พิมพ์หน้านี้ - [จีนโบราณ] >>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<<< บทที่ 38 [17/8/63] หน้า 5

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Boy's love => Boy's love story => ข้อความที่เริ่มโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 19-09-2019 18:25:56

หัวข้อ: [จีนโบราณ] >>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<<< บทที่ 38 [17/8/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 19-09-2019 18:25:56
อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

(https://sv1.picz.in.th/images/2019/09/20/cNpA8b.jpg)

รัชศกเจินกวนปีที่สี่ แห่งราชวงศ์ถัง บ้านเมืองรุ่งเรืองการค้ารุ่งโรจน์ ยังมีสำนักหอชำเราบุรุษเลื่องชื่ออยู่แห่งหนึ่ง นอกกว่าสตรีโฉมงามบำบัดกามแขกบุรุษแล้ว ยังปรากฏมีเหล่าชายหนุ่มรับสนองราคะ สถานที่นั้นมีนามว่า "อวี้หงหยวน" หัวหน้าสำนักผู้นั้น ปรากฏกิตติศัพท์ว่าแม้แต่องค์ชายก็ไม่สามารถเข้าพบได้โดยง่าย เหตุว่าเจ้าสำนักรูปงามผู้นี้ มีฉากหลังอันลึกลับ ซึ่งทั้งยุทธภพต่างรู้จักยำเกรงในฐานะประมุขพรรคเสี้ยวจันทราอันยิ่งใหญ่


นิยายเรื่องนี้อาศัยเพียงฉากหลังเป็นเหตุการณ์สมัยราชวงศ์ถัง นอกกว่านั้นเกิดจากจินตนาการของผู้เขียน โดยหาได้มีเจตนาพาดพิงอ้างอิงถึงบุคคล สถานที่ เหตุการณ์ หรือวรรณกรรมใดๆไม่ ทุกสิ่งล้วนสมมติประกอบขึ้นเพื่ออรรถรสในการอ่านเท่านั้น


สารบัญ

บทนำ (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4003753#msg4003753) บทที่ 1 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4004472#msg4004472) บทที่ 2 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4007022#msg4007022) บทที่ 3 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4007837#msg4007837) บทที่ 4 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4009307#msg4009307)
บทที่ 5 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4010614#msg4010614) บทที่ 6 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4011409#msg4011409) บทที่ 7 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4012431#msg4012431) บทที่ 8 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4013444#msg4013444) บทที่ 9 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4015912#msg4015912) บทที่ 10 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4018075#msg4018075)
บทที่ 11 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4018475#msg4018475) บทที่ 12 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4018984#msg4018984) บทที่ 13 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4019664#msg4019664) บทที่ 14 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4021499#msg4021499) บทที่ 15 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4023312#msg4023312)
บทที่ 16 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4024718#msg4024718) บทที่ 17 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4026378#msg4026378)
บทที่ 18 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4028283#msg4028283) บทที่ 19 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4029852#msg4029852) บทที่ 20 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4030237#msg4030237) บทที่ 21 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4030526#msg4030526)
บทที่ 22 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4031283#msg4031283)
บทที่ 23 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4032663#msg4032663)
บทที่ 24 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4033977#msg4033977) บทที่ 25 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4034647#msg4034647) บทที่ 26 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4035034#msg4035034) บทที่ 27 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4035387#msg4035387)
บทที่ 28 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4036150#msg4036150) บทที่ 29 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4036967#msg4036967)
บทที่ 30 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4038264#msg4038264) บทที่ 31 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4039081#msg4039081) บทที่ 32 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4039947#msg4039947)
บทที่ 33 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4041249#msg4041249) บทที่ 34 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4043194#msg4043194) บทที่ 35 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4043918#msg4043918) บทที่ 36 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4044625#msg4044625)
บทที่ 37 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4045120#msg4045120) บทที่ 38 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4045962#msg4045962)
บทที่ 39 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70943.msg4047126#msg4047126)NEW!

คำชี้แจงเจ้าค่ะ :pig2:
"เราจะอัพตอนใหม่ ทุก ๆ 5 - 7 วันนะ (ถ้านานกว่านั้นแปลว่าติดงาน) นักอ่านจะได้ไม่อารมณ์เสียเวลาเข้ามาดูแล้วทำไมยังไม่อัพตอนใหม่เสียที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับไฟในการเขียนของเราด้วย บางวันเขียนได้ห้าบรรทัด บางวันเขียนจบตอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง เข้าใจตามนี้นะเจ้าคะ ปล. เรื่องนี้วางโครงเรื่องไว้คร่าว ๆ น่าจะมีประมาณ 70 - 80 บทเจ้าค่ะ"

CONTACT ME / ติดต่อนักเขียน
FB : ข้ามพิภพ lovebluesky2203
Twitter : @khamphiphob

ผลงานที่ผ่านมา
ข้ามพิภพ (https://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=49562.0)
มาตะวัน (https://www.readawrite.com/a/71708681fbf2b8eb8a3fabb510fa1667)
คืนฤดูร้อนที่ยาวนาน (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70843.msg3999175#msg3999175)

หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทนำ [19/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 19-09-2019 18:27:55
บทนำ



ข้ามีนามว่า หยวนหลงซาน ประกอบอาชีพในฐานะผู้ดูแลหอโคมเขียว ‘อวี้หงหยวน’ อันลือชื่อแห่งนครฉางอัน ซึ่งถือกรรมสิทธิ์อันชอบธรรมตกทอดมาตามลำดับมรดกของวงศ์ตระกูลหยวน เบื้องหน้าข้าต้องสวมบทบาทเป็นนายใหญ่แห่งสำนักอวี้หงหยวนตามภาระหน้าที่ ทว่ายามราตรีเคลื่อนผ่านพ้น จันทราโปรยปรายปกวาดเหนือเมฆา ข้าจำต้องดำรงฐานะสำคัญยิ่งในยุทธภพต่อจากบิดาผู้ล่วงลับ ประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา

ทว่าชะตากลับเล่นตลก เมื่อวันหนึ่งข้าเผอิญนำเหล่าปรมาจารย์ทั้งปวงออกปราบปรามภูตผีปีศาจที่อาละวาดออกรังแกชาวบ้าน แต่เพราะเหน็ดเหนื่อยกระหายน้ำจึงด่วนได้ใจเร็วไม่ทันระวังให้จงหนัก พากันวักน้ำในลำธารภูเขาเตาปูนดื่มดับกระหาย คำสาปแห่งปีศาจ ณ ขุนเขานั้นร่ายอาคมไว้ว่า

กลางวันดื่มสุราเป็นชายชาติบุรุษ ราตรีเร่งรุดเคลื่อนผ่านจงเป็นหญิง

นับแต่นั้นข้าและเหล่าปรมาจารย์ทั้งปวงจึงดำรงร่างเป็นชายสลับหญิงตลอดมา ต่างคนต่างสู้พยายามค้นหากลวิธีแก้ไข แต่ก็หาได้เยียวยาข้าแลผู้ฝึกยุทธ์ทั้งปวงให้หายขาดจากอำนาจคำสาปไม่ 


กระทั่งราตรีหนึ่งมีนักพรตผู้ทรงภูมิเข้ามาพึ่งพาดื่มน้ำชาดับกระหายยังหออวี้หงหยวน

เหล่าปรมาจารย์ผู้ถูกคำสาปต่างอาศัยร่างสตรีทำงานหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมายาวนาน ครั้นเข้าปรนนิบัตินักพรตผู้เฒ่า ดวงตาแลวิชายุทธ์อันแกร่งกล้าก็สัมผัสถึงอำนาจคำสาปอันสิงอยู่ในตัวเหล่าสตรีเลิศโฉมได้สิ้น จึงว่า

“ข้าพเจ้าเป็นอาคันตุกะมาเยือนนครฉางอันคราวนี้ มีกิจธุระสำคัญถวายแด่องค์พระจักรพรรดิ ด้วยนิมิตเห็นหมู่ดาวเปล่งแสงกลางท้องนภาปรากฏเป็นกลุ่มน่าอัศจรรย์ จึ่งใช้ภูมิวิชาคำนวณแล้วเห็นว่า แผ่นดินต้าถังจะได้ขุนพลมากฝีมือไว้รับใช้แผ่นดินอันประมาณกลุ่มดาวนั้นเป็นแน่ ครั้นดั้นด้นเดินทางจากชนบท กระทั่งเหยียบพักอาศัยดื่มน้ำชาจากโรงคณิกาลือชื่อ จึงประจักษ์ตำตาว่า ในหมู่ดวงดาวอันเป็นมงคลนั้นเห็นจะปรากฏรวมไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ไม่ผิดจากคะเน”

ประดาผู้ฝึกยุทธจึงนำคำนักพรตมาแจ้งแก่หยวนหลงซานโดยละเอียดถี่ถ้วน พอไต่ตรองพิเคราะห์เห็นว่าหรือคนผู้นี้จะมีวิธีแก้ไข จึงแล่นออกมาต้อนรับในสภาพสาวงามเจ้าของโรงคณิกา

“ข้าน้อยยินว่า นักพรตท่านกล่าวข้อความสำคัญถึงขุนพลรับใช้แผ่นดินต้าถัง ยั้งอยู่อาศัยหออวี้หงหยวน หญิงรับใช้แจ้งคำท่านกล่าวทุกประการ จักผิดหรือถูกประการใดเจ้าคะ”
 
“ข้าพเจ้ากล่าวตามจริงดังว่า” นักพรตผู้เฒ่าพยักรับ

หยวนหลงซานจึงยินดีหาใดเปรียบเร่งทรุดกายลงคำนับ ทั้งเล่าความเป็นมาแต่หนหลังซึ่งถูกคำสาปประทับติดตัวมาช้านาน

นักพรตผู้เฒ่าฟังความทั้งสิ้นแล้วนิ่งตรึกตรองอยู่ แล้วจึงถามว่า

“หนทางแก้ล้างคำสาปมิได้ยากแต่อย่างใด”

“ท่านโปรดแจ้งทางสว่างไสวแก้ไขด้วยเถิด ข้า หยวนหลงซาน จะไม่ลืมบุญคุณ”

“ท่านประกอบสัมมาอาชีพบังหน้าเช่นหอชำเราบุรุษนี้เหมาะควรนัก ก็ทางแก้นั้นมิพ้นไปจากกิจอันเหล่าท่านกระทำอยู่ทุกค่ำคืน”

หยวนหลงซานมิแจ้งเนื้อความโดยจริงแท้ก็ซักเอาคำอธิบาย

“คือเป็นนางโลมปรนนิบัติบุรุษหนุ่มที่มีดวงชะตาราศีตรงกับท่าน ยามใดท่านปฏิบัติกามกิจร่วมคนผู้ดวงชะตาผูกกันไว้เหนียวแน่นก็จะสิ้นคำสาปไปเอง”

“ข้าน้อยขอถามจะรู้ได้ประการใดว่า บุรุษผู้นั้นมีชะตาเสมอด้วยเรา” หยวนหลงซานเร่งซัก

“ก็ทุกวันนี้บรรดาท่านปฏิบัติทำไปดั่งสายน้ำตกลงกลางหินผา หาได้รับความรื่นรมย์สมราคะไม่ ทว่าเมื่อใดประกอบกิจดังว่าจนกระทั่งหัวอกปริ่มพองนั่นแล้วจงเร่งซักเอาชะตาตกฟากแลราศีกับคนผู้นั้นทันที และหากถูกคนแล้วก็จะคลายคำสาปไปเอง”


หยวนหลงซานจึงตอบแทนน้ำใจนักพรตผู้มีคุณ อันแนะสติปัญญาพ้นหนทางแก้ โดยเลี้ยงดูปูเสื่อให้อิ่มหนำสำราญโดยมิได้ขาดตกบกพร่อง

หากหนทางแก้ไขเป็นลำดับดังนี้ มีหรือข้าหยวนหลงซานจะไม่ลองกระทำ แต่จะให้ลดตัวลงมารับแขกเองก็กระไรอยู่ ข้าผู้ได้ชื่อว่าเป็นประมุขพรรคเสี้ยวจันทราก็อับอายแทบแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว ในข้อซึ่งถูกสาปเป็นชายสลับหญิง นี่จะต้องลงมาเปลืองตัวกับชายมากหน้าหลายตาเพื่อล้างคำสาปอีกหรือ

ช่างน่าบัดซบยิ่งนัก

หากทว่าสำเร็จสมคำนักพรตกล่าวชี้แนะจริง ไม่ลองเข้าถ้ำเสือจะได้ลูกเสือหรือ ข้ายังมิได้มีลูกเมียพันธะใดๆย่อมไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

“รับแขก”

ซุ้มป้ายประกาศหน้าหออวี้หงหยวนแปะหรา อาสารับสมัครชายหนุ่มผู้มีราศีมังกร ซึ่งเป็นช่วงเวลาเกิดของหยวนหลงซาน หรือในแผ่นประกาศจำต้องใช้ชื่อปลอมเป็นน้องหญิงว่า หยวนอวี้ฟ่าน เพื่อร่วมหอลงโรงโดยอ้างเหตุผลว่า นครฉางอันเจริญรุ่งเรืองเพียงนี้ น้องสาวของเจ้าของหออวี้หงหยวน จึงตอบแทนบรรดาคนผู้โชคดีให้มีความรื่นรมย์ยิ่งขึ้นเทียบอาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์ดุจเง็กเซียนฮ่องเต้



หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทนำ [19/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 20-09-2019 00:20:00
 :pig4:
 :katai2-1:
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทนำ [19/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 20-09-2019 00:24:28
 :mc4:


 :3123: :pig4: :3123:
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทนำ [19/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 20-09-2019 00:37:58
เนื้อเรื่องน่าสนใจ ติดตามจ้า
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทนำ [19/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 20-09-2019 06:33:22
มาลองตามด้วยคน
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทนำ [19/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: Ac118 ที่ 20-09-2019 12:24:19
ช่างน่าติดตามยิ่งนัก  :katai2-1:
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทนำ [19/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: lovenine ที่ 20-09-2019 19:37:13
เอานำจากลำธารเตาปูนมาไห่ข้า 1 ถังบัดเดี้ยวนี้ ข้าอยากต้องคำสาป ที่ว่านั้น ในทันที ^^ ไม่ถอนคำสาปด้วย 5555
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทนำ [19/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: puiiz ที่ 21-09-2019 03:51:43
 :mew1: :mew1:
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทนำ [19/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: ♥►MAGNOLIA◄♥ ที่ 21-09-2019 05:02:29
แล้วถ้าทอมอย่างข้า ดื่มน้ำในลำธารต้องคำสาป .........  :hao3:
กลางวันเป็นหญิง  กลางคืนจะเป็นชายปะ .......   :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
ข้าจะดั้นด้น หาทางไปดื่มน้ำนั้น  สุดยอดดดดดดดด  :z3: :z3: :z3:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทนำ [19/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: JanTi ที่ 21-09-2019 17:04:03
น่าติดตาม o13
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทนำ [19/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: net. net_n2537 ที่ 21-09-2019 23:21:32
 :pig2:
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทที่ 1 [23/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 23-09-2019 09:02:07
บทที่ 1



หนังสือประกาศรับอาสาสมัครผู้เข้าคัดสรรชายหนุ่มเพื่อเสวยสุขด้วยหยวนอวี้ฟ่าน และหญิงงามแห่งหออวี้หงหยวน แพร่สะพัดไปทั่วนครฉางอันประดุจเปลวไฟลามทุ่ง ทุกโรงเตี้ยมและบ้านเรือนร้านค้าต่างเคยได้ยินกิตติศัพท์ว่า หยวนอวี้ฟ่านผู้นี้เป็นน้องสาวเจ้าสำนักอวี้หงหยวน งดงามเลอโฉมประดุจดอกโบตั๋นแรกแย้ม ชายชาวฉางอันต่างหาโอกาสได้สบเห็นอวี้ฟ่านสักคราวครั้งเป็นบุญตา
 
ทว่าสตรีวัยแรกสาวผู้นั้นมิเคยย่างกรายจากหอโคมแดงเก้าชั้นเพื่อลงมาเดินท่ามกลางท้องถนนสักครั้งหนึ่งก็หาเคยปะไม่ ว่ากันว่าอวี้ฟ่านมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ชายใดได้สัมผัสเพียงกลิ่นก็จะมีกำลังวังชาขึ้นทันตาเห็น นับประสาอะไรหากได้ร่วมหอเริงสวาทด้วย มิเปลี่ยนจากชายวัยชราเป็นวัยหนุ่มเลยหรือ

ไม่เพียงแต่หยวนอวี้ฟ่านเท่านั้น ประดานางคณิกาชั้นเอกซึ่งยากนักจะลดตัวลงมาปรนเปรอบรรดาแขกหนุ่มๆไม่เลือกหน้าสักคราวครั้งนอกจากแขกข้าราชการคนสำคัญ ก็ปรากฏรายชื่อยาวเป็นหางว่าวต่อจากอวี้ฟ่าน หนุ่มชาวฉางอันผู้โชคดีไม่ต่ำกว่าร้อยคนจักได้มีโอกาสเชยชมหญิงงามโดยถ้วนหน้าอย่างพร้อมเพรียง

แต่ก็มีกฎเกณฑ์กำหนดคุณสมบัติช่วงเวลาเกิดและดวงชะตาราศีกำกับไว้แน่วแน่ หากบุรุษใดไม่ตรงคุณสมบัติของหญิงนางนั้นก็มีอันตกไป

แม้แต่บุรุษหนุ่มรูปงามแห่งหออวี้หงหยวนที่ลือกันว่ายากจะลดตัวมารับแขกธรรมดาสามัญ ก็ปรากฏรายนามต่อท้ายราวกับบัญชีรายชื่อถวายตัวแด่องค์จักรพรรดิ

โต๊ะรับรองซึ่งเดิมทีคราคร่ำด้วยชายเสเพลจำนวนมากอยู่แล้วก็เนื่องแน่นขนัดยิ่งกว่าเก่า ราวกับมีเทศกาลสำคัญประจำเมือง



ห่างจากหออวี้หงหยวนไปทางทิศบูรพามีท่าเรือสำหรับขนถ่ายสินค้าอยู่นอกประตูเมืองฉางอัน หยวนหลงซานพักม้าไว้ด้านหน้าตึกทำการค้าหลังหนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าถือพัดจีนไขว้มือทั้งสองไว้เบื้องหลัง ประหนึ่งพ่อค้าคนกลางเที่ยวเลือกชมสินค้าจากแดนไกลนำไปค้าขายหากำไรต่อ

แท้จริงแล้ว ข้าหยวนหลงซานมีธุระสำคัญต่อเถ้าแก่ผู้ค้าสำเภารายใหญ่ แม้นมิได้ส่งหนังสือนัดแนะมาก่อนล่วง ทว่าก็คาดเดาได้ยามทอดสายตาจากหอโคมแดงลงมาเห็นเรือสำเภาจำนวนมากทอดสมอเทียบท่าอยู่เต็มท้องคุ้งหน้าเมือง จึงเดาได้ไม่ยากว่าเถ้าแก่ผู้นั้นมิพ้นหมกมุ่นทำบัญชีค้าขายอยู่เป็นแน่

“นายน้อยผู้นี้ประสงค์สิ่งของใดหรือเจ้าคะ”

ข้าพยักหน้าให้หญิงรับใช้ก่อนจะกระซิบบอกความต้องการ นางนั้นอายสะเทิ้นก่อนจะเร่งไปตามนายเสียงจงกิม พ่อค้าสำเภารายใหญ่แห่งนครฉางอันออกมาพบ

ฝ่ายเสียงจงกิมต่อสดับคำสาวใช้ว่ามีแขกแห่งหออวี้หงหยวนมาขอพบ เดิมทีคร่ำเคร่งดีดลูกคิดคำนวณรายได้พะวงค่าใช้จ่ายอีกทั้งภาษีที่ต้องชำระให้ทางการ ครั้นได้ยินว่ามีคนจากสำนักหอโคมแดงมาหา จับความได้แต่ถ้อยคำว่าโคมแดงใจก็ตกไปอยู่ที่ฝ่าเท้า ต่อสาวใช้เสริมเติมว่าเป็นคนจากหอคณิกาอันดับหนึ่ง ความหวาดเกรงสิงใจอยู่ยามสดับชื่อ ‘โคมแดง’ ก็มลายหายไปสิ้น

ข้ารอเสียงจงกิมไม่นาน ชายร่างอ้วนท้วมก็ออกมา ต่างคำนับต่อกันเป็นอันดีแล้ว เสียงจงกิมจึงขับสาวรับใช้ออกไปแล้วพาข้ามาสนทนาอีกห้องหนึ่ง

“เชิญคุณชายหลงซานจิบน้ำชาเสียก่อนเถิด”

ข้ารับจอกน้ำชาแล้วยกดื่มตามมารยาทแล้วจึงกล่าวธุระในทันที

“ท่านเสียงได้สิ่งของซึ่งข้าฝากฝังไปหรือไม่”

พ่อค้าใหญ่แห่งมหานครฉางอันลูบเคราแล้วอมยิ้มก่อนจะยกยอสรรพคุณแห่งตัวว่า หากมีผู้ใดไหว้วานแล้วมีหรือจะมิได้ของนำมาสู่มือคนว่าจ้าง ข้าขี้ครานฟังจึงตัดความเร่งเอาสาระสำคัญ

“ผงราคะไฟจากแดนอาทิตย์อุทัย มีสรรพคุณชั้นยอดประหนึ่งโอสถสวรรค์”

ข้าทราบฤทธิ์ของผงชนิดนี้ดีอยู่แล้วจึงทวงถามของจากนายเสียง พร้อมทั้งนำถุงบรรจุเงินหลายสิบตำลึงออกมาวางกองไว้เบื้องหน้า

“หากเป็นของแท้แล้วย่อมให้สรรพคุณเช่นเจ้าว่า ข้าจะสั่งเพิ่มอีกในทันที”

“คุณชายหลงซานท่าน จงนำเงินจำนวนนี้คืนไปก่อนเถิด หากมิบังเกิดผลดั่งสรรพคุณแห่งยานี้ ข้าน้อยยินดีไม่รับเงินทองแต่อย่างใด”

ข้ายิ้มพึงใจในความใจกว้างของพ่อค้าสำเภา ก่อนเสียงจงกิมจะหยิบห่อกระดาษมัดเชือกไว้ทั้งสี่ด้านจากชายเสื้อส่งมาให้ข้า จากนั้นจึงคำนับร่ำลาแล้วจากมา

เดิมผงราคะไฟนี้มีใช้กันอย่างลับๆในเมืองหลวงเฉพาะยิ่งบรรดาหอนางโลม เหตุว่าหากผสมในสุราเพียงน้อยนิด คนผู้ดื่มจะเกิดนิมิตก่อกำหนัดร่วมรักได้ด้วยตัวเอง ราวกับมีหญิงสาวนอนทอดร่างสนองราคะอยู่ เหล่ายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทราซึ่งโดนคำสาปปีศาจ ต่างใช้ผงชนิดนี้มาเนิ่นนานคราวต้องออกต้อนรับแขกข้าราชสำนักยศศักดิ์สูงภายใต้เรือนร่างสตรี จำต้องมีสิ่งของชนิดนี้ไว้ใช้เอาตัวรอด ทว่ามีข้อจำกัดอยู่ที่ว่าออกฤทธิ์ได้เพียงไม่นานจนบางคราวไม่อาจลวงแขกให้หลงเชื่อได้ว่ามีการร่วมประเวณี

ต่อมาได้ข่าวว่าเมืองเกาะอาทิตย์อุทัยมีผงราคะไฟลักษณะพิเศษ ออกฤทธิ์เกินกว่าหนึ่งก้านธูป หนำซ้ำไม่มีผลข้างเคียงดังผงราคะไฟแบบเก่า กล่าวคือ ยามสิ้นสุดระยะสรรพคุณเพียงดื่มสุราซ้ำอีกหนึ่งจอกก็จะถูกขับออกในทันที ไม่มีหลงเหลือตกข้างจนผู้เสพยาขนานนี้จับพิรุธสงสัยได้แต่อย่างใด

ทว่าในยุทธภพ ผงราคะไฟมีประโยชน์สำคัญยิ่งแก่ชาวยุทธ์จำนวนมากที่ยังไร้คู่ครองร่วมเรียงเคียงหมอน เหตุว่ายอดฝีมือผู้ครองตัวเป็นโสดเมื่อฝึกวิทยายุทธ์แล้วธาตุทั้งสี่ในร่างกายจะปั่นป่วน หากมิได้คู่รักร่วมแบ่งปันบำบัดจะถูกอำนาจมารเข้าแทรกได้ง่าย ต่อเมื่อได้ลิ้มลองผงราคะไฟแบบเก่า ถึงแม้นจะออกฤทธิ์ได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็ช่วยปรับธาตุทั้งสี่ในกายให้สมดุล โดยมิต้องพึงพาหอคณิกาแต่อย่างใด

ว่ากันว่าหากผู้ฝึกยุทธ์คนใดไม่มีความยับยั้งช่างใจ คิดแต่อาศัยผงราคะไฟควบคุมธาตุทั้งสี่อยู่เป็นนิตย์ ผลร้ายจะเกิดขึ้นตามมา จนเปิดช่องให้ความชั่วร้ายอาศัยจังหวะร่วมนิมิตราคะเข้าแทรกแซงได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องร่วมรักกับมนุษย์ด้วยกันสักหนึ่งหนต่อเดือน

ผลของการใช้ผงราคะอย่างสม่ำเสมอนี้ทำให้เกิดพรรค ‘โคมแดง’ ขึ้นมา ประมุขพรรคโคมแดงชักจูงเหล่ายอดฝีมือว่า การแบ่งปันธาตุทั้งสี่จะทำให้การฝึกวิทยายุทธ์มิอาจก้าวล้ำไปกว่าที่เป็นอยู่ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการเข้าสู่ด้านปีศาจอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ จำนวนสมาชิกพรรคมารโคมแดงริเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าหวาดหวั่นในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา
 
ข้าหยวนหลงซาน ประมุขพรรคเสี้ยวจันทราผู้นำฝ่ายธรรมะ มิได้นิ่งนอนใจในการสืบเสาะความเคลื่อนไหวของเหล่าปรมาจารย์ลัทธิมารทั้งหลายนั้น พวกมันอาศัยเคล็ดลับวิชามารสร้างภูตผีสัตว์ประหลาดออกอาละวาดทำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์หลายต่อหลายครั้ง เพื่อสร้างสิทธิอันชอบธรรมในการคุ้มครองดูแล แลกกับทรัพย์สินมีค่าอีกทั้งข้าวปลาอาหาร ชาวบ้านแถบชนบทไม่มีทางหลีกเลี่ยงก็ยอมตกอยู่ใต้อาณัติของพรรรคโคมแดงอย่างเสียมิได้
 
เมื่อไม่นานนี้สายสืบแจ้งข่าวแก่ข้าว่า พรรคโคมแดงเริ่มออกอาละวาดแผ่อิทธิพลจากเทือกเขาทางเหนือลงมาใกล้เมืองหลวงมากขึ้นทุกขณะ จุดประสงค์ของพวกลัทธิมารชั่วช้าคงคิดยึดครองนครฉางอันให้ตกอยู่ใต้อำนาจมืดไม่ผิดแน่
 
แต่หากข้ายังมีชีวิตอยู่ พรรคเสี้ยวจันทราจะทำทุกวิถีทางสกัดกั้นมิให้ความชั่วร้ายคิดอุบายยึดครองแผ่นดินต้าถัง ดังที่พวกมันประสงค์ได้

ส่วนพรรคเล็กพรรคน้อยเมื่อเห็นว่าพรรคโคมแดงเริ่มมีอำนาจมากขึ้นในยุทธภพ ต่างก็พากันไปสวามิภักดิ์อยู่ใต้พรรคมาร เหลือเพียงพรรค ‘คมเบญจมาศ’ แห่งเขาเทียนซานที่ประกาศต่อกรพรรคโคมแดงอย่างกล้าหาญ ข้าเคยส่งเทียบเชิญหวังผูกมิตรแด่ประมุขพรรคคมเบญจมาศแต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธ ตอบกลับมาเพียงว่า ในยุทธภพไม่มีศัตรูหรือมิตรแท้ถาวร วันหนึ่งท่านและข้าอาจอยู่คนละฝั่งอุดมการณ์ก็เป็นได้
 
ช่างยโสโอหังเหลือเกิน

ข้าอุตส่าห์หยิบยื่นไมตรีก่อนแต่ไม่นึกว่าพรรคขนาดกลางเช่นนั้นยังมีหน้ากล้าปฏิเสธคำเชิญ อวดดีนัก

ช่างเถิด ก็ตอนนี้บ้านเมืองยังสงบสุขดีอยู่ อีกทั้งข้ายังจับตาพวกพรรคโคมแดงไว้แน่วแน่ หากมันเคลื่อนไหวเมื่อใดคงไม่รอดพ้นสายสืบพรรคเสี้ยวจันทราไปได้ แต่ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขคือตัวข้าและเหล่าปรมาจารย์ในพรรคทุกคน จำเป็นต้องถอนคำสาป ชายสลับหญิง ออกเสียก่อน

ทันทีที่มีประกาศรับสมัครชายหนุ่มผู้มีดวงชะตาราศีเกิดตามกำหนด หออวี้หงหยวนก็ราวกับมีงานเลี้ยงฉลองประจำปีเลยทีเดียว ก่อนข้าออกมาได้ข่าวว่ามีผู้ลงชื่อหวังร่วมรักข้าไม่ต่ำกว่าสิบคน ข้าต้องสั่งกำชับให้พนักงานตรวจตราหลักฐานคนผู้เข้าชื่อโดยละเอียด เพราะว่าข้าต้องเปลืองตัวกับชายแปลกหน้าจริงๆ โดยไม่สามารถใช้ผงราคะไฟได้อีกต่อไป
 
ระหว่างข้าขี่ม้าเลียบถนนผ่านหน้าโรงเตี้ยมหลังหนึ่ง พบเถ้าแก่และเสี่ยวเอ้อต่างยื้อยุดฉุดกระชากสตรีนางหนึ่งอยู่ มีชาวบ้านต่างมุงดูตะโกนด่าทอโหวกๆ
 
“แม่นางผู้นี้ขโมยสุราของร้านข้า โดยหาได้จ่ายเบี้ยตำลึงเป็นค่าของไม่ จำข้ามีสิทธิ์จะเรียกเจ้าพนักงานมากุมตัวส่งศาลไต่สวนความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง” เถ้าแก่โพทะนาความผิดของหญิงงามผู้นั้น ทว่าจำเลยทำแต่เพียงนิ่งเฉยอยู่ แต่ในมือยังถือขวดสุราไว้แน่นหนาเป็นหลักฐานคามือ ครั้นแม่นางคนงามทอดสายตาสบมองข้า หญิงสาวก็ร้องตะโกนชี้มือมายังข้าทันทีว่า

“นายใหญ่อวี้หงหยวน ไยรับข้าไว้ทำงานแล้วจึงไม่เร่งมานำตัวไปเล่า”

ข้าหันซ้ายแลขวา ไม่เห็นว่าจะมีผู้ใดเหมาะสมกับตำแหน่งนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนนอกจากข้าเท่านั้นก็ตะลึงนิ่งคิดบนหลังม้าอยู่ ฝ่ายเถ้าแก่ต่อเห็นว่าเป็นหยวนหลงซานแห่งสำนักอวี้หงหยวนยืนม้าอยู่หลังกลุ่มชุมนุมชนก็เร่งออกมาคำนับ เสี่ยวเอ้อกุมตัวแม่นางผู้นั้นตามติดมา

“คารวะ นายท่านหลงซาน”

ข้าค้อมศีรษะรับคำนับ แล้วเถ้าแก่โรงเตี้ยมจึงกล่าวต่อไปในทันทีว่า

“แม่นางผู้นี้กล่าวว่าเป็นคนของคุณชายหยวน ไม่ทราบจริงเท็จประการใด หากจริงแล้วเมตตานายท่านโปรดชำระค่าสุราให้แก่ข้าน้อยตามจำนวนเงินด้วยเถิด”

ใบหน้าสตรีผู้นี้งามดั่งเสี้ยวจันทราในคืนฟ้ากระจ่าง แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาพื้น ไม่นึกว่าจะเป็นขโมยขโจร หนำซ้ำยังกล่าวเท็จลวงว่าเป็นคนของหออวี้หงหยวนอีกเล่า นางโจรผู้นี้เห็นทีจะต้องถูกนำตัวไปส่งศาลเพื่อไต่สวนความผิดให้หลาบจำ ประกอบกับพิเคราะห์ดูจากลักษณะไม่มีกลิ่นอายปีศาจ แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าไร้วิทยายุทธ์ หากข้าไม่รับคำสมอ้างตามเจ้าตัวร้องแจ้ง เกิดอาศัยวิชาหลบหนีไป ก็จะเป็นภัยต่อบ้านเมือง เมื่อคิดได้ดังนั้นข้าจึงพยักหน้ารับคำเถ้าแก่แล้วว่า

   
“แม่นางผู้นี้ ข้าเพิ่งรับตัวไว้ใช้ทำงาน กะว่าหากทำธุระเสร็จแล้วจะหวนกลับมาพาตัวสู่หออวี้หงหยวน มินึกว่าจะก่อเรื่องสั่งสุราร้านเถ้าแก่ท่านดื่มโดยไม่มีเงินชำระ อภัยเถิด นี่คือค่าสุรา โปรดรับไว้ด้วยเถิด”

   
เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างคลี่คลายแล้ว ผู้คนซึ่งชุมนุมกันอยู่ก็พากันเดินหนีตีจาก
   
“ไม่ทราบว่าแม่นางมีชื่อเสียงนามว่ากระไร” ข้าสอบถามด้วยเครื่องหน้าปกติมิให้เป็นพิรุธ
   
“ข้าพเจ้ามีนามว่า หยางกุ้ยเฟย”
   
“แม่นางหยางเชิญนั่งร่วมม้าข้าเถิด หากพ้นจากบริเวณที่เกิดเหตุแล้วข้าค่อยปล่อยตัวท่านลงมิให้เป็นที่ผิดสังเกต” ข้าล่อหลอกนางขึ้นนั่งร่วมอานม้า หวังพาไปส่งหน้าประตูศาล
   
หยางกุ้ยเฟยยกเหล้าขึ้นดื่มจนหมดแล้วโยนขวดลงพื้น ก่อนจะจับมือข้าโหนตัวขึ้นนั่งบนอานม้าเบื้องหน้า
   
แล้วนางจึงกระซิบพอให้ได้ยินกันสองต่อสองว่า
   
“ข้าพเจ้ากุเรื่องว่าเป็นคนของสำนักอวี้หงหยวนมิใช่พูดจาส่งเดช หากท่านมิรังเกียจอีกทั้งมีความเมตตาสมฐานะแล้วก็จงรับข้าไว้ทำงานด้วยเถิด ข้าตัวคนเดียว ส่วนครอบครัวถูกพวกพรรคมารโคมแดงสังหารจนสิ้นไม่หลงเหลือญาติมิตร แผ่นดินต้าถังมองจากภายนอกสงบสุขรุ่งเรือง ทว่าเนื้อแท้ภายในชาวบ้านตาดำๆเดือดร้อนจากอำนาจมืดจนไม่อาจต้านทานได้”
   
ข้าตัวสั่นด้วยความแค้น ยามได้ยินว่าพรรคโคมแดงก่อกรรมทำเข็ญต่อสตรีผู้นี้อย่างไร ฐานะแท้จริงของข้าเกิดมาเพื่อผดุงความยุติธรรมให้ใต้หล้าสงบสุข ข้าต้องเรียกประชุมสมาชิคพรรคเสี้ยวจันทราโดยเร็วที่สุด เพื่อกระจายกำลังปราบปรามและสืบหาแผนการความชั่วช้าของพรรคโคมแดงก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป
   

**************************

พูดคุย

:pig4:
 :katai2-1:
ขอบคุณครับ

:mc4:


 :3123: :pig4: :3123:
ขอบคุณมากๆครับ

เนื้อเรื่องน่าสนใจ ติดตามจ้า
หวังว่าคุณจะเป็นกำลังใจติดตามเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆนะครับ

มาลองตามด้วยคน
ดีใจที่คุณชอบเรื่องนี้ครับ

ช่างน่าติดตามยิ่งนัก  :katai2-1:
ขอบคุณท่านยอดฝีมือยิ่งนัก อิอิ

เอานำจากลำธารเตาปูนมาไห่ข้า 1 ถังบัดเดี้ยวนี้ ข้าอยากต้องคำสาป ที่ว่านั้น ในทันที ^^ ไม่ถอนคำสาปด้วย 5555
555+ สงสัยน้ำลำธารเตาปูนจะขายดีก็ตอนนี้แหละ อิอิ

:mew1: :mew1:
ขอบคุณขอรับ

แล้วถ้าทอมอย่างข้า ดื่มน้ำในลำธารต้องคำสาป .........  :hao3:
กลางวันเป็นหญิง  กลางคืนจะเป็นชายปะ .......   :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
ข้าจะดั้นด้น หาทางไปดื่มน้ำนั้น  สุดยอดดดดดดดด  :z3: :z3: :z3:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:
โอ้โห อาจจะเป็นอย่างที่คุณว่าครับ 555+ คำสาปลำน้ำนี้จะเปลี่ยนสภาพร่างกายภายนอกจากเดิมเป็นอีกแบบหนึ่ง ซะด้วย น่าขบคิดต่อยอดยิ่งนัก ขอบคุณขอรับ

น่าติดตาม o13
ขอบคุณขอรับ นายท่าน

:pig2:
ขอบคุณขอรับ

หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทที่ 1 [23/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 23-09-2019 10:20:57
 :L2: :pig4: :L2:
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทที่ 1 [23/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 23-09-2019 12:17:05
เมื่อไหร่จะเปิดตัวพระเอกน้ออออ
หัวข้อ: Re: >>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< (นิยายจีนโบราณ) บทที่ 1 [23/9/62]
เริ่มหัวข้อโดย: Ac118 ที่ 23-09-2019 15:34:18
นางผู้นี้เป็นใครกัน?
ข้ารอพระเอกเปิดตัว หาใช่เจ้าไม่  :katai5:
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 2 [08/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 08-10-2019 14:03:48
บทที่ 2



ยามอาทิตย์อัสดง ข้าจำต้องดื่มสุราหนึ่งจอกเพื่อที่จะต้องกลายร่างเป็นสตรี หยวน-หลงซาน-ฟง บุรุษหนุ่มเจ้าสำราญแห่งหออวี้หงหยวนอันลือชื่อถูกคำสาปร้าย
 
กลางวันเป็นชาย กลางคืนกลายเป็นหญิง

ข้าเคยคิดท้าทายอำนาจปีศาจไม่ยินยอมดื่มสุรายามราตรีเคลื่อนผ่าน ผลปรากฏว่า ข้ากลายเป็นหญิงครึ่งบนชายครึ่งล่างช่างน่าอนาถสังเวชนัก นับแต่นั้นก็หาได้มียอดฝีมือปรมาจารย์ท่านใดไม่เตรียมสุราไว้ใกล้ตัวยามใกล้ตะวันชิงพลบ ข้าเองก็เช่นเดียวกัน

เสียงรัวเคาะประตูดังขึ้น ข้าตกแต่งตนเองด้วยอาภรณ์สตรีเป็นอันดี เขียนสีดอกไม้โลหะรูปดอกเหมยกลางหว่างคิ้วแล้วจึงเปิดประตูออกต้อนรับ หญิงรับใช้หรืออีกนัยหนึ่งก็คือผู้มีวิชายุทธ์นาม เหลียงไถจิน ทำหน้าตาตื่นบ่งว่ามีธุระร้อน

“เหลียงจิน เจ้ามีธุระอันใด”

“เรียนประมุข...”

ข้ากระแอมเตือนสติอีกฝ่าย แต่ก็พอจะให้อภัยได้ด้วยมิได้อยู่ต่อหน้าคนนอก เหลียงไถจินทำหน้าสำนึกผิดก่อนจะเร่งคำนับ ตอบด้วยน้ำเสียงใสของสตรีว่า

“เรียนนายหญิง มีมือปราบแห่งสำนักศาลยุติธรรมมาขอพบคุณชายหยวนฟงเจ้าค่ะ”

“บอกไปว่าไม่อยู่” ข้าหันหลังกลับ เหลียงจินก็ยื้อชายเสื้อข้าไว้

“หัวหน้ามือปราบท่านนี้ยืนกรานว่าจะขอพบให้ได้ ข้าน้อยบอกว่าคุณชายหยวนไม่อยู่ก็ไม่เชื่อขอรับ”

ข้าแสลงหูสำนวนวาจาหญิงสลับชายของเหลียงจิน จึงทำแต่เพียงหูทวนลมเสีย เนื้อแท้แล้วหนุ่มเจ้าสำอางผู้นี้เติบโตมาด้วยกายบุรุษเพศ ทั้งวาจาและกิริยาจึงไม่อาจจะแสร้งเป็นหญิงได้ตลอด

ทว่าเหลียงจินผู้นี้ตอนเป็นบุรุษก็นับว่างามในหมู่บุรุษอยู่พอตัว ครั้นถูกคำสาปร้ายเปลี่ยนเพศกลับกลายเป็นหญิงในชั่วราตรี เจ้าหนุ่มเหลียงไถจินก็เจิดจรัสภายใต้เครื่องประทินโฉมแลรูปร่างอย่างสตรีเป็นที่ลือชาในบรรดาแขกหนุ่มๆจำนวนมาก ติดอันดับหญิงคณิกาชั้นเอกเป็นที่กล่าวขวัญว่างามดุจนางล่มเมืองในตำนาน

“ไยเหลียงจินเจ้ามิใช้ทักษะมารยาสตรีเกลี้ยกล่อมมอมสุรามือปราบท่านนั้นโดยปรกติธรรมเนียมปฏิบัติ หากว่ามีผู้ใดถามหาข้าเล่า” ข้ายื่นมือตบบ่าเจ้าหนุ่มสำอางในคราบสตรีล่มเมือง
 
“เสียนหย่งเฉิงผู้นี้เป็นนายกองมือปราบสำนักศาลยุติธรรม ปรากฏกิตติศัพท์ว่าเถรตรง ไม่ไว้หน้าผู้ใด เพียงแต่มารยาหญิงจอมปลอมจากข้าพเจ้ามีหรือจะทัดทานอำนาจแลอุปนิสัยใจคอนายกองผู้นั้นได้ หากสำเร็จแล้วข้าเหลียงไถจินคงมิตากหน้ามาพึ่งประมุขท่านในยามนี้เป็นแน่”

ข้าเคยได้ยินลักษณะชื่อเสียงของนายกองมีชื่อผู้นี้อยู่พอประมาณ คราวเกิดคดีปริศนาคดีหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในเมืองฉางอัน เรื่องราวเริ่มต้นจากร้านขายยาหลิวจินเถา เถ้าแก่หลิวเจ้าของร้านและครอบครัว ประกอบด้วยภรรยาและบุตรอีกสองคนถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม

เดิมทีร้านหลิวจินเถานี้ข้าติดต่อค้าขายผงราคะไฟเป็นกิจวัตร ทั้งเป็นยาชนิดต้องห้ามและหากถูกจับกุมได้จากทางการจะต้องโทษหนักหนาอยู่ ทว่าเถ้าแก่หลิวมีเส้นสายในราชสำนัก รู้จักคบค้าติดสินบนใต้โต๊ะแก่บรรดาเสนาบดีคนใหญ่คนโตอยู่หลายท่าน เรื่องที่ร้านขายยาหลิวจินเถาค้าของผิดกฎหมายบ้านเมืองไม่มีทางที่จะถูกเปิดโปงได้ ข้าสืบรู้เบื้องหลังการติดสินบนนี้จึงวางใจที่จะค้าขายกับเถ้าแก่หลิวโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังว่าภัยจะย้อนกลับมาถึงตัว

กระทั่งเมื่อกลางเดือนก่อน ผงราคะไฟแต่เดิมเสริมฤทธิ์ลวงแขกได้ชั่วระยะหนึ่งก้านธูปก็ปรากฏว่าหย่อนสรรพคุณลง ร่นระยะเวลาคงเหลือเพียงไม่นาน จนบางคราวมิอาจลวงแขกผู้มาใช้บริการยังหออวี้หงหยวนได้ว่าเกิดการร่วมสวาท ข้าเห็นผิดสังเกตจึงรุดหน้าไปหาเถ้าแก่หลิว ตั้งใจจะต่อว่าคุณภาพสินค้ามิได้ตรงตามที่ได้ตกลงค้าขายกันไว้ ระหว่างข้าหุนหันเดินผ่านประตูร้านเข้าไปยังห้องจ่ายยา ปรากฏมีกลุ่มคนชุดดำคลุมผ้าปิดศีรษะและใบหน้าไว้เหลือเพียงดวงตากำลังสอบเค้นเถ้าแก่หลิวอยู่

“คุณชายหยวนช่วยข้าพเจ้าด้วย” เจ้าของร้านหลิวจินเถาร้องตะโกนลั่น

หมู่คนชุดดำคะเนด้วยสายตาไม่เกินกว่าห้าคน ต่างหันดวงตามามองข้าทันควัน ก่อนพวกมันจะสาดผงควันสีแดงอาศัยอำพรางตัวหลบหนีไปในทันที ครั้นประกายกลุ่มควันสีแดงจางหาย จึงเห็นว่าภรรยาและบุตรชายทั้งสองของนายหลิวถูกมัดมือมัดเท้าอยู่ตรงมุมห้อง ข้าเร่งเข้าไปปลดเชือกพันธนาการออกทั้งหมดก่อนจะซักไซ้เถ้าแก่หลิว

“ไยเถ้าแก่หลิวจึงถูกคนพรรคโคมแดงจู่โจมเช่นนี้”

คำว่า พรรคโคมแดง ประดุจคมกระบี่จ่ออยู่ที่คอหอยเถ้าแก่ร้านขายยาลือชื่อ เหงื่อเกาะพราวตามใบหน้าและไรหนวดเคราก่อนจะตอบเสียงสั่นเทาว่า

“กะ ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าถูกพรรคโคมแดงเตือนเรื่องค้าของผิดกฎหมาย คือ ผงราคะไฟ ทั้งสั่งห้ามจำหน่าย อีกทั้งยังยื่นคำขาดถึงฆาตตายหากมิปฏิบัติตามคำ ก็ผลกำไรร้านขายยานี้มีจากผงราคะไฟรั้งอยู่เป็นอันดับต้น สมุนไพรอื่นก็หาได้ทำกำไรได้เทียบเท่าไม่ดังนี้ ข้าพเจ้าจะหยุดค้าขายตามคำสั่งประมุขพรรคโคมแดงได้ล่ะหรือ พอขัดขืนฝืนคำ เหล่าพรรคมารก็ส่งสาส์นเป็นลายลักษณ์อักษรว่า

ผงราคะไฟเป็นเสี้ยนหนามต่อชาวยุทธ์ทั้งปวง หากไม่กำจัดทิ้งให้สิ้นแผ่นดินต้าถัง คงไม่อาจพบหนทางสว่างแห่งการฝึกยุทธ์ชั้นยอด กระนั้นข้าประมุขพรรคโคมแดงผู้ชิงชังผงพิษดังกล่าว ขอใช้สิทธิอันชอบธรรมกำจัดผู้คิดเป็นปฏิปักษ์กับพวกข้าเสีย เหมือนหนึ่งทำคุณให้ชาวยุทธภพทั้งปวง หากเตือนสองซ้ำสามซ้ำแล้วยังเพิกเฉย อย่าหาว่าข้าพเจ้าใจร้ายเป็นอันขาด

ต้นสายปลายเหตุเป็นมาดั่งนี้ เชิญคุณชายหยวนช่วยดำริตริตรองช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด จักคิดการแก้ไขประการใด ก็แหละผงราคะไฟนั้นลูกค้ารายใหญ่ในฉางอันคงมิพ้นหออวี้หงหยวน หากมีอันต้องเลิกล้มกิจการ หมู่ท่านจักคิดการหาซื้อจากที่ใดได้เล่า”

“ขอสอบถามเถ้าแก่หลิว กระนั้นท่านติดต่อแหล่งผลิตผงราคะไฟมาจากที่ใดหรือ วานบอกเป็นภูมิรู้แก่ข้าด้วยเถิด” ข้าลองหยั่งเชิงถาม หากโชคเข้าข้างก็จะได้ชี้แนะให้อีกฝ่ายเลิกล้มการค้าผงชนิดนี้เพื่อความปลอดภัยเสีย ส่วนต้นตอแหล่งผลิตนั้นหากทราบแล้วจักได้ดั้นด้นไปติดต่อด้วยตนเอง มิจำเป็นต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอีก

“อภัยเถิดคุณชาย ข้าน้อยมิอาจเผยแหล่งที่มาได้”

เมื่อหนทางแก้ถูกปิดตายเสียแล้ว ข้าจึงวิงวอนร้องขอให้เถ้าแก่หลิวเลิกค้าขายผงราคะไฟ ส่วนเรื่องที่ข้าจักหาผงชนิดนี้มาจากไหนนั้น ในเมืองหลวงนี้คงมีผู้ค้ารายย่อยที่ทำการค้าอยู่บ้าง แม้นมิใหญ่โตเท่าร้านเถ้าแก่หลิวก็พอจะแก้ขัดไปได้ก่อน

ข้าจากมาโดยคิดว่าทั้งประพฤติการณ์และจดหมายคำขู่คงก่อผลให้เถ้าแก่หลิวเกรงกลัวพรรคโคมแดงอยู่มากประมาณ จึงไม่ได้ติดต่อค้าขายกับร้านยาหลิวจินเถาอีก หวังโดยลมๆแล้งๆว่าเถ้าแก่หลิวคงเลิกค้าของอันตรายอันเป็นภัยมาสู่ครอบครัวนั้นตามธรรมดา แต่แท้จริงแล้วนั้นเถ้าแก่หลิวยังคงดำเนินกิจการผงราคะไฟต่อโดยหาได้หวาดเกรงภัยจากพรรคโคมแดงไม่

กระทั่งเช้าวันที่สามนับแต่เหตุการณ์ซึ่งข้าเข้าไปพบปะพวกพรรคโคมแดง ณ ร้านหลิวจินเถา ก็ปรากฏเหตุฆาตกรรมขึ้นในร้านยานั้นเป็นที่กล่าวขวัญสั่นสะเทือนทั่วนครฉางอัน

ข้าไม่สมควรดำรงฐานะประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา

หากข้าเฉลียวใจอย่างที่ประมุขพรรคสูงสุด ตำแหน่งฉากหลังซึ่งครอบครองอยู่ มิใช่ในฐานะฉากหน้าผู้ดูแลหออวี้หงหยวนเพียงเท่านั้น คุณสมบัติซึ่งเหล่าปรมาจารย์ทั้งปวงต่างสนับสนุนข้าขึ้นสู่ประมุขพรรคเสี้ยวจันทราในยามบิดาข้าต้องมีอันเป็นไป ทิ้งภาระอันหนักหนาและใหญ่หลวงไว้ให้แก่ข้าผู้บุตรชายเพียงคนเดียวสืบทอดต่อ สั่นคลอนจิตสำนึกข้าอย่างใหญ่หลวง ไม่เพียงข้าจะไม่คิดแผนป้องกันโดยส่งยอดฝีมือไปคุ้มกันครอบครัวนายหลิวอย่างควรจะต้องปฏิบัติ

ข้ากลับเพิกเฉย คิดโดยตื้นเขินว่าเถ้าแก่หลิวคงเกรงภัยและเลิกล้มกิจการผงราคะไฟไปเอง บทเรียนนี้สอนข้าในฐานะประมุขพรรคเสี้ยวจันทราอย่างไม่มีวันลืมเลือน

เสียนหย่งเฉิงรับหน้าที่ดูแลคดีฆาตกรรมร้านยาหลิวจินเถา นายกองผู้นั้นสืบเสาะหลักฐานจนกระทั่งพบว่า เหยื่อทั้งสี่ตายด้วยยาพิษชนิดร้ายแรง ชั้นต้นอาจไม่หลงเหลือให้ตรวจสอบ ทว่าเมื่อชันสูตรศพกลับพบยาอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งในยุทธภพเรียกขานว่า ผงราคะไฟ สรรพคุณนั้นเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปดี ทว่าหากผสมผงราคะไฟเข้ากับชาดอกเบญจมาศซึ่งพบอยู่ในกาน้ำชา ณ ที่เกิดเหตุในสัดส่วนถูกต้องตามตำรับ คุณวิเศษแต่เดิมมีมากในกามคุณเพียงใดก็จะกลายเป็นยาพิษทำลายผู้ดื่มสนองกลับอย่างชนิดว่ารุนแรงพอกัน

ชาเบญจมาศลือชื่อว่าเป็นของดีแห่งเทือกเขาเทียนซาน ที่ตั้งสำนักพรรค คมเบญจมาศ ชื่อพรรคคมเบญจมาศถูกนำมาโยงไยเข้ากับคดีร้านยาหลิวจินเถาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ กลายเป็นชื่อเสียด่างพร้อย แม้นมิอาจหาหลักฐานมายันได้ว่าไม่ใช่ฝีมือของคนพรรคคมเบญจมาศก็ตามที

การไขคดีครั้งนั้นสร้างชื่อเสียงแก่เสียนหย่งเฉิงจนเลื่อนขั้นในหน้าที่การงานอย่างยิ่งยวด เช่นเดียวกับของสองสิ่งคือ ผงราคะไฟและชาดอกเบญจมาศเป็นสินค้าต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในเมืองหลวง


ยามข้าในฐานะน้องสาวปลอมของหยวนหลงซาน นามว่า หยวนอวี้ฟ่าน ลงมาต้อนรับนายกองเสียนหย่งเฉิงยังห้องรับรอง แม้นในใจจะชิงชังมือปราบผู้นี้มีเป็นทุนเดิมเท่าใดก็จำต้องปกปิดไว้ด้วยใบหน้าอย่างสตรี

“ข้าน้อย หยวนอวี้ฟ่าน ขอคารวะ มือปราบเสียน”

เสียนหย่งเฉิงเป็นบุรุษกำยำ หน้าตาหล่อเหลา เหมาะจะวิ่ง(ราว)ตามจับโจรผู้ร้าย อีกทั้งใบหน้าเหมือนกับโมโหโทโสอยู่ตลอดเวลานั้นกลับกลายเป็นอาวุธใช้สู้คนร้ายอีกชนิดหนึ่ง ข้าทำได้แต่เพียงยิ้มแย้มแสร้งประจบสอพลอก่อนจะคิดทบทวนหาวิธีไล่เสียนเฉินกลับไปโดยเร็ว พอรินสุราให้อีกฝ่ายแล้วจึงสอบถามธุระตามธรรมเนียมว่า

“มิทราบว่านายกองเสียนประสงค์พบพี่ชายข้าพเจ้าด้วยเหตุอันใดหรือ เสียดายนักที่หยวนฟงพี่ท่านมีธุระนอกนครฉางอันจึงมิอาจมาต้อนรับท่านเสียนได้”

เสียนหย่งเฉิงมาพร้อมมือปราบคนสนิทสองคนที่หน้าตาถมึงทึงพอกัน ไม่แม้แต่จะรับน้ำใจยกสุราดื่ม ก่อนจะโต้ตอบด้วยเสียงทุ้มว่า

“แม้นมิได้พบหยวนหลงซานในคืนนี้ ข้าพเจ้าก็จะไม่ไปไหน จะรอจนกว่าคนผู้นั้นกลับมาให้จงได้” ใบหน้าเอาจริงเอาจังบ่งบอกว่ามือปราบท่านนี้คิดจริงทำจริงตามที่พูด

“เช่นนั้นข้าพเจ้าขอแนะนำหญิงงามไว้คอยปรนนิบัติมือปราบท่านระหว่างรอพี่ชายข้าพเจ้า”

“ไม่จำเป็น แม่นางปล่อยข้าไว้แต่เพียงลำพังเถิด” เสียนหย่งเฉิงชิงตัดคำพูดไม่ไว้หน้าผู้ใด

“หออวี้หงหยวนมีธรรมเนียมว่าจำต้องปรนนิบัติแขกผู้มาเยือนไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ฉะนั้นคำหัวหน้ามือปราบท่านที่ว่าปล่อยไว้เพียงลำพังนั้น ข้าพเจ้าหยวนอวี้ฟ่านผู้น้องมิอาจทนหลับหูหลับตาปฏิบัติตามได้ จินเหนียง” ข้าพยักหน้าให้เหลียงไถจินเข้ามาใกล้แล้วว่า “จงรับหน้าที่ดูแลท่านเสียนอย่าให้ขาดตกบกพร่อง”

“เจ้าค่ะ” เหลียงไถจิน หรือ ชื่อในร่างสตรีว่า จินเหนียง รับคำโดยทันที
 
เสียนหย่งเฉิงทำหน้าไม่พอใจ ครั้นเห็นหยวนอวี้ฟ่านลุกขึ้นคำนับจะละจาก จึงพูดขึ้นว่า

“หากข้าพเจ้าประสงค์จะได้สตรีใดในหออวี้หงหยวนไว้ปรนนิบัติหว่างรอนายใหญ่หยวนหลงซาน คนผู้นั้นที่ข้าพเจ้าหมายตาไว้คงมิพ้นคนตระกูลหยวนผู้น้องไปได้”

 ข้าแทบสะดุดชายชุดของตัวก่อนจะแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน พลางว่า

“ข้าพเจ้ามีธุระด้วยเหตุว่ามีนัดดูตัวชายหนุ่มผู้มีราศีแลดวงชะตาตกฟากเสมอตน ฉะนั้นหญิงงามอื่นแห่งอวี้หงหยวน เป็นต้น จินเหนียง คงแทนตัวข้าพเจ้าได้พอกัน”

เสียนหย่งเฉิงหัวเราะมาคำหนึ่งก่อนจะเร่งสำทับเอาว่า

“หากธุระท่านเป็นเรื่องดั่งว่า ฉะนั้นข้าพเจ้านี้เกิดในราศีมังกรตกฟากยามเฉิน1 ตามประกาศซึ่งว่าพ้องดวงชะตาหยวนผู้น้องดั่งนี้ วานท่านดูตัวข้าพเจ้าเป็นคนแรกเถิดว่าเหมาะสมเพียงใด หรือขาดตกคุณสมบัติที่ใดหรือไม่”

ข้าไม่นึกว่ามือปราบเสียนจะต้องลักษณะเช่นว่าก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ

ประจวบกับภายนอกห้องมีเสียงเอะอะอึกทึกแว่วมา ข้าสั่งบ่าวรับใช้ให้เปิดประตูออก ณ ลานโถงชั้นหนึ่งซึ่งดาษดื่นด้วยแขกจำนวนมากพากันร่ำสุราอยู่นั้น ปรากฏบุรุษชุดสีเหลืองอ่อนจำนวนสามคนเจรจากับเสี่ยวเอ้อถามหาสตรีนามว่า หยางกุ้ยเฟย ครั้นเสี่ยวเอ้อมิคุ้นชื่อดั่งว่าด้วยข้ายังมิได้บรรจุนางผู้นั้นในบัญชีก็ปฏิเสธไปว่าไม่มี

เจ้าคนผู้มีลักษณะทรวดทรงสูง นัยน์ตาไม่เป็นมิตร กวาดมองบรรดาแขกเหรื่อซึ่งต่างร่ำสุราอย่างออกรสอยู่อย่างไม่ชอบใจ การปรากฏตัวของข้าสร้างเสียงฮือฮาทันควัน แต่ข้ามิอาจหยุดยั้งฝีเท้าไว้ได้ ก็เพราะเครื่องหมายบนผ้าคาดศีรษะของเจ้าหนุ่มทั้งสามนั้นบ่งชัดว่าคือดอกเบญจมาศ สัญลักษณ์พรรคคมเบญจมาศ

“ออกไป” ข้าชี้นิ้วใส่คนของพรรคคมเบญจมาศอย่างลืมตัว

เจ้าหนุ่มผู้มีใบหน้าตึงตวัดสายตามองข้า ขมวดคิ้วแล้วพูดชัดถ้อยชัดคำว่า

“เจ้าคือหยวนอวี้ฟ่านหรือมิใช่”

ข้าเพิ่งสำนึกได้ว่าตนครองรูปโฉมภายนอกอย่างไรก็หันเหลียวมองบรรยากาศรอบตัว เหลียงไถจินทำหน้าเหมือนถ่ายไม่ออก ข้ายกพัดคลี่บังโฉม แล้วพูดต่อว่า

“สำนักอวี้หงหยวนไม่ต้อนรับคนของพรรคคมเบญจมาศ เชิญพวกท่านทั้งสามออกไปเถิด”

ยอดฝีมือหนุ่มสองคนผู้อยู่เบื้องหลังกระซิบบอกเจ้าหน้านิ่งว่า

“คุณชายใหญ่ ข้าน้อยเห็นว่าควรกลับก่อนเถิดขอรับ”

เจ้า ‘คุณชายใหญ่’ ยังคงจ้องหน้าข้าไม่วางตา ก่อนจะเหลือบมองเสียนหย่งเฉิงในชุดมือปราบสำนักศาลยุติธรรมที่ออกมาดูว่าเกิดเหตุวิวาทประการใด คุณชายใหญ่แห่งพรรคคมเบญจมาศมีทีท่าสงบลงก่อนจะสวมรอยกลบเกลื่อนว่า

“ข้ามาเหยียบหออวี้หงหยวนก็เพราะได้ยินว่า หยวนอวี้ฟ่านประสงค์ได้ชายหนุ่มผู้เกิดในราศีมังกรตกฟากเวลาเฉินเป็นคู่ครอง ก็ข้านี้มีคุณสมบัติตกต้องทุกประการจึงดั้นด้นมาหมายจะได้เมียไปเป็นมารดาของบุตรข้าพเจ้า มิทราบว่า แม่นางหยวนตัดสินใจเลือกผู้ใดไว้ในใจแล้วหรือยัง”



1ยามเฉิน : เวลา 07.00 -08.59 น.



*************************************

พูดคุย

:L2: :pig4: :L2:
ขอบคุณขอรับ

เมื่อไหร่จะเปิดตัวพระเอกน้ออออ
ตอนที่สองนี่แหละครับ เปิดตัวพระเอกและพระรองพร้อมกันเลย ขอรับ

นางผู้นี้เป็นใครกัน?
ข้ารอพระเอกเปิดตัว หาใช่เจ้าไม่  :katai5:
มาแล้วครับพระเอกของเรา พร้อมเปิดตัวแล้วในบทที่สอง อิอิ

หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 2 [08/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: lovenine ที่ 08-10-2019 19:22:05
รอตอนต่อไป ขอบคุณ ^^
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 2 [08/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 09-10-2019 03:50:38
มาซะพร้อมกันเลยนะ~
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 2 [08/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 09-10-2019 16:13:54
สำนวนแจ่มมากครับ....ออกแนว ((((น.นพรัตน์))))เลยขอรับ...


 :3123: :pig4: :3123:
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 2 [08/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: bun ที่ 09-10-2019 18:47:03
มาพร้อมกัน 2 คน แต่ยังคงไม่ถูกชะตา ใช่ไหม
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 2 [08/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 09-10-2019 19:43:25
อื้อหือออ
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 3 [13/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 13-10-2019 17:48:05
บทที่ 3



พรรคคมเบญจมาศเดิมทีเป็นสำนักปรมาจารย์ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หากแต่สถานการณ์คับขันเมื่อพรรคมารโคมแดงถือกำเนิด ยุทธจักรซึ่งเงียบสงบมาช้านานก็มีอันสั่นคลอน ก่อเป็นฝ่ายธรรมะและอธรรมอย่างชัดเจน ประมุขพรรคคมเบญจมาศไม่อาจทนเห็นผู้ใช้วิชามารทำลายความสงบสุขของแผ่นดินได้ ก็ประกาศกร้าวจะโค่นล้มพรรคโคมแดงและพรรคร่วมให้มลายสิ้นไปจากยุทธภพ
 
โดยมีแรงหนุนจากคดีฆาตกรรมร้านยาหลิวจินเถาเป็นตัวผลักดันอีกชั้นหนึ่ง เมื่อชื่อเสียงพรรคถูกดึงมาเหยียบย่ำหนำซ้ำเกี่ยวโยงการกระทำชั่วอย่างที่ผู้คนทั้งหลายฝังใจไปแล้วว่า การตายของครอบครัวหลิวนั้นมีชาดอกเบญจมาศเป็นหลักฐานสำคัญที่พรรคคมเบญจมาศไม่อาจปัดราคีมัวหมองออกจากตัวได้ ทั้งที่รู้แน่แก่ใจว่าแท้จริงแล้วคือฝีมือของพรรคมารร้ายป้ายสีพวกตน

แม้นเสียนหย่งเฉิงจะไม่อาจเอาผิดได้ว่าชาดอกเบญจมาศผสมผงราคะไฟเป็นฝีมือจากพรรคคมเบญจมาศ แต่ก็สร้างผลงานไขคดีจนถูกเลื่อนขั้นสู่มือปราบขั้นสูงสุดอย่างสมน้ำสมเนื้อ ข้อนี้เองที่ไม่ว่าคนของพรรคคมเบญจมาศผู้ใดยามเห็นหรือสดับยินบุคคลชื่อรองหย่งเฉิงแซ่เสียน ย่อมไม่ถูกชะตานับแต่แรกเห็น

ข้าไม่แปลกใจ เมื่อสังเกตเห็นแววตาขุ่นแค้นจากคุณชายใหญ่แห่งพรรคคมเบญจมาศปรากฏขึ้นชั่วขณะหนึ่งยามเขาทอดทัศนาเสียนหย่งเฉิง บัดนี้ข้าเชิญแขกไม่ได้รับเชิญทั้งหมดออกมายังศาลากลางน้ำหน้าหออวี้หงหยวน ตั้งใจจะขับไล่ไม่ไว้หน้าแต่ก็จนใจต้องรับรอง

“คุณชายซุนกวาน”

ผู้ติดตามเรียกเจ้านายตนซ้ำเหมือนเตือนสติ ฝ่ายซุนกวานแห่งพรรคคมเบญจมาศละสายตาจากมือปราบเสียนแล้วกลับมาจ้องหน้าข้าตามเดิม ซุนกวานผู้นี้มีไหล่กว้าง สูงสง่า ใบหน้าดูอารมณ์เสียอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่ามิอาจลดทอนความรูปงามของเชื้อสายสกุลหยาง ตระกูลใหญ่ผู้ดูแลสำนักคมเบญจมาศแห่งเขาเทียนซาน

“คุณชายหยางปรากฏตัวบัดนี้เหมาะควรนัก” เสียนหย่งเฉิงทักทายชอบกลอยู่
   
ข้ามิอาจปกปิดความสงสัยไว้ได้ตามนิสัยเดิมในร่างบุรุษก็ซักเอาความแทนปากซุนกวานแห่งเทียนซาน
   
“ไยมือปราบเสียนจึงกล่าวราวกับว่า เหตุที่มาพบปะพี่ชายข้าพเจ้านั้นเกี่ยวข้องทั้งคนของสำนักอวี้หงหยวนและพรรคคมเบญจมาศกระนั้นเล่า”
   
“ข้าพเจ้าขอคารวะไหวพริบและความเฉลียวของแม่นางหยวน คำท่านซักว่าเหตุอันข้าหมายพบตัวพี่ชายท่าน คือเหตุผลเดียวกับต้องการพบคุณชายหยางแห่งเทียนซานร่วมจุดมุ่งหมายเดียวกันนั้นถูกต้องทุกประการ” เสียนหย่งเฉิงเล่นหูเล่นตาใส่ข้า จนข้าจำต้องหลบตาด้วยขนบนกายลุกชันทั่วเรือนร่าง
   
“พรรคคมเบญจมาศไม่มีกิจธุระปะปังต่อสำนักศาลยุติธรรม หากประสงค์เข้าพบบิดาข้าพเจ้าควรขับม้ามุ่งสู่เขาเทียนซานเถิด บัดนี้ข้าประสงค์พบตัวนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวน” หยางเว่ยสื่อถ้อยความท้ายมอบกับข้าโดยตรง
   
“เสียเวลาแล้ว คุณชายหยาง” เสียนเฉินกล่าวดักคอ สายตาหยางเว่ยดุจดั่งพยัคฆ์ถูกเกาทัณฑ์ ข้อคิดแค้นแต่หนหลังซึ่งนายกองเสียนก่อเป็นตราบาปหยาบช้าต่อพรรคคมเบญจมาศไว้ก็ประดังผ่านสะท้อนแววตาโดยตลอด
   
เสียนหย่งเฉิงมิใช่คนหวาดเกรงคนเพียงแค่ถูกมองด้วยสายตามาดร้าย นับแต่เข้ารับราชการจะเกรงกลัวสิ่งใดในคราวต้องออกปฏิบัติหน้าที่นั้นไม่เคยมี อาศัยยึดกฎหมายบ้านเมืองเป็นหลักในการทำงานยิ่งชีพ เพียงแต่แววตาชังน้ำหน้าตนเท่านี้หรือจะทำให้ถอยหนี ไม่มีทาง
   
“บัดนี้หลงซานพี่ท่านมิได้พำนักอยู่ ณ อวี้หงหยวน”
   
ข้าพยายามเข้าขวางเหตุวิวาทด้วยถ้อยความจริง ครั้นซุนกวานทราบเหตุผลซึ่งมือปราบเสียนกล่าวเย้ยแล้วจึงผละตัวออกห่าง ดูด้วยตาก็รู้ว่าเสียนหย่งเฉิงเป็นต้นตอก่อให้เหล่าคนพรรคคมเบญจมาศมิอาจทนยืนฝืนเจรจาต่อไปได้ เขาจึงยอมเปิดปากทิ้งท้ายว่า
   
“ป้ายประกาศรับสมัครคู่ครองนั้นจริงเท็จประการใด หากจริงตามถ้อยอักษรแล้วไซร้ หยางซุนกวานแห่งเทือกเขาเทียนซานก็หมายใจจะเข้าชื่อไว้ ตั้งใจจะพบตัวพี่ชายท่านถือโอกาสเข้าคารวะ ทว่าเมื่อหลงซานพี่ชายท่านมิได้อยู่ เช่นนั้นฝากเอกสารยืนยันคุณสมบัติข้าไว้ด้วยเถิด”
   
จินเหนียงพุ่งตัวมารับม้วนสาส์นกับมือซุนกวานทันทีราวกับล่วงรู้หัวอกข้า ข้าทำได้แต่แสร้งยิ้มประหนึ่งยินดีหาใดเปรียบก่อนจะขอตัวลา เมื่อข้าขับไล่ไสส่งคนพรรคคมเบญจมาศออกไปสมความคิดได้แล้วก็ไม่มีเหตุจะต้องยืนอยู่ในที่โล่งแจ้งให้เป็นที่จับตามองเนิ่นนานไป จึงหมายใจจะกลับคืนห้อง ทว่าคำพูดของหย่งเฉิงฉุดฝีเท้าทั้งข้าแลซุนกวานให้หยุดนิ่งทันควัน
   
“เกิดคดีฆาตกรรมขึ้น ณ ตึกทำการค้าของพ่อค้าสำเภารายใหญ่แห่งฉางอัน นามว่า เสียงจงกิม”
   
ข้าจำชื่อแซ่นายเสียงได้ชัดเต็มสองหู ก่อนหย่งเฉิงจะเร่งสำทับว่า
   
“ในที่เกิดเหตุมีกาน้ำชาดอกเบญจมาศแห่งเทือกเขาเทียนซานวางอยู่ อีกทั้งพยานยังบอกว่า คนสุดท้ายซึ่งนายเสียงพบปะด้วยคือนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวน หยวนหลงซาน”
   
ข้าหมุนตัวกลับมาจ้องหน้าเสียนหย่งเฉิงเช่นเดียวกับหยางซุนกวาน เขายังมิคิดยับยั้งคำพูดเมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของข้าและคุณชายหยาง
   
“ผลชันสูตรศพพบว่า สาเหตุการตายของนายเสียงผู้นี้คือเกิดจากฤทธิ์ชาดอกเบญจมาศผสมผงราคะไฟ เช่นเดียวกับคดีร้านยาหลิวจินเถา หากซุนกวานท่านจะปัดว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคคมเบญจมาศหลักฐานก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่า ชาดอกเบญจมาศเป็นสินค้าจากสำนักแห่งเขาเทียนซาน ทั้งของสองสิ่งล้วนเป็นสินค้าต้องห้ามในเมืองหลวง ความผิดหนนี้พรรคคมเบญจมาศเห็นทีจะเอาตัวรอดได้ยากเต็มที”
   
หยางซุนกวานมิได้โกรธแค้นเต้นไปตามคำพูดของเสียนหย่งเฉิง ผิดต่างจากเมื่อแรกพบโดยสิ้นเชิง ราวกับซุนกวานได้สติและยึดถือว่าตัวมิได้ผิดจึงยิ้มก่อนจะพูดว่า
   
“ข้ารับว่าชาดอกเบญจมาศเป็นสินค้าจากเขาเทียนซานจริง ทั้งนี้ผู้คนล้วนรู้แน่แก่อก ต่อมาทางการประกาศห้ามค้าขายในเมืองหลวงโดยตรากฎหมายชัดเจนเช่นนี้ หากเจ้าพนักงานกวดขันตรวจตรา ไหนเลยชาจากเทือกเขาเทียนซานจะเล็ดรอดมาอยู่ในกาน้ำชาของนายเสียงจงกิมได้” ซุนกวานซัดกลับด้วยถ้อยวาจา แล้วขยี้ซ้ำลงในจุดสำคัญดุจเดียวกับความคิดข้าว่า
   
“ส่วนสำคัญในคดีนี้มิใช่ชาดอกเบญจมาศ ทว่าคือผงราคะไฟ ในเมื่อผงนี้เป็นของต้องห้ามมาช้านานก่อนชาดอกเบญจมาศด้วยซ้ำ ไยจึงยังคงมีแพร่หลายในเมืองหลวงเช่นนี้ หากไม่มีขุนนางกังฉินคิดส่งเสริมหากำไรจากเงินใต้โต๊ะแล้ว คดีหลิวจินเถาและคดีค้าสำเภาเสียงจงกิมคงไม่เกิดขึ้น”
   
ข้าเพิ่งเห็นว่าคนของพรรคคมเบญจมาศพูดเข้าหูก็วันนี้จึงพยักหน้าเห็นชอบด้วย ข้าหยวนหลงซานไม่เคยเห็นชอบเหตุข้าราชสำนักมีการโกงกินทุจริต หากแต่สถานการณ์ต้องคำสาปทำให้ข้าและคนในพรรคเสี้ยวจันทราต้องหันไปพึ่งพาผงราคะไฟมาชั่วระยะหนึ่งเพื่อเอาตัวรอดในการทำมาหากิน แต่ภายในจิตสำนึกแท้จริง ข้ามิได้ยินดีด้วยเลยกับการใช้ผงชนิดนี้ กระทั่งมาเกิดคดีฆาตกรรมเกี่ยวเนื่องถึงสองคดี จนบัดนี้โทษทัณฑ์ลุกลามมาถึงตัวข้าในทันทีเหมือนเงาตามตัว
   
“หากท่านเป็นข้าราชการปราดเปรื่องสมฉายา จิ้งจอกเงินแห่งสำนักศาลยุติธรรม ย่อมจะเคยได้ยินว่าในยุทธภพนี้มีพรรคมารหนึ่ง นามว่า พรรคโคมแดง” ซุนกวานอาศัยช่วงเวลาหย่งเฉิงเงียบงันจนมุมรุกไล่ด้วยคำพูดต่อไปว่า “เหล่าผู้มีวิชายุทธ์ในพรรคโคมแดงอาศัยผงราคะไฟบำบัดธาตุทั้งสี่อยู่เป็นนิจ ฉะนั้นผงราคะไฟจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของพรรคมาร หากท่านจะกล่าวหาว่าชาเบญจมาศเป็นความผิดของพรรคคมเบญจมาศ เช่นนั้นเพื่อความยุติธรรม มือปราบเสียนคงจำจะต้องส่งคนไปสืบความของผงราคะไฟยังพรรคโคมแดงด้วยเสมอกัน”
   
จู่ๆข้าก็นึกถึงถ้อยคำของเถ้าแก่หลิวผู้ล่วงลับเคยกล่าว หลังจากข้าเผอิญเข้าไปพบคนของพรรคโคมแดงบุกรุก ซึ่งว่า พรรคโคมแดงสั่งห้ามค้าขายผงราคะไฟและต้องการขจัดให้สิ้นไปจากแผ่นดินต้าถัง ถ้อยความนี้ล้วนขัดแย้งกันชอบกลอยู่ เพราะโดยรูปการณ์แล้วพรรคโคมแดงนั่นแหละจะต้องถนอมผงราคะไฟไว้ราวกับทิพยโอสถสวรรค์
   
ข้าในร่างสตรีจึงมิอาจยับยั้งความสงสัยไว้ได้จึงเร่งซักว่า
   
“อภัยเถิด มือปราบเสียน ข้าพเจ้าขอซักถามแก้ข้อสงสัย เผอิญข้าน้อยเคยได้ยินชาวบ้านแถวร้านยาหลิวจินเถาพูดว่า เคยมีคนของพรรคโคมแดงเข้านอกออกในร้านยาลื่อชื่อในอดีตนั้นอยู่เป็นประจำ มิทราบมือปราบเสียนท่านทราบเรื่องราวนี้หรือไม่”
   
ราวกับคำพูดข้าจี้เข้าไปในใจกลางหัวใจของจิ้งจอกเงินแห่งสำนักศาลยุติธรรม เขาถอนหายใจบ่งว่าเป็นกังวล
   
“ข้าตามสืบดังคำแม่นางหยวนทักท้วง ทว่าหลักฐานที่จะสืบไปถึงพรรคโคมแดงราวกับถูกตัดตอนไม่ให้สาวไปถึงตัวการได้ คดีร้านยาหลิวจินเถาจึงพบแต่เพียงสาเหตุการตาย ทว่ามิอาจสืบหาผู้ลงมือทำผิดได้”
   
“เจ้ายังดำรงตนเป็นมือปราบได้อย่างไร เสียนหย่งเฉิง” ซุนกวานกล่าวถ้อยคำเห็นได้ชัดว่ามีความเจ็บแค้นใจเป็นมูลเดิม “ทั้งยังยอมรับเลื่อนขั้นตำแหน่ง มินึกว่าเสียนหย่งเฉิงผู้นี้จะเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ เพียงแต่ไขคดีพบสาเหตุความตายมิได้ตัวคนร้ายก็รับสนองปูนบำเหน็จความชอบ หนำซ้ำยังกล่าววาจาให้ร้ายพรรคคมเบญจมาศซ้ำอีก กระบี่จิ้งจอกเงินพระราชทานนั้นช่างน่าภาคภูมิใจเหลือเกิน”
   
หากข้าเป็นหย่งเฉิงคงชักกระบี่เงินเข้าประลองฝีมืออีกฝ่ายไปแล้ว ทว่าหย่งเฉิงเหมือนกับแจ้งอยู่ในอกดีว่า คำพูดหยางซุนกวานล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น เขาทำแต่เพียงพยักหน้าให้ผู้ช่วยมือปราบเป็นสัญญาณก่อนจะหันมาสั่งข้าว่า
   
“หากคุณชายหยวนกลับมาเมื่อใด วานแม่นางอวี้ฟ่านบอกให้ไปพบข้าพเจ้ายังสำนักศาลยุติธรรมโดยเร่งด่วน”
   
ข้ารับคำ แต่ในใจกำลังวางแผนเอาตัวรอดจากคดีนี้อยู่
   
“คุณชายหยางจงวางใจ สำนักศาลยุติธรรมมิได้เพิกเฉยตามหาคนร้ายในคดีก่อนเพื่อล้างมลทินแก่พรรคคมเบญจมาศ แต่พรรคคมเบญจมาศจำจะต้องให้ความร่วมมือในการไขคดีมากกว่านี้มิใช่ปิดประตูไม่ให้เข้าพบเช่นเก่าก่อน ส่วนพรรคโคมแดงนั้นหากข้าพเจ้าสืบหาสำนักหลักแหล่งของพรรคมารได้แล้วจะปฏิบัติตามคำแนะของท่านแน่ อย่าเป็นกังวล”
   
“สมุดบัญชีเจ้าค่ะ”
   
อยู่ๆเหลียงไถจินก็โผล่คำพูดขัดคอกลางวงสนทนา ข้าเหลียวมองอย่างไม่ชอบใจ
   
“คุณหนูจะต้องบอกเสมียนให้ลงชื่อคุณชายหยางในสมุดบัญชีรายนามผู้ตกต้องดวงชะตาราศี เมื่อมีผู้มาขอเข้าชื่อ” จินเหนียงทำทีขยิบตาพลาง พูดจาเรื่อยเปื่อยไปพลาง จนข้าจำต้องยกพัดบังใบหน้าครึ่งล่างเพื่อถามอีกฝ่ายว่าต้องการจะสื่อสารสิ่งใด
   
“รายชื่อเจ้าค่ะ คุณหนูหยวน” เหลียงจินเริ่มทำหน้าเป็นพิรุธ กระทั่งมือปราบเสียนหัวเราะมาคำหนึ่งแล้วว่า
   
“อวี้ฟ่านท่านมีสาวรับใช้ซึ่งเป็นการงานดีนัก ก็คุณชายใหญ่แห่งคมเบญจมาศสำแดงเอกสารหลักฐานว่ามีคุณสมบัติตกต้องตามซึ่งแม่นางประสงค์แล้ว เพื่อความถูกต้องเหมาะสมจะต้องลงรายชื่อผู้ติดต่อไว้อย่างไรเล่า หากข้ากลับถึงจวนแล้วจะส่งหนังสือยืนยันดวงชะตาเป็นลายลักษณ์อักษรตามมาเช่นเดียวกัน วานเหลียงจินท่านช่วยเป็นธุระกำกับลงรายชื่อข้าลงในสมุดบัญชีด้วย”
   
เจ้าปวดท้องหรือ
   
ข้าขยับปากเป็นคำดังกล่าวเพื่อถามสาวรับใช้ แล้วระหว่างนั้นก็ตระหนักในสาระสำคัญของเหลียงจินทันที ข้อที่ว่า...สมุดบัญชี
   
“รบกวนถามมือปราบเสียน เหตุใดท่านจึงปลงใจตามพยานซึ่งซัดทอดว่า พี่ชายข้าพเจ้าเข้าพบนายเสียงผู้ตายเป็นคนสุดท้ายเล่า”
   
เสียนหย่งเฉิงหัวเราะซ้ำ ทำให้หยางซุนกวานเริ่มกลับไปทำหน้าตึงตามเดิม
   
“สมุดบัญชีการค้าของนายเสียงระบุชัดว่า ลูกค้าซึ่งมารับสินค้าเป็นคนสุดท้ายคือชื่อพี่ชายท่าน”
   
“เรียนถามมือปราบเสียน แล้วสมุดบัญชีเล่มนั้นระบุรายละเอียดสินค้าหรือไม่เจ้าคะ” หัวใจข้าเต้นโครมราวกับจะทะลุทรวงอกสตรีออกมาเสียให้ได้
   
“รายละเอียดเลอะเลือนนักด้วยหมึกถูกน้ำชาดอกเบญจมาศผสมผงราคะไฟซึ่งหกเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ข้ากำลังเร่งให้เจ้าพนักงานพิสูจน์อักษรถอดความ ไม่ช้านานคงทราบเนื้อหาของคนผู้ติดต่อนายเสียงผู้ตายทั้งหมด”
   
ข้าพยักหน้าเป็นเชิงขอบใจเหลียงจิน ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วนอกจากข้าจะต้องพาร่างสตรีเหาะทะยานไปชิงสมุดของนายเสียงจงกิม ณ สำนักพิสูจน์อักษรมาให้ได้ก่อนที่ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผย
   

***************************

พูดคุย

รอตอนต่อไป ขอบคุณ ^^
มาแล้วขอรับตอนใหม่ๆ

มาซะพร้อมกันเลยนะ~
เลือกคนไหนดี อิอิ

สำนวนแจ่มมากครับ....ออกแนว ((((น.นพรัตน์))))เลยขอรับ...


 :3123: :pig4: :3123:
ดีใจมากๆครับ เป็นกำลังใจในการเขียนตอนถัดไปได้อย่างดียิ่งเลย ขอรับ

มาพร้อมกัน 2 คน แต่ยังคงไม่ถูกชะตา ใช่ไหม
เอ...หรือจะไม่ใช่สองคนนี้ดี คนเขียนเริ่มลังเลเหมือนคนอ่าน 555+

อื้อหือออ
อ่าฮ้าาา


หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 3 [13/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 13-10-2019 20:26:32
 :L2: :pig4: :L2:
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 3 [13/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 14-10-2019 02:56:12
งานนี้ต้องเหาะอีกแล้ว  555
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 3 [13/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 14-10-2019 15:25:32
ไหวมั้ยแม่
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 4 [21/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 21-10-2019 09:21:59
บทที่ 4




ฝ่ายบรรดายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทราในร่างคำสาป พอทราบข่าวปากต่อปากว่าประมุขหยวนจะอาศัยร่างสตรีไปทำการลอบชิงสมุดบัญชีของนายเสียงจงกิมจากสำนักพิสูจน์อักษรภายในราตรีนี้ก็ประหวั่นวิตก ต่างวางมือปรนนิบัติแขกโดยเร่งใช้ผงราคะไฟมอมเมาคนผู้ตนรับใช้อยู่ ก่อนผละออกมาเข้าพบเจ้าสำนัก
 
ข้าหยวนหลงซานรับฟังคำร้องขอของสมาชิกพรรคด้วยท่าทีสงบ ทว่ากำหนดจุดมุ่งหมายในใจไว้แน่วแน่ก็ทำได้แต่เพียงแบ่งรับแบ่งสู้ บอกแก่เหล่ายอดฝีมือในร่างนางคณิกาทั้งหลายว่า จำเป็นจะต้องชิงสมุดบัญชีซึ่งเป็นหลักฐานชี้นำความผิดมายังตัวข้าภายในค่ำคืนนี้ให้จงได้ มาตรว่าเจ้าพนักงานสามารถถอดอักขระเลอะเลือนออกได้แล้ว ข้าผู้เข้าพบนายเสียงผู้ตายเป็นคนสุดท้ายและถูกบันทึกว่าติดต่อค้าขายผงราคะไฟซ้ำอีก คงไม่พ้นไปจากข้อหาฆ่าคนตาย

ในที่นั้นนอกกว่าบรรดาสตรีปลอมทั้งหลายแล้วยังปรากฏมีผู้เฒ่าชราอยู่อีกหนึ่ง หนวดเคราแลผมขาวราวกับละอองหิมะ บ่งบอกอายุมากกว่าชนทั้งปวง ครั้นสดับยินเสียงวิงวอนอื้ออึงก็กล่าวทัดทาน

“คำวินิจฉัยของประมุขย่อมเป็นที่สิ้นสุด หากพวกเจ้าทั้งหลายยังคิดยำเกรงแลนับถือในปัญญาผู้นำพรรคเสี้ยวจันทราแล้ว ก็จงยอมถอยคนละก้าว”

“คารวะอาจารย์เฉียนคง” ข้าคำนับในความกรุณาของปรมาจารย์ผู้อาวุโส

“การฉกชิงสมุดบัญชีอันเป็นหลักฐานสืบสาวมาถึงตัวประมุขหยวนนั้น ข้าเล็งเห็นประโยชน์มากกว่าโทษ สองในสามส่วน ประการแรกสำนักพิสูจน์อักษรมีเหล่าผู้ชำนาญการฝีมือเยี่ยมคัดสรรว่าดีเยี่ยมมารับราชการจากทั่วทั้งแผ่นดิน อักขระใดเลอะเลือนหรือยากจะพิสูจน์ได้ ไม่เคยปรากฏว่าสำนักมีชื่อนี้ไร้ข้อผิดพลาด ย่อมไขเนื้อความฉบับสมบูรณ์ได้ทุกคราวครั้ง ประการสองชื่อประมุขหยวนจะถูกนำไปเกี่ยวโยงกับคดีอาญาหาได้ไม่ หากถูกสำนักศาลยุติธรรมสืบค้นประวัติเบื้องหลัง นอกกว่าฉากหน้าซึ่งดำรงตำแหน่งนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนจะถูกตีแผ่อื้อฉาว เรื่องราวฉากหลังแท้จริงในฐานะประมุขพรรคเสี้ยวจันทราคงจะต้องถูกสืบสาวดุจเดียวกัน

ทว่าประการสุดท้ายอันพวกเจ้าประหวั่น คือร่างประมุขในกายอิสตรีต้องคำสาปนี้หรือมิใช่ เกรงจะเป็นอุปสรรคเข้าทำการได้ไม่เต็มฝีมือ จึงเร่งเข้ามาทัดทานประมุขหยวนโดยพร้อมหน้าพร้อมตา”

“ขอรับ เป็นจริงเช่นนั้น” นางคณิกาผู้หนึ่งเปล่งเสียงรับรอง ทว่าแสดงท่วงทีคำนับดังเช่นบุรุษ

อาจารย์เฉียนคงลูบหนวดเคราอยู่ชั่วครู่ นิ่งตรึกตรองอยู่ ข้าเห็นว่ามิอาจปล่อยเวลาให้เนิ่นนานล่าช้าก็กล่าวตัดความ

“กายสตรีนี้มิได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใดในการใช้วิทยายุทธ์ ข้าขอรับปากพวกท่านให้เบาใจ เคล็ดวิชาใดซึ่งข้าเคยใช้ได้ผลในร่างบุรุษ ล้วนแล้วแต่ใช้ได้ดีในร่างหญิงหามีปัญหาไม่ ข้าจะขอเหลียงไถจิน หลี่ปิงหวน และหวังเป่าเหอ ร่วมช่วยในการนี้ นอกกว่านั้นเชิญพวกท่านกลับไปรับใช้แขกตามเดิมอย่าให้เป็นพิรุธเถิด”

เหล่านางคณิกาปลอมทั้งหลายจำนวนมากกว่าห้าสิบคนซึ่งต้องคำสาปเหมือนประมุขต่างยังคงทำหน้าวิตกกังวล หากจะออกปากคัดค้าน ปรมาจารย์เฉียนคงก็รับรองอยู่ว่าเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นจะต้องชิงหลักฐานคืนมาให้จงได้ เพื่อรักษาความปลอดภัย ชื่อเสียง และฐานะแท้จริงของประมุขพรรค ต่างก็จำใจคำนับและล่าถอยจนหมด หลงเหลือเพียง เหลียงไถจิน หลี่ปิงหวน และหวังเป่าเหอ เท่านั้น

“พวกเจ้าทั้งสามจงตระเตรียมอาวุธให้พร้อม ตกแต่งกายด้วยผ้าดำอำพรางใบหน้าอย่าให้ผู้ใดจดจำได้ แล้วรอคอยข้าอยู่ข้างประตูกำแพงด้านหลัง”

“รับทราบ ประมุข” นางโลมใบหน้างดงามทั้งสามกล่าววาจาชัดถ้อยชัดคำอย่างบุรุษ แล้วผละจากไป

เมื่อปราศจากผู้อื่นยืนอยู่ร่วมห้อง เฉียนคงผู้เฒ่าจึงกล่าวโดยมิได้ปิดบังอำพรางว่า

“ประมุขท่านย่อมทราบดี เรือนร่างสตรีพลิ้วบางอ้อนแอ้น จะแข็งแกร่งแคล่วคล่องว่องไวหนักแน่นดั่งเช่นบุรุษนั้นมิได้ โอกาสพลาดพลั้งเสียทีจึงมีอยู่มากโข ฉะนั้นจงอย่าประมาทเป็นอันขาด”

“ขอบคุณอาจารย์ที่สั่งสอน ศิษย์จะจดจำไว้ให้แน่วแน่” ข้าโน้มตัวลงคำนับเฉียนคงผู้เฒ่าซ้ำ

“อีกประการหนึ่งพึงระวัง สำนักพิสูจน์อักษรตั้งอยู่ในเขตของสำนักศาลยุติธรรม มีเวรยามเข้มงวดกวดขันแน่นหนา ไม่ต่างไปจากคุกหลวง ลู่ทางใดที่จะเป็นช่องให้ผู้ร้ายเข้านอกออกในได้นั้นมีหรือทางการจะไม่สร้างกลไกไว้รับมือ ประมุขท่านจงระวังอีกเช่นกัน”

ข้ารับคำ

ใบหน้าอันปรากฏริ้วรอยชราภาพเดิมทีน่าเกรงขามยามต้องอยู่ต่อหน้าเหล่ายอดฝีมือ ครั้นพออยู่กันเพียงระหว่างศิษย์อาจารย์จึงไม่คิดปิดบังความวิตกกังวลไว้ได้ ข้าเห็นแววตาห่วงใยแล้วจึงกล่าวคำมั่นให้ปรมาจารย์คลายใจ

“เคล็ดวิชาใดซึ่งศิษย์ได้เล่าเรียนมาจากอาจารย์มีหรือจะไม่ฝึกปรือ หนำซ้ำยังจำขึ้นใจทั้งยามตื่นและยามนิทรา”

“วิชา พัดเสี้ยวจันทรา ซึ่งข้าพเจ้าได้สั่งสอนประมุขท่านนับแต่ขึ้นรับตำแหน่ง เดิมทีมิอาจก้าวหน้าไปกว่าขั้นหนึ่ง บัดนี้ก้าวล้ำชนิดก้าวกระโดดจวนเจียนจะสำเร็จวิชาแล้ว จึงคลายทุกข์ในใจข้าพเจ้าลงส่วนหนึ่ง”

“ศิษย์ได้รับคำสั่งสอนจากอาจารย์เป็นอย่างดี วิชาพัดเสี้ยวจันทราจึงรุดหน้าถึงเพียงนี้” ข้ารวบพัดกระดาษสีทองซึ่งถืออยู่ ตั้งใจจะทรุดเข่าลงคำนับก็ถูกฝ่ามืออาจารย์เฉียนคงรั้งตัวไว้

“หาใช่คำสอนของข้าพเจ้าไม่ ประมุขท่านย่อมทราบดีว่าการบรรลุเกิดขึ้นด้วยเหตุผลใด”

“ข้า...”

“การซึ่งประมุขหยวนต้องคำสาปชายสลับหญิงนี้ต่างหาก มีส่วนช่วยให้การฝึกวิชาพัดเสี้ยวจันทรารุดหน้าอย่างมิอาจมีประมุขพรรคเสี้ยวจันทราผู้ใดในอดีตกระทำได้ถึงขั้นนี้ นับว่าเป็นข้อยินดีและข้อเสียใจในคราวเดียวกัน” ฉีเฉียนคงขยับอาวุธพัดกระดาษสีขาวของตนกางออก ก่อนจะสะบัดเพียงเล็กน้อย ลมวายุลึกลับก็โถมใส่หยวนหลงซาน

ข้าคลี่อาวุธพัดสีทองออกรับ ลมปริศนาจึงสงบ ข้าวของเครื่องใช้รวมถึงผ้าม่านต่างๆร่วงหล่นเสียหายเพียงเล็กน้อย หากข้าไม่ใช้วิชาพัดเสี้ยวจันทราออกรับ ของใช้ส่วนตัวในห้องคงเสียหายมากกว่านี้

“ไม่นึกว่าประมุขท่านจะออกรับลมสลาตันด้วยเพียงคลี่พัดออกแค่หนึ่งในสี่แต่เท่านั้น ประจักษ์แจ้งว่าวิชาพัดเสี้ยวจันทราใกล้สำเร็จในมิช้า ล้วนมีที่มาจากคำสาปจากลำน้ำเตาปูนทั้งสิ้น”

“ศิษย์ไม่ขอปฏิเสธ นับแต่ถูกคำสาปปีศาจ วิชาพัดเสี้ยวจันทราซึ่งเดิมทีเพียงแต่ร่ายรำก็ไม่เคยบังเกิดอิทธิฤทธิ์ใดๆ กลับสร้างมหันตภัยและทำลายศัตรูได้อย่างชนิดรุนแรงตกต้องตามคัมภีร์บัญญัติไว้ทั้งสิ้น”

“คำข้าพเจ้าซึ่งว่าเป็นข้อดีนั้นล้วนเห็นแจ้งกันอยู่ ทว่าข้อเสียคือกายสตรีต้องคำสาป ประมุขท่านเองมิได้ยินดี หนำซ้ำยังเที่ยวหากลวิธีมาถอนคำสาปอยู่ตลอดเวลา กระทั่งปรากฏมีนักพรตผู้หนึ่งชี้หนทางแก้ไข และประมุขท่านก็เร่งปฏิบัติตามโดยว่องไวนั้น ข้าพเจ้าขอถามความในใจ ท่านยินดีจะถอนคำสาปร้ายออกจากตัวแลกกับการสำเร็จวิชาพัดเสี้ยวจันทราหรือ”

ข้ารู้แจ้งแก่ใจอยู่ว่า วิชาพัดเสี้ยวจันทราแข็งแกร่งเพียงนี้ได้ล้วนมาจากธาตุทั้งสี่ในกายหญิงและชายเกื้อหนุนสอดประสานกันอยู่ ข้าไม่จำเป็นต้องร่วมสวาทกับผู้ใดเพื่อรักษาสมดุลธาตุยามต้องฝึกวิชา และไม่จำเป็นต้องใช้ผงราคะไฟใดๆอีกเช่นกัน

ชั้นแรกโดยมิได้คิดหน้าคิดหลัง หากข้าต้องเลือกของสำคัญสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้กับตัวแล้ว ข้าขอเลือกถอนคำสาป จึงประกาศรับสมัครชายหนุ่มผู้ตกฟากตามราศีเสมอกันเข้าร่วมพิธี จนกระทั่งค่ำคืนนี้ยามได้ยินคำอาจารย์เฉียนคงกล่าวด้วยใบหน้าวิตกกังวลว่า

“ยามนี้พรรคมารเหิมเกริมนัก ทั้งออกอาละวาดสร้างปีศาจทำร้ายชาวบ้าน ในข้อนี้บรรดาเหล่ายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทราย่อมจะปราบปรามได้ไม่เกินกำลัง ทว่าภัยใหญ่หลวงยิ่งกว่าส่งสัญญาณตำตาอันเฒ่าชรา มิพ้นว่าพวกมันกำลังลักลอบคุกคามเมืองหลวง เริ่มต้นด้วยการล้างสังหารครอบครัวร้านขายยาและฆ่าพ่อค้าสำเภา โดยใช้เล่ห์เพทุบายป้ายสีให้พรรคคมเบญจมาศเกิดผิดใจกับทางการ กระทั่งแผนร้ายยังมุ่งหมายดึงประมุขท่านเข้าร่วมเป็นแพะรับบาปแทนอีก” เฉียนคงผู้เฒ่าถอนหายใจหนักหน่วง

“มีก็แต่เคล็ดลับวิชาพัดเสี้ยวจันทราซึ่งเป็นที่ยกย่องว่ามีพลังอำนาจสูงส่ง ผู้ใดฝึกปรือจนสำเร็จแล้วย่อมจะใช้ปราบปรามมารร้ายและทรราชย์ของแผ่นดินให้สิ้นซากลงได้ ประมุขหยวนท่านไม่ต่างจากเสาหลักฝ่ายคุณธรรม เมื่อบ้านเมืองเดือดร้อนถึงเพียงนี้จะคิดเอาแต่การข้างตัวเองนั้นสมควรอยู่หรือ”

“ศิษย์มิบังอาจ”

เดิมทีข้าห่วงแต่จะแก้คำสาปออกจากตัว คิดตัดใจละทิ้งวิชาพัดเสี้ยวจันทราโดยมิได้ไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง ต่อมาถูกคำอาจารย์ชี้แนะคุณและโทษ จิตใจจึงสับสนปนเป ไม่อาจตัดสินใจให้เด็ดขาดลงว่าจะเอาข้างใดได้ถนัด

“ขณะนี้มิใช่เวลาประมุขท่านจำจะต้องออกปากตัดสินใจ มาตรว่าใช้ความคิดตริตรองให้หนักแล้วจงตอบคำข้าพเจ้าในภายหลัง ทว่ากิจธุระสำคัญคือการชิงสมุดบัญชีจากสำนักพิสูจน์อักษร”

“ขอรับ”



ข้าผลัดผ้าเป็นชุดรัดกุมสีดำ คาดผ้าปิดบังใบหน้าเพียงครึ่งส่วน พบเหลียงไถจิน หลี่ปิงหวน และหวังเป่าเหอ คอยอยู่ตรงบริเวณประตูรั้วด้านหลังหออวี้หงหยวน พอพวกเขาทั้งสามเห็นข้าก็ออกมาจากเงามืด

“ประมุข”

“เตรียมสุรามาหรือไม่” ข้าถามหลี่ปิงหวน เจ้าหนุ่มเจ้าสำราญในคราบนางคณิกาทรวงอกสวยอมยิ้มเอียงอายก่อนจะรับว่าเตรียมมาพร้อมสรรพ

“ขอรับ มีเพียงพอสำหรับพวกเราทั้งสี่คน คนละหนึ่งจอก”

“เจ้าเตรียมจอกมาด้วยหรือ” เหลียงจินถามอย่างสงสัย ปิงหวนพยักหน้าซ้ำยิ้มกวนอารมณ์อีกฝ่าย

“เรียนถามประมุข ไยเราจะต้องตระเตรียมสุราติดตัวไปด้วย การชิงสมุดบัญชีนายเสียงคงเสร็จสิ้นก่อนฟ้าสาง ข้าน้อยคิดว่าจะเป็นภาระเสียเปล่าๆ ขอรับ หากปิงหวนทำขวดหรือจอกสุราหล่นระหว่างทางมิเรียกทหารมารวบตัวพวกเราหรือ” เหลียงจินพูดแย้งตามความคิดเห็นตัวเอง

“เจ้าสบประมาทฝีมือข้าหรือ เหลียงจิน” ปิงหวนถามกลับหน้าตาโมโห

“เอาล่ะๆ เลิกทุ่มเถียง” ข้าออกปากห้ามทัพ “เตรียมไว้ก่อน ข้าไม่รู้ว่าการชิงสมุดบัญชีนายเสียงจะสำเร็จลุล่วงหรือมีอุปสรรคขัดขวางไม่คาดฝัน ฉะนั้นหากจวนตัวใกล้ฟ้าสางแล้วยังไม่สำเร็จ พวกเราทั้งหมดจำเป็นจะต้องดื่มสุราเพื่อกลับคืนร่างบุรุษ อีกอย่างปิงหวนขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นหญิงคณิกาละเล่นการแสดงรินสุราโลดโผนผู้หนึ่ง บรรดาแขกต่างตื่นตะลึง ออกปากชมว่าหามีหญิงใดในฉางอันที่จะร่ายรำพร้อมกับถือขวดสุราไปด้วยได้โดยไม่หกแม้แต่หยดเดียว อย่าลืมสิ เหลียงจิน”

ปิงหวนยืดอกดูภูมิใจไม่น้อย

“เรียนประมุข เวลานี้ย่างใกล้ยามจื่อ* ข้าน้อยสืบทราบมาว่า สำนักพิสูจน์อักษรจะมีการผลัดเปลี่ยนเวรยาม เหมาะนักที่จะอาศัยจังหวะลักลอบเข้าไปโดยไม่มีใครผิดสังเกต” หวังเป่าเหอรีบกล่าวแนะ

ข้าพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะแตะเท้าเหนือพื้นดินนิดเดียวเพื่อเหาะเหินขึ้นสู่บนอากาศ อาศัยหลังคาบ้านเรือนเป็นเส้นทางทะยานสู่จุดหมาย มือขวาถือกระบี่ มือซ้ายถือพัดสีทองอาวุธคู่กายติดตัวมาด้วย


สำนักพิสูจน์อักษรตั้งอยู่ทิศเหนือของอาณาเขตสำนักศาลยุติธรรม โดยมีกำแพงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน เวรยามตรวจตราหนาแน่น ครั้นถึงยามจื่อ เสียงกลองผลัดเปลี่ยนจึงดังขึ้น ข้าอาศัยเงายอดไม้กำบังกาย ระหว่างข้าและผู้ติดตามทั้งสามย่ามใจ ไม่คิดหน้าคิดหลัง ตั้งใจแต่จะทะลวงผ่านเข้าไปในสำนักพิสูจน์อักษรให้ได้ในช่วงสบโอกาส ประจวบกับทั้งหน้าประตูทางเข้าร้างไร้เวรยาม พอเหยียบย่างใช้เหลี่ยมเงาอำพราง ระหว่างเหลียงจินตรวจตรากลไกประตู จู่ๆบานประตูก็เปิดออกเองโดยรวดเร็ว ลูกดอกเกาทัณฑ์พุ่งแฉลบไหล่ซ้ายของข้าสร้างความเจ็บปวด

เหลียงจินรีบคว้าตัวข้าไว้ ภายในปรากฏมีเสียนหย่งเฉิงและมือปราบสามคนยืนคอยอยู่แล้ว

“ไม่นึกว่าแผนล่อเสือออกจากถ้ำจะได้ผล” จิ้งจอกเงินแห่งศาลยุติธรรมชักกระบี่ออกจากฝัก ข้ากุมแผลบนไหล่ซ้าย รู้สึกได้ถึงพิษแผล หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอชักคมกระบี่ออกป้องกันข้า

“เรื่องสมุดบัญชีปลอมซึ่งข้าฝากคำลวงแม่นางหยวนอวี้ฟ่านไปถึงท่านจริงๆด้วย หยวนหลงซาน”

เจ็บใจนัก ข้าไม่น่าเสียรู้กลกระจอกของไอ้จิ้งจอกเงินผู้นี้เลย ขณะข้าพยักหน้าให้เหลียงจินเป็นสัญญาณถอยหนี ลูกเกาทัณฑ์ก็พุ่งตามมาอีก ดีที่ปิงหวนกับเป่าเหอใช้คมกระบี่ปัดป้องได้ทันควัน

เสียงฝีเท้าทหารมากกว่าหนึ่งกรมกองวิ่งผ่านประตูรั้วเขตสำนักพิสูจน์อักษรเข้ามาพร้อมอาวุธ กระจายตัวล้อมอาณาเขตนี้ไว้ ฝ่ายซ่องสุมซุ่มซ่อนอยู่บนหลังคาก็ขึ้นสายเกาทัณฑ์รอรับคำสั่งจากเสียนหย่งเฉิง

“ยอมมอบตัวเสียเถิด คุณชายหยวน”

ข้าจะไม่ยอมเป็นหนูให้แมวเก้าหางอย่างเจ้าจับได้เด็ดขาด

จู่ๆบังเกิดกลุ่มควันสีเหลืองระเบิดฟุ้งกระจายตลบอบอวลไปทั่ว ลูกเกาทัณฑ์แล่นออกหมายหาเหยื่อ ดอกหนึ่งปักเข้าต้นขาของเหลียงจินจนหลุดคำร้อง

“หยุดยิง”

ข้าได้ยินเสียนหย่งเฉิงออกคำสั่ง

ระหว่างนั้นกลุ่มคนอีกพวกอาศัยหมอกสีเหลืองเข้ามาลักพาตัวพวกข้าออกไปจากสถานการณ์คับขัน เหลียงจินถูกคว้าไปเช่นเดียวกับปิงหวนและเป่าเหอ ส่วนคนที่ช่วยข้าแม้นเห็นเพียงแค่ดวงตาเฉยชา ทว่าผ้าคาดศีรษะบ่งชัดเป็นตราสัญลักษณ์พรรคคมเบญจมาศ เขาพึมพำใส่หน้าข้าว่า

“น่าเบื่อ”



*ยามจื่อ : เวลา 23.00-24.59 น.


*********************************

พูดคุย

:L2: :pig4: :L2:
ขอบคุณขอรับ

งานนี้ต้องเหาะอีกแล้ว  555
งานเหาะก็มา อิอิ

ไหวมั้ยแม่
แม่ไหวอยู่ ขอรับ


หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 4 [21/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 21-10-2019 10:01:53
 :3123: :pig4: :3123:
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 4 [21/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 21-10-2019 18:48:59
เอ้าๆ ยังไงสิ ไมจู่ๆมาช่วยอะ
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 5 [29/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 29-10-2019 19:28:05
บทที่ 5



“นายหญิง”

ข้าสดับคำร้องดังแว่วมาแต่ไกล ทว่าบาดแผลเกาทัณฑ์ออกฤทธิ์ประดุจเปลวไฟเผาร่าง

อยู่เหมือนตาย ตายเหมือนอยู่
 
พิษจิ้งจอกเงิน  จำไม่ผิดพิษร้ายนี้คิดค้นขึ้นโดยคนผู้ออกคำสั่งยิงเกาทัณฑ์ทำร้ายข้า นามว่า เสียนหย่งเฉิง หัวหน้ามือปราบแห่งสำนักศาลยุติธรรมผู้นั้น

ข้าคืนสติกลับมาจากดินแดนเวิ้งว้าง ใบหน้าสตรีของหลี่ปิงหวนร้อนรนออกนามข้า ภายในห้องเรือนรับรองที่ใดสักแห่งยังมีหมู่คนสวมชุดสีเหลืองอ่อนร่วมอยู่ ข้าหายใจรวยริน จำต้องแสร้งออกชื่อสตรีถามหาเหลียงไถจิน

“จินเหนียงเล่า หลี่เม่ย” ปิงหวนพยักหน้ารับคำ ก่อนจะคืนสีหน้ามิให้ร้อนรนดังเช่นตอนแรก

“จินเหนียงถูกพิษจิ้งจอกเงินดุจเดียวกับนายหญิง ทว่าถูกจุดสำคัญจึงอาการหนักกว่าท่าน เนี่ยหวังกดจุดมิให้พิษแผ่ซ่านอยู่ นายหญิงจงวางใจเจ้าค่ะ”

ข้าจะไม่ให้อภัยเสียนหย่งเฉิงเป็นอันขาด หรือแท้จริงแล้วคนที่ข้าไม่ควรให้อภัย คือข้าหยวนหลงซานเสียมากกว่าผู้ใด ข้ามิได้คิดไตร่ตรองถี่ถ้วนโดยละเอียด อาศัยความมุทะลุหุนหันพลันแล่นตกเข้าไปในหลุมพรางของหย่งเฉิงอย่างคนไร้สติปัญญา หนำซ้ำยังพาสหายร่วมพรรคต้องมาตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้ ตำแหน่งประมุขพรรคเสี้ยวจันทราซึ่งข้าได้มานั้นคงเป็นเพราะสืบทอดต่อจากบิดา หาใช่ได้มาเพราะฝีมือไม่ เช่นคำครหาจากพรรคอื่นว่ากล่าวนินทา

ธาตุในกายข้าปั่นป่วนยิ่งกว่าตอนฝึกวิชา ยาแก้พิษคงไม่พ้นอยู่ในมือเสียนหย่งเฉิง ข้าหวั่นเพียงประการเดียวคืออาการของเหลียงจินซึ่งบัดนี้ส่งเสียงคร่ำครวญรวดร้าวนัก

“ข้า...ไม่สมควร...เป็น...”

“คุณชายรอง ข้าน้อยเห็นควรเปิดสระเสี้ยวเบญจมาศเพื่อทุเลาพิษแม่นางทั้งสอง” คนของพรรคคมเบญจมาศผู้หนึ่งออกความเห็น ดวงตาข้าเริ่มพร่าเลือน แลเห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งดำเนินเข้ามาใกล้ข้าและปิงหวน

“เร่งดำเนินการ” คุณชายรองสั่งการเสียงขรึม

น้ำเสียงเดียวกับผู้ที่ช่วยเหลือข้าออกมาจากวงล้อมทหารหลวง

“ไม่จำเป็น” ข้าใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เปล่งวาจาคัดค้าน

บุญคุณต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ

ข้าไม่ประสงค์ตกอยู่ใต้บุญคุณผู้ใด เฉพาะยิ่งคนของพรรคคมเบญจมาศ ส่วนหนี้แค้นสำหรับเสียนหย่งเฉิงข้าจะต้องชำระเอาคืนแน่ในภายหลัง

“บัดนี้แม่นางหยวนถูกพิษจิ้งจอกเงิน หากประวิงเวลาให้เนิ่นนานออกไปไม่ถอนออกหรือหาวิธีแก้ไข ข้าน้อยไม่เห็นผลลัพธ์เป็นอื่นนอกจากความตายเท่านั้น” ผู้มีวิชายุทธ์พรรคคมเบญจมาศคนเดิมที่เสนอทางแก้ตอบกลับ

“หลี่เม่ย จงส่งคนกลับไปชิงยาถอนพิษ...”

“สิ้นคิด” เจ้าคุณชายรองสำนักคมเบญจมาศกล่าวเยือกเย็นดูแคลน

“เจ้า...” ข้าพยายามดันร่างสตรีลุกนั่ง หมายจะพิจารณาใบหน้าคนผู้โต้ตอบข้าอย่างไร้มารยาทให้ชัดถนัดตา ทว่าพิษจิ้งจอกเงินกลับสำแดงเดชรุนแรงขึ้น อยู่เหมือนตาย ตายเหมือนอยู่ 

“เช่นนั้นจงปล่อยข้าตายซะ”

“โง่เขลา” เสียงคุณชายรองคนเดิมตะคอกกลับ

“ข้าน้อยมีนามว่า เจิ้งอู๋จิน ตำแหน่งที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศ” ข้าเห็นหน้าตาบุรุษหนุ่มวัยกลางคนชัดเจนขึ้น เพราะเจิ้งอู๋จินทรุดเข่าอยู่ข้างเตียง “แม่นางหยวนยังมิเคยต้องยาพิษขนานนี้ แรกต้นจะสลบไม่ได้สติเหมือนคนตาย ต่อมาชั่วระยะเวลา 1 เค่อ* จะฟื้นคืนกลับมีชีวิตทว่าเจ็บปวดดุจตายเสมอกัน หลังจากนั้นอีก 1 เค่อจะสลบไม่ได้สติอีกครั้ง วนเวียนเป็นดั่งนี้กระทั่งครบหนึ่งชั่วยามก็จะ...”

“นายหญิง ข้าน้อยเห็นควรเยียวยารักษาตามวิธีของพรรคคมเบญจมาศก่อนเถิด เหตุว่าการณ์จวนตัวนัก อีกทั้งหนทางจะกลับไปชิงยาถอนพิษ ไม่ต่างจากเข้าถ้ำเสือสองซ้ำ กำลังป้องกันคงหนาแน่นยิ่งกว่าเดิมเป็นร้อยเท่าพันทวี” ปิงหวนพยายามเกลี้ยกล่อมข้า สรรพคุณของยาพิษจิ้งจองเงิน ข้าเคยได้ยินเถ้าแก่หลิวผู้ล่วงลับบรรยายให้ฟังอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งไม่ต่างไปจากเจิ้งอู๋จินกล่าว

“อีกทั้งสถานที่นี้เรียกขานว่า เฉินชิงหลุน เป็นเรือนรับรองกลางหุบเขาห่างไกลผู้คนของสำนักคมเบญจมาศ ตั้งอยู่ทางเหนือเมืองฉางอันระยะกว่าร้อยลี้ ไม่มีทางที่จะกลับไปชิงยาถอนพิษได้ทันการณ์เป็นแน่” เจิ้งอู๋จินชี้แนะตามตรง “หมู่ข้าใช้วิชากระเรียนเหินหาวจึงหลบหนีออกมาได้รวดเร็ว หากไม่เป็นการรบกวนแล้ววานอวี้ฟ่านท่านรักษาตัวให้หายดีเสียก่อนเถิด”

ข้าทำประหนึ่งมิได้ฟังคำทัดทานก็พยุงกายลุกจากเตียง คิดอาศัยเวลาเพียง 1 เค่อให้เป็นประโยชน์ จึงสั่งการหลี่ปิงหวนทันควัน
“หลี่เม่ยจงเร่งพาข้าและทุกคนกลับอวี้หงหยวน ไยเจ้าจึงปล่อยให้คนนอกลักพาข้ามาไกลถึงเพียงนี้ แล้วพัดทองของข้าอยู่ที่ใด”

ความเงียบปิดปากหลี่ปิงหวนราวกับฝ่ามือ ข้าไม่เห็นอาวุธประจำตระกูลอยู่ในมือซ้าย หลงเหลือเพียงกระบี่คู่กาย อีกทั้งบริเวณโดยรอบก็หาปรากฏว่ามีพัดทองไม่ก็เร่งซักถามซ้ำ นางคณิกาหลี่เม่ยทำแต่เพียงสั่นหน้า ข้าฉุนโกรธอย่างมิอาจระงับความคับข้องไว้ก็ตวาดเอาโดยมิได้เกรงว่าจะมีคนนอกได้ยินสงสัย

“ข้าถามว่าพัดทองประจำตัวข้าอยู่ที่ใด ไยมิเร่งแจ้ง”

คนผู้ยื่นเศษซากพัดทองมาให้คือคุณชายรองตระกูลหยางแห่งเทียนซาน บัดนี้ข้าเห็นใบหน้ารูปงามทว่าสุขุมเยือกเย็นอย่างชัดแจ้ง เมื่อพิษจิ้งจอกเงินผ่อนแรงกำเริบ ก่อนที่ข้าจะกลับมาสำลักเป็นเลือดเปรอะเปื้อนมุมปาก

“ลูกเกาทัณฑ์ซึ่งสาดส่งรุกไล่ นอกจากเคลือบพิษจิ้งจอกเงินแล้วยังชุบเปลวไฟตั้งใจล้างผลาญ หยวนอวี้ฟ่านท่านหมดสติ พัดประจำตัวจึงพลัดหลุดจากมือประจวบกับลูกเกาทัณฑ์เพลิงพุ่งตามมา คุณชายรองหยางทำได้เพียงคว้าเศษซากได้เพียงครึ่งส่วนอันมอดไหม้แต่เท่านั้น” คำเจิ้งอู๋จินเหมือนเร่งยาพิษให้ออกฤทธิ์เร็วกว่าเวลาหนึ่งเค่อ

ข้าประหนึ่งคนไร้สติ อาวุธพัดประจำตระกูลต้องมีอันสูญสลายเพราะความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุ ข้าจะมีหน้าไปพบบรรพชนได้เช่นไร ศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูลหยวนถูกทำลายลงด้วยน้ำมือข้า ของสำคัญล้ำค่าสูงสุดข้ายังมิอาจรักษาไว้ได้ อยู่ไปก็คงอับอายฟ้าดินให้ผู้คนติฉินนินทา คิดได้เช่นนั้นข้าก็กลับทรุดลงบนเตียงหวังให้พิษจิ้งจอกเงินพรากข้าสู่ความตาย

ฝ่ายหลี่ปิงหวนครั้นเห็นแววตาและหัวอกประมุขพรรคแน่ชัดว่าคิดทำการใด ก็เร่งร้องวอนขอให้เจิ้งอู๋จินช่วยพานายหญิงไปสู่สระเสี้ยวเบญจมาศโดยพลัน
 
“หุบปาก” ข้าออกคำสั่งชัดเจน

โลกนี้ไม่เหลือสิ่งใดให้ข้าสู้ทนมีชีวิตอยู่ได้อีก ผู้อาวุโสและสมาชิกพรรคทั้งปวง หากล่วงรู้ว่าข้าทำสิ่งผิดพลาดใดลงไปด้วยความเขลาและเยาว์วัย หนำซ้ำอาวุธพัดทองประจำตระกูลต้องถูกทำลายเช่นนี้คงเสื่อมความเคารพนับถือ ข้าคงไม่มีหน้าปกครองพรรคเสี้ยวจันทราได้อย่างองอาจอีก ตายเสียดีกว่าอยู่

“ท่านเป็นเพียงสตรี ไยจึงคิดการใหญ่ได้ถึงเพียงนี้” เจิ้งอู๋จินซักกลับรวดเร็ว

“ข้ามิใช่...”

จู่ๆ เจ้าคุณชายรองตระกูลหยางก็พุ่งเข้ามาคว้าเอวช้อนร่างข้าไว้ด้วยสองแขน ก่อนจะใช้วิชายุทธ์เปิดบานประตูห้องรับรอง เหาะเหินทะยานล่องขึ้นสู่อากาศ ข้าดิ้นรนเต็มกำลัง ทว่าอีกฝ่ายทำแต่เพียงใช้สายตาเยือกเย็นบอกให้ข้าหยุดทำกิริยาสะบัดสะบิ้ง เขาขยับกระบี่ในมือเพียงเล็กน้อย รูปรอยค่ายกลก็เปิดออก เบื้องล่างเป็นสระน้ำสะท้อนแสงจันทร์ใสกระจ่าง แวดล้อมด้วยดงดอกเบญจมาศสีเหลืองอ่อน คุณชายรองหยางโยนข้าลงกลางสระน้ำ แม้นไม่ลึกแต่ระยะร่างกายตกกระทบผืนน้ำก็เจ็บไม่น้อย หลังจากหายอาการสำลักน้ำในสระหน้าดำหน้าแดงแล้ว ข้าจึงตะโกนด่าไอ้คนถ่อยที่ยืนอยู่ริมขอบสระโดยมิได้รู้สำนึกถูกผิดในการกระทำเมื่อครู่

“ข้าเจ็บนะ”

“ข้ารู้”

“รู้แล้วไยจึงคิดทำ” ข้าถามกลับรวดเร็ว

“พูดมาก”

คุณชายรองแห่งพรรคคมเบญจมาศผู้นี้ดูภายนอกองอาจรูปงาม มินึกว่าจะมีสติปัญญาเท่าเม็ดถั่วเขียว คงเจรจาว่ากล่าวได้นิดเดียวไม่เกินสองคำ น่าสงสาร

“ข้ารู้ว่าเจ้าคิดด่าข้าในใจ”

ข้าตกตะลึงในคำพูดประโยคยืดยาวของอีกฝ่ายก็ตัดข้อสงสัยเดิมออก อีกฝ่ายจึงกล่าวเสริมว่า

“บัดนี้ครบเวลา 1 เค่อแล้ว และท่านมิได้สิ้นสติตามฤทธิ์แห่งพิษจิ้งจอกเงิน ชี้ให้เห็นว่าน้ำในสระเสี้ยวเบญจมาศสามารถทุเลาอาการได้”

ข้าเพิ่งรู้สึกตัวว่าอาการร้อนดั่งมีธาตุไฟเข้าแทรกทุเลาลงจริงดังว่า แล้วจึงนึกห่วงเหลียงไถจินตามมาก็เร่งถามหา เจ้าคุณชายรองตอบกลับด้วยใบหน้าอย่างไม่รู้สึกรู้สาสิ่งใดๆในโลกหล้า

“หญิงรับใช้ของท่านถูกนำตัวไปสู่สระเสี้ยวเบญจมาศอีกสระหนึ่ง”

ข้าผ่อนลมหายใจดั่งคลายห่วง
 
“แล้วข้าจะต้องอยู่ในน้ำไปอีกนานเท่าใด”

“จนกว่าจะครบเวลา 1 เค่อ สลับขึ้นบกลงน้ำไปจนกว่าจะครบ 7 วัน”

“หนึ่งชั่วยามกระมัง เจ้าพูดผิดหรือเปล่า” ข้าพยายามแก้คำว่า 7 วันอันรับมิได้นั้น

“เจ็ดวันคือเจ็ดวัน”

“เจ็ดก็เจ็ด” ข้าลุกขึ้นจากผืนน้ำเพื่อชี้หน้าให้อีกฝ่ายสงบปาก กระทั่งคุณชายรองตระกูลหยางแห่งเทียนซานต้องรีบหมุนตัวหันหลังให้ข้าอย่างรวดเร็ว

“เจ้าเป็นสตรี ไยจึงไร้ยางอายถึงเพียงนี้”

ข้าหลงลืมว่าตนเองยังครองรูปโฉมเป็นสตรีไปชั่วขณะ จึงเร่งหย่อนกายลงใต้ผืนน้ำ ข้าได้ยินเสียงหลี่ปิงหวนร้องเรียกชื่อข้าแว่วๆมาตามทางเดินหินก็คลายกังวล หวั่นเกรงความลับจะถูกเปิดเผยหากต้องให้เจ้าคนผู้นี้ยืนเฝ้า ก็คิดอุบายไล่ไปให้พ้นทางว่า

“ข้าพเจ้ากำเนิดในตระกูลหยวนแห่งสำนักอวี้หงหยวน ผู้คนในฉางอันล้วนล่วงรู้ดีว่าสถานที่นั้นเป็นหอคณิกาอันดับหนึ่ง สตรีภายใต้สำนักนั้นย่อมมิเกรงกลัวบุรุษใดๆในใต้หล้า แม้นแต่เพียงเผยสัดส่วนใต้อาภรณ์เพียงเท่านี้มีหรือจะล้างอายบนใบหน้าข้าพเจ้าได้ เช่นนั้นหากคุณชายรองหยางมีใจทัศนาเรือนร่างข้าพเจ้าแล้วก็จงยืนดูเถิดอย่าได้เกรงใจ ข้ามิได้ขวยอายดั่งสตรีทั่วไปแม้แต่น้อย”

ยังมิทันสิ้นคำแสร้งเชื้อเชิญ คุณชายรองหยางก็จ้ำพรวดถือกระบี่เหาะเหินหายลับไปในทันที ประจวบกับที่หลี่ปิงหวนมาถึงยังขอบสระพอดี

“ไยเจ้ามิใช้วิทยายุทธ์ตามข้ามา ปิงหวน”

“เรียนประมุข นอกจากข้าน้อยจำต้องปกปิดฐานะตัวตนเดิมแล้ว อาณาเขตเฉินชิงหลุนมีอาคมป้องกันรอบด้าน การจะสำแดงวิชาเหาะเหินเดินอากาศนั้นมิอาจทำได้”

ข้าพยักหน้าเข้าใจ

“ถึงอย่างไรสระน้ำนี้ก็ช่วยรักษาพิษบาดแผลได้จริง ประมุขท่านจงรักษาตัวให้หายดีก่อนเถิดในชั่วระยะเวลาเจ็ดวันนี้ ส่วนเรื่องว่าหากถึงยามอรุณรุ่งแล้วจะแก้ไขประการใดดีนั้น ข้าหลี่ปิงหวนจะลองใช้สติปัญญาคิดแผนการตบตาพรรคคมเบญจมาศ มิให้ฐานะแท้จริงของตัวประมุขท่านเปิดเผยเด็ดขาด”

บัดนี้สติปัญญาข้าอับจนนัก ทั้งต้องมาสูญเสียอาวุธสำคัญประจำตระกูล ทั้งต้องระวังรักษาความลับแห่งคำสาปชายสลับหญิง เจ็ดวันนี้จะหลอกใช้คนพรรคคมเบญจมาศประการใดดีจึงจะปกปิดความลับทั้งปวงได้

“เรียนประมุข”

หลี่ปิงหวนอมยิ้มมีเลศนัย ข้าขมวดคิ้วก่อนถามกลับ หญิงคณิการ่างปลอมจึงพูดเล่นหูเล่นตาว่า

“คุณชายรองตระกูลหยางแห่งเทียนซานผู้นั้น ข้าน้อยได้ยินเจิ้งอู๋จินออกนามว่า หยางเย่ถิง ขอรับ”

ข้ามิได้อยากรู้แต่ประการใด แต่รู้ไว้ก็คงไม่เสียหาย




*1 เค่อ ประมาณ 15 นาที

*******************************************

:3123: :pig4: :3123:
ขอบคุณขอรับ

เอ้าๆ ยังไงสิ ไมจู่ๆมาช่วยอะ
นั่นสิ ทำไมถึงมาช่วยน้า ตอนที่ 5 ก็ยังไม่เฉลยซะด้วย ติดตามต่อไปขอรับ

หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 5 [29/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 30-10-2019 00:17:04
งานนี้จะโป๊ะแตกไหมนะ อิอิ
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 5 [29/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: น้ำตาลนมสดใจ ที่ 30-10-2019 08:36:29
 :katai2-1:จะโดนจับได้ไหมนะลุ้นๆ
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 5 [29/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: sirin_chadada ที่ 30-10-2019 09:52:54
รอตอนต่อไปค่ะ
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 5 [29/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 02-11-2019 12:27:29
รีบมาๆๆๆ
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 5 [29/10/62]
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 02-11-2019 13:39:42
 :L2: :pig4: :L2:
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 6 [3/11/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 03-11-2019 16:57:58
บทที่ 6


   
“สายน้ำพลิ้วไหว กิ่งหลิวขยับตามสายลม
ดวงจันทร์ผุดจากผืนน้ำ เปล่งแสงแข่งสู้หญิงงาม ไม่อาจเทียบเทียม”

   

หลี่ปิงหวนนอกจากจะเชี่ยวชาญการแสดงรินสุราโลดโผนแล้วยังประกอบทักษะด้านบทกวีลือกระฉ่อน ท่วงท่าเริงร่อนรินสุราลงจอกผสานบทกวีจึงลดทอนความทุกข์ในใจข้าลงส่วนหนึ่ง
 
ปิงหวนเป็นบุตรชายของผู้อาวุโสหลี่ฉางตง ปรมาจารย์หลี่เชี่ยวชาญวิชามีดสั้นเงิน ในใต้หล้ายากจะมีผู้ใดกล้าทัดเทียมเพลงอาวุธฤทธิ์มีดสั้น หนึ่งในศิษย์เอกจำนวนมากคือหลี่ปิงหวนผู้บุตร ปิงหวนมีบุคลิกหัวไวเรียนรู้เร็ว มีสติปัญญาเป็นเอก เมื่อเติบใหญ่อายุสิบสองปีจึงได้ถูกฝากฝังให้เป็นสหายร่วมเรียงเคียงข้า จากนั้นผ่านมาสิบปีต่างก็ยังคงนับถือเป็นพี่เป็นน้องกันจนวันตาย
 
แผนการอาศัยร่างสตรีต้องคำสาปใช้ให้ก่อประโยชน์ โดยแนะให้ฝึกเป็นนางคณิกาก็ล้วนมาจากสติปัญญาของปิงหวน ร่วมด้วยเหลียงจินและเป่าเหอ ทั้งสามต่างเป็นสหายร่วมน้ำสาบานของข้า นอกจากจะใช้ความงามของอิตถีเพศทำมาหากินบังหน้า แขกส่วนใหญ่ซึ่งล้วนเป็นชาวยุทธ์ พ่อค้า และข้าราชการตำแหน่งใหญ่โตในราชสำนัก ข่าวคราวเหตุการณ์ใดทั่วแผ่นดินต้าถัง มีหรือที่แขกสำคัญๆทั้งหลายจะมิคายความลับยามยกจอกสุราขึ้นดื่ม
 
ฉะนั้นความเคลื่อนไหวทั้งในและนอกราชสำนักต้าถังจึงไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายตาของข้าหยวนหลงซานผู้นำยุทธภพฝ่ายธรรมะไปได้ เพราะเหตุนั้นเหล่ายอดฝีมือทั้งปวงซึ่งต่างต้องคำสาปจึงมุ่งมั่นฝึกทักษะของนางคณิกาให้แตกฉาน ทั้งงานเขียนอักษร เล่นดนตรี ขับร้อง กลหมากล้อม รวมถึงการรินสุราซึ่งปิงหวนชื่นชอบเป็นการส่วนตัว หวังใช้ตบตาแขกมากหน้าหลายตามิให้เคลือบแคลงสงสัย เพื่อล้วงความเป็นไปของบ้านเมือง

เดิมทีข้ามิได้ใส่ใจฝึกทักษะนางคณิกามากเท่าเหล่ายอดฝีมืออื่น ด้วยหวังว่าจะหาทางแก้ไขคำสาปได้ในมิช้านาน ต่อมาจึงพบว่าคำสาปร้ายนี้อับจนหนทางจะถอนออกได้โดยง่าย จึงจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะหญิงคณิกาไว้ประดับตัว หวังนำออกใช้ในคราวคับขัน อีกทั้งจู่ๆวิชาพัดเสี้ยวจันทราซึ่งอาจารย์เฉียนคงพร่ำสอนมาเนิ่น ข้ากลับฝึกวิชารุดหน้าขึ้นมากโขอย่างชนิดว่ากลับหน้าเป็นหลังมือ ใจหนึ่งข้าเชื่อในฝีมือตัวเอง แต่อีกใจหนึ่งก็พะวงว่าอาจเพราะเป็นผลของคำสาปชายสลับหญิง เมื่อใกล้สำเร็จเคล็ดลับวิชาพัดเสี้ยวจันทราขั้นเก้า ซึ่งคงใช้เวลาอีกไม่ช้านานนี้ข้าจึงแน่ใจได้ว่าทุกสิ่งอย่างล้วนมีผลมาจากคำสาปทั้งสิ้น อีกทั้งอาจารย์เฉียนคงยังชี้นำว่า ข้าจำเป็นต้องเลือกผดุงรักษาความดีงาม ปราบปรามความชั่วร้ายมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน ความตั้งใจถอนคำสาปก็มีอันถดถอยจากเดิมสิบส่วนเหลือเพียงแปดส่วน

“ครบเวลา 1 เค่อแล้วขอรับ”

ปิงหวนวางขวดสุราลง ก่อนจะร้องเตือนข้ามาจากหอเปลื้องอาภรณ์ซึ่งปลูกสร้างไว้ริมสระเสี้ยวเบญจมาศ ข้าก้าวขึ้นจากสระน้ำ ปิงหวนรีบยื่นผ้าห่มมาให้ทันควัน

“ภายในหอเปลื้องอาภรณ์ยังเหลือชุดสตรีสัดส่วนเหมาะเจาะอีกสองชุด เห็นทีจะใช้ผลัดเปลี่ยนได้พอถึงยามอรุณรุ่ง เชิญประมุขท่านเข้าพำนักผลัดผ้าก่อนเถิด”

ข้าขึ้นบกลงสระจนเริ่มรู้สึกว่าเปียกไปถึงอวัยวะภายใน

หอเปลื้องอาภรณ์มีเสื้อผ้าสตรีและบุรุษไว้ผลัดเปลี่ยนจำนวนหนึ่ง อีกทั้งมีเครื่องประดับและเครื่องประทินโฉมต่างๆ นานา ไว้ใช้ตกแต่งกาย เฉินชิงหลุนแห่งนี้คงเป็นมากกว่าเรือนรับรองของสำนักคมเบญจมาศ ด้วยตั้งอยู่ในทำเลใกล้เมืองฉางอัน ไม่ผิดที่จะคิดใช้สอดส่องความเป็นไปของเมืองหลวงมากกว่าสำนักใหญ่แห่งเขาเทียนซานซึ่งห่างไกลเกินไป

ข้าผลัดผ้าดีแล้วจึงออกมาพบปิงหวน สหายร่วมน้ำสาบานจึงเผยแผนการตบตาคนพรรคคมเบญจมาศในทันที

“ข้าน้อยเฝ้าตริตรองทบทวนซ้ำแล้วเห็นว่า ดีนักที่แยกเหลียงจินและเป่าเหอไว้รักษาอีกสระเสี้ยวเบญจมาศหนึ่ง”

ข้าสงสัยจึงถามกลับว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นการดี

“เจิ้งอู๋จินให้เหตุผลว่า พิษจิ้งจอกเงินนี้รุนแรงนัก หากผู้โดนพิษถึงสองคนร่วมอยู่ภายในสระเดียวกัน การทุเลารักษาจะทำได้ช้าเนิ่นนานเกินกว่าเจ็ดวัน ข้าน้อยเห็นสมควรว่าดียิ่งตรงที่คนพรรคคมเบญจมาศจำจะต้องแบ่งกำลังไปเฝ้ายังทางเข้าของทั้งสองสระ เป็นโอกาสให้ข้าพเจ้าอาศัยทักษะนางคณิกาหลอกล่อนายประตูได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงเพื่อที่จะเล็ดลอดออกไปส่งข่าวสู่สำนักอวี้หงหยวนก่อนรุ่งอรุณ”

“แผนการของเจ้าประสงค์กำลังคนของพรรคเสี้ยวจันทราหรือมิใช่” ข้าคิดตามคำหลี่ปิงหวน อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับว่าถูกต้องแล้วว่า

“ทุกชั่วยามจะมีคนของพรรคคมเบญจมาศเดินเข้ามาตรวจตราพวกเราอย่างที่ประมุขท่านประจักษ์แจ้งแก่ใจอยู่ ฉะนั้นหากจำต้องคืนร่างเป็นบุรุษแล้วคงไม่พ้นสายตาของผู้ตรวจตราไปได้ ข้าพเจ้าหมายใจจะดึงสายตาของคนพรรคคมเบญจมาศออกห่างจากสระเสี้ยวเบญจมาศในช่วงเวลากลางวัน โดยทำทีแต่งคนของพรรคเสี้ยวจันทราแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ส่วนละไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน อีกทั้งตกแต่งกายด้วยผ้าแดงปิดบังใบหน้าเสมือนคนของพรรคมาร จากนั้นทุกหนึ่งชั่วยามให้ผลัดเปลี่ยนกันทำทีจะบุกเข้ามาในเฉินชิงหลุน มีหรือที่คุณชายรองหยางแห่งเทียนซานจะกล้าส่งคนมาสอดส่องคอยจับตาดูพวกเรา รังแต่จะรวมพลออกรับศัตรู ทางแก้ตบตาเป็นมาเช่นนี้ มิทราบว่าประมุขท่านเห็นสมควรด้วยหรือไม่”

ข้ายิ้มให้หลี่ปิงหวนแล้วตบบ่าอีกฝ่ายพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย แล้วพูดสรรเสริญชื่นชมความคิดสติปัญญาสหายร่วมน้ำสาบานว่า

“เจ้าสติปัญญาหลักแหลมแม้เข้าตาคับขัน ข้านี้เหมือนได้ที่ปรึกษายอดเยี่ยมไว้เคียงกาย สิ่งใดอับจนสิ้นความคิด ปิงหวนเจ้าก็จุดไฟให้ติดสว่างไสวได้สิ้น แต่จงอย่าดูแคลนสติปัญญาหยางเย่ถิงผู้นั้น เนื้อความจดหมายจงกำชับหัวหน้าสีฝูเหยาเป็นผู้ควบคุม คัดสรรยอดฝีมือทั้งต้องคำสาปและมิได้ต้องคำสาปสลับกันไป จริงอยู่ที่ว่าหออวี้หงหยวนจำเป็นต้องดำเนินกิจการต่อมิให้เสียนหย่งเฉิงจับสงสัยเป็นพิรุธประการหนึ่ง ประการสองยอดฝีมือทั้งสี่ฝ่ายจำเป็นต้องมีผงราคะไฟติดตัวไว้”

“เรียนถามประมุข ไยจึงต้องพกผงราคะไฟไว้กับตัวเล่า” หลี่ปิงหวนซักกลับคิ้วขมวด ข้ายิ้มก่อนจะอธิบายว่า

“หากคนของเราพลาดพลั้งถูกจับตัวได้ หลักฐานที่จะชี้ชัดว่าเป็นคนของพรรคโคมแดงนอกจากเครื่องแต่งกายแล้ว สิ่งของสำคัญซึ่งบ่งบอกยืนยันตัวตนจริงแท้คือผงราคะไฟอย่างไรเล่า”

ปิงหวนทำกิริยาคารวะ

“ประมุขท่านสายตากว้างไกล ข้าน้อยปิงหวนยังด้อยประสบการณ์นัก”

“เร่งไปทำการเถิด” ข้ามอบป้ายหยกลายเสี้ยวจันทราให้ปิงหวนเพื่อผูกติดกับจดหมาย แทนตัวประมุขพรรค “ระหว่างเจ้าหลอกล่อคนเฝ้า ข้าจะดีดพิณผีผากลบเสียงสรวลเสเฮฮายามเจ้าจำต้องละเล่นรินสุราโลดโผน”

“ขอรับ ประมุข”

หลี่ปิงหวนคว้าขวดสุราซึ่งมีอยู่จำนวนมากภายในหอเปลื้องอาภรณ์ได้ขวดหนึ่งแล้วเดินลับหายลงไปตามบันไดหิน ข้าหยิบพิณผีผาแล้วดีดสลับเป็นท่วงทำนองแว่วหวานผสานสายลมพัดกิ่งไผ่พลิ้วไหว หวังว่าปิงหวนจะทำการสำเร็จก่อนที่ข้าจะต้องกลับลงไปแช่น้ำในสระต่อ เมื่อเล่นผีผาไปได้ชั่วระยะหนึ่ง จู่ๆ แสงจันทร์ก็สาดต้องร่างของคุณชายรองหยางแห่งเทียนซาน ทะยานเหยียบลงบนชานพักของหอเปลื้องอาภรณ์ เขาพูดเสียงต่ำบ่งบอกอารมณ์โกรธว่า

“วางลง”

ข้าทำเป็นหูทวนลมแล้วดีดพิณต่อ

“หูหนวกหรือ”

ข้าแสร้งหลับตาเหมือนกับว่าไม่มีผู้ใดยืนตะคอกอยู่

“ไร้ยางอาย”

ข้าวางผีผาลงทันควัน โกรธพอๆกับอีกฝ่าย

“คำก็ไร้ยางอาย สองคำก็ไร้ยางอาย เรียนถามคุณชายรองหยาง ท่านมิเคยเที่ยวหอคณิกาหรือจึงมิรู้ว่า งานของพวกเรานอกจากรับใช้บนเตียงแล้วยังประกอบด้วยทักษะศิลปะด้านต่างๆ รวมถึงเล่นดนตรี หากการซึ่งข้าพเจ้าดีดผีผาบ่งฟ้องว่าเป็นกิริยาไร้ยางอาย ฉะนั้นข้าพเจ้าคงสรุปได้ว่าท่านคงไม่เคยย่างกรายเข้าหอนางโลมแม้แต่น้อย”

สีหน้าเรียบเฉยแต่ใบหูค่อยระเรื่อแดง ทำให้ข้าคิดว่าเดาถูก หยางเย่ถิงเห็นว่าข้าวางผีผาลงแล้วก็คิดจะจากไป ไม่ประสงค์ต่อปากต่อคำ แต่ข้าหวั่นเกรงว่าปิงหวนยังทำการหลอกเวรยามมิสำเร็จก็ลุกขึ้นคว้าแขนหยางเย่ถิงไว้ เขาสะบัดมือข้าออก ร่างสตรีนี้อ้อนแอ้นไม่แข็งแกร่งเอาซะเลย เพียงแรงชายหนุ่มสะบัดเล็กน้อยก็ส่งให้ข้าล้มลงไปกองอยู่บนพื้น

หยางเย่ถิงมองดูเรือนร่างอรชรของข้า ไร้แววตาสำนึกผิด พลางกล่าวว่า

“เจ้าคงมิใช่นางคณิกาเล่นผีผาธรรมดาเป็นแน่ หยวนอวี้ฟ่าน ถึงได้มีวรยุทธ์ คิดบุกปล้นสำนักพิสูจน์อักษร”

คำพูดหยางเย่ถิงปิดปากข้าราวกับศอกหมัด

“หากมิใช่คำสั่งพี่ใหญ่ให้พาพวกเจ้าหลบหนีมา บัดนี้คงได้เล่นผีผาในคุกหลวงไปแล้ว”

“เจ้า...” ข้ารู้สึกเหมือนลมออกหู

“อย่าได้แตะต้องผีผาเครื่องนี้เป็นอันขาด หากยังขัดขืนคำสั่ง ข้าจะมีวิธีทำให้เจ้าหยุดเล่นอย่างที่คาดไม่ถึง” หยางเย่ถิงพูดจาหนักแน่น

ข้าหวังจะเอาคืนให้หายแค้นจากคำพูดจาดูถูกเมื่อครู่ก็แสร้งร้องว่าเจ็บปวดบริเวณเท้า หยางเย่ถิงทำทีจะทะยานจากก็หันมามองข้าประเมินด้วยสายตาเย็นชา

“เป็นอะไร”

“เป็นนางคณิกา”

“เป็นอะไร”

“เป็น...โอ๊ย...เจ็บข้อเท้า” ข้าถูกความโกรธครอบงำชั่วแล่นก่อนจะสวมรอยตามอุบาย

“ข้าจะไปตามเจิ้งอู๋จิน จงอย่าขยับไปที่ใด” ข้าไม่เคยเจอชายหนุ่มผู้ใดมองข้าด้วยสายตาเหยียดหยามเช่นนี้มาก่อนนับแต่ต้องคำสาปชายสลับหญิง หากเป็นบุรุษปรกติ เพียงแต่สดับนาม หยวนอวี้ฟ่าน ก็พลันตะลึงพรึงเพริดตกอยู่ในห้วงภวังค์ แต่หยางเย่ถิงผู้นี้เป็นชายหนุ่มประเภทไหนกันจึงไม่เห็นใจ หลงใหลในมารยาของข้า หรือข้าเริ่มกลับกลายเป็นร่างบุรุษแล้วหรือไฉน

ขณะนั้นเสียงหัวเราะครื้นเครงก็ดังมาจากทิศทางประตูทางเข้าสระเสี้ยวเบญจมาศ หยางเย่ถิงหันขวับตามเสียงนั้น

“คุณชายรองหยางช่วยข้าพเจ้าด้วย” ข้ากรีดร้องเสียงสนั่น นั่นดึงความสนใจของเขาให้หันกลับมามองข้าได้ทันที สีหน้าชายหนุ่มประดุจเห็นภูตผี เพราะข้าสะบัดเสื้อคลุมนอกออก หลงเหลือเพียงผ้าขาวชั้นในปกปิดเรือนร่างขาวสว่างดุจเกล็ดหิมะสะท้อนแสงจันทร์กระจ่าง

“ข้าสะดุดชายชุด อีกทั้งข้อเท้ายังบาดเจ็บอีก วานท่านช่วยหยิบอาภรณ์ส่งมาให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด”

หยางเย่ถิงยังยืนนิ่งงันประดุจเทวรูป ข้าจึงเล่นละครต่อไปอย่างสาแก่ใจว่า

“ตายจริงครบเวลาซึ่งข้าพเจ้าจะต้องลงไปในสระแล้ว หากคุณชายรองหยางมีน้ำใจอันประเสริฐ วานอุ้มข้าพเจ้าซึ่งมิอาจขยับเดินได้เองนี้ลงไปในสระด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

หยางเย่ถิงพิจารณานาฬิกาน้ำแล้วเห็นจริงตามนั้นก็วางกระบี่ หลับตาเข้ามาช้อนร่างข้าด้วยสองแขน ก่อนจะก้าวลงไปในสระน้ำ ค่อยๆหย่อนข้าลงด้วยกิริยานุ่มนวลผิดต่างจากเมื่อครั้งแรก ชุดสีเหลืองอ่อนสลับขาวของหยางเย่ถิงเปียกตามระดับน้ำถึงเอว เมื่อข้าเห็นสภาพเสื้อผ้าอีกฝ่ายเปียกปอนเช่นนั้นก็รู้สึกผิด เขายังคงหลับตาอยู่

“ขอบใจท่านนัก คุณชายรองหยาง เช่นนั้นเชิญท่านปล่อยข้าพเจ้าไว้ลำพังเถิด”

“ข้าจะปล่อยเจ้าไว้ลำพังได้อย่างไร ก็เจ้าเจ็บเท้าอยู่มิใช่หรือ แม่นางหยวน” หยางเย่ถิงยังคงหลับตา มือหนึ่งไพล่หลัง อีกมือจับยังข้อศอกข้าพยุงไว้

“น้ำในสระเสี้ยวเบญจมาศนี้ช่างมีสรรพคุณล้ำเลิศนัก ไม่เพียงรักษาพิษบาดแผลจิ้งจอกเงิน ยังสามารถเยียวยาอาการเจ็บปวดของข้อเท้าได้เสียด้วย”

“เร็วไป” หยางเย่ถิงหลับตา พูดจาหน้าเฉย

“กระไรเจ้าคะ” ข้าถามกลับ

“หายเร็วเกินไป” บัดนี้หยางเย่ถิงค่อยๆลืมตาแล้วยกยิ้มมุมปาก พิจารณาใบหน้าอันเหยเกของข้าแล้วพูดอธิบายซ้ำว่า “ปกติแล้วอาการปวดเนื่องจากล้มบริเวณข้อเท้านี้ สระเสี้ยวเบญจมาศจะสามารถเยียวยาให้หายขาดได้ภายในหนึ่งชั่วยาม ฉะนั้นจึงเร็วไปที่จะหายได้ในทันทีที่เท้าของแม่นางหยวนสัมผัสน้ำ”

“อ้อ อันที่จริงข้าพเจ้ายังรู้สึกเจ็บอยู่นิดๆเจ้าค่ะ”

ฝากไว้ก่อนเถิด ไอ้คุณชายบ้า

“ข้าจะช่วยพยุงแม่นางไปจนกว่าจะครบหนึ่งชั่วยาม”

นั่นก็พอดีกับยามพระอาทิตย์ขึ้นมิใช่หรือ



********************************

พูดคุย

งานนี้จะโป๊ะแตกไหมนะ อิอิ
คนเขียนก็ลุ้นเหมือนกันครับ 55+

:katai2-1:จะโดนจับได้ไหมนะลุ้นๆ
ฝากเอาใจช่วยประมุขหยวนหลงซานด้วยนะขอรับ ลุ้นๆๆ

รอตอนต่อไปค่ะ
มาแล้วคร้าบบ

รีบมาๆๆๆ
มาแล้วๆๆๆ

:L2: :pig4: :L2:
ขอบคุณขอรับ
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 6 [3/11/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 03-11-2019 23:28:39
ยังไงละทีเนี่ยยยย
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 6 [3/11/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 04-11-2019 15:00:49
 :z1:


 :L2: :pig4: :L2:
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 6 [3/11/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 04-11-2019 23:44:01
งานนี้คุณชายได้ตะลึงแน่ๆเจ้าค่ะ5555
หัวข้อ: Re: [นิยายจีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 7 [10/11/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 10-11-2019 13:27:50
บทที่ 7



ข้าพิจารณาหยางเย่ถิงจากรูปลักษณ์ภายนอก คะเนว่ามีบุคลิกสุขุมเถรตรง ยึดขนบกฎเกณฑ์โดยเคร่งครัด ทั้งสายตาและสีหน้าซ่อนแววอ่อนต่อเชิงโลกีย์ เคยปรากฏให้เห็นคราวข้าทำทีเชื้อเชิญให้ทัศนาเรือนร่างอรชร สตรีชาวถังมิได้ยำเกรงบุรุษและเปิดเผยอารมณ์สวาทได้อย่างเสรี เรื่องพรรค์นี้มีหรือข้าจะยอมถอยโดยง่าย

หากไม่ขับหยางเย่ถิงไปให้พ้นจากอาณาบริเวณสระเสี้ยวเบญจมาศก่อนอรุณรุ่งคงเสียการณ์ คิดซ้ำแล้วก็อาศัยข้อด้อยของหยางเย่ถิงในความอ่อนต่อกามารมณ์ขึ้นเข้าข่ม ข้าจึงทำทีเผยทรวงอกซึ่งเดิมทีซ่อนไว้ใต้วารีขึ้นพอปริ่มน้ำ ดูทีหรือว่าคุณชายรองหยางจะคิดทำประการใด

“รบกวนคุณชายท่านแล้วเป็นธุระช่วยพยุง เวลา 1 เค่อนั้น หากมิคิดเล็กคิดน้อยก็จะพ้นผ่านไปโดยเร็วเพียงมินาน ต่อมาบังเกิดมีชายหนุ่มตระกูลสูงศักดิ์สำแดงน้ำจิตน้ำใจช่วยผยุงกาย ก็ให้รู้สึกเวลาผ่านไปเนิ่นนานนัก ข้านี้มิใช่หญิงพรหมจรรย์ กระนั้นยามได้อยู่สองต่อสองกับคุณชายรองหยางก็อดที่จะกลับไปเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์มิได้”

เดิมทีหยางเย่ถิงไม่คิดจะปล่อยมือจากท่อนแขนข้า ทว่าพอสบเห็นเนินอกของข้าก็เหมือนกับเร่งให้อีกฝ่ายปล่อยมือออกทันควัน ข้ามิได้คาดว่าหยางเย่ถิงจะปลดมือออกรวดเร็วเช่นนั้นก็ทำทีเซซวนให้สมจริงว่าบาดเจ็บ อาศัยแผ่นอกของอีกฝ่ายเป็นที่รองรับ หยางเย่ถิงก็ยืนนิ่งงันเป็นเสาหลักศิลา

ข้าเหยียดยิ้มก่อนแสร้งเบียดเนินอกเปียกน้ำเข้าหาตัวเจ้าคุณชายรองก่อนจะร้องโวยวายว่า

“ไยคุณชายท่านมีน้ำใจช่วยพยุงแล้วมากลับทิ้งขว้างเช่นนี้เล่า”

หากสายตาข้ามิเลอะเลือนก็ราวกับเห็นว่ามีควันออกมาจากลมหายใจของชายหนุ่ม คิดแล้วก็สาแก่ใจจึงตัดพ้อต่อไปเหมือนเร่งให้หยางเย่ถิงทนยืนต่อมิได้

“ก่อนหน้านี้ท่านสำแดงว่าเข้าช่วยข้าพเจ้าพ้นจากสำนักพิสูจน์อักษร เพราะเป็นคำสั่งคุณชายใหญ่แห่งเทียนซาน ก็แลบัดนี้มีผู้ใดสั่งท่านมาอีกชั้นหนึ่งหรือจึงจำใจช่วยพยุงข้าพเจ้าอย่างมิเต็มใจเช่นนี้”

“ไร้ยางอาย”

ดีนัก ดูเหมือนข้าจะก่อกวนอารมณ์หยางเย่ถิงได้ตรงจุดสำคัญเลยทีเดียว

“ในเมื่อคุณชายรองท่านมิได้เต็มใจ อีกทั้งฝืนใจดันทุรังแช่น้ำร่วมหญิงคณิกาชั้นต่ำอย่างข้าพเจ้า โดยหาได้มีความสมัครใจจะช่วย เช่นนั้นก็จงปล่อยข้าพเจ้าไว้ตามลำพังเถิด ความเสื่อมเสียจะตกมาถึงข้าพเจ้านั้นหามีไม่ ทว่าคำครหาใหญ่หลวงจักฝังกายคุณชายรองท่านเสียมากกว่า ที่ต้องมาเกลือกกลั้วพัวพันราคีนางโลมเช่นข้าพเจ้า”

แต่หยางเย่ถิงก็หาได้ขยับหนีอย่างที่ข้าต้องการไม่ จึงเป็นเหตุให้ข้าช้อนสายตาขึ้นมองอีกฝ่าย ซึ่งทำแต่เพียงยืนนิ่งหลับตาทำสมาธิเท่านั้น ได้ เราจะเห็นดีกันว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะในศึกนี้

ข้าเตรียมจะเปลื้องชุดออกให้เปลือยเปล่า แต่ก็ถูกคำพูดหยางเย่ถิงดึงรั้งไว้

“ผีผาและเสื้อผ้าซึ่งเจ้าสวมใส่อยู่เป็นของมารดาผู้ล่วงลับของข้า ท่านมีความสามารถบรรเลงบทเพลงได้ไพเราะและงดงาม ยามเมื่อข้ารู้ความก็จดจำภาพท่านแม่ถือผีผาขับกล่อมได้ชัดเจน”

ข้าหลงลืมแผนการเดิมไปชั่วขณะ ก็ได้แต่ยืนฟังคำพูดเสียงต่ำของหยางเย่ถิงต่อไปราวกับต้องมนตร์สะกด

“แม่ท่านเติบโตมาในตระกูลหวังแห่งสำนัก เหริ่นหลินกวาง

ชื่อสำนักเหริ่นหลินกวางทำเอาข้าได้สติกลับมา

“แม่เจ้าเป็นนางคณิกาหรือ” นอกจากอวี้หงหยวนแล้วสำนักคณิกาลือชื่ออีกแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงไม่เป็นรองทัดเทียมกันก็คือ เหริ่นหลินกวาง แห่งนั้น

หยางเย่ถิงลืมตาก้มมองข้า เขาพูดต่อไปว่า

“คนตระกูลหวังแห่งเหริ่นหลินกวางเพียงแต่เป็นผู้ควบคุมดูแลกิจการเท่านั้น แต่แม่ข้ามีอุปนิสัยใฝ่รู้และรู้จักมิตรสหายซึ่งล้วนเป็นนางคณิกามากมาย จึงได้พรสวรรค์บรรเลงผีผาติดตัวมา ยามบิดาข้าประสบพบหนแรกก็ต้องใจในอำนาจผีผาและเสน่หาอันงดงามของแม่ท่านทันที”

“เช่นนั้นจึงเป็นเหตุให้คุณชายท่านระงับมิให้ข้าพเจ้าแตะต้องผีผาเครื่องนั้นหรือมิใช่” ข้าซักกลับรวดเร็ว

“มิใช่ทั้งหมด” หยางเย่ถิงยอมตอบหลังจากนิ่งคิดอยู่นาน “แต่เป็นบทเพลงที่เจ้าเล่นต่างหาก ลมพัดพันสาย มิอาจทลายขุนเขา เจ้าเป็นนางคณิกา ไยจึงมีวิชาวรยุทธ์ เรื่องนี้เจ้าไม่ตอบไม่เป็นไร หากแต่บทเพลง ลมพัดพันสาย หากมิใช่สตรีของพรรคคมเบญจมาศย่อมไม่มีทางบรรเลงได้”

ข้ามิได้คิดหน้าคิดหลังในเรื่องนี้ ต่อหยางเย่ถิงชี้จุดสำคัญจึงรับรู้ว่าข้าทำสิ่งผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงยิ่ง อภัยให้ข้าด้วยเถิด ท่านปรมาจารย์เฉียนคง

“ข้า...”

ข้าจะตอบประการใดดี เนื่องว่าเคล็ดวิชาพัดเสี้ยวจันทราตอนหนึ่งระบุท่วงทำนอง ลมพัดพันสาย ไว้ชัดเจน กล่าวคือ ผู้ฝึกวิชาพัดเสี้ยวจันทราหากผสมผสานพลังขั้นสูงสุดร่วมกับลมพัดพันสายย่อมจะสร้างอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่มิอาจมีผู้ใดเทียบเทียม เพียงแต่ชั้นแรกข้ามิได้เฉลียวใจว่า ท่วงทำนองลมพัดพันสายจะเกี่ยวโยงกับพรรคคมเบญจมาศ จึงจำไว้ใช้เล่นดนตรีกล่อมแขกข้าราชสำนักชั้นสูง คิดว่าหากบรรลุวิชาพัดเสี้ยวจันทราขั้นเก้าแล้วจะลองผนึกบทเพลงปริศนานี้เข้าไป หวังให้บังเกิดพละกำลังอันอัศจรรย์ กระทั่งบัดนี้ล่วงรู้ความจริงก็นิ่งงันไปชั่วขณะ

“หยวนอวี้ฟ่าน เจ้าเป็นใครกันแน่”

“เป็นนางคณิกาเจ้าค่ะ” ข้ารีบตอบอย่างมีพิรุธทันที

“หากเป็นนางคณิกาธรรมดาก็ดีไป แต่เป็นนางคณิกาที่เล่นเพลง ลมพัดพันสาย ได้ ย่อมมิใช่ธรรมดาเป็นแน่”

ข้าทำได้แต่เพียงหัวเราะเสียงแห้ง

“เจ็ดวันนี้หากข้ายังมิได้ความจริงจากปากเจ้า ก็อย่าเรียกข้าว่าเป็นคนของตระกูลหยางแห่งเทียนซานอีกต่อไป”

หยางเย่ถิงประกาศกร้าวชัดเจนในเจตนา ข้าทำได้แต่เพียงขยิบตาตอบกลับไปเท่านั้น

“เรียนคุณชายรองหยาง ข้าพเจ้ามิล่วงรู้จริงๆ เพียงแต่ได้ยินเพื่อนนางคณิกาเล่นต่อๆกันมาเท่านั้น”

“โกหก”

“มิได้โกหกเจ้าค่ะ”

“บทเพลง ลมพัดพันสาย มิได้รับอนุญาตให้เผยแพร่โดยทั่วไป แม้นแต่มารดาข้าก็เพิ่งจะได้เรียนรู้ในภายหลังเมื่อได้เข้ามาสู่ตระกูลหยาง” หยางเย่ถิงคว้าข้อมือข้าไว้ราวกับเกรงว่าข้าจะหนีหายไปต่อหน้าต่อตา

“ข้าพเจ้าขอนำเรือนร่างเป็นหลักประกัน หากข้าพเจ้าโป้ปดขอให้ข้าพเจ้าตกเป็นสะใภ้ตระกูลหยาง”

ข้าหยวนหลงซานแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ยามเห็นสีหน้าตื่นตกใจของหยางเย่ถิง เจ้าคุณชายรองหน้านิ่งคิดจะปล่อยข้อมือข้าลง แต่ข้าก็ใช้อีกมือหนึ่งยื้อยุดฉุดรั้งไว้ราวกับจะฝากตัวเป็นสะใภ้รองตระกูลหยางเสียให้ได้

“ข้าพเจ้านำตัวเองเดิมพันเช่นนี้แล้ว มาตรว่าไม่ตรงกับความจริง ข้าพเจ้านั้นย่อมมีแต่หนทางเสียเปรียบ ประการหนึ่งข้าพเจ้ามิล่วงรู้มาก่อนว่าบทเพลงนี้เป็นของพรรคคมเบญจมาศ ประการสองหากคุณชายรองสืบสาวว่าข้าพเจ้านำความเท็จมากล่าวก็คงจะต้องจำใจตกแต่งเข้าตระกูลหยาง สิ้นหนทางทำมาหากินโดยสุจริต โทษทันฑ์ข้าพเจ้าลำดับเป็นมาเช่นนี้ยังมิสาสมใจท่านอีกหรือ”

ข้ามิเคยประสงค์หัวเราะเต็มปากมากเท่าสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ฝ่ายหนึ่งเป็นชายหนุ่มองอาจอนาคตไกล ต่อถูกกลนางคณิกาปลอมหลอกล่อฝากตัวก็สิ้นมาดคุณชายตระกูลสูงศักดิ์คิดหาทางแก้มิได้ เป็นเรื่องน่าขบขัน อันจะสามารถนำไปเล่าเป็นเรื่องตลกให้แก่แขกได้ฟังอีกทอดหนึ่ง

“ไร้ยางอาย”

“คำพูดคุณชายรองหยางซึ่งว่า ไร้ยางอาย นั้น เดิมทีข้าพเจ้าฟังแล้วเจ็บปวดนัก ต่อได้ยินซ้ำแลถี่ขึ้นฉะนี้จึงรู้สึกได้ว่าผู้กล่าว พูดในทางขัดเขินเสียมากกว่าสิ่งอื่นใด เมื่อใคร่ครวญตามลำดับแล้วก็ชุ่มชื่นหัวใจเป็นหนักหนา เมตตาคุณชายท่านกล่าวซ้ำอีกเถิดเจ้าค่ะ”

“หยวนอวี้ฟ่าน”

“หยางเย่ถิง” ข้าออกชื่ออีกฝ่ายกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำเช่นเดียวกัน


“อภัยเถิด นายหญิง”

ฝ่ายหลี่ปิงหวนครั้นล่อหลอกยามเฝ้าประตูให้ตกอยู่ในฤทธิ์เมรัยสมความคิดแล้วก็แล่นออกไปนอกเขตเฉินชิงหลุน อาศัยนกพิราบสื่อสารจากหอสังเกตการณ์ได้ตัวหนึ่งก่อนจะปล่อยกลับคืนสู่สำนักอวี้หงหยวนทันควัน ต่อกลับมาถึงสระเสี้ยวเบญจมาศ พบนายตัวถูกคุณชายรองหยางจับมือถือแขนแนบชนิดร่วมสระเคียงคู่กระนั้นก็แสร้งร้องร่ำทำกิริยาสตรีตกอกตกใจเป็นการใหญ่

“คุณชายรองหยางจงระงับอารมณ์สักชั่วครู่ชั่วยามเถิด นายหญิงของข้าพเจ้านี้ยังต้องพิษจิ้งจอกเงินขับออกยังมิสิ้น เกรงจะมิอาจรับแขกได้”

หยางเย่ถิงชั้นต้นประสงค์สอบเค้นความจริงจากหยวนอวี้ฟ่าน ต่อมาถูกนางคณิกากล่าววาจาฝากตัวเป็นหลักเป็นฐานโจ่งแจ้ง หนำซ้ำยังมีสาวรับใช้ร้องตะโกนโพทะนาความมิบังควรดังอื้ออึงเช่นนั้น ก็เร่งตีตัวออกห่างทันที

ข้าเห็นกิริยาหยางเย่ถิงสะดุ้งสุดตัวเช่นนั้นก็พลันตีซ้ำด้วยคำพูด หวังให้เย่ถิงหวั่นหวาดและไม่คิดนำตัวมาให้ข้าเกี้ยวพาราสีอีกว่า

“หลี่เม่ยเจ้าทะเล่อทะล่าเข้ามามิร้องแจ้งเตือนเช่นนี้ผิดนัก คุณชายรองหยางเป็นบุรุษหนุ่มตระกูลใหญ่แห่งเทือกเขาเทียนซาน ซึ่งได้ชื่อว่าถูกอบรมสั่งสอนมาอย่างดี เจ้าร้องป่าวประกาศความผิดอื้ออึงไปทั่วเช่นนี้ ยังจะถูกต้องอยู่หรือ อภัยเถิดคุณชายรองหยาง อย่าถือสาหาความหลี่เม่ย หากคุณชายท่านประสงค์แตะเนื้อต้องตัวข้าพเจ้าเนิ่นนานเท่าใดข้าพเจ้าย่อมมิเกี่ยงงอนรังเกียจ หนำซ้ำจะพึงใจยิ่งขึ้นไปอีกว่า เกิดมาชาติหนึ่งนี้มีบุญถึงขั้นคุณชายรองหยางมีใจประสงค์สัมผัสผิวกายตน”

คำพูดข้าประดุจอาคมหวดเข้าบนหลังมือหยางเย่ถิง เจ้าคุณชายหน้านิ่งทำแต่เพียงถอยห่างออกไปอีก จนกระทั่งก้าวเท้าขึ้นสู่บนบก ชายชุดเปียกปอนไปเสียครึ่งส่วน ข้ารู้สึกเอ็นดูจึงชี้ช่องว่า

“ภายในหอเปลื้องอาภรณ์มีชุดบุรุษอยู่จำนวนหนึ่ง หากคุณชายรองท่านทนความหนาวเย็นมิได้แล้วจงเร่งเข้าไปผลัดเถิด”

“หรือประสงค์ดื่มเมรัยระงับความหนาวเจ้าคะ ข้าพเจ้าจะปรนนิบัติรินสุรารับรองตามทักษะซึ่งได้ร่ำเรียนมา” หลี่ปิงหวนชูขวดสุราขึ้นมาทำท่าจะรินใส่จอกแล้วยื่นให้หยางเย่ถิง

“ไม่จำเป็น”

ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อไยไมตรี ทำทีจะละจากก่อนหันมาพูดใส่หน้าข้าทิ้งท้ายว่า

“สิ่งใดๆในโลกล้วนมิอาจซ่อนเร้นอำพราง ไม่ว่าจะต้องใช้กลวิธีใด ข้าจะต้องสืบให้ได้ความจริงเพื่อตอบต่อหน้าทุกคนในพรรคได้ว่า เหตุใดเฉินชิงหลุนจึงบังเกิดมีเสียงผีผาบรรเลงเพลง ลมพัดพันสาย ดังขึ้นอีกครา”



***************************

พูดคุย

ยังไงละทีเนี่ยยยย
มาแล้วว ขอรับ

:z1:


 :L2: :pig4: :L2:
ขอบคุณครับ

งานนี้คุณชายได้ตะลึงแน่ๆเจ้าค่ะ5555
ตะลึงจนหนีแทบไม่ทัน กลัวจะได้เมีย ถถถ คุณชายรองหยาง 555

หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 7 [10/11/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 11-11-2019 00:22:08
กลายเป็นว่าโป๊ะซะเอง555
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 7 [10/11/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 12-11-2019 00:04:21
จับผิดเก่งงง
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 8 [17/11/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 17-11-2019 14:31:36
บทที่ 8



สุราเทียนจื่อซานมีรสชาติหอมดอกเบญจมาศ ชวนลุ่มหลงไม่แพ้ชาอันลือชื่อแห่งสำนักคมเบญจมาศ ข้าดื่มสุราหนึ่งจอกยามใกล้อรุณรุ่งก่อนจะกลับคืนร่างบุรุษ หลี่ปิงหวนเป็นพะวงว่าหัวหน้าสีฝูเหยาจะคุมคนพรรคเสี้ยวจันทราเข้ามาทำการตามแผนมิทันกำหนดเดิมก็ร้อนใจอยู่ พอได้ยินเสียงกลองบ่งบอกเป็นสัญญาณระดมพลเช่นนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก

“เรียนประมุข หัวหน้าสีเห็นจะคุมคนทำทีบุกเข้าเขตเฉินชิงหลุนมิผิดแน่ เวรยามตรวจตราเดิมคงหละหลวม ข้าจะรีบลักลอบไปแจ้งข่าวแก่เหลียงจินและเป่าเหอให้รู้ตัวเสียก่อน”

ข้าพยักหน้าเห็นตามคำชี้แนะ แล้วกล่าวสำทับว่า

“อย่าดูแคลนสติปัญญาหยางเย่ถิง คุณชายรองผู้นี้มีไหวพริบเฉลียวฉลาด หัวหน้าสีฝูเหยามีประสบการณ์ไม่เป็นรองผู้ใด กลตบตาบุกทะลวงนี้คงวางใจได้ส่วนหนึ่ง อีกทั้งฤทธิ์บาดแผลจิ้งจอกเงินเริ่มทุเลาลงตามลำดับ หากหยางเย่ถิงเกิดเฉลียวใจในกลของข้า และหันมาเร่งรัดเอาความจริงจากปากเราแล้วคงไม่อาจอยู่ได้ทันครบเจ็ดวัน ฉะนั้นก็ล้างพิษไปได้ไม่มากก็น้อย หลังจากนั้นค่อยหาวิธีชิงยาถอนพิษมาจากเสียนหย่งเฉิงในภายหลัง”

“ขอรับ ประมุขหยวนฟง”

เมื่อหลี่ปิงหวนในร่างบุรุษจากไปแล้ว ข้าพิจารณาเศษซากพัดทองอาวุธประจำกายบนห่อผ้าด้วยความสะทกสะท้านใจ ความผิดก็ก่อตัวขึ้นใหม่ในห้วงจิตวิญญาณ ข้าจะหาอาวุธพัดเพื่อใช้ฝึกวิชาได้คล่องมือจากแหล่งแห่งที่ใดได้อีก เปรียบเหมือนกระบี่ย่อมเลือกเจ้าของ และพัดทองประจำตระกูลหยวนอันพังพินาศนี้มาสู่ข้าตามลิขิตสวรรค์ กระนั้นกลับพังพินาศด้วยอาณัติสวรรค์ดุจเดียวกัน ข้าเบือนหน้าหนีระงับความขมขื่นแล้วจึงเปลื้องชุดออก หย่อนตัวลงสระเสี้ยวเบญจมาศ อาศัยโขดหินและไอน้ำเป็นฉากกำบังกายและใจ

นับแต่จำความได้ข้าเห็นพัดประจำตระกูลอยู่ในกำมือบิดาข้าทุกคราวครั้ง ไม่ว่า หยวนเหวินหยวน จะดำเนินไปที่ใดก็ตาม ภายนอกผู้คนต่างเห็นเป็นเครื่องบำบัดคลายร้อน ทว่าสมาชิกพรรคเสี้ยวจันทราย่อมรับรู้ดีว่าสิ่งนั้นคืออาวุธสำคัญของประมุขพรรคสูงสุด แม้แต่ นางหยวนเกาเถียน ผู้มารดาข้า ก็มิเคยแตะต้องอาวุธสำคัญประจำตระกูลสักคราวครั้ง ยามข้าขึ้นนั่งตำแหน่งประมุขแทนบิดาผู้ล่วงลับ ผู้เชิญพัดประจำตระกูลมอบให้ข้าคือ ปรมาจารย์เฉียนคง

นางหยวนเกาเถียนมารดาม่ายทำแต่เพียงกำชับตามฐานะแม่ว่า

“บัดนี้เจ้าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขพรรคสูงสุดแล้ว จะคิดอ่านกระทำการใดจำเป็นต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนละเอียดลออ จะถือดีเอาความคิดตนเป็นใหญ่นั้นมิได้ จงฟังคำเหล่าที่ปรึกษาอาวุโสทั้งปวงให้รอบด้านก่อนแล้วจึงบัญชาการ อีกทั้งอาวุธประจำตระกูลนี้เป็นของสำคัญสืบทอดต่อกันมา มีก็แต่ประมุขพรรคเสี้ยวจันทราเท่านั้นจึงจะถือครองได้ จงรักษาไว้ยิ่งชีพ เจ้ายังเยาว์วัยนัก แต่สติปัญญาจะยังเยาว์เสมอวัยนั้นมารดาเห็นว่าล้ำวัยไปมาก ไม่น่ากังวล เพียงแต่อุปนิสัยใจร้อน ยอมหักไม่ยอมงอ เทิดทูนศักดิ์ศรีเหนือความไกล่เกลี่ย เป็นสิ่งควรขัดเกลาตามลำดับเวลา เมื่อเจ้าเผชิญเหตุการณ์ในใต้หล้าด้วยตนเองแล้วย่อมจะเรียนรู้ไปเอง”

บัดนี้ข่าวข้าพลาดพลั้งเสียทีต่อหน่วยมือปราบสำนักศาลยุติธรรมคงแพร่สะพัดไปทั่วแล้วภายในพรรค หากนางหยวนเกาเถียนผู้มารดาทราบ ข้าจะมีหน้าไปรับคำตำหนิไหวหรือ ในเมื่อข้าเองมิได้ลดทอนความใจร้อนลงเช่นมารดาทักท้วงแม้แต่น้อยจนก่อความพินาศต่อพัดประจำตระกูลเช่นนี้

น้ำในสระมิได้หนาวเย็นเท่ายามราตรีทว่าอุ่นขึ้นจนก่อละอองไอบดบังทัศนียภาพโดยรอบ ข้ากลบรอยน้ำตาด้วยการดำผุดดำว่ายอยู่ชั่วระยะหนึ่งจึงลบความอ่อนแอลงได้

ดูเหมือนว่าแผนการข้าจะบรรลุผล เนื่องจากไม่มีเวรยามหรือคุณชายรองหยางปรากฏตัวให้เห็นกระทั่งผ่านไปหนึ่งชั่วยาม

หลี่ปิงหวนกลับมารายงานสถานการณ์ว่า หัวหน้าสีฝูเหยาทำการได้สมความตั้งใจของประมุขหยวน ล้วนตกแต่งกายด้วยผ้าสีแดงอีกทั้งบัญชาเหล่ายอดฝีมือระดมจะตีฝ่าประตูทางเข้าทิศตะวันออก หยางเย่ถิงและเจิ้งอู๋จินไม่เป็นการคิดทำสิ่งอื่นใดก็ได้แต่บัญชาคนพรรคคมเบญจมาศออกรับศัตรูด้านนั้น อาศัยหอสังเกตการณ์ระดมยิงเกาทัณฑ์ให้คนพรรคมารปลอมมิอาจก้าวล่วงฝ่าเข้ามาได้

ปิงหวนขอตัวไปสืบข่าวต่อ ข้าจึงคลายใจอาศัยสระเสี้ยวเบญจมาศชำระพิษได้โดยไม่ต้องห่วงพะวง

ข้าเกือบจะเสียท่าหยางเย่ถิงในข้อที่ว่าเผลอเรอเล่นพิณเพลง ลมพัดพันสาย ทว่าก็อาศัยสีข้างไถโขดหินเอาตัวรอดไปได้อย่างชนิดว่าต้องเสียเลือดเนื้อสักสองสามหยดเซ่นคำโป้ปด ไม่นึกว่าบทเพลงนี้จะเป็นของสำคัญซึ่งมีเฉพาะคนในพรรคคมเบญจมาศเท่านั้นที่ล่วงรู้ แล้วไฉนวิชาพัดเสี้ยวจันทราจึงถูกผูกโยงกับเสียงพิณอันเป็นสมบัติประจำตระกูลของพรรคอื่นเช่นนี้ยากจะคาดเดา คนผู้ตอบคำถามนี้ได้คงมีก็แต่อาจารย์เฉียนคงเท่านั้น

ขณะข้าคิดทบทวนอยู่นั้นก็แว่วยินเสียงผีผาดังมาแต่ไกลๆ จับท่วงทำนองได้ก็ตระหนกตกใจด้วยเป็นท่วงทำนอง ลมพัดพันสาย ก็บทเพลงนี้เสมือนหนึ่งคำเชื้อเชิญให้หยางเย่ถิงมาเยี่ยมเยือนราวกับมิได้นัดหมาย ก่อให้ข้าจำต้องเร่งขวนขวายหาต้นตอที่มา พอจับทิศทางได้ก็แหวกว่ายผ่านลำธารอันสายน้ำไหลลงมากองรวมกัน ณ สระเสี้ยวเบญจมาศ

ลำธารสายนี้ลัดเลาะมาจากยอดเขาสูงซึ่งตั้งตระหง่านราวกับเป็นกระบี่เล่มขนาดมหึมาอยู่ ณ ใจกลางของเขตเฉินชิงหลุน มีแนวป่าไผ่ขึ้นแน่นขนัดอยู่โดยรอบ โชคดีที่สายน้ำในลำธารมิได้น้อยกว่าในสระ ทำให้ข้าเหมือนหนึ่งได้รักษาพิษบาดแผลไปในตัวขณะแหวกว่าย กระทั่งสายน้ำเริ่มตื้นเขินอยู่ระดับเพียงขอบเอว จึงจำเป็นต้องเดินอย่างเสียมิได้

เสียงผีผาเริ่มชัดเจนมากขึ้น สำแดงว่าข้าเข้าใกล้แหล่งกำเนิดมากขึ้นทุกขณะ สายน้ำไหลบ่าลงมาจากหน้าผาสูงชันตกกระทบลงกลางโขดหินเป็นม่านวารีขาวกระจ่างสะท้อนแสงสุริยัน โดยรอบมีดอกบัวชูช่อบานสะพรั่ง บรรยากาศราวกับสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน

เพลง ลมพัดพันสาย เห็นได้ชัดว่าดังมาจากหลังม่านน้ำตก ข้าหลบเข้าหลังม่านน้ำก็เห็นว่ามีถ้ำลับอยู่จริง และเสียงเพลงก็ดังมาจากภายใน กางเกงผ้าขาวเปียกชื้นแนบเนื้อข้ายามต้องย่างก้าวเหยียบโขดหินขึ้นบนบก ท่อนบนข้าเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ แม้นยังไม่ครบเวลาหนึ่งเค่อที่ต้องอยู่ในน้ำแต่เรื่องนี้จำเป็นต้องแก้ไขเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นหยางเย่ถิงหน้านิ่งเฉยชาคงได้มาปรากฏตัวต่อหน้าข้าเป็นแน่ แล้วความลับที่ข้าถูกคำสาปให้เป็นชายสลับหญิงคงไม่ใช่ความลับอีกต่อไป

ภายในถ้ำปรากฏหินงอกหินย้อย มีทางเดินหินก่อสร้างไว้อย่างดี นำไปสู่แท่นหินกลางห้องโถงอันกว้างขวาง มีลำแสงดวงอาทิตย์ส่องลอดมาตามช่องว่างกระทบลงบนแท่นศิลานั้น เมื่อเท้าข้าเหยียบย่างลงบนอาณาเขตของลานโล่งของโถงถ้ำ เสียงดีดผีผา ลมพัดพันสาย ก็มลายสิ้น คงเหลือเพียงเสียงหยดน้ำกระทบหินและเสียงกระพือปีกบินของค้างคาวเท่านั้น ทว่าสิ่งฉุดรั้งให้ข้าพิศวงยิ่งกว่าเสียงผีผาซึ่งจู่ๆก็เงียบหายไปคือสิ่งของบางอย่างซึ่งจัดวางอยู่บนแท่นศิลารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

พัดสีทอง วางคู่อยู่กับกระบี่สีเงินเล่มหนึ่ง

ไม่รอช้า ข้าถลาเข้าหาพัดสีทองนั้นหมายใจจะพิจารณาให้ละเอียด ก็ปรากฏเสียงๆหนึ่งพูดขึ้นมาว่า

“ลมพัดพันสาย พัดพรายเพลิง”

ข้าผงะถอยก่อนจะได้สติกลับคืนพิจารณาลวดลายมังกรซึ่งแกะสลักรอบแท่นศิลานั้น จู่ๆก็สามารถขยับตัว เคลื่อนไหว แล้วกล่าวเป็นวาจาภาษามนุษย์ได้ มังกรหินคลายลำตัวออกจากแท่นแล้วจึงลอยตัวอยู่บนอากาศ

“กระบี่สีเงินมีนามว่า ลมพัดพันสาย” มังกรหินกล่าวดังก้อง “พัดสีทองมีนามว่า พัดพรายเพลิง นอกจากคนตระกูลหยางและหยวนแล้วไม่อาจมีผู้ใดเห็นของสองสิ่งนี้ บัดนี้เจ้าประสงค์ของสิ่งใดจงกล่าววาจา ตามลิขิตชะตาฟ้าดินกำหนดไว้”

ข้าคงไม่ได้ฝันหรือเพ้อเพราะพิษจิ้งจอกเงินเป็นอันขาด ทว่าคำตอบนั้นมีอยู่ในใจข้าอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

“พัดพรายเพลิง”

เจ้ามังกรศิลาขยับหัวแล้วว่า

“จงเป็นเช่นนั้น”

แล้วพัดพรายเพลิงก็พุ่งเข้าหามือขวาของข้าทันควัน บังเกิดลมลึกลับพัดโหมใส่ตัวข้ารวดเร็ว ก่อนที่พัดพรายเพลิงจะคลี่กางออกเองแล้วบินวนรอบกายข้าราวกับจะหยอกล้อเจ้านายใหม่ มันพุ่งไปยังทางออกของปากถ้ำ ข้าเร่งจ้ำฝีเท้าตามติดรวดเร็วเกรงว่าอาวุธใหม่จะหลุดจากมือ

พัดพรายเพลิงร่อนออกจากปากถ้ำเหินลอยลำสู่ท้องนภาราวกับนกกระเรียนโบยบินเริงร่า มันร่อนฉวัดเฉวียนราวกับยินดีปรีดาสนุกสนานอยู่ชั่วขณะแล้วจึงกลับมาบินวนรอบตัวข้าอีกครั้ง ข้ายืนอยู่กลางสระดอกบัวหน้าม่านน้ำตก สุดอัศจรรย์ในสิ่งซึ่งประจักษ์อยู่ พัดพรายเพลิงขยับคลี่เข้าคลี่ออกราวกับจะทักทายข้า

“พัดพรายเพลิง”

พอสิ้นคำพูดข้า พัดพรายเพลิงขยับโบกขึ้นลงแล้วจึงปรากฏเปลวไฟเป็นรูปนกกระเรียนเหินหาวถลาเฉียดผืนน้ำก่อไอฟุ้งรวดเร็วก่อนจะหายไป ข้ามิอาจยับยั้งความดีใจไว้ได้ก็ร่ายรำตามกระบวนวิชาพัดเสี้ยวจันทรา ผืนน้ำโดยรอบแต่เดิมนิ่งสงบกลับค่อยๆจับตัวขึ้นเป็นมัจฉาใหญ่น้อย พัดพรายเพลิงขยับลอยตามท่าร่ายรำสะบัดมือ แล้วจึงเสกภูตพรายนกกระเรียนออกมาละเล่นกับมัจฉาน้ำเป็นที่สนุกสนาน


ฝ่ายหยางเย่ถิงเมื่อหน่วยลาดตระเวนเขตแดนเฉินชิงหลุนแจ้งมาว่าปรากฏมีกลุ่มคนชุดแดงมีท่าทีพิรุธ คิดจะฝ่าด่านค่ายกลอาคมเข้ามาในเฉินชิงหลุนเป็นที่ผิดสังเกต ด้วยเฉินชิงหลุนไม่ใช่สถานที่ที่คนภายนอกจะเห็นได้โดยง่าย อีกทั้งทำเลที่ตั้งอยู่ห่างไกลชุมชนบนเทือกเขาใหญ่ หากมิใช่ผู้มีวิชายุทธ์จะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีสถานที่นี้ซ่อนอยู่ในแมกไม้ป่าเขา อีกทั้งเจิ้งอู๋จินที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศคนสำคัญได้ลองรอบสังเกตเฝ้าดูศัตรูทั้งนั้นแล้วมีลักษณะคล้ายคนพรรคโคมแดง อีกทั้งมีวิชายุทธ์ไม่ผิดจากพรรคมารร้ายหมายจะจู่โจมเฉินชิงหลุนเป็นแน่ ก็สั่งให้ระดมไพร่พลมาช่วยกันยับยั้งศัตรูมิได้ทำลายค่ายกลได้ ด้วยสถานที่นี้มีความสำคัญต่อพรรคคมเบญมาศ เจิ้งอู๋จินผู้เดียวรู้ว่าไม่เพียงเป็นแหล่งพำนักใกล้เมืองฉางอันเท่านั้น ทว่าภายในถ้ำมังกรศักดิ์สิทธิ์มีสิ่งของสำคัญจำเป็นต้องรักษาไว้

เมื่อมีศัตรูบุกเข้ามาเช่นนี้เจิ้งอู๋จินจึงแนะหยางเย่ถิงให้ทุ่มสรรพกำลังต้านทานไว้สุดความสามารถ ด้านหนึ่งก็เร่งแต่งจดหมายส่งไปยังเทือกเขาเทียนซานโดยเร่งด่วนเพื่อขอกำลังหนุน ครั้นออกรับศัตรูอยู่ชั่วระยะหนึ่ง เจิ้งอู๋จินก็กล่าวอย่างคนมากประสบการณ์ว่า

“พรรคมารโคมแดงนี้มีสมญานามว่า ฆ่าจนตัวตาย ไม่เคยปรากฏว่าจะละเว้นชีวิตผู้ใดมาก่อน ทว่าการณ์วันนี้ยามตัวเป็นต่อแทนที่จะสังหารคนพรรคคมเบญจมาศ กลับปล่อยคืนมาเป็นที่น่าสงสัยประการหนึ่ง ประการสองทั้งที่อีกฝ่ายมีกำลังมากมายปานนั้นก็มิได้คิดจะข้ามเขตอาคมเข้ามา ทำแต่เพียงผลัดกันทำทีจะบุก ต่อฝ่ายเรายิงเกาทัณฑ์โต้กลับก็ถอนออกห่างไปอย่างลิงโลดใจ ประการสามทุกชั่วยามจะมีกองกำลังบุกเข้ายังทิศทางต่างๆ ประกอบด้วยสี่ทิศ ผลัดวนกันไปกระทั่งใกล้พลบค่ำเช่นนี้ ไม่ทราบว่าคุณชายรองยังจะเห็นพ้องสงสัยเช่นเดียวกับข้าพเจ้าหรือไม่”

“ประพฤติพรรคมารมีลับลมคมในเช่นเจิ้งอู๋จินท่านกล่าวชี้แนะทุกประการ ข้าจะกล่าวปรึกษาท่านในข้อนี้อยู่ก็พอดีกับท่านกล่าวขึ้นมาก่อน หรือว่าจะเป็นกลอุบายอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ทราบ” หยางเย่ถิงถามกลับ

เจิ้งอู๋จินก่อนหน้ามิเคยแย้มพรายนับแต่พวกพรรคมารโคมแดงบุกก็คลี่ปากออกแล้วว่า

“ข้าพเจ้าเห็นว่าคุณชายรองควรจะวางใจ และฝากการณ์รับศัตรูไว้ในมือข้าพเจ้าสักชั่วยามก่อนเถิด ด้วยเกรงว่าบัดนี้เหล่านางคณิกาแห่งอวี้หงหยวนทั้งหลายนั้นคงตื่นตกใจเสียงกลองรบไม่มากก็น้อย ข้าพเจ้าขอฝากธุระปลอบขวัญไว้ในมือคุณชายท่าน ไม่ทราบว่าจะทำการได้หรือหาไม่”

“ข้า...”

“นับแต่รุ่งอรุณจวนใกล้พลบค่ำแล้วข้าวปลาสักมือหนึ่งฝ่ายเราก็มิได้จัดหานำส่งแก่นางทั้งนั้น มิคร่ำครวญร่ำร้องทนทรมานอยู่หรือ ก็การณ์ด้านนี้มิได้หนักหนาเช่นเราสองพะวงเช่นแรกต้นแล้วจงวางใจเถิด คุณชายหยางเย่ถิง” เจิ้งอู๋จินพยายามโน้มน้าวจนหยางเย่ถิงยินยอมแล้วไปปฏิบัติตาม

ต่อจัดคนนำข้าวปลาอาหารมาสู่สระเสี้ยวเบญจมาศในยามใกล้ค่ำก็หาปะหยวนอวี้ฟ่านไม่ อีกทั้งสาวใช้คนสนิทนามว่าหลี่เม่ยก็มาหายตัวไปไม่ปรากฏดุจตัวนาย หยางเย่ถิงเห็นความผิดปรกติ จึงสั่งบ่าวไพร่ออกตามหาในบริเวณโดยรอบ หวั่นเกรงภยันตรายไม่คาดคิด กระทั่งหยางเย่ถิงออกตามหามาถึงอาณาเขตสระดอกบัวหน้าม่านน้ำตกในดงป่าไผ่ เวลานั้นใกล้สิ้นแสงพระอาทิตย์ เงากายคนผู้หนึ่งดำผุดดำว่ายอยู่กลางสระ คงไม่พ้นเป็นใครอื่นไปได้นอกจากหยวนอวี้ฟ่าน ชั้นแรกตั้งใจจะตะโกนด่าทอให้อับอายว่า บาดเจ็บอยู่มิเจียมตัวยังแล่นมาที่นี้ ครั้นพิจารณาโดยถี่ถ้วนด้วยสายตา กายนั้นมิได้อรชรเช่นสตรี ทว่าแผ่นหลังกว้างไหล่หนาอุดมกำยำ

“หยางเย่ถิงพี่ท่าน”

คุณชายรองหยางหันขวับตามเสียงเรียกก็ปะเข้ากับสตรีนางหนึ่ง เมื่อจำใบหน้าและทรวดทรงได้ หยางเย่ถิงก็พยักหน้าตอบรับ
“น้องหญิง ไยปรากฏตัวยังเฉินชิงหลุนแห่งนี้ พี่ใหญ่ตามหาเจ้าแทบพลิกแผ่นดินต้าถัง”

หยางกุ้ยเฟยยิ้มเล็กน้อย แล้วว่า

“ท่านพี่มาแอบมองสตรีเล่นน้ำหรือ ช่างน่าประหลาดใจนัก”

เมื่อหยางเย่ถิงหันกลับไปยังสระดอกบัว ผิวกายขาวกระจ่าง ทาบทับด้วยผมยาวสยายนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากน้องสาวของเจ้าสำนักอวี้หงหยวน หยวนอวี้ฟ่านกำลังเดินขึ้นมาจากสระดอกบัวอย่างไร้ยางอาย

“ท่านมาลักลอบดูเรือนร่างข้าพเจ้าตั้งแต่เมื่อใดหรือเจ้าคะ คุณชายรองหยาง หากข้าเก็บเงินค่ามองก็คงได้เงินทองเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวเชียว”


*****************************

พูดคุย

กลายเป็นว่าโป๊ะซะเอง555
เกือบไม่รอด จะโป๊ะ หรือจะ โป๊ เอาดีๆ 55

จับผิดเก่งงง
เรียกว่า กิ่งทองใบหยก เอ้ยๆๆ ไม้เบื่อไม้เมากันเลยทีเดียวสองคนนี้ 555


   
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 8 [17/11/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 17-11-2019 18:51:12
ไม้เบื่อไม้เมาที่แท้ทรู
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 8 [17/11/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 17-11-2019 23:20:20
 :3123: :pig4: :3123:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 9 [2/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 02-12-2019 13:50:21
บทที่ 9


   
แท้จริงแล้วหยางกุ้ยเฟยทำทีฝากฝังทำงานกับข้า คงหวังจะเข้าไปสืบข่าวคราวภายในสำนักอวี้หงหยวนมิผิดไปจากนี้เป็นแน่ นางไม่เคยพบข้าในสภาพหยวนอวี้ฟ่านมาก่อนจึงทำแต่เพียงปรายตามองแต่เท่านั้น ทั้งนี้แม่นางหยางจะสืบเสาะความลับภายในอวี้หงหยวนมาได้มากเท่าใดมิอาจล่วงรู้ได้

หยางเย่ถิงมองสภาพเนื้อผ้าแนบเรือนร่างข้าเพียงชั่วลมหายใจ สายตาก็บ่งชัดมาคำหนึ่งว่า ไร้ยางอาย อย่างโจ่งแจ้ง ข้าทำได้แต่เพียงแสร้งเอามือป้องปากหัวเราะขบขันในกิริยาคุณชายรองแทนที่จะปิดบังส่วนเร้นลับอื่น หยางกุ้ยเฟยยกยิ้มแต่ไม่ได้ว่ากล่าวสิ่งใดก็ชักชวนพี่รองกลับไปสนทนายังเรือนรับรอง

หลังจากคนทั้งสองลับหายไปแล้ว ข้าจึงเร่งกลับสู่หอเปลื้องอาภรณ์ ปะเข้ากับหลี่ปิงหวนถือโคมไฟหน้าตาแดงก่ำราวกับโกรธแค้นผู้ใดอยู่แต่มิได้ซักอีกฝ่าย ด้วยมีข้อร้อนใจสำคัญยิ่งจำจะต้องแก้ไขโดยฉับพลัน
 
อวี้หงหยวน มองจากสายตาคนนอกไม่ต่างจากสำนักนางโลมลือชื่อ ทว่าทำเลที่ตั้งเหมาะสมสำหรับปกป้องคุ้มกันเมืองหลวงจากภัยพาลอย่างชั้นยอด ไม่ต่างจากฉางอันมีกำแพงเมืองและเหล่าทหารคอยคุ้มกันฝ่ายยุทธศาสตร์ อวี้หงหยวนประดุจหอคอยผู้พิทักษ์ฝ่ายยุทธภพ

การอันหยางกุ้ยเฟยตบตาข้าด้วยคำลวงหมายใจเข้าสู่อวี้หงหยวนนี้ นางคงจะระแคะระคายความไม่ชอบมาพากลมาบ้างเป็นแน่ หาไม่แล้วคงไม่ยินยอมทำทีสมัครใจเข้าทำงานเป็นนางคณิกา ปั้นแต่งวาจาว่าถูกคนพรรคมารล้างผลาญครอบครัว ล้างผลาญประสาอะไรเล่า ไอ้เจ้าหยางเย่ถิงยังดำรงตนก่อกวนอารมณ์ข้าอยู่เช่นนี้ โกหกทั้งเพ ข้าช่างหูเบาประมาทเลินเล่อนัก ข้อควรระวังแม่นางหยางนั้นข้าเฝ้าขบคิดเห็นว่าจะรู้แจ้งได้สามประการ

ประการหนึ่งหากหยางกุ้ยเฟยแจ้งความลับแล้วบอกกล่าวหยางเย่ถิงว่ากองทัพพรรคมารนั้นหาใช่ตัวจริงไม่ เป็นแต่เพียงคนของสำนักอวี้หงหยวนปลอมมาเท่านั้น จงสังเกตดูว่าฝ่ายพรรคคมเบญจมาศไม่คิดออกสู้แล้วให้หัวหน้าสีฝูเหยาล่าถอยกลับไปทันที

ประการสองเว้นแต่หยางกุ้ยเฟยยังสืบเสาะสิ่งใดมิได้ความก็จงดำเนินการโจมตีดึงความสนใจต่อไปตามแผนเดิม

ประการสามหากเป็นกลลวงคือหยางกุ้ยเฟยล่วงรู้ความลับของสำนักอวี้หงหยวน แท้จริงคือที่ทำการพรรคเสี้ยวจันทรา แต่กำชับให้หยางเย่ถิงออกคำสั่งป้องกันอยู่ จงให้หัวหน้าสีคุมคนคุกคามดังเดิม แลข้าจะเชื้อเชิญหยางเย่ถิงมาล้วงความลับด้วยตนเอง

สุดท้ายเหตุการณ์กลับกลายเข้าตามข้อคาดหมายประการสอง แต่มิอาจตัดข้อสงสัยประการสามลงได้ ข้าจึงทำทีให้หลี่ปิงหวนลงไปเชิญหยางเย่ถิงเข้ามาพบ ทว่าจู่ๆเจ้าคุณชายรองผู้นั้นกลับทำเป็นเล่นตัวบอกว่าติดภาระหน้าที่สำคัญคุมคนออกรับพรรคมาร

กระทั่งเหตุการณ์ล่วงผ่านไปในวันที่สาม หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอในสภาพหญิงคณิกาก็วิ่งกระหืดกระหอบแทบสะดุดชายกระโปรงเข้ามาด้วยหน้าตาตื่น หลังจากแสร้งนำสุราเทียนจื่อซานลงไปปรนเปรอเหล่าผู้มีวิชายุทธ์ที่ต่างคร่ำเคร่งออกรับการก่อกวนของหัวหน้าสีฝูเหยา หวังสืบข่าวคราว

“มิได้การแล้ว ขอรับ ประมุขหยวน” ปิงหวนคำนับแล้วร้องแจ้ง

“เกิดสิ่งใด ปิงหวน” ข้าร้องทักจากสระน้ำสะท้อนแสงจันทรา

“เจิ้งอู๋จินจะขอเข้าพบประมุขท่าน ขณะนี้รั้งรออยู่ที่เชิงบันไดหิน” หวังเป่าเหออธิบายเพิ่มเติม

เหตุใดที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศจึงบังเกิดมีธุระปะปังสนทนาด้วยข้าในยามนี้ คนที่ข้าประสงค์พบปะหาใช่คนผู้นี้ไม่ หรือความลับทั้งปวงเกิดแตกขึ้นมาแล้ว เจิ้งอู๋จินจึงมาเจรจาความต่อรองเงื่อนไข ด้วยหากมิใช่สาระสำคัญ บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นคงเป็นผู้ช่วยคุมกำลังคนออกรับเหล่าพรรคมารโคมแดงตัวปลอม มากกว่าจะมาเสียเวลาเจรจากับข้า

“หากปฏิเสธไม่ให้เข้าพบจะผิดสังเกตมีพิรุธ ครั้นจะให้ผู้มีวัยวุฒิพ่วงตำแหน่งระดับสูงแห่งพรรคคมเบญจมาศเข้าสนทนาตัวต่อตัว ข้าเกรงจะพลาดพลั้งเผลอสำแดงท่าทีเกินกว่าหญิงคณิกาสามัญ ดุจเดียวกับคราวหยางเย่ถิงจับสังเกตได้ ฉะนั้นจะปัดออกไปก็ไม่มีเหตุผลอื่น ข้าจะขอตัวเจ้าสองคนไว้อยู่ร่วมวงสนทนา หากข้าบังเกิดกล่าวความไม่ควรแพร่งพรายใดจงเร่งขัดโดยทันที ดูทีหรือว่าเจิ้งอู๋จินจะมาด้วยธุระใด ยามนี้ใกล้ครบหนึ่งเค่อแล้วข้าจะขึ้นผลัดผ้า จากนั้นเจ้าจงเชิญเจิ้งอู๋จินเข้ามาเถิด”

หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอต่างทำหน้าไม่สบายใจ แล้วจึงแล่นลงไปรับเจิ้งอู๋จินขึ้นมา ระหว่างทางก็สนทนาซักถามการข้างออกรับคนพรรคมารไม่ให้การสนทนาเงียบงัน

เจิ้งอู๋จินแสดงท่าทีคำนับข้าแล้วกล่าวว่า

“นับแต่หยวนอวี้ฟ่านท่านถูกช่วยพามารักษาตัวยังเฉินชิงหลุน สักครั้งหนึ่งข้าพเจ้าก็มิได้เยี่ยมเยืยนไต่ถามทุกข์สุขความเป็นอยู่ ว่าจะเดือดเนื้อร้อนใจที่ใดบ้าง”

“ข้าพเจ้าเป็นสุขดี บุญคุณครั้งนี้ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืม หากสบโอกาสทดแทนคุณได้แล้วจะไม่ประวิงนิ่งเฉยเป็นเด็ดขาด” ข้าตอบด้วยถ้อยคำสำรวม ทว่าสายตาพยายามจับผิดกิริยาอื่นใดอันแอบแฝงไว้ใต้ถ้อยคำทั้งปวง

เจิ้งอู๋จินยิ้มเพียงเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

“เรื่องบุญคุณต้องทดแทนนั้น หยวนอวี้ฟ่านท่านอย่าคิดให้เป็นข้อกังวล พวกเราพรรคคมเบญจมาศผดุงคุณธรรม ช่วยเหลือคนอ่อนแอตกทุกข์ได้ยากมามากมาย สักหนหนึ่งจะคิดทวงบุญคุณนั้นไม่เคยพบเหตุเช่นท่านว่ามา เสมอการณ์นี้อย่างเดียวกัน”

“ข้าพเจ้ามิบังอาจ หากฝ่ายพรรคคมเบญจมาศประสงค์ฝีมือข้าพเจ้าแล้ว สุดหล้าฟ้าไกล เว้นแต่ดาวเดือนบนท้องนภา หยวนอวี้ฟ่านจะเร่งดั้นด้นเสาะหาโดยไม่ย่อท้อเด็ดขาด” ข้ารินสุรามอบให้เจิ้งอู๋จิน ที่ยามนี้ยิ้มแย้มอารมณ์ดีจนข้าไม่อาจคาดคะเนความในใจของอีกฝ่ายได้

“เช่นนั้นแม่นางและสาวรับใช้ผู้ติดตามทั้งปวงต่างล้วนมีวรยุทธแน่แท้ไม่จำเป็นต้องสืบหาความ ทว่าแหล่งสำนักปรมาจารย์ใดเป็นสถานฝึกวิชาให้แด่พวกท่านนั้น ข้าเจิ้งอู๋จินขอไม่ละเมิดรบกวนถาม ใต้หล้ามีคนชั่วปะปนอยู่ท่ามกลางคนดี หวังว่าแม่นางหยวนจะร่ำเรียนวิชาเพื่อใช้กำจัดคนชั่วรักษาคุณธรรมให้แผ่นดินต้าถังสงบสุข”

“เจ้าค่ะ” ข้ายกจอกสุราดื่มพร้อมรับคำหนักแน่น

“เหตุข้าขอเข้าพบแม่นางหยวนนั้นลุล่วงไปประการหนึ่งซึ่งข้อซักถามทุกข์สุข ทว่ายังมีเรื่องสำคัญอีกประการ ข้าน้อยพิจารณาบาดแผลพิษจิ้งจอกเงินเห็นว่าปากแผลเริ่มสมานกันดีกว่าเมื่อสามวันก่อนแล้ว ข้าน้อยขอตรวจชีพจรท่านสักชั่วครู่เถิด”

ข้ายื่นข้อมือให้เจิ้งอู๋จิน อีกฝ่ายจับเส้นชีพจรแล้วก็โปรยยิ้มเช่นเคย แล้วว่า

“นับแต่นี้หยวนอวี้ฟ่านท่านสามารถยืดระยะเวลาลงสระเพื่อรักษาตัวจากเวลา 1 เค่อ เป็น 1 ชั่วยาม หลายวันมานี้แม่นางหยวนคงลำบากมิใช่น้อย” ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศยอมยกจอกสุราขึ้นดื่ม ข้าเห็นหลี่ปิงหวนอมยิ้มดีใจแทนข้าเช่นนั้นแล้วจึงได้แต่บอกขอบน้ำใจ

“เว้นแต่ธาตุในกายอวี้ฟ่านท่านไม่สมดุลเท่าที่ควร เป็นเหตุมาจากลงรักษาตัวในสระเสี้ยวเบญจมาศติดต่อกันเป็นเวลานาน จนก่อให้ธาตุน้ำมีมากกว่าธาตุอื่นๆ ผู้ใช้สระเสี้ยวเบญจมาศรักษาย่อมจะต้องเผชิญภาวะเช่นนี้เสมอ ข้าพเจ้าพอมีวิชาความรู้ปรับสมดุลธาตุอยู่ ไม่ทราบว่าแม่นางจะยินยอมทำตามหรือไม่”

ปิงหวนและเป่าเหอพยักหน้าให้ข้ารีบรับคำโดยเร็ว ข้าไม่เห็นว่าจะมีหลุมพรางใดแอบแฝง แต่จะรับปากโดยไม่คิดไตร่ตรองถี่ถ้วน เกิดอีกฝ่ายเสนอวิธีพิศดาร ข้าคงไม่อาจถอนคำพูดได้ก็ทำแต่เพียงกล่าวแบ่งรับแบ่งสู้

“อาการพิษจิ้งจอกเงินทุเลาลงนั้นจริงอยู่ แต่ข้าพเจ้าเป็นสตรี ร่างกายมิได้แข็งแกร่งดุดันเท่าบุรุษ หวั่นเกรงจะใช้วิธีปรับสมดุลธาตุเสมอบุรุษนั้นมิได้ ด้วยเดิมทีต้องอาศัยถ่ายทอดลมปราณ โยกย้ายธาตุจากสรรพสิ่งเข้าเสริมทดแทนให้เหมาะสม ข้าพเจ้าเกรงจะมิอาจรับไหว”

“จริงอยู่ว่าท่านเป็นสตรีจึงมิอาจใช้วิถีปรับสมดุลธาตุอย่างบุรุษ ทว่าท่านอาศัยอยู่ในสำนักหอคณิกาอันดับหนึ่งด้วยแล้ว ย่อมจะเคยได้ยินผงชนิดหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า ผงราคะไฟ

ข้าแสร้งยกมือป้องปากหัวเราะขำขัน ก่อนจะลักลอบส่งสัญญาณให้หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอตระเตรียมตัว หากเจิ้งอู๋จินมีท่าทีรู้ฐานะแท้จริงของข้า ก็อย่าได้รอช้าจู่โจมในทันที

“ข้าพเจ้าย่อมจะเคยได้ยินผงชนิดนั้นอยู่บ้าง” ข้าพยักหน้ารับเชื่องช้า

เจิ้งอู๋จินหยิบห่อกระดาษสีขาวผูกเชือกทั้งสี่ด้านวางลงบนโต๊ะระหว่างเราทั้งสอง แล้วว่า

“ข้าพเจ้าพบผงราคะไฟหล่นจากหมู่คนพรรคมารโคมแดงที่คิดจะบุกเข้ามาในเขตเฉินชิงหลุนเมื่อไม่กี่วันก่อน เพียงแต่เปิดดูก็ล่วงรู้ได้ว่าเป็นผงชนิดนั้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีอื่นใดพิสูจน์ ในยุทธภพต่างรู้ดีว่า พรรคมารโคมแดงนิยมใช้ผงราคะไฟบำบัดธาตุทั้งสี่ให้สมดุล การอันข้าพเจ้าพบห่อผงดังกล่าวจึงไม่ได้ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ หนำซ้ำยิ่งทำให้แน่ใจขึ้นไปอีกว่า ศัตรูซึ่งรบกวนเฉินชิงหลุนอยู่คือเหล่าพรรคมารโคมแดงแน่แท้”

“เช่นนั้นเจิ้งอู๋จินหมายจะให้ข้าพเจ้าอาศัยผงราคะไฟบำบัดธาตุแทนหรือ” ข้าถามกลับราวกับไม่ล่วงรู้เจตนา

“มิได้ ท่านฝึกวิชาวรยุทธย่อมทราบดีว่า การอาศัยผงราคะไฟบำบัดธาตุย่อมจะเปิดโอกาสให้จิตมารเข้าแทรกได้ง่าย ในเมื่อโทษมีมากกว่าคุณเช่นนี้ ข้าน้อยย่อมจะไม่มีทางแนะวิธีนี้ให้ท่านใช้เด็ดขาด”

เมื่อในที่สุดเจิ้งอู๋จินยอมเปิดปาก ข้าจึงไม่แปลกใจเลยว่า เหตุใดนับแต่ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศพบหน้าข้าจึงมีสีหน้ายิ้มแย้มเช่นปรากฏอยู่นี้โดยตลอดเวลา

“หากแต่เป็นวิธีปรับหยินด้วยหยาง ควบคุมสมดุลพลังแห่งธรรมชาติ แม่นางหยวนคือตัวแทนหยิน และคุณชายรองยินยอมเป็นตัวแทนหยาง เพื่อช่วยท่านในการนี้”

“ข้าไม่...” ยังไม่ทันปริปากปฏิเสธ สายลมก็พัดพาพร้อมการปรากฏตัวของหยางเย่ถิง ณ ชานพักหอเปลื้องอาภรณ์ ใบหน้าถือดีอย่างคนเหนือกว่า คงคิดว่าข้าไม่กล้ากระทำหรือ ดังนั้นข้าจึงกลืนคำปฏิเสธกลับลงท้องทันที

“ในเมื่อเจิ้งอู๋จินท่านเป็นธุระแจ้งวิธีรักษาธาตุในกายข้าพเจ้าด้วยตนเองเช่นนี้ อีกทั้งคุณชายรองมีน้ำใจยื่นมือเข้าช่วย แม้นเฉินชิงหลุนอยู่ในช่วงเวลาเดือดร้อนก็ตามที ข้าพเจ้านี้มีหรือที่จะกล้าปฏิเสธได้”

 ข้าแสดงกิริยาคำนับอย่างยินดีทว่าภายในพ่ายแพ้สิ้นท่า หากไม่ห่วงว่าจะต้องชิงพัดพรายเพลิงมาให้ได้ก่อน ข้าคงจะออกอาวุธตีฝ่าออกไปให้รู้ดีรู้ชั่วกันในวันนี้เป็นแน่ เพราะว่าวิธีปรับหยินด้วยหยางนั้นมองอย่างไรก็ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดพลังลมปราณให้แก่กันเท่านั้นแน่ แต่...

“เรียนถามแม่นางหยวน ท่านกำเนิดภายใต้สำนักอวี้หงหยวน อีกทั้งครองตำแหน่งนางคณิกาโฉมงาม ท่านคงไม่มองว่าข้าน้อยดูหมิ่นท่านให้รักษาธาตุด้วยวิธีนี้ หากแต่มีความหวังดีเป็นที่ตั้ง การปรับพลังหยินหยาง ก็คือ ปรับพลังเพศหญิงด้วยเพศชาย คุณชายรองหยางมีคุณสมบัติรูปงามมิได้ขาดตกบกพร่องแต่ประการใด หากตกลงปลงใจแล้วอวี้ฟ่านท่านอย่าได้นึกโกรธเคือง”

เจิ้งอู๋จินยิ่งพูดก็เหมือนยิ่งซัดวิชาลึกลับใส่ข้าให้ล้มหงายหลังทั้งยืน ปิงหวนและเป่าเหอแทนที่จะหน้าซีดหวั่นเกรง กลับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เล่นหูเล่นตาใส่หยางเย่ถิงสลับกับเจิ้งอู๋จินเป็นที่เพลิดเพลินตา หากเจาะจงสาระสำคัญอันเจิ้งอู๋จินต้องการจะบอกโดยทางอ้อมนั้น ไม่พ้นว่าข้าจะต้องร่วมสวาทกับหยางเย่ถิงเพื่อบำบัดธาตุในกายให้สมดุล และเจ้าคุณชายรองนั่นก็เห็นดีเห็นงามเสียด้วย

หรือข้าจะตัดใจไม่เอาพัดพรายเพลิงแล้วลักลอบหนีไปก่อนที่จะต้องเสียตัวให้หยางเย่ถิง เพียงแค่สบตาเจ้าคุณชายรองพูดน้อยเย็นชาก็รู้สึกเสียววาบไปทั่วเรือนร่าง

อันที่จริง นี่อาจเป็นวิถีทางเดียวที่ข้าจะได้พัดพรายเพลิงมาครอบครอง ดังเช่นคำมังกรศิลากล่าวไว้ว่า ยามใดหยางและหยวนรวมใจเป็นหนึ่ง ยามนั้นท่านจะได้ทุกสิ่งสมความมุ่งมาดปรารถนา

   
****************************************

พูดคุย

ไม้เบื่อไม้เมาที่แท้ทรู
555+ คู่สร้างคู่สม ฟ้าประทาน เลยทีเดียวเชียว

:3123: :pig4: :3123:
ขอบคุณขอรับ



หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 9 [2/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 03-12-2019 03:55:23
ต้องมีฉากอัศจรรย์เป็นแน่แท้ อิอิ
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 9 [2/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 03-12-2019 08:52:33
 :z1:

 :L2: :pig4: :L2:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 9 [2/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 09-12-2019 02:39:26
ยังไงละๆ
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 9 [2/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: Toon_TK ที่ 13-12-2019 03:05:20
ติดตามค่าาาา
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 10 [18/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 18-12-2019 11:53:59
บทที่ 10



หยวนหลงซานย่อมรู้ดีว่า ยามหวนคืนร่างบุรุษสมดุลธาตุจะกลับสู่ภาวะปกติ หาจำเป็นต้องอาศัยน้ำใจจากหยางเย่ถิงไม่ ทว่าการอันข้ารับคำเจิ้งอู๋จินก็เพราะหวังจะได้ครอบครองพัดพรายเพลิง หลังจากหยางเย่ถิงกลับไปป้องกันการรุกรานของเหล่าพรรคมารปลอมแล้ว ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศก็เชื้อเชิญข้าให้เดินสนทนาไปตามทางเดินศิลาเบื้องหลังหอเปลื้องอาภรณ์ โดยร้องขอมิให้ปิงหวนและเป่าเหอติดตามรับใช้ด้วยมีข้อความสำคัญจะว่ากล่าวกับข้าเป็นการส่วนตัว

ข้านึกว่าการอันเจิ้งอู๋จินควรกล่าวเป็นการส่วนตัวนั้นสมควรเป็นเรื่องข้าต้องยอมนอนกับหยางเย่ถิงต่างหากเล่า ทว่าถ้อยความหลังจากเดินคู่เคียงผ่านเงาไม้และคบไฟมาได้สักระยะบ่งบอกว่าสำคัญจริงดังว่า

“ข้าพเจ้าขออภัยแทนคุณหนูกุ้ยเฟย”

ข้าชะลอฝีเท้าแล้วถามกลับว่าหมายถึงเรื่องราวใด เจิ้งอู๋จินละกิริยาคำนับแล้วอธิบายด้วยสีหน้าสำนึกผิด

“การอันคุณหนูกุ้ยเฟยแอบอ้างตบตาพี่ชายท่านเข้าไปทำงานในอวี้หงหยวนนั่นแล้วเป็นความผิดทั้งปวง ทั้งนี้ล้วนเป็นคำสั่งข้าพเจ้าหาใช่ความผิดโดยตรงของคุณหนูไม่”

ข้าบังเกิดโทสะแต่ต้องระงับไว้ ทำทีเป็นสับสนงุนงงประหนึ่งมิได้รู้เรื่องราวตบตาทั้งหลาย

“หลงซานพี่ท่านมิได้ว่ากล่าวสิ่งใดแก่ข้าพเจ้ามาก่อน แต่การเจิ้งอู๋จินยอมรับผิดโดยซึ่งหน้าข้าพเจ้าเช่นนี้ คำขอโทษนั้นข้าพเจ้าจะถือเป็นธุระนำส่งให้ถึงพี่หลงซานเป็นแน่แท้”

“มิได้” เจิ้งอู๋จินส่ายหน้า แล้วกล่าวต่อไปว่า “คำขอโทษต่อพี่ชายท่านนั้นข้าพเจ้าจะต้องว่ากล่าวด้วยลิ้นตัวเองไม่ขอไหว้วานอวี้ฟ่านเป็นทูตปากเอก ประการหนึ่งข้านี้ได้รับมอบหมายจากประมุขหยางให้มาควบคุมดูแลเฉินชิงหลุนสักชั่วระยะหนึ่งได้ ภายหลังจึงทราบว่าเหตุอันประมุขส่งข้าพเจ้ามายังที่แห่งนี้มีความสำคัญอยู่ ครั้นทราบความสำคัญแล้วจึงคิดหาหนทางจะฟื้นฟูยุทธภพให้กลับคืนความสงบดังเดิม แผนการนั้นข้าพเจ้าขอละไว้ไม่ขอแพร่งพรายให้อวี้ฟ่านท่านทราบโดยละเอียด แต่จะขอกล่าวเฉพาะใจความสำคัญอันพัวพันต่อตระกูลหยวน ซึ่งว่าตามตำนานเมื่อเนิ่นนาน ยุทธภพมีสำนักปรมาจารย์ลือชื่ออยู่แห่งหนึ่งนามว่า เฉินชิงหลุน เหล่าตระกูลใหญ่น้อยทั่วแผ่นดินต่างส่งบุตรชายและหญิงเข้าร่วมฝึกวิชาเป็นจำนวนมาก แต่ตระกูลซึ่งปรากฏฝีมือโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์นั้นมีเพียงสองตระกูล วานอวี้ฟ่านท่านลองคาดเดาดูเถิดว่าจะเป็นตระกูลใด”

ข้ามิได้มีนิสัยชอบคิดเข้าข้างตนเอง แต่คำถามของเจิ้งอู๋จินครานี้ข้าขอยึดอุปนิสัยดังว่าตอบเป็นคุณต่อตระกูลหยวนสักคราคงไม่ใช่กิริยาโอ้อวดจนเกินไปแต่อย่างใด

“สกุลหยวนหรือเจ้าคะ”

เจิ้งอู๋จินพยักหน้ายิ้มพอเป็นรางวัลสำหรับคำตอบอันถูกต้องแล้วว่า

“แลอีกชื่อตระกูลหนึ่งนั้นหยวนอวี้ฟ่านท่านย่อมพอจะเดาออกสอดคล้องกับคำข้าพเจ้าว่าคือ ตระกูลหยางแห่งเทียนซาน”
หลังจากการบุกช่วยเหลือข้าจากสำนักพิสูจน์อักษรได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ก็บ่งบอกแล้วว่าหามีตระกูลหยางแห่งไหนอีกที่จะปรากฏมีฝีมือโดดเด่นเป็นประจักษ์ได้อีกแล้ว ข้าแสร้งทำหน้าประหลาดใจให้คล้ายกับว่าคาดเดาผิดตามประสาสตรีด้อยประสบการณ์

“เรียนถามเจิ้งอู๋จิน ทั่วแผ่นดินต้าถังนี้มีครอบครัวสกุลหยวนไม่อาจนับได้ ข้าพเจ้าอาจเป็นคนตระกูลหยวนที่มิได้มีฝีมือโดดเด่นเช่นแต่ก่อน หนำซ้ำเป็นสตรี โชคดีได้ร่ำเรียนวรยุทธเพียงเล็กน้อยมิได้เชี่ยวชาญ จึงได้เสียทีพลาดพลั้งถูกพิษจิ้งจอกเงินเช่นนี้”
เจิ้งอู๋จินยิ้มแปลกๆอีกครั้งแล้วว่า

“ความอันคุณหนูกุ้ยเฟยรับคำไปทำการนั้นสมใจข้าพเจ้าอยู่ประการหนึ่ง”

ข้าได้แต่เดินไปตามหนทางมีลมพัดยามราตรีเป็นฉากหลัง รอคอยคำพูดอีกฝ่ายจนทุกสรรพสิ่งเงียบงัน หากวันนี้ฐานะแท้จริงของข้าถูกเปิดเผย คงไม่อาจมีหน้าไปพบบิดาและบรรพชนได้เป็นแน่ ประมุขพรรคเสี้ยวจันทราถูกปิดบังเป็นความลับมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมาพลาดพลั้งเสียทีแก่สตรีสกุลหยางเพียงคนเดียวนั้นข้าละอายใจนัก

“คุณหนูเล่าว่า ตระกูลหยวนแห่งอวี้หงหยวนนั้นมีหยวนหลงซานพี่ชายท่านดูแลสืบต่อมาหลายชั่วอายุคน บ่งชี้เป็นตระกูลหยวนเก่าแก่ครอบครัวหนึ่ง กิจการหอคณิกานี้มีมาเนิ่นนานนับแต่ก่อตั้งแผ่นดินต้าถัง ฉะนั้นสมัยสำนักเฉินชิงหลุนรุ่งเรืองเป็นสถานฝึกวิชานั้นตระกูลท่านย่อมถือกำเนิดขึ้นแล้ว แลเมื่อมินานนี้หออวี้หงหยวนมีประกาศใจความว่าประสงค์คัดสรรชายหนุ่มดวงชะตาราศีมังกรเข้าร่วมหอลงโรงกับอวี้ฟ่านท่านขึ้นมาอีก เป็นเหตุให้ข้าพเจ้านึกคิดได้ว่า คำประกาศิตแห่งถ้ำมังกรศักดิ์สิทธ์แห่งเฉินชิงหลุนซึ่งสลักไว้เหนือแท่นศิลากลางโถงถ้ำใต้ธารน้ำตกนั้นมีความหมายอย่างใด จึงเร่งใช้ให้คุณหนูกุ้ยเฟยนำไปสืบ และพบว่า...”

ข้าทำได้แต่แสร้งยิ้มหน้าชื่นตาบาน ทว่าใจหวั่นหวาดต่อคำพูดของเจิ้งอู๋จินเหลือประมาณ

“หยวนอวี้ฟ่านท่านมิได้ปรากฏอยู่ในรายชื่อนางคณิกาแห่งอวี้หงหยวน”

ข้าตระเตรียมใช้วิชาสะกดจุดให้อีกฝ่ายไม่ทันระมัดระวังตัว ด้วยระยะซึ่งข้าเดินตามหลังเจิ้งอู๋จินเช่นนี้เหมาะสมนัก

“แม่นางอวี้ฟ่านยังเป็นสาวบริสุทธิ์ใช่หรือไม่”

“ข้า...”

“ท่านคงไม่เคยได้ยินประกาศิตแห่งถ้ำมังกรสำนักเฉินชิงหลุนเบื้องล่าง”

ณ เชิงผาจุดซึ่งเราสองชะลอฝีเท้ายืนอยู่แลเห็นสายน้ำตกกระทบลงกลางสระสัตตบงกชชัดเจน

“ข้าพเจ้าขอแจ้งให้แม่นางหยวนทราบใจความถึง หยางและหยวนรวมใจเป็นหนึ่ง เพื่อความสุขสงบของยุทธภพ อีกทั้งช่วยบำบัดธาตุในกายท่านได้ ข้าพเจ้าขอเป็นตัวแทนประมุขพรรคคมเบญจมาศว่ากล่าวขอบน้ำใจและยินดีจะเป็นเถ้าแก่สู่ขอท่านตบแต่งเป็นฮูหยินรองสกุลหยางในคราวเดียวกัน”

สติปัญญาข้าดูราวกับว่าถูกกระทบกระเทือนอย่างสาหัส เพียงการรับคำร่วมรักกับหยางเย่ถิงข้าก็สมยอมไปโดยคิดว่าคงเปลืองตัวแค่หนเดียวแลกกับพัดพรายเพลิง แต่นี่คิดจะขอข้าไปเป็นฮูหยินให้เจ้าคุณชายรองนั่นซ้ำอีก ไยชีวิตข้าช่างบัดซบเช่นนี้


ข้าดื่มสุราหนึ่งจอกก่อนจะกลับคืนเป็นร่างบุรุษยามอรุณรุ่ง ครั้นครบเวลาหนึ่งชั่วยามเพื่อรักษาตัวในสระเสี้ยวเบญจมาศแล้วจึงสั่งความให้ปิงหวนคอยสังเกตการณ์อยู่ ณ หอเปลื้องอาภรณ์ ข้าจึงหวนกลับไปยังถ้ำมังกรศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง และเห็นตัวอักษรจารึกข้อความสำคัญเช่นเจิ้งอู๋จินและมังกรศิลากล่าวไว้บนแท่นนั้น หยางและหยวนรวมใจเป็นหนึ่ง

เรื่องข้าต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหยางเย่ถิงนั้นพอทำใจได้โดยอาศัยร่างสตรีทำการ ส่วนการถูกสู่ขอไปเป็นฮูหยินของเจ้านั่นย่อมไม่อาจหลับหูหลับตาตอบรับได้โดยง่าย ข้าทำทีเป็นบ่ายเบี่ยงเรื่องนี้โดยยกหน้าที่ให้นางหยวนเกาเถียนเป็นคนตัดสิน เจิ้งอู๋จินดูเหมือนจะพอใจในการคำกล่าวแบ่งรับแบ่งสู้ก่อนจะขอตัวลาไป

พัดพรายเพลิงปรากฏเคียงคู่ดาบลมพัดพันสายชั่วครู่ก่อนจะหายลับไปพร้อมแสงสว่างซึ่งส่องมาตามช่องหิน ข้าคิดใช้พัดพรายเพลิงล้างอายที่ทำอาวุธประจำตระกูลเสียหาย แต่ข้อแลกเปลี่ยนนั้นมีราคาค่างวดสูงส่ง อีกทั้งไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า หากข้ามีความสัมพันธ์กับหยางเย่ถิงแล้วจะได้พัดพรายเพลิงมาสู่มือจริงตามถ้อยอักษรหรือไม่ ทุกสิ่งอย่างยังคงเป็นปริศนาและไม่อาจรู้แจ้งเหตุการณ์ภายภาคหน้า

หนทางออกมืดมนนัก ข้าจึงใช้การฝึกกระบวนวิชาพัดเสี้ยวจันทรากลบล้างความทุกข์ในใจ พอฝึกวิชาไปได้ชั่วระยะหนึ่ง เหลียงจินซึ่งข้ามิได้เห็นหน้านับแต่ถูกเกาทัณฑ์ชุบพิษจิ้งจอกเงินก็เดินเข้ามาทางปากถ้ำมังกรศักดิ์สิทธ์ พอข้าเห็นว่าเป็นเจ้าหนุ่มน้อยก็เข้าไปคว้าตัวมากอดไว้พร้อมกับถามอาการทั้งปวง

“ข้าน้อยหายบาดเจ็บเกือบเป็นปกติแล้วขอรับ บัดนี้หลงเหลือเพียงอาการปวดเมื่อยตามร่างกายเพียงเล็กน้อย อีกทั้งปากแผลก็สมานกันดี โทษทัณฑ์ความผิดหนนี้ข้าเหลียงจิน ปิงหวน และเป่าเหอ สมควรที่ประมุขจะต้องลงโทษให้หนักด้วยมิอาจคุ้มกันประมุขท่านให้พ้นภัย หนำซ้ำยังพลาดพลั้งไม่ทันความคิดเสียนหย่งเฉิง กระทั่งถูกพิษร้ายเช่นนี้” เหลียงไถจินคุกเข่ากำหมัดคารวะ ใบหน้ากล้าหาญน้อมรับโทษ ข้าเอ็นดูท่าทีเหลียงจินอยู่จึงแกล้งพูดเสียงแข็งว่า

“เช่นนั้นข้าจะเอาผิดเจ้าให้เล่าประวัติสถานที่เฉินชิงหลุน เหลียงจินเจ้ารอบรู้หมั่นเพียรอ่านหนังสือตำราอยู่เป็นนิตย์ จงว่ากล่าวให้ข้าฟังเป็นการแก้โทษเถิด”

เหลียงจินน้ำตาคลอแล้วพยักหน้ารับ กล่าวว่า

“เดิมทีเฉินชิงหลุนเป็นสำนักปรมาจารย์ฝ่ายคุณธรรมเลื่องลือมีชื่อเสียงขจรไกลมาช้านาน ตระกูลน้อยใหญ่ทั่วทั้งแผ่นดินต่างส่งลูกหลานเข้าฝึกฝนเป็นจำนวนมาก ทว่าสองตระกูลซึ่งโดดเด่นปรากฏฝีมือเหนือสกุลอื่นคือตระกูลหยวนและหยาง เหล่าปรมาจารย์ทั้งหลายในสาขาสรรพวิชาต่างๆพากันยกย่องเชิดชูเหล่าศิษย์สองตระกูลนี้ออกหน้าออกตา กระทั่งก่อความริษยาฝังใจเหล่าตระกูลเล็กๆไม่จางหาย ต่อมาบรรดาสกุลเล็กๆจึงทยอยงดส่งลูกหลานเข้าฝึกฝน หันไปสวามิภักดิ์ศรัทธาในสำนักมารร้ายชั่วช้า ไม่นานศิษย์สำนักพรรคมารจึงเพิ่มจำนวนขึ้นจนก่อความกำเริบเหิมเกริมคิดบุกทำลายเฉินชิงหลุนทวงคืนความอยุติธรรม เหล่าศิษย์ตระกูลหยางและหยวน อีกทั้งตระกูลเล็กๆที่มิได้มีจิตใจริษยาจึงช่วยกันออกรับต้านทานกองกำลังสำนักมาร
ช่วงเวลานั้นปรากฏนามชื่อศิษย์เอกสองบุรุษจากสองตระกูลขึ้นมา คือ หยางจ้าวหลาน และ หยวนอู่ชิง ทั้งสองคือศิษย์เอกลือชื่อ ณ ขณะนั้น ต่างครอบครองอาวุธทรงอานุภาพอันลือลั่นของสำนักไว้ ตามตำนานบันทึกว่า หยางจ้าวหลานครอบครองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนหยวนอู่ชิงมีพัดวิเศษ ทั้งสองต่างใช้อาวุธของสำนักออกสู้รบเหล่าสำนักมารอย่างกล้าหาญ แต่อีกฝ่ายที่มีกำลังเหนือกว่าอีกทั้งใช้เล่ห์กลชั่วช้ามากมาย ทำให้ฝ่ายคุณธรรมต้องอ่อนกำลังลงกระทั่งศิษย์เอกเฉินชิงหลุนทั้งสองตัดสินใจใช้วิชาผนึกอาวุธวิเศษทั้งสองเข้าด้วยกันเพื่อซุกซ่อนเฉินชิงหลุนออกจากโลกภายนอก รวมถึงการเสียสละดวงวิญญาณของจ้าวหลานและอู่ชิงให้การผนึกเสร็จสิ้นสมบูรณ์”

เหลียงไถจินถ่ายทอดเรื่องราวของเฉินชิงหลุนพร้อมกับใบหน้าเศร้าหมอง ข้าได้แต่มองผ่านสถานที่เก็บอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไว้อย่างสลดใจพอกัน ไม่นึกว่าเฉินชิงหลุนแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับตระกูลของข้าอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ข้ามองเห็นพัดพรายเพลิง เพราะบรรพชนเมื่อเนิ่นนานได้มีชีวิตโลดแล่นฝึกวิชาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ทุกฝีก้าวนั่นเอง

“หลังจากเฉินชิงหลุนถูกลบออกจากโลกภายนอก เหล่าพรรคมารจึงพากันล่าถอยกลับไป คิดอาศัยช่วงเวลาฝ่ายคุณธรรมอ่อนแอเข้ายึดครองยุทธภพ เหล่าศิษย์ตระกูลหยวนมิอาจหลบซ่อนอยู่ในเฉินชิงหลุนโดยทำได้แต่เพียงเฝ้ามองแผ่นดินเดือดร้อนลุกเป็นไฟก็คิดละทิ้งเฉินชิงหลุนออกไปกู้แผ่นดิน แต่ฝ่ายตระกูลหยางเห็นต่างยึดเหตุผลว่าควรฟื้นฟูกำลังคนให้พร้อมมากกว่านี้ การอันเหล่าศิษย์ตระกูลหยวนบุ่มบ่ามออกไปเช่นนี้ไม่ต่างจากน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ศิษย์ตระกูลหยวนผิดใจกับตระกูลหยางเป็นครั้งแรก นับจากนั้นเฉินชิงหลุนจึงปราศจากศิษย์ตระกูลหยวนคอยพิทักษ์ เหลือเพียงคนตระกูลหยางเท่านั้น ข้าน้อยคิดว่าบัดนี้อาคมผนึกค่อยๆเสื่อมลงเป็นแน่แท้ เฉินชิงหลุนจึงปรากฏต่อสายตาคนนอกอีกครั้ง”

ข้าพยักหน้าเห็นด้วย แล้วกล่าวเสริมว่า

“นั่นคงเป็นเหตุผลให้เจิ้งอู๋จินส่งหยางกุ้ยเฟยเข้าไปสืบความเคลื่อนไหวในอวี้หงหยวน จากประกาศหาคู่ล้างคำสาปของข้าคงแพร่สะพัดไปทั่วแผ่นดิน เจิ้งอู๋จินคงคาดหวังว่าข้าจะเป็นคนตระกูลหยวนที่เคยเป็นศิษย์เฉินชิงหลุนหรือไม่นั่นเอง”

“คงไม่ผิดไปจากประมุขหยวนท่านวินิจฉัย ขอรับ” เหลียงจินตอบรับเห็นด้วย ก่อนลุกขึ้นยืน “ข้าน้อยได้ยินจากปากปิงหวนและเป่าเหอว่า เจิ้งอู๋จินมาเจรจาความกับประมุขท่านเรื่องสำคัญยิ่งสองประการ นอกจากใช้คุณชายรองหยางช่วยบำบัดธาตุในกายแล้วยังหวังจะผนึกท่านทั้งสองเกี่ยวดองกันอีกครั้ง ใช่หรือไม่ ขอรับ”

“เจ้าเข้าใจถูกแล้ว ชั้นแรกข้าคิดปฏิเสธ แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวความเป็นมาแต่หนหลัง อีกทั้งเวลานี้พรรคมารโคมแดงเถลิงอำนาจขึ้นมาอีกครั้ง พรรคเสี้ยวจันทราเพียงฝ่ายเดียวไหนเลยจะต้านทานหมู่คนชั่วช้าได้ ข้าเคยลั่นวาจาว่าจะไม่ร่วมมือกับพรรคคมเบญจมาศปราบภัยพาล แต่เวลานี้หนทางมืดมนนัก อีกฝ่ายมีกำลังเพิ่มขึ้น ข้าเองก็ต้องยาพิษบาดเจ็บ รวมทั้งต้องมาสูญเสียอาวุธสำคัญประจำตระกูลซ้ำอีก ไมตรีซึ่งเจิ้งอู๋จินหมายใจผสานรอยร้าวของสองตระกูลนั้นข้าเห็นว่ามีคุณมากกว่าโทษ เขาคงสืบรู้มาแล้วว่าตระกูลหยวนแห่งอวี้หงหยวนนั้นเก่าแก่มากพอที่จะเชื่อได้ว่าสืบเชื้อสายมาจากเหล่าศิษย์ตระกูลหยวนแห่งเฉินชิงหลุน”

“แต่ประมุขท่านโดยเนื้อแท้แล้วมิใช่หยวนอวี้ฟ่านนะ ขอรับ” เหลียงไถจินชี้จุดสำคัญของเรื่องราวหนนี้ได้ถูกต้องทีเดียว

“นั่นแหละปัญหาสำคัญ ข้าคือหยวนหลงซาน บุตรชายผู้เดียวของหยวนเหวินหยวนอดีตประมุขพรรคและนางหยวนเกาเถียน หามีน้องสาวไม่ หรือสวรรค์ได้ลิขิตมาแล้วว่าหยางและหยวนมิอาจรวมใจเป็นหนึ่งได้ชั่วกาลนาน”

“อภัยเถิด ขอรับ ประมุขหยวนฟง หากแต่ข้าน้อยคิดเห็นต่าง สวรรค์นั่นแหละได้ลิขิตไว้แล้วให้ท่านต้องคำสาปเป็นชายสลับหญิงเช่นนี้เพื่อทำให้หยางและหยวนรวมใจเป็นหนึ่ง”

ข้ารู้สึกร้อนที่หน้าผ่าวๆชอบกล ก่อนจะรีบปฏิเสธเฉไฉว่า

“อันที่จริง หยางและหยวนรวมใจเป็นหนึ่งอาจมิใช่หมายถึงข้ากับหยางเย่ถิง ทว่าอาจเป็นข้ากับหยางกุ้ยเฟยต่างหากเล่า”

เหลียงไถจินทำเพียงแค่ขมวดคิ้วแล้วสั่นหน้าเล็กน้อยอยู่เบื้องหลังประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา
   
   
********************************

พูดคุย

ต้องมีฉากอัศจรรย์เป็นแน่แท้ อิอิ
รอลุ้นฮะ อิอิ

:z1:

 :L2: :pig4: :L2:
ขอบคุณขอรับ

ยังไงละๆ
มาแล้วๆ

ติดตามค่าาาา
ดีใจที่คุณติดตามขอรับ




หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 10 [18/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 18-12-2019 18:53:59
 :pig4:
 o13
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 10 [18/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 18-12-2019 23:00:08
 :3123: :pig4: :3123:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 10 [18/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 19-12-2019 03:04:37
 :hao7:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 11 [21/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 21-12-2019 12:59:04
บทที่ 11
   


เงาในกระจกสะท้อนภาพหญิงงาม ใบหน้าซึ่งหลงซานพลันตื่นตะลึงหนแรกเมื่อต้องคำสาปชายสลับหญิง ใบหน้าสตรีนางนี้เป็นภาพหลอนฝันร้ายสำหรับข้ามาโดยตลอด ความต้องการทอดทิ้งนางพ้นจากเงาในกระจก ไม่ว่าด้วยวิถีทางใดข้าสู้ทำตามทุกคำชี้แนะ กระทั่งหนทางสำเร็จอยู่ใกล้เพียงเอื้อมถึง ชายผู้มีดวงชะตาราศีมังกรตกฟากยามเฉินเวลาเดียวกับข้าถือกำเนิด คนผู้นั้นจะล้างคำสาปและพาหญิงนางนี้จากไปตลอดกาล

ข้าคิดถูกแล้วใช่หรือไม่

อนึ่งหากจำไม่ผิดหยางซุนกวาน คุณชายใหญ่แห่งเทียนซานหรือมิใช่ที่มีคุณสมบัติตรงตามอย่างนักพรตผู้ชี้แนะว่ากล่าวไว้ บางทีข้าควรออกปากกับเจิ้งอู๋จินว่าประสงค์ซุนกวานมากกว่าเย่ถิง ในเมื่อจะต้องเสียตัวแล้วก็ไยมิอาศัยสู้ถอนคำสาปในคราวเดียวกัน
หรือหยางกุ้ยเฟยจะเป็นตัวเลือกเหมาะสมในการผูกสองตระกูลเข้าด้วยกันเพื่อรวมใจเป็นหนึ่ง ด้วยเนื้อแท้ตัวตนข้าหาใช่อวี้ฟ่านไม่ เป็นแต่ร่างปลอมนามปลอมต้องคำสาปเท่านั้น
 
“ธาตุในกายประมุขท่านยามนี้ผิดประหลาดนัก”

คำปิงหวนพาข้าหลุดห้วงภวังค์ หลังจากใช้นิ้วตรวจชีพจรหยวนฟงประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา

หลงซานถามกลับ “เจ้าหมายความประการใด”

“เรียนประมุข เดิมทีธาตุในกายท่านทั้งสี่จะสมดุลยามกลับคืนเป็นชาย ครั้นท่านคืนร่างสตรีกลับพบว่ายังปรากฏธาตุน้ำมากอยู่เช่นเดิมดุจเดียวกับเหลียงจิน ไม่ต่างจากตอนเจิ้งอู๋จินเข้าตรวจสอบ คำข้าน้อยกล่าวว่าผิดประหลาดจึงเป็นมาเช่นนี้ เห็นทีคงไม่พ้นต้องปฏิบัติตามคำที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศชี้แนะขอรับ”

หลี่ปิงหวนทิ้งท้ายได้ยียวนอารมณ์นัก ข้าชักมือกลับแล้วลุกขึ้น ประจวบกับเหลียงจินและเป่าเหอผลักบานประตูหอเปลื้องอาภรณ์เข้ามาพร้อมตะกร้าบรรจุอาหาร

“พร้อมแล้วขอรับ” เหลียงจินรายงานหน้าตาแจ่มใส ดูกระตือรือร้นยิ่งนัก

เหตุว่าข้าออกคำสั่งให้เจ้าหนุ่มไปจัดเตรียมอาหารเพื่อจะได้เป็นเสบียงนำส่งให้หยางเย่ถิง ทั้งนี้ข้านัดแนะหัวหน้าสีฝูเหยาส่งข่าวคราวภายนอกต่อกันในราตรีนี้จึงคิดข้ออ้างส่งเสบียงขึ้นมา อีกทั้งยังเป็นการแสดงน้ำใจตอบแทนในการที่พรรคคมเบญจมาศเข้าช่วยเหลือและรักษาข้าจนเกือบหายดีอีกวิธีหนึ่ง

“ดูเจ้าจะชอบพอบรรดาคนพรรคคมเบญจมาศนะ เหลียงจิน จึงได้แสดงท่าทีหน้าชื่นแจ่มใส” ข้าอดเย้ามิได้ นั่นเรียกเสียงหัวเราะสตรีจากปิงหวนและเป่าเหอมาสองเสียง

ปิงหวนรีบเร่งซ้ำว่า “เห็นจะเป็นเพราะเหลียงจินของเราจะได้พบหัวหน้าเสินหวู่เป็นแน่จึงมีอาการเช่นนี้”

พอหลี่ปิงหวนยกนามเสินหวู่ หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนพรรคคมเบญจมาศขึ้นมา ใบหน้าเหลียงจินแต่เดิมเบิกบานก็ระงับไว้แล้วนิ่งอยู่

หัวหน้าเสินหวู่ผู้นี้คือหนึ่งในกลุ่มคนที่เข้าช่วยเหลือพวกเราพ้นจากคมเกาทัณฑ์ของสำนักศาลยุติธรรม เสินหวู่คว้าตัวเหลียงจินไว้ในช่วงเวลาเป็นตาย อีกทั้งเฝ้าคอยติดตามอาการเหลียงจินทุกชั่วยาม หวังเป่าเหอเล่าให้ข้าฟังว่า เสินหวู่นี้ไม่ต่างจากสามีปฏิบัติดูแลภรรยาในยามเจ็บป่วยทุกประการ ข้าไม่แปลกใจหากหัวหน้าเสินจะชอบพอเหลียงจินในร่างหญิง ทั้งรูปโฉมความงาม แม้นยามทำงานอยู่ในอวี้หงหยวน เหลียงจินก็เป็นดาวเด่นเช่นเดียวกับปิงหวน การแสดงรำพัดจีนล่อหลอกบรรดาแขกให้มาติดตามการแสดงของเหลียงจินทุกค่ำคืน

ครั้นเจิ้งอู๋จินว่ากล่าวทาบทามข้าให้เป็นสะใภ้รองตระกูลหยางแล้วยังทิ้งท้ายอีกว่า หัวหน้าเสินหวู่ยินดีจะเป็นผู้ปรับหยินหยางให้แก่เหลียงจิน ทั้งนี้วานข้าให้ว่ากล่าวกับสาวรับใช้คนสนิทด้วยว่าอย่าได้ปฏิเสธ เสินหวู่ครองตัวโสด มิได้รังเกียจในการอันเหลียงจินเป็นนางคณิกาและยินดีจะยกนางเป็นฮูหยินเช่นเดียวกัน

พอข้ากล่าวเรื่องนี้กับเหลียงจิน เจ้าหนุ่มทำได้แต่หน้านิ่งเฉย ตอบว่า “แล้วแต่ประมุขหยวนเห็นสมควรขอรับ”

ถึงแม้เหลียงจินจะมิต้องกังวลการปรับธาตุในร่างกายดุจเดียวกับข้า ยามสลับร่างชายกลายเป็นหญิง ธาตุทั้งสี่ก็จะหวนคืนสมดุลเช่นทุกคราวครั้ง แต่ทว่าจู่ๆธาตุน้ำซึ่งควรลดลงกลับยังมีมากอยู่คงเดิม ไม่แน่น้ำในสระเสี้ยวเบญจมาศนี้มีพลังวิเศษเกินกว่าใช้หลักการเดิมแก้ไขได้
   

ป้อมประตูปราการของเฉินชิงหลุนสร้างด้วยศิลาขนาบข้างด้วยหุบเขาสูงชันทั้งสี่ทิศ โดยมีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นหนาแน่นอำพรางไว้แน่นหนา ก่อนหน้านี้ยามอาคมผนึกยังไม่เสื่อมลงคงซุกซ่อนจากสายตาผู้คนภายนอกได้เหมาะสมนัก ปิงหวนบอกว่าหยางเย่ถิงสั่งการแบ่งกำลังผู้คนเป็นสี่ฝ่ายประจำอยู่ทั้งสี่ประตู ทิศเหนือมอบให้เจิ้งอู๋จิน ทิศตะวันตกเสินหวู่บัญชาการ ทิศตะวันออกเป็นหน้าที่ของเหลียวฟาง หนึ่งในยอดฝีมือผู้คว้าปิงหวนออกจากสำนักพิสูจน์อักษร ส่วนทิศใต้นั้นเป็นหน้าที่ของคุณชายรองตระกูลหยาง ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางในการส่งเสบียงหนนี้

เมื่อข้าย่างก้าวออกจากอาณาเขตสระเสี้ยวเบญจมาศจึงเห็นว่า อาณาบริเวณโดยรอบปรากฏเรือนพักใหญ่น้อยมากมายไม่ต่างจากเมืองน้อยๆเมืองหนึ่ง สำนักเฉินชิงหลุนในอดีตคงพลุกพล่านด้วยศิษย์จากหลากหลายตระกูล เสียงฝึกวิชาคงดังสะท้อนทั่วหุบเขาทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นแน่

พอแสงคบไฟประจำป้อมค่ายตกกระทบหมู่หญิงคณิกาทั้งสี่แห่งอวี้หงหยวน บรรดายอดฝีมือซึ่งต่างพักเอาแรงและกำลังแต่งโต๊ะกินอาหารก็พากันลุกยืนส่งเสียงฮือฮา ข้าทำได้แค่โปรยยิ้มบางเบาแล้วก้มหน้า มือหนึ่งถือตระกร้าอาหาร สายตาเสาะหาหยางเย่ถิง ปิงหวนกระซิบว่านัดแนะกับหัวหน้าสีส่งสารเวลาต้นยามซวี*  สีฝูเหยาจะยิงลูกเกาทัณฑ์ผูกหนังสือเข้ามา

ครั้นเสียงบรรดาชายหนุ่มกระซิบกระซาบสะท้อนไปถึงหูผู้บัญชาการประตูทิศใต้ หยางเย่ถิงจึงจำเป็นต้องวางมือจากแผนการรบ ออกมาพบต้นเหตุทั้งปวง

“คุณชายหยางเยวี่ยน”

ข้าร้องทักอีกฝ่ายทันทีเมื่อเห็นหน้า หยางเย่ถิงทำหน้าฉงน กวาดสายตามองข้าและพวกอย่างกับเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาด เขาพูดแค่ว่า

“เข้ามา”

เหลียงจิน ปิงหวน เป่าเหอต่างรู้หน้าที่ตนเองดีก็มิได้ติดตามข้าไปในที่พำนัก ต่างนำตะกร้าอาหารทั้งนั้นแจกจ่ายบรรดายอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศซึ่งแวดล้อมอยู่ภายนอก

ข้าจัดแจงแต่งโต๊ะวางอาหารลงบนภาชนะ โดยที่หยางเย่ถิงแทบไม่สนใจข้า เอาแต่จดจ้องแผนที่ผืนใหญ่ ภายในปรากฏมีหยางกุ้ยเฟยรวมถึงหัวหน้าต่างๆคอยฟังอยู่ พอเห็นว่าข้าเข้ามาประดาคนทั้งนั้นต่างแสดงกิริยาคำนับ หลังจากหยางเย่ถิงสั่งความต่างๆเสร็จสิ้นแล้วก็พากันออกไป หยางกุ้ยเฟยชั้นแรกเมื่อเห็นว่าเป็นข้าก็เร่งฝีเท้าเข้าหา คำนับข้าแล้วช่วยจัดแจงแต่งสำรับอาหาร นางกล่าวเป็นทีขอโทษว่า

“อภัยให้ข้าด้วยเถิด พี่อวี้ฟ่าน ท่านคงทราบความผิดทั้งปวงของข้าพเจ้าแล้วที่ลักลอบไปสืบฐานะตระกูลหยวนแห่งอวี้หงหยวนโดยปิดบังอำพรางพี่ชายท่าน ความผิดหนนี้ข้าพเจ้าจะขอใช้ฝีมือตอบแทนให้เต็มกำลังในภายหลัง มิทราบท่านจะคิดโกรธเคืองข้าพเจ้ามากน้อยสักเท่าใด”

หากข้าอยู่ในร่างหยวนหลงซานคงจะว่ากล่าวให้นางรู้คิด รู้สำนึกถูกผิดเป็นแน่ ทว่านางเห็นว่าข้าเป็นหยวนอวี้ฟ่านผู้น้อง ข้าจึงทำได้แต่ปลอบประโลมว่า หลงซานคงมิถือโทษโกรธเคืองมากไปกว่าตน ซ้ำเห็นใจเอ็นดูสู้ทำตามภาระหน้าที่ ตั้งใจจะผสานรอยร้าวในอดีตของตระกูลหยางและหยวน ข้าจึงกล่าวชมเชยนางที่แม้เป็นสตรีแต่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวรับอาสาไปทำการเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนั้น และสำทับคำท้ายไว้ว่า หลงซานพี่ท่านคงจะนับถือในความกล้าของนางมากกว่าจะคิดเคืองโกรธ

เมื่อหยางกุ้ยเฟยมีจิตใจผ่องใสขึ้นแล้วก็ดีใจเป็นที่สุด กระโดดกอดหน้ากอดหลังข้าพัลวัน

“กุ้ยเฟย เจ้าจงสำรวมกิริยา” หยางเย่ถิงตำหนิท่าทีน้องสาวเสียงเข้ม

หยางกุ้ยเฟยยกสุราขึ้นดื่มท้าทายอำนาจมืดของพี่รองแล้วหัวเราะ

“ข้าขอยกสุราเทียนจื่อซานดื่มคารวะพี่รองและว่าที่พี่สะใภ้ตามธรรมเนียมปฏิบัติ”

คุณหนูหยางแห่งเทียนซานผู้นี้มีอุปนิสัยเริงร่า หนำซ้ำคลุกคลีอยูด้วยพี่ๆซึ่งเป็นชายด้วยแล้วจึงไม่หลงเหลือท่าทีเนียมอายอย่างสตรีทั่วไป

เย่ถิงเหลือบมองข้าชั่วขณะแต่มิได้ว่ากล่าวประการใด คุณชายรองหยางคงรู้ตัวแล้วว่านอกจากตนเองต้องใช้ตัวบำบัดธาตุในกายข้าแล้วจะต้องตบแต่งข้าเข้าสกุลหยางเป็นฮูหยินอีก เจ้านั่นมิได้มีสีหน้ารังเกียจนอกจากเฉยชาเป็นปกติ ข้าได้แต่นึกขำในใจ ในเมื่ออีกฝ่ายมิได้ทุกข์ร้อนในการรับหญิงปลอมเช่นข้าเป็นภรรยา ข้าก็หาจำเป็นต้องตีโพยตีพายไม่ รังแต่จะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในหมากล้อมเกมนี้เสียเอง

“ขอบใจคุณหนูกุ้ยเฟย ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดตอบแทนบุญคุณพรรคคมเบญจมาศ นอกจากร่างกายตัวเองเท่าใด”

ข้าเห็นคิ้วขวาของหยางเยวี่ยนกระตุกไม่ชอบใจ นั่นเรียกรอยยิ้มข้าให้ฉีกกว้างมากกว่าเดิม กุ้ยเฟยแลเห็นสีหน้าพี่รองแล้วได้แต่ยิ้มแห้งก่อนจะขอตัวออกไปปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่ออยู่สองต่อสองข้าจึงเชื้อเชิญให้หยางเย่ถิงกินโต๊ะ แต่อีกฝ่ายได้แต่นั่งหลังตรงแน่วมิได้หยิบตะเกียบคีบอาหารแม้แต่น้อย

ครั้นหลงซานได้เห็นเช่นนั้นก็ไม่คิดเซ้าซี้ปรนนิบัติ เลี่ยงไปยังโต๊ะใหญ่ซึ่งกางแผนที่เฉินชิงหลุนไว้ แผนการซึ่งข้ากำชับหัวหน้าสีฝูเหยาให้โจมตีหนักตอนกลางวันและผ่อนปรนกำลังพักผ่อนในตอนกลางคืนนั้นสมใจข้าทุกประการ ยามนี้ต่างฝ่ายจึงได้พักเอาเรี่ยวแรง หยางเย่ถิงเดินถือกระบี่เอามือไพล่หลังเดินมาอยู่คู่เคียงข้า พร้อมกับกล่าววาจาว่า

“ไยเจ้าจึงดำเนินมาที่นี้ ไม่เหมาะสม”

พอปลอดคนก็ได้ทีตำหนิข้าทันควัน ข้าทำเป็นหูทวนลม ยังมิถึงกำหนดนัดหมายส่งสารก็จำต้องทนอยู่ต่อไปแล้วว่า

“ข้าพเจ้าเห็นว่าคุณชายรองท่านตรากตรำกรำศึกมาทั้งวัน อีกทั้งระยะรักษาตัวในสระเสี้ยวเบญจมาศถูกยืดช่วงเวลาออกไปเป็นหนึ่งชั่วยามเช่นนี้ ข้าพเจ้ามิใช่คนไม่รู้คุณคน สิ่งใดซึ่งสามารถกระทำตอบแทนได้แล้วจะนิ่งเฉยอยู่สุขสบายนั้นทำมิได้ จึงชักชวนสาวใช้ถืออาหารมาส่งท่านและไพร่พล”

“ไม่จำเป็น”

ข้าเกียจคร้านจะต่อปากต่อคำ จึงหันเหความสนใจไปยังหุ่นไม้บนแผนที่ซึ่งหยางเย่ถิงวางกำหนดไว้ให้เหล่าหัวหน้าต่างๆกุมกำลังไปรักษาการ นอกจากประตูทั้งสี่แล้วยังปรากฏมีกองกำลังด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าสงสัยจึงชี้แล้วถามเย่ถิงว่าบริเวณนั้นอยู่ในจุดที่จำเป็นต้องสั่งคนซึ่งเดิมทีมีน้อยอยู่แล้วเข้าไปประจำการเชียวหรือ

หยางเย่ถิงมิได้ตอบข้าในทันที ทว่าเอาแต่จดจ้องมองข้าราวกับไม่เคยเห็นข้าใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อน ความมั่นใจในความงามของสตรีซึ่งข้าคิดว่าไม่เป็นสองรองหญิงใดในใต้หล้า ก่อให้ฉุกคิดได้ว่าหรือข้าลงแป้งทาชาดมากเกินพอจึงก่อให้หยางเยวี่ยนเอาแต่จดจ้องไม่วางตา ครั้นจะหากระจกภายในที่ประชุมกำลังพลก็ไม่พบ หรือจะเรียกให้เหลียงจินซึ่งอยู่ภายนอกนำคันฉ่องเข้ามา

“บริเวณนั้นเป็นพื้นที่โล่งเชิงผาลักษณะประกอบด้วยลานหญ้ากว้าง แม้นอยู่สูงเหนือพื้นดินมาก แต่ก็เป็นช่องเปิดกว้างผิดต่างจากด้านอื่นซึ่งมีแนวภูเขาสูงชันกำบัง หากศัตรูมีวรยุทธดุจเดียวกับเจ้าและข้าแล้ว ย่อมจะทะลวงผ่านมาได้ไม่ต่างจากเปิดประตูให้ข้าศึกเข้าโดยง่าย”

ข้าพยักหน้าเข้าใจ หากเป็นพวกพรรคมารโคมแดงตัวจริงแล้วป่านนี้คงบุกเข้าเฉินชิงหลุนได้ง่ายดายโดยผ่านช่องทางจุดอ่อนแห่งนั้นเป็นแน่

“ขอเรียนถามคุณชายรอง ก่อนข้าพเจ้าเข้ามาพบท่าน สังเกตเห็นว่ามียอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศทางประตูทิศใต้นี้คะเนด้วยสายตาคงไม่เกินหนึ่งร้อยคน ไม่ทราบว่ากำลังพลซึ่งป้องกันเฉินชิงหลุนมีทั้งหมดเท่าใดหรือเจ้าคะ”

เย่ถิงตอบ “ห้าร้อยคน”

“ขอเดาว่าคุณชายรองคงกะเกณฑ์กำลังไปยังจุดต่างๆแห่งที่ละหนึ่งร้อยใช่หรือไม่”

หยางเย่ถิงมองหน้าข้าอยู่นานจนข้าเริ่มขาดความมั่นใจในการแต่งหน้าของตัวเพิ่มขึ้น กระทั่งอีกฝ่ายละสายตาก้มมองแผนที่ ยอมรับว่าจริงดังคำข้า

“มาตรว่าข้าพเจ้าเป็นผู้บัญชาการจะแบ่งสรรกำลังพลไปยังจุดลานหน้าผาโล่งจำนวนสามร้อยคน ส่วนป้อมประตูทั้งสี่ทิศมีเพียงแค่ห้าสิบก็เหลือกำลังเกินพอ” ข้าออกความเห็นตรงไปตรงมา

หยางเย่ถิงถามกลับโดยเร็วว่า “ไยเจ้าจึงคิดเห็นเช่นนั้น”

“ประการหนึ่งจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเฉินชิงหลุนแห่งนี้มีช่องเขาทางเข้าทั้งสี่ด้าน กั้นขวางด้วยป้อมปราการประตูสูงใหญ่ หากศัตรูจะบุกเข้ามาทางประตูใดจำจะต้องเดินทางมาตามช่องเขาซึ่งแคบและอันตรายกว่ายี่สิบเส้น อาจถูกกับดักซุกซ่อนไว้ตามหนทางได้ทุกเมื่อ เช่นนั้นประตูทั้งสี่จึงแน่นหนามั่นคงอยู่แล้วตามภูมิศาสตร์ ประการสองจุดอ่อนสำคัญคือลานโล่งเชิงหน้าผาทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั้นต่างหากเล่า ควรจะแบ่งกำลังออกป้องกันจุดแห่งนั้นไว้ให้มาก และหัวหน้าผู้บัญชาการต้องมีฝีมือชั้นยอด อภัยเถิด ในบรรดายอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศนี้ข้าพเจ้าไม่เห็นใครอื่นได้นอกจากคุณชายรองท่านจะต้องเป็นผู้คุมกำลังคน ณ จุดแห่งนั้นด้วยตนเอง”

ไม่รู้ว่าเพราะแสงไฟวูบไหวหรืออย่างไร ข้าจึงเห็นมุมปากของหยางเย่ถิงยกขึ้นคล้ายกับยิ้มพึงพอใจชั่วขณะหนึ่ง พอข้ารู้ตัวว่าพูดมากเกินไปแล้วก็ได้แต่จับหุ่นม้าไม้ยกขึ้นราวกับกำลังพิจารณาฝีมือช่างผู้แกะสลัก จู่ๆ หยางเย่ถิงก็เอื้อมมือตัวเองมาจับมือข้าแล้วปลดม้าไม้ออกไป พร้อมพูดเหมือนกับกำลังสาธยายเรื่องดินฟ้าอากาศ

“คุณสมบัติสตรีที่มารดาของข้าพึงพอใจ มิใช่มีกิริยาเรียบร้อยมากด้วยมารยาท รอบรู้งานบ้านงานเรือนเท่านั้น แต่ต้องมากด้วยสติปัญญา มีวิชาความรู้ประดับตัว มารดาข้าเคยกล่าวว่าไว้ หากสตรีใดมีแต่ความงามเพียงเปลือกนอกจงอย่านำตัวมาสู่สำนักเขาเทียนซานให้เสียเวลา”

หยางเย่ถิงกำลังกวาดกองกำลังทหารม้าทั้งหมดขึ้นไปยังจุดลานหน้าผาตามคำข้ากล่าวทุกประการแล้วพูดทิ้งท้ายว่า

“เจิ้งอู๋จินส่งหนังสือกลับไปยังสำนักคมเบญจมาศแห่งเขาเทียนซานเพื่อแจ้งกำหนดการแต่งงานระหว่างเจ้ากับข้าในอีกสามวันนับจากนี้ บิดาข้าคงต้องมาร่วมงานเป็นแน่แท้ ในเมื่อเจ้าแต่งโต๊ะเรียบร้อยแล้วจงกลับไปเถิด หากถึงเวลาต้องลงสระรักษาตัวจะได้ไม่รีบร้อน”      



*ยามซวี : คือ 19.00 – 20.59 น.


************************************

พูดคุย

:pig4:
 o13
ขอบคุณครับ

:3123: :pig4: :3123:
ขอบคุณขอรับ ^^

:hao7:
:pig4:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 11 [21/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 22-12-2019 01:26:06
รักนายเอกแล้ว?  เร็วจัง5555
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 12 [25/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 25-12-2019 10:06:45
บทที่ 12



ไฉนพักนี้ข้าจึงมักหูฝาดดวงตาเลอะเลือนบ่อยนัก คำหยางเย่ถิงพูดประหนึ่งขอญาติดีต่อกันฉันมิตร วันก่อนยังวางท่าด่าทอข้าว่าไร้ยางอายอยู่เลย หรือข้าแสดงปัญญาคิดป้องกันเฉินชิงหลุนเพียงเล็กน้อยก็ต้องตาต้องใจเจ้าคุณชายรองเสียแล้วหรือ ช่างเป็นบุรุษหัวอ่อนไม่ทันเล่ห์กลเอาเสียเลย สมแล้วที่มิเคยท่องเที่ยวกลางคืนแม้กระทั่งหอคณิกา

“แต่จงรู้ไว้ด้วยว่า ข้ามิได้ปรารถนารักใคร่ในตัวเจ้า ทุกสิ่งอย่างข้าอาสาทำเพื่อพรรคคมเบญจมาศผสานรอยร้าวของสองตระกูลในอดีต อีกทั้งเพื่อพิทักษ์เขตอาคมของเฉินชิงหลุน”

ยังไม่ทันขาดคำ หยางเย่ถิงก็แสดงเจตนาเป็นอริชัดเจนดังเดิม

ข้าเองก็มิได้อยากแต่งงานกับเจ้าเช่นเดียวกัน หากไม่...

“ข้าพเจ้ายังมิได้ออกปากกับเจิ้งอู๋จินสักคำหนึ่งว่าจะแต่งงานกับคุณชายรองท่าน เพียงแต่ขอเวลาคิดสักระยะหนึ่ง อีกทั้งฝ่ายข้าพเจ้าเป็นหญิงมีญาติผู้ใหญ่ต้องรับรู้ การจะออกเรือนได้นอกจากคำตกลงปลงใจจากข้าพเจ้าแล้วนั้น มิพ้นนางหยวนเกาเถียนมารดาข้าพเจ้าเป็นผู้ตัดสินใจ บัดนี้คุณชายรองแจ้งกำหนดส่งตัวในอีกสามวันเบื้องหน้า หากมารดาข้าพเจ้ามิตอบหนังสือกลับมาว่าเห็นชอบทันเวลา ท่านมิเป็นเจ้าบ่าวไร้เจ้าสาวหรือ”

คิ้วขวาของหยางเย่ถิงกระตุกอีกครั้ง

“พูดเล่นลิ้น ไร้สาระ”

ไร้สาระประโยชน์อันใดเล่า คำข้าทุกคำมีสาระครบถ้วนต่างหาก เว้นแต่เจ้ามีจิตใจชิงชังข้าเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วต่างหากจึงกล่าวหาคำพูดข้าว่าปลิ้นปล้อน

“ข้าพเจ้ารับคำเฉพาะให้คุณชายรองช่วยบำบัดธาตุในกาย แต่มิได้ปลงใจข้องานมงคลอื่น เช่นนี้จะกล่าวหาข้าพเจ้าว่าพูดจาไร้สาระได้อย่างใดเจ้าคะ”

หยางเยวี่ยนจนแต้มก็ได้แต่ยืนทำหน้าไม่พอใจ ข้าจึงพูดถนอมหน้าอีกฝ่ายไว้ว่า

“ม้าใช้ส่งข่าวเพิ่งออกไปเมื่อวานก่อน ป่านนี้มารดาข้าพเจ้าคงได้รับหนังสือแล้ว คุณชายรองอย่าเพิ่งหน้าซีดใจร้อนว่าจะเป็นเจ้าบ่าวไร้คู่ สิทธิ์ขาดทั้งปวงข้าพเจ้ายกให้แก่มารดาเป็นผู้ตัดสิน หากไม่เกิดงานแต่งงานคุณชายรองท่านอย่าได้คิดโกรธเคืองข้าพเจ้าสืบไป”

ดูเหมือนหยางเยวี่ยนจะมิได้คำนึงถึงในข้อนี้ คงเฝ้าคิดแต่ผสานรอยร้าวของสองตระกูลเพื่อผนึกอาคมแห่งเฉินชิงหลุน โดยหลงลืมว่าหากข้าและมารดามิได้ยินยอมตามแล้วจะเป็นประการใด

นางหยวนเกาเถียนเป็นสตรีหัวโบราณ แข็งนอกอ่อนใน คนผู้รับใช้ใกล้ชิดย่อมรับรู้ในอุปนิสัยนี้ดี หยวนเกาเถียนในอดีตเป็นบุตรสาวจากตระกูลขุนนาง ยามบิดาข้าออกปราบปรามคนชั่วคราวหนึ่งปรากฏมีกลุ่มโจรพันหน้า เที่ยวออกปล้นฆ่าเศรษฐีและข้าราชสำนักไม่เว้นแต่ละเว้น กระทั่งทางการมิอาจติดตามจับตัวได้ หยวนเหวินหยวนมิอาจนิ่งเฉยดูดาย อีกทั้งเป็นหน้าที่ของพรรคเสี้ยวจันทราต้องพิทักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบสุข จึงออกติดตามสืบหาตัวกลุ่มโจรพันหน้า สุดท้ายคิดอาศัยครอบครัวมารดาของข้าเป็นเหยื่อล่อ โดยบิดาวางอุบายปลอมตัวเป็นหญิงรับใช้ อาศัยความมืดปิดบังอำพรางร่างกายอันมิได้สัดส่วนหญิง แฝงยอดฝีมือทั้งหลายไว้ในเรือนของคหบดีแทนสาวรับใช้ตัวจริง

ยามกลุ่มโจรพันหน้าบุกชิงทรัพย์สมบัติจึงพลาดพลั้งถูกกับดักจับตัวนำสู่ห้องขังเป็นจำนวนมาก มารดาข้าพึงใจในฝีมือและความรูปงามของหยวนเหวินหยวน อีกทั้งฝ่ายผู้ใหญ่ทั้งสองต่างเห็นชอบในความพอใจกันของสองหนุ่มสาว จึงตกลงปลงใจในการสู่ขอ

หลังจากนั้นไม่นานข้าจึงถือกำเนิดขึ้นมา ฉะนั้นเรื่องในครอบครัวสิทธิ์ขาดทั้งปวงล้วนอยู่ในกำมือมารดาข้า ส่วนอำนาจภายในพรรคเสี้ยวจันทราเป็นสิ่งซึ่งนางจะไม่แตะต้องเป็นอันขาด ตามข้อตกลงซึ่งต่อมาท่านทราบฐานะของท่านพ่อในภายหลัง นางเกาเถียนเคยกล่าวอบรมไว้ไม่ต่างจากมารดาของหยางเย่ถิงข้อพึงใจหญิงที่จะมาเป็นลูกสะใภ้

เหตุข้าต้องคำสาปมารดาก็ทราบสิ้นแต่มิได้ว่ากล่าวสิ่งใด หนังสืออันข้าส่งกลับไปนอกจากไร้คำขออนุญาตแล้ว เนื้อความส่วนใหญ่ฝากฝังอวี้หงหยวนให้ท่านดูแลสักชั่วระยะนึงก่อน เนื่องจากมีงานสำคัญต้องกระทำนอกนครฉางอัน ดังนั้นจะเฝ้ารอหนังสือตอบกลับมาในสามวันนั้นอย่าคาดหวัง เรื่องข้าจะแต่งงานกับผู้ชายด้วยกันชาตินี้ให้ท่านทราบมิได้เป็นอันขาด

ข้าจำเป็นจะต้องเล่นละครตบตาครั้งใหญ่ในอีกสามวันเบื้องหน้า เพื่อพัดพรายเพลิงและผนึกอาคมเฉินชิงหลุน หยางเย่ถิงเจ้าอย่าได้แค้นเคืองข้าก็แล้วกัน

จู่ๆข้าก็บังเกิดเวียนศีรษะ ครั้นรุนแรงขึ้นจึงเกาะเอาขอบโต๊ะวางแผนที่ไว้ยึดเหนี่ยว หยางเย่ถิงเห็นท่าทีข้าเดิมทีปกติอยู่ต่อมาเซซวนเช่นนั้นก็จับมือข้าไว้ อีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงเหงื่อใต้ฝ่ามือข้า

หยางเยวี่ยนซักความคาดคั้น “เจ้ามีอาการเช่นนี้มานานเท่าใด”

“นับแต่เมื่อเช้า”

คุณชายรองหยางใช้วิชาสะกดธาตุลงใต้ท้องแขนข้ารวดเร็ว พลางบ่นราวกับคนแก่ว่า “ไยจึงมิส่งคนมาแจ้งข้า”

นางคณิกาปลอมชักสีหน้าแล้วแสร้งหัวเราะ “ไฉนข้าพเจ้าจะต้องรายงานคุณชายรองท่านเล่า เราสองคนมิได้มีจิตพิศวาสต่อกัน ข้าพเจ้าจะมีอาการหน้าซีดตัวสั่นประการใด คุณชายท่านไม่จำเป็นต้องรับรู้”

“พูดเพ้อเจ้อ” คำแต่ละคำที่กล่าวออกมา ชาตินี้ทั้งชาติเราสองคนคงไม่อาจญาติดีกันได้

ข้าสะบัดมือออกจากหยางเยวี่ยนแล้วหุนหันจะออกไป ไม่คิดว่าเย่ถิงจะคว้าตัวข้าไว้รวดเร็ว กายสตรีนี้บอบบางอ้อนแอ้นเสียจริง เพียงถูกแรงหยางเย่ถิงถึงรั้งก็ถลาเข้าไปซบอกเจ้านั่นราวกับจับวาง  ช่างบัดซบนัก

“อวดเก่ง”

“รู้ดี”

“พูดมาก”

“ไม่พูด”

“เจ้าเพิ่งพูด”

“ไม่พูดแล้ว”

“พูดมาก”

“เออ ข้าพเจ้ายอมรับว่าพูด พูดมากๆด้วย พอใจหรือยังเจ้าคะ” ข้าเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่จึงเผยท่าทีผิดต่างกุลสตรี หยางเย่ถิงมุ่นคิ้วกล่าวว่า

“อย่าเถียง”

ข้าขยับริมฝีปากชิดกันราวกับถูกวิชาสะกดคำ ทำทีเป็นเมินเฉยเบือนหน้าหนี อีกมือก็ทำทีเป็นผลักไสตัวออกจากอกเย่ถิง แต่กำลังร่างสตรีนั้นอ่อนกำลังกว่าพลังบุรุษ หากเจ้าหยางเยวี่ยนไม่ยอมผ่อนแรงมือจากกายข้า ไหนเลยข้าจักขยับออกห่างได้สมดังใจ

“ธาตุน้ำในกายเจ้ามีมากเกินพอดี จึงปรากฏเป็นหยดเหงื่อใต้ฝ่ามือมากกว่าปกติเช่นนี้”

“...” ข้าหันมามองหน้าหยางเยวี่ยนแล้วเบือนหน้ากลับไปยังทิศเดิม

“เจ้ารู้นามจริงข้าได้อย่างไร” คุณชายรองหยางถามซ้ำก็พบกลับความเงียบงันเช่นเดิม

“หยวน...เฟย”

ข้าปรายตากลับไปมองเพียงเล็กน้อยก็ผสานเข้ากับดวงของชายหนุ่มพอดี จิตใจเดิมทีสั่นไหวด้วยโทสะโมโหก็ถูกสะกดดั่งเจอคำสาปให้เป็นหิน

“เช่นนั้นข้าพเจ้าจำต้องถามกลับคุณชายรองเช่นเดียวกันว่าทราบนามจริงข้าพเจ้าได้อย่างไร ต่อคุณชายรองท่านตอบแล้วข้าพเจ้าจึงจะตอบ”

หยางเย่ถิงมิได้สำแดงสีหน้าอื่นใดนอกจากใบหน้าดังรูปปั้นสักการะ

“กุ้ยเฟยเป็นผู้บอกข้า”

“ส่วนข้าพเจ้านั้นคาดเดาเอาเองตามสติปัญญาอันน้อยนิด” พอเห็นความโกรธผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา ข้าก็เร่งขยายความเพิ่มเติมว่า “ด้วยใบหน้าคุณชายรองรูปงามเช่นนี้ ข้าพเจ้าเคยมีแขกมาติดพันอยู่ระยะหนึ่งมักให้เรียกเขาว่า อาเยวี่ยน คุณชายผู้นั้นเป็นบุตรเศรษฐีคหบดีฐานะร่ำรวยเงินทอง จึงส่งของกำนัลมาให้ข้าพเจ้าไม่เว้นแต่ละวัน ข้าพเจ้านับถือในความมุมานะบากบั่นของอาเยวี่ยนจนเริ่มใจอ่อน คิดยินยอมแต่งงานเป็นฮูหยิน ต่อมาจึงทราบในภายหลังว่า อาเยวี่ยนผู้นั้นมีฮูหยินและอนุภรรยาอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว เขาต้องการข้าไปเป็นดอกโบตั๋นดอกใหม่ไว้ประดับเรือนเท่านั้น เจตนาข้ามิได้กล่าวหาคุณชายรองท่านมีอุปนิสัยดังว่า แต่นามนี้ติดฝังใจข้าพเจ้าอยู่ อีกทั้งสกุลท่านแซ่หยาง คล้องจองกับคำว่าเยวี่ยน จึงทึกทักเอาเองตามประสาหญิงด้อยปัญญา”

หยางเยวี่ยนย้อนกลับหน้านิ่ง “หญิงด้อยปัญญางั้นหรือ”

“เป็นข้าพเจ้าเอง”

ข้าเพิ่งเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของหยางเย่ถิงปรากฏตำตาก็วันนี้เอง พอเจ้านั่นขบขันจนพอใจแล้วจึงพูดว่า

“หญิงด้อยสติปัญญาแบบไหนจึงคิดฝึกวิทยายุทธ”

“ข้าพเจ้านี่แหละเจ้าค่ะ” ข้ายืนกรานหน้าซื่อใจเริ่มเหลว

“อีกทั้งมีฝีมือดีดพิณผีผา ลมพัดพันสาย ได้ซ้ำอีก” หยางเยวี่ยนพูดไปก็เหมือนต้อนข้าจนมุมเข้าไปเรื่อย

“ข้าพเจ้าเคยได้ยินจึงอาศัยฝึกปรือเจ้าค่ะ”

“รวมถึงคิดมาถ่วงเวลาข้าเพื่อทำการบางอย่าง”

“ข้าพเจ้าเองเจ้า...”

ข้าสะดุ้งสุดตัวพยายามกลบสีหน้าอันพิรุธ ข้าไม่ทันคิดหาทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้าก็ร้องตอบว่า

“ข้าพเจ้ามาเที่ยวตามหาดอกเบญจมาศ”

หยางเยวี่ยนไม่นึกว่าข้าจะตอบเอาตัวรอดได้รวดเร็วเช่นนั้นก็ร้องตะโกนขึ้นมา

“มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง”

เหลียงจินผลักบานประตูเข้ามาทันที มีปิงหวนและเป่าเหอติดตามพร้อมด้วยยอดฝีมือหน้าตาดีจำนวนหนึ่ง พอเหลียงไถจินและทุกคนเห็นสภาพข้าอยู่ในอ้อมแขนคุณชายรองหยางเช่นนั้นต่างก็เบือนหน้าหลบสายตายิ้มกริ่ม ข้าผลักอกหยางเย่ถิงออกห่างแล้วกระแอมเตือนทุกคน เหลียงจินจึงหันหน้าแดงซ่านมาสบมองข้า

“นายหญิง”

“ข้าจะกลับแล้ว เจ้าได้ดอกเบญจมาศหรือยัง”

ปิงหวนเข้าใจว่าข้อความดอกเบญจมาศนั้นคงหมายถึงจดหมายลับจากหัวหน้าสีฝูเหยา จึงสวมรอยตอบว่า “เรียนนายหญิง ประตูทิศใต้นี้หาดอกเบญจมาศงามสมบูรณ์ยากนัก ข้าทั้งสามยังเสาะหามิได้”

“เจ้าจะเอาดอกเบญจมาศไปทำสิ่งใด” หยางเย่ถิงซักกลับทันที

ข้าสะบัดมือแล้วจะผละนี้ก็ถูกหยางเยวี่ยนคว้าตัวไว้อีก “ปล่อย”

“พวกเจ้าส่งข่าวไปถึงเจิ้งอู๋จินยังประตูทิศเหนือว่า แม่นางหยวนอวี้ฟ่านมีอาการธาตุน้ำเป็นพิษ จะทำประการใดดี ข้าจะพานางกลับไปคอยที่ลานหน้าผาด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ”

ยอดฝีมือสองคนเบื้องหลังรับคำแล้วจากไปทำการตามคำสั่งทันควัน

“เจ้าจะเอาดอกเบญจมาศไปทำสิ่งใด” ดูเหมือนหยางเยวี่ยนไม่คิดจะปล่อยข้าลอยนวลไปง่ายๆ

ข้าจนสติปัญญาแล้วจึงตอบปัดๆไปว่า “เอาไว้แทนตัวคุณชายรองท่านยามต้องไกลห่าง”

ขณะนั้นดูราวกับสายลมหยุดเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ สรรพเสียงอื่นๆก็พลันเงียบสงัด ต่อมาจึงบังเกิดเสียงโห่ร้องยินดีดังต่อไปเป็นทอดๆ พวกที่อยู่ใกล้กว่าก็เล่าให้แก่คนอื่นๆว่า หยวนอวี้ฟ่านว่ากล่าวสิ่งใดต่อหน้าคุณชายรองของพวกเขา

นี่ข้าพูดสิ่งใดออกไปหรือ

หยางเย่ถิงกระซิบให้ได้ยินเพียงเราทั้งสองว่า

“เจ้าพูดเช่นนี้ไม่ต่างจากยอมรับว่าจะแต่งงานกับข้าต่อหน้าคนทั้งปวง หากเจ้าจะคิดกลับคำภายหลังคงต้องคิดหาอุบายให้หนักทีเดียว เตรียมม้า

ข้าอับจนสติปัญญาจะแก้ต่าง จึงร้องบอกความให้พรรคพวกตัวรั้งรอไว้

“จินเหนียง หลี่เม่ย เนี่ยหวัง พวกเจ้าจงคอยเสาะหาดอกเบญจมาศ ณ ประตูทิศใต้นี้ให้จงได้ อย่าได้ติดตามข้าไป” เสียงโห่ร้องดีใจก็ดังซ้ำอีก ใบหน้าหยางเย่ถิงเดิมทีไม่ได้คิดคล้อยตามคำพูดข้าก็เริ่มปรากฏสีแดงแปลกๆ

ต่อเมื่อมีคนจูงม้ามาแล้วหยางเย่ถิงจึงขึ้นนั่ง

“ลานผานั้นเป็นจุดรวมของธาตุดินและธาตุลมสมดุลนัก เจ้าอย่าได้คิดปฏิเสธ”

ข้าโหนตัวขึ้นนั่งบนม้าอีกตัวหนึ่งท้าท้ายคำว่าไม่คิดปฏิเสธ

“ดี ส่วนพวกเจ้าจงส่งสารให้ยอดฝีมือทั้งสี่ประตูจำนวนกึ่งหนึ่งโยกย้ายกำลังพลไปยังจุดลานหน้าผาโดยทันที”
ผู้ส่งสารรับคำแล้วเร่งไปปฏิบัติตามคำสั่ง

“นายหญิงให้ข้าพเจ้าติดตามไปด้วยเถิด” เหลียงจินรบเร้าจะขอตามไป ข้าทำทีเป็นส่ายหน้าซ่อนความนัยว่าจำเป็นจะต้องได้จดหมายของหัวหน้าสี อีกทั้งไม่อาจปล่อยให้ปิงหวนและเป่าเหอทำการอยู่เพียงสองคนได้

“หากได้ดอกเบญจมาศสมดังใจแล้วจงกลับไปคอยยังสระเสี้ยวเบญจมาศทันทีอย่ากังวล”

เหลียงไถจินยอมพยักหน้า แต่แฝงแววตาเป็นห่วงเป็นใยไม่ต่างจากหลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอ

“อาเยวี่ยน”

คำร้องดังขึ้นมาจากหญิงผู้ควบม้าเข้ามายังบริเวณค่ายประตูทิศใต้ ชั้นแรกเงาราตรีโถมทับปิดบังใบหน้าแม่นางผู้นั้น ครั้นแสงคบไฟสะท้อนตกต้องความงามผนวกความน่าเอ็นดู สตรีวัยแรกสาวนางนั้นแต่งกายรัดกุม ถือกระบี่มือหนึ่งอีกมือก็โบกไม้โบกมือมาทางหยางเย่ถิง

รอยยิ้มจริงใจปรากฏบนใบหน้าหยางเยวี่ยน เต็มเปี่ยมด้วยความสุดยินดี เจ้าคุณชายรองมองผ่านข้าเลยไปถึงแม่นางผู้ออกนามชื่อ แล้วร้องตอบอีกฝ่ายว่า

“เตียวหง”


*****************************

พูดคุย

รักนายเอกแล้ว?  เร็วจัง5555
คงจะยังไม่รักกันง่ายๆแน่ๆฮะ ดูแล้วน่าจะทะเลาะกันไปจนจบเรื่อง 555


หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 12 [25/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 26-12-2019 13:45:06
ทะเลาะได้ทุกครั้งที่เจอจริงๆ
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 13 [30/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 30-12-2019 09:41:29
บทที่ 13



แม่นางเตียวหงเป็นหญิงสาวมีเสน่ห์ แม้นมิช่างเจรจาเท่าหยางกุ้ยเฟย ทว่าวาจามีคารมคมคาย พูดน้อยแต่รื่นหูผู้ฟังมาก เตียวหงมิได้แต่งเครื่องประทินโฉมใดๆ ดูสะอาดผ่องใสตามวัยแรกสาว ท่วงท่าทะมัดทะแมงไม่ต่างจากหญิงมีวรยุทธ ขณะหนึ่งงดงามอรชร ประเดี๋ยวหนึ่งขึงขังองอาจ น่าชวนมองยิ่งนัก

นับแต่แม่นางเตียวหงปรากฏตัว ข้ามิเคยเห็นหยางเย่ถิงจะวางตาไว้ที่ใดนอกจากบนใบหน้าของหญิงผู้นี้

“ประมุขหยางได้รับหนังสือระบุภัยอันตรายของเฉินชิงหลุน จึงเกณฑ์ยอดฝีมือจำนวนสามร้อยคนให้ข้าเป็นผู้นำมาคุ้มครองในทันที ไม่ทราบสถานการณ์ตอนนี้เป็นประการใดหรือ อาเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงตอบนิ่งๆ “ยังพอรับมือได้”

พวกเราสามคนต่างนั่งม้าสนทนาไปตามถนนเพื่อย่ำสู่ลานเชิงผาด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

“ชั้นแรกข้าคิดโยกย้ายผู้คนไปรวมพลยังจุดเชิงผา ทว่ามีกำลังเสริมเช่นนี้เห็นว่าจำจะต้องคงยอดฝีมือไว้ดังเดิม แล้วอาศัยบรรดาคนที่มาใหม่เข้าทดแทนเพียงกึ่งหนึ่งก่อน” เย่ถิงพูดไปพลางก็ยิ้มไปพลาง น่าหมั่นไส้เหลือประมาณ “ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นจงผลัดเวรกันพักผ่อนเอาแรงเสียก่อน หนทางจากเขาเทียนซานมาถึงทิศเหนือเขตด่านกวนจง* นี้มิใช่ระยะใกล้คงเหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อย”

“ขอบคุณเจ้ามาก อาเยวี่ยน แล้วแม่นางผู้นี้เป็น...”

ในที่สุดก็ดูเหมือนว่าทั้งสองคนเริ่มเห็นว่าข้ามีตัวตนนั่งม้าอยู่รั้งท้าย บทบาทของข้าจึงเริ่มมีขึ้นหลังจากนิ่งฟังชายหนุ่มหญิงสาวสนทนาต่อกันเป็นระยะเวลานานพอดู

“ข้าพเจ้ามีนามว่าหยวนอวี้ฟ่านเจ้าค่ะ”

ยังไม่ทันหยางเย่ถิงจะเปิดปาก ข้าก็ออกนามแนะชื่อตัวด้วยเสียงสตรีอันคิดว่าสุดจะไพเราะที่สุดแล้วฉีกยิ้มกว้าง

“คารวะแม่นางหยวน” เตียวหงทักทาย ข้าก็เร่งสาธยายชีวประวัติครอบครัวตนเองทันทีโดยหามีผู้ใดจำเป็นต้องออกปากซักถามไม่

“ข้าพเจ้าเป็นบุตรสาวคนรองของตระกูลหยวน บิดามีนามว่านายหยวนเหวินหยวน มารดานามว่านางหยวนเกาเถียน มีพี่ชายนามว่า หยวนหลงซาน อาศัยอยู่ในสำนักอวี้หงหยวนแห่งฉางอัน หากแม่นางเตียวหงเป็นผู้รอบรู้ในใต้หล้าย่อมจะทราบดีว่าสถานที่อันข้าพเจ้าพำนักนั้นมีชื่อเสียงกระฉ่อนในเรื่องใด”

หยางเย่ถิงทำหน้าตำหนิข้าชัดเจน เพียงครู่ก่อนยังยิ้มปากแทบจะฉีกถึงใบหู แล้วไยพอหันมามองข้าถึงได้กลับจากหน้ามือเป็นหลังเช่นนี้ ช่างสองมาตรฐานนักเจ้าคุณชายรอง

“ข้าพเจ้าเคยได้ยินกิตติศัพท์ว่าเป็นหอคณิกาอันดับหนึ่ง หรือแม่นางหยวน...”

“ถูกแล้ว ข้าพเจ้าเป็นนางคณิกา”

หยางเย่ถิงไม่ทันขัดขวางคำข้าก็ทำหน้าไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีก แล้วว่า

“เตียวหง จงอย่าได้ใส่ใจคำพูดของแม่นางผู้นี้ ภายนอกแม้นครองรูปโฉมงดงาม ทว่าคำพูดนั้นหาสาระมิได้”

เตียวหงหันมามองข้า หวังให้ข้าแก้ต่าง “...”

“ข้าพเจ้าเป็นนางคณิกาชั้นเอก ออกรับแขกแต่เฉพาะข้าราชสำนักชั้นสูงหรือผู้มีเงินทองพอที่จะจ่ายให้ข้าพเจ้าตามร้องขอนั่นแล้วจึงได้เห็นโฉมหน้าข้าพเจ้า หากแม่นางเตียวจะมิเคยได้ยินว่ามีนางคณิกานามชื่อลือกระฉ่อนนั้นย่อมจะหาความผิดมิได้ ชื่อข้าพเจ้าแพร่หลายในหมู่บรรดาหนุ่มๆชาวฉางอัน แต่กลับเป็นอริต่อหญิงด้วยกันนั้นย่อมมิอาจหักห้ามให้เกิดขึ้นได้”

“พูดจาไร้สาระ” หยางเย่ถิงตวาดกลับ

เตียวหงพลันหัวเราะแล้วถามกลับว่า

“ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้เข้ามาทำธุระในฉางอันบ่อยครั้ง เรื่องราวใดเป็นที่สนทนากันในหมู่ผู้คนทั้งหญิงและชายแล้วข้าพเจ้าย่อมจะเคยได้ยินมา เช่นว่า หอคณิกาอวี้หงหยวนนั้นมีสตรีงดงามนามว่า หยวนอวี้ฟ่าน ปรากฏเล่าลืออยู่”

ข้ายักคิ้วใส่หยางเย่ถิงอย่างผู้ชนะ นามข้ามิใช่ใครที่ไหนจะมองข้ามได้ เรื่องข้าบริสุทธิ์นั้นจริงอยู่เพราะอาศัยผงราคะไฟมอมเมาแขก แต่เมื่อแม่นางเตียวขยี้ซ้ำในเรื่องกิตติศัพท์ชื่อเสียงข้าเช่นนี้ด้วยแล้ว เห็นทีเจ้าคงต้องคิดหนักแล้วสิว่าจะแต่งงานกับข้าหรือไม่ ด้วยข้ามิได้กล่าวยอมรับกับเจิ้งอู๋จินโดยซึ่งหน้าว่าไม่เคยตกเป็นของใครด้วยอีก ย่อมจะทำให้คุณชายรองหยางตระหนกมิใช่น้อย

“ทว่าคนทั้งหลายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หยวนอวี้ฟ่านผู้นั้น หาได้ออกปฏิบัติรับแขกเป็นนางคณิกาชั้นเอกดังคำแม่นางว่าก็หาไม่ หนำซ้ำยังถูกพี่ชายนามหยวนหลงซาน คุ้มครองดูแลราวกับหงส์ในกรงทอง แม้นสักปลายเล็บน้อยหนึ่งนั้นบรรดาชายหนุ่มทั่วทั้งแผ่นดินต้าถังจักได้สัมผัสเพียงเศษเสี้ยว ก็ปรากฏว่าไม่เคยมีใครทำได้”

บัดซบ ข้าอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด ไยแม่นางเตียวจึงพูดเช่นนั้นเล่า เรื่องที่ข้าสู้ปั้นแต่งขึ้นมาล้มพังไม่เหลือซาก

“เรื่องแม่นางอวี้ฟ่านมีชื่อเสียงในฉางอัน ข้าพเจ้าไม่ขอปฏิเสธ แต่เรื่องที่อาเยวี่ยนกับท่านจะแต่งงานกัน ทั่วทั้งยุทธภพลือกระฉ่อนยิ่งนัก ไม่ทราบว่าจะจริงเท็จประการใด” เตียวหงถามหน้าตายิ้มแย้ม

หยางเย่ถิงกระแอมเตือนให้ข้าสงบปาก แล้วตอบเองว่า

“เป็นเช่นนั้น”

สีหน้าเตียวหงพลันวูบไหวเศร้าหมองชั่วขณะ ต่อมาจึงยิ้มแย้มแจ่มใสเช่นเดิม

“อาเยวี่ยนของเราเป็นบุรุษพูดน้อย สุขุมเยือกเย็น แม่นางอวี้ฟ่านอย่าได้เก็บกิริยาเมินเฉยไว้ใส่ใจ ข้าพเจ้าเองเมื่อแรกพบเขาเข้ามาฝึกวิชาในสำนักคมเบญจมาศครั้งวัยเด็ก ก็ประสบกิริยาเย็นชาของอาเยวี่ยนอยู่เป็นนิตย์”

ข้ามิอาจกลั้นเสียงหัวเราะไว้ได้ก็ปล่อยขำขันให้สาแก่ใจ มองดูหยางเย่ถิงพลันสีหน้าไม่ชอบใจก็หัวเราะดังลั่นกว่าเดิม

“รักษามารยาท”

ข้าไม่ขอรักษากิริยาใดๆทั้งนั้น เหอะ ยังไม่ทันไรก็คิดออกคำสั่งบงการชีวิตข้า หากข้าแต่งเข้าสกุลหยางจริงๆขึ้นมา ข้าหยวนหลงซานมิกลายเป็นบ้าไปก่อนหรือ

“แม่นางอวี้ฟ่านจงเข้าใจ กฎระเบียบสำนักคมเบญจมาศเคร่งครัดนัก คุณชายรองหยางถูกอบรมเลี้ยงดูมาในขนบมากมาย ต่อไปภายหน้า หากอาเยวี่ยนพูดสิ่งใดกระทบจิตใจท่าน เมตตาอย่าถือสาหาความ”

“ศิษย์พี่” หยางเย่ถิงร้องเรียกเตียวหง

“พอเถอะ อาเยวี่ยน อย่าได้ตำหนิแม่นางอวี้ฟ่านสืบไปเลย”

คนสองคนนี้คงเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องนับถือกันมาแต่เล็กแต่น้อย ท่ามกลางผู้ฝึกยุทธจำนวนมากที่หลายตระกูลส่งมาฝึกวิชายังสำนักคมเบญจมาศแห่งเทียนซาน เตียวหงคงมีฝีมือโดดเด่นและมากวัยกว่าหยางเย่ถิงเป็นแน่ กระบี่เงินซึ่งนางถือครอบครองอยู่นั้นไม่รู้ซ่อนวิชาอันพิศดารพันลึกไว้มากน้อยแค่ไหน หากอยู่ในร่างปรกติข้าคงจะคิดขอลองวิชาให้ได้ประจักษ์สักหนเป็นแน่

ขณะนั้นเส้นทางเป็นเนินขึ้นเขาสูงชันน่าหวาดเสียวเป็นหนทางระยะสั้น จำเป็นจะต้องลงจากหลังม้าจูงลากไปเรียงคู่ เบื้องล่างเป็นหุบเหวแลเห็นแสงไฟจากเรือนพักทั้งหลายในเฉินชิงหลุนวับแวมในเงามืด หยางเย่ถิงออกนำเคียงคู่เตียวหง สั่งให้ข้าติดตามอย่าประมาทพูดเพ้อเจ้อ ส่วนเตียวหงเฉลียวใจอยู่ก็หันมามองในจังหวะที่ลมเหนือยอดเขาสูงชันพัดไหวรุนแรงกว่าพื้นราบ หากอยู่ในภาวะสมดุลธาตุปกติข้าคงจะต้านทานกำลังลมอันแรงกล้านั้นได้ราวกับหินผา ทว่าเมื่อถูกลมวูบหนึ่งพัดใส่เข้ามา ดูราวกับตัวข้าเป็นกิ่งหลิวพลัดปลิวตกจากลำต้น

เตียวหงเห็นหยวนอวี้ฟ่านเซซวนแล้วเซจะตกหน้าผาก็ทะยานคว้ามือไว้ ร่างนางคณิกาปลอมก็แกว่งไกวน่าหวาดเสียวเป็นล้นพ้น ครั้นธรรมชาติโกรธเกรี้ยวมากกว่าเดิมก็เสริมกำลังลมพัดเข้ามาซ้ำอีก หยางเย่ถิงถลาช่วยไว้อีกมือหนึ่ง พอพ้นระยะอันตรายแล้วจึงตวาดว่า

 “ไยจึงไม่ระวัง”

พอได้ทีก็ตวาดดุเอาให้สาสมใจ ข้าตระหนกเกินกว่าจะพูดโต้ตอบก็ได้แต่หายใจเข้าออกถี่กระชั้น

“แม่นางหยวนเป็นเช่นไรบ้าง”

“ข้าพเจ้า...สบายดี”

“อาเยวี่ยน เจ้าใช้วิชาตัวเบาพาแม่นางอวี้ฟ่านขึ้นไปเถิด ข้าจับชีพจรซ้ำเห็นเหงื่อซึมใต้ฝ่ามือนาง คงมีอาการธาตุน้ำเป็นพิษ จึงเป็นเหตุให้เจ้าพานางขึ้นมาบนลานหน้าผาหรือมิใช่ จงเร่งไปอย่ารั้งรอ ข้าจะจัดการม้าทั้งสามตัวนี้เอง”

“ขอบน้ำใจ ศิษย์พี่”

ครั้นแล้วหยางเย่ถิงจึงคว้าตัวข้าไว้ในอ้อมแขน ใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินขึ้นไปยังลานหน้าผา ท้องทุ่งหญ้าเขียวขจีโบกไสวยามต้องสายลม ปรากฏศาลาทรงแปดเหลี่ยมก่อผนังฝังหน้าต่างวงกลมไว้อยู่หลังหนึ่ง เบื้องหน้านั้นปรากฏมีเจิ้งอู๋จินรอคอย พอเห็นว่าหยางเย่ถิงอุ้มข้ามาในอ้อมแขน จึงออกปากซักถามทันที

“อาการแม่นางหยวนทรุดลงหรือ คุณชายรอง”

“ขอรับ นางเกือบถูกลมพัดตกเหว เป็นความผิดข้าเองที่หลงลืมเลินเล่อ ปล่อยให้นางเดินผ่านทางเรียบหุบเหวตัวคนเดียว”

เจิ้งอู๋จินผลักประตูด้านหน้าเข้าไป ภายในปรากฏสระน้ำทรงแปดเหลี่ยมบ่อหนึ่ง แล้วว่า

“แม่นางอวี้ฟ่านอย่าได้วิตก วิธีแก้ซึ่งข้าพเจ้าว่ากล่าวไว้ให้คุณชายรองช่วยปรับสมดุลธาตุด้วยวิธีหยินหยางนั้น คงจะต้องเร่งดำเนินการในทันทีมิอาจรั้งรอถึงวันงานมงคล ไม่เช่นนั้นจะเป็นภัยต่อชีวิตแม่นางเอง”
 
ข้ามิได้เตรียมตัวเตรียมใจมาเสียตัวให้หยางเย่ถิงถึงบนภูเขาสูงเช่นนี้ก็หน้าซีดตัวสั่น แต่อาการมีเหงื่อซึมใต้ฝ่ามือลุกลามไปทั่วเรือนร่างเช่นนี้บ่งบอกว่าธาตุน้ำเป็นพิษจริงดังว่า

“ข้าพเจ้า...”

ไม่รู้ว่าข้ากลัวความตาย หรือกลัวเสียตัวให้หยางเย่ถิงกันแน่ ทำให้ไม่อาจตกปากรับคำหนักแน่นสมใจที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศให้แน่ถนัดชัดลงไปได้

“แม่นางหยวนรับปากข้าพเจ้าแล้ว หากไม่ยินยอมทำตาม ข้าพเจ้าจะมีหน้าเข้าพบคุณชายหลงซานได้ประการใด  ด้วยมิอาจรักษาชีวิตแม่นางอวี้ฟ่านได้ วานท่านอย่าคิดน้อยใจว่าเป็นลูกไก่ในกำมือผู้อื่น จะคิดหักหาญน้ำใจประการใดก็ย่อมได้นั้นอย่าขุ่นเคือง หากมีวิถีทางแก้อื่นแล้วไฉนข้าพเจ้าจะมิแจ้งให้ท่านทราบ ทว่าบัดนี้สิ้นหนทางจึงจำเป็นต้องกระทำ หลักประกันต่อจากนี้คือการรับผิดชอบแต่งงาน อวี้ฟ่านท่านจะไม่มีวันเสียชื่อเสียงเป็นแน่ ข้าพเจ้ารับรอง”

ไม่มีคำพูดใดๆจากหยางเย่ถิงแม้ครึ่งคำนอกจากคำพูดเจิ้งอู๋จิน

หากเจ้าคุณชายรองว่ากล่าวยินดีสักน้อยหนึ่ง

หรือหากแม่นางเตียวหงปรากฏตัวช้ากว่านี้สักน้อยหนึ่ง

ข้าคงจะสมยอมปฏิบัติตามคำขอของเจิ้งอู๋จินโดยง่าย แต่ในเมื่อข้าได้เห็นแววตาของหยางเย่ถิงมองแม่นางเตียวหง และเห็นประกายตาหม่นหมองของเตียวหงยามล่วงรู้ว่าหยางเย่ถิงกำลังจะแต่งงานซ้ำอีก ข้าจึงทำได้แต่ใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่สะบัดตัวออกจากการโอบอุ้มของหยางเย่ถิง แล้วพูดว่า

“ข้าพเจ้าคิดทบทวนแล้ว มิอาจปฏิบัติตามคำขอของเจิ้งอู๋จินท่านได้ ข้าพเจ้า...ขอลา”



*กวนจง : ดินแดนบริเวณภาคกลางทางตอนใต้ของแม่น้ำฮวงโห และเหนือแม่น้ำแยงซีเกียง ประกอบด้วยมณฑลยงจิ๋วบางส่วน และเขตปกครองสือลี่ตะวันตก ขึ้นตรงกับส่วนกลางที่เมืองเตียงอั๋นหรือเมืองฉางอัน

************************************

พูดคุย

ทะเลาะได้ทุกครั้งที่เจอจริงๆ
คุยดีได้สองประโยคที่เหลือชวนทะเลาะกันละ 55 สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าครับ



หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 13 [30/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 30-12-2019 20:07:49
ยอมถอยเพื่อให้เขาได้รักกัน  เนี่ย!!!!ชอบคิดไปเอง
อาจจะไม่มีอะไรก้ได้
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 13 [30/12/62] หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 04-01-2020 01:00:32
เป้นคนดี
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 14 [13/1/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 13-01-2020 18:40:42
บทที่ 14



ข้าสมควรตายมากกว่าจะไปแย่งคนรักของผู้อื่น หากสวรรค์เบื้องบนลิขิตบันดาลให้ข้าหยวนหลงซานจำเป็นต้องเลือกระหว่างเสียชีพกับเสียคุณธรรม ข้าไม่เห็นหนทางอื่นที่จะต้องตกลงปลงใจยอมตาย

ฝ่ายเจิ้งอู๋จินครั้นเห็นถ้อยคำหยวนอวี้ฟ่านปฏิเสธชัดแจ้งเช่นนั้นก็ทำทีพยักหน้าให้หยางเย่ถิงพูดจาเหนี่ยวรั้ง ทว่าคุณชายรองหยางมิได้ขยับปากตามตนอ้อนวอนทางสายตาแม้แต่น้อย ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศเห็นการจวนตัวก็เผยความสำคัญซึ่งสู้บังไว้ในอกแจ้งต่อหน้าแม่นางหยวนทันที

“แม่นางอวี้ฟ่านถูกสวรรค์บันดาลให้เป็นผู้ผนึกผสานสองตระกูลแน่แท้ หามีข้อสงสัยใดๆไม่”

หยวนหลงซานชะลอฝีเท้าแล้วค่อยๆหันกลับมา

“ท่านหมายความประการใด”

“นับแต่อวี้ฟ่านท่านกรีดนิ้วบรรเลงเพลงลมพัดพันสายกึกก้องไปทั่วเฉินชิงหลุนนั้น ข้าพเจ้าแลผู้อาวุโสทั้งปวงต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้ที่จะผนึกอาคมหลอมรวมสองตระกูลนั้นไม่พ้นเป็นท่านแน่แท้”

ข้าเริ่มหนาว เหงื่อก็ซึมทั่วเรือนร่าง จึงสั่นสะท้านยามสายลมพัดพาดผ่าน หยางเย่ถิงเอาแต่จดจ้องมองข้าไม่วางตา เขา...คงอยากให้ข้าตอบปฏิเสธหรืออย่างไร ภายใต้ดวงตากลมคมเข้มนั้นประดุจราวกับฤดูหนาวมาเยือนพร้อมเกล็ดหิมะร่วงหล่น

ความจริงแล้วข้ากระทำผิดมาแต่ต้น หลอกลวงพรรคคมเบญจมาศหวังอาศัยสระเสี้ยวเบญจมาศรักษาตัวให้หายขาด ออกอุบายใช้คนพรรคเสี้ยวจันทราปลอมเป็นพรรคมารจู่โจมดึงความสนใจออกห่างให้ข้าได้รักษาตัวจนสำเร็จ มาบัดนี้เรื่องราวลุกลามบานปรายไปถึงการแต่งงานระหว่างสองตระกูล ความละโมบอยากได้พัดพรายเพลิงครอบงำความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจนข้าผู้เป็นถึงประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา ผู้สมควรมีคุณธรรมสูงส่ง สมควรปฏิบัติตนเป็นเยี่ยงอย่างให้ผู้คนเคารพนับถือ ทว่าทำตนอย่างเด็กหลอกเล่นสร้างกลตบตา ไร้ความละอาย ขาดศีลธรรม

ข้าจึงหัวเราะมาคำหนึ่งมอบให้ตนเอง เจิ้งอู๋จินเห็นท่าทีหยวนอวี้ฟ่านขบขันราวกับคิดว่าคำพูดของตนเป็นเรื่องไม่เป็นความจริงก็เร่งสำทับเอาว่า

“คุณหนูกุ้ยเฟยยืนยันหนักแน่นว่า ตระกูลหยวนแห่งอวี้หงหยวนมีประวัติสืบทอดมายาวนาน สืบค้นได้ถึงคราวเป็นศิษย์สำนักเฉินชิงหลุนในอดีตเช่นนี้แล้ว การอันท่านมาสู่สถานที่แห่งนี้ อีกทั้งได้พานพบคุณชายรองหยาง มิพ้นเป็นกำหนดชะตาฟ้าลิขิตไปได้”

“ชะตาฟ้าลิขิตหรือ” ข้าทวนคำแล้วหัวเราะซ้ำ

“ขอรับ” เจิ้งอู๋จินรับคำหนักแน่น

“ชะตาฟ้าลิขิตแบบไหนกัน ข้าพเจ้าถูกช่วยเหลือทันเวลาในข้อนี้ย่อมจะหาโอกาสทดแทนบุญคุณในภายหน้า ทว่าเรื่องท่านยกข้าพเจ้าเป็นลิขิตสวรรค์นำมาสู่เฉินชิงหลุนเพื่อผสานรอยร้าวนั้นไม่อาจยอมรับได้ คุณชายรองหยางมิได้รักข้าพเจ้า เราสองคนหาได้เคยคบหาสนทนากันอย่างคู่รัก เจิ้งอู๋จินท่านจะชักเรื่องเพลงลมพัดพันสาย ผูกพันกายข้าพเจ้ากับคุณชายรองหยางเหมือนหนึ่งมัดมือชกนั้นยังจะถูกต้องอยู่หรือ”

ดูเหมือนยิ่งพูดเรี่ยวแรงข้าเริ่มจะไม่หลงเหลือ ข้าเพิ่งเคยถูกธาตุน้ำเป็นพิษหนแรก ก่อนหน้าฝึกวิชาร่วมกับปรมาจารย์เฉียนคงผู้เฒ่าก็ไม่เคยปรากฏอาการเช่นนี้มาก่อน ครั้นจะโยกย้ายพลังลมปราณสกัดธาตุในกายก็ดูเหมือนพิษจิ้งจอกเงินยังคงกลายเป็นอุปสรรคผลักลมปราณให้ปั่นป่วนอยู่

“อวี้ฟ่านท่านจงออมแรงก่อนเถิด หากเรื่องราวทั้งหมดไม่จริงตามคำข้าพเจ้าแล้ว ท่านจงใช้วรยุทธทำลายชีวิตข้าพเจ้าเสีย ทว่าทั้งนี้กรุณาให้คุณชายรองช่วยบำบัดธาตุในกายท่านเสียก่อน หากรั้งรอปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไป ไม่เพียงท่านจะตกอยู่ในอันตราย หากแต่ตัวคุณชายรองย่อมจะมิพ้นคำครหาที่ว่าไม่อาจรักษาชีวิตคนรักไว้ได้ ก็บัดนี้ข่าวมงคลระหว่างท่านทั้งสองแพร่สะพัดไปทั่วยุทธภพแล้ว มิกลายเป็นชนวนเร่งให้สองตระกูลบาดหมางไปตลอดกาลหรือ”

สีหน้าร้อนใจของเจิ้งอู๋จินผนวกกับถ้อยความจริงทั้งปวงทำลายความตั้งใจเดิมของข้าทลายลงกว่าเดิม ข้าสบตาหยางเย่ถิงอีกครั้ง

ข้าควรพูดความจริงทั้งหมดหรือไม่ เรื่องข้าต้องคำสาปชายสลับหญิง

ข้าควรพูดหรือไม่ว่าลิขิตสวรรค์แบบไหนกัน จึงบันดาลให้ข้าซึ่งแท้จริงเป็นชายต้องแต่งงานกับชายด้วยกัน

ข้าควรพูดจริงๆหรือ ชื่อเสียงประมุขพรรคเสี้ยวจันทราคงย่อยยับไม่หลงเหลือ

ใบหน้าบิดาผู้ล่วงลับยามใกล้สิ้นลมหายใจสะท้อนชัดเจนในใจข้า  พร้อมถ้อยวาจาสั่งเสียสุดท้าย

‘หลงซาน จากนี้...เจ้าจงคุ้มครองยุทธภพ ปราบปรามคนชั่ว ช่วยเหลือคนดี มีคุณธรรมประจำใจ หยวน...และหยางต้องรวมใจเป็นหนึ่ง’

ใช่ บิดาข้าก่อนสิ้นใจพูดคำเดียวกับมังกรศิลาซึ่งว่าหยางและหยวนรวมใจเป็นหนึ่ง เดิมทีข้ามิได้ใส่ใจถ้อยคำสุดท้าย มุ่งแต่ยึดคำสอนอันเป็นหลักคุณธรรมผดุงยุทธภพ หาได้เข้าถึงถ้อยความสุดท้ายไม่กระทั่งบัดนี้จึงเข้าใจสิ้น

“ข้าพเจ้า...ยินยอม”

เจิ้งอู๋จินเหมือนถูกยกภูเขาออกจากอก ยามได้ยินคำพูดข้า หยางเย่ถิงกะพริบตาหนึ่งครั้งตอบสนองคำพูดข้า ช่างเป็นบุรุษสุขุมสมมาดคุณชายรองเสียจริง

หญิงประเภทไหนกันถึงต้องยอมออกปากว่าจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับชายหนุ่มซึ่งรู้จักกันเพียงไม่กี่คืนวัน โดยที่อีกฝ่ายมิได้ออกปากว่าสมยอมให้ได้ยินสักครึ่งคำ ข้าไม่รู้ว่าจะต้องรักษาหน้าหยวนอวี้ฟ่านไว้มากน้อยแค่ไหน ในเมื่อเหตุการณ์คับขันเช่นนี้ซ้ำอีก หนทางเลือกของข้าเหมือนมีตัวเลือกไม่มาก

“เช่นนั้นท่านจงผลัดเสื้อผ้าเถิด หากลงสระแล้วคุณชายรองจะได้ถ่ายเทพลังหยางช่วยท่านผ่านฝ่ามือ”

ช้าก่อน ข้าฟังผิดหรือเปล่า

“ท่านว่าอะไรนะ แค่ถ่ายทอดพลังหยินหยางผ่านฝ่ามือหรือ” ข้ากะพริบตาถามย้ำ

“ขอรับแม่นางหยวน กระนั้นจำเป็นต้องเปลื้องอาภรณ์เหลือเพียงตัวเปลือยเปล่า คุณชายรองจำเป็นต้องกระทำดุจเดียวกัน ในเมื่อท่านถูกสัมผัสจากคุณชายรองร่วมหนึ่งชั่วยามเช่นนี้ อีกทั้งใกล้ชิดตัวต่อตัวเปลือยเปล่าซ้ำอีก ข้าพเจ้าไม่เห็นวิธีอื่นนอกจากให้คุณชายรองรับท่านเป็นฮูหยินเพื่อรักษาชื่อเสียงแห่งวงศ์ตระกูลท่าน”

ไม่ได้มีสัมพันธ์ทางกายลึกซึ้ง แค่แตะเนื้อต้องตัวหรือ ข้าเร่งพยักหน้ายินยอมทันที

“เช่นนั้นเร่งรักษาเถิดเจ้าค่ะ”

กลายเป็นว่าเจิ้งอู๋จินงุนงงในอารมณ์แปรปรวนของข้าไปชั่วขณะ ก่อนจะเชื้อเชิญข้าเข้าสู่ภายใน ครั้นแล้วจึงปล่อยข้าไว้สองต่อสองกับหยางเย่ถิง เจ้านั่นจึงคว้าข้อมือข้าเดินไปทางสระน้ำแปดเหลี่ยม พลางพูดว่า

“ข้าขอโทษที่ให้เจ้านั่งม้าขึ้นมาบนเขา โดยมิได้ใช้วิชาตัวเบาพามาแต่หนแรก”

ข้ามิได้ตอบอย่างใด ได้แต่ฟังอีกฝ่ายพูดต่อไป

“ข้ารู้ว่าเจ้าคงไม่ยินยอมให้ข้าแตะเนื้อต้องตัวจึงคิดใช้อาศัยม้าเป็นพาหนะ”

ข้าขอทำตัวหยิ่งไม่พูดโต้ตอบบ้าง ดูหรือคุณชายรองหยางจะคิดทำประการใด

“เจ้าโกรธข้าหรือ หยวนอวี้ฟ่าน”

ข้าอยากทำเป็นโกรธ แต่อาการร้อนภายในเย็นภายนอกรุมเร้าเกินกว่าจะช่วยให้ข้าได้เล่นตัวสมใจ

“ข้าพเจ้าหรือจะโกรธคุณชายรองได้ มีแต่จะต้องขอบคุณที่ยินยอมช่วยถ่ายทอดพลังหยาง เช่นนั้นข้าพเจ้าขอเปลื้องอาภรณ์สักชั่วครู่ หากคุณชายรองเป็นสุภาพบุรุษแล้วกรุณาหันหลังเถิดเจ้าค่ะ”

พอถูกข้าตัดบัวไม่เหลือใยเช่นนั้น หยางเย่ถิงก็หันหลังทันที ข้าอาศัยจังหวะนั้นปลดเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับทั้งหลายวางกองไว้ริมขอบสระ น้ำในสระใสกระจ่างสะท้อนแสงเดือนเช่นนี้นี่เอง เจิ้งอู๋จินจึงรับรองว่าหยางเย่ถิงจะรับผิดชอบข้าหลังจากเสร็จสิ้นพิธีถ่ายทอดพลังหยินหยาง ไม่เพียงแต่เห็นเรือนร่างชัดเจนราวกับไร้ผืนน้ำกางกั้นแล้ว ข้าเองก็รู้สึกว่าเริ่มอายขึ้นมาเหมือนกัน ครั้นแล้วจึงก้าวเท้าหย่อนตัวลงสระ เมื่อปลายเท้าสัมผัสก้นสระซึ่งลึกพอขอบน้ำแตะเหนือยอดอกเท่านั้น ข้าก็กระแอมให้สัญญาณอีกฝ่ายหันหลังกลับมา

หยางเย่ถิงพิจารณาข้าในสระเพียงปราดเดียวแล้วจดจ้องเสาอาคารเบื้องหน้า ก่อนจะบอกให้ข้าหันหลังดุจเดียวกันเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ถอดเสื้อผ้าออก ข้าทำหน้าแบบเสียมิได้ก็หันหลังตามเขาร้องขอ แต่เงาสะท้อนบนผืนน้ำใสราวกับกระจก สิ่งใดซึ่งอยู่ริมขอบสระ สิ่งนั้นก็ตกกระทบลงบนผืนน้ำชัดเจน ข้าจะย้ายดวงตาเหม่อมองท้องนภาก็ย่อมได้ แต่มีบางอย่างฉุดให้ข้ามิอาจละสายตาจากผืนน้ำสะท้อนภาพหยางเย่ถิงกำลังเปลื้องผ้าไปได้

แผ่นหลังกำยำขาวกระจ่างสะท้อนรูปร่างบุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ ปิดบังด้วยเรือนผมยาวสยาย สอดสายผ้าคาดหน้าผากสีออกเหลืองสลับขาว ทำเอาผิวหน้าข้าร้อนผ่าว หรือข้าจะมีอาการธาตุไฟเป็นพิษ เดี๋ยวก่อนข้ามีอาการธาตุน้ำเป็นพิษมิใช่หรือ ไยมีอาการหลายโรคเช่นนี้ผิดประหลาดนัก

อันที่จริงแผ่นหลังข้าในร่างบุรุษคงได้รูปทรงดุจเดียวกับหยางเย่ถิงเป็นแน่ เนินไหล่กว้าง มีเส้นผมพาดผ่านกล้ามเนื้อกระทั่งถึงช่วงเอว ไฉนข้าจึงคิดว่าหุ่นเจ้าคุณชายรองช่างน่ามองจนไม่อาจถอนสายตาละจากไปได้โดยง่ายเช่นนี้ ครั้นเจ้าตัวหันเบื้องหน้าเข้าหาสระ กล้ามอกและกล้ามท้องได้สัดส่วนจึงปรากฏสะท้อนลงผืนน้ำ ทันใดนั้นหัวใจข้าก็เต้นถี่ขึ้น ประจวบกับหยางเย่ถิงปลดกางเกงซับในใกล้สำเร็จ ข้าเกรงจะเห็นสิ่งซึ่งไม่ควรเห็นก็ขยับมือให้เกิดระลอกคลื่น

ข้าไม่เห็น ไม่เห็นอะไรเลย ไม่เห็นก็บ้าแล้ว

แม้จะมีเกลียวคลื่นช่วยละลายภาพสะท้อน แต่ก็พอเห็นว่าท่อนล่างของเจ้าคุณชายรองประกอบด้วยสัดส่วนใดบ้าง ใจข้าเต้นเร็วขึ้นเมื่อรับรู้ว่าหยางเย่ถิงก้าวลงสระแล้ว และกำลังเดินเข้ามาใกล้ข้า ความอบอุ่นอย่างแปลกประหลาดแทรกซึมผืนน้ำเย็นเข้ากระทบเรือนร่างข้า พลังหยางของหยางเย่ถิงเริ่มทำงาน

ข้านับเลขในใจ ไฉนข้าจะต้องตื่นเต้น เขาและข้าเป็นผู้ชายด้วยกัน ใจข้าไม่ควรจะต้องตื่นตระหนกใดๆ แต่ข้ากำลังตกอยู่ในอำนาจดวงตาของหยางเย่ถิงจนไม่รู้จะต้องวางมือหรือต้องทำสิ่งใด

“เจ้ากลัวหรือ”

“ขะ ข้าพเจ้า...”

น้ำในสระไม่ควรจะใสสะอาดปานนี้ ข้าเห็นสัดส่วนทุกรูขุมขนบนเรือนกายหยางเย่ถิงชัดเจนในระยะประชิดเช่นนี้

“คุณชายรอง ไม่.. ไม่ถอดผ้าคาดศีรษะหรือเจ้าคะ”

“เช่นนั้น...เจ้าถอดให้ข้าสิ”

ข้าชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง บ่งบอกว่าให้ข้าช่วยปลดเช่นนั้นหรือ ข้าหูฝาดอีกแล้วหรืออย่างไร อาจเป็นเพราะผลกระทบจากธาตุน้ำเป็นพิษ กระทั่งหยางเย่ถิงค่อยๆลดตัวลงประสงค์ให้ข้าช่วยปลดเช่นนั้น ข้าราวกับตกอยู่ในฝัน แล้วปฏิบัติตามคำขอร้องของหยางเยวี่ยนราวกับถูกวิชาสะกดวิญญาณ



************************************

พูดคุย

ยอมถอยเพื่อให้เขาได้รักกัน  เนี่ย!!!!ชอบคิดไปเอง
อาจจะไม่มีอะไรก้ได้
ดูเป็นคนดีจริงๆเลยประมุขหยวนของเรา แต่สุดท้ายก็...555

เป้นคนดี
หยวนหลงซาน ผู้เป็นคนดี มีคุณธรรม แต่ก็ทำทีเล่นตามบทต่อไป 55


หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 14 [13/1/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 14-01-2020 00:42:58
รักษาตัวแล้ว อย่าลืมรักษาตากุ้งยิงเด้อ~5555
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 14 [13/1/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 15-01-2020 23:00:10
หืมมมม
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 15 [27/1/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 27-01-2020 15:59:04
บทที่ 15


“อันที่จริง ผ้าคาดศีรษะนี้นอกจากคนสกุลหยางแล้ว ภรรยาและลูกเท่านั้นจึงจะสามารถแตะต้องได้”

ข้ารีบชักมือกลับคืนทันควัน

หยางเย่ถิงยิ้มมุมปากแล้วว่า “เรามาทำข้อตกลงกันไว้ก่อนจะเริ่มทำพิธี”

“เรื่องใดหรือเจ้าคะ”

“งานแต่งงาน”

พอหยางเยวี่ยนยกเรื่องกวนใจข้าขึ้นกล่าวนำเช่นนั้น สิ่งเชื้อเชิญให้ดวงตาข้าจำเป็นต้องมองจึงไม่พ้นไปจากใบหน้าคุณชายรองหยางไปได้

“ข้าจะรับเจ้าเป็นฮูหยินสกุลหยางตามหน้าที่รับผิดชอบหลังเสร็จสิ้นพิธีถ่ายทอดพลังหยินหยาง เพื่อผนึกอาคมเฉินชิงหลุนและผสานรอยร้าวสองตระกูล ทว่าเราทั้งสองไม่ได้มีใจให้กัน ตามโบราณว่าอยู่กินกันคู่สามีภรรยาไปก็ย่อมจะรักกันได้ในภายหลังนั้นไม่อาจใช้ได้ระหว่างเราสองคน เจ้ามีอุปนิสัยที่ข้าไม่ปรารถนาในฐานะมารดาของบุตร และเจ้าก็คงไม่ประสงค์ชายเช่นข้าไว้เป็นสามีของบุตรเช่นกัน”

พอหยางเย่ถิงกล่าวนำมาถึงจุดสำคัญของเรื่องราว ข้าจึงแค่นหัวเราะแล้วว่า

“คุณชายรองอย่าได้สาธยายให้มากความ ข้าพเจ้าเข้าใจโดยถ่องแท้แล้ว ใจความสำคัญนั้นข้าพเจ้าพอเดาออก ท่านประสงค์ให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใดหรือ”

“เห็นชอบในการรับเตียวหงเป็นอนุภรรยา”

คำขอร้องของหยางเยวี่ยนนี้อยู่นอกเหนือสติปัญญาข้าจะคาดคิด ราวกับมีบางสิ่งปิดปากข้าไว้ อีกทั้งดูดกลืนเสียงพูดไปจากลำคอข้าเช่นนั้นก็ว่าได้

“ตกลง”

เป็นคำพูดข้าเอง ไม่ต่างจากเสียงซึ่งพัดผ่านมาตามสายลม

เหมาะสมแล้วที่จะยกเตียวหงขึ้นเป็นอนุภรรยา หากข้ายังติดอยู่ในร่างคำสาป โรงละครฉากนี้คงไม่อาจถูกจับกลได้โดยง่ายเสมอกัน ในเมื่อหยางเย่ถิงและเตียวหงมีใจให้กัน ข้าซึ่งเป็นคนนอก อีกทั้งเนื้อแท้คือบุรุษ ไฉนจึงไม่เห็นชอบกับคำร้องขอของอีกฝ่ายเล่า

ประกายบางอย่างพาดผ่านดวงตาหยางเย่ถิง จนข้าเริ่มไม่มั่นใจว่าได้กล่าวปฏิเสธไปหรืออย่างไร เหตุใดเจ้าคุณชายรองจึงไม่ยินดีกับคำสมยอมของข้า เขาเม้มริมฝีปากแล้วไม่พูดสิ่งใดต่อนอกจากคำว่า

“หันหลัง”

ข้าขยับตัวใต้น้ำตามคำสั่งโดยทันที หัวใจซึ่งเดิมทีเยือกเย็นประดุจผืนน้ำรายล้อม กลับถูกแววตาผิดหวังกระตุ้นให้กระตุกร้อนวูบดังถูกคมกระบี่เชือดเฉือน

ฝ่ามือร้อนค่อยกระทบลงเบื้องหลังข้าอย่างแผ่วเบา ชั่วขณะหนึ่งข้าสะดุ้งเฮือกเหมือนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ต่อมาจึงสงบลงยามรับไออุ่นจากหยางเย่ถิง พลังหยางค่อยๆแผ่ซ่านผ่านมือชายหนุ่มสู่ร่างข้า รับรู้ถึงความร้อนค่อยๆก่อตัวจากจุดสัมผัสนั้นลุกลามสู่อวัยวะภายในทั่วร่างกาย

นับแต่เติบโตสู่วัยหนุ่ม ข้าไม่เคยถูกสัมผัสใดจากสตรีเพศหรือเพศเดียวกันในสถานการณ์ไร้อาภรณ์เช่นนี้มาก่อน ด้วยภาระหน้าที่ประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา และฉากหน้าของนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนทำให้ข้ามิได้เอาใจใส่ความต้องการของคนหนุ่มสาว

แม้นจะมีผู้ใหญ่หลากหลายสกุลพาบุตรสาวมาแนะนำตัวต่อหน้ามารดาข้าเป็นคราวครั้ง แต่ข้าก็ออกปากปฏิเสธทุกครั้งไป นางหยวนเกาเถียนก็มิได้เร่งรัดในเรื่องมีสะใภ้ไว้ใช้สืบสกุล ข้าหยวนหลงซานจึงเป็นชายหนุ่มเจ้าสำราญซึ่งมีสตรีต้าถังจำนวนมากประสงค์ได้ไว้ครอบครอง

แล้วไฉนข้าจึงต้องมาแช่น้ำเปลือยเปล่าร่วมสระเดียวกับคุณชายรองสกุลหยางเช่นนี้เล่า รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่น มิหนำซ้ำยังต้องจับพลัดจับผลูตกแต่งเข้าสกุลหยางด้วยอีก ข้าควรจะต้องขอบใจในความงามของร่างหยวนอวี้ฟ่านหรืออย่างไร จึงเป็นที่ต้องตาต้องใจให้หยางเย่ถิงไม่คิดปฏิเสธ หากข้ารูปชั่วไร้ความงาม เจ้าคุณชายรองคงไม่สมยอมช่วยข้าบำบัดธาตุน้ำเป็นพิษด้วยสภาพล่อนจ้อนเช่นนี้แน่

แต่พูดถึงแล้วก็เจ็บใจ เจ้าคุณชายรองเจ้าเล่ห์ผู้นี้มัดมือชกข้าด้วยเงื่อนไขเห็นแก่ตัว ข้อที่ข้าต้องยอมตกลงยกเตียวหงขึ้นเป็นอนุภรรยา ชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้คงชอบพอกันมาเนิ่นนานแล้ว หากแต่ไม่สบโอกาสจะออกปากต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ข้าหยวนหลงซานเป็นบุรุษใจกว้าง มีหรือจะออกปากขัดขวางความรักของคนคู่นี้ได้ อีกทั้งหากข้าไม่อาจแก้ล้างคำสาปได้ทันท่วงที ก็ยังมีเตียวหงคอยช่วยเหลือในยามหยางเย่ถิงเกิดหน้ามืดตามัวคิดปลุกปล้ำข้า    

“ไยเจ้าจึงยิ้ม สนุกนักหรือ”

ข้าสบตากับหยางเยวี่ยนบนผืนน้ำซึ่งใสราวกับกระจก เจ้านั่นคงมองหน้าข้าผ่านผืนน้ำจึงร้องทักเช่นนั้น

“ข้าพเจ้ายิ้มหาใช่สนุกเช่นคุณชายรองตำหนิ ทว่ายิ้มด้วยเหตุว่าแม่นางเตียวหงเป็นสตรีรูปโฉมงดงาม อีกทั้งมีวรยุทธสมยอดฝีมืออีก การงานใดซึ่งข้าพเจ้าต้องแบกรับในฐานะสะใภ้สกุลหยางก็ทอนลงกึ่งหนึ่งไม่เหลือบ่ากว่าแรงด้วยมีแม่นางเตียวช่วยเหลือในฐานะอนุภรรยา การอันข้าพเจ้ายิ้มเป็นมาเช่นนี้ คุณชายรองอย่าได้คิดเป็นอื่น”

จู่ๆหยางเย่ถิงก็กดฝ่ามือแรงขึ้นจนใบหน้าข้าแทบคะมำ ปลายเท้าซึ่งสัมผัสพื้นแค่ปลายเล็บก็ถูกคลื่นน้ำอุ้มให้โซซัดโซเซจนไม่อาจยืนได้มั่นคง จนเป็นเหตุให้ข้าต้องพลิกตัวกลับหวังไขว่คว้ามือหยางเย่ถิงไว้

แต่คุณชายรองสกุลหยางจับจ้องท่าทางหยวนอวี้ฟ่านไว้แน่วแน่อยู่ ต่อเห็นอีกฝ่ายพลิกตัวกลับหวังคว้าตนไม่ให้ลื่นไถลจมน้ำ ชายหนุ่มก็คว้าเอวหยวนอวี้ฟ่านในทันทีด้วยมือหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็จับแขนแม่นางหยวนไว้

ท่วงท่าน่าหวาดเสียวเช่นนี้คงไม่ก่ออารมณ์อื่นใดในสถานการณ์ปกติ ทว่าคนทั้งสองต่างไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ปกปิด ยามแตะสัมผัสเนื้อตัวอีกฝ่าย ก็สัมผัสถึงเนื้อตัวได้ในทันทีหามีสิ่งกั้นขวางไม่

หยวนหลงซานทำตาลุกวาว ทรวงอกเต่งตึงซึ่งควรจะซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำก็ปรากฏอยู่ริมปริ่มขอบ ข้าผลักอกหยางเย่ถิงออกห่าง แล้วชกหน้าอีกฝ่ายคืนด้วยกำปั้น

“เลวทราม ข้าพเจ้าคิดว่าคุณชายรองเป็นสุภาพบุรุษ ไฉนจึงคิดทำอุบายกลั่นแกล้งข้าพเจ้าเช่นนี้ ข้าพเจ้าเป็นสตรีมีแต่เสื่อมเสียเกียรติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในเรื่องที่ต้องจำยอมให้ชายสัมผัสตัว แต่คิดในด้านการรักษาเยียวยาจึงล้างอายเสีย แต่ท่านกลับคิดกระทำต่ำช้าล่วงเกินข้าพเจ้าเกินกว่าถ่ายทอดพลังหยินหยาง หากข้าพเจ้าไม่สำแดงศอกหมัดคืนกลับบ้าง คุณชายรองท่านคงดูหมิ่นเหยียดหยามข้าพเจ้าว่าเป็นหญิงใจง่ายสืบไปเป็นแน่”

“ข้า...”

ข้าตบหน้าหยางเย่ถิงซ้ำเต็มแรงสตรี จนกระทั่งปรากฏรอยแดงข้างโหนกแก้มขาว ชั้นแรกหยางเยวี่ยนรู้สึกผิดเต็มประตู ต่อมาถูกหยวนอวี้ฟ่านตบหน้าตนซ้ำอีก ความผิดกัดกินใจถูกกระทบกระเทือนจนเลือนรางจางหาย

“ข้าพเจ้าหาใช่แม่นางเตียวหง คนซึ่งคุณชายรองผูกรัก ท่านฝืนใจช่วยข้าพเจ้าตามภาระหน้าที่ มีหรือมาคิดกระทำผิดคำพูดตัวเอง ชายควรเสียชีพมากกว่าเสียสัตย์ มาตรว่าไม่คิดรักษาข้าพเจ้าแล้วจงตีตัวออกห่างเถิด ข้าพเจ้าจะกลับอวี้หงหยวนในราตรีนี้ แล้วหาชายอื่นที่มีใจให้ข้าพเจ้ามารักษาอาการธาตุน้ำเป็นพิษยังจะเหมาะควรกว่า”

“หุบปาก” หยางเย่ถิงตะคอกกลับด้วยความโกรธ

“ถอยไป” ข้าผลักไสร่างเปลือยของคุณชายรองหยางเต็มแรง แต่อีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านใดๆ

“ไม่ถอย”

หยางเย่ถิงดันตัวประชิดเรือนร่างข้าก่อนจะกระซิบริมขอบหูว่า

“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าการบำบัดธาตุน้ำเป็นพิษนอกจากถ่ายทอดพลังหยินหยางผ่านฝ่ามือแล้ว ยังมีวิธีอื่นที่ให้ผลรวดเร็วกว่า”

ข้าออกแรงดันกล้ามอกหยางเยวี่ยนให้ออกห่างตามเรี่ยวแรงตามมีตามเกิดของร่างหยวนอวี้ฟ่าน แต่ก็ราวกับเคลื่อนย้ายศิลาด้วยฝ่ามือเปล่า แทบมิได้สนใจฟังคำพูดอีกฝ่าย มุ่งหมายที่จะไปจากที่แห่งนี้ให้จงได้ เนื้อแท้ตัวตนข้าเป็นชายก็จริง ย่อมไม่มีทางเสื่อมเสียเกียรติเช่นคำพูดเมื่อครู่ ทว่าสืบไปภายหน้า หากข้าไม่อาจล้างคำสาปออกจากตัว หยวนอวี้ฟ่านก็จะต้องอยู่ในชีวิตสืบต่อไป นางไม่ต่างจากน้องสาวข้า หากข้าไม่ดูแลนางสมควรแก่พี่ชายพึงกระทำแล้ว ชื่อเสียงนางรวมถึงเกียรติยศวงศ์ตระกูลมิถูกเหยียบย่ำกดขี่ด้วยคนตระกูลหยางสืบไปหรือ เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงก่อเกิดเป็นการกระทำป้องกันตนเอง

“หยวนอวี้ฟ่าน!” หยางเย่ถิงออกนามข้าหวังเรียกสติ

ครั้นอีกฝ่ายเรียกนามชัดถ้อยชัดคำเช่นนั้น ข้าจึงล้มเลิกผลักไส แล้วจดจ้องมองสู้อย่างเจ็บแค้น

“ข้าพเจ้าพอจะเข้าใจหัวอกบรรพชนในอดีตแล้วที่คิดละทิ้งเฉินชิงหลุนไปไม่หวนกลับ ด้วยเหตุว่าคนตระกูลหยางโดยเนื้อแท้แล้วมีอุปนิสัยขลาดกลัว เห็นแก่ตัว ไม่คิดช่วยเหลือยุทธภพ คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว เช่นนั้นข้าพเจ้าขอยึดเจตนาของบรรพชนตระกูลหยวน ไม่ขอสมัครสมานสามัคคีปรองดองกับตระกูลหยางสืบไปเด็ดขาด ข้อตกลงแต่งงานเป็นอันยกเลิก ข้าพเจ้าจะขอกลับอวี้หง...”

คำว่า ‘หยวน’ ถูกหยางเยวี่ยนขโมยไปใส่ในปาก อันที่จริงเขาจูบปากข้าด้วยปากแล้วดูดกลืนคำๆนั้นไปต่างหากเล่า ไฉนเวลาจึงผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ราวกับหยางเย่ถิงจูบข้าเป็นเวลานานกว่าหนึ่งชั่วยาม พอเจ้าคุณชายรองถอนริมฝีปากออก พร้อมกับเปิดปากพูดคำพูดกึ่งแกมบังคับนั่นแล้ว ข้าจึงคิดว่า ไม่น่าด่าทอเรื่องฉกฉวยเพียงเล็กน้อย สมควรจะปล่อยผ่านไปโดยง่าย

“วิธีรักษาธาตุน้ำเป็นพิษด้วยพลังหยินหยางซึ่งนิยมกระทำกันมากที่สุด คือข้ากับเจ้าต้องเป็นของกันและกัน”

ข้าอ้าปากค้าง พยายามคิดตามพร้อมกับโกยอากาศเข้าร่างกาย

“และไม่ใช่กระทำผ่านฝ่ามือ”

“...”

“ข้อที่เจ้าดูถูกตระกูลข้าว่าต่ำช้า เช่นนั้นหากข้าจะทำตามสิ่งที่เจ้ากล่าวหา คงไม่ผิดสินะ”

ข้าไม่มีโอกาสได้แก้ต่างขอโทษ เหตุว่ากล่าววาจาไปด้วยอารมณ์โกรธ เพราะหยางเย่ถิงใช้ดวงตาไม่ต่างคมกระบี่จี้บังคับ ใช้ริมฝีปากไม่ต่างจากเครื่องมือลงทัณฑ์ และใช้เรือนกายเปลือยเปล่าเป็นเครื่องพันธนาการ ผูกพันกายข้าและเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
   


***********************************

พูดคุย

รักษาตัวแล้ว อย่าลืมรักษาตากุ้งยิงเด้อ~5555
พอถึงตอนนี้คงได้ยาดีรักษาตากุ้งยิงแล้ว 555

หืมมมม
555+

หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 15 [27/1/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 28-01-2020 09:34:26
เอาจิงดิ
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 15 [27/1/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: sirin_chadada ที่ 28-01-2020 12:22:48
อื้อหือ รอตอนต่อไปค่ะ
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 15 [27/1/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 29-01-2020 16:50:47
อุ๊บส์~  :haun4:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 15 [27/1/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 29-01-2020 21:38:38
 :z1:

 o13 :pig4: :pig4: :pig4: o13
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 15 [27/1/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: bun ที่ 31-01-2020 19:45:56
แล้วถ้าได้กลับไปเป็นชายแล้ว คุณชายรองยังจะยินดีรับเป็นภรรยาอยู่อีกไหม
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 16 [7/2/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 07-02-2020 15:38:06
บทที่ 16



ข้ายังคงมองเห็นกระบี่ลมพัดพันสายและพัดพรายเพลิงปรากฏอยู่บนแท่นศิลาสลักรูปมังกร ลำแสงดวงอาทิตย์ส่องสะท้อนอาวุธวิเศษสองสิ่งซึ่งถูกผนึกไว้เคียงคู่ เพื่อใช้ป้องกันเฉินชิงหลุนจากภัยพาลในอดีต หยางจ้าวหลานและหยวนอู่ชิง ศิษย์เอกของสำนักในคราวนั้นจะล่วงรู้หรือไม่ว่า บัดนี้อาคมซึ่งเขาทั้งสองสู้สละชีวิตไว้นั้นได้เสื่อมคลายลง หยวนอู่ชิงไม่พ้นคือหนึ่งในเชื้อสายบรรพชนของข้าเป็นแน่ ไม่ผิดที่ข้าจะคิดหวังครอบครองพัดพรายเพลิง โดยยอมแม้กระทั่ง...

นับแต่ข้ารู้ความ ในฐานะทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา บิดาข้าเคี่ยวเข็ญถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาต่างๆ นานา อันจะเสริมส่งพละกำลังและบารมีประมุขพรรคเสี้ยวจันทราในภายภาคหน้า เหล่าปรมาจารย์ผู้ชำนาญในสาขาวิชามากมายได้เข้ามาสั่งสอนข้าเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ฉะนั้นหยางเย่ถิงจะสู้ใช้กำลังบังคับข้ามากน้อยแค่ไหน หากข้าใช้วรยุทธต้านทานแล้วไซร้ ย่อมจะระงับเจ้านั่นได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ต่อฉุกคิดได้ว่าหยางและหยวนรวมใจเป็นหนึ่งนั่นแล้วจึงทำให้ข้าไม่คิดใช้วรยุทธสู้ขัดขืน

เหตุการณ์ต่อจากนั้นข้าพยายามลบลืมออกจากใจ ไม่มีความทรงจำใดๆนอกจากข้าตั้งความหวังไว้ที่จะได้ครอบครองพัดพรายเพลิง จวนกระทั่งใกล้รุ่งสาง ข้าจึงเร่งรีบออกมาจากเรือนพักแปดเหลี่ยมบนลานผาด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อาศัยช่วงหยางเยวี่ยนหลับ หลบหนีกลับคืนสู่หอเปลื้องอาภรณ์ ยกสุราเทียนจื่อซานดื่มแล้วรอคอยคืนร่างเดิม จากนั้นตกแต่งกายด้วยเสื้อผ้าบุรุษ เร่งฝีเท้ารุดมาสู่ถ้ำมังกรศักดิ์สิทธิ์

ครั้งก่อนพัดพรายเพลิงสำแดงอิทธิฤทธิ์น่าอัศจรรย์พันลึก สอดประสานท่วงท่าร่วมกับวิชาพัดเสี้ยวจันทราราวกับเกิดมาเพื่อกันและกัน ไม่ผิดที่ข้าจะคิดเข้าข้างตนเองว่าอาวุธพัดวิเศษนี้รอคอยข้ามาเนิ่นนาน ทว่าหนนั้นข้าไม่อาจจับต้องสัมผัสแม้ปลายพู่ประดับด้ามพัด กระทั่งมังกรศิลากล่าวถึงเงื่อนไขสำคัญ คราวนี้หากข้าสามารถแตะต้องพัดพรายเพลิงได้ ย่อมหมายความว่าสิ่งที่ข้าสู้ฝืนกระทำลงไปเมื่อราตรีล่วงผ่าน คือหนทางสู่การครอบครอง

หยวนหลงซานย่ำเท้าเข้าหาแท่นศิลากลางโถงถ้ำ เมื่อใกล้ระยะเอื้อมถึงแล้วจึงหยุดยั้งชั่วขณะลมหายใจเข้าออก
 
ข้าไม่ได้รักเจ้า

ปลายนิ้วข้าชะงักงันทันที คำพูดหยางเย่ถิง ณ ค่ำคืนกลางสระเสี้ยวเบญจมาศแปดเหลี่ยมดังสะท้อนผืนน้ำก้องกังวานไปทั่วทั้งห้อง

“คารวะ ประมุขหยวน”

ข้าจดจำน้ำเสียงของเหลียงจินได้ก็หันกลับมามองอีกฝ่าย เจ้าหนุ่มเหลียงไถจินสบตาข้าเพียงครู่ก่อนจะรายงานว่า

“เรียนประมุข หนังสือของหัวหน้าสีฝูเหยานั้นข้าทั้งสามคนคอยจนถึงปลายยามซวีก็ไม่ปรากฏพบเห็นตามนัดหมาย ครั้นล่วงเลยเวลาไปเนิ่นนานเพียงนั้นแล้วจึงชักชวนกันกลับมาที่พำนัก ทว่ากลับหาปะท่านไม่ ครั้นจะเที่ยวออกตามหา ก็มานึกถึงคำสั่งประมุขท่านได้ว่าให้กลับมารั้งรอยังหอเปลื้องอาภรณ์ ไม่ทราบว่าเมื่อคืนประมุขท่านไปสถานที่แห่งใดกับคุณชายรองหยางหรือขอรับ”

ข้าลอบถอนหายใจแล้วแสร้งยิ้มให้เหลียงจิน

“ขอบใจเจ้ามาก เหลียงจิน ข้อหนังสือลับนั้นเห็นว่าหัวหน้าสีคงไม่สบโอกาสเหมาะสม จึงไม่อาจส่งเข้ามาตามนัดหมายได้ เจ้าจงบอกปิงหวนและเป่าเหอตามคำสั่งข้า ให้ทั้งสองทำทีป้วนเปี้ยนสังเกตบริเวณประตูด้านทิศใต้ โดยอาศัยกิริยามีน้ำใจเที่ยวแจกจ่ายข้าวปลาอาหารบังหน้าไปสักสองสามราตรีนับจากนี้ หัวหน้าสีเห็นจะหาโอกาสสบช่องพอเหมาะส่งข้ามมา ก็ด้วยบัดนี้แม่นางเตียวหง ศิษย์เอกสำนักคมเบญจมาศนำพากำลังคนหนุนเนื่องสู่เฉินชิงหลุนกว่าสามร้อยยอดฝีมือ เวรยามตรวจตราจึงแน่นหนาขึ้นอีก ข้าเองก็ออกอุบายให้หยางเย่ถิงแบ่งสรรปันกำลังพลพ้นจากประตูทั้งสี่ทิศอยู่ หากเจ้าคุณชายรองตกบ่วงแล้ว หัวหน้าสีคงส่งเข้ามาได้เอง”

“ขอรับ”

ข้าเห็นว่าหมดธุระแล้วจึงพยักหน้าให้เหลียงจินกลับไปทำการ แต่เจ้าหนุ่มเหลียงยังคงยืนนิ่งคอยอยู่

“เจ้ามีเรื่องอื่นรายงานอีกหรือ เหลียงจิน”

“ข้าน้อย...”

“พูดมาเถอะ ข้ายินดีรับฟัง” ข้าเห็นความวิตกกังวลปรากฏบนหน้าเหลียงจินชัดเจน

“บัดนี้อาการประมุขท่านฟื้นคืนขึ้นมากแล้ว ข้าน้อยเห็นควรว่าพวกเราทั้งปวงควรเร่งหลบหนีจากเฉินชิงหลุนกลับคืนอวี้หงหยวนเถิดขอรับ”

ข้ายังมิได้ตอบคำใด เหลียงจินก็กล่าวต่อไปว่า

“เหตุว่าประมุขท่านลงรักษาตัวในสระเสี้ยวเบญจมาศจึงเกิดอาการธาตุน้ำเป็นพิษ อีกทั้งพิษจิ้งจอกเงินทุเลาลงกว่าแปดในสิบส่วน ปรมาจารย์เฉียนคงผู้เฒ่าพอมีชื่อเสียงเลื่องลือทางตำรับยาอยู่ อาการพิษอีกสองส่วนนั้นคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงอาจารย์เป็นแน่ ฉะนั้นอาการธาตุน้ำเป็นพิษก็จะไม่บังเกิดกับประมุขท่านสืบต่อไป”

แววตาเป็นห่วงเป็นใยปรากฏทุกครั้งคราว ยามข้าตกอยู่ในภาวะอันตราย เหลียงจินไม่ต่างจากสหายร่วมทุกข์ร่วมสุข คำชี้แนะหนนี้หากข้าไม่ใส่ใจแล้วคงเหมือนกับตัดมิตรไร้น้ำใจ จึงพูดหยอกเย้าว่า

“เจ้าไม่ประสงค์แต่งงานกับหัวหน้าเสินหวู่หรือ”

เหลียงจินเกิดในครอบครัวยากจนแถบชนบทเมืองลั่วหยาง กำพร้าทั้งบิดาและมารดา ไม่มีพี่น้อง บิดาข้าพบเขาในสภาพเด็กชายอายุสี่ขวบ หนึ่งในผู้รอดชีวิตไม่กี่คนของหมู่บ้านที่ไม่ถูกฆ่าตายด้วยบรรดาฝีมือคนพรรคมารโคมแดง บิดาข้าจึงดูแลเขาไม่ต่างจากบุตรชาย และเหลียงจินก็นับถือหยวนเหวินหยวนดุจบิดาบุญธรรมอย่างเดียวกัน เหลียงจินจึงเป็นเพื่อนเล่นและคู่ฝึกวรยุทธให้แก่ข้ามาตั้งแต่จดจำความได้ กิริยาอาการรั้งรอแลดวงตาฉายแววซ่อนความนัยนี้มีหรือข้าจะไม่ล่วงรู้ แต่ก็ทำทีพูดจาเฉไฉในเรื่องอื่นเสีย หวังตัดความสงสัยของเจ้าหนุ่มเหลียง

“มิได้ขอรับ ประมุข แต่...”
 
ข้าควรตัดบทหรือให้เหลียงจินพูดความในใจดี ระหว่างใคร่ครวญคิดนั้น เหลียงไถจินก็รวบรวมความกล้าถามคำถามซึ่งข้าพยายามหลีกเลี่ยง

“ประมุขท่านตกเป็นของคุณชายรองหยางแล้วหรือขอรับ”

ข้าใจหายวาบราวกับถูกจับกลได้ แต่ก็ปั้นกิริยาทำใจดีสู้พยัคฆ์แล้วว่า

“ข้าหรือจะพลาดพลั้งตกอยู่ในกำมือหยางเย่ถิง เคล็ดวิชาติดตัวข้าพอมีประดับกาย อีกทั้งวิชาพัดเสี้ยวจันทราขั้นแปดนี้มิใช่ได้มาโดยหลับหูหลับตาฝึกไม่ ไฉนเจ้าจึงคิดเห็นเป็นไปเช่นนั้นได้ เหลียงจิน”

“ข้าน้อยไม่อาจข่มตาหลับได้ตลอดราตรีกระทั่งใกล้รุ่งสาง ขณะนั้นประมุขท่านเพิ่งปรากฏตัวคืนสู่หอเปลื้องอาภรณ์ ใบหน้าเปล่งปลั่งไร้โรคภัย สะท้อนชัดว่าอาการธาตุน้ำเป็นพิษถูกถอนออกแลได้รับการเยียวยาแล้วนั่นต่างหากเป็นช่องให้ข้าบังเกิดสงสัย มิหนำประมุขท่านยังกำผ้าคาดศีรษะของคุณชายรองไว้ไม่ห่างกายเช่นนี้อีก วิธีรักษาโดยถ่ายทอดพลังหยินหยางซึ่งเจิ้งอู๋จินแนะนำว่าต้องร่วมสัมพันธ์สวาทนั้นได้ผลชัดเต็มตาเป็นลำดับมาเช่นนี้ ข้าน้อยไม่เห็นเป็นอื่นจึงซักถามตามสงสัย”

ในมือข้าถือผ้าคาดศีรษะของหยางเย่ถิงจริงดังคำเหลียงจิน ข้าลักลอบปลดออกมาเพื่อหวังใช้เป็นหลักฐานยืนยันต่อหน้ามังกรศิลา ว่าข้าได้กระทำรวมใจเป็นหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“การรักษาธาตุน้ำเป็นพิษอาศัยการถ่ายเทพลังหยินหยางผ่านฝ่ามือเท่านั้น หาจำเป็นต้องร่วมหอเริงสวาทไม่ ข้าเข้าใจเจิ้งอู๋จินซึ่งรับรองจะให้หยางเย่ถิงรับตัวข้าเป็นฮูหยิน เหตุว่าจำต้องเปลื้องอาภรณ์ทั้งปวงออกก่อนจึงจะกระทำพิธีได้”

เจ้าหนุ่มเหลียงสบตาข้าแล้วยิ้มปนโศก หลังจากนั้นจึงกล่าวว่า

“เช่นนั้นคำของปิงหวนซึ่งได้ยินมาว่า คุณชายรองหยางมีอาการป่วยนั้นเห็นจะเป็นความจริง”

ข้าเหมือนได้ยินไม่ชัดก็ถลาลงมาจากแท่นศิลา ทะยานเข้าหาเหลียงจิน

“เจ้าพูดว่าอะไรนะ”

“คุณชายหยางเย่ถิงมีอาการสมดุลธาตุผิดปกติขอรับ”

“ไยจึงไม่รีบแจ้งข้า ข้าจะไปดูอาการเจ้าคุณชายรองนั่นเดี๋ยวนี้”

ก่อนข้าจากมาไม่เห็นว่าหยางเยวี่ยนจะรู้สึกตัวก็ฉุกสงสัยอยู่แล้ว แต่มิได้คาดการณ์ว่าอีกฝ่ายจะกลับกลายสูญเสียสมดุลธาตุ
ท่าทีและสีหน้าข้าคงตื่นตระหนกเกินเหตุหรือไฉน เหลียงจินจึงกางกั้นแขนกักตัวข้าไว้

“ประมุขท่านจะโลดโผนไปในฐานะผู้ใดหรือขอรับ”

คำถามยอกย้อนของเจ้าหนุ่มเหลียงฉุดสติข้าคืนกลับมา

หยวนหลงซานหรือหยวนอวี้ฟ่าน ก็ขณะนี้ประมุขท่านยังคงร่างบุรุษอยู่ หากใจเร็วเร่งไปปรากฏตัวต่อหน้าคุณชายรองหยางมิถูกจับกลได้หรือ”

“ข้า...” หมดคำที่จะพูดใดๆโต้ตอบเหลียงจิน

กลับอวี้หงหยวนเถิดขอรับ อาการธาตุน้ำของประมุขท่านฟื้นคืนแล้ว ไม่มีเหตุจะต้องรักษาตัวอยู่ ณ เฉินชิงหลุนอีกต่อไป”

ราวกับมีผู้ใดเสียบปลายกระบี่ปักลงกลางใจข้า เจ็บแปลบเสียจนสติปัญญาไหวพริบมีอันถดถอยล้าหลัง

ขณะนั้นหลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอก็ถลันเข้ามาภายในโถงถ้ำมังกรศักดิ์สิทธิ์ด้วยอาการเร่งรีบพอกัน ก่อนปิงหวนคำนับแล้วเร่งรายงานว่า

“ยามเฝ้าทางเข้าสระเสี้ยวเบญจมาศมาเคาะประตูหอเปลื้องอาภรณ์พร้อมแจ้งว่า ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศประสงค์เข้าพบประมุขท่านในทันที โชคดีข้าทั้งสองเคยฝึกใช้เสียงปลอมเป็นสตรีอยู่ จึงตอบกลับไปว่า นายหญิงข้าพเจ้าแต่งโฉมอยู่ ขอให้เจิ้งอู๋จินรั้งรออยู่ก่อน แล้วจึงพากันมาหาท่าน”

เหลียงจินสบตาข้าซึ่งไม่อาจบัญชาคำสั่งใดก็ถือโอกาสนั้นช่วยพูดแทน

“ข้าเสนอให้ประมุขหยวนฟงหลบหนีกลับอวี้หงหยวนทันที ด้วยบัดนี้อาการพิษจิ้งจอกเงินทุเลาลงกว่าตอนแรกมากแล้ว อีกทั้งอาจารย์เฉียนคงผู้เฒ่าปรากฏกิตติศัพท์ด้านปรุงยารักษาคนอยู่ พิษที่หลงเหลือคงค้าง วิเคราะห์แล้วไม่เห็นเกินกำลังอาจารย์เราไปได้ พวกเรารีบไปกันเถิด”

แม้แต่ปิงหวนและเป่าเหอก็เห็นดีเห็นงามตามเหลียงจิน ต่างพยักหน้ารับรอง พร้อมกระชับกระบี่ในมือพร้อมสู้รบหลบหนีจากสำนักเฉินชิงหลุน

ใจข้าห่วงแต่อาการหยางเย่ถิง จริงอยู่พิษจิ้งจอกเงินอีกสองส่วนคงไม่เกินฝีมือปรมาจารย์เฉียนคง และข้าก็ไม่จำเป็นต้องพะวงอาการธาตุน้ำเป็นพิษอีกสืบไป แต่ประมุขพรรคเสี้ยวจันทราจะจากไปโดยมิได้ตอบแทนคนผู้ช่วยชีวิตข้านั้น ไม่อาจดำรงตนสืบต่อไปได้ ยิ่งมารับรู้ว่าเจ้าคุณชายรองนั่นเจ็บป่วยด้วยข้าเป็นเหตุซ้ำอีก คำแนะของเหลียงจินจึงทำให้ข้าได้แต่สั่นหน้า

ฝ่ายบรรดาเจ้าหนุ่มยอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทราทั้งสาม ครั้นมองเห็นกิริยาประมุขพรรคปฏิเสธโจ่งแจ้งเช่นนั้น ต่างสับสนอลหม่าน ทั้งร้อนอกร้อนใจหนักหนาอยู่

หยวนหลงซานมองบรรดาผู้ติดตามแล้วยิ้มฝืดเฝื่อน

“ปิงหวน เป่าเหอ เจ้าทั้งสองจงกลับไปเตรียมฉากม่านกำบัง ข้าจะออกรับที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศด้วยตัวเอง”
   

******************************************

พูดคุย


เอาจิงดิ
55+ เรียบร้อยโรงเรียนหยาง

อื้อหือ รอตอนต่อไปค่ะ
ตอนใหม่มาแล้วครับ เป็นยังไงบ้างขอรับ

อุ๊บส์~  :haun4:
อิอิ

:z1:

 o13 :pig4: :pig4: :pig4: o13
แงงงงงงง ขอบคุณขอรับ

แล้วถ้าได้กลับไปเป็นชายแล้ว คุณชายรองยังจะยินดีรับเป็นภรรยาอยู่อีกไหม
นั่นน่ะสิขอรับ ตอนนี้อาจจะยังไม่โป๊ะแตก แต่เมื่อไหร่ความแตกขึ้นมา คุณชายรองของเราจะทำยังไงน้า


หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 16 [7/2/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: winndy ที่ 07-02-2020 16:07:59
เรียบร้อยกันแล้วจะคืนร่างเป็นชายตลอดไปใช่ไหม
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 16 [7/2/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 07-02-2020 17:43:10
เกือบโป๊ะแล้ว555
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 16 [7/2/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: bun ที่ 08-02-2020 11:34:25
คงอาจจะกลับไปเป็นหญิงอีกใช่ไหม คิดว่าถ้ารักกันเมื่อไรทั้งคำสาปและสิ่งของที่ต้องการ ถึงจะได้
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 16 [7/2/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 10-02-2020 09:57:30
หืมมมม วุ่นวายไปหมดดด
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 17 [21/2/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 21-02-2020 20:42:07
บทที่ 17



ม่านไม้ไผ่คลี่กางกั้นเป็นฉากกำบัง ประตูและหน้าต่างถูกปิดไว้มิดชิดประดุจยามวิกาล บรรยากาศภายในหอเปลื้องอาภรณ์จึงสลัวรางเห็นลายมือไม่ชัด

“ไยแม่นางหยวนจึงปิดประตูห้องหอมิดชิดเช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนว่าท่านเป็นสตรีสันโดษแลนิยมเก็บตัว ต่อประจักษ์ด้วยตนเองหนนี้จึงบังเกิดข้อสงสัย ด้วยเหตุว่าก่อนหน้าข้าพเจ้าขอพบแม่นาง ท่านก็ออกต้อนรับสนทนาซึ่งหน้าต่อกันตลอดมา พอบัดนี้มีม่านไม้ไผ่กำบังอีกชั้นหนึ่งจึงอดวิตกกังวลมิได้”

เจิ้งอู๋จินร้องทักทันควันเมื่อเห็นข้าออกต้อนรับในช่วงเวลากลางวันด้วยกิริยาผิดประหลาด

หยวนหลงซานและเหล่าผู้ติดตามอาศัยเงามืด อีกทั้งม่านไม้ไผ่กำบังร่างกายบุรุษ สวมรอยด้วยเสื้อผ้าและผมปลอมของสตรีซึ่งมีอยู่ในหอเปลื้องอาภรณ์ให้ดูสมจริงอีกชั้นหนึ่ง ยามที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศพินิจพิจารณาโดยละเอียดลออจะได้พอมองเห็นเค้าลางของสตรีเพศอยู่

ข้าหัวเราะด้วยเสียงสตรีซึ่งเคยฝึกปรือไว้ดุจเดียวกับเหลียงจิน ปิงหวน และเป่าเหอ ร้องโต้ตอบเจิ้งอู๋จินว่า

“เดิมทีข้าพเจ้าอาศัยหออวี้หงหยวนก็มีอุปนิสัยชอบเก็บตัวและสันโดษตามคำเจิ้งอู๋จินท่านทักท้วง นานครั้งข้าพเจ้าจึงจะออกมารับแขกทำการแสดงสักคราวตามวาระเทศกาลสำคัญ ฉะนั้นกิริยาออกต้อนรับท่านอันไม่เจนตาดั่งนี้ชายชาวฉางอันหามีผู้ใดสงสัยขุ่นใจไม่ อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าแลสาวรับใช้ทั้งสามมีอาการโรคประหลาดติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่ทราบว่าเจิ้งอู๋จินพอจะเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่ว่า ในบรรดาใต้หล้าเคยมีผู้เจ็บป่วยด้วยเหตุว่าแพ้แสงดวงอาทิตย์”

ต่อเจิ้งอู๋จินฟังความคำท้ายของหยวนอวี้ฟ่าน แม้นน้ำเสียงจะทุ้มแลแหบแห้งกว่าปรกติ แต่ก็พอจับเนื้อเสียงได้ว่าคือหยวนอวี้ฟ่านไม่ผิดตัว ครั้นได้ยินว่าแม่นางหยวนประสบโรคแพ้แสงสว่างก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ

“ข้าพเจ้าเคยได้ทราบมาว่าแผ่นดินต้าถังมีผู้ประสบโรคภัยเช่นนี้อยู่ มินึกว่าแม่นางและสาวใช้จะมีอาการดังว่า”

“เช่นนั้นเวลากลางวันข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องเก็บตัวอยู่ในห้องหอมิอาจมีหน้าออกพบผู้ใดได้ โดยอาศัยตักน้ำจากสระเสี้ยวเบญจมาศมาเก็บไว้ในอ่างอาบน้ำในยามราตรีเพื่อชุบตัวระหว่างวัน อภัยเถิดที่ออกต้อนรับท่านไม่สมธรรมเนียมปฏิบัติ อาการธาตุน้ำเป็นพิษของข้าพเจ้าทุเลาลงมากแล้ว หากต้องแสงอาทิตย์อีกเกรงอาการผืนแพ้จะบังเกิด กระทั่งหนุนความเจ็บไข้เดิมให้รุนแรงหนักขึ้นอีก เช่นนั้นจึงขอออกต้อนรับเจิ้งอู๋จินด้วยกิริยาเช่นนี้ วานท่านอย่าได้นึกโกรธเคือง”

ครั้นแจ้งลำดับมูลเหตุที่มาของอาการเจ็บไข้ของหยวนอวี้ฟ่านดีแล้ว ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศก็สิ้นสงสัย แล้วจึงวกเข้าสู่ธุระอันตนเองพกมาก่อนหน้า ยกขึ้นถามแม่นางหยวนผ่านม่านไม้ไผ่ในทันทีว่า

“เหตุข้าพเจ้าเข้ามารบกวนอวี้ฟ่านท่านยามนี้นั้น มีความสำคัญจนไม่อาจรั้งรอได้ จึงได้มอบหมายให้แม่นางเตียวหงทำการแทนข้าพเจ้าในการบัญชาออกรับคนพรรคมารด้านด่านประตูทิศเหนือแทน”

“ธุระสิ่งใดหรือจึงเป็นเหตุให้เจิ้งอู๋จินท่านละกิจอันสำคัญมาพบข้าพเจ้าในยามนี้” ข้าเค้นเสียงปลอมถามกลับ

เจิ้งอู๋จินถอนใจบ่มหน้าเศร้าหมอง แล้วตอบว่า

“คุณชายรองหยางมีอาการเจ็บไข้”

ข้าทราบจากคำแจ้งของปิงหวนก่อนแล้วแต่ก็แสร้งทำเสียงเป็นตกใจ แล้วถามกลับประสาคนรู้จักกันว่าอาการหนักเบาประการใดหรือ เจิ้งอู๋จินก็ถอนหายใจซ้ำอีกแล้วเล่าว่า

“อาการนั้นนอกจากป่วยไข้ภายนอกแล้วยังมีอาการเสียสมดุลธาตุซ้ำอีก แต่แม่นางหยวนอย่าเพิ่งร้อนใจ วิธีแก้ไขเบื้องต้นไม่หนักหนาเสมออวี้ฟ่านท่าน เพียงแต่อาศัยนอนหลับพักผ่อนให้ร่างกายและลมปราณหวนคืนสู่ภาวะคงที่สักชั่วระยะหนึ่งหรือสองวันก็จะกลับสู่ปกติดังเดิม ทว่า...”

ทั้งสีหน้าและคำทิ้งท้ายของเจิ้งอู๋จินทำให้ข้าต้องถามกลับในทันที โดยมิได้คิดไตร่ตรองหรือเหลือบมองสังเกตใบหน้าสั่นไหวทัดทานของเหลียงจิน ปิงหวน และเป่าเหอ

“ทว่าสิ่งใดหรือเจ้าคะ”

เจิ้งอู๋จินลอบยิ้มปีติในใจแล้วว่า

“ทว่าคุณชายรองไม่ยอมทานข้าวปลาอาหาร หรือแม้กระทั่งจะล้มตัวลงนอน สู้ดันทุรังแต่งตัวเพื่อออกไปประจำการบัญชาการสู้รบคนพรรคมาร ข้าพเจ้าแลบรรดาผู้อาวุโสทั้งปวง อีกทั้งคุณหนูหยางกุ้ยเฟยหรือแม้แต่แม่นางเตียวหงก็ไม่อาจเกลี้ยกล่อมให้คุณชายรองเชื่อฟังได้ ครั้นมิเชื่อฟังแลฝืนดื้อดึงเกินกว่ากำลังตนเอง อาการจึงทรุดหนักลงไปอีก คุณชายรองจึงสลบไม่ได้สติอยู่ ณ เรือนพักแปดเหลี่ยมบนลานผาด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าพเจ้าเกรงว่าหากคุณชายรองฟื้นขึ้นมาจะกระทำการฝืนกำลังตัวดังเดิม จึงเร่งดั้นด้นมาหาแม่นางหยวนให้ช่วยเป็นธุระเกลี้ยกล่อม”

ข้าได้แต่อาศัยความเงียบโต้ตอบเจิ้งอู๋จิน

ไยเจ้านั่นจึงฝืนดันทุรังเกินตัว ไม่ใช่ว่าเฉินชิงหลุนจะถูกตีแตกในเร็ววันนี้สักเมื่อไหร่ ไฉนไม่รักษาตัวดูแลสุขภาพตัวเองให้ฟื้นคืนก่อน ข้ารู้สึกโมโหจนไม่อาจหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านไม้ไผ่ได้ กระทั่งเหลียงจินเป็นผู้ซักถามแทนข้าว่า

“เรียนถามเจิ้งอู๋จิน บรรดาท่านแลคนสำนักคมเบญจมาศล้วนแต่ได้ชื่อว่าผูกพันสนิทสนมกับคุณชายรองหยางยิ่งกว่านายหญิงของข้าพเจ้าเสียอีก ในเมื่อท่านมิอาจเหนี่ยวรั้งได้ ไฉนนายหญิงของข้าพเจ้าจะสามารถทำได้เล่า”

เจิ้งอู๋จินจำเสียงว่าเป็นจินเหนียงสาวคณิการับใช้ก็รับคำแล้วว่า

“เดิมทีข้าพเจ้าทั้งปวงล้วนได้ชื่อว่ามีฐานะสนิทสนมยิ่งกว่าบรรดาแม่นาง ทว่าเมื่อราตรีล่วงผ่าน นายหญิงของแม่นางจินได้กระทำพิธีหยินหยางระหว่างชายหญิงร่วมกับคุณชายรองแล้ว ในบรรดาคนผู้มีความผูกพันล้ำลึกเกินกว่าใครในเฉินชิงหลุนที่จะออกปากว่ากล่าวทัดทานคุณชายรองได้ ข้าพเจ้าไม่เห็นเป็นใครอื่นได้อีกนอกจากแม่นางหยวนได้อีก”

ปิงหวนและเป่าเหอทำตาลุกวาว ปิดปากด้วยมือราวกับจะกลั้นเสียงร้องมิให้เล็ดลอดออกไป พอเหลียงจินถูกโต้กลับมาเช่นนั้นก็จนด้วยคำพูด ได้แต่มองหน้าสบตาข้าว่าจะตัดสินใจทำประการใด

ข้าไม่อาจปรากฏตัวต่อหน้าหยางเย่ถิงในตอนนี้ได้ อุปสรรคคือเรือนกายบุรุษที่จะต้องรอคำสาปหวนคืนสู่ร่างสตรี หากเจ้านั่นฟื้นขึ้นมาในตอนกลางวัน ถึงแม้ข้าจะต้องการเหนี่ยวรั้งเขาไว้กับเตียงนอนก็ไม่อาจทำได้ สู้ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อไยไมตรี ด้วยการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาบานปลายในภายหลังคงจะดีเสียกว่า เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ตกลงปลงใจจะปฏิเสธ แต่เจิ้งอู๋จินก็ชิงว่ากล่าวมาเสียก่อน

“คุณชายรองหยางนี้อาภัพนัก ต้องสูญเสียมารดาตั้งแต่อายุได้ 9 ขวบ จึงเติบโตมาโดยมีประมุขหยางเป็นผู้อุ้มชูดูแล อีกทั้งประมุขท่านมิได้มีอนุภรรยา รักมั่นคงต่อฮูหยินหยางผู้ล่วงลับจวนกระทั่งบัดนี้ ความรักฟูมฟักอย่างมารดาดูแลบุตร คุณชายรองหยางจึงไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ครั้นเติบใหญ่ขึ้นมา ข้าพเจ้าแลปรมาจารย์ผู้สั่งสอนวิชาต่างก็แลเห็นว่าคุณชายรองมีฝีมือเพลงกระบี่คล่องแคล่วนัก จึงช่วยกันฝึกฝนเพลงกระบี่ลึกลับแห่งเฉินชิงหลุนให้โดยมิได้คิดว่าคุณชายรองจะสามารถบรรลุขั้นสูงสุด แต่ความมุมานะผสมผสานทักษะฝีมือก็ทำให้บัดนี้คุณชายรองคือบุรุษหนึ่งในสองที่สำเร็จเคล็ดวิชาดังกล่าว ก่อนหน้านั้นคือหยางจ้าวหลานศิษย์เอกของสำนักเฉินชิงหลุนในอดีต ด้วยการหมั่นฝึกฝนเอาดีทางด้านวรยุทธวิชาต่างๆ ทำให้คุณชายรองขาดตกบกพร่องต่อการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน โดยเฉพาะยิ่งสตรีเพศ ด้วยเติบโตมากับบุรุษด้วยกันประการหนึ่ง ก่อให้มีบุคคลิกแข็งกร้าว พูดน้อย ยึดขนบกฏเกณฑ์อย่างมั่นคง สิ่งใดซึ่งคุณชายรองของข้าพเจ้าว่ากล่าวแลปฏิบัติไม่ต้องใจแม่นางหยวน ล้วนหาใช่ความผิดของคุณชายไม่ จิตใจอ่อนโยนอันควรถูกอบรมเลี้ยงดูมาด้วยอ้อมกอดมารดากลับถูกช่วงชิงไปเสียเช่นนี้แล้ว วานแม่นางอวี้ฟ่านอย่าได้ถือสาหาความ”

ปฏิเสธถูกตีกลับคืนจนข้าไม่อาจกล่าวได้ อาศัยความเงียบตอบความในใจของตนเอง เจิ้งอู๋จินก็ดูเหมือนจะจับอาการและความในใจข้าได้จึงตีซ้ำด้วยคำพูดอีก

“ข้าพเจ้าเข้าใจแม่นางหยวนว่ามิอาจเข้าทัดทานคุณชายรองได้ในช่วงเวลากลางวัน ฉะนั้นข้าพเจ้าจะรับเป็นธุระกักตัวคุณชายไว้ด้วยอุบายของตัวเองก่อน ต่อพลบค่ำแล้วแม่นางหยวนจงเร่งขึ้นไปขัดขวางในทันทีเถิด”

“ข้าเกรงว่า...” หยวนหลงซานไม่ทันระวังความคิดที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศ พอถูกตีด้วยปูมหลังเรื่องราวน่าสงสารของหยางเยวี่ยนก็บังเกิดความสงสารเห็นใจ เหลียงไถจินพิเคราะห์ว่านายตัวกระอักกระอ่วนใจ จะออกปฏิเสธแทนก็ถูกที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศทิ้งหมากตัวสำคัญไว้ว่า

“อีกประการหนึ่ง แม่นางหยวนคงไม่ทราบมาก่อน คุณชายรองหยางถือกำเนิดตกต้องยามเฉินตรงกับช่วงราศีมังกร ก็แหละท่านปิดประกาศหาคนผู้มีดวงชะตาดังว่าไปทั่วนครฉางอันหรือมิใช่ ก็แหละบัดนี้เหตุการณ์นำพาท่านมาสู่คุณชายรองหยางเช่นนี้ได้ แม่นางจะยังนั่งนิ่งเฉยอยู่ดูดายเชียวหรือ”

ทั้งปิงหวนและเป่าเหอ โดยเฉพาะยิ่งเหลียงจิน ต่างสะดุ้งสุดตัวจนผมปลอมตลอดจนเครื่องประดับบนศีรษะเกือบเลื่อนหลุด ทว่าอาการข้ากลับหนักหนากว่า ปิ่นดอกเบญจมาศสีทองซึ่งข้ามักใช้ปักผมเป็นประจำยามเป็นหยวนอวี้ฟ่าน บัดนี้ถูกคำประกาศช่วงเวลาเกิดของหยางเย่ถิงสั่นคลอนร่างและจิตใจจนปิ่นปักผมประจำตัวพลัดหลุดจากผมปลอม หล่นร่วงกระทบพื้นกลิ้นเคลื่อนผ่านม่านไม้ไผ่ หมุนหลุนๆเข้าหามือเจิ้งอู่จินซึ่งคอยรับอยู่

“การอันอวี้ฟ่านท่านมอบปิ่นปักผมให้นี้ ข้าพเจ้าไม่อาจเล็งเห็นเป็นอื่น นอกจากแม่นางรับเป็นธุระเกลี้ยกล่อมคุณชายรองหยาง”
ข้ามิได้สนใจเรื่องรับปากเกลี้ยกล่อมหยางเย่ถิง แต่เป็นเพราะดวงชะตาราศีเกิดเจ้าคุณชายรองนั่นต่างหาก เช่นนั้นหมายความว่าเหตุการณ์เมื่อค่ำคืน ข้าได้กระทำการถอนคำสาปแล้วหรือมิใช่

ข้าควรจะดีใจหาใดเปรียบ

ข้าควรจะสะบัดอาภรณ์สตรีแล้วเปิดม่านไม้ไผ่เพื่อแจ้งตัวตนแท้จริงต่อเจิ้งอู๋จิน

ข้าควรจะพ้นคำสาปชายสลับหญิงตามคำนักพรตผู้เฒ่า

ข้าควรจะสุดยินดี แต่ไฉนจึงเหมือนมีบางสิ่งบีบเค้นหัวใจ

ครั้นเจิ้งอู่จินทึกทักเข้าใจในการอันข้ามอบปิ่นดอกเบญจมาศว่าเป็นกิริยารับคำจนสมใจตัวแล้ว ก็ขอตัวลากลับไป พอไร้ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศร่วมที่อยู่ เหลียงจินจึงถามคำถามแทงใจข้าว่า

“เช่นนั้นคุณชายรองหยางได้ช่วยล้างคำสาปแด่ประมุขท่านแล้วใช่หรือไม่ขอรับ ท่านจะไม่ต้องหวนคืนเป็นหยวนอวี้ฟ่านอีกต่อไป”

ข้าจดจ้องขวดสุราเทียนจื่อซานอยู่เนิ่นนาน ตริตรองความในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เตรียมเก็บข้าวของ หากใกล้ค่ำเมื่อใด ข้าจะอาศัยความมืดหลบหนีออกจากเฉินชิงหลุนกลับอวี้หงหยวนในทันที”

เหลียงจินพยักหน้ายินดีอย่างที่สุด ทว่าปิงหวนและเป่าเหอมองใบหน้านายตนด้วยแววตาอีกอย่างหนึ่ง กระทั่งสุดท้ายต่างก็พากันรับคำตามความประสงค์ของประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา
   
   
*********************************

พูดคุย
   
เรียบร้อยกันแล้วจะคืนร่างเป็นชายตลอดไปใช่ไหม
ต้องรอลุ้นฮะ

เกือบโป๊ะแล้ว555
เอาตัวรอดได้ไปอีกหนึ่งตอน 55+

คงอาจจะกลับไปเป็นหญิงอีกใช่ไหม คิดว่าถ้ารักกันเมื่อไรทั้งคำสาปและสิ่งของที่ต้องการ ถึงจะได้
เอ เหมือนจะเดาถูกแต่ก็ไม่ถูกหมดเสียทีเดียวนะครับ ต้องติดตามว่าบทสรุปจะเป็นยังไง

หืมมมม วุ่นวายไปหมดดด
ดูสิว่าจะวุ่นวายอีกมั้ย หรือจะได้กลับบ้านกันเสียที

หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 17 [21/2/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: bun ที่ 21-02-2020 21:23:01
จะใจร้ายทิ้งสามีไปได้เหรอ
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 17 [21/2/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 25-02-2020 00:28:21
จะได้กลับมั้ยยยย
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 17 [21/2/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: Blue ที่ 26-02-2020 00:19:57
 :pig4:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 18 [11/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 11-03-2020 18:07:13
บทที่ 18



ครั้นเจิ้งอู๋จินเจรจาความกับหยวนอวี้ฟ่านเป็นอันดีแล้ว ก็จัดการเป็นธุระคิดอุบายทัดทานคุณชายรองหยาง เร่งหวนคืนเรือนพักแปดเหลี่ยมเชิงผาด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือโดยทันที ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศปราดเปรื่องเรืองปัญญาอยู่พอตัว จึงเป็นที่ชอบพอต่อประมุขพรรค ด้วยสำแดงภูมิความรู้แก้ไขปัญหามานักต่อนัก จวนกระทั่งเป็นที่ไว้วางใจได้รับมอบหมายงานสำคัญ เป็นต้นการคุ้มครองพิทักษ์สำนักเฉินชิงหลุนจากภัยพาล

ชั้นแรกปะหยวนอวี้ฟ่าน เจิ้งอู๋จินไม่คาดหวังจะได้ทำงานชิ้นสำคัญ คิดหวังแต่ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากในยามคับขันเท่านั้น ต่อทราบประวัติความเป็นมาจากคุณหนูหยางกุ้ยเฟย จึงเหมือนพบอาวุธมีค่าหาสิ่งใดเปรียบมิได้ นับแต่สำนักเฉินชิงหลุนล่มสลาย ผ่านมาหลายชั่วอายุคน ไม่ปรากฏโอกาสซึ่งสองตระกูลใหญ่จะเข้าใกล้ความสมัครสมานสามัคคีเช่นหนนี้ ตนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญของพรรคคมเบญจมาศมีหรือจะเพิกเฉยนิ่งดูดายจึงเร่งไขว่คว้า หนำซ้ำเห็นว่าคุณชายรองและแม่นางหยวนต่างจำเป็นต้องพึ่งพากันในยามเดือดร้อน คุณชายรองยอมรับข้อตกลงที่จะช่วยเหลือเฉินชิงหลุนตามฐานะคนตระกูลหยางโดยมิได้สืบสาวรายละเอียดอื่นใด แม่นางอวี้ฟ่านก็จำเป็นต้องอาศัยการบำบัดธาตุน้ำเป็นพิษจากคุณชายรอง

แผนการผูกสองตระกูลจวนจะสำเร็จ กระทั่งการปรากฏตัวของแม่นางเตียวหง

เตียวหงเป็นบุตรสาวของเจ้าสำนักม่านเมฆา ต่อมาถูกบรรดาคนพรรคมารโจมตีจนแตกพ่าย ขณะนั้นเตียวหงฝึกวิชาอยู่ ณ สำนักคมเบญจมาศแห่งเขาเทียนซาน กว่าจะล่วงรู้ความย่อยยับของบิดาและครอบครัว สำนักม่านเมฆาก็หลงเหลือแต่ซากปรักหักพัง พร้อมการสูญเสียของศิษย์ร่วมสำนักรวมถึงครอบครัวด้วย นับแต่นั้นประมุขหยวนผู้ซึ่งเป็นสหายกับประมุขเตียวผู้ล่วงลับจึงอุปถัมภ์รับเตียวหงไว้เป็นหนึ่งในยอดฝีมือของพรรคคมเบญจมาศมานับแต่นั้น สตรีผู้ที่เข้าใกล้คุณชายรองหยางได้นอกจากคุณหนูกุ้ยเฟยแล้ว เห็นจะมีก็เพียงแม่นางเตียวหงเท่านั้น

เจิ้งอู๋จินพอจะได้ยินกิตติศัพท์เรื่องความสนิทชิดเชื้อของสองหนุ่มสาว แม้คุณชายรองหยางจะไม่เคยออกปากว่ากล่าวโดยชัดแจ้ง กลับกันคือปฏิบัติตัวให้ความคารวะแม่นางเตียวอย่างศิษย์พี่ศิษย์น้อง เช่นเดียวกับเตียวหงก็รักษากิริยาไม่ให้เป็นที่ครหา ภายนอกต่างคนต่างสนทนาเป็นปกติ ทว่าภายในนั้นผู้คนทั่วทั้งสำนักคมเบญจมาศย่อมล่วงรู้ดีว่าคนคู่นี้มีวาสนาต่อกันอยู่

ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศล่วงรู้ข้อระคายนี้อยู่เต็มอก อุบายผูกสองตระกูลเพื่อผนึกอาคมเฉินชิงหลุนหลบเร้นจากพรรคมารมีอันถูกขัดขวาง ตนนำเรื่องนี้ปรึกษาผู้อาวุโสทั้งปวงแล้วเห็นว่าจำจะต้องเร่งรัดให้คุณชายรองได้เสียกับแม่นางหยวนในเร็ววัน เพื่อเป็นหลักประกันในข้อที่หนุ่มสาวทั้งสองจะไม่มีวันตัดขาดกันได้สืบไป

ต่อรุ่งเช้าหลังจากพิธีถ่ายทอดพลังหยินหยาง เจิ้งอู๋จินเร่งมาขอเข้าพบคุณชายรองหยาง ตั้งใจสอบถามความสำเร็จว่าหยวนอวี้ฟ่านได้รับการปรับสมดุลธาตุเป็นอันดีแล้วหรือไม่ กลับพบคุณชายรองมีอาการเจ็บไข้ หนำซ้ำตรวจชีพจรและลมปราณดีแล้วก็พบว่าธาตุไฟในกายหยางเย่ถิงหายไปสองในสามส่วน เจิ้งอู๋จินก็ลอบยิ้มไม่ให้คุณชายรองจับสังเกต ข้อพลังหยางลดทอนลงนั้นนับเป็นเรื่องปกติหลังเสร็จสิ้นพิธีถ่ายทอดพลังหยินหยาง แต่อาการธาตุไฟปั่นป่วนและถดถอยนี้ ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศแม้นยังมิเคยได้มีฮูหยินแต่งเข้าห้องหอ แต่ก็พอทราบอยู่บ้างว่า ยามใดหนุ่มสาวมีสัมพันธ์สวาทต่อกันแล้ว ฝ่ายชายจะสูญธาตุไฟ ส่วนฝ่ายหญิงจะสูญธาตุน้ำ ก็แหละแม่นางหยวนมีอาการธาตุน้ำเป็นพิษเกินพอดีเช่นนี้แล้วจึงถูกถอนธาตุน้ำออกโดยปริยาย หนำซ้ำถูกพลังหยางรักษาจากคุณชายรองช่วยเหลือซ้ำอีก การไม่ปรากฏหยวนอวี้ฟ่านร่วมห้องเช่นนี้ แสดงว่าร่างกายแม่นางหยวนถูกรักษาจนหายดีแล้วด้วยประการทั้งปวง

เจิ้งอู๋จินทำเป็นไม่รู้ต้นสายปลายเหตุก็ถามประสาซื่อว่า

“คุณชายรองเจ็บป่วยเช่นนี้แล้วควรพักผ่อนเอาเรี่ยวแรงก่อน ธุระคุมคนออกรับศัตรู บัดนี้มีบุคคลคุณสมบัติเหมาะสมปฏิบัติหน้าที่แทนคุณชายท่านได้ จงสิ้นกังวล”

หยางเย่ถิงสั่นหน้าแล้วตอบว่า

“พรรคมารโคมแดงประกอบมีนิสัยพาลผสานเล่ห์กลพันลึก ไม่อาจใช้คนด้อยประสบการณ์ออกรับได้ หากประตูด่านทิศใดถูกตีแตก มีหรือที่เฉินชิงหลุนจะไม่พินาศตามไปด้วย คำซึ่งข้ารับปากบิดามาเพื่อพิทักษ์รักษาสถานที่แห่งนี้ มิกลายเป็นผิดคำพูดไปหรือ หากเจิ้งอู๋จินเข้าใจเจตนาของข้าดีแล้ว จงอย่าได้ถ่วงเวลาสืบไปเลย”

เหล่าผู้อาวุโสซึ่งคอยอยู่ภายนอกพอได้ยินถ้อยคำคุณชายรองหยาง ต่างก็ทำหน้าไม่สบายใจ หันหน้าเข้าปรึกษากันคร่ำเคร่ง ประจวบกับหยางกุ้ยเฟยทันเข้ามาพอดี จึงซักเอาความจากผู้อาวุโสทั้งนั้น บรรดาปรมาจารย์ต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หลังจากฟื้นขึ้นมาคุณชายรองหยางประสงค์จะลุกจากเตียงเพื่อปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์เฉินชิงหลุนดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

หยางกุ้ยเฟยพยักหน้าเข้าใจหัวอกพี่รองดี อุปนิสัยดื้อรั้นเช่นนี้มีมาแต่ไหนแต่ไร หน้าที่เป็นหลัก ชีวิตตัวเป็นรอง ไม่ผิดที่บรรดาผู้อาวุโสต่างตระหนกตกใจในเจตนาของพี่รอง ดีเสียอีกที่ความดื้อรั้นหนนี้มีคุณมากกว่าโทษในสายตาคนนอก ทำให้เหล่าผู้อาวุโสเห็นว่าพี่รองมีความมุ่งมั่นขยันขันแข็ง สืบไปวันหน้าจะได้เป็นกระบอกเสียงสนับสนุนพี่รองในตำแหน่งสำคัญของพรรคคมเบญจมาศ หยางกุ้ยเฟยผลักบานประตูเข้าไปในเรือนพักแปดเหลี่ยมชั้นในก็พบกับเจิ้งอู๋จินและพี่รองที่สู้พยายามดันร่างลุกขึ้นนั่ง

“ไยพี่รองมิฟังคำเจิ้งอู๋จินท่าน ภายในอาณาเขตเฉินชิงหลุนจะหาหมอยาที่เก่งฉกาจเกินกว่าท่านผู้นี้ หามีปะไม่”

หยางกุ้ยเฟยทำกิริยาคำนับที่ปรึกษาพรรคมเบญจมาศอย่างยกย่องแล้วกล่าวเสริมว่า

“หากมิเห็นแก่คำพูดข้า ก็จงเชื่อฟังผู้อาวุโสแห่งเฉินชิงหลุนซึ่งยืนอยู่อย่างหวาดระแวงในโถงด้านนอก มาตรว่าพี่รองมีอันเป็นไป ทั้งเจิ้งอู๋จินและผู้อาวุโสทั้งนั้นคงไม่อาจพ้นโทษอาญาจากท่านพ่อไปได้ ข้อหาละเว้นปล่อยปละละเลยให้เชื้อสายสกุลหยางต้องสิ้นชีพลงต่อหน้าต่อตา”

หยางเย่ถิงสบสายตาน้องสาวคนเล็ก ชั่วขณะความเงียบงัน ปรากฏเสียงดีดผีผาดังแว่วมาแต่ไกลๆ จับทำนองได้ชัดว่าเป็นเพลงลมพัดพันสาย หยางเยวี่ยนก็พลันชะงักงัน

“เห็นจะเป็นแม่นางหยวนดีดพิณผีผามาแต่หอเปลื้องอาภรณ์เป็นแน่” เจิ้งอู๋จินเห็นแววตาหยางเย่ถิงก็กล่าวย้ำไปอีกว่า “ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าได้ขอเข้าพบหยวนอวี้ฟ่าน แจ้งอาการคุณชายรองท่านว่าเป็นประการใด”

“ไยท่านจึงทำเช่นนี้” ริมฝีปากแห้งผากของหยางเย่ถิงกล่าวตัดพ้อ

“ข้าพเจ้าได้แจ้งแก่แม่นางหยวนว่าคุณชายรองท่านเจ็บป่วยธรรมดา หาได้ลงลึกถึงอาการแท้จริงไม่”

หยางกุ้ยเฟยแลเห็นนิ้วชี้และนิ้วกลางของเจิ้งอู๋จินเกี่ยวไขว้กันไว้ก็ยกชายเสื้อขึ้นบังรอยยิ้ม มิให้พี่รองจับสีหน้าพิรุธ

“เจ้าเป็นอะไร กุ้ยเฟย”

“ข้าเปล่า”

“เช่นนั้นวานหยิบกระบี่มาให้ข้า แล้วเรียกสาวใช้มาแต่งตัวโดยเร็ว” หยางเย่ถิงสั่งการรวดเร็ว แม้นจะอิดโรยเรี่ยวแรงเต็มที

“แม่นางหยวนมอบปิ่นปักผมดอกเบญจมาศให้ข้าพเจ้าส่งต่อคุณชายรอง”

พอเจิ้งอู๋จินหยิบเครื่องประดับศีรษะออกมาจากท้องแขนเสื้อพร้อมบอกว่าเป็นของหยวนอวี้ฟ่านฝากมา หยางเย่ถิงซึ่งเดิมทีพยายามทำเป็นไม่ได้ยินเพลงลมพัดพันสาย ก็จดจ้องมองของสำคัญนั้นราวกับถูกสะกดวิญญาณ

“แม่นางหยวนฝากของมาพร้อมถ้อยวาจาว่า ขอให้คุณชายรองรักษาตัวให้สบายดีก่อน จึงค่อยคิดการออกรบ ทั้งนี้นางได้มอบสิ่งของสำคัญคือปิ่นปักผมดอกเบญจมาศมาให้ท่าน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันเจตนาและคำขอร้อง หากคุณชายรองไม่คิดรับไว้ก็หมายความว่าปฏิเสธคำร้องขอ ให้ข้าพเจ้านำปิ่นไปคืนโดยทันที แล้วพิธีแต่งงานระหว่างสองตระกูลก็หาจำเป็นต้องมีขึ้นไม่แล้ว แม่นางหยวนและสาวรับใช้จะขอกลับอวี้หงหยวน ไม่หวนกลับมาอีก”

อุบายซึ่งเจิ้งอู๋จินคิดเสริมเติมต่อหวังฉุดรั้งหยางเย่ถิงให้พักผ่อนจนหายขาดจากอาการเจ็บป่วยคือคำกล่าวเมื่อครู่ ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมจะโชกโชนประสบการณ์ อาศัยเครื่องประดับหยวนอวี้ฟ่านผูกกับคำคาดคั้นปลอมๆ ก็ดูเหมือนจะตบตาหยางเย่ถิงได้สมความตั้งใจ

หยางเยวี่ยนพอเข้าใจความหมายภายใต้เครื่องประดับศีรษะก็พลันนิ่งเงียบไปชั่วขณะ

“เดิมทีข้าก็หาได้ประสงค์แต่งงานกับหยวนอวี้ฟ่านไม่ ต่อท่านมาเจรจาว่ากล่าวหมายประสงค์ผูกสองตระกูลไว้ดังเช่นอดีตเพื่อรักษาอาคมของเฉินชิงหลุนต่างหาก ข้าจึงยินยอมปฏิบัติตาม พิธีแต่งงานไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรัก มาบัดนี้ท่านนำคำหยวนอวี้ฟ่านมาทัดทานในหน้าที่ซึ่งข้าสู้ปฏิบัติมาช้านาน โดยแลกกับการยกเลิกพิธีแต่งงานนั้น วานท่านที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศตัดสินทีหรือว่า ข้าหยางเย่ถิงควรตอบเช่นไร”

“ข้าพเจ้าหาใช่ตัวคุณชายรองท่าน จะคิดกะเกณฑ์แทนนั้น ไม่อาจทำได้ แต่หากให้ข้าพเจ้าตัดสินตามภูมิความรู้ หนทางเลือกมีอยู่แค่สองทาง ประการหนึ่งคุณชายรองท่านรับปิ่นปักผมไว้และปฏิบัติตามคำขอแม่นางหยวน หรืออีกประการหนึ่งคือปฏิเสธที่จะรับไว้ทั้งสิ่งของและคำขอ ข้าพเจ้าหาใช่มีหัวอกร่วมเดียวกับคุณชายท่าน จะคิดอ่านประการใดนั้นสุดแท้แต่วาสนาของท่านทั้งสองเถิด”

หยางกุ้ยเฟยพอเข้าใจในอุบายของเจิ้งอู๋จิน ทางเลือกของพี่รองก็มีไม่มากเช่นเดียวกัน จึงได้แต่ยืนนิ่งรอการตัดสินใจ

“เจิ้งอู๋จินท่านจงคืนปิ่นดอกเบญจมาศนี้ให้แก่หยวนอวี้ฟ่านเถิด ข้าหยางเย่ถิงไม่อาจปฏิบัติตามคำขอร้องได้”

“พี่รอง!” หยางกุ้ยเฟยร้องเรียกอย่างผิดหวัง

"คุณชายรองโปรดทบทวนด้วยขอรับ"

ใบหน้าซีดเซียวมีความยึดมั่นในเจตนาเดิมเต็มเปี่ยม ทำให้เจิ้งอู๋จินตระหนกไม่ใช่น้อยเนื่องจากผิดไปจากอุบายซึ่งตนคิดไว้ หยางกุ้ยเฟยเห็นความหัวรั้นของพี่รองไม่ถูกที่ถูกทางก็เหนื่อยอ่อนใจ เมื่อแม้แต่เจิ้งอู๋จินไม่อาจชี้นำได้ คำพูดตนจะมีประโยชน์อะไรก็คิดผละหนีจาก ก่อนไปก็กล่าวทิ้งท้ายว่า

"พี่รองปฏิบัติเช่นนี้ หากข้าเป็นพี่อวี้ฟ่านจะหนีไปให้ไกลสุดขอบฟ้า ชาตินี้อย่าได้พบเจอกันอีก"

พอหยางกุ้ยเฟยออกไปแล้ว เจิ้งอู๋จินก็ลุกยืนขึ้น มือหนึ่งกำกระบี่ประจำตัว อีกข้างหนึ่งถือปิ่นปักผมของหยวนอวี้ฟ่าน

"คุณชายรองจงถนอมกำลังกาย ขณะบัญชาการป้องกัน หากรู้สึกเหน็บหนาวจงนั่งพักสักชั่วครู่ชั่วยาม ดื่มชาดอกเบญจมาศตามสมควรเพื่อเติมธาตุไฟ..." เมื่อที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศไม่อาจทัดทานได้จึงลำดับวิธีแก้ไขหากอาการเกิดทรุด "เฉินชิงหลุนยังคงมียอดฝีมืออีกจำนวนมาก หากจะต้องแตกพินาศในวันนี้เพราะขาดคุณชายรองท่านบัญชา ข้าพเจ้าเจิ้งอู๋จินคงไม่อาจมีหน้าพบประมุขหยางได้เป็นแน่"

หยางเย่ถิงไม่พูดคำใด หลังจากนั้นสาวใช้จึงถือเสื้อเกราะเข้ามา ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศได้แต่ชักชวนพาผู้อาวุโสทั้งนั้นกลับออกไป

ครั้นหยางเย่ถิงแต่งตัวดีแล้วก็ถืออาวุธออกมาจากห้อง พบสระน้ำแปดเหลี่ยม ปรากฏเงาสะท้อนภาพชัดในคืนก่อนฝังใจอยู่ ได้แต่เดินผ่านเลยไปโดยไม่เหลียวแลอีก ด้านนอกมียอดฝีมือประจำด่านทิศตะวันออกเฉียงเหนือคอยอยู่กลุ่มหนึ่ง รายงานว่าด่านประตูทิศใต้นั้นมีนายกองคนเก่าย้ายไปแทนแล้ว หน้าที่คุณชายรองจึงต้องบัญชาการรบบนลานผานี้

หยางเย่ถิงอาการฟื้นคืนเพียงหนึ่งในสามส่วน มิได้มีกำลังสมบูรณ์อย่างคนปกติ พอฟังยอดฝีมือรายงานท่ามกลางแสงแดดแผดจ้า ภาพที่ปรากฏในดวงตาก็พลันมืดมัว ก่อนใกล้สติจะพลันวูบดับ เสียงพิณผีผาจู่ๆก็เงียบหาย หยางเย่ถิงทรุดกายร้องพึมพำว่า

"อย่าไป"


เสียงราตรีขยับไหวอยู่โดยรอบ ปลุกสติหยางเย่ถิงฟื้นขึ้นมา แสงจันทราปกวาดบนพื้นม่านขอบหน้าต่างทรงกลม ผู้ที่ยืนชมจันทร์อยู่นั้นมิพ้นคือที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศ

"เจิ้งอู๋จิน"

"คุณชายรอง"

"ไยเสียงพิณจึงเงียบไป"

"..."

"หยวนเฟย"

เจิ้งอู๋จินได้แต่ยืนนิ่งงัน

"ผู้ใดเรียกหาข้าพเจ้าหรือเจ้าคะ"

เสียงสตรีร้องถาม ขณะหยวนอวี้ฟ่านผลักประตูเข้าสู่ภายในห้องพัก  มือซ้ายโบกพัดสีทองลวดลายมังกรไปมา ใบหน้าสุขสำราญยินดี

*******

(https://sv1.picz.in.th/images/2020/03/12/Qzwkfq.md.jpg)
หยวนอวี้ฟ่าน

------------------------------

พูดคุย

จะใจร้ายทิ้งสามีไปได้เหรอ
คงไม่ได้ไปไหนแล้วล่ะครับ 55+

จะได้กลับมั้ยยยย
สรุปว่ายังไม่ได้กลับนะครับ  ^-^

:pig4:
ขอบคุณขอรับ

หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 18 [11/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 11-03-2020 20:50:18
 :pig4:
 :3123:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 18 [11/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: mild-dy ที่ 11-03-2020 23:13:42
 :pig4:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 18 [11/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 16-03-2020 08:15:15
อะ ไม่ต้องไปไหนกันแล้วละ
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 19 [26/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 26-03-2020 13:17:08
บทที่ 19



แสงโคมไฟซึ่งสาวใช้นามว่าจินเหนียงถือติดตามหยวนเฟยเข้ามา สะท้อนใบหน้าโฉมงามของสตรีผู้มีสายเลือดตระกูลใหญ่ หญิงสาวโปรยรอยยิ้มให้พร้อมคำนับเจิ้งอู๋จินตามมารยาทอย่างนอบน้อม ชั้นแรกหยางเย่ถิงเอาแต่จับจ้องมองไม่วางตา ต่ออีกฝ่ายเหลือบมองมาก็สู้หันเหจดจ้องกระถางกำยาน หยวนหลงซานสวมบทหยวนอวี้ฟ่านแล้วทักทายที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศว่า

“ข้าพเจ้าได้ยินว่าคุณชายรองมีอาการเจ็บไข้หรือเจ้าคะ”

เจิ้งอู๋จินสบตาหยวนอวี้ฟ่านก็สานต่อคำสนทนาเหมือนหนึ่งไม่ล่วงรู้มาก่อนว่าแม่นางหยวนจะติดตามขึ้นมาบนเรือนพักแปดเหลี่ยมในยามนี้

“คุณชายรองฝืนตัวจะบัญชาการรบ อาการไข้จึงทรุดหนักลงไปอีก แม่นางหยวนมาเยี่ยมเยือนหนนี้ถือว่าแสดงความมีน้ำใจเป็นอย่างสูง”

“พรรคคมเบญจมาศมีบุญคุณช่วยเหลือข้าพเจ้ามากกว่ามาก หากข้าพเจ้าเมินเฉยไม่มาเยี่ยมเยือนคุณชายรองในยามทุกข์ยาก ก็เหมือนคนไร้สำนึกถูกผิด ฝีมือต้มน้ำแกงกลีบเบญจมาศผสมสมุนไพร ใช้แก้ไขบรรเทาอาการนั้นข้าพเจ้าพอมีวิชาความรู้อยู่ จึงได้นำติดไม้ติดมือมาด้วย มิทราบว่าคุณชายรองท่านทานสิ่งใดรองท้องหรือยังเจ้าคะ” คำสนทนาถูกส่งต่อให้หยางเย่ถิง

ข้าแสร้งยิ้มเต็มกำลังเพื่อสบตามองหยางเย่ถิง ส่วนเจ้านั่นทำแต่เพียงสะบัดใบหน้าหันมองแต่กระถางกำยานข้างเตียงนอนราวกับเป็นสิ่งของล้ำค่าหาใดเปรียบ ก็ของสิ่งใดในห้องนี้จะงดงามเท่าข้านั้นหามีไม่แล้ว กิริยาหยางเย่ถิงฟ้องว่าไม่ประสงค์มองข้าเช่นนี้ ก็นึกรู้ได้ว่าอีกฝ่ายคิดสิ่งใดอยู่ พลันความต้องการเอาชนะในใจมีมากกว่า หากข้าไม่อาจทำให้เจ้าคุณชายรองมั่นหน้าผู้นั้นหันมาได้ก็เสียชื่อนางคณิกาอันดับหนึ่งเต็มที เมื่อคิดได้เช่นนั้นข้าจึงหันไปรับตระกร้าบรรจุโถต้มน้ำแกงมาจากปิงหวน แล้วร้องว่า

“เช่นนั้นเชิญเจิ้งอู๋จินท่านนั่งลงก่อน ในเมื่อคุณชายรองไม่ประสงค์น้ำแกงหม้อนี้ ข้าพเจ้าจะถือกลับไปเหมือนตอนมา เกรงก็แต่หลี่เม่ยจะลำบาก น้ำแกงในหม้อมีสรรพคุณบำรุงกำลังวังชา เจิ้งอู๋จินท่านจะต้องออกรบบัญชาการอยู่ โปรดนั่งทานน้ำแกงสักชั่วครู่คงเสริมเรี่ยวแรงได้มากเจ้าค่ะ”

ข้าถือถ้วยไว้ด้วยมือหนึ่ง อีกมือก็ใช้กระบวยตักน้ำแกงกลีบดอกเบญจมาศเติมจนเกือบเต็ม แล้วจึงยื่นให้ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศ ทางหางตาก็เห็นอาการกระสับกระส่ายของหยางเย่ถิงเหลือบมองมา ฝ่ายที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศก็ได้แต่รับคำเชิญของแม่นางหยวน นั่งลงพร้อมรับถ้วยน้ำแกงมาถือโดยไม่อาจปฏิเสธได้เต็มปาก จึงปฏิบัติตามอย่างไม่อาจขัดได้

“แม่นางหยวนคงได้ร่ำเรียนวิชาความรู้พืชสมุนไพรมามาก เหตุที่ดอกเบญจมาศเป็นที่นิยมชมชอบ ก็ด้วยมีสรรพคุณเป็นยาเจริญอาหาร ขับลม บำรุงประสาท อีกทั้งช่วยบำรุงดวงตา เมื่อนำมาเป็นส่วนผสมในน้ำแกงก็ยิ่งเสริมให้กินง่ายพ่วงคุณประโยชน์มากมาย นับว่าแม่นางอวี้ฟ่านนอกจากจะเก่งฉกาจทางวรยุทธแล้วยังเพรียบพร้อมทางงานบ้านงานเรือนสมเป็นกุลสตรีตระกูลหยวนยิ่งนัก”

ข้าไม่นึกว่าเจิ้งอู๋จินจะรับเล่นบทได้เกินกว่าที่ตั้งใจไว้เช่นนี้ก็แสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน

ปิงหวนได้จังหวะก็เติมน้ำแกงยกให้เจิ้งอู๋จินแทนข้า พร้อมกับกล่าวว่า

“นายหญิงของข้าพเจ้าเพรียบพร้อมถึงเพียงนี้จึงเป็นที่หมายปองของคุณชายตระกูลใหญ่มากมายในเมืองฉางอัน ทุกคืนวันมักจะมีคุณชายมาขอเข้าพบนายหญิงไม่ซ้ำหน้ากัน เจิ้งอู๋จินจงตรองดูเถิดว่า สตรีใดในแผ่นดินต้าถังจะสมควรเป็นฮูหยินรองตระกูลหยางมากกว่านายหญิงของข้าพเจ้าได้อีก”

เจิ้งอู๋จินหัวเราะดังลั่นพร้อมกับตบเข่าฉาดใหญ่

“แม่นางหลี่กล่าวคำถูกใจข้าพเจ้ายิ่งนัก ในเมื่อคุณชายรองของข้าพเจ้าไม่ประสงค์น้ำแกงกลีบดอกเบญจมาศ เช่นนั้นวานเป็นธุระแม่นางช่วยติดตามข้าพเจ้าไปแจกจ่ายแก่บรรดายอดฝีมือซึ่งเข้าเวรรักษาการอยู่ด้วยเถิด” ปิงหวนก็รับทราบเจตนาแท้จริงของเจิ้งอู๋จินเป็นอย่างดี รีบจัดแจงโถและถ้วยน้ำแกงใส่ตระกร้า เจิ้งอู๋จินลุกขึ้นแล้วคำนับก่อนจะออกจากห้องไป ปิงหวนส่งยิ้มให้ข้าก่อนที่จะคว้าตัวเหลียงจินซึ่งรั้งรออยู่ติดตามไปด้วย

ครั้นประตูห้องถูกปิดสนิทดีแล้ว ข้าจึงทำทีลุกขึ้นยืนเหมือนจะขอตัวลาดุจเดียวกัน หยางเย่ถิงก็พลันพูดมาคำหนึ่งว่า

“ไยเจ้าจึงยังคงอยู่เฉินชิงหลุน”

ข้าเกือบสะดุดชายชุดหน้าล้มคะมำ เดิมทีข้าสู้พยายามปั้นสีหน้าวางเฉยเหมือนกับว่าเมื่อคืนไม่เคยเกิดสิ่งใดขึ้น ทว่าบัดนี้อารมณ์เดือดถูกสะกิดพุ่งพรวด อีกทั้งอยู่ด้วยกันเพียงสองต่อสอง ความใดไม่ควรสำแดงให้คนนอกเห็นก็ไม่อาจปกปิดไว้ได้

“คุณชายรองอย่าได้คิดเข้าข้างตัวเองว่าข้าพเจ้าหลงใหลสิ่งใดในเฉินชิงหลุน จึงไม่คิดกลับอวี้หงหยวนทั้งที่อาการธาตุน้ำเป็นพิษและรอยพิษจิ้งจอกเงินทุเลาลงแล้ว ชั้นแรกข้าพเจ้ามีความตั้งใจเต็มที่จะกลับอวี้หงหยวนในเย็นวันนี้ ต่อได้พบเจิ้งอู๋จินแจ้งอาการคุณชายรองว่าเจ็บไข้ ตามประสาผู้มีบุญคุณต่อกัน มีหรือที่ข้าพเจ้าจะจากไปโดยมิได้แทนคุณ อุตส่าห์สู้ต้มน้ำแกงกลีบดอกเบญจมาศมา หวังว่าจะช่วยบำรุงคุณชายให้หายเจ็บป่วย ครั้นพบว่าเจ้าตัวไม่ประสงค์แล้วจึงคิดลากลับ คำคุณชายรองที่ว่าเหตุใดข้าพเจ้ายังคงเหยียบย่ำอยู่เฉินชิงหลุนสืบสาวเป็นมาด้วยประการเช่นนี้ เมื่อสิ้นข้อสงสัยแล้วข้าพเจ้าจะได้ขอตัวลาไปในทันที หวังว่าคุณชายรองท่านจะหายดีในเร็ววัน”

ข้าสู้ข่มอารมณ์โกรธไว้เต็มกำลังทั้งที่ตั้งใจจะมาลาอีกฝ่ายด้วยถ้อยคำปกติ จากกันด้วยดีโดยไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อกันอีก พอได้ยินคำพูดหยางเย่ถิงกล่าวเหมือนดูหมิ่นน้ำใจว่าไฉนข้าจึงมิเร่งกลับไปอวี้หงหยวนเล่าก็ฉุนโกรธ

“เจ้าคิดยกเลิกงานแต่งเช่นนั้นหรือ”

“ในเมื่อเราสองมิได้ปรารถนาเกี่ยวดองกันอยู่แล้ว ข้อตกลงเช่นนั้นคงไม่มีวันเกิดขึ้นได้ อีกทั้งข้าพเจ้าเองหาใช่คนซึ่งคุณชายรองท่านใฝ่รัก นอกจากการพิทักษ์อาคมเฉินชิงหลุนแล้วข้าพเจ้าหามีประโยชน์อื่นใดไม่ ก็พรรคคมเบญจมาศดูแลสำนักแห่งนี้มาได้เนิ่นนาน คงไม่เกินกำลังหมู่ท่านไปได้”

“เจิ้งอู๋จินบอกว่า หากข้าปฏิเสธที่จะรับปิ่นปักผม และดันทุรังออกบัญชาการรบไม่ยินยอมพักรักษาตัว เจ้าจะขอยกเลิกงานแต่งและกลับอวี้หงหยวนทันที”

หยวนหลงซานยับยั้งฝีเท้า ข้าจำไม่ได้ว่าได้สั่งความเช่นนั้นกับที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศ หรือนี่จะเป็นอุบายที่เจิ้งอู๋จินบอกว่าจะใช้เหนี่ยวรั้งหยางเย่ถิงไว้กับเตียง คงหาใช่เหตุผลอื่นไปได้ ข้าจึงพยักหน้ารับแล้วว่า

“ชั้นแรกข้าพเจ้าคิดจากไปทันที ต่อได้ยินอาการคุณชายรองทรุดหนักไปอีกจึงปรุงน้ำแกงมาให้ เมื่อข้าพเจ้าได้กระทำสมความปรารถนาแล้วก็จะขอปฏิบัติตามวาจาเดิม ขอลา”

“อย่าไป”

“กระไรนะเจ้าคะ”

“ไหนน้ำแกง”

ข้าลอบยิ้มแล้วทำประหนึ่งมิได้ยินคำแรก

“ข้าพเจ้ามีน้ำแกงกลีบดอกเบญจมาศอยู่เพียงตระกร้าเดียว บัดนี้หลี่เม่ยคงเที่ยวนำออกแจกจ่ายบรรดายอดฝีมือทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว หากคุณชายรองหยางต้องการ ข้าพเจ้าจะเป็นธุระจัดการต้มใหม่ เช่นนั้นคุณชายรองจงนอนพักสักชั่วครู่เถิด”

“เช่นนั้นข้าไม่อยากกินแล้ว” หยางเย่ถิงออกเสียงดังกว่าปกติ เมื่อเห็นข้ากำลังเดินไปทางประตูห้อง

“คุณชายรองจะกินหรือไม่กินเจ้าคะ ข้าพเจ้าสับสนไปหมด”

“...ข้าต้องรับผิดชอบเจ้า”

หยวนหลงซานไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะขุดเหตุการณ์กลางสระน้ำแปดเหลี่ยมขึ้นมาพูดซ้ำอีก ก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ

“หากคุณชายรองหมายถึงเรื่องนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าเราสองมีสิ่งใดติดค้างกัน”

“พิธีแต่งงานต้องดำเนินต่อไป” หยางเย่ถิงย้ำเจตนาเดิม “หาไม่ ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเจ้าจะไม่เสื่อมเสียหรือ ก็บัดนี้ผู้คนทั้งเฉินชิงหลุน อีกทั้งทั่วยุทธภพแจ้งอยู่ว่าข้าจะแต่งงานกับเจ้า ยุทธจักรจำเป็นต้องอาศัยความสามัคคีปรองดองเพื่อขจัดภัยพาล เจ้าย่อมแจ้งอยู่กับอกว่าพรรคมารโคมแดงเหิมเกริมถึงเพียงนี้ ไม่ใช่เวลาที่เราสองตระกูลต้องมาดหมางเพิ่มรอยร้าว”

ข้านิ่งตรึกตรองมองเห็นข้อดีมากกว่าข้อเสีย จริงเช่นคำหยางเย่ถิง หากฝ่ายธรรมะต้องมาแตกแยกร้าวฉานกันเองอีก หนทางสยบพวกมารร้ายคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเป็นแน่ ข้าตัดสินใจตอบรับอีกฝ่าย

หยางเย่ถิงก็คลายความวิตกกังวล ขณะเขาเอาแต่นั่งพิงพนักหัวเตียงแล้วไม่พูดสิ่งใดต่อ ข้าเห็นว่าบรรยากาศระหว่างเราสองอึดอัดเกินกว่าจะยืนร่วมห้องอยู่ได้ก็คิดจะกล่าวลากลับไปยังหอเปลื้องอาภรณ์ คุณชายรองตระกูลหยางก็กล่าวคำขอร้องหนึ่ง เพื่อเหนี่ยวรั้งเท้าทั้งสองของข้าไว้ราวกับต้องอาคม

“เจ้าเล่นผีผา...เพลงลมพัดพันสายให้ข้าฟังได้หรือไม่”

ไม่ใช่ว่าข้าอยากแสดงทักษะดังกล่าว แต่ใบหน้าหล่อเหลาซีดขาวเพราะเจ็บป่วย ผนวกแววตาสั่นไหวนั่นต่างหากที่ทำให้ข้าต้องเร่งพยักหน้าตอบกลับไปทันที คุณชายรองตระกูลหยางผู้นี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่ฝีมือวรยุทธเท่านั้น แววตาเล็กๆนั่นก็ราวกับคมกระบี่เล่มน้อยเลยทีเดียว

“ได้เจ้าค่ะ”


**************************

พูดคุย

:pig4:
 :3123:
ขอบคุณขอรับ

:pig4:
ขอบคุณฮะ

อะ ไม่ต้องไปไหนกันแล้วละ
อยู่ยาวๆๆปายๆๆ 55+

หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 19 [26/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 26-03-2020 16:00:04
เบื่อคนปากหนักจริงๆ :เฮ้อ:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 20 [29/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 29-03-2020 10:25:54
บทที่ 20




หยวนหลงซานไม่มีทางเลือกนอกจากตกปากรับคำไป เผอิญว่าเหลียงไถจินโอบอุ้มผีผาห่อหุ้มผ้าติดตัวมาจากหอเปลื้องอาภรณ์ตามเคยชิน โดยตั้งพิงไว้มุมห้อง ข้าทำทีเดินอ้อมหลบหน้าหยางเย่ถิงแล้วคว้าผีผาลงนั่งริมระเบียง ท้องฟ้ายามราตรีช่วงปักษ์ชิวฮุง* กระจ่างใส ข้าเริ่มดีดตามทำนองซึ่งเคยได้ฝึกปรือไว้โดยมิได้กล่าวคำใด

สมัยก่อนตอนข้าต้องคำสาปชายสลับหญิงแรกๆ และมีความคิดจะสวมบทเป็นนางคณิกาอย่างที่ปิงหวนชวนแนะนำ เกิดคดีฆาตกรรมนางคณิกาผู้หนึ่งในย่านเมืองหลวง นางโลมผู้นั้นงดงามหาหญิงคณิกาใดในฉางอันจะเทียบได้ จึงมีแขกมากมายมาติดพันไม่ว่าชนชั้นเศรษฐี ข้าราชสำนัก กระทั่งเชื้อพระวงศ์
 
หญิงคณิกานางนั้นมีนามว่า จางจื่อเซียว ตายด้วยสาเหตุปริศนา หน่วยสืบสวนสำนักศาลยุติธรรมดำเนินการค้นหาหลักฐานเพื่อเสาะหาตัวผู้ลงมือ แต่กลับพบความว่างเปล่า นายหญิงแห่งหอนางโลมเหริ่นหลินกวางให้ปากคำเพียงว่า จางจื่อเซียวได้รับใบบอกมาจากแขกผู้หนึ่งให้ไปปรนนิบัติยังเรือนที่พัก ทั้งกำชับมิให้มีสาวรับใช้ติดตามไปแต่อย่างใด หญิงสาวหายตัวไปกว่าสามวัน กระทั่งพบศพลอยน้ำมาเทียบท่าเรือด้านทิศตะวันออกของฉางอัน เหตุการณ์นั้นเป็นข่าวครึกโครม แต่ไม่อาจตามกลิ่นถึงตัวผู้ลงมือได้ หลักฐานสำคัญสิ้นสุดลงที่สาวใช้ผู้มอบใบบอกแก่จางจื่อเซียวถูกฆ่าปิดปากด้วยยาพิษซ้ำอีก ทั้งพยานและหลักฐานก็สูญหายไปกับผู้ตายทั้งสอง แม้แต่ทางการก็สิ้นปัญญาจะสืบหาความจริงได้

อยู่มาวันหนึ่งขณะข้าฝึกดีดพิณผีผาท่วงทำนองลมพัดพันสายอยู่ เหลียงจินก็เข้ามาขอพบบอกว่ามีใบบอกมาเชิญหญิงงามนามว่าหยวนอวี้ฟ่านให้ไปพบแขกคนสำคัญ ณ โรงเตี้ยมเหยาจูซึ่งตั้งอยู่ติดกับกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ ข้าอดสงสัยมิได้ เหตุใดคนผู้นี้จึงล่วงรู้ความเคลื่อนไหวว่าภายในอวี้หงหยวนมีสตรีปลอมนามว่า หยวนอวี้ฟ่าน ด้วยข้ายังมิได้ทำการแสดงเปิดตัวในฐานะนางโลมอย่างเป็นทางการ แต่ทว่าคนผู้นี้ก็ทราบข่าวคราวรวดเร็วกว่าผู้อื่น ข้าหวั่นเกรงว่าจะเป็นศัตรูหวังทำลายพรรคเสี้ยวจันทรา หากมันผู้นั้นล่วงรู้ฐานะของข้า อีกทั้งทราบเหตุข้าต้องคำสาปชายสลับหญิง จึงไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ เกรงว่าจะเป็นภัยในภายหลัง จึงแต่งตัวแล้วให้เหลียงจินถือผีผาซึ่งเหน็บกระบี่ซ่อนไว้ ห่อหุ้มด้วยผ้าอีกชั้นหนึ่งแล้วติดตามข้าไปอย่างนางคณิกาที่กำลังออกไปปรนนิบัติแขก

ครั้นถึงโรงเตี๊ยมเหยาจู เถ้าแก่ผู้ดูแลพอเห็นหน้าข้าก็เร่งออกมาต้อนรับแล้วเชื้อเชิญขึ้นไปคอยยังห้องรับรอง ภายในห้องยังไม่ปรากฏคนผู้ส่งจดหมายหาข้า เหลียงจินตรวจสอบสภาพห้องว่าจะมีอาวุธลักลอบติดตั้งไว้หรือไม่ด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าไม่มีสิ่งใดเป็นพิรุธ พอถึงเวลานัดหมายต้นยามซวี ผู้ที่ปรากฏตัวผลักประตูเข้ามา คือ มือปราบจากสำนักศาลยุติธรรมผู้หนึ่ง ด้วยลักษณะการแต่งตัวตามเครื่องแบบของทางการ ถือดาบไว้ด้วยมือขวา ดวงตาไล่กวาดมองหาทั่วห้องก่อนจะหยุดยั้งอยู่ที่ข้า นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้ากับเสียนหย่งเฉิงพบปะกันหนแรกในฐานะหยวนอวี้ฟ่าน เขาถามข้าว่า

“ชายลึกลับที่ยิงธนูแจ้งเหตุเข้าไปในสำนักศาลยุติธรรมอยู่ที่ใด แม่นาง”

ข้าไม่เข้าใจคำถามชั่วขณะ ครั้นปะติดปะต่อเรื่องราวพอสังเขปแล้วจึงพอคาดคะเนได้ จึงตอบไปว่า

“ข้าพเจ้ามีนามว่า หยวนอวี้ฟ่าน จากหอนางโลมอวี้หงหยวนเจ้าค่ะ นายท่าน ข้าพเจ้าเองก็ได้รับใบบอกให้มายังสถานที่แห่งนี้เช่นเดียวกัน ครั้นมาถึงแล้วกลับพบแต่ความว่างเปล่า หามีคนผู้ต้องการพบไม่”

เสียนหย่งเฉิงแนะชื่อตัวแล้วซักต่อไปว่า

“แม่นางหยวนกล่าวว่าได้รับใบบอกเชื้อเชิญให้มาตามนัด โดยไม่ปรากฏผู้ลงลายนามชื่อเช่นนี้ ไม่หวั่นเกรงภัยอันตรายหรือ ก็บัดนี้ทั่วทั้งฉางอันยังตื่นตระหนกในคดีฆาตกรรมนางคณิกาจางจื่อเซียวอยู่”

ดูเหมือนเสียนหย่งเฉิงจะไม่คิดปล่อยข้าไปโดยง่าย ข้าเคยได้ยินกิตติศัพท์มือปราบผู้นี้มาบ้างว่า เป็นนายทหารมากฝีมือ สามารถไขคดีปริศนามามากมายนัก จนได้ฉายาว่า จิ้งจอกเงิน ดวงตาราวกับจ้องจับผิดข้านั้นประดุจสุนัขจิ้งจอกสมฉายาเป็นอย่างยิ่ง ข้าแสร้งยิ้มแล้วหยิบผีผาขึ้นมาถือไว้

“หากท่านสงสัยก็เชิญตรวจสอบใบบอกที่เชิญข้าพเจ้ามาเถิด ระหว่างนั้นเชิญมือปราบท่านนั่งลงฟังเสียงพิณของข้าพเจ้าไปพลางก่อน ไหนๆเราสองก็ถูกหลอกใช้ให้ออกมาแล้ว ท่านจะไม่ได้สิ่งใดติดมือกลับไปก็เสียชื่อจิ้งจอกเงินแห่งศาลยุติธรรมเสียเปล่า จินเหนียง เจ้าจงช่วยรินสุราแล้วมอบใบบอกนั้นให้มือปราบเสียนตรวจสอบทีเถิด”

เมื่อเสียนหย่งเฉิงถูกหลู่เกียรติเช่นนั้นก็ทรุดนั่งตามคำเชิญทันที ดวงตาเอาแต่จับจ้องมองข้าสลับกับหนังสือใบบอก มือซ้ายก็ยกจอกสุราขึ้นดื่ม ระหว่างที่ข้าเริ่มดีดพิณเพลงลมพัดพันสาย ขับกล่อมอารมณ์สงสัยจนเสียนหย่งเฉิงพูดขึ้นว่า

“ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า หออวี้หงหยวนจะปรากฏมีหญิงคณิกานาม หยวนอวี้ฟ่าน ต่อได้ใคร่ครวญซ้ำเห็นว่าแซ่ตระกูลของแม่นางสอดคล้องกับนามหอนางโลม หรือว่าท่านเป็น...”

ข้าไม่อาจจะโกหกเป็นอื่นได้ หากเสียนหย่งเฉิงเกิดสงสัยแล้วไปตรวจสอบยังสำนักทะเบียนราษฎรว่ามีหญิงสกุลหยวนจากต่างถิ่นเข้ามาพักอาศัยในฉางอันบ้างหรือไม่แล้ว เรื่องราวจะลุกลามบานปรายใหญ่โตไปอีก หากแต่ข้าบอกว่าเป็นน้องสาวของหยวนหลงซานที่พลัดพรากจากกันไปนานก่อนจะได้กลับมาพบเจอกันไม่กี่เดือนก่อนหน้า เขาคงไม่อาจหาหลักฐานมาโต้แย้งได้ ข้าจึงบอกเสียนหย่งเฉิงตามอุบายที่นึกคิดไว้

มือปราบจิ้งจอกเงินพอรู้ฐานะข้าว่าเป็นน้องสาวหยวนหลงซานก็ชะงักงันไปชั่วขณะ กิริยาแข็งกระด้างก็พลันอ่อนลงทันควัน

“ข้าเคยพบพี่ชายท่านมาก่อน นายใหญ่แห่งหออวี้หงหยวนมีบุคลิกสุขุม สมมาดคุณชาย เป็นที่ยำเกรงต่อผู้พบเห็น ไม่นึกว่าจะปรากฏมีน้องสาวผู้เลอโฉม หนำซ้ำมีอัธยาศัยดี ประกอบมีน้ำใจงามอย่างเช่นแม่นางหยวนมาก่อน”

พอเสียนหย่งเฉิงกล่าวเหมือนนินทาข้าลับหลังเช่นนั้น เสียงพิณผีผาก็สะดุดผิดท่วงทำนองไปชั่วขณะหนึ่ง ข้าระงับอารมณ์โกรธแล้วตอบไปด้วยอารมณ์เหมือนใจเย็นว่า

“พี่ชายข้าพเจ้าเป็นคนต้องปกครองคน หากไม่ครองตนเด็ดขาดน่าเชื่อถือแล้ว จะมีคนยำเกรงหรือ มือปราบเสียนพบพี่ชายข้าพเจ้ากี่มากน้อยหรือจึงเอาความคิดตัวเป็นใหญ่ตัดสินคนอื่นเช่นนี้”

จู่ๆเหลียงจินก็รินสุราล้นจอก จนหกเลอะเทอะเต็มพื้นโต๊ะรับรอง ฉุดความสนใจของข้าให้กลับมาครองตัวเป็นหยวนอวี้ฟ่านก่อนที่เสียนหย่งเฉิงจะมองเห็นข้อพิรุธ

“ข้าพเจ้าผิดไปแล้ว ขอมือปราบเสียนเมตตาอภัยด้วยเถิด” เหลียงจินรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับบริเวณสุราหกด้วยน้ำเสียงสั่น

“มิได้แม่นางจิน ข้าจะเอาความผิดใดกับแม่นางได้ สุราเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้ หากแต่หญิงงามในแผ่นดินกว้างใหญ่ จะหาที่งดงามและถูกใจนั้น ไม่อาจพบเจอได้โดยง่าย”

เหลียงจินหันมาสบตาข้าแล้วมอบยิ้มปลอมๆให้เสียนหย่งเฉิง ข้าจึงขยิบตาส่งสัญญาณให้เหลียงจินออกไปทำธุระภายนอก หากข้าปล่อยให้เสียนหย่งเฉิงมีสติเนิ่นนานไป ไม่ความจริงที่ข้าสู้ปิดบังไว้ หรือไม่ก็ตัวข้าเองคงถูกเจ้ามือปราบหน้าหม้อล่อหลอกจนสำเร็จเป็นแน่

เหลียงไถจินก็เหมือนจะจับสัญญาณได้ หลังจากเช็ดโต๊ะด้วยผ้าสะอาดแล้ว จึงกล่าวกับเสียนหย่งเฉิงว่าจะขอชดใช้ความผิดที่ดูแลปรนนิบัติขาดตกบกพร่องไม่สมเป็นหญิงคณิกาจากหอนางโลมอันดับหนึ่ง จึงจะขอไปสั่งกับแกล้มมาเพิ่มเติมให้มือปราบเสียน

พอเหลียงจินจากไปแล้วข้าก็สบโอกาสที่จะใช้เสียงพิณสยบจิตเสียที ท่วงทำนองเพลงลมพัดพันสาย มีความไพเราะที่จะหาหญิงคณิกาใดในฉางอันบรรเลงได้ เพราะต้องอาศัยวิชาวรยุทธ์เข้าผสมผสาน อีกทั้งจะดัดแปลงสอดแทรกบทเพลงขับกล่อมจิตเข้าไปก็ง่ายดายนักเพราะมีท่วงทำนองคล้ายคลึงกัน พอข้าเริ่มดีดทำนองสยบจิต เสียนหย่งเฉิงก็ประดุจเหมือนมึนเมาด้วยฤทธิ์สุรามากกว่ามาก

“ข้าออกมาตามหนังสือลับก็หวังจะจับคนร้ายในคดีฆาตกรรมจางจื่อเซียวให้ได้ มินึกว่านอกจากจะจับไม่ได้แล้ว กลับสมอกสมใจในข้อประการหนึ่ง” เสียนหย่งเฉิงกล่าวเสียงอ้อแอ้

“มือปราบท่านสมความปรารถนาสิ่งใดหรือเจ้าคะ” ข้าแสร้งถามกลับแต่เร่งดีดผีผาสยบจิตอีกฝ่ายให้หลับโดยเร็ว

“แม่นางหยวนย่อมทราบดี มือปราบเช่นข้าจะหามีเวลาข้องแวะกับสตรีใดในเมืองหลวงได้บ้าง ยากนักจะหาจังหวะผ่อนคลายอารมณ์ ครั้นปะแม่นางหนนี้ จิตใจตึงเครียดในหน้าที่การงานก็พลันบรรเทาลงมาก ต้องขอบน้ำใจแม่นางที่ช่วยดีดพิณขับกล่อม”

“เป็นหน้าที่ข้าพเจ้าอยู่แล้ว มือปราบเสียนอย่าได้เป็นกังวล ข้าพเจ้ารับงานมาปรนบัติแขกข้างนอกก็หมายจะช่วยผ่อนคลายคนผู้นั้น ทว่าในเมื่อไม่ปรากฏแขกผู้เชื้อเชิญ กลับได้ปรนนิบัติท่านแทนก็เห็นว่าสมใจตนเองอยู่เช่นกัน”

“คำแม่นางหยวนนี้ต้องใจข้านัก พลันทำให้จิตใจข้าสดชื่นยิ่งกว่าราตรีใด” ศีรษะของเสียนหย่งเฉิงค่อยๆเอนลงมากระทั่งทรุดวางลงบนโต๊ะรับรองแน่นิ่งไป

เหลียงจินผลักประตูเข้ามาพร้อมกับรีบเอานิ้วอุดหูอยู่ พอข้าหยุดดีดผีผาเหลียงจินก็เอานิ้วออกแล้วมองพิจารณาเสียนหย่งเฉิงที่หลับหมดสติว่า

“เสียดายเป็นมือปราบฉายาจิ้งจอกเงิน ต้องมาพ่ายแพ้กลประมุขท่าน”

ข้าลุกขึ้นแล้วพยักหน้าให้เหลียงจินเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับ

“เสียนหย่งเฉิงผู้นี้เป็นข้าราชสำนักตงฉิน ซื่อสัตย์ภักดีต่อแผ่นดินต้าถัง เจ้าอย่าได้สบประมาทเขาเหลียงจิน หากแต่ข้าเองใช้อุบายเล่นพิณสยบจิต อีกฝ่ายจึงสลบไปเช่นนี้ หากสู้กันด้วยฝีมือซึ่งหน้า เกรงว่าคงได้คู่ปะทะฝีมือที่สมน้ำสมเนื้อกันพอตัว”

“ขอรับ ประมุขหยวน” เหลียงจินห่อผีผ้าด้วยผ้าแล้วเดินติดตามข้าออกมาจากห้องพัก นึกเสียดายที่ไม่อาจหาเบาะแสที่จะโยงไยไปถึงตัวคนลึกลับที่ส่งใบบอกไปเชิญข้าออกมา ซึ่งเสียนหย่งเฉิงมั่นใจว่าเกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมจางจื่อเซียว


พอข้าดีดทำนองพิณสยบจิตจนกระทั่งถึงท่อนสุดท้ายแล้วปรายตามองยังเตียงนอนของหยางเย่ถิง เจ้านั่นก็นอนหลับไม่ได้สติไปแล้ว ข้าลุกขึ้นแล้วขยับไปห่มผ้าให้ จดจ้องมองใบหน้าสงบนิ่งของอีกฝ่าย ไม่นึกว่าข้าจะต้องใช้กลวิธีเช่นนี้ซ้ำอีก แต่ในเมื่อหยางเย่ถิงมีนิสัยดื้อดึง เกรงว่าเพียงเล่นพิณลมพัดพันสายธรรมดา คงไม่ทำให้เขาเปลี่ยนใจนอนพักฟื้นได้ ข้าจึงต้องใช้อุบายเหมือนครั้งเจอเสียนหย่งเฉิงหนแรก

ผิดก็แต่คราวนี้ข้ามิได้จากไปทันที จึงนั่งมองเฝ้าดูอาการของคุณชายรองหยางจวนกระทั่งใกล้รุ่งสางแล้วจึงหวนกลับหอเปลื้องอาภรณ์



*ชิวฮุง-กึ่งฤดูใบไม้ร่วง

***********************
   
พูดคุย

เบื่อคนปากหนักจริงๆ :เฮ้อ:
บทนี้คนปากหนักหลับยาว

หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 20 [29/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: LadySaiKim ที่ 29-03-2020 11:44:21
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 20 [29/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 29-03-2020 17:01:48
หลับซะทีนะคุณชาย
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 21 [31/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 31-03-2020 09:03:59
บทที่ 21



หยางเย่ถิงได้สติขึ้นมาก็ได้ยินเสียงหัวเราะครื้นเครงดังเล็ดลอดผ่านม่านหน้าต่าง ไม่เพียงกำลังกายฟื้นคืนครบบริบูรณ์ ทั้งอาการไข้ก็หายขาด พอลองจับชีพจรก็รับรู้ถึงพลังลมปราณและธาตุทั้งสี่อยู่ในภาวะปกติ หยางเย่ถิงนั่งสมาธิควบคุมพลังหยินหยางชั่วครู่ หลังจากนั้นจึงลุกขึ้นแต่งตัว สายตาเหลือบเห็นผ้าคาดศีรษะลายดอกเบญจมาศวางอยู่ข้างกระบี่ประจำกายเคียงคู่ปิ่นปักผมของหยวนอวี้ฟ่าน หยางเย่ถิงหยิบของสองสิ่งขึ้นพิจารณาแล้วผูกผ้าสำคัญประจำตระกูลคืนรอบศีรษะดังเดิม ส่วนปิ่นปักผมตั้งใจจะเอาไปคืนก็สอดเก็บไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะดำเนินออกจากห้องพำนัก

บริเวณด้านหน้าเรือนพักแปดเหลี่ยมเป็นลานหญ้ากว้างขวาง นอกจากกองกำลังพิทักษ์เฉินชิงหลุนซึ่งตั้งค่ายดูแลช่องโหว่ด้านผาทิศตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว ประกอบด้วยทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา ทว่าขณะนี้เนืองแน่นด้วยบรรดาเหล่ายอดฝีมือจำนวนมาก ซึ่งต่างส่งเสียงโห่ร้องให้กำลังใจดังสนั่น บ้างถือถาดสี่เหลี่ยมส่วนปากก็ร้องว่า

“เชิญลงเหรียญเลือกฝ่ายชนะ สีน้ำเงินหรือสีแดง ขอรับ”

“น้ำเงิน แดง น้ำเงิน น้ำเงิน แดง”


หยางเย่ถิงเร่งฝีเท้าเข้าหาบรรดายอดฝีพรรคคมเบญจมาศด้วยความสงสัย ครั้นยอดฝีมือรอบนอกแลเห็นคุณชายรองหยางยืนหน้าบึ้งตึงเป็นสัญญาณอันตรายเช่นนั้นก็หน้าซีดเผือด เร่งทำกิริยาคำนับ ก่อนจะสะกิดไหล่สหายส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ เจิ้งอู๋จินกำลังยืนดูการแข่งขันโปโลอยู่ริมขอบสนามก็มียอดฝีมือหนุ่มผู้หนึ่งเข้ามารายงาน ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศก็เร่งรัดออกไปทำการต้อนรับคุณชายรอง

“คุณชายรองฟื้นคืนกำลังกายดีแล้วหรือขอรับ”

“ขอบใจ เจิ้งอู๋จิน” หยางเย่ถิงตอบหน้านิ่งเฉย “ข้าขอเรียนถาม เหตุใดบรรดาคนพรรคคมเบญจมาศจึงละทิ้งหน้าที่ประจำประตูด่าน แล้วมารวมตัวอยู่ ณ ที่แห่งนี้”

เจิ้งอู๋จินยิ้มแย้มแล้วตอบให้คลายใจว่า

“เป็นข่าวดีนัก ขณะคุณชายท่านนอนพักฟื้นกว่าหนึ่งคืนหนึ่งวัน ปรากฏว่าหน่วยลาดตระเวนกลับมารายงานว่า บรรดาคนพรรคมารโคมแดงต่างล่าถอยกลับไป ไม่คิดจะบุกเข้ามาชิงชัยในเฉินชิงหลุนอีก ข้าพเจ้าส่งคนออกติดตามสำรวจในระยะโดยรอบเฉินชิงหลุนก็หาปรากฏคนพรรคมารหลงเหลืออยู่ไม่ ชั้นแรกบรรดาเหล่าผู้อาวุโสหวั่นเกรงภัยจะเป็นอุบายให้ฝ่ายเรานิ่งนอนใจ หลังจากนั้นค่อยกลับคืนมาบุกซ้ำอีก ทว่าไร้วี่แวว ครั้นล่วงเลยเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงใคร่ครวญคิดได้ว่าหรืออาคมเฉินชิงหลุนซึ่งเดิมทีเสื่อมลงจะคืนคงอานุภาพดังเดิมแล้วจึงเป็นเหตุให้บรรดาพวกลัทธิมารตัดใจ ข้าพเจ้าจึงใช้เคล็ดวิชาตรวจสอบอาคมโดยรอบก็ปรากฏว่าแน่นหนาดังเก่า หากมองจากสายตาคนนอกจะไม่ปรากฏเห็นทางเข้าสู่เฉินชิงหลุนอีก เหตุการณ์ทั้งปวงเป็นไปในทางมงคลเช่นนี้ เหล่ายอดฝีมือส่วนหนึ่งจึงมาชุมนุม ณ ที่นี้เพื่อพักผ่อนหย่อนใจคลายเหน็ดเหนื่อย”

“เจิ้งอู๋จินท่านยังคงไว้ซึ่งผู้คนประจำแต่ละประตูด่านอยู่ใช่หรือไม่” หยางเย่ถิงไม่สิ้นกังวลก็ซักถามต่อ

“ข้าพเจ้ายังตรึงกำลังยอดฝีมือไว้มิได้หละหลวมดังเดิม”

ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศเห็นสีหน้าหยางเย่ถิงคลายหัวคิ้วแล้วก็เร่งพูดต่อไปว่า

“คุณชายรองอย่าได้กังวล อาคมพิทักษ์เฉินชิงหลุนซึ่งบรรพชนตระกูลหยางและหยวนผนึกไว้เมื่อกาลก่อน บัดนี้กลับคืนความทรงพลังดังเดิมแล้ว ข้าพเจ้าคาดเดาตามสติปัญญาตนเองเห็นว่าอาจเป็นเพราะคุณชายท่านช่วยเหลือแม่นางอวี้ฟ่าน อาคมโบราณจึงมั่นคงเช่นเดิม ข้าพเจ้าคิดไม่ผิดที่ชี้นำท่านทั้งสองเข้าคู่กัน เพียงแต่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันยังส่งผลต่อเขตอาคมเช่นนี้แล้ว หากถึงงานมงคลในอีกสองวันข้างหน้า ข้าพเจ้าเห็นว่ายุทธภพจะต้องคืนคงความสงบสุขกลับมาเป็นแน่”

หยางเย่ถิงมิได้ตอบคำใด เพียงแต่ก้มหน้านิ่งคิดบางอย่างในใจ แสงโคมไฟหลากสีประดับประดาไปทั่วบริเวณลานหญ้าซึ่งผู้คนต่างยืนชมเป็นวงล้อมอยู่ เขาจึงเปลี่ยนใจไปซักถามว่าภายในมีการแสดงใดอยู่หรือ

ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศวาดรอยยิ้มแล้วตอบว่า

“แม่นางอวี้ฟ่าน อีกทั้งสาวใช้ทั้งสาม รวมถึงคุณหนูกุ้ยเฟยและแม่นางเตียวหงเป็นฝ่ายหนึ่ง ซึ่งต่างกำลังลงแข่งขันโปโลอยู่กับฝ่ายยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศ”

คิ้วขวาของหยางเยวี่ยนกระตุกหนึ่งหน ก่อนจะเดินแหวกผ่านผู้คนไปกระทั่งถึงขอบสนาม

เสาประตูปักด้วยไม้ไผ่ขนาบคู่ห่างออกไปคนละฟาก แสงโคมไฟหลากสีซึ่งประดับประดาโยงผูกไว้เป็นราวต่อกันทอดๆ ส่งให้เห็นว่าผู้เล่นฝ่ายหนึ่งล้วนเป็นบุรุษทั้งสิ้นควบม้าแข็งขัน โดยผูกริ้วผ้าที่ต้นแขนสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ คนทั้งนั้นสวมชุดผ้าสีเหลืองลวดลายพรรคคมเบญจมาศ อีกฝ่ายหนึ่งก็ผูกผ้าสีแดงเหนือต้นแขนซ้ายอย่างเดียวกัน ผืนผ้าสตรีพลันพลิ้วไหวตามแรงควบม้า มือหนึ่งกำบังเหียน ลำตัวโน้มเอียงลงด้านข้าง ใช้มือถนัดตวัดไม้ตีลูกโปโลพุ่งผ่านคู่แข่งไปอย่างชำนิชำนาญ หยวนอวี้ฟ่านเกี่ยวลูกแล้วตีส่งให้หลี่เม่ยราวกับจับวาง เสียงกีบเท้าม้าดังสะท้านกุบกับพอๆกับเสียงโห่ร้องโดยรอบ หยางกุ้ยเฟย เตียวหง รุกไล่คอยเชิงอยู่เบื้องหลัง จินเหนียงบังคับม้าวนเวียนอยู่หน้าประตูฝ่ายตน

ขณะนั้นมีผู้เล่นฝ่ายสีน้ำเงินหมายแย่งลูกจากหลี่เม่ย นางจึงชักบังเหียนม้าชะลอ เป็นผลให้คู่แข่งพลาดท่าพุ่งถลาเข้าหาฝูงชนจนล้มคว่ำไม่เป็นท่า เสียงหัวเราะขบขันดังสนั่นต้อนรับ ก่อนแม่นางหลี่จะตีลูกโปโลกลับมาให้หยวนอวี้ฟ่านในจังหวะที่ฝ่ายตั้งรับเสียผู้เล่นล้มเจ็บไปหนึ่งคน เป็นผลให้หยวนอวี้ฟ่านตีลูกโปโลรอดผ่านท้องม้าพุ่งเข้าหาประตู โดยหามีผู้ใดสกัดได้ไม่ พอดีกับนาฬิกาน้ำแจ้งหมดเวลาการแข่งขัน พลันเสียงดีใจฝ่ายลงขันข้างสีแดงก็ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ

หยางเย่ถิงยืนมองใบหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ เจิ้งอู๋จินเห็นการแข่งขันจบลงแล้วก็ประกาศเชิญคู่ท้าชิงลำดับถัดไปเข้าแข่งขันต่อ แล้วจึงเชื้อเชิญบรรดาสตรีในสนามออกมาพัก หยวนอวี้ฟ่านหยุดม้าแล้วก้าวลงมาด้วยอาการเหนื่อยแต่ก็ดูมีความสุขพอกัน ครั้นเห็นบุคคลซึ่งยืนหน้าเฉยชาอยู่ในหมู่ชนยอดฝีมือก็ดำเนินเข้าหาหยางเย่ถิงทันที

“คุณชายรองหายดีแล้วหรือเจ้าคะ”

“...”

“ข้าพเจ้าขอเดาว่าหายดีแล้ว เช่นนั้นเห็นควรคุณชายรองน่าจะลองแข่งขันโปโลยืดเส้นยืดสายบ้างนะเจ้าคะ น่าสนุกมิใช่น้อย”

หยวนอวี้ฟ่านรับพัดมาจากจินเหนียงแล้วโบกไปมา อากาศยามราตรีบนลานผานี้มีลมพัดมาให้ความเย็นสบายอยู่พอสมควร แต่หยางเยวี่ยนก็มิได้สนใจจะคุยโต้ตอบกับหยวนอวี้ฟ่าน

“พี่รองทำหน้าบึ้งได้เช่นนี้ได้ ข้าคงเบาใจหายห่วง” หยางกุ้ยเฟยกล่าวหยอกเย้าหน้าตาย เตียวหงได้แต่อมยิ้ม

“เจ้าฟื้นคืนกำลังดีแล้วหรือ อาเยวี่ยน” เตียวหงซักถาม

“ข้าสบายดี ศิษย์พี่” หยางเย่ถิงพยักหน้าเล็กน้อย

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เจ้าหลับไปนานคงจะได้ทราบข่าวความเคลื่อนไหวของพวกพรรคมารจากปากเจิ้งอู๋จินแล้ว จงสิ้นกังวลเถิด ไม่นึกว่าอาคมเฉินชิงหลุนจะฟื้นฟูได้รวดเร็วจนส่งให้พวกมารร้ายล่าถอย ประการหนึ่งบรรดายอดฝีมือตรากตรำกำศึกมาหลายวัน แม่นางหยวนออกความเห็นว่าควรจะมีการแข่งขันโปโลเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ อีกทั้งยังมีน้ำใจต้มน้ำแกงดอกเบญจมาศแจกจ่ายพวกเราในการครั้งนี้ด้วย เจ้าได้ชิมหรือยัง อาเยวี่ยน” เตียวหงเห็นว่าหยางเยวี่ยนยังหามีถ้วยน้ำแกงอยู่ในมือ ก็เป็นธุระไปตักมาให้

หยางเย่ถิงชั้นแรกไม่ประสงค์ ทว่าเตียวหงมีเจตนามุ่งมั่นเต็มเปี่ยมก็รับมาถือไว้ หยวนอวี้ฟ่านก็ได้แต่ยิ้มก่อนจะหันไปช่วยบรรดายอดฝีมือหญิงตักน้ำแกงแจกจ่ายผู้คน หยางกุ้ยเฟยและเตียวหงต่างหายเหนื่อยแล้วก็ไปช่วยเป็นลูกมือแจกจ่ายร่วมกับหยวนอวี้ฟ่านและบรรดาสาวใช้ทั้งสาม

“แม่นางหยวนมีน้ำใจงดงามถึงเพียงนี้ เหล่าผู้คนพรรคคมเบญจมาศก็สรรเสริญชอบพออยู่ คุณชายรองอย่าได้คิดเป็นอื่น อาคมเฉินชิงหลุนกลับคืนดังเดิมได้ก็เพราะหยวนอวี้ฟ่าน หลักฐานยืนยันไม่ผิดตัวคงเป็นบทเพลงลมพัดพันสาย ก็สตรีใดนอกกว่าหญิงพรรคคมเบญจมาศจะดีดบรรเลงได้ ข้าพเจ้าหาเคยปะไม่ กระทั่งได้ยินแม่นางหยวนดีดพิณหนแรกจึงอดคิดไม่ได้ว่าสรวงสวรรค์ได้ส่งสตรีผู้นี้มาช่วยเฉินชิงหลุนและยุทธภพโดยแท้”

หยางเย่ถิงคิดใคร่ครวญแล้วมิได้ตอบคำใด

“คุณชายท่านจะไม่คิดลองลิ้มชิมรสสักน้อยหนึ่งหรือขอรับ” ที่ปรึกษาพรรคคมเบญจมาศใช้สายตาชี้ไปยังถ้วยน้ำแกงฝีมือหยวนอวี้ฟ่าน

หยางเย่ถิงจดจ้องชั่วขณะก่อนจะยกขึ้นดื่มตามคำแนะ



หยวนหลงซานในร่างสตรีนั่งม้ามาตามถนนหนทางที่จะนำสู่ประตูด่านเฉินชิงหลุนด้านทิศใต้ ด้านซ้ายและขวาประกบด้วยม้าของหลี่ปิงหวน หวังเป่าเหอ และเหลียงไถจิน บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด ปรากฏยอดฝีมือนั่งหลับบ้าง ฟุบหมดสติตามริมทางโดยทั่วไปบ้าง กระทั่งข้างป้อมประตูใหญ่และเชิงเทินก็หลับสนิท

“ไม่นึกว่ายานอนหลับผสมเสียงพิณสยบจิตจะออกฤทธิ์รวดเร็วถึงเพียงนี้” ปิงหวนสำรวจสภาพเวรยามโดยรอบก็ได้แต่เคารพนับถือในสติปัญญาของประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา

“นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาเหน็ดเหนื่อยจากการออกรับพวกพรรคมารโคมแดงตัวปลอมมาหลายวันด้วยประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งอิทธิฤทธิ์เสียงพิณสยบจิตของประมุขท่าน ทรงอานุภาพไม่เคยพลาดพลั้ง สติปัญญาประมุขท่านที่คิดต้มน้ำแกงดอกเบญจมาศแจกจ่ายไปทั่วเฉินชิงหลุนนี้ล้ำเลิศนัก ข้าเหลียงจินขอนับถือ”

“โชคดีที่ยานอนหลับนี้ข้าน้อยพกติดตัวไว้เสมอ หลังออกจากหออวี้หงหยวนมา ไม่คิดว่าจะได้นำออกใช้ทำการ” หวังเป่าเหอขอพูดบ้าง

หยวนหลงซานพยักหน้าแล้วว่า

“ต้องขอบใจพวกเจ้าทั้งสาม หากหัวหน้าสีฝูเหยาไม่แจ้งหนังสือมาว่า เสียนหย่งเฉิงประกาศกร้าวให้เวลาข้าเจ็ดวันเข้ามอบตัว ทั้งเจ้านั่นลั่นคำว่าเมื่อได้หมายตรวจค้นจากทางการภายในเจ็ดวันแล้ว บรรดามือปราบจากสำนักศาลยุติธรรมจะบุกเข้าไปตรวจค้นทุกห้องหอในอวี้หงหยวน และหากพบสิ่งผิดกฎหมายบ้านเมืองประการใดก็จะไม่ละเว้นโทษเป็นอันขาด ด้วยเจ้าจิ้งจอกเงินมั่นใจว่าบุคคลที่บุกเข้าสำนักพิสูจน์อักษรเป็นข้าไม่ผิดตัว”

“ข้าน้อยได้รับจดหมายจากหัวหน้าสีในวันก่อนเพียงไม่นาน หากล่วงรู้รวดเร็วกว่านี้คงไม่กระชั้นจวนตัว” เป่าเหอออกปากรายงาน “หลังจากประมุขท่านใช้ให้ข้าลักลอบทำทีไปแจกจ่ายข้าวปลาอาหารยังประตูด่านเฉินชิงหลุนทิศใต้ ก็สบช่องได้รับจดหมายดังกล่าว แล้วประมุขท่านก็เร่งสั่งการให้หัวหน้าสีฝูเหยาล่าถอยทันที เพื่อที่จะได้จัดงานรื่นเริงตบตาคนพรรคคมเบญจมาศในคืนนี้”

ข้าได้แต่พยักหน้าเล็กน้อยมิได้กล่าวคำใด อันที่จริงข้าไม่ได้ประสงค์จะโกหกตบตาพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้อีก พรรคคมเบญจมาศมีบุญคุญต่อข้ามากมายนัก สักวันคงได้ทดแทน ในเมื่ออาคมพิทักษ์เขตแดนเฉินชิงหลุนคืนกลับมาดังเดิมแล้ว ถือว่าข้าได้ทดแทนไปบ้างส่วนหนึ่ง หากวันหน้าพวกเขาต้องการฝีมือจากข้าหยวนหลงซาน ข้าจะเร่งติดตามไปช่วยทั้งกลางวันกลางคืนจนสิ้นฝีมือ ขอลาก่อน

ข้าผสานมือหันไปทางด้านหลังที่ตั้งของถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของเฉินชิงหลุน

ข้าและผู้ติดตามควบผ่านประตูด่านทิศใต้ไปโดยรวดเร็ว ครั้นพ้นแนวป่าออกมาบรรจบเส้นทางสัญจรใหญ่ กำหนดทิศได้ว่านครฉางอันอยู่ที่ใดก็เร่งบังเหียนม้าทิ้งฝุ่นไว้ตามรายทาง

ขณะนั้นใกล้ถึงวัดร้างสถานที่นัดหมายที่หัวหน้าสีรั้งรออยู่ ปรากฏมีกลุ่มคนยืนม้าเข้าขัดขวาง ข้าชักคมกระบี่ให้สัญญาณชะลอฝีเท้า อีกฝ่ายคลุมหน้าปิดบังไว้ มีจำนวนมากกว่าสิบคน หนึ่งในจำนวนนั้นโยนวัตถุบางอย่างมาทางที่ข้ายืนม้าระแวดระวัง เจ้าสิ่งนั้นกลิ้งเข้ามาหยุดใกล้เท้าม้า แสงจันทราส่องให้เห็นว่าเป็นศีรษะเปื้อนโลหิตของหัวหน้าสีฝูเหยา


(https://sv1.picz.in.th/images/2020/03/31/Q6gMKu.jpg)
- ภาพสตรีชาวถังกำลังแข่งขันโปโล -


********************

พูดคุย

   
:katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
:pig4: :pig4: :pig4:

หลับซะทีนะคุณชาย
ตอนล่าสุดฟื้นมาก็โดนมอมให้หลับไปอีก 55+


   
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 21 [31/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: LadySaiKim ที่ 31-03-2020 11:14:29
 :ling3: :ling3:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 21 [31/3/63] หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 31-03-2020 11:37:01
อ้าวหัวหน้าสี โดนตัดหัวแล้ว!!!
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 22 [5/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 05-04-2020 14:33:31
บทที่ 22




หยวนหลงซานรำกระบี่จู่โจมรวดเร็วหมายเด็ดศีรษะศัตรูผู้นั้นกลับคืน อีกฝ่ายปัดป้องได้อย่างว่องไว ครั้นเห็นในระยะใกล้จึงล่วงรู้ว่าหมู่คนชั่วทั้งปวงคือประดาพวกพรรคมารโคมแดงตัวจริง ประกอบชุดแดงแซมสีดำ ไม่คุ้นหน้าค่าตา เช่นเดียวกับครั้งประสบพบเจอภายในร้านยาหลิวจินเถา ความเจ็บแค้นหมายเอาศีรษะมารชั่วมาเซ่นไหว้วิญญาณหัวหน้าสีฝูเหยาเดือดพล่านทั่วเรือนร่าง ข้าตวัดกระบี่ตีกลับ หัวหน้าหมู่พรรคมารก็ทะยานถอยเข้าไปในเขตอาราม ติดกับเส้นทางเฉิงเป่ย

ข้าไม่ลดละติดตามทันที ใช้วิชาตัวเบาเหยียบหลังอานม้า แตะเท้าย่ำกำแพงหลังคากระเบื้องเข้าสู่ลานวัด เสียงหัวเราะสาแก่ใจดังลั่นแทรกผ่านเงาราตรี ยิ่งเร่งไฟแค้นในใจข้ามากขึ้นไปอีก

“หากข้ามิอาจเด็ดหัวเจ้ามาล้างเลือดหัวหน้าสีฝูเหยาได้ จะขอยอมตายเอาดินกลบฝังหน้า”
   

ข้าต้องการทำทุกอย่างที่กล่าวมา

ทว่ากำลังฝ่ายตนมีน้อย อีกทั้งไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามีศัตรูซุ่มซ่อนแฝงเร้นอยู่ที่ใดอีก จึงได้แต่เก็บกระบี่คืนฝัก แล้วแสร้งร้องตกอกตกใจด้วยกิริยาสตรีว่า

“ไยนายท่านจึงเที่ยวโยนศีรษะไร้กายมาทางข้าพเจ้าทั้งสามเช่นนี้” ข้าตัดพ้อต่อว่าทำเสียงสั่น ย่ำม้าถอยห่างทันควัน เหลียงจิน ปิงหวน และเป่าเหอไม่คาดว่าข้าจะเล่นบทหญิงคณิกาก็เงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนจะเหน็บกระบี่ไว้ข้างอานม้า ต่างตีอกชกหัวหวีดร้องร้องสนับสนุนคำข้าราวกับนัดหมายกันมา

“ใช่ๆ”

หัวหน้าพรรคมารขับม้าเข้ามาใกล้ แสงคบไฟกระทบแววตาดุร้าย ทว่าหล่อเหลาคมคาย ไม่ต่างจากบุรุษรูปงามแห่งหออวี้หงหยวน ทั้งไม่ปรากฏอาวุธอื่นใดในกำมือ ข้าเร่งสำรวจตรวจตรากำลังศัตรูดีแล้วก็เล่นบทหยวนอวี้ฟ่านต่อไปว่า

“ข้าพเจ้าทั้งสี่เป็นสตรีจากหออวี้หงหยวน เดิมทีออกมารับแขกแถวด่านจงกวน ไม่นึกว่าขากลับจะไม่สะดวกเหมือนเช่นขาไป”

เจ้าหัวหน้าพรรคมารได้แต่เหยียดยิ้มราวกับคมกระบี่ กระทั่งในที่สุดก็โต้ตอบกลับมา

“แม่นางทั้งสี่...เป็นหญิงคณิกาจากอวี้หงหยวนหรือ”

“ข้าและสาวใช้งดงามเช่นนี้ จะมีสตรีใดในต้าถังที่ไม่ได้มาจากสถานที่ดังกล่าวเล่า” ความมั่นหน้าของข้าทำให้อีกฝ่ายหัวเราะมาคำหนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องให้มาเก็บศีรษะหัวหน้าสีฝูเหยา แล้วพูดกับข้าว่า

“แม่นางทั้งสี่นี้คงเป็นนางคณิกาชั้นเอกแห่งอวี้หงหยวน ทั้งรูปโฉมและวาจา แสดงให้เห็นทักษะเช่นว่า แต่ข้าเพียงสงสัย ไยแม่นางทั้งสี่จึงขับม้าไปด่านจงกวนและกลับคืนนครฉางอันโดยไร้ซึ่งนักเลงคุมซ่อง ก็หมู่เจ้างดงามถึงเพียงนี้ นายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนปล่อยพวกเจ้ามาตามลำพังได้ประการใด”

เหลียงจินขยับม้ามาเคียงข้าแล้วทำกิริยาคำนับ

“เรียนนายท่าน เหตุว่าข้าพเจ้าทั้งสี่พอมีวิชาติดตัว นายท่านหยวนหลงซานจึงไม่คิดส่งคนติดตาม ด้วยกิจธุระเช่นนี้ข้าพเจ้ากระทำมามากกว่ามาก เส้นทางเปลี่ยววิเวกปานใดจึงไม่อาจทำอันตรายข่มขวัญพวกเราได้”

เจ้าคนหัวหน้ายังคงใช้สายตาสำรวจนางคณิกาปลอมราวกับจะหาข้อพิรุธ แล้วว่า

“ข้ามีนามว่า เหลียวตง พวกเจ้าย่อมแจ้งอยู่กับอกแล้วว่า เสื้อผ้าอาภรณ์ซึ่งพวกข้าสวมใส่บ่งบอกว่ามาจากแหล่งสำนักใดในใต้หล้า”

ข้าซุกซ่อนความแค้นแล้วตอบด้วยน้ำเสียงสั่นๆว่า “ข้าพเจ้ามีนามว่า หยวนอวี้ฟ่าน ไม่นึกว่าจะได้พบหัวหน้าเหลียวจาก...พรรคโคมแดง”

“แม่นางหยวนผู้นี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด คิดอ่านได้ทันทีจากรูปลักษณ์ภายนอก เช่นนั้นขอซักถาม ไยแววตาเจ้าแรกเห็นศีรษะของสีฝูเหยาจึงมีอาการสุดแค้นเช่นนั้น”

“ข้าพเจ้าย่อมสำแดงความแค้นชั่วขณะแรกเห็น ก็เพราะใบหน้าคนผู้นี้คือคนที่ข้าพเจ้าชิงชังนัก สีฝูเหยาผู้นี้เป็นหัวหน้านักเลงคุมซ่องก็จริงอยู่ แต่มีพฤติกรรมพูดจาหยาบคาย มักมากในกามมั่วโลกีย์ ครั้นคราวปะข้าก็มักจะเล่นหูเล่นตาพูดจาสองแง่สองงาม หากแต่ข้าไม่เล่นด้วย แต่ก็ไม่อาจหยุดพฤติกรรมเช่นว่ามา แรกเห็นใบหน้าคนผู้นี้จึงเต็มไปด้วยความแค้น ต่อมาจึงตื่นตระหนก ทว่าบัดนี้กลับรู้สึกยินดีหาใดเปรียบ หัวหน้าเหลียวพบสีฝูเหยาคนเลวทรามที่ใดหรือเจ้าคะ” ข้าเล่นละครตบตาอย่างเต็มความสามารถ แต่ในใจรวดร้าวสาหัส

“ในอารามร้าง” เหลียวตงตอบไร้อารมณ์

“เช่นนั้นไยคนมักมากผู้นี้จึงมาอยู่ในเขตวัดร้างได้เล่า เขาควรจะบัญชาคนออกคุมหอคณิกาทั้งหลายในฉางอันถึงจะถูก” ข้าตีสองหน้ากลับกลอกไปมา หันเหลียวมองปิงหวนให้ต่อบท เจ้าหนุ่มหลี่ปิงหวนก็ขยับมาเข้าใกล้ข้าแล้วเสนอความคิด

“เห็นจะเป็นเพราะข้าพเจ้าพูดเล่นลิ้นกับนักเลงคุมซ่องหน้าหออวี้หงหยวนก่อนขับม้าไปด่านจงกวน เผลอกล่าววาจาว่า นายหญิงจะไปรับแขกข้างนอก ไม่นึกว่าไอ้พวกชั่วนั่นจะไปรายงานหัวหน้าพวกมัน คนมักมากอย่างสีฝูเหยาหรือจะนิ่งดูดาย คงจะตระเตรียมกำลังคนมาลอบดักขืนใจนายหญิงไม่ผิดไปจากนี้แน่”

“ใช่แน่ๆ” หวังเป่าเหอก็ร้องสนับสนุน ทั้งสบถด่าทอสีฝูเหยาต่างๆ นานา วิญญาณหัวหน้าสีเมตตาอภัยให้พวกข้าด้วยเถิด

เหลียวตงหลี่ตามองพิจารณาพวกข้าเป็นเดือดเป็นแค้นเช่นนั้น ก็ร้องปรามว่า

“สีฝูเหยามาพร้อมกำลังคนส่วนหนึ่งจริง ทว่าบัดนี้ถูกฝ่ายพรรคโคมแดงควบคุมตัวไว้ได้สิ้นแล้ว หากการเป็นไปเช่นแม่นางลำดับมา พวกข้าก็นับว่าเป็นผู้มีบุญคุณต่อแม่นางหยวนแล้ว”

ข้าฉีกยิ้มกว้างทำกิริยาคำนับ

“ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าพรรคโคมแดงรังแกผู้คน มีนิสัยโหดร้าย ไม่นึกว่าพอได้เจอกับตัวเองกับพลิกจากหน้าเป็นหลังมือ อีกทั้งมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่น”

เหลียวตงหัวเราะแล้วยิ้มพอประมาณ ก่อนจะกล่าวว่า

“แม่นางแจ้งชื่อเสียงสำนักข้าได้ถูกต้องทุกประการแล้ว ข้อซึ่งข้าลงมือช่วยเหลือเจ้านั้นเป็นเหตุการณ์บังเอิญต่างหาก เหตุว่าเขตบริเวณนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน สายสืบพรรคโคมแดงกลับไปแจ้งประมุขว่า มีกลุ่มคนแต่งกายเลียนแบบสำนักโคมแดงอยู่ อีกทั้งมีหลักฐานเป็นผงราคะไฟถูกทำทิ้งไว้เกลื่อนในดงป่า ข้ามาถึงก่อนตะวันตกดินก็พบผงสำคัญเช่นว่า แต่หาพบตัวผู้แต่งกายเลียนแบบไม่ กระทั่งวางคนดั่งซุมคอยอยู่ตามเส้นทางสัญจรใหญ่ กลับพบเห็นสีฝูเหยาและพรรคพวกขับม้าเข้ามาพักในอารามร้าง ข้าไต่ตรองแล้วเห็นว่าหรือคนพวกนี้จะเป็นกลุ่มคนแต่งกายเลียนแบบสำนักโคมแดง จึงเปิดเผยตัวแล้วขอคำชี้แนะจากสีฝูเหยา ไม่นึกว่าอีกฝ่ายนอกจากจะไม่ให้ความร่วมมือสืบสาวเรื่องราวกลับต่อสู้กลับทันที ฝ่ามือพยัคฆ์ทมิฬของข้าจึงได้หัวของสีฝูเหยามาแทนคำตอบ”

“แล้วคนอื่นๆเล่า” เหลียงจินรีบซักถามหน้าตาตื่น ข้าจำเป็นต้องส่งสายตาให้เขาสงบลง

“ถูกพวกข้าจำมัดไว้ภายในอารามร้าง” เหลียวตงตอบหน้าเฉย “พอทราบฐานะสีฝูเหยาจากแม่นาง ก็ทำให้ข้าเข้าใจเหตุการณ์โดยตลอด ด้วยชั้นแรกข้าเดาว่า สีฝูเหยามารอคอยคนผู้หนึ่งซึ่งหาใช่หญิงคณิกาจากอวี้หงหยวนไม่”

ข้าจับมือเหลียงจินไว้ให้ห่างจากด้ามกระบี่

“ไยหัวหน้าเหลียวจึงคิดเห็นเป็นประการอื่น” ข้าถามกลับ

“ก็เพราะสีฝูเหยาก่อนตายพูดมาประโยคหนึ่งว่า เสี้ยวจันทราผงาดฟ้า คมเบญจมาศกรีดพื้นพสุธา มารร้ายชั่วช้าจงสิ้นจากแผ่นดิน” รอยยิ้มจากเหลียวตงจางหาย เหลือเพียงดวงตาแฝงแววดุร้าย “บุคคลที่สีฝูเหยาคอยอยู่ตามความคิดข้า...คงมิพ้นไปจากประมุขพรรคเสี้ยวจันทราเป็นแน่”

ความเงียบปกคลุมในราตรีชั่วขณะหนึ่ง

“ข้าพเจ้ามีสุราติดตัวอยู่จำนวนหนึ่ง” หลี่ปิงหวนพูดแทรกผ่านอากาศเย็นยะเยือก ข้าแทบสะกดความแค้นไว้มิได้ก็พลันหันเหลียวมอง “นายหญิงของข้าพเจ้าคงไม่มีสิ่งอื่นใดตอบแทนน้ำใจพวกท่านนอกจากเลี้ยงสุรารสเลิศ”

เหลียวตงสบตาข้าแล้วกล่าวว่า

“หากข้าไม่รับน้ำใจแม่นางหยวนก็เป็นการไม่ให้เกียรติสตรี ข้อที่ปฏิเสธการร่ำสุรา ข้าเคยได้ยินว่าหออวี้หงหยวนปรนนิบัติแขกราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ เช่นนั้นข้าไม่ขอปฏิเสธ ในเมื่อพวกข้าได้หลักฐานและพยานปากพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้วสีฝูเหยาหัวหน้านักเลงคุมซ่องผู้นี้มีพฤติกรรมแต่งกายเลียนแบบสำนักโคมแดง ด้วยหวังจะแอบอ้างทำสิ่งชั่วช้าขืนใจหญิงคณิกาโฉมงาม ประมุขของข้าคงจะคลายใจเมื่อได้ทราบ”

“ข้าพเจ้าขอฝากคำขอบใจส่งต่อประมุขสำนักโคมแดงด้วย” ข้าสวมรอยต่อไปอย่างอับจนหนทาง ด้วยจำเป็นจะต้องช่วยเหลือบรรดาคนพรรคเสี้ยวจันทราที่ถูกจับกุมไว้ออกมาให้ได้เสียก่อน

“เช่นนั้นเชิญแม่นางหยวนเข้าไปภายในอารามร้างเถิด” เหลียวตงลงจากม้าแล้วยื่นมือมาให้ข้า

หยวนหลงซานแสร้งวาดรอยยิ้มก้าวลงเหนือพื้นดิน ทำทีเป็นเซซวนแล้วซบกับอกกว้างของเหลียวตง

“อภัยเถิดหัวหน้าเหลียว ข้าพเจ้าคิดว่าฝ่าเท้าคงปวดเมื่อยจากการขี่ม้าระยะทางไกล จึงไม่อาจยืนได้ถนัดในทันที”

“หาเป็นการรบกวนไม่ ข้าเต็มใจช่วยแม่นางหยวน พวกเจ้าจงกระจายกำลังกันออกไปโดยรอบกำแพงวัดร้าง ให้พวกที่ซุ่มซ่อนอยู่ออกมาพักดื่มสุราจากหอคณิกาอวี้หงหยวนสักประเดี๋ยวเถิด ราตรีนี้คงอีกยาวไกล” เหลียวตงสั่งความลูกน้องแล้วโอบเอวพาข้าเข้าไปในลานวัด

ภายในมีกองไฟสุมไว้อยู่ ใกล้กับกระถางธูปใหญ่สภาพแตกหัก มีสมาชิกพรรคเสี้ยวจันทราถูกมัดมือมัดเท้าไว้กว่ายี่สิบคน ครั้นทุกคนได้เห็นใบหน้าข้าในร่างนางคณิกาก็ต่างดิ้นรนพยายามส่งเสียงร้องเตือนภัย

“ทำให้พวกมันเงียบเสียง” เหลียวตงออกคำสั่ง ผู้คุมพรรคมารก็ลงแซ่หวดดังสนั่น ฝากรอยเจ็บช้ำเลือดไว้ให้แก่ทุกคนเป็นภาพบาดตาข้าเหลือคณานับ จำข้าจะต้องจัดการเหลียวตงให้อยู่หมัดเสียก่อน หนี้แค้นหนนี้สำนักโคมแดงจะต้องเสียหัวเหลียวตงดุจเดียวกัน

เมื่อยอดฝีมือพรรคมารจัดที่ทางให้หัวหน้าพวกตนนั่งออกรับรองหญิงคณิกาจากอวี้หงหยวนได้แล้ว ข้าก็รับสุราเทียนจื่อซานจากปิงหวนมารินใส่จอกแล้วว่า

“ข้าพเจ้าขอใช้ตัวเองเป็นจอกสุราให้หัวหน้าเหลียวได้ลิ้มรสดุจดั่งเมรัยจากสวรรค์”

“ข้าได้ยินไม่ผิดใช่หรือไม่ หมายความว่าแม่นางหยวนจะป้อนสุราด้วยปากของแม่นางเองหรือ” เหลียวตงเอนกายบนขอนไม้แล้วตบหน้าตักเชื้อเชิญให้ข้าขยับขึ้นไปนั่ง มีหรือที่ข้าจะไม่ขยับไปนั่งตามคำเชิญ

พอนั่งตักเหลียวตงแล้วก็ยกจอกสุราใส่ปากตนเอง ก่อนจะใช้มือเอื้อมจับแก้มเหลียวตง จรดปากทาบทับปาก แล้วค่อยปล่อยสุรามอบให้อีกฝ่ายอย่างค่อยเป็นค่อยไป เสียงลูกน้องของเหลียวตงเฮฮาโห่ร้องเกรียวกราว ข้าก็พยักหน้าขยิบตาแวววาวให้เหลียงจิน ปิงหวน และเป่าเหอไปปรนนิบัตินายกองรองๆคนอื่นอย่าให้ขาดตกบกพร่อง

โชคดีที่สุราเทียนจื่อซานซึ่งปิงหวนฉวยมาจากหอเปลื้องอาภรณ์มีมากพอที่จะทำให้ข้าได้มีเวลาขบคิดวางอุบายเอาคืนพรรคมารโคมแดงให้สมน้ำสมเนื้อก่อนดวงอาทิตย์จะพ้นขอบฟ้า
   

*********************

พูดคุย

:ling3: :ling3:
:pig4: :กอด1:

อ้าวหัวหน้าสี โดนตัดหัวแล้ว!!!
ไว้อาลัยหัวหน้าสี  :hao5:

หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 22 [5/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 06-04-2020 08:19:56
คนนี้หัวหน้าพรรคมารรึเปล่า แต่ ฉากป้อนเหล้าด้วยปากคือแซ่บมากกก
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 22 [5/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LadySaiKim ที่ 06-04-2020 10:05:10
 :ling1: :ling1: :ling1:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 22 [5/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 14-04-2020 02:07:55
ไหวมั้ยยยยย
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 22 [5/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: mild-dy ที่ 14-04-2020 02:26:15
 :pig4:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 23 [15/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 15-04-2020 11:50:15
บทที่ 23
   


เพียงไม่นานหลังจากรินสุราด้วยปากมอมเมาเหลียวตง ข้าจึงได้ทราบรายละเอียดของหน่วยพยัคฆ์ทมิฬแห่งสำนักโคมแดง นอกจากเป็นหน่วยสืบข่าวแล้ว ยังมีหน้าที่ก่อกวนยุทธภพ สร้างความเดือดร้อนรังแกชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ รีดไถครอบครัวคนยากคนจน กระทั่งเป็นที่กล่าวขานว่า หากบ้านเรือนใดปรากฏมีโคมไฟสีแดงประดับลวดลายเปลวเพลิงแขวนไว้หน้าประตูบ้าน ถ้าไม่ยอมนำทรัพย์สมบัติทั้งหมดมากองไว้เป็นของกำนัล หน่วยพยัคฆ์ทมิฬจะลงมือสังหารโดยไม่ฟังแม้แต่คำอธิบายใดๆ

เหลียวตงเล่าเหตุการณ์นองเลือดราวกับเป็นเรื่องขำขัน ข้าได้แต่กัดฟันทนฟังแสร้งหัวเราะเริงร่า ถ้าไม่มีปิงหวนแสดงรินสุราโลดโผดสลับกับขับกลอนบรรยายทิวทัศน์ยามราตรีของฤดูใบไม้ร่วง ข้าคงจะพลั้งมือตบศีรษะเอาชีวิตเหลียวตงไปหลายครั้งหลายคราวเป็นแน่ คราวใดหวนนึกถึงศีรษะเปื้อนเลือดของหัวหน้าสีฝูเหยา ภายใต้ห่อผ้าดำแขวนอยู่บนคอม้าของเหลียวตงนั้น น้ำตาที่สู้ทนกลั้นไว้ด้วยความแค้นก็ผุดขึ้นทางหัวตา ข้าขอสาบานจะต้องนำร่างและส่วนศีรษะของหัวหน้าสีกลับไปฝังยังฉางอันภายในสุสานพรรคเสี้ยวจันทราให้จงได้

“แม่นางมิต้องหวาดกลัวกระทั่งต้องหลั่งน้ำตา ชาวบ้านพวกนั้นเดิมทีก็ขัดสนจนใจไม่อาจดำรงชีวิตสืบต่อไปได้ ไหนเลยจะมีทรัพย์สมบัติมามอบให้หน่วยพยัคฆ์ทมิฬ เช่นนั้นการตายสู่ปรโลกย่อมจะเป็นหนทางสุขสบายสำหรับคนยากไร้ แม่นางหยวนเห็นชอบด้วยหรือไม่เล่า” เหลียวตงริเริ่มมีสีหน้าแดงดวงตาเยิ้มด้วยอาการมึนเมาฤทธิ์สุราเทียนจื่อซาน

ข้าได้แต่ทำทียกชายผ้าเช็ดหน้าซับหัวตาแล้วพูดว่า

“ข้าพเจ้ามิเคยล่วงรู้มาก่อนว่าชาวบ้านแถบชนบทนอกนครฉางอันเป็นอยู่เช่นไร นับแต่เติบโตมาข้าพเจ้าก็มีทุกสิ่งทุกอย่างยามปรารถนา ไม่นึกว่ายังมีผู้คนยากจนอดมือกินมืออยู่ แม้แต่ทรัพย์สินก็ยังไม่มีไว้ใช้ต่ออายุตัวเอง ลำดับแรกข้าพเจ้าเห็นว่าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬทำผิดนักที่ฆ่าคนเป็นผักปลา ต่อมาฟังท่านขยายความจึงเห็นพ้องสองในสามส่วน อนิจจา ชีวิตคนเราเกิดมา ร่ำรวยเงินทอง ยากจนข้นแค้น ใครผิดใครถูก มีดำมีขาว ข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงหญิงสาวนางโลมผู้หนึ่ง สุขสบายมาทั้งชีวิต ไม่อาจตัดสินได้ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก สุราจอกนี้ข้าพเจ้าขอยกดื่มให้แก่ความเขลาของตนเอง หวังว่านายท่านคงจะไม่ถือสา”

เหลียวตงเห็นข้าตัดพ้อโชคชะตาชีวิตคนแล้วเจ็บทุกข์สาหัสเห็นใจเช่นนั้นก็พยักหน้าให้ข้าดื่มสุราย้อมใจบ้าง
 
“แม่นางหาได้เขลาเบาปัญญาไม่ แต่วิถีชีวิตปุถุชนมีเกิดมีดับ ผู้มีอำนาจในมือย่อมอยู่เหนือผู้อื่นเป็นธรรมดา ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็ต้องตายด้วยเหตุปัจจัยอื่น อดตายหรือตายด้วยคมดาบก็ไม่ต่างกัน”

ต่างกัน!!

จู่ๆข้าก็บีบจอกสุราจนแตกละเอียดคาฝ่ามือ เศษแก้วบาดอุ้งมือข้าจนโลหิตหลั่งลงพื้น เหลียวตงตกใจไม่ใช่น้อย เหลียงจินลอบสังเกตนายตัวเองอยู่แล้วก็โลดแล่นเข้ามาดูอาการข้าทันที

“ไยนายหญิงมิถนอมออมกำลัง หนทางกลับนครฉางอันยังอีกยาวไกลนัก”

พอเหลียวตงคืนสติก็กล่าวด้วยทีท่าขบขันว่า

“ข้าหลงลืมไปถนัดว่าแม่นางและสาวใช้มีวรยุทธ์ติดตัว กิริยาเจ้าบีบจอกสุราจึงเตือนสติข้าซ้ำขึ้นมาได้ ไม่ทราบว่าพวกเจ้าร่ำเรียนวิชามาจากสำนักใดหรือ”

พอเหลียวตงพูดเช่นนั้น บรรดาลูกน้องซึ่งเดิมทีต่างวางกระบี่ไว้ไกลตัวก็เหมือนได้สติ เร่งคว้าอาวุธมาวางใกล้มือทันที
เหลียงจินฉีกชายชุดตัวเองแล้วใช้ห้ามเลือดในมือข้า หลังจากใส่ยาพันผ้ารักษาแผลเป็นอันดีแล้วก็ขยับไปปรนนิบัติยอดฝีมือพรรคโคมแดงตามเดิม ทว่าสายตายังคงเหลียวมองข้าเป็นระยะ

“ข้าพเจ้ามีเรื่องตลกเรื่องหนึ่งซึ่งมักใช้ตอบแขกผู้สงสัยว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงคิดร่ำเรียนวิทยายุทธ์ ไม่ทราบว่าหัวหน้าเหลียวยินดีจะฟังหรือไม่” ข้าสงบท่าทีแล้วตั้งใจปรนนิบัติอีกฝ่ายต่อไปตามเดิม

บัดนี้ดวงตาเหลียวตงริเริ่มมีความระแวงสงสัยแล้ว ข้าจำเป็นจะต้องเร่งมือจัดการพวกพรรคมารโดยเร็วก่อนทุกสิ่งอย่างจะสายเกินไป

“ตามสบาย” เหลียวตงตอบ

“มีครอบครัวขุนนางจากเมืองลั่วหยางครอบครัวหนึ่ง ตั้งใจเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อส่งบุตรชายเข้าสอบจอหงวน ระหว่างทางพบหลวงจีนหนุ่มนั่งพักอยู่ริมทาง ขุนนางผู้นั้นจึงนำครอบครัวเข้าสนทนาจนกระทั่งดวงตาเห็นธรรม จึงมอบข้าวปลาอาหารให้ด้วยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นทุนเดิม เมื่อเดินทางต่อไประยะหนึ่งจึงถูกโจรป่าเข้าบุกปล้น บุตรสาวขุนนางผู้นั้นมีความงามได้ชื่อว่าล่มเมืองอยู่ หัวหน้าโจรจึงข่มขู่ปล้นทรัพย์สินอีกทั้งต้องการบุตรสาวขุนนางเพื่อนำกลับไปรังโจร เมื่อไม่มีหนทางเลือกขุนนางผู้บิดาจึงทำได้เพียงยินยอมเพื่อรักษาชีวิตของทุกคนในตระกูล ครั้นหัวหน้าโจรนำหญิงสาวผู้นั้นกลับไปรังโจร ก็ถูกนางโจรทั้งปวงอิจฉาริษยา ไม่เพียงหัวหน้าโจรไม่ให้เชลยงามตรากตรำทำงาน ยังปรนนิบัติดูแลราวกับเทพธิดานางฟ้า ประคบประหงมยิ่งกว่าหญิงใด เรื่องตลกมีอยู่ว่า ยามใดเชลยหญิงงามออกปากต้องการสิ่งใด หัวหน้าโจรก็มักใช้นางโจรทั้งหลายเป็นผู้สนองคำ เป็นต้น ซักผ้า ทำอาหาร ซื้อหาเครื่องประดับ ไม่เว้นแม้กระทั่งการออกปล้น หัวหน้ากองโจรก็เชื่อฟังใช้นางโจรทั้งหลายออกทำการแทนบรรดาหนุ่มๆ”

ข้าแสร้งหัวเราะขำขัน เช่นเดียวกับปิงหวนและเป่าเหอก็ร่วมวงเฮฮาทันควัน

“ไม่ทราบว่านายท่านไม่เห็นขันตามด้วยหรือเจ้าคะ”

เหลียวตงยกยิ้มว่าชอบใจในเรื่องเล่าอยู่ แล้วว่า

“การอันหัวหน้าโจรใช้นางโจรทำการออกปล้นนี้ มองอย่างไรก็ไม่เคยได้พบได้ยินมาก่อน นอกจากจะเห็นว่าหลุ่มหลงมัวเมาในนางเชลยเต็มขนาดจึงออกคำสั่งเช่นนั้น จะว่าตลกขำขันก็ตลกอยู่ในที”

ข้ารินสุราเทียนจื่อซานแล้วส่งมอบให้เหลียวตง เล่าต่อไปว่า

“อยู่มาวันหนึ่งเมียหัวหน้าโจรหลังจากออกไปปล้นฆ่าทรัพย์สินได้มามากมายนัก ก็เข้ามารายงานหัวหน้าโจรว่าทำการสำเร็จ จะคิดแบ่งสรรปันส่วนสิ่งของมีค่าอย่างไร หัวหน้าโจรมัวเมาด้วยรสสุราและรสสตรีจนบัดนี้ไม่ได้ขยันขันแข็งดังแต่ก่อน ก็ได้แต่บอกภรรยาว่า จงแบ่งให้นางเชลยกึ่งส่วนแล้วที่เหลือจึงแบ่งให้พวกเรา เมียหัวหน้าโจรมีความคับแค้นสุมอกอยู่ก่อนแล้วพอได้ยินคำสั่งไร้ความยุติธรรมเช่นนั้นก็หน้ามืดตามัว ตวัดดาบตัดศีรษะหัวหน้าโจรต่อหน้าต่อตานางเชลยรูปงาม ข้าขอถามหัวหน้าเหลียว ท่านจงคาดคะเนตามสติปัญญาเถิดว่า นางเชลยผู้งดงามนั้นจะมีชะตากรรมเช่นไร”

เหลียวตงละกิริยาระแวดระวังแล้วตอบคำข้าว่า

“หากข้าเป็นเมียหัวหน้าโจรคงตวัดดาบเอาศีรษะนางเชลยเป็นแน่”

ข้าก็หัวเราะประหนึ่งถูกอกถูกใจ บรรดายอดฝีมือพรรคมารต่างก็ตบมือ ทั้งพยักหน้าเห็นด้วย

“ข้าพเจ้าขอรางวัลเป็นศีรษะท่านได้หรือไม่หัวหน้าเหลียว ข้อที่ตอบผิดไปจากความจริง”

เหลียวตงเห็นใบหน้ายิ้มแย้มแต่คำพูดโต้ตอบหวาดเสียวก็พลันไม่สบอารมณ์

“เช่นนั้นเรื่องราวเป็นประการใด ข้าไม่เห็นจะตลกขบขันดั่งแม่นางชี้สักเท่าใด” เหลียวตงแสดงความไม่พอใจ ข้าก็รินสุราแล้วมอบให้อีกฝ่ายด้วยกิริยานอบน้อม พร้อมนำตัวเบียดชิดกายอีกฝ่ายราวกับจะขอคำอภัย

“ข้าพเจ้าขอโทษหัวหน้าเหลียวที่บังอาจพูดจาหวาดเสียวอันหาสาระมิได้ หากแต่นายท่านตอบผิดไปจากเรื่องซึ่งข้าพเจ้าเล่าเป็นอย่างมาก หลังจากจัดการฆ่าหัวหน้าโจรแล้วเมียหัวหน้าโจรก็ปลดปล่อยนางเชลยผู้นั้น แต่ก็ตวัดดาบเอาแผลบนไหล่ซ้ายของนางไว้เป็นโทษทัณฑ์ พร้อมกันนั้นก็นำตัวไปขายยังหอนางโลม เพื่อรับใช้ชายมากหน้าหลายตามิให้เห็นเดือนเห็นตะวัน”

ข้าปลดเสื้อคลุมบริเวณไหล่ซ้ายออกเล็กน้อย รอยแผลแฉลบของเกาทัณฑ์เป็นรอยสมอ้างได้อยู่ด้วยมีลักษณะคล้ายคมดาบ พอเหลียวตงเห็นแผลใต้ร่มผ้าบนเรือนกายข้าก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ

“หรือว่าแม่นางหยวนคือนางเชลยผู้นั้น”

เหลียวตงทำสุราหกเลอะเทอะลงเสื้อข้าจึงมอบผ้าเช็ดหน้าให้อีกฝ่าย ยังมิยอมเฉลยโดยง่ายให้เหลียวตงล่วงรู้ก็เล่าสืบต่อไปว่า

“ไม่นานหลังจากนั้นนางโลมอดีตเชลยโจรก็ได้พบกับหลวงจีนหนุ่มเมื่อคราวพบปะริมทาง นางจดจำหลวงจีนหนุ่มได้แม่นยำ ก็บอกแม่เล้าว่าจะขอไปปฏิบัติธรรมกราบไหว้พระโพธิสัตว์เดือนละสองถึงสามวัน แม่เล้าก็ยินดี หลวงจีนหนุ่มพอมีวิชาติดตัวอยู่ พอทราบความเดือนร้อนของนางโลมโฉมงามก็เห็นใจจึงถ่ายทอดวรยุทธ์ให้ตามสมควรรวมถึงสาวใช้ผู้ติดตามด้วย”

เหลียวตงพยักหน้าแล้วยกยิ้ม

“แม่นางงดงามเฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้ ข้าพอจะมองออกว่าท่านคงตกลงกับหัวหน้าเมียโจรไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากให้ข้าเดาคงไม่พ้นข้อความลุ่มหลงในสตรี คุณสมบัติที่จะเป็นผู้นำโจรก็หมดสิ้นลงตรงที่ออกคำสั่งให้สตรีปฏิบัติงานแทนบุรุษนั่นแล้วคือสิ่งอันไม่อาจยอมรับได้”

ข้าหัวเราะ แล้วว่า “เรื่องเล่านี้ยังคงตลกดังเช่นข้าพเจ้ารับรองหรือไม่เล่าเจ้าค่ะ”

“ตลกจริงดังแม่นางว่า” เหลียวตงยอมรับ

ข้าเอื้อมมือจับพิณผีผาซึ่งนำติดตัวมาจากหอเปลื้องอาภรณ์แล้วทะยานขึ้นไปนั่งยังหลังคา เหลียวตงก็ติดตามมาเช่นกัน ข้านั่งลงแล้วเริ่มดีดผีผา

“หากข้าจะเชื้อเชิญแม่นางกลับสำนักโคมแดงเพื่อปรนนิบัติข้าดุจเดียวกับหัวหน้าโจรจะได้หรือไม่เล่า” คำเหลียวตงทำให้ข้าได้แต่โปรยยิ้มตอบเท่านั้น

“หากข้าพเจ้าเป็นหญิงทั่วไปมิใช่นางคณิกา คำชวนนี้คงปริ่มอกข้าพเจ้านัก ข้าพเจ้าถูกขายให้หอนางโลมด้วยจำนวนเงินหลายพันตำลึง หากหัวหน้าเหลียวจะมีเงินถึงสำหรับไถ่ตัว แต่ก็มิอาจเดาใจนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนได้ว่าจะยินยอมปล่อยข้าพเจ้าไปหรือไม่ ก็เพราะข้าพเจ้าทำเงินให้สำนักนางโลมมากมายนัก การอันปรนนิบัติท่านตอบแทนในข้อที่ล้างแค้นสีฝูเหยานี้ข้าพเจ้าทำไปมิได้หวังผลจะซื้อใจใครมาไถ่ตัว ครั้นท่านกล่าวดังกับจะช่วยเหลือเช่นนี้จึงสร้างความดีใจในอกข้าพเจ้ามากมายนัก”

“ข้าหาจำเป็นต้องไถ่ตัวแม่นางด้วยจำนวนเงินหลายพันตำลึงไม่ เพียงแต่ปักโคมแดงลวดลายเปลวเพลิงไว้หน้าหออวี้หงหยวนก็คงจะได้ตัวแม่นางมาโดยง่าย ก็วิธีการช่วยท่านเป็นมาเช่นข้าลำดับเช่นนี้แล้วจะยังชักช้ารั้งรอสิ่งใดอยู่ ทั่วทั้งยุทธภพสำนักใดจะมีอำนาจยืนยงน่าเกรงขามเท่าพรรคโคมแดงหามีไม่แล้ว แม่นางจงสิ้นพะวง ติดตามข้ากลับสำนักเถิด”

ยุทธภพจะไม่มีวันตกอยู่ในกำมือพรรคมาร ตราบข้ายังมีชีวิตอยู่

“ผ้าซับหน้าลายเสี้ยวจันทรานี้ข้าขอเป็นสิ่งที่ระลึกถึงแม่นางจะได้หรือไม่เล่า” สุ้มเสียงเหลียวตงเริ่มไม่มั่นคง อีกทั้งดวงตาจะปิดมิปิดแหล่ จวนกระทั่งฟุบหมดสติบนตักข้า เมื่อท่วงทำนองผีผาสยบจิตบรรเลงถึงท่อนสุดท้าย สมัครพรรคพวกมารร้ายล้มลงกองเกลื่อนกลาด เว้นแต่เหลียงจิน ปิงหวน เป่าเหอ และสมาชิกพรรคเสี้ยวจันทราที่ล่วงรู้ว่าข้าสอดแทรกท่วงทำนองเสียงพิณสยบจิตเข้าไป จึงใช้พลังลมปราณปิดกั้นทำนอง

ข้าตบใบหน้าเหลียวตงเต็มแรงแล้วเฉดหัวอีกฝ่ายลงนอนไม่ได้สติบนหลังคา ก่อนจะทะยานลงมาช่วยสมาชิกพรรคเสี้ยวจันทราจากพันธนาการ

“เร่งมือโดยไว” หยวนหลงซานสั่งการโดยเร็ว “ข้าจะกุมตัวเหลียวตงกลับไปให้จงได้”

ระหว่างที่เหลียงจิน ปิงหวน เป่าเหอ ทยอยช่วยเหลือบรรดายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทราจนกระทั่งเสร็จสิ้นแล้วนั้น บังเกิดเสียงหัวเราะขบขันดังขึ้นทั่วบริเวณ

“ประมุข ระวัง!”

ข้าขยับตัวหลบหลีกจากคมมีดสั้นปักลงกลางเสาศาลเจ้าได้ทันท่วงที

“ไม่นึกว่านอกจากหัวสีฝูเหยาแล้ว ข้าจะได้หัวประมุขพรรคเสี้ยวจันทรากลับไปรายงานความดีความชอบต่อเจ้าสำนักพรรคโคมแดงอีกด้วย”

บัดนี้เหลียวตงยืนกายขึ้นตะโกนมาจากเบื้องบนหลังคาแตกหัก ชั่วขณะหนึ่งจึงทะยานลงสู่พื้นลานศิลา บรรดาพวกพรรคมารก็ค่อยๆลุกขึ้นยืน ต่างพากันหัวเราะเสียงต่ำ อาการเมามายกลับกลายเป็นกิริยาโป้ปด

“ข้าจับพิรุธเจ้าได้ทันทียามเห็นสีหน้าเจ้ามองดูหัวสีฝูเหยา อีกทั้งสุรายาเมาล้วนเจือไปด้วยยานอนหลับ ข้ารู้วิธีขับออกจึงไม่ตกอยู่ในฤทธิ์ยา รวมถึงรอยแผลบนไหล่ซ้ายเจ้าก็หาใช่ร่องรอยของคมดาบไม่ เป็นแต่เพียงรอยลูกดอกเกาทัณฑ์เท่านั้น กระทั่งท่วงทำนองพิณสยบจิตอันสอดแทรกไว้ก็ถูกจับอุบายได้สิ้น แต่ในเมื่อเจ้าสู้แต่งกลยั่วเย้าข้าก่อน มีหรือข้าจะไม่ยินยอมเล่นด้วย ที่แท้หออวี้หงหยวนก็คือแหล่งกบดานของสำนักเสี้ยวจันทรา ไม่นึกว่าพวกข้าจะถูกตบตาได้แนบเนียนเช่นนี้” เหลียวตงหัวเราะเสียงต่ำ

ข้าไม่คาดว่าจะถูกจับกลได้ก็ชักกระบี่ออกจากฝัก

“อีกทั้งประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา แท้จริงครองรูปโฉมงดงามเช่นนี้ ข้าใคร่ครวญแล้วก็ให้นึกเสียดายนัก แต่สำนักโคมแดงมิอาจปล่อยศัตรูไปโดยง่าย แม้มันผู้นั้นจะงดงามดุจนางล่มเมืองเท่าใดก็ตาม”

ยอดฝีมือพรรคมารปรากฏตัวรอบกำแพงวัดร้าง จำนวนมากกว่าฝ่ายพรรคเสี้ยวจันทราเกือบสามเท่า

“เจ้าจงเจรายอมแพ้เสียเถิด ข้าบังเกิดเสียดายรูปโฉมเจ้านัก บางทีข้าอาจจะเกลี้ยกล่อมประมุขพรรคลดโทษทัณฑ์เจ้าเป็นนางโลมปรนนิบัติข้า ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง”

“หุบปากโสมม” ข้าออกปากตวาดลั่น

“เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจแล้วกัน”

ดอกเบญจมาศดอกหนึ่งพุ่งปักลงกลางลานศิลา กลีบดอกฟุ้งกระจายพร้อมถ้อยคำของคุณชายรองตระกูลหยาง ซึ่งว่า

“คมเบญจมาศกรีดพื้นพสุธา”

เสียงหมู่คนแต่งกายชุดสีเหลืองอ่อนร้องรับว่า “มารร้ายชั่วช้าจงสิ้นจากแผ่นดิน”
   

****************************

พูดคุย

คนนี้หัวหน้าพรรคมารรึเปล่า แต่ ฉากป้อนเหล้าด้วยปากคือแซ่บมากกก
เหลียวตงยังไม่ใช่หัวหน้าพรรคมารจ้า อิอิ

:ling1: :ling1: :ling1:
อิอิ

ไหวมั้ยยยยย
เหมือนจะไม่ไหว โดนซ้อนอุบาย

:pig4:
ขอบคุณขอรับ


หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 23 [15/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LadySaiKim ที่ 15-04-2020 22:03:43
นี้ขนาดไม่ใช่หัวหน้าพรรคมาร ยังชั่วขนาดนี้ แล้วหัวหน้าพรรคจะชั่วขนาดไหน :katai4:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 23 [15/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 16-04-2020 01:39:50
มีคนมาช่วยอะเนาะ แหม่ๆ
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 23 [15/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: bun ที่ 16-04-2020 23:53:22
คุณชายรองมาช่วยแล้วใช่ไหม
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 23 [15/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 18-04-2020 08:26:27
น่าจะตัดหัวมันนนนน
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 24 [20/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 20-04-2020 12:35:25
บทที่ 24



พลันได้ยินเสียงหยางเย่ถิง มือของข้าซึ่งจับด้ามกระบี่ก็สั่นวูบ ครั้นยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศปรากฏกายเหนือท้องฟ้า หมู่คนชั่วพรรคมารก็ล่าถอยจากกำแพงอารามวัดมารวมตัวกันเบื้องหน้าเหลียวตง บุรุษชุดเหลืองอ่อนปักลายดอกเบญจมาศด้วยไหมเงินบนชายผ้า โจนถลานำผู้คนเข้ามานั้น มองปราดเดียวก็ล่วงรู้ว่าคือผู้ใด

“คุณชายรองตระกูลหยาง” ปิงหวนพึมพำใส่หูข้า
 
ข้าจะทำเป็นจำหยางเย่ถิงมิได้ก็ต้องล้มเลิก เพราะจู่ ๆ เจ้านั่นก็ใช้ปลายหางตาเหลียวมองข้าแล้วพูดว่า

“นางคณิกาจากอวี้หงหยวนทั้งสี่ ไยปรนนิบัติพวกข้าแล้วมิทันร่ำลาก็อาศัยฤทธิ์สุราจากมาเช่นนี้เล่า”

ไม่นึกว่าเจ้านั่นจะเอาคืนข้าด้วยถ้อยคำเพียงประโยคเดียว เจ็บใจยิ่งกว่าโดนตบหน้าเสียอีก

พอเหลียวตงได้ฟังความเช่นนั้น ชั้นแรกสดับยินหมู่นักเลงคุมซ่องออกสรรพนามเรียกหยวนอวี้ฟ่านว่า ประมุข ความคิดหนึ่งคาดเดาไว้อยู่แล้วก็สมใจตัว บรรดาคนซึ่งสีฝูเหยานำมาจะเป็นแค่นักเลงคุมซ่องนั้นสุดจะเหลือเชื่อ ครั้นความจริงปรากฏก็ค้นพบว่าหยวนอวี้ฟ่านผู้นี้คงมีฐานะสำคัญยิ่งกว่านางคณิกา คือประมุขพรรคเสี้ยวจันทรามิผิดแน่ ต่อมาได้ยินเจ้าหนุ่มรูปงามแต่งกายบ่งสำแดงว่ามาจากพรรคคมเบญจมาศออกปากว่า หยวนอวี้ฟ่านและผู้ติดตามแวะรับใช้พวกตัวก่อนมาเจอตนเองก็ฉุกสงสัย

มันจึงหัวเราะสำราญใจแล้วร้องตอบว่า

“เรื่องราวนี้หาได้เกี่ยวข้องกับพรรคคมเบญจมาศไม่ พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพวกข้ามาจากสำนักใด”

หยางเย่ถิงคิ้วกระตุกหนึ่งหน ละสายตาจากการจดจ้องหยวนอวี้ฟ่านเพื่อสบมองหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬ เพียงสังเกตเครื่องแต่งกายภายนอกก็แจ้งแก่ใจสิ้น แล้วตอบว่า

“ฮึ หน่วยพยัคฆ์ทมิฬ”

กิริยาไร้ความยำเกรงของหยางเย่ถิงไม่นึกว่าจะปรากฏให้เห็นต่อหน้าต่อตาเหลียวตง มันไม่เคยประจักษ์ท่าทีจองหองอวดดีเช่นนี้มาก่อน ไม่ใช่ว่าตนเองจะไม่เคยประมือกับพรรคคมเบญจมาศ แต่เจ้าพวกปลายแถวเช่นนั้นเพียงแต่เหลือบแลชายชุดประดับลวดลายพยัคฆ์ปักไหมโคมแดงก็มีแต่จะรนรานร้องขอชีวิต แต่บุรุษสำนักคมเบญจมาศผู้นี้ทำหน้าราวกับเบื่อยุทธภพเต็มทน มิได้สนว่ากำลังเผชิญอยู่กับผู้ใด ฉุดให้มันโกรธอย่างไม่เคยฉุนโกรธเท่านี้มาก่อน

“ไม่ทราบว่า คุณชายท่านนี้มีนามว่ากระไร ข้าเหลียวตงหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬขอคารวะ”

หยางเย่ถิงชำเลืองมองเหลียวตงอีกครั้งก็ทำหน้าเบื่อโลกดังเดิม มิได้ตอบว่ากระไร จนลูกน้องใต้สังกัดของเหลียวตงผู้น่าจะล่วงรู้ความเป็นไปในยุทธภพมากที่สุด ก้มกระซิบบอกหัวหน้าตนเองว่าคือคุณชายรองตระกูลหยางแห่งเทียนซาน นามว่า หยางเย่ถิง

“ไม่นึกว่าข้าเหลียวตงจะมีวาสนาได้ต้อนรับคุณชายรองแห่งสำนักคมเบญจมาศด้วยตัวเองเช่นนี้”

ดวงตาหยางเย่ถิงสำรวจสถานที่โดยรอบด้วยความรวดเร็ว แล้วกล่าวซ้ำว่า

“อารามร้างแห่งนี้อยู่ในอาณาเขตดูแลของพรรคคมเบญจมาศ”

เหลียวตงก็หัวเราะดังลั่น ตอบว่า

“ข้าเคยได้ยินมาว่าพรรคคมเบญจมาศมีสำนักตั้งอยู่เทือกเขาเทียนซานมิใช่หรือ คุณชายรอง ก็แหละนี่คือที่ใด ท่านถึงพูดจาเอาแต่ได้เช่นนี้เล่า”

“ไยพี่รองมาเสียเวลาเจรจากับคนลิ้นสองแฉกเช่นนี้ ลงมือเถอะ”

ข้าจำน้ำเสียงหยางกุ้ยเฟยได้ก็เห็นว่าเป็นน้องสาวของหยางเยวี่ยนจริง ด้านข้างนั้นคือแม่นางเตียวหงอีกนางหนึ่ง

“ไม่ทราบว่าแม่นางผู้กล้า เจ้าของวาจาเมื่อครู่นี้คือผู้ใดหรือ” เหลียวตงยังคงใช้ลิ้นตอบโต้ศัตรูไปมา ยังไม่คิดชิงลงมือก่อน

“หุบปากของเจ้าซะ ข้ารำคาญลิ้นสองแฉกของเจ้านัก” กุ้ยเฟยตวาดลั่น ทำเอาเหลียวตงพลันหน้าบึ้งตึงทันควัน

“ข้าหาได้มีลิ้นสองแฉกดังแม่นางกล่าวหา คำสบประมาทนี้ข้าสามารถขอหัวท่านมาเป็นรางวัลทดแทนหรือไม่เล่า”

“ก็เข้ามาเอาสิ” หยางกุ้ยเฟยโต้กลับเตรียมตัวรบ

“ช้าก่อน” หยางเย่ถิงคว้าไหล่น้องสาวไว้ด้วยมือเดียว เตียวหงคอยระวังอยู่ก็ฉุดแขนหยางกุ้ยเฟยไว้ให้สงบสติอารมณ์ก่อน

“อาณาบริเวณนี้คือแหล่งที่ตั้งของสำนักเฉินชิงหลุน”

คำหยางเย่ถิงจุดประกายวาบในดวงตาเหลียวตงทันควัน มันเหยียดยิ้มแล้วหัวเราะ พร้อมเจรจาว่า

“พวกข้าสืบเสาะทั่วยุทธภพเพื่อตามหาสำนักมีชื่อในอดีต มินึกว่าราตรีนี้จะได้คำตอบไม่คาดคิด ที่แท้พวกเจ้าก็ซุกซ่อนเฉินชิงหลุนไว้ในบริเวณนี้เอง เอาเถิด การปรากฏตัวของคุณชายรองนี้ถือว่าสมเหตุสมผล ก็เพราะเฉินชิงหลุนอยู่ในความดูแลของพรรคคมเบญจมาศมาช้านาน หากวัดร้างแห่งนี้อยู่ใกล้เฉินชิงหลุนดังว่าก็นับว่าพวกข้าล่วงเกินพวกท่านแล้ว”

“กลับไปซะ” หยางเย่ถิงกล่าวชี้แนะ

เหลียวตงก็หัวเราะดังลั่นอีกครั้ง แล้วตอบว่า

“ข้าย่อมจากไปแน่ แต่ก่อนคุณชายท่านจะปรากฏตัว ข้ามีธุระเจรจาความต่อนางคณิกาจากอวี้หงหยวนอยู่ ขณะกำลังสืบสาวชำระความ หมู่ท่านก็เข้ามาขัดขวางอ้างสิทธิ์ หากจะล่าถอยกลับไปในทันที เห็นทีชื่อเสียงของหน่วยพยัคฆ์ทมิฬแห่งสำนักโคมแดงคงหม่นหมองเป็นแน่ วานรอสักชั่วครู่ชั่วยามข้าขอทำการให้เสร็จสิ้นก่อน”

ขณะเหลียวตงผละจากกำลังเดินเข้ามาทางหมู่ข้า หยางเย่ถิงก็ชักคมกระบี่ออกจากฝักกั้นกางไว้ ประกายแค้นปรากฏบนดวงตาเยือกเย็นของเหลียวตง มันกัดฟันตอบว่า

“เมื่อสักครู่นี้ข้าได้ยินคุณชายรองท่านกล่าวว่า บรรดานางคณิกาจากอวี้หงหยวนรับใช้ปรนนิบัติพวกท่านแล้วเร่งร้อนจากมานั้นเป็นความจริงหรือไม่”

“ใช่” หยางเย่ถิงตอบชัดถ้อยชัดคำ

“เผอิญว่าก่อนหน้า ข้าพบหัวหน้านักเลงคุมซ่องและพรรคพวกลักลอบอยู่ภายในวัด เห็นมีลับลมคมในตั้งใจจะสืบสาวหาความ เหตุว่ามีรายงานถึงประมุขพรรคพบเห็นกลุ่มคนปลอมแปลงแต่งกายเลียนแบบสำนักโคมแดงปรากฏตัวในอาณาบริเวณแห่งนี้มาสักระยะหนึ่ง”

ถ้อยคำเหล่านี้สะกิดใจทุกผู้คนจากพรรคคมเบญจมาศทันที

เหลียวตงเหยียดยิ้มสาแก่ใจทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของสำนักคมเบญจมาศ มันพูดต่อไปว่า

“ครั้นจะสอบความสีฝูเหยาหัวหน้านักเลงคุมซ่องก็ปรากฏว่าไม่เพียงไม่ให้ความร่วมมือ กลับใช้วิชาโต้ตอบต่อสู้ ข้าหรือจะมีหนทางอื่นจึงได้ใช้ฝ่ามือพยัคฆ์ทมิฬสวนกลับ หัวของสีฝูเหยาจึงขาดจากร่างทันที”

“ไอ้คนชั่วช้า” หยางกุ้ยเฟยไม่อาจยับยั้งความรู้สึกไว้ได้ก็ตะโกนดังลั่น ประกายแค้นของเหลียวตงประทุวาบอีกครั้ง มันยังคงเล่าต่อไปราวกับมิได้มีผู้ใดขัดคอ

“คุณชายรองตระกูลหยาง ถูกอบรมฝึกวิชามาแต่จำความได้ ท่านจงตรึกตรองดูทีหรือว่า เหตุการณ์เหล่านี้มีความไม่ชอบมาพากลอย่างไร เพราะทันทีที่ข้าโยนศีรษะสีฝูเหยาเข้าไปในขบวนนางคณิกาจากอวี้หงหยวน สีหน้าสุดแค้นเคืองก็ปรากฏแทบจะทันควัน”

หยางเย่ถิงยังคงเหยียดกระบี่ไว้มั่นคงไม่ตอบคำใด เหลียวตงเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมตอบก็พูดต่อไปว่า

“พอข้าจับพิรุธนั้นได้ก็ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงต้อนรับนางคณิกาทั้งสี่ด้วยมิตรไมตรี ไม่นึกว่าพวกนางนอกจากจะไม่สัตย์ซื่อแล้วยังคิดลอบวางยานอนหลับ หนำซ้ำแม่นางคณิกาชั้นเอกผู้นั้นยังใช้กลอุบายดีดพิณผีผาสอดแทรกท่วงทำนองสยบจิตไว้อีก กิริยาคิดไม่ซื่อเช่นนี้ปรากฏก่อนหน้าพวกท่านเพียงไม่นาน ข้ากำลังเค้นความก็ถูกเข้าขัดขวาง หากแท้จริงแล้วทั้งสีฝูเหยาและพรรคพวก รวมถึงนางคณิกามีความเกี่ยวข้องกัน ไม่เพียงแต่เป็นปุถุชนประกอบกิจการค้ากามตามปกติ ทว่ามีความเกี่ยวโยงกับยุทธภพ ซึ่งมีมิตรสหายผู้หนึ่งร้องเรียกแม่นางหยวนว่า ประมุข เช่นนี้ด้วยแล้ว คุณชายรองท่านย่อมจะสงสัยดุจเดียวกับข้าเป็นแน่ เช่นนั้นจงเปิดทางให้ข้าได้สอบความเถิด”

หยางเย่ถิงพลันสบตาข้าทันที แววตาสงสัยบังเกิดมีชั่วขณะก่อนจะถูกกิริยาเย็นชาเข้าครอบงำ เจ้าคุณชายนั่นตอบเหลียวตงไปว่า

“ข้าไม่เห็นว่าจะมีที่ใดเป็นพิรุธ นางโลมชั้นเอกผู้นั้นเคยรับใช้ข้าก่อนจากมา”

จู่ ๆ ใบหน้าหยวนหลงซานก็ถูกความร้อนเข้าครอบงำ มิหนำหยางเย่ถิงยังพูดหน้าตาไร้อารมณ์ว่า

“ตอนเปลื้องผ้า แม่นางหยวนก็หามีอาวุธลับซุกซ่อนไว้ที่ใด ดังเช่นชาวยุทธภพสมควรมี”

ข้าขอถอนคำพูดว่าเจ้าคุณชายรองพูดน้อยอ่อนด้อยประสบการณ์ทางกาม ปากคอเราะรายเช่นนี้ไม่นึกว่าจะได้พบเห็นกับตาตนเอง นอกจากคำว่า ‘ไร้ยางอาย’ แล้ว ประโยคเมื่อครู่นี้แล้วที่เจ็บแสบนัก รู้อยู่ว่าอีกฝ่ายคงแก้แค้นเอาคืนที่ข้ากระทำการลอบวางยาในน้ำแกงแถมเล่นพิณสยบจิตเพื่อหลบหนีออกมาจากเฉินชิงหลุน

เหลียวตงไม่นึกว่าหยางเย่ถิงจะว่ากล่าวบรรยายเหตุการณ์ได้ไร้ความละอายเช่นนั้น ตอนแรกคิดว่าคำโกหก พอลอบสังเกตหยวนอวี้ฟ่านก็ปรากฏสีหน้าแดงสุดอับอายก็นึกเดาได้ว่าคงมีมูลความจริง มันจึงหันมาถามข้าว่า

“แม่นางหยวนได้ปรนนิบัติคุณชายรองตระกูลหยางจริงหรือ”

หากข้าจะตอบไม่เป็นความจริงก็เหมือนปฏิเสธความช่วยเหลือจากหยางเย่ถิง แต่จะตอบว่าคือความจริงก็สุดละอายปาก
เหลียงจินพิจารณาประมุขพรรคมีกิริยาอับจนใจก็สู้ตอบแทนว่า

“ข้าพเจ้าถือโอกาสตอบแทนนายหญิง ก็กลุ่มคนที่เราสู้ขับม้าออกฉางอันเพื่อปรนนิบัตินั้นจะเป็นผู้ใดได้นอกจากคุณชายรองตระกูลหยางและบรรดาหัวหน้าระดับสูงของพรรคคมเบญจมาศ”

“ขอคารวะในความใจกล้าของแม่นางจิน” หัวหน้าเสินหวู่ปรากฏตัวร้องรับถ้อยคำเหลียงจินทันที ฝ่ายเหลียงไถจินก็ได้แต่ก้มคำนับ

“ข้าพเจ้าขออภัยพวกท่าน ที่ไม่อาจปกปิดเรื่องราวทำมาหากินไว้กับตัวได้ หากหัวหน้าเหลียวจะคาดคั้นเอาความว่าพวกข้าพเจ้าคิดไม่ซื่อ สู้อุตส่าห์ลงมือวางยาและใช้วิชาออกสู้ ก็ชีวิตตัวเองมีชีวิตเดียวจะมีหลายชีวิตหรือก็มิได้ จำต้องนำเรือนกายทำมาหากินเช่นนี้ หากหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬพลั้งมือสังหารพวกข้าพเจ้าและนายหญิง เหตุว่าสงสัยว่าเป็นคนพรรคเสี้ยวจันทรา ข้าพเจ้าและนายหญิงจึงจำเป็นต้องลงมือทำอุบายเช่นว่ามา หามีหนทางเลือกได้ไม่”

“แล้วคำซึ่งลูกน้องสีฝูเหยาร้องเรียกแม่นางหยวนเล่า พวกเจ้าจะแก้ต่างประการใด” เหลียวตงยังคงไม่วางมือ

ข้าเห็นเป็นโอกาสของตัวเองจึงตอบว่า

“ประมุขฝ่ายนางโลมแห่งหออวี้หงหยวนจะเป็นผู้ใดได้เล่า นอกจากข้าหยวนอวี้ฟ่านเท่านั้น”

คิ้วหยางเย่ถิงก็กระตุกอีกครั้งอย่างไม่ชอบใจ

“ลายผ้าเช็ดหน้าปักเป็นรูปเสี้ยวจันทราของแม่นางนี้ ข้ามองอย่างไรก็คือสัญลักษณ์ของสำนักมีชื่อนั้น”

ขอให้มันมีลิ้นสองแฉกสมคำแม่นางหยางกุ้ยเฟยทีเถิด เหลียวตงสู้กัดไม่ยอมปล่อยเช่นนี้ประดุจอสรพิษยิ่งนัก

“ประมุขพรรคเสี้ยวจันทราไยต้องลงมาประกอบสัมมาอาชีพเป็นนางคณิกาด้วยเล่า” ข้าหัวเราะขบขัน “ข้ามีความแค้นต่อสีฝูเหยานั้นจริงอยู่ แต่บรรดาลูกน้องชั้นปลายแถวเหล่านี้ ข้ามิได้คิดแค้นเคืองจึงคิดปล้นช่วยกลับอวี้หงหยวน ก็เมื่อความจริงมีแต่เพียงเท่านี้การอันข้าลอบวางยาในสุรา อีกทั้งเล่นพิณสยบจิต ก็เพื่อใช้หลบหนีเท่านั้นเอง”

ดูเหมือนเหลียวตงจะคล้อยตามคำข้าอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

“ปล่อยพวกนางไป” หยางเย่ถิงยื่นคำขาด

เหลียวตงสบถวาจาหยาบคาย จดจ้องหยางเย่ถิงราวกับสุนัขแส่ไม่เข้าเรื่อง มันตอบว่า

“ไม่นึกว่าคุณชายรองตระกูลหยางจะมักมากในกาม หนำซ้ำยังติดตามมาช่วยเหลือนางโลมราวกับคนรักก็ไม่ปานเช่นนี้ ข้าเหลียวตงขอนับถือ หากเรื่องราวคลี่คลายเป็นเช่นนี้ ข้าคงต้องขอตัวลา แต่ข้าขอจ้างวานแม่นางจินไปรับใช้ข้ายังที่พำนักได้หรือไม่ ก็ในเมื่อแม่นางหยวนรับใช้คุณชายรองหยางมาก่อน เกรงว่าจะออกปากซื้อตัวไปก็เหมือนกับตบหน้าคุณชายรองด้วยมือเปล่าโดยซึ่งหน้ากระนั้น”

ข้าส่งสายตาให้เหลียงไถจินปฏิเสธ หัวหน้าเสินหวู่หลุดกิริยาสงบนิ่งพลันปรากฏดวงตากรุ่นโกรธ

“ข้าพเจ้ายินดี”

เหลียงจินส่งยิ้มให้ข้าสลับหัวหน้าเสินหวู่และเหลียวตง

ฝ่ายหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬนั้นก็ยกยิ้มกว้าง เข้ามาฉุดมือเหลียงจินให้ติดตามไปในหมู่พวกพรรคมาร โดยข้าไม่ทันได้ขบคิดกลอุบายฉุดรั้งเหลียงจินไว้ได้ทัน

ทันใดนั้นกรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬก็กุมรอบลำคอของเหลียงจินรวดเร็ว

“ฮ่า ๆ หยวนอวี้ฟ่านเอ๋ยหยวนอวี้ฟ่าน”

“เจ้าจะทำสิ่งใด” ข้ากำลังจะกระโจนไปชิงตัวเหลียงจิน เหลียวตงก็โยนของบางสิ่งมาให้ข้าแทน ข้าคว้าไว้ด้วยมือซ้าย ปรากฏเป็นป้ายหยกประจำตัวประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา

“ข้าพบป้ายนี้ในอกเสื้อของสีฝูเหยา เจ้าคือประมุขพรรคเสี้ยวจันทรามิผิดแน่ แต่อุปนิสัยตีสองหน้าของเจ้า ชอบเล่าเรื่องโกหก ตบตาผู้อื่นเพื่อเอาตัวรอด สักวันคงหวนมาทำลายพรรคเสี้ยวจันทราเข้าสักวัน ข้าขอตัวแม่นางจินเป็นตัวประกันเปิดทางเพื่อหลบหนี หากมีผู้ใดติดตามก็อย่าหวังจะได้เห็นแม่นางผู้นี้มีชีวิตสืบต่อไป ถ้าเข้าใจเป็นอันดีแล้ว ข้าเหลียวตงขอตัวลา อ้อ ประการหนึ่ง ในอีกมิเกินสองวันนับจากนี้ เจ้าจงสังเกตโคมแดงลวดลายเปลวเพลิงหน้าสำนักอวี้หงหยวนเถิด”

พูดจบ หมู่คนพรรคมารก็ถลาขึ้นสู่เบื้องบน ใช้วิชาตัวเบาเหินทะยานไปในเงามืด

“ติดตามไป” ข้าตะโกนออกคำสั่งพวกตัวโดยเร็ว ขณะสบตาหยางเย่ถิง สมาชิกพรรคคมเบญจมาศต่างเห็นพ้องเช่นเดียวกับคำสั่งข้า รอเพียงเจ้านั่นออกคำสั่งเท่านั้น

“ข้าไม่อาจให้ความลับของข้าถูกนำไปรายงานถึงหูประมุขพรรคมารได้ เช่นเดียวกับความลับสถานที่ตั้งเฉินชิงหลุน เจ้าจะช่วยข้าหรือไม่ก็ตามแต่ใจเถิด”

ชั่วขณะเสียงราตรีขับสีกับสายลม

“ติดตาม” เป็นคำบัญชาของคุณชายรองตระกูลหยางแห่งเทียนซาน


**********************

พูดคุย

นี้ขนาดไม่ใช่หัวหน้าพรรคมาร ยังชั่วขนาดนี้ แล้วหัวหน้าพรรคจะชั่วขนาดไหน :katai4:
ประมุขพรรคมารจะปรากฏตัวเร็ว ๆ นี้ล่ะครับ อดใจรอนิดนึง

มีคนมาช่วยอะเนาะ แหม่ๆ
แหมๆ เหม็นความรัก ใช่ไหมครับ

คุณชายรองมาช่วยแล้วใช่ไหม
ใช่จ้า

น่าจะตัดหัวมันนนนน
ต้องรอลุ้นครับ ว่าหยวนหลงซานจะได้หัวเหลียวตงหรือไม่


หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 24 [20/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 21-04-2020 13:58:17
วุ่นวายไปอีกกกก
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 25 [24/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 24-04-2020 15:59:01
บทที่ 25



เหลียงจินได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกของปรมาจารย์เฉียนคงโดยเฉพาะยิ่งกระบวนวิชา แยกเงาหมื่นร่าง พอข้าสังเกตเหลียงจินขณะถูกกรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬกำรอบลำคอ ไม่ปรากฏเงายามตกต้องแสงไฟก็เข้าใจกลอุบายของเจ้าหนุ่มเหลียงโดยทะลุปรุโปร่ง

วิชาลับนี้มีผู้บรรลุขั้นเจ็ดในยุทธภพไม่อาจนับได้เกินหนึ่งฝ่ามือ และเหลียงจินผู้ขยันหมั่นเพียร หนักเบาเอาสู้ อดทนแข็งขัน กระทั่งฝึกวิชาแยกเงาหมื่นร่างบรรลุถึงขั้นนี้ได้นับว่าต้องอาศัยฝีมือและความเข้มแข็งอยู่พอตัว อาจารย์เฉียนคงผู้เฒ่าออกปากรับรองต่อเหล่าศิษย์ทั้งหลายในพรรคเสี้ยวจันทราว่า จะหายอดฝีมือผู้ใดในยุทธภพสามารถจับกุมตัวเหลียงจินได้ยากนัก เคล็ดวิชานี้มีจุดแข็งสมดังนามวิชา คือแยกเงาอันเสมือนตัวตนจริงได้นับหมื่นครั้ง ทว่าจุดอ่อนสำคัญมีเพียงประการเดียว หากศัตรูเหยียบเงาร่างจริงหนึ่งในหมื่นร่างสำเร็จ อิทธิฤทธิ์แห่งกระบวนวิชาก็จะมลายสิ้นทันที ความหมายที่แท้จริงคือ หากเหลียงจินถูกเหยียบเงาจะสูญสิ้นวิชาแยกเงาหมื่นร่าง ไม่อาจฟื้นฟูวิชาลับนี้ได้อีกชั่วชีวิต

ดังนั้นเหลียงจินร่างจริงจึงหาใช่คนผู้เหลียวตงกุมตัวใช้เบิกทางหลบหนีไม่ เจ้าหนุ่มเหลียงอาศัยช่วงพรรคคมเบญจมาศต่อปากต่อคำกับเหลียวตงแยกเงาร่าง แล้วใช้ผ้าคลุมชั้นนอกของศิษย์หญิงร่วมสำนักคลุมทับแล้วปะปนอยู่ในท่ามกลางยอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทรา พอข้าสบตาเหลียงจินตัวจริงก็เบาใจ แต่ไม่อาจปล่อยให้เหลียวตงคาบข่าวไปรายงานประมุขพรรคมารได้ก็หวังจะจับตัวไว้ หรือหากจำเป็นต้องฆ่าปิดปากก็ต้องลงมือ จึงพากำลังคนติดตาม

หยางเย่ถิงนำกำลังคนพรรคคมเบญจมาศมาช่วยเช่นเดียวกัน ข้าต้องขอบใจเจ้านั่นในข้อที่ไม่แล้งน้ำใจ ถึงแม้ข้าจะโกหกตบตาพวกเขาไว้มากมาย นับว่าเป็นความผิดใหญ่หลวงนัก แต่พรรคคมเบญจมาศคือสำนักฝึกวิชาฝ่ายธรรมะ มีหรือจะนิ่งเฉยดูดายยามถูกพวกพรรคมารก่อกรรมทำเข็ญต่อหน้าต่อตา

พอเหลียวตงกุมร่างเงาของเหลียงจินรุดหน้าไปชั่วระยะหนึ่ง สมุนรับใช้ได้ร้องแจ้งว่ามีศัตรูติดตามไม่ลดละ มันสบถแล้วถลาลงบนเส้นทางเฉิงเป่ยในยามวิกาล แล้วหันไปร้องเย้ยหยันพวกข้าที่วางกำลังรั้งรออยู่ว่า

“ข้าขอเดาใจประมุขหยวน ท่านคงหมดความเมตตาสงสารในตัวหญิงผู้นี้เป็นแน่ จึงได้กล้าฝ่าฝืนคำประกาศจะฆ่าล้างทันทีเมื่อเห็นมีผู้ใดตามมา หรือคำข้าเหลียวตงมิได้ซื่อสัตย์มั่นคงเสมอใจแม่นางกันแน่ หากลองคิดทบทวนแล้ว หยวนอวี้ฟ่านท่านก็มิได้มีใจซื่อตรงมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เพียงว่ากล่าวโกหกฝ่ายธรรมะด้วยกัน ไยยังกล้าชี้ชวนมาร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันอีกเล่า  มาตรว่าข้าเป็นคุณชายรองตระกูลหยาง คงตัดมิตรตัดไมตรีไม่ขอสมัครสมานสามัคคีชั่วกาลนาน ก็ด้วยพรรคเสี้ยวจันทราคิดเล่นไม่ซื่อ ไม่เพียงไม่เปิดเผยฐานะเจรจาซึ่งหน้า หนำซ้ำยังปิดบังอำพรางเป็นนางคณิกา ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าบัดนี้ประมุขหยวนสืบความจากฝ่ายพรรคคมเบญจมาศไปมากน้อยเท่าใดแล้ว”

คำยั่วยุหวังให้ทั้งสองพรรคแตกคอกันนั้นจุดชนวนในใจผู้คนทั้งสองฝ่ายอย่างได้ผล เพราะสายตาหวาดระแวงสงสัยปรากฏอยู่ในดวงตาของยอดฝีมือมือพรรคคมเบญจมาศทันที

“ยุทธภพนี้มีพรรคอันดับหนึ่งอยู่สามสำนัก ประดุจเสาหลักคำชูใต้หล้าคือ พรรคโคมแดงหนึ่ง พรรคคมเบญจมาศสอง และพรรคเสี้ยวจันทราสาม ซึ่งต่างก็มีศิษย์เอกและยอดฝีมือเข้าสวามิภักดิ์เป็นจำนวนมากพอ ๆ กัน หากแต่เดิมทีนั้นในอดีตไม่เคยมีตระกูลใดคิดแบ่งแยกสมัครพรรคพวกเพื่อแบ่งแยกชนชั้น ทุกคนล้วนอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีปรองดอง กระทั่งสำนักฝึกวิชาเฉินชิงหลุนกระทำการอยุติธรรม ยกย่องผู้กล้าตระกูลหยางและหยวนเหนือยอดฝีมือตระกูลอื่นโดยไม่ไว้หน้า อีกทั้งเหล่าปรมาจารย์ผู้อาวุโสก็มิได้มีความเที่ยงธรรม ถ่ายทอดวิชาสำคัญให้เฉพาะคนสองตระกูลเท่านั้น ความไม่พอใจบ่มเพาะสะสมมาหลายชั่วอายุคนกระทั่งตระกูลเล็กตระกูลน้อยต่างรวมตัวกันเรียกร้องความยุติธรรม แต่ก็มิได้รับการแก้ไข หนำซ้ำยังถูกเมินเฉย นิ่งดูดายให้เหล่าผู้ฝึกวิชาตระกูลหยวนและหยางรังแกตระกูลที่ด้อยกว่า กระทั่งยุทธภพปรากฏคนผู้หนึ่งนามว่า เซียวฟาง คนผู้นี้มีวิทยายุทธ์พิสดาร มิได้สนใจเฉพาะวิชาฝ่ายคุณธรรมเพียงประการเดียว แต่ยังเลือกศึกษาวิชามารเพื่อสืบหาแก่นแท้ของพลังอันล้ำลึก”

“หุบปาก” หยางกุ้ยเฟยตะโกนโต้เป็นเดือดเป็นแค้น “มารก็คือมารวันยังค่ำ มีหรือจะคิดร่ำเรียนวิชาฝ่ายคุณธรรม”

เหลียวตงมิได้หุบปาก หนำซ้ำยังหัวร่อดังสนั่น

“โถ แม่นาง ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย โลกนี้มีขาวย่อมมีดำ มีมืดย่อมมีสว่าง มีปฐพีย่อมมีนภา มีจันทราย่อมมีสุริยัน”

เงากระบี่แฉลบเอาปลายเส้นผมส่วนหน้าของเหลียวตงไป หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬไม่ทันระวังว่าจะมีผู้ใดกล้าใช้วิชากระบี่รวดเร็วเช่นนั้นจึงเปิดช่องไม่ทันหลบหลีก มันกัดฟันอย่างแค้นเคือง

“เพลงกระบี่ลมพัดพันสาย”

หยางเย่ถิงตวัดกระบี่อีกครั้งคมกระบี่ลึกลับก็กรีดลงข้างแก้มของเหลียวตงทันที พร้อมกับที่เหลียงจินร่างปลอมถูกผลักออกจากตัว ลูกสมุนพรรคมารจึงฉุดรั้งไว้

“จงมอบตัว”

เหลียวตงสบถซ้ำกลั้วหัวเราะ ประดุจคำสั่งหยางเย่ถิงเป็นเรื่องตลก

“ไม่มีวัน”

พอสิ้นคำเหลียวตง มันก็พุ่งเข้ารับมือหยางเย่ถิงทันที ส่วนบรรดาลูกสมุนพรรคมารก็ออกรับมือทั้งยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศและพรรคเสี้ยวจันทราตามผู้นำ

ข้าเห็นเป็นโอกาสจะตอบแทนหยางเย่ถิงก็เข้าหาเหลียวตงตั้งใจจะกำราบไอ้คนชั่วช้าให้สิ้นฤทธิ์โดยเร็ว แต่หยางเย่ถิงกลับใช้ปลายกระบี่ตวัดอาวุธของข้าออกราวกับบอกเป็นนัยว่าอย่าแส่หาเรื่องยุ่ง นั่นยิ่งทำให้ข้าพุ่งกลับเข้าหาเหลียวตงโดยเร็ว

“คุณชายรองผู้นี้คงไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณประมุขหยวน จึงได้ผลักไสท่านออกไปเช่นนั้น หรืออาจจะหวั่นเกรงว่าความงามของหยวนอวี้ฟ่านจะชี้นำให้ใจคุณชายรองไขว้เขว ก็ท่านงดงามถึงปานนี้ หนำซ้ำยังได้ปรนนิบัติดูแลในฐานะนางคณิกาปลอมอีก ข้าคาดเดาตามสติปัญญาตัวเองเห็นว่าพวกเจ้าสองคนย่อมจะมีความในใจต่อกันเป็นแน่แท้”

คำยั่วยุของเหลียวตงได้ผลทันที เมื่อเพลงกระบี่ลมพัดพันสายไม่ว่องไวดังเคย จึงเปิดโอกาสให้กรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬตะปบตวัดจนกระบี่หยางเย่ถิงเกือบพลัดหลุดจากมือ ข้าเห็นเป็นเช่นนั้นก็สวนกระบี่รับกรงเล็บต่อ สองกระบี่ผสานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวรุกรบเอาเหลียวตงถอยร่นไม่เป็นกระบวน

ฝ่ายเตียวหงและหยางกุ้ยเฟยต่างก็ต่อสู้ป้องกันอย่างสุดกำลัง เตียวหงมีน้ำใจกล้าหาญ วิชากระบี่ม่านเมฆาซึ่งได้รับสืบทอดมาจากบิดาก็ได้ปรมาจารย์สำนักคมเบญจมาศขัดเกลาจนสมบูรณ์พร้อม เดิมทีเตียวหงระงับความแค้นไว้กับอกมาเนิ่นนาน หากแต่มิได้โอกาสที่จะล้างแค้นพรรคมารมากเท่าการประมือหนนี้ คำสั่งสอนของประมุขหยางแห่งคมเบญจมาศก่อนจะรับตัวนางไว้เป็นศิษย์ในสำนักนั้นมีใจความว่า บุญคุณความแค้น วันหนึ่งต้องทดแทนชำระ แต่การผดุงความยุติธรรม นำความดีคืนสู่ยุทธภพคือสิ่งซึ่งสมควรกระทำมากกว่า

นับแต่นั้นเตียวหงก็มิได้มีใจจดจ่อในการแก้แค้นอีก อาศัยคำสอนของประมุขหยางเป็นหลักปฏิบัติ กระทั่งราตรีนี้โอกาสชำระแค้นเปิดรออยู่เบื้องหน้า เตียวหงจึงมิได้หวนคำนึงหลักคำสอน ตั้งใจแต่จะกำจัดคนชั่วช่วยเหลือคนดี อีกทั้งได้แก้แค้นแทนบิดา มารดา ครอบครัว และศิษย์พี่ศิษย์น้องผู้ล่วงลับ

หยางกุ้ยเฟยแม้ภายนอกสำแดงอารมณ์ร้อนแต่ภายในเยือกเย็นอยู่ พอเห็นเตียวหงรำกระบี่ออกอาวุธดุเดือดไม่ยั้งมือก็ร้องบอกว่า

“พี่เตียวหงออกเพลงอาวุธม่านเมฆาราวกับวิญญาณบรรพชนร่ำร้องให้ลงมือแก้แค้น คนชั่วพวกนี้สมควรตายอยู่ แต่พี่รองออกคำสั่งให้จับเป็นมิใช่จับตาย เพราะต้องการนำไปสืบเค้นแผนการและที่ตั้งของสำนักโคมแดง”

เตียวหงพอได้ยินดังนั้นเหมือนคืนสติก็ยับยั้งคมกระบี่ สบตากุ้ยเฟยแล้วพยักรับ ทว่าพอหันหน้าออกรับศัตรู สีชุดแดงสลับดำปักลายโคมนั้นสะกิดอารมณ์โกรธแต่เมื่อครั้งตนเองเร่งกลับคืนสำนักม่านเมฆา เพื่อกลับไปเจอหมู่คนชั่วสวมชุดดั่งนี้ทำการฆ่าล้างศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักอย่างไม่ปรานี ก็มิได้ยั้งมือตามคำวอนขอของหยางกุ้ยเฟย

ข้างเหลียวตงพอมองออกว่าศิษย์สำนักคมเบญจมาศมีผู้หนึ่งเป็นสตรีงดงามมากฝีมือกระทำการฆ่าฟันลูกสมุนตนดั่งผักปลา ผิดจากผู้อื่นที่พอแต่สร้างรอยแผลแล้วสะกดจุดกุมตัวไว้เป็นเชลย นางนั้นมองเพียงปราดเดียวก็มิได้งามเท่าหยางกุ้ยเฟย แต่กระบวนวิชารวดเร็วว่องไว ขณะเดียวกันก็เคลื่อนตัวเลื่อนลอยราวกับปุยเมฆ ทำให้มันล่วงรู้ได้ว่าเป็นคนจากสำนักม่านเมฆาเป็นแน่ ไม่นึกว่าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬจะทำการหละหลวมเช่นนี้ ก็คราวนั้นตนปฏิบัติการล้มล้างสำนักม่านเมฆาตามคำสั่งประมุขพรรค ยามพวกมันปฏิเสธคำเชิญให้มาร่วมเป็นแขกดื่มน้ำชากับประมุขพรรคโคมแดง

บัดนี้ไม่นึกว่ามันจะได้เห็นเพลงวิชาม่านเมฆาปรากฏต่อหน้าต่อตาอีก จึงหัวเราะเยาะขบขัน

หยวนหลงซานไม่ทันความคิดเหลียวตงก็ซัดกลับว่า

“เพลงกระบี่ของข้าทั้งสองสำแดงเป็นของเล่นต่อหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬหรือ”

หยางเย่ถิงสลับแทงกระบี่กับหยวนหลงซาน ไม่อาจให้เหลียวตงมีโอกาสหนีรอดไปได้

“ข้าขบขันด้วยเหตุสองประการ หนึ่งคือพวกเจ้าไม่คิดสังหารพวกข้า แต่คงคิดจะจับเป็นเพื่อเค้นความ ไม่ผิดจากนี้แน่”

พอข้าเข้าใจความคิดหยางเย่ถิงก็ล่วงรู้ว่าเหตุไฉนเจ้านั้นถึงยั้งมือทุกครั้งยามเพลงกระบี่ลมพัดพันสายสำแดงชัดเหนือกว่ากรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬ

“อีกประการหนึ่ง ข้าเหลียวตงนี้ช่างน่าอับอายนักที่ลงมือฆ่าล้างคนสำนักม่านเมฆาแล้วปรากฏว่า ยังปล่อยปละให้มีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่อีก”

พอหยางเย่ถิงได้ยินดังนั้นก็รู้แจ้งได้ว่าเหลียวตงกล่าวถึงผู้ใด พลันมีดสั้นเล่มหนึ่งพุ่งออกจากชายเสื้อเหลียวตงเข้าหาแม่นางเตียวหงทันควัน เตียวหงมิได้ทันระวังจะมีผู้ลอบกัด แต่ได้ร่างเงาของเหลียงจินซึ่งสะบัดจากผู้คุมในระยะใกล้เคียงเข้ารับคมมีดแทน ฉับพลันร่างเงาเหลียงจินก็แตกซ่านเป็นอากาศธาตุ

“วิชาแยกเงาหมื่นร่าง” เหลียวตงบดกรามโกรธแค้น มันสอดส่ายสายตามองหาร่างแท้จริงของหญิงนางนั้น “ไม่นึกว่าพรรคเสี้ยวจันทราจะมีวิชาเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเช่นนี้ ทำให้ฝ่ามือพยัคฆ์ทมิฬของข้ากลับกลายเป็นของเด็กเล่นทันที”

ข้ายังคงมองเห็นเหลียงจินร่างจริงอยู่ในระยะสายตา ปะปนในหมู่ยอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทรา กลมกลืนจนไม่อาจแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร

“แต่เจ้ารู้หรือไม่ นอกจากฝ่ามือพยัคฆ์ทมิฬแล้ว ข้ายังมีวิชาอื่นใดติดตัวอยู่อีก”

หยางเย่ถิงไม่ตอบ ข้ารู้สึกหวั่นใจก็ตอบข่มไปว่า

“วิชาเสือเผ่น”

หยางเยวี่ยนยกมุมปากนิดเดียว ข้าเหลียวมองเจ้าคุณชายรองแล้วยกคิ้วให้อีกฝ่าย ระหว่างมัวแต่ส่งสายตาให้กัน เหลียวตงก็ใช้กรงเล็บตวัดดาบทั้งสองออกจากตัวแล้วทะยานสู่เบื้องบน

วิชานัยน์ตาพยัคฆ์ ต่างหากเล่า”

กล่าวจบเหลียวตงก็พุ่งเข้าหาเหลียงจินตัวจริงทันที มันใช้วิชานัยน์ตาพยัคฆ์เฟ้นหาใบหน้าเหยื่อแล้วถลันลงตรงหน้าเหลียงจิน เจ้าหนุ่มเหลียงไม่นึกว่าจะถูกจับตัวได้โดยง่าย จึงยกกระบี่ป้องกันตัว เหลียวตงเบี่ยงตัวหลบ มันอมยิ้มอย่างสาแก่ใจ แสงจันทราตกต้องเงาเหลียงจินทอดยาวอยู่เบื้องหลัง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬก็อาศัยจังหวะนั้นเหยียบเงานางคณิกาปลอมได้โดยสะดวก
โลหิตสำลักออกจากปากเหลียงจิน ก่อนร่างจะทรุดฮวบลงบนพื้นดินทันที

“เหลียงจิน!” ข้าออกนามเจ้าหนุ่มเหลียงดังก้อง ปิงหวนและเป่าเหอละมือจากศัตรูแล้วมาปรากฏตัวเคียงข้างข้า

เหลียวตงจัดการศัตรูที่ตั้งใจเข้ามาทำร้ายจนล้มลง ก่อนจะตอบคำข้า

“วิชาแยกเงาหมื่นร่าง หากถูกเหยียบเงาแล้ว ไม่อาจฟื้นฟูวิชาลับนี้ได้อีกชั่วชีวิต คำสอนวิชานี้ตีความได้ว่า...มันจะต้องตายอย่างไรเล่า”

ข้าปลดกระบี่ทิ้งลงพื้น หยางเย่ถิงพอจับคำพูดและพินิจร่างอันไร้วิญญาณของแม่นางจินก็เข้าใจหัวอกหยวนอวี้ฟ่านเป็นการดี
 
“เจ้าจะทำอะไร”

ข้าหยิบพัดสีทองลวดลายมังกรออกมาจากอกเสื้อ ยามคลี่ออกแสงเปลวเพลิงจึงเปล่งปะทุแผดจ้า ประดุจหัวอกข้าหยวนหลงซานในยามนี้ไม่ต่างกัน
   

***************************

พูดคุย

วุ่นวายไปอีกกกก
ไอ้เจ้าตัววุ่นวาย (หลงซาน)   
   
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 25 [24/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 25-04-2020 08:56:45
พัดพรายเพลิงจะออกโรงแล้วววว
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 25 [24/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LadySaiKim ที่ 25-04-2020 20:40:44
 :m31: :m31: :m31:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 25 [24/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 26-04-2020 03:19:43
เอาให้ตาย
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 26 [27/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 27-04-2020 10:33:11
บทที่ 26



ค่ายกลอัคคีโอบล้อมเหล่าพรรคมารโคมแดงทั้งปวงไว้โดยรอบ นอกจากผู้มีวิชาขั้นสูงเท่านั้นจึงจะตีฝ่าหลบหนีออกไปได้ ข้าสะบัดพัดอีกเพียงเล็กน้อย เชือกเปลวเพลิงก็พุ่งเข้ารัดรอบตัวหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬทันที เหลียวตงใช้กรงเล็บฉีกกระชากขาดกระเด็นแล้วทะยานหลบหนีผ่านยอดไม้

“ปิงหวน จัดการอย่าให้สมุนพรรคมารคนใดหนีรอดไปได้ เป่าเหอ เจ้าเร่งดูแลร่างเหลียงจินโดยเร็ว”

ขอรับ ประมุขหยวน”

คำตอบรับของสตรีโฉมงามทั้งสองได้ยินชัดเจนต่อหน้าหยางเย่ถิง เมื่อสั่งการแล้วข้าจึงไล่กวดขันเหลียวตงโดยเร็ว รอบกายข้าบังเกิดมีประกายเพลิงปรากฏล้อมรอบ หยางเย่ถิงเห็นอาวุธพัดสำแดงอิทธิฤทธิ์ไม่เคยพบเห็นก็พลันตกตะลึงชั่วขณะ แม้นมีข้อสงสัยในใจมากมายก็มิได้ซักถามหยวนอวี้ฟ่าน ได้แต่ใช้วิชาตัวเบาติดตามไปดุจเดียวกัน

ข้ากรีดพัดเป็นกระบวนท่าวิหคเหินฟ้า นกเปลวไฟนับร้อยก็กลุ้มรุมร่างเหลียวตงจนมันจำต้องสะบัดเสื้อคลุมตัวนอกออกเพื่อป้องกันเปลวเพลิงเผาร่าง

ฝ่ายหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬรับรู้ได้ทันทียามหยวนอวี้ฟ่านกรีดอาวุธพัดซัดทำร้ายตน มันไม่อาจประมือกับเจ้าสำนักเสี้ยวจันทราผู้นี้ได้ มีก็แต่ประมุขพรรคมารผู้แกร่งกล้าวิชาเท่านั้น มันตั้งใจผละหนี เหตุว่าวิชาพัดเสี้ยวจันทราเลื่องลือในใต้หล้าคือสุดยอดเคล็ดลับวิชาอันดับหนึ่ง มันมีแต่เพียงฝ่ามือพยัคฆ์ทมิฬและนัยน์ตาพยัคฆ์ซึ่งเป็นวิชาชั้นรอง ไม่อาจเทียบเทียมได้ หนำซ้ำอำนาจวิชาพัดเสี้ยวจันทรายังสำแดงอานุภาพเรียกเปลวเพลิงได้เช่นนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน พอถูกซัดด้วยกลนกอัคคีก็สะบัดหนีลงพื้นดิน

หยวนหลงซานในใจเต็มไปด้วยความแค้นก็มิได้ออมกำลัง ใช้พลังลมปราณผสานธาตุทั้งสี่หลอมรวมเข้ากับอาวุธพัดเข้าสู้รบอย่างไม่คิดชีวิต พอเหลียวตงทำทีจะหนีขึ้นฟ้าอีก ข้าจึงร่ายรำท่วงท่านารีพิโรธ ท้องฟ้าก็พลันแปรปรวน สายลมพัดหวนตลบตบตีเหลียวตงมิให้ใช้วิชาตัวเบาได้ถนัด พอถูกซัดกระแทกลงพื้นพสุธา ก็เห็นว่าสิ้นไร้หนทางจะหลบหนี จึงคิดอุบายเข้าต่อสู้ หยางเย่ถิงติดตามมาถึงก็ร้องเตือนสติหยวนอวี้ฟ่านทันที

เจ้าต้องจับเป็น ได้ยินหรือไม่ หยวนเฟย”

พอหยางเยวี่ยนสบสายตากับข้า เจ้านั่นก็พลันเห็นน้ำตาเอ่อคลอรอบดวงตาหยวนอวี้ฟ่าน

“ทั้งหัวหน้าสีฝูเหยาและเหลียงจิน คือบุคคลที่ข้าไว้วางใจไม่ต่างจากพี่น้องร่วมสายเลือด แต่เจ้าจะให้ข้าไว้ชีวิตฆาตกรผู้สังหารคนทั้งสอง ไม่คิดเห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือ หยางเยวี่ยน” ข้าตัดพ้อต่อว่า บัดนี้ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องจับเหลียวตงเป็นเชลยอีก “ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต”

“...” หยางเย่ถิงจนคำพูด แต่ก็จับข้อศอกหยวนอวี้ฟ่านรั้งไว้ด้วยกิริยาห้าม

ข้าสะบัดตัวออกจากมือหยางเยวี่ยนโดยไม่สนท่าทีของอีกฝ่าย รวบพัดลวดลายมังกรแล้วพุ่งเข้าหาเหลียวตง แลกฝ่ามือต่อฝ่ามือตามกระบวนท่าได้สิบสามหมัด เหลียวตงก็ถูกด้ามพัดกระแทกอกจนสำลักเป็นเลือด มันเซถลาแผ่นหลังกระแทกต้นไผ่ หอบหายใจดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนกำลัง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬล่วงรู้ว่าหยวนอวี้ฟ่านมีฝีมือเหนือชั้นกว่าตน แต่ฝีปากจะเทียบตนนั้นยังไม่ได้ก่อน มันจึงคิดใช้ปากเป็นอาวุธต่อกร

“ประมุขหยวนสมแล้วที่เป็นเจ้าสำนักเสี้ยวจันทรา พลังวรยุทธเลิศล้ำถึงเพียงนี้ ข้าเหลียวตงเป็นแต่เพียงผู้ฝึกยุทธชั้นรอง ไหนเลยจะมีฝีมือเทียบเทียมประมุขหยวนได้ หากท่านลงมือฆ่าข้าก็ไม่สมกับราคาฝีมือท่านสักนิดเดียว เรื่องข้าสังหารสีฝูเหยาและแม่นางจินก็ล้วนแต่การณ์พาไปทั้งสิ้น ก็เราทั้งสองพรรคต่างมีความเห็นแบ่งแยกไม่ลงรอย ย่อมเป็นศัตรูกันเป็นของธรรมดา ยามปะหน้าจะเชื้อเชิญเข้าร่วมวงสุราเสพสุขสำราญหรือก็มิได้ ข้าสังหารคนพรรคเสี้ยวจันทราย่อมเป็นไปตามวิถียุทธภพ”

“และข้าคิดลงมือสังหารเจ้าก็เป็นไปตามวิถียุทธภพดุจเดียวกัน” ข้าโต้กลับแล้วคลี่พัดออก ประกายเพลิงก็นำพาข้าปรากฏอยู่ต่อหน้าเหลียวตงภายในพริบตาเดียว ปลายพัดพรายเพลิงจ่ออยู่เหนืออกซ้ายของเหลียวตง มันไม่คาดว่าหยวนอวี้ฟ่านจะเคลื่อนไหวรวดเร็วเช่นนั้น ทั้งกำลังตนเองถูกลดทอนลงอย่างมาก เนื่องจากนำไปใช้ในวิชานัยน์ตาพยัคฆ์มากกว่าสองในสามส่วน พอหยวนอวี้ฟ่านขยับปลายพัดแตะสามจุดบนหน้าอก มันก็ล้มลงทรุดฮวบลงไปกับพื้นดินทันที

หยางเย่ถิงดำเนินเข้าหาหยวนอวี้ฟ่าน กล่าวสั้น ๆ เพียงว่า

“ขอบใจ”

ข้าปรายตามองร่างเหลียวตงอันไร้สติ

“หนี้บุญคุณซึ่งพรรคคมเบญจมาศมีต่อพวกข้า ถือว่าไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” ข้าเงยหน้าสบตาหยางเยวี่ยน มีคำพูดมากมายอยากจะเจรจา หนึ่งในนั้นคือคำขอโทษ แต่ข้าก็เลือกที่จะกล่าวอีกคำหนึ่ง

“ขอลา”

“เจ้าโกหกมาตลอด...เช่นนั้นหรือ” หยางเย่ถิงถามกลับ

ข้าควรตอบแบบไหน ตอบแบบเอาใจพรรคร่วมฝ่ายธรรมะ ถนอมน้ำใจว่าถูกเหตุการณ์บีบบังคับให้ต้องปิดบังฐานะตนเองหรือ

“กระทั่งงานแต่งงาน”

ดั่งคล้ายมีบางอย่างประดุจมีดสั้นพุ่งผ่านอกข้า เจ็บราวกับถูกอาวุธลับของเหลียวตงทะลุกาย ข้ายิ้มขมขืน

“หากข้าเชื่อคำชี้แนะของเหลียงจินให้หลบหนีจากเฉินชิงหลุนทันทีเมื่อมีโอกาส เขาก็คงไม่ต้องจบชีวิตในค่ำคืนนี้ เพียงเพราะข้าได้ยินว่าเจ้า...”

หยางเย่ถิงจดจ่อคำพูดข้าราวกับรอฟัง แต่มีหรือข้าจะกล้าออกปาก

เสียงไก่ป่าร้องขันดังแว่วมาตามแนวสันเขา ท้องฟ้ายามใกล้อรุณรุ่งไม่เคยหมองเศร้าเช่นคราวนี้มาก่อน ข้าหยิบขวดสุรายกดื่มแล้วเช็ดออกด้วยชายชุดยามเปรอะเปื้อนริมฝีปาก เหยียดยื่นขวดสุราเทียนจื่อซานให้คุณชายรองตระกูลหยาง แต่อีกฝ่ายไม่คิดรับไว้ เอาแต่จดจ่อรอฟังคำแก้ต่างอันน่าพึงพอใจ

“เจ้ายังคิดจะแต่งงานกับข้าอยู่อีกหรือ”

“...” ไม่ตอบ

“อันที่จริง เจ้าควรล้มเลิกแผนการของเจิ้งอู๋จินเสียเถิด ในเมื่ออาคมเฉินชิงหลุนกลับคืนมาแล้ว ไม่มีเหตุผลที่เราสองคนต้องกระทำร่วมกันอีก” ข้ายกสุราขึ้นดื่มซ้ำ จุดแต้มเย่เตี้ยนตรงข้างแก้มก็เลอะเทอะผิวหน้า หยางเย่ถิงใช้สายตาไม่พอใจ จะใช้ชายเสื้อซับคราบสุราออกให้ แต่ข้ากลับเบี่ยงตัวหลบ

“คุณชายรองเป็นสุภาพบุรุษเช่นนี้ สตรีทั่วแผ่นดินต้าถังคงประสงค์ได้ไว้เป็นสามี แต่ข้าหาได้เป็นหนึ่งในสตรีทั้งหลายนั้นไม่”

“เหตุใด” หยางเย่ถิงถามกลับอีกหนึ่งคำ

เจ้าคุณชายนี่ช่างพูดน้อยออมวาจา แม้ในช่วงเวลาต่อสู้ก็ออกฝีมือมากกว่าฝีปากกล้า ทำให้ข้าจำเป็นต้องหัวเราะด้วยแววตาชื่นชม

“เหตุที่ข้าไม่ประสงค์เจ้าเป็นสามี รออีกเพียงไม่กี่อึดใจก็คงจะได้คำตอบโดยซึ่งหน้าเอง แต่ข้าขอกำชับคุณชายรองประการหนึ่ง หากสอบเค้นเหลียวตงคนชั่วถึงแผนการประมุขพรรคมารและสำนักที่ตั้งได้แล้วเมื่อใด เมตตาส่งหนังสือมาถึงหออวี้หงหยวนด้วย อีกประการหนึ่งยามเมื่อไอ้เดรัจฉานผู้นี้ถูกสอบสวนความจนสิ้นประโยชน์แล้ว ข้าจะขอตัวมันไปรับโทษทัณฑ์”

หยางเย่ถิงพยักหน้ารับคำ

สายลมพัดยอดกิ่งไผ่ หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอ รวมถึงยอดฝีมือหญิงของพรรคเสี้ยวจันทราจำนวนหนึ่ง ปรากฏคู่เคียงกับยอดฝีมือฝ่ายคมเบญจมาศ

“ประมุขหยวน ท่านดื่มสุราแล้วใช่หรือไม่ พวกข้าทั้งปวงล้วนกระทำแล้วทั้งสิ้น” ปิงหวนซักถามทันที เมื่อสีท้องฟ้าใกล้แปรเปลี่ยน ข้าพยักหน้าให้หลี่ปิงหวน “เช่นนั้นเชิญท่านเร่งกลับคืนอวี้หงหยวนเถิด ส่วนศีรษะและร่างของหัวหน้าสี อีกทั้งร่างของเหลียงจิน พวกข้าจัดเตรียมบรรจุในหีบศพใช้รถลากด้วยขบวนม้าเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว หากรั้งรอเจรจาความสืบไป เกรงว่า...”

ข้ายกสุราเทียนจื่อซานจรดปากราวกับดื่มน้ำเปล่า กระทั่งไม่หลงเหลือสักหยดก็ทิ้งขวดลงข้างตัวใกล้ ๆ เหลียวตง หยางเย่ถิงสั่งคนให้พาร่างเหลียวตงออกไปแล้วใช้เชือกอาคมพันธนาการไว้

“ช้าเร็วพวกเขาย่อมล่วงรู้ตัวตนข้า อย่าเสียเวลาปิดบังสืบไปเลย”

หยวนหลงซานคลี่คลายพัดพรายเพลิง ประกายไฟก็ประทุขึ้นอีกครั้ง ยามนั้นแสงอรุณรุ่งพุ่งเหนือสันเขากระทบประกายเพลิงวาบขึ้นทั่วเรือนร่างของหยวนอวี้ฟ่าน หยางเย่ถิงยกแขนเสื้อแล้วค่อยมองหยวนอวี้ฟ่านซ้ำ แสงอาทิตย์สาดต้องบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่แทนหยวนอวี้ฟ่าน อีกทั้งบรรดายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทราซึ่งเดิมทีเป็นสตรีต่างก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มแทบจะทั้งสิ้น

“ประมุข หยวน...ฟง” เจ้าหนุ่มซึ่งก่อนหน้ามีนามว่าหลี่เม่ยร้องเรียกพร้อมสำแดงกิริยาคารวะ เช่นเดียวกับชายหนุ่มทุกผู้ในสำนักเสี้ยวจันทรา

ข้าพยักหน้าให้หลี่ปิงหวนในร่างบุรุษ ก่อนจะสบตาอันเบิกกว้างของหยางเยวี่ยน

“พี่อวี้ฟ่าน” หยางกุ้ยเฟยร้องเรียกข้า คงไม่อาจเชื่อสายตาตัวเอง

“มิได้ แม่นางหยาง ข้า...หยวนหลงซาน ประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา ขอคารวะยอดฝีมือทุกท่าน”

เสียงฮือฮาประหลาดใจดังขึ้นจากฝ่ายพรรคคมเบญจมาศราวกับแลเห็นสิ่งอัศจรรย์

“เจ้า...”

แววตาสงสัยบนใบหน้ารูปงามของหยางเย่ถิง ณ ขณะนั้น ข้าคงจะเก็บไว้ในห้วงความทรงจำตลอดกาล เราสองคนคงไม่มีเหตุให้ต้องพบพานเจอะเจอกันอีก

“ขอตัวลา” ข้าใช้วิชานกกระเรียนบูรพาละทิ้งหยางเย่ถิงไว้ โดยไม่คิดจะหันกลับไปมองซ้ำอีก


- - - - - - - - -

ขันทีผู้หนึ่งเร่งร้อนปลดสาส์นจากข้อเท้านกพิราบ ครั้นแล้วเร่งฝีเท้าเข้าสู่อุทยานหลวงช่วงเวลาสาย ภายในศาลาไม้นั้นมีสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง ประทับนั่งปักผ้าด้วยเส้นด้ายเป็นลวดลายดอกเบญจมาศเคียงข้างจันทรา

“ทูลพระสนม มีจดหมายพ่ะย่ะค่ะ”

“ว่ามา” น้ำเสียงฟังคล้ายไม่ชายไม่หญิง มองจากเบื้องหลังก็มีรูปร่างไม่ชายไม่หญิงเช่นเดียวกัน

“หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬหายตัวไปอย่างลึกลับพ่ะย่ะค่ะ”

ดวงตาเรียวสวยละจากกิจซึ่งกระทำอยู่ ขันทีเฒ่าผู้นั้นตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว ดวงตาจดจ้องลวดลายชุดฉลองพระองค์ปักเป็นโคมทองบนพื้นแดง ขณะเจ้าของชุดขยับกายลุกขึ้นยืน

“ส่งคนออกตามหา”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“เรื่องคดีฆาตกรรมเสียงจงกิมเล่า”

“บัดนี้เสียนหย่งเฉิงแห่งกองปราบสำนักศาลยุติธรรมได้เบาะแสชี้นำว่า บุคคลซึ่งกล้าหาญบุกชิงหลักฐานสำนักพิสูจน์อักษรเกี่ยวข้องกับหออวี้หงหยวนพ่ะย่ะค่ะ”

“จำไม่ผิด เสียนหย่งเฉิงผู้นี้ ฝ่าบาทเคยขอให้ข้าตั้งฉายาให้ หรือมิใช่

ขันทีเฒ่ารับว่าใช่ เริ่มคลายความหวาดกลัว

“เรื่องนี้น่าสนุกมิใช่เล่น เจ้าไม่คิดหรือว่าหอนางโลมลือชื่อนั้นมีเบื้องหลังลับลมคมใน” สตรีฝ่ายในกล่าว

“ข้าน้อยเบาสติปัญญา แต่พอจะออกความเห็นสอดคล้องกับพระสนมได้ว่า การอันหัวหน้าเหลียวตงผู้ดูแลผงราคะไฟมีอันหายไปอย่างลึกลับ ย่อมเกี่ยวข้องกับหออวี้หงหยวนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เส้นสายของข้าพเจ้าสืบได้ความว่า นายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนประสงค์ผงราคะไฟยิ่งกว่าผู้ใดในฉางอัน”

พระสนมทรงสำรวลเสียงห้าว

“ผิดแล้ว ข้าต่างหากเล่าที่ต้องการผงราคะไฟมากกว่าผู้ใดในฉางอัน”

“อ้อ ย่อมเป็นเช่นนั้น ขอรับ ประมุขเซียว

เซียวฟาง หรือ เซียวเสียนเฟย พระสนมเอกแห่งพระจักรพรรดิถังไท่จงทรงพยักพระพักตร์พึงพอใจในคำตอบรับของข้ารับใช้


*****************

พูดคุย

พัดพรายเพลิงจะออกโรงแล้วววว
มาแล้วววว

:m31: :m31: :m31:
:hao5:

เอาให้ตาย
โดนคุณชายรองห้ามไว้เสียก่อน

หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 27 [30/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 30-04-2020 11:08:41
บทที่ 27





หนึ่งเดือนต่อมา วันเทศกาลฉงหยาง [1]

ข้าก้าวเท้าเหยียบลงท่าเรือ หลังจากเข้าคำนับและเจรจากับพ่อค้าสำเภาอีกรายหนึ่งเป็นผลสำเร็จ แท้จริงแล้วเถ้าแก่ฉินผู้นี้คือสหายคนสนิทของเสียงจงกิมผู้ล่วงลับ ข้าตามสืบจนพบว่า ฉินเหอหนานค้าขายผงราคะไฟดุจเดียวกัน

หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอยืนม้าคอยอยู่ริมฝั่งน้ำเพียงสองคน ไม่ใช่สิ่งชินตาสำหรับข้าเท่าใดนัก แม้นเหตุการณ์สูญเสียเหลียงไถจินและหัวหน้าสีฝูเหยาล่วงเลยมากว่าหนึ่งเดือน หลังจากเหตุการณ์ ณ เส้นทางเฉิงเป่ย ข้าเร่งกลับอวี้หงหยวนเพื่อพบกับกองทหารมือปราบของเสียนหย่งเฉิง เจ้าจิ้งจอกเงินนั่นเหมือนเพิ่งได้รับหมายตรวจค้นจากทางการ ตั้งใจจะบุกฝ่าบรรดานักเลงคุมซ่องเข้าไปให้จงได้ แต่ติดอยู่ที่ว่า บริเวณหน้าหออวี้หงหยวนปรากฏมีชายหนุ่มทั่วทั้งนครฉางอันพากันยืนกีดขวางเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ข้าเดาว่าคงเป็นแขกขาประจำและขาจรที่หมายจะเข้าชื่อเชยชมข้าและนางคณิกาชั้นเอกตามหนังสือประกาศรับอาสาสมัคร

แต่สิ่งซึ่งไม่น่าเชื่อสายตา ในบรรดาชนผู้ขัดขวางปรากฏมีกลุ่มบุรุษหนุ่มสวมชุดสีเหลืองอ่อนผูกผ้าคาดศีรษะลวดลายดอกเบญจมาศยืนร่วมอยู่ด้วย มองเพียงปราดเดียวก็จำได้ว่าเป็น หยางซุนกวาน คุณชายใหญ่แห่งพรรคคมเบญจมาศไม่ผิดตัว

ข้าสั่งให้หลี่ปิงหวนนำขบวนศพของเหลียงจินและหัวหน้าสีอ้อมผ่านตรอกซอกซอยไปเข้าทางประตูหลัง แล้วดำเนินเข้าหาเสียนหย่งเฉิงทันที พอเจ้าจิ้งจองเงินผู้สั่งทหารยิงเกาทัณฑ์ทำร้ายข้า ณ สำนักพิสูจน์อักษร พบเห็นว่าเป็นผู้ใดปรากฏตัว หัวหน้ามือปราบก็สำแดงใบหน้าประดุจพบของสำคัญ

“ไม่นึกว่าคุณชายหยวนจะยินยอมปรากฏตัวโดยง่ายเช่นนี้” เสียนหย่งเฉิงกุมด้ามดาบแล้วชูหมายค้นผ่านหน้าข้าให้เห็นตราประทับจากสำนักศาลยุติธรรม

ข้าทำทีคารวะ แล้วว่า “ไยหัวหน้าเสียนจึงพามือปราบจำนวนมากมาเยี่ยมเยือนอวี้หงหยวน หากประสงค์ปลดเปลื้องอารมณ์ในเวลาราชการเช่นนี้ ข้าเห็นว่าผิดวิสัยข้าราชสำนักตงฉิน สุดจะเหลือเชื่อ”

เสียนหย่งเฉิงมิได้หลวมตัวยั่วให้โกรธ สมกับฉายาจิ้งจอกเงินแห่งสำนักศาลยุติธรรม หนำซ้ำยังพยักหน้าบอกเป็นนัยให้มือปราบทั้งปวงล่าถอยกลับไปยังสำนักศาลยุติธรรมโดยเร็ว ครั้นชายชาวฉางอันเห็นว่าหน่วยมือปราบไม่คิดบุกอวี้หงหยวนแล้วก็เลิกราไป บ้างกลับไปหลับนอนต่อในหอคณิกา บ้างกลับบ้านช่องร้านค้าตามซอกซอย เว้นแต่หยางซุนกวานแห่งคมเบญจมาศที่ยืนเป็นรูปปั้นอยู่หน้าประตูทางเข้าอวี้หงหยวนเคียงข้างนักเลงคุมซ่อง

“หากคุณชายหยวนออกมานับแต่วันแรกที่ข้าขอเข้าพบ ไหนเลยข้าจะต้องถือหมายค้นเพื่อเข้าตรวจตรา เช่นนั้นขอเชิญคุณชายหยวนไปกับข้าทีเถิด” เสียนหย่งเฉิงทำทีออกเดินนำทาง

“เรียนประมุข” หลี่ปิงหวนดึงสติข้ากลับมา ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน พร้อมทั้งยื่นถุงไหมซึ่งภายในคงบรรจุใบจูอวี๋ คนสมัยโบราณเชื่อว่าใบจูอวี๋สามารถกำจัดสิ่งอัปมงคลในวันฉงหยางได้

ข้ารับไว้ “ขอบใจ”

“ข้าน้อยสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง” หลี่ปิงหวนลงจากหลังม้าเข้าคู่เดินเคียงข้างหยวนหลงซาน ข้าพยักหน้าเปิดโอกาสให้ซักถาม

“ประมุขท่านกระซิบกล่าวกับเสียนหย่งเฉิงด้วยคำใดในวันที่ท่านหวนคืนอวี้หงหยวนหรือขอรับ ไยจิ้งจอกเงินแห่งสำนักศาลยุติธรรมจึงล่าถอยกลับไปโดยง่ายเช่นนั้น”

“ข้าเองก็อยากรู้เช่นกันขอรับ” หวังเป่าเหอร้องบอกเป็นเสียงเดียวกัน

เรื่องนั้นข้าไม่ได้คิดเล่าให้ผู้ใดฟัง แต่ก็มิได้มีใจความสำคัญจนกระทั่งต้องปิดบังอำพราง

“ข้ากระซิบว่า หากหัวหน้าเสียนประสงค์สืบสวนตรวจค้นตัวข้า ที่ใดจะเหมาะสมยิ่งไปกว่าห้องนอนของข้าภายในอวี้หงหยวนเล่า”

เจ้าหนุ่มทั้งสองพอได้ฟังคำเฉลยก็พลันหัวเราะดังลั่น จนผู้คนในละแวกนั้นหันมามองด้วยความสงสัย

“มิน่าเล่า เสียนหย่งเฉิงจึงหน้าตาแดงก่ำ หันรีหันขวางไม่รู้จะทำประการใดดี ก็เพราะเหตุการณ์เป็นมาเช่นนี้นี่เอง นับว่าประมุขท่านฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก” หลี่ปิงหวนประสานมือคารวะหยวนหลงซาน

“ไม่นึกว่าคำพูดประโยคเดียวจะทำให้นายท่านรอดพ้นจากคดีความบุกชิงหลักฐานปลอมจากสำนักพิสูจน์อักษรมาได้”

ข้าสั่นหน้าปฏิเสธคำพูดของหลี่ปิงหวน

“หากแต่สถานการณ์ขณะนั้นไม่สู้จะเหมาะสมในการบีบคั้นบังคับข้าต่อหน้าต่อตาชาวเมืองจำนวนมาก อีกประการหนึ่ง หยางซุนกวานแห่งคมเบญจมาศทำการเปิดเผยว่าอยู่ข้างฝ่ายหออวี้หงหยวน ในเมื่อฝ่ายยุทธภพสำแดงชัดเช่นนั้น ผนวกกับเสียนหย่งเฉิงย่อมรู้ดีแก่ใจว่าตนเองไร้หลักฐานสำคัญที่จะเจาะจงว่าคนร้ายคือข้า เจ้านั่นย่อมลังเลชั่วขณะตอนที่พวกเราหลบหนี บังเกิดมีเสียงร้องสตรีต้องปลายลูกเกาทัณฑ์ คนผู้นี้ฉลาดเฉลียวเกินตำแหน่งหน้าที่ หากสบโอกาสได้หลักฐานชี้ความผิดข้าแน่ชัดเมื่อใดคงจะหวนกลับมาเป็นแน่”

“หัวหน้าเสียนคงยังไร้ความสามารถ ก็บัดนี้ล่วงเลยไปกว่าหนึ่งเดือนเต็ม ยังหามีวี่แววของคนผู้นั้นไม่” หวังเป่าเหอตั้งข้อสังเกต

ยังไม่ทันไร บริเวณหัวมุมถนน ปรากฏบุรุษสวมชุดสีน้ำเงิน เครื่องแบบหน่วยมือปราบสำนักศาลยุติธรรม เสียนหย่งเฉิงไม่คาดว่าจะได้พบหยวนหลงซานกระทันหันก็หมุนตัวกลับ

“คารวะ หัวหน้ามือปราบเสียน” ข้าร้องทักอีกฝ่ายโดยเร็ว

เสียนหย่งเฉิงหันกลับแล้วทำกิริยาคำนับเช่นเดียวกัน ซุกซ่อนสีหน้าไม่อยากสนทนาได้อย่างแนบเนียน

“ไม่นึกว่าจะได้พบคุณชายหยวน ณ ที่แห่งนี้”

ข้ามองเพียงปราดเดียวก็ล่วงรู้ว่าอีกฝ่ายคงลอบติดตามข้ามาแน่ ๆ จึงได้แต่ยิ้มรับ เหมือนมิได้แจ้งความจริงใด

“คราวก่อนข้ายังมิได้ยินคำตอบรับของนายกองท่าน บัดนี้เจอตัวโดยบังเอิญ อีกทั้งจะเชิญท่านกลับอวี้หงหยวนเพื่อดื่มเหล้าดอกเบญจมาศตามวิถีเทศกาล หนทางก็ไกลนัก เช่นนั้นข้าขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงสุราท่านเสียนภายในโรงเตี๊ยมเบื้องหน้านี้เห็นจะเหมาะสมกว่า” ข้าพูดมัดมือชก หวังให้เสียนหย่งเฉิงไม่คิดปฏิเสธได้ ตั้งใจจะใช้สุราบีบคลายความในใจของเจ้าจิ้งจอกเงิน

เสียนหย่งเฉิงอึกอักเห็นได้ชัดว่าไม่ประสงค์อยู่ต่อหน้าข้าให้เนิ่นนาน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มราวกับดูหมิ่นของหยวนหลงซานเช่นนั้นก็ตกปากรับคำทันที หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอเข้าไปภายในโรงเตี๊ยมเจรจากับเถ้าแก่จนกระทั่งได้โต๊ะรับรองมาตัวหนึ่ง ณ มุมห้อง เสี่ยวเอ้อยกสุราดอกเบญจมาศและขนมฉงหยางเกามาให้คนทั้งสี่

“จอกนี้สำหรับความซื่อสัตย์ภักดีของท่านเสียนต่อแผ่นดินต้าถัง” ข้ายกสุราขึ้นดื่ม รสชาติแย่กว่ารสสุราเทียนจื่อซานมากนัก เถ้าแก่เจ้าของร้านคงเร่งรีบหมักเพื่อให้ทันเทศกาลฉงหยาง จึงได้เหล้าดอกเบญจมาศรสชาติชั้นเลวเช่นนี้

เสียนหย่งเฉิงยกดื่มรับ แล้วว่า

“คุณชายหยวนยกย่องข้าเกินไปนัก หากข้ามีฝีมือซื่อสัตย์จริง คงจะใช้สติปัญญาไขคดีปริศนาการตายของเสียงจงกิมลุล่วงไปแล้ว หากแต่บัดนี้คดีความยังคงค้างคาอยู่ รู้แต่เพียงว่ามีความเกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมยกครัวร้านยาหลิวจินเถา หลักฐานสำคัญนอกจากชาดอกเบญจมาศผสมผงราคะไฟในสองคดีแล้ว ไม่อาจชี้นำข้าสู่ตัวฆาตกรได้”

“ข้ายินดีจะตอบคำถามหัวหน้าเสียน ก็ท่านฝากหยวนอวี้ฟ่านน้องสาวข้ามาว่าต้องการพบข้ามิใช่หรือ ก็คราวนั้นข้าเสนอตัวให้ท่านสอบสวน ทว่าท่านปัดเยื่อใยไม่รับไมตรี แต่หากข้ามีประโยชน์ต่อรูปคดีแล้วย่อมพร้อมให้ท่านสืบสวนโดยละเอียด”

เสียนหย่งเฉิงปรากฏสีหน้าแดงอีกครั้ง เขากระแอมเสียงดังแล้วยกสุราดื่มซ้ำ

“ข้าทบทวนแล้วเห็นว่า ทั้งสองคดีมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณชายหยวน คนเข้าพบเสียงจงกิมเป็นคนสุดท้ายคือท่าน มีเพียงสาวใช้เป็นพยานปากเท่านั้น ทั้งหลักฐานวัตถุพยานก็ไม่ปรากฏว่าท่านลงมือสังหารพ่อค้าสำเภา ข้าด้อยสติปัญญาจึงไม่คิดใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน ครั้นได้ลองสืบตามคำแนะของหยางซุนกวานแห่งคมเบญจมาศ ซึ่งว่าไฉนชาดอกเบญจมาศและผงราคะไฟซึ่งเป็นของต้องห้ามในเมืองหลวงจึงยังคงมีค้าขายอยู่แพร่หลาย ทำให้ข้าตามสืบสาวกระทั่งพบผู้ขายรายย่อยจำนวนมาก ทั้งซัดทอดความกันไปมาน่าสับสนนัก กระทั่งปากคำทั้งหมดระบุชี้นำมายังคนสองคน คนหนึ่งเสียชีวิตไปแล้วคือเสียงจงกิม ทว่าอีกคนยังมีชีวิตอยู่ คือคนที่คุณชายหยวนเพิ่งพบปะสนทนาเมื่อไม่นานมานี้ ฉินเหอหนาน”

ฉลาดล้ำยิ่งกว่าสุนัขจิ้งจอกเสียอีก

ข้าได้แต่ยิ้ม ยกสุราขึ้นดื่ม คนผู้นี้อันตรายนัก หากข้าไม่อาจรีดความจริงจากปากเสียนหย่งเฉิงมาทั้งหมดได้ ก็อย่านับว่าข้าเป็นนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนสืบไป

“หลี่ปิงหวน หวังเป่าเหอ พวกเจ้าทั้งสองออกไปตระเตรียมม้าให้ข้าและหัวหน้าเสียน”

“ขอรับ” เจ้าหนุ่มทั้งสองรับคำแล้วออกไปทำการ

“คุณชายหยวนเตรียมม้าจะไปที่ใดหรือ” เสียนหย่งเฉิงทำหน้าเหมือนไม่ทันความคิดข้า

“ก็วันนี้ผู้คนทั้งหลายกระทำสิ่งใดในเทศกาลฉงหยางหรือ ข้าย่อมกระทำการดั่งว่าดุจเดียวกัน”

“ขออภัยคุณชายหยวน หากคำเชิญนี้หลุดจากปากน้องสาวท่าน ข้าคงจะติดตามท่านขึ้นเขาไปจิบสุราดอกเบญจมาศตามคำชวนแน่” เสียนหย่งเฉิงปฏิเสธทันที

“ช้าก่อน หัวหน้าเสียน ข้าได้ยินท่านกล่าวถึงน้องสาวข้ามากกว่าสองคำแล้วจึงนึกขึ้นได้ว่า หลังตะวันตกดิน หยวนอวี้ฟ่านและนางคณิกาทั้งหลายในอวี้หงหยวนจะขึ้นภูเขาไปจิบสุราดื่มชาดอกเบญจมาศตามธรรมเนียมปฏิบัติ หากท่านติดธุระสำคัญเร่งรีบปฏิเสธเช่นนี้ ข้าคงกล่าวได้เพียงว่าช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”

“ข้ายินดี” เสียนหย่งเฉิงกลับคำรวดเร็วจนข้าทำได้แต่เพียงนึกขันในใจ

ตามตำนานเกี่ยวกับการขึ้นเขาสูง ติดใบจูอวี๋ ดื่มเหล้าเบญจมาศ (จวี่ฮัวจิ่ว) กล่าวไว้ว่า ในสมัยฮั่นตะวันออก มีปีศาจร้ายปรากฏตัว ทำให้ผู้คนล้มป่วยเจ็บตาย เหิงจิ่ง ต้องการปราบปีศาจ จึงเดินทางไปแสวงหาผู้วิเศษเพื่อร่ำเรียนวิชาปราบปีศาจ จนได้ผู้วิเศษท่านหนึ่งเป็นอาจารย์

เหิงจิ่งได้ร่ำเรียนวิชาต่าง ๆ กับอาจารย์ จนกระทั่งวันหนึ่งอาจารย์ได้บอกว่า ในวันที่ 9 เดือน 9 จะมีปีศาจออกอาละวาด ให้เหิงจิ่งกลับไปกำจัดปีศาจ โดยอาจารย์ได้มอบใบจูอวี๋และเหล้าดอกเบญจมาศพร้อมถ่ายทอดวิชาปราบมารให้

เหิงจิ่งได้คำนับลาอาจารย์กลับมาปราบปีศาจ โดยในวันที่ 9 เดือน 9 เขาได้นำชาวบ้านขึ้นไปบนเขา พร้อมทั้งแจกใบจูอวี๋และเหล้าแช่ดอกเบญจมาศให้ชาวบ้านเป็นเครื่องป้องกันตัว ครั้นปีศาจได้กลิ่นใบจูอวี๋และเหล้าเบญจมาศ จึงหวาดกลัวไม่กล้าเข้าทำร้ายชาวบ้าน จากนั้นเหิงจิ่งจึงจัดการปราบปีศาจร้ายจนสำเร็จ





แสงโคมไฟประดับประดาทางขึ้นภูเขาละลานตา เสียนหย่งเฉิงยืนม้าคอยอยู่บันไดเชิงเขา เคียงข้างรูปปั้นสิงโต ข้าในร่างหยวนอวี้ฟ่านและประดานางคณิกาปลอมแห่งอวี้หงหยวนลงจากพาหนะเกวียนกว่าห้าสิบเล่ม พอเสียนหย่งเฉิงแลเห็นข้าก็ยิ้มแย้มราวกับดื่มสุราดอกเบญจมาศไปกว่าสิบห้าไห

“แม่นางหยวนช่างงดงามนัก”

ข้าแสร้งยิ้มยกพัดขึ้นปิดปาก ตอบเพียงว่า

“หัวหน้าเสียนก็รูปงามดุจเดียวกัน”

“พี่ชายท่านเล่า”

“มีแขกข้าราชสำนักจำเป็นต้องรับรอง จึงฝากข้ามาต้อนรับท่านแทน”

“เช่นนั้นข้าขอเป็นผู้นำทางแม่นางหยวนขึ้นภูเขา หากรั้งรออยู่เนิ่นนาน เกรงว่าบรรดาพวกปีศาจแลเห็นสตรีจากอวี้หงหยวนสุดเลอโฉมจะเข้าลักลอบพาไปเป็นแน่” เสียนหย่งเฉิงหยอกเย้า

วาจาเสียนหย่งเฉิงคารมคมคายใช่เล่น ข้าจะหลอกเอาความในอกเจ้าจิ้งจอกเงินมาให้สิ้น จงคอยดู

“พูดมาก น่าเบื่อ”

ข้าสะดุ้งสุดตัว เสียนหย่งเฉิงทำหน้าไม่ชอบใจอย่างยิ่ง ขณะสบตากับหยางเย่ถิงแห่งพรรคคมเบญจมาศ





[1] เทศกาลฉงหยาง ตรงกับวันที่ 9 เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติ


**************
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 27 [30/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LadySaiKim ที่ 30-04-2020 19:12:15
 :katai4: :katai4:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 27 [30/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: bun ที่ 30-04-2020 23:02:51
สามีกลับมาทวงสิทธิหรือเปล่า
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 27 [30/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 30-04-2020 23:32:05
 สามีมาตามกลับบ้านจ้า~555
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 27 [30/4/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 01-05-2020 20:47:16
อุ้
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 28 [4/5/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 04-05-2020 12:44:58
บทที่ 28




ภูเขาจงหนาน อยู่ห่างจากเมืองฉางอันไปทางใต้ 60 ลี้ เป็นส่วนหนึ่งในเทือกเขาฉินหลิง บรรยากาศเทือกเขาแห่งนี้งดงามราวกับแดนสวรรค์ ทิวทัศน์ร่มเย็น ตีนเขามีหลายหมู่บ้านรวมกันเป็นชุมชน บนยอดเขาสูงมักจะพบผู้บำเพ็ญเพียร นักพรต และหลวงจีน ต่างก็มาใช้ชีวิตสันโดษเพื่อฝึกวิชา

ข้าสั่งคนขับรถม้าให้คอยอยู่ตีนเขา แล้วออกเนินนำขึ้นไปตามทางโดยไม่เร่งรีบ เนื่องจากมีแสงโคมไฟประดับไว้ตลอดเส้นทาง ชาวบ้านจำนวนมากทยอยขึ้นไปบนเขา อีกส่วนกำลังกลับบ้านเรือน ข้างทางมีร้านค้าจำหน่ายของกินของใช้มากมาย ของสองสิ่งในจำนวนนั้นย่อมไม่พ้นใบจูอวี๋และเหล้าดอกเบญจมาศ บ้างขายเครื่องรางขับไล่ปิศาจ

“แม่นางหยวนประสงค์ถุงหอมบรรจุใบจูอวี๋หรือไม่ ข้ายินดีซื้อให้ท่านเป็นของขวัญ” เสียนหย่งเฉิงออกตัวอย่างคนมีน้ำใจ

“ข้าพเจ้าทัดใบจูอวี๋ไว้อยู่แล้ว หัวหน้าเสียนมิต้องลำบาก” ข้าผินหน้าเจรจากับเสียนหย่งเฉิงด้วยรอยยิ้ม ทว่ารังสีอำมหิตดุจมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเบื้องหลังข้านี้ ไม่หันกลับไปมองก็รู้ว่าเกิดจากสิ่งใด เสียงนางคณิกาปลอมซึ่งส่วนใหญ่แท้จริงคือชายต้องคำสาปต่างรุมล้อมหยางเยวี่ยน บ้างออกปากขอให้คุณชายรองตระกูลหยางมีน้ำใจซื้อผ้ายันต์หรือเครื่องรางให้พวกนางเป็นสิ่งคุ้มกันภัยปิศาจ เจ้านั่นก็ปฏิบัติตามคำขอโดยไม่ปริปากบ่น หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอในร่างนางคณิกาก็เลี่ยงตัวมากระซิบกระซาบด้วยข้า ขณะเสียนหย่งเฉิงชะลอพิจารณาสุราดอกเบญจมาศ

“เรียนนายหญิง คุณชายรองเห็นทีจะสิ้นเนื้อประดาตัวแน่แล้ว ก็คนผู้นั้นไม่เพียงไม่ได้เอาปากมา หนำซ้ำยังว่านอนสอนง่าย พวกเราคนใดออกปากอยากได้สิ่งของใดก็ประเคนให้ราวกับต้องอาคมเสน่หา”

ข้าหันกลับไปก็เป็นจริงดังหลี่ปิงหวนรายงาน หยางเยวี่ยนปรากฏตัวหนนี้ไม่อาจล่วงรู้ความในอกได้ เขาย่อมแจ้งแก่ใจอยู่แล้วว่า นางคณิกาทั้งหมดนี้หาใช่สตรีโดยแท้จริงไม่ เหตุใดจึงดูแลพวกนางราวกับเอาอกเอาใจเช่นนั้นก็ยากเกินกว่าข้าจะคิดล่วงหน้าได้

“หรือคุณชายรองจะมารายงานท่าน เรื่องการสอบปากคำเหลียวตงคนชั่ว” หวังเป่าเหอตั้งข้อสังเกต ข้าเห็นว่ามีส่วนเป็นไปได้สูง

นับแต่การจากกันหนนั้น ข้ามิได้ข่าวคราวจากสำนักคมเบญจมาศสักน้อยหนึ่ง แม้นหยางซุนกวานจะเข้ามาเป็นแขกของอวี้หงหยวนทุกค่ำคืน ก็หาได้ปริปากพูดความใดเกี่ยวข้องกับหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬไม่ อันที่จริงข้าเริ่มระแคะระคายแล้วว่า การอันหยางซุนกวาน คุณชายใหญ่แห่งพรรคคมเบญจมาศมาปรากฏตัวเป็นแขกหออวี้หงหยวนนี้ คงจะได้รับคำสั่งจากประมุขหยางให้มาดูแลคุ้มครองเป็นแน่

ข้อมาดหมางในอดีตนับแต่การปฏิเสธเทียบเชิญหรือกระทั่งการขอความร่วมมือขจัดภัยพาล ข้าไม่เอามาคิดให้ปวดหัวอีก รู้แล้วว่าพรรคคมเบญจมาศมีเจตนาดี ยึดถือคุณธรรม นำขจัดมารร้าย ดังคำประกาศของหยางเย่ถิงในคืนนั้นซึ่งว่า คมเบญจมาศกรีดพื้นพสุธา มารร้ายชั่วช้าจงสิ้นจากแผ่นดิน เหล่านี้คือคำสั่งสอนของพรรคคมเบญจมาศมาช้านาน

ในเมื่อทั้งสองสำนักต่างยืนอยู่ฝ่ายเดียวกันแล้ว สิ่งไม่พอใจในอดีตข้าจะทำเป็นหลงลืมเสียเอง

“หากเป็นเช่นเจ้าคะเนก็ดีไป แต่หยางเย่ถิงปรากฏตัวผู้เดียวหามีผู้ติดตามไม่นี้ ข้าไม่คิดว่าพรรคคมเบญจมาศจะยอมปล่อยเหลียวตงมาให้พวกเราโดยง่าย หรืออาจจะยังไม่ได้ข้อมูลใด ๆ ก็เป็นได้ จึงส่งคุณชายรองตระกูลหยางมาเจรจายืดเวลาออกไปก่อน พวกเจ้าจงจับตาหยางเยวี่ยนไว้อย่าให้คลาดสายตา”

“ขอรับ” เจ้าสองหนุ่มรับคำสั่ง

พอดีกับเสียนหย่งเฉิงชูขวดสุราดอกเบญจมาศกลับมา พร้อมทั้งรินให้ข้าชิม

รสชาติไม่กลมกล่อมเท่ากับสุราเทียนจื่อซานแห่งพรรคคมเบญจมาศ

“ท้องฟ้าแจ่มใสนัก หากแม่นางหยวนไม่ว่าอะไร ข้าขอเชิญแม่นางนั่งดื่มสุราในร้านค้าด้านนี้เถิด ร้านนั้นอยู่ติดริมผา มองเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนงดงามนัก” เสียนหย่งเฉิงอวดอ้างทำเลร้านเหล้าแล้วก็ผายมือเชื้อเชิญ

ข้าตั้งใจจะสืบความลับในหัวของเสียนหย่งเฉิงอยู่แล้วก็ทำกิริยาอายพอเป็นพิธีแต่ก็ติดตามไป พยักหน้าให้หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอคอยเชิงอยู่บริเวณใกล้เคียง พอได้ที่นั่งแล้วเถ้าแก่ก็แต่งโต๊ะรับรองด้วยเหล้าชั้นดีตามเท่าที่จะหาได้ ข้าเห็นใบหน้ามีความสุขล้นของเสียนหย่งเฉิงแล้วได้แต่ลอบถอนหายใจ หากล่วงรู้ว่าตัวตนข้าคือใคร เขาจะยังมีกะจิตกะจิตรับรองข้าเช่นนี้หรือไม่

“แม่นาง เชิญดื่ม”

ข้ายกดื่มแล้วใช้พลังลมปราณขับฤทธิ์สุราออกทันที

“ข้าพเจ้าได้ยินว่า หัวหน้าเสียนต้องการพบข้า ไม่ทราบว่าท่านมีสิ่งใดจะพูดกับข้าหรือ”

“มิได้ แม่นางหยวน อันที่จริงก็พอมีอยู่” เสียนหย่งเฉิงตอบแบ่งรับแบ่งสู้ แล้วพูดต่อไปว่า “ท่านเคยใช้ผงราคะไฟหรือไม่”

เป็นคำถามตรงจุดอย่างที่สุด คนผู้นี้ฉลาดเฉลียว การจะซักถามโดยตรงนี้ผิดวิสัยนัก ข้าจึงได้แต่ยกชายเสื้อขึ้นแล้วยกสุราขึ้นดื่ม พลางตอบว่า

“หากท่านเป็นข้า ท่านจะใช้ผงราคะไฟหรือไม่เจ้าคะ”

พอคำถามถูกโยนกลับ เสียนหย่งเฉิงไม่ทันระวังก็ปรากฏสีหน้ามีพิรุธ ข้าจึงกล่าวสืบต่อไป

“ก็ผงราคะไฟเป็นของต้องห้ามในเมืองหลวง ไม่อาจซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยประการทั้งปวง มาตรว่าพบสิ่งของต้องห้ามดังกล่าว โทษอาญาหนักเบาย่อมตกมาถึงคนผู้นั้น และท่านถามข้าพเจ้าเช่นนี้ หากข้าพเจ้าไร้สติปัญญา ตอบท่านไปว่าใช้จริง มิต้องถูกกุมตัวไปรับโทษหรือ”

พอเสียนหย่งเฉิงถูกข้าโต้กลับเหมือนไม่พึงพอใจก็โบกมือปฏิเสธ แก้คำว่ามิได้จะลวงข้าให้ต้องอาญา

“มิได้ หากแต่ข้าถามตามการสมมติ ในเมื่อท่านมิได้ใช้จริงแล้วข้าก็คลายใจ ประการหนึ่งข้าเคยได้ยินว่า ผงราคะไฟนี้มีสรรพคุณเป็นประโยชน์ต่อนางคณิกา คือช่วยตบตาแขกให้รับรสกามาได้โดยมิต้องปรนนิบัติจริง”

ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แล้วไยจึงมาสอบความข้าซ้ำอีก หรือคนผู้นี้ต้องการจะเอาผิดข้าให้ได้ โดยจะสืบสาวโยงใยไปถึงคดีฆาตกรรมเสียงจงกิม เจ้าจิ้งจอกเงินฉายาพระราชทานผู้นี้คงตามสืบเส้นทางค้าขายผงราคะไฟจนทะลุปรุโปร่งแล้ว ขาดอยู่เพียงหลักฐานที่จะชี้ขาดว่า ข้าหยวนหลงซานคือผู้อยู่เบื้องหลังกิจการผงราคะไฟทั้งหมดหรือไม่

พอสบโอกาสก็ซักถามหยวนอวี้ฟ่านผู้น้องสาวโดยไม่คิดปิดบังว่าเรื่องราวนี้จะล่วงรู้ไปถึงหูหยวนหลงซาน เขาตั้งใจกระทำการทั้งนี้โดยเปิดเผย เพื่ออะไร เพื่อให้ข้าล่วงรู้และซุกซ่อนความผิดที่จะชี้เข้าหาตัวหรือ คนผู้นี้จะมีน้ำใจถึงขนาดนั้นเชียวหรือ

“ข้ารู้ว่าพี่ชายท่านมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม ข้าเพียงต้องการให้ท่านเป็นทูตนำความไปบอกคนผู้นั้นให้ระมัดระวัง หาไม่คนร้ายตัวจริงเกิดสบช่องป้ายความผิดมายังอวี้หงหยวนได้ จะทำให้รูปคดีทั้งหมดผิดพลาด เช่นนั้นวานแม่นางเป็นธุระให้ข้าทีเถิด”

ไม่นึกว่าจะได้เห็นน้ำใจไมตรีของเสียนหย่งเฉิงโดยซึ่งหน้า

“คนหน้าซื่อใจคด”

หาใช่คำพูดจากปากข้าไม่ แต่เป็นประโยคสั้นกุดแต่แทงใจจนเสียนหย่งเฉิงพลันหลุดกิริยา

“เจ้ากล่าวหาใคร”

หยางเย่ถิงนั่งลงบนโต๊ะแล้วยกสุราในส่วนของข้าขึ้นดื่ม

“รสชาติชั้นเลว”

“ใช่หรือไม่” ข้าถามหยางเยวี่ยนกลับ ดีใจที่มีคอสุราอย่างเดียวกัน

“คุณชายผู้นี้คือใครหรือ แต่งกายเลียนแบบสำนักคมเบญจมาศเช่นนี้ หากหยางซุนกวานพบเข้าคงจับตัวปล้นเสื้อผ้าไปโยนทิ้งเป็นแน่” ดูเหมือนเงาหัวของเสียนหย่งเฉิงจะมิได้ตั้งตรงอยู่บนบ่า ไม่เพียงกล่าวดูถูกหยางเย่ถิง แต่ท่าทีเป็นเป็นอริต่อพรรคคมเบญจมาศโดยโจ่งแจ้งเช่นนี้ นับว่ากล้าหาญพอตัว

“เจ้าคือจิ้งจอกเงินแห่งสำนักศาลยุติธรรมหรือ” หยางเย่ถิงยกสุราในส่วนของข้าดื่มซ้ำอีก ประกายความไม่พอใจผุดวาบในดวงตาหยางเย่ถิง ยามระแคะระคายฐานะเสียนหย่งเฉิง

“เจ้าคือคนที่ใส่ร้ายว่าชาดอกเบญจมาศทำให้คนตายหรือ”

“ข้า...”

“สุราดอกเบญจมาศ”

“เจ้าพูดสิ่งใด”

“ข้าหยางเย่ถิงขอพิสูจน์ความจริง หากข้าแพ้เจ้าในการดื่มสุราจะขอถอนคำพูดว่าเจ้าหน้าซื่อใจคด” หยางเยวี่ยนมองเสียนหย่งเฉิงทางหางตา

“แล้วถ้าข้าแพ้ล่ะ”

“เจ้าต้องออกประกาศขอโทษพรรคคมเบญจมาศ เหตุพูดจาพล่อยๆ กล่าวหาชาดอกเบญจมาศเป็นยาพิษฆ่าคน”

หากเสียนหย่งเฉิงกระทำการเช่นนั้นก็เหมือนตบหน้าตัวเองด้วยด้ามดาบพระราชทาน

“ได้ ข้ารับรอง” หัวหน้ามือปราบสำนักศาลยุติธรรมรับปากหนักแน่น


ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม

“จงระมัดระวังเสียนหย่งเฉิง”

หยางเย่ถิงเตือนข้าเสียงเบา ขณะเดินเท้าออกจากโรงเหล้า ปล่อยเสียนหย่งเฉิงหน้าคว่ำอยู่บนโต๊ะไว้เดียวดาย

“เจ้ามาที่นี่ทำไม” เมื่อพ้นระยะห่างไกลจากผู้คน ข้าจึงได้ซักถามกลับ หลี่ปิงหวน หวังเป่าเหอ และยอดฝีมือซึ่งดำรงร่างนางคณิกาปลอมต่างมิได้ติดตามมาเมื่อเห็นว่าข้าไปกับผู้ใด

“ข้ากุมตัวเหลียวตงมาส่งให้เจ้า”

ชื่อเหลียวตงจุดความแค้นในหัวใจข้าขึ้นมาทันที แต่สีหน้าว่างเปล่าของหยางเย่ถิงทำให้ข้ารู้สึกผิดอย่างมาก หากเจ้าคุณชายมาดนิ่งพูดกล่าวโทษข้าเป็น ‘คนหน้าซื่อใจคด’ ยังจะดีเสียกว่าทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ณ เฉินชิงหลุน

ข้ามองออกว่าหยางเยวี่ยนคงมึนเมามิใช่น้อย หากเป็นข้าดื่มสุรากว่าสิบห้าไหโดยมิได้ใช้ลมปราณขับออก ป่านนี้คงนอนไถลหัวซบอยู่บนพื้นเป็นแน่

“ขอบใจ” ข้าพูดได้เพียงแค่นั้น “ข้าต้องคำสาป...ชายสลับหญิง”

หยางเย่ถิงหยุดเดิน ข้าไม่อาจมองหน้าเขาได้เต็มหน้า ละอายใจเกินกว่าจะกล่าวคำขอโทษ แต่หยางเยวี่ยนกลับพูดเรื่องอื่นเหมือนไม่ได้ฟังถ้อยคำข้า

“เหลียวตงยอมบอกว่า ประมุขพรรคมารต้องการเป็นหนึ่งในยุทธภพ โดยคิดใช้ผงราคะไฟเป็นส่วนส่งเสริมพลังวรยุทธเพื่อพิชิตใต้หล้า”

“เช่นนั้นหากข้าตัดเส้นทางค้าขายผงราคะไฟสำเร็จ”

“พรรคมารจะไม่อาจดำรงอยู่ได้” หยางเย่ถิงตอบ “เช่นเดียวกับหออวี้หงหยวน”

“ข้ายินดีทำ”

“ประการหนึ่ง เหลียวตงไม่ยอมเปิดเผยตัวตนประมุขและที่ตั้งสำนัก เขาบอกว่าจะยอมตอบหากเป็นเจ้าซักถามเท่านั้น” หยางเย่ถิงมองข้าผ่านเสี้ยวหน้าสตรี

“ขอบใจ คุณชายรอง”

หยางเย่ถิงทำหน้าไม่พอใจชั่วขณะ

ทันใดนั้นพุ่มไม้ด้านข้างทางเดินขยับไหวราวกับมีสิ่งมีชีวิตใดทำให้สั่น ยังไม่ทันที่ข้าจะคาดเดาว่าคือสัตว์ป่าชนิดใด เจ้าของขนฟูฟ่องสีขาวสะท้อนแสงจันทราก็กระโดดออกจากพุ่มไม้เข้ามาหาข้า เป็นลูกสุนัขจิ้งจอกเพศผู้ น่ารักน่าชังตัวหนึ่ง มันใช้เท้าหน้าและหัวตะกุยตะกายชายชุดข้า จนข้าจำเป็นต้องย่อตัวแล้วอุ้มจิ้งจอกตัวเล็กขึ้นมาด้วยสองมือ ดวงตาดำขลับ ขยับจมูกสูดกลิ่น หูตั้ง ทั้งแลบลิ้น มีทีท่าดีใจ

หลวงจีนวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงาต้นไม้ ข้าจำไต้ซือเฉิงจิ้งได้ก็เร่งเข้าไปคำนับ เฉิงจิ้งพยักหน้ารับแล้วกล่าวต่อประมุขพรรคเสี้ยวจันทราว่า

“อาตมาฟื้นฟูดวงวิญญาณประสกเหลียงไถจินสำเร็จตามคำขอของท่าน เดิมทีประสกเหลียงเป็นปิศาจจิ้งจอกบำเพ็ญเพียรมากว่าห้าร้อยปี ครั้นบิดาท่านรับตัวไว้เลี้ยงดูคราวกำพร้า จวบกระทั่งถูกมารร้ายทำลายชีวิต จิตวิญญาณจึงหวนคืนกลับร่างเดิมเป็นการถาวร ไม่อาจแปลงกายเป็นมนุษย์ได้อีก”

ข้าหลั่งน้ำตาสุดยินดี อุ้มชูลูกจิ้งจอกตัวน้อยไว้เสมอสหายรักคราวครั้งแปลงร่างเป็นคนได้ นามว่า เหลียงจิน


(https://sv1.picz.in.th/images/2020/05/04/Us98V2.jpg)
ปิศาจจิ้งจอก (น้อนเหลียง)


**********************

พูดคุย

:katai4: :katai4:
:pig4: :pig4:

สามีกลับมาทวงสิทธิหรือเปล่า
ทวงสิทธิ์ห้าพันบาท โทษ ๆ มือลั่น 55+

สามีมาตามกลับบ้านจ้า~555
จะยอมกลับหรือเปล่า รอลุ้น ๆ

อุ้
อิ๊
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 28 [4/5/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 05-05-2020 03:47:58
จะได้ความไหมเนี่ย~
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>>ปรมาจารย์ลัทธิเมีย<<<<<< บทที่ 28 [4/5/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: bun ที่ 07-05-2020 21:47:53
น้องจิ้งจอกหน้ารัก
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 29 [9/5/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 09-05-2020 12:03:28
บทที่ 29




ไม่ทันไรจิ้งจอกน้อยขนฟูสีขาวก็ส่งเสียงขู่แยกเขี้ยวเข้าใส่ใบจูอวี๋ ข้าไม่ทันคิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนจะจับเหลียงจิน เพราะใบไม้ชนิดนี้ใช้ขับไล่เหล่าปิศาจได้จริง มิใช่เพียงเรื่องแต่งในตำนาน ขณะข้ากำลังวางเจ้าตัวน้อยลงพื้นเพื่อปลดใบจูอวี๋ทิ้งทำลาย นิ้วมือยาวสวยของหยางเยวี่ยนก็ขยับเข้าใกล้ริมหูด้านขวาของข้า จากนั้นจึงช่วยคีบใบจูอวี๋ออกให้ เจ้านั่นโยนใบจูอวี๋ขึ้นกลางอากาศแล้วใช้กระบี่ประจำกายตัดขาดเป็นสองท่อน

จิ้งจอกน้อยเหลียงจินก็คลายหวาดกลัวกลับคืนอาการดีใจดังเดิม

“ประสกเหลียงไถจินจัดว่าเป็นจิ้งจอกดี” ไต้ซือเฉิงจิ้งกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะเฝ้ามองนางคณิกาปลอมหยอกเย้ากับสหายปิศาจจิ้งจอก “ขยายความได้ว่าเป็นจิ้งจอกที่มีความประพฤติดี อุปนิสัยไม่ดุร้าย มุ่งบำเพ็ญตบะให้กลายเป็นเซียน เหล่านี้ล้วนได้หยวนเหวินหยวนประมุขพรรคคนก่อนเป็นผู้อบรมสั่งสอน ประสกหยวนจงวางใจ ไม่มีวันที่ประสกเหลียงจะกลายเป็นปิศาจดุร้ายหวนกลับมาแว้งกัดทำร้ายท่านเด็ดขาด”

“ไต้ซือบอกว่าเหลียงจินมีอายุเกือบห้าร้อยปี หากเดาไม่ผิด ร่างจริงย่อมจะมีหางถึงห้าหางใช่หรือไม่ขอรับ” ข้าซักถาม ขณะลูบหัวจับหางของจิ้งจอกน้อยซึ่งตอนนี้ปรากฏเพียงหางเดียว

“ย่อมเป็นเช่นนั้น ประสก”

“ข้าและนางเกาเถียนผู้มารดา อีกทั้งปรมาจารย์อาวุโสทั้งปวงล่วงรู้ว่า ร่างจริงแท้ของเหลียงจินเป็นเช่นไร แต่มิได้กีดกันขับไล่ บิดาข้าสู้ฝากฝังไว้แม้กระทั่งใกล้สิ้นลมก็ยังไม่วายขอคำมั่นจากข้า ต่อมาการตายของเหลียงจินยังความเศร้าโศกเสียใจขึ้นภายในพรรคเสี้ยวจันทรา อาจารย์เฉียนคงผู้เฒ่าแนะว่าควรบอกกล่าวเรื่องเหลียงจินเป็นปิศาจจิ้งจอกให้ทุกคนล่วงรู้จะได้คลายใจ เหตุว่าบัดนี้ไต้ซือท่านกำลังช่วยฟื้นฟูดวงวิญญาณของเหลียงจินอยู่”

“อาตมาเข้าใจดีแล้ว” หลวงจีนวัยกลางคนพนมมือรับรู้ “ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนบนเขาจงหนาน ประสกแวะเวียนมามิได้ขาด อาตมาเห็นท่านมีความมุ่งมั่นจะช่วยประสกเหลียงเช่นนี้ จึงสู้ใช้วิชาความรู้ฟื้นฟูรักษาจนทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์พร้อมในคืนเทศกาลฉงหยาง”

“บุญคุณไต้ซือ ชั่วชีวิตนี้ข้าหยวนหลงซานคงมิอาจทดแทนได้หมดสิ้น” ข้าวางจิ้งจอกน้อยแล้วสำแดงกิริยาคำนับ

“มิได้ ประสก” ไต้ซือเฉิงจิ้งสั่นหน้าแล้วบอกให้ข้าลุกยืน เจ้าจิ้งจอกน้อยก็กระโดดโลดเต้นอยู่ข้างกายข้า บ้างหันไปงับชายชุดอันวิจิตรปราณีตของคุณชายรองตระกูลหยางราวกับใช้รับคมเขี้ยว ดั่งสุนัขฟันเพิ่งงอกใหม่

“บิดาท่านย่อมจะเคยเล่าเหตุที่มาของปิศาจจิ้งจอกตนนี้โดยละเอียดแล้ว อาตมาจำเป็นต้องแสดงตัวว่าคือหลวงจีนรูปนั้นที่พบครอบครัวจิ้งจอกระหว่างทาง ขณะพวกเขาซึ่งแปลงกายเป็นมนุษย์ใช้ชีวิตอย่างปุถุชนทั่วไป ตั้งใจจะพาบุตรชายคนโตไปสอบเป็นจอหงวน อาตมาสัมผัสกลิ่นอายปิศาจได้ชัดเจน จึงได้เทศนาสั่งสอนจนครอบครัวปิศาจจิ้งจอกบังเกิดดวงตาเห็นธรรม พวกเขาให้คำสาบานว่าจะไม่ใช้อำนาจปิศาจล่อหลอกผู้คนอีก ต่อไปนี้จะตั้งใจบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นเซียนให้จงได้”

“บิดาข้าได้เล่าให้ฟังโดยละเอียด แต่มิเคยนึกว่าไต้ซือคือหลวงจีนตัวจริงในเรื่องราว”

“อาตมาย่อมรู้สึกผิดที่กระทำการเทศนาสั่งสอนบรรดาปิศาจจิ้งจอกให้งดเว้นสำแดงอิทธิฤทธิ์หันกลับไปบำเพ็ญเพียร ครั้นถูกหมู่โจรชั่วช้าดักปล้น คำสั่งสอนของอาตมาภาพจึงกลายเป็นดาบสองคม พวกเขาไม่คิดสู้ หนำซ้ำยินยอมปล่อยให้พวกโจรลักพาบุตรสาวไปอีก แล้วจึงพากันกลับคืนหมู่บ้านเชิงเขา ต่อมาไม่นาน บรรดาเหล่าพรรคมารจู่โจมออกอาละวาด ครอบครัวประสกเหลียงอยู่ในอาณาเขตติดกับหมู่บ้านมนุษย์จึงพลอยถูกบุกทำลายด้วย ปิศาจจิ้งจอกทั้งนั้นยึดคำอาตมาเป็นหลักประจำใจ จึงยอมตายด้วยน้ำมือพรรคมารโคมแดง แต่เหลียงจินน้อยถูกซ่อนไว้ เมื่อบิดาท่านตามไปช่วยกอบกู้ก็สายเสียแล้ว ภายใต้ซากปรักหักพักของบ้านเรือน ปรากฏเด็กชายมีหางกว่าห้าหางนอนสลบอยู่”

ปิศาจจิ้งจอกน้อยดูเหมือนสนุกสนานกับการก่อกวนหยางเยวี่ยน โดยใช้ปากงับชายชุดสีเหลืองอ่อนไว้ไม่ยอมปล่อย หยางเย่ถิงได้แต่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาทอดมองเหลียงจินในร่างจิ้งจอกแน่วแน่ แต่มิได้ผลักไสออกจากตัว

“อาตมาลงเขามาพบประสกหยวนเพื่อส่งมอบปิศาจจิ้งจอกแด่ท่านเป็นอันเสร็จธุระแล้ว จำต้องขอตัวลา” ไต้ซือเฉิงจิ้งกล่าวทิ้งท้าย

“คารวะไต้ซือ” ข้าคำนับส่งเช่นเดียวกับหยางเย่ถิง

เมื่อหลวงจีนผู้นั้นลับหายไปในเงาผืนป่าแล้ว ข้าจึงหันมาเล่นกับเหลียงจินอีกครั้ง

“หากเจ้าไม่ว่าอะไรช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับด้วย” ข้าพูดโดยไม่ได้สบตามองหยางเย่ถิง ชั่วขณะความเงียบงันจึงได้ยินอีกฝ่ายตอบมาเพียงสั้น ๆ ว่า อืม คำเดียว

“เจ้าคิดถึงข้าหรือไม่ เหลียงจิน”

จิ้งจอกน้อยขนฟูสีขาวปล่อยปากจากชายชุดหยางเย่ถิงแล้วส่งเสียงเห่า

“โว้ว โว้ว”

“เก่งมาก จากนี้ข้าจะพาเจ้ากลับอวี้หงหยวน ดีใจหรือไม่”

เหลียงจินกระดิกหางบ่งบอกว่าดีใจสุด ๆ

“เจ้าจะพา ‘เขา’ กลับฉางอันหรือ” ในที่สุดหยางเยวี่ยนก็ยอมเปิดปาก เหลียงจินจึงหันไปงับชายชุดคุณชายรองเล่นต่อโดยไม่รีรอ

“ย่อมเป็นเช่นนั้น” ข้าลุกขึ้น ยืนยันความตั้งใจเดิม “เหลียงจินคือสหายคนสำคัญของข้า ถึงแม้นเขาจะเป็นปิศาจจิ้งจอก แต่ก็มิได้มีจิตใจคิดร้ายผู้ใด พรรคคมเบญจมาศย่อมไม่ยุ่งเรื่องก้าวก่ายธุระภายในของพรรคอื่น ใช่หรือไม่ คุณชายรอง”

“พี่ใหญ่กลับเทียนซานแล้ว” หยางเย่ถิงตอบไม่ตรงคำถาม

“ดีนัก ข้าเริ่มระแวงสงสัยแล้วว่า พรรคคมเบญจมาศตั้งใจส่งหยางซุนกวานมายังหออวี้หงหยวนเพื่อสืบข่าวคราวพรรคเสี้ยวจันทราหรือไม่ เมื่อสิ้นคนผู้นั้นข้าย่อมวางใจที่พรรคคมเบญจมาศจะถอนกำลังออกไป”

“ข้ามาแทนพี่ใหญ่”

“ล้อเล่นใช่หรือไม่” ข้าถามกลับรวดเร็ว “อวี้หงหยวนไม่จำเป็นต้องให้คนจากพรรคคมเบญจมาศผู้ใดมาคอยควบคุม”

หยางเย่ถิงยกคิ้ว หน้าตาเฉยชา ตอบเพียงว่า “มิได้ควบคุม”

“เช่นนั้นขอเชิญกลับไป” ข้าตอบไม่ไว้หน้าผู้ใด “เร่งส่งเหลียวตงมาให้ข้าโดยไว”

“ข้าต้องส่งเหลียวตงให้เจ้าอยู่แล้ว ทว่าเจ้าต้องยินยอมให้คนพรรคคมเบญจมาศเข้ามาดูแลอวี้หงหยวน”

“ไม่มีทาง” ข้อแลกเปลี่ยนเช่นนี้ ทารกสามขวบก็มิอาจตอบตกลงได้ “กิจการภายในพรรคของข้า ข้าย่อมจัดการดูแลเองได้มิต้องอาศัยหยิบยืมมือผู้ใด”

“พรรคคมเบญจมาศหาใช่อื่นไกล” หยางเย่ถิงผุดรอยยิ้มมุมปาก

“หุบปาก” ข้าชี้นิ้วใส่ใบหน้าหยางเยวี่ยน อยากเอากำปั้นซัดรอยยิ้มนั้นให้จางหาย

“ข้าถือว่าเมื่อครู่คือคำตอบรับยินยอม” คุณชายรองตระกูลหยางตัดบทสนทนาแล้วก้มลงเล่นกับจิ้งจอกน้อย เหลียงจินพอเห็นว่าหยางเย่ถิงลดตัวลงมาพลางลูบหัวตนเองก็ค่อย ๆ คลายปากออกจากชายชุด หลับตาพริ้มเหมือนมีความสุข

“เหลียงจิน เจ้าอย่ายอมให้คนผู้นี้ลูบหัว จะทรยศข้าหรือ”

เหลียงจินทำหูตก ครางหงิง ๆ หยางเย่ถิงหยิบขนมฉงหยางเกา ทำด้วยแป้งข้าวเจ้า นำไปอบแล้วตกแต่งด้วยธัญพืช จำพวกพุทราจีนและถั่ว ถือออกมาจากชายเสื้อแล้วแบ่งป้อนให้จิ้งจอกน้อย ตอนแรกเหลียงจินเบือนหน้าหนี พอกลิ่นหอมยั่วยวนจากขนมฉงหยางมีมากกว่าก็อดที่จะหันมางับกินอย่างเอร็ดอร่อย

“เจ้าอย่าดุเขา” หยางเยวี่ยนเห็นว่าข้าตั้งท่าจะต่อว่าเจ้าจิ้งจอกน้อยซ้ำก็ร้องห้ามปราม

“เช่นนั้นเชิญคุณชายรองเร่งนำตัวเหลียวตงมาให้ข้าโดยไวเถิด ข้าประสงค์สอบปากคนผู้นั้นทันที” ข้าอุ้มเหลียงจินไว้ในอ้อมอก จิ้งจอกน้อยทำเสียงร้องเหมือนเสียดายขนมฉงหยาง

“เชิญประมุขหยวน” หยางเย่ถิงขยับตัวเดินนำทาง

“เจ้าไม่โกรธข้าหรือ อาเยวี่ยน”

เมื่อในที่สุดข้าไม่อาจปกปิดความในใจไว้ได้ก็ร้องถามอีกฝ่ายซึ่งหน้า เพราะหยางเย่ถิงทำประหนึ่งเรื่องตบตาของข้า ขณะรักษาตัวอยู่ในเฉินชิงหลุนเป็นเสมือนเหตุการณ์ไม่เคยเกิดขึ้น

หยางเย่ถิงกระชับด้ามกระบี่ หมุนตัวกลับมาตอบเพียงสั้น ๆ ว่า

“ข้าเข้าใจ”

แล้วเหตุใดใจข้าถึงเต้นผิดจังหวะแปลก ๆ ข้าไม่ควรที่จะสำแดงกิริยาอื่นใดนอกจากใบหน้าด้านชาไร้ยางอาย เช่นคราวคุณชายรองเคยพูดไว้ ครั้นหยางเยวี่ยนตอบเหมือนว่าทุก ๆ สิ่งที่ข้าหลอกลวงพวกเขาล้วนเป็นเรื่องเข้าใจได้ กลับทำให้ข้ารู้สึกผิดหนักหน่วงขึ้นไปอีก

“เจ้ากลับไป...แล้วส่งใครก็ได้มายังอวี้หงหยวนพร้อมยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศ ข้ายินดีต้อนรับ”

“ข้าอยากพาคนผู้หนึ่งกลับเฉินชิงหลุน แล้วกักขังเขาไว้ไม่ให้ออกไปไหนอีก” หยางเย่ถิงเจรจาด้วยรอยยิ้มบางเบา เมื่อดวงตาเข้มสบผสานกับดวงตาข้า พลันความรู้สึกล้ำลึกในอกก็ท่วมท้นเกินกว่าจะทนฟังอยู่ได้

“ให้ข้าเดาคงจะเป็นแม่นางเตียวหงใช่หรือไม่”

หยางเยวี่ยนไม่ตอบ ทอดดวงตามองพื้น

“ยุทธภพนี้กว้างใหญ่ไพศาล ไม่อาจกักขังเสี้ยวจันทราบนท้องนภาไว้ที่ใดที่หนึ่งได้ เจ้าย่อมจะรู้ดีตามวิถีธรรมชาติ” ข้าพูดตามจริง หยางเย่ถิงพยักหน้า “ตราบใดพรรคมารยังมิสิ้น ข้าคงไม่อาจนอนตายตาหลับ เจ้าก็คงคิดเช่นเดียวกัน หรือมิใช่”

“หากพรรคมารล่มสลาย เจ้าจะไปที่ใด” คุณชายรองตระกูลหยางถามราวกับข้าล่วงรู้เหตุการณ์ภายภาคหน้าได้

“ท่องไปทั่วหล้า ดื่มสุราสุขสำราญ ขจัดคนพาลช่วยเหลือคนดี”

หยางเย่ถิงเหมือนตั้งใจจะพูดคำหนึ่ง ทว่ากลับตัดสินใจนิ่งไว้ คุณชายรองตระกูลหยางก้าวเท้านำไปสู่สถานที่กุมตัวเหลียวตง


***************************

พูดคุย

จะได้ความไหมเนี่ย~
สรุปคือไม่ยอมกลับจ้า

น้องจิ้งจอกหน้ารัก
เนอะ ๆ อยากเลี้ยงเลย


หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 29 [9/5/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 10-05-2020 00:16:02
คุณชายรองช้าอ่ะ เดี๋ยวโดนคาบไปแ_ก นะ
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 29 [9/5/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 10-05-2020 23:55:13
จิ้งจอกน่ารัก
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 29 [9/5/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: bun ที่ 11-05-2020 14:37:30
คุณชายรองต้องตามมาดูแลเมียอยู่แล้ว เดี๋ยวโดนแย่ง
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 29 [9/5/63] หน้า 4
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 11-05-2020 15:56:56
 :pig4:
 :3123:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 30 [17/5/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 17-05-2020 08:02:14
บทที่ 30




“หากยุทธภพสงบสุขแล้วเจ้าจะทำสิ่งใดหรือ หยางเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงได้แต่ยกมุมปาก ทว่ามิได้เอ่ยคำใด

คุณชายรองตระกูลหยางแห่งเทียนซานผู้นี้นอกจากจะเป็นคนเงียบขรึมแล้ว ยังนับว่าเป็นคนคอแข็งอยู่พอตัว การประชันดื่มสุรากับเสียนหย่งเฉิง หากไม่ใช้พลังลมปราณขับออก ก็นับว่าข้าได้พบสหายร่วมดื่มสุราชั้นยอด หลังจากพรรคมารล่มสลาย ข้าตั้งใจจะชวนหยางเย่ถิงออกท่องยุทธภพ มือหนึ่งรำกระบี่ อีกมือดื่มสุรา ค่ำไหนนอนนั่น ทุกคืนวันสุขสำราญ

“เจ้าซ่อนตัวเหลียวตงไว้ที่ใด”

หยางเย่ถิงพูดสั้น ๆ เพียงว่า “ทางนี้” แล้วออกเดินนำสู่บันไดทอดคดเคี้ยวผ่านเชิงผาแห่งเขาจงหนาน ลัดเลาะต้นไม้ใบหญ้ากระทั่งถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง ด้านหน้าปรากฏป้ายศิลาจารึกตัวอักษรไว้ว่า ‘ถ้ำสำนึกตน’

ข้าปล่อยจิ้งจอกน้อยเหลียงจินลงบนพื้น เมื่ออีกฝ่ายทำท่าทำทางเหมือนจำเป็นต้องไปทำธุระส่วนตัว พอข้าวางเขา ปิศาจจิ้งจอกขนฟูสีขาวก็วิ่งกระโจนหายไปทางพุ่มไม้ทันที

“รีบไปรีบมา เหลียงจิน” ข้าออกปากสั่งความ

“เจ้ารับปากข้ามาก่อน” หยางเย่ถิงขอคำรับรอง

“รับปากสิ่งใด” ข้ายังไม่เข้าใจจึงถามกลับ

หยางเยวี่ยนพูดต่อไปว่า “ไม่ว่าเหลียวตงจะพูดสิ่งใด เจ้าจะไม่พลั้งมือสังหารเขาเด็ดขาด”

“เรื่องนั้นเจ้าวางใจ ลูกไม้ตื้น ๆ เช่นนั้น ข้าไม่มีวันหลงกล จงเชื่อมือข้า หากยังมิได้ความจริงจากปากหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬ อย่าหวังว่าเขาจะสิ้นลมจากโลกนี้ไปได้ง่าย ๆ” ข้าให้คำมั่นสัญญา

“...”

“เจ้าตั้งใจจะเตือนข้าเพียงแค่นี้หรือ” พอข้าเห็นหัวคิ้วของหยางเย่ถิงก็พลันรู้สึกไม่ชอบมาพากล

“เจ้ารู้หรือไม่ ถ้ำสำนึกตนแห่งนี้ มีประวัติความเป็นมาเช่นไร” หยางเยวี่ยนมิได้ตอบตามตรง ทว่ากลับยกเรื่องอื่นขึ้นมาถามข้าแทน

“ข้าได้ยินว่า ถ้ำสำนึกตน เคยเป็นสถานที่กักกันนักโทษประหารชีวิตจากทางการ ภายหลังสำนักศาลยุติธรรมปรับเปลี่ยนกฎระเบียบจึงยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติเสีย ถ้ำสำนึกตนจึงถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ข่าวคราวใดจากถ้ำแห่งนี้อีก”

“ถ้ำแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่เก็บผงราคะไฟ”

พอหยางเย่ถิงเฉลยความจริง พลันคำพูดของฉินเหอหนาน พ่อค้าสำเภาแห่งฉางอันได้เคยกล่าวไว้ก็ดังขึ้นในใจข้าทันที

“คุณชายหยวนสืบค้นจนมาถึงตัวข้าพเจ้านี้ นับว่ามีไหวพริบเปี่ยมปัญญา หากแต่ภัยร้ายซึ่งทำลายเถ้าแก่เสียงย่อมจะมาถึงตัวข้าพเจ้านี้ดุจเดียวกัน เหตุว่าพ่อค้าผงราคะไฟรายใหญ่แห่งฉางอัน หาใช่ข้าพเจ้าทั้งสองไม่”

“เถ้าแก่ฉินตั้งใจจะพูดถ้อยความใด” ข้าขยับพัดจีนโบกไปมา

“ข้าพเจ้าจะบอกข้อความสำคัญแด่คุณชายแลกกับการคุ้มกันภัย ไม่ทราบว่าคุณชายจะยินดีหรือไม่” ฉินเหอหนานย่อมรู้ชะตาชีวิตตัวเองดี มิได้มีทีท่าหวาดหวั่นว่าจะถูกฆาตกรรมดุจเสียงจงกิม หนำซ้ำยังใจเย็นต่อรองกับนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวน ไม่ต่างกับการต่อรองซื้อขายสินค้า

“ข้ายินดีให้ความคุ้มครองท่านฉิน ต่อแต่นี้ท่านต้องรับปากว่าจะยกเลิกกิจการค้าขายผงราคะไฟชั่วชีวิต”

“ข้าพเจ้ารับปาก อีกประการหนึ่งบนเทือกเขาจงหนาน มีถ้ำสำคัญถูกปล่อยทิ้งร้างอยู่ ในเมื่อวันนี้คือเทศกาลฉงหยาง คุณชายหยวนจงใช้โอกาสขึ้นเขาจิบสุรา ลักลอบไปดูให้เห็นกับตาตนเองเถิด”

ข้าเห็นว่าไม่อาจซื้อคำพูดจากปากฉินเหอหนานไปมากกว่านี้จึงขอตัวลา แล้วสั่งยอดฝีมือจำนวนหนึ่งลักลอบปะปนกับคนของเถ้าแก่ฉินเพื่อคุ้มครองภัยอันตราย

คำหยางเย่ถิงสอดรับกับฉินเหอหนานเช่นนี้ หรือว่าผู้ค้าผงราคะไฟรายใหญ่แห่งฉางอันคือเหลียวตง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬกันแน่

“เจ้าหมายความว่า เหลียวตงคือผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารเสียงจงกิมและครอบครัวร้านขายยาหลิวจินเถาหรือ” ข้าสรุปความรวบรัด

ทว่าหยางเย่ถิงเพียงทำท่าทีไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ เจ้าคุณชายรองมองเข้าไปในถ้ำสำนึกตนสลับกับจดจ้องดวงจันทราบนท้องฟ้า

“ประมุขพรรคมาร...” หยางเย่ถิงกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา พลางสบตากับข้า “ก่อกรรมทำเข็ญ ฆ่าคนเป็นผักปลาเพื่อผงราคะไฟ ใส่ร้ายป้ายสีพรรคคมเบญจมาศให้มัวหมอง ดึงเจ้าเข้ามาเป็นแพะรับบาป”

ดวงตาหยางเย่ถิงมีประกายของความโกรธแค้น ทำให้บุคลิกเย็นชาซึ่งข้าเคยสัมผัสเป็นปรกตินั้นกลับกลายเป็นสิ่งไม่ชินตา หยางเย่ถิงคงค้นพบความลับบางอย่าง

“คนของข้าตรวจสอบภายในถ้ำสำนึกตน ค้นพบห้องลับไว้ใช้เก็บผงราคะไฟจำนวนมาก เหลียวตงยอมสารภาพว่า ประมุขพรรคมารใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่เก็บผงราคะไฟเพื่อใช้แจกจ่ายสมาชิกพรรค ทุก ๆ เก้าวัน ประมุขพรรคมารจะเข้ามายังถ้ำแห่งนี้เพื่อฝึกวิชาและใช้ผงราคะไฟบำบัดธาตุทั้งสี่” หยางเย่ถิงกำด้ามกระบี่แน่น

“ราตรีนี้คือคืนที่ 9 ใช่หรือไม่” ข้าเกาะแขนอีกฝ่ายด้วยอาการตื่นเต้น พัดพรายเพลิงในมือข้าร้อนขึ้นราวกับต้องการสำแดงอิทธิฤทธิ์

“ถูกต้อง”

“ในที่สุดข้าจะได้พบประมุขพรรคมารเสียที” หยวนหลงซานไม่อาจระงับความดีใจไว้ได้ เมื่อโอกาสทำลายพรรคมารอยู่ใกล้แค่เอื้อม

“ในร่างนี้น่ะหรือ” หยางเย่ถิงพิจารณาเรือนร่างสตรีของข้า ราวกับเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคในการออกวิชา

“ไม่มีปัญหา กระบวนวิชาใดซึ่งข้าทำได้ดีตอนเป็นบุรุษ ไม่เคยพลาดพลั้งยามอยู่ในร่างสตรี เจ้าจงหายห่วง”

“ข้า...มิได้ห่วง” โถ คุณชายรองตระกูลหยาง เพียงอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่เช่นนี้ หากเหลียงจินอยู่ด้วยก็คงจะผงกหัวเห็นด้วยกับข้าเป็นแน่

“อ้า ไม่ห่วง ไม่ห่วง” ข้าสวมบทไม่รู้ความแล้วพยักหน้าสนับสนุน “เช่นนั้นเจ้ามีแผนการรับมือประมุขพรรคมารประการใด”

ข้าลอบเห็นหยางเยวี่ยนแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วบอกเสียงเรียบเฉยว่า

“ใช้เหลียวตงเป็นตัวประกัน วางค่ายกลจับเป็นประมุขพรรคมาร”

“จับเป็น?” ข้าแถบไม่เชื่อหูตัวเอง พรรคคมเบญจมาศยึดหลักคุณธรรมสูงส่งแค่ไหนกัน ถึงคิดว่าประมุขพรรคมารจะยินยอมให้จับเป็น ข้าจึงยิงพลุส่งสัญญาณขึ้นบนท้องฟ้า ในมิช้าหลี่ปิงหวน หวังเป่าเหอ และนางคณิกาปลอมทั้งหมดคงจะปรากฏตัว ณ บริเวณนี้

“พรรคคมเบญจมาศจะตัดสินใจทำสิ่งใด ข้าไม่ขอขัดขวาง แต่หากโอกาสมาถึงพรรคเสี้ยวจันทราจะขอลงมือปราบปรามมารร้ายให้สิ้นซาก ตัดไฟแต่ต้นลม ยุทธภพจะได้สงบสุขโดยเร็ว”

“ประมุขพรรคมารต้องได้รับการลงโทษไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” หยางเย่ถิงยินยอมอ่อนข้อ “แต่เจ้าต้องระวังตัว หากประมุขพรรคมารหรือเหลียวตงหนีรอดไปได้ อวี้หงหยวนจะตกอยู่ในอันตรายทันที”

“เรื่องนั้นเป็นหน้าที่รับผิดชอบของข้าเอง” ข้าตอบอย่างมั่นใจ

“พรรคเสี้ยวจันทรามิได้ดำรงอยู่เพียงผู้เดียวในยุทธภพ” หยางเยวี่ยนเหมือนตัดสินใจได้แล้ว จึงมองใบหน้าข้าในร่างหยวนอวี้ฟ่าน นางคณิกาปลอมชั้นเอกแห่งอวี้หงหยวน “เจ้าถามข้าว่าหลังเรื่องราวทุกอย่างจบสิ้น ข้าจะทำสิ่งใด ข้า...ต้องการฟื้นฟูสำนึกฝึกวิชาเฉินชิงหลุน สั่งสอนอนุชนรุ่นหลัง ยึดมั่นคุณธรรม ทุกคนเสมอภาค สู้ปราบปรามคนชั่ว ช่วยเหลือคนดี”

ไม่คาดคิดว่าในใจลึก ๆ ของคุณชายรองตระกูลหยางต้องการกระทำสิ่งดังกล่าว ข้ารู้สึกนับถือหยางเย่ถิง

“ไม่นึกว่าพวกเราทั้งสองต่างมีความคิดไปคนละทางเช่นนี้ แต่กว่าจะถึงตอนนั้น ข้าต้องกำจัดประมุขพรรคมารให้ได้เสียก่อน”

หยางเย่ถิงพยักหน้าเห็นด้วย

“หยวนฟง เจ้ากับข้า...” คุณชายรองตระกูลหยางยังไม่ทันพูดจบ เสียงเจรจาของคณะนางคณิกาปลอมจากอวี้หงหยวนกว่ายี่สิบคนต่างทยอยเดินทางมาถึงยังหน้าปากถ้ำสำนึกตนโดยพร้อมเพรียง พอเหมาะกับจิ้งจอกน้อยเหลียงจินทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ผลุบออกมาจากพงหญ้า พอหันซ้ายแลขวาเห็นคนหมู่มากแปลกตาก็หมุนตัวกลับจะเข้าพงหญ้าไปหลบซ่อน ข้าก็กวักมือเรียกไว้

หลี่ปิงหวน หวังเป่าเหอและพรรคพวก เมื่อแลเห็นสุนัขจิ้งจอกขนสีขาวสะท้อนแสงจันทราเช่นนั้นก็รีบเร่งเข้ามา

“เรียนประมุขหยวน จิ้งจอกน้อยตนนี้...”

ยังมิทันที่ข้าจะเฉลยความจริง หลี่ปิงหวนก็คว้าตัวเหลียงจินขึ้นมาอุ้มชูด้วยสองมือ

“เหลียงไถจิน เป็นเจ้าใช่หรือไม่”

ข้าพยักหน้ารับว่าเป็นความจริง

นางคณิกาปลอมต่างส่งเสียงร้องดีใจประหนึ่งออกรับใช้แขกแล้วได้สินรางวัลเป็นเงินทองมากมาย ต่างก็เข้ามากลุ้มรุมล้อมจิ้งจอกน้อย ตั้งใจจะลูบสัมผัสปลอบโยนให้หายคิดถึง

หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอร้องเรียกชื่อเหลียงไถจินไปพลางก็ร้องไห้ด้วยความยินดีไปพลาง เมื่อสหายซึ่งพลัดพรากจากไปหวนคืนมา เจ้าจิ้งจอกเหลียงจินทำได้แค่กระดิกหูตอบรับ แลบลิ้น อ้าปาก ขยับขา สำแดงว่ายินดีดุจเดียวกัน

ข้าเฝ้ามองกิริยาต้อนรับเหลียงจินของบรรดายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทราแล้วปริ่มใจอยู่


*******************

พูดคุย

คุณชายรองช้าอ่ะ เดี๋ยวโดนคาบไปแ_ก นะ
คงต้องระวังเสียนหย่งเฉิงแล้วล่ะ

จิ้งจอกน่ารัก
อยากเลี้ยงเลย

คุณชายรองต้องตามมาดูแลเมียอยู่แล้ว เดี๋ยวโดนแย่ง
ปล่อยไว้ไม่ได้เลย มีคนต่อคิวแย่งอยู่ 55+

:pig4:
 :3123:
:pig2: :pig4:

หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 31 [22/5/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 22-05-2020 10:48:35
บทที่ 31



 

ลัทธิเสพผงราคะไฟไม่เคยเฟื่องฟูเท่านี้มาก่อน นับแต่ประมุขพรรคมารประกาศทั่วยุทธภพว่า การฝึกวิชาให้บรรลุขั้นสูงสุดจำเป็นต้องผสมผสานเคล็ดลับดังกล่าว บรรดาจอมยุทธ์ที่มิอาจฝึกวิชาให้ก้าวล้ำไปกว่าที่เป็นอยู่ ครั้นหันมาพึ่งพาผงราคะไฟแทนที่จะใช้กลกามบำบัดธาตุทั้งสี่ตามที่ปฏิบัติมาแต่ดั้งเดิม กลับเห็นผลสำเร็จ ต่างก็พากันเข้าร่วมฝ่ายพรรคโคมแดงเป็นจำนวนมาก ทว่าประมุขพรรคมารคัดสรรจอมยุทธ์ด้วยกฎเกณฑ์พิสดารล้ำ คือเลือกเฉพาะแต่บุรุษเท่านั้น หากมีภรรยาหรือบุตรแล้วจำจะต้องตัดขาดจากครอบครัว มิเช่นนั้นอาจมีโอกาสละทิ้งคำสอนหันกลับไปเสพกามเพื่อบำบัดธาตุตามเดิมอีก ลำดับแรกบรรดายอดฝีมือต่างก็ถอนใจไปจำนวนมาก ต่อมาเห็นว่าฝีมือวรยุทธ์ตนถดถอยลงก็ต้องกลับไปใช้ผงราคะไฟอีก เมื่อผงราคะไฟมีคุณมากกว่าโทษก็หันกลับมาเข้าร่วมพรรคมารเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ครอบครัวชาวยุทธ์จำนวนมากบ้านแตกสาแหรกขาด สามีไปทาง ทิ้งภรรยาและบุตรให้ตกระกำลำบากไว้เบื้องหลัง มีหรือที่ยุทธภพจะสุขสงบ เมื่อโอกาสทำลายพรรคมารใกล้เข้ามา มีหรือหยวนหลงซานจะไม่รีบเร่งไขว่คว้าไว้ ข้อถอนคำสาปจึงกลับกลายเป็นเรื่องรอง

จริงอยู่ที่ว่าข้าประสงค์ล้างคำสาปชายสลับหญิงออกจากกาย ทว่าอาคมนี้มีคุณประโยชน์ส่งเสริมวิชาพัดเสี้ยวจันทราบรรลุขั้นสูงสุดโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผงราคะไฟ ทำให้ข้าบังเกิดสองจิตสองใจ เหล่าท่านทั้งหลายอาจสงสัย ในเมื่อข้าเสียตัวให้หยางเย่ถิงผู้กำเนิดภายใต้กลุ่มดาวราศีมังกร ตกฟากยามเฉินแล้ว ไฉนจึงยังมิสิ้นคำสาปอีก ข้าคงจะเฉลยให้ทราบในภายหลัง แต่นั่นก็นำมาซึ่งสิทธิอันชอบธรรมที่ข้าสามารถจะครอบครองพัดพรายเพลิง อาวุธวิเศษของบรรพชนข้า หยวนอู่ชิง

หากข้าขจัดเส้นทางการค้าขายผงราคะไฟสำเร็จ ก็เหมือนกับตัดปีกของพรรคมารไปข้างหนึ่ง หน้าที่ของข้าย่อมบรรลุผลสำเร็จไปด้วย

นับแต่การขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา ข้าไม่อาจปฏิเสธหรือแบ่งรับแบ่งสู้ความชอบธรรม ในเมื่อผู้อาวุโสและจอมยุทธ์ทั้งปวงเห็นว่าข้าเหมาะควรยิ่งกว่าผู้ใด ใช่ ข้าเกิดมาเพื่ออยู่ในฐานะนี้ แม้นในใจลึก ๆ แล้ว ข้าปรารถนาให้เป็นคนอื่นสืบทอดแทน คำที่ข้ากล่าวกับหยางเย่ถิงซึ่งว่าหากปราบปรามพรรคมารโคมแดงสำเร็จแล้วจะออกท่องยุทธภพ หาใช่คำพูดชวนขบขันไม่ ข้าตั้งใจจะวางมือจากยุทธภพแล้วทำตามความต้องการของตัวเองบ้าง

ทุกคนรู้ เหล่ายอดฝีมือรู้ พรรคเสี้ยวจันทรายืนยงคงอยู่คู่ยุทธภพฝ่ายธรรมะได้ ไม่ใช่เพราะประมุขฝ่ายสกุลหยวน หากแต่เป็นจอมยุทธ์ทุกตระกูลช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ธรรมเนียมปฏิบัติที่จะต้องยกย่องตระกูลหยวนเป็นผู้นำนั้นไม่จำเป็นอีก ข้าจะเสนอความเห็นนี้เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย

หยางเย่ถิงพิจารณาหยวนหลงซานในร่างหยวนอวี้ฟ่านแล้วมองต่ำ รู้สึกอดกังวลใจไม่ได้ เจตนาประมุขพรรคเสี้ยวจันทราสะท้อนว่าคิดวางมือจากยุทธภพหลังจบเรื่องราวทั้งหมด ทำให้คุณชายรองตระกูลหยางอับจนคำพูด เขาจดจ้องประดานางคณิกาปลอมหยอกล้อปิศาจจิ้งจอกเหลียงจินแล้วถอนหายใจ

หยวนหลงซานได้ยินลมหายใจจากคนข้างกายก็หันกลับมาซักถาม

“เจ้ากังวลสิ่งใดหรือ หยางเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงสั่นหน้า

ข้าเห็นว่าทุกคนมาพร้อมแล้วก็ร้องบอกพวกตัว “ยอดฝีมือทุกท่าน คุณชายรองตระกูลหยางได้นำตัวเหลียวตงหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬผู้สังหารเหลียงจินและหัวหน้าสีฝูเหยามากักขังไว้รอส่งมอบตัวอยู่ภายในถ้ำสำนึกตน”

หลี่ปิงหวนอุ้มเหลียงจินเข้ามาใกล้ข้าเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ “เช่นนั้นพวกเราจะได้ล้างแค้นแทนหัวหน้าสีแล้วใช่หรือไม่ขอรับ ประมุขหยวน”

เหล่านางคณิกาปลอมต่างปลิดสีหน้าแจ่มใสเป็นแค้นเคืองทันที ยามให้ยินชื่อเหลียวตง ศัตรูคนสำคัญ

ข้าพยักหน้ารับรอง แล้วว่า “อีกประการหนึ่ง ถ้ำสำนึกตนแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งเก็บผงราคะไฟของพรรคโคมแดง”

พอทุกคนรับรู้ความจริงต่างก็ส่งเสียงประหลาดใจ พ่วงกับคำสาปแช่งด่าทอพรรคมารต่าง ๆ นานา

“คุณชายรองตระกูลหยางสืบสวนเหลียวตงแล้วได้ข้อความสำคัญประการหนึ่ง ทุก ๆ 9 วัน ประมุขพรรคมารจะกลับมายังถ้ำแห่งนี้เพื่อเสพผงราคะไฟและฝึกวิชา เหมาะนักที่คืนนี้ครบกำหนดวันที่ 9 เช่นนั้นจงวางกำลังตระเตรียมจู่โจมประมุขพรรคมารมิให้หนีรอดไปได้ หลี่ปิงหวนเจ้าพายอดฝีมือส่วนหนึ่งซุ่มซ่อนอยู่บริเวณหน้าปากถ้ำ ส่วนหวังเป่าเหอนำกำลังติดตามข้าเข้าไปภายใน”

“ขอรับ” ทุกคนน้อมรับคำสั่งโดยพลัน

หลี่ปิงหวนลูบหัวปิศาจจิ้งจอกน้อยเป็นการส่งท้ายก่อนจะมอบเขาให้ข้าอุ้มต่อ เหลียงจินอ้าปากแลบลิ้นให้ทุกคนแล้วก็กระโจนจากมือข้าลงบนพื้นดิน หันมาร้องเบา ๆ เหมือนบอกว่าให้ติดตามไปในถ้ำสำนึกตนโดยเร็ว

ข้าหัวเราะในความกระตือรือร้นของเหลียงจินแล้วติดตามไปโดยเร็ว

ภายในถ้ำสำนึกตนมีโคมไฟสีแดงติดไว้ให้แสงสว่างเป็นระยะ ๆ ผนังถ้ำมีการเจาะห้องไว้ภายในคงใช้เป็นที่เก็บผงราคะไฟจำนวนมาก ลังไม้วางไว้เกลื่อนพื้น กระทั่งถึงโถงกลางของถ้ำ ปรากฏหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬถูกมัดมือมัดเท้าด้วยเชือกอาคมแน่นหนา โดยรอบมีบุรุษแต่งกายชุดสีเหลืองอ่อนคาดผ้ารอบศีรษะลวดลายดอกเบญจมาศคอยยืนคุมเชิงอยู่ พอเหลียวตงเห็นว่าแขกผู้มาเยือนนั้นเป็นผู้ใด ปากซึ่งซีดเผือดก็กลับมาใช้งานได้ราวกับถูกโอสถทิพย์ชำระล้าง

“ข้าได้กลิ่นหอมจากกายแม่นางหยวนมาแต่ไกล ชั้นแรกคิดว่าประสาทรับกลิ่นเสื่อมถอย ครั้นท่านปรากฏตัวซึ่งหน้าจึงรู้ว่าข้ามิได้คิดไปเองตามลำพัง” เหลียวตงกล่าวสำนวนเชิงสวาท

หนึ่งเดือนผ่านไปในฐานะนักโทษ ทำให้บุรุษรูปงามหัวหน้าหน่วยพยัคฑ์ทมิฬแห่งพรรคโคมแดงทรุดโทรมได้ถึงเพียงนี้ นับว่าพรรคคมเบญจมาศลงมือแก้แค้นแทนข้าไปส่วนหนึ่งแล้ว

จิ้งจอกน้อยเห่าเสียงดังใส่หน้าเหลียวตงหนึ่งที พร้อมทั้งแยกเขี้ยวข่มขู่

“สัตว์เลี้ยงของแม่นางหยวนตัวนี้สำแดงกิริยาไม่น่ารักเอาเสียเลย” เหลียวตงทำทีต่อว่า

“ข้าย่อมไม่อาจห้ามจิ้งจอกตนนี้ได้” หยวนอวี้ฟ่านขยับตัวเข้าใกล้เหลียวตง วูบหนึ่งในความคิด อยากจะใช้วิชาพัดเสี้ยวจันทราฆ่าล้างให้สาสมกับความแค้น “สุนัขย่อมรับใช้เจ้านายตนเอง และเจ้าก็ทำตัวไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง หรือมิใช่”

“นี่เจ้า...” เหลียวตงกัดฟันโต้ตอบ

พอได้โอกาสจิ้งจอกน้อยเหลียงจินก็ใช้คมเขี้ยวงับไปยังชายชุดสีแดงสลับดำแล้วขย้ำจดขาดติดปาก เสื้อผ้าอาภรณ์ของเหลียวตงบัดนี้ไม่หลงเหลือความสง่างาม เขาได้แต่สบถด่าทอกิริยาของเหลียงจิน

“ไอ้สัตว์นรก”

“เจ้าต่างหากคือสัตว์นรก ทำร้ายผู้คน ทรมานสรรพชีวิต กรรมย่อมสนองการกระทำ” หยวนอวี้ฟ่านตบหน้าเหลียวตงไปหนึ่งฉาด มันหันหน้ากลับมาจ้องประมุขพรรคเสี้ยวจันทราด้วยประกายแค้น ก่อนจะยิ้มแบบเลือดเย็นแล้วหัวเราะต่อเนื่องไม่ยอมหยุด

“ฮ่า ๆ ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าเกรงประมุขของข้าจะเป็นใหญ่ในใต้หล้าหรอกหรือ จึงคิดร่วมมือกันโค่นล้ม แต่วิถีชีวิตย่อมเป็นเช่นนี้ ผู้มีอำนาจย่อมมีสิทธิ์ตัดสินชะตาชีวิตผู้อื่นเป็นของธรรมดา ไยพวกเจ้าต้องแส่ยื่นเท้ามายุ่งไม่เข้าเรื่อง”

“สติของเจ้าคงวิกลจริตผิดมนุษย์ พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินชะตาชีวิตใคร จำเอาไว้” ข้าคลี่พัดพรายเพลิงออก เหลียวตงรับรู้อำนาจของมันดีก็ลมตัวลงไปนอนตัวงออยู่บนพื้น ปากก็ร้องว่า “อย่าทำ ๆ”

โชคดีที่หยางเย่ถิงคว้าข้อมือข้าไว้เป็นกิริยาห้าม

“ไหนเจ้าว่าจะไม่ยอมตกอยู่ในหลุมพรางคำยั่วยุ”

“ใช่ ๆ ข้าลืมตัว” หยางเย่ถิงปล่อยมือข้าแล้วสั่นหน้าบางเบา

พอเหลียวตงเห็นว่าข้าไม่ลงมือก็ลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ปิดปากเงียบ ไม่คิดลองดีอีก ข้าจึงหันไปกระซิบต่อหยางเยวี่ยนบอกให้เขาหันหลัง

“เหตุใดข้าต้องหันหลัง”

โว้ย ข้าจะต้องอธิบายทุกการกระทำให้เขาล่วงรู้เลยหรือไง ทำไมไม่มองตาก็รู้ใจกันบ้าง ในเมื่อเรื่องราวก็ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว

หยวนอวี้ฟ่านคว้าไหล่หยางเย่ถิงแล้วกระซิบอุบายพอให้ได้ยินกันสองต่อสอง

“มิได้”

โอ้โห ข้ายังมิทันอธิบายจนจบแผนการ เจ้าคุณชายรองก็เร่งรีบปฏิเสธทันที อันที่จริงข้าไม่จำเป็นต้องให้หยางเย่ถิงอ่อนน้อมยินยอมแต่ประการใด ข้าเพียงแต่บอกอุบายให้เขารับรู้เท่านั้น พอหยางเย่ถิงเห็นว่าข้าไม่คิดปฏิบัติตามก็ได้แต่หมุนตัวแล้วออกคำสั่งให้ยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศออกไปจากบริเวณโถงถ้ำสำนึกตน ส่วนคนออกคำสั่งทำหน้าบึ้งยืนหันหลังห่างออกไป ข้ายิ้มขำเจ้าคุณชายรองแล้วพยักหน้าให้หวังเป่าเหอขยับเข้ามาใกล้

“ติดยันต์ค่ายกลแปดทิศ”

“ขอรับ”

เมื่อปราศจากผู้คนจนกระทั่งหลงเหลืออยู่สองต่อสอง ไม่รีรอข้าจึงปลดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยผิวขาวนวลตกต้องโคมแดงสะท้อนสู่ตาเหลียวตง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬไม่คาดว่าข้าจะทำกิริยาดังนี้ก็พลันประหลาดใจ ก่อนจะคลายรอยยิ้มลามก

“เป็นบุญตายิ่งนักที่ประมุขพรรคเสี้ยวจันทรายินยอมเปิดเผยผิวพรรณให้เหลียวตงได้พิจารณา นับว่าไม่เสียชาติเกิด”

ข้าจำเป็นต้องเปลืองตัวขนาดนี้ไม่ใช่ให้เจ้าจ้องมองเป็นบุญตา แต่ความลับในลมปากของเจ้าต่างหากที่ข้าปรารถนา

“อากาศภายในถ้ำนี้ร้อนนัก ข้าจึงจำเป็นต้องสะบัดอาภรณ์ออกเพื่อผ่อนคลาย มิได้ตั้งใจยั่วยวนหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬ ครั้นเจ้าบอกว่าข้ามีประโยชน์ต่อดวงตาเจ้าแล้ว จะไม่คิดตอบแทนคืนบ้างเชียวหรือ หนึ่งคำตอบแลกกับอาภรณ์หนึ่งชิ้นหลุดจากกายข้า”

พอเหลียวตงได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจโดยสิ้น มันหัวเราะแล้วตอบว่า “ประมุขหยวนจะใช้เรือนร่างสตรีไขความลับจากปากเหลียวตงนั้น ไม่ดูถูกสติปัญญาข้าเกินไปหรอกหรือ”

ครั้นข้าเห็นว่าเหลียวตงไม่ยอมเล่นด้วยก็กำลังดึงเสื้อชั้นนอกขึ้นสวม เจ้าคนลามกนั่นก็ร้องห้ามปราม

“ข้ามิได้คิดปฏิเสธ แต่ข้าเองก็ย่อมมีข้อแลกเปลี่ยนถ้อยความดุจกัน”

“จงว่ามา”

“หนึ่งคำถาม หนึ่งชิ้น หนึ่งคำตอบ แลกกับเหล้าหนึ่งจอกจากปากแม่นาง”

นี่ข้าต้องเปลืองตัวเป็นจอกเหล้าให้เหลียวตงซ้ำสองหรือ ข้าคงจะรีบตกปากรับคำโดยไว มาตรว่าห่างไปเพียงไม่กี่ก้าวไร้ร่างหยางเย่ถิงยืนทำหน้าไม่พอใจอยู่ จิ้งจอกน้อยเงยหน้ามองข้าตาละห้อย เหมือนกับอยากให้ข้าปฏิเสธ

“สำนักพรรคมารตั้งอยู่ที่ใด”

จิ้งจอกน้อยสะบัดหน้าขัดใจ แล้ววิ่งดุกดิกไปยืนซบขาหยางเย่ถิง คุณชายรองตระกูลหยางเหลียวมองการกระทำของข้าชั่วครู่ด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะอุ้มเหลียงจินไว้แล้วหันหลังให้ดังเดิม



หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 31 [22/5/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: direkraj ที่ 22-05-2020 10:52:16
 :L2:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 31 [22/5/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 22-05-2020 11:02:20
 :pig4:
 :3123:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 31 [22/5/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: jum1201 ที่ 23-05-2020 22:34:43
รอตอนต่อไปเลยค่ะ สนุกมากคะ
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 31 [22/5/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: •♀NoM!_KunG♀• ที่ 24-05-2020 03:45:13
ทุกคนรู้ก้อมา 5555

จิ้งจอกน้อยน่ารัก
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 31 [22/5/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 24-05-2020 18:32:36
  :katai2-1:
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ]>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<< บทที่ 31 [22/5/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: bun ที่ 25-05-2020 19:05:51
จะยอมให้เมียทำตามจริงๆ หรือเปล่า
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ] >>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<<< บทที่ 32 [28/5/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 28-05-2020 14:04:08
บทที่ 32




เดิมทีหยวนหลงซานเคยได้ยินว่า พรรคโคมแดงในอดีตตั้งสำนักหลักแหล่งอยู่บริเวณภูเขาจงหนานแห่งนี้ ต่อมาพรรคเสี้ยวจันทราผู้นำฝ่ายธรรมะคือหยวนเหวินหยวนบิดาข้า เกณฑ์จอมยุทธ์บุกค้นหา ทว่าปราศจากร่องรอยใด ๆ แม้นกระทั่งศิษย์ของสำนักพรรคมารก็มิยอมคายความลับที่ตั้งยามถูกจับตัวได้ พวกเขาพร้อมตายเสียดีกว่าเปิดเผย ฉะนั้นการอันเหลียวตงยินยอมตอบคำถามโดยง่ายแลกกับเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย จึงไม่อาจปลงใจว่าจะได้ความจริงกลับมา ข้าจึงคิดการป้องกันไว้ให้รัดกุมโดยว่า

“เช่นนั้นเราสองคนมาร่วมทำสัญญา วาจาไม่คืนคำ เถิด”

ดวงตาเหลียวตงพลันกะพริบวูบหนึ่ง ก่อนมันจะหัวเราะซ้ำ “แม่นางหยวนไม่เชื่อใจข้าหรือ จึงคิดทำ ‘วาจาไม่คืนคำ’ ”

บัดซบ! ข้าจะเชื่อใจเจ้าได้อย่างไร หากข้าเปลื้องผ้าจนหมดตัวแล้วทว่าความลับที่ได้กลับหามีความจริงไม่ ข้ามิลงทุนลงแรงไปโดยเปล่าประโยชน์หรือ

“ไม่ทราบว่าเวลานี้คือยามใดหรือ แม่นาง”

“ต้นยามห้าย[1] ”

เหลียวตงยิ้มเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มเจ้านั่นแหละที่ทำให้ข้าไม่อาจไม่ใช้ ‘วาจาไม่คืนคำ’

“ย่อมได้แม่นางหยวน หนึ่งเดือนแล้วที่ข้ามิได้เชยชมหญิงงาม หนำซ้ำสตรีนางนี้ยังดำรงฐานะสำคัญยิ่งในยุทธภพเสียอีก หากข้าเหลียวตงกล่าวคำเท็จเพื่อแลกกับสิ่งสวยงามบนเรือนร่างแม่นาง ก็ถือว่าเสียชื่อหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬนัก แต่เพื่อความสบายใจ ข้าย่อมจะยินยอมทำ วาจาไม่คืนคำ”

“เจ้าย่อมรู้ผลของการผิดสัญญา ไม่ว่าเจ้าจะอยู่แห่งหนใดในยุทธภพ ข้าจะตามหาเจ้าจนเจอ” ข้าทวงคำมั่น หากมันกล่าวความเท็จ พัดพรายเพลิงของข้าจะได้ชีวิตเหลียวตงเป็นรางวัล

“ย่อมเป็นเช่นนั้น ประมุขหยวน” เหลียวตงมิได้หวั่นเกรงแต่อย่างใด ข้าจึงยื่นหลังมือให้เหลียวตง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬพรรคมารก็ก้มลงจุมพิตบนหลังมือสีขาวของข้า บังเกิดสัญลักษณ์กลีบดอกเหมยบนมือขวา เช่นเดียวกับด้านลำคอขวาของเหลียวตรงก็ปรากฏสัญลักษณ์อย่างเดียวกัน

“หากเราสองมิใช่ศัตรูกัน เหลียวตงคิดว่าการกระทำกิริยาวาจาไม่คืนคำนี้ ประดุจชายหนุ่มหญิงสาวฝากตัวให้กันและกันเป็นแน่แท้”

คิ้วขวาของหยางเย่ถิงกระตุกทันทีเมื่อแว่วยิน คุณชายรองตระกูลหยางอุ้มจิ้งจอกน้อยแล้วก้าวเดินห่างออกไปอีก พอเหลียวตงเห็นกิริยาหยางเย่ถิงแห่งพรรคคมเบญจมาศสำแดงว่าไม่พอใจในคำตนเช่นนั้นก็บังเกิดความสงสัยใคร่รู้

“เรียนถามประมุขหยวน” เหลียวตงรู้สึกสนุกอย่างที่สุด ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมามันถูกคนพรรคคมเบญจมาศทรมานเพื่อเค้นความลับต่าง ๆ นานา ครานี้เห็นทีจะได้เอาคืนสาสมใจนัก

“ท่านทำเช่นนี้ คุณชายรองตระกูลหยางไม่เสียใจหรอกหรือ”

พอข้ารู้ว่าเหลียวตงคิดใช้หยางเย่ถิงเป็นเครื่องมือขัดขวางก็ยิ้มแล้วว่า “ข้ากับคุณชายรองหยางมิได้มีความเกี่ยวข้องกัน ไยจึงจะต้องสนใจว่าอีกฝ่ายต้องเสียน้ำใจ”

หวังว่าเจ้าคุณชายรองนั่นจะไม่ได้ยินนะ เพราะข้าพูดเสียงเบาที่สุดแล้ว

เหลียวตงพลันยิ้มเยาะเย้ย เปลี่ยนเรื่องถามหาสุรา “ข้ามิได้ลิ้มรสสุรากว่าหนึ่งเดือน แม่นางหยวนดูแลหออวี้หงหยวนย่อมจะทราบดีว่า บุรุษย่อมตัดขาดสตรีได้มากกว่าจะยอมตัดขาดจากสุรา”

ข้าพยักหน้าให้หวังเป่าเหอเข้ามา นางคณิกาปลอมก็หยิบสุราออกมาให้ข้าพร้อมจอก ยอดฝีมือผู้ต้องคำสาปทุกคนต่างพกสุราติดตัวไว้ตลอดเวลาเพื่อสลับจากชายเป็นหญิง หญิงเป็นชาย รินใส่จอกแล้ววางไว้ระหว่างเราทั้งสอง

“เจ้าจะตอบข้าได้หรือยัง สำนักพรรคมารตั้งอยู่ที่ใด

“ผาไม้แดงแห่งเขาหัวซาน”


ข้าไม่เห็นแววตาโกหกใด ๆ จำไม่ผิด ผาไม้แดงแห่งหัวซาน ข้าเคยส่งคนไปตรวจค้นดูแล้ว ไม่ปรากฏสมาชิกพรรคมารตามข่าวลือแต่อย่างใด ใบหน้าของข้าคงแสดงความสงสัย เหลียวตงทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วจึงกล่าวทวงรางวัล

“หนึ่งคำถาม หนึ่งคำตอบ แลกกับอาภรณ์หนึ่งชิ้นพร้อมเหล้าจากปากแม่นางหยวนอีกหนึ่งจอก”

คำสาปของวาจาไม่คืนคำมีผลจนกว่าคนใดคนหนึ่งจะต้องตาย รอยกลีบดอกเหมยยังคงอยู่ แสดงว่าเหลียวตงมิได้โกหก ข้าพลาดเองหรือ ผาไม้แดงอยู่ใกล้ฉางอันเพียงนี้ ไยข้าจึงไม่ทันระวัง แม้กระทั่งพรรคคมเบญจมาศก็ไม่อาจคาดเดาได้ หรือพรรคมารจะใช้อาคมพิทักษ์เช่นเดียวกับเฉินชิงหลุน จึงคลาดสายตาหน่วยตรวจตราไปได้

อาณาเขตเทือกเขาและโถงถ้ำทุกแห่งในเขตกวนจง ข้าส่งคนไปตรวจค้นแทบจะพลิกผืนดินและแผ่นฟ้า ทว่าไร้ความเคลื่อนไหว เมื่อเหลียวตงยินยอมคายความลับที่ตั้งสำนักว่าอยู่ที่ใด เขาย่อมจะรู้ว่าภัยอันตรายจะหันหน้ามุ่งไปสู่สำนักพรรคมารแน่ แต่กิริยามิได้คลายความอวดดีทำให้ข้าฟันธงได้ว่าคงมีอาคมป้องกันไว้ ในเมื่อข้าได้คำตอบแล้วจึงจำเป็นต้องให้รางวัลอีกฝ่ายทดแทน

“เจ้าต้องการให้ข้าปลดอาภรณ์ชิ้นใด” ข้าหยั่งเชิงถาม ระหว่างหยิบจอกเหล้าขึ้นมา

“เสื้อคลุมไหล่” เหลียวตงสั่ง

ข้าค่อย ๆ ปลดชุดออก แล้วยกจอกสุราขึ้นดื่ม ดวงตาแห่งความปรารถนาร้อนแรงของเหลียวตงทำเอาข้าขนลุกขนชัน หากข้ามิใช่บุรุษด้วยกันคงจะขยาดกลัวดวงตานี้มากกว่ามาก แต่เจ้านี่ไม่รู้จักตัวตนข้า การอมสุราเติมใส่ปากอีกฝ่ายนี้ ข้าทำเหมือนขอไปที มิได้เก็บเอามาคิดใส่ใจ

ขณะข้ากำลังจรดปากมอบสุราให้เหลียวตง ปรากฏมีมือหนึ่งขว้าแขนข้าไว้ จากนั้นพลิกตัวข้าขยับออก เจ้านั่นใช้ปากตัวเองรับสุราจากภายในปากข้าเข้าไปจนหมด ใบหน้าเฉยชาจ้องสะกดผสาน หยางเย่ถิงบีบไหล่ทั้งสองของข้า จนกระทั่งสุราหยดสุดท้ายไม่หลงเหลือในโพลงปาก เจ้าคุณชายรองนั่นกระชากเหลียวตงให้ลุกขึ้นยืนแล้วประกบปากถ่ายเทสุราให้หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬด้วยตนเองทันที

ฝ่ายเหลียวตงตกตะลึงเกินกว่าจะปิดกั้นก็เผลอกลืนสุราลงท้อง ก่อนจะร้องประท้วงดังลั่น

“นี่เจ้า...”

เหลียวตงหน้าแดงด้วยอารมณ์โกรธ จ้องหยางเย่ถิงราวกับสุนัขชั้นต่ำ ข้าเห็นเหลียงจินกระโดดโลดเต้นอยู่บนพื้นด้วยความดีอกดีใจ

“เจ้าผิดสัญญา” เหลียวตงประท้วงหน้าแดงก่ำ

“ประมุขหยวนมิได้ผิดสัญญา” หยางเย่ถิงพูดเสียงเบา

“ปากหยาบกร้านของเจ้าข้าไม่ต้องการ นั่นแหละคือผิดคำพูด” หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬประท้วงราวกับเด็กน้อยถูกขัดใจ

“ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการดื่มสุราจากปากหรอกหรือ ข้านำสุราจากปากประมุขหยวนส่งต่อให้เจ้า ย่อมจะเป็นสุราจากปากต้นทางตามข้อตกลง” ถ้าหยางเย่ถิงมิใช่มีบุคคลิกหน้าตาเฉยชา ข้าคงคิดว่าจริง ๆ แล้วเขาคงเป็นคนสนุกสนานเฮฮามาแต่กำเนิดเป็นแน่

“ไม่เหมือนกัน”

“เหมือน”

เหลียวตงรู้สึกจนคำพูด จะเถียงต่อก็ถูกหยางเย่ถิงใช้ใบหน้าไม่รู้ความตอบโต้

“เหอะ ย่อมได้ ต่อแต่นี้พวกเจ้าจะถามข้าสักกี่คำถาม ข้าจะไม่มีวันยอมตอบ” เหลียวตงปฏิเสธร่วมเล่นกับข้าทันที หากหยางเย่ถิงไม่เข้ามายุ่งข้าคงจะได้ความลับจากปากเหลียวตงมากกว่านี้ แต่ข้าก็ไม่ได้คิดต่อว่าหยางเย่ถิง ได้แต่ยืนนิ่งเงียบงัน

“เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” หยางเย่ถิงสรุปรวบรัด “ที่ตั้งสำนักพรรคมารคือหัวใจสำคัญ”

“เกรงว่าพวกเจ้าจะไม่มีวันบุกเข้าไปได้ง่าย ๆ” เหลียวตงส่งเสียงลอดไรฟันเจ็บแค้น “หลายปีมานี้ พวกเจ้าสู้ค้นหาแต่คว้าน้ำเหลวมาโดยตลอด คิดหรือว่าสำนักโคมแดงจะยอมปรากฏให้เห็นซึ่งหน้า ฮ่า ๆ”

หยางเย่ถิงหยิบชุดสวมใส่ให้ข้า หยวนอวี้ฟ่านกล่าวขอบใจ แต่ยังตกตะลึงไม่หายที่หยางเยวี่ยนใช้ปากตวงสุราจากปากตนส่งต่อให้เหลียวตง ข้าไม่ควรพะวงเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ข้า...ข้าควรที่จะพูดมากมากกว่านี้ มิใช่ปล่อยให้หยางเยวี่ยนพูดจามากเกินไป จึงว่า

“จริงอยู่ หากสำนักโคมแดงใช้อาคมพิทักษ์ตบตาไว้ ย่อมไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่าบัดนี้ข้ามีหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬในกำมือ เรื่องยากย่อมจะกลับกลายเป็นง่าย ประตูทางเข้าสำนักโคมแดงย่อมเปิดเผยต่อหน้าสมาชิกพรรคทุกคนไม่ใช่หรือ”

เมื่อเหลียวตงตระหนักได้ว่าข้าคิดทำการใดก็พลันเจ็บใจจนไม่อาจสรรหาคำพูดมาโต้ตอบ มันขบเขี้ยวกัดฟันเดือดดาล พยายามดิ้นรนให้หลุดจากเชือกอาคมแต่ก็สูญเปล่า แววตาดุดันดุจสัตว์ป่า

“พวกเจ้าไม่มีวันบุกสำนักโคมแดงได้ ประมุขเซียวจะหันมาเล่นงานทั้งพรรคคมเบญจมาศและพรรคเสี้ยวจันทราจนสิ้นซาก” มันประกาศกร้าว

“กว่าจะถึงวันนั้น ประมุขเซียวของเจ้าคงสูญสิ้นสำนักฝึกวิชา” หยวนอวี้ฟ่านใช้ฝ่ามือสับหลังคอเหลียวตงจนหมดสติไป “ข้าไม่เห็นวี่แววประมุขพรรคมารจะปรากฏตัว เจ้าแน่ใจหรือว่าเหลียวตงไม่ได้โกหก หยางเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงสั่นหน้า “ไม่แน่ประมุขพรรคมารอาจไหวตัวทัน เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไรกับเหลียวตง”

“ใต้หออวี้หงหยวนข้าดัดแปลงไว้เป็นคุกสำหรับกุมตัวนักโทษ ข้าจะพาเขากลับไปขังไว้ก่อน”

“ข้าจะส่งข่าวขอกำลังจอมยุทธ์จากเทียนซาน เพื่อออกตรวจค้นทั่วทั้งเขาหัวซาน” หยางเย่ถิงสำแดงเจตนาช่วย

“แต่ถ้ำสำนึกตนแห่งนี้จำเป็นต้องมีเวรยามเฝ้าระวัง ของสำคัญนอกจากผงราคะไฟแล้วคือการปรากฏตัวของประมุขพรรคมาร” ข้าไม่อาจวางใจเพิกเฉยต่อคำเหลียวตง อย่างน้อยเรื่องสำนักที่ตั้งพรรคโคมแดง มันย่อมจะไม่มีทางโกหกเด็ดขาด เรือนร่างต้องคำสาปนี้มีคุณประโยชน์นัก สามารถไขความลับจากปากศัตรูได้เพียงแค่เปลื้องผ้าเพียงไม่กี่ชิ้น

“เจ้า...จะกลับไปพร้อมกับข้าหรือไม่” พอหยางเย่ถิงหันมามองราวกับสงสัยในคำเชื้อเชิญ ข้าจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า “ข้าหมายถึงเจ้าจะกลับฉางอัน...เพื่อคุ้มครองอวี้หงหยวนหรือไม่ หรือมีธุระใดต้องไปสะสางอีก”

จิ้งจอกน้อยออกเสียงเห่า ข้าต้องใช้นิ้วแตะริมฝีปากตัวเองให้เขาเงียบเสียง

“ไม่มี”

เหลียงจินกระดิกหางออกเดินไปยังปากทาง หยางเย่ถิงสั่งคนมากุมตัวเหลียวตง ก่อนจะพูดไล่หลังข้าว่า

“รบกวนเจ้าแล้ว หยวนฟง”

ข้ารู้สึกว่ามุมปากทั้งสองยกขึ้น ข้ายิ้มหรือ ไม่ใช่หรอก คงเป็นเพราะกล้ามเนื้อบนหน้าขยับเท่านั้น


ณ พระราชวังต้าหมิงกง

เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างออกรับเสด็จพระเจ้าถังไท่จงเพื่อชมดอกเบญจมาศและดื่มสุราในเทศกาลฉงหยาง สนมเซียวเสด็จออกเช่นเดียวกับสตรีวังหลังทุกผู้ จู่ ๆ ขันทีคนสนิทก็เข้ามาทูลเชิญเสด็จออกจากตำหนักที่ประทับ แสงพลุไฟจุดสว่างไสวเหนือท้องฟ้า เสียงเสสรวลเฮฮาด้วยฤทธิ์สุราผสมผสาน เมื่อห่างไกลข้าราชสำนักแล้ว สนมเซียวจึงซักว่า

“ข้าไม่อาจหลบออกไปถ้ำสำนึกตนได้ เจ้านำผงราคะไฟมาให้ข้าหรือไม่”

“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าส่งของสำคัญโดยหอผ้าไว้อย่างดีให้สนมเซียวเสียนเฟย “ทูลพระสนม ข้าพเจ้ามีเรื่องร้อนจำเป็นต้องกราบทูล”

“ข่าวเหลียวตงหรือมิใช่”

“พ่ะย่ะค่ะ ผู้ส่งสารบอกว่า บัดนี้หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬตกอยู่ในกำมือของพรรคคมเบญจมาศและพรรคเสี้ยวจันทรา”

“ข้าต้องได้เหลียวตงกลับมาโดยไม่บุบสลาย” เซียวเสียนเฟยออกคำสั่งชัดเจน

“พระสนมอย่าทรงเป็นกังวล แผนการชิงตัวถูกวางกลไว้แล้ว แต่ว่า...”

“แต่อะไร”

“พวกมันรู้ที่ซ่อนของสำนักโคมแดงแล้ว พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าทูลแล้วขยับออกห่าง

ดวงตาเซียวเสียนเฟยมีประกายสีแดงลุกวาบ “เรียกตัวเสนาบดีฉีป้ายมาพบข้า”



[1] ยามห้าย (亥:hài) คือ 21.00 – 22.59 น.

************************

พูดคุย

:L2:
:katai2-1:

:pig4:
 :3123:
:pig4: :pig4:

รอตอนต่อไปเลยค่ะ สนุกมากคะ
ตอนใหม่มาแล้วขอรับ

ทุกคนรู้ก้อมา 5555

จิ้งจอกน้อยน่ารัก
ตามกระแส ฮ่า ๆ

  :katai2-1:
:pig4: :pig4:

จะยอมให้เมียทำตามจริงๆ หรือเปล่า
สรุปคือไม่ยอม แต่มีวิธีตามแบบฉบับคุณชายรอง


หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ] >>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<<< บทที่ 31 [22/5/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: jum1201 ที่ 31-05-2020 08:58:50
อืมมคุณชายรองท่านช่างความคิดดีจริงๆ ปากต่อปาก  มีคนหึงหนึ่งอันตราเจ้าค่ะ  คนเขียนสู้ๆ รอรอจ้า
หัวข้อ: Re: [จีนโบราณ] >>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<<< บทที่ 33 [7/6/63] หน้า 5
เริ่มหัวข้อโดย: LoveBlueSky2203 ที่ 07-06-2020 18:07:15
บทที่ 33




เช้าวันใหม่ ข้าแต่งกายด้วยชุดบุรุษสีม่วงปักไหมเงินลวดลายจันทราบริเวณแขนเสื้อและชายชุด ตั้งใจเลือกสรรเป็นพิเศษ แม้กระทั่งสาวใช้ยังทำหน้าสงสัย เมื่อนางให้ข้าเลือกป้ายหยกและพู่ห้อยขอบเข็มขัด ข้าคว้าพู่สีเหลืองอ่อนเข้ากับพัดพรายเพลิงโดยไม่ต้องคิดมาก

“ปกติคุณชายหยวนไม่เคยพิถีพิถันเรื่องการแต่งกายเช่นนี้ ข้าพเจ้าจัดหาชุดใดมาส่ง ประมุขท่านก็พอใจทุกครั้งไป ไม่ทราบว่าเช้านี้ข้าพเจ้าทำสิ่งใดไม่ต้องใจหรือเจ้าคะ” สาวน้อยยืนทำหน้าสำนึกผิด

“เปล่า ๆ ข้ามิได้ไม่พอใจในการปรนนิบัติของเจ้า แต่เช้านี้ข้ามีเรื่องต้องออกไปทำธุระในฉางอัน คุณชายของเจ้าจะแต่งตัวส่งเดชไม่คิดไตร่ตรองได้อย่างไร หากผู้คนพบเห็นแล้วจักกล่าวโทษได้ว่านายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนไร้สามงามปรนนิบัติดูแลเสื้อผ้าอาภรณ์หรืออย่างไรจึงใส่แต่ชุดสีขาวเดิม ๆ ซ้ำซาก”

หญิงรับใช้พอใจในคำกล่าวของประมุขหยวนก็จากไปด้วยรอยยิ้ม

บริเวณด้านหน้าหออวี้หงหยวนในยามเช้า นอกจากยอดฝีมือซึ่งปลอมเป็นเสี่ยวเอ้อร์และสาวใช้แล้ว ยังปรากฏมีกลุ่มชาวยุทธ์พวกหนึ่งจับกลุ่มอยู่บริเวณประตูทางเข้า พอพวกเขาเห็นข้าก็ลุกขึ้นทำกิริยาคารวะโดยพร้อมเพรียง เช่นเดียวกับสมาชิกพรรคเสี้ยวจันทรา

“คารวะนายท่าน” ทุกคนหันกลับไปทำงานของตนต่อ

บรรยากาศยามเช้าแห่งหออวี้หงหยวนยังไม่คึกคักเท่าหลังตะวันตกดิน เหล่าบรรดาแขกขาประจำย่อมปรากฏตัวเมื่อแสงโคมแดงหน้าหอถูกจุดสว่างไสว เช่นนั้นตอนนี้จึงมีแต่เพียงแขกขาจรที่เข้ามารับน้ำชา พักแรงกายจากการเดินทางเท่านั้น

“ไยประมุขท่านจึงแต่งกายแปลกตาเช่นนี้” หลี่ปิงหวนเข้ามาคำนับแล้วซักถามโดยไว

“ไฉนข้าจึงแต่งชุดสีม่วงมิได้”

หลี่ปิงหวนทำหน้าไม่เชื่อเหมือนข้าซุกซ่อนความลับไว้ “ก็คุณชายรองตระกูลหยางแต่งชุดสีม่วงเช่นกัน”

“พูดเป็นเล่นไปได้” ข้าหูฝาดหรืออย่างไร “หยางเย่ถิงน่ะหรือจะแต่งชุดสีอื่นนอกจากสีประจำพรรค”

“เป็นเช่นนั้นขอรับ หากประมุขท่านมิเชื่อคำข้าก็จงพิจารณาด้วยตาตนเองเถิด”

ชายหนุ่มผู้ถูกพาดพิงเดินผ่านประตูหน้าแห่งหออวี้หงหยวนเข้ามา สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์สีม่วงอ่อนราวกับซื้อม้วนผ้ามาจากร้านเดียวกัน ต่างก็ตรงที่เจ้านั่นเลือกที่จะปักลวดลายดอกเบญจมาศ ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเท่านั้น

“เสื้อคู่หรือขอรับ” พอหลี่ปิงหวนเห็นแววตาข้าก็หัวเราะกลบเกลื่อนแล้วกล่าวสืบต่อไปว่า “ท่านทั้งสองคืนดีกันเช่นนี้ ข้าหลี่ปิงหวนย่อมคลายใจ ลำดับต้นคาดการณ์ไว้ว่าทั้งสองพรรคจะต้องเป็นอริบาดหมางต่อกันสืบไป ครั้นประมุขท่านยินยอมให้พรรคคมเบญจมาศเข้ามาอวี้หงหยวน พวกเราทั้งปวงย่อมสบายอกสบายใจ หนำซ้ำยังดึงพรรคร่วมฝ่ายธรรมะเข้ามาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ได้โดยไม่ต้องส่งเทียบเชิญเจรจา”

ข้าควรทำหน้าแบบไหน จึงได้แต่ดึงหน้าเฉยไว้ไม่โต้ตอบ

หยางเย่ถิงดูเหมือนประหลาดใจเช่นกันที่ข้าแต่งชุดสีเดียวกับเขา แต่ทว่ามิได้กล่าวมากคำเช่นหลี่ปิงหวน

“คารวะ คุณชายรอง” หลี่ปิงหวนคำนับหยางเย่ถิง อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

“เหลียงจินอยู่ที่ใด” ข้าไม่อยากจ้องหน้าหยางเยวี่ยนนานเกินไปก็ถามหาจิ้งจอกน้อย หลี่ปิงหวนกลับออกไปทางด้านหลังแล้วอุ้มเหลียงจินเข้า ปิศาจจิ้งจอกตัวน้อยอ้าปากหาวเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม

“เจ้าจะพาเขาไปด้วยหรือ” หยางเย่ถิงซักกลับ

“ข้าย่อมไม่ไปกับเจ้าเพียงสองต่อสองแน่” ข้าคว้าตัวเหลียงจินได้ก็ลูบขนนุ่มฟูปลุกเขา

“ข้าน้อยขอตัวลา” หลี่ปิงหวนต้องกลับไปผลัดเวรเฝ้าถ้ำสำนึกตนสลับกับหวังเป่าเหอ จึงไม่อาจติดตามข้ากับหยางเย่ถิงได้ “ระวังตัวด้วย”

สหายสนิทออกปากรับคำหนักแน่นแล้วจากไปทำการ

ข้าหลบสายตาทุกผู้คนในสำนักอวี้หงหยวน อุ้มเหลียงจินในสภาพกึ่งหลับกึ่งนอนออกสู่ด้านนอก ผ่านสวนและประตูใหญ่ เข้าตรอกซอกซอยมากมายแห่งมหานครฉางอัน หยางเย่ถิงกำกระบี่เดินเคียงกันตลอดทาง

“เจ้าบอกให้ข้าปลอมตัว” หยางเย่ถิงกล่าวเหมือนขอโทษ

“เอาละ ๆ ข้าย่อมไม่สนใจคำครหาใด ๆ เสื้อคู่หรือ ช่างคิดกันไปได้ บังเอิญชัด ๆ” ข้าย่อมไม่คิดเล็กคิดน้อยอยู่แล้ว ในสายตาคนนอกจะมองอย่างไรก็ช่างเถิด

“คุณชายรูปงามทั้งสองท่าน เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” เสียงแม่ค้าร้านขายบะหมี่ร้องเรียก ข้าหันซ้ายแลขวา เมื่อพบว่าคงไม่อาจมีใครรูปงามเกินกว่าข้าและหยางเย่ถิงไปได้ก็รีบรับคำทันที

“เชิญนั่ง ๆ เจ้าค่ะ ข้าพเจ้าเห็นคุณชายทั้งสองออกเดินทางแต่เช้าตรู่เช่นนี้ จึงคาดเดาเอาเองตามสติปัญญาตัวว่าคงยังมิได้ทานอาหารมื้อเช้า ข้าพเจ้าจะปรุงบะหมี่เนื้อตุ๋นมาให้ รวมทั้งแถมเนื้อติดกระดูกชิ้นโตให้จิ้งจอกน้อยต