฉะนั้นก็นึกไม่ออกเลยว่าคนยุคนี้ที่ไม่มีวรยุทธ์จะปืนขึ้นลงตึกสูงขนาดนี้ได้ยังไงทุกวัน

หลี่คุนค่อยทราบว่าคอนโดแห่งนี้ไม่ได้เป็นของร่างเดิมคนเดียว คุณานนท์เป็นเจ้าของแค่ห้องๆ หนึ่งบนชั้นสิบเจ็ด ห้องอื่นก็มีคนอาศัยอยู่แต่ไม่รู้จักกัน รูปแบบคล้ายๆ กับในโรงเตี้ยม เมื่อเข้าไปในห้องก็รู้สึกว่าไม่ต่างกับห้องในโรงพยาบาลแต่มีสีสันและข้าวของมากกว่า ไม่นานหลี่คุนก็ค่อยๆ ซึมซับความทรงจำจากสิ่งต่างๆ ในห้องที่ร่างเดิมใช้ชีวิตประจำวันอยู่มาแล้วสามปี ซูกัสช่วยจัดของให้เข้าที่อย่างแข็งขัน หลี่คุนรู้สึกว่าถ้าไม่มีญาติผู้น้องของคุณานนท์คนนี้ ชีวิตหลังข้ามเวลามาของเขาคงจะลำบากไม่น้อย คิดแล้วก็ยิ่งเอ็นดูซูเอ๋อร์ขึ้นมาอีกหลายส่วน

“พี่คุน ไอนี่คือชุดฝังเข็มที่หมอหล่อๆ คนนั้นให้พี่มาก่อนกลับใช่ป่ะ เอามาทำไมก็ไม่รู้ ใครจะใช้เป็น ผมแค่เห็นเข็มยาวๆ ก็ขนลุกซู่แล้ว”

“ข้าใช้เป็น อย่างผื่นแดงอักเสบบนใบหน้าเจ้าข้าก็รักษาได้ ว่าแต่ไฉนเจ้าถึงปล่อยให้มันลุกลามเช่นนี้ มิใช่ว่าการแพทย์ในยามนี้สามารถรักษาเจ้าได้อย่างง่ายดายหรอกหรือ”

หลี่คุนให้ค่าวิชาแพทย์ในยุคนี้ไว้สูงมาก หากแม้แต่การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะภายในยังทำได้ เรื่องอื่นคงมิต้องพูดถึง

“จะล้อเลียนว่าผมเป็นไอหน้าสิวเขลอะอีกล่ะสิ พี่ก็รู้ว่าผมไปรักษามาไม่รู้ตั้งกี่หมอแล้ว ดีได้แป๊บๆ เดี๋ยวก็กลับมาเป็นหนักกว่าเดิมอีก”

“เป็นเช่นนั้นหรือ ซูเอ๋อร์ ข้าจะช่วยเจ้ารักษาโรคบนใบหน้าให้เจ้าว่าดีหรือไม่”

“ว๊าก บอกกี่ทีแล้วว่าอย่าเรียกซูเอ๋อร์ ฟังดูเหมือนเด็กพิเศษยังไงไม่รู้ เรียกซูกัสสิพี่ หรือจะเรียกกัสเฉยๆ ก็ได้ถ้าขี้เกียจ”

“มันไม่น่าฟังสำหรับข้า ถ้าเจ้าไม่ชอบ ข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวซูแทนก็ได้”

“ห้ามเลยนะ มันยิ่งฟังแปลกๆ เดี๋ยวคนจะนึกว่าไปล้อเลียนพี่น้องภาคอีสาน”

“งั้นก็เรียกซูเอ๋อร์นี่แหละ เหมาะกับเจ้ามาก”

ซูเอ๋อร์เบ้ปากแดงๆ ดูหล่อเหลาน่ารักราวกับเด็กน้อย ในยุคก่อน บุรุษหนุ่มในวัยนี้หลายคนก็ออกทัพจับศึกหรือแม้แต่มีครอบครัวไปแล้ว ไม่มีใครจะยังทำตัวเป็นคุณชายน้อยมีท่าทางออดอ้อนเอาแต่ใจแบบนี้ แต่ความทรงจำของร่างเดิมก็บอกว่า วัยสิบหกสิบเจ็ดของซูเอ๋อร์ในยุคนี้ก็ถือว่ายังเด็กอยู่จริงๆ

“ให้ข้าจับชีพจรตรวจอาการเจ้าดูเสียก่อน จะได้รู้ว่าจะต้องรักษาอย่างไร”

“พี่คุน นี่มันแปลกเกินไปแล้ว พี่เล่นเป็นจอมยุทธ์หนังจีนไม่เลิกแบบนี้ ผมชักกลัวแล้วนะ เหมือนพี่ไม่ใช่คนเดิมอย่างนั้นแหละ ถามจริง พี่ทะลุมิติมาเหมือนในนิยายป่ะนี่ ฮ่าๆ”

“ข้าก็คือพี่ชายของเจ้านั่นแหละจะเป็นใครได้ ตอนเด็กๆ เจ้าเคยจะหนีออกจากบ้านมารดาเจ้าเพราะน้อยใจที่ข้าได้ขนมชิ้นใหญ่กว่า เขียนจดหมายลาลายมือโย้เย้ทิ้งเอาไว้แล้วด้วย แต่สุดท้ายก็มัวแต่เก็บของที่จะเอาไปอยู่นั่น ทั้งของเล่น ขนม ชุดโปรด เก็บแล้วเก็บอีกจนหลับไปบนกองเสื้อผ้า พอทุกคนมาเจอเห็นจดหมายของเจ้าก็แอบอ่านแล้วหัวเราะกันใหญ่ เจ้าจำได้หรือไม่”

ยามที่หลี่คุนค้นเข้าไปในความทรงจำของคุณานนท์เพื่อหาเรื่องมายืนยันตัวเองก็พบภาพที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของร่างนี้มากที่สุด ซูเอ๋อร์ในวัยเจ็ดขวบปีที่หลับอยู่บนกองเสื้อผ้าแก้มแดงใบหน้ามีเหงื่อออกนิดๆ จนปลายผมเปียกชื้นดูน่ารักเป็นหนักหนา เขารู้สึกถึงความผูกพันที่พี่น้องคู่นี้มีให้ต่อกันว่ามีมากแค่ไหน

“พอเลย ไหนพี่สัญญาไว้ตั้งแต่สามปีก่อนไง ว่าจะไม่พูดเรื่องนี้อีกเลยตลอดชีวิต นี่พี่ยังไม่ตายก็เอาเรื่องนี้มาพูดอีกแล้วเหรอ”

ใบหน้าขี้เล่นของซูกัสเปลี่ยนมาเป็นจริงจังด้วยความไม่พอใจ หลี่คุนไม่เคยฉุกคิดมาก่อนว่าเมื่อวิญญาณของเขามาอยู่ในร่างนี้แล้ววิญญาณเจ้าของร่างที่แท้จริงจะไปอยู่ที่ไหน เป็นไปได้มากว่าคุณานนท์ตัวจริงจะสิ้นชีพไปแล้วตั้งแต่ตอนที่โดนรถชน ซูเอ๋อร์ พี่ชายเจ้าไม่ได้ผิดสัญญาหรอกนะ เพียงแต่เขาไม่ได้อยู่ในร่างนี้แล้ว

“เด็กน้อย ในอดีตพี่ชายคนนี้ดีต่อเจ้ามากใช่ไหม ข้าขอโทษ ข้าสัญญาว่าจะยังดีต่อเจ้าตลอดไป”

ซูกัสหายโกรธทันทีรีบโผเข้ากอดพี่ชายอย่างรักใคร่ แม้ใบหน้าจะมีสิวแดงๆ ขึ้นเป็นสิบเม็ดแต่ก็ยังชวนมอง หลี่คุนนึกในใจว่าเขาต้องรักษาน้องชายของร่างนี้จนหายให้จงได้ เขาถือโอกาสที่ได้สัมผัสตัวกันลอบตรวจอาการของซูเอ๋อร์ ในยามที่ไม่มีพลังลมปราณที่จะโคจรเข้าไปตรวจสภาพร่างกายของเด็กหนุ่มโดยละเอียดได้ หลี่คุนจึงอาศัยเพียงการจับชีพจรและตรวจสมดุลหยินหยางผ่านการวัดความร้อนเย็นของอวัยวะส่วนต่างๆ แทน  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มั่นใจอยู่หลายส่วนว่าสาเหตุมาจากอากาศที่ไม่ค่อยสะอาดของโลกนี้ เมื่อสะสมนานวันเข้าก็ทำให้เส้นลมปราณหลายเส้นบนใบหน้าซูเอ๋อร์อุดตัน พลังหยางที่ปั่นป่วนจากวัยหนุ่มยิ่งกระตุ้นพิษอากาศภายในจนปะทุออกทางผิวหน้ากลายเป็นสิวที่ไม่หายขาดเสียที การเปิดเส้นลมปราณที่อุดตันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าไม่สามารถส่งลมปราณจากภายนอกเข้าไปช่วยทะลวงจนปลอดโปร่ง นั่นเป็นสิ่งที่หลี่คุนซึ่งไม่มีกำลังภายในไร้ความสามารถที่จะทำได้ในตอนนี้ แต่เนื่องจากโรคนี้ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ขอเพียงเขาใช้การฝังเข็มช่วยเปิดลมปราณให้มีช่องทางไหลเวียนได้แม้เพียงนิด อาการน่าจะบรรเทาลงไปได้เกือบหมด

“ข้าต้องฝังเข็มบนใบหน้าเจ้า มันจะช่วยลดอาการบวมและการอุดตันที่รูขุมขนลงได้”

“ไม่เอา ใครจะให้เอาเข็มน่ากลัวนั่นมาทิ่มหน้า แถมพี่ยังไม่ใช่หมออีกด้วย ไม่ใช่ว่าไปดูคลิปยูทูปมาแค่สองสามคลิปแล้วจะเอาน้องเป็นหนูทดลองหรอกนะ ไหนว่าจะดีกับผมไปตลอดไง”

“เชื่อใจข้า ข้ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ถ้าซูเอ๋อร์กลัวจริงๆ ขอแค่เข็มเดียวก็ได้ ฝีมือระดับข้า เจ้าจะไม่รู้สึกเจ็บสักนิด”

“พี่ฝังเข็มเป็นจริงๆ เหรอ ทำไมผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ไม่ใช่ว่าฝังไปแล้วผมกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตปากเบี้ยวตาเหล่หมดหล่อกันพอดี”

“ข้ารับรองว่าซูเอ๋อร์จะหล่อเหลาขึ้นอีกมาก”

“เข็มเดียวจริงๆ นะ งั้นผมมีข้อแม้ว่าพี่จะต้องเลิกพูดภาษาหนังจีนเสียที”

“แต่ข้าชินแบบนี้นี่ เอาเป็นว่าข้าจะพยายามแล้วกัน”

“งั้นดีล รีบฝังมา”

ซูกัสยื่นหน้ามาให้อย่างกล้าๆ กลัวๆ หลี่คุนค่อยๆ เอาเข็มเล่มหนึ่งฝังไปบนไปหน้านั้นอย่างเบามือ เด็กหนุ่มมีสีหน้าผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ซูเอ๋อร์ เจ้าเจ็บหรือไม่”

“ไม่รู้สึกเลย”

ที่แท้จุดหยิงเซียงที่หลี่คุนปักลงไปคือจุดที่ใช้คลายอาการกังวลและสกัดความเจ็บปวด ยังไม่ได้เกี่ยวกับการรักษาอาการบนใบหน้าเลย

“งั้นข้าขอลงเข็มอีกสามสี่จุดได้หรือไม่”

ซูกัสดูจะไม่ตื่นตัวกับการฝังเข็มอีกแล้ว เขากลับติดใจในประเด็นอื่นแทน

“ไม่เอาสิ พี่คุนต้องแทนตัวเองว่าพี่เหมือนเดิม แล้วต้องลงท้ายว่าครับด้วย”

“ก็ได้ งั้นพี่ขอฝังเข็มเพิ่มนะ..ครับ”

“โอเชพี่”

ในที่สุดเด็กน้อยก็ยอมให้ฝังเข็มแต่โดยดี หลี่คุนคาดเดาจุดที่เส้นลมปราณอุดตันบนใบหน้าของผู้น้อง เขาค่อยๆ ใช้การฝังเข็มเพื่อช่วยคลี่คลายเปิดช่องทางให้กับเส้นลมปราณทีละเส้น แต่มลพิษที่สะสมมานานแรมปียากนักที่จะทะลุทะลวงได้โดยไม่ใช้กำลังภายใน เขาทดลองค่อยๆ หมุนเข็มกระตุ้นตรงจุดที่คาดว่าจะมีปัญหาร่วมกับการนวดเฟ้นไปตามเส้นลมปราณอย่างใจเย็น เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามจนซูเอ๋อร์ถึงกับหลับไป ในที่สุดความพยายามก็บังเกิดผล เส้นลมปราณที่ติดขัดค่อยๆ เปิดเป็นช่องทางเล็กๆ แม้จะน้อยนิดแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เลือดลมบนใบหน้าเริ่มเกิดการหมุนเวียนอย่างช้าๆ เพื่อปรับตัวเข้าสู่สมดุล

ซูกัสลืมตาขึ้นพร้อมกับส่งเสียงบ่นออกมา

“ทำไมหน้ามันแสบๆ อย่างนี้”

“แสบมากหรือไม่”

“ก็ไม่มากนะพี่ มันออกจะร้อนๆ คันๆ ยุบยิบมากกว่า”

“ไม่ต้องวิตก ร่างกายเรากำลังค่อยๆขับพิษออกมา ไม่นานก็จะบรรเทาไปเอง”

“พี่อย่ามาอำให้ผมตกใจเลย ผมจะไปถูกพิษมาจากไหนได้   ไม่ใช่ว่าเอาเข็มมาทิ่มหน้าผมเล่นจนมันระคายเคืองเรอะ  ฮือๆ พรุ่งนี้สิวอักเสบต้องขึ้นเต็มหน้าอีกแน่เลย”

“คอยดูไปก็แล้วกัน ระหว่างนี้ต้องคอยระวังเรื่องอาหารการกินด้วยนะ อย่าทานอะไรที่มีสิ่งเจือปนมากๆ ถ้าเป็นอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ได้ปรุงแต่งจะดีมากๆ”

“เอ๊ะ หมายถึงพวกอาหารคลีนเหรอ ก่อนหน้านี้พี่คุณก็บ้าทานอยู่พักนึงนี่ แต่ไม่ถึงเดือนก็เบื่อ ยังเห็นมีของที่พี่ตุนไว้เหลืออยู่เลยนะ เดี๋ยวผมลองไปเอามาดู”

ว่าแล้วซูกัสก็ไปก้มๆ เงยๆ เปิดตู้รื้อลิ้นชักอยู่ตรงบริเวณครัว เพียงครู่เดียวก็ถือโหลแก้วใบย่อมภายในบรรจุถั่วผสมกับผลไม้แห้งสีแดงเม็ดเล็กกลับมาด้วย

“นี่ไง ว่าแล้วว่าเห็นอยู่ มิ๊กซ์นัทกับโกจิเบอรี่”

“นี่มันเก๋ากี้นี่”

หลี่คุนร้องขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง เก๋ากี้เป็นสมุนไพรที่ใช้กันโดยทั่วไปในยุคของเขา มีสรรพคุณช่วยบำรุงตับบำรุงไตและชะลอวัย ไม่นึกว่าผ่านมาหกเจ็ดร้อยปียังคงมีให้เห็นแม้ในแว่นแคว้นอันห่างไกลจากเมืองเดิมของเขา ความหวังที่จะหาสมุนไพรต่างๆ มาใช้ปรุงโอสถที่เขาเชี่ยวชาญเริ่มผุดขึ้นมา หลี่คุณหยิบเก๋ากี้สองสามเม็ดมาใส่ปาก เขารู้สึกได้ว่าสรรพคุณทางยาอ่อนกว่าปกติอยู่มาก ดูท่าว่าความสกปรกในดินน้ำอากาศของยุคนี้ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสมุนไพรไม่น้อย ถ้าสมุนไพรที่หาได้ล้วนเป็นเช่นนี้ อย่าว่าจะปรุงโอสถล้ำค่าที่อยู่ในตำราลับของตระกูลเลย แค่ยาพื้นบ้านทั่วไปเกรงว่าคงออกมามิมีอันใดดี

ยิ่งคิดก็รู้สึกน้อยใจในโชคชะตายิ่ง จากนิยายจีนที่เขาอ่านมาไม่รู้กี่เรื่อง ผู้คนที่ย้อนอดีตกลับไปในยุคเขาล้วนนำความรู้ที่เป็นประโยชน์จากอนาคตติดไปด้วย มีทั้งวิชาแพทย์ การคำนวณ การประดิษฐ์สิ่งของ การสร้างอาวุธ ไปจนถึงวิชาทำอาหาร ได้เปรียบเป็นอย่างยิ่ง และที่ยอดเยี่ยมจนเหมือนโกงคือความรู้หน้าประวัติศาสตร์ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น ในขณะที่เขาสูญสิ้นกำลังภายในมิอาจใช้วรยุทธ์ต่างๆ ได้แม้แต่น้อย วิชาการแพทย์ที่มีก็ล้าหลังซ้ำยังขาดลมปราณรักษา เหลือเพียงการปรุงโอสถที่เขามั่นใจแต่หากขาดวัตถุดิบที่จำเป็นก็คงไร้ซึ่งประโยชน์ สวรรค์ช่างไม่เป็นธรรม

“ซูเอ๋อร์ ในเมืองนี้มีร้านค้าสมุนไพรบ้างไหม”

“งื้อ พี่จะเอาไปทำอะไรอ่ะ อย่าบอกนะว่าต้มยาจีนกิน”

“แค่บอกพี่มาว่ามีหรือไม่”

“โอเค อย่าทำเสียงดุสิ ผมค้นในมือถือให้แป๊บนึง… อ๊ะ เจอแล้ว น่าจะต้องไปที่เยาวราชนะ ร้านใหญ่ๆ มีขายทั้งสมุนไพรไทยจีน”

“ดียิ่งนัก เราจงนำทางพี่ไป”

“ผมพาไปก็ได้ แต่พี่ต้องห้ามพูดจาเพี้ยนๆ แบบนี้นอกบ้านนะ ผมอายคน”

“พี่ตกลง.. ครับ”

ทั้งคู่พากันไปถึงเยาวราชมรดกทางวัฒนธรรมจีนใจกลางกรุง แม้จะไม่ค่อยชื่นชอบอากาศที่ไม่สะอาดและผู้คนพลุกพล่าน แต่หลี่คุนก็อดตื่นตาตื่นใจไปกับอารยธรรมของชาวฮั่นที่สืบทอดข้ามผ่านยุคสมัยสู่ดินแดนอันห่างไกลทางตอนใต้นี้ไม่ได้ เขาเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ตรวจสอบสมุนไพรที่วางขายอย่างเพลิดเพลิน แม้วัตถุดิบในการทำยาระดับสูงจำพวกถั่งเช่า โสมคน หรือเห็ดหลินจือร้อยปีจะราคาสูงลิ่วเกินเอื้อมและไม่แน่ว่าจะเป็นของแท้ แต่ก็ยังได้สมุนไพรทั่วไปอย่างตังกุย รากโสมอ่อน ฮวยซัว ดีบัว โป๊ยกั๊ก ติดมือมาไม่น้อย กว่าจะรู้ตัวเขาก็สิ้นเงินไปหลายร้อยตำลึงเงินทั้งๆ ที่สมุนไพรพวกนี้หากเป็นในสมัยก่อนล้วนพบเห็นได้ทั่วไปรวมแล้วคงไม่กี่ตำลึงเงินเท่านั้น ยังดีที่เขาเจอสมุนไพรพื้นบ้านหลายตัวที่น่าสนใจของแคว้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟ้าทะลายโจร ข้าวเย็นเหนือ ไพล กวาวเครือ เถารางจืด และอื่นๆ อีกมาก ทั้งหลากหลายทั้งราคาย่อมเยา เขาเลยทดลองซื้อมาอย่างละนิดละหน่อย บางตัวมีกลิ่นคล้ายสมุนไพรหายากในอดีต มิแน่ว่าอาจใช้ทดแทนกันได้

พอหลี่คุนออกมาจากร้านสมุนไพรร้านที่ห้า ซูเอ๋อร์ก็สิ้นความอดทน เขาฉุดกระชากญาติผู้พี่ไปย่านของกินแล้วบังคับให้ไล่ชิมกันไปทีละร้าน หลี่คุณออกจะดูแคลนอาหารการกินของยุคนี้อยู่มาก แต่ละมื้อที่เขากินในโรงพยาบาลล้วนแต่จืดชืดไร้รสชาติ วัตถุดิบก็ไม่ค่อยสมบูรณ์คงเพราะภาวะดินน้ำอากาศที่สกปรกของยุคนี้ แต่เพียงแค่ตักก๋วยจั๊บที่แวะเป็นร้านแรกเข้าปากเขาก็ต้องตกตะลึง เครื่องเทศในน้ำซุปปรุงออกมาได้จัดจ้านหอมกลิ่นพริกไทย หมูกรอบและเครื่องในก็ทำได้ดียิ่ง ร้านต่อไปคือก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เตาถ่านที่อร่อยกลมกล่อมหอมอบอวนด้วยกลิ่นกระทะเข้ากับซ๊อสเผ็ดหวานสีแดงส้ม ถัดมาเป็นแผงลอยขายหอยทะเลลวก เขาไม่คุ้นเคยกับหอยชนิดนี้ แต่เนื้อที่สดหวานแน่นเด้ง กับน้ำจิ้มเผ็ดเปรี้ยวถึงใจใส่ผักชีพร้อมโรยถั่วคั่วเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยกำลังกินกำลังนอนอย่างซูเอ๋อร์ยังไม่หยุดแค่นั้น เขาพาไปต่อกับร้านหมูเสียบไม้ย่างร้อนๆ กลิ่นหอมที่เรียกว่าหมูสะเต๊ะ หมูติดมันนิดๆ  หมักมานุ่มนวลรสชาติกลมกล่อม ทานกับน้ำจิ้มถั่วและแตงกวา ก่อนจะไปจบที่แผงสุดท้ายด้วยหมางกั่วลูกใหญ่สุกเหลืองกำลังดี ปอกมาพร้อมกับข้าวเหนียวรสชาติหวานมันราดกะทิเข้มข้นโรยถั่วสีทองเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด อร่อยจนต้องฝืนทานอิ่มแน่นไปถึงคอหอย

หลี่คุนตบท้องที่อิ่มจนแทบจะแตกของตัวเองเบาๆ ไม่คิดว่าอาหารของแคว้นนี้ในยุคนี้จะล้ำเลิศถึงเพียงนี้ จริงอยู่ที่มิได้เป็นอาหารที่ปราณีตบรรจงอะไรนัก ผู้คนก็เบียดเสียดไร้ความเป็นส่วนตัว แต่การปรุงรสช่างยอดเยี่ยมจัดจ้านแปลกใหม่ชวนให้เปิดหูเปิดตาโดยแท้ แต่ละคำล้วนมีรสอร่อยล้ำลึกเคลือบติดอยู่ที่ปลายลิ้น มิรู้ว่าใช้เวทมนต์หรือเครื่องปรุงสูงค่าอันใด ความหลากหลายผันแปรในแต่จะจานก็ถึงกับผลิกฟ้าสะเทือนดิน บ้างก็คล้ายสืบทอดจากอาหารจงหยวน แต่บางจานก็มิใช่ หมูย่างสีเหลืองมีกลิ่นอายของชมพูทวีป น้ำจิ้มหอยผสานความเปรี้ยวเผ็ดเค็มหวานคล้ายมิเคยมีมาก่อน ที่สุดจะคาดคิดคือหมางกั่ว ข้าวเหนียว และนมมะพร้าวที่ผสานออกมาเป็นของหวานชั้นเลิศ สถานที่นี้มันคือสวรรค์ของนักกินหรือไร
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 3] 22/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: Snowermyhae ที่ 22-10-2019 11:54:30
ชอบมากเลยค่ะ ปรับตัวไว และอยู่เป็น หนทางรวยไม่ไกล 5555555555555555555
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 3] 22/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: toomild ที่ 22-10-2019 14:11:17
กลั้นยิ้มหน้าเป็นกบเลยค่ะ5555 เอ็นดูพี่คุณมาก เป็นน่ารักยิ่ง :-[
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 3] 22/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: แมว ที่ 22-10-2019 15:17:46
แบบ 555555555555555555555 น่ารักกกก
ปล.คุณนักเขียนอย่าลืมแปะกฎเล้านะคะะะ
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 3] 22/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: nut2557 ที่ 22-10-2019 18:13:01
ชอบครับอ่านสนุกดี
แต่ผู้แต่งลืมลงกฎหรือเปล่านะ
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 3] 22/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: fc_fic ที่ 22-10-2019 19:52:01
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 4] 23/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 23-10-2019 11:13:05
-4-


หลี่คุนอารมณ์ดียิ่งนักเมื่อกลับถึงที่พัก สองมือเต็มไปด้วยสมุนไพรทั้งที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคยขณะที่ในท้องอัดแน่นด้วยอาหารเลิศรส เขารีบรื้อค้นสมุนไพรแต่ละตัวออกมาตรวจสอบโดยละเอียด ทั้งดมทั้งชิมแล้วใช้ความรู้ในชาติก่อนประเมินสรรพคุณคัดแยกพวกที่พอใช้การได้ออกมา ที่ควรบดก็บดที่ควรหั่นก็หั่น แล้วจัดเก็บไว้ในโถแก้ววางเรียงเป็นตับ จากนั้นก็ลองปรุงยาขนานแรกขึ้นโดยเคี่ยวสมุนไพรตามตำหรับลับของตระกูลจนกลิ่นฟุ้งไปทั้งห้อง เตาไฟฟ้าของยุคนี้ใช้ง่ายนัก จะเพิ่มหรือลดความแรงก็เพียงใช้นิ้วกด เมื่อทดลองไปสักพักก็สามารถควบคุมร้อนในการสกัดสมุนไพรได้อย่างใจ นี่นับว่าเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการปรุงโอสถ

แต่ฤทธิ์ทางยาของสมุนไพรยุคนี้มีความอ่อนแก่ไม่เท่ากับในยุคก่อน หลี่คุนต้องปรับแก้สัดส่วนอยู่หลายรอบ สมุนไพรดั้งเดิมบางตัวที่หาไม่ได้เขาก็ทดลองใช้สมุนไพรไทยแทน ล้มเหลวอยู่หลายครั้งกว่าจะได้ผลที่พอใช้การได้

ในที่สุดโอสถขนานแรกก็แล้วเสร็จ หลี่คุนเลือกจะปรุงขี้ผึ้งสมานแผลเพราะอยากใช้กับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแดงของซูเอ๋อร์ ขี้ผึ้งสูตรนี้ของตระกูลหลี่แม้จะเป็นโอสถระดับสามัญแต่ก็ให้ผลยอดเยี่ยมยิ่งนัก สามารถขจัดได้แม้รอยแผลเป็นขนาดใหญ่หากเป็นโอสถที่มีความบริสุทธิ์แปดส่วนขึ้นไป เพียงแค่ขวดหยกใบเล็กๆ ใบหนึ่งก็ขายได้หนึ่งตำลึงทองแล้ว

โอสถในยุคของหลี่คุนมีสามระดับแบ่งตามความยากในการปรุง โอสถระดับสามัญคือโอสถที่ปรุงง่ายสุด ขอเพียงทราบสูตรและวิธีเคี่ยวตัวยาก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้พลังลมปราณ นี่เป็นโอสถที่คนส่วนใหญ่รวมทั้งหมอใช้กัน สรรพคุณจะขึ้นกับความบริสุทธิ์ ยิ่งสูงก็ยิ่งส่งผลดีต่อการรักษา ความบริสุทธิ์ของโอสถระดับสามัญขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบเท่านั้นเนื่องจากมิได้ใช้ลมปราณมาช่วยในการหลอมรวมและชำระสิ่งเจือปน

โอสถระดับสูงขึ้นมาคือโอสถระดับปฐพี โอสถระดับนี้จะใช้วัตถุดิบสูงค่าที่หายากยิ่งขึ้น เวลาปรุงจะต้องใช้ลมปราณของผู้ปรุงมาชำระสิ่งเจือปนและหลอมรวมวัตถุดิบ คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักพรตหรือหมอเทวดาผู้มีกำลังภายในแก่กล้ายากนักที่จะปรุงได้สำเร็จ ความบริสุทธิ์ขึ้นกับคุณภาพของวัตถุดิบและความล้ำลึกของกำลังภายในของผู้ปรุงเท่าๆ กัน

โอสถขั้นสูงสุดคือโอสถระดับนภานั้นเรียกได้ว่าเป็นตำนาน มิต้องพูดถึงว่าความล้ำค่าของวัตถุดิบและความสูงส่งซับซ้อนของพลังลมปราณที่ต้องใช้จะสะเทือนฟ้าสะเทือนดินขนาดไหน ในสมัยราชวงศ์หมิง ตำหรับตำราในการปรุงโอสถระดับนี้คาดว่าได้สูญหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงโอสถที่ปรุงเสร็จแล้วจำนวนน้อยนิดที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้ให้ ส่วนใหญ่ถูกเก็บซ่อนไว้เป็นสมบัติลับภายในวังหลวงและจวนตระกูลใหญ่ ที่เหลือล้วนกระจายอยู่กับยอดคนระดับเสือเร้นมังกรซ่อน

หลี่คุนรีบตรวจสอบความบริสุทธิ์ของขี้ผึ้งสมานแผลที่เพิ่งปรุงเสร็จทันที แม้จะเตรียมใจเรื่องข้อจำกัดของวัตถุดิบไว้แล้วแต่ก็อดผิดหวังไม่ได้เมื่อพบว่าโอสถในมือมีความบริสุทธิ์เพียงแค่สามส่วนเท่านั้น นั่นหมายความว่าน่าจะใช้รักษาได้เพียงรอยขีดข่วนเล็กๆ หากเป็นในชาติก่อนเขาคงไม่รีรอที่จะโยนทิ้งไป แต่เมื่อนึกถึงว่าต้องลองผิดลองถูกสิ้นเปลืองสมุนไพรที่ราคาแพงกว่าปกติไปมากมายก็แสนจะปวดใจ

“ซูเอ๋อร์ เอาไปทาหน้าเข้าเย็นทุกวัน ริ้วรอยบนใบหน้าน้องน่าจะดีขึ้นบ้าง”

ด้วยความเสียดาย หลี่คุนจึงเอาขี้ผึ้งมาแบ่งใส่ตลับเล็กๆ ได้สิบตลับ ก่อนจะหยิบอันนึงส่งให้กับญาติผู้น้อง ที่เหลือเก็บไว้ทาแก้รอยยุงกัดก็ยังดี ซูเอ๋อร์รับมาดมอย่างไม่มั่นใจ

“เอาจริงดิพี่ กลิ่นประหลาดแท้ ทาไปสิวคงไม่เห่อเต็มหน้านะ”

“ทาไปเถอะ พี่รับประกัน”

คนที่ปรุงยามากับมือยืนยันหนักแน่น ทั้งที่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เขาไม่เคยใช้โอสถที่ความบริสุทธิ์ต่ำเยี่ยงนี้มาก่อน

“งั้นผมถ่ายรูปหน้าผมตอนก่อนใช้เก็บไว้ก่อนดีกว่า เป็นอะไรขึ้นมาจะได้ฟ้องพี่ให้หมดตัว”

ซูเอ๋อร์พูดเล่นแต่ทำจริง เขาหยิบแท่งสื่อสารสารพัดประโยชน์เรียกว่าโทรศัพท์มือถือที่หลี่คุนเห็นคนยุคนี้ติดกันงอมแงมขึ้นมาบันทึกภาพใบหน้าตัวเองได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เด็กหนุ่มปั้นหน้าหล่อก่อนจะกดถ่ายหนึ่งภาพ จากนั้นก็เปลี่ยนมุมถ่ายจากด้านซ้าย ด้านขวา มุมกด มุมเสย ยิ้มเห็นฟัน ยิ้มไม่เห็นฟัน ทำปากจู๋ ทำแก้มป่อง ดูหล่อน่ารักแต่ก็เวียนหัวยิ่งนัก กว่าจะได้ทาจริงก็เสียเวลาไปมากมาย

หลี่คุนเริ่มสนใจแท่งสื่อสารที่ซูเอ๋อร์ใช้จึงเอ่ยปากถามขึ้น อีกฝ่ายรีบกุลีกุจออธิบาย

“โทษทีพี่ พอดีพี่ไม่ได้ถามถึงเลยผมก็ลืมบอกไป มือถือของพี่มันหล่นกระแทกตอนถูกรถชนผมเลยส่งไปซ่อมให้ แล้วที่ร้านเพิ่งโทรมาแจ้งว่าพังจนซ่อมไม่ได้น่าจะต้องซื้อใหม่ พี่จะเอายี่ห้อเดิมหรือว่าจะย้ายค่าย ค่ายเดิมผมว่าก็ดีนะใช้ง่ายแต่รุ่นใหม่ราคาแรงมาก พี่จะเอาจอเล็กหรือจอใหญ่  แต่ถ้าย้ายค่ายก็มีตัวเลือกเพียบ จะเอาจอเล็กกลางใหญ่หรือใหญ่มากก็มีหมด ซีพียูแรงมากแรงน้อย หน่วยความจำเอาเท่าไหร่ กันน้ำกันฝุ่นด้วยเปล่า ที่สำคัญคือกล้อง หน้าชัดหลังเบลอ เลนส์ซูมเลนส์ไวด์  ถ่ายในที่มืดได้ พี่บอกมาได้เลยจะเอาสเป็คไหน เรื่องพวกนี้ผมเทพมาก ติดตามตลอด”

หลี่คุนรับฟังจนเวียนหัวไม่กล้าบอกว่าไม่รู้เรื่องพวกนี้แม้แต่น้อย อ้ำๆ อึ้งๆ แต่อีกฝ่ายก็ดูจะไม่แปลกใจเท่าไหร่

“ปกติพี่ก็ไม่ค่อยสนใจพวกเรื่องไอทีอยู่แล้วนี่ หรือจะใช้แบบเดิมไป แต่ถ้าให้ผมแนะนำ ค่ายจีนนี่กำลังมาแรงเลย ความคุ้มค่าผมให้ห้าดาว เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้เผลอๆ จะแซงหน้าเกาหลีไปแล้ว แต่ก็มีความเสี่ยงจะโดนอเมริกาสะกัดดาวรุ่ง อาจจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงบริการต่างๆ  ขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”

หลี่คุนได้ยินก็ปลาบปลื้มที่ลูกหลานเชื้อสายชาวฮั่นกำลังกลับมายิ่งใหญ่ในการค้าแท่งสื่อสารที่เขาคาดว่าน่าจะมีความสำคัญอย่างมากในยุคนี้ ในขณะเดียวกันก็อดเจ็บแค้นแทนมิได้ที่ถูกแคว้นใหญ่ตั้งใหม่ที่เพิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นในยุคหลังใช้กลยุทธ์พิชัยสงครามมากดดัน เขาบอกให้ซูเอ๋อร์พาไปซื้อโทรศัพท์ชั้นหนึ่งของค่ายจีนทันที พอได้มาก็หยิบคลำชื่นชมตลอดเวลาทั้งๆ ที่ใช้แทบไม่เป็น

วันเวลาของหลี่คุนหลังข้ามมายังอนาคตเรียบง่ายและมีความสุขกว่าที่คิด ภาระหนักอึ้งของตระกูลเมื่อเวลาล่วงเลยมากว่าหกร้อยปีก็ไร้ซึ่งความสำคัญอันใด เขาเพียงแต่คิดว่าจะหาเงินอย่างไรในชาตินี้ แต่ละวันหลี่คุนจะง่วนอยู่กับการศึกษาทดลองสมุนไพรไทยที่ซื้อมา สลับกับการอ่านนิยายจีนย้อนยุคที่ซูเอ๋อร์เช่ามาให้ เขาแอบหัดใช้โทรศัพท์ทีละนิดโดยอ้างกับญาติผู้น้องว่าระบบคนละอย่างกับของเดิมทำให้ต้องมาถามเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็ใช้กล้องถ่ายรูปเป็นรวมถึงการตอบข้อความถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและรูปดอกไม้สวัสดีตามวันทร์จากท่านพ่อท่านแม่ที่โพ้นทะเลด้วย แม้จะเป็นธรรมเนียมที่แปลก แต่ก็สะดวกสบายกว่าการไปโขกศีรษะคำนับด้วยตัวเองทุกวันตามแบบแผนในชาติก่อนอยู่มาก

สิ่งที่หลี่คุนชื่นชอบมากที่สุดของการใช้ชีวิตในแคว้นนี้คืออาหาร ถ้าเป็นมื้อเที่ยงกับมื้อเย็นส่วนใหญ่จะพากันออกไปทานข้าวข้างนอก หรือไม่ซูเอ๋อร์ที่มีนัดกับเพื่อนหรือออกไปทำธุระก็จะซื้อมาฝาก ผัดไทย ข้าวขาหมู ข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่าง กระเพราหมูกรอบไข่ดาว บะหมี่เป็ด ล้วนแต่เป็นซูเอ๋อร์เลือกสรรมาให้ เด็กคนนี้รู้จักเสพสุขในชีวิตจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านไหนก็มีรสอร่อยกลมกล่อมติดปลายลิ้น ชีวิตที่ไม่ต้องแบกภาระไว้บนบ่ามันช่างสบายยิ่งนัก ช่วงค่ำๆ บางทีหลี่คุนก็นั่งดูงิ้วตู้หลังข่าวเป็นเพื่อน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องชิงรักหักสวาทที่ไม่ค่อยมีเหตุผลนัก แต่มันก็ช่วยให้เข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนยุคนี้ขึ้นมาบ้าง ซูเอ๋อร์มักกล่าวถึงนักแสดงงิ้วพวกนั้นอย่างชื่นชม ดูเหมือนว่าหกร้อยปีให้หลัง อาชีพนักแสดงงิ้วที่เคยต้อยต่ำจะกลายเป็นอาชีพที่ได้รับการยกย่องทำเงินทำทองได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

ผ่านมาได้สามสี่วันซูเอ๋อร์ก็ตะโกนเสียงดังเข้ามาปลุกพี่ชายตั้งแต่เช้า หลี่คุนที่ทดลองเคี่ยวสมุนไพรกว่าจะได้เข้านอนก็เกือบยามอิ๋นแล้วยังลืมตาไม่ขึ้นได้แต่ส่งเสียงถามออกไป

“เป็นเรื่องใหญ่โตอันใด”

“พี่มาดูหน้าผมสิ ทั้งสิวทั้งรอยแดงหายไปหมดแล้ว ไม่น่าเชื่อเลย ทำไมพี่เก่งอย่างนี้ มามะ มาหอมแก้มที”

หลี่คุนดิ้นหนีการปล้ำจูบของน้องชายที่ดีใจเกินขนาดจนตาสว่าง เขาดึงหูทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มไว้ให้อยู่นิ่งๆ แล้วก็ตรวจสอบอย่างละเอียด ใบหน้าของซูเอ๋อร์ดีขึ้นมากจริงๆ  เขาไม่แปลกใจที่สิวยุบตัวเพราะเมื่อเส้นลมปราณบนใบหน้าเริ่มหมุนเวียนขับของเสียได้แล้ว เพียงรอคอยไม่กี่วันย่อมคืนสภาพมาเป็นปกติ แต่เขาไม่คิดว่ายาสมานแผลความบริสุทธิ์สามส่วนจะออกฤทธิ์ได้เร็วขนาดนี้ บัดนี้รอยแดงบนใบหน้าที่เคยมีจางลงเกือบหมดเผยให้เห็นผิวพรรณแท้จริงของซูเอ๋อร์ที่เนียนใสชมพูระเรื่อเห็นเส้นเลือดฝอยจางๆ หล่อเหลาดังสลักจากหยกเนื้อดี

“พอสิวหายแล้วผมหล่อใช่ไหมล่ะ ที่จริงผมก็เริ่มเอะใจตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว แต่ก็คิดว่าเป็นอุปทาน เมื่อวานยุ่งๆ ไม่ได้สนใจ แค่ทาครีมของพี่ตามปกติ พอเช้านี้ตื่นมาส่องกระจกตอนแปรงฟันผมยังนึกว่าฝันเลย เอ๊ะ หรือว่าเป็นฝัน พี่หยิกผมแรงๆ ที”

หลี่คุนเอามือหยิกแก้มเนียนใสทั้งสองข้างของซูเอ๋อร์จนหน้ายืดอย่างหมั่นเขี้ยว ถึงแม้ยาตำหรับนี้ของตระกูลหลี่จะล้ำเลิศ แต่ความบริสุทธิ์เพียงสามส่วนย่อมมิอาจให้ผลเร็วถึงเพียงนี้ หรือว่าไพลซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่เขาใส่ไปทดแทนวัตถุดิบตามตำหรับเดิมที่ขาดไปจะช่วยยกระดับยาตำหรับนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

“เดี๋ยวผมถ่ายรูปเปรียบเทียบก่อนหลังไปลงไอจีดีกว่า ไอพวกที่เคยว่าผมเป็นไอหน้าสิวเขลอะจะต้องตาค้างแน่”

ซูเอ๋อร์วิ่งร่าเริงไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพใบหน้าตัวอีกรอบ คราวนี้เพิ่มเติมอิริยาบถไปกว่ารอบที่แล้วเป็นสามเท่าเพราะเริ่มมั่นใจในใบหน้าตัวเอง หลี่คุนรับชมจนเวียนหัวไม่ต่างจากเดิม ในที่คนก็เลือกรูปที่คิดว่าดีที่สุดซึ่งถ่ายทั้งก่อนและหลังในมุมเดิมส่งขึ้นไปในไอจีตัวเองพร้อมคำบรรยาย

หลี่คุนไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่น้องชายทำนัก เขาค้นเข้าไปในความทรงจำของคุณานนท์แต่ความซับซ้อนของพฤติกรรมคนยุคนี้ที่เกี่ยวข้องกับไอจีมันเกินกว่าที่จะเปรียบเทียบกับการกระทำในยุคของเขาได้ อธิบายได้ดีที่สุดน่าจะเป็นการนำข่าวสาร รูปภาพ หรือบทประพันธ์ความคิดต่างๆ ไปติดไว้บนกำแพงให้มิตรสหายหรือผู้คนที่สนใจเข้ามาอ่านมาดู ถึงจะเปรียบเทียบอย่างนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าจะทำไปเพื่ออะไร เห็นได้ชัดว่ารูปภาพหรือข้อความเกือบทั้งหมดล้วนแต่เป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญ ดีไม่ดีกลายเป็นการโอ้อวดให้คนหมั่นไส้เสียเปล่าๆ นี่ไม่เท่ากับกินข้าวอิ่มแล้วไม่รู้จะทำอะไรหรอกหรือ ถึงจะรู้สึกอย่างนั้นแต่ญาติผู้น้องก็ดูจะมีความสุขดี ทุกครั้งที่เสียงเตือนดังขึ้น ซูเอ๋อร์จะรีบเข้าไปอ่านอย่างรวดเร็วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนจะพิมพ์ตอบในทันที บางครั้งก็มีคนติดต่อเข้ามาสนทนาทางเสียง เด็กหนุ่มก็จะคุยโม้เรื่องความหล่อในชั่วข้ามคืนของตัวเองเสียงโขมงโฉงเฉง เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดช่วงเช้าจนหลี่คุนคร้านที่จะสนใจหนีไปทดลองปรุงยาของตัวเองต่อ

หลังจากนั้นพักใหญ่ ซูเอ๋อร์ก็ตามเข้าไปเอาหัวถูไถกับแขนของหลี่คุนราวกับลูกแมวน้อย บอกว่าบรรดาเพื่อนสนิทของเขาล้วนอยากได้ขี้ผึ้งมหัศจรรย์นี้ หลี่คุนลำบากใจอยู่บ้าง ถึงต้นทุนวัตถุดิบรวมๆ จะไม่ถึงร้อยตำลึงเงิน แต่ก็เป็นโอสถขนานแรกที่เขาได้ทุ่มเทกำลังปรับปรุงสูตรและปรุงขึ้นในชาตินี้ แต่คนเป็นพี่ย่อมสละให้น้องได้ ไม่ต้องพูดถึงท่าทางออดอ้อนน่ารักที่ยากจะต่อต้านนั้น เขาตัดใจหยิบขี้ผึ้งที่เหลือทั้งเก้าตลับส่งให้ ซูเอ๋อร์เมื่อสมหวังก็รีบออกไปหาเพื่อนข้างนอกทันที

หลี่คุนไม่คิดว่าสิ่งที่ทำไปเป็นการหว่านพืชแต่อย่างใด ยิ่งไม่คาดว่าผลที่ได้จะเติบโตงอกงามยิ่ง แต่สรรพคุณของขี้ผึ้งสมานแผลที่บอกกันปากต่อปากในหมู่เพื่อนจะทำให้โพสต์ตั้งต้นในไอจีอันนั้นของซูเอ๋อร์แทบจะระเบิดในอีกไม่กี่วันต่อมา จากแรกเริ่มที่ความเห็นส่วนใหญ่จะเป็นการชื่นชมความหล่อของเด็กหนุ่มพร้อมกับสอบถามคลีนิคหรือศูนย์เลเซอร์ที่ไปทำหน้ามา แต่หลังจากนั้นจะเป็นหมู่เพื่อนที่ได้ขี้ผึ้งไปเข้ามาแสดงความตกใจกับสรรพคุณของมัน บางคนก็เข้ามาแปะรูปก่อนหลังให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งตามด้วยเพื่อนของเพื่อนที่มายืนยันอีกต่อหนึ่ง ในที่สุดโพสต์นี้ก็กลายเป็นร้านขายของ มีแต่คนติดต่อเข้ามาเพื่อขอซื้อขี้ผึ้งมหัศจรรย์ที่ว่า แรกๆ เจ้าของไอจีก็บอกปัดไป แต่ในที่สุดก็ต้านความต้องการของชาวเน็ตไม่ไหวเปิดให้ลงชื่อจองไว้ก่อน

หลี่คุนเมื่อได้ทราบข่าวก็หัวร่อฮ่าๆ อย่างยินดี เขากำลังหาช่องทางที่จะค้าขายหาเงินหาทองในยุคนี้อยู่ทีเดียว สองพี่น้องพากันไปเยาวราชอีกครั้งเพื่อเก็บตุนสมุนไพรที่ใช้เป็นวัตถุดิบ หลี่คุนตั้งใจจะให้ลูกค้าได้ของที่ดียิ่งขึ้นจึงทุ่มเงินซื้อสมุนไพรที่คุณภาพสูงกว่าครั้งที่แล้วมาชุดใหญ่ ทั้งคู่เก็บตัวอยู่ในห้องช่วยกันเคี่ยวสมุนไพรทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดก็ปรุงขี้ผึ้งสมานแผลออกมาได้ประมาณสี่ร้อยตลับ หลังจากถกเถียงกันพักใหญ่ก็ตกลงตั้งราคาไว้ที่ตลับละห้าร้อยบาทหรือประมาณยี่สิบตำลึงเงินโดยมีต้นทุนอยู่ที่สิบตำลึงเงิน หลี่คุนไม่ยอมตั้งราคาสูงเพราะกลัวจะสู้กับโอสถปัจจุบันไม่ได้ ในที่สุดโอสถที่รู้จักกันในนามขี้ผึ้งมหัศจรรย์ของน้องซูกัสก็ถูกทะยอยส่งมอบให้กับลูกค้าที่จองไว้ สองพี่น้องเอาของบรรจุหีบห่อฝากส่งไปกับบริการม้าเร็วของสำนักไปรษณีย์กันมือเป็นระวิง หลังส่งให้กับลูกค้าที่จองจนหมดก็ยังมียอดสั่งซื้อใหม่เข้ามาเรื่อยๆ หลี่คุนฝันหวานดีดลูกคิดในใจว่าจะเปิดร้านยาใหญ่โตขึ้นในเมือง มิคาดว่าการทำการค้าในยุคนี้จะง่ายดายถึงเพียงนี้

แต่ฝันหวานของหลี่คุนที่แท้แล้วยังห่างไกลอยู่มาก หรือบางทีอาจมิมีทางไปถึงฝั่งได้เลย เริ่มจากมีคนสงสัยว่าคนที่มาแสดงความชื่นชมครีมในช่วงแรกๆ ที่แท้เป็นหน้าม้าหรือไม่ ยิ่งสืบไปก็ยิ่งพบว่าคนกลุ่มนั้นแล้วแต่เป็นเพื่อนของซูกัส เรื่องก็ลุกลามไปถึงว่าภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังน่าจะใช้แอพตกแต่ง ในขณะที่ความน่าเชื่อถือของสินค้าเริ่มตก ก็มีไอจีอื่นมาโพสต์ขายครีมที่อ้างว่าเป็นขี้ผึ้งมหัศจรรย์ของน้องซูกัสของแท้แต่เพียงผู้เดียวสร้างความสับสนกับลูกค้าเป็นอันมาก ตลับที่หลี่คุนใช้เป็นตลับพลาสติกสีขาวฝาแดงที่มีขายทั่วไปไม่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะที่จะแยกของจริงของปลอมได้ ในยุคเดิมของเขานั้น ใช่ว่าจะไม่มีการคดโกงกัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าแอบอ้างสินค้าคนอื่นอย่างหน้าด้านๆ อย่างนี้ จากนั้นก็มีคนโจมตีว่าครีมที่จำหน่ายไม่มี อย. ตามด้วยข้อสงสัยว่าอาจผสมสารปรอทหรือสเตียรอยด์เพราะราคาถูกเกินไป ในที่สุดยอดสั่งซื้อก็หดหาย ลูกค้าทะยอยขอเงินคืน ซ้ำร้ายมีคนมาโพสต์ข้อความว่าใช้แล้วเกิดอาการแพ้ทั้งหน้า ไม่รู้ว่าเป็นอาการดั้งเดิมของตัวเองหรือว่าเพราะไปใช้ยาปลอม แต่ก็จนใจที่จะหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้ ในที่สุดไอจีของซูเอ๋อร์ก็โดนถล่มจนต้องหยุดเล่นไป

แม้จะมีลูกค้าที่เห็นผลจากการใช้จริงยังติดต่อขอซื้อของเข้ามาบ้าง แต่หลี่คุนก็ตัดใจเลิกขายทั้งหมด เขาเพิ่งได้รับทราบกฎหมายบ้านเมืองว่าการจำหน่ายยาในยุคนี้ต้องขึ้นทะเบียนกับทางการก่อนมิฉะนั้นจะมีโทษที่ค่อนข้างร้ายแรง แต่การขึ้นทะเบียนนั้นต้องแจกแจงส่วนประกอบของยาอย่างละเอียด  เช่นนี้ตำหรับยาจะยังคงเป็นความลับได้อย่างไร เมื่อไม่อยากมีปัญหากับทางการแต่ก็ไม่สามารถจด อย. ได้ ก็มีแต่จะต้องยุติการขายอย่างจำยอม

หลี่คุนจ้องมองกองตลับขี้ผึ้งสมานแผลที่ขายไม่ออกแถมยังมีบางส่วนที่รับคืนมาแล้วต้องคืนเงินให้ลูกค้าอย่างปวดใจ ไม่คิดว่าการค้าขายในยุคนี้จะชวนพรั่นพรึงถึงเพียงนี้ พฤติกรรมของคนบนสังคมเสมือนจริงช่างซับซ้อนแปรเปลี่ยนยากที่จะเข้าใจ เหตุการณ์หนึ่งสามารถขยายตัวเกิดผลกระทบวงกว้างได้อย่างรวดเร็วและไปในทิศทางที่ไม่อาจควบคุมได้ เขาได้แต่สงสัยว่าคนเช่นไรจึงสามารถทำการค้าได้สำเร็จในสภาพที่ผู้คนเป็นแบบนี้ การนี้นอกจากเขาจะขาดทุนอย่างย่อยยับแล้วยังทำให้ชื่อเสียงของซูเอ๋อร์ต้องมามีมลทินไปด้วย

******************
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 5] 24/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 24-10-2019 19:20:05
5

กลับกลายว่าเด็กหนุ่มอย่างซูเอ๋อร์เป็นคนที่ฟื้นตัวขึ้นมาได้ก่อนหลี่คุนเสียอีก ทีแรกเขาก็เสียใจไม่น้อยที่โดนคนมากมายในอินเตอร์เน็ตมาด่าเสียเทเสียทั้งที่ไม่รู้จักกัน แต่ไม่นานก็คิดได้ว่าทำไมต้องสนใจในเมื่อเขาไม่ได้ไปขอข้าวใครกิน ทั้งที่แค่อยากให้คนที่ติดตามเขาในไอจีได้ใช้ของดีๆ ลูกค้าที่คิดไปเองว่าของมีปัญหาพี่ชายเขาก็คืนเงินให้หมดแล้วไม่ได้ติดค้างอะไรใคร เพื่อนสนิทในกลุ่มที่ร่วมในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นก็มาให้กำลังใจ บอกว่าดีแล้วที่คนอื่นไม่ได้ใช้ขี้ผึ้งมหัศจรรย์นี้ จะได้เก็บไว้หล่อสวยกันเองเฉพาะในกลุ่ม เมื่อปล่อยวางได้เด็กหนุ่มก็ยกเลิกไอจีที่มีปัญหาแล้วไปสมัครใหม่อย่างสบายใจ ไอจีของใหม่เขาไม่ได้ใช้ชื่อซูกัสแล้วเปลี่ยนไปเป็นซูเอ๋อร์แทน มีแต่คนเข้ามาชมว่าชื่อน่ารัก ดูเข้าเทรนด์กับกระแสเอเชียที่กำลังมาแรง

กับเรื่องนี้แม้กระทั่งหลี่คุนก็ยังอดสงสัยไม่ได้

“ทำไมถึงใช้นามว่าซูเอ๋อร์ในนี้ล่ะ พี่คิดว่าเราไม่ได้ชื่นชมที่จะถูกเรียกขานเช่นนี้เสียอีก”

“ก็นั่นมันตอนที่ผมยังไม่หล่อสิวบานอ่า ตอนนี้หล่อแล้วจะชื่ออะไรก็ดูดีทั้งนั้น ไม่เคยได้ยินเหรอ คนหล่อทำอะไรก็ไม่ผิด นี่ผมอุตส่าห์ตั้งชื่อนี้เอาใจพี่คุนเลยนะ”

แวบแรกหลี่คุนรู้สึกว่าช่างเป็นตรรกะที่ไร้เหตุผลสิ้นดี ในยุคของเขาความหล่อเหลาของบุรุษหาได้มีความสำคัญเหมือนความงดงามของสตรีไม่ แก่นแท้ของบุรุษล้วนวัดกันที่ความสามารถในเชิงบู๊เชิงบุ๋น ผู้คนมิสนใจหรอกว่าเจ้าจะหน้าตาธรรมดาสามัญไปบ้างหากว่าเจ้าเป็นบัณฑิตผู้ชาญฉลาดหรือเป็นนักรบผู้แกร่งกล้า แน่นอนว่ามีใบหน้าดูดีด้วยก็นับเป็นการแต้มผกาลงบนผืนผ้าดิ้นทอง แต่หากหล่อเหลาจนเกินไปย่อมเป็นที่ริษยาไปทั่ว เหมือนกับสี่บุรุษรูปงามที่สุดในประวัติศาสตร์จีนล้วนแต่ไม่มีจุดจบอันดีสักคน

แต่ยุคนี้ต่างออกไป เมื่อตรึกตรองตามคำพูดเชิงขำขันว่าคนหล่อทำอะไรก็ไม่ผิดนั้นแล้วเขากลับพบว่ามีความจริงบางประการแฝงอยู่  อย่างนักแสดงงิ้วชายหญิงหน้าตาดียิ่งพวกนั้น มิใช่ว่ามีทั้งเกียรติทั้งชื่อเสียงหาเงินหาทองได้มากมายหรอกหรือ ไหนจะสินค้าที่ได้รับความสนใจในชั่วข้ามคืนเพียงเพราะใบหน้าหล่อเหลาของซูเอ๋อร์ ในตอนที่ชื่อเสียงบนไอจีของน้องชายเขาตกต่ำจนถึงที่สุด กลับมีคนกลุ่มหนึ่งที่มิได้รู้จักกันเข้ามาช่วยกันปกป้องด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าหน้าตาดีอย่างนี้ไม่น่าทำเรื่องคดโกงผู้คน หากคนยุคนี้ให้ความสำคัญในเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกถึงเพียงนี้ เห็นทีเขาต้องลงมือส่งเสริมญาติผู้น้องสักครา

หลี่คุนนำตำหรับโอสถประทินโฉมในยุคก่อนมาทดลองคิดค้นดัดแปลงให้เข้ากับสมุนไพรที่มี เมื่อปรุงโอสถเหล่านี้ไปก็นึกถึงยามแปดเก้าขวบที่เขาเริ่มฝึกหัดการปรุงยาและได้พยายามเรียนรู้โอสถเหล่านี้เพื่อนำไปมอบให้กับท่านแม่ที่งดงามของตน ช่างน่าเศร้าที่ท่านอายุสั้นยิ่งนัก หลังทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมาก ผลที่ได้นับว่าไม่เลวเลย แป้งชาดกระชับรูขุมขนกับขี้ผึ้งบำรุงริมฝีปากชมพูมีสรรพคุณไม่ต่างกับสูตรดั้งเดิม น้ำมันบำรุงเส้นผมและขนคิ้วก็เทียบเคียงได้ราวแปดส่วนจากต้นฉบับ  น้ำสกัดสมุนไพรสร้างประกายดวงตาและผงขัดผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใสถึงกับเหนือล้ำกว่าตำหรับเดิม เพื่อให้เหมาะกับซูเอ๋อร์ หลี่คุนจึงใช้ร่างกายตัวเองทดลองปรับสูตรให้พอดีกับบุรุษ ริมฝีปากย่อมต้องไม่ชมพูเกินไปจนเหมือนอิสตรีแต่ควรมีสีส้มเจือระเรื่อดูสุขภาพดี โอสถบำรุงขนคิ้วต้องเข้มข้นขึ้นอีกเจ็ดส่วนเพื่อให้ดูคมเข้มสมชาย

ภายใต้การบำรุงด้วยสูตรลับจีนโบราณหลายพันปีที่คู่ควรกับฮองเฮาและพระสนมชั้นสูงเท่านั้นเพียงไม่กี่วันซูเอ๋อร์ก็ยิ่งหล่อขึ้นไปอีกมาก ด้วยความมั่นใจบวกกับความเห่อในรูปลักษณ์ใหม่ เด็กหนุ่มจึงให้เพื่อนสนิทในกลุ่มมาช่วยถ่ายรูปเก็บไว้มากมายหลายโอกาส หลี่คุนเห็นภาพแล้วยังชื่นชมว่าคนผู้นี้มีฝีมือมิใช่เล่น แม้ตัวเขาจะยังใช้กล้องมือถือถ่ายรูปเป็นเพียงแค่งูๆ ปลาๆ แต่ในชาติก่อนวิชาจรดพู่กันวาดภาพของเขาสูงส่งยิ่ง แม้จะต่างยุคต่างสมัยเขาย่อมต้องเข้าใจว่าอะไรคือความงดงามขององค์ประกอบภาพ รูปพวกนั้นที่ซูเอ๋อร์นำไปลงในไอจีใหม่ของตัวเองได้รับความนิยมเป็นอันมาก ยอดผู้ติดตามสูงขึ้นเรื่อยๆ จนจะกล่าวว่าเขากลายเป็นเน็ตไอดอลไปแล้วก็ไม่ผิด

เขาค้นพบว่าบนดาดฟ้าคอนโดซึ่งตกแต่งเป็นสวนและมีลานกว้างให้ทำกิจกรรมได้เป็นสถานที่ที่เงียบสงบเหมาะที่เขาจะใช้ฝึกกระบวนท่าง่ายๆ ยิ่งในตอนกลางวันที่ยังมีแดดอยู่ก็จะไม่มีผู้คนขึ้นมาเลย หลี่คุนให้นึกแปลกใจมาก แสงแดดที่ทรงพลังร้อนแรงสดชื่นเช่นนี้ ในชาติก่อนหาได้ยากยิ่งนัก ทำไมผู้คนที่นี่จึงไม่นิยมออกมาให้ร่างกายได้สัมผัสความอบอุ่นสว่างสดใสนี้

เนื่องจากไร้ซึ่งกำลังภายใน กระบวนท่าที่หลี่คุนฝึกได้จึงจำกัดอย่างยิ่ง แรกเริ่มเขาฝึกเพียงท่าหม่าปู้หรือท่ายืนนั่งม้า ท่านี้ถือเป็นพื้นฐานของการฝึกยุทธ์โดยแท้จริง แม้คนธรรมดาไม่มีกำลังภายในก็ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงได้ หลี่คุนยืนเท้าขนานกันย่อเข่าลงเล็กน้อยหย่อนก้นคล้ายทรุดนั่งลง โดยระวังไม่ให้ก้นต่ำเกินเข่า จากนั้นกระดกหัวเหน่าไปด้านหน้าเล็กน้อย จัดหลังตรงและศีรษะให้ตั้งตรง ด้วยร่างกายของคุณานนท์ที่ไม่เคยฝึกยุทธ์มาก่อนอีกทั้งยังต้องมาพักผ่อนรักษาอาการเจ็บอยู่นาน ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยและลมหายใจติดขัดขึ้นมาหลังจากยืนเพียงไม่ถึงห้านาที หลี่คุนต้องอาศัยการตั้งสมาธิและสำรวมลมหายใจทำให้ผ่อนคลายได้มากขึ้นและช่วยให้ความปวดเมื่อยลดน้อยลงได้ เขาแบ่งการฝึกออกเป็นรอบ รอบละประมาณห้านาที ในวันหนึ่งพยายามฝึกได้สี่ห้ารอบ แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะเวลายืนให้มากขึ้นในแต่ละวัน จนในที่สุดก็สามารถยืนต่อเนื่องได้กว่าครึ่งชั่วโมง

เมื่อร่างกายมีความพร้อมมากขึ้นเขาก็เริ่มฝึกกระบวนท่าร่วมด้วย เพียงแต่วิชาที่เลือกมาฝึกหาได้เป็นอะไรที่พื้นฐานสามัญอย่างท่ายืนนั่งม้าไม่ เคล็ดวิชาท่าเท้าท่องคลื่นน้อยนี้เป็นสิ่งที่ยอดบรรพชนตระกูลหลี่พยายามรื้อฟื้นขึ้นมาจากวิชาท่าเท้าท่องคลื่นเล่งปอมุ้ยโป่วของสำนักยุทธ์ลึกลับในตำนานที่สาบสูญไปแล้ว แม้จะไม่สามารถเข้าใจถึงแก่นแท้กำลังภายในลึกล้ำที่แฝงอยู่ในเคล็ดวิชา แต่กลับสามารถค้นคว้าเจ็ดสิบสองตำแหน่งพันหมื่นวิถีผันแปรของกระบวนท่ามาได้ถึงเจ็ดแปดส่วน ตำแหน่งเท้าส่วนที่สูญหายไปก็มาศึกษาผสานต่อยอดวิชาของตระกูลหลี่เข้าไปแทนจนสามารถใช้ร่ายรำได้ต่อเนื่อง มาตรว่ามิอาจเทียบเคียงได้แม้สักหนึ่งส่วนของยอดวิชาต้นตำหรับที่แท้จริง แต่ก็มีข้อดีที่สามารถฝึกฝนได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานกำลังภายใน บุตรธิดาในตระกูลหลี่ล้วนได้รับการถ่ายทอดท่าเท้าท่องคลื่นน้อยนี้จนแคล่วคล่องตั้งแต่ยังเยาว์ เมื่อเผชิญสภาวะคับขันจากผู้คิดร้ายอย่างน้อยก็สามารถพลิกพริ้วหลบหนีไปได้ พึงทราบว่าท่าเท้าท่องคลื่นที่แท้จริงนั้นพิสดารสุดประมาณ

‘การเคลื่อนไหวไร้กฎเกณฑ์ เฉกเช่นคับขันคล้ายปลอดภัย เร่งหยุดยากกำหนด ดุจมุ่งหน้าดั่งหวนกลับ’

ต่อให้ท่าเท้าท่องคลื่นน้อยรับถ่ายทอดความล้ำลึกนี้มาได้เพียงเศษอณู หากฝ่ายตรงข้ามมิได้บรรลุวิชาตัวเบาขั้นสูง จะมิอาจแตะต้องตัวบุตรหลานตระกูลหลี่ได้แม้แต่น้อย

ผู้สืบทอดตระกูลหลี่อย่างหลี่คุนย่อมต้องจดจำตำแหน่งเท้าทั้งเจ็ดสิบสองจุดได้อย่างขึ้นใจ เขาเพียงแค่ค่อยๆ ฝึกไปทีละตำแหน่งเพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับร่างใหม่ จากความเพียรพยายามฝึกซ้อมอย่างเข้มงวดทุกวัน ในที่สุดเขาก็ร่ายรำกระบวนท่าได้ครบทั้งเจ็ดสิบสองตำแหน่งเท้า จากนั้นการฝึกพันหมื่นวิถีผันแปรก็นับว่าเป็นเรื่องง่าย การพลิกแพลงเหล่านี้ล้วนอยู่ในหัวของหลี่คุนทั้งสิ้น ร่างใหม่นี้สามารถร่ายรำออกมาได้อย่างไม่ติดขัดแทบจะในทันที

การฝึกท่ายืนนั่งม้าและท่าเท้าท่องคลื่นน้อยทำให้ร่างใหม่ของหลี่คุนมีกำลังขึ้น การนั่งยืนเดินจึงมีความมั่นคงสงบนิ่ง เขาตั้งใจว่าจะให้ซูเอ๋อร์มาฝึกวิชาพื้นฐานพวกนี้ไว้บ้าง แต่เด็กวัยรุ่นอายุสิบหกสิบเจ็ดในยุคนี้ช่างมีกิจกรรมให้ทำมากมายเหลือเกิน ทั้งเรียนพิเศษ เล่นเกมส์ อัพโซเชียล ซ้อมดนตรีกีฬา เขาลองเกริ่นเพื่อหยั่งท่าทีกับญาติผู้น้องดู ก็คล้ายว่าจะไม่มีความอดทนที่จะฝึกฝนเช่นนี้นัก ตรงข้ามซูเอ๋อร์กลับเห็นว่าหลี่คุนเก็บตัวแต่ในคอนโดมากเกินไป ในเมื่ออาการกระดูกซี่โครงหักเกือบจะหายดีแล้ว ควรจะออกไปข้างนอกให้มากขึ้น

เด็กหนุ่มชักชวนแกมบังคับให้ออกไปกินข้าวที่ห้างหรูกับกลุ่มเพื่อนสนิทของตัวเอง หลี่คุนพอทราบอยู่บ้างว่าห้างสรรพสินค้าคือหอการค้าขนาดใหญ่ตกแต่งงดงามเป็นแหล่งพบปะของผู้คน ภายในมีทั้งร้านรวงหลากหลาย ทั้งจำหน่ายอาภรณ์ เครื่องประดับ เครื่องประทินโฉม ของสดของแห้ง โรงน้ำชา เหลาอาหาร โรงงิ้วขนาดใหญ่ มากมายสุดจะบรรยาย เขาเลือกเสื้อผ้าสีขาวเรียบง่ายทั้งชุดอย่างที่ชอบ อาภรณ์ในยุคนี้ล้วนออกแบบให้สวมใส่ได้สะดวกไม่ต้องอาศัยบ่าวไพร่มาคอยช่วยให้วุ่นวาย มีปัญหาก็เพียงเรื่องผมเท่านั้น หลี่คุนเริ่มคุ้นตากับผมทรงสั้นที่บุรุษในปัจจุบันไว้กัน แต่จนปัญญาที่จะจัดแต่งให้ดูดี วันอื่นๆ ก็ปล่อยให้มันปรกหน้าปรกตาไป แต่วันนี้ต้องออกไปพบปะผู้คนภายนอกเขาต้องไว้หน้าตัวเองบ้าง ในที่สุดซูเอ๋อร์ก็นำกาวสำหรับใส่ผมมาจัดทรงให้จึงเสร็จกระบวนความออกจากบ้านได้

ตลอดช่วงที่เดินทางไปห้างโดยรถไฟฟ้ามีแต่คนมองมาที่คนทั้งคู่จนผิดปกติ ทีแรกหลี่คุนก็ไม่ได้สังเกตว่าตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน เขามัวแต่ระวังที่จะใช้บริการพาหนะที่เหมือนกับหนอนยักษ์นี้ให้ถูกต้องแนบเนียนเหมือนกับคนยุคปัจจุบัน ขั้นตอนการซื้อตั๋วไม่มีอะไรยากเพราะซูเอ๋อร์จัดการให้หมด หลี่คนเพียงแต่รับชมอย่างอัศจรรย์ใจที่สามารถเอาเหรียญไปซื้อตั๋วจากตู้ได้โดยไม่ต้องมีคนขาย แต่พอมาถึงประตูกั้นที่จะต้องผ่านไปให้ได้ด้วยตัวเองเขาก็เริ่มเหงื่อตก ปากขมุบขมิบท่องขั้นตอนที่แอบซ้อมอยู่คนเดียวเมื่อคืนมาหลายสิบครั้ง สายตาสอดส่องจนเห็นเครื่องหมายลูกเกาทัณฑ์สีเขียวเรืองแสงแสดงว่าเป็นช่องทางที่ถูกต้องแล้วจึงสอดตั๋วเข้าไปอย่างระมัดระวังก่อนจะรับคืนมาด้วยมือที่สั่นเทา ทันทีที่แผงกั้นเปิดออกหลี่คุนรู้ว่ามีเวลาจำกัดยิ่งนัก  เขาใช้พลิกพริ้วร่างกายอย่างพิสดารตามกระบวนท่าเท้าท่องคลื่นน้อยพุ่งตัวเข้าช่องทางเล็กแคบไปในใจหวั่นเกรงว่าแผงกั้นจะกระแทกกลับเมื่อใดก็ได้ ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเสียงปิดฉับก็ดังขึ้นไล่หลังตัวคนที่พ้นไปได้อย่างเฉียดฉิว คนที่เดินตามมาด้านหลังถึงกับขยี้ตาอย่างงงงวย เห็นชัดๆ ว่าชายหนุ่มชุดขาวข้างหน้าขยับตัวถอยหลังกลับไฉนร่างกายถึงพุ่งไปข้างหน้าผ่านแผงกั้นไป ไหนเลยที่คนยุคปัจจุบันจะเคยเห็นท่าร่างดุจมุ่งหน้าดั่งหวนกลับของเคล็ดวิชาท่าเท้าท่องคลื่นน้อยนี้ได้

หลี่คุนลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกในมือกำตั๋วโดยสารไว้แน่นจนเหงื่อซึม สถานการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้นับว่ายังคับขันกว่าตอนที่เขาบุกตะลุยกับดักค่ายกลเกาะดอกท้อทะเลบูรพาเสียอีก การเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดเมื่อครู่กับรูปลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งเรียกสายตาผู้คนให้จ้องมองมาอย่างเปิดเผยจนเขาเริ่มรู้สึกตัว หลี่คุนไม่เข้าใจว่าทั้งที่เขาทำได้แนบเนียนขนาดนี้ทำไมคนพวกนี้ถึงได้จับจ้องคล้ายสงสัย หรือเขาจะเผยพิรุธอะไรออกไปว่าไม่ใช่คนยุคนี้ หลี่คุนพยายามไม่สบตาคนอื่นที่มองมาชวนให้อึดอัด พอลงจากรถไฟฟ้าได้ก็ใช้กระบวนท่าเรียบง่ายพลิกพริ้วหลบหนีสายตาคนไปอย่างแนบเนียนจนซูเอ๋อร์ต้องตะโกนเรียกวิ่งตามแทบไม่ทันเรียกความสนใจจากคนอื่นเข้าไปอีก

“ผิดทางแล้วพี่ ตามผมมาทางนี้เร็วๆ คนเยอะแยะเดี๋ยวหลงกัน ออกประตูนี้ไปก็ถึงแล้ว”

หลี่คุนต้องทุ่มเทสมาธิในการฝ่าด่านแผงกั้นอีกรอบ ในที่สุดทั้งคู่ก็มาเจอกับกลุ่มเพื่อนๆ ของซูเอ๋อร์ที่นัดกันไว้ ทั้งหมดมีกันสี่คน ชายสามหญิงหนึ่ง ล้วนแต่หน้าดีตามมาตรฐานคนยุคนี้

“เฮ้ย ขอโทษทีมาช้าไปหน่อย นี่พี่คุน พี่ชายสุดรักเราที่เล่าให้ฟังบ่อยๆ ”

“สวัสดีครับ/ค่าพี่คุน”

ทั้งสี่คนทำตาโตมองหน้าหลี่คุนอย่างอึ้งๆ แล้วยกมือไหว้พร้อมทักทายประสานเสียงกัน

“พี่คุน นี่เพื่อนๆ ผม ชื่อปังปอนด์ กันดั้ม แอนฟิลด์ แล้วก็แชมเปญ”

“เป็นชื่อที่แปลกยิ่งนัก มีความหมายหรือไม่”

“พี่คุณ ไม่เอาสิ ไหนตกลงกันแล้วว่าออกนอกบ้านจะพูดดีๆ”

ซูเอ๋อร์ส่งเสียงประท้วง

“อุ๊ย ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ซูกัสเล่าให้พวกหนูฟังแล้ว พี่คุนอยากพูดแบบไหนตามสบายนะคะ”

หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มเอ่ยขึ้นอย่างประจบเอาใจ ใครใช้ให้พี่ชายเพื่อนหน้าตาดีถึงเพียงนี้ล่ะ ถึงจะได้แค่ดูแต่ก็ชวนปลาบปลื้มยิ่งนัก เด็กทั้งหมดแย่งกันอธิบายความหมายชื่อเล่นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ หลี่คุนรับฟังจนกลัดกลุ้ม พวกเจ้าน่าสงสารยิ่งนัก ไฉนคนเป็นมารดาผู้หนึ่ง ถึงได้ตั้งชื่อลูกเป็นก้อนแป้งอบ หุ่นกระบอกเหล็ก สนามหญ้า หรือสุรามีฟองกันเล่า มิคาดว่าแม้แต่ชื่อน้องชายเขาเองก็มีที่มาจากลูกกวาดเคี้ยวหนึบชนิดหนึ่ง ลองคิดดูว่าหากคนผู้หนึ่งในยุคเขามีชื่อแซ่ว่าถังหูลู่ คนผู้นั้นจะพบหน้าผู้คนได้อย่างไร

“งั้นพี่ขอเรียกขานพวกเราอย่างที่พี่ถนัดได้หรือไม่ พวกเราหากไล่เลียงอายุกันแล้ว จะมีลำดับอย่างไร”

“อ๋อ ก็มีกันดั้มอายุเยอะสุด รองมาก็ปังปอนด์ แอนฟิลด์ แล้วก็หนูค่ะ ซูกัสเด็กสุด”

เป็นแชมเปญเป็นผู้ตอบอีกเช่นเคย

“ดี งั้นพี่จะเรียกพวกน้องเรียงตามอายุว่า เจ้าใหญ่ เจ้ารอง เจ้าสาม น้องสี่ แล้วก็ซูเอ๋อร์ ดีหรือไม่”

ทั้งสี่คนรับคำเออออไปกับการเรียกหาแปลกใหม่ มีแต่ซูเอ๋อร์ที่สงสัยว่าทำไมตัวเองถึงไม่ได้ชื่อว่าเจ้าห้าตามเพื่อนๆ

“หนูว่าเราย้ายที่ไปคุยกันแอบๆ หน่อยตรงโน้นไหมคะ หรือไม่ก็ไปที่ร้านอาหารเลย อยู่ตรงนี้เหมือนโดนแต่สายตาจิกกัดยังไงไม่รู้”

แชมเปญหรือน้องสี่พูดขึ้น นางมิได้กล่าวเกินจริง ตอนนี้กลุ่มของพวกเขายืนคุยกันอยู่ข้างน้ำตกในร่มผู้คนผ่านมาผ่านไปพลุกพล่านยิ่ง สายตาชื่นชมรายรอบที่จับจ้องหนุ่มๆ โดยเฉพาะหลี่คุนและซูเอ๋อร์นั้นมีการเผื่อแผ่รังสีริษยามาที่ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มอย่างนางเป็นระยะๆ

“ก็วันนี้พี่คุนเล่นมาอย่างหล่อ ผมว่าจะทักตั้งแต่ออกจากห้องแล้วว่าชุดขาวทั้งตัวแบบนี้ยังกะดาราเกาหลีแน่ะ เซ็ทผมหน้าใสออร่าพุ่ง เดินด้วยกันผมงี้โคตรดร็อปเลย สาวๆ บนรถไฟฟ้ามองกันตาค้างจนจะตกส้นสูงอยู่แล้ว”

ซูเอ๋อร์บ่นอุบอิบขณะที่กำลังย้ายที่คุย

ที่แท้หลี่คุนเอาตัวเองทดลองยาให้กับญาติผู้น้องจนใบหน้าที่เดิมก็หล่อเหลาอยู่แล้วกลับยิ่งสมบูรณ์แบบขึ้นไปอีก เมื่อผสมกับบุคลิกองอาจรูปร่างโดดเด่นซึ่งเป็นผลพวงมาจากการฝึกฝนท่ายืนนั่งม้าและท่าเท้าท่องคลื่นน้อยยิ่งทำให้ผู้คนละสายตาไม่ได้ ความสง่างามในท่วงท่ายามนี้สามารถเทียบเคียงกับในชาติก่อนที่เป็นผู้สำเร็จยุทธ์ขั้นสูงได้ถึงเจ็ดแปดส่วน นับว่ายังเหนือล้ำกว่าบุรุษทั่วไปในยุคนี้นัก

“ว่าแต่ท่านพี่นี่หน้าตาดีมากนะขอรับ ผู้น้องเห็นแล้วยังตกใจ เดิมก็คิดว่าหน้าใหม่ของซูเอ๋อร์นี่ดูดีมากแล้ว ไม่คิดว่าคนเป็นพี่จะยิ่งเหนือล้ำไปกว่า เห็นว่าขี้ผึ้งที่ใช้รักษาหน้าของซูเอ๋อร์นี้ท่านพี่เป็นผู้ปรุงขึ้นใช่ไหมครับ สรรพคุณยอดเยี่ยมยิ่งนัก ผู้น้องก็ได้แบ่งปันมาหนึ่งตลับ เสียดายว่าเกือบหมดแล้ว”

แอนฟิลด์หรือเจ้าสามหัวไวยิ่ง พอจับทางได้ว่าพี่ชายเพื่อนชมชอบสำนวนแบบนี้จริงๆ ก็อาศัยประสบการณ์ที่นั่งดูหนังจีนเป็นเพื่อนพ่อมาไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง ชิงความได้เปรียบเข้าไปพูดจาประจบประแจงด้วยสำนวนจีนอย่างแคล่วคล่องเพื่อหวังผล หลี่คุนได้ยินก็รู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยขึ้นมาทันที

“พี่ถูกชะตาเรายิ่งนัก เจ้าสาม ขี้ผึ้งเล็กน้อยพวกนั้นจะนับเป็นอะไรได้ เดี๋ยวกลับไปพี่จะฝากซูเอ๋อร์มาให้สักสิบตลับ ทีหลังหากไม่พอก็มาบอกได้”

ได้ยินดังนั้นทุกคนก็รู้แล้วว่าควรให้ความสำคัญกับใคร ก่อนหน้านี้กว่าจะได้ขี้ผึ้งมาใช้สักตลับ ต้องทั้งขู่ทั้งปลอบซูกัสเสียมากมาย ยิ่งตอนหลังหยุดขายเด็ดขาดแม้ว่ามีเงินก็หาซื้อไม่ได้ แต่นี่เจ้าสามแค่พูดประโยคเดียวกลับได้มาถึงสิบตลับ เมื่อเห็นเช่นนั้นทั้งเจ้าใหญ่เจ้ารองและน้องสี่จึงกรูกันเข้าไปพูดจาสำนวนหนังจีนผิดมั่งถูกมั่งเอาใจหลี่คุนเพื่อหวังจะได้ขี้ผึ้งโดยไม่เคอะเขินเลยแม้แต่น้อย ซูกัสที่กลายเป็นอยู่วงนอกมุ่ยหน้าด้วยความไม่พอใจ จริงอยู่ที่เขาอยากให้พี่ชายเข้ากับเพื่อนๆ ของเขาได้ แต่นี่มันเข้ากันได้ดีเกินไปจนเขาที่เป็นน้องตัวจริงจะตกกระป๋องอยู่แล้ว

เด็กๆ ตกลงไปทานสุกี้ร้านดังซึ่งถูกใจหลี่คุนมาก เขาไม่เคยเห็นหม้อไฟอะไรที่ใส่เครื่องหลากหลายอย่างนี้ ที่สำคัญคือน้ำจิ้มกลมกล่อมครบรส ยิ่งถ้าเติมพริกตำกระเทียมตำกับน้ำมะนาวลงไปยิ่งอร่อย หลังจากทานกันเสร็จ น้องสี่ก็ชวนทุกคนไปซื้อหาเสื้อผ้ากัน ทีแรกเจ้าใหญ่เจ้าสามและซูเอ๋อร์ทำท่าจะหลบเลี่ยงไป  แต่เมื่อน้องสี่ประกาศว่าจะพาหลี่คุนไปเลือกเสื้อผ้าที่สมกับความหล่อทุกคนก็สนใจตามไปด้วย จากคำบอกเล่าของซูเอ๋อร์ หลี่คุนได้ทราบว่าน้องสี่จัดว่ามีรสนิยมด้านเสื้อผ้าที่สูงล้ำกว่าวัยสิบหกสิบเจ็ดนัก ความสามารถอันนี้ได้มาจากมารดาที่เป็นนักออกแบบเสื้อผ้ามีชื่อ เด็กสาวพาชายหนุ่มกลุ่มใหญ่เข้าร้านโน้นออกร้านนี้เพื่อเลือกเฟ้นชุดที่เข้าตาให้ชายหนุ่มที่หล่อที่สุดของกลุ่มลองสวม พนักงานถึงกับตื่นตะลึงเมื่อเห็นหลี่คุนสวมชุดออกมาจากห้องลองเสื้อ พวกเขาไม่นึกเลยว่าเสื้อผ้าสีขาวที่ดูเรียบๆ เวลาอยู่บนไม้แขวนหรือหุ่นโชว์เสื้อพอถูกสวมใส่โดยชายหนุ่มผู้นี้กลับดูดีดูแพงราวกับมีราคาสูงกว่าความเป็นจริงหลายเท่า หากสามารถแอบถ่ายรูปเอาไปทำเป็นโฆษณาได้ มิทราบว่าลูกค้าจะแย่งชิงเสื้อผ้าพวกนี้ขนาดไหน หรือว่าจะเป็นดาราฮ่องกงไต้หวันนึกสนุกมาเดินเที่ยวห้างเมืองไทย

หลี่คุนคล้อยตามรสนิยมการเลือกเสื้อผ้าของน้องสี่จนเผลอซื้อชุดโทนสีขาวหลายตัวคิดเป็นหลายร้อยตำลึงเงิน พอรู้สึกตัวอีกทีก็ให้ปวดใจยิ่งนัก กลับไปต้องคิดช่องทางหาเงินหาทองให้ได้โดยเร็ว มิฉะนั้นก็จะมีแต่เงินออกไม่มีเงินเข้าเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

เพื่อนๆ ของซูกัสชื่นชมหลี่คุนเป็นอันมาก ในด้านรูปลักษณ์นับได้ว่าเป็นบุรุษรูปงามอันดับหนึ่งแซงหน้าซูเอ๋อร์ซึ่งขึ้นแท่นเน็ตไอดอล อัธยาศัยก็เปี่ยมไปด้วยความเป็นมิตรไมตรี มีท่าทีสง่าน่ายำเกรงของความเป็นผู้นำแต่ก็ยิ้มง่ายเมื่อเจออาหารหรือเสื้อผ้าถูกใจชวนให้ผู้คนใจละลาย แม้จะชอบพูดจาด้วยสำนวนจีนย้อนยุคแต่ก็ถือว่าเป็นความพิเศษให้รู้สึกสนิทชิดเชื้อกันในกลุ่มยิ่งขึ้น ปังปอนด์หรือเจ้ารองซึ่งมีงานอดิเรกเป็นตากล้องฝีมือดีหมายมั่นปั้นมือว่าจะขอร้องพี่ชายเพื่อนคนนี้ให้มาเป็นนายแบบสักคราหนึ่ง เขาถึงกับกังวลล่วงหน้าว่าฝีมือการถ่ายภาพและอุปกรณ์กล้องชั้นเลิศที่มีอาจไม่เพียงพอที่จะถ่ายทอดความหล่อเหลาองอาจสง่าผ่าเผยของหลี่คุนอย่างที่ตาเห็นออกมาได้
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 5] 24/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: fc_fic ที่ 24-10-2019 20:02:13
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 5] 24/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 25-10-2019 07:28:01
 :pig4:
 :3123:
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 6] 25/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 25-10-2019 13:27:11
6

ซูเอ๋อร์กลายเป็นเด็กติดโซเซียลไปแล้ว

มันเริ่มมาจากกระแสความดังของเขาในฐานะเน็ตไอดอลหน้าใหม่ ฐานแฟนคลับเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ รูปถ่ายเท่ๆ น่ารัก น่าเอ็นดู ของเด็กหนุ่มวัยสิบหกจากฝีมือตากล้องวัยเดียวกันถูกแชร์ผ่านไอจีเรียกไลค์เรียกคอมเม้นท์กันไม่เว้นแต่ละวัน ซูกัสกับปังปอนด์ที่เป็นตากล้องพากันตระเวนไปหาโลเคชั่นถ่ายรูปสวยๆ กันเป็นประจำ คนเป็นนายแบบก็เห่อหน้าใหม่ของตัวเอง คนเป็นช่างภาพก็กระหายอยากโชว์ฝีมือ บางครั้งเด็กๆ ก็ชวนหลี่คุนออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างซึ่งก็โดนปังปอนด์แอบถ่ายรูปทีเผลอเก็บไว้ไม่น้อย

หลี่คุนไม่เข้าใจว่าเด็กสองคนนี้จะทำไปให้เหนื่อยไปทำไม เป็นเน็ตไอดอลที่ว่าแล้วมันดียังไง จนกระทั่งซูเอ๋อร์ต้องมาอธิบายให้ฟัง

“อย่างนี้นะพี่คุน พอเป็นเน็ตไอดอลคนก็รู้จักเราเยอะใช่มะ แล้วก็มาติดตามเรา เราจะโพสต์อะไรทำอะไรคนก็จะเห็น ที่นี้เราก็รับงานได้ แค่เขียนรีวิวหรือโฆษณาสินค้า ก็ได้ตังค์แล้ว ถ้าอยากได้เงินเยอะขึ้นเราก็รับสินค้ามาขายเองเลย พวกครีม อาหารเสริม วิตามิน แล้วต่อไปถ้าดังมากๆ ก็จะมีคนจ้างไปโชว์ตัว ออกอีเวนท์ ได้เงินเป็นกอบเป็นกำเลยนะ ผมจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระพี่ที่ขาดทุนตอนทำขี้ผึ้งดีไหมล่ะ”

หลี่คุนจึงค่อยเข้าใจ เช่นนี้เน็ตไอดอลก็คือคนมีชื่อเสียงนั่นเอง อาจจะคล้ายในยุคเขาที่มีการเฟ้นหาหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองซึ่งไม่เพียงเพียบพร้อมไปด้วยความงาม ยังต้องแตกฉานในศิลปะแขนงเอกทั้งสี่ของจีนอันได้แก่ กู่ฉิน หมากล้อม พู่กันจีน และวาดภาพอีกด้วย พอคิดได้อย่างนี้เขาก็รู้สึกว่าหากเน็ตไอดอลใช้ใบหน้าของตัวเองในการหาเงินหาทอง แล้วจะต่างอะไรกับนางคณิกาขายศิลปะตามหอนางโลมเล่า หากผู้คนสามารถจ่ายเงินเพื่อมายลโฉมหน้าฟังเจ้าดีดสีตีเป่าหรือร่ายรำได้อยู่ทุกค่ำคืน ถึงจะเก็บเงินเก็บทองได้มากมายแต่คุณค่าของเจ้าจะยังเหลืออยู่ได้อย่างไร มาตรแม้นว่ามิได้ขายเรือนร่าง แต่สุดท้ายก็คงถูกเศรษฐีประมูลไปเป็นอนุอยู่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับคุณหนูสกุลใหญ่ที่เฝ้ารักษาเนื้อตัวชื่อเสียงมิให้ถูกแพ้วพาน เมื่อถึงวัยที่เหมาะสม ก็จะได้รับเกียรติขึ้นเกี้ยวไปแต่งงานเป็นภรรยาเอกของขุนนางหรือแม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์ ยามนั้นสินสอดคงยาวเรียงรายไม่รู้กี่สิบหาบ ดีดลูกคิดแล้วอย่างไรก็คุ้มค่ากว่ามาก

เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องราวในชาติก่อนจนได้ข้อสรุป รวมกับประสบการณ์ไม่ดีตอนปรุงขี้ผึ้งขาย หลี่คุนจึงสั่งกำชับซูเอ๋อร์อย่างเด็ดขาดว่าห้ามรีวิวหรือขายสินค้าใดๆ เด็ดขาด

“ขนาดของของพวกเราเอง ยังเกิดปัญหาตั้งมากมาย แล้วเราจะไว้ใจของๆ คนอื่นได้อย่างไร ห้ามรับงานใดๆ เด็ดขาด เมื่อใดที่ผู้คนรู้สึกว่าซูเอ๋อร์ได้ประโยชน์หรือเงินทองจากพวกเขา ความเกรงใจย่อมหมดไป เราชอบทางนี้ย่อมต้องถนอมตัวให้ดี รักษาชื่อเสียงอย่าให้ด่างพร้อย อย่าไปหวังเงินทองเล็กน้อย เมื่อถึงเวลาย่อมได้ทรัพย์ก้อนใหญ่กลับมาในคราเดียว”

ซูเอ๋อร์ได้ยินก็งุนงงไม่เข้าใจว่าหลี่คุนหมายถึงอะไร แต่เขาก็ไม่ได้ชื่นชอบการเชียร์สินค้าอะไรมั่วซั่วอยู่แล้ว ที่พูดไปเพราะอยากช่วยจริงๆ แต่ถ้าพี่ชายเห็นว่าไม่เหมาะเขาย่อมต้องเชื่อฟัง จริงๆ ซูกัสมองแฟนๆ ที่ติดตามว่าเป็นเพื่อนไม่ใช่ลูกค้าอยู่แล้ว นอกจากลงรูปตัวเอง ถ้าไปเจออะไรดีๆ ก็จะเอามาแบ่งปันกัน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สวยๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ร้านอาหารอร่อยที่แอบซ่อนตามมุมหลืบ เคล็ดลับในชีวิตประจำวันที่น่าสนใจ หรือกิจกรรมดนตรีกีฬาดีๆ แฟนคลับของเขาจึงน่ารักและมีความสัมพันธ์ที่สนิทใจกัน

ในบรรดาคนที่ติดตามไอจีของซูกัส มีไม่กี่คนที่เด็กหนุ่มจะติดตามกลับ ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่ใช่คน แต่เป็นบอท!!!

บอทคืออะไรเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าที่หลี่คุนจะเข้าใจ จากที่ซูเอ๋อร์ปากเปียกปากแฉะอธิบายให้ฟังอยู่หลายรอบ บอทดูเหมือนจะเป็นใครก็ไม่รู้ที่สวมบทบาทของคนมีชื่อเสียงอย่างพวกศิลปินดารานักร้องหรือแม้กระทั่งตัวการ์ตูน เพื่อไปคุยกับคนอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ตเหมือนว่าตัวเองเป็นศิลปินคนนั้นจริงๆ

จะทำไปเพื่อ?

หลี่คุนอยากตะโกนระบายความไม่เข้าใจออกมาดังๆ โลกของอินเตอร์เน็ตก็ดูไม่ใช่ความจริงสำหรับเขาอยู่แล้ว แต่นี่ยังปลอมตัวเข้าไปคุยกับคนที่ก็รู้ว่านี่เป็นตัวปลอม ลวงในลวง งงในงง

บอทที่ซูเอ๋อร์คุยส่วนตัวด้วยจนติดเป็นบอทของแฮ็คส์ศิลปินนักร้องนักแสดงชายที่มีชื่อเสียง ชายหนุ่มลูกครึ่งคนนี้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังอายุน้อยด้วยการตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ กลายเป็นขวัญใจของเด็กวัยรุ่นมากมาย ซูเอ๋อร์ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ชื่นชมผลงานของแฮ็คส์มาตั้งแต่ก่อนมอต้น ปัจจุบันแฮ็คส์ก็ยังมีผลงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่องรวมถึงงานแสดงในหนังฟอร์มใหญ่หลายเรื่องด้วย นักร้องหนุ่มไม่เปิดเผยเรื่องส่วนตัวของตัวเองมากนัก มีข่าวลือว่าเขาเป็นลูกชายของนักธุรกิจใหญ่ชาวต่างชาติที่เข้าวงการมาด้วยใจรัก ไม่ได้สนใจชื่อเสียงเงินทองเท่าไรนัก

ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมซูเอ๋อร์ถึงชอบคุยกับบอทอะไรนี่นัก แต่ก็เห็นว่าแค่คุยผ่านตัวหนังสือทางอินเตอร์เน็ตก็ไม่น่าจะมีอันตรายอะไร หลี่คุนจึงเพียงแค่ให้ญาติผู้น้องรับปากว่าจะไม่ไปเจอกับอีกฝ่ายจริงๆ เขากลัวว่าคนที่ไม่รู้ว่าเป็นใครผู้นั้นอาจถือโอกาสคิดร้ายกับซูเอ๋อร์ซึ่งยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งตามมาตรฐานของยุคนี้

ในบรรดารูปที่ซูเอ๋อร์ลงในไอจี มีอยู่รูปหนึ่งซึ่งเขาเซลฟี่ตัวเองแล้วบังเอิญถ่ายติดหลี่คุนเป็นฉากหลังไม่ถึงกับชัดนักไปด้วย กลายเป็นว่าภาพนั้นได้รับยอดไลค์สูงจนเป็นสถิติใหม่ คอมเม้นท์แปลกๆ ผุดขึ้นจนตามอ่านแทบไม่ทัน

‘เอ๊ะ ข้างหลังนั่นใคร อะไร ยังไง’

‘แค่เห็นลางๆ ยังรู้ว่าหล่อ’

‘หือออออออ เค้าเป็นใครเหรอจ๊ะซูน้อย’

‘อยู่บ้านเดียวกัน!!!!!’

‘งานดีคูณสอง อิป้านี่เลียจอเลยจ๊า’

‘ขอวาร์ปพี่ข้างหลังด้วย’
‘+1’
‘+1’
‘+1’
‘+1’
‘+1’
.
.
.
.
.

คอมเม้นท์ทำนองนี้ล้นหลามจนซูกัสต้องออกมาดับกระแส

‘หยุดมโนครับ!!! พี่คุนเป็นพี่ชายซูเอ๋อร์เอง หวงมากด้วย ห้ามพี่ๆ แทะโลมนะครับ ^^’

‘รักพี่คุนรัวๆๆ’

‘พี่ชายแซ่บเว่อร์อ่ะเอ๋อร์ ไหนเรียกพี่สะใภ้สิคะ

‘ขอรูปคุณพี่ชายเพิ่มนะน้องซูกัส ด่วนๆๆๆ’
‘+1’
‘+1’
‘+1’
‘+1’
‘+1’
.
.
.
.
.

บรรดาแฟนคลับพากันกดดันจนซูเอ๋อร์แทบร้องไห้ ส่วนหนึ่งก็อยากเอาใจแฟนๆ อีกส่วนก็ไม่อยากเก็บพี่ชายไว้จนหล่อเสียของ ในที่สุดก็ต้องมาขอร้องหลี่คุนเอารูปที่ปังปอนด์เคยแอบถ่ายทีเผลอเก็บไว้ไปลงในไอจีตัวเองเพื่อลดกระแสความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าผู้ติดตาม หลี่คุนมิได้เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด เขาไม่ใช่สตรีที่ต้องคอยมาระวังว่าโฉมหน้าตัวเองจะปรากฎต่อสายตาผู้คนจึงตอบตกลงไป เป็นเด็กอย่างซูกัสกับปังปอนด์เสียอีกที่เข้าใจพฤติกรรมของคนบนอินเตอร์เน็ตมากกว่า ทั้งคู่จึงเลือกรูปสวยๆ เท่ๆ ของหลี่คุนที่ไม่เห็นหน้าชัดมากสี่ห้ารูป เอาไปทะยอยโพสต์บนไอจีของซูกัส

ผลตอบรับที่ได้เกินคาดไปมาก จำนวนผู้ติดตามของซูเอ๋อร์พุ่งทะยานขึ้นไปแตะที่หลักแสนคน จำนวนอาจไม่เยอะเหมือนเน็ตไอดอลสายยั่วหรือสายเถื่อน แต่ก็ดูมีคุณภาพมากกว่า แถมยังผนึกกำลังกันอย่างเหนียวแน่น  แม้จะได้ชมรูปคุณพี่ชายตามที่ขอ แต่กระแสความสนใจในตัวหนุ่มหล่อคนนี้ยังไม่ซาลง ถึงซูเอ๋อร์จะไม่อิจฉาอะไรในตัวพี่ชายสุดรักแม้แต่น้อย แต่ก็เริ่มรู้สึกรำคาญจนอยากจะไล่หลี่คุนให้พ้นๆ ไปเปิดไอจีของตัวเองซะที

กลับเป็นปังปอนด์ตากล้องกับแชมเปญลูกสาวดีไชเนอร์ที่อยากจะเกาะกระแสนี้ต่ออีกหน่อย ทั้งคู่เสนอโครงการที่จะเอาชุดในร้านของแม่แชมเปญมาให้หลี่คุนถ่ายแฟชั่นเซ็ทเพื่อเอาไปลงในไอจีของซูเอ๋อร์ จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อการโฆษณา แต่เป็นความอยากที่จะผสมผสานนายแบบที่ดูดีจนไม่น่าเชื่อกับเสื้อผ้าดีไซน์เรียบหรูตัดเย็บปราณีตและฝีมือการถ่ายภาพของเด็กหนุ่มตากล้องที่ไม่ธรรมดา เอาไปถ่ายทอดเพื่อดูความเห็นและเสียงตอบรับจากฐานแฟนคลับที่มีคุณภาพของซูเอ๋อร์

พวกเด็กๆ พากันวางแผนเตรียมการเพื่อให้โครงการนี้ออกมาดีที่สุด เสื้อผ้าหน้าผมสถานที่ถูกเลือกเฟ้นมาอย่างดี หลี่คุนเห็นความตั้งใจของน้องๆ ก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ ในที่สุดแฟชั่นเซ็ทที่คัดแล้วคัดอีกจำนวนสิบภาพก็ถูกโพสต์ลงในไอจีของซูเอ๋อร์ สามรูปในนั้นมีซูกัสถ่ายร่วมด้วยในธีมพี่ชายน้องชายที่ดูอบอุ่น

เพียงไม่กี่นาทีหลังเผยแพร่ภาพออกไป ไอจีของซูเอ๋อร์ก็ลุกเป็นไฟ แม้ทุกภาพที่ลง หลี่คุนจะวางตำแหน่งหน้าในมุมที่ไม่เห็นเต็มๆ แต่ก็ไม่อาจปกปิดความหล่อเหลาที่เกินธรรมดาไปได้ เกิดเป็นข้อสงสัยว่าจะมีคนที่รูปร่างหน้าตาใกล้เคียงคำว่าเพอร์เฟคท์ขนาดนี้ด้วยหรือ ถึงกับมีคนเซฟรูปของหลี่คุนที่ซูมใบหน้างดงามในแบบบุรุษใกล้ๆ ไปตรวจสอบโดยวิธีทางนิติวิทยาศาตร์ เขาใช้การวิเคราะห์รูปแบบการกระจายตัวของน๊อยซ์ที่เกิดจากเซนเซ่อร์ของกล้อง ว่าถูกรีทัชบริเวณใบหน้ามาหรือไม่ สุดท้ายก็ออกมายืนยันว่าใบหน้าที่เรียบเนียนคมสันเปล่งประกายราวกับหยกสลักนี้ไม่ได้ถูกปรับแต่งมาแม้กระทั่งการลบริ้วรอยไฝฝ้าใดๆ

นอกจากกระแสในไอจีแล้ว รูปของหลี่คุนยังถูกส่งต่อไปตามสื่อโซเชียลต่างๆ เรียกกระแสนิยมไปทั่ว ท่วงท่าที่สง่างามองอาจต่างจากนายแบบทั่วไปทำให้เสื้อผ้าที่เน้นส่งเสริมบุคลิคผู้นำบรรลุแก่นแท้ที่ดีไซเนอร์ต้องการจะสื่อ ถึงจะไม่ได้เปิดเผยหรือโฆษณาว่าเสื้อผ้าที่หลี่คุนสวมมาจากไหน แต่ด้วยการออกแบบที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ทำให้คนในวงการแฟชั่นระบุได้ว่าเป็นของแบรนด์ใด เมื่อข้อมูลอันนี้หลุดออกไปในอินเตอร์ก็มีคนจำนวนมากสนใจจะซื้อหา แต่ก็ต้องถอดใจเมื่อทราบระดับราคาที่เกินเอื้อมสำหรับคนทั่วไป

แต่ผลกระทบในเรื่องนี้กลับออกมาแปลกๆ แม่ของแชมเปญบอกว่าเสื้อผ้าคอลเลคชั่นเดียวกันกับที่หลี่คุนใช้ถ่ายแบบ จากเดิมที่ขายได้เรื่อยๆ ตอนนี้กลับขายยากขึ้น ลูกค้าที่หน้าตาธรรมดาเหมือนจะไม่มีใครกล้าซื้อไปใส่ ที่ขายได้บ้างก็ล้วนแต่เป็นลูกค้าที่หน้าตารูปร่างโดดเด่น และถึงกับมีดารานักร้องชื่อดังมากว้านซื้อไปทั้งคอลเลคชั่นเลยทีเดียว สรุปรวมแล้วถึงจะทำให้สินค้าขายไม่ออกค้างสต๊อคอยู่ไม่น้อย แต่แบรนด์กลับได้ชื่อเสียงจากการที่มีดาราและไฮโซหน้าตาดีเอาไปใส่ออกงานใหญ่ๆ พอมีคนจำได้ กระแสความดังของหลี่คุนและแบรนด์เสื้อผ้าก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก

ความอยากรู้อยากเห็นว่าที่แท้แล้วหลี่คุนคือใครหนักหน่วงมากขึ้นทุกที มีทั้งการขุดคุ้ยข้อมูลส่วนตัว ทั้งเสียงเรียกร้องให้เข้าวงการไปเลย จนเรื่องราวลุกลามมากขึ้นทุกที หลี่คุนจะไปไหนมาไหนกลายเป็นต้องสวมมาสก์ปิดปาก ซูเอ๋อร์ที่เปิดเผยตัวตนจนเป็นที่รู้จักมากกว่าก็ต้องคอยปฏิเสธที่จะตอบเรื่องพี่ชายจากคนมากหน้าหลายตา เพื่อไม่ให้เรื่องใหญ่โตไปมากกว่านี้ ในที่สุดซูเอ๋อร์ก็เอาข้อความมาโพสต์ในไอจี

‘พี่ชายของผมเป็นแค่มือสมัครเล่นฮะ เวลานี้ยังไม่ได้สนใจที่จะเข้าวงการหรือทำงานแนวนี้ พี่ชายฝากขอบคุณและดีใจมากกับความชื่นชมที่ทุกคนมีให้ _/|\_ แต่ตอนนี้เขายังมีภาระหลักที่ต้องไปฝึกงานและเรียนหนังสือต่ออีกหนึ่งปีซึ่งค่อนข้างหนัก ขอให้ทุกคนให้กำลังใจและสนับสนุนความตั้งใจนี้ของพี่ชายด้วยครับ หากมีโอกาสก็อาจจะมีผลงานเล็กๆ น้อยๆ มาฝากกันใหม่ ^^’

ข้อความสั้นๆ ข้อความเดียวแต่ซูเอ๋อร์กับเพื่อนๆ คิดแล้วคิดอีกจนแทบหัวแตก ถ้าทำเป็นไม่สนใจเสียงเรียกร้องของแฟนคลับก็อาจจะถูกหมั่นไส้เอาได้ง่ายๆ ในที่สุดก็คิดได้ว่า พี่คุนยังเป็นนักศึกษาอยู่ ถ้าอ้างเรื่องเรียนคนไทยอย่างไรก็ต้องให้ความสำคัญ เรียกว่าไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ถึงกับปฏิเสธ แถมยังทิ้งเชื้อไว้นิดๆ เผื่อเปลี่ยนใจ เหล่านี้ล้วนลอกเลียนมาจากการให้สัมภาษณ์ของพวกดาราทั้งสิ้น

โชคดีที่สุดท้ายบรรดาแฟนคลับก็เข้าใจ ต่างคนต่างฝากให้กำลังใจหนุ่มสุดหล่อในเรื่องเรียน ทั้งยังช่วยปรามกันเองหากจะมีใครยังคิดที่จะขุดคุ้ยจนกระทบความเป็นส่วนตัวขึ้นมาอีก หลี่คุนได้ฟังจากพวกเด็กๆ ว่าเรื่องราวจบลงด้วยดีก็โล่งใจ เขารู้สึกว่าผู้คนในยุคอนาคตที่เขาข้ามเวลามาอยู่นี้ อันที่จริงก็มีคนดีๆ อยู่มาก

แต่เขาลืมไปว่าคนไม่ว่าจะที่ไหนสมัยใดก็มีดีชั่วปนกัน ถ้าโชคดีได้พบพานแต่คนดีก็ดีไป แต่ถ้าบังเอิญต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนชั่ว ก็นับว่าโชคร้ายแล้ว ความโชคร้ายที่ว่าเริ่มขึ้นจากคลิปๆ หนึ่ง

“แฉวินาทีไฮโซทายาทหลายพันล้านเมาขับซุปเปอร์คาร์ฝ่าไฟแดงชนคนกระเด็นกลางทางม้าลาย (มีคลิป)”
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 6] 25/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: oiw08 ที่ 25-10-2019 22:50:55
สนุกมากเลยค่ะ​ หลี่คุณกับซูเออร์น่ารักกก
ว่าแต่พระเอก​สงสัยค่าตัวแพง​เลยยังไม่โผล่​ อิอิ
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 7] 26/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 26-10-2019 14:44:57
7

“แฉวินาทีไฮโซทายาทหลายพันล้านเมาขับซุปเปอร์คาร์ฝ่าไฟแดงชนคนกระเด็นกลางทางม้าลาย (มีคลิป)”

คลิปวิดีโอที่ถ่ายให้เห็นภาพรถสปอร์ตสีเหลืองสดคันหรูโผล่มาจากมุมอับของกล้องชนเข้ากับชายหนุ่มที่กำลังข้ามถนนตรงทางม้าลายจนล้มไปด้านข้างก่อนจะวิ่งหายไปโดยมองเห็นแผ่นป้ายทะเบียนด้านหลังพออ่านตัวเลขได้ลางๆ ถูกแชร์ผ่านโชเชียลเน็ตเวิร์คจนกลายเป็นประเด็นร้อนภายในชั่วข้ามคืน ผู้คนต่างพากันคาดเดาว่าคนขับรถที่คนโพสต์คลิปอ้างว่าเป็นไฮโซหนุ่มชื่อดังนั้นที่แท้เป็นผู้ใด

ไม่นานก็มีคนมาเฉลยว่าเจ้าของรถคือแบงค์บุตรชายคนสุดท้องของนักธุรกิจเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ ไฮโซหนุ่มคนนี้เดิมก็เป็นที่สนใจของสื่ออยู่แล้วเพราะหน้าตาดีมีความสามารถทางด้านดนตรี โดยเป็นถึงนักเปียโนผู้มีพรสวรรค์ที่มีฐานแฟนคลับอยู่ไม่น้อยมาตั้งแต่เด็ก ไม่นานมานี้ก็เพิ่งเปิดตัวเตรียมสืบทอดธุรกิจจากผู้เป็นพ่อ พอมีคลิปนี้ออกมาเลยโดนพุ่งเป้าจากคนในอินเตอร์เน็ตทันที ยิ่งเจ้าตัวไม่ได้ออกมาปฏิเสธแถมมีมือดีเข้าไปขุดรูปในเฟสบุ๊คออกมายืนยันอีกว่าเขาใช้รถรุ่นนี้สีนี้อยู่จริง ผู้คนก็ยิ่งวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก โดยเฉพาะเรื่องเมาแล้วขับกับชนคนแล้วไม่หยุดรถลงมาช่วยเหลือ ในที่สุดก็เริ่มลุกลามเป็นประเด็นใหญ่โตจนส่งผลกระทบต่อแผนการสืบทอดกิจการจากบิดา ยังดีที่มีกลุ่มแฟนคลับออกมาแก้ต่างให้ช่วยลดกระแสลงสังคมไปได้บ้าง

ไฮโซหนุ่มหงุดหงิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก เขาเรียกทนายความประจำตระกูลคนที่เป็นผู้จัดการเรื่องนี้มาตำหนิอย่างไม่เกรงใจอายุอานามรุ่นลุงของอีกฝ่าย

“จัดการยังไงเรื่องถึงไม่จบ ทำงานไม่คุ้มเงินซะเลย นี่พวกตาแก่ในบอร์ดบริหารก็เริ่มพูดกันแล้วว่าผมน่าจะยังเด็กเกินไปอยากให้ชะลอการแต่งตั้งไปก่อน จ้องหาเรื่องอยู่แล้วสิไม่ว่า”

“ขออภัยคุณชายอย่างสูงครับ ตอนนั้นผมเคลียร์หมดแล้วจริงๆ ทางคนเจ็บก็ถูกเราบีบให้รับเงินแลกกับลงชื่อในคำให้การยอมรับว่าตัวเองเป็นฝ่ายตัดหน้ารถคุณชายเอง กล้องวงจรปิดของอาคารย่านนั้นก็ถูกลบออกหมด สำนวนตำรวจก็เขียนเข้าข้างทางเรา”

ชายสูงวัยกว่าพยายามอธิบายอย่างอดทน นายน้อยของเขาคนนี้มีความสามารถทางธุรกิจและดนตรีที่โดดเด่นกว่าคนรุ่นเดียวกันมาก มันเป็นความแตกต่างจะไฮโซลูกคุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็นคนอื่น ไม่แปลกใจเลยที่เจ้านายใหญ่จะมองข้ามหัวลูกชายคนโตจากภรรยาเก่าเตรียมส่งมอบธุรกิจให้ แต่ข้อเสียคือความเอาแต่ใจ ชอบดูถูกไม่เห็นหัวคนอื่น แถมด้วยความเจ้าอารมณ์แปรปรวนง่ายคาดเดาไม่ถูกแบบพวกศิลปิน

“แล้วคลิปบ้านี่มันโผล่ขึ้นมาได้ยังไง ไอคนที่โดนชนมันปล่อยออกมาหรือเปล่า”

“ไม่น่าใช่นะครับ คนที่โดนชนเป็นนักศึกษาธรรมดาท่าทางไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ออกจะพูดจาเพี้ยนๆ หน่อย พ่อแม่ก็ไม่ได้อยู่เมืองไทยคงทำเรื่องใหญ่ไม่ได้ ตอนนั้นโดนผมขู่ไปตั้งเยอะ ไม่น่าจะกล้าทำแบบนี้ ถ้าเขามีคลิปนี้อยู่ ก็คงไม่รอจนถึงตอนนี้”

“หึ มันอาจใช้เงินจนหมดแล้วโลภอยากได้เพิ่มล่ะสิ ไอพวกคนจนๆ ก็งี้ งั้นไม่ต้องสืบต่อแล้ว ผมจะใช้คำสารภาพที่มันเซ็นไว้ออกมาโชว์ให้ทุกคนเห็นเพื่อเคลียร์ภาพลักษณ์ แล้วก็จะฟ้องมันกลับให้คืนเงินที่ได้ไป สังคมจะได้เห็นว่าผมเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ”

ทนายเฒ่าขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย

“แต่เรื่องคลิปที่เกิดขึ้นนี้ผมว่ายังไงก็ไม่น่าจะใช่ฝีมือของนักศึกษาคนนั้นหรอก อาจจะเป็นพวกคู่แข่งทางธุรกิจก็ได้ ให้ผมสืบต่อให้ละเอียดก่อนเถอะครับคุณชาย ไม่งั้นอาจลงมือผิดคน”

“ช่างมันปะไร ชื่อเสียงผมเสียหายขนาดนี้รอได้ที่ไหน ก็ใครใช้ให้มันเดินทะเล่อทะล่าข้ามถนนตอนนั้นล่ะ ถ้าไม่มีมันซะคนคงไม่ต้องมาเสียเวลากับเรื่องน่ารำคาญแบบนี้หรอก ไปจัดการซะ”

ด้วยเหตุนี้จึงมีจดหมายจากสำนักงานทนายความชื่อดังไปถึงคอนโดที่พักของหลี่คุนยื่นเงื่อนไขให้เขาไปออกงานแถลงข่าวร่วมกับไฮโซแบงค์นักเปียโนพรสวรรค์ชื่อดังทายาทนักธุรกิจใหญ่ โดยหลี่คุนจะต้องสารภาพออกสื่อว่าตัวเองเป็นคนเซถลามาตัดหน้ารถเองเพราะอาการมึนเมาแอลกอฮอล์ ทางฝ่ายทนายใช้ข้อสัญญาที่เขาเคยเซ็นรับผิดไปมาเป็นตัวบังคับให้ต้องทำตาม ทั้งยังแจ้งว่าจะขอค่าเสียหายที่เคยจ่ายให้ไปคืนเพราะทางฝ่ายไฮโซแบงค์ไม่ได้เป็นคนผิด หากไม่ยินยอมก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายและฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

หลี่คุนอ่านจบถึงกับกำจดหมายในมือแน่นจนยับยู่ยี่ด้วยความโกรธ คนผู้นี้กล้าดียังไงถึงได้ใช้อำนาจมาข่มขู่รังแกผู้คนตามใจชอบ ตอนที่เขาจำยอมรับเงินชดเชยสี่ตำลึงทองแลกกับการเลิกแล้วต่อกันนั้นก็รู้สึกไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว แต่นี่จะให้ไปสารภาพผิดต่อหน้าธารกำนัลในเรื่องที่เขาไม่ได้ทำ แถมยังจะยึดเงินคืนทั้งๆ ที่ตกลงไปแล้ว นั่นมันเงินสี่ตำลึงเลยนะ ตอนนี้เขามีไม่ถึงด้วยซ้ำเพราะขาดทุนอย่างหนักในตอนที่ทำขี้ผึ้งสมานแผลออกจำหน่าย

เมื่อซูเอ๋อร์กลับมาถึงทราบเรื่องก็โมโหจนหน้าแดง เขาเรียกเพื่อนๆ ให้มาช่วยระดมความคิดหาทางตอบโต้ไฮโซแบงค์ ทุกคนช่วยกันรวบรวมข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามเพื่อหาจุดอ่อน แต่พยายามกันอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่เจออะไรที่เป็นประโยชน์ ก่อนหน้าที่จะมีผู้ปล่อยคลิปเมาแล้วขับออกมาแบงค์มีภาพลักษณ์ที่ดีมาโดยตลอด ทายาทธุรกิจเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ โปรไฟล์นักเรียนนอกที่มีพรสวรรค์ด้านเปียโน รูปร่างหน้าตาดี เพื่อนฝูงในกลุ่มล้วนแต่เป็นเหล่าไฮโซและดารานักร้องที่มีชื่อ ข่าวกิ๊กกั๊กกันกับดาราสาวดาวรุ่งก็ออกไปในแนวน่ารัก แถมยังปรากฏตัวในคอนเสิร์ตร่วมกับนักร้องดังในกลุ่มเพื่อนเพื่อช่วยระดมทุนให้การกุศลอยู่เป็นประจำ แม้จะเคยมีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับความเจ้าอารมณ์และนิสัยดูถูกคน แต่ก็เป็นเพียงข่าวลือที่เงียบหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนมีคนคอยจัดการอยู่ แถมยังมีกลุ่มแฟนคลับที่คอยออกมาปกป้องเวลามีข่าวไม่ดีขึ้น

แม้แบงค์จะไม่ได้เป็นดาราหรือศิลปินมืออาชีพ แต่ก็มีฐานแฟนคลับที่เกิดจากช่องในยูทูบที่เขาทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น วิดีโอส่วนใหญ่จะเป็นคลิปการเล่นเปียโนของเขา แบงค์ชอบแสดงความสามารถด้วยการเล่นเพลงคลาสสิคชั้นสูงที่นักเปียโนทั่วไปไม่สามารถเล่นได้ นานๆ ถึงจะมีคลิปทักทายแฟนๆ หรือเล่นเพลงป๊อบทั่วไปและร้องเพลงคลอเรียกกระแสบ้าง ตอนที่เพื่อนๆ ของซูเอ๋อร์ไล่เปิดคลิปพวกนี้เพื่อหาข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์หลี่คุนก็เข้ามาดูด้วยความสนใจ

“นี่คือเปียโนหรือ เป็นเครื่องดนตรีใหญ่โตที่มีเสียงสูงต่ำน่าอัศจรรย์นัก คนผู้นี้มีฝีมือจริงๆ เห็นแล้วก็นึกถึงพิณกู่ฉินของพี่”

“พี่คุนจะชมทำไม นี่มันคนที่ขับรถชนพี่นะ”

ซูเอ๋อร์โวยวายเสียงดัง เขาไม่เข้าใจว่าในช่วงเวลาคับขันอย่างนี้ ทำไมหลี่คุนถึงยังมามัวสนใจคลิปเล่นเปียโนพวกนี้อยู่ได้

“พี่ก็ว่าไปตามความจริง บทเพลงพวกนี้มีท่วงทำนองแปรเปลี่ยนลึกล้ำยิ่ง มีเพลงอื่นอีกหรือไม่”

แอนฟิลด์ผู้ถูกบังคับให้เรียนเปียโนมาตั้งแต่เด็กๆ เพิ่งจะได้เลิกไปเมื่อตอนขึ้นมอปลายด้วยข้ออ้างว่าจะกระทบการเรียน สบโอกาสที่จะประจบเอาใจพี่ชายเพื่อน จึงรีบเปิดคลิปอื่นของแบงค์ให้ดูพร้อมอธิบายถึงเพลงที่แต่งโดยนักประพันธ์ในยุคต่างๆ ว่าแต่ละเพลงมีความยากอย่างไร หลี่คุนจดจ้องปลายนิ้วทั้งสิบของแบงค์ที่พริ้วไปมาบนคีย์ขาวดำอย่างสนใจ ก่อนจะถามข้อมูลเกี่ยวกับเปียโนและระดับความสามารถของแบงค์อีกมาก

ในที่สุดการค้นหาข้อมูลจุดอ่อนเกี่ยวกับแบงค์ก็สิ้นสุดลงโดยไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่น่าเชื่อว่าจากข้อมูลข่าวสารมหาศาลบนอินเตอร์เน็ต แบงค์จะไม่มีจุดด่างพร้อยอะไรทั้งสิ้นยกเว้นเรื่องเมาแล้วขับที่เพิ่งถูกขุดคุ้ยขึ้น มิน่าอีกฝ่ายถึงได้พยายามสุดตัวที่จะลบเรื่องนี้ออกไปให้ได้

ในที่สุดก็ถึงวันแถลงข่าวที่ไฮโซแบงค์จัดขึ้น หลี่คุนตัดสินใจไม่ไปตามที่ทนายของอีกฝั่งแจ้งมา เขาเห็นว่าเรื่องนี้ถึงฝ่ายเขาจะถูกกดดันให้ลงนามสัญญาไป แต่ก็ถือว่าตกลงและรับเงินไปแล้ว แม้ว่าครั้งนี้จะมีคนเอาหลักฐานเพิ่มเติมมาพยายามสร้างกระแสจากเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ แต่เขาก็ไม่คิดจะไปวุ่นวายเรียกร้องหาประโยชน์อะไรจากอีกฝ่ายอีก ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันน่าจะดีที่สุด

แต่อีกฝ่ายไม่คิดอย่างนั้น เมื่อเห็นว่าหลี่คุนไม่ปรากฎตัวในงานนี้ แบงค์ก็สั่งให้ทนายเอาสัญญายอมรับความผิดที่อีกฝ่ายลงนามไว้ พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชนของคุณานนท์ที่ใช้ประกอบการทำสัญญาออกมาแสดงให้กับนักข่าว

“อย่างที่เห็นตามหลักฐานล่ะครับ ที่จริงเรื่องนี้เคลียร์ไปหมดแล้วตั้งแต่ต้นเดือนก่อนว่าผมเป็นฝ่ายถูกตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด คนที่ถูกชนเขาก็รับผิดแล้ว คนของผมคงเห็นแก่มนุษยธรรมให้เงินไปอีกสองแสนบาท นั่นก็ถือว่าช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์กันแยะมากแล้ว ที่จริงทางผมต้องเรียกร้องค่าเสียหายด้วยซ้ำ เพราะรถก็เป็นรอย แต่พอได้เงินไป เหมือนทางนั้นยังไม่รู้จักพอ พยายามจุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาให้เป็นข่าวใหญ่ นี่คงหวังจะเรียกเงินเรียกทองเพิ่มอีก”

“สรุปว่าคนที่โพสต์คลิปนี้คือนายคุณานนท์ที่เป็นคู่กรณีใช่ไหมครับ”

นักข่าวชายถามขึ้นเป็นคนแรก

“ทางเราก็ไม่ทราบแน่ชัดครับ แต่สื่อลองคิดดูแล้วกันว่าใครที่ได้ประโยชน์จากการทำแบบนี้”

“แต่ในคลิปนี่ก็ค่อนข้างชัดนะครับว่ารถคุณแบงค์ขับชนคู่กรณีตรงทางม้าลาย ดูเหมือนรถจะควบคุมทิศทางไม่ตรงด้วย ไม่ทราบว่าเรื่องเมาแล้วขับ...”

“มุมกล้องในคลิปมันแคบมากนะครับ ถ้าใจอคติก็อาจเดามั่วไปได้เรื่อย เรื่องเมาแล้วขับนี่ตำรวจก็สรุปสำนวนเสร็จตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าผมทำจริงป่านนี้คงนอนคุกไปแล้ว”

“ไม่ทราบว่าได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ขนาดไหนคะ”

นักข่าวสาวอีกสำนักข่าวถามขึ้น

“ก็หนักหนาอยู่ครับ คนไม่รู้ก็แชร์กันไปคิดว่าผมทำจริงๆ หลายคนในอินเตอร์เน็ตก็ตัดสินผมไปแล้วว่าคนรวยรังแกคนจน ทำไมครับ การที่ผมเก่งผมรวยมันแปลว่าผมจะต้องไปเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่าด้วยเหรอ ทุกคนก็รู้นะครับว่าผมทุ่มเทกับการทำงานเพื่อสังคมมากแค่ไหน ผมขอวอนสื่ออย่าให้ตัวเองตกเป็นเครื่องมือของคนระดับล่างที่เอาประเด็นความไม่เป็นธรรมมาหาประโยชน์ใส่ตัว คนรวยก็โดนรังแกได้นะครับ”

“แล้วทางคุณแบงค์จะดำเนินการอย่างไรต่อคะ”

“ก็คงต้องว่ากันไปตามกฎหมายครับ ก่อนหน้านี้ที่ผมใจดีเกินเลยให้เงินช่วยเหลือไปอีกฝ่ายอาจจะถือโอกาสกลับผิดเป็นถูกว่าผมให้เพราะเป็นฝ่ายผิด ผมคงต้องฟ้องศาลเอาเงินที่ให้ไปคืนทั้งหมด แล้วจะเรียกค่าเสียหายที่เกิดกับชื่อเสียงผมด้วย ในเมื่อสังคมทุกวันนี้มองอะไรอย่างฉาบฉวยจนคนดีถูกรังแก ผมคงต้องขอความเมตตาจากศาลล่ะครับ”

แบ็งค์กล่าวอย่างมั่นใจ ทนายของเขาเตรียมการไว้แล้วที่จะเอาสัญญาที่คุณานนท์ลงนามไปฟ้องต่อศาลแพ่ง ข้อความในสัญญาฉบับนั้นแฝงนัยยะทางกฎหมายให้เขาได้เปรียบอย่างมาก มันมีเงื่อนไขระบุว่าถ้าเขาได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้แม้แต่น้อยอีกฝ่ายจะต้องคืนเงินให้ทันที เมื่อเรื่องถึงศาลอย่างไรในทางแพ่งเขาก็ต้องชนะได้เงินคืนเพราะศาลถือว่าเป็นเรื่องที่คู่สัญญาตกลงกันไว้แต่แรกแล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคดีอาญาที่เขาขับรถชนคนแต่อย่างไร แต่ความเข้าใจของคนเดี๋ยวนี้ตื้นเขินมาก พอมีคำพิพากษามาให้เขาชนะคดี ร้อยละร้อยก็ต้องเข้าใจว่าศาลพิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ได้เป็นฝ่ายผิดในคดีขับรถชน เพียงแค่นี้เขาก็จะเรียกชื่อเสียงคืนมาได้ทันที
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 7] 26/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 26-10-2019 15:27:17
 :pig4:
 o13
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 7] 26/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: fc_fic ที่ 26-10-2019 15:41:41
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 8] 27/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 27-10-2019 10:54:53
8

คลิปการให้สัมภาษณ์ของไฮโซแบงค์กระจายไปทั่วทั้งในโซเชียลและสื่อกระแสหลัก บรรดาแฟนคลับถือโอกาสรุมกันประนามคุณานนท์ว่าเป็นพวกฉกฉวยโอกาสในขณะที่ชูภาพลักษณ์ไฮโซหนุ่มเสียบริสุทธิ์ผุดผ่อง พอพวกซูกัสเห็นก็ของขึ้นเรียกรวมพลกันมาฟ้องหลี่คุนทันที

“ทำงี้มันเกินไปแล้ว ตีหน้าเศร้าว่าโดนรังแก ป้ายความผิดให้คนอื่นหน้าตาเฉย ท่านพี่ ถ้าเป็นในหนังจีนมันต้องโดนโบยตีสักหลายสิบทีนะขอรับ”

เป็นเจ้าสามที่ประเดิมการสุมไฟ หลี่คุนพยักหน้าน้อยๆ อย่างเห็นด้วย

“ใช่ๆ มันเอาสำเนาบัตรประชาชนพี่คุนให้กล้องถ่ายด้วย อย่างนี้จงใจประจานกันเห็นๆ ดีนะว่ารูปในบัตรไม่ชัด”

เจ้ารองรีบเสริม ใบหน้าเรียบเฉยของหลี่คุนเริ่มขมวดคิ้ว

“แล้วถ้าศาลมีคำสั่งมา พี่คุนก็ต้องเอาเงินไปคืนมันอีก ไม่งั้นติดคุก”

ครานี้เขาถึงกับลุกขึ้นผาง

“นั่นเป็นเรื่องที่มิอาจยอมได้ เงินตั้งสี่ตำลึงทองเชียวนะ”

“ใช่พี่ใช่ แต่เราจะทำยังไงดี ถ้าขึ้นศาลจริง ก็ต้องหาทนายมาสู้คดี แต่จะเอาเก่งๆ ค่าตัวก็จะแพงตาม”

หลี่คุนยกมือขึ้นห้ามทันที

“ห้ามเสียเงินเสียทองเด็ดขาด วิธีรับมือเรื่องนี้พี่คิดไว้แล้ว จงเร่งติดต่อทนายความคนนั้น บอกว่าพี่ขอพบเจ้านายของเขาเพื่อเจรจาความเรื่องนี้ ต้องได้พบกับตัวเท่านั้นนะพี่ถึงจะยื่นข้อเสนอให้”

ทนายความวัยกลางคนเมื่อได้รับเรื่องก็รีบนำข้อเสนอของหลี่คุนไปบอกไฮโซแบงค์ทันที เขาแปลกใจไม่น้อยเมื่อเจ้านายเขายินยอมพบกับคู่กรณี แต่ก็คิดได้ว่าคงมีแผนอะไรอยู่ การสร้างเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลมาใช้ข่มขู่บีบคั้นผู้คนเป็นสิ่งที่เจ้านายเขาถนัด คนธรรมดาทั่วไปใครจะมีเงินมีเวลามาต่อสู้คดีที่ส่วนใหญ่จะยืดเยื้อยาวนานได้

หลี่คุนไปพบกับไฮโซแบงค์ที่ตึกสำนักงานใหญ่โตแห่งหนึ่งเพียงลำพัง ไม่ยอมให้พวกซูเอ๋อร์ติดตามมาด้วย เขาถูกชายชุดดำค้นตัวเพื่อตรวจอาวุธก่อนจะพาไปนั่งรอที่ห้องรับรองแขกที่อยู่ชั้นล่าง ที่นั่นมีแม่บ้านมาเสิร์ฟเครื่องดื่มให้เป็นชาอู่หลงบรรจุขวด เมื่อเห็นยี่ห้อบนฉลากก็จำได้ว่าเป็นสินค้าในเครือกิจการเครื่องดื่มของคู่กรณีตัวเองที่ซูเอ๋อร์เคยบอก

หลี่คุนหยิบขวดเครื่องดื่มมาดูอย่างนึกชื่นชมทุกครั้งที่เห็น ภาชนะเก็บของเหลวที่ทั้งใสทั้งเบาไม่แตกง่ายมีฝาปิดที่แสนสะดวกเช่นนี้ ถ้านำกลับไปที่ยุคเขาได้จะเป็นของล้ำค่าถึงเพียงไหน ไม่น่าเชื่อว่าคนสมัยนี้จะใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้งเลย มันช่างสิ้นเปลืองจนพูดไม่ออก เขาเห็นมันถูกทิ้งเกลื่อนกลาดตามถนนหนทางแม่น้ำลำคลอง ในถังขยะกองขยะก็เต็มไปด้วยขวดพวกนี้ ชวนให้ปวดใจจริงๆ

เมื่อนั่งรออยู่นานอีกฝ่ายยังไม่มาสักที หลี่คุนก็เลยหยิบชวดชามาเปิดฝาเพื่อดื่มแก้กระหาย ใจจริงเขาอยากได้ชาร้อนๆ เป็นที่สุด ไม่เข้าใจรสนิยมของคนยุคนี้ที่ชอบดื่มชาเย็นเฉียบเลยจริงๆ ทันทีที่น้ำชาอึกแรกเข้าปาก เขาก็พ่นมันออกมาทันที ในใจกร่นด่าว่าชาอู่หลงมารดามันสิ ไม่รู้ว่าเอากากชาชั้นต่ำที่ใดมาหลอกลวงผู้คน รสชาติแปร่งปร่าหยาบกระด้าง กลิ่นผิดเพี้ยนไร้ความหอมละมุน ที่เลวร้ายคือปรุงรสมาจนหวานเลี่ยน หากดื่มน้ำชาที่หวานขนาดนี้เป็นประจำ สมดุลหยินหยางในร่างกายจะไม่พังพินาศเอาหรอกหรือ นี่ช่างสมกับเป็นสินค้าของเจ้าคนไร้คุณธรรมนั่นจริงๆ

พอพูดถึงคนคนก็มา ไฮโซแบงค์เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับบอดี้การ์ดสี่ห้าคน เขาใช้สายตามองหลี่คุนที่ลุกขึ้นยืนต้อนรับตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างหยิ่งยโส ก็แค่คนระดับล่าง เสื้อผ้าเกรดธรรมดาที่หาซื้อได้ตามห้าง หรืออาจจะซื้อลดราคาจากตลาดนัดก็ได้ ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีนาฬิกาหรือเครื่องประดับมีค่า มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็ยี่ห้อจีน อย่างที่เดาไว้อยู่แล้ว นี่ไม่ใช่คนระดับที่เขาจะลดตัวมาเสวนาด้วยเลย แต่ท่วงท่าที่สง่างามใบหน้าดูดีสมบูรณ์แบบเกินคาดคิดนั่นมันทำให้หงุดหงิดไม่น้อย แม้เพื่อนๆ ในกลุ่มที่เป็นดาราก็ยังดูไม่มีออร่าเท่านี้

“มีเรื่องอะไรก็รีบพูดมา เวลาผมเป็นเงินเป็นทอง แต่คิดจะอ้อนวอนขอความเห็นใจคงยาก ตอนแรกผมให้โอกาสไปแล้วไม่ยอมรับเอง ยังไงผมก็จะเดินหน้าไปจนสุดให้ศาลมีคำสั่งออกมา”

ไฮโซแบงค์ไม่รอให้เสียเวลาเปิดฉากทันที

“ข้า เอ่อ ผมขอหารือกับคุณตามลำพัง จะได้หรือไม่ เอ่อ ครับ”

หลี่คุนตะกุกตะกักเพราะยังไม่ชินกับสำนวนภาษาแบบนี้ ไฮโซแบงค์กลับเข้าใจว่าเป็นเพราะกลัวจนเก็บอาการไม่อยู่ ท่าทางอีกฝ่ายคงอยากจะร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตาแต่อายพวกบอดี้การ์ด เขาก็ไม่อยากให้มีคนมาเกะกะตอนเสพสุขจากการบีบคั้นคนที่ต่ำกว่าให้หมดหนทางอยู่พอดี

“ออกไปรอหน้าห้อง ถ้าฉันเรียกให้เข้ามาทันที”

เมื่อชายชุดดำออกจากห้องไปหมดแล้ว หลี่คุนก็ยื่นข้อเสนอของเขา

“ผมขอให้คุณยกเลิกการฟ้องศาลแล้วช่วยแก้ความเข้าใจผิดกับพ่อค้าข่าวพวกนั้นด้วย แล้วผมจะรักษาสัญญาที่ตกลงกัน ไม่มายุ่งเกี่ยงอะไรกันอีก”

ไฮโซหน่มแปลกใจมากที่อีกฝ่ายมีท่าทีไม่ยอมจำนนผิดกับที่คาดไว้ น้ำเสียงที่โต้ตอบจึงแฝงไปด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น

“ตลกล่ะ แกคิดว่ามีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้อง คงคร่ำครวญว่าไม่เป็นธรรมสินะ แต่โลกนี้ก็เป็นอย่างนี้แหละ มันคือการแข่งขัน คนที่มีอำนาจมากกว่า ร่ำรวยกว่า ฐานะทางสังคมสูงกว่า ก็ชนะไป”

“ดี โลกของผมกับโลกของคุณดูท่าจะเป็นโลกเดียวกัน ใครมีอำนาจมากกว่าก็ได้เปรียบ แต่อำนาจมันหลากหลายกว่าที่คุณคิด ลองดูวิธีการของผมบ้างเป็นไร”

ไม่ทันขาดคำหลี่คุนก็พลิกพริ้วร่างกายด้วยกระบวนท่าเท้าท่องคลื่นน้อยพันหมื่นวิถีผันแปร แบงค์มองการเคลื่อนไหวแปลกพิสดารจนตาลาย มิอาจคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายจะมุ่งไปทิศทางใด เห็นอยู่ชัดๆ ว่าคล้ายจะหลบหนีไปที่ประตูทางออก แต่เพียงพริบตาเดียวกลับพุ่งตัวมาประชิดอย่างฉับพลันพร้อมสาดละอองผงสีเงินเข้าใส่ ไฮโซหนุ่มสูดกลิ่นหอมเย็นเข้าไปเล็กน้อยร่างกายพลันแข็งทื่อ สมองสั่งให้ตะโกนเรียกคนมาช่วยด้วยความตกใจแต่ปากกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย

หลี่คุนมีสีหน้านิ่งไร้อารมณ์แต่ประกายตาเย็นยะเยือกชวนให้ผู้คนพรั่นพรึงในมือพลันปรากฎเข็มยาวหลายเล่มขึ้นมา เขาฝังมันลงไปบนจุดต่างๆ บนมือทั้งสองข้างของแบงค์ที่ขยับตัวไม่ได้ พริบตาเดียวเข็มหกเจ็ดเล่มล้วนถูกใช้ออกไปจนหมด ไฮโซหนุ่มมีสีหน้าพรั่นพรึงยิ่งนัก เขาเป็นนักเปียโนมือทั้งสองข้างจึงสำคัญเท่าชีวิต มิรู้ว่าชายหนุ่มท่าทางแปลกประหลาดคนนี้ตั้งใจทำสิ่งใดกับมือเขา หากเกิดอะไรขึ้นแม้เพียงนิดเดียว เขาจะจัดการให้มันให้สาสมที่สุด

หลี่คุนคลี่ยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาพลางกล่าวด้วยท่าทีเฉื่อยชา

“ไม่ต้องเป็นห่วง มือทั้งสองข้างของคุณจะไม่เป็นอันใดดอก วิชาฝังเข็มของผมมิได้มีไว้ทำร้ายผู้คน ผมเพียงแต่มอบของกำนัลอย่างหนึ่งให้ตอบแทนสิ่งที่คุณทำไว้ หากคุณชอบมันก็มาคุยกับผมอีกครั้งก่อนวันนัดหมายศาล”

ไฮโซหนุ่มไหนเลยจะเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เขามีแต่ความกังวลเรื่องมือของตัวเองเท่านั้น หลี่คุนคำนวณในใจเห็นว่าได้เวลาแล้วก็ถอนเข็มที่ปักไว้คืนแล้วก็เดินออกไปจากห้องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลุ่มชายชุดดำที่เฝ้าอยู่หน้าห้องเห็นคู่กรณีเจ้านายเดินออกมาคนเดียวก็กรูเข้ามาสกัดไว้ก่อน แต่มิทราบว่าผิดท่าอย่างไร เงาร่างในชุดขาวจึงหมุนวนหลบออกไปอีกด้านหนึ่ง จนบอดี้การ์ดสองสามคนชนกันเองหัวกระแทกเสียงดัง พริบตาเดียวหลี่คุนก็พริ้วร่างไปถึงหน้าล็อบบี้ก่อนจะเดินออกไปจากอาคารอย่างสง่างาม

หัวหน้าบอดี้การ์ดรู้สึกขายหน้าความไม่เป็นมืออาชีพของลูกน้องตัวเอง เมื่อมองเข้าไปในห้องก็เห็นเจ้านายยืนเฉยๆ ไม่ได้สั่งการให้ไปจับตัวชายชุดขาวกลับจึงไม่ได้ส่งคนติดตามไป ชั่วครู่เดียวแบงค์ก็ขยับตัวได้เป็นปกติ เขาเป็นห่วงมือและนิ้วของตัวเองมากแต่พอลองขยับดูก็ไม่พบอาการผิดปกติอะไร พอคิดจะเอาตัวอีกฝ่ายกลับมาถามคนก็ไม่อยู่เสียแล้ว สุดท้ายเขาก็สรุปเองว่าอีกนักศึกษาคนนั้นคงทำไปเพื่อขู่ แค่เข็มไม่กี่เล่มจะทำอะไรได้ ไว้ค่อยเล่นงานกลับตอนขึ้นศาลแล้วกัน ในใจเหลือเพียงความสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงขยับตัวไม่ได้ไปชั่วขณะหนึ่ง

หลังจากเสร็จธุระกับไฮโซธามแล้วหลี่คุนก็มุ่งหน้ากลับคอนโดทันที เขาชมชอบการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าที่วิ่งในทางของตัวเองมากกว่าที่จะนั่งรถยนต์ที่มีคันอื่นวิ่งสวนไปสวนมาด้วย ความไม่สะดวกใจจากสายตาผู้คนที่จดจ้องก็แก้ได้ง่ายนิดเดียวด้วยการคาดผ้าปิดปาก พอมาถึงในล็อบคอนโดเขาก็หยุดพักเพื่อถอดมาสก์ที่สวมอยู่ออก วินาทีนั้นเองหางตาก็เหลือบไปเห็นฝ่ามือที่โจมตีมาจากด้านหลัง เขาไม่ทราบว่าพลังที่แฝงมาในฝ่ามือนี้มีความล้ำลึกเพียงใดจึงใช้วิถีผันแปรในท่าเท้าท่องคลื่นน้อยพริ้วกายหลบแล้วถอยห่างออกไปหลายฉื่อ

“เชี่ยคุน เพื่อนจะตบหัวทักทายนิดเดียวหลบทำไม แล้วเมื่อกี๊มึงทำยังไงวะ แป๊บเดียวไปโผล่ตรงโน้น กูมองไม่ทันเลย”

หลี่คุนมองใบหน้าของคนที่ลอบจู่โจมโดยปราศจากจิตสังหารแล้วก็ต้องตกตะลึง หน้าตาของคนผู้นี้ช่าง…

ธรรมดาสามัญยิ่งนัก!!!

ใบหน้าไม่หล่อเหลาไม่ขี้เหร่ ผิวไม่ขาวไม่ดำ นัยน์ตาไม่ใหญ่ไม่เล็ก จมูกไม่โด่งไม่บี้ คิ้วไม่หนาไม่บาง รวมๆ แล้วไม่มีจุดเด่นใดๆ ให้จดจำ กวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าก็เป็นบุรุษหนุ่มรูปร่างปกติทั่วไป ไม่ผอมไม่อ้วน ความสูงไม่ถึงกับมากเกินจนเป็นที่สังเกต หากแต่สัดส่วนร่างกายเมื่อมองโดยละเอียดแล้วล้วนถูกต้องสมบูรณ์

ร่างกายหลี่คุนถึงกับสะท้านด้วยความตื่นเต้นยินดี สายตายามมองดูคนตรงหน้าแฝงความหลงไหลอยู่หลายส่วน


#####

ขวดพลาสติกขวดเดียวแต่ก็ล้ำค่าสำหรับพี่คุนนะครับ คนยุคเราอย่าทิ้งขว้างให้พี่คุนปวดใจ ช่วยกันใส่ในถังรีไซเคิลดีกว่า ^^
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 9] 28/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 28-10-2019 13:09:53
9


“เฮ้ย ทำไมเดี๋ยวนี้มึงหล่อแบบนี้วะไอคุน ที่ปลีกวิเวกหายไปนี่คือไปทำหน้าที่เกาหลีมาช่ะ แล้วไมมองกูหยาดเยิ้มเอาซะกูขนลุกซู่เลย เกิดหวั่นไหวเบี่ยงเบนขึ้นมาจะทำไง นี่เพื่อนนะ เพื่อนตินไง”

ติน?

ที่แท้คนผู้นี้ก็คือเพื่อนที่สนิทที่สุดในความทรงจำของคุณานนท์ เรื่องราวระหว่างทั้งคู่ไหลหลั่งเข้ามาในสมองของหลี่คุน ความรู้สึกผูกพันที่เหลืออยู่ในร่างเดิมก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาด้วย ตินเป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตลอดตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็ยังเรียนอยู่สำนักศึกษาเดียวกันแต่คนละคณะ เขาเรียนนิเทศโฆษณา ส่วนตินเรียนสาขาเครื่องคำนวณที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ ทั้งคู่กำลังจะไปฝึกงานที่บริษัทเดียวกัน

ไม่น่าเชื่อว่าร่างเดิมจะได้เป็นเพื่อนกับคนที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้ สัดส่วนร่างกายชั้นยอดที่เหมาะกับการฝึกวรยุทธ์มาจับคู่กับใบหน้าแสนธรรมดาสามัญไม่เป็นที่จดจำของผู้คน นี่จึงจะเป็นคุณลักษณะที่ยอดเยี่ยมขององครักษ์เงา สามารถปะปนไปกับผู้คนทั่วไปโดยไม่มีใครสังเกต ต่อให้มีพยานพบเห็นถึงสามครั้งสามคราก็ยังอธิบายหน้าตาไม่ถูก  จะทำภารกิจแฝงกายคุ้มครองหรือลอบโจมตีล้วนแต่เป็นฝ่ายได้เปรียบ ในชาติก่อนเขาเสาะค้นไปทั่วหาได้พบพานบุรุษที่ดีเลิศเช่นนี้ไม่ ช่างล้ำค่าราวกับกระบี่ซ่อนคมในฝัก มิคิดว่าข้ามเวลามาแล้วหกเจ็ดร้อยปีกลับเจอตัวได้อย่างง่ายดายยิ่งนัก

“เป็นเหี้ยไรไม่พูดไม่จา มึงเปลี่ยนเบอร์มือถือเหรอติดต่อไม่ได้ มึงจะไม่ชอบเล่นโซเชียลอะไรกูก็ไม่ว่า แต่มือถือนี้ขอเถอะ ปล่อยให้เพื่อนติดต่อไม่ได้เป็นเดือน ถ้ามีเรื่องด่วนจะทำยังไง นี่กูกลับมาจากญี่ปุ่นก็รีบมานั่งดักรอมึงที่คอนโดเลย กลัวตายห่าคาห้องไปไม่มีใครรู้”

“เอ่อ คือมือถือข้ามันพัง น้องชายข้าเลยเปิดเบอร์ใหม่ตอนซื้อเครื่อง”

“เดี๋ยวนี้ขึ้นเอ็งขึ้นข้ากับเพื่อนเหรอ แสรด หยาบคายว่ะ ทำไมไม่พูดกูมึงเหมือนเดิม ต้องโดนทำโทษ นี่แน่ะ”

ตินเงื้อมือขึ้นสูง หลี่คุนที่สัญชาตญาณสั่งให้ใช้ท่าเท้าท่องคลื่นหนีไปกลับถูกแขนแข็งแรงของอีกฝ่ายตึงไว้หลบไปไหนไม่ได้ ในที่สุดก็โดนเพื่อนตบหัวแบบกึ่งโดนกึ่งเฉียดเสียงดังเพี๊ยะ ในฐานะผู้สืบทอดตระกูลหลี่แห่งฉางอัน หลี่คุนเป็นบุคคลที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจอยู่หลายส่วน ไหนเลยจะเคยถูกหยามเช่นนี้ เขาขืนตัวเองออกจากแขนที่ยึดจับของอีกฝ่าย แววตาส่งประกายฆ่าฟันออกมา

“เดี๋ยวนี้หัดสู้เหรอไอคุน มึงก็รู้กูเรียนมวยไทยมาตั้งแต่เด็ก ชวนไปเรียนด้วยก็ไม่ไป ตอนนี้มาทำแข็งข้อ”

หลี่คุนพยายามต้านเท่าไหร่ก็ยังดิ้นไม่หลุด คนผู้นี้มีกำลังภายนอกที่ฝึกฝนมาไม่น้อย ในใจเปลี่ยนเป็นรู้สึกตื่นเต้นยินดียิ่งนัก หากสามารถหาช่องทางให้ฝึกปรือกำลังภายในร่วมด้วยย่อมสามารถเป็นองครักษ์เงาที่ยอดเยี่ยมได้แน่

“ปล่อยข้า เอ้ย ปล่อยกู มีอะไรก็ขึ้นไปคุยบนห้อง คนมองกันเต็มไปหมด”

หลี่คุนยินยอมพูดสำนวนที่ไม่คล่องปากออกมาเพราะกลัวโดนตบหัวอีก หากพวกซูเอ๋อร์ทราบคงเชื่อไม่ลงเลยทีเดียวว่าพี่คุนที่พวกเขาเทิดทูนจะแพ้ทางเพื่อนขนาดนี้

“ไปสิ นี่กูเอารายละเอียดการฝึกงานมาให้ จะเริ่มอาทิตย์หน้านี่แล้ว ใจคอมึงจะไม่ติดต่อนัดแนะอะไรกูเลยเหรอ”

ตินพูดพลางกอดคอเพื่อนรักขึ้นลิฟต์ไป รู้สึกว่าคุณานนท์แปลกไปนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก

บริษัทที่คุณานนท์กับตินไปฝึกงานด้วยกันเป็นบริษัทลูกในเครือธุรกิจข้ามชาติที่กำลังเติบโต ทั้งคู่ไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทแม่มากนักแต่ที่สนใจมาฝึกงานที่บริษัทลูกเล็กๆ แห่งนี้เพราะขอบข่ายงานที่เน้นการตลาดดิจิตอลโดยเฉพาะ สาขาที่ทั้งคู่เรียนต่างกันค่อนข้างมาก หากไม่ใช่บริษัทนี้คงยากที่จะได้ฝึกงานด้วยกัน แต่นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก ก่อนที่หลี่คุนจะมาเกิดใหม่ในร่างนี้ คุณานนท์กับตินมีความฝันที่จะทำธุรกิจของตัวเองเมื่อเรียนจบ การตลาดด้านดิจิตอลเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงและยังเติบโตได้อีกเยอะ ทั้งคู่รู้สึกว่ามีโอกาสที่คนรุ่นใหม่อย่างพวกเขาจะสร้างกลุ่มลูกค้าเฉพาะทางได้โดยไม่ต้องไปแข่งขันกับบริษัทโฆษณาเจ้าตลาด

ความรู้สึกซาบซึ้งมุ่งมั่นในเรื่องนี้ของคุณานนท์สืบทอดมาที่หลี่คุนไม่มากนัก อย่าว่าแต่อะไรที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีชั้นสูงของโลกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาขยาดอยู่แล้ว ร่างเดิมน่าจะเลือกเรียนพวกเภสัชหรือแพทย์ทางเลือกมากกว่า แต่มาถึงขั้นนี้จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็คงไม่ได้ ได้แต่ต้องตามน้ำไปก่อน

สองเพื่อนซี้เข้าไปรายงานตัวกับแผนกบุคคลของบริษัท หลี่คุนใส่มาสก์เข้าไปในตัวอาคารด้วยเพราะรู้สึกสบายใจกว่าเวลาที่ต้องเจอคนเยอะๆ พี่พนักงานท่าทางใจดีแนะนำเรื่องในบริษัทให้คร่าวๆ แล้วก็บอกให้พวกเขาเข้าไปฟังบรรยายที่จัดขึ้นช่วงเช้าวันนี้โดยยังไม่ต้องเข้าไปรายงานตัวที่หน่วยงาน

“พวกน้องโชคดีมากเลยนะคะ พอดีมีผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานใหญ่บริษัทแม่ที่จีนเข้ามาเยี่ยมที่บริษัทเราแบบเซอร์ไพรส์นิดหน่อย ผู้บริหารเราเลยเชิญให้เขามาถ่ายทอดแนวคิดการทำงานของบริษัทแม่ให้กับพนักงานทั้งหมด แล้วก็อนุญาตให้นักศึกษาฝึกงานเข้าฟังด้วย ไหนๆ จะต้องทำงานร่วมกันไปอีกสองสามเดือน อันนี้บัตรพนักงานชั่วคราวจ้า ที่นี่เราถือว่านักศึกษาฝึกงานก็เป็นพนักงานเหมือนกัน เดี๋ยวน้องคุนกับน้องตินขึ้นลิฟต์ไปห้องสัมมนาใหญ่ที่ชั้นสามนะ อีกเดี๋ยวเขาคงเริ่มพูดแล้ว มีน้ำกับขนมให้ทานด้วย”

ปรากฎว่าเมื่อทั้งคู่ไปถึงที่ห้อง พี่ๆ ที่เป็นพนักงานก็จับจองที่นั่งด้านหลังกันจนเต็มตามประสาคนไทยแล้ว เหลือเพียงเก้าอี้แถวหน้าสุดทั้งแถวให้นักศึกษาฝึกงานสองคนเดินเจี๋ยมเจี้ยมถือขวดน้ำส้มคั้นกับกล่องขนมเบรคเข้าไปนั่งอย่างตัวเกร็ง

รออยู่ไม่นาน ก็มีชายหนุ่มวัยราวๆ สามสิบรูปร่างสูงใหญ่สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบแต่มีสูทสีดำเรียบหรูทับเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อยทักทายผู้คน

“สวัสดีครับ ผมจางอี้หลง พูดไทยได้คล่องครับเพราะคุณแม่เป็นคนไทย ตอนนี้ประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทเราที่เซินเจิ้น…..”

ชายหนุ่มผู้บรรยายแนะนำตัวเองไปเรื่อยๆ ในขณะที่หลี่คุนยังมองค้างอย่างตกตะลึงตั้งแต่แวบแรกที่ได้เห็น พอเริ่มตั้งสติได้ เขาก็หันหน้าไปกระซิบถามเพื่อนที่นั่งติดกัน

“ติน มึงมองคนนี้แล้วรู้สึกแปลกๆ บ้างหรือไม่”

“อื้อ มึงก็สังเกตเหมือนกันใช่ป่ะ พูดไทยชัดจังเลยนะ ตอนแรกนึกว่าจะบรรยายเป็นภาษาอังกฤษซะอีก กูงี้แคะหูรอเก้อเลย หน้าตาก็ดีถึงจะไม่ใช่แบบพิมพ์นิยมเหมือนมึง คือยิ่งดูยิ่งเท่อ่ะ”

สิ่งที่เพื่อนเขาพูดก็ไม่ผิด ใบหน้าเข้มคมสันดูแกร่งจนเกือบดุดันนั้นจัดได้ว่าโดดเด่น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่หลี่คุนสนใจ เขาตกใจที่สัมผัสได้ถึงปราณบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากชายคนนี้ต่างหาก มันไม่ใช่พลังวัตรของผู้ฝึกยุทธ์ แต่เป็นปราณอำนาจที่สร้างความเคารพเชื่อฟังเทิดทูนให้เกิดกับผู้คน ในชาติก่อนจะพบได้จากแม่ทัพหรือขุนนางที่โดดเด่นเป็นยอดคนแห่งยุคเท่านั้น ตั้งแต่ที่เขาข้ามเวลามายังไม่เคยสัมผัสถึงปราณอำนาจจากคนยุคปัจจุบันมาก่อน อย่าว่าแต่กลิ่นอายเข้มข้นรุนแรงเช่นนี้แม้ในยุคก่อนก็หาได้ยากเต็มที

หลี่คุนกำหนดจิตทำสมาธิเพื่อต้านปราณอำนาจของอีกฝ่าย แม้จะไม่รู้สึกถึงการคุกคามจากร่างสูงตรงหน้าห้อง แต่คนที่มีสิ่งนี้จะมีแรงดึงดูดสามารถชักจูงคนหมู่มากให้คล้อยตามได้โดยง่าย คนอื่นที่ไม่อาจสัมผัสแยกแยะปราณนี้ได้อาจรู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้รูปลักษณ์ดูดี ท่าทางเปิดกว้างจริงใจ น้ำเสียงนุ่มทุ้มลึกแสดงความมั่นใจ ในที่สุดก็จะเชื่อฟังไปทุกอย่างโดยไม่รู้ตัว

“…อย่างที่เล่าไปเบื้องต้น กลุ่มบริษัทของเราทำธุรกิจหลากหลายที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเกมส์บนแพลตฟอร์มต่างๆ การค้าออนไลน์ การโฆษณาดิจิตอล บริการด้านไอทีที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคน เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือนวัตกรรมหรืออินโนเวชั่น แม้ว่าบริษัทที่เพิ่งเติบโตของเราจะยังเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการไม่ได้ แต่เราก็ทุ่มเทด้านการวิจัยและเปิดรับไอเดียใหม่ๆ เพื่อให้เกิดอินโนเวชั่นอย่างต่อเนื่อง…”

หลี่คุนลอบมองไปรอบห้อง ทุกคนนั่งฟังอย่างตั้งใจ แววตาคล้อยตามราวกับถูกล้างสมองไปแล้ว ปราณอำนาจของคนผู้นี้น่ากลัวจริงๆ

“…อินโนเวชั่น ความหมายจริงๆ ของมันคืออะไร ไหนลองแลกเปลี่ยนความเห็นกันดูสิครับ”

“หมายถึงการทำสิ่งใหม่ๆ ครับ”

ความดึงดูดของคนที่ยืนหน้าห้อง ทำให้หลายคนแย่งกันตอบ

“ก็มีส่วนถูกนะครับ แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด ไหนใครมีความเห็นอะไรจะช่วยเสริมบ้างไหมครับ”

“สิ่งใหม่ที่ทำน่าจะต้องเกิดประโยชน์ด้วยครับ”

เป็นตินที่นั่งข้างๆ เป็นคนตอบ

“ถูกต้องครับ ถึงเป็นเรื่องใหม่ แต่ถ้าเอาไปทำเป็นสินค้าหรือบริการที่มีคนเต็มใจเสียเงินซื้อไม่ได้ สิ่งนั้นยังไม่นับว่าเป็นอินโนเวชั่น”

เมื่อหลี่คุนได้ยินเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็หูผึ่ง เขาเองก็อยากทำเงินจากไออินโนเวชั่นอะไรนี่เหมือนกัน แต่เขาจะไปคิดสิ่งใหม่ๆ ได้ยังไงในเมื่อทุกอย่างในยุคนี้ล้วนเป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา ทันใดนั้นก็มีความคิดแวบนึงขึ้นมา หลี่คุนยกมือตามธรรมเนียมที่เห็นคนยุคนี้ทำในทันทีเพื่อถามคำถาม

“แล้วถ้าเป็นสิ่งเก่าๆ ล่ะ เอ่อ ครับ สามารถเอามาทำอินโนเวชั่นที่ใช้หาเงินได้หรือไม่”

มีเสียงหัวเราะเล็กน้อยดังขึ้นจากคนในห้อง นักศึกษาฝึกงานหน้าห้องช่างกล้าถามคำถามกวนโอ๊ยออกมาได้

“สิ่งเก่าๆ? สิ่งเก่าๆ ก็น่าจะมีคนใช้หาเงินหาทองไปแล้วหรือเปล่า อ้อ ถ้าจะคุยกับผม ช่วยถอดหน้ากากออกด้วยนะครับ”

หลี่คุนถอดผ้าปิดปากออก จากตำแหน่งที่นั่ง มีเพียงคนที่ยืนตรงหน้าห้องเท่านั้นที่จะเห็นใบหน้าของเขาได้ จางอี้หลงมองใบหน้าเต็มๆ ของนักศึกษาหนุ่มตรงหน้า สายตาเปล่งประกายแรงกล้าวาบขึ้นมาจนหลี่คุนรู้สึกเหมือนถูกสะกดไปชั่วอึดใจหนึ่ง

“เอ่อ ผมหมายถึงสิ่งเก่าๆ ที่คนลืมไปแล้ว หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์มันเหมือนเดิม”

“นั่นคือคำตอบครับ อินโนเวชั่นไม่ได้เฉพาะว่าจะต้องเป็นสิ่งใหม่ที่โลกยังไม่เคยมีมาก่อน อาจจะเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ทำใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากขึ้น หรือหาวิธีใช้ในรูปแบบใหม่แทนของเดิมที่หมดประโยชน์ไปแล้ว  อย่างเช่น สตีฟ จ๊อบส์ ไม่ใช่คนแรกที่ทำเมาส์คอมพิวเตอร์  แต่เขาเป็นผู้ที่ทำให้อุปกรณ์นี้ได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี หรือน้ำยาอุทัยที่เคยใช้ผสมน้ำดื่มแต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว ก็ยังสามารถเพิ่มยอดขายได้โดยเอาใช้เป็นเครื่องสำอางค์แต้มสีสรรใบหน้าที่ทำจากธรรมชาติ”

“แม่ม รู้จักน้ำยาอุทัยด้วยเว้ย คนไทยบางคนยังไม่รู้จักเลย”

ตินหลุดปากอุทานขึ้นมาเบาๆ หลี่คุนไม่ได้สนใจอะไร ในหัวกำลังคิดตามสิ่งที่คนหน้าห้องพูด เขามีความรู้ในเรื่องที่คนยุคนี้ลืมไปแล้วเป็นพันเป็นหมื่นสิ่ง มันจะต้องมีซักอย่างสองอย่างที่เอามาใช้หาเงินหาทองได้ใหม่ หลังจากนั้นเขาจึงเปิดใจให้กับความรู้ด้านการตลาดที่จางอี้หลงถ่ายทอดให้ตลอดทั้งช่วงเช้า หลี่คุนรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นอาจารย์ที่ดีมาก คอยสบตากับคนฟังอย่างเขาอยู่ตลอด เพียงแค่เขาขมวดคิ้วเพราะรู้สึกว่ายากที่จะเข้าใจ จางอี้หลงก็จะบังเอิญอธิบายเนื้อหาตรงนั้นเพิ่มเติมอีกที ไม่รู้ว่าตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญของเขาที่สำนักงานใหญ่เป็นตำแหน่งระดับไหน คนที่มีปราณอำนาจเข้มข้นขนาดนี้ มาตรว่ายังหนุ่ม แต่ระดับความก้าวหน้าคงไม่ธรรมดา

ในที่สุดการบรรยายในช่วงเช้าก็จบลง พี่ๆ พนักงานด้านหลังทะยอยกันออกจากห้องไป หลี่คุนที่นั่งหน้าก็กำลังจะลุกขึ้นเหมือนกัน แต่มีร่างสูงใหญ่มาบังด้านหน้าเสียก่อน

“ฟังจบแล้ว อย่าลืมคาดผ้าปิดปากไว้เหมือนเดิมก่อนออกจากห้องนะครับ น้อง…”

จางอี้หลงเหลือบมองบัตรพนักงานที่หลี่คุนห้อยคออยู่ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงทุ้มลึก

“…คุณานนท์”
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 9] 28/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: Grey Twilight ที่ 28-10-2019 14:55:08
สรุปแล้วหลี่คุณจะมีแฟนเป็นใครกันครับเนี่ยย (ฮา) แต่พอเปิดตัวตินมาแล้วผมนี่เอนเอียงเลยนะครับ ชอบคาแรกเตอร์ของคู่นี้ครับ (ยิ้ม) ยิ่งตินฝึกฝนกำลังภายนอกมาตั้งแต่เด็ก แถมรูปร่างก็ยังบรรยายไว้ด้วยว่าสัดส่วนร่างกายชั้นยอด เหมาะกับการฝึกวรยุทธ์ แล้วก็ยังมีความผูกพันเบื้องลึกที่จู่ๆก็ตีขึ้นมาในร่างเดิมอีกด้วย แสดงว่าเดิมทีสองคนนี้มีอะไรคลิ๊กกันรึเปล่าครับ แต่คิดว่าตินนี่ก็ยังต้องฝึกอีกมาก หลี่คุณได้โอกาสแล้ว ปรุงโอสถบำรุงร่างกายสำหรับออกกำลังกายให้ตินเป็นหนูทดลองเลย! (ฮา) ในเมื่อน้องซูไม่ยอม ก็เอาให้คนชอบออกกำลังกายแบบตินนี่ล่ะ จะได้ทดสอบประสิทธิภาพยาด้วย o18

แต่พอเปิดตัวจางอี้หลงมาก็ดูท่าทางจะเท่เหมือนกันนะครับ แถมยังมีปราณแผ่ออกมาอีกด้วย ไม่รู้ว่าอันนี้เป็นปราณธรรมชาติที่แผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว หรือว่าเจ้าตัวมีความสามารถเชิงยุทธ์อะไรที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษไหม แต่ที่สำคัญคือดูเหมือนเขาจะสังเกตถึงหลี่คุณเสียด้วย ก็ถือว่าเป็นตัวละครที่น่าสนใจนะครับ เพราะตั้งแต่เปิดเรื่องมา หลี่คุณยังไม่เจอใครที่เข้าใจสถานการณ์ของตัวเองเลย แถมยังไม่รู้ด้วยว่าจะต้องปรับตัวยังไง ปรับตัวแบบงูๆปลาๆมันอาจจะทำให้ขลุกขลักไปนิดนึง ถ้าบทบาทของจางอี้หลงเป็นอาจารย์ (เพราะอายุที่ 30 แล้ว มีช่องว่างระหว่างวัยกับร่างของหลี่คุณเยอะเหมือนกันนะครับ) ก็ถือว่าอาจจะทำให้เรื่องน่าสนใจมากขึ้นอีก

แล้วที่ผมชอบที่สุดในเรื่อง ก็ต้องยกให้ซูเอ๋อร์นี่แหละครับ น้องน่ารักมากก สดใสสมวัยสุดๆ มีคาแรกเตอร์ของน้องชายที่น่ารักน่าเอ็นดูและบรรยายออกมาได้เห็นภาพชัดเจนมาก อ่านมาไม่กี่ตอนถึงกับหลงรักเลยครับ :man1: มาให้พี่ลูบหัวเสียดีๆน้องเอ๊ย ก็หวังว่าหลี่คุณจะเป็นพี่ชายที่ดี ดันน้องให้เก่งๆหน้าตาเลิศๆนะครับ (นี่ถึงขั้นปรุงของประทินโฉมระดับฮองเฮาให้น้องด้วย แหม่ ท่านก็หลงน้องเหมือนกันนี่หว่าหลี่คุณ :laugh:) อยากรู้จังเลยว่าคู่ของซูเอ๋อร์จะเป็นใคร จะผ่านด่านพี่ชายอรหันต์ได้ไหม ผมชอบฉากที่หลี่คุณยั้งซูเอ๋อร์ตอนรับงานรีวิวนะครับ มันเป็นการสอนด้วยสติและประสบการณ์ของคนสมัยก่อน เป็นฉากที่พี่ชายสอนน้องชายได้ดีครับ โดยรวมๆประทับใจมาก ติดตามอ่านอยู่ครับผม
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 9] 28/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 28-10-2019 20:14:03
โอ๊ยๆๆ คุณ Grey Twilight เข้ามาอ่าน เขียนคอมเมนท์ให้ยาวๆ อีกต่างหาก
ดีใจมากครับ เหมือนบรรลุอะไรสักอย่าง 555
เรื่องนี้จะมาต่อเรื่อยๆ ครับ ถึงไม่ค่อยมีคนอ่านก็จะลง 55
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 10] 29/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 29-10-2019 12:22:29
10


สองเพื่อนซี้เริ่มฝึกงานอย่างจริงจัง บริษัทนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากจึงรับนักศึกษาฝึกงานมาแค่สองคนนี้เท่านั้น เนื่องจากต้องออกข้างนอกทุกวัน ซูเอ๋อร์จึงไปหาซื้อผ้าปิดปากแบบซักได้มาให้ เป็นผ้าเนื้อนิ่มสีดำมีลวดลายเป็นรูปมังกรแบบจีน หลี่คุนเห็นแล้วชอบใจมาก เขาใส่มันไปทำงานทุกวัน แม้แต่ตอนที่กำลังทำงานอยู่ก็ไม่ค่อยถอดออก จนภาพเด็กหนุ่มรูปร่างหน้าตาดีสวมผ้าปิดปากสีดำลายมังกรดูเท่ราวกับนักร้องเกาหลีคู่แพคคู่มากับหนุ่มหน้าจืดกลายเป็นที่คุ้นตาของคนทั้งบริษัท 

หลี่คุนรู้สึกสนิทสนมกับตินมากยิ่งขึ้น ถึงอีกฝ่ายจะชอบลงมือรุนแรงเวลาที่เขาทำอะไรแปลกๆ ในสายตาของตินออกไป ความทรงจำของคุณานนท์บอกว่าเป็นนิสัยของตินมาตั้งแต่เด็กซึ่งร่างเดิมก็ยอมมาโดยตลอด หลี่คุนต้องคอยระวังการพูดจาแบบที่ตัวเองเคยชิน เห็นอะไรแปลกใหม่ของยุคนี้ถ้าเขาทำท่าเปิ่นๆ ออกมาจะโดนเพื่อนประทุษร้ายร่างกายทันทีบอกว่าอายคน  เมื่อโดนบ่อยๆ เข้า ก็ทำให้หลี่คุนทำตัวกลมกลืนกับยุคนี้ได้ดีขึ้น แต่ในใจลอบเก็บงำความแค้นไว้ว่าหากหาทางฟื้นคืนกำลังภายในมาได้ ตินจะต้องโดนเอาคืนเป็นคนแรก

หลี่คุนยังได้พบกับจางอี้หลงอีกหลายครั้งช่วงก่อนที่อีกฝ่ายจะกลับเมืองจีน แต่พยายามระวังตัวไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเท่าไหร่ จริงๆ เขาสนใจความรู้เรื่องการค้าขายของยุคปัจจุบันที่จางอี้หลงมีอยู่มาก แต่เหนื่อยที่จะตั้งสมาธิไม่ให้หลงไปกับแรงดึงดูดที่เกิดจากปราณอำนาจของอีกฝ่าย จากประสบการณ์ในชาติที่แล้ว คนที่มีปราณอันเข้มข้นเช่นนี้มักชอบฉกฉวยหาโอกาสใช้ประโยชน์จากคนอื่น แม้จะพยายามหลบเลี่ยงไปมา แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าบังเอิญเจอกันบ่อยเกินไป

เขากับตินไม่ได้รับมอบงานสำคัญให้ทำเท่าไหร่แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาของเด็กฝึกงาน อย่างน้อยก็ยังค่อยๆ ได้เรียนรู้ประสบการณ์ของพวกพี่ๆ เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ เมื่อรวมกับความทรงจำของคุณานนท์ที่ถูกงานที่ทำช่วยกระตุ้นออกมา หลี่คุนก็ถือว่ามีความรู้พื้นฐานเรื่องการตลาดไม่เลวเลย แต่ส่วนที่ไปประยุกต์ใช้ในเชิงดิจิตอลเขายังตามไม่ค่อยทัน 

ถึงเรื่องฝึกงานจะไม่มีปัญหา แต่หลี่คุนก็ยังมีความยุ่งยากอีกด้านรออยู่

“พี่คุน ทำไมพี่ใจเย็นอย่างนี้ อาทิตย์หน้าก็จะถึงวันที่ศาลนัดเข้าไปไต่สวนแล้วนะ ยังไม่เห็นพี่ทำอะไรเลยนี่พวกผมเริ่มช่วยกันหาเงินสองแสนแล้ว ท่าทางเราคงแพ้คดีแหงๆ”

ซูกัสพูดอย่างร้อนใจ ทีแรกที่พี่ชายบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาก็นอนใจเพราะเชื่อมั่นในตัวหลี่คุน แต่นี่ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นนอกจากหมายศาลที่ส่งมาถึงบ้าน  วันๆ นอกจากไปฝึกงาน ขึ้นไปรำมวยจีนบนดาดฟ้า แล้วก็ต้มยาเล่น ก็ไม่เห็นพี่คุนทำอะไรอีก ทนายที่จะให้ช่วยว่าความก็ยังไม่ได้หา สิ่งเดียวที่พี่ชายเขาสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้คือขอให้เขาเปิดคลิปเล่นเปียโนเพลงใหม่ๆ ในชาเนลของไฮโซแบงค์อยู่บ่อยๆ ฟังไปก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แอนฟิลด์ได้ยินก็มาร่วมวิพากษ์วิจารย์ว่าเพลงพวกนี้ระดับสูงมากจริงๆ โดยเฉพาะที่เป็นบทประพันธ์ของรัคมานินอฟฟ์ หลี่คุนได้ยินก็ทำท่าเหมือนชื่นชมไอเลวนั่นซะเต็มประดา ไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นงานตัวเองให้ย่อยยับ ซูเอ๋อร์ถึงกับเกิดความคิดประหลาดว่า พี่ชายอาจจะเบี่ยงเบนไปหลงเสน่ห์ไอไฮโซชั่วนั่น เลยยอมให้กระทำย่ำยีแต่โดยดี นี่มันมิใช่พล๊อตละครน้ำเน่าที่พวกเขาพี่น้องนั่งดูไปก็ด่าไปหรอกหรือ ตั้งแต่หลี่คุนฟื้นขึ้นมาดูจะมีอะไรแปลกๆ หลายอย่าง แต่เรื่องนี้เขารู้สึกว่ามันเกินไปจริงๆ

“ไม่ต้องเป็นกังวลหรอกซูเอ๋อร์”

“ไม่กังวลได้ไง งั้นพี่คุนยอมเปิดตัวดีไหม ให้รู้ไปเลยว่านายคุณานนท์คนที่ถูกไฮโซดังฟ้องร้องอยู่ คือคนเดียวกับนายแบบลึกลับคนนั้น ทางโน้นเขามีแฟนคลับ ทางเราก็มีเหมือนกัน ให้แฟนคลับผมออกมาช่วยปกป้องแล้วก็สร้างกระแสให้พวกเพจดังๆ สนใจเราก็จะได้เรียกร้องขอความเป็นธรรม ถึงทางโน้นจะมีเงินมีอำนาจกว่า แต่ถ้าจุดเสียงสนับสนุนในโซเชียลติด เราอาจจะชนะก็ได้นะพี่”

“พี่บอกแล้วไงว่าอย่าหวังใช้ประโยชน์จากแฟนคลับพร่ำเพรื่อ ยังไงพี่ก็ไม่ให้พวกเราต้องมาเดือดร้อนไปกับเรื่องนี้หรอก น่าจะใกล้ถึงเวลาแล้ว เดี๋ยวเรื่องนี้ก็จะดำเนินไปสู่จุดจบของมัน”

หลี่คุนตอบอย่างมั่นใจ ปรากฎว่าเย็นวันนั้น ไฮโซแบงค์ที่หยิ่งยโสกลับเป็นฝ่ายมาหาหลี่คุนถึงคอนโด พร้อมกับนำกระเช้าใบใหญ่จัดวางพวกวิตามินอาหารเสริมบำรุงร่างกายเป็นสิบๆ กล่องมาอย่างสวยงาม ซูเอ๋อร์เห็นเข้ายังอุทานในใจว่านี่สิถึงจะเป็นของชั้นดีจริงๆ ไม่ใช่เครื่องดื่มบำรุงกำลังถูกๆ ที่ทนายความเอามาเยี่ยมไข้เมื่อครั้งก่อน

ไฮโซหนุ่มท่าทางร้อนรนมาก ใต้ตาดำคล้ำแสดงอาการอิดโรย พอหาที่นั่งคุยกันตรงล็อบบี้ได้ก็เปิดฉากทันที

“แก เอ่อ คุณทำอะไรกับมือของผม”

“ผมทำอะไรกับมือของคุณหรือ ก็เห็นอยู่ว่ายังเป็นปกติดี ผมเปิดดูในคลิปก็ยังเห็นเล่นเปียโนได้พริ้วไหวกว่าเดิมน่าประทับใจนัก”

“แก แกรู้เรื่องนี้ แสดงว่าแกจงใจแต่แรก”

แววตาของแบงค์แสดงอาการเคียดแค้นขึ้นมา

“ผมไม่ได้ทำอะไรคุณ ลองถามตัวเองสิว่า มือคู่นี้ของคุณมันยังอยู่ในสภาพเดิมก่อนที่จะพบกับผมหรือไม่”

แบงค์ยกมือตัวเองขึ้นมอง เขาจำต้องยอมรับว่ามือของเขายามนี้ก็ไม่มีอะไรผิดปกติไปจากเมื่อก่อน

“มันก็ใช่ แต่มันไม่เหมือน ผมเล่นเพลงพวกนั้นไม่ได้ดีอีกแล้ว”

เขาคร่ำครวญอย่างหมดอาย

“ก่อนหน้าที่จะพบกับผม คุณก็เล่นมันไม่ได้ดีอยู่แล้ว จะโอดครวญไปทำไม”

หลี่คุนตอบอย่างเย็นชา ที่แท้ตั้งแต่ตอนที่เขาดูคลิปการบรรเลงเปียโนเพลงต่างๆ ของแบงค์ในครั้งแรก ด้วยสายตาของผู้เคยฝึกยุทธ์ที่สามารถแยกแยะการเคลื่อนไหวซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย ผนวกกับความเข้าใจในศาสตร์ทางดนตรีจากการฝึกปรือพิณกู่ฉินจนแตกฉานในชาติก่อน เขาจึงสังเกตได้ว่าเสียงตัวโน๊ตบางตัวมันไม่คมชัดอย่างที่ควรจะเป็น พอจับตามองเปรียบเทียบหลายๆ เพลง ก็พบว่าส่วนใหญ่การบรรเลงของแบงค์จะคมชัดกระจ่างใสไร้ที่ติ มีเพียงสองเพลงเท่านั้นที่การกดลิ่มนิ้วมือซ้ายระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วก้อยจะห่างกันมากจนคล้ายกางนิ้วไม่ถึง พอมีเจ้าสามที่เคยเรียนเปียโนมาช่วยอธิบายก็ยิ่งยืนยันความคิดของเขา

บทเพลงบรรเลงเปียโนเกือบทั้งหมดบนโลกนี้ ใช้การกางนิ้วไม่เกินความห่างของลิ่มคีย์สีขาวแปดคีย์หรือที่เรียกว่าคู่แปดเท่านั้น เพลงที่ใช้ถึงคู่เก้าหรือคู่สิบมีน้อยยิ่งนัก แต่ก็มีนักเปียโนอัจฉริยะในอดีตเช่นรัคมานินอฟฟ์ที่มีมือใหญ่โตกว่าปกติ เขาได้ประพันธ์บทเพลงซับซ้อนที่ใช้การกางนิ้วถึงคู่สิบเอ็ดหรือคู่สิบสองออกมาได้ไพเราะยิ่ง ความสามารถในการกางนิ้วขึ้นอยู่กับสรีระมือของแต่ละคน การฝึกซ้อมอาจช่วยขยายได้บ้างแต่ก็ไม่มาก จึงมีนักเปียโนมากมายที่ไม่สามารถเล่นบทเพลงพิเศษพวกนั้นได้ หรือเล่นได้ก็ไม่สมบูรณ์ตามที่ผู้ประพันธ์ตั้งใจ

หลี่คุนจับตามองการเคลื่อนไหวของไฮโซหนุ่มอย่างละเอียดแล้วก็พบว่าเขาเล่นได้ดีเยี่ยมแค่ไม่เกินคู่เก้าเท่านั้น หากเป็นคู่สิบเสียงจะขาดพลังไม่คมชัด ส่วนคู่ที่กว้างกว่านั้นไม่ปรากฎอยู่ในการเล่นของแบงค์แม้แต่ครั้งเดียว ด้วยวิชาฝังเข็มของเขา การจะขยายเส้นเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณมือนั้นทำได้ง่ายราวกับเดินไปเตะก้นสุนัข ในชาติก่อนเขาก็เคยช่วยแก้ปัญหาให้กับองครักษ์เงาที่ฝึกวิชากงเล็บหรือฝ่ามือชั้นสูงมานักต่อนัก ด้วยคุณธรรมในใจ เขามิอาจใช้วิชาฝังเข็มทำลายมือที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ของอีกฝ่ายได้ แต่หากจะส่งเสริมให้มือคู่นั้นให้สามารถถ่ายทอดบทเพลงได้ล้ำลึกพริ้วไหวมากขึ้นเขายินดีเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่กับคนผู้นี้เขาให้มันได้เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น

นี่คือการตลาดที่เขาเห็นพ่อค้าแม่ค้ายุคนี้ทำกัน

แจกตัวอย่างให้ลิ้มลองสักเพียงเล็กน้อย!

“ขอร้องเถอะ คุณคุณานนท์ ช่วยฝังเข็มให้มือของผมเป็นอย่างที่คุณทำให้ตอนนั้นอีกที เรื่องคดีความผมก็จะเคลียร์ให้ ตอนนี้ผมสืบได้แล้วว่าคนที่สร้างประเด็นเรื่องคลิป เป็นพี่ชายคนละแม่ที่อยากแย่งตำแหน่งผมเอง ไม่เกี่ยวกับคุณเลย ต้องขอโทษจริงๆ ที่เข้าใจผิด ส่วนเรื่องค่าฝังเข็มจะเสียเงินเท่าไหร่ผมก็ยอมจ่าย”

ไฮโซหนุ่มสละศักดิ์ศรีอ้อนวอนคนตรงหน้าอย่างร้อนรน หลังจากโดนหลี่คุนฝังเข็มที่มือในวันนั้น ก็รีบกลับบ้านไปหาเปียโนราคาแพงสุดรักทันที เขาเริ่มเล่นเพลงโปรดด้วยความกังวลว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำจะส่งผลต่อความสามารถด้านเปียโนของตัวเอง มิคาดว่ายิ่งเล่นไปมือคู่นั้นของเขากลับพร่างพรมไปบนคีย์ขาวดำได้รื่นไหลตามใจนึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การกางนิ้วกว้างๆ ที่เคยติดขัดกลับรู้สึกยืดหยุ่นทำได้ง่ายดายยิ่งนัก ความรู้สึกเหลือเฟือนี้ทำให้เขาเปลี่ยนไปบรรเลงเพลงที่ใช้ความกว้างถึงคู่สิบ วินาทีที่เขากดโน๊ตตัวที่เคยสร้างความยากลำบากให้ในอดีต บัดนี้เสียงที่ออกมากลับคมชัดทรงพลังยิ่งนัก แบงค์น้ำตาซึมด้วยความปลื้มปิติ เขาไปค้นโน๊ตเพลงระดับสูงที่ใช้ถึงคู่สิบเอ็ดที่เคยอยากจะฉีกทิ้งไปด้วยความปวดใจออกมาหัดเล่นใหม่ มิคาดว่ากลับเล่นออกมาได้อย่างงดงามยิ่งนัก

ตลอดสัปดาห์นั้นเขาเก็บตัวเอาแต่ฝึกซ้อมบทเพลงที่ไม่เคยนึกฝันว่าชีวิตนี้จะเล่นได้สมบูรณ์จนคล่องเพื่ออัพขึ้นชาเนล ไม่นานคลิปพวกนั้นก็ถูกแชร์ไปทั่ว คนนอกวงการอาจไม่รู้ถึงความต่างนี้ แต่บรรดาเพื่อนๆ นักเปียโน หรือแม้แต่คู่แข่งในอดีต ต่างก็เข้ามาคอมเม้นท์แสดงความยินดีที่เขาทะลุขีดจำกัดสำคัญไปได้อย่างไม่มีใครนึกฝัน โปรเฟสเซอร์สมัยเรียนถึงกับติดต่อเชิญให้ไปเล่นคอนเสิร์ตร่วมกับวงออเคสตราที่มีชื่อเสียงของเมืองเวียนนา นั่นนับว่าเป็นเกียรติสูงสุดที่ชาวเอเซียน้อยรายจะได้รับ

ในเวลาที่ความสำเร็จทางด้านดนตรีของเขาพุ่งทะยานอย่างไม่หยุด ความสามารถที่ราวกับสวรรค์ประทานนี้กลับหายไปเสียเฉยๆ ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ไฮโซหนุ่มหัวใจสลาย เขาฝึกซ้อมอย่างบ้าคลั่งแต่เสียงแปร่งปร่ายามกดตัวโน๊ตคู่สิบก็กลับมาหลอกหลอนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เขาพยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับมือคู่นี้ ก่อนหน้านี้ก็มัวแต่ดีใจจนไม่ได้สนใจที่มา แต่พอกลับมานึกดูอีกครั้งเขาก็มั่นใจว่าการฝังเข็มของคนที่เขาขับรถชนเป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมด นั่นเป็นสาเหตุให้เขาลดศักดิ์ศรีมาหาอีกฝ่ายถึงที่นี่

“คุณคิดว่าผมหวังเงินทองอย่างนั้นหรือ ค่าตอบแทนย่อมสูงกว่านั้นมาก คุณจะต้องโกนศีรษะสวมชุดขาวเขียนคำสารภาพผิดเรื่องคดีรถชนให้ครบหนึ่งร้อยจบต่อหน้าผู้คน”

หลี่คุนไม่สนใจเงินทองจากการนี้ คำปฏิญานที่เขาให้ไว้ท่านหมอเทวดาอาจารย์ผู้ถ่ายทอดพื้นฐานวิชาฝังเข็มให้ในกาลก่อน ทำให้เขาไม่สามารถขูดรีดเงินทองจากการช่วยเหลือผู้คน แต่ความประพฤติอันไร้คุณธรรมของคนผู้นี้มิอาจปล่อยไปได้ เขาจึงยื่นเงื่อนไขการลงโทษที่ยึดตามบทบรรญัติในยุคเขาสำหรับความผิดประเภทนี้ให้กับอีกฝ่าย

ซูกัสที่นั่งเงียบๆ ฟังผู้ใหญ่คุยกันเริ่มเข้าใจเรื่องราวขึ้นบ้าง ที่แท้พี่คุนก็มีแผนที่จะจัดการอีกฝ่ายอย่างนี้นี่เอง มิน่าถึงได้ติดตามดูคลิปใหม่ๆ ของไฮโซหนุ่มอย่างใจจดใจจ่อจนเขาเข้าใจผิดไปถึงไหนๆ นี่เป็นการเอาคืนที่สาสมจริงๆ อยากจะลุกขึ้นตบมือดังๆ ให้พี่คุนเหลือเกิน

“แก!! นี่มันหาเรื่องกันชัดๆ ใครจะไปทำเรื่องทุเรศเสียหน้าพรรค์นั้น อย่าคิดว่าแกเก่งอยู่คนเดียวนะ หมอฝังเข็มจริงๆ ที่ไม่ใช่หมอเถื่อนอย่างแกมีตั้งเยอะ ถ้าแกไม่ยอมทำ นอกจากอดได้เงินแล้ว เรื่องคดีก็จะไม่จบนะ”

“คิดว่าผมไม่รู้เหรอว่าก่อนคุณจะมานี่ คุณไปหาหมอฝังเข็มมากี่คนแล้ว ในโลกนี้มีผมคนเดียวที่สามารถทำเรื่องนี้ได้ หากคุณไม่ยินยอมก็กลับไปเถอะ กลับไปอยู่กับมือคู่เดิมของคุณแล้วลืมเรื่องนี้ไปซะ”

หลี่คุนตัดบทอย่างเย็นชา จริงๆ ก่อนที่จะตัดสินใจทำเรื่องนี้ เขาได้ไปหารือกับท่านหมอภีมหมอแผนปัจจุบันที่เชี่ยวชาญวิชาฝังเข็มของยุคนี้ซึ่งเขาได้คบหาเป็นสหายมาแล้วว่า สิ่งที่เขาทำท่านหมอคนอื่นก็ทำได้ด้วยหรือไม่ หลังจากอธิบายกันอยู่พักใหญ่หมอภีมก็สรุปว่าการขยายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นมือที่หลี่คุณอธิบาย ไม่สามารถทำได้ด้วยการฝังเข็มหรือแม้แต่การแพทย์ปัจจุบันแขนงอื่น มีเพียงการผ่าตัดเท่านั้นที่มีโอกาสทำได้ แต่นักเปียโนที่ต้องรักษามือเท่าชีวิต จะมีใครกล้าเสี่ยงที่จะสูญเสียมือไปหากการผ่าตัดผิดพลาดเพียงเพื่อที่จะเล่นเพลงเพิ่มได้อีกแค่ไม่กี่เพลง ภายหลังเมื่อไฮโซแบงค์ไปพบกับหมอภีมเพื่อขอให้ใช้การฝังเข็มทำสิ่งเดียวกับที่หลี่คุนมาหารือไว้ หมอภีมที่เดาเรื่องได้บางส่วนจึงโทรไปเล่าให้ฟัง รวมถึงเรื่องที่ไฮโซหนุ่มก็ไปหาหมอฝังเข็มคนอื่นๆ เกือบจะหมดวงการด้วย

“มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ผมทนไม่ได้จริงๆ ขอร้องล่ะคุณคุณานนท์ เรื่องที่คุณเรียกร้องมันเกินไป ชื่อเสียงผมจะป่นปี้หมด การรับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อก็คงมีปัญหา ให้ผมทำอย่างอื่นเถอะ อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องให้คนอื่นรับรู้”

ไฮโซหนุ่มยินยอมแทบจะทุกสิ่งขอให้ได้พรสวรรค์ชั่วคราวนั้นกลับมา ตัวเขาเหมือนดังคนตาบอดตั้งแต่เกิดแล้วพลันได้เห็นความงดงามของพระอาทิตย์ขึ้นคราหนึ่ง ไหนเลยจะยินยอมที่จะกลับไปเป็นไปเป็นคนตาบอดได้ หากไม่เคยได้สัมผัสก็คงไม่ถวิลหาเจียนเป็นเจียนตายเช่นนี้ ไม่นึกว่าเด็กหนุ่มนักศึกษาอย่างคุณานนท์จะเลือดเย็นถึงเพียงนี้

แววตาปวดร้าวล้ำลึกที่ฉายออกมาทำให้หลี่คุนใจอ่อน คนผู้นี้ถึงจะไร้คุณธรรมแต่มีความรักให้กับดนตรีอย่างลึกซึ้ง เขาเองก็ชื่นชอบฝีมือของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง เห็นทีจะต้องผ่อนปรนให้สักคราหนึ่ง

“เอาเถอะ คุณไปจัดการเรื่องคดีให้ถูกต้องเรียบร้อย อย่าให้ชื่อเสียงของผมด่างพร้อยเป็นอันขาด แต่โทษทัณฑ์ที่คุณลุแก่อำนาจบีบคั้นผมจนคนรอบกายต้องเดือดร้อนกันไปหมดไม่อาจละเว้นได้ คุณจะต้องรับการถอดกางเกงโบยก้นด้วยไม้พลองสิบที นี่ถือว่าผมเมตตาที่สุดแล้ว จะยอมรับหรือไม่”

ซูกัสที่นั่งฟังอย่างเงียบๆ มาโดยตลอด บัดนี้มองพี่ชายตัวเองตาโตแทบจะถลน สีหน้าเลื่อนลอยราวกับวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว แบงค์เองเมื่อได้ยินข้อเสนอของอีกฝ่ายก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด เขามองชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อหู

“คุณ.. คุณเป็นพวกมีรสนิยมอย่างว่าเหรอ”

ซูกัสได้ยินข้อสงสัยที่ไฮโซหนุ่มมีต่อญาติผู้พี่ก็อ้าปากหวอ ส่ายหน้าช้าๆ อย่างรับไม่ได้จนหลี่คุนรู้สึกว่าคงมีอะไรไม่ชอบมาพากล จึงดึงตัวน้องชายเข้ามากระซิบถามเรื่องรสนิยมอย่างว่า พอรู้คำตอบก็ถึงกับทะลึ่งตัวขึ้นยืนชี้หน้าแบงค์ใบหน้าขาวกลายเป็นแดงก่ำ

“บังอาจ!!! ถอดกางเกงโบยก้นเป็นการลงทัณฑ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน มักใช้กับขุนนางที่ไม่อาจลงมือรุนแรงจนบาดเจ็บพิการได้ จึงให้ถอดกางเกงโบยตีจำนวนน้อยครั้งเพื่อสร้างความอับอายจนหลาบจำ หาได้มีนัยยะต่ำช้าอย่างที่คุณคิด ซูเอ๋อร์!! หยุดทำหน้าแตกตื่น แล้วก็ห้ามมองพี่ด้วยสายตาแบบนั้น พี่ไม่ได้เป็นต้วนซิ่วแล้วก็ไม่ได้ชอบการทรมานผู้คน”

หลี่คุนโกรธจนถึงขีดสุด คนผู้นี้คิดว่าเขาเป็นอย่างพวกคนชั้นสูงในอดีตที่นิยมเลี้ยงทาสชายหญิงเอาไว้โบยตีเพื่อสนองความวิปริตทางเพศได้อย่างไร มันน่าจัดการให้มือพิการไปเสียทั้งสองข้างยิ่งนัก แม้กระทั่งน้องชายของเขาเองก็เป็นไปกับคนอื่นด้วย นี่เจ้าไม่เชื่อมั่นในตัวข้าเลยเหรอซูเอ๋อร์

กลับเป็นแบงค์ที่พิจารณาข้อเสนอนี้อย่างจริงจัง ต่อให้คนคนนี้จะพูดจาสำนวนแปลกๆ และท่าทางเพี้ยนหลุดโลกแค่ไหน ถ้าช่วยทำให้เขาเป็นนักเปียโนที่ยอดเยี่ยมได้ เขาพร้อมจะกลั้นใจทำมัน ไฮโซหนุ่มรักการเล่นเปียโนมาก ขนาดที่เคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าจะต้องเลือกระหว่างเปียโนกับการสืบทอดธุรกิจของบิดา เขาคงเลือกเปียโนโดยไม่ต้องคิด หากเงื่อนไขการถูกโบยก้นมันไม่แย่มากจริงๆ เขาก็อาจจะยอมเพื่อให้ได้ความรู้สึกอิสระในการพรมนิ้วทั้งสิบไปบนเปียโนโดยไม่มีข้อจำกัดกลับคืนมาอีกครั้ง

“ขอโทษจริงๆ ครับคุณคุณานนท์ ผมไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวหาคุณเลย แต่เรื่องถอดกางเกงโบยก้นนี่มันออกจะ… แปลกใหม่ไปสักหน่อย ไม่ทราบว่าจะต้องถอดกางเกงในโชว์ เอิ่ม สัดส่วนด้วยไหม  แล้วการโบยตีจะรุนแรงแค่ไหน ถึงขั้นเลือดออกเป็นอันตรายเลยหรือเปล่า แล้วคุณคงไม่ถือโอกาสถ่ายคลิปไว้ด้วยหรอกนะครับ”

หลี่คุนกำลังจะตอบแต่ก็เปลี่ยนใจเมื่อเห็นซูเอ๋อร์มีสีหน้าแย่ลงเรื่อยๆ หลังจากได้ยินคำถามแต่ละข้อของหนุ่มไฮโซ เขามิอาจสูญเสียภาพลักษณ์ในใจซูเอ๋อร์ไปได้มากกว่านี้แล้ว

“เรื่องลงทัณฑ์เอาไว้ค่อยหารือกันภายหลัง ผมยังไม่รู้ว่าจะส่งเสริมมือของคุณได้เป็นการถาวรเพียงใด คุณเคยฝังเข็มครั้งแรกมาแล้ว วันนี้ผมจะฝังเข็มให้อีกครั้งหนึ่ง มันควรจะส่งผลไปอีกสามเดือน หากระหว่างนั้นคุณดำรงอยู่ในคุณธรรม ผมจะฝังเข็มครั้งที่สามซึ่งจะมีผลไปอีกหกเดือนให้ ส่วนครั้งที่สี่ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายจะมีผลต่อไปอีกถึงหนึ่งปี”

“อ้าว แล้วหลังจากนั้นล่ะ”

แบงค์อุทานออกมาอย่างผิดหวัง ไม่คิดว่าต่อให้เขายอมถูกโบยก้น ก็ยังไม่อาจรักษามือที่ยอดเยี่ยมนั้นได้ตลอด

“หลังจากนั้นมือของคุณจะกลับสู่สภาพเดิม น่าเสียดายยิ่งนัก หากผมสามารถคิดค้นรูปแบบการฝังเข็มครั้งที่ห้าได้สำเร็จ มือของคุณน่าจะคงสภาพนั้นไปได้ชั่วชีวิต แต่ผมยังติดขัดอยู่อีกเพียงนิดเดียว เพียงนิดเดียวเท่านั้น”

“แต่ถึงไม่สำเร็จ คุณก็ยังฝังเข็มแบบครั้งที่สี่ต่อเวลาไปครั้งละหนึ่งปีไปได้เรื่อยๆ ใช่ไหมครับ”

หนุ่มไฮโซพยายามเกาะเกี่ยวความหวังสุดท้ายไว้

“จุดฝังเข็มรูปแบบหนึ่ง สามารถใช้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากผมไม่สามารถบรรลุรูปแบบที่ห้าได้ เกรงว่าคุณจะต้องอยู่ในสภาพเดิมไปตลอด ผมไม่รับรองว่าภายในช่วงเวลาไม่ถึงสองปีนี้ จะทำมันสำเร็จหรือไม่ แต่หากคุณคงความเป็นผู้มีคุณธรรม ใช้อำนาจเงินทองความสามารถให้เกิดประโยชน์กับผู้คน ผมย่อมต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจคิดค้นหนทางเพื่อช่วยคุณให้ถึงที่สุด ซูเอ๋อร์ จงไปนำเข็มของพี่มา”

ไฮโซเจ้าอารมณ์ผู้เคยเกรี้ยวกราดบัดนี้สีหน้าเศร้าหมองต่อความไม่แน่นอนในอนาคต แม้หลี่คุนจะทำการฝังเข็มครั้งที่สองให้จนมือทั้งคู่กลับมายืดหยุ่นเหมือนเดิมแล้ว สีหน้าก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ เขามีเวลาเพียงไม่ถึงสองปีหากอีกฝ่ายยังไม่สามารถหาจุดฝังเข็มรูปแบบที่ห้าได้ ไม่รู้ว่าเมื่อความพิเศษบนมือคู่นี้ถูกพรากไปอีกครั้งเขาจะรู้สึกเจียนตายเพียงใด

หลี่คุนทอดสายตามองหนุ่มไฮโซที่เดินห่อเหี่ยวกลับไปอย่างสาสมใจ ในฐานะที่ได้สืบทอดวิชาต่างๆ มาจากปรมาจารย์หลายท่าน หลี่คุนมีสัจจะที่ต้องรักษาอยู่หลายข้อ แต่ในบรรดาข้อห้ามเหล่านั้น หาได้ห้ามการพูดปดไว้ไม่ ทุกอย่างที่เขาบอกไฮโซหนุ่มไปล้วนแต่เป็นเรื่องผายลมมดเท็จสิ้นดี การรักษาให้หายขาดไปเลยนั้นง่ายที่สุด การคิดค้นตำแหน่งฝังเข็มให้หมดฤทธิ์ลงเมื่อเวลาผ่านไปตามที่กำหนดสิจึงจะเป็นเรื่องยาก นี่จึงเป็นบทลงโทษที่แท้จริงที่เขามอบให้ หลี่คุนมีความเชื่อตามยุคสมัยของเขาว่าสำเนียงดนตรีย่อมสะท้อนจิตใจผู้บรรเลง ท่วงทำนองเปียโนที่หนักแน่นงดงามกระจ่างชัดบ่งบอกว่าคนผู้นี้ยังถูกขัดเกลาได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าอีกเนิ่นนานเท่าไหร่เขาถึงจะพอใจกับความประพฤติของไฮโซหนุ่มจนยินยอมปลดเปลื้องนรกในใจนี้ให้

### แถม ###

อิน้อง : พี่คุนนนนน ไม่เก็บค่ารักษาจากเฮียไฮโซนั่นหน่อยเหยอ (เผื่อได้ตังกินหนม ^^)
อิพี่ : จริงด้วย แต่’จารย์ห้ามเก็บตังเกินท่านหมอคนอื่น แถวนี้เค้าคิดกันโรคละเท่าไหร่อ่า
อิน้อง : สามสิบบาท
อิพี่ : T_T

####
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 11] 30/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 30-10-2019 13:19:54
11

หลังจากวันที่หลี่คุนตกลงเรื่องการฝังเข็มที่มือกับไฮโซแบงค์ได้ อีกฝ่ายก็รีบไปถอนฟ้องคดีกับศาลอย่างลนลาน หลังจากนั้นก็แก้ข่าวกับสื่อว่าคุณานนท์ผู้ถูกชนไม่ได้เป็นฝ่ายผิดในเหตุการณ์ครั้งนี้ ถึงจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ในเมื่อคู่กรณีมีแค่สองคน ก็เท่ากับยอมรับออกมากลายๆ ว่าตัวเองเป็นสาเหตุ

เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ในโซเชียลอีกครั้ง คนที่คอยสร้างกระแสเล่นงานไฮโซหนุ่มในครั้งก่อนถือโอกาสนี้ลงมืออย่างต่อเนื่อง แต่เหมือนแบงค์จะไม่สนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมอินเตอร์เน็ตเมืองไทยอีกแล้ว เขาประกาศพักการรับช่วงต่อธุรกิจจากผู้เป็นบิดาออกไปอย่างไม่มีกำหนด ก่อนจะรับคำเชิญครั้งก่อนของอาจารย์บินไปร่วมงานกับวงออเคสตร้าแห่งเมืองเวียนนามุ่งหน้าสู่หนทางการเป็นนักเปียโนระดับโลกอย่างสุดตัว ไม่นานผลงานคอนเสิร์ตที่เขาร่วมแสดงก็ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์สายดนตรีคลาสสิคจากทั่วโลก

‘...ใครจะคิดว่านักเปียโนหนุ่มหน้าใหม่จากประเทศไทยจะบรรเลงเพลงของ เซอร์เก รัคมานินอฟ ได้ทรงพลังเช่นนี้ ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจทุกครั้งเมื่อมองมือขนาดชาวเอเซียที่สวยงามคู่นั้นสามารถกางออกไปกดคู่สิบสองบนคีย์เปียโนได้อย่างสมบูรณ์แบบ...’

‘…เรายอมรับว่าเทคนิคของเขาในการเล่นคู่สิบเอ็ดหรือสิบสองมันน่าทึ่งมาก แต่สิ่งที่ทำให้เพื่อนนักเปียโนชาวไทยคนนี้เหนือล้ำกว่านักเปียโนชั้นเยี่ยมคนอื่นคือจิตวิญญาณ ถ้าคุณได้ไปฟังการแสดงสดของเขา คุณจะบอกได้เลยว่าเขาบรรเลงมันด้วยความรู้สึกว่านั่นคือเพลงสุดท้ายในชีวิต...’

ในขขณะที่ไฮโซหนุ่มกำลังทะยานขึ้นสู่แถวหน้าของเส้นทางนักดนตรีคลาสสิค หลี่คุนผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นกำลังกลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก

น้องชายเขากำลังมีปัญหา!!!

ซูเอ๋อร์ที่เคยร่าเริงตอนนี้กลับเงียบขรึมอย่างหนักจนเหมือนมีอาการซึมเศร้า ทั้งๆ หลังจากเขาจัดการไฮโซหนุ่มไปอย่างสาสมแล้วน้องชายก็ดูสดใสอารมณ์ดียิ่งนัก แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน ทั้งอมทุกข์ เก็บตัว บางทีก็หวาดผวาเหมือนระแวงผู้คน ไอจีที่เคยเล่นทุกวัน มือถือที่เคยหยิบจับแทบจะตลอด เดี๋ยวกลับถูกทิ้งร้างจนแฟนคลับกังวลว่าเกิดอะไรร้ายแรงกับไอดอลของพวกเขาหรือไม่ หลี่คุณเรียกเจ้าใหญ่เจ้ารองเจ้าสามไปจนน้องสี่มาสอบถาม ก็ไม่มีใครรู้สาเหตุสักคน มีแต่จะกลัดกลุ้มไปตามๆ กัน

คนเป็นพี่ร้อนใจยิ่งนัก อะไรเล่าจึงสามารถทำให้คนที่มองทุกสิ่งทุกอย่างสวยงามอย่างซูเอ๋อร์เป็นไปได้ถึงเพียงนี้ แต่จนใจที่ทั้งปลอบทั้งขู่อย่างไร เด็กน้อยก็ไม่ปริปากพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว มีเพียงสายตาหวาดกลัวเคล้าน้ำตาที่จ้องมาราวกับจะพยายามขอความช่วยเหลือในสิ่งที่ไม่อาจบอกใครได้

หลี่คุนมิอาจทนต่อไปได้ เขาทุ่มเทกำลังหลายวันหลายคืนติดต่อกันจนผสมกำยานมอมจิตของพรรคมารนอกรีตในอดีตออกมาได้สำเร็จ หากเป็นก่อนหน้านี้ที่มีเพียงสมุนไพรที่ขาดความสมบูรณ์เขาคงไม่สามารถปรุงมันขึ้นมาได้ แต่ในตะกร้าของบำรุงสุขภาพที่ไฮโซแบงค์นำมาให้ นอกจากวิตามินและอาหารเสริมต่างๆ ที่เขาไม่ค่อยรู้จักแล้ว ก็ยังมีพวกสมุนไพรสกัดบรรจุแคปซูลรวมอยู่หลายชนิด หลี่คุนไม่รู้มาก่อนว่าในยุคนี้มีความก้าวหน้าถึงขั้นกลั่นแยกคุณค่าสำคัญของสมุนไพรออกมาได้โดยไม่ต้องใช้พลังลมปราณ เขาตรวจสอบสารสกัดในแคปซูลพวกนั้นแล้วพบว่า ตัวที่เป็นโสมเกาหลีกับเห็ดหลินจือมีสรรพอยู่บ้าง แต่ก็มีบางตัวอย่างถั่งเช่าที่ไม่ได้มาจากพันธุ์ดั้งเดิม

การค้นพบนี้ทำให้สามารถใช้วัตถุดิบราคาแพงอย่างโสมหรือเห็ดหลินจือได้โดยไม่ต้องซื้อมาทั้งต้น เขาไปตระเวนหาซื้อสมุนไพรแคปซูลแบบนี้มาได้อีกไม่น้อย ค่อยๆ ทดลองไป บางอย่างก็ใช้ได้ บางอย่างก็ต้องโยนทิ้ง แต่รวมๆ ก็ทำให้เขามีวัตุดิบในการปรุงยาเพิ่มขึ้นหลายชนิด แถมยังไม่ต้องเสียเวลาเคี่ยวเหมือนแต่ก่อน

เขาจุดกำยานมอมจิตทิ้งไว้ในห้องที่ซูเอ๋อร์นอนอยู่คะเนเวลาประมาณหนึ่งก้านธูปจึงเอาออกเปิดหน้าต่างไล่ควันที่ตกค้างอยู่จนหมด พอปลุกญาติผู้น้องขึ้นมา อีกฝ่ายก็อยู่ในสภาพมึนเมาคล้ายถูกมอมด้วยสุรา กำยานที่เขาปรุงมีฤทธิ์อ่อนมากเมื่อเทียบกับต้นตำหรับของพรรคมาร แต่กับเด็กสิบหกขวบปีที่ไม่เคยผ่านการฝึกจิตอย่างซูเอ๋อร์ นี่น่าจะเพียงพอที่จะสอบถามสิ่งที่เขาอยากรู้ทั้งหมดได้

“ซูเอ๋อร์ ช่วงนี้เรากังวลใจอะไรอยู่หรือไม่”

“พี่คุนเหรอ พี่คุน ผมกลัว”

“เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรน้อง”

“ผมไม่กล้าพูด พี่จะเกลียดผม ผมไม่น่าทำเรื่องแบบนั้นลงไปเลย”

“ไม่ต้องกลัว มิว่าน้องจะทำเรื่องอะไรลงไป พี่คุนไม่มีทางเกลียดเรา ขอเพียงแค่บอกเรื่องที่อยู่ในใจออกมา ทุกอย่างย่อมแก้ไขได้”

กำยานมอมจิตกับการปลอบโยนของหลี่คุนใช้การได้อย่างยิ่ง ซูเอ๋อร์ค่อยๆ เล่าเรื่องราวในช่วงที่ผ่านมาจนหมดสิ้น เรื่องมันเริ่มมาจากบอทของแฮ็คส์นักร้องนักแสดงลูกครึ่งที่มาทักทายน้องชายเขาในไอจีตั้งแต่ยังไม่ดังมาก หลังจากคุยการผ่านหน้าไอจีอยู่ช่วงหนึ่งก็เริ่มไปคุยผ่านทางช่องทางส่วนตัวจนสนิทสนมกัน บอทของแฮ็คส์ชอบเอาเรื่องโน้นเรื่องนี้ของแฮ็คส์ตัวจริงมาเล่า รวมถึงมีรูปภาพพิเศษๆ ที่ยังไม่ได้เผยแพร่ที่ไหนส่งมาให้ดูเป็นประจำ  ซูเอ๋อร์ชื่นชมผลงานของแฮ็คส์จนยึดเป็นไอดอลขวัญใจมาหลายปีแล้วเลยชอบคุยกับบอทแอคเค้าท์นี้เป็นพิเศษ เขาคาดว่าตัวจริงของบอทน่าจะเป็นหัวหน้าแฟนคลับของแฮ็คส์จากเพจใดเพจหนึ่ง  จากที่พูดคุยกันเรื่องแฮ็คส์ ก็เริ่มไปคุยเรื่องความชอบความสนใจอื่นซึ่งปรากฏว่าเข้ากันได้ดีมากจนซูเอ๋อร์รู้สึกว่าเป็นพี่ชายอีกคน

หลังจากคุยกันอย่างสนิทสนมผ่านตัวหนังสือมานาน บอทของแฮ็คส์ก็ชักชวนให้คุยกันผ่านกล้อง ซูเอ๋อร์ไม่คิดอะไรมากตอบตกลงทันทีเพราะอยากรู้จักตัวจริงของอีกฝ่าย แต่เมื่อเห็นใบหน้าผ่านกล้องชัดๆ เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อรู้ว่าบอทของศิลปินที่เขาคุยด้วยมานานนั้นมีใบหน้าที่เหมือนแฮ๊คส์ตัวจริงไม่มีผิด พออีกฝ่ายชวนคุยมาเสียงพูดก็ยังเป็นของแฮ๊คส์ที่แสนจะจำได้ขึ้นใจ พอมั่นใจว่าคือตัวจริงแน่ๆ ซูเอ๋อร์ก็ถึงกับปิดกล้องวางสายหนีไปด้วยความอับอายอย่างที่สุด ไม่รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาได้พูดคุยแสดงความชื่นชมจนเกินเลยกับอีกอีกฝ่ายไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

แฮ็คส์ส่งข้อความมาง้อที่ปิดบังความจริงอยู่หลายครั้ง ทำแม้กระทั่งส่งคลิปร้องเพลงดังของตัวเองที่ดัดแปลงเนื้อเพื่อขอโทษมาให้ ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ทำใจที่จะเปิดกล้องคุยกันอีกครั้ง หลังจากที่เอาชนะความเขินที่มีไปได้ทั้งคู่ก็ยิ่งทวีความสนิทสนมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าเรื่องอะไรที่สรรหามาคุยก็ถูกคอไปเสียหมด ในฐานะที่ซูกัสเป็นเน็ตไอดอลถึงแม้ว่ายังไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าวงการแต่ก็ถือว่าเป็นคนดังในระดับหนึ่ง แฮ็คส์สอนเคล็ดลับหลายอย่างของการเป็นคนมีชื่อเสียงให้ ตั้งแต่การวางตัวให้คนรัก การสร้างฐานแฟนคลับ การสร้างกระแสให้คนพูดถึงซึ่งล้วนแต่เป็นประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ในที่สุดก็คุยกันไปถึงเรื่องแต่งตัว การดูแลร่างกาย และการฟิตซ้อมหุ่น ประการหลังนี้ซูกัสซึ่งเป็นเด็กที่อยู่ในช่วงเติบโตไม่อาจสู้หรุ่มลูกครึ่งซึ่งเป็นดารานักแสดงที่ว่ากันว่าหุ่นดีเบอร์ต้นๆ ของวงการได้แม้แต่น้อย

แฮ็คส์สอนวิธีออกกำลังกายฟิตซ้อมหุ่นที่ทำได้ง่ายๆ ที่บ้านให้กับซูกัส สอนไปสอนมาเขาก็ถอดเสื้อโชว์กล้ามที่ตึงแน่นผ่านทางกล้องให้ดูบอกว่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เกือบจะทุกวันหากนักร้องหนุ่มไม่ได้รับงานช่วงค่ำ ทั้งคู่ก็จะออกกำลังกายร่วมกันผ่านกล้อง ในช่วงนั้นถึงกับมีข่าวลือออกไปว่าแฮ็คส์ลดการรับงานลงเพื่อเตรียมจะออกจากวงการไปสืบทอดธุรกิจของครอบครัว ต่อมาแฮ็คส์ก็เริ่มออกกำลังกายด้วยการใส่บ๊อกเซ่อร์ตัวเดียวทำให้ซูกัสร้อนหน้าอย่างบอกไม่ถูก ผ่านไปสักพักก็ถูกคะยั้นคะยอให้มาออกกำลังกายในชุดแบบเดียวกัน เด็กน้อยค่อยๆ ชินและหลวมตัวไปทีละนิดจนแม้กระทั่งเวลาพูดคุยกันทั่วไปก็ยังอยู่ในชุดเกือบเปลือย

การสนทนาเองก็เริ่มขยับจากเรื่องทั่วไปกลายเป็นสิ่งที่เด็กวัยรุ่นสนใจทุกคนคือเรื่องทางเพศ แฮ๊คส์ค่อยๆ อ้อมไปมาทำตัวให้คำแนะนำถึงเรื่องต่างๆ ที่ลึกลงใต้สะดือเรื่อยๆ ราวกับเป็นครูวิชาสุขศึกษาเสียเอง ไปๆ มาๆ ด้วยอารมณ์คุกรุ่นของทั้งคู่บวกกับความคารมหว่านล้อมของฝ่ายที่อายุมากกว่า ในที่สุดเสื้อผ้าน้อยชิ้นที่มีอยู่ก็ไม่เหลือ จบลงที่ทั้งคู่ทำเรื่องน่าอับอายร่วมกันผ่านกล้องไป

หลังจากปลดปล่อยจนสติรับรู้ผิดชอบชั่วดีตามมา ซูกัสก็กังวลเป็นอย่างมาก ถ้าเรื่องที่ทำนี้รู้ไปถึงสาธารณะ คนที่เป็นดาราดังจะเสื่อมเสียชื่อเสียงขนาดไหน แต่หนุ่มลูกครึ่งก็บอกว่าไม่ต้องกังวลก็มีกันแค่สองคนคนอื่นจะมารู้ได้อย่างไร เขาเชื่อใจในตัวซูกัสมากว่าจะดูแลชื่อเสียงของเขาอย่างดี เด็กน้อยได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งวางใจและผูกพันในตัวนักร้องหนุ่มมากขึ้นไปอีก แต่ถ้าเขาสังเกตดีๆ จะพบว่าในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานดังกล่าวกล้องอีกฝ่ายจะจับภาพมุมต่ำลงทำให้มองไม่เห็นใบหน้าของดาราหนุ่ม

ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นซูกัสเองก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นแบบไหนกันแน่ หนุ่มๆ หน้าตาดีเขาก็สนใจ  สาวๆ สวยๆ ก็ยังชอบมอง แต่เหตุการณ์พิเศษในวันนั้นทำให้น้ำหนักเทไปทางเพศเดียวกันมากกว่า เด็กหนุ่มไม่มั่นใจว่าความรู้สึกที่มีกับแฮ๊คส์เป็นแค่ความชื่นชมหรือได้ถลำลึกลงไปมากกว่านั้นแล้ว ที่แน่ๆ คือความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับวันยิ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้นทุกทีในความคิดของเขา

หลังเหตุการณ์นั้นซูกัสยังเคอะเขินอยู่มาก แต่ด้วยการทำตัวตามสบายของแฮ็คส์ที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งคู่ก็กลับมาคุยกันทุกวันเหมือนเดิม แต่เพียงไม่ถึงสัปดาห์หนุ่มนักร้องก็เริ่มเผยความต้องการออกมาว่าอยากทำเรื่องแบบวันนั้นอีก รวมถึงขอนัดออกมาเจอกันจริงๆ ด้วย คราวนี้ซูกัสแข็งใจปฏิเสธทันที เขาตั้งใจว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีก ไม่ว่าจะคิดอย่างไรมันก็ไม่ใช่สิ่งที่นักเรียนมอปลายควรจะทำกับดาราชื่อดัง แฮ็คส์พยายามเกลี้ยกล่อมว่าอยากทำเป็นกำลังใจก่อนจะต้องไปเก็บตัวในกองถ่ายหนังฟอร์มยักษ์ที่มีฉากต่อเนื่องในต่างประเทศ บทบาทที่ได้รับต้องใช้สมาธิสูงอาจจะต้องหยุดการติดต่อกับเด็กหนุ่มไปหลายวัน ซูกัสใจหายรู้สึกว่าจะต้องคิดถึงอีกฝ่ายมากเพราะเคยคุยกันทุกวัน แต่เขาก็ไม่ยอมใจอ่อนได้แต่อวยพรให้อีกฝ่ายประสบความสำเร็จในการถ่ายทำ

แฮ็คส์ไม่ได้ติดต่อมาสองสามวัน ซูเอ๋อร์กังวลด้วยไม่แน่ใจว่าเริ่มถ่ายหนังแล้วหรือว่าโกรธที่เขาไม่ยอมตามใจ แต่ในคืนวันนั้นเขาก็ได้ข้อความตัดความสัมพันธ์จากแฮ็คพร้อมกับสั่งให้เขาลบรูปหรือคลิปที่แอบบันทึกไว้จากการเปิดกล้องคุยกันทั้งหมด เด็กหนุ่มตกใจมาก พยายามคอลหาเพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้นแต่แฮ็คส์ก็ไม่รับ ซูกัสร้อนใจหนักคิดว่าทางนักร้องหนุ่มคงเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ สุดท้ายก็ส่งข้อความกลับไปอธิบายว่าเขาไม่เคยแคปรูปหรือบันทึกวิดีโอที่คุยกับนักร้องหนุ่มแม้แต่ครั้งเดียว ฝั่งโน้นก็ถามกลับมาว่าจะเชื่อได้ยังไงจนเด็กหนุ่มต้องพิมพ์ข้อความสาบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลับไป

ไม่คาดว่าหลังจากนั้นแฮ็คส์เหมือนจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาส่งรูปภาพที่แคปจากตอนที่ทำเรื่องอย่างว่ากันผ่านกล้อง โดยเห็นใบหน้าและร่างกายช่วงบนที่ปราศจากเสื้อผ้าของซูกัสอย่างชัดเจน พร้อมข้อความข่มขู่ว่าในคลิปเต็มที่แอบอัดไว้จะเห็นหมดจดตั้งแต่ต้นจนจบ ถ้าไม่ทำตามคำสั่งก็จะเผยแพร่ออกไปทางอินเตอร์เน็ตทันที

คำสั่งที่ซูกัสได้รับคือให้ถอดเสื้อผ้าจนหมดแล้วถ่ายคลิปแนะนำตัวเอง ให้พูดทั้งชื่อนามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และโรงเรียนที่เรียนอยู่ ปิดท้ายด้วยการทำเรื่องปลดปล่อยอารมณ์จนถึงจุดต่อหน้ากล้องแนบเป็นไฟล์ส่งกลับไปเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่เอาสิ่งที่ทำผ่านวิดีโอคอลก่อนหน้านี้ไปบอกใคร เด็กหนุ่มตกใจจนเกือบช๊อค ไม่น่าเชื่อว่านักร้องหนุ่มที่เขาคุยอย่างสนิทใจมาเป็นเดือนๆ จะทำร้ายกันถึงขนาดนี้ พอไม่ตอบอะไรกลับไป ก็โดนข้อความข่มขู่ต่างๆ นาๆ ส่งเข้ามาไม่หยุด

เด็กหนุ่มตัดสินใจแน่วแน่ที่จะไม่ทำตามที่อีกฝ่ายสั่ง ถึงจะเผลอตัวในครั้งแรกด้วยความไว้ใจนักร้องขวัญใจมากเกินไปจนเหมือนไม่ทันคน แต่ซูกัสก็เป็นเด็กยุคอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้อ่อนต่อโลก เขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่าถ้าทำตามที่สั่งแล้วแฮ็คส์จะหยุดแค่นี้ ยิ่งยอมทำตามก็จะยิ่งเสียเปรียบไปเรื่อยๆ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือจะต้องวัดดวงว่านักร้องหนุ่มมีคลิปอยู่จริงและตัดสินใจจะปล่อยหรือไม่ ถึงแม้จะตัดสินใจดีแล้วแต่ก็หนีไม่พ้นความหวาดกลัวที่จะเห็นคลิปตัวเองโผล่ออกมาวันใดวันหนึ่ง

เรื่องทั้งหมดนี้ซูเอ๋อร์เล่าออกมาทั้งน้ำตาทำให้หลี่คุนโกรธแค้นยิ่งนัก แม้จะตกอยู่ในอาการมึนเมาแต่เด็กหนุ่มก็ยังกังวลกับความรู้สึกของพี่ชาย

“พี่คุนโกรธผมมากเลยใช่ไหมที่ผมทำตัวแบบนี้  พี่จะเอาเรื่องที่ผมเป็นเกย์ไปบอกพ่อกับแม่เปล่า”

ในยุคก่อนก็มีบุรุษที่มีรสนิยมชมชอบตัดแขนเสื้ออยู่ในสังคมไม่น้อย ที่เป็นมิตรสหายของหลี่คุนก็มีอยู่บ้าง แต่เกือบทั้งหมดต้องเก็บซุกซ่อนไว้ ในเมื่อสิ่งสำคัญที่สุดของลูกผู้ชายคือการสืบทอดวงศ์ตระกูล ต้วนซิ่วหลายคนจึงแต่งภริยาเข้าบ้านเพื่อให้กำเนิดบุตรธิดาในขณะที่มีบ่าวรับใช้ชายหน้าตาดีไว้คอยอุ่นเตียง หลี่คุนไม่ถึงกับชิงชังคนพวกนี้หากเขายังดูแลฮูหยินของตัวเองได้ดีในฐานะสามี ดูไปก็ไม่ต่างกับบุรุษที่ลุ่มหลงอนุแต่ยังให้เกียรติภรรยาหลวง

“พี่ไม่ได้ตำหนิเราในเรื่องนี้ แต่หากต่อไปน้องได้แต่งการแต่งงานออกหน้าออกตาและสร้างครอบครัวที่อบอุ่นกับหญิงคนรักจะไม่เป็นสุขกว่าหรือ”

“แม้แต่พี่คุนก็คิดว่าผมไม่ควรเป็นอย่างที่ผมเป็น อย่างนี้คลิปหลุดไปเลยก็ดี คนจะได้รู้ว่าผมเป็นอะไร ไม่ต้องมาปิดบังกันอีก”

ซูกัสที่เหมือนจะดีขึ้นจากคำปลอบโยนก่อนหน้านี้กลับน้ำตาคลอขึ้นมา หลี่คุนมองอย่างกลัดกลุ้มนึกอยากจับตัวคนที่หลอกลวงน้องชายไปลงทัณฑ์ด้วยห้าม้าแยกร่างยิ่งนัก แต่จะว่าไปในบรรดาองครักษ์เงาระดับสูงในชาติก่อน ก็มีอยู่สองคนที่สนิทสนมกันยิ่งนัก ทั้งคู่เป็นเด็กกำพร้า ไม่มีวงศ์ตระกูลให้ต้องสืบทอด ยิ่งต้องเร้นกายไม่มีสังคมให้ต้องรักษาหน้าตา บุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์สองคนอาศัยอยู่ด้วยกัน ไม่แต่งงาน ไม่เที่ยวเตร่หอนางโลม คนอื่นอาจมองว่าเป็นสหายที่มีความสัมพันธ์เหนียวแน่น แต่หลี่คุนที่เชี่ยวชาญการแพทย์สัมผัสได้ถึง ‘กลิ่น’ ที่ไม่ควรมีจากการใดๆ ระหว่างบุรุษด้วยกัน เขาไม่ได้เห็นชอบแต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม วิถีชีวิตองครักษ์เงานั้นเสี่ยงตายยิ่งนัก เมื่อเห็นความสุขเต็มเปี่ยมสะท้อนออกมาแววตาของทั้งคู่แล้วก็มิอาจออกปากอันใดได้ หลังจากเขาตายลงในชาติก่อนโดยไม่มีทายาทสืบทอด เหล่าองครักษ์เงาที่ไร้ผู้นำคงหมดหน้าที่ลง ได้แต่หวังว่าทั้งคู่จะเร้นกายไปมีชีวิตที่มีความสุขด้วยกันต่อไป หลี่คุนฉุกคิดขึ้นมาว่า หากตนยอมรับความสัมพันธ์แบบนี้ของผู้อื่นได้ แล้วความสุขของน้องชายตัวเอง เขาจะต่อต้านมันไปทำไม

“พี่บอกแล้วไงว่าไม่ได้ตำหนิเรา อะไรที่ทำให้มีความสุขโดยไม่ผิดกับตัวเองและผู้อื่น ล้วนกระทำได้ทั้งสิ้น  แต่ตอนนี้เรารู้เรื่องอะไรของเจ้าคนสารเลวนั่นต้องบอกพี่มาให้หมด พี่ต้องจัดการมันอย่างสาสม”

ซูกัสเล่าข้อมูลที่เกี่ยวกับแฮ็คส์ทั้งหมดให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง เมื่อเห็นรูปของนักร้องลูกครึ่งชัดๆ โทสะของหลี่คุนก็ยิ่งทวีขึ้น รูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีอ่อน ตาโต จมูกโด่งเป็นสัน แสดงให้เห็นว่ามีเชื้อพันธุ์ของพวกคนเถื่อนโพ้นทะเลที่ใช้ปืนไฟร่วมมือกับขุนนางชั่วล้อมจับเขาจนต้องโดดหน้าผาตายในชาติก่อน ไม่คิดว่าน้องชายของเขาในชาตินี้ต้องมาเจอลูกหลานของเผ่าพันธุ์นี้หลอกลวงทำร้ายจิตใจเอาอีก

หลี่คุนลงมือปรุงยาอีกครั้ง ตำหรับยาพิษนี้ชั่วร้ายสุดประมาณจนไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่จะต้องปรุงมันขึ้นมาด้วยตัวเอง ภาพอันน่าสังเวชของเหยื่อสำนักมารที่ต้องผงพิษผลาญทวารส้างโห่จิ่วเชี่ยวในชาติก่อนยังติดตามาจนถึงชาตินี้ พิษตำหรับนี้ไม่ทำให้ถึงแก่ความตาย แต่หากไม่ได้รับยาถอนพิษเหยื่อมักจะสติวิปลาสหรือทำร้ายตัวเองจนตายในที่สุด อาการของผงพิษผลาญทวารจะเริ่มจากการปวดแสบปวดร้อนตามทวารทั้งเก้า ได้แก่ ตา หู จมูก ปาก อวัยวะเพศ และทวารหนัก แล้วหายไปเอง จากนั้นอาการจะเกิดขึ้นใหม่ทุกๆ สามชั่วยามวนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ยิ่งนานเข้าความแสบร้อนในแต่ละครั้งจะมากขึ้นมากขึ้นจนคล้ายโดนไฟเผา ถึงตอนนั้นหากไม่ชิงฆ่าตัวตายไปก่อนก็จะเสียสติอยู่ดี

ตัวยาสำหรับปรุงพิษร้ายนี้พิสดารยิ่งนัก เกือบครึ่งล้วนหาไม่ได้ในยุคนี้ หลี่คุนพยายามใช้สมุนไพรอื่นที่มีสรรพคุณใกล้เคียงมาทดแทน จนใจก็แต่หัวกิมซาจัวที่เป็นตัวยาสำคัญที่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนแสนสาหัสที่ยังไม่สามารถหาอะไรมาเทียบเคียงได้ หลี่คุนไม่สามารถปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนอีกฝ่ายลงมือทำลายชื่อเสียงของซูเอ๋อร์ เขาตัดสินใจใช้พริกขี้หนูสวนและหมามุ่ยแทนซึ่งน่าจะสร้างอาการแสบคันตามทวารทั้งเก้าได้ไม่น้อย

แฮ็คส์หยุดส่งข้อความข่มขู่ไปเฉยๆ หลังจากส่งต่อเนื่องอยู่หลายวัน ตามมาด้วยการลบเพื่อนออกทำให้ซูกัสไม่สามารถติดต่ออีกฝ่ายได้อีก เด็กหนุ่มร้อนใจมากเพราะนี่น่าจะเป็นสัญญานว่าหนุ่มลูกครึ่งกำลังจะลงมือตามที่ขู่ไว้ สอดคล้องกับข้อมูลจากเพจแฟนคลับของแฮ็คส์ที่เอาข่าววงในมาบอกว่าขวัญใจของพวกเขาถ่ายหนังที่ประเทศจีนเสร็จแล้ว กำลังจะบินกลับมาในช่วงเช้าวันรุ่งขึ้นพร้อมกับกองถ่ายให้ช่วยไปต้อนรับให้กำลังใจกันที่สนามบินด้วย

หลี่คุนได้รับข่าวที่ซูกัสหามาให้ก็รู้ว่านี่เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะเล่นงานอีกฝ่ายได้ แผนการขอหลี่คุนเรียบง่ายยิ่งไม่ต่างอะไรกับที่ใช้จัดการไฮโซแบงค์ในครั้งก่อน เพียงหาโอกาสเข้าไปประชิดตัวเพื่อแพร่พิษผลาญทวารใส่ จากนั้นก็ปล่อยให้ไอ้คนสารเลวนั่นลิ้มรสความทรมานสักหลายวันค่อยยื่นข้อเสนอให้ เขาลาป่วยกับบริษัทที่ฝึกงาน สวมชุดสีขาวอย่างที่ชอบพร้อมผ้าปิดปากสีดำลายมังกรที่ใส่ประจำมุ่งหน้าไปที่สนามบินพร้อมกับผงพิษผลาญทวารโดยไม่บอกให้ซูกัสรู้

ที่สนามบินมีผู้คนพลุกพล่านแต่หลี่คุนก็หากลุ่มแฟนคลับของแฮ็คส์ที่ระบุจุดนัดพบไว้ในเพจอยู่แล้วได้ไม่ยากนัก เขาทำตัวกลมกลืนเหมือนเป็นแฟนคลับคนหนึ่ง รอบตัวได้ยินแต่เสียงพูดคุยชื่นชมในตัวนักร้องลูกครึ่งชวนให้รู้สึกคลื่นไส้ในความจอมปลอมแอบซ่อนสันดานเลวร้ายของคนผู้นี้จนแทบจะทนไม่ได้ เมื่อใกล้ได้เวลา หัวหน้าแฟนเพจผู้มากประสบการณ์เริ่มจัดแถวให้บรรดาแฟนคลับเตรียมต้อนรับแฮ็คส์ที่กำลังจะออกมาจากด้านในสนามบินอย่างเป็นระเบียบไม่ให้เกะกะผู้คน

หลี่คุนผงกหัวขอโทษแฟนคลับสาวๆ ขณะที่แทรกตัวเองไปอยู่แถวหน้าสุด ในแขนเสื้อซ่อนผงพิษที่เตรียมมาไว้ ในที่สุดคณะกองถ่ายก็เดินออกมา เสียงฮือฮาแสดงความตื่นเต้นดังขึ้นรอบตัว หลายคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมถ่ายรูป หลี่คุนเห็นร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลาของนักร้องหนุ่มเดินตามมาทิ้งระยะกับกองถ่ายคนอื่นเล็กน้อย ด้านข้างมีบุรุษในชุดสีดำประกบอยู่หลายคน ประเมินดูแล้วสามารถใช้ท่าเท้าท่องคลื่นน้อยหลบหลีกผ่านไปได้ไม่ยากเย็นอะไร เมื่อเป้าหมายเดินมาถึงจุดที่รออยู่ หลี่คุนก็ลงมือทันที เขาใช้ท่าก้าวย่างอันพิสดารพลิกพริ้วตัวเองผ่านบอดี้การ์ดคนร้ายคนเล่าในช่วงไม่กี่วินาทีก็ถึงเบื้องหน้าของนักร้องหนุ่ม ในมือเตรียมจะสาดผงพิษออกไป มิคาดว่าชายชุดดำที่ประกบอยู่ด้านข้างปฏิกิริยาฉับไวยิ่งเคลื่อนกายเข้ามาบังร่างหนุ่มลูกครึ่งในทันที หลี่คุนลังเลใจที่จะแพร่พิษให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องจึงชะงักมือเล็กน้อย ทันใดนั้นก็รู้สึกกระตุกเจ็บแปล๊บที่หัวไหล่ มองไปเห็นชายชุดดำอีกคนกำลังจี้อาวุธหน้าตาแปลกมีประกายไฟสีขาวฟ้าส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ เข้ามาที่ร่างกายของตน

หลี่คุนเห็นสถานการณ์คับขัน ทางเป้าหมายของเขาก็มีคนมาคุ้มกันอย่างหนาแน่น แม้ว่าคนพวกนี้จะไม่มีกำลังภายใน แต่ท่วงท่าก็มีแบบแผนรัดกุมอย่างคนที่ได้รับการฝึกฝนและผ่านประสบการณ์จริงมา หลี่คุนใช้ท่าเท้าท่องคลื่นหมุนวนไปรอบๆ เพื่อหาโอกาสแพร่พิษ แต่กลับถูกอาวุธสั้นที่ส่งประกายไฟคอยโจมตีเฉียดฉิวไปมา เขามิอาจดูแคลนอาวุธที่สร้างความเจ็บปวดจากระยะห่างนี้ได้ ท่าเท้าท่องคลื่นเดิมทีก็มิได้มีไว้เพื่อการจู่โจมอยู่แล้ว สถานการณ์จึงยากลำบากยิ่ง

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเรียกความสนใจจากแฟนคลับและผู้คนบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไร เห็นแต่ร่างเงาในชุดขาวพลิกพริ้วหลบไปหลบมาอย่างพิสดารท่ามกลางกลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำ หนึ่งในนั้นหยิบกระป๋องโลหะขึ้นมาฉีดไปทางโน้นทีทางนี้ทีหวังจะให้โดยฝ่ายตรงข้ามที่เคลื่อนไหวรวดเร็วเดาทิศทางไม่ถูก ละอองของเหลวที่ถูกฉีดออกมามีส่วนหนึ่งเข้าตาของหลี่คุนโดยบังเอิญ เขารู้สึกปวดแสบปวดร้อนเป็นที่สุด ไม่คิดว่ายุคนี้จะมีการใช้พิษเช่นนี้ด้วย ดวงตาข้างหนึ่งปิดสนิทส่วนอีกข้างแทบจะลืมไม่ขึ้น ร่างกายบางส่วนอ่อนแรงจากประกายไฟประหลาด เขารู้ดีว่าการใหญ่ในวันนี้เห็นทีจะไม่สำเร็จ จำต้องจากไปให้เร็วที่สุด

หลี่คุนฝืนลืมตาข้างที่เหลือใช้ท่าเท้าพิสดารหลบหนีเหล่าองครักษ์ชุดดำของนักร้องหนุ่ม แต่สายตาที่มองได้เพียงมุมแคบๆ กับกระบวนท่าที่ต้องแปรเปลี่ยนทิศทางในทุกย่างก้าวทำให้เขาชนกับผู้คนที่เบียดเสียดไปทั่ว แม้ทิ้งห่างมาได้ระยะหนึ่ง แต่หากมีผู้ตั้งใจติดตามมา อาจจะจับกุมตัวเขาได้ในที่สุด ตอนนี้หลี่คุนลืมตาแทบไม่ขึ้นแล้ว เขาประมาทเกินไป ลืมไปว่ายุคนี้มีความก้าวหน้าขนาดไหน เมื่อเจอกับอาวุธประกายไฟพิสดารหรือยาพิษทำลายดวงตา เขาที่ปราศจากวรยุทธ์มีเพียงความรู้คร่ำครึจากยุคโบราณจะไปเอาชนะได้อย่างไร หลี่คุนกำลังคิดว่าจะหลบหนีไปให้พ้นจากสถานที่นี้เพื่อไปรักษาดวงตาได้อย่างไรโดยไม่ให้คนพวกนั้นพบเห็น ตอนขามาเขาใช้รถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับสนามบินซึ่งต้องลงไปชั้นล่างสุด ทันใดนั้นต้นแขนเขาก็ถูกยึดกุมไว้อย่างแน่นหนาดิ้นหนีไปไหนไม่ได้แม้จะพยายามอย่างเต็มที่
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 11] 30/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: Kanni ที่ 30-10-2019 21:27:46
ให้พี่คุณปลอดภัยนะ
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 11] 30/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: alternative ที่ 30-10-2019 21:40:15
โอ้โห

สนุกเป็นบ้าเป็นหลัง ขำความงกของพี่คุน ฮ่าๆ ๆ ๆ  ๆ

ลุ้นแล้ว ใครมาจับพี่คุนนะ!
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 11] 30/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: stickyyrice ที่ 31-10-2019 07:30:45
สนุกมากก คุณพี่มีความหลงยุค
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 12] 31/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 31-10-2019 13:04:36
12

“อย่าดิ้นสิ ผมมาช่วยนะ รีบไปจากที่นี่กันก่อน ไม่รู้ว่าการ์ดของดาราคนนั้น หรือพวก รปภ. จะตามมาหรือเปล่า ลืมตายังไม่ขึ้นก็เกาะแขนผมดีๆ”

หลี่คุนไม่ได้ตอบอะไร ในสถานการณ์คับขันเขาไม่มีทางเลือกมากนัก เสี่ยงไปกับใครก็ไม่รู้ยังน่าจะดีกว่าอยู่รอให้โดนฝั่งที่เขาไปก่อเรื่องไว้มาลากตัวไป เขายังลืมตาไม่ขึ้น ได้แต่เดินเกาะชายคนนั้นไปจนสัมผัสได้ถึงอากาศอบอุ่นนอกอาคาร ก่อนจะถูกประคองเข้าไปในนั่งในรถยนต์ซึ่งเคลื่อนตัวออกทันทีเมื่อทั้งอีกฝ่ายนั่งลงข้างกันเรียบร้อยแล้ว แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็รู้สึกได้ถึงเบาะหนังหนานุ่ม ความกว้างขวางโอ่โถงภายใน และการเคลื่อนที่ที่นุ่มเงียบ แตกต่างจากรถยนต์ที่เขาเคยนั่งมาก

“เอาไปเช็ดหน้าเช็ดตาก่อนครับ แค่สเปรย์พริกไทย ซักพักก็จะดีขึ้นเอง”

หลี่คุนรับผ้าชุบน้ำที่คนนั่งข้างๆ ส่งมาให้ไปเช็ดบริเวณดวงตาอย่างระมัดระวังโดยไม่ได้ปลดผ้าปิดปากสีดำลายมังกรที่ใช้อำพรางใบหน้าอยู่ออก เขารู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นแต่ยังลืมตาไม่ได้

“ขอบคุณที่ช่วยนะครับ ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันแท้ๆ”

“ไม่รู้จักเหรอ ไม่ใช่มั๊งครับ น้องคุน คุณานนท์”

หลี่คุนเกร็งตัวอย่างระแวดระวัง รู้ว่าเขาเป็นใครทั้งๆ ที่ปิดหน้าไปตั้งครึ่งนี่นะ

“คุณรู้จักผม?”

“เรารู้จักกันครับ อยากทายไหมว่าผมเป็นใคร”

“ไม่ต้องหรอกครับ คุณจางอี้หลง”

คนที่มีพลังปราณอำนาจเข้มข้นแผ่ออกมาแบบนี้เห็นจะมีคนเดียว เขาสัมผัสได้มาพักหนึ่งแล้วถึงได้เสี่ยงที่จะมาด้วย

“อ้าว โดนเซอร์ไพรส์ซะเอง รู้ได้ยังไงครับนี่ จำเสียงได้เหรอ ดูท่าเราจะรู้จักกันมากกว่าที่คิดนะครับน้องคุน งั้นต้องเรียกพี่ว่าพี่อี้หลงแล้วล่ะ”

“เรียกคุณจางอี้หลงก็ดีอยู่แล้วนี่ครับ คุณเป็นคนของบริษัทแม่ ผมเป็นนักศึกษาฝึกงานในบริษัทลูกเล็กๆ ไม่ได้มีอะไรให้ต้องสนิทสนมกัน”

ในอดีตคนที่มีปราณอำนาจเช่นนี้ล้วนแต่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ถนัดการใช้งานผู้อื่นสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง บางครั้งถึงขั้นหลอกลวงผู้คนด้วยซ้ำ ไม่มีทางที่เขาจะเอาตัวเองเข้าไปพัวพันด้วยหากไม่จำเป็น

“เหรอครับ งั้นนักศึกษาคุณานนท์พอจะบอกเหตุผลดีๆ ที่วันนี้ไม่ไปทำงาน แต่บุกเข้าหาดาราหนุ่มขวัญใจประชาชนกลางสนามบินจนเกือบถูกบอดี้การ์ดจับตัวไว้ได้ ให้คนจากบริษัทแม่ฟังหน่อยได้ไหมครับ ถ้าเป็นเรื่องขึ้นมาบริษัทก็อาจจะเสียชื่อเสียงไปด้วยนะครับ”

หลี่คุนโทษตัวเองที่ใจร้อนวู่วามแถมยังประมาทจนเสียงานใหญ่ ก็เขาทั้งโกรธแค้นทั้งกังวลว่าคลิปจะถูกปล่อยไปตอนไหนก็ได้จึงรีบลงมือ หน้ามืดตามัวเกินไปแล้ว ในชาติก่อนก็เหมือนกัน เขาทรนงที่สำเร็จกำลังภายในเก้ามังกรบรรพกาลขั้นเจ็ดจนไร้ผู้ต่อกรยังต้องมาเสียทีให้กับพิษสะบั้นชีพจรและกองทหารปืนไฟภายใต้แผนการของขุนนางชั่ว ชาตินี้ตัวเองช่างโง่เขลาที่ไม่จดจำบทเรียนนั้นไว้ ทั้งที่ไร้ซึ่งกำลังภายใน มีเพียงท่าเท้าท่องคลื่นน้อยอันเป็นแค่วิชาสำหรับหลบหนีของผู้เยาว์ ก็หาญกล้าบุกโจมตีโดยไม่ประเมินฝ่ายตรงข้ามให้ดี การ์ดของนักร้องหนุ่มแกร่งว่าของไฮโซแบงค์ที่เขาเคยจัดการไปมาก แถมยังมีอาวุธทุ่นแรงของยุคนี้ที่เขาไม่คุ้นเคย

“เรื่องนี้ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะครับ คุณจางอี้หลง อย่าแจ้งไปที่บริษัทเลย ยังไงผมก็ปิดหน้าไว้ ไม่มีใครเชื่อมโยงได้ว่าผมฝึกงานที่ไหนหรอกครับ”

“ถ้าเป็นเรื่องของนักศึกษาฝึกงานกับพนักงานบริษัทแม่ ก็คงต้องว่าไปตามข้อเท็จจริงครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องระหว่างพี่น้องก็ไม่มีความจำเป็นต้องบอกออกไป”

“งั้นอย่าบอกไปที่บริษัทนะครับ..พี่อี้หลง”

หลี่คุนถูกไล่ต้อนจนต้องจำยอม ถ้าเรื่องไปถึงบริษัทก็อาจจะมีปัญหาไปถึงเพื่อนของเขาได้ ว่าแล้วว่าคนผู้นี้ถนัดการบังคับล่อลวงผู้คนไม่ใช่คนดีจริงๆ เอาเถอะ ก็แค่คำเรียกขาน อย่างไรวันนี้ก็ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ คราวหลังค่อยหาทางปลีกตัวออก ตอนนี้เขาพอลืมตาได้บ้างแล้วค่อยๆ ลอบมองชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ ก็เห็นเพียงมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยเหมือนพอใจอะไรบางอย่าง

“ก็ได้ครับ แต่ในฐานะที่เป็นพี่ น้องคุนคงต้องเล่าหน่อยว่าตั้งใจทำอะไรกับดาราคนนั้น พี่บินไฟลท์เดียวกันกับเขา เดินตามมาด้านหลังเลยเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ทีแรกก็สะดุดใจลายผ้าปิดปาก พอมองรูปร่างสีผิวทั้งคิ้วทั้งดวงตาแบบนั้นไม่มีทางเป็นคนอื่นได้”

“คือ.. ผมเป็นแฟนคลับของไอ้.. เอ่อ พี่แฮ็คส์ครับ พอเห็นตัวจริงก็ดีใจจนลืมตัว วิ่งไปหาพี่เขาเลย”

คำพูดชื่นชมโจรราคะอย่างแฮ็คส์ที่ออกจากปากแม้จะโป้ปดแต่ก็ชวนให้คลื่นเหียนสิ้นดีพอพูดออกไป หลี่คุนก็ใช้ความชำนาญที่ติดตัวมาประเมินว่าอีกฝ่ายเชื่อคำพูดของเขาหรือไม่ แต่ก็โดนปราณอำนาจบดบังจนอ่านไม่ออกแม้แต่น้อย

“อืม ไม่คิดว่าเราจะชอบแนวฝรั่งนะ แล้วไอท่าแปลกๆ ที่เราใช้ มันคืออะไร”

“เอ่อ อ๋อ เป็นท่าเต้นโคฟเวอร์แนวเกาหลีครับ กะโชว์ให้พี่เขากับทีมงานประทับใจ เผื่อได้ไปร่วมงานด้วยจะได้ใกล้ชิดพี่แฮ็คส์”

เขาเคยร่ายรำกระบวนท่าเท้าท่องคลื่นน้อยให้ซูเอ๋อร์ชมหวังถ่ายทอดไว้ให้ใช้ป้องกันตัว นอกจากอีกฝ่ายจะไม่สนใจแล้วยังบอกว่าเหมือนท่าเต้นของนักร้องประเทศโคกูรยอยุคใหม่ ตอนนั้นเขาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง มิคาดว่ากลับต้องใช้ถ้อยคำของเจ้าเด็กมีตาแต่ไม่มีแววนั่นมาใช้เอาตัวรอดในครั้งนี้

“ฝึกงานกับบริษัทอยู่คิดจะไปรับงานอื่นได้ยังไง พี่ไม่อนุญาต!”

ท่าทางน่าจะเชื่อคำพูดเขาแหละ ดูโมโหที่เขาจะแบ่งเวลาช่วงที่ฝึกงานไปทำอย่างอื่นด้วยซะขนาดนั้น

เมื่อเข้ามาถึงกลางกรุง หลี่คุนขอลงตรงรถไฟฟ้าสถานีไหนก็ได้ที่เป็นทางผ่าน ปรากฎว่าโชคดีมากที่จางอี้หลงให้รถคันใหญ่นั้นแวะส่งเด็กหนุ่มตรงสถานีที่ติดกับคอนโดของเขาเองโดยบังเอิญ เมื่อขึ้นไปถึงที่ห้องก็เจอกับซูกัสที่นั่งมองโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะอย่างวิตกกังวล

“พี่ไม่ได้ไปฝึกงานเหรอ ทำไมกลับมาเร็ว”

“วันนี้พี่ชายลา ซูเอ๋อร์ เรื่องของน้องพี่ยังจัดการไม่สำเร็จ แต่มิต้องกังวลไป พี่จะหาทางให้จงได้”

“พี่คุน เขาติดต่อมาอีกแล้ว ผมจะทำยังไงดี”

“ในตอนนั้นเขาลบเพื่อนเราออกไปแล้วมิใช่หรือ เราบอกว่าพยายามติดต่อกลับไปใหม่ก็หาแอคเค้าท์นั้นไม่เจอแล้ว”

“ใช่พี่ แต่ตอนนี้มีแอคเค้าท์ใหม่ขอแอดเป็นเพื่อนมา รูปดีสเพลย์ก็เป็นอันเดิม แอพนี้มีพี่เขาคนเดียวที่ผมเล่นด้วย คนอื่นไม่รู้ไอดีนี้แน่ๆ ผมจะลองคุยขอร้องเขาอีกทีดีไหม แต่ถ้าโดนขู่อีกจะทำยังไง”

“ไม่มีทางอื่นแล้ว น้องตอบรับไป แล้วหาทางนัดออกมาให้เจอกันจริงๆ บอกว่าขอเจรจากันต่อหน้า”

“พี่คุนผมกลัว ไม่กล้าไปเจอหรอก”

“พี่จะไปแทนเราเองไม่ต้องห่วง น้องไปบอกให้เจ้าใหญ่เจ้ารองเจ้าสามไปซุ่มรออยู่ที่จุดอื่นคอยช่วยเหลือพี่อีกที”

อันที่จริงเรื่องนี้โอกาสสำเร็จมีไม่มาก ตัวสารเลวเชื้อสายคนเถื่อนนั่นคงเพิ่มการระวังตัวหลังจากโดนจู่โจมเมื่อเช้า  แต่เขาไม่มีทางอื่นที่จะเข้าถึงตัวนักร้องมีชื่อเสียงได้ในเวลาอันใกล้ หวังว่าความอ่อนเดียงสาของซูเอ๋อร์จะทำให้อีกฝ่ายมองว่าเป็นลูกพลับนิ่มลดยอมมาพบได้ง่ายๆ

หลี่คุนเตรียมการอย่างเต็มที่ เขาไปเลือกยาต่างๆ ที่ปรุงเก็บไว้ เมื่อเช้าเขามุ่งแก้แค้นเอาไปแต่ผงพิษผลาญทวารซึ่งใช้ไม่ได้ในการต่อสู้จริง นับว่าประมาทเกินไป คราวนี้เลยจัดเต็มที่ทั้งยาพิษยาถอนพิษ ส่วนใหญ่ยังมีความบริสุทธิ์แค่สามสี่ส่วน หลายๆ ตัวเขาก็ยังไม่ได้ทดสอบสรรพคุณให้แน่ใจ

เมื่อหลี่คุนเตรียมยาเสร็จ ซูกัสก็มาแจ้งข่าวอย่างตื่นเต้นแกมวิตกว่าแฮ็คส์ตกลงที่จะมาเจอกันแล้ว แถมยังเร่งรัดให้เป็นเย็นวันนี้อีกด้วย สถานที่เป็นร้านกาแฟหรูในห้างขนาดใหญ่ หลี่คุนประเมินแล้วเห็นว่าเป็นทำเลที่ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ อย่างน้อยก็มีจุดให้ซูเอ๋อร์และพวกหลบซ่อนตัวอย่างปลอดภัยได้ในระยะไม่ไกลมาก

เมื่อนึกถึงว่าเมื่อเช้าเขาเพิ่งไปปะทะกับอีกฝ่ายอย่างอุกอาจ หากโดยจำได้ตั้งแต่ต้นคงไม่ดีกับแผนการแน่ หลี่คุนจึงพยายามกำจัดจุดที่เชื่อมโยงกับตัวเขาเมื่อเช้าออกให้หมด ผ้าปิดปากถึงจะเปลี่ยนรูปแบบแล้วก็อาจสร้างความไม่ไว้วางใจจึงไม่ควรใส่ไป จางอี้หลงจำเขาได้จากสีผิวและลักษณะดวงตาทำให้ต้องปรับเปลี่ยนสักเล็กน้อย หลี่คุนใช้ผงสมุนไพรผสมน้ำนำมาล้างหน้าสองสามรอบ ผิวที่ขาวเนียนเปล่งประกายโดเด่นเมื่อเทียบกับผู้คนเมืองนี้ก็ถูกฉาบด้วยสีน้ำตาลอมแดงบางเบาคล้ายโดนแดดเผา ดวงตาดอกท้อถูกบดบังบางส่วนด้วยแว่นตาแฟชั่นกรอบดำของซูกัส เมื่อรวมกับผมทรงปรกหน้านิดๆ และปากแดงอมส้มระเรื่อที่ไม่เผยให้เห็นเมื่อเช้าคงยากที่จะมีใครจดจำได้ว่าเป็นคนเดียวกับหนุ่มคาดผ้าลายมังกรที่ก่อความวุ่นวายจนเป็นข่าวฮือฮาบนอินเตอร์เน็ต เขาสวมเสื้อแจ๊คเก็ตสีดำตัวใหญ่ภายในเก็บซ่อนด้วยยาผงยาน้ำหลายขนาน

ซูกัสกับเพื่อนประจำอยู่ที่ร้านขนมห่างออกไปสี่ห้าคูหาในขณะหลี่คุนแยกไปนั่งรอในร้านกาแฟที่นัดพบก่อนเวลาสังเกตการณ์ ผู้คนมองมาที่เขาเป็นระยะทำให้สมาธิลดลง ใบหน้านี้แม้จะปลอมแปลงไปบ้างแล้วยังคงเป็นที่ดึงดูดสายตาเกินไป เขาคร่ำครวญในใจรู้สึกอิจฉาเพื่อนตินผู้มีใบหน้าที่ไม่เรียกความสนใจและยากแก่การจดจำยิ่งนัก หลี่คุนไหนเลยจะรู้ว่าหนุ่มแว่นที่ดูดีเช่นนี้เป็นที่ต้องการของตลาดมากขนาดไหน

ก่อนเวลานัดเล็กน้อยเขาก็จับสังเกตได้ถึงลูกค้าสองสามรายที่ดูคล้ายจะมาด้วยกัน แต่พอสั่งเครื่องดื่มแล้วกลับแยกไปนั่งคนละมุม แม้จะไม่อยู่ในชุดดำเหมือนเมื่อเช้าแต่ใบหน้าคุ้นตาพวกนั้นล้วนแต่เป็นผู้ที่เขาได้ประมือมาทั้งสิ้น ไม่นานก็มีชายร่างสูงใหญ่สวมหมวกและแว่นกันแดดสีดำเดินไปนั่งที่โซฟาตรงมุมด้านในที่ทั้งอับสายตาและไม่มีโต๊ะอื่นอยู่ใกล้เคียงเลย เพียงครู่เดียวซูเอ๋อร์ก็ส่งข้อความมากบอกว่าอีกฝ่ายมาถึงแล้วอยู่ที่โซฟาด้านใน หลี่คุนหยิบเครื่องดื่มของตัวเองเดินไปนั่งตรงข้ามกับนักร้องหนุ่ม หางตาเห็นการ์ดนอกเครื่องแบบพวกนั้นขยับตัวอย่างระมัดระวัง เขาประเมินสถานการณ์ในใจ ด้วยท่าเท้าท่องคลื่นหากไม่คิดจู่โจมย่อมสามารถหลบหลีกคนพวกนี้ไปได้

“ผมเป็นพี่ชายของซู.. เอ่อ ซูกัส”

นักร้องลูกครึ่งได้ยินก็เลิกคิ้วสูงคล้ายประหลาดใจ เขาถอดแว่นกันแดดที่สวมอยู่ออกเผยให้เห็นใบหน้าคมสันตามแบบชาวตะวันตก หลี่คุนเห็นแล้วให้นึกถึงพวกกองทหารปืนไฟจากโพ้นทะเลยิ่งไม่รู้สึกดีด้วย

“แล้วซูกัสไปไหนครับ เขาไม่ได้มาด้วยเหรอ เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่”

น้ำเสียงที่ติดจะร้อนลนนั้นดูคล้ายจะมิใช่การแสแสร้ง หรือโจรราคะผู้นี้นึกเกรงกลัวต่ออำนาจบ้านเมืองจึงคิดจะไกล่เกลี่ย ดูเหมือนว่าโทษฐานการทำมิดีมิร้ายกับชายหญิงที่อายุต่ำกว่าสิบแปดขวบปีจะรุนแรงไม่น้อย

“ยังต้องพูดอะไรอีกเหรอ ก็คุณเป็นคนทำมันทั้งหมด น้องชายผมต้องหวาดกลัวแค่ไหนที่ต้องโดนข่มขู่”

“เรื่องที่เกิดขึ้นผมยอมรับผิดทั้งหมด ผมเป็นผู้ใหญ่กว่าแท้ๆ แต่กลับควบคุมตัวเองไม่ได้ น้องน่ารักมากจริงๆ แต่ผมไม่ได้ข่มขู่อะไรเลยนะครับ น้องอายมากก็จริง แต่เราเข้าใจกันดี ผมวางแผนไว้หมดแล้วว่าจะค่อยๆ ถอนตัวออกจากวงการ เป็นคนของสังคมมันถูกจับตามองมากเกินไป แบบนี้น้องน่าจะมีความสุขกว่า แล้วพอน้องครบสิบแปด ผมจะพาไปจดทะเบียนกันที่เนเธอร์แลนด์หรือไม่ก็สเปน ไม่สิ ไปจดให้หมดทุกประเทศที่มีเลย ถือโอกาสอันนีมูนรอบโลกด้วย คุณพี่ชายครับ ถึงผมจะเป็นผู้ชายแต่ก็ทำสร้างครอบครัวที่มีความสุขให้น้องได้แน่ๆ อย่าขัดขวางเราเลย”

นี่มันเรื่องบัดซบอะไรกัน เขามาด้วยความตั้งใจที่จะแก้แค้นให้ซูเอ๋อร์อย่างเต็มที่ ไฉนต้องมานั่งฟังบุรุษคลั่งรักพูดพล่ามอะไรที่ไม่เข้าหูเช่นนี้ มิใช่ว่ายุคนี้กว่าจะแต่งการแต่งงานอายุก็ปาเข้าไปสามสิบกันแล้วไม่ใช่เหรอ ซูเอ๋อร์ยังอยู่ในวัยสิบหกขวบปีเท่านั้น ยังต้องอยู่กับพี่ชายไปอีกสิบยี่สิบปี ในใจลอบคิดว่าจะวางยาคนตรงหน้าด้วยพิษร้ายตัวไหนดีให้อยู่มิสู้ตายโทษฐานแย่งชิงน้องชาย

“คุณพูดบ้าอะไรนี่ ทำเรื่องชั่ว ข่มขู่บีบบังคับซูเอ๋อร์ขนาดนั้น ยังจะคิดตบแต่งน้องชายผู้อื่นไปอีก”

“ผมไม่ได้ทำอะไรน้องจริงๆ นะครับ ผมเพิ่งกลับมาจากถ่ายหนัง ผู้กำกับเข้มงวดมากเลยสั่งเก็บโทรศัพท์นักแสดงทุกคน ผมไม่ได้ติดต่อซูกัสเป็นอาทิตย์แล้ว พอถ่ายเสร็จปรากฎว่าโทรศัพท์ที่ผมฝากผู้จัดการไว้เกิดเสียแบบซ่อมไม่ได้ขึ้นมา ผมก็รีบซื้อเครื่องใหม่แทนแต่ก็ติดต่อน้องไม่ได้ เหมือนแอคเค้าท์ผมจะถูกลบไป ผมสร้างอันใหม่แล้วพยายามติดต่อเข้าไปอีก ถึงได้นัดน้องได้วันนี้ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ คุณพี่ชาย ดูน้องแปลกๆ ไป ใครทำอะไรเขา”

“ยังต้องให้ผมพูดอีก คุณข่มขู่ให้เขาทำเรื่องบัดสี ไม่งั้นจะเอาคลิปที่คุณล่อลวงเขาผ่านทางกล้องปล่อยออกไปในอินเตอร์เน็ท ผมเห็นข้อความพวกนั้นกับตา”

“ไม่จริง!!! ผมไม่เคยทำอย่างนั้น ผมรักน้องจะตายอยู่แล้ว โทรศัพท์ ใช่ๆ ผมฝากโทรศัพท์ไว้กับผู้จัดการ แต่เขาไม่มีพาสเวิร์ดเข้าแอพที่ผมใช้คุยกับน้องนี่ เขาเป็นเพื่อนผมเองไว้ใจได้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใครกล้าสวมรอยเป็นผมมาทำร้ายน้อง”

หลี่คุนใช้ทักษะอ่านใจจากการเต้นชีพจรแล้วก็บอกตัวเองว่าคนผู้นี้ไม่น่าจะโกหก งั้นใครกันที่สวมรอยมาทำร้ายซูเอ๋อร์

แฮ็คส์ยกมือขึ้นส่งสัญญาณ การ์ดนอกเครื่องแบบสี่คนที่นั่งปะปนกับลูกค้าในร้านพุ่งตัวเขามายังโต๊ะที่เจ้านายหนุ่มนั่งอยู่ทันที หลี่คุนเตรียมผงยาชาในแขนเสื้อไว้ป้องกันตัวหากถูกจู่โจม แต่คนพวกนั้นเพียงแค่มารับคำสั่งเจ้านาย

“ทิ้งโชคไว้กับผมคนเดียวพอ ที่เหลือไปสืบเรื่องโทรศัพท์ที่พังไปแล้วของผมว่ามีการใช้งานช่วงที่ผมถ่ายหนังบ้างหรือเปล่า อ้อ เข้าไปคุยกับผู้จัดการด้วยนะว่ามีพิรุธอะไรไหม ถ้าจำเป็นก็ติดต่อขอคนของแด๊ดได้เลย งานนี้ด่วนที่สุด ไม่ต้องเกรงใจใคร”

บอดี้การ์ดรับคำสั่งแล้วก็กระจายตัวออกไป ท่าทางเฉียบขาดมีอำนาจนั้นไม่ต่างจากพวกองค์ชายในอดีต ไหนเลยจะเหมือนดารานักร้องทั่วไป นี่ซูเอ๋อร์ไปพัวพันคนที่ไม่ธรรมดาเข้าแล้วใช่ไหม เขาแค่อยากอยู่กับน้องชายอย่างสงบสุข ทำมาหากินเก็บเงินเก็บทองจนกลายเป็นพ่อค้าอันดับหนึ่ง

“ว่ากันต่อนะครับคุณพี่ชาย ผมต้องหาความจริงมาให้ได้แน่ๆ แต่ไม่รู้ป่านนี้น้องจะกลัวขนาดไหน ขอให้ผมได้พบน้องเถอะครับคุณพี่ชาย”

“ผมยังไม่ไว้ใจคุณ เอาแค่เรื่องที่คุณเป็นโจรราคะ ล่อลวงเด็กสาว เอ่อ เด็กหนุ่ม พฤติกรรมเช่นนี้ก็ยอมรับไม่ได้แล้ว คุณต้องลบคลิปทั้งหมดของน้องผมให้หมด”

“ผมไม่เคยอัดคลิปน้องเก็บไว้เลยครับ ใครจะยอมเสี่ยงให้มีคนอื่นเห็นน้องในเวลาแบบนั้น มีแค่แคปรูปที่น้องน่ารักสุดๆ ไว้รูปเดียวเป็นที่ระลึกในโทรศัพท์เก่า”

“แค่คำพูดเป็นยืนยันอะไรไม่ได้หรอกครับ ถ้าอยากเจอน้องผมจริง ขอให้คุณสูดผงนี่เข้าไป ถือเป็นหลักประกันไงครับ”

“แค่สูด? ผงอะไรครับนี่”

“ผงสมุนไพร ทำให้แสบคันทุกหกชั่วโมงไปเรื่อยๆ ไม่มีอันตรายกับร่างกาย แต่ก็รำคาญและทรมานไม่น้อยครับ ถ้าคุณกล้าสูดมันเข้าไป ผมก็จะให้โอกาสคุณแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าสำเร็จ คุณก็จะได้ยาถอนไปพร้อมกับความไว้ใจจากผม ไม่ได้บังคับนะครับ น้องผมถึงคุณไม่ยุ่งผมก็จัดการเองได้”

หนุ่มลูกครึ่งมองผงสีส้มอ่อนหน้าตาประหลาดในห่อกระดาษตรงหน้าแล้วก็ทำท่าลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมันขึ้นมาในระดับสายตา หลี่คุนประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะยอมสูดผงพิษเข้าไปจริงๆ  ศีรษะของนักร้องหนุ่มก้มต่ำลงไปที่ห่อกระดาษเพียงเท่านี้ก็เกิดอาการยุบยิบที่ด้านในจมูกใจเกิดอาการลังเลอีกครั้ง

“พี่แฮ็คส์ อย่าสูดนะ ผมเชื่อพี่ ผมเชื่อพี่แล้วจริงๆ”

เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาน่ารักของเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีที่แสนคิดถึงวิ่งหน้าตื่นร้องตะโกนห้ามเข้ามา ในใจหนุ่มลูกครึ่งพองโตอย่างบอกไม่ถูก ไม่ถือโอกาสนี้ซื้อใจว่าที่ภรรยา? แล้วจะรอให้ใครมาตัดริบบิ้น หวังว่าไอผงนี้คงไม่ทำให้ถึงตายนะ ตัดสินใจแล้วก็ทิ่มจมูกเข้าไปสูดหายใจเฮือกใหญ่ ความรู้สึกแสบคันยุบยิบผ่านรูจมูกเข้าไปเหมือนจะทรมานมากแต่กลับหายไปไร้ร่องรอย นักร้องหนุ่มสูดหายใจเข้าออกช้าๆ ก็ยังไม่รู้สึกว่าร่างกายผิดปกติตรงไหน หรือว่าพี่ภรรยาจะแค่ลองใจ นึกแล้วเชียวว่าจะมียาแปลกๆ อย่างกับในหนังแบบนี้จริงๆ ได้ยังไง

รู้สึกตัวอีกทีร่างขาวๆ อุ่นๆ ที่เคยเห็นแค่ผ่านหน้าจอก็โผเข้าใส่ ลูกครึ่งหนุ่มหน้าบานทันทีความเหนื่อยยากที่ถ่ายหนังมาเป็นอาทิตย์หายไปหมด

“ซูเอ๋อร์ ลุกออกมาเดี๋ยวนี้ บุรุษผู้นั้นยังไม่พ้นมลทิน”

“ผมฟังที่พี่คุยกันหมดแล้วไม่ใช่ฝีมือพี่แฮ็คส์ไม่ใช่เหรอ พี่คุนเอายาพิษที่พี่ปรุงมั่วๆ ให้พี่แฮ็คส์ดม ถ้ากล่องเสียงพังไปจะทำยังไง พี่เขาเป็นนักร้องนะ”

ตอนที่หลี่คุนเริ่มคุยกับแฮ็คส์เขาก็ได้ต่อโทรศัพท์ทิ้งไว้เพื่อให้พวกซูเอ๋อร์ได้ยินบทสนทนาด้วย นี่เป็นความคิดของกันดั้มเผื่อว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้หาทางช่วยทัน เห็นน้องชายมาถึงก็เข้าข้างบุรุษที่เป็นคนนอกทำให้คนเป็นพี่ชายปวดใจยิ่งนัก

“ตอนที่เราทุกข์ใจเพราะการกระทำของคนๆ นั้นก็มีแต่พี่ชายคนนี้อยู่เคียงข้างน้อง ฟังข้อแก้ตัวคำสองคำก็ด่วนสรุปหลายเหรอ เราหัวอ่อนเกินไปถึงได้ถูกผู้คนหลอกเอา ให้เขาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทำดีชดใช้ความผิดก่อนก็ยังไม่สาย เรามานั่งด้านนี้ พี่ชายมีอะไรจะให้”

ซูกัสผละออกจากร่างของนักร้องหนุ่มมาหาผู้เป็นพี่อย่างหงอยๆ

“นี่เป็นยาถอนพิษเก็บไว้ที่เรา มั่นใจเมื่อไหร่ค่อยมอบให้กับคนผู้นั้น แต่อย่าลืมว่าหากเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงคำลวง หรือเขามีคลิปของเราเก็บไว้ หากมอบยาไปแล้ว ก็ไร้หนทางต่อรอง”

ซูกัสมองยาลูกกลอนในมือสลับกับใบหน้าหล่อเหลาของนักร้องหนุ่มราวกับอยากจะมอบมันให้เสียตั้งแต่ตอนนี้เลย คนเป็นพี่ต้องทำหน้าถมึงทึงใส่เด็กหนุ่มถึงค่อยๆ เก็บยาใส่กระเป๋าอย่างทนุถนอม

“คุณก็ระวังตัวให้ดี คุณแฮ็คส์ ไปจัดการเรื่องที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย ถ้ามีคลิปน้องผมหลุดออกมาคุณตาย”

แฮ็คส์พยักหน้าเหมือนจะรับคำแต่สายตากลับประสานแลกเปลี่ยนความเชื่อใจในกันและกันกับซูกัส หลี่คุนเห็นแล้วก็เบ้ปากกลอกตาขึ้นด้านบน เรื่องกลุ้มใจนี้ยังไม่ทันคลี่คลายก็มีความยุ่งยากใหม่เกิดขึ้นเสียแล้ว หากซูเอ๋อร์แต่งออกไปจริงเขาก็ต้องเตรียมสินเดิมไว้ไม่ให้น้อยหน้ากับฝ่ายเจ้าบ่าว แต่ตัวเขายามนี้ยากจนยิ่งนักเหลือเพียงสองตำลึงทอง

ต้องเร่งหาเงินโดยด่วน!!!

หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 12] 31/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: alternative ที่ 31-10-2019 21:12:27
ถถถถถถถ

ใคร ๆ ก็รวยกว่าพี่คุนค่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

เดี๋ยว ๆ พี่อี้หลง ตีสนิทน้องคืออัลไลลลลลลล
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 12] 31/10/2019
เริ่มหัวข้อโดย: stickyyrice ที่ 31-10-2019 22:18:13
อยากให้มีแท็คกรี๊ดร้องงง พระเอกของคุณพี่แน่นอน ชีวิตบ้านนี้ผัวพันแต่กับคนใหญ่คนโต


Sent from my iPhone using Tapatalk
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 13] 1/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 01-11-2019 10:32:01
13

หลี่คุนได้รับคำบอกเล่าจากน้องชายว่าแฮ็คส์กำลังเร่งสืบความจริงของเรื่องทั้งหมดอยู่  เห็นว่ามันไปพัวพันกับคนใกล้ตัวทำให้มิอาจทำอะไรผลีผลามได้ ดูเหมือนซูเอ๋อร์จะมั่นใจในตัวหนุ่มลูกครึ่งคนนี้มาก หลี่คุนไม่เร่งรัดอะไร ส่วนหนึ่งเขาอยากให้โอกาสเพราะเห็นแก่ความกล้าที่ยอมกินยาของเขาทั้งๆ ที่ยังไม่บังคับ อีกส่วนหนึ่งเพราะเขารู้ดีว่า ด้วยฤทธิ์ของผงพิษผลาญทวารที่จะสร้างความทรมานให้มากขึ้นเรื่อยๆ ยังไงบุรุษหน้าเหม็นที่คิดแย่งชิงน้องชายผู้อื่นคงต้องเร่งพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองเพื่อแลกกับยาแก้พิษโดยไม่ชักช้าแน่

แต่ที่เขาไม่รู้คือกับดักที่เขาวางไว้ทำให้น้องชายเกิดความผูกพันกับนักร้องหนุ่มมากขึ้นทุกที ซูกัสจะคุยวิดีโอคอลกับแฮ็คส์เพื่อให้กำลังใจทุกๆ หกชั่วโมงในช่วงที่อาการกำเริบขึ้น เด็กหนุ่มสงสารจับใจเมื่อเห็นขวัญใจตัวเองอยู๋ในสภาพน้ำหูน้ำตาไหลทั้งแสบทั้งคับไปทั้งหน้า ยิ่งเมื่ออาการหนักขึ้น การล้วงแคะแกะเการ่างกายช่วงล่างก็ยิ่งออกแนวทุเรศหมดสภาพนักร้องรูปหล่อสุดเท่จนไม่มีเหลือ ซูเอ๋อร์ตั้งใจจะไปขอยาบรรเทาอาการจากพี่ชายมาให้หรือไม่ก็เอายาถอนพิษที่อยู่กับตัวเองไปทานก่อน อีกฝ่ายก็ไม่ยินยอมบอกว่าเป็นการลงโทษตัวเองที่ทำให้คนที่เขารักต้องเดือดร้อน แผนทรมานสังขารนี้นับว่าได้ผล จากที่เด็กหนุ่มออกจะไม่แน่ใจตัวเองว่าแค่ปลื้มชื่นชมจนเผลอไผลไปกับความสามารถและเสน่ห์ของอีกฝ่าย ก็เริ่มคิดว่ามันน่าจะเป็นความรักระหว่างผู้ชายด้วยกันจริงๆ

หลี่คุณไม่ได้ระแคะระคายความในใจที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ของซูเอ๋อร์ เขายังคิดว่ามันเป็นความสัมพันธ์กึ่งเล่นกึ่งจริงของคนยุคนี้ที่ยังไม่แน่ว่าจะไปไกลได้สักแค่ไหน ก่อนหน้านี้เขาถูกการเล่นใหญ่ของอีกฝ่ายที่ฟุ้งไปถึงเรื่องแต่งงานซึ่งถูกจริตกับคนยุคเขาที่ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้จนไขว้เขวไปหน่อย แต่มาถามๆ คนอื่นดู ถึงเป็นสมัยที่เปิดกว้างนี้ การแต่งงานระหว่างผู้ชายด้วยกันในแคว้นนี้ยังมีน้อยยิ่งนัก แม้กระทั่งการแต่งงานระหว่างชายหญิงก็ดูจะไม่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเหมือนสมัยก่อน เขาจึงคลายใจในเรื่องนี้ลงหันไปสนใจเรื่องอื่นแทน

หลี่กำลังเร่งคิดหาวิธีฝึกฝนกำลังภายในอย่างหนัก เหตุการณ์หลายอย่างที่ผ่านมาทำให้เขารู้ว่าหากไร้ซึ่งกำลังภายใน เขาก็เป็นแค่คนอ่อนแอคนหนึ่งที่รังแต่จะถูกรังแก ไม่ต้องมองไปที่ไหนไกล ทุกวันนี้เขายังถูกตินเพื่อนสนิทใช้กำลังบังคับให้ทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด ทั้งๆ ที่มวยไทยที่ตินเรียนนั้น หากเป็นยุคโน้นก็จัดเป็นแค่มวยแข็งใช้เพียงกำลังภายนอกซึ่งหัดกันในหมู่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น

ที่ผ่านมาเขาก็พยายามใช้การฝังเข็มและโอสถที่ปรุงขึ้นกรุยช่องทางลมปราณที่อุดตันของร่างนี้ไปได้บ้าง แต่ก็ไม่มีทางที่เขาจะฝึกกำลังภายในเก้ามังกรบรรพกาลเหมือนในอดีตได้ การฝึกฝนลมปราณเก้ามังกรจะต้องเริ่มตั้งแต่ยังเยาว์เพื่อให้จุดตันเถียนที่เป็นแหล่งสะสมลมปราณค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นพร้อมๆ กับร่างกายที่กำลังเติบโต นั่นเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ผู้ฝึกฝนลมปราณนี้มีกำลังภายในสำรองที่มากกว่ายอดยุทธ์ผู้อื่นหลายเท่านัก ต่อให้ไม่มีปัญหาเรื่องช่องทางโคจรพลังทั่งร่างอุดตันจากมลภาวะในยุคปัจจุบัน คุณานนท์ที่ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จึงมิอาจฝึกฝนลมปราณลับประจำตระกูลหลี่ได้

ในบรรดาสรรพวิชาที่บรรจุอยู่ในความทรงจำของหลี่คุน กล่าวได้ว่าไม่มีเคล็ดวิชากำลังภายในของสำนักอื่นๆ อยู่เลย ลมปราณเก้ามังกรมีความเหนือล้ำเกินไปจนเขาไม่ได้ให้ความสำคัญวิชากำลังภายที่ด้อยกว่าแม้แต่น้อย มีเพียงวิชากำลังภายในอีกสายหนึ่งเท่านั้นที่เขาเคยศึกษาทำความเข้าใจเพื่อนำไปถ่ายทอดให้ผู้อื่น

‘เคล็ดวิชากำลังภายในบุปผาเร้นวารี’

เคล็ดวิชานี้มีความแปลกพิสดารจนอาจเรียกได้ว่าเป็นวิชานอกรีต มีส่วนคล้ายลมปราณเก้ามังกรตรงที่เน้นการสะสมกำลังภายในไว้ที่จุดตันเถียน หากต่างกันตรงที่ผู้ฝึกจะอาศัยพลังจากภายนอกไม่ได้สร้างจากการโคจรกำลังภายในด้วยตัวเอง พลังภายนอกที่ว่าคือพลังหยางของผู้อื่น บรรพชนในอดีตกาลได้คิดค้นวิชานี้เพื่อให้สตรีอ่อนแอที่ไม่ได้ฝึกฝนลมปราณสามารถดูดซับพลังหยางของบุรุษใกล้ชิดมาเปลี่ยนเป็นกำลังภายในเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

ในชาติก่อนหลี่คุนเคยลอบเข้าวังหลวงถ่ายทอดเคล็ดวิชาบุปผาเร้นวารีให้กับฮองเฮาเพื่อให้นางใช้ป้องกันตัวเองจากการแก่งแย่งชิงดีประทุษร้ายในราชวงศ์ ฮองเฮาได้รับความรักใคร่ใกล้ชิดสนิทสนมจากฮ่องเต้มากทำให้ดูดซับพลังหยางเข้มข้นของโอรสสวรรค์สะสมเป็นกำลังภายในเก็บไว้ไม่น้อย ในคราที่ถูกยาพิษจากกุ้ยเฟยคู่อาฆาตก็สามารถขับพิษออกได้เองสร้างความประหลาดใจให้กับหมอหลวงเป็นอย่างมาก ครั้งหนึ่งเคยถึงกับช่วยชีวิตองค์ฮ่องเต้สะกัดการจู่โจมลอบสังหารของนักฆ่าได้อย่างหวุดหวิด ไม่มีใครคิดว่าฮองเฮาผู้เป็นสตรีอ่อนแอไม่เคยฝึกวรยุทธ์จะสามารถปัดลูกธนูดอกนั้นได้ด้วยมือเปล่า

วิชานี้เป็นความลับอย่างยิ่ง หากสตรีอ่อนแอทั่วแคว้นสามารถเพาะบ่มกำลังภายในได้ด้วยวิธีลัดเช่นนี้จะเกิดความวุ่นวายเพียงใด ตลอดทุกยุคตระกูลหลี่จะถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้ให้กับสตรีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อแว่นแคว้นและมีคุณธรรมสูงเท่านั้น ผู้ที่ได้รับเคล็ดวิชานี้ไม่อาจถ่ายทอดต่อให้ผู้อื่นได้เพราะต้องใช้การฝังเข็มตามตำแหน่งลับเพื่อปรับสภาพร่างกายด้วย แม้จะเป็นวิชาที่คิดค้นขึ้นมาสำหรับอิสตรี แต่ตระกูลหลี่มีบันทึกไว้ว่าในสมัยราชวงศ์ซ่งเคยมีการถ่ายทอดวิชานี้ให้กับบุตรชายคนรองของตระกูลที่ร่างกายบกพร่องแต่กำเนิดฝึกฝนลมปราณไม่ได้จนสามารถใช้วรยุทธ์ได้ หลี่คุนตัดสินใจอย่างยากลำบาก เขาผู้เคยสำเร็จถึงขั้นเจ็ดของยอดวิชาลมปราณเก้ามังกรย่อมทำใจไม่ได้ที่จะฝึกฝนวิชาลมปราณที่ใช้แล้วหมดไป จะฟื้นฟูเองก็ไม่ได้ต้องพึ่งพาพลังหยางจากผู้อื่น แต่คิดเท่าไหร่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น

หลี่คุนเริ่มการฝึกเคล็ดวิชาบุปผาเร้นวารีด้วยการฝังเข็มตัวเองเพื่อปรับสภาพจุดตันเถียนให้พร้อมที่จะซึมซับพลังหยางจากภายนอก การฝังเข็มที่พิสดารซับซ้อนนี้กินเวลาถึงหกชั่วยามและต้องใช้การกระตุ้นด้วยไฟฟ้าร่วมด้วย เมื่อแล้วเสร็จอาณาเขตจุดตันเถียนของหลี่คุนก็เริ่มมีรูปร่างชัดเจนขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว แม้จะเล็กยิ่งแต่ก็เป็นสัญญาณว่าเขาพร้อมแล้วที่จะเริ่มเก็บสะสมกำลังภายใน

บุรุษคนอื่นในยามนั้นก็มีแต่ซูเอ๋อร์เท่านั้น เขาหาข้ออ้างหลอกล่อน้องชายมาจับมือเพื่อดูดซับพลังหยางเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นก็พยายามโคจรพลังไปเส้นลมปราณที่ค่อนข้างตีบตันเพื่อเปลี่ยนสภาพให้กายเป็นกำลังภายในไปเก็บกักไว้ที่จุดตันเถียน เขาพยายามอยู่นานจนซูกัสสงสัย แต่จุดตันเถียนขนาดเพียงเมล็ดถั่วเขียวนั้นก็ไม่เต็มเสียที จะว่าไปความเข้าใจในเรื่องการดูดซับพลังหยางตามเคล็ดวิชานี้ของเขาก็มีไม่มากเท่าไหร่ คราเมื่อถ่ายทอดให้ฮองเฮาในตำรากล่าวไว้ว่าหากเป็นสตรีที่มีสามีแล้วเรื่องพวกนี้ย่อมเป็นไปตามธรรมชาติเขาถึงมิได้ใส่ใจในจุดนี้

หลี่คุนให้ซูเอ๋อร์ตามเจ้าใหญ่เจ้ารองและเจ้าสามมาที่คอนโดโดยบอกว่าจะแจกโอสถบำรุงผิวหน้าให้เพิ่มเติมทำให้ทั้งหมดรีบรุดมาทันที จากนั้นก็ใช้ข้ออ้างว่าจะตรวจสอบสภาพผิวลูบคลำร่างกายส่วนต่างๆ เพื่อทดลองฝึกฝนการดูดซับพลังหยาง หลังจากทดลองกลับไปกลับมาระหว่างหนุ่มรุ่นน้องทั้งสี่จึงค้นพบว่าซูเอ๋อร์อายุน้อยกว่าเพื่อนทำให้มีพลังหยางที่บริสุทธิ์แต่บางเบาเกินไป เจ้ารองและเจ้าสามดีกว่าเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่เพียงพอ ส่วนเจ้าใหญ่กันดั้มที่สูงวัยกว่าเกือบหนึ่งปีและเป็นนักกีฬาให้พลังหยางที่เข้มข้นกว่าจนเกือบจะใช้การได้ เสียดายที่ปนเปื้อนพลังอื่นมากเกินไป

“พี่คุนเป็นอะไรนี่ มาถึงก็ลูบๆ คลำๆ พวกเราเสียหายนะ”

เด็กสี่คนเขินหน้าแดงจนต้องโวยวายออกมา ถึงแม้ไม่ได้คิดอะไรในแง่นั้นแต่การถูกหนุ่มหล่อระดับเทพมาแตะเนื้อต้องตัวใกล้ชิดก็ทำให้ใจไม่ดีเอาง่ายๆ หลี่คุนได้ยินก็หยุดมืออย่างเสียดาย สงสัยจะทำมากเกินไปจนเจ้าพวกนี้นึกว่าโดนหลอกกินเต้าหู้

“บุรุษด้วยกันแตะเนื้อต้องตัวนิดๆ หน่อยๆ จะเป็นไรไป พี่ชายก็แค่เอ็นดูพวกเรา”

“พี่พูดเองนะ งั้นผมขอแล้วกัน หมั่นเขี้ยวมานาน คนอะไรแก้มใสน่าฟัดเหมือนหลานชายผมเลย”

กันดั้มตรงเข้าไปเอาจมูกถูไถแก้มของหลี่คุนอย่างหยอกล้อ คนอื่นๆ เห็นเข้าก็เอาอย่างบ้าง ต่างแย่งชิงความใกล้ชิดสนิทสนมกับพี่ชายที่ชื่นชมจนหลี่คุนเหมือนถูกรุมแกล้งด้วยเด็กยักษ์กลุ่มใหญ่ พลังหยางจากแต่ละคนแม้ไม่มากนักแต่ก็หลั่งไหลเข้าร่างกายหลี่คุนหมุนเวียนไปตามวงโคจรเปลี่ยนเป็นกำลังภายในไปเก็บสะสมไว้ที่จุดตันเถียนอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็เกินกว่าอาณาเขตขนาดเม็ดถั่วเขียวจะรองรับได้เกิดการระเบิดเบาๆ ขึ้นภายใน

จุดตันเถียนพลันขยายออกจนมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง

หลี่คุนเผลอวาดฝ่ามือออกไปกระทบจุดบนร่างใหญ่แบบนักกีฬาที่ทาบมาจนเขาดิ้นไม่หลุด กระแสลมปราณบางเบาไหลออกไปจากปลายนิ้วด้วยความชำนาญที่ติดมาจากชาติก่อน ร่างของกันดั้มแน่นิ่งหยุดเคลื่อนไหวทันทีทำให้หลี่คุนดิ้นหลุดออกมาจากการถูกรุมได้

กำลังภายในบุปผาเร้นวารีครึ่งขั้น?

วิชาสะกัดจุดเขากลับมาใช้ได้แล้ว!!!

หลี่คุนรีบฉวยโอกาสที่เจ้าใหญ่กันดั้มยังงงๆ รีบคลี่คลายจุดให้ทันที เขาทำทีเป็นตำหนิเพื่อกลบเกลื่อน

“เลิกเล่นได้แล้ว พวกนายเป็นเด็กทารกหรือไง”

กันดั้มเกาหัวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง รู้สึกเหมือนร่างกายถูกช๊อตแล้วเคลื่อนไหวไม่ได้อยู่ช่วงนึงสั้นๆ แม้ตอนนี้จะขยับได้แต่ยังรู้สึกขัดๆ

“พี่คุน เมื่อกี๊เล่นกันเหมือนผมเป็นตะคริวที่หลัง ยังชาหนึบๆ อยู่เลย”

นั่นเป็นอาการปกติหลังจากที่ถูกคลายจุด การสะกัดจุดเป็นการใช้พลังลมปราณไปขัดขวางเส้นทางโคจรพลังพื้นฐานทำให้ร่างกายทั้งหมดหรือบางส่วนขยับไม่ได้ แม้จะขจัดพลังลมปราณภายนอกออกไปแล้ว เลือดลมก็จะยังเดินไม่สะดวกไปอีกระยะหนึ่ง ที่จริงปล่อยไว้สักพักก็จะหายเอง แต่หลี่คุนลอบตรวจสอบกำลังภายในที่สะสมอยู่พบว่าหายไปเกือบหมดแล้วต้องเร่งเติมโดยด่วน

“งั้นถอดเสื้อแล้วนอนคว่ำลง พี่จะนวดเฟ้นให้”

กันดั้มทำตามแต่โดยดี หลี่คุนค่อยๆ นวดคลายเส้นให้พร้อมกับดูดซับพลังหยางของเด็กหนุ่มเข้ามาสะสมอีกรอบ พลังหยางมีความสัมพันธ์กับความมุ่งมั่นอำนาจความเข้มแข็งเป็นผู้นำซึ่งเป็นลักษณะของบุรุษของแต่ละคน พลังหยางของคนยุคนี้บางเบากว่าแต่ก่อนมาก อาจจะเพราะชีวิตค่อนข้างสะดวกสบาย แม้เป็นบุรุษก็ไม่ต้องป้องกันตัวเองจากโจรผู้ร้าย ปกป้องสตรี ออกทัพจับศึก หรือแม้แต่คิดทำการใหญ่ที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมากมาย ในกรณีของเจ้าใหญ่ น่าจะเพราะเป็นนักกีฬาที่ต้องมุ่งมั่นทุ่มเทฝึกซ้อมแข่งขันเอาชัย ทำให้มีพลังหยางที่เข้มข้นมากกว่าเพื่อนๆ น่าเสียดายที่ปนเปื้อนพลังหยินมากเกินไป ดูถ้าน้องชายผู้นี้จะมีชะตาดอกท้อเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าแม่นางที่ไม่ค่อยสงวนตัวในยุคนี้ไม่น้อย

“เจ้าใหญ่ พี่ชายได้ศึกษาการแพทย์จีนมาบ้าง รู้สึกว่านายจะหมกมุ่นกับการรวมหยินผสมหยางมากเกินไป เวลานี้ยังหนุ่มแน่นอาจไม่เป็นอะไร แต่ต่อไปจะเกิดอาการไตบกพร่อง แก่กว่าวัย ผมหงอก ไม่คึกคะนองเหมือนเดิม ยิ่งนายทำมันกับสตรีมากหน้าหลายตา ผลเสียจะยิ่งมากขึ้น”

กันดั้มตกใจมาก เขาเป็นพวกเงียบๆ แต่ฟาดเรียบไม่เหลือ ตั้งแต่เข้าสู่วัยหนุ่มก็ใช้หุ่นนักกีฬาและหน้าตาที่คมคายสร้างสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดกับสาวๆ รุ่นพี่มาโดยตลอด แม้แต่เพื่อนๆ ก็ไม่รู้ด้านมืดอันนี้ของเขาเท่าไหร่ ถึงจะพูดจาแปลกๆ ตามสไตล์พี่คุน แต่เขาพอเดาได้ว่ากำลังเตือนเขาเรื่องนี้ พี่แกรู้ได้ยังไง

“นายต้องลดการร่วมหอกับสตรีเหล่านั้นลงบ้าง”

หลี่คุนเตือนต่ออย่างหวังดี
 
“เอ่อ อ่า ผมก็ไม่ค่อยได้ทำที่หอหรอกครับ พวกเจ๊ๆ ชอบไปที่โรงแรมมากกว่า ต่อไปผมจะเลี่ยงการร่วม..ที่หอนะครับ”

“จะที่ไหนก็ลดๆ ลงบ้าง เจ้าลูกเต่า!”

พอดูดซับพลังหยางจากกันดั้มจนเต็ม หลี่คุนก็แจกยาเสริมหล่อให้ทุกคนแถมยาจีนบำรุงหยางชุดใหญ่ให้กันดั้มเป็นพิเศษก่อนจะไล่กลับไปเพราะทดลองเรื่องนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว กำลังภายในบุปผาวารีครึ่งขั้นเพียงพอให้สะกัดจุดและคลายจุดได้เพียงหนึ่งรอบ ช่างน้อยนิดจนไม่นับเป็นอันใดได้ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็พิสูจน์ว่าเขามาถูกทางแล้วในการนำกำลังภายในกลับมาใช้ในยุคนี้ อย่างน้อยวิชาสะกัดจุดก็สามารถใช้เป็นไม้ตายก้นหีบในยามคับขับได้ดี

ในวันรุ่งขึ้น หลี่คุนก็ไปฝึกงานพร้อมกับกำลังภายในที่เต็มเปี่ยมในจุดตันเถียน เมื่อเจอใบหน้าสุดแสนธรรมดาที่ยอดเยี่ยมของเพื่อนสนิท เขาก็นึกได้ว่านี่คือหนึ่งในเป้าหมายของการแก้แค้น เขาเกร็งฝ่ามือฉาบด้วยกำลังภายในบางเบาตบไปตามแนวขนานของหัวตินแบบที่คนยุคนี้เรียกว่าเบิ๊ดกะโหลกจนอีกฝ่ายหัวคะมำ

“ไอเชี่ยเจ็บ”

“แล้วทีมึงทำกูล่ะ ไอเหี้ยติน”

กับตินเขาพูดภาษายุคนี้ได้คล่องปากมาก

“กูตบมึงแรงขนาดนี้ที่ไหน มึงตาย”

ตินชกท้องอีกฝ่ายอย่างแรง กับเพื่อนคนนี้เขาไม่เคยออมมืออยู่แล้ว ด้วยหน้าตาแบบไอคุนถ้าไม่มีเขาคอยเตือนสติสักคน คนอื่นคงเอาใจจนมันเหลิงกลายเป็นพวกหล่อไม่เห็นหัวคนอื่นแน่ นี่คือความหวังดีที่มาพร้อมกำปั้นของเขา

ปึ่ก!

หมัดของเขากระทบกับหน้าท้องที่แข็งอย่างไม่น่าเชื่อ นี่มันไม่ต่างอะไรกับกล้ามท้องของนักมวยเจนเวทีที่ฟิตร่างกายมาเป็นอย่างดี จะเป็นไปได้ยังไง คุณานนท์หุ่นดีแบบนายแบบแต่ไม่มีหน้าท้องที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ อย่างนี้แน่เขามั่นใจ เขาพยายามถลกเสื้อนักศึกษาสีขาวของเพื่อนออกหวังดูให้หายข้องใจ แต่การปัดป้องของอีกฝ่ายดูจะมีพละกำลังมากกว่าแต่ก่อนจนเขาต้องเอาจริง ไหนเลยเขาจะรู้ว่าหลี่คุนลอบใช้กำลังภายในบางส่วนมาสร้างระฆังทองคุ้มครองกายตามเคล็ดวิชาของวัดเส้าหลิน

“อ้าว เด็กฝึกงานอย่าเล่นกันสิจ๊ะ ถึงเห็นแล้วมันจะกระชุ่มกระชวยดีก็เถอะ เอาไว้ช่วงพักนะหนุ่มๆ เจ๊จะรอดู”

พอได้ยินเสียงกึ่งดุกึ่งแซวดังขึ้นจากพี่พนักงานทั้งคู่ก็พักรบชั่วคราว หลี่คุนลอบถอนหายใจ เพียงการต่อสู้สั้นๆ ที่ไม่จริงจังเขาก็ใช้กำลังภายในที่เก็บไว้จนหมดสิ้น ความสำเร็จของวิชาบุปผาเร้นวารีแค่ครึ่งขั้นนี่ไม่พอที่จะใช้ในการต่อสู้แน่ๆ เขาจำเป็นต้องหาแหล่งพลังหยางดีๆ เข้ามาเยอะๆ ในคราเดียวเพื่อทะลวงอาณาเขตจุดตันเถียนให้ขยายตัวออกไปอีก

“ไปสิวะ จะยืนอยู่ให้พี่เขาด่าอีกเหรอ”

ตินเอาแขนโอบคอเพื่อนแล้วลากตัวออกไปทางโต๊ะเด็กฝึกงาน พลังงานหยางไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายหลี่คุนอย่างต่อเนื่อง เขาถึงกับเอามือไปโอบเอวตินอีกทางเพื่อเพิ่มพื้นที่รับพลัง มันเข้มข้นกว่าของเจ้าใหญ่กันดั้มราวสามส่วนแต่ความบริสุทธิ์สูงกว่ามาก ตินฝึกมวยไทยซึ่งเป็นกีฬาเชิงต่อสู้ไม่แปลกที่จะให้พลังหยางที่คุณภาพดีเช่นนี้ แถมยังไม่ปนเปื้อนพลังหยินด้วย

“เฮ้ยติน พวกนักมวยนี่ไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ หรอกหรอวะ”

“ใช่ที่ไหน นักมวยโคตรเท่เลย สาวตรึม แต่ต้องคอยระวังตัว พวกค่ายมวยไทยส่วนใหญ่จะเคร่งครัดเรื่องพวกนี้ ต่อให้มีแฟนแล้วก็ยังไม่ค่อยได้จู๋จี๋กัน ช่วงฟิตซ้อมก่อนแข่งนี่ ห้ามมีอะไรกันเด็ดขาด ช่วยตัวเองยังไม่ได้เลย”

ตินตอบเพื่อนไปตรงๆ หลี่คุนได้ยินถึงกับตาวาว เหล่าชายฉกรรจ์ที่มุ่งมั่นฝึกยุทธ์ แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ  ห้ามมีอะไรกับสตรี ห้ามปลอดปล่อยพลังหยางเข้มข้นออกจากร่างกาย นี่มันแหล่งพลังงานชั้นยอดชัดๆ

“ตินนนนนน จะไปค่ายมวยอีกเมื่อไหร่”

————————————

Tag เรื่องนี้ #อี้หลงคุน
แท็คที่วังเวงที่สุดในจักรวาลทวิต 55
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 14] 6/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 06-11-2019 15:01:10
14

“เรื่องทั้งหมดก็เป็นแบบนี้แหล่ะครับ ผู้จัดการผมเขากลัวเรื่องที่ผมหลงน้องมากจะทำให้งานเสีย คิดไปเองว่าน้องจะมาหลอกลวงอะไรผม เลยวู่วามใช้มือถือผมแกล้งส่งข้อความขู่ออกไป แต่เขาไม่ได้คิดจะทำจริงหรอกครับ กะว่าถ้าน้องไม่จริงจังคงจะเงียบหายไปเอง ผมรู้จักพีทมาตั้งแต่มัธยม เขาไม่ใช่คนที่จะทำร้ายคนอื่นหรอกครับ”

แฮ็คส์เล่าเรื่องที่ไปสืบมาได้ให้กับพี่ชายของซูกัสที่นัดมาเจอกันที่ร้านกาแฟอย่างโล่งใจ ทีแรกเขากังวลมากเมื่อลูกน้องแจ้งร่องรอยการใช้โทรศัพท์เขาในช่วงที่โดนเก็บตัวอยู่กับกองถ่ายว่าเป็นเวลาเดียวกับที่พีทผู้จัดการของเขาเป็นคนเก็บรักษาโทรศัพท์ไว้ แถมเมื่อเช็คข้อความข่มขู่แต่ละอันที่ซูกัสได้รับ ก็ตรงกับการใช้ดาต้าบนโทรศัพท์เครื่องนั้นที่เช็คมาจากเครือข่ายผู้ให้บริการ เมื่อไปสอบถามจากพีทที่แรกก็ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง สุดท้ายเมื่อหลักฐานแน่นหนา ก็สารภาพว่าเป็นคนส่งข้อความไปข่มขู่เองเพราะกลัวแฮ็คส์ถูกหลอก แต่ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายซูกัสอย่างแน่นอน

นักร้องหนุ่มยังติดใจสงสัยอยู่บ้าง จริงอยู่ที่เขาให้รหัสเข้าโทรศัพท์ไว้กับผู้จัดการเผื่อเกิดกรณีฉุกเฉิน แต่แอฟที่เขาใช้คุยกับน้องมันมีพาสเวิร์ดต่างหากพีทไม่ควรเข้าไปใช้งานได้ พอถามไปพีทก็บอกว่ามันเข้าใช้งานเองอัตโนมัติ เนื่องจากโทรศัพท์เครื่องนั้นพังไปตั้งแต่ต้นแล้วเลยพิสูจน์เรื่องนี้ไม่ได้ แต่เมื่อเห็นเพื่อนสมัยเรียนสารภาพเรื่องราวออกมาอย่างน่าเห็นใจ และยืนยันถึงขั้นสาบานว่าไม่มีเจตนาทำร้ายซูกัสเขาเลยมั่นใจว่าเป็นจริงตามนั้น

“ต้องขอโทษทุกคนด้วยครับที่ผมทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ พอดีผมกับแฮ็คส์เป็นทั้งเพื่อนทั้งผู้ร่วมงานกันมานาน เลยออกจะกังวลแทนเขามากไปหน่อย”

ผู้จัดการของแฮ็คส์ค้อมหัวเล็กน้อยเป็นการขอโทษเด็กหนุ่มสองคนที่อ่อนอาวุโสกว่า

“นี่เราพามาเจอซูกัสแล้วนะพีท นายจะได้เห็นกับตาว่าเด็กน่ารักอย่างนี้จะมาหลอกอะไรเราได้ หรือถ้าโดนหลอกจริง เราก็เต็มให้หลอกทั้งตัวทั้งหัวใจ”

นักร้องหนุ่มพูดกับเพื่อนควบตำแหน่งผู้จัดการอย่างสบายใจ แล้วถือโอกาสหยอดใส่เด็กหนุ่มที่หมายปองแถมไปด้วย หลี่คุนได้ยินถึงกับกลอกตามองไปด้านบนอย่างที่เห็นคนสมัยนี้ชอบทำ แม้แต่เขาที่มาจากหกเจ็ดร้อยปีก่อน ยังรู้สึกว่าวาจาเกี้ยวพาราสีนี้เชยจนสุดจะทนจริงๆ

“จริงครับ หน้าตาดีมากทั้งพี่ทั้งน้องเลย ถ้ายังไงพี่พาเข้าวงการให้ได้นะครับ จะดูแลให้เป็นพิเศษเลย”

พีทพูดกับสองพี่น้องอย่างผูกมิตรพร้อมกับยื่นนามบัตรให้ ซูกัสเห็นท่าทางที่ดูจริงใจในการชักชวนของอีกฝ่ายก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ถ้าพี่คุนของเขาได้เข้าวงการจริงจะโด่งดังขนาดไหน แต่พอนึกถึงนิสัยประหลาดๆ ตั้งแต่หลังอุบัติเหตุของพี่ชายก็รู้สึกว่าเอาไว้ให้หายสนิทก่อนก็แล้วกัน

“ผมยังไม่สนใจครับ ตกลงว่าเรื่องทั้งหมดสรุปจบลงแบบนี้ใช่ไหมครับคุณแฮ็คส์”

“ใช่ครับ พีทเขาไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ส่วนเรื่องที่น้องต้องมาตกใจเสียขวัญ ผมเองก็ปวดใจครับ ถ้ามีอะไรที่จะให้ผมชดเชยได้ คุณพี่ชายบอกมาได้เลยนะครับ ผมยินดีรับผิดชอบทั้งหมด อ้อ นอกจากการรักน้องให้มากกว่านี้นะครับ เพราะมันเต็มร้อยไปนานแล้ว”

พอเถอะ อย่าได้พ่นวาจาแสนเชยนั้นออกมาอีกเลย แม้แต่สมัยราชวงศ์หมิงของเขาก็ไม่มีใครเกี้ยวสตรีหวานเลี่ยนเช่นนี้ หลี่คุนนึกในใจแล้วก็หันไปมองหน้าซูเอ๋อร์

“งั้นก็ต้องแล้วแต่ซูกัสแล้วกัน ตัดสินใจเอาเอง ยาเม็ดนั้นพี่ให้ไปแล้วจะทำยังไงก็แล้วแต่”

“ผมเชื่อใจพี่แฮ็คส์ครับ พี่เขาก็พยายามเต็มที่จนได้ความจริงมาแล้ว  ที่ผ่านมาทรมานขนาดไหนพี่เขาก็ไม่เคยบ่น พี่แฮ็คส์ ทานยาเถอะครับ”

แฮ็คส์มองเด็กน้อยปากแดงอย่างซาบซึ้ง ใจหนึ่งก็นึกเสียดายที่ช่วงเวลาพิเศษระหว่างกันทุกๆ หกชั่วโมงต้องสิ้นสุดลง แต่ชีวิตยังต้องเดินต่อ เขาต้องกลับไปทำงาน เด็กน้อยพอเปิดเทอมก็ต้องไปโรงเรียน จะมามัวนั่งคันนั่งเฝ้ากันแบบนี้ไปตลอดไม่ได้ เขารับยาลูกกลอนมาจากมือขาวเนียนเอาใส่ปากแล้วดื่มน้ำตามทันที พีทมองอย่างงงๆ ไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น เขารู้แต่ว่าแฮ็คส์ขอลางานยาวเพราะปัญหาสุขภาพ

หลี่คุนสีหน้าเรียบเฉยแต่ในใจคิดว่าสุดท้ายเรื่องก็จบไปง่ายๆ อย่างนี้หรือ เขาปล่อยให้น้องชายตัดสินใจด้วยตัวเองเพราะอีกไม่นานซูเอ๋อร์ก็จะเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว จะมามัวพึ่งพาคนอื่นไปตลอดไม่ได้ ซูเอ๋อร์เชื่อใจคนผู้นั้นเขาก็จะเชื่อด้วย เสียดายที่ในบรรดาคนเหล่านี้ มีหนึ่งคนที่โกหก!

ตั้งแต่ที่หลี่คุนฟื้นกำลังภายในมาได้เล็กน้อย ความสามารถในการอ่านการเต้นของชีพจรและอาการทางกายอื่นๆ ของเขาก็พัฒนาขึ้น ผู้จัดการของแฮ็คส์ไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อย เรื่องนี้ยังมีเบื้องหลังที่ถูกปกปิดไว้เป็นแน่ เขารู้สึกผิดหวังในตัวนักร้องหนุ่มเป็นอย่างมาก ความคิดตื้นเขินไม่ทันคนเช่นนี้จะดูแลน้องชายเขาได้อย่างไร

“งั้นถือว่าเรื่องทั้งหมดก็เคลียร์กันไปแล้วนะครับ ผมต้องขอโทษแทนผู้จัดการของผมอีกครั้ง ส่วนพีท ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปนายไม่ต้องมาดูแลเราอีกแล้วนะ ค่าชดเชยที่เลิกสัญญาก่อนกำหนดเราจะให้ทนายความจัดการให้ นายได้เต็มที่แน่นอนไม่ต้องห่วง”

หน้าตาที่สุภาพชวนให้สนิทใจของผู้จัดการขึ้นสีเลือดอย่างตกใจแกมโกรธจัด

“นายทำอย่างงี้ได้ไง เราอธิบายเรื่องทั้งหมดไปแล้ว เจ้าตัวเขาก็ไม่เห็นเดือดร้อน เด็กนี่มันสำคัญกว่าเราที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งนานตรงไหน”

“เรารู้แต่ว่าคงทำงานกับคนที่ทำลายความไว้ใจของเราต่อไปไม่ได้แล้วล่ะพีท ให้จบกันด้วยดีเถอะ ต่อไปเจอหน้ากันยังทักทายตามประสาเพื่อนเก่าได้บ้าง

พีททำท่าระงับอารมณ์ก่อนจะผลุนผลันออกไปจากร้านกาแฟ หลี่คุนนึกในใจว่าเขาอาจดูเบานักร้องลูกครึ่งผู้นี้เกินไป ถึงจะดำเนินการไม่เด็ดขาดอย่างที่เขาอยากเห็น แต่อย่างน้อยก็ยังรู้จักแยกแยะว่าผู้ใดไม่ควรเก็บไว้ใกล้ตัว แต่แน่นอนว่าเขาไม่มีทางพอใจกับผลลัพธ์เพียงแค่นี้ จากการดูโหงวเฮ้งและอ่านอากัปกิริยาของผู้จัดการคนนั้นอย่างละเอียด หลี่คุนรับรู้ได้ถึงความคิดชั่วร้ายที่ซ่อนไว้ไม่มิด คนแบบนี้หากเป็นในชาติก่อนต้องสังหารทิ้งหรือเนรเทศออกไปในทันที แต่ในเมื่อเขาไม่ได้อยู่ในสมัยราชวงศ์หมิงแล้ว ก็ต้องหาวิธีจัดการแบบอื่น ก่อนอื่นเขาควรจะหาทางเพิ่มกำลังภายในให้มากกว่านี้ คิดทำงานใหญ่จะประมาทแบบครั้งก่อนไม่ได้แล้ว

………………………………………………………………………

“นี่คือค่ายมวยที่มึงฝึกมาตั้งแต่เด็กเหรอวะติน”

หลี่คุนมองไปรอบๆ ค่ายมวยไทยที่ตินพามา บรรยากาศที่คล้ายสำนักฝึกยุทธ์ในชาติก่อนทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก นักมวยหลายคนกำลังฝึกซ้อมมีตั้งแต่รุ่นเด็กไปจนถึงหนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์ แต่ก็จำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับขนาดของโรงฝึก

“ค่ายมวยครูเผด็จ คนในวงการรู้จักทุกคน แต่ก่อนดังมาก มีนักมวยเก่งๆ ระดับแชมป์หลายคน แต่เดี๋ยวนี้ซบเซาลงเยอะ มีค่ายมวยใหญ่ๆ ที่เจ้าของเป็นนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลเปิดใหม่เต็มไปหมด พวกนี้แหละมาดูดคนไปทำเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ จะหาค่ายมวยที่เจ้าของเป็นครูมวยเองอย่างนี้ไม่ค่อยได้แล้ว”

หลี่คุนฟังคำอธิบายของตินอย่างสนใจ แค่เห็นการฝึกซ้อมที่ทั้งเข้มงวดมีวินัยแต่ก็ดูสนิทสนมกลมเกลียวกันเขาก็บอกได้ว่าเจ้าของค่ายมวยแห่งนี้มีจิตวิญญานของครูผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริง หลี่คุนไม่คุ้นเคยกับศาสตร์แห่งมวยไทยเท่าใดนัก แต่ก็บอกได้ว่าเป็นวิชามวยแข็งที่มีท่วงท่าเด็ดขาดดุดันสามารถใช้ทุกส่วนของร่างกายเป็นอาวุธในการต่อสู้จริง

ตินพาหลี่คุนไปแนะนำให้รู้จักพี่ๆ น้องๆ ในค่าย ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี แม้จะโดนแซวอยู่บ้างว่าขาวหล่อแบบนี้จะฝึกมวยไหวเหรอ หลี่คุนยิ้มรับไม่ได้ตอบอะไร เขาไม่ได้ตั้งใจจะเรียนมวยไทยอย่างจริงจังอยู่แล้ว พื้นฐานวรยุทธ์เขาในชาติก่อนเป็นวิชามวยอ่อนที่เน้นการใช้กำลังภายใน หากมาเรียนมวยแข็งที่ใช้กำลังภายนอกอย่างมวยไทยจะทำให้แนวทางสับสนได้

หลี่คุนเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วทำทีไปฝึกหัดมวยขั้นพื้นฐานพอเป็นพิธี สิ่งที่เขาสนใจริงๆ คือพลังหยางที่แผ่กระจายไปทั่วค่ายมวยมากกว่า ยิ่งนักมวยรุ่นใหญ่เนื้อตัวตึงแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อก็ยิ่งมีไอหยางที่เข้มข้นดึงดูดให้เขาเข้าไปตีสนิท หลี่คุนได้จับเนื้อจับตัวนักมวยหนุ่มที่เปลือยท่อนบนฝึกพวกนั้นไปบ้างเท่าที่พอมีโอกาส พลังหยางของบุรุษเชื้อสายนักรบวัยฉกรรจ์พรั่งพรูเข้าจุดตันเถียนของเขาอย่างรวดเร็ว เสียดายว่าการสัมผัสในช่วงสั้นๆ ไม่นานพอที่จะเติมเต็มจุดตันเถียนขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองของเขาได้ จับนานไปนิดก็เริ่มโดยแซวว่าคิดอะไรกับพวกพี่ๆ เขาหรือเปล่า ทำให้ต้องวางมือเพราะกลัวจะถูกมองว่าเป็นต้วนซิ่วหวังกินเต้าหู้นักมวยหุ่นล่ำขึ้นมา

หลี่คุนออกมาเดินเตร็ดเตร่เพื่อคิดหาช่องทางในการดูดซับพลังหยางจากบรรดานักมวยหนุ่มให้แนบเนียนขึ้น เขาเข้าไปตรงด้านในของโรงฝึกโดยไม่รู้ตัวจนไปพบกับแคร่ไม้สี่ห้าตัวเรียงกันเป็นตับ แคร่อันที่ใกล้ที่สุดมีนักมวยผิวเข้มอายุประมาณปลายยี่สิบสวมกางเกงมวยตัวเดียวกำลังนอนหงายให้ชายสูงอายุนวดตัวอยู่จนเนื้อตัวมันละเลื่อมไปด้วยน้ำมันมวย หลี่คุนเข้าไปดูใกล้ๆ อย่างสนใจ วิธีที่ใช้รีดคลายเส้นมีทั้งส่วนที่เหมือนและส่วนที่ต่างกับวิชาแพทย์ที่เขาศึกษามาในอดีต สังเกตไปสักพักเขาก็เริ่มจับแนวทางการนวดแบบไทยนี้ได้ ไม่นึกว่าจะสามารถใช้การนวดเพียงอย่างเดียวเสริมความแข็งแรงและความยืดหยุ่นได้โดยไม่ต้องอาศัยพลังลมปราณเข้าช่วย

“ผู้อาวุโส นี่เป็นการนวดเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมออกศึกใช่หรือไม่ครับ”

หลี่คุนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากถามขึ้น

“ผู้อาวุโสอะไรของเอ็งวะ เรียกข้าลุงมีเหมือนคนอื่นๆ แหล่ะ เอ็งมาจากไหนวะไอหนุ่ม หน้าตาไม่คุ้น”

ลุงมีครูมวยสูงวัยของค่ายเห็นหลี่คุนหน้าตาผิวพรรณหล่อเหลาท่วงท่ามีสง่าราศีต่างจากคนหนุ่มทั่วไปก็ไม่กล้าดูแคลน หลี่คุนแนะนำตัวเองบอกว่าเห็นการนวดแบบไทยแล้วรู้สึกสนใจมาก เขาถามในหลายจุดที่สงสัย ได้พูดคุยกันเพียงครู่เดียวครูมีก็รู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มหน้าหล่อเหลาคนนี้มีภูมิรู้ในเรื่องจุดเรื่องเส้นของร่างกายคนตามแนวแพทย์แผนโบราณมากมายนัก ยิ่งได้ถามตอบแลกเปลี่ยนความรู้ก็ยิ่งถูกใจ ไปๆ มาๆ ก็ถ่ายทอดวิชานวดเฟ้นนักมวยที่สั่งสมประสบการณ์มาหลายสิบปีให้โดยสาธิตเอากับนักมวยผิวเข้มที่นอนอยู่ตรงนั้นเอง แม้หลี่คุนจะมีความรู้ในแพทย์แผนจีนโบราณจากในชาติก่อน ก็ยังรู้สึกว่าการนวดแบบไทยนี้ยังมีหลายจุดที่เขาไม่รู้ ยิ่งวิชาการนวดนักมวยที่ทำได้ทั้งเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นชกและทั้งช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังชกโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองกำลังภายในนี้ถือว่าเปิดหูเปิดตาจริงๆ

จริงๆ แล้วหลี่คุนได้พบกับยอดคนโดยไม่รู้ตัว ครูมีเป็นครูมวยที่เชี่ยวชาญการนวดอย่างที่สุดในวงการมวย  สมัยก่อนถ้ามีการชกใหญ่ๆ เป็นต้องถูกค่ายมวยแย่งตัวกันไปนวดให้นักมวยของตน จนตอนหลังอายุมากขึ้นเรี่ยวแรงไม่มากเหมือนเดิมจึงมานวดให้กับค่ายมวยของครูเผด็จที่เป็นเพื่อนสนิทกันเท่านั้น

“ข้าไม่เคยเจอใครหัวไวอย่างเอ็งมาก่อน ยังเด็กอยู่แท้ๆ คุยกันแป๊บๆ เอาวิชาไปได้เกือบหมด แต่ลงมือจริงมันไม่ง่ายเหมือนที่เห็นนะโว๊ย เอ็งจะลองหน่อยไหมล่ะ นวดให้ไอ้เมฆมันนี่แหละ เห็นตัวดำๆ แบบนี้ แต่มันเป็นเบอร์หนึ่งของค่ายเลยนะ ทั้งทนทั้งถึก นวดผิดนิดหน่อยไม่สะเทือน”

นักมวยหนุ่มผิวหมึกร่างกำยำที่ก่อนหน้านี้นอนหลับตานิ่งปล่อยให้ครูมีนวดตัวไปเรื่อยๆ ลืมตาโพลงส่งเสียงประท้วงออกมาทันที

“อ้าวลุง พูดราวกับฉันเป็นวัวเป็นควาย ฉันก็คนนะ เอาเด็กใหม่มานวดผิดท่าฉันไม่เดี้ยงเอาเหรอ”

น้ำเสียงติดเหน่อต่อว่าอย่างทีเล่นทีจริง ก่อนจะหันมายิ้มกว้างเห็นฟันขาวตัดกับสีผิวให้กับหลี่คุน

“โทษที พี่ไม่ใช่ไม่ไว้ใจเรานะไอน้อง แต่พรุ่งนี้พี่จะขึ้นชกแล้ว ถ้าว่างก็ไปเชียร์ได้นะ คู่เอกเลย รู้จักพี่อยู่แล้วใช่ป่ะ เมฆขาว ศ.เผด็จศึก”

หลี่คุนเห็นสายตาคมปลาบที่มองมาก็ทราบว่าชายผู้นี้มิใช่ธรรมดา ภายใต้ใบหน้าที่เป็นมิตรกลับระอุไปด้วยกลิ่นไอของยอดนักสู้ กล้ามเนื้อแน่นคมชัดถูกถูนวดด้วยน้ำมันมวยจนเป็นมันวาวบ่งบอกว่าได้ผ่านการฝึกปรือกำลังภายนอกมาจนถึงขีดสุด เห็นแล้วให้อยากทดสอบความแข็งแกร่งร่างกายนี้ยิ่งนัก

“ให้ผมลองนวดดูนิดนึงนะครับพี่เมฆ รับรองไม่มีปัญหาแน่นอน”

ใบหน้าหล่อเหลาชวนให้รู้สึกดีด้วยเมื่อทำท่าอ้อนวอนก็ยากที่ใครจะต้านทานแม้จะเป็นบรุษเพศเหมือนกัน เมฆขาวรับคำอย่างไม่เรื่องมาก คิดว่าเอาร่างกายเป็นวิทยาทานให้หนุ่มรุ่นน้องได้ลองฝึกปรือฝีมือดู แต่เมื่อหลี่คุนลงมือนวด เขากลับต้องประหลาดใจ ทั้งจุดนวดวิธีการน้ำหนักมือล้วนถูกต้องสร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อได้จริงๆ เมฆขาวเป็นนักมวยมาเกือบทั้งชีวิต เขาย่อมรู้ดีว่าการนวดแบบไหนที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งก่อนขึ้นชกอย่างได้ผล ครูมีที่ดูอยู่ข้างๆ ยิ่งไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ไม่คิดว่าเคล็ดลับการนวดนักมวยที่เขาถ่ายทอดไปเมื่อครู่ จะถูกนำมาใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมยิ่งกว่าตัวเขาผู้เป็นเจ้าของวิชาเสียอีก

“ไอหนุ่ม!!! เอ็งนี่อัจฉริยะแท้ๆ เลยว่ะ”

“อย่าโกรธกันนะลุง ฉันว่าน้องมันนวดดีกว่าลุงอีก”

“เออสิวะ ข้ามันแก่แล้ว เรี่ยวแรงไม่ค่อยจะมี”

ขณะที่สองคนยังทึ่งกับความสามารถซ่อนเร้นของเด็กหนุ่มหน้าใหม่อยู่นั้น หลี่คุนก็กำลังดูดซับพลังหยางที่ทะลักล้นออกมาจากเนื้อตัวของนักมวยผิวเข้มอย่างแปลกใจแกมยินดี หนุ่มฉกรรจ์เลือดนักสู้ที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับอิสตรีมานานวันเพื่อเก็บตัวขึ้นชกช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ทุกมัดกล้ามที่หลี่คุนใช้มือขาวสะอาดของเขานวดเฟ้นลงไปล้วนปลดปล่อยพลังหยางอันบริสุทธิ์ให้เขาได้ใช้เคล็ดวิชาบุปผาเร้นวารีผันเปลี่ยนเป็นลมปราณเก็บสะสมในจุดตันเถียนมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงชั่วเวลาไม่นานนัก จุดตันเถียนขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองของเขาก็เต็มเปี่ยม

หลี่คุนดีใจยิ่งนัก เขานวดไปทั่วกายแกร่งกำยำของนักมวยผิวเข้มต่ออย่างเต็มที่ด้วยความหวังว่าจะสามารถทะลวงขยายจุดตันเถียนได้ในคราวนี้ แม้จะต้องสัมผัสร่างกายที่เต็มไปคราบเหงื่อและน้ำมันมวยของบุรุษเพศด้วยกันก็ไม่นึกรังเกียจ แต่เมื่อนวดต่อไปอีกพักใหญ่ก็ยังไม่สมความตั้งใจ การทะลวงจุดตันเถียนต้องอาศัยพลังหยางจำนวนมากอย่างฉับพลันเพื่อทำลายขอบเขต พลังหยางที่กระจายออกมาจากร่างของนักมวยหนุ่ม แม้จะเข้มข้นกว่าของคนทั่วไปแต่ก็ยังไม่เพียงพอ

อันที่จริงหลังจากได้นวดเฟ้นไปทั่วร่างของชายฉกรรจ์ตรงหน้าหลี่คุนก็มีวิธีแก้ปัญหานี้อยู่ในใจแล้ว เขาสังเกตเห็นว่ายิ่งสัมผัสใกล้จุดกึ่งกลางบุรุษเพศเท่าใดพลังหยางจะยิ่งรุนแรงขึ้น แต่เขาจะหักใจทำเรื่องแบบนั้นได้หรือ ไม่ว่าจะด้วยขนบธรรมเนียมของยุคสมัยใด การแตะต้องพวงหยกของบุรุษอื่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ หลี่คุนตะขิดตะขวงใจเหลือจะกล่าว อยากได้พลังลมปราณก็อยาก แต่หากให้แลกกับศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย เขาหายินยอมไม่

ขณะที่หลี่คุนกำลังคิดหนักอยู่นั้น ครูมีที่เฝ้าจับตาการนวดของเขาอย่างใกล้ชิดก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา

“คนหนุ่มนี่นะ ถึงจะเก่งยังไงก็ยังด้วยประสบการณ์ เอ็งนวดต้นขายังไม่ถูก ต้นขานี่สำคัญมากสำหรับนักมวยนะ ถ้าไม่นวดคลายเส้นให้ยืดหยุ่นพอ เวลาเตะมันจะไม่คล่องตัว เอ็งต้องยกขาให้ตั้งขึ้นก่อนแล้วนวดรีดกล้ามเนื้อไล่จากหัวเข่าไปถึงขาหนีบ ไม่ใช่ไปสุดแค่ขาอ่อนอย่างที่เอ็งทำ ต้องทำแบบนี้”

ครูมีรู้สึกได้หน้าขึ้นมาเมื่อพบว่าการนวดที่ไร้ที่ติของหลี่คุนยังมีจุดที่เขาช่วยแนะนำได้ เขาจับมือที่ชุ่มน้ำมันของหลี่คุนซึ่งพักอยู่ตรงหน้าขาของเมฆขาวดันอย่างแรงเข้าไปในขากางเกงมวยให้ถึงขาหนีบตามที่ได้พูดไว้ ด้วยความลื่นของน้ำมันมวยทำให้มือของหลี่คุนลื่นพรวดลอดผ่านขากางเกงในเก่าๆ ยานๆ จนสัมผัสกับพวงหยกสีนิลของหนุ่มนักมวยอย่างแรง เมฆขาวงอตัวขึ้นพร้อมกับหุบขาด้วยความจุกแต่กลับกลายเป็นการหนีบให้มือขาวเรียวของอีกฝ่ายแนบชิดกับจุดกึ่งกลางของตัวเองเข้าไปอีก หลี่คุนตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก แต่ก่อนที่จะตั้งสติดึงมือออกมา พลังหยางจากจุดกำเนิดที่เข้มข้นกว่าปกติหลายเท่าก็ไหลทะลักเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาจนท่วมท้น ต่อให้กระอักกระอ่วนใจเพียงใด แต่เขาก็ไม่อาจหักใจจากการก้าวข้ามขีดจำกัดที่อยู่แค่เอื้อมไปได้

ทันใดนั้นลมปราณของหลี่คุนเกิดการระเบิดขึ้นภายใน จุดตันเถียนขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองพลันขยายออกจนมีขนาดเท่าเมล็ดผลท้อ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายที่ถูกแปดเปื้อนกลับตอบแทนมาด้วยกำลังภายในบุปผาเร้นวารีขั้นที่หนึ่งสมบูรณ์ เขาดีใจอย่างบอกไม่ถูกจนลืมเอามือออกจากจุดสงวนของหนุ่มนักมวยผู้โชคร้าย

“จุกเชี่ยๆ  เอามือออกจากน้องกูซะที แสบน้ำมันมวยไปหมดแล้วนี่”

“โอ๊ะ โทษทีพี่ ท่านลุงดันมือผมเลยลื่นไปโดน เดี๋ยวผมนวดให้รับรองหายจุก”

หลี่คุนรีบนวดเฟ้นบริเวณท้องน้อยของเมฆขาวพร้อมกับแอบส่งผ่านกำลังภายในไปคลายเลือดลมที่ติดขัดบริเวณส่วนอ่อนไหวของอีกฝ่าย เพียงครู่เดียวนักมวยหนุ่มก็สีหน้าดีขึ้น

“ทีหลังก็นวดระวังๆ หน่อย อย่างอื่นดีแล้ว มึงมีฝีมือขนาดนี้ ต่อไปน่าจะมาช่วยนวดให้นักมวยในค่าย คนแก่ๆ แถวนี้จะได้กลับไปเลี้ยงหลานซะที”

“ไอ้เมฆ ข้านวดให้เอ็งมาจนชกชนะไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ไม่สำนึกบุญคุณ”

“ก็ฉันเป็นห่วงลุงไง อายุขนาดนี้แล้ว”

“แล้วเอ็งไม่แก่เหรอวะ อายุจะสามสิบ ถ้าเป็นนักมวยทั่วไปก็คงแขวนนวมไปแล้ว”

“ร่างกายฉันยังไหวลุงก็เห็น เลิกชกมวยไปก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไร อีกอย่างนักมวยรุ่นใหม่ๆ ที่มีฝีมือหน่อยก็ถูกฉกไปค่ายอื่นหมด ถ้าฉันกับพวกไอ้แสนไอ้เพชรแขวนนวมไปอีก ทั้งค่ายคงไม่เหลืออะไร เฮ้อ แต่ก็ไม่รู้จะชกต่อไปได้อีกกี่ปี”

“ข้าเข้าใจ ข้าถึงได้ฝืนสังขารอยู่ช่วยกันไป”

“ฉันถึงบอกให้พักบ้างไง ไหนๆ ก็มีคนมารับช่วงแล้ว”

ทั้งคู่หันมามองหลี่คุนอย่างคาดหวัง

“เอ่อ ผมคงไม่ได้มาประจำนะครับ แต่น่าจะช่วยได้บ้างช่วงที่ท่านลุงไม่ว่าง ยังไงก็บอกผ่านไอ้ตินเพื่อนผมมาได้”

หลี่คุนตอบแบ่งรับแบ่งสู้ เขาไม่แน่ใจว่าต่อไปจะมีเวลามากน้อยขนาดไหน แต่ค่ายมวยเป็นแหล่งพลังหยางชั้นดีขนาดนี้ ยังไงคงต้องแวะเวียนมาบ่อยๆ

“ดีๆ ข้าจะสอนเคล็ดลับให้หมดเลย วิชาข้าไม่ได้มีแค่นี้หรอกนะ เก็บไว้ก็มีแต่จะตายไปกับตัว ต่อไปไอนักมวยพวกนี้จะต้องมาคอยง้อเอ็งแล้ว”

“ขอบคุณท่านลุงมากครับ ไว้วันหลังผมจะมาเรียนใหม่ วันนี้ต้องขอตัวก่อน เพื่อนผมน่าจะรอนานแล้ว ไปนะครับท่านลุง พี่เมฆ”

หลี่คุนรีบลากลับอย่างสุภาพ มาค่ายมวยวันนี้บรรลุผลได้เกินกว่าที่คิดไว้ นอกจากจะได้เคล็ดลับการนวดเสริมความแข็งแกร่งของมวยไทยมาอย่างไม่คาดฝัน ยังสามารถบรรลุกำลังภายในบุปผาเร้นวารีขั้นที่หนึ่งได้ หลี่คุนนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ทะลวงขอบเขตได้สำเร็จ เขาก็รีบไปล้างมือในห้องน้ำอยู่หลายรอบก่อนจะชวนตินออกจากค่ายมวยไป
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 14] 6/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: alternative ที่ 06-11-2019 22:40:59
กร๊ากกกกกกกกก สงสารพี่คุน ถถถถถ เสียความบริสุทธิ์ทางมือไปเสียแล้วววว
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 14] 6/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: stickyyrice ที่ 06-11-2019 23:48:47
555 จ่อจี้มากคุณพี่ ต้องไปแตะตัวผช.


Sent from my iPhone using Tapatalk
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 15] 7/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 07-11-2019 16:41:31
15

“สวัสดีครับคุณพีท รอนานไหมครับ”
 
หลี่คุนเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวที่ออกจะหรูหราไม่น้อยก่อนจะยกมือไหว้เจ้าของห้องอย่างนอบน้อม พีทอดีตผู้จัดการส่วนตัวของแฮ็คส์มองเด็กหนุ่มหน้าหล่อที่เคยหมายตาไว้ตอนเกิดเรื่องให้ต้องแตกหักกับนักร้องหนุ่มแล้วก็เผยยิ้มที่ดูน่าสนิทชิดเชื้อออกมา
 
“รอเรออะไรกันครับ น้องคุนมาหาถึงที่แท้ๆ อยู่ๆ เมื่อคืนก็โทรมาว่าสนใจอยากเข้าวงการ พี่ก็ยังนึกว่าล้อเล่น วันนั้นเห็นท่าทางไม่สนใจเท่าไหร่ แต่มาถึงนี่ถ้าทางจะเอาจริง แล้วนี่...”
 
สายตามองไปทางชายหนุ่มอีกคนที่มาด้วยกัน
 
“เพื่อนผมชื่อตินครับ”
 
“อยากเข้าวงการเหมือนกันเหรอ แต่พี่ว่าพื้นฐานยังไม่ค่อยมีนะ”
 
พีทอยากจะบอกออกไปตรงๆ ว่า หน้าจืดไร้จุดเด่นอย่างนี้ ไปเล่นเป็นตัวประกอบเดินผ่านกล้องยังไม่ได้เลย ต่อให้หุ่นดีก็เถอะ
 
“มาเป็นเพื่อนเฉยๆ ครับ ปกติมันเป็นนักมวย”
 
ผู้จัดการหนุ่มนึกสาธุอยู่ในใจ หน้าอย่างนี้ไปเป็นนักมวยดีอยู่แล้ว เผื่อโดนต่อยจนจมูกเบี้ยวจะได้ทำให้หน้าตามีจุดเด่นขึ้นมาบ้าง
 
“ก็ดีนะครับ เดี๋ยวนี้เป็นนักมวยก็ดังได้ ว่าแต่น้องคุนสนใจทางด้านไหนล่ะ เป็นนักร้องหรือนักแสดง แต่พี่ว่าอย่างน้องคุนนี้เริ่มจากเป็นนายแบบก็ไม่เลวนะครับ เดินแบบไปซักพัก แล้วค่อยหาโฆษณาหรือเอ็มวีปังๆ ก็ดังได้”
 
“ผมไม่รู้เรื่องนี้เลย คุณพีทช่วยแนะนำด้วยแล้วกัน”
 
“เรียกพี่พีทสิครับ จะได้สนิทกันไว้ เอ่อ แต่เรื่องที่น้องคุนจะเข้าวงการนี้ แฮ็คส์เขาทราบไหมครับ”
 
“ไม่เกี่ยวกันนี่ครับ เขาแค่คนที่คุยๆ กับน้องชายผม จะจริงจังกับผู้ชายด้วยกันแค่ไหนก็ไม่รู้ อีกอย่างผมก็ไม่ค่อยถูกชะตากับเขาด้วย ถ้าผมจะเข้าวงการ ก็ขอใช้ความสามารถตัวเอง คงไม่ไปขอให้เขาช่วยหรอกครับ”
 
“ดีแล้วครับ คนแบบนั้นพอได้ดิบได้ดีก็ไม่เห็นหัวคนอื่น น้องก็เห็น พี่เป็นคนวิ่งเต้นหางานให้เขาจนดังขนาดนี้ อยู่ๆ ก็เฉดหัวพี่ทิ้ง ไม่ต้องห่วงนะครับ อยู่กับพี่ พี่จะปั้นให้ดังกว่าแฮ็คส์ซะอีก ไหนๆ วันนี้ก็มาถึงนี่แล้ว พี่ขอถ่ายรูปเราเก็บไว้เลยดีกว่า เผื่อมีงานดีๆ เข้ามา พี่จะได้เอาไปคุยกับเอเยนซี่เลย ถ่ายกันตรงนี้แหละ ง่ายๆ น้องคุนหล่ออยู่แล้ว”
 
“เอ่อ ไม่ต้องมีตากล้อง ช่างแต่งหน้า จัดเสื้อผ้า อะไรพวกนั้นเหรอครับ”
 
กลายเป็นตินที่นั่งฟังแล้วอดสงสัยไม่ได้ ถามขึ้นมา
 
“ถ่ายกับมือถือพี่นี่แหละ เดี๋ยวนี้กล้องมันดีจะตาย เสื้อผ้าก็ไม่ต้องหรอก ยังไงต้องถอดอยู่แล้ว เราจะทำงานนายแบบก็ต้องให้ลูกค้าเห็นหุ่นชัดๆ โชว์เนื้อโชว์ตัวบ้าง ก็เรื่องธรรมดาไม่ต้องตกใจนะ พี่ว่าน้องตินออกไปรอข้างนอกดีกว่า เพื่อนจะได้มีสมาธิ”
 
พีทหยิบมือถือรุ่นล่าสุดขึ้นมาโชว์ พร้อมกับทำท่ากึ่งเชิญกึ่งไล่ให้ตินออกจากห้องไป หลี่คุนยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นไปตามที่เขาคาดไว้
 
“เรื่องถ่ายรูปยังไม่ต้องรีบครับพี่พีท พวกเรายังมีเวลาอีกนาน”
 
ขณะที่พูดเขาก็จับข้อมือของพีทที่ถือโทรศัพท์อยู่ไปด้วย ผู้จัดการหนุ่มคล้ายกับโดนไฟซ๊อตตัวแข็งทื่อขยับไม่ได้ ปล่อยให้หนุ่มหน้าหล่อปลดโทรศัพท์ในมือออกไปส่งให้เพื่อนที่มาด้วยกันแต่โดยดี
 
“เอ้า มึงเอาไปจัดการอย่างที่คุยกัน”
 
“มึงต้องให้พี่เขาปลดล็อคให้ก่อน รุ่นนี้ต้องสแกนหน้า”
 
หลี่คุนหยิบโทรศัพท์ไปจ่อหน้าของพีทที่ได้แต่กระพริบตาปริบๆ ขยับหนีไม่ได้แม้แต่น้อย ตินรีบรับโทรศัพท์ไปจัดการตามที่ได้เตรียมการไว้กับเพื่อน เขาไม่รู้ว่าทำไมพีทถึงยินยอมให้ดูโทรศัพท์แต่โดยดี คิดว่าอาจจะมีข้อตกลงหรือโดนหลี่คุนบีบบังคับด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เพื่อนไม่บอกเขาก็ไม่ถาม นี่เป็นนิสัยของตินที่หลี่คุนชอมชอบยิ่งนัก ช่างเหมือนองครักษ์เงาจริงๆ ไม่งั้นเขาคงไม่รู้จะอธิบายเรื่องวิชาสะกัดจุดที่ใช้ยังไง
 
ตินจดจ่ออยู่กับการไล่ดูข้อมูลในโทรศัพท์ที่ได้มาก่อนจะเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่นำมาด้วย สำหรับหนุ่มวิศวะคอมอย่างเขา การค้นหาข้อมูลในโทรศัพท์ที่ถูกปลดล็อคแล้วและถ่ายโอนมันออกมาทำได้ง่ายดายมาก ในระหว่างที่รอหลี่คุนก็จุดกำยานมอมจิตอันเล็กที่เตรียมมาวางบนโต๊ะทำงานให้ควันรมตรงหน้าของพีทโดยตรง
 
ตินใช้เวลาอยู่ไม่นานเขาก็ค้นเจอสิ่งที่คุณานนท์ตั้งข้อสงสัยไว้ แถมยังมากมายกว่าที่คิดนัก
 
“เจอไหมวะ ติน”
 
“ยิ่งกว่าเจออีก ถ้าจะก็อปปี้ออกมาให้หมด น่าจะต้องใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมง”
 
“ไม่เป็นไร ไม่รีบ จริงไหมครับพี่พีท”
 
ประโยคหลังหันมาพูดกับผู้จัดการหนุ่มที่นั่งไม่กระดุกกระดิกแต่เหงื่อไหลพรากด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับร่างกายของตัวเอง และยิ่งไม่รู้ว่าสองหนุ่มตั้งใจจะทำอะไร พีทพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลังแต่คนธรรมดาไม่มีทางที่จะคลายจุดที่ถูกสะกัดด้วยกำลังภายในบุปผาวารีขั้นหนึ่งได้เลย กลิ่นหอมแปลกๆ ของควันประหลาดค่อยๆ ทำให้เขารู้สึกๆ เคลิ้มๆ ลอยๆ ไม่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นทุกที
 
หลี่คุนกลับไปสนใจสิ่งที่ตินทำก็เห็นเพื่อนกดหน้าจอโทรศัพท์ทั้งของพีทและของตินเองวุ่นวายไปหมด ตินอธิบายคร่าวๆ ว่าเป็นการแคปภาพหน้าจอหลักฐานที่สำคัญๆ ในโทรศัพท์ของพีทก่อนจะส่งออกพร้อมข้อมูลต้นฉบับไปเก็บไว้ที่โน๊ตบุ๊คของตัวเอง
 
“มีประวัติแชทที่เขาคุยกับใครก็ไม่รู้ ดูเหมือนเขาระแคะระคายว่าพี่แฮ็คส์จะถอนตัวออกจากวงการ เลยแอบเข้าโทรศัพท์ของพี่แฮ็คส์ปลอมตัวส่งข้อความไปหลอกจะเอาคลิปซูกัสมา ถ้าพี่แฮ็คส์จริงจังกับซูกัส เขาก็จะเอาคลิปไปต่อรองไม่ให้พี่แฮ็คส์ออกจากวงการจะได้ทำประโยชน์ให้ตัวเองต่อ แต่ถ้าพี่แฮ็คส์ไม่ได้จริงจังกับน้องมึง เขาก็จะให้ซูกัสมันไปขายบริการแบบพรีเมี่ยมกับพวกผู้มีอิทธิพลหาเงินแทน ทำไมชั่วแบบนี้ เห็นหน้าตาดูน่าเชื่อถือแท้ๆ โชคดีที่น้องมึงไหวตัวทันไม่ตกหลุมพลาง จนสุดท้ายพี่แฮคส์จับได้เสียก่อน”
 
ตินตรวจสอบข้อมูลไปก็บ่นไป แต่ไม่รู้ว่าหลี่คุนโกรธจนถึงขั้นไฟลุกแล้ว คนผู้นี้กล้าดียังไงถึงจะเอาซูเอ๋อร์ไปเป็นนายโลมหอโคมเขียว ยังดีที่ข้อมูลนี้ยืนยันได้ว่าแฮ็คส์จริงใจกับน้องเขาจริงๆ ไม่งั้นซูเอ๋อร์คงน่าสงสารมาก
 
“คุน มึงมาดูนี่ รูปเด็กหนุ่มๆ หน้าตาดีๆ ทั้งนั้น บางคนก็คุ้นๆ นะ คนนี้ใช่เดือนมอเราที่เป็นนายแบบด้วยเปล่า โดนถ่ายหวิวโชว์หุ่น เชร็ด ไม่ใส่อะไรเลยก็มี  คงไม่มีใครกล้าขนาดนี้แล้ว เชรี่ย กูถอนคำพูด คนนี้กล้ากว่าอีก มีถ่ายเป็นคลิปด้วย กูไม่กล้าเปิดดูหรอกนะ ก็อปเก็บหลักฐานไปก่อนแล้วกัน ไอคุนเอ๊ย ถ้ามึงอยากเข้าวงการจริง มึงเสร็จแม่งไปแล้ว”
 
ตั้งแต่ที่รู้ว่าพีทเป็นตัวการข่มขู่ซูกัสและยังดูท่าทางว่ายังมีเป้าหมายชั่วร้ายมากกว่าที่สารภาพออกมา หลี่คุนก็สืบข้อมูลของคนๆ นี่เพื่อจะจัดการให้เด็ดขาด เขาไม่ได้เชี่ยวชาญกับเทคโนโลยีสมัยนี้นักแต่ตินเพื่อนเขาที่เรียนด้านนี้นับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเลยทีเดียว หนุ่มหน้าตาธรรมดากลับสามารถรวบรวมข้อมูลลับๆ ของพีทจากอินเตอร์เน็ตมาได้อย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่าพวกองครักษ์เงาในอดีตเสียอีก แม้ส่วนใหญ่จะเป็นการซุบซิบนินทาในโซเชียล แต่ก็เป็นเบาะแสอย่างดีว่าอดีตผู้จัดการของแฮ็คส์มีพฤติกรรมเป็นนายหน้าจัดหาชายหนุ่มในวงการส่งให้กับลูกค้ากระเป๋าหนักในแวดวงสังคม แถมยังได้ยินว่าใช้การบังคับข่มขู่บางอย่างจนทำให้ดารานายแบบพวกนั้นตกอยู่สภาวะจำยอมด้วย
 
แน่นอนว่าเสียงซุบซิบนินทาเหล่านั้นใช้เล่นงานคนผู้นี้ไม่ได้ หลี่คุนต้องการหลักฐานที่หนักแน่น หากเป็นในอดีตเขาคงใช้วิทยายุทธ์ลอบเข้าจวนของอีกฝ่ายเพื่อค้นหาสมุดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออกมา แต่เมื่อปรึกษากับตินแล้วก็พบว่าง่ายดายยิ่งนัก เขาไม่จำเป็นต้องคาดเดาว่าของที่ต้องการจะเก็บอยู่ในตู้กลไกลห้องลับหรือเรือนหลบภัยที่ไหน ยุคนี้ผู้คนล้วนเก็บความลับไว้ในโทรศัพท์ แม้จะถูกปกป้องด้วยเทคโนโลยีการเข้ารหัสอันซับซ้อน แต่เมื่อมองในมุมของหลี่คุนกลับเป็นเรื่องโง่เง่าจนน่าขัน พวกเขานำความลับของตัวเองติดตัวไปทุกที่ ส่วนกุญแจที่จะไขมันออกมาก็คือลายนิ้วมือหรือใบหน้าของตนเอง ขอเพียงจับกุมคนได้ย่อมสามารถเปิดเผยความลับทั้งหมดได้ในทันที ไม่นึกว่าในโลกนี้จะมีสิ่งสะดวกสบายถึงเพียงนี้
 
ข้อมูลที่ตินดึงออกมาได้จากโทรศัพท์ย่อมมีทั้งรายชื่อดารานายแบบจำนวนมากที่ตกอยู่ใต้อาณัติของพีท คลิปที่ใช้ข่มขู่ รายชื่อลูกค้าที่ใช้บริการ หลักฐานการโอนเงิน รหัสเข้าระบบสำรองรูปและคลิปตัวเต็มที่พีทเก็บไว้ตามที่ต่างๆ เขายังค้นเจอฮาร์ดดิสก์ที่เก็บข้อมูลพวกนี้ในตู้เอกสารของพีทและจัดการยึดไว้ พีทอาศัยชื่อเสียงความน่าเชื่อถือในฐานะผู้จัดการส่วนตัวของแฮ๊คส์ซึ่งเป็นนักร้องนักแสดงชื่อดังมาล่อลวงชายหนุ่มที่อยากเข้าวงการพวกนี้ หลายปีที่ผ่านมาสามารถรวบรวมไว้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว หลายคนที่มีความสามารถจริงๆ ก็ก้าวหน้าจนมีชื่อเสียงไม่เลว แต่บางคนก็ไปไม่ถึงไหนเป็นได้แค่ชายขายบริการภายใต้สังกัดของพีทหรือต้องไปถ่ายหนังสือวาบหวิวอย่างไม่เต็มใจ
 
“ไอคุนๆ มีคลิปพี่แฮ็คส์ตอนอาบน้ำด้วยว่ะ สงสัยถูกแอบตั้งกล้อง เอิ่ม กูว่า มึงไปบอกซูกัสให้เลิกกับพี่เขาเถอะว่ะ น้องมึงก็ตัวแค่นั้นเอง”
 
หลี่คุนมองผ่านๆ ไปที่คลิปแอบถ่ายของนักร้องหนุ่มแล้วก็อดสมเพชแฮ๊คส์ในใจไม่ได้ ไหนว่าเป็นเพื่อนกัน รู้จักนิสัยกันดีไง ไม่รู้ว่าคลิปลับนักร้องดังนี้จะถูกขายออกไปหรือยัง ไม่ทันคนไม่ว่านี่จะพาเอาน้องชายเขาโชคร้ายไปด้วย หลี่คุนพยายามระงับความโกรธที่ประทุขึ้นมาอีกครั้ง
 
พอตินทำงานของตัวเองเสร็จ หลี่คุนก็เอาโทรศัพท์กลับไปยัดคืนในมือของพีทที่ขยับไม่ได้ก่อนจะบอกให้ตินเปิดแชทหรือคลิปที่เป็นหลักฐานสำคัญๆ แล้วถ่ายวิดีโอเก็บไว้ทำทีเหมือนว่าพีทเป็นคนเปิดให้ดูเอง เขาถามที่มาที่ไปของเรื่องที่พีทไปล่อลวงนายแบบแต่ละคนมาอย่างสั้นๆ ที่ละคน เรื่องราวแทบไม่ต่างอะไรกัน เด็กวัยรุ่นพวกนั้นอยากเข้าวงการจนถูกหลอก นี่เท่ากับเป็นหลักฐานในการสารภาพของพีทว่าเป็นคนทำเรื่องพวกนี้ เมื่อเก็บหลักฐานต่างๆ ครบจนพอใจแล้ว หลี่คุนก็ให้ตินทำลายข้อมูลทั้งหมดของพีทไม่ให้เก็บไปทำร้ายใครได้ เขาเก็บกำยานคืนแล้วก็ชวนตินกลับปล่อยให้พีทนั่งตัวแข็งต่อไป จุดที่เขาสะกัดไว้จะคลายออกเองภายในครึ่งชั่วยาม
 
หลี่คุนส่งหลักฐานที่พีทตั้งใจจะหลอกซูกัสไปขายตัวไปให้แฮ็คส์พร้อมข้อความว่าจัดการให้เรียบร้อย แถมด้วยคลิปที่เจ้าตัวโดนแอบถ่ายตอนอาบน้ำ อีกทางหนึ่งเขาก็ทยอยติดต่อกับดารานายแบบที่เป็นเหยื่อของพีทแต่ละคนแจ้งว่าเขาได้จัดการเรื่องนี้แล้ว พีทไม่สามารถข่มขู่ใครได้อีกต่อไป เขาส่งคลิปสารภาพความผิดของพีทไปให้ดูด้วยพร้อมบอกว่าหากใครต้องการดำเนินคดีกับพีทเขาก็ยินดีมอบหลักฐานเพิ่มเติมให้ กว่าจะเสร็จก็กินเวลาอยู่หลายวัน ไม่น่าเชื่อว่าในไม่กี่ปีที่ผ่านมา พีทจะใช้ชื่อเสียงในฐานะผู้จัดการของแฮ็คส์หลอกเด็กหนุ่มที่อยากเข้าวงการมาได้มากมาย หลี่คุนเห็นใจคนเหล่านี้มาก หากตอนนั้นซูเอ๋อร์ไหวตัวไม่ทันก็อาจตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน ในบรรดาคนเหล่านี้มีส่วนหนึ่งที่ได้เข้าวงการไปจริงๆ ที่ประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงก็มีอยู่หลายคน ที่เหลือถ้าไม่ดิ้นรนอยู่ในวงการต่อ ก็กลับไปเรียนหรือไปทำมาหากินอย่างอื่นตามทางของแต่ละคน แต่เรื่องที่เคยถูกหลอกลวงไว้ยังเป็นอดีตที่ดำมืดอยู่ในใจของทุกคน ไม่รู้ว่าพีทจะหยิบเรื่องนี้มาข่มขู่หรือเผลอปล่อยคลิปหลุดมาเมื่อไหร่ พอมีคนติดต่อพร้อมส่งหลักฐานมาว่าจัดการพีทจนไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ทุกคนก็มีแต่ความรู้สึกขอบคุณอย่างที่สุด
 
หลี่คุนไม่รู้ว่าแฮ็คส์ทำอะไรกับอดีตผู้จัดการตัวเอง แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน พฤติกรรมเลวร้ายของพีทก็ถูกแฉออกมาทั้งในโซเซียลและจากสื่อหลักจนหมดเปลือก มีคลิปอนาจารที่เห็นใบหน้าของเจ้าตัวอย่างชัดเจนกระจายออกไปทั่วอินเตอร์เน็ต ไม่นานก็มีหมายจับพีทออกมาในข้อหาค้าประเวณีเด็กชายอายุต่ำกว่าสิบแปดปี แต่โชคไม่ดีที่พีทดิ้นรนหลบหนีออกนอกประเทศไปได้สำเร็จแม้จะต้องทิ้งสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไว้เพราะถูกอายัด
 
ถึงแม้ตำรวจจะพูดชัดเจนว่าเรื่องทั้งหมดเป็นการกระทำส่วนตัวของพีทไม่ได้เกี่ยวกับแฮ็คส์ แต่นักร้องหนุ่มลูกครึ่งก็ออกมาแถลงข่าวขอโทษประชาชนอย่างเสียใจที่ไม่สอดส่องพฤติกรรมของผู้จัดการตัวเองจนถูกนำชื่อเสียงไปใช้จนเกิดความเสียหายกับคนอื่น เขาประกาศให้ความร่วมมือกับทางราชการอย่างเต็มที่ในคดีของพีท พร้อมทั้งจะให้การช่วยเหลือเยียวยาคนที่ได้รับความเสียหายจากเรื่องนี้โดยเงินส่วนตัว การกระทำของแฮ็คส์ได้รับความชื่นชมเป็นอันมาก แทนที่ชื่อเสียงจะมัวหมองลงจากที่เคยร่วมงานกับพีทกลับกลายเป็นได้รับความนิยมมากกว่าเดิมเสียอีก ช่างเป็นคนที่รับมือกับกระแสสังคมได้เก่งจริงๆ หลี่คุนอดชื่นชมไม่ได้และตั้งใจที่จะเรียนรู้เพื่อไม่ให้ตัวเองพลาดเหมือนตอนที่ขี้ผึ้งขายขี้ผึ้งมหัศจรรย์แล้วเกิดปัญหาขึ้น
 
หลี่คุนรับทราบเรื่องที่พีทหนีหัวซุกหัวซุนออกนอกประเทศไปอย่างน่าสมเพช สายตาเขามองยาแก้ฤทธิ์ผงพิษผลาญทวารที่เตรียมไว้แล้วก็ถอนใจ เช่นนี้แล้วคงจะส่งไปให้ไม่ได้แล้ว เขาได้แพร่พิษตัวนี้ให้กับพีทตั้งแต่ตอนที่ค้นมือถือวันนั้น กะว่าจะปล่อยให้ทรมานอยู่สักเดือนหนึ่งโทษฐานที่คิดชั่วกับซูเอ๋อร์ แต่ในเมื่อหนีออกไปโพ้นทะเลแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าจะส่งยาถอนพิษตามไปให้ที่ไหน เขาคาดว่าคงใช้เวลาเป็นปีกว่าที่ยาตำหรับใหม่นี้จะเสื่อมลง เวรกรรมจริงๆ
 
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 16] 11/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 11-11-2019 13:32:42
 16

การฝึกงานในบริษัทโฆษณาที่เน้นการตลาดดิจิทัลนับว่าไม่เลวเลยจริงๆ ถ้ามองข้ามความปวดหัวของเทคโนโลยีที่ซับซ้อนไป ก็นับว่าหลี่คุนได้เรียนรู้การทำการค้าของโลกยุคใหม่มาได้ไม่น้อย โดยทั่วไปนักศึกษาฝึกงานไม่ได้เข้าไปมีส่วนในการสร้างสรรค์งานให้ลูกค้ามากนักได้แต่ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ  แต่โชคดีที่โปรเจ็คใหม่ของบริษัทกลับเปิดกว้างให้นักศึกษาฝึกงานที่มีอยู่เพียงสองคนได้เข้าร่วมด้วย
 
“น้องคุนกับน้องตินโชคดีมากเลยนะคะ ปีก่อนๆ นี่ทางฝ่ายบริหารไม่เคยให้น้องฝึกงานเข้ามาเป็นสมาชิกในทีมเต็มตัวแบบนี้หรอก แถมยังมีมิสเตอร์จางที่โคตรเทพจากบริษัทแม่มาร่วมให้คำแนะนำด้วย บริษัทเราก็เล็กๆ เอง ไม่นึกว่าจะได้รับความสำคัญแบบนี้”
 
พนักงานสาวที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงพูดกับสองหนุ่มอย่างปลาบปลื้ม แต่กลับถูกพนักงานชายอีกคนแขวะขึ้นมาลอยๆ
 
“เข้าไปก็เกะกะเปล่าๆ คนหนึ่งยังดียังพอรู้เรื่องระบบไอทีบ้าง แต่อีกคนไม่ไหว แค่ถ่ายเอกสารยังเสียเวลาเป็นชั่วโมง”
 
หลี่คุนหันขวับไปทางคนพูด บุรุษผู้นี้มิรู้ไม่ถูกชะตาเขามาจากไหน ใช้งานก็มีแต่ให้ทำพวกถ่ายเอกสาร ยกของ ซื้อกาแฟ เขาไม่ได้รังเกียจเพราะในอดีตเด็กฝึกงานของพวกช่างฝีมือต่างๆ ฐานะต่ำต้อยนักก็ต้องเริ่มจากงานจิปาถะเยี่ยงนี้ แต่เอ่ยวาจาดีๆ กันก็ได้ ไม่ใช่หน้าเชิดชอบมองด้วยหางตาคอยจ้องจับผิดกันแบบนี้ ตอนโดยใช้ให้ถ่ายเอกสารปึกใหญ่ก็เหมือนกัน ใครไม่รู้ทำกระดาษติดเครื่องถ่ายเอกสารทิ้งไว้ เขาต้องมาเปิดช่องโน้นดึงแป้นนั้นหมุนแกนนี้ตามที่หน้าจอเครื่องแนะนำกันจนเหงื่อตก ทำเอาเขาที่เคยชื่นชอบเครื่องกลมหัศจรรย์นี้ที่สามารถคัดลอกตำราได้อย่างรวดเร็วกลายเป็นขยาดมันไปเลย
 
“จะพูดให้น้องเสียกำลังใจทำไมกันยะ มีน้องคุนมาอยู่ในทีม ก็เท่ากับมีอาหารตาหล่อๆ ให้ดู จะให้มีผู้ชายเฉพาะพวกแก ชั้นก็เฉาตายสิ อ้อ ลืมคุณจางอี้หลงไปได้ไง นั่นก็เท่สุดๆ เห็นแล้วก็รู้เลยว่าถ้ามีคนๆ นี้อยู่ ยังไงโปรเจ็คก็สำเร็จ แต่ขอดูอยู่ห่างๆ แล้วกัน ท่าทางเก่งขนาดนั้นไม่กล้าเข้าใกล้”
 
นั่นเป็นผลจากปราณอำนาจที่มีต่อผู้คนทั่วไป ยกเว้นหลี่คุนที่อ่านมันออกและคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าตัดเรื่องนี้ไป ชายหนุ่มลูกครึ่งไทยจีนผู้นั้น ก็นับว่าอัธยาศัยดีไม่น้อย ถ้าจะกล่าวตามภาษาของคนยุคนี้ก็ต้องบอกว่าออกจะเนียนตีซี้ทำตัวสนิทสนมเกินไปสักหน่อย เขาพูดจากที่เคยเจอมาด้วยตัวเองตอนที่อีกฝ่ายกลายเป็นผู้มีพระคุณช่วยเขาไว้ที่สนามบิน ก่อนที่จะยอมปล่อยเขาลงจากรถก็โดนบังคับให้เป็นเพื่อนกันบนแอพแชทชื่อดังของจีน ขนาดว่าเครื่องเขาไม่มีโปรแกรมแชทที่ว่า มิสเตอร์จางอี้หลงหรือที่เขาถูกมัดมือชกให้เรียกว่าพี่อี้หลงก็เป็นคนลงให้ด้วยตัวเองก่อนที่จะแอ็ดตัวเองให้เป็นเพื่อนคนเดียวของหลี่คุนบนแอพแชทดังกล่าว
 
หลังจากนั้นหลี่คุนก็เริ่มเข้าใจว่าเหตุใดผู้คนยุคนี้ถึงได้ชอบพูดคุยกันผ่านทางข้อความ มันทั้งง่ายทั้งสะดวกรวดเร็วและมีเวลาให้คิดก่อนจะตอบอะไรลงไป ยิ่งในกรณีของเขา การคุยผ่านแชทที่ไม่โดนกดดันด้วยปราณอำนาจของอีกฝ่ายทำให้รู้สึกสนิทใจกว่ากันมากนัก ถึงแม้ว่าเขาจะมีอคติตั้งแต่ชาติก่อนว่าคนที่มีปราณอำนาจมักไม่ค่อยจริงใจชอบหาประโยชน์จากผู้อื่น แต่จางอี้หลงคุยสนุกกว่าที่เขาคิด การที่มีเชื้อสายวัฒนธรรมชาวฮั่นเหมือนกันแม้จะผ่านมาหลายร้อยปีแต่ก็ทำให้รู้สึกเข้าอกเข้าใจเหมือนเจอเพื่อนเก่า คนผู้นี้มีความรู้กว้างขวาง ทั้งการทำธุรกิจ การใช้ชีวิต หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์จีนโบราณก็เล่าได้เป็นฉากๆ หลี่คุนติดการแชทกับจางอี้หลงไปเสียแล้ว การพูดคุยผ่านแป้นพิมพ์ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยจนเปิดใจปรึกษาเรื่องต่างๆ ไปไม่น้อย
 
แต่นั่นก็เป็นเพียงความสนิทสนมกันผ่านโลกออนไลน์เท่านั้น หากมีเหตุให้ต้องเจอกันที่บริษัท หลี่คุนจะพยายามหลบหน้าหลบตาไม่ต่างอะไรกับเมื่อก่อน หนึ่งเพราะไม่อยากโดนครอบงำด้วยปราณอำนาจที่อีกฝ่ายแผ่ออกมา ประการที่สองคือไม่อยากเป็นจุดเด่นที่อยู่ๆ นักศึกษาฝึกงานจะมาสนิทสนมกับผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทแม่ที่แม้แต่พนักงานเองยังไม่ค่อยได้มีโอกาสพบปะพูดคุยด้วย เรื่องนี้เขาที่มาจากอดีตย่อมเข้าใจได้ถึงสถานะชนชั้นที่ยังมีอยู่แม้ในบริษัทยุคใหม่
 
“อย่างที่ทราบกันนะครับว่าโจทย์ของลูกค้ารายนี้ต่างจากที่เราเคยทำมามาก ปกติเรามักจะใช้การตลาดดิจิทัลจากจุดเด่นที่สามารถเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ครั้งนี้สินค้าคือบ้านพักตากอากาศระดับหรูใจกลางเขาใหญ่ที่มีพื้นที่ส่วนกลางหลักร้อยไร่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่นับหมื่นต้นล้อมรอบทะเลสาบ เจ้าของโครงการไม่ต้องการให้กระพือโฆษณาไปทั่วจนเสียระดับของสินค้า แต่จะต้องให้เป็นที่รู้จักของคนระดับสูงสุดของประเทศซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย เรื่องนี้จึงยากมาก”
 
หัวหน้าโครงการสรุปความต้องการของลูกค้าให้ทีมฟังอีกรอบ การประชุมครั้งนี้เขาค่อนข้างเกร็งเล็กน้อยเพราะมีคนจากบริษัทแม่มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย
 
“ปกติการลงโฆษณาในเฟสบุ๊ค มันก็กลั่นกรองกลุ่มที่จะเห็นแอดตัวนั้นได้ระดับหนึ่งนะครับ ถ้าเราเจาะจงเป้าหมายให้เป็นกลุ่มระดับสูง ก็น่าจะตรงกับที่เจ้าของสินค้าต้องการ”
 
“แต่จากการวิจัยบอกว่าลูกค้าระดับสูงสุดเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีเวลาเล่นเฟสบุคเป็นประจำนะคะ จะให้เขาเห็นโฆษณาที่ว่าก็ยากแล้ว แถมกลุ่มพวกนี้ก็ไม่ค่อยสนใจอะไรจากโฆษณาด้วย”
 
พนักงานในทีมเริ่มออกความเห็นอย่างกระตือรือล้น หลี่คุนกับตินที่เป็นแค่นักศึกษาฝึกงานได้แต่นั่งสงบเสงี่ยบฟังเขาหารือกัน
 
 “งั้นต้องใช้พวกอินฟลูเอนเซอร์ ให้คนที่เป็นที่สนใจมาพูดถึงสินค้าออกสื่อ จะได้กระตุ้นความสนใจ”
 
“แต่กลุ่มเป้าหมายเป็นคนระดับท็อปของประเทศนะ ใครจะมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้ล่ะ เน็ตไอดอลนี่ไม่ต้องพูดถึง ขนาดเอาพวกดารามาคนกลุ่มนั้นยังอาจไม่สนใจเลย”
 
การออกความเห็นดำเนินต่อไปพักใหญ่แต่ก็ยังไม่ได้แนวทางที่น่าพอใจ พนักงานชายคนที่ดูจะไม่ค่อยเป็นมิตรกับหลี่คุนเท่าใดจึงออกความเห็นขึ้นมา
 
“เราน่าจะให้นักศึกษาฝึกงานออกความเห็นบ้างนะครับ ไม่ใช่มานั่งฟังเฉยๆ ว่าไงครับ คุณานนท์ พอมีความคิดอะไรดีๆ หรือเปล่า”
 
หลี่คุณทำหน้าเหรอหรา เขากำลังนั่งฟังและคิดตามเพลินๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถูกโยนเรื่องนี้มาได้ ยังดีที่หัวข้อที่คุยกันไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีดิจิตอลอะไรที่เขายังไม่ค่อยซาบซึ้งกับมันนัก หลี่คุนจึงพอมีความเห็นของตัวเองอยู่บ้าง
 
“ผมคิดว่าอินฟลูเอนเซอร์ของคนกลุ่มนี้น่าจะเป็นพวกเขาด้วยกันเองครับ พวกเขาคือคนระดับสูงสุดของประเทศ สิ่งที่เขาสนใจคือ คนในระดับเดียวกันมีอะไรใช้อะไร เขาสามารถครอบครองสิ่งที่คนอื่นในสังคมเดียวกันสนใจได้ก่อนคนอื่นหรือไม่ หรือถ้าได้เป็นเจ้าของในสิ่งที่คนอื่นยังหามาไม่ได้ย่อมเชิดหน้าชูตาที่สุด”
 
หลี่คุนอาจไม่เชี่ยวชาญด้านการค้าของยุคสมัยนี้ แต่ถ้าพูดเรื่องชนชั้นทางสังคม ไม่มีใครซาบซึ้งเท่าคนจีนโบราณอย่างเขาอีกแล้ว ในอดีตร้านค้าระดับสูงล้วนแต่แบ่งออกเป็นชั้นๆ ชั้นล่างสำหรับลูกค้าทั่วไป ชั้นสองสำหรับลูกค้าประจำ ชั้นบนๆ ขึ้นไป สำหรับคนชั้นสูงหรือราชวงศ์ แต่ละชั้นการตกแต่งและความพิเศษของสินค้าจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ หลี่คุนนึกถึงภาพเหล่าองค์หญิงท่านหญิงหรือคุณหนูตระกูลใหญ่ ต่างแย่งชิงทุ่มเทเงินทองแสดงความอิจฉาใส่กันเพื่อจะมีโอกาสใช้บริการในชั้นสูงกว่าเดิม
 
“อินฟลูเอนเซอร์ก็คือคนพวกเดียวกัน แหม ตอบแบบนี้ก็เหมือนกำปั้นทุบดินหรือเปล่าครับ คุณานนท์”
 
“ไม่นะ ผมว่ามันเข้าเค้ามากเลย คนพวกนี้มีอิทธิพลสูงสุดอยู่แล้ว ไม่มีระดับบนกว่าให้แหงนมอง เขาก็ต้องเปรียบเทียบกันเองอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือเราจะทำการตลาดกับคนพวกนี้ยังไง เขาคงไม่มีเวลามาเล่นโซเชียลละมั๊ง”
 
หัวหน้าโครงการออกปากชม แต่ก็ตั้งคำถามเพิ่มเติมกลับมาอีก
 
หลี่คุณอึ้งไป เรื่องนี้เขาก็ตอบไม่ได้ ในสมัยก่อนหาได้มีสื่อสารพัดช่องทางแบบในยุคนี้ นอกจากประกาศของทางการและการสืบเสาะข่าวสารกันเองแล้วก็เห็นจะมีเรื่องซุบซิบนินทาตามโรงน้ำชานี่แหล่ะที่แพร่ข่าวไปได้เร็วยิ่ง และเท่าที่เขาเห็น แหล่งซุบซิบนินทาคล้ายลับคล้ายไม่ลับที่คนสมัยนี้นิยมกันมากที่สุด ย่อมไม่พ้นช่องทางนี้
 
“น่าจะต้องเป็นวงเฉพาะที่เขาคุยกันเองนะครับ พวกไลน์กลุ่มอะไรอย่างงี้ เราอาจเชิญคนบางกลุ่มในนั้นแบบให้เกียรติอย่างที่สุดไปเยี่ยมชมโครงการ ถ้าเขาประทับใจ ย่อมจะพูดถึงในทางดีต่อกันไปในกลุ่ม ยิ่งถ้ามีเอกลักษณ์อะไรบาง”
 
ความเห็นของหลี่คุนทำให้คนในห้องประชุมถกเถียงกันว่าใช่หรือไม่และจะหาทางต่อยอดได้อย่างไรดังเซ็งแซ่ไปหมด จนจางอี้หลงที่นั่งฟังนิ่งๆ มาโดยตลอดต้องสรุป
 
“ความคิดของน้องคุน เอ่อ คุณคุณานนท์ถือว่าใกล้เคียงกับที่ผมคิด ส่วนการต่อยอดนั้นผมอยากแชร์ความเห็นไว้หน่อยว่า ถึงบริษัทนี้จะเน้นด้านการตลาดดิจิตัล แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้มันตรงๆ เสมอไป พวกคุณในทีมลองไปคิดดูแล้วเอามาคุยกันครั้งหน้าว่าจะประยุกต์ใช้กับโครงการนี้ได้ยังไง เสนอความเห็นที่เป็นของตัวเองดูบ้าง อย่าให้แพ้นักศึกษาฝึกงานนะครับ”
 
พนักงานหนุ่มที่โยนภาระการออกความเห็นมาให้หลี่คุนก่อนหน้านี้หน้าเจื่อน เขาไม่ชอบหน้านักศึกษาฝึกงานคนนี้มาตั้งแต่แรกเจอเพราะอิจฉาใบหน้าหล่อเหลาและท่าทางที่สง่างาม หลังจากจางอี้หลงออกไปโครงการก็แจกงานกัน หลี่คุนถูกบางคนในทีมกีดกันจนได้เพียงงานเล็กๆ น้อยๆ ไม่สำคัญ แต่ถึงอย่างไรการที่ความเห็นของเขาได้รับการยอมรับในวันนี้ก็นับว่าได้หน้ามากแล้วสำหรับนักศึกษาฝึกงาน
 
หลี่คุนไม่ถือสา ไม่ให้เขาทำก็ไม่เห็นเป็นอะไร เอาเวลาว่างไปคิดหาเงินหาทองให้ตัวเองดีกว่า เขากลับไปทำสิ่งที่ถนัดที่สุดนั่นคือการปรุงยา เขาพัฒนาสูตรขี้ผึ้งลดริ้วรอยบำรุงผิวหน้าขึ้นมาใหม่ ใช้วัตถุดิบเป็นสมุนไพรจีนสำเร็จรูปที่สกัดโดยเทคโนโลยีของยุคนี้แต่นำมาปรุงตามสูตรลับโบราณผสานด้วยสมุนไพรไทยตามที่เขาคิดค้นขึ้น
 
ด้วยกำลังภายในบุปผาเร้นวารีขั้นหนึ่งทำให้เขาสามารถใช้ลมปราณในการตรวจสอบวัตถุดิบแต่ละแหล่งแต่ละล๊อตทำให้ปรับสัดส่วนในการปรุงยาได้อย่างเที่ยงตรง ผลที่ได้น่าทึ่งมาก ทั้งประหยัดเวลาในการเคี่ยวสมุนไพร ต้นทุนที่ใช้ก็ถูกกว่าการซื้อสมุนไพรจริงมาทำเองตั้งแต่ต้น แถมสรรพคุณยังเหนือล้ำไปกว่าเพราะความเข้มข้นไร้สิ่งเจือปนของสมุนไพรที่สกัดมาแล้ว โอสถที่ปรุงขึ้นมาด้วยวิธีนี้มีความบริสุทธิ์ถึงห้าส่วนแถมช่วยบำรุงแก้ไขปัญหาผิวพรรณได้เกือบจะครอบจักรวาล
 
หลี่ใช้เวลาเกือบสองอาทิตย์ในการปรับปรุงสูตรขี้ผึ้งบำรุงรักษาผิวหน้าจนเป็นที่พอใจ เขาให้พวกซูเอ๋อร์และตินมาเป็นหนูทดลองให้ผลที่ได้ก็เกินคาด เด็กๆ ที่เดิมหน้ามันบ้างหน้าสิวบ้างตามธรรมชาติของวัยรุ่นตอนนี้กลายเป็นหล่อสวยยิ่งกว่าเดิมจนซูเอ๋อร์บอกว่าเหมือนใช้แอพแต่งรูป ส่วนตินนั้นคงพอพูดชมได้แค่ว่าเป็นคนธรรมดาที่หน้าใสที่สุด
 
ในระหว่างนั้นโครงการทำการตลาดให้กับบ้านพักตากอากาศระดับหรูใจกลางเขาใหญ่ก็คืบหน้าไปเรื่อยๆ หลี่คุนพยายามเสนอไอเดียต่างๆ เข้าไป แม้จะไม่มีประสบการณ์การค้าขายในยุคนี้แต่เขาก็พยายามศึกษาแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆ มาผสมผสานกับประสบการณ์ในชาติที่แล้ว จางอี้หลงที่เขาได้คุยผ่านแชทอยู่เรื่อยๆ ก็คอยช่วยแนะนำเคสต่างๆ ในโลกธุรกิจให้เขาไปศึกษาดู
 
ความเห็นของหลี่คุนมีคนเห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง สุดท้ายไม่รู้ว่าได้ถูกนำไปใช้หรือเปล่า เพราะช่วงหลังๆ ดูเหมือนเขาจะถูกกันออกจากทีมโครงการจนแทบไม่ได้มีส่วนร่วม หลี่คุนเข้าใจว่าพอจะเป็นงานที่ส่งลูกค้าจริงอาจจะไม่เหมาะที่จะให้นักศึกษาฝึกงานมารับรู้สิ่งที่อาจเป็นความลับ แม้กระทั่งเมื่อแผนการดำเนินงานเสร็จสมบูรณ์ทีมงานก็ไม่ได้บอกอะไรเขา กลายเป็นหลี่คุนทราบจากจางอี้หลงที่ตอนหลังแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการแทน
 
ZYL : พี่เห็นแผนงานโครงการที่ทีมเสนอขึ้นมาแล้วนะ มีไอเดียเราอยู่เยอะเลย
 
LK : อ้าว เสร็จแล้วเหรอครับคุณจาง ผมยังไม่เห็นเลย
 
ZYL : พี่อี้หลง!
 
LK : ??
 
ZYL : บอกให้เรียกพี่อี้หลงไง
 
LK : ก็เวลาพิมพ์คุณจางมันง่ายกว่าอ่ะ ผมพิมพ์ช้าอยู่ด้วย พี่เป็นคนจีนแท้ๆ ยังพิมพ์ไทยเร็วกว่าผมเลย
 
ZYL : งั้นไม่คุยก็ได้ครับ
 
LK : พี่อี้หลง พี่อี้หลง พี่อี้หลง พี่อี้หลงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 
ZYL : ว่าไงครับน้องคุน
 
LK : โครงการเอาไอเดียผมไปใช้เหรอครับ ไม่น่านะครับ ตอนผมเสนอไป ก็บอกว่าไม่เข้าท่าตลอดเลย ตอนสรุปกันก็ไม่ให้ผมเข้าด้วย
 
ZYL : เรื่องเชิญแขกระดับท๊อปแบบเอ๊กซ์คลูซีพ เรื่องจำกัดจำนวนคนในรอบแรกๆ เรื่องให้กระจายภาพคนมีชื่อเสียงที่ถ่ายกับป่าที่เป็นแลนด์มาร์คโครงการออกไปแบบไม่ตั้งใจ พวกนี้เป็นความคิดเราหรือเปล่าล่ะ
 
LK : ของผมครับ ก็อย่างที่เคยคุยๆ กับพี่ไว้แล้วส่งร่างให้ดู
 
ZYL : ไอเดียพวกนี้ถูกเอาไปใช้ในโครงการหมดเลย ไม่ใช่แค่คอนเซ็ปท์นะ แต่รายละเอียดปลีกย่อยที่น้องคุนร่างไว้ก็เอามาใช้เกือบหมด สุดท้ายไม่มีเครดิตให้เรานะ เป็นชื่อคนอื่น
 
LK : อ้าว ไหนพี่เค้าบอกว่าผมคิดมันเด็กๆ ใช้ไม่ได้
 
ZYL : ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพี่จัดการให้ ยังไงเราต้องมีชื่ออยู่ในผลงานนี้
 
LK : ไม่ต้องล่ะครับ อีกไม่กี่วันผมก็ฝึกงานจบแล้ว พี่ๆ ส่วนใหญ่ก็ดี ผมไม่อยากให้มีปัญหา อีกอย่างถึงพี่จะมาจากบริษัทแม่  ไม่ควรไปล้วงลูกการทำงานงานของฝ่ายบริหารบริษัทลูกหรือเปล่า เดี๋ยวระดับสูงเขาจะว่าเอา
 
ZYL : น้องคุนเป็นห่วงพี่เหรอครับ
 
LK : ก็พี่อี้หลงช่วยผมหลายเรื่องแล้ว ไม่อยากให้พี่มีปัญหากับเรื่องเล็กๆ
 
ZYL : โอเคครับ ยังไงซะพี่ก็รู้แล้ว คนอื่นในบริษัทก็ไม่สำคัญหรอก
 
LK : แหม พูดยังกะเป็นประธานบริษัทซะเอง 55
 
ZYL : หึหึ ใช่ซะที่ไหน
 
แม้จะรู้ว่าตัวเองถูกนำไอเดียไปใช้หลี่คุนก็ไม่ได้ไปวุ่นวายอะไร เขาได้รับความรู้เกี่ยวการค้าในยุคนี้จากการฝึกงานก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ไม่คิดว่าวันสุดท้ายของการฝึกงาน เขาจะได้รับเช็คมูลค่าห้าหมื่นบาทจากหัวหน้าเป็นค่าตอบแทนพิเศษจากการทำงานในโครงการดังกล่าว และดูเหมือนว่าทีมโครงการที่ต้องไปทำงานต่อจะถูกปรับเปลี่ยนคนขนานใหญ่ หลี่คุนแอบหัวเราะร่าในใจด้วยความดีใจ เครดิตอะไรไม่ได้ไม่เป็นไร เงินนี่แหละดีที่สุด เขาจะได้เอาไปต่อยอดทำมาหากินต่อ
 
หลี่คุนมีเวลาอีกพอสมควรก่อนที่จะเปิดเทอม เขาเร่งคิดหาทางทำเงินทำทองจากขี้ผึ้งบำรุงผิวพรรณตำหรับใหม่ที่อุตส่าห์คิดค้นขึ้น ด้วยสรรพคุณยอดเยี่ยมที่เทียบเคียงได้กับสิ่งที่ใช้กันในวังเมื่อยุคก่อนหลี่คุนจึงตั้งชื่อว่าขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิ จริงๆ เขายังเข็ดขยาดความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในครั้งที่แล้วอยู่มาก แต่เขาก็ไม่ได้เป็นคนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ หลี่คุนวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในคราวที่แล้วอย่างละเอียด สินค้าไม่มี อ.ย. ไม่อาจวางขายโดยทั่วไปได้ ถูกของเลียนแบบตัดราคา โดนโจมตีทางโซเซียลจนเสียชื่อเสียง เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ต้องหาทางแก้ไขก่อนจะออกสินค้าชุดใหม่
 
จริงๆ แล้วหลี่คุนไม่ต้องการขึ้นทะเบียน อ.ย. เพราะไม่ต้องการเปิดเผยสูตรออกไป แต่เมื่อคิดจะทำอาชีพนี้จริงจังก็ต้องทำตามกฎหมายให้ถูกต้อง เขาไปปรึกษาเรื่องนี้คร่าวๆ กับนายแพทย์ภีมหมอฝังเข็มชื่อดังที่หลี่คุนรู้จักตอนอยู่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหลังข้ามเวลามา หมอภีมพอมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้างบอกว่าถ้าเป็นเครื่องสำอางค์ที่ใช้แต่สมุนไพรไม่ได้มีสารเคมีออกฤทธิ์ควบคุมก็จะไม่ได้เข้มงวดมากนัก ขอแค่ไม่ได้ผสมสารอันตรายหรือโฆษณาเกินจริงก็พอ เขาแนะนำให้หลี่คุนใช้บริการคนที่รับจ้างจด อย. ในที่สุดก็สามารถขึ้นทะเบียนได้โดยแจกแจงสมุนไพรที่ใช้เป็นชื่อรวมๆ ไม่ละเอียดมากพอที่ใครจะลอกเลียนแบบได้
 
เมื่อแก้ปัญหาเรื่อง อ.ย. ได้แล้ว เขาก็เริ่มคิดแผนการขาย เดิมสินค้าเขาเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วผ่านทางไอจีของซูเอ๋อร์  นั่นดูเหมือนจะดีแต่กลับทำให้สินค้าของเขาเข้าไปอยู่ในตลาดล่าง ตลาดล่างมีดีแค่ปริมาณแต่นำปัญหาสินค้าปลอมและการตัดราคาที่ยากจะป้องกันมาให้
 
การฝึกงานที่บริษัทโฆษณาของหลี่คุนไม่เสียเปล่า แม้จะไม่ได้ทำงานสำคัญ แต่เขาก็ได้เรียนรู้พฤติกรรมของคนยุคนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก บริบทเงื่อนไขอาจเปลี่ยนไป แต่เนื้อแท้แล้วคนก็ยังเป็นคนไม่ต่างจากในอดีต พอจับหลักได้ หลี่คุนก็เอาความรู้ในสองชาติภพมาผสมผสานเป็นแผนการตลาดที่แตกต่างขึ้นมา ขี้ผึ้งบำรุงตัวใหม่ของเขาจะต้องจับตลาดบน มีแต่สมาชิกเท่านั้นที่จะซื้อได้ ราคาต้องวางไว้ในระดับสูงแม้ต้นทุนจะต่ำเพียงใด สินค้าเพื่อความงามมิอาจตั้งราคาต่ำได้ผู้คนจะไม่เชื่อถือ บรรจุภัณฑ์ต้องหรูหราสวยงามยากต่อการปลอมแปลง ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขที่เขาวางไว้
 
ขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิถูกแจกจ่ายไปให้กับผู้คนในวงจำกัด คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนที่เขารู้จักหรือมีส่วนเกี่ยวข้องที่เขาคาดว่าจะช่วยแนะนำสินค้าของเขาไปให้กลุ่มเป้าหมายได้ เขามีประสบการณ์แล้วว่าลูกค้ายุคนี้เชื่อคนที่เขาสนใจมากกว่าโฆษณา คนพวกนี้เรียกว่าอินฟลูเอนเซอร์เหมือนตอนที่คนในเน็ตใช้ขี้ผึ้งตัวเก่าตามซูเอ๋อร์ หลี่คุนไม่คิดที่จะใช้น้องชายตัวเองอีกเพราะไม่อยากให้เปลืองตัวและคนที่ติดตามซูเอ๋อร์อยู่ก็คงมีแต่วัยรุ่นที่กำลังซื้อไม่สูง เขาจึงมองหาคนอื่นถึงได้พบว่าคนรอบตัวเขามีทั้งคนหน้าตาดีมีชื่อเสียงเป็นที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ยอดเยี่ยมได้ทั้งนั้น
 
คนแรกที่ได้รับขี้ผึ้งคือหมอภีม นายแพทย์หนุ่มเชื่อถือในวิชาฝังเข็มของหลี่คุนอยู่แล้วจึงนำไปใช้กับตัวเองในทันที ผลที่ได้น่ามหัศจรรย์มาก เขารีบแนะนำให้กับคนไข้สาวน้อยสาวใหญ่ไฮโซที่สนิทกันอย่างไม่ลังเล รายที่สองคือแฮ็คส์นักร้องนักแสดงหนุ่มว่าที่น้องเขยของหลี่คุนเอง แฮ็คส์ได้รับการรับรองแข็งขันจากซูกัสจึงนำเอาไปบังคับขายกับกลุ่มเพื่อนดาราเพื่อเอาใจพี่แฟน นอกนั้นก็มีพวกนายแบบที่หลี่คุนช่วยไว้จากพีทหลายคนที่อาสาเอาไปช่วยแนะนำให้กับคนในวงการบันเทิง ไฮโซแบ๊งค์นักเปียโนชื่อดังก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ช่วยทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักในแวดวงคนชั้นสูง เขากลัวว่าหลี่คุนจะไม่ช่วยฝังเข็มให้มือของเขาอีก จึงถึงกับยกเลิกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกมาเดินสายขายขี้ผึ้งอยู่เป็นเดือนๆ จนได้ยอดสูงกว่าคนอื่นทั้งหมด
 
หลังจากใช้เวลาเกือบเดือนในการกระจายสินค้าล๊อตแรกไป หลี่คุนก็ได้แต่รอลุ้นว่าผลตอบรับจะเป็นอย่างไร ถึงแม้ซูเอ๋อร์ หมอภีม ไฮโซแบ๊งค์ หรือคนอื่นๆ จะยืนยันว่าขี้ผึ้งของเขามีสรรพคุณที่ยอดเยี่ยมจริงๆ แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจ คนกลุ่มนี้สนิทกับเขา หรือไม่ก็มีเหตุให้ต้องพยายามเอาอกเอาใจเขาจึงไม่อาจนับเป็นผลตอบรับที่เที่ยงตรงได้ ประสบการณ์ขาดทุนในครั้งที่แล้วยังทำให้เข็ดขยาดอยู่ไม่น้อย
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 16] 11/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: alternative ที่ 12-11-2019 17:17:34
พี่อี้หลงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

วี้ดว้ายยยยย เอาใจน้องคุณออกหน้ามากกกก

ผจก. นั่นไม่เลิกง่าย ๆ แน่ ๆ  เดี๋ยวต้องมาแว้งกัดชัวร์ แต่ระหว่างนั้นก็คันคะเยอะแสบร้อนไปก่อนละกัน ฮ่าๆ ๆ ๆ
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 16] 11/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: songte ที่ 12-11-2019 22:53:19
พี่อี้หลงจะเป้นพระเอกใช่มะ ดูห่างไกลเรื่องความรักละเกิน เงินสำคัญใช่มะหลี่คุน
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 16] 11/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: Icegemini04 ที่ 12-11-2019 22:55:48
โอ้ยยยย เพลินมากกก สนุกมากค่ะ อ่านไปยิ้มไปขำไป รอมาต่อนะคะ
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 16] 11/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: stickyyrice ที่ 13-11-2019 07:24:12
สนุกมากกก ล่าสุดเกณฑ์คนไปขายครีม 555


Sent from my iPhone using Tapatalk
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 17] 13/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 13-11-2019 12:14:01
 
หลังจากที่เขากระจายสินค้าล๊อตแรกไปไม่กี่วันมหาลัยก็เปิดเทอม หลี่คุนกลับไปร่วมเรียนปีสี่คณะนิเทศภาคโฆษณาร่วมกับเพื่อนๆ ของคุณานนท์โดยไม่เครียดอะไรเพราะความทรงจำของร่างเดิมได้ฟื้นคืนมาพอสมควรและเขาก็ปรับตัวกับยุคนี้ได้ดีแล้ว หลี่คุนมีแต่ความตื่นเต้นที่จะได้เรียนในสำนักศึกษาที่เกิดขึ้นหลายร้อยปีหลังจากยุคที่แท้จริงของตัวเอง เขาถอดผ้าปิดปากที่ใส่เป็นประจำระหว่างเดินทางออกเมื่อเข้ามาในคณะ คนที่ตกตะลึงจริงๆ กลับเป็นเพื่อนๆ กำลังคุยกันเซ็งแซ่หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนาน
 
คุณานนท์ในความทรงจำของพวกเขาเป็นคนหน้าตาดีก็จริงแต่ในคณะที่เต็มไปด้วยคนหล่อๆ สวยๆ ที่พร้อมจะเข้าวงการก็ไม่นับว่าโดดเด่นเป็นพิเศษ แต่คุณานนท์ที่มาปรากฎตัวในวันเปิดเทอมกลับเปลี่ยนไปจนคนมองแทบจะลืมหายใจ ดวงตาหงส์เรียวยาว ปากแดงฟันขาวผมดำราวหมึก ที่สำคัญคือผิวขาวเนียนราวส่องแสงได้ไร้ตำหนิริ้วรอยแม้แต่น้อย เมื่อรวมกับรูปร่างแข็งแรงท่าทางองอาจผ่าเผยและการเคลื่อนไหวแคล่วคล่องงามสง่าทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้ แม้แต่เพื่อนร่วมรุ่นซึ่งเป็นนักแสดงวัยรุ่นชื่อดังที่เข้าวงการมาแล้วหลายปีก็ยังมีออร่าไม่เท่า
 
การฝังเข็มทะลวงเส้นปราณที่อุดตันและการบรรลุกำลังภายในบุปผาเร้นวารีขั้นที่หนึ่งทำให้สุขภาพของหลี่คุนสมบูรณ์ถึงขีดสุด สิ่งนี้ย่อมสะท้อนออกมายังรูปลักษณ์ภายนอก โอสถบำรุงในตำนานหลากหลายขนานที่หลี่คุนทดลองกับตัวเองยิ่งส่งเสริมให้ความหล่อเหลางดงามเปล่งประกายไร้ที่ติ ท่วงท่าองอาจได้มาจากการฝึกยุทธ์ที่ชายหนุ่มทำเป็นประจำอย่างไม่เกียจคร้าน ดวงจิตที่เป็นของผู้นำตระกูลหลี่แห่งฉางอันครั้งบรรพกาลฉายแววผ่าเผยสูงศักดิ์ที่เกินกว่านักศึกษาธรรมดาจะมีได้ออกมาผ่านแววตาคมกล้า
 
“ไอ้ เอ่อ อ่า คุน ไปทำอะไรมา กู เอ่อ เรา เอ๊ย ผมเกือบจำไม่ได้เลย คะ..ครับ”
 
เพื่อนที่คุ้นเคยกับคุณานนท์เพราะทำงานกลุ่มเดียวกันบ่อยๆ เข้ามาทักด้วยท่าทางฝืนๆ เขารู้สึกไม่กล้าพูดจาไม่สุภาพกับคนตรงหน้าขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ
 
“ทำไมพูดจาแปลกๆ วะกอล์ฟ สุภาพซะจนกูตอบไม่ถูกเลย”
 
หลี่คุนสวมรอยเป็นคุณานนท์ตอบกลับได้อย่างแนบเนียน เขาจำเพื่อนร่วมคณะคนนี้ได้จากความทรงจำของคุณานนท์ เมื่อมองว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่งไม่ต่างจากตินปฏิกิริยาของเขาก็เป็นไปอย่างธรรมชาติ
 
เพื่อนคนนั้นตอบกลับด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นเมื่อเห็นท่าทางที่ยังเหมือนเดิมของคนตรงหน้า
 
“ไอคุนจริงๆ ด้วย ไปทำหน้าที่ไหนมาวะ หล่อเด้งขนาดนี้ เชร็ด นี่กูใจสั่นกับผู้ชายเหรอวะ”
 
เพื่อนคนอื่นๆ ที่หายจากอาการตกตะลึงก็เข้ามารุมล้อมยิงคำถามกับหลี่คุนราวกับอีกฝ่ายเป็นดารา จนหลี่คุนยืนยันหลักแน่นว่าไม่ได้ไปทำศัลยกรรมใบหน้าที่ไหนมาถึงได้ยอมสลายตัว แต่ไม่วายมีสาวสวยเพื่อนร่วมรุ่นอีกคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาว่า
 
“คุน ชั้นตัดสินใจแล้ว ยังไงแกต้องมาแสดงละครนิเทศปีนี้ให้ชั้น หน้าตาท่าทางแบบนี้ทำไมชั้นไม่เห็นแววมาก่อนนะ พลาดไปแล้ว พลาดไปแล้ว”
 
หญิงสาวทำท่าตีโพยตีพายเหมือนเสียใจเสียเต็มประดา หลี่คุนยิ้มน้อยๆ แต่ตอบปฏิเสธในทันที
 
“เราคงไม่เหมาะหรอก ตอนนี้เพิ่งเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ อยู่ด้วย คงไม่มีเวลา”
 
“อุ๊ย ไม่เสียเวลาอะไรเลย บทแกมีไม่เยอะแต่โคตรเด่น เรียนที่นี่แต่ไม่ได้เล่นละครนิเทศสักครั้งถือว่าเสียชาติเกิดนะ ชั้นจะให้แกเล่นเป็นบัณฑิตดีดพิณลึกลับ ที่ออกมาอย่างคาดไม่ถึงเวลาที่พระเอกกับนางเอกเข้าตาจน บทนี้เด่นกว่าวีรบุรุษเจ้าสำราญที่เป็นพระรองอีกนะ บทพูดก็ไม่ค่อยมี แค่ทำท่าดีดพิณจีนโบราณเท่ๆ ชิลๆ  ก็พอแล้ว แต่รับรองสาวกรี๊ด”
 
“หือ ทำไมมีพิณจีนโบราณด้วย ละครเรื่องอะไร”
 
หญิงสาวเห็นหลี่คุนทำท่าสนใจก็รีบขายของ
 
“ละครชื่อยิ้มเย้ยยุทธจักร เรื่องจะย้อนยุคไปสมัยจีนโบราณโน่นเลย ช่วงนี้กำลังฮิต ชุดก็ออกแบบไว้หมดแล้ว ถ้าแกใส่ต้องดูสง่าเหมือนองค์ชายในซีรี่ส์จีนแน่ๆ ว๊ายๆ ชั้นอยากจะจับแกไปฟิตติ้งซะตอนนี้เลย”
 
หลี่คุนลังเล ถึงแม้เขาจะมีความสุขกับโลกปัจจุบันแต่ก็ใช่ว่าใจจะไม่ถวิลหายุคสมัยที่จากมา ถ้าได้สวมชุดที่คุ้นเคยอีกครั้งคงพอบรรเทาความรู้สึกอ้างว้างคิดถึงบ้านไปได้บ้าง ละครเรื่องยิ้มเย้ยยุทธจักรเหรอ เนื้อเรื่องจะเป็นยังไงนะ ในที่สุดเขาก็ตอบตกลง
 
“เราคงไม่มีเวลาซ้อมเท่าไหร่ แต่จะลองดูแล้วกัน ขอเงื่อนไขเดียวว่าชุดเราต้องเป็นสีขาวล้วนนะ”
 
“ไม่มีปัญหา เดี๋ยวดีไซน์ให้พิเศษเลย” 
 
หลี่คุนเริ่มวันแรกของการเรียนปีสี่ด้วยการรับแสดงละครเวทีไปอย่างเผลอตัว โชคดีที่ทีมงานละครอยู่ระหว่างเตรียมการช่วงนี้ยังไม่ต้องทำอะไรมากนัก เขาจึงสามารถทุ่มเทให้กับการเรียนได้อย่างเต็มที่ วิชาปีสี่ส่วนใหญ่เป็นการนำวิชาพื้นฐานไปประยุกต์ใช้ หลี่คุนที่ได้ผ่านการฝึกงานมาอย่างเข้มข้นแถมด้วยการชี้แนะของจากอี้หลงที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจจึงเอาตัวรอดไปได้สบายๆ
 
ในช่วงที่นั่งฟังแลคเชอร์ หลี่คุนจะจดน้อยมาก เขาเขียนแต่หัวข้อที่เป็นประเด็นสำคัญๆ เพราะยังไม่สามารถรื้อฟื้นความแคล่วคล่องในการเขียนภาษาไทยของร่างเดิมออกมาได้เต็มที่ แต่พอกลับถึงบ้าน เขาจะสรุปสิ่งที่เป็นหัวใจของเนื้อหาในวันนั้นลงในสมุดบันทึกส่วนตัวอีกเล่ม
 
แม้จะข้ามเวลามาอยู่ในยุคอีกหลายร้อยปีให้หลัง แต่หลี่คุนก็ยังไม่ทิ้งนิสัยของชาวจีนโบราณที่ชอบจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ สิ่งนี้ทำให้ชนชาติจีนสร้างความยิ่งใหญ่มาได้อย่างยาวนานในยุคประวัติศาตร์ การคิดค้นกระดาษเมื่อสองพันปีก่อนทำให้การจดบันทึกเพื่อรวบรวมความรู้ประสบการณ์สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ศิลปวิทยาการของชาวจีนจึงถูกส่งต่อไปได้อย่างกว้างไกล
 
หลี่คุนมีพู่กันจีนที่มีหมึกในตัวซึ่งซูเอ๋อร์ไปหาซื้อมาให้ เขาใช้มันคู่กับสมุดที่มีหน้ากระดาษขาวล้วนเล่มหนาจดบันทึกเรื่องราวที่พบเจอ มีทั้งเนื้อหาที่เรียนในมหาลัย ความเป็นมาและนิสัยของเพื่อนๆ แต่ละคน กลยุทธ์การค้าที่ได้จากจางอี้หลง ส่วนมากจะเขียนถึงสิ่งแปลกใหม่ต่างๆ ที่พบเจอในยุคนี้ เขาเปรียบเทียบความแตกต่างกับยุคโบราณที่เขาเกิดมา และด้วยความกลัวว่าความทรงจำที่ติดมาจากอดีตชาติอาจจะจางหายไปในวันใดวันหนึ่ง เขาจึงค่อยๆ บันทึกเรื่องราวของตัวเองสมัยราชวงศ์หมิงตั้งแต่เด็กจนโตไว้ในสมุดเล่มนั้น
 
หลี่คุนใช้อักษรของอาณาจักรเซี่ยตะวันตกในการจดบันทึก แม้แต่ในยุคราชวงศ์หมิงที่เขาเกิดก็ไม่เหลือผู้คนที่สามารถอ่านภาษาของอาณาจักรที่ล่มสลายไปแล้วหลายร้อยปีนี้ออก แต่หลี่คุนในฐานะผู้สืบทอดของตระกูลหลี่แห่งฉางอันได้เรียนอักษรที่สาบสูญนี้มาตั้งแต่เด็กจึงใช้มันในการจดบันทึกสิ่งที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้มาโดยตลอด ยิ่งในยุคนี้ภาษาเซี่ยตะวันตกคงเป็นดั่งรหัสลับที่ไม่อาจถอดความได้ เขาจึงเขียนสิ่งที่เป็นความลับลงไปได้โดยไม่ต้องกลัวว่าผู้ใดจะมาอ่านพบ
 
ในขณะที่การเรียนเป็นไปอย่างราบรื่น การค้าที่เริ่มไว้ก่อนเปิดเทอมยังไปได้ไม่ดีนัก ยอดขายของขี้ผึ้งในเดือนแรกน้อยนิดจนน่าปวดใจ ส่วนใหญ่สั่งซื้อเพราะเกรงใจคนที่แนะนำ หมอภีมช่วยหาลูกค้าในแวดวงคนมีเงินที่ชอบแนวแพทย์แผนโบราณมาได้พอสมควร แต่จะรุกหนักกว่านี้ก็ไม่ได้ด้วยจรรยาบรรณที่ยังค้ำคออยู่ กลุ่มนายแบบเองก็พอจะเจาะตลาดดารานางแบบระดับกลางๆ ได้บ้าง ส่วนแฮ็คส์ก็ใช้การบังคับขายกลุ่มนักร้องนักแสดงที่สนิทสนมกันดื้อๆ แต่คนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจที่สุดคือแบ็งค์ หลังจากเลื่อนทัวร์คอนเสิร์ตของตัวเองออกไป เขาก็กลับไทยมาวิ่งเข้าวิ่งออกบ้านคุณหญิงคุณนายในแวดวงไฮโซเพื่อแนะนำขี้ผึ้งอย่างไม่ห่วงหน้าตาตัวเอง ที่จริงเขาอยากจะเหมาซื้อเอาไว้เองทั้งหมดด้วยซ้ำแต่หลี่คุนไม่ยินยอม
 
ขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิอาศัยแค่การแนะนำบอกต่อในวงแคบไม่มีการโฆษณาขาย วิธีการซื้อก็จำกัดยุ่งยาก ขี้ผึ้งหนึ่งกระปุกใช้ได้หนึ่งเดือนและก็มีอายุการใช้งานแค่หนึ่งเดือนด้วย ทุกตลับจะมีผนึกตราครั่งประทับไว้อย่างวิจิตรบรรจงว่าเป็นของเดือนอะไร หากหมดเดือนก็จะหมดสภาพไม่สามารถใช้ต่อได้ ผู้ซื้อจะต้องสมัครเป็นสมาชิก ทุกๆ เดือนจะได้รับขี้ผึ้งของเดือนนั้นหนึ่งกระปุก ความซับซ้อนนี้ประกอบกับราคาที่สูงกว่าครีมหรูหราของเคาเตอร์แบรนด์ดัง ทำให้หลายคนไม่อยากทดลองแม้จะได้รับคำแนะนำจากคนที่น่าเชื่อถือก็ตาม เรื่องนี้ทำให้บรรดาหนุ่มหล่อทีมขายปวดใจมาก พวกเขาควักเงินตัวเองเป็นลูกค้าของหลี่คุณอย่างต่อเนื่อง ยิ่งใช้ก็ยิ่งหล่อหน้าใสอย่างไม่น่าเชื่อ แต่จนใจไม่รู้จะอธิบายให้คนอื่นฟังยังไง พูดไปก็เหมือนโฆษณาเกินจริง
 
เมื่อเห็นผลในเดือนแรกเป็นเช่นนี้ หลี่คุนที่มั่นใจในสรรพคุณของโอสถที่ตัวเองปรุงกว่าเหนือล้ำกว่าที่มีขายกันมากนักก็ยังชักจะหวั่นใจจนต้องขอคำปรึกษาจากกูรูส่วนตัว
 
LK : พี่อี้หลง ทักๆ
 
ZYL : ว่า?
 
LK : สมมุติถ้าเรามีสินค้าที่ดีมากๆ แต่ราคาสูงหน่อย แล้วคนไม่กล้าลองใช้จะทำยังไงดี
 
ZYL : หาคนน่าเชื่อถือมารีวิว แต่เขาต้องใช้เองจริงๆ นะ
 
LK : ทำแล้ว
 
ZYL : แจกตัวอย่างทดลอง อ้อ เป็นสินค้าราคาสูงใช่ไหม เน้นภาพลักษณ์ด้วยเปล่าครับ?
 
LK : ใช่เลยครับ
 
ZYL : งั้นแจกฟรีอาจจะไม่เหมาะ ภาพลักษณ์สินค้าจะเสีย เอาเป็นรับประกันแบบไม่มีเงื่อนไข ถ้าไม่พอใจไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไร ก็คืนเงินให้หมด
 
LK : อย่างนี้ไม่เจ๊งแย่เหรอพี่
 
ZYL : ก็ถ้าของดีจริงเขาจะมาคืนทำไม
 
LK : จริงด้วย
 
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 17] 13/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: nuja ที่ 14-11-2019 06:16:20
รอค่ะรออออออออ
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 18] 17/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 17-11-2019 11:05:20
18

หลี่คุนได้เพิ่มแผนประกันความพึงพอใจร้อยเปอร์เซ็นต์ให้กับขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิตามคำแนะนำของจางอี้หลง หากใช้แล้วไม่ชอบไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด เขาจะคืนเงินให้เต็มจำนวนเท่ากับยอดที่ซื้อจริงย้อนหลังไปสูงสุดหกเดือน บรรดาทีมขายหนุ่มหล่อต่างพากันเดินสายโปรโมทสินค้าตัวนี้อีกรอบ ลูกค้าเห็นการรับประกันที่บ้าบิ่นแสดงถึงความมั่นใจในคุณภาพสินค้าก็เริ่มเข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อทดลองมากขึ้น ผลตอบรับก็มีแนวโน้มที่ดีแทบจะไม่มีสมาชิกที่ยกเลิกเลย อันที่จริงผู้ใช้ก็เริ่มรู้สึกว่าผิวหน้าดีขึ้นตั้งแต่เดือนแรกๆ แต่หลายคนใช้ผลิตภัณฑ์หลายตัวมากประโคมไปบนใบหน้าตัวเองจนไม่รู้ว่าดีขึ้นจากตัวไหน แต่ผ่านไปสองสามเดือนก็มั่นใจว่าเป็นเพราะขี้ผึ้งของหลี่คุณ
 
หลังจากนั้นยอดขายรายเดือนของขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดารานักแสดงที่ใช้ก็ได้รับคำชมจากช่างแต่งหน้าว่าหน้าใสกระจ่างสุขภาพดีจากภายใน แต่ละคนต่างยิ้มรับแต่เก็บความลับไว้ไม่บอกใครเพราะกลัวดาราคู่แข่งจะสวยเท่า แต่ในหมู่คุณหญิงคุณนายไฮโซดูจะมีมิตรไมตรีกันมากว่าต่างพากันแนะนำให้เพื่อนๆ อย่างไม่หวงแหน
 
ยอดสมาชิกไต่ขึ้นอย่างรวดเร็วทุกเดือน แต่ก็เริ่มมีลูกค้าที่ไม่ซื่อตรงไม่กี่คน พอใช้ไปได้ซักระยะก็มาขอยกเลิกอ้างว่าผลิตภัณฑ์ไม่ดีอย่างที่พูดๆ กัน หลี่คุนคืนเงินให้เต็มจำนวนโดยไม่บิดพริ้ว  ลูกค้ากลุ่มนี้รับเงินคืนไปก็คิดจะกลับไปสมัครใหม่ แต่หลี่คุนกลับประกาศนโยบายใหม่ในการขายขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิที่น่าตกตะลึงขึ้นมาเสียก่อน
 
ขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิจะไม่ขายให้กับคนทั่วไป ผู้ที่จะสมัครสมาชิกใหม่จะต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกเดิม สมาชิกแต่ละท่านสามารถรับรองสมาชิกใหม่เพิ่มได้หนึ่งคนต่อปีเท่านั้น
 
ประกาศที่หลี่คุนออกมาสร้างความปั่นป่วนอย่างแท้จริง สิ่งที่คิดว่ามีเงินก็ซื้อได้แม้จะแพงหน่อยกลับไม่สามารถใช้เงินเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป คนที่เป็นสมาชิกอยู่แล้วต่างคิดว่าตัวเองโชคดีที่เจอขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิก่อนคนอื่น คนที่เพิ่งได้ยินสรรพคุณยังไม่ได้เป็นสมาชิกต่างร้อนรนจะเป็นจะตายกลัวไม่สามารถหาผู้รับรองได้ สิทธิรับรองสมาชิกรายเดียวที่มีในหนึ่งปีมีค่าราวกับทอง ถ้าไม่รักชอบกันจริงไม่มีทางที่ใครจะยกให้ใครโดยเด็ดขาด ไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์สินค้าในทางเสียหายโดยไม่มีมูลเพราะกลัวถูกตัดสิทธิ์สมาชิก คนที่ชอกช้ำที่สุดคือพวกที่เคยใช้อยู่จนรู้สรรพคุณดีแต่ไปยกเลิกเพราะหวังได้เงินคืนแล้วค่อยไปสมัครใหม่ ตอนนี้ทำอย่างไรก็ไม่สามารถกลับไปเป็นสมาชิกได้
 
มีหลายเสียงเรียกร้องให้หลี่คุนผ่อนปรนการรับสมาชิกมากขึ้น คนค้าขายมิใช่หวังเงินทองหรอกหรือ จะจำกัดยอดขายตัวเองทำไม หลี่คุนไม่ตอบอะไร เขาไม่ได้โง่แต่นี่เป็นแผนการตลาดที่เขาวางไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ถึงอย่างไรเขาที่เปิดเรียนแล้วก็ไม่มีกำลังที่จะทำขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิได้พอกับทุกคนที่ต้องการ และการปรุงขี้ผึ้งก็ไม่สามารถให้คนอื่นทำแทนได้ เขาจึงหยุดในระดับที่ทำได้สบายๆ แล้วปล่อยให้การค้าค่อยๆ โตไปทีละนิด จะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นและป้องกันไม่ให้กิจการเด่นเกินไปจนโดนโจมตีอีก เพียงแค่นี้เขาก็มีรายได้ที่มั่นคงเข้าทุกๆ เดือนแล้ว ทีมขายรูปหล่อทุกคนถูกปลดกระทันหันเพราะขี้ผึ้งมีแทบไม่พอขาย แต่ทุกคนก็ยังขอเป็นลูกค้าต่ออย่างเหนียวแน่น
 
พอการค้าเริ่มอยู่ตัว ก็เข้าสู่ช่วงการฝึกซ้อมของละครนิเทศพอดี บทพูดของหลี่คุนในบทบัณฑิตดีดพิณลึกลับมีไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นการทำท่านิ่งๆ เท่ๆ เสียมากกว่าทำให้เขาไม่ต้องซ้อมหนักเท่านักแสดงคนอื่น หลังจากนั้นไม่นานเสื้อผ้าชุดหลักของนักแสดงก็ตัดเสร็จ เขาถูกเรียกให้เข้าไปลองชุดพร้อมกับนักแสดงคนอื่นๆ หลี่คุนเดินเข้าไปในห้องเสื้อผ้าก็เห็นชายหญิงหน้าตาดีหลายคนเดินกันขวักไขว่ไปมาในชุดแบบจีนคล้ายกับยุคที่เขาจากมาก็อดรู้สึกท่วมท้นในใจไม่ได้ ทีมงานเสื้อผ้าเห็นเข้าก็รีบพาเขาไปเปลี่ยนเป็นชุดบัณฑิตสีขาวล้วนทันที พอเขากลับมาในห้องรวมอีกครั้งสายตาทุกคนในห้องก็จ้องมองมาที่หลี่คุนเป็นตาเดียว
 
ไม่ใช่แค่ชุดที่เป็นแบบจีนโบราณ แต่ผมของหลี่คุนก็ถูกต่อจนยาวแล้วมัดเป็นทรงที่บัณฑิตหนุ่มยุคนั้นชอบไว้กัน ความลงตัวสง่าผ่าเผยของบุรุษหนุ่มตรงหน้าทำให้หลายคนอดจินตนาการไม่ได้ว่าคนผู้นี้ได้ข้ามเวลาจากอดีตกาลมาจริงๆ แม้แต่ตัวหลี่คุนเองก็ตกอยู่ในภวังค์เช่นกัน เขารู้สึกราวกับว่าได้ย้อนกลับไปอยู่ในเมืองต้าชิงเมื่อหลายร้อยปีก่อน หลี่คุนยิ้มบางเบาเป็นเชิงทักทายชายหญิงในชุดเสื้อผ้าแบบจีนโบราณพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อผายมือเป็นเชิงให้เกียรติทุกคน ท่วงท่าทรงศักดิ์สง่างามของชนชั้นสูงในอดีตเช่นนี้แม้แต่นักแสดงมากฝีมือของจีนแผ่นดินใหญ่ยังไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้
 
“กรี๊ด ไอคุน ชั้นว่าแล้วว่าแกต้องเหมาะกับชุดนี้ ขาวออร่าทั้งคนทั้งชุดเห็นแล้วแข้งขาอ่อนไปหมด ตายๆๆๆๆ เจออย่างนี้แล้วใครยังจะมาสนใจพระเอกพระรองของเรื่องอีกเนี่ย”
 
สาวสวยผู้ชักชวนหลี่คุนให้มาแสดงละครเป็นคนแรกที่หาเสียงตัวเองเจอ หลังจากกรีดร้องอย่างปลาบปลื้มจนหนำใจแล้วก็หยิบเอามือถือขึ้นมาถ่ายรูปหลี่คุนอย่างไม่นับ ปากก็พึมพำว่าละครเรื่องนี้ต้องดังแน่ๆ
 
หลี่คุนได้รับรูปพวกนั้นทางไลน์ คนถ่ายบอกว่าคัดมาไม่กี่รูปที่ถ่ายออกมาได้ดีที่สุด หลี่คุนไล่ดูแล้วก็พบว่าไม่เลวเลยจริงๆ บางรูปก็คล้ายกับตัวเขาเมื่อหลายร้อยปีก่อนถึงแปดเก้าส่วน หลังจากนั่งดูอยู่นานก็คลิ้มใจอดไม่ได้ที่จะส่งรูปพวกนี้ไปให้คนอื่นดูบ้าง เขาเริ่มเข้าใจความรู้สึกของคนยุคนี้ที่มีอะไรก็ต้องแชร์ให้ชาวโลกรู้ขึ้นมานิดๆ
 
ไม่ทันไรทั้งซูเอ๋อร์กับเพื่อนๆ ติน จางอี้หลง หมอภีม แบ็งค์ แฮ็คส์ พี่ๆ ที่ค่ายมวย ไปจนบรรดานายแบบที่เคยช่วยขายขี้ผึ้ง ก็ได้รับรูปหลี่คุนในชุดจีนโบราณสีขาวกันโดยทั่วหน้า หลังจากนั้นไลน์ของหลี่คุนก็ลุกเป็นไฟ มีทั้งคำชมทั้งส่งข้อความมาถามว่าอะไรยังไงถึงได้ไปแต่งตัวแบบนั้นได้ หลี่คุนก็ตอบไปคร่าวๆ เป็นชุดของละครเวทีที่ตัวเองจะร่วมแสดงด้วย แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดไปมากกว่านั้นเพราะไม่รู้ว่าทีมงานยังปกปิดอะไรไว้เป็นความลับหรือเปล่า
 
หลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ก็มีการนัดถ่ายรูปเพื่อโปรโมทละคร สถานที่ก็ไม่ต้องไปไหนไกลเนื่องจากในมหาลัยมีอาคารวัฒธรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนซึ่งถูกออกแบบให้เหมือนเก๋งจีนอยู่แล้ว กระแสของละครเรื่องนี้กำลังมาแรงในกลุ่มนักศึกษาจากภาพในชุดจีนโบราณสีขาวของหลี่คุนที่เล็ดรอดออกไปทำให้มีคนมารอดูการถ่ายรูปเป็นกลุ่มใหญ่
 
เมื่อทีมงานตั้งกล้องเซ็ทแสงเรียบร้อยก็มีคนผู้หนึ่งสวมชุดขาว แขนเสื้อชายผ้าและเส้นผมยาวพลิ้วไหวลู่ลมดูงดงาม เดินออกมาตรงหน้ากล้อง บุรุษหนุ่มผู้นั้นยืนสงบนิ่งสายตาผลุบมองข้างล่าง แล้วก็ช้อนสายตาขึ้นอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นประกายดำขลับสดใสก่อนจะคลี่รอยยิ้มบางเบา เขาแหงนหน้าขึ้นสายตาทอดไปยังฟ้าคราม แสงแดดส่องกระทบใบหน้า สายลมพัดผมม้วนปลิวไสว แลดูสูงส่งดั่งเทพเซียน กลุ่มคนที่มุงดูแทบจะหยุดหายใจ จนเมื่อเห็นตากล้องรัวชัตเตอร์เก็บภาพตรงหน้าอย่างต่อเนื่องก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองควรจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพงดงามนี้เก็บไว้เหมือนกัน
 
หลังจากถ่ายภาพชุดแรกเสร็จ ทางทีมงานก็ยกพิณที่ใช้ประกอบฉากเข้ามา หลี่คุนเห็นแล้วถึงกับตกตะลึง พิณที่ใช้ตอนซ้อมละครเป็นกู่เจิงขนาดเล็กที่ใช้ประดับบ้านอาม่าของใครสักคนหนึ่งในคณะ แต่พิณที่ถูกยกมาวางบนโต๊ะตัวนี้เป็นพิณโบราณกู่ฉินไม่ผิดแน่ ซ้ำยังถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตด้วยไม้สีดำมันวาวประดับมุก มิคาดว่าจะได้เห็นกู่ฉินโบราณเช่นนี้ในยุคปัจจุบัน หากพิณตัวนี้ปรากฏขึ้นในสมัยเขา ยังจัดได้ว่าเป็นกู่ฉินอันล้ำค่าตัวหนึ่ง
 
หลี่คุนลูบคลำกู่ฉินตรงหน้าอย่างทะนุถนอม ตั้งแต่ข้ามเวลามาก็นับว่านานแล้วที่ไม่มีโอกาสบรรเลงเครื่องดนตรีแสนรักชนิดนี้ เขากรีดนิ้วไปบนสายพิณจนเกิดเป็นเสียงหนึ่ง สำเนียงคุ้นเคยเสนาะหูที่ดังขึ้นทำให้ย้อนคิดถึงความทรงจำยามที่ได้หัดเล่นกู่ฉินในวัยเด็ก หลี่คุนพรมนิ้วไปบนสายทั้งเจ็ดอย่างไม่รู้ตัว เขาลืมความคิดที่จะไม่ทำตัวเด่นให้เกิดความสงสัยไปโดยสิ้นเชิง ท่วงทำนองจีนโบราณที่สูญหายไปแล้วกลับถูกนำมาถ่ายทอดอีกครั้งผ่านความทรงจำข้ามชาติภพของหลี่คุน
 
เสียงของกู่ฉินนั้นไม่ดังแต่แฝงไว้ซึ่งอารมณ์และความรู้สึกส่งผ่านถึงใจตรึงผู้ฟังให้ตกอยู่ในภวังค์ นิ้วมือขาวเรียวยาวทั้งซ้ายและขวาบรรเลงประสานกันด้วยท่วงท่าซับซ้อนทว่าสง่างาม เสียงทุ้มต่ำคล้ายคร่ำครวญของเครื่องดนตรีโบราณแฝงความอาวรณ์ถึงอดีตที่ไม่อาจหวนคืน ความรู้สึกที่มีต่อบิดามารดาที่ล่วงลับ พี่น้องที่รักใคร่ มิตรสหายในยุทธภพ หญิงสาวที่เคยให้ใจ หน้าที่ ความรัก ความผูกพัน ที่จบลงด้วยการทรยศในชาติก่อน ถูกหลี่คุนถ่ายทอดผ่านสำเนียงพิณอันโศกเศร้าจนทำให้ผู้ฟังหลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา
 
หลี่คุนปลดปล่อยอารมณ์ผ่านเสียงดนตรีจนภายในใจสงบขึ้น เขาสังเกตเห็นผู้คนรายรอบที่ตกอยู่ในความเศร้าอาลัยของเสียงเพลงแล้วก็คิดว่าผิดท่า ละครเรื่องยิ้มเย้ยยุทธจักรที่พวกเขาตั้งใจโปรโมทนี้เป็นแนวสนุกขบขัน เป็นเช่นนี้จะขายบัตรได้หรือ ฉับพลันทำนองพิณก็แปรเปลี่ยนเป็นจังหวะสดใสเร่งเร้า ท่อนฮุคของเพลงฮิตร้อยล้านวิวถูกบรรเลงผ่านเครื่องดนตรีโบราณได้อย่างแปลกใหม่ บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนที่เคยสงบนิ่งเปลี่ยนเป็นพูดคุยกันเสียงเซ็งแซ่ ไม่ว่าใครก็มีแต่ชื่นชมความหล่อความเก่งที่ไม่น่าเชื่อของนักแสดงมือสมัครเล่นอย่างหลี่คุน
 
บรรดาทีมงานทั้งตกใจทั้งตื่นเต้น คุณานนท์ไม่เห็นเคยบอกมาก่อนว่าสามารถดีดพิณโบราณได้ไพเราะอย่างนี้ ไม่รู้ไปเรียนจากที่ไหนมา ละครปีนี้ต้องประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากนั้นก็เกิดความวุ่นวายจนเกือบจะถ่ายรูปโปรโมทต่อไม่ได้ คนดูมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการไลฟ์สดของเพจคิ้วบอยของมหาลัยที่ถ่ายทอดไปก่อนหน้านี้  มีแต่คนมารุมล้อมขอถ่ายรูปกับหลี่คุนจนทีมงานต้องระดมกำลังช่วยกันออกไป ในที่สุดก็ต้องเอาตัวหลี่คุนไปซ่อนไว้เพื่อเปิดโอกาสให้พระเอกนางเอกและตัวละครอื่นๆ ถ่ายรูปให้เสร็จ
 
หลี่คุนที่เข้ามาหลบอยู่ในห้องที่ใช้เปลี่ยนเสื้อผ้าถามทีมงานรุ่นน้องสองสามคนอย่างสงสัย
 
“ใครเป็นคนไปหากู่ฉินตัวนั้นมาให้นี่ ของดีจริงๆ นะ”
 
“อ้าว ไม่ใช่เป็นของพี่คุนเองเหรอครับ”
 
รุ่นน้องทำหน้าสงสัย น้องอีกคนก็ช่วยเสริมขึ้น
 
“นั่นสิพี่ เมื่อวานตอนพัสดุมาส่ง เขาก็จ่าหน้าถึงพี่คุนแต่ลงที่อยู่ไว้เป็นห้องชมรม ผมก็คิดว่าเป็นพี่สั่งมาเองให้ใช้กับละคร เห็นมันสวยกว่าตัวเดิมด้วยเลยยกมาประกอบฉากวันนี้ซะเลย พี่เล่นคล่องมือขนาดนั้น จะไม่ใช่ของพี่ไปได้ยังไง ว่าแต่พี่ซุ่มจริงๆ นะ เล่นเก่งขนาดนี้ก็ไม่บอก ไม่งั้นคนเขียนบทคงเพิ่มช่วงดีดพิณให้ยาวขึ้นอีก”
 
“ไม่ใช่ของพี่จริงๆ นะ มาได้ไงเนี่ย”
 
หลี่คุนยืนยัน ทั้งเขาและรุ่นน้องงงไปตามๆ กัน กู่ฉินที่ดูล้ำค่าขนาดนี้ ราคาคงไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าใครในทีมละครเสาะหามาให้ แต่เมื่อหลี่คุนสอบถามกับคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครทราบ สุดท้ายต้องโทรไปที่บริษัทขนส่ง ปรากฎว่าทั้งชื่อผู้ส่งและชื่อผู้รับกลายเป็นคนเดียวกันคือคุณานนท์หรือหลี่คุนนั่นเอง
 
“ตกลงมันของใครกันเนี่ย เราไม่ได้เป็นคนสั่งแน่ๆ”
 
หลี่คุนบ่นออกมาอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ถูกเพื่อนสาวผู้จัดละครตัดบทเอาดื้อๆ
 
“จะของใครก็ช่าง อย่าให้เขามาทวงคืนก่อนแสดงจบก็พอ ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนเปย์แกก็ได้”
 
เปย์คือ?
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 18] 17/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: nut2557 ที่ 17-11-2019 11:56:25
เปย์คือ?   :m20: :m20:
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 18] 17/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: stickyyrice ที่ 17-11-2019 21:48:07
ต้องอี้หลงเท่านั้นนนน
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 18] 17/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: alternative ที่ 17-11-2019 23:09:55
หืมมมม

จดลงสมุดไปถามซูเอ๋อร์

เปย์คือ?

คริคริ
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 18] 17/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: river ที่ 19-11-2019 00:45:20
สนุกมาก
พี่อี้หลงไหม จอมเปย์น่ะ
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 19] 19/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 19-11-2019 07:41:43
19

หลังจากที่มีคลิปหลี่คุนเล่นกู่ฉินเผยแพร่ออกไปก็เป็นกระแสไปทั่วมหาลัย ทีแรกหลี่คุนไม่สบายใจนักว่าจะมีคนสงสัยหรือไม่ที่เขาเล่นกู่ฉินได้ แต่พอค้นข้อมูลของโลกปัจจุบันก็พบว่ามีการสืบทอดกู่ฉินอยู่บ้าง แม้แต่ในประเทศไทยเองก็ยังมีลูกหลานชาวจีนและผู้สนใจที่เล่นเป็นอยู่ เขาจึงอธิบายคนอื่นไปว่าเคยเรียนเมื่อตอนเด็กกับอากงของเพื่อนก็ดูจะไม่มีใครติดใจอะไร
 
ทีมละครซ้อมกันอย่างหนักอยู่เป็นเดือนจนในที่สุดก็ถึงวันแสดง  บัตรที่ออกมาขายล่วงหน้าก็หมดเกลี้ยงอย่างเป็นประวัติการณ์ ขนาดว่ามีการเพิ่มเก้าอี้และออกบัตรเสริมออกมาก็หายวับภายในพริบตา หลี่คุนกลายเป็นคนดังของมหาลัยไปแล้ว  เขาจะไปไหนมาไหนแม้แต่ในมหาลัยยังต้องใส่ผ้าปิดปากไม่งั้นจะถูกคนขอถ่ายรูปจนไม่เป็นอันทำอะไร ผ้าปิดปากสีดำลายมังกรของเขากลายเป็นที่นิยมไปทั้งมหาลัย กลุ่มแฟนคลับที่จัดตั้งขึ้นภายในไม่กี่วันหลังจากการบรรเลงกู่ฉินในตำนานตอนนี้มีสมาชิกหลายพันคนทั้งในและนอกมหาลัย
 
ละครของคณะจัดแบบเรียบง่ายมีเพียงแค่รอบเดียวถ้าพลาดแล้วก็พลาดเลย ที่นั่งในห้องประชุมจึงแน่นขนัดไปด้วยผู้คนไม่มีที่ว่างแม้แต่ที่เดียว หลี่คุนปรากฎตัวบนเวทีเพียงแค่ไม่กี่ฉากแต่ทุกครั้งก็สร้างความตราตรึงกับผู้ชมจนไม่อาจละสายตา ร่างสมส่วนผมดำยาวงามสง่าในชุดจีนโบราณขาวล้วนโดดเด่นเปล่งประกายท่ามกลางแสงไฟดูราวกับองค์ชายสูงศักดิ์ก้าวออกมาจากพระราชวังต้องห้ามในอดีต แม้จะมีบทพูดไม่มากแต่ฉากดีดพิณที่ทุกคนรอคอยก็สร้างความอิ่มเอมเต็มตื้น พระเอกกับพระรองแอบกอดคอร้องไห้กันอยู่ตรงมุมเวที ทั้งซาบซึ้งกับบทเพลงทั้งพูดไม่ออกที่ถูกแย่งความเด่นไปจนเกือบไม่มีใครสนใจ
 
เมื่อละครจบลงกลุ่มแฟนคลับของหลี่คุนก็ไปออกันอยู่หลังเวที ยังดีที่ทีมละครจัดคนมาดูแลเป็นอย่างดีจึงคุมความเรียบร้อยไว้ได้ ไม่นานหลี่คุนก็ออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าหน้าผมที่ใช้แสดงอย่างเต็มยศ เป็นธรรมเนียมที่นักแสดงจะออกมาทักทายและถ่ายรูปกับผู้ชมหลังจบการแสดง แต่ก่อนที่แฟนคลับจะเข้าไปรุมล้อม ก็มีชายหนุ่มแต่งตัวภูมิฐานเดินถือดอกไม้ช่อใหญ่เดินเข้าไปถึงตัวของหลี่คุนก่อน หลายคนจำได้ว่าชายหนุ่มหน้าตาดีคนนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มคนแปลกหน้าที่นั่งดูละครอยู่แถวหน้าสุด
 
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับคุณคุณานนท์ เป็นการบรรเลงกู่ฉินที่เข้าถึงจิตวิญญาณจริงๆ”
 
หลี่คุนมองช่อดอกไม้มือหนุ่มหล่ออย่างคาดไม่ถึง
 
“คุณแบงค์มาได้ยังไงครับ ไม่ได้ทัวร์คอนเสิร์ตอยู่ที่ยุโรปเหรอ แล้วรู้ได้ไงครับว่าผมมีเล่นละครวันนี้ อ้อ ขอบคุณสำหรับดอกไม้นะครับ จริงๆ ไม่ต้องลำบากก็ได้”
 
แฟนคลับสาวของหลี่คุนยกมือปิดปากตัวเองไม่ให้ส่งเสียงกรี๊ดออกมาเกือบไม่ทัน เธอจำได้แล้วว่าคนที่เอาช่อดอกไม้มาให้ไอดอลของตัวเองคือหนุ่มหล่อไฮโซนักเปียโนระดับโลกชื่อดัง ช่อดอกไม้นั้นสวยงามแปลกตาท่าทางจะเป็นดอกไม้นำเข้าราคาแพงทั้งหมด ที่แท้ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์อะไรกันแน่ถึงเอาช่อดอกไม้มามอบให้ถึงที่
 
หลี่คุนมองหน้าชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตร หลังจากที่อนาคตการเป็นนักเปียโนของอีกฝ่ายถูกผูกไว้กับการฝังเข็มของเขา นิสัยพฤติกรรมของแบงค์ก็ปรับปรุงจนดีขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญแบงค์เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิ์ของเขาสามารถเจาะตลาดไฮโซได้ เขาจึงไม่รังเกียจที่จะคบหาเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็มิกล้าหักหลังหรือทำอะไรให้เขาไม่พอใจอย่างแน่นอน ส่วนนิสัยที่แท้จริงจะเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่คงต้องดูกันไปยาวๆ
 
“ได้ยังไงครับ วันนี้เป็นวันสำคัญของคุณคุณานนท์ ยังไงผมต้องมาอยู่แล้ว แต่ลำบากเหมือนกันนะกว่าจะหาบัตรแถวหน้าสุดได้ ต้องให้คณบดีคณะดุริยางค์ของที่นี่ช่วย ได้ฟังคุณเล่นกู่ฉินสดๆ แบบนี้ นับว่าเปิดโลกทางดนตรีของผมจริงๆ”
 
หลี่คุนมีใจรักดนตรีอยู่แล้ว พอได้ยินคำชมจากคนที่เรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์ด้านดนตรีของยุคปัจจุบันก็พอใจจนคลายท่าทางสง่าสูงส่งลง เขาเผยรอยยิ้มเห็นไรฟันขาวจนคนที่มองอยู่ใจสั่นไปตามๆ กัน แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้พูดอะไรต่อ ก็มีกลุ่มหนุ่มหล่อหลายคนแหวกฝูงชนเข้ามา พร้อมทั้งส่งเสียงเรียกน้องคุนพี่คุนก่อนจะยื่นช่อดอกไม้หลายช่อออกมาให้พร้อมๆ กัน ผู้คนรอบข้างกระซิบกระซาบกันอย่างตื่นเต้น
 
คนกลุ่มนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากกว่านักเปียโนอย่างแบงค์ ทั้งหมดเป็นดารานายแบบที่มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อยในหมู่วัยรุ่น หลี่คุนกวาดตามองแล้วก็จำได้ หนุ่มหล่อกลุ่มนี้ล้วนแต่เป็นอดีตเหยื่อของพีทที่เขาได้เคยช่วยเหลือไว้ หลายคนได้ช่วยแนะนำขี้ผึ้งของเขาให้เป็นที่รู้จักของคนในวงการบันเทิง หลี่คุนไม่ได้สนิทอะไรนักส่วนใหญ่จะติดต่อกันผ่านโซเซียล มีแค่บางคนเท่านั้นที่เคยเจอหน้ากันจริงๆ ไม่รู้ว่ารู้ได้ยังไงว่าเขามีละครวันนี้
 
หลี่คุนทักทายถามไถ่กลุ่มนายแบบได้สองสามคำ ตินเพื่อนสนิทก็พาชายฉกรรจ์หุ่นล่ำในชุดวอร์มสามคนเข้ามาหา ทั้งหมดคือนักมวยรุ่นใหญ่ของค่ายมวยครูเผด็จที่คุ้นเคยกันดี นักมวยทั้งสามคนเอาพวงมาลัยมาคล้องให้หลี่คุนเป็นการแสดงความยินดี เด็กวัยรุ่นที่มุงดูกันอยู่เห็นแล้วก็อดยิ้มขำไม่ได้ แต่นึกอีกทีก็ดูซื่อๆ จริงใจสมกับพี่ๆ นักมวยหุ่นบึ้กพวกนี้ดี หลี่คุนเห็นเมฆขาวมาด้วยก็ดีใจรีบเข้าไปจับไม้จับมือลูบหน้าลูบหลังแอบซึมซับพลังหยางมาชดเชยกำลังที่อ่อนล้าจากการแสดง สักพักตินที่ไม่ค่อยชอบบรรยากาศที่มีผู้คนเยอะแยะวุ่นวายจึงขอตัวกลับก่อนพร้อมกับนักมวยรุ่นพี่ทั้งสามคนบอกว่าจะไปซ้อมมวยต่อ
 
“พี่คุนๆ พวกผมอยู่ทางนี้”
 
เขาหันไปคุยต่อกับแบงค์และกลุ่มนายแบบได้ซักครู่ หลี่คุนก็ได้ยินเสียงซูกัสตะโกนโหวกเหวกดังมาจากวงนอก พอมองไปก็เห็นน้องชายเขากับเพื่อนๆ วัยมอปลายในชุดจีนย้อนยุคดูน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนคุณหนูคุณชายจากหนังจีนกำลังภายใน ซูเอ๋อร์ถือดอกไม้มาด้วยช่อหนึ่ง ฝูงคนแหวกทางให้กลุ่มเด็กที่มาทีหลังโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นว่ารู้จักกันกับหลี่คุน
 
“พวกผมอุตส่าห์เตรียมชุดจีนมาเปลี่ยนด้วยจะได้ใส่ถ่ายรูปกับพี่ ใส่กันไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่เลยเสียเวลาไปหน่อย อ้อ ดอกไม้นี่ไม่ใช่ของผมนะ หมอภีมฝากมาให้บอกว่าติดธุระจริงๆ อย่างผมไม่เสียตังค์ซื้อของที่กินไม่ได้แบบนี้หรอก”
 
หลี่คุนไม่แปลกใจที่เจอเด็กๆ พวกนี้ เขาเป็นคนให้บัตรไปเอง แต่ผู้ชายร่างสูงใหญ่สวมหมวกใส่แว่นดำที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่างนั่นไม่ใช่ว่าเป็นแฮ็คส์นักร้องลูกครึ่งชื่อดังหรอกหรือ ใครเชิญมานี่ ห่างกันสักวันไม่ได้เลยนะ
 
ตอนนี้เขามองไปทางไหนก็มีแต่คนหล่อเหลาหน้าใสกิ๊กเต็มไปหมด คิดดูแล้วทั้งหมดนี่ก็เป็นลูกค้าขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิของเขานี่นา รวมถึงพวกเด็กๆ ที่ได้ใช้ฟรีด้วย มิน่าถึงได้ออร่าพุ่งกันขนาดนี้ หลี่คุนนึกภูมิใจอยู่ในใจ เหล่าแฟนคลับตอนนี้ไม่รู้ว่าจะเอาตาไปมองทางไหนดี คนนี้ก็หล่อ คนนั้นก็น่ารัก เจ็ดแปดส่วนของแฟนคลับหลี่คุนก็เป็นพวกหลงหน้าตาหนุ่มหล่ออยู่แล้ว ช่างคุ้มค่ากับการที่ทุ่มเทเสาะหาบัตรมาจนได้จริงๆ
 
หลังจากนั้นก็กินเวลาเกือบชั่วโมงกว่าทุกคนจะได้ถ่ายรูปร่วมกับหลี่คุนจนหมด โชคดีที่แฟนคลับน่ารักยอมถ่ายรูปหมู่เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ถ้าให้ถ่ายรูปคู่ทีละคนทั้งวันคงไม่เสร็จ ไฮโซแบงค์เห็นโอกาสเหมาะจึงได้ออกปากชวนหลี่คุนไปอาหารเย็นต่อ
 
“วันนี้เหนื่อยหน่อยนะครับ ผมว่าไปทานดินเนอร์สบายๆ กับผมดีกว่า ผมมีร้านแนะนำอยู่ปกติจองยากมากเลย แต่ถ้าวันนี้ไปลองแล้วติดใจ คุณคุณานนท์อยากทานเมื่อไหร่ ผมจองให้ได้ทันที”
 
หลี่คุนไม่ทันจะตอบอะไรก็มีเสียงทุ้มลึกทรงอำนาจดังขึ้น
 
“จะชวนเขาไปไหน ถามพี่ชายเขาหรือยัง”
 
หลี่คุนสะท้านใจเล็กน้อย ปราณอำนาจที่แฝงมากับคำพูดนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เมื่อมองตามเสียงไปก็พบกับคนที่คิดไว้จริงๆ กลิ่นอายอำนาจตามธรรมชาติที่แผ่ออกมาจากคนผู้นั้นส่งผลต่อกลุ่มคนที่อยู่ที่นั่น เกิดเป็นความรู้สึกที่ทั้งดึงดูดทั้งยำเกรง หลี่คุนลอบโคจรกำลังภายในบุปผาวารีไปทั่วร่างจึงพอต้านอยู่ได้ไม่ต้องเพ่งสมาธิอย่างหนักตลอดเวลาเหมือนครั้งก่อนๆ
 
แบงค์มองชายที่เข้ามาใหม่อย่างไม่ค่อยพอใจนัก แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่กล้าเสียมารยาทต่อคนผู้นี้ขึ้นมา ความรู้สึกนี้แทบไม่ต่างจากเวลาที่ไปพบคนระดับผู้นำประเทศหรือเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงในประเทศแถบยุโรปที่เขาได้มีโอกาสเข้าพบช่วงที่ตระเวนเล่นคอนเสิร์ต แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังพยายามรวบรวมพลังใจถามกลับไป
 
“พี่ชายใครเหรอครับ คุณคุณานนท์ไม่มีพี่ชายสักหน่อย”
 
อีกฝ่ายไม่ตอบเพียงแต่ใช้สายตาคมปลาบมองไปที่หลี่คุน เกิดเป็นบรรยากาศที่น่าอึดอัด คนกลางอย่างเขารู้สึกว่าต้องคลี่คลายสถานการณ์จึงรีบกล่าวทักทาย
 
“พี่อี้หลงมายังไงครับนี่ ไม่ได้อยู่ที่เสิ่นเจิ้นเหรอ”
 
ถึงจะคุยผ่านแชทกันจนรู้สึกคุ้นเคย แต่พอมาเจอตัวจริง ปราณอำนาจที่แผ่ออกมาก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ อยากคุยแบบออนไลน์มากกว่า ไม่อยากเจอตัวจริงเลย
 
“พี่ตั้งใจบินมาดูเรานั่นแหละ”
 
แบงค์เห็นตัวเองถูกมองข้ามไปก็พูดเปรยออกมา
 
“ถ้าตั้งใจมาจริงก็น่าจะมีของติดไม้ติดมือมาให้กำลังใจกันบ้าง ไม่ใช่มามือเปล่าแบบนี้”
 
ไฮโซหนุ่มปรายตาไปทางช่อดอกไม้นำเข้าหรูหราที่เขามอบให้กับหลี่คุน ของเขาทั้งช่อใหญ่ทั้งราคาแพงกว่าของใครทั้งหมดแถมยังไม่เชยเหมือนพวงมาลัยไหว้ศาลของพวกนักมวยจึงรู้สึกได้หน้ามาก จางอี้หลงมองตามอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรจากนั้นก็หันกลับไปเผยรอยยิ้มน้อยๆ อย่างสนิทสนมให้กับหลี่คุน
 
“ของขวัญในโอกาสพิเศษแบบนี้ย่อมต้องมี พี่ส่งมาให้เราก่อนหน้านี้แล้ว ไม่รู้ถูกใจน้องคุนหรือเปล่า แต่พี่เห็นว่าเราบรรเลงของขวัญชิ้นนี้ได้แคล่วคล่องมาก”
 
“เป็นกู่ฉินตัวนั้น? ขอบคุณพี่อี้หลงมากครับ”
 
หลี่คุนลืมตาโพลงพึมพำคำพูดขอบคุณออกมาอย่างประหลาดใจ ที่แท้ผู้ที่ส่งกู่ฉินมาให้ก็คือจางอี้หลงนี่เอง ทำไมถึงกล้าส่งของหายากขนาดนี้มาให้นะ ถ้าเขาเล่นไม่เป็นไม่เท่ากับสูญเปล่าเลยหรือ ว่าแต่การให้ของขวัญเป็นพิณล้ำค่านี่มันคุ้นๆ แปลกๆ ยังไงอยู่นะ
 
แบงค์ผู้ดูคลิปหลี่คุนบรรเลงพิณที่เก๋งจีนมาเป็นร้อยครั้งย่อมคาดเดาได้ถึงคุณค่าของกู่ฉินตัวนั้นดี เขารู้สึกเสียหน้าเรื่องของขวัญจึงเปลี่ยนเรื่องด้วยการหันไปขอคำตอบที่ค้างไว้จากหลี่คุน
 
“ตกลงเรื่องไปดินเนอร์ว่าไงครับ”
 
“คงไม่สะดวกครับ พอดีผมรับปากน้องชายไว้ว่าจะใส่ชุดนี้เล่นกู่ฉินอัดคลิปเพลงโปรดให้เขา เดี๋ยวจะต้องคืนชุดเขาไปผมคงจะอัดคลิปเย็นนี้เลย”
 
“ดีจริง งั้นผมขอเล่นเปียโนเป็นไลน์ประสานให้ รับรองว่าต้องออกมาเพราะมากๆ แต่ไม่รู้จะไปหาเปียโนได้ที่ไหนนี่สิ”
 
กลุ่มแฟนคลับของหลี่คุนเกือบทั้งหมดยังโต๋เต๋ไม่ไปไหน มีอยู่คนหนึ่งร้องตะโกนออกมาอย่างไม่กลัวว่าคนจะรู้ว่าตัวเองแอบฟัง
 
“ไปใช้ที่ห้องซ้อมของคณะดุริยางค์ได้ครับ มีแกรนด์เปียโนตัวใหญ่ ที่ทางก็กว้างขวาง เดินไปตรงมุมตึกนี่เอง”
 
เด็กหนุ่มนักศึกษาคณะดุริยางค์ตัวสั่นด้วยความยินดีในโอกาสที่เข้ามาอย่างคาดไม่ถึง นี่เขาจะได้ฟังการบรรเลงสดๆ ของแบงค์เชียวนะ ชาวเอเซียเพียงคนเดียวที่ได้การยอมรับจากวงออเคสตร้าระดับโลกอย่างเวียนาฟิลฮาโมนิค คนที่เป็นแรงบรรดาลใจให้กับนักเปียโนไทยทั้งประเทศ
 
หลี่คุนใช้เวลาคิดเพียงเล็กน้อยแล้วก็ตกลง เขาเองก็ชื่นชมในฝีมือของแบงค์จริงๆ จึงให้คนช่วยไปยกกู่ฉินตัวนั้นมา คนทั้งหมดเดินตามเด็กหนุ่มจากคณะดุริยางค์เป็นขบวนใหญ่ แต่ด้วยข้อจำกัดของสถานที่จึงมีแค่คนรู้จักของหลี่คุนที่ได้เข้าไปให้ห้องซ้อม ซูกัสไม่รอช้ารีบหยิบโทรศัพท์มาเปิดเพลงโปรดของตัวเองให้นักดนตรีทั้งสองคนฟัง
 
เพลงที่ชูกัสเลือกมาเป็นเพลงประกอบซีรี่ส์จีนย้อนยุคที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น ท่วงทำนองมีกลิ่นอายจีนโบราณแต่ผสานเข้ากับความเป็นป๊อปทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ไม่ยาก เรียกได้ว่าทั้งละครทั้งเพลงก็ดังไม่แพ้กัน ทีมละครที่ช่วยยกกู่ฉินมาเป็นเด็กเอกภาพยนตร์ แถมยังเอากล้องชุดใหญ่มาด้วยจึงอาสาช่วยบันทึกวิดีโอให้ พระเอกนางเอกพระรองนางรองได้ทราบข่าวก็ตามมาดูโดยยังอยู่ในชุดที่ใช้แสดงเต็มยศเช่นกัน
 
แบงค์นั่งลงตรงเปียโนสีดำหลังใหญ่ก่อนจะพรมนิ้วลงเป็นท่วงทำนองในช่วงอินโทรของเพลงขึ้นมา เด็กดุริยางค์ได้ยินก็ถึงกับเคลิบเคลิ้ม นี่ต้องเทพขนาดไหนถึงได้สามารถเรียบเรียงเพลงที่ได้ยินเพียงครั้งเดียวออกมาไพเราะอ่อนหวานได้ขนาดนี้ ทันใดนั้นเสียงกู่ฉินก็ดังขึ้นอย่างเว้าวอนในท่วงทำนองของเมโลดี้หลัก กล้องแพนภาพจากเปียโนไปยังบุรุษผมยาวชุดขาว เสียงเปียโนกับกู่ฉินสอดประสานกันอย่างลงตัวราวกับได้ซ้อมร่วมกันเป็นร้อยๆ ครั้ง
 
กล้องแพนต่อไปยังบรรยากาศด้านผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นคนไหน ก็ล้วนแต่หล่อสวยกันราวกับไม่ใช่เรื่องจริง มีทั้งกลุ่มนักแสดงนำของละครเวทีที่เพิ่งจบไปชุดจีนโบราณเข้ากับท่วงทำนองเพลง ข้างๆ กันก็เป็นเด็กมัธยมหน้าตาดีหลายคนในชุดจีนแบบเดียวกัน ประกบด้วยชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สวมหมวกใส่แว่นดำที่ถึงจะเห็นหน้าไม่ชัดแต่ก็บอกได้ว่าต้องเป็นหนุ่มหล่อเกรดเออีกคนอย่างแน่นอน ชายหนุ่มอีกคนที่ดูอายุมากกว่าคนอื่นแต่ก็เปล่งประกายความหล่อเหลาในแบบผู้ใหญ่ที่ท่าทางเคร่งขรึมนั้นปิดไม่มิด ตบท้ายด้วยนายแบบหน้าตาดีกลุ่มใหญ่ยืนเรียงกันราวกับบอยแบนด์ ช่างเป็นกลุ่มนักดนตรีและคนดูที่ขึ้นกล้องยิ่งนัก
 
ในขณะที่เสียงพิณและเปียโนบรรเลงร่วมกันอย่างเข้าขา หนุ่มฉกรรจ์ผู้เคร่งขรึมคนนั้นก็หยิบขลุ่ยจีนลำใหญ่ออกมาจากที่ไหนไม่รู้แล้วออกมายืนข้างๆ คนเล่นกู่ฉิน ก่อนจะเอาริมฝีปากหยักได้รูปเป่าออกมาเป็นท่วงทำนองสอดประสานกับเสียงกู่ฉินอย่างลงตัว เครื่องดนตรีจีนโบราณสองชนิดรับส่งกันได้อย่างกลมกลืนจนไม่มีที่เหลือให้กับเสียงเปียโนในทำนองหลัก ฝั่งเปียโนขัดใจไม่น้อยแต่ก็เห็นแก่ความสมบูรณ์ในองค์รวมของบทเพลงจึงได้ลดบทบาทลงมาเล่นทำนองแบล็คกราวด์คลอตามไป การเสียสละนี้ทำให้เสียงเพลงไพเราะงดงามเกินจะกล่าว
 
เสียงกู่ฉินและขลุ่ยไม้ไล่ล้อสอดรับกันเปรียบดั่งคนรู้ใจ เสียงเปียโนคลอประสานโอบอุ้มท่วงทำนองหลัก ในครึ่งหลังของเพลง ดนตรีทั้งสามชิ้นก็ค่อยๆ ดังขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สะท้อนถึงอารมณ์ที่ท่วมท้น ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงจังหวะที่หนักแน่นเร่งเร้าประสานขึ้นมาเป็นเสียงที่สี่ กล้องจับไปที่ภาพของชายร่างสูงใหญ่สวมหมวกใส่แว่นดำที่กำลังทำเสียงบีทบ๊อกซ์เข้าไมค์พร้อมท่าประกอบสไตล์ฮิปฮอป เสียงดนตรีต่างยุคต่างสมัยผสมผสานอย่างลงตัว
 
นักดนตรีทั้งสี่สบตากันอย่างยอมรับฝีมือของกันและกันก่อนจะปล่อยของที่ซ่อนเร้นออกมาในช่วงท้ายเพลง  นิ้วมือขาวพร่างพรมไปมาบนคีย์เปียโนขาวดำมองตามแทบไม่ทันราวกับคนเล่นมีสี่มือ อีกด้านนิ้วเรียวที่ขาวยิ่งกว่ากรีดไล่ไปตามสายทั้งเจ็ดของพิณโบราณด้วยท่วงท่าซับซ้อน เสียงขลุ่ยทั้งกระซิบทั้งออดอ้อนสอดรับกับเสียงพิณราวกับผู้เล่นเป็นคนๆ เดียวกัน บีทบ๊อกซ์หนักแน่นกระแทกกระทั้นเหมือนกับออกมาจากกลองชุดใหญ่ เสียงดนตรีที่ทะยานขึ้นอย่างผ่าเผยจนถึงขีดสุดแล้วก็พลันหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทันใดนั้นเสียงกู่ฉินก็ดังขึ้นอย่างโดดเดี่ยวในท่วงทำนองท่อนจบก่อนจะจางหายไปเหลือเพียงเสียงลมหายใจของผู้คนในห้องดนตรี
 
ท่ามกลางความเงียบสงัดที่แฝงไปด้วยความรู้สึกอันท่วมท้นของทั้งคนเล่นและคนฟังเป็นเวลาชั่วครู่ใหญ่ เสียงตบมือที่เริ่มจากคนๆ หนึ่งแล้วก็ค่อยๆ ดังกระหึ่มขึ้นจากคนทั้งหมดในห้อง ไม่มีใครไม่ซาบซึ้ง ไม่มีใครเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของบทเพลงที่เพิ่งจบลง ตากล้องปาดเหงื่อที่ออกมาท่วมหน้าอย่างโล่งอก ดนตรีที่ทั้งยิ่งใหญ่และงดงามขนาดนี้ หากเขาบันทึกภาพเสียไปแม้แต่วินาทีเดียวคงจะต้องสำนึกผิดไปจนตาย เขาบอกว่าจะรีบเอาไปตัดต่อให้สมบูรณ์แล้วจะส่งให้หลี่คุนโดยไม่เอาไปเผยแพร่ที่ไหน
 
หลี่คุนตั้งใจจะคืนกู่ฉินให้จางอี้หลง เขารู้สึกไม่ดีที่จะรับของมีค่าขนาดนี้จากคนที่ไม่ได้มีสัมพันธ์ใกล้ชิด แต่หลังจากอีกฝ่ายยืนกรานหนักแน่นอยู่พักใหญ่หลี่คุนจึงจำใจรับไว้ ในใจก็แอบดีใจเพราะกู่ฉินที่ดีขนาดนี้คงหาได้ไม่ง่ายนักในยุคปัจจุบัน ไว้เก็บเงินได้มากกว่านี้จะหาทางชดใช้คืน
 
เมื่อเห็นว่าเป็นเวลาเกือบทุ่มนึงแล้ว หลี่คุนจึงได้ออกปากช่วนทุกคนไปทานบะหมี่หลังมหาลัยเจ้าประจำของเขากัน น่าแปลกที่ไฮโซอย่างแบงค์กับนักธุรกิจอย่างจางอี้หลงไม่ปฏิเสธที่จะไปทานร้านข้างทาง นั่นรวมไปถึงกลุ่มนายแบบและนักร้องดังที่ยังไม่ยอมเปิดเผยตัวอย่างแฮ็คส์ด้วย บรรยากาศที่ร้านบะหมี่เล็กๆ ก็เป็นไปอย่างสนุกสนาน คนที่ร้านมีไม่พอที่จะรับลูกค้ากลุ่มใหญ่ขนาดนี้พร้อมๆ กัน ทุกคนจึงช่วยกันคนละไม้คนละมือทั้งเสิร์ฟน้ำทั้งจัดถ้วยชามทั้งหั่นหมูหั่นผัก ถ้าไม่กลัวว่าจะทานไม่ได้คงจะไปลวกเส้นบะหมี่กันเองแล้ว คุณป้ายิ้มแก้มแดงดีใจที่มีลูกค้าที่ทั้งหล่อทั้งนิสัยดีมากันเต็มร้าน หลี่คุนสังเกตว่าจางอี้หลงกับแบงค์ก็ดูจะไม่เขม่นกันมากเหมือนก่อนหน้านี้ ดูท่าทางว่าดนตรีจะช่วยขัดเกลาผู้คนได้จริงๆ
 
เมื่อเห็นว่าหลี่คุนยืนยันหนักแน่นปฏิเสธทุกคนที่เข้ามาอาสาว่าจะกลับบ้านพร้อมกับซูกัสไม่จำเป็นต้องให้ใครไปส่ง เหล่าหนุ่มหล่อที่มารวมตัวกันในวันนี้โดยไม่ได้นัดหมายจึงแยกย้ายกันกลับ หลี่คุนส่งคนทั้งหมดด้วยสายตาก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งใจ บรรยากาศในวันนี้ดูแปลกๆ อย่างไรไม่รู้ ในชาติก่อนเขาก็มีชายหนุ่มมากมายในยุทธภพเป็นมิตรสหาย แต่ก็ไม่เคยเกิดความอึดอัดใจเช่นนี้  รู้สึกราวกับตัวเองกำลังถูกแย่งชิง หลี่คุนหัวเราะเก้อๆ ให้กับความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง มันจะเป็นไปได้ยังไง เขาไม่ใช่คุณหนู วัยพร้อมจะออกเรือนเสียหน่อย
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 19] 19/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: Icegemini04 ที่ 19-11-2019 19:57:22
 :กอด1: :กอด1: :กอด1:

ขอบคุณสำหรับตอนใหม่นะคะ
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 19] 19/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: river ที่ 20-11-2019 23:37:43
หลี่คุนฉลาดมาก แต่ยังไม่รู้ทันยุคสมัยที่นิยมหนุ่ม มากกว่าสาว
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 19] 19/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: stickyyrice ที่ 21-11-2019 00:18:42
ล้อมรอบไปด้วยคนหน้าตาดี


Sent from my iPhone using Tapatalk
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 20] 21/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 21-11-2019 17:17:36
20

ตอนที่ซูกัสเอาคลิปที่ตัดต่อเสร็จแล้วไปลงในช่องยูทูบและแชร์ผ่านไอจีของตัวเองเขาก็ไม่คิดว่าจะได้รับความสนใจอะไรนัก เขาก็แค่อยากให้เพื่อนๆ ในโซเชียลได้ฟังเพลงจากซีรี่ส์เรื่องโปรดที่พี่คุนอุตส่าห์เล่นให้ฟังตามคำขอ แรกๆ ก็เป็นแฟนคลับของเขากับแฟนซีรี่ส์เรื่องนั้นที่เข้ามาดู แต่ไม่นานคลิปนี้ก็ถูกแชร์ไปถึงแฟนคลับของแบงค์ หลังจากนั้นก็เรียกได้ว่าดังระเบิดจนติดเทรนด์ของยูทูบในวันที่สองและเข้าหลักล้านวิวในวันที่สาม สำหรับคนที่ชื่นชมหรืออยู่ในแวดวงดนตรีคลิปนี้ถือได้ว่าเป็นการรวมตัวของผู้มีฝีมือขั้นปรมาจารย์ที่หาชมได้ยากยิ่ง สำหรับคนทั่วไปเสียงดนตรีก็เพราะดีแต่ความหน้าตาดีของทุกคนในคลิปที่มารวมตัวกันนั่นต่างหากที่น่าสนใจ ความอยากรู้ว่าพวกเขาเป็นใครทำให้เกิดการขุดคุ้ยสืบเสาะขึ้น
 
นอกเหนือไปจากฝีไม้ลายมือทางดนตรีและความหล่อเหลาของทั้งผู้เล่นผู้ชมแล้ว ความมีชื่อเสียงของแบงค์ทั้งในฐานะนักเปียโนและไฮโซคนดัง ความใหม่สดของหลี่คุนที่เป็นแค่นักแสดงสมัครเล่นแต่ความหล่อเหลาสง่างามยังเหนือระดับกว่าดาราดังเสียอีก ความลึกลับของชายหนุ่มผู้เป่าขลุ่ยที่สืบเสาะไม่ได้แม้แต่น้อยว่าเขาคือใคร และความน่าสงสัยของคนเล่นบีทบอกซ์ผู้พรางหน้าตาว่าจะจะใช้แฮ็คส์นักร้องคนดังหรือเปล่า ยิ่งทำให้คลิปนี้มีเสน่ห์น่าค้นหามากกว่าคลิปเพลงทั่วไป ยอดวิวอาจจะไม่ได้วิ่งไปถึงระดับหลายสิบล้านเหมือนคลิปเพลงฮิตอื่นๆ แต่ผู้ชมได้พูดคุยวิเคราะห์วิจารณ์แตกประเด็นออกไปมากมายจนยอดคอมเม้นท์ทะลุขึ้นไปเป็นประวัติการณ์

‘เลียจอรัวๆ’
      ‘+1’
      ‘+1’
      ‘+1’
      ‘+1’
      ‘+1’
      .
      .
 
‘ทำไมงานดีอย่างนี้ ทั้งนักดนตรี ทั้งคนดู ไม่รู้จะมองมุมไหนของจอแล้วจ้า ละลานตาไปหมด’
 
‘พี่ชุดจีนสีขาวหล่อสุด ละสายตาไม่ได้เลย ทำไมถึงมีคนหล่อขนาดนี้ได้นะ’
 
‘ใครดูคลิปนี้ก่อนล้านวิวกดไลค์ตรงนี้’
 
‘อย่าดูกันแค่ความหล่อสิ ฟังไม่ออกกันเหรอว่าทั้งสี่คนเล่นได้เทพมาก’
      ‘ฉันเรียนเปียโนอยู่ คนในคลิปเทคนิคสูงมาก บางอย่างครูฉันยังทำไม่ได้เลย’
      ‘รีบนไม่รู้จักแบงค์เหรอ เรียนเปียโนอยู่จริงเปล่า ไปเสิร์ชชื่อแบงค์ภาวิศดูนะ จะได้รู้ว่าเขาระดับไหน’
      ‘พิณจีนกับขลุ่ยเข้ากันดีมาก คงเล่นด้วยกันมานาน ดนตรีจีนนี่เพราะมากๆ ไม่นึกว่าจะเข้ากับเปียโนแล้วก็บีทบ๊อกซ์ได้ดีแบบนี้’
      ‘บีทบ๊อกซ์ก็เทพนะ เสียดายมาแค่ตอนหลัง’
      ‘นี่ดนตรีคนละยุคเลยนะ เอามายำได้เพราะเกินไปแล้ว’
      ‘กู่ฉินนี่เล่นยากนะ ยากกว่ากู่เจิงมาก เห็นว่าแค่ดีดโน๊ตให้ครบ ก็ต้องหัดอยู่สองปีแล้ว’
      ‘ขลุ่ยจีนเพราะขนาดนี้เลยเหรอ คนเป่าก็ดูเท่มากๆ เสียดายเห็นหน้าไม่ชัด เขาหันไปทางคนเล่นจะเข้จีนตลอดเลย’
      ‘ถึงเห็นไม่ชัดยังไงก็หล่อแน่ๆ หุ่นดีขนาดนี้ มีใครบ้างในคลิปนี้ไม่หล่อ หล่อสุดคือชุดขาว’
      ‘ชุดขาวหล่อจริงๆ เห็นสายตาแล้วละลาย’
      ‘เราชอบพี่ที่เป่าขลุ่ยมากกว่า ขลุ่ยลำใหญ่มาก!’
      ‘ทะลึ่ง แต่ก็น่าจะจริง 55’
      ‘เม้นท์นี้ไว้คุยกันเรื่องทางดนตรี ถ้าจะออกทะเล ไปเม้นท์อื่น’
 
‘ใครตามมาจากไอจีของซูเอ๋อร์มารวมกันตรงนี้’
      ‘เรา’
      ‘แฟนคลับอันดับหนึ่งของซูเอ๋อร์อยู่นี่’
      ‘น้องใส่ชุดจีนน่ารักมาก แต่พี่ๆ ที่เล่นดนตรีก็หล่อแบบผู้ใหญ่ ไม่นะ เราจะปันใจจากซูน้อยไม่ได้’
      ‘ซูเอ๋อร์คือน้องผู้ชายชุดสีฟ้าเหรอ ขอวาร์ปหน่อย’
      ‘ไอจีซูเอ๋อร์ตามลิ้งค์นี้ไปเลยจ้า’
      ‘อันนี้แฟนเพจซูเอ๋อร์ ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ล่วงหน้านะ’
      ‘ทำไมเดี๋ยวนี้นางไม่ค่อยอัพไอจี’
     ‘เห็นว่าน้องมีแฟนแล้วค่า กำลังสวีท เลยห่างหายไปหน่อย’
      ‘แฟนนางเป็น ญ หรือ ช? ชั้นว่านางเป็น!!!’
      ‘น้องเป็นไม่เป็นแล้วมันยังไง น้องน่ารัก นิสัยดี ยังไม่พอเหรอ’
 
‘ชุดขาวนี่ พ่อของลูกเลย’
 
‘เชี่ย กูชายแท้นะ ทำไมเห็นชุดขาวแล้วใจสั่น’
 
‘นักดนตรีหล่อกว่านายแบบที่เป็นคนดูอีก’
 
‘ทำไมทุกคนหน้าใส ใช้ฟิลเตอร์อะไรตอนถ่ายเหรอ’
 
‘คนเล่นเปียโนนี่มันคุณแบงค์ภาวิศไม่ใช่เหรอ นักเปียโนคลาสสิคระดับโลก ทำไมมาเล่นเพลงแนวนี้ แต่ก็เพราะแบบไม่น่าเชื่อเลยนะ อัจฉริยะนี่ทำอะไรก็ดีไปหมด ’
      ‘พี่แบงค์มาเล่นแบบนี้ก็โอนะ ดูหล่อแบบชิลๆ ดี เสียดายเปียโนน่าจะเด่นกว่านี้ นี่ดูเหมือนเป็นตัวประกอบให้พิณกับขลุ่ยเลย’
      ‘เรารักแบงค์นะ แต่พี่ชายชุดขาวนี่หล่อกว่าแบงค์ซะอีก’
      ‘มีเพื่อนอยู่ตอนอัดคลิปนี้ บอกว่าพี่แบงค์กับนักดนตรีคนอื่นไม่เคยซ้อมมาก่อน ฟังต้นฉบับแค่รอบเดียวแล้วเล่นเลย’
      ‘จริงดิ เพื่อนนายถ้าไม่โม้ก็โชคดีเกินไปแล้ว ได้ไปฟังแบบสดๆ’
      ‘ชุดขาวนี่หล่อจริงๆ ดีดพิณก็เพราะมาก’
      ‘ทำไมถึงพูดเหมือนแบงค์ลดตัวลงมาเล่นเพลงนี้  ซีรีย์จีนเรื่องนี้ดังจะตาย จะให้ปีนบันไดฟังเพลงคลาสิคกันทุกคนหรือไง’
      ‘มีข่าวลือว่าแบงค์ตกอับแล้ว ตอนนี้ต้องมาเร่ขายครีมอยู่’
      ‘เม้นท์บนท่าจะเพี้ยน คุณแบงค์เขาเป็นใคร ธุรกิจบ้านเขาใหญ่ขนาดไหน’
      ‘ไม่รู้เหรอ เห็นอยู่ดีๆ ก็ยกเลิกคอนเสิร์ตที่ยุโรป’
 
‘ใครคิดว่าคนใส่แว่นดำที่ทำบีทบ๊อกซ์คือพี่แฮ็คส์บ้าง เราว่าชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ เราเคยเห็นพี่เขาทำบีทบ๊อกซ์แบบนี้ในคอนเสิร์ต’
      ‘แค่คล้ายๆ มั๊ง พี่แฮ็คส์ดังจะตาย คงไม่มาทำอะไรแบบนี้หรอก’
      ‘รูปร่างทรงผมท่าทางแบบนี้ ไม่น่าใช่คนอื่นนะ’
      ‘ขนาดไฮโซแบงค์ยังมา พี่แฮ็คส์ก็น่าจะมาได้นะ เขาอาจเป็นเพื่อนกัน’
      ‘คนอย่างแฮ็คส์จะมาเป็นตัวประกอบให้คนอื่นเหรอ’
      ‘คนอย่างแฮ็คส์เป็นยังไง พี่เขาเป็นนักร้องที่นิสัยดีที่สุดในโลก ดูอย่างตอนผู้จัดการเขาก่อเรื่องสิ เขาก็ออกมาช่วยผู้เสียหาย ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกับพี่เขาเลย’
       ‘มีข่าวว่าพ่อแฮ็คส์ที่อยู่เมืองนอก เป็นพวกผู้มีอิทธิพล แบบเจ้าพ่อมาเฟียอะไรงี้ จริงป่ะ’
      ‘ถ้าดูแค่มาดพี่เค้าก็ให้อยู่นะ ตัวสูงใหญ่ ดูมีบารมี ถ้าไม่ยิ้มก็อาจจะน่ากลัวนิดๆ แต่ถ้าดูจากนิสัย ไม่ใช่ 100%’
 
‘เหยด แป๊บเดียวจะห้าล้านวิวแล้ว คนดูมาจากไหนกันเยอะแยะ’
 
‘ไอพวกไหนมาเม้นเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน กับภาษาอะไรไม่รู้ กูอ่านไม่ออกเฟ้ย’
 
‘ใครก็ได้ช่วยสรุปให้ที ตกลงหนุ่มหล่อในคลิปนี้มีใครบ้าง เราไม่ค่อยได้ติดตามวงการบันเทิงเท่าไหร่ ขอบคุณล่วงหน้าค่า’
      ‘คนเล่นเปียโนชื่อแบงค์ ภาวิศ เป็นนักเปียโนระดับโลก คนเดียวกับไฮโซแบงค์ที่เคยเป็นข่าวเมื่อก่อน’
      ‘คนชุดขาวที่เล่นกู่ฉินชื่อคุน คุณานนท์ เป็นเด็กนิเทศปีสี่มหาลัยดังแถวๆ สวนสาธารณะที่ใหญ่สุดในกรุงเทพ ชุดที่ใส่มาจากละครนิเทศเรื่องยิ้มเย้ยยุทธจักรที่เล่นเป็นนักแสดงสมทบ’
      ‘คนเป่าขลุ่ย เห็นหน้าไม่ชัด ไม่มีข้อมูล’
      ‘คนทำเสียงบีทบ๊อกซ์ใส่แว่นดำ มีคนเดาว่าคือแฮ็คส์นักร้องนักแสดงลูกครึ่งชื่อดัง แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าใช่’
      ‘คนดูมีเด็กผู้ชายชุดจีนสีฟ้าชื่อซูกัสเคยเป็นเน็ตไอดอล คนชุดจีนที่เหลือเป็นพระเอกนางเอกและนักแสดงจากเรื่องยิ้มเย้ยยุทธจักร คนดูคนอื่นก็เป็นนายแบบในวงการ มีชื่อเสียงกันพอสมควร’
 
‘ตกลงนี่เป็นคลิปโปรโมทละครเรื่องยิ้มเย้ยยุทธจักรเหรอ เล่นเมื่อไหร่ ขายบัตรที่ไหน จะตามไปดู’
      ‘+1’
      ‘+1’
      ‘+1’
      ‘+1’
      ‘+1’
      .
      .
 
‘ละครคณะเราเอง มีรอบเดียว เล่นจบไปแล้วจ้า’
      ‘จบไปแล้วได้ไง ไม่ยอม’
      ‘ไม่ยอม +1’
      ‘ไม่ยอม +1’
      ‘ไม่ยอม +1’
      ‘ไม่ยอม +1’
      ‘ไม่ยอม +1’
      .
      .
 
‘พวกเรามารวมพลังรวบรวมเสียง ขอให้เปิดการแสดงละครเรื่องยิ้มเย้ยยุทธจักรอีกรอบเถอะ ใครอยากดูพี่คุนดีดพิณไปลงชื่อกันใน Change.org ตามลิ้งค์เลยนะ’
      ‘+1’
      ‘+1’
      ‘+1’
      ‘+1’
      ‘+1’
      .
      .
 
ไฮโซแบงค์ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้นัก แต่ก็มีผลดีที่ทำให้ฐานแฟนคลับของเขากว้างขึ้นจากเดิมที่มีแต่คนที่สนใจในเปียโนและดนตรีคลาสสิค จางอี้หลงก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน นอกจากในคลิปจะไม่เห็นใบหน้าตรงๆ ของเขาแล้ว คนที่รู้จักเขาส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักธุรกิจฝั่งประเทศจีนซึ่งไม่ได้มีโอกาสที่จะดูคลิปแบบนี้จากไทยอยู่แล้ว ส่วนกรณีของแฮ็คส์นั่นนับว่ายังเป็นปริศนาอยู่ เวลาไปร้องเพลงหรือออกรายการอะไรก็มักจะมีคนแซวให้เขาลองทำบีทบอกซ์ให้ฟังเพื่อจะจับผิดว่าเขาใช่คนในคลิปหรือไม่
 
คนอื่นที่ปรากฏตัวอยู่ในคลิปนั้นก็พลอยได้รับความสนใจจากโซเชียลอย่างล้นหลามไปด้วย ไอจีของซูกัสมีคนติดตามเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน กลุ่มนายแบบก็มีงานเข้ามามากขึ้น ทีมนักแสดงจากเรื่องยิ้มเย้ยยุทธจักรก็เริ่มถูกทาบทามจากเอเจนซี่ต่างๆ ให้เข้าวงการ เรียกได้ว่าชื่นมื่นกันโดยทั่วหน้า
 
คนที่เรียกได้ว่าดังขึ้นมาในชั่วข้ามคืนจริงๆ คือหลี่คุน ผู้คนที่ได้ดูคลิปนั้นต่างก็หลงไหลชื่นชมในตัวชายหนุ่มในชุดจีนโบราณสีขาวกันทั้งนั้น เรียกว่าเพียงคลิปเดียวก็ตกแม่ยกแฟนคลับมาได้เป็นแสนเป็นล้านคน โชคดีที่เรื่องนี้ยังไม่กระทบกับชีวิตประจำวันของเขามากนัก คนทั่วไปที่รู้จักเขาในสภาพบัณฑิตหนุ่มผมยาวสวมอาภรณ์จีนสีขาว ย่อมจำเขาในสภาพปกติที่ผมสั้นมิได้ มีเพียงในมหาลัยเท่านั้นที่เขาดังพอๆ กับดาราคนหนึ่งเลย
 
หลี่คุนตั้งใจดูแลธุรกิจขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิให้เต็มที่ไม่ได้คิดจะรับงานบันเทิงอะไรอยู่แล้ว กลยุทธ์การขายที่เขาวางไว้ให้ผลดีอย่างที่ตั้งใจ ของที่มีจำกัดจึงมีคุณค่า แม้จะตั้งราคาไว้สูงลิ่วแต่คนยังรู้สึกยินดี มันคือความภูมิใจที่ได้ครอบครองในสิ่งที่ผู้อื่นไม่มีโอกาส ชื่อเสียงของขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดินับวันยิ่งเลื่องลือ กระทั่งคนในแวดวงไฮโซบางคนยังได้ยินแค่ข่าวลือ แต่ไม่รู้ว่ามีสรรพคุณยอดเยี่ยมขนาดนั้นจริงหรือไม่ คนที่เป็นสมาชิกแต่ละคนมีขี้ผึ้งแค่พอใช้สำหรับตัวเอง ไม่สามารถแบ่งปันให้ใครได้ ความงามที่ดูเป็นธรรมชาติไม่ต้องฉีดโน่นยิงนี่ให้เจ็บตัวอย่างนี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว จะแนะนำให้เป็นสมาชิกเพิ่ม ก็ทำได้แค่ปีละคนเท่านั้น
 
หลี่คุนมีความสุขกับฐานลูกค้าที่มั่นคงและรายได้ที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอหลายแสนบาทต่อเดือน การหาเงินได้ด้วยตัวเองนี่มันดีจริงๆ อยากใช้อะไรก็ได้ใช้ เขาเก็บเงินไปดาวน์และผ่อนคอนโดห้องหัวมุมข้างๆ เพื่อขยายห้องตัวเองให้ใหญ่ขึ้น รองรับช่วงปลายเดือนที่ห้องเขาจะแน่นขนัดไปด้วยพวกซูเอ๋อร์ที่ถูกเกณฑ์มาช่วยแพ็คของส่งลูกค้า เงินอีกส่วนก็ไปซื้อรถญี่ปุ่นคันเล็กมาจอดไว้ทั้งๆ ที่ตัวเองยังเพิ่งหัดขับ คนในยุคเดิมของเขาที่พอมีฐานะหน่อยก็ต้องมีจวนมีรถม้าใหญ่โตหรูหราเป็นหน้าเป็นตาให้ตัวเองกันทั้งนั้น
 
เขาเล่าเรื่องการค้าที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จนี้ให้กับจางอี้หลงด้วยความภูมิใจ แล้วถือโอกาสที่จะจ่ายเงินค่ากู่ฉินตัวนั้นเสียเลยจะได้กลายเป็นสมบัติของเขาอย่างเต็มภาคภูมิ
 
ZYL :  จะจ่ายเงินทำไม พี่ให้เราเป็นของขวัญ
 
LK : ผมรับมาเฉยๆ ไม่ได้หรอกครับ กู่ฉินตัวนี้ดูก็รู้ว่าราคาคงไม่ใช่ถูกๆ เราไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย
 
ZYL : ดื้อ
 
LK : พี่บอกมาเลยว่าราคาเท่าไหร่ ตอนนี้ผมพอมีเงินแล้ว
 
ZYL : กู่ฉิน “หวางหยู่” ตัวนั้นสร้างขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อนโดยปรมาจารย์หม่าเว่ยเฮงศิลปินแห่งชาติของประเทศจีน เมื่อปีที่แล้วมีนายหน้าประมูลมาประเมินราคาขั้นต่ำไว้ที่สองแสนห้าหมื่นหยวน แต่ถ้าออกประมูลจริงก็ไม่รู้ว่าราคาจะวิ่งขึ้นไปขนาดไหน น้องคุนคิดว่าควรจะจ่ายเงินให้พี่เท่าไหร่ดีครับ
 
LK : ผมไม่คิดว่ามันจะแพงขนาดนี้
 
ZYL : ถ้ายังมีเงินไม่พอ พี่ขอเป็นหุ้นแทนแล้วกัน
 
LK : หุ้นอะไรครับ?
 
ZYL : หุ้นบริษัทยาของคุนไงครับ ธุรกิจขนาดนี้ควรจะต้องตั้งเป็นบริษัทแล้ว จะได้แยกความรับผิดชอบทางธุรกิจกับความรับผิดชอบส่วนบุคคลออกจากกัน แล้วจะได้ทำบัญชีจ่ายภาษีให้ถูกต้องด้วย ยังไงถ้าตั้งบริษัทที่ไทยก็ต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อยสามคนอยู่แล้ว พี่ขอเป็นหุ้นสักห้าเปอร์เซ็นต์แล้วกัน นี่ประเมินอย่างเป็นธรรมแล้วนะ ส่วนเรื่องการบริหารน้องคุนมีอำนาจเต็มที่
 
LK : เยอะไปเปล่าครับ ธุรกิจผมต่อไปต้องโตขึ้นกว่านี้แน่ ผมให้ได้แค่สามเปอร์เซ็นต์
 
ZYL : กู่ฉินตัวนั้นจริงๆ ถึงมีเงินก็ไม่แน่ว่าจะหาซื้อได้ ถ้าน้องคุนไม่รับเป็นของขวัญก็คืนมาเถอะ
 
LK : สี่เปอร์เซ็นต์ครับ ผมให้พี่สี่เปอร์เซ็นต์เลย ตกลงนะครับพี่อี้หลง
 
ZYL : หึหึ ก็ได้ครับ
 
LK : แต่ต่อไปถ้าผมมีเงินเยอะๆ ผมขอซื้อหุ้นส่วนนี้คืนน้า
 
ZYL : เอาไว้ค่อยว่ากันครับ แต่เชื่อเถอะ มีพี่เป็นผู้ถือหุ้นด้วย ดีกว่าที่คิด
 
หลังจากตกลงกันได้หลี่คุนก็จัดตั้งบริษัทขึ้นมาตามคำแนะนำของจางอี้หลง เขาคิดอยู่นานแล้วก็ไปเชิญหมอภีมมาเป็นผู้ถือหุ้นคนที่สาม ถึงจะถือแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ แต่การมีนายแพทย์ที่มีชื่อเสียงมาเข้าหุ้นด้วย ก็น่าจะสร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทเขาที่ทำทางด้านยามากขึ้น
 
หลี่คุนรวบรวมเอกสารจากผู้ถือหุ้นอีกสองคนมาเพื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เมื่อเขาเห็นปีเกิดของจางอี้หลงก็ต้องตกใจรีบส่งข้อความไปหาทันที
 
LK : พี่อี้หลง เอกสารที่ส่งมามันผิดเปล่า!!!
 
ZYL : ก็ไม่นะ มีอะไรเหรอ
 
LK : พี่เพิ่งอายุยี่สิบแปดเองเหรอครับ!!!
 
ZYL : ใช่ครับ น้องคุนจะแฮปปี้เบิร์ธเดย์พี่ย้อนหลังเหรอ
 
LK : ผมนึกว่าพี่สามสิบกว่าแล้ว พี่เพิ่งยี่สิบแปด ทำไมหน้าถึงไปขนาดนี้ งานหนักมากเหรอครับ หรือตากแดดมากไป
 
ZYL : (⊙.⊙*)
 
LK : ไม่ได้นะ!!! ถึงพี่จะหล่อแล้วดูภูมิฐานก็เถอะ แต่พอเทียบอายุแล้วมันส่งผลถึงความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์
 
ZYL : (╥﹏╥)
 
LK : พี่เอาที่อยู่มา ผมจะส่งขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิไปให้ที่จีน ต้องทาทุกวันนะครับ ริ้วรอยจะได้หายไวๆ
 
ZYL : ริ้วรอยอะไรกัน น้องคุนพูดเกินไปแล้ว
 
LK : หรือจะให้ส่งกระจกไปด้วย
 
ZYL : ไม่ต้องก็ได้
 
LK : ตามนี้นะครับ แล้วคอยถ่ายรูปส่งมาให้ด้วย ผมจะดูความคืบหน้าเป็นระยะ
 
ZYL : ...


##################################
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 20] 21/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: river ที่ 21-11-2019 18:23:48
หน้าตาภูมิฐานเกินอายุ
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 20] 21/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: alternative ที่ 22-11-2019 00:02:43
 :laugh: 

เจ็บปวดแทนพี่อี้หลง รู้สึกคันตามริ้วรอยยิบ ๆ บนใบหน้าเลย ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 20] 21/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: janamanza ที่ 22-11-2019 01:43:13
ฮาๆๆๆ พีอี้ โดดว่าหน้าไปก่อน สนุกมากเลย ปกติแนวเก่ามาใหม่จะไม่ใช่ทาง แต่เรื่องนี้ทำได้ดีมาก
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 21] 24/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 24-11-2019 16:23:25
21

หลี่คุนใช้เวลาดำเนินการไม่นานก็จัดตั้งบริษัทที่เขาใช้ชื่อว่า ‘ฉางอันโอสถ’ แล้วเสร็จ เขามีนักบัญชีและนักกฎหมายอย่างละคนคอยให้ความช่วยเหลือ สองคนนี้เคยถูกพีทหลอกลวงมาเช่นเดียวกับกลุ่มนายแบบ พอเกิดเหตุก็เข็ดขยาดกับวงการบันเทิงกลับไปตั้งใจเรียนหนังสือจบออกมาทำงานได้ประมาณสองปีแล้ว  ทั้งคู่ถือว่าหลี่คุนมีบุญคุณเลยมาช่วยงานเป็นพาร์ทไทม์ให้ ค่าจ้างก็รับเป็นขี้ผึ้งโอสถแทน
 
หลี่คุนนึกขึ้นได้ว่าเคยรับปากจะส่งขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิไปให้จางอี้หลงด้วยเหมือนกัน จึงรีบจัดเตรียมของมาใส่กล่องพัสดุ เขารู้สึกว่าตั้งแต่ที่คุยกันวันนั้นอีกฝ่ายดูจะอารมณ์ไม่สู้ดีเท่าไหร่ ตอนแรกเขากังวลว่าการพาดพึงถึงใบหน้าที่เกินวัยจะทำให้จางอี้หลงรู้สึกไม่ดี แต่มานึกอีกที บุรุษที่มีความสามารถยอดเยี่ยมเต็มเปี่ยมไปด้วยปราณอำนาจเช่นนั้น ไหนเลยจะมาใส่ใจกับคำพูดเรื่องรูปร่างหน้าตาที่ออกจากปากอนุชนรุ่นหลังคนหนึ่ง ไม่นับว่าใบหน้าที่ดูอาวุโสไปบ้างนั้นนับว่าคมสันหล่อเหลายิ่งนัก คิดว่าคงมีเรื่องในใจอย่างอื่นมากกว่า
 
ในฐานะหุ้นส่วนการค้าที่ดี หลี่คุนจึงคิดที่จะส่งของไปให้มากหน่อย นอกจากขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิแล้ว เขายังเติมโอสถบำรุงรูปลักษณ์สำหรับบุรุษที่เขาปรุงให้กับซูเอ๋อร์ลงไปด้วย มีทั้งแป้งชาดกระชับรูขุมขน ขี้ผึ้งบำรุงริมฝีปาก น้ำมันฟื้นฟูเส้นผมและขนคิ้ว น้ำสมุนไพรสร้างประกายดวงตา ไปจนถึงผงขัดผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใส เมื่ออีกฝ่ายเห็นรายการยาวเหยียดเช่นนี้ ย่อมต้องซาบซึ้งในน้ำใจของเขาเป็นแน่
 
หลี่คุนกำลังคิดว่าชีวิตตัวเองไม่เลวเลยจริงๆ สำหรับคนหลงยุคผู้หนึ่ง การค้าไปได้ดี ชื่อเสียงหลั่งไหลมา ทรัพย์สมบัติก็เริ่มเพิ่มพูน โดยเฉพาะกู่ฉินล้ำค่าตัวนั้น ซูเอ๋อร์ก็มีเรื่องน่ายินดีมาบอกอีก ดูท่าเทพเจ้าแห่งโชคลาภไฉ่เสินเย่จะอยู่ข้างเขาจริงๆ
 
“พี่คุน คลิปที่พวกพี่เล่นดนตรีกันที่ลงช่องผมยอดวิวมันสูงมากเลย กูเกิลประมาณรายได้ออกมาแล้วสี่หมื่นกว่าบาทเลยนะ สิ้นเดือนหน้าน่าจะถอนออกมาได้ ดูเหมือนจะโดนหักค่าลิขสิทธิ์เพลงไปแล้วด้วย ไม่งั้นยอดวิวขนาดนี้น่าจะได้เป็นแสน เดี๋ยวถ้าได้เงินแล้วผมจะถอนมาให้นะครับ เพราะพี่เป็นเจ้าของผลงาน”
 
“แค่ลงคลิปเช่นนั้นก็หาเงินได้แล้วหรือ ตกลงยุคนี้มันหาเงินยากหรือง่ายกันแน่ แล้วต้องแบ่งให้คนอื่นในคลิปด้วยเปล่า พี่ไม่รู้ธรรมเนียมของการนี้เลย”
 
“ไฮโซนั่นรวยขนาดนั้นพี่ให้ไปคงเท่าเศษเงินเดี๋ยวก็โดนดูถูกอีกหรอก ส่วนพี่แฮ็คส์ยิ่งแล้วใหญ่ รับงานทีก็เป็นแสนแล้ว  มาเล่นนิดๆ หน่อยๆ ปิดหน้าปิดตาไม่ต้องไปให้เขาหรอก แต่พี่ที่เป่าขลุ่ย ชื่อพี่อี้หลงใช่ไหม ผมไม่รู้  พี่ลองไปถามเขาดูแล้วกัน แต่ผมว่านะ ขนาดพิณที่ดูแพงแบบนั้นเขายังส่งให้พี่เป็นของขวัญหน้าตาเฉยเลย เขาคงไม่มาเอาเงินนิดๆ หน่อยๆ หรอก”
 
“แต่ก็รู้สึกแปลกๆ นะ มันเหมือนไม่ใช่เงินตัวเอง ตอนนี้พี่ก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทองอะไร”
 
“งั้นพี่ไม่เอาไปบริจาคล่ะ ถือว่าทำบุญร่วมกัน แต่ก่อนพี่คุนก็ชอบบริจาคโน่นนี่นั่นอยู่เรื่อยๆ ตอนหลังไม่เห็นทำแล้ว”
 
หลี่คุนเย็นวาบไปทั้งร่าง นอกจากเรื่องการพูดจาแปลกๆ ของเขาในช่วงแรกแล้ว ซูเอ๋อร์ก็ไม่เคยทักหรือแสดงความสงสัยว่าเขามีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม แต่เด็กคนนี้เป็นน้องชายที่สนิทสนมกับเจ้าของร่างเป็นที่สุด ถึงจะไม่พูดอะไรแต่ย่อมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง บางทีเขาอาจจะสวมรอยเป็นคุณานนท์ได้สนิทใจเกินไป จนลืมไปว่าเขาไม่ใช่เจ้าของร่างนี้ที่แท้จริง
 
หลี่คุนไม่รู้ว่าวิญญาณของคุณานนท์ไปอยู่ที่ไหน ไปเกิดใหม่แล้ว หรือยังวนเวียนอยู่เพื่อรอเวลากลับเข้าร่าง ถ้าไม่มีดวงจิตเขายืมร่างคืนชีพเสียก่อน ซูเอ๋อร์คงจะไม่ต้องพรากจากพี่ชายที่แท้จริง หลี่คุนไม่ได้อยากให้เรื่องราวเป็นเช่นนี้ เขาไม่รู้ว่าทำไมวิญญาณเขาถึงข้ามเวลามาแสนไกล และยิ่งไม่รู้ว่าจะคืนร่างให้คุณานนท์ได้หรือไม่ เขาทำได้เพียงรักษาร่างนี้ให้ดี ไม่ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงมากเกินไป พร้อมกับดูแลคนรอบข้างของคุณานนท์ไปด้วย นี่เป็นสิ่งที่เขาทำได้ในขณะนี้
 
หลังจากจัดการเรื่องราวจนเรียบร้อย หลี่คุนก็มีเวลาที่จะตามตินไปค่ายมวยครูเผด็จหลังจากหายหน้าไปนาน พอมาถึงตินก็รีบไปซ้อมมวยในขณะที่เขาแยกออกมาเพื่อไปพบลุงมีครูมวยประจำค่ายผู้เชี่ยวชาญการนวดนักมวย
 
“เป็นยังไงบ้างครับ ผมไม่ได้มาช่วยนวดที่ค่ายซะนานเลย วุ่นๆ กับเรื่องละครเวทีของที่คณะ แล้วก็ยุ่งๆ เรื่องอื่นด้วยครับ”
 
“ละครจีนอะไรนั่นใช่ไหม เห็นเจ้าตินพาไอ้สามคนนั้นไปดู กลับมาชมกันเปาะเลยว่าเอ็งแสดงเก่งมาก เรื่องที่ค่ายไม่ต้องห่วง ข้าคนเดียวก็เอาอยู่ เดี๋ยวนี้นักมวยในค่ายก็ลดลงเอ็งก็เห็น นี่ก็เพิ่งออกไปอีกสามคน”
 
หลี่คุนกวาดตามองบรรยากาศในค่ายมวยครูเผด็จที่ดูเงียบเหงากว่าแต่ก่อนแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ได้แต่พูดปลอบใจออกไป
 
“ยังดีที่รุ่นใหญ่ๆ อย่างพวกพี่เมฆพี่แสนพี่เพชรยังอยู่นะลุง”
 
“เฮ้อ พวกนั้นมันมีน้ำใจ อยู่กันมานานคงไม่ทิ้งกันไปยามลำบากหรอก แต่อายุก็มากขึ้นทุกวันอีกไม่นานก็คงต้องแขวนนวมแล้ว พวกรุ่นกลางๆ ที่พอจะมาแทนก็ออกกันไปเกือบหมด เหลือแต่รุ่นเล็กกับพวกที่ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์  ครูเผด็จแกก็อายุขนาดนั้นแล้ว ไอแผ่นดินลูกชายมาดูแลค่ายแทนมันก็พอใช้ได้แต่บารมียังไม่ถึง ต่อไปคงมีแต่จะซบเซาลงเรื่อยๆ”
 
“ทำไงถึงจะพลิกฟื้นค่ายขึ้นมาได้นะ”
 
หลี่คุนเปรยขึ้นเบาๆ กับตัวเอง ในใจนึกว่าเขาจะเอาความรู้จากอดีตกาลมาช่วยอะไรค่ายได้บ้างไหม ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าจะเอาวิชาหมัดมวยที่สาบสูญไปแล้วมาถ่ายทอดให้นักมวยในค่ายเพื่อสร้างความได้เปรียบ แต่ดูแล้วพื้นฐานท่าร่างที่ต่างกันเกินไปยังไงก็คงเป็นที่ผิดสังเกต เผลอๆ จะเป็นการทำลายรากเหง้าของมวยไทยแบบดั้งเดิมซึ่งครูเผด็จคงไม่ยอม
 
เมื่อยังนึกอะไรไม่ออก หลี่คุนจึงเปลี่ยนเรื่อง
 
“น้ำมันมวยที่ผมทำมาให้คราวก่อนโน้นใช้แล้วเป็นไงบ้างครับลุง”
 
ครูมีเคยถ่ายทอดสูตรการทำน้ำมันมวยของตัวเองให้กับหลี่คุน แต่เขารู้สึกว่าถึงจะดีกว่าของที่มีขาย แต่ก็ยังมีกลิ่นฉุน ใช้แล้วแสบๆ ร้อนๆ มันเยิ้มติดเสื้อผ้า ใช้นวดให้นักมวยทีไรกว่าจะเสร็จก็ดมกลิ่นจนเวียนหัว จึงได้ปรับปรุงส่วนผสมไปใช้สมุนไพรทั้งไทยและจีนที่ให้กลิ่นหอมและมีฤทธิ์ทางยาที่ดีขึ้น รวมถึงเปลี่ยนเป็นสูตรน้ำที่ให้ความลื่นแต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ เมื่อพัฒนาเทียบยาจนเป็นที่พอใจแล้ว เขาก็ได้ผสมออกมาหลายขวดใหญ่มาให้ครูมีทดลองใช้เมื่อสองเดือนก่อน
 
“ใช้ดีมากเลย ดีกว่าที่ข้าทำเยอะ กลิ่นหอม ไม่แสบร้อน แล้วก็ไม่มันเลอะเสื้อผ้าด้วย”
 
“แล้วเวลาขึ้นชกจริงมันลื่นพอไหมครับ พอดีปรับเป็นสูตรน้ำแล้ว ไม่ได้ใช้น้ำมัน ไม่รู้ต่างกันมากเปล่า”
 
นอกจากการนวดน้ำมันจะช่วยเตรียมความพร้อมให้กล้ามเนื้อของนักมวยมีความทนทานแล้ว ความมันลื่นที่ชะโลมอยู่บนเนื้อตัวของนักมวยยังช่วยให้หลุดจากการยึดเกาะของคู่ต่อสู้ได้ดียิ่งขึ้น จุดนี้จึงเป็นสิ่งที่หลี่คุนให้ความสำคัญ
 
“ข้าว่าดีกว่าแบบที่ใช้น้ำมันอีก ลื่นปรื๊ด คู่ชกเกาะไม่ค่อยอยู่หรอก ขนาดไอพวกนักมวยที่เพิ่งย้ายค่ายออกไป ยังหน้าด้านกลับมาขอปันไปใช้เวลาขึ้นชกนัดสำคัญๆ ด้วย บอกว่านอกจากลื่นแล้ว ยังรู้สึกกล้ามเนื้อแข็งแรงทนเจ็บได้มากกว่าน้ำมันมวยทั่วไป ที่ค่ายมวยซื้อมาจากร้านสู้ไม่ได้เลย”
 
หลี่คุนฟังแล้วก็หูผึ่งด้วยความสนใจ
 
“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ แล้วลุงให้เขาไปเปล่า”
 
“เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย มาทำตาปริบๆ ข้าก็สงสาร ไอพวกนี้มันก็ไม่ใช่เด็กไม่ดีอะไร ที่มาเป็นนักมวยก็เพราะจะหาเงินส่งทางบ้าน พอพวกค่ายใหญ่ๆ เอาเงินมาล่อ มันก็ปฏิเสธไม่ลง พอดีน้ำมันที่เอ็งทิ้งไว้มันก็เยอะอยู่ ข้าก็เลยแบ่งให้ไปบ้าง แต่ถ้าเอ็งหวง ทีหลังข้าจะได้ไม่ให้อีก”
 
“ผมไม่ได้หวงหรอกครับ แต่กำลังคิดว่าเราน่าจะทำขายเลย ร่วมกันสามฝ่าย ลุง ผม แล้วก็ค่าย ศ.เผด็จศึก ผมมีบริษัททำพวกยาสมุนไพรอยู่แล้วก็เป็นคนดำเนินการไป กำไรก็แบ่งกัน ทางค่ายจะได้มีรายได้เพิ่มด้วย นักมวยที่ทำเงินได้ก็เหลือน้อยลง พวกที่กำลังฝึกหัดต้องเลี้ยงดูกันไปก็ยังมีอยู่มาก”
 
หลี่คุนดีดลูกคิดในใจอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสค้าขายที่ไม่เลวเลยจริงๆ ตอนนี้เขามีแค่ขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิซึ่งปรุงขึ้นมาได้ในจำนวนจำกัด แต่น้ำมันมวยสูตรนี้ผสมไม่ยาก ถ้าขายดีขึ้นมาก็ยังสามารถจ้างคนอื่นผลิตก็ได้ วงการมวยไทยในประเทศนี้ก็ใหญ่โตไม่ใช่เล่น  สินค้าแบบนี้คงตั้งราคาสูงไม่ได้ แต่ถ้าขายได้เยอะๆ ความร่ำรวยจะไปไหนเสีย
 
“แต่สูตรนี้เอ็งคิดขึ้นนะ ทำไมต้องมาแบ่งให้ข้ากับทางค่ายด้วย”
 
“ผมปรับปรุงสูตรจากที่ลุงให้มานะ ลุงต้องมีส่วนอยู่แล้ว ผมกะจะให้ลุงเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ด้วย ส่วนทางค่ายก็ต้องได้ส่วนแบ่งเพราะเราจะออกผลิตภัณฑ์นี้ในนามค่าย ถึงตอนนี้ค่ายจะอยู่ในขาลงแต่คนยังจำชื่อเสียงของนักมวยดังๆ ที่เป็นลูกศิษย์ค่ายนี้ในอดีตได้อยู่ มันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้น้ำมันนวดของเราได้ครับ”
 
ในหัวของหลี่คุนมีแผนการค้าที่ผสมผสานความรู้ทั้งในอดีตและปัจจุบันผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ น้ำมันมวยตำหรับนี้ไม่ได้ซับซ้อนนักในภายหน้าอาจถูกลอกเลียนได้ไม่ยาก เขาจำเป็นต้องสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็งตั้งแต่แรกเพื่อให้สินค้าอยู่ได้ในระยะยาว ชื่อเสียงดั้งเดิมของค่ายมวย ศ.เผด็จศึก ถือเป็นจุดตั้งต้นที่ดี
 
ความกระตือรือร้นของเขาเริ่มส่งผลให้ครูมีตื่นเต้นไปด้วย
 
“เอาวะ ข้าไม่รู้จักไอเด้อๆๆ อะไรของเอ็งหรอกนะ แต่ถ้าจะช่วยค่ายได้ จะให้ข้าเป็นอะไรก็ได้ งั้นเอ็งไปเตรียมการฝั่งเอ็งได้เลย ข้าจะไปคุยกับไอ้แผ่นดินให้”
 
หลังจากได้คำยืนยันจากแผ่นดินหรือครูดินซึ่งเป็นคนดูแลค่าย หลี่คุนก็ทำข้อตกลงความร่วมมือการค้านี้กับครูมีและค่าย ศ.เผด็จศึกออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เขาเร่งดำเนินการเรื่องการจดแจ้ง อย. จนแล้วเสร็จในเวลาไม่นานแล้วจึงเริ่มวางขายน้ำมันมวยสูตรใหม่ที่ค่ายมวย ศ.เผด็จศึก เป็นแห่งแรก
 
สินค้าตัวนี้หลี่คุนตั้งชื่อไปตรงๆ ว่า น้ำมันมวยมีคุณ ค่าย ศ.เผด็จศึก เขาตั้งราคาไว้สูงกว่าน้ำมันมวยเจ้าตลาดอยู่พอสมควรแต่ก็ยังอยู่ในวิสัยที่คนทั่วไปซื้อหามาใช้ได้ ลูกค้ากลุ่มแรกๆ ก็คือพวกนักมวยที่เคยเป็นศิษย์เก่าและรู้จักสรรพคุณของน้ำมันตัวนี้ดี ถึงลูกค้าที่ว่าก็มีไม่มากนัก แต่ครูมีก็สวมวิญญาณนักขายมือทอง หลอกล่อนักมวยกลุ่มนี้ชักจูงให้คนในค่ายมวยที่ตัวเองอยู่ในปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้น้ำมันมวยมีคุณด้วย สุดท้ายทุกคนก็ติดใจทำให้ทางค่ายมวยต้องเปลี่ยนมาซื้อของแพงขึ้นตามที่นักมวยเรียกร้อง ครูมีได้ทราบก็หัวเราะชอบใจที่หาทางเอาคืนพวกค่ายมวยที่ดึงคนไปแม้จะแค่เล็กๆ น้อยๆ ค่ายมวยหนึ่งๆ ใช้น้ำมันมวยไม่ใช่น้อย ทั้งทาทั้งนวด ยิ่งมีขึ้นชกด้วยแทบจะชโลมทั้งตัว ทำรายได้กลับมาไม่น้อยเลยทีเดียว
 
หลี่คุนเห็นครูมีหาลูกค้าอย่างแข็งขันก็ยิ่งต้องทำหน้าที่ของตัวเองบ้างไม่ให้เสียชื่อที่เรียนด้านโฆษณามา เขาใช้ครูมีเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์อย่างที่ตั้งใจ โดยยกทีมของพวกซูเอ๋อร์มาถ่ายทำคลิปครูมีสอนการนวดนักมวยขั้นพื้นฐานเป็นตอนๆ ครูมีเองมีใจที่จะถ่ายทอดเพื่อรักษาวิชานวดของตัวเองให้คงอยู่สืบไปในแวดวงมวยอยู่แล้วจึงตั้งใจทำเต็มที่ ในคลิปจะเห็นว่าลุงมีใช้น้ำมันมวยมีคุณในการนวดแต่ก็ไม่ได้เน้นจนผิดสังเกต ครูมีอธิบายการนวดไปก็สอดแทรกสรรพคุณของน้ำมันมวยมีคุณเล็กๆ น้อยๆ ออกมาบ้างเหมือนไม่ตั้งใจ หลี่คุนไม่ต้องการให้ออกมาเป็นคลิปขายของ ขอแค่ให้คนที่เข้ามาดูคลิปสอนนวดของครูมีรู้จักน้ำมันมวยมีคุณเท่านั้นก็พอ
 
เจ้ารองปังปอนด์ที่มาเป็นตากล้องถ่ายคลิปก็ทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ นายแบบที่โดนนวดคือนักมวยที่พอมีชื่อเสียงหน่อยของค่ายแน่นอนว่าต้องมีกล้ามเนื้อที่คมชัดสมบูรณ์ ปังปอนด์ใช้การจัดไฟและวางมุมกล้องในการถ่ายให้ภาพออกมาเห็นกล้ามเนื้อที่สวยงามอย่างเป็นศิลปะมากกว่าคลิปสาธิตทั่วไป เมื่อตัดต่อเสร็จ ซูกัสก็ค่อยๆ ปล่อยออกมาทีละตอนทางช่องยูทูบของตัวเอง ส่วนหลี่คุนก็บอกให้นักมวยในค่ายครูเผด็จช่วยกันโปรโมทคลิปพวกนี้ตามช่องทางที่แต่ละคนพอมี
 
เมื่อคลิปแรกออกมาปรากฏว่ายอดวิวไม่เลวเลยทีเดียว ส่วนแรกมาจากชื่อเสียงของค่าย ศ.เผด็จศึกและของครูมีเองที่ยังเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงมวย ส่วนที่สองมาจากช่องยูทูบของซูกัสที่มียอดผู้ติดตามอยู่ไม่น้อยซึ่งเป็นอานิสงส์มาจากการลงคลิปสี่หนุ่มหล่อเล่นดนตรี ส่วนสุดท้ายมาจากการถ่ายทำที่น่าสนใจของปังปอนด์ แม้สาวๆ ที่ไม่สนใจเรื่องมวยหลงเข้ามาดู ก็ยังชมกล้ามงามๆ ของนักมวยไปเพลินๆ ได้จนจบ
 
คนที่ดูคลิปแล้วสนใจน้ำมันมวยมีคุณก็มักจะเสิร์ชหาข้อมูลต่อ ตรงจุดนี้หลี่คุนคาดการณ์ไว้แล้วจึงให้ตินที่เรียนด้านคอมพิวเตอร์ใช้เทคนิคทำเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์การให้คะแนนของกูเกิ้ล ข้อมูลของน้ำมันมวยมีคุณจึงติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของการค้นหา คนที่สนใจจะเจอว่าน้ำมันมวยมีคุณเป็นผลิตภัณฑ์ของค่ายมวย ศ.เผด็จศึก ซึ่งเก่าแก่น่าเชื่อถือ รวมไปถึงลิ้งค์ที่จะสั่งซื้อได้ทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ
 
วิธีการนี้ทำให้สามารถหาลูกค้าที่อยู่ในวงการมวยได้กว้างขึ้น ยอดสั่งซื้อจากค่ายมวยทั่วทั้งประเทศเริ่มทยอยเข้ามา ยิ่งลงคลิปสอนนวดของครูมีเพิ่มขึ้น ยอดขายก็ยิ่งสูงตาม ประกอบกับคนที่ใช้แล้วดีก็บอกต่อกันเรื่อยๆ หลี่คุนพอใจมาก ครั้งนี้ถือว่าเขาประสบความสำเร็จกับการใช้สื่อโซเชียลในการค้าอย่างงดงาม ล้างอายจากที่เคยเจ็บตัวจากการขายขี้ผึ้งรุ่นแรกได้เสียที การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยของเขานับว่าก้าวหน้าไปอีกขั้น ในที่สุดหลี่คุนก็ต้องหาโรงงานข้างนอกมาช่วยผลิตน้ำมันมวยให้ได้ทันกับความต้องการ โชคดีที่หมอภีมซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทช่วยหาโรงงานที่ไว้ใจได้มาให้ปัญหานี้เลยคลี่คลายได้ไม่ยาก
 
หลี่คุนเชื่อว่าการที่เขาเข้ามาอยู่ในร่างนี้เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับวิถีฟ้าดิน สิ่งที่ผิดธรรมชาติเช่นนี้ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน ภายหน้าหากคุณานนท์ได้กลับมาอยู่ในร่างนี้อีกครั้ง เขาหวังว่าจะสามารถหลงเหลือการค้าน้ำมันมวยนี้ไว้ให้เป็นการตอบแทน ส่วนขี้ผึ้งโอสถที่มีความซับซ้อนในการปรุงคงไม่สามารถดำเนินต่อได้หากเขาไม่อยู่แล้ว
 
แต่หลังจากที่ยอดขายน้ำมันมวยขึ้นต่อเนื่องมาได้ระยะหนึ่งก็เริ่มอิ่มตัว ที่จริงหลี่คุนเองก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าตลาดเฉพาะอย่างน้ำมันมวยนี้ยังไงปริมาณความต้องการก็คงมีอย่างจำกัด สินค้าของเขามีราคาแพงกว่าของคู่แข่งเจ้าใหญ่คงเจาะตลาดไม่ได้มาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงทางตันเร็วขนาดนี้ ยังดีที่ส่วนแบ่งรายได้ของค่ายมวยตอนนี้อยู่ในระดับที่ช่วยพยุงค่าใช้จ่ายไม่ให้ติดลบได้
 
จริงๆ หลี่คุนก็เสียดายอยู่มาก โรงงานที่เขาจ้างมีกำลังการผลิตที่ค่อนข้างสูง หากมียอดสั่งซื้อน้ำมันมวยมากกว่านี้ก็สามารถผลิตเพิ่มได้ทันที เขาพยายามนึกถึงกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จางอี้หลงเคยสอนแต่ก็ยังหาทางออกไม่ได้ จริงๆ เขาสนใจที่จะขยายตลาดด้วยการส่งออกเพราะมวยไทยก็เป็นที่สนใจในต่างประเทศ แต่ในทางธุรกิจเขารู้สึกว่ายังไม่พร้อม จะเพิ่มฐานลูกค้าไปยังการออกกำลังกายประเภทอื่น ภาพลักษณ์ของสินค้าตัวนี้ก็ยังดูเฉพาะทางเกินไป
 
หลี่คุนกลุ้มใจกับสินค้าสองตัวที่อยู่ในมือมาก ขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิมีความต้องการท่วมท้นแต่สามารถผลิตได้จำนวนจำกัด ส่วนน้ำมันมวยมีคุณสามารถผลิตเท่าไหร่ก็ได้แต่ยอดขายถึงจุดอิ่มตัว ชีวิตมันช่างไม่มีความพอดีเอาเสียเลย เขาอยากจะเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาจางอี้หลงแต่ก็อยากพยายามด้วยตัวเองก่อน ตอนนี้อีกฝ่ายมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นด้วยเขาจึงอยากพิสูจน์ตัวเองในฐานะฝ่ายจัดการให้มากกว่านี้
 
ขณะที่หลี่คุนกำลังปวดใจอยู่นั้น ยอดขายของน้ำมันมวยมีคุณที่คงที่มานาน อยู่ดีๆ กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อจนเกือบจะเป็นสองเท่า เขาดีใจก็จริง แต่ถ้าไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร เป็นแค่ชั่วคราวหรือถาวร ก็คงจะจัดการต่อไม่ถูก หลี่คุนให้ทุกคนช่วยกันหาสาเหตุ ในที่สุดก็เริ่มเข้าเค้าตรงข้อมูลที่ได้จากนักมวยรุ่นหนุ่มกะทงของค่าย
 
เด็กหนุ่มคนนั้นบอกว่า มีเรื่องที่เล่าต่อๆ กันในแวดวงนักมวยว่า มีนักมวยคนหนึ่งเพิ่งชกเสร็จอยู่ในอารมณ์ที่จะปลดปล่อยเต็มที่ นัดเจอกับแฟนสาวได้ก็เข้าไปพัลวันแต่ลืมเอาตัวช่วยมา ฝ่ายชายเห็นว่าน้ำมันมวยมีคุณมันลื่นดีแล้วก็ไม่แสบร้อน จึงเอามาใช้ชโลมแท่งหยกตัวเองช่วยหล่อลื่นแก้ขัด ปรากฎว่าใช้การได้ดีเกินคาด ทั้งลดความเจ็บและทั้งเพิ่มเวลาแห่งความสุขจนอิ่มเอมหลายระลอกไปด้วยกันทั้งฝ่ายบุรุษและสตรี พอข่าวนี้กระจายออกไป ปรากฎว่ามีคนทดลองแล้วได้ผลจริง เทียบราคาแล้วก็คุ้มค่ากว่าซื้อเจลแพงๆ เป็นไหนๆ แถมมีสรรพคุณเสริมความแข็งแรงทนทาน เรื่องนี้จึงถูกบอกต่อๆ กันไปอย่างรวดเร็ว จนน่าจะเป็นที่มาของยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนนี้
 
หลี่คุนฟังแล้วก็รู้สึกว่านี่นับเป็นขนมเปี๊ยะที่หล่นจากฟ้าโดยแท้ เขาพินิจพิเคราะห์สินค้าตัวเองอยู่ในใจ ทั้งความหอมลื่นไม่ระคายผิว ทั้งสรรพคุณที่เสริมความทนทานลดความเจ็บปวดให้กล้ามเนื้อ คุณสมบัติเช่นนี้มันช่าง...พอดิบพอดี มิหนำซ้ำการเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับมวยไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกีฬาของลูกผู้ชายที่มีน้ำอดน้ำทนลำหักลำโค่นถึงใจ รวมไปถึงชื่อสินค้าที่มีคำว่าเผด็จศึก ทำให้ภาพลักษณ์สำหรับการใช้งานประเภทที่สองดูเหมาะเจาะราวกับตั้งใจมาตั้งแต่แรก ไม่แปลกใจที่ยอดขายถึงเพิ่มขึ้นถล่มทลาย
 
หลี่คุนต้องคิดหนักว่าจะคงการใช้งานแบบเดิมไว้แล้วสร้างความเข้าใจว่าไม่ควรใช้งานสินค้าผิดวัตถุประสงค์ หรือจะปรับเปลี่ยนตำแหน่งสินค้าไปเน้นการใช้งานแบบที่สองซึ่งตลาดยังเติบโตได้อีกดี ถึงเขาจะอยากรวยแค่ไหนแต่ก็ยังรักหน้าตาตัวเองตามแบบคนจีนในอดีต กิจการที่เกี่ยวกับเรื่องในห้องหอเป็นสิ่งที่พ่อค้าดีๆ ไม่ทำกัน อย่างเช่นเจ้าของหอโคมเขียวแม้จะทำเงินทำทองได้มากมายแต่ก็ไม่ได้รับการนับหน้าถือตา หากเขาค้าขายสินค้าเสริมโลกีย์เช่นนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เห็นทีจะต้องเพิ่มคำเตือนตัวโตๆ ว่าห้ามใช้เป็นสารหล่อลื่นลงบนฉลาก แต่อีกทางหนึ่งโอกาสใหม่ทางการค้านี้ช่างเย้ายวนใจ ฐานลูกค้าจากที่เคยจำกัดแค่กลุ่มนักมวยจะสามารถขยายเป็นชายไทยวัยเจริญพันธุ์จำนวนยี่สิบเอ็ดล้านคนทันทีหากเขายอมปรับเปลี่ยนตำแหน่งผลิตภัณฑ์
 
หลี่คุนนอนคิดอยู่หลายคืนในที่สุดก็ตัดสินใจได้ หน้าตาของบุรุษยิ่งใหญ่ดังเขาไท่ซานพึงรักษาไว้ยิ่งชีพ เขาเลิกคิดที่ปรับเปลี่ยนอะไรในสินค้าตัวนี้ ยกเว้นการเพิ่มข้อความแบบเน้นๆ ลงไปบนฉลากเพียงข้อความเดียว
 
“เหมาะสำหรับกีฬาในร่มทุกประเภท”
 
####

#อี้หลงคุน
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 21] 24/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: fc_fic ที่ 24-11-2019 16:54:47
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 21] 24/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: alternative ที่ 28-11-2019 21:27:52
วลีเดียวชนะทุกศึก "เหมาะกับกีฬาในร่มทุกประเภท"

ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ  ๆ ๆ 

นอกจากเขียนนิยายสนุกแล้ว คุณยังเก่งการตลาดอีกด้วย นับถือค่ะ
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 22] 29/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 29-11-2019 14:57:07
22

หลังจากที่ตั้งบริษัทฉางอันโอสถขึ้น หลี่คุนก็ให้นักกฎหมายที่มาช่วยงานเป็นผู้รับการติดต่อเรื่องทางด้านธุรกิจทั้งหมด ปรากฎว่าเริ่มมีคนขอเจรจาธุรกิจเข้ามาเป็นจำนวนมาก มีทั้งเสนอขอซื้อสูตร ขอร่วมลงทุน ไปจนถึงขอซื้อกิจการทั้งหมด หลี่คุนให้นักกฎหมายตอบปฏิเสธไปทั้งหมด สูตรปรุงยาตำหรับโบราณที่ซับซ้อนนี้มีเขาเพียงผู้เดียวที่สามารถปรุงและใช้ปราณตรวจสอบคุณภาพของมันได้ หรือต่อให้สามารถขายต่อให้ผู้อื่นไปขยายกิจการจนใหญ่โตได้เขาก็คงไม่ยินยอมเพราะเกรงว่าธุรกิจเครื่องสำอางค์บำรุงผิวทั้งหมดคงล่มสลาย คนคงตกงานกันอีกมากมาย เขายังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบเรื่องใหญ่ขนาดนั้น อีกอย่างคนที่ข้ามกาลเวลามาอย่างเขา หากทำตัวโดดเด่นมากเกินไปจะกลายเป็นการนำภัยมาสู่ตัวเอง ข้อคิดนี้ในนิยายทะลุมิติที่เขาอ่านตอนข้ามเวลามาใหม่ๆ ทุกเรื่องก็มีพูดไว้
 
ของมีน้อยแต่คนต้องการมาก ในที่สุดก็เกิดของปลอมของเลียนแบบขึ้น มีทั้งพยายามปลอมให้หน้าตาผลิตภัณฑ์แทบจะไม่แตกต่างกับขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิของจริง แต่ของพวกนี้หลอกลวงได้แค่คนที่ไม่เคยใช้เท่านั้น ต่อให้พยายามอย่างไรก็ไม่สามารถปลอมผนึกตราครั่งประทับที่ระบุว่าเป็นขี้ผึ้งของเดือนอะไรได้ ครั่งที่หลี่คุนใช้ประทับเป็นครั่งแท้ที่ผสมกับผงทองคำตามตำหรับโบราณ พอประทับตราประจำเดือนลงไปรอให้แข็งตัวดีแล้วแล้วจะเกิดลวดลายพิเศษที่ไม่สามารถลอกเลียนได้ ต่อให้นำครั่งตัวจริงไปหลอมใหม่ ผงทองคำก็จะนอนก้นไม่กระจายตัวเป็นลวดลายที่ว่า คนที่พยายามทำของปลอมขึ้นมานอกจากจะยุ่งยากปลอมของออกเป็นล็อตๆ รายเดือนแล้ว ทำอย่างไรตราครั่งก็ไม่เหมือน ยิ่งพอมีคนถ่ายรูปตราประทับครั่งของจริงกับของปลอมชัดๆ กระจายกันไปในกลุ่มไลน์แล้ว ก็ไม่มีใครหลงซื้ออีกเลย
 
ถัดจากของปลอมก็มีของเลียนแบบที่พยายามเคลมว่าเป็นขี้ผึ้งสูตรใหม่ที่สรรพคุณดีกว่าเดิมทั้งยังเก็บรักษาได้นานเป็นปีๆ  ไม่หมดอายุรายเดือนอย่างขี้ผึ้งที่หลี่คุนขาย บ้างก็สร้างเรื่องราวว่าเป็นสูตรต้นตำหรับเดียวกัน แต่ผลิตมาอีกยี่ห้อที่ราคาถูกกว่าเพราะไม่อยากเอาเปรียบลูกค้า แรกๆ ก็มีคนสนใจแต่พอซื้อไปใช้จริงก็รู้ว่าคุณภาพต่างกันราวฟ้ากับเหว มีคนเอามาด่าประจานกันในกลุ่มสองสามทีก็เงียบหายไป
 
หลี่คุนติดตามดูสถานการณ์อย่างใจเย็น เรื่องทั้งหมดยังอยู่ในการคาดคำนวณที่เขาได้คิดป้องกันไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ประสบการณ์ที่เคยขาดทุนย่อยยับในครั้งก่อนทำให้เขาออกแบบสิ่งที่ยุคนี้เรียกว่าโมเดลธุรกิจไว้เป็นอย่างดีแล้ว ขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิจริงๆ แล้ว ไม่ได้มีอายุการเก็บรักษาสั้นเพียงแค่หนึ่งเดือน แต่เขาจงใจใส่สมุนไพรที่ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพลงไป แม้การส่งของให้ลูกค้าแบบรายเดือนเช่นนี้ทำให้งานเพิ่มขึ้นบ้าง แต่วิธีนี้ทำให้ไม่มีใครสามารถกักตุนสินค้าได้ การปลอมแปลงก็ทำได้ยากและไม่คุ้มค่า เช่นนี้เขาจึงควบคุมระบบสมาชิกไว้ได้
 
ยิ่งสินค้าของเขาแข็งแรงลอกเลียนแบบไม่ได้ ความพยายามที่จะครอบครองก็ดูจะรุนแรงขึ้น นักกฎหมายถึงกับได้รับการติดต่อในเชิงข่มขู่จากบุคคลเดิมที่เคยขอซื้อสูตร หลี่คุนรับฟังอย่างไม่สนใจ ถึงแม้ศีลธรรมของคนยุคนี้จะดูหย่อนยานจากสมัยก่อนอยู่มาก แต่การควบคุมให้ทำตามกฎหมายบ้านเมืองนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว การฆ่ากันตาย การค้ามนุษย์ การใส่ความยึดทรัพย์ แม้จะยังไม่หมดสิ้นไป แต่ก็นับว่าลดน้อยลงไปมาก ในเมื่อเขาทำการค้าอย่างถูกต้องซื่อสัตย์สุจริต ยังจะมีใครละเมิดกฎหมายแย่งชิงเอาไปได้
 
ทั้งๆ ที่รายได้ของเขาเรียกว่าเยอะมากสำหรับนักศึกษามหาลัยคนหนึ่งแต่หลี่คุนก็มีเงินเก็บไม่มากนัก เขาเอาเงินที่ได้ในแต่ละเดือนไปตามหาซื้อวัตถุดิบดั้งเดิมอย่างโสมคน อำพันทะเล ยางไม้กฤษณา หรือผงไข่มุกดำทะเลลึก ทั้งหมดหาได้ยากยิ่งในเมืองไทยและราคาแพงยิ่งกว่าทองคำ โชคดีที่หลี่คุนสามารถใช้ปราณตรวจสอบคุณสมบัติของสมุนไพรพวกนี้ได้จึงไม่เคยเสียเงินเปล่าไปกับสมุนไพรปลอมหรือเสื่อมสภาพ
 
หลี่คุนทุ่มเทแรงกายแรงใจและเงินทองมากมายไปกับสมุนไพรพวกนี้เพราะความปรารถนาที่จะปรุงยาระดับที่สูงขึ้น ตำหรับยาโบราณมีข้อได้เปรียบเพียงในเรื่องการบำรุงฟื้นฟูสุขภาพรวมถึงการประทินโฉม แต่ในด้านการรักษาโรคอย่างตรงจุด ไม่อาจเทียบยารักษาโรคสมัยใหม่ของยุคนี้ได้เลย  รวมถึงความภาคภูมิใจของเขาในการปรุงยาถอนพิษร้ายแรงชนิดต่างๆ กลายเป็นสิ่งไม่มีประโยชน์ในยุคนี้ที่ผู้คนไม่ได้ทำร้ายกันด้วยยาพิษอีกแล้ว
 
เขามุ่งหวังที่จะปรุงโอสถระดับปฐพีขึ้นมาอีกครั้ง โอสถสร้างปราณ โอสถทะลวงชีพจร โอสถชำระไขกระดูก เหล่านี้ล้วนเป็นโอสถระดับปฐพีที่สามารถบำรุงลมปราณเสริมสร้างวรยุทธ์ การแพทย์ในยุคปัจจุบันดูเหมือนจะไม่มียาชนิดใดให้ผลในลักษณะนี้ โอสถดังกล่าวแม้ในยุคที่หลี่คุนจากมาก็ยังหาวัตถุดิบปรุงได้ไม่ง่ายนัก ผู้ปรุงที่มีความแตกฉานในการใช้ปราณหลอมรวมโอสถกลับหายากยิ่งกว่า โอสถระดับปฐพีจึงไม่ใช่ของที่คนทั่วไปจะครอบครองได้
 
ความเชี่ยวชาญในการหลอมรวมโอสถของหลี่คุนนั้นหากพูดว่าเป็นที่สองคงไม่มีใครกล้าบอกว่าตัวเองเป็นที่หนึ่ง แต่ยามนี้กลับมีข้อจำกัดในเรื่องวัตถุดิบกับลมปราณที่มีเพียงน้อยนิด เขาเอาสมุนไพรหายากที่ได้มาทดลองหาวิธีหลอมรวมที่ใช้ลมปราณให้น้อยที่สุด หลี่คุนใช้เตาไฟฟ้าที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ละเอียดเที่ยงตรงมาช่วยให้การเคี่ยวโอสถง่ายขึ้น แต่ขั้นตอนในการหลอมรวมยังต้องใช้ลมปราณไม่น้อยอยู่ดี
 
ในแต่ละคืนเขาพยายามพลิกแพลงวิธีการหลอมโอสถแบบต่างๆ แต่ก็ยังความก้าวหน้านับว่าเชื่องช้ายิ่งนัก กำลังภายในบุปผาเร้นวารีเมื่อใช้จนสิ้นกำลังแล้วจะไม่สามารถฟื้นฟูได้ด้วยตัวเอง หลี่คุนทดลองได้แค่ครั้งสองครั้งลมปราณก็มักจะหมดลงเสียก่อน เพื่อนร่วมห้องของเขามีแต่ซูเอ๋อร์ซึ่งมีพลังหยางไม่มากนักไม่สามารถเติมเต็มกำลังภายในบุปผาเร้นวารีขั้นหนึ่งได้ ต้องรอไปรวบรวมพลังหยางจากเพื่อนๆ ที่มหาลัยจนเต็ม ถึงจะกลับมาทดลองฝึกฝนการหลอมโอสถได้ในคืนถัดไป หลี่คุนคิดว่าถ้าได้ตินที่มีพลังหยางค่อนข้างดีมาค้างที่คอนโดด้วยเพื่อใช้เป็นแบตสำรองเขาน่าจะคืบหน้าได้เร็วกว่านี้ แต่จนใจที่อีกฝ่ายเป็นคนติดบ้านไม่ค่อยยอมไปค้างที่ไหนเพราะจะนอนไม่หลับ
 
หลี่คุนไม่รู้เลยว่าการกระทำเช่นนี้ทำให้เพื่อนที่มหาลัยเข้าใจว่าเขาเป็นพวกสกินชิปติดการสัมผัสถึงเนื้อถึงตัวกับเพื่อนผู้ชายด้วยกัน แน่นอนว่าไม่มีใครรังเกียจ มีแต่จะชื่นชมว่าคนที่หน้าตาดีมีชื่อเสียงดูสูงส่งเช่นนี้กลับไม่ถือเนื้อถือตัวแม้แต่น้อย ใครๆ  ก็อยากให้คุณานนท์มาจับมือลูบแขนกอดคอโอบไหล่กันทั้งนั้น หลายคนก็ถือโอกาสเซลฟี่เอาไปลงโซเชียลด้วยถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้ใกล้ชิดคนดังของมหาลัย
 
วันนี้หลี่คุนเข้าคณะมาด้วยอารมณ์ไม่สู้ดีนัก เขาสิ้นเปลืองวัตถุดิบล้ำค่าไปมากมายจนเมื่อคืนเขาทดลองหลอมโอสถด้วยแนวทางใหม่จนน่าจะได้ผลแล้วแต่กำลังภายในกลับหมดลงเสียก่อน วันนี้เขามีเรียนแค่ช่วงเช้า ตั้งใจว่าจะรีบรวบรวมพลังหยางให้เต็มช่วงบ่ายจะได้กลับคอนโดไปฝึกฝนต่อ  สายตาหลี่คุนสอดส่ายหาคนที่พอจะดูดกลืนพลังได้ก่อนจะถึงเวลาเข้าเรียน
 
“ว่าไง คุน ไม่เจอนายตั้งนาน วันนี้เรียนแต่เช้าเหรอ”
 
หลี่คุนหันไปตามเสียงเรียกก็พบกับบุรุษหนุ่มหล่อเหลาคนหนึ่ง เขาคุ้นๆ ว่าคนผู้นี้เป็นเดือนคณะแต่เรียนคนละภาคกันไม่ได้สนิทสนมนัก เขายังจำชื่อเล่นไม่ได้ด้วยซ้ำได้แต่ตอบตามน้ำไป
 
“ใช่ นายก็เรียนเช้าเหมือนกันเหรอ”
 
“เรียนสิบโมง แต่กิ๊กเรามีเรียนแปดโมง ตื่นมาก็งอแงให้มาส่ง”
 
หลี่คุนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ เขาไม่แปลกใจนักเพราะเคยดูดซับพลังหยางของอีกฝ่ายมาก่อน พลังหยางที่ปนเปื้อนหยินอันหลากหลายสับสนบ่งบอกว่าเดือนคณะคนนี้คือคุณชายเสเพลเจ้าสำราญผู้หนึ่ง ในครั้งนั้นเขาถึงกับออกปากตักเตือนไปด้วยเป็นห่วงสุขภาพไตของเพื่อนร่วมคณะ มิคาดว่าคนผู้นี้กลับภูมิอกภูมิใจในความเป็นยอดนักรักของตัวเองไม่สนใจคำเตือนของเขาแม้แต่น้อย
 
“เจอนายแต่เช้าก็ดีแล้ว หน้าตายังสดชื่นอยู่ เห็นคนอื่นถ่ายรูปกับนายกันโครมๆ เราขอมั่งสิ คนหล่อๆ ถ่ายคู่กัน คนต้องกรี๊ดยอดไลค์ถล่มทลายแน่”
 
เดือนคณะถือวิสาสะกอดคอหลี่คุนให้ใบหน้าหล่อเหลาของทั้งคู่เข้ามาใกล้กันแล้วหยิบโทรศัพท์เปิดกล้องหน้ายืดแขนจนสุดเพื่อถ่ายเซลฟี่อย่างชำนิชำนาญ หลี่คุนไม่ได้อยากดูดซับพลังหยางที่ปนเปื้อนของอีกฝ่าย แต่เมื่อมีบุรุษเข้ามาสัมผัสก็เผลอเปิดช่องลมปราณของเคล็ดวิชาบุปผาเร้นวารีด้วยความเคยชิน พลังหยางที่ดูดซับได้กลับแตกต่างจากครั้งก่อนจนน่าประหลาดใจ แม้จะยังมีความสับสนอยู่บ้างแต่แทบไม่หลงเหลือการปนเปื้อนของพลังหยินอยู่เลย หรือว่าคนผู้นี้จะเริ่มคิดได้จากคำเตือนที่เขาเคยให้ไป
 
หลี่คุนปล่อยให้อีกฝ่ายถ่ายรูปจนเสร็จแล้วก็เอ่ยปากชม
 
“รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้นายจะทำตัวดีขึ้นนะ ไม่หักโหมหมกมุ่นในเรื่องประเภทนั้นเหมือนเมื่อก่อน ดีแล้วล่ะ บุรุษหนุ่มอย่างนายถนอมกำลังส่วนล่างไว้บ้าง ถึงเวลาแต่งงานสืบต่อวงตระกูลจะได้มีทายาทเร็วๆ”
 
“ฮ่าๆ นายนี่ตลกดีนะ พูดเหมือนแม่เราเลย วัยอย่างพวกเราต้องสนุกกับชีวิตให้มากสิ จะไปรีบคิดเรื่องแต่งงงแต่งงานมีลูกทำไม อย่างเราน่ะนอนคนเดียวไม่ได้แล้ว  ถ้าไม่ได้ออกแรงทำกิจกรรมเข้าจังหวะก่อนนอนทุกคืนหลับไม่ลงหรอก”
 
“ทุกคืนนี่นะ?”
 
หลี่คุนถามอย่างไม่อยากเชื่อ ไม่เห็นพลังหยางจะปนเปื้อนหยินเหมือนเมื่อก่อนเลย แต่ลักษณะร่างกายอย่างอื่นก็ดูเหมือนจะหักโหมเรื่องอย่างว่ามาจริงๆ หรือว่าอีกฝ่ายจะได้ยาบำรุงร่างกายดีๆ ที่ช่วยชำระหยินตกค้างออกไปได้ เขาไม่กล้าดูแคลนการแพทย์ยุคนี้จริงๆ ท่าทางจะต้องศึกษาให้มากขึ้น
 
“ใช่ แต่จะว่าเราทำตัวดีขึ้นก็ได้นะ เพราะช่วงนี้เราติดเด็กปีหนึ่งเลยไม่ได้เวียนไปหากิ๊กคนอื่นเลย เราว่าบางทีเราอาจจะหยุดที่คนนี้ น้องเค้าดูรักเรามากให้เกียร์มาด้วย เรานอนกับน้องเค้าทุกคืน บางคืนก็หลายรอบเลยเพราะเรามีตัวช่วยดีๆ นี่แอบบอกนายคนเดียวนะ เห็นว่าเป็นหนุ่มหล่อเหมือนกัน”
 
เดือนคณะทำเสียงกระซิบกระซาบในตอนท้ายก่อนจะหยิบขวดเล็กๆ ที่คุ้นตาหลี่คุนจากกระเป๋าสะพายออกมาให้ดูอย่างภูมิใจ
 
“เราอาศัยทาเจ้านี่แหละ น้ำมันมวยมีคุณ อย่าเห็นว่าดูเชยๆ นะ สรรพคุณงี้ยืนหนึ่งเลย นายต้องลองใช้เองถึงจะรู้ความแตกต่าง ไม่อยากจะเล่าละเอียดเดี๋ยวหาว่าทะลึ่ง ราคาก็ไม่แพง ใช้กับถุงยางก็ได้เป็นสูตรน้ำไม่ทำให้มันรั่ว แม่เราบอกว่าใช้นวดแก้ปวดเมื่อยดีกว่ายาที่หมอให้อีกแต่เราว่าใช้แบบนั้นเสียของไปหน่อย คนคิดสูตรนี่เจ๋งจริงน่าจะทำออกมาขายตั้งนานแล้ว แต่นายอย่าไปบอกใครนะเดี๋ยวนี้ชักเริ่มหาซื้อยาก สั่งทางแอพส้มบางทีก็ของหมด ถ้าคนรู้จักเยอะๆ เรากลัวเขาขึ้นราคา ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ท่าทางต้องไปซื้อถึงค่ายมวย ศ.เผด็จศึก อย่าซื้อผิดล่ะ ถ้าเอาน้ำมันมวยธรรมดาไปทาแสบตายชัก”
 
หลี่คุนได้ฟังก็รู้สึกตัวลอย ลูกค้าท่านนี้พูดชมเกินไปแล้ว ในใจรู้สึกสนิทสนมกับอีกฝ่ายขึ้นอีกหลายส่วนจนอยากจะส่งเทียบเชิญให้มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของน้ำมันมวยมีคุณ เขารีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไปโดยเร็วอย่างเสียดาย สินค้าของฉางอันโอสถจะเกี่ยวพันกับเรื่องในห้องหอโดยโจ่งแจ้งมิได้
 
“ถ้านายจะซื้อเมื่อไหร่บอกเราได้ ตินเพื่อนเราที่เรียนอยู่ไอทีไปซ้อมมวยที่ค่าย ศ.เผด็จศึกประจำ บางทีเราก็ไปด้วย ที่ค่ายมีของเยอะมาก ไม่ต้องกลัวว่าของจะหมดหรือขึ้นราคา”
 
“อ้าว นายก็รู้จักน้ำมันมวยมีคุณอยู่แล้วเหรอ ไม่เบานี่หว่า เห็นเงียบๆ ไม่มีข่าวคราวกับสาวๆ เราก็ว่าล่ะ หล่อๆ อย่างนี้จะธรรมดาได้ไง แล้วตินเพื่อนนายจะไปที่ค่ายอีกทีเมื่อไหร่ เราว่าจะซื้อมาตุนไว้อุ่นใจดี พอดีต้องใช้ทุกวัน ถ้าซื้อเยอะเขามีส่วนลดให้ไหม”
 
“เอางี้ดีกว่า เดี๋ยวเราคุยกับทางค่ายให้นายเอามาใช้ฟรีๆ เลยสองโหล แค่นายช่วยเอาน้ำมันมวยมีคุณไปโชว์ในพวกไอจีอะไรงี้ นายเป็นเดือนคณะ น่าจะมีคนติดตามเยอะอยู่นะ นายช่วยบอกต่อให้เขามีลูกค้าเพิ่มขึ้น ของเขาขายดีสินค้าก็จะกระจายออกมามาก นายจะยิ่งหาซื้อง่ายนะ แอบใช้อยู่คนเดียวเขาเจ๊งไปนายจะเอาที่ไหนใช้”
 
“ก็ดีนะ ได้ของมาใช้ฟรีๆ ไอจีเรา คนตามไม่เท่าไหร่หรอกนะ แต่อีกแอคในทวิตนี่ดาร์คๆ หน่อยคนตามเพียบ เดี๋ยวเราทำแฮชแทคให้ด้วย เอาอันนี้ไหม #ทนกว่าที่คิส”
 
“จริงๆ มันก็น้ำมันมวยนะ แต่นายไปใช้อย่างอื่นแล้วดี จะบอกอะไรก็แล้วแต่นาย”
 
หลังจากแยกจากเดือนคณะ หลี่คุนก็โทรแจ้งให้เพิ่มการผลิตน้ำมันมวยมีคุนก่อนจะรีบเข้าห้องเรียนไป ระหว่างเรียนเขาจำเป็นต้องไปนัวเนียกับเพื่อนผู้ชายในห้องเพื่อจะเก็บสำรองลมปราณไปเรื่อยๆ นักศึกษาภาคโฆษณาไม่มีใครมีพลังหยางเข้มข้นแบบนักมวยอาชีพอย่างเมฆขาวทำให้ต้องใช้เวลานานและหมุนไปหลายคนกว่าจะเต็ม โชคดีที่ทุกคนคุ้นเคยกับอาการสกินชิปของเขาอยู่แล้วจึงปล่อยให้ลูบๆ คลำๆ ไปจนจบคาบเรียน
 
หลังเลิกหลี่คุนคิดว่าจะหาข้าวเที่ยงทานแล้วค่อยกลับคอนโดไปฝึกฝนการหลอมโอสถตามที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ได้รับข้อความจากจางอี้หลงเสียก่อน
 
ZYL : พี่อยู่สิงคโปร์ กำลังจะขึ้นเครื่องไปสุวรรณภูมิ ถ้าว่างช่วยมารับที่สนามบินหน่อยครับ มีเรื่องจะคุยด้วย
 
LK : เงียบไปนานเลยนะครับพี่ ได้ใช้ขี้ผึ้งที่ผมส่งไปเปล่าเนี่ย ไม่เห็นส่งรูปมาให้ดูบ้างเลย
 
ZYL : เดี๋ยวก็เจอตัวจริงแล้ว จะดูรูปทำไม ตกลงลงมารับพี่ได้เปล่าครับ
 
LK : แต่ผมไม่ได้ขับรถนะ ไม่กล้าออกถนนจริง
 
ZYL : เดี๋ยวพี่ให้รถวนไปรับครับ อยู่ที่มหาลัยใช่ไหม
 
LK : อ้าว พี่มีรถแล้วจะให้ผมไปรับทำไม
 
ZYL : พี่อยากเจอน้องคุนเร็วๆ
 
LK : ก็ได้ครับ
 
หลี่คุนรับปากอย่างไม่อิดออด ถึงจะไม่ชอบความกดดันจากปราณอำนาจของอีกฝ่ายเวลาเจอตัวจริง แต่อย่างไรเสียก็เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ต้องรักษาสัมพันธ์ไว้ อีกอย่างเขายังมีปัญหาด้านการค้าบางอย่างที่อยากลอบถามความเห็นโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว รวมถึงอยากตามผลการใช้ขี้ผึ้งโอสถด้วยว่าจะฟื้นฟูสภาพผิวจางอี้หลงได้มากน้อยแค่ไหน
 
รถยนต์คันใหญ่ที่มารับหลี่คุนทั้งหรูหราทั้งวิ่งนุ่มนั่งสบาย แม้จะมีความรู้เกี่ยวกับโลกยุคใหม่นี้ขึ้นมามากแล้วแต่เขากลับไม่คุ้นยี้ห้อรถคันนี้เท่าไหร่ น่าจะไม่เป็นที่นิยมนัก ไม่เหมือนรถคันเล็กของเขาที่ไปไหนก็เห็นยี่ห้อเดียวกันนี้เต็มบ้านเต็มเมือง เขาเข้าไปรอจางอี้หลงตรงชั้นผู้โดยสารขาเข้าบริเวณเดียวกับที่เขาต้องเสียท่าอย่างใหญ่หลวงให้กับบอดี้การ์ดของแฮ็คส์เมื่อหลายเดือนก่อน หลี่คุนที่สวมผ้าปิดปากลายมังกรแบบเดิมหวังว่าจะไม่มีใครในที่นี้จำความอัปยศในครั้งนั้นของเขาได้
 
รออยู่ไม่นานหลี่คุนก็เห็นคนที่เขามารับเดินออกมาจากด้านใน ผู้คนที่ยืนประปรายกันอยู่บริเวณนั้นถูกปราณอำนาจที่แผ่ออกกดดันจนแหวกออกเป็นทางโดยไม่ตั้งใจ สายตาจำนวนมากจับจ้องไปที่บุรุษร่างสูงในเสื้อแจ็คเกตแบบลำลองอย่างไม่รู้ตัว หลี่คุนเห็นจากไกลๆ ยังรู้สึกว่าอาจไม่ใช่ปราณอำนาจเพียงอย่างเดียวแล้วที่ดึงดูดสายตาคน รูปลักษณ์ที่แปลกตากว่าที่เคยเห็นนั้นน่าจะเป็นสาเหตุหลักเสียด้วยซ้ำ จางอี้หลงตัดผมสั้นกว่าปกติและเซ็ทเป็นทรงทันสมัยกว่าเดิม เสื้อผ้าเข้ารูปกว่าทุกทีเผยให้เห็นหุ่นสวยที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อได้สัดส่วน ใบหน้าที่หล่อเหลาภูมิฐานแบบชายวัยต้นสามสิบบัดนี้ดูอ่อนเยาว์กระจ่างใสขึ้นโดยไม่เสียความคมสันในแบบบุรุษ ถ้าไม่ใช่เพราะความสง่าน่าเกรงขามกว่าปกติที่แผ่ออกมา คาดว่าคงมีคนเข้าไปรุมล้อมเพราะคิดว่าเป็นดาราใหญ่มาจากไหนเป็นแน่
 
หลี่คุนฉีกยิ้มกว้างอย่างพอใจให้จางอี้หลงแต่ไกล เรื่องเสื้อผ้าและทรงผมนั่นช่างเถิด แต่ใบหน้าที่เยาว์วัยลงนั้นต้องเป็นผลงานขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่พออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ขึ้นจนหลี่คุนเห็นใบหน้านั้นอย่างชัดเจน รอยยิ้มของเขากลับหุบลงทันทีก่อนที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของหลี่คุนจะขึ้นสีแดงระเรื่อร้อนผ่าวไปด้วยโทสะ
 
“ไปทำอะไรกับหน้ามาครับ พี่อี้หลง!!!”
 
#########################

#อี้หลงคุน
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 22] 29/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: Icegemini04 ที่ 29-11-2019 15:33:14
 :z3: :z3:

ทำอะไรรรรรรร. อยากรู้ด้วยคนนนนน
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 22] 29/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 29-11-2019 17:15:13
 :pig4:
 :3123:
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 22] 29/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: river ที่ 29-11-2019 20:40:22
อ้าว เกิดอะไรขึ้น
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 22] 29/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: stickyyrice ที่ 29-11-2019 21:19:52
ติดมากกอีพี่คงแบบเฟลสุดดด น้องบอกจะส่งครีมมาให้ ก็คงไม่คิดว่าจะส่งมาเยอะจัด แบบหน้าแตกไปเลยมั่นมานานมากว่าหล่อ เจอน้องส่งไปเป็นกล่องใหญ่คงประโคมสุดตัวกันเลยทีเดียว

อยากอ่านต่อแล้ววว ติดมากค่ะ สนุกมากเลย ;)


Sent from my iPhone using Tapatalk
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 22] 29/11/2019
เริ่มหัวข้อโดย: songte ที่ 29-11-2019 23:39:41
ไปทำอะไรมาหล่ะอยากรู้ๆ
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 23] 1/12/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 01-12-2019 12:31:59
23

หลี่คุนรู้สึกเหมือนโดนดูถูก สายตาของผู้ฝึกยุทธ์อย่างเขาย่อมเฉียบคมกว่าคนทั่วไป ใบหน้าของจางอี้หลงแม้จะหล่อเหลาเยาว์วัยไร้ริ้วรอยแต่มีบางจุดไม่เป็นธรรมชาติ เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ผลของขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิที่เขาส่งไปให้ด้วยความห่วงใยเลย
 
“ขึ้ผึ้งที่ผมส่งไปให้ทุกเดือน พี่ไม่ได้ใช้มันเลยเหรอครับ”
 
จางอี้หลงทำหน้าไม่ถูก เขาอุตส่าห์เอาใบหน้าที่ฟื้นฟูมาอย่างดีให้คนตรงหน้าดูถึงเมืองไทย หวังจะล้างคำพูดที่ว่าตัวเองหน้าแก่กว่าวัย ทำไมกลับโดนโกรธเสียได้
 
ที่จริงหลังจากที่จางอี้หลงได้รับขี้ผึ้งกระปุกแรกก็ได้ทดลองใช้อยู่หลายวันและเห็นผลว่าผิวหน้าดีขึ้นจนไม่น่าเชื่อ เขากังวลว่าสินค้าตัวนี้ของหลี่คุนอาจจะผสมสารออกฤทธิ์ต้องห้ามบางอย่าง จึงเอาขี้ผึ้งที่เหลือส่งไปยังห้องปฏิบัติการของบริษัทในเครือให้ตรวจสอบดู หากเป็นเช่นนั้นจริงเขาจะได้รีบเตือนให้หลี่คุนหยุดขายก่อนที่จะเกิดอันตรายกับผู้ใช้จนเป็นเรื่องใหญ่โต โชคดีที่ไม่พบสารอันตรายใดๆ แต่การที่ห้องแล็บไม่สามารถวิเคราะห์สูตรการผลิตที่แน่ชัดออกมาได้ทั้งๆ ที่มีเครื่องมือทันสมัยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศทำให้ชายหนุ่มแปลกใจเป็นอย่างมาก แม้จะทำการทดสอบจนใช้ตัวอย่างไปจนหมดก็ทราบเพียงคร่าวๆ ว่ามีส่วนประกอบหลักเป็นพืชสมุนไพรจำนวนหนึ่งเท่านั้น
 
จนเมื่อได้รับขี้ผึ้งกระปุกที่สอง จางอี้หลงจึงตัดสินใจส่งไปที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ภายนอกที่เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรโดยเฉพาะ ไม่คาดว่าสถาบันแห่งนี้ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จในการถอดสูตรขี้ผึ้งของหลี่คุน นักวิจัยสามารถระบุชื่อสมุนไพรออกมาได้แปดชนิดด้วยการวิเคราะห์สารประกอบธรรมชาติที่ซับซ้อนออกมาเทียบกับฐานข้อมูล แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถหาสัดส่วนที่สมดุลของสมุนไพรแต่ละตัวได้ ตัวอย่างเลียนแบบที่ดีที่สุดที่พวกเขาทำได้มีประสิทธิภาพไม่ถึงหนึ่งในสี่ของของจริง นี่เป็นเรื่องที่นักวิจัยขบคิดเท่าใดก็ยังไม่เข้าใจ
 
ในระหว่างนั้นจางอี้หลงก็เข้าไปฟื้นฟูสภาพผิวที่คลินิกที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมือง เขาเสียความมั่นใจเรื่องหน้าตาของตัวเองไปไม่น้อยจนต้องทำเรื่องที่แต่ก่อนไม่เคยคิดสนใจจะทำ งานหนักที่ทำมาตลอดตั้งแต่ตอนวัยรุ่นประกอบกับการพักผ่อนที่ไม่ค่อยเพียงพอเริ่มส่งผลต่อใบหน้าจริงๆ หลี่คุนอายุน้อยกว่าเขาถึงหกเจ็ดปีแถมยังผิวพรรณดีดูอ่อนกว่าวัยอย่างไม่น่าเชื่อทำให้ความแตกต่างระหว่างกันมีมากเกินไป แม้ว่าขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิจะดูว่าให้ผลดีแต่ยาทาภายนอกเช่นนี้คงต้องใช้เวลาเป็นปีๆ จางอี้หลงทั้งใจร้อนทั้งเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์และการแพทย์ปัจจุบันมากกว่า เขาเลือกคอร์สราคาสูงตามที่แพทย์แนะนำว่าช่วยลดริ้วรอยและทำให้หน้าใส มีทั้งฉีดโบท็อกซ์ ร้อยไหม ฟิลเลอร์ เมโสแฟต และอีกหลายอย่างที่จำไม่ได้  รู้แต่ว่าต้องไปนอนเจ็บตัวอยู่หลายครั้งกว่าจะครบคอร์ส เขาเกลียดเข็มพวกนั้นจริงๆ
 
จางอี้หลงไม่ใช่คนที่ใส่ใจเรื่องรูปร่างหน้าตาของตัวเองเท่าใดนัก แต่ในเมื่อหลี่คุนหล่อเหลาไร้ที่ติเช่นนี้เขาก็ควรทำตัวให้คู่ควรเสียหน่อย เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็น แต่เขายอมเจ็บตัวและเสียเวลาจนสามารถลบช่องว่างระหว่างวัยได้ขนาดนี้ ทำไมคนตรงหน้าคำชมสักนิดยังไม่มีแล้วยังดูไม่พอใจอีก ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างจนไม่อยากตอบอะไรออกไป
 
“มาให้ผมดูหน่อย พี่ก้มลงอีกนิดได้ไหมครับ”
 
หลี่คุนพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบลงกว่าเดิมและเจ้อไปด้วยความสนใจ จางอี้หลงสูงกว่าเขาพอประมาณ หลี่คุนจึงเอื้อมมือไปประคองใบหน้าของอีกฝ่ายให้ก้มลงต่ำเพื่อจะสังเกตให้ชัดเจน ปราณอำนาจที่แผ่ออกมาในระยะประชิดทำให้เขาต้องโคจรพลังช้าๆ ทั่วร่างเพื่อไม่ให้ถูกกดดันและดึงดูดจนเสียสมาธิ หลี่คุนเคลื่อนปราณไปที่ปลายนิ้วก่อนจะลูบไล้เบาๆ ไปทั่วหน้าของจางอี้หลงเพื่อตรวจสอบความผิดปกติที่เห็นในตอนแรก
 
จางอี้หลงเกร็งตัวเล็กน้อย เขาไม่เคยมีโอกาสมองหน้าอีกฝ่ายใกล้ๆ อย่างนี้มาก่อน ใบหน้างดงามทว่าหล่อเหลาดูจริงจังกับดวงตาเรียวยาวส่องประกายสงสัยใคร่รู้นั้นดูดึงดูดจนเขาเผลอเอนหน้าเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
 
“พอแล้วครับ ไม่ต้องใกล้ขนาดนี้ก็ได้”
 
หลี่คุนร้องขึ้นมาก่อนจะถอยหลังออกในทันที ปราณอำนาจกลิ่นอายบุรุษและพลังหยางที่แผ่ออกมาในระยะประชิดสร้างความกดดันจนเขาต้องผละออกทั้งๆ ที่โคจรพลังต้านไว้แล้ว พลังหยางงั้นหรือ? ก่อนหน้านี้เขามัวแต่สนใจใบหน้าของจางอี้หลงจนไม่ได้สังเกตว่าบุรุษผู้นี้มีมีพลังหยางที่เข้มข้นรุนแรงจนน่าตกตะลึงขนาดไหน จากสัมผัสเมื่อครู่เขารู้สึกราวกับพลังหยางของอีกฝ่ายพยายามทะลุทะลวงเข้าสู่ร่างกายเขาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เปิดช่องลมปราณของเคล็ดวิชาบุปผาเร้นวารีไว้ แต่ก่อนเขาไม่ชอบปราณอำนาจของอีกฝ่ายเลยไม่เคยได้ใกล้ชิดเกินความจำเป็นจนพลาดเรื่องนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
 
“ตกลงหน้าพี่เป็นยังไงครับ มันดูไม่ดีเหรอ พี่ว่าพี่ไม่ได้ดูแก่ก่อนวัยอย่างที่น้องคุนบอกแล้วนะ”
 
จางอี้หลงที่ได้สติแล้วเช่นกันถามคำถามที่คาใจออกมา
 
“มันก็ใช่ครับ แต่สิ่งที่พี่ทำมันเกินไป ร่างกายนี้ล้วนเป็นสิ่งที่บิดามารดาให้มา เราควรจะต้องทะนุถนอมให้ดี พี่ไปทำอะไรมากันแน่ ตรงหน้าผากกับหางตาเหมือนถูกพิษจนกล้ามเนื้อเป็นอัมพาตเล็กน้อย ตรงร่องแก้มมีสิ่งแปลกปลอมแทรกอยู่ใต้ผิว ถ้าพี่ตั้งใจทำมันเพื่อจะได้ดูหนุ่ม ผมว่ามันน่าจะได้ผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น แล้วก็อาจมีผลเสียอย่างอื่นผมยังไม่แน่ใจ ถ้าทำตอนอายุมากๆ ก็พอเข้าใจได้ แต่พี่ยังหนุ่มยังแน่นมันมีวิธีอื่นที่เหมาะสมกว่านะครับ”
 
หลี่คุนใช้ลมปราณตรวจสอบจนเข้าใจขึ้นมาบ้าง นี่มันคล้ายคลึงกับโอสถพรรคมารที่ใช้ในการแปลงโฉมอยู่ไม่น้อย เมื่อดูใกล้ๆ ยิ่งเห็นความไม่เป็นธรรมชาติได้ชัด เสียดายใบหน้าหล่อเหลาคมสันนี้ยิ่งนัก
 
จางอี้หลงก็ตกใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูดขึ้นมาเหมือนกัน แต่เมื่อคิดอีกทีการที่ใบหน้าเขาดีขึ้นขนาดนี้ภายในเวลาไม่นาน เด็กฉลาดอย่างหลี่คุนต้องเดาได้ว่าเขาไปฉีดโบท็อกซ์เติมฟิลเลอร์อะไรพวกนี้มาอยู่แล้ว โบท็อกซ์เองก็พัฒนามาจากสารพิษ สิ่งที่พูดมาก็ไม่ผิด
 
“พี่ก็แค่ไปทำคอร์สฟื้นฟูผิวหน้ามาครับ แต่ถ้าน้องคุนไม่ชอบ ทีหลังพี่จะได้ไม่ไปอีก เห็นหมอว่าไม่เกินปีมันก็ค่อยๆ กลับมาเหมือนเดิมแล้ว”
 
จางอี้หลงตอบ นึกดีใจที่ต่อไปไม่ต้องเสียเวลาไปนอนเจ็บตัวให้หมอจิ้มหน้าอีกแล้ว ลาแล้วลาลับนะไอเข็มบ้า เขาไม่ใช่ดาราไม่จำเป็นต้องหล่อขนาดนั้นก็ได้
 
“ช้าเกินไปครับ ของแบบนี้ทิ้งไว้ในร่างกายนานๆ ไม่น่าดี พี่มาไทยเที่ยวนี้พอมีเวลาไหมครับ ผมสามารถขับพิษออกมาให้พี่ได้นะครับถ้าพี่ไว้ใจ แต่ต้องไปทำที่คอนโดผมนะเพราะต้องใช้ยากับเครื่องมือบางอย่าง”
 
“ไปครับไป เที่ยวนี้พี่มาเมืองไทยก็จะมาพักยาวๆ นี่แหละ ทำงานมากเกินไปก็ไม่ดีนะ เดี๋ยวหน้าแก่ไปกว่านี้”
 
“งั้นไปเลยไหมครับ คนมารุมอะไรกันตรงนี้ตั้งมากมาย”
 
หลี่คุนบ่นเมื่อมองไปรอบๆ แล้วพบคนกลุ่มใหญ่จ้องมองมาที่พวกเขาทั้งคู่คล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ ก็แค่คนสองคนยืนคุยจับหน้าจับตากันนิดหน่อยไม่รู้จะมองทำไม เขายิ่งไม่อยากเป็นเป้าสายตาจึงรีบจับมืออีกฝ่ายพาเดินออกไปตรงจุดที่คนขับรถรออยู่ จางอี้หลงสะดุ้งเล็กน้อยอีกมือคว้ากระเป๋าเดินทางใบย่อมลากตามไปทันที ในใจนึกว่าในโชคร้ายยังมีโชคดี ถึงจะไม่ได้รับคำชมให้สมกับความพยายาม แต่ก็ได้บุกไปถึงคอนโดน้องคุนเลยนะ ยิ่งตื่นเต้นพลังหยางเข้มข้นก็ทวีความรุนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ หลี่คุนถึงได้เปลี่ยนมาจับมือแบบประสานนิ้วแถมยังผ่อนฝีเท้ารอจนทั้งคู่ตัวเกือบติดกัน จางอี้หลงใจสั่นเล็กน้อยกับความใกล้ชิดนี้ นี่คนข้างๆ เริ่มเปิดใจแล้วใช่ไหมถึงได้มาสัมผัสแนบแน่นไม่มีทีท่าห่างเหินเหมือนเดิม

.... ต่อตรงนี้....

เมื่อเห็นคอนโดขนาดกลางที่หลี่คุนพักจางอี้หลงก็รู้สึกว่าไม่เลวเลยแม้จะไม่หรูหราอะไร ระบบความปลอดภัยนับว่าใช้ได้ ผู้คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป การดูแลของส่วนกลางก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี พอเข้าไปในห้องก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ เจือกลิ่นสมุนไพรจางๆ ชวนให้นึกถึงผู้เป็นเจ้าของ พื้นที่ในห้องไม่ใหญ่มากในขณะที่ข้าวของดูออกจะเยอะไปเสียหน่อย แต่พอหลี่คุนเปิดประตูด้านข้างก็พบว่ามันทะลุไปที่คอนโดอีกห้องหนึ่งที่ใหญ่กว่าห้องนี้มาก
 
“ของรกหน่อยนะครับ ผมเพิ่งโอนคอนโดห้องติดกันและทำประตูเชื่อมเสร็จ ยังไม่ได้แบ่งของจากห้องนี้ไป พี่อี้หลงเอาเครื่องดื่มอะไรครับ น้ำเย็น น้ำอัดลม หรือน้ำชาก็มี”
 
“ชาก็ได้ครับ”
 
หลี่คุนกุลีกุจอไปทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี จางอี้หลงนับว่าเป็นแขกคนแรกที่มาเยือนถ้าไม่นับตินและเพื่อนของซูเอ๋อร์ที่สนิทกัน ไม่นานชาร้อนกาหนึ่งก็ถูกยกมาวางพร้อมกับจอกชาใบเล็กสองใบ
 
“ขออภัยที่ไม่มีชาดีมาต้อนรับ ต้องขายหน้าพี่แล้ว”
 
หลี่คุนพูดออกตัวขณะที่รินชาส่งให้กับแขกอย่างเป็นพิธีรีตองด้วยท่วงท่าราวกับคุณชายตระกูลสูง จางอี้หลงรับจอกชามาจิบอย่างประหลาดใจ ใบชาคุณภาพไม่เลวเลยถูกชงอย่างบรรจงรินลงในจอกชาเนื้อดี นับเป็นความพิถีพิถันแบบดั้งเดิมของจีนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอจากเด็กหนุ่มอายุยี่สิบเศษเช่นนี้ ดูเป็นคนจีนชั้นสูงยิ่งกว่าเขาเสียอีก ทีแรกยังคิดว่าอีกฝ่ายจะเอาชาบรรจุขวดแช่เย็นแบบที่วัยรุ่นดื่มกันมาให้
 
“นี่ก็ดีมากแล้ว ไม่รู้ว่าน้องคุนชอบดื่มชา ไว้วันหลังพี่จะเอาชาดีๆ จากเมืองจีนมาฝาก”
 
การที่ได้รู้จักความชอบเล็กๆ น้อยๆ ของคนที่ตัวเองสนใจมันรู้สึกดีจริงๆ
 
“ได้ยินว่าชาดีจริงๆ เดี๋ยวนี้ราคาสูงมาก พี่ไม่ต้องลำบากหรอกครับ งั้นถ้าหายเหนื่อยแล้ว ผมจะตรวจดูใบหน้าพี่ให้ละเอียดแล้วเริ่มรักษาเลยนะครับ พี่จะได้ไม่เสียเวลามาก”
 
ยังไม่ทันที่จะได้เริ่มกระบวนการรักษา ซูกัสในชุดนักเรียนมัธยมกางเกงน้ำเงินก็เปิดประตูห้องเข้ามาอย่างร่าเริง
 
“พี่คุน ผมกลับมาแล้ว อ้าว มีแขก พี่ เอ่อ พี่อี้หลงใช่เปล่าครับ ผมซูกัสเอง ที่เคยเจอกันตอนหลังละครไง”
 
เด็กหนุ่มยกมือไหว้ชายหนุ่มร่างสูงที่เจอในห้องพี่ชายอย่างนอบน้อมแล้วส่งยิ้มหวานจนตาเป็นรูปจันทร์เสี้ยว จางอี้หลงเห็นแล้วก็อดรู้สึกดีด้วยไม่ได้ คนพี่หล่อเหลาแฝงความสูงส่งน่าค้นหา คนน้องน่ารักเปิดเผยจริงใจ ช่างเป็นคู่พี่น้องที่ชวนให้ใจละลายเสียจริงๆ
 
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนสิ หรือจะอาบน้ำเลยก็ได้ เดี๋ยวพี่ต้องขับพิษให้พี่อี้หลงใช้เวลาซักพัก ถ้าหิวก็หาอะไรกินไปก่อนนะ”
 
“ขับพิษแบบเดียวกับที่พี่ทำให้ผมตอนนั้นใช่ไหม เดี๋ยวผมอยู่ช่วยด้วย งั้นผมไปเตรียมชุดฝังเข็มมาให้เลยนะครับ”
 
ซูกัสวิ่งหายไปอีกห้องหนึ่งขณะที่จางอี้หลงกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก
 
“ฝังเข็ม!!!?”
 
“ใช่ครับ เดี๋ยวผมจะฝังเข็มบนหน้าพี่ ไม่ต้องห่วงนะครับ ถึงผมไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ แต่เรื่องฝังเข็มนี่ หมอภีมที่เป็นผู้ถือหุ้นอีกคนของฉางอันโอสถรับประกันให้ได้เลย พี่ไปนอนตรงโซฟาเลยครับ เดี๋ยวซูเอ๋อร์เอาเข็มมาแล้วจะได้เริ่มฝังเลย”
 
“ต้องฝังเยอะไหมครับน้องคุน” เสียงสั่นเล็กน้อย
 
“แค่สิบห้าสิบหกเล่มก็น่าจะพอครับ เดี๋ยวผมดูอีกที”
 
พอซูกัสเอาเข็มที่ฆ่าเชื้อเสร็จแล้วมาให้ จางอี้หลงก็ต้องขึ้นไปนอนให้หลี่คุนเอาเข็มฝังลงไปบนหน้าที่ละเล่มๆ อย่างตัวเกร็งไม่กล้ากะดุกกะดิก ในใจคร่ำครวญว่าอยู่ดีไม่ว่าดี ไปให้หมอที่เมืองจีนเอาเข็มฉีดโน่นฉีดนี้เข้าใบหน้าไม่รู้กี่รอบเพื่อน้องคุน กลับต้องมาโดนน้องคุนฝังเข็มสิบกว่าเล่มเพื่อแก้สิ่งที่ทำไป
 
หลังจากฝังเข็มจนครบทุกตำแหน่งหลี่คุนก็บอกให้จางอี้หลงนอนนิ่งๆ เพื่อให้เข็มค่อยๆ ขับสิ่งแปลกปลอมออกมา จากนั้นก็ขอตัวไปทำงานโดยให้น้องชายคอยเฝ้าดูอาการไว้ เด็กช่างพูดอย่างซูกัสมีหรือจะเฝ้าเฉยๆ เขาสรรหาเรื่องราวต่างๆ มาเล่าให้ฟังได้ไม่หยุดถึงอีกฝ่ายจะต้องทำหน้านิ่งตอบอะไรกลับไม่ได้ก็ตาม
 
“พี่อี้หลงเกิดที่เมืองจีนเหรอครับ ทำไมพูดไทยชัดจัง แล้วมารู้จักพี่คุนได้ยังไง พี่รู้เปล่าว่าพี่เป็นคนแรกเลยนะนอกจากเพื่อนสนิทของพี่คุนกับเพื่อนผมที่พี่คุนให้เข้ามาที่ห้อง สงสัยเพราะพี่คุนชอบกู่ฉินที่พี่ให้มาก เล่นเกือบทุกวันเลย เห็นว่าแพงมากเลยใช่เปล่าครับ ผมชอบตอนที่พี่เป่าขลุ่ยคู่กับกู่ฉินของพี่คุนจังเลย พี่คุนบอกว่าเพิ่งเคยได้ยินพี่อี้หลงเล่นวันนั้นเป็นครั้งแรก ผมบอกเพื่อนก็ไม่มีใครเชื่อนะครับ เข้าคู่กันอย่างนั้นแล้วบอกว่าไม่เคยซ้อมด้วยกันจะเทพเกินไปแล้ว”
 
คนฟังได้ยินแล้วต้องเกร็งหน้าแทบแย่ อยากจะยิ้มก็ยิ้มไม่ได้ ได้แต่นอนฟังต่อไป
 
“พี่ได้กลิ่นยาไหมครับ นี่พี่คุนกำลังฝึกเคี่ยวยาอยู่ในห้องอักษร ไม่รู้ทำไมพี่เค้าถึงเรียกว่าห้องอักษร ในห้องนั้นก็ไม่เห็นมีหนังสืออะไรเท่าไหร่ เหมือนเป็นห้องทำงานมากกว่า พี่คุนเขาชอบใช้พู่กันจดงานเป็นภาษาจีนอะไรไม่รู้ผมอ่านไม่ออก แล้วก็มีพวกขวดใส่สมุนไพรกับเตาไฟฟ้าเล็กๆ ไว้ฝึกเคี่ยวยาด้วย พอเสร็จแต่ละทีดูเหนื่อยจนหมดแรง แต่ถ้าทำขายจริงๆ อย่างขี้ผึ้งโอสถ พี่คุนจะไปทำที่เคาเตอร์ครัวครับ เพราะต้องใช้หม้อใบใหญ่ กวนกันเมื่อยมือเลย ยังดีที่ทำแค่เดือนละครั้ง เสร็จแล้วก็เกณฑ์ผมกับเพื่อนมาช่วยกันแบ่งใส่กระปุก ผนึกครั่ง แล้วก็แพ็คใส่กล่องส่งให้บริษัทขนส่ง แต่ค่าจ้างดีครับ ไม่บ่น ฮ่าๆ”
 
ถ้าไม่ถูกเข็มปักหน้าอยู่จางอี้หลงคงอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจไปแล้ว ไม่คิดว่าขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิที่สร้างความลำบากให้นักวิจัยชั้นแนวหน้าของจีนจนแทบเผาตำราทิ้ง จะเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่กวนเองบรรจุเองง่ายๆ เหมือนครีมเถื่อน การค้าของฉางอันโอสถที่พวกเขาคุยกันมักเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการตลาด หลี่คุนไม่เคยพูดถึงการผลิตจนเขาคิดว่าเป็นการสั่งทำหรือไม่ก็รับมาจากโรงงานยาอื่น ไม่รู้ได้สูตรมาอย่างไรแน่
 
ซูกัสเล่าเรื่องของหลี่คุนออกมาไม่หยุดแต่คนฟังก็ยังฟังอย่างตั้งใจไม่มีเบื่อ เด็กหนุ่มนึกในใจว่าพี่ชายคนนี้เป็นผู้ฟังที่ดีเสียจริงๆ เขาเล่าต่อไปได้สักพักหลี่คุนก็เปิดประตูห้องอักษรเดินออกมาด้วยท่าทางหมดแรง หลี่คุนเข้ามาตรวจสอบสภาพใบหน้าของจางอี้หลงแล้วก็บอกว่ายังต้องทิ้งไว้อีกพักใหญ่
 
“พี่อี้หลง ผมขอลองจับหน้าท้องพี่หน่อยได้ไหม”
 
อาการเด็ดแอร์จากคำขอของหลี่คุนเกิดขึ้นในฉับพลัน อะไร? ยังไง? ทำไม? จางอี้หลงอยากรู้สาเหตุอย่างที่สุดแต่จนใจที่ยังขยับปากไม่ได้ ไม่รู้ว่าการจับหน้าท้องเกี่ยวอะไรกับการรักษาหน้า โชคดีที่เด็กช่างพูดอย่างซูกัสถามแทนให้ พร้อมทั้งเดาคำตอบให้เสร็จสรรพ
 
“เอ๋า แล้วจะไปจับของพี่เขาทำไมครับ อ๋อ ผมรู้แล้ว พี่คุนอยากรู้ว่าพี่อี้หลงมีซิกส์แพคหรือเปล่าใช่ไหมครับ ถ้ามีจะได้ถามเคล็ดลับ ผมบอกพี่แล้วว่าเอาแต่รำมวยจีนบนดาดฟ้าน่ะกล้ามไม่ขึ้นหรอก ต้องเข้ายิม ผมก็อยากมีมั่ง ไอกันดั้มก็ชวนไปอยู่ แต่พี่แฮ็คส์บอกว่าไม่ต้องไป งั้นพี่คุนก็เปิดดูเลยสิครับ พี่อี้หลงไม่ว่าอะไรหรอก ใช่ไหมครับพี่”
 
จางอี้หลงฟังเด็กหนุ่มที่พูดเองเออเองแล้วก็กลุ้มใจ เขาจะโต้แย้งอะไรได้ในเมื่อถูกเข็มปักหน้าแบบนี้ ว่าแต่ให้น้องคุนจับซิกส์แพคตัวเองนี่มันจะดีจริงๆ เหรอ ถึงจะมั่นใจที่เทรนเนอร์ชมอยู่ก็เถอะ
 
จางอี้หลงลังเลแต่หลี่คุนกลับรวบรัดชัดเจนยิ่งนัก เขาเลิกชายเสื้อของอีกฝ่ายขึ้นทันทีจนเห็นกล้ามหน้าท้องหกลูกคมชัดที่มีไรขนเรียงตัวสวยไล่ลงจากสะดือหายไปในขอบกางเกงก่อนจะเอามือลูบไล้ไปมาอย่างช้าๆ ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าค่อยๆ สดชื่นขึ้น หลี่คุนไม่รีบร้อน เขาวนมือไปเรื่อยๆ พร้อมกับค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงที่ละนิดๆ จนแทบดูไม่ออก ขณะเดียวกันก็เอ่ยปากถามในสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวข้องขึ้นมา
 
“ซูเอ๋อร์ โทรศัพท์ใหม่ของน้อง ที่บอกว่าเติมไฟได้เร็วๆ เขาเรียกว่าฟังก์ชันอะไรนะ”
 
“อ๋อ เค้าเรียกควิกชาร์จ สะดวกมากเลยนะ เสียบแป๊บเดียวก็เต็มแล้ว”
 
“อืม สะดวกจริงๆ ด้วย”
 
จางอี้หลงฟังอย่างไม่เข้าใจ ทำไมไม่ถามว่าซิกส์แพ็คที่เขาภูมิใจนี้ต้องทำยังไงถึงได้มา เขาจะได้เล่าให้ฟังว่าต้องลำบากอดทนฝึกซ้อมมีวินัยในตัวเองขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ มือขาวๆ เรียวๆ ที่ลูบหน้าท้องเขาอยู่นี่มันให้ความรู้สึกดีเหลือเกิน ตอนนี้นอกจากจะต้องเกร็งใบหน้าไม่ให้ขยับแล้วยังต้องบังคับส่วนล่างไม่ให้ขยายด้วย โชคดีที่เขาไม่ต้องทรมานอยู่นาน หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวใบหน้าของหลี่คุนก็เจือสีแดงระเรื่อดูเปล่งปลั่งสดใสเต็มที่ เขาเอามือออกท่ามกลางความโล่งใจปนเสียดายของอีกฝ่าย แล้วบอกว่าจะกลับไปทำงานอีกรอบให้ซูกัสอยู่เป็นเพื่อนจางอี้หลงต่อ
 
ตอนที่จางอี้หลงส่องกระจกหลังจากที่หลี่คุนถอนเข็มออกจนหมดเขายังไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าใบหน้าของเขาแทบจะกลับไปเหมือนเดิมก่อนเข้าคอร์สฟื้นฟูยกกระชับผิวหน้าได้จริงๆ ฝีมือการฝังเข็มของหลี่คุนจะน่าทึ่งเกินไปแล้ว แต่คิดอีกทีชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดแทบหลั่งน้ำตาให้กับใบหน้าวัยสามสิบกว่าของตัวเอง ความเจ็บตัวการเสียเวลาและเงินหลายหมื่นหยวนที่ใช้ไปหายวับไปในพริบตา
 
“พี่อี้หลงอย่าใจร้อนครับ ค่อยๆ ทาขี้ผึ้งที่ผมให้ไปทุกวัน ไม่น่าเกินสามเดือนก็หล่อกว่าเดิมแล้ว วันนี้เสร็จแล้วครับ พี่จะกลับหรือยัง ผมว่าเราออกไปหาอะไรทานกันแล้วพี่ค่อยออกไปดีไหมครับ พี่พักโรงแรมไหน อยู่ไกลหรือเปล่า”
 
หลี่คุนที่แอบดูดซับพลังหยางของอีกฝ่ายไปแล้วเป็นรอบที่สี่มองจางอี้หลงอย่างอาลัยอาวรณ์ พี่อี้หลงนี่ดีจริงๆ นะ เหมือนฟังก์ชันควิกชาร์จในโทรศัพท์ซูเอ๋อร์เลย แค่ลูบท้องแป๊บเดียวก็เติมกำลังภายในบุปผาวารีขั้นที่หนึ่งของเขาได้เต็มปรี่แล้ว แค่ไม่กี่ชั่วโมงวันนี้เขาก็ทดลองฝึกฝนการหลอมยาระดับปฐพีไปได้หลายรอบ พอได้ฝึกต่อเนื่องแบบนี้ก็ก้าวหน้ากว่าตอนที่ต้องเว้นช่วงเป็นวันมาก
 
“พี่ยังไม่ได้จองไว้เลยครับ ไม่รู้ว่าโรงแรมแถวนี้แพงเปล่า”
 
“อ้าว แล้วทุกทีพี่พักที่ไหนครับ”
 
“ถ้าพี่มาทำงาน บริษัทเขาจะเตรียมให้ครับ แต่เที่ยวนี้พี่มาพักผ่อนเลยต้องหาเอง ลืมไปเลย ไม่รู้โรงแรมจะเต็มหมดยัง” ต้องได้ผลสิ น้องคุนเป็นคนมีน้ำใจ
 
“งั้นคืนนี้พี่พักห้องผมไปก่อนไหมครับ อาจจะไม่สะดวกเหมือนอยู่โรงแรม แต่ก็มีห้องนอนว่างตรงที่เพิ่งทำใหม่” อยู่ซักคืนเถอะพี่อี้หลง หลอมยานี่มันเปลืองลมปราณจริงๆ
 
“แหม พี่เกรงใจจังเลย น้องคุนเปิดเป็นเกสต์เฮาส์ให้เฉพาะพี่ได้ไหมครับ พี่ขอนอนหลายคืนหน่อย จะได้ประหยัดเงิน” จริงๆ นอนห้องเดียวกับน้องคุนเลยก็ได้นะ จะได้ยิ่งประหยัดแอร์
 
“พี่จะอยู่หลายๆ คืนจริงเหรอครับ อย่าหลอกผมนะ อยู่นานๆ เลยครับพี่อี้หลง ไม่คิดเงิน แต่ขอดูหน้าท้องพี่อีกเรื่อยๆ นะครับ” ขอให้พี่อี้หลงอยู่เป็นเดือนเลยได้ไหม ใช้งานดีที่สุดแล้วคนนี้
 
“พี่น้องกัน ซิกส์แพคพี่ก็เหมือนของน้องคุนอยู่แล้ว งั้นพี่ไม่เกรงใจล่ะ ขอนอนกับน้องคุนยาวๆ เลยนะ” แค่วันแรกก็โดนน้องคุนลูบซิกส์แพคแล้ว วันต่อๆ ไปจะขนาดไหนนี่
 
“นั่นสิครับ พี่น้องกัน ไม่มีอะไรต้องเกรงใจ”
 
“ฮ่าๆๆๆๆ”
 
เสียงหัวเราะดังประสานกันอย่างสมใจในเป้าหมายแอบแฝงด้วยกันทั้งคู่


##############
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 23] 1/12/2019
เริ่มหัวข้อโดย: stickyyrice ที่ 01-12-2019 20:44:16
5555 อีพี่คิดไม่ถึงงง


Sent from my iPhone using Tapatalk
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 23] 1/12/2019
เริ่มหัวข้อโดย: Icegemini04 ที่ 01-12-2019 21:47:17
5555555 ต่างคนต่างร้าย มีแผนการของตัวเองงง

 :laugh: :laugh: :laugh:
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 23] 1/12/2019
เริ่มหัวข้อโดย: river ที่ 01-12-2019 22:52:14
แหม น้องคุน ไปหาพลังหยางซะทั่ว เสียชื่อว่าชอบสกินชิฟ
พลาดพี่อี้หลงไปได้
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 24] 3/12/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 03-12-2019 14:05:21
24


จางอี้หลงมาพักด้วยแค่ไม่กี่วันแต่ก็ช่วยทำให้การฝึกหลอมรวมโอสถระดับปฐพีของหลี่คุนก้าวหน้ารวดเร็วราวกับติดปีก หลี่คุนนึกชื่นชมร่างกายที่เปี่ยมไปด้วยพลังหยางอันเข้มข้นและบริสุทธิ์ยิ่งนัก แถมเจ้าตัวยังเหมือนรู้ความ พอเขาหลอมยาจนพลังหมดเมื่อใด เปิดประตูออกมาก็จะพบจางอี้หลงอยู่ตรงหน้าห้องแล้ว คนผู้นี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรทำถึงได้ชอบถอดเสื้อฝึกร่างกายด้วยท่าร่างที่เรียกว่าซิทอัพจนเหงื่อท่วมแผ่กลิ่นอายบุรุษเพศเต็มห้องไปหมด หลี่คุนไม่ได้ว่าอะไร เช่นนี้นับว่าสะดวกยิ่งนัก เขาทำทีขอจับหน้าท้องเหมือนทุกทีเพื่อดูดซับพลังหยางมาเติมเต็มลมปราณที่ว่างเปล่าของตัวเอง ถึงหน้าท้องแข็งๆ เต็มไปด้วยไรขนชุ่มเหงื่อจะไม่น่าสัมผัสเพียงใด แต่ตำแหน่งนี้มีพลังหยางเข้มข้นที่สุดแล้วรองจากจุดต้องห้ามนั้น เขาลูบวนไปวนมาไม่นานก็สามารถกลับไปฝึกหลอมยาต่อได้ทันที
 
เมื่อมีแหล่งพลังให้ใช้อย่างสิ้นเปลืองเขาจึงเริ่มทดลองฟื้นฟูวรยุทธ์ที่ต้องใช้พลังลมปราณมากขึ้น หากวันไหนกลับมาเร็ว เขาจะขึ้นไปที่ดาดฟ้าคอนโดในตอนที่ยังมีแดดอยู่เพราะเป็นช่วงที่ไร้ผู้คน หลี่คุนทำท่ายืนนั่งม้าปล่อยให้ร่างกายอาบแสงอาทิตย์ที่ทรงพลังร้อนแรงสดชื่นซึ่งหาได้ยากยิ่งนักในชาติก่อนจนเต็มที่ หลังจากนั้นก็เริ่มฝึกฝนโดยร่ายรำท่าเท้าท่องคลื่นน้อยเจ็ดสิบสองตำแหน่งพันหมื่นวิถีผันแปรซึ่งเป็นวิชาที่ไม่ต้องใช้กำลังภายในออกมาชุดใหญ่ ในใจนึกเฟ้นหาสรรพวิชามากมายในหัวว่ามีกระบวนท่าใดที่น่าจะเหมาะกับระดับกำลังภายในบุปผาเร้นวารีขั้นที่หนึ่งบ้าง
 
ในที่สุดเขาก็ตกลงใจเลือกฝ่ามือเมตตาบารมีของวัดเส้าหลิน วิชานี้ใช้ลมปราณไม่มากนักเพราะไม่ได้มีไว้จู่โจมให้ถึงแก่ชีวิต แต่เน้นไปที่การสยบคู่ต่อสู้ไม่ให้ทำร้ายผู้อื่นมากกว่า ในอดีตวัดเส้าหลินมักจะถ่ายทอดให้กับศิษย์ฆราวาสเพื่อใช้ป้องกันตัวเองจากคนพาล ความทรงจำของหลี่คุนมีท่วงท่าที่ถูกต้องของฝ่ามือเมตตาบารมีอยู่แล้ว เขาเพียงแต่ร่ายรำมันออกมาพร้อมๆ กับโคจรลมปราณไปยังจุดพลังต่างๆ บนร่างกายให้สอดคล้องกัน แต่กระบวนท่าของฝ่ามือนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องสิ้นเปลืองกำลังภายในอยู่บ้าง เพียงไม่นานกำลังที่สะสมไว้ของเขาก็หมดลง
 
หลี่คุนร้องอุทานว่าบัดซบอยู่ในใจ หากเป็นเช่นนี้ในการต่อสู้จริงจะทำเช่นไร เขานึกถึงตอนที่เข้าจู่โจมแฮคส์ที่อยู่ในวงล้อมของบอดี้การ์ด ถึงผู้คนสมัยนี้จะไม่มีวรยุทธ์แล้วแต่ถ้ามากันหลายคนเขาคงจัดการไม่ไหวอยู่ดี หลี่คุนกำลังคิดว่าจะลงไปทำควิกชาร์จกับจางอี้หลงเพื่อกลับมาฝึกฝนท่าฝ่ามืออีกสักรอบก็พอดีมองเห็นเจ้าตัวยืนมองอยู่เงียบๆ ใต้ร่มไม้ที่ห่างไปพอสมควรจึงส่งเสียงทัก
 
“พี่อี้หลง ขึ้นมาทำอะไรบนนี้ครับ”
 
จางอี้หลงเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับสายตาแปลกๆ ที่จับจ้องอย่างผิดสังเกต หลี่คุนเหลือบมองร่างกายตัวเองก็ไม่รู้สึกว่ามีตรงไหนผิดปกติ ก็แค่ชุ่มเหงื่อจนทำให้เสื้อยืดสีขาวบางๆ ที่สวมอยู่แนบติดลำตัวไปบ้าง
 
“เห็นซูกัสบอกว่าน้องคุนชอบขึ้นมารำมวยจีนบนนี้ พี่เลยลองขึ้นมาดู แล้วออกกำลังกลางแดดอย่างนี้ไม่ร้อนแย่เหรอครับ”
 
“ผมชอบอากาศอุ่นๆ ครับ ตอนเด็กๆ ต้องออกมาฝึกกลางอากาศหนาวๆ ทรมานจริงๆ มองไปทางไหนก็ขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาผมเกลียดมากเลย”
 
จางอี้หลงทำท่าสะกิดใจเหมือนจะถามอะไร ก็พอดีกับที่หลี่คุนดึงชายเสื้อออกมาเช็ดเหงื่อที่ใบหน้าจนหน้าท้องเปิดโล่งเสียก่อน พอเห็นอีกฝ่ายดูนิ่งอึ้งดูลอยๆ ไปไม่ได้ถามอะไรขึ้นมาอย่างที่คิด หลี่ที่เช็ดเหงื่อเปิดเสื้อผึ่งลมจนรู้สึกสบายตัวขึ้นบ้างแล้วเลยพูดต่อ
 
“พี่มาก็ดีแล้วครับ ขอผมดูหน้าท้องพี่อีกทีสิครับ”
 
อีกฝ่ายเปิดเสื้อออกให้หลี่คุนลูบคลำอย่างว่าง่าย ในใจยังนึกถึงภาพหน้าท้องขาวเนียนไร้ไขมันส่วนเกินมีลอนกล้ามเนื้อจางๆ ที่เพิ่งเห็นไปเมื่อสักครู่
 
“น้องคุนไม่อยากมีซิกส์แพคชัดๆ แบบนี้บ้างเหรอ พี่ช่วยเทรนให้ได้นะ”
 
หลี่คุนหัวเราะเบาๆ ปากตอบปฏิเสธไป ในยุคสมัยเขาหากไม่นับแม่ทัพขุนพลที่มีเกียรติอยู่บ้าง ก็มีแต่ข้าทาสใช้แรงงานฐานะต่ำต้อยหรือคนเถื่อนนอกกำแพงใหญ่เท่านั้นที่จะมีกล้ามเนื้อเช่นนี้ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ก็เน้นที่ความสมดุลของร่างกายและกำลังภายในมากกว่าการเพาะบ่มกล้ามเนื้อจนใหญ่โต เขาเข้าใจว่ายุคนี้นิยมร่างกายแบบคนตรงหน้าด้วยความคิดว่ามันสะท้อนถึงรูปลักษณ์ในอุดมคติของบุรุษเพศ หากเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างการฝึกมวยของตินก็แล้วไปเถิด แต่ถ้าจงใจเร่งรัดเพื่อความสวยงามก็คงน่าขันเกินไป
 
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบรับ จางอี้หลงก็เปลี่ยนเรื่อง
 
“ท่ามวยจีนของคุนนี่แปลกตาจริงๆ นะ พี่ว่าที่เขาฝึกกันที่จีนก็ไม่ใช่แบบนี้ แล้วตอนช่วงแรกๆ นี่ไม่ใช่ว่ามันคล้ายๆ กับท่าเต้นที่น้องคุนเคยโชว์ที่สนามบินต่อหน้าแฮ็คส์ที่เป็นนักร้องเหรอ ตกลงมันเป็นท่าเต้นหรือท่ามวยกันแน่”
 
“เอ่อ ก็ประยุกต์ผสมๆ กันน่ะครับ ไม่งั้นมันก็ซ้ำกับคนอื่น”
 
“พี่ดูซะเพลินเลย ตอนนั้นที่สนามบินเห็นแป๊บเดียว ดูๆ ไปมันก็เหมือนท่าต่อสู้อยู่นะ เสียดายใช้แค่เท้าเท่านั้น ถ้าใช้มือโจมตีด้วย น่าจะใช้งานจริงได้เลย”
 
“พี่อี้หลงรู้เรื่องวิชาต่อสู้ด้วยเหรอครับ”
 
หลี่คุนเริ่มระแวง
 
“ก็ไม่เชิงหรอก แค่บริษัทเกมในเครือมีทำพวกเกมต่อสู้ที่อิงมาจากกังฟูอยู่น่ะ”
 
พอรู้ว่าเป็นแค่เกมหลี่คุนก็โล่งใจ แต่ถึงปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ของยุคนี้จะมาด้วยตัวเอง คาดว่าคงดูไม่ออกถึงความตื้นลึกหนาบางของเคล็ดวิชาลับที่เขาฝึกซ้อมไปเมื่อครู่แม้เพียงหนึ่งส่วน น่าเศร้าที่ศาสตร์ความรู้อันยิ่งใหญ่ของชาวฮั่นแขนงนี้เมื่อผ่านยุคสมัยมาจะสูญหายไปเกือบหมด หากขุมความลับของตระกูลหลี่แห่งฉางอันไม่ได้สาบสูญไปพร้อมกับชีวิตเขาในชาติก่อน อาณาจักรจีนอาจจะคงความยิ่งใหญ่มาได้จนถึงทุกวันนี้
 
เมื่อซึมซับพลังหยางจนเต็ม หลี่คุนก็กลับไปฝึกฝ่ามือเมตตาบารมีและท่าเท้าท่องคลื่นต่อโดยไม่สนใจจางอี้หลงที่หาที่ทางให้ตัวเองแล้วนั่งเฝ้ามองอย่างไม่ละสายตา
 
หลี่คุนใช้ประโยชน์จากช่วงที่จางอี้หลงมาพักอยู่ด้วยอย่างเต็มที่ ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ทราบแต่หลี่คุนก็ตั้งใจจะตอบแทนอะไรกลับไปบ้าง เขาเคยจับชีพจรดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายทำงานหนักเกินไป เมื่อรวมกับพักผ่อนไม่เพียงพอและมลภาวะที่คนยุคนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้ร่างกายทรุดโทรมกว่าวัยไปบ้าง โชคดีที่ร่างกายของจางอี้หลงยอดเยี่ยมยิ่งนัก ทั้งเต็มเปี่ยมไปด้วยความอดทนทั้งสามารถฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว หากกล่าวว่าตินสหายของเขามีร่างกายที่สุดยอดสำหรับการเป็นองครักษ์เงา จางอี้หลงก็เรียกได้ว่ามีร่างกายที่เหมาะกับการเป็นแม่ทัพอย่างที่หาได้ยากนักเช่นกัน หากทั้งคู่เกิดเร็วกว่านี้สักหลายร้อยปี ย่อมกลายเป็นยอดคนในเส้นทางของตนเองเป็นแน่
 
พรสวรรค์นี้ของจางอี้หลงทำให้การหักโหมทำงานในอดีตส่งผลต่อร่างกายไม่มากนักแต่ก็ยังปรากฏร่องรอยบนใบหน้าอยู่ดี แม้เขาจะฝังเข็มขับพิษที่ตกค้างออกและกรุยเส้นลมปราณที่อุดตันบนใบหน้าให้แล้ว แต่เมื่อกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมนานๆ ริ้วรอยก่อนวัยย่อมกลับมาเยือนอีก แม้จะทาขี้ผึ้งโอสถจักรพรรดิไปเรื่อยๆ ก็ไม่แน่ว่าจะรักษาความหล่อเหลาของใบหน้านี้ไว้ได้เต็มสิบส่วน หลี่คุนจึงมีความคิดที่จะฝังเข็มเพื่อกรุยเส้นลมปราณตลอดทั้งร่างให้เพื่อเป็นการตอบแทน
 
แน่นอนว่าเขาไม่ได้กล่าวเช่นนั้นออกมาโดยตรง เพียงแต่บอกว่าจะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายให้ด้วยการฝังเข็ม เมื่อเห็นจางอี้หลงทำหน้าเหมือนกลืนยาขมเมื่อได้ยินคำว่าเข็มเขาก็ต้องแอบหัวร่ออยู่ในใจ จากความใกล้ชิดกันในช่วงหลายวันที่ผ่านมาหลี่คุนได้แอบประเมินบุรุษผู้มีปราณอำนาจอันเข้มข้นผู้นี้เสียใหม่ ที่แท้จางอี้หลงก็มิได้น่ากลัวหรือมีเล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจอันใด ประสบการณ์ชาติก่อนที่ว่าคนที่มีปราณอำนาจมักชอบฉกฉวยหาประโยชน์จากคนอื่นน่าจะไม่จริงเสมอไป หากเป็นคนเผด็จการเจ้าเล่ห์ชอบครอบงำผู้คนมีหรือจะกลัวเข็มเล็กๆ จนเสียงสั่นแต่ไม่ยอมรับว่าตัวเองกลัว

อีกประการหนึ่งถ้าจางอี้หลงรู้จักใช้ปราณอำนาจของตัวเองจริง ความสำเร็จของชีวิตในวัยยี่สิบแปดย่อมต้องสูงล้ำกว่านี้ ตำแหน่งที่ปรึกษาจากบริษัทแม่แม้จะฟังดูดี แต่เอาเข้าจริงก็คงแค่ลูกจ้างคนหนึ่ง มิเช่นนั้นจะต้องกังวลกับค่าโรงเตี้ยมไม่กี่ตำลึงจนต้องมาอาศัยอยู่ที่คอนโดเขาหรือ เสื้อผ้าที่ใช้ตอนอยู่ที่นี่ก็ไปซื้อจากห้างที่ขายของราคาถูก หลี่คุนมิได้ดูแคลนคนที่ฐานะ เขาเพียงแต่คิดว่าในเมื่อจางอี้หลงเป็นเพียงคนธรรมดาเขาก็ไม่จำเป็นต้องระวังตัวเช่นที่ผ่านมา
 
คิดไปแล้วก็นับเป็นโชคดีของจางอี้หลงที่ไปได้กู่ฉินล้ำค่าตัวนั้นมาจากที่ใดก็ไม่รู้ ในเมื่อเขาใช้มันแปลงเป็นหุ้นในฉางอันโอสถแล้ว ต่อไปต้องได้ส่วนแบ่งไม่น้อย ถึงอย่างไรความรู้ทางธุรกิจของจางอี้หลงก็เป็นของจริง การให้เขาเป็นหุ้นส่วนเล็กๆ ย่อมสร้างประโยชน์ให้กับฉางอันโอสถเหมือนกับที่คหบดีเลี้ยงบัณฑิตตกยากไว้ในจวนเพื่อไว้หารือหรือใช้งานอักษรต่างๆ
 
จางอี้หลงถูกทั้งหลี่คุนและซูกัสกล่อมเรื่องการฝังเข็มทั้งร่างเพื่อฟื้นฟูร่างกายจนยอมจำนนในที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ผลัดผ่อนไปจนถึงวันสุดท้ายก่อนที่จะกลับจีน ซูกัสตื่นแต่เช้ามาช่วยเตรียมชุดฝังเข็มให้ก่อนที่จะออกไปเรียนพิเศษกับเพื่อน จางอี้หลงมีสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่เมื่อเห็นเข็มหลายสิบเล่มเรียงรายอยู่ในกล่องโลหะ
 
“น้องคุน ต้องฝังทั้งหมดนี้เลยหรือครับ พี่ไม่กลายเป็นเม่นไปก่อนเหรอ”
 
หลี่คุนได้ยินเสียงที่สั่นนิดๆ จากชายร่างสูงใหญ่ที่นอนสวมกางเกงขาสั้นตัวเดียวบนโซฟาแล้วก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้
 
“ใช้แค่บางส่วนแค่นั้นแหละครับ เจ็บเหมือนมดกัด พี่จะกลัวอะไร แต่อาจจะฝังลึกกว่าตอนฝังที่หน้าหน่อยนะครับ เส้นมันลึกกว่า ต้องแทงเข็มลงไปให้ถึง แล้วก็ต้องหมุนเข็มไปมาหลายๆ รอบ”
 
“ไม่ต้องบรรยายแล้ว น้องคุนจะฝังก็ฝังเลยเถอะ”
 
จางอี้หลงกัดฟันแล้วหลับตาปี๋ หลี่คุนส่ายหน้าเบาๆ แล้วก็เริ่มลงมือฝังเข็มตามจุดต่างๆ อย่างชำนาญ ร่างกายตรงหน้าเต็มไปด้วยมัดกล้ามชัดเจน เขาจับไปตรงไหนก็แน่นมือไปหมด อาจจะไม่ได้ปูดโปนใหญ่โตจนน่าเกลียดแต่ก็เกินความจำเป็นสำหรับอาชีพที่เน้นใช้สมองมิใช่กำลังกาย ถ้าเป็นนักมวยอย่างศิษย์พี่เมฆขาวก็ว่าไปอย่าง
 
หลี่คุนไม่ต้องใช้โอสถเข้าช่วยในการฝังเข็มเพื่อไล่เปิดเส้นทางลมปราณเหมือนที่เคยทำกับตัวเอง ตอนนี้เขาสามารถใช้กำลังภายในของตัวเองทำหน้าที่นั้นแทน ถึงแม้กำลังภายในบุปผาเร้นวารีขั้นที่หนึ่งจะหมดลงหลังจากที่ใช้กรุยเส้นลมปราณได้ไม่กี่จุด แต่เขาสามารถดึงพลังหยางของจางอี้หลงมาเติมเต็มจุดตันเถียนที่ว่างเปล่าได้ทันที เมื่อเป็นเช่นนี้การเปิดช่องลมปราณจึงทำได้รวดเร็วมาก ยิ่งเป้าหมายเป็นแค่การให้ลมปราณที่เคยติดขัดอุดตันโคจรทั่วร่างได้ดีขึ้นจนสามารถขับมลพิษและพลังด้านลบออกมาได้เอง เมื่อไม่ได้ต้องการให้จางอี้หลงถึงขนาดสามารถใช้กำลังภายในได้ ขั้นตอนในการรักษาจึงเรียบง่ายรวดเร็วยิ่งนัก ในช่วงไม่กี่ก้านธูป หลี่คุนก็สามารถทะลวงเส้นลมปราณหลักในร่างของจนเปิดโล่งถึงกันได้ตามที่ต้องการ
 
หลี่คุนยิ้มอย่างพอใจในพัฒนาการของตัวเอง เห็นทีว่าเขาจะต้องทำเช่นเดียวกันนี้ให้กับซูเอ๋อร์และตินบ้างสักคราหนึ่ง หลี่คุนดูดซับพลังหยางเพื่อเติมเต็มจุดตันเถียนที่แห้งเหือดของตัวเองจากการรักษาในขั้นตอนสุดท้าย ช่างสะดวกสบายอะไรเช่นนี้ หลังจากจางอี้หลงกลับไปเขาคงต้องคิดถึงอีกฝ่ายมากแน่ๆ
 
ทันใดนั้นความคิดอันไม่เหมาะสมอย่างยิ่งก็แวบเข้ามาในหัว  ถ้าเขาเอาพลังหยางของจางอี้หลงมาใช้จนบรรลุขั้นสองของเคล็ดวิชาบุปผาเร้นวารีได้ การฝึกยุทธ์ย่อมก้าวหน้ากว่านี้มาก แต่หากทำเช่นนั้น บุรุษผู้นี้ต้องกร่นด่าไปถึงบรรพบุรุษว่าเขาเป็นต้วนซิ่วแน่ หลี่คุนมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยังหลับตาแน่นของอีกฝ่ายอย่างลังเล ถ้าเขาไม่ลงมือในครั้งนี้ ก็ไม่รู้เมื่อใหร่ที่จางอี้หลงจะมานอนทอดกายให้เขาตรงหน้าอีก แต่ถึงเขากระทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ลงไป ก็ไม่แน่ว่าจะสำเร็จสมใจ การก้าวข้ามสู่กำลังภายในบุปผาขั้นที่สองย่อมต้องใช้พลังหยางที่มากมายกว่าตอนบรรลุขั้นที่หนึ่งเป็นหลายเท่าทวีคูณนัก
 
จางอี้หลงขยับตัวเล็กน้อยคล้ายจะลืมตาตื่นขึ้น หลี่คุนตัดสินใจลงมือในทันที เมื่อคิดตกแล้วเขาก็ไม่เหลือความลังเลแม้แต่น้อย ทุกท่วงท่าการกระทำล้วนหมดจดรวบรัด ดรรชนีจี้ออกไปตามจุดทั้งสี่บนร่างตรงหน้าด้วยความเร็วสุดประมาณจนคล้ายเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน จางอี้หลงคอพับคออ่อนไร้สิ้นเรี่ยวแรงหมดสติไปในทันที หลี่คุนจับใบหน้าหล่อเหลาพลิกไปมาจนมั่นใจว่าไม่รู้สึกตัว แล้วจึงผินหน้าไปทางอื่นก่อนจะจับขอบกางเกงยางยืดของอีกฝ่ายรูดลงไปพร้อมกับกางเกงชั้นในจนติดหัวเข่า ปากพึมพำเบาๆ คุณชายจาง ข้าหลี่คุนขอล่วงเกินแล้ว  มือทั้งสองข้างผละออกจากขอบกางเกงลูบคลำสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงแหล่งกำเนิดของพลังหยางอันเข้มข้น นิ้วเรียวขาวราวหยกมันแพะเกาะกุมไปที่ถุงหนังใบเขื่องทว่าอ่อนนุ่มปกคลุมด้วยเส้นไหมหยาบๆ  ก่อนจะกอบกุมแนบแน่นจนล้นอุ้งมือทั้งสองข้าง

กระบวนท่าต่างๆ นี้ ยามบรรยายเชื่องช้า แท้ที่จริงรวดเร็วชั่วพริบตา เพียงเพิ่มแรงบีบเค้น พลังหยางมหาศาลจากจุดกำเนิดที่เก็บกักไว้กว่ายี่สิบแปดปีก็ไหลทะลักเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาจนท่วมท้น ทันใดนั้นลมปราณของหลี่คุนเกิดการระเบิดขึ้นจากภายในแล้วกระจายออกคล้ายดอกไม้ไฟถึงสองครั้งติดกัน จุดตันเถียนขนาดเมล็ดผลท้อพลันขยายออกจนมีขนาดเท่าผลพุทราสด การกระทำไร้ยางอายของหลี่คุนกลับตอบแทนมาด้วยกำลังภายในบุปผาเร้นวารีสองขั้นครึ่ง!!!
 
หลี่คุนถึงกับตะลึงเมื่อแน่ใจว่าว่าตนเองก้าวข้ามขั้นที่สองไปอีกถึงครึ่งขั้น ไร้ยางอายแล้วอย่างไร ในเมื่อพลังที่ครอบครองเป็นของจริง เขาเริ่มเข้าใจขึ้นมาว่าทำไมจอมยุทธ์มากมายถึงได้ทิ้งอุดมการณ์ไปฝึกปรือตนด้วยวิถีมารเพียงเพื่อจะได้ทะลวงผ่านขีดจำกัดของตัวเองไปได้
 
“พวงหยกอันประเสริฐ!!!”
 
หลี่คุนอดร้องอุทานอย่างชื่นชมไม่ได้ สายตาเผลอมองไปยังสิ่งที่ยังกอบกุมอยู่ในอุ้งมือแล้วก็สะดุ้งเล็กน้อย เขาปล่อยมือในทันทีแล้วรีบดึงกางเกงยางยืดของจางอี้หลงกลับขึ้นมาให้อยู่ในสภาพเดิม หลี่คุนถ่ายเทกำลังภายในบุปผาเร้นวารีระดับสองขั้นครึ่งเพื่อช่วยฟื้นฟูเส้นลมปราณอีกครั้งก่อนจะคลายจุดสลบให้กับจางอี้หลง

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นทันทีพร้อมกับท่าทางสดชื่นดูกระปรี้กระเปร่า
 
“นี่พี่เผลอหลับไปเหรอ น่าอายจัง เสร็จแล้วใช่ไหม พี่ว่ารู้สึกดีขึ้นกว่าตอนก่อนฝังเข็ม เหมือนหายใจโล่งขึ้น คงไม่ได้อุปทานไปหรอกนะ”
 
จางอี้หลงลุกขึ้นนั่งบนโซฟาท่าทางโล่งใจที่การฝังเข็มจบลงแล้ว เขาหยิบโทรศัพท์ที่วางพิงข้าวของกระจุกกระจิกตรงชั้นข้างๆ โชฟามาจิ้มๆ สองสามทีแล้วจึงหยิบเสื้อผ้าที่ถอดพาดออกมาสวม หลี่คุนรู้สึกเคอะเขินอยู่บ้างกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปจึงตั้งใจปลีกตัวออกไปก่อน
 
“รู้สึกแบบนั้นก็ดีแล้วนี่ครับ พี่จะไปตอนบ่ายใช่ไหม เก็บของเรียบร้อยยัง ตามสบายเลยนะพี่ เดี๋ยวผมขอตัวไปฝึกบนดาดฟ้าก่อน วันหยุดอย่างนี้จะได้ต่อเนื่องนานๆ หน่อย”
 
“ดีเลย พี่กำลังอยากไปดูท่าเต้นที่ใช้แต่เท้าของน้องคุนอีกครั้งอยู่พอดี แล้วพี่มีอะไรจะให้ด้วย”
 
“อะไรครับ จริงๆ พี่อย่าขึ้นไปเลย พี่ไม่ชอบแดดไม่ใช่เหรอ”
 
หลี่คุนอยากรีบไปฝึกฝ่ามือเมตตาบารมีกับกำลังภายในบุปผาเร้นวารีสองขั้นครึ่งเต็มที่แล้ว ถ้าจางอี้หลงตามไปดู ก็ชอบแต่ให้เขาร่ายรำท่าเท้าท่องคลื่นน้อยทุกที จริงๆ อีกฝ่ายเคยขอถ่ายคลิปด้วยซ้ำแต่เขาปฏิเสธไป ถึงอย่างไรท่าเท้าท่องคลื่นน้อยก็เป็นวิชาลับประจำตระกูลหลี่ แม้ในยุคนี้จะไม่มีใครเข้าใจตื้นลึกหนาบางของวิชานี้ การเผยแพร่ออกไปก็ดูจะไม่เคารพบรรพชนอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงว่าตัวเองเพิ่งล่วงเกินคนผู้นี้ไป ก็ไม่อยากขัดใจจางอี้หลงในครั้งนี้
 
ปรากฎว่าที่จางอี้หลงขอไปดูเขาฝึกมวยเพราะอยากมอบรองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งให้ทดลองใส่ดูก่อนจะมอบเป็นของขวัญ หลี่คุนเกรงใจไม่อยากรับเพราะท่าทางน่าจะราคาสูงเอาการ หลังจากโดนคะยั้นคะยออยู่นานเขาก็ยอมใส่รองเท้าคู่นั้นร่ายรำท่าเท้าท่องคลื่นให้จางอี้หลงดูอยู่หลายรอบ มิคิดว่ารองเท้าที่คนยุคนี้ประดิษฐ์มาเพื่อใช้เล่นกีฬาจะช่วยเสริมการเคลื่อนไหวของเท้าได้ดีขนาดนี้ หลี่คุนร่ายรำไปตามพันหมื่นวิถีผันแปรของกระบวนท่าเท้าท่องคลื่นน้อยแล้วรู้สึกคล่องตัวยิ่งนัก เขาได้สวมรองเท้าผ้าใบของคุณานนท์อยู่บ้าง แต่ไม่อาจเทียบเคียงกับรองเท้าคู่นี้ได้เลย
 
หลังจากชมสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นการเต้นแบบประยุกต์ของหลี่คุนจนเป็นที่พอใจแล้วจางอี้หลงก็ไม่ได้อยู่รบกวนการฝึกต่อ เขาเพียงแต่ขอเอารองเท้าคู่นั้นกลับไปด้วยก่อนบอกว่าจะเอาไปใส่กล่องให้สมกับเป็นของขวัญที่จะมอบให้ก่อนจากกัน หลี่คุนไม่ได้ว่าอะไร ถึงอย่างไรฝ่ามือเมตตาบารมีที่เขาตั้งใจจะฝึกต่อก็ไม่ได้มีท่าเท้าที่ซับซ้อนอะไร กำลังภายในบุปผาเร้นวารีสองขั้นครึ่งทำให้เขามีลมปราณสำรองจนสามารถโคจรพลังร่ายรำท่าฝ่ามือที่เคยติดขัดออกมาได้ดียิ่งขึ้น การฝึกยุทธ์ของเขากินเวลาช่วงเช้าไปจนเกือบเที่ยงซึ่งเป็นเวลาที่เขานัดกับจางอี้หลงไว้ว่าจะทานข้าวร่วมกันก่อนที่จะออกไปส่งอีกฝ่ายที่สนามบิน
 
ในที่สุดช่วงวันหยุดที่ยาวนานที่สุดในรอบหลายปีของจางอี้หลงก็สิ้นสุดลง ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนที่นั่งกว้างขวางหรูหราชั้นเฟิร์สคลาสของเที่ยวบินกรุงเทพเซินเจิ้น พนักงานต้อนรับยอบตัวเข้ามาดูแลอย่างนอบน้อมพร้อมกับเสนอเครื่องดื่มที่จะเสิร์ฟให้ก่อนเครื่องออก ไม่บ่อยนักที่แอร์ประจำที่นั่งชั้นหนึ่งอย่างเธอจะเจอนักธุรกิจหน้าตาดีอายุน้อยเช่นนี้ จางอี้หลงเลือกไวน์ขาวจากรายการเครื่องดื่มแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปลี่ยนเป็นโหมดเครื่องบิน เขานั่งพิงหลังอย่างผ่อนคลาย มือข้างหนึ่งเปิดดูคลิปที่แอบตั้งกล้องบันทึกขั้นตอนการฝังเข็มที่น่าทึ่งของหลี่คุนเมื่อเช้าไว้ มืออีกข้างก็ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอย่างพอใจไปเรื่อยๆ จางอี้หลงดูคลิปอย่างครุ่นคิดไปจนเกือบจบก็เห็นเหตุการณ์วาบหวิวที่ทำให้เขาสำลักพ่นไวน์ราคาแพงกระจายไปทั่วอย่างไม่เหลือมาดนักธุรกิจระดับสูงที่บรรดาแอร์แอบชื่นชม

#########################
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 24] 3/12/2019
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 03-12-2019 18:36:12
 :pig4:
 o13
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 24] 3/12/2019
เริ่มหัวข้อโดย: river ที่ 03-12-2019 19:55:50
ว่าแล้วมีแอบถ่ายน้องคุน
หัวข้อ: Re: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 24] 3/12/2019
เริ่มหัวข้อโดย: stickyyrice ที่ 04-12-2019 22:45:26
Omggggg ตายแร้วววว แตกเปงแตกก


Sent from my iPhone using Tapatalk
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 25 + ตอนพิเศษ] 7/12/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 07-12-2019 12:31:24
 25

หลี่คุนไปส่งจางอี้หลงที่สนามบินแล้วก็รีบกลับมาที่คอนโดทันที เขาตั้งใจจะรีบทดลองหลอมโอสถด้วยกำลังภายในบุปผาเร้นวารีสองขั้นครึ่ง แน่นอนว่าก่อนจากกันเขาได้ดูดซับพลังหยางจนเต็มที่แล้ว ต่อไปเขาจะคิดถึงความสะดวกสบายนี้ถึงเพียงไหนกันนะ เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็เห็นซูเอ๋อร์ที่กลับจากเรียนพิเศษแล้วกำลังลูบคลำรองเท้ากีฬาที่จางอี้หลงมอบให้เขาอย่างตื่นเต้น
 
“พี่คุน ไปได้มายังไงครับ รุ่นนี้เทพมากๆ หายากสุดๆ นักกีฬาดังๆ ยังใช้กันเลย โอ๊ย ผมอยากได้บ้าง”
 
หลี่คุนลูบหัวซูเอ๋อร์อย่างเอ็นดู ในใจคิดว่าจะต้องเสาะหาของสิ่งนี้ที่มีขนาดเหมาะสมกับเท้าของน้องชายมาให้จนได้ หากหายากจริงอาจจะต้องขอร้องจางอี้หลง มอบเงินให้มากหน่อยอีกฝ่ายคงไม่ปฏิเสธ คนผู้นี้หน้าใหญ่ใจโตจริงๆ แม้ไม่ค่อยมีเงิน ยังอุตส่าห์สรรหาของดีมาให้เขา
 
พูดคุยกับซูเอ๋อร์อยู่ครู่หนึ่ง หลี่คุนก็รีบเข้าห้องอักษรไปเพื่อปรุงยา เขาหยิบโถกระเบื้องที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะขึ้นมาทีละใบเพื่อตักตวงวัตถุดิบล้ำค่าภายในมาใส่ในหม้อหลอมยาตามตำหรับที่อยู่ในหัว หลี่คุนขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าของบางโถเหมือนจะพร่องไปจากครั้งก่อน ถ้าเป็นผงคงดูไม่ออก แต่อันที่หั่นเป็นชิ้นไว้แล้วน่าจะหายอย่างน้อยชิ้นหนึ่งเป็นแน่ หลี่คุนมีความจำที่ดีมากจากพรสวรรค์และการฝึกฝนในวัยเด็ก มิฉะนั้นเขาคงไม่สามารถจดจำคัมภีร์ตำราลับมากมายไว้ในหัวได้ โชคดีที่ความสามารถนี้ดูจะติดตามดวงจิตมาด้วย พอสังเกตไปรอบๆ ก็พบว่าตำแหน่งข้าวของสมุดเครื่องใช้ดูจะคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อยจากที่เขาจำได้ในบางจุด หลี่คุนเห็นแล้วก็ออกจากห้องทันที
 
“ซูเอ๋อร์ พี่ชายบอกแล้วไง ว่าอย่าไปยุ่งในห้องอักษรของพี่”
 
“ผมไม่ได้เข้าไปทำให้อะไรเสียหายสักหน่อย”
 
“ในนั้นมีข้าวของส่วนตัวของพี่ตั้งมาก ยังไงเราก็ไม่ควรเข้าไปโดยพละการ”
 
ในยุคของหลี่คุน ห้องอักษรของประมุขบ้านถือเป็นสถานที่หวงห้ามที่สุดในจวน ในนั้นอาจมีความลับที่ไม่ควรเผยแพร่อยู่มากมาย แม้แต่ฮูหยินหรือบุตรชายคนโตของเจ้าของบ้านก็มิอาจเข้าไปได้โดยไม่ได้รับอนุญาต หลี่คุนโต้กลับเสียงดังด้วยเห็นว่าอีกฝ่ายละเลยกฎพื้นฐานนี้ เขาลืมไปว่านี่เป็นธรรมเนียมโบราณที่ซูกัสไม่เข้าใจ
 
“ทำไมพี่คุนต้องหวงขนาดนี้ด้วย ผมเป็นน้องชายพี่นะ ถึงไม่ได้เป็นพี่น้องแท้ๆ แต่เราก็โตมาด้วยกัน แต่ก่อนพี่ไม่เคยมีความลับอะไรกับผม แล้วเดี๋ยวนี้ทำไมต้องกีดกันผมออกมามากขึ้นทุกที ในห้องนั้นก็ไม่เห็นมีอะไรเลย ผมเข้าไปดูไม่รู้กี่ทีแล้ว แต่เรื่องแปลกๆ อย่างอื่นที่ผมถามไป พี่ไม่เคยพูดความจริงออกมาเลย”
 
หลี่คุนได้ยินก็ตกใจ ดูภายนอกเหมือนไม่มีอะไร แต่ภายในใจซูเอ๋อร์คาดว่าคงเห็นความผิดปกติและสะสมความข้องใจมานานแล้ว เขาไม่ได้อยากปิดบังความจริงจากน้องชายคนสนิทของร่างนี้ แต่จะให้เขาบอกไปได้อย่างไรว่าพี่ชายที่แท้จริงของซูเอ๋อร์ไม่ได้อยู่ในร่างนี้แล้ว แต่เป็นดวงจิตเร่ร่อนจากอดีตอันห่างไกลที่เข้ามาสวมรอยอาศัยอยู่ หากถามถึงคุณานนท์ เขาเองก็ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นยังจะมีโอกาสกลับเข้าร่างนี้ในวันข้างหน้าหรือได้ตายจากไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะโศกเศร้าขนาดไหนหากความจริงเปิดเผย เมื่อถึงตอนนั้นความรักความอบอุ่นที่คนรอบข้างมีให้แก่เขาคงเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวและเกลียดชัง
 
ตำแหน่งซื่อจื่อของตระกูลหลี่แห่งฉางอันทำให้หลี่คุนต้องแยกตัวออกมาฝึกฝนร่ำเรียนอย่างหนักตั้งแต่เล็ก ไม่มีโอกาสใกล้ชิดสนิทสนมกับญาติพี่น้องเหมือนคนอื่น ยังไม่ถึงสิบขวบปีบิดามารดาก็มาด่วนจากไปพร้อมๆ กัน ชีวิตในฐานะผู้นำตระกูลหลังจากนั้นยิ่งอ้างว้างโดดเดี่ยว หากไม่มีเด็กหญิงผู้สดใสบริสุทธิ์มาอยู่ข้างกายเขาคงผ่านช่วงเวลาที่แสนลำบากนั้นได้ยากยิ่ง เด็กหญิงเติบโตขึ้นมาจนกลายเป็นสตรีที่เขาให้ใจหวังจะร่วมสร้างครอบครัวที่อบอุ่นเป็นของตนเอง กาลกลับเป็นว่านางได้หักหลังส่งเขาไปสู่เงื้อมมือของขุนนางชั่วบิดาของนางจนเขาถูกบีบคั้นให้ต้องจบชีวิตลงอย่างหนาวเหน็บในชาติที่แล้ว
 
ซูเอ๋อร์ผู้เป็นน้องชาย ตินผู้เป็นสหายสนิท บิดามารดาของคุณานนท์ที่เขายังไม่มีโอกาสพบหน้าได้แต่สนทนาไถ่ถามทุกข์สุขกันผ่านหน้าจอ เขาตั้งใจจะดูแลคนรอบข้างของคุณานนท์ให้ดีที่สุดโดยไม่อาจเอาตัวเข้าไปผูกพัน แต่ใจที่โหยหาความอบอุ่นของครอบครัวทำให้เขาถลำตัวเข้าไปทีละนิด ยามนี้จะกลับตัวก็ไม่ได้ให้เดินต่อไปก็คงไม่ถึง ในที่สุดซูเอ๋อร์ก็แสดงความสงสัยคับข้องใจออกมา เขาไม่อยากโกหกอีกแล้วแต่ก็มิอาจบอกความจริงได้
 
“อย่าโกรธพี่ชายเลยนะซูเอ๋อร์ พี่มิได้อยากปิดบังอะไร หากเป็นไปได้ภายหน้าพี่ย่อมบอกเราทั้งหมด แต่ตอนนี้ขอให้มั่นใจว่าพี่มีแต่จะทำเรื่องที่ดีที่สุดให้กับน้อง”
 
หลี่คุนมองดวงตาแดงเรื่อของซูเอ๋อร์ด้วยความอึดอัดใจ ตอนนี้ดูเหมือนซูเอ๋อร์จะน้อยใจจนไม่ฟังอะไร คงต้องปล่อยให้อารมณ์เย็นลงก่อนค่อยพูดจากันอีกที เขาพึมพำปลอบโยนไปอีกสองสามคำก่อนจะหลบเข้าห้องอักษรไป
 
ซูกัสเองก็คว้ากระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือเดินผลุนผลันออกจากคอนโดเหมือนกัน เด็กหนุ่มไม่อยากดึงดันจนต้องทะเลาะใหญ่โตกับพี่ชาย ตั้งแต่พี่คุณฟื้นจากอุบัติเหตุครั้งนั้นก็มีอะไรแปลกไปหลายอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจในทางที่ดี ทั้งความชำนาญในการฝังเข็มปรุงยาดีดพิณที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าพี่คุนทำได้ ทั้งบุคลิกที่แฝงความสูงศักดิ์สง่างามเด็ดขาดในบางครั้ง แต่สิ่งที่ซูกัสไม่ชอบใจมากๆ คือ เขารู้สึกว่าตัวเองเข้าไม่ถึงเบื้องลึกในจิตใจของพี่คุนเหมือนเดิม แม้สิ่งที่แสดงออกจะดีและทุ่มเทเพื่อเขาเพียงไร แต่เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงความระวังตัวปิดบังซ่อนเร้นอะไรบางอย่าง เขาอาจจะคิดมากไปเอง แต่เหตุการณ์วันนี้ทำให้รู้แล้วว่าสิ่งที่เขาคิดมันเป็นจริง
 
ซูกัสขึ้นรถไฟฟ้าไปที่ห้างหรูหราแห่งใหม่ เขาตั้งใจจะไปเดินเล่นเพื่อคลายความเสียใจลง แวบแรกเขาคิดจะไประบายความในใจนี้กับแฮ็คส์ แต่นึกไปอีกทีเขาก็ไม่อยากเอาเรื่องส่วนตัวของพี่ชายไปเล่าให้แฟนตัวเองที่พี่คุนอาจยังมองว่าไม่ได้รู้จักกันดี ซูกัสเดินไปเดินมาอยู่ในห้าง ข้าวของมากมายที่น่าดึงดูดใจสำหรับวัยรุ่นกลับไม่ทำให้เขาสลัดความกังวลสงสัยออกไปได้เลย ในที่สุดก็มานั่งอยู่ตรงสวนหย่อมภายในตัวห้างอย่างซึมเซา
 
นั่งอยู่ได้สักพักก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกจ้องมอง ซูกัสเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่ามี รปภ. วัยหนุ่มคนหนึ่งกำลังมองมาที่เขา  เด็กหนุ่มรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง ตั้งแต่ที่พี่คุนช่วยรักษาหน้าเขาจนหล่อเหลาก็มักจะมีคนจ้องมองอยู่บ่อยๆ เพียงแต่ไม่โจ่งแจ้งเช่นนี้ เมื่อเห็นเขามองกลับ รปภ. คนนั้นก็ยกมือขึ้นเหมือนทักทาย ซูกัสทำหน้าเลิ่กลั่ก ไม่ได้รู้จักกันเสียหน่อยทักทำไม ยิ่งพอเห็นอีกฝ่ายเดินตรงเข้ามาหาเขาก็ยิ่งรู้สึกระแวง มัดกล้ามที่เห็นได้ชัดภายใต้เครื่องแบบตึงเปี๊ยะเพิ่มความน่ากลัวจนเขาอยากลุกเดินหนี แต่คิดอีกทีอยู่ในห้างใหญ่โตผู้คนมากมาย อีกฝ่ายก็มีหน้าที่รักษาความปลอดภัย คงไม่มีอะไรหรอก
 
“ทำไมมาคนเดียวล่ะซูกัส”
 
เด็กหนุ่มนั่งตัวแข็งขนลุกซู่ ทำไมถึงรู้จักชื่อเขาได้ล่ะ ในใจนึกหนังฆาตกรรมที่โจรโรคจิตมักจะสืบประวัติเหยื่อก่อนลงมือ แต่จะว่าไปเสียงนี้ก็ฟังดูคุ้นเคยอยู่บ้าง ซูกัสมอง รปภ. หนุ่มอีกที ใบหน้าเรียบๆ นั้นจะว่าเคยเห็นก็ไม่แน่ใจ  หรือเพราะดูธรรมดาไปจนไปเหมือนคนที่เขาเคยเจอ
 
“พี่ถามทำไมไม่ตอบ ไอ้เชี่ยคุนมันไม่มาด้วยเหรอ”
 
คำถามที่สองจุดประกายวาบให้กับเด็กหนุ่ม คนที่เรียกพี่คุนได้สนิทสนมขนาดนี้มีคนเดียว
 
“พี่ติน!! นี่ปลอมตัวมาทำอะไรที่ห้างครับ ผมกลัวจนเกือบฉี่ราดแล้ว”
 
“ปลอมตัวห่านอะไร ไอเด็กเอ๋อ ก็แค่ใส่เครื่องแบบ รปภ. ไม่ได้ทำอะไรกับหน้าตาผมเผ้าซักกะนิด ทำไมชอบโดนแบบนี้อยู่เรื่อยวะกู”
 
“แต่มันดูผิดตาไปมากเลยนะครับ ตอนแรกผมจำไม่ได้เลยว่าเป็นพี่ หรือเพราะเคยเห็นแต่พี่ใส่ชุดนักศึกษาหรือไม่ก็ชุดกีฬา”
 
“จะใส่ชุดอะไร คนสมองปกติเขาก็ต้องจำได้เปล่าวะ”
 
รู้สึกเหมือนถูกด่าว่าโง่ซูกัสเลยไม่ได้ต่อปากต่อคำอะไรอีก เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นประเภทปากร้ายใจดี ปกติก็ไม่ค่อยพูดมากเท่าไหร่ แต่ถ้าเปิดปากละก็เลือดซิบ แม้แต่พี่คุนที่ดูยอดเยี่ยมสูงส่งก็ยังไม่เว้น
 
“แล้วเรามานั่งจ๋องอะไรอยู่คนเดียว ไม่ลากไอ้คุนมาด้วยเหรอไอเด็กติดพี่ งั้นพี่พาไปกินไอติมไหม ทำหน้าที่แทนไอ้คุนมันซักวันนึง”
 
“แล้วพี่ไม่ต้องเฝ้ายามเหรอ”
 
“ไม่ต้องๆ พี่เลิกเมื่อไหร่ก็ได้ แค่มาลองเรียนรู้งานเฉยๆ ไปกันเลยไหม”
 
ซูกัสพยักหน้า ไปทานไอสครีมกับพี่ตินก็ดีเหมือนกัน เห็นแล้วก็นึกได้ว่าคนที่รู้จักพี่คุนดีมากๆ อีกคนนอกจากตัวเขาเอง ก็คงมีแต่พี่ตินที่เป็นเพื่อนสนิท เขาจะได้ลองปรึกษาเรื่องนี้ดูว่าเห็นเหมือนกันหรือเปล่า
 
ตินถอดเสื้อเครื่องแบบออกเหลือแต่เสื้อยืดรัดกล้ามข้างใน เขาบอกว่าคนจะได้ไม่เข้าใจผิดว่าเขากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ซูกัสมองหุ่นล่ำๆ กล้ามอกเป็นลูกเห็นหัวนมดุนทะลุเสื้อแล้วก็เบะปากด้วยความหมั่นไส้เบาๆ หุ่นดีกว่าพี่แฮ็คส์แล้วยังไง หน้ากับหุ่นไปคนละทางแบบนี้ยังไงสาวก็ไม่กรี๊ด
 
ระหว่างที่รอไอสครีม ซูกัสที่โดนตินทำให้ตกใจแล้วเปลี่ยนมาขำตัวเองลืมเรื่องกังวลใจไปบ้างก็ชวนคุยด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้น
 
“ทำไมพี่ต้องมาทำงานพิเศษเป็น รปภ. ด้วยอ่า ถ้าอยากหาเงิน ก็ไปช่วยพี่คุนแพ็คขี้ผึ้งก็ได้นิ ทำเดือนนึงไม่กี่วันเอง”
 
“พี่แค่มาเรียนงานที่บริษัทรักษาความปลอดภัยที่พ่อพี่หุ้นกับเพื่อน เพื่อนพ่อเขาอยากจะวางมือแล้ว ธุรกิจนี้หาคนก็ยาก ฝึกคนก็ยาก กำไรก็ไม่ได้เยอะ พ่อพี่เองงานราชการก็มาก ไม่มีเวลามาดูหรอก ก็เลยให้พี่มาลองดูว่าอยากจะรับช่วงต่อหรือเปล่า แต่ดูๆ แล้วก็ไม่ใช่แนวถนัดว่ะ ถ้าเป็นงานรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์ก็ว่าไปอย่าง”
 
“พ่อพี่รับราชการเหรอ”
 
“อื้อ เป็นสันติบาลน่ะ”
 
“โห คือตำรวจนอกเครื่องแบบใช่ป่ะ แบบที่ต้องแฝงตัวไปสืบราชการลับ แล้วตอนสุดท้ายก็เฉลยว่า ‘ผม ร้อยตำรวจเอกจุดจุดจุด ปลอมตัวมาครับผม’ มิน่า พี่ถึงปลอมตัวเก่ง”
 
“ไม่ได้ปลอมเฟ้ย ดูละครมากไปป่ะ ตำรวจสันติบาลเขาทำพวกเรื่องข่าวกรอง กับงานรักษาความปลอดภัยให้วีไอพีแขกบ้านแขกเมือง ไอเรื่องสืบข่าวอะไรมันก็ต้องมี แต่ไม่ได้ปัญญาอ่อนแบบซูเอ๋อร์ว่า”
 
“โหยพี่ เรียกซูกัสก็ดีอยู่แล้ว ซูเอ๋อร์ให้พี่คุนเรียกคนเดียวเหอะ”
 
“ก็ทำตัวเอ๋อๆ เองนี่หว่า”
 
“พี่อย่าด่าผมอีกเลย วันนี้ผมโดนมาเยอะแล้ว พี่คุนเป็นอะไรไม่รู้ อยู่ๆ ก็เสียงดังหาว่าผมเข้าไปซนในห้องทำงานพี่เขา นานๆ ผมจะเข้าไปทีแล้วก็ไม่ได้แตะต้องอะไรด้วย พี่ว่าเดี๋ยวนี้พี่คุนไม่เหมือนเดิมเปล่า”
 
“เรื่องอะไรล่ะที่ว่าไม่เหมือนเดิม”
 
“ที่ชัดๆ ก็อยู่ๆ พี่เขาก็ฝังเข็มเป็น แล้วก็ผสมยาได้เอง มีท่าเต้นหรือมวยจีนก็ไม่รู้แบบแปลกๆ อ้อ แล้วก็ดีดพิณได้เพราะด้วยนะ ที่ผมลงคลิปไง”
 
“มันก็เรียนก็หัดกันได้ป่ะ”
 
“เรื่องพวกนี้มันน่าจะยากไม่ใช่เหรอพี่ จู่ๆ จะเก่งขึ้นมาเลยได้ไง”
 
“แล้วเราคิดว่าไงล่ะ”
 
“พี่เคยอ่านนิยายทะลุมิติเปล่า ที่วิญญาณนางเอกย้อนเวลากลับไปเป็นพันปีแล้วเข้าร่างคุณหนูที่โดนกลั่นแกล้งจนจมสระบัวตาย พอฟื้นมาก็เอาวิชาความรู้เล่ห์เหลี่ยมของคนศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดไปใช้ต่อกรกับพวกคนชั่ว จากนั้นก็ได้แต่งงานกับองค์ชายที่ไม่เป็นที่โปรดปราน แล้วสุดท้ายก็ช่วยสามีให้ขึ้นครองบัลลังก์ ตัวเองก็กลายเป็นฮองเฮา อะไรแบบนี้อ่ะ ผมว่าพี่คุนคนนี้ก็เหมือนกัน  อาจจะมาจากศตวรรษที่สามสิบที่วิทยาการก้าวหน้าจนสามารถอัพโหลดความรู้ต่างๆ เข้าสมองคนได้โดยตรง จากนั้นก็ย้อนเวลามาเป็นพันปีสู่ยุคปัจจุบัน ซึ่งเทียบแล้วคือยุคโบราณของเขา ก็เลยมีความรู้จากโลกอนาคตติดมาด้วย”
 
“ไอ้คุนหรือโดเรม่อนวะ ไปเอามาจากไหนเนี่ย กาวมาก”
 
“ก็ผมคิดไม่ออก มั่วไปมั่วมาก็เลยเป็นแบบนี้ ถ้าจริงนี่เหมือนพวกเราเป็นตัวละครในนิยายออนไลน์เลยนะ ไม่รู้คนอ่านจะชอบผมบ้างเปล่า ผมอยากไปแอบอ่านตอนจบจัง จะได้รู้ทุกอย่างแล้วตัดสินใจไม่ผิด พี่ว่าผมเอาพล๊อตนี้ไปเขียนนิยายลงเน็ตบ้างดีไหม ไหนๆ ก็คิดออกมาแล้ว เผื่อดังจะได้รวมเล่มขายอีบุ๊คกะเขาบ้าง”
 
“พี่ว่าเราไม่ต้องสงสัยไอ้คุนแล้ว สงสัยตัวเองเถอะว่ายังปกติหรือเปล่า”

“ไม่งั้นพี่จะอธิบายเรื่องพี่คุนยังไง”
 
“พี่เราอาจจะซุ่มหัดโน่นหัดนี่มาเป็นปีๆ แล้วก็ได้ พอมั่นใจถึงค่อยเอาออกมาโชว์”
 
“อืม ก็ดูมีเหตุผลกว่าเรื่องของผมอยู่บ้างนะ พี่คุนหัวดีความจำดีตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้าตั้งใจจริงทำไมจะทำไม่ได้ เฮ้อ สบายใจล่ะ”
 
“อ้าว หายสงสัยง่ายจัง แค่นี้เรื่องยังไม่กระจ่างหรอกนะ วิชาพวกนี้คงหัดเองไม่ได้ ไอที่ผสมยาเจ๋งๆ ออกมา พี่ว่าถ้ามีสูตรก็คงไม่ยากล่ะมั๊ง แต่ฝังเข็มกับกู่ฉินยังไงต้องมีคนที่เชี่ยวชาญจริงๆ มาสอน ที่คุนมันบอกคนอื่นว่าเคยเรียนพิณเมื่อตอนเด็กกับอากงของเพื่อนน่ะไม่ใช่เรื่องจริง พี่อยู่ห้องเดียวกับมันมาตั้งแต่เด็กไม่เห็นมันเคยไปเรียนอะไรแบบนี้เลย น่าจะต้องมีคนอื่นสอนให้”
 
“พี่อี้หลงแน่ๆ พี่เขาเป็นคนให้กู่ฉินมาเอง แล้วเป่าขลุ่ยจีนได้เพราะขนาดนั้นกู่ฉินก็น่าจะเล่นเป็นด้วย ผมนึกออกแล้ว พี่คุนเคยบอกว่าพี่อี้หลงเป็นหุ้นส่วนในบริษัทยาที่พี่คุนเปิด สูตรยาพวกนั้นก็น่าจะมาจากพี่อี้หลงนั่นแหละ คงเอามาจากประเทศจีน ส่วนหุ้นส่วนอีกคนก็คือพี่หมอภีม แล้วพี่หมอภีมก็เป็นหมอฝังเข็ม โป๊ะเชะ! เขาคงมีข้อตกลงลับทางธุรกิจด้วยกันเลยให้เด็กอย่างผมรู้ไม่ได้ ปริศนาทั้งหมดไขกระจ่างแล้ว!!!โอ๊ย ดีใจ พี่คุนก็ยังเป็นพี่คุนคนเดิม ซูเอ๋อร์ เจ้ามันคิดมากไปเอง”
 
ตินมองซูกัสที่กลับไปร่าเริงเหมือนเดิมแล้วก็ยิ้มน้อยๆ เขาคงกังวลใจตามซูกัสไปด้วยถ้าไม่รู้สึกว่าแม้จะมีบางอย่างแปลกไปแต่นิสัยลึกๆ ของเพื่อนดูจะไม่ได้เปลี่ยน รักความยุติธรรม แรงมาแรงตอบแต่ไม่ร้าย ชอบช่วยเหลือคน แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดคงไม่เรียบง่ายอย่างที่ว่ามาแน่ แต่สิ่งที่ซูกัสคาดเดาก็น่าจะมีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย ถึงจะไม่ทราบแน่ชัดแต่เขาก็พอประเมินได้ว่าธุรกิจยาของคุณานนท์มีโอกาสขยายใหญ่โตทำเงินทำทองได้มากขนาดไหน ไม่รู้ว่าอะไรเป็นความลับที่อยู่เบื้องหลัง แต่เพื่อนเขาก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยุคนี้แม้แต่เด็กอายุไม่ถึงยี่สิบก็เป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จได้ ถ้าอีกฝ่ายไม่พูดเขาก็จะไม่ถาม หน้าที่ของเพื่อนที่ดีในแบบของเขาคือการอยู่ข้างๆ คอยสนับสนุนให้กำลังใจแต่ไม่เข้าไปก้าวก่าย แต่เมื่อใดที่เพื่อนขอความช่วยเหลือเขาก็จะเข้าไปในทันที
 
ตอนนี้ที่ตินรู้สึกกังวลคือคนที่ไม่ธรรมดาอย่างจางอี้หลง นักธุรกิจที่ดูคร่ำหวอดคนนั้นเห็นอะไรในตัวเพื่อนเขาถึงพยายามเข้าหาทั้งทางด้านธุรกิจและด้านส่วนตัว คุณานนท์จะถูกหลอกให้ทำเรื่องผิดกฎหมายเช่นใช้เป็นแหล่งฟอกเงินหรือเปล่า เห็นทีเขาต้องให้พ่อช่วยตรวจสอบเบื้องหลังของคนๆ นี้ อาจจะยากสักหน่อยเพราะต้องสืบหาข้อมูลข้ามประเทศ แต่เชื่อว่าพ่อน่าจะพอมีหนทาง
 
ในช่วงเวลาเดียวกันแต่ข้ามฟ้าไปที่ประเทศจีน ไฮโซแบงค์ก็ได้เดินทางมาถึงปักกิ่งตามคำเชิญของเกาเฉียนนักเปียโนที่มีชื่อเสียงของจีน ทั้งคู่เคยเรียนด้วยกันที่มหาวิทยาลัยด้านดนตรีในกรุงเวียนนาโดยมีความสัมพันธ์ที่เรียกได้ว่าเป็นทั้งเพื่อนและคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ สาเหตุของคำเชิญนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเปียโน แต่เกิดจากคำขอร้องของชายชราผู้หนึ่งซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเสาหลักของวัฒนธรรมดนตรีแบบดั้งเดิมของประเทศจีน
 
“ท่านปรมาจารย์หานเกิงเว่ยอายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว ท่านทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์ฟื้นฟูดนตรีจีนโบราณมาตลอดหลายสิบปีจนได้รับการยกย่องจากรัฐบาล เป็นบุคคลที่คนรุ่นใหม่อย่างพวกเราไม่อาจลบหลู่ได้อย่างเด็ดขาด”
 
เกาเฉียนอธิบายข้อมูลของบุคคลสำคัญที่ทั้งคู่กำลังจะไปพบให้แบงค์ฟังเป็นภาษาอังกฤษ ที่มาของเรื่องนี้นั้นเกิดจากคลิปวิดีโออันหนึ่งซึ่งแบงค์ได้แชร์ลงในชาแนลของตัวเองเมื่อหลายเดือนก่อน ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยอย่างตื่นเต้นกลับเผยให้เห็นถึงภาพของบุรษหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติท่วงท่าสง่างามในชุดจีนโบราณสีขาวกำลังดีดพิณกู่ฉินเป็นท่วงทำนองทุ้มต่ำคล้ายคร่ำครวญอาวรณ์ถึงอดีตที่ไม่อาจหวนคืน
 
คลิปนี้ได้รับความสนใจจากผู้ติดตามของแบงค์อยู่บ้างแต่ไม่นานนักเพราะหลังจากนั้นก็มีคลิปที่ใหม่ที่เป็นแนวเพลงจีนเหมือนกันแต่เป็นการเล่นประสานของนักดนตรีมากความสามารถถึงสี่คนซึ่งรวมทั้งแบงค์ด้วย เพลงจากซีรีส์ดังในคลิปใหม่มีท่วงทำนองแบบป๊อปจึงติดหูกว่า ประกอบกับมีคนหน้าตาดีหลายคนในคลิปจึงได้รับความนิยมจนกลบความสนใจของคลิปที่แชร์มาในตอนแรกไป
 
มีเพียงเกาเฉียนที่แม้จะเป็นนักดนตรีคลาสสิกแบบตะวันตก แต่ก็มีรากเหง้าความเป็นจีนอยู่มากจนมิอาจตัดใจจากคลิปแรกได้ เขาอยากให้เพื่อนพ้องทางดนตรีในประเทศจีนได้ฟังบทเพลงกู่ฉินที่เข้าถึงจิตวิญญาณเช่นนี้ แต่ถ้าแชร์หรือส่งลิ้งค์ยูทูบนี้ให้ไป คนในประเทศจีนก็เปิดไม่ได้อยู่ดี เกาเฉียนไม่ได้เก่งไอทีนัก เขาไม่รู้ว่าจะเก็บคลิปในยูทูบไว้ได้อย่างไร ในที่สุดพอใกล้จะถึงวันที่จะต้องกลับประเทศจีน เขาจึงแก้ปัญหาแบบกำปั้นทุบดินด้วยการเปิดคลิปนี้ด้วยคอมพิวเตอร์แล้วถ่ายหน้าจอด้วยกล้องมือถือ ถึงคุณภาพคลิปที่ได้จะไม่ดีนักแต่อย่างน้อยก็ส่งต่อไปให้คนอื่นที่จีนดูได้
 
ปรากฎว่าเพื่อนๆ ของเกาเฉียนที่ชำนาญด้านกู่ฉินให้ความสนใจคลิปนี้มาก ทั้งรูปร่างหน้าตาที่น่ามองของคนเล่น ทั้งฝีมือที่น่าประทับใจ และความล้ำค่าของกู่ฉินตัวนั้น แต่ที่ทุกคนติดใจคือบทเพลงที่งดงามเช่นนี้เหตุใดถึงไม่เคยมีใครได้ฟังมาก่อน ต่อมาคลิปก็ถูกส่งต่อไปในแวดวงอาจารย์ด้านกู่ฉิน สุดท้ายก็มีคนเอาไปเปิดให้ปรมาจารย์หานเกิงเว่ยดู เพียงเท่านั้นก็มีคำขอร้องจากท่านผู้เฒ่าให้เชิญตัวเด็กหนุ่มคนนี้มาให้ได้
 
ลูกศิษย์ลูกหาของท่านปรมาจารย์ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสืบกลับมาจนถึงเกาเฉียนซึ่งเป็นผู้ที่ส่งคลิปคนแรก นักเปียโนหนุ่มชาวจีนรีบติดต่อแบงค์ทันที ไฮโซหนุ่มยืนยันว่าไม่อาจเปิดเผยตัวของเด็กหนุ่มในชุดจีนสีขาวนั้นได้จนกว่าจะทราบจุดประสงค์ที่ชัดเจน ในที่สุดจึงเกิดคำเชิญนี้ขึ้นเพื่อให้แบงค์ได้มาพูดคุยกับท่านผู้เฒ่าด้วยตนเอง
 
ปรมาจารย์หานเกิงเว่ยนับว่ายังดูกระฉับกระเฉงแม้ว่าจะอยู่ในวัยเจ็ดสิบกว่าแล้ว ที่สำคัญคือแววตาที่ยังสดใสมุ่งมั่นบ่งบอกว่ายังมีไฟที่จะสานต่อในสิ่งที่รัก บุรุษต่างวัยต่างเชื้อชาติสนทนากันโดยมีเกาเฉียนทำหน้าที่เป็นล่าม
 
“ไม่ทราบว่าท่านผู้อาวุโสสนใจอะไรในเด็กหนุ่มคนนั้นครับ หรือว่าเพราะฝีมือการเล่นกู่ฉิน แต่ประเทศจีนกว้างใหญ่ขนาดนี้ จะหาคนเล่นเก่งๆ ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรนะครับ”
 
“ฝีมือนับว่าเยี่ยมแต่ก็ยังไม่ถึงกับสมบูรณ์แบบ ที่จริงเด็กคนนั้นมีศักยภาพมากนะ แต่เหมือนการเคลื่อนไหวของนิ้วมือยังตามไม่ทันความคิดอยู่บ้าง  ดูไปแล้วก็แปลก ความเชี่ยวชาญในหัวนับว่าสูงล้ำแต่กลับไม่สัมพันธ์กับมือ เหมือนไม่ได้ฝึกซ้อมให้กล้ามเนื้ออยู่ตัว ไม่รู้ว่าเขาได้รับอุบัติเหตุจนไม่ได้เล่นมาเป็นหลายๆ ปีหรือเปล่า แต่ที่ฉันสนใจจริงๆ ไม่ใช่อยู่ที่ฝีมือการเล่น แต่เป็นบทเพลงที่บรรเลง”
 
“เกาเฉียนบอกผมแล้วว่าไม่มีใครเคยได้ยินเพลงนั้นมาก่อน หรือว่าจะถูกแต่งขึ้นมาใหม่ ท่านผู้เฒ่าสนใจความสามารถในการแต่งเพลงของเขาใช่ไหม”
 
“เพลงนั้นไม่ได้ถูกแต่งขึ้นมาใหม่ ฉันรู้จักมันมาก่อน แต่แค่บนกระดาษนะ”
 
“หมายความว่า...”
 
“บทเพลง ‘สายธารครวญขุนเขาคนึงในคืนจันทร์เสี้ยว’ นี้ มีการบันทึกไว้ในพงศาวดารสมัยราชวงศ์ถังว่าเป็นบทเพลงที่โศกเศร้าแต่ว่างดงามที่สุดเท่าที่ได้มีการประพันธ์ขึ้นมา แต่น่าเสียดายที่ทำนองที่แท้จริงขาดการสืบทอดจนสูญหายไปในสมัยราชวงศ์หยวน จนเมื่อสามสิบปีที่แล้วถึงได้มีการค้นพบเอกสารโบราณที่บันทึกทำนองเพลงนี้ไว้เป็นตัวหนังสือ เพียงแต่อักษรที่ใช้ไม่ได้สมบูรณ์เช่นโน๊ตแบบบรรทัดห้าเส้นของตะวันตก ทำให้ทราบเพียงเสียงสูงต่ำของบทเพลงขาดข้อมูลความสั้นยาวหนักเบาของแต่ละเสียง และโชคร้ายไปกว่านั้นที่เอกสารดังกล่าวได้ถูกทำลายไปบางส่วนทำให้บทเพลงในท่อนแยกหายไป ฉันใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตค้นคว้าคาดเดาทำนองและจังหวะที่สมบูรณ์ของบทเพลงนี้ แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่บรรยายไว้ในพงศาวดาร ทำนองที่ฉันฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ยังขาดความลึกซึ้งอย่างที่ควรจะเป็น”
 
“ท่านผู้เฒ่าหมายความว่าบทเพลงในคลิปนั้นคือเพลงที่สาบสูญไปแล้วหลายร้อยปีหรือครับ ท่านจะแน่ใจได้ยังไง”
 
“เสียงสูงต่ำของเพลงที่บรรเลงในคลิปตรงกับที่อยู่ในเอกสารโบราณฉบับนั้นไม่ผิดแน่ ความสั้นยาวของเสียงที่ใช้ทำให้เพลงนี้ลึกซึ้งกว่าที่ฉันจินตนาการไว้อีก น่าเสียดายที่เขายังเล่นไม่จบก็เปลี่ยนไปเล่นเพลงอื่นเสียก่อน ฉันต้องการพบเด็กหนุ่มคนนั้น ฉันอยากฟังบทเพลงสายธารครวญขุนเขาคนึงในคืนจันทร์เสี้ยวที่แท้จริงกับหูตัวเองก่อนที่จะตาย”
 
“ผมยังรับปากไม่ได้จริงๆ ครับ อีกอย่างมันฟังดูน่าเหลือเชื่อเกินไปที่อยู่ๆ เพลงนี้จะปรากฏขึ้นนอกประเทศจีน”
 
“เพลงนี้เป็นสมบัติแห่งชาติของประเทศเรา ได้โปรดนำกลับคืนมายังบ้านเกิดด้วย”
 
แบงค์ตอบไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะพยายามหาทางช่วย ในใจคิดว่าคุณานนท์มีความเป็นมาที่แท้จริงยังไงกันแน่ เขาติดใจตั้งแต่การฝังเข็มที่ทำให้มือขยายได้อย่างน่าอัศจรรย์แล้ว เขามาจีนเที่ยวนี้ก็จะถือโอกาสคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านฝังเข็มของจีนว่ามันเป็นไปได้ยังไง ทั้งเรื่องขี้ผึ้งโอสถที่ทุกวันนี้ถึงเขาจะเลิกขายไปแล้วแต่ก็ยังมีคนมาตื้อขอซื้ออยู่เป็นประจำ ลำพังที่เขาต้องหามาให้คนในครอบครัวใช้ในแต่ละเดือนก็ไม่พออยู่แล้ว วันนี้ยังมีเรื่องบทเพลงในตำนานที่สาบสูญไปอีก เห็นทีจะต้องหาคนไปสืบข้อมูลทุกอย่างของคุณานนท์ให้ละเอียดอีกครั้งเสียแล้ว
 
เมื่อแบงค์ลากลับไป ปรมาจารย์หานเกิงเว่ยก็ได้เรียกลูกศิษย์เข้ามาสั่งความทันที
 
“ส่งคนไปติดตามและสืบเรื่องของนักเปียโนชาวไท่กั๋วคนนั้น เขาจะต้องรู้จักกับชายหนุ่มชุดขาวในคลิปแน่ ฉันจะไปพบนายพลหยางด้วยตัวเองเพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องนี้ ไม่ว่าอย่างไรเราจะต้องเอาบทเพลงสายธารครวญขุนเขาคนึงในคืนจันทร์เสี้ยวกลับคืนมาประเทศจีนให้ได้!!!”
หัวข้อ: Blue Dragon in the Red Ocean [บทที่ 25 + ตอนพิเศษ] 7/12/2019
เริ่มหัวข้อโดย: insomniac ที่ 07-12-2019 12:34:42
ตอนพิเศษ ขุนนางชั่วแห่งต้าหมิง

################

ราตรีที่มีหิมะโปรยปรายหนาวเหน็บยิ่งนัก ผู้คนในเมืองใหญ่เช่นนี้ล้วนซุกตัวอยู่บนเตียงนอนอุ่นสบาย แต่ในจวนอันงดงามของเสนาบดีกลาโหมแห่งอาณาจักรต้าชิงกลับมีบุรุษวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่นั่งร่ำสุราในศาลากลางสวนเพียงลำพัง ทุกคนในจวนรู้ดีว่าในเวลาเช่นนี้มิอาจเข้าไปรบกวนนายท่านได้ แม้จะกังวลว่าท่านขุนนางใหญ่จะต้องพิษลมเย็นจนถึงแก่เจ็บไข้ขนาดไหนแต่ทุกคนก็รักชีวิตของตัวเองมากกว่า เสียงสะอื้นโหยหาเช่นนั้น หากมีผู้ใดเข้าไปพบเห็น นายท่านผู้ไร้ความปราณียังจะปล่อยให้มีชีวิตต่อไปได้ฤา
 
พ่อบ้านคนสนิทซ่อนตัวเฝ้ารอรับใช้อยู่ตรงด้านนอก หากคืนนี้นายท่านร่ำไห้เมาสุราจนหลับไหลก็ดีไป แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นเห็นทีคุณชายที่เรือนตะวันออกจะต้องรับเคราะห์หนัก น่าสงสารคุณชายท่านนี้ยิ่งนัก เป็นบุตรชายของขุนนางต้องโทษที่เดิมต้องถูกเนรเทศไปหัวเมืองชายแดนก็นับว่าอนาถแล้ว แต่กลับถูกนายท่านซื้อตัวมาเป็นชายบำเรอเช่นนี้ช่างหยามศักดิ์ศรีคนเหลือเกิน
 
นายท่านช่างแปลกคนยิ่งนัก ยามปกติดูแลประคบประหงมคุณชายไม่ได้ขาด อาภรณ์สีขาวล้วนที่สั่งให้คุณชายสวมใส่ล้วนใช้ผ้าบรรณาการค่าควรเมือง แม้แต่กู่ฉินมีชื่อราคาสูงลิ่วก็ยังทุ่มประมูลสรรหามาให้ แต่ยามอารมณ์แปรปรวนเช่นค่ำคืนนี้ นายท่านจะใช้ร่างกายที่เคยทะนุถนอมนั้นมาสมสู่เยี่ยงสัตว์ป่า เห็นทีจะต้องให้เด็กไปแจ้งคุณชายให้เตรียมขยายร่างกายให้พร้อม คืนนี้จะได้ไม่น่าสมเพชจนเกินไป
 
แม้อากาศหนาวเหน็บ แต่ในใจของเสนาบดีกลาโหมกลับเย็นเยียบยิ่งกว่า ความทรงจำในอดีตปรากฎขึ้นในหัวราวกับภาพฝัน จากเด็กกำพร้าหลายสิบคนที่ตระกูลหลี่แห่งฉางอันได้อุปการะไว้ มีเขาคนเดียวที่เฉลียวฉลาดมีไหวพริบจนได้รับการส่งเสียให้เล่าเรียนในสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียง จากผลการสอบที่ยอดเยี่ยมเขาจึงถูกเรียกเข้าจวนอยู่หลายครั้งเพื่อรับรางวัลและฟังคำสั่งสอนจากนายท่าน ที่นั่นเองเขาได้มีโอกาสพบกับคุณชายน้อยซื่อจื่อของตระกูล แม้ยังเป็นเด็กแต่ใบหน้าน่ารักฉายแววหล่อเหลานั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความสง่างามสูงศักดิ์จนละสายตาไม่ได้ เสียงร่ำลือว่านายน้อยเฉลียวฉลาดยิ่งนัก ศาสตร์ความรู้ทั้งบู๊ทั้งบุ๋นสำหรับผู้ใหญ่กลับถูกเด็กวัยเท่านี้ศึกษาออกมาได้อย่างแตกฉาน
 
เขาแอบเฝ้ามองนายน้อยอยู่ห่างๆ  ยิ่งเติบใหญ่ขึ้นความงดงามหล่อเหลาก็เพิ่มพูนทวี ในด้านความสามารถนั้นแม้แต่ผู้อาวุโสของตระกูลยังออกปากว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบร้อยปี ไม่รู้ด้วยเหตุใด เด็กกำพร้าไร้ที่มาอย่างเขาถึงได้เกิดแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้า เขาเคยคิดว่าตัวเองทำไปเพื่อตอบแทนบุญคุณตระกูลหลี่ไม่ให้เสียแรงที่อุตส่าห์ส่งเสียเล่าเรียน แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาถึงรู้ว่ามันไม่ใช่ เขาไม่พอใจช่องว่างอันยิ่งใหญ่ระหว่างเด็กกำพร้าต่ำต้อยกับซื่อจื่อของตระกูลใหญ่ฐานะร่ำรวยอย่างตระกูลหลี่แห่งฉางอัน
 
เขามุมานะจนสอบได้เป็นซิ่วไฉอันดับหนึ่งของอำเภอ ในที่สุดเขาก็พบหนทางของตนเอง ตระกูลหลี่แม้จะดูร่ำรวยเพียงใดแต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดเข้าสู่เส้นทางขุนนาง หากเขาผ่านการสอบเช่นนี้เรื่อยๆ จนได้เป็นจอหงวนและเข้ารับราชการ ถึงตอนนั้นตระกูลหลี่จะนับว่าเป็นอะไรได้
 
ทางเดินเส้นนี้มิใช่ง่าย เขาอาศัยรูปร่างหน้าตาและเล่ห์เหลี่ยมวาจาอันแพรวพราว หลอกล่อมีสัมพันธ์กับหญิงสาวชาวบ้านบุตรีพ่อค้าธิดาขุนนางมากมายเพื่อที่จะได้เส้นสายข้อมูลทุนทรัพย์มาเอื้อประโยชน์ในการสอบ แต่มิว่าจะเป็นนางใด ก็ไม่อาจเติมเต็มหลุมแปลกปลอมในใจลงได้ ในตอนที่เขาสอบได้เป็นที่หนึ่งระดับมณฑล ก็พลั้งพลาดมีบุตรสาวนอกสมรสกับหญิงชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งได้ปกปิดไว้เพื่อไม่ให้กระทบกับชื่อเสียง
 
ในยามนั้นเขาก็นับว่ามีหน้ามีตาขึ้นมากแล้ว กระทั่งงานวันเกิดของนายน้อยที่กลายมาเป็นผู้นำตระกูลหลี่หลังการจากไปของนายท่านเมื่อหลายปีก่อนก็ยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมด้วย เขาได้เข้าคารวะนายน้อยผู้มีท่วงท่าสง่าผ่าเผยและใบหน้าหล่อเหลางดงามจนละสายตาไม่ได้ กระทั่งคำบอกกล่าวด้วยความเมตตาที่ว่าหากเขาสอบผ่านจนได้เป็นขุนนางขั้นหกขึ้นไปจะให้เป็นไทไปตั้งวงศ์ตระกูลของตัวเองก็ยังแทบไม่รับรู้ มารู้สึกตัวอีกทีตอนได้ยินสำเนียงกู่ฉินอันไพเราะงดงามที่นายน้อยบรรเลงขึ้นตามคำขอของญาติพี่น้อง ภาพบุรุษชุดขาววัยกำลังย่างเข้าสู่ความเป็นหนุ่มบรรจงดีดกู่ฉินในบทเพลงสายธารครวญขุนเขาคนึงในคืนจันทร์เสี้ยวครั้งนั้นยังตราตรึงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำแม้เวลาจะผ่านไปแสนนาน
 
ด้วยความพยายามอย่างบ้าคลั่งทั้งในการศึกษาและการใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ในที่สุดเขาก็ได้ตำแหน่งจอหงวนในการสอบหน้าพระพักตร์จนได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางหนุ่มอนาคตไกล เขาตกแต่งภรรยาเอกภรรยารองและอนุคนแล้วคนเล่าเพื่อสร้างสายสัมพันธ์มาหนุนความก้าวหน้าของตัวเอง อีกเพียงไม่นาน ตระกูลหลี่ที่มีเพียงแค่ความร่ำรวยก็จะไม่ต่างอะไรกับฝุ่นผงใต้เท้าของขุนนางอย่างเขา
 
แต่แล้วสิ่งที่ใกล้เพียงเอื้อมมือที่แท้กลับอยู่ห่างไกลไม่ต่างจากดวงจันทร์บนฟากฟ้า ด้วยความไว้วางใจจากท่านมหาเสนาบดีเขาบังเอิญได้รู้ความลับที่น่าตกตะลึงของราชสำนัก ตระกูลหลี่แห่งฉางอันมิใช่ตระกูลร่ำรวยธรรมดาแต่กลับเป็นถึงเสาหลักอันซ่อนเร้นที่คอยค้ำจุนบ้านเมืองอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์อันยาวนาน มิรู้ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ราชวงศ์และชาติบ้านเมืองได้รับความช่วยเหลือจากสรรพวิชาลึกลับมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาแพทย์และวรยุทธ์ที่ล้ำเลิศของตระกูลหลี่ 
 
เมื่อเป็นเช่นนี้จะต้องให้เขาปฏิวัติยึดอำนาจของฮ่องเต้เลยหรือถึงจะสามารถอยู่เหนือตระกูลที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ เขายังไม่ขวัญกล้าถึงเพียงนั้น หากไม่อาจอยู่เหนือได้ก็ไร้โอกาสครอบครอง ในเมื่อเขาขึ้นสูงไปกว่านี้มิได้ก็มีทางเดียวคือต้องกระชากสิ่งที่เกินเอื้อมให้ตกลงมา เขาทุ่มเทกำลังมากมายสืบความลับที่มาของอำนาจตระกูลหลี่ ทำแม้กระทั่งลอบส่งลูกสาวนอกสมรสที่ยังเยาว์ของตัวเองไปอยู่ข้างกายนายน้อย

เขาค่อยๆ ดำเนินการแต่ละเรื่องอย่างใจเย็น อำนาจตระกูลหลี่ลึกล้ำมิอาจสั่นคลอนได้โดยง่าย แต่ไม่มีอะไรเกินความพยายามของมนุษย์ ยิ่งเป็นมนุษย์ไร้คุณธรรมที่ไม่เลือกวิธีการด้วยแล้ว หลายปีต่อมาเขาก็พร้อมที่จะลงมือในขั้นสุดท้าย ขอเพียงเปิดผนึกหีบกลแห่งฉางอันได้ อำนาจในการควบคุมองครักษ์เงาสุสานบรรพชนและขุมความลับที่สืบทอดมาตั้งแต่ราชวงค์ถังของตระกูลหลี่ก็จะตกอยู่กำมือเขา เช่นเดียวกับตัวผู้นำตระกูลที่ยามนั้นจะไม่เหลืออะไรเลย
 
แต่นายน้อยที่สำเร็จเคล็ดวิชากำลังภายในเก้ามังกรถึงขั้นเจ็ด ก็มิใช่สิ่งที่เขาหรือจอมยุทธ์ในใต้หล้าจะต่อกรได้ เขาจึงให้บุตรสาวลอบวางยาพิษสะบั้นชีพจรและชักนำกองทหารปืนไฟของคนเถื่อนตาสีฟ้าจากโพ้นทะเลไล่ล่าจนบุรุษในความทรงจำผู้นั้นต้องมาจนมุมอยู่ตรงขอบเหวลึกของผากาลวิปโยคในตำนาน อีกเพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็จะได้ทั้งอำนาจและตัวคนมาอยู่ในครอบครอง เขายกมือขึ้นทำทีเหมือนจะส่งสัญญาณสั่งยิงไปที่กองทหารปืนไฟเพื่อบีบคั้นให้คนในวงล้อมเผยความลับสุดท้ายออกมา
 
ท่ามกลางความเหน็บหนาวของหิมะสีขาวโพลน บุรุษหนุ่มรูปงามยิ้มเหยียดให้กับคนชั่วร้ายอย่างเขา ใบหน้าขาวคมสันเงยขึ้นเล็กน้อย ไร้คำพูดเอื้อนเอ่ย สายตาทอดไปยังฟ้าคราม แสงสลัวของฤดูเหมันต์กระทบใบหน้า หิมะบางเบาราวขนนกเริ่มโปรยปราย สายลมพัดเส้นผมม้วนปลิวไสว ชายแขนเสื้อสีขาวโบกสะบัด แลดูสูงส่งดุจดั่งเทพเซียนผู้ละทิ้งโลกโลกีย์อย่างไร้อาวรณ์  ก่อนที่ร่างนั้นจะพลันถอยหลังทิ้งตัวลงไปยังหุบเหวเบื้องล่างโดยไม่ลังเล
 
นั่นคือภาพสุดท้ายของคนเพียงผู้เดียวในดวงใจที่เขาได้ประทับไว้จนชั่วกาล
 
คืนนี้หิมะโปรยปรายเช่นเดียวกับวันนั้น เวลาล่วงเลยไปแล้วหลายปี แต่ภาพบุรุษรูปงามชุดขาวทิ้งตัวลงไปยังหุบเหวลึกยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำที่ปรากฎขึ้นในฝันร้ายทุกค่ำคืน
 
เขาเดินโซเซเปิดประตูเข้าไปในเรือนปีกตะวันออก ชายในชุดขาวรูปร่างคล้ายบุรุษในความทรงจำยืนก้มหน้าตัวสั่นด้วยความกลัว เขาเอื้อมมือกระชากอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมกอด ส่งเสียงร่ำไห้แทบไม่เป็นภาษา
 
“นายน้อย ท่านกลับมาแล้วใช่ไหม อย่าจากข้าไปอีก ท่านชอบลูกสาวข้า ข้าจะให้นางหย่าขาดจากสามีมาเป็นอนุท่านดีหรือไม่ หีบกลแห่งฉางอันถูกทำลายไปแล้ว ตระกูลหลี่ของท่านก็เร้นหายไปจากต้าหมิง ราชสำนักระส่ำระสาย แต่ไม่ต้องกลัว ท่านมาอยู่กับข้า ข้าเป็นถึงเสนา