พิมพ์หน้านี้ - มหาหงส์ บทที่ ๓๗ : คอย (ครึ่งหลัง๒๐%) [๒๔ ก.ย. ๒๕๖๒]

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Boy's love => Boy's love story => ข้อความที่เริ่มโดย: ดอกไม้ ที่ 28-11-2011 13:11:41

หัวข้อ: มหาหงส์ บทที่ ๓๗ : คอย (ครึ่งหลัง๒๐%) [๒๔ ก.ย. ๒๕๖๒]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 28-11-2011 13:11:41
เก็บกระทู้ไว้  ------โมดุฯ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

***********************************************************************

สารบัญค่ะ :L2:

บทนำ : คืนหนึ่ง (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1739885#msg1739885)
บทที่ ๑ : หงส์เหิร (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1747170#msg1747170)
บทที่ ๒ : หงส์ปีกหัก (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1758484#msg1758484)
บทที่ ๓ : คมตาฟ้าซื่อสื่อรักโลมใจ (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1767753#msg1767753)
บทที่ ๔ : ดอกฟ้าร่วง (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1777681#msg1777681)
บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1788320#msg1788320)
บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1803469#msg1803469)
บทที่ ๗ : น้อยใจ (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1807693#msg1807693)
บทที่ ๘ : เสน่หา (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1819450#msg1819450)
บทที่ ๙ : น้ำตาดาว (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1830154#msg1830154)
บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1840165#msg1840165)
บทที่ ๑๑ : เพชฌฆาตใจ (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1850796#msg1850796)
บทที่ ๑๒ : ยูงกระสันเมฆ (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1860552#msg1860552)
บทที่ ๑๓ : กอดฉัน (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1869735#msg1869735)
บทที่ ๑๔ : โจรปล้นจูบ (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1886853#msg1886853)
บทที่ ๑๕ : น้ำตาลใกล้มด(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1898319#msg1898319)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1910865#msg1910865)   
บทที่ ๑๖ : ดอกฟ้ารักดอกดิน(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2012195#msg2012195)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2087573#msg2087573)
ตอนพิเศษวันเข้าพรรษา : เวียนเทียนเสี่ยงรัก (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2079297#msg2079297) 
บทที่ ๑๗ : ชายเดียวในดวงใจ(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2099083#msg2099083)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2105373#msg2105373)
บทที่ ๑๘ : ที่รัก(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2112970#msg2112970)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2129822#msg2129822)
บทที่ ๑๙ : อกเอยมันแค้น(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2139333#msg2139333)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2151828#msg2151828)
บทที่ ๒๐ : ยิ่งกว่าการฆ่า(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2182003#msg2182003)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2196188#msg2196188)
บทที่ ๒๑ : คนใจมาร(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2206436#msg2206436)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2219079#msg2219079)
บทที่ ๒๒ : ดอกหญ้า(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2225594#msg2225594)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2236431#msg2236431)
บทที่ ๒๓ : หวงรัก(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2248407#msg2248407)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2272167#msg2272167)
บทที่ ๒๔ : วาสนากระต่าย(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2287909#msg2287909)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2300297#msg2300297)
บทที่ ๒๕ : ศักดินากับยาจก(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2470692#msg2470692)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2526664#msg2526664)
บทที่ ๒๖ : เหลือความดีให้พี่บ้าง(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2544151#msg2544151)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2574387#msg2574387)
บทที่ ๒๗ : คนเลวของเธอ(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2638708#msg2638708)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2656826#msg2656826)
บทที่ ๒๘ : ขยี้รัก(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2672665#msg2672665)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2704785#msg2704785)
บทที่ ๒๙ : แล้วจะรู้ว่าพี่รัก(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2738296#msg2738296)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2781244#msg2781244)
บทที่ ๓๐ : ขอรักคืน(ครึ่งแรก) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2848053#msg2848053)   (ครึ่งหลัง) (http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg2891967#msg2891967)


************************************************************

(http://img38.picoodle.com/i5br/1_f7e_u0.jpg)

บทนำ

คืนหนึ่ง


อยุธยา, พุทธศักราช ๒๕๐๔


คืนหนึ่งยังซึ้ง ตรึงใจตรึงใจเรา
ฉันเฝ้าอิงแนบแอบอกอุ่น
ลมโชยโปรยกลิ่นผกากรุ่น
รุ่งอรุณเรืองรางสว่างฟ้า



ฟ้าจวนสาง ดาวพราวยังไม่ลับฟ้า ฟ้าสีมืดกลืนแสงสว่างเกิดเป็นแสงทองเรืองรองจับทิศตะวันออก ร่างสูงใหญ่บนเตียงตื่นนานแล้ว แต่ยังคงนอนฟังเสียงไก่ขันอย่างสงบ ทอดมองร่างๆหนึ่งที่นั่งอยู่กับพื้นกลางห้อง เฝ้ามองมือเรียวบางค่อยๆจับกลีบเสื้อสีกากีอย่างประณีต มือเรียวพรมน้ำในขันสาครลงบนผ้า  วางเตารีดนาบบนนวลตองก่อนยกขึ้นรีด  เหล็กร้อนต้องละอองน้ำเกิดเสียงดังฉ่า  พับทบอีกด้านหนึ่ง รีดทับ ซ้ำๆ..ช่ำชอง.. จนเสร็จสิ้น ใส่ไม้แขวน แขวนไว้กับตู้เสื้อผ้า


เครื่องแบบข้าราชการครูอันทรงเกียรติ


กลิ่นดอกมหาหงส์ข้างหมอนยังหอมเรื่อ แต่ไหนเลยจะหอมเท่ากลิ่นผมติดหมอนของคนรัก ชายหนุ่มฝังหน้าลงสูดกลิ่น แกล้งทำเป็นหลับตาเมื่อเห็นร่างโปร่งเดินตรงเข้ามาหา

“อาจารย์คนึง ตื่นเถอะครับ” สะกิดต้นแขนร่างที่คิดว่ายังหลับใหล แต่กลับถูกมือใหญ่คว้าไปจรดปลายจมูก “แน่ะ..ตื่นแล้วก็ไม่ยอมลุก แกล้งผมอีกแล้วหรือ”

เสียงทุ้มหัวเราะเบาๆในคอ ขณะยังกุมมือบางไว้ไม่ยอมปล่อย พลางลืมตาขึ้นช้าๆ “บอกแล้วไงว่าตอนอยู่กันสองคนไม่ต้องเรียกอาจารย์ สอนไม่จำ ลงโทษเสียดีไหม”

“ลงโทษแบบไหน ให้ผมไปวิ่งรอบสนามเหมือนเมื่อก่อนน่ะหรือ อย่าลืมสิ ตอนนี้ผมเป็นอาจารย์ฝึกสอนแล้วนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนเสนาะหูเอ่ยพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง จังหวะเดียวกับอีกฝ่ายค่อยๆยันกายขึ้นนั่ง

“แล้วอีกอย่าง.. ผมแค่อยากให้เกียรติอาจารย์”

คนึงถอนใจพรู รวบร่างคนรักไว้ในอ้อมกอดหลวมๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาไม่อยากได้ยินอีกฝ่ายเรียกเขาว่าอาจารย์ เพราะทุกครั้งที่ได้ยิน ความละอายอดสูจะแล่นเข้ากัดกินใจ เขาผิด.. เขาบาปนัก.. ที่อุตริมีความสัมพันธ์แบบนี้กับลูกศิษย์ตัวเอง ซ้ำยังเป็นลูกศิษย์ผู้ชายเสียด้วย

แต่เขาห้ามใจตัวเองไม่ได้ เขารักจินดามากเหลือเกิน..

“ถ้ามีใครรู้เรื่องระหว่างเราจะเป็นยังไงนะ” ร่างในอ้อมแขนถามขึ้นราวกับอ่านใจเขาออก
“ถามทำไมหรือ” เสียงทุ้มอู้อี้แทบกลืนหายไปในลำคอเพราะเจ้าตัวฝังใบหน้าลงกับบ่าเล็กเรียว
“ท่าทางเหมือนจ้อยจะรู้แล้ว” เสียงจินดาแผ่วหวิว เต็มไปด้วยความกังวลจนรู้สึกได้ “หลังๆมานี่จ้อยมองผมแปลกๆ”

“ไม่เห็นเป็นไรเลย เรารักกันมันผิดด้วยหรือ” ใบหน้าหล่อคมกดปลายจมูกบนผิวแก้มนุ่ม ก่อนหาเรื่องเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ได้ข่าวว่าจะมีอาจารย์ฝึกสอนเป็นนักเรียนนอกมาจากอังกฤษหรือ เห็นว่าอาจารย์ใหญ่ให้จินดาเป็นคนดูแลเขา”

“ไม่ใช่นักเรียนนอกธรรมดา แต่เป็นถึงหม่อมราชวงศ์เสียด้วย ท่าทางคงเจ้าเสน่ห์ไม่เบา อีกสองวันผมต้องไปรับเขาที่บ้านแพนแล้ว”

ร่างสูงใหญ่หัวเราะในคอ กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น “จะเจ้าเสน่ห์แค่ไหนกันเชียว สู้จินดาของฉันได้หรือเปล่า”
“ทำเป็นพูดดีไป พอเขามาแล้วอาจารย์จะลืมผมสิไม่ว่า”
“ไม่มีทางหรอก..”



เธอประคองตระกองกอด ตระกองกอดยอดรัก
ฉันบอกสมัคร ขอรักชั่วชีวา


.................................................................
...........................................


“อาจารย์.. อาจารย์คนึง.. อาจารย์คนึงครับ”

ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบขาวไว้ทุกข์สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกพร้อมมีมือมาสะกิด เมื่อนั้นเขาจึงตื่นจากภวังค์และรับรู้ความเป็นจริงว่าตอนนี้กำลังอยู่ที่ไหน

“อาจารย์คนึง” อาจารย์วิรัชฝ่ายภาษาอังกฤษนั่นเอง “เขาประกาศเรียกชื่อคุณให้ขึ้นไปทอดผ้าไตรแล้ว ไม่ได้ยินหรือ”

ร่างสูงชะงัก ก่อนก้มหน้ารับคำแผ่วเบา ลุกเดินไปรับผ้าไตรบังสุกุลพร้อมช่อดอกไม้จันทน์จากพานที่น้องชายร่างเล็กของผู้ตายยื่นให้ ก่อนก้าวขึ้นไปบนเมรุ วางผ้าไตรลงที่หน้าโลง ท่ามกลางสายตาของแขกในงานหลายคนที่จับจ้อง

มือใหญ่สั่นระริกแทบควบคุมไม่อยู่ สายตาคมมองรูปถ่ายที่ตั้งอยู่หน้าโลงด้วยความรักและอาลัยสุดหัวใจ ใบหน้าหวานคม ดวงตาสวยโศกทอดมองมาอย่างอ่อนโยนเช่นเดียวกับเมื่อตอนยังมีชีวิต ดวงตานี้.. ใบหน้านี้.. ชื่อนี้จะอยู่ในหัวใจเขาตลอดไป


จินดา..



เสียงปี่พาทย์ประโคมเพลงพญาโศก ขณะร่างไร้วิญญาณของคนรักกำลังมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลี คนึงได้แต่ยืนมองควันสีขาวเป็นทางจากยอดเมรุ เคียงข้างด้วยหญิงชราและเด็กหนุ่มที่กำลังกอดรูปพี่ชายร้องไห้โฮ

“จ้อย.. พี่จินดาไม่อยู่แล้วจ้อยต้องดูแลยายให้ดีๆนะ” มือใหญ่เอื้อมไปลูบหัวอีกฝ่ายอย่างจะปลอบขวัญ “เราต้องเข้มแข็ง เป็นหลักให้ยาย รู้ไหม”

ร่างเล็กในเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งกลืนก้อนสะอื้นลงคอ “ครับ..”

“ยังหนุ่มอยู่แท้ๆ ทำไมจินดาจากยายไปเร็วอย่างนี้” มือเหี่ยวย่นใช้ผ้าเช็ดน้ำหมากเช็ดน้ำตาป้อย

“ไม่ต้องห่วงนะครับยาย จินดาเป็นลูกศิษย์ผม และเป็นเพื่อนผมด้วย ยายกับน้องของจินดาก็เหมือนยายกับน้องของผม”

พลันเกิดเสียงเฮฮาอึกทึกขึ้นแถวศาลา คณะปี่พาทย์ถึงกับชะงัก บรรดาหนุ่มเหน้าสาวสวยคุยกันครื้นเครงเสียงดังเรียกสายตาหลายคนให้หันมองเป็นตาเดียว แขกในงานหลายคนวิ่งกรูกันไปดูทั้งที่ยังอยู่ในชุดดำ

“พวกนั้นใครกัน เสียมารยาทจริง” อาจารย์หนุ่มมองตาม
“คณะกลองยาวที่กำนันเสริมจ้างมาน่ะสิครับ” จ้อยตอบทั้งที่น้ำตายังเปื้อนแก้มขาว “เห็นว่าเอามาต้อนรับคุณชายที่จะมาพรุ่งนี้”


มือใหญ่กำหมัดแน่น.. ขบกรามจนข้างแก้มเป็นสันนูน

ถ้าเจ้าคุณชายนั่นไม่มาที่นี่ คนรักของเขาก็คงไม่ต้องตาย


หม่อมราชวงศ์เลอมาน บูรพวงศ์


เขานึกชิงชังคนคนนี้นักตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า!



ขอเตือนเธออย่าลืมวาจา
ที่เคยสัญญากันไว้ในคืนนั้น*




โปรดติดตามตอนต่อไป


----------------------------------------------------------------------------------------------------
*เพลงคืนหนึ่ง, พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ ยุคล ประพันธ์, ธานินทร์ อินทรเทพ – จินตนา สุขสถิตย์ ขับร้อง



ดอกไม้บอกเล่า

สวัสดีทุกคนที่แวะเข้ามาค่ะ

นิยายเรื่องนี้เป็นแนววายไทยย้อนยุคเรื่องแรกในชีวิต และเป็นครั้งแรกที่ลงนิยายที่เล้าด้วยค่ะ
(ตื่นเต้นเล็กๆ :-[)
ผิดพลาดประการใดขออภัยล่วงหน้านะคะ

ขอบคุณค่ะ

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Lukaka ที่ 28-11-2011 13:20:01
ตามมาให้กำลังใจค่ะ 

คิดถึงน้องจ้อยยย  คิดถึงคุณชายเล็ก
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Wordslinger ที่ 28-11-2011 13:36:41
Perfect! เป็นอีกเรื่องที่ชื่นชอบอย่างมากค่ะ, ใครได้เข้ามาอ่าน ขอให้อ่านไปเรื่อยๆ แล้วจะเริ่มติดและหลงตัวละครในเรื่อง. แล้วจะพบว่าความสนุกของนิยายที่เป็น "นวนิยาย" เป็นอย่างไร.

กดบวก ๑ ให้คุณดอกไม้นะคะ.

ขอบคุณค่ะ.  :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: cocoaharry ที่ 28-11-2011 14:02:24
รอติดตามค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: dahlia ที่ 28-11-2011 14:10:57
ติดใจชื่อเรื่องจังเลย แถมคุณ Wordslinger ให้เครดิตแบบนี้ คงต้องคอยติดตามแล้วค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: kenshinkenchu ที่ 28-11-2011 14:11:48
เรื่องนี้สนุกมาก ยิ่งอ่านยิ่งแซ่บ เข้ามาคอนเฟิร์ม  o13

ปล. คุณดอกไม้................................
แอร๊ยๆ  ว่างมาต่อยังคะ 
อยากได้ศุกร์หรรษหาคืนมาอ่ะ   :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 28-11-2011 14:19:58
โอ๊ะ พี่จี้ มาเป็นกำลังใจให้ค่ะ
ติดตามๆๆๆ  :mc4:

ปล. อย่าลืมมี่จังกับโนโนะน้าาา   :z10:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: kangkaw ที่ 28-11-2011 14:36:17
ตอนรับเรื่องใหม่ค่ะ น่าสนใจมาก รอติดตามนะคะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: oaw_eang ที่ 28-11-2011 15:00:23
สมัยนั้น  ธรรมเนียมการเรียน คุณครู กับอาจารย์ น่าจะยังเคร่งครัดอยู่

มัธยมศึกษา  เรียน คุณครู  คุณครูใหญ่  ผู้อำนวยการ
อุดมศึกษา เรียก อาจารย์

แต่อาจารย์ใหญ่นั้น  ไม่แน่ใจว่ามีเรียกกันไหม?  ในต่างจังหวัด  หรือมีไว้เรียกเฉพาะกันแต่ใน "คณะแพทยาศาสตร์"  ลองค้นหาข้อมูลตรงนี้หน่อยนะคุณน้อง

อนึ่ง ริจะเขียนฉาก  รีดผ้าด้วยเตาถ่าน  จากประสบการณ์ที่เคยรีดมา  รู้สึกว่าที่คุณน้องบรรยายไว้ในจะทแม่งๆ ไปนิด อิอิ

เจ้สอง
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: jeaby@_@ ที่ 28-11-2011 15:19:50
กรี๊ดดดดดดด
เอามาลงที่นี่ด้วย
ชอบเรื่องนี้มากค่ะ สุดยอดนิยาย
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: @BUA@ ที่ 28-11-2011 15:43:41
ชอบค่ะ เรื่องนี้
+1 ต้อนรับเลยจ้า  o13
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: IIMisssoMII ที่ 28-11-2011 15:51:03
มาให้กำลังใจคะ อย่าลืมไปต่อ น้องจ้อยกะพี่สิงห์ด้วยนะคะ ^^ (ได้ข่าวว่าคู่รอง 55+)
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Wordslinger ที่ 28-11-2011 16:05:02
^
^
^
^
แฟนน้องจ้อยกับพี่สิงห์เหมือนกันใช่ไหมคะ? อิอิ. ร้ากคู่นี้มากยิ่งกว่าคู่เอกอีกนะเนี่ย. ความรักที่เกิดการเข้าใจผิดจนทำให้ใจเจ็บช้ำอย่างเหลือแสน. พี่สิงห์ผู้มีใจ "นักเลง" อย่างแท้จริง. ปลื้ม  :กอด1:

(เข้ามาหลายรอบแล้ววันนี้ แสดงให้เห็นว่ารักเรื่องนี้จริงๆ)

 :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: jeaby@_@ ที่ 28-11-2011 16:20:11
จิ้มข้างบน
รักเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ~l3aml3ery~ ที่ 28-11-2011 16:28:02
มาต้อนรับพี่จี้ค๊า :L2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: しろやま としんや ที่ 28-11-2011 16:31:05
จารย์คนึงคุณเล็กมาที่นี่ด้วย>/////////<






ปล.อยากอ่านตอนใหม่มากๆๆๆๆๆๆเลยอ่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: irksome ที่ 28-11-2011 16:56:10
 :mc4: :mc4: :mc4:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 28-11-2011 21:06:12
สมัยนั้น  ธรรมเนียมการเรียน คุณครู กับอาจารย์ น่าจะยังเคร่งครัดอยู่

มัธยมศึกษา  เรียน คุณครู  คุณครูใหญ่  ผู้อำนวยการ
อุดมศึกษา เรียก อาจารย์

แต่อาจารย์ใหญ่นั้น  ไม่แน่ใจว่ามีเรียกกันไหม?  ในต่างจังหวัด  หรือมีไว้เรียกเฉพาะกันแต่ใน "คณะแพทยาศาสตร์"  ลองค้นหาข้อมูลตรงนี้หน่อยนะคุณน้อง

อนึ่ง ริจะเขียนฉาก  รีดผ้าด้วยเตาถ่าน  จากประสบการณ์ที่เคยรีดมา  รู้สึกว่าที่คุณน้องบรรยายไว้ในจะทแม่งๆ ไปนิด อิอิ

เจ้สอง

 o22 ตะ..เตารีด!

ขอบคุณเจ้สองมากๆค่ะที่ทักเรื่องเตารีด ความจริงถามแม่มาแล้ว แต่ดันเข้าใจไปอีกอย่างซะนี่ จากนี้ไปจะจำจนตายเลยค่ะว่าเตารีดถ่านใช้ยังไง ^^ (ไปแก้แล้วค่ะ)

ส่วนเรื่องคำเรียกอาจารย์ใหญ่ คือนิยายเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากวิทยานิพนธ์ "The Far Province" เป็นบันทึกของหนุ่มน้อยไฮโซจากอังกฤษที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครคนแรกในเมืองไทยน่ะค่ะ ดังนั้นคำเรียกอาจารย์ใหญ่ (รวมถึงรายละเอียดต่างๆ) น้องจึงอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลดังกล่่าวเป็นหลัก (ฉบับแปลภาษาไทยเรียกอาจารย์ใหญ่น่ะค่ะ^^)

สถานที่ซึ่งเป็นฉากหลักของเรื่องคือโรงเรียนฝึกหัดครู จากที่ไปค้นประวัติในหอสมุดมา สมัยนั้นก็เรียกอาจารย์-อาจารย์ใหญ่นะคะ

ขอบคุณเจ้สองมากๆค่ะสำหรับคอมเม้นท์ ยินดีน้อมรับทุกคำติชม ทุกคำวิจารณ์เป็นกำลังใจค่ะ  :L2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: januarys13 ที่ 28-11-2011 21:43:24
รอตอนต่อไปต่อไป  :o8:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Sorso ที่ 28-11-2011 23:07:41
มาเจิมเรื่องนี้ ฮ่าๆๆ มาต่อเร็วๆนะ รออ่านอยู่

สู้ๆๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: iforgive ที่ 29-11-2011 11:47:45
มารอด้วยคน  ชอบการใช้ภาษาจัง
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: golove2 ที่ 29-11-2011 13:35:11
ทำไมจินดาถึงตาย

 :L2: :L2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทนำ : คืนหนึ่ง [๒๘/๑๑/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Mio ที่ 29-11-2011 13:51:39
เป็นอีกเรื่องที่น่าติดตาม ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอดีต....
แต่คาดว่าจะเต็มไปด้วยไฟรักในไม่ช้า :laugh:
สามคำ>>> ตาย ยัง ไง  :z3:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 02-12-2011 20:26:35
(http://img38.picoodle.com/i5c2/1bnj_9c8_u0.jpg)

บทที่ ๑

หงส์เหิร


หงส์เหมราชเอย  สง่าผ่าเผยงามสคราญ
ณ แดนหิมพานต์ หวงตัวรักวงศ์วาน
หิมพานต์สถานสำราญมา*




โครงการอาสาสมัครต่างประเทศของอังกฤษ

หม่อมราชวงศ์เลอมาน บูรพวงศ์ นึกเกลียดคนที่อุตริก่อตั้งโครงการนี้ขึ้นมาครามครัน

ก็เพราะไอ้โครงการบ้านี่ไม่ใช่หรือ  ที่ทำให้บุตรชายคนเดียวของเอกอัครราชทูตเช่นเขาต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองศิวิไลซ์อย่างมหานครลอนดอน  มายังประเทศที่ล้าหลังอย่างที่นี่ 
   
ปกติแล้ว  แม้เขาจะทำความผิดไว้รุนแรงแค่ไหน  ท่านพ่อก็ลงโทษเขาเพียงแค่ริบเงินค่าใช้จ่าย  กักบริเวณ  หรือไม่ก็ให้ไปทำงานที่สถานทูตไทยประจำกรุงลอนดอนอันเป็นที่ทำงานของท่านพ่อ  แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะหนักถึงขั้นนี้  ทั้งที่ความผิดที่เขาก่อก็ไม่ได้รุนแรงอะไรนักหนา 

กะอีแค่ตบหน้ารุ่นน้องชาวไทยที่โรงเรียนเพราะมันบังอาจทำอาหารเช้ามาให้เขาไม่ถูกใจ 
รุ่นน้องก็ย่อมต้องตกเป็นเบี้ยล่างรุ่นพี่อยู่แล้ว  แถมยังเป็นรุ่นน้องที่มาจากประเทศหลังเขาอีกต่างหาก 

นั่นคงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ท่านพ่อทนไม่ไหว  จนตัดสินใจส่งเขาเข้าโครงการที่ว่านั่นทันทีที่เรียนจบชั้นไฮสคูล  ใช้เส้นสายวางแผนให้เขามาที่ประเทศนี้  ยื่นคำขาดให้เขาไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรงเรียนในจังหวัดชื่อยาวเรียกยากนั่น
   
ท่าเตียนในยามนี้พลุกพล่านเหลือแสน  หม่อมราชวงศ์เลอมานนั่งไขว่ห้างกอดอกอยู่ในห้องพักผู้โดยสารด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ  เสียงเจ๊กร้านข้าวกระแทกตระหลิวกับกระทะเรียกลูกค้าดังลั่น  เสียงเอะอะของชาวบ้านเหม็นเหงื่อไคลในร้านกาแฟ  ไหนจะเสียงพวกคนเรือที่ขึ้นบกมานั่งโขกหมากรุกกันรอเวลาเรือออกนั่นอีก 

แม้ทุกอย่างจะน่ารำคาญจนทำให้ใบหน้างามหวานด้วยเชื้อฝรั่งที่มีอยู่เสี้ยวบูดบึ้งไปบ้าง  กระนั้นบรรดาหญิงสาวทั้งหลายก็ชม้ายชายตาคุณชายรูปงามราวพระเอกหนังกันตาหวานหยดย้อย 

“โถ..พ่อคุณทูนหัวของย่า” หม่อมดารา หรือหม่อมย่าใหญ่ของเขาเอ่ยประโยคนี้ขึ้นเป็นรอบที่สิบแล้วกระมัง “ลำบากลำบนเหลือเกินแล้ว  จากนี้ไปจะกินจะอยู่ยังไงกัน”

“ไม่ต้องไปห่วงเขาหรอกหม่อมย่าใหญ่” หม่อมเจ้าอาทิตย์ธวัชผู้เป็นบิดา  และดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนถึงกับทิ้งงานมาส่งเขาด้วยพระองค์เอง “ดูถูกแผ่นดินพ่อแผ่นดินแม่ดีนัก  ต้องโดนแบบนี้ถึงจะเข็ดหลาบ  มองไม่เห็นหัวคนอื่นแบบนี้ต่อไปจะเป็นใหญ่เป็นโตได้ยังไง”
   
พระเนตรที่ทอดมองโอรสดูเด็ดขาดแน่วแน่  จนเลอมานต้องหลบตาวูบ  ทั้งโลกนี้มีเพียงท่านพ่อคนเดียวเท่านั้นที่เขาจะยอมอ่อนให้

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ” มือเหี่ยวย่นลูบใบหน้าหลานอย่างรักใคร่ “น่าจะให้คนขับรถไปส่งหรือนั่งรถไฟไปก็ยังดี.. ไปเรือเมล์แบบนี้มัน..”

“ลงไปคลุกคลีกับชาวบ้านเสียบ้าง  เผื่อนิสัยชอบดูถูกคนมันจะซาลง” ท่านชายอาทิตย์ตรัสเสียงขุ่น  พระเนตรคมวาวจ้องมองบุตรชายที่เอาแต่เสมองทางอื่น
“จะมีพายุลานเทหรือเปล่าก็ไม่รู้” หม่อมย่าใหญ่ยังมิวายเป็นห่วงร่ำไป 
“ถ้าพายุมานายท้ายเขาก็จอดรอลมนิ่งเองนั่นละ  ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ตรัสพลางหันมองเด็กหนุ่มที่ยังหน้างอง้ำ “ยังไงวันนี้ก็ต้องไป  ผัดเขามาหนหนึ่งแล้วนี่” 

พลันชายหนุ่มผิวคล้ำร่างสันทัดท่าทางคล่องแคล่ววิ่งเหงื่อโซมมา  กระหืดกระหอบรายงาน “ขนของไปไว้ในเรือเรียบร้อยแล้วกระหม่อม”

“เอ้า นี่ก็จวนได้เวลาแล้ว  ลงเรือไปหาที่หาทางกันให้เรียบร้อย  เดี๋ยวประมาณ ๓-๔ โมงเย็นก็คงจะถึงบ้านแพน  จะมีเจ้าหน้าที่จากโรงเรียนมารอรับ” 
   
ร่างโปร่งหยัดกายลุกขึ้นเตรียมบังคมลา  ทว่าผู้เป็นบิดากลับเอื้อมหัตถ์กุมไหล่เขาไว้แน่น  สายพระเนตรที่ทอดมาเปี่ยมด้วยเมตตานัก
   
“จงพร้อมที่จะเรียนและพร้อมที่จะสอน  การอาสาออกไปช่วยคนอื่นนั้นฟังดูโก้  แต่จะให้ถูกต้องเรียกว่าอาสาไปรับใช้เขามากกว่า  เพราะการช่วยส่อให้คิดไปได้ว่าเราวิเศษกว่าเขา  แต่การรับใช้นั้น  ย่อมช่วยให้รู้จักเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน  อย่างน้อยก็ไม่ดูถูกชาวบ้านว่าโง่กว่า  การพร้อมที่จะรับใช้คนที่เราไม่รู้จักกัน  จะช่วยให้จิตใจของเราเต็มเปี่ยมขึ้น”
   
“อาสาสมัครหรือ” เลอมานทำเสียงขึ้นจมูกแบบกริยาฝรั่ง “ชายไม่ได้สมัครใจเลยสักนิด  ท่านพ่อบังคับชาย”
“ที่ไม่ใช่บทลงโทษ  แต่เป็นบทเรียน  จงไปอยู่ให้เขาผูกมิตรกับเราเสมอบ่าเสมอไหล่  นับเราเป็นลูกหลาน  จะหวังอะไรยิ่งไปกว่านี้  เพราะความสำคัญของมนุษย์กับมนุษย์นั้นอยู่ตรงที่มีน้ำใจไมตรีต่อกัน  การให้วัตถุแก่กันนั้นง่าย  แต่การให้น้ำใจแก่กันสิยาก” 
   
เขาลาท่านพ่อและหม่อมย่าใหญ่พลางหันหลังมุ่งไปยังเรือเมล์สองชั้นขนาดใหญ่ทาสีแดงฉาดฉาน  นับจากนี้เขาจะต้องจากบ้าน จากครอบครัว  ไปอยู่กับคนแปลกหน้า  ไปอยู่ในดินแดนที่ไม่เคยคุ้นเป็นเวลา ๑ ปีเต็ม  คิดถึงตรงนี้แล้วก็อดใจหายไม่ได้  เขาไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองหน้าหม่อมย่าใหญ่ที่ส่งเสียงร้องไห้กระซิกแว่วมาด้วยซ้ำ 
   
สภาพภายในเรือยิ่งทำให้เขาสะอิดสะเอียนนัก  เหล่าชาวบ้านชายหญิงเด็กแก่ นั่งนอนอยู่กับพื้นเกะกะไร้ระเบียบ  ทุกสายตาหันมองเขาเป็นตาเดียวราวกับเขาเป็นสิ่งแปลกปลอมที่หลงเข้ามา 

ก็น่าอยู่หรอก  ชายหนุ่มหน้าตาผิวพรรณขาวสะอาดสะอ้าน  ใบหน้างามหวานที่พิมพ์มาจากมารดาผู้เป็นลูกครึ่งไทยอังกฤษ  เรือนผมและดวงตาสีน้ำตาลอ่อน  การแต่งกายที่พวกชาวบ้านเคยเห็นกันแค่จากพระเอกหนังฝรั่ง  อยู่ดีๆมาเดินเฉิดฉายอยู่ในเรือแดงได้อย่างไรกัน
   
“คุณชายเล็ก  เดี๋ยวก่อน เดี๊ยวๆๆๆ” นายแช่มคนรับใช้คนสนิทที่ติดสอยห้อยตามมาจากอังกฤษรีบวิ่งตาลีตาเหลือกจนเรือโคลงเมื่อเห็นคุณชายสุดที่รักเดินลิ่วๆไปยังที่นั่งยกสูงท้ายเรือ “นั่งตรงนั้นไม่ได้ขะรับคุณชาย”
   
“ทำไม” ตวัดเสียงห้วนเล่นเอาคนฟังขยาด  ดวงตาคู่สวยเหลือบมองด้วยหางตาอย่างไม่พอใจ
“คุณชายจะนั่งตรงนั้นไม่ได้นา..” หนุ่มผิวคล้ำมองซ้ายมองขวาก่อนลดเสียงลงเป็นกระซิบ “นั่นมันที่นั่งพระ” 
“แล้วนั่งไม่ได้หรือไง”
“ไม่ด๊าย..บาปกรรมตายเลย”
“แล้วจะให้นั่งตรงไหน” คุณชายจอมหยิ่งถามเสียงขุ่น “อย่าบอกนะว่าจะให้นั่งกับพื้นปนกับคนพวกนี้!”
“ชู่วๆๆๆ” สิ้นเสียงนั้นบรรดา’คนพวกนี้’ที่ว่าพากันหันมองขวับ  จนบ่าวตัวดีรีบปรามแทบไม่ทัน  หวิดจะเอามือปิดปากแดงๆนั่นให้อยู่รอมร่อ “โธ่เอ๋ย คุณชาย เบาๆหน่อยซี่  พวกคนเรือนี่นักเลงเยอะนา  ถ้าคุณชายไปไม่ถึงบ้านแพนละก็ ท่านชายอาทิตย์เล่นงานแช่มตายแน่เลยขะรับ”
“แล้วจะให้นั่งไหน”

คนสนิทเดินนำกลับไปยังส่วนหน้าเรือ  เขาจึงเพิ่งเห็นว่าหลังห้องนายท้ายมือม้านั่งวางอยู่สองสามตัว   

“นี่แหละชั้นหนึ่งแล้วคุณชาย  คุณชายนั่งตรงนี้นะ  แช่มจะเอนหลังให้ลมโกรกกะพื้น”
“เดี๋ยว!” ยังไม่ทันทรุดลงเอกเขนกให้สบายใจ  ผู้เป็นนายก็เรียกไว้เสียก่อน  ก่อนจะได้ยินคำสั่งที่เล่นเอาปาดเหงื่อ
“สกปรกแบบนี้ฉันจะนั่งได้ยังไง  แกหาอะไรมาเช็ดเก้าอี้ซิ”
     
**********************

“หวังว่าที่นั่นจะดัดนิสัยชายเล็กให้ดีขึ้นได้นะ” หม่อมเจ้าอาทิตย์ธวัชตรัสเมื่อส่งบุตรชายเพียงคนเดียวลงเรือไปแล้ว
“ท่านชายโหดร้ายเสียจริง  ปีนี้ชายเล็กเพิ่งจะเต็มสิบแปด  ก็ลงโทษให้ไปอยู่ไกลบ้านขนาดนั้น” น้ำตายังไม่แห้งจากดวงตาหม่อมดารา  ถึงแม้จะไม่ใช่ย่าแท้ๆ  เป็นแค่พี่สาวของย่า  แต่หญิงชราก็รักคุณชายเล็กมากราวกับหลานแท้ๆของตัวเอง 

“หม่อมย่าใหญ่ตั้งชื่อให้เขาสูงเกินไปรึเปล่า  ถึงได้ทำตัวจองหองเย่อหยิ่งมองไม่เห็นหัวคนอื่นแบบนี้”  ประโยคนี้คล้ายตรัสรำพึงกับพระองค์เอง  ขณะทอดพระเนตรเรือแดงค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากท่าฝ่ากระแสน้ำไป

****************************
   
   
ออกจากท่าเตียนตั้งแต่เช้าตรู่  เรือแดงแล่นผ่านเขตหมู่บ้านคับคั่งในเมืองหลวง  บ้านเรือนแต่ละหลังค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ  บางคราวก็พบเรือนแพจอดเต็มสองฝั่งแม่น้ำ  จนกระทั่งถึงทิวทุ่งนาเขียวขจีกว้างใหญ่ 
   
สายน้ำกว้าง ท้องฟ้าสูงโล่ง  ทำให้เด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์เบิกบานตื่นตาอยู่ได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น  เมื่อนั่งหลังแข็งโต้ลมแรงนานเข้าหน่อย  ทนโคลงไปโคลงมากับเรือมากเข้านิด  อาการคลื่นเหียนเวียนไส้ก็โจมตีจนหม่อมราชวงศ์หนุ่มผุดลุกผุดนั่งเข้าออกห้องน้ำเป็นว่าเล่น  แม้จะเมาเรือแค่ไหนเขาก็ไม่คิดจะลงไปเอนหลังกับพื้นให้เสียเกียรติ  ได้แต่นั่งกุมขมับกับเก้าอี้อยู่อย่างนั้น  เดือดร้อนนายแช่มที่ต้องมาพัดวีให้ไหวๆ
   
จนเกือบ ๔ โมงเย็น  สองฝั่งแม่น้ำเริ่มเต็มไปด้วยเรือโยงผูกติดกันยาวเหยียด  ผ่านโรงสีปล่อยควันโขมง  ผ่านบ้านเรือนที่เริ่มคับคั่งขึ้น  เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าเข้าสู่เขตตลาดบ้านแพน  เลอมานจึงเริ่มตรวจสอบความเรียบร้อยของเสื้อผ้า  กลัดกระดุมคอผูกไทด์ที่ตนคลายออกเมื่อเช้าให้กระชับ  โยนยาดมส้มมือที่จ่อรูจมูกมาตลอดทางคืนนายแช่ม  จัดผมเผ้าให้เรียบร้อยแล้วสวมหมวกปีกแคบ  และเมื่อเรือจอดนิ่งสนิทที่ท่า  เขาก็ก้าวย่างขึ้นฝั่งได้อย่างสง่างาม
   
   
สุภาพบุรุษหนุ่มในชุดสูทสีครีม สวมหมวกปีกสีน้ำตาล  แม้ดวงตาจะถูกแว่นดำบดบังอยู่ แต่ก็ไม่อาจปกปิดความงดงามของใบหน้านั้นได้  ยิ่งเมื่อมายืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านจอแจที่ท่าเรือ  ยิ่งดูโดดเด่นราวกับหงส์ในฝูงกา  ไม่ว่าใครจะสนใจมองจนเหลียวหลังอย่างไร  เขาก็ยังยืนเชิดหน้ามองตรงราวกับไม่สนใจชีวิตอื่นใดบนโลก   
   
“หม่อมราชวงศ์เลอมาน บูรพวงศ์ใช่ไหม” เสียงทุ้มที่เอ่ยชื่อเขาทำให้เด็กหนุ่มต้องหันไปมอง  หน้าที่เชิดอยู่แล้วต้องเชิดยิ่งกว่าเก่าด้วยอีกฝ่ายนั้นสูงกว่าเขามากนัก

“สวัสดี  ผมอาจารย์คนึง วนาสัยจากโรงเรียนฝึกหัดครูอยุธยา  ผมมารับคุณ” ดวงตาเรียวคมสีสนิมเหล็กมองเขานิ่งอย่างไม่สะท้อนอารมณ์ใด  แม้ไม่ยินร้าย  แต่ก็ไม่ยินดี 

“อ้อ” เด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์เพียงกล่าวรับสั้นๆ  ถอดแว่นออกเพื่อสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า  ใบหน้าคมคาย ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงขายาวสีดำ  แต่ปลอกแขนทุกข์ที่แขนซ้ายนั้นสะดุดตาสะดุดใจเขานัก  นึกฉุนเฉียวขึ้นมาครามครัน  อาจารย์บ้านนอกคนนี้กล้าดียังไงถึงแต่งตัวแบบนี้มารับเขา
   
นายแช่มหอบสัมภาระมาเต็มสองมือ  เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายยืนอยู่กับใคร ก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม  “สวัสดีครับ”

“สวัสดี” คนึงรับไหว้พร้อมยิ้มด้วยไมตรี  เหลือบมองเด็กหนุ่มที่เอาแต่ยืนเชิดหน้า  อดคิดอย่างดูแคลนไม่ได้ว่า  ไม่อยู่เมืองนอกนานเกินไปก็คงจะเป็นที่กมลสันดานส่วนตัวถึงได้ไม่รู้จักไหว้หรือกล่าวสวัสดีคนอื่น  ดวงตาเรียวคมสำรวจหัวจรดเท้า  ดูอย่างไรก็ไม่เหมือน ‘อาสา’ สมัครสักนิด  หนักไปทาง ‘ถูกบังคับ’ เสียมากกว่า  เด็กหนุ่มร่างระหง ‘เอวองค์สารพัดไม่ขัดตา’ ผิวขาวเนียนที่เรียกว่า ‘แตงร่มใบ’ ได้ไม่ขัดปาก  ผมสีน้ำตาลอ่อนต้องประกายแดดดูราวเส้นไหม  ทว่าดวงตาแวววาวราวอัญมณีคู่นั้นกลับดีแต่มองคนอื่นอย่างเหยียดหยัน

รูปงามเสียเปล่า  คงร้ายกาจไม่ใช่เล่นจึงถูกพ่อตัวเองส่งมาดัดนิสัยที่นี่

หนุ่มน้อยโสภาน่าเสียดาย      ควรจะนับว่าชายโฉมยง
กระนี้หรือบิดามิพิศวาส..


คนึงและนายแช่มถือกระเป๋าเดินทางของคุณชายไว้คนละสองใบ  ในขณะที่เจ้าของกระเป๋ากลับเดินเชิดหน้าเอามือไพล่หลังไม่แยแส  อาจารย์หนุ่มเดินนำทั้งสองมายังเรือยนต์ที่จอดรออยู่ที่ท่าเพื่อเดินทางไปยังโรงเรียน

ทัศนียภาพและวิถีชีวิตชาวบ้านสองฝั่งคลองที่ผ่านสายตายิ่งทำให้เด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์รังเกียจนัก  ท้องทุ่งนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา  ฝูงวัวควายปล่อยทุ่งพากันมากินน้ำ  กลุ่มเด็กเปลือยกายล่อนจ้อนโดดน้ำกันโครมๆ  หญิงสาวชาวบ้านในผ้าถุงเปียกแนบเนื้อนั่งขัดสีฉวีวรรณที่ท่าน้ำ  ทุกอย่างทำให้เขาอดวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้าหลังไร้การพัฒนาไม่ได้ 

โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนตกอยู่ในสายตารังเกียจเดียดฉันท์จากผู้มารับอย่างไร

*************************
   
   
ท่าน้ำหลังโรงเรียนฝึกหัดครูอยุธยากำลังคึกคักราวกับงานวัด  ผ้าแพรเพลาะสีสดใสถูกนำมาตกแต่งจนท่าน้ำเรียบๆดูสวยสด  เหล่าคณาจารย์ต่างอยู่ในชุดแต่งกายสุภาพเรียบร้อย  นักเรียนบางส่วนที่กินนอนที่โรงเรียนก็มาออกันที่ท่าจนคับคั่ง    แม้แต่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงก็ยังแห่กันมา 

ได้ยลโฉมคุณชายนักเรียนนอกจากอังกฤษที่ร่ำลือกันว่ารูปงามนักหนา  แถมยังได้ดูมหรสพกลองยาวที่กำนันเสริมหามาเป็นของแถม  ในชีวิตอันเรียบง่ายจนน่าเบื่อ  นานทีปีหนจะมีเรื่องครึกครื้นให้ดูชม  แล้วใครเล่าจะพลาดได้ลง 
   
จ้อยในเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสีกากีอันเป็นเครื่องแบบของนักเรียนโรงเรียนฝึกหัดครูกำลังตื่นตาตื่นใจอยู่กับหาบเร่ที่มาจับจองที่ทางขายของหลังโรงเรียน  เดินไปเดินมาก็หยุดอยู่หน้าร้านน้ำแข็งกดสีสันสดใส  เด็กหนุ่มร่างเล็กยืนมองตาละห้อยได้ไม่ทันไรก็มีมือมาตบไหล่ดังป้าบ
   
“ตามหาตั้งนาน ที่แท้ก็มาอยู่นี่เอง” สันติฉายานายสี่ตาเพราะใส่แว่นโอบไหล่เล็กบางของเพื่อนรักไว้อย่างสนิทสนม
“เอาไหมจ้อย เดี๋ยวเราเลี้ยง” สง่าเดินมาประกบอีกคน  และไม่ทันที่จ้อยจะอ้าปากร้องห้าม  เพื่อนตัวดีก็สั่งน้ำแข็งกดกับแม่ค้าไปแล้ว  มิไยจ้อยจะโบกมือห้าม  น้ำแข็งกดรดน้ำแดงราดนมจนชุ่มก็ถูกยัดใส่มือ

“ขอบใจนะ  เดี๋ยววันหน้าเรากับยายจะทำขนมมาให้” ริมฝีปากบางว่าพลางชิมรสหวานฉ่ำแล้วยิ้มเขิน  จริงอยู่ว่าพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน  แต่จะให้เพื่อนมาเลี้ยงบ่อยๆก็ใช่เรื่อง
   
จ้อยเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เล็ก  แม่กำไลของเขาไปทำงานที่กรุงเทพ  พอคลอดเขาแล้วก็เอามาฝากให้ยายเลี้ยงแล้วตัวก็หายเข้ากลีบเมฆ  เด็กหนุ่มเคยเห็นหน้าแม่แต่เพียงในรูปถ่ายเก่าๆ  แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังอดภูมิใจไม่ได้ที่ตัวเองถอดใบหน้าแม่มาไม่ผิดเพี้ยน  ส่วนพ่อนั้นหรือ  เติบโตมาจนอายุ ๑๗ ปี  จ้อยก็ยังไม่รู้ว่าพ่อบังเกิดเกล้าของตนเป็นใคร  และเชื่อว่ายายเองก็คงไม่รู้เช่นกัน

เกิดมาก็กำพร้าพ่อแม่แล้ว  เมื่อสี่วันก่อนพี่ชายก็มาตายจากไปอีก  ชีวิตจ้อยตอนนี้จึงเหลือเพียงยายคนเดียวเป็นที่ยึดเหนี่ยว  แต่ไม่ใช่เพียงความน่าเวทนาที่ทำให้จ้อยกลายเป็นที่รักที่เอ็นดูของอาจารย์และผองเพื่อน  หากเป็นเพราะความอ่อนโยนอ่อนน้อม  และร่าเริงสดใสเหมือนแสงตะวันยามเช้า  อันเป็นนิสัยดั้งเดิมของตัวเขาเองต่างหาก
        

จ้อยเป็นเด็กดี  ไม่มีพิษมีภัยกับใคร  แต่ก็ยังไม่วายมีศัตรู

“เฮ้ย ไอ้จ้อย!” เสียงทุ้มห้าวตะโกนเรียกดังลั่นจากด้านหลัง  ไม่ต้องหันไปดูจ้อยก็รู้ว่าเสียงใคร  เพราะมีเพียงคนเดียวที่จ้องระรานเขาแบบนี้ 
   
“โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วยังกินน้ำแข็งกดอีกเรอะวะ” จริงดังคาด  นายสิงห์ลูกชายกำนันเสริมพร้อมลูกสมุน ๓-๔ คนเดินอาดๆตรงเข้ามาอย่างหาเรื่อง  ท่าทางยียวนกวนประสาทจนจ้อยเบ้ปากรังเกียจ  ถึงจะร่างเล็กผิดกันเยอะแต่เด็กหนุ่มก็จ้องหน้ามันกลับไปอย่างไม่กลัวเกรง
   
ดูเอาปะไร  เย็นย่ำสนธยาขนาดนี้ไอ้สิงห์มันยังสะเออะใส่แว่นดำ  คงจะนึกว่าตัวเองเป็นพระเอกหนังฝรั่งโก้เสียเต็มประดา     
   
“หรือว่าหมายังเลียถึงวะ  ไอ้จ้อยมันยิ่งเตี้ยๆอยู่” ไอ้ลอย สมุนคนสนิทของไอ้สิงห์เห่าหอนขึ้น  ประโยคที่จ้อยไม่เห็นว่ามันจะขำตรงไหนกลับเรียกเสียงหัวเราะจากพวกมันครื้นเครง
   
“เออว่ะ  ไหนดูหน่อยซิวะ” มือแกร่งคว้าเข้าให้ที่แขนเล็ก  อาศัยร่างกายที่สูงใหญ่กำยำกว่าดึงร่างเล็กเข้าหาตัวได้อย่างง่ายดาย  จ้อยออกแรงยื้อยุดจนน้ำแข็งกดร่วงลงพื้น 
   
ไอ้สิงห์ทำท่าเสียดมเสียดาย  พลางจับแว่นขึ้นคาดผม  เผยให้เห็นใบหน้าคมคายและดวงตาวาววับ  ดวงตาคู่นั้นจ้องวงหน้าอ่อนเยาว์ละมุนของคู่กรณีนิ่งไปอึดใจ 

‘แววเนตรเด็ดฉกาจชาตินักสู้’ ช่างขัดกันเหลือเกินกับ ‘โอษฐ์ตรูกลทับทิมจิ้มลิ้มเหลือ’

“ไปกันเถอะสันติ สง่า อย่าไปสนพวกอันธพาลเลย” จ้อยขึงตาใส่พลางหันหลังเดินหนีทั้งยังจับแขนตัวเองป้อยๆด้วยความเจ็บ  ยังไม่ทันได้เดินหนีไปดั่งใจ  คนตัวสูงกว่าก็ปราดมาขวางหน้าไว้  สายตายังจับจ้องไม่กระพริบ   
   
“ปากแดงอย่างกับผู้หญิงเลยนะเอ็ง” ไม่ว่าเปล่า  ดันเอื้อมมือมาหาเสียด้วย  มือเล็กรีบปัดมันออกทันทีก่อนจะถึงตัว  ร่างสูงทำท่าดังได้สติ  แววตาที่มองเปลี่ยนเป็นเอาเรื่องทันที  แถมยังเงื้อง่ากำปั้นขึ้น 

“หยุดนะไอ้สิงห์!!” เสียงทรงอำนาจดังฟ้าผ่าดังขึ้น  ไม่ใช่แค่ไอ้สิงห์กับพรรคพวกเท่านั้นที่ชะงัก  ทุกคนล้วนหันไปมองต้นเสียงเป็นตาเดียว  ร่างสูงใหญ่ในชุดสีกากีเดินถือตะพดอาดๆมา  ปิดหัวล้านเลี่ยนไว้ด้วยหมวกกะโล่  หนวดงอนโง้งเน้นใบหน้าให้ดูดุดันน่าเกรงขามยิ่งขึ้น 
   
“วันนี้อย่าก่อเรื่องเชียวนะ  ไม่งั้นพ่อจะแพ่นกบาลแยกให้หมดทั้งหัวโจกหางโจก” แค่กำนันเสริมเงื้อตะพดใส่  ไอ้สิงห์และพวกก็หัวหดกันเป็นแถว   
   
“ขอโทษทีนะครู  อย่าถือสาไอ้ลูกชายอันธพาลของลุงเลยนะ” ท่าทีดุร้ายที่มีต่อลูกชายแปรเปลี่ยนเป็นเมตตาอารีต่อนักเรียนฝึกหัดครูทันที  จ้อยยิ้มเจื่อน  ปากบางขยับจะเอ่ยคำว่าไม่เป็นไร..   
   
“มันยังไม่ได้เป็นครูเสียหน่อย  พ่อไปเรียกมันว่าครูทำไม” หัวโจกร่างสูงโพล่งขึ้นขัดเสียก่อน  แต่ก็จ๋อยไปอีกครั้งเมื่อผู้เป็นพ่อร่ายยาว
   
“หุบปากไปเลยไอ้สิงห์  หัดเอาอย่างครูเขาซะมั่ง  หนังสือหนังหาก็ไม่ยอมเรียน  ดีแต่ระรานชาวบ้านไปทั่ว  พวกเอ็งไปอยู่ไกลๆโน่นเลย  เดี๋ยวคุณชายเห็นเข้าจะอับอายขายขี้หน้ากันทั้งบาง”

ลูกชายกำนันได้แต่ฮึดฮัด  ก่อนจากไปยังมิวายชี้หน้าคู่กรณี  พร้อมชี้หน้าขู่อาฆาต
   
“ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้จ้อย  อีกสองสามวันข้าจะไปเก็บดอกที่แผงผักยายเอ็ง  เตรียมตัวไว้ให้ดีก็แล้วกัน!”
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: IIMisssoMII ที่ 02-12-2011 20:30:08
พี่สิงห์ >////<
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 02-12-2011 20:37:43
อาจารย์ปรีชาเจ้าของร่างท้วมและใบหน้าเอื้ออารียืนยิ้มอยู่ที่ท่า  รายล้อมด้วยเหล่าคณาจารย์ที่คอยชะเง้อมองคุ้งน้ำข้างหน้าเป็นระยะ  การมาเยือนของชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์คนนี้สำคัญยิ่งนัก  ด้วยว่าหม่อมราชวงศ์เลอมานคือโอรสคนเดียวของหม่อมเจ้าอาทิตย์ธวัชผู้ให้การอุปถัมภ์โรงเรียนมาช้านาน  การต้อนรับจึงจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ   
   
“เอ้าเฮ้ย  โน่นไง  เรือมาแล้ว  ตั้งแถวๆ” กำนันเสริมโวยวายขึ้นเมื่อเห็นเรือยนต์ลำหนึ่งแล่นเข้าคุ้งน้ำมา  อาจารย์ปรีชารีบกระชับคอเสื้อให้เรียบร้อย  อาจารย์อื่นที่ยืนระเกะระกะในตอนแรกต่างพากันยืนเรียงแถว  ส่วนพวกชาวบ้านรวมทั้งจ้อยและพวกพรรคต่างพากันชะเง้อชะแง้  คณะกลองยาวลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อม  ทุกคนต่างอยากเห็นหน้าอาจารย์ฝึกสอนคนใหม่ที่มียศศักดิ์สูงส่งคนนี้นัก
   
เรือยนต์แล่นเข้าเทียบท่า  อาจารย์ปรีชาพาใบหน้าเปื้อนยิ้มเข้ามายืนใกล้ๆ  ผู้ที่ขึ้นจากเรือคนแรกคืออาจารย์คนึง  และร่างโปร่งบางที่ค้อมหัวหลบหลังคาเรือก้าวขึ้นมายืนบนท่าคนต่อมาคือชายหนุ่มที่ทุกคนรอคอย
   
แม้จะเห็นจากในระยะไกล  แต่หม่อมราชวงศ์หนุ่มก็เรียกเสียงฮือฮาจากชาวบ้านได้เซ็งแซ่  บางคนชะเง้อมองคอยาวจนแทบจะตกจากตลิ่ง  ส่วนพวกสาวๆก็กระมิดกระเมี้ยนขวยเขินกันหน้าแดงก่ำ
   
“ท่านนี้คืออาจารย์ปรีชา  เป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนเรา” คนึงแนะนำให้คุณชายรู้จักบุคคลที่ยืนอยู่หัวแถว 
   
“ยินดีต้อนรับสู่โรงเรียนของเราครับคุณชาย” อาจารย์ใหญ่วัยกลางคนเอ่ยทักทายพร้อมยิ้มกว้างจนหางตาย่น  แต่หม่อมราชวงศ์หนุ่มกลับตอบรับเพียงอาการพยักหน้าน้อยๆ.. เท่านั้น  แล้วใบหน้างามงดนั่นก็กลับมาเชิดชูคอเหมือนเก่า 
   
ไม่มีการยกมือไหว้  ไม่..แม้แต่จะถอดหมวกออก 

อาจารย์ปรีชาเพียงกระแอมในคอ  ก่อนหันไปแนะนำผู้ที่ยืนอยู่ถัดจากเขา “นี่คือกำนันเสริม  เป็นกำนันของตำบลนี้ครับ”
   
กำนันร่างใหญ่หัวเราะแหะๆ  ถอดหมวกกะโล่ออกแล้วยกมือขึ้นจะรับไหว้ตามความเคยชิน  แต่แล้วก็ต้องหัวเราะเก้อ รับไหว้เก้อ ด้วยเพราะชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ทักทายเขาด้วยอาการเดียวกับที่ทักทายอาจารย์ใหญ่ 
   
อาจารย์วิรัช หัวหน้าภาคภาษาอังกฤษก้าวขาออกมาทักทายบ้างอย่างมั่นใจ 
   
“กุดอ๊าบเต้อนูนเซอร์ เวลคั่มทู..”
“ผมพูดไทยได้ ไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ” เลอมานทะลุกลางปล้องเพราะสุดจะทนกับภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งหู  เล่นเอาอาจารย์ร่างสันทัดหน้าม้าน 
   
นายแช่มยกข้าวของขึ้นฝั่งมาได้แล้วก็ตามมายกมือไหว้ผู้มาต้อนรับทีละคนอย่างอ่อนน้อม  แนะนำตัวเสร็จสรรพว่าเป็นข้าช่วงใช้ของคุณชาย  คนึงมองบ่าวแล้วหันมองนายด้วยสายตาเหยียดหยัน  เสียแรงที่มีเชื้อเจ้า  กลับทำตัวเย่อหยิ่งจองหอง  ไม่ยอมยกมือไหว้กระทั่งอาจารย์ใหญ่หรือกำนัน
   
ดวงตาคู่สวยทอดมองแถวยาวเหยียดของคนที่พากันมาต้อนรับเขาแล้วนึกเวียนหัวขึ้นมาครามครัน  สายตาทุกคู่มองมาทางเขาเป็นจุดเดียว  เสียงซุบซิบวิจารณ์ดังเข้าหูเป็นระยะ

“สวยจริงพ่อคุณเอ๊ย  ยังกะพระเอกหนังแน่ะ”
“ขาวเป็นหยวกกล้วยเชียวว่ะ”
“ทำไมผมเขาสีอ่อนกว่าเราล่ะ”
“คงอยู่เมืองนอกนานจนเป็นฝรั่งมั้ง”
“ไอ้โง่  ไม่พ่อก็แม่เขาคงเป็นฝรั่งตะหากเล่า”


หม่อมราชวงศ์หนุ่มรู้สึกอึดอัดนัก  ไหนจะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง  ไหนจะเวียนหัวเพราะเมาเรือตั้งแต่อยู่บนเรือเมล์  มือบางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดจมูกเพราะความรู้สึกคลื่นเหียนพุ่งเข้าโจมตี  แต่ก็พยายามฝืนทนเอาไว้
   
“ที่พักของผมอยู่ไหน” เขาหันไปถามอาจารย์หนุ่มที่เป็นคนพาเขามา  ให้รู้สึกตึงหน้าขึ้นมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ  แถมยังมองกลับด้วยสายตาเคียดขึ้ง  จนอาจารย์ปรีชาต้องเป็นคนตอบให้

“คุณชายพักที่บ้านพักอาจารย์หลังนั้นครับ” นิ้วอูมชี้ไปทางเรือนไม้เสาคอนกรีตที่ซ่อนกายอยู่ในดงมะม่วงใบหนา “เดี๋ยวให้คนเอาของไปเก็บให้แล้วเชิญคุณชาย..”

“ผมขอตัวไปพักผ่อนก่อน  กรุณาอย่าให้ใครไปรบกวน” น้ำเสียงเรียบนิ่งที่เอ่ยขึ้นทำให้หลายคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก  นายแช่มถึงกับเข้ามากระซิบประชิดตัว

“คุณชายเล็ก มันจะดีหรือ เขาจัดงานต้อนรับให้นะขะรับ” สีหน้าบ่าวหนุ่มซีดยิ่งกว่าซีด
“แกก็อยู่แทนฉันไปสิ” คุณชายกลับตอบอย่างไม่แยแส  และไม่ทันหลายคนจะคัดค้าน  ไม่ทันนายแช่มจะทัดทาน  ร่างโปร่งบางก็เดินลิ่วๆผ่านกลุ่มคนที่มองตามไปจนสุดตา 

นายสิงห์และพรรคพวกก็อยู่ในกลุ่มนั้น  ต่างมองตามคุณชายรูปงามด้วยสายตาแสนทึ่ง     

“เหมือนตุ๊กตาที่น้องข้าเล่นตอนเด็กๆเลยว่ะ” หัวโจกเอ่ยขึ้น สายตายังมองตามร่างนั้นทั้งที่เดินไปไกลแล้ว
“เสียดายเป็นผู้ชายเสียได้  ถ้าเป็นผู้หญิงละก็..” ไอ้ลอยหยักยิ้มมุมปาก  ดวงตาเจ้าเล่ห์พราวระยับ  วูบหนึ่งขณะเด็กหนุ่มสูงศักดิ์เดินผ่าน  มันได้กลิ่นหอมจางๆจากร่างนั้น 

ช่างยวนใจเสียเหลือเกิน       
         
*************************
   
หม่อมราชวงศ์เลอมานเดินกึ่งวิ่งมาที่โคนต้นหางนกยูงหน้าบ้านพัก  มือเล็กใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากแน่น  สีหน้าเขาตอนนี้ผะอืดผะอมบอกไม่ถูก  เหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นใครจึงตัดสินใจโก่งคออาเจียนกับโคนต้นไม้นั้น

เพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เที่ยง  สิ่งที่ผ่านพ้นลำคอออกมาจึงมีแต่น้ำย่อยขมเปรี้ยว  ทรมานเหลือเกิน..

มือหนึ่งที่ลูบหลังให้ทำให้เลอมานตกใจสะดุ้งสุดตัว   เขาเอี้ยวหลังมองขวับ  พบเด็กหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งในชุดที่คาดว่าเป็นนักเรียนของที่นี่  กำลังขยับปากจะไล่ออกไปแต่กลับถูกความคลื่นเหียนโจมตีอีกระลอกจนต้องยอมแพ้แก่รอยมืออ่อนโยนนั้น

หม่อมราชวงศ์หนุ่มทิ้งตัวลงนั่งหอบบนแคร่ไม้ไผ่โคนต้นหางนกยูง  ดวงตาคู่สวยจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่เอาแต่ยิ้มด้วยสายตาไม่พอใจ  ใครใช้ให้หมอนี่มาเห็นเขาในสภาพน่าอดสูกันเล่า  สักพักร่างนั้นก็หันหลังวิ่งขึ้นบันไดไปบนบ้านแล้วประคองขันน้ำใบหนึ่งมายื่นให้     

“อาจารย์คนึงก็เหลือเกิน  ดูไม่ออกหรือไงนะว่าคุณชายเมาเรือ  หน้าซีดออกขนาดนี้” จ้อยวางขันน้ำลงกับแคร่เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมยื่นมือมารับเสียที

“นี่เป็นน้ำฝนครับคุณชาย  ไม่ต้องห่วง  ที่นี่ใครๆก็ดื่มกันทั้งนั้น” เขาเอ่ยเมื่อเห็นสายตาคลางแคลงใจของอีกฝ่าย “ถ้าไม่ดื่มก็ล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย จะได้สดชื่น”

ผู้สูงศักดิ์กว่าคว้าขันขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้  เขาบ้วนปากแล้วลองดื่มดูด้วยความกระหาย  ให้นึกแปลกใจว่าน้ำฝนนี้ช่างชื่นใจอย่างน่าประหลาด  ดวงตาสีน้ำตาลเพ่งพิเคราะห์สารรูปเด็กหนุ่มตรงหน้า  ร่างเล็กผอมบางในเสื้อสีขาวตุ่น  กางเกงมีรอยปะชุน  รองเท้าที่ใส่ก็เป็นรองเท้าแตะเก่าๆ  แต่ดวงตาเป็นประกายและรอยยิ้มสดใสนั้นช่างเป็นมิตรชวนมอง 
   
ไม่ถึงอึดใจ  ทั้งสองก็เห็นร่างสูงร่างหนึ่งกำลังเดินตรงมาทางนี้ด้วยสีหน้าขึ้งเครียด   

“กลับไปที่งานเดี๋ยวนี้!”
        
ประโยคคำสั่งนั้นทำให้หม่อมราชวงศ์เลอมานโกรธจนลมแทบออกหู  ได้แต่พยายามสะกดโทสะเอาไว้อย่างสุดกลั้น  ตั้งแต่เกิดมา  นอกจากท่านพ่อแล้ว  ไม่มีใครหน้าไหนกล้าสั่งเขามาก่อน   

“คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดกับใคร  อย่ามาใช้น้ำเสียงแบบนี้กับผม” ร่างโปร่งบางลุกพรวดขึ้น  อดหัวเสียไม่ได้ที่แม้จะลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงแล้วอีกฝ่ายก็ยังสูงกว่าเขามากนัก       
 
คนึงยิ้มหยัน  รู้สิ  กำลังพูดกับเด็กไร้มารยาท  เย่อหยิ่งจองหองน่ารังเกียจอยู่อย่างไรล่ะ  แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้พูดไปดั่งใจคิด 

“สิ่งที่คุณทำวันนี้มันเสียมารยาทมาก”
“แล้วไง  ผมไม่ไปเสียอย่าง  คุณจะทำไม” 
“ถ้าคุณไม่กลับไป  ผมจะโทรศัพท์ไปทูลฟ้องท่านชายอาทิตย์” ชื่อบิดาที่ถูกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดนั้นทำให้เลอมานชะงัก  ยอมจำนนด้วยความไม่เต็มใจ  เด็กหนุ่มกัดริมฝีปากจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ  สะบัดหน้าเดินกลับไปที่งานอย่างเสียมิได้

จ้อยได้แต่มองตามทั้งสองพลางถอนหายใจ  ความบาดหมางไม่ลงรอยได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันแรกอย่างนี้  แล้วระยะเวลาอีก ๑ ปีที่หม่อมราชวงศ์เลอมานต้องอยู่ที่นี่  รอยร้าวนั้นจะลุกลามใหญ่โตไปสักแค่ไหน  จะถึงขั้นแตกสลายเลยหรือเปล่าหนอ 

**********************

เวลาผ่านไปจนถึงหัวค่ำ  การร่วมรับประทานอาหารเย็นกับคณะอาจารย์ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี  เลอมานยังจำสีหน้าของนายแช่มได้ดีว่ามันดีใจมากแค่ไหนที่เห็นเขากลับไป  และจำสีหน้าของเหล่าอาจารย์ทุกคนได้ดีเช่นกัน 
   
ไม่ว่ามันจะเป็นสายตาอิดหนาระอาใจ เหนื่อยหน่าย ไม่พอใจ อ่อนใจ หรืออะไรก็ตามแต่  สายตาเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้เขาสะดุ้งสะเทือนได้  การถูกเลี้ยงดูมาอย่างฝรั่ง  แถมยังถูกหม่อมแม่พะเน้าพะนอเอาใจราวกับไข่ในหิน  ไม่ว่าเพื่อนฝูงหรือบ่าวไพร่ก็ปฏิบัติกับเขาเช่นผู้มีศักดิ์สูงกว่า  สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมให้หม่อมราชวงศ์เลอมานไม่เคยนึกถึงความรู้สึกใคร  ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตาทั้งสิ้น

ระหว่างมื้อเขาทานได้น้อยคำ  ด้วยนึกเหยียดหยันในรสชาติสตูไก่ที่พยายามปรุงให้อร่อยเท่าต้นตำรับ  สีหน้าเขาคงแสดงออกไม่น้อยตอนที่อาจารย์ปรีชาบอกว่าแม่ครัวปรุงให้สุดฝีมือ  ทุกคนในโต๊ะถึงได้ทำหน้ากระอักกระอ่วนอย่างนั้น
   
หลังมื้ออาหารที่น่าเบื่อหน่าย  อาจารย์หนุ่มร่างสูงก็พาเขาและนายแช่มมายังห้องพักบนเรือนไม้ใต้ถุนสูงขนาด ๑๕ เสา  คะเนด้วยสายตาแล้วพบว่ามีห้องพักอื่นอีก ๓-๔ ห้อง  ผ่านห้องนั่งเล่นตรงกลาง พวกเขาถูกพามายังห้องหนึ่ง  ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปพบเตียงสองหลังตั้งอยู่คนละฝั่งห้อง  คิ้วเรียวถึงกับขมวดมุ่น 

“นั่นเตียงใคร” ใบหน้างดงามเชิดขึ้นถามอย่างไม่สบอารมณ์  ก่อนจะหันไปสำรวจทั่วห้องกว้าง  เครื่องเรือนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเตียงนอน  ตู้เสื้อผ้า  หรือโต๊ะเขียนหนังสือ ทุกอย่างมีเป็นคู่และถูกจัดวางในลักษณะแบ่งพื้นที่ครึ่งห้อง  โดยกั้นกลางไว้ด้วยชั้นหนังสือ

“เตียงผมเอง” คำตอบของอีกฝ่ายทำให้หม่อมราชวงศ์หนุ่มแทบสำลักอากาศ “ห้องพักอาจารย์กำหนดให้อยู่ห้องละสองคน  และพอดีอาจารย์ที่เคยอยู่ห้องนี้กับผมตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว  ที่สำคัญผมก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลคุณด้วย”

“ไม่มีห้องเดี่ยวหรือ”

“ไม่มี” คนึงเอ่ยเสียงเรียบ  เรียบพอๆกับใบหน้านิ่งขึง “ที่นี่บ้านพักไม่ใช่โรงแรม”

นายแช่มเห็นประกายตาเจ้านายวาววับด้วยความไม่พอใจ  และเห็นอาจารย์ร่างสูงใหญ่ปลีกตัวไปที่โต๊ะทำงานอย่างไม่แยแส มันก็เริ่มเห็นท่าไม่ดี  รีบเข้าไปประคองคุณชายที่รักไปนั่งพักที่เตียงอย่างประจบ  และจัดแจงสัมภาระในกระเป๋าเก็บเข้าที่ 

คนึงพยายามข่มอารมณ์ไว้  เมื่อได้ยินเสียงเลอมานบ่นแต่เรื่องความคับแคบของห้องพักและไร้สิ่งอำนวยความสะดวกจากอีกฝั่งห้องแว่วมา  ฝ่ายนั้นจงใจพูดให้เขาได้ยิน  เขาแน่ใจเช่นนั้น             
          
“นี่คุณ  คุณน่ะ” ร่างโปร่งเดินมาหยุดเรียกเขาอยู่ข้างชั้นหนังสือใหญ่ที่ถูกใช้กั้นกลางห้อง “คุณชื่ออะไรนะ”

ดวงตาคมวาวขึงตาใส่อีกฝ่าย  คิ้วหนาขมวดมุ่น  เจ้าเด็กไร้มารยาทนี่จำชื่อเขาไม่ได้จริงๆหรือจงใจแกล้งถาม 
   
แต่ไม่ว่าจะสาเหตุไหนก็แสดงถึงความไม่น่าคบได้พอๆกัน
   
“เอ่อ..อ-อาจารย์คนึงขะรับ  คือ..” บ่าวหนุ่มผิวคล้ำยืนกุมเป้าถาม “คุณชายจะอาบน้ำแล้ว  ไม่ทราบว่าห้องน้ำอยู่ไหนหรือขะรับ”   

*************************

“นี่น่ะหรือห้องน้ำ”
   
เลอมานพึมพำแผ่ว  สองนายบ่าวถือไฟฉายฝ่าความมืดจากบ้านพักมาหยุดอยู่หน้าห้องน้ำตามที่คนึงชี้บอก  ความจริงแล้วเรียกว่าโรงอาบน้ำน่าจะถูกกว่า  ดวงตาคู่สวยมองผนังก่อด้วยสังกะสีอย่างหยาบๆด้วยความแคลงใจ  เมื่อเปิดประตูเข้าไป  เปิดไฟสว่าง  มีอ่างใส่น้ำที่ก่อด้วยปูนขนาดใหญ่อยู่กลางห้องกว้าง  พื้นปูนเฉอะแฉะ  กลิ่นอับน่ารังเกียจทำให้ต้องยกมือขึ้นปิดจมูกโด่งรั้น     

“ไม่มีห้องน้ำที่ดีกว่านี้แล้วหรือ” ความขยะแขยงแล่นพล่านจนเด็กหนุ่มอดบ่นไม่ได้ 
“แต่อาจารย์คนึงบอกว่าใครๆก็อาบที่นี่นะขะรับ” 

เลอมานจึ๊ปากอย่างขัดใจ  รับผ้าขนหนู,เสื้อคลุมและสบู่ฝรั่งจากบ่าวมาถือไว้  แล้วไล่ให้มันออกไปเฝ้าที่หน้าโรงอาบน้ำ  กำชับนักหนาว่าอย่าให้ใครเข้ามาเด็ดขาด

นายแช่มออกไปแล้ว.. เหลือเขาอยู่คนเดียวในห้องน้ำโล่งกว้าง..

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองไปรอบๆห้องอย่างประดักประเดิด  เขาไม่เคยอาบน้ำในห้องน้ำที่กว้างขนาดนี้มาก่อน  มันโล่งเสียจนไม่ต่างอะไรกับอาบน้ำในที่แจ้ง  แต่ยังอุ่นใจอยู่บ้างเพราะมีนายแช่มเฝ้าอยู่ข้างนอก 

ไม่มีฝักบัว  ไม่มีน้ำอุ่น  ไม่มีอ่างอาบน้ำให้นอนแช่  มีแต่ขันสาครบุบๆวางอยู่บนขอบอ่าง     

เขาเหลียวมองไปรอบๆอีกครั้ง  ก่อนค่อยๆปลดเปลื้องเสื้อผ้าตนออกจนเหลือแต่ร่างเปลือยเปล่า  ค่อยๆอาบน้ำอย่างทุลักทุเล
เพียงน้ำขันแรกรดกายก็ร้องคราง.. มันช่างเย็นเหลือใจ   

ขันแล้วขันเล่าราดรด  มือบางค่อยๆบรรจงทำความสะอาดไปทั่วร่าง  เรือนผมสีน้ำตาลเปียกลู่  หยดน้ำเกาะพราวทั่วผิวเนียนเรียบ 

จู่ๆเด็กหนุ่มก็พลันได้ยินเสียงแกร๊กที่ประตู

มือที่กำลังละเลงฟองบนศีรษะชะงัก 

ใคร!?
นายแช่ม!?

เสียงคนคุยกันแว่วๆดังขึ้นพร้อมประตูไม้บานเก่าเปิดผางออก  ฟองสบู่ราคาแพงที่อยู่บนศีรษะเริ่มไหลเข้าตา  ทำให้เขาเห็นหน้าคนบุกรุกเข้ามาได้ไม่ชัดนัก  รู้แต่ว่าพวกนั้นมีไม่ต่ำกว่า ๒ คน!


“นั่นใคร!”            


โปรดติดตามตอนต่อไป

--------------------------------------------------------------------------------------
*เพลงหงส์เหิร, แก้ว อัจฉริยะกุล ประพันธ์, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้อง
** ศกุนตลา



ดอกไม้ตอบเม้นท์จ้า :L2:

Lukaka
ขอบคุณที่ตามมาให้กำลังใจกันนะคะ  จะรีบกลับไปเขียนต่อเร็วๆนี้ค่ะ

Wordslinger
ขอบคุณคุณแป้งจี่มากๆเลยค่ะ คอยตามเชียร์ตลอดไม่ว่าจะบอร์ดไหน  แหะๆ (เกาหัวแก้เขิน) นิยายเรื่องนี้ก็ไม่ได้สรรพคุณดีเลิศอะไรหรอกค่า แค่คนเขียนเขียนขึ้นมาด้วยความรักเท่านั้นเอง ^^

Cocoaharry
ขอบคุณที่รอติดตามค่ะ^^

Dahlia
ชื่อเรื่อง ‘มหาหงส์’ มาจากชื่อดอกไม้ที่เราชอบมากๆเลยค่ะ

Kenshinkenchu
อ้าวนึกว่าใคร  เหมือนเจอเพื่อนเก่าเลยค่ะ มามะขอกอดที :กอด1:
ใกล้จะได้เขียนต่อแล้วค่ะ เพราะนิยายเรื่องแรกที่ต้องรีบปั่นของเราใกล้จบแล้ว  เขียนจบเมื่อไหร่เดี๋ยวรีบมาเขียนเรื่องนี้ต่อเลยค่ะ

Zymphoniz
ขอบคุณสำหรับกำลังใจจ้ะ  ไม่ลืมมี่จังกับโนโนะแน่นอน เพราะว่าใกล้จบแล้วจ้า

Kangkaw
ขอบคุณมากสำหรับกำลังใจค่ะ^^

jeaby@_@
แหะๆ มีคนชวนมาลงน่ะค่ะ ที่นี่คนเยอะดีจัง (ตื่นเต้น ตื่นคนค่ะ) ขอบคุณที่ให้กำลังใจกันเสมอไม่ว่าบอร์ดไหนนะคะ

@BUA@
ขอบคุณสำหรับคะแนนค่ะ ^^

IIMisssoMII
คุณน้ำส้มนี่เอง  ขอบคุณที่ยังรอกันนะคะ  จะรีบไปเขียนต่อเร็วๆนี้แหละค่ะ

~l3aml3ery~
555+ น้อง Bambery นี่เอง เจอกันทุกบอร์ดเลย โลกกลมหรือพรหมลิขิต^^

しろやま としんや
แหะๆๆ สรุปเลยลงทั้งหมด 3 บอร์ด วันไหนอัพพร้อมกันทีเดียว 3 บอร์ดละแย่แน่เลย ยิ่งชักช้างุ่มง่ามโลว์เทคอยู่ด้วย -_-“ สำหรับตอนใหม่  อดใจรออีกแป๊บนึงนะคะ^^

Irksome
ขอบคุณที่มาจุดประทัดต้อนรับค่ะ (อุดหูๆ)^^

januarys13
ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ  เราจะอัพอาทิตย์ละตอนเน้อ

Sorso
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ สู้ๆ ฮึบๆ

iforgive
ดีใจที่ชอบค่ะ  นิยายเรื่องนี้ภาษาติดจะโบราณๆหน่อยเน้อ  (ตามอายุคนเขียน^^)

golove2
อันนี้ต้องคอยติดตามค่ะ ^^

Mio
แนวย้อนยุคเป็นแนวที่อยากเขียนมานานแล้วค่ะ  (รู้ว่าเขียนยากแต่ก็ยังอยากจะเขียน) หากมีตรงไหนผิดพลาดทักท้วงชี้แจงได้เลย ยินดีรับฟังทุกความเห็นค่ะ

สามคำ >>> ขอบ คุณ ค่า ^^

ดอกไม้
๒ ธ.ค. ๒๕๕๔
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: iforgive ที่ 02-12-2011 20:58:53
สุดยอด  อ่านแล้วนึกภาพตามได้เป็นฉาก ๆ เลย  อาจเป็นเพราะเราก็ ส.ว. ด้วยแหละ  '^__^
โรงเรียนฝึกหัดครูสำหรับคนอื่น  แต่เป็นโรงเรียนดัดสันดานของเลอมาน  เจ๋ง
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Jploiiz ที่ 02-12-2011 21:09:31
อยากรู้ว่าจินตาตายยังไง

ชอบอ่านนิยายแนวนี้นะคะ
แลดูขลังๆ ดี ฮ่าๆๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Wordslinger ที่ 02-12-2011 21:20:20
พี่สิงห์ของแป้งฯ!

 :impress2:

อ่านกี่ครั้งก็ชอบ เป็นกำลังใจให้คุณดอกไม้นะคะ, รออยู่ว่าจะมาต่อเมื่อไหร่.
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: jeaby@_@ ที่ 02-12-2011 21:30:36
เป็นแม่ยกคุณชายค่ะ
อ่านกี่ครั้งก็สนุก บรรยายดีมาก
ยอดเยี่ยม
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: SweetSacrifice ที่ 02-12-2011 21:36:19
ลงที่เล้าแล้ว

วิ้บวิ้วววววววววววววว
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ai_no_uta ที่ 02-12-2011 22:52:46
พี่จี้ ขอจ๊วบบบบบทีนึงค่า ^^

ฉีกแนวววมากอ่ะพี่ แต่จะติดตามค่ะ สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้!!!


ปล.พิมพ์เอง  เชียร์พี่จี้สุดใจขาดดิ้น!!
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: しろやま としんや ที่ 02-12-2011 23:15:13
จะบอกว่าชอบคู่พี่สิงห์กะน้องจ้อยมากๆๆๆๆๆเลย (คู่จารย์คนึงกะน้องเล็กก็ชอบน๊าาาา)

อ่านคู่นี้ทีไรลุ้นตลอด เฮ้ออออออ ซึนทั้งคู่อ่า(น้องจ้อยซึนยิ่งกว่า)

แต่ก็น่ารักสุดๆ>////////<

จะรออ่านตอนใหม่น๊า ขอบคุณสำหรับนิยายสนุกนะจ๊ะ




ปล.อีกบอร์ดเราใช้คนละชื่อ เพราะฉะนั้นชื่อในบอร์ดนี้อาจจะไม่คุ้น แฮะๆๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: zeen11 ที่ 03-12-2011 00:04:45
เนื้อเรื่องน่าสนใจมากค่ะ อยากรู้ว่าคุณชายตัวแสบจอมยโสจะโดนปราบยังไง ทำตัวน่าหมั่นไส้เหลือเกิ๊นนนนนนนน o12 o12 o12
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: kenshinkenchu ที่ 03-12-2011 01:46:34
เค้าเข้ามาเมนต์แล้วทำไมมีโฆษณามากลบชื่อไมรู้   :o12:

ลงบทหนึ่งแล้ว  เย้ๆ

เข้ามาบวกเป็ดรอวันกินมาม่า (ไม่ใช่ล่ะ) 
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: aorpp ที่ 03-12-2011 01:57:46
มาเป็นกำลังใจให้คุณดอกไม้ค่ะ
คิดถึงชายเล็กกับน้องจ้อย
ส่วนพระเอก ช่างมันเถอะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ZomZaa^^ ที่ 03-12-2011 09:02:12
 :กอด1:พี่จี้ เป็นกำลังใจให้นะคับ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: irksome ที่ 03-12-2011 09:44:56
ใครอ้ะ !?!
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 05-12-2011 01:23:22
แช่มแอบอู้ ปล่อยใครเข้ามาล่ะเนี้ย
เห็นหลายคนคอนเฟิร์ม ว่าเรื่องนี้สนุก
เริ่มบทแรกก็สนุกจริงๆ  o13
แต่ก็ไม่แปลกใจ เพราะเรื่องแรกที่พี่จี้แต่งก็สนุกมากๆๆ
(เริ่มอ่านตั้งแต่ 4 ปีที่แล้วก็ยังรออ่านอยู่ 55)

ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้ว่าพี่จี้แอบมาแต่งเรื่องนี้
(แล้วทิ้งมี่จังกับโนโนะไว้  o6) 555
รู้งี้หาเรื่องนี้อ่านรอนานแล้วววว   :interest:

สุดท้ายอยากบอกพี่จี้ว่า พี่จี้แต่งนิยายสนุกจริงๆ นะคะ แต่อย่าดองนานอีกเลยน้า  :monkeysad:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Morethan ที่ 05-12-2011 01:41:58
ไม่นึกว่าจะเอามาลงที่นี่ด้วย >_<

เป็นกำลังใจให้นะคะ

คิดถึงทุกคนโดยเฉพาะคุณชายเป็นพิเศษ ฮา
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Mio ที่ 05-12-2011 10:08:11
สนุกและน่าาติดตามต่อมากๆ นางฟ้าชอบ  :-[
สามคำ>>> รัก คน แต่ง (ฮิ้ววว) :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: hongzaa ที่ 05-12-2011 14:19:09
จงมา จงมา~~~
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑ : หงส์เหิร [๒/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Jploiiz ที่ 05-12-2011 15:37:18
ไปเจอเรื่องนี้ในเด็กดี แต่ก็ตัดสินใจว่าไม่อ่าน
มารออ่านในเล้าดีกว่า  :z2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๒ : หงส์ปีกหัก [๙/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 09-12-2011 14:51:45
(http://img38.picoodle.com/i5c9/3eks_7cb_u0.jpg)

บทที่ ๒

หงส์ปีกหัก

โอ้เจ้าหงส์ฟ้าเอย แสนงาม
เหตุไฉนถึงทรามทำตัวเย่อหยิ่งหนักหนา
อวดเป็นหงส์ทอง ลอยล่องฟ้า
เหยียดหยามปักษาพวกเดียวกันว่าต่ำเพียงดิน

อย่าหยิ่งนักเลยนะเจ้า พลาดพลั้งจะเหงา
ซบเซาเศร้าทรวงเอง *


   
เมื่อเหลือเขาอยู่เพียงคนเดียวในห้องกว้าง  คนึงถอนใจพรูขณะเดินไปเปิดหน้าต่างตรงหัวเตียง  ลมเย็นฉ่ำพัดพากลิ่นหอมเย็นของดอกมหาหงส์มาด้วย  ชายหนุ่มเผลอสูดเข้าไปเต็มปอด  ดวงตาคมกล้าแหงนมองดวงดาวพริบพราวเบื้องบน  ป่านนี้คนรักของเขาจะเงียบเหงาอ้างว้างอยู่ ณ ดาวดวงใดกัน
   
ยิ่งคิดยิ่งชอกช้ำ  ร่างคนรักของเขาเพิ่งเป็นเถ้าธุลีไปเมื่อวาน  พอมาวันนี้  เพียงเพราะการมาถึงของเด็กหนุ่มผู้จองหองคนนึง  ก็ทำให้ทุกคนสนุกสนานร่าเริง  ต้อนรับกันอย่างครึกครื้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เหมือนการตายของคนรักของเขาไร้ค่าไม่ต่างอะไรกับดอกไม้ดอกหนึ่งที่ร่วงหล่นจากต้น
   
อาจารย์หนุ่มหันกลับมามองไปรอบห้อง  เดิมชั้นหนังสือนี้เคยตั้งอยู่ชิดริมผนังจนกระทั่งจินดาจากไปและเขาต้องจัดห้องใหม่ต้อนรับหม่อมราชวงศ์เลอมาน  โต๊ะเขียนหนังสือ  หรือแม้กระทั่งเตียงนอนล้วนเป็นสิ่งที่จินดาเคยใช้  ยิ่งมองยิ่งชวนระโหยไห้

ลมพัดมาซู่ใหญ่จนผ้าม่านปลิว  เสียงหรีดหริ่งระงมเงียบกริบ  พริบตานั้นคนึงได้ยินเสียงฝนกระหน่ำลั่นอยู่ในอก 

ไม่เคยอดทนถมเขื่อนขึ้นกั้นได้
คืนนี้ความทรงจำคงหลากไหลท่วมท้นอีกแล้ว

***********************

“นั่นใคร!”  เลอมานร้องถามลั่นก่อนวิ่งไปฉวยเสื้อคลุมมาปิดร่างเปลือยเปล่า  ดวงตาคมวาวจ้องผู้บุกรุกอย่างเอาเรื่อง 

จ้อย สันติและสง่าในผ้าขาวม้ายืนตะลึงอ้าปากค้าง  สง่านั้นถึงขั้นทำขันน้ำในมือร่วงกระทบพื้น  เสียงเคร้งดังลั่นเตือนสติทั้งสามให้หันหลังขวับพร้อมกัน     
   
“เสียมารยาท!  ไม่รู้หรือไงว่าฉันอาบอยู่!” เลอมานน้ำเสียงพร่าไปด้วยความโกรธ  เร่งร้อนใส่เสื้อคลุมไหมด้วยมือสั่นเทา 
“ขอโทษครับคุณชาย” จ้อยเอ่ยทั้งที่ยังหันหลังให้ “ที่นี่เป็นห้องน้ำรวม  พวกเราไม่รู้จริงๆว่าคุณชายอาบอยู่ คือ..”
   ยังไม่ทันพูดจบ  เด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์ก็เดินลิ่วๆผ่านหน้าออกไป  ทิ้งให้ทั้งสามยืนเซ่ออยู่กับความเงียบงัน
....................

“ขาวว่ะ” สง่าพูดเหมือนเพ้อ  สายตายังมองตามร่างที่เพิ่งเดินจากไป
“อะไรขาว” สันติถามพาซื่อ
“ทั้งตัวเลย”
“อืม..” เด็กหนุ่มร่างผอมสูงขยับแว่นตาพลางพยักหน้า  ก่อนสะดุ้งตั้งสติได้ “เฮ้ย ไอ้บ้านี่ ผู้ชายเหมือนกันแท้ๆ  โอยๆ..เห็นทีตาจะเป็นกุ้งยิงแน่”       
   
เพื่อนทั้งสองหันไปเตรียมอาบน้ำอาบท่า  ในขณะที่จ้อยได้แต่ส่ายหน้าด้วยความเป็นห่วงอาจารย์ฝึกสอนคนใหม่นัก

“ไอ้แช่ม!”  หม่อมราชวงศ์หนุ่มเรียกลั่นเมื่อออกมาหน้าโรงอาบน้ำ  แล้วให้นึกฉงนนักเมื่อไม่เห็นบ่าวยืนเฝ้าอยู่ตามที่สั่ง

“ไอ้แช่ม  ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน!  ไอ้แช่ม!!” คำนำหน้าชื่อเปลี่ยนไปจากที่เคยด้วยโทสะ  แต่เรียกไปก็ป่วยการเปล่า  ไม่มีแม้เงาของนายแช่ม  เขาจึงตัดใจเดินกลับบ้านพักเพียงลำพังอย่างกระฟัดกระเฟียด   

‘ลูกหมาตกน้ำ’
   
คนึงคิดในใจทันทีที่เห็นสารรูปเด็กหนุ่มที่เดินเนื้อตัวเปียกซ่กเข้าห้องมา  อาการเดินลงส้นและปิดประตูเสียงดังอย่างไร้มารยาทบ่งบอกได้ดีว่าเจ้าตัวอยู่ในอารมณ์ใด 
   
แต่กระนั้นเขาก็เพียงเงยหน้าจากงานขึ้นมองด้วยสายตาเย็นชา  เมื่ออีกฝ่ายมายืนอยู่ริมชั้นหนังสือกั้นอาณาเขต  กระชากเสียงเรียกเขาห้วนๆ
   
“คุณ!” ร่างโปร่งหอบหนัก ดูไม่ออกว่าเพราะเหนื่อยหรือโกรธ “มีห้องน้ำอื่นอีกไหม!”
   
อาจารย์หนุ่มเหยียดมุมปากอย่างจะหยัน  ถอดแว่นที่มักใส่ประจำเวลาตรวจงานหรืออ่านหนังสือ  ดวงตาคมสำรวจฝ่ายตรงข้ามหัวจรดเท้า ผมสีน้ำตาลเรียบลู่มีฟองสบู่ไหลย้อยจนเจ้าตัวต้องคอยใช้หลังมือปาดออก  ทั้งร่างเปียกโชกจนเสื้อคลุมไหมสีน้ำเงินแนบเนื้อตัดกับผิวขาวจัด  ริมฝีปากแดงที่กระทบกันดังกึกๆ 
   
คุณชายผู้จองหองต้องมาอยู่ในสารรูปนี้  สมน้ำหน้าแล้ว

“ไม่มี” คนึงตอบไม่ยี่หระ “ทำไม  อาบไม่ได้หรือไง”
“มีคนอื่นอาบอยู่นี่”
“แล้วอาบรวมกับคนอื่นไม่ได้หรือ”
“ไม่ได้!”
   
ชายหนุ่มถอนใจหนักๆด้วยความรำคาญ  ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วหันไปหยิบของบางอย่างจากตู้เสื้อผ้าส่งให้
   
“อะไร” หม่อมราชวงศ์หนุ่มถาม  มองผืนผ้าพับลายตารางในมือใหญ่ด้วยความไม่เข้าใจ
   
“ผ้าขาวม้าไง  ไม่รู้จักหรือ” ใบหน้าหล่อคมเลิกคิ้วถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่ง “อยู่ที่นี่ต้องหัดอาบน้ำแต่งตัวในที่สาธารณะ  ผ้าขาวม้านี่จะขาดเสียไม่ได้  เอาไปเลยผมให้  นุ่งซะแล้วลงไปอาบที่ตุ่มหัวบันไดก็ได้”
   
เด็กหนุ่มสูงศักดิ์กัดริมฝีปากนิ่ง  ไม่ยอมยื่นมือมารับเสียที  คนึงจึงชักกลับทำท่าเหมือนจะเอาไปเก็บ “หรือจะไม่อาบก็ตามใจ  ปล่อยให้สบู่คาหัวอยู่แบบนั้นแหละ  พรุ่งนี้ผมร่วงหมดหัวอย่ามาโทษผมก็แล้วกัน”
   
คำขู่นั้นได้ผล  เมื่อร่างโปร่งบางถลันมาฉวยผ้าขาวม้าไปถือไว้  แล้วเดินกลับไปยังฝั่งตัวเอง  คนึงหัวเราะขึ้นจมูก ทั้งขันทั้งหยัน  ก่อนจะกลับไปนั่งที่โต๊ะตามเดิม  แล้วไม่นานนัก  เขาก็ได้เห็นเด็กหนุ่มตัวขาวในผ้าขาวม้าผืนเดียวเดินไปยังประตู
   
“เดี๋ยว..” คนึงเรียกไว้  พลางลุกขึ้นเดินไปหา
   
“อะไร” ใบหน้างามหวานหันขวับ  กระชากเสียงห้วนอย่างรำคาญ  ถอยหลังออกอย่างไว้ตัวเมื่อร่างสูงเดินเข้ามาใกล้  สายตาคมวาวที่จ้องท่อนล่างของเขาชวนให้อึดอัดนัก  ฉับพลันนั้นร่างโปร่งก็สะดุ้งโหยงเมื่อมือใหญ่ฉวยปมผ้าของเขาไว้
   
“ทำอะไรน่ะ! ปล่อย!”  ร่างเล็กขู่ฟ่อเหมือนลูกแมวระแวง  มือบางพยายามยื้อยุด 
“นุ่งแบบนี้โดนน้ำสองขันก็หลุดแล้ว” น้ำเสียงและดวงตาเรียบนิ่งตรึงให้เขายืนอึ้งอยู่กับที่ยามมือใหญ่นั้นมัดปมผ้าให้ใหม่จนแน่นขึ้น  “เอ้า.. อาบให้ดีๆล่ะ เกิดทำผ้าหลุดขึ้นมา ใครมาเห็นเข้าเขาจะนึกว่าเปรต”
   
“เปรต?” คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น  “อะไรคือเปรต?”
   
อาจารย์หนุ่มเพียงหัวเราะในลำคอก่อนหันหลังจากไป  ทิ้งให้เขาลงส้นออกจากห้องไปด้วยความฉุนเฉียวยิ่งนัก 

   
คืนเดือนมืดดาวพราวพร่าง  เสียงหรีดหริ่งเรไรร้องระงม  แต่หม่อมราชวงศ์หนุ่มไม่มีกะใจมาชื่นชมด้วยกำลังตักน้ำในตุ่มขึ้นราดหัวโครมๆ อย่างรีบเร่ง 
   
บ้านป่าเมืองเถื่อนแท้ๆ  เด็กหนุ่มคิด..
   
ถ้าตอนนี้เขาอยู่ที่บ้านในกรุงลอนดอนละก็.. อย่าว่าแต่บ้าน  แม้โรงเรียนกินนอนของเขาก็ยังมีสภาพดีกว่าที่นี่  มีห้องน้ำสะอาดมิดชิด  มีฝักบัว  มีอ่างอาบน้ำ  มีน้ำอุ่น  มีโทรทัศน์  มีวิทยุ  มีแสงไฟสว่างไสว  ไม่ทุรกันดารมืดมนเหมือนที่นี่ 
   
มือบางยกขึ้นลูบไล่หยดน้ำจากใบหน้า  นึกทุเรศตัวเองนัก  ถ้าท่านพ่อไม่บังคับละก็  เขาไม่มีทางมาเหยียบที่แผ่นดินนี้เด็ดขาด  ไร้ความเจริญ  ไร้ความศิวิไลซ์  ผู้คนหรือก็แปลกประหลาด

ยังไม่ทันครบวัน  เขาก็ทนอยู่ที่นี่แทบไม่ได้เสียแล้ว  แล้วอีก ๑ ปีข้างหน้าเล่าจะเป็นอย่างไร

เด็กหนุ่มสลัดความคิดว้าวุ่นในหัว  คว้าเสื้อคลุมขึ้นมาใส่แล้วผลัดผ้าขาวม้าเปียกๆออกวางกองไว้กับพื้น 

พลันกลิ่นหอมประหลาดก็โชยรื่นกระทบนาสิก

กลิ่นนั้นไม่หอมหวานเหมือนกลิ่นลิลลี่  ไม่ได้หอมยวนใจเหมือนกลิ่นกุหลาบ  แต่เป็นกลิ่นดอกไม้ที่หอมเย็นสะอาดใสและแสนอ่อนโยน 
   
เขาพยายามหาที่มาของกลิ่นหอม  ซึ่งก็หาได้ไม่ยากนัก
   
ข้างตุ่มมีต้นไม้ที่เขาไม่เคยเห็นขึ้นเป็นกอหนาแน่น  แต่ละยอดกอเต็มไปด้วยดอกสีขาวชูช่อสลอน  รูปทรงเหมือนผีเสื้อกางปีกโผบิน  กลิ่นนั้นเล่าหอมซึ้งตรึงใจนัก  เลอมานจึงถือวิสาสะเดินเข้าไปใกล้ๆ  สัมผัสกลีบบอบบางอย่างชื่นชม 
   
ประทับใจเสียจนเด็ดติดมือขึ้นมาดอกหนึ่ง 

น่าประหลาดนัก.. ที่ดอกไม้ธรรมดาเพียงดอกเดียวสามารถจุดรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าที่บูดบึ้งมาทั้งวันของเขาได้อย่างง่ายดาย
      

คนึงยังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน  เมื่อหม่อมราชวงศ์เลอมานกลับเข้ามาในห้องพร้อมกลิ่นหอมที่เคยคุ้น  และเมื่อหันไปดูก็จริงดังคาด  เจ้าของใบหน้าหวานฮัมเพลงหงุงหงิงอย่างอารมณ์ดี
   
ในมือมีดอกมหาหงส์คลอเคลียอยู่ใต้จมูก!

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงเข้มตวาดก้องจนร่างโปร่งชะงัก  ตกตะลึงยามร่างสูงใหญ่ก้าวอาดๆมาหาจนเรือนสะเทือน “ไปเอาดอกไม้นี่มาจากไหน” 
   
“ข้างล่าง” เลอมานตอบด้วยดวงตาฉงน  ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเมื่ออีกฝ่ายตวาดก้อง

“กล้าดียังไงมาเด็ดดอกไม้ของผม!  ไม่มีมารยาท!!”
   
ฟางเส้นสุดท้ายฟาดลงมากลางใจ  ตั้งแต่พบหน้ากัน  เขากับอาจารย์บ้านนอกคนนี้ไม่เคยพูดกันด้วยไมตรีเลยสักครั้ง  ไหนจะเสียมารยาทใส่ชุดไว้ทุกข์ไปรับ  และกี่ครั้งแล้วที่บังอาจตะคอกใส่หน้าเขา
   
“กะอีแค่ดอกไม้  หวงด้วยหรือ” เขาเชิดหน้าท้าทาย  ซ่อนดอกไม้ไว้ข้างหลังเมื่อมือใหญ่พยายามแย่งคืน  ความจริงเขาจะคืนให้ดีๆก็ย่อมได้  แต่ในเมื่ออีกฝ่ายอยากมาหยามเกียรติเขาก่อน..
   
“อยากได้ก็เอาคืนไป” สิ้นคำพูดนั้น  มือเรียวเขวี้ยงดอกไม้บอบบางลงกับพื้น  คนึงตะลึงตาค้าง  ความตะลึงแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธถึงขีดสุดเมื่อหม่อมราชวงศ์หนุ่มซ้ำรอยเท้าตนตามลงไป  บดขยี้..
   
วินาทีนั้น  ชายหนุ่มรู้สึกราวหัวใจตนถูกเหยียบย่ำเหมือนดอกมหาหงส์ดอกนั้น

ดอกไม้ของจินดา  ดอกไม้ของคนรักของเขา  ดอกไม้ที่พวกเขาร่วมกันทะนุถนอมปลูกและเฝ้ามองมันออกดอกเบ่งบาน  ขณะนี้กำลังแหลกสลายอยู่ใต้ฝ่าเท้าเด็กหนุ่มชั้นสูงแต่จิตใจต่ำทรามคนหนึ่ง     
   
ราวกับลืมตนไปชั่วขณะว่าเป็นครูอาจารย์  เป็นมนุษย์จำพวกที่ควรระงับอารมณ์โกรธได้ดีว่าใครๆ  แต่เมื่อเส้นความอดกลั้นขาดผึง  ร่างสูงใหญ่ถลันไปผลักอกคนตัวเล็กกว่าอย่างแรงจนเซ  ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในฐานะใด

“คุณ!!” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนวาวโรจน์อย่างเอาเรื่อง  แผ่นอกบางหอบหนัก  “มันจะมากเกินไปแล้วนะ!” 
   
ยังไม่ทันที่การทะเลาะเบาะแว้งจะบานปลายกว่านั้น  นายแช่มก็วิ่งกระหืดกระหอบเปิดประตูเข้ามาทันห้ามทัพพอดี
 
เสียงนายตะคอกถามบ่าวว่าหายหัวไปไหนมา..
เสียงบ่าวละล่ำละลักแก้ตัวว่าไปเข้าส้วม..
เสียงอาจารย์หลายคนข้างนอกมาเคาะประตูถามว่าเกิดอะไรขึ้น..

ทุกเสียงล้วนผ่านหูเขาไปเหมือนสายลมพัด  ร่างสูงย่อตัวลงเก็บดอกมหาหงส์ที่บอบช้ำแหลกสลายไว้ในอุ้งมืออย่างทะนุถนอม  ดูเอาเถิด.. กลีบช้ำถึงปานนี้  แต่กลิ่นนั้นยังหอมซึ้งนัก..
   
“อย่ามาแตะต้องดอกไม้ของผมอีก”
   
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง  ก่อนค่อยๆพามันออกมาจากความวุ่นวายสับสน  ผ่านกลุ่มอาจารย์ที่ยืนมุงหน้าห้อง  เมื่อลงบันได  เสียงของคนที่เขาหมายหัวว่าจะจงเกลียดจงชังชั่วชีวิตก็แว่วมาให้ได้ยิน
   
“เจ้าครูบ้านนอกนั่น  คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน  ท่าทางคงไม่อยากเป็นครูอยู่โรงเรียนนี้เสียแล้ว  คอยดูเถอะไอ้แช่มรับรองหมอนั่นเดือดร้อนแน่”
   
คนึงยิ้มหยันให้กับคำพูดนั้น  ขณะเดินตรงไปยังท่าน้ำ  ค่อยๆวางเจ้าดอกสีขาวลงบนผืนน้ำอย่างอ่อนโยน  เฝ้ามองสายน้ำพัดพามันไปอย่างสงบนิ่ง 
   
สายตาคมกล้าหันมองไปยังหน้าต่างห้องพักตนที่ยังเปิดไฟสว่างนวล  ริมฝีปากได้รูปหยักยิ้มเหยียดหยัน

ใครกันแน่ที่จะเดือดร้อน  หม่อมราชวงศ์เลอมาน บูรพวงศ์!
   
********************

ฟ้ายังมืด  เสียงระฆังตีห้าครั้งดังแว่วมาจากวัดใกล้เคียง  ผสมกับเสียงไก่โก่งคอขัน  ปลุกคนึงให้ตื่นนอนตามความเคยชิน  เขาคว้าผ้าขนหนูพาดบ่าเตรียมไปล้างหน้าล้างตา  พอหันมองไปอีกฝั่งห้อง  เห็นนายแช่มกำลังม้วนเสื่อที่ตนปูนอนปลายเตียงนายอย่างขะมักเขม้น 

“อรุณสวัสดิ์นายแช่ม  ตื่นเช้าจริง”
“อ้าวอาจารย์ อรุณสวัสดิ์ขะรับ” บ่าวหัวยุ่งยิ้มทัก  ก่อนลดเสียงลงเป็นกระซิบ “เรื่องเมื่อคืน อาจารย์อย่าโกรธคุณชายเลยนะ  คุณชายอาจเอาแต่ใจตัวเองไปหน่อย แต่จริงๆก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอก”
   
ชายหนุ่มหัวเราะหึในคอ  หันมองคนที่ ‘ไม่ได้เลวร้ายอะไร’ ที่ยังนอนหลับอุตุอยู่บนเตียง  แล้วเดินออกจากห้องไป

อาจารย์หนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าจากเสื้อกุยเฮงกางเกงแพรที่ใส่ตอนนอนเป็นเสื้อยืดกางเกงขาสั้น  นั่งจิบกาแฟอยู่กับเพื่อนอาจารย์ ๓ คนที่ห้องนั่งเล่น 
   
“คิดถึงจินดานะ” อาจารย์ประพนธ์เอ่ยเปิดประเด็นเล่นเอาเขาใจวูบ 
“ผมชงกาแฟเองไม่ได้เรื่องเลย  จินดาชงอร่อยกว่าเยอะ  ผมถึงชอบให้เขาชงให้” อาจารย์วิรัชยกกาแฟขึ้นจิบแล้วส่ายหน้า     “แล้วก็จะทำขนมเล็กๆน้อยๆมาแกล้มด้วย”
“ช่างสรรหาดอกไม้มาปลูก  เขามือเย็นนะปลูกอะไรก็งาม  สงสารแต่ดอกไม้พวกนี้  ต่อไปใครจะดูแล”
“น่าเสียดาย  คนดีๆไม่น่าอายุสั้นเลย” 
“อาจารย์คนึงล่ะว่าไง  คุณสนิทกับเขาไม่ใช่หรือ” อาจารย์วิรัชหันมาถามเมื่อเห็นเขาเอาแต่นิ่งเงียบ  คนึงกลับตอบคำถามนั้นด้วย
อาการเหม่อลอยหม่นเศร้าจนไม่มีใครกล้าถามอีก   
   
ดวงตาคมเข้มเหลือบมองนาฬิกาลูกตุ้มบนผนังบอกเวลาตีห้าครึ่ง  ครั้นหันไปมองยังห้องตัวเองแล้วต้องถอนใจเหนื่อยหน่าย  หากมีเวทมนตร์  เขาจะเสกให้คนที่อยู่ในห้องนั้นคือจินดา  ไม่ใช่เจ้าเด็กจองหองคนนั้น 

แต่คงเป็นได้เพียงความฝัน  เมื่อเขากลับเข้าห้องอีกครั้งเพื่อพบกับความจริง..
   
“คุณชายเล็ก  ตื่นได้แล้วขะรับ” บ่าวผิวคล้ำเขย่าแขนผู้เป็นนายยิกๆ “ต้องตื่นแล้วขะรับ”
   
เรียกไปก็เท่านั้น  ร่างบนเตียงเพียงครางในคอ  พลิกกายหนีอย่างรำคาญ  คนึงเห็นอาการนั้นแล้วนึกชังนัก 

ขี้เกียจเหมือนหมูไม่มีผิด

นายแช่มหันมองเขาราวจะขอความช่วยเหลือ  อาจารย์หนุ่มถอนใจเฮือกก่อนเดินไปสะกิดร่างบอบบางที่หลับสนิทบนเตียงอย่างเสียไม่ได้  คิ้วคมขมวดมุ่นเมื่อมือเรียวปัดมือเขาออกเหมือนปัดแมงหวี่แมงวัน   
   
“อือ..อะไรเล่า  อย่ายุ่งน่า..” หม่อมราชวงศ์หนุ่มบ่นงัวเงียทั้งที่ยังหลับตา  ก่อนพลิกกายหันหลังให้แล้วหลับต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ชายหนุ่มกัดฟันกรอดพลางหันมองไปรอบๆเพื่อหาสิ่งที่ต้องการ  โต๊ะเล็กถัดจากเตียงแปรสภาพเป็นโต๊ะวางเครื่องประทินผิวทั้งครีม แป้งและน้ำหอมนานา  แต่บนโต๊ะเขียนหนังสือกลับว่างเปล่าไม่มีหนังสือสักเล่ม  อ้อนั่น..มีเหยือกน้ำเหยือกหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ     

ร่างสูงเดินไปคว้าเหยือกแก้วที่มีน้ำใส่อยู่เกินครึ่งแล้วกลับมาข้างเตียง  นายแช่มตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อคาดการณ์ได้ว่าเขาจะทำอะไร
   
ซ่า!!!
   
“เฮ้ย!!” บ่าวผู้ภักดีร้องลั่น  เมื่อมือใหญ่สาดน้ำลงบนใบหน้านายของมันอย่างไร้ความลังเล  ร่างบางสะดุ้งเฮือกสุดตัวจนลุกขึ้นนั่งพรวด  ผมสีน้ำตาลอ่อนเปียกลู่  หยดน้ำเกาะพราวเต็มใบหน้าหวาน  ไหลลงมาถึงส่วนอกจนเสื้อนอนแบบฝรั่งเปียกแนบเนื้อ
   
วินาทีแรกเลอมานยังสับสนระหว่างความฝันและความจริง  แต่เมื่อได้เห็นอาจารย์ร่างสูงถือเหยือกน้ำไว้ในมือด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง  โทสะก็พุ่งพล่านจนหน้าแดงก่ำ
   
“คุณทำบ้าอะไร!” อะ..ไอ้ครูบ้านนอกคนนี้บังอาจนัก  ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง  กล้าดียังไงมาสาดน้ำใส่เขาแบบนี้  ตั้งแต่เกิดมา  แม้แต่ท่านพ่อหรือหม่อมแม่ก็ยังไม่เคยทำแบบนี้กับเขา  แล้วเจ้าหมอนี่เป็นใครกัน! 
   
“ตีห้าครึ่งอาจารย์และนักเรียนที่นี่ต้องไปออกกำลังกายที่สนาม” คนึงเอ่ยเสียงเรียบ  เรียบพอๆกับใบหน้า “เชิญ”
“ออกกำลังบ้าบออะไร  ผมไม่ไป!”  หัวก็ยุ่ง หน้าก็ยับเพราะรอยผ้าห่ม แถมยังเปียกปอนไปครึ่งตัว สภาพแบบนี้เขาจะออกไปได้ยังไง
   
“ตามใจ” อาจารย์หนุ่มเอ่ยไม่ยี่หระ  แต่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับชะงักเมื่อเอ่ยประโยคถัดไป “ไว้ค่อยรายงานท่านชายอาทิตย์ทีเดียว”
            
ใช้ท่านพ่อมาขู่เขารึ  ร้ายกาจนัก  เลอมานจ้องมองคนึงตาขวางขณะถูกนายแช่มดึงแขนให้ลุกจากที่นอน  รุนหลังให้ออกจากห้อง
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๒ : หงส์ปีกหัก [๙/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 09-12-2011 15:03:41
ดีแต่ตีหน้าเย็นชา  หรือไม่ก็ทำหน้าดุเป็นยักษ์เป็นมาร  อยากรู้นักว่าเจ้าอาจารย์คนนี้จะมีเพื่อนคบมีคนคุยด้วยไหม  คงจะเอาแต่ตีหน้ายักษ์จนใครๆเข็ดขยาด  ชนิดเด็กเห็นก็ร้องไห้จ้าเลยกระมัง
   
“อาจารย์คนึง สวัสดีคร้าบ” กลุ่มนักเรียนชายที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ในสนามหันมาไหว้ทักทายอาจารย์หนุ่มอย่างพร้อมเพรียงกัน  เล่นเอาเด็กหนุ่มชั้นสูงที่เดินงัวเงียตามมาแทบหายง่วงเป็นปลิดทิ้งด้วยความประหลาดใจ
   
และที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่แต่งแต้มบนใบหน้าหล่อคม 
   
“อาจารย์  เดี๋ยววันนี้เล่นตะกร้อกันอีกนะ”
“อยากแพ้อีกก็เอาสิ” รอยยิ้มกว้าง  แววตาอ่อนโยน  คำพูดแนวสัพยอกนั้นเรียกเสียงหัวเราะได้ฮาครืน

“แล้วคุณชายล่ะ  หลับสบายดีไหมครับ” นักเรียนคนหนึ่งทักถามเขา  ซึ่งก็ได้รับคำตอบเพียงหางตามองปราด  เล่นเอานายแช่มต้องตอบแทนให้
     
เขาไม่มีอารมณ์จะตอบคำถามใคร  ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องอาจารย์หนุ่มที่ถูกนักเรียนรุมล้อม

เจ้าอาจารย์บ้านนอกคนนี้  ติดจะอารมณ์ดีและป็อปปูลาร์ในหมู่นักเรียนไม่หยอก  แล้วทำไมท่าทีที่มีต่อเขาถึงได้ตรงกันข้ามราวหน้ามือกับหลังเท้า
   
มันน่าหงุดหงิดน้อยอยู่เมื่อไร   


ออกกำลังกายกันเสร็จแล้ว  ฟ้าใกล้สว่างเต็มที  ท้องฟ้าใสกระจ่างแล้วค่อยๆแดงขึ้นทางทิศตะวันออก  แสงแดดยามรุ่งอรุณอุ่นสบาย  ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งตัว
   
เลอมานกับนายแช่มหอบผ้าขนหนูมาใช้โรงอาบน้ำเดิมที่เคยใช้เมื่อคืน  ให้นายแช่มเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำเช่นเคย  แต่กำชับย้ำหัวตะปูหนักกว่าเก่าด้วยกลัวมันหนีไปเข้าส้วมแบบเมื่อคืนอีก  ฝ่ายตัวเขาก็รีบอาบอย่างทุลักทุเล 
   
พออาบเสร็จเปิดประตูออกมา  ก็พบลูกตาดำๆของเหล่านักเรียนที่ยืนออรอกันอยู่เป็นสิบ  ทุกสายตามองมาด้วยความงุนงง

“คุณชายครับ  ผมว่าจะถามตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว  ทำไมคุณชายถึงมาใช้ห้องน้ำนี่ล่ะ” จ้อยในผ้าขาวม้าถามขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ 

เลอมานไม่เข้าใจยิ่งกว่า.. แต่แล้วกลับต้องหน้าหงายเมื่อได้รับความกระจ่าง

“ห้องน้ำอาจารย์ในบ้านพักก็มีนี่ครับ” 

******************

“คุณ!!” เสียงตวาดลั่นดังมาก่อนตัว  ตามมาด้วยเสียงเดินลงส้นและเปิดประตูดังลั่น  แต่ก็ไม่ทำให้คนึงที่กำลังสวมเสื้ออยู่อนาทรร้อนใจ
   
“หมายความว่ายังไง  ห้องน้ำในบ้านนี้ก็มี  ทำไมคุณให้ผมไปใช้ห้องน้ำนั่น  แกล้งกันนี่!” ร่างโปร่งบางในเสื้อคลุมยืนหอบอยู่ตรงหน้า  โกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ  มีบ่าวคอยลูบหลังลูบไหล่ล่อกแล่ก 
   
“แล้วไง” ตอบแค่นั้นแล้วหันไปกลัดกระดุมต่อ  ท่าทีนั้นทำเอาอีกฝ่ายแทบเต้นผาง
   
“ทำไมคุณไม่ให้ผมใช้ห้องน้ำที่นี่ตั้งแต่แรก!  ไม่รู้หรือไงว่าผมเป็นใคร!”

“นี่มันห้องน้ำอาจารย์!  เป็นอาจารย์แล้วหรือถึงจะมาใช้!” เสียงเข้มตวาดกลับอย่างสุดกลั้น  เล่นเอาเลอมานตาเบิกกว้าง  อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง 

เจ้าอาจารย์คนนี้ตะคอกใส่เขาอีกแล้ว 

“คุณ..” เด็กหนุ่มสูงศักดิ์ชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยนิ้วสั่นเทา  แม้แต่เสียงยังสั่นพร่า “คุณจะเอายังไง  จ้องจะหาเรื่องกับผมให้ได้ใช่ไหม” 

“เป็นเด็กเป็นเล็กอย่ามาชี้หน้าผู้ใหญ่  ไม่มีมารยาท”  เสียงทุ้มใหญ่ตะคอกพลางปัดนิ้วเรียวที่ชี้หน้าตนออกอย่างแรง  คราวนี้หม่อมราชวงศ์หนุ่มถึงกับสั่นไปทั้งตัวด้วยโทสะ

“โอยๆๆ ไอ้แช่มขอละขะรับ คุณชายเล็ก อาจารย์คนึง  ไหว้เลยก็ได้เอ้า” นายแช่มครวญพลางยกมือไหว้ปะหลกๆ “อย่าทะเลาะกันเลยนะขะรับ”

“ก็แกดูสิ  เขาแกล้งฉันชัดๆ”

“ผมไม่สนใจคุณถึงขนาดจะหาเรื่องกลั่นแกล้งหรอกนะ  ถ้าไม่เพราะหน้าที่  ผมจะไม่เหลียวแลคุณเลยด้วยซ้ำ” สิ้นประโยคนั้นพอดีกับที่คนึงสวมปลอกแขนทุกข์ที่แขนซ้ายเสร็จ  ชายหนุ่มเดินออกจากห้องไปอย่างไม่แยแส  ก่อนหันมากล่าวทิ้งท้ายเมื่อนึกขึ้นได้

“รีบแต่งตัวให้เรียบร้อย  วันนี้อาจารย์ปรีชาเชิญคุณไปทานอาหารเช้าที่บ้านท่าน”     
   
**************************
   
บ้านอาจารย์ปรีชาตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก  สร้างยกบนพื้นเสาสูงเหมือนบ้านไทยทั่วๆไป  อาณาบริเวณนั้นแสนร่มรื่นด้วยพรรณไม้ใหญ่น้อยที่ได้รับการดูแลอย่างดี  ต้นมะม่วงใบดกหนาแตกช่อส่งกลิ่นหอมเปรี้ยว  ดอกบานชื่น ดาวเรือง ดาวกระจายเป็นแปลงชูช่อให้หน้าบ้านสวยสดใส 

อาจารย์ปรีชาพาร่างท้วมลงบันไดมาพร้อมรอยยิ้ม  คนึงยกมือไหว้อย่างนอบน้อม  นายแช่มก็ยกมือไหว้ตาม  มีอยู่คนเดียวที่เอาแต่ยืนเอามือไพล่หลังเชิดหน้านิ่ง  หากแต่อาจารย์ใหญ่ก็ยังยิ้ม.. พลางกล่าวเชิญทุกคนขึ้นไปทานอาหารเช้าบนบ้าน

สำรับอาหารเช้าของอาจารย์ใหญ่ทำให้หม่อมราชวงศ์หนุ่มถึงกับชะงัก

เปล่า.. อาจารย์ปรีชาไม่ได้ทำอาหารไทยสีแดงจัดจ้านมาต้อนรับเขา  ตรงกันข้าม  อาหารทุกอย่างล้วนทำมาเพื่อเอาอกเอาใจเขาเป็นพิเศษ  ไม่ว่าจะเป็นไข่ดาว แฮม ไส้กรอก ขนมปังปิ้ง  ไม่ต่างอะไรกับเบรคฟาสต์ที่เขาทานเมื่ออยู่อังกฤษ
   
แต่ต่างกันตรงที่ว่าทั้งหมดนั่นวางอยู่บนเสื่อไม้ไผ่ผืนบางๆ ที่ปูไว้กลางห้อง
   
อย่าบอกนะว่าจะให้เขานั่งกินกับพื้น

“เอ้า เชิญนั่งๆ ตามสบายนะ” จริงดังคาดเมื่ออาจารย์ใหญ่ผายมือเชื้อเชิญ  เลอมานพยายามซ่อนสายตาดูถูกไว้ใต้ดวงตาสีน้ำตาลใส  ขณะย่อตัวลงนั่งอย่างกระอักกระอ่วน 
   
“อ้าว  นายแช่ม  ทำไมไปนั่งซะไกล  เข้ามากินข้าวด้วยกันซี่” มือใหญ่อูมกวักเรียกบ่าวผิวคล้ำที่หลบไปนั่งพับเพียบติดเสาอย่างเจียมตัว

“มะ..ไม่ได้ขะรับ” มันรีบโบกไม้โบกมือวุ่น  ไม่มีใครทันสังเกตผู้เป็นนายถอนใจอย่างเอือมระอา “กระผมเป็นบ่าว  ไม่สมควรตีตนเสมอนายขะรับ”

“ที่นี่ไม่มีนาย ไม่มีบ่าว มีแต่มิตรสหาย มีแต่ผู้ใหญ่กับผู้น้อย  จะกินข้าวร่วมวงกันไม่ได้เชียวรึ” ถ้อยคำเสียดสีดังขึ้นจากเจ้าของใบหน้าหล่อคมที่ปรายตามองมายังเด็กหนุ่มสูงศักดิ์อย่างจงใจ  เมื่อนั้นแหละนายแช่มถึงยอมกระเถิบเข้ามาร่วมวงด้วย

วงอาหารช่างแสนครื้นเครง  อาจารย์ใหญ่และภรรยาใจดี  อาหารเช้าก็รสชาติอร่อย  คนึงและอาจารย์ปรีชาชวนนายแช่มคุยอย่างถูกคอ

คงมีแต่เลอมานคนเดียวที่ทุกข์ทรมานตลอดมื้อ  จนต้องรีบกินรีบอิ่ม 

ความไม่เคยชินกับการนั่งพื้นทำให้ขาเขาชาหนึบ  ตาตุ่มปวดจนแทบทนไม่ไหว  ขยับเปลี่ยนท่านั่งจากขัดสมาธิเป็นพับเพียบหลายต่อหลายครั้ง  กว่ามื้อเช้าที่แสนเซอร์ไพร์สจะสิ้นสุดลง 

เพียงเพื่อพบกับเซอร์ไพร์สยิ่งกว่าเมื่ออาจารย์ปรีชาเอ่ยยามส่งเขาที่หัวบันได

“อ้อ  คุณชายเล็ก  เมื่อเช้าท่านชายอาทิตย์โทรศัพท์มาที่โรงเรียน  ทรงรับสั่งให้นายแช่มกลับกรุงเทพภายในวันพรุ่งนี้” 

ดีแล้วที่อาจารย์ใหญ่บอกเขาหลังกินอาหารเช้าเสร็จ  ไม่อย่างนั้นเขาคงลำคอตีบตันฝืนกลืนอะไรไม่ลง

ใจคอท่านพ่ออยากทรมานเขาให้ตายหรือไร 

   
“แกก็ทำเรื่องมากไปได้  น่าถีบจริง  ทำเหมือนไม่เคยกินข้าวกับฉันอย่างนั้นละ” ใบหน้างามหันไปตำหนินายแช่มที่เดินตัวลีบตามต้อยๆ  หลังจากอาจารย์ปรีชาส่งพวกเขา  โดยขอกันตัวอาจารย์คนึงเอาไว้ก่อน

“โธ่คุณชาย  ก็นั่นเรากินกันแค่สองคนนี่  แต่นี่มีคนอื่นอยู่ด้วยเดี๋ยวเขาจะเก็บไปนินทา”

“แกทำแบบนั้นสิ เขาจะยิ่งเกลียดขี้หน้าฉันมากกว่า  โดยเฉพาะนายอาจารย์คนึงนั่น”

“เอ้าๆๆ ไอ้แช่มยอมแล้วขะรับ คุณชายบ่นให้พอใจเลย  เดี๋ยวแช่มไม่อยู่ด้วยแล้วจะเหงาปากไม่รู้จะบ่นใคร”

คำพูดนั้นยังผลให้คนฟังนิ่งไป  จนคนพูดใจแป้ว 

บ่าวผิวคล้ำถอนใจเฮือก  ปล่อยให้นายเดินนำไปก่อน  แล้วนิ่งมองแผ่นหลังบอบบางเดินตรงไปยังสนามหญ้ากว้างใหญ่  เบื้องหน้าคือเสาธงสูงตระหง่านและอาคารเรียนไม้หลังยาว  แสงอาทิตย์อาบไล้ร่างโปร่งดูงดงามแต่ก็ให้ความรู้สึกอ้างว้างเพียงกัน 
   
มันมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเป็นห่วงสุดแสน  เพราะเป็นเหมือนทั้งเพื่อนและทั้งบ่าวมาตั้งแต่เด็ก  มันจึงรู้จักเด็กหนุ่มที่ชื่อมรว. เลอมาน บูรพวงศ์ดีกว่าใคร

ถ้าลองได้เปิดใจให้  ได้ผูกพันกับใครแล้ว มรว.เลอมานคือเด็กหนุ่มที่เอาใจใส่ ห่วงใย และมีน้ำใจให้อย่างเอกอุทีเดียว  ซึ่งคนในกลุ่มนี้มีไม่มาก  นับนิ้วได้แค่คนในครอบครัว  เพื่อนสนิทที่อังกฤษไม่กี่คน  แล้วก็บ่าวที่ชื่อไอ้แช่มคนนี้

แต่ตรงกันข้าม  กับคนที่ไม่สนิทสนม ไม่คุ้นเคย เลอมานคือเด็กหนุ่มผู้หยิ่งจองหอง  ถือตัวและเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ  ร้ายกาจพอที่จะทำให้ใครเกลียดขี้หน้าได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เสวนาด้วย

ดังนั้น  การที่ท่านชายอาทิตย์ทิ้งคุณชายเล็กของมันไว้ท่ามกลางคนแปลกหน้าเช่นนี้จะส่งผลประการใด 
   
ยิ่งคิดยิ่งอดห่วงไม่ได้จริงๆ

****************************

อาจารย์ปรีชาเล่าเจตนารมณ์ของหม่อมเจ้าอาทิตย์ธวัชให้คนึงฟังอย่างละเอียด  เล่นเอาชายหนุ่มถอนใจเฮือก 
   
นอกจากจะมีพระประสงค์ให้โอรสมาเป็นอาจารย์ฝึกสอนวิชาภาษาอังกฤษที่นี่แล้ว  ยังต้องการให้มาเรียนภาษาไทยให้แตกฉานมากกว่าแค่ฟังออกพูดได้  และที่หนักกว่านั้นคือศึกษาวิชาการเป็นมนุษย์ที่ถูกขัดเกลาแล้ว
   
พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือส่งมาดัดสันดานนั่นเอง

เขาเป็นแค่อาจารย์ฝ่ายปกครองและสอนวิชาภาษาไทยธรรมดาๆคนหนึ่ง  จะเผยอตัวไป’ดัดสันดาน’คนสูงส่งเช่นนั้นได้อย่างไรกัน  แม้จะทรงอนุญาตให้สั่งสอนได้แบบที่สั่งสอนนักเรียนทั่วไปก็เถอะ

ดวงตาเอื้ออารีทอดมองร่างผู้เยาว์กว่าในกางเกงดำเสื้อเชิ้ตขาวติดแขนทุกข์  ถอนใจแผ่วเมื่อเห็นว่าใบหน้าที่เคยอ่อนโยน อารมณ์ดีอยู่เป็นนิจนั้นหมองไป
   
“ไว้ทุกข์ให้จินดาหรือ”
“ครับ”
“อืม  จะไว้ทุกข์ให้เขากี่วันล่ะ  เจ็ดวัน  ห้าสิบวัน  หรือร้อยวัน”
“หนึ่งปีครับ” คนึงเอ่ยด้วยประกายตาคมกล้าแน่วแน่ 
“อืม..” อาจารย์ใหญ่เพียงครางรับรู้ในลำคอ  พลางคิดในใจ.. หนึ่งปี.. เท่ากับเวลาที่คุณชายจะมาอยู่ที่นี่พอดีพอดิบ

มือใหญ่อูมกุมไหล่ชายหนุ่ม  จ้องมองลึกลงไปในดวงตาสีสนิมเหล็กเรียบนิ่ง  ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยความเมตตา

“ครูไม่สามารถเลือกศิษย์ได้และศิษย์ก็ไม่สามารถเลือกครูได้  ระลึกไว้เสมอว่าคุณชายเป็นศิษย์ของคุณคนหนึ่ง  ต่อไปข้างหน้าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น  ขอให้คุณอย่าได้ลืมคำพูดของผมในวันนี้เข้าเชียวล่ะ”   
   


โปรดติดตามตอนต่อไป

--------------------------------------------------------------------------   
*เพลงหงส์ปีกหัก, สุรพล สมบัติเจริญ คำร้อง/ขับร้อง


ดอกไม้ตอบเม้นท์ค่ะ :L2:

IIMisssoMII
พี่สิงห์โผล่มาแล้วค่ะ  ขอบคุณที่ชอบพี่สิงห์นะคะ ^^

iforgive
555+ คนเขียนก็ส.ว.เหมือนกันค่ะ  คอยติดตามนะคะว่าคุณชายจะถูก ‘ดัดสันดาน’ ยังไง

Jploiiz
ชอบอ่านแนวนี้เหมือนกันค่ะ พออ่านมากๆก็เลยอยากลองเขียนแนวนี้ออกมาบ้าง ส่วนตัวเราชอบกลิ่นไอแบบย้อนยุค สะสมของเก่า แต่งตัววินเทจ ฟังเพลงสมัยคุณปู่อยู่แล้วด้วยค่ะ โบราณจริงอะไรจริง^^

รออ่านในนี้ก็ดีเหมือนกันค่ะ  เหมือนจูงมือเดินไปด้วยกันดี (ใครอ่านไปถึงหลักกิโลที่เก้าแล้วนั่งกินโอเลี้ยงรอก่อนนะคะ  เดี๋ยวจะรีบตามไปหา  แล้วเดินไปด้วยกันอีกค่ะ^^)

Wordslinger
คำนวณเวลาแล้ว ดูท่าจะได้ต่อตอนสิบ(ทั้งที่เด็กดีและบอร์ดอินุ)พร้อมๆกับที่เล้าเป็ดค่ะ  ตอนนี้ติดภารกิจ ขอปั่นเรื่องเก่าให้จบก่อนเน้อ

jeaby@_@
ขอบคุณที่ชอบคุณชายค่ะ (หม่อมแม่ปลื้มเอามือทาบอก) ทั้งๆที่ตอนเปิดตัว นิสัยไม่น่ารักเลยจริงๆให้ตายเถอะ

SweetSacrifice
เพื่อนขอร้องแกมบังคับให้ลงที่เล้าค่ะ เพราะคุณเธอจะได้เปิดเวบเดียวไปเลย ส่วนตัวเราเองก็คิดว่าลงที่นี่ก็น่าสนุกค่ะ สมาชิกเยอะแยะดีจังเลยเน้อ (ตื่นเต้นยังกะบ้านนอกเข้ากรุง)

ai_no_uta
มามะ จุ๊บกลับไป 1 จุ๊บ ^3^ ขอบคุณที่ตามมาให้กำลังใจจ้ะ ไม่ต้องตกใจเน้อที่เรื่องนี้ฉีกแนวจากเรื่องแรกสุดๆไปเลย เรื่องแรกพี่เขียนตอนยังวัยรุ่น(เหรอ?)  พอเวลาผ่านไป ตัวหนังสือก็โตขึ้นตามวัยน่ะจ้ะ

しろやま としんや
ขอบคุณที่ชอบพี่สิงห์กับน้องจ้อยนะคะ  อาจจะซึนทั้งคู่แต่พวกเขามีเหตุผลที่จะซึนเน้อ  รอติดตามอ่านนะคะ
อ่านจากที่ไหนเอ่ย? เด็กดีหรืออินุค่ะ  ชื่อล็อคอินอะไรบอกได้ไหม  เพราะเราจำคนอ่านได้นะ (จริงจริ๊ง)

zeen11
เนอะๆ น่าหมั่นไส้มาก (เขียนเองยังหมั่นไส้เอง) ต้องรอติดตามนะคะว่าคุณชายจะมีพัฒนาการไปในทิศทางใด  เอาใจช่วยเขานะคะ

kenshinkenchu
ขอบคุณที่มาเม้นต์ให้ค่ะ  นับวันรอกินมาม่าได้เลย  แถมเป็นมาม่าน้ำ(ตา)ตกอีกต่างหาก (ขอยืมคำพี่ DD.มา^^) ถึงจะมาม่าก็ขอสัญญาว่าจะใส่หมูเห็ดเป็ดไก่ให้ได้รับสารอาหารครบห้าหมู่ค่ะ

aorpp
อ้าว..อาจารย์คนึงน้อยใจแย่เลย 555+

ZomZaa^^
ขอบคุณสำหรับกำลังใจจ้า^^

irksome
ใครเอ่ย? น้องจ้อยแอนด์เดอะแกงค์นี่เองจ้า ถ้าเป็นพวกสิงห์หรือลอยล่ะก็คุณชายแย่แน่

Zymphoniz
ขอบคุณที่ติดตามอ่านผลงานของพี่ทั้ง ‘ผู้ปกครองใจร้ายฯ’ และ ‘มหาหงส์’ นะคะ  บอกตามตรงว่าช่วงที่ทิ้งมี่จังกับโนโนะไปเพราะช่วงนั้นไปมุทำงานเก็บเงินรักษาคุณแม่น่ะจ้ะ (ดราม่าเรียกคะแนนสุดฤทธิ์ :o8:) พอคุณแม่หายเป็นปกติแล้วถึงได้มีเวลากลับมาเขียนนิยาย  สารภาพว่าช่วงแรกเขียนมี่จังกับโนโนะไม่ออกเลย (คงเพราะทิ้งไปนาน) เลยตัดสินใจเขียนเรื่องใหม่ คือเรื่องนี้นั่นเอง  เขียนๆไปแล้ว หัวก็ลื่นมือก็ไหล เลยมีไฟกลับไปเขียนเรื่องเก่าได้  ไม่ดองนานอีกแล้ว สัญญาค่ะ^^

Morethan
ว้าวๆ คุณMorethan นี่เอง  ขอบคุณมากนะคะที่มาเม้นต์ให้ที่นี่ด้วย  คนเขียนก็คิดถึงคุณชายเหมือนกันค่ะ (จารย์คนึง น้องจ้อย พี่สิงห์ด้วย) จะรีบกลับไปเขียนเร็วๆนะคะ

Mio
ขอบคุณที่ชอบนะคะ
สามคำ >> รัก คน อ่าน (เหมือนกันค่ะ^^)

hongzaa
มาแล้วค่า.. เจอกันอีกทีศุกร์หน้านะคะ  จะเอามาลงอาทิตย์ละตอนค่ะ

รักคนอ่านค่ะ เริ่มหนาวแล้วรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ :กอด1:
ดอกไม้
๙ ธันวาคม ๕๔


หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๒ : หงส์ปีกหัก [๙/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Mio ที่ 09-12-2011 20:13:03
 o13  คุณภาพคับแก้ววววว  ชอบมากค่ะ  อยากเห็นคุณชายเป็นจำเลย(รัก)ไวๆซะแล้ว  :z1:
สามคำ>>> จุ๊บ ปา ดุ๊บ ( จูจุ๊บคนแต่งงงง)
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๒ : หงส์ปีกหัก [๙/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: iforgive ที่ 09-12-2011 21:15:01
แรงด้วยกันทั้งคู่  ใหญ่ฟัดใหญ่อะไรจะเกิดขึ้นหนอ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๓ : คมตาฟ้าซื่อสื่อรักโลมใจ [๑๖/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 16-12-2011 15:03:14
(http://img38.picoodle.com/i5cg/0_587_u0.jpg)

บทที่ ๓

คมตาฟ้าซื่อสื่อรักโลมใจ


คมตาน้องแก้วสบแล้วไยเมิน
บาดใจเหลือเกินทรวงพี่เผชิญความขม
ตราตรึงซึ้งอยู่สู้เพียงคิดข่ม
ตางามซ้ำบ่ม อกตรมขมขื่น ดึกดื่นทุกคืนคอยใฝ่*



   
แปดโมงครึ่ง  โรงเรียนสั่นกระดิ่งเรียกนักเรียนหนุ่มอายุระหว่าง ๑๖-๑๘ ปี กว่า ๕๐๐ คนออกมายืนเข้าแถว  แต่วันนี้แตกต่างจากทุกวันเมื่อมีกลุ่มจิ๊กโก๋ประจำหมู่บ้านมาจับกลุ่มคุยกันลั่นใต้ร่มหูกวางข้างสนาม   
 
“พิลึกว่ะไอ้ลอย” ลูกชายกำนันเสริมบ่นปากเบ้  พัดหมวกปีกในมือไปมาระบายความร้อน “ถ้าเป็นโรงเรียนหญิงก็ว่าไปอย่าง  แต่นี่อะไรวะ  มาเฝ้าออกันในโรงเรียนชาย  หันไปทางไหนก็มีแต่ผู้ชาย”
   
นายสิงห์หมายถึงโรงเรียนสตรีฝึกหัดครูที่เพนียดคล้องช้าง  ที่นั่นมีบรรดานักเรียนหญิงหน้าแฉล้มแช่มช้อยเดินกันให้เกลื่อน
   
“เถอะน่าพี่สิงห์” ร่างใหญ่หนามีรอยสักเก้ายอดที่ท้ายทอยว่าพลางชะเง้อชะแง้มอง  “อย่างน้อยคุณชายก็ดูเข้าที  เป็นเพื่อนกันไว้ก็ไม่เสียหาย  เผลอๆถ้าเขามีน้องสาว ไอ้ลอยอาจจะได้เด็ดดอกฟ้าก็งานนี้”
   
“ทำเป็นพูดดี  วันก่อนพี่สิงห์ยังมาเกาะรั้วแอบดูไอ้จ้อยอยู่เลยนี่นา” ลูกสมุนร่างผอมเกร็งว่าพลางหัวเราะแหลม  ก่อนจะเปลี่ยนเป็นร้องโอ๊ยเมื่อถูกลูกพี่ยันเข้าชายโครง
   
“เดี๋ยวเถอะไอ้หมาน ไอ้ปากเสีย ข้ามาแอบดูมันเมื่อไร!” มือใหญ่ถูจมูกฟุดฟิด “วันนั้นข้ามาทวงค่าดอกมันหรอกโว้ย”
   
“พวกเอ็งมาช่วยข้าหาคุณชายก่อนเร็วเข้า  เด่นๆอย่างนั้นคงหาไม่ยากหรอก”  ไอ้ลอยรีบห้ามทัพ  ทำให้ทุกคนช่วยกันมองหาอย่างที่มันบอก  ยกเว้นนายสิงห์ที่ได้แต่ส่ายหน้าระอา

   
“พวกนั้นใครกัน” หม่อมราชวงศ์หนุ่มถามบ่าวคนสนิท  ตอนนี้เขายืนหลบแดดอยู่หน้าอาคารเรียน  ไม่ได้ออกไปยืนหน้าแถวนักเรียนเหมือนอาจารย์คนอื่นๆ  ดวงตาคู่สวยมองไปทางกลุ่มนักเลงใต้ต้นหูกวางอย่างเหยียดหยัน 
   
นายแช่มเขม้นมองอยู่พักหนึ่งก็ถึงบางอ้อ  “ลูกชายกำนันเสริมไงคุณชาย  เมื่อคืนเขาก็อยู่ในงานเลี้ยง  เอ..แต่เมื่อคืนไม่ยักเห็นมีเพื่อนมาด้วย”
   
“เฮ้ยๆๆ เจอแล้วโว้ยเจอแล้ว  อยู่นั่น  แหม้..แอบไปยืนอยู่ตรงนั้นเอง  มองเผินๆนึกว่ารูปปั้นที่ไหน” ไอ้ลอยร้องลั่นขึ้นมาอย่างดีใจ “มองมาทางนี้ด้วยเว้ย  วู้!! คุณชาย! ทางนี้ วู้!”
   
ไม่เรียกเปล่า  โบกไม้โบกมือไหวๆเสียด้วย  พวกลูกสมุนก็พากันทำตาม 
   
“น่ารำคาญจริง” ริมฝีปากบางสวยบ่นอุบพลางเบือนหน้าหนี  ถ้าเป็นไปได้  เลอมานอยากแทรกกายจมหายลงไปในดินเสียเดี๋ยวนี้  เมื่อเหล่านักเรียนหน้าเสาธงหันมองเขาที หันมองเจ้าพวกนั้นที  ทั้งอับอาย ทั้งรำคาญ และทั้งโกรธที่ถูกนักเลงบ้านนอกเรียกราวกับเพื่อนเล่น 

พวกไอ้ลอยโหวกเหวกโวยวายอย่างสถุลไพร่  ไม่สนใจเหล่ามันสมองของชาติที่กำลังจะเคารพธงชาติที่มองมายังพวกมันเป็นตาเดียว  จนเมื่ออาจารย์คนึงเดินไปเจรจาด้วยตัวเอง  พวกนั้นถึงได้สงบปากสงบคำ
   
นายสิงห์มองอาจารย์ฝ่ายปกครองร่างสูงแล้วเบ้ปาก  ไอ้เกรงใจน่ะก็เกรงใจอยู่  แต่ความหมั่นไส้มันมากกว่า  ก็เจ้าอาจารย์คนนี้ไม่ใช่หรือที่แสดงท่าทีห่วงใยไอ้จ้อยนัก  ที่ไอ้จ้อยมันได้เรียนหนังสือก็เพราะได้หมอนี่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย  เป็นญาติกันหรือก็เปล่า  ทำตัวตีสนิทผิดปกติ  แน่จริงก็จ่ายหนี้ที่มันค้างอยู่แทนมันด้วยสิวะ
   
ลูกชายกำนันคิดพลางเหลือบมองยังหัวแถว  ตำแหน่งประจำของนักเรียนฝึกหัดครูผู้เป็นลูกหนี้ของมารดาเขา  สบเข้ากับดวงตากลมโตที่จ้องมองมาอย่างตำหนิ  ปากขมุบขมิบเป็นคำด่าที่ฟังไม่ได้ยิน  นักเลงหนุ่มได้แต่ถลึงตาข่มขู่กลับไป   
   
“เรียกแล้วทำเมินว่ะ  หยิ่งแท้” ไอ้ลอยยังมองไปทางเป้าหมายของมันอย่างแน่วแน่  ใบหน้าคมเข้มด้วยไรเคราเขียวดูไม่สบอารมณ์ 
   
เป็นข้า ข้าก็เมินวะ  ก็สารรูปเอ็งมันน่ากลัวออกปานนี้  นายสิงห์คิดในใจพลางแค่นหัวเราะ  ก่อนเร่งบรรดาสมุนให้ย้ายพวกออกจากโรงเรียนไปหาอะไรที่สนุกกว่านี้ทำ  เหลือแต่ไอ้ลอยที่ยังอ้อยอิ่งรั้งท้ายไม่อยากจากไป
   
ถ้าสิงห์หันมามอง  เขาจะได้เห็นแววตาคมวาวดุดันอย่างประสงค์ร้ายจ้องเขม็งไปยังคุณชายผู้เย่อหยิ่ง  มันกัดปากพึมพำถ้อยคำที่มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นได้ยิน

“คอยดูเถอะไอ้คุณชาย  สักวันไอ้ลอยคนนี้จะสอยให้ร่วงจากฟ้าลงมาอยู่ใต้ตีน!”

***************************

หลังเข้าแถวเคารพธงชาติและสวดมนต์  หม่อมราชวงศ์เลอมานถูกอาจารย์วิรัชหัวหน้าแผนกภาษาอังกฤษพาไปที่ห้องเรียนเพื่อทำความรู้จักนักเรียนในฐานะอาจารย์ฝึกสอนคนใหม่
   
อาการกุมมือและค้อมหลังพินอบพิเทาเกินเหตุของวิรัชยังความรำคาญมาให้เขานัก
   
อาคารเรียนเป็นอาคารไม้ขนาดยาวสองชั้น  อาจารย์หนุ่มร่างสันทัดพาเขาขึ้นบันไดด้านข้างเดินตรงไปยังระเบียงด้านหลัง  เข้าไปในห้องเรียนห้องหนึ่ง  เป็นชั้นเรียนที่สะอาดสะอ้าน  หน้าต่างเปิดรับลมทุกบานกระดานดำแผ่นใหญ่ติดเต็มฝาผนังด้านหนึ่ง  นักเรียนชายสี่สิบกว่าคนในเครื่องแบบกางเกงขายาวสีกากีและเสื้อเชิ้ตขาวนั่งอยู่เต็มห้อง
   
“ผมหม่อมราชวงศ์เลอมาน  บูรพวงศ์” เด็กหนุ่มเชิดหน้าแนะนำตัวขณะเหล่านักเรียนพากันมองอย่างชื่นชมในรูปสวยงามสง่า  อาจารย์วิรัชช่วยเสริมให้เสร็จสรรพว่าเขามาจากอังกฤษและจะมาสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนนี้เป็นเวลา ๑ ปี   
   
“มีใครอยากถามอะไรคุณชายเล็กบ้าง” สิ้นเสียงอาจารย์หนุ่ม  นักเรียนร่างเล็กที่นั่งอยู่หน้าสุดก็ยกมือพรึ่บ 
   
เลอมานจำเด็กหนุ่มคนนี้ได้ขึ้นใจ  คนที่ลูบหลังให้ยามเขาอาเจียนอย่างหมดท่า.. และคนที่เห็นเขาเปลือยในโรงอาบน้ำ

ช่างเป็นการพบกันที่ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย 

จ้อยลุกขึ้นยืนเมื่อได้รับอนุญาต  แม้ดวงตากลมโตใสแป๋วและรอยยิ้มกว้างนั้นดูจะจริงใจ  แต่เขากลับรู้สึกไม่ชอบหน้านักเรียนคนนี้โดยไม่มีเหตุผล     
   
“ร้องเพลงอังกฤษให้ฟังซักเพลงสิครับ”
   
เลอมานแทบสำลักลมหายใจ  สิ้นประโยคนั้น  เหล่านักเรียนในห้องพากันปรบมือเป่าปากกันเกรียวกราว  ไม่มีใครสังเกตเห็นริมฝีปากบางที่เริ่มเม้มแน่น 
   
เจ้านักเรียนชั้นต่ำพวกนี้ทำกับเขาเหมือนเป็นตัวตลก

“หุบปาก!” เลอมานตวาดลั่น  เล่นเอาทั้งห้องเงียบกริบ  “ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นพวกนาย!”

เพราะรีบกระแทกเท้าเดินออกจากห้อง  เขาจึงไม่ทันเห็นว่าจ้อยหน้าเสียแค่ไหน  และทุกๆคนในห้องรู้สึกแย่เพียงใด  รู้เพียงแต่ว่าอาจารย์วิรัชรีบตามมาดึงแขนขอโทษขอโพยเขา  ซึ่งเขาก็ตอบคำขอโทษนั้นด้วยการสลัดแขนออกอย่างก้าวร้าว

**************************

‘ล้มเหลว’   

คนึงเขียนคำนั้นตัวใหญ่ๆด้วยปากกาสีแดงลงในใบรายงานความประพฤติวันแรกของอาจารย์ฝึกสอนคนใหม่  พลางถอนใจเฮือก  ถ้าไม่เพราะท่านชายฝากฝังเอาไว้ละก็  เขาจะไม่สนใจเจ้าเด็กจองหองคนนี้เลย 
   
ดูแลเด็กนักเรียนทั้งโรงเรียน  ยังเหนื่อยใจไม่ถึงเสี้ยวดูแลหม่อมราชวงศ์เลอมานเพียงคนเดียว   

**************************

นายแช่มจับรถไฟกลับกรุงเทพตามรับสั่งของหม่อมเจ้าอาทิตย์ธวัชในเช้าวันรุ่งขึ้น

อาจารย์ใหญ่และคนึงขับรถจี๊ปของโรงเรียนไปส่งถึงสถานีรถไฟตั้งแต่เช้ามืด  ในขณะที่ผู้เป็นนายเพียงครางรับรู้เบาๆจากใต้โปงเมื่อบ่าวหิ้วกระเป๋าไปลาที่ข้างเตียง  ไม่แม้จะเลิกผ้าห่มขึ้นมองดู  จนอาจารย์หนุ่มอดดูแคลนไม่ได้
   
โดยไม่รู้ว่าดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มนั้นโศกเศร้าแค่ไหน


พอนายแช่มไป  วิปโยคของหม่อมราชวงศ์เลอมานก็เริ่มต้นขึ้นนับแต่นั้น 
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๓ : คมตาฟ้าซื่อสื่อรักโลมใจ [๑๖/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 16-12-2011 15:15:49
เด็กหนุ่มตื่นนอนเอาตอนตะวันขึ้นสายโด่ง  เพราะคนึงไปส่งนายแช่มจึงไม่มีใครปลุกเขาไปออกกำลังเช่นเมื่อวาน  ใบหน้าขาวจัดนั่งหัวยุ่งอยู่บนเตียงพร้อมความรู้สึกอ้างว้างจับใจเมื่อไม่มีบ่าวคนสนิทอยู่ใกล้เช่นทุกที
   
เขาอาบน้ำและแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่นายแช่มอุตส่าห์รีดไว้ให้ก่อนไป  หลังจากนั้นก็นั่งรอ..
   
รออยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง  ก็ยังไม่เห็นมีใครเชิญเขาไปกินอาหารเช้า  ดังนั้นเมื่อโรงเรียนสั่นกระดิ่งเรียกเข้าแถว  เขาจึงหิ้วท้องออกไปยืนหลบแดดอย่างเสียไม่ได้ 
   
คาบเรียนช่วงเช้าผ่านไปอย่างว่างเปล่า  ถ้าไม่นั่งแกร่วที่โต๊ะประจำตัวในห้องพักครู  ก็ตามอาจารย์วิรัชไปดูการสอนที่น่าเบื่อหน่าย 
   
ทั้งเบื่อหน่าย ทั้งขัดใจ วิรัชเองพูดภาษาอังกฤษยังไม่แตกฉานด้วยซ้ำ  ออกสำเนียงก็ผิด  และเมื่อเขาโต้แย้งขึ้นมาว่าผิดต่อหน้านักเรียนทั้งห้อง  ทุกคนก็มองเขาแปลกๆ  อาจารย์วิรัชหน้าเสียเล็กน้อย  ก่อนจะเข้าสู่ท่าประจำตัวคือเอามือกุมเป้าค้อมหัวปะหลกๆ พูดครับๆๆ เหมือนหุ่นยนต์สอพลอ

   
เพียงข้ามวันกิตติศัพท์ความเย่อหยิ่งจองหองของหม่อมราชวงศ์เลอมานก็สะพัดไปทั่วโรงเรียน   

เขาเองก็รู้สึกได้ถึงความจริงข้อนี้  เมื่อเดินผ่านกลุ่มนักเรียน แม้จะพากันโค้งคำนับแต่ก็รีบๆโค้งรีบๆเดินหนีไปไม่อยากสนทนาด้วย  แม้แต่พวกอาจารย์ก็หลบหน้าเขาแปลกๆ  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งสะเทือนนัก  เขาไม่เคยสนใจความรู้สึกของคนที่ตนไม่แยแสอยู่แล้ว
   
จะมีเหงาบ้างก็เพราะคิดถึงนายแช่มเท่านั้น


เที่ยงตรงท้องเขาร้องโครกครากเพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งแต่เช้า  ร่างโปร่งบางเดินตามเหล่าอาจารย์ที่ชักชวนตามมารยาทให้ไปโรงอาหารด้วยกัน  แต่พอถึงแล้วก็แยกย้ายหายหัว  ทิ้งเขาให้ยืนแกร่วอยู่ลำพังอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร
   
ถ้าเป็นเมื่อวานตอนนายแช่มยังอยู่  มันก็จะให้เขานั่งรออยู่ที่โต๊ะแล้วไปต่อคิวยาวเหยียดให้  สักพักก็จะกลับมาพร้อมถาดหลุมอะลูมิเนียมที่มีอาหารใส่อยู่พูนสองใบ

หม่อมราชวงศ์หนุ่มนั่งรอที่โต๊ะตัวยาว  เหลียวซ้ายแลขวาเผื่อว่าจะมีใครเอาอาหารกลางวันมาให้เขา  แต่กลับพบเพียงสายตาหลายคู่ที่หันมามองแล้วก้มหน้าซุบซิบกัน  สักพักก็ทนเสียงเรียกร้องจากกระเพาะอาหารไม่ไหว  ตัดสินใจเดินไปต่อแถวที่หดสั้นเหลือแค่ ๒-๓ คนด้วยตนเอง
   
ดวงตาสีน้ำตาลมองอาหาร ๓-๔ อย่างในหม้อในถาดตรงหน้า  เขาพยายามมองหาของทอดของจืดที่ตัวเองรู้จักและพอกินได้แต่ก็เห็นแต่แกงสีจัดจ้าน  แม่นกแก้ว แม่ครัวใหญ่ร่างอ้วนของโรงเรียนยิ้มให้อย่างใจดีพลางตักกับข้าวให้เขาทั้ง ๔ อย่างเป็นกรณีพิเศษ  แถมยังเอาอะไรก็ไม่รู้ที่ปั้นเป็นผลไม้ย่อส่วนสีสดใสใส่ลงไปในหลุมหนึ่งให้ด้วย ๕-๖ ลูก 
   
เลอมานนั่งมองถาดหลุมใส่อาหารสารพัดตรงหน้าราวกับมันเป็นของแปลกประหลาดอยู่สักพัก  จนเมื่อท้องร้องโครกจนตัวเองยังสะดุ้ง  เหลียวซ้ายแลขวาก็เห็นคนอื่นกินกันเอร็ดอร่อย  มือบางจึงค่อยๆตักเจ้าก้อนกลมสีส้มนุ่มนิ่มวางลงบนข้าวราดด้วยน้ำจิ้มสีม่วงคล้ำแล้วส่งเข้าปาก 
   
แค่คำเดียวก็ได้เรื่อง..
    
“อึ่ก!”

รสชาติพิลึกพิลั่นก่อตัวขึ้นในปาก  เหมือนถั่วเละๆหวานเจี๊ยบผสมกับรสเปรี้ยวเค็มจัด  กลิ่นคาวเค็มเหมือนถุงเท้าเน่าอวลขึ้นโพรงจมูก  และที่รุนแรงที่สุดคือความเผ็ดร้อนที่แสบซ่านไปถึงคอจนทำให้เขาสำลักรุนแรง
   
“แค่กๆๆๆ” เลอมานโก่งคอไอโขลกอย่างสุดจะกลั้น  ยกมือปิดปากไม่ทันจนเศษอาหารจากปากกระเด็นเปื้อนเสื้อ  ยิ่งไอก็ยิ่งสำลัก  ยิ่งสำลักก็ยิ่งน้ำตาคลอ  รู้สึกได้ถึงเศษอาหารเข้าไปในโพรงจมูกจนแสบร้อน  นึกโทษตัวเองที่เมื่อครู่เขาไม่เอาน้ำดื่มมาด้วย
   
ที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือหลายคนในโรงอาหารต่างหันมามองเขาแล้วหัวเราะคิกคักอย่างไม่เก็บอาการ
   
อายแสนอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี  แต่แผ่นดินไม่แยกลงไปให้เขาแทรก สิ่งที่ทำได้คือพยายามลุกออกไปให้พ้นสายตาขบขันของใครหลายคน  แต่ยังไม่ทันจะลุกออกไปดั่งใจ  ก็มีมือหนึ่งยื่นแก้วน้ำมาให้ตรงหน้า  มือบางรีบคว้ามาดื่มเหมือนมันเป็นน้ำทิพย์
   
“ค่อยๆดื่มนะ” จ้อยว่าพลางนั่งลงลูบหลังให้อย่างร้อนรน  “ดีขึ้นหรือยังครับ”
   
เลอมานแทบสำลักรอบสองเมื่อเห็นว่าคนที่ยื่นมือมาช่วยตนเป็นใคร  ทำไมเจ้านักเรียนซอมซ่อคนนี้ต้องมาเห็นเขาในสภาพน่าอนาถอยู่เรื่อย
   
หม่อมราชวงศ์หนุ่มเบี่ยงกายหนีมือที่ลูบหลังอย่างถือตัวทั้งที่ยังกระแอมไอ  เหลือบมองนักเรียนตัวเล็กที่ยังหน้าตื่นไม่หาย 

อ้อ..ไม่ได้มาคนเดียว  พาเพื่อนมาอีกสองคนเสียด้วย
   
“คุณชาย” จ้อยตะลึงไปเมื่อเห็นสภาพอาหารที่ยังคาช้อน “ทำไมกินลูกชุบกับน้ำพริกกะปิล่ะ”
   
“พรึ่ด!” สง่าหัวเราะออกจมูกอย่างกลั้นไม่อยู่  แต่ก็สะดุ้งไปเมื่อถูกเพื่อนตัวเล็กเตะเข้าให้ที่หน้าแข้งพร้อมจ้องตาเขียว 
   
“สันติ  ไปขอให้พี่นกแก้วเจียวไข่ให้ที” จ้อยหันไปสั่งเพื่อนใส่แว่น  ซึ่งสันติก็พยักหน้าหงึกหงักก่อนวิ่งตื๋อไปอย่างเต็มใจ
   
คุณชายยังนั่งหน้าตูมเป็นม้าหมากรุก  จนกระทั่งมือเล็กถือวิสาสะใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดหน้าให้เขา  ดวงตาคู่สวยมองผ้าผืนเก่าอย่างสะอิดสะเอียน
   
“เอาผ้าสกปรกไปให้พ้นๆนะ” แหวใส่พลางปัดมือที่หวังดีออกอย่างไร้เยื่อใย  จนจ้อยหน้าเสีย 
“หน้าคุณชายตอนนี้สกปรกกว่าผ้าอีก  ข้าวออกมาทางจมูกแล้วนั่น” สง่าว่าเข้าให้อย่างเหลืออด  เลอมานตาโตเอามือปิดจมูกหมับแล้วพรวดพราดลุกขึ้นวิ่งออกจากโรงอาหารอย่างรวดเร็ว  โดยมีเสียงหัวเราะฮาครืนไล่หลัง
   
ทุกอย่างอยู่ในสายตาของอาจารย์คนึงที่ยิ้มหยันอย่างสมใจ

************************
    
หลังจากหนีความวุ่นวายมาหลบอยู่ในห้องพักได้สักพัก  เสียงเคาะประตูไม้ก็ทำให้เด็กหนุ่มสูงศักดิ์สะดุ้งเฮือก   
   
“คุณชาย  จ้อยเองครับ”

เจ้านั่นอีกแล้ว?!  เขาอดจึ๊ปากอย่างรำคาญไม่ได้  แต่ก็ลุกไปเปิดประตูให้แต่โดยดี

ข้าวร้อนๆโปะไข่เจียวกรอบฟูหอมกรุ่นยื่นมาให้ตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มกว้างจนตาหยี 


บุตรชายท่านทูตเพิ่งรู้สึกว่าข้าวเปล่ากับไข่เจียวเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกก็วันนี้ 

จ้อยนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น  นิ่งมองคุณชายรับประทานอาหารกลางวันบนโต๊ะเขียนหนังสือ  จนเกลี้ยงฉาดไม่เหลือข้าวสักเม็ด เขาก็ลุกขึ้นเตรียมเก็บจาน 
   
“คุณชายเล็ก ข้าวติดผมแน่ะ” หนุ่มน้อยเอียงคอทักยิ้มๆ  ชี้ผมตัวเองบอกตำแหน่ง “ไม่ใช่  อีกข้างนึง”
   
ดวงตายิ้มได้มองอาจารย์ฝึกสอนคนใหม่ปัดผมตัวเองให้วุ่น  แต่เศษข้าวก็ยังอยู่ที่เดิม  จนมือเล็กต้องถือวิสาสะหยิบข้าวที่ติดผมตั้งแต่อยู่โรงอาหารออกให้     
   
เอาจานออกไปเก็บแล้วจ้อยก็กลับเข้ามาใหม่  นั่งลงกับพื้นอย่างสบายใจ  ไม่สนใจเจ้าของห้องที่มองตาขวางอย่างเคลือบแคลง

อยู่กันท่ามกลางความเงียบ  แต่เหมือนมีเลอมานเท่านั้นที่รู้สึกอึดอัด 
   
“คุณชายอยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้าง” นักเรียนตัวเล็กชวนคุย  แต่ก็ได้รับคำตอบเพียงสายตาเย็นชาที่เงยขึ้นจากหนังสือแวบหนึ่ง
“คิดถึงบ้านไหมครับ” คำถามใหม่.. แต่คำตอบที่ได้เหมือนเดิม..
   
จ้อยทำปากอูดใส่คนใจดำที่พูดด้วยก็ไม่ยอมพูดด้วย  หันไปสำรวจรอบห้องแก้เก้อ  เครื่องประทินผิวนานาวางอยู่เต็มโต๊ะเล็กข้างเตียง  ตาวาวอย่างสนใจเมื่อเห็นกระเป๋าเครื่องเล่นแผ่นเสียงแต่ก็ไม่กล้าเสียมารยาทไปดูใกล้ๆ  ตะกร้าผ้าข้างตู้เสื้อผ้าที่มีเสื้อผ้าอยู่เต็ม  ผ้าห่มกองเขละบนเตียงนอนยับย่น
   
“คุณชายคงไม่มีเวลา  จ้อยมาทำความสะอาดให้เอาไหม” ร่างเล็กแนะอย่างกระตือรือร้น  พลางลุกขึ้นพับผ้าห่มให้ “เก็บที่นอน  กวาดถูห้อง  รีดผ้า  ซักผ้า  ให้จ้อยทำให้นะ”
   
เสียงแค่นหัวเราะที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้มือบางชะงัก  หันไปมอง
   
“นึกว่าอะไร” ผู้สูงศักดิ์กว่าปิดหนังสือปุบ  ดวงตาคู่สวยฉายแววเหยียดหยัน  แต่ยังไม่เจ็บแสบจนหน้าชาเท่าประโยคถัดไป  “มาตีสนิทกับฉัน  ที่แท้ก็อยากได้เงินจากฉันใช่ไหม”     
   
ประตูไม้เปิดผางออก  ปรากฏร่างสูงใหญ่ของเจ้าของห้องอีกคน 

คนึงได้ยินประโยคสุดท้ายนั้นชัดเจน

“อาจารย์คนึง” นักเรียนหนุ่มทักหน้าตื่นๆ  ก่อนหันกลับไปปฏิเสธละล่ำละลักกับอีกคน “ปะ..เปล่านะครับคุณชาย.. จ้อยไม่ได้..”

“ก็เอาสิ  คิดค่าจ้างเท่าไรล่ะ” มือบางหยิบกระเป๋าสตางค์หนังขึ้นเปิดค้างไว้  เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบก็ล้วงธนบัตรสีน้ำตาลขึ้นมาหนึ่งใบโยนด้วยปลายนิ้วใส่ร่างที่ยืนเก้กัง  “เท่านี้คงพอนะ” 
   
คนึงกัดฟันกรอดเมื่อเห็นท่าทียโสนั้น  พยายามข่มโทสะไว้ยามเอ่ย “อาจารย์ใหญ่ให้คุณไปพบที่ห้องธุรการ”

เลอมานเชิดหน้าใส่ยามเดินผ่านอาจารย์ร่างสูง 

“อ้อ  ที่หน้าบันไดนั่นดอกอะไร” หันมาถามจ้อยอย่างไม่ใส่ใจคำตอบ  “ไปหามาปลูกให้ฉันหน่อย  ฉันจะได้ไม่ต้องไปยุ่งกับดอกไม้ของบางคน” 
   
ดวงตาคู่สวยเหลือบมองคนตัวโตเมื่อถึงประโยคสุดท้ายอย่างจงใจ  ก่อนเดินออกจากห้องไป

คนึงถอนใจอย่างสุดกลั้น  หันไปเอ็ดใส่น้องชายของอดีตคนรักเสียงเขียว
   
“กับคนแบบนี้อย่าไปทำดีด้วย รู้ไหมจ้อย” แล้วเดินเข้ามาใกล้  ลดเสียงเป็นกระซิบ
   
“เขาเป็นคนทำให้จินดาตายนะ  ลืมไปแล้วหรือ”  ทิ้งท้ายไว้อย่างรวดร้าวก่อนก้าวออกจากห้องไป  ทิ้งจ้อยไว้เพียงลำพัง
ร่างเล็กก้มหยิบธนบัตร ๑๐ บาทที่พื้น  แล้วนำมันไปวางไว้บนโต๊ะ 

*************************
   
ยามสนธยามาถึง  เสียงนกการ้องแว่วมา  โรงเรียนเข้าสู่ความเงียบสงบ  นักเรียนไปกลับต่างกลับบ้าน  นักเรียนประจำก็แยกย้ายกันกลับหอ 
   
ล่วงเข้าเวลาเย็นย่ำแบบนี้  เลอมานยิ่งรู้สึกว้าเหว่จับใจ  ร่างโปร่งนั่งคนเดียวบนม้านั่งใต้ต้นหูกวางข้างสนาม  ตรงหน้าคือกลุ่มอาจารย์และนักเรียน ๖ คน  กำลังเล่นกีฬาที่เขาไม่รู้จักอย่างสนุกสนาน  ลูกแก้วสีน้ำตาลใสมองตามลูกหวายหวือหวิวจากคนโน้นข้ามตาข่ายไปหาคนนี้ด้วยสายตาที่เหงาหงอย 
   
แสงแดดยามเย็นย้อมให้ท้องฟ้าหม่นหมองไปถนัดใจ  รวมไปถึงหัวใจของเขาตอนนี้  เขาคิดถึงบ้าน  คิดถึงท่านพ่อ คิดถึงหม่อมแม่ คิดถึงนายแช่ม  คิดถึงทุกอย่างที่ไม่ใช่ที่นี่  ทุกอย่างที่นี่ทำให้เขาอึดอัด  รู้สึกเหมือนตนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่หลงเข้ามา  ยิ่งนึกถึงบทสนทนากับอาจารย์ใหญ่เมื่อตอนบ่ายแล้วยิ่งกลัดกลุ้ม 
   
นอกจากมีหน้าที่สอนภาษาอังกฤษนักเรียน ๒ ชั้น  เขายังต้องเรียนภาษาไทยกับนายอาจารย์คนึงนั่นด้วย
   
ลูกหวายลอยหวือมาตกอยู่แทบเท้า  เขาก้มลงเก็บให้  เงยหน้าขึ้นมาก็พบกับใบหน้าหล่อคมเรียบตึงของคนที่ไม่ถูกชะตาด้วยเอาเสียเลย 
   
ไหนว่ามีหน้าที่ดูแลเขา  ไม่เห็นจะดูแลให้สมหน้าที่สักนิด 
   
“คุณชาย  มาเล่นด้วยกันไหม” อาจารย์ประพนธ์ในเสื้อยืดกางเกงขาสั้นวิ่งเข้ามาชวน         
“นี่เรียกว่าอะไร” มือบางจับลูกกลมในมือพลิกไปมา
“ตะกร้อไง  เคยเล่นไหม” ใบหน้าเปื้อนยิ้มเอ่ยต่อเมื่อเห็นเขาส่ายหน้าดิก “ไม่ยากหรอก  เดี๋ยวผมสอนให้” 

เลอมานพยักหน้าหงึกหงัก  รอยยิ้มน้อยๆปรากฏบนใบหน้างามหวานเป็นครั้งแรกของวันก็ว่าได้  ประพนธ์เดาะตะกร้อให้เขาดูเป็นตัวอย่าง อธิบายกติกาคร่าวๆแล้วลองส่งให้เตะ  แม้เขาจะเตะวืดตลอด  แต่ทุกคนก็ส่งเสียงเอาใจช่วย 

แข้งเขายังไม่ได้สัมผัสลูกสักนิดตอนมีมือใหญ่มาดึงต้นแขนไว้จนชะงัก 

“พอเถอะ  เสียเวลาเปล่า” ใบหน้าหล่อคมมองมาอย่างรำคาญ  แขนแกร่งออกแรงดึงเขาออกไปจากวงตะกร้ออย่างแรงจนเซ  “เป็นผู้ดีอย่าลดตัวลงมาเล่นกีฬาของชาวบ้านเลย”
   
วาจาเชือดเฉือนนั้นเล่นเอาคนอื่นๆมองหน้ากันเลิ่กลั่ก  คนใจดีอย่างประพนธ์ถึงขั้นมองหน้าคนพูดนิ่ง 
   
แต่สำหรับเลอมาน  ความรู้สึกต่างๆหลั่งไหลพรั่งพรูจนสับสน  ทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจระคนกัน
   
ร่างโปร่งบางตัดสินใจหันหลังให้วงตะกร้อ  ซ่อนดวงตาเหว่ว้าให้พ้นจากคนใจดำ  เดินเล่นไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย  มารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตนอยู่หน้าประตูโรงเรียน
   
มือบางเกาะซี่กรงประตูโรงเรียน  อีกฝั่งหนึ่งของถนนลูกรังคือท้องทุ่งนากว้างไกล  ต้นตาลยืนต้นทิ้งระยะเป็นช่วงๆ  มองเห็นคลองเมืองอยู่ลิบๆ  ฝูงเป็ดไล่ทุ่งเดินเตาะแตะหากิน  มือบางเปิดประตูออกเบาๆเมื่อพบว่ามันไม่ได้คล้องโซ่

แดดเริ่มริบหรี่  ท้องฟ้ากลืนสีเป็นม่วงอมส้ม  เลอมานเดินไปตามถนน  ฝูงเป็ดนับร้อยเดินตามกันเป็นคลื่นดูตื่นตา  เมื่อเดินมาถึงหน้าวัดข้างโรงเรียน  เขาก็เห็นมอเตอร์ไซค์ ๒ คันมุ่งตรงมาทางนี้  เปิดไฟจ้าจนต้องยกมือป้อง
 
“นึกว่าใคร  คุณชายนี่เอง” เสียงไอ้ลอยทักก่อนที่มันจะจอดรถเสียอีก  ร่างใหญ่หนายิ้มร่า  ดวงตาเป็นประกายวาววับ

“จะไปไหนค่ำๆมืดๆ” นายสิงห์ถามบ้างด้วยความสงสัยเหลือล้น  ที่เห็นเด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์มาเดินท่อมๆอยู่ลำพัง
   
“เอ่อ..” ดวงตาคู่สวยมองหน้าชายหนุ่มทั้งสี่สลับกัน  คิ้วเรียวขมวดมุ่น  คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนแต่ก็คิดไม่ออก
   
“ผมนายสิงห์ลูกกำนันเสริม  นี่ไอ้ลอย  ไอ้หมาน  ไอ้เลิศ” หัวโจกร่างสูงแนะนำตัวเรียงคน “ที่ไปตะโกนเรียกคุณชายเมื่อเช้าไง”
   
“อ้อ”
   
ไอ้ลอยพิศมองวงหน้างามได้รูปของเด็กหนุ่มตรงหน้า  จมูกโด่งสวย  ปากได้รูป  ผมสีน้ำตาลอ่อนท่าทางนุ่มมือ  แม้ดวงตาวาวแววราวอัญมณีคู่นั้นดูหม่นเศร้าลงจากวันแรกที่พบ  แต่ก็ยังดึงดูดจนละสายตาไม่ได้ 
   
พวกผู้ดีนี่ทำไมมันสวยนักวะ  เป็นผู้ชายแท้ๆ

“พวกเรากำลังจะไปเล่นบิลเลียด  คุณชายไปด้วยกันไหม”

แม้จะแทบไม่มีทางเป็นไปได้ที่คนท่าทางถือตัวขนาดนั้นจะยอมไปกับนักเลงบ้านนอกอย่างมัน  แต่ความอ้างว้างที่มันจับได้ในดวงตานั้น  ทำให้ไอ้ลอยลองเสี่ยงดวงชักชวน  แม้แต่นายสิงห์ยังหันมองอย่างงงๆ 
   
ความหวังริบหรี่นั้นกลับลุกโชนยิ่งกว่าโยนไต้เข้ากองฟาง  เมื่อดวงหน้างดงามพยักช้าๆ 
   
“ไปสิ”
   
พวกจิ๊กโก๋หัวเราะร่าอย่างลิงโลด  โดยเฉพาะไอ้ลอยที่ดูจะดีใจกว่าใคร  มันออกปากไล่ไอ้หมานที่ซ้อนท้ายอยู่ให้ไปอัดเบียดกับอีกคัน  เพื่ออาสาเป็นสารถีให้คุณชายรูปงามนั่งซ้อน  ใจเต้นแรงเมื่อรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่เบียดกระชับแผ่นหลัง 
   
ได้กลิ่นโคโลญจน์หอมอ่อนใส  ชื่นใจเสียจนต้องสูดลึกลงปอด   


กลิ่นดอกฟ้านี่หอมจริงโว้ย  แค่กลิ่นยังหอมขนาดนี้  อยากรู้นักว่ารสชาติจะหวานขนาดไหน 



โปรดติดตามตอนต่อไป

-------------------------------------------------------------------------------------------
*เพลงคมตา, ยรรยง เสลานนท์ ขับร้อง, สวัสดิ์ คำร้อง, เอื้อ สุนทรสนาน ทำนอง


ดอกไม้ตอบเม้นค่ะ :L2:

Mio
งานนี้ใครจะรักใครก่อนต้องคอยลุ้นค่ะ ^^
สามคำ >>> จุ๊บ จ๊วบ ม๊วบ (จุ๊บคนอ่านเช่นกันค่า)

iforgive
ขิงก็ราข่าก็แรงค่ะ คอยติดตามนะคะว่าใครจะยอมใครก่อน แต่ไม่ถึงกับ ‘ใหญ่ฟัดใหญ่’ หรอกเน้อ (ภาพเฉินหลงลอยวูบเข้ามาเชียว)

ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ
แค่มีคนอ่าน  คนเขียนอย่างเราก็ดีใจแล้ว :กอด1:

ดอกไม้
๑๖ ธ.ค. ๕๔
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๓ : คมตาฟ้าซื่อสื่อรักโลมใจ [๑๖/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Mio ที่ 16-12-2011 19:59:12
 :fire:
เอ่อ จะเกิดอะไรขึ้นกับคุณชายหน้าหวานกัน!
สามคำ>>>ลุ้น สุด ติ่ง  o22
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๓ : คมตาฟ้าซื่อสื่อรักโลมใจ [๑๖/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Pizeiro ที่ 16-12-2011 20:03:17
เรื่องนี้บรรยายดีมาก

บรรยายแบบเห็นภาพเลย

รอติดตามตอนต่อไปนะครับ ^^
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๓ : คมตาฟ้าซื่อสื่อรักโลมใจ [๑๖/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 19-12-2011 21:05:49
เพิ่งเห็นว่าพี่จี้มาอัพ  :z13:
พอดีเพิ่งเปิดเทอม เลยยุ่งๆ กับการตระเวนเที่ยว(!?) นิดหน่อย 555
เอ่อ...อันที่จริงแอบตามไปอ่านล่วงหน้ามาแล้ว (มันหยุดไม่ได้)
งั้นขอนอนรอตอนล่าสุดเลยแล้วกันนะคะ 
แต่จะแวะมาให้กำลังใจบ่อยๆ :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๓ : คมตาฟ้าซื่อสื่อรักโลมใจ [๑๖/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: hongzaa ที่ 19-12-2011 21:44:38
มาแว้ววว วว ววว

อยากฆ่าตัวเองที่ทำตัวไม่รักดี
ดันไปเจอ มหาหงส์ ในเด็กดี....
แล้วก็จะขาดใจเอง
กรี๊ดดดดดT^T

*คือชอบมากเลยโรคจิตนั้นเองกร๊ากกก แอบไลค์มากก็เพราะมีชื่อตัวเองในชื่อเรื่องด้วย 555+*
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๔ : ดอกฟ้าร่วง [๒๓/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 23-12-2011 11:53:01
(http://img38.picoodle.com/i5cm/0_7b1_u0.jpg)


บทที่ ๔

ดอกฟ้าร่วง


มองสูงส่งเกินตา เอื้อมมือสูงกว่าใดๆ
ต่อตายแล้วมาเกิดใหม่ร้อยพันชาติใดไฉนได้แต่คอย
หากว่าดอกฟ้าไม่โน้มลงมาจากฟ้าสักหน่อย
หวังดินเหินลอย ดินนั้นจะคอย จะลองเอื้อมสอยดูที*



แม้จะค่ำแล้วแต่ตลาดหัวรอก็ยังคึกคัก  อาคารไม้เรียงรายสองฝั่งถนน  ร้านขายอาหารตั้งเต็มบริเวณ  จุดไฟสว่างไสว  มีอาหารสารพัดอย่างทั้งคาวและหวาน  ชาวเมืองนั่งกันตามโต๊ะเล็กๆระหว่างร้าน  ง่วนอยู่กับการรับประทานและสนทนา  พวกนายสิงห์พาหม่อมราชวงศ์เลอมานแวะร้านขนมหวานที่แม่ค้าโฉมงามเป็นที่เลื่องลือ  ไอ้ลอยสั่งซ่าหริ่มมาให้เด็กหนุ่มสูงศักดิ์ลองชิมเป็นครั้งแรกในชีวิต
   
ซ่าหริ่มสีสวยหอมหวานชื่นใจ  นั่งดูพวกนายสิงห์เกี้ยวแม่ค้าแล้วก็ดูครึกครื้นดี  ไอ้ลอยก้มหน้ากระซิบว่าวันนี้เจ้าหล่อนเล่นหูเล่นตาเป็นพิเศษ  สาเหตุก็เพราะมีเขานั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย
   
จากนั้นพวกนักเลงหนุ่มพาเขาไปที่โรงไม้เตี้ยๆใกล้ถนนสายใหญ่ของเมือง  ภายในนั้นมีโต๊ะบิลเลียด ๒ โต๊ะ  ไม่มีเครื่องตกแต่งอย่างอื่นที่ไม่จำเป็น  แต่ไฟนั้นเปิดสว่างเป็นพิเศษ  ชายหนุ่มนับสิบในนั้นต่างทักทายพวกนายสิงห์อย่างคุ้นเคยกันดี
   
“บิลเลียดเป็นเกมของอังกฤษนี่  คุณชายเล่นเป็นไหม” ใบหน้าคมคร้ามของไอ้ลอยก้มลงถามใกล้ชิดเสียจนหน้าแทบชนกัน  เลอมานเข้าใจว่าเพราะเสียงดัง  อีกฝ่ายจึงต้องก้มลงมาพูดใกล้ๆ  คุณชายสารภาพว่าเล่นไม่เป็นและขอเป็นผู้ดู  ก่อนเดินตามนายสิงห์ที่ผายมือเชื้อเชิญนั่งที่โต๊ะ     
   
ไอ้ลอยขยับคอเสื้อกระพือไปมาปากก็บ่นว่าร้อนอบอ้าว  มือใหญ่แกะกระดุมสลัดเสื้อเชิ้ตเนื้อบางออก  อวดแผ่นอกสมบูรณ์ด้วยมัดกล้ามประดับรอยสักเสือเผ่นผาดโจน  หันมาสบกับดวงตาสีน้ำตาลใสพลางยักคิ้วยั่วล้อ
   
หม่อมราชวงศ์หนุ่มนั่งอยู่ที่โต๊ะมองเกมบิลเลียดดำเนินไป  นึกทึ่งในเรือนร่างสมชายชาตรีเช่นลอยและสิงห์นัก  ได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าวันใดที่เขาเป็นหนุ่มฉกรรจ์ก็คงได้เป็นเจ้าของรูปร่างแบบนี้บ้าง  แม้ความหวังจะค่อนข้างริบหรี่  เพราะแม้จะมีเชื้อฝรั่งอยู่เศษเสี้ยว  แต่ตนก็ได้ทางแม่ที่บอบบางนุ่มนวลมากกว่าทางพ่อที่องอาจสูงใหญ่

ของเหลวสีอำพันในแก้วตรงหน้าพร่องไปเรื่อยๆ  บรรยากาศในโรงบิลเลียดก็ครึกครื้น  ควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่งในอากาศ  เสียงกริ๊กของไม้กระทบลูกสลับกับเสียงร้องเฮเป็นระยะ  ลอยสาวคิวแทงลูกลงหลุมได้แม่นยำเหมือนจับวาง  หัวใจมันพองคับอกทุกครั้งที่หันไปทีไรก็เห็นเจ้าของใบหน้างามหวานนั้นกำลังมองตนด้วยสายตาแสนทึ่ง

“คุณชาย ลองหน่อยซี” ร่างใหญ่หนาเดินตรงเข้ามายื่นไม้คิวให้เด็กหนุ่มสูงศักดิ์     

“ไม่เอาๆ ฉันเล่นไม่เป็น” มือเล็กโบกวุ่นวาย  ยิ้มเก่งและพูดเก่งกว่าปกติด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ “ออกไปเล่นก็ขายหน้าเขาเปล่าๆ” 

“เถอะน่า ลองดู” ลอยคะยั้นคะยอ ยัดไม้คิวใส่มือบางพลางฉุดให้ลุกขึ้น  เรียกเสียงปรบมือได้เกรียวกราว  ดวงตาดำสนิทมองมือใหม่เอาชอล์กลูบมือและเช็ดหัวคิวเลียนแบบคนอื่นอย่างนึกเอ็นดู  หัวเราะขำเมื่อร่างโปร่งบางทำหน้าเหมือนรู้ว่าการทำเช่นนั้นไม่ได้ช่วยให้แม่นยำขึ้นเลยหลังจากแทงลูกไปสองสามครั้ง..

“มา เดี๋ยวผมสอนให้” ร่างแกร่งอ้อมไปประกบด้านหลัง  ออกแรงเล็กน้อยกดร่างบอบบางให้ก้มลงกับโต๊ะ  สองร่างแนบชิดสนิทเนื้อ  มือสัมผัสมือจัดท่าให้เข้าที่  อกทาบหลัง  หน้าขาเบียดสะโพก 

“ย่อขาซ้ายลง” ใบหน้าคมคร้ามโน้มลงกระซิบที่ริมหู  เด็กหนุ่มในอ้อมอกพยักหน้าทำตามอย่างว่าง่าย  และเมื่อขาเรียวย่อลง  ส่วนที่แนบชิดก็บดเบียดเข้าหายิ่งกว่าเดิม 

ไอ้ลอยแว่วเสียงกลองรัวเร็วจากที่ไหนสักแห่ง  หรือเสียงหัวใจของมันเองกันแน่                         

   
เพราะหัวโจกอย่างนายสิงห์โวยวายขึ้นมาว่าให้รีบกลับ  เหตุเพราะพรุ่งนี้มีภารกิจต้องไปเก็บดอกเบี้ยจากลูกหนี้รายสำคัญที่ชื่อจ้อย  พวกสมุนจึงต้องเดินโงนเงนแอ่นหน้าแอ่นหลังออกจากโรงบิลเลียดอย่างเสียไม่ได้ 
   
ลอยรับอาสาไปส่งคุณชายที่โรงเรียน  มือใหญ่สะกิดร่างที่ฟุบหน้ากับโต๊ะให้ลุกขึ้น  ทันทีที่ใบหน้าแดงก่ำเงยขึ้น  ดวงตาปรือปรอย  ปากบางสดฉ่ำส่งเสียงอ้อแอ้  ทำให้ใจคนเห็นยิ่งเต้นเร็วเป็นรัวกลอง 
   
ดื่มแค่นี้ก็เมาเสียแล้ว  น่ารักจริง..


ไทรอัมพ์แล่นเร็วในความมืด  เลอมานเอียงหน้าหลบลม แก้มแนบแผ่นหลังชายหนุ่ม  แขนเล็กรัดเอวแกร่งไว้แน่น  ในความง่วงและความเมายังมีสติสัมปชัญญะหลงเหลือ  รู้สึกได้ว่ารถผ่อนจังหวะเบรกบ่อยๆ จนทั้งร่างร่นเข้าหาคนขี่ตลอดเวลา
   
จู่ๆ..
   
“โอ๊ย!”
   
รถหยุดกะทันหัน  เลอมานคล้ายถูกกระชาก  อกเบียดเข้ากับหลังกว้างของนักเลงหนุ่ม
   
“ขอโทษที” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ  เอี้ยวตัวมาดู “เจ็บหรือเปล่า”
   
เด็กหนุ่มนิ่วหน้าถามยานคาง “มีอะไร..”
   
“ปวดเบา” มันตอบเรียบๆ  หม่อมราชวงศ์หนุ่มก้าวขาลงจากรถเก้ๆกังๆ  ลอยอาจไม่ได้ตั้งใจ  แต่การขยับตัวของฝ่ายนั้นแต่ละครั้งเหมือนร่างกายขยายใหญ่ขึ้น  จึงกระทบกระทั่ง  สัมผัสเขาตลอดเวลา 

ชายหนุ่มเดินไปยังพงหญ้าข้างทาง  หันหลังให้ถนน  หันหน้าเข้าหาท้องทุ่งตะคุ่มเลือนราง  ห่างบ้านเรือนและผู้คน  เลอมานยืนพิงเบาะรถ เมินหน้าหนีภาพนั้น 
   
..............................
   
..................
   
นานเกินไปหรือเปล่า?
   
เด็กหนุ่มตระหนักถึงความเงียบที่เงียบเกินไป  ไม่มีเสียงน้ำไหลหรือรูดซิปขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น  จึงหันกลับไปดูอย่างสงสัย
   
สิ่งที่เขาเห็นคือการเคลื่อนไหวในความเลือนราง  ชายหนุ่มกำลังตัวสั่นนิดๆ  เงยหน้า  สองแขนรัวเร็ว 

วินาทีที่ยังสับสนกับภาพตรงหน้าว่าความฝันหรือความจริง  ใบหน้าคมเข้มหันมาสบตา  แล้วสะท้านขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย

“คุณชาย..”

ริมฝีปากหนาขยับเช่นนั้น

**************************

อาจารย์คนึงยืนหน้าเครียดอยู่หน้าโรงเรียนตอนที่ลอยพาคุณชายเล็กไปถึง  ร่างเล็กก้าวลงจากรถเดินโซเซ จนคนมาส่งต้องรีบปราดเข้ามาประคอง 
   
“หายไปไหนมา” อาจารย์หนุ่มเอามือไหว้หลังถามเสียงเรียบ  แต่ในดวงตาเต็มไปด้วยโทสะฉายชัด  กลิ่นแอลกอฮอล์คลุ้งทำหน้าที่แทนคำตอบได้เป็นอย่างดี

“ม่ายต้องยุ่งง..” ใบหน้าหวานแดงก่ำถึงหู  เสียงอ้อแอ้ยานคางบอกปัดอย่างก้าวร้าว 

“ขอโทษทีอาจารย์  พวกผมแค่พาคุณชายไปเปิดหูเปิดตานิดหน่อย” ลอยคล้องแขนเล็กเข้ากับไหล่ตน  มือหยาบกร้านโอบหมับที่เอวบาง  “เดี๋ยวผมประคองคุณชายไปส่งให้เอง”

“ไม่ต้อง” อาจารย์หนุ่มกระชากข้อมือเล็กเข้าหาจนร่างโปร่งปลิวหวือติดอก  “ขอบใจมากนายลอย กลับไปได้แล้ว”

นักเลงร่างใหญ่ขับรถเครื่องหายไปในความมืด  เลอมานสะบัดข้อมือตนออกจากมือแข็งของอีกฝ่ายเพื่อจะเดินด้วยตนเอง  คนึงมองเด็กอวดเก่งที่โซซัดโซเซไปได้ ๒-๓ ก้าวก็ล้มเผละพลางส่ายหน้าหน่าย

ถ้าอาจารย์ใหญ่ไม่ฝากไว้  ถ้านี่ไม่ใช่หน้าที่  เขาจะปล่อยให้เจ้าเด็กนี่นอนกลางดินตากน้ำค้างเป็นอาหารยุงอยู่เสียตรงนี้ทั้งคืน

ร่างสูงใหญ่ตรงไปคว้าร่างที่นอนมึนงงอยู่บนพื้นขึ้นพาดบ่าแข็งแรง  ไม่สนใจหมัดเล็กที่ทุบหลังไหล่อึกอัก  ไม่สนใจเสียงอ้อแอ้ที่ก่นด่าประท้วง

“ปล่อยย.. ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ..ไอ้ครูบ้านนอก..บอกให้ปล่อย..ฉันเดินเองได้..ปล่อยซี่..”   

คนึงโยนเจ้าเด็กดื้อลงบนเตียงอย่างไม่ถนอมสักนิด  ดวงตาคู่สวยจ้องกลับอย่างเอาเรื่อง

“ออกไปข้างนอกโดยไม่ขออนุญาต  ไปเที่ยวเล่นกับพวกนักเลงหัวไม้จนดึกดื่น  แล้วก็เมามายกลับมา  รู้ตัวไหมว่าทำอะไรลงไป”

“ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน!”  เลอมานตวาดใส่อย่างโอหัง “เป็นแค่ครูบ้านนอกกระจอกๆ  ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของฉัน  แกรู้ไหมว่าฉันลูกใคร!”
   
ฟังจบแค้นคั่งดังเพลิงไหม้   เหมือนดินประสิวปลิวติดกับเปลวไฟ**

แม้อาจารย์หนุ่มจะรู้ว่าฤทธิ์สุราเสริมให้ความก้าวร้าวทวีคูณขึ้น  แต่ถ้อยคำหยาบช้านั้นก็จุดไฟโทสะในหัวใจเขาจนเดือดดาล  มือใหญ่กำหมัดแน่นขณะอีกฝ่ายผินหลังให้แล้วหลับไปทั้งกลิ่นเหล้า  คราวนี้เขาคงปล่อยผ่านไปไม่ได้
   
เห็นทีจะต้องกำหราบเจ้าเด็กคนนี้ให้อยู่หมัดเสียแล้ว

**********************

   
เวลาตีสี่  เวลาที่ใครหลายคนกำลังนิทราอยู่บนที่นอนอย่างผาสุก  แต่เวลานี้ตลาดสดกลับกำลังคึกคัก  พ่อค้าแม่ขายเริ่มต้นทำมาหากินตั้งแต่แสงตะวันยังไม่อาบฟ้า  ต่างคนต่างสาละวนจัดแผงร้านของตน  รถเข็นขนผักสวนกันไปมา
   
จ้อยเองก็เช่นกัน
   
หนุ่มน้อยตื่นแต่ตีสาม  เพื่อไปเก็บผักที่ตนปลูกในแปลงหลังโรงเรียน  จากนั้นก็พายเรือที่บรรทุกผักสดมารับยายที่บ้าน  แล้วสองยายหลานก็ล่องเรือมาด้วยกันถึงตลาด
   
แผงผักของยายช้อยไม่ได้ใหญ่โตอะไร  แต่ก็มีผักสดนานาชนิดจัดวางเต็มแผง  ผักกาด กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก หัวไชเท้านั้นหลานชายเอามาจากโรงเรียน  ส่วนฟักทองลูกโต กล้วยน้ำว้าเนียนสวย ยอดตำลึงเขียวสดนั้นเป็นของที่แกปลูกเองทั้งสิ้น

ตลาดจอแจคึกคัก ผู้คนเริ่มทยอยมาจับจ่ายซื้อของ  ผักของจ้อยขายดีเพราะมีลูกค้าประจำมาเหมาซื้อไปทุกวัน  ลูกค้าขาจรแวะเวียนมาบ้างเพราะได้รอยยิ้มสดใสจากพ่อค้าหน้ามนคอยเรียกลูกค้า 
   
เหงื่อไหลอาบใบหน้าเนียนใสแต่เจ้าตัวเพียงยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเพราะสองมือกำลังหยิบมัดตำลึงห่อใบตองให้ลูกค้ามือเป็นระวิง     

“ได้แล้วจ้ะ” มือเล็กยังไม่ทันรับเงินมา ทว่า..

“เฮ้ย!”

เสียงดังกัมปนาทราวฟ้าผ่า  ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัว  ไม่ต้องหันไปมองเขาก็รู้ว่าเสียงใคร
   
“ขายดีไหมจ๊ะพ่อค้า” นายสิงห์และพรรคพวกสี่คนเดินอาดๆมายังแผงของจ้อยอย่างวางท่า  ยกเท้าข้างหนึ่งวางบนแคร่วางผักอย่างหยาบคาย  จ้อยได้แต่กำหมัดแน่นมองผักคะน้าที่เขาอุตส่าห์รดน้ำพรวนดินแหลกเละอยู่ใต้ตีนสกปรก

“พะ..พ่อสิงห์” หญิงชราละล่ำละลัก “งวดนี้ยายขอผัดไปก่อนนะพ่อนะ  พ่อสิงห์ก็รู้ว่าจินดาเพิ่งสิ้นบุญไป  จ้อยก็ยังเรียนไม่จบ  แล้วเราจะไปเอาเงินมาจากไหน”

“ไม่สน!  ถึงเวลาจ่ายดอกก็ต้องจ่าย  อย่าเบี้ยว!” ลูกชายกำนันตวาดใส่ลั่นอย่างไม่กลัวเกรง  จ้อยได้แต่กำหมัดนิ่ง  กัดริมฝีปากแน่นจนแดงช้ำ

“แหม้..เสียดายนะที่เอ็งเป็นผู้ชาย” มือหยาบใหญ่บีบคางเล็กอย่างแรงจนหน้าเบ้  ยิ่งพยายามสะบัดหนียิ่งถูกบีบแน่น  แม้กายจะอ่อนด้อยกว่าหลายเท่า  แต่ดวงตาแข็งกร้าวชิงชังนั้นบ่งบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าหัวใจเขาจะไม่มีวันยอมแพ้ “สวยๆอย่างนี้  ถ้าเป็นผู้หญิงคงเอาไปขายซ่องอีทองใบได้หลายตังค์ว่ะ” 
   
ถ้อยคำหยาบโลนนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากไอ้พวกสมุนได้ฮาครืน  ชาวบ้านหลายคนเริ่มมุงมองอยากรู้อยากเห็น  จ้อยสุดจะทนได้อีกต่อไป 

“ถุย!”

ปากแดงสวยถ่มน้ำลายใส่หน้าคนตัวโตอย่างไม่กลัวเกรง  เหล่าคนมุงเฮลั่นด้วยความสะใจ  นายสิงห์ตะลึงตาค้าง  มือใหญ่ค่อยลูบหน้าขณะดวงตาคมแดงก่ำด้วยโทสะและความอับอาย 

“ถุยน้ำลายใส่กูหรือวะไอ้จ้อย!” ตะคอกใส่แล้วกระชากคอเสื้อของนักเรียนร่างเล็กจนกระดุมกระเด็น  จ้อยซวนเซตามแรงนั้น 

ทว่า.. สายตาคมกร้าวกลับอ่อนลง  และนิ่งค้างอยู่ที่แผ่นอกเนียน  หน้าท้องขาวเรียบที่เปิดเผยออกมาพ้นเสื้อ

“มะ..มึง..กะ..กล้ามากนะ”

สิงห์แปลกใจนักที่พบว่าเสียงตนสั่นอย่างไม่รู้สาเหตุ 
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๔ : ดอกฟ้าร่วง [๒๓/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 23-12-2011 12:00:16
ไอ้จ้อยมันต้องลงคาถาอาคมอะไรไว้ที่อกมันแน่ๆ  มันไปสักเสือเผ่นลงน้ำมันกับอาจารย์สำนักไหน  ถึงวิชาแก่กล้าข่มสิงห์เช่นเขาได้ง่ายดายเพียงนี้  แถมยังสักได้เรียบเนียนไม่เห็นรอยจนน่าเอามือลูบ

จ้อยดิ้นรนสุดกำลังเพื่อให้หลุดจากพันธนาการแกร่ง  แต่ยิ่งยื้อยุดเท่าไหร่ก็ยิ่งฉุดกระชากให้เนื้อหนังเปิดเผยต่อสายตาอีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น  และเมื่อรู้สึกได้ว่ามือใหญ่นั้นแข็งแรงราวคีมเหล็กแต่ดวงตากลับเหม่อมองลงต่ำ  หลานยายช้อยจึงรวบรวมพละกำลังถีบโครมเข้าให้ที่กลางอกกำยำดังเปรี้ยง
   
“โอ๊ย!” นักเลงหนุ่มหงายหลังลงไปนอนจุกแอ้ดคลุกฝุ่น  กลุ่มคนมุงส่งเสียงเฮลั่นอย่างสะใจ  พวกไอ้ลอยเตรียมถลกแขนเสื้อเข้ามาช่วยลูกพี่  แต่กลับถูกห้ามไว้  “พวกเอ็งไม่ต้อง! ข้าจัดการเอง!”

ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นหอบหนักจนตัวโยน  จ้องมองลูกหนี้ร่างเล็กตรงหน้าราวจะกินเลือดกินเนื้อ  ก่อนถลันพรวดพราดเข้าใส่เหมือนเสือตะครุบเหยื่อ  หากแต่เหยื่ออย่างจ้อยไม่มีวันเสียล่ะที่จะยอมให้เคี้ยวได้ง่ายๆ

สองร่างกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันกลางตลาด  จ้อยออกมวยแมวใส่อย่างสุดชีวิตจนอีกฝ่ายต้องปัดป้องและออกแรงจนเหนื่อยกว่าจะกดร่างเล็กกว่าลงพื้นได้อย่างราบคาบ  ร่างสูงใหญ่ขยับขึ้นคร่อมเอวเล็ก  มือหนึ่งกดไหล่บางไว้แน่น ส่วนอีกมือกำหมัดเงื้อง่าขึ้นสูง..

เพื่อที่จะชะงักค้างเติ่งในอากาศ  เพียงแค่ได้เห็นดวงตาใสๆจ้องมาอย่างหวั่นกลัวก่อนจะหลับตาปี๋

เอาอีกแล้วเหวย..

คราวนี้อะไรอีกวะ.. ใช่.. ไอ้จ้อยมันต้องลงนะหน้าทองมาแน่ๆ  แค่จ้องหน้ามัน  มือไม้คนไม่กลัวใครเช่นไอ้สิงห์ถึงได้อ่อนเปลี้ยเหมือนโดนของแบบนี้

“พี่สิงห์!  ชักช้าทำไม ต่อยมันเลยพี่!” เสียงไอ้หมานเร่งเร้าอยู่นั่น  สติลูกพี่ถึงได้กลับคืนมาแต่ก็ยังช้าไปกว่าจ้อย  เมื่อเท้าเล็กยกขึ้นถีบยันเข้าซ้ำแผลเก่าจนคนตัวโตหงายหลังซ้ำอีกรอบ

เห็นลูกพี่นอนตัวงอโอดโอยอยู่กับพื้นท่ามกลางเสียงหัวเราะของชาวบ้านทั้งตลาด  พวกลูกสมุนก็อดรนทนไม่ได้อีกต่อไป  ไอ้หมานและไอ้เลิศตรงไปคว้าร่างเบาหวิวขึ้นมายึดแขนไว้คนละข้าง  ไม่ว่าลูกหนี้ตัวแสบจะดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด  ไม่ว่ายายช้อยจะอ้อนวอนอย่างไรก็ไม่ฟัง  ไอ้ลอยต่อยกำปั้นใส่ฝ่ามือ  ดวงตาคมวาวราวหมาป่าจ้องเหยื่อติดแร้ว
   
ไม่รั้งรอให้เสียเวลา  มันเงื้อหมัดขึ้นสูงหวังกระแทกปากเด็กอวดดีให้หลาบจำ 

“ไอ้ลอย..อย่า!!”

เปรี้ยง!!
   
ไอ้ลอยตาเหลือกเท่าไข่ห่าน  เมื่อเห็นว่าคนที่มันวาดหมัดใส่จนลงไปนอนกองตรงหน้าคือลูกพี่สิงห์  ที่เอาตัวเข้ามาขวางทางกำปั้นเมื่อไรก็ไม่รู้     
   
สิงห์ถ่มน้ำลายปนเลือดเค็มปร่าลงพื้น  จุกที่ไอ้จ้อยถีบยังไม่ทันซาก็มาเจ็บเพราะไอ้ลอยชก  ยังงงไม่หายว่าอะไรดลใจให้เขาพุ่งเข้ามาขวางทางหมัด  หรือว่าไอ้จ้อยมันเลี้ยงกุมารทองแล้วปล่อยมาสิงใจเขา  ร่างกายมันถึงปราดไปเองแบบนั้น     มือใหญ่ปาดเลือดที่ไหลย้อยมุมปาก  เห็นจ้อยมองมาหน้าตื่นเลิ่กลั่ก  ยายช้อยก็มาเกาะแขนแกร่งเขย่าไปมา

“พ่อสิงห์เอ๊ย.. ยายขอละนะ  อย่าทำจ้อยมันเลย จ้อยมันยังเด็ก” น้ำตาหญิงชราไหลพรากปานจะขาดใจ  หารู้ไม่ว่าน้ำตาในหัวใจมันไหลโกรกเป็นน้ำตก  เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ  แถมต้องมาถูกชาวบ้านรุมหัวเราะเยาะ   

แก่เฒ่าแล้วหูตาฝ้าฟางหรือไงยายช้อย  ไม่เห็นหรือว่าหลานยายไม่มีรอยขีดข่วนแม้กระผีกริ้น  ในขณะที่คนได้แผลอยู่คนเดียวก็คือไอ้สิงห์ลูกกำนันเสริมคนนี้ต่างหากเล่า 

*********************

บนเรือนไทยหลังงาม  คุณนายพูนทรัพย์นั่งมองใบหน้ายับเยินของลูกชายสุดที่รักแล้วส่ายหน้าหน่าย  มืออวบขาวทาเล็บแดงสดประคองไข่ต้มปอกค่อยๆคลึงบนใบหน้าหล่อคมเบาๆ

“โอ๊ย! เบาหน่อยสิแม่” สิงห์โอดลั่นด้วยความเจ็บ  น่าหมั่นไส้จนมารดาตีป้าบเข้าให้ที่ไหล่
   
“ลูกอีกำไลมันตัวเท่าลูกหมา  ทำอีท่าไหนถึงได้หน้าช้ำขนาดนี้ยะพ่อสิงห์” ปากถามลูกชายแต่สายตามองปราดไปยังพวกสมุนที่นั่งตัวลีบอยู่ริมเสา 
   
“ก็ไอ้พวกนี้สิ  แส่ไม่เข้าเรื่อง” หัวโจกโบ้ยความผิดให้ลูกน้องเสียอย่างนั้น “บอกพวกมันแล้วว่าอย่ายุ่งๆ  เสือกแห่กันเข้าไป  หมาจนตรอกมันก็กัดไม่เลือกแบบนี้ละ”
   
ไอ้เลิศไอ้หมานหงอหัวหด  มีแต่ไอ้ลอยที่ซ่อนรอยยิ้มหยันไว้ในดวงตา 
   
คุณนายกำนันถอนใจเฮือก  ยายช้อยค้างค่าดอกมาสองเดือนแล้ว  ตอนที่ครูจินดายังอยู่  บ้านนั้นยังพอมีเงินส่งดอกได้บ้าง  แต่สิ้นเสาหลักไปแบบนี้  เห็นทีรีดเลือดจากปูยังง่ายกว่าเก็บดอกจากยายช้อยเสียอีก  โฉนดที่ดินของฝ่ายนั้นก็ยึดมาแล้ว  ถ้ายังพิรี้พิไรท่ามากไม่ยอมจ่ายหนี้  อย่าหาว่าคุณนายพูนทรัพย์รังแกเด็กกับคนแก่ก็แล้วกัน

*********************

เช้านี้เลอมานตื่นมาพร้อมอาการปวดหัวหนึบ  หนักหัวเหมือนมีใครเอาค้อน ๑๐๐ ปอนด์ไปวางไว้  กว่าจะประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งก็ลำบากแล้ว  มือเล็กกุมหัว นิ่วหน้าครวญ  หากแต่ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเงยหน้าขึ้นมาพบอาจารย์ร่วมห้องนั่งไขว่ห้างจ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ
   
“รีบไปอาบน้ำซะ  เช้านี้ผมมีเรื่องต้องอบรมคุณ” ใบหน้าหล่อคมสั่งด้วยแววตาเรียบนิ่ง
   
“ไม่” เด็กหนุ่มสะบัดเสียงใส่  ก่อนผินหลังให้เพื่อจะล้มตัวลงนอนต่อ  ทว่าไม่อาจทำได้ดั่งใจเพราะมือแกร่งราวคีมเหล็กตรงเข้ามาคว้าแขนเขาไว้แน่น  ออกแรงฉุดกระชากอย่างไม่ปรานีจนร่างโปร่งบางแทบตกเตียง 

“ทำอะไร!  ปล่อย!” เลอมานทั้งร้องทั้งดิ้น  แต่รูปร่างที่ต่างกันเกินไปทำให้ต่อต้านอีกฝ่ายได้ยากเหลือเกิน  ร่างสูงกว่าฉุดเขามาถึงบานกระจกที่ติดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า  เงาที่สะท้อนกลับมาทำให้เด็กหนุ่มสูงศักดิ์ชะงักนิ่ง

เสื้อผ้ายับย่น  ผมเผ้ายุ่งเหยิง  ดวงตาแดงก่ำ  ใบหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
   
มือบางยกขึ้นลูบหน้าตน.. นี่ใคร.. ใช่เขาแน่หรือ 
 
   
“ดูสารรูปตัวเองเสียบ้าง  นี่น่ะหรือหม่อมราชวงศ์  นี่น่ะหรือลูกชายคนเดียวของเอกอัครราชทูต  จะทำอะไรหัดนึกถึงชื่อเสียงวงศ์ตระกูลคุณบ้าง” อาจารย์หนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม  ใบหน้างามที่หันมาจ้องด้วยดวงตาเคืองขุ่น  จนเขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนสั่ง.. “จะลงไปอาบเองดีๆหรือจะให้ผมลากลงไป” 
   
มือหนาบีบข้อมือเล็กไว้แน่น  เป็นสัญญาณว่าพร้อมจะทำตามที่พูดได้ทุกเมื่อ 
   
ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างเด็กถูกขัดใจ  ก่อนสะบัดมือเพื่อฉวยเสื้อคลุมแล้วไปอาบน้ำตามที่อีกฝ่ายต้องการ
   
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ  เด็กหนุ่มใช้เวลาสำอางค์อยู่หน้ากระจกเช่นทุกที  จนกระทั่งมีเสียงเข้มเรียกจากอีกฝั่งของชั้นหนังสือ

“เป็นผู้ชายจะแต่งตัวอะไรนานนัก  มานี่เดี๋ยวนี้”

มือที่กำลังจัดทรงผมอยู่ชะงัก  กลอกตาขึ้นบน ทั้งถอนใจทั้งจึ๊ปากอย่างเบื่อหน่าย  แต่ก็เดินไปอย่างเสียไม่ได้  พบอาจารย์คนึงนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ  ดวงตาสองคู่สบกันท่ามกลางความเงียบงัน

คู่หนึ่งจองหองท้าทาย   

คู่หนึ่งเรียบนิ่งเหมือนผิวน้ำนิ่งสงบ  หากแต่มีคลื่นรุนแรงปานใดอยู่ข้างใต้ไม่อาจรู้ 

“เมื่อคืนไปไหนมา” คนึงถามทำลายความเงียบ  ดวงตาคู่นั้นยังจ้องมองไม่ลดละ

เด็กหนุ่มสูงศักดิ์ยักไหล่  เอียงคอยิ้มเยาะ “เรื่องของผม”

“ตอบ!!”

เสียงดังจนเขาเผลอสะดุ้ง  นึกเคืองตัวเองนักที่ขวัญอ่อนง่ายดายเพียงนี้  ร่างโปร่งบางยืนเอามือไพล่หลัง  พักขาไปมาด้วยความเมื่อยขบ  เจ้าอาจารย์บ้านี่.. ใจคอจะให้เขายืนไปอีกนานแค่ไหนกัน   

“ลูกชายกำนันกับพวกพาผมไปเที่ยวตลาด  แล้วก็พาไปเล่นบิลเลียด  จากนั้นก็พาผมมาส่ง” ตอบส่งๆไปซะมันจะได้จบๆเสียที   

แต่เห็นทีเขาจะเข้าใจผิดเสียแล้ว  เมื่ออีกฝ่ายเทศนาสั่งสอนเขาเสียยืดยาวเรื่องที่ไปข้างนอกโดยไม่ขออนุญาตแถมยังเมากลับมา  เรื่องที่คบหาสมาคมกับพวกนักเลงหัวไม้  และย้ำหัวตะปูแน่นหนาว่าต่อไปนี้ห้ามเขาออกไปนอกโรงเรียนตอนกลางคืนโดยไม่ได้รับอนุญาต   

ตลอดการอบรม  เลอมานเพียงกลอกตาเบื่อหน่าย  ถอนใจเป็นระยะ  เชิดหน้ามองไปทางอื่นอย่างยียวน 

“รู้ตัวใช่ไหมว่าทำผิด” คนึงถามราวกับเข้าสู่บทสรุป  เด็กหนุ่มจึงค่อยพาใจที่เลื่อนลอยไปไกลกลับมา  ใกล้จบแล้วสินะ  เขาทั้งเบื่อทั้งเมื่อยจะตายอยู่แล้ว

“อืม” เขาพยักหน้าส่งๆ ก่อนถามกลับ “ผมไปได้หรือยัง”

“ยัง” อาจารย์หนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางเดินเข้าหา  แต่ไม้เรียวยาวเฟื้อยที่อีกฝ่ายถือติดมือมาด้วยนั่นมันอะไรกัน

“ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ  จะได้หลาบจำไม่ทำอีก”

เด็กหนุ่มถอยกรูด  มองไม้ยาวในมืออีกฝ่ายราวกับมันเป็นอาวุธประหัตประหาร  นี่อย่าบอกนะว่า..

“ผมจะตีคุณ ๓ ทีให้สมกับความผิด” ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งแววตาเอาจริงจนน่าขนลุก  เลอมานตะลึง  ตาค้าง อ้าปากหวอ

หูเขาไม่ได้ฝาดไปใช่ไหม  เจ้าอาจารย์บ้านนอกคนนี้จะตีบุตรชายคนเดียวของหม่อมเจ้าอาทิตย์ธวัชอย่างนั้นหรือ  ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเกินไปแล้ว

“คุณจะทำแบบนั้นไม่ได้  คุณไม่มีสิทธิ์” เขาเถียงเสียงสั่นด้วยความโกรธ 

“ทำไมจะไม่มีสิทธิ์  ในเมื่อท่านชายมอบหมายให้ผมเป็นครูของคุณ  คุณอาจจะเป็นอาจารย์ฝึกสอนในสายตาคนอื่น  แต่สำหรับผม  คุณนับเป็นศิษย์  และเมื่อศิษย์ทำผิด  ครูก็ต้องลงโทษ”  ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้  ในประกายตาคู่นั้นไม่มีความเมตตาสักนิด 

“ท่านชายส่งคุณมาดัดสันดาน  ยังไม่รู้ตัวอีกหรือ  กอดอกเดี๋ยวนี้!”

ลูกชายท่านทูตหอบหนักจนสั่นไปหมดทั้งตัว  มือเล็กกำหมัดแน่น  ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยถูกใครหยามเกียรติถึงขนาดนี้

“หรือไม่ก็เลือกเอา  ระหว่างให้ผมตีตรงนี้  หรือจะให้ผมรายงานความประพฤติคุณให้ท่านชายรู้” 

“ท่านพ่อกับหม่อมแม่ยังไม่เคยตีผมเลยนะ  คุณเป็นแค่ครูกระจอกๆคนหนึ่ง กล้าดียังไง  ผมจะฟ้องท่านพ่อเรื่องคุณ”

หลุดปากออกไปแล้วเลอมานถึงได้รู้ตัวว่าเขาพลาดตกลงไปในหลุมที่ตนขุดอย่างโง่เขลาที่สุด
   
ถ้าเขาฟ้องท่านพ่อตามที่ขู่  คนึงก็ต้องฟ้องท่านพ่อเรื่องเขาเช่นกัน  ไม่ต้องคิดให้เปลืองหัวก็รู้ได้ทันทีว่าท่านพ่อจะเชื่อใคร   
   
“ก็ดี  ผมจะใช้โทรศัพท์ที่ห้องธุรการโทรไปที่กระทรวงศึกษาก่อน แล้วค่อยทำหนังสือส่งไปสถานทูต” แววเหยียดหยันระยับในดวงตาคมคู่นั้น  แถมเจ้าตัวก็ทำท่าเหมือนจะเดินออกไปทำอย่างที่พูดจริงๆ

“เดี๋ยว!” เลอมานเรียกไว้ทันควัน  กัดปากแน่นก่อนกลั้นใจเอ่ย.. “ก็ได้”

และเมื่ออาจารย์หนุ่มหันกลับมา  ภาพที่เห็นคือเด็กหนุ่มร่างระหง ยืนกอดอกเตรียมพร้อมรับโทษทัณฑ์  ใบหน้างามเชิดมองไปนอกหน้าต่างอย่างทระนงในศักดิ์ศรี  แดดยามสายอาบไล้เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนจนเป็นประกายทอง 

งามผิวประไพผ่อง                   กลทาบศุภาสุพรรณ,
งามแก้มแฉล้มฉัน                       พระอรุณแอร่มละลาน***


“อยากทำอะไรก็เชิญ” ตวัดเสียงขึ้นจมูกอย่างเย่อหยิ่ง  แม้ในยามกิ่งฟ้าถูกเหนี่ยวโน้มลง

ผัวะ!!
   
ไม้เรียวฟาดลงบนสะโพกอย่างแรงจนร่างโปร่งสะดุ้งทั้งตัว  ดวงตาเอาเรื่องหันขวับมาจ้องอาจารย์หนุ่มที่เอ่ยไม่ยี่หระ “ไม้ที่หนึ่ง  โทษฐานที่ออกไปข้างนอกโดยไม่ขออนุญาต”

ผัวะ!!

“ไม้ที่สอง  โทษฐานที่สุมหัวเมามายกับพวกนักเลง”  ไม้ที่สองตามติดลงมาทั้งที่ดวงตาคู่สวยวาววับยังจับจ้องด้วยความเคียดแค้น  แม้จะเจ็บเพียงไรเขาก็ได้แก่กัดปากกลั้นไว้  จนกระทั่ง..

ผัวะ!!!

“ไม้ที่สาม  โทษฐานที่หยาบคายกับอาจารย์อย่างผม” เขาไม่ได้คิดไปเองแน่ๆว่าไม้นี้แรงและหนักกว่าสองไม้ที่ผ่านมา  ความอดทนสิ้นสุด  พังทลายลงไปพร้อมกับเกียรติที่ตนถือไว้

“ป่าเถื่อน!” ร่างเล็กกว่าตะคอกใส่  มือลูบเนินสะโพกตนป้อยๆด้วยความเจ็บ  ดวงตาคู่สวยนั้นแดงก่ำ    ไม่สนใจอาจารย์หลายคนที่มาออกันอยู่หน้าห้องเพราะเสียงคนทะเลาะกันดังลั่นไปทั้งเรือน  “รู้เอาไว้ซะด้วย  ถ้าไม่เพราะท่านพ่อบังคับ  ผมจะไม่มาเหยียบที่นี่เด็ดขาด  ประเทศไร้พัฒนา  ล้าหลัง  หาความเจริญไม่ได้  ผู้คนก็หยาบคายป่าเถื่อนแถมยังโง่!”
   
อาจารย์หนุ่มถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ยินคำดูถูกที่ลามปามถึงแผ่นดินเกิด  ทั้งที่คนพูดก็มีเชื้อสายไทยอยู่กว่าครึ่ง  แบบนี้ไม่เท่ากับดูถูกทั้งคนอื่นและดูถูกบรรพบุรุษของตนเองด้วยหรือ

มือใหญ่กำไม้เรียวในมือแน่นจนสั่นสะท้าน  ดวงตาเข้มงวดแต่เอื้ออารีที่ใช้มองนักเรียนทุกคน  บัดนี้กำลังมองนักเรียนแสนพิเศษของตนด้วยความขยะแขยงเหมือนเศษสวะชิ้นหนึ่ง       

“ดูถูกรากเหง้าของตัวเอง  อย่าว่าแต่จะเป็นครูหรือนักเรียนที่ดีเลย  เป็นคนดีก็ยังไม่ได้   กลับไปซะ  คุณมันไร้ค่าทั้งต่อโรงเรียนนี้และประเทศนี้  ผมไม่ขอมีศิษย์อย่างคุณ  และนักเรียนที่นี่ก็ไม่ขอมีครูอย่างคุณเหมือนกัน!”

“ผมไปแน่!”


โปรดติดตามตอนต่อไป

-----------------------------------------------------------------------------------------------
*ดอกฟ้าร่วง, สุรัฐ พุกกะเวส  คำร้อง, วินัย จุลละบุษปะ - มัณฑนา โมรากุล ขับร้อง
** ขุนช้างขุนแผน, สุนทรภู่
*** มัทนะพาธา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


ดอกไม้ตอบเม้นค่ะ :L2:

Mio
โชคดีที่ยังไม่เกิดอะไรขึ้นค่ะ แต่ในอนาคตข้างหน้าละก็ไม่แน่เน้อ ^^

Pizeiro
ขอบคุณมากค่ะที่ชอบลักษณะการบรรยายแบบนี้  เก่าๆเชยๆนิดนึงเน้อ คนแต่งแก่แล้ว ^^

Zymphoniz
๕๕๕+ ไปอ่านในเด็กดีมาแล้วเหรอจ๊ะ ไม่เป็นไรจ้า ดีซะอีก จะได้ไม่ขาดช่วงเนอะ อิจฉาจังได้ตระเวนเที่ยวด้วย เที่ยวเผื่อพี่ด้วยนะคะ ^^

hongzaa
สวัสดีค่ะคุณหงส์ (เลยรู้ชื่อเลย^^) แหมๆ แค่ไปอ่านในเด็กดีไม่เห็นจะไม่รักดีตรงไหนเลย^^ แค่แวะเข้ามาอ่าน  ไม่ว่าจะอ่านก่อนอ่านหลังหรืออ่านจากที่ไหนก็ตาม ก็ถือว่าเป็นกำลังใจให้เราแล้วค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะ^^

รักคนอ่านเสมอ
ดอกไม้
๒๓ ธ.ค. ๕๔


หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๔ : ดอกฟ้าร่วง [๒๓/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Ryze ที่ 23-12-2011 12:52:38
 :L2:

โอ้วว เลิฟๆเรื่องนี้
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๔ : ดอกฟ้าร่วง [๒๓/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Mio ที่ 23-12-2011 21:14:05
คู่สิงห์-จ้อย  น่ารักน่าลุ้นมาก  :z1:
ส่วนคู่หลัก.....มาม่า  :a5:
สามคำให้คนแต่ง>>>เบื่อ กัน ยัง?  ( นางฟ้าจะติดตามคนแต่งไปจนจบเลย5555)  :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๔ : ดอกฟ้าร่วง [๒๓/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: しろやま としんや ที่ 23-12-2011 21:51:58
+ให้กำลังใจดอกไม้จ้า

บอกตรงๆเลยนะไม่ชอบไอ้ลอยมากๆเลยอ่ะ ตัวมารพี่สิงห์กะน้องจ้อย แถมยังหวังจะแคลมคุณเล็กอีก แง่งๆๆ





คิดถึงตอนใหม่มากๆเลยจ้า แฮะๆๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๔ : ดอกฟ้าร่วง [๒๓/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 23-12-2011 22:37:09
ชอบคู่สิงห์จ้อย....ซึนทั้งคู่เลย  :-[
แวะมาให้กำลังใจค่ะ  :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๔ : ดอกฟ้าร่วง [๒๓/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Phantom ที่ 24-12-2011 00:37:05

สารภาพว่าท่ามกลางนิยายหลายเรื่อง
ชื่อเรื่องไทยๆ กลัวว่าจะพีเรียดเกินจินตนาการเรา เลยไม่ได้จิ้มอ่าน
จนวันนี้จิ้มจอเล็กแล้วพลาด ก็เลยลองเริ่มอ่าน

โอ้ววว นับถือคุณดอกไม้จริง ๆ
ให้ความรู้สึกถึงความละเมียดละไม บรรจงแต่ง ช่างประดิษฐ์ประดอยจริง ๆ เลย
อยากกด like สักหมื่นครั้ง

อ่านไปเรื่อย ๆ แต่ก็ให้ความรู้สึกหม่นหมองคลอ ๆ อยู่
เพราะเรากลัวเรื่องน้ำตาท่วมเป็นทุนอยู่แล้ว
(เปิดมา เล่นเอาอึ้งเลย ตายจากกันไปซะแล้ว)
อ่านเพลิน น่าติดตามจริง ๆ
แอบเอาใจช่วยทั้งคนเย่อหยิ่งและคนใจร้ายสลับกันไปมา 555
ขอบคุณสำหรับเรื่องดี ๆ นะ
รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อเลย

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๔ : ดอกฟ้าร่วง [๒๓/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: PetitDragon ที่ 24-12-2011 07:37:45
สนุกมากครับ  o13

ยิ่งอ่านไป เหมือนยิ่งอ่านเท่าไหร่ก็ไม่พอ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๔ : ดอกฟ้าร่วง [๒๓/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ycrazy ที่ 27-12-2011 01:01:22
ชอบสิงห์จังเลยจ๊ะ เห็นจ้อยแล้วเกิดอาการใจสั่น :กอด1: ฮ่าๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 30-12-2011 21:40:45
(http://img38.picoodle.com/i5cu/7m5a_5d5_u0.jpg)

บทที่ ๕

สวัสดีบางกอก



อย่าไปเลยบางกอกบอกไม่เชื่อ
อยู่กับเสือดีกว่าไปหาเขา
คนบ้านนอกคอกนาปัญญาเบา
เหมือนนกเหงา พรานซ้ำ ด้วยชำนาญ*



ไม่รู้ว่าหม่อมราชวงศ์เลอมานไปคุยกับอาจารย์ปรีชาอีท่าไหน  หลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีหนังสือจากกระทรวงศึกษาธิการมาถึงโรงเรียน  เนื้อความว่าให้อาสาสมัครจากอังกฤษเดินทางไปกรุงเทพเพื่อจัดการเรื่องส่งตัวกลับโดยด่วน
   
เด็กหนุ่มสูงศักดิ์แทบตัวลอย  หลังจากได้รับข่าวดีนั้นเขาถึงกับเก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่  ยิ้มหยันให้อาจารย์คนึงที่รับรู้ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง  เขาคิดว่าอีกฝ่ายก็คงดีใจไม่แพ้กันที่ในที่สุดเขาก็ไปให้พ้นหูพ้นตาเสียที

เลอมานแต่งตัวอยู่หน้ากระจก  ฉีดน้ำหอมกลิ่นสะอาดหอมฟุ้ง  พรุ่งนี้เขาต้องไปกรุงเทพ  วันนี้จึงเป็นวันสุดท้ายสำหรับชีวิตในโรงเรียนบ้านนอกที่น่าเบื่อหน่ายนี่  อารมณ์ดีจนอดผิวปากเป็นทำนองเพลงแสนสุขใจไม่ได้ 
   
“คุณชายไม่อยู่จ้อยคงคิดถึงแย่” จ้อยบ่นพลางพับผ้าห่มบนเตียงให้อย่างเรียบร้อย  หลายวันมานี้นักเรียนซอมซ่อคนนี้เข้ามาทำความสะอาดให้เขาเสมออย่างที่ตกลงกันไว้ในวันก่อน  ตั้งแต่เก็บที่นอน  กวาดถูห้อง  รีดและซักเสื้อผ้า  แต่อย่างหนึ่งที่ไม่อยู่ในข้อตกลงคือเงินค่าจ้างที่ถูกวางคืนไว้บนโต๊ะทุกครั้งที่เขายื่นให้

“การให้วัตถุแก่กันนั้นง่าย  แต่การให้น้ำใจแก่กันสิยาก”

พระดำรัสของท่านพ่อที่ให้ไว้ในวันที่มาส่งเขาวูบเข้ามาในความทรงจำ  ตั้งแต่วันนั้น  เลอมานจึงมองจ้อยในแง่ดีขึ้น  จนพัฒนาเป็นความสนิทสนม   

“เอาไว้ฉันมารับไปเที่ยวกรุงเทพดีไหม” หม่อมราชวงศ์หนุ่มชวนเสียงใส  “ออกไปดูโลกภายนอกเสียบ้าง  ไม่ใช่อยู่แต่ที่นี่เป็นกบ..เอ่อ..กบในละกา”

“กบในกะลาครับ” จ้อยแก้ให้ยิ้มๆ

“เออนั่นละ”     
   
บทสนทนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นตามความไว้เนื้อเชื่อใจที่เพิ่มขึ้น  ทั้งโรงเรียนนี้เลอมานคิดว่าเขายิ้มให้จ้อยเห็นมากกว่าใครเพื่อน  อ้อ..เขาก็ยิ้มให้นายสิงห์กับนายลอยบ่อยเหมือนกันเมื่อบังเอิญเจอกันข้างนอก  เพียงแต่ว่าสองคนนั้นไม่ได้อยู่ในโรงเรียนนี้
   
“มหาหงส์ที่จ้อยปลูกให้ก็กำลังออกดอกสวยเชียว  น่าสงสารที่เจ้าของจะทิ้งมันไป”  ดวงตาหวานเศร้าหันมองช่อดอกมหาหงส์ที่เขาตัดปักแก้ววางไว้ให้บนโต๊ะ

“มหาหงส์กลิ่นมันหอม สดชื่นดี จ้อยตัดมาให้ คุณชายจะได้สบายใจไงครับ”
“ชื่อแปลก”
“ก็รูปทรงมันเหมือนหงส์  เวลาบานเต็มที่จะเหมือนหงส์ล่องลอยอยู่ในอากาศ  งามสง่าเพราะจะค่อยๆบานจากโคนไปสู่ยอด  และอีกอย่างหงส์เป็นนกในวรรณคดี  ตระกูลสูง  เหมือนคุณชายเลย”


บทสนทนาในวันที่จ้อยเก็บดอกมหาหงส์มาให้เขาย้อนกลับมาสู่ความทรงจำจนอดอมยิ้มไม่ได้  เอื้อมมือไปหยิบมาพิศดูใกล้ๆดอกหนึ่ง  เจ้าดอกขาวสะอ้าน  กลีบบางอ่อนหวาน  แต่เกสรกลับเหยียดหยัดชูก้านดุจดั่งหงส์ผู้ทรงศักดิ์ 

ดวงตาคู่สวยหรี่มองร่างเล็กบางที่ก้มๆเงยๆขึงผ้าปูที่นอนให้เขาอย่างขะมักเขม้น  เสื้อสีขาวตุ่นซึ่งคงผ่านการซักมามากโขจนเนื้อบางจ๋อย  และรองเท้าที่ถอดทิ้งไว้ตรงหัวบันไดก็คงเป็นรองเท้าแตะบางเฉียบชนิดที่เหยียบโดนกรวดเล็กๆยังสะดุ้ง

“จ้อย” เลอมานเรียก  ยิ้มให้เมื่ออีกฝ่ายหันมาตามเสียง “มารับไปสิ”
      
นักเรียนร่างเล็กมองเงินที่มือขาวเรียวยื่นให้อย่างตกใจ 

“คุณชาย  จ้อยไม่เอาหรอก” โบกไม้โบกมือปฏิเสธวุ่น ส่ายหน้าดิกจนผมสะบัด

คุณชายกลอกตาเบื่อหน่าย  ก่อนลุกขึ้นเดินมายัดเงินนั้นใส่มือจ้อย  ความหนาของมันทำให้ร่างเล็กกว่าขนลุก  เพราะตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยจับธนบัตรสีน้ำเงินที่หนาขนาดนี้มาก่อน  แต่เมื่อทำท่าจะสะบัดหนีอีก  มือนุ่มก็กุมมือเขาเข้ากับเงินจนแน่น

“บอกว่ารับไปก็รับไปสิ อย่าหยิ่งนักเลย” เลอมานเอ็ดเสียงขุ่น  คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น “จนแล้วยังไม่เจียมอีก” 
   
จ้อยกลืนก้อนแข็งๆลงคออย่างยากเย็น  หวนนึกไปถึงค่าดอกที่ขอผัดผ่อนคุณนายพูนทรัพย์มาหลายวัน  นึกถึงพวกนายสิงห์ที่ไปทำลายแผงผักของเขากับยายถึงตลาด  หลังจากวันนั้น  ไม่ว่าพวกนักเลงนั่นจะไปไหนมาไหนก็มักมีเสียงหัวเราะเยาะจากชาวบ้านไล่หลังทุกครั้ง  โดยเฉพาะสิงห์ที่หน้าตาบวมปูดไปหลายวัน 

เงินนี้อาจจะช่วยเขากับยายได้.. แต่ว่า..

“รับไปเถอะ” คุณชายเอ่ยอย่างหน่ายเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “คิดซะว่าเป็นน้ำใจจากเพื่อนคนหนึ่ง อย่าคิดมากสิ”

มือเรียวที่ตบหลังเบาๆ  และคำว่า’เพื่อน’ที่มอบให้พร้อมรอยยิ้ม  ทำให้จ้อยใจชื้นขึ้นจนต้องเผลอยิ้มตามอีกคน

**************************

เช้าวันรุ่งขึ้นเลอมานตื่นแต่เช้าด้วยอารมณ์แจ่มใส  เพราะวันนี้แล้วที่เขาจะได้ไปให้พ้นๆจากโรงเรียนกันดารนี้เสียที  ทุกสิ่งในเช้านี้แสนสวยงามไปเสียหมด  สายลมหัวเราะ  ก้อนเมฆขาวเคลื่อนไหวอุ้ยอ้าย  ดวงตะวันเจิดจ้าราวกับจะยิ้มให้
   
เขามาพร้อมสัมภาระมากมาย  แต่วันนี้ตัดสินใจกลับไปตัวเปล่า  ทิ้งข้าวของทั้งหมดไว้เผื่อมีใครอยากได้ก็เอาไป  เขาโบกมือล่ำลาอาจารย์และนักเรียนหลายคน  วิรัชนั้นทีท่าทีโศกาอาดูรกว่าใครเพื่อน  ลาแล้วลาเล่า  พร่ำแล้วพร่ำอีกอย่างอาวรณ์
   
หารู้ไม่พอว่าคล้อยหลังเขาไปไม่ทันไร  หัวหน้าฝ่ายภาษาอังกฤษก็ถอนใจเฮือกราวยกภูเขาออกจากอก  จับกลุ่มสุมหัวนินทากับคนอื่น  จับใจความได้ว่า..ไปเสียได้ก็ดี..
 
   
คนที่ขึ้นรถจี๊ปไปส่งเขาถึงสถานีรถไฟมีเพียงอาจารย์ใหญ่และคนขับรถ  อ้อ..อาจารย์คนึงคู่ปรับตัวดีก็ไปด้วย  เพียงแต่ไม่ได้ไปในฐานะคนไปส่ง

แต่หมอนั่นต้องเดินทางไปกรุงเทพกับเขาต่างหาก
 
เพราะทางกระทรวงกำหนดให้อาสาสมัครต้องมีเจ้าหน้าที่จากโรงเรียนติดตามไปด้วยเพื่อลงชื่อเป็นพยานในการส่งตัวกลับ  หม่อมราชวงศ์หนุ่มจึงตัดสินใจเลือกอาจารย์คู่อริอย่างไม่ลังเล  เขายิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีตลอดทางจากโรงเรียนไปสถานีรถไฟ 
   
เวลาเอาคืนของหม่อมราชวงศ์เลอมาน บูรพวงศ์มาถึงแล้ว 

ใหญ่นักใช่ไหมเมื่ออยู่ในโรงเรียนบ้านนอก  อยากรู้ว่าพอเข้ากรุงแล้วจะผยองได้สักกี่น้ำ

สถานีรถไฟอยุธยาผู้คนคลาคล่ำ  ผู้โดยสารนั่งรอรถไฟอยู่ตามม้านั่ง  มีอาหารเข้ามาขายกันถึงชานชาลา  คนขายมีทั้งเด็กเล็กหนุ่มสาวไปจนถึงผู้เฒ่า  หาบก็มีกระเดียดกระจาดกระเดียดกระด้งก็มี  กุ้งก้ามกรามต้มสีแดงน่ากิน  ทอดมันปลากรายร้อนๆแผ่นบางเฉียบ  เลอมานหันมองไปทั่วอย่างสนอกสนใจ  ก่อนเดินไปหยุดอยู่หน้ายายหาบสาแหรกขายข้าวเกรียบกุ้ง  ซื้อติดมือมาหลายห่อ  วางกองไว้บนม้านั่ง

แผงขายพัดดึงดูดความสนใจจนเด็กหนุ่มต้องเดินเข้าไปดูใกล้ๆ  มือเรียวหยิบพัดขนนกสีขาวฝีมือประดิดประดอยประณีตขึ้นพิศอย่างชื่นชม 

“จะซื้อไปทำไม” อาจารย์หนุ่มถามเสียงเรียบอย่างรำคาญความอยู่ไม่สุขของอีกฝ่าย  ยิ่งเห็นอารมณ์ดีเป็นพิเศษเขายิ่งรำคาญนัก   

“ฝากหม่อมย่าใหญ่กับพวกหม่อมป้า” ว่าพลางลองโบกพัดในมือเล่น  ปากแดงยิ้มเรื่อเมื่อขนนกให้สัมผัสอ่อนนุ่มระผิวแก้ม “ส่วนขนมนั่นของนายแช่มกับหลานๆ”     

ดวงตาคู่สวยลุกวาวเมื่อสังเกตเห็นดิ้นเงินปักถ้อยคำไว้ตรงคอพัด

“คุณๆ นี่อ่านว่าอะไร” มือขาวยื่นด้ามพัดส่งให้แทบทิ่มหน้า  ไม่ยื่นเปล่าชะโงกหน้าเข้ามาอย่างสนใจจนชิด  จนร่างสูงใหญ่ต้องเป็นฝ่ายถอยรักษาระยะห่าง

“อ่านภาษาไทยไม่ออกหรือ” อาจารย์ถามแกมรำคาญ

“ถ้าอ่านออกแล้วจะถามหรือ” ย้อนเข้าให้  ดวงตาแวววามสดใสเหมือนพลอยสีน้ำตาล “ท่านพ่อถึงได้ให้ผมมาเรียนภาษาไทยกับคุณนี่ไงเล่า  อืม..แต่คงไม่ได้เรียนแล้วล่ะ  และไม่จำเป็นต้องเรียนด้วยเพราะผมไม่เห็นว่ามันจะสำคัญตรงไหน”

เพราะเกิดและเติบโตที่อังกฤษ  แม้ท่านชายอาทิตย์จะพยายามเคี่ยวเข็ญให้โอรสคนเดียวเรียนภาษาไทยให้แตกฉาน  เท่าไร  แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธบ่ายเบี่ยงตลอด  เพราะไม่สนใจ ไม่คิดว่าสำคัญ  ความรู้ภาษาไทยที่ติดตัวมาจึงมีแค่ฟังออกพูดได้

“เอ้า ตอบมาสิ เขาเขียนอะไรไว้” 

น่าหัวร่อ  เป็นถึงลูกทูตไทย  แต่อ่านภาษาไทยไม่ออก 

คนึงยิ้มหยัน  แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะงดงามแค่ไหน  แต่คำพูดแต่ละคำที่พ่นออกมาจากเรียวปากสวยคู่นั้นช่างร้ายกาจเหลือรับ  และพลอยให้คนึงมองคุณชายคนนี้อัปลักษณ์ขึ้นทุกทีๆ  เป็นถึงโอรสเอกอัครราชทูตไทยแท้ๆ  แต่กลับรังเกียจภาษาไทย

เลอมานหันไปถามหญิงคนขายแทนเมื่อเห็นคนึงหันหลังให้ไม่ตอบคำ  ชี้ด้ามโน้นด้ามนี้อย่างใคร่รู้ไปเสียหมด

“ผมจะซื้ออันนี้ให้หม่อมย่า” ร่างโปร่งบางเอาพัดปักคำว่า ’รักเธอ’ มาอวด  “อืม..ซื้ออันนี้ให้คุณดีไหม”

มือบางส่งพัดให้  อาจารย์หนุ่มรับมาอ่านใกล้ๆ  เห็นตัวอักษรปักดิ้นเงินสวยงาม

‘อย่าลืมฉัน’

“ไว้เป็นที่ระทึก  คุณจะได้ไม่ลืมผมไง” ว่าพลางหัวเราะเสียงใส  ยักคิ้วหลิ่วตายียวนก่อนหันหลังจากไป  คนึงวางพัดคืนแม่ค้า  ส่ายหน้าระอา
   
เจ้าเด็กบ้า.. พูดผิดแล้วยังไม่รู้ตัวอีก

***************************

รถไฟวิ่งเพียงหนึ่งชั่วโมงก็ถึงหัวลำโพง  นายแช่มบ่าวคนสนิทยืนยิ้มฟันขาวตัดกับผิวคล้ำอยู่ที่จุดนัดพบ  รีบวิ่งโร่เข้ามาหาทันทีที่เห็นผู้เป็นนายเดินหอบของรุงรังมา  มันรีบรับของทั้งหมดไปถือไว้แล้วเดินนำไปยังรถยนต์ที่จอดรอรับ  สองนายบ่าวคุยกันชื่นมื่นราวกับไม่ได้พบกันมาแรมปี
   
คนขับรถพาเข้าสู่ถนนเจริญกรุง  สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยบริษัทห้างร้าน สถานทูต และบ้านพักของชาวต่างประเทศแสนสวยงามโอ่อ่า  คุณชายรู้สึกแปลกใจนักที่เจ้าอาจารย์บ้านนอกที่นั่งอยู่ข้างๆไม่แสดงอาการตื่นกรุงออกมาให้เห็น  ดวงตาคมกล้าคู่นั้นมองตรงแน่วแน่  ไม่ล่อกแล่กมองสองข้างทางเลยแม้แต่น้อย

รถหรูแล่นถึงเชิงสะพานดำรงสถิต  หม่อมราชวงศ์หนุ่มเห็นประตูเมืองอลังการมาแต่ไกล  แปลกจากประตูเมืองอื่นที่เคยเห็นเพราะนี่มีถึงสามช่องสามยอด  สนใจใคร่รู้ถึงขั้นลดกระจกลงเพื่อแหงนหน้าดูใกล้ๆเมื่อรถลอดผ่านประตูแสนวิจิตร  เทียบได้กับประตูชัยที่ฌ็องเอลิเซ่ส์ได้ทีเดียว 
   
“สวยจริง  นี่ประตูอะไรหรือนายแช่ม”
   
“แช่มจะไปรู้ได้ไงขะรับ ก็อยู่อังกฤษกับคุณชายมาตั้งแต่เล็ก”
   
“ประตูสามยอด” เสียงทุ้มที่ตอบให้เล่นเอาเลอมานชะงักหันขวับ “เมื่อก่อนมีช่องเดียวแต่พอรถมากขึ้นจึงสร้างเพิ่มอีกสองช่อง”   
   
“คุณรู้ได้ยังไง” หรี่ตาถามอย่างไม่เชื่อหู
   
“ทำไมจะไม่รู้” ใบหน้าหล่อคมหันมอง  ในแววตายิ้มเยาะ “ผมจบจากโรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร  อยู่ที่หลังวังปารุสนี่เอง”
   
หม่อมราชวงศ์หนุ่มหน้าชาวาบจนต้องเบือนหน้าเสมองทางอื่น  ยิ่งนึกถึงกิริยาสู่รู้ของตนเมื่อครู่แล้วยิ่งแค้นใจนัก  มือที่วางบนตักขยุ้มกางเกงตนเองแน่น

ดูท่าแผนแกล้งบ้านนอกเข้ากรุงของเขาส่อแววจะเหลวเสียแล้ว
   
หลังแวะไปกราบเท้าหม่อมย่าใหญ่ที่วัง  คุณชายเล็กและอาจารย์คนึงเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งแถวราชดำเนินนอกซึ่งเป็นที่พักที่ทางกระทรวงจัดไว้ให้อาสาสมัคร  ทั้งสองจึงต้องร่วมห้องกันอีกครั้งอย่างไม่มีทางเลือก 

เช้าวันต่อมาทั้งสองตื่นแต่เช้าตรู่เดินทางไปกระทรวงศึกษาธิการเพื่อจัดการเรื่องขอย้ายโรงเรียน  ขณะเด็กหนุ่มสั่งให้พนักงานเรียกรถยนต์รับจ้างให้  อาจารย์คนึงกลับคว้าข้อมือเขากึ่งลากกึ่งจูงมาที่เสาไฟฟ้าติดธงโลหะรูปสามเหลี่ยมสีแดงดาวขาว

“อะไร! พาผมมาที่นี่ทำไม” รถรางสีน้ำตาลแถบแดงที่เคลื่อนตัวอุ้ยอ้ายตรงมาคันนั้นแทนคำตอบได้อย่างดี  ใบหน้างามหวานหันไปเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ชายหนุ่ม  “ผมไม่นั่งรถรางหรอกนะ”

รถรางจอดสนิทตรงหน้า  ร่างสูงใหญ่ออกแรง ‘ลาก’ เขาขึ้นไป  คุณชายสะบัดข้อมือฮึดฮัดไม่ยอมนั่งอยู่สักพักจนรถเคลื่อนตัว  ร่างเขาเสียหลักเซปะทะแผงอกแกร่งอย่างหมดมาดจนสาวน้อยสาวใหญ่ที่นั่งอยู่หัวเราะคิก  ในที่สุดก็ต้องยอมหย่อนก้นลงเบาะอย่างเสียไม่ได้

“บอกแล้วไงว่าไม่นั่ง” ใบหน้าสวยหันมาทำตาวาวใส่ร่างสูงที่กำลังยื่นเหรียญให้กระเป๋ารถ  พลางขมุบขมิบปากบ่น “รถบ้าอะไร  ป่านนี้ยังไม่เลิกใช้อีก  ล้าสมัย  คร่ำคริ”

อาจารย์หนุ่มหัวเราะหึขำคนปล่อยไก่ไม่รู้ตัวจนบุตรชายท่านทูตหันขวับจ้องตาขวาง 

“ไม่อยากนั่งก็ยืนสิ” ว่าพลางลุกพรวดพราด  แถมยังฉุดข้อมือเล็กให้ลุกขึ้นตามไป

“อะไรของคุณ!” ร่างเล็กเดินเซแซ่ดๆตามแรงจูง  ปากก็พร่ำบ่นไม่หยุด “จะพาผมไปไหน  ผมไม่ยืนนะ  ร้อนก็ร้อนเมื่อยก็เมื่อย ให้ตายสิ ชาตินี้ผมจะไม่นั่งรถรางอีกแล..”

ทันทีที่ถึงชานหน้ารถ  ใบหน้าที่บูดบึ้งแปรเปลี่ยนฉับพลัน  คิ้วขมวดมุ่นคลี่คลาย  ริมฝีปากบางสวยคลี่ยิ้ม  กว้างขึ้น..กว้างขึ้น..

“ว้าว..”  สายลมเย็นๆปะทะใบหน้าจนผมสีอ่อนปลิว  ทัศนียภาพกรุงเทพกระจ่างชัดเต็มสองตา  เบื้องบนคือท้องฟ้ากระจ่างใส  เบื้องล่างคืออาคารบ้านเรือนสวยงามตระการ  ผู้คนมากมายขวักไขว่  เลอมานรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนกก็ไม่ปาน  ชื่นใจเสียจนต้องเงยหน้าให้ลมตีถนัดถนี่   
   
พระโอษฐ์เมื่อแย้มยิ้ม     ใครเห็นจะปิ้มจะงวยงง**

อาจารย์หนุ่มมองรอยยิ้มของเด็กหนุ่มข้างๆแล้วชะงักนิ่ง  รอยยิ้มสดใสจริงใจที่เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก 
   
รอยยิ้มนั้นช่างละม้ายรอยยิ้มของจินดานัก

เผลอนิ่งมองเนิ่นนานจนกระทั่ง..

“คุณๆ นั่นไงกระทรวง!” หม่อมราชวงศ์หนุ่มชี้นิ้วตามอาคารสีขาวสูงตระหง่านที่ลับหลังไปเรื่อยๆ  พลางโวยวายลั่น “เลยแล้วๆ”

อาจารย์หนุ่มคล้ายดั่งได้สติ  ใบหน้าหล่อคมเลิกลั่กตะโกนลั่น “เบาธงครับ!”

กระเป๋าเป่านกหวีดปรี๊ด  กว่าคนขับในชุดสีกากีจะเตะเหล็กขัดเฟืองห้ามล้อจนรถหยุดสนิทได้ก็..

“ขอโทษนะพ่อหนุ่ม” คนขับวัยกลางคนยิ้มเผล่อวดฟันขาวตัดกับผิวคล้ำแดด  “เลยธงไปสองธง”

มือใหญ่ยื่นโอเลี้ยงในกระป๋องนมร้อยเชือกกล้วยส่งให้คนที่เอาแต่เดินลิ่วๆ 

“ไม่กิน!” คุณชายปฏิเสธน้ำใจอย่างไม่ใยดี  พร่ำบ่นอย่างหัวเสียทั้งที่ยังไม่หยุดเดิน “คุณแกล้งผมใช่ไหม  แกล้งพาขึ้นรถราง  แถมยังแกล้งให้เขาจอดเลย  ทำให้ผมต้องเดินเหนื่อยแบบนี้  สนุกนักหรือ”

ดวงตาคมมองเม็ดเหงื่อเต็มใบหน้าขาวใส  มองริมฝีปากแตกแห้งแล้วส่ายหน้า “งั้นผมกินเองทั้งสองกระป๋อง”

ร่างเล็กกว่าหยุดกึก  หันขวับมองอาจารย์หนุ่มดูดน้ำหวานสีดำจนลูกกระเดือกเป็นระลอกแล้วเผลอกลืนน้ำลายเอื๊อก  ก่อนยื่นมือไปคว้ากระป๋องหนึ่งมาดูดบ้าง  เรื่องอะไรเขาจะยอมเสียเปรียบ

อืม.. น้ำดำที่ดูเหมือนจะสกปรกนี่ที่จริงก็ชื่นใจดีไม่หยอก

*************************
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 30-12-2011 22:25:38
     
การติดต่อธุระที่กระทรวงเป็นไปอย่างสะดวก  เพราะหม่อมราชวงศ์เลอมานเป็นที่รู้จักของผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน  การจัดการเรื่องโครงการอาสาสมัครจึงง่ายกว่าที่คิด 
   
เลอมานไม่สามารถย้ายโรงเรียนได้  เพราะโรงเรียนฝึกหัดครูอีกโรงเรียนหนึ่งที่ภาคอีสานมีอาสาสมัครไปประจำเรียบร้อยแล้ว  ซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นไกล  เป็นหลานชายของเซอร์สแตรฟฟอร์ด คริปส์ ซึ่งมาจากโรงเรียนเดียวกันกับเขาในอังกฤษ  ดังนั้นทางเลือกเดียวของเด็กหนุ่มในเวลานี้ก็คือต้องส่งตัวกลับไปอังกฤษเท่านั้น 
   
ยิ่งรู้ว่าจะได้กลับบ้าน  เด็กหนุ่มสูงศักดิ์ยิ่งลิงโลดลำพองใจนัก     

       
หลังจากเสร็จธุระที่กระทรวง  แทนที่จะกลับโรงแรม  คุณชายกลับเรียกรถยนต์รับจ้างให้ไปส่งที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ย่านเจริญกรุง  เดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้อย่างสุขสันต์  ปล่อยให้อาจารย์ร่างสูงเดินตามอย่างเบื่อหน่าย 

คนึงไม่เข้าใจเลยว่าคนมีเงินจะซื้อของไปทำไมมากมายนัก  เท้าก็มีอยู่คู่เดียว  ใส่รองเท้าได้แค่ทีละคู่  ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องซื้อรองเท้าเพิ่มอีกมากมายให้สิ้นเปลือง  เลือกแล้วเลือกเล่า  ลองแล้วลองอีก  พิรี้พิไรอยู่นั่น  แถมราคาก็แพงหูฉี่แทบไม่กล้าจับทั้งรองเท้าทั้งเสื้อผ้า

ร่างโปร่งบางรับถุงกระดาษมากมายจากพนักงานมาถือไว้  เมื่อเห็นว่าสองมือเริ่มไม่พอก็หันมามองเขา 

แต่ดวงตาคู่นั้นฉายแววออกคำสั่งมากกว่าจะขอร้อง  ดังนั้นฝันไปเถอะว่าเขาจะช่วยถือให้         
   
บ่ายวันนั้น  ใครต่อใครจึงได้เห็นเด็กหนุ่มชั้นสูงผู้งดงามเลิศเลอเดินหอบถุงกระดาษกะเร้อกะรังเหมือนบ้าหอบฟาง    อยู่ในศูนย์การค้าวังบูรพา


หม่อมราชวงศ์เลอมานพาใบหน้างอง้ำมาถึงห้อง  วางข้าวของเกะกะกับพื้น  ทิ้งตัวลงบนเตียงพลางถอนใจเฮือก 

ตั้งแต่มากรุงเทพเขายังไม่ได้แกล้งเจ้าอาจารย์บ้านนอกให้สมใจสักครั้ง  คิดไปคิดมา  เขาเสียมากกว่าที่ถูกอีกฝ่ายแกล้งให้เสียหน้า  ไหนจะที่รถราง  ไหนจะที่กลางศูนย์การค้า  ด้วยการปล่อยให้เขาหอบหิ้วของพะรุงพะรังอยู่ฝ่ายเดียว

แผนชั่วร้ายลอยแวบเข้ามาในสมอง.. ริมฝีปากเรียวสวยหยักยิ้มเจ้าเล่ห์  เหลือบมองคู่กรณีที่นั่งอ่านหนังสือเงียบๆอยู่ข้างหน้าต่าง

เถอะน่า.. ไหนๆก็จะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว  ขอส่งท้ายให้สะใจเสียหน่อยจะเป็นไรไป     

********************************

กรุงเทพราตรีคึกคัก  แสงไฟสว่างไสวราวกับจะแข่งแสงดวงดาวเบื้องบนให้ริบหรี่  แสงสียั่วยวนใจหลอกล่อเหล่าผีเสื้อราตรีให้ออกโบยบิน
   
หม่อมราชวงศ์เลอมานพาอาจารย์หนุ่มมาถึงหน้าไนต์คลับชื่อดังกระฉ่อนได้สำเร็จ  ตอนแรกชายหนุ่มยืนกรานไม่ยอมมาท่าเดียว  จนคุณชายต้องขู่แกมบังคับว่าหากเขาเป็นอะไรไปคนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือตัวคนึงเองและอาจารย์ปรีชาที่ดูแลเขาบกพร่อง  เท่านั้นอีกฝ่ายจึงติดตามมาด้วยอย่างเสียไม่ได้ 

บรรยากาศในไนต์คลับมืดสลัว  ผู้หญิงในนั้นแต่ละคนสวยๆ แถมแต่งตัวฉูดฉาด คอเสื้อคว้านลึกจนเห็นร่องอก  นักร้องแต่งหน้าจัดจ้าน  และเพลงที่ร้องโดยมากเป็นเพลงฝรั่ง  มีเพลงไทยบ้างนิดหน่อย  คนมาเที่ยวมีแต่ผู้ชาย  แต่งตัวทันสมัย  แต่ละโต๊ะดื่มกินเฮฮามีสาวๆหุ่นสะโอดสะองนั่งฉอเลาะรุมล้อม

คนึงนั่งทื่อในขณะที่เลอมานดูช่ำชองและสนุกสนานเต็มที่  เด็กหนุ่มเรียกผู้หญิงมาเต็มโต๊ะ  แถมยังสั่งเหล้าฝรั่งมาให้และคะยั้นคะยอให้เขาดื่ม

“ผมไม่ดื่มเหล้า” อาจารย์หนุ่มปฏิเสธเสียงเรียบ  เรียกรอยยิ้มขบขันจากบรรดาสาวๆได้ดี 

บุตรชายท่านทูตกุมมือสาวสวยขึ้นแตะจมูก  นัยน์ตาคู่สวยเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม “ฉันเต้นรำไม่เป็น  เธอสอนฉันหน่อยได้ไหม”

“ได้ซีคะ” หญิงสาวออดอ้อนซบลงตรงอกก่อนประคองกันไปที่ฟลอร์  คนึงหรี่ตามองคน ‘เต้นรำไม่เป็น’ ที่จับมือโอบเอวก้าวเท้าตามจังหวะเพลงอย่างมีลีลาแล้วส่ายหน้าในมารยาชายของฝ่ายนั้น

“แล้วคุณละคะ  เราออกไปเต้นรำกันบ้างไหม” สาวชุดแดงปากแดงกอดแขนคลอเคลีย  คนึงมองแพขนตาหนางอนยาวผิดมนุษย์อย่าพรั่นพรึง  คิ้วโก่งสวยนั่นมองปราดเดียวก็รู้ว่าโกนออกแล้วเขียนใหม่ราวกับตุ๊กตา  โหนกแก้มแดงเหมือนคนเป็นโรคผิวหนัง 

เขาแกะมือหล่อนออกพลางเขยิบออกห่างอย่างอึดอัด 

“ผมเต้นรำไม่เป็น  ขอดูเฉยๆดีกว่า” สิ้นเสียงชายหนุ่ม  สาวๆถึงกับเอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก 

ในคลับยิ่งครึกครื้นทวีคูณ  เมื่อคุณชายรูปงามควักแบงค์เป็นฟ่อนชูโบกไปมาในอากาศ  ประกาศลั่นว่าคืนนี้ทุกคนจะได้ดื่มเหล้าฟรีโดยมีเขาเป็นเจ้ามือ  เรียกเสียงเฮฮาได้ครึกโครม

ชาติตระกูลสูงแถมยังเงินหนัก  สิ่งเหล่านี้เหมือนเกสรดอกไม้หอมดึงดูดให้ใครต่อใครเข้ามารุมตอม  ไม่นานนักโต๊ะของพวกเขาสองคนก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมายทั้งชายหญิง  รุมล้อมเข้ามาอยากทำความรู้จักกับคุณชายสูงศักดิ์  คนึงดูออกว่านั่นเป็นมิตรภาพจอมปลอมทั้งสิ้น

ใบหน้างดงามแดงเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์  ยิ้มแย้มพูดคุยกับใครต่อใครเหมือนรู้จักกันมาแรมปีทั้งที่เพิ่งพบหน้า  มีสาวน้อยขนาบกายทั้งสองข้าง  คนหนึ่งคอยป้อนเบียร์  คนหนึ่งคอยป้อนบุหรี่  คนึงได้แต่ถอนใจ เลอมานอายุยังน้อย ยังขอเงินพ่อแม่อยู่แท้ๆ ถ้าเป็นลูกเป็นหลานเขาละก็ นิสัยแบบนี้จะจับตีเสียให้เข็ดทีเดียว

วงสนทนาเริ่มหันเหความสนใจมายังอาจารย์หนุ่ม 

“แล้วคุณเป็นใครหรือ  มากับคุณชายได้ยังไง” ชายหนุ่มคนหนึ่งถามขึ้นอย่างสงสัยเต็มที่ 

“เขาเป็นอาจารย์  อยู่ที่โรงเรียนต่างจังหวัดที่ผมไปเป็นอาสาสมัคร” เลอมานตอบแทนให้เสร็จสรรพ 

“อ้าว  มาจากบ้านนอกหรอกหรือ” น้ำเสียงดูหมิ่นที่แฝงอยู่ในคำว่า ‘บ้านนอก’ ทำให้หลายคนหัวเราะขำ  แล้วคนเหล่านั้นก็คะยั้นคะยอให้อาจารย์บ้านนอกดื่มเหล้า  สูบบุหรี่  ซึ่งก็ได้รับแต่คำปฏิเสธ

“ผ่อนคลายหน่อยน่าอาจารย์  ครูก็คนเหมือนกันนา”     

“หรือว่าแต่งงานแล้ว  กลัวเมียจะด่า”

“หึ  แต่งงานหรือ” คุณชายหัวเราะขึ้นจมูก “วันๆไม่เห็นเขาจะสนใจอะไร  เอาแต่ทำงานๆ  แถมยังอยู่บ้านนอกอย่างนั้น  สักวันคงได้แต่งกับควายตัวเมีย”

ถ้อยคำดูถูกอย่างหยาบโลนนั้นเรียกเสียงหัวเราะได้ฮาครืน  อาจารย์หนุ่มหน้าชาวาบ ร้อนวูบไปทั้งร่างด้วยไฟโทสะ  จ้องมองคนพูดราวจะกินเลือดกินเนื้อ  เลอมานเห็นอีกฝ่ายทำหน้าอย่างนั้นยิ่งหัวร่องอหาย 

ในที่สุดแผนของเขาก็สำเร็จแล้ว

หม่อมราชวงศ์หนุ่มควงหญิงสาวไปเต้นรำกลางฟลอร์  ทิ้งคนึงไว้กับกลุ่มชายหญิงที่พยายามเซ้าซี้ให้ดื่มเหล้าแทบป้อนถึงปาก  ดวงตาสีน้ำตาลใสเหลือบมองอีกฝ่ายกระดกเหล้าทีเดียวหมดแก้วพร้อมเสียงเชียร์เซ็งแซ่แล้วกระหยิ่มในใจ  ยิ่งพอเห็นร่างสูงใหญ่ลุกไปเข้าห้องน้ำแต่กลับเดินสะดุดล้มคะมำด้วยความเมาเรียกเสียงหัวเราะได้เซ็งแซ่  เขายิ่งสาแก่ใจนัก

ดังนั้นเมื่อกลับมาที่โต๊ะอีกที  เขาจึงได้เห็นอาจารย์ผู้แสนเข้มงวดเมาแอ๋หน้าแดงก่ำอย่างหมดสภาพอยู่ในอ้อมกอดสาวๆเสียแล้ว

   
เลอมานพาคนึงกลับโรงแรมอย่างทุลักทุเล  ตอนอยู่ที่ไนต์คลับก็ได้พวกบ๋อยช่วยประคองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ขึ้นรถยนต์รับจ้าง  พอมาถึงโรงแรมก็เดือดร้อนเบลล์บอยที่ต้องทิ้งหน้าที่หิ้วกระเป๋ามาหิ้วคนเมาแทน  โชคดีที่เขาไม่ได้เมามากมายเท่ากับตอนกินเหล้ากับพวกสิงห์ที่โรงบิลเลียด 

หลังจากช่วยกันหิ้วปีกอาจารย์ผู้ริอ่านดื่มเหล้ามากมายทั้งที่ดื่มไม่เป็นให้นอนลงบนเตียงได้สำเร็จ  คุณชายไม่ลืมทิปให้เบลล์บอยหนุ่มที่ช่วยเหลือก่อนเจ้านั่นจะออกจากห้องไป     

ร่างโปร่งบางยืนเท้าเอวมองคนที่นอนแผ่อยู่บนเตียงพลางหัวเราะขำ  นึกอยากให้บรรดานักเรียนมาเห็นอาจารย์จอมเข้มงวดในสภาพนี้นัก  ใบหน้าเขายังเกลื่อนยิ้มยามถอดรองเท้า ปลดเข็มขัดและดึงเสื้อออกจากกางเกงให้อีกฝ่าย  เพราะเห็นอาการนอนกระสับกระส่ายดึงคอเสื้อตัวเองอย่างอึดอัดแล้วอดเวทนาไม่ได้ 
   
ไม่ทันเห็นดวงตาที่หรี่ปรือขึ้นมอง 

คุณชายสะดุ้งเมื่อมือใหญ่คว้าหมับเข้าให้ที่ท่อนแขน  และในเสี้ยววินาทีที่บางยิ่งกว่าเศษหนึ่งส่วนแปดของเส้นผม  เขาก็ถูกกระชากเหนี่ยวเต็มแรงจนล้มลงกลางเตียง  ร่างล่ำสันพลิกขึ้นคร่อมทับอยู่เบื้องบน   กายถูกตรึงราวผีเสื้อถูกเข็มหมุดปักปีก     

ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างอย่างตกใจ  แผ่นอกสะท้อนขึ้นลง  เมื่อดวงตาที่จ้องเหนือใบหน้าสะท้อนเงาตนเองฉายชัดในแววตาดำดิ่งลึกเกินคาดเดา 

“จะทำอะไร!” มือเล็กยันแผ่นอกกว้างให้ออกห่าง  หากกลับไม่สะดุ้งสะเทือนเหมือนหินผา “ปล่อยผม คุณเมามากแล้วนะ” 

ใบหน้าคมสันคลี่ยิ้ม  เป็นยิ้มที่แสนเศร้าปนเปกับความปรีดาบอกไม่ถูก  ดวงตาคมแดงก่ำคลอรื้นด้วยน้ำใส  เลอมานยังไม่ทันร้องห้าม  อาจารย์หนุ่มก็โน้มใบหน้าแนบริมฝีปากบดเบียด   

อุ่น..ผ่าว.. แผดเผาปานจะลุกไหม้ 

“อื้อ..” ร่างเล็กกว่าครางประท้วงในคออึงอล  อากาศถูกช่วงชิงจนแทบหายใจไม่ออก  ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง  ทว่ายิ่งดิ้นยิ่งถูกคุกคาม  จากริมฝีปาก  คนึงพรมจูบทั่วทั้งใบหน้า  หน้าผาก  สันจมูก  ข้างแก้ม  วกกลับมาที่ริมฝีปากอีกครั้งก่อนเดินทางลัดเลาะลงซอกคอ

“ไม่!  ปล่อยผม!” ดิ้นพราดเป็นปลาโดนทุบหัวเมื่อรับรู้ได้ถึงสัมผัสอันเข้มข้นด้วยเสน่หา  มือเรียวดึงผมคนที่ซุกไซ้ใบหน้าลงกับลำคอเขาอย่างรุนแรง  แต่อาจารย์หนุ่มมัวเมาไม่ได้สติ  ฟอนเฟ้นราวหิวกระหาย   

“คิดถึงเหลือเกิน.. คิดถึงเหลือเกิน..” ใบหน้าคมสันผละออกสบตาใกล้เสียจนจมูกสัมผัสกัน  นัยน์ตาที่ทอดมองมาเปี่ยมไปด้วยความอาลัยรักเหลือแสน  เสียงทุ้มสะอื้นระโหยไห้  เลอมานนิ่งราวถูกสะกดเมื่อมือใหญ่ประคองใบหน้าเขาไว้อย่างทะนุถนอม 

น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงบนผิวแก้ม  ทั้งร่างคล้ายกลายเป็นหินเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียก..

“จินดา..”

จินดา?  ใครกัน?   

เด็กหนุ่มสูงศักดิ์สะดุ้งยามริมฝีปากร้อนผ่าวคลอเคลียข้างแก้มอ่อนหวาน  ก่อนรั้งร่างเขาเข้าไปกอดแน่น  ใจหนึ่งเขาอยากดิ้นหนีแต่อีกใจก็กลัวอีกฝ่ายจะนึกระห่ำขึ้นมาอีก  ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยยามมือใหญ่รั้งศีรษะเขาชิดอก  ลูบผมซ้ำๆอ้อยอิ่ง 

เสียงหัวใจที่เต้นเป็นกลองรัวค่อยๆคืนกลับสู่จังหวะปกติก่อนดำดิ่งลงในห้วงนิทรา..



โปรดติดตามตอนต่อไป

-----------------------------------------------------------------------------
*สวัสดีบางกอก, อาจินต์ ปัญจพรรค์ คำร้อง, อ้อย อัจฉรา ขับร้อง
** เสือโคคำฉันท์


ดอกไม้ตอบเม้นค่ะ  :L2:

Ryze
เลิฟๆคนอ่านเช่นกันค่ะ^^

Mio
จ้อยกับพี่สิงห์มาแรงค่ะ
สามคำให้คุณนางฟ้า ---> ไม่ เบื่อ เล้ยยยย (น่ารักอย่างนี้จะเบื่อได้ไง) :กอด1:

しろやま としんや
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ จะรีบกลับมาเขียนตอนใหม่เร็วๆนะคะ

Zymphoniz
๕๕๕+ น้องจ้อยอย่าซึนมาก เดี๋ยวพี่สิงห์เปลี่ยนใจไปหาไอ้ลอยแล้วจะหนาวอ๋าววว

Phantom
พรหมลิขิตบันดาลชักพา ดลให้มาพบกันทันใด~~
อ่านเม้นคุณ Phantom แล้วเราฮัมเพลงนี้เลยค่ะ  ขอบคุณที่เรื่องบังเอิญเล็กๆน้อยๆ ทำให้เราได้สบตากันผ่านตัวอักษรนะคะ
ขอบคุณมากๆสำหรับกำลังใจค่ะ

PetitDragon
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ กระซิบบอกว่าเรื่องนี้เราลงไว้ในเด็กดีล่วงหน้าไปถึงตอน ๑๐ นะคะ จะไปอ่านที่นั่นก่อนก็ได้ หรือจะรออ่านที่เล้าเป็ด เราก็ยินดีค่ะ

ycrazy
พี่สิงห์ซึนค่ะ ๕๕๕+ เอาใจช่วยพี่สิงห์กับน้องจ้อยนะคะ :)

ดอกไม้

๓๐ ธ.ค. ๕๔
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: BBChin JungBB ที่ 30-12-2011 22:35:54
ถ้าผมเจอคนแบบนี้นะ จะเตะสลบเลย  :z6:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: tonkhaw ที่ 30-12-2011 23:48:00
อ้าวซะงั้น ฉากอัศจรรย์ล่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Mio ที่ 31-12-2011 00:39:01
สามคำ>>> เชียร์ ให้ ได้ (กัน) :laugh:
Happy New year ค่ะ คนเขียน  :L2: 
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 31-12-2011 00:46:07
ตอบพี่จี้ :: อย่าให้พี่สิงค์คู่กับไอลอยเล้ยยยย นึกภาพตามแล้ว..... :z3:

อ่านไปแล้วก็อ่านใหม่
เกือบไปแล้วนะคุณชาย  :impress2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: PetitDragon ที่ 31-12-2011 06:04:44
ขอบคุณครับ ไปอ่านมาละครับ จุใจมากๆ  o13

...ตอนล่าสุด อ่านๆ ไปจุกมาก จะว่าหวานก็หวาน จะว่าเศร้าก็เศร้า  :m17:

ไอ้พี่สิงห์ก็ปากแข็งชอบเค้ามาตั้งนานก็ไม่กล้าบอก
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: roseen ที่ 31-12-2011 08:11:58
 :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: yagin ที่ 31-12-2011 13:06:51
พึ่งได้มาอ่านจร้า  ขอบอกตามตรสนุกมากเลย  ชอบตัวละครทุกตัว

สะเทือนจิตกันแทบทุกตอน เป็นกำลังใจให้คนอัพน่ะจร้า
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: j4c9y ที่ 31-12-2011 14:43:49
คำสวยมากครับ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: hongzaa ที่ 02-01-2012 03:49:46
แอบเห็นพี่บอกจะให้ พี่สิงห์คู่กะลอย  โอ้แม่เจ้า !!~ =[]=
เหมือนเอา นักมวยรุ่นเฮฟวี่เวทมาคู่กันเลยอะ หนูกลัวววว T^T
เรียกหนูซะว่า คุณหงส์  หนูขนลุกซู่เลย  หนูยังเอ๊าะๆอยู่เลยคร้า น้องหงส์ดีกว่าเนอะ^0^ 5555+

จูบแล้ว  จูบแล้วววว   รับผิดชอบมั้ยคะครู!!<<เด็กดี...^0^
*แหม่!! แค่นี้ไม่ปลื้มอะ ทำไมไม่ทำเยอะกว่านี้ว้าา!!"เอา"ให้เข็ดไปเลยคร้าครู หนูหนับหนุน โหะๆ*<<ตัวจริง...=,,=


แต่ นะ แต่!!  เล่นแรงไปปะครับคุณเล็กกกก!!
แม่ยกไม่ปลื้มนะ!  ถ้าไม่เห็นแกคุณเล็กในอนาคต ที่โมเอ๊ะ โมเอะ หน้าสงสาร
ละก็นะ!!  จะเกียดๆๆ แช่งให้ก้นเป็นฝีเลย!


*ตัวเอง ได้ฤกษ์แต่งตอนใหม่จริงๆตอนไหนหรอ?  หรือว่ารอลงในเล้าจนหมดสต๊อกก่อน ถึงจะแต่งต่อ*
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ycrazy ที่ 02-01-2012 21:35:13
 :z3:ทนไม่ไหวค่ะเลยไปแอบอ่านในเด็กดีก่อน อยากอ่านตอนรักกันจะแย่แล้ว :-[
คนเขียนสู้ๆนะคะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Mio ที่ 03-01-2012 10:45:15
รอไม่ไหว ไปแอบอ่านในเว็บนู่น  อ๊ายยยยย เขิน  :o8:
แต่ตอนนี้ในเว็บนู่นก็ยังไม่อัพเลย  :a5:
รีบๆๆๆๆๆนะ
สามคำ>>> คิด ถึง มาก  :กอด1:
"หยาดหยดฝนโปรย  โรยรักระรินให้ฉ่ำใจ
ผลิดอกออกใบ กลิ่นหอมระรวยละลิ่วลอย
ให้รักค่อยเติบโต จนให้ร่มเงา
ออกผลเยียวยารักษาเมื่อยามเศร้า เกาะกิ่งไม้เนาแนบแอบอิง"

รักระริน - varoot

ชอบเรื่องนี้มากกกกกกกกกก  :man1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ai_no_uta ที่ 03-01-2012 21:03:27
พี่จี้ สวัสดีปีใหม่จ้า^3^  เที่ยวเพลินใช่มั๊ยเนี่ยยยยย???


แฟนๆปูเสื่อรอเต็มลานแล้วจ้า
อัพหน่อยๆค่า  คิดถึงพี่สิงห์ (ยังไงเนี่ย??)


พี่จี้สู้ๆ ^3^
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: zazakapp ที่ 05-01-2012 22:53:31
อ่า~~  :o8:
ตอนนี้มัน :-[ :-[

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: misso ที่ 08-01-2012 12:59:23
ชอบจังค่ะเรื่องนี้ อ่านรวดเลย ตอนล่าสุดนี่กำลังตื่นเต้นเชียว แล้วมาต่อเร็วๆ นะคะ

เห็นว่าลงครั้งล่าสุดวันที่สามสิบ นี่ก็เพิ่งต้นเดือน งั้น สวัสดีปีใหม่นะคะ :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: เกริด้า(๐-*-๐)v ที่ 08-01-2012 18:23:13
โอย~ อย่างกะดูหนังย้อนยุค ภาษาสวยมากค่ะ บรรยายได้น่าหมั่นไส้ตัวละครจริงๆ (แปลว่าเข้าถึงอารมณ์) เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมและน่าติดตามเรื่องหนึ่งเลยค่ะ  (*^^*)
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 08-01-2012 18:29:54
เข้ามาสวัสดีปีใหม่พี่จี้ (ไม่ช้าไปเนอะ 555)
เรื่องนู้นจะจบแล้ว รออ่านเรื่องนี้ต่อ  :mc4:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: หัวเเม่มือ ที่ 08-01-2012 22:42:16
ชอบย้อนยุคสนุคดี ภาษาสวยดี
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: EoBen ที่ 08-01-2012 23:34:29
ตามทันแล้วคะ

สนุกมากกกก

โดยปกติชอบนิยายย้อนยุคอยู่แล้วว

เพราะมัน ยากก

ยาก ทั้งแต่ง ทั้งอ่านเลย ภาษาต้องสลวยยย

บลาๆๆๆ


ขอบคุณคะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: silverspoon ที่ 09-01-2012 01:01:00
ไม่ชอบนิสัยเลอมานค่ะ

ไม่เคยเชียร์นายเอกนิสัยไม่ดีอ่ะ จนกว่าจะปรับปรุงตัวก่อนค่อยว่ากัน

รอดูพัฒนาการของตัวละครต่อไปอย่างจดจ่อ ถ้าอัพบ่อยกว่านี้ก็จะดีมากนะคะ อิอิ :L2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๕ : สวัสดีบางกอก [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: Phantom ที่ 09-01-2012 01:58:19

มาส่งกำลังใจเป็นของขวัญผ่านตัวอักษร   
สวัสดีปีใหม่ค่ะ  :mc3:
ขอให้ได้พบแต่ความสุขตลอดปีนะคะ
ขอบคุณที่บรรจงเขียนเรื่องดี ๆ น่าติดตามมาให้ได้อ่านกัน
แอบลุ้นให้ไม่ดราม่าน้ำตาท่วมเท่านั้นแหละ 555
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 10-01-2012 11:53:39
(http://img38.picoodle.com/i519/1cou_7fd_u0.jpg)

บทที่ ๖

ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา



อันรักกันอยู่ไกลถึงสุดขอบฟ้า
เหมือนชายคาเข้ามาเบียดดูเสียดสี
อันชังกันนั้นใกล้สักองคุลี
ก็เหมือนมีแนวป่ามาปิดบัง*



   
เลอมานนิ่งมองเงาสะท้อนของตนในกระจก  รอยช้ำเป็นจ้ำเขียวเด่นชัดบนลำคอขาวพ้นปกเสื้อ  น่าเกลียดนัก  มือบางพยายามขัดถูเท่าไรก็ไม่ออก  ได้แต่เอาน้ำแข็งมาประคบเผื่อมันจะจางลงบ้าง   
   
ตัวการที่ฝากรอยน่าชังไว้บนร่างกายเขายังหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว  เขาไม่ได้โกรธหรือขยะแขยงที่โดนลวนลาม  เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังเมาไม่ได้สติถึงขั้นเพ้อเห็นเขาเป็นหญิงคนรัก  แต่นึกขึ้นมาแล้วอดขำไม่ได้  เห็นวางท่านิ่งขรึมอย่างนั้นแต่ที่แท้ก็ร้ายกาจไม่ใช่เล่น  ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างอาจารย์คนึงจะมอบหัวใจให้ใครก็เป็น  และนึกสงสารผู้หญิงชื่อจินดาขึ้นมาถนัดใจ  เจออ้อมกอดรุนแรงแบบนั้นเข้าไปคงช้ำไปทั้งตัว

ร่างที่นอนเหยียดยาวบนเตียงครางอืออา ขยี้ตาไปมาก่อนค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ  แล้วจู่ๆก็เบิกตาโพลงเด้งตัวลุกขึ้น  แต่แล้วกลับต้องกุมหัวครางโอยอย่างปวดหนึบ  จนเลอมานอดขำไม่ได้  ทว่าดวงตาแดงก่ำที่จ้องเขม็งไม่ขำด้วย     

“เมื่อคืนคุณเมามาก” ร่างโปร่งกอดอกบอกยิ้มๆ  เล่นเอาคนบนเตียงชะงัก
“จริงหรือ” เสียงใหญ่แหบแห้ง  “แล้ว..ผม..ทำอะไร”
“ไม่นี่” เด็กหนุ่มยักไหล่  มุสาคำโต  แม้ผิวเนื้ออ่อนตรงรอยช้ำจะร้อนผ่าวคล้ายประท้วง “แค่ละเมอ..เพ้อเรียกชื่อ.. จินดา”
   
เห็นอาจารย์หนุ่มหน้าซีดลงทันตา  หม่อมราชวงศ์หนุ่มยิ่งยิ้มยั่วล้อ  นั่งลงบนเตียงถามเซ้าซี้  นึกขำที่อีกฝ่ายเขยิบหนีถอยกรูด “จินดาเป็นใคร  คนรักของคุณหรือ  สวยไหม”

ร่างสูงใหญ่ทำทีเป็นกระแอมไอ  แต่แล้วกลับสังเกตเห็นรอยช้ำที่ลำคอขาว  ดวงตาคมกริบราวชำแรกถึงเนื้อในจนเลอมานพยายามเกาคอปกปิด  แต่กลับยิ่งเพิ่มพิรุธ   

“คุณเองก็ไม่ใช่ย่อย  เมื่อคืนไปสนุกกับสาวที่ไหนมา” น้ำเสียงเหยียดหยันเหลือแสน “และคงสะใจมากด้วยสินะที่ฉีกหน้าผมได้” 

คำพูดนั้นทำให้หัวใจคนฟังฝ่อลงไปถนัดใจ  หน้าที่ยิ้มร่าหดเหลือสองนิ้ว  เด็กหนุ่มสูงศักดิ์รู้ดีว่าเมื่อคืนเขาออกจะทำเกินไปอยู่สักหน่อย  ยิ่งด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ยิ่งทำให้คึกคะนองจนเกินเลย  ยอมรับตรงๆเลยก็ได้ว่าเขาเองก็รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย

คนึงโกรธเขามาก  เขารู้ตัว

ปกติก็เย็นชาใส่เขาอยู่แล้ว  แต่วันนี้กลับเย็นชาแชเชือนยิ่งกว่าเก่า  ถามหรือชวนคุยอะไรก็ไม่ยอมคุยด้วย  อย่าว่าแต่พูด  แค่สายตา  ฝ่ายนั้นยังไม่เหลือบแลเขาเลยด้วยซ้ำ  ยิ่งอยู่กันสองคนยิ่งอึดอัดใจ  ดังนั้น  หลังจากสั่งอาหารเช้าส่งถึงห้องให้อีกฝ่ายแล้ว  เขาขอฝากท้องไว้กับห้องอาหารของโรงแรมดีกว่า

เดินออกจากห้องได้ไม่กี่ก้าว  พนักงานโรงแรมก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาหา  รายงานพร้อมหอบว่ามีโทรศัพท์ทางไกลจากอังกฤษต้องการเรียนสายกับเขา

ท่านพ่อ!!       
   

รีเซฟชั่นสาวยื่นโทรศัพท์สีดำมันเงาให้เด็กหนุ่มสูงศักดิ์ที่เดินหน้าซีดมา  นัยน์ตาคู่สวยมองมันอย่างพรั่นพรึง  ตั้งสติถอนใจเฮือกก่อนรับมาแนบหู  “สวัสดีครับท่านพ่อ”

“ทางกระทรวงบอกพ่อว่าชายจะกลับอังกฤษ  จริงหรือ” เสียงท่านพ่อของเขายังทรงอำนาจไม่เปลี่ยน

“ครับท่านพ่อ”

เขาได้ยินเสียงถอนหายใจหนักๆ “จะกลับมาก็ได้”  หัวใจเขาพองโตคับอกแต่กลับต้องฝ่อลงทันควันเมื่อได้ยินคำพูดถัดไป  “แต่ชายต้องทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้  จำได้ไหม  ว่าถ้ากลับบ้านก่อนครบกำหนด  ชายจะต้องทำอะไร”

“จะ..จำได้ครับ” มือที่กำหูโทรศัพท์เย็นเฉียบ  ข้อตกลงสำคัญเช่นนั้น  ไม่ใช่ว่าเขาจำไม่ได้  เพียงแต่เขาไม่คิดว่าท่านพ่อจะเอาจริง 

นึกแล้วโมโหตัวเองนัก  ท่านพ่อของเขาเฉียบขาดและจริงจังทุกเรื่องไม่ว่าเล็กหรือใหญ่  แล้วทำไมเขาถึงโง่  หลงคิดว่าท่านพ่อจะปล่อยผ่านเรื่องนี้

“ตกลงว่าจะกลับมาใช่ไหม  พ่อจะได้จัดการทางนี้ให้เรียบร้อย  รอชายกลับมา”

“ท่านพ่อ..” เขากลืนก้อนแข็งๆลงคออย่างยากลำบาก  “ชายไม่กลับไปแล้วครับ”

“หือม์.. ไม่กลับไปไหน  อังกฤษหรืออยุธยา  เป็นลูกผู้ชายพูดจาให้เด็ดขาดหน่อย” เสียงดุดันตำหนิมาทางสายโทรศัพท์  แค่ได้ยินเสียงเลอมานก็นึกออกว่าบิดาทำหน้าแบบไหนอยู่  เขาพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น  ก่อนเอ่ยหนักแน่น

“ชายไม่กลับอังกฤษแล้วครับ” 

************************

เรื่องราวมันกลับตาลปัตรกลายมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไรกัน?  ความจริงวันนี้เขาควรจะได้นั่งเครื่องบินกลับอังกฤษไปแล้วแท้ๆ  แต่เหตุใดกลับมานั่งโต้ลมอยู่ริมหน้าต่างรถไฟกลับไปอยุธยาแบบนี้ละหนอ
   
นึกแล้วอยากเขกกะโหลกตัวเองสักร้อยครั้ง  เขาไม่น่าเดินทางมากรุงเทพให้เสียแรงเปล่า  และไม่น่าวางแผนโง่เง่าแกล้งอาจารย์คนึงด้วย  แล้วเป็นอย่างไรเล่า  เรื่องกลายมาเป็นแบบนี้เขาจะมองหน้าฝ่ายนั้นได้อย่างไร

ยังจำสีหน้ามึนตึง  ดวงตาเย็นชาคู่นั้นได้ดียามเขากลับห้องหลังคุยโทรศัพท์  แล้วบอกกับคนึงว่าเขาเปลี่ยนใจจะกลับไปที่โรงเรียนอีกครั้ง 

“จะกลับไปหรือ  คนอย่างคุณจะยอมลดตัวไปเป็นศิษย์ผู้ชายที่แต่งงานกับควายตัวเมียหรือ” วาจาเชือดเฉือนนั้นเล่นเอาเขาสะอึก  “ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลสูง  ไม่ได้ช่วยให้จิตใจคุณสูงไปด้วยเลย  เห็นทีผมคงสั่งสอนคนอย่างคุณไม่ได้” 

นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่คนึงพูดกับเขา  จากนั้นก็นิ่งเงียบไม่พูดไม่จากับเขาสักคำจนกระทั่งรถไฟแล่นถึงอยุธยา 


ในที่สุด หม่อมราชวงศ์เลอมาน บูรพวงศ์ ก็ต้องกลับมาที่โรงเรียนฝึกหัดครูอีกครั้งจนได้  ท่ามกลางใบหน้าตื่นตะลึงของหลายๆคน  โดยเฉพาะอาจารย์วิรัชที่ตาโตเท่าไข่ห่าน  ก่อนจะรีบฉีกยิ้มจนปากแทบถึงรูหู  พร่ำบอกซ้ำๆว่าดีใจหนักหนาที่เขากลับมา  แต่ลับหลังนั้นเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้

เวลาผ่านไปหนึ่งวัน..สองวัน..อาจารย์หนุ่มร่วมห้องก็ยังคงไม่พูดกับเขา  ซ้ำร้ายยังเอาใบประเมินการฝึกสอนมาวางคืนให้ที่โต๊ะของเขาอีก  เป็นการประกาศทางอ้อมชัดๆว่าไม่ยอมรับเขาเป็นศิษย์ 

เลอมานทนอยู่กับความอึดอัดใจอยู่ได้ไม่กี่วันก็อกแทบแตก  เขาทนความเย็นชาเฉยเมยเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว


ที่ชมรมกสิกรรมหลังโรงเรียน  หม่อมราชวงศ์หนุ่มมานั่งคุยกับพวกจ้อยที่นี่ทุกเช้าก่อนเข้าแถว  ได้มานั่งมองพวกนักเรียนรดน้ำพรวนดิน ก็เพลินตาดี  แต่วันนี้เขาแบกปัญหาหนักใจมาปรึกษาอย่างสิ้นท่า 

“จะทำยังไงดีล่ะจ้อย  ท่าทางเขาคงโกรธฉันน่าดู” ใบหน้าหวานดูกลัดกลุ้ม  ขณะนั่งมองพวกจ้อยหิ้วบัวรดน้ำให้แปลงผักกาด 

“มันก็น่าโกรธอยู่หรอก  ทำให้เขาเป็นตัวตลกอย่างนั้น” สง่าออกความเห็น  มองอาจารย์ฝึกสอนที่นั่งไกวเท้าเล่นบนแคร่พลางส่ายหน้า  แต่กลับต้องสะดุ้งเมื่อโดนบัวรดน้ำกระแทกหลัง 

“สงสัยต้องขอขมาเสียแล้วล่ะครับ” จ้อยวางบัวรดน้ำสังกะสีลงแล้วเดินมานั่งเคียงข้าง 

“อะไรนะ” คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น “ขอ..ขะมำ”

“ขอขมา” สันติแก้ให้  พวกเขาเริ่มชินแล้วกับอาการพูดผิดของอีกฝ่าย  เด็กหนุ่มยกมือดันแว่นตรงหว่างคิ้วท่าทางทรงภูมิ “ขอขมาคือการขอให้เขายกโทษให้  ส่วนใหญ่จะเป็นความผิดหนักๆ  แค่ขอโทษมันไม่พอ”

จ้อยอธิบายขั้นตอนการขอขมาให้ฟังคร่าวๆ  แค่นั้นคนฟังก็ทำหน้าแหยง “ต้องทำถึงขนาดนั้นเลยหรือ”

“เขาเป็นผู้ใหญ่  อายุมากกว่าคุณชายตั้งรอบ  แถมเขายังเป็นอาจารย์ด้วย  เราเป็นเด็ก  เมื่อทำผิดก็ต้องขอขมา” หนุ่มน้อยอธิบายท่าทางจริงจัง  เลอมานได้แต่ถอนใจตีหน้าบอกบุญไม่รับ  แค่นึกภาพตามก็รู้สึกเสียศักดิ์ศรีเหลือเกินแล้ว  กำลังหัวเสียได้ที่ก็พอดีสายตาไปปะเข้ากับรองเท้าแตะเก่าๆที่อีกฝ่ายใส่อยู่เข้าเสียก่อน

“ยังใส่คู่เก่าอยู่อีก  คู่ใหม่ที่ฉันซื้อให้ไปไหนเสียล่ะ”

ใบหน้าอ่อนใสก้มงุดเขินอายจนเพื่อนตัวสูงต้องตอบแทนให้ “โอ๊ย..จ้อยมันรักมันหวงเสียยิ่งกว่าอะไร  แทบเอาไปนอนกอดด้วยทุกคืน”

“ที่ไม่เอามาใส่ก็เพราะกลัวจะเก่าเร็ว” สันติเสริมให้อีกคน 

“ซื้อมาให้แล้วก็ไม่ใส่  เดี๋ยวก็ยึดคืนเสียหรอก” ตำหนิอย่างไม่จริงจังนักพลางหัวเราะร่วน  เขายังจำได้ดีว่ากว่าจะยัดเยียดรองเท้าและเสื้อผ้าที่ซื้อมาจากห้างวังบูรพาให้จ้อยได้นั้นยากเย็นแค่ไหน  ฝ่ายนั้นเกรงใจจนตัวลีบ ตั้งท่าไม่รับลูกเดียว  ต้องขู่เข็ญแกมบังคับกันจนเหนื่อยถึงจะยอมรับ  ตรงข้ามกับสง่าและสันติที่รับขนมของฝากจากเขาไปแกะกินกันสบายใจเฉิบ   

ใบหน้าคมสันของใครคนหนึ่งลอยวูบเข้ามาในความคิด  ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายผิดจริง อีกฝ่ายก็เป็นถึงอาจารย์  แถมยังต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตั้ง ๑ ปีอย่างไม่มีทางเลือก  ถึงแม้จะเสียหน้า  เขาก็จะยอมลดศักดิ์ศรีขอโทษก่อน

แต่อีกเหตุผลที่สำคัญสุด  นั่นคือข้อตกลงที่ท่านพ่อเรียกร้อง  มีค่ามากกว่าศักดิ์ศรีของเขาหลายเท่านัก 

*************************

เช้านี้เลอมานตื่นนอนตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่  อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็มานั่งที่โต๊ะ  ในมือมีโพยกระดาษจดถ้อยคำขอขมาที่จ้อยจดให้  ตอนแรกจ้อยเขียนเป็นภาษาไทยแต่เพราะเขาอ่านภาษาไทยไม่ออกจึงต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษแทน  ปากแดงขมุบขมิบท่องจำอย่างตั้งอกตั้งใจ  คิ้วเรียวขมวดมุ่น 

จ้อยเปิดประตูเข้ามาพร้อมช่อดอกมหาหงส์หอมชื่น  “อาจารย์คนึงจะขึ้นมาแล้ว  คุณชายจำได้หมดหรือยัง”

“เอ่อ อืม” โอรสท่านทูตกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น 

“ต่อไปนี้อย่าเรียกอาจารย์คนึงว่าคุณๆอีกนะครับ  เรียกเขาว่าอาจารย์ รู้ไหม”

“อืม” รับคำได้แค่นั้นก็ต้องเงียบกริบเพราะคนที่กำลังพูดถึงเปิดประตูห้องเข้ามา  ส่งสายตาว่างเปล่ามายังพวกเขาแว่บหนึ่ง  ก่อนเดินไปยังฝั่งตัวเอง 

คุณชายตื่นเต้นจนแสดงออกทางสีหน้า  มือเย็นเฉียบเปิดโพยขึ้นท่องเป็นครั้งสุดท้าย  ในขณะที่จ้อยลอบส่องช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือกั้นอาณาเขต  “คุณชาย  อาจารย์แต่งตัวเสร็จแล้ว  ไปเลย”

พานน้อยวางช่อดอกมหาหงส์ถูกยัดใส่มือ  เลอมานยังละล้าละลังยามถูกคนตัวเล็กกว่ารุนหลังให้เดินไปอีกฝั่งห้อง  มารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตนยืนอยู่ในเขตของอาจารย์หนุ่มเสียแล้ว  สายตาเย็นชาจากร่างสูงใหญ่ที่โต๊ะทำงานยิ่งทำให้เขาเกร็งไปหมด 

เด็กหนุ่มกลั้นใจย่อตัวลงคุกเข่า ก่อนเดินเข่าเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างที่ซ้อมกันไว้กับพวกจ้อย  ท่าทีเก้กังกระโดกกระเดก  แถมไปได้แค่สองสามก้าวก็สะดุดล้มหน้าทิ่ม  พานไปทางดอกไม้ไปทางจนต้องตะลีตะลานเก็บให้วุ่น  เงยหน้าขึ้นมาเห็นดวงตาเรียบนิ่งยิ่งพาใจฝ่อ  แต่เลอมานก็กัดฟันพาใบหน้าหวานบิดเบี้ยวเหยเกด้วยปวดหัวเข่า   มาอยู่ตรงหน้าอาจารย์ได้อย่างทุลักทุเล 

สายตาคู่นั้นยังจ้องเขาไม่ลดละ  เอาน่า.. ก็ยังดี.. ยังดีที่ฝ่ายนั้นยอมมองหน้าเขา

“ผม หม่อมราชวงศ์เลอมาน บูรพวงศ์” ประคับประคองเสียงไว้ไม่ให้สั่น  “ขอ..ขอขมา..ต่ออาจารย์คนึงครับ  ผมไม่ได้มีเจตนาจะล้วง..ล้วง..”

“ล่วงเกินครับล่วงเกิน” จ้อยป้องปากกระซิบแก้ให้จากข้างชั้นหนังสือ 

“อ้อ เอ่อ..ผมไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินอาจารย์  ผม..ผม..” ดวงตาคมเข้มที่จ้องเขม็ง  กวาดล้างถ้อยคำที่อยู่ในสมองจนพร่าเลือนไปหมด  ทั้งที่พยายามท่องมาอย่างดีแล้วเชียว  “ผม..ผม..”

ให้ตายสิ  เขานึกถ้อยคำต่อไปไม่ออก  ทุกอย่างขาวโพลนเหมือนกระดาษเปล่า

กระดาษ..

ใช่.. เขากำโพยมาด้วยนี่นา.. แอบคลี่ดูเสียหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกน่า..

ว่าแล้วมือบางก็คลี่โพยกระดาษที่กำไว้ออก.. ต่อหน้าอาจารย์หนุ่ม

เห็นแบบนั้นแล้วจ้อยถึงกับกุมขมับ  พลางคิดในใจว่าเขาจะเก็บซากคุณชายเล็กไปจากห้องนี้อย่างไร

“ถ้าไม่มีความจริงใจที่จะขอโทษก็กลับไปเสีย” ร่างสูงตัดบทก่อนลุกขึ้นพรวด  ก้าวฉับๆผ่านร่างที่นั่งคุกเข่าอยู่

“เดี๋ยวก่อน!” เลอมานเรียกไว้ทันควัน  ลุกขึ้นยืนบ้าง  โพล่งออกไปไม่ออมเสียง  คำพูดที่ออกมาจากใจ  ไม่มีโพย  ไม่มีสคริปต์ใดใดกำหนด  “ผมขอโทษ  ผมเสียใจที่ทำกับอาจารย์แบบนั้น”   

อีกฝ่ายยอมหยุด  แต่ยังไม่ยอมหันมาเผชิญหน้า  ไม่ยอมหันมาสบดวงตาตัดพ้อ “ผมรู้ตัวว่าผมเองไม่ใช่คนดี  แต่คนเราเกิดมาจะเป็นคนดีโดยสมบูรณ์ได้ยังไงถ้าไม่มีครูอบรมสั่งสอน  คืนนั้นผมทำผิดพลาดไปเพราะขาดสติ  แต่ผมก็รู้สึกผิดและสำนึกที่จะขอโทษแล้วไงเล่า” 

อ่อนชะอ้อนเหมือนจะวอนให้ประวิง**
   
ท้ายเสียงสั่นเครือเรียกความสนใจอาจารย์หนุ่มให้หันมอง  ประสานสายตากับดวงตาสวยใสแวววาม   

“อาจารย์” คุณชายทอดเสียงระโหย  ร่างสูงใหญ่ตะลึงไปอย่างคาดไม่ถึงเมื่อคนแสนหยิ่ง แสนจองหองเดินตรงเข้าหา  มือเรียวกระพุ่มพนมเก้ๆกังๆ  ราวกับไม่รู้จะไหว้ตรงไหน  ก่อนตัดสินใจไหว้ลงไหล่เขา  ก่อนเงยใบหน้าหมดจดขึ้นวิงวอน 

“ได้โปรด..ยกโทษให้ผมเถอะ”

เขาใจเต้น..

มีใครเคยบอกไหม  ดวงตาของเด็กหนุ่มคนนี้สวย.. สวยเหลือเกิน  เหมือนมีเพชรนิลจินดาเต้นระยับอยู่ในนั้น  แข่งกันวาววาม  ราวกับมีแสงแดดซ่อนด้านในด้วยซ้ำ  ขนตาสั้นๆแต่เป็นแพเหมือนปีกผีเสื้อ..

ใกล้.. จนเหมือนได้ยินเสียงลมหายใจ 
หอม.. กลิ่นช่อมหาหงส์ในมือน้อยนั้นนัก

หอมผกาเกสรขจรขจาย    มิได้วายภุมรินถวิลปอง***

คนึงกระแอมขับไล่ความคิดฟุ้งซ่าน  รับช่อมหาหงส์มาแล้วเสเดินเอาไปวางไว้บนโต๊ะ  แสร้งเขียนอะไรยุกยิก  พูดไม่สบตา “ต่อไปพอเลิกสอนตอนเย็นก็มาเรียนพิเศษที่ห้องนี้  ถ้ามาสายครูจะหักคะแนนเรา”

คำพูดที่พูดด้วย  สรรพนามแทนตัวที่เปลี่ยนไปทำให้เลอมานยิ้มออก  หันไปส่งยิ้มให้จ้อย  ก่อนหันมามองหน้าอาจารย์ด้วยความปรีดา
   
“ขอบคุณครับอาจารย์” เสียงใสเหมือนแก้ว  ยิ้มร่าเหมือนดอกไม้บาน  อาจารย์หนุ่มมองแวบหนึ่งแล้วรีบเบือนหลบ 

หลบทำไมเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน       

*************************
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 10-01-2012 12:11:46
เช้าตรู่..

เสียงฝีเท้าวิ่งทั่กๆๆๆ ขึ้นบันไดจนเรือนไหว
เสียงไม้เรียวกระทบน่องดังเผียะ
เสียงเลอมานร้องโอ๊ย  โวยวาย “จะตีอะไรนักหนา  บอกกันดีๆก็ได้”
เสียงอาจารย์คนึงเอ็ด “สอนไม่เคยจำ  อยู่บนเรือนให้เดินเบาๆ” และอีกสารพัดจะสรรหามาเอ็ด 

อาจารย์ทุกคนที่อยู่ในเรือนไม้ได้ยินเสียงเหล่านี้เสียจนชาชิน

ในห้องน้อยริมสุด  อาจารย์หนุ่มกับลูกศิษย์ก่อสงครามย่อยๆกันไม่เว้นแต่ละวัน  ฝ่ายลูกศิษย์พกกิริยาแบบฝรั่งมาเต็มตัว  เดินเหินปราดเปรียวว่องไว  หลังแข็งก้มลำบาก  มือแข็งไหว้ใครยาก  ปากกระด้างพูดจาไม่มีหางเสียง  จนฝ่ายอาจารย์ผู้เข้มงวดเจ้าระเบียบต้องตั้งต้นสอนใหม่หมด

“ไหว้ผู้ใหญ่ให้นิ้วหัวแม่มือจรดปลายจมูก  สูงไปๆ นั่นเอาไว้ไหว้พระ”
“เวลาเดินผ่านผู้ใหญ่ให้ก้มหลังด้วย”
“เวลาคนเขากำลังพูดกันอย่าพูดสอดเข้ามา”
“อย่าเดินข้ามสิ่งของ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าเดินข้ามคนเป็นอันขาด”



ตกเย็น..
   
เสียงเพลงบทเรียนภาษาไทยจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงดังแว่วมาจากห้องน้อย  หากมองผ่านเข้าไปในบานประตูที่เปิดกว้างรับลม  จะเห็นครูศิษย์นั่งเรียนภาษาไทยกันอย่างขะมักเขม้น.. ว่อกแว่กบ้างในบางที
   
ผ้าม่านลูกไม้พัดพลิ้ว  ลมเย็นโบยโบกกลิ่นดอกไม้หอมอวล  หม่อมราชวงศ์หนุ่มนั่งอยู่ที่โต๊ะ  ในมือจรดดินสอลงบนสมุด  คัดตัวอักษรโย้หน้าโย้หลัง  หูก็ฟังเสียงเพลงจากแผ่นเสียงคลอ  เพลงที่ใครได้ฟังก็ต้องอมยิ้ม

หนูจ๋า..หนูคนดี..หนูฟังเพลงนี้แล้วจงจำให้ขึ้นใจ..
เพลงนี้พี่จะร้องน้องจำไว้..บทเรียนภาษาไทย..พี่จะร้องให้เจ้าฟัง..


เพลงสำหรับเด็กอนุบาลมาดังแว่วอยู่ในโรงเรียนฝึกหัดครู  ใครผ่านไปผ่านมาก็ชะโงกมองหน้า ‘หนูจ๋า’ กันเป็นทิวแถว  แต่ ’หนูจ๋า’ ไม่ตลกด้วย

“ต้องเริ่มตั้งแต่กอไก่เลยหรือ” ใบหน้างามเงยขึ้นประท้วงอาจารย์ผู้นั่งคุมที่อีกฝั่งโต๊ะ

“คัดก.ไก่ถึงฮ.นกฮูกให้ได้เสียก่อนเถอะ” ว่าแล้วก็ใช้ไม้บรรทัดเคาะข้อนิ้วลูกศิษย์จนมือดีด  ก่อนดุ “แล้วนั่นอะไร  ซ.โซ่โย้เป็นซ.เซ่อแล้วนั่น”

ร่างสูงถอนใจก่อนลุกขึ้นเดินอ้อมไปด้านหลังนักเรียนตัวดี  โน้มใบหน้าลงไปจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากเรือนผมนุ่ม  มือใหญ่กุมมือเรียวไว้มั่น  จับลากเส้นให้เป็นตัวหนังสือช้าๆ ทีละตัวๆ   

เพลงจากแผ่นเสียงยังคงดำเนินต่อไป

น.หนูดูยุ่ง  ม่านมุ้ง บ.ใบไม้  ป.ปลาขี้หึง  ผ.ผึ้งร้องไห้.. ***

ทันทีที่ได้ยิน  เลอมานหัวเราะคิก  หันหน้ามาถามทันควัน “อาจารย์” 

จมูกเฉียดแก้มไปแค่เส้นยาแดงผ่าแปด!

แต่แค่นั้นก็เล่นเอาร้อนวาบ  อาจารย์ผงะ  รีบปล่อยมือ  รีบถอยออกห่าง 

“ป.ปลากับผ.ผึ้งเป็นคนรักกันหรือ” เสียงใสถามกลั้วหัวเราะไม่รู้เรื่องรู้ราว  “อาจารย์ดูสิ  ปลาอยู่ในน้ำ จะคบกับผึ้งได้ยังไง  ฮ่าๆๆ ผึ้งก็ขี้น้อยใจซะด้วย”

ปล่อยให้นักเรียนหัวเราะเอิ้กอ้ากอย่างสุดขำ  คนึงเดินอ้อมชั้นหนังสือใหญ่มาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง  ซ่อนอาการของตนจากอีกฝ่าย  มือใหญ่วางลงที่อกซ้าย  ประหลาดใจนักที่มันเต้นรัวเร็วผิดปกติ   

ปลอกแขนทุกข์ยังคงวางอยู่บนโต๊ะทำงาน  อาจารย์หนุ่มเอื้อมไปหยิบมาถือไว้แน่น  เพ่งมองราวกับต้องการตอกย้ำความอาลัยลงสู่ก้นบึ้งของหัวใจ  เพ่งมองราวกับเตือนใจตน

*********************

เลอมานไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ  ว่าตั้งแต่วันนั้นอาจารย์คนึงกลับมามีท่าทีเย็นชาใส่เขาอีกแล้ว 

ฝ่ายนั้นยังคงพูดกับเขา  เพียงแต่เปลี่ยนไป  ถามคำตอบคำ  และไม่ค่อยสบตาเวลาพูด  แถมยังชอบทำหน้าบึ้งใส่  ทั้งๆที่เขายังไม่ทันทำอะไรผิดสักนิด

ไม่อยากนึกภาพเลยว่าถ้าวันใดเขาทำผิดขึ้นมาจริงๆคนึงจะโกรธเขาขนาดไหน 

ดั่งโบราณว่าไว้  เวลาวารีไม่คอยใคร  วันนั้นจึงเดินทางมาถึงรวดเร็วราวกระพริบตา


หม่อมราชวงศ์หนุ่มเดินเล่นแถวชมรมกสิกรรมเช่นทุกเช้า  นอกจากจะมีการปลูกผักเป็นแปลงเขียวละลานตา  ยังจัดสรรพื้นที่กั้นตาข่ายทำเล้าไก่ขนาดย่อมไว้ด้วย  ดวงตาคู่สวยมองลูกเจี๊ยบขนเหลืองฟูเดินตามแม่ไก่อย่างเพลิดเพลิน  คันไม้คันมืออยากโยนอะไรให้มันกินนัก

แถวนั้นไม่มีใครอยู่ให้ถามสักคน  พวกจ้อยก็กำลังพากันไปตักน้ำจากท่าขึ้นมาใส่โอ่งเตรียมไว้รดผัก  หันไปหันมาก็พบชามตราไก่บรรจุข้าวสารอยู่เต็ม 

ใครมันจะไปรู้เล่าว่าข้าวนั่นเป็นข้าวสารที่สมาชิกในชมรมแบ่งสันปันส่วนเอามาจากบ้านเพื่อรวมกันให้จ้อย  เอามาวางไว้ตรงนั้น เขาก็คิดว่าเป็นอาหารไก่น่ะซี  จ้อยและพรรคพวกมาเห็นชามเปล่าถึงกับหน้าซีด  ในขณะที่พวกแม่ไก่และลูกเจี๊ยบอิ่มหมีพีมัน     

เรื่องถึงหูอาจารย์คนึงเร็วราวกับไฟลามทุ่ง  ที่พอมาถึงก็เปิดฉากบริภาษเขาทันที     

“เราเกิดและเติบโตที่เมืองนอก  อยู่สุขสบายมาตลอด  คงไม่รู้จักความยากลำบากของคนไม่มีจะกินสินะ”

“กะอีแค่ข้าวชามเดียว  ทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย”

“แค่ข้าวชามเดียวหรือ” ความโกรธระยิบในดวงตาคมดำ  “รู้ไหมว่าตอนครูเด็กๆ  ประเทศไทยประสบวิกฤติหนัก  เศรษฐกิจย่ำแย่  นักการเมืองแย่งชิงอำนาจ  ประชาชนขาดแคลนข้าว  ต้องเข้าคิวใช้บัตรแย่งกันซื้อข้าวกิน  ทั้งที่ประเทศไทยปลูกข้าวเองจนเหลือใช้”

ไปกันใหญ่แล้วเอย.. จากเรื่องข้าวสารชามเดียว  ลุกลามบานปลายเป็นปัญหาระดับชาติเทียวนั่น

“ข้าวสารแค่หยิบมืออาจไม่มีค่าเลยในสายตาเรา  แต่สำหรับคนที่เขาไม่มี  มันมีค่ามหาศาล  ต่อไปอย่าพูดแบบนี้อีก  และที่สำคัญขอโทษจ้อยและทุกคนซะ!”

“มะ..ไม่เป็นไรครับอาจารย์” จ้อยละล่ำละลัก “ผมผิดเองครับที่เอามาวางไว้ตรงนี้  ทำให้คุณชายเข้าใจผิด  ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ”

“เจ้าตัวเขายังไม่ว่าอะไรเลย  อาจารย์จะเดือดร้อนแทนทำไม  พูดกันดีๆก็ได้  ทำไมต้องดุ  ทำไมโกรธผมมากขนาดนี้” จำเลยขึ้นเสียงใส่บ้างอย่างไม่กลัวเกรง  ความน้อยใจแล่นพรูเป็นริ้วๆ 

“ขอโทษจ้อยซะ!” เสียงทุ้มตะคอกลั่น  ต่อหน้านักเรียนในชมรมนับสิบ  เลอมานทั้งโกรธทั้งเสียหน้าจนตัวสั่น  เขาเกลียดการถูกทำให้เสียศักดิ์ศรีต่อหน้าผู้คนที่สุด  ดังนั้น..คำตอบที่โทสะบงการให้พ่นออกไปก็คือ..

“ไม่!”

อย่าให้บรรยายเลยว่าสายตาที่อาจารย์คนึงมองเขานั้นดุดันน่ากลัวเพียงใด

ใช่ว่าไม่รู้สึกผิด  ใช่ว่าไม่อยากขอโทษ  เลอมานรู้สึกผิดเต็มอกและอยากขอโทษจ้อยเต็มแก่  เพียงแต่เขาไม่ชอบให้ใครมาออกคำสั่งบังคับ  โดยเฉพาะต่อหน้าคนเป็นฝูง 

เขายังจำสายตาจ้อยตอนกลับมาเห็นชามว่างเปล่าได้ดี  ดวงตาที่ปกติก็เศร้าอยู่แล้วยิ่งโศกสลดกว่าเดิมเป็นสิบเท่า  โดยเฉพาะเมื่อเขารู้ว่าข้าวสารนั่นมาจากน้ำใจของเพื่อนๆที่ปันข้าวสารจากบ้านคนละนิดหน่อยมารวมกัน  ความสำนึกผิดและเวทนาสงสารยิ่งกัดกินใจ  จ้อยกับยายแร้นแค้นถึงขั้นไม่มีแม้ข้าวสารจะกรอกหม้อเชียวหรือ 

เขาเอาข้าวของจ้อยไปให้ไก่หมดแล้ว  ตัวจ้อยนั้นยังมีอาหารกลางวันของโรงเรียนที่กินฟรีได้  แต่ยายของจ้อยเล่า

ช่วงเช้าเขาวิ่งไปที่โรงอาหาร  ถามหานางนกแก้วแม่ครัวใหญ่  ตั้งใจจะขอแบ่งซื้อข้าวสาร  แต่เพราะปริมาณข้าวสารในครัวก็มีไม่มากนัก  หล่อนแบ่งให้เขาได้แค่กิโลสองกิโลเท่านั้น  น้อยนิดขนาดนั้นจะกินได้สักกี่มื้อ

“คุณชายลองไปซื้อที่โรงสีสิ” แม่ครัวร่างใหญ่แนะ “โรงสีของเมียกำนัน  อยู่ไม่ไกลนักหรอก  แต่ระวังเมียกำนันล่ะ  หน้าเลือดอย่าบอกใคร”

ไวเท่าความคิด  เด็กหนุ่มสูงศักดิ์รีบฝากคาบสอนตอนบ่ายของเขาให้วิรัชสอนแทน  และขอยืมจักรยานของประพนธ์ปั่นไปยังโรงสีของคุณนายพูนทรัพย์ทันควัน 

ไม่ทันฉุกคิดว่าคำว่าไม่ไกลนักของนางนกแก้ว  หมายถึงเมื่อมาทางเรือต่างหาก   

ดังนั้น.. กว่าคุณชายจะถีบจักรยานมาถึงโรงสีได้ก็เล่นเอาหอบแฮ่ก  เหงื่อโซมกายจนหลังเปียก  สุภาพสตรีวัยกลางคนร่างท้วม  ผิวขาวผ่อง  แต่งหน้าจัดจ้านที่กำลังดีดลูกคิดเป็นระวิงถึงกับชะงักเมื่อเห็นเขาไสจักรยานเข้าไป  ท่ามกลางคนงานวัยฉกรรจ์ทำงานกลางแดดจนตัวมันเลื่อมนับสิบ 

“ต๊ายตาย!! คุณชาย!!” คุณนายพูนทรัพย์ถลาออกมาต้อนรับ  ทองหยองเต็มตัว  เสื้อผ้าลายดอกฉูดฉาดจนเขาต้องหยีตา  “ลมอะไรหอบมาคะนี่”

คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นกับคำถาม  ก่อนตอบซื่อ “ลมไม่ได้หอบมา  ขี่จักรยานมา”
พลางหรี่ตามองคนตรงหน้า  ก็หน้าธรรมดานี่  ไม่เห็นจะมีเลือดอย่างที่นางนกแก้วบอกตรงไหน

มืออูมสะบัดพัดพรึ่บ ปิดปากหัวเราะคิก  ก่อนเชื้อเชิญเขาเข้าไปใน ’ออฟฟิศ’ 

‘ออฟฟิศ’ ของคุณนายช่างแสนโอ่อ่า  ข้างนอกร้อนแทบไหม้แต่ข้างในเย็นสบายด้วยพัดลมทองเหลืองส่งเสียงหึ่งๆ  โต๊ะทำงานไม้สักทอง  ชุดรับแขกไม้ชิงชันฝังมุก  มีน้ำเย็นๆจากตู้เย็นมาเสิร์ฟเขาอย่างดี  หรูหรายิ่งกว่าบ้านอาจารย์ใหญ่เสียอีก

“๔๐ บาทค่ะ” คุณนายพูนทรัพย์บอกราคาข้าวสาร ๑ ถังที่เขาต้องการซื้อ  รับเงินไปนับกรีดกรายแล้วถาม “เดี๋ยวอิฉันให้เด็กไปส่งให้ไหมคะ”

เลอมานปฏิเสธ  แค่สั่งให้เอาถุงข้าวสารขึ้นท้ายจักรยาน  และมัดให้แน่นหนาเท่านั้น  โดยไม่ลืมถามก่อนออกมา

“รู้จักบ้านจ้อยหลานยายช้อยไหม  อยู่ไหนหรือ”

บ้านจ้อยอยู่เลียบคลองท่อ  ถัดจากโรงเรียนไปไม่ไกล  แต่กว่าจะไปถึงได้เลอมานต้องผ่านอุปสรรคเหลือแสน  ไหนจะน้ำหนักข้าวสาร ๑๕ กิโลกรัมข้างหลังพาให้รถไถลลงข้างทางไปนอนเค้เก้  ไหนจะจักรยานโซ่หลุดกลางทางอีก  กว่าจะใส่กลับคืนได้ก็เล่นเอาหน้าตามือไม้มอมแมม  ไหนจะแดดเปรี้ยงที่ลงมาตรงหัว 

เขาสะโหลสะเหลหมดสภาพเต็มทีตอนเลี้ยวรถเข้าไปในบ้านจ้อย..

เด็กหนุ่มรู้สึกร้อนในอก  กล้ามเนื้อเหมือนมีเพลิงมาสุม  ริมฝีปากแห้ง  หอบหนักเหน็ดเหนื่อย  สายตาพร่ามัว  เห็นแค่ต้นมะขามใหญ่กลางลานดินกว้าง  เห็นหญิงชรานั่งตำหมากอยู่ที่แคร่  เห็นได้เพียงเท่านั้นโลกก็พลันหมุนคว้าง  แล้วทุกอย่างก็ดับมืดลง.. 

*********************
   
คนึงแปลกใจนักเมื่อเห็นว่าคาบวิชาที่เลอมานรับผิดชอบมีอาจารย์วิรัชเป็นคนสอนแทน  ซ้ำเจ้าตัวก็หายไปไม่บอกกล่าว  ถามใครก็ไม่มีใครรู้ว่าไปไหน 
   
จองหอง  เอาแต่ใจ  แล้วยังไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่

กลับมาเมื่อไรล่ะน่าดู!

*********************
 
“เป็นยังไงบ้างหนู..”

เสียงอ่อนอุ่นกระซิบริมหู  เลอมานกระพริบตาสองสามครั้ง  โลกยังหมุนรอบตัวเขา  ปิดเปลือกตา  ลืมขึ้นใหม่  เห็นใบหน้าเหี่ยวย่นก้มต่ำ  ในดวงตาฝ้าฟางนั้นเปี่ยมด้วยเมตตา

“ยาย..” เด็กหนุ่มครางเสียงเบา  รู้สึกได้ถึงความเย็นจากผ้าชุบน้ำค่อยๆลูบซับตามใบหน้า 

“ไปยังไงมายังไง  มาเป็นลมเป็นแล้งต่อหน้าต่อตายาย  คนแก่ใจหายหมด”

ดวงตาคู่สวยหันมองรอบกาย  จักรยานกับถุงข้าวสารนอนนิ่งอยู่ที่พื้น  ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีส้ม

“ไปนอนพักต่อข้างบนเถอะ  ตรงนี้แดดไล่แล้ว  ลุกไหวไหมลูก” ร่างผอมบางหากแข็งแรงค่อยๆประคองเขานุ่มนวล  เลอมานเปลี้ยไปทั้งกาย  ไม่อยากเชื่อว่าหมดสติไปนานเพียงนั้น 


บ้านจ้อย.. ไม่สิ  เรียกว่ากระท่อมจะเหมาะกว่า 

กระท่อมของจ้อยอยู่ริมคลอง  มีท่าเล็กๆยื่นลงไปในน้ำ  มียอขนาดใหญ่เอาไว้ดักปลา  กลางลานดินมีต้นมะขามใหญ่ทะมึนคล้ายเป็นประธานของไม้อื่นๆ  มะม่วง ลำไย กระถิน โกสน ซุ้มพลู ฯลฯ พืชพรรณเรียงรายถี่ห่างดูร่มรื่น  ถัดไปไม่ไกลมีกระท่อมเล็กๆหลังหนึ่ง  พื้นปูไม้ไผ่ ผนังเช่นกัน หลังคามุงใบจากสีคล้ำจัด  หม้อดินเผาเคียงกระบวยกะลามะพร้าว จัดวางใต้ซุ้มกล้วยไม้ป่า 

หน้าขอนไม้ที่ใช้แทนบันไดมีกอมหาหงส์ขึ้นหนาแน่น  กอนี้กระมังที่จ้อยแบ่งไปปลูกให้เขา

เลอมานนอนเหยียดยาวบนระเบียง  ลมเย็นพัดใบมะขามแก่ปลิวฟ่อง  หอมดอกมหาหงส์โชยมา

กลิ่นยาหอมคลุ้งในอากาศ  มือเหี่ยวย่นประคองศีรษะเขาขึ้นป้อน  ละลายความพะอืดพะอมดีทีเดียว  ทั้งยังค้นในครัวได้มะนาวมาสองซีก  ฝานเป็นเสี้ยวบางๆ คลุกเกลือกับน้ำตาล ป้อนเขาทีละคำ ให้หวานเค็มเปรี้ยวกำซาบลงคอ

เริ่มรู้สึกหายใจสะดวกมากขึ้น  มีแรงทีละนิด  ดึงหมอนที่รองขามากอดไว้  ชวนคุย

“ผมเป็นเพื่อนจ้อย” แล้วยังไงต่อดี.. “จ้อยฝากให้เอาข้าวสารมาให้ยาย”
เขาตัดสินใจโกหก  เพราะเกรงว่าถ้าบอกไปตามจริง  หญิงชราจะปฏิเสธไม่ยอมรับ

“เพื่อนเรอะ?” ดวงตาเปี่ยมเมตตาสำรวจเขา  ยิ้มจนเห็นฟันดำ “อ้อ ที่จ้อยเล่าให้ยายฟังว่ามาจากเมืองนอก  พ่อเล็กใช่ไหม”

เขายิ้มแทนคำตอบ  ดีใจที่จ้อยเล่าเรื่องตนให้ครอบครัวฟัง 

คนสองคน  ต่างวัย  ต่างชนชั้น  นั่งสนทนากันอย่างครึกครื้น 

“เมืองนอกนี่มันเป็นยังไงนะ  ตั้งแต่เกิดมายายยังไม่เคยไปไกลเกินหัวรอสักที” หญิงชราถามพลางปาดปูนสีส้มลงกับใบพลู  มีดคมควั่นหมากแห้งท่าทางชำนาญ  นั่งฟังเขาเล่าเรื่องความเจริญศิวิไลซ์ของลอนดอน  โทรศัพท์ ไฟฟ้า น้ำร้อน  แก๊ส ถนนลาดยาง   

“ลำบากไหมลูก  มาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง” มือเหี่ยวย่นลูบแขนขาวอย่างอาทร  น่าแปลกที่เลอมานไม่รู้สึกรังเกียจสักนิด 

“ผมเริ่มชินแล้ว” ว่าพลางเหลียวมองรอบตัว “แล้วบ้านยายไม่มีไฟฟ้าหรือ” 

ยายช้อยส่ายหน้าแทนคำตอบ  คว้ากระโถนเคลือบลายดอกแดงขึ้นรองรับน้ำหมาก “กำนันบอกว่าไฟยังมาไม่ถึง  ลำพังยายน่ะไม่อยากได้หรอก อยู่แบบนี้มาจนชินแล้ว  สงสารก็แต่จ้อยมัน  ต้องจุดตะเกียงอ่านหนังสือ  น้ำมันก็แพงเหลือใจ”

ดวงตาสีน้ำตาลสวยสำรวจรอบกระท่อมเก่า  อยู่ห่างกันไม่เท่าไรแท้ๆ  แต่ทำไมที่นี่ถึงมีสภาพต่างจากโรงสีของคุณนายพูนทรัพย์นัก

“พ่อเล็กว่าบ้านยายจะน้ำไหลไฟสว่าง เหมือนอย่างที่หลวงท่านบอกไหม”

“แน่นอนสิ” ริมฝีปากบางสวยคลี่ยิ้มสดใสกระจ่าง “ความจริงโครงการส่งผมมาก็เพื่อให้ผมมาช่วยพัฒนา”

อะแฮ่ม.. ถึงพระประสงค์ที่แท้จริงของท่านพ่อ  คือเพื่อดัดสันดานเขาก็เถอะ 
   
หญิงชราจ้องมองใบหน้างามนิ่ง  นัยน์ตาสีเทาเป็นประกายระยับอย่างประหลาด “ยิ้มสวยจริงลูก”

ในน้ำเสียงนั้นแฝงความอาลัย  มือเหี่ยวย่นลูบไล้ใบหน้าของเด็กหนุ่มสูงศักดิ์อย่างทะนุถนอม “ยิ้มสวยเหมือนจินดาหลานยายไม่มีผิด”

“จินดา?!” ชื่อนั้นทำให้เขาชะงัก  ความทรงจำในค่ำคืนนั้นไหลบ่าจนอุ่นซ่านที่สองแก้ม “จินดาเป็นหลานยายหรือ  เธออยู่ไหม”

ยายช้อยนิ่งมอง  ดั่งชั่งใจ 

“อยากเจอหรือลูก” ปากเปื้อนน้ำหมากยิ้มเศร้า  หันไปทางห้องเล็กๆในกระท่อม “อยู่ในห้องโน่นแน่ะ  มาสิเดี๋ยวยายจะพาไป”

ไม้ฟากลั่นออดยามเขาเยื้องย่างฝีเท้าเบากริบต้อยตาม 

โลกกลมดีแท้  นึกว่าเป็นคนอื่นคนไกล  หรือเป็นสาวบ้านไหน  ไม่นึกว่าที่แท้คนรักของอาจารย์จอมโหดนั่นคือพี่สาวของจ้อยนี่เอง  ขอยลโฉมหน่อยเถิด  อยากรู้นักว่าจะงามสักปานใด  ถึงขั้นทำให้คนหลงเพ้อละเมอหาได้
 
แค่เปิดประตูเข้าไปเลอมานก็ชะงัก  ทั้งร่างชาวาบ

ในห้องนั้นไร้วี่แววของหญิงสาวดังที่คาดไว้  แต่กรอบรูปพร้อมกระถางธูปและช่อดอกมหาหงส์บนหลังตู้นั้นแทนคำตอบได้หมดสิ้น
   
“ยาย” เขาหน้าเจื่อน “ผมขอโทษ  ผมไม่รู้ว่าเธอ..”
   
หญิงชราโบกไม้โบกมือวุ่น  เดินนำเขาไปใกล้ๆ 

ครั้นพอเห็นหน้าบุคคลที่อยู่ในรูปชัดๆ 

ใบหน้าหวานคม นัยน์ตาสวยโศกแสนอ่อนโยน  เลอมานสะท้านทั้งร่างเมื่อได้รู้ความจริงชวนสับสน


จินดา.. เป็นผู้ชาย!? 


   
โปรดติดตามตอนต่อไป
   
   
-----------------------------------------------------------------------------
* ไกลบ้าน, ชาลี อินทรวิจิตร คำร้อง, ชรินทร์ นันทนาคร ขับร้อง
** สุนทรภู่
*** เป็นอาขยาน ก.ไก่ ในสมัยนั้นค่ะ


ดอกไม้ตอบเม้นค่ะ :L2:


BBChin JungBB
ไม่ต้องเตะค่ะไม่ต้องเตะ เพราะต่อไปอาจารย์คนึงจะทำให้ชายเล็กตัวแสบเจ็บซะยิ่งกว่าโดนเตะยอดหน้าอีกค่ะ รอติดตามนะคะ^^

tonkhaw
ยังไม่มีฉากอัศจรรย์จ้า แต่เดี๋ยวก็มีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจ้ะ

Mio
สามคำ >>> เดี๋ยว ก็ ได้ (กันค่ะ)  :-[
ขอบคุณที่ทำให้รู้จักเพลงเพราะๆอย่าง “รักระริน” นะคะ ฟังแล้วฟังอีก ฟังกี่รอบก็ไม่เบื่อเลย

Zymphoniz
๕๕๕+ ขืนให้สิงห์คู่กับลอยจริง มีหวังโดนคนอ่านรุมกระทืบแน่เลยค่ะ  เรื่องนู้นจะจบแล้ว แต่ยังมีตอนพิเศษอีกสองตอน แถมยังต้องรีไรท์อีก โอ.. อยากแยกร่างจริงๆค่ะ ณ จุดนี้

PetitDragon
ขอบคุณที่ตามไปอ่านที่อีกบอร์ดนึงนะคะ  (อีกสาเหตุนึงที่มาลงที่เล้าเป็ดก็เพราะบอร์ดนั้นลงฉาก NC ไม่ได้นี่แหละค่ะ) ตอนนี้อ่านทันถึงหลักกิโลที่เก้าแล้วสิเนี่ย นั่งกินโอเลี้ยงรอก่อนนะคะ อีกไม่นานจะกลับไปเขียนตอนที่ ๑๐ ค่ะ

roseen
เอ้ากอด.. :กอด1:

yagin
ว้าว.. ขอบคุณที่ชอบตัวละครในเรื่องนี้ทุกตัวค่ะ เพราะจากเท่าที่ลงบอร์ดอื่น เรตติ้งความเกลียดขี้หน้า คุณชายเล็กมาเป็นอันดับหนึ่งเลย (เขียนยังไงให้นายเอกโดนเกลียดได้นี่เรา) ขอบคุณที่ชอบคุณชายเล็กนะคะ

j4c9y
ขอบคุณค่ะ สงสัยเพราะเราอ่านนิยายสมัยก่อนมามาก ภาษาที่ใช้ก็เลยไปในทิศทางนั้นค่ะ โบราณๆนิดนึงเน้อ

hongzaa
๕๕๕+ จ๋าจ้าน้องหงส์ ก่อนอื่นต้องขอบคุณมากๆนะคะ ที่นำนิยายเรื่องนี้ไปแนะนำในกระทู้ “นิยายแนะนำ..เรื่องนี้ต้องอ่าน” นะคะ  สัญญาว่าจะตั้งใจเขียนตั้งใจมาอัพให้ถี่ขึ้นค่ะ 

อาจารย์ทำเยอะกว่านี้แน่จ้า  แต่รอเวลาอีกหน่อยนะจ๊ะ  อ้อ แล้วอย่าแช่งให้ชายเล็กก้นเป็นฝีเลยเน้อ เดี๋ยวใช้งานไม่ได้ขึ้นมาแล้วมันจะยุ่ง ๕๕๕+ ส่วนที่ถามถึงตอนใหม่ ตั้งใจว่าจะอัพในเล้าเป็ดให้ถึงตอน ๙ แล้วค่อยอัพตอน ๑๐ ต่อพร้อมกันทั้งสองบอร์ดค่ะ  (ฤกษ์แต่งไม่มีจ้า เพราะถนัดวิวาห์เหาะ ๕๕๕+ จริงๆคือตอนนี้ก็กำลังแต่งอยู่เรื่อยๆค่ะ แต่ไว้รอลงพร้อมกันทีเดียว)

ycrazy
เดี๋ยวก็รักกันแล้วค่ะ  อดใจรออีกนี้ดเน้อ ^^

ai_no_uta
ว้าย น้องพิมพ์รู้ทัน (สมแล้วที่เป็นน้องรักของพี่) เพิ่งกลับมาจากเจียงใหม่เจ๊า คุณแม่ของคนสำคัญของพี่ไม่สบายจ้ะ หาเกล็ดเลือดกรุ๊ปโอไม่ได้ พี่เลยขึ้นไปบริจาคเกล็ดเลือดด้วยตัวเองซะเลย (โดดงานไปอีกตะหาก) เลยอัพตอน ๖ ในเล้าช้าไปหน่อยจ้า

zazakapp
ตอนนี้แค่เบาะๆจ้า เริ่มแบบซอฟท์ๆก่อนเนอะ  เดี๋ยวตบจูบ(ของอีกคู่)จะตามมา

misso
ยินดีต้อนรับสู่นิยายเล็กๆเรื่องนี้นะคะ  เราจะมาอัพที่เล้าเป็ดอาทิตย์ละตอน ขอสวัสดีปีใหม่ย้อนหลังเช่นกันค่า

เกริด้า(๐-*-๐)v
ขอบคุณมากๆที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ และขอบคุณที่ตามไปอ่านถึงอีกบอร์ดนึงนะคะ ^^ ที่บอกว่าบรรยายได้น่าหมั่นไส้นี่ รู้เลยค่ะว่าหมายถึงใคร ^^

dearmeepooh
ยินดีต้อนรับสู่นิยายเรื่องนี้และยินดีที่ได้รู้จักค่ะ  เพราะชอบอ่านแนวย้อนยุคก็เลยตัดสินใจเขียนแนวนี้ ขอบคุณที่ชอบนะคะ 

EoBen
ชอบแนวย้อนยุคเหมือนกันเลยค่ะ แต่ก็ขอสารภาพว่าเขียนยากจริงๆนั่นแหละ เพราะหลายๆครั้งเลยที่พอเขียนๆไปแล้วมานั่งนึก เอ..เราใช้คำถูกยุคถูกสมัยหรือเปล่านะ  คำๆนี้ในสมัยก่อนเขาพูดกันหรือเปล่านะ แต่โชคดีค่ะที่อ่านนิยายเก่าๆรุ่นคุณปู่มาเยอะเลยพอจะรู้คำศัพท์หรือสำนวนที่คนสมัยนั้นพูดกัน ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ

silverspoon
รอดูพัฒนาการของคุณชาย และเป็นกำลังใจให้เขานะคะ เราเชื่อว่าคนเราทุกคนไม่มีใครเลวร้ายมาตั้งแต่เกิด ทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง ทุกการกระทำมีที่มา  ตัวละครในเรื่องนี้ทุกคนก็เช่นกันค่ะ ขอบคุณที่อ่านนิยายเรื่องนี้นะคะ

Phantom
ขอบคุณสำหรับของขวัญเป็นกำลังใจและคำอวยพรค่ะ แหม..แต่เรื่องลุ้นให้ไม่ดราม่าน้ำตาท่วมนี่ เห็นทีคนเขียนคงต้องคิดหนัก  เพราะเราชอบดราม่าที่สุดเลย  ๕๕๕+ (ชอบทำร้ายจิตใจตัวละครตัวเองเป็นงานอดิเรกค่ะ) จะพยายามให้หวานๆขมๆเหมือนช็อคโกแลตละกันนะคะ ^^


สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังทุกคนนะคะ ขอให้มีความสุขมากๆค่ะ

ด้วยรัก :กอด1:

ดอกไม้

๑๐ มกราคม ๒๕๕๕

ปล. อยากทำสารบัญของแต่ละตอนจังค่ะ แต่ทำไม่เป็น T^T ใครใจดีช่วยสอนนักเขียนโลวเทคตัวน้อยๆทีค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๓๐/๑๒/๕๔]
เริ่มหัวข้อโดย: WinterRose ที่ 10-01-2012 12:15:35
ถ้าเราจะแต่งนอยายสักเรื่อง
เราอยากแต่งให้ได้สักครึ่งของคุณดอกไม้จังเลยค่ะ
ภาษา น้ำเสียง บรรยากาศ อ่านแล้วอุ่นเชียว
อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นนิยายไทยแท้ๆ

รออยู่เสมอนะคะ เป็นแม่ยกคุณชายที่หลงรักเจ้าสิงห์ค่ะ lol
ขอให้อาจารย์คนึงชินกับคุณชายได้ในเร็ววันนะคะ
(จะให้คุณชายหายดื้อคงยาก ฮ่าๆ)
ขอให้จ้อยกับสิงห์ได้กันเร็วๆด้วย  :laugh:

----

ส่วนเรื่องลิ้งค์ คุณดอกไม้ก็อปตามนี้ไปนะคะ แต่ตอนวาง ให้ลบช่องว่างของ u r l = ออกให้หมดเลย ให้ชิดกันเป็น url=http.. ไปนะคะ ^^
[u r l = http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1739885#msg1739885]บทนำ[/url]
[u r l = http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1747170#msg1747170]บทที่ ๑[/url]
[u r l = http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1758484#msg1758484]บทที่ ๒[/url]
[u r l = http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1767753#msg1767753]บทที่ ๓[/url]
[u r l = http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1777681#msg1777681]บทที่ ๔[/url]
[u r l = http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1788320#msg1788320]บทที่ ๕[/url]
[u r l = http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1803469#msg1803469]บทที่ ๖[/url]
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๑๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silverspoon ที่ 10-01-2012 14:24:45
ค่แตอนนี้คุณชายก็น่ารักขึ้นเยอะมากกกกแล้วอ่ะค่ะ  :mc4:

โถพ่อคุณ อุตส่าห์ขับจักรยานไปแบกข้าวสารมา

ส่วนพระเอกเราก็เริ่มมีปฏิกิริยาแว้ว  :laugh: เสร็จแน่
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๑๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: vk_iupk ที่ 10-01-2012 14:51:56
เพิ่งเข้ามาอ่านเรื่องนี้ครั้งแรกค่ะ
อ่านแล้วติดงอมแงมเลย
สนุก อ่านแล้วติดงอมแงมเลย
มาต่อเร็วๆ นะค่ะ   :L2: :3123:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๑๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: tonkhaw ที่ 10-01-2012 16:27:24
ชอบจัง อ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองได้เข้าไปอยู่ในเรื่องจริงๆ
พอดีเป็นคนที่ชอบอ่านรื่องแนวย้อนๆอยู่แล้วด้วบวกกับฝีมือการแต่งของคนเขียนอีก
ทำให้ยิ่งชอบ หากจะขอให้ลงทุกวันก้เหมือนจะทำให้คนเขียนลำบาก
เ็นกำลังให้คนเขีนนน่ะ  รอ ร๊อ รอ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๑๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: davil01 ที่ 10-01-2012 19:24:37
ใช้ภาษาได้ดีมากเลยครับ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๑๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: roseen ที่ 10-01-2012 19:26:33
อ่านไปกังวลไป วู๊ๆๆๆๆๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๑๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Mio ที่ 10-01-2012 19:28:43
สามคำให้เรื่องนี้และคนเขียน>>>รัก ได้ อีก  :กอด1: :impress2: :-[
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๑๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: wdaisuw ที่ 10-01-2012 21:40:10
อยากจะบอกว่านิยายเรื่องนี้มันใช่อ่ะค่ะ มันใช่เลยที่ใฝ่หา o13
ความละเมียดละไมของภาษา การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวละครทำได้ดีเหลือเกินค่ะ
อดรนทนไม่ไหวจนต้องตามไปอ่านที่บอร์ดเด็กดีจนถึงตอนล่าสุด
 
อ่านไปหัวใจก็บีบรัด น้ำตาคลอเบ้า  :sad4:
ดราม่าสุดๆทั้งสองคู่......โอย...ไม่อยากกินมาม่าแล้วนะคะ :o12:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๑๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ordkrub ที่ 11-01-2012 18:34:41
เพิ่งเข้ามาอ่านครับ  ขอสารภาพว่าอ่านชื่อเรื่องแล้วปล่อยผ่าน แต่เมื่อมีโอกาสอ่านทำเอาวางไม่ลงเลยครับ
เรื่องสนุกมาก จะคอยติดตามอ่านต่อไปนะครับ :3123:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๑๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: หัวเเม่มือ ที่ 11-01-2012 18:56:58
อ่านแล้วเขินๆน่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๑๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: 2pmui ที่ 12-01-2012 17:19:55
ชอบพีเรียท อ่านตอนแรกก็ชอบแล้ว
เดี๋ยวจะตามอ่านเรื่อยๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๖ : ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา [๑๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 12-01-2012 23:00:19
สู้ๆๆ ค่ะ พี่จี้ :L2:  รอรวมเล่มอยู่ (แอบกดดัน 555)
อ่านตอนนี้แล้วสงสารคุณชาย  :monkeysad:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 13-01-2012 13:52:55
(http://img38.picoodle.com/i51d/0_ee9_u0.jpg)

บทที่ ๗

น้อยใจ



แปลกใจให้ครวญคิดตรอง
ยามพบกันฉันมองดูเหมือนเธอไม่มีหัวใจ..
ไม่เคยแม้จะยิ้มมา
ดูสิทำเหมือนว่าฉันไร้ค่าหรือไร*




จินดา.. เป็นผู้ชาย?!

ความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ทำให้เลอมานชาวาบไปทั้งร่าง  คนรักของอาจารย์ผู้เคร่งขรึมคนนั้น.. เป็นผู้ชาย!?
   
“เอ่อ..แล้ว..จินดา..” ก้อนแข็งๆแล่นขึ้นมาจุกคอจนแทบพูดไม่ออก  เขาควรจะถามอย่างไรให้ไม่น่าเกลียด 
ตายยังไง? เป็นอะไรตาย?  ตายเพราะอะไร?  ทำไมถึงตาย?

“จมน้ำตาย” หญิงชราบอกให้ทั้งที่ยังไม่ทันถาม  ดวงตาหม่นเศร้ายังไม่ละสายตาจากรูปภาพบนหลังตู้ “ก่อนพ่อเล็กจะมาถึงสองสามวันเอง”

“ผม..ผมเสียใจด้วยจริงๆ” ผู้อ่อนวัยกว่าค้อมศีรษะลง  ใบหน้างดงามดูหมองไปถนัดตา  ยายช้อยเพียงยิ้มอ่อนโยนทว่าเจือความเศร้าสร้อย


มัดขนมห่อใบตองในตะกร้าหน้ารถกระเด้งกระดอนตามความขรุขระของพื้นถนน 

“อาจารย์คนึงชอบขนมสายบัว  เมื่อก่อนยายเคยฝากจินดาเอาไปให้เขาบ่อยๆ  ฝากพ่อเล็กเอาไปให้ทีนะ”

แกว่าอย่างนั้นตอนยื่นขนมส่งให้เขา 

ท้องฟ้ากว้างโล่ง   เมฆขาวลอยอ้อยอิ่งตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าจัด  หม่อมราชวงศ์หนุ่มปล่อยใจให้ลอยไปกับผืนฟ้า  จมอยู่กับความคิดเดิมซ้ำๆซากๆ

อาจารย์คนึงกับจินดารักกัน   ผู้ชายกับผู้ชายรักกันอย่างนั้นหรือ 

ความรักระหว่างเพศเดียวกัน  ใช่ว่าเขาไม่รู้จัก  ไม่เคยพบเห็น  ที่โรงเรียนกินนอนของเขาในอังกฤษ  เขาพบเจอเรื่องพรรค์นี้กับตัวเองบ่อยไป  แต่ทุกครั้งที่ถูกพวกนั้นเกี้ยวพา เขาไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด ติดจะรำคาญด้วยซ้ำ

แต่กับคราวนี้มันต่างไป 

ริมฝีปากร้อนรุ่มในค่ำคืนนั้นราวกับยังทิ้งสัมผัสอุ่นผ่าวไว้  มือหยาบใหญ่ที่ตะโบมโลมไล้ไปตามเนื้อตัว  อ้อมกอดแกร่งนั้นช่างอบอุ่นนัก  สายตาที่มองมานั้นเล่า  แสนรัก..แสนอาลัย..

ทุกอย่างแจ่มกระจ่างชัด  ยังสดใหม่ในรอยจำ 

หัวใจซุกซนอดคิดไปไม่ได้ว่า  นอกจากกอดกัน จูบกัน  คนึงกับจินดา..พวกเขาทำอะไรกันอีกไหม   จินดาจะรู้สึกอย่างไรเวลาถูกผู้ชายคนนั้นจูบกอด  รู้สึกเช่นไรเมื่อถูกผู้ชายคนนั้น.. รัก..

เรือนไม้เงียบสงบ  พวกอาจารย์คงยังไม่เลิกงานสอน  หม่อมราชวงศ์หนุ่มจอดจักรยานที่หน้าบันได  หิ้วมัดขนมขึ้นบันไดเข้าไปในห้อง
 
ห้องน้อยเงียบเชียบ  คนึงยังไม่กลับมา  เขาจึงถือวิสาสะเดินผ่านชั้นหนังสือใหญ่ไปยังฝั่งของเพื่อนร่วมห้อง  เตียงนอนสะอาดสะอ้าน  ผ้าห่มพับเรียบร้อยไว้ที่ปลายเตียง  ผิดจากของเขาที่กองเขละไว้รอจ้อยมาพับให้ทุกเช้า  โต๊ะเขียนหนังสือดูเรียบร้อย  กองหนังสือวางอยู่มุมหนึ่ง  ทุกอย่างสะท้อนให้เห็นความเจ้าระเบียบของผู้เป็นเจ้าของ

เด็กหนุ่มตัดสินใจวางมัดขนมลงบนโต๊ะ  หยิบปากกามาตั้งใจจะเขียนโน้ต ทว่ากลับหากระดาษไม่เจอ  มือบางขออนุญาตในใจแล้วเปิดลิ้นชัก 

รูปถ่ายของใครคนหนึ่งวางอยู่ในนั้น 

เห็นแวบแรกเขาก็จำได้ทันที  จินดา..

ภาพถ่ายเต็มตัวของเด็กหนุ่มร่างโปร่งบางในชุดนักเรียน  สถานที่.. สนามหญ้าหน้าโรงเรียน  เห็นเสาธงและอาคารเรียนเป็นฉากหลัง  ใบหน้าหวานคม แย้มยิ้มอ่อนโยน  ดวงตาเป็นประกาย  ดูเป็นเด็กหนุ่มอนาคตไกลผู้กำลังมีความสุขสดใสกับชีวิต 

ยายช้อยเล่าว่าจินดาเพิ่งได้เป็นอาจารย์ฝึกสอน  ดังนั้นหากเขายังมีชีวิตอยู่  คงเป็นอาจารย์ผู้เป็นที่รักของนักเรียน  เป็นพี่ชายผู้เป็นที่รักของน้องชาย  และเป็นคนรักผู้เป็นยอดดวงใจของอาจารย์คนึง 

แล้วนอกจากกอดจูบกัน  พวกเขาทำอะไรกันอีกไหม

ใบหน้าสวยหวานสั่นดิกราวกับจะขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านพิลึกพิลั่น  รีบเก็บรูปถ่ายวางลงที่เดิม  ค้นเจอเศษกระดาษใบหนึ่ง  จึงตั้งใจเขียนโน้ตทิ้งไว้ให้ด้วยลายมือไก่เขี่ย

ยาย ชอย ฟาก มา ไห้           

*******************

กำลังนั่งคัดลายมือไปเรื่อยเปื่อย  หูก็ได้ยินเสียงสันติกับสง่ามาร้องเรียกโหวกเหวกอยู่ตรงหัวบันได 

“คุณชาย  คุณชายอยู่ไหม!  วู้!” เสียงทุ้มห้าวแบบนี้คือสง่าไม่ผิดแน่  เลอมานเกาะหน้าต่างชะโงกมอง  เห็นสองหนุ่มคู่หูสะพายคันเบ็ดพร้อมหิ้วถังสังกะสีใบโต 

“ไปตกกุ้งกัน” สันติแหงนหน้าชักชวน  คนถูกชวนตาโตเท่าไข่  ประกายซุกซนระยิบระยับในดวงตา  รีบพยักหน้ารับแทบไม่ทัน  ก่อนวิ่งลงบันไดโครมครามชนิดที่หากคนึงเห็นคงไม่แคล้วโดนเคาะตาตุ่ม

ไม่ทันเห็นสองสหายลอบสบตากันอย่างมีเลศนัย
   
สง่ากับสันติพาคุณชายนั่งเรือออกจากท่าหลังโรงเรียน  สง่าคัดท้าย  สันตินั่งพายอยู่ข้างหน้า  มีเลอมานนั่งสบายอยู่กลางลำเรือ  หันซ้ายหันขวาดูสองฝั่งคลองอย่างตื่นตาตื่นใจ

เลอมานสนิทกับจ้อย  และทั้งสง่ากับสันติก็เป็นเพื่อนจ้อย  เลอมานจึงพลอยสนิทกับทั้งสองคนนั้นไปด้วย  พูดคุยกันถูกคออยู่  กินข้าวกลางวันก็กินด้วยกันประจำ  เมื่อถูกชักชวนจึงตามมาง่ายๆอย่างไร้ความเคลือบแคลง

เรือจอดนิ่งกลางคลอง  สง่ากับสันติหยิบกุ้งฝอยขึ้นบี้ๆแล้วเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อ  ถือคันเบ็ดอยู่ไม่นานก็ตวัดได้กุ้งเดี๋ยวตัวเดี๋ยวตัว  เด็กหนุ่มชั้นสูงมองกุ้งแม่น้ำตัวโตที่นอนดิ้นแคร่กๆอยู่ในถังอย่างสนใจ

“พรุ่งนี้ให้พี่นกแก้วทำข้าวต้มกุ้งดีกว่า” สง่าหันมายักคิ้วให้ 

“ฉันลองหน่อยได้ไหม”ใบหน้างามคะยั้นคะยอ  ยิ้มร่าเมื่อสันติส่งคันเบ็ดให้  ในหัวกำลังฝันหวาน  เขาจะตกกุ้งตัวโตๆ  ไปฝากจ้อยกับยายช้อยสักสี่ห้าตัว  แต่ถ้าอาจารย์คนึงอยากกิน จะใจดีแบ่งให้ตัวนึงก็ได้

รอแล้วรอเล่ากุ้งชะตาขาดก็ยังไม่มาติดเบ็ด  ถือคันเบ็ดรอจนเมื่อยมือ  จนสง่าตกนำเขาไปได้สองสามตัวแล้ว 

สงสัยจะเหมือนอย่างที่ท่านพ่อเคยตรัส.. ‘ชายเป็นคนทำบาปไม่ขึ้น  ตกปลาทีไรไม่เคยได้สักตัว’   
   
ความผิดหวังคงฉายชัดในดวงตา  จนสง่าสังเกตเห็น

“ไปงมที่ท่าไหมคุณชาย  กุ้งมันชอบมาเกาะตามเสา” เด็กหนุ่มร่างสูงว่าพลางเก็บคันเบ็ด  จ้วงพายไปยังท่าน้ำที่อยู่ไม่ไกล  จอดเทียบท่าแล้วผูกเรือเข้ากับหลักอย่างชำนาญ 

คุณชายหลับตาปี๋หันหลังขวับเมื่อเห็นทั้งคู่เปลื้องผ้า  พลางถามลั่น “ทำอะไรน่ะ”

“อ้าว” สันติหัวเราะ “ก็จะงมกุ้งกันไม่ใช่หรือ  หรือคุณชายจะลงน้ำทั้งชุดนั้น”
   
หม่อมราชวงศ์หนุ่มค่อยๆหันไปพลางหรี่ตามอง  เห็นทั้งคู่นุ่งผ้าขาวม้าแล้วค่อยโล่งใจ  ก่อนก้มลงมองเสื้อโปโลสีฟ้ากับกางเกงขาสั้นที่ตนสวมอยู่  ถามหวาดๆ “ฉันต้องเปลี่ยนด้วยหรือ”

“ก็แล้วแต่” สง่าว่าพลางหย่อนตัวลงน้ำ “เสื้อผ้าคุณชายเปื้อนโคลนก็ไม่เป็นไรหรอก  ยังไงก็ให้จ้อยซักให้อยู่แล้วนี่”
   
หางเสียงประชดประชัน  แต่เพราะมัวพะวงถึงจ้อยจึงไม่ทันรู้สึก
นั่นสินะ  ถ้าเขาทำเสื้อผ้าสกปรก  คนลำบากคงไม่พ้นจ้อยอีกจนได้ 

ดังนั้น  เมื่อสันติส่งผ้าขาวม้าให้  มือบางจึงรับมาผลัดเก้ๆกังๆ  ไม่นานนักทั้งเนื้อทั้งตัวเขาก็มีแค่ผ้าขาวม้าผืนเดียว  อ้อ กับกางเกงชั้นในเนื้อบางอีกตัว  ใส่เอาไว้กันผ้าหลุด 

“ว่ายน้ำเป็นไหม”  สง่าถาม  เขาส่ายหน้าแทนคำตอบ “งั้นก็อย่าลงไปลึกมากแล้วกัน”

คุณชายพยักหน้าหงึกหงัก  ค่อยๆหย่อนตัวลงน้ำ  ไม่ทันสังเกตเห็นคู่หูลอบยิ้มให้กันอย่างสมใจ 
   
เพราะได้สง่ากับสันติสอน  เลอมานจึงงมกุ้งแม่น้ำสีน้ำเงินสวยสดขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก  กุ้งชุมจริงๆอย่างที่สง่าว่า  เขาผลุบๆโผล่ๆที่ท่า งมขึ้นมาตัวเล็กบ้างใหญ่บ้างอย่างเพลิดเพลิน  สักพักสองคนนั้นก็ขอตัวไปตกกุ้งที่กลางคลองต่อ  ทิ้งเขาไว้ลำพังที่ท่าน้ำ 

“ได้อีกตัวแล้ว” ร่างขาวโพลนเปียกลื่นโผล่พ้นน้ำ  ในมือชูกุ้งอีกตัวที่เพิ่งงมได้สดๆร้อนๆ ให้อีกสองคนที่อยู่กลางคลองดู 

แต่ก็ไร้วี่แวว.. มีเพียงผืนน้ำเรียบนิ่ง  ลมสงบ 

เสียงพายจ๋อมๆอยู่ไกลๆ  แต่ไม่เห็นเรือ  คงพายลับเข้าคุ้งน้ำนั่นไปแล้ว   

“สง่า!  สันติ!” อารามตกใจทำให้มือบางทิ้งกุ้งคืนน้ำ  ตะโกนลั่น  “ไปไหนกันน่ะ!”

เกือบผวาจ้วงน้ำตามไป  ดีที่ฉุกคิดขึ้นได้ว่าตนว่ายน้ำไม่เป็น  เด็กหนุ่มสูงศักดิ์ได้แต่ตะเกียกตะกายขึ้นฝั่ง  ยืนป้องปากตะโกนเรียก  “สง่า!  สันติ!  รอฉันด้วย!”

เงียบกริบ  มีเพียงเสียงลมเสียดใบไผ่ตอบกลับมา

ใช่แน่.. ไม่ต้องสงสัย
เขาถูกทิ้งแน่แล้ว!

แต่อย่างหนึ่งที่ต้องสงสัย.. ทำไม?


สองหนุ่มพายเรือกันไปหัวเราะกันไปอย่างสาสมใจ

“ข้าวนั่นยายช้อยกินได้เป็นอาทิตย์  เอาไปให้ไก่กินแล้วยังไม่ขอโทษสักคำ  ต้องโดนสั่งสอนซะบ้าง” สง่าว่าเข้าให้อย่าเหลืออด  จ้อยเป็นเพื่อนรักของเขา  ใครทำเพื่อนเขาเสียใจ คนอย่างสง่าไม่ปล่อยไว้แน่ 

“เก่งนักก็หาทางกลับเองก็แล้วกัน” ปกติสันติเป็นคนรักสงบสมชื่อ  แต่คราวนี้คงเหลืออดจริงๆถึงได้ร่วมมือกับสง่ามาแก้แค้นให้จ้อย 

ว่าแล้วก็พากันระเบิดเสียงหัวเราะลั่นไปทั้งคุ้งน้ำ

โพล้เพล้  ลมเย็นโชยมาต้องผิวกายเปียกเปลือยจนเลอมานต้องห่อไหล่สั่นสะท้าน  หลากความรู้สึกปนเปอยู่ในหัว  ไม่ใช่โกรธ  ไม่ใช่แค้น  แต่หนักไปทางสับสน น้อยใจ เสียใจและคิดไม่ถึงว่าคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจอย่างสง่าและสันติจะทำแบบนี้กับเขาได้   

ฟันเริ่มกระทบกันดังกึกกัก  เลอมานหันหาเสื้อผ้าที่ถอดไว้แล้วต้องใจหล่นวูบเมื่อคิดได้

ให้ตายสิ!  เขาถอดเสื้อผ้ากองไว้บนเรือ!  เรือที่พวกนั้นพายหนีไปแล้ว!

แดดเริ่มราลงทุกที  รัตติกาลกำลังคืบคลานมาเยือนช้าๆ  ท้องน้ำนิ่งสนิทว่างเปล่าไม่มีเรือผ่านมาสักลำ  ร่างโปร่งบางเหลียวซ้ายแลขวาหาทางกลับโรงเรียน  สองฝั่งคลองมีแต่เรือกสวนรกครึ้ม  เขาคิดว่าจะเดินตามแนวคลองไปเรื่อยๆ  เดินไปๆเดี๋ยวก็คงจะถึงโรงเรียนเอง

น้ำหยดจากชายผ้าขาวม้าลงพื้นติ๋งๆ  มือบางขยุ้มบิดไล่น้ำออกแล้วก้าวเดิน  ทว่าเพียงก้าวเดียวเลอมานก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ 

เจ็บแปล๊บ.. ที่ตรงต้นขาด้านใน

หันกลับไปมองน้ำคลองขุ่นคลั่กที่ตนเพิ่งตะกายขึ้นมาอย่างสงสัย  เขาโดนไม้เกี่ยวเป็นแผลหรือโดนอะไรกัดเข้า  ไวเท่าความคิด  เด็กหนุ่มรีบแหวกผ้าขาวม้าออกดูทันควัน   

พระเจ้า! 

ทันทีที่เห็นก็แทบเข่าอ่อน  ความขยะแขยงแล่นพรูจับหัวใจ 

สิ่งมีชีวิตคล้ายทากหรือหนอนเกาะหนึบอยู่ตรงต้นขา  ตัวเท่าหัวแม่มือ  สีดำมะเมื่อมตัดกับผิวเนื้อซีดขาว  และมันกำลังกินเลือดเขาจนตัวบวมเป่ง     

หม่อมราชวงศ์หนุ่มหมดแรงขึ้นมากะทันหัน  ทรุดลงนั่งกางขากับพื้นหมดสภาพ  ไอ้ตัวน่าเกลียดยังกัดเกาะไม่ปล่อย  ทั้งกลัว ทั้งขยะแขยง  มือเรียวลองเขี่ยๆสัตว์สยอง แต่สัมผัสหยุ่นหยุบที่ได้รับทำให้เขาผวาร้องลั่น  เหลียวซ้ายแลขวา  หากิ่งไม้มาเขี่ยแทน.. ปลายไม้งัดเข้าให้ที่กลางลำตัว  บังเกิดภาพสยองขวัญสั่นประสาท  เมื่อเจ้าตัวประหลาดยืดยาวตามแรงดึงเหมือนยางอีลาสติกดิ้นได้  ทว่าปากยังเกาะที่เก่าแถมปากแผลคล้ายจะฉีกขาดจนเลือดปริ่ม  เรียกเสียงร้องโหยหวนได้อีกคำรบ 

งัดข้อกันจนเหนื่อยหอบ  ในที่สุดเลอมานก็ยอมแพ้  ปล่อยให้เจ้าตัวดำมะเมื่อมแปะอยู่ที่เดิม  เขาตัดสินใจลุกขึ้นยืนด้วยขาสั่นเทา  กำลังจะก้าวเดินแต่แล้วก็เหมือนโชคชะตาเข้าข้าง 

เรือลำหนึ่งแจวมาตามคลอง  ดวงตาคู่สวยหรี่มองฝ่าความสลัว  มองหน้าไม่ชัดรู้เพียงแค่มีคนพายสองคน 

แต่อีกฝ่ายเห็นเขาถนัด  จำได้แม่นยำ

“คุณชาย!”
“ไปทำอะไรตรงนั้น!”

นายลอย!  นายสิงห์!  ใจชื้นขึ้นเป็นกองเมื่อได้ยินเสียงที่เคยคุ้น  ขวัญที่บินหายค่อยคืนกลับมา  เลอมานดีใจจนน้ำตาแทบคลอเบ้า  นึกว่าจะต้องเดินขาลากกลับโรงเรียนเสียแล้ว 
   
เลอมานนั่งอยู่กลางลำเรือเหมือนเช่นตอนขามา  ผิดแต่ว่าคนที่คัดท้ายคือนายลอย  และคนอยู่หัวเรือคือนายสิงห์  ไม่ใช่สง่าและสันติที่ชวนเขามาอย่างมิตรแต่กลับทำเขาได้เจ็บแสบนัก 

เด็กหนุ่มบอกผู้มาช่วยเหลือแค่ว่าเขามางมกุ้งกับเพื่อนแล้วถูกทิ้งไว้  ไม่ได้บอกว่ามีสัตว์ประหลาดลึกลับยังเกาะนิ่งอยู่ที่ขาอ่อน  แค่สองคนนั้นมาเห็นเขาในสภาพนี้ก็อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว  ขืนต้องไปนั่งกางขาให้ดู.. โอย.. แค่นึกภาพก็ลมจะจับเสียให้ได้ 

ลมจะจับ.. อืม.. ไม่อยากเชื่อว่าแค่คิด เขาก็จะเป็นลมขึ้นมาจริงๆ  ผิวน้ำข้างลำเรือเป็นระลอกชวนให้เวียนหัว  หนาวจนต้องห่อไหล่สะท้าน  ใจมันหวิวคล้ายจะวูบเสียให้ได้

เพราะนั่งอยู่ข้างหลัง  ลอยจึงเห็นความผิดปกติชัดเจน

“พี่สิงห์  เดี๋ยวก่อน” เสียงทุ้มห้าวจากท้ายเรือเรียก  ทำให้คนที่อยู่หัวเรือชะงัก  ราพายนิ่งพลางหันมามองงงๆ

อาการหัวปักหัวหงาย เอนซ้ายเอนขวาของคนที่นั่งอยู่กลางลำเรือ  ทำให้ลอยอดห่วงไม่ได้  ขืนพายต่อไปคงหัวทิ่มตกน้ำตูมเสียก่อนเป็นแน่ 

“คุณชาย  เป็นอะไรหรือเปล่า” ร่างสูงเขยิบเข้าใกล้  มือใหญ่แตะผิวเนื้อเปล่าเปลือย “ตัวเย็นเชียว  หนาวหรือ”

“ง่วง..” ใบหน้าซีดเผือดพึมพำแผ่วเบา  ตาปรือจวนหลับมิหลับแหล่  ปล่อยให้มือใหญ่คว้าร่างตนขยับถอยไปอิงไว้แนบอกอย่างไม่ขัดขืน  โอนอ่อนซบลงตรงอกกว้าง  แทบไม่รู้ตัวยามร่างสูงถอดเสื้อตนออกห่มคลุมให้ 

“ท่าไม่ค่อยดี  รีบไปเถอะว่ะ” สิงห์หันมาสั่งด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด  ลอยพยักหน้าพลางจ้วงพายสุดแขนเร็วรี่  มุ่งหน้าไปยังท่าน้ำหลังโรงเรียนฝึกหัดครู 

เลอมานไม่รู้ตัวเลยว่าสัตว์สยองที่เรียกว่าปลิงที่เกาะขาอยู่นั้นดูดเลือดอิ่มหนำเต็มที่จนคลายตัวออกนานแล้ว  ทิ้งไว้เพียงหยดเลือดที่หลั่งรินจากปากแผลไม่ขาดสาย  ซึมลงผ้าขาวม้า  หยดลงบนท้องเรืออย่างนิ่งสงบ 

อาศัยเพียงแสงตะเกียงสลัวในคืนเดือนมืด  ไม่มีใครสังเกตเห็นรอยเลือดนั้นเลยสักคน

*********************
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 13-01-2012 14:48:04
ฟ้ามืดลงทุกทีๆ  แต่ป่านฉะนี้ลูกศิษย์ตัวดีก็ยังไม่กลับมา  หะแรกคนึงฝืนตีหน้านิ่งเฉยไม่รู้ร้อนเมื่อกลับมาพบเพียงห้องว่างเปล่า  แกล้งไม่รู้หนาวเมื่อได้เวลาอาหารเย็นแล้วก็ยังไม่เห็นเงาเจ้าของดวงตาสดใสคู่นั้น 

ไม่.. เขาไม่ได้ห่วงเด็กคนนั้น  เด็กนิสัยเสีย เอาแต่ใจ ไร้ความรับผิดชอบพรรค์นั้นมีอะไรให้ห่วง
   
หายไปค่ำๆมืดๆแบบนี้  คงไม่แคล้วไปเที่ยวเล่นกับพวกนักเลงหัวไม้อีกกระมัง
 
ได้แต่บอกตัวเองว่าไอ้อาการร้อนรนนั่งไม่ติดนี่น่าจะเป็นเพราะหากคุณชายนั่นเป็นอะไรไป  หม่อมเจ้าอาทิตย์ธวัชจะต้องกริ้ว  และอาจลงโทษทางโรงเรียนได้  เขาแค่ห่วงชื่อเสียงของโรงเรียน  ก็เท่านั้น..

ไม่มีอะไรอื่น ‘เกินเลย’ กว่านั้น  ไม่มีแน่นอน! 
   
   
เกือบสองทุ่มแล้ว คนึงตัดสินใจจะออกไปตามหา  จ้อยอาสาไปด้วยเพราะเป็นห่วงเพื่อนต่างชนชั้น  ศิษย์อาจารย์เอาเรือออกจากท่าหลังโรงเรียน  โดยมีเป้าหมายที่บ้านกำนัน  ขณะที่มือใหญ่กำลังสาละวนคลายเชือกผูกเรือ  จ้อยที่ยืนหิ้วตะเกียงเจ้าพายุก็สังเกตเห็นเรือลำหนึ่งจ้ำพายตรงมา 

แสงตะเกียงหัวเรือวอมแวมไม่สว่างนัก  แต่จ้อยจำเรือนร่างกำยำและรูปหน้าคมสันของฝ่ายนั้นได้ขึ้นใจ  คนที่ชังแสนชัง

ไอ้สิงห์!?

มือเล็กสะกิดอาจารย์ให้เงยหน้าดู  สิงห์เองก็คล้ายจะชะงักไปเช่นกันที่เห็นเขา  หากเพียงวูบเดียว  แขนแกร่งรีบจ้วงพายจนขึ้นกล้าม  ถึงท่าแล้วรีบเหนี่ยวหลัก ดึงเรือเทียบชิด  นั่นแหละทั้งจ้อยและคนึงจึงได้เห็นสภาพร่างแบบบางที่ทอดกายเอนซบกับฝีพายท้ายเรืออย่างชัดเจน

“คุณชาย!” จ้อยร้องลั่น  ผวาเข้าไปหา  สิงห์โดดขึ้นท่า  อ้อมแขนแกร่งยื่นไปรับร่างระทดระทวยที่ลูกน้องส่งให้ขึ้นช้อนอุ้ม 

เมื่อนั้นทุกคนถึงได้เห็นชัดเต็มสองตา

ด้านหลังของผ้าขาวม้าแดงฉานชุ่มโชกด้วยเลือด  หยดติ๋งลงพื้นไม้แหมะๆ เป็นหยดแดงด่างดวง
   
ตาใสๆของจ้อยเบิกโพลงตะลึงลาน  เลือดแดงฉานหยาดไหลมาตามเรียวขาขาว  ดวงตาที่สดใสเป็นนิตย์คู่นั้นปิดสนิท  สมองน้อยๆประมวลผลได้ว่าคุณชายของเขาโดนทำร้ายไม่ต้องสงสัย  ตัวการจะเป็นใครนอกจากไอ้คนสารเลวตรงหน้านี่   

“ปล่อยคุณชายนะ  พวกเอ็งทำอะไรเขา!” ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม  กำปั้นเล็กทุบอั้กๆที่หลังไหล่ล่ำสัน  อีกฝ่ายเพียงเบี่ยงกายหลบหลีก   

“ไม่รู้โว้ย!” เสียงทุ้มห้าวตะคอกใส่อย่างเหลืออด  ถ้าไม่ติดว่าอุ้มคุณชายอยู่ละก็  จะจับไอ้เตี้ยนี่หักแข้งหักขาแล้วโยนลงน้ำเสียให้หมดฤทธิ์   

คนึงยืนตัวชา  มือสั่น  ความโกรธจากไหนไม่รู้มากมายมาสุมใจจนเดือดพล่าน  พยายามแล้วที่จะระงับมัน  แต่ก็เกินควบคุมไหว  ดวงตาคมเข้มวาววับด้วยโทสะ  กำหมัดขบกรามแน่น  เมื่อได้ประจักษ์ว่าการณ์เป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด  ยิ่งคิดสภาพตัวเองที่ผุดลุกผุดนั่งกระวนกระวายยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า

หายหัวไปทั้งวัน  กลับมาเอาเสียมืดค่ำในสภาพเนื้อตัวเกือบล่อนจ้อน  ซบอิงแอบมากับผู้ชาย  แถมยังรอยเลือดนั่นอีก 
ภาพมันฟ้องออกโต้งๆแบบนี้  จะให้เขามองเป็นอะไรได้!     

“ไปทำอะไรกันมา!” อาจารย์หนุ่มตะคอกลั่นไม่ออมเสียง   ก้าวอาดๆไปยืนตรงหน้าลูกชายกำนัน  มือใหญ่ตบหน้าคนที่เอาแต่นอนซบให้ได้สติสองสามที  ไม่แรง.. แต่ก็ไม่เบา

ดวงตาแดงก่ำค่อยๆปรือขึ้นมอง 

“มานี่!” แขนแข็งแรงกระชากร่างโปร่งบางจนลงไปกองกับพื้น  ก่อนตามไปเขย่าตัวจนหัวสั่นหัวคลอน “ครูถามว่าเราไปทำอะไรมา ตอบ!” 
    
“อาจารย์  คุณชายเจ็บอยู่นะครับ” เสียงจ้อยที่ผวาเรียกทำให้คนึงได้สติ  มือที่บีบต้นแขนขาวแน่นชะงัก  ค่อยๆคลายออก  ปรากฏรอยแดงเด่นชัด  ริมฝีปากได้รูปเม้มแน่น  สบดวงตาสีน้ำตาลใสที่มองสบแวบหนึ่งแล้วเบือนหลบ 

คมตานั้นกรีดใจเขาเสียเจ็บซิบ

อาจารย์หนุ่มช้อนอุ้มร่างเบาหวิวเดินกึ่งวิ่งขึ้นไปบนเรือน  มีจ้อยตามไปติดๆ  สิงห์ก้าวขาจะขึ้นบันไดตามไปทว่ากลับชะงักเมื่อลูกน้องคนสนิทดึงแขนไว้

“หมดเรื่องของเราแล้ว กลับเถอะ” ลอยบอกด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง  แต่ลูกพี่กลับสะบัดแขนอย่างแรง  เดินขึ้นไปไม่สนใจ  ทิ้งให้อีกคนถอนใจเฮือก  เดินไปนั่งรอบนแคร่ใต้ต้นหางนกยูง

อ้อมแขนแกร่งค่อยๆวางร่างแบบบางลงบนเตียง  ทะนุถนอมเหมือนแก้ว  ราวกับเป็นคนละคนกับที่ท่าน้ำ  มือใหญ่แหวกผ้าขาวม้าออกหาที่มาของบาดแผล  เห็นแผลเล็กๆตรงต้นขาด้านใน  แผลนิดเดียว แต่กลับมีเลือดไหลไม่ยอมหยุด

“เจอคุณชายที่ท่าสวนตาแหวง  บอกว่าไปตกกุ้งกับเพื่อน” ลูกชายกำนันหยุดอยู่แค่หน้าประตูห้อง  บอกเล่าข้อมูลเท่าที่รู้แก่อีกฝ่าย  นิ่งมองเจ้าตัวเล็กที่แค่เห็นเลือดก็หน้าซีด  ใช้กระดาษซับเช็ดเลือดด้วยมือสั่นเทา 

“สงสัยถูกปลิงเกาะ” ใบหน้าหล่อคมสลดวูบ  ความรู้สึกผิดถาโถมกัดกินใจ  “จ้อย  ไปเอากล่องปฐมพยาบาลมา  ขอบุหรี่อาจารย์วิรัชมาด้วย”
   
ร่างเล็กพยักหน้าหงึกหงักก่อนวิ่งตัวปลิวไป  ชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นคนตัวโตยืนขวางประตูมองมาด้วยดวงตาเรียบนิ่ง  มือใหญ่ยื่นซองบุหรี่ส่งให้  แต่จ้อยกลับเมินหนี  ถูกกระชากต้นแขนกลับมายัดเยียดซองบุหรี่ให้อีก  หนนี้มือเล็กปัดมันเสียกระเด็นแล้ววิ่งตื๋อออกไป  ไม่แยแสว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกเช่นไร

ความหวังดีของคนๆนี้  เขาไม่ต้องการ!
   
ได้กล่องปฐมพยาบาลแล้ววิ่งไปหาอาจารย์วิรัชที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงหัวบันได  ซึ่งก็ยอมปันบุหรี่ให้เมื่อร้องขอ

“รดน้ำผักแล้วหรือจ้อย” อาจารย์ร่างสันทัดถามอย่างแปลกใจ 
“ยังครับ  ว่าจะอยู่ดูแลคุณชายก่อน”
“อ้าว  เป็นอะไร”
“คุณชายโดนปลิงเกาะครับ  เอาไว้ดึกๆค่อยไปรด” หนุ่มน้อยพนมมือไหว้ขอบคุณแล้ววิ่งจากมา

เจอคนตัวโตยืนขวางหน้าห้องอยู่เช่นเคย  จ้อยเพียงเดินผ่าน มองผ่านเหมือนมองอากาศธาตุ  เข้าไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์คนึงทำแผลและห้ามเลือดให้คุณชายอย่างขะมักเขม้น  อาจารย์หนุ่มเริ่มจากเช็ดคราบเลือดรอบปากแผลแล้วฉีกมวนบุหรี่เอายาเส้นมาโปะแผลไว้เพื่อห้ามเลือด  จ้อยเจ็บแทนทุกครั้งเมื่อเห็นคุณชายสะดุ้งหรือร้องครางด้วยความเจ็บ 

เลือดหยุดไหล  จ้อยทำหน้าที่เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้  เอาชุดนอนหอมสะอาดให้ใส่  เลอมานนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง  ดวงตาคู่สวยนั้นแดงก่ำ  ขณะถูกอาจารย์ผู้ดูแลซักไซ้ราวกับเป็นจำเลย 

“ผมไม่รู้!  ไปถามนักเรียนของอาจารย์เอาเองสิ!” คนเจ็บแหวเข้าให้อย่างเหลืออด  ปลายจมูกแดงเรื่อ  เจ็บใจ เจ็บตัว ผิดหวัง น้อยใจ หลากหลายอารมณ์ปนเปกันคุกรุ่นอยู่ในอก 

คนึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าเป็นใคร  คนที่เลอมานสนิทสนมด้วยในโรงเรียนนี้  นอกจากจ้อยก็มีแต่สง่าและสันติเท่านั้น  จ้อยจึงถูกใช้ให้ไปตามสองสหายมาสอบสวนโดยด่วน

ร่างเล็กวิ่งตื๋อออกจากห้อง  โล่งใจที่ไม่เห็นคนตัวสูงๆยืนขวางกรอบประตู  แต่ทันทีที่ลงบันได  หนุ่มน้อยก็เข้าใจว่าตนคิดผิด 

“ดูสิวะคนเรา  อุตส่าห์ช่วยแท้ๆเสือกถูกด่าถูกทุบ  พอรู้ว่าเข้าใจผิดอย่าว่าแต่ขอโทษเลย จะขอบคุณกันซักคำก็ไม่มี” ร่างสูงใหญ่เดินจากแคร่ใต้ต้นหางนกยูงเข้ามาหาด้วยท่าทางยียวน  มีลูกสมุนคนสนิทตามติด  แต่มีหรือคนอย่างหลานยายช้อยจะกลัว 

“ไสหัวกลับไปได้แล้วไอ้สิงห์  อย่ามาเกะกะแถวนี้” นักเรียนร่างเล็กเชิดหน้าไล่ส่งอย่างไม่กลัวเกรง 

“น้อยหน่อยไอ้จ้อย  วันนั้นทำพวกกูอับอายขายหน้า กูยังไม่ได้เอาคืนเลย”  ไอ้ลอยท่าทางเดือดร้อนกว่าลูกพี่หลายเท่านัก  “แล้วพี่สิงห์แก่กว่าเอ็งตั้งกี่ปี  เอ็งเรียกเขาว่าอะไรนะ”

ดวงตาคู่ใสจ้องมองหัวหน้าอันธพาลด้วยความเกลียดชัง  เมื่ออยากฟังนักก็จะพูดให้ฟังช้าๆ ชัดๆให้สมใจ

“ไอ้ สิงห์” 

น่าแปลก  คนถูกเรียกกลับเพียงมองนิ่ง..

‘พี่สิงห์’
   
ภาพใบหน้าเด็กน้อยในชุดนักเรียน  ตาโตใสกระจ่าง  เรียกขานชื่อเขาพร้อมรอยยิ้มกว้างผ่านวูบเข้ามาในความทรงจำ

วันเวลาผ่านไป  เด็กน้อยคนนั้นเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มน้อย  น่ารัก น่าถนอมไม่เปลี่ยน  ดวงตาใสซื่อเหมือนลูกหมา  รอยยิ้มอ่อนหวานนั้นก็ยังเหมือนเดิม  หากแต่มีไว้ให้คนอื่น  ไม่ใช่เขา! 

นึกแล้วมันน่าเจ็บใจนัก!

“ถือว่าอยู่ในโรงเรียน  ทำเป็นกร่างนะมึง” สิงห์กระซิบเหี้ยม  ก้าวพรวดเดียวเข้ามากระชากข้อมือน้อยอย่างแรง  จ้อยสะดุ้งผวาเมื่อถูกคนแรงเยอะกว่าออกแรงลากไปในมุมมืด

“ไอ้สิงห์  ไอ้อันธพาล  ไอ้ชาติชั่ว  ปล่อย!” หนุ่มน้อยดิ้นปัดๆ 
   
“เออ!  กูมันอันธพาล กูมันชั่ว แล้วไงวะ!” คำด่าทอนั้นยังผลให้คนฟังโกรธจนเหวี่ยงร่างเล็กไปกระแทกกับต้นมะม่วงอย่างแรง   
   
จ้อยลูบหัวป้อยด้วยความเจ็บ  ดวงตาคู่สวยถลึงจ้องอีกฝ่ายอย่างชิงชังสุดหัวใจ  “เป็นถึงลูกกำนัน  กลับทำตัวเป็นอันธพาล  เที่ยวใช้อำนาจระรานคนไปทั่ว  คนอย่างเอ็งถ้าไม่มีพ่อคุ้มกะลาหัวให้ก็ไม่ต่างอะไรกับหมาตัวนึง”

สิงห์หยุดทันที  เหมือนถูกกระสุนพุ่งเข้าใส่

“ซักทีเถอะวะ!” ไอ้ลอยเงื้อง่ากำปั้นปราดเข้ามาหมายจะสั่งสอนเด็กปากดี  แต่กลับถูกลูกพี่ยกแขนกันไว้ 

“กลับ!” พูดแค่นั้นคนตัวโตก็หันหลังเดินลิ่วๆจากไป  ทิ้งจ้อยให้หน้าตื่นอยู่พักหนึ่งก่อนวิ่งตื๋อไปหาสง่าและสันติ 

ไอ้ลอยเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างหงุดหงิด  เหวี่ยงตีนเตะปลายหญ้าระบายอารมณ์  หงุดหงิดไอ้จ้อยที่วันนี้ก็ยังเอาคืนมันไม่ได้  แต่ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่านั้นคือลูกพี่ตัวเอง  ที่ปล่อยเหยื่อที่ดิ้นเร่าๆคามือให้หลุดรอดไปได้แบบนี้

จู่ๆก็นึกถึงบทสนทนาระหว่างจ้อยกับอาจารย์วิรัชขึ้นมาได้ 

ริมฝีปากหนาหยักยิ้ม  แววตาเจ้าเล่ห์แพรวพราย  ภูมิใจกับแผนการใหม่ที่เพิ่งคิดได้สดๆร้อนๆนัก

ระหว่างทางกลับบ้าน  สิงห์เอาแต่นั่งเหม่อ แจวเรือซ้ายทีขวาทีอย่างคนใจลอย  จนต้องเอาพายราน้ำนิ่งปล่อยให้ลอยจ้วงพายไปคนเดียว

สมุนตัวโตมองอาการลูกพี่แล้วยิ้มหยันในความอ่อนหัดของอีกฝ่าย  ทำเป็นวางท่าโหดเหี้ยมใส่ได้ไม่กี่น้ำ  แค่พอไอ้เตี้ยจ้อยมันพูดกระแทกใจเข้าหน่อยก็อ่อนปวกเปียก  ดูอย่างวันก่อนที่ตลาดนั่นปะไร  เตรียมพร้อมไปโวยวายหาเรื่องเต็มที่  แต่พอเจอตาใสๆนั่นจ้องมองมา  ไอ้สิงห์ก็สิ้นฤทธิ์เป็นงูเจอเชือกกล้วย

ไอ้สิงห์  ไอ้อ่อนหัด  ไอ้กระจอก  ไอ้โตแต่ตัว  ที่จ้อยมันด่าเข้าให้ก็ถูกแล้ว  ถ้าไม่มีบารมีพ่อคุ้มกะลาหัว  คนอย่างเอ็งมันก็ไม่ต่างอะไรกับหมาตัวนึงแหละว้า 
   
ไอ้สิงห์แก่กว่าไอ้จ้อยสามปี  แต่มันสองคนเรียนทันกันจนได้อยู่ห้องเดียวกันตอนป.๕ ทำไมน่ะหรือ  ก็ไอ้สิงห์มันโง่จนสอบตกซ้ำชั้นสองปีซ้อน  ในขณะที่จ้อยมันเรียนเก่งจนได้ข้ามชั้นขึ้นมาปีนึงน่ะซี  ไอ้สิงห์จึงกลายเป็นเด็กโข่ง ตัวโตที่สุดในห้อง  แล้วดันเสือกดวงซวยได้นั่งข้างๆกับไอ้จ้อย ที่ตัวเล็กกะจ้อยร่อยสมชื่อ  โลกมันตาลปัตร  คนแก่สุดในห้องเสือกโง่สุด  แต่คนอ่อนสุดในห้องเสือกเก่งสุด  สอบได้ที่หนึ่งทุกปี  เป็นตัวแทนห้องถือพานพุ่มไหว้ครู  ได้รางวัลมารยาทงามอีกด้วย 

ตรงข้ามกับไอ้สิงห์ทุกอย่าง  ก็บอกแล้วว่าคนอย่างไอ้สิงห์มันมีดีอย่างเดียวคือเกิดมาเป็นลูกกำนัน 
 
ตอนเด็กๆ พวกมันสนิทกัน รักกันมากจนคนไม่รู้ยังนึกว่าเป็นพี่น้องกัน  ไอ้จ้อยเรียกพี่สิงห์ๆ แล้วแทนตัวเองว่าน้องจ้อยยังงั้นน้องจ้อยยังงี้  เรื่องเรียนพวกมันสองคนก็คอยช่วยเหลือกัน  อ้อ ต้องเรียกว่าไอ้จ้อยช่วยไอ้สิงห์ถึงจะถูก  เพราะมีแต่จ้อยที่เป็นฝ่ายสอนการบ้าน  ส่วนบ้านไอ้จ้อยมันจน สิงห์มันก็คอยช่วยตลอด  เอาข้าวกลางวันมาเผื่อบ้างละ  เหมาขนมที่ยายช้อยให้จ้อยหอบมาขายที่โรงเรียนบ้างละ
   
ไม่น่าเชื่อว่าพอโตขึ้นจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังตีน 

สาเหตุที่พวกมันสองคนไม่ถูกกัน  ไอ้ลอยคนนี้รู้ดีที่สุด  หึหึหึ

“ยิ้มอะไรของเอ็งวะ” สิงห์หันมามองหน้าลูกน้องคนสนิทเมื่อมันมาเทียบเรือส่งถึงท่าน้ำหน้าบ้าน 

“ไม่มีอะไรพี่” ไอ้ลอยยังยิ้มไม่หุบ  ทว่าเป็นยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์พิกล “ฉันไปล่ะ  ถ้ามีอะไรเดี๋ยวจะมาเรียก”

ทิ้งท้ายไว้เป็นปริศนาก่อนแจวเรือจากไป  ลูกชายกำนันได้แต่ส่ายหน้า 

หารู้ไม่ว่าไอ้ลอยมุ่งมาดจะพายเรือไปรับไอ้เลิศและไอ้หมาน  แล้วจะวกกลับไปที่โรงเรียนฝึกหัดครูอีกครั้ง!

นึกถึงดวงตาใสแจ๋วเหมือนลูกหมาคู่นั้นแล้วมันน่าสนุกนัก 

********************

เลอมานชะโงกหน้ามองจากหน้าต่างข้างเตียง  แสงไฟจากบนเรือนส่องให้เห็นสง่ากับสันติยืนกุมเป้าตัวลีบอยู่กลางลานดินกว้าง  เบื้องหน้าคืออาจารย์ฝ่ายปกครองผู้แสนเข้มงวด  เสี้ยวหน้าได้รูปนั้นดูนิ่งขรึม น่ายำเกรง

สองสหายสารภาพหมดเปลือกว่าจงใจแกล้งทิ้งเขาไว้  แต่ไม่คิดว่าจะเลยเถิดบานปลายจนเจ็บตัวแบบนี้  แล้วเขาก็ได้เห็นคนึงฟาดไม้เรียวที่ก้นสองคนนั้นคนละ ๕ ที  ขู่ตัดคะแนน และสั่งให้มาขอโทษเขาในวันรุ่งขึ้น  ไม่ลืมต่อว่าเรื่องที่ชวนกันไปทำบาปโดยการตกกุ้งในวันพระ  และสั่งให้เอากุ้งที่ยังไม่ตายไปปล่อยให้หมด

เฮ่อะ  พ่อคนใจบุญ
   
หม่อมราชวงศ์หนุ่มได้แต่มองอย่างนิ่งสงบ  อดคิดไปไม่ได้

ถ้า..ถ้าเป็นจินดา  ถ้าจินดาบาดเจ็บเลือดอาบมาแบบนี้  มือใหญ่นั่นจะตบหน้าให้รู้สึกตัว  จะกระชากจนเจ็บแบบที่ทำกับเขาไหม  จะตะคอกใส่หน้า  กล่าวหาว่าเขาไปก่อเรื่องเสื่อมเสียไหม 
   
ร่างสูงในเสื้อกุยเฮงกางเกงแพรเดินเข้าห้องมา  ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นดวงตาสีน้ำตาลใสจ้องเขม็ง

“ยังไม่นอนหรือ” ถามโดยไม่สบตา  ปกติเลอมานคงตอบกวนประสาทไปแล้วว่า ‘ถ้านอนแล้วจะลุกขึ้นมานั่งหรือ’ 

แต่ไม่ใช่ตอนนี้ 

“อาจารย์คิดว่าสิงห์กับลอยทำอะไรผม” เขาตัดสินใจถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่เต็มอก 

ดวงตาคมวาวเรียบนิ่ง  นิ่งพอๆกับน้ำเสียง  “ถามแบบนี้  ไม่รู้จริงๆหรือว่าแกล้งไม่รู้” 

“ผู้ชายเหมือนกัน  จะทำอะไรได้”  คนเจ็บไล่ต้อนให้จนมุม 

“ผู้ชายบางคนมันไม่เลือกหรอกนะ” ความหงุดหงิดเจือในน้ำเสียงจนจับได้  เป็นเชื้อไฟที่ทำให้คนฟังตีรวนอย่างหาเรื่อง

“อาจารย์เคยทำงั้นสิ  ถึงได้รู้ดีนัก”

เจอย้อนเข้าให้อย่างเจ็บแสบแบบนี้ คนึงถึงกับนิ่งงัน  แกล้งเบือนหลบไม่สบดวงตาคาดคั้นของอีกฝ่าย  กำลังจะหันกลับไปยังฝั่งตนแต่กลับต้องชาวาบทั้งร่างเมื่อได้ยินประโยคต่อไป       

“อย่าคิดว่าคนอื่นจะเหมือนตัวเอง  ชอบผู้ชายเหมือนกัน” ปากซีดเผือดแสยะเหยียดหยัน  “น่าขยะแขยง” 

‘น่าขยะแขยง?’

เขาไม่ได้คิดเช่นนั้น  ไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยจริงๆ  ที่พูดออกไปเพราะแค่อยากทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บปวดบ้าง 
 
ได้ผล

“เอาอะไรมาพูด” คนกินปูนร้อนท้องหน้าถอดสีทันที  รีบร้อนเดินไปยังโต๊ะทำงานตัวเอง  คงจะเพิ่งเห็นโน้ตที่เขาเขียนไว้ให้
   
“ไปบ้านจ้อยมาหรือ  ไปหายายช้อยมาใช่ไหม  ไปรบกวนอะไรแก” 

ทำไมนะ?  ทำไมเขาเจ็บอีกแล้ว?  น่าแปลก  ทำไมเขาถึงเจ็บได้อย่างง่ายดายกับคำพูดเพียงแค่นี้

“นี่คือคำพูดที่อาจารย์ควรพูดหรือ” เลอมานกระบอกตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่  แม้แต่เสียงยังสั่นพร่าน่าสมเพช “แทนที่จะถามผมสักคำ  ผมกลัวไหม  ผมหนาวไหม  ผมเจ็บไหม  อาจารย์กลับไม่ถามเลย!”

พูดได้แค่นั้นแล้วก็ผินหลังให้  สะบัดผ้าห่มคลุมร่างจนมิดหัว 
   
ดูเอาเถิด  ขนาดกุ้งที่สง่ากับสันติตกได้มา  คนึงยังมีแก่ใจห่วงใยมันมากกว่าเขาเสียอีก  แบ่งปันความเมตตาที่มีให้กุ้งพวกนั้นมาให้เขาสักนิดไม่ได้หรือ  หากการทำใจให้รักและเอ็นดูเขาในฐานะศิษย์มันยากนัก  ก็เมตตาเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกคนหนึ่ง  มันลำบากยากเข็ญนักหรือ

หรือในสายตาของฝ่ายนั้น  เขามีค่าน้อยกว่ากุ้งในถังสังกะสีพวกนั้นเสียอีก  ไม่สิ  ไม่ว่าอะไรก็มีค่ามากกว่าเขาทั้งนั้น  เพราะสำหรับอาจารย์คนึงแล้ว  หม่อมราชวงศ์เลอมานคนนี้ไม่มีค่าเลยสักนิดเดียว     

มือที่ซุกอยู่ใต้หมอนกำแน่น  ความอุ่นผ่าวจากเบ้าตากลั่นกรองเป็นหยาดน้ำหยดไหลผ่านสันจมูกร่วงเผาะสู่หมอน  กัดริมฝีปากแน่นจนช้ำ  ไม่มีแม้เสียงสะอื้น  ไม่มีอาการตัวสั่น  ไม่มีวันเสียละที่เขาจะให้อีกฝ่ายมารับรู้ว่าเขาน่าสมเพชเพียงใด 

เป็นวันแรกในแผ่นดินไทยที่เขาเสียน้ำตา 

แต่หากเลอมานจะเปิดผ้าห่มที่คลุมโปงไว้จนมิดขึ้นมองสักหน่อย   ก็จะได้เห็นมือที่เอื้อมไปทำท่าคล้ายจะสัมผัสร่างที่นอนคุดคู้  ทว่าพอจวนถึงกลับชะงักนิ่ง  ก่อนเปลี่ยนใจ หรือตัดใจวางมือลงข้างตัว   

และจะได้เห็นดวงตาที่อ่อนโยนลงตามหัวใจที่อ่อนยวบนิ่งมองอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน



โปรดติดตามตอนต่อไป

----------------------------------------------------------------------------
*น้อยใจ, พรพิรุณ คำร้อง,  โฉมฉาย อรุณฉาน ขับร้อง

 
ตอบเม้นกันดีกว่า :L2:

WinterRose
แหม.. ถ้าเป็นหนังจีนคงต้องบอกว่าข้าน้อยมิบังอาจ มิบังอาจ (คารวะ 2 ที) อ่านคอมเม้นคุณแล้วเราเขินเลยล่ะ (เกาหัวแกรกๆ) ไม่เคยคิดว่าตัวเองเขียนดีอะไรเลยค่ะ แค่รู้สึกยังไงก็เขียนยังงั้น แล้วก็ความรักจับมือเขียน.. เท่านั้นเอง  ตอนนี้กำลังเริ่มเขียนตอน ๑๐ ต่อแล้วค่ะ  คาดว่าจะลงที่เล้าพร้อมกับบอร์ดอื่นไปด้วยเลย  สะดวกอ่านบอร์ดไหนก็ได้จ้า  และขอบคุณมากๆสำหรับโค้ดทำลิ้งค์สารบัญนะคะ  ว่าแต่ตัวเลข ๗ ตัวนั่นคืออะไรคะ  ถามไว้เผื่อคราวหน้าเราจะได้ทำเองโดยไม่ต้องรบกวนคนอื่นน่ะค่ะ ^^

silverspoon
คุณชายเริ่มเผยนิสัยด้านดีให้เห็นทีละนิดแล้วค่ะ  ส่วนอาจารย์ก็เริ่มหลงเด็กหน่อยๆ  ช่วยไม่ได้อ่ะเน้อ เรื่องพรรค์นี้มันไม่เข้าใครออกใคร ^^

vk_iupk
ยินดีต้อนรับและยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ ^^

tonkhaw
ขอบคุณมากนะคะที่ชอบ เป็นคนเขียนนิยาย แค่มีคนอ่านก็ดีใจแล้วค่ะ ยิ่งได้คอมเม้นให้กำลังใจแบบนี้ยิ่งปลื้มตัวลอยเลย^^ ส่วนที่บอกว่าอยากให้ลงทุกวันนี่ (ปาดเหงื่อ^^”) ถ้าทำอย่างนั้นได้จริงจะวิ่งรอบสนามหลวงสองรอบเลยค่ะ  ใจจริงก็อยากอัพถี่ๆเหมือนนักเขียนหลายๆคนนะคะ  แต่เราเป็นคนเขียนช้านี่สิ T^T  ขอเป็นอาทิตย์ละตอนแล้วกันนะคะ

davil01
ขอบคุณมากค่ะ  ^^

roseen
อ๋าย.. ไม่ต้องกังวลค่ะไม่ต้องกังวล  วาระแห่งดราม่ายังมาไม่ถึงค่ะ ^^

Mio
สามคำให้น้องนางฟ้า >> รัก เช่น กัน (จ้า)

wdaisuw
ดีใจมากๆเลยค่ะที่อ่านแล้วชอบ  แต่อยากบอกว่า.. มาม่าน้ำ(ตา)ตกเนี่ย.. อร่อยนะคะ ๕๕๕+

ordkrub
ชื่อเรื่องมันเรียบมากเลยเนอะ ๕๕๕+ ตั้งใจตั้งชื่อให้เหมือนนิยายสมัยก่อนน่ะค่ะ  อยากบอกว่ามีคนอ่านเข้าใจว่าเป็นนิยายกำลังภายในด้วยนะเออ (สงสัยเพราะคำว่า ‘หงส์’ เป็นแน่แท้) ขอบคุณที่ผ่านมาแล้วไม่ผ่านไป  อยู่เป็นเพื่อนกันไปนานๆนะคะ^^

dearmeepooh
ตอนนี้แค่ซอฟท์ๆ พอให้เขินๆแก้มแดงอ้องต้องก่อนเนอะ  ไว้รอเลือดพุ่งพร้อมกันในฉากอัศจรรย์เนอะ ^^

Artemis
ยินดีต้อนรับสู่นิยายเรื่องนี้ค่ะ มามะกอดกันๆ  :กอด1:ขอบคุณมากๆเช่นกันนะคะที่แวะเข้ามาอ่าน  เขียนนิยายแล้วมีคนอ่านก็เหมือนสารที่ต้องการจะสื่อเดินทางไปถึงคนรับ  ไม่ใช่พูดใส่กำแพงอยู่คนเดียว  ขอบคุณมากนะคะ

2pmui
ชอบอะไรๆย้อนยุคเหมือนกันค่ะ  ขอบคุณที่ติดตามนะคะ^^

Zymphoniz
เดี๊ยวๆๆๆ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องรวมเล่มเลยจ้า.. เรื่องราวดำเนินมาแค่ต้นๆเรื่องเอง การรวมเล่มมันยังเป็นเรื่องของอนาคตอันยาวไกล ^^  (แต่ถ้าเป็นไปได้พี่ก็อยากรวมเล่มน่ะเน้อ) ขอบคุณที่คอยให้กำลังใจเสมอมานะจ๊ะ


รักคนอ่านค่ะ

ดอกไม้

๑๓ มกราคม ๕๕
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: WinterRose ที่ 13-01-2012 18:39:48
อา เราลืมนึกถึงไปเลยค่ะว่าคุณดอกไม้ต้องทราบเรื่องที่มาของ url แน่เลย
ขอโทษด้วยนะคะ  :call:
ดูที่ภาพนะจ๊ะ จิ้มตรงที่ชี้ไว้เลย

(http://i1230.photobucket.com/albums/ee484/MiaDirectorKim/Untitled-1.jpg)

แล้วพอมันเปลี่ยนหน้าปุ๊บก็ก็อป url address หน้าที่ขึ้นมาใหม่นั่นแหละ
มาใส่เป็นลิ้งค์ของแต่ละบท อย่างของบทที่ ๗ จะเป็น
 http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=30154.msg1807693#msg1807693 ค่ะ
สงสัยตรงไหนอีก ถามได้เลยนะคะ ^^

---

อ่านตอนนี้แล้วก็ให้สงสารคุณชายที่สุดเลย
ทำไมเพื่อนๆของจ้อยใจร้ายขนาดนี้ก็ไม่รู้
อาจารย์อีก อดติกับคุณชายแท้ๆเชียว
นอกจากนิสัยรั้น เอาแต่ใจนิดหน่อยตามประสาลูกคุณหนูแล้ว
คุณชายก็ไม่ได้พิษภัยอะไรเลย จ้อยเสียอีกที่เข้าใจคุณชาย
น่าสงสารลูกรักของเรา (โอ๋คุณชายออกนอกหน้า ฮ่าๆ)

ส่วนจ้อยกับสิงห์ก้นับวันยิ่งรุนแรงขึ้นๆ
ลอยเนี่ย แววตัวร้าย(ร้ายมากด้วย!)โผล่มาแต่ไกลเลย
นิสัยไม่ดีเลย มาคบกับสิงห์ก็หวังแต่ผลประโยชน์แท้ๆ
เท่าที่ดู เนื้อแท้สิงห์ไม่ใช่นังเลงหัวไม้อะไรแบบนั้นสักหน่อย
เสียเพราะเพื่อนนี่แหละ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: tonkhaw ที่ 13-01-2012 18:46:06
ความรู้สึกที่เลอมานมีให้กับอาจารย์คนึงมันจะใช่คำว่ารักหรือยังน่ะ
หรือเพียงอยากได้ความรักอย่างที่ทุกคนได้
แล้วความรู้สึกของอาจารย์เองล่ะ ดูท่าเหมือนจะแอบมีใจให้หน่อย
แต่ก็ยังมี จินดา คนรักเก่าถึงแม้จะไม่อยู่แล้ว
เฮ้ออ น่าอึดอัดเน้ออ

เป็นกำลังใจให้คนเขียนครับ ^^
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ordkrub ที่ 13-01-2012 20:57:16
สงสารคุณชาย!!!!!!!
เพิ่งจะเริ่มรู้สึกว่าคุณชายน่าสงสารก็คราวนี้แหละ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: หัวเเม่มือ ที่ 13-01-2012 20:58:26
ติดตามๆตอนต่อไป ภาษาสวยมาก
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: vk_iupk ที่ 13-01-2012 21:25:38
บรรยายเรื่องตอนนี้ อ่านแล้วน้ำตาซึมเลย
อินจัด  ตอนที่คุณชายถูกทิ้ง T^T
คุณชายเริ่มชอบ อาจารย์แล้วชิมิเนี่ย
แอบมี น้อยจงน้อยใจ  :-[ :o8:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: aisen ที่ 13-01-2012 22:07:54
เรื่องนี้อ่านเพลินมาก ชอบค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ken_krub ที่ 14-01-2012 14:38:24
เป็นกำลังใจให้ครับ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: roseen ที่ 14-01-2012 15:32:34
 :เฮ้อ:น่าเป็นห่วงจ้อย

กำลังจะเจอตัวเหี้ย
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silent_loner ที่ 15-01-2012 12:11:10
เรื่องนี้ใช้ภาษาได้สวยงามมาก
ชอบการนำเพลงเก่าๆมาประกอบเนื้อเรื่อง
มันสามารถสื่อทั้งอารมณ์และความรู้สึกหรือเปรียบเทียบตัวละคร ณ ตอนนั้นได้ดี
สุดยอด!! ชอบมากเลยค่ะ  o13 o13
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silverspoon ที่ 15-01-2012 14:52:44
ตอนนี้สงสารเลอมาน

และเห็นใจสิงห์
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: nataxiah ที่ 15-01-2012 15:46:12
อ่านยังไม่ถึงตอนสุดท้ายเลย เดี๋ยวกลับมาอ่านใหม่นะครับ

อ่านแล้วไม่ค่อมเม้นอย่าว่ากันนะครับ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: miya_pp ที่ 15-01-2012 16:49:37
 :L2: :L2: :L2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Phantom ที่ 15-01-2012 20:51:27


สงสารคุณชายจริง ๆ
ลุ้นกลัวจะโดนใครทำมิดีมิร้ายไปซะก่อน
ท่าทางจะต้องลุ้นอีกนานแน่ ๆ

ขอบคุณคุณดอกไม้ที่บรรจงเขียนเรื่องได้น่าติดตาม
แถมมีรูปประกอบสวย ๆ ด้วย
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silverphoenix ที่ 15-01-2012 22:46:57
คุณชายเหมือนเป็นเด็กน้อยที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวตั้งแต่เด็กอ่ะ  เลยไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนเท่าที่ควร

แต่พอพระเอกได้สอนอะไรให้แล้ว  ก็เหมือนจะดีขึ้นนะ 

รักเรื่องนี้จัง  อิอิ  มาอัพไวๆนะคะ ชอบมากๆ  +1 ให้จ้าาา
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Jploiiz ที่ 16-01-2012 00:28:08
มาให้กำลังใจก่อนมาตามอ่านค่ะ
เผอิญว่าเป็นช่วงที่ติดสี่แผ่นดินงอมแงมเลยไม่ค่อยได้เข้าเล้าเท่าไหร่
มาเจออีกทีก็ปาไป 7 ตอนเสียแล้ว!  :a5:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ต่ายน้อย ที่ 16-01-2012 01:59:37
เพิ่งได้มาติดตามครับผม สารภาพตามตรงตนเห็นเรื่องนี้ครั้งแรก ไม่อ่านเพราะชื่อมันดูเศร้า ๆ
แล้ววันนี้ได้เข้าไปดู บอรด์ เรื่องนี้ต้องอ่าน เลยลองแวะมาอ่าน  พออ่านจบ  ขอบอกคำสั้น ๆ
หลงรักคุณชายเลอมานไปเสียแล้ว
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: pooinfinity ที่ 16-01-2012 02:03:11
เพราะลอยแน่ๆที่ทำให้จ้อยกับสิงห์แยกกัน

แต่ว่า สงสารชายเล็กจริงๆนะ ท่านพ่อเองก็หักดิบเกินไป น้องเองก็ใช่ว่าจะสอนยากสอนเย็น

สงสารน้องอ่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: namngern ที่ 16-01-2012 16:28:15
อ่าวแล้วเพลินมากๆเลยละคะ ^^
ถูกใจมากเลย
ชอบอ่านแนวย้อนยุคแบบนี้เหมือนกัน
เคยอ่านของบางเรื่องภาษามันแปลก ทะแม่งๆดี
แต่อันนี้อ่านแล้วลื่นดีคะ ชอบๆ

เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆคะ แล้วมาอีกน้า
+1 ให้จ้าาาาาาา
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: My_Rain ที่ 16-01-2012 17:08:24
สุดยอดอ่ะ อ่านเรื่องนี้แล้วเหมือนมีความรู้สึกถึง หมอกมาปะทะตัวตลอดเวลา
อารมณ์สีเทาอะไรประมาณนั้น  แล้วภาพในจินตนการก็แบบ เหมือนมีเส้นๆแบบหนังเก่าๆ ><
แล้วเหตุไฉนใยจ้อยกับพี่สิงค์ถึงเปลี่ยนไปละอยากรู้ๆ เวลาอ่านคู่นี้มันหวิวๆ แปลก  หุหุ
ขออย่าให้ไอ้ยอดมันเลวเกินไปเลยเหอะเดี๋ยวรับไม่ได้   
ยังไงก็รีบมาต่อนะคะ  ไม่อยากให้ขาดตอนอยากอ่านทุกๆวัน
เป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยจ้าาา สู้ๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Jploiiz ที่ 16-01-2012 20:56:50
อึดอัดกับสถานการณ์ของทั้งสี่คนมาก
น่าสงสารสิงห์ที่ชอบจ้อย แต่จ้อยก็ทำท่าเหมือนรังเกียจตัวเองซะเต็มประดาขนาดนั้น
ไหนจะตอนเด็กๆ เคยสนิทกันแบบนั้นแล้วด้วย ลูกกำนันน่าสงสารเชียว
ส่วนเลอมานกับอาจารย์คนึงนี่ก็อึดอัดสุดๆ
อาจารย์เริ่มอ่อนโยนแล้ว แต่สองคนนี้เหมือนคนปากแข็งทั้งคู่
ไม่เคยพูดจากใจตัวเอง ประชดประชันกันเข้าไป
เฮ้ออ เดี๋ยวปั๊ดให้จินดาฟื้นขึ้นมาซะเลย  o18
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: fox ที่ 18-01-2012 01:01:23
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่านแล้วประทับใจที่สุดในชีวิต
จากหนังสือท้งวายและไม่วายที่ถ้านับจำนวนแล้วคงเอามาตั้งห้องสมุดประชาชนได้แน่ๆ ^__^
อ่านที่บอร์ดโน้น แล้วก็มาอ่านที่บอร์ดนี้ จนจำรอบไม่ได้แล้วว่าอ่านไปทั้งหมดกี่รอบ
แต่เชื่อได้ว่าจำได้ทุกประโยคในเรื่อง เรียกว่าถ้าออกข้อสอบคงได้คะแนนเต็มแหง
แต่แปลกนะ ทั้งที่อ่านบ่อยจนจำได้ขึ้นใจขนาดนั้น แต่กลับไม่เคยเม้นท์เลย
เพราะว่าไม่รู้จะเม้นท์ยังไง ให้มันถ่ายทอดความรู้สึกประทับใจของตัวเองลงไปได้
ที่แน่ๆ ถ้ามีการรวมเล่มเมื่อไร ราคาเล่มละสามพันก็จะซื้้อ..จริงๆ นะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: hongzaa ที่ 18-01-2012 01:48:17
ไม่ต้อบขอบคุณหนูหรอกจ้า ดีใจที่นิยายดีๆที่หนูชอบ จะได้ผ่านสายตานักอ่านมากขึ้นคร้า
(เป็นโรคจิตมากเลยแบบถ้าชอบนิยายเรื่องนี้ ก็อยากให้คนอื่นชอบด้วยอะ แลมีความสุขดีไม่รู้ทำไม55+)
แค่พี่สัญญาว่าจะมาอัพบ่อยๆหนูก็แทบจะเต้นบันเล่ย์ได้แล้วจร้าาาา 555+

ไม่แช่งให้ชายเล็กเป็นฝีก็ได้.......หนูไม่ได้หวังผลอะไรเลยนะ=,.=55
ยังไง ก็รอๆๆๆ พี่สาวมาอัพนะครับ ตอนที่7แล้ว อีกนิดดดดดด เดียว~ เอิ้ก ก  กๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: tanuki ที่ 18-01-2012 14:42:23
ชอบมากๆเลยครับ
ภาษาสวยดี
จะรอติดตามต่อไปนะครับ  o13
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: thearboo ที่ 19-01-2012 00:52:25
รักคนแต่งที่สุดในโลกกกกก :man1:
สงสารเลอมาน น้ำตาไหลพรากกกก :m15:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: iamew ที่ 19-01-2012 11:38:42
หลงรักคนหยิ่ง
หลงรักเรื่องนี้
หลงรัก..ทุกสิ่งอย่างที่เป็นมหาหงส์ (เอ๊ะ เค้าไม่ได้หลงรักลอยนะ ครึครึ)


"มหาหงส์" คุณค่าที่นักอ่านคู่ควร
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๗ : น้อยใจ [๑๓/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: yayee2 ที่ 19-01-2012 21:08:20
เพิ่งเข้ามาอ่านเรื่องนี้ในวันนี้ รวดเดียวบทที่1-7เลย
เข้ามาอ่านเรื่องนี้เพราะชื่อเรื่องเป็นอันดับแรก ด้วยเป็นชื่อดอกไม้ที่ชอบเป็นพิเศษ
มหาหงส์(เจ้าดอกสะเลเต) เมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่ผิดหวัง ด้วยชอบเรื่องราวย้อนยุคอยู่แล้ว
เนื้อเรื่องน่าสนใจชวนติดตาม เพราะสมัยโน้น สมัยยังเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูอยู่ คงซัก50-60ปีได้เนาะ
เรื่องความรักชาย-ชายในสังคมยุคนั้นนี่ จะเป็นอย่างไร ใคร่รู้จัก
แต่ว่าตอนนี้คุณชายน้อยใจครูคนึงซะแล้ว ดูเหมือนครูจะลังเลสับสนที่จะเข้าไปปลอบหรือขอโทษ
ที่เข้าใจคุณชายผิดซะด้วยซี แล้วแบบนี้จะญาติดีกันได้เมื่อไหร่หนอ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 20-01-2012 11:25:57
(http://img38.picoodle.com/i51j/wattanan/0_09a_ucmz8.jpg)


บทที่ ๘

เสน่หา


 

ความรักเอย
เจ้าลอยลมมาหรือไร
มาดลจิต มาดลใจ เสน่หา
รักนี้จริงจากใจหรือเปล่า
หรือเย้าเราให้เฝ้าร่ำหา*




เมฆดำครึ้มทะมึนมาแต่ไกล  ยินเสียงไผ่เสียดกอเมื่อพบลมรวนอยู่ลิบๆ  ณ แปลงผักหลังโรงเรียน  ปรากฏร่างหนุ่มน้อยมาเดินท่อมๆรดน้ำอยู่เพียงลำพัง 

จ้อยแหงนหน้ามองท้องฟ้าดำมืดแล้วถอนใจเฮือก  มือเล็กยกขึ้นปาดเม็ดเหงื่อที่เกาะพราวบนใบหน้าอ่อนใส  มือหนึ่งยังหิ้วถังสังกะสีเปี่ยมน้ำ  หากรู้ว่าฝนตั้งเค้ามาขนาดนี้  เขาตรงดิ่งไปอาบน้ำนอนเลยก็ดี  จะได้ไม่ต้องลำบากลำบนมารดน้ำค่ำๆมืดๆ
   
มือที่กำลังหิ้วถังน้ำชะงักกึก  เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสวบสาบมาทางด้านหลัง  ไม่ใช่แค่คนสองคนเสียด้วย!

จ้อยหันขวับไปมองทันทีตามสัญชาติญาณ  ใจร่วงไปอยู่ตาตุ่ม จนเผลอทำถังน้ำหลุดมือ 

ไอ้ลอย!

“ขยันจริงน้า..” ร่างสูงใหญ่เดินย่างสามขุมเข้าหา  ไม่สนใจว่าย่ำลงไปบนแปลงผักของใครบ้าง “ดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอน  มาให้ท่าพวกพี่หรือไงจ๊ะ”
   
ไอ้เลิศ ไอ้หมานประสานเสียงหัวเราะเสียดแทงแก้วหู  ปนเปกับเสียงฟ้าลั่นคำรามไกลๆ  แสงตะเกียงสลัวรางส่องให้เห็นแววตาประสงค์ร้าย

“พะ..พวกเอ็งมาทำไม!” จ้อยทำเป็นเสียงดังข่ม  ทว่าเสียงสั่นเทาฟ้องความหวาดกลัวในหัวใจหมดสิ้น  สองขาถอยหลังกรูด  ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆที่พวกนักเลงที่เพิ่งมีเรื่องกันมาแอบซุ่มรอเขาอยู่ค่ำๆมืดๆ  สัญชาติญาณสั่งให้เขารีบหนี  หนีไปให้เร็วที่สุด

หันหลังวิ่งได้แค่สองก้าว คนตัวโตกว่า ขายาวกว่าก็โจนพรวดเดียวถึงตัว  แขนเล็กโดนกระชากจนเจ็บ

“เฮ่ย! จะหนีไปไหน” ไอ้ลอยคำรามเหี้ยม อุ้งมือใหญ่กำรอบต้นแขนเล็ก บีบแน่นแทบหักคามือ “คิดว่าพวกกูจะปล่อยมึงง่ายๆหรือวะ” 

ผลั่วะ!!

ไม่พูดพล่ามทำเพลง  กำปั้นลุ่นๆซัดเข้าที่ใบหน้าเล็กจนหน้าหงาย  ร่างบอบบางปลิวหวือไปหาไอ้เลิศ

ปึ้ก!!

โดนไอ้เลิศสอยเข้าให้อีกหมัดที่ท้องจนลงไปนอนจุกตัวงอ  จ้อยโก่งคอไอโขลก  เลือดแดงฉานไหลโกรกออกจมูก  ซ้ำยังจุกจนแทบหายใจไม่ออก

ฝนเริ่มทิ้งเม็ด  แรกเพียงเปาะแปะ  ก่อนค่อยๆตกแรงขึ้น  คล้ายฟ้ากลั่นแกล้ง  กลบเสียงใดๆได้สนิทนัก 

“ต้องการอะไร” คนตัวเล็กเค้นเสียงถามอย่างเคืองแค้นทั้งที่ยังนอนคลุกดินเปียก  เงยใบหน้าสะบักสะบอมขึ้นถามไอ้พวกหมาหมู่

“คราวก่อนมึงทำพวกกูอับอายขายขี้หน้าชาวบ้าน  กูแค่มาเอาคืน” ไอ้ลอยชี้หน้าอาฆาต  ก่อนวาดเท้าเตะเปรี้ยงเข้าให้ที่ชายโครง 

เปรี้ยง!!

จ้อยร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด  งอร่างขดคุดคู้เหมือนสัตว์บาดเจ็บ  เนื้อตัวเปียกโชกมอมแมม  และขณะที่ร่างผอมเกร็งของไอ้หมานกระชากผมเขาขึ้นเพื่อหมายชกอีกหมัด  ไอ้ลอยก็ปรามขึ้นเสียก่อน

“เฮ้ย! พอๆ อย่าให้ช้ำมาก” ร่างสูงตระหง่านยืนค้ำหัวร่างเหยื่อที่ยับเยิน  พลางสั่ง “ไอ้หมาน  เอ็งไปตามพี่สิงห์มา  บอกว่าข้ายิงนกได้ตัวนึง  หักปีกหักหางไว้รอลูกพี่มาเชือด”

ชื่อใครอีกคนที่ได้ยินทำให้จ้อยหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ  พยายามดิ้นรนขัดขืนยามทั้งร่างถูกไอ้ลอยไอ้เลิศหิ้วหัวท้ายลากไปยังโรงเก็บอุปกรณ์ชมรม  ทว่าเป็นการดิ้นรนที่สูญเปล่า  สายตาพร่าเลือนได้แต่มองร่างผอมๆของไอ้หมานวิ่งไป..

ร่างเล็กบางถูกโยนโครมลงพื้นอย่างไร้ความปรานี  ไอ้ลอยยืนจังก้า  นิ่งมองเหยื่อตัวน้อยกระเสือกกระสนคลานหนี  สายตาหยาบโลนเพ่งพินิศเสื้อตัวบางที่เปียกแนบเนื้อ  ผิวขาวที่ต้องน้ำจนยิ่งขาวจัด  ดวงตาคู่สวยที่ฉายแววตื่นกลัวเหมือนลูกหมาตัวน้อยๆ  ทั้งที่เมื่อครู่ดวงตาคู่นั้นยังจองหองอวดดีอยู่แท้ๆ 

ไวเท่าความคิด  ร่างใหญ่หนาตรงเข้าขึ้นคร่อมเอวบาง  ปัดมือไม้ที่ดิ้นรนขัดขืนได้ง่ายดายเหมือนปัดแมงหวี่แมงวัน 

ฉาด!!

และเมื่อพอรำคาญมากๆเข้าก็ตบฉาดใหญ่เข้าให้ที่ใบหน้าเล็กจนหน้าหัน  แก้มขาวซีดขึ้นเป็นรอยแดงชัดเจน  จ้อยหอบหนัก  เจ็บปวดและหมดแรงเกินกว่าจะต่อสู้ขัดขืน  ได้แต่นอนหอบระทวยอยู่ใต้ร่างคนสารเลว     

นักเลงหนุ่มลงมือฉีกเสื้อตัวบางออกทันทีดังแคว่ก  แผ่นอกขาวจัดกระจ่างชัดเต็มสองตา  ดวงตาคู่ใสเบิกโพลงยิ่งทำให้ไอ้ลอยยิ้มสะใจ

“พี่ลอยจะทำอะไร” ไอ้เลิศถามงงๆ 
“เออน่ะ  เดี๋ยวสนุกแน่”

“ปล่อยกู!” จ้อยรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายดิ้นรน  ทว่ากลับคนตัวโตชกเข้าให้ที่ท้องน้อยจนไอโขลก คุดคู้กุมท้องตัวงอ  หากแต่ยังครวญครางซ้ำๆ..

“ปล่อยกู.. ปล่อยกู”     

มือสากลูบไล้หน้าท้องขาวเนียนอย่างหยาบโลน  จ้อยสะดุ้งหวาดผวา  หยาดน้ำตาแห่งความกลัวเริ่มรินไหล  เมื่อมือคู่นั้นลัดเลาะลงต่ำ ปลดตะขอรูดซิปกางเกงขาสั้นแล้วดึงออกเหวี่ยงไว้ตรงมุมห้อง  เสียงห้าวหัวเราะกึกก้องแข่งกับเสียงฟ้าฝนคำราม
   
...................................

“อะไรของพวกเอ็งวะ!” สิงห์บ่นอย่างหัวเสีย  ทั้งที่บ่นมาตลอดทางแล้วขณะอยู่บนเรือ  หัวเสียที่โดนปลุกดึกๆดื่นๆ  หงุดหงิดที่ไอ้หมานพูดจาอมพะนำ ยื้อยุดให้ตามมันมาทั้งที่ฝนกำลังตก  ได้แต่สาวเท้าก้าวยาวๆตามลูกน้องตัวดี  “ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจล่ะก็  ข้าจะถีบตกน้ำให้หมดทุกคนเลย”

ร่างผอมสูงเดินนำมาถึงโรงเก็บอุปกรณ์หลังโรงเรียน  เสียงร้องไห้ เสียงครวญคราง เสียงหัวเราะของใครต่อใครดังเคล้ากันไปในเสียงฝน 

เสียงร้องไห้ที่บางเบาจนน่าจะเลือนหายไปในเสียงฝนกระหน่ำ  กลับชำแรกรุกรานถึงขั้วหัวใจ  เสียงของใครคนหนึ่งที่มันจำได้ขึ้นใจตั้งแต่เล็กจนโต

จ้อย!

เสียงนั้นหอบครางถี่กระชั้น  ก่อนหวีดสูงเสียดแทงหัวใจคนได้ยินจนมือไม้อ่อนยวบ  เมื่อไอ้หมานเปิดประตูไม้เก่าคร่ำคร่า  เสียงสะอื้นไห้ยิ่งได้ยินชัดถนัดหู  ร่างสูงใหญ่สาวเท้าตามเสียง  และที่มุมห้องนั่น  ภาพที่เห็นทำให้หัวหน้าอันธพาลผู้ไม่กลัวใครถึงกับตัวชาวาบ

ร่างเปลือยเปล่าขาวโพลนต้องแสงตะเกียงนวลดูราวกับจะส่องประกาย  ตัวสั่นเทาราวลูกนกปีกหักกลางพายุ  ผมเผ้าเปียกปอนยุ่งเหยิงเบือนหลบคล้ายไม่อยากมองสภาพร่างกายตน  สองมือถูกร่างอ้วนใหญ่ของไอ้เลิศรวบไว้เหนือหัว  ตรงหว่างขาขาวที่กางแยกคือร่างกำยำของไอ้ลอยที่กำลังยกมือเปื้อนคราบขาวขุ่นขึ้นเลียไล้ราวกับน้ำหวานรสเลิศ 

“มาแล้วหรือพี่สิงห์” ใบหน้าคมสันหันมายิ้มยียวน  ปลายลิ้นยังแลบเลียตรงหว่างนิ้ว  เหยื่อตัวน้อยจึงค่อยหันหน้ามา

ใบหน้าที่เคยนวลใสบอบช้ำยับเยิน  รอยเลือดแดงจากจมูก  มุมปากแตก โหนกแก้ม เบ้าตาเขียวช้ำ  ดวงตาที่สดใสแวววามอยู่เสมอคู่นั้นบัดนี้แดงช้ำ มีน้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัว 

เหมือนอะไรบางอย่างในหัวใจไอ้สิงห์ถูกเฉือนขาดสะบั้น!   

“ไอ้ลอย มึง!”

เปรี้ยง!!

ร่างสูงใหญ่โจนพรวดเข้าซัดกำปั้นใส่ใบหน้าลูกน้องคนสนิทอย่างแรงจนหน้าหงาย  ก่อนหันไปเตะไอ้เลิศที่ยังงงไม่หายจนหัวซุกหัวซุน  ไอ้หมานที่ยืนที่ออยู่หน้าประตูก็โดนหมัดตะบันหน้าด้วยอีกคน  ลูกชายกำนันอาละวาดไล่ชกลูกน้องอย่างบ้าคลั่ง 
ปราดเข้าโจนเข้าชกไอ้ลอยอีกครั้งจนแม้อีกฝ่ายหงายหลังผึ่ง  สิงห์ก็ยังรัวหมัดใส่อีกหลายครั้งติดๆกัน 

ผั่วะ!! ๆ ๆ ๆ

“ไอ้ลอย!  มึงทำมันทำไม  ทำมันทำไม!” ลูกพี่กระชากคอเสื้อถาม “มึงยังเป็นลูกน้องกูอยู่หรือเปล่า” 

“ฉันต่างหากที่ต้องถามพี่ พี่สิงห์” ไอ้ลอยยังยิ้มหยันได้ทั้งที่หน้ายับเยิน  ปากโกรกเลือดถามกลับเสียดแทงใจ “พี่ยังเป็นลูกพี่เราอยู่หรือเปล่า”

“ใช่ๆๆ” ไอ้เลิศลุกขึ้น สนับสนุนไอ้ลอยเต็มที่   

“วันก่อนมันทำให้เราถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะ พี่ลืมไปแล้วเรอะ” ไอ้หมานผสมโรงอีกเสียง 

เมื่อเห็นใบหน้าคมสันของลูกพี่นิ่งงันไป  ลอยจึงค่อยเถิบตัวหนีออกมา ลุกขึ้นยืน ใช้คมปากแทนอาวุธ “ทำไมพี่ต้องโกรธมากขนาดนี้  กะอีแค่ลูกหนี้คนเดียว  จะห่วงอะไรมันนักหนา  หรือว่า..”

“หรือว่าอะไรเรอะ” ไอ้หมาน ไอ้เลิศ ถามอย่าสอดรู้เต็มที่

“เฮ่ย..ดูท่าที่พวกเราล้อกันตอนเด็กๆจะจริงซะละมั้ง” ลอยพูดยียวนก่อนระเบิดเสียงหัวเราะลั่น  สิงห์เม้มปากแน่น  ความทรงจำไหลบ่าราวน้ำเชี่ยว

‘ไอ้สิงห์ชอบไอ้กะเทย  ไอ้สิงห์ชอบไอ้กะเทย’
‘เปล่านะ!  กูไม่ได้ชอบมัน  กูเกลียดมันจะตายไป!’


“มึงจะให้กูทำยังไง” ถ้อยคำสบประมาทนั้นทำให้ลูกชายกำนันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง  กัดฟันถาม 

ไอ้ลอยตาวาววับ  หันมองเหยื่อตัวน้อยที่นอนคุดคู้  ก่อนหันมาสบตาลูกพี่  พูดไม่กระพริบตา “ล่อแม่งเลยพี่  สั่งสอนมันให้หลาบจำไปเลย” 

“พี่สิงห์  ถ้าพี่แน่จริง  พี่จัดการมันเลย” ไอ้หมานผสมโรงอีกเสียง 

สิงห์ปิดตา คิ้วขมวดคล้ายชั่งใจ  ก่อนลืมตาขึ้นเผยให้เห็นความหวาดหวั่น  “แต่มันเป็นผู้ชาย..”

“ผู้ชายสิดี  เอาเท่าไรก็ไม่ท้อง” ลูกน้องคนสนิทเอ่ย  ก่อนกระซิบเหี้ยมข้างหู “แถมเด็ดกว่าผู้หญิงซะอีก”

ความลังเลละล้าละลังยังปรากฏชัดในแววตา  ไอ้ลอยรีบยุ เร่งเร้า “เอาเลยพี่  ต่อไปมันจะได้เข็ดหลาบ  ไม่กล้าหือกับพวกเราอีกแล้ว”

ดวงตาบวมปูดปรือขึ้นอย่างยากลำบาก  แต่เมื่อเห็นชายฉกรรจ์ ๔ คนยืนตระหง่านห้อมล้อมเหนือร่าง จ้อยก็ตัวสั่นหวาดผวา 

“ฮือ..ปล่อย..” น้ำตาไหลออกมาอีกครั้งเมื่อร่างคุดคู้ถูกมือหยาบกระชากพลิกหงาย  ก่อนที่มือใครอีกคนจับขาขาวแยกออกกว้าง  เพื่อให้ ‘ใครอีกคน’ แทรกตัวเข้ามา

พยายามดิ้นรน  หากแขนขาถูกตรึงไว้  มือใครเป็นมือใครบ้างก็ไม่รู้ 
   
“ฮือๆ.. ช่วยด้วย..” ใบหน้าบอบช้ำสะบัดส่ายหน้าหนี  ร่ำไห้น่าเวทนา  แต่ไม่ได้ทำให้พวกคนถ่อยนึกสงสารสักนิด

“มึงอยากร้องมึงร้องไปเลยไอ้จ้อย” ไอ้ลอยเข่นเขี้ยวเหี้ยมเกรียม “ร้องให้คนมาเห็นเลยว่านักเรียนครูอย่างมึงโดนนักเลงอย่างพวกกูจับทำเมีย”

“ไม่ใช่พวกมึง!  กูคนเดียว!” สิงห์ประท้วงลั่นหน้าตาตื่นทันที “กูคนเดียวก็พอ” 

ไอ้ลอยลอบยิ้มหยัน  ชิชะ ไอ้สิงห์ ทำเป็นหวงเรอะวะ  แต่อย่างน้อยไอ้จ้อยของเอ็งก็ถึงสวรรค์คามือข้าไปแล้ว

คิดพลาง แยกขาเรียวข้างที่ยึดอยู่ให้กว้างขึ้นอีก  ดูคล้ายอำนวยความสะดวกให้  แต่จุดประสงค์แท้จริงนั้น  คือมุ่งหมายจะลองเชิงคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกพี่

ตลอดเวลาที่ผ่านมา  ไม่มีแม้สักวินาทีที่มันจะนับถือลูกชายกำนันเป็น ‘ลูกพี่’ ถ้าไม่เพราะบารมีกำนันผู้เป็นพ่อ  และเพราะเงินที่เจ้าแม่เงินกู้อย่างคุณนายพูนทรัพย์ผู้เป็นแม่เคยช่วยครอบครัวของมันไว้  ไม่มีวันเสียล่ะที่มันจะยกย่องไอ้เด็กอ่อนหัด และใจอ่อนเกินไปอย่างไอ้สิงห์มาเป็นลูกพี่

ความจริงลอยไม่ได้โกรธแค้นอะไรจ้อยนักหนา  เหตุที่ตลาดเมื่อวันก่อนคนเสียหน้าที่สุดไม่ใช่มัน แต่เป็นไอ้สิงห์ต่างหาก  ทว่าสาเหตุที่มันทำแบบนี้  เพราะอยากดัดหลัง ‘ลูกพี่’ บ้างก็เท่านั้น     

ลอยคว้ามือใหญ่ของลูกพี่วางลงบนเรือนกายเหยื่อ  สิงห์ชะงัก  มือสั่นจนรู้สึกได้  ลอยอยากหัวร่อให้ฟันร่วงนัก 

ถุย! ไอ้ไก่อ่อน   


สิงห์มองทัศนียภาพตรงหน้านิ่งคล้ายคนตกอยู่ในความฝัน 

ทว่าเป็นฝันร้าย! 

คนที่อยู่ในความคิด คนที่อยู่ในหัวใจมาตลอด  บัดนี้นอนเปลือยเปล่า แยกขาให้อยู่ตรงหน้า  เปิดเผยทุกส่วนในร่างกายกระจ่างชัดเต็มสองตา  หากช่างน่าอัศจรรย์ที่เขาไม่เกิดอารมณ์เสน่หาแม้แต่น้อย

ผิวเนื้อขาวเนียนละเอียดมีรอยเขียวช้ำเป็นจ้ำ  ดูก็รู้ว่าถูกทำร้าย  ไหนจะใบหน้าบวมช้ำ ไหนจะน้ำตาที่ไหลพรากนั่นอีก 

มีแต่ความเวทนาสงสารโอบพันรอบหัวใจ

แล้วทำไมเขาต้องมาอยู่ตรงนี้  อยู่กลางหว่างขาขาวที่กางแยก  เพื่อทำให้ร่างน้อยๆนี้บอบช้ำลงไปอีก  ทำไมไม่ลุกหนีไปซะ!

ลุกไม่ได้!  เขาจะไปไหนไม่ได้!  ถ้าลุกหนีไป  ต่อหน้าลูกน้อง  ต่อหน้าคนกลุ่มเดียวที่ยัง ‘ยอมรับ’ ในตัวเขา  ความ ‘ยอมรับ’ นั้นอาจจะหายไป  แล้วคนอย่างเขาจะมีที่ไหนให้ยืนอีก

สองความคิดตีกันชุลมุน  ว้าวุ่น..สับสน..

บัดนี้ไอ้สิงห์จำต้องเลือก  ระหว่างศักดิ์ศรีแห่งตน  และ  ดวงใจที่เฝ้าถนอม


จะเลือกอะไรดี?!
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silent_loner ที่ 20-01-2012 11:37:30
ค้างง!!! จ้อยอย่าเป็นอะไรนะ  :serius2:
สิงห์อย่าทำอะไรจ้อยนะเฟ้ย แกต้องทะนุถนอมคนที่แกรักซิ
ต้องฮึดขึ้นมาแล้วจัดการพวกลูกน้องของแกซะ
หนอยลอยแกเลวมากกกกกกกกก  :m31:

Edit : อ้าวคั่นเหรอเนี่ย :a5: เค้าขอโทษนะ อ่านแล้วอินมากเลยรีบเม้น 
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 20-01-2012 11:39:58
สิงห์รีบร้อนถอดเสื้อที่ตนใส่อยู่  เผยให้เห็นแผงอกแข็งแกร่งล่ำสัน  เรียกเสียงเฮลั่นจากพวกลูกน้อง.. ที่หุบปากกริบกันแทบไม่ทัน..
   
เมื่อมือใหญ่วางเสื้อตัวนั้นคลุมร่างบอบช้ำของเหยื่อตรงหน้า
   
“กูทำไม่ได้..” เสียงนั้นไม่ดังไปกว่ากระซิบ แต่หนักแน่นนัก “กูทำไม่ลง” 
   
ไอ้ลอยตาค้าง 

“ผู้ชายเหมือนกัน  กูเอาไม่ลง!  ถ้านมไม่โตกูไม่แตะให้เสียมือหรอกโว้ย!” ร่างสูงลุกขึ้นยืนพรวด ปัดเนื้อปัดตัวเหมือนรังเกียจ  หันไปเห็นลูกน้องนั่งหน้าเหวอจึงรีบสั่ง  “มัวเซ่ออะไรกันอยู่  กลับสิวะ!”

ไอ้หมาน ไอ้เลิศยอมปล่อยเหยื่อแต่โดยดี  พากันเดินงงๆออกไป  ไอ้ลอยเดินผ่านพลางแค่นหัวเราะ  สิงห์รีบกระชากคอเสื้อกลับมา กระซิบเหี้ยมเกรียมเอาเรื่อง

“ถ้ามึงมายุ่งกับไอ้จ้อยอีก  กูฆ่ามึงแน่ไอ้ลอย” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนหันหลังเดินจากไป

ทั้งสี่ฝ่าความมืดมาเกือบถึงเรืออยู่แล้ว

“กูลืมของ” ลูกพี่บอกเสียงเรียบ  ไม่เหมือนคนตกใจที่ลืมของสักนิด “พวกมึงกลับไปก่อน ไม่ต้องรอ” 

ไม่รอให้มีใครรับคำ  ร่างสูงใหญ่ก็หันหลังวิ่งกลับไปทันที  มีเพียงสายตาไอ้เลิศไอ้หมานมองตามอย่างไม่เข้าใจ  และรอยยิ้มหยันปิดไม่มิดของไอ้ลอยส่งท้าย   
   

สิงห์วิ่งฝ่าสายฝนมาถึงโรงเก็บอุปกรณ์  ใจเต้นรัวเร็วราวกับคนบ้า  ร่างน้อยๆนั้นยังนอนคุดคู้อยู่ที่เดิม  ประกายฟ้าแลบปลาบส่องลอดช่องว่างข้างฝาให้เห็นผิวเนื้อขาวเป็นระยะ  ร่างกำยำค่อยๆสาวเท้าเข้าไปใกล้ๆ เงียบๆ ย่อตัวลงวางมือบนต้นแขนเล็ก  ปวดแปลบในใจเมื่อร่างนั้นสะดุ้งเฮือก  กระเถิบหนีหวาดกลัว ลนลาน

“จ้อย.. จ้อยของพี่..” หัวหน้าอันธพาลกระชับร่างสั่นเทาไว้ในอ้อมแขนแกร่ง  กอดแน่นแนบอก  พึมพำข้างหูซ้ำๆ.. “ไม่ต้องกลัว พี่เอง.. พี่ไม่ทำอะไร  ไม่ต้องกลัว”

สิงห์กระบอกตาร้อนผ่าวเมื่อมือบางพยายามผลักไส  ดวงตาเขียวช้ำดูหวาดผวา จงเกลียดจงชัง  บีบเค้นหัวใจคนเก่งกล้าให้เหลือไม่ถึงเสี้ยว  จึงค่อยวางร่างในอ้อมกอดลงอย่างทะนุถนอม

“พี่ขอโทษ.. จ้อย พี่ขอโทษ” มือใหญ่เทอะทะประคองใบหน้าเล็กไว้  ค่อยๆเกลี่ยไล้รอยน้ำตา  ก่อนหันหาเสื้อผ้าของอีกฝ่าย  เจอกางเกงขาสั้นสีกากีกองเขละอยู่ด้านหนึ่ง  จึงรีบลุกไปหยิบมาสวมให้อย่างเบามือ 

ร่างบอบบางไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน  ตัวสั่นสะท้าน  สิงห์วางมือลงบนหน้าผาก  ใจหายวาบเมื่อพบว่ามันร้อนผ่าว 


“จ้อย!  จ้อยอยู่ไหน!”
“จ้อย!  วู้!  หายไปไหนของมันนะ”

ได้ยินเสียงคนร้องเรียกอยู่ข้างนอก  เพื่อนคงมาตามหาแน่แล้ว  ไวเท่าความคิด  สิงห์รีบช้อนอุ้มร่างเล็กแนบอก  เปิดประตูผางออกมาพบสง่ากับสันติยืนกางร่มร้องเรียกเพื่อนกลางสายฝน

“เฮ้ย!” เสียงทุ้มห้าวเรียก  สองสหายหันมอง  อึ้งกันไปชั่วขณะ ก่อนทิ้งร่มวิ่งกรูกันมาหา  อารามตกใจเมื่อเห็นสภาพเพื่อนรัก คิดแต่จะช่วยเพื่อนให้รอดเป็นอันดับแรก  สันติจึงพาดจ้อยขึ้นหลังสง่า ก่อนพากันวิ่งปุเลงๆไปยังบ้านพักอาจารย์ 

ทิ้งบุรุษผู้ต้องสงสัยไว้เพียงลำพังกลางสายฝนกรรโชกแรง 

************************

ข่าวนักเรียนถูกคนบุกเข้ามาทำร้ายถึงในโรงเรียนแพร่กระจายไปทั่วราวกับไฟลามทุ่ง  ชาวบ้านร้านตลาดต่างก็พากันโจษจัน  หากเรื่องใหญ่ขนาดนี้  กลับยังหาตัวคนผิดมาลงโทษไม่ได้ 
   
เพราะนักเรียนฝึกหัดครูผู้เป็นเจ้าทุกข์  ไม่ปริปากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นแม้แต่คำเดียว 

ตอนแรกอาจารย์ใหญ่ดูกระวนกระวายร้อนรนกว่าใคร  ชื่อเสียงโรงเรียนสำคัญก็จริงแต่ความปลอดภัยของนักเรียนสำคัญกว่า  ท่านจึงเสนอแนะให้แจ้งตำรวจ  แต่เจ้าทุกข์กลับยืนกรานไม่เอาความ  ครั้นพอสอบถามว่าตัวการเป็นใคร  จ้อยก็พูดแค่คืนนั้นมันมืด มองอะไรไม่เห็น  ถามว่าพวกมันมีกี่คนก็ไม่รู้  ถามอะไรก็ไม่รู้สักอย่าง  แถมสง่ากับสันติก็ดันจำไม่ได้เสียอีกว่าผู้ชายที่อุ้มเพื่อนรักของตนไว้ในคืนนั้นเป็นใคร   

‘พวกผมมัวแต่ตกใจ ก็เลยไม่ทันสังเกต’

สง่าแก้ตัวเช่นนั้น 

เลอมานก็เป็นห่วงจ้อยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร  เด็กหนุ่มเพียรแวะเวียนไปเยี่ยมคนเจ็บที่หอพักบ่อยครั้ง  แม้ตอนแรกจะกระอักกระอ่วนใจ และสง่ากับสันติจะมองหน้าเขาได้ไม่สนิทใจนัก  แต่เมื่อฝ่ายนั้นเอ่ยปากขอโทษ  เขาก็พร้อมจะยกโทษให้  ยิ่งรู้ว่าสองคนนั้นทำไปเพราะแก้แค้นให้จ้อยยิ่งโกรธไม่ลง

เขาเองก็อยากมีเพื่อนที่เป็นห่วงเป็นใย เป็นเดือดเป็นแค้นแทนตัวเองแบบนี้บ้าง

จ้อยมาเจ็บไปคนแบบนี้  คุณชายยิ่งเงื่องหงอยเศร้าซึมเข้าไปใหญ่  จ้อยนอนซมอยู่กับเตียง  มาหา มาชวนคุยไม่ได้เหมือนเก่า  ครั้นพอเขาเป็นฝ่ายไปหา จะอยู่นานๆก็เท่ากับรบกวนคนป่วย 

ส่วนคนร่วมห้องของเขาน่ะหรือ  แค่หน้า เขายังไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ

เหตุการณ์คืนก่อนเหมือนเศษเสี้ยนที่ตำคาอยู่ในใจ  มองแทบไม่เห็น  แต่แตะต้องคราใดปวดแปลบทุกที 

คุณชายเลอมานจึงสนทนากับอาจารย์คนึงเท่าที่จำเป็น  เมื่อเจอกันข้างนอกบางครั้งถึงกับเดินผ่านเลยไปด้วยซ้ำ  ยิ่งอยู่กันลำพังในห้องยิ่งไม่ต้องพูดถึง  ทั้งสองพูดคุยกันแค่ตอนเรียนหนังสือ  นอกเหนือจากนั้นก็ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุม  หรือไม่เลอมานก็จะเปิดแผ่นเสียงเพลงฝรั่งทำลายบรรยากาศน่าอึดอัด  แม้บ่อยครั้งที่หันไป  จะสบตากับฝ่ายนั้นที่เหมือนมองเขาก่อนอยู่นานแล้วก็ตามที 

พออยู่กับตัวเองบ่อยเข้า  คุณชายก็พาความคิดก้าวไปไกลตามประสาเด็กหนุ่มซึ่งอยู่ในวัยใฝ่รู้ 

“ไม่มีวิธีส่งน้ำขึ้นมาบนฝั่งหรือ” เขาเอ่ยปากถามอาจารย์ปรีชาในเช้าวันหนึ่ง  หลังจากคิดเรื่องจ้อยมาหลายวัน  “พวกนักเรียนชมรมกสิกรรมจะได้ไม่ต้องลำบากเวลารดน้ำผัก  ทั้งๆที่เราอยู่ริมคลองแท้ๆ”

“ไอ้มีน่ะมีครับ” อาจารย์วัยกลางคนทำท่านิ่งคิด “ระหัดเอย กังหันน้ำเอย เครื่องตะบันน้ำเอย ใช้ได้ทั้งนั้น  ผมเองก็อยากได้มาไว้ในโรงเรียนเหมือนกัน”

พูดถึงตรงนี้สีหน้าทดท้อลงทันควัน “เสียแต่ว่าเราไม่มีงบ  ทำเรื่องขอไปตั้งนานแล้วยังไม่มีวี่แวว  ระหัดตัวนึงราคาตั้งหลายร้อย” 

‘หลายร้อย?’ คุณชายนิ่งคิด  ราคาถูกกว่ารองเท้าที่เขากำลังใส่อยู่เสียอีก

ใบหน้าผู้อ่อนวัยกว่ายิ้มกระจ่าง  เอ่ยหนักแน่น  “เรื่องเงินไม่มีปัญหา  ผมออกให้เอง”

***********************

เลอมานเคยค่อนขอดตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเหยียบโรงเรียนนี้  ว่าอาจารย์ใหญ่เป็นคนทำอะไรเล็กๆเงียบๆไม่เป็น  ทุกอย่างต้องเอิกเกริกใหญ่โตไว้ก่อน  ดูจากงานต้อนรับเขานั่นปะไร 

วันนี้จึงรู้ว่าตนคิดผิดมาตลอด 

ชาวบ้านมากมายไม่รู้แห่กันมาจากไหนเต็มท่าน้ำหลังโรงเรียน  ทุกคนต่างพร้อมใจกันมาดูการติดตั้งระหัด 

ทั้งที่ไม่มีโทรศัพท์แท้ๆ  แต่ทำไมแค่ข่าวเล็กๆว่าเขาซื้อระหัดวิดน้ำให้โรงเรียนถึงแพร่กระจายไปเร็วและกว้างนัก  เด็กหนุ่มผู้มาจากสังคมที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนค่อนข้างเฉยชาไม่สนใจกัน  เมื่อมาเจอความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันแบบนี้ถึงกับตั้งตัวรับแทบไม่ทัน 

แต่ก็อุ่นใจดีพิลึก  เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนตรงเข้ามาลูบหลังลูบไหล่  ยกย่องว่าเขานำความเจริญมาสู่  เด็กๆเนื้อตัวมอมแมมใส่เสื้อบ้างไม่ใส่บ้างเดินตามเขาห่างๆ  และกลุ่มที่ดีใจมากที่สุดคงไม่พ้นพวกนักเรียนชมรมกสิกรรม

เหล่าคณาจารย์มากันพร้อมหน้า  รวมทั้งอาจารย์ผู้ดูแลเขาด้วย 

อยู่กันสองคนก็ว่าอึดอัดใจแล้ว  การต้องมามองหน้ากันท่ามกลางสายตาคนมากมายยิ่งน่าอึดอัดกว่า  เด็กหนุ่มสูงศักดิ์จึงพยายามหลบหน้าอีกฝ่ายอย่างแนบเนียนพลิ้วไหว  เมื่อคนึงเดินมาขณะเขากำลังคุยกับอาจารย์ใหญ่อยู่  เลอมานก็หลบฉากไปคุยกับช่างแทน 

แต่ดูเหมือนอะไรๆจะไม่ง่ายนัก

“พ่อเล็ก!” หญิงชราในโจงกระเบนสีเหล็กท่าทางทะมัดทะแมงเดินตรงเข้ามาหา  ยายช้อยไม่ได้มาดูการติดตั้งระหัด แต่แกมาเยี่ยมหลานชายที่นอนป่วยอยู่ในหอพักทุกเช้า  ใบหน้าเหี่ยวย่นยิ้มแย้มแจ่มใสทันทีที่เห็นเขา 

“อ้าว ยาย” ใบหน้างามหวานยิ้มกว้าง  ก่อนนึกขึ้นได้ว่าคนึงเคยสอนไว้ว่าเมื่อเจอผู้ใหญ่ให้ยกมือไหว้  มือเรียวจึงกระพุ่มไหว้นอบน้อม  “สวัสดีครับ”

“ไหว้พระเถอะลูก”

คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น  หันซ้ายหันขวาเลิกลั่กทั้งที่ยังพนมมือ “ไหน พระอยู่ไหน  ไม่เห็นมีเลยยาย” 

หญิงชราหัวเราะลั่นจนเห็นฟันดำ  พลางลูบแขนเขาด้วยความเอ็นดู  เสียงหัวเราะแกคงดังพอตัว จึงเรียกสายตาหลายคู่ให้หันมอง  ทว่ามีคนหนึ่งไม่มองเปล่า  สาวเท้าเข้ามาหาเสียด้วย 

คนที่เขาไม่อยากเจอหน้าที่สุด!
   

อาจารย์หนุ่มเดินตรงเข้ามาใกล้  มือยกไหว้ผู้อาวุโสแต่สายตาคมจับจ้องที่ใบหน้าละมุนของลูกศิษย์ตัวดีไม่วางตา  กี่วันแล้วที่แชเชือน  กี่วันแล้วที่มองตาแล้วเบือนหลบ   
   
ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง  เลอมานหลบหน้าหลบตาเขาอย่างเห็นได้ชัด  จะว่าไปก็น่าจะดีต่อทั้งสองฝ่าย  จะได้ไม่ต้องเสวนา ไม่ต้องใกล้ชิดกันมากนัก  แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมอีกฝ่ายยิ่งหลบ เขายิ่งอยากมองหา 

และเรื่องหนึ่งที่ใคร่รู้นัก  เจ้าเด็กดื้อหลบหน้าเขาด้วยเหตุผลใด

เพราะโกรธเคืองที่เขาพูดจาไม่ถนอมน้ำใจ  หรือเพราะ..

‘ชอบผู้ชายเหมือนกัน  น่าขยะแขยง’

ร่างบางที่ยืนตัวเกร็งอยู่ข้างหญิงชรา  คล้ายจะสู้สายตา แต่ก็ไม่กล้า  ยิ่งมองยิ่งเพลินตาไม่รู้ตัว 

“พ่อเล็กหลอกยาย  จ้อยมันบอกว่ามันไม่ได้ซื้อข้าวให้ยายเสียหน่อย” คนแก่ว่าพลางตีมือเข้าที่ต้นแขนขาว  คำพูดนั้นทำให้คนึงชะงัก

“เรื่องอะไรหรือครับ”

“ก็วันนั้น พ่อเล็กปั่นรถถีบไปบ้านยาย  ไปเป็นลมเป็นแล้งหน้าแดงก่ำ  พอฟื้นขึ้นมาก็บอกว่าเอาข้าวที่จ้อยซื้อมาให้  ยายยังแปลกใจว่าจ้อยมันเอาเงินที่ไหนมาซื้อ” ยายช้อยพูดเจื้อย  แต่สีหน้าเด็กหนุ่มที่ถูกจับแขนไว้หน้าเจื่อนลงๆ  ในขณะที่หัวใจ

อาจารย์หนุ่มอ่อนยวบลงเมื่อได้รู้ความจริง

ดอกเอ๋ย..เจ้าดอกจิก  หัวใจแทบจะพลิกเสียแล้วเอย

“วันนั้นที่เราไปหายาย  ซื้อข้าวเอาไปให้แกหรอกหรือ” ทอดเสียงถามอ่อนเอื้อ  หากคนถูกถามกลับทำสีหน้ากระอักกระอ่วน  หันซ้ายหันขวาคล้ายอึดอัดเสียเต็มประดา 

“แล้วต้องขอบใจพ่อเล็กมากนะที่ซื้อเสื้อผ้า ซื้อรองเท้าใหม่ให้จ้อยมัน” หญิงชราเปลี่ยนเรื่อง  คนึงยิ่งชะงัก  ดวงตาสีเข้มมองมือเหี่ยวย่นลูบไล้ท่อนแขนขาวนิ่งงัน “เห็นจ้อยมันบอกว่าอุตส่าห์หอบหิ้วมาให้จากบางกอก  ขอบใจนะลูกนะ”

เลอมานทำหน้าเหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก  มองอาจารย์ทีมองยายช้อยที  ก่อนดวงตาสุกใสคู่นั้นจะเบิกกว้างอย่างยินดี  เมื่อเห็นใครคนหนึ่งเข้ามาในคลองจักษุ

“สิงห์!” ตะโกนเรียกพลางโบกไม้โบกมือ  “ผมขอตัวก่อนนะยาย”

แล้วก็เดินแทบวิ่งไปหาลูกชายกำนันที่เดินเตร่อยู่ไม่ไกล  ทิ้งให้อาจารย์หนุ่มมองตาม..

ด้วยสายตาลึกล้ำเกินคาดเดา

“คุณชาย!” ร่างสูงใหญ่เรียกลั่นมาแต่ไกล  วันนี้มาคนเดียวไม่มีลูกน้องล้อมหน้าล้อมหลังมาด้วย  ใบหน้าคมสันหันซ้ายขวาคล้ายมองหาใคร  พอเข้าใกล้แล้วค่อยก้มหน้าถามกระซิบเสียประชิด  “เอ่อ.. ไอ้จ้อยล่ะ”

“จ้อยหรือ” เด็กหนุ่มสูงศักดิ์ทำหน้าฉงน  “จ้อยไม่สบาย  นายสิงห์ไม่รู้ข่าวหรือ”

“รู้สิ” ในดวงตาคมกล้านั้นแสดงความห่วงหาอย่างเห็นได้ชัด  แม้ในน้ำเสียงยังทอดนุ่มอ่อนโยน “แต่ยังไม่หายอีกหรือ”

“ยังมีไข้อยู่  แผลตามตัวก็ยังระบม  หยุดเรียนไปหลายวันแล้ว”

สิงห์ทำท่าเหมือนจะซักถามต่อ  แต่การสนทนามีอันต้องยุติลงเท่านั้น  เมื่ออาจารย์คนึงเดินหน้าตึงเข้ามาแจ้งเสียงเรียบว่ารางน้ำและระหัดได้ถูกขนส่งมาพร้อมติดตั้งแล้ว  หม่อมราชวงศ์เลอมานควรเข้าไปดูอย่างใกล้ชิด  ในฐานะเป็นผู้ริเริ่มโครงการ

ระหัดน้ำขนาดใหญ่ที่เลอมานเป็นคนออกเงินซื้อมาทำด้วยไม้ไผ่  เฉพาะกงล้อก็มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๓ เมตรเข้าไปแล้ว  ซี่กงล้อแต่ละซี่ห่างกันราวครึ่งเมตร  ติดเสื่อลำแพนกับซี่กงล้อ  กลุ่มช่างวางระหัดลงตำแหน่งในน้ำครึ่งหนึ่ง  เพื่อรับกระแสน้ำทำหน้าที่เป็นกังหันหมุนรอบแกน  โดยมีกระบอกตักน้ำทำด้วยไม้ไผ่ผูกติดกับกงล้อด้านกว้าง  เอียงทำมุมให้ตักและเทน้ำขณะกงล้อหมุน  เมื่อกระบอกน้ำอยู่ตำแหน่งสูงที่สุดจะเทน้ำลงมายังรางน้ำที่รองรับและส่งน้ำเข้าสู่แปลงเพาะปลูกได้ตามต้องการ 

คนึงลอบมองเด็กหนุ่มตัวขาวที่เฝ้าดูการติดตั้งอย่างสนอกสนใจ  ลอบมองคิ้วเรียวที่ขมวดมุ่นยามไม่เข้าใจกลไก  ลอบมองริมฝีปากแดงสวยที่คลี่ยิ้มยามเห็นระหัดเคลื่อนไหว  ลอบมองอยู่เช่นนั้นนานเท่าไรไม่รู้   

มารู้ตัวอีกที  ก็เมื่อดวงตาเฉิดฉายคู่นั้นหันมาสบประสาน  อาจารย์หนุ่มจึงรีบเบือนสายตาหลบทันควัน  กระแอมไอขับไล่ความคิดฟุ้งซ่าน 

ก็แค่น่ามอง..

ดอกเอ๋ย..เจ้าดอกโกมุท   เจ้าแสนสวยสุดของเรียมนี่เอย

ระหัดตัวใหม่ทำท่าจะไปได้ราบรื่นจนกระทั่ง..

จู่ๆ ซี่กงล้อที่หมุนตามกระแสน้ำอยู่ก็หยุดกึก  กระบอกน้ำหยุดนิ่งไม่ทำงาน  เลอมานดูอยากรู้อยากเห็นกว่าใคร  ถึงขั้นลุยน้ำลงไปดูใกล้ๆ  อาจารย์ผู้ดูแลลงน้ำตามไปทันที 

เสียงช่างหนุ่มตะโกนบอกว่าระหัดคงติดอะไรสักอย่าง  ใบหน้าสวยหวานเคร่งเครียด  ลุยน้ำลึกจนถึงระดับอก  มือบางเอื้อมไปเขย่ากระบอกน้ำกุกกัก  คนึงสาวเท้าตามติด  เตือนก็แล้ว ห้ามก็แล้ว ไล่ให้ขึ้นจากน้ำก็แล้ว แต่เด็กดื้อก็ไม่ยอมฟัง รั้นจะเขย่าให้ระหัดทำงานท่าเดียว 
   
ร่างสูงใหญ่ลุยน้ำไปอีกด้าน  พยายามช่วย  มือใหญ่กระชากซี่กงล้อทีเดียว ระหัดก็หมุนคล่อง  กระแสน้ำหนุนรวดเร็วจนคนตัวเล็กกว่าที่อยู่อีกด้านไม่ทันระวัง

กระบอกน้ำไม้ไผ่เสยเข้าให้เต็มหน้า!  แรงปะทะทำให้ร่างโปร่งบางหงายหลังจมลงไปในน้ำระดับอกได้ง่ายดาย

สีเลือดแดงจางกระจายฟุ้งในน้ำคลองสีขุ่น      

อาจารย์หนุ่มตาเบิกกว้างก่อนดำตามไปดึงตัวขึ้นมา  คุณชายไอโขลกเมื่อโผล่พ้นน้ำ ไอจนหน้าแดงตาแดงจัด ยามร่างสูงใหญ่อุ้มขึ้นจากน้ำ  วางลงบนท่า 

กลุ่มอาจารย์และชาวบ้านรายล้อมพากันฮือฮา  ใบหน้างดงามเฉิดฉันท์ถูกกระแทกจนเขียวช้ำทั้งซีกหน้า  เลือดกำเดาแดงฉานไหลโกรกจากจมูกหยดแหมะลงบนเสื้อขาว  คนึงปวดอกหนึบเมื่อคนในอ้อมแขนใช้มือรองเลือดไว้แล้วเงยดวงตาหวาดหวั่นขึ้นสบตา

โกรธ? กลัว? หรือไร? หัวใจจึงบงการให้ปากตะคอกลั่น

“จะทำอะไรหัดระวังหน่อย!  ถ้าเราเป็นอะไรไปรู้ไหมว่าใครจะเดือดร้อนบ้าง!”

ดวงตาตัดพ้อที่มองสบมา  ทำให้อาจารย์หนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น  ก่อนช้อนร่างคนเจ็บขึ้นไว้ในอ้อมแขน มุ่งตรงไปยังห้องพยาบาล   

“ทำไมถึงช่างขยันหาเรื่องให้คนอื่นปวดหัวนัก!”

หากอ้อมกอดอุ่นล้ำที่รัดแน่นนั้นตรงข้ามกันเหลือเกินกับถ้อยคำผรุสวาทที่พร่ำพ่น 


ดอกเอ๋ย..เจ้าดอกสวาท  หัวใจแทบจะขาดเสียแล้วเอย

   
โปรดติดตามตอนต่อไป

------------------------------------------------------------------------------------
* เสน่หา, มนัส ปิติสานต์ คำร้อง-ทำนอง, ศรีไศล สุชาติวุฒิ ขับร้อง
ขอบคุณภาพประกอบจากสาขาเทคโนโลยีทางการศึกษาสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการค่ะ



ตอบเม้นกัน  :L2:


Artemis
ขอบคุณมากๆเลยนะคะที่รักคุณชาย  ตอนแรกคิดว่านายเอกเรื่องนี้จะมีแต่คนเกลียดซะแล้วซี  เปิดตัวมาก็น่าหมั่นไส้ขนาดนั้น  อาจารย์ทนใจแข็งได้ไม่นานหรอกค่ะ  ก็เด็กมันยั่ว..เอ๊ย ก็เด็กมันน่ารักนี่นา

WinterRose
โอ้..เข้าใจเรื่องทำลิ้งค์แจ่มแจ้งแดงแจ๋แล้วค่ะ  ขอบคุณคุณ WinterRose มากๆเลยเน้อ  เรื่องอาจารย์กับคุณชาย  เดี๋ยวอาจารย์จะได้เห็นจิตใจด้านดีของคุณชายมากขึ้นน่ะค่ะ  คาดว่าไม่นานคงใจอ่อน (นี่ก็นิดๆแล้ว) ส่วนน้องจ้อย น้องเกลียดใครไม่เป็นอยู่แล้ว ยกเว้นไอ้สิงห์กับพรรคพวก ฮ่าๆ

tonkhaw
อาจจะยังเรียกว่ารักได้ไม่เต็มปากค่ะ  อาจเป็นความรู้สึกดีๆที่เริ่มผุดขึ้น  เหมือนต้นกล้าอ่อนๆน่ะเน้อ  วันนี้ยังเล็ก แต่รดน้ำเข้าไม่นานมันก็งอกงาม  ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ

ordkrub
ขอบคุณที่สงสารคุณชายนะคะ  แต่เราว่ายังไม่พอ เด็กเกรียนๆแบบนี้ ต้องโดนสั่งสอนให้แสบถึงทรวง (รังแกคนน่ารักเป็นงานอดิเรกของเราค่ะ ฮ่าๆ)

หัวแม่เท้า
ขอบคุณที่ติดตามจ้า ^^

vk_iupk
ใช่ๆ ถ้าไม่แคร์เขาก็คงไม่น้อยอกน้อยใจเขาน่ะเนอะ^^ จะว่าไปสันติกับสง่าน่าโบกให้สลบจริงๆค่ะตอนนี้ เล่นอะไรแผลงๆ

aisen
ตอนเขียนคนเขียนก็เพลินและมีความสุขมากๆเหมือนกันค่ะ ยินดีมากๆที่ความรู้สึกนั้นถูกถ่ายทอดไปถึงคนอ่าน ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ^^

ken_krub
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่า  อ้าแขนรับเลย

roseen
๕๕๕+ โธ่..ไอ้ลอยเอ๊ย ชาวบ้านเขาเกลียดแกกันหมดแล้วนะเนี่ย

silent_loner
ขอบคุณมากค่ะ ส่วนตัวเป็นคนชอบเพลงเก่าอยู่แล้ว แม่ชอบเปิดให้ฟังบ่อยๆน่ะค่ะ เรารู้สึกว่าเพลงไทยสมัยก่อนนี่ใช้ภาษาได้สวยงามมากๆเลย

silverspoon
มีแต่คนสงสารพี่สิงห์แฮะ  ว้าว..เรตติ้งดีเกินคาดนะเนี่ย^^

nataxiah
ไม่เป็นไรจ้า บอกตรงๆว่าแค่แวะเข้ามาอ่านก็รู้สึกขอบคุณมากๆแล้ว  ยิ่งถ้าอ่านแล้วชอบ คนเขียนยิ่งดีใจเลยค่ะ

miya_pp
ดอกไม้เยอะแยะเลย ขอบคุณนะคะ^^

Phantom
ยังต้องลุ้นคุณชายอีกนานค่ะ ไอ้คนที่จ้องจะงาบก็มีอยู่คนเดียวนี่แหละ คุณชายก็ไม่ได้รู้ตัวเล้ย..เอ๋อซะ  ขอบคุณสำหรับกำลังใจเช่นกันนะคะ^^

silverphoenix
มามะขอกอดทีค่ะ  :กอด1: ขอบคุณมากๆเลยที่เข้าใจคุณชาย  เด็กที่ถูกสปอยล์ตั้งแต่เล็กๆ แถมไปอยู่รร.ประจำห่างพ่อห่างแม่อีก นิสัยก็เลยเป็นแบบนี้  พอถูกขัดเกลาก็ปรับปรุงตัวได้  เป็นกำลังใจให้ชายเล็กนะคะ

Jploiiz
ติดสี่แผ่นดิน? หมายถึงนิยายหรือละครเวทีคะ  ถ้าเป็นละครเวทีละก็มากอดคอกันกรี๊ดเร้ว  เราไปดูมาแล้วชอบมากๆเลยล่ะค่ะ  อาจารย์ตอนนี้ก็เริ่มหวั่นไหวนิดๆแล้วล่ะ  ส่วนที่จ้อยเกลียดสิงห์  น้องมีที่มา มีเหตุผลว่าทำไมถึงเกลียด เดี๋ยวจะค่อยๆเล่าให้ฟังนะคะ^^

mini_bilieber
ขอบคุณมากๆเลยค่ะที่แวะเข้ามาอ่าน และขอบคุณไปถึงทุกคนที่นำเรื่องนี้ไปแนะนำด้วยนะคะ  จะว่าไปชื่อเรื่องก็ดูเศร้าๆละเนอะ  ดอกมหาหงส์เขาเป็นดอกไม้เศร้าๆนะเราว่า  หอมอ่อนโยน เหมือนผู้หญิงสวยๆ เรียบง่าย ใจดี แต่เข้มแข็งลึกๆ

pooinfinity
อย่างสิงห์นี่ต้องเรียกคบคนพาลพาลพาไปหาผิดค่ะ คนดีๆแต่เสียเพราะเพื่อนเลว  ส่วนเรื่องชายเล็ก  ความจริงต้องขอบคุณท่านพ่อนะคะที่ส่งมา ไม่งั้นคุณชายก็ไม่ได้เจออาจารย์น่ะซี

namngern
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ  แค่แวะเข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว ยิ่งอ่านแล้วชอบยิ่งดีใจใหญ่ ยินดีที่ตัวหนังสือของเราสามารถทำให้คนอ่านมีความสุข  ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ

My_Rain
ว้าว..ยินดีที่เขียนแล้วทำให้คนอ่านรู้สึกได้แบบนั้นนะคะ  เรื่องความหลังของจ้อยกับพี่สิงห์ เดี๋ยวจะค่อยๆเล่าย้อนให้อ่านเรื่อยๆเน้อ  ส่วนไอ้ลอยนี่เลวขนานแท้ค่ะ (นึกถึงตัวโกงหนังไทยสมัยก่อนไว้ ประมาณนั้นเลย^^) อยากอัพให้อ่านทุกวันเหมือนกันค่ะ  แต่เขียนช้าน่ะเน้อ ได้วันละหน้าสองหน้าเอง T^T

fox
โอ๊ย..ยิ้มแก้มปริเลยค่ะ.. ลอยแล้วๆๆ ตัวลอยไปติดตอม่อรถไฟฟ้าที่กำลังสร้างอยู่หน้าปากซอยแล้ว..โอ้ววว
(แอบกระซิบว่าเราไม่เก่งขนาดนั้นหรอกค่ะ ยังห่างไกลจากคำว่านักเขียนมืออาชีพเยอะ แต่ที่กล้ายืนยันเลยก็คือเรื่องนี้เราเขียนด้วยความรักจริงๆ  ยินดีมากที่ความรู้สึกนั้นส่งผ่านไปถึงคนอ่าน ขอบคุณมากๆเลยค่ะ^^)

hongzaa
เพราะน้องหงส์แนะนำไว้ คนอ่านเลยมากันเยอะเลยจ้ะ ขอบคุณมากๆเน้อ  :กอด1: พี่จะพยายามอัพให้ได้อาทิตย์ละตอนนะคะ  ตอนนี้กำลังปั่นตอน ๑๐ อยู่จ้า คาดว่าคงลงได้ตามที่ตั้งใจไว้  ส่วนเรื่องนั้น.. เรามาลุ้นกันเนอะ ว่าคู่ไหนจะได้กันก่อน  แอร๊

Takamine
ขอบคุณที่ติดตามและยินดีที่ชอบจ้า^^

thearboo
รักคนอ่านเหมือนกันจ้า  อย่าเพิ่งร้องไห้น๊าอย่าเพิ่งร้อง โอ๋ๆ(ซับน้ำตาให้) เพราะเดี๋ยวคุณชายจะโดนหนักยิ่งกว่านี้อีกจ้า ^^ (รังแกคนน่ารักเป็นงานอดิเรกของเรา ฮุฮุ)

iamew
๕๕๕+ ลอยเอ๊ย เกิดมามีแต่คนเกลียด สม!  ว่าแต่ขำสโลแกนจังค่ะ^^ ลองอ่านตามแล้วลงไปนอนกลิ้งขลุกๆๆๆ (เขิลล์) 

yayee2
ชอบดอกมหาหงส์เหมือนกันเลยค่ะ  จำได้ตอนเด็กๆชอบไปยืนดมดอกมหาหงส์แล้วโดนยายเอ็ดว่าอย่าดมดอกไม้จากต้น เดี๋ยวได้ผัวแก่  เราเลยยิ่งดมใหญ่เลย  อย่างน้อยยังได้ผัวเน้อยาย ถึงจะแก่หนูก็เอา (แล้วสากตำหมากก็ลอยมา T^T)  เรื่องนี้ย้อนยุคไปเมื่อประมาณ ๕๐ ปีก่อนค่ะ  เรื่องชายรักชายในสมัยนั้น.. โอย..ยากค่ะ หนักใจแทนอาจารย์และชายเล็กเลย
   

รักคนอ่านค่ะ

ดอกไม้
๒๐ มกราคม ๒๕๕๕
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: tonkhaw ที่ 20-01-2012 11:46:36
สามคำ เหี้ยที่สุด
เลวจนไม่รู้จะบรรยายยังไง
ทำได้เเม้กระทั่งคนไม่มีทางสู้
สิงห์ก็เหมือนกันห่วงแต่ศักดิ์ศรี
ไม่ห่วงคนตรงหน้ามั้งหรอไง
ปัดโถ่ๆๆๆๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: tonkhaw ที่ 20-01-2012 11:47:37
อ้าวมีอีกตอนนี่น่า
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silverphoenix ที่ 20-01-2012 12:00:24
อยากให้ไอ้ลอยโดนจัดหนักสักทีจริงๆ....  เกลียดมันอ้ะ!

หนูจ้อยนี่ก็ชะตากรรมน่าสงสารยิ่งนัก

เป็นห่วงคุณชายจัง...จะโดนไอ้ลอยทำอะไรมั้ยเนี่ย  ขอให้เรื่องอะไรๆก็เป็นไปด้วยดีเท้ออออ

+1  ให้จ้าา
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 20-01-2012 12:14:54
คุณ silent_loner คุณ tonkhaw

ไม่เป็นไรค่ะไม่เป็นไร เราก็ต้องขอโทษด้วยค่ะที่กว่าจะอัพได้แต่ละทีช๊าาาา..ช้าาา  :sad4:

หรือจะแก่แล้ว งุ่มง่ามต้วมเตี้ยม โอไม่นะ  :o12:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silent_loner ที่ 20-01-2012 12:20:10
เฮ้อ ค่อยยังชั่ว ดีนะที่ไม่ทำอะไร :เฮ้อ:
แต่จ้อยจะหายโกรธสิงห์รึเปล่า เหมือนว่าสองคนนี้เคยมีความหลังกันอยู่
ส่วนคุณชายนี่น่ารัก ดูไร้เดียงสามากอ่ะ ชอบตอนที่ถามว่าพระอยู่ไหนเนี่ยแหละ :m20:
ครูคนึงพอรู้ความจริงก็เลิกมองคุณชายในแง่ร้าย
และเลิกปากไม่ตรงกับใจได้แล้วนะ ทำอย่างนี่คุณชายน้อยใจแย่
ปล.คนเขียนเค้าชอบเพลงนี้มากๆๆเลย ขอบคุณที่ตอบเม้นนะคะ  :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silverspoon ที่ 20-01-2012 12:51:52
ทำไมลอยถึงเลวอย่างนี้  :z6: :m31:

สิงห์ต้องสู้บ้างนะ เพื่อความรักไง  :sad11:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: yayee2 ที่ 20-01-2012 18:48:05
อยากให้สิงห์กล้าพอที่จะไปเยี่ยมจ้อย และกล้าพอที่จะแสดงความในใจให้จ้อยรู้ว่า สิงห์รู้สึกดีๆและเป็นห่วงจ้อย
ครูคนึงคะเข้าใจนะคะว่าที่บ่นและทำเสียงเข้มเหมือนดุคุณชายไปน่ะ ความจริงในใจเป็นห่วงคุณชายแทบขาดใจ
แต่ครูกลับไปแสดงออกตรงกันข้ามกับหัวใจ ใครเขา(คุณชาย)จะรู้ไหมล่ะ
ดอกเอ๋ย..เจ้าดอกขจร ใจพี่รอนๆ..แทบจะขาดแล้วเอย
(ใจครูคนึงห่วงคุณชาย ใจพี่สิงห์ห่วงจ้อย  )

ป.ล. อ่านไปมีแอบจิ้นไปด้วยแหละว่า ทั้งจินดากับจ้อย มีความเกี่ยวข้องกับคุณชายทางสายเลือดด้วย
      ไม่เป็นพี่น้องกัน ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน อิ อิ (ฝันเฟื่องไปแหละแก)
   
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: roseen ที่ 20-01-2012 19:06:49
น่าจะเปลื่ยนชื่อ.....นะไอ้เลว :z6:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: tanuki ที่ 20-01-2012 20:00:04
 :jul1:เลือดท่วมจอกันเลยทีเดียว

สงสารจ้อยจริงๆ เจ็บหนักกว่าใครเพื่อน

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Mio ที่ 20-01-2012 20:31:31
สามคำให้ไอ้ลอย>>>มึง เจอ กู  :z6:
ชายเล็กกับคุณครูเริ่มหวานปะแล่มๆ  :-[
นางฟ้าชอบเรื่องนี้มากเลยยยยยยยยยยยย 
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: pooinfinity ที่ 20-01-2012 20:52:36
ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมาด่าไอ่ลอย มันรู้สึกว่าไม่มีอะไรเทียบเท่าตัวมันได้เลย

ถ้าสิงห์จะตัดใจไม่คบพวกมันก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง แล้วต่อไปจ้อยจะเป็นยังไง

ต่อมาที่คุณชาย โถ พ่อคุณเอ้ยยย จะเป็นไงบ้างน่ะลูก เกิดมาจะเคยเจ็บแบบนี้มั้ยน้อลูก

แล้วคุณครูล่ะ น่าจะเป็นบทเรียนบ้างนะว่า ควรจะคิดใึีคร่ครวญอะไรดูก่อน ตัวเองก็เป็นถึงครูบาอาจารย์

เริ่มอินมาก คิดว่าคุณชายเป็นลูกตัวเอง
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ken_krub ที่ 20-01-2012 22:00:00
เป็นกำลังใจให้ครับ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: @BUA@ ที่ 20-01-2012 23:43:08
รู้สึกกดดันกันถ้วนหน้า
ความน้อยใจในตอนที่แล้ว ยังคงตามมาถึงตอนนี้
แถมท่าทางจะมีมากกว่าเดิมซะอีก   :z3:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Jploiiz ที่ 21-01-2012 00:37:39
เวอร์ชั่นหนังสือกับละครน่ะค่ะ
ส่วนละครเวทีนี่ยังไม่มีโอกาสได้ไปดูเลย ไม่มีงบ  :z3:

อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกสงสารสิงห์กับจ้อยมากๆ
สิงห์เองตอนนี้เหมือนลูกน้องคนสนิทก็ไม่เหมือนก่อนแล้ว
เหมือนที่ตามกันแรกๆ เพียงเพราะบารมีลูกชายกำนันอย่างที่ลอยว่า
แล้วตัวสิงห์เองก็ไม่อยากให้ใครว่าตัวเองได้เหมือนกัน
แต่ห่วงจ้อยก็ห่วง แต่จะทำอะไรต่อหน้าลูกน้องมันก็ไม่ได้
เลยได้แค่เก็บๆ ความรู้สึกตัวเองไว้
ส่วนจ้อยเองก็เหมือนจะเข้าใจสิงห์เข้าบ้างแล้วเพราะไม่ยอมบอกใครว่าใครเป็นคนทำ
เพราะตอนที่สิงห์วิ่งฝ่าฝนไปหาจ้อยตอนนั้นล่ะมั้ง

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 21-01-2012 00:51:54
ไอ้ลอยยยยย ขอถีบทีดิ๊  :z6:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: oaw_eang ที่ 21-01-2012 04:07:42
 แม้ตอนแรกๆ ดูจะยัดเยียด ความงาม ของคุณชายมากไปหน่อย  แต่หลังๆ มาก็ดูเรียบเนียนขึ้นเยอะเลย
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: MIkz_hotaru ที่ 21-01-2012 06:23:20
เรื่องนี้ทำเราติดงอมแงม อ่านไม่หยุดตั้งแต่เมื่อคืน
จนตอนนี้หกโมงเช้า  :really2:

ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพล๊อตเรื่อง ภาษา ตัวละคร
มันละมุนละไม กลมกล่อม เหมือนได้ดื่มชาอุ่นๆในตอนเช้า
แต่ก็บีบหัวใจเหมือนกันนะ
แค่อาจารย์ตะคอกคุณชาย เราก็น้ำตาคลอแล้วอ่ะ  :sad4:

เมื่อไหร่จะรักกันน้อ แต่เริ่มๆแล้วสินะ คุณชายน่ารักขึ้นกว่าตอนแรกๆเยอะเลย
อาจารย์อย่าดุนักสิ
รออ่านตอนต่อไปนะคะ  :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ต่ายน้อย ที่ 21-01-2012 06:47:56
เรื่องนี้เป็นอะไรที่ลงตัวมาก ไม่รู้จะเม้นท์อะไรเลย
คือมันใช่อ่ะกิ๊บ 555
นิดนึงเนาะ ไอ้ เหี้-ย ลอยแมร่งเลว

รักเลอมานมากมาย  นายเอกในดวงจวย เอ๊ย ~ ใจ
รักคุณดอกไม้ด้วยฮะ จุ๊บ ๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ordkrub ที่ 21-01-2012 12:53:25
สงสารจ้อย  ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ  แล้วสิงห์ก็ยังไม่รู้ตัวอีกว่าถูกลูกน้องบ่อนทำลาย  สงสัยงานนี้หนักแน่
อาจารย์คนึงก็ช่างกระไร  เมื่อไหร่ปากจะตรงกับใจเสียที
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Phantom ที่ 21-01-2012 22:29:24

ฉึก ฉึก ฉึก
ไอ้เราก็ลุ้นกลัวคุณชายโดนทำร้าย
กลายเป็นจ้อยโดนซะนั่น
คุณดอกไม้ใจร้ายยยยย  :z3:

แต่ยังดีที่ไม่โดนมากไปกว่านี้
สงสารจ้อยจัง  :monkeysad:

รอลุ้นเรื่องราวในตอนต่อไป
ขอบคุณที่มาอัพเรื่อย ๆ นะคะ

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: oattie ที่ 21-01-2012 22:52:38
อ่านแล้วชอบมากเลยค่ะ

 :L2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 21-01-2012 22:52:45
ฉึก ฉึก ฉึก
ไอ้เราก็ลุ้นกลัวคุณชายโดนทำร้าย
กลายเป็นจ้อยโดนซะนั่น
คุณดอกไม้ใจร้ายยยยย  :z3:

แต่ยังดีที่ไม่โดนมากไปกว่านี้
สงสารจ้อยจัง  :monkeysad:



ใช่เลยค่ะ พี่จี้อ่ะ ชอบให้เคะที่น่ารักโดนทำร้ายยยยย  :z3:


(แซวเล่นนะค้าาา แหะๆ  :กอด1:)
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: casper75 ที่ 22-01-2012 23:20:29
ชอบเรื่องนี้มากก อ่ะ
ใช้ภาษาได้สวยมาก อ่านเข้าใจง่าย เหมือนได้เข้าไปอยู๋ไปนิยายเลย

สงสารทั้งพระเอก นายเอกเลยค่ะ พระเอกต้องเสียคนรัก นายเอกก็ต้องจากบ้านมาไกล
ลุ้นให้ทั้ง 2 คนรักกันกันเร็วๆ

คู่พระรองก็น่าติดตาม เหตุการณ์อะไรที่ทำให้จ้อยจงเกลียดจงชังพี่สิงห์ขนาดนั้น

ขอบคุณคนเขียนนะค่ะ ที่แต่งเรื่องดีๆมาให้อ่า่นกัน

แล้ก็รอตอนต่อไป อิอิ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: oaw_eang ที่ 26-01-2012 10:46:59

ตกลงไปหน้า 4 แล้ว

ว่าแต่ ไม่รู้อ่านพลาดไปหรือเปล่า  จึงยังไม่รู้ว่า แฟนอาจารย์คนึงเสียเนื่องจากจมน้ำเพราะว่ายไปเอาอะไร  หรือเกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวต้อนรับ คุณชาย ยังไง

อิอิ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Huasia ที่ 26-01-2012 11:25:19
ชอบค่ะชอบ เนื้อแบบว่าแหวกแนวมากค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: CoMa ที่ 26-01-2012 15:59:16
อ่านแบบรวดเดียวเลยมันหยุดไม่ได้จริงๆ
น่าติดตามสุดๆมันยังมีอะไรคาใจอยู่แอบทรมานนิดนึง555
ภาษาสวยมากไม่เคยอ่านแนวนี้มาก่อนเลย
ติดซะแล้วแหละ จะติดตามต่อๆไปนะคะ^____^
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๘ : เสน่หา [๒๐/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ลิงน้อยสุดเอ๋อ ที่ 26-01-2012 17:06:51
พึ่งมาอ่านค่ะ

สนุกมากๆ ชอบๆค่ะ

ภาษาสลวย กลิ่นอายอดีต ช๊อบชอบค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 27-01-2012 20:36:18

บทที่ ๙

น้ำตาดาว



เหม่อดูหมู่ดาวที่พราวพร่างฟ้า
หยาดสายน้ำตาหยดมาเหมือนว่า ช้ำใจ
โอ้ฟ้าลืมเลือนห่วงเดือนเหนือเจ้า หรือไร
เจ้าพราวผ่องใส ไม่เคยชื่นชม*



ผ้าม่านลูกไม้ขาวพลิ้วไหวในสายลมร้อน  แดดแรงจนท้องฟ้าใสกระจ่าง  เลอมานนอนตาปริบอยู่บนเตียงในห้องพยาบาล  นับก้อนเมฆขาวที่เคลื่อนตัวอุ้ยอ้ายผ่านไปทีละก้อนๆ 
   
เลือดกำเดาหยุดไหลนานแล้ว  หากรอยช้ำที่ซีกแก้มยังเด่นชัด  ซ้ำยังปวดแปลบจนนอนตะแคงขวาไม่ได้ 

เมฆขาวรูปร่างคล้ายกระต่ายลอยผ่านไป  ขณะหม่อมราชวงศ์หนุ่มแว่วเสียงอาจารย์ใหญ่กับคนึงคุยกันหน้าห้องพยาบาล
   
“โอย..ผมใจหายหมด  ถ้าคุณชายเป็นอะไรไปล่ะก็ ท่านชายต้องกริ้วมากแน่” เสียงอาจารย์ใหญ่ดูกระวนกระวาย
   
“ผมมีหน้าที่ดูแลเขา  เขาบาดเจ็บแบบนี้เท่ากับผมบกพร่องต่อหน้าที่  เป็นความผิดผมเองครับ”

ยาที่อาจารย์พยาบาลทาให้แก้ฟกช้ำมันระเหยเข้าตาหรือไร  เขาถึงได้ร้อนผ่าวทั้งเบ้าตาแบบนี้   

เสียงเปิดประตูดังขึ้น  คนเจ็บหันไปมอง  แต่ก็ต้องหันกลับไปมองฟ้าเช่นเดิมเมื่อเห็นว่าผู้ที่เข้ามาในห้องคือใคร  นิ่งฟังเสียงลากเก้าอี้เข้ามานั่งใกล้ๆ  นิ่งฟังเสียงเปิดกระดาษหนังสือพิมพ์กรอบแกรบ

นี่คงมาเฝ้าตาม ‘หน้าที่’ สินะ 

“ยังปวดอยู่หรือเปล่า”

อ้อ.. และนี่ก็คงถามตาม ‘หน้าที่’

“อาจารย์จะไปไหนก็ไปเถอะ  ผมอยากพักผ่อน” เด็กหนุ่มเอ่ยทั้งที่สายตายังจับจ้องท้องฟ้านอกหน้าต่าง  สักพักจึงได้ยินเสียงถอนใจแผ่วเบา  ได้ยินเสียงฝีเท้าออกจากห้องไป

เหลือแต่เขาเพียงลำพังในห้องพยาบาลเงียบเหงาว่างเปล่า  ไม่มีใครมาเยี่ยมเขาสักคน 

เฝ้ามองปุยเมฆขาวบนท้องฟ้าสีฟ้าจัด  ใจหวนกระหวัดคิดถึงบ้าน  ป่านนี้ที่อังกฤษเป็นเวลาเท่าใด  ท่านพ่อ หม่อมแม่ กำลังทำอะไรอยู่  คิดถึงเขาบ้างไหม

แม้จะอยู่โรงเรียนประจำมากกว่าอยู่ที่บ้าน  แต่เมื่อบุตรชายท่านทูตเจ็บป่วยคราใด  เป็นต้องร่ำร้องขอกลับบ้านทุกที  แล้วชานนท์ เลขาหนุ่มของท่านพ่อก็จะรีบบึ่งรถมารับ  ครั้นถึงบ้านแล้วก็จะมีแต่คนมารุมล้อมเอาอกเอาใจ  ตักของหม่อมแม่อุ่นเสมอ  ข้าวต้มที่แม่นมของเขาทำก็อร่อยที่สุด  เรื่องตลกโปกฮาของนายแช่มก็ทำให้เขายิ้มหัวได้ทุกที  และมือของชานนท์ที่ลูบศีรษะเขาบ่อยๆก็อบอุ่นนัก 

ตรงข้ามกับที่นี่ทุกอย่าง  เด็กหนุ่มคิดพลางหลับตาลง..

เผื่อว่าเขาจะฝันถึง ‘บ้าน’

************************

ฟ้าเป็นสีม่วงอมส้มแล้วตอนที่เลอมานตื่นขึ้นหลังนอนหลับยาวด้วยฤทธิ์ยาแก้ปวด  มือเรียวเผลอยกขยี้ตาด้วยความเคยชิน แต่กลับต้องสะดุ้งด้วยความเจ็บเพราะเผลอไปถูกแผลช้ำเข้า
   
“ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มเรียกใกล้ๆ มีอันให้เขาต้องสะดุ้งคำรบสอง  และเมื่อหันไปมองก็ต้องแปลกใจ 

แสงตะวันสาดส่องหรือไร  ดวงตาเรียวคมที่เคยเย็นชาอยู่เป็นนิจคู่นั้นจึงดูคล้าย ‘อบอุ่น’ ขึ้น

“ยังปวดอยู่ไหม”

เพิ่งตั้งสติได้หลังมึนงงกับแววตาและน้ำเสียงที่เปลี่ยนแปลงไป  และที่สำคัญคืออาจารย์คนึงมานั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร  เด็กหนุ่มสูงศักดิ์ส่ายหน้าแทนคำตอบ ก่อนค่อยๆยันกายลุกขึ้นนั่ง

มือใหญ่ยื่นมาแตะหน้าผาก  กระแสอบอุ่นเข้มข้นจนร้อนวาบ  คนป่วยผงะเบือนหลบ  ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องหลบ 

อาจารย์หนุ่มยังทำหน้านิ่ง ยามถาม  “เดินกลับห้องไหวไหม” 

ถ้าบอกว่าเดินไม่ไหวแล้วจะทำยังไง  จะอุ้มเขากลับหรือ  ขอโทษเถอะ  เขาไม่ได้อ่อนแอเหลาะแหละปานนั้น

ใบหน้าที่ฟกช้ำไปแถบหนึ่งพยักหน้า ก่อนก้าวขาลงจากเตียง  ในขณะที่อาจารย์ทำท่าดูแลโดยไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวเขาแม้แต่น้อย  จนเมื่อเขาสะดุดตรงหน้าประตูนั่นละ  แขนแข็งแรงก็โอบกระหวัดรัดเอว ประคับประคองราวกับกลัวเขาจะลงไปนอนคลุกกับพื้น 

นี่ก็คงไม่พ้น ‘หน้าที่’ อีกแล้วกระมัง

ถึงห้องน้อย  คนึงค่อยๆประคองร่างแบบบางนั่งลงบนเตียง  ก่อนเอ่ย “ภรรยาอาจารย์ใหญ่ทำข้าวต้มไว้ให้  เดี๋ยวครูจะไปเอามาให้เรา”

ดวงตาคู่สวยมองร่างสูงใหญ่เดินออกจากห้องไป  ความมืดเริ่มโรยตัวลงช้าๆ เด็กหนุ่มเดินไปเกาะหน้าต่าง  แหงนหน้ามองดาวพริบพราว  กลิ่นดอกมหาหงส์หอมอวลมาตามลม

พลันได้ยินเสียงแว่วมาจากห้องข้างๆ ห้องของอาจารย์วิรัชกับอาจารย์ประพนธ์

“จริงๆนะ ผมล่ะสะใจที่สุด” เสียงวิรัชพูดพร้อมหัวเราะก้อง  เลอมานเงี่ยหูฟัง ยิ่งได้ยินถนัดชัดเจน  “ทำกร่างดีนัก  ทำไม่เป็นแล้วยังสาระแนไปยุ่ง  อาจารย์คนึงห้ามก็ไม่ฟัง  โดนเขาแกล้งตีระหัดใส่หน้าเข้าให้ จ๋อยไปเลย”

คนแอบฟังตัวชา  มือที่เกาะหน้าต่างเย็นเฉียบ

“คุณว่าเขาตั้งใจหรือ”

“จะเหลือเรอะ” เสียงหัวหน้าฝ่ายภาษาอังกฤษฟังดูสะใจเหลือหลาย “แหม้..อาจารย์คนึงทำถูกใจผมจริงๆ ผมละหมั่นไส้เจ้าเด็กนั่นมานานแล้ว”

ขอบตาร้อนผ่าวเกินระงับ  มือเรียวสั่นระริก  หากต้องสะดุ้งหันขวับยามได้ยินเสียงเปิดประตู 

คนที่มือหนึ่งหิ้วโถข้าวต้ม  มือหนึ่งถือชามดูตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำ 

“เป็นอะไร  ปวดหัวหรือ” คนึงรีบร้อนวางของในมือลงบนโต๊ะ  ปราดเข้ามาประชิดตัว  ยื่นหลังมือแตะหน้าผาก แตะแก้มซีดขาวเป็นระวิง  หากคนป่วยกลับส่ายหน้า  สูดจมูกลึก  เลอมานจึงเพิ่งรู้ตัวว่าน้ำตาเขาจะหยดมิหยดแหล่  มือบางรีบปาดทิ้งเร็วรี่  ก่อนเดินมานั่งที่โต๊ะ 

ข้าวต้มหมูหอมกรุ่นควันฉุยวางอยู่ตรงหน้า  คุณชายใช้ช้อนตักเข้าปากแล้วทำหน้าเบ้  เพียงแค่อ้าปากเขาก็ปวดร้าวไปทั้งซีกแก้ม  ต้องคอยกุมแก้มไปกินไปช้าๆ  แต่กินได้เพียงแค่สองสามคำเขาก็ต้องยอมแพ้

“อิ่มแล้วหรือ” คนนั่งจ้องอยู่อีกฝั่งโต๊ะถามพลางเลิกคิ้ว  ก่อนตักข้าวต้มขึ้นเป่า  ยื่นจ่อปากคนป่วย  “ฝืนกินอีกสักหน่อยเถอะ”

เลอมานส่ายหน้าช้าๆ  หลุบตาลงต่ำ  คำพูดที่วิรัชพูดยังกึกก้องอยู่ในหัว  คาใจนัก..

อาจารย์หนุ่มถอนใจเบาๆ  เก็บชามข้าวต้มที่พร่องไปนิดเดียวออกไป  แล้วกลับเข้ามาใหม่พร้อมอ่างเคลือบและผ้าขนหนู 

“เดี๋ยวครูจะเช็ดตัวให้” น้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา  คว้าผ้าในอ่างขึ้นบิดไล่น้ำพลางสั่ง “ถอดเสื้อผ้าสิ”     

คนฟังตาโตเท่าไข่  ขยุ้มคอเสื้อแน่น  “ผมเช็ดเองได้” 

แก้มบวมทำให้เสียงที่เปล่งออกมาอู้อี้ราวกับตัวตลก 

คนึงวางผ้าคืนน้ำ  เดินผ่านชั้นหนังสือใหญ่มายังเขตตัวเองตามมารยาท  เพื่อให้อีกฝ่ายเช็ดเนื้อเช็ดตัวอย่างสะดวกใจ  ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะ  การบ้านที่ต้องตรวจก็ยังคั่งค้างอยู่  แต่สายตาเจ้ากรรมมันคอยจะมองผ่านช่องว่างที่ชั้นหนังสือไปยังอีกฝั่งห้องอยู่เรื่อย 

ร่างโปร่งบางค่อยๆปลดเปลื้องเสื้อผ้า  บิดผ้าให้หมาดน้ำก่อนไล้ไปตามเนื้อตัวเก้ๆกังๆ  สายตาคมนิ่งมองเรือนกายที่เห็นเพียงบางส่วนราวหลงละเมอ 

ดูผิวสินวลละอองอ่อน   มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น**


เมื่อใส่ชุดนอนเสร็จเรียบร้อย  เลอมานจึงเห็นอาจารย์หนุ่มเดินข้ามเขตมาเก็บอ่างเคลือบ  ดวงตาสีน้ำตาลใสมองตามไม่วางตา  คำพูดของวิรัชยังรบกวนอยู่ในหัวไม่วางวาย

“อาจารย์” เสียงอู้อี้เรียกไว้  เท้าที่กำลังจะก้าวจากห้องชะงัก  หันมาประสานสายตา 

อาจารย์ตั้งใจหรือเปล่า? 

อนิจจา  คำถามที่กึกก้องอยู่ในหัวใจไม่อาจผ่านปากไปได้ดั่งใจคิด  เพราะเขากลัวนัก  กลัวคำตอบที่จะได้ยินเหลือเกิน

“มีอะไรหรือ” อาจารย์เป็นฝ่ายถามทำลายความเงียบงัน  เลอมานยิ่งน้ำท่วมปาก  หลุบตาลงต่ำ  กล่าวอุบอิบ

“เปล่าครับ  ไม่มีอะไร” 


คล้อยหลังอาจารย์คนึงไปไม่ทันไร  เลอมานก็แว่วเสียงคนมาเรียกเขาที่ด้านล่าง 

“คุณชาย ๆ” เสียงเรียกนั้นไม่ดังนัก  เขาจึงฟังไม่ออกว่าเสียงใคร  ครั้นชะโงกหน้าต่างมองลงไปจึงได้รู้ 

นายสิงห์!

ฝ่ายนั้นยิ้มกว้างยามเห็นหน้าเขา  เหลียวซ้ายแลขวาเหมือนกลัวใครเห็นก่อนกวักมือเป็นความหมายให้เขาลงไปหา  เลอมานยิ้มน้อยๆเท่าที่แก้มบวมตึงจะอำนวย  คว้าสเว็ตเตอร์ผ่าอกเนื้อนุ่มสวมทับเสื้อนอน  ก่อนผินกายลงไปหาด้วยหัวใจลิงโลด

ลูกชายกำนันหิ้วตะกร้าผลไม้มาด้วย  มาเยี่ยมเขาเป็นแน่แท้

ทว่าหัวใจที่พองโต ใบหน้าที่บานแฉ่งเหมือนดอกไม้ต้องแดดมีอันต้องหุบ  เมื่อได้ยินคำพูดแรกที่ออกจากปากฝ่ายนั้น

“จ้อยล่ะ”

คุณชายแอบกัดริมฝีปาก  โธ่..หลงดีใจ นึกว่าสิงห์มาเยี่ยมเขาเสียอีก 

“จ้อยเป็นยังไงบ้าง” เสียงทุ้มถามห่วงใย แววตาอาทรถึงคนที่ถามหา  มือใหญ่กระชับตะกร้าผลไม้ในมือแน่น  ส้ม องุ่น แอปเปิล  คัดมาแต่ผลสวยๆ  ดวงตาสีน้ำตาลใสเหลือบเห็นน้ำอัดลมสีแดงในนั้นด้วย 

“ไม่รู้สิ วันนี้ยังไม่เจอเลย” เสียงอู้อี้ที่ผ่านริมฝีปากทำให้อีกฝ่ายชะงัก  เพิ่งสังเกตเห็นรอยช้ำเขียวคล้ำบนใบหน้างาม

“หน้าไปโดนอะไรมา” ดวงตาคมเข้มมองใบหน้าบวมช้ำอย่างสงสัยระคนตกใจ  เพราะสิงห์กลับไปก่อนเมื่อตอนกลางวัน จึงไม่รู้ว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้น  นิ้วมือหยาบใหญ่ค่อยๆแตะลงบนซีกแก้มแผ่วเบา “เจ็บไหมนี่”

เลอมานหัวเราะขึ้นจมูก  อดคิดอย่างขำไปไม่ได้  แก้มเขาบวมเป่งจะทิ่มหน้าอีกฝ่ายอยู่แล้ว กลับเพิ่งมาสังเกตเห็น 

“คุณชาย” หัวหน้าอันธพาลรีบวกเข้าประเด็น  ไม่รอคำตอบ “ผมอยากไปเยี่ยมจ้อย  พาไปหามันทีสิ”

“หือ” สีหน้าเด็กหนุ่มสูงศักดิ์คงแสดงความสงสัยไม่น้อย  อีกฝ่ายจึงทำท่ากระสับกระส่าย  ถูปลายจมูกตัวเองไปมา  ใบหน้าคร้ามเข้มซับสีแดงเรื่อยามโน้มใบหน้าลงมาใกล้ชิด  เอ่ยแผ่วเบาแทบเป็นกระซิบ

“ไม่เจอมันหลายวันแล้ว  นะคุณชาย พาผมไปหามันที” มือใหญ่กุมมือน้อยเขย่าวิงวอน  จนเลอมานอดขำไม่ได้  “นะคุณชาย  เดี๋ยววันหลังจะพาไปเที่ยวอีก”

“ฉันไม่ใช่เด็กนะ” เสียงใสกลั้วหัวเราะ  มือยังกุมกันไม่ปล่อย  จนเมื่อลูกชายกำนันสีหน้าเปลี่ยนไป เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นใครอยู่ด้านหลังเขา  เลอมานหันขวับมองตาม  เห็นคนตัวสูงในเสื้อกุยเฮงกางเกงแพร  ผมเปียกชื้นเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ  หน้าขาวดูบึ้งตึง 

“ทำอะไรกัน”  ถามพลางยกมือข้างหนึ่งไพล่หลัง.. คล้ายซ่อนสิ่งใดไว้ 

คนถูกถามมองหน้ากัน  สิงห์กระซิบกระซาบ “คุณชายอย่าบอกใครนะ”

“เอ่อ..” คุณชายหันไปอึกอักอ้ำอึ้ง  โดนกำชับแบบนี้แล้วจะตอบคนถามว่าอะไร  สมองประมวลข้อมูลก่อนถ่ายทอดคำตอบแบบกำปั้นทุบดิน “ยืนคุยกัน”

สายตาคมวาวที่จ้องมองมาพาให้อึดอัดชอบกล  จนเด็กหนุ่มต้องจูงแขนลูกชายกำนัน นำให้ออกเดิน  อยากไปให้ไกลๆสายตาคู่นั้น

“ค่ำมืดแล้วจะไปไหน” กระชากถามเสียงห้วน  นักเรียนตัวดีชะงักยามอาจารย์ปรูดมาขวางหน้าไว้  สองสายตาประสานกัน   

ถ้อยคำที่คนึงพูดกับอาจารย์ใหญ่  และถ้อยคำที่วิรัชพูด  คละเคล้าขุ่นมัวในหัวใจ  ดวงตาสีน้ำตาลใสจ้องหน้าอาจารย์ผู้ดูแลเขม็ง  เอ่ยวาจาตัดรอนที่แม้ลูกชายกำนันยังขนลุก

“อาจารย์ไม่ต้องห่วงหรอก  เดี๋ยวสิงห์ดูแลผมเอง” 

“อ้อ” ริมฝีปากหยักได้รูปยิ้มเยาะ “เห็นทำหน้าเศร้าซึมทั้งวัน  ที่แท้ก็รอบางคนมาเยี่ยมหรอกหรือ”   

“พูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่อง” คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น  ตีหน้าอ่อนใสให้ยุ่งเหยิง  ก่อนจูงมือใหญ่เดินหนีไปไม่สนใจ   

คนถูกเมินยืนคว้าง  อารมณ์เคืองขุ่นปะทุจนเผลอกำหมัด  หากสัมผัสบอบบางของสิ่งที่อยู่ในอุ้งมือทำให้ต้องรีบคลายแทบไม่ทัน 

***************************
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: roseen ที่ 27-01-2012 20:46:48
 :L2: :L2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: EoBen ที่ 27-01-2012 20:56:31
แบบว่า อยากอ่านมากกกกกกก

เลยไปตามอ่านที่เด็กดีเรียบร้อยแล้วคะ

รอให้ถึงตอนปัจจุบันเร็วๆ


ขอบคุณคะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 27-01-2012 20:58:12
หอพักนักเรียนเป็นอาคารไม้สองชั้น  อาจารย์ผู้ดูแลหออนุญาตให้เลอมานและสิงห์เข้าไปได้อย่างสะดวก  บุตรชายท่านทูตพาลูกชายกำนันเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง  หยุดอยู่หน้าห้องหนึ่งซึ่งเขาแวะเวียนมาประจำจนคุ้นเคย 
   
“สง่า สันติ ฉันเอง” ว่าพลางเคาะบานประตูไม้เป็นมารยาท 
   
“เข้ามาเลยคุณชาย” เสียงสง่าโหวกเหวกมาจากในห้อง  มือเรียวจึงเปิดเข้าไปไม่รั้งรอ  ปล่อยให้คนตัวโตยืนกระสับกระส่ายเก้กังอยู่นอกห้อง  ได้แต่ชะเง้อแลมอง ไม่กล้าเข้าไป
   
ห้องของพวกจ้อยกะทัดรัดพออยู่กันได้สามคนไม่แออัด  เตียงสองชั้นของสง่ากับสันติชิดผนังด้านหนึ่ง  แค่กวาดตาดูก็รู้แล้วว่าเตียงไหน โต๊ะไหนเป็นของใคร  โต๊ะรกๆ เกลื่อนไปด้วยนิตยสารมวย  ผนังข้างเตียงติดรูปโผน กิ่งเพชร กับเพชรา เชาวราษฎร์ให้พรืดไปทั้งแถบนั่นเป็นพื้นที่ของสง่า  ส่วนโต๊ะของผู้คงแก่เรียนอย่างสันตินั้น  มีตำราเรียนปนกับหนังสือธรรมะวางอย่างเป็นระเบียบ  ส่วนของจ้อยนั้นดูสะอาดสะอ้านโล่งตากว่าใคร  มีเพียงหนังสือเรียนกับดอกมหาหงส์ปักอยู่ในแก้วส่งกลิ่นหอมเย็น  ปลาตะเพียนสานเองแขวนอยู่ที่หน้าต่าง  แหวกว่ายสายลมไปมา 

จ้อยนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง  รายล้อมด้วยสองสหาย  ร่างเล็กเขยิบนั่งหลังตรง ยิ้มกว้างทันทีที่เห็นเพื่อนผู้สูงศักดิ์

“อ่านหนังสือกันอยู่หรือ” เลอมานถามเมื่อเห็นตำราเรียนในมือทั้งสาม  และสองสามเล่มกางหราเกลื่อนเตียง

หากเมื่อนักเรียนทั้งสามเห็นหน้าผู้มาเยือนถนัดถนี่เท่านั้น  ห้องน้อยก็พลันชุลมุน
 
“คุณชาย! เจ็บมากไหมครับ” จ้อยยันกายลุกจากเตียง  กุมท้องเดินเขยกมาหา

“หนักขนาดนี้เลยเรอะ” สันติปราดเข้ามาใกล้ ขยับแว่นมองให้ชัดๆ

“ซี้ด..เห็นแล้วเจ็บแทน” สง่าทำท่าแหยง  กุมแก้มตัวเองเหมือนรอยช้ำนั้นอยู่บนหน้าตน
 
สามหนุ่มตรงเข้ามะรุมมะตุ้ม  คุณชายต้องรีบยกสองมือปราม  รีบวกเข้าเรื่องให้เร็วที่สุด       

“จ้อย มีคนมาเยี่ยมแน่ะ” ร้องบอกพลางหันมองหน้าประตู  ทั้งสามหันมองตาม  “สิงห์ เข้ามาสิ”

ลูกชายกำนันเยี่ยมหน้าเข้ามา  กระชับตะกร้าของเยี่ยมในมือแน่น กระแอมไอก่อนก้าวเข้าห้อง  ยิ่งเห็นสายตาไม่ต้อนรับของคนที่ตั้งใจมาเยี่ยมยิ่งประหม่าจนใจฝ่อ

นักเลงที่เคยเดินกร่างอยู่ในตลาด  บัดนี้กลับดูตัวลีบลงถนัดใจเมื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มนักเรียนครูโดยไร้ฝูงลูกน้องติดตาม

ตระหนักรู้ว่าสถานที่นี้ไม่ใช่ที่ของคนอย่างเขาเลยสักนิด 

แล้วที่ไหนเล่าถึงจะเหมาะ  ในบ่อน  ในซ่อง  ในร้านเหล้า  ในโรงบิลเลียดอย่างนั้นหรือ 

โสมมสิ้นดี
 
สายตาอ่อนโยนนิ่งมองคนเจ็บไม่วางตา  ร่างเล็กบางบอบช้ำทรุดนั่งลงบนเตียง  สายตาแชเชือนเบือนหนีไปมองนอกหน้าต่างราวกับหน้าเขามันน่าขยะแขยงนัก  สิงห์ถือโอกาสพิศเสี้ยวหน้าละมุน  ความอัปรีย์ที่ลูกน้องของเขาก่อไว้ยังทิ้งร่องรอยบนใบหน้า  หางคิ้ว มุมปาก ยังเขียวช้ำ   

“จ้อย  ข้ามาเยี่ยม” เสียงทุ้มเรียกแผ่ว  ทว่าใบหน้านั้นก็ยังไม่หันมา  “เอ็งเป็นยังไงบ้าง”
   
เหมือนพูดกับตุ๊กตา  ไม่มีคำตอบ  ไม่มีแม้หางตาเหลือบแลมอง

มุมหนึ่งแสนอึดอัด  แต่อีกมุมชุลมุนนัก  คู่หูลากคุณชายไปซักถามอาการเสียงโขมงโฉงเฉง  ก่อนสง่าจะโพล่งขึ้นมาว่าต้องเอาน้ำแข็งประคบ  แล้วทั้งคู่ก็ลากคุณชายถูลู่ถูกังออกจากห้อง  พาวิ่งโร่ไปหาน้ำแข็ง 

จ้อยชะงักตาเบิกกว้าง  ขยับปากจะเรียกเพื่อนไว้แต่ก็ไม่ทัน  ร่างบอบช้ำลุกขึ้นจะตามออกไป  แต่กลับซวนเซทรุดลงในอ้อมแขนแกร่งที่โผเข้ารับ  จึงรีบขืนตัวออกอย่างขยะแขยง 

ดวงตาสีเหล็กนิ่งมองนักเรียนตัวเล็กเดินกะเผลกไปนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ห่างจากเตียงออกไป  ได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น  นี่ไอ้จ้อยมันคิดว่าเขาชั่วช้าถึงขนาดจะปล้ำมันกลางหอพักรึไง 
 
อยู่กันเพียงลำพังสองคนแบบนี้ยิ่งชวนอึดอัด  มวลอากาศรอบตัวดูอึมครึม  ปลาตะเพียนน้อยที่ขอบหน้าต่างหยุดนิ่งไม่ไหวติง 

“ข้าซื้อของมาเยี่ยม” นักเลงตัวโตเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ  กระชับตะกร้าในมือยามเดินเข้าใกล้คนป่วย “มีน้ำแดงที่เอ็งชอบด้วยนะ  กินเลยไหม”

กุลีกุจอคว้าขวดน้ำอัดลมในตะกร้า  หยิบไฟแช็คเตรียมงัดฝาจีบ 

“ไปให้พ้น!” เสียงเล็กไล่ส่ง  ไม่ไล่เปล่า  มือน้อยปัดของในมืออีกฝ่ายเสียกระเด็น  ส้มสุกลูกไม้กระจัดกระจาย 

สิงห์นิ่งมองขวดน้ำแดงกลิ้งหลุนๆไปกับพื้นไม้กระดาน 

จำได้.. ในตลาดสดจอแจ  หน้าแผงร้านน้ำแข็งไส  น้ำหวานน้ำอัดลมหลากสีเรียงรายล่อตาล่อใจหมู่เด็กที่กระหายอยากดื่มด่ำรสซาบซ่า  เด็กน้อยแก้มใสคนหนึ่งยืนป้ายน้ำมูกน้ำตา

[ “..น้องจ้อยอยากกิน  น้องจ้อยอยากกินจริงๆนะ..”

“มันแพง  ขวดละตั้งบาท” พี่ชายต่างพ่อทรุดตัวลงนั่ง  ลูบหลังลูบไหล่น้อง “ขวดนึงซื้อไข่ได้ตั้งสามใบ  ซื้อปลาทูได้ตั้งหลายตัว  เก็บไว้ซื้อปลาทูดีกว่า  จ้อยชอบปลาทูไม่ใช่หรือ”

เด็กขี้แยสูดจมูกฟืด  พึมพำ  “..น้องจ้อยอยากกิน..”

เด็กชายตัวโตอย่างสิงห์ลอบมองอยู่เงียบๆ 

“เอาอย่างนี้ไหม” พี่ชายจับไหล่น้อง “พี่จินดาจะต้มน้ำกระเจี๊ยบให้กินแทน  สีแดงๆเหมือนกัน  อร่อยกว่าด้วย  เดี๋ยวพี่ไปทำงานก่อน  แล้วพรุ่งนี้เราไปขอปันกระเจี๊ยบจากลุงอ่ำกัน  ดีไหม”

งานของพี่ที่ว่า  คืองานรับจ้างในร้านก๋วยเตี๋ยว ทั้งเสิร์ฟ ทั้งล้างจาน ค่าแรงน้อยนิด

เด็กน้อยพยักหน้าอ้อมแอ้ม  พี่ชายยิ้มกว้าง ลุกขึ้นจูงมือน้องเดิน 

เด็กชายตัวโตปรูดเข้าดักหน้า  น้องน้อยชะงัก  ก่อนคลี่ยิ้มกว้าง “พี่สิงห์”

“จินดาไปทำงานเถอะ  เราพาจ้อยไปเอง”

เด็กชายสิงห์ขี่จักรยานพาน้องซ้อนลิงโลด  แต่พอถึงที่หมายกลับแทบเข่าอ่อน  ไร่กระเจี๊ยบที่เคยรกเครื้อกลับเตียนโล่ง  ตาอ่ำให้เหตุผลว่าแกฟันทิ้งเพราะจะปลูกอย่างอื่นแทน 

แววตาน้องเศร้าสลดน่าสงสาร 

“ไปกินน้ำแดงบ้านพี่ไหม”

“ไม่เอา” ใบหน้าอ่อนใสส่ายดิก  น้ำใสเอ่อกลบตา “แม่พี่สิงห์ชอบบอกว่าน้องจ้อยเป็นลูกนังหยำฉ่า”

แปลว่าอะไรไม่รู้  แต่ความหมายไม่ดีแน่
   
พี่ดึงตัวมากอด  แสนสงสาร  ก่อนคลายออกใช้สองมือเช็ดน้ำตาเปื้อนแก้ม 

“โตขึ้นพี่จะซื้อที่กว้างๆ ปลูกบ้านหลังโตๆ” วาดแขนเป็นวงกว้างเท่าที่แขนเด็กสิบขวบจะอำนวย “จ้อยอยากปลูกอะไรพี่จะตามใจหมดเลย  อยากได้อะไรบ้าง  มหาหงส์  มะขาม  มะม่วง  แตงโม ปลูกไว้กินเยอะๆ  กระเจี๊ยบด้วยเอ้า”

นึกย้อนกลับไปก็น่าขัน  บ้านในฝัน  ปลูกต้นไม้ได้มั่วจริงๆ

“ซื้อตู้เย็นหลังโตๆ แช่น้ำแดงเยอะๆ ให้จ้อยกินคนเดียว”

“แบ่งพี่จินดากับยายด้วยได้ไหม”

“ได้สิ”
   
สองพี่น้องจูงมือกันเดินไปในแสงอาทิตย์อัสดง

“พี่จะดูแลจ้อยเอง  ดูแลตลอดไปเลย” ]



...พี่จะดูแลจ้อยเอง  ดูแลตลอดไปเลย...

คำพูดเหล่านั้นหลุดออกมาได้อย่างไร  สิงห์นึกเท่าไรก็อับจนในสิ่งที่ตัวเองเป็น


“ไปสิ!  ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง  คนเขาไล่แล้วยังยืนเซ่ออยู่ได้”

ไม่ไล่เปล่า  มือเล็กก้มหยิบแอปเปิลที่กลิ้งไปแทบเท้า ปาใส่คนตัวโต โดนเข้าที่ต้นแขน  โทสะพุ่งวาบ  นักเลงหัวไม้ปรี่เข้าไปบีบต้นแขนเล็ก มือเดียวกำได้รอบ

แอปเปิลลูกเดียวไม่ทำให้เจ็บเท่าไร  แต่ทำไมสิงห์ถึงรู้สึกรานใจนัก

เวลาเพียงไม่กี่ปี  ความสัมพันธ์ที่เป็นดั่งแก้วใส  งดงาม เปราะบาง  เกิดรอยร้าวทั้งดวงจนไม่เหลือเค้าเดิมได้อย่างไร

มือที่กำรอบต้นแขนค่อยคลายออก  นิ่งมองแววตาชิงชังตรงหน้า 

จ้อยที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่พ่อค้าขายผักซอมซ่อ  ไม่ใช่แค่เด็กกำพร้าแร้นแค้น  แต่เป็นนักเรียนครู  เป็นคนมีการศึกษา  เป็นชนชั้นมันสมองของชาติ  แม้ยามเจ็บไข้ยังสุกสกาวเหมือนดาวส่องแสง

ยิ่งมองยิ่งเห็นความต่าง  ยิ่งใกล้ยิ่งรู้สึกห่างไกล    

แม้จะรู้จุดอ่อนของคนตรงหน้าดี  หนี้ที่ติดค้าง ดอกเบี้ยที่งอกเงยจนถูกยึดโฉนดที่นานั่นปะไร  แต่สิงห์ไม่อยากเอามาใช้ข่มขู่  ไม่อยากถูก ‘เกลียด’ มากไปกว่านี้ 

ใจยังหวังอยู่เต็มเปี่ยม  ว่าสักวัน รอยร้าวนั้นจะสมานคืนดังเดิม

นักเลงโตหันหลังกลับ  ก้าวออกมาจากห้อง  ข้ามผ่านผลไม้กระจัดกระจาย   โดยมีสายตาชิงชังของนักเรียนดีเด่นไล่ส่งไม่วางตา

******************************

คุณชายเล็กเดินเอามือแนบแก้มกลับเรือนไม้  ถุงน้ำแข็งที่สง่ากับสันติโปะแก้มให้ยังทิ้งความเย็นไว้จนชาไปทั้งซีกหน้า  คิ้วเรียวขมวดมุ่น  เมื่อนึกถึงสภาพห้องจ้อยที่เห็นตอนกลับไปอีกที

ตะกร้าเอย  ผลไม้เอย  ขวดน้ำแดงเอย กระจายเกลื่อนพื้น  ไร้วี่แววลูกชายกำนัน  สง่าไล่เก็บของแพงอย่างแอปเปิลกัดกินเอร็ดอร่อย  แถมยังยัดใส่มือเขามาลูกหนึ่งอีกต่างหาก 

มือเล็กยกแอปเปิลแดงจัดขึ้นดม  หอม.. ได้กลิ่นแล้วชวนให้คิดถึงบ้าน  เพราะตอนอยู่อังกฤษเขากินแอปเปิลทุกวันเลยก็ว่าได้

เหลือบเห็นอาจารย์ตัวสูงยืนเอามือไพล่หลังอยู่ตรงหัวบันได  เลอมานแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น  ตั้งใจจะเดินผ่านไปเหมือนสายลมวูบหนึ่ง  แต่ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมือแข็งแรงคว้าหมับที่ต้นแขนเล็ก  กระชากให้หันมาเผชิญหน้า 

“ครูเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าตอนกลางคืนห้ามไปไหนก่อนได้รับอนุญาต” ความเคืองขุ่นปนในน้ำเสียงและแววตาเห็นได้ชัด  มือที่กำแน่นไม่คลายแรงบีบลงแม้แต่น้อย  จนนักเรียนนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ 

“ตอนผมไปกับสิงห์อาจารย์ก็เห็นนี่”

“แต่ครูยังไม่อนุญาต!”

หากดอกหางนกยูงจะร่วงลงหนึ่งดอกทุกครั้งที่คนึงตะคอกเขา  ป่านนี้ต้นหางนกยูงที่สูงตระหง่านอยู่หน้าเรือนไม้คงเหลือแต่กิ่งแห้งเหี่ยวเฉายืนต้นตาย

ทำไมนะ  ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ผิดในสายตาฝ่ายนั้นไปเสียหมด  เมื่อเขาทำผิดก็สมควรโกรธอันนี้พอเข้าใจ  แต่เมื่อเขาอยู่เฉยๆ คนึงก็ยังโกรธ  แม้บางครั้งจะพยายามทำดี  คนึงก็ยังโกรธอีก  แล้วจะให้ทำอย่างไร  ต้องทำแบบไหนถึงจะพอใจ 

สิ้นหวังทดท้อกับการเฝ้ารอเศษเสี้ยวความเมตตา  ทะเลทรายคอยฝนยังมีความหวังมากกว่าหม่อมราชวงศ์เลอมานคอยความอาทรจากอาจารย์คนึง  ใจล้าจนหมดแรงจะพยศ 

“จะลงโทษยังไงก็เชิญ  ไปหยิบไม้เรียวมาสิ” ขอบตาเขาร้อนผ่าวยามเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์  ซึ่งคงจับอารมณ์ประชดประชันในน้ำเสียงเขาได้  มือที่แข็งแรงราวคีมเหล็กจึงค่อยคลายลง  เปิดโอกาสให้เลอมานสลัดตัวพ้นจากพันธนาการ  เดินหนีเข้าห้อง

อีกฝ่ายยังตามมาราวี  “เราไม่เหมาะจะใช้ชีวิตในกฎระเบียบเลย  ทำอะไรตามใจตัวเองตลอด”

มือบางที่กำลังถอดสเว็ตเตอร์ชะงัก  หันมองเจ้าของวาจาเสียดแทงใจ  แทบผงะเมื่อเห็นอีกฝ่ายในระยะประชิด  ใกล้จนเห็นไรหนวดเขียว  เห็นเงาตัวเองฉายชัดในแววตาเคียดขึ้ง  “ตอนแรกว่าจะกลับอังกฤษแล้ว  แต่สุดท้ายก็กลับมาที่นี่  คงเพราะถูกบังคับใช่ไหม  ถ้าไม่กลับมา  ท่านชายจะไม่ยกมรดกให้งั้นสิ”

เฆี่ยนเขาสักร้อยไม้ยังไม่เจ็บเท่านี้

“ไม่ใช่” คล้ายมีก้อนแข็งๆแล่นขึ้นมาจุกคอ  เด็กหนุ่มฝืนกล้ำกลืนมันลงไปอย่างยากลำบาก  เอ่ยความจริงที่ไม่เคยคิดจะบอกใคร 
“ถ้าผมไม่กลับมา.. ท่านพ่อจะบังคับ.. ให้ผมหมั้น”

“อ้อ..” อีกฝ่ายเพียงพยักหน้ารับรู้  “ผู้หญิงคนนั้นคงขี้ริ้วน่าดูเลยสินะ”

ดวงตาสีน้ำตาลใสคลอวับเงยขึ้นสบตาคนใจดำ  คนที่กรีดใจเขาขาดวิ่นแล้วยังสาดเกลือซ้ำ 

“เปล่า..” ไอร้อนที่กระบอกตาทำให้เขาต้องเบือนหน้าหนี  กระพริบตาถี่  “ผู้หญิงคนนั้น.. เป็น.. ”

กว่าจะเอ่ยได้แต่ละคำแสนยากเย็น

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนรักของ..” เลอมานสูดจมูกลึก  ใบหน้าคมคายอ่อนโยนของคนที่อยู่ไกลแสนไกลทั้งในความจริงและความฝันลอยวูบเข้ามาในห้วงคำนึง “..ของเลขาท่านพ่อ  แต่ท่านพ่อไม่ทรงทราบ”

ดวงตาหลุบต่ำนิ่งมองพื้นไม้กระดานที่เริ่มพร่าเลือน  ไม่รู้หรอกว่าคำพูดตนทำให้คนฟังใจอ่อนยวบลงเพียงใด  ไม่รู้หรอกว่าสายตาที่เอาแต่เกรี้ยวกราดใส่ บัดนี้มองเขาด้วยความอ่อนโยนและสำนึกเสียใจแค่ไหน  รู้แต่ว่าไอร้อนในตาตนมันผ่าวขึ้นทุกที 

“ทำไมถึงช่างขยันหาเรื่องให้คนอื่นปวดหัวนัก!”
“ผมมีหน้าที่ดูแลเขา  เขาบาดเจ็บแบบนี้เท่ากับผมบกพร่องต่อหน้าที่”
“ผมละสะใจที่สุด  โดนเขาแกล้งตีระหัดใส่หน้าเข้าให้ จ๋อยไปเลย”

    
ปลายจมูกโด่งรั้นแดงก่ำ  เลอมานสูดจมูกลึกก่อนเงยหน้าขึ้นประสานสายตา  ถามคำถามที่รบกวนอยู่ในหัวใจมาตลอด

“อาจารย์เกลียดผมใช่ไหม” 

นึกชื่นชมตัวเอง  เขาถามคำถามนั้นออกไปได้อย่างไรโดยที่เสียงไม่สั่นพร่า  วงหน้าคมคายตรงหน้านิ่งงันคล้ายถูกสะกด  สองสายตาประสานกันท่ามกลางความเงียบงัน  เลอมานรอคำตอบอยู่ชั่วอึดใจ

ขอชมตัวเองอีกครั้ง  เขาฝืนยิ้มออกไปได้อย่างไรทั้งที่น้ำตากำลังจะไหลลงร่องแก้มเขียวช้ำ 

“ไม่ต้องพูดหรอก  ผมรู้คำตอบแล้ว” ว่าพลางผินหลังหนีขึ้นเตียงนอน  มือแข็งคว้าแขนไว้  เด็กหนุ่มสูงศักดิ์ก้มหน้าเอ่ยแผ่วเบา

“ผมปวดหัว  อยากนอน” 

มือที่รวบต้นแขนไว้จึงค่อยคลายออกอย่างยอมจำนน


ดึกสงัด  เสียงหรีดหริ่งเรไรระงม  กลิ่นมหาหงส์ยิ่งหอมจัดยามดึก  คืนหน้าฝนอากาศเย็นสบาย  ทว่าอาจารย์ผู้แสนเข้มงวดกลับนอนพลิกกายกระสับกระส่าย  อาศัยเพียงแสงจันทร์สลัว  ลอบมองผ่านช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือไปยังร่างที่นอนขดกายอยู่บนเตียงอีกฝั่งห้อง     

คำถามที่เด็กคนนั้นถามยังกึกก้องอยู่ในหัวใจ 

‘เกลียด’ อย่างนั้นหรือ?

หากเลอมานถามคำถามนี้ในวันแรกๆที่พบกัน  เขาจะตอบคำถามนั้นได้ทันทีโดยไม่ลังเล  ทว่าตอนนี้.. แม้แต่ตอบใจตัวเองยังตอบไม่ได้

ยังเจ็บยอกอยู่ในอก  ประกายตาตัดพ้อนั้น  ไยจึงติดตรึงใจ  ไยจึงสั่นสะเทือนนัก 

เสียงเตียงไม้ลั่นออดจากอีกฝั่งห้อง  คนึงสะดุ้งวาบ แสร้งนอนนิ่ง  หากสายตาจ้องเขม็ง  เห็นร่างบอบบางในชุดนอนค่อยๆลุกขึ้นนั่ง  พอเสี้ยวหน้านั้นหันมา  ชายหนุ่มรีบหลับตาปี๋  เงี่ยหูฟังอยู่สักพัก จนเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า  ได้ยินเสียงบานประตูไม้ลั่นออดในความเงียบ  จึงค่อยหรี่ตาขึ้นมอง 

เจ้าเด็กดื้อออกจากห้องไปเห็นหลังไวๆ 

ร่างสูงใหญ่ยันกายลุกขึ้นนั่ง  คิ้วหนาขมวดมุ่นอย่างนึกสงสัย  พรายน้ำบนนาฬิกาข้อมือที่วางไว้ข้างหมอนบอกเวลาเที่ยงคืนกว่า  เด็กนั่นจะไปไหนตอนดึกดื่นป่านนี้

อาจารย์หนุ่มก้าวลงจากเตียง  ติดตามไปด้วยฝีเท้าเบากริบ  เปิดประตูห้องอย่างเบามือไม่ให้ได้ยินเสียงบานพับลั่น  ทว่าในใจกลับร้อนรุ่มดังมีไฟสุม  หม่อมราชวงศ์เลอมานจะไปไหน.. หรือว่า..

นัดใครไว้?

ถึงนอกชาน  น้ำค้างลงเย็นจัดจนต้องห่อไหล่  กลิ่นมหาหงส์หอมเย็นคละเคล้าไปในมวลอากาศ  คนึงชะงักเมื่อแว่วเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบามาตามลม  ค่อยๆสาวเท้าแทบย่องไปหัวบันไดซึ่งเป็นต้นเสียงนั้น

แสงจันทร์สลัวรางสาดส่องให้เห็นร่างหนึ่งซุกกายกอดเข่าอยู่กับขั้นบันไดข้างกอมหาหงส์ที่ออกดอกเต็มต้น  ไหล่เล็กบางสั่นสะท้านเหมือนลูกนกที่หลงทางมากับพายุ  เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบานั้นเสียดแทงหัวใจคนได้ยินนัก

คนึงยืนอยู่ตรงระเบียง  ไม่กล้าก้าวขาลงบันไดไปหา  ได้แต่นิ่งฟังเงียบงัน 

“ฮึก.. ท่านพ่อ.. พี่ชานนท์.. ชายอยากกลับบ้าน..” เสียงร่ำไห้หาบ้านอย่างว้าเหว่นั้นบีบเค้นหัวใจคนฟังให้ปวดยอกด้วยความสำนึกผิด  อาจารย์หนุ่มหันหลังกลับเข้าห้อง  คว้าผ้าเช็ดหน้าของตัวเองติดมือมา

ลงบันไดได้เพียงสองขั้น  ร่างน้อยที่สั่นเทาก็สะดุ้งเฮือกหันขวับมามองอย่างรู้ตัว  พอเห็นหน้าเขาเท่านั้นดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างอย่างกับเห็นผี   

“ผะ..ผมเห็นอาจารย์หลับแล้ว  เลยไม่กล้าขออนุญาต” ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาเบือนหนี  สองมือพยายามเช็ดน้ำตาเป็นระวิง  หากต้องร้องโอ๊ยออกมาเมื่อมือไปโดนแก้มที่เขียวช้ำเข้า 

อาจารย์หนุ่มนั่งลงเคียงข้าง  มือใหญ่ดึงมือเล็กออก  แสงจันทร์นวลอาบไล้เสี้ยวหน้างามละมุน  หยดน้ำตาต้องแสงจันทร์ดูราวเกล็ดเพชร  บรรจงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับรอยน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา  ดวงตาที่แวววาวคล้ายดาวสุกใสมองเขาอย่างตกใจและไม่เข้าใจ

คนึงไม่มีคำพูดใดจะเอ่ย  เพียงจูงมือเรียวเล็กประคองให้กลับเข้าห้อง  ได้ยินเสียงสูดจมูกฟืดฟาดยิ่งบาดใจเขานัก 

   
“พรุ่งนี้ผมจะไปพบอาจารย์ใหญ่  ขอเปลี่ยนให้อาจารย์ประพนธ์ดูแลผมแทนดีไหม” เลอมานถามขึ้นเมื่อนั่งลงบนเตียง  พยายามดึงมือออกจากมืออาจารย์ที่ยังกุมมือศิษย์ไม่ปล่อย   

คนึงทรุดตัวลงนั่งเคียงข้าง  จ้องมองไม่วางตา  ก่อนลุกขึ้นไปจุดตะเกียงโคมที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ  แสงทองเรืองรองกระจ่าง  ขับผิวขาวจัดของร่างบนเตียงจนนวลเป็นประกาย

อ้อมชั้นหนังสือไปหยิบดอกมหาหงส์ที่วางอยู่ข้างหมอนประคองไว้ในอุ้งมือใหญ่อย่างทะนุถนอม  ก่อนเดินกลับมาทรุดกายลงนั่งเคียงข้างคนที่ยังมองหน้าเขาอย่างพิศวง 

อมยิ้มเมื่อดวงตาสุกใสคู่นั้นเบิกกว้าง  ยามเขายื่นเจ้าดอกขาวลออส่งให้  ลูกแก้วสีน้ำตาลใสมองหน้าเขาสลับกับดอกมหาหงส์ไปมา   

เมื่อเห็นเขาพยักหน้ายืนยัน  มือเรียวจึงค่อยยื่นมาอย่างเก้กัง  ทว่าจู่ๆกลับชะงักคล้ายนึกขึ้นได้  ดึงมือกลับไปกระพุ่มไหว้อย่างอ่อนน้อมก่อนยื่นมือมารับ 

“ขอบคุณครับ”

อาจารย์ยิ้มอ่อนโยน  มือใหญ่วางบนเรือนผมสีอ่อน  ขยี้เบาๆอย่างนึกเอ็นดู  ก่อนไล้มาตามแนวโครงหน้าเรียวได้รูป  สัมผัสคราบน้ำตาที่เริ่มแห้งจาง  จมูกโด่งได้รูปก้มลงดมกลิ่นดอกไม้หอม  ก่อนเงยหน้าขึ้นถามคำถามเสียดแทงใจ   

“อาจารย์ยังไม่ตอบผมเลย”

ร่างสูงใหญ่ถอนใจแผ่วเบา  หยิบตลับไพลบดขึ้นเปิดฝาออก  กลิ่นหอมเย็นโชยฟุ้ง  บรรจงป้ายตัวยาลงบนแก้มขวาที่เขียวช้ำให้อย่างเบามือจนเหลืองอร่ามไปทั้งซีกหน้า   

ดวงตาคู่สวยวาววับด้วยน้ำใสจ้องมองเขานิ่งงัน 

“เจ็บหรือ” มือใหญ่ชะงัก  “ครูมือหนักไปหรือเปล่า  หรือยาเข้าตา”

นักเรียนส่ายหน้าสูดจมูกลึก  “อาจารย์ไม่ต้องห่วง  ผมจะไม่พาดพิงถึงอาจารย์  ถ้าอาจารย์ใหญ่ถามว่าทำไมถึงอยากเปลี่ยน  ผมจะบอกว่าผมเรื่องมากเอง  ดีไหม” 

น้ำตาหยดหนึ่งรินไหลลงร่องแก้ม  ล้อแสงตะเกียงดูราวเพชรน้ำงาม  กลิ้งผ่านริมฝีปากที่พยายามฝืนยิ้ม

เหมือนอะไรบางอย่างในหัวใจกำลังสั่นสะเทือน  อะไรบางอย่างที่ตนเป็นคนสร้างขึ้นเองกำลังพังทลายลงช้าๆ

อ้อมแขนแกร่งคว้าร่างแบบบางเข้ามากอดแนบอก  ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะตกตะลึงแค่ไหน     

“ครูขอโทษ” เสียงทุ้มพร่ากระซิบแนบหู  โยกโคลงร่างในอ้อมแขนไปมาอย่างปลอบขวัญ “ขอโทษที่ทำเล็กเจ็บ  ทำเล็กเสียใจ  ครูขอโทษ”

ความเอยความรัก         เริ่มสมัครชั้นต้น ณ หนไหน
เริ่มเพาะเหมาะกลางหว่างหัวใจ     หรือเริ่มในสมองตรองจงดี***


ณ เวลานี้  คนึงขอตอบว่าหัวใจ 

ไม่ใช่สมอง! 

เลอมานกระพริบตาไล่หยาดน้ำตาที่รินไหล  ได้ยินเสียงหัวใจเต้นชิดริมหู  อ้อมแขนอุ่นล้ำที่กอดรัดแน่นส่งกระแสอบอุ่นพุ่งวาบอาบทาทั่วหัวใจ

“อาจารย์.. เสื้ออาจารย์เลอะหมดแล้ว” ส่งเสียงประท้วงอู้อี้กับอกแกร่ง  กลับยิ่งถูกกอดแน่นกว่าเดิม 

Tell me where is fancy bred,
Or in the heart, or in the head?
How begot, how nourished?
Reply, reply.


เลอมานรู้คำตอบแน่วแน่..


In the heart.



โปรดติดตามตอนต่อไป

-----------------------------------------------------------------------------------------------
*น้ำตาดาว, ธาตรี คำร้อง,  บุษยา รังสี ขับร้อง
** ศกุนตลา
*** เวนิสวาณิช


(แอ๊ ข้อความมีตัวอักษรมากเกิน ขอไปตอบเม้นข้างล่างนะคะ^^")
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 27-01-2012 20:59:37
ตอบเม้นกันเนอะ :L2:

silent_loner
ไม่เป็นไรค่ะเรื่องคอมเม้นคั่น  ดีซะอีกค่ะ  ดีใจที่ได้รู้ว่ามีคนอ่านระหว่างกำลังอัพอยู่ด้วย  ตอนนี้อาจารย์แกเริ่มเปิดใจแล้วน๊า จากนี้คงเลิกเก๊กแล้วล่ะค่ะ  ส่วนพี่สิงห์กับน้องจ้อย คู่นี้ก็คงปวดตับกันต่อไป  ส่วนเรื่องตอบเม้น  เราว่าสนุกดีนะคะ เหมือนได้คุยกับคนอ่านน่ะ ก็เลยชอบตอบเม้น (อยากบอกว่าจำคนอ่านได้ด้วยน๊า)

tonkhaw
เนอะๆๆ ตอนที่แล้วพี่สิงห์ทำตัวน่าตบบ้องหูมากเลย  แต่นับว่ายังดีนะคะที่ไม่ทำอะไรจ้อย

silverphoenix
มาร่วมมือกันแช่งให้ลอยมันเป็นหนองในกันเนอะ (สมัยนั้นยังไม่มีเอดส์) กรรมตามสนองซักทีเถิ้ด  แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ คนชั่วย่อมได้รับผลแห่งกรรมชั่วอยู่แล้ว  ตอนนี้ปล่อยมันลอยนวลไปก่อน  มารอลุ้นชายเล็กกันเนอะ  ว่าจะรอดปากเหยี่ยวปากกาไปได้สักกี่น้ำ

Artemis
ข้าน้อยมิกล้า ๆ  นิยายวายเรื่องเล็กๆจากนักเขียนหน้าใหม่เรื่องนี้ ไม่กล้าเทียบชั้นนักเขียนระดับปรมาจารย์หรอกค่ะ  (แต่ก็ยินดีน้อมรับคำชมเน้อ  กระโดดเข้ากอดเลยเชียวละ)  .....

เขินค่ะ ตอบเม้นไม่ถูก ไปไม่เป็นเลย  :-[ ..คือ..อยากบอกว่าขอบคุณมากนะคะ 
 
silverspoon
พี่สิงห์ต้องเกรงใจลอยค่ะ  เพราะลอยมันเป็นเมียหลวง เอ๊ย..ไม่ช๊ายยยย (รู้สึกจะเล่นบ่อยนะมุขนี้ เหะๆ)  คือต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเองน่ะค่ะ  ความรักจะช่วยละลายอัตตาได้หรือไม่ เรามาลุ้นไปด้วยกันเนอะ   

yayee2
พี่สิงห์ปากแข็ง  ส่วนน้องจ้อยก็ใจแข็ง.. แล้วเมื่อไหร่มันจะเข้าใจกันล่ะคู่นี้ โธ่.. เหนื่อยแทนพี่สิงห์เลยค่ะ  ส่วนอาจารย์ตอนนี้ก็เริ่มใจดีกับคุณชายแล้วนะคะ  (เห็นไหมๆ ความใกล้ชิดทำพิษเข้าจนได้)

ดอกเอ๋ย..เจ้าดอกคุณนายตื่นสาย  คนเขียนใจละลาย เพราะคอมเม้นคนอ่านเอย.. แอร๊ย 

roseen
ไม่อาววว..ไม่เปลี่ยน  ชื่อลอยนี่เอามาจากเรื่องชุด “หลายชีวิต” ของคุณชายคึกฤทธิ์น่ะค่ะ  ชื่อเหมือนกันแต่ระดับความเลวของไอ้ลอยของคุณชายคึกฤทธิ์เลวกว่าเยอะค่ะ  มันเลวแบบ..เลวจนอยากอ้วก   

Takamine
วันนี้เลือดท่วมจอแบบเจ็บๆ ไปแล้ว  ต่อไปจะเลือดท่วมจอแบบหื่นๆ มั่งล่ะ (ว่าเข้านั่น ไม่รู้เมื่อไหร่จะดำเนินเรื่องไปถึง) ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ 

นางฟ้า
พี่ก็ชอบคอมเม้นของน้องนางฟ้าเหมือนกันค่ะ ๕๕๕+  สามคำให้ไอ้ลอยนะ.. เลว ต่อ ไป (อ้าว) เก๊าะไอ้ลอยมันเป็นตัวร้ายนี่นา

pooinfinity
เดี๋ยวดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ คิดว่าคนอ่านคงเข้าใจสิงห์มากขึ้นค่ะ ว่าทำไมต้องทนคบพวกไอ้ลอยด้วย  ขอบคุณมากๆเลยนะคะที่รักคุณชาย  ถึงตอนแรกๆจะทำตัวไม่น่ารัก  แต่ตอนนี้ก็ปรับปรุงตัวแล้วน๊า

ken_krub
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ^^

@BUA@
ความน้อยใจตามมาถึงตอนนี้ด้วยค่ะ  อ๊ะ..แต่ตอนนี้อะไรๆ ดูเหมือนจะดีขึ้นแล้วนะคะ

Jploiiz
เรื่องสิงห์กับพวกไอ้ลอยนี่เดี๋ยวคงจะได้อ่านกันในตอนต่อไปค่ะ ว่าเป็นยังไงมายังไง มาเริ่มคบกันได้ยังไง  ส่วนจ้อยจะเข้าใจพี่สิงห์บ้างไหมน๊า.. เหมือนพี่สิงห์ก็แอบหวังอยู่เหมือนกันนะคะ 

Zymphoniz
ตัวเองอ่ะ แซวเค้า.. เค้าเขินนะ  :o8:
ก็เมะผู้ถึกบึกบึน พอโดนทำร้ายแล้วมันไม่น่าถนอมน่าสงสารเหมือนเคะตัวน้อยๆนี่นา  หรือไม่มันอาจจะเป็นปมอะไรสักอย่างในจิตใต้สำนึกพี่  เกิดจากการที่พี่มักจะโดนหนุ่มๆน่ารักมารังแกทำร้ายจิตใจเสมอในชีวิตจริง   เลยทำให้พี่หาทางออกด้วยการระบายกับตัวละครในนิยายตัวเองก็เป็นได้       

oaw_eang
อ๊ะ เจ้สองเข้ามาอ่านด้วย ดีใจจังค่ะ ขอบคุณมากๆเลยนะคะ ส่วนเรื่องยัดเยียด พอย้อนกลับไปอ่านอีกที..แว้ก จริงด้วยค่ะ  สงสัยตอนเขียนจะเสียดายวรรคทอง(เรอะ?)  ตัดใจทิ้งไม่ลงเลยเอามาใส่รวมกันหมดเลย  อะไรที่มันมากไปมันก็ไม่ดีน่ะเนอะ  ถ้ามีโอกาสได้รวมเล่มจะแก้ไขตรงจุดนี้ก็แล้วกันนะคะ 

อ้อ..ส่วนที่เจ้สองสงสัย  เจ้สองไม่ได้อ่านพลาดหรอกค่ะ  ดอกไม้ยังไม่เฉลยเองแหละว่าชายเล็กไปทำให้จินดาตายได้ยังไง  ทิ้งไว้ให้เป็นปมปริศนา  รอวันคลี่คลายจ้า 

MIkz_hotaru
พอคุณชายทำตัวน่ารักแล้ว มันก็ไม่แปลกที่จะถูก ‘รัก’ เข้าสักวัน  แต่วันนั้นไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่  คงต้องค่อยเป็นค่อยไปละค่ะ  เป็นคนชอบความรักที่ค่อยๆงอกงามน่ะ  คอยเป็นกำลังใจให้พวกเขานะคะ

ต่ายน้อย
ไม่ลงตัวขนาดนั้นหรอกจ้า  จุดบกพร่องถ้าส่องดีๆก็มีให้เห็นเยอะแยะเลย  สัญญาว่าจะพัฒนาและปรับปรุงให้ดียิ่งๆขึ้นไปนะจ๊ะ  ขอบคุณมากสำหรับกำลังใจก้อนโตจ้า

ordkrub
อย่างที่ลอยมันพูดแหละค่ะ  ไอ้สิงห์มันโง่  เรียนไม่เก่งแถมยังไม่ทันคน  ถูกเขาจูงจมูกเอาง่ายๆ มันน่าปลดออกจากตำแหน่งพระรองนักเชียว

Phantom
วันนี้น้องจ้อยโดนแค่นี้  แต่วันหน้าละก็ไม่แน่นะคะ  (ฮุฮุ) ไม่รู้เป็นไร มีความสุขทุกครั้งที่เห็นคนน่ารักๆ เจ็บปวดหรือร้องไห้  ท่าจะโรคจิต ^^

oattie
ขอบคุณที่ชอบค่ะ  ดีใจจังเลย^^

casper75
ภาษาไทยเราเป็นภาษาที่สวยงามมากค่ะ  ละเอียดซับซ้อน  แค่ในความหมาย ‘ผู้หญิง’ ยังมีคำเรียกได้เป็นสิบ  เขียนนิยายทีก็หยิบคำมาใช้สนุกเชียวล่ะ  ขอบคุณที่มีอารมณ์ร่วมไปกับตัวหนังสือที่เราถ่ายทอด  ในฐานะคนเขียนคนหนึ่ง  ก็ต้องขอขอบคุณคนอ่านมากๆเช่นกันค่ะ     

Huasia
แหวกแนวจนตอนแรกที่จะเอามาลงยังกล้าๆ กลัวๆ เลยค่ะ  จะว่าไปก็กลัวตั้งแต่เริ่มเขียนแล้วล่ะ  มันจะแปลกเกินไปไหม  คนจะอ่านแนวนี้กันไหม  แต่พอมาคิดอีกที  ในเมื่ออยากเขียนก็เขียนเถอะ  ประกอบกับได้กำลังใจดีๆจากคนอ่านนี่แหละค่ะ  ขอบคุณมากนะคะ 

CoMa
มันออกหม่นๆ เศร้าๆ นิดนึงเนอะ  ตามประสาคนชอบดราม่าน่ะค่ะ  ขอบคุณมากเลยที่อ่านแล้วชอบ  คนเขียนได้ยินแล้วชื่นใจที่ซู้ดดด 

ลิงน้อยสุดเอ๋อ
ยินดีต้อนรับสู่นิยายเรื่องนี้จ้า  ขอบคุณที่ชอบนะคะ ^^   

ขอบคุณเล้าเป็ด  ขอบคุณผู้ดูแลบอร์ดทุกคน  ขอบคุณคนอ่านและนักเขียนคนอื่นๆด้วยค่ะ  ขอบคุณที่ช่วยกันสร้างชุมชนน่ารักๆ ที่ทำให้ชีวิตเบิกบานขึ้นเยอะเลย   :กอด1:

ดอกไม้
๒๗ มกราคม ๒๕๕๕

ปล. คุณพระ!  ศุกร์หน้าต้องลงตอน ๑๐ แล้วสิ  ต้นฉบับยังเป็นกระดาษชิ้นๆอยู่เลยค่ะ  เดี๋ยวขอเอามาปะติดปะต่อกันก่อนเน้อ   
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: มะมะมะหมิว ที่ 27-01-2012 21:04:49
ชอบเรื่องนี้มากๆค่ะ ทุกอย่างลงตัวมากๆ
ขอบคุณที่มาเขียนนิยายดีๆให้พวกเราได้อ่านกันนะคะ

 :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 27-01-2012 21:11:41
จะได้อ่านตอนต่อไปแล้วววววว  :really2:

ตอนนี้สงสารคุณชายจับใจ  :เฮ้อ:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Mio ที่ 27-01-2012 21:28:54
 :กอด1:  สามคำให้คู่คุณชาย>>>รัก กัน แล้ว  :-[
รักคนเขียนมากกกกกกกกกกกกกก
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silent_loner ที่ 27-01-2012 21:29:19
อ่านไปแล้วสงสารชายเล็ก  :monkeysad:
เหมือนทุกอย่างที่อาจารย์คนึงทำในตอนแรกเหมือนไม่ชอบกัน
ถ้าที่จริงเราไม่ได้ผิดอะไร มันก็น่าน้อยใจอยู่นะ
มาอยู่ต่างถิ่นคนเดียว เจอเรื่องมากมายแล้วยังไม่มีใครเป็นที่พักพิง
ก็จะรู้สึกอ่อนแอและคิดถึงบ้านเป็นธรรมดา
แต่พอคุณดอกไม้บอกว่าต่อไปเริ่มดีขึ้นแล้วก็ค่อยโล่งใจ
ส่วนคู่สิงห์กับจ้อยนี้ก็ไม่คืบหน้าเลย เหมือนเมื่อก่อนน่าจะมีเรื่องผิดใจกัน พี่สิงห์สู้ๆนะ
ปล.เย้!!จำได้ด้วยเหรอค่ะ ดีใจจัง  :-[

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: jeaby@_@ ที่ 27-01-2012 21:34:31
คุณดอกไม้ลงถึงตอนเก้าแล้ว อาทิตย์หน้าต้องลงตอนใหม่นะคะ
รอมาสามเดือน ไม่ได้ตามอ่านในเล้า เเต่มาเมนท์เพราะอยากอ่านตอนสิบค่ะ
เเต่จะมาตามต่อที่นี่แหละ เมนท์ทุกที่เลย

รักนิยายเรื่องนี้ สุดยอดนิยายสำหรับเราค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ อย่าหายไปนะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: namngern ที่ 27-01-2012 21:34:41
คุณชายเป็นคนดีมากๆ น่ารักจะตาย
ทำไมอาจารย์คนอื่นถึงไม่คิดอย่างนั้นนะ
เฮ้ออ สงสารคุณชายจัง
เราอ่านไปนี่เศร้าตาม จะนั่งร้องไห้ตามแล้ว
อาจารย์คนึงก็อย่าไปดุคุณชายมากสิ
แล้วก็ดูแลดีดีด้วยนะ

รออ่านตอนต่อไปจ้า
อย่าให้รอนานมากน้า จะขาดใจ 5555
+1 ให้น้าาา
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Loveyoujung ที่ 27-01-2012 21:40:37
อ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึงคนสมัยก่อน มันมีกลิ่นอายยที่ย้อนยุคมากก
ชอบนะ ดูอบอุ่น แต่...จินดาตายตั้งแต่ต้น เราก็เรยยกัวการเข้ามาอ่านอะค่ะ
ไม่อยากให้มันเศร้ามาก ยังงัยก็เป็นกำลังใจให้นะคะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silverspoon ที่ 27-01-2012 21:54:30
ตอนนี้ร้องให้ไปกับคุณชายเลย วสงสารคนไกลบ้าน

นานไปผู็คนคงจะเข้าใจเนื้อแท้ของคุณชายได้ว่าไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนะ

อย่างน้อยตอนนี้พระเอกเราก็อ่อนโยนกับคุณชายมากๆ อบอุ่นหัวใจจริงๆนะ  :monkeysad: (เช็ดน้ำตาเบาๆ)

ส่วนจ้อยกับสิงห์

หนทางช่างดูยาวไกล

อยากให้พี่สิงห์ได้ดูแลน้องจ้อยไวๆจัง :เฮ้อ:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: IIMisssoMII ที่ 27-01-2012 23:28:26
น้องจ้อยยยยยยยยยยยยยย  :-[

ลืมคุณชายไปชั่วขณะ  o22

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: appletokki ที่ 27-01-2012 23:40:31
เรื่องนี้สวยมากก หนูชอบแนวนี้อ่านแล้วประทับใจ
ชอบคู่สิงห์กะจ้อย มันอ๊ากกกกกกกกกก
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: wdaisuw ที่ 28-01-2012 00:00:45
ไม่ได้เมนต์มาสองตอน
ตอนเก้าแล้ว เข้ามาเป็นกำลังใจให้ค่ะ
ตอนนี้รอจนจะลงแดงแล้วนะคะ :m31:

หิวมาม่า ชงมาหลายๆชามเลยได้มั้ยค้าา
คิดถึงทั้งสองคู่เลย :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: tanuki ที่ 28-01-2012 00:01:52
อ่านแล้วเคลิ้มคล้อยตามไปกับความรู้สึกของตัวละครเลยละครับ  o13

ชอบตอนที่อาจารย์คนึงกอดเลอมานแล้วโยกตัว ดูอบอุ่นมากในความคิดผม
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: @BUA@ ที่ 28-01-2012 00:39:09
“ขอโทษที่ทำเล็กเจ็บ  ทำเล็กเสียใจ  ครูขอโทษ”

หมดเลย หมดกัน พออ่านประโยคนี้ของคุณครู
ไอ้ที่น้อยใจแทนคุณเล็กมาสองสามตอน มันปลิวหายไปกับสายลมเีสียแล้ว  :-[

แล้วคุณเล็กล่ะ หวั่นไหวบ้างมั้ย
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: fox ที่ 28-01-2012 00:43:37
อ่านทีไรร้องไห้ทุกที คุณชายเล็กโดดเดี่ยวอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แล้วยังมีแต่คนหมั่นไส้อีก เฮ้อ...
ถึงตอนนี้ก็ทันอีกเวบแล้ว รอติดตามตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อค่ะ  ^__^
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: pooinfinity ที่ 28-01-2012 00:49:35
คุ้นๆว่าเคยอ่านที่ไหนรึเปล่า ค้นไปค้นมา นึกออกแล้วว่าเคยอ่านที่เด็กดี แต่ไม่ได้แอด fav. ไว้ มาเจออีกทีที่นี้

ขอบคุณที่เอามาแบ่งปันให้อ่านที่เล้านะค่ะ

ตัวคุณชายเอง เนื้อแท้ก็เป็นเด็กดี เพียงแต่ถือตนว่าเป็นผู้สูงศักดิ์ เลยอาจจะไว้ตัวไว้บ้างในช่วงแรกๆ แต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้าย

ชังน้องไม่ลงหรอกค่ะ ยิ่งมาเจอเรื่องแบบตอนปัจจุบันอีก น้องยิ่งน่าสงสาร คนชั่ว หน้าเนื้อใจเสือเนี่ย มีอยู่ทุกที่จริงๆไว้เว้นแต่ในเขตชนบท ยังดีที่ครูคนึงยังรู้อะไรเป็นอะไรบ้าง แม้ว่าจะมีแอบหลุดๆไป

แต่กว่าน้องจะมีความสุข สงสัยพวกแม่ๆอย่างเราคงเสียน้ำตาไปกับน้องหลายโอ่งแน่ๆ

+1 ให้นะค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: PetitDragon ที่ 28-01-2012 02:01:32
ในที่สุดตอนใหม่ก็จะมาแล้วววว  :sad4:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silverphoenix ที่ 28-01-2012 08:50:50
แฟนคลับจ้อยน้ำตาตกกันแน่ๆเลย  ฮือๆๆ  สงสารอ่าาา
สิงห์ต้องเป็นคนดีนะลูกนะ  (แอบลุ้นในใจ 555)

ที่จริงเม้นในเด็กดีไปแล้วจิ๊ดนึง  แต่ตอนนั้นยังเฮิร์ตอยู่
เพราะสงสารจ้อยกับคุณชาย
เลยไม่ได้เม้นอะไรไปมากมาย  มาร่ายยาวในเล้าดีก่า  555

คุณครูคะ....คุณครูคะ....คุณครูเริ่มหวั่นไหวแล้วใช่มั้ยคะ  ฮิ้วววว

สุดท้ายอยากรู้เรื่องปริศนาการตายของจินดาจัง....

ปล.แอบสงสัยนิดนึง...พี่ชื่อจินดา...เก๋นะ...เพราะเชียว
น้องชาย...เคะน้อยน่ารักเหมือนกัน  แต่ชื่อจ้อย  = ="
5555  อย่าคิดมากๆ  แซวเล่นเฉยๆน้า

ปล2.เม้นไปแล้วรอบนึงอ่า  ไม่ติดต้องนั่งพิมใหม่หมด ในมือถือด้วย  ลำบากค่อด
ฮือๆ เศร้าาาา
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: yagin ที่ 28-01-2012 08:52:33
ไชโยๆๆๆ  ในที่สุดตอนที่รอคอยก็มาถึง

น่ารักจังเลยคุณชาย เวลานี้เปราะบางมากๆเลยน่ะเนี่ย

เอาใจลุ้นต่อไปเน้อ เป็นกำลังใจให้คนเขียนน่ะจ๊ะ ^^
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: tonkhaw ที่ 28-01-2012 09:46:05
อ่านตอนนี้เเล้วน้ำตาไหลเลย
เสียดายทั้งอดีตของสิงห์แล้วก็จ้อย
สงสารทั้งเลอมานที่ต้องมารับรู้ความรู้สึกจริงๆที่มีต่อตน
แต่ยังไงทั้งคู่ก็รู้คำตอบเเล้ว "ในหัวใจ/In the heart"

+1 ให้คนเขียนนะ เป็นกำลังใจให้
เรื่องนี้สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
เอาไปเลยสิบกระโลก
 o13 o13 o13 o13
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Jploiiz ที่ 28-01-2012 12:16:01
จ้อยกับสิงห์ คู่นี้นี่ยังต้องลุ้นอีกต่อไป
สงสารสิงห์กับจ้อยไม่ต่างกันเลยตอนนี้
ส่วนคู่หลักอย่างเลอมานกับอาจารย์คนึงนี่ก็เริ่มแสดงความรู้สึกออกมาแล้ว
ยิ่งตอนที่อาจารย์ทายาให้เลอมาน
มันดูอบอุ่นมากเลยค่ะ

รอตอนต่อไปค่ะ  :bye2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ai_no_uta ที่ 28-01-2012 13:05:22
เย้ๆๆๆ  ป.ปลา  ใจอ่อนกับผ.ผึ้ง แล้วใช่มั๊ยหล่ะ ฮ่าๆๆๆ ^^
แต่ว่านะพี่จี้  ไปไปมามา เริ่มขัดใจน้องจ้อยแล้วอ่ะ  กล้าดีมาทำร้ายจิตใจพี่สิงห์ของพิมพ์(เหรอ?!)ได้ยังไง  เดี๋ยวเห๊อะ  =__=*
จริงๆตอนนี้ดราม่าเบาๆเองเนอะ ตอนหน้าจัดให้หนักๆไปเลยนะพี่จี้ ^3^

 
ป.ล.ได้เม้นต์ให้พี่จี้ซักกะที  หลังจากวุ่นวายกับชีวิตT^T
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ลิงน้อยสุดเอ๋อ ที่ 28-01-2012 15:30:57
ฮือๆๆๆ

อ่านแล้วน้ำตาจะไหลอ่ะค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: oaw_eang ที่ 28-01-2012 20:11:05
ไอ้เจ้า ** มาจาก ศกุนตลาเหรอ  ตงิดๆว่ามาจาก อิเหนาชมบุษา นะ  หรือจะจำผิดอีกแล้ว

แก่แล้วก็ไม่ดีงี้แหละ  อิอิ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Lukaka ที่ 28-01-2012 20:15:45
คิดถึงคุณชายเล็ก คิดถึงจ้อย
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: jajajelly ที่ 28-01-2012 20:53:17
ขอบคุณนะคะ ที่แต่งนิยาย ที่เนื้อหาดีน่าิดิดตามและยังภาษาสวยอย่างนี้
เราชอบอ่านหนังสือมากๆ โดยเฉพาะพวกวรรณคดี นิยายอิงประวัติศาสตร์
คุณใข้ภาษาได้สละสลวย อ่านแล้วลื่นไหล ไม่ขัดตาขัดใจเลย ทั้งพรรณาได้จนเห็นภาพในยุคสมัยนั้นๆ
จะติดตามต่อไปค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: CoMa ที่ 28-01-2012 23:41:59
“ขอโทษที่ทำเล็กเจ็บ  ทำเล็กเสียใจ  ครูขอโทษ”
สั้นๆแค่นี้แหละค่ะน้ำตาร่วงเผาะๆๆเลยTT^TT
โอ๊ยจากที่อัดอั้นกันมาอยากกรีดร้องมาก><
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Guill ที่ 29-01-2012 00:32:19
แบบเห็นใจพี่สิงห์
...
แต่ก็สมน้ำหน้า...เบาๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: zazakapp ที่ 29-01-2012 18:17:56
ได้อ่านแล้วรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ... :impress3:

อยากบอกว่ารัก"เลอมาน" มากๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Busy836 ที่ 29-01-2012 23:11:48
อ่านแล้วเพลินดีจัง อยากอ่านต่อไปเรื่อยๆ ชอบมากๆเลย ทั้งกลอน ทั้งเพลง

ทั้งเรื่องราวต่างๆที่สอดแทรกเข้ามา บอกไ็ฯด้แค่ว่าเพลินมากๆ

ส่วนเนื้อเรืองก็แบบบีบคั้นอารมณ์จริงๆ ชายเล็กเป็นคนที่หยิ่ง หยิ่งจนน่าหมั่นไส้

ถ้าได้เจอคนแบบนี้จริงๆก็คงเกลียดไปแล้วอะ แต่พอได้อ่านไปเรื่อยๆ กลับรู้สึกเอ็นดู จนเกลียดไม่ลง

เข้าใจอารมณ์ครูคนึงเลยที่เดียว 5555 ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆแบบนี้มาให้อ่านน๊า จะรออ่านตอนต่อไป มาเร็วๆเน้อ

ปล. ยังสงสัยอยู่ที่จินดาตายเกี่ยวไรกับคุณชายแกหว่า
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: sukie_moo ที่ 30-01-2012 14:07:39
อ่านรวดเดียว 9 ตอน  อ่านแล้วเพ้อตาม นึกตามเป็นฉากๆเลย

พูดถึง 2 ตอนล่าสุดแล้วกันเนอะ คนอย่างพี่สิงห์นี่เห็นทั่วไปในผู้ชายที่รักศักดิ์ศรีแบบโง่ๆ ปากแข็งแต่ใจอ่อน แต่ดูๆไปพี่สิงห์นี่น่ารักใช่เล่น

กับคุณชายที่มานั่งร้องไห้นี่น่าสงสารโพดๆ น่ากอดปลอบใจจริงๆ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ordkrub ที่ 30-01-2012 15:49:49
คู่หลักท่าจะเริ่มคลี่คลาย  แต่คู่รอง ......  สงสารสิงห์!!!!!!
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: mamichan ที่ 30-01-2012 16:18:19
ร้องไห้อย่างจริงจัง  อ่านทีเดียว 9 ตอนรวด  :sad4:

เรื่องนี้สงสารทุกคนเลยค่ะ  โดยเฉพาะคุณชายเล็กกับพี่สิงห์ของเรา (ชอบคู่พี่สิงห์น้องจ้อยตอนเด็กมาก ๆ เลยค่ะ  ร้องไห้แบบสะอึกสะอื้นเลยทีเดียว  :o12:)

ติดตามอย่างต่อเนื่อง  รอคุณชายเล็กอยู่นะคะ  น่าสงสารที่สุด กอดทีนึง :กอด1:

+1 จ้าาาาาา o13
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: vk_iupk ที่ 30-01-2012 17:52:21
เริ่มจะหวานแล้ว 1 คู่
ส่วนอีกคู่ ยังไม่ไหวจะเคลียร์

อ่านตอนนี้แล้ว หวานได้อีก >.<~  :o8: :-[
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Wordslinger ที่ 30-01-2012 18:30:07
ในที่สุดก็มาถึงตอนล่าสุดที่ค้างไว้.

คู่อาจารย์และคุณชายเขาค่อยๆ หวาน แบบหวานปนเค็มเหมือนรสชาติน้ำตาตอนถูกคนรักกอด. ส่วนอีกคู่! อีกคู่! พี่สิงห์ของเดี๊ยน!!!!!!!!! น้องจ้อยของเดี๊ยน!!!!!!!!! แอร๊ย เมื่อไหร่จะเข้าใจกันคะ?!  :o12:

ขอบคุณคุณดอกไม้ค่ะ อ่านอีกรอบก็ยิ่งชอบอีกครั้ง. :กอด1:

ปล. กดบวก ๑ ให้แล้วนะคะ ๓๖ + ๑ = ๓๗
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: yayee2 ที่ 31-01-2012 00:03:07
ใจจะขาดเพราะลุ้นให้ครูคนึงแสดงออกตามความรู้สึกของหัวใจ
เฮ้อ! ที่สุดก็สมใจซะที(แม้จะนิดนึง)ก็ถึอว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีละนะ
เพราะชายเล็กถามคำถามนี้ออกมา“อาจารย์เกลียดผมใช่ไหม”  เลยทำให้ครูคนึงได้คิดละซี
ก็เข้าใจนะว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้ครูรีๆรอๆน่ะ
๑.ความเป็นครู( รักคนที่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์แบบชู้สาวนี่มิค่อยเหมาะนัก)
๒.ความที่เคยวางฟอร์มจนเคย
๓.ความเป็นผู้ชายยุคนู้นนนนนน
๔.(คงสำคัญที่สุดรึเปล่า)ครูคนึงเคยโทษว่า การมาของชายเล็ก
   เป็นสาเหตุที่ทำให้จินดาคนรักต้องเสียชีวิต
ก็ได้แต่หวังว่าต่อไปนี้ครูคนึงคงปล่อยวางปัจจัยเหล่านั้นลงบ้างนะ

ความเอยความรัก         เริ่มสมัครชั้นต้น ณ หนไหน
เริ่มเพาะเหมาะกลางหว่างหัวใจ     หรือเริ่มในสมองตรองจงดี***
.........................................................................................
ตอบเอยตอบถ้อย                     เกิดเมื่อเห็นน้องน้อยอย่าสงสัย
ตาประสบตารักสมัครไซร้            เหมือนหนึ่งให้อาหารสำราญครัน

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ~l3aml3ery~ ที่ 31-01-2012 10:15:37
ต่อไปก็ตอนที่ ๑๐ แล้ว :oni2:

มารอ :L2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Karok ที่ 31-01-2012 20:33:32
สนุกมากเลยคะจะรอตอนต่อไปนะคร้า
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Phantom ที่ 01-02-2012 23:18:05

จ้อยยังจะเจอหนัก ๆ อีกเหรอ ม่ายยยยยยยยยยยย  :o12:

สงสารคุณครู สงสารคุณชาย
สงสารตัวเองหลงมาติดนิยายดราม่าของคุณดอกไม้ใจร้าย  :m15:

ขอบคุณที่มาอัพต่อเนื่องนะคร้าบบ  :L2: (อิ อิ ติดสินบน เผื่อจะเปลี่ยนใจเขียนหวาน ๆ ปลอดดราม่า)
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๙ : น้ำตาดาว [๒๗/๑/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: しろやま としんや ที่ 03-02-2012 01:06:48
รออ่านตอนใหม่อยู่นานมากแล้วนะTT^TT หวังว่าจะรีบมาลงตอนใหม่น๊า รอนานมากจริงๆๆ

คิดถึงทุกตัวละครในเรื่องนี้อ่ะ :sad4:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 03-02-2012 20:28:42
(http://img38.picoodle.com/i523/wattanan/0_812_ucmz8.jpg)

บทที่ ๑๐

ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ


ถ้าเธอตั้งใจไว้ว่าสักวัน เธออาจรักฉัน
ฉันจะรอวันนั้นเสมอ
จะเก็บหัวใจไว้เพื่อสนองรักเธอ
อดออมรักพร้อมเสนอไว้เพื่อเพียงเธอถึงวันรอคอย

ถ้าเธอจะรักฉันก็จะรอ
จะไม่ย่อท้อรอจะรอมอบดวงหทัย *




“งานวัด?” ใบหน้าอ่อนใสเงยขึ้น ละสายตาจากแปลงผักกาดเขียวสด  เม็ดเหงื่อเกาะพราวตามไรผมสีอ่อน  คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น “งานวัดคืออะไร?”
   
“คุณชายไม่เคยไปงานวัดเรอะ” สันติถามพาซื่อ  ก่อนถูกสง่าเขกหัวเข้าให้ด้วยที่วักน้ำด้ามยาวจนแว่นเลื่อนจากดั้งจมูก 
   
“ที่เมืองนอกจะไปมีงานวัดได้ยังไงเล่า ถามแปลกๆ” ข้อลำล่ำสันวักน้ำจากคูเล็กๆข้างแปลง รดใส่แปลงผักกาดเขียวสด  ระหัดที่เลอมานออกเงินซื้อสูบน้ำขึ้นมาหล่อแปลงได้เยี่ยม  พวกนักเรียนชมรมกสิกรรมไม่ต้องลำบากไปตักน้ำจากท่าให้มือด้านอีกต่อไป   

“งานวัด.. ก็ไปนั่งชิงช้าสวรรค์  ดูสาวน้อยตกน้ำ  มอเตอร์ไซค์ไต่ถัง  สนุกนะ” สง่าร่ายก่อนป้องปากพูดทั้งที่ไม่ลดเสียง  แถมยังยักคิ้วหลิ่วตา “รับรองสาวๆเพียบ”

เลอมานกลอกตาทำท่าคิด  เขานึกภาพสิ่งที่สง่าพูดไม่ออก

“เทมเปิ้ลแฟร์” จ้อยช่วยตอบให้  นึกขำเพื่อนที่พูดถึงงานวัดกลับนึกถึงแต่เรื่องโลกีย์  เด็กดีอย่างจ้อยน่ะต้อง.. “ไปไหว้พระทำบุญ  ปิดทอง  จัดแค่ปีละครั้งเองนะครับ”

เรื่องที่เป็นหัวข้อสนทนาของเหล่านักเรียนโรงเรียนฝึกหัดครู รวมไปถึงชาวบ้านชุมชนตลาดยอดในระยะนี้  เห็นทีจะไม่พ้นเรื่องงานบุญที่วัดหน้าพระเมรุจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  ระยะทางก็ไม่ไกลจากโรงเรียนนัก  แค่ข้ามสะพานคลองเมืองไปประมาณ 2 กิโลเมตรก็ถึง

ท่ามกลางวิถีชีวิตที่สงบเงียบจนราบเรียบ  งานรื่นเริงที่นานทีปีหนจะมี  เป็นธรรมดาที่ใครๆต่างพากันพูดถึงและอยากไปจนตัวสั่น  แม้แต่คนเพิ่งมาอยู่อย่างหม่อมราชวงศ์เลอมานเองก็เถอะ

จ้อยพูดว่า Temple Fair แล้วคุณชายค่อยเข้าใจขึ้นมาหน่อย  ดวงตาคู่สวยลุกวาวเป็นประกาย  เหมือนเด็กอยากได้ของเล่น

“งั้นไปกันเถอะ  ไปคืนนี้เลยดีไหม” เสียงใสชักชวนกระตือรือร้น  หันมองคนนี้ทีคนนี้ทีอย่างจะหาพวก

จ้อยมองบุตรชายท่านทูตมานั่งยองๆ ช่วยเก็บผักแล้วอดอมยิ้มขำไม่ได้  มือขาวราวกระเบื้องเคลือบบัดนี้มอมแมมด้วยเศษดิน  และเมื่อยกขึ้นปาดเหงื่อก็ทิ้งคราบไว้บนแก้มเนียนใส  มอมแมมไม่ต่างอะไรกับลูกตาสีตาสาอย่างเขา

แต่หากเมื่อพออาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่  เด็กมอมแมมก็กลายกลับเป็นหนุ่มน้อยงามสง่าอ่าองค์  ยิ่งตอนยืนสอนภาษาอังกฤษอยู่หน้าชั้นยิ่งโดดเด่น  จนจ้อยนึกดีใจที่ในโรงเรียนไม่มีนักเรียนหญิง  ไม่อย่างนั้นคงเอาแต่จ้องครูฝึกสอนรูปหล่อกันจนไม่เป็นอันเรียน

คนอะไรจะดูดีได้ทุกกิริยาอย่างนั้น  ไม่แปลกที่ใครต่อใครจะชอบมอง ‘คุณชายเล็ก’ ของจ้อย  ก็แม้แต่จ้อยเองยังชอบมองเลย  ว่าก็ว่า.. แม้แต่อาจารย์คนึงก็เถอะ  จ้อยสังเกตได้โดยบังเอิญ  หันไปทีไรก็เห็นสายตาอาจารย์กำลังมองคุณชายอยู่เรื่อย
   
แน่ละ..
ผีเสื้อแสนสวยกางปีกอยู่ตรงหน้า  ใครเล่าจะละสายตาได้

แต่จ้อยชอบตอนนี้มากกว่า  ตอนที่คุณชายคล้ายผีเสื้อที่ปลดปีกออกคืนสู่การเป็นดักแด้  ตอนที่นั่งยองๆ กับแปลงผัก ช่วยเขาเด็ดผักกาดเขียวสด แต่พอคุ้ยเจอไส้เดือนก็แหกปากร้องลั่น  ตอนที่เพิ่งตื่นนอนตอนเช้า  นั่งหัวยุ่งสะลึมสะลืออยู่บนเตียงรอจ้อยไปเก็บที่นอนให้  ตอนที่ถือจานข้าวสวยโปะไข่เจียว  เดินตามพวกเขามานั่งกินด้วยกันที่ท่าน้ำ  เล่าเรื่องตลกขบขัน หัวเราะกันดังก้องเวิ้งน้ำ

จ้อยรู้สึกดีใจและภูมิใจ  ที่ได้เป็นคนหนึ่งที่ได้ข้ามผ่านกำแพงมิตรภาพของเลอมาน  ได้เห็นแง่มุมของคนถือตัวที่ใครหลายคนไม่มีโอกาสได้เห็น

“นะจ้อย  ไปกันเถอะนะ”

อย่างตอนนี้ก็ด้วย  มือเลอะเทอะเขย่าแขนจ้อยไปมา  ดวงตาสีน้ำตาลใสเป็นประกายเหมือนเด็ก
   
จนจ้อยนึกสงสาร  แต่เขาต้องปฏิเสธ  “จ้อยต้องช่วยยายขายขนม  ไปกับจ้อยไม่สนุกหรอก”

เลอมานทำปากอูดก่อนหันหาเป้าหมายต่อไป.. สง่ากับสันติ  สองหนุ่มมีทีท่าเลิ่กลั่กกระอักกระอ่วน

“ผมนัดกับน้องมาลี โรงเรียนฝึกหัดครูหญิงไว้แล้ว” สง่าว่ายังงั้น
“ผมก็..นัดกับน้องเนื้อแพรเหมือนกัน” สันติก็ว่ายังงี้

คุณชายเซ็งเลย  มือเรียวจิ้มๆ เขี่ยๆ ใบผักกาดเล่น

“คุณชายลองชวนอาจารย์สิ” จ้อยแนะนำเสียงใส  คุณชายยิ่งหน่ายใจเข้าไปใหญ่  คนเคร่งขรึมระเบียบจัดแบบนั้น  จะมีแก่ใจพาเขาไปเที่ยวได้ล่ะหรือ 

****************************
   
   
“ไม่” คนึงถอดแว่นวางบนโต๊ะ  ปิดหนังสือปุบ “ครูไม่ว่างถึงขนาดจะพาเราไปเที่ยวเล่นหรอกนะ”
   
กะแล้วเชียว  เลอมานถอนใจแรง  กระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกัน

ความจริงวันนี้เขาเจอคนึงตั้งหลายครั้ง  มีโอกาสจะขออนุญาตก็หลายหน  แต่พอจะเริ่มต้นพูดทีไร  ‘ปอด’ ก็ใหญ่พองคับอก  เบียดพื้นที่หัวใจจนเหลือเท่าปลาซิวทุกทีสิน่า

รอจนค่ำ  ลมเย็นสบาย กลิ่นดอกไม้หอมพรู  กะจังหวะตอนอาจารย์อารมณ์ดีๆ  อ่านหนังสือไปอมยิ้มไป  ถึงได้รวบรวมความกล้าขออนุญาตนี่ละ 

แต่นึกไม่ถึงว่าจะถูกปฏิเสธแบบไร้เยื่อใยอย่างนี้น่ะสิ

“นะคร้าบอาจารย์.. นะ” เสียงหวานปานจะหยด  มือเล็กเอื้อมไปเขย่าแขนล่ำสัน  ก่อนชะงักดึงมือกลับมาปิดปากเมื่อนึกขึ้นได้

เผลอทำกิริยา ‘ออดอ้อน’ เข้าใส่อย่างลืมตัวจนได้สิหนอ  แต่ขอโทษเถอะ  ในโลกนี้มีไม่กี่คนหรอกที่เขาจะทำท่าแบบนี้ให้เห็น  ซึ่งกับคนึงนี่ออกจะเป็นอะไรที่เกินคาด  หากตั้งแต่ค่ำคืนที่สองดวงใจเปิดเผยให้กัน  ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์ก็ดูเปลี่ยนไปในทางที่ดี

ในห้องน้อยริมสุดบนเรือนไม้  คล้ายมีกล้าอ่อนค่อยๆผุดขึ้น  ใบอ่อนเขียวสดแทงยอดจากเนื้อดิน  ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา  แต่สัมผัสได้ด้วยใจ  รับรู้ได้ว่ามีสิ่งสะอาดพิสุทธิ์ใสกำลังค่อยๆเติบโตงอกงาม

คนึงยิ้มจาง  มองเด็กหน้าขาวตัวหอมตรงหน้า  สัมผัสอุ่นจากมือนิ่มยังทิ้งรอยไว้บนท่อนแขน 

“อ่านหนังสือให้ครูฟังก่อน” อาจารย์เสนอข้อแลกเปลี่ยน  มือใหญ่ยื่นหนังสือกวีนิพนธ์ที่อ่านค้างไว้ไปตรงหน้าศิษย์  บทกวีอิงการเมืองที่อ่านอยู่เน้นเสรีนิยมและเพื่อสังคม  ไม่น่าจะมีบทไหนมีฤทธิ์ทำให้ระรื่นใจถึงขั้นกลั้นยิ้ม 

เมื่อกี้ที่แอบอมยิ้ม  ก็เพราะเจ้าเด็กแก้มแดงๆ ที่มายืนลับๆล่อๆ ผลุบๆโผล่ๆ แอบมองเขาจากข้างชั้นหนังสือต่างหาก 

เลอมานถอนใจเฮือก  แต่ก็ยอมหยิบหนังสือเล่มบางมาเปิดหน้าที่ถูกคั่นไว้แต่โดยดี 

คนตัวโตเดินไปทิ้งกายลงบนเตียง  คงสบายกายสบายใจมากถึงขนาดต้องคราง “อาห์..” ยามแผ่นหลังสัมผัสที่นอนนุ่ม  มือแกร่งยกขึ้นหนุนหัว  ท่าทางผ่อนคลายหนักหนา

คุณชายทำหน้ามุ่ยใส่บทกวีในมือ  ลากเก้าอี้มาใกล้เตียง  เงยหน้าขึ้นมองคนบนเตียงก็เห็นแววตายั่วล้อกับรอยยิ้มแพรวพราย

ทำท่าเหมือนพร้อมจะขำเต็มที่  เหมือนคราวเขาอ่าน “เสมอ” ว่า “เส-มอ”  อ่าน “นาฬิกา” ว่า “นา-ฟิ-กา”  อ่าน “สามารถ” ว่า “สา-มา-รด” เหมือนเมื่อคืนก่อนๆ กระมัง 

ทีตัวเองออกเสียงตัว H ว่า “เฮ็ช” เขายังไม่เคยล้อสักคำ 
จะว่าไป ถ้าจะล้อคงต้องล้อทั้งโรงเรียน  เพราะ “เฮ็ช” กันทั้งโรงเรียนจริงๆ 
ไม่รู้ไปเอามาจากไหนสิน่า

กว่าเลอมานจะพากเพียรอ่านจนจบบท  ก็โดนอาจารย์หักแต้มเสียจนแทบเหลือศูนย์ 

“ผมก็อ่านจบแล้วไง  อาจารย์จะพาไปไหม” บอกกันมาตรงๆ เลยดีกว่า

“เฮ้อ.. อ่านถูกได้แค่สองคำก็อ่านผิดซะสามคำ” คนขี้แกล้งยังสงวนทีท่า  เล่นเอาเถิดเจ้าล่ออยู่นั่น 

“พอเถอะ  ไม่อยากพาไปก็พูดมาตรงๆ” คนขี้งอนปิดหนังสือปุบ  ความน้อยใจแล่นพรู  ดีนะที่เขากลืนคำพูดประชดประชัน ‘ใช่สิ ก็ผมไม่ใช่จินดานี่’ ลงคอได้ทัน  หารู้ไม่ว่าคำพูดต่อไปจะทำให้คนฟังมีอาการซะยิ่งกว่าคำพูดที่เพิ่งกลืน

“ผมไปกับพวกสิงห์ก็ได้” ว่าแล้วก็ผินหลังกลับฝั่งตัวเองอย่างปั้นปึ่ง  คนที่เมื่อกี้ยังนอนเอกเขนกอยู่บนเตียง  ลุกพรวดเดียวโจนถึงตัวได้ยังไงก็ไม่รู้

“ไม่ได้!” เสียงทุ้มห้าวมาพร้อมมือแข็งจับหมับที่ต้นแขน “ห้ามไปกับใครทั้งนั้น  เดี๋ยวครูจะพาเราไปเอง”

เลอมานค่อยยิ้มออก  ดวงตาใสกระจ่างหันมา  สุกปลั่งยิ่งกว่าดวงดาวบนฟากฟ้า  มือเล็กกระพุ่มไหว้ลงอกกว้าง  ก่อนฮัมเพลงหงุงหงิงกลับไปนอน 

ดอกมหาหงส์ที่ตัดมาปักแก้วน้ำหอมแรงกว่าทุกวัน  คนึงลูบอกซ้ายที่กำลังเต้นประท้วงคลุ้มคลั่ง  อันตราย.. มีเสน่ห์เล่ห์กลใดในแววตาคู่นั้น  ปีศาจหรือเทพบุตรตัวน้อยแฝงกายซ่อนเร้น  จึงทำให้เขาใจเต้นแรง  สูญเสียความเป็นตัวเองไปได้มากมายเช่นนี้

****************************
   
ค่ำแล้ว..
นภาแพร้วดาษดาวสกาวใส

เคยซ้อนจักรยานใครสักคนไหมเล่า  รู้สึกถึงกระแสลมที่สัมผัสแผ่นหลังไหม  เป็นลมที่ละเอียดกว่าเวลาขี่มอเตอร์ไซค์  อ่อนหวานกว่าลมจากช่องหน้าต่างรถยนต์  ได้กลิ่นมากมายหลั่งไหลเข้ามา  กลิ่นดอกไม้ที่ยิ่งดึกยิ่งหอม  กลิ่นน้ำค้างเย็นชื่น  กลิ่นสะพานไม้เก่าแก่  กลิ่นคลองเมืองที่ไหลล่องเงียบสงบราวชายชรากำลังเอนกายพักผ่อน 

หากกลิ่นที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นกลิ่นจากแผ่นหลังกว้างตรงหน้า  เย็นชื่นหอมสะอาดจนต้องเผลอสูดเข้าปอดลึก  แม้ท้องฟ้าจะมีดาวเกลื่อนกล่นงดงามเพียงใด  ก็ไม่อาจดึงดูดสายตาเลอมานได้เท่าแผ่นหลังกว้างตรงหน้านี้เลย

“เอ้า เกาะแน่นๆ จะลงสะพานแล้วนะ” ใบหน้าคมคร้ามเอี้ยวมาบอกยิ้มๆ  เด็กหนุ่มแทบกลั้นใจยามยื่นมือไปแตะเบาๆ ที่ช่วงเอวสอบ  ลอบยิ้มในเงาจันทร์เมื่อจักรยานตราจระเข้ที่เก่าจนหาสีเดิมไม่เจอ  พาร่างเขากระเด้งกระดอนเอนเข้าหาแผ่นหลังกว้าง
   
อุ่น.. ซ่านไปถึงหัวใจ


จักรยานคันน้อยแล่นเลียบคลองสระบัว  เสียงเครื่องไฟแว่วมาแต่ไกล  ไฟหลากสีประดับประดาเรียงรายสองข้างทาง  ยิ่งใกล้เขตวัดเท่าไรผู้คนยิ่งหนาตา 

ดวงตาสีน้ำตาลใสแพรวพราวมองโน่นนี่รอบๆตัวอย่างสนใจ  หารู้ตัวไม่ว่าตนตกเป็นเป้าสายตาของใครต่อใครตั้งแต่อาจารย์เลี้ยวรถเข้ามาในวัด  คนึงปัดขาตั้งจอดจักรยานใต้ต้นพิกุลใหญ่  ดอกเล็กหอมพรูร่วงหล่นติดเรือนผมสีอ่อน  ในขณะที่เจ้าตัวเอาแต่เบิกตากว้างอย่างตื่นใจ  ผู้คนมากมายราวกับรวมคนทั้งเกาะเมืองมาไว้ที่นี่  ต่างอุ้มลูกจูงหลาน  เสื้อผ้าสีสวยสด  ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส  ชิงช้าสวรรค์ตั้งตระหง่าน  ตรงนั้นมีม้าหมุน  ได้ยินเสียงปี่พาทย์จากโรงลิเกไกลๆด้วย 

รอยยิ้มสดใสแต่งแต้มบนใบหน้าอ่อนเยาว์  ร่างเพรียวบางเดินไปหาแผงน้ำตาลปั้นสีสวยสด  หากมือใหญ่กลับรั้งแขนไว้ได้ทัน

“ไปไหว้พระก่อน” คนึงปราม  เมื่อนั้นเลอมานจึงเพิ่งสังเกตว่าเขาตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนรอบตัวเพียงใด  ทุกก้าวย่างที่เดินไปโบสถ์  มีแต่สายตาจับจ้อง  บางคนมองตามเขาจนเหลียวหลัง  คุณชายยิ่งระมัดระวังกิริยา  ฝืนทำหน้าขรึมทั้งที่อยากยิ้มแทบขาดใจ
   
เด็กๆสวมหมวกแขกทำด้วยกระดาษ  คล้องพวงมาลัยขนมปังลูกมะยม  กำลังถือดาบไม้ไล่ตีกัน ถึงกับหยุดชะงักเมื่อเห็นเขา  มือเล็กชี้ชวนกันดู

ผิวขาวสะอาดเนียนผ่อง  ผมและดวงตาสีอ่อนกว่าใคร  แต่งตัวรึก็ไม่เหมือนคนแถวนี้  เชิ้ตแขนยาวสวมทับด้วยเสื้อกั๊กไหมพรมลายข้าวหลามตัดสีน้ำตาล  ยามเดินผ่านก็มีกลิ่นหอมๆ โชยรื่นจากตัว  ไอ้จุกไอ้แกละคงจะอดคิดไม่ได้ว่า ‘พระเอกหนังหลุดมาจากจอผ้าใบหรือไงน้อ..’

ข้างพระอุโบสถมีวิหารน้อยประดิษฐานพระพุทธรูปปิดทองอร่าม  ผู้คนมากมายห้อมล้อมองค์พระ  กลิ่นธูปควันเทียนอบอวล  คุณชายกำลังมองโน่นมองนี่เพลินๆ  ช่อดอกบัวธูปเทียนก็ถูกยัดใส่มือ  ธูปนั้นจุดมาเรียบร้อยแล้ว 
   
“ถอดรองเท้าก่อน” เสียงทุ้มบอกเบาๆ  เลอมานทำตามอย่างว่าง่าย  ถอดไปวางเคียงกันไว้ ๒ คู่

ครูสอนศิษย์ทีละขั้นตอนจนปักธูปในกระถางเรียบร้อย  เด็กหนุ่มลูกเสี้ยวแพ้ควันธูปจนจมูกแดงตาแดงก่ำอย่างน่าสงสาร  สูดจมูกฟืดๆ ยามเอื้อมมือปิดทองเปลวบนองค์พระ

“ปิดที่มือ  จะได้ลายมือสวยๆ” อาจารย์แนะนำยิ้มๆ   
“หา..” ลูกศิษย์ทำหน้างง  ทำท่าจะเอาแผ่นทองเปลวแปะหลังมือตัวเองซะนี่ 
“ไม่ใช่มือเรา” คนึงคว้ามือบางไว้แทบไม่ทัน  ส่ายหน้าระอา “มือพระซี่” 

“อ้อ” คุณชายหน้าม้าน  ได้แต่หวังว่าคงไม่มีใครเห็นเขาทำเปิ่น  ขณะปิดทองที่หัตถ์พระตามที่อาจารย์บอก  ความคิดบางอย่างก็แล่นวาบ  ทองเปลวเหลืออีกสองแผ่น  เด็กหนุ่มเลือกปิดที่พระเนตรแผ่นหนึ่ง  เขาจะได้อ่านหนังสือ(ภาษาไทย)เก่งๆ  ส่วนแผ่นสุดท้าย  มือเรียวปิดลงที่พระอุระข้างซ้าย  ตรงตำแหน่งของหัวใจ

อธิษฐาน.. ขอให้เขาได้เป็นที่รัก.. ด้วยเถิด..


ครั้นดึงมือศิษย์ออกมาจากกลุ่มคนเบียดเสียดได้สำเร็จ  คนึงจึงเพิ่งสังเกตเห็นสะเก็ดทองเปลวติดตามหน้าผากเนียนจนระยิบระยับ 

พอบอกว่าทองติดหน้าผาก  มือเล็กก็ลนลานปัด  ทว่ายิ่งปัดก็ยิ่งเกลื่อนหน้า  หล่นไปจนถึงเปลือกตา  หากเข้าตาไปละก็.. คุณชายเดินเที่ยวไม่สนุกแน่ 
   
“เล็ก  หลับตาก่อน  เดี๋ยวครูเอาออกให้”

เลอมานหลับตาลง  มือใหญ่คว้าผ้าเช็ดหน้าเนื้อนิ่ม  โน้มใบหน้าลงไปใกล้  บรรจงเช็ดเกล็ดทองที่ติดแพขนตา พลางเป่าให้อย่างแผ่วเบา

ใครไม่รู้เดินเบียดเสียดมากระแทกหลังคนึงอย่างแรงจนเซ

กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

ริมฝีปากครูก็ประทับลงบนเปลือกตาศิษย์ไปแล้ว!

ราวประกายไฟแล่นปลาบ  ต่างคนต่างสะดุ้งผงะ  ต่างผละออกเบือนหน้ากันไปคนละทาง  คนึงกระแอมไอ  เลอมานเช็ดหน้าเลิ่กลั่ก  เสียงผู้ชายกล่าวขอโทษขอโพยถูกกลบลบสำเนียงด้วยเสียงก้อนเนื้อในอกเต้นเหมือนรัวกลอง 

ความรักดูๆก็แปลก..
ไม่เอาพระเจ้าก็แจก..
ให้ลองรัก 
     
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 03-02-2012 20:37:27
พระอุโบสถตระหง่านทาสีขาวบริสุทธิ์  หน้าบันเป็นไม้แกะสลักปิดทองรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ  เลอมานถึงกับตะลึงพรึงเพริดเมื่อเข้าไปภายใน  พระพุทธรูปประธานทรงเครื่องใหญ่สีทองอร่าม  ทั้งงดงามและศักดิ์สิทธิ์  ภายในไม่อนุญาตให้จุดธูป  เขาจึงค่อยทุเลาจากอาการแสบตา 

อาจารย์พาศิษย์คุกเข่าพนมมืออธิษฐาน  ตามด้วยกราบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง  ศิษย์มองอาจารย์.. จดจำ.. ไม่น่ายาก  แค่พนมมือ  ก้มกราบ  วางมือแตะพื้น  ไม่ยาก..

ศิษย์ทำตามโดยพลัน

อาจารย์หันมาเห็นเจ้าถึงกับสะดุ้ง

ยังกะจิงโจ้เอย มาโล้สำเภา!

เคยแต่สอนไหว้  แต่ไม่เคยสอนกราบสักที
คนกระโดกกระเดกกราบไม่เป็น  ถึงได้ทำบั้นท้ายโด่งจนแทบจะทิ่มหน้าคุณป้าข้างหลังอยู่แล้ว 

“เก็บหน่อย” อาจารย์ชะโงกหน้ามากระซิบ  เมื่อเลอมานกำลังจะก้มกราบที่สอง
“ฮื๊อ  เก็บอะไร” ลูกศิษย์แทบโดดเหย็ง  ก้มมองพื้นล่อกแล่ก  “อะไร  ผมทำอะไรหล่น”
“เก็บ..” คนึงกระแอมไอ  เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแผ่ว “ก้น..”

คุณชายทำหน้างง  งงจริงๆ  งงแบบไม่ได้เสแสร้ง “เก็บทำไม  มันก็อยู่ของมันที่เดิม” มีการยืนยันด้วยการตบปุๆ ลงเนินเนื้อให้ดูซ้ำ 

“เอาเถอะ” คนบอกชักปลงๆ  เดี๋ยวกลับไปค่อยสอนกันใหม่  ว่าแล้วก็ทนดูลูกศิษย์ตัวดีกลายร่างเป็นจิงโจ้โล้สำเภาอีกสองหน

คุณชายมองกระบอกไม้สีแดงบรรจุแท่งไม้เล็กๆ ในมือคนึงด้วยความฉงน

“เขาเรียกเซียมซี  เอาไว้เสี่ยงทาย” วงหน้าคมสันยิ้มอุ่น  เขย่าห้าหกที  แท่งไม้แท่งหนึ่งก็ร่วงหล่นจากกระบอก  ทำเอาเลอมานตาโตอย่างนึกสนุก

ครั้นพอมือใหญ่ส่งกระบอกเซียมซีให้  มือขาวเขย่าแก๊กๆ แค่สองที  แท่งไม้ทั้งกระบอกก็หกพรวดกระจายเต็มพื้นพรม  ดวงตาผิดหวังเงยขึ้นมองอาจารย์  เดือดร้อนอีกฝ่ายต้องช่วยเก็บงกๆ

“ไม่เป็นไร ลองใหม่”

ลองอีกก็หกกระจายอีก  คุณชายเงยหน้าขึ้นสบตา  ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้  คนต่อคิวยาวเป็นหางว่าว  มองมาตาเป็นกอบ 

อาจารย์เลยแก้ปัญหา  เก็บแท่งติ้วมาคละๆรวมๆกันในกระบอก  สั่งให้เลอมานหลับตาหยิบขึ้นมา ๑ แท่ง  สิ้นเรื่องสิ้นราว


คนึงได้ใบที่สอง  เลอมานได้ใบที่สิบ

“ใบที่สองเรอะครู” ชายชราเฝ้าตู้เซียมซีหัวเราะมีเลศนัย  ดวงตาสีเทาดูยั่วล้อตอนมือเหี่ยวย่นฉีกใบทำนายให้ “นั่นแน่.. ร้ายไม่เบา  เห็นหงิมๆ หยิบชิ้นปลามัน”

เด็กหนุ่มสูงศักดิ์ขมวดคิ้วมุ่น  ในหัวมีภาพทอดมันปลากรายที่นางนกแก้วทอดลอยแวบผ่านมา 

“ทำไมหรือลุง” เขาถามแกไปจนได้ 
“เอ๊า  เก๊าะคนได้ใบที่สองน่ะ” พ่อเฒ่าลดเสียงเป็นกระซิบ “เขาว่าจะเจอเนื้อคู่น่ะสิไอ้หนู” แล้วตะแกก็หัวเราะลั่นจนเห็นฟันดำ

‘ไอ้หนู’ ยิ่งงงหนัก  ในหัวมีภาพก้อนเนื้อหมูสองก้อนวางเคียงกันบนเขียง  รอนางนกแก้วเอาไปทอดกระเทียมพริกไทย

เอ..หรือสงสัยเขาจะหิว

คนตัวโตเลี่ยงไปยืนอ่านใบเซียมซี  อมยิ้มอยู่คนเดียว
 
                                            ใบที่สองต้องกันเหมือนจันทร์ฉาย   
เปรียบกับต้นพฤกษาคราที่ตาย      แล้วกลับกลายได้เป็นเหมือนเช่นเดิม   
ได้ผลิดอกออกใบไสวสว่าง          ต้องน้ำค้างลมเชยรำเพยเสริม

   
เลอมานเห็นอาจารย์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่  ใบหน้าอ่อนใสเขยิบเข้าใกล้  ชะโงกอ่านด้วยคนอย่างใคร่รู้  คนที่เมื่อกี้ยังยิ้มเรี่ยกลับหุบยิ้มฉับ  ขึงหน้าตึงเป็นสะดึงยามหันมาดุเขา

“เป็นเด็กอย่าอ่านหนังสือข้ามไหล่ผู้ใหญ่  มันเสียมารยาท”   แล้วมือใหญ่ก็พับกระดาษแผ่นเล็กเก็บลงกระเป๋าเสื้อ  ก่อนหันมาสั่งเสียงเรียบ “อ่านของเราให้ครูฟังซิ”

เด็กหนุ่มเบ้หน้า  นี่ออกพ้นเขตโรงเรียนแล้วเขายังถูกกวดขันให้อ่านภาษาไทยอีกหรือ  แต่กระนั้นก็ยังยอมอ่านอย่างเสียไม่ได้

“ใบที่สิบ..เหมือนหงส์ที่หลงฝูง  จะพยุงชีวิตให้ผิดที่  เข้าฝูงกาฝูงนกเค้าให้เข้าที  จะหมดศรี..เสื่อมยศศักดิ์ ไม่รักตน  เสียเพราะเพื่อนเตือนไว้ด้วยใจหวัง..”

เลอมานอ่านไปเรื่อยๆ  อาจารย์หนุ่มยืนฟังเพลิน  นึกชมเปาะในใจ  เจ้าเด็กดื้ออ่านภาษาไทยคล่องขึ้นเยอะ

จนกระทั่ง..

“ถามเนื้อคู่ คู่เป็น..เป็น..” ปากแดงเรื่อขมุบขมิบสะกด  “หอ มอ อา ยอ หมาย..หมายไม้โท..”

ม้าย!

“ถามเนื้อคู่ คู่เป็นม้ายไม่ไกลนัก  เขาสม..” อ่านได้แค่นั้นก็ต้องชะงัก  เมื่อมือใหญ่ดึงใบเซียมซีออกจากมือเขาดังฟึ่บ เลอมานยังตาค้าง  ยามคนึงพับกระดาษเก็บหน้าตาเฉย  ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง  แย่งกระดาษที่คนอื่นกำลังอ่านอยู่มันไม่เสียมารยาทเลยนะอาจารย์           

“ผมยังอ่านไม่จบ” เขาประท้วง   

“ไม่ต้องอ่านแล้ว” คนร้อนตัวสั่งเสียงห้วน  เลอมานพ่นลมออกจมูกอย่างขัดใจ  แต่พอลองสังเกตดีๆ  เหมือนแก้มอาจารย์จะขึ้นสีเรื่อๆ ในแสงจันทร์นวล

“อาจารย์” คุณชายตัดสินใจถามให้หายข้องใจ “เนื้อคู่คืออะไร  ม้ายคืออะไร  เนื้อคู่เป็นม้ายมันเป็นยังไงหรือ”

คนตัวโตปวดหัวหนึบจนต้องกดหัวแม่มือนวดหว่างคิ้ว  เบือนหนีวงหน้านวลที่ลอยหน้าลอยตาถาม  ยิ่งนึกถึงกิตติศัพท์ความแม่นยำของเซียมซีที่วัดนี้ยิ่งร้อนวาบไปทั้งหน้า  รีบเบี่ยงเบนความสนใจเด็กช่างถามด้วยซุ้มสอยดาวที่มีผู้คนเนืองแน่น   

อาศัยช่วงคุณชายแหงนดูสลากหลากสีที่ผูกไว้เต็มต้นกัลปพฤกษ์  คนที่เพิ่งตีหน้าเครียดไปหยกๆ เอาแต่ลอบยิ้มให้กับประโยคนั้นในใบทำนายเซียมซีหมายเลขสิบ 

ถามเนื้อคู่ คู่เป็นหม้ายไม่ไกลนัก 

*************************

..ฮัดชาสลาม  ฮัดชาสลาม  ฮัดชาสลาม สลาม สลาม สลามมานา..
มีมาก็ต้องมีไป มีเรือใบก็มีเรือเมล์
มีปี่ก็ต้องมีฆ้อง มีคนร้องก็ต้องฮาเฮ
ฮัลเลวังกา ขอเชิญท่านมาชมลิเก..


เสียงลิเกออกแขกดังแว่วมาจากโรงลิเกท้ายวัด  ยายช้อยชะเง้อชะแง้มองจนคอยืด  หรี่ตามองเวทีที่เปิดไฟสว่างขับฉากสีสดให้โดดเด่น  ผู้คนมากมายจับจองพื้นที่หน้าเวทีเต็มไปหมด  มองจากตรงนี้หญิงชราเห็นอาบังที่รำป้ออยู่หน้าเวทีเป็นเพียงจุดขาวเล็กๆ มัวๆ

จ้อยกับยายช้อยพายเรือหอบข้าวของมาตั้งแผงตั้งแต่หัวค่ำ  ชื่อเสียงขนมยายช้อยเลื่องลือ  จนข้าวเหนียวปิ้งร้อนๆจากเตาถ่านขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  ยายห่อข้าวเหนียวมาจากบ้านแล้วเอามาปิ้งที่วัด  คนซื้อจะได้กินข้าวเหนียวร้อนๆ สดใหม่ 
แถมพ่อค้าหน้ามนก็ช่วยเรียกลูกค้าสาวๆ ได้ดีนักแล  ขายดิบขายดีจนปิ้งแทบไม่ทัน 

จนกระทั่งลิเกออกแขกนี่ล่ะ  จ้อยเห็นได้ชัดว่ายายไม่มีกะใจจะขายแล้ว             
   
“ยายไปดูเถอะจ้ะ  เดี๋ยวหนูขายเอง” เห็นยายอยากดูลิเกจนน้ำหมากย้อยแล้วอดสงสารไม่ได้  หากหญิงชรากลับส่ายหัวด๊อกแด๊ก 

“เฮ่อะ  พระเอกจมูกยังกะลูกชมพู่  สวยสู้หลานยายก็ไม่ได้” ยายโบกไม้โบกมือให้วุ่น  หันมาหยิบห่อข้าวเหนียววางบนตะแกรง  แต่พอเผลอก็หันไปมองโรงลิเกอีก   

“ยายนั่งเฝ้าอย่างนี้  สาวๆ เขาจะนึกว่ามานั่งคุมหนูนะ” จ้อยยิ้มอย่างรู้ทัน  หยิบห่อที่ยายวางเอียงกะเท่เร่มาเรียงให้สวย “ถ้ายายไม่นั่งอยู่ด้วย  ขายหมดไปนานแล้ว”

ยายนิ่งไป  มองหน้าขาวผ่องของหลาน  แล้วก็มองไปทางแม่พวกเขียวๆ แดงๆ ที่แอบชะแง้แลตาอยู่ไม่ไกล  แกหัวเราะเฮ่อะๆ อย่างสุดแสนจะภูมิใจ 

เนื้อหอมเหมือนยายตอนสาวๆ ไม่มีผิด จ้อยเอ๋ย..

ดังนั้น  พอพวกยายธรรม ยายมี ยายสะอิ้งเดินมาชักชวนไปโรงลิเก  ยายช้อยก็คว้าตะกร้าหมากเดินตามไปต้อยๆ  คุยกันกระหนุงกระหนิงเหมือนย้อนวัยกันไปห้าสิบกว่าปี                  
      
คล้อยหลังยายไม่ทันไร  ผู้หญิงก็มารุมแผงข้าวเหนียวปิ้งของจ้อยจริงดังว่า  มีทั้งสาวน้อยจากโรงเรียนฝึกหัดครูหญิง  มีทั้งสาวแก่แม่ม่าย  ที่แวะมาซื้อทีไรก็หยิกแก้มเขาเป็นของแถมทุกที  ยิ้มหวานๆ ตาหวานๆ สาวไหนเห็นเข้าก็ใจละลายทุกราย   

แต่กลุ่มที่ลุ่มหลงเสน่ห์ของจ้อยที่สุด  คือผู้หญิงที่เตี้ยกว่าเอวจ้อยลงไป  วัยกำลังขบเผาะ ๓-๑๐ ขวบ 

จ้อยชอบเด็ก  เพราะชอบเด็กถึงได้อยากเป็นครู  เด็กๆ ก็ชอบจ้อย  โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง  พี่จ้อยยิ้มสวย  ใจดี  ชอบแถมขนมให้เสมอ

โดยเฉพาะ ‘น้ำฝน’ ลูกสาววัย ๕ ขวบของน้าแป้น คนรับใช้บ้านกำนันเสริม  แม่หนูเห็นพี่จ้อยทีไรต้องวิ่งเข้ามากอดเอวกอดแขนนัวเนียทู้กที   

นั่นไง  แค่คิดก็มาแล้ว  จูงมือกันมาสองแม่ลูก  แค่เห็นเขาเท่านั้นเด็กหญิงก็วิ่งตุบตับทั้งเท้าเปล่ามากอดหมับจนจ้อยแทบหงายหลังตกจากเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก  เอาหน้ากลมเป็นกะโล่ทาชันเกลือกแขนเขาไปมา   

“พี่จ้อยหอมเหมือนขนมเลย” ปากแดงจิ้มลิ้มฉอเลาะ  วันนี้แม่หนูมาในชุดสวยที่สุดที่มี  เสื้อสีชมพูที่เก่าจนหม่น  มีรอยเปื่อยที่คอ  ผมม้าตัดตรงล้อมวงหน้าขาวเหมือนตุ๊กตา

น้าแป้นเป็นสาวใหญ่ร่างท้วมอายุอานามปาเข้าไปจะสี่สิบ  หากเพิ่งมีลูกหลง  หน้ากลมแป้นพิมพ์เดียวกับลูกสาวค่อนขอด  “น้อยหน่อยอีฝน  เมื่อกี้เพิ่งไปเกาะขาคนขายซาลาเปามาแหม่บๆ  โดนเขาไล่ออกมา  ขายขี้หน้าไหมล่ะ”

หนูน้อยหน้าม่อย  จ้อยนึกเอ็นดูระคนเวทนา  เลือกข้าวเหนียวปิ้งไส้เผือก ไส้กล้วยอันสวยๆยื่นให้ห้าหกห่อโดยไม่คิดเงิน     

“รักพี่จ้อยที่สุด”  มือเล็กตบแปะๆ ดีอกดีใจ  ก่อนหันไปดึงชายผ้าถุงแม่ “แม่.. หนูอยากแต่งกับพี่จ้อย”   

คนถูกทาบทามหัวเราะจนน้ำตาไหล  มือเรียวโรยกากมะพร้าวลงในเตาเพื่อรมควันข้าวเหนียวให้หอมนวล  “นี่ถ้าน้ำฝนเจอคุณชายนะ  รับรองลืมพี่แน่” 

“เจอฉันแล้วทำไมหรือ” เสียงนุ่มที่แสนคุ้นเคยมาพร้อมกลิ่นหอมประจำตัว  จ้อยเงยหน้าขึ้นเห็นวงหน้าขาวแย้มยิ้มมาให้  มือไขว้หลังโน้มตัวลงสูดกลิ่นขนมบนเตา “ขายอะไรน่ะ  หอมจัง”

เด็กหญิงตัวกลมหันหลังขวับไปมองบ้าง   

แรกพบประสบพักตร์  แน่งน้อยน่ารักนักหนา

กามเทพแผลงศรรักปักอกแม่สาวน้อยดังฉึก  น้ำฝนอ้าปากค้าง เบิกตาโตมองคุณชายจนน้ำลายไหลยืด  คุณชายเอาแต่ฟังอาจารย์คนึงอธิบายให้รู้จักข้าวเหนียวปิ้งจนไม่ทันสังเกต 

หนูน้อยยิ้มขวย อ่อนระทวยไปทั้งร่าง  กำปั้นเล็กทุบหลังไหล่พ่อค้าขนมแก้เขินดังตุบตับ  จ้อยหัวเราะร่วน “หลงรักเขาตั้งแต่แรกพบเลย  พี่จ้อยอกหักซะแล้วซี”

ยิ่งพอคุณชายหันมายิ้มให้  เด็กหญิงแทบจะขดตัวม้วนเกาะติดอยู่กับหลังจ้อย 

“น้ำฝน..” จ้อยถามยั่วล้อ “พี่จ้อยกับพี่คุณชายใครหล่อกว่ากันจ๊ะ”

ตากลมป๊องจ้องมองเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลสวย  ยิ่งเห็นดวงตาสีอำพันจ้องกลับมาอย่างกรุ้มกริ่ม  แม่สาวน้อยก็ซุกหน้ากับแผ่นหลังคนรักเก่า  สะเทิ้นอายจนหน้าแดงแปร๊ดเป็นลูกตำลึงสุก  พูดอุบอิบ “พี่คุณชายหล่อกว่า”

เรียกเสียงหัวเราะได้ฮาครืน  โดยเฉพาะคนถูกชม  แม้แต่อาจารย์ผู้เคร่งขรึมยังยิ้มกว้างจนตาหยี 

เลอมานขำจนท้องแข็ง  ในบรรดาคนที่เคยเกี้ยวพาเขา  แม่หนูตากลมคนนี้อายุน้อยที่สุดเลยก็กว่าได้  แถมยังใจกล้าชนิดสาวลอนดอนมาเห็นยังต้องหลบ  และที่สำคัญ  เขาไม่เคยนึกเอ็นดูคนพวกนั้นเท่าเด็กหญิงตรงหน้า 

บุตรชายท่านทูตพิจารณาลูกสาวคนรับใช้  วงหน้าอ่อนใสไร้เดียงสาในเสื้อผ้าที่ครั้งหนึ่งคงเคยเป็นชุดสวยของคนอื่น  เท้าเปล่าเปื้อนดิน  ไม่มีองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ จำพวกสร้อยขนมปัง อมยิ้ม สายไหม น้ำตาลปั้น กังหันลม หรือลูกโป่งสวรรค์อย่างที่เด็กคนอื่นๆ มี

คุณชายตัดสินใจเดินไปซื้อลูกโป่งสวรรค์ที่ยืนเรียกลูกค้าอยู่ใกล้ๆ  แล้วกลับมาย่อตัวลงตรงหน้าเด็กน้อยที่ยังขวยเขินไม่หยุด  มือขาวผูกเชือกลูกโป่งเข้ากับข้อมือกลมป้อมหลวมๆ  โดยไม่ลืมกำชับ “ผูกไว้จะได้ไม่ทำหลุดขึ้นฟ้าเนอะ”

น้ำฝนมัวแต่เคอะเขิน  จนนักเรียนครูอย่างจ้อยต้องทักว่าไหว้ขอบคุณหรือยัง  นั่นละ มือน้อยๆ จึงกระพุ่มไหว้ถอนสายบัว   
      
สายตาที่คนึงมองลูกศิษย์ตัวดีสะท้อนความอิ่มเอิบในหัวใจอย่างไม่อาจซ่อนเร้น  ดอกไม้ที่แค่คลี่กลีบอย่างไว้ตัวในตอนแรก  บัดนี้ไกวก้านแกว่งใบ  มีประกายดาวในตา  มีแสงจันทร์นวลในแก้ม 

อาจารย์คนึงนึกอยากเป็นกระต่าย  จะได้ฝังกายในแสงจันทร์ 

“งอนแล้ว  ผู้หญิงหลายใจ” จ้อยแกล้งสะบัดหน้าหนีฉากรัก  สาละวนพลิกขนมบนเตา “เบื่อเขาแล้วตัวก็อย่ามากอดเขาซี่”

“แต่พี่จ้อยน่ารักกว่า” หนูน้อยเกิดสองจิตสองใจ  รักพี่เสียดายน้อง  รักคุณชายเสียดายพี่จ้อย  จะเด็ดทีเดียวเสียทั้งคู่  ครวญคิดดูอยู่ไม่นาน..

“โอ๊ย พอๆๆ ลูกคนนี้” น้าแป้นยังหัวเราะคึ่กๆไม่หาย  มือหยาบกร้านจูงแขนกลมป้อม  พลางแกะข้าวเหนียวยื่นให้ลูกสาว “เอ้า กินขนม จะได้โตเป็นสาวเร็วๆ”
   
สองแม่ลูกจูงกันเดินไป  จ้อยมองตามจนสุดตา  ดวงตาคู่ใสหม่นแสงลง 

ภาพครอบครัวที่ได้เห็น ได้สัมผัสแม้เพียงชั่วครู่  ทำให้จ้อยอดคิดถึง ‘ครอบครัว’ ของตัวเองไม่ได้  ครอบครัวที่เคยมีกันอยู่สามคน  ยาย เขา และพี่จินดา   เขายังคงถวิลหาวันเก่าที่แสนสุข  ทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีทางกลับคืนมาได้อีกแล้ว     

ปีที่แล้ว  พี่ยังมางานนี้ด้วยกัน  พี่จินดาใจดี อ่อนโยน  แต่ในความอ่อนโยน  มีหัวใจที่เข้มแข็งเคียงคู่อยู่ในนั้น  มือของพี่เขียนหนังสือได้สวย พอๆกับรับจ้างตัดอ้อยได้ฉับไวคมกริบ  เสียงของพี่กังวาน สอนหนังสือได้สนุก พอๆ กับเรียกลูกค้าได้เก่งนัก

พี่ที่น่าสงสาร  ตั้งแต่เกิดมาก็ลำบาก ทำงานหนักมาทั้งชีวิต  แม้วาระสุดท้าย  ยังจากไปอย่างอ้างว้าง  จากไปอย่างเดียวดายท่ามกลางสายน้ำเชี่ยวกรากเยียบเย็น 

“จ้อย” คุณชายละเอียดอ่อนพอจะสังเกตเห็นความอาดูรในแววตา  “เป็นอะไรหรือ”

หนุ่มน้อยปาดน้ำตาที่คลอรื้นได้ทันก่อนมันจะหยด  ตอบไปอย่างที่ใจคิด  “คิดถึงพี่จินดา”

ชื่อนั้นทำให้ทั้งคนึงและเลอมานชะงักงัน  สองสายตาประสานกันก่อนอาจารย์เป็นฝ่ายเบือนหลบก่อน  ล่ำลาพ่อค้าขนม  แล้วเดินนำศิษย์ออกมาเงียบๆ  โดยไม่มีคำพูดใดระหว่างกัน     

****************************
   
คล้อยหลังอาจารย์และคุณชายไปไม่ทันไร  หนุ่มๆ รุ่นน้องจากโรงเรียนห้าหกคนมาช่วยอุดหนุนข้าวเหนียวปิ้งของจ้อย  พ่อค้าทักทายยิ้มแย้มแจ่มใส  คนกันเองทั้งนั้นเลยหัวเราะพูดคุยกันครึกครื้น 

“หิวโว้ย!!” เสียงห้าวโวยวายดังลั่นมาแต่ไกล  จ้อยชะงักจนแทบทำห่อใบตองหล่น  มือเล็กกำแน่น  แค่ได้ยินเสียงก็ปวดมวนในกระเพาะจนอยากโก่งคอ 

“เฮ้ย! เกะกะโว้ย!” ลูกชายกำนันพร้อมลูกน้องสามคนเดินฝ่ากลุ่มคนเข้ามา  เหล่านักเรียนครูพากันหลีกทางให้  ใครมัวงกเงิ่นก็โดนมือใหญ่ผลักอกอย่างไม่ไว้หน้า  “หลีกๆๆ หลีกไปสิวะ  ใครไม่หลีกพ่อจะแจกตีนให้กินแทนข้าวเหนียวให้หมด!”

จ้อยเหลือบตามองแผงใกล้ๆ อย่างจะหาที่พึ่งเผื่อจวนตัว  แต่ต้องล้มเลิกความคิดเมื่อหันซ้ายก็เจอยายทองขายข้าวเกรียบว่าว  หันขวาก็เจอตาแม้นขายข้าวหลาม  เฒ่าชะแรแก่ชรากันทั้งนั้น

ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนเสียแล้ว

หนุ่มน้อยจ้องหัวหน้าอันธพาลที่ย่อตัวลงตรงหน้าด้วยแววตาชิงชัง  รู้สึกว่าวันนี้ไอ้สิงห์จะหล่อเป็นพิเศษ  ผมดำสนิทหวีเรียบลงน้ำมันแทบไม่กระดิกสักเส้น  เรือนกายสูงใหญ่กำยำในกางเกงยีนส์สีเข้มและเสื้อเชิ้ตลายสก็อตที่ยกปกตั้งขึ้น  ซองบุหรี่ถูกสอดไว้เหนือไหล่ ใต้เสื้อ  ใบหน้าคมคร้ามชะโงกมาใกล้จนจ้อยได้กลิ่นแป้งน้ำหอมเย็น

มันจะหล่อ จะหอมแค่ไหนก็อัปลักษณ์และเหม็นสาบนักในความรู้สึกจ้อย  ไอ้พวกหมาหมู่  พวกนักเลงชั้นต่ำที่กล้าทำระยำอัปรีย์ไว้กับเขา  ยิ่งนึกถึงค่ำคืนนั้น  จ้อยยิ่งขยะแขยงแทบขย้อน       

ไอ้ลอย ไอ้เลิศ ไอ้หมาน หยิบขนมบนเตาไปแกะกินหน้าตาเฉย  ทิ้งห่อใบตองกลาดเกลื่อนอย่างสถุลไพร่ 

“เหลือเยอะไหมพ่อค้า” ลูกชายกำนันถาม  หากดวงตาแพรวพรายนั้นกลับกระด้างลงทันควันเมื่อพ่อค้าตัวน้อยไม่ตอบคำ  ซ้ำยังมองเมินไปทางอื่นอย่างจองหอง  สิงห์กัดฟันกรอด  ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง  ประกาศก้อง “ที่เหลือข้าเหมาหมด!”

“ไม่ขาย” พ่อค้าปฏิเสธเด็ดขาด  เงยหน้าจ้องตาไม่เกรงกลัว “อยากกินเท่าไรก็กิน  จะคิดซะว่าทำทาน  แต่ไม่ขาย”

ให้มันรู้ซะบ้าง  ว่าจ้อยไม่เคยอยากได้อะไรของมัน  โดยเฉพาะเงิน!   

คนตัวโตขบกรามแน่นจนข้างแก้มขึ้นเป็นสันนูน  เค้นเสียงลอดไรฟัน  “ถ้ากูจะเอา  กูต้องได้.. ทุกอย่าง”

และแล้วสิงห์ก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด  มือใหญ่ล้วงปืนลูกโม่ยิงขึ้นฟ้า! 
   
ปัง!!

ชาวบ้านหลบกันวี้ดว้าย  เด็กเล็กร้องไห้จ้ายามนักเลงโตประกาศลั่น  “เฮ้ย!  ใครหน้าไหนกล้ามาซื้อขนมไอ้จ้อย  กูจะยิงแม่งให้ไส้แตกให้หมด!”

แถมยังควักเงินห้าหกใบโยนใส่จ้อย  หนุ่มน้อยโมโหจนหน้าแดงก่ำ  จ้องมองคนตรงหน้าอย่างจงเกลียดจงชัง  ก่อนมือเล็กลนลานเก็บข้าวของ  ห่อข้าวเหนียวเอย ตะแกรงเอย เตาเอย เก็บทุกอย่างยกเว้นธนบัตรสีน้ำเงินที่กระจายเกลื่อนพื้น

“มึงมานี่!” มือแข็งราวคีมเหล็กกระชากแขนผอมบางลุกขึ้น  เรี่ยวแรงมหาศาลจนจ้อยแทบปลิวหวือเหมือนกระดาษ  แต่แม้จะอ่อนด้อยกว่าในทุกด้าน  หลานยายช้อยก็สู้สุดใจอย่างไม่ยอมแพ้       

จนกระทั่งลูกน้องสามคนตีวงล้อมเข้ามา  มือใหญ่บีบกรามเล็กแน่นจนแทบแหลกคามือ  จ้อยเจ็บจนน้ำตาคลอ  ไร้ทางสู้  หมดทางหนี  ตัวสั่นยามใบหน้าคมสันโน้มลงกระซิบเหี้ยม

“ถ้ามึงไม่ยอมไปกับกูดีๆ  กูจะให้ไอ้สามคนนี่ไปกระทืบยายมึง”   

เพียงประโยคเดียวจ้อยก็ยอมจำนน  ยอมปล่อยให้พวกอันธพาลลากแขนไปอย่างไม่รู้ชะตากรรม 

พวกมันจะพาเขาไปไหน  ยิ่งพกปืนมาด้วยแบบนี้  จะพาเขาไปฆ่าปิดปากเรื่องในคืนนั้นหรือเปล่า  หลังวัดเป็นป่าช้า  เงียบสงัดห่างไกลผู้คน  ถ้าจะมีใครถูกฆ่าตายที่นั่นก็คงไม่มีใครรู้

อย่าหาว่าจ้อยคิดเกินกว่าเหตุ  คนชาติชั่วอย่างไอ้สิงห์มันทำได้แน่  จ้อยรู้ดี  เพราะมันเคยทำมาแล้วตอนเด็ก!  ขนาดตอนปีกขายังอ่อน  มันยังเลวขนาดนั้น  แล้วตอนนี้ที่มันปีกกล้าขาแข็ง  โผผงาดร่อนถลาไม่เกรงกลัวใคร  มันจะระยำได้สักแค่ไหน  จ้อยไม่อยากจะคิด!

จ้อยหันไปทางโบสถ์  อธิษฐานต่อองค์พระในใจ  หากมันจะทำอะไร ขอร้องอย่าทำเขาถึงตาย  เขายังมียายที่ต้องดูแล  หลวงพ่อโปรดช่วยคุ้มครองให้เขารอด  เหมือนที่เคยช่วยให้เขาแคล้วคลาดมาแล้วเมื่อ ๗ ปีก่อนด้วยเถิด

****************************
   
ตั้งแต่เดินออกมาจากแผงขนมของจ้อย  คนึงกับเลอมานก็ไม่ได้พูดกันเลยแม้แต่คำเดียว  ครูศิษย์เดินเคียงกันไปเงียบๆ  ท่ามกลางเสียงผู้คนครึกครื้นเฮฮา  ทว่าในหัวใจเลอมานกลับอ้างว้างนัก

เหลือบมองร่างสูงใหญ่ข้างๆ  ใกล้กันแค่คืบแท้ๆ  แต่ในความใกล้  เด็กหนุ่มเห็นกำแพงก่อกั้นขึ้นมาอีก  หาใช่กำแพงอคติเช่นในครั้งแรกๆที่รู้จักกัน  แต่เป็นบางสิ่งที่งดงามพิสุทธิ์กว่านั้นมาก  มากเสียจนคุณชายไม่กล้าแม้แต่จะคิดทลายมัน

“เล็ก..” จู่ๆอาจารย์ก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบระหว่างกัน  เรียกทั้งที่ไม่หันมามองหน้า  สองขายังก้าวเดินช้าๆ “รู้จักจินดาใช่ไหม”

คำถามนั้นทำให้คนฟังนิ่งงันไปเสี้ยววินาที  ได้แต่ก้มหน้าตอบแผ่วเบา “ครับ”

“ปีที่แล้ว  ครูกับเขายังมาไหว้พระด้วยกันอยู่เลย  แต่ไม่ได้เดินเที่ยวกันอย่างนี้หรอกนะ  เขาต้องรีบไปรับจ้างล้างชาม  ตอนนั้นเขาเป็นแค่นักเรียนครู  ยังไม่มีเงินเดือน  งานสุจริตอะไรที่ทำแล้วได้เงิน เขาทำหมด  เด็กตัวนิดเดียว  ต้องเลี้ยงยาย เลี้ยงน้อง  ทำงานไปด้วย  เรียนไปด้วย”

เด็กหนุ่มสูงศักดิ์เจ็บยอกในอก  สายตาอาจารย์ยามเอ่ยถึงใครคนนั้นช่างเรืองรอง หากเคลือบไว้ด้วยความโหยหาอาลัย  แหงนหน้ามองฟ้าคล้ายพูดกับแสงดาวเบื้องบน  ริมฝีปากหยักยิ้มอ่อนโยน

“รู้ใช่ไหมว่า.. เขากับครู..”

เท้าที่ก้าวตามต้อยๆเริ่มล้าแรงลง  “ครับ”

อาจารย์หยุดเดิน  มืออุ่นจับท่อนแขนเรียวเอาไว้แน่น  ดวงตาสีเข้มอบอุ่นจ้องลึกราวจะแทรกซอนให้ถึงหัวใจ

“ตอนนี้.. ครูคง..ยังมีใครไม่ได้” มือใหญ่เพิ่มแรงบีบแน่นขึ้น “เล็กเข้าใจใช่ไหม”

การพยักหน้าตอบผู้ใหญ่นั้นไม่สุภาพ  เลอมานรู้อยู่เต็มอก  แต่ตอนนี้ลำคอเขาตีบตันเกินกว่าจะเอ่ยวจีใดออกไป  ทำได้เพียงก้มหน้าซ่อนความรู้สึกในแววตา  พยักหน้าให้กับปลายเท้าตัวเอง   

คนึงยิ้มจาง  มือที่ยื่นไปหมายจะไล้แก้มเนียนชะงักนิ่งเมื่อคิดถึงสถานที่อันไม่เหมาะไม่ควร  จึงเปลี่ยนเป็นวางมือลงบนศีรษะทุยสวย  ลูบเรือนผมนุ่มแผ่วเบา 

“เล็กหน้าซีดๆนะ  หิวน้ำไหม”  เสียงทุ้มนุ่มถามขึ้นอย่างห่วงใย  เปลี่ยนหัวข้อสนทนาอันแสนอึดอัดได้ง่ายดาย  เลอมานเงยหน้าขึ้นสูดจมูกลึก  พยายามยิ้ม  พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ 

“ผมอยากดื่ม.. ที่อาจารย์ซื้อให้ตอนไปกรุงเทพ” ลูกแก้วสีน้ำตาลใสกลอกขึ้นอย่างใช้ความคิด “เรียกอะไรน้า.. คล้ายๆ.. อเมริกาโน่..”

“โอเลี้ยง”  คนึงหัวเราะ  ก่อนกำชับ “เราอยู่นี่ละ  เดี๋ยวครูจะไปซื้อให้” 

ร่างสูงใหญ่เดินจากไปได้แค่สองสามก้าวก็ชะงัก  หันหลังเดินกลับมา  กุมมือน้อยกระชับ  คลี่ยิ้มจางๆ  ดวงตาคมเข้มทอประกายอ่อนเอื้อในแสงจันทร์นวลยามเสียงทุ้มกระซิบ  “รอครูนะ”

เลอมานยิ้มเรื่อ  พยักหน้ารัว  ดวงตาคู่สวยเปล่งประกาย  “ผมรออาจารย์ได้” เขาตอบอย่างฉะฉานมั่นใจ “นานเท่าไรผมก็จะรอ”

ผู้ชายสองคนจับมือกัน  ไม่มีใครสนใจหรอก  ถ้าเป็นผู้ชายกับผู้หญิงก็ว่าไปอย่าง  ยิ่งเป็นครูกับศิษย์ด้วยแล้ว  ใครเห็นก็มองว่าศิษย์นั้นน่าเอ็นดู  ครูหรือก็มีเมตตา  แค่จะจากไปซื้อน้ำยังล่ำลาอาลัยกันด้วยใจห่วง 

หารู้ไม่ 

คำพูดนั้นเป็นความหมาย  เป็นคำมั่น  เป็นสัญญา  ที่ตราตรึงซึ้งสลักอยู่ในสองดวงใจ

ไม่มีใครอื่นใดล่วงรู้!


ยกเว้นไอ้ลอยที่ยืนกอดอกอยู่ข้างซุ้มยิงปืน  หยักยิ้มเจ้าเล่ห์  นัยน์ตาแพรวพรายมองมายังทั้งคู่อย่างมีเลศนัย

   
โปรดติดตามตอนต่อไป

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
* ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ, พร พิรุณ คำร้อง, โฉมฉาย อรุณฉาน ขับร้อง
ขอบคุณภาพประกอบจาก Chelsea www.2how.com ค่ะ

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: roseen ที่ 03-02-2012 20:37:55
 :กอด1:น่ารัก
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 03-02-2012 20:44:49
ตอบเม้นกัน  :L2:

roseen
ขอบคุณสำหรับดอกไม้จ้า  ชอบอีโมตัวนี้จัง หมีน่ารัก

EoBen
ในที่สุดก็ลงบทที่ ๑๐ พร้อมกันทุกเวบแล้วค่ะ  อ่านที่เวบไหนก็ได้ตามสะดวกเล้ย

มะมะมะหมิว
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านเช่นกันค่ะ

Zymphoniz
ตอนใหม่สดๆ จากเตามาเสิร์ฟแล้วจ้า  ขอโทษเน้อที่หายไปน้านนาน..

Artemis
หลงรักคอมเม้นของคุณ Artemis เหมือนกันค่ะ  ขอบคุณสำหรับคอมเม้นหวานๆ และขอบคุณสำหรับคะแนนนะคะ^^

นางฟ้า
เอามั่งๆ สามคำให้คู่น้องจ้อยกับพี่สิงห์  จ้อย ซวย แว้ว (T^T)  อยากบอกว่ารักคนอ่านมากๆเช่นกันจ้า

silent_loner
ขอบคุณที่เข้าใจคุณชายนะคะ  ตอนเราอยู่มหาลัยต้องจากบ้านมาเรียนไกลๆยังเหงาเลย  แล้วนี่ชายเล็กข้ามน้ำข้ามทะเลมาเชียวนะ  เพื่อนก็แทบไม่มีแถมยังโดนแกล้งอีก  ส่วนเรื่องพี่สิงห์กับน้องจ้อย  จากนี้จะเริ่มคืบหน้าแล้วจ้า (เอ๊ะ หรือแย่ลงกันแน่นะ)

jeaby@_@
มาลงตอนใหม่ตามสัญญาแล้วค่ะ  ขอโทษด้วยนะคะที่บอกว่าจะหายไปแค่เดือนสองเดือน  เอาเข้าจริงก็ปาเข้าไปสามเดือนแน่ะ T^T  ไม่หายไปนานๆแล้วค่ะ สัญญา   

namngern
เนอะๆ จริงๆคุณชายเป็นคนดีออก  เพียงแต่ว่าถ้าเจอคนที่ไม่ค่อยสนิทก็จะเก๊กๆนิดนึง  ถึงได้มีคนเขาหมั่นไส้เอา  ตอนนี้อาจารย์ก็ลดอคติลงแล้วนะคะ  จากนี้คงดูแลกันดีขึ้นแหละ  อ้อ..เราตั้งใจว่าจะมาอัพทุกวันศุกร์ค่ะ  เพราะงั้นเจอกันอีกทีศุกร์หน้านะคะ

Loveyoujung
นั่นสิเนอะ  เริ่มเปิดเรื่องมาก็ตายจากกันเลย  T^T  จริงๆเราก็บอกไม่ได้เหมือนกันค่ะว่าเรื่องนี้มันจะเศร้าไหม  คือความเศร้าของแต่ละคนมันไม่เท่ากันน่ะ ก็เลยบอกไม่ถูก  เหมือนเรากินเผ็ดใส่พริกสิบเม็ดก็ยังเฉยๆ  แต่คนไม่กินเผ็ดใส่แค่เม็ดเดียวก็เผ็ดแล้ว  เอาเป็นว่าเป็นเรื่องราวที่มีสุขเศร้าเคล้ากันไปก็แล้วกันเนอะ 

●kawfahng●
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ  ชอบดอกมหาหงส์มากๆ เหมือนกัน  สวย หอม คลาสสิค

silverspoon
จากนี้คุณชายมีอาจารย์คอยดูแลแล้วค่ะ  แต่ไม่รู้จะมีอุปสรรคอะไรหรือเปล่า  ส่วนพี่สิงห์.. อยากให้พี่สิงห์ดูแลน้องจ้อยเหมือนกัน  แต่น้องจะไม่ยอมให้พี่สิงห์ดูแลนี่สิ T^T

IIMisssoMII
ขอโทษที่พาน้องจ้อยหายไปนานนะคะ  พาตัวกลับมาส่งคืนแล้วจ้า ^^

appletokki
คนเขียนก็ชอบเวลาเขียนถึงคู่สิงห์จ้อยเหมือนกันค่ะ  น้องจ้อยน่ารักน่ารังแกที่ซู้ด 

wdaisuw
แอร๊ กินมาม่ามากเดี๋ยวผมร่วงเน้อ  เอาไปแบบซอฟท์ๆ เบาะๆก่อนละกันนะคะ  เดี๋ยวจัดชุดใหญ่ให้เลยเมื่อถึงเวลาอันควรค่ะ^^ 

Takamine
ชอบซีนนั้นมากเหมือนกันค่ะ  คือจริงๆ อาจารย์แกก็เป็นคนอบอุ่นใจดีน่ะแหละ  แต่เพราะตั้งแง่ใส่คุณชายมาตั้งแต่ต้นเลยต้องทำเย็นชาใส่เขา  ตอนนี้ทั้งคู่ก็พัฒนาความสัมพันธ์ไปในทางที่ดีแล้วนะคะ

@BUA@
คุณเล็กหวั่นไหวใจละลายเป็นขี้ผึ้งเลยค่ะ  เนี่ยน๊าคนเรา  พอเข้ามาง้อ มาทำดีด้วย  ที่คุณชายงอนๆอยู่เมื่อสองสามตอนก่อน  ก็ยอมยกโทษให้อาจารย์เลย

fox
ถึงคนอื่นๆจะหมั่นไส้  แต่ตอนนี้คุณชายก็มีอาจารย์คอยดูแล และมีเพื่อนดีๆอย่างจ้อยอยู่เคียงข้างแล้วค่ะ  ขอบคุณที่เอาใจช่วยคุณชายนะคะ^^

pooinfinity
ใช่แล้วค่ะ  ตอนแรกลงไว้ที่เด็กดีแล้วมีเพื่อนชวนมาลงที่เล้าเป็ดเพราะที่เด็กดีลงฉาก NC ไม่ได้น่ะค่ะ  (ประกอบกับคุณเธอจะอ่านในมือถือ  ลงที่นี่มันสะดวกกว่า)  ขอบคุณนะคะที่ไม่เกลียดคุณชาย  (ที่ตอนแรกๆ ทำนิสัยน่าตบกะโหลกมาก)  ตอนนี้แค่อาจารย์ไม่เย็นชาใส่  คุณชายก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ

PetitDragon
ตอนใหม่มาแล้วเน้อ  ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ

silverphoenix
๕๕๕+ เรื่องชื่อน้องจ้อย  คืองี้ค่ะ จากที่ไปถามยายช้อยมา  ได้ความว่าชื่อจินดาน่ะ แม่กำไลเป็นคนตั้งให้  ส่วนชื่อจ้อย ยายช้อยแกเป็นคนตั้งเอง  เพราะแม่เอามาฝากให้ตั้งแต่ยังแบเบาะแล้วก็หายต๋อม  ยายแกบอกมาด้วยนะคะ ว่าน้องเกิดมาตัวเล็กก็เลยให้ชื่อจ้อย  เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ^^  (ความจริงในเรื่องก็จะมีบอกเช่นกันค่ะ  แต่ตอนท้ายๆแน่ะ)

นึกถึงเด็กแถวบ้านเราเลยค่ะ  ชื่อน้องบุญเหิม  น้องโดนเพื่อนล้อเรื่องชื่อประจำ  เราก็ได้แต่บอกว่าน้องชื่อเท่ดีออก  ความหมายก็ดี  แถมไม่ซ้ำใครด้วย  พ่อแม่อุตส่าห์ตั้งให้น่ะเนอะ

yagin
จริงๆคุณชายก็เป็นคนอ่อนไหวอยู่แล้วด้วยล่ะค่ะ  ภายนอกก็ทำเป็นหยิ่งไปงั้นแหละ  ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ

tonkhaw
จะค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวในอดีตของสิงห์กับจ้อยให้มากขึ้นค่ะ  ตอนหน้าก็น่าจะรู้แล้วละมั้งว่าทำไมถึงไม่ถูกกัน  ขอบคุณที่กด +1 ให้นะคะ

Jploiiz
คุณชายกับอาจารย์ตอนนี้ยังไม่มีอะไรค่ะ  ท่าทางเข้าใจกันดีแล้วน่ะเนอะ  ห่วงแต่น้องจ้อยค่ะตอนนี้ ^^”

ai_no_uta
อะไรเนี๊ยยยย.. ทำไมมีแต่คนสงสารพี่สิงห์ล่ะ  พี่สิงห์ออกจะเถื่อนโหด เกกมะเหรกเกเร  ต้องสงสารน้องจ้อยสิถึงจะถูก น้องจ้อยเป็นฝ่ายถูกกระทำน๊าน้องพิมพ์ T^T

ปล. เรื่องเรียนเป็นไงมั่งคะ  ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้วใช่ไหม  เป็นห่วงเน้อ  มีอะไรก็ปรึกษาพี่ได้  ถึงพี่จะบ้าๆบอๆแต่ก็รักจริงเน้อ 

ลิงน้อยสุดเอ๋อ
ความรักก็อย่างนี้ละเนอะ  สอนให้ลิ้มรสขม เพื่อชื่นชมรสหวาน  เอาใจช่วยความรักของพวกเขานะคะ   

oaw_eang
ใช่แล้ว  มาจากศกุนตลาค่ะ  รู้สึกว่าบทต่อไปจะชมว่าปากสวยเหมือนใบไม้อ่อนด้วยล่ะ  จำได้ว่าตอนนั้นยกมือถามครูด้วยว่าใบไม้อ่อนมันสีเขียวไม่ใช่เหรอ  ครูก็ไล่ให้กลับบ้านไปดูใบไม้อ่อนอีกที  เออแฮะ  สีมันแดงๆเรื่อๆ  จากนั้นเลยทึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ มากๆเลยค่ะ  ทรงละเอียดอ่อนและโรแมนติคสุดๆ   

Lukaka
คุณชายเล็กกับน้องจ้อยมาให้หายคิดถึงแล้วจ้า^^

jajajelly
ในฐานะคนเขียนก็ต้องขอบคุณคนอ่านเช่นกันค่ะที่แวะเข้ามาอ่าน  เราก็ชอบอ่านวรรณคดีเหมือนกัน  (ทึ่งคารมเหล่ากวีสมัยก่อนมากๆ  มิน่าละ แต่ละคนถึงเมียเยอะ^^”)

CoMa
อาจารย์รู้สึกเอ็นดูคุณชายแล้ว  คาดว่าจากนี้คงไม่ทำคุณชายเสียใจอีกแล้วล่ะค่ะ  (จริงเร้อ?)

Guill
๕๕๕+ ช่างเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันเสียนี่กระไร  แต่พี่สิงห์แกก็น่าหมั่นไส้จริงๆล่ะเนอะ 

zazakapp
ขอบคุณที่รักคุณชายนะคะ  หม่อมแม่อย่างเราก็ปลาบปลื้มไปตามระเบียบ

Busy836
ตอนเขียนนิยายเรื่องนี้เรามีความสุขมากๆเลย  และดีใจมากค่ะที่คนอ่านอ่านแล้วก็มีความสุขเช่นกัน  ส่วนเรื่องการตายของจินดา  ยังคงเป็นปริศนาที่รอวันเฉลยต่อไปจ้า^^

sukie_moo
มีคนเชียร์ให้สลับคู่ด้วยล่ะค่ะ  ให้พี่สิงห์มาคู่กับคุณชาย  แล้วให้น้องจ้อยไปคู่กับอาจารย์  เราก็แบบ..เอิ่ม.. เข้าท่า  เอ๊ย..ไม่ใช่ๆๆ เปลี่ยนไม่ได้ๆ พี่สิงห์รักน้องจ้อยคนเดียวไม่แลเหลียวใครน๊า 

ordkrub
อย่าไปสงสารสิงห์มันน๊า  คนเราดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ  ที่สิงห์มันเป็นแบบนี้เพราะมันทำตัวเองแท้ๆ  จะมาโทษว่าน้องจ้อยไม่รักยังงู้นยังงี้ไม่ได้นะ  ก็ตัวเองทำตัวให้เขาเกลียดทำไมล่ะ  สิงห์เอ๊ย 

mamichan
ตอนเด็กๆ ของพี่สิงห์กับน้องจ้อยก็เป็นอะไรที่เราชอบเขียนถึงมากๆเลยค่ะ  มันน่ารัก มันอบอุ่น  เสียดาย.. มีจุดพลิกผันให้ต้องกลายมาเป็นแบบนี้  T^T  ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ

vk_iupk
คู่น้องจ้อยกับพี่สิงห์ท่าทางยังต้องเคลียร์กันอีกยาวค่ะ  หนักใจแทน T^T 

Wordslinger
มาแล้วค่ามาแล้ว  ขอโทษที่พาคุณชาย จารย์คนึง น้องจ้อย&พี่สิงห์หายไปนานนะคะ  กลับมาคราวนี้พี่สิงห์ออกมานิดเดียวเองเนอะ  เดี๋ยวตอนหน้าจัดเต็มให้เลยค่ะ^^  ขอบคุณคุณแป้งจี่มากนะคะสำหรับกำลังใจที่มีให้กันเสมอมา

yayee2
ว้าว..ขอบคุณมากๆ นะคะที่อ่านแล้ว ‘วิเคราะห์’ ที่มาที่ไปของความรู้สึกของตัวละครอย่างละเอียดเลย  บทนี้คงทำให้ได้เห็นแล้วเนอะว่าถ้าตัดอคติและทิฐิออกไป  แท้จริงแล้วอาจารย์ก็เป็นผู้ชายที่อ่อนโยนคนหนึ่ง  แต่ความจริงแล้ว..ถ้านี่เป็นความรัก  ก็เป็นความรักระหว่างครูกับศิษย์  ซึ่งถือเป็นรักต้องห้ามในสมัยนั้นทีเดียว (สมัยนี้ด้วยละ)  แถมเป็นครูกับศิษย์ที่เป็นผู้ชายด้วยกันอีกด้วย  โอ.. เครียดแทนทั้งคู่เลย  เอาใจช่วยพวกเขานะคะ ^^ 

~l3aml3ery~
ตอนที่ ๑๐ มาแล้วจ้า  ขอบคุณมากๆเลยที่ติดตามนิยายของพี่ทั้งสองเรื่องนะจ๊ะ ^^

Karok
คนอ่านอ่านแล้วสนุก คนเขียนก็มีความสุขค่ะ  ขอบคุณมากนะคะ

Phantom
น้องจ้อยจะเจอหนักไม่หนักแค่ไหน  ก็ขึ้นอยู่กับพี่สิงห์คนเดียวนั่นละคะ  (สิงห์เอ๊ย..ถนอมน้องบ้างนะลูกนะT^T) ความจริงตอนนี้ก็ไม่ดราม่าเนอะ  เอาเป็นว่าหวานมั่งดราม่ามั่ง ปนๆกันไปละกันค่ะ   

しろやま としんや
ตอนใหม่มาแล้วจ้า  ขอโทษด้วยที่หายไปนาน (กว่าที่บอกไว้) ปาเข้าไปตั้งสามเดือนแน่ะ  ต่อไปจะพยายามอัพให้ได้อาทิตย์ละครั้งค่ะ  ขอบคุณที่รออ่านเรื่องนี้นะคะ ^^ 

รักคนอ่านค่ะ

ดอกไม้
๓ กุมภา ๒๕๕๕
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Donaldye ที่ 03-02-2012 20:50:44
คำมั่นสัญญา น่ารัก :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: hongzaa ที่ 03-02-2012 21:18:41
คนมาอ่านเยอะๆ สิคะยิ่งดี 
พี่สาวจะได้มีกำลังใจ ต่อเร็วๆ 55+^^
ขอคู่ เลอมาน อะระบะหึึ่ยกันก่อนได้มะ 555+
ให้สิงห์ทำตัวให้ดีกว่านี้ก่อน ค่อยได้จ้อยเป็นเมีย


อุวะ!!!   ถ้าเซียมซีจะแม่นขนาดนี้ 5555+!!!
แน่จริงครูก็อธิบายไปเลยซี่ว่า "หม้าย" แปลว่าอะไร
กล้าป่าววววว  กล้าป่าวครู~~~
เกือบจะจบสวยแล้วเชียวววววว มาตอนหลังๆนี้
มืดมนเลย  ให้รอ อะ รอได้นะ ครู แต่ถ้าให้รอเก้อ หรือรอนานเกิน แล้ว มคปด.
หนูไม่รู้ด้วยน๊าาาา าา  ความผิดครูล้วนๆ

เกียดอะ!   เกียดคนอย่างลอยที่สุดอะ ไม่ชอบผู้ชายแบบนี้เลย
ไม่ชอบคนแบบนี้  มันต้องเป็นตัวแปร ไม่ก็สร้างความร้าวฉานให้ คู่ครู ไม่ก็ คู่สิงห์
ไม่ก็สองคู่เลยก็เป็นได้ เกียดจังๆๆไม่ชอบเลยๆๆๆ

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Lukaka ที่ 03-02-2012 21:36:34
คุณชายเล็ก กอดแน่นๆๆ คิดถึงมากกกกกกกกก  น้องจ้อยยยยยย

อิพี่สิงห์ รักน้องจ้อย แต่ดูสิ่งที่ทำกับน้องสิ ฮึยๆๆ โกรธๆๆ

ครูค่ะ ........T^T

ปล. ไอ้ลอยเลวไม่เปลี่ยน นะแก ชั้นรู้นะว่าแกคิดอะไรอยู่
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ~l3aml3ery~ ที่ 03-02-2012 21:38:25
โอ้ยยยยย พ่อสิงห์ พ่อแมน จะให้ลูกน้องไปกระทืบยายช้อย ฮ่าๆๆๆๆ :laugh:
อาจารย์ กะ ชายเล็กรักกันแล้ว อร๊ายยยยยย :impress2:
 ไอ้ลอย น่ากลัวอ่ะ :a5:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Mio ที่ 03-02-2012 21:39:32
สามคำให้ไอ้ลอย >>>อี น รก  :z6:
ถ้าคิดจะทำอะไรชายเล็กกับคุณครูแล้วก็จ้อย  ข้ามศพนางฟ้าไปก่อนเหอะ! :m31:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Guill ที่ 03-02-2012 21:41:35
รังสีชั่วร้ายออกมาจากไอ้ลอยได้ตลอดสิน่า...
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: 2pmui ที่ 03-02-2012 21:53:49
บรรยากาศ โรแมนติกจริงๆคุณครูกับลูกศิษย์ เซียมซีวัดไหนแม่นจริงๆ จะไปเสี่ยงด้วย
คุณครูคนึงคงไม่ให้คุณชายรอเก้อนะ คุณชายออกจะน่ารัก
ที่จริงคิดว่าครูคนึงเห็นแก่ตัวเรื่องนี้อยู่นะ คนเก่าก็ยังรัก คนใหม่ก็มีใจ คนรอถึงรู้ว่าเค้ามีใจแต่ลึกๆมันก็เจ็บนะ (อินจัด ฮ่าๆ)
ไอ้สิงห์ ยิ่งทำอย่างนั้น จ้อยยิ่งเกลียด เมื่อไหร่จะเลิกคบเพื่อนชั่วๆเสียที โกรธแทนจ้อยแล้ว

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: hewlett ที่ 03-02-2012 22:03:55
ไอ้ลอยต้องเป็นมารผจญแน่ๆเลย
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: หัวเเม่มือ ที่ 03-02-2012 22:22:32
มีตัวร้ายเข้ามาหรือ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: MinKKniM ที่ 03-02-2012 22:28:42
เพิ่มมาอ่าน ชอบมากค่ะ ภาษาสวยมาก

ตกหลุมรักคุณชายเล็กเข้าเต็มเปา +1นะคะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silverspoon ที่ 03-02-2012 22:29:26
แหมลอยนี่จะเป็นตัวร้ายตลอดกาลชิมิคะ :m16:

ส่วนพี่สิงห์
จะทำไรน้องจ้อยอ้ะ!! :m31:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: armmyrine ที่ 03-02-2012 22:31:58
 :sad11: :sad11: :sad11:ขอร้องคุณคนเขียน :monkeysad:ไม่เอาแบบไอ้ลอยข่มขืนคุณชายเล็กนะ หรือถ้าจะให้มีฉากนี้ ต้องให้พระเอกหรือไม่ก็คนอื่น ๆ มาช่วยให้ทันนะ ไม่งั๊นถ้ามาช่วยไม่ทัน :m15: เราจะปิดประตูร้องไห้ สามวันสามคืน คอยดู
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 03-02-2012 22:35:08
โอ้ยยยยยยยย ใครก็ได้ เอาไอลอยไปเก็บที  :angry2:
จะขัดขวางทุกคู่เลยใช่มั้ย?

สิงห์จะทำอะไรจ้อยอ่ะ คู่นี้มันช่างน่าอึดอัดยิ่งนัก  :z3:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: fox ที่ 03-02-2012 22:40:52
อ๊ายยย คุณชายกลับมาแล้วววววววว :mc4:
คราวนี้ไปเที่ยวงานวัดกันน่ารักมากเลย
บรรยายซะเห็นบรรยากาศงานชัดเลย
อ่านไปอ่านมาหิว อยากกินข้าวเหนียวปิ้งกะโอเลี้ยงซะงั้น  :laugh:

ปล.ฝากบอกคนึงด้วยว่าอย่าให้คุณชายรอนานนักนะ เดี๋ยวลอยมาฉุดไปก่อน คึคึ :bye2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: Loveyoujung ที่ 03-02-2012 23:05:50
อ่านตอนนี้ทำให้จินตนาการตามไปด้วยเรย
อยากไปงานวัดแบบนี้...ที่ต่างจังหวัดยังมีอยู่ไหมเนี่ย???
ชอบภาษาที่เขียนค่ะ อ่านแล้วมันไหลลื่น โดยเฉพาะตอนนี้
อ่านแล้วอบอุ่น
ส่วนเรื่องดราม่า เราก็เข้าใจอะค่ะ ว่าเนื้อเรื่องคงไม่หวานแหวว หรือว่าไม่เศร้าไปซะทีเดียว
ชีวิตมันก็ต้องมีคละเคล้ากันไป เน๊อะะะะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: namngern ที่ 03-02-2012 23:48:23
หวังว่าไอ้ลอยคงไม่คิดทำอะไรแย่ๆหรอกนะ
เฮ้ออออ สงสารสิงห์เหมือนกันนะ
แต่สงสารจ้อยมากกว่า เป็นเราเราก็ระแวง
เป็นกำลังใจให้คุณชายจ้า

+1 ให้น้าาา
มาต่ออีกเร็วๆเน้ออ ^^
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: MIkz_hotaru ที่ 03-02-2012 23:53:34
ตกลงสองคนนี้เค้าทำสัญญาใจกันแล้วใช่ไหม
เราเข้าใจถูกหรือเปล่า
 :sad4:
เล็ก รอได้ นานเท่าไหร่ก็จะรอ
คุณชายน่ารักสุดๆไปเลย
อาจารย์อย่าให้คุณชายรอเก้อน้า  :impress2:

ไอ้ลอย จะทำอะไร  :angry2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: fuku ที่ 03-02-2012 23:54:08
เอ่อ สิงห์ไหงทำตัวเลวล่ะ?

อ.บอกให้รอ นี่ทำเอาน้ำตาคลอเลย
ก่อนหน้านี้ที่เซียมซี ทำเอาดีใจไปรอบนึง แล้วพอให้รอยิ่งซึ้งมาก

แอบกลัวบรรทัดสุดท้ายว่าจะมีอะไรร้ายแรงอีกมั้ย
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: EoBen ที่ 04-02-2012 00:19:33
เย้ ได้อ่านแล้ววว

ดีใจเว่อร์

555+

รู้ใจกันด้วยงะ :impress2:

ดีจัง

รอนะคะ

ชอบมากกกกก :L1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silverphoenix ที่ 04-02-2012 00:19:56
อาจารย์เผลอซะแล้ว...อิอิ
เหมือนกำลังจะไปได้ด้วยดีสำหรับคุณชาย  ขอให้ไอ้ลอยมันไปสู่สุคติทีเท้อออ  อย่าได้มายุ่งเกี่ยวกันเลย T^T

พี่สิงห์ของน้องจ้อยนี่ก็อีกคน...ทำตัวเกเร...น่าจะมาตีก้นจริงเชียว 5555

+1 ให้ค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: @BUA@ ที่ 04-02-2012 00:26:09
ไม่รู้อันไหนจะน่ากังวลกว่ากัน ระหว่างจ้อยโดนสิงห์ฉุดกระชากไป
กับไอ้ลอยที่ทำท่าจะรู้มากและคงก่อความยุ่งยากแน่ๆ  :เฮ้อ:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: aisen ที่ 04-02-2012 01:09:49
ให้คำสัญญาแล้วก็รอจนถึงวันนั้นนะคะ คุณครูและคุณเล็ก

คู่จ้อยกัยสิงห์ นี่น่าสงสารกว่าเยอะ เฮ้อ :เฮ้อ:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: PetitDragon ที่ 04-02-2012 05:52:43
สถานการณ์ระหว่างคุณชายกับอาจารย์ตอนนี้ดูเหมือนจะสุข...แต่ยังมีดราม่าเบาๆ ทั้งไอ้ลอย ทั้งเรื่องจินดา

เห็นใจอาจารย์คนึง....มันยากที่จะลืมจินดา เพราะจริงๆแล้วคงลืมไม่ได้หรอก

เห็นใจคุณชาย...ที่ไม่รู้ว่าจะต้องรอถึงเมื่อไหร่ อาจารย์คนึงถึงจะลืมคนรักเก่าได้

แต่น้อยใจอาจารย์อ่ะ ถ้ารู้ว่ายังมีคนใหม่ไม่ได้ แล้วมาทำท่าทีเหมือนให้ความหวังคุณชายทำไม   :m16: 

หรือจะต้องรอให้คุณชายโดนไอ้ลอยมันฉุดไปก่อนใช่มั๊ย?


PetitDragon
ตอนใหม่มาแล้วเน้อ  ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ


รอได้อยู่แล้วววครับ  o13
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ycrazy ที่ 04-02-2012 09:06:39
 :-[โอ๊ย ครูคนึงกะเล็กน่ารักมากเลย เซียมซีก็นะ แม่นจนครูเขินเลยอ่ะ 55555
แล้วพี่สิงค์จะทำอะไรน้องจ้อยอีกอ่าาา ไม่อยากให้จ้อยโกรธสิงค์ไปมากกว่านี้แล้ว :serius2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: sukie_moo ที่ 04-02-2012 11:02:39
อิพี่สิงห์จะทำอะไรจ้อยน่ะ  แค่นี้ยังทำให้จ้อยเกลียดตัวเองไม่พอใช่ไหม

ไอ้ลอยนี่บ่างช่างยุ จริงๆ คนแบบนี้แหละร้ายกาจที่สุด
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: pk11677 ที่ 04-02-2012 11:08:37
อ่านแล้วแอบเศร้า พี่จี้แต่งนิยายมาเรียกน้ำตาอีกแล้ว
เอาไอ้ลอยไปเก็บด่วนนนนน  ชอบสิงห์มากเลย สิงห์ใจนักเลงดี "ไม่ทำ ทำไม่ได้"
พี่จี้ค่ะอยากถามว่าเรื่องนี้จะเอาไปลงในเด็กดีป่าวค่ะหรื่องว่าจะลงแต่ในนี้ค่ะ?
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: kunchan ที่ 04-02-2012 13:35:08
ขอโทษนะค่ะ แอบมาอ่านรวดเดียว ยังไม่ได้เมนท์เลย
ทีแรกกะว่าจะอ่านตอนแรกอย่างเดียว แล้วค่อยกลับไปอ่านต่อที่บ้าน (ตอนนี้อยู่ที่ทำงาน)
แต่พออ่านตอนแรกจบ...เอาน่าอ่านอีกนิดเดียวจะทำงานต่อแล้ว
อ่านตอนที่สองจบ...ไม่เอาแล้วเว้ยงานน่ะ อ่านนิยายให้จบเลยแล้วกัน
...สรุป...อ่านนิยายตั้งแต่ 1-10 ในเวลางานไปแล้วค่ะ
คนเขียนรับผิดชอบด้วยนะ นิยายสนุกจนไม่เป็นอันทำงานเลย จะฟ้องผู้จัดการด้วย
สนุกมากๆ เลยค่ะ ไม่ว่าฉากไหนก็ลุ้น ฉากไหนก็สนุก ฉากไหนก็ชอบ
สงสารคุณชายเล็กมากๆ เลย คนเขียนโหดร้าย ทำกับชายเล็กได้
พี่สิงห์ก็น่าสงสาร เลวบริสุทธิ์จริงๆ (แอบลุ้นคู่นี้กว่าคู่เอกอีกค่ะ รู้สึกผิดกับครูคนึงจริง...)

ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆ ค่ะ สนุกมากเลย
ขออนุญาตตามอ่านทุกตอนตลอดไปนะค่ะ
ขอบคุณค่ะ...รักคนเขียน (แต่รักชายเล็กมากกว่า)
ป.ล.ฝากจัดการไอ้ลอยด้วยค่ะ ขอแบบหนักๆ เน้นๆ ค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: appletokki ที่ 04-02-2012 13:45:26
สิงห์น่าโดนตบกะโหลก ชอบเขาก็แกล้งเขาอยู่นั่นแหละ
จนจ้อยมันรังเกียจหนัายังไม่อยากมองเลย เชอะ!

ชายเล็กน่าเอ็นดูขึ้นเยอะเลย เคลิบเคลิ้ม
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: yayee2 ที่ 04-02-2012 14:37:41
สงสารคุณชายเล็กจังเลย แต่คิดว่าคุณชายเล็กก็เข้าใจครูคนึงนะ
ขอเอาใจช่วยทั้งสองคนให้ได้ครองคู่กันในเร็ววันล่ะกันจ้ะ
ไอ้ลอย..ชื่อนี้มีแต่ความเกลียด ฉันเกลียดแกจริงๆ เพราะแกมันไม่มีความดีในตัวเลยสักนิดเดียว
ตอนนี้แกสะสมกรรมชั่วไปก่อน ฉันว่าไม่ช้ากรรมนี้จะต้องสนองแกแน่ๆ
ส่วนน้องจ้อย ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรหนอ พ่อสิงห์ช่างไม่รู้จักอ่อนสยบแข็งบ้างเลยรึรง
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 04-02-2012 15:15:36
ตอบน้อง pk11677 :L2:

ในเด็กดีก็ยังลงอยู่เหมือนเดิมจ้า แต่ถ้ามีฉาก NC จะถูกตัดออก
ส่วนที่นี่จะลงเต็มจ้ะ ^^
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: wdaisuw ที่ 04-02-2012 17:56:00
โอ้ว อ่านตอนนี้แล้วหุบยิ้มไม่ได้
ปวดแก้มมากเลยค่ะ :-[
ตอนนี้ ครูและศิษย์ หัวใจใกล้กันมากขึ้นแล้ว
แต่มีหวาน ก็ต้องมีขม จะเตรียมใจไว้เนิ่นๆนะคะ :o12:

แต่คู่พี่สิงห์จะจ้อยนี่สิ หนักใจอ่ะ :เฮ้อ:
พี่สิงห์ก็ขี้ขลาดเกินไป ปล่อยให้ไอ้ชั่วลอยปั่นหัวอยู่ได้ :angry2:
เป็นห่วงภัยจากไอ้ลอยทั้งสองคู่เลยแหละค้าาา :z6:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: tanuki ที่ 04-02-2012 18:19:09
ชอบคู่สิงห์กับจ้อยแฮะ  :-[ เอ๊ะ รึผมแอบเถื่อนหว่า? ฮ่าๆ
กลัวไอ่ลอยมันจะทำอะไรคุณชายจริงๆ ร้ายกว่าสิงห์อีก ร้ายเงียบน่ากลัว
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ~MiKi~ ที่ 04-02-2012 18:42:14
สงสารคุณชายเล็กจังต้องรอนานแค่ไหน ยิ่งอ่านคุณชายเล็กยิ่งน่ารักชอบมากค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: yagin ที่ 04-02-2012 18:44:30
" เก็บก้น "  55555

น่ารักอีกแล้ว  อยากรู้ๆว่าอาจารย์จะทนได้อีกสักกี่น้ำ

แววร้ายเริ่มคืบคลานมาแล้วด้วย หุๆ สนกแน่ สู้ๆน่ะจร้า ^^
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: kissey_love ที่ 04-02-2012 20:01:56
ไอ่หย่ะ!
ติดอีกเรื่องจนได้ (ฮา)

เสียน้ำตาอีกเรื่องจนได้ T T

แต่ไม่เข้าใจเลยว่าลอย ... ทั้งๆที่ตอนต้นเรื่องดูจะมีใจให้เลอมานแท้ๆ แต่ทำไมถึงคิดอะไรแบบนั้นนะ ...

ฮื้ออออออ

ตอนนี้แบบว่านั่งกดไปพยายามภาวนาว่าขอให้มีตอนที่ 11 ฮ่าๆ

สนุกมากจริงๆได้อ่านนิยายของพี่จี้ ตั้งแต่เรื่องผู้ปกครองฯ

สัญญาว่าจะติดตามผลงานกับพี่จี้ต่อไปทุกๆเรื่อง  :n1:

 :กอด1:

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ~l3aml3ery~ ที่ 04-02-2012 20:52:41
ตอบน้อง pk11677 :L2:

ในเด็กดีก็ยังลงอยู่เหมือนเดิมจ้า แต่ถ้ามีฉาก NC จะถูกตัดออก
ส่วนที่นี่จะลงเต็มจ้ะ ^^

:m10:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ต่ายน้อย ที่ 05-02-2012 07:06:19
อุว๊ากกกก ไม่ได้เข้ามานานมว๊ากกก
มาอ่านต่อ อุ๊ย เขินไปกับคุณเล็ก เลย
คุณเล็กนี่เป็นนายเอกในดววงใจผมแล้ว น่ารักมาก ๆ

รักคุณดอกไม้หลาย ๆ ฮับ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: jeaby@_@ ที่ 05-02-2012 07:13:58
กรี๊ดดดดดด ร้องไห้ๆ ได้อ่านเเล้วตอนที่10 ขอบคุณมากค่ะ

จ้อยจะโดนสิงห์ทำไรอะ สงสารอะ ลอยมันก็เลวจริงๆ ออกมานิดเดียวแต่เห็นความช่ัวมาเเต่ไกล

ตอนนี้อาจารย์กะคุณชายหวานปนน่ารักงุงิ คุณชายแอบฮาไร้เดียงสาจริงๆ

รอวันศุกร์ค่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: WinterRose ที่ 05-02-2012 10:40:08
ถึงตอนที่ 10 แล้ว
จะได้อ่านตอนที่ 11 แล้ว *น้ำตาไหลพราก*

จะรอคุณดอกไม้นะคะ  :กอด1: :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: silent_loner ที่ 05-02-2012 11:47:38
ลอยอีกแล้วจ้า มาได้จังหวะตลอดเวลาจริง  :z3:
คราวนี้จะคิดแผนร้ายอะไรอีกละเนี่ย
แอบสงสารชายเล็กนิดๆ ก็คงต้องรอต่อไปละนะ
จะให้ครูคนึงลืมจินดาไปเลยคงจะไม่ได้
ส่วนพี่สิงห์กับน้องจ้อยนี้สถานการณ์กำลังย่ำแย่ได้ที่เลย

ปล.วัดนี่อยู่ไหนคะ อยากไปเซี่ยมซี่กะเค้าบ้าง
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: thearboo ที่ 05-02-2012 13:10:40
อรั๊ยยยยยส์ อะไรกันอาจารย์ บทจะหวานก็.... :-[

ปล.อยากเตะลอย ให้ลอยละลิ่ว
อร๊ากกกก ช่วยเอามันไปทิ้งที!!!
 :z6:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: しろやま としんや ที่ 06-02-2012 08:45:06
พี่สิงห์ชอบSMกะน้องจ้อยอ่ะ                          ปล.เม้นต์ที่บอร์ดนู้นไปแล้ว
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ลิงน้อยสุดเอ๋อ ที่ 06-02-2012 23:40:20
ถามเนื้อคู่ อยู่มิไกล

เนื้อคู่เป็นม่ายยยยยยย


อ๊ายยยยยยๆๆ

คู่นี้น่ารักอ่ะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: oaw_eang ที่ 07-02-2012 01:52:30
5555

มาต่อเสียที

ชื่นใจที่ได้อ่าน

ว่าแต่ติอะไรหน่อยสิ

ตอนหลังๆมา  หนูชักเขียนชมตัวเอก "เพศชาย" ด้วยสำนวนและถ้อยคำ "ชมนาง" ในวรรณคดีเยอะไปหน่อยนะ

เช่น  จ้อยมองบุตรชายท่านทูตมานั่งยองๆ ช่วยเก็บผักแล้วอดอมยิ้มขำไม่ได้  มือขาวราวกระเบื้องเคลือบบัดนี้มอมแมมด้วยเศษดิน  และเมื่อยกขึ้นปาดเหงื่อก็ทิ้งคราบไว้บนแก้มเนียนใส  มอมแมมไม่ต่างอะไรกับลูกตาสีตาสาอย่างเขา

มันได้อารมณ์เหมือนอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น-ตาโตอย่างไรไม่รู้  มือขาวราวกระเบี้องเอย  แก้มเนียนใสเอย

มันไม่ได้อารมณ์อ่านนิยาย 'ชายรักชาย' เลย 

มันเหมือนอ่านนิยายทั่วไป  แค่เปลี่ยน "เครื่องเพศ" ของตัวเอกเป็น'องคชาต'เท่านั้น  นอกนั้นชะนีชัดๆ

ความสามารถระดับหนูแล้วนี่  น่าจะหาคำมา "ชมชาย" ให้สมชายได้นะ

นายเอกมันอ้อนแอ้นเกินชายไปหน่อยนะ  ดูเพ้อๆ ไงไม่รุ้  ถึงจะบอกว่ามีเชื้อฝรั่งก็เถอะ

อารมณ์ของ จ้อย  ก็อย่าให้สาวมากนัก  พยายามคุมธีมหน่อย  เหมือนบางทีก็หลุด อารมณ์หญิง มากไปหน่อย

อย่าลืมว่า ฝ่ายรับ ต่อให้สาวมากกกกกกกกกกกกขนาดไหน  อย่างไรเสียก็เป็นชาย  ย่อมมีความคิดและอารมณ์แบบชายอยู่

ผู้ชายมักใช้เหตุผลเข้ามาตัดสินมากกว่าปล่อยให้อารมณ์พาไป

เราใช้สมองคนละซีกกัน  อย่าลืมจุดนี้ด้วย  (ทำได้ดีในส่วนของอาจารย์คนึง)

ปล. **  มาจาก ศกุนตลา จริงๆ ด้วยนั้นแหละ

ปลล.  ชอบนะที่ยายจ้อยชมจ้อยว่า "สวย"  นานแล้วไม่ค่อยได้ยินคนชมผู้ชายว่า..."สวยเหมือนรูปหล่อ"  คำโบราณแท้ๆ  อิอิ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: mamichan ที่ 07-02-2012 01:53:52
 o13  คุณชายของอิช้านนนนน  ไมถึงได้น่ารักขนาดนี้เนี่ยยยยย  ครูก็อย่าให้ลูกศิษย์รอนานเกินไปนะคะ  เห็นแล้วปวดจายยยย :sad4:

ส่วนอีกคู่..... :m16: พี่สิงห์ของอิช้านนนน  ไหงทำตัวแบบเดิมอีกแล้วล่ะค๊าาาาาา

น้องจ้อยโกรธแล้วนะแบบนี้  ไปพูดเพราะ ๆ หวาน ๆ ขอโทษน้องจ้อยเลยนะ ไม่งั้น เจ๊ไม่ยกโทษให้นะ o18
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: CoMa ที่ 07-02-2012 13:41:28
อร๊ายยยยยยยยยยยยยยย
น่ารักอ่ะรอก็รอเนอะ><
มันจะยอดมากถ้าไม่มีไอ้ลอยโผล่มาตอนท้าย :z3:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: vk_iupk ที่ 07-02-2012 18:29:51
หวานกันมดยังอายเลย

แต่ตอนจบไอ้ลอยโผล่มา

เรื่องวุ่นๆ มาตามอีกกระบุงโกยแน่เลย

สงสารเลอมาน และน้องจ้อยโตย T^T
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: caramel toffee ที่ 07-02-2012 20:49:32
ตามมาเชียร์ที่บอร์ดนี้ค่ะ^^ ดีใจที่ได้อ่านต่อแล้ว
ตอนนี้ทำเอากลิ้งไปหลายตลบด้วยความเขินแทนคุณชาย
แต่แอบกลัวใจนายลอย ขออย่าเกิดเรื่องร้ายแรงมากเลยน๊า :sad4:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๐ : ถ้าเธอจะรัก ฉันก็จะรอ [๓/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: หัดดิน เอ้ยหัดกิน ที่ 09-02-2012 01:40:14
คือเรื่องนี้สุดๆ จริงๆ ครับ
ไม่รู้จะอธิบายยังไงนอกจาก "สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดด"
ตามอ่านแน่นอนครับ คุณคนแต่ง ผมขอสมัครเป็นแฟนคลับครับ
แต่งแล้วไม่มีสะกดผิดเลย ตัวละครก็ดูจับต้องได้
ผมชอบทั้งสองคู่เลยครับ คิดแล้วสงสารสิงห์มาก

สุดท้าย ขอนิดนึงเหอะ
ลอย... มึงมันเหี้ยมาก
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ [แจ้งเลื่อนอัพบทที่ ๑๑ เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ ค่ะูู]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 09-02-2012 19:42:28
บทที่ ๑๑

ดอกไม้ยังปั่นไม่เสร็จ

แต่วันนี้เป็นวันเกิดเพื่อนของดอกไม้

ดอกไม้ต้องไปลั้ลลา  :m17:

จึงขอแจ้งล่วงหน้า ว่าขออัพช้าไปหนึ่งวันนะคะ

ต้องขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ไปล่ะเน้อ


(http://img38.picoodle.com/i529/wattanan/1a3h_4a5_ucmz8.jpg)

(อ่า..เปรี้ยวปาก..)

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ [แจ้งเลื่อนอัพบทที่ ๑๑ เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ ค่ะูู]
เริ่มหัวข้อโดย: jeaby@_@ ที่ 09-02-2012 19:48:49
ขอบคุณมากเลยที่มาบอกค่ะ รอได้เสมอ

หัวข้อ: Re: มหาหงส์ [แจ้งเลื่อนอัพบทที่ ๑๑ เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ ค่ะูู]
เริ่มหัวข้อโดย: tonkhaw ที่ 09-02-2012 19:50:53
อ่า รอได้นานเเค่ไหนก็รอ
คิดถึงพี่สิงห์กับจ้อย
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ [แจ้งเลื่อนอัพบทที่ ๑๑ เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ ค่ะูู]
เริ่มหัวข้อโดย: wdaisuw ที่ 09-02-2012 20:09:09
รออย่างใจจดใจจ่อค่ะ
 :3123:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ [แจ้งเลื่อนอัพบทที่ ๑๑ เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ ค่ะูู]
เริ่มหัวข้อโดย: ordkrub ที่ 09-02-2012 20:19:25
ตอนนี้หวานจังครับ  แต่ก็ยังเจือเศร้า  อยากให้ทุกคนสมหวัง
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ [แจ้งเลื่อนอัพบทที่ ๑๑ เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ ค่ะูู]
เริ่มหัวข้อโดย: Zymphoniz ที่ 09-02-2012 20:22:02
โห วันเดียวเอง แค่นี้รอได้สบายมากค่ะ  :really2:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ [แจ้งเลื่อนอัพบทที่ ๑๑ เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ ค่ะูู]
เริ่มหัวข้อโดย: namngern ที่ 09-02-2012 20:55:58
โอเค จะรอนะคะ  :จุ๊บๆ:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ [แจ้งเลื่อนอัพบทที่ ๑๑ เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ ค่ะูู]
เริ่มหัวข้อโดย: silent_loner ที่ 09-02-2012 22:16:49
จะรอนะคะ  :กอด1:
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ [แจ้งเลื่อนอัพบทที่ ๑๑ เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ ค่ะูู]
เริ่มหัวข้อโดย: mamichan ที่ 11-02-2012 00:15:11
 o22 แวะมาดัน  กลัวคนแต่งไม่เห็นกระทู้ อิอิ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ [แจ้งเลื่อนอัพบทที่ ๑๑ เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ ค่ะูู]
เริ่มหัวข้อโดย: MIkz_hotaru ที่ 11-02-2012 00:24:34
วันที่ 11 แล้วค่ะ
แอ๊ก  :z6: โดนคนเขียนเตะ
ฮ่าๆๆๆ

พรุ่งนี้เอง รอได้งับ
รอคุณชายของเค้า  :-[
(อาจารย์จะเตะเค้าอีกคนมั้ยง่ะ)
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ [แจ้งเลื่อนอัพบทที่ ๑๑ เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ ค่ะูู]
เริ่มหัวข้อโดย: aisen ที่ 11-02-2012 14:44:19
วันนี้แล้ว ซินะ จะได้รู้ว่าจ้อยจะเป็นไงบ้าง

อย่าดราม่า มากได้ไหมจ๊ะ ช้วงนี้หัวใจอ่อนแอ

ขอหวานๆ แบบชุ่มชื่นหัวใจแทนได้ไหมนะ
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๑ : เพชฌฆาตใจ [๑๑/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 11-02-2012 17:00:48
(http://img38.picoodle.com/i52b/wattanan/0_262_ucmz8.jpg)

บทที่ ๑๑

เพชฌฆาตใจ


น้องเอ๋ย.. ใครเขาเคยเหมือนพี่บ้างไหม
ช้ำ ช้ำเท่าไร พี่เป็นแผลใจ ใครจะเห็น
เจ็บอย่างนี้เจ้ายังทรมาน หรือเป็นพรานล่าใจ ผลาญหัวใจใครเล่น
หรือเจ้าเป็นเพชฌฆาตที่เชี่ยวชาญ

โปรดฆ่าพี่เสีย  อย่าอ้างเอ่ยความสงสาร
จงประหารถ้าแม้ว่าเจ้าไม่รัก*




   
จ้อยจินตนาการถึงลานประหารของตัวเองเอาไว้หลายแบบ  ในป่าช้าเงียบสงัด  ท้ายหมู่เจดีย์เรียงราย  หรือไกลออกไปหน่อยก็ที่ริมคลองสระบัว 
   
แต่ที่เห็นอยู่นี่.. ออกจะเป็นอะไรที่.. เกินความคาดหมาย!

หลังจากสิงห์ฉุดกระชากเขาออกมา  มันก็ออกปากไล่พวกลูกน้องให้ไสหัวไปไกลๆ  จนเหลือแค่เขากับมันสองคน  จ้อยยิ่งกลัวจนตัวสั่น  แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งประหลาดใจ  คล้อยหลังพวกลูกน้อง  มือหยาบใหญ่นั้นก็เบาแรงลง  จนเกือบจะเรียกได้ว่า.. นุ่มนวล 
   
แทนที่จะยิ่งเดินยิ่งมืดยิ่งเปลี่ยว  ไอ้อันธพาลกลับเดินจูงมือเขาเข้าหาแสงสว่าง  เข้าหาผู้คนเรื่อยๆ  จนมาหยุดอยู่ที่..

ชิงช้าสวรรค์สูงตระหง่าน!

“สองใบ” เสียงห้าวบอกคนขายตั๋วห้วนๆ  จ้อยยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก  เมื่อมือใหญ่ผลักเขาให้เข้าไปในกระเช้าสีสดจนแทบกลิ้งหลุนๆ  แล้วร่างใหญ่โตเป็นยักษ์ปักหลั่นก็ยัดตัวเองตามเข้ามา  กระเช้าที่แคบอยู่แล้วยิ่งดูเล็กไปทันตา   

จ้อยนั่งตัวลีบติดลูกกรงอีกฝั่ง  เหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะพราวเต็มหน้าผาก  คิดไปต่างๆ นานา
   
หรือมันจะรอให้กระเช้าขึ้นสู่จุดที่สูงที่สุด  แล้วค่อยเปิดประตูผลักเขาลงไป!

“เมื่อไรจะหมุนวะเฮ้ย!” นักเลงโตตะคอกถามไอ้หนุ่มขายตั๋ว 

“รอคนเต็มก่อนพี่” ร่างผอมแห้งตอบเกรงๆ 
   
“ไม่รงไม่รอแม่งแล้วโว้ย!  กูสั่งให้หมุนเดี๋ยวนี้!” มือใหญ่ล้วงแถวเอว  จ้อยสะดุ้งเฮือกหลับตาปี๋  ใจเต้นรัวรอฟังเสียงปืน  หากพอลืมตาขึ้น  กลับเห็นไอ้สิงห์ควักแบงค์ออกมาสี่ห้าใบยัดใส่มือผอมแห้ง 
   
“จ้ะๆ” คนเห็นเงินก็ตาลุกวาวรีบส่งสัญญาณมือให้เดินเครื่องชิงช้าทันที 

   
ชิงช้าสวรรค์เริ่มหมุน  กระเช้าน้อยค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นสูง  พื้นดินห่างไกลออกไปทุกที  สิงห์มองคนตัวเล็กที่นั่งหน้าซีดเบียดชิดลูกกรงแต่ลูกตาแวววาวราวลูกแมวขี้ระแวงแล้วอดขำไม่ได้  นี่ไอ้จ้อยมันนึกว่าเขาจะฆ่ามันตายคากระเช้าหรือไง
   
เห็นน้องลูบข้อมือตัวเองป้อยๆ 
   
“เจ็บหรือเปล่า” เสียงห้าวดูตระหนก  ห่วงใย  ชะโงกหน้าดูความรุนแรงที่ตนก่อไว้ให้ชัดๆ  นักเรียนครูขึงตาใส่  ชักแขนหลบไม่ยอมให้ดูง่ายๆ  จนสิงห์ต้องกัดฟันใช้กำลังบังคับ  ฉุดกระชากแขนเล็กอีกครั้งทั้งที่ไม่อยากเลย   
   
แววตาคมกร้าวดูสลดไปเมื่อเห็นรอยแดงช้ำบนข้อมือที่เล็กจนกำได้รอบ 
   
“เอ็งมันรั้น  ยอมมาดีๆ ซะแต่แรกก็คงไม่เจ็บตัว”  มือที่เมื่อครู่เพิ่งยิงปืนขึ้นฟ้า  บัดนี้กลับบรรจงลูบบนข้อมือน้อยอย่างอ่อนโยน  ปากที่เมื่อครู่เพิ่งบอกว่าจะให้ลูกน้องไปกระทืบคนแก่  ตอนนี้กำลังเป่าแผ่วๆ ใส่รอยแดงช้ำ 
   
อยู่ต่อหน้าลูกน้องเขาต้องทำตัวให้โหดเหี้ยมเข้าไว้  จะได้เป็นที่เคารพยำเกรงของพวกนั้น  ปืนที่มีก็แค่พกเหน็บเอวไว้ตามคำแนะนำของไอ้ลอย  แต่ตั้งแต่ซื้อมา ไม่เคยสักครั้งที่ปืนกระบอกนี้จะหันปากใส่ใคร  แม้แต่หมาหรือนกสักตัวก็ไม่เคย  ส่วนใหญ่หน้าที่ของมันคือเอาไว้ซ้อมมือกับกระป๋องนมบ้าง ลูกมะม่วงบ้าง  หรืออย่างเก่งก็แค่ยิงขู่ขึ้นฟ้าเช่นเมื่อกี้นี้   
   
หมาแมวสักตัวยังไม่เคยเตะ  นับประสาอะไรกับคนแก่  ที่พูดไปก็เพื่อจะขู่ไอ้จ้อยเท่านั้นละ 
   
ใครๆก็รู้กันทั้งบางว่าหลานยายช้อยถึงจะพยศอย่างไรก็รักยายยิ่งกว่าชีวิต  ต่อให้ตีให้ตายมันก็คงสู้ขาดใจ  แต่หากเปลี่ยนเป็นเอาความปลอดภัยของยายมาขู่  ม้าพยศก็เชื่องลงทันตา     

“พามานี่ทำไม” จ้อยถามเสียงห้วน  ในแววตายังไม่คลายความหวาดระแวง 
   
ดวงตาสีเข้มจ้องมองนิ่ง  เสียงหยาบกระด้างดูอ่อนโยนลงยามเอ่ย  “ตอนเด็กๆ เอ็งอยากขึ้นนักไม่ใช่เรอะ  ไอ้ชิงช้าสวรรค์เนี่ย” 

จ้อยนิ่งงัน  ความทรงจำไหลบ่าราวน้ำเชี่ยว
   
ยังจำได้  ในงานบุญประจำปี  เขาเคยแหงนมองชิงช้าสวรรค์สูงลิบจนคอตั้งบ่า  ปรารถนาจะขึ้นให้ได้สักครั้ง  อยากรู้นักว่าเมื่ออยู่บนกระเช้า  เขาจะเอื้อมมือถึงดาวถึงพระจันทร์ได้ไหม 
   
เด็กชายตัวโตคนหนึ่งแผลงฤทธิ์กับแม่หน้าชิงช้าสวรรค์

[..“หนูจะให้จ้อยขึ้นด้วย!  หนูจะให้จ้อยขึ้นด้วย!”..
   
“อย่าดื้อนะตาสิงห์!” คุณนายพูนทรัพย์ดุลูกชายคนกลาง  ข้างๆ เจ้าแม่เงินกู้คือลูกชายคนโตและลูกสาวคนเล็ก  ดช.เสมและดญ.แสงดาวมองพี่น้องตัวเองอย่างไม่เข้าใจ
   
“ถ้าอยากขึ้นก็ให้มันไปขอเงินยายมันมา  รอบละตั้งบาท  แม่ไม่ออกเงินให้หรอกนะ!”
   
“หนูมีอยู่สลึงนึง  ที่เหลือแม่ออกให้ก่อนสิ!”
   
“บอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้สิ เอ๊ะลูกคนนี้นี่!” คุณนายดุลูกแล้วก็หันมาด่าจ้อย “นี่ก็อีกคน  หน้าไม่อาย  มาเดินตามเขาต้อยๆ  ทำตัวเป็นขอทานไปได้!” นิ้วชี้อวบขาวทาเล็บแดงจิ้มหน้าผากจ้อยจนหงาย
   
“ไปขอเงินแม่แกสิไป๊  อีกำไลมันหาผัวเก่งนักนี่  ถ้ามันหาเงินเก่งได้ซักครึ่งที่มันหาผัว  แกคงไม่ต้องมาเที่ยวเกาะลูกฉันแบบนี้หรอก!”
   
“พี่สิงห์..” จ้อยก้มหน้าน้ำตาคลอ  มือหนึ่งลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ อีกมือกระตุกชายเสื้อพี่ “น้องจ้อยไม่ขึ้นก็ได้  น้องจ้อยไม่อยากขึ้นแล้ว..”

เงินหนึ่งบาท.. พี่จินดาต้องขนกระสอบปุ๋ยกี่เที่ยว  ยายต้องรับจ้างเกี่ยวข้าวกี่งานกว่าจะได้มา  จ้อยไม่มีวันเอาหยาดเหงื่อของพี่กับยายมาแลกกับการที่เขาจะเข้าใกล้ดวงดาวมากขึ้นเป็นอันขาด   

สิงห์กัดฟันแน่น  จ้องแม่ตัวเองตาเขียว  ขณะมือยังจับมือน้องแน่นไม่ยอมปล่อย  เสียงเล็กประกาศลั่น 
   
“ถ้าจ้อยไม่ขึ้นหนูก็ไม่ขึ้น!” แล้วพี่ก็จูงมือน้องออกมาไม่ฟังเสียงแม่ที่ตะโกนเรียกตามหลัง 

“ชิงช้าสวรรค์อะไรกัน  มันก็งั้นๆ ละ  ไม่เห็นจะสนุกตรงไหน  เนอะจ้อย” พี่หันมาปลอบน้อง  สองมือน้อยยังเกาะเกี่ยวกัน  ตาพี่แวววาว  เป็นประกายยิ่งกว่าดาวสุกใส  จนจ้อยคิดว่า.. บางที.. เขาไม่ต้องไปไขว่คว้าหาดาวที่ไหนก็ได้ 
   
ขอแค่มีพี่.. มีเจ้าของดวงตาคู่นี้อยู่ใกล้ๆ ก็พอ
   
“เดี๋ยวพี่พาไปเล่นชิงช้าดิน  สนุกกว่าชิงช้าสวรรค์ตั้งเยอะ”
   
“ชิงช้าดิน?” จ้อยเอียงคอมองพี่สิงห์ตาแป๋ว 

พี่สิงห์ยักคิ้ว  จูงจ้อยลัดเลาะมาหยุดตรงโคนต้นมะขามใหญ่หน้ากุฏิ  ใต้ต้นมะขาม.. มีชิงช้าเก่าๆ ผูกอยู่  คงมีเด็กวัดสักคนผูกไว้  จ้อยยิ้มกว้าง  วิ่งไปนั่งอย่างลิงโลด  พี่ตามมาไกวให้เบาๆ     
   
“จ้อยอยากไปให้สูงแค่ไหน  พี่จะไกวจ้อยไปให้ถึงฟ้าเลย” พี่เพิ่มแรงขึ้น  ร้องเพลงไปด้วย “ช้าเจ้าหงส์เอย.. ปีกพี่ไม่หัก  ใครเขาไม่ผลักพี่ลง..พี่อยู่ในดงนางแย้ม”
   
จ้อยหัวเราะเอิ้กอ้าก  ลมเย็นๆ ตีหน้าพัดพากลิ่นหอมของดอกไม้มาด้วย  ใบมะขามแก่ร่วงพรูพราย  มือเล็กเอื้อมคว้าดาวเมื่อชิงช้าโยนขึ้นสูง  ก่อนเปลี่ยนใจหันมองพี่  อืม..ดาวในลูกตาพี่สวยกว่าจริงๆ ด้วย 
   
“พี่ขอฝากจมูกของพี่ด้วยเหนอ  จะได้ไปเป็นเกลอกับแก้ม” พี่สิงห์ร้องเจื้อยแจ้วตามประสาเด็ก  ไม่เข้าใจความหมายเพลงเกี้ยวที่หนุ่มๆ สาวๆ เขาร้องกันหรอก 

จ้อยหยุดชิงช้ากึก  เอี้ยวหน้าไปทวงถามพี่ “ถ้าจะฝากก็เอาจมูกมาซี่  เอาจมูกมา”

มือเล็กดึงจมูกพี่หมับ!

“เอาจมูกพี่สิงห์มาเป็นเกลอแก้มน้องจ้อยสิ” ]



..เอาจมูกพี่สิงห์มาเป็นเกลอแก้มน้องจ้อยสิ..

จ้อยหน้าแดงซ่าน  ยกมือเล็กปิดใบหน้าร้อนผะผ่าว  เขาพูดออกไปได้ยังไงนั่น  จะไร้เดียงสาอะไรขนาดนั้น

“นั่นไง  ต้นมะขามที่เราเคยเล่นชิงช้ากัน” เสียงห้าวเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ  ลูกชายกำนันบุ้ยปาก  คนซื่อเหลียวมองตาม  ต้นมะขามใหญ่ยังอยู่แต่ชิงช้าที่เคยโล้เล่นหายไป  ป่านนี้ทั้งกระดานทั้งเชือกคงถูกทิ้งร้าง  อาจในป่าช้าหรือในกองขยะที่ไหนสักแห่ง 

เมื่อโรยราผุผังย่อมถูกทิ้งขว้างทำลายเช่นนี้ 
จะชิงช้าหรือสายใยสัมพันธ์ก็ไม่ต่างกัน

คิดแล้วสะท้อนใจ  มองเพลินจนไม่รู้สึกถึงใบหน้าคมสันที่ยื่นเข้ามาใกล้แทบชิด  ดังนั้นพอจ้อยหันหน้ามาอีกที  ปลายจมูกจึงทิ่มใส่แก้มสากเข้าให้.. เต็มๆ
   
หนุ่มน้อยผงะ  ตกตะลึงยิ่งกว่าตกชิงช้าสวรรค์  หันหน้าหนีแทบไม่ทัน 

“ไอ้จ้อย เอ็งหอมแก้มข้า!” นักเลงโตทำท่าเหมือนตกใจกว่า  เสียงห้าวโวยลั่น  กุมแก้มตัวเองยังกะสาวพรหมจรรย์โดนขโมยจูบ   
   
“ก็..” เด็กดีไม่พูดคำหยาบ  จ้อยจึงกลืนคำว่า ‘เสือก’ ลงคอดังเอื๊อก “..ยื่นหน้าเข้ามาทำไมล่ะ!”
   
“เอ็ง..เอ็งรับผิดชอบเดี๋ยวนี้!” ใบหน้าคมคร้ามถลึงตาใส่  ชี้หน้าอาฆาต  พูดหน้าตาเฉยไม่อายผีสาง “ให้ข้าหอมคืนซะดีๆ”
   
จ้อยส่ายหน้ารัวจนผมสะบัด  ถดกายหนีจนตัวลีบติดลูกกรง  ไม่ว่ายังไงเขาก็เสียเปรียบ  เสียเปรียบทั้งขึ้นทั้งล่อง  มือเล็กปัดป้องพัลวันยามถูกลูกชายกำนันกระชากร่างเข้าไปใกล้  แทบนั่งเกยอยู่บนตัก 

ข้างล่าง.. บนพื้นดิน  ไอ้จุกไอ้แกละแหงนมองชิงช้าสวรรค์คอตั้งบ่า  ชี้ชวนกันดู
   
‘ทำไมกระเช้าลูกนั้นมันสั่นๆ แกว่งๆ อย่างนั้นละน้อ’

จ้อยนั่งตัวแข็งทื่อเป็นหินยามถูกคนด้านหลังสวมกอดไว้หลวมๆ  ใบหน้าคมสันวางลงบนไหล่เล็ก  โชคดีที่กระเช้าหมุนขึ้นสูงจึงไม่มีใครเห็นหัวหน้าอันธพาลกับนักเรียนครูกอดกันบนชิงช้าสวรรค์         
   
“ช้าเจ้าหงส์เอย ปีกพี่ไม่หัก ใครเขาไม่ผลักพี่ลง พี่อยู่ในดงนางแย้ม” เสียงทุ้มต่ำกระซิบริมหู  ชี้ชวนน้องน้อยดูต้นมะขามใหญ่ 

จ้อยหันมองตามมือชี้  เกร็งคอแข็งทื่อ  รู้ทันหรอกน่า  คราวนี้ฝันไปเถอะว่าเขาจะโง่หันหน้าไปให้จมูกชนแก้มสากๆนั่นอีก
   
เห็นคนแสนดื้อนั่งนิ่งเหมือนแมวถูกดึงหลังคอแล้วสิงห์ลำพองใจนัก  ใกล้จนได้กลิ่นขนมหอมนวล  แก้มหรือก็ขาว.. เหมือนขนมหน้านวล.. อยากรู้นักว่าจะหอมหวานเหมือนกันไหม
   
“พี่ขอฝากจมูกของพี่ด้วยเหนอ จะได้ไปเป็นเกลอกับแก้ม” เกินจะยั้งใจอยู่  จมูกโด่งเป็นสันก้มลงขโมยกลิ่นหอมบนแก้มเนียน  จ้อยสะดุ้งเฮือกสุดตัว  หันมาจ้องตาขวาง  สิงห์เห็นคนตัวเล็กโกรธจนหน้าแดงก็หัวเราะขำ 

“โอ๊ย!”

มาขำไม่ออกก็อีตอนเจอศอกกระทุ้งเข้าให้เต็มรักนี่ละ 

สิงห์เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ร่างเล็กที่โดดผลุงจากตักกลับไปนั่งฝั่งตรงข้าม  จุกแอ้ดขึ้นมาถึงลิ้นปี่  กว่าจะทุเลาก็ตอนกระเช้าหมุนขึ้นลงอีกรอบ       
   
“เดี๋ยวลงแล้วไปไหว้พระกัน” ชายหนุ่มกลืนลูกแน่นลงท้อง  ชักชวนกึ่งบังคับ
   
“ไม่  เดี๋ยวยายรอ” จ้อยตอบแบบไม่ต้องคิด 
   
“ป่านนี้ยายเอ็งดูลิเกน้ำหมากยืดไปแล้ว  เมื่อกี้ข้าเพิ่ง..”

เพิ่งซื้อข้าวโพดคั่วไปฝากแกที่โรงลิเกแหม่บๆ 

เรื่องสิ!  ขืนบอกมัน  มันก็รู้หมดว่าเมื่อกี้ที่เขาบอกว่าจะไปกระทืบยายช้อย  มันเป็นแค่คำขู่โง่ๆ 

“ไม่” จ้อยยังยืนยันคำเดิม  สายตาชิงชังปิดไม่มิด  “ไหว้พระด้วยกันเดี๋ยวชาติหน้าเกิดมาเจอกันอีก”
   
นักเลงโตนิ่งงัน  ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคำพูดแค่นั้นถึงทำให้เขาเจ็บนัก

เขาหัวเราะขึ้นจมูก  ซ่อนเร้นแววตาร้านรานไว้ใต้คำพูดแดกดัน “ตอนเอ็งใส่บาตร ไม่อธิษฐานไปเลยล่ะ  ว่าถ้าชาติหน้ามีจริงขออย่ามาเจอกับข้าอีก”
   
“อธิษฐานทุกวัน”  นักเรียนครูพูดหน้าตาย  “กรรมใดที่เอ็งทำไว้กับข้า  ข้าอโหสิให้  แล้วเกิดชาติหน้าอย่ามาจองเวรกันอีก”

สิงห์ตาค้าง  เขาแค่ประชดแท้ๆ  นึกไม่ถึงว่าจ้อยจะทำจริง 

                                                   เสียแรงหวังใจมุ่งผดุงหวัง
ไม่ควรชังฤามารานพาลชิงชัง        เออเป็นใจเออใครมั่งไม่น้อยใจ**


“ความจริงไม่ต้องรอชาติหน้าหรอก  แค่ชาตินี้เดี๋ยวก็คงไม่ได้เจอกันแล้ว” ปากแดงเรื่อยังพล่ามต่อ “เรียนจบแล้วข้าจะสอบบรรจุ  จะได้ย้ายไปสอนที่อื่น  ไม่ต้องเจออันธพาลอย่างเอ็งอีก”
   
ดวงตาสีนิลจ้องอีกฝ่ายนิ่งงัน 
   
“ในสายตาเอ็ง..” เสียงทุ้มสั่นพร่า “ข้าเลวขนาดนั้นเชียว”

ความเงียบแทนคำตอบได้เป็นอย่างดี

“แล้วทำไม  เอ็งไม่บอกทุกคนล่ะ  ว่าเรื่องคืนนั้น.. ข้าเป็นคนทำ” สิงห์ประคองความหวังสุดท้ายที่ริบหรี่ไว้ในอุ้งมือ  ใครจะว่าเขาเข้าข้างตัวเองยังไงก็ช่าง  แต่ที่ผ่านมาเขาเข้าใจมาตลอด  ว่าที่จ้อยไม่บอกใคร  เพราะต้องการ.. ปกป้องเขา

ขอละจ้อย.. อย่าดับมันเลย


เป็นครั้งแรกในรอบกี่ปีไม่รู้ที่จ้อยยิ้มให้  แต่ถ้าจะยิ้มแบบนี้สู้อย่ายิ้มให้เสียดีกว่า  ยิ้มเยาะหยัน  ยิ้มเหยียดหยามแบบนี้  เขาเคยได้รับมานักต่อนักแล้วจากใครต่อใคร 
   
ยิ้มหยันจากใครต่อใครที่ว่า  ยังไม่ทำให้เจ็บได้เท่ายิ้มหยันจากคนตรงหน้านี้เลย

“แค่โปรดสัตว์..”

สิงห์ชาดิกไปทั้งร่าง  อยากรู้นักว่าโรงเรียนสอนให้เป็นครูหรือเป็นอะไรกันแน่  เอ่ยคำพูดเชือดเฉือนได้โดยไม่กระพริบตาแบบนี้  น่าจะเป็นเพชฌฆาตเสียมากกว่า  เพชฌฆาตที่บั่นหัวใจเขาหลุดกระเด็นจากขั้ว แล้วเหยียบซ้ำลงดินอย่างเลือดเย็น 
   
ความเสียใจกับความโกรธตีรวนกันคลุ้มคลั่ง  ชายหนุ่มกระชากใบหน้าเล็กแหงนหงาย หมายจะฝังรสจูบ  หากจ้อยดิ้นรนจากอ้อมแขนแล้วฟาดเข้าให้เต็มฝ่ามือจนหน้าหัน  เสียงฉาดลั่นถูกกลบด้วยเสียงดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นฟ้า  สิงห์นิ่งงันเหมือนรูปปั้น  ดวงตาคมเข้มสลดลงเหมือนถูกทิ้งถ่วงลงน้ำ  หนักและจมลงในความประหลาดใจ  ในความไม่คาดฝัน  ในความเสียใจที่เกินพรรณนา   

เสี้ยวหน้าคมสันหันกลับมาช้าๆ  ประกายดอกไม้ไฟล้อแสงกับน้ำในดวงตาจนแวววาว  เค้นเสียงทุ้มลอดไรฟัน “ไอ้จ้อย  เอ็ง..”

กระเช้าเลื่อนลงแตะพื้น  ชิงช้าสวรรค์หมดรอบพอดี  ประตูถูกเปิดออกจากด้านนอก  จ้อยอาศัยตัวเล็กว่องไวโจนแผล็วออกไปทันทีก่อนอีกฝ่ายจะคว้าตัวได้ทัน 

“ไอ้จ้อย!” เสียงห้าวตะโกนไล่หลัง  หนุ่มน้อยหันกลับไปเห็นคนตัวโตลงจากกระเช้าวิ่งไล่ตามมา  จึงวิ่งหนีไม่คิดชีวิต  ค่าที่ตบหน้ามันไปเมื่อครู่  มันเอาคืนเขาถึงตายแน่! 
   
สัญชาติญาณการเอาตัวรอดสั่งให้จ้อยหนีให้เร็วที่สุด  เขาไม่มีกะใจจะเที่ยวงาน ไม่มีกะใจจะขายของอีกแล้ว  ห่วงแต่ความปลอดภัยของยายและตัวเองเท่านั้น 
   
เท้าเล็กวิ่งฝ่ากลุ่มคนไปยังโรงลิเก  ตั้งใจจะตามหายายและพากันกลับบ้านให้เร็วที่สุด!


“แม้นไม่ยอม พี่จะปล้ำ เอ๋ย..พี่จะปล้ำให้หนำใจ เป็นยังไงก็เป็นกัน..” บนเวทีลิเก  โจรป่าใจทรามกำลังจะฉุดคร่านางโมรา  เสียงปี่พาทย์ระนาดระรัวกระหึ่ม  เหล่าแม่ยกพากันตบมือเกรียวกราวชอบอกชอบใจ  แต่แล้วทุกคนต้องต๊กกะใจเมื่อจู่ๆ เด็กหนุ่มตัวขาวคนหนึ่งวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาหน้าเวที 
   
จ้อยพยายามมองหายายแต่ก็ถูกโห่ไล่
   
“ไอ้หนู ออกไป!”
“เขากะลังจะเข้าด้ายเข้าเข็ม”
“เหรียญสลึงอย่าบังเหรียญบาทซีโว้ย!”

จ้อยเหลียวซ้ายแลขวา  หายายก็ไม่เจอ  เจอแต่คนตัวสูงวิ่งตามมาติดๆ  เขาเผ่นแผล็วจากหน้าเวทีลิเกทันควัน  สิงห์วิ่งตามมากระหืดกระหอบ  หากทีนี้ชาวบ้านกลับพากันขวัญผวาไม่กล้าโห่ไล่ 
   
“อ้าวเฮ้ย!  เหรียญห้าโผล่มาอี๊ก  บังมิดเลยพ่อคู๊ณ!”

*************************
หัวข้อ: Re: มหาหงส์ บทที่ ๑๑ : เพชฌฆาตใจ [๑๑/๒/๕๕]
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกไม้ ที่ 11-02-2012 17:08:19
ร้านน้ำชากาแฟของอาแปะคิวยาวเป็นหางว่าว  คนึงสั่งไว้แล้วเดินมาดูแผงขายปลาตะเพียนใบลานที่อยู่ไม่ห่างกันนัก  หันไปมองทางลูกศิษย์ที่ยืนรออยู่ไกลๆ ก็เห็นหยุดแวะแผงขายน้ำหอมเสียแล้ว
   
“หอมสนิทติดทนนาน  ทาพี่หอมน้อง  ทาน้องหอมพี่  ทาผัวหอมเมีย  ทาเมียหอมผัว  เชิญเลือกดมได้  ดมสักนิดจะติดใจเชิญเลยๆ” 

เสียงคนขายป่าวประกาศดังลั่น  ยื่นสำลีชุบน้ำหอมให้คุณชายดมก้อนแล้วก่อนเล่า 

อาจารย์หนุ่มคลี่ยิ้ม  ก่อนหันมาสนใจปลาตะเพียนหลากสีตรงหน้า  ทั้งที่แขวนห้อยระย้าและที่วางอยู่บนแคร่ไม้ไผ่  มือใหญ่หยิบเลือกตัวนั้นตัวนี้
   
“ซื้อเอาไปให้ลูกเรอะครู” หญิงชราถามยิ้มๆ ในมือเหี่ยวย่นยังสานค้างไว้ตัวหนึ่ง
   
ชายหนุ่มหัวเราะหึ  “ผมยังไม่มีลูก” ดวงตาคมหันมองร่างโปร่งบางที่ยืนดมน้ำหอมไกลๆ  ดวงตาเป็นประกายยามเอ่ยถึง “ซื้อไปให้เด็ก  จะได้ไม่ดื้อไม่ซน  ว่านอนสอนง่าย  โตเร็วๆ” 
   
“อ้อ” แม่เฒ่าช่วยเลือก  มือเหี่ยวย่นหยิบพวงตะเพียนสานยาวระย้าขึ้นชูให้ดู “นี่ไง..แม่ตะเพียนลูกสิบสอง ใหญ่ดีนะ หรือไม่ก็นี่..ลูกหก กำลังดี”
   
คนึงก้มหน้าซ่อนยิ้ม  โหนกแก้มอุ่นวาบจ