(https://i.postimg.cc/VsjfMxdz/52400.jpg)
คำโปรย
"เมื่อสรวงสวรรค์มิใช่ทิพยวิมาน แต่คือสงครามใต้เงามาเฟีย"
ท่ามกลางแสงสีของมหานคร ความลับที่ถูกปิดตายจากอดีตชาติกำลังอุบัติขึ้นอีกครั้ง เมื่อ ‘ดิษฐ์’ เทวดาผู้ลาจากสวรรค์ ครอบครองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามที่เหล่า ‘ยักษ์’ ในคราบมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลต่างหมายตา ชนวนเหตุแห่งวิบัติพัดพามหาสงครามมาสู่โลกมนุษย์ สงครามที่ตัดสินกันด้วยอำนาจมืดและการแย่งชิง
ทว่าท่ามกลางกระสุนและเขม่าปืน ‘คราม’ เด็กหนุ่มผู้ผูกพันด้วยสายใยกรรมข้ามภพชาติ กลับยืนหยัดท้าทายโชคชะตา เพื่อปกป้องเทวดาผู้เป็นรักหนึ่งเดียวของเขา ตามคำสัญญาที่สลักไว้ด้วยดวงวิญญาณตราบนิรันดร์
“ต่อให้โลกต้องพินาศเพราะคุณ ผมก็จะยืนอยู่ตรงนี้ ... เพื่อรักคุณ”
‘สัญญา’ หมายถึงถ้อยวาจาที่ร้อยรัดมัดตรึงสองดวงจิตให้ติดพัทธนาการ
แต่ดวงจิตดวงหนึ่งกลับลืมเลือน ‘สัญญา’ เมื่อข้ามเขตห้วงอนันตกาล
ขณะที่จิตอีกดวงเสาะหาผู้ที่ ‘สัญญา’ จะพบพาน
สายใยแห่ง ‘สัญญา’ และสัตย์สาบานจะเกี่ยวประสานพวกเขาเอาไว้ได้หรือไม่
หากเมื่อดวงจิตดวงหนึ่งละลืมเรื่องวิบัติที่ตนกระทำลงไป
แต่อีกหนึ่งดวงใจจะคอยปกปักษ์และรื้อคืนถ้อย ‘สัญญา’
(https://i.postimg.cc/h43kXM0T/001.jpg)
จากผู้เขียนถึงผู้อ่าน
กว่าจะมาเป็นนิยายเรื่องนี้ ผมใช้เวลาค้นคว้าและวางโครงเรื่องอย่างหนักเพื่อให้เป็นผลงานที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับทุกคน นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่คือสงครามแห่งชะตากรรมที่มีทั้งสิ่งเหนือธรรมชาติและความรักเป็นเดิมพัน
เนื้อเรื่องจะพาทุกคนไปพบกับความสัมพันธ์ที่หนักแน่น ไร้เงื่อนไข ทลายกำแพงอายุ 15 ปีที่ขวางกั้น ระหว่างตัวเอกทั้งสองตัวละคร แต่ในความรักนั้นมีความโหดร้ายซ่อนอยู่ เพราะตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีใครขาวสะอาด ทุกคนมีความเป็น 'มนุษย์' ที่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง พร้อมจะเหยียบย่ำกันเพื่อจุดหมายของตัวเอง
ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้นและรายละเอียดที่เยอะจัด ผมจึงค่อย ๆ กลั่นกรองผ่านภาษาสวย ๆ ที่ผมหลงใหล เพื่อให้ทุกท่านได้เสพงานศิลป์ไปพร้อมกับเนื้อเรื่องที่ตื่นเต้น ลึกลับ แต่อบอวลด้วยความรัก หากชื่นชอบแนวทางนี้ ฝากติดตาม กดให้กำลังใจ หรือคอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณอาจารย์วรรณคดีและเทพปกรณัม อาจารย์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากหลากหลายมหาวิทยาลัย
ผู้จัดทำซีรี่ย์และนักเขียนบท และคุณผู้อ่านทุกท่านที่พร้อมจะเดินเรื่องราวที่ผูกไว้กับ 'สัญญา' เรื่องนี้
- 1 -
ชานสรวง
‘หอพักนี้แน่เหรอ?’ ชายวัยกลางคนเงยมองตึกสูง ค่อนข้างทันสมัยแม้จะอยู่ในซอยลึก ‘จะสองทุ่มแล้ว’ เขามองนาฬิกาคุณปู่ที่ตั้งอยู่ภายในอาคาร ห่างจากประตูกระจกขนาดใหญ่ เหนือประตูแขวนป้าย ‘กรุณางดเสียงดัง’ ทั้ง ๆ ที่ตรงนี้เงียบมาก ชายผู้นั้นสงสัยว่าเขามาถูกสถานที่หรือเปล่า
‘ชานสรวง’ เขาดูภาพและอ่านข้อความโทรศัพท์ นี่คือชื่อหอพักไม่ผิดแน่ แต่แค่ยังไม่กล้าจะเชื่อว่าเขาจะได้พักที่นี่แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ภาพถ่ายจากคุณน้า ‘มธุลิน’ ก็ไม่ได้ถูกส่งมามากมาย แต่พอเขาเทียบภาพกับตึกหลังนี้ เขาก็คิดว่ามาถูกที่
ตื๊ด ! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพอดี ชายหนุ่มรีบกดรับ “สวัสดีครับคุณน้าลิน”
“ดิษฐ์อยู่ที่ไหนแล้วลูก? มาถูกหรือเปล่า?” เสียงปลายสายนิ่มนวล ไม่ต่างจากทุกครั้ง
“ผมอยู่หน้าหอพักแล้วครับ ชื่อว่า ‘ชานสรวง’ ใช่ไหมครับ?”
“อ้าว มาถึงแล้วเหรอ เดี๋ยวน้าจะออกไปรับ”
“ขอบคุณครับ ผมอยู่หน้าประตู ผมเห็นนาฬิกาคุณปู่ข้างในอาคารด้วยครับ”
“อ๋อ อยู่ที่อาคารรับรอง รอน้าสักครู่นะ” พูดจบ กษิดิษฐ์ก็ขอบคุณแล้วรอน้าลินตัดสาย
บรรยากาศที่นี่ดีมาก ไม่น่าเชื่อว่าว่าจะสามารถซ่อนเร้นอยู่ใจกลางเมืองหลวงได้ มันทั้งเป็นส่วนตัว มีต้นไม้ใหญ่และสวนหย่อม ประดับโคมไฟรอบน้ำพุกลางถนนที่ลาดเข้ามา อีกทั้งยังเงียบสงบ ร่มรื่นผิดจากความโกลาหลภายนอกรั้วไม้เลื้อยสูง
‘กริ๊ง’ เสียงเปิดประตู ดิษฐ์หันหลังกลับก็พบหญิงสูงวัยท่าทางใจดีท่านหนึ่ง
“สวัสดีครับคุณน้าลิน” ดิษฐ์วางกระเป๋าแล้วยกมือไหว้คุณน้าที่ไม่พบกันนาน
“สวัสดีค่ะดิษฐ์ โอ้ . . . ไม่สิ ต้องเรียกว่าอาจารย์ดิษฐ์แล้วนะ”
คุณน้าลินรับไหว้แล้วแซว ‘ดร.’ ป้ายแดงจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ท่าทางของเธอทั้งภูมิใจและปลาบปลื้ม
“ขอบคุณน้าลินนะครับ แต่ไม่ต้องเรียกผมว่าอาจารย์ก็ได้ คุณน้าเรียกแค่ชื่อของผมก็พอ”
“ฮ่า ฮ่า เอาน่า ไม่เรียกก็ไม่เรียก แต่น้าดีใจที่เห็นดิษฐ์แข็งแรงและเรียบจบสูงขนาดนี้”
น้าลินไม่พูดเปล่า เธอจับมือเขาเข้าไปในอาคารรับรอง ดิษฐ์รีบฉวยกระเป๋าเดินทางแล้วเดินตามคุณน้าเข้าไปด้านใน ไม่รู้ว่าคุณน้าเตรียมต้อนรับเขาหรือเปล่า แต่ในอาคารดูสว่างไสว โคมไฟบนเพดานสูงและยังมีอีกตามแนวกำแพงส่องสว่าง แจกันดอกไม้ถูกประดับก้านดอกสีสวยนานาพันธุ์ ‘แล้วนี่กลิ่นอะไร’ ดิษฐ์ยืนนิ่งพร้อมใช้ประสาทสัมผัสรับรู้ แต่เขาไม่รู้ว่ากลิ่นหอมคล้ายดอกมะลิคือกลิ่นอะไร แต่เขารู้สึกความคุ้นเคย
“ยินดีต้อนรับนะดิษฐ์”
คุณน้าลินพูดจบก็ยื่นพวงมาลัยงานประณีตส่งให้ ด้านข้างคุณน้ามีเด็กสาวหน้าตาน่ารักยืนรับใช้
“… เออ ให้ผมเหรอครับ?” ดิษฐ์ถามพร้อมสีหน้าแปลกใจ
“ก็ใช่นะสิ ก็น้าไม่ได้ไปงานรับปริญญาของดิษฐ์ แต่น้าก็อยากให้ของกับขวัญดิษฐ์นะ”
คุณน้าลินยื่นพานที่มีพวงมาลัยนั้นให้ดิษฐ์ พร้อมซองสีขาวเคลือบมุกอยู่ข้างกัน
“นั่นใช่ซองเงินหรือเปล่าครับ?” ดิษฐ์ถามโดยที่ยังไม่แตะต้องของขวัญ
“ใช่แล้วละดิษฐ์ ถือว่าเป็นเงินรับขวัญนะ”
“รับแค่เฉพาะดอกไม้ได้ไหมครับ? แค่นี้ผมก็ดีใจมากแล้ว เกรงว่าซองเงินจะทำผมเกรงใจ”
คุณน้าลินยิ้ม “รับไว้เถอะคนที่นี่พร้อมจะให้ดิษฐ์มากกว่านี้อีก”
ดิษฐ์ทำหน้าตาไม่เข้าใจ “‘คนที่นี่’ หมายถึงใครเหรอครับ?”
คราวนี้คุณน้าลินยิ้มแปลกแล้วรีบพูดตัดบท “ก็พวกนิสิตไง พวกเขาอยากพบดิษฐ์มากนะ น้าบอกกับนิสิตทุกคนที่นี่ว่าอาจารย์ประจำหอพักคนใหม่จะมาถึงวันนี้ แต่ดิษฐ์คงยังไม่ได้พบทุกคนหรอก เพราะหลายคนยังไม่กลับมาจากต่างจังหวัด”
‘อาจารย์ประจำหอพัก’ คืองานของดิษฐ์เพื่อแลกกับค่าที่พักของหอนี้ แต่สำหรับเขา นี่คือโอกาสวิเศษ เพราะนอกจากจะไม่ต้องเสียค่าที่พัก เขายังได้ประหยัดค่าเดินทางระหว่างที่ทำงานกับที่พัก เพราะที่นี่ใกล้กับมหาวิทยาลัย เขาเพิ่งได้รับบรรจุเป็นอาจารย์งบแผ่นดินประจำคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ประยุกต์ อีกอย่าง เขายังได้ทำความรู้จักกับนิสิตหลากหลายในหอพักนี้ มันเป็นหอพักที่มีโรงแรมด้านหลังติดแม่น้ำสายใหญ่ของเมืองหลวง เอาไว้ต้อนรับแขกต่างชาติโดยเฉพาะ
“คุณน้าลินครับ ที่นี่มีนิสิตกี่คนเหรอครับ?” ดิษฐ์ถาม
“ตอนนี้มีทั้งหมด 7 คนนะ”
“7 คนเองเหรอครับ”
“ใช่แล้วละ ถ้าไม่รวมน้ากับพนักงานของหอพัก แต่ว่าน้าอาจจะขอให้ดิษฐ์ช่วยน้าเรื่องโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่าง
ชาติที่อยู่ด้านหลังด้วย ดิษฐ์พอจะสะดวกไหม”
“ครับ” ดิษฐ์ตอบรับด้วยท่าทางตั้งใจ
“น้าฝากดิษฐ์ดูแลพวกนิสิตและแขกบางท่าน ดิษฐ์เก่งเรื่องภาษาและวัฒนธรรมอยู่แล้ว น้าสบายใจมากตอนที่ดิษฐ์ตอบ
ตกลงมาเป็นอาจารย์ประจำหอพัก น้าคิดว่าคนที่นี่คงจะมีความสุขมาก ๆ ที่จะได้พบดิษฐ์สักที”
น้าลินพูดพร้อมกับกุมมือดิษฐ์เอาไว้ “น้าคิดว่า ‘เขา’ ต้องดีใจมากแน่ ๆ”
ดิษฐ์ยิ้มแล้วกุมมือหญิงสูงวัยกลับคืน “ครับ ผมก็ยินดีที่จะพบพวกเขาครับ”
น้าลินคลี่ยิ้มแล้วบอกหญิงสาวข้างกายไปหยิบเอกสาร
“ขิ่น ไปหยิบแฟ้มประวัติผู้อาศัยมาให้ย่าหน่อย แล้วก็เอาน้ำเย็นมาบริการอาจารย์ดิษฐ์ด้วยนะ”
ขิ่นพยักหน้า “ค่ะคุณลิน” ตอบเสร็จก็ยังก้มหัวหลบไปทางด้านหลัง
“เดี๋ยวให้ขิ่นพาดิษฐ์ไปที่ห้องพักนะ น้าขอตัวคุยโทรศัพท์สักครู่”
น้าลินขอตัวด้วยท่าทางสุภาพ
ดิษฐ์ก้มหัวตอบรับ เขายื่นอยู่ที่ห้องต้อนรับเพียงลำพัง สายตากวาดมองทั่วโครงสร้าง ไล่ไปตามงานตกแต่งภายในอาคาร โถงต้อนรับแห่งนี้สะอาดสะอ้าน เพดานยกสูง มีโคมไฟห้อยระย้า สะท้อนผนังสีเปลือกไข่ที่ประดับรูปวาดงามวิจิตร ดิษฐ์เพิ่งสังเกตว่าสถานที่นี้ถูกออกแบบเป็นไทยประยุกต์ แม้ว่าประตูและหน้าต่างจะเป็นกระจกบานใหญ่ แต่วงกบทั้งหมดเป็นไม้ฉลุลายไทยอ่อนช้อย เก้าอี้นั่งแปดตัวสอดเข้าโต๊ะตัวใหญ่ตรงกลางก็เป็นไม้สีอ่อน น่าจะเป็นของเก่าตกทอดแต่ยังคงสภาพเหมือนใหม่ แจกันทรงสูง โคมไฟตั้งโต๊ะ อีกทั้งนาฬิกาคุณปู่ ทุกข้าวของเครื่องใช้ในนี้ล้วนร่วมสมัย โดยเฉพาะภาพวาดติดผนัง มีหกภาพขนาดกลางบนผนังด้านใน แต่ภาพวาดในกรอบกระจกภาพใหญ่ด้านหลังโต๊ะประชาสัมพันธ์สวยวิจิตร
ดิษฐ์มองภาพนั้นอยู่นาน ภาพนั้นเป็นภาพวาดลายไทยด้วยสีน้ำมัน มันสะกดสายตาของดิษฐ์เอาไว้ ปราณีตและพิถีพิถันราวกับงานชิ้นเอกของบรมครู ผืนผ้าใบด้านหลังเป็นสีขาวไข่มุกจากมุมหนึ่งด้านบนแล้วไล่เฉดสีเป็นสีดำในอีกมุมของฝั่งตรงข้ามด้านล่าง ศิลปะไทยโบราณเสกสรรเทวดารูปหนึ่งจากมุมมองด้านข้าง ท่านกำลังหลับตา เส้นผมสีดำแซมขาวสะบัดพลิ้ว เครื่องทองประดับร่างกายแวววับ ผิวพรรณนวลผ่องราวดอกโกมลแรกแย้ม สองมือประทับไว้กลางอก ขนตายาวเป็นแพ ไออะลองจากทองคำตามร่างกายฟุ้งไปทั่ว ท่านสวยงามจนดิษฐ์ไม่อาจละสายตา แต่เมื่อเขากำลังจะเดินเข้าไปใกล้ เสียงอึกทึกแปลกประหลาดก็ดังกระหึ่ม เขาไม่ได้อยู่ในชานสรวงและไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน เขาเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ที่หน้าต้นไม้ขนาดใหญ่ ดิษฐ์มองความมหึมาของกิ่งก้านที่แผ่ปกคลุมสถานที่นี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพบต้นไม้นี้ เขามักจะเห็นมันในความฝันอยู่เสมอ
“ไปจับตัวมันออกมา ! !” เสียงอึกทึกนอกกำแพงที่กิ่งไม้โอบล้อมไว้ดังสนั่น ความโกลาหลนอกเขตกำแพงทำเอาทั่วแนวกำแพงสั่นสะเทือน ดิษฐ์ก้มตัวลงพอได้เสียงระเบิดกึกก้องจากด้านนอก เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เสียงของจลาจลด้านนอกทำให้เขาคุกเข่าแล้วรีบคลานไปใกล้เด็กหนุ่ม แต่พอกำลังจะเข้าไปใกล้ แสงสว่างเรื่องรองจากบางสิ่งที่เขากอบกุมไว้สาดสว่างไปทั่ว เด็กหนุ่มหันหน้าด้านข้างออกไปยังความปั่นป่วนด้านนอก น้ำตาหยดใสไหลอาบแก้ม ดิษฐ์เริ่มหายไม่ทั่วท้อง หัวใจเขาเต้นระรัว ความรู้ทั้งหวาดกลัว เสียใจ และหมดหวังถาโถมเข้ามาพร้อมกัน น้ำตาของเขาไหล เด็กหนุ่มสะอื้นไห้
“ข้าขอโทษ . . .” เขาพูด
“ข้าต้นเหตุแห่งความวิบัติทั้งปวง ข้าไม่ได้ตั้งใจ . . . ข้าไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้”
ชั่วแวบเดี๋ยวที่สายตาของทั้งดิษฐ์และเด็กหนุ่มประสานกัน
ดิษฐ์ตะลึงจนเผลอกรีดร้อง “คุณเป็นใคร !”
- - - จบบทที่ 1 - - -