-
เก็บกระทู้ไว้ ------โมดุฯ
************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ
ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0
ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่
1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่
2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ
เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ
3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้ ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ
4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ
5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้ มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว
6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย ทำได้ แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้ ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน
7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
7.1 นิยาย 1 ตอน จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
- 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ
8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).
9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ
10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป
11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว
บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป
12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด
13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ
14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ
15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
(กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail
16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข
17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้
18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ
เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................
วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17
เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง
ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
************************************************************************
อ่านตรงนี้ หน่อยฮะ
สำหรับนิยายเรื่องนี้เป็นงานเขียนงานแรกของผม
ผมขอเล่าถึงรูปแบบของนิยายนะครับ
นิยายแต่ละบท จะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักเสมอ
ส่วนแรก คือ อดีต ของตัวละครนั้น ที่อาจรำพึงรำพันคิด หรืออาจจะไม่ได้คิด แต่มันมีเนื้อหาเชื่อมโยงกับส่วนที่สอง
ส่วนที่สอง คือ ส่วนที่เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน เป็นตัวดำเนินเรื่องตามปกติ
ทั้งสองส่วนจะถูกคั่นด้วย ::::::::::: สัญลักษณ์แบบนี้นะครับ
คำถาม ถ้าไม่อ่านส่วนแรกได้มั้ย
ก็ได้นะครับ ถ้าเลือกอ่านแต่ส่วนที่สอง
แต่ อาจจะตกหล่นบางประเด็นที่เชื่อมโยงกัน ที่มาที่ไปของนิสัยหรือเบื้องหลังบางอย่างของตัวละคร
แนะนำ
ให้อ่านไล่ไปตามปกตินี่แหละครับ
อิอิ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ
ตั้แต่วันนี้ (18-10-2018) ผมจะทยอยรีไรท์ตั้งแต่บทนำไปจนถึงตอนล่าสุด
ยังอ่านได้ปกตินะครับ เน้นแก้คำผิด
*****************************************
บทนำ
ยามเย็นที่มืดราวกับกลางดึก ฝนตกพรำไปทั่ว เสียงฟ้าร้องที่ครวญครางไม่ขาดระยะ
“ถ้าน้องเขาผอมก็ว่าไปอย่าง”
เสียงผู้ชายพูดขึ้น มองกลับไปทางเพื่อนอีกคนด้วยสายตายิ้มเยาะ ราวกับกำลังรอให้อีกฝ่ายเอ่ยคำใดตอบกลับมา
“แปลว่า เป็นผู้ชายมึงก็ไม่แคร์ใช่มั้ย ขอให้ผอม ดูดี ก็ชอบได้หมด”
ฟ้าแลบสะท้าน จนสว่างโร่ขึ้นมาครู่หนึ่ง
“ความรักไม่ได้ขึ้นกับเพศนี่”
สะท้านไปทั่วด้วยเสียงฟ้าร้องที่ไล่ตามหลัง
ด้านนอกห้องเรียน น้ำฝนที่หยดลงพื้นจากนักเรียนชายคนหนึ่งที่ยืนหลบมุม ทอดสายมองเข้ามาในห้อง และแอบฟังทุกบทสนทนาทั้งหมด เขาหนาวสะท้านไปทั้งตัวจากตัวที่โชกชุ่มด้วยน้ำฝน แม้เขาจะอ้วนแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่า เขาจะไม่หนาว
‘ถ้าผอมหรอ ถ้าผอมพี่ปริ๊นซ์จะชอบหรอ’
นักเรียนชายคนนั้นขยับแว่นให้เข้าที่ ในใจคิดสะระตะ เขาไม่รับรู้รับฟังเสียงใดรอบตัวอีก
“แล้วมึงจะเรียนไรต่อวะ ปริ๊นซ์ จบ ม. 6 แล้ว”
ปริ๊นซ์ยักไหล่ ไม่ยี่หระต่อสิ่งใด เอนตัวที่สูงเกือบ 180 เซนติเมตรผิงหน้าต่าง ตาเสมองไปข้างนอก
“พ่อกูบอกว่า จะส่งกูไปเมืองนอก เห็นว่าติดต่อไว้หมดแล้ว ก็ดี สบาย ไม่ต้องมาวุ่นวายกับระบบแอดมิชชันบ้าบอ เปลี่ยนตอนไหนไม่เปลี่ยน มาเปลี่ยนรุ่นเรางี้ ใช่เหรอวะ”
อีกฝ่ายหัวเราะ
“เออ จริงของมึง เออ เย็นนี้..........”
ภาพการสนทนาภายในห้องจางลงไปเรื่อย ๆ พร้อมเท้าอ้วน ๆ ที่เดินย่องออกมาเบา ๆ
‘ผอม ต้องผอมเท่านั้น ผอม
....
ถ้าผอม พี่ปริ๊นซ์จะชอบ'
................................................
เป็นการเขียนนิยายครั้งแรกในชีวิต
ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ
o18
-
บทที่ 1
งานรับปริญญา
“จบแล้วนะมึง ดีใจด้วย”
ดอกไม้ที่หาได้เกลื่อนตามหน้าประตูมหาวิทยาลัยถูกยื่นส่งมาให้ผม เสียงบูมคณะ บูมมหาวิทยาลัย ดังไปทั่ว
‘ก็นี่มันงานรับปริญญานี่นา คงไม่มีใครมาร้องหมอลำหรือแห่ขวัญนาคหรอก’ ผมคิดในใจ
ลูกโป่งหลากสีสัน ดอกไม้นานาพรรณ กล่องของขวัญทุกขนาด เห็นได้ไปทั่ว เป็นภาพที่งดงามและชวนให้ผู้คนรื่นเริงไปกับบรรยากาศที่อิ่มเอมเหล่านี้
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะกระจายไปทั่วบริเวณ
“เออ ขอบคุณวะ มึงไม่ต้อง....”
ยังพูดไม่จบประโยคดี เจ้าของดอกไม้ก็รีบแทรกราวกับอ่านใจออก
“กูไม่ได้ซื้อมาจากหน้ามหาวิทยาลัย ไม่ได้คิดสั้นขนาดนั้น”
มือวาดอย่างสวยงามราวกับกำลังพรีเซนท์ดอกไม้มูลค่าพันล้านบาท
“สำหรับมึงแล้ว กูสั่งเตรียมไว้อย่างดี ราคาแพงนะเว้ย ไม่ใช่ร้อยสองร้อย”
ดอกไม้ที่ถูกยื่นมาที่หน้าผมอีกรอบ ผมกำลังจะคว้าไว้ ทว่าดอกไม้ก็ถูกวาดตามวงแขนของชายตาตี่ หน้าตี๋ บ่งบอกชัดว่าเป็นลูกหลานชาวจีน
“มีของขวัญให้อีกนะ มึงถือไหวมั้ย กูช่วยมั้ย น้องสาวมึงไปไหนละ ......”
มันรัวเป็นชุด ไม่มีช่องไฟ ผมได้แต่ผงก ส่ายหัว ผงก แล้วก็ส่ายหัว สลับกันไปมา
จนถึงตอนนี้ ดอกไม้ที่ผมควรจะได้ก็ยังไม่ถึงมือผมเลย
ถัดไปสองเมตร พี่ช่างกล้องของผม กำลังทำหน้าเซ็งอย่างสุดขีด พี่เขาคงกำลังสงสัยว่า จะได้ถ่ายรูปมั้ย
“พอก่อน!...”
มันเงียบราวกับถูกกดปุ่ม pause ผมจึงชิงพูดต่อทันที ขณะเดียวกันก็คว้าดอกไม้ในมือมันมาด้วย
ผมหันไปส่งสัญญาณให้พี่ช่างกล้องที่ทำหน้ากระตือรือร้น เหมือนเด็กน้อยได้ของเล่นชิ้นใหม่ พี่เขากดถ่ายรูปทันที
และดีที่คนข้างกายผมฉลาดพอที่จะโพสท้าถ่ายรูป
“มึงจะรีบพูดไปไหน จะให้กูตอบคำถามไหนก่อน แล้วนี่จะซื้อมาอะไรเยอะแยะ แค่มากูก็ดีใจแล้ว”
ยิ้มครับ ยิ้มยียวนจนตาตี่ ยิ้มจนมองไม่เห็นอะไรเลย ยิ้มทั้งชุดนิสิต มันหนีการราวด์วอร์ดเพื่อมาหาถ่ายรูปกับผมหรือเปล่า บอกแล้วไงว่าอย่าทำแบบนี้
“ทัพ เราเป็นรูมเมตที่หอในกันมาตั้ง 3 ปี ก่อนกูต้องย้ายไปหอแพทย์ ทำไมกูจะซื้อแค่นี้ไม่ได้ แล้วอย่าลืมที่กูเคยบอก จำได้ปะ ว่ากูชอบมึง นี่จีบอยู่นะ จีบมาหลายปีแล้วด้วย”
ผมถอนหายใจ แล้วมองหน้ามัน งานรับปริญญามันวุ่นวายจริงเว้ยยยยยย
เสียงริงโทนโทรศัพท์ของผมดังขึ้น ติ๊ด ติ๊ด...........
ติ๊ดดดดดดดด...........................................
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
มือคว้ามือถือที่ร้องระงม ดวงตาขุ่นมัวกรังด้วยขี้ตามองกลับไปยังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังส่งเสียงครวญคราง
5:45
เวลาประจำที่ผมต้องตื่น
กด Snooze แล้วนอนต่อดีมั้ยเนี่ย
ตื่นมาขยี้ตา แล้วนั่งระลึกว่า ตอนนี้ปี พ.ศ. ไหนวะ
‘รับปริญญาไปแล้ว นี่มันผ่านมา 2 ปี แล้ว.... ใช่ เมื่อกี้แค่ฝันไป ฝันเหรอ .....’ ผมขยี้ผมตัวเอง ‘ฝันบ้าอะไรละ มันคือเรื่องจริงต่างหากเว้ยย’
สมองผมตีกันไปหมด
ขอแนะนำตัวก่อนนะครับ
ผมชื่อทัพ อายุ 24 ปี จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเคมี จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ
ภาควิชาเคมีของผมได้ชื่อว่าเป็นภาควิชาเคมีแรกของประเทศไทยเลยนะครับ น่าจะคาดเดามหาวิทยาลัยกันได้แล้วใช่มั้ยละครับ
ปัจจุบันผมทำงานที่บริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง จริง ๆ งานผมเป็นงานนั่งออฟฟิศผสมงานแลปนิดหน่อย จึงทำให้ผมต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างเมืองหลวงกับต่างจังหวัด โดย 3 สัปดาห์ ต้นเดือน ผมจะประจำอยู่ที่สำนักงานใน กทม. อีก 1 สัปดาห์ ปลายเดือน ผมก็จะระเห็จระเหเรร่อนไประยอง
เป็นชีวิตมีสีสันดีนะครับ
คุณแม่ของผมบอกเสมอว่า “ดีแล้วลูก ชีวิตคือการเดินทาง”
ตอนนี้ผมกำลังนั่งโง่ ๆ อยู่บนเตียงที่คอนโดย่านสะพานควายครับ
คอนโดนี้เป็นหนี้ก้อนใหญ่ก้อนแรกในชีวิตผมครับ ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่ว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่ซื้อคอนโดมิเนียมทั้งที่อายุยังไม่ 25 ปี
ทางบ้านผมถือมาก จริง ๆ พวกท่านก็เตือนมานะว่า ให้รอเลยเบญจเพสก่อนแล้วค่อยคิดจะทำการใหญ่ แต่ทำไงได้ละครับ ผมซื้อไปแล้วนี่นา
สำหรับวันนี้ จริง ๆ แล้วผมลางานครับ แต่ดันลืมเปลี่ยนเวลาตั้งปลุก ไม่น่าเลยกู
อ้อ! ทำไมผมลาหยุดนะเหรอครับ
ผมอินดี้ครับ อยากนอนเล่น ๆ วันลาเยอะมาก
ใช่ที่ไหนละครับ ผมจะไปงานรับปริญญาครับ
ขืนผมลาหยุดเล่น ๆ พี่ปิ๋ม หัวหน้าแผนกของผมได้เผ่นกบาลผม เฉดหัวออกจากบริษัทกันพอดี (55555 ผมรักพี่ปิ๋มนะครับ)
อ้อ แล้วงานรับปริญญาใครนะเหรอ เดาสิครับ เดาไม่ยากหรอก เดาออกใช่มั้ยครับ งานของไอ้บ้า “ตาม” ไอ้หมอบ้าที่มารังควาญผมถึงในฝันนะสิ แค่คิดก็สยองแล้วครับ รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ผมยอมรับก่อนเลย เออ ผมเป็นเกย์ แต่จริง ๆ ผมก็ชอบผู้หญิงนะ แค่ส่วนใหญ่ชอบผู้ชาย เอ้า งั้นก็ต้องเรียกว่า ไบ หรือเปล่า
โอ๊ย ผมไม่รู้หรอกครับ เอาเป็นว่าโดยส่วนตัว ผมคิดว่าอย่ามาจำกัดนิยามของเพศกันเลยดีกว่าครับ ถ้าใครถามตรง ๆ ผมก็ตอบว่าเป็นเกย์นี่แหละ ง่ายดี
ผมไม่ได้แมนจ๋า ผมไม่เล่นกีฬา เพื่อนร่วมงานผู้ชายหลายคนชวนเตะบอลหลังเลิกงาน ผมก็ไม่เคยไป แต่ถ้าชวนกินเหล้าเข้าผับ ผมไปนะครับ แฮะ ๆ
ว่าแล้วขอเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ
------------------------------
ภาพสะท้อนในห้อง เป็นภาพชายวัยรุ่น สูงราว 170 เซนติเมตร ไม่อ้วน ไม่ผอม ยังเห็นพุงได้นิดหน่อย และรอยแตกตามท้องอันเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า เขาเคยอ้วนอย่างมากมาก่อน
“หรือไปวิ่งก่อนดีวะ”
ใช่แล้วครับ ปกติผมตั้งปลุกเวลาตี 5 45 นาที เพราะผมจะไปวิ่งที่สวนสาธารณะตรงข้ามคอนโด วิ่งสักครึ่งชั่วโมง ขึ้นมาอาบน้ำ นั่งรถไฟฟ้าไปที่ออฟฟิศ แล้วก็หาอะไรกินแถวนั้น ยังไงก็เข้างานทัน 8.30 น.
ว่าแล้วผมก็คว้าหูฟัง คว้าโทรศัพท์มือถือ ผมเป็นคนนิสัยเสียครับ วิ่งไปต้องฟังเพลงด้วย
คุณพ่อเตือนเสมอว่า “อย่าทำแบบนั้นสิทัพ มันอันตราย เกิดรถราวิ่งสวนมา เขาบีบแตร ลูกจะรู้มั้ย”
จริง ๆ ผมก็ทราบนะว่ามันไม่มีดี ผมชินแล้วอะพ่อจ๋า
กำลังออกจากห้อง โทรศัพท์ก็แผดเสียงเพื่อบอกให้ผมทราบว่ามีสายเรียกเข้า
ตาม
ชื่อโชว์หราอยู่บนหน้าจอ
นิ้วโป้งผมวางอยู่ตรงปุ่ม ปฏิเสธ แล้วครับ
‘วันนี้วันดีของมัน วันรับปริญญาของมันนะทัพ’
“ฮัลโหลลลลลลลลล มึงอย่าลืมมาน้า”
เสียงอ้อนออเซาะจากฝ่ายตรงข้ามสวนมาทันทีที่ผมรับ
“น้าพ่อมึงสิ ไอ้หมอยุงลาย มึงต้องเข้าหอประชุมไม่ใช่หรอ โทรศัพท์มือถือเอาเข้าไม่ได้ มึงทำเตี่ยไรของมึงอยู่”
แว่วเสียงหัวเราะจากปลายสาย คละเคล้าไปกับเสียงตะโกนโหวกเหวกว่า ให้บัณฑิตเรียงแถว
“เตี่ยกูเสียไปนานละ มึงก็ปลุกเตี่ยกูจัง เตรียมตัวไปเป็นลูกสะใภ้หรอ...”
“พ่องงงงงงงงงงงงง”
ผมตะโกนลั่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
“อะ ๆ สรุปว่า เจอกันนะ ใจร่ม ๆ โกรธมากไม่หล่อนะมึง ต้องไปแล้ววววววว เข้าหอประชุมหกโมง ม้ากุมองตาเขียวละ คงงงว่าทำไมกูไม่เข้าเต็นท์ไปซะที สงสัยกลัวกูจะไม่ได้รับปริญญา เจอกันนะ”
แล้วมันก็วางหูไป
ยังหยอดผมเสมอต้นเสมอปลาย หยอดได้หยอดดี หยอดมาหลายปีดีดัก และไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดหยอด ที่บ้านก็ไม่ได้ขายขนมครก จะหยอดอะไรกันนัก
ความเป็นเพื่อนมันเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับผมจริง ๆ นะ ผมไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทมากนัก สมัยมัธยม ผมเอาแต่เรียน เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน เพื่อนชวนไปไหน ผมก็ไม่ไป ไม่ไป ไม่ไป และไม่ไป จนเพื่อนค่อย ๆ คว่ำบาตรผมไปเองทีละคน ทีละคน
รู้ตัวอีกที พอผมเงยหน้า มองหาเพื่อนในห้อง ก็ไม่มีใครคบผมด้วยความจริงใจสักคนแล้ว ยิ่งผมเป็นตัวแทนแข่งนู้นแข่งนี้ให้โรงเรียน อาจารย์รักและพูดถึงผมบ่อยมากเท่าไหร่ เพื่อน ๆ ยิ่งลงความเห็นว่าผมไม่น่าคบมากเท่านั้น
จริง ๆ ผมก็ไม่ถึงกับว่าไร้เพื่อนเลยนะ ก็มีอยู่คนหนึ่ง ชื่อบอส ไอ้นี้มันนิ่ง ๆ บอสเป็นคนโชคร้ายที่ซวยมาสายคาบแรก เหมือนผมที่มาก่อนมันแค่ 1 นาที โต๊ะที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว คือ โต๊ะหน้าสุด ติดกระดานดำ ตามวลีเด็ดของนักเรียนไทยว่า มาเร็วไม่ได้นั่งหน้า มาช้าไม่ได้นั่งหลัง
หลังจากที่เรานั่งเก้าอี้ใดโต๊ะใดในคาบแรก เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปนั่งที่อื่นอีกแล้วครับ ถ้าไม่อยากโดนเขม่นจากเพื่อนคนอื่น ดังนั้นผมกับบอสก็เลยนั่งข้างกันมาตั้งแต่ ม. 1 จนจบ ม. 6
พอเรียนจบ ผมมาเรียนในกรุงเทพฯ บอสก็ได้มหาวิทยาลัยใกล้กรุงเทพฯ แต่ศูนย์ที่มันไปเรียนตั้งอยู่ที่รังสิตนู้นนน เราก็นัดเจอกันบ้างตามประสาเพื่อนฝูง มันเรียนหนักครับ มันเรียนทันตแพทย์
ผมพูดซะยาว นั่นแหละครับ เมื่อมาเรียนที่มหาวิทยาลัย แม่ผมเสนอให้อยู่บ้านน้า ผู้น้องสาวแม่แท้ ๆ
ผมปฏิเสธทันที หัวชนฝา เอาช้างมาฉุดผมก็ไม่ยอม แม่พยายามยกแม่น้ำทั้งห้า อยู่ 5 วัน ผมก็ไม่อยู่ ผมอยากอยู่หอใน ผมอยากได้เพื่อนใหม่ ๆ ผมจะเป็นคนเข้าสังคมแล้ว ผมจะตีซี้รูมเมต ผมนึกไว้แบบนี้แหละครับ
สุดท้ายแม่จ๋าทนไม่ไหวหรืออาจจะรำคาญก็ไม่รู้ ก็อนุญาตให้ผมอยู่
จนผมได้มาพบกับตาม..... รูมเมตผมครับ นอนเตียงข้างกันเลยนะ ให้บอกว่าเป็นเพื่อนรัก ผมก็กล้าตอบได้เต็มปากว่า “นี่แหละ เพื่อนรักกู”
ดังนั้น มึงจีบไปเหอะไอ้ตาม กูไม่เอามึง มึงต้องเป็นเพื่อนกูตลอดไป
รูมเมตผมอีก 2 คน ผมก็รักนะครับ วันนี้เรานัดไปถ่ายรูปรับปริญญากับไอ้ตาม นัดตั้ง 11 โมง ครับ อีกนาน เราสามคนอยู่ด้วยกันมาตั้ง 4 ปี (แต่ไอ้ตามแค่ 3 ปี นะครับ เพราะมันต้องไปหอแพทย์ตอนขึ้นปี 4)
ผมใส่หูฟัง เปิดประตูออกจากห้อง เพื่อไปวิ่งที่สวนสาธารณะ
“เอาหวะ ทัพ มึงต้องผอม”
-
บทที่ 2
ห้อง 507 รวมตัว
ชั้น 5 ตึกเล็ก หอใน ผมใส่ชุดนิสิต เหงื่อไหลเต็มตัว
“ทำไมตึกนี้ไม่มีลิฟต์วะ”
ผมหอบหิ้วของทั้งหมดขึ้นตึกด้วยตัวคนเดียว แม่จ๋า แม่รักหนูขนาดนี้เลยหรอ รักขนาดที่แม้แต่ไข่ไก่แม่ก็ยังเอามาให้ แม่จะรู้มั้ยว่าหอในไม่ให้ทำอาหารจ้ะแม่จ๋า แล้วหนูจะเอาไข่ไก่ของแม่ไปทำอะไร
ข้าวของพะรุงพะรังเหมือนออกรบ ถูกโยนตุบกองลงหน้าประตูห้อง 507 ที่พักอาศัยขวบปีแรกในมหาวิทยาลัยของผม
ยามไขเปิดประตูห้อง ฝุ่นมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากห้องเพื่อประกาศให้ผู้มาเยือนรับรู้ว่า ‘จงเป็นภูมิแพ้ซะ’ ผมไอเล็กน้อย ปรับโฟกัสตามองสภาพภายในห้อง
ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนแรกเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส มีชั้นวางรองเท้าไม้ใกล้พังวางกะท่อนกะแท่นอยู่ เดินเข้ามาด้านซ้ายมือจะเป็นตู้ โต๊ะ ตู้ โต๊ะ สลับไปอย่างนี้ 4 ชุด สำหรับฝั่งขวามือจะมีเตียงอยู่ 4 หลัง เตียงทุกหลังในห้องถูกจัดเรียงไปด้านเดียวกัน คือ ปลายเตียงหันไปทางตู้และโต๊ะ เตียงทั้ง 4 เรียงไล่จากประตูหน้าห้อง ไปถึงประตูหลังห้องที่ติดระเบียงตากผ้า ช่องว่างของเตียงจะมีอยู่ 3 ช่อง ถูกคั่นตรงหัวเตียงด้วยโต๊ะตัวเล็ก ๆ
โยนกระเป๋าลากที่ผมกองไว้หน้าห้องตอนแรก ลงบนเตียงแรกสุด
ฝุ่นผงตีตลบขึ้นมาตามแรงยุบตัวของน้ำหนักที่กดลงไป
“มาถึงคนแรกขอใช้สิทธิ์เลือกติดผนังฝั่งประตูเลยละกัน ฮะฮ่า”
หัวเราะแบบได้รางวัลโนเบลได้ไม่ถึง 5 วินาที ก็ต้องหยุดเหมือนติดสะอึก เมื่อเสียงประตูหน้าห้องเปิดอีกครั้ง
ชายผิวคล้ำ ตัวสูงกว่าผมเล็กน้อย รูปร่างสมส่วน เดินเข้ามา
“อ้าว หวัดดี เราชื่อ พี อยู่คณะนิติ นายชื่อไรอะ”
“ทัพครับ สวัสดีครับ อยู่คณะวิทยา”
ผมยื่นมาให้พีจับ อีกฝ่ายบีบมือผมแรงพอสมควร เหลือบเห็นกล้ามแขนเล็กน้อย สงสัยเป็นนักกีฬาแน่เลย
“ดี ๆ ทัพ เลือกเตียงไหนดีนะ”
พีพูดลอย ๆ เหมือนไม่ได้ต้องการคำตอบที่จริงจังจากผมมากนัก แล้วก็เดินไปที่เตียงติดผนังในสุดฝั่งระเบียง ไกลจากผมสุด
“อ้าว มาช้าไปสินะกู”
เสียงบุคคลที่ 3 ดังขึ้นมา ตัวสูงพอกับพี ตาตี่ ผิวขาว ดูก็รู้ว่ามีเชื้อจีน หน้าตาจัดว่าดีเลย ถ้าไม่มีแววตากวนโอ๊ยเจือปนอยู่
“หวัดดี รูมเมตทั้งหลาย ชื่อ ตาม คณะแพทย์ ถึงหน้ากูจะดูไม่น่าเชื่อถือก็เหอะ”
แล้วมันก็หัวเราะคนเดียว ผมกับพีมองหน้ากัน เชื่ออย่างสนิทใจว่าพีคิดเหมือนผม ไอ้นี่เป็นจะเป็นหมอในอนาคตจริงเหรอวะ กูคนแรกเลยละที่ไม่ไปรักษากับมัน
“อ้าว มึงเข้ามาสิ...” ตามยังคงพูดต่อ กวักมือเรียกใครบางคนหน้าห้อง
“กูไปเจอมันกำลังจ้องบอร์ดประกาศชื่อ อยู่ห้องเดียวกัน เลยมาพร้อมกัน นี่ มีน คณะรัฐศาสตร์”
ตามแนะนำตัวรูมเมตคนสุดท้าย มีนเป็นคนที่ตัวสูงพอกับผม ร่างเล็กบาง ผิวขาว หน้าตาจิ้มลิ้มเชียวแหละ
“แล้วนี่พวกมึงชื่อไรกันนะ กูชื่อ ตาม นะ เผื่อลืม” ว่าที่หมอบ้าย้ำชื่อตัวเองอีกครั้ง มีนผู้ผอมเพรียวร่างเล็กเดินแทรกเข้ามา
แล้วเราสามคนก็มองหน้ากัน ราวกับนัดกัน เราสามคนหันกลับไปมองตามที่ยังจ้อไม่หยุด มองกันเองอีกรอบ
ผมไม่รู้หรอกว่าพีกับมีนคิดอะไรในใจ แต่สำหรับผมคือ
‘ย้ายห้องทันมั้ยเนี่ย’
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
“ตอนนั้นกูคิดในใจเลยนะ ย้ายห้องทันมั้ยวะเนี่ย”
ผมหัวเราะออกมา แสดงว่าพีก็คิดเหมือนผมสินะ
“แล้วมึงคิดสภาพสิ กูกับไอ้ทัพ มองหน้ากันเหรอหรา อะไรวะ มาถึงพูดไม่หยุด พูดมากชิบหาย”
พวกเราหัวเราะพร้อมกัน เมื่อนึกถึงวันแรกที่เจอกัน พี ยังเป็นคนสนุกสนานเหมือนวันแรกที่เจอกัน แล้วเขาก็ยังไม่หยุดพูด
รองจากไอ้ตาม ก็พีนี่แหละ ที่พูดจนลิงหลับ ความฝันสูงสุดของมันคือเป็นผู้พิพากษา
ในความคิดผม ไปเป็นทนายจะเหมาะกว่านะเพื่อน
“แล้วกินไรมาหรือยัง สั่งดิ ๆ เดี๋ยวบ่าย ๆ ค่อยเดินไป ยังไงก็ทัน”
ตอนนี้เราอยู่ที่ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าใกล้มหาวิทยาลัยของเราครับ วิวดีเชียว รถไฟฟ้าบีทีเอสวิ่งผ่านอยู่ด้านนอก
“กูกินมาแล้วหวะ แล้วมึงอะมีน”
ผมหันไปถามมีน หน้าจมอยู่ที่ภาพวาดประดับโถงทางเดินของร้าน
“ยัง แต่ไม่หิวเลย กูขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ย”
“เอาสิ” ผมกับพี ประสานเสียงพร้อมกัน
ไอ้มีนเป็นคนแบบนี้ครับ เอะอะก็จะถามว่า ‘ขอพูดได้มั้ย’ ‘ขอบอกได้มั้ย’ มารยาทดีจริง ๆ พ่อปลัด
“มึงอ้วนขึ้นปะวะ” มันชี้ไปที่ไอ้พี “กูรู้นะว่ามึงชื่อพี แต่ไม่ต้องอ้วนพีก็ได้ปะ”
ผมขำ ไอ้พีหน้าซีดเลยครับ เพราะถ้าไอ้มีนได้พูดแล้ว มันไม่หยุดง่าย ๆ นะครับ
“ส่วนมึง ....” มันชี้มาที่ผมครับ ทำหน้าหงิมเตรียมรับคำสั่งจากปลัด
“ผอมลงมาก ไปเลสิกมา แว่นไม่ต้องใส่ละ ปาหัวหมาแล้วสิ หล่อขึ้นเลยนะมึง หล่อมานิดนึง”
เอ้าไอ้มึน มึงจะชมก็ชม นี่เริ่มเหมือนด่าแล้วนะ
“ครีมเอย เซรัมเอย หัดใช้ซะบ้าง ทั้งคู่เลยนะ อายุ 24 หรือ 42 วะ นั่นไงมีรอยคล้ำใต้ตาด้วยนะพี”
มีนเป็นคนเจ้าสำอาง ดูแลตัวเอง หน้ามันเหมือนสตาฟไว้เลย ตอนปีหนึ่งหน้าเป็นอย่างไร ปัจจุบันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
ส่วนผมกับพีเป็นคนสบาย ๆ ก็คือติดขี้เกียจแหละครับ ไม่ค่อยบำรุงผิวหน้ากันเท่าไรจึงทำให้ร่วงโรยไปตามกาลเวลา
“เมนู มีนจอมมึนครับ นี่ เมนู” พีเสือกเมนูเล่มใหญ่ใส่มือมีน
“มึงหิวนี่ สั่ง ๆ ต่อไปจะเป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่า จะมาผอมไม่ได้นะมึง กิน กิน กิน”
พียังดุนเมนูใส่มือมีนไม่เลิก มีนก็ไม่ยอมรับเมนูซะที ทำท่าชั่งใจ สุดท้ายก็รับเมนูมาแบบเสียไม่ได้
เห็นแบบนี้ พีมันเก่งนะครับ เรียนเนติบัณฑิตครบหมดแล้ว ตอนนี้ทำงานเป็นทนายความอยู่ เห็นว่าต้องเก็บคดีให้ครบ มากไปกว่านี้อายุต้องครบตามเกณฑ์ ถึงจะสอบเป็นท่านผู้พิพากษาได้
“นายอำเภอ ทำไมจะผอมไม่ได้วะ”
มันบ่น แต่ก็เปิดเมนูดู
“แล้วนี่พวกมึงซื้ออะไรให้ตามวะ”
ผมถามขึ้นเปลี่ยนหัวเรื่องสนทนาอย่างฉับพลัน
“กูหรอ ซื้อนาฬิกาข้อมือให้มัน” พีพูด ชูกล่องนาฬิกาขึ้นมา “มันเคยบ่นตอนเจอกันล่าสุดว่า สายนาฬิกาขาด เอาไปซ่อมก็ใช้ไม่ดีเหมือนเดิม มึงอะไม่รู้จักมา”
พีคาดโทษชี้มาที่หน้าผม นี่กูกำลังถูกมึงไต่สวนหน้าบังลังก์อยู่ใช่มั้ยพี
“นัดห้องทีไร เทพวกกูตลอด ยิ่งโตยิ่งเบี้ยวนัดนะมึง”
“ของกู กูเช่าพระเครื่องมาเลย เห็นมันทำงานกับศพ กับคนป่วย คนตาย กูกลัวแทนหวะ”
เอากับเขาครับ มีนก็ยังคงเป็นมีนจอมมึนคนเดิม
“มึงอะ ซื้อไร”
มีนหันมาถามผม หันไปสั่งอาหารกับบริกรของร้าน
“แฮ่ ๆ ถ้ากูบอกว่า ยังไม่ได้ซื้อ จะด่ากูมั้ย กูกะจะชวนพวกมึงไปซื้อเป็นเพื่อนนี่”
เงียบครับ เงียบสนิท ไม่มีสักแอะแว่วออกมา แต่ตาสองคู่ข้างหน้าผมถลึงจนจะหลุดออกจากเบ้าแล้ว ใจเย็น ๆ มึง ถลึงมากกว่านี้ กูนึกว่าผีแล้วนะ ต้องคว้าพระในมือไอ้มีนมาบูชาแล้ว
“งั้นมึงก็บอกไปว่า จะเอาไว้เซอร์ไพรซ์ ยังไงเสาร์นี้พวกเราก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว นัดกินข้าวก่อนมันกลับไปโรงพยาบาลไง ห้ามเบี้ยวนะ”
ส้อมในมือพีชี้ตรงมาที่หน้าผม เคยได้ยินมั้ยครับ ทีเดียว 4 รู ผมละเสียว ผีผลักขึ้นมา คงได้ไปโรงพยาบาลก่อนไปถ่ายรูปรับปริญญาแน่
“ห้ามเบี้ยวนะ”
เสียงมีนสมทบมาอีกเสียง
“เออ ๆ ไม่เบี้ยว ไม่เท ไปแน่ สาบานต่อหน้าพระเลยเอ้า” ประณมมือไหว้ไปทางพระเครื่องของไอ้มีน
“หึ จากประสบการณ์ 4 ปี ของกู”
พีรวบช้อนส้อม เอามือเท้าคาง หน้าจริงจังฉายแววเจ้าเล่ห์
ถ้านึกไม่ออกให้นึกหน้าโคนันตอนคิดออกว่าใครเป็นผู้ร้ายนะครับ หน้าแบบนั้นเลย
แล้วมีนก็ชิงพูดต่อทันทีว่า
“มึงพูดสาบานทีไร เบี้ยวตลอด”
ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ท่าทางของคนถือไพ่เหนือกว่าปรากฏบนหน้าของมีน
“มึงสัญญามาสิ สัญญามา”
มีนน่ากลัวมากเลยครับ เวลามันจะต้อนใครให้จนมุม
ผมหันไปมองไอ้พีเพื่อขอความช่วยเหลือ
“สัญญามาสิ”
หือ ๆ ไอ้พี ไอ้ชั่ว ไม่มีใครเข้าข้างกุเลย
“เออ สัญ... สัญญา”
-------------------------------------
มหาวิทยาลัยของเรายังร่มรื่นเสมอ
ปีที่แล้วผมเพิ่งกลับมามหาวิทยาลัยเพื่อถ่ายรูปกับน้องรหัสและรุ่นน้องที่สนิท บรรยากาศของมหาวิทยาลัยยังเหมือนเดิม คือ ร่มรื่นเย็นสบาย แฝงไปด้วยความอบอุ่นเหมือนบ้านอีกหลัง
ในงานรับปริญญา มหาวิทยาลัยคลาคล่ำไปด้วยคน ลูกโป่งหลากสี ดอกไม้ กล่องของขวัญ
มือผมมีดอกไม้อยู่ช่อหนึ่งที่คว้ามาจากแผงลอยขายดอกไม้ด้านหน้ามหาวิทยาลัย
“มึง ซื้อไปก่อน จะได้ไม่น่าเกลียด”
ตามคำแนะนำของพี
พวกเราเดินกันมาตามถนนที่ถูกปิดให้บัณฑิตและญาติ
ฉายภาพบันทึกความทรงใจได้ตามอัธยาศัย
ตลอดเวลาพีชี้ชวนให้มีนดูบัณฑิตหญิงคณะนั้นคณะนี้ ผิวปากออกมาตลอดเวลา
“เด็กสมัยนี้โตเร็วเนาะ”
สมัยนี้เหรอ แล้วมึงเด็กสมัยไหนวะไอ้พี เพิ่งจบมา 2 ปี มึงพูดราวกับจะเกษียณในวันพรุ่งนี้
ไม่นานนักก็ถึงหอนาฬิกา เรานัดกันไว้ที่นี้ แต่จะเจอมั้ยหวะเนี่ย คนเยอะขนาดนี้ ผมเชื่อเลยว่า ครอบครัวบัณฑิตเป็นล้านต่างก็นัดกันที่นี่
“มึงโทรหาแฟนมึงหน่อยสิ”
พีพูด เช็ดเหงื่อ
“แฟนพ่องสิ กูเลือก”
ร้อนเว้ยยยยยย ใครก็ได้มายืนบังแดดให้กูหน่อย
ความคิดไม่ทันขาดห้วงคำนึงดี ใครสักคนยืนประชิดตัวผมแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน เงาของใครคนนั้นทาบลงจังหวะเหมาะเจาะเป็นร่มเงาให้ผมได้อย่างดี
‘สบายยยยย ไม่ร้อนละกุ แต่เอ๊ะ กลิ่นแบบนี้ ความรู้สึกแบบนี้’
“ว่าไงจ๊ะที่รัก ไม่เจอกันนานเลยนะ”
ผมค่อย ๆ หันไป ตาตี่ ๆ ยิ้มกวน ๆ ยังเหมือนเดิมเลยนะมึง
ไม่สิ วันนี้มันดูดีเป็นพิเศษ ในชุดครุยบัณฑิต เซตผมให้เข้ารับกับหน้า ถือใบปริญญาบัตรสีน้ำเงินไว้ในมือ
“อ้าว ไอ้มีนนนนน ไอ้พี........ คิดถึงพวกมึงจังเลยวะ”
“คิดถึงพ่อมึงสิ ไอ้ตาม มึงเพิ่งเจอพวกกู เมื่อสองเดือนก่อน ไปคิดถึงคนนอนเตียงข้าง ๆ มึงนู้น สองปีแล้วมั้ง”
“เราว่า ตามดูดีนะวันนี้ แต่นี่มีตีนกามากขึ้นหรือเปล่า”
มันสามคนยืนคุยกันข้ามหัวผมครับ ตามยังยืนอยู่ที่เดิม บังแดดให้ผม
“โอ๊ย ไอ้มีน มึงลืมพูดว่า ขอพูดอะไรหน่อย ไปเปล่าวะเพื่อน”
ผมยืนอยู่กลางวงสนทนา ไม่มีใครสักคนเอ่ยถึงผม
“เออ เราลืมวะ เห้ย ตาม กูขอพูดอะไรหน่อย”
และก็ยังไม่มีใครสนใจผม
“เออ ๆ พูดมามึง เรื่องตีนกากูใช่มะ”
แล้วมันสามคนก็หัวเราะ หัวเราะข้ามหัวกูเลย
เอ้า เอาเข้าไป ไม่ต้องแถมน้ำลายให้กูก็ได้ กูไม่ได้ร้อนขนาดนั้น ยังไม่ต้องการฝน
สนใจกูหน่อยครับ
สนใจกูหน่อยยยยยย
ผมกรีดร้องในใจ หน้ามุ่ยด้วยความหงุดหงิด
“ผม นายแพทย์ฐาพล สนใจคุณทัพกรณ์ ตลอดเวลาอยู่แล้วนะครับ ไม่ต้องห่วง”
ตามก้มหน้าลงมา ยิ้มตาตี่ให้ผมอีกแล้ว
‘ชาติที่แล้วมึงเป็น X-men เหรอ อ่านใจกูออกทุกรอบ’
หลังจากที่พวกมันสามคนสรวลเสเฮฮากันเสร็จโดยทิ้งให้ผมค้างเติ่งในวง ก็ดีครับไม่ร้อน
บัณฑิตตามก็พาพวกเราไปรู้จักกับแม่และน้องสาวของมัน
“ม้า นี่รูมเมตตามเอง อยู่กันมาสามปีเลยนะ คนนี้พี เป็นทนายความฝีปากกล้า ฝีที่ปากมันเยอะ ฮะฮ่า ว่าที่ท่านเลยนะ
พอเลยไอ้พี หยุดมองน้องสาวกู มองแม่กูก่อน”
ไอ้พีกะลิ้มกะเลี่ยสายตาสุดฤทธิ์ไปทางน้องสาวของตาม
“ถัดมา มีน ตอนนี้เป็นปลัดอยู่ ปลัดอำเภอนะแม่ ไม่ใช่ปลัดขิก”
เราหัวเราะพร้อมกัน รวมทั้งคุณแม่และน้องสายของตามด้วย
“สงสัยอีกหน่อยได้เป็นผู้ว่าชัวร์”
ตามเว้นจังหวะ อ้อมมาทางด้านหลังของผม จับไหล่ผมทั้งสองข้างไว้
“และคนนี้ คนสุดท้ายครับม้า”
ตามเดินถอยออกมาให้ผมเห็นหน้า
“คนสุดท้าย..... ทัพ ทำงานอยู่บริษัท.....”
ตอนที่มันพูดว่า คนสุดท้าย มันหันมาขยิบตาให้ผม
ไอ้ตาม ไอ้เหี้ย กูรู้นะมึงหมายความว่ายังไง ต่อหน้าแม่ต่อหน้าน้องสาว มึงก็ไม่เว้นนะ
แม่และน้องสาวมันน่ารักครับ ถอดแบบหน้ามากันแบบเป๊ะ ๆ มองร้อยเมตรก็รู้ว่าเป็นญาติกัน มองอีกพันเมตรก็ยังดูออก บ้านนี้เขาถ่ายถอดพันธุกรรมกันมาดีจริง ๆ ครับ
หลังจากยื่นของขวัญกันให้หมด ถ่ายรูปหมู่ ตามด้วยถ่ายรูปคู่กันทีละคน
ถึงคิวผม
“ให้ดอกไม้กูเหรอที่ร้ากก”
“รากไม้ ใบหญ้า มึงก็แดกหรอ”
“ดีใจนะเนี่ย แพงมั้ยอะ”
“ร้อยเดียว ต่อราคาหน้ามหาลัยตะกี้”
“ตั้งร้อยนึงแน่ะ ดีใจจัง”
ผมเกลียดมัน เกลียด ไม่ว่าจะทำยังไง พูดยังไง ด่ายังไง เคยถีบมันก็ทำมาแล้ว
มันก็เป็นคนมองโลกในแง่ดีตลอด ไม่ว่าผมสักคำ ไม่เคยที่ตามจะน้อยใจหรือตัดพ้อใด ๆ ยิ่งมันทำแบบนี้
ผมยิ่งบอกกับตัวเองว่า เราจะเสียเพื่อนดี ๆ แบบนี้ไปไม่ได้
ปมด้อยผมเลยนะเรื่องเพื่อน ไม่มีทางที่ผมจะเปลี่ยนสถานะเพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดในภายหลังเด็ดขาด
แก้วที่แตกไปแล้ว ให้ตามก็หลอมกับมาเป็นแก้วใบเดิมไม่ได้
ผมไม่มีทางที่จะไปเป็นแก้วกับมันเด็ดขาด
การเป็นแฟนกันก็เหมือนกับแก้ว สัมพันธภาพเปราะบางเกินไป
“ยิ้มหน่อยครับน้อง ไม่ใช่เอาแต่คุยกัน”
พี่ช่างกล้องด่าละครับ ผมกับมันก็ฉีกยิ้ม ยิ้มกว้างสุดเท่าที่ผมจะทำได้
“สนิท ๆ กันหน่อยสิ เออ ตามโอบไหล่ก็ได้”
สัญญาณไซเรนบอกอันตรายดังขึ้นในหัวผม
“หึ ไอ้ตาม นั่นนะเอว ไหล่กูไม่ได้ต่ำขนาดนั้น”
“ถ่ายเลยฮะพี่..... โอบไหล่เยอะละ ขอกูเปลี่ยน act บ้าง”
ท่อนหลังมันหันมาพูดกับผม
มองไปทางพีและมีน สองคนนั้นก็มองผมตาเป็นมัน หึ มึงคือทีมกองเชียร์สินะ ไอ้เพื่อนชั่ว
ทำไงได้ละครับ พวกมันรู้หมดว่าผมเป็นเกย์ เราสนิทกันจนเล่าเรื่องกันและกันให้ฟังหมด
พวกมันก็รู้อีกว่าตามจีบผมมานาน จนเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าจริงจังหรือแค่เล่น
ด้วยความสัตย์จริงเลยว่า ผมก็ไม่เข้าใจมันนักหรอก ไอ้ตามเนี่ย แต่มันก็เป็นเพื่อนที่ดีมาตลอด อะไรมองข้ามไปได้ ผมก็มองข้ามตลอด
“กูขอโทษนะ กูทำงานหนักจนลืมซื้อ ไม่สิ กูไม่แก้ตัว กูลืมจริง ๆ แต่เสาร์นี้กูเอาไปให้ กูขอเลือกหน่อยนะ”
“งั้นเสาร์นี้เจอกันนะ ไม่เบี้ยวแล้วนะ ใช่มั้ย”
“เออ สาบาน”
“แน่ะ” มันจับจมูกผม บิดเบา ๆ “สัญญามามึง อย่ากะล่อน”
“เออ สัญญา...”
ผมก้มหน้างุด พึมพำตอบ
มหาวิทยาลัยผมควรจะปลูกต้นไม้เพิ่มแล้วละ อากาศร้อนขนาดนี้ ร้อนจนผมหน้าแดงเลยละครับ
-
#ตามทัพ หรอ?? แล้วพี่ปริ๊นซ์จะกลับมาอีกมั้ย? รอตอนต่อไปนะคะ
-
บทที่ 3
ความหลัง วัยมัธยม
“โดยส่วนตัวผมให้ค่ากับคำสัญญานะครับ ถ้าเรารักษาสัญญา ไม่ทำให้คำสัญญาเป็นแค่ลมปาก อะไรหลายอย่างในชีวิตก็จะไม่วุ่นวาย”
ผมจำท่อนความนี้ได้ดีเสมอ ท่อนคำที่แม่ผมเคยกล่าวกับพ่อ จากนั้นชีวิตของผมก็วนเวียนเหมือนในละครบ้านแตก
สุดท้ายท่านทั้งสองก็หย่าร้างกัน ผมไม่โกรธใครหรอกครับ ประสบการณ์นั้นสอนให้ผมรู้ว่าคำสัญญามีค่ามากเพียงใด ผมจึงให้ค่ากับมันมาโดยตลอด
“พี่ปริ๊นซ์ละ”
“พี่เหรอ พี่ไม่มีคติประจำใจอะไรหรอก พี่แค่ใช้ชีวิตให้มีคุณค่าแต่ละวัน แค่นี้ก็พอใจแล้ว ชีวิตมันสั้นนะน้องทัพ อย่าเครียดสิ”
ยิ้มจนเห็นฟัน
ยิ้มที่ทำให้โลกสดใส
ผมโคตรชื่นชมพี่เขาเลย ทั้งการวางตัว การพูดจา คำพูดแต่ละคำที่ออกมาจากปากพี่ปริ๊นซ์เป็นคำธรรมดา ไม่ได้หรูหราหรือใช้คำสวยงามที่ยากจะเข้าใจ พี่ปริ๊นซ์จะเลือกใช้คำพื้น ๆ ดูไม่มีอะไร แต่ความหมายลึกซึ้ง ตีความได้หลายอย่าง ไม่เสแสร้ง มันลื่นไหล จนผมแทบหยุดหายใจทุกครั้งที่ฟัง
“เรามาอ่านต่อดีกว่าน้องทัพ เดี๋ยวตอนไปแข่งตอบคำถามจะทำไม่ได้นะ เราอุตส่าห์ผ่านรอบคัดเลือกมาแล้ว”
ขยิบตา ยักคิ้วหลิ่วตา
“มา เรามาสู้ด้วยกันดีกว่าเนาะ อะข้อนี้ ปอ. ย่อมาจากอะไร”
“ก็รถปรับอากาศพิเศษไงพี่ พี่ว่าแข่งตอบคำถามความรู้รอบตัวจะออกอะไรแบบนี้เหรอ”
“เอ้า ทัพ ไม่ลองไม่รู้ แล้ว ขสมก. ละ”
ยิ้ม ยิ้มอีกแล้ว ยิ้มที่ทำให้ผมลืมหยุดหายใจ
ขสมก. นะเหรอ...
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
‘ขนส่งมวลชนกรุงเทพไง’
ผมคิดในใจ พลางมองตั๋วรถเมล์ที่ตนเองได้รับมาแบบปลงตก
‘บ้าจัง บ้าที่สุด ทำไมกัน ทุกครั้งที่ขึ้นรถเมล์ผมต้องคิดถึงพี่ปริ๊นซ์นะ’
“ไม่เจอกันมากี่ปีแล้ววะพี่ปริ๊นซ์”
ลืมตัว เหม่อลอย จนพูดออกไปอย่างคนไร้สติ
ถอนหายใจครั้งใหญ่
จนป้าที่นั่งข้าง ๆ มองด้วยความสงสัย
บนรถเมล์ ปอ. สาย 36 ที่กำลังพุ่งตรงไปอนุสาวรีย์ชัย
ผู้คนล้นหลาม โหวกเหวก พร้อมเสียงตะโกนของกระเป๋ารถเมล์
“ชิดในค่ะ ชิดใน ขยับไปอีกนะคะ ได้อีกหลายที่ แบ่ง ๆ กันนะคะ ไปด้วยกัน”
เสียงกระบอกเก็บเงินสอดประสานคอรัสไปกับเสียงแตรจากมอเตอร์ไซค์
‘นี่ก็แน่นจนจะขี่กันอยู่แล้วครับป้า’
ผมถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่
ป้าข้าง ๆ สะดุ้ง หันมามองอีกรอบ กระแอมคอสองสามที ไม่บอกก็รู้ว่าป้าคงรำคาญผมมาก
รู้สึกอายเล็กน้อย หลบสายตามองนอกรถออกไป
ตอนนี้ผมอยู่ใกล้สี่แยกพญาไท การจราจรในกรุงเทพฯ ก็ยังแน่นขนัดเสมอต้นเสมอปลาย
ไม่สิ... ผมว่าแน่นกว่าครั้งแรกที่ผมมาเรียนที่กรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ
รถเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า จนมาจอดสนิทแน่นิ่งบนรางรถไฟใกล้สี่แยก
ผมหันไปมองรางรถไฟยาวตรง ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยความหวาดผวา
เคยเป็นกันมั้ยครับ คิดเล่น ๆ ว่า ถ้ารถติดจนขยับไม่ได้ สุดท้ายถ้ารถไฟวิ่งมาด้วยความเร็วสูง
ตู๊มมมมมมม กลายเป็นโกโกครันช์
พ่อจ๋าแม่จ๋า ทัพคงไม่ได้ตอบแทนบุญคุณแล้ว
บวชก็ยังไม่ได้บวชให้ เมียก็ยังไม่มี เรื่องหลานไม่ต้องพูดถึง
... เอ๊ะ แล้วนี่กูหวังจะมีเมียด้วยเหรอ...
ผมถอนหายใจอีกเฮือกหนี่ง
“แฮ่ม ๆ ๆ หนู”
ป้าเจ้าเก่าเวลาเดิม
ขอโทษครับป้า ผมผิดไปแล้ว
รถค่อย ๆ เคลื่อนไปอีกหนึ่งมิลลิเมตร
สัญญาณไฟเขียวของประเทศไทย มันสั้นกว่าวงจรชีวิตของแมลงหวี่อีกนะเนี่ย หงุดหงิดเว้ย ต้องไปเปลี่ยนรถที่อนุสาวรีย์อีก
ตรงริมทางรถไฟ มีกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์กำลังรุมกระทืบชายคนนึงอยู่
ถัดมาใกล้ ๆ เป็นวงล้อมคือ ไทยมุง นั่นยืนดูคนต่อยกันหรือกำลังเชียร์มวย ทำไมสีหน้าท่าทางถึงดูตื่นเต้นขนาดนั้นวะเนี่ย
ผมรู้สึกว่าภาพตรงหน้าน่าสนใจกว่ามานั่งคิดถึงสัญญาณไฟจราจร หรือ การบริหารระบบขนส่งมวลชนของรัฐบาล ก็เลยขอปูเสื่อดูเงียบ ๆ ในมุมอับ ๆ ของผมนะแหละ
จังหวะที่วินหัวโจกเตะขาผู้ชายคนนั้น จนพลิกตัวขยับมา
วินเบอร์สองก็เตะไปที่แผ่นหลังของชายผู้เคราะห์ร้าย จนเขาดีดตัวสูงขึ้นด้วยความเจ็บปวด
ใบหน้าของกระสอบทรายมีชีวิตทรมานมาก มีเลือดไหลที่มุมปาก ตัวมอมแมม เลอะเทอะไม่เหลือเขาของชุดสูทราคาแพง
หน้าแบบนั้น ตาโต ผิวสีนั้น
พี่ปริ๊นซ์.......
บ้าไปแล้ว ไม่ใช่หรอก ต้องไม่ใช่
ผมเอามือทาบกระจก อ้าปากหวอ อึ้งกับภาพที่เห็น
แต่ฟ้าไม่เคยทำให้ชีวิตผมสมหวังหรอก บทอยากให้รถเมล์นิ่งค้างให้ผมได้มองเพื่อความแน่ใจ รถเมล์ก็กลับเคลื่อนออกไป
ผมมองภาพนั้นเท่าที่สายตาจะเอี้ยวมองไปได้
วินหัวโจกชี้หน้าชายคนนั้น ชี้พี่ปริ๊นซ์
เขามองกลับตาสู้ ไม่ยอมแพ้
ภาพนั้นเลือนหายไปจากวิสัยทัศน์ของผม รถเมล์ผ่านแยกพญาไท ไปอย่างรวดเร็ว
ตาแบบนั้น ใช่แน่ ๆ ผมจำไม่ผิดหรอก ผมไม่มีทางลืมคนที่ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปขนาดนี้ได้หรอก
ผมผอมก็เพราะพี่เขา
ผมทำทุกวิถีทางให้ตัวเองดูดี ก็เพราะพี่เขา
ผมไม่เคยมีแฟนเลย
ผมหวังลม ๆ แล้ง ๆ รอว่าสักวันจะได้เจอพี่เขา
ผมเฝ้ารอเขามาตลอด
แล้วครั้งนี้ ผมจะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปอีก
พี่ปริ๊นซ์
ผมผุดลุกขึ้นทันควัน จนป้าข้าง ๆ ร้องกรี๊ดออกมา
แหวกผู้คน กดออด
รถเมล์ที่กำลังเลยป้ายอยู่รอมร่อ ก็เบรกกะทันหัน จนผู้คนบนรถที่ยืนแน่นขนัดหัวคะมำแทบกลิ้ง
“วันหลังเตรียมตัวก่อนถึงป้ายนะคะ”
กระเป๋ารถเมล์เตือนไล่หลังผมที่แทรกตัวจากรถเมล์ทันทีที่ประตูเปิด
ผมวิ่งย้อนกลับไป
วิ่งฝ่าไฟแดง วิ่งผ่านร้านสะดวกซื้อ วิ่งมาจนถึงทางรถไฟ
เสื้อด้านหลังที่เลอะฝุ่น ยืนปัดซ้ายขวา ร่างสูงร้อยแปดสิบ
ไม่มีแก๊งค์วินมอเตอร์ไซค์แล้ว
ไม่มีไทยมุง
ไม่มีใคร
มีแค่แผ่นหลังแผ่นเดิม ที่ผมคุ้นตา
ร่างสูงยืนด้วยความเจ็บปวด ตัวงอเล็กน้อย
ผมวิ่งเข้าไปคว้าแขน กระชากชายคนนั้นหันกลับมา
“ปริญธรณ์ ทวีวิชัยกุลวัฒน์ ใช่มั้ย”
ผมแทบตะโกนใส่เขา
ไม่มีแววตาตกใจ แปลกใจ จากชายผู้นั้น มีเพียงความท้าทายที่มองกลับมาเท่านั้น
“จะมาทวงหนี้ห่าไรอีก ก็บอกว่าไม่มีไง ดูสภาพกูสิ”
ผมอึ้ง ผมยืนเอ๋อ พี่ปริ๊นซ์มีหนี้ บ้าเหรอวะ บ้านพี่ปริ๊นซ์คือรวยระดับจังหวัดเลยนะ นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย
“เปล่า จำได้มั้ย เราเรียนที่เดียวกันไง”
“...... เรียนที่เดียวกัน” พี่ปริ๊นซ์ทำหน้าหยุดคิดอยู่สักสามวินาที
“ใคร กูไม่รู้จักคนหน้าแบบนี้อะ”
“ช่างมัน คุณเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น ให้ผมช่วยอะไรได้มั้ย”
“เหอะ บอกว่าไม่รู้จักไง จะเซ้าซี้อะไรเนี่ย”
ผมยังคงมองสู้กลับไป ไม่ปล่อยมือ
“อ้าว จับมือกูซะแน่น พ่อเป็นสไปเดอร์แมนเหรอ เออ ๆ เลี้ยงข้าวกูละกัน กูหิว”
ผมยังยืนอึ้ง มองคนตรงหน้า คนที่ผมไม่เจอมานานหลายปี
“อ้าว กินข้าว”
พี่ปริ๊นซ์พูดซ้ำอีกรอบ
----------------------------------------------
ผมนั่งมองพี่ปริ๊นซ์ที่กำลังยัดไก่ทอด ลุงผู้พัน อิมพอร์ตจากอเมริกาเข้าปากด้วยความหิวโหย
เรานั่งอยู่ในห้างบริเวณสยามอีกครั้ง
ไม่มีบทสนทนาใด มีเพียงการฉีกไก่ จิ้มซอส ยัดใส่ปาก คว้าแก้วน้ำไปดูดเสียงดัง เอื๊อก ๆ ฉีกไก่ จิ้มซอส ยัดใส่ปาก คว้าแก้วน้ำดูด แล้ววนเป็นลูปอีกครั้ง
ผมไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพูด พอกับอีกฝ่ายที่ไม่สนใจจะถามอะไรผมอีกนอกจากกิน
“นี่ ช้า ๆ ก็ได้ ไม่มีใครแย่งหรอก”
ดูดน้ำดังเอื๊อก พร้อมเรอ
“เอาอีกได้ปะ”
ผมเอามือกุมขมับ กูชอบคนแบบนี้ลงไปได้ยังไงวะเนี่ย
“เออ ๆ ได้ เอาชุดไรบอกมา”
หลังจากพี่ปริ๊นซ์โบกมือทำนองว่า เอาอะไรก็ได้
ผมก็เดินไปสั่งชุดเดิม
พนักงานที่เคาน์เตอร์กำลังมองมาทางโต๊ะผมอย่างไม่ต้องสงสัย เสียงกระซิบกระซาบด้วยความฉงน แววตาที่ดูถูก ก็แน่ละสภาพพี่ปริ๊นซ์ไม่ควรจะได้เหยียบห้างแบบนี้ด้วยซ้ำ
ผมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น สั่งอาหาร รับอาหารแล้วเดินกลับมาวางถาดอาหารที่โต๊ะ
เหลือบตาเห็นสายตาหลายสิบคู่จ้องต่อ
จ้องได้จ้องไปแล้วกัน
“สรุปเป็นใครเนี่ย จะบอกได้ยัง”
พี่ปริ๊นซ์เอ่ยปากถามทันทีที่ผมเอาก้นหย่อนลงเก้าอี้ ทำให้ผมหลุดจากภวังค์
“เมฆา ไง จำได้เปล่า เมฆา รุ่นพี่คุณหนึ่งปีนะ”
เอาวะ เอาชื่อพี่เมฆนี่แหละเว้ย
พี่เมฆเป็นลูกพี่ลูกน้องของผมเอง ตัวสูงกว่าผม ผอมจนขี้ก้าง แต่หุ่นมันดีนะ เป็นนักกีฬาจังหวัดเลยละ หน้าตาเราคล้ายกัน ผมกับพี่เมฆอายุห่างกัน 2 ปี หมายความว่า พี่เมฆก็จะแก่กว่าพี่ปริ๊นซ์หนึ่งปีนั่นเอง
“พี่เมฆจริงเหรอ เมื่อก่อนพี่ไม่เจ้าเนื้อแบบนี้นะ”
ฉึก
ลูกศรนับร้อยพุ่งปักแทงทะลุใจผม ถ้าเทียบจากเมื่อก่อนที่ผมอ้วน ทุกอย่างพองเหมือนบวมน้ำ เอว 48 นิ้ว ลดความอ้วนจนตอนนี้เอว 33 นิ้ว ซึ่งลดไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ติดกระดูกหมดแล้ว ผมก็ยังดูร่างหนา ตัวใหญ่ เจ้าเนื้ออยู่ดี
ผมมองกลับด้วยความเคียดแค้น
เพราะใครละ กูเลยลดมาขนาดนี้ เพราะใคร...
“เห้ย พี่เมฆ ใจเย็น ผมก็แซว แต่พี่อ้วนขึ้นจริงนะ พี่ยังเล่นบอลอยู่มั้ย”
“ไม่อะ ขี้เกียจ”
ผมเล่นไปตามน้ำ พี่เมฆมันเป็นนักฟุตบอล เก่งมาก มันได้ทุนนักกีฬามาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับผมนี่แหละ ตอนมันติดคนในตระกูลสรรเสริญเยินยอกันยกใหญ่ แทบล้มวัวล้มควาย ย่างกินทั้งหมู่บ้าน
ป้าฝน พี่สาวพ่อผม แม่พี่เมฆทุกวัน ต้นซอยยันท้ายซอย สามวันเจ็ดวัน ไม่หยุดไม่หย่อน ไม่มีใครไม่รู้ครับว่าพี่เมฆเรียนที่ไหน คณะอะไร จะไปกรุงเทพฯ วันไหน สูงกี่เซนติเมตร หน้าเป็นยังไง ป้าฝนแกเป็นคนละเอียดแกอธิบายถี่ยิบจนทุกคนรู้หมดทุกอย่าง
ตอนนี้พี่เมฆได้ดีไปเป็นผู้ช่วยโค้ชนักกีฬาที่เมืองนอก นาน ๆ จะกลับไทยที ผมขอยืมชื่อพี่มาเนียนหน่อยนะ
“เสียดายนะพี่ แต่พี่แปลกนะ แทนตัวเองว่า ผม สุภาพเชียว ผมละตกใจ”
เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือเมฆายังมีพี่ปริ๊นซ์ ฉลาดไม่เปลี่ยนเลยนะ
“อะ พอละ คุณพูดมากละ”
ในใจคิดหาวิธีแก้ปัญหา ทำไงดีวะ ทำไงดี
“แน่ะ เห็นมั้ย สุภาพ แปลกวะ”
พี่ปริ๊นซ์สอดกลับมาทันที
“เอ้า คนเราโตขึ้น ก็ต้องมีความคิดความอ่านมั้งสิวะ ไอ้ปริ๊นซ์ จะให้กูไม่สุภาพเหรอ”
พี่ปริ๊นซ์ผมขอโทษ ที่ผมพูดไม่ดีกับพี่ ผมแค่ไม่อยากตอบคำถามว่าทำไมผอม ไม่อยากบอกว่าผมผอมมาขนาด เพราะพี่ ผมไม่อยากให้พี่ถามต่อว่า ทำไมต้องผอมเพื่อพี่
แล้วผมก็ไม่อยากโกหกด้วยเช่นกัน ว่าผมผอมเพราะเหตุผลอื่น ผมยังไม่พร้อม ผมอยากบอกพี่ว่า ผมผอมเพราะอะไร
ผม... พี่ปริ๊นซ์ ผมขอโทษ ทัพผิดไปแล้ว
“เออ ค่อยดูปกติหน่อย ค่อยคุ้นหน่อย พี่เมฆคนเดิมต้องแบบนี้สิ เห้ย ทำไมหน้าซีดวะพี่”
“เปล่า” ประเด็นสำคัญตอนนี้ไม่ใช่ว่าผมหน้าซีด คือทำไมพี่ปริ๊นซ์อยู่ในสภาพแบบนี้ต่างหาก
“เป็นอะไรมาปริ๊นซ์ ทำไมเละแบบนี้ เล่ามาให้รายละเอียดนะ”
“ล้มละลายไงพี่ ล้มละลาย”
พี่ปริ๊นซ์ตอบทันควัน ไม่เว้นจังหวะคิด ดูไม่ยี่หระต่อสิ่งใด
“แวบเดียวก็หายเหมือนปราสาททรายโดนน้ำพัด บ้าน รถ ไปหมด แถมโดนทวงหนี้บานตะไท ผมไม่รู้เลยว่าตอนนี้พ่อแม่ผมไปไหนกันหมด รู้แต่ว่าหนีเจ้าหนี้กันไปคนละทาง”
ผมอึ้งครับ ชีวิตจะดราม่าอะไรขนาดนี้วะ
“ศาลเพิ่งฟ้องล้มละลายเมื่อ 2 วันก่อน เองนะพี่ ทุกอย่างเกิดเร็วมาก ยังรู้สึกเหมือนฝันอยู่เลยหวะ กำลังเดินไปบ้านแฟน กะว่าคืนนี้จะไปนอนด้วย อ้าวพี่เป็นไร”
ผมอ้าปากครับ อ้าโดยไม่รู้ตัว พี่ปริ๊นซ์มีแฟนแล้ว
มีแฟนแล้วววววววววววว
มีแฟนแล้ว
รู้สึกเหมือนตกจากที่สูง
จมไปสู่ความมืดมิดอันหาก้นบึ้งไม่ได้
“พี่ พี่เมฆ พี่เมฆ เมฆา วุ้ๆๆๆ Are you here?”
มือใหญ่เลอะดินของพี่ปริ๊นซ์โบกสะบัดผ่านหน้าผม
แล้วแปลกตรงไหนวะทัพ
พี่เขาหน้าตาดี ก็ต้องมีแฟนเป็นธรรมดา
ผมได้สติ
“Yes โทษที อึ้งนะ ไม่นึกว่าจะดราม่าแบบนี้ แล้วไงต่อ”
ฟังเรื่องราวที่เหลือต่อ ใจภายในหวิวไหวหวั่น
“ก็วินพวกนั้นกวนตีน ผมจะไปแค่ตรงเนี่ย มันคิดผม สามร้อยเงี่ย ก็ปากดีใส่มันไง แล้วก็โดนกระทืบเลย แม่ง คนแถวนั้น ก็ไม่ถามสุขภาพกูสักคำ ไม่ห้ามเลยนะ ปล่อยให้กูโดนยำ จนพี่เจอผมเนี่ยแหละ”
พยักหน้าด้วยความเข้าใจ เรื่องราวเริ่มประกอบลงตัว
“งั้นคืนนี้จะไปนอนบ้านแฟนใช่มั้ย มีเงินมั้ย เดี๋ยวพาไป ยืมไปก่อนมั้ย”
ผมล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบกระเป๋าหนังสีดำขึ้นมา
“จริงหรอพี่ ขอบคุณนะครับ เกรงใจพี่จัง ถ้าผมมีผมจะรีบเอามาคืนนะ”
ผมกำลังควักเงินออกมา จู่ ๆ มือเหมือนคีมเหล็กของพี่ปริ๊นซ์ก็จับมาที่แขนผม
“พี่”
เสียงเบาเหมือนกระซิบ จนผมต้องยื่นหน้าเข้าใกล้ เพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น
“ผมกลัววะ กลัวแฟนเขาจะไม่ให้ผมเข้าบ้าน ผมติดต่อเขาไม่ได้หลายวันแล้ว ผมควรไปใช่มั้ย”
“ไปนอนคอนโดกูมั้ยละ”
รวดเร็วไม่มีช่องไฟ ผมสวนกลับพี่ปริ๊นซ์ไปทันที
ไอ้ทัพพพพพพพพพพพพพพพพ
มึงพูดอะไรของมึงออกไป
มึงบ้าหรอ ไอ้ทัพพพพพพพพพพพ
“ได้”
พี่ปริ๊นซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ
มึงควรปฏิเสธสิ
นี่มึงไม่คิดก่อนด้วยเหรอ
มึงตอบเลยหรอ
มึงมีแฟนแล้วนะ
ไอ้ใจง่าย
ไอ้พี่เลว
ไอ้หลายใจ
“ผมขอไปนอนคอนโดพี่ก่อนนะ พี่จะให้ผมทำอะไรบอกเลยนะ ถูบ้าน รีดผ้า ซักผ้า ล้างจาน ผมทำได้หมด ตอนไปเรียนเมืองนอก ผมทำงานพิเศษบ่อยนะพี่”
เออ เขาแค่ไปนอนด้วย
เขาไม่ได้จะไปฟีเจอริ่งกับมึง ทัพ
มึงตื่น
อย่ามโน
“อืม”
วิญญาณผมหลุดจากร่างไปแล้วครับ คืนนี้กูจะได้นอนกับพี่ปริ๊นซ์
งานเทศกาลดอกไม้ไฟ สะเทือนเลือนลั่นในความคิดผม
ดอกไม้ไฟนับพันสี ปะทุพวยพุ่งอยู่ภายใน
งานดอกไม้ที่ญี่ปุ่นก็สู้ความหน้าบานของผมตอนนี้ไม่ได้หรอก
สักพัก ก็มีกลิ่นดอกไม้หอมตลบลอยอบอวลอยู่ที่ปลายจมูกของผม
โอ้ พระพุทธเจ้า นี่ผมอยู่ในทุ่งดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์ใช่มั้ย
ตอบผมที ใครก็ได้หยิกผมที
“เห้ย เห้ย เห้ย”
มือเลอะดิน วาวไปด้วยน้ำมันจากไก่ทอด โบกซ้ายป่ายขวา ตรงหน้าผมอีกครั้ง
“ผมว่าพี่ใจลอยนะช่วงนี้ ทำหน้าหื่นเชียว คิดเรื่องเหี้ย ๆ อะไรอยู่เปล่าเนี่ย”
“เปล่า”
ผมละล่ำละลัก หน้ากูออกอาการขนาดนั้นเชียวหรอวะ
พี่ปริ๊นซ์หันไปมองด้านหลัง ทิศเดียวกับที่ผมมอง
“แน่ะ..”
เสียงลอยมา พร้อม ๆ กับ หน้าแบบเดิมที่พี่ปริ๊นซ์ชอบทำเวลาแกล้งผม หน้ากวน คิ้วมุ่นมัดเป็นโบว์ แล้วก็ยิ้มที่เห็นฟันเขี้ยว
“ผู้หญิงโต๊ะนั้นสวยละสิ นะ นะ หน้าแดงแล้วพี่เมฆ ใช่จริง ๆ ด้วย ไปขอเบอร์เขาดิ”
ไอ้บ้าปริ๊นซ์ กูชอบมึงนะแหละ กูเขินมึง ไอ้บ้า หยุดทำหน้าแบบนั้นได้แล้ว
“แดงหมดแล้ว พี่กู อาการหนัก แต่เขาก็สวยจริงนะ”
มึงจะไม่หยุดทำหน้าแบบนั้นใช่มั้ย พี่ปริ๊นซ์ พอ บอกให้พอ น้องขอ พอเถอะนะ
“กลับ กลับ ไม่ขอเบอร์ไรทั้งนั้น กูจะกลับไปนอน พรุ่งนี้ทำงาน”
“ครับพี่”
ผมลุกขึ้นยืน พยายามตั้งสติ ไม่มองไปทางตัวต้นเหตุที่ทำให้ผมหน้าแดงเป็นลูกตำลึง
หันหลังและเดินออกจากร้าน
“แล้วทัพเป็นยังไงบ้างพี่เมฆ เป็นญาติกันนี่ น้องสบายดีมั้ย ผมคิดถึงมันนะ ตอนนี้น่าจะเรียนจบแล้วมั้ง”
ผมยืนนิ่ง ทั้งสรรพางค์กายผมแข็งฟรีซไปหมด
“ทัพเหรอ...”
เปล่งออกไปได้แค่นั้น ค้างเติ่งอยู่ที่เดิม
พี่ปริ๊นซ์เดินมาจนถึงตัวผม จนเลยข้างหน้าไป 2 ก้าว จึงหันมามองผม
“ใช่ ทัพ พะ กรณ์” พี่ปริ๊นซ์พูดชื่อผมทีละคำ “ศุภ ภะ ธะ นะ วิชญ์ ไง นี่ผมจำชื่อนามสกุล ได้หมดนะ”
“แกยังจำน้องได้เหรอ ปริ๊นซ์”
“จำได้สิพี่ ผมไม่ลืมหรอก น้องรักผมเลยนะคนนี้”
ท่ามกลางเสียงดังของการจับจ่ายใช้สอยของคนในห้าง
ห้างที่ได้ชื่อว่าไฮโซกลางสยาม
ผมได้ยินแต่ประโยคเดิม สะท้อนไปมาว่า
“ผมไม่ลืมหรอก น้องรักผมเลยนะคนนี้”
-
#ตามทัพ หรอ?? แล้วพี่ปริ๊นซ์จะกลับมาอีกมั้ย? รอตอนต่อไปนะคะ
พล็อตวางไว้เรียบร้อยแล้วครับ
รอติดตามได้เลยฮะ
อิอิ
:hao6:
-
บทที่ 4
ค่ำคืนของเรา
“ทำไมเตี้ยจังหวะ ทัพกรณ์”
มือหนึ่งชูสูงถือใบงานวิชาสังคมไว้ อีกมือหนึ่งนั้นกดมาที่หัวของเจ้าของใบงาน
“พี่ปริ๊นซ์ คืนงานผมมา ผมจะไปซ้งงงงงง”
มือตะกุยตะกาย ทำไมกูเตี้ยแบบนี้วะ ไอ้พี่ปริ๊นซ์ก็สูงเอาสูงเอา นี่มันเด็ก ม. 4 จริงเหรอวะ ทำไมกู ม. 3 ถึงเตี้ยยังกับเด็กอนุบาลแบบนี้
“เห้ย แกล้งแค่นี้เองทัพ ชีวิตมันสั้นนะ อย่าเครียดดิ สมรไม่ว่าไรหรอก”
สมรที่ว่าไม่ใช่ใครอื่น เป็น อ. สังคม ชื่อเสียงกระฉ่อนโรงเรียน ผู้ขึ้นชื่อว่าส่งงานสายวินาทีเดียวก็ไม่รับ แล้วห้อง อ.สมร อยู่ชั้น 3 โรงเรียนต่างจังหวัดที่ไร้ลิฟท์ ส่งผลให้เด็กอ้วนอย่างผมยิ่งต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่นถึง 2 เท่า
แต่ตอนนี้พี่ปริ๊นซ์ยังไม่ยอมคืนชีทให้ผมเลย แล้วผมจะปีนไปถึงทันมั้ยเนี่ย
‘เอาวะใช้ไม้ตาย’
ผมเหยียบเท้าพี่ปริ๊นซ์ ถาโถมแรงทั้งหมดลงไป น้ำหนักตัวอย่างผมไม่พลาดอยู่แล้ว
ได้ผลครับ พี่ปริ๊นซ์ร้องจ๊าก แล้วผมก็คว้าใบงานมาได้ วิ่งอย่างสุดชีวิต ผมเหลือเวลาอีกแค่ 5 นาที
“เห้ย ทัพ เย็นนี้ติวนะ อย่าลืม ใกล้แข่งแล้วนะ รายการนี้อะ”
ผมไม่หันกลับไปมอง ไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น
พี่ปริ๊นซ์รู้อยู่แล้วละว่ายังไงผมก็ไป ผมละเกลียดจริง ๆ ทำไมผมต้องชอบคนขี้แกล้งแบบนี้ด้วย คนขี้แกล้งที่เข้ามาช่วยผมเสมอ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ตามมาแกล้งผม พี่ปริ๊นซ์จะจัดการให้ผมหมด เป็นผู้รักษาชีวิตเด็กอ้วน ที่มักตกเป็นเป้าการรังแกของคนอื่นเสมอ
บางครั้งผมก็คิดนะ แท้จริงแล้ว พี่ปริ๊นซ์แค่มองผมเป็นสิ่งของหรือเปล่า เพราะแม้ว่าจะห้ามคนอื่นแกล้งผม แต่พี่เขาเองกลับรังแกผมตลอดเวลา ราวกับว่าผมคือของส่วนตัวที่มีแต่เขาเท่านั้นที่กระทำทารุณอย่างไรก็ได้
ในสายตาครูบาอาจารย์ พี่ปริ๊นซ์ คือเด็กชายเรียบร้อย เอาใจใส่รุ่นน้อง ดูเป็นเจ้าชายที่หน้าตา ฐานะ และการศึกษาเพียบพร้อมไปเสียหมด
แต่มันนะแหละ แกล้งผมไม่เคยหยุด เกลียดมัน เกลียดมันที่สุด
ไม่ว่าจะค่ายปฐมนิเทศ ตอน ม. 1 ค่ายลูกเสือ ค่ายพระพุทธศาสนา ค่ายอะไรก็ตามที่โรงเรียนจัดแล้วมันได้เป็นพี่ค่าย ผมก็ต้องเป็นเป้าหมายในการแกล้งทุกที จะแกล้งผมทำไมนัก เอาจริง ๆ ก็มีความสุขดีนะ พี่ปริ๊นซ์ของผม อยากอยู่ใกล้ ๆ ตลอดไปเลย
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
เสียงแตรโหยหวนจากรถแทกซี่ ซิ่งราวกับจะรีบไปส่งรถให้ทันรอบ
นี่มันประเทศบ้าอะไร สัญญาณไฟจราจรตรงทางม้าลายก็บอกอยู่ว่าผมเดินได้ นี่ผมผิดเหรอ
ผมถูกดึงตัวกลับมายังฟุตบาธ หลับแนบกับอกแกร่งของพี่ปริ๊นซ์
“เป็นไรพี่ ใจลอยอีกแล้ว คิดอะไรอยู่หรอ”
พี่ปริ๊นซ์ผู้เพิ่งรักษาชีวิตผมไว้อีกครั้งพูดออกมา ตัวเรายับนาบทาบติดกันตรงนั้น
ผมผลักออก รู้สึกร้อนเล็กน้อย
“กำลังคิดอยู่ว่า ถ้าของกูหาย หรือ ถูกฆ่ายกเค้าคืนนี้ กูจะทำไง”
เสียงพี่ปริ๊นซ์หัวเราะดังมาก ไม่อายคนรอบข้าง ที่รีบเร่งเดินไปบนทางม้าลายแข่งกับสัญญาณสีเขียวที่กำลังจะจางหายไป
“เป็นผีมาหักคอผมแล้วกันพี่ คงทำได้แค่นั้น ถ้าผมฆ่าพี่จริงนะ คืนแรกกินไรดีอะ ข้าวต้มกุ้งมั้ย”
ยังจะเล่น ไอ้พี่ปริ๊นซ์ นิสัยไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ
“อย่าหน้ามุ่ยสิพี่ ชีวิตมันสั้นนะ อย่าเครียดสิ”
ประโยคนี้อีกแล้ว หน้าแบบนี้อีกแล้ว ทำไมต้องทำเท่ตลอดเวลาด้วยวะ
“แล้วเมื่อไรพี่จะเล่าเรื่องน้องทัพให้ผมฟังอะ ผมตื๊อมาเป็นชั่วโมงแล้วนะ พี่แม่ง แล้วนี่ รวยจริงเปล่าวะ บอกมีคอนโดอยู่สะพานควาย นี่อะไร พาผมนั่งรถเมล์ สองต่อด้วยนะ มาเปลี่ยนที่อนุสาวรีย์ ทำไมไม่เดินกลับซะเลยละ จริง ๆ นั่งแทกซี่ก็ได้นะ เอาไว้ถ้าผมมีเงินเดี๋ยวคืนก็ได้”
“อยากรู้ไปทำไม ทัพมันก็ทำงานของมัน ทำไมพี่...”
ผมเกือบหลุดชื่อมันแล้ว ตีเนียนพูดต่อไปว่า
“พี่..ต้องบอกแกด้วยวะ”
“อ้าว ผมอยากรู้นะพี่ เอาตรง ๆ เลย ในบรรดาเพื่อน ๆ ผมก็สนิท อยู่ไม่กี่คน มีไอ้ปัน หมี แล้วก็กร ก็แค่นี้”
นิ้วมือใหญ่เทอะทะของพี่ปริ๊นซ์ชูสะบัดตรงหน้าพร้อม นิ้ว 4 นิ้ว เท่ากับจำนวนคนในแก๊งค์
แก๊งค์จตุเทพ นั่นเอง แก๊งค์นี้เขารวย หล่อ หน้าตาดี สูงเป็นเปรต กันตั้งแต่ ม.ต้น แต่ทั้งแก๊งค์ มีแค่พี่ปริ๊นซ์กับพี่ปัน เท่านั้นที่เรียนเก่งมาก พี่หมีกับพี่กร นี่พอไหว แต่เก่งสู้พี่ปริ๊นซ์ไม่ได้หรอก
“แล้วก็มีทัพนี่แหละ”
นิ้วโป้งผุดออกจากฝ่ามือเป็นคำรบที่ 5
“ที่ผมกล้าพูดเลยนะว่าสนิท พี่คิดดูผมจบ มัธยมมา มีแค่ 4 คน เนี่ยหละ ที่ผมกล้าพูดว่าเป็นคนสำคัญ”
โอ๊ย กูโดนแช่แข็งอีกแล้ว ฟรีซอีกแล้ว ทำไมต้องพูดแบบนี้
“พี่เป็นอะไร ใจลอย ดีนะมาถึงอีกฝั่งแล้ว โกรธผมเปล่าเนี่ย ผมก็สนิทกับพี่นะพี่เมฆ แต่ผมสนิทกับพวกนี้มากกว่า ไม่โมโหผมนะ”
มือใหญ่ดุนหลังผมให้เดินหน้า
“โมโหบ้าอะไร กูไม่ได้ใจน้อยขนาดนั้น”
รีบพูดราวกับสำลักอากาศเลย
“แค่ดีใจแทนทัพมัน คนเหี้ย ๆ อย่างมึง ให้ความสำคัญมันด้วย”
“คร้าบ ๆ อ้าวไปไหนพี่ จะซื้อของก่อนเหรอ คอนโดพี่ไม่ใช่ทางนี้เหรอ”
“ตามมาเถอะน่า”
-----------------------------------
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงหน้าห้องของผม พร้อมกับหอบอาหารสดและเสื้อผ้าไซส์พี่ปริ๊นซ์หลายชุด ถึงผมจะผอมลงแล้วแค่ไหน แต่ให้เอาเสื้อผ้าไซส์ผมให้มันใส่ รับรองว่ากลายเป็นผ้าห่มหรือชุดนอนแน่นอน
“รอตรงนี้แปบนะ ห้องรก ขอเคลียร์ก่อน”
ไม่รอคำตอบรับ ผมยัดของทุกอย่างใส่พี่ปริ๊นซ์ ไขเปิดประตูห้องแทรกตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ผมคว้ารูปตอนปริญญาตรี ที่ถ่ายกับรูมเมตทั้ง 3 คน ที่วางข้าง ๆ โทรทัศน์ เพราะตอนนั้นผมยังใส่แว่นอยู่เลย
คว้ารูปถ่ายครอบครัวที่วางตรงโต๊ะหัวเตียง
และคว้ารูปตอนมัธยมที่ผมถ่ายคู่กับพี่ปริ๊นซ์ในงานแข่งขันความรู้รอบตัวระดับประเทศ ที่เราสองคนคว้ารางวัลที่ 1 มา รูปที่ผมตั้งไว้หลังรูปครอบครัว อีกหนึ่งรูป
เอารูปทั้ง 3 ยัดใส่ลิ้นชัก ล็อก แล้วเอากุญแจซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกง
“เข้ามาดิ”
ผมเปิดประตูห้อง เชื้อเชิญให้พี่ปริ๊นซ์เข้ามา
“ครับ”
“วางของไว้ตรงนี้ก็ได้ เดี๋ยวจัดการเอง ไปอาบน้ำก่อนไป๊”
ผมรื้อของในถุงแล้วยื่นผ้าส่งให้
“ผ้าขนหนูก็ใช้ผืนที่ซื้อให้ใหม่เลยนั่นแหละ”
“ครับ โหย ห้องพี่อย่างสะอาด ไหนว่ารก”
“จ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดทุกสัปดาห์ ไม่มีปัญญาทำเองหรอก เมื่อกี้เข้ามาเก็บผ้าที่รก มันน่าเกลียด”
ผมเก็บของใส่ตู้เย็นพลาง จัดนู้นจัดนี้ไป เก็บถุงผ้ายัดใส่กระเป๋าเป้เหมือนเดิม เห็นแบบนี้ผมเป็นคนรักษ์โลกนะครับ เตรียมถุงผ้าในกระเป๋าเป้ตลอด ถ้าเลี่ยงใช้พลาสติกได้ผมก็เลี่ยงเสมอ จนมาถึงถุงกระดาษใบหนึ่ง
“ชิบหาย เสื้อผ้า”
ใช่เลยครับ ในถุงใบนั้นซึ่งภายในมีทั้งเสื้อ กางเกง กางเกงใน ทุกอย่างที่ผมเพิ่งซื้อให้พี่ปริ๊นซ์ กองอยู่ในนั้น นั่นแปลว่า
เสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้น
ร่างหนึ่งก้าวออกมา
“เย็นสบายวะพี่”
เลือดกำเดาผมไหลแล้วใช่มั้ย ช่วยผมด้วย ช่วยผมด้วย
แม้ว่าจะมีรอยช้ำตามตัวกระจายอยู่ แต่มันก็ไม่สามารถปกปิดจักษุประสาทของผมที่รับภายชายหนุ่มตัวล่ำ ผิวสีแทนบาดตา หุ่นสูงชะลูด หน้าอกเรียบสะอาด กล้ามหน้าท้องราง ๆ ไม่ชัดเจนนัก บอกได้เลยว่าผ่านการเล่นกล้ามอย่างหนักมาก่อน
“เป็นไรพี่ ไม่สบายอีกแล้วเหรอ ดูน่าจะตัวร้อนนะ แดงเชียว”
โอ๊ย สำลักอากาศอีกแล้วกู ทำยังไงดี กูควรทำยังไงดี
“เออ เอออ” เท้านี้ช่างสวย เท้านี้สวย เท้านี้ดี ผมก้มดูเท้าตัวเอง “มีนิ้วก้อย นิ้วโป้ง”
“นิ้วอะไรพี่ กี่นิ้วเหรอ ทะลึ่ง พี่พูดอะไรนะ”
“กูพูดว่า หิว กูอยากกินข้าวววว” ผมสำลักอากาศรีบตอบ กี่นิ้วพ่องมึงเหรอไอ้พี่ปริ๊นซ์ กูไม่ได้หมายถึงอะไรแบบนั้นเว้ย
“กล่องยาอยู่ตู้ใต้ทีวี รื้อหาดูนะ ทำแผลเอง”
“อ้อ ผมทำอะไรให้กินมั้ยละ ผมพอทำได้อยู่นะ พี่ไปอาบน้ำเหอะ ไปๆๆๆ” แล้วมันก็มาดันหลังผมครับ โอ๊ย อย่าทำแบบนี้ ไปแต่งตัวก่อน อย่าทำแบบนี้กูใจไม่ดี
ผมถอยหนีออกมา ลนลานคว้าเสื้อผ้า กางเกง ผ้าขนหนู แถมยังคว้ามือถือทั้งหมดแล้วขังตัวเองในห้องน้ำ
“ไม่ต้องรีบนะครับ”
เสียงลอดผ่านประตูห้องน้ำมา
ผมได้ยินเสียงหัวเราะจาง ๆ ของพี่ปริ๊นซ์
“ทำไมรู้สึกเหมือนตอนมัธยม กำลังโดนแกล้งอยู่หรือเปล่าวะเนี่ย”
-----------------------------------
“อร่อยแฮะ”
อาหารอร่อยที่ไม่ต้องทำเอง แถมได้กินหลังจากอาบน้ำเสร็จ แล้วยังมีคนที่เราชอบมาก มามองเรากินด้วยตาแป๋ว ราวกับเด็กน้อยรอคำชมแบบนี้
ดีจังเลย พรุ่งนี้ผมจะลางาน ผมจะถวายสังฆทาน ผมจะไปปล่อยนกปล่อยปลา บุญที่ผมทำมาทั้งชีวิตมันหมดแล้ว ผมต้องไปเพิ่มแต้มบุญด่วน
“อร่อยใช่ปะ จริง ๆ ผมก็อยากกลับมาเปิดร้านอาหารนะพี่ ไปเรียนเมืองนอก ได้มาอยู่ 2 ทักษะ ภาษา กับ ทำอาหาร วิชากงวิชาการห่าอะไร ไม่ได้เลยพี่”
พี่ปริ๊นซ์หัวเราะแบบติดตลก หัวเราะจนหมดหล่อเลย
“อืม อร่อย ไม่น่าเชื่อ”
“่ฮ่า ๆ ใครก็บอกแบบนี้ทั้งนั้น น้อยหน่าก็พูดพี่”
ผมเลิกคิ้วใส่ “แฟนผมนะพี่” คิ้วผมม้วนเป็นเลข 9 ไทยทันควัน
“อ้า ไม่อร่อยเหรอพี่ ทำไมทำหน้าอย่างนั้น ชมว่าอร่อยอยู่หยก ๆ เองนะ”
ผมวางส้อม คว้าทิชชูเช็ดปาก สปาเก็ตตี้ไม่อร่อยแล้วตอนนี้
“อิ่มละ เก็บไว้กินพรุ่งนี้ละกัน”
ผมรินน้ำใส่แก้ว คว้าขึ้นมาดื่ม
“อ้า ครับ พี่จะเล่าเรื่องน้องทัพให้ผมฟังได้ยัง เห้ยพี่”
ผมสำลักน้ำพ่นใส่คู่สนทนาเต็มแรง
“ขอโทษ ๆ ถามทำไมนักวะ”
“ก็ผมอยากเจอน้อง ไม่เจอกันมาตั้ง หกเจ็ดปีแล้วมั้ง”
“เจ็ดปีครึ่งต่างหาก”
ผมสวนตอบทันควัน
“โหย พี่นับไว้ด้วยเหรอ แฮ่ะ ๆ”
“เปล่า ก็เลขง่าย ๆ กูเก่งเลข”
ตอนนี้คิ้วเลข 9 ไทย ย้ายไปที่คิ้วพี่ปริ๊นซ์แทนแล้วครับ
“ไม่จริงอะ พี่ตกเลขประจำ ยังเคยให้ผมสอนเลย”
โอ๊ย พี่ชายกูมีเหี้ยอะไรดีบ้างเนี่ย
“เออ เอานะ” ผมตีเสียงขรึม “พี่ไม่อยากให้พูดเรื่องทัพ ถ้าเกิดพี่จะบอกว่า....”
เสียงผมต่ำ ต่ำจนคู่สนทนาก้มหน้าลง และยื่นเข้าใกล้ผม “ทัพไม่อยู่แล้ว แกจะทำยังไงวะ”
ผมเห็นสีหน้าปวดใจแวบหนึ่ง
“พี่หมายความว่าไง ที่บอกทัพไม่อยู่ พี่... ผมคุยกับบอส เมื่อหลายปีก่อนตอนทัพอยู่ ม. 6 ว่าทัพ จะเข้าเรียนอะไร ตอนทัพอยู่ ปี 1 ผมก็คุยกับบอส มันก็บอกว่า ทัพอยู่ มหาวิทยาลัยเดียวกับพี่ เรียนวิทยาเคมี”
ผมอึ้งครับ อึ้งกับสิ่งที่รับรู้ พี่ปริ๊นซ์สนใจผมขนาดนี้เลยหรอ
“แล้วทำไมไม่ถามน้องเองวะ ไปคุยผ่านบอสทำไม”
“พี่เมฆ ผมพยายามติดต่อแล้วนะ สมัยนู้น เน็ตก็ห่วย เราก็เล่นกันแค่ MSN กัน พี่จำได้มั้ย เฟซบุค ไลน์ อะไรแบบวันนี้ไม่มีหรอกนะ น้องมันหายไปจากเอ็มอะ ไม่เห็นออนเลย”
เออ ตายละกู ลืมไปเลยว่า ตอน ม. 6 ผมเลิกเล่นทุกอย่าง ผมใจจดใจจ่อแค่ต้องเข้ามหาวิทยาลัยให้เร็วที่สุด ผมจะได้ลดความอ้วนได้อย่างสบายใจ
แรกสุดพอผมรู้ว่าถ้าผอม พี่ปริ๊นซ์อาจจะชอบ ผมก็รีบวิ่งไปบอกแม่จ๋าทันทีว่า
“คุณแม่ ทัพจะผอม อยากผอม”
แม่จ๋ายืนอึ้ง ถือมีดที่กำลังแล่เนื้อหมูอย่างน่าหวาดเสียว
“ผีเข้าหรอไงทัพ ลูกสบายดีใช่มั้ย”
“สบายดีคุณแม่ ทัพจะผอม”
“ดีจ้ะลูก ดีจ้ะ เข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ก่อนนะ แล้วหลังจากนั้นก็เต็มที่เลยลูก ทำไปทีละเรื่องนะ คุณแม่ขอ”
และนั่นคือสาเหตุที่ผมเรียนเป็นบ้าเป็นหลัง จนติดสอบตรงนี่แหละ
“พี่.. สรุปทัพเป็นอะไรอะ”
ผมสะดุ้งจากภวังค์อีกรอบ เสียงพี่ปริ๊นซ์หงอยจนผมสงสาร
“ก็ไปแล้ว ไปอยู่ระยองไง”
“โอ๊ย พี่เมฆ ผมใจเสียหมด เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง”
ผมหัวเราะออกมา สัมผัสความห่วงใยอย่างจริงใจของพี่ปริ๊นซ์ได้ ดีใจนะที่แม้จะผ่านมาเกือบสิบปี พี่เขาก็ไม่เคยลืมน้องอย่างผม
“พรุ่งนี้ จะลองไปหาน้อยหน่า แต่ไม่อยากไปคนเดียว ไม่ทำงานไม่ได้เหรอวะพี่”
สายตาอ้อนวอนทอดมาทางผม รู้สึกแน่นหน้าอกอย่างฉับพลัน จะสำลักอากาศอีกแล้ว ทำหน้าแบบนี้ทำไมวะ มึงคิดว่าเป็นลูกแมวเหรอ อย่ามาทำหน้าแบบนั้น ทัพแพ้ขนแมว ทำไมต้องจ้องไม่หยุดแบบนั้น แล้วทำไมต้องยื่นหน้ามาใกล้ขนาดนั้น
“ลางานไม่ได้เหรอครับ พี่เมฆฆฆ”
ลากยาวขนาดนั้น บรรพบุรุษฝ่ายไหนเป็นญาติกับแม่นากเหรอ
ปากรูปกระจับเคลื่อนเข้าใกล้มาเรื่อย ๆ มองปากทำไม ตาผมเริ่มพริ้มหลับลง
‘มีสติสิ มีสติ........... พุทโธ ธัมโม สังโฆ ลิโพ กระทิงแดง เอ็มร้อย ช่วยลูกด้วย’
“เออ ลา”
ผมพูดออกมา พร้อมกับลุกขึ้นยืน คว้ามือถือไลน์หาหัวหน้า
พี่ปิ๋มครับ.... พรุ่งนี้ทัพขอลาอีกวันได้มั้ย
แหม น้องทัพ พี่ก็บอกแล้วให้ลาไปเลยสองวัน ไม่เชื่อพี่
แฮ่ ๆ
(สติกเกอร์กระต่ายยิ้ม)
ก็ไม่อยากใช้วันลาเปลืองนะครับ
โอ๊ย ลาเถอะลูก หนูเหลือวันลาเยอะสุดในแผนกแล้ว
ไม่ต้องห่วงนะ พักผ่อนไป
เดี๋ยวพี่ทำเรื่องให้จ้า
(สติกเกอร์จูบ)
ปิ๋มน่ารักที่สุดเลยฮะ
น่ารักแล้วรักมั้ยละจ๊ะ
ยังโสดอยู่นี่
พี่ก็โสดนะ
พี่ปิ๋ม ผมเป็นเกย์
เป็นเจ้ผมต่อแหละ
แหม อีทัพ
ผมสะดุ้งเล็กน้อย จู่ ๆ พี่ปิ๋มก็เปลี่ยนคำเรียกชื่อผมเสียดื้อ ๆ
ไลน์เด้งไม่หยุด เสียงดังดึ๋ง ๆๆ หลังจากนั้น
เป็นเกย์จริงหรอยะ
แหม
แหม
ฉันไม่สวยก็บอกมา
เชอะ
ย่ะ
แฮ่ ๆ ไม่ใช่ครับ
ฝันดีครับพี่
(สติกเกอร์กูดไนท์)
(สติกเกอร์กูดไนท์)
“ลาแล้ว” มองไปยังอีกฝ่ายที่แสดงสายตากุมชัยชนะ
นี่มึงไปแข่งโอลิมปิกแล้วได้เหรียญทองให้ประเทศมาเหรอ ทำไมต้องทำหน้าภูมิใจขนาดนั้น
“ผมสงสัยนะ พี่ไม่เคยมีแฟน ไม่เคยมีมาตลอดเลย ตอนนี้ก็ไม่มีใช่มั้ย” ผมพยักหน้า “หรือว่า....”
“หรือว่า....” ผมพูดทวน
“หรือว่า.....” มันก็ยังจะพูดซ้ำอีก
“หรือว่า....” ไอ้ผมก็บ้าทวนคำพูดอีก
“หรือว่า.....” เอาเข้าไป ปริญธรณ์ จะไม่พูดใช่มั้ย
“หรือว่าอะไรพูดมา เสียเวลา”
“พี่ชอบผมเหรอ”
สำลักอากาศเลยครับ ถังออกซิเจน กูจะเอาถังออกซิเจน ช่วยได้ กูจะตายแล้ว
“ใช่มั้ย” พร้อมตาที่หรี่ลง “มันน่าแปลก” เท้าก้าวเดินเข้าใกล้ผม
“พี่ใจดีกับผมมากเกินไป ใจดีผิดปกติ พี่คิดอะไรกับผมหรือเปล่า บอกมาตามตรง ถ้าพี่ชอบผมแล้วอยากให้ผมทดแทนบุญคุณอะไรในแบบนั้น ผมก็พอทำให้ได้นะ แต่ไม่จูบนะ” พี่ปริ๊นซ์หยุดยืนที่หน้าผม ห่างเพียงช่วงไม้บรรทัด แสยะยิ้ม
“เอาเปล่าพี่.....”
แม้ว่าแอร์ในห้องจะตั้งไว้ที่ 25 องศา ประหยัดไฟ ตามนโยบายกระทรวงพลังงาน อากาศเย็นเหล่านั้นก็ไม่สามารถช่วยชีวิตผมจากความร้อนที่พุ่งสูงปรอดแทบแตกได้
มันเหมือนเวลาหยุดเดิน ผมยืนนิ่ง หน้าแดง หูแดง จ้องมองชายสูงชะลูด ผิวสีแทน ผู้มีใบหน้ายียวน คิ้วยักยกขึ้น แววตาทะเล้น ใบหน้าที่ผมหลงรักมานานหลายปี
เรายืนจ้องกันแบบนั้น ไม่มีคำพูดใด ๆ ระหว่างกัน เหมือนใจผมลอยหายออกไป ราวกับผมไม่ได้อยู่ในห้อง เสียงเครื่องปรับอากาศเงียบสนิทเหมือนไม่ได้ทำงาน โซฟา โต๊ะกินข้าว ทุกอย่างมลายหายไป วิสัยทัศน์ของผมเหลือเพียงชายตรงหน้าที่ยิ้ม แขนแกร่งสองคนเริ่มยกขึ้นมาและกำลังจับไหล่ทั้งสองข้างของผม
“ไอ้โรคจิต”
ผมพูดออกไปในที่สุด พร้อมสะบัดตูดเข้าห้องนอน
“นอนละ จะนอนเตียงหรือโซฟาก็แล้วแต่ ผ้าห่มอยู่ในห้อง เข้ามาหยิบเอง”
ผมเดินเข้าห้อง ในใจสับสน ล้มตัวลงนอนหันไปทางหน้าต่าง หลับตาปี๋ ไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว
“แล้วก็อย่าลืมทำแผล กล่องยาวางไว้ให้แล้วบนโต๊ะ”
ผมตะโกนออกไป รู้สึกหนังตาหนักมากขึ้นทุกที
ไฟนอกห้องนอนดับลง ปริ๊นซ์ยืนอยู่ตรงประตูห้องนอน เดินเข้ามา ปิดประตูอย่างเบามือ ป้องกันไม่ให้ฝ่ายที่กำลังนอนสะดุ้งตื่น เอื้มมมือไปปิดไฟ ห้องนอนไม่ได้ใหญ่โตมากนัก เดินเพียงสองก้าวเล็ก ๆ ก็ถึงเตียง เขาเลิกผ้าห่มอีกฝั่งของเตียงที่มีที่ว่างเหลืออยู่ แทรกตัวเข้าไปนอนอย่างแผ่วเบาที่สุด
ยิ้มเห็นฟันขาวในความมืดมิด
“นอนเร็วจังพี่ สามทุ่มเองนะ”
ไม่มีเสียงตอบจากฝั่งตรงข้าม คงยังไม่หลับ เพียงไม่อยากตอบมากกว่าสินะ
“ฝันดีครับ”
ทอดตัวลงนอน พร้อมกับได้ยินเสียงหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอจากคนข้าง ๆ
ปริญธรณ์มองคนที่นอนอยู่ด้านข้างฝ่ายความมืด ในห้วงคำนึงแห่งค่ำคืนนั้นที่ไม่อาจเปล่งออกไปได้
'สงสัยหลับสนิทจริง ๆ แล้วสินะ หลับง่ายเหมือนเดิมเลยนะ ทัพกรณ์'
-
บทที่ 5
เจ็ดปีครึ่ง
“แล้วมึงจะเรียนไรต่อวะ ปริ๊นซ์ จบ ม. 6 แล้ว”
ผมจ้องหน้าไอ้ปันด้วยสายตาเศร้าเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่รู้สึกอะไรต่อสิ่งที่จะพูดต่อ เสมองไปข้างนอกเล็กน้อย
“พ่อกูบอกว่า จะส่งกูไปเมืองนอก เห็นว่าติดต่อไว้หมดแล้ว ก็ดี สบาย ไม่ต้องมาวุ่นวายกับระบบแอดมิชชันบ้าบอ เปลี่ยนตอนไหนไม่เปลี่ยน มาเปลี่ยนรุ่นเรางี้ ใช่เหรอวะ”
อีกฝ่ายหัวเราะ
“เออ จริงของมึง เออ เย็นนี้จะไปกินหมูกระทะปะวะ ห้องเราไปหมดทุกคนเลยนะ มึงไปนอกกูคิดถึงมึงแย่”
“กูก็คิดถึง ทั้งมึง ทั้งหมี ทั้ง....”
ผมยังไม่ทันพูดชื่อกร เพื่อนสนิทคนสุดท้ายในแก๊งค์ผมเสร็จ ก็ได้ยินเสียงกุกกักจากข้างนอก
ความเป็นนักกีฬามาหลายปีของเราสองคน ชั่วพริบตา ผมและปันก็มาถึงวงกบประตู จ้องร่างอ้วนพีที่วิ่งเหยาะจากไป
“นั่น ครา...”
ผมคว้าปากไอ้ปันไว้ ก่อนที่มันจะตะโกนออกไป
“กูรู้อยู่แล้วว่าใคร มึงก็เพิ่งพูดถึงน้องเขาไปนี่”
“อ้าว เหี้ย แบบนี้น้องไม่ได้ยินหมดแล้วเหรอ”
ไอ้ปันพูดถึงบรรพบุรุษมันอีกแล้วครับ ตอนอุทานทำไมต้องเน้นเสียงมาทางผมด้วย
“กูสัญญากับน้องแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ เหี้ย เหี้ย เหี้ย”
มันยังตะโกนร่ำร้องถึงบรรพบุรุษอย่างต่อเนื่อง
“ช่างมันเถอะ กูไม่ได้รังเกียจน้องหรอก เรื่องรักชอบมันห้ามกันไม่ได้ อีกอย่าง...”
ผมเงียบไป จนไอ้ปันต้องเดินเข้ามาจับไหล่
“ถ้าน้องเขารู้ว่ากูรู้ อาจทำให้น้องเขาเปลี่ยนไป กูจะเสียน้องที่ดีไปทั้งคนเลยนะ กูทำเป็นตามืดตาบอดแบบนี้ต่อไปดีกว่า”
“มึงแน่ใจแล้วเหรอปริ๊นซ์”
“อืม”
"แล้วมึงจะไม่บอกน้องเรื่องที่จะไปเมืองนอกเลยเหรอ"
"อืม ถ้ากูบอกว่าจะไปเมืองนอก น้องอาจทำอะไรโง่ ๆ แบบที่กูกลัว เช่นสารภาพรัก"
ผมหยุดถอนหายใจครู่หนึ่ง
"มึงเข้าใจกูใช่มั้ย"
ปันไม่ตอบ บีบไหล่ผมเหมือนให้กำลังใจ
--------------------------------------------
วันปัจฉิมนิเทศ
ผมคิดว่าน้องต้องมาหาผมแน่ ๆ แต่ผมก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของน้อง
“กลับกันเหอะ”
หมีทักผม บ้านเราอยู่ทางเดียวกัน ปกติก็จะขี่มอเตอร์ไซค์กลับพร้อมกันทุกเย็น
“อีกสักพักวะ มึงกลับก่อนเลย กูอยากซึมซับบรรยากาศโรงเรียน”
“เล่นเอ็มวีเหรอมึง เห้อ เอาเถอะ กุเข้าใจ”
มันยิ้มให้ผม ทรุดตัวนั่งตรงม้านั่งหินอ่อนตรงข้ามผม ตอนนี้เรานั่งอยู่ที่ลานหูกวางใกล้กับเสาธงโรงเรียน
“มึงเดินทางเมื่อไรวะ กูคงไปส่งมึงไม่ได้นะปริ๊นซ์ พอสอบโอเน็ตไรพวกนี้เสร็จ กูต้องไปหาญาติที่เชียงใหม่”
“อืม แค่นี้ก็ขอบใจแล้ว”
ผมทอดสายตามองสนามฟุตบอลที่พวกผมมักเล่นบอลทุกเย็น ทอดสายตามองสนามบาสที่อยู่ลิบ ๆ สนามบาสที่ผมกับเพื่อน ๆ ฝึกกันก่อนไปแข่งกีฬา มองเหล่ทางเดินหลังคาคลุมที่ใช้ทุกครั้งที่มีฝนตก แม้ว่าจะไม่ค่อยช่วยสักเท่าไหร่เพราะฝนสาดทุกทิศทาง เงยหน้าเห็นใบไม้สีส้มหม่นของต้นหูกวางที่ใกล้จะหลุดจากขั้วใบในไม่ช้า ตะวันจวนลับลา แสงอาทิตย์อัสดงแสดแผ่สาดไปทั่ว โรงเรียนยังคงเป็นโรงเรียนเดิม มีตึกเก่าและมีตึกใหม่ มีนักเรียนเก่าและมีนักเรียนใหม่ มีครูที่เกษียณและบรรจุใหม่ มีพบมีจากลา มีความทรงจำมากมายเกิดที่นี่
“กูอยู่เป็นเพื่อนมึงละกัน มึงรอใครหรือเปล่า”
“อืม แต่เขาคงไม่มาแล้วละ ขอกูอยู่อีกสักพักนะ”
--------------------------------------------
จากวันนั้น ไม่ว่าจะพยายามออน MSN ขนาดไหน ตื่นแต่เช้าตรู่ให้ตรงกับเวลาพลบค่ำของไทย แต่ก็ไม่เคยเจอน้องออนเลยแม้แต่ครั้งเดียว จนผมต้องทักบอสไป บอสเป็นเพื่อนสนิทคนเดียวของทัพ
B0000∑
สวัสดีครับพี่ปริ๊นซ์
P ® 1 2 CE
สบายดีมั้ยน้อง
B0000∑
พี่หมายถึงทัพเหรอครับ มันสบายดีครับ
ไอ้เด็กบ้านี่รู้ทัน หันมันนิ่ง ๆ แบบนี้ฉลาดเป็นกรดเลยนะ
ผมนิ่งคิดก่อนจรดนิ้วบนแป้นพิมพ์ต่อ
P ® 1 2 CE
พี่ถามถึงน้องนะแหละ
เออ พี่ก็กะจะถามถึงทัพด้วย
B0000∑
ครับ
มันไม่ค่อยออนหรอกนะพี่
เห็นว่าจะอ่านหนังสือ เห็นว่าอยากติดสอบตรงให้เร็วที่สุด
จากวันนั้นมาผมก็ถามไถ่ชีวิตของทัพผ่านบอสมาโดยตลอด
B0000∑
พี่ปริ๊นซ์
ทัพมันติดแล้วนะ
ข้อความนั้นพิมพ์ส่งมาเมื่อหลายชั่วโมงก่อน
ในวันนั้นผมปวดหัวมาก เจอป๊อบควิซของอาจารย์ Erik
ทำให้คิดว่ากูมาเรียนบริหารทำไมไกลถึงต่างประเทศวะ วิชาการอะไรแทบไม่ซึมเข้าหัว เข้าหูซ้ายก็ทะลุออกหูขวา ยิ่งนานวันไปยิ่งเสียดายเงินแทนพ่อแม่ ทักษะเดียวที่ได้ก็น่าจะเป็นทำอาหารนี่แหละ กลับไทยไปกูไปเปิดร้านอาหารดีมั้ย หรือไม่กลับแม่งละประเทศไทย เปิดร้านอาหารที่อเมริกาซะเลย
วันก่อนหน้าก็ต้องไปฉลองวันเกิด Amy แฟนผมเองครับ เป็นแหม่มตาน้ำข้าว อิมพอร์ตจากอังกฤษเลยนะ แล้วจะมาเรียนทำไมที่อเมริกาวะ ผมก็ไม่เข้าใจ
ทัพติดมหาวิทยาลัยที่ต้องการแล้ว เหมือนเช่นเคย ทัพไม่เคยออน MSN มาจนเกือบครบปี ผมส่งข้อความไป หวังว่าน้องคงจะอ่านสักวันหนึ่ง
P ® 1 2 CE
ดีใจด้วยนะน้อง มีที่เรียนแล้ว
ถ้ากลับไทยจะซื้อของไปฝากนะ
เสื้อไซส์ XXL สีฟ้า เลยละกัน
5555555
แน่นอนว่า ผมได้ซื้อเสื้อไซส์ XXL สีฟ้า ไว้จริง แต่ผมก็แทบไม่กลับไทยเลย ผ่านไปปีครึ่ง โปรแกรม MSN ก็ไม่ใช่โปรแกรมที่ได้รับความนิยมอีกต่อไป ผมแทบไม่ออน เหมือนกับที่เพื่อนผม น้องบอส และคนรู้จักคนอื่นก็ทยอยห่างหายจากโปรแกรมนี้ไปเรื่อย ๆ
วันนั้นฝนตกหนักมาก รัฐที่ผมเรียน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ อากาศจึงแปรปรวนเสมอ
เป็นโสดอีกครั้งหลังจากทะเลาะกับ Amy ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็ดี ถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าผมคบฝรั่ง กลับไทยไปมีหวังโดนตัดจากกองมรดก
ออน MSN เล่นแก้เบื่อแล้วกัน
ติ๊ง ดึ๊ง ดึ๊ง ๆๆๆๆๆๆๆๆ
เล่นเครื่องค้างเลยวะ
หน้าต่างสนทนาหลายบานผุดขึ้นมา
Pan Pan Pan
มึงตายห่าแล้วเหรอวะ
3eAr Meee Mheee Hmeee
เห้ย มึง จะกลับไทยบ้างเปล่า
K012NNNN
กลับไทยบ้างเหอะ
แก๊งค์เพื่อนผมเอง มันต้องพร้อมใจกันทักผมมาแน่ ๆ ดูจากเวลาแล้ว เผลอ ๆ ไอ้สามตัวนี้อยู่ด้วยกัน เพราะเป็นช่วงปิดเทอมของไทยพอดี
แต่หน้าต่างสนทนาที่ผมสนใจคือหน้าต่างของสายสืบของผมคนนี้ น้องบอส
B0000∑
ทัพมันเปลี่ยนไปพี่
ผมแนบรูปไม่เป็นอะ
ผมฝากไฟล์รูปไว้ที่เว็บนี่นะ
ไปโหลดดูพี่
เปลี่ยนไปอะไรวะ
ใจคิด มือกดลิงค์
50 เปอเซ็นต์
60 เปอเซ็นต์
ผมจ้องที่แถบการดาวน์โหลดจนเต็มร้อย
ไฟล์ได้รับการโหลดเรียบร้อยลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นรูปภาพไฟล์ jpg ผมคลิกเข้าไปดู
“เหี้ยยยยยยยยยยยยย”
ผมอุทานออกมาดังมาก จนรูมเมตอีกสองคนตกใจ และหันมาถามเสียงตลบ
“Sorry, dudes. I’m OK”
ผมหันไปตอบ
ทัพ นี่ไม่ใช่ทัพ... ทัพเปลี่ยนไป ทัพหารสอง ทัพหารสามเลยก็ว่าได้ ทำไมผอมได้ขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้นวะ
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
เสียงไซเรนดังโหยหวนอยู่ภายนอก
ที่นี่ไม่ใช่อเมริกา
ที่นี่คือกรุงเทพมหานคร เมืองที่ไม่เคยหลับใหล
ทัพนอนหายใจ พริ้มตา ดูสบาย
ผมชันตัวขึ้นหยิบหมอนตั้งรองหลังที่เอนพิงลงมา มองน้องด้วยสายตาทึ่งระคนแปลกใจ
ผอมมาก ผอมกว่าเจ็ดปีก่อน ผอมกว่ารูปที่บอสส่งให้ผมดู แต่ทำไมต้องปลอมตัวเป็นพี่เมฆด้วย แรกสุดที่เจอตรงทางรถไฟผมก็คุ้นอยู่ว่าใคร พอบอกว่าเป็นพี่เมฆ ผมเชื่อนะ เชื่อสนิทใจเลย แต่อากัปกิริยาหลายอย่างมันฟ้อง ยิ่งตอนช็อปปิ้งด้วยกัน คำพูดคำจา ท่าทางหลายอย่าง นี่มันทัพชัด ๆ
ในเมื่อทัพเลือกที่จะปลอมตัว ผมก็จะตามน้ำให้ ไม่ให้น้องเสียความตั้งใจ
มือลูบหัวน้องเบา ๆ เส้นผมน้องไม่ได้นุ่ม แต่ก็ไม่ได้หยาบกระด้าง เหมือนผู้ชายทั่วไป เวลาผ่านมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ นานจนผมเห็นไรผมหงอกสองสามเส้นบนหัวน้อง แล้วนี่จะมาจ้องผมหงอกทำไมวะ
เหมือนเราต่างมีวิถีชีวิตของตัวเอง ชีวิตที่ไม่น่าจะเวียนมาบรรจบกันอีกแล้ว เส้นทางเดินที่ต่างกัน สังคมที่ไม่มีวันซ้อนทับกันได้
แล้วผมก็กลับมาเจอน้องอีกครั้ง
“ปริญธรณ์ ทวีวิชัยกุลวัฒน์ ใช่มั้ย”
หน้าตาตกใจ ปากที่อ้าเล็กน้อย แล้วนี่มือหรือคีมเหล็กที่กำลังบีบแขนผมอยู่ เอาแรงมาจากไหนกันวะเนี่ย กระชากแขนจนแทบหลุด หัวใจวายตายขึ้นมา รับผิดชอบกูมั้ย
“จะมาทวงหนี้ห่าไรอีก ก็บอกว่าไม่มีไง ดูสภาพกูสิ”
อีกฝ่ายยังอึ้ง ผมหรี่ตาจ้อง หน้าแบบนี้ สายตาแบบนี้ คุ้นจังเลย
แล้วทุกอย่างก็เหมือนภาพเบลอสำหรับผม ผมถูกลากไปห้างนั้น ลากไปนี้ ไปหลายที่
“ปริ๊นซ์”
ผมมองด้วยหางตา ไอ้บ้าที่ไหนบอกผมวะ ต้องรีบกลับไปนอน เหนื่อยมาทั้งวัน พรุ่งนี้ทำงาน แต่การมายืนอยู่ในร้านเสื้อผ้า หยิบตัวนั้นหยิบตัวนี้ สบายใจ ให้กูถือตะกร้าราวกับเป็นผู้ติดตาม
“ตัวนี้สวยนะ ตัวนี้เนาะ ซื้อตัวนี้แหละ”
โยนใส่ตะกร้าโดยไม่มองอีกแล้ว ผมโถมตัวเอาตะกร้าไปรับเสื้อแทบไม่ทัน รู้สึกเหนื่อยหอบเหมือนกำลังเล่นแชร์บอลตอนประถม
“ตัวนี้สวยมากเลย”
ผมมองนักกีฬาแชร์บอล ผู้ปาไม่เคยแม่น กำลังรี่ตรงไปที่เป้าหมายใหม่...เสื้อเชิ้ตสีฟ้าตัดดำ
เสื้อตัวนั้นสวยมากเลย ราคาก็แพงใช่ย่อย ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ ราคาแค่นี้ผมซื้อไปใส่เล่นสิบตัวยังได้
“ถ้าผอมกว่านี้นะ จะซื้อใส่ซะหน่อย”
ภาพที่ซ้อนทับมากับอดีตเมื่อหลายปีก่อน ผุดย้อนขึ้นมา ประดุจแสงรอบตัวหรี่ลง สปอร์ตไลต์สว่างจ้าส่องตรงไปที่พี่เมฆ ภาพของเด็กอ้วนหัวเกรียนปรากฏออกมาแทนที่
สายตาที่มองลอดแว่นกำลังหันเพ่งมองมาที่ผม
“ใส่ได้แน่เลย เอาตัวนี้เนาะ สีฟ้าสวยดี ชอบไม่ใช่เหรอ”
ทัพ
ทัพแน่นอน ไม่ผิดตัว
เสื้อถูกโยนมาพร้อมกับแสงสว่างจ้าของร้านเสื้อผ้ากลับมาอีกครั้ง
ภาพหัวกลมเกรียนอ้วนที่มลายหายไป ไม่มีแว่น ร่างที่สูงขึ้นเล็กน้อย ผอมลงมาก เอียงคอมองกลับด้วยความสงสัย
“มองไรวะ หาเรื่องหรอ”
ไม่ใช่พี่เมฆ...
ในที่สุดผมก็ได้เจอ คนที่ผมอยากเจอมากที่สุด เจ็ดปีครึ่ง มันนานขนาดนี้เชียวเหรอ
ถ้าคราวนี้อะไรจะเกิดขึ้นระหว่างเรา
ผมก็จะไม่กลัวอีกแล้ว
ผมจะไม่ให้เวลาหลุดลอยเหมือนเมื่อ 7 ปีครึ่ง ก่อน
ไม่อีกแล้ว...
-
บทที่ 6
ความสุขในวันศุกร์
“และคำถามข้อสุดท้ายนะครับ คำถามข้อนี้ ถ้าทางตราดตอบถูกก็จะเป็นแชมป์ของรายการเราทันที แต่ถ้าทางตราดตอบผิด สกลนครจะได้สิทธิ์ตอบคำถามข้อนี้”
พิธีกรหยุดพูด กล้องแพนมาที่หน้าเขา
“และไม่ว่าสกลนครจะตอบผิดหรือถูก เราก็ยังต้องมีคำถามข้อต่อไป นั่นหมายความว่าสกลนครยังคงสามารถลุ้นแชมป์ได้นะครับ”
พิธีกรประกาศ ผมรู้สึกนิ้วมือเย็นเฉียบไปหมด
สกอร์คะแนนโชว์หราว่า โรงเรียนผม 36 และอีกโรงเรียน 34 คะแนน
คำถามข้อนี้มีมูลค่า 4 คะแนน ถ้าทีมผมได้ 40 คะแนน ก่อน ก็จะเป็นฝ่ายชนะทันที
“ไม่ต้องกลัวนะทัพ เรามาไกลขนาดนี้แล้ว แพ้หรือชนะไม่สำคัญหรอก”
ผมพยักหน้า ไม่ตอบอะไร มือที่เย็นเฉียบถูกกุมด้วยมืออุ่นจากอีกฝ่าย รอยยิ้มให้กำลังใจเหมือนคำสัญญาที่บอกกับผมว่า เราต้องผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน
“คำถามนะครับ ขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เป็นระบบขนส่งมวลชน..........”
พิธีกรร่ายยาวต่อไป
“เห็นปะ ทัพ ขสมก. ก็มานะจ๊ะ”
พี่ปริ๊นซ์หัวเราะ ยักคิ้วให้ผม
“ผู้ริเริ่มกิจการรถเมล์คนแรก คือใคร ปี พ.ศ. ใด จับเวลา 15 วินาทีครับ”
พี่ปริ๊นซ์ยังบีบมือผมแน่น
“สงสัยเราได้เล่นอีกข้อแน่เลยวะทัพ” แค่นเสียงหัวเราะออกมา “พี่จำได้แต่ ขสมก. ย่อมาจากอะไร เห้ย ทัพ”
มือผมกดปุ่มสัญญาณดับเบิ้ลสกอร์ นั่นแปลว่า ถ้าผมตอบถูก ผมได้ 8 คะแนน แต่ถ้าตอบผิด คือ ลบ 8 คะแนน
“ทางฝั่งตราด ใช้ดับเบิ้ลสกอร์นะครับ ผมนึกว่าจะไม่มีใครใช้ซะแล้ว”
พิธีกรพูด พลางหันไปทางกล้องบันทึกเทป ผมกำลังออกรายการทีวีอยู่
ผมและพี่ปริ๊นซ์เป็นตัวแทนโรงเรียนมาแข่งรายการตอบปัญหาความรู้ทั่วไประดับมัธยมศึกษา เราฝ่าฟันระดับจังหวัด ระดับภาค จนมาถึงระดับประเทศได้แล้ว ช่างเหนือความคาดหมายสำหรับเด็กต่างจังหวัดอย่างผม
กล้องตัวหนึ่งเลื่อนมาทางผม จอใหญ่ฉายหรา หัวเหม่งเกรียน อ้วน ใส่แว่นหนา
พี่ช่างกล้องครับ ช่วยอย่าซูมไปมากกว่านี้ได้มั้ยครับ ซูมมากขนาดนี้ รังแค หนังหัว ครอบครัวเหา บนหัวผมมันอายหมดแล้วครับ
“แน่ใจว่าจะใช้นะครับ ผมขอคำยืนยันครับ”
ผมมองไปทางพี่ปริ๊นซ์ ไม่มีคำพูดใดออกมา มือบีบแน่นผมขึ้น
“ชีวิตมันสั้น อย่าเครียด”
พี่ปริ๊นซ์เอ่ยออกมา ผมยิ้มตอบกลับ จับไมโครโฟนตรงโพเดียมไว้ในมือ
“ยืนยันครับ”
“ครับผม คำตอบคือ”
“พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ เลิศ เศรษฐบุตร ในปี พ.ศ. 2450 เส้นทางที่วิ่งคือ สะพานยศเส ถึงประตูน้ำสระปทุม ครับ”
ผมตอบออกไป มากกว่าที่คำถามกำหนดด้วยซ้ำ
จากนั้นหูผมดับ ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย
ตาเห็นสกอร์คะแนนที่ขึ้นว่า ตราด 44 คะแนน
เปเปอร์ชูตสีทองปลิวไปทั่วห้องอัดรายการ
พี่ปริ๊นซ์กระโดดกอดผมจนผมเขินไปหมดแล้วเนี่ย แล้วพี่ปริ๊นซ์ก็ลากผมไปกลางเวที กล้องหลายต่อถ่ายรูปเรา หนึ่งในนั้นมีกล้องจากอาจารย์สมรร่วมด้วย
แน่นอนว่าภาพนั้นเป็นภาพที่ผมล้างแล้วใส่กรอบวางไว้บนหัวเตียง ภาพที่ผมทำหน้าเหรอหรา จะยิ้มก็ไม่ใช่ ดูเหมือนร้องไห้มากกว่า ส่วนพี่ปริ๊นซ์ยิ้มสว่างฉายออร่าไปทั่ว
หลังจากสื่อมวลชนรุมสัมภาษณ์พวกผมเสร็จ (ซึ่งแน่นอนผมยืนประกอบฉาก พี่ปริ๊นซ์ตอบอยู่คนเดียว) อาจารย์สมรก็เดินเข้ามา พูดอะไรสักอย่าง ผมไม่รับรู้สักอย่าง หูผมดับไปตั้งนานแล้ว อ.สมร จับมือผม จับมือพี่ปริ๊นซ์ อาจารย์ยิ้มหน้าบานอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
---------------------------------------
“เคยไปสยามกันมั้ยเด็ก ๆ ตอนครูเป็นนิสิตตัวน้อย ครูมาช็อปปิงประจำ เดี๋ยวครูพาไปซื้อเสื้อนะ ครูเลี้ยงเอง”
โสตประสาทของผมกลับมาดีอีกครั้ง ภาพการขึ้นไปรับถ้วยรางวัล เงินรางวัล เหมือนฟิล์มหนังที่ถูกเร่งฉายไปข้างหน้า
ตอนนี้เราอยู่บนรถตู้โรงเรียนกำลังมุ่งตรงไปที่ห้างแห่งหนึ่งในสยาม
“ทัพกรณ์ชอบสีอะไรละ”
“ฟ้า ครับครู”
“เหมือนครูเลยลูก แล้วปริญธรณ์ละ”
“ผมก็ชอบสีฟ้าครับ อาจารย์สมร”
“บังเอิญจังเลยนะลูก พี่สุกิตละคะ ชอบสีอะไร”
อ.สมร หันไปคุยกับคนขับรถตู้
“พี่ว่าสีฟ้ามันดูแล้วสบายตาเนาะ พี่เกิดวันศุกร์ด้วยแหละ”
พี่ปริ๊นซ์หันมาคุยกับผม
“ผมก็เกิดวันศุกร์ครับพี่”
“บังเอิญจังเนาะ”
ผมไม่ได้ตอบอะไรพี่ปริ๊นซ์ เพราะสะลึมสะลือผล็อยหลับไปอีกครั้ง
จำได้ลางเลือนว่า มีมือใหญ่ยีหัวผม อย่างไม่เกรงกลัวกลิ่นเหม็นเขียวเกรียน ค่อย ๆ จับผมเอนลงไปซบซุกกับไหล่ของใครสักคน
ในห้วงคำนึงของความคิด ผมคิดแต่เพียงว่า
‘คำว่าบังเอิญ มีจริงเหรอ’
บังเอิญ
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
เช้าวันศุกร์
ติ๊ด ๆ ๆ
มือคว้าโทรศัพท์มือถือปิดการตั้งปลุกทั้งที่เปลือกตายังปิดสนิท เสียงร้องโอดโอย กระดูกลั่นไปทั้งตัว ผมตื่นขึ้นมา งงงวยกับภาพรอบตัว และเป็นอีกครั้งที่ผมเอามือคว้าโต๊ะข้างเตียงหาแว่น
“กุเลสิกมาตั้งหลายเดือนแล้วนี่หวา”
รำพึงกับตัวเองอยู่คนเดียวในห้องนอน คนที่ควรนอนข้าง ๆ หายไปไหนกันนะ
ผมลุกขึ้น บิดขี้เกียจ เปิดประตูออกไปด้านนอก กลิ่นหอมตลบอบอวลลอยขึ้นมา
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ พี่เมฆ มา ๆ”
พี่ปริ๊นซ์หันข้างมามองผม จากมุมที่เป็นส่วนครัว ในมือกำลังถือตะหลิวผัดอะไรบางอย่างอยู่
“นี่ผมตื่นมาตั้งแต่ตี 5 เลยนะ ตั้งใจทำให้สุดฝีมือ”
ผมหยิกตัวเองที่แก้มขวา แรงมาก แรงชนิดที่ในชีวิตปกติผมไม่มีทางทำแบบนี้เด็ดขาด
“โอ๊ย”
“เห้ย พี่ทำอะไร เจ็บละสิ”
พี่ปริ๊นซ์เดินเข้ามา ยิ้มมองผมด้วยสายตาขี้เล่น คิ้วยกมุ่น ฉายความกวนในใบหน้า และที่สำคัญในมือยังถือตะหลิวอยู่
“กูไม่ได้ฝันนี่หว่า”
“เออสิพี่ ฝันอะไร รอแปบนึงนะ อาบน้ำ แปรงฟัน ก่อนก็ได้ อีกสักครึ่งชั่วโมงน่าจะได้กินข้าว”
“วิ่ง.... จะออกไปวิ่ง”
ตอบออกไปโดยยังไม่หายเจ็บแก้ม
“เคล็ดลับความผอมหรอ”
แว่วเสียงเบา ๆ จากอีกฝ่าย ผมคงคิดไปเองมั้ง หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่ถุงเท้า คว้าหูฟังและมือถือเรียบร้อย ขณะผมกำลังก้าวขาออกจากห้องนั้น
“ผมรอนะครับ”
เสียงไล่หลังมา ก่อนประตูปิดสนิท
“วัด กูต้องไปวัด กูต้องไปทำบุญ บุญกูหมดแล้ว”
ทำไมผมรู้สึกเหมือนตนเองเป็นสามี ที่ภรรยากำลังทำอาหารและรอคอยให้กลับบ้านเลยวะ
เขินจังเลย ทัพกรณ์ทำบุญมาดีขนาดนี้ ต้องทำต่อไปนะ
แต่เอ๊ะ... ผมเป็นสามีเหรอ
สะบัดหัวแรง ๆ หนึ่งทีเรียกสติ แล้วกดลิฟต์ลงไปข้างล่าง
---------------------------------------
ผมวิ่งไปได้ 4 รอบ ก็เริ่มเหนื่อยหอบ โทรศัพท์สั่น โชว์เบอร์รูมเมตผมเจ้าเก่า
“อะไร หมอยุงลาย”
“โหยยยยยยยยยยย ทำไมต้องทำเสียงขุ่นมัวแบบนั้นละจ๊ะ วันนี้งานเลิกกี่โมงอะมึง”
ถ้าตามไม่หยอดผมสัก 5 นาที ผมว่าผมก็คงต้องไปวัดทำบุญ ต้องไปรีฟิลบุญไม่ต่างจากที่ผมต้องไปทำบุญเนื่องด้วยพี่ปริ๊นซ์กำลังรอผมกลับไปทานอาหารฝีมือพี่แก
แล้วยิ่งเหตุการ์แบบนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ผมว่าบุญที่ผมทำมาตลอดชีวิตคงหมดเกลี้ยงไม่เหลือหรอแน่นอน
แต่ ณ ปัจจุบันนี้ ผมแค่ทำบุญให้เนื่องในวาระที่ใช้บุญไปกับพี่ปริ๊นซ์ก็พอละ เริ่มจากทำบุญกับไอ้ตามนี่แหละ ดังนั้นผมต้องอารมณ์ดีสิ อย่าไปเหวี่ยงมันสักวันละกัน จิตใจผ่องใสก็ได้บุญแล้วทัพ
“ว่าไงละครับ”
ผมทำเสียงอ้อน
“วันนี้กูไม่ทำงานนะ กูลาเพิ่ม กูเหนื่อยมาก”
“................”
ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่โทรมาหาผมเอง
“ตาม ตาม ยังอยู่เปล่า”
“มึงไม่สบายใช่มั้ย เป็นอะไรวะ ให้กูไปดูอาการมั้ย”
เอ้า ไอ้ห่านี้ แช่งกูมาซะ กูปกติดี นี่ก็วิ่งอยู่ ยังไม่พร้อมจะไปหาเตี่ยมึงหรอกนะ
“เปล่า ปกติ ทำไมวะ”
“มึงพูดดีกับกูนะ กูตกใจ”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา กูแย่กับมึงเลยเหรอวะตาม”
ความรู้สึกผิดปะทุขึ้นในใจผม หลั่งรินไม่ต่างจากเหงื่อผุดพราวบนใบหน้าขณะนี้
“ไม่ ๆ ๆ มึงอย่าเพิ่งน้อยใจ แค่แปลกไปนะ เออมึง กูอยากเจอมึงก่อนอะ แบบสองต่อสอง”
ดูมันใช้คำแต่ละคำ สมควรให้ด่ามั้ยละครับ
“ได้มั้ย กูจะกลับต่างจังหวัดละนะ ไปเป็นหมอจน ๆ เข้าเวรเยอะ เงินตกเบิกค่อนปี สงสารกูหน่อย กูแทบไม่ได้เจอมึงเลยนะ”
ผมนิ่งคิดไปสักพัก นี่ใจร้ายกับเพื่อนคนนี้มากไปหรือเปล่าวะ
งั้นรับนัดมัน เสร็จแล้วลากมันไปเลือกของขวัญรับปริญญาเลยละกัน ง่ายดี ไม่ต้องคิดเอง นี่นั่งคิดตั้งแต่เมื่อวานก็ยังนึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไร เอาแบบนี้แหละ
“เอาสิ ตอนเย็นนะ สัก 5 โมง ได้เปล่า”
“....................”
“ตาม ไม่ตอบกูวางนะ ลีลานัก”
“เหี้ย กูว่ามึงไม่สบายแน่ ๆ ไม่ต้องห่วงนะ กูจะไปดูแล ปรนนิบัติพัดวี มึงมีหมอฟรีตลอดชีวิตนะเว้ย”
“เออ เอาเหอะ ตามสบาย” ผมบอกชื่อร้าน แล้วย้ำเวลาอีกรอบ “ไม่ต้องห่วง กูไม่เทมึง กูสัญญา”
“คร้าบบบบบบบบบบบบ เฮียยยยยยยยยยยยยยยยยยย”
แน่ะ มันชอบเรียกผมว่าเฮียครับ เพราะผมเกิดก่อนมันเดือนนึง เดือนนึงพอดีเป๊ะ แต่ทำไมเสียงเฮียของมันดูสูง ๆ คล้าย ๆ กับน้องหนูในบ่อน้ำตรงทางเดินละเนี่ย
นั่นไงครับ ไม่ทันขาดคำ
นอนตากแดด สบายเชียวนะมึง สงสัยวันนี้กูท่าจะถูกหวยแฮ่ะ ตัวเงินตัวทองมาอวยพรถึงที่ แลบลิ้นอีก ต้องไปซื้อหวยเก็บไว้สักใบละ
---------------------------------------
บนโต๊ะในคอนโด หนี้ก้อนแรกของผม ซ้ายสุดไข่เจียวหมูสับที่ใหญ่กว่าหน้าของผมแผ่กว้าง ตามมาด้วยแกงส้มผักรวมถ้วยเขื่องที่เลี้ยงคนได้ทั้งหมู่บ้าน ที่วางเคียงข้าง คือ หมูทอดกระเทียมพริกไทยจัดเรียงสวยเคียงด้วยแตงกวาฝานอย่างดี จัดเรียงเป็นวงเสี้ยวพระจันทร์ตามขอบจาน
ถ้าคุณคิดว่ากับข้าว 3 อย่าง มากพอแล้ว ยังมีไก่อบน้ำผึ้งชิ้นพอดีคำอีกหนึ่งจาน
“เออ นี่ทำเลี้ยงคนทั้งคอนโดเหรอครับ”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวัตถุดิบที่ซื้อมาเมื่อวานทั้งหมดได้เล่นแปรธาตุกลายเป็นอาหารในจานจนหมดสิ้น
“มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญนะครับพี่ มีกล้วบวดชีในหม้อด้วยนะ”
ยิ้มจนโลกสดใสของพี่ปริ๊นซ์วิบวับมาให้ผม ขณะที่เจ้าตัวกำลังตักข้าวจากหม้อหุงข้าวใส่จาน คงไม่มีใครเชื่อเป็นแน่ว่าพี่ปริ๊นซ์ตอนนี้ คือคนเดียวกับคนจรจัดที่โดนวินมอเตอร์ไซค์รุมกระทืบเมื่อวาน เสื้อเชิ้ตสีฟ้า ลายยาวสีดำตัดที่ใส่อยู่ คือ ชุดที่เกิดมาเพื่อปริ๊นซ์อย่างแท้จริง ถ้าจับไปโยนบนแคทวอล์คก็สามารถขึ้นไปเดินแบบได้สบาย อาจเพราะทรงผมที่จัดเข้าทรงและรูปร่างที่ล่ำขึ้นจากแต่ก่อนประกอบเข้าด้วยกันด้วยกระมัง
“เสื้อสวยนะ”
เป็นคำเดียวที่ผมนึกได้ คว้าจานข้าวแล้วทรุดตัวนั่งลง
“ไม่อาบน้ำก่อนเหรอพี่เมฆ”
ผมส่ายหัว อีกฝ่ายก็ไม่ได้ขัดอะไร
“กินก่อนก็ดี กำลังร้อน เสร็จแล้วไปเขาดินกันพี่”
ผมยักคิ้วด้วยความสงสัยกลับไปที่พี่ปริ๊นซ์
“น้อยหน่าเขาทำงานอยู่ที่เขาดินนะพี่ เป็นเจ้าหน้าที่ที่สวนสัตว์ ผมกะจะไปเซอร์ไพรซ์เขาเสียหน่อย”
เออเนาะ พี่คงไม่ชวนคนอย่างผมไปเที่ยวสวีท ชมนก ชมไม้ ดูยีราฟ ให้อาหารฮิปโป อ้าปากกว้างพูดโอโหหน้ากรงสิงโต อยู่แล้วละ
“ผมคงไม่ได้รบกวนพี่แล้ว เลยทำอาหารให้มื้อใหญ่ไปเลย กินไม่หมดก็แช่ฟรีซไว้ครับ เวฟแล้วก็กินได้อีกหลายวัน อร่อยนะเว้ย เพื่อนฝรั่งชมหมด”
คิ้วยกขึ้นขมวดอีกรอบ ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพูด ตักแกงส้มขึ้นมา
อืม
“อร่อย”
ผมเพลิดเพลินไปกับการกินนั่นกินนี่ มีคนบริการตักให้ตลอดเวลา นี่แหละความสุขแท้จริงของชีวิต วิ่งเสร็จตอนเช้ากลับมามีแฟนทำอาหารไว้ให้กิน ไม่ต้องล้างจานเอง แล้วก็ออกไปทำงานหาเงิน หมดวันก็กลับมาที่บ้านที่อาหารตั้งโต๊ะรออยู่
พี่ปริ๊นซ์ยิ้มให้ผม ตาสวยคู่นั้น ความทะเล้นที่แฝงบนใบหน้า ที่ผมหลงรักมานาน
การสนทนาสารพัดเรื่องที่ตลกขบขัน ประสบการณ์ชีวิตอันแสนตื่นเต้นของพี่ปริ๊นซ์ ถูกขับขานออกมาเป็นความบันเทิงระหว่างมื้ออาหารของผม
“น้อยหน่าชอบอาหารผมมาก แกงส้มของโปรดเขาเลย”
เหมือนมีเสียงเบรกเอี๊ยดดดดดดดดดดดดดังข้างหู ความฝันสลายเลยกู
รวบช้อนส้อม หยิบทิชชูเช็ดปาก
“อิ่มแล้วเหรอ”
ผมไม่ตอบคำใด คว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม ไม่สบตาอีกฝ่าย หยิบจานไปวางไว้ที่อ่างล้างจาน
“ผมล้างเอง พี่ไปนั่งดูทีวีก่อนดีกว่า เพิ่งกินอิ่มอย่าเพิ่งอาบน้ำ”
ผมไม่ขัดอะไร ดี สบาย ไม่ต้องทำอะไรมาก
คว้ามือถือ ไลน์หาบอส
บอส ตอนนี้พี่ปริ๊นซ์อยู่คอนโดกู
กูตื่นเต้น
นอนกกกันว่างั้น
ได้กันยัง?
งานการไม่ทำเหรอมึง
กกพ่องสิ
กูไม่ใช่แม่ไก่นะ
เรื่องมันยาวอะมึง
กูเจอพี่แกโดยบังเอิญ
มึงเล่าทิ้งไว้นะ
วันนี้คิวที่โรงพยาบาลตราดแน่นมาก
กูขอเช็คก่อน
ยังไม่แปดโมงเลยนี่
ไฟแรงนะครับพี่
คือกูเจอเขาโดนวินมอไซค์รุม
กูเข้าไปช่วย แอ๊บเป็นพี่เมฆ
(สติกเกอร์เก๊กหล่อ)
กูเก่งปะละ
แล้วพี่เขาก็เชื่อว่ามึงเป็นพี่เมฆ
พี่ปริ๊นซ์ไม่โง่นะ เท่าที่กูรู้จัก
เขาเชื่อนะมึง
จริง ๆ
เขาเชื่อ
หรือเขาทำให้มึงเชื่อว่าเขาเชื่อ
คิดให้ดี
ไปละ
หลวงจ้างมาทำงาน
ไม่ได้จ้างมาคุย
กูคนดีพอ
อ้าว ไปแล้วเหรอมึง
กูตื่นเต้น เขาชวนกูไปเขาดิน
เออออ
มีความสุขก็พอละ
อย่าเผลอหักคอไก่ ลากลงน้ำละ
บายยย
อ้าว ไอ้ห่า กูไม่ใช่เหี้ย
“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยนะพี่เมฆ”
เสียงข้างหูผม พร้อมลมเบา ๆ ที่ทำให้ขนหลังคอตั้งชัน นั่งข้างที่โซฟาตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย มือผมปิดโทรศัพท์โดยอัตโนมัติ
“ล้างจานเสร็จแล้วเหรอ”
กลองมโหระทึกตีรัวในอกผม เห็นข้อความในไลน์กูมั้ย รู้หมดแล้วหรือเปล่า แกล้งโง่อยู่ใช่มั้ย ไอ้ปริญธรณ์
“ครับ”
ตาเจ้าเล่ห์สบกลับมา ผมสัมผัสได้บัดนั้นเลยว่า สายตานี้ไม่ได้มีเพื่อใคร แต่เพื่อผม สายตาที่พี่ปริ๊นซ์มักจ้องให้ผมเสมอเมื่อนึกได้ว่าวันนี้จะแกล้งผมยังไงดี
สายตาที่ผ่านการวางแผนมาหมดทุกอย่างแล้ว
“พี่ปริ๊นซ์.......”
เสียงแผ่วเบาหลุดรอดออกมาจากไรฟัน หรือกูควรบอกความจริงไปเลย ส่วนเหตุผลที่ปลอมตัวค่อยไปแถเอาดาบหน้าก็ได้
“พ่อแม่ผมเป็นไงบ้างก็ไม่รู้ ผมเป็นห่วงท่าน ทำไงดีพี่เมฆ”
เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ทันได้ยินเสียงของผม เหม่อลอย ไร้จุดหมาย แม้ว่าจะมีโทรทัศน์จอใหญ่ ฉายข่าวเช้าอยู่
ผมบีบไหล่อีกฝ่าย
“ท่านเอาตัวรอดได้แหละ อย่ากังวลเลย”
บีบหนักแน่นขึ้นอีก
แต่อีกฝ่ายก็ยังเหม่อลอย ต่างจากฉากในละครหลังข่าวที่อีกฝ่ายควรจะหันมายิ้มให้ผมแล้วสิ หรือผมยังทำไม่ดีพอ
“ถ้ามีบุญกัน ต้องได้เจอแน่นอน”
เอ๊ะ กูควรพูดแบบนี้หรือเปล่า ขอคืนได้มั้ย
“หึ หึ”
เสียงหัวเราะพร้อมกับมือปิดปากตัวเองกลั้นหัวเราะ
“นั่นคือพยายามปลอบใจแล้วใช่ปะ ขอบคุณนะพี่”
จากมือปิดปากเลื่อนไปจับท้อง การหัวเราะอย่างท้องคัดท้องแข็งที่แท้จริง คือ แบบนี้สินะ
“อาบน้ำละ”
ผมพูดเสียงงอน
“อย่างอนสิครับ เดี๋ยวไปเที่ยวกันนะ”
อาการเห่อแดงปรี๊ดบนหน้าผม คว้าเสื้อ ขยำกางเกง หยิบถุงเท้า เข้าห้องน้ำภายในสามวินาที
ยืนหอบหายใจหน้ากระจก
“แกล้งกูอยู่หรือเปล่าวะ หรือไอ้บอสพูดถูก”
---------------------------------------
ต่อข้างล่างนะครับบบ
-
(ต่อจากด้านบน
ตอนที่ 6)
จราจรที่คลาคล่ำของกรุงเทพ
ร่างสูงเดินลงจากรถเมล์อย่างชำนาญทาง ชี้ซ้ายชี้ขวาหน้าสวนสัตว์ดุสิต บรรยายสิ่งก่อสร้างรอบตัวได้อย่างคล่องแคล่ว ผมจ่ายค่าเข้าสำหรับ 2 คน แล้วฟังคำบรรยายของมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์โดยไม่มีเนื้อหาใดเข้าหูเลย
มีเพียงใบหน้าและท่าทางของพี่ปริ๊นซ์เท่านั้นที่ผมจดจำได้
“ไปถีบเรือเป็ดกันมั้ย”
“ห๊า เช็ดอะไร”
“ฮ่า ๆ เล่นมุกอีกแล้วนะ เรือ.. เป็ด...”
อีกฝ่ายย้ำชัดถ้อยชัดคำ เรียงตามตัวอักษร แม้แต่คำว่า เรือ ก็กระดกลิ้นรัว ราวกับเกรงว่าผมจะไม่รู้ว่า คือ ร เรือ
“ไปถีบเรือเป็ดกัน น้อยหน่าไม่เคยไปกับผมเลย เขาว่ายน้ำไม่เป็น นะพี่”
‘กูก็ว่ายน้ำไม่เป็นเหอะ แล้วคิดว่าคนอย่างกูจะยอมไปเหรอ ไม่มีทาง’
ไม่มีทางที่ไหนละ
คันถีบเรือเป็ดถูกถีบไปมาพร้อมกับการแล่นโฉบบนผิวน้ำ พระที่นั่งอนันสมาคม วังรูปโดมสีขาว เป็นฉากอยู่เบื้องหลัง เคียงผืนน้ำในมุมป่าสีเขียว เป็นภาพงามตา
“ถ่ายรูป ๆ”
ผมยิ้ม ชูสองนิ้ว ชูสามนิ้ว ชูนิ้วโป้ง ทำท่าทางเป็นสิบแบบ เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมหยุดถ่ายรูปผมเสียที
“ส่งให้ด้วยนะ”
ผมบอกอีกฝ่าย รู้สึกตงิด ๆ ว่าทำบางสิ่งพลาดไป
“ได้ ขอไลน์ด้วย”
นั้นปะไร ให้ไลน์ก็รู้หมดสิ
“ไม่มีอะ ส่งทางบลูทูธหรืออินฟราเรด ได้มั้ย”
“ฮะ ฮ่า นี่มันสมัยไหนแล้วเนี่ยพี่ ก็ได้ ๆ บลูทูธ แล้วกันนะครับ”
เป็นอีกครั้งที่พี่ปริ๊นซ์หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง หยุดถีบเรือเป็นไปสนิท ผมจึงเป็นคนรับภาระให้เรือเป็ดเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเพียงลำพัง
“แล้ว... แล้ว......”
รู้สึกเขินกับสิ่งที่คิดในใจ
“แล้ว.... เราไม่ถ่ายด้วยกันหน่อยเหรอ สักนิดมั้ยอะ”
โอ๊ย กูพูดอะไรออกไป พูดไปแล้วอะ เอาวะ กูต้องได้ ต้องได้ ต้องได้
ต้องได้รูปคู่เว้ย ห้ามคิดลึกนะ
“หืมมม”
ไกด์ส่วนตัวผม หันมามอง ยกคิ้วด้วยความฉงน
“อยากถ่ายคู่กับปริ๊นซ์เหรอ”
บึ้มม
กูตาย
กูตายตรงนั้นเลย
ตัวเหี้ยอยู่ไหน
ขอดำน้ำไปด้วยได้มั้ย
พี่ปริ๊นซ์แทนตัวเองว่า ปริ๊นซ์ กับผม
ทำไมน่ารักแบบนี้ โอ๊ยย ไม่ไหวแล้ว หายใจไม่ออก ขอถังออกซิเจน พยาบาลจ๋า แม่จ๋า พ่อจ๋า ไอ้เหี้ยบอส ช่วยทัพด้วย
“ว่าไง อยากถ่ายกับปริ๊นซ์เหรอ”
ผมได้แต่ผงกหัวปะหลก ๆ
“ก็แค่นี้”
พี่ปริ๊นซ์เลื่อนหัวมาใกล้ผม ใกล้ที่สุดในชีวิตโสดตลอด 24 ปี ของผมก็ว่าได้
กล้องหน้าของโทรศัพท์ยี่ห้อผลไม้สะท้อนภาพชายหน้าตาดีคนหนึ่งที่ยิ้มบาดใจ คู่กับ ชายหน้าบ้าน ๆ คนหนึ่งที่ตอนนี้ก้มหน้างุด ๆ ไม่ได้มองกล้อง
“มองกล้องดิ มองงงง”
โอ๊ย ใจกู
“1 2 3 เอ้าอีก 1 2 3”
เราถ่ายกันไปหลายรูป
เท้าก็ยังถีบเรือเป็ดให้ทะยานไป คุยกันไป ถ่ายรูปกันไป
เล่าเรื่องตลกของกันและกันให้ฟัง
“แล้วตอนที่ปริ๊นซ์ทำอาหารไทยครั้งแรกในเมกาอะ พังไม่เป็นท่าเลย กินไม่ได้เลยนะ ไหม้เละไปหมด ในหอพักห้องหนึ่งจะแชร์กัน 3 คน ใช่มั้ย แล้วแต่ละชั้นก็จะมีห้องครัวส่วนกลางให้ เพื่อนจากชั้นล่างอะ วิ่งขึ้นมาพร้อมกับถังดับเพลิงเว้ย เป็นเพื่อนจากอินเดีย นึกภาพออกมั้ย”
ผมพยักหน้า จริง ๆ ก็นึกไม่ออกหรอก มองหน้าพี่ปริ๊นซ์แล้วเพลินดี
“มันมาทั้งผ้าโพกหัวแต่ใส่แค่บ๊อกเซอร์อะ แม่งอย่างตลกอะ แล้วถือถังสีแดงแปร๊ด ตัวมันก็ดำ ๆ พร้อมฉีดแล้วด้วยนะ ปริ๊นซ์ก็ตกใจมัน มันก็ตกใจห้องครัว ตอนนั้นปริ๊นซ์นึกถึงจรกา เงาะป่า อะไรพวกนั้นที่เราเรียนกันตอนมัธยมเลย ที่วิไลสอนนะ”
เราสองคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน
วิไลเป็นอาจารย์สอนภาษาไทย ท่านจะผิวคล้ำหน่อย แต่ชอบใส่เสื้อสีสด แดง ส้ม ชมพู ยิ่งลายดอก อาจารย์ใส่หมด อาจารย์ชอบบอกว่า ครูชอบ ถึงคนอื่นจะว่าไม่ดี แต่ครูอยากใส่ ก็ใส่
ไอดอลผมเลยนะ อ.วิไล เนี่ย
“หลังจากนั้น ปริ๊นซ์โดนสั่งแบนทำอาหารไปเดือนหนึ่งอะ ต้องหนีไปลองทำอาหารที่หอคนอื่นแทน”
“ใกล้ครบชั่วโมงแล้วนะเนี่ย”
นาฬิกาข้อมือบอกเวลาว่าเหลืออีก 15 นาที ก็จะถึงกำหนดคืนเรือเป็ดลำนี้แล้ว
“อีกตั้งนาน พี่อะ เล่าบ้างดิ”
พี่ปริ๊นซ์หันมาทางผม หน้าตามีความหวัง
“เรื่องตลกเหรอ ไม่ค่อยมีอะไรตลกอะ”
พยายามนึกสิ่งที่ตลกที่สุดในชีวิตมหาวิทยาลัย
นึกไปนึกมาจนขมับเริ่มปูด
“ปีหนึ่งก็เรียนแลปเยอะมาก ทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ มีแคลคูลัสด้วยนะ”
ชิบหายละ.... พี่เมฆไม่ได้อยู่คณะวิทย์
“วิทย์กีฬา เรียนหนักจัง”
นั่นไง ฉลาดอีก ที่บ้านเลี้ยงด้วยปลาทูแทนนมตั้งแต่เกิดเหรอไง
“นั่นแหละ หลักสูตรใหม่นะ”
พี่เมฆและบัณฑิตคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาทั้งหลาย ทัพขอโทษ
“ก็เหนื่อย เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง พอกลับมาที่หอใน จะมีรูมเมตอีก 3 คน ต่างคนต่างก็บ่นวิชาของตัวเอง คราวนี้มีรูมเมตอยู่คนหนึ่งมันเรียนแพทย์ มันก็เก่งมาก พูดมากชิบหาย ไม่ชอบมันเลย”
ผมหยุดถีบเรือเป็ดด้วยความเหนื่อย เรือลำน้อยจึงเคลื่อนที่ด้วยแรงจากลำแข้งของพี่ปริ๊นซ์เพียงคนเดียว
“มันก็ข่มทุกวัน ง่ายจะตายเรื่องนี้ มึงจำไม่ได้เหรอ”
เสียงที่บิดให้ดูยียวน เพื่อเลียนแบบให้ใกล้เคียงกับไอ้ตามมากที่สุด คู่สนทนาจะได้รับรู้ถึงความน่าหมั่นไส้ของมันอย่างเต็มที่
“แต่มันเก่งจริง ยอมรับ คะแนนมิดเทอมออกมานะ ท็อปไปสองวิชา เกือบท็อปบ้าง คะแนนรอง ๆ บ้าง ยอมอะ อ่านหนังสือก็น้อย เนี่ย อ่านแทบตาย ยังได้ไม่ถึงครึ่งของมันเลย ตกมีนอี๊กกกกกกก เคยได้ยินเปล่า เงยหน้าไปเจอมีน มองใต้ตีนไม่เจอใคร”
เราสองคนหัวเราะพร้อมกัน
“ตอนไฟนอล มันก็ไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องคอมมอน แล้วถูกกะเทยในหอลวนลาม เกือบได้เมียตั้งแต่ตอนปีหนึ่งละมัน”
เรือเป็ดลำน้อย ลอยนิ่งกลางสระน้ำ ไม่มีใครถีบเรือเป็ดอีกแล้ว พี่ปริ๊นซ์หันมามองด้วยสายตาอึ้ง ผมยิ้มมุมปากแล้วเล่าต่อ
“คิดดูดิ ตีสองยังบ้าอ่านหนังสือ มันบอกว่าวิชานี้อ่านไม่ทัน มันเผลอหลับตอนเย็นไง”
“กะเทยเขานิสัยแย่ขนาดนั้นเลยหรอ”
“ไม่ ๆ มันแล้วแต่คน มันเป็นเรื่องของปัจเจกนะ อย่าเหมาดิ คนในมหาวิทยาลัยของผมอะ ก็มีดีเลวคละกันไปแหละ จะให้ดีเลิศหมดก็เป็นไปไม่ได้หรอก”
พอเห็นการพยักหน้าจากอีกฝ่าย ผมก็สบายใจว่าไม่ได้ทำให้ใครเข้าใจมหาวิทยาลัยผมผิด ๆ
“แค่คนที่เล่าเนี่ย เขานิสัยแบบนี้ เล่าต่อนะ”
เมื่อผมเห็นแล้วว่าพี่ปริ๊นซ์ไม่ได้มีทีท่าจะเอ่ยถามอะไรอีก จึงเริ่มเล่าต่อ
“โชคดีที่เมตอีกคน อยู่รัฐศาสตร์ มันตื่นมาฉี่ ห้องน้ำต้องเดินผ่านห้องคอมมอน มันก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจนคิดแล้วละว่าท่าไม่ดี ก็วิ่งตาลีตาเหลือกกลับมาอะ หน้ามันบอกชัดเลยว่าทั้งปวดฉี่ ทั้งห่วงเพื่อน แต่ไอ้รูมเมตรัฐศาสตร์มันเป็นคนมึน ๆ ก็ปลุกผมเว้ยพี่ ผมก็ฟัง ๆ มึน ๆ เหมือนฝัน พอจับประเด็นได้ ตัวก็ดีดขึ้นลุกทันที ใส่เกียร์เสือชีตาร์ วิ่ง 4 คูณร้อยไปถึงห้องคอมมอน โหยยยยยยยยยยยยยยยยยย เชื่อมั้ยว่าสภาพเป็นยังไง”
พี่ปริ๊นซ์ส่ายหัวทันที
“เหี้ยมากอะ คือ เสื้อนะกองอยู่อีกทาง กางเกงไม่ต้องพูดถึงกองอยู่ที่พื้นแล้ว เหลือแค่กางเกงในที่กำลังโดนถอด ผมช็อคหน้าประตูเลยจ้า ดีนะกะเทยก็ช็อค จ้องกันไปจ้องกันมา ผมเดดแอร์นะ ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี แล้วรูมเมตรัฐศาสตร์ก็วิ่งมาพร้อมกับรูมเมตนิติอะ มันคงไปปลุกรูมเมตนิติต่อ”
ผมหยุดหายใจด้วยความเหนื่อย ค่อย ๆ ถีบเรือเป็ด พร้อมแตะตัวพี่ปริ๊นซ์เป็นสัญญาณให้ช่วยผมถีบเรือเป็ด
เรือเป็ดค่อย ๆ แล่นไปข้างหน้าอีกครั้ง
“ไอ้รูมเมตนิตินะ ไม่รักสงบเลย มันสกายคิก ลอยตัวสูงไปถีบกะเทยคนแรกที่อยู่ใกล้เป้าไอ้หมอที่สุด”
มือใหญ่เอื้อมมาปิดปากผมทันที
“เดี๋ยวนะ กะเทยคนแรก นี่ไม่ใช่คนเดียวเหรอ”
ผมปัดมือออก โอ๊ย ทำไมเค็มแบบนี้ มือกับความหล่อบนหน้าสวนทางกันมากเลยนะ วันเกิดปีหน้าจะซื้อแอลกอฮอล์เจลล้างมือให้นะพี่ปริ๊นซ์
“ก็ไม่ใช่นะสิ 3 คน จ้า”
พี่ปริ๊นซ์ทำหน้าผะอืดผะอมทันที
“รูมเมตนิติ มันเป็นนักมวยเก่าด้วยแหละ มันถีบกะเทยคนแรกเสร็จ ก็หันไปจระเข้ฟาดหางกะเทยคนที่สองต่อ ผมสงสารเลยอะ เขาไม่ได้ทำท่าจะสู้เลยนะ กลัวด้วยซ้ำ คนที่สามนี่ยกมือไหว้ ร้องห่มร้องไห้ละ กฎหอมันมีว่า ถ้าทำอนาจารอะไรแบบนี้ คือ ไล่ออกทันทีนะ เด้งหอแบบไปแล้วไปลับ เผลอ ๆ ดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยนะ”
เมื่อเห็นหน้าพี่ปริ๊นซ์อึ้งสุดขีด ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ
“เราก็ไปฟ้องเจ้าหน้าที่หอกันนะ เด้งเรียบ กะเทยสามทหารเสือ รูมเมตหมอมันใจดีนะ ทางหอเขาก็ถามว่าแจ้งความมั้ย มันก็บอกว่าไม่ สรุปว่ามันโดนวางยาแหละ สมน้ำหน้ามัน เห้ย สงสารนะ”
ผมรีบแก้ เมื่อเห็นหน้าตกใจของอีกฝ่าย
“สงสารอยู่ หลังจากนั้นมันลดความเก๊ก ลดความกวนไปได้เยอะ มันหล่ออยู่นะ เลา ๆ ว่า เกือบได้เป็นเดือนคณะ เราก็สนิทกันมากขึ้นนับจากวินาทีนั้นเลยแหละ”
“ก็ดีนี่ ดูเป็นความทรงจำที่งดงามนะ”
“เหอะ ที่ตลกสุดคือ มันเป็นไข้เลือดออกจ้า ก็วันนั้นแหละ ที่นอนแก้ผ้า อ้าซ่า ยุงก็หามไปหลายตัว ทำไมวะ ตอนเรียนมาคุ้น ๆ ว่าต้องเป็นยุงตอนกลางวัน สงสัยตำราเก่าไปแล้วมั้ง เอาเป็นว่า ช่วงสอบไฟนอล รูมเมตอีกสองคนสอบเสร็จหมดก็เลยกลับบ้าน ความซวยตกที่กระผมเลยครับ ต้องเฝ้าไข้มัน อยู่โรงพยาบาลเลยนะ ต้องไปเดินเรื่องลาป่วยให้มันอีก ตลกชิบหาย นอนก็นอนโรงพยาบาลเดียวกับที่ที่เรียน เรื่องดันประสานกันส่งต่อกันไม่ได้หวะ แล้วก็ยังสอบไม่เสร็จ ต้องหิ้วหนังสือไปอ่านถึงโรงพยาบาล แม่มันก็ไม่ว่างมาดู เห็นว่าไปดูงานต่างจังหวัดต่างประเทศสักอย่าง ส่วนน้องสาวมันก็ยังเด็กเกิน กลายเป็นว่าผมเป็นผู้ปกครองมันแทน นี่พออาการมันดีขึ้น ต้องมานั่งอ่านชีทเรียนให้มันฟังต่ออีก เบื่อสุด”
“อืม แล้วไงต่อ”
รอยยิ้มหวาน ๆ ส่งมาที่ผม มันใกล้หมดเวลาแล้วสินะ ทิศทางที่พี่ปริ๊นซ์พาเรือเป็ดอยู่ห่างจากท่าที่ต้องนำเรือไปคืนเพียงไม่กี่เมตร เวลาแห่งความสุขผ่านไปเร็วเสมอ
“พวกเราก็เรียกมันว่า ไอ้หมอยุงลาย ฮะฮ่า หมอบ้าไร ไม่ระมัดระวังตัวเอง แต่ก็ว่ามันไม่ได้หรอก มันไม่ได้อยากไปนอนแก้ผ้าเองนี่เนาะ อีกอย่างมันก็ปีหนึ่งเอง แต่ไอ้เมตหมอเนี่ยน่ารำคาญสุดละพี่ เกลียดขี้หน้ามัน”
“เหรอ แต่ปริ๊นซ์ว่าดูรักและสนิทกันนะ”
ผมจ้องกลับ ปากหุบทันควันเหมือนร่มที่ถูกกระชากปิด สายตาแห่งความไม่เข้าใจฉายชัดจนพี่ปริ๊นซ์รีบเอ่ยทันควัน
“ก็ตอนเล่า แววตาดูสนุกสนานนะ ดูไม่เหมือนคนเกลียดกันเลย”
“ก็จริงนะ นอกจากเพื่อนสนิทในคณะ สามคนนี้ก็เป็นเพื่อนสนิทที่สุดแล้วละ”
เรือจอดเทียบท่าพอดี เมื่อประโยคสุดท้ายจบ
พี่ปริ๊นซ์กระโดดขึ้นฝั่งอย่างว่องไว ช่วยเจ้าหน้าที่มัดเชือกเรือ ขณะที่ผมกำลังตรวจความเรียบร้อยในเรือว่าไม่ได้หลงลืมอะไรไว้
เงาของวัตถุบางอย่างก็พาดผ่านลงมา
“มาครับ”
มือของพี่ปริ๊นซ์ยืดมาตรงหน้าผม
“ขึ้นเองได้”
“เอานะ”
งั้นไม่เกรงใจละนะ นิ้วมือไม่ได้ประสานแนบกัน แค่จับกันหลวม ๆ เพียงเท่านี้ก็พอแล้วจริง
---------------------------------------
“ไม่คิดจะมีแฟนบ้างหรอ”
หน้ากรงนกยูงที่กำลังรำแพนหางโชว์ตัวเมียของมัน คำถามนี้ก็ถูกป้อนให้แก่ผม
“ไม่มีคนชอบจริง ๆ ซะทีอะ”
“ไม่มี หรือ ไม่เอา”
ฝ่ายถามยังคงจ้องนกยูงในกรง เหมือนผมที่ก็จ้องไปทางเดียวกัน
“ก็มีคนที่ชอบ ชอบมานานแล้ว แต่ไม่อยากบอกเขา กลัวเสียเขาไป”
ไม่รู้อะไรมาดลใจให้ผมพูดแบบนั้น พร้อมกับเปลี่ยนสายตาให้ทอดไปทางพี่ปริ๊นซ์
พี่ปริ๊นซ์หันมามองแล้วสบตาผมได้ไม่นาน ก็หันหน้าหลบสายตา
“ความลับบางอย่าง ปล่อยให้เป็นความลับต่อไปอาจดีกว่าก็ได้ เพราะสัมพันธภาพทั้งสองฝ่ายก็จะยั่งยืน ไม่มีวันสั่นคลอน”
“ใช่... แบบนั้นแหละ”
ผมตอบ ไม่ละสายตาจากพี่ปริ๊นซ์ ความเงียบปกคลุมเราชั่วขณะ
นกยูงยังคงรำแพนหางอย่างงดงาม ร่ายรำรอบตัวเมีย
เสียงนกในกรงข้าง ๆ ร้องประสาน ราวกับกู่ร้องให้เราทราบถึงอิสรภาพที่ถูกลิดรอน
“ผมไปหาน้อยหน่าก่อนนะ”
แล้วพี่ปริ๊นซ์ก็เดินนำออกไป ให้ผมเดินตามอย่างทิ้งระยะห่าง
ระยะห่างที่ผมเคยชินแล้วละ
เพราะไม่ว่าเราทั้งสองจะสนิทขนาดไหน ก็ยังมีระยะห่างที่คั่นกลางเราเสมอ
----
talk
ตอนแรกก็ตั้งใจจะโพสวันศุกร์ ให้เข้ากับชื่อบทว่าความสุขในวันศุกร์ แต่เขียนไม่ทันจริง ๆ
ติชม กันได้นะครับ
ขอบคุณครับ
-
บทที่ 7
เจ้าหนี้...ลูกหนี้
“พี่ครับ ผมยืมเงิน 100 บาท ได้มั้ย”
ชายเสื้อของรุ่นพี่ถูกดึงโดยรุ่นน้องที่สูงเพียงเอว ตัวอ้วน หัวเกรียน ผู้กำลังก้มหน้าพึมพำด้วยความกลัว
“เอาไปทำไมเหรอครับ”
เสียงอบอุ่นเอ่ยตอบมา เด็กชายอ้วนเริ่มเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่ พร้อมจัดแว่นสายตาให้เข้าที่
“พี่อย่าบอกใครนะครับ”
สายตามุ่งมั่นผ่านเลนส์ที่เงยสบสายตารุ่นพี่เหมือนขอคำยืนยันว่าจะรักษาสัญญา รุ่นพี่พยักหน้าโดยปราศจากวาจาเอื้อนเอ่ย ยิ้มเล็กน้อยเพิ่มความมั่นใจให้เด็กตัวไม่น้อย
“อ้นกับเพื่อน ๆ บอกว่า ถ้าผมไม่ให้เงินพวกเขา 100 บาท คืนนี้ผีจะมาหลอกผม อ้นบอกว่า ค่ายปฐมนิเทศของโรงเรียนมีผีออกมาหลอกเด็กอ้วนเสมอ ผม.. ผมกลัว”
รุ่นพี่ยิ้มอีกครั้ง ย่อตัวลงมานั่งชันเข่าหนึ่งข้าง จับไหล่ทั้งสองข้างของเด็กน้อยที่ตัวไม่น้อย บีบเบาเหมือนให้กำลังใจ
“พี่ให้ไม่ได้หรอกครับ น้อง...”
ตาคมมองป้ายชื่อ
“น้องทัพ... พี่ชื่อปริ๊นซ์นะ ไม่มีผีหรอกน้องปริ๊นซ์ ถึงมี พี่ก็จะไม่ให้ผีมาหลอกน้องทัพ น้องอ้นกลุ่ม 3 ใช่มั้ย”
เด็กชายพยักหน้าหนึ่งทีแทนคำตอบ
“โอเค ไม่เป็นไรนะ พี่ปริ๊นซ์จะปกป้องน้องทัพเอง รับรองคืนนี้ไม่มีผีมาหลอกน้องแน่นอน”
เด็กชายมองหน้ารุ่นพี่ แววตาเจือความกลับผสมกับความไม่แน่ใจ
“เชื่อพี่ปริ๊นซ์สิครับ”
เสียงอบอุ่นที่เปล่งออกมาจากปากที่ยิ้มไม่หยุด ทำให้รุ่นน้องได้แต่พยักหน้าและยิ้มตอบกลับให้รุ่นพี่ด้วยความมั่นใจ
มือใหญ่ของรุ่นพี่ลูบหัวด้วยความเอ็นดู
“ตามพี่มา”
รุ่นพี่เดินนำหน้าไปแล้ว
‘ชื่อพี่ปริ๊นซ์’
เขาคิดในใจ
‘รุ่นพี่คนแรกในโรงเรียนของเรา ใจดีจัง’
ทัพมองตามแผ่นหลังของรุ่นพี่ที่เดินนำไป เท้าอันอุ้ยอ้ายย่างไล่ตามหลังอย่างเชื่องช้า
เขารู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ปัญหาที่เขากังวลต้องถูกแก้ไขแน่นอน เขามั่นใจ
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
แผ่นหลังของพี่ปริ๊นซ์ยังคงเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น
ริ้วรอยเปียกของเหงื่อกระจายทั่วแผ่นหลังแกร่ง ตรงข้ามกับผู้ตามหลังที่เอามือป้องหลบแดด สลับกับพัดให้เกิดลมเย็นผ่านใบหน้าของตน
“สรุปว่าเราจะเดินไปที่บ้านของน้อยหน่าเลยเหรอ”
ผมเอ่ยถามพี่ปริ๊นซ์ หลายกิโลเมตรแล้วจากสวนสัตว์ท่ามกลางอากาศร้อนระอุช่วงบ่ายของกรุงเทพมหานครที่เดินย่ำไม่มีผ่อนฝีเท้า นี่ไม่ได้เป็นโรคขาดวิตามินดีเฉียบพลันนะ ถึงต้องมาเดินสังเคราะห์วิตามินดีจนอาจได้ของแถมเป็นความดำมาหลายนาทีขนาดนี้
“ใช่ ผมอยากคิดอะไรไปด้วย”
เป็นการเจรจาที่ไม่มีการมองหน้ากัน ไม่มีการหันมาตอบ มีแต่เสียงที่ลอยมาตามลม
ผมได้แต่ก้มหน้าเดิน สลับกับมองหลังของพี่ปริ๊นซ์ด้วยความไม่เข้าใจ
หลังจากที่พี่ปริ๊นซ์ไปถามเจ้าหน้าที่ที่เป็นเพื่อนร่วมงานของน้อยหน่า น้อยหน่าซึ่งเกิดรุ่นเดียวกับผมเสียด้วย
“น้อยหน่าเหรอคะ ไม่มาทำงาน สองวันแล้วค่ะ”
พี่ปริ๊นซ์ทำหน้าตกใจเล็กน้อย
“จริงเหรอครับ ไม่ได้โทรมาลางาน หรือโทรลาป่วยอะไรเลยหรอครับ”
เจ้าหน้าที่พิมพ์คีย์บอร์ด จ้องจอตรวจสอบข้อมูลบางอย่าง
“ไม่นะคะ แปลกมากเลยค่ะ ปกติน้อยหน่าไม่เคยขาดงานแม้แต่วันเดียวเลยนะ”
“ครับ แปลกมาก”
“ไม่ทราบว่า คุณเป็น.....”
เจ้าหน้าที่ทำหน้าลังเล ทอดเสียงรอคำตอบ
“แฟนครับ ผมเป็นแฟนของเขา”
“อ้อออ” รอยยิ้มกระจ่ายฉายชัดบนใบหน้า “น้อยหน่าเคยเล่าให้ฟังบ่อย ๆ ที่ทำธุรกิจค้าเครื่องเรือนไม้”
“ครับ ๆ ขอบคุณมากครับ”
พี่ปริ๊นซ์ผลุนผลันออกมาจากตรงนั้น เหมือนต้องการยุติบทสนทนา
ผมที่กำลังยืนฟังก็พลอยต้องเดินลุกตามมาด้วยอย่างเสียไม่ได้ ได้แต่หันไปก้มหัวขอบคุณพนักงานคนนั้นที่ก็ดูฉงนใจในความรีบร้อนของพี่ปริ๊นซ์ไม่ต่างกันมากนัก
แม้แต่ตอนนี้ที่ผมย้อนคิด ความไม่เข้าใจจำนวนมากก็ยังเอ่อล้น เท่าที่จำได้ ธุรกิจบ้านพี่ปริ๊นซ์ ใน จ.ตราด คือ ปั๊มน้ำมัน พูดได้เต็มปากเลยว่า ปั๊มน้ำมันในจังหวัดเกินครึ่งเป็นของบ้านพี่ปริ๊นซ์ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจโรงแรมที่เกาะช้างอีกด้วย แล้วทำไมถึงเปลี่ยนมาทำธุรกิจค้าไม้
เหมือนมีอะไรผิดปกติ ผมสัมผัสได้ แต่ผมก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะสอบถามซักไซ้พี่ปริ๊นซ์ได้อย่างเต็มที่
ตอนนี้เราเดินเข้ามาในซอยแห่งหนึ่ง ที่แดดประเทศไทยก็ยังตามมาแผดเผาได้อย่างไร้ที่ติ
“อากาศร้อนจังเลยเว้ย เห้ย”
สุดเสียงบ่นของผมไม่ถึงเสี้ยววินาที ผมที่ก้มหน้าก้มตาเดินมาตลอดทางล้มจ้ำเบ้าไปกองบนพื้น
พี่ปริ๊นซ์หยุดไม่บอกไม่กล่าว จนผมชนหลังเต็ม ๆ
มือของพี่ปริ๊นซ์ยื่นมาให้ผมหมายฉุดให้ผมลุก ฉากความทรงจำ ณ เรือเป็ด ย้อนกลับมาในหัวผมอีกครั้ง รอบนี้ผมไม่ปฏิเสธอะไร ยื่นมือกลับไปให้พี่ปริ๊นซ์ฉุดผมขึ้นมา
“ถึงแล้ว หลังนี้แหละ”
พี่ปริ๊นซ์หันหน้าไปทางบ้านไม้ 2 ชั้น ตั้งอยู่กลางสนามหญ้า มีต้นไม้ใหญ่ที่แขวนชิงช้า รอบบ้านมีกระถางไม้ดอกหลายกระถางตั้งวางเรียงยาวทั้งซ้ายขวาของถนนที่ทอดจากประตูรั้วไปสู่บริเวณบ้าน
“มีฐานะพอสมควรเลยนะเนี่ย”
ผมรำพึงออกมา แค่เรื่องเงินก็สู้เขาไม่ได้แล้วทัพเอ๊ย
พี่ปริ๊นซ์เดินไปที่กล่องจดหมายสีน้ำเงินที่ติดตรงรั้วเตี้ยสีชมพู หันไปหยิบอะไรบางอย่างหลังกล่องจดหมาย
ความคิดแวบแรกของผมเลยก็คือ
‘ทำไมกล่องจดหมายไม่ใช่สีแดงวะ’
กุญแจรั้วอยู่ในมือพี่ปริ๊นซ์ หันมายิ้มให้ผมหนึ่ง ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ กลับไป
‘กูแพ้สนิทแล้วละ รู้ถึงที่เก็บกุญแจสำรอง แต่ทำไมกล่องจดหมายไม่สีแดงวะ’
------------------------------------------
เราสองคนเดินเข้ามาในบ้าน เงียบสนิท ไม่มีเสียงใด ๆ ยกเว้นเสียงเท้า 2 คู่ ที่เดินย่ำไปบนถนน
“เขาไม่เลี้ยงหมา ไม่มีพ่อแม่หรือคนเฝ้าบ้านอะไรเลยเหรอไงเนี่ย”
“เห้ย อย่าเสียงดังดิพี่”
ยกมือปิดปากตัวเองโดยอัตโนมัติ ทำไมต้องดุผมด้วยเนี่ย
ฉับพลันนั่นเอง มีเสียงเคลื่อนไหวบางอย่างดังมาจากด้านหลังบ้าน พี่ปริ๊นซ์ยกมือซ้ายขึ้นตั้งฉากกับพื้นโลกเพื่อกั้นไม่ให้ผมเดินนำหน้าไป
พี่ปริ๊นซ์ทำปากบุ้ยใบ้ให้ผมเดินตามหลัง ค่อย ๆ เดินเข้าไปคว้าเสียมที่วางพิงกระถางต้นไม้มาทันที
“เห้ย... ต้องขนาดนั้นเลยเหรอ”
ไม่มีคำตอบใด ๆ แขนแกร่งพี่ปริ๊นซ์ยื่นมากั้นผมอีกครั้ง พูดผ่านริมฝีปากอย่างเบาบางเป็นการย้ำเตือนว่า
“ตามผมมานะ”
เราเดินอย่างเชื่องช้า ตามกันไป ผมคว้ากุญแจห้องขึ้นมากำไว้ในมือ มันเป็นนิสัยเสียอย่างหนึ่งของผมเลยแหละ ทุกครั้งที่ผมรู้สึกประหม่าตระหนกตกใจ ผมจะคว้ากุญแจขึ้นมา ลอดนิ้วผ่านพวงกุญแจ หมุนควงไปมา สลับกับกุมไว้ในมือ
เราเดินใกล้หลังบ้านมากขึ้น
เราเดินไปอีก 2-3 ก้าว
“มึง”
ปัง
พานท้ายปืนไรเฟิลกระแทกเฉียดเข้าที่ปลายจมูกเหมือนในภาพยนตร์ แต่พี่ปริ๊นซ์ไม่ได้สลบเหมือนในหนัง มีเพียงเลือดกำเดาไหลออกมาเล็กน้อย
พี่ปริ๊นซ์ปรี่เข้าไปคว้าปืนกระบอกนั้น
ปืนไรเฟิล
มึงเอามาล่าสัตว์เหรอวะ
ความพันตูนัวเนียจนวุ่นวายบังเกิดข้างหน้าผม
ผมได้แต่ยืนอึ้ง ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
“หยุด”
เสียงจากชายอีกคน ไม่ใช่แค่เสียงแต่เป็นปลายกระบอกปืนพกที่จ่อที่ขมับทางขวาของผม ชายแปลกหน้าคนที่สองค่อย ๆ เอื้อมมือบีบหัวไหล่ด้านซ้ายของผม ลำแขนใหญ่โตเคลื่อนมาล็อคคอผมไว้
“ถ้ามึงไม่หยุด เพื่อนมึงตาย ไอ้ปริ๊นซ์”
พี่ปริ๊นซ์หยุดต่อสู้ มองมาทางผมด้วยสายตาหวาดกลัว ชายแปลกหน้าคนแรกหยิบเชือกขึ้นมา บรรจงมัดแขนพี่ปริ๊นซ์ไขว้หลัง
ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า คนพวกนี้รู้จักพี่ปริ๊นซ์ด้วย นี่มันเรื่องอะไรวะ แล้วทำไมกูต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย ผมเริ่มดิ้นขัดขืนเล็กน้อย
“เห้ย อยู่เฉย ๆ สิมึง”
ชายแปลกหน้าคนที่สองตะคอกผม
ความกลัวลามเลียไปทั่วสมอง แต่ความสงสัยมันมากกว่า
“อะไรวะเนี่ย พี่ปริ๊นซ์ นี่มันหมายความว่าไง”
สติสตังของผมไปหมดแล้ว ผมเริ่มโวยวายเหมือนคนเรียกร้องความสนใจ
“เห้ย มึง หุบปาก”
ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือ พานท้ายปืนไรเฟิลจากชายคนแรกพุ่งสวนเข้ามา
------------------------------------------
‘โอ้ย ปวดหัวเว้ย’
“มึงคิดว่าจะหนีพวกกูได้เหรอไอ้ปริ๊นซ์”
เสียงใครวะ จมูกก็มีน้ำเหนียวคลั่งอยู่ เมื่อยแขนอีกเว้ย
“รู้มั้ยว่าพวกกูเฝ้าที่นี่มาตั้งแต่ ศาลประกาศว่าบ้านมึงล้มละลายแล้ว”
มีอีกเสียงแทรกมา
เราอยู่สวนสัตว์...กับใครนะ... กับพี่ปริ๊นซ์
ไปถีบเรือเป็ด มีความสุขชิบหาย อิอิ แล้วก็เดิน แล้วก็....
เหี้ยละ
เปลือกตาผมค่อย ๆ เปิด
ใบพัดของพัดลมติดเพดานหมุนเชื่องช้า ตั้งห่างไม่มากนัก เป็นรูปถ่ายขาวดำของผู้หญิงสูงวัยดูดีท่านหนึ่ง ด้านล่างเขียนว่า ชาตะ ตามด้วยวันที่ และ อีกบรรทัด ขึ้นต้นว่า มรณะ
“โอ๊ย.....”
เจ็บจมูก
“ตื่นแล้วเหรอมึง”
ตีนเลยครับ ตีนเหยียมมาเต็ม ๆ ตรงอก กลิ่นสาบเค็มลอยคลุ้ง
“ซวยนะมึง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา ลุกดิ นอนสบายห่าอะไร”
เหมือนจะง่ายนะครับ สั่งให้ลุกขึ้นมา แต่แขนที่ถูกมัดไพล่หลัง พร้อมทั้งขาที่ก็ถูกมัดแน่นไม่ต่างกัน
“มองอะไร ลุกสิ ลุก”
ผมพยายามดันตัวเองทุกวิถีทาง กลับกลายเป็นว่าผมแค่เกลือกกลิ้งเป็นวงกลมอยู่ตรงที่เดิม พี่โหดตีนเหม็นอดรนทนไม่ได้ จึงดึงผมนั่งให้เรียบร้อย
ภาพตั้งหน้าคือผู้หญิง 2 คน และ ผู้ชาย 1 คน ถูกมัดปาก มัดแขนขาติดกับเก้าอี้ ท่าทางดูอิดโรย ผู้หญิงหนึ่งคนดูสาว มีแววสวย แต่ผมยาวกระเซิงปรกหน้า ทว่ายังพอให้เห็นด้วงตากลมโตที่ลุกโพลงด้วยความกลัว ถัดมาเป็นหญิงชายดูสูงวัย ผมว่าผมพอเดาได้นะว่า ทั้ง 3 คน คือ ใครบ้าง
พี่ปริ๊นซ์ของผมนะเหรอ รายนั้นหนักกว่า 3 คนนั้นอีก ถูกมัดแขนห้อยอยู่บนขื่อซึ่งเป็นสิ่งที่ค้ำยันให้พี่ปริ๊นซ์ยังตั้งฉากอยู่บนพื้นโลกได้ สภาพเยิน มีเลือดและรอยฟกช้ำตามตัวยืนโงนเงนหมดแรง
ห้าโมงเย็น นาฬิกาแขวนด้านหลังบอกเวลา
ผมสลบไปราว 2 ชั่วโมง ระหว่างนั้นพี่ปริ๊นซ์คงโดนซ้อมสะบักสะบอมน่าดู
เดี๋ยวนะ ห้าโมงเย็นเหรอ
โอ๊ย ตาม กูขอโทษ กูรักษาสัญญาไม่ได้ กูไปสายแล้ว
“ไม่.. เป็นไร ช่ายมั้ยยยย”
แหบพร่ามากพี่ปริ๊นซ์กู ไม่ต้องห่วงผมหรอก ห่วงตัวเองก่อนเถอะพี่
ผมเลือกที่จะส่ายหัว ไม่รู้จะพูดอะไรจริง ๆ จากเมื่อเช้าที่กูกำลังเล่นหนังรักในทุ่งลาเวนเดอร์ ผ่านมาไม่ถึงครึ่งวัน ใกล้เป็นหนังบู๊เลือดสาด จับตัวประกัน ไปซะแล้ว
“สงสัยละสิมึง ว่าเกิดอะไรขึ้น”
พี่โหดเบอร์ 2 เอ่ย
“บ้านไอ้ปริ๊นซ์ติดเงินเจ้านายกูไง” ผมตาเหลือกด้วยความตกใจ “ไม่ใช่แค่ล้านสองล้านนะมึง เป็นสิบล้าน”
“ไอ้เสี่ยทรัพย์ มันโกงพ่อแม่กู”
ผลั่ก ปับ ตุบ ทั้งแขนขาและหมัด กระหน่ำร่างพี่ปริ๊นซ์ โอ๊ย พี่ ไม่ต้องเป็นแฟมิลี่แมนรักครอบครัวตอนนี้ เงียบ ๆ ไปเถอะ
“เสียเวลา มึงจะบอกกูได้หรือยัง ว่าจะติดต่อพ่อแม่มึงยังไง อย่าไขสือเล่นละครนะ แฟนมึงก็คนละ”
พี่โหดเบอร์ 2 บุ้ยปากไปทางผู้หญิงคนนั้น พลางย่างสามขุมเข้าไปหา
น้อยหน่าตาลุกโตด้วยความกลัว ดิ้นรนอยู่บนเก้าอี้เท่าที่ร่างอันบอบช้ำและถูกมัดตรึงจะทำได้
พี่โหดค่อย ๆ จิกผมยาวของน้อยหน่าขึ้นมา
ผมรู้เลยว่า เธอต้องเจ็บมากแน่ น้ำตารื้นอยู่ที่หางตา ผมหลับตาไม่อยากเห็นภาพที่สุดแสนจะเวทนานี้
“มึง.. ปล่อยนะ”
พี่ปริ๊นซ์โหนเสียงลั่น
“ฉันไม่มีเบอร์ปริ๊นซ์ ปล่อยเราไปเถอะ”
เสียงเล็กเสียงน้อยล้อเลียนของพี่เบอร์ 2 ทำให้ผมเกือบหลุดขำ เพราะมันดูไม่เข้ากับกล้าม รอยสัก และความหน้าเหี้ยมเลย
“แล้วมันทำไงรู้มั้ย โยนโทรศัพท์ทิ้ง ฉลาดนักอีนี่”
น้อยหน่าโดนตบไปหนี่งฉาด ยิ่งกระตุ้นให้พี่ปริ๊นซ์ร้องโวยวายเตะขากลางอากาศ แต่นั่นกลับทำให้พี่โหดตีนเหม็น เข้าไปซ้อมพี่เขาหนักกว่าเดิม
ผมได้แต่นั่งอึ้ง บทกูไม่มี กูควรทำยังไงดี
พี่ปริ๊นซ์ยังคงถูกซ้อมไม่หยุด เลือดจากมุมปากมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผมกำมือด้วยความแค้นที่ได้แต่มอง ไม่สามารถทำอะไรได้ แล้วผมก็พบว่า พวงกุญแจที่บอสซื้อให้ผมยังถูกกำอยู่ในมือ พวกกุญแจมีดพับของบอส
‘คิด คิดสิ คิดไอ้ทัพ มึงต้องเปลี่ยนสถานการณ์ได้’
“ขอโทษนะครับ”
พังมาก แต่ได้ผลแฮะ พี่โหดทั้งสอง พี่ปริ๊นซ์ น้อยหน่าและคนที่ผมคาดว่าน่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่น้อยหน่า หันมามองผมเป็นตาเดียว
“ผมไม่รู้หรอกนะครับ ว่าผมควรพูดแบบนี้ในสถานการณ์ขณะนี้มั้ย”
พี่โหดสองคนยังคงฟังผม ไม่สิ ทุกคนฟังผมหมด
“แต่ผมว่า ทำแบบนี้ก็ไม่ได้เงินหรอกจริงมั้ยครับ เออ อย่างผม พอจะมีเงินนะครับ อาจจะไม่มากนัก แต่ผมช่วยได้นะ เอาไว้ขัดดอกก่อนก็ได้”
“ไอ้นี่ฉลาด”
พี่โหดตีนเหม็นชมผม ควรดีใจใช่มั้ย
“ครับ คือ ผมไปถอนเงินให้ก็ได้”
พี่โหดเบอร์ 2 ทำท่าอ้าปากพูด ผมจึงรีบสวนทันที
“ไม่ต้องกลัวผมบอกตำรวจครับ ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ยังไงพวกพี่ก็เป็นต่อ คนหนึ่งไปกับผม อีกคนก็เฝ้าที่นี่ ถ้าผมตุกติก ก็สามารถโทรบอกฝั่งนี้ให้ฆ่าหรือจัดการใครก็ได้”
‘แม่ง อิมแพคท์วะ ได้ผลเว้ย ฟังกูด้วย’
ผมมองท่าครุ่นคิดของพี่โหด
“พี่เห็นด้วยกับผมใช่มั้ยล่ะ ถ้าหลังจากนี้ พี่กลัวว่าผมจะไปฟ้องตำรวจหรืออะไรก็ตามแต่ เอาจริง ๆ นะ ผมเชื่อนะว่าเจ้านายพี่ เส้นใหญ่พอแน่นอน ต่อให้ผมไปฟ้อง พี่ก็ดิ้นหลุด เผลอ ๆ จับพี่ ๆ ไม่ได้หรอก จริงมั้ย”
ผมหยุดพูด ในสมองกำลังคิดหาทางออกไปเรื่อย ๆ
“ดังนั้น ผมคนหนึ่งหละ ที่ไม่แจ้งตำรวจ เสียเวลาเปล่า”
“มึงเก่งนะ ไม่โง่เหมือนไอ้พวกนี้”
ตอนนี้พี่โหดทั้ง 2 เดินมาถึงตัวผมแล้ว พี่โหดตีนเหม็นถึงขั้นก้มตัวลงมามองหน้าผม
“พี่ปรึกษาเจ้านายพี่ก่อนก็ได้ฮะ แต่ผมขออย่างหนึ่ง”
พลั่ก
ต่อยหน้ากูเต็ม ๆ กูว่ากูทำถูกแล้วนะ
ดาวหลายดวงเวียนอยู่ที่พื้นห้องที่ผมก้มหน้าลงไปด้วยความมึน
ดาวสีแดงฉานจากเลือดที่ไหลลง จาก 1 ดวง เพิ่มเป็น 2 และ 3 ดวง ตามลำดับ
“เห้ย มึงทำไรวะ”
พี่ปริ๊นซ์โวยวายอีกครั้ง
“อย่างมึงจะต่อรองอะไรอีก พูดมา”
สติ
สติ
สติ
ผมท่องคำนี้ซ้ำในใจ ก้มหน้าเชื่องช้า ทำหน้าตาให้โง่และดูน่าสงสารที่สุด
“ผมหิว... ขอกินอะไรก่อนได้มั้ย”
พวกมันมองหน้ากัน แผดเสียงหัวเราะมาทันที
“เออ มิน่ามึงถึงอ้วน ออกกำลังกายบ้างละ”
รู้สึกเหมือนฟางเส้นสุดท้ายขาด ผึง ในหัว แต่กูทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้สักนิดเดียว อย่าให้กูหลุดไปนะสัด
“แฮ่ะ ๆ นะครับ”
“เออ เดี๋ยวผมออกไปหาซื้อของแล้วกันพี่”
พี่โหดตีนเหม็นพูดกับพี่โหดเบอร์ 2
“เออ ดี”
“ขอบคุณครับ”
ผมพูดแทรก
เอาวะ อย่างน้อยก็กำจัดไปได้หนึ่งคน
พี่โหดตีนเหม็นเดินไปแล้ว ผมก็นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา
“ทำงานไร”
พี่โหดเบอร์ 2 พูดขึ้น มองมาทางผม ผมมองกลับทำหน้างงสุดขีด
“มึงนะแหละ ทำงานอะไร”
ย้ำแบบนี้ ก็กูสินะ
“เป็นพนักงานบริษัท....”
ผมตอบไป ทำหน้าปกติให้มากสุด
“เออ ดี ลูกกูก็อยากทำงานที่นี่”
“ครับ สวัสดิการมันดีครับพี่”
ชวนคุยก่อน ค่อยตะล่อม ในสมองสั่งผมแบบนั้น
“พี่ครับ พี่ไม่ลองโทรหาเจ้านายเหรอครับ เรื่องที่ผมเสนอไป”
“เออ ลืม มึงนี่ฉลาดจริง” มันคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมา “ไอ้ปริ๊นซ์ มึงนะโชคดี มีคนแบบนี้เป็นเพื่อน”
แล้วพี่โหดเบอร์ 2 ก็เดินเลี่ยงออกไปอีกห้อง แว่วเสียงเบา ๆ ลอยมา
มือผมที่ขยับมาตลอดตั้งแต่คำแรกที่ผมพูด จนบัดนี้พวงกุญแจมีดพับเลื่อนมาอยู่ในทิศทางที่เหมาะสมแล้ว
ทันทีที่พี่โหดหายไป ผมก็ หันปลายมีดออกจากตัว กดปุ่มเปิด ค่อย ๆ ปาดกับเชือกไปทีละน้อย
“โอ๊ย”
ผมร้องออกมาแผ่วเบา แต่ก็ดังพอที่พี่ปริ๊นซ์จะได้ยิน
“ขอโทษนะ...”
ผมยิ้มตอบ ไม่รู้จะพูดอะไรจริง ๆ ที่ร้องออกมาก็เพราะใบมีดมันเฉียดมาโดนแขนนี่แหละ ทำไมมันไม่ง่ายเหมือนในหนัง แต่ก็อาจเป็นโชคของผมด้วยกระมัง ที่เชือกไม่ได้หนามาก ในที่สุดผมก็สามารถตัดเชือกจนขาดไปเส้นหนึ่งซึ่งมากพอที่จะคลายมือออกจากปมเชือกได้
พี่โหดเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง
“เจ้านายกูโอเค มึงฉลาดจริง”
อีกครั้งที่มันชมผม ยิ้มครับ ยิ้มสยามไปก่อน
“ไอ้โง่”
มันซัดพี่ปริ๊นซ์อีกรอบ แล้วมันก็เดินไปอีกห้อง
ผมฉวยโอกาสนั้น สะบัดมือหลุดจากเชือก รีบแก้เชือกที่มัดเท้าผม
น้อยหน่ามองผมด้วยความทึ่ง ส่วนพี่ปริ๊นซ์ยังก้มหน้ายืนอย่างหมดแรงไม่รับรู้อะไร ร่างผมเป็นร่างที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุดในห้องแล้ว ต้องไม่ทำให้โอกาสนี้หลุดลอยไปเด็ดขาด
พี่ปริ๊นซ์หวาดผวาเล็กน้อย เมื่อผมประชิดตัว
“ใจเย็นพี่”
เชือกยาวที่ตรึงแขนพี่ปริ๊นซ์ไว้ถูกตัดออก ผมรีบแก้มัด แล้วผมก็พุ่งตรงไปที่โทรศัพท์บ้าน ผมจ้องมันมานานแล้วนับตั้งแต่ถูกพี่โหดจับตัวนั่ง
“ผมขอแจ้งเหตุร้าย คือ ผมโดนจับเรียกค่าไถ่ คนร้ายมีสองคน ที่อยู่เหรอครับ”
ชิบหายละ ผมเห็นบิลต่าง ๆ กองบริเวณนั้น รีบคว้าหาที่อยู่ แล้วบอกพนักงานไปทันที
“ครับ รีบมานะครับ”
โทรศัพท์ถูกวางสาย
ตรงวงกบประตู ใบหน้าช็อคของพี่โหดเบอร์ 2 ลอยเด่นหราในแสงสลัว
“อ้าว หวัดดีพี่”
โบกมือทักด้วยความเชื่องช้า โคตรเป็นสิ่งที่โง่สุดเท่าที่ผมนึกออกเลยละ
พี่ปริ๊นซ์ทะยานมาครับ ทะยานใส่ตัวมัน จนล้มกลิ้งลงไปกองอยู่กับพื้นด้วยกัน
ผมวิ่งอย่างรวดเร็ว หมายเข้าไปตัดเชือก รีบปล่อยครอบครัวเคราะห์ร้ายออกจากพันธนาการ
“ไหวมั้ยครับ ทนหน่อยนะ”
ผมปลอบใจทุกคน ท่าทางอิดโรยเห็นได้อย่างชัดเจน
ผมตัดเชือกของน้อยหน่าสำเร็จแล้ว กำลังหันไปตัดเชือกให้กับผู้หญิงที่คาดว่าเป็นคุณแม่ของเธอ
หันกลับไปมองการคลุกวงของพี่ปริ๊นซ์ที่ตอนนี้ต่างคนต่างทรงตัวยืนได้แล้ว ปืนครับพี่น้อง ปืนในมือพี่โหด ในมือพี่ปริ๊นซ์ โอ๊ยยยย สองคนนั้นกำลังแย่งปืนกันครับ
“ทำไงดีวะ ทำไงดีวะ ทำไงดี....”
ผมพล่าม น้อยหน่าและพ่อแม่ก็ดูไม่ต่างจากผม เราไม่รู้ว่า ณ จังหวะนี้ เราควรอยู่จุดไหน
“น้อยหน่า น้อยหน่าใช่มั้ย”
หญิงสวยพยักหน้า มือยังระวิงกับการแกะเชือกให้คุณพ่อ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
“รีบพาคุณพ่อคุณแม่ ไปซ่อนก่อน เดี๋ยวอีกคนกลับมา ทางนี้เราจัดการเอง ไปสิ ไปเหอะ”
ผมพยายามดุนหลังน้อยหน่าให้ละทิ้งความลังเล
“เอาวะ”
ผมตะโกนสุดเสียงแล้วเข้าร่วมคลุกวงอีกคน
ปัง
เสียงปืนดังสนั่น
ไม่มีใครเป็นอะไรครับ ปืนลั่น แต่ผนังบ้านเป็นรูโหว่ จากแรงสะท้อนกลับของปืนทำให้ปืนกระบอกนั้นปลิวสะบัดไปที่พื้น ไกลจากผมไม่มากนัก
เหมือนเป็นวินาทีที่เราสามคนจ้องตากัน
ผมกระโดดผลุนไปที่ปืนทันที ในขณะที่พี่โหดผลุนตัวไปอีกทาง โดยมีพี่ปริ๊นซ์ไล่ตามหลัง
ผมคว้าปืนไว้ในมือได้แล้ว พี่ปริ๊นซ์ก็สามารถจับหัวพี่โหด กระชากเส้นผมจนมันเสียหลักจวนล้มอีกครั้ง แต่พี่โหดไม่ได้ง่ายกินหมูขนาดนั้น ศอกหนาหนักกระแทกใส่หน้าพี่ปริ๊นซ์ ผมเชื่อว่าพี่ปริ๊นซ์คงเห็นดาวหลายดวงแน่นอน
แสงวาวโลหะสะท้อนสู่สายตาผม
มีดยาวด้ามใหญ่ กำลังพุ่งออกมาที่พี่ปริ๊นซ์
“เห้ย....”
พี่ปริ๊นซ์กระเด็นไปอีกทางจากการกระโจนใส่ของผม
พี่โหดจ้วงแทงอากาศไปอย่างหวิดหวิว
“หยุดนะ กูมีปืน”
ผมถือปืน ชี้ไปที่หน้าพี่โหด อีกมือจับแขนพี่ปริ๊นซ์ไว้
พี่โหดยืนนิ่ง มือกำมีดแน่น ดูเชิงผมไม่วางตา
“วางมีด ไม่งั้นมึงตาย”
ผมปลดเซฟตี้
แน่นอนว่า พี่โหดวางมีดลง ขอบคุณพ่อจ๋ามากที่สอนยิงปืนตอนเด็ก
“เตะมาทางกู มีดนั่นแหละ เตะมา” ผมตะโกนย้ำทันที “เร็ว”
มีดเล่มยาวน่ากลัว เคลื่อนมาหยุดตรงหน้าผม
“เอาละ มึงลงไปนั่งคุกเข่าตรงนั้น อะ ใช่” ผมเดินก้าวถือปืนชี้ที่หน้ามัน “ฉลาดนี่มึง นั่งสิ ยืนทำไม กูบอกให้นั่ง” เสียงเข้มโหดของผมแผดลั่น เอาวะ ทัพ เอาให้สุด
เหตุการณ์ทุกอย่างเหมือนจะจบแล้ว จริง ๆ
.
.
.
.
.
.
ถ้าพี่โหดตีนเหม็นไม่กลับมาเร็วเกินไป และไม่เข้ามาแบบไม่ให้สุ่มไม่ให้เสียง แถมพุ่งตรงมาอย่างเร็วแรงทางผมและพี่ปริ๊นซ์ พร้อมกับมีดอีกเล่ม
แล้วสิ่งโง่ที่สุดที่ผมทำก็คือ วิ่งเข้าไปรับมีดที่พี่โหดตีนเหม็น ถือตั้งไว้ในมือ
‘เจ็บชิบหาย มึงบิดมีดด้วยเหรอ’
ปัง
ผมยิงไปหนึ่งนัดที่แขนของพี่โหดตีนเหม็น
มึงแทงมาเต็ม ๆ
ผมมองมีดที่คงแทงทะลุช่วงท้องผมไป
เสียงร้องทุรนทุรายเหมือนเด็กน้อยของพี่โหดตีนเหม็นดังระงม พร้อมกับเลือดผมที่ไหลออกมา ผมมองเห็นพี่ปริ๊นซ์ในสายตา
“ขอโท...”
ผมขอโทษพี่
แล้ว... ทุกอย่างก็มืดดับลง
-
บทที่ 8
อดีตฝังใจ
“เตี่ย... เตี่ยอย่าเป็นอะไรนะ เตี่ย...”
ผมแผดร้องออกมา ภาพวันที่เตี่ยตายหวนกลับมาอีกครั้ง
เตี่ยเป็นคนขยันทำงาน แต่สูบบุหรี่หนักมาก ใครเตือนก็ไม่เคยฟัง สุดท้ายมะเร็งก็ย่างกรายมาสู่ชีวิตของเตี่ย ไม่สิ ย่างกรายสู่ชีวิตของพวกเรา
เตี่ยร่างกายอ่อนแอมากขึ้น จนหมอตัดสินใจเจาะคอเตี่ยเพื่อไม่ให้มีการสะสมของเสมหะจนมีแบคทีเรียอุดตัดในทางเดินหายใจ นานนับปีที่เตี่ยต้องกินอาหารปั่นเหลว แม้ว่าเราพยายามทำทุกวิถีทาง ทั้งคีโม ฉายรังสี
สุดท้ายมัจจุราชก็พาเตี่ยไป
สิ่งที่ผมเสียใจที่สุด คือ คำพูดสุดท้ายที่ผมบอกกับเตี่ย
ในคืนที่ฝนตกหนัก แม่ป่วย ตาลก็ป่วย แต่แม่ยังต้องดูแลเตี่ย แล้วยังแบ่งเวลาไปเช็ดตัวให้ตาลอีก
แม่ไม่ให้ผมมาช่วย เพราะผมมีสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย
สิ่งที่ผมทำคือ ตะโกนใส่หน้าเตี่ย
“ทำไมเตี่ยไม่รักตัวเอง ตามบอกแล้วใช่มั้ยให้เลิกสูบบุหรี่ ถ้าเตี่ยดูแลตัวเอง เตี่ยจะเป็นแบบนี้มั้ย”
เตี่ยไม่พูดอะไร แม่ก็ไม่พูดอะไร ทั้งสองคนมองหน้าผม
แม่แค่กำชับให้ผมไปอ่านหนังสือ
แล้วปิดประตูห้องนอน
ถ้าผมย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่พูดกับเตี่ยแบบนั้นเด็ดขาด
ผมหลับตาอีกครั้ง น้ำตาเอ่อติดที่หางตา
แต่นี่คือปัจจุบัน ผมแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ผมตายไม่ได้ ผมต้องลืมตาตื่น
หลอดไฟตะเกียบขาวนวลที่ปิดสนิทติดบนเพดาน
ห้องไม่มืดมิด เพราะมีแสงสลัวรำไรจากภายนอกสาดเข้ามาบาง ๆ
น้ำเกลือที่แขวนอยู่มุมเตียง
‘ใช่สิ ผมอยู่โรงพยาบาล ผมเป็นไข้เลือดออก’
ความรู้สึกเปียกที่มือทำให้ผมต้องขยับนิ้ว
“ทัพ ทัพ..”
ปลุกเท่าไรก็ไม่ลุก
ทัพมันนอนน้ำลายยืดอยู่ตรงมือผม ตรงข้างเตียงผมนั่นแหละ หลับทั้งที่อ่านชีทเรียนเพื่อจะสอบไปด้วย หลับทั้งที่ยังใส่แว่นสายตา
ผมไม่ดูแลตัวเอง จนลำบากคนอื่น เหมือนที่ผมบอกเตี่ยไม่มีผิด
“ขอโทษหวะทัพ”
อะไรบางอย่างดลใจให้ผมขยับมือลูบหัวมัน ลูบไปได้สักครู่ก็เกิดอาการหมั่นไส้รูมเมตคนนี้ขึ้นมาจนพาลอยากทึ้งผมมันสักที ไม่ชอบหน้ามันที่นิ่งขึงทุกครั้งที่เล่นมุก หน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใด มันต่างจากพีที่จะตบมุกกับผมเสมอ และไม่เหมือนกับมีนที่ถึงแม้จะหน้านิ่งไม่ต่างกัน แต่มีนไม่เคยมีสายตาเย็นชาแบบนั้นให้ผม
การลูบก็เปลี่ยนเป็นขยำผมมันด้วยความเหม็นขี้หน้าตามที่คิด
ทัพยังหลับสนิท
หลับลึกจริงพ่อคุณ ผมยิ้มออกมา ผล็อยหลับต่อจากนั้นไม่นาน
ยังเป็นอีกหลายวันที่ทัพเฝ้าไข้ผม
ขอลายเซ็นผมแล้วเดินเรื่องลาป่วยให้ผม
เอาชุดนิสิตมารีดในโรงพยาบาล
โทรคุยกับแม่ผมที่ไปทำงานต่างจังหวัด รับปากท่านว่าจะดูแลผมเป็นอย่างดี
ตื่นแต่เช้ามืดไปวิ่งที่สวนสาธารณะใกล้โรงพยาบาลเหมือนที่มันทำทุกวันตอนที่อยู่หอใน
นั่งอ่านชีทสอบของผมให้ผมฟัง พร้อมบ่นว่า เรียนห่าอะไรเนี่ย
ทัพยังทำหน้าเหมือนเดิม เย็นชาเสมอต้นเสมอปลาย แต่ไม่มีคำบ่นสักคำออกจากปากมัน
“พรุ่งนี้กูสอบวิชาสุดท้ายนะ อยากได้อะไรมั้ย กูจะไปห้างกับเพื่อน”
มันเอ่ยถาม
งั้นพรุ่งนี้ผมคงเหงาสินะ กว่าทัพจะกลับก็คงเย็น ๆ
“ไม่ต้องลำบากหรอก เที่ยวกับเพื่อนให้สนุก สอบเสร็จทั้งที”
“ไม่เที่ยว กูแค่จะเดินไปส่งเพื่อนที่ร้านที่มันจะไปกิน แล้วกะจะไปซื้อหนังสือนิยายมาอ่าน ตั้งใจจะซื้อมาอ่านให้มึงฟังด้วย เรียนบ้าไรไม่รู้คณะมึงนะ แก้เครียดบ้างเหอะ”
“มึงไปเที่ยวเหอะ กูเกรงใจ”
ผมพยายามคะยั้นคะยอ
“ตาม ฟังกูนะ กูไม่ไป....เพื่อนกูเขาก็กินข้าวกันได้ แต่มึงนะ เออ กูรู้ว่ามึงอยู่ได้ ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นกูไม่ได้ดูถูก” เอาจริง ๆ นะ ทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าผมแสดงสีหน้าอะไรออกไป “มึงจะอ่านหนังสือยังไง เหงามั้ย เบื่อมั้ย กูอยู่กับมึงดีกว่า กูสัญญากับแม่มึงแล้วด้วย พอ ๆ ไม่ต้องพูดละ ตามนี้ กูอ่านหนังสือก่อนนะ”
มันเดินไปที่โซฟาในห้อง นั่งลง แล้วจมกับชีทเรียน
ผมไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นทุกครั้งผมจะมองหาทัพ
ทุกครั้งที่เลิกเรียน ก็จะรอเสมอว่าเมื่อไรทัพจะกลับ
รอไปกินข้าวกับมัน
เคยแม้กระทั่งโกรธมันที่ไม่รอกินข้าว จนทัพไม่กล้ากินข้าวก่อนอีกในทุกเย็น
จนจบปี 1 ผมก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกแปลกนี้
“ไปเที่ยวบ้านกูกัน”
พีเอ่ยปากชวนทุกคนไปเที่ยวช่วงปิดเทอมใหญ่ ก่อนเปิดเรียนซัมเมอร์
“สงขลาบ้านกูสวยนะเว้ย เรื่องอาหาร เรื่องรถ บ้านกูจัดการ แต่พวกมึงออกค่ารถไปกลับเองเนาะ”
พีหัวเราะ หันไปชวนมีน ซึ่งเป็นคนแรกที่ตอบว่าไป บ้านมีนอยู่ที่เชียงรายครับ การได้ไปเที่ยวทะเลคือความฝันอย่างหนึ่งของมัน
“ไปใช่เปล่า ทัพ ทะเลบ้านกูสวยนะ”
ทัพยังจมอยู่กับหนังสือ ทุกคนสอบเสร็จหมดละครับ ยกเว้นมันที่เหลือสอบอีกหนึ่งตัวพรุ่งนี้
“บ้านกูอยู่ตราด ทะเลก็มี”
“เหมือนที่ไหนวะ นี่พวกเราไปกันหมด ตามก็ไปใช่มั้ย ไปปะ ทะเลบ้านกูสวยนะ นครปฐมบ้านมึงไม่มีทะเลนะเว้ย”
“อืม ไปสิ”
ผมตอบ ลุ้นให้ทัพบอกว่าไป
ทัพเงยหน้าจากตำรา หันมามองผม พร้อมกับยกคิ้วขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ
“เห็นปะ ทัพ ไปกันหมด ไปกันหมด”
“ไอ้พี มึงจะไปพรุ่งนี้เย็น กูสอบเสร็จเที่ยง จะไม่ให้กูพักหน่อยเหรอวะ กูเก็บกระเป๋าไม่ทัน คืนนี้กูไม่เก็บนะ บอกไว้ก่อนเลย แล้วไหนจะเรื่องย้ายของไปตึกสามด้วย”
ใช่ครับ พรุ่งนี้เราต้องย้ายของจากตึกนี้ที่สงวนไว้ให้ปี 1 ไปอีกตึกที่มีนิสิตหลากชั้นปีอยู่ร่วมกัน
เอาจริง ๆ ผมดีใจมาก ที่เรา 4 คน เลือกที่จะอยู่ห้องเดียวกันต่อ
“กูจัดการเอง”
พีและทัพหันมาจ้องผมพร้อมกัน
คำพูดของผมงัดทัพออกจากหน้าชีทเรียนได้อีกรอบ
“กูจะขนของมึงไปตึกใหม่เอง จะจัดกระเป๋าให้มึงด้วย ถ้ามึงเหนื่อย กูแบกกระเป๋าให้ด้วยก็ได้”
ทัพไม่ตอบอะไร หน้าเย็นชา ไร้ความรู้สึก
“กูขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ยวะ”
“เอาเลยมีน พูดมา”
ผมรีบพูดต่อ
“ทัพเอ๊ย ถ้ามึงยังอ้างอีก ก็แสดงว่ามึงเกลียดขี้หน้าพวกกูแล้ว ช่วยขนาดนี้ ดูแลขนาดนี้ มากกว่านี้ก็แฟนแล้ว มันบ่ไจ้ละก๋า ไป...ไปแอ่วกั๋น”
ท่อนท้าย มีนหลุดภาษาถิ่นบ้านเกิดออกมา
ทุกครั้งที่มีนโมโหมักจะเป็นแบบนี้
“เหี้ยไรละ”
ผมกับทัพตะโกนใส่มีนพร้อมกัน
ทัพดึงหน้าตัวเองกลับไปจมที่ชีทต่อ
ความหวังผมหมดแล้วละ
“.... ถ้ามึงทำแบบที่พูด กูไปก็ได้ตาม”
“เหยดดดดดดดดดดดดดดดด”
พีร้องลั่น ผมสิยิ้มบานจนแก้มแทบปริ ดีใจที่สุด ดีใจเว้ยยยยยยยยยย
แล้วจากทริปสงขลานั่นเอง ก็ทำให้พวกเราสนิทกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น โดยเฉพาะเกมส์ true or dare ของไอ้พี ที่ทำพวกผมเมาคว่ำ นอนโอดครวญเพราะเมาค้างไปหนี่งวันเต็ม ๆ
“เออ กูเป็นเกย์ เลิกคบกูได้นะ”
ความเมาทำให้คนขาดสติ แต่ทัพก็ยังนิ่งและเย็นชาดังเดิม
อย่างน้อยผมได้รู้ความจริงบางอย่างว่า ทัพเป็นเกย์
“กูรู้นานละ สาด ไอ้ทัพ” พีหัวเราะ “ไอ้มีนด้วยใช่มั้ย” มีนมันหน้าแดงกอดขวดเหล้า พยักหน้ารัว ๆ สักพักก็หัวเราะกับตัวเอง มีนหนอมีน
“ต่อไป ตามึง ไอ้ตาม ทำไมเลิกกับส้มวะ”
ส้มเป็นแฟนผมครับ แฟนเก่าสิ คบตั้งแต่เดือนแรกในมหาวิทยาลัยเลย
“กูเห็นมึงรักส้มจะตาย เดินตามต้อย ๆ เชื่องเลยนะลูกแมว”
ผมนิ่ง
“กูไม่รู้สึกกับเขาเหมือนตอนแรกละวะ” ผมตอบออกไป “มันไม่ใช่แบบเดิม กูสงสารเขาวะ อยู่กับกูไปก็เสียเวลา”
“เท่มาก เท่มาก”
มีนตะโกน พยักหน้าแดง ๆ ของมัน
“เออ เท่จริง สุดยอด แน่ใจนะแค่นั้น”
“เออ แค่นั้นพี”
สายตาแหลมคมของพีมองปราดมาที่ผม
“กูย้ำกติกานะ ในวงนี้ห้ามโกหก”
“ห้ามโกหก ห้ามโกหก เอิ๊ก”
เสียงเรอของไอ้มีน
“ไอ้ตาม”
ผมกลั้นใจพูด
“เออ กูมีคนที่ชอบใหม่แล้ว”
“เหี้ยสุดเลย กูว่าแล้ว”
พวกมันสามคนหัวเราะพร้อมกัน แต่ผมสิ เบรกแตกไปแล้ว
“แล้วมึงรู้มั้ยว่าใคร.. กูชอบเขามากเลย ตอนแรกกูคิดว่าไม่ใช่ แต่กูก็เพ้อถึงเขาตลอด มองหาเขาตลอดอะ”
ผมส่งสายตาหวานเยิ้มไปให้ทัพ ทัพทำหน้างงปนอึดอัดกลับมา ตาลุกโตด้วยความไม่เข้าใจ
“ชอบใคร ชอบใคร”
“ไอ้มีนหุบปากก่อน”
“ทัพ กูชอบมึงหวะ.....” สีหน้าทัพยังเย็นชาเหมือนเดิม “กูชอบจริง ๆ นะ กูขอจีบนะ มึงไม่ตอบไรกูถือว่ามึงโอเคนะ”
“วิ้วววววววววววววววววว รูมเมตกูจะเป็นฝั่งเป็นฝาละเว้ย”
“ฝั่งฝา ฝั่งฝา”
แล้วไอ้มีนก็ล้มคว่ำคาขวดเหล้า
เสียงโวยวายลั่นจากพีที่สาละวนเข้าไปจับขวดเหล้าไม่ให้ไหลหกมากไปกว่าเดิม
ทัพมองหน้าผม ไม่มีคำพูดใดพูดออกมา
ผมเริ่มกลัวใจตัวเองละ เหนือสิ่งอื่นใด กลัวสีหน้าของว่าที่แฟนในอนาคตผมที่สุดเลย
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
“ลาเต้ร้อนค่ะ”
แก้วกาแฟฟองนมสวย ควันลอยกรุ่น ตัดกับโต๊ะสีดำ
ชายหนุ่มพยักหน้ากล่าวขอบคุณพนักงานเสร็จ จึงหันกลับไปสนใจหน้าจอมือถือต่อ
สรุปว่า นัดกับไอ้ทัพสองต่อสองว่างั้น
ใช่เลย
เจ๋งปะพี
เจ๋งก็ได้
เอาที่สบายใจ
แต่ตาม มึงนัดมันมาทำไมวะ
อยากเจอ
ไม่ได้เหรอ
อยากเจ๊ออออ
อย่าหลอกกู
กูเลี้ยงกุมาร
เออ สัสนี่
จะลองขอเป็นแฟน
เหยดดดดดดดดดดดดดด
ครั้งที่ 49 สินะ
ไม่สิ ต้อง 52
มีสองครั้งที่มึงขอ แล้วตอนนั้นกูสอบเสร็จแล้วกูกลับบ้านก่อน
แล้วก็อีกครั้งที่มึงหลอกมันว่ามีนรถชน
มันก็รีบไปโรงพยาบาล แล้วมึงก็ทำเซอร์ไพรซ์ แต่มันด่ามึงจนลืมชื่อพ่อเลยนี่
อย่างงี้ก็อาจเป็นการเฟลครั้งที่ 52 สินะ
สัส แช่งกู
นี่เพื่อนเอง
กูมีวิธีละกัน
มึง
อย่าไปยื่นคำขาดกับมันนะ มันไม่ชอบหรอก
ไม่ดิ
กูจะถามตรง ๆ
แบบ เราก็โต ๆ กันแล้ว
ขอโอกาสไรงี้
กูว่าแม่ง ยื่นคำขาด ชัด ๆ
เอาเหอะ
คิดให้ดี
ยังไงมึงสองคนก็เพื่อน
กูรักทั้งคู่นะเว้ย
(สติกเกอร์ขอบคุณ)
(สติกเกอร์กินข้าว)
หิวละ
(สติกเกอร์ลาก่อน)
ผมนี่บ้าหวะ มาขอมันเป็นแฟน แต่เตรียมแหวนมาให้มันด้วย ไม่ใช่แหวนที่สวยหรูอะไรมาก เป็นแหวนทองวงเกลี้ยงนี่แหละ ข้างในสลักชื่อมันเอาไว้ ผมรู้ด้วยนะมนุษย์อย่างทัพกรณ์ ไม่ชอบใส่เครื่องประดับ ก็เลยเตรียมสร้อยไว้ร้อยแหวนต่างหาก อย่างน้อยสวมคอก็ยังดีวะ
“สี่โมงครึ่งเอง”
ผมตื่นเต้นมาก มาก่อนเวลาเกือบชั่วโมง
ปกติทัพเป็นคนตรงต่อเวลามาก อีกครึ่งชั่วโมงสินะ
จริง ๆ ผมก็แปลกใจนะ ที่โทรไปชวนตอนเช้าแล้วมันไม่มีอึกอักเหมือนทุกที กลับพูดดีจนผมตกใจ แถมรับนัดผมอีกด้วย อยากจะร้องไห้ด้วยความดีใจ แต่นี่เป็นนัดสองต่อสองครั้งแรก ตั้งแต่ที่มันเรียนจบ
ตื่นเต้นเว้ย ไลน์ปรึกษาไอ้มีนดีกว่า
-----------------------------------------------------
“คุณลูกค้ารับอะไรเพิ่มมั้ยคะ ทางเรามีเค้กนะคะ”
พนักงานเสิร์ฟเดินมาถามผม ใช่สิ ก็นี่มันหนึ่งทุ่มครึ่งแล้ว ลาเต้ร้อนแก้วเดียวมันจะไปคุ้มกับค่าเช่าที่ได้ไงล่ะ
“เออ งั้น ผมขอ ชีสเค้ก ละกันครับ”
พนักงานสาวเดินถอยออกไปอย่างมีชัย
ทัพไม่ใช่คนแบบนี้นะ ผมควรโทรหาทัพมั้ย แต่ถ้าผมโทรก็เหมือนผมไปเร่งสิ ไม่สิ เราต้องอดทน เราต้องอดทน
จวบจนสองทุ่มครึ่ง
ไม่ใช่แค่ชีสเค้ก แต่เค้กเครป ก็เพิ่งถูกผมกินหมดไปสักครู่
ทัพก็ยังไม่มา
ทัพ
มีอะไรหรือเปล่า ตามกลับก่อนนะ
ไลน์หาด้วย
ผมไลน์ไปบอกทัพ และเพื่อความชัวร์ ผมก็เลือกส่งข้อความเข้ามือถืออีกด้วย
เดินไปเรื่อย ๆ ดูนู้นดูนี้ จนมาหยุดที่บูธเครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวีจอใหญ่ฉายสารคดีสัตว์โลกอยู่
“ไม่อยากกลับโรงแรมเลยเว้ย”
แล้วผมก็ตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าที่สุดในชีวิต คือ กดโทรออก
ชั่วอึดใจเดียวก็มีคนรับ
“ไอ้ทัพ มึงหายไปไหน กูรอตั้งนาน ไอ้บ้า ปกติมึงไม่ใช่คนแบบนี้นะเว้ย”
“คุณตามครับ”
เสียงผู้ชายที่ไม่คุ้นหูดังสวนกลับมา ใครวะ ใครมายุ่งกับมือถือแฟนกูในอนาคต
“ฟังผมให้ดีนะครับ ตอนนี้ทัพอยู่โรงพยาบาล น้องเขาถูกแทงครับ ผมติดต่อใครไม่ได้เลย โทรศัพท์ปลดล็อคไม่ได้ ผมรอให้ใครสักคนโทรมา จนคุณตามโทรมานี่แหละครับ คุณตามครับ ยังอยู่มั้ยครับ”
อยู่สิ กายหยาบนะอยู่ แต่ใจผมหลุดลอยไปแล้ว
“อาการน้องค่อนข้างสาหัส เสียเลือดจำนวนมาก ตอนนี้อยู่ห้องไอซียู แต่ผมเชื่อว่าทัพไม่น่าเป็นอะไรมาก....”
“อยู่ไหน โรงพยาบาลไหน บอกผมมา”
ผมไม่รอให้อีกฝ่ายสาธยายอาการของทัพหรือทำนายอาการเหมือนหมอดูคลำทาง
ใจผมมันรุ่มร้อนไปหมด
ทัพ
ทัพต้องไม่เป็นอะไรนะ
ทัพ
ตามยังไม่ได้ขอทัพเป็นแฟนรอบที่ 52 เลยนะ แล้วทัพก็ยังไม่ตอบตกลงเลยด้วย
ในห้างสรรพสินค้า ผู้คนต่างมองกายหยาบของผมที่วิ่งอย่างสุดแรงเกิดด้วยความตกใจ
ผมขอโทษครับ แต่ผมกำลังวิ่งไปหาจิตใจของผมที่ตอนนี้หลุดลอยไปหาคนที่ผมรักมากที่สุดแล้ว
-
บทที่ 9
เบอร์สอง
ผมเหนื่อยเหลือเกินกับการอ่านหนังสือสอบ NL 1 ซึ่งเป็นการสอบเพื่อขึ้นคลินิกของเหล่านิสิตนักศึกษาคณะแพทย์ แถมยังต้องอ่านหนังสือรายวิชาตามบล็อคการเรียนควบคู่ไปด้วยอีก มือกุมขมับที่เต้นตุบปูดโปนราวกับภูเขาไฟที่ใกล้ระเบิด ไฟเพียงดวงเดียวจากโต๊ะในห้องพักที่หอในสว่างไสว ความเงียบสงบแพร่กระจายไปทั่วบริเวณ ช่วงนี้ใกล้สอบไฟนอลของมหาวิทยาลัยแล้ว นิสิตหอพักหลายคนเลือกที่จะขนตำราไปยังหอสมุดกลาง แล้วฝังตัวเองบนกองตำราจนถึงเวลาปิดบริการที่ขยายไปถึงเที่ยงคืนของทุกวัน นิสิตบางส่วนก็เลือกที่จะนั่งอ่านตามม้านั่งใต้อาคารหอพัก สำหรับผมที่คิดสวนทางกับชาวบ้าน เลือกอ่านในห้องพัก จึงได้รางวัลเป็นความสงบวังเวงในหอพัก
เสียงประตูเปิดอย่างแผ่วเบา พร้อมกับการเดินลากเท้าอันเป็นเอกลักษณ์ของทัพ ผมอยากเงยหน้าทักทายมันเช่นทุกเคย แต่เรี่ยวแรงเหือดแห้งหายไปกับการอ่านหนังสือจนหมดสิ้น
“กูซื้อข้าวมาให้”
เสียงเรียบเฉย ไร้อารมณ์เช่นเคย
“เอาแต่อ่านหนังสือ เดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะหรอกมึง กินข้าวซะ”
ผมเงยหน้าอย่างเชื่องช้า เรี่ยวแรงไม่ได้ฟื้นกลับมาทันทีที่คนที่เราชอบทำอะไรให้หรอกนะ แบบนั้นมันนิยายไป เรี่ยวแรงผมก็ยังไม่มีเหมือนเดิมนั่นแหละ แค่เพียงรู้สึกว่ามีแรงจูงใจใหม่ให้กระทำการอื่นมากกว่า สมองผมสับสนงงงวยเกินกว่าจะเค้นคำพูดเสี่ยว ๆ ที่ชอบใช้จีบมันได้อย่างเคย จึงกลายเป็นคำพูดโง่เง่าที่หลุดออกไปว่า
“เท่าไหร่อะ”
เหมือนอีกฝ่ายก็คงสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดไร้เรี่ยวแรงของผม รอยยิ้มผุดขึ้นมา พร้อมกับการเดินเข้ามาใกล้ มือทั้งสองข้างหิ้วถุงกับข้าวและถือจานชามกระเบื้องส่วนกลาง วางทุกอย่างลงตรงโต๊ะของผม ปิดตำราของผมแล้วเลื่อนไปไกลสุดขอบโต๊ะ ไม่พูดคำอื่นใด หน้านิ่งมุ่งมั่น มือใหญ่กร้านบรรจงแกะหนังยางออกจากปากถุงแล้วเทต้มจืดใส่ชาม พร้อมกับฮัมเพลงที่ผมฟังไม่ได้ศัพท์ ไม่ช้านานอาหารทั้งหมดก็พร้อมให้ผมกิน
“ฟรีแล้วกัน พรุ่งนี้วันเกิดมึงแล้วนี่”
ผมยิ้มตอบอย่างเหนื่อยล้า ก้มหน้าก้มตากินอาหารที่ว่าที่แฟนซื้อมาให้ มันยังยืนอยู่ข้างผม มองผมกินเงียบ ๆ มือหนึ่งค่อย ๆ จับเล่นเส้นผมของผม เอานิ้วพันม้วนคลายสลับกันไป
“อยากได้เป็นพิเศษเปล่าวะ กูซื้อครีมนวดผมให้ดีมั้ย มึงบอกมาเลยนะ อยากได้อะไร กูจัดให้เลย จะย้ายหอแล้วนี่นา”
มือของทัพยังดึงรั้งตรวจสุขภาพของเส้นผมของผมต่อไม่หยุด
“หือ นี่ผมหรือรังนก ติดเป็นก้อนเลย ซื้อหวีแถมให้ด้วยดีกว่า”
ผมกินข้าวต่อด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ใจเต้นสั่นรัว พฤติกรรมที่ทัพไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต อันที่จริงผมไม่นึกไม่ฝันด้วยซ้ำว่าจะมีเหตุการณ์อะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับผม แม้ใครอื่นอาจมองภาพนี้ราวกับแม่ลิงหาเห็บหมัดให้ลูกน้อย สำหรับผมกลับเป็นความทรงจำที่งดงามมากเลย
“พรุ่งนี้วันอาทิตย์ด้วย ไปกินข้าวดีปะ เดี๋ยวพีกับมีนกลับมาแล้วกูจะปรึกษา ขอเซอร์ไพรซ์มึงแล้วกัน ดีมั้ย”
ผมยังกินข้าวต่อไป กำลังวังชาที่หดหายเริ่มฟื้นกลับมาเป็นลำดับ ความพิเรนทร์แสนเสี่ยวของผมก็กลับมาทำงานอีกครั้ง
“เป็นแฟนกันปะละ ตามไม่ขออะไรมาก แค่ขอถึงเที่ยงคืนพรุ่งนี้ก็พอ”
ผมขำในความสัปดนของตัวเอง เพราะมันทำให้มือของอีกฝ่ายที่กำลังง่วนตรวจสุขภาพผมอยู่นิ่งค้าง ทั้งห้องก้องแต่เสียงหัวเราะของผมคนเดียว จะว่าไปก็เกือบโรแมนติคนะ มีเพียงเราสองคน แสงเหลืองนวลจากโต๊ะอ่านหนังสือเพียงดวงเดียวสว่างอยู่ คนเราสามารถเก็บความทรงจำไว้ได้ด้วยรูปถ่าย คลิป หรืออื่นใด แต่สำหรับผมเลือกจะเก็บความทรงจำไว้ด้วยกันมองและซึมซับบรรยากาศของมัน
เป็นครั้งแรกที่ผมกล้าจับมือทัพ มือที่หยุดค้างบนหัวของผม ผมกำมือไว้แน่น เอี้ยวตัวหันมาเผชิญหน้ากับทัพตรง ๆ พยายามเปลี่ยนเป็นอิริยาบถที่ดูจริงใจและจริงจังที่สุดในชีวิต ทัพยืน สีหน้าดูสับสน ส่วนผมนั่ง แม้จะนั่งบนเก้าอี้ก็เหอะ (พยายามทำ) สีหน้าให้จริงจัง มือของผมกุมมือของทัพแน่นขึ้น เป็นอีกวันที่มีแต่ความแปลกมากมายเกิดขึ้นระหว่างเราสองคน เพราะทัพไม่ได้ดิ้นสะบัดปล่อยมือผมดังเช่นทุกที
“ทัพ.... เป็นแฟนกับตามนะ แค่คืนเดียวตามก็ยอม”
จริงจังที่สุดในชีวิต และคาดหวังคำตอบที่จริงจังเช่นกัน
แล้วเสียงทำลายความเงียบก็ดังขึ้น
“เห้ยยยยยยยยยยยยยย แดกข้าวยังงงงงง”
เป็นเสียงไอ้พีครับ ลั่นก่อนประตูเปิดกว้างเสียอีก ดึงสติของทัพกลับมาแรงมาก เพราะทัพกระชากมือกลับราวกับโดนไฟดูด พร้อมกับเท้าที่ถอยกรูดไปยืนอีกด้านหนึ่งของมุมห้องอย่างรวดเร็ว
“อ้าว ทัพ กลับมาแล้วเหรอ ป่ะ กินข้าวกัน ไอ้มีนรออยู่ข้างล่าง ไป ๆ”
เหมือนพันธะสัญญาของพวกเราว่าต้องกินข้าวด้วยกันทุกเย็น นั่นทำให้เราทั้ง 4 คน มานั่งมองหน้ากันที่ร้านบะหมี่เกี๊ยวหมูแดง ตลาดหลังหอใน ขณะที่พีกำลังพูดฟุ้งเกี่ยวกับมาตรากฎหมายยาวเหยียดที่ผมไม่อยากรับฟัง และยอมกลับไปนั่งจำหลอดเลือดทุกหลอดของมนุษย์ดีกว่า มีนก็เอ่ยขึ้นแผ่วเบาว่า
“ขอพูดอะไรหน่อยนะ”
พวกเราพยักหน้าพร้อมกัน
“พรุ่งนี้วันเกิดตามนี่ อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ปีนี้ปีสุดท้ายแล้ว”
ความเงียบปกคลุมโต๊ะของเราทันที ผมอึกอักอ้ำอึ้งไม่รู้จะสรรหาคำใดพูดออกไป เพราะถ้าผมตอบตกลงก็เท่ากับว่า ผมปิดประตูความหวังเดียวของผมทันที แล้วอีกใจหนึ่งของผมก็คิดขึ้นมาได้ว่า แต่มันจะมีประโยชน์อะไรกันเล่า ในเมื่อผลลัพธ์ก็คงเป็นดังเช่นทุกครั้ง
“กูมีนัดแล้วนะพรุ่งนี้ ไม่ว่างไปด้วย เป็นวันอื่นแทนได้มั้ย”
ผมไม่ได้ตอบ
เสียงจากคนข้างตัวผมต่างหาก
“อ้าวเหรอ เสียดายวะทัพ งั้นวันอังคารมั้ย กูไม่ขอวันจันทร์นะ อังคารเช้ากูสอบ ยังจำไม่ได้ทุกมาตราเลย”
ผมได้แต่หันไปมอง อึ้งระคนไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
การเดินกลับหอ อาบน้ำ จวบจนเอาร่างมาซุกซ่อนใต้ผ้าห่ม จึงเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างเลือนราง อันที่จริงผมไม่ได้อ้าปากคุยกับรูมเมตคนใดเลยต่างหาก อย่างมากก็ตอบรับผ่านการพยักหน้าเพียงเท่านั้น
เปลือกตาผมเริ่มหนักขึ้น และผมก็คงหลุดร่วงไปสู่ห้วงนิทราหากไม่มีมือหนึ่งยื่นมาแตะไหล่ผม พร้อมกับมืออีกข้างที่เคลื่อนเข้ามาปิดปากผมไว้
“แค่เที่ยงคืนนะ กูตกลง ก็ได้...”
อีกฝ่ายตอบอย่างประดักประเดิด แสงจากภายนอกลอดผ่านเข้ามาจนผมเห็นหน้าชัดขึ้น หน้าระเรื่อสีชมพู แสดงให้เห็นว่าเป็นการตอบรับด้วยความขวยเขินต่างหากเล่า
“งั้นพรุ่งนี้เจอกันตี 5 เลย รีบตื่นรีบออกไป เดี๋ยวพวกนี้...”
ทัพบุ้ยปากไปอีกทางของห้อง พีที่นอนกรน เตะผ้าห่มตกพื้น เปิดพุงเกา ช่างเป็นภาพอุจาดตาโดยแท้จริง และมีนที่นอนนิ่งตรงกลางเตียง ใต้ผ้าห่มผืนบาง ไม่ไหวติงราวกับเป็นมัมมี่
“งั้นกูไปนอนแล้วนะ”
ทัพไม่ได้ไปง่ายแบบนั้นหรอก ในเมื่อตกหลุมกับดักความรักของผมแล้ว
“เดี๋ยวสิ”
มือหนึ่งคว้าข้อมือทัพอย่างแน่นหนา อีกมือหยิบมือถือมาดู
“เที่ยงคืนหนึ่งนาทีแล้วอะ เป็นแฟนแล้วต้องตามใจสิ”
ทัพหันมามอง เคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ ราวกับกลัวว่าอีกสองคนจะตื่น สองคนนั้นนอนหลับลึกจะตายไป
“จะเอาอะไร”
“อยากกอดอะ ขอนอนกอดได้มั้ย”
ผมมั่นใจว่าโดนด่าแน่นอน แต่ก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง ด้านได้อายอด คำพูดของพีลอยกลับมาในหัวผม ไม่มีคำตอบใดจากทัพ แต่ตัวของทัพที่แทรกมาใต้ผ้าห่มอย่างแผ่วเบาบดเบียดร่างบนเตียงหลังน้อย ทำให้ผมแทบหยุดหายใจ วันนี้มันวันอะไรกันเนี่ย มีแต่เรื่องปาฏิหาริย์เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น
“แค่กอดพอแล้วนะ”
แม้วินาทีเดียว ผมก็จะไม่ให้มันหลุดรอดหายไป มือที่โอบรัดทัพ ตัวผมโถมเข้าหาอย่างเชื่องช้า กลิ่นแชมพูโชยจางตีขึ้นจมูก จมูกผมซุกลงไปตรงผมของทัพที่ตัวเริ่มสั่นเล็กน้อย
“ไม่เคยมีแฟนเหรอ”
มีแค่การสั่นหน้าเบา ๆ จากลูกนกที่สั่นเทิ้มในวงแขนของผมแทนวจีวาจา
“อย่างนี้ ก็นับได้ว่า ตามเป็นแฟนคนแรกสิ”
รอบนี้เป็นการขยับหน้าขึ้นลงแผ่วเบาควบคู่ไปกับการสั่นแทนคำตอบ
“รีแลกซ์ รีแลกซ์ ไม่ปล้ำหรอกนะ แค่กอด”
มือผมโอบทัพหลวม ๆ มีบ้างที่เอามือไปจับพุง
“อ้วนนะเรา”
ผมหัวเราะอย่างแผ่วเบา คนในวงแขนได้แต่พยักหน้าแผ่วเบา
“ไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ”
การส่ายหน้าพร้อมกับอาการสั่นอีกครั้ง ทำไมน่ารักจังวะ ถ้ารู้ว่าทัพจะทำตัวน่ารักแบบนี้ ผมคงทำทุกวิถีทางให้ได้ทัพเป็นแฟนมานานแล้วละ
“ชอบเราเปล่า”
“ชอบคนตัวสูง”
รอบนี้แปลกแฮะ ตอบกลับมาด้วย
“ตามสูง 178 เซนติเมตรเลยนะ”
ส่ายหัวอีกครั้ง ผมกระชับกอดให้แน่นขึ้นเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายเอ่ยคำใดมากกว่าภาษากาย
“180 เซนติเมตรเท่านั้น ถึงสูง”
“ไปผ่าตัดต่อขาแปบ”
เราสองคนหัวเราะกันอย่างแผ่วเบา หน้าของทัพจึงขยับซุกเข้ามาในอกผม
“ขอ 183 เซน เลยละกันนะ หาวววววววว สุขสันต์วันเกิดนะตาม...”
ลมหายใจที่ผ่อนคลายเป็นจังหวะบอกให้ผมรู้ว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้ว ผมก้มมองอีกฝ่ายที่อยู่ในวงแขน ทั้งเขินทั้งมีความสุข อยากหยุดเวลานี้ไว้ อยากย้อนเวลากลับไปสมัยเด็กตอนเตี่ยบอกให้นอนเร็ว อย่านอนดึก จะได้ตัวสูง อยากสูงอีกสัก 5 เซนติเมตร จริง ๆ อยากบอกทัพด้วยซ้ำว่า ความสูงไม่มีผลในแนวราบนะจ๊ะ คิดไปคิดมาก็ดีแล้วแหละที่ไม่ได้พูด ไม่อย่างนั้นคงโดนด่าลั่นห้องแน่เลย
“ไปฝังเข็มเพิ่มความสูงดีมั้ยน้า”
ผมครุ่นคิดก่อนผล็อยหลับไป
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
แสงสีขาว กลิ่นยาลอยคลุ้ง ของโรงพยาบาล
คนข้างหน้าตัวสูงมาก แต่ผมก็ยังเอื้อมถึง หน้าตาดี ตาโต คม หล่อ เล่นกล้ามด้วย แต่สะบักสะบอมเหมือนถูกซ้อมมา เขากำลังเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ผมฟัง
เรายืนอยู่หน้าไอซียูครับ
อีกไม่นานพีจะเดินทางมาถึง โชคดีที่พีเลือกทำงานบริษัทในกรุงเทพฯ
จากการฟังเหตุการณ์ทั้งหมดจนครบ อย่างแรกที่ผมอยากจะทำก็คือ ต่อยหน้าไอ้คนหล่อข้างหน้า ที่ชื่อว่า ปริ๊นซ์ ให้แหกอีกสักรอบ
อยากให้ดั้งงามของมันหัก ฐานที่พาทัพไปเสี่ยงอันตรายขนาดนี้
ผู้ร้ายที่แทงทัพถูกจับได้ แต่ผู้ร้ายอีกคนที่ทัพเอาปืนขู่รอดไปได้ เป็นที่มาของตำรวจสองนายที่ยืนจังก้าหน้าห้องไอซียู
เพราะเจ้าหนี้บ้า ๆ ของปริ๊นซ์ ทำให้ทัพต้องเป็นแบบนี้
“คุณตามรู้ วิธีติดต่อญาติน้องทัพมั้ย ผมพยายามถามเพื่อน ๆ ผมหมดทุกคนแล้ว ผมกับทัพเป็นคนจังหวัดเดียวกันนะครับ”
ผมรู้นะว่าเสียมารยาท ที่ผมยืนจ้องหน้าแล้วเงียบแบบนี้
“ไม่เป็นไรครับ คุณตามก็คงไม่มี ผมได้รบกวนเพื่อนในตราดให้ขับรถไปหาคุณพ่อกับคุณแม่ของทัพที่บ้านแล้วครับ ผมเคยไปบ้านทัพครั้งหนึ่งอยู่ พ่อกับแม่ของน้องหย่ากันนะครับ ทัพอยู่กับพ่อ”
เคยไปบ้านทัพด้วย
ทำไมกูรู้สึกมีกลิ่นตงิด ๆ วะ
“ทัพเป็นคนเข้มแข็งมาตลอด เราโตมาด้วยกัน ทัพต้องไม่เป็นอะไรแน่นอนครับ แต่คุณตามกับน้องเป็นอะไรกันเหรอครับ”
ใจอยากจะตอบว่า ว่าที่แฟนทัพในอนาคต มึงหยุดทำหน้าหล่อลอยไปลอยมาได้มั้ย แต่ก็ตอบไปว่า
“รูมเมตตอนปริญญาตรีครับ”
สุภาพเป็นลูกแมวเลยกู
“อ้อ ทัพเคยพูดถึง ผมนึกออกละครับ”
ดีใจวะ เคยพูดถึงกูด้วย ทัพอย่าเป็นอะไรนะ
“คุณตามกลับบ้านได้นะครับ ผมรอน้องเอง”
เรื่องอะไรล่ะ กูกลับก็โง่ละ
“ไปหาอะไรทานรองท้องก่อนก็ได้นะครับ”
มึงไล่กูจังนะ
“คุณตามครับ ทัพไม่เคยบอกผมหรอกนะครับ แต่ผมอยากบอกว่า คุณเป็นคนที่สำคัญสำหรับทัพมากนะครับ ผมสัมผัสได้จากสิ่งที่ทัพเล่า ผมก็ห่วงน้องไม่แพ้คุณ ถึงห่วงแค่ไหน เราก็ต้องรักษาสุขภาพตัวเราเองนะครับ ผมห่วงน้องทุกนาที แต่ผมก็กินข้าวแล้วนะครับ คุณตามครับ เชื่อผมเถอะ”
กูเป็นคนสำคัญเหรอ
เหมือนยกภูเขาออกจากอกไปบางส่วน
ทัพต้องเข้มแข็งนะ ตามก็จะเข้มแข็งเช่นกัน
“พวกคุณทั้งหมด รูมเมตของทัพ ทัพรักมากนะครับ แต่ผมขอถามอะไรบางอย่างหน่อยนะครับ”
ปริ๊นซ์หยุดคิดไปแวบหนึ่ง
“คุณตามเป็นคนไหนครับ นักมวย คนงง ๆ หรือเป็นคนที่เกือบถูกกะเทยปล้ำ”
พอเลย
ภูเขาที่เกือบออกจากอกกู กระแทกซ้ำกลับมาอีกรอบ
รอบนี้มาทั้งเทือกเขา
ไอ้ทัพ มึงเล่าอะไรไป
กูจะไปกินข้าวแน่ กูจะเก็บแรงไว้ แล้วเมื่อไรที่มึงฟื้น เราต้องคุยกันยาว ๆ เลยแหละ
“เออ... ทัพเล่าเรื่องแบบนั้นเหรอครับ ผม..”
ปริ๊นซ์พยักหน้า
“ผมเป็นคนที่จะถูกปล้ำนะครับ”
“อ้า ผมว่าแล้ว คุณตามดูดีเชียวครับ ไม่แปลกใจครับ”
ผมเกลียดวะ เกลียดหน้าที่ทำท่าเข้าใจ เกลียดที่ไม่ว่าจะอิริยาบถไหน คนตรงหน้าผมก็ยังดูดี
“ผมขอถามอะไรโง่ ๆ หน่อยนะ”
อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย ผมถือว่าคือคำอนุญาตโดยปริยาย จึงเอ่ยปากด้วยความมึนงง
“พี่สูงกี่เซนติเมตรครับ”
อีกฝ่ายดูยืนอึ้ง ยืดตัวตรง มองผมกลับด้วยความไม่เข้าใจแต่ก็ตอบกลับอย่างไม่ขัดข้อง
“183 เซนติเมตรครับ”
ชัดเลย หนุ่มหล่อในฝันสินะ ภาพของวันเกิดครบอายุ 21 ปี ของผมหวนย้อนกลับมา ความทรงจำที่แสนงดงามบนเตียงที่หอใน ทำไมรู้สึกหมดแรงอย่างนี้ ไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว
“งั้น... ผมไปกินข้าวก่อนนะครับ”
วินาทีที่ผมกำลังก้าวออกมา เสียงวิ่งไล่ตามโถงทางเดินยาวก็ทำลายความเงียบสงบของโรงพยาบาล
“คุณคะ นี่โรงพยาบาลนะ”
คุณพยาบาลกล่าวเตือน
“ขอโทษครับ”
พีนั่นเอง หน้าตาตื่นตระหนกเหมือนผมในตอนแรกไม่มีผิด
ผมเข้าไปกอดคอมัน แล้วพูดว่า
“ปะ มึง เดี๋ยวกูเล่า”
“เห้ย แล้วทัพ”
“เดี๋ยวกูเล่า”
เสียงย้ำอีกครั้ง พร้อมกับลากมันออกมา
พีหันมองไปทางประตูห้องไอซียู ปริ๊นซ์พยักหน้าให้พีพร้อมยิ้มแหย ๆ
“ใครวะมึง”
แม้จะงงและไม่รู้แค่ไหน พีก็ยังพยักหน้าทักทายกลับไป
-------------------------------------------------------------
(ต่อข้างล่าง)
-
(ต่อจากข้างบน)
ในโต๊ะเล็ก ๆ ของร้านสะดวกซื้อที่ชั้น 1 โรงพยาบาล
“เหี้ย ยังกับในหนัง”
พีพูดออกมาทันทีที่ผมเล่าเรื่องทุกอย่างจบ
“เออ สิ กูยังอึ้งอยู่เลย ดีนะไม่ตาย ไปวิ่งรับมีดแทนคนอื่น ไอ้บ้าทัพ”
ผมกำมือ ยกต่อยซัดในอากาศด้วยความคับแค้น
“เอานะ ๆ ยังไงทัพก็ถึงมือหมอแล้ว กูเชื่อว่าหาย แต่ว่านะ...”
พียิ้มเลศนัย
“กูว่ามึงเหนื่อยแล้วละไอ้ตาม ทัพเนื้อหอมสัด”
ผมจ้องมันตรง ๆ แทนคำถาม
“หึหึ มึงไม่เคยคุยกับทัพละสิ กูจะเล่าให้เอาบุญ จำทริปสงขลาได้เปล่า”
พีพล่ามต่อทันที ที่ผมพยักหน้าแทนคำตอบ
“วันรุ่งขึ้นหลังจากเล่นเกมส์ในวงเหล้า กูก็ถามมันเว้ย มึงเป็นเกย์แล้วมีคนที่ชอบยัง นี่กูตั้งใจเชียร์มึงสุดฤทธิ์เลยตามเอ๊ย มันก็ตอบกูว่าไงรู้ปะ มีแล้ว บอกด้วยนะว่าเป็นรุ่นพี่ หึหึ บอกอีกด้วยนะ ว่าคงยากที่จะบอกชอบพี่คนนั้น ขอชอบแบบนี้ต่อไปดีกว่า พี่คนนั้นเหมือนเจ้าชาย มันนะเป็นแค่สามัญชน คงไม่สมหวังหรอก”
เจ้าชายงั้นเหรอ....
“พี่เขาชื่อ ปริ๊นซ์ นี่”
มันหยุดจังหวะ
“ก็เจ้าชายนี่เนาะ เพื่อนกูน้อ จีบมาหลายปี กลายเป็นเบอร์สองซะงั้น”
มันตบหลังผมปลอบใจ ขัดกับหน้าสะใจปนสนุกสนาน
“แค่ลำพังความสูงมึงก็แพ้เขาแล้ววะ แต่กูเชียร์มึงนะ”
ไม่ได้ให้กำลังใจเลยสักนิด ไม่ได้ให้กูเลยจริง ๆ ไอ้เพื่อนชั่ว
“แล้วมึงบอกไอ้มีนยังวะ”
“ยังหวะ กูลืมคิดไปว่ามันยังอยู่กรุงเทพฯ ดันคิดว่าตอนนี้มันทำงานอยู่ที่บ้านนอก”
“ฮะฮ่า มึงตกใจมากสินะ เดี๋ยวกูบอกมันตอนเช้าเอง ว่านัดของห้องเรา ย้ายสถานที่ละ”
พียังคงเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ นับถือในสติของเพื่อนคนนี้
“แล้วหมอว่าไงวะ พรุ่งนี้มีโอกาสฟื้นมั้ย”
“กูว่ามีนะ ดูไม่ได้ร้ายแรงมาก กูว่ากูจะรอที่นี่ทั้งคืน”
“มึง ตั้งสติก่อน มึงเป็นหมอ คิดให้ดี ต่อให้ออกมาคืนนี้ ก็ยังไม่ตื่นหรือเปล่า”
“ก็จริง...”
ผมยอมรับ
“แต่ก็อยากรอ”
ความรั้นยังคงชนะ
“ฟังกู พี่ปริ๊นซ์อย่างหล่อเอาจริง มึงก็หล่อแต่มึงตาตี่ หน้าเหมือนเต้าหู้ยี้อีก มีดีแค่ขาวอะ จะสู้พี่เขาได้มั้ย มึงดูพี่เขา โทรม โดนอัด ยังหล่อเลย แล้วมึง”
ผมได้แต่ครุ่นคิดว่าสิ่งที่มันพูด คือ กำลังปลอบใจ ให้กำลังใจ หรือด่าผมอยู่กันแน่
“ไอ้จมูกบี้ มึงลองไม่ได้นอนคืนนึงสิ สภาพเหลือมั้ย ไปนอนให้ดี แต่งตัวมาหล่อ ๆ พอทัพตื่นมาให้มันร้อง ว้าว ใส่มึง ไม่ใช่ทำหน้ายี้ เหมือนดมกลิ่นเต้าหู้เหม็น”
คิดตามพีไปทีละก้าว ๆ ก็ไม่เห็นสิ่งใดผิดแม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง
“ทัพมันมีเหตุผล มันไม่มาดราม่าดีใจ เพียงเพราะมึงรอมันทั้งคืนหรอก มันจะด่ามึงมากกว่าถ้ามาเสียสุขภาพเพราะมัน เดี๋ยวกลับโรงพยาบาลที่ระยอง มึงได้ถ่างตาเข้าเวรแน่ ไป”
พียืนขึ้น ตบหัวไหล่ผม
“กลับ”
พวกเราเดินตรงไปที่ห้องไอซียูเพื่อบอกลาพี่ปริ๊นซ์ แต่ก็ไม่พบใครยืนรอตรงนั้น
“กูลองไปถามพยาบาลนะ”
พีเดินไปที่เคาน์เตอร์โดยไม่รอคำตอบจากผม ไม่เกินหนึ่งนาทีพี่ก็เดินกลับมา
“เขาบอกการผ่าตัดเรียบร้อย ตอนนี้อยู่ในห้องพิเศษแล้ว ไม่ต้องมึง”
ผมสะดุดขาที่กำลังก้าวไปหาทัพหยุดกึก ผมแค่อยากเจอทัพ
“มึงรู้เหรอว่าพักห้องไหน อีกอย่างพยาบาลบอกว่า วันนี้มีตำรวจมาเฝ้า เขาไม่ให้เข้าเยี่ยมแล้ว แล้วก็...”
ท่าอึกอักจากพียิ่งชวนให้ผมหัวเสีย
“พูดมาสิมึง เงียบทำไม”
“เออ.. เขาบอกว่า มีคนนอนเฝ้าแล้ว กูว่าพี่ปริ๊นซ์นะแหละ”
‘นั่นแปลว่า เมื่อทัพฟื้น คนแรกที่ทัพเห็นคือปริ๊นซ์’
ผมยืนค้างแข็งและคงยืนอยู่เช่นนั้นอีกนาน ถ้าไม่โดนเขย่าด้วยแรงมหาศาลจากทนายความฝีปากกล้า
“เห้ย ไม่ได้ฟังกูแล้วใช่มั้ยเนี่ย มึง มึง”
มือโบกสะบัดปัดซ้ายป่ายขวาข้างหน้า รู้สึกตัวแต่ไม่รู้จะพูดอะไรออกไป
“ฟังกูนะตาม เราอยู่ที่นี่ก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีสิทธิในตอนนี้ด้วย ไปนอน ทำตัวหล่อ ๆ หาซื้อของดี ๆ มาเยี่ยมมัน แล้ว..................”
พีไม่รู้หรอกว่า คำพูดใดก็ตามของมันหลังจากนั้นไม่ได้เข้าหูผมอีกแล้ว ตั้งแต่ท่อนที่บอกว่า
‘ไม่มีสิทธิ’
คำนี้ก้องกังวาล สะท้านไปทั้งจิตใต้สำนึก
จวบจนพีขับรถพาผมมาส่งถึงที่โรงแรม ก็ยังไม่มีคำใดหลุดรอดจากปากผม
“ตาม”
“หืม ว่าไง”
เสียงถอนหายใจดังลั่นจากคนข้าง มือตบเปิดไฟขอทาง ปรับเร่งความเย็นแอร์ให้เพิ่มขึ้น ปิดวิทยุที่กำลังบรรเลงเพลงที่ผมแทบจับใจความไม่ได้ จับไหล่ผม แล้วมองเข้าไปในตาผม พร้อมพูดว่า
“มึงฟังกูนะ ทัพอาจแค่ชอบพี่ปริ๊นซ์มานานแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ทัพจะเลือกพี่ปริ๊นซ์”
ผมพยักหน้าแบบขอไปที
“มึงไม่ได้ฟังกูด้วยซ้ำ ไอ้หมอยุงลายนี่”
มันถอนหายใจอีกครั้ง เสียงสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์มันดังลั่น พีคว้าขึ้นมามอง กดตัด วางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมโดยคว่ำหน้าจอ หันมาพูดกับผมต่อ
“มีนโทรมา พรุ่งนี้ 9 โมง กูจะมารับมึง ไปซื้อของให้ทัพก่อน โอเคนะ”
“อืม โอเค”
“เห้อออ ไอ้ตาม กี่โมง ไหนทวนกับกูสิ”
มันเอามือตีกลางหน้าผากตัวเองหนึ่งที
“ทำไมมึงทำราวกับว่ามึงแพ้แล้ววะ กูกับมีนเชียร์มึงมาตลอด และจะเชียร์ต่อไป แต่ถ้าตัวมึงยังไม่เชื่อมั่นในตัวเอง กูสองคนก็จนปัญญา”
“อืม เก้าโมง เก้าโมง แต่งตัวหล่อ ๆ”
พีแค่นยิ้มออกมา
“เชื่อกู ว่าไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่ามึงไม่เชื่อมั่นในตัวมึงเองหรอก”
-------------------------------------------------------------
คืนนั้นทั้งคืน ผมนอนไม่หลับเลย คิดแต่เพียงว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ควรวางตัวอย่างไร ใจอยากจะซัดปากปริ๊นซ์สักที ข้อหาที่พาทัพไปเสี่ยงอันตราย อยากจะวิ่งแจ้นไปยืนข้างเตียงทัพ อยากจะเฝ้ามัน อยากเป็นคนแรกที่เมื่อทัพตื่นมาจะได้เห็น ตลอดเวลาหกปีครึ่ง ผมไม่เคยสนใจใครเลย ไม่ว่าจะหญิงหรือชายที่เข้ามาจีบผม ไม่ว่าม้าจะแนะนำผู้หญิงสวยขนาดไหนให้รู้จัก ผมก็เฉยเมย ปฏิเสธหัวชนฝา ทุกรอบไป
ผมเหมือนทีเล่นทีจริง ตลอดเวลาที่ไล่จีบทัพ ไอ้มีนก็เคยเตือนผมว่าให้ทำให้จริงจังไปเลย ผมก็ไม่เคยทำตามที่เพื่อนแนะนำ เพราะอะไรนะเหรอ ความกลัวที่อยู่ลึกในใจผม มันแวบมาให้ผมรู้สึกเสมอว่า อาจเสียเพื่อนคนนี้ไปเมื่อไรก็ได้ ทำให้ผมปล่อยเวลาแต่ละวินาทีผ่านเลยไปบนความไม่แน่นอน
สุดท้ายแล้ว ครั้งนี้คงเป็นสัญญาณเตือนว่า สิ่งที่ผมต้องการอาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
วันรุ่งขึ้น ที่โรงพยาบาล ผมมาในร่างที่ขอบตาปรือ คล้ำดำเป็นหมีแพนด้า พีกับมีนถือของเยี่ยมไข้มากมาย ส่วนผมนะเหรอ โดยไอ้พีสั่งห้ามถือของทุกอย่าง เพราะมันกลัวว่าผมจะใจลอยจนปล่อยของหล่นพังเสียหาย
แล้วเราก็มาถึงหน้าห้องของทัพ คุณตำรวจยืนนิ่งขึง ขอตรวจบัตรประชาชนพร้อมสอบถามความสัมพันธ์กับผู้ป่วย หลังจากที่ตำรวจเข้าไปถามทัพในห้อง ก็อนุญาตให้เราเข้าไปเยี่ยมได้
ทัพนอนอยู่บนเตียง ดูหมดแรง หน้าซีดเล็กน้อย ตาทอดมองมาที่พวกผม
“หวัดดีทุกคน”
เสียงขาดห้วง ดูเจ็บปวดมาก
“มึงไหวมั้ยวะ”
ผมเข้าไปถึงข้างเตียงโดยไม่รู้ตัว คว้าข้อมือที่มีสายน้ำเกลือของทัพมาประคองไว้อย่างทะนุถนอม
“ขอโทษนะมึง ที่รักษาสัญญาไม่ได้”
ไอ้บ้าทัพ มึงยังจะมาสนใจอะไรกับเรื่องพรรค์นี้ มึงไม่ได้ลืมนัดกู มึงโดนแทง ผมบีบมือมันแน่น น้ำตาพาลจะซึมไหลออกมา ดีที่ยังกลั้นไว้ได้
“พี่ปริ๊นซ์ครับ”
ใช่สิ ผมลืมไปเลยว่ามีอีกคนที่เสนอหน้านั่งอยู่ ไอ้หน้าหล่อมารหัวใจเอ๊ย
“ผมขอแนะนำนะครับ 3 คนนี้ เป็นรูมเมตทัพ ไอ้ผิวขาวตาตี่ ชื่อ ตาม ครับ เห็นอย่างนี้เป็นหมอนะครับ ส่วนคนถัดมา ที่ดำ ๆ อ้าว พีกูขอโทษ”
ทุกคนหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อพีทำท่าเขวี้ยงกระเช้าผลไม้ใส่ทัพ
“ชื่อ พี ครับ จบนิติ ตอนนี้เป็นทนายความอยู่ ผมว่าเคสของพี่ ปรึกษาพีได้นะครับ”
เคสเหรอ มันเกิดเรื่องมากกว่าที่เล่าให้ฟังเมื่อวานสินะปริ๊นซ์
“คนสุดท้ายครับพี่ ปลัดที่เด็กที่สุดในรอบร้อยปี ผมโม้นะครับ แฮ่ ๆ”
ทัพรีบแก้คำพูด เมื่อเห็นปริ๊นซ์ทำตาโตตกใจ เอาจริง ๆ จะเชื่อก็ไม่น่าแปลกหรอก เพราะมีนหน้าเด็กมาก ยิ่งเทียบกับการเป็นปลัดยิ่งทำให้หน้าเด็กเข้าไปใหญ่
“มีน ครับพี่ปริ๊นซ์ เป็นปลัดอยู่จริง ๆ อายุเท่าผมนี่แหละ แต่มันหน้าเด็ก”
มีนยกมือไหว้พี่ปริ๊นซ์ ก้มหลังสุดแรงเหมือนนักการเมืองกำลังหาเสียง มีมารยาทตลอดสินะเพื่อนกูคนนี้
“พี่ปริ๊นซ์เอง เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนตอนมัธยมของทัพ”
มันแนะนำตัวเองเสร็จสรรพ
“ตาม...”
ทัพหันมาพูดกับผมครับ ผมดีใจที่สุดแล้ว
“...น้ำเกลือนะ จะทำให้กูอ้วนมั้ยวะ”
นึกว่าจะพูดอะไรซึ้ง ๆ เปล่าเลย กลัวอ้วน
กูผิดเองสินะที่เข้าใจ ว่ามึงจะสนใจกู
“ก็อ้วนแหละ แต่มันก็จำเป็น เสียเลือดมากนี่นา”
จากนั้นพี่ปริ๊นซ์ก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดเหมือนที่เล่าให้ผมฟังซ้ำอีกครั้ง รอบนี้แตกต่างจากเดิมเล็กน้อย เพราะทัพร่วมเล่ามุมมองจากฝั่งของตัวเองให้ทุกคนฟังอีกด้วย ตลอดเวลาการเล่า ผมไม่ได้ปล่อยมือที่กุมมือทัพไว้ ทัพก็ไม่ได้โวยวายอะไร ผมเลยตีเนียนกุมมือไปเรื่อย ๆ
“ตอนที่กูวิ่งไปรับมีดแทน กูคิดมาแวบหนึ่งเลยนะ กูมีปืน กูมีปืน แล้วทำไมกูไม่ยิง”
เสียงสรวลเสเฮฮาดังลั่น
“แล้วไอ้พี่โหดอะ แทงไม่พอนะ บิดมีดอีก กูนี่แบบ จี๊ดด จี๊ดดดดดดดดดดดด บรรยายไม่ถูกวะ แต่เจ็บชิบหาย”
เสียงหัวเราะดังลั่นอีกครั้ง
-------------------------------------------------------------
ผู้คนมากหน้าหลายตามาเยี่ยมทัพตลอดวัน
ผมชื่นชมทัพมากที่ทำหน้าที่เจ้าบ้านได้เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่มีคนใหม่ ๆ มา ทัพก็จะแนะนำพวกเราทุกคนทุกรอบ ไม่มีแม้แต่น้อยที่มีคำบ่นว่าเหนื่อยหลุดรอดออกมา
“แหม... เพื่อนทัพหล่อนะเนี่ย น้องตามเป็นหมอเหรอคะ”
เพื่อนร่วมงานของทัพ ที่เป็นหัวหน้าแผนกหันมาคุยกับผม รูปร่างเป็นผู้หญิงเจ้าเนื้อ ดูใจดี
“พี่ปิ๋ม จะจีบเพื่อนผมเหรอ มันโสด จีบเลย”
ทัพหัวเราะออกมา ประสานเสียงกับไอ้พี
“แหม แหม่ แหม้ น้องทัพคะ พี่ไม่กล้าจีบหรอกค่ะ กุมมือกันขนาดนั้น แหม แหม่ แหม้”
พี่ปิ๋มทำเสียงล้อเลียนปิดท้ายอีกรอบ และนั่นทำให้ทัพคลายมือออกจากการกอบกุมของผม
“แน่ะ พี่ไม่ล้อละค่ะทัพ ไม่ต้องห่วงเรื่องลานะ พี่จัดการให้ ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาลเอามาเบิกบริษัทได้นะจ๊ะ พี่ไปละ นี่แจนกับตุ๊ก ฝากบอกด้วยนะว่า หายไว ๆ ส่วนน้องเล็ก บอกว่าถ้าพรุ่งนี้ไม่ติดอะไรจะรีบมาเยี่ยมกับธีร์ นี่พี่หนีทำโอทีมาแหละ พี่กลับก่อนนะคะ”
ประโยคสุดท้ายหันมาบอกกับทุกคน ก่อนเดินจากไป
“มึงป๊อบวะทัพ คนมาเยี่ยมไม่ขาดสาย แล้วนี่แม่กับพ่อมึงละ”
พีเอ่ยถาม ในมือถือคุกกี้ของเยี่ยมไข้มากินอย่างเอร็ดอร่อย
“แม่บอกว่าจะมาวันอังคารนะ ส่วนพ่อคงมาถึงพรุ่งนี้มั้ง นี่กูทำให้พวกมึงลำบากต้องมาที่นี่ปะวะ”
“ไม่หรอกมึง คุ้กกี้อร่อยวะ”
“เอ่อ ขอพูดอะไรหน่อยสิ”
“ว่ามามีน กินคุกกี้ปะ อร่อยสัด”
“ไอ้เหี้ยพี ของเขาเอามาเยี่ยมทัพ ไม่ได้ให้มึงแดก หยุดแดกได้แล้ว”
แล้วพวกเราก็หัวเราะพร้อมกัน เมื่อสิ้นเสียงด่าของมีน
บรรยากาศของห้อง 507 หวนกลับมาอีกครั้ง เหมือนที่เขาบอกว่า สถานที่ไม่สำคัญเท่ากับคน
แม้จะไม่ใช่ที่หอใน แต่ความรู้สึกดี ๆ ก็หวนกลับมาอีกครั้งเมื่อพวกเราอยู่รวมกัน
“คืนนี้กูก็ต้องกลับต่างจังหวัดละ เสียดายจัง ไม่ได้อยู่เฝ้ามึง”
ทัพส่ายหัว
“ไม่เป็นไรมีน แค่นี้ก็ขอบคุณมากพอละ เดี๋ยวถ้ากูจะออกจากโรงพยาบาลก็ให้พี่ที่ทำงานไม่ก็พีมาช่วยก็ได้”
พีเลิกคิ้วมอง ปากยังเต็มไปด้วยคุกกี้
“เป็นค่าคุกกี้ที่มึงกินไปไง ไอ้พี”
พียักคิ้วตอบอย่างไม่ใส่ใจ และก้มหน้ากินคุกกี้ต่อ
“พวกมึงกินอะไรมายัง กินขนมกูได้นะ กินเลย นี่ก็บ่ายสองแล้ว พี่ปริ๊นซ์ไปกินข้าวเที่ยงนานจัง...”
เป็นห่วงจริงนะ ปริ๊นซ์เนี่ย
“มึงเงียบนะตาม พูดอะไรบ้างสิ”
เหมือนฝันเลยครับ โดนทักมาแบบนี้
“ก็ พรุ่งนี้ก็จะกลับโรงพยาบาลแล้วเหมือนกัน”
ไม่มีคำตอบรับใด ๆ นอกจากรอยยิ้ม
“อ้าว น้อง ๆ”
เทพบุตรสุดหล่อของไอ้ทัพเองครับ
“ทานอะไรกันหรือยัง ไปกินข้าวกันก่อนได้นะ เดี๋ยวพี่จัดการเฝ้าต่อเอง”
เรื่องอะไรกูจะไป กูไม่ไปหรอก
“ก็ดีนะครับ”
พีตอบกลับไป
ผมอึ้ง ทำไมพีตอบแบบนั้นวะ
“ไป ไป กลับ เดี๋ยวเย็น ๆ มาใหม่ ต้องให้ไอ้มีนไปเก็บกระเป๋าด้วย”
พียืนขึ้นจากกล่องคุกกี้ ทำหน้าอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย แต่ก็ยังมีกะจิตกะใจมาดึงแขนผมลุกขึ้น
ผมเดินออกไปด้วยความมึนงง
แอร์เย็นจากคอนโซลหน้าของรถพีเป่าหน้าผม เรียกสติ
“กูไปส่งมีนก่อนนะ”
พีพูด พร้อมกับดูกระจกส่องหลังรถ ก่อนเคลื่อนรถออก
“เดี๋ยว!!!!!!!!!!”
ผมแผดเสียงดังลั่นรถ จนเพื่อนทั้งสองหันมามองด้วยความตกใจ
“กูยังไม่ได้ลาทัพเลย กูขอไปลาก่อน แปบหนึ่งนะ”
ไม่รอคำตอบ ผมเปิดประตูรถ วิ่งปรู๊ดกลับไปที่อาคาร จนพาตัวมาถึงห้องพัก ยิ้มให้คุณตำรวจเฝ้าห้องที่ยังจำผมได้ เพราะไม่มีการตรวจบัตรแต่อย่างใด
“ผมลืมของนะครับ”
คุณตำรวจไม่ได้ตอบอะไร ก้มหัวเล็กน้อยเป็นนัยบ่งว่ารับทราบ หลีกทางให้ผมเข้าห้อง
ผมเดินเข้ามาในห้อง ตรงทางเดินที่ด้านซ้ายมือเป็นห้องน้ำ เตียงผู้ป่วยตั้งอยู่ด้านในถัดไป เสียงที่ผมคุ้นเคยลอยมา
“พี่ปริ๊นซ์ครับ ให้ผม ได้ดูแลพี่เถอะนะ คือ ผม... ผม...”
เสียงสั่นเครือปนประหม่า
“ผม.. ชอบพี่มานานแล้ว ผมออกกำลังกายทุกวัน ผมอยากผอม ผมไปทำเลสิก ผมเปลี่ยนทุกอย่าง ผมอยากจะดูดีก็เพราะอยากเป็นคนที่ดี ที่พร้อมเหมาะกับพี่ ผมไม่รู้ว่าผมบอกแบบนี้ไปจะได้อะไร แต่หลังจากที่ผมถูกแทง ผมรู้แล้วว่าความตายเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวมาก ผมไม่อยากหายไปจากโลกนี้ โดยที่ยังไม่ได้บอกอะไรกับพี่ ผมชอบพี่”
ผมยืนค้างแข็งอยู่ตรงนั้น ไม่อาจก้าวต่อไปข้างหน้าอีกได้
“ทัพ.....”
เสียงตอบรับจากอีกฝ่ายนุ่มนวล
“ทัพยังจะชอบพี่แบบที่ทัพเคยชอบเหรอ มันผ่านมานานแล้วนะ”
“ผมไม่รู้ แต่ผมมีความสุขที่ได้อยู่กับพี่ ผมยังฝันถึงพี่ตลอด ที่สวนสัตว์ผมมีความสุขที่สุดเลยครับ”
“งั้น...”
ใจผมสั่นเร่าไปด้วยเสียงคำว่า ปฏิเสธ ปฏิเสธ ปฏิเสธ สิ
“งั้นพี่ว่า เราลองศึกษากันไปก่อนมั้ย พี่ไม่เคยรังเกียจทัพนะ”
เหมือนฟ้าผ่ากลางใจผม
“ถือว่าเป็นระยะดูใจกันไปก่อนเนาะ พี่ไม่ได้ปฏิเสธน้องนะ พี่รู้สึกเขินนิดหน่อยวะทัพ”
ผมหันหลังกลับ เดินออกจากประตู ไม่ได้มองคุณตำรวจ ไม่มองประตู ไม่มองอะไร แว่วเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขลอยมาจากในห้อง เท้าผมซอยถี่มากขึ้น จนกลายเป็นกึ่งวิ่ง แล้วเป็นวิ่งในที่สุด
ตลอดเวลาที่ผ่านมาของผม การชอบทัพและคาดหวังว่าสักวันหนึ่งมันจะชอบผมกลับได้กลายส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว
หากถ้าเหลือแต่เพียงการชอบที่เรายังทำได้ แต่รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีวันที่วงจรแห่งความรู้สึกจะมาบรรจบได้
ผมควรทำอย่างไรต่อไปดี
-
ก็ส-สารหมอตามนะตามเฝ้าตามจีบมาตลอดงี้ แต่พี่ปริ๊นซ์ก็เหมือนจะชอบน้องอยู่นะแต่อาจยังไม่อน่ใจตัวเองเท่าไหร่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงพอทำให้คิดอะไรได้บ้าง ตอนนี้ก็เหลอปัญหาหนี้สินนี่แหละจะแก้กันยังไง
-
บทที่ 10
ประตูบานใหม่
(ครึ่งแรก)
ผู้คนนานาชาติเข็นกระเป๋า หิ้วสัมภาระ เคล้าไปกับเสียงโหวกเหวกของทัวร์จีนที่ตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงประกาศของสนามบินสุวรรณภูมิ
ณ ประตูขาออก ชายไทย สูงกว่า 180 เซนติเมตร ใส่เสื้อฟ้าสีฟ้าสว่าง ลากกระเป๋าใบหนึ่งออกมา ไม่อาจคาดเดาแววตาได้เนื่องจากแว่นดำปกปิดอำพรางไว้
“เห้ยยย ไอ้ปริ๊นซ์ พวกกูอยู่นี่”
เสียงคุ้นหูที่เขาไม่ได้ยินมานานดังแหวกอากาศขึ้น
ท่ามกลางผู้คนที่รอญาติ บริษัททัวร์รอรับลูกทัวร์ ชายสูงวัยรุ่น แต่งกายทันสมัย 3 คน กำลังยืนติดรั้วเหล็กที่กั้นบริเวณ หนึ่งในนั้นถือป้ายที่เขียนด้วยอักษรสีน้ำเงิน บนพื้นหลังสีชมพู ว่า
----------------------------
Welcome Home
PRiNCE
------------------------------
ตรงขอบด้านซ้ายล่างมีรูปวาดกระต่ายหนึ่งตัว เคียงกับขอบขวาล่างเขียนด้วยภาษาไทยว่า “และยินดีต้อนรับเมียแหม่มของมัน”
“กูยังไม่มีเมียเว้ย”
ผมเดินเข้าไปกอดเพื่อนซี้ของผม ทุกคนดูไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย
“มึงดูไม่เปลี่ยนไปเลยนะเว้ย”
“เออจริง แมร่งนึกว่าจะหิ้วลูกหิ้วเมียมาด้วย”
“ไหน ๆ ใบปริญญาเอาให้กูดูสิ”
พวกมันรุมถาม กอด ขยี้หัวผม กันไม่หยุด ผมยืนกลางวงล้อมโดยไม่เปล่งเอ่ยวาจาใด เพียงแค่กอดเพื่อนทีละคน ๆ เนิ่นนาน 5 ปี ที่ผมไม่เจอหน้าพวกมัน ไม่ได้ถามไถ่กันอย่างจริงจัง บนเครื่องผมก็หวั่นใจว่าความสนิทที่เคยมีมาของพวกเราจะเหมือนเมื่อครั้งยังเรียนมัธยมหรือไม่ เมื่อมาอยู่ในวงล้อมของพวกมันแล้ว ก็รู้ชัดแล้วว่า มิตรภาพไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน
“พูดไรหน่อยดิวะ เงียบจัง”
ไอ้หมีเอ่ยขึ้น
“กู.. กูอยากกินส้มตำหวะ”
เสียงหัวเราะของพวกมัน 3 คน แผดลั่นไปทั่ว จนคนบริเวณนั้นต้องหันมามอง
ก็ผมคิดออกแค่นี้จริง ๆ นี่หว่า
“ไป ไป กูพาไปกินส้มตำ”
ไอ้ปันเอ่ยขึ้น พร้อมกับคว้ากระเป๋าลากของผมไป เหมือนกับที่ไอ้กรหยิบเป้สะพายหลังผมไปช่วยถือ
“ไอ้ปัน มันตื่นเต้นสุดแล้ว ลากกูมาตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง กูก็บอกแล้วนะว่าไฟลต์มึงนะ แปดโมงเช้า”
กรพูดอย่างติดตลก ผมมองเรียงตัวก็เห็นขอบตาคล้ำของพวกมัน ได้แต่พยักหน้าพลาง ขำพลางกับพฤติกรรมเปิ่น ๆ ของเหล่าเพื่อนซี้
“เช้าสุดในชีวิตกูละ”
ไอ้ปันหัวเราะเคล้าคำตอบ
“แต่กูตื่นเต้นจริง ไม่เจอเพื่อนมา 5 ปี แม่งไปเรียน ไม่คิดจะกลับไทย พอกลับก็เสือกบอกล่วงหน้าวันเดียว เขาส่งไปเรียนตรี เสือกไปหาทุนเรียนโทอีกปี ดี ดี เพื่อนกูเก่ง”
“มึงก็ว่าไปนั้นไอ้ปัน แล้วมึงจะไปไหนต่อ กลับตราดเลยเปล่า?”
“ไม่วะ กร พ่อแม่กูย้ายมาทำธุรกิจที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่ก็ยังมีรีสอร์ทที่เกาะช้างนะ เห็นว่าขยายกิจการไปที่เขมรแล้วด้วย”
“เศรษฐีแล้วเพื่อนกู กลับมาก็เป็นผู้บริหารโรงแรมใหญ่ในกรุงเทพฯ”
หมีเดินมากอดไหล่ผม มันเป็นคนเดียวที่ไม่มีสัมภาระอะไรจากผม มันหันมามองยักคิ้วพร้อมคุยต่อว่า
“แต่ว่า พ่อมึงทำโรงแรมอะไรที่กรุงเทพฯ เหรอวะ”
ผมนิ่งเงียบ ส่ายหัวเล็กน้อย
“เอาจริง ๆ กูก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาย้ายมาทำธุรกิจอะไรที่กรุงเทพฯ ช่างก่อน กูจะกินส้มตำ ลาบหมู กูอยากกินน้ำพริกอ่องด้วยหวะ แล้วก็ลอดช่อง”
ผมพล่ามถึงเมนูอาหารที่อยากกินมาตลอดเวลา 5 ปี ไปตลอดทาง
-------------------------------------------------------------
“ค้าไม้เถื่อนเหรอพ่อ”
เสียงตบโต๊ะด้วยสองมือดังแสดงความไม่พอใจและงวยงง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ยืดตัวขึ้น สายตาท้าทายไปยังชายชราที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ ไม่มีแววตาสะทกท้านให้เสียบุคลิกดูดีของชายชราแม้แต่น้อย แม้ว่าลูกบังเกิดเกล้ากำลังแสดงพฤติกรรมที่ไม่สมควรก็ตาม
“พ่อคิดอะไรอยู่ แม่ครับ ทำไมแม่ไม่ห้าม”
หญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามของปริ๊นซ์ ยืนขึ้นเล็กน้อย เดินกรีดกรายเชื่องช้าไปยังสามี พร้อมกับบีบไหล่ให้กำลังใจ
“เราก็ไม่อยากทำหรอกปริ๊นซ์ แต่ลูกรู้มั้ยว่าธุรกิจโรงแรมที่เกาะช้างการแข่งขันสูงมาก พวกเราพยายามจะหมุนเงินและประคับประคองธุรกิจไว้ การยืมเงินก็เป็นส่วนหนึ่งในวิธีการแก้ปัญหา พวกเราติดหนี้เสี่ยทรัพย์...”
“พอแล้วแม่”
เสียงเย็นเฉียบของพ่อดังขึ้น
“พ่อก็ไม่อยากทำ ปริ๊นซ์ควรรู้จักพ่อและแม่มากกว่าใครนะ ในเมื่อมันถึงขั้นนี้แล้ว ลูกต้องช่วยพวกเรา”
“ไม่ ผมไม่ทำ”
“ไม่ได้ปริ๊นซ์ หยุดทำพฤติกรรมแบบนั้น พ่อจำได้ว่าไม่เคยสอนแกแบบนั้น”
ผมตัวสั่นด้วยความโมโห ความเจ็บแปลบลามเลียจากฝ่ามือที่ถูกเล็บจิกลงไปกระจายไปทั่ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา บ้านผมมีหนี้โดยที่ผมไม่รู้สักนิด พวกเขาส่งผมไปเรียนเมืองนอกเพื่อเป็นภาระของตัวเองโดยไม่บอกผมสักคำ ไม่ถามผม ราวกับไม่ไว้ใจในตัวผม
“อีกเรื่องที่พวกเราต้องแจ้งก็คือ แกต้องหมั้นกับลูกสาวของข้าราชการในกรมป่าไม้ นั่นเป็นวิธีเดียวที่เราจะเพิ่มเส้นสายได้”
หมั้นเหรอ….
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของผมกันนี่
-------------------------------------------------------------
มือหยาบกร้านของผมกำลังกุมมือเนียนละมุน กลิ่นหอมจากยาสระผมลอยฟุ้งขึ้นตีจมูกจากศีรษะที่แขวนใบหน้ารูปไข่เอียงเองมาซบที่ไหล่ของผม
ผู้หญิงสวยที่ผมไม่ได้รัก
“ปริ๊นซ์คะ น้อยหน่าอยากไปดูกระเป๋าตรงนั้นหน่อย”
“ครับ... ไปกัน”
ผมแค่นยิ้ม พยายามปั้นหน้ารักและหลงผู้หญิงคนนี้อย่างโงหัวไม่ขึ้น เธอยิ้มหวานให้ผมก่อนผละออกพุ่งตรงไปที่กระเป๋ายี่ห้อดัง
“สวยนะคะ”
“ครับ”
เป็นเวลาเกือบหนึ่งปี ที่ผมหมั้นกับน้อยหน่า คนที่เพิ่งรู้จักกันแค่ 1 เดือน ก่อนงานหมั้นอันฉุกละหุก ที่มีเพียงญาติผู้ใหญ่ เพื่อนสนิท ของแต่ละฝ่ายเท่านั้น อันที่จริงเพื่อนสนิทเฉพาะฝ่ายหญิงมากกว่า เพราะปัน หมี และกร ก็ไม่รับรู้เรื่องการหมั้นของผม
น้อยหน่าเป็นผู้หญิงน่ารัก ใสซื่อ และถูกสอนให้อยู่ในกรอบ เธอทำงานเป็นสัตวแพทย์ประจำสวนสัตว์ดุสิต ตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต แว่วว่าปีหน้าก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าสัตวแพทย์แล้ว สำหรับผมการที่เธอเลือกเรียนสัตวแพทยศาสตร์ ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ท้าทายกรอบจารีตที่บ้านเธอตีไว้ให้มากพอแล้ว ดังนั้นการหมั้นครั้งนี้จึงไร้การต่อต้านจากเธอโดยสิ้นเชิง
ประกอบกับความหัวอ่อนของน้อยหน่าแล้ว ก็ไม่แปลกใจอะไรที่ถูกชักจูงได้ง่าย
“ปริ๊นซ์คะ”
มือเย็นเฉียบแตะแขนผม ปลุกผมสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง
“มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำหน้าเครียดเชียว”
ผมแค่นยิ้มใส่เธออีกครั้ง
“เหนื่อย ๆ นะ ที่บริษัทวันนี้มีแต่ปัญหาที่ปริ๊นซ์ต้องแก้นะครับ”
เธอยิ้มกลับให้ผม เลื่อนไปกุมมือบีบให้กำลังใจ
“สู้นะคะ ปริ๊นซ์”
เธอไม่รู้หรอกว่าผมกำลังวางแผนใหญ่ ที่กระทบต่อทุกฝ่าย กระทบต่อครอบครัวผมและครอบครัวเธอ ซึ่งถ้าผิดพลาดขึ้นมา เราทั้หมดอาจโดนข้อหาลักลอบค้าไม้ หรือในกรณีที่ร้ายที่สุด ผมเองอาจถูกเก็บเลยก็ได้
แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่ผมตัดสินใจมาแล้ว ผมไม่อาจยอมให้ครอบครัวผมจมอยู่กับธุรกิจมืด ไม่อยากปล่อยให้อันธพาลที่ทำตัวเหนือกฎหมายรังควาญคนที่ผมรักได้อีกต่อไป
ผมเริ่มติดต่อตำรวจที่มีอำนาจ ให้ข้อมูลหลักฐาน ไล่จับลูกน้องของเสี่ยทรัพย์ได้ทีละคน สามารถยุติการขนไม้ออกจากชายเดนเขมรได้หลายรอบ แน่นอนว่าด้วยอิทธิพลของเสี่ยทรัพย์ การซัดทอดหรือคำสารภาพใด ๆ ของผู้ถูกจับกุมไม่สามารถกระเทือนชื่อเสียงของมันได้เลย
สิ่งที่ผมหวั่นที่สุดก็คือ ถ้าผมยังไม่สามารถหาหลักฐานที่จะมัดตัวเสี่ยทรัพย์ได้อย่างแน่นหนาเพียงพอ ครอบครัวของผมก็อาจตกเป็นเหยื่ออิทธิพลมืดของมันในไม่ช้า
มันเริ่มคืบคลานมาพร้อมกับความระแคะระคายของเสี่ยทรัพย์ พ่อผมถูกยกเลิกเงินกู้จากธนาคาร เงินก้อนมหาศาลที่ใช้หมุนในธุรกิจโรงแรม ไม่ว่าพ่อจะหันหน้าไปทางไหนก็ดูมืดมนอับจนซึ่งหนทาง
ความระหองระแหงระหว่างผมกับน้อยหน่าก็ปะทุขึ้นไล่เลี่ยกัน เธอไม่อาจทนได้ที่ผมมีความลับมากขึ้น ผมเริ่มปฏิเสธการออกไปเที่ยวกับเธอทุกครั้งที่ผมต้องคอยส่งข้อมูลเกี่ยวกับการตัดไม้ให้กับสายตำรวจ ผมไม่อยากให้น้อยหน่าต้องตกอยู่ในอันตราย จากความไม่เข้าใจนั้น จึงก่อตัวเหมือนคลื่นใต้น้ำ เริ่มจากโทรหาผมทุกวันว่าทำอะไรอยู่ พัฒนาเป็นโทรหาผมแทบทุก 3 ชั่วโมง จนกลายเป็นแทบทุกชั่วโมง น้อยหน่าคนที่มองโลกในแง่ดีได้ตายจากผมไปแล้ว
ท้ายที่สุด วันที่พ่อถูกฟ้องล้มละลายก็มาถึง
“ปริ๊นซ์ หนีไปลูก เรื่องไม่ดีต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ”
แม่พูดทันทีที่เราทราบเรื่องล้มละลาย กุญแจรถถูกยัดเยียดใส่มือผม พร้อมกับกระเป๋าเป้หนึ่งใบที่ภายในบรรจุอะไรไว้ผมก็ไม่อาจทราบได้ และนั้นเป็นวันสุดท้ายที่ผมได้เจอหน้าแม่ สำหรับพ่อ ผมไม่เจอท่านมาหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าท่านเป็นตายร้ายดีเช่นไรบ้าง
ทั้งพ่อ แม่ และน้อยหน่า ทุกคนต้องอยู่ในภาวะแบบนี้ สาเหตุทั้งหมดมาจากผม ผมเองคนเดียว
ผมขับรถออกมาจากบ้าน บนถนนที่ไร้รถ ความมืดของยามราตรีเริ่มทอดตัวมาแทนที่แสงอาทิตย์ที่โรยรา ผมยื่นมือซ้ายรื้อค้นของในเป้ที่แม่ยื่นให้ เสื้อผ้า เงินสดจำนวนหนึ่ง คะเนแล้วน่าจะไม่เกิน 5,000 บาท แล้วมือผมก็ไปแตะโดนความเย็นเยียบของโลหะ
“ปืน”
ท่อนโลหะสีดำในมือของผม ประกาศชัดถึงอานุภาพการทำลายล้างของมัน
เปรี้ยง
กระจกข้างรถฝั่งคนขับ หักหลุดทันที เมื่อสิ้นเสียง
รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง คนขี่สวมหมวกันน็อคเต็มใบ เหมือนกับคนซ้อน ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเป็นใคร แต่ปืนที่อยู่ในมือของคนซ้อน ช่วยเติมคำตอบในช่องว่างของความสงสัยผมได้อย่างพอดิบพอดี
“ไอ้เสี่ยทรัพย์”
เข็มมิเตอร์ความเร็วรถที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับเสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่ไล่ตามรถผม ผมต้องสลัดหลุดให้ได้ ถ้าไม่ได้ อาจหมายถึงชีวิตของผม
ปืนยังกระหน่ำยิงต่ออีก 3 นัด
โชคยังดีที่ผมไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร รถยนต์ก็ไม่ได้รับความเสียหายจนไม่อาจขับต่อไปได้ มือปืนยังขี่ไล่ตามผมอย่างไม่ลดละ แล้วเรื่องที่บ้าที่สุดอีกเรื่องหนึ่งในชีวิตของผมก็อุบัติขึ้น
ผมเบรกทันที ไม่มีการประวิงเวลาคิดต่อแต่อย่างใด
มือปืนผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองที่ขับมาด้วยความเร็วสูงก็กระแทกกับหลังรถผมที่หยุดกะทันหันทันที คนซ้อนลอยกระเด็นไปอีกทาง สำหรับคนขี่ผมไม่อยากลงไปเห็นสภาพของมันมากนัก
ผมหยุดหอบหายใจ เปิดกระจกรถ หยิบปืนที่แม่ให้ขึ้นมา โยนมันเข้าพงหญ้าไปไกลสุดสายตา จึงขับรถต่อปีอีกเล็กน้อย ใกล้เขตเมืองมากขึ้น ผมตัดสินใจจอดรถไว้ เมื่อเดินไปดูหลังรถก็พบรอยบุบขนาดใหญ่และเลือดที่กระจายอยู่ ไม่แปลกใจที่ชาวบ้านแถวนี้มองมาทางผมด้วยสายตาหวาดกลัว
“ไปอนุสาวรีย์ชัยครับ”
ผมบอกรถแทกซี พร้อมกระโดดขึ้นโดยไม่รอคำตอบจากคนขับว่ายอมไปส่งผมหรือเปล่า เสียงถอนหายใจลั่นจากคนขับแสดงถึงความไม่พอใจ แล้วรถก็ขับออกไป
แรกสุดผมอยากไปหาน้อยหน่า แต่ก็เกรงว่าผมจะทำให้ครอบครัวของเธอตกอยู่ในอันตรายไปด้วย
ผมจึงใช้เงินเกินครึ่งหมดไปกับค่าโรงแรม และอีกครึ่งก็ร่อยหรอไปจากความสะเพร่าของผม ที่ปล่อยให้ใครไม่รู้ล้วงเอาเงินที่เหลือไป ท้ายที่สุดผมก็เจอกับทัพ คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยผม
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
“ขอโท...”
เลือดไหลจากปากแผลทัพ พร้อมกับปากพะงาบที่พยายามสื่อสารบางอย่าง
เสียงกรีดร้องจากน้อยหน่าดังลั่นไปทั่ว
ผมเตะซ้ำไปที่โจรคนที่แทงทัพ มันกำลังดิ้นทุรนทุรายจากแผลการถูกยิงที่ทัพทิ้งไว้ให้มัน โจรอีกคนมองซ้ายมองขวา มองมาทางผม มองมาทางเพื่อนของมัน สุดท้ายมันก็ผลุนผลันหนีออกไป
“น้อยหน่า เรียกรถพยาบาลลลลลลลลล”
ผมตะโกนอย่างสุดเสียง ปลุกน้อยหน่าจากความตกใจกลัว เธอปรี่ไปที่โทรศัพท์บ้านแล้วติดต่อสื่อสารทันที
น้ำตาเริ่มเอ่อไหล่จากตาของผม ประคองน้องขึ้นมาด้วยความกลัว ลมหายใจยังรวยริน ผมเอามือแตะมีดนั้น นึกได้ว่าห้ามดึงมีดออกจึงได้แต่กดบาดแผล เป็นการห้ามเลือดไว้
“ทัพ ทัพ ตื่น อย่าหลับ”
-------------------------------------------------------------
รถพยาบาลวิ่งแหวกอากาศ พร้อมกับเสียงหวอสนั่นลั่นไปทั้งถนน สัญญาณชีพของทัพถือว่าปกติ จากคำบอกเล่าของบุคลากรทางการแพทย์ ผมนั่งอยู่บนรถคันนั้นกุมมือทัพที่หมดสติ คิดต่าง ๆ นานา ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิด แม้ค่อนข้างมั่นใจว่าทัพต้องปลอดภัยก็ตาม
รถพยาบาลอีกคันที่ขับไล่ตามมาติด ๆ มีน้อยหน่าและคุณพ่อคุณแม่บนรถ รถพยาบาลคันถัดมามีโจรที่ทัพยิงนอนอ่อนแรงพร้อมกับตำรวจหนึ่งนายที่ขึ้นมาดูแลความเรียบร้อย ท้ายสุด คือ รถตำรวจที่ทัพได้โทรเรียกไปตอนแรกขับตามมาปิดท้ายขบวนพร้อมกับโจร
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ทั้งจังหวะที่บุรุษพยาบาล 2 คน ช่วยกันยกทัพขึ้นเตียงฉุกเฉินแล้วเลื่อนพาร่างของทัพเข้าห้องไอซียู ฉากต่าง ๆ ในหนัง ทั้งคุณพยาบาลที่พุ่งตรงมาห้ามผมและให้รอที่หน้าห้องไอซียู ทั้งคุณตำรวจที่เทียวกันมาสอบถามและสอบสวนผม กระจายกำลังเฝ้าหน้าห้องไอซียู
เป็นเวลาหลายชั่วโมงหน้าห้องไอซียู ท้องผมร้องประท้วงถึงอาหารที่ไม่ตกถึงท้องมาหลายชั่วโมง แต่สมองกลับสั่งการระงับไม่ให้ความหิวมีอิทธิพลเหนือกว่า ผมจึงได้แต่นั่งเฝ้ารอในมือกุมโทรศัพท์มือถือทัพที่เงียบสนิทไร้ข้อความ
“ทำแผลหน่อยมั้ยคะ”
คุณพยาบาลเดินเข้ามาถามผม ผมพยักหน้าแล้วเดินตามเธอไป
“คุณพยาบาลทราบมั้ยครับว่าคนไข้ที่ชื่อวิริยาภรณ์อยู่ห้องไหน”
ผมเอ่ยถามหลังจากผ้าพันแผลแผ่นสุดท้ายแปะลงบนแก้มของผม
“คุณวิริยาภรณ์ อ้อ คนไข้ที่มากัน 3 คน พ่อแม่ลูก ใช่มั้ยคะ” ผมพยักหน้าเป็นการยืนยันคำตอบ “ตอนนี้อยู่ห้องพิเศษ 215 ค่ะ เดินออกไปด้านหน้า เลี้ยวซ้าย ห้องสองเลยค่ะ”
ผมก้มหัวขอบคุณแล้วเดินออกมา พาตัวเองมายืนหน้าห้อง 215 ตำรวจหนึ่งนายยืนหน้าห้อง
“อ้อ คุณนั่นเอง จะเข้ามั้ยครับ”
“ไม่ดีกว่าครับ”
ผมส่ายหัว ผมไม่กล้าสู้หน้าเธอหรอก ทำได้เพียงยืนอยู่หน้าห้องแล้วมองลอดเข้าไปในห้อง เห็นน้อยหน่าโวยวายอยู่บนเตียง กรีดร้องด้วยความกลัว พยาบาลหลายคนพยายามจับตัวเธอให้นิ่งบนเตียง เพื่อให้คุณหมอสามารถฉีดยาให้เธอได้อย่างสะดวก ไม่ช้านานหลังจากการฉีดยา น้อยหน่าก็สงบลงแล้วหลับตานอนไป
“ผมคาดว่า คงเกิดอาการประสาทหลอนจากการโดนจับตัวหลายวันนะครับ”
คุณหมอแจงรายละเอียดทันทีที่ก้าวออกจากห้อง
“ผมเชื่อว่าอาการจะหายไปในไม่ช้า ญาติผู้ป่วยก็สามารถช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาได้นะครับ พรุ่งนี้เช้าลองเข้าไปคุยกับเธอหน่อยก็ดี”
ผมยืนนิ่งอึ้งอยู่นานหลายนาที และคงยืนอยู่เช่นนั้นต่อไปอีกนานหากโทรศัพท์มือถือไม่สั่น
โทรศัพท์มือถือของทัพ แจ้งเตือนว่ามีไลน์เข้ามา อ่านจากเนื้อความระบุได้ว่า เย็นนี้ทัพต้องมีนัดกับใครสักคน ซึ่งคนนั้นก็คงไม่ได้รอทัพแล้ว
“กร กูเองนะ มึงอยู่ตราดใช่ปะ ...” ผมต้องจัดการเรื่องทัพด้วยสินะ “ฟังกูนะ เออ อย่าเพิ่งถาม เดี๋ยวกูค่อยเล่าว่ากูหายไปไหน”
เพื่อนผมโวยวายไม่เว้นช่องไฟ ให้ผมพูดแม้แต่น้อย ตั้งแต่พ่อผมโดนฟ้องล้มละลาย ผมต้องหนีมือปีนหักซุกหัวซุนโดยไม่รู้ว่าพ่อและแม่ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง โทรศัพท์มือถือก็ถูกปิดมาโดยตลอด
“ทัพ มึงจำน้องได้ใช่มั้ย เออ ที่อ้วน ๆ นะแหละ ที่กูสนิทด้วยนะแหละ น้องเขาโดนแทง” เสียงโวยวายดังออกมาจากปลายสาย “ฟังก่อน กูอยากให้มึงช่วยขับรถไปที่บ้านน้องทั้งบ้านพ่อและแม่ มึงจำได้ใช่มั้ย เออ ขอบคุณมาก ฝากด้วยนะ”
อย่างน้อยผมก็โล่งใจได้ว่า ทัพจะไม่เดียวดาย เพียงมีสักคนรับรู้แล้วมาเยี่ยมหา ก็น่าจะเป็นกำลังใจที่เพียงพอแล้ว
โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง ไม่ได้สั่นจากเครื่องของผม แต่เป็นของทัพ
ตาม
หน้าจอแสดงชื่อนี้ ไม่มีคำนำหน้า ไม่มีสร้อยคำ น่าจะเป็นรุ่นเดียวกับทัพ ผมกดรับพร้อมเสียงไม่คุ้นหูที่มีความร้อนใจและความตลกผสานอยู่ด้วยกัน
“ไอ้ทัพ มึงหายไปไหน กูรอตั้งนาน ไอ้บ้า ปกติมึงไม่ใช่คนแบบนี้นะเว้ย”
“คุณตามครับ”
มันคือสิ่งที่เป็นทางการสุดที่ผมนึกได้ ณ ตอนนั้น ได้ผล อีกฝ่ายเงียบสนิท เปิดโอกาสให้ผมเนิบนาบสนทนาต่อ “ฟังผมให้ดีนะครับ”
ความแน่วแน่ตั้งใจฟังจากอีกฝ่ายแผ่ซ่านผ่านสัญญาณโทรศัพท์จนผมสัมผัสได้
“ตอนนี้ทัพอยู่โรงพยาบาล น้องเขาถูกแทงครับ ผมติดต่อใครไม่ได้เลย โทรศัพท์ปลดล็อคไม่ได้ ผมรอให้ใครสักคนโทรมา จนคุณตามโทรมานี่แหละครับ คุณตามครับ ยังอยู่มั้ยครับ”
ความเงียบปกคลุม จนผมไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อได้อีก ตามอาจจะเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของน้อง ผมไม่ได้อัพเดตชีวิตความเป็นอยู่ของทัพมากนักในช่วงหลัง คิดจนหัวระเบิดก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวอะไรต่อ ได้แต่เล่าอาการของทัพเท่าที่สังเกตเห็น
“แต่ผมเชื่อว่าทัพไม่น่าเป็นอะไรมาก....”
“อยู่ไหน โรงพยาบาลไหน บอกผมมา”
คำถามรัวเป็นชุด จนผมไม่รู้จะเริ่มตอบคำถามไหนก่อน ลึก ๆ ในใจก็โล่งใจที่น้องชายของผมนี้มีเพื่อนคนอื่นที่รักและห่วงใย นอกจากน้องบอส ฉับพลันทันที ความรู้สึกโหวงก็ปรากฏขึ้นมา ความรู้สึกที่ผมจับทางไม่ได้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร
-------------------------------------------------------------
****
ผมไม่ค่อยมีเวลามาเขียนนะครับ
แล้วก็มีข้อติชมอะไร สามารถให้ได้นะครับ
ขอบคุณมากเลยครับ
ช่วงต้นเรื่อง จะอืดพอสมควรนะครับ
หลังจากนี้เรื่องจะดำเนินเร็วกว่านี้แล้ว
-
บทที่ 10
ประตูบานใหม่
(ส่วนหลัง)
หนุ่มตี๋ ตาตี่ แต่งตัวดูดี ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงจากการวิ่งด้วยความรีบร้อน มือสองข้างกำลังกุมเข่าหอบดูดอากาศ ก้มตัวงอลงด้วยความเหนื่อยตัวโยน แต่ศีรษะเงยมองจ้องเขม็งมาที่ผมอย่างพิจารณา
“เออ คุณตามใช่มั้ย”
ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก ก็ดีมั้ง จะได้เล่าต่อทีเดียวให้จบ
“ตั้งใจฟังผมให้ดีนะครับ เรื่องเริ่มจาก...”
หลังจากผมเล่าเรื่องทุกอย่างจบ ตาของเขาดูแข็งกร้าวขึ้น กล้าพูดได้เลยว่า เขาพร้อมจะต่อยหน้าผมได้ทุกเมื่อ และเมื่อพิจารณาถึงความเงียบสนิทที่เขามอบให้ผมตลอดการเล่าเรื่อง พลอยทำให้ผมสงสัยมากขึ้นไปอีกว่า ทัพกับตาม สองคนนี้เป็นอะไรกันกันแน่
ตามยังจ้องหน้าผม
ราวกับว่าเขาถูกโปรแกรมมาให้ฟังผมโดยเฉพาะ
“ทัพเป็นคนเข้มแข็งมาตลอด เราโตมาด้วยกัน ทัพต้องไม่เป็นอะไรแน่นอนครับ” เอาตามตรงเลยว่า ความอยากรู้มันเอาชนะมารยาทผู้ดีที่ผมถูกสอนมาแต่เด็กเสียหมดสิ้น ไอ้ตามคนนี้เป็นอะไรกับทัพกันแน่ “แต่คุณตามกับน้องเป็นอะไรกันเหรอครับ”
“รูมเมตตอนปริญญาตรีครับ”
เหนือความคาดหมายผมที่เขาตอบกลับ
เหนือกว่าเหนือความคาดหมาย คือ ตามสุภาพและมีเสียงที่น่าฟังมากกว่าที่ผมคิดเสียอีก
“อ้อ ทัพเคยพูดถึง ผมนึกออกละครับ”
คงเป็นรูมเมตสักคนที่ทัพเล่าให้ฟังวันนี้
“คุณตามกลับบ้านได้นะครับ ผมรอน้องเอง”
คงไม่อยากไปสินะ มองปราดเดียวไปยังภาษากายที่ตามแสดงออกมาผมก็พอได้คำตอบแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะทัดทานคนที่มีแววตามุ่งมั่นแบบนี้
“ไปหาอะไรทานรองท้องก่อนก็ได้นะครับ”
แล้วความเงียบชวนอึดอัดก็เหมือนเมฆดำที่เคลื่อนเข้ามาปกคลุมเราสองคนอีกครั้ง
“คุณตามครับ ทัพไม่เคยบอกผมหรอกนะครับ แต่ผมอยากบอกว่า คุณเป็นคนที่สำคัญสำหรับทัพมากนะครับ” หยุดหายใจหนึ่งครั้ง ทำไมผมรู้สึกว่าแววตาของไอ้หมอนี้ดูมีประกายประหลาดวะ ผมไม่ชอบเลย “ผมสัมผัสได้จากสิ่งที่ทัพเล่า ผมก็ห่วงน้องไม่แพ้คุณ ถึงห่วงแค่ไหน เราก็ต้องรักษาสุขภาพตัวเราเองนะครับ ผมห่วงน้องทุกนาที แต่ผมก็กินข้าวแล้วนะครับ คุณตามครับ เชื่อผมเถอะ”
เป็นเรื่องโกหกที่สุดในโลกก็ว่าได้ กินข้าวแล้วเหรอ.... แค่น้ำสักหยดก็ยังไม่อยากดื่มเลย ถ้าผมจะสามารถทำอะไรสักอย่างเพื่อไถ่ถอนโทษและความผิดทั้งมวลที่ก่อ ผมก็จะทำ ทว่าตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมนึกได้คือ ผมจะยืนรอหน้าห้อง รอจนกว่าทัพจะออกมา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าผมต้องรออีกนานแค่ไหน ผมก็จะยืนรอ
อีกฝ่ายมีแววตาอ่อนโยนเล็กน้อยเมื่อผมพูดชื่อทัพออกมา เราคุยกันอีกนิดหน่อย แล้วเขาก็เดินจากไปพร้อมกับเพื่อนอีกคนที่วิ่งมาด้วยความรีบร้อนไม่ต่างจากเขาในตอนแรก
น้องทัพมีเพื่อนที่รักและห่วงใยเพิ่มมาถึง 2 คน ผมก็ดีใจแล้วละ หน้าที่พี่ชายที่คอยปกป้องน้องตัวอ้วนที่มักโดนรังแกก็คงไม่จำเป็นอีกแล้วละ
ผมยิ้มให้กับรูมเมตของทัพที่เดินจากไปได้สักพัก ประตูห้องไอซียูก็เปิดออก คุณหมอในชุดผ่าตัดก้าวออกมาจากห้อง
“ญาติคนไข้ที่ถูกแทงใช่มั้ยครับ” ผมพยักหน้ารับ “ปลอดภัยดีนะครับ สามารถย้ายเข้าห้องพักได้เลย ไม่จำเป็นต้องเฝ้าระวังอาการ”
“ขอบคุณครับคุณหมอ”
ผมยิ้มออกมา อย่างน้อยน้องก็ปลอดภัย
-------------------------------------------------------------
“พี่ปริ๊นซ์ ผมขอโทษ พี่ปริ๊นซ์”
รอบที่ 5 แล้วสินะ ที่ทัพละเมอขอโทษผม มือผมที่กุมมือน้องแน่นหนาขึ้นกว่าเดิม ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าผมจะกุมมือนานเท่าใดก็ไม่สามารถช่วยทัพให้ผ่านพ้นฝันร้ายไปได้เสียที
“แม่จ๋า พ่อจ๋า ทัพอยากกลับบ้าน”
แล้วน้องก็หลับไปอีกครั้ง
-------------------------------------------------------------
“ปริ๊นซ์จะไม่บอกเราใช่มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น”
เธอยืนหันหลังให้ผม ไหล่สั่นเทิ้ม มือที่ปล่อยข้างลำตัวกำแน่น
“มีอะไรก็พูดมาสิ บอกเรามา มีคนอื่นก็พูดมา”
ร่างบางสั่นหนักกว่าเดิม เสียงสะอื้นไห้ที่ปนมากับคำพูดเริ่มกรีดแทงใจผม ผมควรปลอบเธอ แต่แค่คิดจะยื่นมือเพื่อนประโลมปลอบผมก็ยังไม่กล้า
“ถอนหมั้นเลยก็ได้นะ ยังไงทุกวันนี้ก็เหมือนคนไม่รู้จักกันอยู่แล้ว”
เธอค่อย ๆ หันมาเผชิญหน้า ตาบวมแดงกำลังจ้องผมอยู่ทั้งความน้อยใจ ความโกรธ ความไม่เข้าใจ สารพัดความรู้สึกที่ปนกันอยู่
เลือดไหลซึมจากกำปั้นน้อยที่เล็บคงจิกเนื้อ
ผมคว้าข้อมือเล็กมาด้วยอารามตกใจ เงยหน้ามองเธอ
“เราอยากตาย”
ตาปูดแดงดวงโตจ้องเขม็งมาที่ผม
“น้อยหน่า”
ผมตะโกนลั่นห้อง ข้างเตียงทัพที่กำลังหลับสนิทในโรงพยาบาล มือผมยังกุมมือน้องอยู่ไม่ได้คลายออกตลอดคืน
ตลกที่ว่าผมพยายามจะทำให้น้องไม่ฝันร้าย กลายเป็นว่าฝันร้ายมาเยือนผมเสียแทน
แสงแดดลามเลียจากช่องหน้าต่าง มู่ลี่นิ่งสนิทถูกเปลี่ยนทิศทางเพื่อกันแดด ผมจ้องกลับไปที่ทัพ คิดถึงฝัน ชั่งใจทุกอย่าง แต่เสียงกรีดร้องของโทรศัพท์ก็ดังทำลายสมาธิผมเสียกระเจิง
“ว่าไงกร”
“กูติดต่อพ่อแม่น้องได้แล้วนะ เมื่อคืนกูไปถึงหน้าบ้านทั้ง 2 หลัง ปิดสนิท กดออดก็ไม่มีคนมา เลยมาตอนเช้าแทน เพิ่งคุยเมื่อกี้เลย คุณพ่อน้องบอกว่าจะเดินทางมาพรุ่งนี้ ส่วนคุณแม่น้องบอกว่า ไปวันอังคาร เพราะวันจันทร์มีงานตรวจประเมินของที่ทำงาน คุณแม่น้องเป็นหัวหน้างานนะ”
“อืม ๆ”
ผมรีบเบรกกรก่อนที่มันจะพล่ามยาวไปไกล
“ขอบคุณมากมึง”
ทรุดตัวลงนั่งตรงโซฟาในห้อง ความต้องการขั้นพื้นฐานของร่างกาย นั่นคือ ความหิว ก็พร้อมใจกันส่งสัญญาณบอกผม เสียงโครกครากจากท้องผมลั่นไปทั่ว
“พี่ปริ๊นซ์”
เหี้ย เสียงท้องกูดังขนาดนั้นเลยเหรอ
ทัพเอียงหัวมองมาทางผม
“พยุงหน่อย”
ขอเพียงส่งเสียงมา
จะไปหา ไปในทันใด ไปยืนเคียงข้างเธอ ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ
เพลง “ด้วยรักและผูกพัน” ของพี่เบิร์ด แล่นแวบในหัวผม พร้อมกับตัวผมที่ปรี่ไปถึงเตียง ช่วยพยุงน้องขึ้นมาในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน
“ผม....”
“หิวน้ำหรือเปล่า กินน้ำก่อน”
เกมส์จ้องตาของผมกับน้องเริ่มขึ้น มีเสียงดูดน้ำจากหลอดของทัพเป็นเสียงประกอบฉากหลัง ตามด้วยเสียงวางแก้วน้ำ ลากเก้าอี้ และเสียงทิ้งตัวลงนั่งของผม
เรายังจ้องตากันอยู่
“คือ ผม....”
“ทัพ พี่...”
ถ้าเป็นรถยนต์ก็ประสานงาตายคาถนนไปแล้ว
“เออ คือ...”
“พี่...”
ผมกับน้องตายซ้ำสองไปแล้วเรียบร้อย
“ผมขอพูดก่อน”
“ทัพ พูดก่อนเลย”
ประสานงากันอีกรอบ ยังดีที่เห็นตรงกัน จะได้ไม่ต้องมาเกี่ยงกันให้เสียเวลาไปอีกรอบ
“พี่รู้แต่เมื่อไหร่อะ ว่าผมไม่ใช่พี่เมฆ” ผู้ชนะในการแข่งเกมส์จ้องตา ก็คือ ปริ๊นซ์ เองครับ ทัพลบตามก้มต่ำลงไปแล้ว “ผมขอโทษครับพี่ปริ๊นซ์”
อยากเอามือลูบหัวเหมือนตอนเด็กเหลือเกิน แต่เหมือนว่ามีคีมเหล็กล็อคแขนผมไว้ เวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานมันทำร้ายสัมพันธภาพของเราสองคนให้เกือบตายสนิท
“เออ....”
“พี่อย่าเกร็งสิ ผมเกร็งตามนะ”
“ก็ตั้งแต่ที่ไปซื้อเสื้อผ้านะแหละ จริง ๆ ก็สงสัยตั้งแต่แรกแล้ว”
“ผมขอโทษครับ”
“พี่ต่างหากที่ต้องพูดคำนั้น”
“ผมต่างหาก”
“พี่ต่าง...”
“พอครับพี่ปริ๊นซ์ ไม่มีใครผิดทั้งนั้น โอเคมั้ย”
หน้าท้าทายของทัพจ้องกลับมาที่ผม ทัพยังเถียงเก่งเหมือนเดิม ความรู้สึกเดิมที่ผมคิดถึงเริ่มเอ่อออกมาจากความทรงจำที่ดิ่งลึก เหมือนน้ำที่ผุดรินจากตาน้ำอย่างเชื่องช้า
รู้ตัวอีกที มือผมก็กำลังลูบหัวของน้องอยู่
ทัพหน้าแดงเหมือนเช่นเคย ใบหน้าที่เคยอ้วนกลม แก้มนิ่มน่าหยิก บัดนี้กลายเป็นหน้ารูปไข่ธรรมดา แก้มตอบเล็กน้อย ใบหน้าอิดโรย
“แก่ลงเยอะนะเรา”
แก้มน้องยังนิ่ม มือผมที่วางอยู่บนหน้าน้องต่างหากที่กระด้างไปหมด
“ก็หลายปีแล้วอะพี่ปริ๊นซ์”
ทำไมผมรู้สึกแปลกไปจากเดิมวะ เหมือนดาราที่ลืมบทพูด ผมต้องต่อบทอย่างไรต่อละ หลังจากฉากมือผมที่ค้างอยู่ที่แก้มชมพูของทัพ แล้วมันต้องยังไงต่อ ต้องทำยังไงต่อ
เดชะบุญกระมัง เสียงประตูเปิด
คุณหมอและพยาบาลเดินเข้ามา ผมจึงสามารถชักมือออกจากแก้มน้องเนียน ๆ ได้อย่างไม่น่าเกลียด
คุณหมอถามไถ่อาการ ตรวจสอบแผล ประเมินระยะเวลาในการรักษา ซึ่งโดยภาพรวมถือว่าทัพยังโชคดีที่มีดเฉียดอวัยวะสำคัญไปนิดเดียว ไม่กี่วันก็คงออกจากโรงพยาบาลได้ แค่ต้องงดใช้แรงหนัก คุณหมอย้ำเลยว่า ให้หยุดออกกำลังกายไปก่อน (ซึ่งผมเห็นหน้าเหี่ยวของทัพได้อย่างชัดเจน) แล้วคุณหมอกับพยาบาลก็ออกไป
“พี่ต้องเล่าให้ผมฟังทุกเรื่องนะ เล่ามา”
น้องโตขึ้นจริง ๆ แฮะ จนผมรู้สึกกลัวน้องขึ้นมาจับใจ
แล้วช่วงเช้าของผมทั้งหมด ก็หมดไปกับการเล่าประวัติชีวิตตัวเอง ตั้งแต่ไปเมืองนอกจนถึงวันที่เจอน้องตรงสถานีรถไฟพญาไท
“โอโห พี่ปริ๊นซ์ มหากาพย์ชัด ๆ”
“เออ มากกว่านี้ก็ลอร์ดออฟเดอะริงละ”
ผมพูดติดตลก ได้ผล มุกผมยังไม่ฝืดไปสำหรับทัพ
“ฮะฮ่า ครับ ๆ โอ๊ย เจ็บ”
“เฮ้ยย พี่ขอโทษทัพ”
มือของทัพโบกป้ายไปมา
“ไหวพี่ แล้วพี่จะเอาไงต่อ สู้คดีสิ หลักฐานพี่ก็เก็บรวบรวมไว้เยอะนี่ครับ ผมมีเพื่อนที่สามารถช่วยพี่ได้นะครับ” ทัพเอามือจับแผลอีกรอบ “ผมคงพูดมากไป” น้องขยับตัวเลื่อนลงพร้อมนอน ผมรีบค่อยไปช่วยแต่ก็ถูกปฏิเสธ
“ผมต้องลองทำด้วยตัวเองก่อนพี่ ถ้าพี่ไม่อยู่ขึ้นมา จะทำไงละ ผมไม่ได้เป็นง่อยนะ”
“งั้นพักซะหน่อยเหอะ”
“เห้ย ไอ้ทัพ”
เสียงแผดลั่น คน 3 คน เดินเข้ามาในห้อง ผมคุ้นหน้าอยู่หนึ่งคน คือ ตาม นั่นเอง ไม่สิอีกคนก็คือ เพื่อนของหมอตาม
เป็นไปได้ว่าทั้งหมด คือ รูมเมตตอนปี 1 ของทัพ
หมอตามดูหน้าเครียดมากกว่าเมื่อวาน แล้วจ้องมองผมด้วยสายตาเคียดแค้นตลอด ผมตกใจเล็กน้อยเมื่อเขาเดินเข้าไปกุมมือทัพทันทีที่เข้ามาถึงตัวน้อง
ตลอดเวลาการคุยของพวกเรา เริ่มจากการแนะนำตัว จนถึงตอนนี้ ผมยังไม่เห็นว่าเขาจะยอมปล่อยมือทัพให้เป็นอิสระ ผมอึดอัด อึดอัดแทนทัพจริง ๆ นะ มันเกินไปหรือเปล่า
“จะเที่ยงละ พี่ขอไปกินข้าวก่อนนะทัพ”
“ครับพี่ปริ๊นซ์”
ทัพยิ้มตอบกลับมา ผมยิ้มกลับทันที แล้วรอยยิ้มผมก็ต้องหุบพลันเมื่อเลยจากหน้าน้องไป 1 ฟุต มีใบหน้าของชายตาตี่ ที่ถลึงตาใส่ผมด้วยความเกลียด
ผมขอเบอร์น้องพี ทนายความ เพื่อนทัพ ก่อนเดินออกมาจากห้องด้วยข้ออ้างที่จะไปกินข้าว แท้จริงแล้ว เจตนาของผมก็คือ มาเยี่ยมน้อยหน่า
“น้อยหน่า”
เธอจ้องมองมาทางผมด้วยสายตาที่เลื่อนลอย
“ปริ๊นซ์ไง”
สายตาระแวงภัยยังลุกโชนในดวงตาของคู่หมั้นผม
“จำได้”
“ปริ๊นซ์ มาขอโทษ”
“ขอโทษเรื่องอะไร...”
“เรื่องมันยาวมากนะน้อยหน่า ปริ๊นซ์จะเล่าให้น้อยหน่าฟังจริง ๆ แต่ปริ๊นซ์ว่า คุยกับอาอุดมก่อนมั้ย” มันเป็นสิ่งที่ผมสมควรทำมากที่สุด เพราะผมควรจะให้เกียรติและสิทธิ พ่อที่จะบอกลูกตัวเองว่า ตนรับสินบนและเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการค้าไม้เถื่อน
ในฐานะที่ผมเป็นคนนอกครอบครัว คำพูดใดก็ตามของผม อาจเป็นการทำลายโอกาสของพ่อลูกในการปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน
“เรายังเป็นเหมือนเดิม ... ใช่มั้ยปริ๊นซ์”
แม้เสียงสั่นเครือ ปานหัวใจสลายก็ไม่สามารถรั้งให้ผมหนีความจริงได้
“น้อยหน่าพักผ่อนมาก ๆ นะ”
“เหมือนเดิมใช่มั้ย...”
“น้อยหน่า ปริ๊นซ์ว่าเราสองคนต่างรู้นะว่า สถานการณ์เป็นอย่างไร”
“เหมือนเดิมช่ายยย” เสียงสะอึกหายใจแผ่ว ๆ แว่วขึ้น “ม้ายยย ใช่มั้ย”
น้ำตาเอ่อล้นอยู่ที่ดวงตา มันได้แต่ค้างนิ่งอยู่เพียงเท่านั้น จะต้องไม่มีความอ่อนแอหรือความรู้สึกใดหลุดรอดออกมาได้ ณ วินาทีนี้
ต่างจากอีกฝ่ายที่ปลดปล่อยทุกอย่างออกมาจนหมดสิ้น ความทรมาน ความไม่เข้าใจ ความกลัว หลั่งไหลราวเขื่อนแตก
“ทำไมละ ทำไม”
“ปริ๊นซ์รออยู่นะ ปริ๊นซ์พูดคำนั้นไม่ได้ เพราะคนผิดคือปริ๊นซ์”
เลิกกันนะ
คนผิดมีสิทธิฟัง ไม่มีสิทธิพูด
ผมเดินออกมาทิ้ง เสียงสะอึกอื้นไห้ไว้เบื้องหลัง เดินออกมาเรื่อย ๆ เดินอย่างเปล่า พาตัวเองมาจนถึงชั้น 1 ของโรงพยาบาล ผมหิวข้าว แต่ผมไม่มีเงินสักบาท ผมมีแค่โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว ผมปิดเครื่องไว้ตลอด ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อหลายวันก่อน
“แม่ขา วันนี้ไปซื้อหมูสะเต๊ะกันนะคะ คุณพ่อชอบกิน จะได้หายไว ๆ”
เสียงเด็กผู้หญิงตัวน้อย จูงมือกับคุณแม่ ทั้งสองกำลังเดินออกจากโรงพยาบาล
“จะดีเหรอคะ คุณหมองดอาหารมันนะคะ”
“แต่หมูสะเต๊ะ ไม่ได้ทำจากมันนี่คะ คุณแม่ ทำจากหมูนะ”
ความเดียงสาอาจทำให้โลกอยู่ในโลกนี้อย่างทรมาน
ความไร้เดียงสา คือ สิ่งเดียวที่ยังค้ำจุนชีวิตของเราไว้ได้
ผมมองไปยังความรักของแม่ที่ให้ลูก เสียงหัวเราะของทั้งสองคน ความห่วงใยต่อพ่อที่กำลังพำนักอยู่ในโรงพยาบาลในฐานะคนป่วย
น้ำตาที่ผมพยายามสกัดมาตลอดก็ไหลเหมือนเปิดก๊อก ทรุดตัวลงนั่งตรงโซฟาที่ใกล้ที่สุด ความหิวมลายหายไปหมด เหลือเพียงความสิ้นหวัง ความไม่รู้ ความกลัว ที่ผมเลือกเพิกเฉยมานานนับหลายวัน
พ่อกับแม่ของผม ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหน ท่านกำลังทำอะไรอยู่ ยังปลอดภัยอยู่มั้ย หรือท่านกำลังกังวลถึงลูกชายโง่ ๆ คนนี้ ผมเองที่ทำให้ท่านต้องเผชิญกับเรื่องราวเหล่านี้
โลกมันมืดสนิท ไฟทุกดวงในชีวิตผมดับสิ้นไปหมดแล้ว แม้ประตูสักบานก็ไม่มีให้คนอย่างผมได้หลุดพ้นออกไป
ความผิดพลาดที่มากทวีเหมือนน้ำในมหาสมุทร มันกำลังท่วมทับผมช้า ๆ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดผมก็ไม่อาจทราบได้ ความเจ็บปวดยังแผ่ซ่านทั้งสรรพางค์กายคงเป็นสิ่งเดียวที่ใช้ไถ่โทษในสิ่งที่ผมก่อ
“พี่ชายร้องไห้ทำไมเหรอคะ”
กระดาษทิชชูยื่นมาตรงหน้าผม จากมือน้องหมูสะเต๊ะ
ผมนั่งอยู่ตรงนี้นานมากจนแม่ลูกคู่นี้กลับมาถึงโรงพยาบาลเลยเหรอเนี่ย
“คุณพ่อพี่ไม่สบายเหรอคะ”
ผมพยายามฝืนยิ้มตอบ พร้อมพยักหน้า รับกระดาษทิชชูมาซับน้ำตา
“ไม่เป็นไรนะคะ คุณพ่อพี่ต้องหายแน่นอน คุณพ่อหนูก็ไม่สบาย คุณแม่บอกว่าห้ามร้องไห้ ถ้าเราร้องไห้ คุณพ่อก็จะร้องตามไปด้วย หนูต้องเข้มแข็ง แล้วหนูก็ไม่อยากให้คุณแม่ร้องไห้ด้วย หนูเห็นคุณแม่แอบร้องไห้ทุกคืน คุณแม่ต้องเสียใจมากแน่ ๆ แต่ก็ไม่ร้องไห้ ไม่ให้หนูร้องไห้ด้วย คุณแม่น่าสงสาร หนูเลยอยากทำอะไรเพื่อคุณพ่อคุณแม่บ้าง”
“ลูก อย่ากวนพี่เขาสิ”
เธอตะโกนตอบกลับคุณแม่ที่เพิ่งออกจากห้องน้ำมา
“ค่ะ แปบนะคะคุณแม่” น้องหมูสะเต๊ะจ้องกลับมาที่ผม “พี่ต้องเข้มแข็งนะคะ หนูก็จะเข้มแข็งค่ะ หนูมีน้องชายด้วยนะคะ สองขวบเอง หนูต้องไม่ร้องไห้ ถ้าหนูร้อง น้องยิมจะต้องร้องไห้ด้วยแน่ ๆ สู้นะคะพี่ชาย”
เธอเดินจากไปหาคุณแม่
ผมยังนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นอีกพักใหญ่ ก่อนลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาแล้วกลับไปหาทัพ
“เพื่อพ่อแม่”
มือจับลูกบิดประตูด้วยความกลัว
“เพื่อทัพ”
ผมเปิดประตูเข้าไปข้างในห้อง แสงบาดตาผมที่บวมช้ำจากการร้องไห้ แต่แสงนั้นก็อบอุ่นพอที่ผมจะฝืนยิ้มกลับไปได้
“อ้าว น้อง ๆ
ทุกคนยังอยู่ครบ
“ทานอะไรกันหรือยัง ไปกินข้าวกันก่อนได้นะ เดี๋ยวพี่จัดการเฝ้าต่อเอง”
“ก็ดีนะครับ”
ว่าที่ทนายความของผมตอบกลับมา เขายืนขึ้นวางกล่องคุกกี้ลง แล้วเดินตรงไปทางตามที่ยังนั่งอยู่ตำแหน่งเดิม
“ไป ไป กลับ เดี๋ยวเย็น ๆ มาใหม่ ต้องให้ไอ้มีนไปเก็บกระเป๋าด้วย”
หมอตามถูกดึงแขนลุกขึ้น ผมสังเกตเห็นความไม่พอใจในแวบแรก และแปรเปลี่ยนเป็นความมึนงง ทุกคนยกมือไหว้ลาผม แล้วเดินออกไป
“พี่ปริ๊นซ์ กินอะไรมาครับ มีเงินเหรอ”
คิ้วผูกโบว์ของทัพ ทำให้ผมยิ้มออกมา
“ยังไม่ได้กินเลย ลืมเอาเงินไป”
“แต่ก็ไปซะนาน ผมก็นึกว่าไปนั่งบนสะพานลอยพร้อมขันแล้วเสียอีก”
นั่นปะไร พอแรงเริ่มกลับมา กวนตีนกูไม่หยุดเลยนะ อย่างนี้ต้องแก้แค้น
“เห้ยพี่ อย่าเล่นหัว เจ็บ”
ไอ้อ้วนเอ๊ย บังอาจว่าพี่ปริ๊นซ์สุดหล่อเหรอ มือผมขยี้ลงไปที่หัวทัพ ทั้งกด ทั้งดึงหู เหมือนที่ผมทำประจำตอนมัธยม
“อย่ามา ไอ้อ้วน ไกลแผล ไกลหัวใจตั้งเยอะ”
“โอ๊ย ไอ้เปรตใจร้าย ไอ้คนใจร้าย อย่าให้สูงเท่านะ”
ความรู้สึกเก่า ๆ หวนกลับมาในใจผมอีกครั้ง เหมือนถูกปิดสวิตช์ มือผมเลื่อนหลุดจากหัวของทัพ เคลื่อนมาแนบนิ่งข้างลำตัว
“พี่ปริ๊นซ์”
“พี่... ขอโทษ”
“ขอโทษทำไมอีกละครับ”
“พ่อแม่พี่ อาจตายแล้วก็ได้ ถ้าพี่ไปช้ากว่านี้ น้อยหน่าก็คงตาย แล้วพี่ก็ยังลากทัพไปด้วย พี่มันโง่ พี่มันไร้ค่า”
ทัพมองผมด้วยความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่ไม่สามารถช่วยผมได้
“พี่ปริ๊นซ์ อย่าคิดแบบนั้นสิครับ พี่”
ยามนกพิราบโผบินขึ้นท้องฟ้าด้วยความตกใจ ขนของมันจะกระจายไปทั่ว แม้จะสกปรกจากเชื้อโรค แต่ก็ดูสวยงาม ต่างจากสติของผมแตกกระพือ ไร้ทิศทาง ไม่มีความสวยงาม มีเพียงความสกปรกจากมือที่เปื้อนเลือดด้วยความผิดพลาดจากความจองหอง ไม่รู้จักคิด ของผม
“พี่ปริ๊นซ์อย่าร้องไห้ อย่าครับ อย่า”
ทัพยืดตัวจากเตียงพยายามคว้ากอดผมไว้ “พี่ปริ๊นซ์ครับ ให้ผม ได้ดูแลพี่เถอะนะ คือ ผม... ผม...” มือลูบทีหลังผมด้วยความอ่อนโยน “ผม.. ชอบพี่มานานแล้ว ผมออกกำลังกายทุกวัน ผมอยากผอม ผมไปทำเลสิก ผมเปลี่ยนทุกอย่าง ผมอยากจะดูดีก็เพราะอยากเป็นคนที่ดี ที่พร้อมเหมาะกับพี่ ผมไม่รู้ว่าผมบอกแบบนี้ไปจะได้อะไร แต่หลังจากที่ผมถูกแทง ผมรู้แล้วว่าความตายเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวมาก ผมไม่อยากหายไปจากโลกนี้ โดยที่ยังไม่ได้บอกอะไรกับพี่ ผมชอบพี่”
“ทัพ.....”
เสียงตอบรับจากอีกฝ่ายนุ่มนวล
“ทัพยังจะชอบพี่แบบที่ทัพเคยชอบเหรอ มันผ่านมานานแล้วนะ”
“ผมไม่รู้ แต่ผมมีความสุขที่ได้อยู่กับพี่ ผมยังฝันถึงพี่ตลอด ที่สวนสัตว์ผมมีความสุขที่สุดเลยครับ พี่มีค่าเสมอสำหรับผมนะครับ พี่ปริ๊นซ์”
“งั้น...”
ราวกับความรู้สึกทั้งหลายของผมกำลังพาเหรดเข้าเครื่องคั้นน้ำผลไม้ แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นส่วนที่เข้มข้นที่สุด
“งั้นพี่ว่า เราลองศึกษากันไปก่อนมั้ย พี่ไม่เคยรังเกียจทัพนะ ถือว่าเป็นระยะดูใจกันไปก่อนเนาะ พี่ไม่ได้ปฏิเสธน้องนะ พี่รู้สึกเขินนิดหน่อยวะทัพ”
ทัพหัวเราะออกมา
“พี่เป็นไบโพลาร์หรือเปล่า เมื่อกี้ยังร้องไห้ต่อมน้ำตาแตกอยู่เลย”
ทัพผละออกจากการตระกองกอดผม ฉับพลันทันทีสีแดงก็เริ่มละเลงไปทั่วใบหน้าน้อง
“เมื่อกี้ พี่พูดว่าไงนะครับ”
ผ้าห่มผืนใหญ่ถูกคว้ามาคลุมหัวน้อง
“พี่พูดอาร้ายยยยย พี่ปริ๊นซ์”
ก้อนกลมอ้วนของผ้าห่มกำลังดุกดิกไปมา
“ออกมาจากผ้าห่มก่อน”
“ไม่ ผมไม่ออก”
“เดี๋ยวสายน้ำเกลือหลุดนะ ไม่เจ็บแผลเหรอ”
“ไม่ต้องมายุ่งกับผมเลย ไปหาทางติดต่อคุณพ่อคุณแม่เลย ไปเลย ชิ้ว ๆ”
“อย่าเพิ่งไล่กันสิ ทัพ ให้พี่เห็นหน้าหน่อยนะ”
แล้วผมก็พยายามเลิกผ้าห่มแบบนั้นอยู่อีกหลายนาที อีกฝ่ายก็ช่างใจแข็งและไม่มีทีท่าจะโอนอ่อนแม้แต่น้อย
“พี่เอาเงินในกระเป๋าผมออกไปกินข้าวก่อนเลย ผมเขิน ไม่อยากคุยกับพี่ ผมเขิน”
ก้อนผ้าห่มกำลังไล่ผมออกไปจากห้อง ไปก็ได้ แต่ผมจะไม่ไปแค่นี้หรอกนะ
“นี่นะ นิ่มจัง”
กอดก้อนผ้าห่มแล้วมันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง
ผมไม่ได้อยู่ในห้องที่มืดมิดอีกต่อไปแล้ว แสงสว่างได้ผ่านเข้ามาทางประตูบานใหม่แล้ว
-------------------------------------------------------------
***
จบบทที่ 10
-
บทที่ 11
แผลเป็น
“มึง ขอบคุณนะสำหรับวันนี้”
เสียงอันมั่นคงแต่แผ่วเบาเปล่งออกมาจากผู้พูดที่ยืนก้มหน้า ไม่สบตาผม เวลาจวนเที่ยงคืนแล้ว คำสัญญาที่ขอกันไว้ก็จวนจะหมดสิ้นไป การมีแฟนครั้งแรก ช่างเป็นอะไรที่ไม่คิดไม่ฝันแล้วก็ไม่รู้ว่าจะหาคำใดมาบรรยายได้
ใจอยากกล่าวอะไรออกไป อยากแสดงออก ทว่าดูเหมือนว่าคำใด ๆ ในพจนานุกรมของผมก็ไม่สามารถเอามานิยามความรู้สึกอลหม่านในใจตอนนี้ได้
“กูไม่อยากจะพูดแบบนี้ แต่กูมีความสุขมากเลย ถ้าเราลองคบกันต่อจะได้มั้ย....”
ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายของผมมากนักหรอก ที่จะได้ยินประโยคดังกล่าว อันที่จริงผมเตรียมใจมาบ้างแล้วว่าตามต้องพูดออกมา
“กูไม่อยู่แล้ว กูต้องย้ายไปอยู่หอแพทย์แล้ว...”
มันเป็นความรู้สึกแย่ เมื่อเราไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของคนสำคัญได้ ถ้าเปรียบเหมือนหนังสือ ตามก็คือหนังสือที่มีคุณค่า ราคาแพง แต่ผมเลือกจะวางประดับไว้บนชั้น มากกว่าจะเลือกเปิดอ่าน
“ถ้าตามจะพูดว่า...เห็นแก่ความเป็นเพื่อน เห็นแก่อะไรก็ได้ ทัพ..”
“มึง”
ผมตัวสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่จากความโกรธ แต่เป็นความรู้สึกผิด จนแผดเสียงดังลั่น ไอ้นวลที่นอนใต้หอถึงกับเงยหน้ามามองพร้อมกระดิกหางเดินเข้ามาหาพวกผม
“อย่ายื่นคำขาดแบบนี้กับกู”
ปลีกตัวออกมาทันที จนไอ้นวลทำหน้างงแต่ก็ยังเดินตามผมพร้อมกระดิกหางต้อย ๆ ไม่เสียแรงที่ซื้อไส้กรอกให้กินแทบทุกเย็น
“ทัพ... โกรธตามเหรอ”
เสียงไล่หลังตามมา อยากบอกเหลือเกินว่าไม่ได้โกรธ แต่กูไม่พร้อม ไม่พร้อมที่จะเอ่ยคำใด ไม่อยากเสียเพื่อนคนนี้ไป ผมไม่น่าตัดสินใจบ้า ๆ ยอมทำอะไรแบบนี้ให้มันเลย สู้ทำเป็นหลับหูหลับตา ตีมึนแบบทุกครั้งยังจะดีเสียกว่า
ผมผิดเองแหละที่ทำแบบนี้ ทำให้อีกฝ่ายเกิดความผูกพันปรารถนาขึ้นมา
ผมเลือกทางที่พลาดแล้วที่อาจทำให้ความเป็นเพื่อนของเราต้องลงเอยแบบนี้
“ทัพ ตามขอโทษ เพื่อนก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ แต่อย่าหมางเมินกันแบบนี้ กูยอมแล้ว”
น้ำตารื้นรินอยู่ที่ตาของผม หากตามพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ผมคงไม่สามารถสะกดกลั้นมันไว้ได้อีกแล้ว ตัวผมเริ่มสั่นเทิ้ม มือใหญ่กำลังบีบที่หัวไหล่ของผมอย่างแผ่วเบาด้วยความเป็นห่วง
“ตามสัญญา เป็นเพื่อนกันไปก่อนก็ได้”
“ขอบคุณนะ”
ผมไม่ได้หันไปมองว่าอีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าเช่นไร อย่างเดียวที่ผมรู้สึกในตอนนี้คือมือที่มั่นคงบีบนวดไหล่ผมพร้อมตบหลังอย่างแผ่วเบา เปรียบประดุจสัญญามั่นที่จะเป็นเพื่อนกันตลอดไป
ประตูลิฟต์เปิด แสงสว่างสีส้มสาดจ้า พวกเราก้าวเข้าไปในลิฟต์
ใช่แล้วแหละ ทางนี้แหละดีที่สุดแล้ว เพื่อน
ขอโทษนะตาม
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ติ๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เสียงนาฬิกาปลุกเจ้าเก่าดังลั่น ถึงเวลาไปวิ่งออกกำลังกายอีกแล้ว ผมดีดตัวขึ้นจากเตียง บิดขี้เกียจ แล้วหันไปเก็บผ้าห่ม จัดเตียงให้เรียบร้อย
เป็นเวลาเดือนกว่านับแต่ผมถูกแทง หลายอย่างก็ยังคงดำเนินในแบบของมัน ผมหยุดงานไปเกือบสองสัปดาห์ อันที่จริงต้องเรียกว่าขนงานมาทำที่ห้องมากกว่า หนึ่งสัปดาห์หลังจากนอนแกร่วอยู่โรงพยาบาล หมอก็บอกว่าแผลผมหายเร็วมาก ไม่น่าแปลกใจนักหรอกเพราะผมวานพี่ปริ๊นซ์ซื้อไข่ต้มมาให้ผมกินวันละเกือบ 10 ฟอง
แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้ตามมาคือแผลเป็นน่าเกลียด ที่ตอนนี้ผมกำลังจ้องมันในกระจกเงา เอามือลูบก็ยิ่งคิดถึงวินาทีที่ตัวเองถูกแทง
ถึงจะน่าเกลียดยังไง แต่มันก็คุ้มค่าที่ทำให้ผมออกจากโรงพยาบาลได้เร็วขึ้น ให้ตายสิ ไม่ชอบกลิ่นเฉพาะตัวของโรงพยาบาลเลย แถมเกรงใจพีอีก นี่ก็ไม่เข้าใจว่าว่างนักหรือไง มาเยี่ยมผมได้ทุกเย็น แถมพาแฟนมาเปิดตัวเสียด้วย สวยใช่ย่อย เพื่อนกูนี่เก่งจริงเว้ย
ส่วนคนที่อบอุ่นจนผมแทบไม่เชื่อสายตาคือ ไอ้มีน รายนี้เข้าตำรา ถ้าไม่ลำบากไม่เห็นธาตุแท้ ไลน์หาผมทุกวัน ว่าอาการเป็นยังไง ไลน์เวลาเดิมทุกวันด้วยนะ เพื่อนกูคนนี้เสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ
รูมเมตผมอีกคนนะเหรอ หายไปเลยละครับ ในไลน์กรุ๊ป มันมาตอบล่าสุดคือ สามสี่สัปดาห์ก่อน ก็วันที่ผมออกจากโรงพยาบาลนะแหละ รู้มั้ยตอบมาว่าไง “อืม” แค่นี้ สงสัยงานที่โรงพยาบาลคงหนักน่าดู
ส่วนพี่ปริ๊นซ์ ตอนนี้ก็กำลังสะสางคดีและทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ผมจะเริ่มสาธยายจากงานไหนก่อนดีนะ
เช้าตื่นมาพี่ปริ๊นซ์ก็ไปเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยเอกชน แน่นอนว่าได้งานจากเส้นสายของพี่ปัน เพื่อนซี้พี่ปริ๊นซ์ แล้วทำไมไม่ใช้เส้นสายแต่แรกวะ
จากนั้นตอนบ่ายก็ไปรับจ๊อบสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนนานาชาติแถวเอกมัย
ตกเย็นก็ไปทำงานเป็นผู้ช่วยพ่อครัวที่โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ผมก็สงสัยนะว่าพี่ปริ๊นซ์มีเวลาพักผ่อนบ้างมั้ย แต่จะทำไงได้ละครับ หนี้ก้อนใหญ่เลยแหละ
แน่นอนว่าคดีก็ต้องดำเนินต่อไป เสี่ยทรัพย์ก็รอดคดีเช่นเคย ลูกน้องที่แทงผมก็หายตัวเข้ากลีบเมฆ ช่วงแรก ๆ หลังจากออกจากโรงพยาบาล มีตำรวจตามผม 24 ชั่วโมงเลยนะครับ พี่ปิ๋มถึงกับประสาทเสีย
“ทัพ เมื่อไรจะจับคนแทงแกได้หวะ พี่กลัวแล้วนะ”
เป็นประโยคเดิม ๆ ที่พี่ปิ๋มพูดกรอกหูผมทุกรอบ เวลาเห็นผมเดินมาทำงานพร้อมพี่ตำรวจหน้าเหี้ยม
“แฮ่ ๆ คุณตำรวจบอกว่า เขาจะเฝ้าประมาณเดือนเดียวแหละครับ หลังจากนี้ก็จะปล่อยผมตามอิสระแล้ว แต่ก็ต้องระวังตัวเหมือนเดิมนะ”
“เออ ดี พี่ไมเกรนขึ้นแล้วเนี่ย”
ที่เป็นแบบนี้เพราะมีวันหนึ่งเป็นวันเกิดปิ๋มแล้วนางวิ่งไปเอามีดในห้องครัว เพื่อตัดเค้กที่ทุกคนซื้อมาเซอร์ไพรซ์
ด้วยความที่คุณตำรวจไม่รู้จักพี่ปิ๋มดีพอว่า เวลานางตื้นตันใจแล้ว จะตื่นเต้นจนดูประหม่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คุณตำรวจเข้าชาร์จ จับแขนพี่ปิ๋มที่ถือมีดวิ่งตรงกลับมาหาผมที่ถือเค้ก ไพล่หลัง จนนางร้องกรี๊ด ๆๆๆ ด้วยความเจ็บปวด ตั้งแต่วันนั้นมาพี่ปิ๋มก็ระแวงมาโดยตลอด
วันนี้เป็นวันแรกที่คุณตำรวจไม่มาเฝ้าผมแล้ว รู้สึกเหมือนเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งได้วิ่งรอบสวนสาธารณะลำพังคนเดียวแบบนี้ยิ่งสบายใจ
“พี่ปิ๋ม หวัดดีครับ”
พี่ปิ๋มทำหน้าตื่น มองซ้ายมองขวา เหยียดตัวสูงมองข้ามไหล่ผมไป
“เขาไม่มาแล้วพี่ ครบหนึ่งเดือนแล้วไง”
หัวหน้าของผมถอนหายใจดังลั่น
“โล่งอกไปที เออ ทัพ มีงานด่วนที่ระยองนะ แกต้องไปวันนี้เลย เดี๋ยวไปรถตู้บริษัท รถออกตอนสิบเอ็ดโมง พี่อนุญาตให้กลับไปเอาเสื้อผ้าที่ห้องได้ เลื่อนไประยองมาเป็นสัปดาห์นี้เลยนะ”
“อะไรนะพี่ คิวไประยองผมมันอีกอาทิตย์นี่ครับ”
“ใช่ ๆ พี่รู้ แต่มันงานด่วนจริง ก็เลื่อนมาก่อนไง แล้วสัปดาห์หน้าก็ทำงานที่สำนักงานใหญ่แค่นั้นเอง ทำไม มีนัดกับใครหรือเปล่า”
พี่ปิ๋มก็ยังเป็นคนที่เซนส์ไวเช่นเคย
ใช่ครับ คืนนี้ผมมีนัดกินข้าวกับพี่ปริ๊นซ์ ก็ไม่ได้อะไรมาก แค่เป็นวันหยุดงานที่โรงแรมของพี่ปริ๊นซ์ก็เลยตั้งใจจะไปกินข้าวด้วยกัน แต่รายนั้นเขากำลังประหยัด สุดท้ายก็ตกลงกันว่า ทำกินกันที่ห้องผมนี่แหละ
“เปล่าครับ”
ปากตอบไปแบบนั้น แล้วรีบเปิดไลน์ส่งข้อความไปหาพี่ปริ๊นซ์
พี่ปริ๊นซ์ ทัพกินข้าวด้วยไม่ได้แล้วอะ
ต้องไประยองด่วน รู้เมื่อกี้เลย
พี่ปริ๊นซ์น่าจะตอบเร็ว เพราะคลาสสอนเริ่ม 9 โมง แล้วก็จริงตามผมสันนิษฐาน
เอ้าเหรอ เสียดายจัง
พี่คิดถึงแย่สิ
คิดถึงอะไรพี่ อย่ามา
เจอกันทุกสัปดาห์แล้ว ไม่เบื่อผมเหรอ
ไม่อะ
ทัพ พี่ไม่ค่อยมีเงินเลย
ไม่ได้ครับ
ผมอยากอยู่คนเดียวก่อน
โหยยยยยยยย
รู้ทันอีก
พี่ไม่ได้อยากประหยัดค่าห้องนะ
พี่แค่อยากช่วยทัพผ่อนคอนโดไง ให้พี่มาเสียเงินค่าเช่าห้องทำไม
ห้องที่พี่อยู่ ก็เป็นห้องที่พี่ปันซื้อไว้นี่ครับ
ผมรู้นะว่าฟรี
เหยยยย เอามาจากไหน
(สติกเกอร์ยิ้ม)
หนีไปสอนดีกว่า
เดินทางดี ๆ นะครับ
ไม่ต้องคิดลึกเลยครับ ยังไม่ได้เป็นแฟนกันแต่อย่างใด
ผมเป็นขอเสนอพี่ปริ๊นซ์เองว่า จีบไปก่อน อยากให้มีภาพความทรงจำทำนองนั้นบ้าง ไม่ใช่เอะอะรับเป็นแฟนเลย
จะว่าไปแล้วก็รู้สึกดีมากครับ โมเมนท์จีบกันไปจีบกันมา ผมก็เพิ่งเคยสัมผัสกับเขานะครับ แฮ่ ๆ จับมือจับไม้ก็มีกันบ้าง เสื้อคู่ นี่ไม่มีนะครับ ผมไม่ชอบ
ส่วนเรื่องนั้นเหรอครับ ผมยังไม่เสียเอกราช ยังอยากเก็บซิงไว้ชิงโชคอยู่ แฮ่
-------------------------------------------------------------
“คุณทัพครับ ตื่นได้แล้วครับ”
ผมที่นอนน้ำลายไหลยืดถึงกับสะดุ้งสุดแรง เมื่อพี่ชัยคนขับรถปลุกผม ในที่สุดก็มาถึงบริษัทที่ระยองแล้ว
“กี่โมงแล้วอะพี่ชัย”
“บ่ายสามนะครับ รถมันติดหนักพอควรเลย”
ผมก้มลงดูนาฬิกาข้อมือเพื่อยืนยันคำตอบจากพี่ชัย บ้าไปแล้วจากกรุงเทพมาระยองใช้เวลา 4 ชั่วโมง แล้วเสียงครืด ๆ ก็ดังลั่นจากท้องผม เกิดความเงียบในบรรยากาศนานหลายวินาที พร้อมกับแก้มแดงระเรื่อด้วยความอายของผม
“ตายแล้ว ผมขอโทษด้วยนะครับ น่าจะแวะปั๊ม ปลุกคุณทัพมาหาอะไรกิน ไปหาอะไรกินก่อนเถอะครับ”
“ครับพี่ ผมไปบอกพี่พิชิตก่อนละกันครับ ว่ามาถึงระยองแล้ว”
ผมรี่เดินเข้าออฟฟิศเพื่อรายงานตัวกับพี่พิชิต หัวหน้าผมสำหรับงานที่ต้องปฏิบัติที่ระยอง ถือโอกาสเข้าไปยืมมอเตอร์ไซค์ของบริษัทด้วยเลย การมาทำงานสาขาที่ระยอง พนักงานคนอื่นจะขับรถยนต์ส่วนตัวมา สำหรับผมเนื่องจากที่บ้านไม่อนุมัติให้ซื้อรถ ประกอบกับตัวผมเองก็ยังขับรถไม่เป็น ก็เลยต้องอาศัยรถบริษัทบ้าง รถทัวร์บ้าง รถตู้บ้าง ในการมาทำงานที่โรงงานในระยอง แล้วก็อาศัยยืมรถมอเตอร์ไซค์บริษัทเพื่อขี่มาทำงาน รวมถึงใช้การดำรงชีพ
หลังจากรายงานตัวกับพี่พิชิต ตอบคำถามและต้องเล่าเรื่องที่โดนแทงซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่สุดผมก็ได้มอเตอร์ไซค์มาเสียที
ก่อนอื่นคือต้องขี่ไปที่โรงแรมที่โรงงานจัดให้
ผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายครับ เสื้อผ้ายัดใส่เป้ใบเดียวก็พอแล้วจึงไม่ลำบากอะไรถ้าจะขนสัมภาระทั้งหมดไปที่พัก ตามปกติแล้วตำแหน่งที่ต้องเทียวไปเทียวมากรุงเทพฯ-ระยอง จะมีผมกับพี่อีกคน ด้วยที่ช่วงนี้พี่คนนั้นเขาลาคลอด ก็เลยทำให้ผมต้องมาระยองคนเดียว
โรงแรมที่อยู่เป็นโรงแรมที่อยู่ไม่ไกลจากโรงงานมากนัก น้องพนักงานแลปในโรงงานชอบขู่ผมเสมอว่า เป็นโรงแรมผีสิง เพราะมีคนมักเจอเรื่องแปลก ๆ ประจำ โดยส่วนตัวผมอยู่มาหลายครั้งก็ยังไม่เจออะไรที่ว่าเด็ด ผมไม่ได้ลบหลู่นะครับ แต่ถ้าเจอก็อยากจะขอหวยสักที จะได้มีเงินไปซื้อรถยนต์กับเขาบ้าง
“ไลน์หาไอ้ตามดีกว่า มันน่าจะเลิกงานสี่โมง”
มึง กูมาระยอง หาไรแดกกัน
สักสี่โมงครึ่งดีมั้ย
แนะนำสถานที่หน่อย
ตอนนี้กูอยู่โรงแรมXX
มึงจะมารับกู หรือ ให้กูไปหา?
ตามมันมาทำงานใช้ทุนที่โรงพยาบาลระยองครับ อันที่จริงก็ไม่ใช่โรงพยาบาลระยอง ที่เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดหรอกครับ เป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอสักอำเภอ เอ๊ะ หรือโรงพยาบาลระยอง ยังไงกันแน่ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิดที่ไม่ใส่ใจเพื่อนคนนี้เลย อย่างน้อยถามชื่อโรงพยาบาลจากพีดีกว่า
พี มึงกูถามไรหน่อย
ตามมันทำงานที่ไหนนะ
หืมมม
อะไรมึง อยู่ ๆ ก็ถาม
กูมาทำงานที่ระยองไง
อ้อ... แปลกนะมึง
ไปตั้งหลายรอบ ไม่เคยเห็นชวนมัน
ก็เดี๋ยวนี้มันหายหัวไปไหนไม่รู้
ไม่เจอนานแล้ว
อ้อ เหรอ
ไม่เจอนาน หรือ มึงมีใครให้สนใจมากกว่า จนไม่มีเวลาให้ใครเลยก็ไม่รู้เนาะ
ที่ชื่อว่า ป ปลา สักอย่างนะ
น้อยใจจัง
แหม ไอ้พี
กูผิดไปแล้ว
รู้ตัวก็สำนึกสิ ไอ้คนบาป
มันอยู่โรงพยาบาลระยองเลย
ไลน์ไปดิ กูเพิ่งคุยกับมันเมื่อกี้เลย
สวีทกันจังนะมึง
สวีทพ่องไรละ
กูแน่นหน้าอก กูเลยถามมัน
สรุปแค่เป็นกรดไหลย้อนวะ ฮ่า ๆ
(สติกเกอร์โกรธ)
(สติกเกอร์เขินอาย)
แวบแรกที่อ่านข้อความจากพีว่า แน่นหน้าอก ผมตกใจมากเลยครับ นึกว่าจะได้ไปโรงพยาบาลเฝ้าเพื่อนซะแล้ว แต่จะว่าไป ตามก็ยังไม่อ่านไลน์ผมเลยแฮะ อีกสักพักก็คงจะตอบ ผมเลยถือโอกาสไปอาบน้ำ
จนอาบน้ำเสร็จ กลับมาดูที่มือถือก็ยังไม่มีการอ่านหรือตอบแต่อย่างใด ความหิวเริ่มเยือนมากขึ้น แต่ก็ไม่อยากโทรตามให้เพื่อนวุ่นวาย รู้กันอยู่ว่าอาชีพหมอเป็นอาชีพที่เสียสละ ผมไม่อยากไปเร่งเพียงเพื่อจะให้มันพาไปกินข้าว ตัดสินใจนอนเล่นบนเตียงต่อ เปิดเฟซบุคเช็คอัพเดตจากเพื่อน ๆ หลังจากที่ไม่ได้เปิดมานานหลายสัปดาห์
สิ่งแรกที่เห็นคือ คำขอเป็นเพื่อนของพี่ปริ๊นซ์ ซึ่งผมตัดสินใจว่า ยังไม่กดรับดีกว่า อิอิ แกล้งไปก่อนเลื่อนไปดูหน้านิวส์ฟีด
ภาพแรกที่เห็นเลยคือ รูปถ่ายของแม่จ๋าในงานเลี้ยงรับผู้พิพากษาคนใหม่ ตกใจที่ทำไมเลือกรองพื้นได้ผิดเบอร์ขนาดนั้น แม่จ๋า หนูกลับไปบ้านจะไปเตือนนะ หน้าแม่ลอยแล้ว
พอเลื่อนดูไปเรื่อย ๆ ก็เจอสถานะน้ำเน่าของพี
P Pearadit Sittisith 1 hour
ความรักไม่ได้ทำให้คนตาบอดหรอก
มันทำให้เราตาบอดสีต่างหาก
เพราะมองทางไหนก็มีแต่สีชมพู
36 like
Sriporn cute cute เอาเวลางานมาเล่นเฟซอีกแล้วนะพี 1 hour (5 like)
Mean Kittasin กูขอพูดอะไรหน่อยนะ “ไปอ้วกแปบบ” 45 min (15 like)
Thapon Siriwatchai กรดไม่ไหลย้อนแล้วเหรอวะ 555+ 2 min (2 like)
ทุกอย่างก็ดูปกตินะครับ ถ้าไม่นับคอมเมนท์สุดท้ายจากไอ้นายแพทย์ฐาพล เมื่อสองนาทีก่อน
เคยเป็นกันมั้ยครับ เวลาทักเพื่อนไปทาง social network หนึ่ง แต่มันไม่อ่านไม่ตอบเรา แต่กลับไปปรากฏตัวในอีก social network ได้
ตอนนั้นยอมรับคำว่าโกรธ โมโหหิวมาก นอนดิ้นคิดไปคิดมา ตามอาจเล่นเฟซบุคจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ได้ คงไม่ได้เล่นผ่านทางมือถือหรอกก็เลยยังไม่เห็นข้อความไลน์ที่ผมส่งไป ดังนั้นผมจึงตัดสินใจส่งแชทผ่านทางเฟซบุคไปอีกแรง โชคดีของผมด้วยครับที่มันออนไลน์อยู่พอดี
ตาม กูอยู่ระยองงงงงงงงงงง
อยู่โรงแรม XX
หิวข้าววววววว พากูไปกินข้าวหน่อย
ไม่ถึงสามวินาที แชทก็ขึ้นสถานะออฟไลน์ทันที เอากับเขาสิครับ ทำไมดวงตกอะไรขนาดนี้วะกู หรือว่ามันเลิกงานแล้ว
“เอายังไงดีวะ”
ผมนอนพลิกตัวบนเตียงซ้ายขวาอีกหลายรอบ ตัดสินใจได้ว่า รออีกสัก 5 นาที ก็ไม่เสียหายอะไร ระหว่างรอก็อ่านสถานะต่าง ๆ ของตามในเฟซบุ๊ค
สถานะอัพเดตล่าสุดคือ เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน
Thapon Siriwatchai
เข้าเวรควบเช้าบ่าย แล้วก็ไปแลกเวรดึกอีกรอบ สะใจไปเลย จะได้เลิกฟุ้งซ่าน
348 like
“โอโห”
ผมอุทานออกมาด้วยความตกใจ ไม่ได้ตกใจที่มันเข้าเวรควบขนาดนั้นหรอกนะครับ
ใครก็รู้ว่ามันเป็นคนบ้างานอยู่แล้ว แต่ตกใจที่มีคนกดไลค์ถึง 348 คน นี่แหละ ตัวผมเองมีคนกดไลค์ 10 คน ขึ้น ก็ตกใจแล้วนะ ส่วนในคอมเมนท์ก็มีแต่ใครก็ไม่รู้ที่ผมรู้จัก มีทั้งสาวแท้สาวเทียม ล้วนมาให้กำลังใจตามกันสนั่นหวั่นไหว
“สู้ ๆ นะคะ ตาม เพื่ออนาคตของเราค่ะ แม่หนูจ๋า เคลมเชียวนะ พักผ่อนบ้างนะจ๊ะที่รัก รออยู่ที่บ้านนะค่ะ โอ๊ย นะคะ เว้ย ไม้เอกเอามาทำไม ผันเสียงไม่เป็นเหรอไง”
ผมดัดเสียงเล็กเสียงน้อยอ่านคอมเมนท์ไปด้วยความสนุกสนาน ปนหงุดหงิดเวลาเจอคนสะกดคำผิด ค่ะ คะ นี่มันยากตรงไหน
ผมเป็นผู้ชายยังแยกออกเลยนะ
“ถ้าเหนื่อยก็มาซบอกผมได้นะครับคุณหมอ โอ๊ยยยยยย หนวดเฟิ้มมาก กลัวแทนเลยวะ ฮะฮ่า”
อ่านไปเรื่อย ๆ ก็ไม่รู้จะดีใจในความฮอตของเพื่อน หรือสงสารเพื่อนดี แต่ละคนที่เป็นแฟนคลับนายแพทย์ฐาพล ล้วนแต่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองในแบบที่ผมเองยังกลัวเลย
(มีต่อครับ)
-
(ต่อจากด้านบน)
เลื่อนลงมาดูสถานะถัดมา เป็นรูปภาพ งานอดิเรกของตามมันเลยครับ การถ่ายภาพเนี่ย ใช้ได้เชียวละ
เป็นภาพของรอยเปียกของแก้วน้ำ นึกภาพออกมั้ยครับ รอยแก้วน้ำเย็นที่วางบนพื้นไม้ แล้วพอยกแก้วขึ้น ก็จะเป็นวงกลมเปียกน้ำตามขอบ แต่ในรูปจะเป็นวงน้ำที่ไม่เต็มพร้อมคำบรรยายภาพที่ว่า
“ต่อให้พยายามแค่ไหน ก็คงไม่เต็มวง”
895 like
รูปภาพนี้ โพสท์เมื่อวันจันทร์หลังจากงานรับปริญญา ก็คือ หลังผมถูกแทงไปสองวันครับ คนกดไลค์ถล่มทลาย ยอมรับเลยว่าภาพสวยจริง ฝีมือมันดีมากครับ คอมเมนท์ทะลักหลักร้อย
“ติสต์วะเพื่อนกู”
ไอ้พีเองไม่ต้องสงสัยนะครับ คนที่คอมเมนท์แบบนี้
“อกหักเหรอคะหมอ ยังมีหนูอยู่นะคะ จ้ะ ๆ หนูตามคอมเมนท์ทุกโพสต์เลยนะลูก ฮะฮ่า”
เลื่อนมาจนถึงรูปภาพรับปริญญา เป็นภาพถ่ายสามรูปที่มันโพสท์พร้อมกัน พร้อมคำบรรยายรวมว่า
“คนสำคัญในชีวิต : )”
รูปแรกเป็นรูปของมัน คุณแม่ และน้องสาวที่ถือรูปถ่ายคุณพ่อของตามไว้ พิมพ์เดียวกันทั้งบ้านจริง ๆ ถัดมาเป็นรูปของพวกเราสี่คนครับ และรูปสุดท้ายเป็นรูปคู่ของตามกับผม
รู้สึกแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้ ยิ่งเห็นคนกดไลค์รูปคู่ของผมกับมันแล้วก็ยิ่งรู้สึกประดักประเดิด แถมยังมีคอมเมนท์ด้วย
“นั่นใครคะตาม อีนี่เป็นใคร" ใจเย็น ๆ นะป้า อย่าเพิ่งฆ่าผม
"เอ๊ะ หรือยังไง หรือเปิดตัว" เปิดบ้าเปิดบออะไรวะ
"ถ้ามีแท็กนะจะตามไปถามว่าเป็นอะไรกัน" รู้สึกโชคดีขึ้นมาเลยแฮะที่ไม่โดนแท็ก
โลกออนไลน์นี่มันน่ากลัวเว้ย แต่โลกปัจจุบันตอนนี้คือผมหิว ผมจะไม่ทนอีกแล้ว ขี่ไปหาที่โรงพยาบาลเลยละกัน
--------------------------------------------------------
โรงพยาบาลระยองอยู่ไกลจากโรงแรมพอสมควรครับ
ในที่สุดผมก็มาถึงหน้าโรงพยาบาล คำถามที่ใหญ่ที่สุดคือ แล้วยังไงต่อวะ ต้องทำยังไงต่อ ผมจอดมอเตอร์ไซค์ในที่จอด เดินงง ๆ ไปที่อาคาร
โชคผมดีครับ ผมเจอเป้าหมายของผมแล้ว กำลังยืนอยู่คนเดียวหน้าประตูกระจก ท่าทางดูเหนื่อยล้า ผมเดินถอยหลัง หลบตัวอยู่หลังกระถางต้นไม้ใหญ่ แล้วก็นึกอะไรแผลง ๆ ขึ้นมาได้
“โทรไปแกล้งดีกว่า”
ผมกดโทรทันที
ตามหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู สายตาของตามเปลี่ยนไปเล็กน้อย มีความเหนื่อยล้าไม่พอใจ ผสมผสานไปกับความรู้สึกที่ผมเข้าใจมาโดยตลอด คือ ความรู้สึกที่ได้แต่มอง และไม่สามารถทำอะไรได้ เหมือนกับที่ผมเคยมองพี่ปริ๊นซ์มาโดยตลอด
แล้วตามก็กดตัดสายผม
ตอนนั้นผมตกใจ ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ อยากเดินออกไปด่า มือไม้สั่นไปหมด
ทั้งหิว ทั้งไม่เข้าใจ ทั้งโกรธ
“ตามรอนานมั้ยคะ”
ผู้หญิงสวยคนหนึ่งเดินออกมา
“วันนี้มีเคสผ่าตัดไส้ติ่งทั้งวันเลยค่ะ เมื่อยหลังหมดแล้ว”
ผู้หญิงคนนั้นค่อย ๆ ยื่นกระเป๋าถือให้ตามซึ่งรับมันมาไว้อย่างคล่องแคล่ว ยิ้มกลับให้ผู้หญิงคนนั้น
“วันนี้กินอะไรดีคะ นึกไว้หรือยัง”
ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกที่อก ความโกรธแล่นผ่านประดุจเลือดที่ไหลเวียนไปทุกส่วนของร่างกาย มือกดโทรออกอีกครั้งไวกว่าความนึกคิดอื่นใด
โทรศัพท์ของตามดังขึ้นอีกครั้ง ทันทีที่ตามเห็นว่าเป็นผมโทรมาก็กดตัดทันที ไม่มีแม้แต่เสี้ยววินาทีที่จะหยุดชั่งใจคิด
“ไม่รับเหรอคะ?”
ตามหันไปยิ้ม พร้อมเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงเชื่องช้า
“เบอร์แปลกนะครับ คงโทรผิด ปกติตามไม่รับเบอร์พรรค์นี้”
“เบอร์แปลกเหรอวะ”
เสียงผมเอง พร้อมกับมือที่ถือโทรศัพท์มือถือไว้ มองไปทางตามที่ดูตื่นตะลึงไม่ต่างจากความรู้สึกผมที่พังทลายมากนัก
ตามดูเหมือนสัตว์สตาฟฟ์ตามพิพิธภัณฑ์ ที่ได้แต่จ้องผมตาไม่กระพริบ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของมัน
ในขณะที่เท้าของผมก้าวถอย ทั้งที่ตาของเรายังสบกันอยู่ แล้วผมก็เริ่มออกวิ่ง วิ่งไปให้ไกลจากที่ตรงนั้น
การวิ่งทุกเช้าของผมมันฝึกให้ผมอดทน และรวดเร็ว
แม้จะมีเสียงที่คุ้นเคยไล่หลังตามมา ผมก็ไม่อาจจะฟังเข้าใจได้อีกแล้ว ผมพาตัวเองมาที่รถมอเตอร์ไซค์
“มึงฟังกูก่อน”
มือใหญ่คว้าหลังผมอย่างสุดเอื้อมก่อนที่รถจะถูกสตาร์ตแล้วขี่พาผมออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
“ทัพพพพพพพพพพพพพพพพพพ”
เสียงสุดท้ายไล่หลังผม
ผมไม่พร้อมรับฟังอีกแล้ว
ผมกำลังเสียเพื่อนที่สำคัญไปอีกแล้วใช่มั้ย
เหมือนตอนนั้นไม่ผิด แผลเป็นที่ผมพยายามลบเลือนไป ทำไมมันต้องย้อนกลับมาทำให้ผมเจ็บด้วย ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดกับผมด้วย
--------------------
จบบทที่ 11
-
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2:
-
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2:
ขอบคุณนะครับ
-
บทที่ 12
เด็กมีปัญหา
“ลูกจะกลายเป็นเด็กมีปัญหานะ”
คำพูดที่ผมได้ยินยายพร่ำบอกแม่ทุกครั้งที่แม่พยายามจะบอกยายว่า เหนื่อยแล้วกับชีวิตคู่ หนทางเดียวที่อาจทำให้ฟ้าอันมืดมนของแม่กลับมาสดใสได้ คือ การหย่าร้าง
เป็นอีกครั้งที่แม่ร้องไห้ กอดยาย เนื้อตัวช้ำเขียวจากร่องรอยการถูกทำร้าย
ผมได้แต่นั่งมอง พยายามทำความเข้าใจภาพที่เห็น คิดจนหัวแทบแตกก็นึกไม่ออก จึงเดินลงจากเรือนไม้ของยาย ลงไปเดินเล่นในสวนยางกับเป๊ปซี่และโคล่า หมาเฝ้าสวนยางของยาย
ทุกครั้งที่แม่กับพ่อมีปากเสียงกัน แม่จะขับรถมาหายายถึงต่างอำเภอ ร้องไห้ให้ยายปลอบแล้วหลับไป
ครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะว่าแม่หอบเสื้อผ้ามาหนึ่งกระเป๋าใหญ่
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมต้องตื่นแต่ตีสี่ครึ่ง อาบน้ำ แต่งตัว และเผลอหลับในห้องน้ำไปหลายนาที หากไม่ได้ยินเสียงแม่ทุบสังกะสีที่ทำเป็นประตูกั้น ผมก็คงจะหลับต่อเนื่องไปอีกหลายนาที
ผมยังต้องไปโรงเรียนที่อยู่ในตัวอำเภอเมือง
เป๊ปซี่เลียมือผมอย่างรักใคร่ ในขณะที่โคล่าก็กระดิกหางนัวเนียพันแข้งพันขาของผม ผมกำลังนั่งมองยายเทน้ำยางใส่เครื่องรีด
“ทัพ อยากลองทำมั้ยลูก”
ผมพยักหน้า แล้วเดินไปดูกรรมวิธีรีดยางพาราจากยาย
“กินมาก ๆ หน่อยนะลูก ผอมแห้งเชียว”
ผมซึ่งตัวขี้ก้างในตัวนั้น ได้ยิ้มฟันหลอกลับไปให้ยาย เด็กประถมสามจะไปเข้าใจอะไรมากมายกับคำว่า ผอมแห้ง
“แล้วทับทิมละ ไม่ได้มาด้วย ไปอยู่ไหนซะละ”
“แม่ฝากน้องไว้กับ ป้านี ครับคุณยาย น่าจะไปรับวันนี้”
มือกร้านแดด และหยาบจากกรดกัดยาง ลูบลงบนหัวผมอย่างละมุน
“ต้องรักน้อง รักแม่มาก ๆ นะ ถ้าแม่เขาตัดสินใจทำอะไร ก็อย่าโกรธเขาละ”
ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ายายต้องการให้ผมทำอะไร การยิ้มกลับจึงเป็นเหมือนคำตอบที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้
ผมไปถึงโรงเรียนก่อนเคารพธงชาติ ไม่กี่นาที วิ่งกระหืดกระหอบไปยืนข้างเหมียว เพื่อนบ้านและเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตของผม
“เกือบสายแล้วนะทัพ”
เหมียวทักทายพร้อมยิ้มตอบ เธอนิ่งทันที เมื่อครูวิภาหันมามองค้อนด้วยสายตาอาฆาต
“ครูวิภาเดินไปละ หายไปไหนมาเมื่อคืน”
“ไปบ้านยาย”
“ไปทำไมแก เมื่อไรแกจะบอกฉัน”
“ฉันไม่รู้เหมียว ว่าไปทำไม”
เหมียวหันมามองผมด้วยสายตาจับพิรุธ ดูแก่แดด เกินเด็กประถม
“แกโกหก”
“ฉันไม่ได้โกหกเหมียว ฉันแค่ไม่เข้าใจ”
“หืม ยังไง เล่าสิ”
“เด็กมีปัญหาคืออะไรอะเหมียว”
“ก็พวกที่พ่อแม่ไม่รัก พ่อแม่เลิกกัน คุณแม่บอกว่า เด็กพวกนี้อย่าไปคบ เชื่อถือไม่ได้ ต่อไปก็จะเป็นโจร ติดยา แล้วก็ฆ่าคนตาย”
“เหมียว เมื่อไรจะหยุดคุยค่ะ”
“ขอโทษค่ะครู”
แล้วพวกเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลย ตลอดพิธีหน้าเสาธง ทั้งสายตาหมายหัวของครูวิภา และทั้งข้อความเหล่านั้นจากปากเหมียว
ผมอยากถามพ่อกับแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่เคยมีคำพูดใดหลุดจากปากของผม
ผมยังอยู่บ้านยาย ทับทิมที่อยู่แค่อนุบาล 2 ก็เช่นกัน เราสามคนย้ายบ้านมาอยู่ที่สวนยางพาราของยายนานหลายเดือน
ยิ่งผมเครียด ผมก็ยิ่งกิน แล้วผมก็อ้วนมากขึ้นเรื่อย ๆ
หนึ่งปีผ่านไป ผมอ้วนขึ้นกว่าเดินหลายเท่า สลัดภาพทัพขี้ก้างไปจนหมด
“แกอ้วนขึ้นนะทัพ”
เหมียวเอ่ยถามผมตอนพักกลางวัน
“แกต้องลดความอ้วนนะ คุณแม่บอกว่าคนอ้วนน่ารังเกียจ เป็นโรคเยอะ ชักช้า อุ้ยอ้าย”
“อืม” ผมตอบรับแบบขอไปที ขยับแว่นให้เข้าที่เล็กน้อย ผมเพิ่งไปตัดแว่นเมื่อไม่กี่วันก่อน สายตาสั้นคือสิ่งที่ผมได้รับ จากการอ่านการ์ตูนในระยะประชิด
“แล้วทำไมเดี๋ยวนี้แกหายไปไหน คุณแม่บอกว่า พ่อแม่แกทะเลาะกันเหรอ เห็นว่าจะหย่ากันแล้ว แกจะเป็นเด็กมีปัญหามั้ยทัพ”
“ทะเลาะอะไร หย่าอะไร เราไม่เห็นรู้เรื่อง”
“แกแน่ใจนะว่าไม่รู้เรื่อง แกตอแหล”
“เหมียว” ผมร้องขึ้นด้วยความตกใจ “คำว่าตอแหล ไม่สุภาพนะ”
“แล้วจะทำไม ต่อไปแกก็จะเป็นเด็กมีปัญหา พ่อแม่แกหย่ากันแล้ว แกก็ไม่ใช่เพื่อนฉัน ทำไมฉันต้องพูดเพราะกับแก”
สถานการณ์ต่าง ๆ เลวร้ายขึ้น เหมียวไม่คุยกับผมเพียงเพราะว่าพ่อแม่ผมหย่ากัน ความอ้วนก็ทวีขึ้นในร่างกายของผม ไขมันพอกติดเหมือนความกลัวที่จะต้องคุยเรื่องพ่อแม่
ทุกครั้งที่ต้องกรอกเอกสารเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว ในช่องเพื่อนสนิทที่เคยมีชื่อเหมียวอยู่มาก่อน ก็กลายเป็นความว่างเปล่า ผมไม่กล้าใส่ชื่อคนที่พยายามแกล้งผมตลอดเวลาได้ลงคอหรอก
ไม่ลำพังแค่เหมียวที่แกล้งผม เพื่อนคนอื่นในห้องก็รุมแกล้งผม ความอ้วนคือคำสาปที่ทำให้ผมต้องตกเป็นเหยื่อ เป็นเป้าของการถูกกระทำ
ชีวิตของผมวนเวียนกับการถูกแกล้งสารพัด เหมือนโดนกดอยู่ใต้น้ำโดยมีมืออีกหลายมือขวางกั้นไว้ไม่ให้ผมขึ้นไปเหนือน้ำได้
สองปีที่ผ่านไป ผมยังวนเวียนไปกลับระหว่างอำเภอเมืองและอำเภอที่ยายอยู่ เมื่อแม่เก็บเงินได้มากพอ พวกเราจึงได้ย้ายไปอยู่ในบ้านใหม่ในตัวอำเภอ
บ้านที่แม่ภาคภูมิใจ เพราะทั้งดาวน์และผ่อนด้วยน้ำพักน้ำแรงของแม่ล้วน ๆ
ผมอยู่ ป. 5 แล้ว กำลังจะจบขึ้น ป. 6
แม่ไม่เคยรู้เรื่องที่ผมถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน แม่มีปัญหาให้คิดแก้ไข มีความเดือดร้อนให้หนักใจมากพอแล้ว
“คุณแม่ครับ ทัพว่าจะย้ายไปอยู่กับคุณพ่อบ้าง ทัพสงสารคุณพ่อ”
แม่จ๋าอึ้งเงียบ ความร่าเริงจากการดูละครหลังข่าวที่เพิ่งพักตัดเข้าโฆษณาหายวับไปจากใบหน้าของท่าน
“ทับทิมก็อยากกลับไป”
เสียงโวยวายจากทับทิมแว่วมา
“แม่ขอคิดดูก่อนนะลูก”
แม่ลุกขึ้น คว้ารีโมทปิดทีวี เดินออกไปรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน
ผมคิดผิดหรือเปล่าที่ถามท่านเช่นนี้ แต่นั่นคือสิ่งที่ผมตัดสินใจไปแล้ว ผมไม่สามารถทิ้งให้พ่ออยู่ลำพังคนเดียวอีกต่อไป ผมโตพอที่จะขี่มอเตอร์ไซค์ไปกลับระหว่างบ้านสองหลังได้แล้ว ดังนั้นผมสามารถเลือกอยู่บ้านหลังไหนก็ได้ อย่างน้อยพ่อก็จะได้ไม่เหงา
“ทัพ”
แม่กลับมาไวกว่าที่ผมคิด ผมว่าแม่ยังไม่ได้รดน้ำต้มไม้ต้นเข็มตรงรั้วบ้านแน่เลย
“ทัพอยากกลับ เพราะอยู่กับแม่มันลำบากเหรอลูก”
“เปล่านะครับ ทัพสงสารคุณพ่อ”
“แล้ว ทัพจะกลับมาหาแม่มั้ย”
ผมพยักหน้า เข้าไปจับมือท่านให้มั่นใจ
“แม่ แม่ไม่ได้เกลียดพ่อเขาหรอกนะ อย่างไรเสียเขาก็พ่อของลูก ๆ แต่ทัพเข้าใจแม่ด้วยนะ” น้ำตาไหลออกมา เหมือนผมที่ตาพร่ามัวไปด้วยคราบน้ำตา “ทัพ กลับไปอยู่กับพ่อเขาเถอะ อย่างน้อยเขาก็จะได้ไม่เหงา”
เป็นการกลับมานอนที่ห้องเดิมเก่าในรอบ 2 ปี
พ่อดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ ถึงกับพาผมไปกินข้าวนอกบ้าน
“ทัพอ้วนขึ้นนะลูก ไปเล่นบอลกับพ่อมั้ย”
ผมหัวเราะขึ้นมา ในกรณีที่พ่ออยากให้ทัพไปเป็นลูกบอลในสนามแทนลูกบอลจริง ๆ ผมก็จะไปเล่นบอลเป็นเพื่อนแล้วกันนะครับ แต่ตอนนี้ผมยังอยากเป็นคนธรรมดา ๆ
“ไม่ว่างครับ”
พ่อยิ้มร่า ไม่โกรธอะไร แม้ผมจะปฏิเสธไปหยก ๆ
“ไม่ไปหาเหมียวเหรอ”
พ่อไม่ได้ถามหรอก เป็นการบังคับมากกว่า เพราะท่านแทบจะดุนหลังผมออกจากบ้านในทันที
เหมียวกับผม ไม่ได้คุยกันอย่างที่เพื่อนคุยกันมาหลายปีแล้ว
เหมียวตอนนี้เป็นหัวโจกในห้อง ที่คอยระดมเพื่อนแกล้งผม วีรกรรมล่าสุดของเหมียวก็คือ เอาสมุดการบ้านผมไปซ่อน นั่นคือที่มาของเกรด 2 วิชาคณิตศาสตร์ที่โชว์หราในสมุดพกของผม
การออกมายืนหน้าบ้านโง่ ๆ กะเวลาสัก 15 นาที บริจาคเลือดให้กองทัพยุง แล้วค่อยเดินกลับเข้าบ้านไปบอกพ่อว่าคุยกับเหมียวแล้ว ดูเป็นทางออกที่ดีที่สุด
“ทัพ นั่นทัพเหรอลูก”
ป้าพร แม่ของเหมียวเอง
ผมยกมือไหว้ ตามมารยาท ฉีกยิ้มให้กว้างสุดเท่าที่หน้าอ้วนกลมของผมจะทำได้
“นี่ ๆ อย่าหาว่าป้ายุ่งนะ รู้ยังว่าพ่อเรามีเมียใหม่ เด็กด้วยนะ สวยด้วย”
ผมยังฉีกยิ้มต่อไป
“แล้วแม่เราละ เขามีผัวใหม่ยัง ต้องหาให้หล่อนะ อย่ายอมแพ้พ่อเราละ”
ผมก็ยังฉีกยิ้มต่อ
“นี่ แล้วทัพรู้มั้ยลูก เหมียวนะ ปีนี้สอบได้ที่หนึ่งอีกแล้วนะ ทัพละได้ที่เท่าไร อยู่ห้องเดียวกันนี่”
ผมก็ยังฉีกยิ้มอย่างต่อเนื่อง
“อะไรเนี่ย พูดด้วยก็ไม่พูด ไม่มีมารยาทเอาซะเลย”
ผมยกมือไหว้ป้าพร กำลังเอ่ยปากขอตัวเข้าบ้าน
“ก็ไม่แปลกหรอกนะ ไอ้พวกเด็กมีปัญหา พ่อแม่ก็แยกทางกัน ดูตัวแกสิ อ้วนยังกับหมู ไม่ได้เรื่อง ไอ้พวกมีปมด้อย”
มือที่กำแน่น ตาที่ถลึงกลับไปยังป้าพร เป็นสิ่งเดียวที่ผมทำได้ ก่อนจะทิ้งเสียงด่าทอไว้ด้านหลัง แล้วเคลื่อนตัวอุ้ยอ้ายเข้าบ้านไป
โรงอาหาร ที่กว้างใหญ่ ก็โดดเดี่ยวได้ เมื่อคุณเป็นคนที่เพื่อนรังเกียจ
ชินชาแล้ว
“เห้ย เรานั่งด้วยนะ”
ผมเงยหน้ามอง นักเรียนชายในชุดนักเรียนขาวสะอาด บ่งว่าเป็นนักเรียนใหม่
“เราชื่อม่อนนะ ห้องเดียวกันไง เพิ่งย้ายมาวันนี้ นายชื่อไรนะ”
“ทัพ”
“อืม ทำไมมานั่งคนเดียวอะ เรานั่งเป็นเพื่อนนะ”
“ม่อน ไม่อยากนั่งกับเราหรอก เราไม่มีใครคบ”
ไม่มีเสียงตอบรับจากนักเรียนใหม่ เหมือนกับที่ม่อนยังนั่งอยู่ตรงข้ามผม
เรากลายเป็นเพื่อนสนิทอย่างรวดเร็ว หรือถ้าพูดให้ถูกผมมองม่อนเป็นเพื่อนสนิทแทบในทันที ในเมื่อตัวเลือกจากคนที่เป็นเพื่อนของผมมีเพียงแค่คนเดียว
ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทุกอย่างในช่วงเกือบ 3 ปี ของผม เป็นแบบทดสอบขันติธรรมจากสวรรค์ แล้วผมก็บรรลุการทดสอบนั้น
ม่อนเป็นเพื่อนที่ดี เขาเรียนเก่ง เป็นนักกีฬา
“มึงไปวิ่งเลยทัพ”
ม่อนพูด พร้อมกับถือกระบองขนาดเล็กไล่ตามหลังผม
“ถ้าวิ่งช้า มึงโดนฟาด”
ผมวิ่งไป หอบไป มือจับแว่นไม่ให้หลุดจากหน้า เหลียวไปมองด้านหลังด้วยความหวาดกลัวกระบอง
“ทำไมกูต้องวิ่งด้วยเนี่ย”
“วิ่งไปไอ้อ้วน จะผอมมั้ยชาตินี้ วิ่งไป”
มันผ่านไปจนผมอยู่ ป. 6 ผมชัดเจนกับตัวเองในตอนนั้นแล้วว่า ผมไม่ได้คิดกับเพื่อนคนนี้แค่เพื่อนอีกต่อไปแล้ว ผมคงไม่สามารถเป็นผู้ชายและมีหลานให้พ่อแม่อุ้มได้อย่างที่ท่านต้องการ
ด้วยสติน้อย เบาปัญญา วิธีการสารภาพรักของผมก็คือเขียนจดหมาย แล้วสอดไว้ใต้โต๊ะของม่อน อีกครึ่งชั่วโมงหลังจากการซ้อมบอลเสร็จ ม่อนก็จะกลับมาที่ห้องและเห็นจดหมายฉบับนี้ แผนผมช่างง่ายดาย
แต่สวรรค์คงไม่ได้ต้องการทดสอบผมแค่นั่น
เพราะคนที่เห็นทุกการกระทำอันน่าสงสัยของผม แล้วคว้าจดหมายฉบับนั้นไปอ่านก็คือ เหมียว
ทำไมผมรู้นะเหรอ อย่าลืมสิว่าเราสองคนเป็นเพื่อนบ้านกัน
เสียงกริ่งบ้านผมดัง พร้อมกับแขกที่ติดรายชื่อคนสุดท้ายที่คาดไม่ถึง ก็ยืนยิ้มหน้าบานอยู่หน้าบ้าน
“ไม่คิดจะชวนเพื่อนเข้าบ้านเหรอทัพ”
“ไม่” ผมตอบแทบในทันที หมั่นไส้สายตายียวนของเพื่อนบ้าน
“อ้อเหรอ” จดหมายสีเหลือง ลายหมีพูห์ ที่ผมยัดใส่เก๊ะใต้โต๊ะของม่อนสะบัดร่อนไปมา
“เห้ย”
ผมพยายามคว้าดึงจดหมายฉบับนั้นกลับมา
“อะ อย่าหวังเลย ถึงแกเอาจดหมายกลับไปได้ ก็ยังมีฉบับถ่ายเอกสารอีก” ผมได้ยืนนิ่งกำมือด้วยความเคียดแค้น “ต่อไปแกต้องทำตามที่ฉันสั่ง หรืออยากให้พ่อแม่แกรู้เรื่อง จริง ๆ ฉันแค่ไปบอกเพื่อนในห้องก็น่าจะพอแล้วนะ”
ชีวิตผมบรรลัยย่อยยับหลังจากนั้น ผมต้องทำทุกอย่างที่เหมียวสั่ง แรกเริ่มก็ง่าย ๆ เช่น ไปซื้อข้าวให้ ทำเวรแทน (ซึ่งม่อนก็ต้องลำบากมาช่วยผมทำ) หนักข้อขึ้น ก็คือ
“ต่อไป กูจะไม่ไปวิ่งกับมึงแล้วนะม่อน”
ให้ผมเลิกวิ่งกับม่อน
อันที่จริงเหมียวเปรยด้วยซ้ำว่า "หรือจะสั่งให้มึงเลิกคบกับม่อนเลยดีนะ"
“ทำไมวะ ไหนสัญญาแล้วไง มึงอยากผอมไม่ใช่เหรอ”
“กูไม่ไป” ผมเสียงแข็ง “กูบอกว่าไม่ไปไง”
“เห้ย มึงเป็นไรเนี่ย” ม่อนโยนไม้กวาดลงกับพื้นด้วยความโกรธ เรากำลังทำเวรกันสองคนติดต่อกันเป็นวันที่ 5 แล้ว
“มีอะไรก็บอกสิวะ ปกติไม่เป็นแบบนี้นี่หว่า”
“กูบอกว่าไม่ไปไง ไม่มีเหตุผล เลิกถามได้มั้ย”
ผมหันหลังให้มัน และก้มหน้ากวาดพื้นห้องเรียนต่อ
สิ้นสุดคำพูดได้ไม่นาน ดาวนับร้อยดวงก็ลอยวนเป็นวงกลมรอบหน้าผม
ใช่แล้วครับ ผมถูกถีบ ม่อนมันถีบผมจากด้านหลัง ไม่มีคำพูดใดระหว่างเราสองคนอีก ผมโถมแรงทั้งหมดที่มีใส่ตัวมัน เหมือนกับที่ม่อนต่อยสะเปะสะปะกลับมาที่ผม
“เป็นเหี้ยไร เป็นเหี้ยอะไร”
ทั้งปาก และ มือ ของม่อนทำงานไปพร้อมกัน
น้ำตาไหลอาบแก้มผม
“ไอ้ทัพ เป็นอะไรก็บอกมาสิวะ บอกมา”
แน่นอนว่า ม่อนไม่ได้รู้คำตอบนั้น และสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับผมอีกครั้งก็คือ ม่อนไม่คุยกับผมอีกเลย แล้วเมื่อหมดเทอม 1 ม่อนก็ย้ายโรงเรียนไปโดยไม่บอกกล่าว
ทัพกรณ์ก็กลับสู่สภาพคนตายซาก ไร้ชีวิต ไร้เพื่อน ที่กินข้าวกลางวันลำพังคนเดียวอีกครั้ง
มิตรภาพมันสำคัญมากสำหรับผมนะ
ถ้าความรักอื่นใดจะมาทำลายมันอีกครั้ง
ผมทำไม่ได้หรอก
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
น้ำตาไหลอาบแก้ม ปลิวผ่านตามแรงลมที่สวนมา ผ่านร่องของหมวกนิรภัย
สภาพการจราจรยามค่ำของระยองไม่เลวร้ายเหมือนดั่งกรุงเทพฯ
น้ำตาที่ปลิวผ่าน พร่ามั่วและทำให้วิสัยทัศน์การมองเห็นของผมแย่ลงไปทุกขณะ จนเมื่อน้ำตาเริ่มเหือดแห้งไป หมาจรจัดตัวหนึ่งก็ขวางทางอยู่บนผิวถนน เสียงแตรดังโหยหวนก็ไม่สามารถปลุกความหวั่นหวาดในตัวมันได้ หนทางเดียวที่ผมพึงทำได้คือเลี้ยวหลบมัน จนต้องนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น
รถมอเตอร์ไซค์ล้มทับตัวผม ท่อน้ำร้อนไม่เชือดผิวกายผมแต่น้อย หมวกนิรภัยก็ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ผมยังโชคดี แม้ว่าจะเสียเพื่อนไปอีกทั้งคน
อยากนอนหลับอยู่ตรงไหล่ถนนไปอย่างนั้น ไม่ต้องตื่นมารับรู้ความจริงอะไรอีกแล้ว และผมก็คงจะหลับอยู่อย่างนั้นอีกนาน ถ้าไม่มีคนยกรถมอเตอร์ไซค์ออกจากตัวผม พร้อมกับพยุงผมให้ลุกขึ้น
“คุณโอเคใช่มั้ย”
ผมก้มหน้าพึมพำคำว่าขอบคุณออกไป ไม่แม้แต่จะมองหน้าคนแปลกหน้าพลเมืองดีคนนั้นด้วยซ้ำ
“โค้ชครับ พี่เขาเป็นอะไรหรือเปล่า”
เสียงเด็กเจื้อยแจ่วแว่วมาจากรถตู้ที่จอดอยู่ตรงไหล่ทางไม่ไกล
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง รอแปบนะเด็ก ๆ”
เขาตะโกนตอบกลับไป แล้วหันมาเจรจากับผมต่อ
“คุณ ตอบหน่อย เลือดไหลแล้วเนี่ย” แขนที่เลือดไหลซึมของผมถูกยกขึ้นมาพิจารณา “เข่าก็เลือดออกด้วย” ผมยังก้มหน้าไม่ปริปากเอ่ยคำใด ในขณะที่คนแปลกหน้าก้มลงไปดูแผลที่หัวเข่าของผม
“เห้ย นี่ทัพหรือเปล่า”
ชื่อของผมถูกเอ่ยออกไป ตาของผมที่เลื่อนลอยมองเป็นภาพเบลอ ๆ ก็ถูกปรับโฟกัสเพ่งกลับลงไปในทันที
“ม่อน”
-------------------
ขอเพิ่มตัวละครอีกตัวนะครับ อิอิ
-
ขอบคุณครับ กด +1 ให้นะครับ :a9:
-
ตามจ้า :mc4:
-
โอ้ย! หน่วงอ่าไม่รู้จะสงสารใครมากกว่ากันดี :monkeysad: :sad11:
สนุกมากค่ะรอตอนต่อไปนะ :pig4: :กอด1:
-
:ling2:
ตอนพิเศษ 1
สวัสดีครับ ผมชื่อ บอส ความใฝ่ฝันของผมตั้งแต่เด็กคือได้เป็นทันตแพทย์
อย่าครับ อย่าคิดว่าผมพิศวาสกับการนั่งมองคนอ้าปาก จิ้มขี้ฟัน หรือใคร่เห็นความโสโครกของคน
สิ่งเดียวที่ทำให้ผมอยากเป็นหมอฟันคือ เงิน ครับ
ยอมรับตรง ๆ แมน ๆ เลยว่า เงิน
แล้วความใฝ่ฝันที่ผมวาดไว้หลายปีก็เป็นจริง พอผมเรียนจบก็ได้เป็นหมอฟันสมใจอยาก แถมได้เป็นหมอฟันที่โรงพยาบาลตราด อยู่ห่างจากบ้านผมแค่ขี่มอเตอร์ไซค์ 5 นาที ถึงเท่านั้น
พอเสร็จจากงานประจำในช่วงเช้า ตอนเย็นผมก็ขับรถไปรับจ๊อบเป็นมือปืนที่จันทบุรี
อะอ๋า มือปืนในที่นี้หมายถึง หมอฟันที่รับงานตามคลินิกต่าง ๆ นะครับ ผมไม่ได้ไปรับจ้างลอบฆ่าใครนะเอ้อ
ชีวิตฟังดูหรูหราสบายเลยใช่มั้ยครับ แน่นอนว่าเงินผมเยอะมากต่อเดือน เยอะพอที่จะไปเที่ยวต่างประเทศได้ปีละหลายหน ประเด็นคือไม่มีเวลานี่แหละ
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมถึงโรงพยาบาลเร็วกว่าเวลาเข้างาน อยู่บ้านก็น่าเบื่อครับ มานั่งเช็ครายชื่อคนไข้ ดูคิวนัด ทำอะไรเรื่อยเปื่อยยังมีสาระมากกว่า
“ไลน์!!”
เสียงข้อความไลน์ดัง
ผู้ต้องสงสัยมีไม่เยอะหรอกครับ ที่จะไลน์หาผมเช้าขนาดนี้
ถ้าไม่คุณนายแม่ที่ส่งไลน์มาฝากซื้อหวยที่คนตาบอดขายหน้าโรงพยาบาลเพราะเมื่อคืนท่านฝันว่าคุณยายมาให้โชคอีกแล้ว (โชกเลือดมากกว่านะ โดนกินทุกงวดแบบนี้)
ก็ต้องเป็นไอ้ทัพแน่นอน ไอ้เพื่อนซี้เพื่อนยาก ได้ดีไม่มีผัวซะที บ่นพร่ำเพ้อถึงพี่ปริ๊นซ์ทุกวัน
มึงจะรู้มั้ยวะทัพ ว่าก่อนหน้านี้พี่เขาก็พร่ำเพ้อถึงมึงบ่อยมาก แล้วก็เสือกปากแข็งพอกัน กูก็ทำอะไรไม่ได้เลย
นี่อยากลองเป็นพ่อสื่อบ้างนะ เป็นหมอฟันนั่งจิ้มขี้ฟันน่าเบื่อจะตาย
บอส ตอนนี้พี่ปริ๊นซ์อยู่คอนโดกู
กูตื่นเต้น
“เหี้ย” ถึงกับอุทานออกมาเลยครับ
เพื่อนกูไปไกลขนาดนี้เลยเหรอวะ แปบเดียวพาผู้ชายเข้าคอนโดแล้ว “เหี้ย เหี้ย เหี้ย” เพ่นพ่านเลยครับ อยากร้องไห้ เพื่อนกูจะมีผัวแล้วเว้ย
“แล้วมึงไปเจอตอนไหน ยังไง เล่าสิสัด”
ข้อความที่ยังไม่ส่งค้างเติ่งอยู่ฝั่งผม ไม่ได้ กูต้องคีปลุค ก็ต้องคีปคูล ผมลบทันทีแล้วเลือกถ้อยคำในแบบฉบับบอส คนคีปลุค
นอนกกกันว่างั้น
ได้กันยัง
งานการไม่ทำเหรอมึง
ขำวะ
ขำความระหว่างอาทิตย์กับอังคารไร ของตัวเอง (จันทร์-ไร ไงหนู เผื่องง)
ปิดหน้าจอ คว่ำโทรศัพท์ รอลุ้นผลตอบรับจากผู้บริโภคดีกว่า
“ไลน์ ไลน์ ไลน์ ไลน์”
นั่นปะไร รัวมาเลย นึกหน้ามันออกเลยว่าต้องหน้าแดงแจ๋เป็นผลตำลึงแน่นอน ไอ้ทัพเพื่อนยาก
กกพ่องสิ
กูไม่ใช่แม่ไก่นะ
เรื่องมันยาวอะมึง
กูเจอพี่แกโดยบังเอิญ
หืมมม เจอโดยบังเอิญเหรอวะ เรื่องดูสนุกกว่าที่คิดเว้ย
“หมอคะ” ผู้ช่วยของผมเดินเข้ามาพร้อมกับกาแฟหนึ่งถ้วย “มาเช้าเหมือนเดิมเลยนะคะ ปุ๊กวางกาแฟไว้ตรงนี้นะคะ”
“ขอบคุณมากคุณปุ๊ก ลูกสาวเป็นยังไงบ้าง หายจากไข้หรือยัง”
“หายแล้วคะ คุณหมอ ขอบคุณมากนะคะ”
คุณปุ๊กเป็นคุณแม่ลูกสอง ที่น่ารักและใจดี เป็นผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทุกคนในโรงพยาบาลรัก
“ต้องบอกน้องให้แปรงฟันบ้างนะ ผมไม่อยากอุดฟันเพิ่มให้แล้วนะครับ”
“ค่ะ ค่ะ เออหมอคะ มีเคสฟันที่เสียหายจากอุบัติเหตุมานะคะ อาจต้องส่งคอนซัลท์กับทางกรุงเทพฯ หมอสะดวกมั้ยคะ”
“อ้อ ได้ครับ สักครู่นะครับคุณปุ๊ก”
มึงเล่าทิ้งไว้นะ
วันนี้คิวที่โรงพยาบาลตราดแน่นมาก
กูขอเช็คก่อน
ยังไม่แปดโมงเลยนี่
ไฟแรงนะครับพี่
คือกูเจอเขาโดนวินมอไซค์รุม
กูเข้าไปช่วย แอ๊บเป็นพี่เมฆ
(สติกเกอร์เก๊กหล่อ)
กูเก่งปะละ
“โอ๊ย ไอ้ทัพ เขาคงโง่เชื่อมึงหรอก”
“คะ หมอว่าไงนะคะ”
“เปล่าครับ คุณปุ๊ก เดี๋ยวผมตามไปครับ”
แล้วพี่เขาก็เชื่อว่ามึงเป็นพี่เมฆ
พี่ปริ๊นซ์ไม่โง่นะ เท่าที่กูรู้จัก
เขาเชื่อนะมึง
จริง ๆ
เสียงคุณปุ๊กดังจากข้างนอก เธอคงเม้ามอยกับคนอื่นอยู่หน้าห้องผมแน่นอน
รู้สึกเหมือนถูกกดดันให้รีบยังไงไม่รู้แฮะ
เขาเชื่อ
หรือเขาทำให้มึงเชื่อว่าเขาเชื่อ
คิดให้ดี
ไปละ
หลวงจ้างมาทำงาน
ไม่ได้จ้างมาคุย
กูคนดีพอ
อ้าว ไปแล้วเหรอมึง
กูตื่นเต้น เขาชวนกูไปเขาดิน
เออออ
มีความสุขก็พอละ
อย่าเผลอหักคอไก่ ลากลงน้ำละ
บายยย
อ้าว ไอ้ห่า กูไม่ใช่เหี้ย
“ผมมาแล้วครับคุณปุ๊ก ฮะฮ่า”
“หมออารมณ์ดีนะคะวันนี้”
“ดีครับ เพื่อนรักผมกำลังจะออกเรือน”
“ว้าววววววววววว”
“ดีใช่มั้ยละครับ”
“ดีจริงค่ะ แล้วคนที่เขาจะออกเรือนด้วย หมอรู้จักมั้ยคะ”
“รู้จักดีเลยละครับคุณปุ๊ก ผมเคยเกือบจะเป็นพ่อสื่อด้วยนะ แต่คีปลุคมากไปหน่อย ก็เลยปล่อยให้สองคนนี้ทิ้งช่วงกันไปนาน”
“ถ้าคนมันคู่กัน ไม่ต้องมีพ่อสื่อแม่ชักหรอกค่ะหมอ ธรรมชาติและพรหมลิขิตจะดลบันดาลให้เขามาคู่กันเอง”
คุณปุ๊กพูดไป ยิ้มไป แล้วเดินนำหน้าผมไปอย่างมีความสุข
ความสุขเหรอ
ความสุขในตาของทัพที่ส่องเรืองรองทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้พี่ปริ๊นซ์ ทุกครั้งที่มันพูดถึงพี่ปริ๊นซ์
รวมทั้งความคับใจ ที่ไม่อาจบอกความรู้สึกนั้นไปได้
ตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ทัพยังไม่เคยลืมผู้ชายคนนี้ จนบางครั้งผมก็แอบหวั่นว่าเพื่อนผมยึดติดกับพี่เขามากไปมั้ย มันจะสามารถก้าวไปข้างหน้า และโอบกอดรับคนดีที่เดินเข้ามาในชีวิตมันได้มั้ย
แล้วถ้ามันพลาด ปล่อยคนที่รักมันมากที่สุดไปเพียงเพราะว่า ยังยึดอยู่กับอดีตที่หอมหวานล่ะ
“บอส กูจะเจอมึงอีกมั้ย”
น้ำตาไหลอาบเลอะเสื้อผม ผมแคลงใจว่ามันต้องมีน้ำมูกไหลผสมมาด้วย แต่ก็ไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศ ได้แต่กอดปลอบเพื่อนสนิทคนเดียวกลับ
“กูไม่ได้จะไปตายที่ไหนทัพ นี่แค่วันปัจฉิม มึงกับกูก็ยังขี่มอเตอร์ไซค์ไปหากันได้ กูยังอยู่ตราด”
“ก็กูกลัวอะ”
ยิ่งกอดผมแน่นกว่าเดิม ตามด้วยเสียงสั่งน้ำมูก ไอ้เหี้ยทัพ ถ้ามึงไม่ใช่เพื่อนสนิท กูต่อยมึงคว่ำไปแล้ว
“กลัวมากจริง ๆ นะ ทั้งชีวิตกูนอกจากพ่อแม่ ทับทิม พี่ปริ๊นซ์ ก็มีแค่มึง” มันสั่งน้ำมูกแรงอีกครั้ง พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาเปียกหลังผมอีกระลอก เพื่อนผู้หญิงรอบตัวต่างก็พากันกอดร่ำไห้ไม่ต่างกัน มันประหลาดตรงที่ผู้ชายสองคนกอดกันกลางหอประชุมนี่แหละเว้ย “เออ มียายด้วย เดี๋ยวยายน้อยใจกู ฮือ ๆ”
“ไอ้เพื่อนยากเอ้ย กูรักมึงนะ มึงต้องเลิกยึดติดกับคน กลัวความผิดพลาดที่มันจะเกิด แม้ว่ามึงจะกลัวว่ามันจะพลาดซ้ำแบบในอดีตของมึงกับ... กับใครวะ”
“ม่อน”
“เออ กับม่อน แต่เชื่อกู”
ผมดึงมันออก จับไหล่สองข้าง มองตาอันบวมแดงของมันที่มีแว่นตาเอียงกะเท่เร่ ไอ้อ้วนเอ้ย น้ำมูกมึงยืดแล้ว
“สัญญากับกูนะ มึงจะมีเพื่อนใหม่ กล้าทำอะไรที่คนทั่วไปเขาทำ ไอ้เหี้ยพวกนี้” ผมบุ้ยปากไปที่กลุ่มเพื่อนร่วมห้องที่รุมรังแกทัพมาตลอด มันกำลังสรวลเสเฮฮากอดคอกัน นัดกันไปกินหมูกะทะกันเย็นนี้อยู่ตรงโคนเสาของหอประชุม “พวกมัน กำลังจะตายไปจากความทรงจำมึงแล้ว พอสอบอะไรเสร็จ ก็ไปวิ่ง นัดกูมา มึงต้องผอม โอเคมั้ย”
มันพยักหน้าเบา ๆ โอเค ผมพอใจละ แม้ว่าอยากได้เสียงที่แข็งขันตอบรับมามากกว่าก็ตาม
“แล้วอีกข้อ มึงสัญญานะ ถ้าใครก็ตามเขาชอบมึง แบบที่มึง” ผมลดเสียง “ชอบพี่ปริ๊นซ์ มึงจำไว้ มึงต้องกล้าที่จะเรียนรู้ เลิกยึดติดกับพี่ปริ๊นซ์ เขาไปต่างประเทศ เขายังไม่ลามึงเลย สัด”
ทัพร้องไห้หนักกว่าเดิม นี่กูไปสะกิดต่อมมันเหรอไงวะ
“ฟังกูก่อน ถ้าเขาชอบมึง มึงต้องให้โอกาสเขา พิสูจน์ว่าเขาชอบมึงจริง โอเคมั้ย มึงต้องทำนะทัพ”
“กู กูจะทำก็ได้ ถ้าคนนั้นไม่ใช่เพื่อนกู”
“กูไม่เข้าใจมึงวะทัพ”
“ม่อน ม่อนเป็นเพื่อนที่กูรักมาก แต่กูก็เลือกจะทิ้งความเป็นเพื่อนแล้วไปสารภาพรักกับมัน เรื่องวุ่นวายทั้งหลายก็ตามมา กูไม่กล้าชอบหรือไม่กล้ารักใครอีกแล้ว ถ้าความรักนั้นจะทำให้ความเป็นเพื่อนต้องสลายไป”
“ไอ้ทัพ” ผมเขย่าตัวมันแรง ๆ หนึ่งที “มึงฟังกูนะทัพ ถ้ามึงชอบกู อย่าทำหน้าตกใจ กูสมมติ กูก็จะเรียนรู้ว่ามึงรักกูจริงมั้ย หรือแค่ชอบกูเพราะกูหน้าตาดี รวย ไอ้เหี้ยทัพ เลิกทำหน้าเหยเก ฟังกูก่อน”
มันทำหน้าแลบลิ้นปลิ้นตาโดยไม่รู้ตัวอีกแล้ว ไอ้เลวทัพกรณ์ “เออ ฟังนะ กูก็จะเรียนรู้ด้วยหัวใจของกูทั้งหมดว่า ความรักที่มึงมอบให้กูเป็นแบบไหน กูจะปล่อยไปตามหัวใจ ใช่ ทัพ เหตุผลสำคัญ กูคิดถึงเหตุผลด้วยแน่นอน แต่ในเรื่องความรัก กูจะนำหัวใจมาตัดสินก่อน จากนั้นกูจะใช้เหตุผลเป็นตัวตัดสิน”
ผมหยุดหอบหายใจก่อนพูดต่อ เกิดมาไม่เคยพูดอะไรยาวขนาดนี้กับมันมาก่อน
“ถ้าหัวใจกูบอกว่า มึงรักกูจากความบริสุทธิ์ใจ รักที่กูเป็นกู สักวันกูแก่ กูจน มึงก็ยังรักกู กูก็จะรักมึงกลับ เหตุผลอื่นใด กูจะใช้หลังจากนี้ กูจะไม่เอามันมาทำให้คนที่รักกูต้องถูกทิ้งขว้างไปแน่นอน มึงเข้าใจนะ”
“เข้าใจ แต่...”
“แต่อะไร”
“คือ...”
“คือ... ไม่มีแต่นะมึง”
“กูทำไม่ได้บอส กูขอนะ กูทำไม่ได้ อย่าบังคับกูเลย”
ผมปล่อยมือจากไหล่ทัพ จับที่หัวตัวเองด้วยความปวดหัว
“ทัพ มึง”
“นะ บอส”
“เห้อ เออ สักวันมึงจะเรียนรู้เองแหละ ว่าความรักนะ คือ ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างหัวใจและเหตุผล แต่มึงจะใช้เหตุผลนำหน้าหัวใจไปก่อนไม่ได้หรอกนะ”
“คือ...”
“ฟังกู เหตุผลจะยืนเคียงข้างกับหัวใจได้ ก็ต่อเมื่อ หัวใจมึงมันเปิดรับให้เขาเข้ามาไง ทัพ กูจะรอวันที่มึงใช้หัวใจมากกว่าเหตุผลนะ กูอยากให้มึงมีความสุข”
“บอส” ไอ้ขี้แย ร้องไห้อีกแล้ว
“เปล่า เลิกซึ้ง กูแค่อยากรู้ใครรุกใครรับ แต่กูว่ามึงรับแน่เลย”
“ไอ้เหี้ย”
แล้วทัพก็ออกวิ่งไล่เพ่นกบาลผม ดีนะผมรู้ทันแล้วชิงก้าวขาวิ่งออกไปก่อน
“คุณหมอคะ โทรหาที่กรุงเทพฯ เลยมั้ยคะ” ผมได้ยินเสียงเบาบางจากภายนอก “คุณหมอคะ” แล้วผมก็สะดุ้งตื่นจากอดีต
“ครับ คุณปุ๊ก โทรเลยครับ”
“คุณหมอใจลอยนะคะ แต่ดูมีความสุขนะคะ”
“อ้อ ผมกำลังคิดถึงเพื่อนผมที่จะออกเรือนนะครับ มันคงกำลังมีความสุขมากแน่ ๆ”
มึงต้องมีความสุขนะทัพ
เปิดโอกาสให้ตัวเองมากกว่านี้เพื่อนยาก
--------------------------------------
ขอเป็นตอนพิเศษก่อนนะครับ
ช่วงนี้ที่มหาวิทยาลัยมีซ้อมรับปริญญา วุ่นวายกับการไปถ่ายรูปกับบัณฑิต ซื้อของขวัญ สารพัดเลยครับ
แถมใกล้สอบมิดเทอมอีก
:hao5:
-
อยากรู้อาการทัพแล้วตอนนี้เป็นไงมั้ง
คนเขียนสู้ๆ :กอด1:
-
:pig4: :pig4:
-
บทที่ 13
มิตรภาพที่สำคัญ
ผมถูกแบนจากเพื่อนทั้งห้องทันที หลังผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเทอมดี
ชีวิตวัยมัธยม ไม่ต่างจากชีวิตในวัยประถมมากนัก
ผมยังเป็นไอ้อ้วน ใส่แว่น ที่ทุกคนรังเกียจเช่นเดิม
สาเหตุที่เพื่อนเกลียดผมนะเหรอ มันไม่ได้ยากสลับซับซ้อนอะไรมากนักหรอก
อ.พิศมัย อาจารย์วิชาเลข สูงอายุ หน้าตาดูดุตลอดเวลา
ทุกครั้งที่สอน อ.พิศมัย จะต้องหิ้วตำราและกล่องชอล์คส่วนตัวมาด้วยเสมอ ตอนแรกผมก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเม้ามอยอาจารย์ ไหลไปตามน้ำ หวังว่าจะได้ความรักความสนิทสนมจากเพื่อนร่วมห้อง ความรู้สึกที่ผมปรารถนามาตลอด แม้ว่าไอ้บอส เพื่อนที่จับพลัดจับผลูมานั่งข้างผมเพราะมันมาห้องเรียนสายสุด (และคนที่มาก่อนมันเพียงหนึ่งนาทีก็คือผม รางวัลแห่งการมาสายนั่นคือ นั่งข้างหน้า ข้างผมไปทุกคาบ) จะมองผมด้วยสายตาที่ไม่เห็นด้วย เป็นมันเองนะแหละที่ไม่เคยนินทาอาจารย์คนไหนเลย
กระทั่งวันหนึ่ง ผมเห็นอาจารย์พิสมัยทำกล่องชอล์คตก แกมะงุมมะงาหราเก็บขึ้นมาด้วยความลำบาก ผมเริ่มรู้สึกสงสารอาจารย์ที่ต้องหอบหิ้วของพวกนี้ด้วยตัวเองเป็นประจำ ผีห่าซาตานเทวดาองค์ไหนไม่ทราบดลใจให้ผมอาสาไปช่วยอาจารย์ทุกครั้งที่สอน จนกล่าวได้ว่า วันใดถ้าผมไม่ไปช่วย อ.พิศมัย แกก็จะเข้าใจไปเองว่านักเรียนในห้องผมยังเดินมาไม่ถึงห้องเรียน
“แกไปช้าสักวันได้มั้ย”
กุลนารถ เพื่อนในห้องถามผม
“ไม่ได้หรอก เดี๋ยว อาจารย์รอ”
ผมตอบไป ยืนขึ้นเตรียมตัวไปที่ห้องพักครูหมวดคณิตศาสตร์ เหลือบมองเห็นท่าทางไม่พอใจของกุลนารถแวบหนึ่งทางหางตา และนั่นอาจนับเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกแกล้งและรังแกไม่สิ้นสุดในชีวิตมัธยมของผมก็ว่าได้
-------------------------------------------------------------
“มึงทำอะไรวะ”
เสียงลอยมาพร้อมเท้าที่ยื่นกระแทกหน้าคนที่กำลังต่อยผมจนเลือดกบปาก จนมันกระเด็นกลิ้งหลุน ๆ
“มึงเป็นเหี้ยอะไร มาเสือกด้วยวะ อย่าคิดว่าเป็นรุ่นพี่แล้วกูไม่กล้านะ”
“ก็เอาสิ จะหมาหมู่ก็เอา มาเลย”
ผมยืนโงนเงนจากความช่วยเหลือของพี่ปริ๊นซ์ รี่ไปยืนหลบหลังพี่ปริ๊นซ์แบบทุกครั้ง
เพื่อนห้องอื่นอีก 2 คน มองผมด้วยสายตาเคียดแค้น คนที่พี่ปริ๊นซ์เตะกลิ้งลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า
“พี่ปริ๊นซ์ อย่าเลย”
ผมพยายามจับแขนพี่ปริ๊นซ์ ห้ามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมชั้น
“มึงควรขอกูนะ ไอ้ใจตุ๊ด เห็นแก่ตัว เหมือนที่เพื่อนในห้องมึงพูดไม่ผิด กูแค่ขอลอกการบ้านแค่นี้ก็ไม่ได้เหรอ”
“มึงสิใจตุ๊ด สามรุมหนึ่ง ไอ้เหี้ย”
คำพูดจบลงไปเพียงเสี้ยววินาที หมัดหนักของพี่ปริ๊นซ์ก็สวนไปที่คนเดิม จนกลิ้งไปอีกรอบ
อีก 2 คน ก็รุมเข้ามาซัดพี่ปริ๊นซ์ พี่เขาล้มตัวลงแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ เตะฟาดขาจนคนหนึ่งล้มลงไปกอง
ผมได้แต่ยืนมองและไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่นิดเดียว ผมต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่กัน นี่เหรอชีวิตมัธยมของผม ได้แต่โดนแกล้ง โดนต่อย แล้วก็เป็นภาระให้พี่ปริ๊นซ์ซ้ำซาก
ผมอยากเข้าไปห้าม อันที่จริง ผมไม่อยากเป็นภาระใครทั้งนั้น
บอสวิ่งมาข้างตัวผมพลางลากผมที่ยังยืนเงอะงะออกจากกลางวงวิวาท
ชีวิตวนเวียนอยู่เพียงเท่านี้จริงเหรอ ชีวิตจะไม่มีวันสงบเลยใช่มั้ย
มิตรภาพ เป็นคำที่ทรงพลัง แต่ก็ช่างเปราะบางเหลือเกิน
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ผมสะดุ้งตื่น เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย ภาพอดีตยังคงหลอกหลอกผมเสมอ
เสียงโทรศัพท์สั่นรัวทันทีไม่นานจากนั้น พร้อมชื่อคนที่ผมไม่อยากได้ยินเสียงที่สุดเวลานี้
78 missed call คือ ตัวเลขล่าสุดในหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ผมกลับมาถึงห้องพัก
ผมไม่จำเป็นต้องพึ่งผีประจำโรงแรมมาใบ้หวยงวดต่อไปแล้วหละ ผมเอาเลขจำนวนสายไม่ได้รับไปแทงหวยน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า
จนถึงบัดนี้ข้าวสักเม็ด น้ำสักหยด ยังไม่ต้องถึงท้องผมเลย แต่ผมก็ไม่ได้มีความอยากอาหารอื่นใด ความหิวมลายไป แทนที่ด้วยความโกรธ แถมยังมีเรื่องประหลาดใจที่เจออดีตเพื่อนสนิทที่ผมเคยคิดไม่ซื่ออีก
วัน ๆ หนึ่งของทัพกรณ์ต้องตั้งรับอะไรขนาดนี้เลยหรอวะ
โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง
ตาม
เบอร์มันอย่างไม่ต้องสงสัย จนเสียงกรีดร้องวูบหายไป ผมจึงฉกฉวยโอกาสนั้น โทรศัพท์ไปหาพี่ปริ๊นซ์ ต้องเป็นพี่เท่านั้น
“ว่าไง คิดถึงพี่เหรอ นี่ยังไม่ถึงวันเลยนะ”
แต่สิ่งแรกที่ผมทำย้อนกลับไปคือร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้ ผมทำอยู่แค่นั้น ไม่ว่าพี่ปริ๊นซ์จะพูดอะไร ผมก็ได้แต่ร้องไห้
“เฮ้ย ทัพ ร้องมาเลยนะ พี่อยู่ข้าง ๆ ทัพนะ อยากให้พี่ไปหามั้ย”
“ฮือๆๆๆๆ ๆๆ”
“ทัพ”
“มะ ม่ายย ฮึก ฮือ ๆ”
“.................................”
“ม่ายเป็นไร จริง ๆ หือๆ ครับ”
“พี่รู้นะว่าฟังดูบ้า แต่ตอนนี้พี่กำลังกอดเราอยู่นะ ถ้าทำได้ พี่กอดเราอยู่จริง ๆ นะ”
ตลอดเวลาการร้องไห้ของผมมีเสียงปลอบอันอ่อนโยนของพี่ปริ๊นซ์อยู่เคียงข้างเสมอ คลอเคล้าไปกับเสียงสั่นของสายซ้อนที่ไม่ว่าจะอีกนานแค่ไหนก็ดูราวกับว่าความพยายามไม่ได้ย่อถอยลดลง
-------------------------------------------------------------
ผมหลับไปอีกเมื่อไรไม่รู้
ตื่นขึ้นมาด้วยความหิวโหย ตาบวมช้ำ หยิบมือถือเพื่อจะดูเวลา ก็เห็นสายที่ไม่ได้รับสูงถึง 159 สาย พร้อมกับข้อความจากไลน์และแชทเฟซบุ๊คของตาม
ผมเลือกที่จะไม่เปิดอ่านในเวลานี้ เกือบเที่ยงคืนแล้ว ยังคงไม่มีอะไรตกถึงท้อง ผมจึงพาร่างอันอ่อนแรงเดินออกจากห้องพัก
“คุณทัพกรณ์คะ”
รีเซปชันโรงแรมเรียกผม พร้อมกับกวักมือเรียกให้ผมเข้าไปหา กระซิบกระซาบใส่หูผมเหมือนกับกำลังชี้แจงความลับราชการที่ยิ่งใหญ่
“มีคนรอคุณทัพกรณ์ด้านหน้านะคะ รอมาตั้งแต่ห้าโมงกว่าแล้ว ไล่ก็ไม่ไปค่ะ ดิชั้นบอกจะโทรตามคุณทัพกรณ์ให้ก็ไม่ยอม บอกจะรอค่ะ ระวังตัวนะคะ”
ผมเดาได้ทันทีว่าใคร เตรียมใจมาระดับหนึ่งแล้วด้วยซ้ำ ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเดินออกไปเผชิญหน้ากับความเป็นจริง
ชายหนุ่มร่างสูงนั่งอยู่ตรงม้านั่งหินอ่อนหน้าโรงแรม ตาเหม่อลอยมองออกไปยังถนนใหญ่ ไหล่ห่อหุ้มเล็กน้อยประหนึ่งประกาศถึงความเหนื่อยล้าจากการทำงาน
“มึงกลับไปเถอะ”
ผมพูด ตามหันหน้ามามองผม ยืนขึ้นช้า ๆ อ้าปากที่จะพูดอะไรบางอย่าง
“ไม่ต้องพูด กูไม่อยากฟัง”
ผมหลับตาลง
“คือ ทัพ...”
ผมเอามือปิดหูตัวเอง กันน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาอีก
“บอกว่าอย่าพูดไง กูไม่อยากฟัง ไม่อยากฟังอีกแล้ว กูยังอยากเป็นเพื่อนกับมึงอยู่ ถึงมึงจะทำเหี้ย ๆ แบบนี้กับกูก็ตาม ขอร้องละ ขอร้องละ ณ ตอนนี้ ตอนนี้เท่านั้น อย่าพูดอะไรเลย”
อีกฝ่ายเคลื่อนตัวเข้าใกล้ผม เอามือทั้งสองข้างจับแขนผมที่ยกมือปิดหูตัวเองไว้
มันบีบคลายมือผมเบา ๆ
“โอเค ๆ เข้าใจแล้ว”
มือหนักนั้นผ่อนแรงลง
“งั้นกูกลับก่อนนะ ซื้อข้าวมาให้ แต่มันคงเสียแล้วละ กินขนมถุงอะไรพวกนี้แทนไปก่อนนะ” แขนผมถูกปลดปล่อยจากการสัมผัส “วางไว้บนโต๊ะนะ”
ผมยังคงหลับตา ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอีกหลายนาที จวบจนลืมตาขึ้นก็มีแต่ความว่างเปล่า ถุงพลาสติกใหญ่วางอยู่ตรงโต๊ะม้านั่งหินอ่อนหน้าโรงแรม
ผมทรุดตัวลง มองของในถุง ใจด้านมารบอกว่าอยากเอาขนมมาปาลงพื้นแล้วกระโดดเหยียบให้แหลก แค่นี้ก็นับได้ว่าเรากำลังเหยียบหน้าคนซื้อแล้ว อีกใจที่เป็นกุศล ก็พร่ำบอกทัดทานด้านมารว่า ทำแบบนั้นทำไม แกะสิ แกะแล้วกินเลย หิวไม่ใช่เหรอ
ไม่ทันที่ด้านมารกับด้านเทวดาจะเคลียร์กันเรียบร้อย เสียงข้อความก็ดังขึ้น
“โทษทีวะทัพ ติดธุระด่วน เพิ่งว่าง พรุ่งนี้ไปหานะ คงนอนแล้วสินะมึง”
ข้อความจากม่อน
ผู้ที่ผมบังเอิญเจอในช่วงเย็นที่ผ่านมา
“ม่อน”
เจ้าของชื่อยืนขึ้น ม่อนดูแก่ลงจากครั้งก่อนที่เราเจอกัน ไม่สิ ม่อนยังดูหนุ่มสมวัย มัดกล้ามเนื้อทะลุเสื้อผ้ากีฬาออกมาอย่างสวยงาม
ม่อนตัวสูงกว่าเดิมหลายเท่า มีริ้วรอยของความเหนื่อยล้ากระจายอยู่บนใบหน้า
“ทัพ” ดวงตาใหญ่บนหน้ากร้านแดดหรี่ลง เพ่งอย่างพิจารณา “จริง ๆ ใช่มั้ย”
“อืม...”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี ผมก็ตกอยู่ในอ้อมกอดของม่อน กอดที่ผมไม่กล้าที่จะกอดกลับ ได้แต่ยืนแข็งทื่อให้อีกฝ่ายกอดอยู่เท่านั้น
ความโกรธปนความไม่เข้าใจเรื่องตาม สลายหายไปในชั่วพริบตา เหลือเพียงความรู้สึกแน่น ๆ
แน่นมาก ตัวม่อนแน่นจริง ๆ
บ้าจัง... ทำไมผมคิดแบบนี้วะ
“โค้ชครับ เราจะไปสนามแข่งไม่ทันนะครับ”
เสียงเด็กน้อยบนรถตู้ตะโกนปลุกสติม่อน
“เออ ๆ รู้แล้ว” ม่อนตะโกนตอบกลับไป โดยยังคงพุ่งสายตามาที่ผม “ทัพ เอามือถือมา” ผมยื่นให้ม่อนอย่างว่าง่าย ถ้าเป็นโจร ไม่ใช่ม่อน ป่านนี้ผมก็คงโดนวิ่งราวไปแล้ว “รหัสอะไร” ม่อนปลดล็อครหัสตามผมบอก แล้วก็รู้สึกว่าทำไมกูง่ายขนาดนี้วะ ไม่ช้านานโทรศัพท์ก็ถูกยื่นคืนมา
“กูแอดเฟซบุค ไลน์ แล้วก็เมมเบอร์ให้แล้ว เดี๋ยวราวสองสามทุ่มจะโทรหา ไปกินข้าวกัน” ผมกำลังจะอ้าปาก “ไม่ต้องพูด กูจะมา ตามนั้น เราต้องมีเรื่องคุยกันนะ” รอยยิ้มของม่อนทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาชั่วขณะ
ม่อนเดินจากไป กำลังก้าวขึ้นรถตู้
แล้วเขาก็หันมา
“ทำแผลด้วยนะมึง แล้วมึงนะไม่เปลี่ยนไปเลยนะ จะใส่ไม่ใส่แว่น จะอ้วนหรือผอม ก็ยังเป็นทัพคนเดิมของกูเลยนะ”
มันยกมือทำท่าตะเบ๊ะแบบที่ทหารชอบทำ
ผมรู้สึกหน้าแดงขึ้นมาทันที
พ่อมันเป็นทหารครับ สมัยประถมมันก็ชอบทำท่านี้ให้ผมทุกครั้งที่ผมขอให้มันทำอะไรให้ หรือ เวลาเราจะแยกกัน
“แต่จะว่าไป มึงผอมลงนะเว้ย เจ๋งมากเพื่อน”
แล้วรถตู้ก็ออกไป ท่ามกลางความงงสติแตกที่ได้เจอเพื่อนเก่าบวกกับความรู้สึกเบาโหวงประดุจใจขาดรอนจากเสียเพื่อน
ความรู้สึกอลหม่านที่ไม่รู้จะบริหารจัดการเช่นไร
“อันที่จริง กูเคยผอมกว่านี้เหอะม่อน แต่พี่ปริ๊นซ์ขุนกูอย่างกับจะพากูไปโรงเชือดปลายปีนี้”
แล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ตาม
เพียงเห็นชื่อ ตาม โชว์หราบนหน้าจอ ความรู้สึกที่เหมือนจะเลือนหายไปแล้วก็พลันเอ่อล้นประดุจเขื่อนแตกขึ้นมาอีกครั้ง
มันหลอกผม
มันทิ้งผม
มันเกลียดผมแล้ว
ผมเสียเพื่อนคนนี้ไปแล้ว
ผมก้มลงพิมพ์ข้อความตอบกลับอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไรมึง กูก็กำลังกินข้าว”
ม่อนโทรกลับทันที หลังจากผมส่งข้อความกลับไปไม่ถึงสิบวินาที
“ทัพ มึงยังไม่นอนเหรอ อยู่โรงแรมไหน”
“เออ ม่อน กูไม่ได้ส่งไปเพื่อให้มึงลำบาก”
“เออ อยู่ไหน”
“โรงแรม XX เกรงใจ มึงไม่ต้องมา...”
“พอ.... พอ..... หยุดพูด กูจะไปหา อยู่ใกล้ ๆ เลย”
มันวางหูไป ผ่านไปราว 5 นาที รถยนต์คันหนึ่งที่ขับเร็วมาก ราวกับรีบไปเก็บผ้าอ้อมลูกที่กำลังเปียกฝน ก็จอดฝุ่นตลบห่างจากโต๊ะที่ผมนั่งไป 5 ก้าว
“ไอ้ทัพ”
เสียงยังไม่ทันจาง ผมก็โดนกระชากขึ้นมากอดอีกครั้ง
“กูคิดถึงมึงชิบหาย ไอ้เหี้ย ไอ้เลว เรื่องตอนนั้นมึงต้องเล่าให้กูฟังให้....”
แน่น ความรู้สึกแน่นมาอีกแล้ว ทำไมแน่นขนาดนี้
ยังไม่ทันขาดคำดี วงแขนของแน่น ๆ ของม่อนก็พรากหลุดไหลออกจากตัวผม
เสียงหมัดกระแทกลงที่หน้าม่อน ด้วยทักษะนักกีฬาไม่มีอะไรสามารถทำร้ายใบหน้าของม่อนได้ หม่อนหันหัวหลบทันที แล้วสวนกลับไปยังท้องของผู้ประสงค์ร้าย
เสียงร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวดของอีกฝ่าย เสียงที่ผมคุ้นเคย
ไอ้ตาม...
“มึงเป็นใครวะเนี่ย มาต่อยกู”
มือใหญ่ของม่อนเงื้อขึ้นหมายจะซ้ำไปอีกรอบ
ผมวิ่งเข้าไปตรงกลางวง ยกมือห้ามม่อน ที่กำลังทำให้ไอ้หมอยุงลายตายคาที่ จนไปรักษาใครไม่ได้อีก
“กูสิควรถาม มึงเป็นใคร ทำอะไรเพื่อนกู”
โดนต่อยขนาดนั้นก็ยังปากดีเช่นเคยนะตาม
“นี่ก็เพื่อนกูเว้ย”
“มึงกอดมันทำไม เป็นอะไรกัน”
“แล้วมึงเสือกอะไรด้วย”
“พอเว้ย พอทั้งคู่”
ผมตะโกนอย่างเหลืออด
“กลับมาทำไม” ผมพูดกับตาม แม้จะไม่หันไปมองหน้ามันแม้สักเสี้ยวเดียวก็ตาม
ขวดบางอย่างถูกยัดใส่มือผม ผมก้มลงดูสเปรย์กันยุงในมือช้า ๆ
“กูเห็นมึงนั่งอยู่ กลัวว่าจะโดนยุงกัดแบบกู กูเป็นห่วง”
“เหอะ พระเอกเชียวเนาะ”
“มึง เสือกอะไรด้วย”
“มึงก็ลองถามดูสิ ว่าทัพมันอยากรับมั้ย”
“อย่างน้อยกูก็ได้ให้”
“เหรอ กูรู้ละว่าทำไมวันนี้เพื่อนกูถึงรถล้มเกือบตายคาถนน มึงรังแกเพื่อนกูมาสินะ”
“ฮ้า! ทัพ” มันกระชากแขนผม “มีแผลจริงด้วย ทัพไปทำอะไรมา”
ผมไม่ทันจะตอบคำใด ก็ถูกกระชากไปอยู่ด้านหลังม่อน
“เสือก”
ม่อนมองหน้าตามด้วยสายตาที่เอาจริง ตามก็เช่นกัน
เป็นการจ้องตากันเพื่อหยั่งท่าที แค่แวบสั้น ๆ ที่ผมมองตามกลับไป ตามดูอิดโรยมากกว่าที่ผมคิดเสียอีก
ผมลุ้นว่าจะเกิดการวางมวยอีกครั้งมั้ย แล้วตาของผมกับตามก็สบกันพอดี
“กูกลับก่อนนะ”
ดวงตาเคียดแค้นของตามอ่อนโยนลง แล้วเดินจากไป
“ไอ้หุ่นหมี ห้ามทำอะไรทัพนะ”
เสียงลอยข้ามไหล่ของไอ้ตาม ยังไม่วายกัดไอ้ม่อน
“สัด ใครหุ่นหมี”
“พอเหอะม่อน”
“เออ มึงเล่ามา ด่วน ๆ นี่หิวมั้ยเนี่ย ไป กูพาไปกินร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าดัง ตอนนี้ยังไม่หมดหรอก ไป ไป” มันดุนหลังผม “กูเอารถมา ไม่ต้องห่วง ชิว ๆ”
-------------------------------------------------------------
ต่อด้านล่างครับ
-
(ต่อจากด้านบนครับ)
“อร่อยวะ”
ผมพูดกับชามก๋วยเตี๋ยวที่ผมหยิบยกขึ้นซดน้ำซุป ทุกหยาดหยดไหลลงกระเพาะของผม
“ใช่มั้ยละ มึงนี่เหมือนเดิมเลยนะ อารมณ์เสียทีไร พอแดกก็อารมณ์ดีเหมือนเดิม” มันดูดน้ำพลาง ขำผมพลาง “อีกชามมั้ยมึง กินแค่สองชามจะอิ่มเหรอ”
“พอเหอะสัด กูอุตส่าห์ผอม”
“เออ ก็จริง ฮะฮ่า” ม่อนรวบตะเกียบ แสดงท่าว่าสิ้นสุดมื้ออาหาร “แล้วแค่นั้น มึงก็ไม่คุยกับไอ้หมอยุงลายนั่นเลยเหรอวะ”
“แค่นั้น เหี้ยไร มันไม่รับโทรศัพท์กู”
“ทัพ”
“ทำไม จะเทศน์ไรกู”
“เปล่า ๆ แต่กูว่า เขาก็ต้องมีเหตุผลของเขานะแหละ เพียงแต่ว่ามีเหตุผลหรือเปล่า”
“กูงง ม่อน กูงง”
“ก็คือ ไงดีวะ ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองนะแหละ จริงมั้ย” ผมพยักหน้า “แต่สำหรับเรา สำหรับมึง สำหรับคนอื่น เป็นเหตุเป็นผล พอหรือเปล่า ก็อีกเรื่องจริงมั้ย”
ผมคิดตามคำพูดของม่อน
“ดังนั้นบางครั้ง เราก็ต้องเคารพในเหตุผลของเขานะทัพ เราจำเป็นต้องเข้าไปถามตรง ๆ” ผมกำลังจะอ้าปากสวน “ฟังกูก่อน กูว่ามึงต้องโมโหหิวแน่” มันหันไปสั่งก๋วยเตี๋ยวอีกชามให้ผม “ต้องลอง เนื้อตุ๋นดีมาก กินให้ครบมึง ต่อนะ กูรู้ว่าตอนนั้นมึงเสียใจ มึงก็ต้องถอยมาก่อน ให้มีสติมากกว่านี้ แล้วค่อยเข้าไปถามใหม่ ฟังเหตุผลจากทางฝั่งหมอมัน จากนั้นมึงก็ชี้แจงเหตุผลทางฝั่งมึงไป รู้สึกยังไง ก็บอกไปตรง ๆ”
“..............”
“มึง จำเรื่องของเราได้มั้ย”
ผมเงียบกริบ หน้าก้มลงมองชามก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นที่ป้าเพิ่งเอามาวางให้
“กูก็ไม่เข้าใจตอนนั้น ว่าทำไมมึงทำแบบนั้นกับกู ทำไมมึงไม่คุยกับกู”
“.........................”
“กูไม่เข้าใจเลย จนวันที่กูไม่โกรธมึงแล้ว กำลังจะเข้าไปถามมึงแล้ว”
“ม่อน คือ”
มันยกมือห้าม
“กูขอพูดก่อน แต่ก็คิดขึ้นมาได้ว่า คนแบบมึงเปลี่ยนไปในช่วยค่ำคืนน่าจะมาจากสาเหตุอื่น กูก็เลยเดินไปหาเหมียว เพราะกูคิดว่าคนดี ๆ ปนโง่ อย่างมึง ไม่มีทางทำแบบนั้นกับใครหรอก” มันกำลังชมผมใช่มั้ย เนื้อตุ๋นดูไม่น่าสนใจเลยตอนนั้น ต้องเงยหน้ามองมันแทนคำถาม “กูใช้วิธีการของกูนิดหน่อย จนรู้ว่า เหมียวมันเล่นงานมึงแล้ว”
ผมหน้าแดงไปทั่ว แต่ก็ทำเป็นหลับหูหลับตาดูดเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก
“เออ กูไม่ว่ามึงหรอก ที่....” เสียงกระซิบเบา พร้อมยื่นหน้าเข้าใกล้ชามก๋วยเตี๋ยวผม “ชอบกู”
“แค่ก ๆ” เส้นก๋วยเตี๋ยวติดคอเลย
“เอ้า น้ำ ดื่มไป”
ผมรับน้ำมาดื่มพลางตบคอตัวเองไปด้วย
“กูว่า เรายังเด็ก ตอนนั้นขนเพิ่งขึ้นเองมั้ง มันก็เป็นธรรมดาที่จะสับสน กูถามมึงตรง ๆ ตอนนี้เลย ลองทบทวนดิ ตอนนั้นชอบกูจริงปะ เอาตอนนี้ด้วยก็ได้”
ผมนิ่งคิดสักพักใหญ่ อืม... ยังไงดีละ ความรู้สึกตอนนั้น แต่ตอนนี้ม่อนก็แน่นมากเลยนะ แน่นจริง ๆ เห้อ ...ผมคิดอยู่นานพอดูจนม่อนต้องดีดนิ้วใส่หน้าผมหนี่งที
“เออ กุจะตอบแล้วนี่ไง กูคิดถึงมึงวะ คิดถึงมึงตลอด รู้สึกขอบคุณทุกสิ่งที่มึงทำเพื่อกู ติดคำขอโทษมาตลอด กูขอโทษจริง ๆ นะมึง” มันยิ้มรับคำขอโทษของผม “กูรักมึง เป็นเรื่องจริงแน่นอน” มันยังคงยิ้ม “ในแบบเพื่อน... ใช่แล้วละ กูแค่อยากให้มึงอยู่ด้วย มีเรื่องเหี้ย ๆ ก็อยากเล่าให้มึงฟัง อยากไปทำเรื่องเหี้ย ๆ กับมึง อยากนินทาเหมียวให้มึงฟัง บ่นเรื่องที่บ้าน อะไรแบบนั้นวะ”
“กูก็รักมึงนะทัพ กูเข้าใจความรู้สึกโดดเดี่ยวของมึง” มันมองเหม่อไปด้านหลังของผม ผมรู้สึกว่าช่วงเวลาที่เราเคยอยู่ด้วยกันตอนประถมหวนกลับมาอีกครั้ง “ห่า ก็กูย้ายโรงเรียนเป็นว่าเล่น พ่อกูทำงานแบบนั้นน่ะ” พ่อมันทหารระดับสูงครับ ต้องย้ายเพื่อตรวจคุณภาพและการดำเนินงานภายใน จึงย้ายไปเรื่อย ๆ
“อืม กูลืมคิดไป”
รู้สึกผิดเลยแฮะ ที่เคยเข้าใจว่ามันแค่เวทนาสงสารผม เลยเข้ามาคุยกับผม
“กูไม่มีเพื่อนสนิทจริงหรอก พอไปโรงเรียนไหน แต่ละคนเขาก็มีกลุ่มของเขา พอกูมาเจอมึง ก็รู้เลยว่า โชคเข้าข้างกูละแหละ กูน่าจะเข้ากับมึงได้ดี ดูหน้าตาท่าทางมึงก็ไม่เลว แถมมึงก็ไม่มีกลุ่มด้วย”
“สรุปว่า วันนั้นเข้ามานั่งด้วยเพราะไม่มีใครใช่มั้ย”
“เออสิ ห้า ๆ จะเริ่มต้นอย่างไร ใช้เส้นทางไหนเพื่อเดินไป กูไม่สนหรอกทัพ”
“.......................”
“จริงนะมึง กูสนใจปลายทาง เราเป็นเพื่อนกัน แค่นี้กูก็พอใจแล้ว ถึงจะทะเลาะกัน ตั้งหลายปีกว่าจะมาาเจอกัน”
“มึงอะ ไม่ลากูสักคำ”
“โหย กูโคตรโกรธพ่อ กูกลับบ้านไปวันนั้นตั้งใจจะให้พ่อพาไปส่งที่บ้านมึง เขาก็บอกกูว่า ต้องย้ายด่วน ย้ายเดี๋ยวนี้ แล้วก็วุ่นวายมาก มีเรื่องสารพัดที่กูต้องเผชิญ เล่นย้ายเข้าเทอมสองแบบนั้น แล้วเบอร์มึงอะ กูจดไว้ในสมุด ที่แม่กูลืมทิ้งไว้ที่ตราด จบเลย”
ผมพยายามซึมซับเรื่องทุกอย่างช้า ๆ
“ไม่เหมือนสมัยนี้นี่หว่า ใครก็มีโทรศัพท์ เมมไว้ก็จบแล้ว”
“จริง”
“แล้ว.... กับพี่ปริ๊นซ์เนี่ย เขาดีกับมึงใช่มั้ย”
“ก็ดีนะ”
“อืม ดีแล้ว กูเป็นห่วง”
“ครับพ่อ”
“ยังจำได้เหรอลูกชาย”
แต่ก่อนผมเรียกไอ้ม่อนว่าพ่อครับ มันดูแลผมยังกับไข่ในหิน
“อร่อยวะ เนื้อตุ๋น”
“มึงต้องลองน้ำตกด้วย”
“พอเลยม่อน”
“พอ ก็พอ”
“แต่... กูถามหน่อย มึงไม่รังเกียจกูเหรอที่เป็นแบบนี้”
“ไม่อะ มึงเพื่อนกู”
“...................”
“เอ้า จริง ๆ นะ มิตรภาพสำคัญกว่าแค่เพศสภาพนะ”
“ซึ้งใจหว่ะ”
“กูว่าจริง ๆ มึงก็ไม่ใช่เกย์หรอก”
“ฮ้า??”
“เอ้า จริงนะมึง มึงก็แค่รักคนที่มึงรัก เกี่ยวไรกับเพศวะ”
“พูดดีก็เป็นนะมึง”
“ไอ้สัด ด่ากูแล้ว แต่กูว่านะ มึงกับไอ้เพื่อนหมอนะ ต้องลองคุยกันดี ๆ เรื่องมีแค่นี้เหรอวะ”
“.................”
“ก็รู้สึกว่า มึงเล่าไม่ครบอะ”
“...............”
“ทำไมกูรู้สึกว่า ไอ้หมอนะ ไม่ได้คิดกับมึงแค่เพื่อน”
“ไร้สาระนะมึง”
“มึงโกหกแล้วแหละทัพ รีบตอบขนาดนี้”
“..................”
“กูจำได้นะ”
“..................”
“เล่ามา”
“....................”
“เล่า”
“กูต้องไปทำงานแต่เช้า”
“กูไปรับมึงเอง”
“ม่อน เราเพิ่งเจอกันในรอบหลายปีนะ มึงคิดจะถามกูหมดทุกอย่างเลยเหรอ กูต้องใช้เวลาเล่าเท่ากับเวลาที่เราไม่เจอกันเลยนะมึง”
“นั้นแหละ เล่ามา กูมีเวลาให้มึงทั้งคืน คืนนี้มึงไม่ได้นอนหรอก กูต้องเล่าเรื่องของกูอีก”
“ม่อน”
“นั่นแหละ ไปนอนบ้านกู”
“มึง”
ม่อนขำออกมา ตะโกนเรียกป้าเจ้าของร้านเก็บเงิน
“แกล้งกูตลอดอะ เท่าไรอะ”
“พอเลย วางกระเป๋าเงิน กูเลี้ยง”
“สรุปกูต้องเล่าใช่มั้ย”
“เออ เล่ามา คิดว่าเป็นค่าก๋วยเตี๋ยว”
“โอ๊ย เพื่อนกูจริงใช่มั้ย”
“ก็เพื่อนไง นี่เพื่อนเอง สรุปว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นนะ ทำไม มันเป็นอะไรกับมึง”
“เออ เล่าก็เล่าวะ”
-------------------------------------------------------------
“โห...................”
ตีสามแล้วครับ ใช่ตีสามแล้ว ตอนนี้ผมนั่งอยู่ปลายเตียงในห้องนอนไอ้ม่อน กำลังยกน้ำขึ้นดื่มด้วยความกระหาย ผมเล่าเรื่องตามทั้งหมด
“มึงนี่เลวชิบหายเลย โอ้โห ไอ้เหี้ย”
น้ำที่ผมเพิ่งดื่มพุ่งใส่หน้ามันทันที เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมคิดจะได้ยินจากปากมันเลยนะ คำว่า เลว เนี่ย
“ทำไมวะ กูเลวตรงไหน”
“มึงอะ ไปให้ความหวังมัน”
“กูให้ตรงไหน กูปฏิเสธมาตลอด”
“เหอะ”
“ยังไง อย่าทำหน้าแบบนั้น มึงพูดมา”
“เอาตรง ๆ เลยนะ หนึ่งก็คือ วันเกิดมันตอนนั้น มึงก็ยอมมัน ยอมไปเป็นแฟนกับมันหลอก ๆ เหรอ”
ผมเห็นคำว่า กูไม่คิดเลยว่ามึงจะทำแบบนี้ ผมเห็นประโยคนั้นลอยพาดอยู่หน้าม่อนเลยนะ
“โง่เหรอวะ ทำไมทำแบบนี้”
ปลายเท้าของผมขยับไปมา กระเบื้องบ้านม่อนมีลายสวยจริง ๆ ผมมองได้แค่นี้เท่านั้นแหละ
“สอง ตลอดเวลาที่ผ่านมา มึงเคยปฏิเสธมันจริงจังมั้ย มึงเล่นทำเป็นโอนอ่อนบ้าง ตีมึนบ้าง แต่ไม่ปฏิเสธจริง ๆ มันก็เทียวไล้
เทียวขื่อมึงแบบนี้ไปเรื่อย ๆ สาม อย่าเพิ่งขัดกูทัพ”
ผมกำลังจะอ้าปากก็ถูกสกัดดาวรุ่งเลยครับ
“มึงอะ เห็นแก่ตัวไปนะ มึงกลัวจะเสียเพื่อนแบบมันไป ใช่ กูรู้ว่ามึงกลัวจะเสียเพื่อนแบบที่เสียกูไปตอนนั้น แต่มึงทำแบบนี้ก็ไม่แฟร์กับมันปะ”
“................”
“อะ มึงไม่ต้องตอบ มึงคิดตามที่กูพูดนะ ที่มึงไม่กล้าปฏิเสธไปเลยตรง ๆ เพราะกลัวเสียเพื่อนไปใช่มั้ย”
ผมพยักหน้า
“เห็นป่ะ ถามต่อหน้า ไม่ต้องตอบ ส่ายหัวพยักหน้าแทนก็พอ มึงอะเลยมีความคิดบ้า ๆ บางช่วงที่คิดว่ายอมมันไปบ้าง ตราบใดก็ตามที่ไม่ได้บอกว่าเป็นแฟน มึงเลยล้ำเส้นทำให้มันคิดเป็นอื่น พอมันเข้าใจผิด มึงก็ตบหน้ามันกลางสี่แยกซะงั้น เทมันกลางทาง จริงมั้ยละ”
“..............”
ผมนิ่งเงียบ รอบนี้ผมใช้ความคิดนานมาก
“อะ ไม่ต้องตอบละ คิดตามกูต่อ วันนี้ที่มึงร้องไห้เสียใจจนแทบแหกโค้งตกไหล่ถนนตาย มึงกลัว กลัวที่เพื่อนอย่างไอ้หมอนั่นจะมีแฟน แล้วทิ้งเพื่อนห่วย ๆ อย่างมึง ใช่มั้ย”
แทงใจดำที่สุด แต่ก็จำใจต้องรับความจริง
“เห็นปะ พยักหน้าแล้ว ข้อสุดท้ายนะ มึงไม่เคยรักมันแบบนั้นเลยแหละ กูเชื่อ มึงก็รู้ตัวใช่มั้ย เผลอ ๆ มึงรู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำแบบนี้ คือ เห็นแก่ตัว แต่มึงก็ทำไปเพราะมึงต้องการมันให้เป็นเพื่อนมึงต่อไป ต่อให้มึงรู้ว่าเลวก็ทำจริงมั้ย”
“.........................”
“เหอะ พอ ไม่ต้องตอบ กูไปอาบน้ำละ สงสารมันวะ”
“กูเลวขนาดนั้นเลยเหรอวะม่อน”
มันคว้าผ้าเช็ดตัวโยนมาให้ผม
“ห้องน้ำแขกอยู่ข้างนอกนะ”
“มึง ตอบกูก่อน”
“เห้อ ทัพ กูยังรักมึงเหมือนเดิมนะ ต่อให้มีเพื่อนมัธยม มหาลัย ก็ไม่เคยมีใครให้ความจริงใจกับกูเท่ามึงนะ แต่ตอนนั้นเรายังเด็ก เรื่องผลประโยชน์มันอาจจะไม่มากพอ”
มันหยุดหายใจ คว้าแก้วน้ำในมือผมขึ้นมาดื่ม
“แต่กับตามอะ มึงโตแล้วไง เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะมีวัตถุประสงค์แอบแฝง ซึ่งบางทีเจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าต้องการแบบนั้นอยู่ แต่.....”
ผมเงียบ
“มึงทำแบบนั้นไม่ได้วะทัพ ไม่แฟร์กับตามมัน มึงต้องปล่อยมันไปนะ ให้มันมีแฟน มีชีวิตของมัน มันติดอยู่กับมึงมากี่ปีแล้ว สงสารมันเหอะ”
“..................”
“กูไม่รู้จักมันยังสงสารมันเลย ขนาดกูเพิ่งต่อยกับมันไปวันนี้นะ”
“ม่อน คือ กู”
“ไม่... มึง กูไม่ได้บอกว่ามึงเลว”
มันยัดแก้วน้ำใส่กลับในมือผม ผมรินน้ำเพิ่ม แล้วม่อนก็คว้าไปดื่มอีก
“มันเป็นกันได้ เหมือนเกราะป้องกันตัวเองนะแหละ มันเป็นของมันเอง กูเข้าใจจริง ๆ แต่กูขอนะ”
มันก้มลงมาบีบมือผม ทำให้ผมที่ก้มหน้าด้วยความรู้สึกแย่ต้องเงยหน้ามามอง
“มึงต้องปล่อยมันไปนะ เชื่อกูเหอะ มันยังมองมึงเป็นเพื่อนเหมือนเดิม กูก็ยังอยู่นะ มึงได้กูกลับมาแล้วไงเพื่อน ทัพมึงอย่าทำแบบนี้เลย กูไม่อยากให้มึงเป็นคนแบบนี้”
“แล้วกูควรทำยังไง”
“ก็ไม่ต้องติดต่อ ไม่ต้องทำแบบนี้ เลิกให้ความหวังมัน มึงจะทำอะไรก็ได้ ให้มันเลิกหวัง”
“.................”
“กูเชื่อนะ ว่าลึก ๆ เขาก็ยังรู้สึกกับมึงเหมือนเดิม ไม่งั้นวันนี้ไม่หึงหน้ามืดกระชากกูตอนกอดมึงหรอก”
“................”
“แต่มึงไม่มีวันมอบความรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอมันต้องการมากที่สุดจากมึงได้ มึงได้ให้ความรักไปกับพี่ปริ๊นซ์หมดแล้ว มึงต้องปล่อยมันไปนะ”
“เป็นเพื่อนก็ไม่ได้เลยเหรอ”
“ทัพ ผู้ชายอะ ถ้าเลือกจะรักใครแล้ว เรามองเขาเป็นแค่เพื่อนไม่ได้หรอก มันทรมานเกินไป”
“................”
“มึงเคยมองพี่ปริ๊นซ์เป็นแค่พี่ได้มั้ยละ”
“ไม่”
“ไม่ต้องก้มหน้า มึงไม่ผิด มึงไม่ได้เจตนา แต่ตอนนี้มึงรู้แล้วว่าผิด ก็เลิกทำสิ ถ้ามึงยังทำต่อแบบนั้นแหละมึงผิดเต็ม ๆ”
“...............”
“เลิกเป็นเพื่อนกับตามซะเถอะ ตัดให้ขาดแต่ตอนนี้ ดีกว่าทรมานมันนะ”
“..............”
“เชื่อกูสิ สักวันที่เขาตัดมึงได้ เขาจะกลับมาหามึงเอง....”
“..............”
“ในฐานะเพื่อน”
มิตรภาพที่สำคัญสำหรับผม คือ
บอส ที่ไม่เคยทิ้งผมเลย ตลอด 6 ปี ในชีวิตมัธยม แม้ผมจะถูกเพื่อนร่วมชั้นรังเกียจแค่ไหน
พี เพื่อนปากมาก ที่ไม่ว่าจะมีปัญหาใหญ่หลวงแค่ไหน ผมจะเฟล จะเครียดแค่ไหน พีก็ดึงผมขึ้นมาได้เสมอ
มีน เพื่อนผู้เงียบขรึม แต่ซัพพอร์ตผมในทุกทางที่มันทำได้ เชื่อใจผมเสมอ ไม่ว่าเรื่องใด มีนไม่เคยที่จะไม่ไว้ใจผม
ม่อน มันคือข้อพิสูจน์ของประโยคที่ว่า มิตรภาพไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา
และ
ตาม ผมไม่รู้จะนิยามสิ่งใดให้กับมัน หรือตามแค่เป็นตัวแทนของ ความอยากเป็นคนที่ถูกรัก เพราะผมเป็นได้เพียงแค่คนที่แอบรักมาตลอด
เพราะผมรู้ตัวว่าคนที่ผมแอบรัก ไม่มีทางที่จะหันมาทำให้ผมกลายเป็นคนที่ถูกรัก
การถูกรักจากใครสักคนจึงช่วยเติมเต็มความสุขที่ขาดหายไป มันเหมือนยาเสพติด เมื่อผมได้กลายเป็นคนที่ถูกรัก จนผมลืมคำนึงไปว่า ผมไม่มีวันที่จะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นคนที่ถูกรักกลับได้เลย
ผม...ต้องปล่อยตามไปสินะ
--------------------------------
รอบหน้า อาจจะหายไปนานกว่ารอบนี้นะครับ
ใกล้สอบแล้ว
เป็นกำลังใจให้ผมด้วยยยยยย
:z3:
-
อยากรู้อาการทัพแล้วตอนนี้เป็นไงมั้ง
คนเขียนสู้ๆ :กอด1:
ผมมาแล้วครับบบบบบบบบบบบ
เอาอาการทัพมาให้ช่วยดูแลละครับ
แล้วก็จะหายไปอีกนานเลย ขอสอบเสร็จก่อนนะครับ
ขอบคุณมากเลยครับ
-
บทที่ 14
ชีวิตต้องก้าวต่อไป
ผมวางกระเป๋าเดินทางอย่างแผ่วเบา ไม่ให้เสียงของมันไปรบกวนรูมเมตทั้ง 3 คน ที่กำลังหลับพริ้มสบาย คว้าเสื้อกีฬา เปลี่ยนกางเกง มัดเชือกรองเท้า เตรียมออกไปวิ่ง
“เพิ่งมาถึงเหรอ”
เสียงทักเรียกทำให้ผมสะดุ้งตัวโยน แหงนหลังกลับไปดูอย่างเชื่องช้า หัวใจยังเต้นแรงจากความตกใจ รูมเมตคนหนึ่งของผมที่เรียนคณะแพทย์ ตาม มันกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียง ผมฟูชี้ตั้ง หน้าตางัวเงีย ธรรมดาตามประสาของคนเพิ่งตื่นนอน
“อืม”
ผมหันหลังกลับเตรียมออกจากห้อง ตามลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าแล้วร้องทักผมอีกครั้งทำให้ผมหยุดชะงักอยู่กับที่
“กูไปวิ่งด้วยสิ”
ด้วยความไวมหาศาล ตามเปลี่ยนเสื้อผ้า บัดนี้กำลังก้มลงผูกเชืองรองเท้าอยู่ข้างผม เพียงกระพริบตาเดียวตามก็ยืนขึ้นมองหน้าผม คิ้วยกขึ้นด้วยความฉงนที่ผมยืนค้างนิ่ง แท้จริงแล้วผมแค่กำลังสงสัย ปนไปกับกำลังสรรหาคำมาทักท้วงเพื่อน ผมไม่ชอบการวิ่งพร้อมคนอื่น สะดวกใจกับการวิ่งออกกำลังกายคนเดียวมาตลอด
“ไม่ไปเหรอ?”
“ไปสิ ไปก็ไป”
“เดี๋ยว”
หัวใจผมเต้นแรงด้วยความตกใจอีกครั้ง เพื่อกลับมาถึงให้ทันวันนี้ซึ่งเป็นวันเปิดเทอมวันแรกของชั้นปีที่ 2 เมื่อคืนผมจึงนั่งรถทัวร์จากตราด มาถึง กรุงเทพฯ ตอนตี 4 จากนั้นนั่งแทกซี่ต่อยาวมาถึงหอใน ถือว่าไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ ถ้าใครเคยนั่งรถทัวร์ก็จะจินตนาการออกว่า การนอนหลับบนรถที่โยกสั่นตลอดเวลา ที่นั่งอันแสนแคบ มันทรมานและไม่สบายตัวมากเพียงไหน ดังนั้นคุณภาพการนอนจึงต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างไม่ต้องสงสัย
“ผูกเชืองรองเท้าให้ดีก่อน”
“มึง...”
ไม่สามารถทัดทานตามที่กำลังก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้ผม ในใจคิดสะระตะไปสารพัดว่า ถ้าปฏิเสธมันมากเข้า แม้แต่ความเป็นเพื่อนก็อาจจะรักษาไว้ไม่ได้ ใจหนึ่งก็บอกตัวเองว่า เพื่อนธรรมดาเขาก็ทำแบบนี้ให้กัน อีกใจก็บอกว่า ไม่เห็นเป็นไรเลย มีคนรักดีกว่ามีคนเกลียด แม้จะรู้อยู่ลึก ๆ ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการให้ความหวังคนอื่น แล้วก็อาจย้อนกลับมาทำร้ายทั้งตัวเราและเขา
“ขอบคุณ”
ผมพูด ตามยืนขึ้นยิ้ม
ผมทำถูกแล้ว เพราะต้องคงความเป็นเพื่อนไว้ไง ถ้าโดนรุกหนักมากเข้า ค่อยหาทางปฏิเสธก็ยังไม่สายหรอกเนาะ ทัพกรณ์ ถามตัวเองอีกรอบ ก็พยักหน้าส่งสัญญาณให้รูมเมตรู้ว่า ผมพร้อมออกไปวิ่งแล้ว
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ไม่ว่าเตียงนอนบ้านม่อนจะใหญ่และนิ่มสบายแค่ไหน และถึงแม้เครื่องปรับอากาศในห้องจะเย็นและไม่มีเสียงขณะทำงานเลยก็ตาม ผมก็ยังคงนอนไม่หลับ
ม่อนไม่ได้นอนกรน จากบรรยากาศทุกอย่าง ผมสมควรถูกหว่านล้อมให้หลับใหลอย่างสบาย สาเหตุมาจากความรู้สึกสับสนในใจของผม คำพูดทั้งหมดของม่อนมันหลอกหลอนให้ผมไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับตัวเอง พลิกตัวซ้าย ย้อนพลิกกลับมาทางขวา เอามือก่ายหน้าผาก ผุดลุกผุดนั่งกี่ที คำตอบเดียวที่ผมได้รับก็คือ ผมกัดกร่อนทำร้ายจิตใจเพื่อนรักอย่างตามมาโดยตลอด
“กูควรทำยังไงต่อดีวะ”
เอามือก่ายหน้าผากแล้วก็คิด ถ้าทำได้ผมคงคว้าเท้ามาก่ายหน้าผากแล้ว ทว่าถ้าท่าจะยากขนาดนั้น ผมเอาเวลาไปคิดวิธีแก้ไขปัญหาน่าจะดีกว่า
-------------------------------------------------------------
รถกระบะแทบปาดขึ้นฟุตบาธหน้าอาคารสำนักงานในโรงงานของบริษัทผม การขับรถเสี่ยงอันตรายแบบนั้นสามารถเรียกความสนใจจากพนักงานกะดึกที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์กลับ ให้เหลียวกลับมามองพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
หัวใจผมยังเส้นรั่วด้วยความกลัวตาย ผมว่าผมหนีจากสาย 8 แฮปปี้แลนด์-สะพานพุทธ ที่ กทม. มาได้แล้วนะ กลับต้องมานั่งรถด่วนนรกจากยอดชายนายม่อนแทน
“ม่อน กูว่ามึงไปหากาแฟดื่มก็ดีนะ”
ผมมองหน้าเพื่อนที่ดูยังไม่สร่างจากการนอน หาวฟอดใหญ่ ขยี้ตาอีกหนึ่งรอบ
“เออ” มันหาวใส่ผมอีกคำรบ “เดี๋ยวตอนเย็นพาไปกินข้าว รอกูหน่อยแล้วกันนะ สักห้าโมง”
“อืม”
ผมลงจากรถเดินเข้าไปทำงานด้วยจิตใจกระสับกระส่าย เวลาทุกเสี้ยววินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่อีกภาวะความรู้สึกหนึ่ง ผมกลับรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัว ช่างหมุนผ่านอย่างว่องไว ความรู้สึกขัดแย้งแล่นไหลในวังวนการต่อสู้ภายในหัวของผม ยากเกินกว่าผมจะถอนตัวให้ตื่นขึ้นจากห้วงความคิดนี้
“ทัพ ... ทัพ”
มือใหญ่กระชากข้อมือผม ที่กำลังถือช้อนแล้วเทข้าวร่วงหล่นลงในจาน
“ทำอะไรอะ ไม่กินข้าวเหรอน้อง พี่เห็นตักข้าวแล้วก็เทลงในอากาศหลายรอบแล้วนะ เทตัก เทตัก อยู๋นั่นแหละ”
“ขอโทษครับพี่พิชิต เมื่อคืนผมนอนน้อย”
“มิน่าละ นอนเยอะ ๆ อย่าเอางานไปทำที่บ้าน ถึงเวลาพักก็พัก ตอนบ่ายมีประชุมเรื่องสารเคมีนะ ลูกค้าต้องการสเป็กใหม่ เห็นว่าจะลดต้นทุน”
พี่พิชิตตบหลังให้กำลังใจผม พร้อมบีบนวดหลังให้
“อ้อ ครับ”
ผมเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
“ตลกเนาะ ไอ้นั่นก็จะเอา ไอ้นี่ก็จะเอา แต่อยากได้ของถูก เรื่องมากวะคนเรา ไม่เอาสักอย่าง”
“จริงค่ะ พี่พิชิต”
เลขานุการของพี่พิชิต คุณมนชญา พูดแทรกขึ้นมา
“คิดดูสิน้องทัพ อยากได้ของดีมีคุณภาพ แต่ก็ไม่ยอมแลกกับอะไรที่แพง ดู ๆ ไปมีแต่ฝั่งเราที่ขาดทุนเนาะ เหมือนถูกหลอกใช้เลย”
หลอกใช้เหรอ....
เหมือนที่ผมหลอกใช้ตามมาโดยตลอด
“หลอกใช้....”
“หน้าซีดนะน้องทัพ ไปพักมั้ย”
“ไม่เป็นอะไรมากหรอกครับพี่มน” โทรศัพท์มือถือของผมกรีดร้องโหยหวนขึ้นมา “ผมขอตัวนะครับพี่ ๆ”
/////////////////////
“ไอ้ทัพ มึงไปทำอะไรมาวะ”
“ทำไม พี”
ผมพูดกลับฝ่าเสียงโวยวายของทนายฝีปากกล้า และตัดสินใจว่า แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วน่าจะดีกว่า
“ก็อยู่ ๆ ตามก็โทรมาหากูแต่เช้า ถามว่าโรงงานที่มึงทำงานอยู่ไหน มีอะไรวะ น้ำเสียงมันดูร้อนรน”
“ไม่มีอะไรนี่ มันจะมารับกูไปกินข้าวไง”
“โกหก”
“.................”
“นั่นไง มึงเงียบแบบนี้ โกหกแน่”
“มึงพูดอะไรนะพี โรงงานกูเสียงดัง กูไม่ค่อยได้ยิน”
“ไม่ต้องมาไขสือไอ้ทัพ ถ้ามันจะมารับมึงไปกินข้าวจริง มันก็ถามที่ตั้งโรงงานจากมึงก็ได้ ไม่เห็นต้องถามกู จริงมั้ย”
“...................”
“โอเค มึงไม่ตอบ แสดงว่า ใช่ มึงลองสัญญากับกูมาสิ ว่ามึงไม่ได้โกหก กล้ามั้ยละ?”
คำสัญญา ก็คือ คำสัญญา ถ้าให้ไม่ได้ ผมก็จะไม่ทำ การเงียบจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด พีซึ่งคบกับผมมานานก็รู้จักผมในจุดนี้ดี
“เห็นมั้ย ยิ่งมึงไม่กล้าให้คำสัญญากับกู แล้วการที่กูถามมันว่ามีอะไร แต่มันรีบ ๆ วางหูใส่กู ก็ยิ่งชัดว่ามีปัญหาเกิดขึ้น หรือไม่จริง”
“...................”
“เงียบอีกรอบ แสดงว่าใช่”
“มึงไปทำอะไรกันมา”
“......................”
“ทะเลาะกันเหรอ คุยกันดี ๆ สิ มีเหี้ยอะไรก็คุยกันก่อน เราไม่ใช่เด็กกันแล้วนะทัพ ต่างคนต่างมีงานของตัวเอง จะให้มาตามง้อตามงอนแบบสมัยก่อนไม่ได้แล้วนะ ทำอะไรพลาดลงไปอาจหมายถึงตัดเพื่อนกันเลยนะเว้ย”
ตัดเพื่อนเหรอ...
หรือจะเป็นวิธีการที่ดีสุดเหมือนดังที่ม่อนบอก
ผมรู้สึกถึงความเจ็บในอุ้งมือที่กำลังกำสนิทแน่นด้วยความโกรธของผม เล็บยาวที่ยังหาโอกาสตัดให้สั้นไม่ได้กำลังจิกเนื้อ ทำลายฝ่ามือผมอยู่
“หยุดพูดเหอะพี”
ผมพยายามระงับอารณ์โกรธที่พลุ่งพล่าน ผมไม่ได้โกรธพี ผมโกรธตัวผมเอง และโกรธมากยิ่งขึ้น เมื่อถูกตอกย้ำสิ่งที่ผิดพลาดนั้นอีกครั้ง
“ทำไมวะ มึงคุยกันดี ๆ ดิ มึงก็รู้ว่ามันตามจีบ เทียวไล้เทียวขื่อ มึงมาตลอด ยอมได้ก็ยอม ยังไงก็เพื่อนกัน ไม่งั้นมึงก็ปฏิเสธไปตรง ๆ ซะทีสิ จริงมั้ย”
ใช่ ผมไม่เคยปฏิเสธตามตรง ๆ เลยสักครั้ง
ผมมันโง่เองที่ปล่อยให้เรื่องราวแบบนี้ ดำเนินมายาวนานหลายปี
“เห้ย พี”
ผมตวาดดังลั่นด้วยความโกรธแค้นตัวเอง พีเงียบเสียงลงไปทันที
“กูบอกไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไรสิ มึงจะมาสอบสวนกูเหมือนมึงกำลังถามจำเลยหรือซักถามพยานบนชั้นศาลไม่ได้นะ กูเพื่อนมึงนะ”
“เห้ย กูขอโทษ”
เสียงมันอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“อย่างที่มึงบอกไง ต่างคนต่างมีงานของตัวเอง ดังนั้นกูขอโทษนะที่ต้องเสียมารยาท แต่แค่นี้นะ กูต้องทำงาน”
“เห้ย ทัพ กูขอ...”
“สวัสดี”
ผมกดวางหูทันที ความโกรธยังคุกรุ่นในหัว ท้ายที่สุดผมก็ตัดสินใจได้แล้วว่าผมควรทำเช่นไรต่อ
-------------------------------------------------------------
“ทัพ ประชุมเสร็จกี่โมงวะ”
“เนี่ย ประชุมอยู่ กูออกมาคุยกับมึงเลย”
“เออ รอได้”
“ม่อน กูตัดสินใจแล้วนะเรื่องตาม กูจะทำตามที่มึงแนะนำ”
“อืม ดี ค่อยคุยกันนะ กูใกล้ถึงแล้วนะทัพ มึงไม่ต้องรีบ กูรอตรงแถว ๆ ที่กูส่งมึงเมื่อเช้าแหละ”
“โอเค เจอกันเพื่อน”
ผมวางหูแล้วรีบเข้าห้องประชุม ครึ่งชั่วโมงถัดมา ผมกำลังเก็บของที่โต๊ะทำงาน ม่อนก็ไลน์บางอย่างมา
“มึงเชื่อใจกูนะ พอออกมา กูทำอะไรอย่าขัด เล่นตามน้ำไปนะ”
ผมเดินอ่านข้อความไป คำถามมากมายผุดคิดมาในหัว ทว่าผมก็เลือกที่จะไม่ส่งข้อความใดถามกลับม่อนไป ได้แต่คิดหาวิธีการต่าง ๆ ในการจัดการเรื่องตาม จนเดินมาถึงหน้าประตูสำนักงาน
“ทัพ คือ กู....”
คนที่ผมกำลังคะนึงถึงตลอดวันได้มาปรากฏตัวอยู่ข้างหน้าผม ใบหน้าร้อนรนกระวนกระวาย เห็นได้ชัดว่ามันรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“พอเลยคุณหมอ กลับไปรักษาคนไข้เหอะ อย่ามายุ่งกับแฟนผม”
แฟน... แฟนเหี้ยอะไรวะ
“คุณอย่ามาโกหก แฟนอะไรกัน ทัพไม่เคยมีแฟนมาก่อน ถ้าทัพจะเคยมีก็ต้องมีแค่...”
แล้วมันก็เงียบเสียงไปทันที เรื่องของขวัญวันเกิดของตาม ที่ผมยอมเป็นแฟนกำมะลอหนึ่งวันเต็มให้มัน ตอนปี 3 เป็นข้อตกลงที่เราสองคนให้ความเห็นตรงกันว่า จะให้มันตายไปพร้อมกับเราสองคนเท่านั้น
“เอ้า คุณหมอ ฟังไม่ชัดเหรอ ผมกับทัพนะ เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก” แล้วม่อนก็เดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างผมกับตาม
“ตอนนั้นยังไม่มีคำว่ากิ๊กเลย แต่ก็ต้องยอมรับนะว่าเรากิ๊กกันมาตั้งแต่ตอนนั้น”
“แฟน แล้วไง ผมจะคุยกับทัพ”
“ผมไม่ให้คุย”
ศึกชิงนาง เอ๊ย นาย ย่อม ๆ เกิดขึ้นตรงข้างหน้าผม
“งั้นคุณลองถามทัพสิ”
“ทัพ ทัพกับคนนี้” ตามชี้ไปทางม่อน “เป็นแฟนกันจริงเหรอ”
“......................”
“ตอบไปเลยทัพ”
เสียงหัวใจผมเต้นดังตึก ตึก ตึก แล้วผมก็เลือกที่จะตอบว่า
“อืม...”
“เป็นไงละ”
หน้าตามถอดสีทันทีที่คำว่า อืม หลุดออกจากปากของผม
“คุณหมอกลับไปรักษาคนไข้เถอะครับ อย่ามายุ่งกับแฟนผมเลยดีกว่า” ม่อนโอบไหล่ผม มองกลับไปทางตามอย่างท้าทาย “หรือผมต้องจูบโชว์ หมอถึงจะเชื่อ”
“ทัพ...”
“หมอจะปรับความเข้าใจอะไรกับมัน ผมพอเข้าใจนะ แต่จะมายุ่มย่ามแบบที่หมอเคยทำสมัยเรียนไม่ได้หรอกนะ ทัพเล่าให้ผมฟังหมดแล้ว”
“นี่มันอะไรกันเนี่ย กูงงไปหมดแล้วนะทัพ”
“ไม่เห็นต้องงงนี่หมอ ตลอดเวลาที่ผ่านมา หมอก็เป็นเพื่อนกับทัพมาตลอด ก็แค่เป็นต่อไป ทำหน้าที่เพื่อนของหมอให้ดีก็พอ ไม่ต้องหวังมาข้ามขั้น อะไรทั้งนั้น”
“ทัพ เรื่องเมื่อวานกูอธิบายได้”
“หมอก็เรียนเก่ง ทำไมเข้าใจอะไรยาก”
“มึงอย่าเสือกได้มั้ย”
“เอ้า ไอ้หมอ กูพูดดี ๆ กับมึงแล้วนะ มึงเริ่มก่อนนะ”
ผมดึงแขนม่อนไว้ จากนั้นเลื่อนมืออย่างเชื่องช้าจนสัมผัสมือกร้านแข็งของม่อน ค่อย ๆ ประสานนิ้วทีละนิ้ว ม่อนสะดุ้งตกใจเล็กน้อย หันมามองหน้าผมแวบหนึ่งพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แล้วม่อนก็กุมประสานนิ้วผมกลับมา
ตามมองพฤติกรรมดังกล่าวด้วยความเคียดแค้นขบเคี้ยวฟัน
“ถ้ามึง อยากจะอธิบายเรื่องผู้หญิง ไม่ต้องอธิบาย กูไม่ได้หึงมึง อย่าสำคัญตัวเองผิดไป”
“กูไม่ได้จะมาอธิบายเรื่องนั้น กูจะอธิบายเรื่องที่กูไม่รับโทรศัพท์”
“มันต้องอธิบายอะไรเหรอ มึงเห็นแฟนดีกว่าเพื่อน กูก็ไม่มีสิทธิโกรธอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ลำบากเกินไป ก็แค่ช่วยรับโทรศัพท์แล้วบอกกูสักนิดว่าไม่สะดวก อย่าให้กูต้องรอ”
“ที่กูทำแบบนี้ เหตุผลคือ....”
“พอ” ผมตะโกนใส่ เสมือนทุกอย่างรอบตัวเราพลันเงียบลงกะทันหัน แม้แต่ม่อนที่ยืนกุมมือข้างผมก็ยังสะดุ้งตกใจ “กูพอแล้ว มึงรู้มั้ยไอ้ตาม ตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่กูทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่พูดกับมึงตรง ๆ เวลามึงมาคอยไล่จีบกู เล่นมุกเสี่ยว ๆ น่ารำคาญ ก็เพราะกูเชื่อว่ามึงคิดได้ สักวันมึงต้องคิดได้ เพราะกูก็แสดงออกชัดเจนขนาดนั้น แต่มึงก็ทำเป็นบ้าใบ้ ไม่สนใจอะไรเลย”
ผมหยุดหายใจเล็กน้อย
“เพราะความเป็นเพื่อน มันทำให้กูยังไม่อยากพูดบอกไป แต่ด้วยความสัตย์จริงเลยวะ กูรำคาญ โคตรรำคาญเลย มึงแม่งเหมือนแมลงหวี่ที่สร้างความรำคาญไม่รู้จักสิ้นสุด พอกันที ณ ตอนนี้ ทุกอย่างก็พิสูจน์แล้วว่า แม้แต่ความเป็นเพื่อน กูก็ให้มึงไม่ได้”
ผมเดินล้ำหน้าเข้าไปยืนประจันหน้ากับตาม ที่ก้มหน้าหลบสายตาผม
“เลิกยุ่งกับกู กูไม่เคยมีเพื่อนอย่างมึง”
ม่อนกระชับมือแน่นมากขึ้น
“ไปเหอะทัพ เราหิวแล้วอะ”
มันเอามืออีกข้างที่ยังว่างจับแก้มผมเบา ๆ หยิกด้วยความรัก ผมเดินไปตามแรงจูงของม่อน
“อย่าหันไปมอง”
ม่อนกระซิบอย่างแผ่วเบา ผมกลั้นใจที่จะไม่ชายตาไปมองด้านหลัง
“เออ หมอ ถ้าหมอลำบากใจกับความรู้สึกมาก ก็เลิกคบเลิกยุ่งกับแฟนผมไปเลยก็ได้นะ ถ้าความเป็นเพื่อนเติมเต็มความรู้สึกหมอไม่ได้ ก็ทำใจซะ ฮะฮ่า”
เสียงตะโกนของม่อนก้องไปทั่วบริเวณ ผมยังไม่หันกลับไปมอง ทุกอย่างดูล่องลอยไปหมด ตอนนี้ผมได้แต่มองทะลุผ่านฟิล์มดำกระจกรถ ตามยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยท่าเดิม ไหล่งองุ้ม ก้มหน้า และไม่ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด
“มึงจะโกรธกูเปล่าวะ แต่กูว่าวิธีนี้คือวิธีที่ดีที่สุดแล้ว”
“ไม่หรอก กูต้องขอบคุณมึงต่างหาก”
“มึงรุนแรงมากเลยวะทัพ แล้วมึงโอเคแน่นะ”
“โอเคดิ ถ้าลำพังกู คงทำอะไรแบบนี้ไม่ได้หรอก”
รถเลี้ยวออกมา ภาพตามหายไปจากวิสัยทัศน์ของผม ผมกำลังเอี้ยวคอไปมอง
“มึงอย่าหันไปมองเลย จะทำใจลำบาก” ผมถอนหายใจ มองไปข้างหน้าอีกครั้ง “จริง ๆ กูก็ไม่นึกว่าเขาจะตามมาง้อมึงถึงโรงงาน พอกูเห็นเขายืนรออยู่ กูก็เข้าไปหาแล้วคุยกับเขาตรง ๆ สงสารวะ ตอนกูบอกว่ากูขอคบกับมึงแล้ว หน้าของมันยังกับเห็นญาติผู้ใหญ่ตาย”
“อืม”
“เอานะ อย่างน้อย มึงก็ไม่ต้องคิดจนหัวแตกแล้วไง ว่าต้องทำยังไงดีกับเพื่อนคนนี้ มันคงหายไปอีกสักพักใหญ่เลยแหละ”
“อืม”
“อย่าแค่อืมดิวะ หรือมึงอยากบอกความจริงก็ทำได้นะ แต่รอเวลาหน่อยแล้วกัน”
“เห้อ” น้ำตาเริ่มคลอที่หางตา “กูตัดสินใจถูกแล้วใช่มั้ยวะม่อน”
“ดีแล้วเพื่อน ชีวิตต้องก้าวต่อไป หมอก็เช่นกัน กูเชื่อว่ามันจะก้าวต่อไปในที่สุด”
ผมไม่รู้หรอกว่าชีวิตผม ชีวิตตามจะก้าวต่อไปได้ไหม แต่อย่างน้อยรถกระบะของม่อนก็ยังพาผมก้าวไปได้ในวันนี้ อย่างน้อยที่สุดวันนี้ ผมก็ไม่ได้ย้ำอยู่กับที่เพื่อซ้ำเติมทำร้ายเพื่อนที่ผมรักและรักผมอีก
-------------------------------------------------------------
อย่างที่ม่อนกล่าว ชีวิตต้องก้าวต่อไป วันเวลาก็ต้องผ่านเลยไป จนถึงคืนสุดท้ายของการมาทำงานที่โรงงานระยองในรอบเดือนนี้
เวลาที่ผ่านไปช่างเงียบสงบ ไร้เงาของตาม มากไปกว่านั้นม่อนยังมากินข้าวกับผมทุกเย็น เสมือนเป็นไม้กันหมาในกรณีที่ตามอาจเปลี่ยนใจมาตามง้อผมอีก
คืนนี้ก็เช่นกันเราสองคนไปกินข้าวเย็นด้วยกัน แต่ผมอยากเมา อยากฉลองให้กับก้าวใหม่ของชีวิต ผมและมันจึงเลือกไปที่อโคจร ณ ผับแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง
“คนแน่นสัด มึงอย่าไปไหนไกลนะ กูขอไปทักเพื่อนกูแปบ”
“เออ”
ผมตะโกนฝ่าเสียงเพลงที่เปิดดังลั่นสนั่นร้าน
ม่อนเดินจากไปทักเพื่อนของมัน ทิ้งผมนั่งตรงเคาน์เตอร์กระดกเบียร์จรดปากเพียงลำพัง
“สวัสดีครับ มาคนเดียวเหรอครับ”
ชายหน้าตาดีคนหนึ่งชูขวดเบียร์เป็นการทักทาย เดินเข้ามาข้างผม และหย่อนตัวลงนั่ง
“ไม่ครับ มากับเพื่อน”
“แล้วตอนนี้ “เพื่อน” ไปไหนแล้วละครับ”
เขาย้ำคำว่าเพื่อนดังมาก จนผมรู้สึกผิดสังเกต
“เห็นว่าไปหาคนรู้จักนะครับ”
“อ้อ ผมนั่งด้วยนะครับ”
จะถามทำไม ในเมื่อนั่งลงไปแต่แรกแล้ว
“ครับผม”
ผมยิ้มกลับตามมารยาท
“อีกสักขวดมั้ยครับ ผมเลี้ยงเอง”
“ของฟรี ผมไม่รังเกียจอยู่แล้ว”
แล้วของฟรีหลายต่อหลายขวดที่ตอนนี้เหลือเพียงขวดเปล่า ก็วางกองตรงหน้าผมที่เริ่มจะเมามายไม่ได้สติ
“เห้ย ทัพ ทำไมเมาแบบนี้วะ”
ม่อนกลับมาหลังจากนั้นราวหนึ่งชั่วโมง
“ไม่เมา เอาอีก”
มันพยายามเข้ามาประคองผม แต่ก็ถูกผมสะบัดออกไป
“นี่กินไปกี่ขวดแล้วเนี่ยมึง”
“ไม่รู้วววววว จะเอาอีก” ผมหันไปทางชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกัน ราวกับว่าเราสนิทกันมานาน อันที่จริงเขาชื่ออะไรผมยังจำไม่ได้เลย “เอาอีกขวดได้มั้ย”
“ได้สิทัพ แต่ต้องไปต่อกับผมนะ สัญญาแล้วนะ”
“ไปสิ ไป”
ผมเอานิ้วก้อยยื่นให้เขาเพื่อทำสัญญา ผมชอบการรักษาสัญญา มันทำให้ชีวิตเราดูมีค่า มากกว่าพูดไปวัน ๆ ชายคนหนึ่งกำลังยื่นเอานิ้วก้อยของเขามาคล้องเกี่ยวกับผม ทว่าม่อนก็เข้ามาปัดอย่างรวดเร็ว
“เห้ย พอ ไอ้ทัพ มึงพอเลย จะไม่มีใครไปไหนทั้งนั้น” แล้วผมก็เลื้อยตัวจนลื่นไถลเกือบหลุดจากหน้าบาร์ “เห้ย ระวัง คุณทำอะไรเพื่อนผมเนี่ย”
“ผมเปล่านะ แค่เลี้ยงเบียร์”
“แน่ใจนะว่าแค่นั้นอะ”
“แน่ใจสิ แต่ที่แน่ ๆ เพื่อน คุณนะ ตกลงจะไปต่อกับผม”
“ก็บอกแล้วไง ไม่มีใครไปต่อไหนทั้งนั้น ไม่ให้ไป”
“เป็นแค่เพื่อน ทำไมเยอะจังเลยวะ ไม่ได้เป็นแฟนซะหน่อย”
“แล้วไง ก็นี่เพื่อนกู กูห่วง มีปัญหามั้ย”
“มี กูต้องได้คืนนี้”
“ไม่เว้ย”
ม่อนกำขวดเบียร์ในมือแน่น
“เห้ย มีอะไรวะม่อน”
เสียงรอบตัวที่ผมได้ยินเริ่มพร่าเลือนลง
“ไอ้พวกนี้อะดิ จะซิวเพื่อนกู”
“เอ้า หมาหมู่หรอมึง อย่าคิดว่ามึงมีเพื่อนฝ่ายเดียว”
ได้ยินเสียงกระแทกดังลั่นไปทั่ว เสียงนั้นตัดสลับกับเสียงเพลงที่ดีเจเปิด ผมได้ยินเสียงร้องแหลมของใครบางคน ความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูงเวลาฝัน จากนั้นก็มีความรู้สึกเจ็บ เจ็บมาก ความรู้สึกเจ็บบริเวณกระพุ้งแก้มแล่นไปทั่วใบหน้า ทั้งยังมีกลิ่นคาวเลือดกระจายคลุ้งไปทั้งปาก
แล้วผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
..........
....
..
.
.
.
.
.
กี่โมงแล้วก็ไม่รู้ที่ผมรู้สึกสับสนอลหม่าน แล้วผมก็สะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาบนรถยนต์คันหนึ่ง
เงาของคนขับช่างคุ้นเคย
“เอ้า ตื่นแล้วเหรอทัพ”
“พี่ปริ๊นซ์”
เสียงแอร์จากคอนโซลหน้าดัง ลมเย็นลอยปะทะหน้าผมจนสร่างเมา
“อืม พี่เอง”
รอยยิ้มยิงฟันขาวของพี่ปริ๊นซ์ ยิ่งยืนยันว่าเป็นตัวจริง
“พี่มาอยู่นี่ได้ไง”
“ก็มีสายรายงานไง ว่าเราซ่า ไปให้ใครที่ไหนไม่รู้มอมเหล้าจนเกือบจะโดนลากไปโรงแรมแล้ว ถ้ามันปลดทรัพย์เราจะทำไงเนี่ย” พี่ปริ๊นซ์ขยี้หัวผมด้วยความเอ็นดู “นี่พี่ต้องภูมิใจหรือเปล่าเนี่ย ผู้ชายตั้งหลายคนวุ่นวายกันทั้งระยองแล้วมั้งเนี่ย”
“เออ ผมงงครับ”
“ไม่ต้องงง ว่าง ๆ พี่ค่อยเล่าให้ฟัง”
“ครับ”
ผมเสมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมกำลังอยู่บนทางด่วนบูรพาวิถีขาเข้ากรุงเทพฯ ฟ้ามืดสนิท เสี้ยวจันทร์ลอยอยู่ไกลจวนลาลับจากท้องฟ้า
“เออ ทัพ”
“ครับ?”
“เหนื่อยมั้ยทำงานนะ”
“ไม่นะครับ ก็ปกติดี”
“อีกไม่กี่เดือนก็จะวันเกิดเราแล้ว อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”
“ไม่อะครับ แก่แล้ว ไม่อินอะ”
“ฮ่า ๆ ดี ไม่เปลือง”
“เอ้า พี่ปริ๊นซ์ จะซื้อก็ซื้อ”
ผมกระเซ้านิดหน่อย เอามือไปแตะแขนสารถีด้วยความพิศวาส แล้วก็เปลี่ยนเป็นมนุษย์นิ้วชี้และนิ้วกลางที่เดินไต่อยู่บริเวณแขน
“พี่จั๊กจี้”
“ชอบมั้ยละ”
“ชอบสิ นี่ทัพ”
“ครับพี่”
“เวลาเราต้องการอะไร ก็บอกมาตรง ๆ สิ ปากนะ ตรงกับใจหน่อย” ผมก้มหน้าลงอย่างเขินอาย “ถ้าเรามัวแต่เหนียม มัวแต่รอให้อีกฝ่ายคาดเดา เราอาจจะไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงนะ”
“.......ครับพี่”
“อืม”
“อื้มมม เข้าใจแล้วไง”
“ดีมาก”
“ครับพี่”
“หนาวมั้ยทัพ”
“นิดนึงครับ”
มือใหญ่ของพี่ปริ๊นซ์ปรับเพิ่มอุณหภูมิ แล้วก็เอามือมาลูบแก้มผม
“ดูสิ โดนลูกหลงจนหน้าบวม”
ผมเอามือจับแก้มตัวเอง ก็ต้องสะดุ้งโหยง นี่คงเป็นที่มาของกลิ่นคาวเลือดในปาก
“วันหลังอย่ากินของใครฟรี ๆ อีกนะ”
“ครับ”
“ทัพ”
“ครับ”
“เป็นแฟนกันมั้ย”
“................”
“ได้ยินไม่ชัดเหรอ” พี่ปริ๊นซ์เอานิ้วถูจมูกแดง ๆ ของตัวเองเล็กน้อย “เป็นแฟนกันมั้ย พี่เขินนะ รีบตอบดิ” มือของพี่ปริ๊นซ์กำพวงมาลัยรถแน่น
ทุกอย่างเงียบสงบ เสมือนเวลาหยุดเดินอีกครั้ง เสียงม่อนลอยมาแต่ไกล แว่วก้องอยู่ข้างหู
“ชีวิตต้องก้าวต่อไป”
ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก
ผมไม่รู้หรอกนะว่า “ความฝัน” มีลักษณะนามว่าเช่นไร แต่สำหรับผม ผมให้นิยามว่า “ลูก” เพราะความฝันของผมเสมือนลูกโป่งที่สวยงาม บางลูกก็สามารถคว้าจับได้ บางลูกต้องแขวนไว้ใกล้ตัว ดูกี่ครั้งก็ยังสวยงาม แต่บางลูกจะสวยและงดงามได้ เมื่อมันลอยเด่นบนท้องฟ้า บางลูกแค่เพียงคิดจะเงยหน้าขึ้นมอง ยังรู้สึกว่าเราไม่คู่ควรกับมัน กลายเป็นเราริอ่านใฝ่ปองของสูง
เมื่อลูกโป่งแห่งฝันลูกนั้น ลูกที่สูงเกินเอื้อมถึงมาตลอด ได้ลอยมายังพื้นดินให้ผมคว้าจับได้
เมื่อความจริงและความฝันเคลื่อนมาบรรจบกัน
ภาพที่เคยเบลอเลือนรางก็กลับคมชัดขึ้น
ผมเข้าใจแล้ว ที่คนเปรียบเทียบว่าแสงสว่างอยู่ที่ปลายอุโมงค์ คืออะไร
ถ้าผมกำลังเดินกระหายน้ำท่ามกลางทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา จะผิดไหม ถ้าเมื่อเจอโอเอซิสที่อุดมสมบูรณ์ แล้วผมจะเลือกอยู่ที่นั่นไปชั่วชีวิต
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 14
ผมห่างหายไปนาน เพิ่งสอบมิดเทอมเสร็จสัปดาห์ก่อน เพิ่งเขียนเสร็จเมื่อสักครู่เลยครับ
รบกวนติชมด้วยนะครับ อิอิ
เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะ
ต้องการกำลังใจในการลุ้นคะแนนมิดเทอม
:impress2:
-
บรรยายความรู้สึกไม่ถูกเลย :hao5:
สงสารตามง่ะ เข้าใจว่าต้องตัด แต่ใช้วิธีที่เจ็บปวดที่สุดเลย :sad4:
-
:mew6: :mew6: :mew6: :mew6: :mew6:
-
บทที่ 15
เบญจเพส
“เป็นแฟนกับกูนะทัพ”
การถูกขอเป็นแฟนครั้งแรกในชีวิตของผมเกิดขึ้นที่โรงอาหารหอใน
ไอ้หมอยุงลายกำลังทำให้ผมยืนอึ้งอยู่หน้าร้านข้าวเบอร์ 5 ด้วยการคุกเข่าลงกับพื้น ตั้งขาข้างหนึ่งชันขึ้น ท่าเดียวกับที่ผู้ชายใช้ขอแต่งงานกับผู้หญิงที่ตนรัก ในมือของมันยื่นวัตถุสิ่งหนึ่งที่อนุมานอย่างโลกสวยได้ว่าเป็นแหวน เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ชอบแหวน แต่สำหรับไอ้หมอยุงลาย มันยื่นจานฝรั่งให้ผมเนื่องจากฝรั่งเป็นผลไม้ที่ผมชอบมากที่สุด
“มึงเมาเหรอวะตาม”
“กูพูดจริงนะ”
“ไปมีน” พีดุนหลังมีนให้เดินไปข้างหน้า “เราไม่ควรอยู่เป็น ก ข ค ของเพื่อน ๆ เรา ”
“แต่กูอยากดูอะพี”
“ไปมีน ไป”
แล้วพีก็ลากมีนที่ดูสนใจว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปออกไปจากบริเวณนั้น
สาเหตุที่ตามทำตัวประหลาดแบบนี้ก็เพราะสิ่งที่ไอ้พีกระซิบกระซาบกับมันบนห้องแน่ ๆ ถ้าการเรียนปี 2 จะทำให้มึงว่าง จนมีเวลามาสอนเรื่องพิเรนทร์ ๆ ให้ไอ้ตามทำแบบนี้นะ คิดแล้วก็กำมือด้วยความเคียดแค้น แล้วอันที่จริงผมไม่เชื่อหรอกว่าพีไม่อยากเป็น ก ข ค มันก็คงอึ้งเหมือนผม เพราะคงไม่คิดว่าไอ้หมอยุงลายจะบ้ายุทำตามที่มันบอก หรือไม่มันก็อาจจะอายเกินกว่าจะยืนเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่นิสิตหอพักหลายร้อยคนที่กำลังร่วมเป็นสักขีพยานของการขอเป็นแฟนที่สุดจะอุตริของไอ้ตามก็เป็นได้
“มึงลุก” และใช่ ผมก็เช่นเดียวกัน ผมเริ่มอายแล้ว “ลุกสิไอ้ตาม ลุก” คนเดินไปมาต่างมองมาที่พวกเราสองคน หลายคนเก็บอาการอยากรู้อยากเห็นไม่อยู่ ถึงขั้นมายืนมุงรอบ ๆ ราวกับล้อมดูเหตุการณ์ผัวเมียตีกัน
“กูไม่ลุก จนกว่ามึงจะตอบกู”
“ตอบอะไร”
“เป็นแฟนกันะ”
“ไม่”
“เห้ย” มันผุดลุกขึ้นยืนทันใด จนฝรั่งร่วงตกลงพื้นไปหลายชิ้น “มึงไม่ลองนิ่งคิดสักสองสามวินาทีเลยเหรอวะ”
“เอ้า ก็มึงบอกว่าถ้ากูตอบ มึงก็จะลุกไง นี่ไง ลุกแล้ว”
“เห้ย สรุปว่ายังไงเป็นแฟนกันมั้ย”
ตามเร่งฝีเท้าเดินตามผม ที่อยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนีออกจากโรงอาหาร สุดท้ายก็คิดได้แค่อยาก เพราะความหิวมันมากกว่าความอาย ก็เลยต้องแบกหน้าเข้าไปสั่งข้าวที่หน้าร้าน 5
“เพราะกูไม่ล่ำเหรอวะ หรือเพราะอะไร ไหนตอบสิ”
“ไม่รู้ กูหิวข้าว”
ผมยังเลี่ยงตอบคำถามมันเสมอ เหมือนที่เคยทำมา
“กูเลี้ยงเอง”
“ไม่ มึงแดกแกงจืดเต้าหู้หมูสับอันจืดชืดของโปรดมึงต่อไปเหอะ”
“เห้ย อร่อยนะเว้ย งั้นกูกินเผ็ดด้วยก็ได้”
“มึงจะกินเผ็ดได้เหรอวะ” ผมหันไปถามมันด้วยความฉงน แล้วสั่งแกงเผ็ดเป็ดย่างกับคั่วกลิ้งหมูราดข้าว “แค่กินแกงส้ม หน้ามึงยังแดงยังกับเป็นไข้”
“ได้ดิ กูต้องฝึกกิน จะได้กินข้าวกับมึงได้”
“แล้วแต่”
ผมรับจานข้าวเดินหนีออกมา
“เอาแบบคนเมื่อกี้อีกจานครับ” มันสั่งอาหาร เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ผมได้ยินก็คือ “พี่ครับ ผมขอแตงกวาด้วยได้มั้ย เอาไว้ดับเผ็ดอะ”
ผมส่ายหัวหนึ่งที เขี่ยพริกจากโถน้ำปลาพริกราดลงข้าว หยิบช้อนส้อมมาหนึ่งคู่ใส่จานของตัวเอง ไม่ลืมหยิบอีกคู่มาเผื่อตาม หลังจากตามซื้อข้าวเรียบร้อยก็เดินมาทางผม
“เอ้า ช้อนส้อม”
“ขอบคุณนะทัพ แล้วสรุปว่า.... เป็นแฟนกันมั้ย” มันหยุดหายใจ “ไม่ได้เหรอวะ”
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
“ว่าไงอะ ทัพ... เป็นแฟนกันมั้ย”
เสียงเครื่องปรับอากาศรถจากคอนโซลหน้าดังสะท้าน ดึงให้ผมหลุดจากภาพอดีต แต่ถึงแม้เสียงจะดังแค่ไหนก็ไม่สามารถกลบเสียงหัวใจเต้นดังจากอกพี่ปริ๊นซ์ได้
“นานจัง พี่เริ่มกลัวแล้วนะ”
“โอ๊ย เจ็บ”
“ฮะฮ่า กี่ขวบแล้วเนี่ย นี่ไม่ใช่ฝัน เอานิ้วไปจิ้มแผลที่ถูกชกทำไมเนี่ยทัพ”
มือใหญ่ที่เคยกุมเกียร์รถ เคลื่อนมาสัมผัสแก้มที่บาดเจ็บของผมอย่างนิ่มนวล แล้วมืออันไม่อยู่สุขของพี่ปริ๊นซ์ก็เลื่อนมากุมมือผมไว้
“ก็... ผมตกใจอะพี่”
แต่ผมก็ปล่อยให้เขากุมมือผมนะ
จันทร์เสี้ยวใกล้ลับขอบฟ้า ตอนนี้เราเข้าเขตกรุงเทพฯ แล้ว
“สรุปว่า ยังไงดีน้า”
ผมเขินอายและรู้สึกรุ่มร้อนไปทั้งตัว จึงเลือกเปิดกระจกรถเพื่อให้ลมแรงพัดเข้ามาดับคลายความรู้สึกอลหม่านนี้
“ทัพ เดี๋ยวป่วยนะ”
“ทัพไม่กลัวแล้ว ถึงทัพจะป่วย ทัพก็เชื่อว่าจะมีคนดูแลใส่ใจทัพ”
“ทัพ...”
“ทัพเชื่อว่า แม้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในอนาคต” ผมยื่นมือออกไปรับลมเย็น เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเพราะอาจเป็นอันตรายถึงขั้นทุพพลภาพได้ แต่ตอนนี้สติผมไม่สมประกอบแล้วล่ะครับ “จะหนาวจะร้อนแค่ไหน ก็ยังมีคนคนนั้นอยู่ข้างผมเสมอ”
“อืม”
มืออุ่นกระชับจับแน่นขึ้น รอยยิ้มละมุนถูกส่งมาให้ผม แม้เพียงเป็นภาพวงหน้าแค่เสี้ยวเดียวด้านซ้ายมือก็ตาม ผมก็รับรู้ถึงความรู้สึกอบอุ่นมหาศาลที่แผ่ประกายออกมาได้
“ทัพมีความสุขจัง ผมมีความสุขที่สุดเลย”
ผมรื่นเริงเกินไปหรือเปล่า พี่ปริ๊นซ์จะมองผมยังไงเนี่ย
“ไม่เอาสิ อย่าแทนตัวเองว่า ผม แทนตัวเองว่า ทัพ น่ารักดี”
“ครับ พี่ปริ๊นซ์” ผมถอนหายใจหนี่งเฮือก ก้มหน้าดูมือที่กุมประสาน “พี่รู้มั้ย ทัพคิดมาตลอดว่าพี่เป็นเหมือนเจ้าชาย เพราะพี่ชื่อปริ๊นซ์ด้วยแหละมั้ง พี่เป็นเจ้าชายของผม ที่คอยขี่ม้าขาว เข้ามาปกป้องทัพทุกครั้งที่ถูกอันธพาลรังแก”
ภาพความทรงจำในวัยมัธยม ย้อนกลับมาอีกครั้ง มือบีบกลับเสมือนอยากส่งผ่านทุกความรู้สึกที่มีในใจให้แก่ฝ่ายตรงข้าม
“ถึงพี่จะชอบแกล้งทัพตลอดก็เถอะ” ผมมองพี่ปริ๊นซ์อีกครั้ง รอยยิ้มฉายชัดบนใบหน้า “ทัพยังเคยคิดเลยนะ ว่าต้องหาทางแก้แค้นพี่ให้ได้”
ผมขำออกมาดัง ๆ
“แต่ทัพก็ยังมองพี่เป็นเจ้าชายเสมอนะรู้มั้ย แต่ทุกครั้งที่ทัพมองตัวเองในกระจก เห้อ ทั้งอ้วน ทั้งใส่แว่น หน้าก็พัง แถมผิวคล้ำดำ ดูต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ยังไงก็ไม่รู้”
“บ้านะทัพ พี่ก็ไม่ได้ขาวนะ”
พี่ปริ๊นซ์เป็นคนผิวเหลือง ดูสุขภาพดี สีผิวเดียวกับผมตอนนี้แหละ สมัยมัธยม สีผิวของผมไม่ใช่แบบนี้ แต่หลังจากที่ผมเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ และรู้จักนวัตกรรมที่เรียกว่า “ครีมกันแดด” ชีวิตของผมก็ดีขึ้นเยอะ
“ก็จริงอะ ผม เออ ทัพเป็นแบบนั้นจริง ๆ” ลมแรงจากภายนอกยังพัดโชย แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้หน้าอันร้อนผ่าวของผมสงบเย็นลง “ครับ”
“ครับ เรื่องอะไรดี เรื่องที่จะเป็นแฟนกัน หรือเรื่องที่ชีวิตนี้ จะแกล้งพี่ไปเรื่อย ๆ ไม่รับแอดเฟรนด์เฟซบุคกันแล้ว” วงหน้าหล่อหันมายิ้มให้ผมแวบหนึ่ง ก่อนกลับไปมองถนนเบื้องหน้าต่อ “หรือว่าไม่ต้องรับแล้วก็ได้นะแอดเฟรนด์เนี่ย พี่ขอแอดแฟนแทนเลยละกัน”
“แหวะ เล่นมาได้ไงมุกแบบนี้”
“ฮะฮ่า แล้วทำไมหน้าแดงละ”
หางตาคมมองมาทางผม แววตาขบขันฉายชัด
“ตึ๊งตึงตึ่ง”
“หืม เล่นไรนะเรา”
“เสียงรับแอดไงครับ”
“................”
“รับแอดเป็นแฟนแล้ว”
ผมควรทำอย่างไรกับโมเมนท์นี้ต่อ ควรจูบ หรือ ควรกอด ไม่สิ ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ พี่ปริ๊นซ์ขับรถอยู่บนทางด่วน ความเร็วก็ไม่ใช่น้อย ๆ ถ้าผมทำทุกสิ่งที่บอกมา เราคงได้ไปพบยมบาลก่อนพาพี่ปริ๊นซ์ไปอวดเพื่อนเสียอีก
แต่พี่ปริ๊นซ์ก็คือพี่ปริ๊นซ์ ไอ้คนที่ชอบแกล้งผมมาตลอด หัวผมแทบทิ่มหลังจากตอบตกลงไป เพราะพี่แกเล่นเบรครถกะทันหัน กลางทางด่วนนั่นแหละครับ หันมาย้ำกับผมหลายรอบ ก่อนที่จะช้อนคอผมแล้วก็....
นั่นแหละครับ
จูบกัน
จูบแรกของผมเนิ่นนานพอดู
พี่ปริ๊นซ์จูบเก่งกว่าที่ผมคิดเยอะเลย เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลย ยามที่ลิ้นของอีกฝ่ายกำลังพัวพันขบดุนกับลิ้นของเรา ผมรู้สึกขยะแขยงเล็กน้อยแต่ความรู้สึกดีอย่างน่าประหลาดกลับท่วมท้นมากกว่านะสิ
สุดท้ายค่ำคืนวุ่นวายนั่นก็ผ่านพ้นไป ด้วยความเงียบที่มีความสุขของเราสองคน
แค่นั้นจริง ๆ ไม่มีอะไรในกอไผ่ต่อ
แค่นั้นจริง ๆ ครับ
-------------------------------------------------------------
แต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า ผมละเลียดเก็บทุกความทรงจำที่มีกับพี่ปริ๊นซ์ แฟนแสนดี ใส่ใจ เทคแคร์ และเว้นช่องว่างสำหรับเวลาส่วนตัวให้ผมอย่างเหมาะสม
ไม่มีการเง้างอน ทำตัวงี่เง่า หรือพฤติกรรมอื่นใดที่ผมเคยเจอในละคร ให้ต้องมาคิดกังวล
เรายังใช้ชีวิตของเราเหมือนเดิม พิเศษขึ้นที่เรารู้ว่าเรามีกัน เรามีตำแหน่งของเรา มีสถานะที่เด่นชัด เรารู้ว่าเราต้องทำตัวอย่างไร และมีใครรอโทรศัพท์เราอยู่
แม้ว่าผมจะไม่ได้ป่าวประกาศเรื่องนี้บนเฟซบุค แต่การอัพรูปพร้อมสถานะคมคายของพี่ปริ๊นซ์ การคอมเมนต์ล้อเลียนของแก๊งค์เพื่อนทั้งหลาย ก็ยืนยันสถานภาพของเราทั้งสองได้เป็นอย่างดี
พี่ปริ๊นซ์ไม่ได้ย้ายมาอยู่กับผม เพราะผมยังยืนกรานว่า เราต่างคนต่างอยู่แบบนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว อย่างน้อยเราก็ได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อจัดการสะสางธุระปัญหาของตนได้ แต่ก็มีบ้างที่พี่ปริ๊นซ์งอแงกึ่งขอร้องที่จะมานอนค้างกับผม
ผมไม่ได้ขัด แม้ว่าบางครั้งจะเป็นสัปดาห์ละ 5 คืน ก็ตาม
แน่นอนว่า ผมยังไม่มีอะไรกับพี่ปริ๊นซ์ ผมยังไม่พร้อม แม้ว่าพี่ปริ๊นซ์จะขอร้องบ้าง ยั่วอารมณ์ผมบ้าง (ด้วยการใส่กางเกงในตัวเดียวเดินไปเดินมาในห้องบ้าง บางคืนก็นอนด้วยบ๊อกเซอร์ตัวเดียว แล้วก็ละเมอนอนกอด ถูขาไปมา)
ทว่าผมช่างโชคดี ที่แฟนของผมคนนี้ยังเข้าใจ
“ละครเรื่องนี้สนุกเหรอทัพ”
มือกร้านของเชฟโรงแรมดังริมน้ำเจ้าพระยากำลังเล่นผมบนหัวของผมอย่างสนุกสนาน แลกกับการที่ผมทิ้งหัวอันหนักอึ้งพิงไหล่ของเขา
“ก็สนุกดีนะ ผมว่านางเอกไม่งี่เง่าดี ส่วนพระเอกก็ไม่ได้ซื่อบื้อเชื่อนางอิจฉาทั้งหมด ตัวละครเป็นสีเทาไม่มีใครดีและร้ายจนผิดธรรมดาไป”
“แต่มันคิดเยอะไปอะ พี่ชอบแบบผัว ๆ เมีย ๆ ตบตีกัน ไม่ต้องเดา ดูเอามันส์ก็พอ”
“โหย พี่อะ ไม่จรรโลงใจเลย”
“แค่อยู่กับทัพ ก็จรรโลงใจแล้ว”
แล้วพี่แกก็เอาจมูกมาดอมดมผมของผม ไถสันจมูกไปที่แก้มของผมอย่างเชื่องช้า
“พี่ปริ๊นซ์อะ”
“เขินอีกละ นี่ก็สองเดือนแล้วนะ ยังไม่ชินอีกเหรอ ฮะฮ่า” แล้วผมก็โดนขโมยจูบไปอีกรอบ “แน่ะ มุดตัวอีกละ รักแร้พี่เหม็นนะ จะมุดทำไม อย่าเขินดิ ขอจูบอีกรอบได้มั้ยอะ”
ผมดิ้นหลุดจากอ้อมตระกองกอดของพี่ปริ๊นซ์ คว้าหมอนอิงมาปิดหน้า
“ไอ้เอาแอ๊ว ไอ้อนอื่น”
ไม่เอาแล้ว ไอ้คนหื่น คือ คำที่ผมพยายามกลั่นกรองออกมาภายใต้หมอนใบใหญ่ที่ผมมุดหัวลงไป
“ฮะฮ่า พรุ่งนี้วันเกิดทัพแล้ว ไปกินข้าวกันมั้ย”
“อินอะไออ้อได้”
กินอะไรก็ได้ อีกครั้งที่ผมยังมุดหัวอยู่
“โอ๊ย ทัพ ขึ้นมาคุยก่อน พี่ไม่แกล้งแล้ว” พี่ปริ๊นซ์ลูบหัวผมอยู่หลายที “นะ คนดี มามะ มามะ” จนผมใจอ่อนเงยหัวขึ้นมา
“จุ๊บ”
โดนไปอีกดอก ไอ้คนฉวยโอกาสเอ๊ย
“พี่ปริ๊นซ์อะ”
“อะ อย่าเพิ่งบ่น” นิ้วเรียวทาบปากผมเหมือนเป็นสัญญาณให้สงบสติอารมณ์ “วันเกิดพรุ่งนี้ ไปกินข้าวกันนะ โอเค”
“ก็ทำอะไรกินที่ห้องก็ได้มั้งครับ พี่ต้องประหยัดเงินนะ”
“เฮ้ย นาน ๆ ที วันเกิดเราเลยนะ อีกอย่างกินอาหารที่โรงแรมพี่นี่แหละ พี่ได้ส่วนลดพนักงานน้า อร่อยนะ”
“จะดีเหรอพี่”
“วันเกิดแฟนทั้งที ใช่ว่าจะได้ฉลองง่าย ๆ นะ”
“ครับ ๆ ครับ ๆ ก็ได้ครับ”
“ดีมาก” จับจมูกผมบิดไปมา “ที่รัก”
“พ่อกับแม่พี่เป็นอย่างไรบ้างครับตอนนี้”
“ก็ดีนะ สบายดี เหนื่อยสุดก็ตอนตามหาพ่อแม่นี่แหละ กว่าจะยอมเชื่อว่าเป็นพี่จริง ๆ ไม่ใช่เสี่ยทรัพย์หลอก ก็นานพอดู”
พี่ปริ๊นซ์เล่าไปก็ขำไป วีรกรรมของพ่อแม่พี่ปริ๊นซ์น่านับถือยิ่งนัก ท่านสองคนสามารถหนีพาตัวเองไปจนถึงโรงเกลือ แล้วเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในบ่อนคาสิโก เชื่อมั้ยละว่า ท่านสองคนเล่นได้เงินมากกว่าที่พี่ปริ๊นซ์หามาได้ในช่วงเดือนแรกเสียอีก
“ที่โรงเรียนนานาชาติที่พี่สอน เด็กน้อยก็น่ารัก ครูก็สวย โอ๊ย”
มือผมไปหยิกท้องแขนของแฟนโดยไม่รู้ตัว ผมไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ
“ไม่นอกใจจ้ะ แค่เล่าให้ฟัง”
“จริงนะ”
“อู๊ย จริงสิจ๊ะ”
เสียงสั่นโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เราต่างคนต่างหยิบมือถือของเราขึ้นมาดู ไม่ใช่ของผม
“ครับ........ จริงเหรอครับ................. ครับ ผมจะรีบไป”
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พี่ปริ๊นซ์ก็โบกมือลาผม โดยไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมนอกจากคำขอโทษและกำชับเวลา สถานที่ที่เราจะเจอกันพรุ่งนี้ แล้วพี่ปริ๊นซ์ก็จากไป
-------------------------------------------------------------
จบครึ่งแรก
-
อยากรู้อาการทัพแล้วตอนนี้เป็นไงมั้ง
คนเขียนสู้ๆ :กอด1:
ผมมาแล้วครับบบบบบบบบบบบ
เอาอาการทัพมาให้ช่วยดูแลละครับ
แล้วก็จะหายไปอีกนานเลย ขอสอบเสร็จก่อนนะครับ
ขอบคุณมากเลยครับ
หายไปนานจริงๆค่ะ แต่ขอสารภาพว่าคนอ่านก็หายไปค่ะ(ติดเรื่องอื่นอยู่ :-[ )รีบมาตอบก่อนเลย555
ปล.ตรงไหนที่เป็นเสียงหัวเราะให้ใส่เป็น "ฮ่าๆ" หรือจะใส่เป็น "555". จะเข้าใจง่ายกว่าค่ะ แต่ที่ใส่มา "ห้าๆ" แอบงงค่ะ
ขอกลับไปอ่านต่อก่อนนะคะ
-
เห็นใจตามนะตามจีบมาตั้งนานงั้นควรจะหาคนมาแทนที่ทัพด่วนๆเอาม่อนก็ได้ชอบๆ
พี่ปริ๊นซ์กว่าจะมาได้โผล่มาอีกที่เป็นแฟนกันแล้ว :o8:
ทัพมีเพื่อนที่ดีนะมีอะไรก็บอกไปตรงๆอย่าเก็บไว้คนเดียวบางทีเพื่อนก็ไม่เข้าใจเราทุกอย่างหรอก
-
คนเขียนหายไป. เราก็หายไปเหมือนกันค่ะ. เห็นชื่อเรื่องคุ้นๆเลยเปิดเข้ามาดู. สู้ๆนะคะ. รอตอนต่อไปค่ะ :pig4:
-
ผมขอตอบรวมทุกคนในนี้นะครับ
ขอบคุณสำหรับคำติชม แนะนำต่าง ๆ มากเลยครับ ผมจะเอาไปปรับใช้กับงานเขียนให้ดียิ่งขึ้นไป
ช่วงนี้จะมาถี่หน่อย เพราะกำลังไฟแรง หลังจากไปฝ่าฟันการสอบมิดเทอมมา :jul1:
ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ :really2:
ต่อไปเป็นส่วนครึ่งหลังของบทที่ 15 ครับ
บทที่ 15 ครึ่งหลัง
สุขสันต์วันเกิดนะมึง
ขอบคุณมากบอส เที่ยงคืนเป๊ะเลยนะ
เออ กูนอนละ รออวยพรมึงนี่แหละ
ครับ
อย่านอนดึก เลิกดูการ์ตูนในยูทูบได้แล้ว
เอ้า รู้ทันอีก
ฝันดีมึง
ผมยังนอนดูยูทบต่อ ไม่ได้ทำตามคำแนะนำของบอส
ผมกำลังดู โดราเอม่อน การ์ตูนที่ผมชอบที่สุด ผมดูซ้ำซาก ดูวนดูเวียน ดูไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่แปลกแฮะที่ผมกลับไม่ยอมซื้อและไม่ยอมให้ใครซื้ออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับโดราเอม่อน ทุกครั้งที่พ่อแม่ น้องสาว และบอส พยายามซื้อของเกี่ยวกับโดราเอม่อนให้ ผมจะโวยวายทุกครั้ง
ไม่รู้สิ ผมอยากเก็บโดราเอม่อนไว้แค่ในการ์ตูน ในหัวของผม เก็บไว้เป็นความทรงจำ ผมอิจฉาโนบิตะมาตลอด ที่มีเพื่อนดี ๆ และรักเขามาก อย่างโดราเอม่อน และก็ยังได้ออกไปผจญภัยที่ต่าง ๆ ด้วยกัน
จริงๆ ผมชอบดูโดราเอม่อน ก็เพราะตอนนั้นแอบชอบม่อนด้วยแหละ ผมมองตัวเองเป็นโนบิตะ ตอนนั้นผมก็ใส่แว่นเหมือนโนบิตะ เป็นไอ้ขี้แพ้เหมือนโนบิตะ เหมือนกันขนาดนี้ ยิ่งทำให้ผมชอบดูโดราเอม่อน พร้อม ๆ ไปกับพัฒนาความรู้สึกว่า กูรักม่อนแน่เลยวะ (สุดท้ายก็ไม่ได้รัก งงตัวเองแฮะทัพ) แต่ผมกับโนบิตะต่างกันที่ ผมไม่ได้โชคดีแบบโนบิตะ แถมยังอ้วนเหมือนไจแอนท์เสียมากกว่า
อย่างไรก็ตาม มันมีความสุขดีเวลาบอกกับม่อนว่า กูชอบโดราเอม่อน จริงก็คือชอบมึงแหละ ไอ้ม่อน สมัยวัยละอ่อนก็ทำอะไรแบบนี้เข้าไปได้เนาะเรา
พอผมกับม่อนขาดการติดต่อกันไป ชีวิตผมก็วนลูปกลับไปเป็นโนบิตะ จอมขี้แพ้และขี้แง ที่ไม่มีใครคบเช่นเคย
แม้ว่าภายหลัง ผมจะมีบอสเป็นเพื่อน แต่บอสก็ไม่ใช่คนที่จะเข้าหาได้ง่ายขนาดนั้น บอสเป็นคนติดบ้าน ไม่ชอบเที่ยว ถึงบอสจะเป็นเพื่อนที่ดีขนาดไหน แต่ก็ยังไม่อาจเติมเต็มไลฟ์สไตล์และความต้องการของผมได้ทั้งหมด
อีกครั้งที่กำลังเป็นฉากไคลแมกซ์แต่มีคนโทรเข้ามา
“ว่าไงม่อน”
คนที่ทำให้ผมติดโดราเอม่อนโทรมา ก็ต้องคุยกันหน่อยสิครับ
“สุขสันต์วันเกิดมึง”
“เห้ย จำได้ด้วยเหรอ ไม่ได้ตั้งค่าให้โผล่ในเฟซบุคซะหน่อย”
“กูจำได้อยู่แล้ว”
ยิ้มแก้มปริออกมาเลยผมนะ มีเพื่อนน้อยแต่มีคุณภาพ ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว
“ขอบคุณมากเลยมึง เออ ไหน ๆ ก็โทรมาแล้ว เล่าให้กูฟังสิ วันนั้นเกิดอะไรขึ้น”
“เห้ย วันนั้นวันไหนวะ” มันนิ่งเงียบไปครู่นึ่ง “อ้อ มันก็หลายเดือนแล้ว มึงจะฝืนฝอยหาอะไรวะ”
“กูอยากรู้ เล่ามา ไม่อยากปล่อยให้คาราคาซัง”
“ตอนนี้ก็แฮปปี้แล้วเด้ มีแฟนแล้วเนี่ย”
“มั่ว รู้ได้ไง”
“กูไม่ได้ตาบอด ในเฟซกูก็เห็น พร่ำเพ้อขนาดนั้น” บอสบีบเสียงแหลมขึ้นมาในฉับพลัน “วันนี้ฝนตกหนัก ตัวเปียกไปหมด ถึงจะป่วย แต่ก็เบาใจเพราะเรารู้แล้วว่า จะมีใครที่ดูแลเราอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
มันสถานะของผมในเฟซบุคที่โพสเมื่อสัปดาห์ก่อน
“เออ ทำไม”
“เปล๊า”
“มึงจะเล่ามั้ย”
“ทำไมต้องดุกูด้วยด้วยเนี่ย แต่ก่อนมึงไม่ขนาดนี้นะ มีผัวแล้วเมนส์มาเหรอ”
“ผัวพ่อง ไอ้บ้า”
“อ้าว หรืออย่างมึงเป็นผัว แน่ะ ๆ กูไม่เชื่อหรอก”
“ไอ้เหี้ยม่อนนนนนนน”
“ฮะฮ่า ๆ”
“จะเล่ามั้ย”
“เออ เล่าก็เล่า ทำไมกูรู้สึกคุ้น ๆ วะ เหมือนฉากนี้เคยเกิดแล้วแต่เราสลับตำแหน่งกัน” ม่อนเอ๊ย จะไม่สลับตำแหน่งได้ยังไง ก็ตอนวันนั้นมึงยังขู่กูให้เล่าเรื่องทั้งหมดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเลย “เออ ไม่ต้องทำเสียงหอน กูกำลังจะเล่า วันนั้นอะ........”
แล้วชิ้นส่วนสุดท้ายของจิ๊กซอว์ความทรงจำที่ขาดหายไปก็ถูกต่อให้สมบูรณ์
/////////////////////////////
“แล้วเสือกอะไรด้วย นี่เพื่อนกู เห้ย มึงอย่างไหลสิวะ”
ม่อนจับทัพที่กำลังเลื่อนตัวไหลตกไปจากโต๊ะหน้าบาร์มากองไว้ด้านบนอีกครั้ง
“กูเลี้ยงเบียร์เพื่อนมึงไปเป็นพัน อย่างน้อยคืนนี้กูต้องได้”
“กูให้มึงพันหนึ่งเลย เอาไปซะ” แบงค์สีเทาถูกยื่นออกมา วางตบลงบนโต๊ะ “เอาไปดิ แล้วมึงจะไปไหนก็ไป”
“มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอวะ” อีกฝ่ายยืนขึ้น แสดงท่าทีไม่พอใจสุดขีด “อย่านึกว่ามีเพื่อนแล้วกูจะไม่กล้านะ”
พรรคพวกของมัน เดินเข้ามาด้านหลัง ทั้งสองฝ่ายมองหน้าเพื่อหยั่งท่าที
“เออ ก็ไม่ง่ายไปเหมือนกันเหรอวะ เลี้ยงเบียร์เพื่อนกูแค่นี้ แล้วจะเอาเพื่อนกูไปทำอะไรต่อแบบนั้น พวกกูไม่ได้ขายนะเว้ย”
“ก็ไม่ได้บอกว่าขายนี่ เขาเรียกหาความสุขร่วมกัน ง่าย ๆ อย่างเพื่อนมึง น่าจะชอบนะ”
“มึง”
หมัดแรกจากม่อนเป็นตัวจุดชนวนทุกอย่าง ทั้งฝ่ายม่อนและฝ่ายคู่กรณี พันตูนัวเนีย ซัดกันในร้านเหล้า เสียงกรีดร้องของลูกค้าคนอื่นดังระงม การ์ดประจำร้านพยายามแยกทั้งสองฝ่ายออกมาแต่ดูจะไม่เป็นผล
หัวโจกของฝ่ายตรงข้ามตอนนี้ ได้น็อคล้มลงไปกับพื้นเรียบร้อยแล้ว ด้วยฝีมือโค้ชนักกีฬาฟุตบอล แต่ราวกับว่าการวิวาทครั้งนี้ขยายขอบเขตไปไกลเกินกว่าจะยุติได้โดยง่าย
ม่อนคว้าตัวเพื่อนผู้สลบไสลขึ้นมา มุมปากของเขามีเลือดไหลเล็กน้อย
“มึงตื่นดิวะ ตื่น เห้ย”
ใครก็ไม่รู้วิ่งพุ่งเข้ามา พร้อมหมัดที่กระแทกที่หน้าทัพเต็ม ๆ ถึงกระนั้นทัพก็ยังหลับสบายต่อไม่รู้ร้อนรู้หนาว จากแรงต่อยทำให้ทั้งม่อนและทัพต่างล้มกลิ้งลงไปกับพื้น
แล้วผู้ร้ายที่ซัดเข้าหน้าทัพอย่างเต็มเหนี่ยวก็ฉวยโอกาสที่ม่อนกำลังลุกขึ้น หมายที่จะหันมาต่อยม่อน ด้วยทักษะกีฬาที่เต็มเปี่ยม ม่อนยื่นเท้าเข้าไปยันเต็มหน้าอกของชายคนนั้นจนกระเด็นไปติดผนัง
“ม่อน มึงกับเพื่อนมึงหนีไปก่อนเลย ทางนี้พวกกูเคลียร์เอง เส้นใหญ่พอ มึงอะ เสียชื่อไม่ได้นะ ไม่งั้นอาชีพโค้ชมึงจบแน่”
“เห้ย ขอบคุณมากเลยวะเพื่อน ขอโทษทีนะ”
แล้วม่อนก็ลากเพื่อนที่สบยไม่ได้สติออกมา การลากคนเมาที่สลบไม่ให้ความร่วมมือในการเดินจึงไม่ต่างจากการลากกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ที่ล้อหมุนไม่สามารถใช้งานได้
“ตื่นหน่อยได้มั้ยเนี่ย กูลากไม่ไหวนะเว้ย”
ถึงกระนั้นม่อนก็ยังลากเพื่อนรักมาได้ไกลจนถึงลานจอดรถ
“ลดา ผมว่า พอเถอะนะ แค่นี้มันก็มากเกินไปแล้ว”
“ก็ลดาบอกคุณแล้วไงคะ ว่าลดาช่วยได้ แล้วลดาก็ยังโอเคกับมัน ทำไมคะ หรือคุณไม่ต้องการแล้ว”
“ผมต้องทำยังไง”
เสียงคนสองคนคุยกันที่ลานจอดรถ ดังแว่วอยู่ด้านขวามือ
“เห้ย คุณคนผู้ชายนะ ช่วยผมหน่อย เพื่อนผมเมา ช่วยอุ้มไปที่รถผมหน่อยได้มั้ย”
ม่อนตัดสินใจตะโกนขอความช่วยเหลือ
“ลดา คุณรอแปบนึงนะ ผมบึ่งจากกรุงเทพฯ มาหาคุณโดยเฉพาะเลยนะ ผมว่ามันควรจบแล้วนะ”
“ไม่ค่ะ ลดาไม่สน ลดาจะกลับเข้าไปร้านแล้ว เพื่อนลดารออยู่”
“ลดา คุณนี่มัน”
ฝ่ายหญิงเดินแยกออกไป เธอสวยมาก ม่อนมองตาค้าง สายตาจับต้องตามจังหวะการเดินจากไปของเธอ ทุกฝีก้าวของสาวสวยนามว่า ลดา ล้วนถูกม่อนจับจ้องไว้หมด จนเขาลืมที่จะเตือนเธอว่า ในร้านกำลังมีเหตุวุ่นวาย
ตัวทัพกำลังไหลเลื่อนลงไปกับพื้น เป็นการเรียกสติของม่อนให้กลับมาในที่ทางที่ควร
“เห้ย คุณ จะมาช่วยผมมั้ย” แล้วตัวทัพก็ไหลลื่นลงไปกับพื้นจนได้ “เห้ย มึง”
แล้วผู้ชายคนนั้นที่กำลังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ท่าทางไม่พอใจผลของการเจรจรา ก็วิ่งเข้ามาใกล้
“โทษทีครับ มีปัญหาเคลียร์กันนิดหน่อย เพื่อนไหวมั้ยครับเนี่ย”
“ดูท่าจะแย่นะครับ”
แล้วชายคนนั้นก็กอบตัวทัพขึ้นมา
“เห้ย ทัพ”
“หา คุณรู้จักมันเหรอ”
“ใช่ คุณเป็นใคร ทำอะไรเพื่อนผม”
“เห้ย ใจเย็น ๆ ผมก็เพื่อนเขา จริง ๆ ผมชื่อ ม่อน เป็นเพื่อนสนิททัพ”
“ทัพมีเพื่อนชื่อนี้ด้วยเหรอ”
“จริง ๆ ครับ เพื่อนสมัยประถมครับ คุณล่ะใคร”
“ผมเป็นรุ่นพี่ของทัพ ชื่อปริ๊นซ์”
“ว่าไงนะ พี่ปริ๊นซ์คนนั้นน่ะเหรอ”
“คนนั้นยังไง”
“คนที่ทำให้ทัพเกือบถูกแทงตายไง”
“คุณรู้”
“ก็ผมบอกแล้วว่าผมเป็นเพื่อนสนิทมันจริง ๆ ผมอยากเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณฟังนะ แต่ผมต้องรีบไป เออ เอาไงดี พี่ช่วยผมพยุงมันไปที่รถผมก่อนได้มั้ย”
เสียงไซเรนกรีดร้องดังลั่น เป็นสัญญาณบ่งว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาถึงแล้ว
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“มันมีเหตุทะเลาะวิวาทด้านใน มันโดนลูกหลงด้วย แถมเมาอีก ไม่ทันแล้วพี่ เอายังไง ผมเสียชื่อเสียงไม่ได้นะ”
“โอเค อุ้มไปที่รถพี่ เดี๋ยวพี่พาทัพกลับกรุงเทพเลย”
“เออ ได้พี่ ได้ กระเป๋ามันก็อยู่บนรถผมเนี่ย ไป ๆ รีบเลยพี่”
ท่าที่ลุกลี้ลุกลนของม่อน ยิ่งเสริมให้ปริ๊นซ์รู้ว่า เขาไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อไปได้แล้ว
สาวสวยที่ปริ๊นซ์เจรจาตอนแรก ก็วิ่งย้อนกลับมา เธอคงเข้าใจสถานการณ์ในร้านแล้วสินะ
“ลดา คุณรีบกลับไปก่อนเถอะ สำหรับเรื่องนั้น” เขาหยุดพูดไประยะหนึ่ง “ผมว่าคุณเข้าใจที่ผมบอกแล้วนะ”
ไม่มีการตอบรับจากฝั่งผู้หญิง คงยังตกใจกับสิ่งที่เห็นเป็นแน่ แต่ปริ๊นซ์ก็ไม่ได้รอคำตอบอื่นใดจากเธอ ปริ๊นซ์จัดการทุกอย่างพร้อมกับที่ม่อนก็กระโดดขึ้นรถตัวเอง ต่างคนต่างขับออกไปคนละทาง ทิ้งผับแห่งนั้นเอาไว้เบื้องหลัง
/////////////////////////////
“ก็แค่นี้แหละมึง”
“มึงกล้าปล่อยกูไปกับคนที่เพิ่งรู้จักครั้งแรกเหรอ”
“กูไม่ได้โง่ กูขอดูบัตรประชาชนเขาแล้ว กูถ่ายรูปมาด้วย เขาเอารูปคู่กับมึงที่ถ่ายที่สวนสัตว์มาให้ดูยืนยันด้วย กูก็ต้องเชื่อมั้ย”
“เออ ๆ เชื่อก็เชื่อ”
“เอ้า ไอ้นี่ เชื่อเถอะ”
“เชื่อไง เชื่อ แต่มึง ลดา ใครวะ”
“เห้ย กูไม่รู้วะ ไม่รู้จริง ๆ แต่สวย นมใหญ่ ตูดบึ้มมาก นมเป็นนม ตูดเป็นตูด กูจำได้แค่นี้”
“........................”
ผมเงียบครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ที่เกิดในเรื่องนี้
ลดาคือผู้หญิง ที่สวยสะเด็ด ดังนั้นก็อาจเป็นไปได้ที่พี่ปริ๊นซ์จะมีชู้
ไม่สิ ถ้านับจากเวลานั้น พี่ปริ๊นซ์ยังโสด โดยหลักการก็ไม่นับว่ามีชู้ เราต่างคนต่างไม่มีพันธะผูกพันกัน แล้วเกิดเรื่องอะไร ทำไมต้องขอให้คนที่ชื่อ ลดา ช่วยเหลือ แล้วช่วยเรื่องอะไร ทั้งยังขอให้หยุดเรื่องบางเรื่อง หยุดอะไรกัน
“เห้ย มึง อย่าเงียบดิ กูใจคอไม่ดี”
“อยู่ ๆ”
“มึง อย่าเพิ่งคิดไปเอง เดี๋ยวทะเลาะกันพอดี มึงก็ถามแฟนมึงก่อน เคนะ อย่าคิดเอง”
“เออ กูไม่คิดเองหรอก”
“เออ สุขสันต์วันเกิดอีกรอบนะ มีความสุขมาก ๆ ล่ะ กูนอนละ”
นอนเหรอ.... เป็นสิ่งที่ผมพยายามทำมาทั้งคืน
ลดา
ลดา
ลดา
เป็นชื่อที่วนซ้ำอยู่ในหัวผม จนแสงแรกของวันสาดลอดผ้าม่านเข้ามา
“โอ๊ยยยยยยยย ใครวะ มันเป็นใคร”
มือไวกว่าความคิด แล้วผมก็กดโทรหาพี่ปริ๊นซ์ทันที
“ว่าไง เบิร์ธเดย์บอย คิดถึงพี่เหรอ”
“พี่ปริ๊นซ์”
เสียงขึงขังของผม ทำให้เสียงระรื่นตอนแรกพี่ปริ๊นซ์หายไปทันที
“ลดา คือ ใคร”
“ครับ ลัดดา อยากดูหนังผีเหรอเบิร์ธเดย์บอย”
นั่นมัน ลัดดาแลนด์ เว้ย พี่ปริ๊นซ์ ถึงแม้ว่าจะดู เป็นการกลบเกลื่อนที่เนียนที่สุด แต่ทุกการกระทำของคนอย่างปริญธรณ์ไม่อาจหลุดพ้นสายตาของทัพกรณ์ไปได้หรอก
“ขอร้อง อย่าโกหกผม”
“ไม่มีอะไรจริง ๆ ทัพ”
“น้ำเสียงพี่ มันฟ้องว่ามี”
“ทัพ”
“พี่ปริ๊นซ์”
“เชื่อใจพี่หน่อยสิ”
“ก็เพราะเชื่อใจไงครับ ถึงโทรมาถาม”
“ได้ งั้นเย็นนี้เราค่อยคุยกันนะ แต่พี่ยืนยันเลยว่า มันไม่มีอะไรจริง ๆ แค่นี้ก่อนนะ”
อีกฝ่ายวางหูไปทันที ราวกับป้องกันไม่ให้ผมทักท้วงได้
“โอ๊ย วางหูใส่อีกเหรอเนี่ย ปริญธรณ์นะ โอ๊ยย ไม่วิ่งแล้วเว้ยวันนี้”
ผมอยากจะฟาดงวงฟาดงา ปาข้าวของ แต่ชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย ผมทำแบบนั้นไป คนที่ต้องมาลำบากเก็บห้องทีหลังก็คือผม ของพังเสียหาย คนที่ต้องไปซื้อของมาใหม่ก็คือผม แน่นอนว่า เงินที่ใช้ซื้อก็ต้องเป็นเงินผมอีก แล้วถ้าโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ไม่ไปออกกำลังกาย ผมก็จะเอาแต่กิน กิน และกิน สุดท้ายคนที่จะอ้วนเป็นหมู ก็คือผม
ได้แต่สงบสติอารมณ์ ใส่รองเท้า มัดเชือก และออกไปวิ่ง แม้จะอดตาหลับขับตานอนมาทั้งคืนก็ตาม
-------------------------------------------------------------
“หวัดดีครับพี่ปิ๋ม”
“หน้าบานเชียวนะยะ”
“ก็แน่นอน วันนี้วันดี”
ผมยิ้มกลับให้พี่ปิ๋มพร้อมหาวใส่เป็นของแถมอีกหนึ่ง พี่ปิ๋มยิ้มกลับให้ผมตบหลังผมหนัก ๆ หนึ่งทีจนผมตาสว่าง
“จ้า สามสิบเท่าไรแล้วนะ”
“พี่ปิ๋ม ผมเพิ่ง 25 เองครับ”
“ว้าย” เอามือทาบอกหนึ่งที “หน้าหล่อน ล้ำหน้านะยะ ทัพ” พร้อมเอามือย้ายมาปิดปาก
“พี่อะ”
“แน่ะ ขอบตาคล้ำเชียวนะ เมื่อวานกับน้องปริ๊นซ์ จัดหนักเหรอยะ”
แล้วเราสองคนก็เดินมาถึงลิฟต์กลาง ที่มีพนักงานแผนกอื่นร่วมเบียดโดยสารมาด้วยกัน ผมจึงได้แต่พูดเบา ๆ ผ่านริมฝีปากว่า
“หื่น”
“หน้าแดงหมดแล้ว”
ที่ขอบตาคล้ำไม่ใช่อะไรหลอกพี่ เพราะคิดมากต่างหาก
ลดา ลดา ลดา ลดา อย่าให้รู้นะว่าคือใคร
เมื่อหลุดออกจากลิฟต์เดินตรงไปที่แผนก พี่ปิ๋มก็ตะโกนลั่นอยู่ตรงลานกลางห้องว่า
“เอาเป็นว่า เที่ยงนี้ ไปกินข้าวกันทั้งแผนกนะจ๊ะ พวกเราเลี้ยงเอง”
“ครับพี่”
ผมยิ้มตอบ และยังต้องยิ้มแบบนั้นไปหลายนาที เสียงเฮลั่นจากเพื่อนร่วมแผนกหลายคนพร้อมทั้งเสียงร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ เอาจริงก็เป็นวันที่มีความสุขนะครับ ตอนเช้าก่อนจะออกมาขึ้นรถไฟฟ้าพีกับมีนก็โทรมาอวยพรด้วย ในบรรดารูมเมตผมทั้ง 4 คน ผมแก่สุดครับ ทั้งที่ตลอดเวลาผมเข้าใจว่าผมอายุน้อยแล้วนะ แม่อุตส่าห์เบ่งผมออกจากท้องตอนปลายปี ดันมาเจอเพื่อน ๆ ที่เกิดต้นปีถัดมาเสียได้ แม้แต่ม่อนและบอส ก็ล้วนอายุน้อยกว่าผม ถ้าย้อนเวลาไปได้จะบอกแม่ให้อดทนสักนิด ก็คงจะดีแฮะ
พอมาถึงซองโต๊ะทำงานของผม ก็เห็นกล่องของขวัญกองย่อม ๆ วางอยู่บนโต๊ะ แอบตื้นตันใจเล็กน้อย
“เบญจเพสแล้วนะทัพ ชีวิตต้องดีแน่ ๆ อะ ฉันลืมให้แกเมื่อกี้”
กล่องของขวัญอีกกล่องถูกยื่นส่งให้ผม
“อะไรน้า”
“ถุงยางอนามัยเจ็ดสี แบบบางเฉียบจากญี่ปุ่น ให้แกเอาไปใช้กับน้องปริ๊นซ์ไง”
“โอ๊ย พี่ปิ๋ม”
หัวหน้าแผนกร่างใหญ่ของผม แต่เคลื่อนมวลอย่างรวดเร็วสวนทางกับมวลร่างกายได้เดินจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ ไม่เปิดโอกาสให้ผมแก้ตัวหรือโวยวายอะไรเลย
แต่ผมก็มีความสุขนะครับ มีความสุขที่ได้ทำงานที่นี่ ว่าแล้วหยิบมือถือมาถ่ายรูปกองของขวัญทั้งหมดสักทีดีกว่า
“ทำงานได้แล้วทัพ”
ขนาดตัวไปไกล เสียงก็ยังลอยมา
“อันที่จริง ผมอยากได้วันพักร้อนสัก สองอาทิตย์อะครับ”
“จริง ๆ ก็ได้นะ แต่เป็น leave without pay (ลาโดยหักเงินเดือนตามวันที่ลา) นะจ๊ะ โอเคมั้ย”
“โหยยยยยย”
เสียงคนทั้งแผนกประสานพร้อมกัน แผนกจัดซื้อและตรวจคุณภาพสารเคมีแบบเรา ถ้าคนขาดไปสักคนก็วุ่นวายน่าดู ก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ ไอ้ที่ผมบอกว่าทำงานที่นี่แล้วมีความสุข ผมขอถอนคำพูดก่อนนะครับ ขอไปตัดสินใจใหม่ก่อน แล้วผมจะมาบอกใหม่นะ
“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุขค่ะทุกคน ทำงานไป”
พี่ปิ๋มผู้ใจดีในยามปกติ ได้กลายเป็นนางมารถือแส้ไฟไล่ฟาดหลังลูกน้องทุกคนไปแล้ว
“ครับแม่”
ทุกคนประสานเสียงพร้อมกัน
“ย่ะ”
ผมยังถ่ายรูปไปอีกสักพัก แล้วก็มีใครคนหนึ่งแอดเฟซบุคมา
Lada Ladapirat
“หืมมมม ลดาเหรอ บังเอิญไปมั้ง mutual ก็ไม่มีสักคน ไม่ได้เป็นเพื่อนกับพี่ปริ๊นซ์ด้วย”
ความสงสัยใคร่รู้มันพลุ่งพล่านจนนิ้วของผมเลื่อนไปที่ปุ่มรับเพื่อน ผมสู้กับตัวเองสักพัก แล้วก็ตัดสินใจไม่รับเป็นเพื่อน แม้ว่าจะรู้สึกตงิดมากแค่ไหนก็ตาม
การตัดสินใจเดียวที่ผมคิดว่าเหมาะสมที่สุดแล้วก็คือ กดปฏิเสธ...
-------------------------------------------------------------
มื้อเที่ยงอันแสนจ้าละหวั่นของผม เกิดในร้านสุกี้ชื่อดังเจ้าหนึ่ง
พี่ปิ๋มเล่นใหญ่โดยการบังคับให้ทุกคนใส่หมวกทรงแหลม และร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ลั่นร้าน เพื่อนร่วมงานรวมผมทั้งแผนก 9 คน ก็ก้มหน้าก้มตาร้องเพลง โดยพนักงานร้านได้จัดเซอร์ไพรส์โดยการเสิร์ฟเค้ก
พี่ปิ๋มกำชับให้ผมทำหน้าเซอร์ไพรซ์สุดขีด ทั้งที่คนที่หิ้วเค้กก้อนนั้นไปที่ร้านก็คือผม ตอนที่นั่งปักเทียนก่อนส่งให้พนักงานก็ทำต่อหน้าผม ผมมีส่วนร่วมในการปักเทียนไปตั้ง 5 เล่ม ด้วยซ้ำ
“เค้กมา แกก็ทำหน้าเซอร์ไพรซ์เลยนะ”
“พี่ปิ๋มคะ หนูว่าทัพไม่น่าจะเซอร์ไพรซ์แล้วแหละ”
“โอเคครับ ผมจะเซอร์ไพรซ์ก็ได้”
“เห็นมั้ยยัยตุ๊ก ทัพมันเป็นงานเรื่องพวกนี้จะตาย”
“สงสารพี่ทัพจังเลย”
“เงียบไปเลยไอ้ธีร์ กินไปเป็ดย่างนะ”
“โดนแล้วไงกู”
“อะไรนะไอ้ธีร์” เสียงตอบว่าไม่มีอะไรครับลอยสวนมานิดหน่อย “ถ้าพี่ไม่บอกมันมันก็ชอบทำหน้านิ่งไงจ๊ะตุ๊ก”
เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น
Lada Ladapirat ส่งคำขอเป็นเพื่อน
ครั้งนี้มีข้อความมาด้วย ผมอยากจะเปิดอ่านดู ณ ตอนนั้นมากเลย แต่โดนสายตาจิกกัดของพี่ปิ๋มที่พุ่งตรงมา จึงทำได้แต่วางโทรศัพท์ ปั้นหน้าเซอร์ไพรซ์สุดขีด และหายใจเข้าเตรียมพ่นลมให้แรงที่สุด แรงพอที่จะเป่าเทียนทุกเล่มให้ดับในครั้งเดียว
“เดี๋ยว”
พญาช้าง เอ๊ย พี่ปิ๋ม เอามือปิดปากผมทันที
หน้าผมแดงทันทีด้วยอากาศที่ตีตลบขึ้นหัว
“อธิษฐานก่อนสิยะ”
ผมซึ่งเกือบถูกพี่ปิ๋มฆาตรกรรมจึงได้หลับตาคิด
ขอให้ผมมีความสุข พ่อและแม่ น้องสาว และคุณยาย พี่ปิ๋ม เพื่อนในแผนก ทุกคนด้วย ขอให้ทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ขอให้ความรักของผมกับพี่ปริ๊นซ์ราบรื่น ขอให้บอส ม่อน พี มีน และ เออ ... ตาม ด้วย มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และก็มีชีวิตที่ดี
“เพี้ยง”
ผมเป่าเทียนดับหมดในรวดเดียว มีความสุขกับการตัดแบ่งเค้ก (เราต้องไม่กิน เราต้องผอมเท่านั้น ทัพ) กินสุกี้ ชุดหม้อคนใจบุญ (เพราะมีแต่ผักล้นหลาม) ออกจากร้านด้วยความหนักท้อง ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าลืมอะไรบางอย่างไป
“ทำไมคะ ทำไมไม่กล้ารับเฟรนด์
คุณกลัวอะไรเหรอคะ”
นั่นคือ ข้อความที่เธอส่งมา
ผมเดินตามเพื่อนร่วมงานที่กำลังพูดคุยเรื่องข้าวเย็นว่าจะกินสลัดผัก เพราะมื้อกลางวันจัดไปหนักแล้ว
ผมควรตอบดีมั้ย หรือควรทำอย่างไรดี
“เอาวะ ไม่ตอบ”
สิ่งที่ผมเลือกมันคงทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดมาก ในเมื่อมันขึ้นว่า seen เธอพิมพ์ข้อความรัวมาอีกครั้ง ผมไม่อยากจะใส่ใจจึงปิดหน้าจอสนทนาไป เตรียมกดบล็อกเธอ แต่ด้วยข้อความที่ส่งรัวมาอีกหลายครั้งใส่ผม ประดุจห่ากระสุนปืน มือถือเครื่องเก่าของผมก็ค้างจนถึงขั้นดับเครื่องรีสตาร์ตตัวเอง
“บ้าเอ้ย”
ผมรอเครื่องเปิดโดยสมบูรณ์ อย่างแรกเลยที่ผมจะทำก็คือ บล็อกซะ
“แต่ก่อนบล็อกขอดูหน่อยแล้วกันว่าส่งอะไรมา”
ผมกดดู ซึ่งนั่นเป็นความผิดพลาดครั้งมหันต์ในชีวิต 25 ปี ของผมเลย
เพราะมันคือ.........
-------------------------------------------------------------
จบบท 15
-
:katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
-
เอาแล้วววว :katai1:
-
ชีวิตนี้ไม่ง่ายเลยเนอะ
-
:hao7: :hao7: :hao7: :hao7:
-
โอ้ย! ค้าง :hao7:
อย่าบอกนะเป็นภาพของปริ้นนะ
-
บทที่ 16
หลีกหนี
ผมไม่รู้ว่าผมควรทำยังไงกับคนตรงหน้าดี ก้อนสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกำลังส่งเสียงโหยหวนครางครวญออกมา นี่ไม่ใช่มีนที่ผมรู้จักเลย
“มึง อย่าร้องไห้เลย” ผมก้มลงนั่งบนเตียงของมีนแล้วตะคองกอดเพื่อนรักที่ก้มหน้ากอดเข่าแทรกศีรษะมุดลงไป แล้วร่ำไห้อย่างน่าสงสาร “คนเลว ๆ แบบนั้นไม่คู่ควรกับมึงหรอก สาวสวยในโลกมีอีกเยอะนะ”
พรุ่งนี้ผมมีควิซแลปเคมีอินทรีย์ วันนี้ก็เพิ่งทำแลปเคมีวิเคราะห์เสร็จ ชีวิตปี 2 ช่างเหนื่อยล้าเหลือเกิน ภาวนาให้ตามกับพี กลับมาห้องโดยเร็ว แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า วันนี้ตามมีเลี้ยงสายรหัส ส่วนพีก็ต้องไปเทรนน้องชมรมมวยที่กำลังลงแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ของเด็กปี 1
กลับมาที่โลกความเป็นจริง มีนยังส่งเสียงเหมือนวิทยุปรับจูนคลื่นไมม่เจอต่อไป คนอ่อนประสบการณ์อย่างผมจะปลอบใครได้วะเนี่ย
“ทัพ”
เสียงแผ่วเบาดังออกมาจากก้อนกลม พร้อมกับใบหน้าขาว ตาแดงบวมด้วยคราบน้ำตา กำลังเงยมองผม
“กูหิวน้ำ”
ผมเดินลิ่วกึ่งพุ่งตัวไปคว้าขวดน้ำ รินใส่แก้ว ยื่นให้มีนทันที เชื่อมั้ยล่ะ ทุกอย่างเกิดขึ้นภายใน 5 วินาที และถ้าทำได้ก็คงเทน้ำใส่ปากมันโดยตรงแล้ว
“เอาอะไรอีกมั้ยมึง”
“กู... กูไม่ดีตรงไหนวะ”
“ไม่ ไม่ ไม่ มึงดี”
แล้วมันก็เอาหัวมุดกลับลงไปที่เข่าทั้งคู่ของมันอีกครั้ง
“เห้อ มีน กูก็ปลอบคนไม่เก่งวะ แฟนก็ไม่เคยมี” เสียงร้องไห้มีนยังดังอย่างต่อเนื่อง “กูรู้นะว่ามึงเสียใจ และก็รู้ด้วยว่าตอนนี้มึงก็กำลังฟังกูอยู่ กูอยากหาคำมาปลอบใจมึงนะ แต่กูอ่อนวะ กูนึกไม่ออกสักคำ”
ผมกอดมีนอีกครั้ง เอื้อมมือตบไหล่มันเบา ๆ แล้วผมก็เอ่ยปากเล่าชีวิตตัวเองตั้งแต่ที่เจอพี่ปริ๊นซ์ จนมาถึงวันปัจฉิมนิเทศของพี่ปริ๊นซ์
“ยิ่งกูได้ยินว่า ถ้าผอมแล้วพี่เขาจะชอบกู ก็พยายามลดความอ้วนมาตลอด วันปัจฉิมนิเทศของพี่เขา กูก็อยากไปนะ กูเตรียมของขวัญไว้ด้วยแหละมึง แต่ยายเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน แม่กูก็เล่นใหญ่ ตกอกตกใจ กลัวว่าท่านจะเสีย เรียกให้กูไปดูใจ พอกูสอบเสร็จ แม่ปรี่มารับถึงโรงเรียน น้ำตานองหน้า กูต้องทิ้งมอเตอร์ไซค์จอดทิ้งไว้ที่นั่นเลย”
ผมถอนหายใจออกมา
“แต่แท้จริงแล้ว ยายกูแค่ข้อมือซ้น แค่นั่นเอง หมอยังบอกเลยว่าอีกสามสี่วันก็หาย” ผมหัวเราะแผ่วเบา นึกถึงอดีตที่มีทั้งสุขเคล้าทุกข์ “ของขวัญกูก็เป็นหมันไป แล้วรู้ปะคืออะไร ของกินวะ ห้าๆ เป็นขนมร้านที่พี่ปริ๊นซ์ชอบกิน จริง ๆ ก็ไม่ได้เป็นหมันหรอก กูแดกเองนี่ละ คิดดู คิดจะลดความอ้วน แต่เริ่มต้นด้วยการแดกขนม พอมานั่งคิด ยายก็เล่นใหญ่เหมือนแม่กูนะแหละ โทรอ้อนลูกหลาน ฮะฮ่า คนแก่อะเนาะ คงเหงา”
เสียงร้องไห้ของมีนเริ่มเงียบหายจางลงไป แต่ก็ยังคงก้มหน้าอยู่ดังเดิม
“จากนั้น กูก็ไม่เจอพี่เขาอีกเลย ไม่เจอเลยจริง ๆ พี่เขาไม่ติดต่อมาด้วยซ้ำ กูก็เอาแต่บ้าอ่านหนังสือ คิดวิธีต่าง ๆ เพื่อผอมให้ได้ อีกทางหนึ่งกูก็อยากไปเรียนเมืองนอกเหมือนพี่เขา แต่กูก็ไม่ไปเพราะไม่มีเงิน”
ผมหัวเราะออกมาอีกครั้ง นึกถึงความรู้สึกตนเองที่ใฝ่สูงจะไปนอกให้ได้ ทั้งที่ภาษาอังกฤษได้เกรด 2.5 มาตลอด
“แล้ว มึงไม่คิดจะติดต่อพี่เขาบ้างเหรอ”
“เอ้า มึงไม่เศร้าแล้วเหรอ”
“เศร้า ทำไมเขาต้องทิ้งกูวะ กูเตี้ยแล้วผิดตรงไหน เขาไปกับผู้ชายคนอื่นอะ แม่ง สูงชิบหาย กูสู้ไม่ได้วะทัพ”
“มีน มึงไม่เตี้ยเลยนะ แค่ตัวเล็ก อย่าคิดแบบนั้นสิวะ”
“เขาบอกกูเตี้ย”
“มึงไม่เตี้ย”
จริง ๆ ก็เตี้ยแหละ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ผมไม่ควรพูดความจริงทั้งหมด จริงมั้ย?
“เออ ช่างเหอะ กูขอถามอะไรหน่อย”
เมื่อมีนเอ่ยประโยค ขอถามอะไรหน่อย ขอพูดอะไรหน่อย ขึ้นมา ผมว่ามันเป็นสัญญาณที่ดีทีเดียวแหละ
“เอาสิ ถามมา”
“แล้วมึงใช้ชีวิตต่อยังไงวะ กับคนที่มึงแอบชอบมาตั้ง 5 ปี”
“แรก ๆ ก็เฮิร์ตอะ แต่สุดท้ายก็ใช้ชีวิตต่อไปอะ ตอนเด็กกูเจอปัญหาหนักอกเยอะ ทุกครั้งที่ประตูหนึ่งปิดลง ความมืดก็จะเข้ามาปกคลุมชีวิตเรา ถ้าเรามัวแต่โศกาอาดูรย์อยู่ตรงหน้าประตูบ้านนั้น เฝ้าอ้อนวอนให้ประตูเปิดอีกครั้ง เพื่อให้มันนำพาแสงสว่างกลับเข้ามาในชีวิต บางทีนะมีน เราอาจลืมคิดไปว่า ประตูอีกบานหนึ่งอาจเปิดให้เราแล้ว บางทีอาจไม่ใช่ประตู แต่เป็นหน้าต่าง ทว่าก็ยังเปิดจริงเปล่าวะ แสงสว่างในชีวิตเรา ไม่เคยดับหายไปหรอก มันมีอยู่ตลอดนะแหละ เพียงแค่ว่า เราจะเลือกมองจากมุมเดิม ๆ โดยหันหลังให้มุมอื่น ๆ ไปหรือเปล่า”
“อืม มึงพูดดีนะเนี่ย”
มีนกำลังขบคิดกับเรื่องยาว ๆ ของผม แสดงว่าผมมาถูกทางแล้วแหละ
“ก็มีคนสอนกูมาอีกทีนะ ฮ่า ๆ”
ก็พี่ปริ๊นซ์นะแหละ ไม่ใช่ใครอื่น
“ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย” ผมพยักหน้า “แล้วมึงเจอแสงสว่างจากประตูบานใหม่มั้ย”
“ไม่ ฮะฮ่า ๆ”
แล้วมีนกับผมก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน
“กูก็ยังรักเขานะ ประตูบานเก่ากูนะ ยังรักเสมอ แต่ก็เลิกที่จะเอาแต่เพ่งมองไปทางประตูบานนั้นแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มองไปทั่วอะ มองทั้งห้องมืด ๆ หลังน้อย ๆ ของกู”
“อืม”
“แต่มึง กูเห็นนะ เห็นเงามืดในห้องกู ก็แสดงว่าต้องมีแสงนั่นแหละมีน เพียงแต่ว่า ตอนนี้กูก็ยังตอบกับตัวเองไม่ได้แค่นั้นแหละ ว่าแสงนั้นมาจากไหน”
“แล้วตอนนี้ละ”
“ก็ตอบไม่ได้เหมือนเดิม”
“อ้าว”
“เอาเป็นว่า มึงเหมือนกันนะ ตอนนี้ประตูบานนั้นปิดลงไปแล้ว มึงยังมีพวกกูอยู่นะ แสงสว่างไม่ได้หายไปไหน มันมาแล้วแหละ แค่มึงต้องอดทน รอคอย แต่ถ้าวันนี้อยากเศร้า เอาให้เต็มที่เลยนะ กูจะอยู่ข้าง ๆ มึงนี่แหละ”
“ไม่เอาละ กูขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ย”
“หืม ว่ามาสิ”
ผมยิ้มให้ อาการของเพื่อนผมคนนี้คงกลับมาเป็นปกติแล้วละ
“หิวอะ ไปกินข้าวกันมั้ย”
“เออ ไป วันนี้พีกับตามคงไม่กลับมากินด้วย มีแค่เราสองคน ไปกินที่อื่นกันมั้ย กูเลี้ยงเอง”
“อืม ดี แต่กูขอเลี้ยงนะ”
“เออ ดี ต่างคนต่างเลี้ยง มึงจ่ายของกู กูจ่ายของมึงแล้วกัน”
เราสองคนมองหน้ากัน ขำขึ้นมาเสียงดัง ผมเปิดประตูห้องออกไปยืนรอด้านนอก ยิ้มให้เพื่อนตัวเล็กที่คว้าทิชชูขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตา ได้ยินเสียงแผ่วเบาที่มีนพูดกล่อมตัวเองว่า ประตูบานใหม่ ประตูบานใหม่
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ประตูห้องผมเปิด พร้อมกับชายตัวสูงที่แผ่รังสีของความโมโหโทโสอกอมารอบกาย
“เป็นบ้าอะไรทัพ พี่รอที่ร้านเป็นชั่วโมง ๆ โทรไปเป็นร้อย ๆ สายก็ไม่รับ พี่ตามหาเราไปทั่ว ไปบริษัท ไปที่ร้านข้าวที่เราเคยไป นึกว่าเราเป็นอะไรไปแล้ว แต่ทัพกลับมานั่งสบายอยู่ที่ห้องเนี่ยนะ”
“สบายเหรอ”
เสียงเยียบเย็นอันแสนเย็นชาของผม ทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งถอยหลังเล็กน้อย
“เป็นอะไร”
แล้วร่างสูงใหญ่ก็เดินเข้ามาเผชิญหน้ากับผม กระชากผมลุกขึ้นยืน
“เป็นอะไร ไหนตอบสิ”
“ผมต้องถามพี่มากกว่า ว่าพี่เป็นใคร พี่ใช่คนที่ผมรู้จักหรือเปล่า”
“ทัพ พูดอะไรของทัพ”
“ลดา”
อาการผงะตกใจ และหัวคิ้วกระตุกของพี่ปริ๊นซ์ยิ่งยืนยันถึงความผิดปกติของเจ้าตัว แต่เขายังคงแสร้งทำตัวปกติต่อ
“ทำไมทัพ”
“พี่ตอบผมหน่อยสิ เขาเป็นใคร”
ผมตะโกนออกมาดังลั่น
“เพื่อนเก่าพี่ เขาเป็นเพื่อนเก่าพี่สมัยเรียนที่อเมริกา พี่ไปยืมเงินเขา”
“พี่ยืมเงินเขามาเยอะมากสินะ”
“ก็เยอะพอดู แต่พี่ก็คืนเกือบหมดแล้ว”
“คืนเหรอ”
แล้วผมก็หัวเราะออกมาแบบคนเสียสติ ก้มลงไปคว้ามือถือขึ้นมา มือถือแสดงเบอร์ไม่ได้รับสายจากพี่ปริ๊นซ์นับสิบครั้ง ผมปลดล็อค เข้าแชทเฟซบุค แล้วชูหน้าจอให้พี่ปริ๊นซ์เห็น
“จ่ายเงินต้นด้วยตัว แล้วก็จ่ายดอกด้วยการจูบ เหรอไง พี่ทำอย่างนี้ได้ไง พี่เอาตัวเองไปนอนกับเขาเพื่อเงินเนี่ยนะ พี่ปริ๊นซ์”
ภาพบางเฟรมจากคลิปที่โชว์วินาทีสวาทของชายหญิงปรากฏในกล่องสนทนา
“พี่จะให้ผมคิดยังไง ผมพยายามคิดว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนเราจะคบกัน แต่เมื่อคืน เมื่อคืน ทั้งที่พี่อยู่กับผมในห้อง พี่ก็เพิ่งคุยกับเขาเพื่อแลกตัวพี่กับเงินอีก”
ภาพบทสนทนาในโปรแกรมไลน์ที่ถูกตัดมาเป็นหนึ่งในภาพที่ถูกส่งมาให้ผมด้วย
“ฟังพี่ก่อน คือ”
“ผมควรฟังอะไร”
ผมตะโกนตอบกลับไปอย่างเสียสติ
“ผมต้องจ่ายเงินพี่เท่าไร ที่เราจูบกัน ที่เราจับมือกัน พี่มีค่าเท่าไร บอกผมมาสิ”
“ทัพ พี่มีเหตุผล มันเป็นแค่เรื่องเงินเท่านั้น”
“เงินเท่านั้นเหรอ พี่ขายตัว พี่เอาศักดิ์ศรีของตัวเอง เอาความเชื่อใจของผม ไปแลกกับเงินได้ยังไงกัน”
ผมผลักพี่ปริ๊นซ์ที่พยายามเข้ามากอดผมออกด้วยแรงโทสะ
“พี่รู้ตัวมั้ยว่าการกระทำแบบนี้มันน่ารังเกียจ แล้วตลอดเวลาพี่ก็พยายามจะขอมีอะไรกับผม หรือเพียงเพราะว่า พี่อยากได้เงิน พี่อยากได้เงินเท่าไร”
“พี่ไม่เคยคิดแบบนั้นกับทัพเลยนะ”
“แล้วตลอดเวลาที่เราคบกัน จูบกัน ไปเที่ยวกัน ทุกวินาทีที่ผมมีความสุข ผมต้องจ่ายให้พี่เท่าไร”
ผมดิ้นรนผลักคนต่างหน้าที่พยายามโผตัวเข้าหาผมอีกครั้ง ผมกลัว ผมโกรธ ผมรู้สึกสับสนไปหมด ทันที่ที่ผมเห็นข้อความแชทของลดา ผมก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองกลายเป็นซากที่เดินได้
ผมยังจำทุกบทสนทนาของลดาได้เป็นอย่างดี
“คุณจะเป็นชู้กับปริ๊นซ์ไปถึงเมื่อไร เขารักฉัน และฉันก็เขาจริง ๆ คุณก็เห็นจากในคลิปแล้ว เขาบอกว่ารักฉัน เห็นแก่ลูกในท้องฉันเถอะ เห็นแก่ใครก็ได้ ปล่อยปริ๊นซ์มา”
“แล้วต่อให้คุณบอกปริ๊นซ์ไม่รักฉัน แต่คนอย่างปริ๊นซ์ก็ไม่รักคุณหรอก เขาต้องการเงิน คุณมีให้เขาได้เหรอ คุณมีปัญญาเหรอ”
“ถ้าสุดท้ายปริ๊นซ์ต้องการเงิน เขาจะเลือกคุณเหรอ”
“คุณจะทนได้เหรอ ที่จะใช้ผู้ชายร่วมกับฉัน ปากที่เขาจูบคุณ ก็คือปากเดียวกับที่จูบฉัน มือที่เขากุมมือคุณ ก็คือมือเดียวกับที่ปลอบประโลมฉัน”
“ฉันสืบมาแล้ว พ่อแม่คุณก็หย่าร้างกันเพราะเรื่องชู้สาว คุณย่อมเข้าใจความรู้สึกตรงนี้ดีกว่าใครสิ ปล่อยปริ๊นซ์มา”
ผมปวดหัว ผมไม่สามารถอยู่ในสภาพแบบนี้ได้อีกต่อไป
ผมไม่อยากเห็นหน้าพี่ปริ๊นซ์
“โกหก พี่โกหกผมมาตลอด”
ผมโงนเงนเหมือนจะเป็นลม
“กูไม่ได้อยากมาอยู่ในสภาวะแบบนี้ เขารักพี่มากขนาดไหน ทำไมพี่ไปหลอกเขา พี่ไม่รู้เหรอว่าเขาจ้างนับสืบตามเรามาตลอด รู้มั้ย”
มันไม่ใช่การสนทนาหรอก เหมือนผมกำลังพูดกับตัวเองมากกว่า
“ทัพ”
“พี่รู้มั้ย”
“รู้”
“แล้วพี่รู้มั้ย ว่าเขาท้อง”
“มันไม่ใช่เรื่องจริงทัพ เขาสร้างเรื่องมาทั้งเพ”
“พี่มั่นใจได้ยังไง ผมจะมั่นใจได้ยังไง พี่โกหกผมมตลอด เรารู้จักกันมาหลายปีแต่ผม” ผมสะอื้นไห้ออกมา “ราวกับผมไม่เคยรู้จักพี่เลยสักนิด”
น้ำตาไหลอาบแก้ม ภาพของพี่ปริ๊นซ์เริ่มพร่าเลือนลงไป ผมอยากตีอกชกตัว ทึ้งผม อยากทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ผมหายไปจากความรู้สึกนี้
“พี่มีเหตุผล ช่วยฟังก่อนได้มั้ยละ” มือที่พยายามโอบรอบผม และริมฝีปากที่บดขยี้ปากผม “พี่รักทัพจริง ๆ นะ”
“อย่า อย่าทำแบบนี้”
“พี่รักทัพจริง ๆ นะ”
พี่ปริ๊นซ์โอบรัดผมได้ในที่สุด ริมฝีปากกำลังเลื่อนไหลไปที่ซอกหู ลำคอ มือที่ป่ายปัดไปทั่ว ทำให้ผมเคลิบเคลิ้มไปกับมันโดยไม่รู้ตัว ฉากของหนังน้ำเน่าหลังข่าวหลายเรื่องที่นางเอกทะเลาะกัน แล้วจบลงด้วยฉากเลิฟซีนที่พระเอกเอาชนะใจนางเอกได้ด้วยเรื่องบนเตียง ฉายย้อนขึ้นมา
แล้วภาพซ้อนของชายที่กำลังข่มขืนผู้หญิงก็ซ้อนทับขึ้นมา ความกลัวและขยะแขยงในใจพุ่งขึ้นทันใด ผมพยายามดิ้นรนให้พ้นจากพันธนาการนั้น แต่ผมก็ไม่สามารถสู้แรงของพี่ปริ๊นซ์ได้
จากความโกรธกริ้ว กลายเป็นภาพฝันร้าย แล้วในพริบตา ความรู้สึกทั้งมวลก่อนหน้าก็ถูกทาบทับด้วยความหฤหรรษ์ แม้ว่าจะมีความรู้สึกเจ็บกายอย่างมหาศาลควบคู่ด้วยก็ตาม
เมื่อสติกลับคืนมา ทุกความทรงจำเริ่มไหลเลื่อนจนเด่นชัด ชีวิตผมก็เหลือแต่เพียงความเจ็บปวด ใจแหลกสลาย และร่างกายที่บาดเจ็บเต็มไปด้วยแผลฟกช้ำ
ผมยกแขนพี่ปริ๊นซ์ที่พาดทับตัวผมออกอย่างเชื่องช้า อาการเจ็บด้านหลังยังแล่นแปลบอยู่ตลอด ความรู้สึกหลากหลายแล่นไปมาในหัวของผม อยากร้องไห้ อยากหัวเราะ อยากตีอกชกตัว สับสนกับภาวะนี้ ผมแต่งตัวอย่างเชื่องช้า เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า เดินออกจากห้องนอนอย่างเชื่องช้า ทิ้งพี่ปริ๊นซ์ที่กำลังหลับไหลไว้เบื้องหลัง
ยืนสับสนอยู่หน้าคอนโด พยายามเรียกแทกซี่เป็น 10 คัน จนในที่สุด
“ไปเอกมัยครับพี่”
“ครับ”
ผมแทรกตัวนั่งที่เบาะหลัง คิดถึงชีวิตในภายภาคหน้า ไม่นานก็ต้องเงยหน้าขึ้นเพราะสัมผัสได้ถึงสายตาหนึ่งคู่ที่จับจ้องอยู่ แม้จะเป็นการมองผ่านกระจกก็ตาม
“...................”
“น้อง โอเคหรือเปล่าครับ พี่ขอโทษที่ต้องถาม แต่พี่เห็นรอยช้ำตามตัว”
“ผมโอเคครับพี่”
พยายามขยับปกคอเสื้อบังรอยช้ำแดงบริเวณคอ
“คนเราสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้เนาะ เป็นผู้ชายแท้ ๆ ก็ยังโดนฉวยโอกาสได้ ไหวไม่ไหวก็บอกนะ”
“ครับพี่”
“ไปตรวจโรคหน่อยก็ดีนะ”
“พี่ครับ ไม่ต้องพูดแล้วได้มั้ยครับ”
แล้วผมก็ร้องไห้ออกมา เป็นอันสิ้นสุดการพูดคุยระหว่างเรา การร้องไห้เป็นสิ่งมหัศจรรย์เพราะทำให้ผมได้โดยสารรถฟรี พี่แทกซี่กล่าวด้วยเสียงใจดีว่า
“คิดว่าช่วยกัน เป็นกำลังใจให้นะน้อง”
ผมหยิบมือถือขึ้นมา ส่งข้อความไปหาพี่ปิ๋มว่า ผมขอ leave without pay สัก 1 สัปดาห์
โดยไม่รอการอนุมัติอื่นใดจากพี่ปิ๋ม เมื่อผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมก็ปิดมือถือทันที
รถทัวร์รอบแรกของวันเคลื่อนตัวออกจากท่าจอดรถอย่างเชื่องช้า พร้อมหัวใจและร่างที่แหลกสลายของผม เหม่อมองจราจรช่วงตีห้าของมหานคร ปล่อยอารมณ์ความรู้สึกให้โลดแล่นรับวันใหม่ซึ่งไม่มีทางสวยงามได้ดังเดิมอีก
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 16
ตอนหน้าจะเป็นตอนพิเศษก่อนนะครับ
ขอบคุณครับ
:z2:
-
ทำไมปริ๊นเป็นอย่างงี้ล่ะเฮ้ยยยยย :katai1:
สงสารน้อง โอยยยยย
-
ไม่เข้าใจความคิดของอิพี่มันเลยคืออะไร?โดน ผญ คนนั้นบังคับเหรอรึยังไง แต่ทำไมต้องมาทำกับทัพแบบนี้นี่เหรอที่บอกว่ารักเห็นแก่ตัวมากกว่ากลัวจะเสียเขาไปล่ะสิแล้วทีนี้เป็นไงเสียไปจริงๆมั้ยล่ะสมน้ำหน้า(อินจัด)ขอ :z6: หน่อยนะ
ทัพเอ๋ย!มองหาแสงสว่างใหม่นะลูกไม่อยากให้คู่กับคนนี้แล้วหาคนที่ดีกว่านี้ดีกว่า :กอด1: ทัพ
-
:katai1:
-
ตอนพิเศษ 2
“หลินจ๊ะ กินข้าวร้านนี้มั้ย พีเบื่อสลัดซิสเลอร์แล้วอะ”
ผมชี้ชวนไปยังร้านอาหารอิตาเลียนแสนแพง ไร้ลูกค้า ผมอยากกินชีส ชีสไม่ตกถึงท้องผมมาหลายเดือนแล้ว
“ไม่ได้ค่ะ” สาวงามที่ผมกำลังกุมมืออยู่เคียงข้าง ปฏิเสธเสียงแข็ง “พีจะตัวแตกอยู่แล้วนะคะ”
ผมหงอกลัว หดคอเหมือนเต่า เดินเข้าร้านซิสเลอร์ด้วยความเบื่อหน่าย
ขณะที่หลินสั่งเมนูสเต๊กอันหลากหลาย ผมกลับถูกอนุญาตให้กินได้แค่สลัดบาร์
“แล้วพีก็ต้องไปออกกำลังกายด้วย เชิ้ตที่หลินซื้อให้เมื่อเดือนก่อน ใส่แทบไม่ได้แล้วนะคะ”
“ครับแม่”
“แน่ะ ล้อเลียนเหรอคะ”
สาวเจ้าหยิกผมไปหนี่งที ได้แต่เอามือลูบอย่างน่าสงสาร นี่แฟนหรือแม่กันแน่วะ
“พีคะ”
“ครับที่รัก”
“ทัพเป็นอย่างไรบ้างค่ะ พีไม่เห็นพูดถึงเลยช่วงนี้”
“หึ มันก็สบายมีความสุข มีแฟนนอนกก”
“แน่ะ ล้อเลียนเขาอีก แฟนทัพนี่ใครเหรอคะ หมอตามหรือพี่ปริ๊นซ์”
“หลิน”
ผมส่งเสียงเรียกเธอด้วยความตกใจ เห็นเงียบ ๆ แบบนี้ ช่างสังเกตเหมือนกันนะเรา เธอกำลังหัวร่อต่อกระซิกอย่างน่ารัก
“หลินสังเกตก็รู้ หลินไม่ได้โง่นะ”
“เชื่อแล้วจ้า ว่าไม่โง่” ผมกุมมือเธอ พยายามยิ้มให้ดูหล่อที่สุด “ก็พี่ปริ๊นซ์จ้ะแฟนไอ้ทัพนะ”
“อ้อ ไม่แปลกใจค่ะ”
เธอยิ้มงามสวยให้ผม สเต๊กจานใหญ่ที่เธอสั่งถูกเสิร์ฟลงทางผม ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนักหรอกเพราะผู้หญิงตัวเล็กร่างบางอย่างสิตารินทร์คงไม่ได้สั่งสเต๊กคอมโบจานใหญ่ที่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะกินคนเดียวได้หมด แต่สิตารินทร์ ก็คือ สิตารินทร์ แฟนของผมคนนี้กินเก่ง และไม่เคยอ้วน วินัยการออกกำลังกายของเธอดีมาก เธอยังคงยิ้มบางให้ผม เฝ้ามองสเต๊กจานนั้นด้วยสายตามันวับเมื่อผมดุนจานอาหารให้เธอ มีดเล่มน้อยก็จรดกรีดเนื้อฉ่ำทันที
“พีไม่กินเหรอคะ สลัดนะ”
ผมเออออเอาส้อมจ้วงสลัดผักใบเขียวเข้าปากเคี้ยวอย่างเชื่องช้า รู้สึกละเหี่ยใจกับจานสลัดผักตรงหน้า พร้อมทั้งโปรแกรมออกกำลังกายอีกยาวเหยียดเป็นหางว่าวที่ต้องออกหลังจากนี้ หลินชวนคุยเรื่องงานวันนี้อย่างตื่นเต้น เราเรียนรุ่นเดียวกัน คณะเดียวกัน มาทำงานเดียวกัน เพียงแต่ว่าผมกับเธอจบคนละมหาวิทยาลัย และทำงานคนละแผนก
หลินทำงานอยู่แผนกที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศ เธอสามารถพูดได้ถึง 3 ภาษา ส่วนผมพูดไทยก็ไม่ค่อยชัด โดนคนรอบตัวทักว่าพูดทองแดงเสมอ ภาษาอังกฤษไม่ต้องพูดถึง งู ๆ ปลา ๆ ยังดีกว่าเกินกว่าจะเอามาใช้เทียบกับความสามารถผม
“งานแผนกฟ้องร้องน่าเบื่อมากหลิน แผนกหลินดูสนุกนะ”
“ก็ดีนะคะ ได้คุยภาษาจีนกับลูกค้า สนุกดีค่ะ กลัวจะไม่ได้ใช้จนลืมแล้วเนี่ย”
โทรศัพท์มือถือที่สั่นรัว ทำให้ผมลุกออกจากโต๊ะ ขอโทษหลินหนึ่งทีแล้วเดินออกมาคุยกับเพื่อนรักด้านนอกร้าน ผมเดินมาบริเวณบูธร้านไอศกรีมที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากร้าน แต่ยังสามารถมองกลับไปเห็นหลินกำลังเพลิดเพลินกับสเต๊กได้อยู่
“เหี้ย มีน กูตื่นเต้น”
“ตื่นเต้นอะไรหวะ แหวนพร้อมยัง”
“แหวนนะพร้อมแล้ว ซื้อหมดไปหลายบาท เซ็ง หม้ายเบี้ย (ปักษ์ใต้: ไม่มีเงิน)”
เสียงหัวเราะดังจากอีกฟากของโทรศัพท์ ใครจะเชื่อละครับว่าหนุ่มเชียงรายอย่างมีนจะมาสนิทกับหนุ่มสงขลาอย่างผม เราสองคนหลุดคำศัพท์ภาษาถิ่นใส่กันเป็นประจำ ช่วงแรกก็งงเป็นไก่ตาแตก พอเวลาผ่านไปก็ปรับตัวเข้าหากันได้ โดยต่างฝ่ายไม่จำเป็นต้องอธิบายความหมายด้วยซ้ำ
“อย่าตื่นเต้น”
เหมือนว่ามันจะปลอบใจผมนะครับ ทำไมผมได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากไอ้เตี้ยมีน จนผมต้องโวยวายใส่มันไปหลายประโยค ชนิดด่ารัวไม่แคร์บรรพบุรุษมันกันเลย แน่นอนว่ามีนก็ยังไม่สะทกสะท้านและหัวเราะต่อไปอีกสักพัก
“สุมาเต๊อะ อดไค่หัวบ่าได้ (คำเมือง: ขอโทษ อดขำไม่ได้)”
“ทำไงดีวะ”
“มึงตั้งสติ แผนที่เราวางกันไว้ก็โอเคแล้ว มึงแค่ทวนแผนทั้งหมดในใจ จำไดอะล็อกได้หมดใช่มั้ย”
“ไม่ได้หวะ”
“โอ๊ย กั๋วแต๊กั๋วว่า (คำเมือง: กลัวมาก ๆ) จะรอดใช่มั้ยเนี่ยมึง”
“เจ็บหัวเหม็ด (ปักษ์ใต้: ปวดหัวจัง)”
ผมปวดหัวจริง ๆ นะ ขอแต่งงานไม่กลัวเท่ากับ สุดท้ายหลินตอบปฏิเสธผมเลย แล้วถ้าปฏิเสธจะทำยังไงดี จะอายเขามั้ย ผมไม่ได้ตั้งใจมาขอเธอในร้านซิสเลอร์ด้วยซ้ำ ลูกค้าในร้านเยอะเกินไป แผนแรกที่ผมวางไว้คือร้านอาหารธรรมดา ราคาแพง แต่ก็รับประกันได้ว่าลูกค้าน้อย แบบนี้มันยากเกินความสามารถผมแล้ว
“เอางี้ มึงจำไดอะล็อกไม่ได้ก็ช่าง ขอไปเลย ใช้ความจริงใจ จะหลุดทองแดงก็ช่างมัน”
“โอเค”
รู้สึกมั่นใจขึ้นมาอีกหน่อย หน่อยเดียวจริง ๆ พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วย ลูกกลัว ลูกตื่นเต้น
“กูต้องไม่ตื่นเต้นใช่มั้ย”
“หมันแหล่ว (ปักษ์ใต้: ใช่เลย)”
“ใจเย็น ๆ มีน นั้นภาษาบ้านกู”
เราสองคนหัวเราะพร้อมกัน บางทีก็สับสนกันได้นะครับ
“เออ สู้นะมึง แค่นี้ เล่าให้กูฟังด้วย”
ผมวางหูลง เดินเข้าร้าน เหงื่อไหลซึมแม้ว่าอากาศจะเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ทำงานหนัก เดินด้วยทีท่าไม่ต่างจากหุ่นยนต์ นั่งลงตรงข้ามว่าที่เจ้าสาวผม ที่ยิ้มรับการกลับมาของผม อย่างหนึ่งที่ผมชอบหลินคือ เธอไม่เคยถามเลยว่าผมคุยกับใครมา ไม่จู้จี้จุกจิก จนบางครั้งผมก็ถามเธอกลับว่า ไม่หึงกันเหรอ แต่หลินก็จะตอบกลับด้วยความใจเย็นเสมอว่า หลินไว้ใจพีค่ะ เพราะเหตุนี้ยิ่งทำให้ผมรักเธอมากขึ้นกว่าเดิม
“พีไม่สบายหรือเปล่าเนี่ย”
ท่าทางลนลานของผมคงเห็นได้ชัด หลังมือนิ่มยื่นมาทาบทับที่หน้าผากผมเพื่อหยั่งอุณหภูมิ
“ตัวก็ไม่ร้อนน้า” เธอนิ่งคิด “เดี๋ยวถ้าพีออกกำลังกายครบหนึ่งเดือน หลินให้รางวัลพาไปกินขนมนะคะ หลินเลี้ยงเอ”
อีกประการหนึ่งที่ทำให้ผมหลงรักเธอหัวปักหัวปำก็คือ หลินเป็นคนยุติธรรม ราวกับตราชู อาจด้วยเพราะว่าเราต่างจบนิติศาสตร์ทั้งคู่ เราจึงมีความคิดอยู่บนพื้นฐานของคำวว่ายุติธรรม ทุกอย่างต้องหาร ถ้ากินไม่เท่ากัน ก็ต่างคนต่างออกส่วนของตัวเอง แต่นั่นไม่ได้แปลว่า จะไม่มีสักครั้งที่ผมเลี้ยงเธอ และเช่นกัน ที่หลินจะเลี้ยงอาหารผมสักมื้อ ในโอกาสพิเศษ
“หลินคิดก่อนนะคะ ว่าจะไปพาไปกินอะไร พีต้องลดความอ้วนก่อนนะ”
“แล้วถ้าพีไม่ผอมซะทีละ”
เอาวะ ประโยคแรกในไดอะล็อก ถูกพูดออกไปแล้ว ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนเอ หลินต้องตอบว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าหลินตอบว่า ทำไมไม่ผอม ก็จะใช้แผนบี ในกรณีที่หลินตอบว่า พีก็ต้องผอมสิคะ ก็จะเป็นแฟนซี ผมหัวเราะให้กับความรอบคอบของตัวเองและมีน
“เลิกค่ะ”
ข้อศอกที่เท้ากับขอบโต๊ะ เต๊ะท่าให้เหมือนว่าตัวเองหล่อเสียงเต็มประดาของผมแทบไถลลื่นหลุด ตัวผมเสียหลักกลางอากาศ ไหนกันวะแผนเอ แผนบี แผนซี แผนไหนก็ไม่มีอีกแล้ว
“ทำไมคะ ทำไมพีจะไม่ผอม”
หลินแปลงร่างกลายเป็นครูใจร้าย ที่ถามหาเหตุผลว่าทำไมไม่ทำการบ้านส่งในทันที ผมตักสลัดเข้าปากอีกหนึ่งคำ จิ้มปูอัดเคี้ยวตุ้ย ๆ นึกถึงความเป็นไปได้ทุกอย่างในหัว นึกถึงไดอะล็อกของทุกแผนที่คาดเอาไว้ที่ตอนนี้พังทลายป่นปี้หมดแล้ว
“เออ”
“ทำไมคะ”
ยิ่งถูกเร่ง ผมยิ่งรู้สึกยอมแพ้
“ก็ทำไมหลินจะเลิกกับพีเลยละ”
“พีคะ”
หลินรวบมีดและส้อม คว้าทิชชูเช็ดปาก ตาพริ้มของเธอลุกโพลง จ้องกลับมาทางผม
“รู้มั้ยคะ ทำไมหลินอยากให้พีผอม”
“เออ ก็เวลาควงกัน จะได้ดูไม่น่าเกลียด”
“ไม่ใช่ค่ะ”
แผนวาย แผนแซด ก็ช่วยผมไม่ได้อีกแล้ว พ่อแก้วแม่แก้วไปไหนกันหมดวะเนี่ย
“พีคะ ถ้าพีอ้วน พีก็จะสุขภาพไม่ดี โรคภัยก็จะตามมา อายุไม่ยืน แปลว่า พีไม่รักตัวเองเลยนะคะ ก่อนที่พีจะรักใคร พีต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน ถ้าพียังรักตัวเองไม่ได้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่หลินต้องรักคนแบบนี้”
ซึ้งหวะ ไม่ต้องสนไดอะล็อกแล้ว คนแบบนี้แหละเว้ยแม่ของลูกกู ขอแต่งงานเลยแล้วกัน
“อย่าเพิ่ง หลินพูดก่อน”
เหมือนรถที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง แต่ถูกสั่งให้เบรคกะทันหัน ก่อนที่ผมจะเอ่ยคำใดออกไป หลินก็สั่งผมให้ค้างกลางอากาศ ตายอยู่บนทางด่วนของบทสนทนา
“หลินอยากให้พีรู้ไว้ค่ะ ว่าหลินรักพีนะคะ แต่หลินก็เป็นผู้หญิงธรรมดา หลินอยากรักใครสักคนที่เขารักตัวเองเป็นก่อน ถ้าพียังไม่รู้จักที่จะรักตัวเองอย่างถูกต้อง พีจะมารักคนอื่น รักลูกของเราในอนาคต ได้อย่างไรละคะ”
“ลูก”
“สมมติว่าเราแต่งงานกันนะคะ”
“แต่งงานกับผมนะ”
เงียบกริบ ก็ผมเล่นตะโกนลั่นขนาดนั้น แขกทุกคนในร้านซิสเลอร์รอบโต๊ะเรารัศมี 5 เมตร หยุดทำกิจกรรมส่วนตัว ต่างยืนขึ้น เอียงหัว บ้างก็หยิบมือถือขึ้นมาอัดคลิป ทุกคนต่างพุ่งเป้ามาที่ผม แม้แต่พนักงานที่ถือเหยือกน้ำอัดลมรีฟิล ก็หยุดยืนรอเหตุการณ์ต่อไป
ผมล้วงกระเป๋าอย่างเชื่องช้า ระมัดระวังทุกคำพูด สายตายังทอดจับจ้องที่ว่าที่ภริยา
“ผมอยากจะบอกหลินมาตลอดว่า”
ผมลุกขึ้น แล้วเดินไปหาหลิน ยื่นมือให้เธอจับซึ่งเธอก็ยื่นกลับอย่างง่ายดายราวกับต้องมนต์สะกด หลินยืนขึ้น ในขณะที่ผมค่อย ๆ ก้มตัวลง ชันเข่าหนึ่งข้าง เปิดกล่องแหวนที่ผมใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดไปซื้อมา
“ตลอดเวลาสองปีที่เราคบกัน พีมีความสุขมากนะหลิน” เธอเอามืออีกข้างที่ว่างปิดปาก ดูน่ารักมาก “มันอาจเร็วไป แต่พีอยากบอกหลินว่า ช้าหรือเร็ว ไม่สำคัญหรอก พีก็แค่อยากมีหลินอยู่ด้วย ถ้าหลินบอกให้พีผอม พีก็จะทำ ไม่ใช่ทำเพื่อหลิน แต่ทำเพื่อตัวพีเอง เพราะหลังจากที่พีทำเพื่อตัวเองได้มากพอแล้ว พีก็จะสามารถทำสิ่งดี ๆ ต่าง ๆ ให้แก่หลินได้”
เสียงรอบข้างยังเงียบกริบ
“เออ หลิน แต่งงานกับผมนะ”
“......................”
แต่งสิ แต่งสิ ใจผมเต้นรัว หลินยังเอามือปิดปาก ผมหยิบแหวนออกมาเพื่อรอสวมให้เธอ รอเพียงคำตอบรับจากเธอเท่านั้น
“ค่ะ คนอ้วนของหลิน”
เสียงโห่ร้องด้วยความสุขดังลั่นร้านซิสเลอร์
ผมสวมแหวนลงนิ้วเธออย่างเชื่องช้า พยายามซึมซับกับความรู้สึกดีนี้ไว้ หลินยังคงมีน้ำตาไหลซึมตลอดเวลา เธอไม่ลุกไปตักขนมหวานหรืออาหารอื่นใดเพิ่มเติมเลย ราวกับว่าเธออิ่มเอมกับเหตุการณ์เมื่อครู่ เราสองคนนั่งมองตากันด้วยความเขินอาย เนิ่นนานหลายนาทีที่ไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้น
“กินขนมหวานมั้ยครับ”
“ค่ะ”
หลินยังจ้องมองที่แหวนวงนั้น
“หลินครับ”
เธอเงยหน้ามองผม พวงแก้มแดงเล็กน้อย
“ผมขอโทษนะ ที่การขอแต่งงานของผมไม่ได้เซอร์ไพรซ์หรือสวยงามเหมือนคนอื่น”
“ไม่ค่ะ แบบนี้ดีที่สุดเลย”
ผมเกาหัวด้วยความเขินอาย หลินเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ ยิ่งทำให้ผมรักเธอมากกว่าเดิม
“วางแผนกับพวกมีนมาหรือเปล่าคะเนี่ย”
หลินยังเก่งเช่นเคย
“แค่มีนคนเดียวนะครับ พีไม่กล้ารบกวนตาม มันทำงานหนัก ส่วนทัพ วันนี้ก็วันเกิดมัน ผมไม่รบกวนดีกว่า น่าจะสวีทกับพี่ปริ๊นซ์อยู่”
“ตายจริง วันเกิดทัพเหรอคะ หลินต้องไปอวยพรในเฟซบุคหน่อยแล้ว”
“ดีครับ ว่าที่เพื่อนเจ้าบ่าวผมเอง”
“รู้อยู่แล้วค่ะ”
แล้วเราก็กลับสู่สภาวะเงียบงันอย่างมีความสุขอีกครั้ง เพื่อนเจ้าบ่าวทั้ง 3 ของผม หรือ จะแค่ 2 คน วะเนี่ย ผมยังไม่แน่ใจเลยว่า ตามกับทัพ จะมองหน้ากันติดอีกมั้ย จากเรื่องราวยาวเหยียดที่ไอ้หมอยุงลายเล่าให้ผมฟัง ผมหวั่นใจว่าทั้งสองคนจะไม่สามารถกลับไปเป็นเพื่อนกันได้เหมือนเดิม
เอาเป็นว่า ณ วินาทีนี้ ผมขออยู่กับว่าที่ภรรยาของผมและมีความสุขกับปัจจุบันก่อน แล้วพรุ่งนี้เพื่อนคนนี้จะช่วยไกล่เกลี่ยเรียกมิตรภาพกลับมาให้
-------------------------------------------------------------
พี ก็กำลังจะแต่งงานแล้วนะครับ คงเดาได้ไม่ยากว่า บทต่อ ๆ ไป จะมีฉากงานแต่งงานแน่นอน
ในครั้งต่อไป เรื่องก็จะกลับมาที่เส้นหลักของนิยายนะครับ
ขอบคุณสำหรับการติดตามครับผม
-
คู่นี้น่ารักแฮะ :-[
แต่ฉากต่อไปของตัวหลักนี่สิ เตรียมหม้อรอต้มมาม่าเลย :katai1:
-
:katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
-
น่ารักจัง :o8:
ยังยืนยันคำเดิมไม่ได้ให้ทัพคู่กับปริ๊นแล้ว :m16:
-
บทที่ 17
ที่พักใจ
“ทำไมมึงทำแบบนี้ ทำไม”
เสียงทุบตีดังขึ้นอีกครั้ง ชายร่างใหญ่กำลังต่อยผู้หญิงร่างบางเข้าที่จมูก เธอล้มกระเด็นลงไปกองที่พื้น ใบหน้าฟุบต่ำลง
“หนูทำอะไรผิด พี่ไปมีเมียน้อยได้ยังไง ทำไมพี่ทำแบบนี้”
เลือดกำเดาพรั่งพรูพร้อมกับใบหน้าที่เงยมองด้วยความสงสัยสลับกับเสียงสะอื้นไห้แห่งความปวดใจ เลือดไหลปนกับน้ำตาที่หลั่งรินเป็นสาย
“แล้วมึงกล้าดียังไง สะกดรอยตามกู”
เด็กน้อยในชุดนอน เดินงัวเงียลงมาจวนจะถึงชั้นล่าง ยืนตรงชานพักบันได ภาพยังลางเรือนจากขี้ตากรัง นาฬิกาแขวนตรงผนังแสดงเวลาสองนาฬิกาของเช้าวันใหม่
เสียงทุบตี ด่าทอ ยังดำเนินต่อไป เด็กชายพยายามทำความเข้าใจภาพที่เห็น เมื่อบุพการีทั้งสองของตนกำลังฟาดฟันทำร้ายกันอยู่ จนท้ายสุดเขาก็เข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้า
“พ่อ อย่าทำแม่”
เด็กชายโผวิ่งจากบันได แทบเรียกได้ว่าลอยตัวพรวดพุ่งเข้ามาเกาะขาพ่อ
“มึงอย่าเสือก ไอ้ทัพ”
ดาวลอยอยู่เต็มหน้าผม เมื่อถูกปัดผสมถีบออกจากการเกาะแกะด้วยความรุนแรง
พ่อยังตีแม่ แม่ที่เอาแต่ร้องไห้ ผมยาวสลวยรกเปรอะหน้า เป็นก้อนกระเซิงจากการโดนทึ้ง เด็กน้อยนอนนิ่งมองภาพที่เห็น เขาไม่สามารถขยับตัวได้ แต่ตาก็ยังไม่ได้ปิดจนสนิท
“อยากลองดีใช่มั้ย”
“ทัพ ลูก อ๊ะ พี่อย่า”
หญิงสาวพยายามคลานไปดูอาการของลูกน้อยที่นอนสลบ แต่ก็ถูกจิกผมดึงลากกลับไป
เสื้อผ้าของผู้เป็นแม่ถูกฉีดขาด กลายเป็นริ้วผ้าที่กระจายในอากาศ พร้อมกับเสื้อผ้าของพ่อที่ถูกถอดอย่างรีบร้อน
เด็กน้อยกำลังเห็นภาพของพ่อข่มขืนแม่ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาไม่ได้สลบไป เขาเห็นภาพทุกอย่าง เขาอยากจะปกป้องแม่ แต่เขาก็ได้แต่นอนมองแล้วทำอะไรไม่ได้เลย ไม่ได้สักอย่างเลยจริง ๆ ไม่ได้จริง ๆ
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ผมตื่นขึ้นเพราะเสียงโหวกเหวกรอบตัวจากนักท่องเที่ยวที่กำลังลุกขึ้นเดินออกจากห้องโดยสารติดเครื่องปรับอากาศบนเรือ ต่างคนต่างหอบหิ้วสัมภาระส่วนตัว ภาพฝันของความจริงในอดีตที่ทัพพยายามฝังมันไว้ในส่วนลึกถูกกระตุ้นมาอีกครั้ง จากการถูกกระทำชำเราเมื่อคืนที่ผ่านมา
อยากร้องไห้ อยากตีอกชกตัว อยากทึ้งผมตัวเอง อยากทำทุกอย่างที่จะทำได้ แต่ก็ได้แต่นิ่ง จนถึงตอนนี้นับแต่เท้าเหยียบบ้านเกิด น้ำตาสักหยดยังไม่ไหลออกมาเลย
เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน
หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา
คือ คำขวัญของจังหวัดตราด จังหวัดของผมเอง เพียงแต่ว่าตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ที่เกาะช้างตามคำขวัญ และก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวอำเภอซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านผม ผมกำลังเดินขึ้นฝั่งเกาะกูด อำเภอสุดเขต ใกล้น่านน้ำเขมร ผมก็แค่ต้องการพาตัวเองมาให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ย้อนกลับไปช่วงสายของวันนี้
รถเก๋งสีน้ำเงินจอดเทียบ พร้อมกับเพื่อนซี้ของผมที่ก้าวลงมาและพุ่งตรงมายังหมู่เก้าอี้ยาว บริเวณท่าจอดรถเบอร์ 15 ที่ผมกำลังนั่งห่อเหี่ยวหมดอาลัยตายอยากทอดสายตาอย่างไร้จุดหมาย
“มึงไม่มีของอะไรเลยเหรอวะ ทำไมกลับตราดมากะทันหัน”
บอสในเสื้อเชิ้ตผูกไท กางเกงสแล็ค กำลังยืนค้ำหัวผม
“กูคิดถึงบ้าน อยากกลับ แล้วมึงไม่ต้องใส่ชุดแบบที่หมอใส่เหรอ”
“ใส่กาวน์ทับอีกทีก็ได้ ไป”
มันคว้าสัมภาระอันน้อยนิดของผมไปถือ เดินลิ่วนำไปที่รถ โดยไม่สนว่าผมจะเดินตามมาหรือไม่ แต่ผมก็เดินตามอยู่ดีนะแหละ เพราะบอสคือคนเดียวที่จะมารับผมได้โดยไม่ถามซอกแซกมากมายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
ผมนั่งข้างคนขับ เร่งแอร์เย็นให้ตีใส่หน้าเพื่อเป็นการปลุกสติ
“รอนานปะวะ มันต้องเที่ยงไง กูถึงออกมาได้”
ถ้านับจากการที่บอสอ่านเพียงไลน์สั้น ๆ ของผมที่บอกแค่ว่า มารับกูหน่อย กูออกจาก กทม. ตอนตีห้า จะนั่งรอตรงเก้าอี้แถวท่าจอดเบอร์ 15 กูจะปิดเครื่องนะ ไม่ต้องโทรตาม ผมก็ควรจะพอใจและรู้สึกติดหนี้บุญคุณมากกว่าที่จะโวยวายว่ารอนาน
“ไม่นานหรอก รถเพิ่งถึงตอนสิบโมงครึ่ง”
“นานสัดเลยดิ ชั่วโมงกว่า ไปกินข้าวก่อนแล้วกัน หิวยังละ”
ผมส่ายหัวแทนการตอบ
“ไม่ได้ ต้องแดก โทรมมากไปแล้วมึง ยังกับไปฟัดกับหมามา”
ผมยังส่ายหัวอีกครั้ง
“ตั้งโปรแกรมอัตโนมัติให้ส่ายหัวได้อย่างเดียวเหรอวะ”
“บอส พากูไปหาแม่ก่อนได้มั้ย”
“เออ เอาสิ”
แล้วผมก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้บอสฟัง มันพรั่งพรูโดยที่บอสไม่ต้องถามผมด้วยซ้ำ
/////////////////////////////////
แม่ของผม ทำงานที่ศาลากลางจังหวัด เป็นหัวหน้าแผนกหนึ่งที่อยู่ในกำกับของผู้ว่าราชการจังหวัด
“ผมเผ้าโอเคยัง”
“เออ โอเคแล้ว เดี๋ยว นิ่ง ๆ นะ กูหวีตรงนี้ให้อีกนิด”
บอสปาดหวีที่ผมรอบสุดท้าย
“มึงติดกระดุมคอเหอะ รอยดูดแม่งชัดชิบหาย”
“อืม”
“กูว่า กูต้องคุยกับไอ้เหี้ยพี่ปริ๊นซ์ละ ทำกับมึงแบบนี้ได้ไงวะ”
“อืม”
“ไปหาแม่เหอะ กูรอในรถนะ อย่าบ่อน้ำตาแตกนะเว้ย ไม่งั้นความแตกแน่”
“อืม”
ผมออกจากรถ ยืนมองบอสที่ส่งสายตาลุ้นมาให้ผมอย่างเห็นได้ชัด รอยยิ้มแห้ง ๆ ถูกส่งกลับมาให้ผม ที่ได้แต่ยิ้มอย่างแหยแกกลับไปให้มัน
พาร่างตัวเองเดินมาบนศาลากลางจังหวัด คนบางตากว่ายามปกติ ด้วยเป็นพักเที่ยง แล้วผู้หญิงที่ผมอยากพบก็ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ไกลเท่าใดนัก
“นิดค่ะ ช่วงบ่ายพี่ฝากให้ท่านรองลงนามตรงนี้ด้วยนะคะ”
ร่างบางของแม่ยืนหันหลังอยู่ กำลังสั่งงานลูกน้องอย่างแข็งขัน
“ไปกินข้าวก่อนเลยค่ะ พี่ไปห้องน้ำก่อน เดี๋ยวตามไปนะคะ”
“แม่”
ใบหน้าที่ผมไม่เห็นมาเนิ่นนาน ค่อย ๆ หันกลับมาหาผม ความแปลกใจปรากฏบนหน้า
แม่มีริ้วรอยตามวัย ที่ฉายชัดถึงความเหนื่อยล้าจากการงาน
“ทัพ มาตราดแต่เมื่อไรลูก”
“ทัพ อยากพักร้อนนะ เลยจะไปเกาะกูด”
“จริงเหรอลูก บริษัทเขาไม่ว่าเหรอ”
“ไม่หรอกแม่ ก็ลาแบบไม่เอาเงินอะ เขาจะว่าอะไร ประหยัดเงิน”
“ตาย เด็กคนนี้” ผมรีบเข้าไปกอดแม่ ก่อนจะโดนตี “เอ๊ะ ลูก หนูมีไข้นิด ๆ นะ เป็นอะไรมา”
“สรุปว่า ทัพไปเที่ยวนะ เดี๋ยวจะไปบอกพ่อต่อ ไม่ต้องห่วง”
ผมเลี่ยงตอบสาเหตุที่ผมมีไข้ ผมวิ่งออกไปแล้วหันหลังไปยิ้มให้แม่หนึ่งที
“จ้ะ ๆ ไปดี ๆ ละ”
“ครับ”
/////////////////////////////////
“มึงเข้างานสายเขาจะว่ามึงมั้ยเนี่ย”
รถเก๋งแล่นฉิวบนถนนขนาดสองช่องจราจร ที่พุ่งตรงสู่ท่าเรือเกาะกูด ยาลดไข้แก้ปวดหนึ่งเม็ดเพิ่งไหลผ่านหลอดอาหารของผมไป บอสบอกแต่เพียงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทำให้ผมมีไข้ และการกินยาก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ผมหายไข้ได้เร็วขึ้น อย่างน้อยผมก็จะพักผ่อนได้เต็มที่
“ไม่หรอก กูโทรไปบอกพี่ที่ทำงานแล้ว ว่ากูมีธุระด่วนจริง ๆ มึงแน่ใจนะว่าไหว”
“ไหว”
“แล้วจะกลับเมื่อไร”
“ไม่รู้วะ นี่เพิ่งวันพุธเอง อาจจะอยู่สักสัปดาห์หนึ่งมั้ง”
“เสาร์อาทิตย์นี่ กูไปหานะ โอเคมั้ย”
“ตามใจมึง”
“เออ” รถจอดบริเวณที่ขายตั๋ว มันคว้ากระเป๋าผมไปถือทันที “กูถือให้ สงวนแรงไว้บนเกาะเหอะมึงนะ เอาเงินสดมาเยอะเปล่าวะ มันไม่ได้มีตู้เอทีเอ็มเยอะนะเว้ย”
“มีพอครับพี่”
“เออ ดี อย่าให้กูต้องเป็นห่วง แล้วก็ค่อยเล่าให้กูฟังว่าบนเกาะเป็นยังไงบ้าง”
“ครับ”
“แล้วโทรศัพท์จะไม่เปิดจริงเหรอวะ”
“เปิด แต่ตั้งออฟไลน์ไว้ กูยังอยากถ่ายรูป ตั๋วหนึ่งใบครับ”
ประโยคหลัง ผมพูดกับคนขายตั๋ว
“เออ เจริญพร กูจะติดต่อมึงได้มั้ยละ”
“เอาน่า นี่โรงแรมกูก็ยังไม่ได้หา เดี๋ยวนอนที่ไหนจะบอกแล้วกัน”
“เออ ไปดีมาดี กูส่งแค่นี้นะ เดินไปขึ้นเรือเองแล้วกันนะ”
“เจอกันบอส ขอบคุณมากนะ”
ผมหันไปยิ้มให้บอส ที่โบกมือให้ผม แล้วมันก็หันหลังเดินกลับไป พร้อมกับคุยโทรศัพท์
“พี่ไม่ต้องพูดอะไรเลย”
นั่นคือประโยคที่ผมได้ยินจากปากของบอส น้ำตายังรื้นอยู่ที่หัวตาของผม ไม่บอกก็รู้ว่ามันกำลังคุยกับใคร
“อุบัติเหตุเหรอ เข้าใจผิดเหรอ พี่ช่วยไปบอกเพื่อนพี่ด้วยนะว่าไม่ต้องตามมันมา พอเลย”
เพื่อนงั้นเหรอ... ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่าคนที่บอสกำลังคุยอยู่คือคนที่ผมคิดหรือเปล่า
ตัวผมลอยไปนั่งบนเรือ ผมเดินมาอย่างไร ไปถึงได้อย่างไร ยังตอบตัวเองไม่ได้เลย
แต่ช่างมัน ผมจะทิ้งทุกอย่างลงทะเล ผมจะต้องมีความสุขกับมันแน่นอน
-------------------------------------------------------------
วันที่หนึ่ง ณ เกาะกูด
เกาะกูดไม่ได้เจริญเหมือนกับภูเก็ต หรือ เกาะช้าง เมื่อถึงท่าเรือบนเกาะ จะมีรถสองแถวบริการฟรี ฟรีที่ว่าคือรวมกับค่าโรงแรมไปแล้ว
ชีวิตของคุณจะสะดวกมาก ถ้าคุณได้ทำการจองโรงแรมมาเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าคุณไม่ได้จองโรงแรมมา ก็จะมีเรื่องวุ่นวายนิดหน่อย
“ผมไม่ได้จองโรงแรมมาอะครับ”
“อ้าว น้อง งั้นก็ยุ่งหน่อยนะ จะอยู่แนวไหนอะ ถูกแพง บังกะโล”
“ผมกะจะอยู่สักอาทิตย์อะครับ บังกะโลก็ได้มั้งครับ”
“แล้วซื้อตั๋วขากลับหรือยัง”
“ยังครับพี่”
“โอเค จะกลับก็บอกที่บังกะโลเอานะ เห้ย พี่สี เอาน้องคนนี้ไปด้วย พาไปจอดที่บังกะโลของตามีนะ ลงตามไปเก็บเงินตามีด้วย แต่ถ้าน้องเขาไม่พักก็เก็บเงินน้องแทน”
ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกพาดพิง นั่นแหละครับ ความวุ่นวายของมัน
และเพื่อไม่ให้วุ่นวายไปมากกว่านี้ ผมก็เลือกนอนที่บังกะโลตามีนั่นแหละ
“ห้องนี่โอเคมั้ยครับคุณ”
“โอเคครับคุณลุง”
ผมพูดกับเจ้าของบังกะโล ที่ผันตัวเองมาทำทุกอย่างตั้งแต่พนักงานต้อนรับ เด็กถือกุญแจพาไปห้อง ยันคนครัว
ห้องที่ลุงมี หรือ ถ้าเรียกตามวัยจริง ๆ คือ ตามี พามาดู เป็นห้องขนาดสองคนพัก ใหญ่พอสมควร ติดชายหาด มีลมทะเลพัดโชย เย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ เรียกได้ว่าแอร์ธรรมชาติก็เพียงพอ แต่ก็ยังมีแอร์อยู่ในห้อง แถมยังมีพัดลมแขวนอีกตัวหนี่ง มีเก้าอี้ชายหาดอยู่สองตัวหน้าห้อง พร้อมตู้เย็นหนี่งตู้
“ทำไมมาคนเดียวละคุณ”
“ลุงอย่าแทนผมว่าคุณเลย เรียกผมว่าลูก ว่าน้องก็ได้ฮะ ผมก็คนตราดนะลุง”
“เอ้าเหรอ ไม่เห็นพูดสำเนียงตราดเลย คนบ้านเดียวกันนี่นา”
ผมพูดสำเนียงตราดไม่ได้ครับ ระยองฮิสั้น จันท์ฮิยาว ตราดฮิใหญ่ ผมพูดไม่ได้ทั้งนั้นแหละ แม่ผมไม่สอนให้พูด แต่แม่พูดกับยายประจำ ผมก็เลยฟังได้แต่เพียงเท่านั้น
“ครับลุง”
ผมยิ้มรับ
“ลูกเต้าเหล่าใครละเนี่ย”
หลังจากไล่เรียงกันสักพัก ไป ๆ มา ๆ ลุงมีเป็นญาติห่าง ๆ ทางฝั่งแม่ผมซะงั้น คราวนี้ต้องเรียกตามีแล้วสินะ
“โอ๊ยยย หลานเอ๊ย ไม่บอกตา ยายรวย ของแกนะ มันเป็นลูกพี่ลูกน้องของตาเอง แม่ยายรวยเป็นน้องสาวของพ่อตานะ ห้ามเรียกลุงมีแล้วนะ ต้องเรียกตามี”
พี่น้องตระกูลบุญสินะ ยายผมชื่อบุญรวย ส่วนตามี แกชื่อว่า บุญมี แม่เคยเล่าให้ฟังว่า เป็นความคิดสร้างสรรค์ของรุ่นคุณทวดทั้งหลาย โดยการจับลูกตัวเองทุกคนมาเลี้ยงรวมกัน ให้มองเป็นพี่เป็นน้องกันไปเลย โดยไม่ต้องสนใจว่าแท้จริงเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้อง
ดังนั้นการที่ตั้งชื่อลูกตัวเองทั้งหมดให้ขึ้นต้นด้วยบุญ ก็เป็นหนึ่งในกลเม็ดที่ทำให้เด็กน้อยในตอนนั้น (ที่ตอนนี้แก่เป็นยายผมแล้วนะน่ะ) เข้าใจว่าตนเป็นพี่น้องกัน จึงมีสารพัดบุญที่ผมเคยได้ยินมา ไม่ว่าจะเป็น บุญรวย บุญร่ม บุญรื่น บุญพล บุญชัย บุญถึง และล่าสุด บุญมี
“ครับ คุณตา”
“แล้วนี่ ไม่ทำงานกับเขาเหรอ หรือยังเรียนไม่จบ”
“ผมลาพักร้อนอะตา”
“เอ้าเหรอ ดี ๆ พักผ่อนบ้างจะได้ไม่เครียด อยากทำอะไรบอกตานะ เดี๋ยวตาจัดให้ ฟรี ฟรี ฟรี”
“ไม่ได้อะตา บ้าเหรอ ของซื้อของขาย”
“ไม่ได้เหมือนกัน หลานทั้งคน ต้องรับขวัญกันหน่อย ตาไปแล้วนะทัพ มีไรบอกนะ ใช้พวกลูกน้องตาก็ได้ เดี๋ยวไปบอกมันไว้ก่อน”
วันแรกของผมก็เป็นวันชิวสบาย นอนเล่นในห้อง เอาหนังสือนิยายเล่มเก่า ๆ ที่ซื้อดองไว้ตั้งแต่มัธยมมาอ่าน เดินเล่นตามชาดหาด
ตกดึก ตามีก็ลากผมไปกินข้าวด้วย ไม่ให้ผมไปนั่งปนกับแขก
เกือบเที่ยงคืน กว่าผมจะได้กลับมายังห้องพักของตัวเอง อยากเล่นเฟซบุค อยากทำอะไรที่ปกติตัวเองทำ แต่ก็ใจแข็ง ตั้งออฟไลน์โทรศัพท์ไว้ต่อไป ทำได้เพียงเอามาเล่นเกมส์
“ปวดตาหวะ”
บ่นกับตัวเอง หลับตาแล้วนวดคลึงเปลือกตาอย่างแผ่วเบา น้ำตาเจ้ากรรมที่ไม่คิดว่าจะไหลก็ไหลแล้วไหลอีก ผมทำได้แต่เพียงร้องไห้ แล้วผมก็ทำแบบที่คนบ้าในละครหลังข่าวที่ผมก่นด่ามาทั้งชีวิต ผมตีตัวเอง ผมทุบอกตัวเอง แล้วผมก็ดิ้นไปดิ้นมาบนเตียง ร้องไห้ วนแล้ววนอีก จนหลับไปในที่สุด
วันที่ 2
ผมนอนหมกเป็นผักในห้อง ไม่ไปไหน แต่เมื่อท้องร้องดังลั่นเป็นกลองชุดตอนเที่ยง ก็ทำให้ผลต้องผละออกจากห้อง เพื่อออกมาหาอะไรกินที่ห้องอาหาร เดินเล่นรอบโรงแรม แล้วก็เข้าไปนอน เพื่อที่จะตื่นมากินอาหารเย็นกับตา
วันที่ 3
เหมือนความเศร้าของผมมันสลายไปจากการนอนหมกเป็นผัก ผมรู้สึกว่าชีวิตควรมีคุณค่ามากกว่านั้น ผมจึงผันตัวเองมาเป็นคนสวนให้ตามี
“เออ ดี ทัพ ฉีดทางนั้นเลยลูกเอ้ย”
“ครับตา”
“เออ ดี ยายรวยคงปลื้ม เอาการเอางานนะเราเนี่ย”
ไม่มีคำตอบจากผม ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ กลับไป
“ไปเที่ยวหน่อยมั้ยละ จะเอาแต่รดน้ำ พรวนดิน อย่างเดียว น่าเบื่อตาย”
“ผมก็สนุกกับมันดีนะตา ทำงานออฟฟิศน่าเบื่อ”
“ปัดโธ่ เออ คนในอยากออก คนนอกอยากเข้าเว้ย หลานตาแต่ละคน อยากไปกรุงเทพฯ ใจจะขาด นี่สุดท้ายก็จับปลาอยู่แถวนี้แหละ ไอ้เราก็ได้ไปกรุงเทพเมืองหลวง ดันอยากกลับมาที่ตราด”
“ลางเนื้อชอบลางยาอะตา”
“เออ ทำไป เบื่อวันไหน อยากมาทำงานกับตาก็บอกนะลูก”
แล้วตามีก็ทิ้งผมไป ผมรดน้ำต้นไม้ รับแขก ช่วยเสิร์ฟอาหาร ทำแบบนี้จนหมดวัน สูบพลังผมจนหมดสิ้น
ตกเย็น ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ยังไม่ได้บอกที่พักกับแม่และบอส จึงรีบเปิดเครื่อง
ข้อความหลายฉบับถูกส่งมาเพื่อแจ้งว่าพี่ปริ๊นซ์พยายามโทรหาผมหลายร้อยสาย มีสายไม่ได้รับจากแม่และบอสรวมอยู่ด้วย และเหนือความคาดหมายคือ มีเบอร์ไม่ได้รับสายจากพีและมีน
“พวกมันโทรกันมาทำไมวะเนี่ย”
ผมนิ่งคิด ก่อนรีบกดโทรศัพท์เพื่อแจ้งข่าวสารกับแม่
“แม่ครับ ขอโทษทีผมลืมโทร”
“ลูก อยู่ไหนเนี่ย เป็นยังไงบ้าง”
เสียงตกใจที่ดูผ่อนคลายลงของแม่ก้องสะท้อนกลับมา
“ก็ดีครับ”
ผมเล่าเรื่องตามีให้แม่ฟัง แม่บอกว่า โชคดีจัง ท่านก็เกือบลืมตามี หรือ น้ามี คนนี้ไปแล้ว จากนั้นผมก็โทรไปบอกบอส
“มึง กูไปหาไม่ได้นะ มีงานด่วน”
“เห้ย ไม่เป็นไร ขอบคุณมาก”
แล้วก็กลับไปทำงานกรรมกรที่รักของผมต่อ
วันนี้ ผมได้ทานมื้อเย็นในลานอาหารกับแขกคนอื่น ตามีอยากให้ผมได้ฟังดนตรีสดที่ทางร้านจัดให้ทุกศุกร์และเสาร์ ผมเลยถูกปล่อยมานั่งกินข้าวคนเดียวแบบเหงา ๆ
“คุณทัพค่ะ”
พนักงานสาวของตามีเดินมาหาผม พร้อมกับจานข้าวผัดปูขนาดกลาง
“พี่ เรียกผมว่าทัพก็ได้ครับ”
จานข้าวผัดวางตรงหน้าผม
“จะดีเหรอคะ เดี๋ยวลุงมีบ่นพี่”
“พี่ยังเรียกตา ว่า ลุง เลย เรียกผมว่าน้องก็ได้ ทัพก็ได้”
“โอเค น้องทัพ เดี๋ยวมีอีกจานนะ รอก่อน”
“ยังมีอีกเหรอพี่”
เสียงตกใจของผมชัดเจนมาก จนพี่พนักงานหลุดขำออกมา อย่าหาว่าผมงั้นงี้เลย ก็มันจริงนี่นา ผมลดความอ้วนแทบตาย แต่มาอยู่เกาะกูดแค่ 3 วัน น้ำหนักของผมก็สูงเอา ๆ คาดว่ากลับมาสูงใกล้กับตอนที่ถูกแทงแล้วต้องนอนนิ่ง ๆ ห้ามออกกำลังกายแล้วเนี่ย
“ใช่จ้า คุณตาของน้องสั่งไว้ให้เยอะเลย”
แค่นี้ยังไม่เยอะเหรอวะ ผมคิดในใจ มองโต๊ะที่มีข้าวผัดปูวางอยู่ เคียงกับปลาทอดหนึ่งตัวใหญ่ และกุ้งเผาอีกจานเบ้อเริ่ม
แล้วคุณตาของผมก็มาถึง
“แน่ะ นินทาอะไรถึงฉันอยู่”
“เปล่าครับตา แฮ่ะ ๆ”
“เอ้า ไปเอามาให้หลานฉันสิ มายืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋อทำไม” ตาตะเพิดพี่พนักงานเสิร์ฟไป “เนี่ย ทัพ อุดอู้ไม่ดีนะ พรุ่งนี้ไปดำน้ำดูปะการังนะ ตาจองไว้ให้แล้ว”
“เห้ย ตา”
“ไม่ต้องเห้ย ยังหนุ่มยังแน่น จะมาอุดอู้ทำไม”
“ผมไม่ชอบว่ายน้ำ”
“นั่นปะไร เป็นคนตราด ไม่ชอบว่ายน้ำได้ยังไง เสียชาติเกิด”
กลัวอะไรกับคนตราดต้องชอบว่าน้ำ ถ้าเป็นคนเชียงใหม่ต้องชอบขึ้นดอยเหรอ เป็นคนกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ชอบรถติดจริงมั้ยละ
“ก็ผมไม่ชอบอะ”
“ไม่ต้องเถียง สิบโมงเช้านะ ตาไปแล้ว”
หยุดบอกได้ไหมว่าคิดถึงกัน
คิดถึงทั้งฉันและใครต่อใคร
มันก็สิทธิ์ของเธอ
อยากจะซึ้งจะดีกับใคร
เธอก็ปล่อยฉันไป
ไม่เป็นไรแค่คนคนเดียว
เมื่อคนอย่างเธอเท่าไหร่มันก็ไม่พอ
และคนอย่างฉันก็ทนรับมันไม่ได้
ให้เธอหมดใจ
ใจฉัน
ก็อยากจะได้จากเธอทั้งใจ
รักกันไปส่งส่งคงไม่พอ
ฉันขอลา
เพลงสิทธิ์ของเธอ ของ อัสนี วสันต์ ลอยมาตามลม
ดนตรีสดเริ่มขึ้นแล้ว พร้อมกับใจผมลอยไปสู่ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ พยายามทำใจสบายให้ลอยไปกับสายน้ำและเสียงคลื่นทะเล
ใช่แล้ว มันเป็นสิทธิ์ของพี่ปริ๊นซ์ที่จะทำอะไรของเขา เราก็แค่เดินจากมา มาอยู่ในที่ของเรา ก็เท่านั้นเองทัพ ไม่ต้องเสียใจ
มือผมแกะกุ้งอย่างรวดเร็ว ทักษะติดตัวมาแต่เกิดก็ว่าได้ เนื้อกุ้งถูกจ้วงลงไปในน้ำจิ้ม และส่งใส่ปากของผมที่เคี้ยวไปครั้งสองครั้ง ก่อนกลืนกุ้งทั้งตัวลงท้องราวกับกลัวถูกแย่งกิน
น้ำตาไหลอาบแก้มผมเล็กน้อย ทำไมกันนะ ปกติผมก็กินเผ็ดได้ ทำไมน้ำจิ้มของบังกะโลตามีถึงเผ็ดขนาดนี้
เปลือกกุ้งกองสูง แสดงถึงปริมาณเนื้อกุ้งมหาศาลที่ตกลงท้องผม เปลือกสีแดงเหมือนตาแดงของผม ที่น้ำใสไหลไม่หยุดนิ่ง
วันที่ 4
วันเสาร์ที่แดดแรง ผมกำลังดำน้ำอยู่ที่สถานที่แรก เสื้อชูชีพถูกรัดแน่นบนตัวผม บ้าบอที่สุด คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นอย่างผม ทำไมต้องมาดูปะการังเสี่ยงตายขนาดนี้
แต่เมื่อลืมความกลัวไป กลั้นใจและพยายามทำ ก็พบว่าธรรมชาติที่สวยงามทอดตัวอย่างสวยงามบนท้องทะเล
ผมเริ่มอยากกลับไปขอบคุณตามีแล้ว ที่บังคับให้ผมมาดูปะการังแบบนี้
มื้อเที่ยงของพวกเรา ต้องกินข้าวบนเรือ เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการพาไปยังจุดดำน้ำที่สอง
แดดแรงของเวลาเที่ยง พร้อมกับอาหารอันน้อยนิด ไม่สามารถชดเชยพลังงานที่หมดไปกับการดำผุดดำโผล่เหนือผิวน้ำได้ ผมกึ่งหลับกึ่งตื่นมาตลอดทาง และสะดุ้งตัวอีกครั้งเมื่อเรือจอดสงบนิ่ง
“จุดดำน้ำที่สองนะครับ เราจะดำรอบเกาะเล็ก ๆ เกาะนี้ ดำจนครบรอบแล้วมาเจอกันนะครับ”
นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยลงน้ำไปทีละคน ผมกำลังสองจิตสองใจว่าจะลงดีมั้ย ย่านน้ำแถวนั้นค่อนข้างเงียบสงบ มีเรือจอดนิ่งอยู่เพียงสามลำ รวมเรือผม มีเรือลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่อุทยานแล่นผ่านไปหนึ่งลำ มากไปกว่านี้ ยังมีแนวเชือกที่ขึงเป็นวงกลมรอบเกาะ พร้อมกับทุ่นลอยที่ปักห่างทิ้งระยะเหมาะสม โดยทั่วไปดูสงบเรียบร้อยและปลอดภัย
“อะ คุณจะไปมั้ยครับ”
“ไปครับ”
แล้วผมก็หย่อนตัวลงทะเล
ปะการังสวยงามเช่นเคย ไม่สิ สวยกว่าจุดแรกด้วยซ้ำ งดงาม มีสีสันแพรวพราว ความสงบของธรรมชาติช่วยขัดเกลาจิตใจของเราเสมอ
ผมลอยตัวขึ้นมาอีกครั้ง มือข้างหนี่งยังจับเชือกที่ล้อมอาณาเขตไว้อย่างมั่นเหมาะ แต่ก็ต้องตกใจเมื่อมองไม่เห็นนักท่องเที่ยวคนอื่นในรัศมี น้ำทะเลบางส่วนเข้าหน้ากากจนพร่ามัว จึงบรรจงถอดออกมาแล้วล้างน้ำ
“ไปไหนกันหมดวะ”
ผมสวมแว่นกลับเข้าไป จัดตำแหน่งท่ออากาศให้เข้าที่ แล้วดำน้ำลงไปดังเดิม
แต่สายรัดของแว่นดำน้ำที่ผมใส่มันเกี่ยวเข้ากับปมเงื่อนของเชือกที่ผูก จนท่ออากาศพลิกกลับลงไปในน้ำ ผลที่เกิดตามมาคือ มวลน้ำทะเลจำนวนมากเข้าปากผมที่พยายามดูดหายใจ เท้าผมดิ้นป่ายเหมือนคนใกล้ตาย สะเปะสะปะไปโดนแนวเชือก ผมเริ่มรู้สึกถึงความเจ็บจากขา คงได้แผลแล้วสินะ แล้วตะคริวก็จู่โจมผมทันที
ผมนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น ไม่สามารถพาหัวตัวเองให้สูงพ้นน้ำได้ ในใจคิดแต่เพียงว่า มีคนเคยตายที่นี่ไหม มีคนเคยตายเพียงเพราะว่าดำน้ำอยู่ที่ผิวน้ำแบบผมไหม
ถ้าไม่เคยมี ผมคงเป็นคนแรกสินะ
“ช่างมันสิ”
ด้านหนึ่งในใจของผมกรีดร้องออกมา ตาย ๆ ไปซะ ให้มันจบ ๆ ชีวิตมันไม่มีอะไรแล้ว
ภาพของใบหน้าที่โกรธขึงของพี่ปริ๊นซ์ลอยมา ใบหน้าที่กำลังเอาจมูกไล่ลามดอมดมกายผม มือหนาที่กดผมหนักลงบนเตียง ย้อนกลับมาเหมือนภาพสโลว์โมชัน ในทันใดภาพทั้งหมดก็ถูกแทนที่ด้วยภาพบนเดสก์ท็อปของโนตบุ๊คส่วนตัวของผม
เป็นภาพวันรับปริญญา ที่มีผม มีพ่อ แม่ และทับทิบ ถ่ายรูปรวมกัน เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พ่อกับแม่ยอมถ่ายรูปร่วมกันเพื่อผม ผมไม่เคยคิดจะเอาภาพนั้นไปล้าง ผมอยากให้เป็นแค่ความทรงจำอันงดงามเหมือนความฝัน การนำมันมาใส่กรอบ อาจจะกลายเป็นรูปธรรมเกินกว่าผมจะเข้าใจได้
“แม่ครับ พ่อครับ ทัพขอโทษ”
ขาผมนิ่ง ไร้แรงที่จะดิ้นต่อไป
“ไอ้บอส กูขอโทษ”
ผมไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย
แล้วสติผมก็พร่าเลือนหายไป
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 17
ผมค่อนข้างไม่ชอบอะไรดราม่า ก็เลยไม่สามารถเขียนออกมาได้ดีนัก
และผมค่อนข้างอยากให้เป็นธรรมชาติ ซึ่งจะตรงกับบุคลิกของทัพมากกว่านะครับ
ขอบคุณที่ติดตามผลงานเขียนเรื่องแรกของผมนะครับ
-
:mew6: :mew6: :mew6:
-
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13
-
นี้ขนาดบอกเขียนดราม่าไม่เก่งนะยังรู้สึกหนักอึ้งขนาดนี้ :hao5:
ทัพเจอมาแต่ละอย่างหนักหนาทั้งนั้นทัพอย่ายอมแพ้นะต้องสู้อย่ารู้สึกหมดหวังกับอะไรแบบนี้ชีวิตต้องเดินต่อ :กอด1: ทัพ
-
รออออ มาต่อไวไวนะ ลุ้นๆ
-
บทที่ 18
จมสู่อดีต
“กูไม่ลงน้ำนะพี น่าเบื่อ”
ผมนั่งท้ายเรือเอาเท้าแกว่งน้ำ พยายามเก็บอาการหวาดวิตกไว้ในใจ ไม่อยากแสดงอาการตาขาวให้รูมเมตจอมกวนทั้ง 2 ของผม เอาไปเล่นงานผมได้
ตอนผมอายุ 3 ขวบ ผมเคยเกือบจมน้ำตายตอน มันเป็นทริปเกาะช้างของพ่อและแม่ที่ท่านสองคนไปทุกปี เพราะท่านทั้งสองขอแต่งงานกันที่เกาะช้าง ทุกปี ๆ ผมกับน้องจึงต้องติดสอยหอยตามไปด้วยเสมอ
จากประสบการณ์เฉียดตายครั้งนั้น อันที่จริงแม่บอกว่าผมหยุดหายใจไปเกือบหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ มองในแง่ดีก็คือ ผมได้ฟื้นขึ้นมาจากความตาย อย่างไรก็ตามภาพความทรงจำของเหตุการณ์นั้นยังฝึงลึกในก้นบึ้งของจิตใต้สำนึกทำให้ผมขยาดกับการว่ายน้ำมาตลอด
“ทำไมวะ ใจหน่อยดิเฟรชชี่ มาสงขลาบ้านกูทั้งที พรุ่งนี้ก็กลับแล้วนะ”
“ไม่ ทะเลบ้านมึงกับบ้านกูก็อ่าวไทยเหมือนกันแหละ”
“ไม่ใจเลยวะ อีกไม่กี่เดือนก็ขึ้นปี 2 ละนะเว้ย ชี่ให้เต็มที่” ชี่ที่ไอ้พีว่า ก็คือ เฟรชชี่ หรือ นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 นี่แหละครับ มหาวิทยาลัยของผมชอบใช้คำว่า ‘ชี่’ แทนการกระทำที่ครึกครื้น สดใส กล้าคิดกล้าทำ สนุกสนาน เหมือนอุปนิสัยโดยทั่วไปของนิสิตน้องใหม่ “ไอ้ตาม ว่าที่แฟนมึงยังลงน้ำเลย ดูดิ”
มันชี้ไปทางไอ้ตามที่กำลังว่ายน้ำโชว์หุ่นงาม ให้สาวจีนที่กำลังดูปะการัง มองเป็นทิวแถว
จะว่าไปแล้วหุ่นมันดีขึ้นจากตอนที่มันป่วยนอนโรงพยาบาลแฮะ เห้ย ผมไม่ได้ลามกนะ ก็มันลุกจากเตียงไม่ไหว ไม่ยอมให้พยาบาลเช็ดตัวให้ ก็ผมนี่แหละที่ต้องรับผิดชอบเช็ดตัวให้มันทุกวัน มาคิด ๆ ไป ที่ตามบอกว่าไปยิมทุกเย็น ก็คงไม่ได้ไปเล่นกีฬาแล้วล่ะมั้ง คงไปเล่นกล้ามเสียมากกว่า
“แฟนพ่องสิ”
ผมหันไปด่าไอ้พี ที่ตัวมันเองก็ไม่ลงน้ำ นั่งกินข้าวกล่องกล่องที่ 3 ตรงที่นั่งโดยสารด้านหลังผม
“แหม มันสารภาพรักแล้วนะจ๊ะ เมื่อคืน” มันเอามือวางบนไหล่ผม “ลงไปซะ”
แล้วมันก็ผลักผมลงน้ำ
ผมผู้ไร้ชูชีพ กำลังถวายชีวิตให้ทะเลสงขลา ผมคงไม่มีโอกาสได้ทดแทนบุญคุณพ่อและแม่แล้ว หากไม่ถูกฉุดขึ้นมา
“มึงทำเหี้ยไรวะไอ้พี”
“กูไม่รู้ กูไม่รู้”
ผมสำลักน้ำ ชีวิตผมรอดแล้วจากมัจจุราช
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ผมเคยได้ยินคนโบราณว่า ถ้าเรารอดจากทุกข์ภัยหนักแล้ว ชีวิตเราหลังจากนั้นจะดีขึ้น
มันอาจใช้ไม่ได้กับผม
ผมกำลังย้อนรอยตัวเอง ด้วยความสะเพร่าปากหนักของตัวเองแท้ ๆ แค่ผมบอกตามีไปว่า ผมว่ายน้ำไม่เป็น ทุกอย่างก็จบแล้ว ทำไมผมต้องอาย
“เป็นคนตราดแท้ ๆ ว่ายน้ำไม่เป็นเหรอ”
ผมควรจะชินกับประโยคดูแคลนแบบนี้ได้แล้ว ทำไมผมเลือกที่จะเอาศักดิ์ศรีก่อนจะเลือกชีวิตวะ
ผมไม่รู้ตัวอะไรอีกแล้ว ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชูชีพที่ผมใส่ไว้หลวม ๆ ค่อย ๆ หลุดเลื่อนออก หน้าผมที่จมอยู่บนผิวน้ำ จึงดิ่งส่วนหัวลงไป
ฟองอากาศ หลุดลอยจากปากผม เริ่มจางลง จางลง
ทุกอย่างเริ่มดำดิ่งสู่ความมืดมิดด้านล่าง มันไม่ลึกเท่าไหร่หรอก แค่เพียง 5-6 เมตร เท่านั้นแหละ ท้องฟ้าสีคราม น้ำทะเลสดใส แดดแรงที่สาดส่อง แล้วผมก็ลืมตาขึ้นมา
“นี่ที่ไหนวะเนี่ย หรือว่านรก”
แสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ ผมยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางที่โล่งขาว สุดลูกหูลูกตา
“หรือว่าสวรรค์ กูก็เป็นคนดีอยู่นะเว้ย”
ผมยืนกอดอก ยิ้มให้กับการทำความดีที่ผ่านมาของตนเอง
“ทับทิมเอ๊ย แกต้องดูแลพ่อกับแม่ให้ดีนะ”
น้ำตาไหลอาบแก้มสองข้างของผม ทรุดตัวลงบนพื้นขาวสว่าง น้ำตาไหลมากขึ้น มากขึ้น น้ำตาที่แสนเค็ม ทำไมผมยังรับรสได้กันนะ ณ ตอนนี้ไม่ใช่แค่น้ำตา น้ำหู น้ำจมูก ก็มีด้วย น้ำเค็มคาว ไหลออกจากทุกทวารบนใบหน้าของผม เหลือเพียงจากปาก
ถ้าเท่านั้นทำให้ผมช็อค จนอยากเป็นลมหมดสติอีกรอบแล้วละก็ ไม่ใช่ครับ แค่นั้นไม่พอ ยังมีมวลน้ำก้อนใหญ่ที่พุ่งพรวดออกจากปากผมเช่นกัน
สถานที่ขาวสว่างหายไป
กลายเป็นที่แคบ ไหวโคลง ใช่ ผมอยู่บนเรือ ภาพที่ลางตาเริ่มแจ่มชัดขึ้น
“...โดนตามีไล่ออกแน่กู หือ ๆ คุณทัพ”
“ผม... อยู่ไหน”
ประโยคแรกที่ผมพูดออกมา เรียกเสียงเฮลั่นเรือ
“คุณทัพโอเคใช่มั้ย”
“โอเคครับ ไม่ต้องห่วง โอเค”
เสียงที่ผมคุ้นเคยตอบแทนผมกลับไป เสียงนั้นอยู่ใกล้หูผมมาก เขากำลังประคองผมให้นั่งขึ้น ลูบหลังไล่น้ำทะเลให้ออกมาอีก
“หยุดหายใจไปเกือบ 2 นาทีเลย รู้มั้ย”
เสียงคุ้นกระซิบข้างใบหู ใครวะ ใคร ผมปวดหัว มึน สมองไม่รับภาพที่เกิดขึ้น ความเพลียจากการว่ายน้ำ ผมไม่สามารถปรับโฟกัสให้ชัดเจนมากไปกว่าเห็นก้อนใหญ่ ๆ บางอย่างกำลังจ้องหน้าผมอยู่ เอามือลูบหลังของผม
“เห้ย”
ผมเซ เสียงตะโกนด้วยความตกใจของบุคคลปริศนาเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้ ก่อนภาพทุกอย่างดับวูบไปอีกครั้ง กูชี่ไม่ไหวแล้วจริง ๆ แหละพี กูชี่ไม่ไหวแล้ว
-------------------------------------------------------------
กลิ่นหอมโชยกระชากผมตื่นขึ้นจากภวังค์
“น้ำ น้ำ”
ผมบ่นทั้งที่ยังนอนอยู่บนเตียง
“อะมึง”
แก้วน้ำถูกจ่อที่ปากของผม พร้อมกับประคองผมให้ลุกขึ้นนั่ง ผมหรี่ตาสู้แสง จ้องคนตรงหน้า
“ตาม มึงมาได้ไง”
ผมส่งเสียงแหลมราวกับเห็นผีจนน้ำในแก้วหกกระจายลงบนเตียง
“น้ำหกเรี่ยราดหมดแล้ว”
มันปัดน้ำบางส่วนที่กระเด็นไปโดนตัวมัน
“มึงไม่ได้ไง”
ผมยังถามซ้ำ ไม่ยอมเลิกรา ตัวผมกรูดถอยไปชิดหัวเตียง ผมยอมยกเงินในบัญชีครึ่งหนึ่งแลกกับการไม่เจอหน้าตาม
“ไม่บอก เอาเป็นว่ากูมาแล้ว”
ผมสะบัดหน้าหนี
“กูอุตส่าห์ตามมาเกาะกูดแล้วนะ”
“......................”
“เพื่อนมึงแหละบอกกู”
“ไอ้เหี้ยบอส” ผมพูดกับตัวเอง “มึงกลับไปได้แล้ว แฟนมึงรออยู่”
“อืม” มันไม่ได้ปฏิเสธ “กูลางานมา มึงยังไหวมั้ย”
“มึงสนอะไรก็ด้วยเหรอ ต้องเอาเวลาไปกดตัดสายกูหรือเปล่า” ผมสัมผัสความเครียดบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นมาได้ “อีกอย่างนะ กูไม่มีเพื่อนแบบมึงแล้ว เราเลิกคบกันเป็นเพื่อนไปแล้ว อย่าลืม”
ผมว่าผมลืมความโกรธเหล่านี้ไปหมดแล้วนะ แต่พออยู่กับมันใกล้ขนาดนี้ ความรู้สึกแค้นเคืองก็ปะทุมาอีกครั้ง
“กูไม่ลืม ว่าเราไม่ใช่เพื่อนกันแล้ว”
ผมหันกลับไปจ้องตา สู้สายตาที่เจ็บปวดของตาม คำพูดของม่อนยังลอยเวียนวนรอบตัวผม ผมต้องอดทน ผมต้องอดทน เพื่อให้ทุกอย่างมันดีขึ้น
“แต่โปรดช่วยคิดว่า ผมถามในฐานะแพทย์แล้วกันครับ คนไข้ช่วยตอบด้วยครับ ว่าอาการเป็นอย่าไรบ้าง”
สำเนียงเสียงมันห่างเหินมากขึ้น รู้สึกโหวงในใจเล็กน้อย ความจริงจังของตามที่อยากรู้อาการของผมในฐานะหมอมันชัดเจนมาก จนผมเริ่มใจอ่อน เมื่อคุณหมอรบเร้าอีกรอบ ผมจึงจำใจตอบไปว่า
“ก็ยังรู้สึกมึนหัวอะครับหมอ รู้สึกเบลอ ๆ หิวมากด้วย”
“อะ ตามีเอาข้าวต้มมาให้เมื่อกี้ ไม่ทราบว่าคนไข้สะดวกกินด้วยตัวเองมั้ยครับ”
“สะดวกครับ”
เรายังเล่นเกมส์หมอคนไข้ที่เย็นชากันอยู่
“ดีครับ”
ถาดที่มีชามข้าวต้มวางอยู่ถูกเสือกมาที่ตัวผม นี่สินะ สาเหตุของกลิ่นหอมโชยที่ปลุกผมให้ตื่นขึ้นมา
“ทานเลยครับ ตอนนี้สี่โมงครึ่งแล้ว เดี๋ยวหนึ่งทุ่มตามีจะมาหานะครับ แต่หมอว่า ถ้าไหวก็เดินไปหาเถอะ อายุก็ยังไม่มาก อย่าทรมานคนแก่”
“ครับ ผมทราบแล้วครับ”
“ไม่ขอบคุณหมอหน่อยเหรอครับ”
ผมที่กำลังตักข้าวต้มเข้าปาก แทบปล่อยช้อนตกลงมา และก็เกือบพ่นข้าวต้มใส่หน้ามันแล้ว
“ครับ ขอบคุณครับ”
“หมอต้องลงไปดำลากขึ้นมาเลยนะครับ หัดลดความอ้วนบ้างนะครับ ตัวหนัก”
“หมออย่ามาปดครับ ผมได้วุฒิวิทยาศาสตรบัณฑิตนะครับ ถึงจะไม่ได้จบด้านฟิสิกส์ แต่ผมก็พอทราบว่า ในน้ำมีแรงลอยตัว ยังไงผมก็เบา”
เสียงตามเหมือนจะหลุดขำ แต่มันก็ยังแสดงบทบาทของคุณหมอได้ดีไม่บกพร่อง
“ครับ ครับ หมอเสียเวลาลากขึ้น ต้องมาทำพีซีอาร์ให้อีก หมอจูบไปหลายรอบเลยนะครับ”
ผมหน้าลามแดงขึ้นมา แม้จะรู้ว่าเป็นการช่วยเหลือทางการแพทย์นะแหละ
“เสียดายไม่ได้สอดลิ้นเข้าไปนะครับ คนไข้”
“ไอ้เหี้ย”
ผมปาช้อนพร้อมข้าวต้มร้อน ๆ ใส่หน้ามัน
“ไอ้โรคจิต เหี้ย”
“ฮะฮ่า เป็นเหมือนเดิมแล้วนี่ จะโกรธอะไรกูนักหนา”
“เสือก”
“ยังโกรธอยู่อีกเหรอ”
“มึงไม่ต้องเสือก”
“โอ้ ๆ ๆ”
“เสือก”
“อย่าพูดไม่สุภาพกับรูมเมตสิครับ”
“รูมเมตเหี้ยไร กูจบมาหลายปีละ”
“ก็รูมเมตที่นี่ไง ตามึงให้กูนอนห้องนี้ เขาบอกเตียงใหญ่ กูก็โม้ไปเยอะว่ามึงต้องมีคนเฝ้า เขาเห็นกูเป็นหมอด้วย แถมเป็นเพื่อนมึงอีก เขาแทบจะใส่พานประเคนให้กูละ”
“ไอ้เลว มึงไม่ใช่เพื่อนกู”
เจ้าเล่ห์นัก ตามีก็เหมือนกัน ไม่ถามหลานอย่างผมสักคำ
“เอานะ คืนนี้มึงอาจมีไข้นะกูว่า”
“เสือก”
“เอ้า กูพูดจริง” มือมันทาบหน้าผากผม “นี่ไง ไข้รุม ๆ ละ เดี๋ยวกินยาต่อเลยนะ หลังจากกินข้าวต้มหมด กูเอาช้อนไปล้างให้แปบนึง”
มันเดินเข้าห้องน้ำ แล้วกลับมาพร้อมกับช้อนคันเดิมที่เช็ดให้แห้งด้วยทิชชู
“กินซะ เดี๋ยวตอนทุ่มนึง กูไปบอกตามีให้ดีกว่า ว่ามึงอยากพัก”
ผมยังไม่ยอมกินข้าว ทอดสายตาออกไปทางอื่น ตามเดินย้ายฝั่งมายังอีกฟากของเตียง ณ บริเวณที่ผมมองอยู่ เมื่อมันมานั่งบริเวณนั้น ผมก็เอี้ยวคอหนีไปมองอีกทาง
เสียงถอนหายใจของมันดังออกมา
“กูสัญญาว่า กูจะกวนใจมึงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มึงคิดถึงตัวเองสิ อย่างน้อยก็ทำเพื่อแม่เพื่อพ่อไง” ตามยังรู้จุดอ่อนของผมเสมอ ใช่แล้ว ผมเริ่มจากใจอ่อนจากสิ่งที่มันพูดมา “พอเรากลับฝั่ง หรืออาจจะเป็น ตอนที่เรื่องที่เกิดขึ้นกับมึงมันเรียบร้อยแล้ว กูจะยอมทำตามที่มึงบอกทุกอย่าง เลิกคบก็เลิกคบ ไม่เป็นเพื่อนแล้วก็ได้ แต่ในฐานะเพื่อน พะ.. เพื่อน”
ทุกอย่างเงียบลงอีกครั้ง ราวกับเทปสะดุด
“เพื่อนเก่า” และคำพูดของตามก็หลุดออกมา “พ่วงด้วย ในฐานะหมอ กูขอเหอะ”
ผมคว้าช้อนในมือมัน ก้มลงกินข้าวต้มต่อโดยไม่พูดไม่จา
“เดี๋ยวกูไปบอกตามึงให้ ว่ามึงยังไม่สบายตัว”
“ไม่เป็นไร กูออกไปหาตากูได้”
“ได้ครับ”
-------------------------------------------------------------
เราสองคนก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก เพราะไอ้ตามเอาเวลาอีกหลายนาที ในการโม้เรื่องราวทุกอย่างลงโทรศัพท์เสียงดัง เล่าวีรกรรมโง่ ๆ ของผมให้ใครสักคนฟัง ซึ่งถ้าให้เดาก็คงเป็นไอ้บอส
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะดูแลเพื่อนคุณให้ดี” มันยังพล่ามไม่หยุด “อ้อ จะดีเหรอครับ เค บอส งั้นเราคุยกันปกติเนาะ ไม่ต้องห่วง มันน่าจะเข็ดเรื่องลงน้ำแล้วละ ได้ครับ ได้ โอเค”
มันเดินมานั่งข้างผมที่กำลังนอนลืมตามองกลับอย่างไม่สบอารมณ์ เอามือจับหน้าผากผมเพื่อวัดไข้อีกรอบ
“ไข้ลดมานิดนึงละ”
“คุยอะไรกับไอ้บอส”
ผมถาม ขยับผ้าห่มให้กระชับตัว พร้อมกับปัดมือมันออกไป ผมเกลียดสายตาจ้องกลับที่ใสแป๋วดูไร้เดียงสาของมันเหลือเกิน
“บอสบอกว่า ลางานได้วันอังคาร จะมาหามึงที่เกาะกูด เออ ไอ้พีก็จะมาวันอังคารด้วย เดี๋ยวกะว่าจะให้มาพร้อมกัน”
ผมรู้สึกตกใจเล็กน้อย นี่ทุกคนเล่นใหญ่กันขนาดนี้เลยเหรอ
“กูทำให้ทุกคนลำบากเปล่าวะ”
มันหัวเราะแทนคำตอบ
“ว่างั้นก็ได้แหละ มีนก็กำลังหาทางลาแล้วจะพุ่งตัวจากพิษณุโลกมาตราดเหมือนกัน”
มือของตามยังซุกอังวัดไข้ผม แล้วก็เปลี่ยนเป็นลูบหัวปลอมประโลม ผมกำลังทำให้เพื่อนหลายคนลำบากเพียงเพราะว่าผมทำใจไม่ได้กับสิ่งที่ผมเจอเหรอ มากเกินไปหรือเปล่า ผมกำลังเป็นภาระให้เพื่อนอยู่ใช่มั้ย
“อย่าคิดมากไอ้อ้วน รีบ ๆ ทำใจให้สบายแล้วกลับมาเป็นคนเดิมได้แล้ว”
“ก็สบายดีนะ”
“เห้อ มึงไม่เคยโกหกเนียนเลยรู้ตัวเปล่า”
“.............................”
“กูรู้เรื่องมึงกับพี่ปริ๊นซ์หมดแล้วนะ อย่าลืม”
ผมยังจ้องตาตามกลับ ตาไม่กะพริบ น้ำตาเริ่มคลอหน่วยโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะมึงจะตัดสินใจดำเนินชีวิตไปยังไง กูก็อยู่ข้างมึงเสมอนะ กูสัญญา”
“.......................”
“เชื่อใจกูสิ”
น้ำตาไหลมากขึ้น ผมไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย และตามก็ไม่ได้ห้ามผม มันเอาทิชชูซับน้ำตาผมเงียบ ๆ มืออีกข้างก็ลูบหัวผมไม่ห่าง
“กูขอโทษ”
ผมพูดติดขัดผ่านผ้าห่ม
“ขอโทษทำไมกันละ”
“กูขอโทษที่เป็นเพื่อนกับมึงไม่ได้”
ไม่มีทีท่าลังเลหรือตะลึกจากตาม ผมคงทำมันเจ็บจนชินชาแล้วสินะ
“เอาจริง ๆ กูก็ไม่เข้าใจนะว่าทำไมเราจะเป็นเพื่อนกันต่อไปไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไรนะ เด็กน้อยตัวอ้วน”
“ขอโทษ”
ผมอยากจะบอกเหตุผลทั้งหมดไป แต่ผมทำไม่ได้จริง ๆ เพราะถ้ามันรู้เรื่องราวทั้งหมด อาจจะมีอะไรวุ่นวายตามมาอีก ให้ตามดำเนินชีวิตใหม่กับผู้หญิงคนนั้น ผมไม่อยากให้มันมีคนอย่างผมเป็นก้อนตะกอน เป็นหินโสโครก ที่ขวางขัดอยู่ในใจมันอีกต่อไป
“อ้วน ไม่ร้องสิ”
“หือ ๆ ไอ้หมอยุงลาย กูผอมลงแล้วนะ”
“กกูก็สบายดี ไม่ได้โดนยุงลายกัดเป็นไข้เลือดออกนานแล้วนะ" มันหัวเราะออกมา "ส่วนมึงก็อ้วนเหมือนตอนปีหนึ่งในสายตากูเสมอแหละ ตอนนี้เป็นอ้วนดำด้วยนะ”
“ก็แดดเกาะกูดมันแรง”
“จ้า อ้วนดำ เดี๋ยวพรุ่งนี้ให้ยืมครีมกันแดดนะ”
“หือ ๆ”
ผมพยักเพยิดตอบรับความใจดีของมัน
“ไม่ร้องนะ กูชาร์จแบตก่อนนะ รีบเดินทางจนไม่ได้หยิบพาวเวอร์แบงค์มาด้วย ชีวิตลำบากเลย”
“อืม”
“ขี้แยจังวะ คนที่กูชอบตอนนั้น ไม่ขี้แยนะ”
“ก็มันห้ามน้ำตาไมได้นี่นา”
“จ้า”
มันยิ้มตาหยีให้ผม สายตากวน ๆ ที่มันมักจะทำใส่ทุกคนทุกครั้ง สายตาที่ผมเคยชินมาแต่ไหนแต่ไร ตามเป็นคนดี ถ้าตัดข้อเสียเล็กน้อยไป ก็นับได้ว่าเป็นคนที่เพียบพร้อม ทว่าทำไมผมรักมันไม่ได้ ผมก็ไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะว่า การเป็นแฟน สักวันต้องเลิกรา แต่การเป็นเพื่อน จะคงอยู่ตลอดไปกระมัง
-------------------------------------------------------------
(ต่อด้านล่างครับผม)
-
ต่อจากข้างบน บทที่ 18 (ครึ่งหลัง)
-------------------------------------------------------------
“ฉันก็นึกว่าทัพจะตายแล้ว ตอนไอ้โชคโทรมาบอกว่า ทัพจมน้ำ ตาเตรียมไม้ฟาดหัวมันแล้ว ไอ้ห่ารากนี่ ดูแลหลานฉันไม่ดี”
ตามีคุยกับไอ้ตามอย่างถูกคอ ผมมันแค่ไม้ประดับตัวประกอบที่ร่วมโต๊ะอาหารด้วยเท่านั้นแหละ
“ฉันก็คิดต่อเลยนะหมอ ถ้ายายรวย ยายของไอ้ทัพมันรู้เข้า ฉันโดนด่าแน่ ฉันจะเอาหน้าไปไหวไหนเนี่ย หมดเช่ด ชื่อเสียงที่มีมา”
หมดเช่ด เป็นภาษาตราด ทำนองว่า ตายห่า หมดกัน พอดีกัน โดยรวมก็ไม่ค่อยสุภาพนักหรอก
“จะโดนตบมั้ย หูย ตอนเด็กยายรวยแก่นมาก หมาในหมู่บ้านที่ดุ ๆ ยายราญไล่ตีหมดทุกตัว พูดยังเสียวสันหลังเล้ย”
ตามียังพล่ามพรรณนาถึงวีรกรรมเด็ดดวงของยายแท้ ๆ ของผมต่อ ไม่เกรงใจหลานแท้ ๆ ที่นั่งฟังอยู่สักนิด
“จริงเหรอตา งั้นแก่นเฟี้ยวกันทั้งยายหลานเลยสินะครับ”
มันพูด เหล่มามองผมที่ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว แกะกุ้งกินรัว ๆ ไม่ลืมแกะกุ้งโยนใส่จานมันด้วย ทำไงได้ละครับ ผมนี่นักแกะกุ้งมือฉมัง เพื่อนคนไหนก็ใช้ผมแกะกุ้งทั้งนั้น แม้แต่พ่อ แม่ ทับทิม ใช้ผมหมดทั้งบ้านแหละ
“กูขอสัก 10 ตัวนะ”
ถ้าเป็นตอนปกตินะ อย่าหวังเลยไอ้ตาม มึงจะมาสั่งกูให้แกะได้ ถือว่าทดแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตแล้วกัน หลังจากคืนนี้ไป กูจะฆ่ามึงคอยดู
“ใจเย็นสิมึง กุ้งแหลกหมดแล้ว”
ผมคงจินตนาการถึงแผนฆาตกรรมไอ้หมอยุงลายในหัวมากเกินไปหน่อย ก็เลยไปลงกับการแกะกุ้งเสียจนแหลกไม่เป็นตัว มันหันไปคุยกับตามีต่ออีกหลายนาที จนทางร้านปิดเพลงที่เปิดจากเทป แล้วให้นักร้องเริ่มเล่นดนตรีสด
ไม่นานหลังจากนั้นตามีก็ขอตัว เดินออกไปจัดการอะไรเล็กน้อย
“ร้านตามึงบรรยากาศดีนะ”
“อืม”
“มึงนี่โชคดีในโชคร้ายวะ มีที่ไหนวะ มาเกาะกูดแล้วมาเจอญาติห่าง ๆ ดีหวะ”
“เออ คนตราดแม่งก็เป็นญาติกันหมดแหละ ใครตาย ใครท้อง ใครได้กัน รู้กันหมดแหละ” ตามดูนิ่งอึ้งไปในท่อนท้าย ๆ ของคำพูดผม “เป็นอะไรมึง ทำไมดูเหมือนใจลอย”
“เปล่า มึง ปกติ”
“อืม”
“เพลงเพราะหวะ กูอยากไปร้องแจมเลย”
อย่างที่ผมบอกแหละครับ ตามมันเป็นคนเกือบเพอร์เฟคท์ครับ หุ่นดี ขาว เป็นนักร้องของวงดนตรีมหาวิทยาลัยด้วย แต่มันเป็นได้ปีเดียวเท่านั้นแหละ พอขึ้นปีสอง มันเรียนหนักก็เลยต้องเลิกไป ข้อเสียอย่างเดียวของไอ้ตามคือไม่ชอบเล่นกีฬาอะไรเลย เราทั้งห้องเคยไปเล่นแบดมินตันที่โรงยิมมหาวิทยาลัยกัน ไอ้ตามตีมั่วตลอด ผมที่ง่อยกีฬายังเก่งกว่ามันเสียอีก ที่หุ่นมันดีแบบนี้ได้ อาศัยเวทเทรนนิ่งล้วน ๆ
“ให้กูขอตาให้มั้ยละ”
ผมไม่รอคำตอบจากมันหรอก อยากแกล้งมันด้วยแหละ เท่าที่ผมทราบมา ตามก็ไม่ได้ร้องเพลงหลายปีแล้ว เสียงต้องมีผิดเพี้ยนกันบ้างแหละว่ะ ได้โอกาสแกล้งแล้วต้องรีบฉวยไว้ ฟ้าอำนวยใจให้ผมเป็นอย่างมาก เพราะท้ายสุดแล้วไอ้ตามก็ได้ขึ้นไปร้องเพลง นักร้องชอบเลยแหละ แน่ละ ได้เงินเท่าเดิม แต่มีคนมาช่วยร้องเพลงแบบนี้ สบาย
“ผมชอบเพลงนี้ครับ ก็เลยอยากร้องเพลงนี้ให้ใครสักคน ถ้าไม่เพราะขอโทษด้วยนะครับ”
ตามพูดประโยคเดิมซ้ำอีกครั้งเป็นภาษาอังกฤษ ให้พวกแขกหัวแดงได้ฟังออกกันบ้าง ถ้ามันพูดจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ได้ ก็คงพูดไปด้วย ตามก็หันไปส่งสัญญาณให้นักดนตรี แล้วเพลงที่มันขอไว้ก็บรรเลงขึ้น
ไม่กี่คน ที่จะเคียงข้างกัน
ไม่กี่คนที่จะคอยร่วมทุกข์ใจ
และไม่ทิ้งฉันไว้ลำพัง ไม่ว่าเจอเรื่องร้ายใด ๆ ก็พร้อมเดินไปกับฉัน
ไม่กี่คนที่จะรักฉันจริง
ทำให้ยิ้ม ในชั่วโมงที่เหงาใจ
ในชีวิตที่ล่วงเลยมา ไม่กี่คนที่ฉันไว้ใจ
ให้กุมมือ อยากฝากชีวิต
และหนึ่งในนั้น ก็คือเธอคนนี้ ที่ฉันนั้นโชคดี
ที่เราได้พบกัน
จากหนึ่งในร้อย หนึ่งจากในล้าน
ได้มาร่วมทางเดิน ให้หนึ่งใจฉันได้เจอกับรักดี ๆ
หนึ่งในไม่กี่คน เพลงของ โบ สุนิตา เป็นเพลงที่ตามเลือกมาขับกล่อมลูกค้าในร้านของตาผม เพลงค่องข้างเก่า และเป็นเพลงผู้หญิง ตามไม่ได้ร้องในแบบฉบับเดิมมากนัก เพราะต้องปรับคีย์ให้เข้ากับผู้ชาย แต่ไม่ใช่แค่นั้น ผมสัมผัสได้ว่าตามปรับดนตรีและการร้องจนเพลงนี้กลายเป็นแบบฉบับของมันเอง ที่มีเสน่ห์คมคาย ฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี โต๊ะอื่น ๆ ที่ฟังไม่ออก ยังปรบมือเกรียว มองเคลิ้มในความขาวตี๋ของมัน
ผมไม่ชอบเลย ที่ตลอดการร้องเพลง มันต้องมองมาทางผม ผมไม่ใช่คนดี ที่จะมอบรักดี ๆ ให้กับมันได้หรอก ผมเสียใจที่ต้องบอกว่า ตามไม่ได้โชคดีเหมือนเพลงที่มันกำลังร้อง
ผมรักพี่ปริ๊นซ์หมดใจ ไม่รู้ว่าจะหาทางไหนขจัดความรู้สึกนี้ไปได้หมด แม้ว่าตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหลือเกิน ผมขยะแขยงกับเจ้าชายของผม คนที่ผมมองว่าดีเลิศมาโดยตลอด ผมคลางแคลงสงสัยว่า ทำไมพี่เขาต้องทำพฤติกรรมแบบนั้นด้วย
เพลงจบลง สาวหลายคนซื้อขนมถุงบ้าง เครื่องดื่มบ้าง เพื่อเป็นบรรณาการไอ้ตามกันยกใหญ่ มันยังบริหารเสน่ห์ได้เหมือนเดิม ตามก็หล่อนะ แต่ผมไม่ชอบพวกขาวตี๋เหมือนผีดิบ
ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์คืนวันเกิดยิ่งเห็นหน้าพี่ปริ๊นซ์ลอยมา พยายามสลัดความรู้สึกนี้ออกไป
“โอโห เพื่อนลูก มันเก่งนะเนี่ย”
ตามีเดินกลับมาหาผมอีกรอบ
“ไม่เอาอะไรให้มันหน่อยละ ตาไม่คิดเงินเราหรอก”
“เห้ย เกรงใจครับ”
“สงสารมันนะ เพื่อนไม่สนใจเลย มีแต่ใครไม่รู้เอาของไปให้เต็มไปหมด”
เหมือนโดนตามีลากไปตบกลางสี่แยกปทุมวัน ฝั่งหนึ่งสยาม อีกฝั่งมาบุญครอง หน้าผมแหกแหลกไม่เป็นชิ้นดี
“ครับ ๆ งั้นทัพขอดอกกุหลาบที่ตาไว้จัดโต๊ะตอนเช้าได้มั้ยละ ขอสักดอกหนึ่งก็ได้”
ห้องอาหารของตาทุกเช้าจะมีดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่จัดใส่แจกันตั้งไว้ด้านหน้าสุดของห้องอาหาร ตรงที่พนักงานยืนเก็บตั๋วอาหารเช้านะแหละ หอมฟุ้งเชียวแหละ
“ได้สิ เอาทำไมดอกเดียววะ หลานกูนี่ งกเหมือนยายมัน”
ยังไม่วายกัดผมพร้อมยายอีกหนึ่งที ตากระซิบพนักงานที่เดินเสิร์ฟอาหารอยู่ แล้วกุหลาบสีขาวช่อใหญ่ก็เดินทางมาถึง
ตอนนี้ตามกำลังร้องเพลงสากลอยู่ เอาใจแม่ยกฝรั่งสินะมึง เป็นเพลงที่ผมชอบเสียด้วย Perfect ของ Ed Sheeran แล้วมันก็ต่อเพลงที่สาม Fool again ของ Westlife เพลงเก่ามาก แต่ก็เพราะตามเคย
“เออ ดี ตาจ้างหมอเขามาร้องพรุ่งนี้เลยดีมั้ย”
“ไม่ต้องจ้างหรอกตา ให้มันร้องแลกค่าห้องไป ฮะฮ่า”
“หึ่ย จะดีเหรอ เขาจะมองว่าคนบ้านเรางกนะ คนกรุงเทพอะ”
“มันเป็นคนนครปฐมตา แล้วมันก็ไม่คิดเล็กคิดน้อยหรอก”
“Sadly, you never gave me too many chances to show you how much I care”
(อย่างน่าเศร้าใจ เธอไม่เคยให้โอกาสฉันที่จะแสดงให้เห็นว่าฉันแคร์เธอมากแค่ไหน)
ผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่สัมผัสได้ว่าท่อนนี้มันร้องให้ผม ก็เล่นจ้องตาผมเป็นมันขนาดไหน
“ขอบคุณนะครับ ผมคงต้องลงไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนแล้วครับ เขาแกะกุ้งให้ผมไว้หลายตัวเลย ปกติผมไม่ค่อยกินกุ้งหรอกครับ เลอะมือ วันนี้ต้องกินซะหน่อย มีคนพลาดท่ามาแกะกุ้งให้กินแล้ว จริงมั้ยครับ”
การเล่นมุกเสี่ยวของมัน เรียกเสียงหัวเราะตบมือได้อย่างเกรียวกราว ไม่เว้นแม้แต่โต๊ะต่างชาติที่ผมไม่เชื่อหรอกว่าฟังออก แล้วไอ้ตามก็เซอร์วิซแฟนคลับต่างชาติด้วยการพูดภาษาอังกฤษนิดหน่อย ผมหมั่นไส้มันหวะ แต่ทำไงได้ละ ผมไม่ได้หล่อแบบมัน
“ครับ งั้นผมขอร้องเพลงนี้เป็นเพลงสุดท้าย และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา มาฟังกันเลย”
ก็รู้เป็นไปไม่ได้ เหมือนฝืนในความรู้สึก
ในส่วนลึก ฉันรู้เธอมีเขาอยู่
ก็รู้ในความเป็นจริง แต่ก็ยังจะแอบเฝ้าดู
ทั้ง ๆ ที่รู้ เป็นได้แค่เพียงเท่านั้น
แค่ชู้ทางใจที่ทำได้ เมื่อหัวใจเธอไม่ให้
แต่เก็บไว้ ให้คนที่เธอรักกันมานาน
ก็รู้เป็นเพียงแค่ทางผ่าน ไม่มีวันจะเดินร่วมทาง
เพราะเธอกับฉันเป็นเหมือนดังเส้นขนาน
แอบฝันเล็ก ๆ ในใจ ไม่ได้มีความหมาย
ให้เราผูกพัน และรักกันไปอย่างนั้น
ผิดที่เราเจอกันช้าไป
ไม่มีวันจะมารักกัน
เป็นแค่ความลับที่ฉันและเธอซ่อนไว้ในใจ
ผิดที่ฉันไม่ยอมหายใจ ไม่จำเป็นต้องไปโทษใคร
เพราะผลสุดท้าย คนที่ต้องเจ็บคือฉันคนเดียว
เพลงผิดที่เราเจอกันช้าไป ของ มัม ลาโคนิค ถูกตามแก้เนื้อนิดหน่อย ตรงคำว่า เรา กลายเป็น ฉัน
ผมชัดเจนในใจแล้วว่า มันร้องเพลงนี้ให้ผมจริง ๆ ไม่ได้ร้องเพื่อความบันเทิง แต่เป็นเหมือนคำบอกลาที่ต่อจากนี้ไป มันเข้าใจแล้ว ว่าควรทำยังไงต่อ
น้ำตาผมตกใน จากความเสียใจที่ทำให้เพื่อนรักคนหนึ่งต้องเจ็บปวดทรมานมานานถึงเพียงนี้ นับจากวันนี้ไป มันคงทำใจเรื่องผมได้แล้วละ
ดอกกุหลาบช่อใหญ่ช่อนี้ยังจำเป็นที่ผมต้องให้มันอีกมั้ยนะ ผมถามตัวเอง และอยากจะต่อเวลาถามไปเรื่อย ๆ แต่ก็ได้แค่คิด มือที่กำช่อกุหลาบบีบแน่น เดชะบุญที่หนามทั้งหมดถูกลิดหมดแล้ว จึงไม่มีบาดแผลใดที่ปล่อยให้เลือดไหลรินออกมา
ผมไม่อยากให้ตัวเองเครียด หายใจเข้าลึก ๆ ปล่อยมือให้ห้อยลงตามสบายไปพร้อมกับช่อกุหลาบในมือที่มุดหายลึกเข้าไปใต้โต๊ะ
“กูร้องเพราะมั้ย”
มันกลับมาที่โต๊ะ พร้อมหอบขนมถุง กระป๋องเบียร์จำนวนมากกลับมาด้วย
“เออ ดูจากของที่ได้ ก็ชัดเจนแล้วมั้ย”
“มึงไม่มีอะไรให้กูเหรอ”
ผมยังกดช่อกุหลาบให้ต่ำลงไปใต้โต๊ะ ส่ายหัวเบา ๆ
“กูไม่ได้เอากระเป๋าเงินมา”
“เอ้า แล้วที่วางตรงโต๊ะนั่นละ” มันบุ้ยปากไปทางกระเป๋าเงินที่วางอยู่เยื้องทางด้านขวาของผม ปากเคี้ยวกุ้งที่ผมแกะให้ตุ่ย ๆ
“เผ็ดวะ น้ำจิ้มซีฟูดเผ็ดชิบ”
มันเป็นคนกินเผ็ดไม่ได้ แต่ก็ยังพยายามกิน
“น้ำจิ้มแถวตราด จันทบุรี ระยอง เขาไม่เลือกน้ำจิ้มซีฟูด เขาเรียกน้ำพริกเกลือ” มันทำตาโตด้วยความงง “ไม่ใช่พริกเกลือแบบเดียวกับที่เอาไว้จิ้มมะม่วงเว้ย น้ำพริกเกลือนะ มันเลยจะเผ็ดกว่าน้ำจิ้มซีฟูด แล้วมึงไม่ต้องกินเผ็ดก็ได้ กินเปล่า ๆ ไปสิ”
“ก็ชินอะ มึงกินเผ็ดชิบหาย ไปกินข้าวกับมึงกี่ที ก็ต้องกิน ไม่งั้นมึงก็อารมณ์เสียใส่อีก”
“ก็ไม่ต้องพยายามแล้วไง”
ช้อนส้อมในมือของตามค้างอยู่ในมือของมัน
“มึงช่วยกูจากการจมน้ำตาย แล้วทำไมมึงยังจมอยู่กับอดีตล่ะ”
“อืม” มันวางช้อนส้อม จ้องหน้าผม “ต่อไปกูจะไม่พยายามกินเผ็ดแล้ว”
ผมสะกดกลั้นน้ำตา ความทรงจำต่าง ๆ ของเราสองคนพุ่งผ่านห้วงความคิดอย่างรวดเร็ว
“กินเผ็ดไป ก็ไม่คุ้นซะที” มันเงียบนิ่ง ท่าทางเหมือนกำลังจมสู่อดีตอีกครั้ง เสียงถอนหายใจดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มของมัน
“คงได้แค่เพื่อนแหละ”
ความทรงจำระหว่างเราสองคนมันมากเกินไปจริง ๆ
ผมผิด ผิดที่รักมันไม่ได้ ผมไม่รู้จะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร
“อะ” ผมตัดสินใจยื่นกุหลาบช่อนั้นไป “กูให้”
ผมก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อ ในขณะที่มันนิ่งเงียบรับกุหลาบช่อนั้นไปดม
“มึงอย่าดมสิ อาจมีฟอร์มาลีน”
“เออสิเนาะ” หน้าแดงเรื่อเล็กน้อย มันเกาหัวเบา ๆ พูดแผ่ว ๆ ว่า “ขอบคุณนะมึง”
“อืม”
“กูคิดถึงวันนั้นเลย วันที่กูเอาดอกไม้ไปให้มึงตอนรับปริญญานะ”
“มึงลืมไปเถอะ มันผ่านไปแล้ว”
“จะลืมได้ไงละ ก็ถูกกระตุ้นให้จำอยู่อะ”
“กูขอโทษ”
“เอานะ”
“กูขอโทษจริง ๆ”
มันโบกมือหนึ่งทีเป็นการตัดบท
“มึงอยากฟังเรื่องจากทางฝั่งกูบ้างมั้ยละ วันนั้นว่าทำไมกูถึงกดตัดสายมึง”
“ไม่ต้องหรอก มันผ่านไปแล้ว”
“กูอยากเล่าจริง ๆ นะ”
“อืม”
ผมถอนหายใจ ไม่อยากเสียเวลาฟังคำรบเร้าจากมันต่อ เก็บช้อนส้อมรวบไว้ตรงกลาง ศอกทั้งสองตั้งบนโต๊ะเพื่อเท้าคางรอฟังเรื่องเล่าจากหมอประจำตัวอย่างตั้งใจ แล้วทุกอย่างก็เหมือนจิ๊กซอว์ที่ประกอบลงอย่างลงตัว
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 18
ผมขอพูดอะไรนิดหน่อยครับ หลายคนอาจมองว่าผมเขียนไปเรื่อย ๆ ไม่มีโครงเรื่องหรือเปล่า
ผมขอแจ้งว่า ผมเขียนจบหมดแล้วนะครับ แต่ยังไม่ได้ปรับภาษา ยังสกรีนคำผิดอยู่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็ยังมีคำผิดหลุดรอดสายตาผมไปได้)
ดังนั้น เรื่องนี้มีจุดจบแน่นอนแล้วนะครับ อิอิ
ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ
:hao3:
-
:katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
-
มาต่ออีกสิๆๆๆๆ :katai5: :katai5:
-
……
สงสารตาม จนอยากให้เป็นพระเอกแทนพี่ปริ๊นซ์ซะแล้ว
ถ้าเรื่องดำเนินต่อให้พี่ปริ๊นซ์เป็นพระเอก ก้อช่วยหาคนมาดามใจน้องตามหน่อยเถิดดด
หมอตามของพี่ ทั้งหล่อทั้งดีปานนั้น :)
:z2: :z2: :z2: :z2: :z2: :z2: :z2: :z2:
…
-
ได้ฟังแล้วจะเปิดใจให้หมอหน่อยไหม อย่างน้อยดูแลดีกว่าพี่ปริ๊นแน่ๆ ล่ะ :hao3:
-
:pig4:
-
ทัพเปิดใจให้ตามเถอะนะ อยากให้คู่กับตามมากกว่า
-
บทที่ 19
อีกฟากหนึ่ง
“พี่ครับ ผมขอไปถ่ายรูปกับเพื่อนนะครับ”
ผมยัดบอร์ดสำหรับจดเลคเชอร์อาการคนไข้ต่าง ๆ ใส่เพื่อนที่ยังยืนจดโน้ต
“เออ เอาสิ รีบไปรีบมา”
พี่หมอประจำบ้านวอร์ดโสตศอนาสิกวิทยาไม่ได้หันมามองผมแต่อย่างใด เขายังก้มหน้าก้มตาจดอาการของผู้ป่วยลงในชาร์ทบันทึกการรักษาที่แขวนตรงปลายเตียง
โค้งคำนับขอบคุณโก่งจนหัวแทบติดพื้น แล้ววิ่งออกจากวอร์ดที่คลาคลั่งไปด้วยผู้ป่วย ผ่านวอร์สูตินรีเวชที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ของทารกแรกเกิด สลับกับเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของญาติ ๆ ที่ได้เห็นใบหน้าทายาทตัวน้อย ผู้เป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว ในเวลาไม่นานผมก็พาตัวเองมาจนถึงร้านดอกไม้ใต้ตึกโรงพยาบาลเพื่อรับช่อกุหลาบสีขาวที่สั่งไว้
“หมอสั่งให้แฟนเหรอคะ”
ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยซับเหงื่อกาฬที่ไหลออกมา เสียงหอบรับอากาศนำขึ้นก่อนจะสนทนาพร้อมกับเสียงหัวเราะ
“ฮะฮ่า ผมยังไม่มีแฟนครับ” ผมรับช่อดอกไม้ เงยหน้าคุยกับเจ้าของร้านต่ออย่างขบขัน “แต่ถ้าจะให้เรียก ว่าที่ ก็น่าจะไม่ผิดนะครับ”
“แหม ลูกสาวป้าก็เสียใจแย่สิ มันชอบหมอมากเลยนะ”
ป้ากำลังจะบอกว่า ลูกสาววัย 10 ขวบ ที่ยังไม่ประสีประสา ชอบผมเหรอครับป้า แค่คิดก็นึกถึงลูกสาวป้าที่ดูห้าวแมนใจเกินร้อย ที่ดูซ้ายแลขวาอย่างไรก็ไม่น่าจะมีรสนิยมชอบผู้ชายแบบผม
“อย่าพูดเล่นสิครับ ผมไปแล้วนะครับ”
สะพานลอยข้ามถนนที่เข้าเขตพื้นที่หลักของมหาวิทยาลัยเป็นตำแหน่งที่ผมกำลังหรี่ตาสู้แดดแรงของยามเที่ยงยืนมองฝูงชนจำนวนมหาศาลที่แต่งกายด้วยชุดหลากสี บ้างก็ถือลูกโป่งหลายใบ บ้างก็ถือช่อดอกไม้ที่มากสีสัน บรรยากาศของความสุขของงานรับปริญญาฟุ้งตลบอวลไปทั่ว
ผมพาตัวเองมาห่างไกลจากความรู้สึกของการเป็นนิสิตนักศึกษามาปีกว่าแล้วตั้งแต่พาตัวเองเข้าสู่วิถีชีวิตการเรียนคลินิก เมื่อหลงทางอยู่ในบริเวณเก่า ๆ ก็ไม่แปลกที่จะหวนคิดถึงหลายปีที่ผมเฝ้ามองมัน ดุจดังภาพที่สว่างโร่ของแดดยามเช้า เจิดจ้าราวกับภาพฝันยามค่ำคืน ความรู้สึกเดียวในส่วนลึกที่สะท้อนไปมา คือ ผมรักมันครับ ผมรักทัพ แม้ว่าวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนในทุกช่องทางใด ๆ ผมจะไม่มีวันได้เป็นแฟนกับมันก็ตาม กระนั้นผมก็ยังรักมัน พีเคยบอกกับผมว่า ความรักที่ผมมีให้ทัพ แท้จริงอาจจะไม่ใช่ความรักแบบชู้สาว (จริง ๆ ไอ้พีใช้คำว่า ชู้หนุ่ม ด้วยซ้ำ) อาจเป็นเพียงความรักแบบมิตรภาพที่เหนือกว่ามาตรฐานเดิมในสังคมปกติก็เป็นได้
คำตอบในใจของผมต่างจากพีเล็กน้อย ผมอยากใช้ชีวิตอยู่กับมัน อยากหัวเราะไปกับมัน อยากมองเห็นมัน และก็มีบางความคิดที่อยากจับมือกัน กินข้าวกัน นอนกอดกัน แค่นั้นก็เพียงพอ
ท้ายที่สุด ทั้งพีและผม ก็ไม่สามารถหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดให้แก่สถานการณ์ดังกล่าวได้ จึงเลิกใคร่ครวญถึงนิยามความรู้สึกที่ผมมีให้แก่ทัพ เอาเป็นว่าถ้าผมมีความสุขกับการเฝ้ามอง กับการหยอดทัพ กับการทีเล่นทีจริง การกระทำทั้งหมดเหล่านั้น ถ้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ผมก็ไม่รู้สึกมีอะไรเสียหาย อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ผมเจนใจเสมอก็คือ ความฝันและความจริงเป็นดังเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบ
ทางเลือกที่ผมนำมาใช้ ก็คือ ไม่ลากทัพมาร่วมหัวจมท้ายในวังวนความสับสนอันไม่สิ้นสุดของผม
เป็นเวลาหลายปีที่ทัพพยายามหลบหน้าผมมาตลอด ประกอบกับผมที่เรียนหนักหน่วง ขึ้นวอร์ดไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งทำให้โอกาสที่เราเจอกันน้อยลง แต่วันนี้จะเป็นวันแรกที่ผมได้เจอมันอีกครั้ง
แล้วผมก็พาตัวเองมาถึงคณะวิทยาศาสตร์จนได้
แค่งานรับปริญญา ที่ผมเฝ้ามองมันยืนเก้ ๆ กัง ๆ ด่าผมซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วก็ดั่งคนเป็นโรคสองบุคลิก เมื่อมันด่าผมจนเหนื่อย ก็กลับกลายเป็นคนเย็นชาใส่กันทันที แต่แค่เพียงมันแนะนำน้องสาวให้ผมรู้จัก ยอมถ่ายรูปคู่กับผม แค่นั้นผมก็ดีใจแล้วครับ
เพราะการได้เฝ้ามอง คือ ความเป็นจริงที่ผมสามารถจับต้องได้มากที่สุด
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
รูปภาพคู่ใบนั้นของผมกับทัพวางบนโต๊ะทำงานเคียงคู่กับภาพครอบครัวของผมในวัยเด็ก และยังมีรูปภาพกับเพื่อนกลุ่มอื่น ๆ อีกสองสามใบ ที่จัดเรียงไว้ด้วยกัน
ผมนำช่อดอกกุหลาบสีขาว ที่ได้จากแม่ของผู้ป่วยคนหนึ่งวางไว้เคียงกับรูปภาพบนโต๊ะทำงานหลังใหญ่ของผม
วันนี้เป็นวันจันทร์หลังงานรับปริญญา แต่ถือเป็นวันที่ 3 หลังจากทัพโดนแทง ผมเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ กลับมาทำงานที่ผมรัก ผมเป็นแพทย์ใช้ทุนที่ต้องทำงานเพื่อรัฐเป็นเวลา 3 ปี อย่างน้อยการได้ทำงานเพื่อรัฐบาลก็เป็นหนึ่งในความฝันที่ผมอยากทำมาโดยตลอด แล้วก็เป็นความฝันที่ไม่ได้ขนานกับความเป็นจริง ผมจึงภูมิใจกับการได้ทำสิ่งที่จับต้องได้และไม่เพ้อฝัน
พักกลางวันแล้ว อันที่จริงเหลือเพียง 25 นาที ผมก็ต้องกลับไปทำงานต่อ จำนวนผู้ป่วยต่อจำนวนหมอ ช่างเป็นอัตราที่สูงสวนทางกับ GDP ของประเทศเหลือเกิน แม้จะเหนื่อยเพียงใด เราก็ต้องยืนหยัดทำในสิ่งที่เรารัก ถ้าสิ่งนั้นยังเป็นสิ่งที่เรากระทำได้ ต่างจากบางเรื่องซึ่งเราไม่สามารถกระทำให้เป็นจริงได้เลย
เสียงสารภาพรักของทัพต่อหน้าปริ๊นซ์ยังกังวาลค้างอยู่ในมโนสำนึกของผม หยิบกรอบรูปสีเงินที่มีรูปคู่ของผมกับทัพขึ้นมาด้วยความอาลัย เปิดหลังกรอบรูปเพื่อดึงเอารูปออกมา ตัดใจโยนลงถังขยะ แต่สุดท้ายผมก็คว้ารูปภาพนั้นขึ้นมา เปิดลิ้นชักโต๊ะเพื่อโยนทั้งรูปใบนั้นและกรอบรูปลงไป ปิดตายมันเอาไว้ ในส่วนลึกของความทรงจำ
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังอยู่ด้านนอก
“เชิญครับ”
“ตามคะ ไปกินข้าวกันมั้ย”
หยกสาวสวยร่วมมหาวิทยาลัย ที่จับผลัดจับผลูมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลเดียวกับผม กำลังพาอกขนาดมหึมาที่ผมเห็นก็ยังรู้สึกอึดอัดแทนเล็กน้อยเข้ามายืนมองผมอย่างรอคอยคำตอบ ในมุมมองของผมนั้น มองเห็นแต่เนินยักษ์ขนาดใหญ่ที่พร้อมจะบีบรัดคอผมให้จมตายทุกเมื่อ ยิ่งมองยิ่งรู้สึกเลือดแดงสูบฉีดกระจายทั่วใบหน้า
“ไปสิครับ”
มนุษย์เราแม้ว่าจะทนทุกข์เพียงใด เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าดำเนินชีวิตต่อไป
“ว้าว ดอกไม้สวยจังเลยค่ะ”
“แม่ของน้องน้ำฝนเอามาให้นะครับ”
น้องน้ำฝน ผู้ป่วยเด็กเพียงคนเดียวของโรงพยาบาลในขณะนี้ เธอถูกส่งมารักษาตัวเพราะภาวะเครียดอย่างสูง ทั้งที่เธออายุยังไม่ถึง 10 ขวบ ด้วยซ้ำ และดูเหมือนว่าเธอจะติดผมกับหยกงอมแงมเชียวหล่ะ อาจด้วยความที่เราสองคนเป็นหมอที่อายุน้อยที่สุดด้วยกระมัง
เราเดินมุ่งตรงไปที่โรงอาหารของโรงพยาบาลด้วยกัน ระหว่างทางพยาบาลหลายคนที่เดินผ่านก้มหัวคำนับให้เราสองคนซึ่งเราก็ก้มหัวกลับตามมารยาท ในความคิดของผม ทั้งหมอและพยาบาล ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ต่างคนต่างต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน การเคารพในคุณค่าของกันจึงเป็นสิ่งพึงกระทำ
“เหนื่อยจากงานรับปริญญาเหรอคะตาม”
ถึงเราสองคนจะจบที่เดียวกัน แต่ก็ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไร เราอยู่คนละกลุ่ม นอกจากวิชาเลคเชอร์ห้องใหญ่แล้ว ก็ไม่มีวิชาอื่นใดเลยที่เราเคยเรียนด้วยกัน
“ไม่หรอกครับ ตามเบลอ ๆ นะ” แล้วผมก็นิ่งคิดพลาดเคี้ยวข้าวเอื้อยเฉื่อยว่า เธอก็ต้องไปงานรับปริญญาเหมือนผมนี่นา “หยกล่ะ”
หยกส่ายหัวแทนการตอบ แล้วสนทนาเรื่องราวของผมต่อ
“เบลอเพราะโฟกัสบางเรื่องไม่ได้ หรือเปล่าคะ”
ผมเงียบแทนคำตอบ นิสัยเสียอย่างหนึ่งของคนในกลุ่มหยกคือ ชอบตั้งสมมติฐานขึ้นมาเอง จนบางครั้งผมก็รู้สึกว่าก้าวก่ายจนเกินไป
“เอ๊ หรือว่า เพราะตาม มัวแต่โฟกัสเรื่องเดิม ๆ จนปวดหัว จนสมองล้า ลองเปลี่ยนไปโฟกัสเรื่องอื่นบ้างสิคะ”
แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมสะดุดใจกับคำพูดของหยก
“โฟกัสเรื่องอื่นเหรอครับ”
“ใช่ ตามลองโฟกัสเรื่องอื่นสิคะ”
“ครับ ขอบคุณนะครับ”
หรืออาจถึงเวลาที่ผมควรจะลองสนใจทำเรื่องอื่นบ้าง
-------------------------------------------------------------
ใครที่ผ่านไปผ่านมาหน้าห้องคลอดคงล้วนให้ความเห็นตรงกันว่า นายแพทย์หนุ่มคนนี้ได้ถอดวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว ผมนั่งอยู่ตรงม้านั่งหน้าห้องผ่าตัด ตาเหม่อลอยด้วยความล้า วันนี้เป็นวันโลกาวินาศอะไรก็ไม่รู้ ไม่สิ เป็นวันดีสิ ผมทำคลอดไปแล้วถึงสองคน เป็นโอกาสที่ดีที่ผมจะได้รับประสบการณ์เนื่องจากโดยปกติจะมีสูตินรีแพทย์เจ้าของเคสเป็นผู้รับผิดชอบ ทว่าด้วยคุณแม่มือใหม่พร้อมใจกันมาคลอดในวันเวลานี้ อาจเป็นเพราะว่าวันนี้ฤกษ์ดีก็เป็นได้ ก็เลยทำให้ผมเต้องไปช่วยหมอเขาทำคลอด
“หมอฐาพลค่ะ อีกราว 5 นาที ทำคลอดอีกคนนะคะ”
“จริงเหรอครับ”
พี่พยาบาลที่ยังเกาะบานประตูห้องคลอด ยิ้มให้ผมอย่างเข้าใจ
“พักสักพักก็ได้ค่ะ”
“ก็ดีครับพี่”
ประตูห้องฉุกเฉินปิดลงพร้อมกับการไปปฏิบัติหน้าที่ของพี่พยาบาล ส่วนผมนั่งลงตรงหน้าห้อง ควักยาดมมาบรรเทาความวิงเวียน แล้วมือนิ่มมือนิ่งก็นวดคลึงตรงไหล่ผมเพื่อผ่อนคลาย
“เครียดเหรอคะ”
การเข้าถึงเนื้อถึงตัวเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบเลย แต่ก็ต้องทน
“ขอบคุณครับ หยก”
หยกแทรกตัวเข้ามานั่งด้านข้างของผม ยังสาละวนเอามือนวดคลายให้ผม
“จริง ๆ เราลุ้นเดียวกัน ไม่ต้องพูดเพราะกันตลอดเวลาก็ได้มั้งคะตาม”
“ฮะฮ่า หยกเพิ่งพูด คะ เมื่อกี้นะครับ”
“ตามก็มี ครับ เหมือนกันแหละค่ะ”
“หยกก็มี ค่ะ นะครับ”
“จ้า ๆ เย็นนี้ไปกินข้าวกันมั้ยคะ เอ๊ย ไปกินข้าวกันมั้ย”
“อืม ไปสิ” ผมนิ่งคิดอีกสักพัก “ก็ดีเหมือนกันครับ” เปลี่ยนบรรยากาศบ้างแล้วกัน
“ค่ะ”
หยกเดินจากไป พร้อมรอยยิ้มที่แสนหวาน อันที่จริงหยกก็จัดเป็นผู้หญิงสวยมากคนหนึ่ง ทำไมสมัยเรียนเธอถึงไม่เคยมีข่าวด้านชู้สาวหรือเป็นแฟนกับผู้ชายคนไหนในคณะเลย อาจเป็นเพราะว่าตอนยังเป็นนิสิตปริญญาตรี เธอเป็นเด็กเนิร์ด ใส่แว่นหนาเตอะ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง จึงไร้เสน่ห์ที่ใช้ดึงดูดมัดใจชาย
ในปัจจุบัน หยกคนนั้นได้ตายไปแล้ว เพราะช่วงก่อนจบไม่นานเธอไปทำเลสิก ยืดผม แล้วรู้จักการประทินผิวแต่งตัวมากขึ้น เข้าตำราไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง
ทำเลสิกเหรอ... พาลให้คิดถึงใครบางคน ที่ทั้งชีวิตนี้คงเป็นได้แค่รูมเมต
“ตัดใจเหอะไอ้ตาม”
ผมรำพึงรำพันกับตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นตามเสียงเรียกของพยาบาล ไปทำงานที่เรารักกันดีกว่าเนาะ แต่บางทีก็อยากลาออกไปทำงานเป็นช่างภาพอิสระ ติดตรงไม่รวยนี่แหละ
-------------------------------------------------------------
ทุกวันผมเฝ้าติดตามชีวิตของทัพผ่านการถามพี อ่านไลน์กรุป รวมถึงส่องความเป็นไปของมันผ่านหน้าเฟซบุค
“ทำไมวันนี้มึงไปเฝ้ามันช้าวะไอ้พี”
อารมณ์เสียก่อนกินข้าวไม่ดีต่อสุขภาพนะครับ เพราะสำหรับผมมันจะพาลทำให้กระเดือกอะไรไม่ลง
“ใจเย็น ๆ ดิวะ กูต้องไปรับแฟนกูด้วย มึงอย่าเพิ่งงอน”
“เออ ทำให้มันเร็ว ๆ ครับ สวัสดีครับพี่” หันไปทักทายกับพยาบาลที่เดินผ่านก่อนไขเปิดประตูเข้าห้องทำงาน “มึงอยู่ไหนแล้ว”
กระแทกอารมณ์ทุกอย่างใส่โทรศัพท์ด้วยเสียงเย็นชา
“ออฟฟิศนี่แหละ เพิ่งคุยกับลูกความเสร็จด้วย ใจเย็นสิวะ นี่กูมีแฟนสองคนหรือไงวะ ไม่สิ สามคน รวมไอ้ทัพด้วย”
ผมเดินไปนั่งเก้าอี้ในห้องทำงาน
“เร็วเลย”
“อาการมันดีเว้ย พี่ปริ๊นซ์เอาไข่ต้มให้มันกินทุกวัน แผลหายเร็วเหี้ย ๆ สุดสัปดาห์นี้ก็จะออกจากโรงพยาบาลแล้วมึง”
“ไปช่วยมันขนของตอนออกจากโรงพยาบาลด้วย ถ้ากูอยู่ กทม. กูก็จะไปเอง ไม่ต้องมาลำบากทนายความค่าตัวแพงแบบมึงหรอก”
“เอาให้จริงเหอะ ในไลน์กรุปนะ ถามไปสิ จะเหนียมเหี้ยไร จะอะไรนักหนา”
“กูชอบแบบนี้”
“แล้วอีกอย่างนะ ถึงกูไม่ไปเขาก็มีพี่ปริ๊นซ์ประคบประหงม หวานกันจะตาย”
ผมอึ้ง
อึ้งทั้งที่รู้มาตลอดว่าต้องลงเอยแบบนี้ ฉากสารภาพรักของทัพย้อนเวียนกลับมาอยู่ในหัวของผมอีกครั้ง ทั้งภาพที่ยังแจ่มชัด ทั้งเสียงที่ได้ยินเต็มสองรูหู ผมไม่สามารถหาข้ออ้างใดในโลกมาค้านหลอกตัวเองได้อีกต่อไป แต่ทำไมไม่รู้ พอมาได้ยินคำยืนยันจากปากคนอื่นอีกรอบ กลับรู้สึกเหมือนใครเอามีดมากรีดซ้ำรอยแผลอีกรอบ กลายเป็นบาดแผลใหม่ที่ฉีกขาดบนรอยแผลเก่าที่ยังไม่สมาน
“เห้ย มึงกูขอโทษ อย่าเงียบดิ กูรอลิฟต์อยู่” ผมได้ยินเสียงกระทืบเท้าอย่างเร่งรีบของพี “อีกแปบเดียวนะ ตาม ไม่เป็นไรแน่นะมึง”
ผมปฏิเสธไปแผ่วเบา ได้ยินเสียงมันกำลังคุยเรื่องงานกับเพื่อนร่วมงานสองสามคน ผมจึงเงียบคิดถึงเหตุการณ์วันนั้นอย่างเศร้าสร้อย
“เอาให้จริงเหอะ กูถามจริง” ผมสะดุ้งสุดตัว จู่ ๆ มันก็หวนกลับมาคุยกับผมโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง “วันนั้นที่โรงพยาบาลเกิดอะไรขึ้น พอมึงกลับมา ไม่พูดอะไรสักคำ หน้าซีดยังกับเห็นผี”
พีจู่โจมโถมถามเข้าประเด็น ไม่เว้นช่องไฟให้ผมได้หายใจหรือหาข้อแก้ตัว
“ไม่มีอะไร”
เสียงสั่นเครือ ท่าทางอันล่อกแล่กของผม เป็นเครื่องยืนยันว่า คำตอบก่อนหน้า เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ
“แน่ใจนะ”
พีใช้น้ำเสียงที่รุกคืบและดูคุกคามให้จนมุมมากกว่าเดิม
“ไม่มีจริง ๆ”
“มึงรู้ใช่มั้ย ตอนกูเรียนวิชาเกี่ยวกับทนายความ เขาก็สอนเรื่องการโกหกนะ”
“กูพูดจริง”
“เอาที่สบายใจ กูเชื่อก็ได้ พร้อมแล้วก็เล่า”
ผมเกลียดน้ำเสียงแบบนี้จริง ๆ
“กูไม่มีอะไรจะเล่า ฝากด้วยแล้วกัน”
ผมวางหูใส่พีโดยไม่บอกลา โยนโทรศัพท์ทิ้งลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงกระแทก หมุนตัวไปมาบนเก้าอี้หมุนในห้องทำงาน ทำไมรู้สึกเหมือนโดนต้อนให้จนมุมยังไงก็ไม่รู้ ไม่นานหลังจากนั้นหยกก็เปิดประตูเข้าห้องทำงานของผม พาตัวเองมานั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามผม ยิ้มหวานให้ผม
“ไปกินข้าวกันค่ะ หิวแล้ว”
พักหลังเราสนิทกันมากขึ้น เธอเลิกเคาะห้องผมไปนานแล้ว แต่เราก็ยังติดพูดสุภาพกันอยู่
หยกยังเอียงหัวมองกลับผม พร้อมยิ้มพิมพ์ใจที่ยังไม่คลายหายไปจากใบหน้า
อันที่จริงผมหมดอารมณ์กินข้าว เพราะอารมณ์เสียจากไอ้พีแล้ว แต่เจอรอยยิ้มของหยกทีไร ก็ยอมไปกับเขาเสียทุกที หรือว่าใจเราละลายไปกับสาวคนนี้แล้ว
ผมกินข้าวกับหยกจนมันกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผมไปแล้ว
มันซึมซาบไปที่ความรู้สึกผม วันใดที่เราต่างมีธุระของตัวเอง จนทำให้ไม่ได้เจอกัน ความรู้สึกเหงาหงอยว้าเหว่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อใจในทันที
“มีน หรือว่ากูจะลืมทัพได้แล้ว”
“ก็จากที่มึงเล่า ก็มีโอกาสนะ แต่กูขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย”
“เอาสิเพื่อน ว่ามา”
มีนก็ยังคงเป็นมีน ไม่เคยลืมประโยคเด็ดที่ต้องถามทุกครั้ง
“ที่มึงรู้สึกดี เพราะมึงรู้สึกกับเขาในทางนั้นจริง ๆ หรือ มึงแค่หาใครมาแทนที่ทัพกันแน่วะ”
ผมนิ่งเงียบคิดถึงคำว่า “ทางนั้น” ตามที่ไอ้ตัวเล็กคิด แม้ว่ามันจะละเลี่ยงใช้สรรพนามแทนการบรรยายเจาะจงลงรายละเอียดก็ตาม
“ถ้ามึงรู้สึกดีกับเขาจริง ๆ กูก็ดีใจด้วย จะได้หลุดพ้นจากความรู้สึกเดิม ๆ ที่ยาวนานมาถึง 6 ปี” มีเพียงเสียงหายใจของเราสองคนที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าสายไม่ถูกตัด “มึงเชื่อกูดิ ถึงประตูบานเก่าแห่งความรักที่มึงมีให้ทัพจะปิดไปแล้ว แต่ประตูบานใหม่ก็จะเปิดให้แสงส่องเข้ามาเสมอแหละ”
“มึงพูดแต่ประตูนะไอ้มีน หลายรอบละ แต่กูชอบนะ”
“อืม” มันนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง “มีคนสอนกูมาเหมือนกัน แต่ก็เป็นข้อคิดที่ดีใช่มั้ยละ”
“ดีมากเลยแหละ ส่วนเรื่องที่มึงถามตอนแรก กูตอบไม่ได้หวะ แต่กูคิดว่าเป็นอย่างแรกนะ”
“ก็ภาวนาให้เป็นเช่นนั้น ขอไปทำงานก่อนนะ ต้องไปคุมคนจัดเวที มีเลี้ยงส่งนายอำเภอท่านเก่านะ”
“โอเคเพื่อน ขอบใจมาก”
“เออ มึงรู้ใช่มั้ย วันนี้ทัพออกจากโรงพยาบาล”
“อืม”
“ตอบอะไรมันหน่อยล่ะ”
แล้วผมก็ตัดสินใจตอบไปว่า “อืม” หลังจากที่มันทักทายรวม ๆ ในกรุปไลน์ว่า กำลังออกจากโรงพยาบาล ทั้งยังสรรเสริญไอ้พีที่ไปช่วยมันขนของออก พร้อมถ่ายรูปเซลฟี่ของมันกับพีส่งให้ทุกคนรับชมเป็นหลักฐานประกอบคำสรรเสริญ
ผมแอบเห็นด้านหลังเป็นเหงาสุดหล่อของปริ๊นซ์ ขนาดในไลน์กรุปก็ยังตามมาประกาศศักดาอีกนะมึง
-------------------------------------------------------------
(ต่อด้านล่างครับ)
-
บทที่ 19
อีกฟากหนึ่ง
ครึ่งสอง
ตามปกติทัพไม่ค่อยเล่นเฟซบุค แต่ช่วงหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน เฟซบุคของทัพมีการเคลื่อนไหวมากมาย อาจเป็นเพราะว่าต้องลางานพักฟื้น ก็เลยมีเวลาฟุ้งซ่านกระมัง เฟซบุคของทัพเต็มไปด้วยการเล่าประสบการณ์การโดนแทง เล่าชีวิตที่มีตำรวจตามเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง โพสต์ภาพอาหารที่ปริ๊นซ์ทำให้ รูปคู่ระหว่างมันกับปริ๊นซ์ก็มีบ้างประปราย โผล่มาทีไรก็จะโดนเพื่อน ๆ ในเฟซบุคตามไปล้อเลียนทุกครั้ง
Mhee Nopchai
แต่งเมื่อไรครับ วีรกรรมรักมัธยม
Pannathorn V.
@Mhee Nopchai กูว่าแล้วสุดท้ายต้องได้กัน
@Tappakorn N Tap เมื่อไรจะรับแอดเฟซเพื่อนพี่ละ
Tappakorn N Tap
@Pannathorn V. ไม่อะครับพี่ปัน หมั่นไส้ ปล่อยไว้ก่อน 555+
Korn Kulaponpat
พี่ไม่ถามมาก รักพ่อครัวคนนี้เปล่า อิอิ
Tappakorn N Tap
@Korn Kulaponpat รักสิครับ
หลังจากอ่านสถานะนั้นเสร็จ ราวหัวใจถูกแทงซ้ำจนแหลกลาญไม่เหลือซาก ผมก็พาตัวเองเข้าร้านเหล้า กรอกเหล้ากระหน่ำลงคอ ไม่ต่างจากดื่มน้ำเปล่า
มันผิด มันไม่ดีต่อสุขภาพ ผมรู้
แต่ผมขอเพียงคืนนี้ ขอแค่สักคืนที่ผมจะได้ทำตัวเหมือนคนอกหักทั่วไป สักคืนที่ผมจะได้แสดงความผิดหวังในชีวิต แม้จะเป็นแค่เพียงคืนเดียวที่อาจจะลืมทัพไปสักเสี้ยววินาทีก็ตาม
“พอเถอะตาม ไม่ไหวแล้ว จะขับกลับยังไง”
“ไหว ยังไหว”
เหล้าเพียว ไร้การเจือด้วยโซดา น้ำเปล่า หรือน้ำอัดลม บรรจุลงในแก้วตรงหน้าผม
“หมอตามเขาไปเครียดอะไรมาหรือเปล่าเนี่ย”
เสียงพี่พยาบาลกระซิบกระซาบกับหยก พร้อมไปกับแก้วเปล่าในมือผม เพราะน้ำเมาเหล่านั้นได้ละลายหายไปในร่างกายของผมแล้ว
“หยกก็ไม่แน่ใจค่ะพี่ภา” ผมรู้สึกถึงมือนิ่ม กำลังลูบไล้หน้าผม “พอเถอะค่ะ ใครจะขับรถตามล่ะ ต่างคนต่างก็เอารถตัวเองมานะ”
มือนิ่มของหยกค่อย ๆ ปลดแก้วใบนั้นออกจากมือผมอย่างแช่มช้า แผ่วเบา
“เอางี้มั้ยคะหมอหยก เดี๋ยวพี่คุยกับเจ้าของร้านให้ สนิทกันค่ะไม่ต้องห่วง ก็จอดทิ้งไว้ที่นี่ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยมาเอา”
“ดีค่ะ ตามนั้น งั้นหยกลากตามกลับก่อนนะคะ”
“หมอไหวเหรอคะ มานี่หน่อย”
เธอหันไปตะโกนเรียกเจ้าของร้าน ที่วิ่งเข้ามาพร้อมกับลูกน้องอีกคน ภาพเลือนรางที่ผมจำได้ในหัวคือ ผมถูกหิ้วปีกพาไปที่รถของหยก
แสงไฟจากข้างทางบาดตาผม ภาพแสงไฟฟุ้งเป็นดวง ๆ ลอยล่องในสายตา มาลัยดอกมะลิที่ไหวไปมาจากการเคลื่อนของรถ กลิ่นจางของมะลิโชยหอมไปทั้งคันรถ เสียงเพลงสากลคลอเอื่อยสอดประสานไปกับเสียงแอร์ของตัวรถ ล้วนแล้วแต่ลวงตาหลอกหูผมตลอดเส้นทางกลับสู่บ้านพัก
“ไหวมั้ยคะ หรืออยากจะกินนมเปรี้ยวก่อน มันช่วยได้อยู่นะคะ จะได้ไม่เมาค้าง”
“ไม่เมา”
มันเหมือนเสียงพึมพำข้างหูผมมากกว่าออกจากปากผมไปเอง
“เป็นอะไรเนี่ย”
“ไม่ ไม่”
“ค่ะ”
เธอหัวเราะแผ่วเบา
ด้วยร่างที่ใหญ่เทอะทะของผม หยกร่างบางพยายามพยุงกึ่งลากสังขารของผมเข้าไปในบ้านพักแพทย์ ผมเซล้มลงหลายต่อหลายครั้ง แต่เธอก็ยังไม่ละความพยายามจนพาผมมาถึงเตียงนอนในที่สุด
ห้องพักผมไม่ถึงกับมืดสนิท มีแสงไฟราง ๆ จากภายนอกส่องพอให้เห็นเค้าโครงของสิ่งต่าง ๆ ภายในห้อง
ภาพอดีตที่ผ่านเลยของแสงแห่งรัตติกาล ในค่ำคืนวันเกิดครบรอบ 21 ปี ของผม กับ ภาพเงาตะคุ่มของหยกที่กำลังรื้อหาผ้าเช็ดตัว เริ่มกลมกลืนทับกัน
ผมกำลังรับภาพเสมือนฟิล์มภาพยนตร์ 2 เรื่อง ที่หมุนวนลื่นไหลพร้อมเพรียงกัน
ผมพยายาขยี้ตา รวบรวมพละกำลังดึงร่างตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งตรงปลายเตียง ประคองสติสัมปชัญญะดังหยดน้ำที่หกกระจาย ผมเพ่งตามองกลับไปอีกครั้ง
แล้วภาพความเป็นจริงทั้งหมดก็ถูกซ้อนทับด้วยภาพทัพที่หันหลังให้กับผม ที่ใต้หอใน ใต้ตึกที่เราอยู่ ขณะนี้ ผมกำลังยืนมองแผ่นหลังของทัพ
ทัพกำลังสั่นเทิ้มด้วยความโกรธจากความงี่เง่าของผมที่พยายามรั้งให้ทัพเป็นแฟนผมต่อ ไม่ใช่แค่เป็นแฟนกำมะลอเพื่อเป็นของขวัญบรรณาการแก่ผม
“ถ้าตามจะพูดว่า...เห็นแก่ความเป็นเพื่อน เห็นแก่อะไรก็ได้ ทัพ..”
ผมรีเพลย์คำพูดนั้นออกมาอย่างแผ่วเบา เหมือนกับม้วนเทปที่ถูกตีย้อน
ทัพตัวสั่นเล็กน้อย กำลังหันหลังมาเผชิญหน้ากับผม แล้วเดินเข้ามาใกล้ผม
“ตามว่าไงนะ”
ใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ
“ตาม”
ผมไม่ได้คิดจะยื่นคำขาดแก่ทัพเลยนะ ผมแค่อยากจะบอกว่า ผมรักมันจริง ๆ รักมาตลอด ผมมองใบหน้าทัพที่งงงวย กำลังเอียงหัวให้ผม กระจับปากได้รูปอ้าออกราวกับจะเอื้อนเอ่ยคำถาม
“รักนะ”
ผมไม่ได้รอให้ทัพพูดถามสิ่งใดกลับ ผมจูบทัพ
จูบที่ผมอยากสัมผัสมาตลอดทั้งชีวิต คนที่ผมรักมาตลอด ไม่มีอะไรมากั้นขวางเราสองคนได้อีก อาภรณ์หลุดร่วงประดุจความรู้สึกที่อัดอั้นมานานที่ก็ถูกปลดเปลื้องคลายไปพร้อมกัน ภาพฝันที่ลางเรือนแสนสุขไหลผ่านเลื่อนไปด้วยฤทธิ์ของน้ำเมา การรับรู้ที่ถูกตีแตกกระซ่านเซ็นไม่เป็นแก่นสาร เพียงแค่คืนนี้ความสุขเท่านั้นที่ผมปรารถนา
-------------------------------------------------------------
อรุณรุ่งมาเยือน ฟิล์มภาพยนตร์แห่งอดีตก็ตัดขาดลง เหลือเพียงภาพยนตร์แห่งปัจจุบันที่ฉายย้ำบนผืนหนังแห่งความเป็นจริง
คนข้างกายผมไม่ใช่ทัพ แต่เป็นหยก ผมทำสิ่งที่พลาดที่สุดในชีวิตไป มันเป็นครั้งแรกของผม และเมื่อทบทวนเหตุการณ์ตลอดคืน ผมก็เชื่อมั่นเต็มร้อยว่า นั่นคือครั้งแรกของหยกเช่นกัน
ในฐานะผู้ชายผมควรทำอย่างไร ผมกลัวเหลือเกิน กลัวว่าเมื่อหยกตื่นแล้วรู้สึกตัว แม้แต่ความเป็นเพื่อนระหว่างเราสองคนก็จะไม่เหลือ ทว่าหยกไม่ได้ใสแบบที่ผมคิด เธอมีความต้องการทางเพศที่รุนแรงมากกว่าที่ผมคิด หรือถ้าพูดให้ถูก ผมเองนี่แหละที่ไปกระตุ้นต่อความต้องการทางเพศของเธอ
เมื่อเธอตื่นขึ้นในเช้าวันนั้น หยกไม่มีทีท่าเสียใจแต่อย่างใด เธอแทบจะจู่โจมผม แล้วพยายามยั่วยุทุกวิถีทางให้ผมมีอะไรกับเธอต่อ ไม่ใช่มีอะไรกันในตอนเย็น แต่มีอะไรต่อในตอนเช้านั้นทันที หลังจากที่เธอเพิ่งเสียบริสุทธิ์ให้ผมไปหยก ๆ
เธอพร่ำถามผมทุกครั้งที่เราอยู่สองต่อสอง และไม่มีสักครั้งที่เธอคิดจะรอฟังคำตอบจากผม หยกสรุปทุกอย่างเองเบ็ดเสร็จบนสมมติฐานที่เธอได้ประโยชน์
“เราเป็นแฟนกันแล้วเนาะตาม”
ผมควรปฏิเสธอย่างไรดีล่ะ ผมรู้สึกอึดอัดในห้องทำงานของผม ทั้งที่มันควรเป็นสถานที่ที่ผมผ่อนคลายได้มากที่สุดที่หนึ่ง
มือนิ่มลูบไล้ปลุกอารมณ์ผม ข้าวกลางวันที่ผมโหยหายคงเป็นเพียงมายาฝัน เพราะสำหรับเวลาเที่ยง ผมคงต้องทำสิ่งอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนกับความผิดพลาดจากการร่ำสุราเมื่อค่ำคืน
“หยกรักตามนะ ตามก็รักหยกใช่มั้ย”
หยกคว้ามือผมไปจับ เราเดินอยู่ในตลาดนัดใกล้โรงพยาบาล ตั้งแต่เหตุการณ์ผิดพลาดในคืนนั้น ผมพูดกับเธอนับคำได้
สิ่งเดียวที่ผมจะรับผิดชอบต่อการกระทำพลาดผิดของผมได้คือ เล่นละครต่อไป ผมทำตามใจหยกทุกอย่าง การมีอะไรของเรามันเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
ผมเดินเคียงข้างเธอ แต่ใจลอยห่างออกไปหลายโยชน์ นึกถึงภาพจำทุกค่ำคืนที่หยกห้ามผมใส่ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่ผมต้องมีอะไรกับเธอ เธอจะยืนยันกับผมเป็นมั่นเหมาะว่า
“ป้องกันแล้ว หยกกินยาคุมแล้ว ตามอย่าใส่ถุงยางเลยค่ะ”
เธอเอามาลูบไล้ปลุกอารมณ์ผม แล้วคว้าถุงยางในมือผมโยนใส่ถังขยะ กระดุมเสื้อผมถูกปลดทีละเม็ด ๆ
“เราไม่มีอะไรกันไม่ได้เหรอหยก”
“ทำไมคะ ตามไม่รักหยกแล้วเหรอคะ”
ผมไม่เคยรักคุณเลยต่างหากหยก ผมไม่เคยรักคุณเลย
แล้วผมก็ได้แต่สวดอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดก็ได้ ให้เธอทำดังเช่นที่พูดจริง เธอได้ป้องกันแล้ว ไม่เช่นนั้นผมคงจะกลายเป็นพ่อคนในอีกไม่นาน ผมพยายามเชื่อว่า คนฉลาดอย่างหยกคงไม่ยอมให้ชีวิตการทำงานที่เพิ่งเปิดฉากไม่นานต้องมาสะดุดพังลง อย่างน้อยผมก็สบายใจที่ได้เชื่อเช่นนั้น
-------------------------------------------------------------
ผมพยายามลืมเรื่องทัพ และอีกทางหนึ่งผมก็พยายามเลี่ยงหยกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมทำงานและดำเนินชีวิตอย่างปกติ ผมรับเวรดึกมากขึ้น ผมเข้าเวรดึกติด ๆ กันหลายวัน จนไม่สามารถเข้าได้อีก เพราะผมป่วยต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปหลายวัน
ความทรงจำเกี่ยวกับทัพไม่เคยจางหายไปจากผม มันกลายเป็นหนึ่งในฟางกลุ่มสุดท้าย ที่ยังประคองความเป็นมนุษย์ของผมให้คงอยู่ ภาวะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อารมณ์เสียง่าย ทำงานผิดพลาด และพฤติกรรมไม่ดีอื่น ๆ เริ่มเกิดมากขึ้น
สภาพจิตของผมเริ่มไม่สมประกอบ เพราะแม้แต่จะล้มป่วยผมก็ยังถูกรังควาญ
หยกนั่นแหละ เธอเป็นคนเริ่มทุกอย่าง เป็นคนที่ยอมสละเวลามาเฝ้าไข้ผม มองจากภายนอก คนทั้งโรงพยาบาลต่างยกให้เธอเป็นกุลสตรี ใส่ใจผม มีความละเอียด เธอเพียบพร้อมทุกอย่างจริง ไม่มีใครเห็นฉากหลังที่หยกกำลังดำเนินการกระทำกับผมผู้ป่วยไข้
“หยก” ผมพูดแผ่วเบา อาการตัวร้อนยังไม่คลาย “อย่าจับตรงนั้น คุณจะทำอะไร”
มือปัดป้องของสงวนที่อ่อนแรงจากพิษไข้ ไม่สามารถต้านทางแรงผู้หญิงสุขภาพดีได้หรอก
“หยก ขอนะ เราไม่มีอะไรกันมานานแล้ว”
กางเกงในของผมถูกดึงออก ท่อนล่างของผมเปลือยเปล่า น่าแปลกที่มันกลับมีอารมณ์ไปกับมืออันอ่อนนุ่มของหยก ความต้องการในใจของผมก็มากขึ้นเช่นกัน ตัวผมรู้สึกรุ่มร้อน จังหวะการเต้นของหัวใจก็เปลี่ยนไป
“เอาอะไรให้ตามกิน”
“หยกหวังดีกับตามนะ”
“คุณทำอะไร”
“เชื่อหยกนะ”
“หยก”
ผมพูดแผ่วเบา ทัดทานอะไรไม่ได้ ปากของหยกกำลังครอบงำส่วนแข็งขืนของผมอย่างเชื่องช้า เธอละเมียดลิ้มรสราวกับอาหารชั้นสูงราคาแพง ลีลาพลิ้วไหวของชิวหาเร่งรัดให้ผมเกิดความต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ
“อย่าทำแบบนี้”
ผมต้องการ แต่สำนึกก็คอยบอกกับผมว่า ผมไม่ควรทำแบบนี้
“ตามอย่าฝืนสิค่ะ หยกรู้ว่าตามก็ชอบ”
แล้วผมก็มารู้ในภายหลังว่า หยกใส่ยาปลุกเซกส์ในชามข้าวต้มที่เธอนำมาป้อนผม
-------------------------------------------------------------
พอกันที เมื่อผมรู้ความจริง สิ่งเดียวที่ผมจะทำคือ บอกเลิก จะแฉก็แฉ อยากทำอะไรก็เชิญ
ผมเดินด้วยความมั่นใจไปที่วอร์ดคนไข้ที่นางพยาบาลบอกแก่ผมว่า หยกกำลังเดินตรวจอาการผู้ป่วยอยู่
“หยกไปไหนครับ”
พยาบาลผู้เคราะห์ร้ายตกใจน้ำเสียงขึงขังโกรธของผม
“เดินออกไปที่สวนกับน้องน้ำฝนนะคะ”
ผมเดินจากไปโดยไม่ขอบคุณ มุ่งตรงไปที่สวน หยกกำลังนั่งอยู่กับน้องน้ำฝนตรงม้านั่งใกล้ต้นปาล์ม กำลังคุยเรื่องอะไรสักอย่างที่ผมฟังไม่ได้ศัพท์ ในหัวผมมีแต่โทสะที่ปะทุพร้อมระเบิดทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า
“แล้วหมอไม่เสียใจเหรอคะ”
เสียงไร้เดียงสาของน้องน้ำฝน คนไข้ตัวน้อยของผม กำลังพร่ำดับไฟโทสะของผมและเรียกสติให้กลับมา นี่เป็นการเข้าโรงพยาบาลครั้งที่ 2 ของน้ำฝน ด้วยภาวะเครียดเช่นเดิม
“เสียใจสิ” เธอกอดน้องน้ำฝน พร้อมลูบหัวอย่างเอ็นดู “แต่หมอก็ทำอะไรไม่ได้ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แล้วหมอก็ต้องย้ายไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ ส่วนแม่ของหมอก็อยู่ระยองคนเดียว”
น้ำฝนก้มหน้าเงียบ มีเสียงสะอื้นลอยมา
“แต่หมอก็เข้าใจท่านทั้งสองนะ”
“เห็นแก่ตัว ไม่มีใครรักพวกเราเลยค่ะหมอ พ่อกับแม่ก็ไม่รักหนูเลย ทุกคนเห็นแก่ตัว”
เธอเช็ดน้ำตาให้น้ำฝนอย่างเชื่องช้า เอามือยีหัวน้ำฝนหนึ่งที
“รักสิ เราก็ต้องใช้ชีวิตของเรา พ่อแม่ก็ต้องใช้ชีวิตของเขาจริงมั้ย น้ำฝนรักพ่อแม่มั้ย”
เธอพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“แล้วน้ำฝนทนได้เหรอคะ ถ้าเห็นเขาต้องอยู่ด้วยกันทั้งที่ไม่รักกัน”
เด็กน้อยส่ายหัวอีกครั้ง
“เห็นมั้ยละ น้ำฝนก็เข้าใจนี่”
“แต่”
“น้ำฝนอยากให้พ่อแม่อยู่ด้วยกันใช่มั้ย” เธอพยักหน้าอีกครั้ง “แต่น้ำฝนก็ไม่อยากให้พ่อกับแม่ทุกข์ใช่มั้ยละ”
“..............”
“เราไม่อาจได้ของสองสิ่งได้พร้อมกันหรอกนะคะ บางครั้งเราต้องเลือก” น้ำฝนนิ่งฟังเธอ น้ำตาเริ่มเหือดแห้ง “น้ำฝนต้องทำใจนะ แม้ว่าจะยาก พี่เชื่อว่าน้ำฝนทำได้ ต่อไปต้องกินข้าว ต่อไปต้องไม่เครียดนะ ถ้าอยากเจอพี่กับคนอื่น ๆ ก็มาเยี่ยมที่โรงพยาบาลได้ทุกเมื่อ”
“น้ำฝนอยากให้พ่อแม่อยู่ด้วยกัน แต่น้ำฝนก็ไม่อยากให้พ่อกับแม่เสียใจ”
“งั้นต้องเริ่มจาก น้ำฝนเองต้องไม่เสียใจก่อนนะ”
“หมอคะ แล้วหนูจะอยู่ได้เหรอ”
น้ำฝนก้มมองเท้าตัวเองที่ลอยอยู่เหนือพื้น เธอโยกเช้าสลับไปมา นิ่งสับสนในความคิด
“ได้สิ”
“พี่หมอ ได้เจอคุณแม่มั้ย”
“เจอสิ หมอเลยกลับมาทำงานที่ระยองไง” เด็กน้อยดีใจยกใหญ่ “แต่ตอนนี้ท่านไปเดินทางไกลนะ”
“ไปเที่ยวเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ” เธอลูบหัวน้องน้ำฝนอีกครั้ง “ท่านไปไกลมาก”
ผมยังจำตอนปี 4 ได้ ผมเป็นเหรัญญิกของรุ่น หัวหน้ารุ่นมาเบิกเงินค่าพวงหรีดที่เพื่อนในรุ่นสั่งทำเพื่อไว้อาลัยให้แก่แม่ของหยกที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุ
“น้ำฝนต้องเข้มแข็งนะ รู้ไว้ว่า ท่านรักเรา ท่านทั้งสองคนรักเรา และเราก็ต้องมีความสุขมาก ๆ”
เธอกระชับกอดน้ำฝนแน่น เสียงร่ำไห้แผ่วเบาลอยมาตามลม
“.................”
“ใช้ชีวิตของเราอย่างมีความสุขนะ มีความสุขในแบบที่มันเป็น”
“ค่ะ”
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ เดินถอยหลังออกจากตรงนั้น คิดสะระตะในหัว แล้วสุดท้ายผมก็ปล่อยให้เหตุการณ์ต่าง ๆ วนเวียนแบบเดิมอีกครั้ง
-------------------------------------------------------------
ในวันที่ชีวิตผมเริ่มคุ้นชินกับเรื่องพวกนี้ ครอบครัว พวกทัพ และเพื่อนบางคน ยังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของผมให้ทนยอมทำในสิ่งที่ผิดวิปลาส ผมไม่เคยชอบพฤติกรรมของหยกเลย ขอเพียงมีโอกาสอยู่กันเพียงลำพังในที่ลับตา หยกก็จะเป็นฝ่ายเปิดฉากยั่วอารมณ์ผมทุกครั้ง
วันหนึ่ง เสียงเล็กบางในใจบอกแก่ผมว่า ผมกำลังมีความสุขกับการที่ไม่มีทัพในชีวิต แม้จะต้องอยู่กับคนที่น่ากลัวกว่าทัพ แต่หยกก็มีความดีในตัว แม้ว่าจะมีความเจ้าเล่ห์มารยาอื่น ๆ ที่ทำให้ผมต้องใช้ลูกล้อลูกชนสารพัดเพื่อรับมือให้พ้นผ่านไปแต่ละคืนก็ตาม
หยกเป็นหมอที่มีเมตตา ใส่ใจคนป่วย และเห็นใจคนอื่นเสมอ
ยกเว้นผม....
สาวเจ้าไม่เคยต้องการแค่คืนละหนึ่งยก เธอขอผมมากกว่านั้นเสมอ จนผมเริ่มตระหนักว่า ประสิทธิภาพการทำงานของผมอาจต่ำลงก็เพราะแบบนี้นะแหละ
แล้ววันที่ผมจะไม่มีวันลืมก็เกิดขึ้น ทัพทักผมมา แน่นอนว่าผมเลือกไม่ตอบ ผมควรที่จะตัดใจจากทัพให้สนิทเสียที หันมาปรับตัวใช้ชีวิตร่วมกับหยกให้ได้ ทางเลือกนี้เป็นทางที่ปลอดภัยและไม่สร้างบาดแผลในใจแก่ใครก็ตามในชีวิตผมมากที่สุดแล้ว
แต่ไหนแต่ไรมา ทัพก็เป็นคนที่มีความพยายาม นับตั้งแต่เรื่องลดความอ้วนเรื่อยมาจนถึงเรื่องการติดต่อผมในวันนี้
ทัพเพียรพยายามติดผมในทุกช่องทางที่พึงกระทำได้จนถึงวิธีสุดท้าย คือ โทรศัพท์ แต่ทางที่ผมเลือกทำคือ กดตัดสาย โดยผมไม่ได้รู้มาก่อนเลยว่า มันแอบเฝ้ามองผมอยู่ไม่ห่าง
ผลที่ตามมา คือ สิ่งที่ผมไม่สามารถควบคุมได้
ไล่ตามทัพไป ยืนรอทัพทั้งคืน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งไร้ค่า เพราะเพื่อนกล้ามปูของทัพที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนกลับกลายเป็นอุปสรรคที่ผมไม่มีประสิทธิภาพจะขจัดได้
ผมกินเหล้าหนักมากในคืนนั้น แล้วที่เลวร้ายกว่าก็คือ ผมบุกไปหาหยกถึงบ้านพัก ผมมีอะไรกับหยกอีกครั้ง ครั้งนี้ผมรุนแรงกับหยกมาก อันที่จริงอาจกลัวได้ว่า ผมข่มขืนหยกก็ว่าได้ ติดที่ว่าหยกสมยอมทุกอย่าง และราวกับว่า เธอชื่นชอบการมีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบนี้เองเสียอีก เธอกล่าวกับผมในวันรุ่งขึ้นว่า
“ตื่นเต้นจังเลยค่ะตาม วันหลังทำอีกนะ”
ผมไม่ใช่คนดีอะไรนัก ก็แค่คนเลวคนหนึ่ง มันจึงเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกในทุกคืนที่ผมได้แต่เฝ้ามองทัพอยู่ห่าง ๆ
“ตามเครียดอะไรมาคะ”
ผมไม่ตอบ หยกที่อยู่ในวงแขนของผมก็ไม่เซ้าซี้ถามต่อ เธอกระชับกอดผมแน่น
“งั้นช่างมันเถอะค่ะ”
แล้วเราก็บรรเลงเพลงรักซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
-------------------------------------------------------------
ต่อด้านล่างครับผม
-
บทที่ 19
อีกฟากหนึ่ง
ครึ่งหลัง
วันรุ่งขึ้น ผมตัดสินใจถามที่อยู่โรงงานของทัพผ่านพี ผมบุกไปถึงโรงงานแล้วก็ยืนดูละครฉากใหญ่ที่ไม่มีความสมจริงแม้แต่น้อย ไอ้เพื่อนกล้ามปูของทัพสวมรอยอ้างว่ามันเป็นแฟนทัพ แค่ดูแววตาที่งงงวยของทัพผมก็รู้แล้วว่าเป็นแค่ฉากบังหน้า
กลายเป็นว่าสิ่งที่เหมือนฟ้าผ่ากลางใจของผม คือ การที่ทัพตัดขาดความสัมพันธ์กับผม
แววตาของทัพสะท้อนความรู้สึกเจ็บปวด ระคนรำคาญ ผมไม่อาจลืมแววตานั้นของทัพได้อีกเลย
ผมกำลังสู้กับศึกสองทาง หนึ่งคือความทรมานในใจของผม และอีกหนึ่งในทุกคืนที่ผมข่มขืนหยกเสร็จ เธอรบเร้าถามผมว่า ผู้ชายคนนั้นคือใคร ทำไมต้องไปหาทุกเย็น เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น คำถามดังกล่าวก็ถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกชั่วโมง ทุกนาที จนพัฒนาเป็นถามทุกครั้งที่เราเจอหน้ากันในโรงพยาบาล
ความเงียบเป็นสิ่งเดียวที่หยกได้รับจากผม หากไม่นับเรือนร่างที่เธอได้ทุกค่ำคืน
แล้วหยกก็ทำในสิ่งที่ผมกลัวมาตลอด
เธอพยายามจะฆ่าตัวตาย
จิตแพทย์สรุปว่า เธอมีอาการเบื้องต้นของโรคซึมเศร้า และต้องถูกเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด อย่าตามใจในทุกเรื่อง แต่ก็ให้ประนีประนอมยอมบ้างในบางกรณี
การประนีประนอมในที่นี้ คือ ผมต้องยอมพลีกายให้หยกซ้ำแล้วซ้ำอีก เวลาผ่านไปนาน หลายเดือนนับจากวันนั้น
ผมใส่ใจหยกมากขึ้น แท้จริงแล้วมันคือการเฝ้าจับตามองหยกตามคำสั่งแพทย์ กระนั้นมันก็ส่งผลให้หยกเลิกถามเรื่องทัพ มากไปกว่านั้นอาการเธอดีขึ้น แต่ผลพลอยได้ที่ผมปรารถนาน้อยที่สุด ก็คือ เธอใช้ผมเป็นวัตถุทางเพศอีกครั้ง
ทุกค่ำคืนที่หยกอิงหลับในอ้อมกอด ผมใคร่ครวญพิเคราะห์ถึงหนทางหนีจากวงจรอุบาทว์
ผมยอมรับว่าผมได้ความสุขจากการที่มีอะไรกับหยก แต่ความสุขเพียงสิ่งฉาบฉวย เกิดตรงนั้น แล้วจบทันทีหลังเสร็จกามกิจ แค่ชั่วพริบตาเดียวความทุกข์ทรมานท่วมท้นก็เคลื่อนเข้ามาครอบครอง
-------------------------------------------------------------
“ไอ้เหี้ยตาม”
หลังมื้อกลางวันที่ผมถือโอกาสซัดกระหน่ำเพื่อเติมแรงที่ต้องใช้ในศึกหนักค่ำคืนนี้ ทำไงได้ล่ะ มันก็แค่วันเพลีย ๆ วันหนึ่งของนายแพทย์ฐาพล
“เป็นอะไรพี”
“ไอ้ทัพหายไป พี่ปริ๊นซ์เพิ่งบอกกูเมื่อกี้”
“เหี้ย”
ผมช็อคกับสิ่งที่ได้ยิน ทุกอย่างดูเป็นภาพเบลอ หูฝาดด้วยเสียงซ่าเหมือนคลื่นรบกวน สมองผมไม่รับฟังอะไรอีกแล้ว
“มึงฟังกูอยู่มั้ย เห้ย ตาม ไอ้ตาม ตามมม ฐาพล นายแพทย์ฐาพล ครับ”
“หะ ฟังอยู่ ๆ มึงเล่าใหม่สิ”
“ฟังอยู่แล้วให้เล่าใหม่ เห้อ เพื่อนกู” ผมไม่มีแรงเถียงมัน วันนี้เกือบเป็นวันดีที่สุดของชีวิตผมแล้ว เพราะหยกกำลังอยู่ในห้องผ่าตัดไส้ติ่ง เป็นกลางวันที่ผมได้กินข้าวคนเดียว ไม่ต้องมีใครมาเกาะแกะ “คืองี้ พี่ปริ๊นซ์กับตามทะเลาะกันเล็กน้อย เออ”
มันเงียบไปแวบหนี่ง ราวกับรอให้ผมเอ่ยปากคำใดต่อมา
“มึงหายไปเลยจากทุกช่องทาง มึงรู้หรือยังว่าสองคนนั้นเป็นแฟนกันแล้ว”
ผมเงียบไม่ตอบ ไม่ได้รบเร้าคะยั้นคะยอให้มันรีบเล่า ผมยังคงอยู่ในภาวะช็อคกับข่าวที่ได้ยิน
“แล้วทัพก็หายไปเลย โทรหาก็ไม่ติด ทัพหายไปตั้งแต่เช้าหลังวันเกิด นี่ มึงลืมวันเกิดมันใช่มั้ย”
“มึงแจ้งตำรวจยัง”
วันเกิดไม่สำคัญหรอก ถ้าเจ้าของวันเกิดไม่สามารถร่วมฉลองได้
“ยัง กูรอให้ครบเวลาก่อน”
“เหี้ย ยังต้องรออีกเหรอ”
“อ้าว มึง เป็นกระบวนการทางกฎหมาย แต่จริง ๆ แจ้งเลยก็ได้ เพียงแต่ว่าทัพมันไม่ใช่เยาวชนนะ จะวุ่นวายนิด.... เห้ย แปบนะ พี่ปริ๊นซ์โทรมา มึงถือสายรอแปบ”
ผ่านไปห้านาที พีก็กลับมาคุยกับผม
“มึง พี่ปริ๊นซ์เจอแล้ว ทัพอยู่ตราด กลับบ้านน่ะ กูอยากรู้ชิบหายว่าเกิดอะไรขึ้น”
“กูจะไปตราด”
“เห้ย ใจเย็น มึงไม่ทำงานเหรอ”
“กูไม่สน”
“แล้วมึงจะไปตามหามันที่ไหน ไหนตอบกูสิ จะดุ่ม ๆ ไปหาเหรอ ตราดนะเว้ย ทั้งจังหวัดเลยนะเว้ย ไม่ใช่แค่หาคนในสวนจตุจักร ต่อให้เป็นสวนจตุจักรก็ใช่จะหาเจอนะเว้ย”
“กูมีวิธีของกูแล้วกัน”
ผมขอเบอร์พี่ปริ๊นซ์จากพี รีดข้อมูลทุกอย่างมา ช่วงแรกปริ๊นซ์ก็ไม่ยอมเล่าสิ่งที่เกิด แต่พอผมขู่และยกเรื่องความปลอดภัยของทัพขึ้นมา มันก็คายเรื่องราวทั้งหมดออกมา ผมอยากจะวาร์ปไปกรุงเทพแล้วต่อยหน้ามันซะที ฐานที่ทำร้ายทัพ พรากความบริสุทธิ์ แล้วยังให้ทัพมาเจอเรื่องอะไรแย่ ๆ แบบนี้
ผมได้เบอร์บอส เพื่อนสนิทของทัพที่ตราดมา หลังจากโทรแนะนำตัวและถามไถ่อาการของทัพเรียบร้อย
“คุณตาม ผมก็บอกไม่ได้ เพราะทัพปิดเครื่อง มันบอกว่าถ้าได้โรงแรมจะโทรบอก”
“ผมรบกวนบอกที่อยู่ทัพทันทีที่ทราบได้มั้ยครับ”
บอสรับปากผมเป็นมั่นเหมาะ จากนั้นผมจัดการลางานอย่างเร่งด่วน ด้วยเหตุผลว่ามีธุระส่วนตัว โดยผมเลือกที่จะไม่บอกเรื่องนี้กับหยก
ผมทำเรื่องลาไปหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ มันยากมากสำหรับหมอใหม่อย่างผม เดชะบุญผลจากการเข้าเวรดึกแทนเพื่อนร่วมงานคนอื่น ทำให้ผมได้สิทธิพิเศษลาพักร้อนแบบที่หมอใหม่หลายคนต้องอิจฉา
ดังที่คนโบราณกล่าวไว้ ความลับไม่มีในโลก เช้าวันที่ผมกำลังขับรถไปตราด หยกที่พักอยู่บ้านข้าง ๆ ก็เดินเข้ามาหาผม
“ตามจะไปไหนคะ”
“ธุระส่วนตัวครับ”
ผมโยนกระเป๋าไว้หลังรถ ปิดกระแทกกระโปรงหลังด้วยความเร่งรีบ
“ตามจะไปหาผู้หญิงคนอื่นใช่มั้ย”
เธอกำโทรศัพท์มือถือในมือแน่น
“เปล่า”
“ตามโกหก”
แล้วเธอก็ระเบิดอารมณ์ใส่ผม มือถือเครื่องใหญ่ลอยกระทบตัวผมที่ได้ยืนนิ่งอย่างไม่แยแส ผมไม่สนใจอะไรอีกแล้ว แค่ที่ผ่านมาผมก็ทำเพื่อเธอมามากพอแล้ว
“หยกท้อง”
ผมที่กำลังแทรกตัวเข้าไปในรถก็สะดุดค้างกับที่
“อย่ามาโกหก ผมเห็นคุณซื้อผ้าอนามัยเมื่อวาน”
ยังดีที่ผมมีสติมากพอ คนเราแค่ฉลาดไม่ได้ แต่ต้องเฉลียวด้วย เป็นคำสอนที่ม้าผมสอนเสมอ
หยกกลายเป็นภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุอีกครั้ง เธอก้มหน้า กำมือทั้งสองข้างแน่น ผมฉวยโอกาสนี้กระโดดขึ้นรถ ขับหนีออกไป ไม่นานหลังจากนั้น ไลน์ข้อความจากหยกก็กระหน่ำส่งมาให้ผม
หยกจะแฉทุกอย่าง ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา
ตามเคยข่มขืนหยก
หยกมีหลักฐาน
คลิป
นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
หยกติดตั้งกล้องมานานแล้ว อยากดูอีกมั้ย
แก้วกาแฟในมือของผมถูกบีบจนล้นทะลัก การกำหนดลมหายใจในวิชาพระพุทธศาสนามีประโยชน์ขึ้นในทันที ผมน้ำแก้วกาแฟไปทิ้ง ล้างมือจนสะอาด พาตัวเองมานั่งบนรถที่จอดอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน ที่อยู่สักอำเภอหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี
ผมเปิดคลิปดูด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
ภาพเหตุการณ์ที่ผมข่มขืนหยกคืนแรก ในบ้านของเธอ ปรากฏต่อหน้าผม แล้วอีกคลิปก็ถูกส่งมาในเวลาไม่นาน เป็นคลิปการมีเพศสัมพันธ์ของผมกับหยกในบ้านพักของผมเอง
นั่นหมายความว่า หยกตั้งกล้องแอบถ่ายไว้ทั้งภายในห้องของตัวเองและภายในห้องของผม
ผมโทรกลับหาเธอในทันที
“คุณต้องงการอะไร”
น้ำเสียงผมยังนิ่งเรียบ
“ตาม หยกต้องการตาม”
“ไม่มีวันนั้นหรอก”
“หยกจะฆ่าตัวตาย”
“เชิญเลย ถ้าคุณคิดว่า ชีวิตคุณมีค่าแค่นั้น”
ผมพยายามประคองเสียงให้นิ่งที่สุด แม้ปีศาจในใจจะกรีดร้องให้ใช้คำหยาบด่ากราด
“หยกจะทำจริง ๆ กูจะฆ่าตัวตาย”
“เอาสิ”
ผมพยายามสงบสติอารมณ์ เสียงร้องไห้ของหยกดังอย่างโหยหวน กระตุ้นต่อมสงสารของผมอีกครั้ง
“หยก ใจเย็น ๆ ก่อนนะ”
ไม่มีเสียงตอบ มีแต่เสียงร่ำไห้แสนทรมานของเธอ
“ได้ ผมขอสัปดาห์หนึ่ง หลังจากนี้ไป ผมจะเป็นของคุณตลอดไป ผมขอหนึ่งสัปดาห์นะ เข้าใจผมด้วย”
-------------------------------------------------------------
ในที่สุด ตั๋วเรือเกาะกูดก็อยู่ในมือ นักท่องหลากหลายเชื้อชาติกำลังขนสัมภาระของตนทยอยลงเรือไป ผมเอาตัวส่วนล่างพาดพิงกระโปรงรถหน้า มองไปที่เรือด้วยความกังวล
“หวังว่ามึงคงไม่โง่ลงน้ำเหมือนตอนนั้นนะ กูอยู่ช่วยมึงไม่ได้นะทัพ”
ทริปสงขลาที่ทัพจมน้ำยังเป็นภาพติดตาผม
“เอาวะ เกาะกูด”
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 19
เป็นบทที่เขียนยากที่สุดในทุกบทที่ผมเขียนมาเลยครับ
ทั้งการเรียบเรียงภาษาก็ค่อนข้างยากสำหรับมือใหม่อย่างผม
ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ
-
:katai5: :katai5: :katai5: :katai5:
-
:เฮ้อ:
-
โอ้โฮ้! แต่ละคน ซักไม่แน่ใจแล้วว่าจะยกให้ตามทำไมพระเอกเรื่องนี้หายากจังถ้าเจอแต่แบบนี้ให้ทัพอยู่คนเดียวดีกว่า :hao7:
-
อึดอัดแทน ตามจะจัดการเรื่องหยกยังไง :serius2:
-
บทที่ 20
วิ่งไล่จับ
“เป็นธรรมดาที่เราคาดหวังความสมบูรณ์พร้อมในชีวิต” อาจารย์เดินลุกจากโต๊ะหน้าห้องไปปิดโปรเจคเตอร์ที่เพิ่งฉายหนังธรรมดาเรื่องหนึ่งของเกาหลี “แต่นิสิตจะเห็นได้จากในหนังว่า ความเป็นจริงนั้น ชีวิตไม่ได้มีเพียงสีขาว หรือ สีดำ ล้วน ๆ ในแบบที่เราคาดหวัง”
ผมคิดตามสิ่งที่อาจารย์พูด ก้มจดสรุปลงกระดาษแผ่นน้อยสำหรับสรุปหนังเรื่องที่ดูในแต่ละคาบ
“รูปแบบที่น่าระอายิ่งของวงการภาพยนตร์และละครไทย ก็คือ พระเอกและนางเอก เป็นคนดี ขาวผ่อง บริสุทธิ์ ใสซื่อ ราวกับจุติจากสรวงสวรรค์ ในขณะที่เหล่าผู้ร้าย นางอิจฉา ล้วนแล้วแต่เจ้าคิดเจ้าแค้น วางแผนการสารพัด อาจจะเพื่อแย่งสมบัติ แย่งชิงพระเอกหรือนางเอก หรือบ้างครั้ง....”
ทุกอย่างเงียบกึกกะทันหัน ราวกับอาจารย์กะจังหวะก่อนที่เรื่องราวจะตื่นเต้น ให้เราได้พักหายใจ
“ก็ไม่มีเหตุผลเสียเลยที่เขาเป็นตัวร้าย เหยียบเท้ากันในผับหรืองานวัด ก็อาจนำไปสู่การเกลียดชังยาวนานจนจบเรื่อง”
ทั้งห้องขำขึ้นมาพร้อมกัน มันเป็นหนังเรื่องที่เราเพิ่งดูไปสัปดาห์ก่อน เป็นภาพยนตร์ทางฝั่งเอเชียที่ตัวเอกเผลอเหยียบเท้าตัวร้ายในงานเลี้ยง แล้วก็ฟาดฟันกันจนจบเรื่อง
“จนบางครั้งเราต้องกลับมาถามตัวเองนะคะ ว่าตัวเราเองสามารถเป็นสีขาวสะอาดขนาดนั้นได้หรือไม่ หรือคนที่เราไม่ชอบขี้หน้า เขาเป็นสีดำสนิท ที่ไร้จุดขาวเจือปนหรือเปล่า”
เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกว่าเนื้อหาที่อาจารย์พูดลึกซึ้งมากมายเกินกว่าจะเพียงก้มลงจดลงในกระดาษ
“บางครั้งชีวิตเราก็เป็นสีเทาที่ไล่โทนกันไป ไม่มีใครขาวและดำ ทุกคนมัว ๆ ในมุมมองของตน บางเรื่องขาว บางเรื่องดำ โดยรวมคือเทา”
“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรคะอาจารย์ ว่าเทาของเรามันดีหรือไม่ดี”
เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งยกมือถามอาจารย์ มีเสียงโหวกเหวกถกเถียงประเด็นที่เธอยกมานานพอสมควร
“คำถามดีมากค่ะ งั้นครูขอถามกลับ สีโปรดของพวกคุณคือสีอะไร”
ทุกคนนิ่งเงียบ อาจารย์เริ่มไล่ชี้ถามทีละคน ๆ
“ครูก็ชอบสีเขียวค่ะ แล้วหนูล่ะ”
“หนูชอบแดงค่ะ”
“ครูก็ชอบแดงเช่นกัน แล้วเธอคนนั้นล่ะ”
อาจารย์ชี้มาที่ผม
“เออ ผมชอบเยอะเลยอะครับ เขียวผมก็ชอบ สบายตาดี แต่บางครั้งดำก็ดูสงบ จริง ๆ ผมก็ชอบสีเหลืองนะฮะ”
“เธอลังเลหรือหลายใจกันแน่จ๊ะ”
การกระเซ้าของอาจารย์เรียกเสียงหัวเราะจากคนได้ทั้งห้อง รวมถึงตัวผมเองด้วย
“ประเด็นก็คือ คนเราชอบสีต่างกัน ตัวอย่างเช่นเพื่อน” มือเรียวสวยของอาจารย์ผายมาทางผม “ก็ยังชอบสีหลากหลายแล้วแต่โอกาส นิสิตเช่นกันค่ะ จะมองว่าเฉดสีเทานี้เข้มมาก เข้มน้อย หรือถึงเข้มดำ ก็แล้วแต่มุมมองของนิสิตเลย พื้นฐานการเลี้ยงดู ประสบการณ์ที่เจอ สถานการณ์ต่าง ๆ หรือ ในกรณีที่เรากำลังพิจารณาคุณงามความดีของคน หรือ ความชอบไม่ชอบใจ ก็อาจขึ้นกับทัศนคติเราที่มีต่อบุคคลนั้น”
ทั้งห้องเงียบกริบอีกครั้ง
“ดังนั้น ครูขอโทษที่ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องดังกล่าวได้”
นิสิตหญิงผงกหัวรับคำขอโทษจากอาจารย์อย่างเกรงใจ
“ในคาบนี้ ครูแค่หวังให้นิสิตออกไปเจอโลกอย่างที่เป็นจริง มันหมดยุคแล้วค่ะ ที่จะบอกว่าใครผิดหรือถูก ใครดีหรือเลว สิ่งนั้นดีหรือไม่ดี ในบางครั้งเราอาจพยายามหาผู้กระทำผิด และฝ่ายที่ถูกกระทำ แท้จริงแล้วในสังคม เราทุกคนต่างกระทำและถูกกระทำในเวลาพร้อมกันเสมอ”
ราวกับคนทั้งห้องหลุดไปในถ้อยคำของอาจารย์ เรานิ่งเงียบ แล้วสะดุ้งอีกครั้งเมื่ออาจารย์เอ่ยปากหมดคาบเรียน
“โอเคค่ะ เมื่อจดสรุปเสร็จแล้ว วางลงในบ็อกซ์หน้าห้อง ก็เลิกคลาสได้”
ข้อสรุปสารพัดของผมกำลังถูกเขียนลงกระดาษแผ่นน้อยในวิชา มองชีวิตพินิจผ่านฟิล์ม เพื่อนร่วมชั้นบางส่วนที่เขียนสรุปเสร็จแล้วเริ่มทยอยลุกขึ้น บ้างชักชวนไปกินข้าวเที่ยง บ้างก็กล่าวชื่นชมภาพยนตร์เรื่องที่อาจารย์นำมาให้ชม
สำหรับผม ความรู้สึกในใจตอนนี้ยังทั้งทึ่งและทั้งอัศจรรย์ใจในความสามารถของอาจารย์ รู้สึกคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่เชื่อตาม แล้วลงเรียนวิชาเลือกตัวนี้ เสียดายแทนมีนและพีที่ไม่โชคดีเหมือนผมเพราะมันสองคนลงวิชานี้กี่ทีก็เด้งทุกรอบ
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ครั้งแรกที่ได้ดูหนังโป๊ คือ ตอนผมอยู่ ม. 4
ยังจำรายละเอียดทุกอย่างของวันนั้นได้อย่างดี ผมไปทำรายงานวิชาภาษาอังกฤษที่บ้านบอส แล้วมันก็เกิดคะนองเอาซีดีไร้ชื่อมาเปิด
คลิปที่มันเปิดเป็นหนังโป๊ชายหญิงทั่วไป ครั้งแรกผมช็อค จนมันปิดหนังดังกล่าวไปแล้ว และเริ่มเปิดหนังชายรักชายแทน ผมก็ยังคงนิ่งช็อคอยู่ตรงนั้น
จากประสบการณ์ในอดีตที่ผมเคยเป็นพยานในเหตุการณ์การข่มขืนกระทำชำเราระหว่างบุพการีทั้งสอง ยังส่งผลให้ผมไม่อยากข้องเกี่ยวกับเรื่องพรรค์นี้ แม้ผมจะรับได้กับการเล่นคะนองลามกแบบที่นักเรียนชายทั่วไปกระทำในวัยมัธยม ทว่าถ้าไปไกลลึกถึงใต้สะดือ แถมมีภาพเคลื่อนไหว เสียงเซอราวด์ ระดับไฮเดฟประกอบแบบที่ผมเจอมา ผมรับไม่ได้จริง ๆ
นั่นจึงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ดูหนังโป๊ และก็เป็นครั้งสุดท้าย เพราะผมจิตตก ตัวสั่นด้วยความกลัว ผมอาเจียนทั้งคืน และมองบอสด้วยความขยะแขยง
ผ่านไปหลายวัน อาการผมก็ดีขึ้นแต่ เราสองคนก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้กันอีกเลย
สิ่งเดียวที่ผมยังใคร่ครวญหาคำตอบไม่ได้ก็คือ บอสไปหาหนังชายรักชายมาจากไหน?
อาการพวกนี้ห่างหายไปนาน แล้วหวนกลับมาอีกครั้งในคืนวันเกิดของผม ที่ทุกคนก็น่าจะรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
ประสบการณ์ชีวิตหลายอย่างที่สะสมมา ทำให้จินตนาการของผมโลดแล่นขึ้น ประกอบกับประสบการณ์ตรงที่เพิ่งเกิดมาสด ๆ ร้อน ๆ จึงทำให้เรื่องเล่าจากปากของตามช่างเด่นชัดกระจ่างในหัวผมเสียเหลือเกิน
ผมอยากสำรอกอาหารทุกอย่างออกมาจากท้อง ปัญหาที่ผมเจอดูเลวร้ายน้อยลงไปทันตา
เมื่อฟังเรื่องราวจากตามจบ คำถามแรกที่แล่นในหัวผมคือ ผมควรพูดอะไรกับมันดี ความฉงนปนพะอืดพะอมลุกลามเหมือนเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายไปทั่วร่าง ผมรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที แล้วความรู้สึกคลื่นไส้ทั้งหมดก็มลายหายไป ทดแทนด้วยความรู้สึกโกรธ โกรธที่มันไม่เล่าให้ผมฟัง ไม่เล่าให้พี ให้มีน ให้ใครก็ได้ในโลกนี้ฟัง โกรธที่มันปล่อยให้ทุกอย่างเลยเถิดไปได้ขนาดนี้ ทั้งที่ถ้ามันเลือกปรึกษาใครสักคน หนทางแก้ไขปัญหาย่อมมีคู่กันเสมอ
ผมกำมือแน่นด้วยความโกรธ กลายเป็นความรู้สึกเกลียด เกลียดที่มันข่มขืนผู้หญิงคนนั้น เกลียดที่มันทำเรื่องผิดศีลธรรมน่าละลาย
ภาพเราตอนที่ยังเป็นนิสิตปี 1 ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ลอยเวียนในหัวของผม ตามที่เคยสดใส ชอบกวนผม และกัดผมได้ทุกโอกาส มันมักจะเล่นมุกตลกฝืดกับพีเสมอ ชอบแกล้งผมกับมีน ทั้งยังหว่านเสน่ห์ให้ผู้หญิงทุกคนรอบตัว บ้าถ่ายรูป เคยบ่นให้ผมฟังว่าถ้าเลือกชีวิตใหม่ได้ ตามบอกว่า อยากเรียนนิเทศศาสตร์ อยากเป็นช่างถ่ายภาพ ความสดใสไร้เดียงสาของตามหายไปจากความทรงจำของผมเกือบหมดสิ้น
คำพูดหายไปไม่นานหลังจากนั้น คำพูดของอาจารย์นิเทศฯ หวนกลับมาให้ผมตระหนัก
“มันหมดยุคแล้วค่ะ ที่จะบอกว่าใครผิดหรือถูก ใครดีหรือเลว สิ่งนั้นดีหรือไม่ดี ในบางครั้งเราอาจพยายามหาผู้กระทำผิด และฝ่ายที่ถูกกระทำ แท้จริงแล้วในสังคม เราทุกคนต่างกระทำและถูกกระทำในเวลาพร้อมกันเสมอ”
ผมคลายกำปั้นที่กำแน่น มองไปทางเพื่อนรักของผม ที่ยังยิ้มแย้มราวกับไม่เกิดอะไรขึ้น มันยังเล่าเรื่องราวการเดินทางมาจังหวัดตราดอย่างสบายใจ ถ้าดูผ่าน ๆ ก็แทบไม่เห็นความเศร้าโศกหรือสับสนในดวงตามันเลย
ความสงสารครอบงำจิตใจผมจนหมดสิ้น ผมทั้งสงสารตาม และ ผมก็รู้สึกเกลียดตาม พอกับทีผมเกลียดหยก
ผมอยากจะหาใครสักคนหนึ่งเป็นคนผิด แล้วด่ามัน เกลียดมัน ใส่ทุกอย่างที่เลวร้าย ผรุสวาททุกอย่างไปที่สิ่งนั้นหรือคนนั้น
ยิ่งผมพินิจใจตัวเองมากเท่าไหร่
คนที่ผิดที่สุดก็คือผม ผมเองนี่แหละ
“พอบอสบอกที่อยู่มึง กูก็ติดต่อพีกับมีนทันที” มันยิ้มโชว์ฟันเรียงขาวสวยให้ผม “กูตกใจแทบตาย ตอนมาถึงรีสอร์ทแล้วตามีบอกว่า มึงไปดำน้ำดูปะการัง กูแทบจะบีบคอตามึงแล้วตอนนั้น พอกูตามไปเห็นมึงจมดิ่งในน้ำ ใจกูนี่วูบเลยนะ”
“.................”
“ทำไมสีหน้าดูไม่ดี”
“มึง...”
“เรื่องนั้นนะเหรอ กูก็มาพักร้อนแบบมึงนี่แหละ ฮะฮ่า ดีเสียอีก โคตรเหนื่อยเลย ประสาทเสียชิบหาย คืนนึงไม่รู้กี่รอบ ๆ”
“ตาม”
เรากำลังเดินเล่นอยู่บนชายหาด แสงจันทร์สาดสวย ไม่ได้ช่วยให้ความทรมานดำมืดในใจผมที่มีให้แก่ตามหมดสิ้นไปได้
“หมดไปหลายน้ำเลย แต่หุ่นเขาดีนะ พีเห็นต้องอิจฉา”
“ตาม”
เสียงผมเริ่มโหนแหลมขึ้นเรื่อย ๆ
“กูรู้ว่ากูผิดที่ข่มขืนเขา กูไม่เคยรู้สึกดีนะมึง” มันเอามือลูบหัวผม “เดี๋ยวกลับไป ก็คงไปหาทางแก้ปัญหาแหละ กูว่าเขาต้องไปหาจิตแพทย์จริงจัง กูจะพาไปหาพี่สายรหัสกูที่ทำงานอยู่”
“ตาม”
ผมตะโกนดังลั่นใส่หน้ามัน มือกำด้วยความแค้น
“ใจเย็นดิพี่ หูแตกหมด กูได้ยินแล้ว”
“ไอ้เหี้ย ทำไมมึงไม่บอกพวกกู”
“ฮะฮ่า” มันขำราวกับไม่ยี่หระกับสิ่งที่เกิดขึ้น “พวกมึงมีเรื่องให้คิด ให้เครียดมากพอแล้ว”
มันเป็นแบบนี้เสมอ แบกความรู้สึกไว้กับตัวเอง ตั้งแต่ตอนเด็ก ที่แบกเรื่องพ่อมันเอาไว้ พอโตมาก็ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แบกรับภาระทุก ๆ เรื่อง รวมทั้งเรื่องผม
“เห้ย อย่าร้องไห้สิ กูขอโทษ ยกโทษให้กูดิ”
มันจับไหล่ผม เขย่าหลายที น้ำตาผมก็ยังไหลอยู่อย่างนั้น มันกอดผม ลูบหัวผม ผมก็ยังร้องไห้ มือสองข้างของผมตกลู่ไปกับลำตัว ไม่มีแม้เสี้ยวเดียวของเรี่ยวแรงที่จะยกกลับไปกอดปลอบใจมัน ควรเป็นผมสิที่ต้องปลอบใจมัน
“เอานะ มันจะดีเอง”
คำพูดที่ควรออกจากปากของผม
“เราต้องแก้ปัญหาได้สิ”
นั้นก็คือสิ่งที่ผมควรพูด
“ทุกปัญหามีทางออก ไม่ต้องเครียดไป”
นั้นก็เช่นกัน
“เห้ย วิวสวย เอากล้องมาดิ”
มันยื่นมาขอมือถือจากผม ผมที่ยังมีน้ำตารื้นอยู่ตรงหัวตามองกลับด้วยความงง
“ของกูชาร์จไว้ในห้องไง จำได้เปล่า กูลืมเอาพาวเวอร์แบงค์มา”
มือถือของผมถูกยัดใส่มือตาม มันเริ่มกำกับท่าของผม ให้ยกมือ เหยียดขา
“หนึ่ง สอง สาม”
รูปแรกผ่านไป และมีอีกหลายรูป
“มึงออกจากภาพแปบสิ วิวสวย”
ผมเดินเลี่ยงออก แล้วก็วิ่งกลับเข้าไปอีกครั้งในจอภาพมือถือ
“เห้ย”
ภาพผมที่น้ำตารื้นไหลเป็นสายอีกครั้งเรียกเสียงตกใจจากตาม มันยกมือถือลง ในขณะที่ผมวิ่งชาร์จเข้าหามัน
ผมอยากช่วยตามให้รอดพ้นจากความทุกข์ทรมานนี้ ทางใดก็ได้ที่ผมจะช่วยเพื่อนคนนี้ได้ ผมทำหมด แล้วความโง่ของผมก็ทำให้ผมทำสิ่งที่ไม่คิดมาก่อนในชีวิต
มือสองข้างของผมประคองศีรษะของตามอย่างว่องไว ผมจูบปากมันถัดจากนั้นไม่นาน ลิ้นของผมพยายามสอดแทรกเข้าในปากของมัน ตามดูตกใจเล็กน้อย และไม่เปิดปากในทีแรก แต่เพียงชั่วอึดใจ มันก็ตามเกมส์อย่างรวดเร็วและกลายเป็นผมที่กำลังสู้รบกับลิ้นอันลุกไล้ของมันที่ระรัวคับแน่นในปากของผม
มือผมลูบสะเปะสะปะ ล้วงเข้าไปในเสื้อของตาม ไล้เลื่อนผ่านกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ของมันทางด้านหลัง โดยที่ปากเราสองคนยังไม่หลุดออกจากกัน
มือของมันก็เช่นกัน คว้าจับทุกอย่างจนเสื้อของผมถูกเลิกยับเละเทะ
เราถอนปากออกจากกัน ดูดฉวยออกซิเจนเข้าไปในปอด แล้วเริ่มบรรเลงเพลงจูบกันอีกครั้ง ผมกำลังถูกรุกไล้ และถูกพามายังเตียงนอนริมทะเล ตามค่อย ๆ ประคองผมลงไปบนเตียงช้า ๆ เรามองหน้ากันเนิ่นนาน
“ไปที่ห้องมั้ย”
ผมพูดออกไป
ตามพยักหน้า แล้วมันก็กระชากผมลุกขึ้นยืน เราสองคนแจ่นไปถึงห้องด้วยความไวแสง ผมเอากุญแจไขเปิดได้ไม่นานก็ถูกผลักเข้าห้อง แล้วเราก็จูบกันอีกครั้ง ประตูถูกแรงเหวี่ยงจากเท้าของมันปิด ตอนนี้เสื้อของเราสองคนกองอยู่ตรงปลายเตียงแล้ว
ตามระดมจูบดูดหนักบริเวณคอ ผมร้องครางออกมาด้วยความรู้สึกดี
ไม่ช้านาน ภาพพี่ปริ๊นซ์ก็ปรากฏขึ้น ตามด้วยภาพเหตุการณ์ในวัยเด็ก
เสียงของผมเงียบลงกะทันหัน มีเพียงเสียงหอบของตามที่แผ่วเบา ความกลับกำลังปกคลุมเราสองคนพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“มึง” เสียงแทรกผ่านลมหายใจ “มึงกลัวใช่มั้ย”
ความเงียบคือคำตอบที่ดีที่สุด
“กูก็กลัว”
ภาพหลอนกลับมาทำร้ายผมอีกครั้ง
“ขอบคุณนะทัพ แต่อย่าทำแบบนี้เลย มันไม่สามารถลบภาพอดีตลงได้หรอก มึงก็เช่นกัน”
มันยังซุกหน้าอยู่ตรงซอกคอของผม น้ำร้อน ๆ หยดแปะลง เสียงมันครางสั่น กลายเป็นเสียงร้องไห้ที่ชัดขึ้น ผมไม่มีคำพูดใดเอื่อนเอ่ยออกไปอีก สติของผมก็ไม่ได้สมบูรณ์พร้อมไปกว่ามันเท่าใดนัก
เราทั้งสองต่างก็มีบาดแผล
แผลที่ลึกเกินกว่าจะสมานหาย
สิ่งเดียวที่ยังพอกระทำได้คือ ลูบหัวมันช้า ๆ กอดมันไว้แน่น ๆ ปล่อยให้มันร้องไห้อยู่แทบอกผม แล้วเราสองคนก็หลับไปในท่านั้น
-------------------------------------------------------------
แสงแดดลอดผ่านม่านห้องเสียดตาผม และสิ่งนั้นคือนาฬิกาปลุกตามธรรมชาติที่ดีที่สุด ผมงัวเงียลุกจากเตียงพร้อมอาการปวดหัว ตามตื่นก่อนผม มันยืมยิ้มพร้อมเอาผ้าเช็ดผม แต่งตัวเรียบร้อยพร้อมออกไปกินข้าว
“เอ้า” มันโยนผ้าเช็ดตัวอีกผืนใส่ผม “อาบซะ วันนี้กูกะจะไปเดินป่า ตามีบอกว่า ที่นี่ยังธรรมชาติเยอะ เร็วมึง อาบน้ำ”
ผมไม่รู้จะพูดคำใด การเปลือยท่อนบนของผมเป็นหลักฐานชี้ว่าเรื่องเมื่อคืนเกิดขึ้นจริง
ราวกับตามเพียงต้องการให้ปล่อยผ่านเรื่องดังกล่าวทั้งหมดไป ผมก็เช่นกัน
“อืม แปบนะมึง ตื่นเช้าเชียวไอ้หมอยุงลาย”
ผมเดินเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงหัวเราะไล่ตามหลังมา มองผมเผ้าที่กระเซอะกระเซิงหน้ากระจก สำรวจร่างกายโดยรอบไม่พบรอยแดงช้ำอะไรเพิ่มเติม ยกเว้นของเก่าเมื่อหลายวันก่อนที่ยังเหลือรอยแดงจางทิ้งไว้เป็นที่ระลึก ผมล้างหน้าล้างตาปลุกสติ สูดหายใจเข้าลึก ๆ จินตนาการถึงวันธรรมดาที่แสนสุข ได้ไปเที่ยวกับรูมเมตสมัยปริญญาตรี ก็เท่านั้น
ใช่ วันนี้ก็มีแค่นี้
-------------------------------------------------------------
“กูไม่ไปได้มั้ย”
ปากเบ้ หน้าหยีด้วยความไม่พอใจ ดูไปแล้วเหมือนเต้าหู้ยี้ใกล้เน่า ไม่มีส่วนใดบนเครื่องหน้ามันที่ทำให้รู้สึกสิเน่หา ยิ่งเหลือบเห็นหัวคิ้วที่ขมวดปมยิ่งกระตุ้นบาทาให้ขยับประเคนใส่หน้ามันเสียที
“ทำมายยยอะ”
มุกงอแงตามเคย
“ไม่ทำไม กูจะช่วยตากูทำสวน คนสวนขาด”
“งั้นกูไปช่วยด้วย”
ตาเป็นประกายฉายวับบนใบหน้าของมัน
พระเจ้า อย่างนี้สินะที่เรียกว่า ขว้างงูไม่พ้นคอ เมื่อคืนยังพูดเป็นนัยอยู่เลยว่าจะเลิกตามจีบผมแล้ว พอเช้าก็กลับไปเป็นแบบเดิม อย่างนี้ก็ได้เหรอวะ เมื่อคืนที่พูดก็คงแค่อารมณ์พาไปสินะ ไอ้หมอยุงลาย ไอ้เจ้าเล่ห์มารยามากกว่าอิสตรี จะเชื่อถืออะไรมึงได้บ้างวะ เรื่องที่เล่าเมื่อคืนจริงมั้ยก็ไม่รู้
////////////////////////////
“อะไรนะตา มีคนสวนมาใหม่”
แขกเหรื่อในห้องอาหารหันมามองผมที่กำลังตะโกนถามกลับผู้เป็นตาดังลั่น ถ้าบอกว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้น ผมก็มั่นใจว่าหลายคนก็เชื่อ
“ใช่ มันมาวันนี้วันแรก ไอ้พวกหนุ่ม ๆ อย่างแกไปเที่ยวเหอะ ไป๊” มือของตามีโบกสะบัดไปทางตามอย่างเห็นได้ชัด “พาเพื่อนไปเที่ยวบ้าง เขาอุตส่าห์มาบ้านเราเลยนะทัพเอ้ย”
“ตาอะ ผมอยากทำนะ”
เสียงกลั้นขำในลำคอดังมาก ผมมองค้อนปะหลับปะเหลือกใส่มันอย่างไม่ปิดบัง ถ้ามึงจะแสดงพฤติกรรมแบบนั้น สู้มึงขำออกมาเลยเหอะไอ้หมอยุงลาย ไอ้เลวเอ้ย
“สรุปว่า ไม่ต้องทำ ไม่ต้องดื้อ เก้าโมงมาเอากุญแจรถมอไซค์ที่ตานะ เอาไปขี่รอบ ๆ เกาะ”
ตาพูดทิ้งทาย ก่อนเดินจากไป ไม่วายตะโกนมาย้ำว่า
“เดี๋ยวตาเอารถไปซื้อของก่อน ห้ามไปทำสวนนะ”
“ครับ”
ผมตอบแผ่ว ๆ เหล่มองเพื่อนที่ยืนขำอย่างไม่เก็บกิริยา
“ได้เที่ยวแล้วสินะ”
“เออ พอใจยังล่ะ”
“เหี้ย เจ็บ”
ผมเหยียบเท้ามันหนึ่งที แล้วเดินสะบัดตูดไปที่ไลน์อาหารบุฟเฟต์ จ้วงต้มยำกุ้งมาหนึ่งถ้วย แล้วก็เดินไปขอพริกสดจากในครัวมาใส่เพิ่มอีก ไอ้ตามมึงต้องตาย
“ต้มยำกุ้งน่ากินจังวะ แต่...” เสียงลังเลลอยมา “ทำไมพริกเยอะแบบนี้วะ”
ผมยิ้มพิมพ์ใจ พยายามทำตัวให้ใสซื่อ ไม่แฝงยาพิษมากที่สุด
“เป็นสูตรเด็ดเฉพาะที่จังหวัดตราด ที่อื่นหากินไม่ได้นะ”
สูตรเด็ดกับผีอะไรเล่า ต้มยำกุ้งก็คล้ายกันทั้งประเทศนี้แหละ
ตามมันโง่ครับ กำลังหยิบช้อนขึ้นมาแล้ว แล้วตอนนี้มันก็จ้วงน้ำต้มยำแล้ว
ติดกับกูละ ผมมองเหมือนลุ้นผลสลากกินแบ่งรัฐบาลในโทรทัศน์ เหงื่อผมไหล่ด้วยความตื่นเต้น พริกลอยฟ่องตามการจ้วงตักของมัน มันส่งเสียงตกใจเล็กน้อย ช้อนที่บรรจุน้ำต้มยำและเม็ดพริกเคลื่อนเข้าใกล้ปากมันแล้ว ผมลุ้น ผมกำลังลุ้น
“เผ็ด”
สะใจวะ ไอ้ลูกจีนเอ้ย หน้าหูเริ่มแดง น้ำหูน้ำตามันเริ่มไหล ผมยื่นทิชชูให้มันด้วยความสงสารและสะใจปนเปกัน
“แต่เด็ดนะ” มันพูดพลางจ้วงอีกคำ “จริง ๆ เนี่ย ก็ตั้งใจจะเลิกกินเผ็ดแล้ว แต่โดนขโมยจูบเมื่อคืน เลิกไม่ลงเลย ติดใจ สงสัยต้องพยายามต่อ”
แล้วมันก็ส่งตาเป็นประกายมาให้ผม แล้วขยิบตาข้างขวาที่ดูละมุนมาก (ถ้าผมเป็นผู้หญิงก็คงเผลอกรี๊ดไปแล้วแหละ) สุดท้าย หมองูตายเพราะงูแท้ ๆ เลยกู
ผมเหยียบเท้ามันอีกที
“โอ๊ย”
“สมควรตาย”
เสียงหัวเราะกลบเกลื่อนของมันดังลั่น ก่อนยื่นหน้าเข้าใกล้ผม
“ตอนเป็นรูมเมตกันไม่ดุเท่านี้นะ หรือว่าแตกเนื้อสาว”
“กูขอเอาเท้าวัดหน้ามึงหน่อยได้มั้ย”
“เราจะไปไหนดีวะมึง”
เปลี่ยนเรื่องกระทะหันแบบนี้ คงไม่กล้าสินะ
“ก็ขี่รถไปรอบ ๆ เกาะมั้ยละ ไปน้ำตกคลองเจ้าด้วย แต่หน้านี้อาจแล้งน้ำหน่อยนะ ไปเป็นพิธีมึง”
“ไม่ไปพวกหาดอะไรพวกนี้เหรอ”
“ก็ไปไง ก็ทางผ่านอยู่แล้วปะวะ มึงนี่”
“ครับพ่อ”
“ดีมากลูก”
ผมยื่นมือไปแปะหัวมัน ตบทีสองที แล้วก็รู้สึกว่ากูพลาดอีกแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดมันที่ว่า
“ถ้าเห็นกูเป็นหมาแบบนี้ กูขอเลียหน้าสักทีได้มั้ย”
“โรคจิต”
“โบร๊วว”
มันส่งเสียงหอนแบบหมาออกมา
“เออ เหมือนวะ ฮะฮ่า”
ผมขำออกมา รู้สึกผ่อนคลายครั้งแรกในรอบหลายวัน
-------------------------------------------------------------
(ต่อด้านล่างครับผม)
-
บทที่ 20
วิ่งไล่จับ
(ต่อจากด้านบนครับ)
“จอดรถไว้ที่นี่แหละ ตากูบอกมา แล้วก็เดินเท้าต่ออีกโลกว่าก็จะถึงน้ำตกคลองเจ้า”
ผมจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ตรงบริเวณที่เขาจัดให้
“โหย เดินป่าสมใจกูเลย”
“กันดารหน่อยนะมึง แต่อีกหน่อยเขาก็จะทำทางอะไรดีกว่านี้แล้ว กำลังทำเรื่องงบอยู่”
“ทำไมมึงรู้ดีวะ”
“แม่กูทำงานที่ศาลากลางจังหวัดปะวะ”
“เออเนาะ คุณแม่ทำงานที่นั้น”
“น้อย ๆ หน่อย นั่นแม่กู”
ผมเอาศอกถองมันเล็กน้อย
“แม่มึงก็แม่กูไง”
ส่งตาเป็นประกายแข่งกับแสงระยิบระยับที่สะท้อนใบไม้ใบหญ้าไม่ถึงวินาที มันก็วิ่งเข้าปา แล้วหันมาตะโกนบอกผมว่า
“ถ้าใครไปถึงน้ำตกหลังสุด ต้องยอมทำตามคนที่ถึงก่อนนะ”
แล้วมันก็วิ่งปรู๊ดนำหน้าไป
“เฮ้ย ไอ้ขี้โกง”
ผมวิ่งตามหลังไปติด ๆ แบกเสื่อมาด้วยหนึ่งม้วน พร้อมกะตะกร้าปิกนิกที่ตาจัดไว้ให้ รู้สึกเสียเปรียบมากที่ต้องวิ่งแข่งกับมันที่ตัวเปล่าวิ่งปลิวไปถึงไหนแล้ว
ภายหลังมานั่งคิดว่าทำไมต้องไปบ้าจี้ตามมันวะ
-------------------------------------------------------------
“เสียใจด้วยไอ้ฐาพล กูวิ่งแทบทุกเช้า”
ผมที่มาถึงน้ำตกคนแรก ยืนบนก้อนหินใหญ่เสมือนเป็นเจ้าป่า แล้วชี้ไปที่หน้าของตาม มันยืมหอบแฮกอยู่ข้างหน้าผม ท่าทีหมดเรี่ยวแรง
“ขนาดกูแบบของมาเยอะ แล้วก็ต่อให้มึงก่อนหลายนาทีนะ ไอ้กระจอก”
“มึงไม่ใช่ว่าไม่ได้วิ่งมาหลายวันแล้วเหรอวะ”
“แล้วไง กูออกกำลังกายตลอด หัวใจและปอดแข็งแรงดี มึงแหละเอาแต่เล่นกล้าม”
“แต่ก็ลีนสวยนะ เดี๋ยวลงน้ำ จะถอดเสื้อ อยากดูมั้ย”
มันพูดไปหอบไป แต่ก็ยังไม่หายเล่นมุกเสี่ยว ๆ หื่นใส่ผม
“น้ำก็มีแค่นี้ มึงจะถอดโชว์ก็เรื่องของมึง”
ผมผายมือรับคำพูดว่า น้ำน้อยจริง ๆ นะมึง เรามาหน้าโลว์ซีซัน น้ำไม่ได้เยอะมากเท่าที่ควรเป็น ถามว่าพอว่ายน้ำได้มั้ย ก็ตอบว่าได้ แต่ถ้าเลือกได้ อย่าว่ายดีกว่า
ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกอารมณ์สระว่ายน้ำน้องหมานะครับ เล็กแค่นั้นแหละ
“แม่ง เหนื่อยชิบ” มันเหยียดตัวขึ้นมองรอบทิศ พร้อมอ้าปากกว้าง “สวย เรามาเร็วมากเลยนะเนี่ย ยังไม่มีคนเลย”
“เออสิ”
ผมปูเสื่อ เอาของกินจัดเรียง นั่งกัดแซนด์วิชพลาง มองตามที่ถ่ายรูปรอบบริเวณไปพลาง
“น้ำตกสวยหว่ะ”
“อืม ถ้ามาหน้าน้ำจะสวยกว่านี้”
“แต่หิวเลยวะ อยากกินหมูน้ำตก”
“อืม”
“หรือลาบหมูดีวะ”
“อืม เสี่ยวดี”
ตามหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง
“เป็นอะไร”
“คิดถึงบรรยากาศตอนปีหนึ่งนะ กูเล่นมุกอะไร มึงก็ อืม หน้าก็นิ่ง แบบไม่สนโลก เราไม่มีช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันในความรู้สึกเดิม ๆ แบบนี้นานแล้วนะ”
ผมนิ่งเงียบคิด ก็หลังจากที่มึงบอกว่าชอบกูแล้วทำตัวแปลก ๆ นะแหละ ทำให้กูไม่กล้าทำอะไรแบบเดิม
“มิตรภาพยั่งยืนกว่าความรักนะฐาพล รู้ใช่มั้ย”
“รู้ครับ ทัพกรณ์”
“ก็เลิกกินเผ็ดได้แล้ว”
“มึง” มันคว้าขนมโยกเข้าปาก “กูขออะไรอย่างหนึ่งสิ”
“ว่ามาดิ”
“หลังจากเรากลับไปแล้ว มึงตอบกูหน่อยสิ อยากให้กูเป็นอะไรกับมึงต่อ เพื่อน แฟน หรือไม่ใช่ทั้งหมด มึงก็รู้มาตลอดว่า กูชอบมึง กูจีบมึง”
ผมยัดแซนด์วิชใส่มือมัน พึมพำว่า แดกเข้าไป
“เออ กูแดกแน่” แซนด์วิชถูกกัดไปหนึ่งคำ “กูรู้ว่ามึงยังไม่ได้เลิกกับพี่ปริ๊นซ์ มึงไม่ต้องรีบตอบก็ได้ แต่อย่านานเกินไปนะ การรออย่างไม่มีจุดหมายมันทรมานหวะ”
มีเพียงลวดลายบนเสื่อเท่านั้นที่ผมจ้องอยู่
“กูรู้ว่ามึงไม่ชอบให้ยื่นคำขาด เห็นแก่กูหน่อยเหอะ ช่วยบอกกูทีว่ากูควรทำอย่างไร บอกมาเหอะนะ”
“เออ กูสัญญา หลังจากเรื่องทุกอย่างเรียบร้อย รวมถึงเรื่องผู้หญิงคนนั้นด้วย”
“ครับ”
มันยิ้มหน้าบาน
“กูตอบเลยได้มั้ย”
เห็นหน้าแล้วหมั่นไส้ครับ เกลียดหน้าบานยิ้มจนตาหยีที่สุด
“เห้ย อย่าเพิ่งดิ”
-------------------------------------------------------------
วันนั้นทั้งวันเราหมดไปกับการขี่มอเตอร์ไซค์ ไปหาดต่าง ๆ ได้แผลถลอกปอกเปิกเล็กน้อยเพราะมอเตอร์ไซค์ล้ม เพราะว่าตามขี่รถไม่เป็น ผมก็เป็นตัวตั้งตัวตีอยากสอนมันขี่มอเตอร์ไซค์ ไอ้ผมก็เป็นแค่ครูเถื่อน ไม่ได้วางแผนการสอน บริเวณถนนราบเรียบเป็นเส้นตรงก็ดันไม่ให้มันลองขี่จริง ดันเลือกบริเวณโค้งบริเวณเนินเสียอย่างนั้น
การสอบปฏิบัติของตามก็เลยเละตุ้มเป๊ะ
ถึงกระนั้นก็เหอะ ผมก็ยอมรับนะว่า มีความสุขจริง ๆ ต่อการใช้เวลาร่วมกับมัน
“สรุปว่า ถ้าจะเลี้ยวโค้ง ต้องใช้เกียร์อะไร”
“เกียร์ต่ำไง”
“เออ ดีมาก”
“แล้วเวลาลงเนิน ต้องเร่งเครื่องมั้ย”
“ก็ไม่ไง”
“เออ ดี”
ผมเอามือลูบแผล แกว่งหมุนควงกุญแจในมือ
“ดีนะเนี่ย รถตาของมึงไม่พัง ไม่งั้นกูโดนฆ่าแน่”
“เออสิ”
“แต่จริง ๆ รถเกียร์ออโตก็มีปะวะมึง”
“กูรู้ แต่เราก็ควรเริ่มจากแบบที่ยากสุดก่อนปะวะ”
ผมพยายามพูดให้ดูเท่ วางตัวเป็นมืออาชีพ ยืดกอดออกพูดตอบอย่างมั่นใจ
“เหมือนที่ให้กูขี่ครั้งแรกบนเนินนะเหรอ”
พังเลยครับ ความมั่นใจพังทลายลงมา
“เออ นั่นแหละ” ผมเดินสะบัดตูดหนีด้วยความอาย เนื้อตัวไหม้เกรียมไปด้วยพิษแดด ครีมกันแดด SPF สูงแค่ไหน จะมี PA+++++ สักเท่าไหร่ ก็ไม่อาจช่วยผมได้ จำไว้นะจ๊ะทุกคน ครีมกันแดดควรทาเรื่อย ๆ ไม่ใช่ทาครั้งเดียวแล้วมโนไปว่ามันอยู่ได้ทั้งวัน ผมละเซ็งจิต เพื่อนผมมันจับสลากจบหมอมาเหรอไงวะ
แต่จะว่าไป พอมันคล้ำขึ้นมาก็ดูเป็นผู้เป็นคน ดูมีเสน่ห์ขึ้นนะ หล่อเหมือนกันนี่หว่า
“ไม่นะ”
“ไม่อะไรมึง”
“เปล่า”
ผมปฏิเสธทันควัน รู้สึกร้อนใบหน้านิด ๆ ตามมองกลับอย่างฉงนฉงาย หน้านิ่งยามสงสัยมีเสน่ห์น่ามองเสียยิ่งกว่าตอนที่มันพยายามเก๊กหล่อเสียอีก
“เห้ย คุณคือใคร”
ผมตะโกนใส่ชายเสื้อลายคนตัดอ้อย ที่กำลังหอบหิ้วอุปกรณ์ทำสวนทั้งหมดเดินออกไปนอกบังกะโล อุปกรณ์ทุกชิ้นผ่านมือผมมาหมด ทำไมจะจำไม่ได้ แล้วชายคนนี้ผมก็ไม่เคยเห็นมาก่อน อาจจะเป็นขโมยก็ได้
เขาหันมามองผมอย่างเชื่องช้า ตาแข็งกร้าวสองคู่คือสิ่งเดียวบนใบหน้าที่ผมเห็นผ่านผ้าขาวม้าที่พันรอบหัว
“มึงมองทำไม”
ตามปรี่เข้าไป เงื้อมือจะต่อยชายคนนั้น
“ใจเย็นดิมึง”
ผมรั้งชายเสื้อมันไว้
“คุณเป็นใคร”
ผมถามย้ำอีกครั้ง และไม่มีการตอบรับ ยกเว้นสายตาแข็งกร้าวที่ยังจ้องกลับไม่วางตา
“น้องทัพคะ เกิดอะไรขึ้น”
คนงานของตาวิ่งปรี่เข้ามายังผมสามคน
“พี่ครับ คนนี้คือใคร ทำไมผมไม่คุ้นหน้า ผมกลัวจะเป็นขโมย”
ประโยคท้ายผมพยายามพูดให้เบาที่สุด
“อ้อ อย่าตกใจไปค่ะ คนสวนใหม่ค่ะ เพิ่งจ้างมาวันนี้เอง เขาไม่ค่อยพูดนะคะ”
คนสวนใหม่พยักหน้าให้ผมหนึ่งที แล้วเดินจากไป
“แม่ง มันน่าจะต่อยสักที ถามก็ไม่ตอบ”
“เห้ย มึงใจเย็นดิ”
“ดูตามันดิ”
“เออ ช่างเหอะ พี่ครับ ขอบคุณครับ”
คนงานก้มหัวรับ แล้วเดินจากไป
“ไปพัก ไปทำแผลเหอะ มึงเป็นหมอนี่ ทำแผลให้กูด้วย”
-------------------------------------------------------------
พวกเราอุทิศเวลาที่เหลือก่อนมื้อเย็นให้แก่การนอนหลับ
“ตื่นได้แล้วทัพ กินข้าว”
ผมงัวเงียตื่น ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวจากขี้ตาที่ยังเกาะตา ผมคว้ามือของตามที่ยื่นออกมาเพื่อพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียง ตามยิ้มให้ผม เหยียดมือมาปัดขี้ตาออกจากตาผมอย่างนิ่มนวล
“ไปกินข้าวกันนะ”
ผมงึมงำตอบอย่างเขินอาย บิดขี้เกียจแก้เก้อ ถามตัวเองว่า ทำไมต้องใจเต้นกับมันด้วยวะเนี่ย
“หน้าแดงกับกูเหรอ หรือว่า....”
“เปล่า มึงไม่ต้องคิดเลย”
“ไม่เห็นต้องรีบปฏิเสธขนาดนั้น ร้อนตัวไปเปล่า”
“เปล่าเว้ย”
“แล้ว...”
“มึงคล้ำแดดอะ”
“อ้อ...” เสียงมันดูผิดหวังเล็กน้อย “เพราะคล้ำขึ้น ผิวคล้ายปริ๊นซ์สินะ”
ตามหนีหน้าผม หันหลังยืนอยู่ตรงปลายเตียง
รู้สึกผิดกับการที่เอาอีกคนมาแทนที่อีกคนหนึ่ง ผมควรทำอย่างไรต่อ ควรขอโทษมัน บอกไปตามความจริง หรือควรปล่อยผ่าน ทำให้เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จะทางเลือกไหน ตามก็ต้องเจ็บสินะ เหลือบมองหลังอันสั่นเทิ้มของมัน เสียงกระซิกร่ำไห้ดังอยู่แว่ว ๆ สาวเท้าเข้าไปใกล้มันแล้วตบไหล่เพื่อให้บรรเทาความรู้สึก
“คือ กู...”
ตามหันหน้ามาด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความโกรธแค้น มันจับไหล่ผมล็อคอย่างมั่นเหมาะแล้วกระหน่ำมีดด้ามเขื่องยาวจ้วงแทงผม ดึงมีดออก แล้วจ้วงซ้ำ
แผลที่หนึ่ง แผลที่สอง แผลที่สาม และอีกนับไม่ถ้วน
ซากที่ยังมีชีวิตถูกโยนลงบนเตียงที่สีแดงชาดกระจายไปทั่วผ้าปูสีขาว ความเจ็บปวดทรมานมากมายเกินคณานับเคียงคู่กับความไม่เข้าใจอันมหาศาล
“ทำไม...”
“หึ”
“ทำไม...”
////////////////////////////
“ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”
หน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อพาลดีดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนตามที่นอนอยู่ข้าง ๆ ตกใจจนดิ้นตกเตียงไป
“เป็นเหี้ยอะไรของมึงเนี่ย”
“กู” ผมจับท้องตัวเอง ดึงชายเสื้อเปิดดูแผล “ไม่มี ไม่มี”
ตามยืนขึ้นอย่างเชื่องช้า คลำบริเวณบั้นท้ายที่กระแทกพื้นอย่างจัง
“เป็นอะไร จะยั่วกูเหรอไง”
“กู คือ กู”
ผมละล่ำละลักอย่างไร้สติ มองซ้ายมองขวา
“ทุ่มกว่าแล้วนี่นา” ตามยกมือถือขึ้นดู “แดกข้าวเหอะมึง” แล้วมันก็วางมือถือเพื่อชาร์จไฟต่อดังเดิม
“กู” ผมยังกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียง “ไม่หิวอะ”
“กูหิว ไป”
มันเอาดุนหลังผมให้ลุกขึ้นนั่ง ผมมองมันอย่างหวาดผวาอย่างผิดสังเกต
“เห้ย กูไม่ปล้ำมึงหรอกนะ”
“อืม”
“แน่ะ เชื่อใจกูสิ คนอย่างนายแพทย์ฐาพล ไม่มีวันทำร้ายคุณทัพกรณ์ หรอกครับ”
มันกำมือแล้วงอแขนตบเข้ากับอกดังป๊าบเหมือนพระเอกในหนัง แล้วเดินนำออกไปด้านนอกห้องพัก เมื่อผมตั้งสติและคิดให้ถี่ถ้วนมากพอ ฝันก็คือฝันจะเป็นจริงไปได้อย่างไรกัน คนอย่างตามไม่มีวันทำร้ายผมหรอก หรือถ้าพูดตามความเป็นจริง ผมเสียอีกที่ทำร้ายตามมาโดยตลอด
บิดขี้เกียจ ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย เดินออกมาจากห้อง ก็พบตามยืนหันหลังชูมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้า
“ทำเหี้ยอะไรของมึ....”
คำพูดที่ยังไม่จบประโยคชะงักกึกไปทันที เมื่อเห็นปืนพกจ่ออยู่ตรงหน้าของตาม
ผู้ถือปืนคือคนสวนใหม่ของตามี ไม่สิ... ใบหน้านั้น ตาแบบนั้น ปากแบบนั้น ผมไม่มีวันลืมไปได้หรอก ไอ้คนร้ายที่แทงผมเมื่อหลายเดือนก่อน
“ไง ไอ้น้อง ไม่เจอกันนานนะ คิดถึงพี่มั้ยจ๊ะ” มันค่อย ๆ เลื่อนปืนมาจ่อหน้าผม “ทำพี่ไว้แสบเลยนะจ๊ะ งั้นวันนี้เรามาเล่นเกมส์กันหน่อยดีกว่า เริ่มจากเกมส์ วิ่งไล่จับ”
เซฟตี้ปืนถูกปลด เสียงดังกิ๊กลั่น นิ้วในโกร่งไกประทับมั่นพร้อมขยับ พร้อมเสียงหัวเราะที่ผมยังจำได้ไม่เคยลืมเลือน
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 20
ผมจะหายไปทำงานกลุ่มสัปดาห์หนึ่งนะครับ
เจอกันหลังวันที่ 12 พ.ย. ครับผม
ขอบคุณสำหรับการติดตามและติชมครับ
ผมจะเก็บไปพัฒนา
:mew1:
-
รอดไม่รอดรอดู
-
:hao7: :hao7: :hao7: :hao7:
-
:serius2: ทัพเจออะไรอีกแล้ว
นี่จะเปิดใจให้ตามแล้วใช่ไหม ตามไเคลียร์กับเธอคนนั้นให้เรียบร้อยนะ
คนเขียนสู้ๆ
-
สวัสดีครับทุกคน
ผมกลับมาอีกครั้ง หลังจากไปทำงานกลุ่มซะนาน คิดถึงผมบ้างมั้ยเอ่ย :mew1:
และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
บทที่ 21 อยู่ด้านล่างแล้วนะครับ
ขอบคุณสำหรับ คำติชม กำลังใจ และการติดตามครับ
ขอบคุณครับ
:katai4:
บทที่ 21
วันสุดท้ายของเรา
ผมกำลังจะได้ปิดเทอมเล็ก ๆ 15 วัน ก่อนขึ้นปี 4 ซึ่งผมตั้งใจแล้วว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียว
เสื้อสเว็ตเชิร์ตแขนยาวตัวหนากำลังถูกพับวางไว้บนเตียง ผมเฝ้ามองรูมเมตผมทั้ง 3 คน ที่กำลังคร่ำเคร่งกับการเตรียมตัวสอบปลายภาค ช่างเป็นภาพหวนกลับกับตอนปีหนึ่ง ที่ตอนนั้นผมสอบเสร็จเป็นคนสุดท้าย และรูมเมตคนอื่น ๆ ทยอยกลับบ้านที่ต่างจังหวัดทีละคน ๆ
วันสุดท้ายของผมที่หอในที่ผมรักมาถึงแล้ว พรุ่งนี้เช้าผมต้องขนของทุกอย่างกลับบ้านที่นครปฐม จากนั้นค่อยไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิตอนเย็น
ในขณะที่รูมเมตคนอื่นยังไม่ได้เริ่มสอบตัวแรก ความคิดของผมลอยไปสู่แดนอาทิตย์อุทัยก็ถูกตัดกลับไปที่ความทรงจำตลอด 3 ปี มันพรั่งพรูหลั่งไหลราวกับเขื่อนแตก ทั้งสุขและทุกข์ หัวเราะและร้องไห้ สามัคคีและบาดหมาง
“เฮ้ย ไหน ๆ วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของกูแล้ว ถ้างั้นเราไปกินข้าวกัน”
ราวกับแค่อยากบอกให้ผมรู้ว่า ได้ยินนะ พีจึงเงยหน้าจากหนังสือกฎหมาย ทั้งที่ปากยังพึมพำว่า มาตรานี้ บัญญัติว่า.... แล้วมันก็ก้มหน้าลงไปอ่านโดยไม่มีคำพูดใดจากปากหลุดมา
มีนยิ่งแล้วใหญ่ รายนี้ไม่สนใจผมด้วยซ้ำ หน้าจมอยู่กับหน้าจอโนตบุค เจ้าตัวเล็กบ่นเมื่อสองชั่วโมงก่อนว่า ต้องทำงานไฟนอลก่อนสอบ คะแนนเยอะมาก และยังอ่านเปเปอร์ได้ไม่ครบตามที่ได้รับมอบหมาย
ดังนั้นคนเดียวที่ตอบผม และก็เป็นคนเดียวที่คาดหวังว่าอยากให้ตอบเป็นคนแรก ก็คือ ทัพ
“มาสอบฟิสิคัลเคม 3 แทนกูทีสิ”
วิชาในตำนานของภาควิชามันเลยละครับ ครึ่งหนึ่งเอฟ อีกครึ่งก็ได้เกรดกระจายกันไป
“กูก็อยากไปสอบให้นะ แต่กูไม่ได้ใช้หัวด้านคำนวณมานานชาติแล้ว”
ผมพูด ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกรอบ ถ้าเสื้อผ้าที่พับเรียบร้อยเตรียมใส่กระเป๋าเดินทางมีปาก ก็คงบ่นโอดครวญว่า ฉันยับหมดแล้ว
“มึง เอาผ้าใส่กระเป๋าก่อนมั้ย” ว่าที่แฟนผมบ่นอีกรอบ “พรุ่งนี้บินไปกี่โมงนะ ญี่ปุ่นนะ”
“สี่โมงครึ่ง ไปส่งกูมั้ย”
“กูมีเรียน โทษทีวะ”
“มาตรา... บัญญัติว่า.. กูไม่มีเรียนทั้งวัน แต่ขอไม่ไปนะ”
แล้วมันก็ก้มหน้าท่องต่อ
ยังไร้สัญญาณตอบรับจากมีนเช่นเคย
“โอ๊ย พวกมึงนี่ อย่างน้อยไปกินข้าวกับกูหน่อยเหอะ” ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก “นะ นะ นะ นะ กูเลี้ยงก็ได้”
“ที่ไหนล่ะ”
“มึงไม่ท่องมาตราอะไรของมึงแล้วเหรอ”
“อ้าว ได้ไง เพื่อนจะไปทั้งที กูรักมึงนะ”
“หรือเพื่อนจะเลี้ยงทั้งที เอาใจ ๆ ไม่เฟคสิ”
“แหม คิดเยอะจังเลยครับคุณหมอ”
“พวกมึงเงียบ ๆ สิ กูทำงานไม่ได้”
มีนโกรธแล้วครับ พวกเราเงียบกริบพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย นี่ยังไม่ถึงวันมาฆบูชาเลยนะ
“สรุปว่า มึงเลี้ยงใช่มั้ย”
“เออ ไม่ต้องห่วง กูป๋าพอ เป็นวันสุดท้ายของกูที่นี่แล้วด้วย”
“ไร้สาระมึง” ผมอ้าปากค้าง มองว่าที่แฟนที่พูดทำร้ายจิตใจผมซะป่นปี้ “วันสุดท้ายของเราต่างหาก”
ของเราเหรอ เราในที่นี้ของมึง ก็คือ เราทุกคน ผม มัน พี และมีน ด้วยสินะ แต่มึงรู้มั้ยว่าทุกครั้งที่มึงใช้สรรพนามแทนว่า “เรา” ในหัวของกูมันมีแค่เราสองคนเท่านั้นแหละ
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ปัง
“วิ่งสิมึง เหม่ออะไรอยู่ไอ้หมอยุงลาย”
กระสุนเฉียดหัวผมไปไม่กี่คืบ ยังดีที่ผมก้าวหนีทันทีที่ได้ยินเสียงเตือนจากทัพ
“ไอ้เหี้ยเอ๊ย มันจะเล่นเหี้ยอะไรของมันเนี่ย”
“มันก็คงจะแก้แค้นกูแหละ ไอ้ปลาไหล ไอ้ฟองน้ำ ไอ้เพรียงทะเล ไอ้หินโสโครกเอ๊ย”
“กูอยากขำนะ แต่ขำไม่ออกวะ สถานการณ์แบบนี้ยังมีอารมณ์มาเล่นมุกอีกนะมึง”
“เออ” มันหยุดหอบหายใจเล็กน้อย “กูเครียด”
เมื่อทัพกรณ์เครียด เป็นอันรู้กันว่าความสามารถในการสื่อสารจะลดต่ำลงหลายเท่า แล้วก็จะเกิดประโยคแปลกประหลาดหลุดลอยออกมาเสมอ
“พักก่อนได้มั้ย”
ผมเองแหละที่พูดออกไป เป็นเวลาหลายนาทีที่เราวิ่งเข้าป่าเพื่อหนีไอ้โจรบ้าห้าร้อยที่เคยแทงทัพ
มันคงกำลังสนุกกับการสวมบทเป็นผู้ล่า ส่วนผมสองคนก็สวมบทเป็นเหยื่อ
“จากที่กูสังเกตมา กระสุนมันน่าจะเกือบหมดแมกซ์แล้วแหละ น่าจะเหลืออีก 2 นัด”
ทัพพูดต่อ กระชากผมที่กำลังหย่อนตัวลงนั่งให้วิ่งลึกต่อไปเรื่อย ๆ
“ทำไม แฮ่ก ๆ เห้อ รู้วะ ”
“พ่อกูเป็นตำรวจมั้ยละ อย่าลืม”
“เออ”
ถ้ากูไปบอกพ่อมันว่า ผมกำลังจีบลูกชายพ่ออยู่ครับ จะถูกประเคนด้วยลูกปืนหรือเปล่าวะเนี่ย
ว่าแล้วความคิดชั่ว ๆ ก็แวบขึ้นมาว่า ควรถามทัพไว้ก่อนมั้ย ว่าพ่อหวงลูกชายแค่ไหน แต่คิดไปคิดมาสถานการณ์มันก็ไม่ใช่แฮะ
“ไปต่อสิ เหม่อลอยอะไรอีก” มันกระชากแขนผมอีกครั้ง “ยิ่งเราเดิน พอมันเห็นพวกเราเคลื่อนไหว ก็จะยิงออกมาอีก อย่างน้อยก็ล่อให้มันเปลืองกระสุนนะ”
เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงนะสิไอ้บ้าทัพ นี่ไม่น่าใช้ความคิดที่ดีเท่าไรเลย แต่ทางเลือกของเราก็มีไม่มากนัก เพราะทั้งผมและมันต่างก็ไม่ได้พกโทรศัพท์มือถือติดตัวมาด้วยทั้งคู่
“ไป”
เจ้าถิ่นกำชับเสียงมั่นคงอีก เดินนำหน้าไป เสื้อผ้าขาดวิ่น รอยแผลตามตัวจาแสบแดง เนื้อตัวมอมแมจากการล้มลุกคลุกคลานเปื้อนโคลนเลน
กระสุนอีกลูกแหวกอากาศเฉียดเท้าของทัพไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร
“น้อง ๆ อยู่ไหนกันจ๊ะ” เสียงตะโกนหวานฉ่ำดุดน้ำผึ้งเจือปนความยียวน “ออกมาให้พี่เห็นซะดี ๆ น้า แล้วพี่จะให้รางวัล”
“ไอ้โรคจิต กูว่าถ้าเราหนีไปกันคนละทางอย่างน้อยก็ยังมีคนรอดนะ”
ผมอยากต่อยหน้ามันสักที แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“ไม่เด็ดขาด ไม่นะมึง กระสุนมันจะหมดแล้วใช่มั้ย”
“อืม ถ้าในหนึ่งแมกซ์กระสุนนะ” ผมเดินตามอย่างเชื่องช้า พยายามเดินซ้ำตามรอยเท้ามันทุกก้าว และทำเสียงให้เงียบเบาที่สุด
“แต่ก็ไม่มีใครรับประกันว่ามันไม่มีสำรอง”
ใช่เลย ผมลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย นี่กูกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย กำมือด้วยความเครียดแค้น ชั่งใจว่าควรออกไปสู้กับมันให้รู้แล้วรู้รอดหรือจะทนเป็นลูกไล่ที่เสียเปรียบแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกก้าวที่ผมเดิน ก็มีสารพัดแผนผุดขึ้นมาในหัว
ผมเหนื่อยเหลือเกิน อยากนอน อยากหลับอยู่ตรงนั้น ถ้ารอดไปได้ อย่างแรกที่ผมจะทำก็คือ ออกกำลังกาย
“ทัพ” มือของทัพกุมปากผมเป็นสัญญาณให้เงียบ “คือ” ผมพยายามเปล่งเสียงออกมาแต่ก็ถูกย้ำเตือนด้วยการนำมืออีกข้างมาปิดปากผมไว้ เมื่อมองหน้าทัพก็พบว่าสายตาของทัพกำลังจ้องเขม็งไปด้านหน้า
ด้านหน้าเป็นถนน มีรถตำรวจจอดอยู่ด้านหน้า ตำรวจสองนายกำลังยืนคุยกันอยู่ เราสองคนลุยป่าจากโซนบังกะโลมาไกลถึงถนนอีกเส้นหนึ่งเลยเหรอเนี่ย
“อย่างน้อยเราก็รอดแล้วใช่มั้ย”
“อืม แต่”
“แต่อะไรทัพ”
พวกเรากระซิบ มองหน้ากัน
“ถ้าพวกเขาโดนลูกหลงละ”
“ก็ต้องลองละมึง”
ไวกว่าความคิด ผมยืนขึ้นตะโกนขอความช่วยเหลือจากตำรวจทันที
“พี่ตำรวจ ช่วยผมด้วย”
เสียงลูกเหล็กลั่นแหวกอากาศอีกครั้ง ด้วยสัญชาตญาณ ผมจึงก้มหลบทันที ข้าง ๆ ผมคือทัพที่ก้มตัวหมอบ มือของทัพวางอยู่บนหลังของผม แสดงว่าไม่ใช่แค่เพียงร่างกายผมเท่านั้นที่พาหมอบลงต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากแรงดึงของทัพด้วยนี่เอง
กระสุนอีกหลายนัด พุ่งตรงไปทางรถตำรวจ เป็นอันพิสูจน์แล้วว่า มันมีกระสุนมากกว่าหนึ่งแมกซ์
“ตาม”
เสียงของมันดูสั่นกลัว มันกำลังช็อคกับฝ่ามือเปื้อนเลือดของมัน เลือดที่มาจากร่างกายผม ด้วยอารามตื่นตกใจทำให้ความเจ็บปวดที่ควรจะเกิดทันทีถูกระงับให้ช้าลงไป ทว่าเมื่อผมได้เห็นเลือดที่ไหลรินจากบาดแผลบริเวณท้องก็ยิ่งตอกย้ำให้ความเจ็บปวดเข้าโจมตีอย่างไม่หยุดยั้ง
ทัพประคองผมวิ่งเข้าป่าอีกครั้ง เลือดผมไหลไม่หยุด ในฐานะที่เป็นหมอ ผมทำเพียงปฐมพยาบาลตัวเองผ่านการบอกทัพ ทัพผู้เปลือยกายท่อนบน เพราะต้องสละเสื้อมาเป็นผ้ากดห้ามเลือดมองผมด้วยความวิตก แล้วเสียงของไอ้โรคจิตก็ดังกึกก้องอีกครั้ง
“ไหวมั้ยมึง”
ถึงไม่ไหวก็ต้องไหว ช่างเป็นการช่วยชีวิตที่แสนทุลักทุเล เพราะเราไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้เลย
เลือดผมไหลประปราย ตามทาง
เสียงตะโกนเรียกจากโจรคนสวนก็ยังดังอยู่เป็นระยะ น่าแปลกที่ระยะห่างของเราและมัน ถูกรักษาระยะให้คงที่ ราวกับว่ามันรู้ว่าพวกเราอยู่ไหน
“ทำไมมันรู้”
“ไหวมั้ยตาม”
อาการของผมคงแย่มากสินะ เพราะทั้งสีหน้า แววตา ท่าทาง และน้ำเสียง ล้วนเต็มไปด้วยความกังวลและหวั่นกลัว ผมไม่อยากให้มันตระหนกจึงได้แต่ผงกหัวแล้วแค่นยิ้มออกไป
“ไม่ได้ ไม่ไหวหรอก กูว่ากูต้องหยุด มึงต้องพัก”
“ไม่” ผมบีบมือมัน ฝืนเดินไปอีกก้าวแม้ว่าแต่ละก้าวจะเหมือนแผลของผมจะถูกเสียดแทงซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ตาม “ถ้าพักเราตายแน่”
“ตาม”
ไอ้ขี้แยเอ๊ย จะร้องไห้อีกแล้วสินะ มือกรังเลือดของผมบีบมั่นที่มือของมัน ปลอบประโลมไม่ให้มือที่กำลังกดแผลผมต้องสั่นเทาไปมากกว่านี้
“ไม่ร้องนะ”
“ทำไมกุกับมึงสลับบทบาทกันตลอดเลยวะ”
“ไปต่อเถอะ”
ผมเหยียดตัวเดินด้วยมีทัพเข้าประคอง แล้วเราก็เดินกันต่อ จันทร์เดือนเพ็ญฉายวาบอยู่บนท้องฟ้า ให้แสงสว่างนำทางแก่เรา เฉกเช่นเดียวกับโจรที่กำลังไล่ล่าพวกเราด้วย ตาอันพร่าเลือนของผมก็หันไปเห็นรอยเลือดสีแดงของผมที่ไหลเปรอะทาบทับบนสีเขียวของพรรณไม้ธรรมชาติ แล้วผมก็เข้าใจในที่สุด
“มึงกับกูต้องไปคนละทาง”
อารามตกใจของมันบ่งชัดว่าปฏิเสธคำของของผม
“กูขอร้อง”
“อะไรตาม มึงพูดอะไร”
“เลือดกู” ผมชี้ย้อนหลังไป “เลือดกูทำให้มันรู้ว่าเราไปไหน มันตามรอยเลือดกูมา”
“ช่างมัน ไป”
ผมรวบรวมแรงทั้งหมด สะบัดแขนทัพ และดันตัวเองออกมา
“ทิ้งกู”
“ไม่”
ทัพจับผมอย่างแน่น ถูลู่ถูกังผมที่พึมพำตลอดทางว่า
“ทิ้งกูเถอะ”
“ดี พูดไปมึง อย่าหลับเด็ดขาดนะ”
ความหนาวสะท้านกระจายทั่วร่างผม อุณหภูมิร่างกายของผมตกฮวบทันทีจากการเสียเลือด และสติของผมก็กำลังหลุดลอยไป อย่างไรก็ตามเรายังคงเดินไปอีกหลายนาที หรือ จะชั่วโมง ผมไม่อาจตอบได้
“ตาม มึงดูดิ” ผมพยายามขืนเปลือกตาที่หนักอึ้งให้เปิดรับภาพข้างหน้า “บังกะโล เรากลับมาที่เดิมแล้ว”
ภาพบังกะโลอยู่ตรงหน้าของผม และเป็นภาพสุดท้ายในขณะนั้น เปลือกตามันหนักเหลือเกินสำหรับผม ขาทั้งคู่ได้ปิดระบบทำงานอัตโนมัติ จึงส่งผลให้ตัวของผมอ่อนยวบลงอย่างกะทันหัน และลากทัพให้กลิ้งล้มไปด้วย
“ตาม” มันตบหน้าผม น้ำเสียงสั่นเครือเจือจะร้องไห้ “ทำใจดี ๆ ไว้ ไอ้ตาม”
มันยังคงตบหน้าผมต่อไป ไอ้ขี้แย วิ่งหนีไปสิ ทิ้งกูไว้
“ในที่สุด”
เสียงแหวกพงหญ้ามาพร้อมกับเสียงกระแทกวัตถุบางอย่าง แรงจากน้ำมือที่ตบเรียกสติผมก็หายไป
แล้วไม่ช้านานก็มีวัตถุบางอย่างพุ่งย้อนกลับเข้ามาทับร่างเพื่อป้องกันผมไว้อีกครั้ง อุ่นเหลือเกิน ร่างกายผมที่สะท้านหนาวจึงห่อตัวเบียดรับความอุ่นนั้นโดยอัตโนมัติ หูทั้งสองข้างยังได้ยินเสียงโหวกแหวกที่ช่างดูห่างไกลจากผมเสียเหลือเกิน
“มึงจะฆ่าก็ฆ่ากูคนเดียว อย่าทำเพื่อนกู”
เสียงเตะอัดแว่วตามมา พร้อมกับเสียงสำลักอากาศบางอย่าง ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ความอบอุ่นที่ทาบทับร่างกายผมยังคงอยู่ ไม่ลี้หนีไปไหน
“พูดให้เพราะหน่อยสิครับคุณทัพ”
“ปล่อยเพื่อน อะ” อีกครั้งที่เสียงเจ็บปวดของทัพปลุกสติผมที่กำลังหลุดลอย แต่ผมไม่อาจจะช่วยเหลือมันได้ อีกครั้งแล้วสินะที่ผมทำได้เพียงแค่ยืนมอง “ผมขอร้อง ปล่อยเพื่อนผมไป อย่าต้มยำทำแกงมันเลย”
“มึงพูดเหี้ยอะไร กูไม่เข้าใจ”
ผมอยากขำจัง ถึงสถานการณ์จะไม่สมควรก็เถอะ ทัพคงตื่นเต้นจนลนลานพูดไม่รู้เรื่องแล้วสินะ
“กูไม่ให้มึงตายง่าย ๆ หรอก” เสียงเตะอัดยังกระหน่ำอยู่เหนือร่างผม ผมหนาว ผมง่วง และผมกำลังเข้าสู่นิทรารมณ์ “เตะนี้เพื่อลูกน้องกู อันนี้เพื่อกู กูขออีกสักรอบเหอะ” ทุกครั้งจะมีเสียงแหวกอากาศตามด้วยเสียงตุบ ตับ สลับไปมา “มึงรักกันมากใช่มั้ย งั้นกูฆ่าเพื่อนมึงก่อนแล้วกัน” เสียงโกร่งไกขยับลั่นดังพร้อมกับเชือกฟางแห่งสติที่กำลังขาดสะบั้น
กูขอโทษทัพ วันสุดท้ายของเรา ไม่ควรลงเอยแบบนี้เลย ถ้ากูมีความกล้าที่จะสู้กับมันตั้งแต่ที่หน้าประตูห้อง อย่างน้อยมึงก็ไม่ต้องมาจบแบบนี้
“ผมขอเถอะ จะเอาเงินเอาตัวผมก็ได้”
“กูจะอ้วก”
“ผมขอร้อง”
“สายไปแล้ว”
ปัง
ตามด้วยเสียงปังดังลั่น พร้อมกับฟางแห่งสติที่ขาดกระจายเป็นสองเส้นที่แยกห่างออกจากกัน พร้อมกับความมืดมนอนธกาลที่โรยปกคลุม
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 21
-
:mew6: :mew6: :mew6:
-
:hao7: อ๊ากกก!เขาเป็นอะไรกันอย่านะอย่าทำแบบนี้คนเขียนกลับมาก่อนอย่าทิ้งไว้แบบนี้ทัพกับตามจะเป็นแบบนี้ไม่ได้นะอุส่าห์ลงเรือลำนี้แล้ว ว่าแต่ตำรวจทั้งสองนายเขาไม่ได้ยินเสียงปืนเหรอ?
-
บทที่ 22
ความตาย
“ความตายเป็นสิ่งที่ธรรมดาที่สุดของชีวิตมนุษย์”
เมรุตามศาสนาพุทธ หลุมศพแบบอย่างอิสลาม และพิธีศพแบบเรียบง่ายของชาวคริสต์ ปรากฏบนสไลด์ที่ฉายเด่นเคียงคู่คำบรรยายของอาจารย์
“หรืออีกนัยหนึ่ง มันก็คือการสิ้นหน้าที่ทางชีวภาพอันคงไว้ซึ่งความีชีวิต เป็นการยุติบทบาทของการดำรงอยู่ และแน่นอนครับ มันเป็นหน้าที่ของพวกเราในฐานะแพทย์ ที่จะประคับประคองสติของตนเอง ไม่ให้หวือหวาไปกับความรู้สึกสูญเสียดังกล่าว และยิ่งเป็นหน้าที่ของแพทย์อย่างเรา ซึ่งนอกจากจะเยียวยาผู้ป่วยในทางชีวภาพแล้ว เรายังต้องเยียวยาเขาและญาติทางด้านจิตใจอีกด้วย”
อาจารย์กดสไลด์ เปลี่ยนเป็นภาพแพทย์ในชุดผ่าตัด ยืนปลอบญาติของคนไข้หน้าห้องผ่าตัด
“เราต้องไม่ปล่อยใจให้ลอยไปกับมัน เมื่อคนไข้ รวมถึงญาติของคนไข้สติฟุ้งซ่าน หมอยังต้องปกติ เรายังต้องทำหน้าที่ของเราต่อไป เข้าใจมั้ย”
ทุกคนขานรับด้วยความเข้าใจ
“ไม่ว่าเธอจะนับถือศาสนาใด หรือรวมถึงคนไม่นับถือ”
อาจารย์ก้มหัวเล็กน้อย ให้กับเพื่อนกลุ่มไร้ศาสนา ซึ่งเรียกตัวเองว่า กลุ่มหมอนรก ที่กำลังทำท่าตบมือดีอกดีใจที่อาจารย์ไม่ลืมมัน
“ก็ต้องระลึกถึงความจริงข้อนี้เสมอ โอเคนะแก๊งค์หมอนรก”
อาจารย์เดินไปมารอบเวที ท่ามกลางเสียงหัวเราะรอบห้อง แล้วท่านกลับมายืน ณ จุดเดิม
“อะ ขออนุญาตดูหน่อย ใครบางที่คุณพ่อหรือคุณแม่ หรืออาจทั้งสองท่าน เสียชีวิตไปแล้ว ยกมือขึ้นหน่อย”
ท่ามกลางฝ่ามือที่เหยียดยกสูง ผมเป็นหนึ่งในนั้นที่ยกมือขึ้นด้วยความเคยชิน
“ฐาพล ใครเสียชีวิตไปแล้ว”
“พ่อผมครับ”
“ครูเสียใจด้วย แล้วฐาพลสะดวกใจจะเล่าเหตุการณ์และความรู้สึกนั้นให้พวกเราฟังมั้ย”
ผมยืนขึ้น ผงกหัวเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
“ครับ มันเริ่มจาก....”
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
คนที่ผมรักทยอยตายไปทีละคน เริ่มจากอาม่า ที่เลี้ยงผมมาแต่ยังเล็ก
เตี่ย ที่ถึงแม้เราจะไม่สนิทกันเท่าที่ควร แต่ท่านก็คือ พ่อแท้ ๆ ของผม ผมยังจำความสุขตอนเด็ก ที่ท่านเคยอุ้มผมแล้วถ่ายรูปชูสองนิ้วในวันเกิดอายุ ห้าขวบได้ติดตา
ผมพยายามทำใจมาตลอดว่าถ้าม้าหรือน้องของผมต้องตายจากกันไปอีก มันก็เป็นเรื่องของอนาคต ทว่าพอถึงตอนนี้ ผมเริ่มตระหนักได้แล้วว่า สิ่งที่ผมเชื่อว่าผมเข้าใจและทำใจเตรียมรับมือกันมันมาได้โดยตลอด เป็นเรื่องที่ผมเข้าใจผิดไปเอง
ผมตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เครื่องไม้เครื่องมือของค่อนข้างเก่า มีเตียงอยู่เพียงไม่กี่เตียง ผมยังนอนตรึงแน่นอยู่บนเตียง ทำได้เพียบกลอกตาซ้ายขวาพร้อมกับเคลื่อนศีรษะเพื่อตรวจสังเกตสรรพสิ่งรอบกาย สำรวจตัวเองก็พบสายน้ำเกลือที่เชื่อมต่อบริเวณข้อพับแขนซ้ายของผม พัดลมตัวน้อยพัดเอื่อยเฉื่อยเยื้องอยู่ตรงปลายเตียง ที่นี่คือห้องรวม ไม่ใช่ห้องพิเศษ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ และที่สำคัญสุด คือ ไม่มีใครอยู่บริเวณนี้กับผมสักคน
“ขอบคุณครับหมอ นี่ก็ผ่านมาวันนึงแล้ว ทำไมเพื่อนผมยังไม่ฟื้นอีกครับ”
เสียงคุ้นหูดังแว่วอยู่ด้านนอก ประตูเปิดพร้อมกับเสียงเสียงประตูดังเสียดแก้วหูแบบไม่ได้หยอดน้ำมันหล่อลื่น มีเสียงฝีเท้าที่แตกต่างกันอย่างน้อย 2 คู่ กำลังย้ำเข้ามาในห้อง เสียงเสียดแสบของประตูกรีดดังอีกครั้งพร้อมกับแรงลมที่ดันประตูให้ปิดอัตโนมัติ
“หมอก็ตอบไม่ได้นะครับ แต่คนไข้เสียเลือดมาก เราก็ได้ทำการให้เลือดไปแล้วเมื่อคืน ยังดีที่มาโรงพยาบาลทัน และยังมีหมู่เลือดที่ตรงกับคนไข้สำรองอยู่”
“ครับ”
“ระหว่างนี้ก็ต้องดูอาการกันไปก่อน หมอคิดว่าคนไข้ใจสู้มากเลยนะครับ ที่สามารถประคองสติตัวเองมาได้นานขนาดนั้น”
“ครับ กำลังใจมันดีมั้งครับ”
ผมพยายามลืมตาที่หรี่บางราวกับเป็นเพียงเส้นตรงสองเส้นให้เปิดกว้างมากขึ้น การเป็นลูกคนจีนก็ทำให้ตาผมเล็กอยู่แล้ว ดังนั้นถ้ายิ่งหรี่บางก็ยิ่งดูเหมือนผมยังนอนหลับ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครสังเกตว่าผมตื่นแล้ว ผมรับรู้ทุกการตรวจวัดอุณหภูมิ วัดชีพจร และตรวจดูอาการของคุณหมอ มีเสียงพูดคุยเรื่องอาการผมต่อเล็กน้อยซึ่ง ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ
“หมอไม่รบกวนแล้วครับ”
“ครับ เออ... คุณหมอครับ” เสียงประหม่า แผ่วเบาเหมือนกระซิบ ราวกับไม่อยากให้ผมได้ยิน “ถ้าผมบอกเรื่องที่กระทบจิตใจเพื่อนผมมาก ๆ เออ... เรื่องนั้นนะครับ อาการจะหนักขึ้นมั้ยครับ”
“อืม คนไข้ก็เป็นหมอนะครับ ความเป็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา หมอเชื่อว่า เขาทำใจได้แน่นอนครับ”
ความตายเหรอ ใครตาย เกิดอะไรขึ้น
ผมอยากจะดีดตัวลุกขึ้นแล้วถามหมอกับไอ้พีเหลือเกิน พวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน เสียงประตูดังเอี๊ยดที่ขาดการหยอดน้ำมันหล่อลื่นเสียดดังขึ้นอีกครั้ง
ทุกอย่างเงียบลง ผมได้ยินการถอยหายใจด้วยความหนักอึ้งขึ้นมาหนึ่งครั้ง พร้อมกับเสียงหย่อนตัวลงนั่งที่เหมือนดังมาจากที่ไกล
แล้วผมก็รวบรวมสติทั้งหมดเพื่อเผยอเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งได้
“พี...”
มีเสียงเด้งตัวจากเก้าอี้ ผมรับสัมผัสถึงความอุ่นจากกายของมนุษย์ที่ปะทะบนแขนผมได้
“ตาม มึงฟื้นแล้วเหรอ กูไปตามหมอก่อน”
“ไม่ต้อง กูโอเค”
“เอางั้นเหรอ”
แล้วภาพทุกอย่างก็แจ่มชัดในวิสัยทัศน์ของผม พีกำลังยืนมองผมด้วยหน้าตาดีใจ ผิวเข้มของมันยังเนียนเป็นน้ำผึ้งเหมือนเดิม มีริ้วรอยความสดชื่น แต่ก็แอบเห็นความเหนื่อยล้าอยู่บริเวณขอบตา ชัดเจนว่าอดหลับอดนอนมาทั้งคืน แต่ที่ทำให้ใจของผมสะดุดดิ่งลงไปก็คือ พีใส่ชุดดำทั้งตัว
“ทัพ.. ทัพไปไหน”
พีก้มหน้าลงหลบตาผม ไม่มีคำใดเอ่ยออกมา และมันก็ทำท่าจะผละออกไปที่อื่น ถ้าผมไม่คว้าข้อมือมันไว้
“ตอบกูมาสิ”
“มึง กูจะไปหบอกหมอ”
“ตอบดิ”
“บางเรื่องอะ... ไว้มึงออกจากโรงพยาบาลก่อนค่อยรู้ก็ได้”
“ตอบกูมา”
ข้อมือของพีเริ่มแดงเขียวจากการบีบรัดของผม แต่มันก็ไม่บ่นอุทธรณ์คำใดออกมา
“ใจเย็นนะเพื่อน” มืออีกข้างหนึ่งของมัน จับข้อมือของผมเพื่อคลายการบีบรัด “เชื่อกูนะ”
เนื่องจากการกำมือที่แน่นของผม ทำให้เลือดเริ่มไหลย้อนออกจากสายน้ำเกลือ ผมรู้ แต่ตอนนี้ผมไม่สนอีกแล้ว
“มึงตอบกูมา ทัพอยู่ไหน”
“เลือดมึงไหลแล้ว พอเหอะไอ้ตาม”
“ตอบสิ”
“วัด อยู่วัด”
พีตะโกนดังลั่นอย่างสุดจะอดกลั้น พร้อมกับผมที่ปล่อยพีหลุดจากการพันธนาการทันทีที่ผมได้ยินคำว่า “วัด” ออกจากปากมัน มือไม้อ่อนแรงไปหมด ลำพังแค่คว้าจับเชือกบาง ๆ สักเส้น ในเวลานี้ผมก็คงไม่อาจทำได้
“ค่อยคุยเหอะ ตอนนี้มึงพักก่อน มึงรู้มั้ยว่ามึงนอนไปหนึ่งวันเต็ม ๆ มึงถูกส่งมาโรงพยาบาลตอนตีสามวันจันทร์ แล้วตอนนี้นะ บ่ายโมงของวันอังคารแล้วนะ”
“.................”
“หิวอะไรมั้ย กูไปหาอะไรให้กิน”
ผมไม่ตอบเช่นเคย ทิ้งตัวล้มลงนอน น้ำตาสักหยดไม่ไหลออกจากตาผม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เวลาของผมหยุดเคลื่อนไหวนับแต่บัดนั้นเนิ่นนานไปจนถึงมืดค่ำ ผมไม่ยอมกินยาและไม่ยอมกินอาหารอื่นใดที่พยาบาลจัดหามาให้
ทุกอย่างรอบตัวผมยังเคลื่อนไหว หมอเข้ามาดูอาการ พยาบาลเดินมาวัดไข้ พีเดินมาคุยกับผม แต่ราวกับว่าผมย้ายจิตใจไปสู่อีกโลกหนึ่ง ทิ้งไว้เพียงมวลสารที่นอนเป็นซากในห้องนี้
ผมยังต้องการเวลาเพื่อทำใจ
“เออ กูไม่รู้จะทำยังไงละมีน”
ตะวันใกล้ลาลับจากท้องฟ้า ความมืดก็เริ่มผลัดเปลี่ยนมาทำหน้าที่ของมัน เสียงนกกาโผกลับรังดังปลุกสติผมให้ตื่นจากความปวดร้าว เสียงคุยโทรศัพท์ของพีดังอยู่ด้านนอก
“เออ อืม ใช่ จะไปงานศพแล้ว เออ เดี๋ยวกูเล่าให้ฟังนะ”
เสียงลากเอี๊ยดเป็นสัญญาณว่าประตูเปิดอีกครั้ง
“กูไปวัดนะ เดี๋ยวเสร็จจากสวดกูจะกลับมานอนด้วยนะ พักผ่อนมาก ๆ”
มือแข็งแรงของพีบีบมั่นที่ไหล่ผม
“มีอะไรก็โทรหากูได้ตลอดนะ”
มันวางโทรศัพท์ของผมที่เปิดเรียบร้อยแล้วลงบนโต๊ะข้างเตียง บีบไหล่ผมอีกครั้ง ส่ายหัวด้วยความหน่ายเหนื่อยแล้วเดินจากไป
ผมเข้าใจดีว่าสิ่งที่ผมทำอยู่มันงี่เง่ามากแค่ไหน ทั้งที่เพื่อนก็หวังดีกับผม แต่ผมก็ยังเลือกที่จะทำร้ายตัวเองแบบนี้อีก ผมแค่ยังไม่พร้อมที่จะรับรู้อะไรทั้งนั้น อาการนอนเป็นผักของผมดำเนินไปอีกหลายนาที แล้วผมก็รวบแรงทั้งหมดหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
มีเบอร์ไม่ได้รับสายและข้อความจำนวนมากจากหยก วันอื่นผมอาจจะรีบโทรหาเธอ แต่วันนี้ไม่ใช่ นอกจากนั้นก็ยังมีเบอร์ไม่ได้รับสายจากแม่และน้องสาวของผมอีกจำนวนหนึ่ง ผมตัดสินใจโทรออกหาแม่ทันที
“ตาม ลูก หายไปไหนมาฮึ”
“ม้า ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล”
“เอ้า แกก็ต้องอยู่โรงพยาบาลสิ”
เสียงแหวเจื้อยแจ้วของน้องสาวผมแทรกมาทำนองว่า เฮียเข้าเวรเหรอแม่
“เข้าเวรก็พักผ่อนมาก ๆ นะ”
ผมกำลังชั่งใจอยู่ว่าควรบอกความจริงแม่ดีหรือไม่ เสี้ยววินาทีเดียวก็ตัดสินใจได้ว่าไม่บอกน่าจะดีต่อความรู้สึกท่านมากกว่า
“ครับ ม้า งั้นตามไปพักผ่อนก่อนนะครับ”
ว่ากันจริงในทางทฤษฎีผมก็ไม่ได้โกหกอะไรม้าซะหน่อย ผมแค่บอกไม่หมด และเล่นไปตามน้ำเท่านั้น
ผมกดโทรออกอีกครั้ง นอกจากเบอร์ม้าและน้องสาว เบอร์นี้เป็นเพียงอีกเบอร์หนึ่งที่ผมจำตัวเลขได้ดี ผมใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ กว่าจะท่องเบอร์นี้ให้ขึ้นใจได้ แล้วหน้าจอก็ฉายวาบชื่อ “ทัพ” ขึ้นมา
“หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้”
ไม่ต่างจากที่คาดหมาย
แต่ผมก็โทรซ้ำ
โทรซ้ำ
ฟังเสียงบอกว่าหมายเลขไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ ซ้ำๆ อยู่อีกหลายรอบ
ห้องยังคงมืดมิดไปอีกสักพัก จนพยาบาลเดินนำข้าวเย็นมาวางไว้ให้ผมพร้อมเปิดไฟในห้องให้สว่างไสว กลิ่นอาหารโชยหอม เสียงพัดลมที่เอื่อยเรื่อยขับกล่อมไปกับเสียงจักจั่นเรไรจากภายนอก ที่เคล้าไปกับน้ำตาที่ไหลรื่นยาวนาน เรี่ยรดโทรศัพท์ที่พร่ำบอกเพียงแต่ว่า
“หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้”
-------------------------------------------------------------
ไม่รู้เป็นเวลากี่โมง ผมสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ภาพผืนป่ากว้างใหญ่ เสียงตะโกนของไอ้โจรโรคจิตที่หมายปลิดชีวิตผมยังดังก้องในโสตประสาท ใบหน้าของทัพที่ทรมานยังติดตาผมอยู่เสมอ แม้ว่าความเป็นจริงแห่งปัจจุบัน คือ ความมืดมิดที่ไร้แสงไฟ ไม่มีแม้แต่เงาในกระจก ผมยังนอนนิ่งบนเตียงในห้องพักผู้ป่วยรวม ลมอ่อนพัดพากลิ่นดอกไม้ป่าจาง ๆ อันอ่อนโยนให้โชยฟุ้งไปทั่วบริเวณ และพีที่นอนกรนอยู่ตรงโซฟาข้างเตียงผม
เอียงตัวไปอีกด้านหมายปลดเปลื้องความเหนื่อยล้า เห็นเตียงเปล่าอีก 2 เตียงเรียงราย ทิ้งร้าง และยังมีอีก 3 เตียง ที่ประจันหน้าตรงข้ามกัน พลันนั้นเองความสงบก็ถูกสั่นคลอนจากเสียงเสียดแหลมของประตูหน้าห้อง
ใจของผมลอยไปสู่เรื่องเล่าผีในโรงพยาบาล ที่ผมก็ไม่เคยประสบพบเจอด้วยตัวเองสักครั้ง มีเพียงสิ่งเดียวที่ใจผมอธิษฐาน
“ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ผีมีจริง ผมขอเจอทัพสักครั้งนะครับ ครั้งเดียวก็พอ”
เสียงประตูปิดดังปัง พร้อมกับจังหวะการกรนของพีที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยจากการสะดุ้งเสียง แล้วพีก็กรนต่อในทำนองเก่า
ผมค่อย ๆ พลิกกายหันไป กลิ่นหอมอบอวลระลอกใหม่อันแตกต่างจากเดิมกระจายไปทั่ว แต่สิ่งที่รอผมอยู่มีเพียงความว่างเปล่าอันมืดมนเท่านั้น ไม่มีหมอ ไม่มีพยาบาล ไม่มียมบาล ไม่มีอาม่า ไม่มีเตี่ย และไม่มีทัพ
“ทัพ กูคิดถึงมึง”
หากว่าความคำนึงถึงสามารถลอยไปได้ไกลอย่างที่เขาว่าจริง โปรดลอยไปสู่ที่ใดก็ได้ที่ทัพอยู่ ผมไม่อยากลืมตาพบกับความว่างเปล่าอันเวิ้งว่าง จึงร่ำไห้ทั้งตาที่ปิดสนิท
“ยัง ไม่ นอน อีก เหรอ”
เสียงยานครางอันคุ้นเคยสั่งผมให้ลืมตามองวัตถุทะมึนที่ยืนห่างจากปลายเตียงผมราวหนี่งฟุต
ทัพ
นั่นคือ ทัพ
“ทัพ”
“ช่ายยยย เรียก กู ทำ มายย”
สำเร็จแล้วสินะ คำอธิษฐานของผมเป็นจริงแล้วสินะ เรี่ยวแรงทั้งหมดถูกรวบรวมเพื่อผลักดันให้ผมชันตัวท่อนบนนั่งมองคนที่คำนึงทุกโมงยามให้เต็มตา
ทัพเคลื่อนเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น พร้อมกับกลิ่นหอมที่เข้มข้นชัดขึ้นยังปลายจมูก
“กูอยากจะบอกมึง กูขอโทษ กูไม่น่างี่เง่า กูผิดเอง....”
ประโยคที่ยังไม่จบดีของผมก็ถูกขัดขึ้นจากคนนอนเฝ้าเข้าที่กรนเก่ง
“มึงพูดกับใครวะ”
เสียงงัวเงียไม่สร่างของพีดังขึ้น
“ผี”
โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว คำตอบไร้สติของผมได้โพล่งออกไปส่งผลให้เกิดเสียงอึกทึกโกลาหลตามมา
“เห้ย เหี้ย อย่านะ กูมีพระ”
พีเริ่มโวยวายดังลั่น คว้าผ้าห่มไปคลุมตัว ก้อนวัตถุคลุมผ้าห่มเริ่มสั่นระริกด้วยความสยอง
“ใจเย็น ๆ พี ไม่เป็นไรหรอก นี่ทัพเอง” ผมมองไปทางทัพที่เริ่มเคลื่อนตัวเข้าใกล้ผมมากขึ้น ทัพดูซูบผอมเหลือเกิน ทัพแต่งดำทั้งตัว ยิ่งชำเลืองมองก็ยิ่งเศร้า แต่อย่างน้อยผมก็สบายใจว่ามันไม่ได้ปรากฏตัวในสภาพที่เละเทะ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นอาจแปลได้ว่า มันยังมีเรื่องห่วงกังวลมากมายในโลกนี้
“ไม่เป็นไรนะมึง ไม่ว่ามึงจะอยู่ในร่างไหน เละแค่ไหน กูก็ไม่เคยกลัวมึง” น้ำตาผมไหลเจิ่งนองท่วมหน้าอีกครั้ง “พี อย่ากลัวมันเลย มันมาพร้อมกับกลิ่นหอมขนาดนี้ แล้วดูตัวมันสิ น่าสงสาร ซูบเชียวทัพกรณ์ กูจะทำบุญไปให้นะ กูจะขอแม่บวชให้มึงด้วยสักพรรษาหนึ่ง ทัพ โธ่ มึง”
มือแห้งของทัพเคลื่อนมาซับน้ำตาของผม
“มึง ว่าาา อะรายยย น้าาา อ้ายย ตาม”
“กูบอกมึงว่าอย่ากลัวทัพไง”
ผมร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง ให้คนตายต้องมายืนเช็ดน้ำตาให้ จนไฟทุกดวงสว่างขึ้นส่งผลให้ตาผมหยีหลับหนีแสงตามสัญชาตญาณ
“ลืมตาสิตาม”
“ไม่พี กูไม่ลืม” ผมทำใจไม่ได้ ถ้าต้องลืมตาแล้วทัพหายไป ผมยังไม่ได้บอกลามันเลย เขาว่าผีกลัวแสงสว่าง โอกาสของผมหลุดลอยไปเสียแล้ว “มึงเปิดไฟทำไม ไอ้พี ทำไมไม่ให้กูลามันก่อน กูยังไม่ได้บอกมันเลยว่ากูรักมันแค่ไหน กูยังไม่ได้บอกมันเลยว่า กูเคยวางแผนสิ่งที่อยากทำกับมันไว้มากแค่ไหน กูอยากไปเที่ยวกับมันสองคน อยากไปต่างประเทศ กูชอบญี่ปุ่นมาก ตอนนั้นที่ไปคนเดียวกูเหงา กูอยากให้มันมาด้วย”
ทำไมวะ ทำไมต้องเปิดไฟ ร่างกายผมสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
“ทำไมวะ”
“ถ้ามึงออกค่าตั๋ว บวกค่าที่พักทุกอย่าง กูก็ไป”
เผยอตามองเจ้าของเสียงยานช้า ด้วยความมึนงง เบลอ แกมสงสัยกระหายรู้
“กูยังไม่ตาย ไอ้สัด เชี่ยละมึง อวยพรกูให้อายุยืนเหรอไง”
ถึงเสียงจะดูยานช้ากว่าปกติ แต่คนข้างหน้าก็คือ ทัพ... ทัพตัวเป็น ๆ กำลังยืนอยู่ติดผม ขนาบข้างด้วยไอ้พี ทั้งสองคนกำลังจ้องผมด้วยสายตาที่กลั้นขำสุดชีวิต ด้วยอารามตกใจยังคงอยู่ผสานกับความรู้สึกอยากรู้ที่ท้าทายผม มือข้างที่ไร้สายน้ำเกลือก็เคลื่อนไปจับแก้มมันเป็นการพิสูจน์ยืนยัน
“อุ่น”
เป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมา ที่ทัพไม่ปัดมือผมทิ้ง ผมจับมือมันก็พบกับความอุ่น อุณหภูมิของร่างกายที่ไม่มีวันหลอกใครได้ เสียงชีพจรที่เต้นเร่าอยู่ใต้ผิวหนังก็ยืนยันถึงสัญญาณชีพ เมื่อมองลงไปก็เหลือบเห็นถุงอาหารถุงใหญ่ที่มันถือไว้ ทัพบีบมือผมกลับเล็กน้อย ก่อนค่อยคลายมือออกแล้ววางถุงดังกล่าวไว้ที่โต๊ะข้างเตียง นี่สินะที่มาของกลิ่นหอม
“หิวมั้ยไอ้หมอยุงลาย ได้ข่าวว่ามึงซ่านี่ ทั้งวันเขาให้อะไรก็ไม่แดก”
แล้วท้องร้องโครกครากก็ดังขึ้นเรียกความสนใจจากรูมเมตทั้งสองให้หันมามองขวับเป็นตาเดียว ดังลั่นไปทั้งห้องก่อนที่ผมจะเอ่ยปฏิเสธว่า ไม่หิว
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 22
ช่วงนี้ผมจะฟิตเขียนหน่อยนะครับ เพราะใกล้สอบไฟนอลแล้ว ก็ต้องหายตัวไปอีก
เลยพยายามจะแก้งานให้มากที่สุด แล้วนำมาให้ทุกคนอ่าน
ขอบคุณครับผม
:mc4:
-
อ้าววว สรุปทัพยังไม่ตาย เฮ้อออ
-
บทที่ 23
กลับฝั่งกันเถอะ
หมวดทิน หรือ ร้อยตำรวจตรีทินกร ชัยกระจ่างวุฒิ เป็นตำรวจหนุ่มไฟแรง อนาคตไกล มีความสามารถ ตอนที่จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจใหม่ ๆ ญาติพี่น้องต่างชื่นในความเก่งกาจ หมอดูหลายสำนักต่างก็ทายทักกันว่า อนาคตของหมวดช่างสดใส มีแววได้เป็นอธิบดีกรมตำรวจ (ปัจจุบัน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ)
หมวดทินได้คะแนนตลอดหลักสูตรสูงเป็นอันดับต้น ทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติล้วนมีผลการทดสอบสูงโดดเด่นหาคนเทียบยาก จึงถูกเสธ.หลายต่อหลายท่านทาบทามให้ไปเป็นลูกน้อง เพราะทั้งไหวพริบที่ไม่มีใครเทียบ ประกอบกับฝีมือยิงปืนที่แม่นราวกับจับวาง เขาจึงได้ทำงานในกรมแต่แรกเริ่มโดยไม่ต้องออกไปวนอยู่ตามสถานีตำรวจนครบาลหรือภูธรเฉกเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น
แต่คนเราย่อมมีข้อเสียเคียงคู่กับข้อดีเป็นปกติ หมวดทินมีสันดานแย่ที่แก้ไม่ตก ไม่ว่าเพื่อนร่วมรุ่น รุ่นพี่ที่สนิท หรือพ่อแม่จะทักท้วงตักเตือนแค่ไหน เขาก็ไม่เคยคิดจะปรับปรุงตัว นั่นก็คือ ความเจ้าชู้
แรกอาจดูเป็นสิ่งธรรมดาของโลก สำหรับตำรวจหนุ่ม หน้าตาดี อนาคตไกล ที่ย่อมมีเสน่ห์ติดตรึงใจสาวสวยหลายต่อหลายคน หมวดทินบริหารเสน่ห์ตามประสาวัยรุ่น หนักข้อเข้าแม้แต่เมียเก็บของผู้ใหญ่หลายคนเขาก็ไม่เว้น เพื่อนฝูงต่างทัดทานว่า มันอันตราย เป็นแมงเม่าอย่าบินเข้าใกล้ไฟจนเกินตัว ถ้าอยู่ห่างกองไฟก็จะให้ความอบอุ่นแก่เรา แต่ถ้าเลือกโฉบบินเข้าไปแล้ว ท้ายสุดแม้แต่ชีวีก็อาจจะมอดม้วยกลางกองไฟนั้น เขากลับเถียงเพื่อนว่า ถ้าไม่เสี่ยง ใยเล่าจะคุ้มค่า ชีวิตต้องตื่นเต้นท้าทายกันบ้าง แถมเปลวไฟอันร้อนแรงก็แวววาวสวยงามจนเขาต้องยอมเสี่ยง
แล้วหมวดทินก็ได้ตื่นเต้นสมใจอยาก เขาถูกเด้งจากการทำงานที่กรมตำรวจ ทั้งที่เพิ่งเริ่มงานได้ไม่ถึงหนึ่งปี ฉากหน้าคือเขาได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นที่กล่าวขวัญไปทั้งรุ่นเพราะได้ติดยศเป็นร้อยตำรวจโท นำหน้ารุ่นพี่หลายรุ่นด้วยซ้ำ แท้จริงแล้วเขาถูกดองเค็มค้างอยู่ที่ตำแหน่งร้อยตำรวจโทเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ มากไปกว่านี้ยังต้องโอนย้ายไปที่จังหวัดชายแดนใต้ เดชะบุญที่หลังจากผู้มีอำนาจเริ่มสงบนิ่งใจเย็นขึ้นบ้าง หมวดทินจึงถูกปรานีให้ย้ายไปที่จังหวัดตราด บ้านเกิดของตนเอง
เสือไม่เคยทิ้งลาย หมวดทินก็เช่นกัน ก็ยังเจ้าชู้ประตูดิน หลีสาวไปเรื่อย ไม่ว่าพ่อแม่จะพูดเช่นไร เขาก็ทำหูทวนลม รับปากขอไปทีทุกรอบ
วันหนึ่งตำรวจทั้งจังหวัดสนธิกำลังกับทหารบุกจับกุมผู้ค้าไม้รายใหญ่ที่ลอบตัดไม้ในอุทยานแห่งชาติเกาะช้าง วันนั้นเขาได้พบกับสตรีงามท่านหนึ่งที่มาราชการบนเกาะช้าง แน่นอนว่าความหล่อล้ำของหมวดทินเป็นสิ่งที่เขาภูมิใจหนักหนาว่า สิ่งมีชีวิตใดที่เป็นอิตถีเพศก็มิอาจจะต้านทานได้ เขาเดินเกมส์ตามปกติแต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ง่ายอย่างที่เขาคิด เธอชื่อว่า ธาริณี
ธาริณี เป็นคนตราดแต่กำเนิด แต่กลับถูกฟูมฟักโดยญาติสนิทที่กรุงเทพฯ เธอจึงเป็นผู้หญิงหัวสมัยใหม่ ไม่ยอมคน แต่ก็แฝงไปด้วยคติความเชื่อโบราณ ๆ จำพวกรักนวลสงวนตัว
กลายเป็นว่าความแปลกประหลาดอันลงตัวของเธอดันมัดใจทินกรเสียอยู่มัด เขาเลิกเจ้าชู้ไปได้หลายปีเชียวหละ ตามจีบเธอนานจนเวลาล่วงเลยไปหลายขวบปี เพื่อนหลายคนต่างโจษจันว่าในที่สุดทินกรก็ถอดเขี้ยวเล็บแปลงร่างเป็นเสือแสนเชื่อง
ทินกรเทียวไปเทียวมาทำดีกับธาริณีจนในที่สุดเธอก็ใจอ่อน แล้วทั้งสองก็มีลูกชายคนแรกปลายปีเดียวกับที่เขาสองคนฉลองมงคลสมรสที่เกาะช้าง สถานที่แรกที่พวกเขาพบกัน เขาตั้งชื่อลูกชายคนแรกว่า “ทัพกรณ์”
“ดีมากทัพ ยิ่งแม่นเหมือนพ่อเลย”
เป็นธรรมดาในวันเสาร์อาทิตย์ที่ทินกรจะพาลูกชายเขาสวนยางพาราของแม่ยาย เพื่อสอนลูกชายคนเดียวยิงปืน เขารู้สึกภูมิใจที่ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เพราะอายุเพียงแค่ไม่กี่ขวบลูกชายก็ยิงปืนได้แม่นมากพอแล้ว อันที่จริงเขาเลี้ยงลูกชายให้หัดจับปืนก่อนไถรถเด็กเล่นด้วยซ้ำ
“คราวนี้ พ่อจะสอนเรื่องปืนประเภทต่าง ๆ ดีมั้ย”
ลูกชายยิ้มอย่างดีใจ และดูตื่นเต้นยิ่งขึ้นเมื่อผู้เป็นพ่อลูบหัวด้วยความเอ็นดู
“เด็กดี จำไว้นะ ว่าปืนพกแบบนี้มีกระสุนเพียงแค่ไม่กี่นัด ถ้าคนร้ายคิดจะทำร้ายลูก ก็พยายามล่อให้มันยิงกระสุนให้หมด จากนั้นปืนก็เป็นแค่เศษเหล็ก”
ลูกชายขานตอบด้วยความเข้าใจ ธาริณีบ่นกับเขาเสมอว่า ลูกควรจับปากกาก่อนจับปืนสิ แต่ทำอย่างไรได้เล่า ก็ปากกามันไม่ตื่นเต้นเท่ากับกระบอกปืนนี่นา
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
“ปืนก็เป็นแค่เศษเหล็ก ได้ยินมั้ยตาม ปืนก็แค่เศษเหล็ก”
ผมยังจำคำพูดของพ่อได้ดี แต่ราวกับว่าคู่สนทนาไม่ค่อยได้ใส่ใจฟังผมมากนัก มันใจลอยหลายต่อหลายครั้งจนผมเริ่มหวั่นว่าตามอาจตกอยู่ในอันตราย
จากที่ผมคำนวณในใจ อีกเพียงไม่กี่นัดเท่านั้น มันก็จะยิงกระสุนหมด หลังจากนั้นเราก็สามารถเข้าปะทะกับมันได้โดยตรง แต่ดวงผมไม่ได้ดีแบบที่คาด แถมยังทำให้เพื่อนต้องมาลำบากไปกับผม เลือดมหาศาลที่ไหลรดตามทางยิ่งทำให้ผมหวั่นกลัว
อย่าหลับนะมึง อย่าหลับเด็ดขาด
“ทิ้งกู...”
มันพร่ำเพ้อพูดสองคำนี้มานานหลายนาที ซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนเทปที่เปิดหน้าเดิม ใจผมปวดร้าวไปหมด ทำไมต้องทำเพื่อกูขนาดนี้วะตาม ทำไมวะ ? ถ้าผมผ่าใจออกได้ ก็อยากจะเข้าไปกดลบชื่อพี่ปริ๊นซ์ออกแล้วยัดชื่อ ตาม ใส่เข้าไปแทนที่เสียเหลือเกิน แต่มันก็เป็นแค่สิ่งที่เราจินตนาการ ท้ายที่สุดผมก็ฝืนใจตัวเองไม่ได้อยู่ดี
คนบางคนต่อให้ดีแค่ไหน แต่สถานที่ที่เหมาะสมกับเขาก็อาจเป็นได้แค่เพื่อน ต่างจากอีกคนที่ต่อให้เราพบความจริงว่าเขาเลวหรือผิดพลาดเพียงใด แต่ใจที่ทุ่มรักไปจนสิ้น ก็ไม่อาจถอดถอนคืนมาได้อีก
เหมือนสวรรค์เข้าข้าง พวกเราเดินย้อนกลับมาจนถึงบังกะโลของตามี เพียงไม่กี่ก้าวผมจะพ้นชายป่า แต่เพื่อนรักของผมน่ะสิ ร่างกายมันไม่สามารถฝืนรับอะไรได้อีกแล้ว เรากลิ้งล้มไปด้วยกัน ถ้าคุณคิดว่าแค่นั้นผมดวงตกอาภัพโชคแล้ว เปล่าเลย ยังมีอะไรที่อับโชคมากกว่านั้นอีก คือ ไอ้พี่โจรที่ไล่ล่าเข้าถึงตัวพวกผมอย่างพอดิบพอดี
ถ้าเป็นในหนังไทยที่ผมดู เสียงไซเรนต้องดังลั่นไปทั้งบริเวณ แสงไฟจากหน้ารถตำรวจต้องส่องจับไปที่ตัวคนร้าย ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หลายนายควรกรูมาช่วยพวกผมแล้ว แต่ความเป็นจริงก็คือ ผมกำลังถูกเตะอัดที่ชายโครงซ้ำแล้วซ้ำอีก การเตะไม่ได้หนักหน่วงมาก ราวกับมันตั้งใจให้ผมทรมานช้า ๆ มากกว่าจะทำให้ผมตายภายในทีเดียว สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้ก็คือ อดทน ปกป้องไอ้ตามไว้ มันต้องปลอดภัยก่อน สำหรับตัวผมเองนั้น ค่อยคิดทีหลังแล้วกัน
“ผมขอเถอะ จะเอาเงินเอาตัวผมก็ได้”
“กูจะอ้วก”
เพื่อนด่าผมเสมอว่า ต้องตั้งสติ เวลาประหม่ากลัวทีไร ผมจะพูดไม่รู้เรื่องเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ราวกับสมองผมเตลิดจนไม่สามารถเรียบเรียบทุกอย่างได้ดีมากนัก
“ผมขอร้อง”
ผมหันหน้าเอี้ยวหัวไปเผชิญกับมัน แต่ตัวผมยังคร่อมบังร่างของตามไว้
“สายไปแล้ว”
ปลายกระบอกเหล็กจ่อมาที่เรา เมื่อพิจารณาให้ดี มันจ่อตรงไปที่หัวของตาม ไม่ใช่ผม...
ไม่ได้การแล้ว สายตาของผมจ้องนิ้วในโกร่งไก นับจังหวะในหัวแล้วผมก็กระโจนใส่มันทันที เพียงเสี้ยววินาทีเดียวก่อนที่นิ้วจะประทับกดสุด เสียงปืนดังลั่นแต่กระสุนลอยขึ้นฟ้า เราชุลมุนชุลเกแย่งปืนกระบอกนั้นกันสักพัก
ผมโดนอัดเข่าจากการคลุกวงในกับมัน ร่างกายอันปวกเปียกของผมล้มลงใกล้กับร่างท่วมเลือดของเพื่อนที่หายใจอยู่รวยริน แล้วสิ่งที่ผมคาดไม่ถึงก็เกิด ตัวมันถูกเตะลอยไปไกล ไม่พอ มันถูกกระหน่ำซ้ำอีกรอบจากเท้าใครสักคนที่ว่องไว ซ้ำอีกรอบ ซ้ำอีกรอบ ใครบางคนกำลังเข้ามากอดผม เสียงสะอื้นไห้
“ไม่เป็นไรนะลูก ตาอยู่ข้าง ๆ แล้ว ไม่เป็นไรนะทัพ”
ตาอันโรยราของผมยังจับจ้องไปที่โจรชั่วที่กำลังทำท่าจะลุกขึ้น ซึ่งสุดท้ายได้เพียงคิด เพราะมันถูกเตะฟาดอีกรอบจากฝีมือของนักมวยสมัครเล่น ผู้คว้าเหรียญทองในกีฬาเฟรชชีเกมส์ รูมเมตคณะนิติศาสตร์ของผมเอง
“เหี้ย พวกมึงไม่เป็นอะไรนะ”
หน้าพี เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมเห็น
-------------------------------------------------------------
ผมตื่นมาในเช้าวันนั้นเอง วันจันทร์อันวุ่นวายของเมืองกรุง ทว่าผมยังอยู่เกาะกูด ร่างกายอันช้ำบวมระบมไปทั้งร่างเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นจริงของเหตุการณ์เมื่อคืน หน้าพียังเป็นสิ่งแรกที่ผมเห็นเหมือนกับสิ่งสุดท้ายก่อนหมดสติ มันกำลังยืนยิ้มยิงฟันขาวอวดผม สีหน้าดูดีใจสุดขีด
“ตื่นแล้วเหรอไอ้เหี้ย”
นั่นคือคำทักทายที่มอบให้คนเจ็บปางตายเหรอไงวะ
น้ำเกลือที่ไหลเข้าร่างผมอีกครั้งในรอบไม่ถึงหนึ่งปี คงทำให้ผมอ้วนไปอีกหลายกิโลเชียวแหละ
“ตื่นแล้วเหรอ เด็กดี”
เสียงอันคุ้นเคย
“เห้ย พ่อจ๋า”
“เออ” มืออันแข็งกร้าน แต่ละมุนนุ่มอ่อนโยนเสมอเมื่อลูบหัวผม “ทำได้ดีมาก”
“ครับ...?”
“พีเขาเล่าให้พ่อฟังหมดแล้ว ถ้าลูกไม่ทำแบบนี้ ไอ้หมอเพื่อนเราคงตายไปแล้ว”
พ่อบุ้ยปากไปยังเตียงข้างผม คนที่ถูกกล่าวถึงนอนนิ่งสงบไม่ไหวติง ราวกับว่าพีรู้ว่าผมจะถามอะไร มันจึงชิงเล่าก่อน
“ผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี ให้เลือดแล้ว ไม่ต้องห่วงมึง แค่ยังไม่ฟื้น”
“พ่อ... พ่อมาได้ไงอะ?”
“อืม” พีกับพ่อมองหน้ากัน ผิดสังเกตเกินไปแล้ว “ทำไมครับ.... เกิดอะไรขึ้น....?” ผมถามย้ำอีกรอบ แต่ทั้งสองคนก็ยังจ้องหน้ากันไปมาด้วยความสับสนที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“แม่แกเขาอยากมานะ แต่ติดเรื่องผู้ว่าฯ”
“พ่ออย่ามาเปลี่ยนเรื่อง”
“มึงใจเย็น ๆ นอนก่อนมั้ย เดี๋ยวกูไปตามหมอ”
พีพยายามดันผมที่ใช้แรงทั้งหมดถีบตัวเองขึ้นนั่งให้กลับไปนอน
“พอทั้งคู่ เล่ามา”
ไม่มีใครห้ามผมได้ ผมต้องรู้ความจริงทั้งหมดเดี๋ยวนี้ตอนนี้ และผมนั่งพร้อมรอคำตอบจากทั้งคู่แล้ว
“เออ”
ทั้งสองคนพูดพร้อมกัน
“งั้นพีเล่า พ่อไปนั่ง” ผมจัดแจงตำแหน่งให้ทั้งสองคน พ่อลากเก้าอี้มานั่ง พร้อมพึมพำอะไรบางอย่างทำนองว่า ขี้สั่งเหมือนแม่มันเล้ย ไอ้เด็กคนนี้ พีซึ่งถูกผมจ้องอย่างไม่วางตาจึงได้แต่เพียงส่ายหัวก่อนอ้าปากเล่าเรื่องทั้งหมด
“สรุปว่า ตำรวจคนนั้นตายแล้ว”
หน้าผมซีดเผือดไปหมด ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์
“อืม ทำใจดี ๆ นะเพื่อน”
“เขาตายในหน้าที่นะลูก อย่างน้อยถ้าเขาไม่ยิงโต้ตอบถ่วงเวลาให้ ลูกและเพื่อนคงไม่สามารถหนีเข้าไปในป่า ป่านนี้ลูก ๆ ก็อาจตายกันไปแล้ว”
“แต่ถ้าผมกับเพื่อนไม่ตะโกนเรียกพวกเขา คนร้ายก็คงไม่ยิงเขาจนตาย” ผมช็อคกับการสูญเสียที่ผมเป็นคนก่อ ถ้าเพียงผมห้ามตามไม่ให้ตะโกนในตอนนั้นได้สำเร็จ “ผมควรจะห้ามมันไม่ให้ตะโกน”
“ก็เป็นจริงแบบที่พ่อสันนิษฐาน ว่าลูกคงไม่ได้ตะโกน..... แต่ช่างเถอะลูก เราแก้ไขอดีตไม่ได้แล้ว มันเกิดขึ้นไปแล้ว เข้าใจมั้ย....?”
คำพูดของพ่อสะกิดใจผม ใช่เพียงเรื่องเดียวที่ไหนกันเล่าที่ทำให้ผมติดอยู่กับความผิดพลาดที่แก้ไขไม่ได้
“ต้องเดินหน้าต่อไป” พ่อจับมือผมราวกับท่านต้องการส่งผ่านกำลังใจมาให้แก่ผม “คืนนี้งานศพคืนแรก พ่อว่าจะไปหน่อย”
“ผมไปด้วยพ่อ”
“มึงอะนอนเลย”
“ไม่ กูจะไป” ตวาดพีเสร็จ ผมก็หันไปมองพ่อด้วยสายตาอ้อนวอน “นะ พ่อจ๋า ทัพอยากไป แล้วทัพก็อยากไปแทนเพื่อนด้วย”
ตามยังนอนสงบนิ่ง เมื่อมันตื่นคงจะเสียใจมากเป็นแน่
“เอ้า ไปก็ไป ดีเว้ย เด็กดีมากลูกหมวดทิน” มือหนักของพ่อบีบที่ไหล่ ความอบอุ่นแผ่ซ่านมาที่ตัวผมราวกับเป็นน้ำอำมฤตแห่งกำลังใจอีกครั้ง “แต่ต้องไปเกาะช้างนะลูก ไหวแน่นะ วัดที่เกาะกูดศาลาเต็มหมด จัดงานไม่ได้น่ะ”
“ไหวครับ... แค่ไหนก็ไหว”
แค่คิดถึงความโคลงเคลงบนเรือด่วนที่แล่นจากเกาะกูดไปเกาะช้าง แผลตรงชายโครงผมก็พร้อมใจกับส่งความร้อนประท้วงล่วงหน้าแล้ว
“งั้นเดี๋ยวกูไปตามหมอให้นะ”
พีเดินจากไป ทิ้งให้ผมอยู่กับพ่อเพียงลำพัง
“เพื่อนดีนะลูก”
“ครับ”
“ดีแล้ว พ่อไม่มีอะไรต้องห่วง”
“พ่อ ทัพเพื่อนเยอะนะ”
การส่ายหัวของพ่อ ย้ำชัดว่าท่านไม่เชื่อคำโกหกของผม
“พ่อรู้มาตลอดนะทัพ ว่าลูกไม่มีเพื่อนที่โรงเรียน รู้ว่าลูกกดดัน พ่ออยากปลอบลูก อยากคุยกับลูกนะ แต่พ่อไม่กล้า พ่อขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับว่าพ่อเป็นสาเหตุหนึ่ง ไม่สิ สาเหตุหลักเลยที่นำลูกมาเจอเรื่องแบบนี้”
เลือดคาวปริ่มไหลในปากจากฟันที่กัดลึกบนริมฝีปาก น้ำตาเริ่มคลอหน่วย ทำได้เพียงเช็ดออกไป เพราะอยากจะเข้มแข็งเสมอต่อหน้าชายคนนี้
“ไม่ครับ ไม่ใช่”
“พ่อขอโทษนะลูก”
“ไม่ใช่หรอกพ่อ ช่างมัน”
“พ่อดีใจนะ ที่ลูกโตมาได้ดีขนาดนี้ ทั้งที่พ่อกับแม่” พอกันที ร้องไห้ไปเลยแล้วกัน ไม่ต้องกลั้นอะไรไว้อีกแล้ว “ไม่เอาสิ ไม่ร้องนะ โอ้ ๆ เด็กดี”
ผมสะบัดพ่อที่พยายามกอดและยีหัวผม ก็แค่อยากสลัดความเขินอาย เพราะสุดท้ายผมก็ปล่อยตัวเองให้อยู่ในวงแขนของท่าน โดนลูบหลังพร้อมกับฟังคำกระซิบของท่านอย่างตั้งใจ
“พ่อภูมิใจในตัวลูกนะ... ไม่ว่าลูกจะเลือกอะไรก็ตาม”
ขนที่หลังผมลุกชัน ทำไมผมรู้สึกว่าท่านไม่ได้สื่อแค่เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ แต่ท่านกำลังบอกเป็นนัยถึงเรื่องอื่นที่ผ่านมาด้วย
-------------------------------------------------------------
ธงไตรรงค์คลุมทับบนโลงศพของคุณตำรวจที่สละชีพในหน้าที่ ญาติจากต่างจังหวัดกำลังเดินทางมา ผมและพ่อจึงทำหน้าที่เป็นญาติให้กับผู้เสียชีวิตแทนไปก่อน
“พรุ่งนี้ผู้ว่าฯ เป็นเจ้าภาพ แกอาจจะได้เจอกับแม่แกนะ”
“ครับพ่อ”
ชามใส่อาหารของว่างหลังสวดที่ซ้อนอยู่ในถาดถูกวางไว้หลังครัว กะละมังน้ำหลายใบวางเรียงราย
“พ่อไปนั่งพักเหอะ ผมล้างเองได้ ไม่กี่สิบใบเอง”
คืนแรก มีเพียงเพื่อนตำรวจไม่กี่คนเท่านั้นที่มาร่วมงาน
“ไหวแน่นะ?”
“ไหวครับ...”
ผมยิ้มรับให้กับสีหน้าห่วงกังวลของท่าน
“คืนนี้จะกลับไปนอนที่โรงพยาบาลเกาะกูดจริง ๆ เหรอลูก...?”
ตูดที่กำลังหย่อนนั่งบนเก้าอี้ตัวน้อยประจำแท่นล้างจานจึงลอยค้างเติ่ง สายตาของผมมองย้อนกลับด้วยความสงสัย
“ทำไมอะพ่อ ไม่อยากทิ้งตามกับพีไว้อะ”
“พ่อกลัวแกเหนื่อย”
“ไม่เป็นหรอกนะพ่อ ผมบอกตาแล้วให้เอาเรือมารับ รถก็มี คนร้ายก็โดนจับไปแล้ว”
“แต่แผลแกยังไม่หายนะไอ้ทัพ”
“แค่แผลขีดข่วน ฟกช้ำเท่านั้น” ผมหย่อนตูดลงนั่ง “ล้างจานก่อนละกันนะครับ”
ตัดบทดีกว่าจะโต้เถียงกับพ่อจ๋า เถียงไปอย่างไรก็ไม่ชนะ ทำได้เพียงดื้อแพ่งเท่านั้น
แต่ทำไมผมกลับรู้สึกถึงความเคลือบแคลงสงสัยบางอย่างในตัวของพ่อ หรือพ่อจะสงสัยเรื่องที่ผมกลับมาตราดกะทันหัน หรือพ่อจะสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างผมกับตาม หรือว่าพีจะเผลอเล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับพี่ปริ๊นซ์ ออกไป
เรื่องที่ผมเป็นเกย์ ไม่เคยหลุดรอดให้ใครในจังหวัดตราดรู้ ยกเว้นบอส ไม่มีใครสักคนที่ระแคะระคายเรื่องนี้ ผมเรียนรักษาดินแดนเฉกเช่นเพื่อนผู้ชายคนอื่นในรุ่น และโดยส่วนตัว ผมไม่ชอบการตุ้งติ้ง แต่งหญิง หรืออะไรหวาน ๆ แบบที่หญิงสาวชอบกัน ดังนั้นไม่ควรที่จะมีใครสงสัยในตัวผม แต่สายสัมพันธ์พ่อลูกมันบอกให้ผมกริ่งเกรงต่อสายตากระหายรู้ของพ่อ
ความไม่รู้คละความระแวงสงสัยจึงหอบเดินทางกลับเกาะกูดมากับผมด้วย ร่างอันอ่อนล้าของผมล้มตัวลงบนเตียงคนไข้ข้าง ๆ เตียงตาม
“สรุปว่า หมอเขายังให้มึงนอนที่โรง’บาล?”
“เออ กูยังไม่ได้ออก แค่ขอออกไปทำธุระชั่วคราว เขายังต้องตรวจอาการกูอยู่”
“เปลี่ยนชุดสักนิดมั้ย ถ้างั้นอะ”
ผมดูชุดดำในตัวที่ยืมจากคุณหมอ ล้มตัวลงนอนโดยไม่สนใจที่จะนอนทั้งที่ไม่ได้อาบน้ำ แม้แต่เปลื้องผ้าออกเปลี่ยนเป็นอีกชุด ก็ไม่อยากจะทำ
“ไม่เอาอะ ขี้เกียจแล้ว”
ผ้าห่มพิมพ์ลาย โรงพยาบาลเกาะกูด ถูกพาดห่มคลุมทับถึงต้นคอของผม รูมเมตเพื่อนยากของผมเดินส่ายหัวไปปิดไฟด้วยความไม่พอใจ เสียงล้มตัวลงนอนบนเตียงของญาติเฝ้าไข้ดังขึ้นมาชั่วครู่แล้วเงียบลง ผมรู้สึกแย่ที่ทำให้เพื่อนรักเคืองใจ พีมันรีบเคลียร์งานทุกอย่างแล้วพุ่งตรงมาที่เกาะกูดแทบจะในทันที วันนั้นมันรอผมกับตามที่ห้องอาหาร กะเซอร์ไพรซ์พวกเราเต็มที่ แต่ก็ดันเกิดเรื่องเสียก่อน
“มึง... กูกลัวพ่อรู้เรื่องที่กูเป็นเกย์”
ความเงียบที่น่าอึดอัดถูกทำลาย
“อืม”
คำตอบของพี่ลอยข้ามเตียงของตามที่กั้นกลาง
“พี อย่าโกรธกูสิ กูขอโทษ”
“ไม่ได้โกรธ”
“จริงเหรอ”
“เออ จริง”
“กูให้มึงตอบใหม่”
“เออ กูโกรธ” นั่นปะไร “โกรธที่มึงพาตัวเองมาเสี่ยงแบบนี้ โกรธที่มึงทำอะไรโง่ ๆ แล้วไอ้คนที่เรียนหมอก็ทำเรื่องโง่กว่าอีก จบหมอจริงเปล่าวะสัด โกรธที่แม่งไม่คิดจะบอกกูสักคำ อยากทำอะไรก็ทำกันเอง กูไม่ใช่เพื่อนหรือไงวะ”
“กูขอโทษ”
“สรุปมึงกับพี่ปริ๊นซ์เกิดเรื่องเหี้ยไร เล่ามาเลยนะ”
“ได้” ผมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พีที่นิ่งเงียบฟัง “ก็ตามนั้นแหละ”
“ไอ้สัดพี่ปริ๊นซ์”
เสียงต่อยหมัดลมลอยกระทบหูผม
“ช่างเหอะ จิตใจกูเยียวยาตัวเองแล้ว ถ้าตามมันฟื้นแล้วโอเค กูจะกลับฝั่ง กลับ กทม. ไปทำงานแล้วหล่ะ”
“ไอ้เหี้ยปริ๊นซ์แม่ง” เสียงดังอึกทึกเล็กน้อย แว่วเป็นเสียงเหมือนหมัดแหวกอากาศอีกครั้งสองครั้ง ก่อนเงียบหายไป “กูเจอหน้าจะต่อยมันซะที เหี้ย ไม่น่าเลยกู กูไม่น่าชวนมันเลย”
“ชวนอะไรวะมึง”
“รอก่อน รอตามฟื้นก่อน”
“อืม”
“แต่กูถามจริง”
“ทำไมวะมึง...”
“ใหญ่มั้ยวะของพี่ปริ๊นซ์น่ะ?”
“ไอ้เหี้ยพี” เราสองคนหัวเราะพร้อมกัน “กูรักมึงก็ตรงนี้แหละ” สิ้นเสียงพีตอบกลับมาว่า กูก็รักมึงนะทัพ ผมก็พูดต่อ “มึงอย่าไปโกรธพี่เขาเลย เขาคงขาดสติจริง ๆ แหละ พอกูมานั่งทบทวนให้ดี กูก็ผิดนะที่ทิ้งเขาไว้ที่ร้านอย่างนั้น กูควรจะถามเขาก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงต้องตัดสินใจอย่างนั้น มันต้องมีเหตุผลซ่อนอยู่เสมอ”
ผมหลับตาแล้วคิดถึงการกระทำอันแสนสะเพร่าของผม ถ้าเพียงแต่ผมคิดให้ถี่ถ้วนรอบคอบกว่านี้ หลายต่อหลายคนอาจไม่ต้องมาลำบากหรือแม้กระทั่งตาย
“กูก็คิดว่ามีเหตุผลนะ แต่ไม่ว่าจะเหตุผลเหี้ยอะไร มึงจะเจออะไรที่เลวร้ายเพียงใด ก็ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างกระทำเรื่องเหี้ย ๆ กับคนอื่นได้นะเว้ย มันไม่ใช่อะ.... แต่ตอนที่กูไปช่วยเรื่องคดี จากการประเมินเงินที่พี่เขาหาได้ ยังไงก็พอที่จะผ่อนจ่ายหนี้ตามสัญญาฉบับใหม่ได้อย่างสบาย แค่แปลกใจว่าทำไมต้องคิดสั้นเอาตัวเองเข้าแลกขนาดนั้น เท่านั้นแหละ”
“นั่นสินะ”
ตาผมปิดสนิท พร้อมปล่อยกายจมสู่ห้วงนิทรา
“มึง พ่อมึงอะ เค้นกูไม่หยุด ยังกับสอบปากคำกู”
“...............”
“เขาถามกูว่า ทำไมตามต้องเสียสละตัวเองเพื่อมึงขนาดนั้น” ผมหยุดหายใจ ทำไมซื้อหวยไม่ถูกแบบนี้นะ “ไม่ต้องห่วงนะ กูโกหกไปแล้วว่าเราสนิทกันมาก ซึ่งถ้าพูดตามจริงก็ไม่ได้โกหกนะ แค่บอกไม่หมด มึงโอเคนะ”
“กูโอเค”
“มึง”
“ครับ”
“กูกลัวตามไม่ฟื้นหวะ”
“ไอ้บ้าพี ฟื้นสิ”
“มึง”
ผมไม่ชอบเลย ที่พีไม่ตลกเฮฮาแบบเมื่อก่อน บรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ไม่ใช่พีที่ผมรู้จักแม้แต่น้อย
“กูสงสารมันหวะ ถ้ามันตื่นขึ้นมารู้ว่าตัวเองทำให้คนคนหนึ่งต้องตายไป มันจะทำใจได้เหรอวะ...?” ร่างตามที่นอนทอดอยู่เตียงข้าง ๆ เต็มชัดในแววตาของผม “เห็นมันเถื่อน ๆ ชอบเล่นมุกกาก ๆ มันเป็นคนเซนซิทีฟมากเลยนะ ไม่ได้อยากจะผิดสัญญาที่ให้ไว้กับมันหรอกนะ มันร้องไห้เรื่องมึงตลอดเลยตั้งแต่ที่มันรู้ว่ามึงคบกับพี่ปริ๊นซ์”
มีแต่เสียงจักจั่นจากเบื้องนอกที่ดังคลอเท่านั้น
“มันอาจจะจำไม่ได้ว่ามันโทรหากู แต่มีช่วงหนึ่งที่มันเมาแทบทุกคืน แล้วก็โทรมาร้องไห้บ่นเรื่องมึงให้กูฟัง มันบอกมันลืมมึงไม่ได้ มันทำไม่ได้ ก่อนวางก็จะขอให้กูสัญญาจะไม่บอกใคร แล้วมันก็พูดกับตัวเองว่า กูทำใจได้แล้ว กูจะหาแฟนใหม่ กูมีแฟนแล้วอะไรของมันนี่แหละ กูไม่รู้หรอกนะว่าเหี้ยอะไรทำให้มันฝังใจกับมึงขนาดนั้น พอกับที่กูก็ไม่รู้ว่าพี่ปริ๊นซ์มันมีดีอะไรที่ทำให้มึงหลงหัวปักหัวปำ แล้วไม่ต้องห่วงนะ กูจะไม่ละลาบละล้วงเรื่องนั้น แต่...”
“............”
“แต่คือ......”
“พูดมาเถอะพี”
“มึงใจดีกับมันบ้างได้มั้ย กูรู้ว่ามึงเป็นคนแบบนี้มาตลอด มึงเปลี่ยนไปสำหรับมันอะทัพ นับแต่ทริปสงขลาที่มันสารภาพรักกับมึง มึงก็เปลี่ยนไป ปกติมึงเย็นชา แต่ตาของมึงยังมีแววใสว่าใส่ใจ กับตามไม่ใช่ มึงเมินเฉย เหมือนมึงกลัวอะไรตลอดเวลา”
“กูกลัวนะพี”
“กลัวจะหลงรักมันเหรอวะ”
“ใช่เวลาตลกมั้ยพี”
“อ้าว กูเห็นเครียด”
“สัด”
“ฮ่า ๆ หรือกลัวเจ็บ ของตามใหญ่นะมึง มึงก็รู้ กูเคยอาบน้ำกับมัน เห็นหมดอะ”
“สัดพี”
“โอเค ๆ ฮ่า ๆ ว่ามาเพื่อน”
“มิตรภาพมั่นคงมากกว่าความรักนะ” อะห้า เสียงตอบจากพี เร่งเร้าให้ผมที่ทิ้งช่วยเล่า ดำเนินเรื่องต่อ “กูไม่อยากเสียมันไป”
“อืม นั่นสินะ กูนอนละ”
“อืม” เสียงพลิกตัวจากพีเป็นสัญญาณยืนยัน “เออ มึง เรื่องตำรวจที่เสีย เราปิดตามไว้ก่อนดีมั้ย”
“ตามนั้นเลยเพื่อน”
“ทัพ”
ผมที่กำลังเคลิ้มสะดุ้งตอบอะไรสักอย่างไป
“มึงใจดีกับมันได้มั้ย...”
“ยังไง”
“แกล้งหลอกว่ารักมันก็ได้ กูขอ”
“............”
“อย่างน้อยก็แค่ช่วงนี้ ไม่รู้มันเครียดเรื่องอะไรอยู่ แต่กูเชื่อว่ามี” ผมนึกถึงเรื่องหยก “กูอยากให้มันเล่าออกมาเอง ถ้ามึงทำได้แล้วไม่ฝืนใจจนเกินไป ใจดีกับมันหน่อยนะ”
ไม่มีคำตอบใดจากผม และพีก็ไม่ได้คิดที่จะคาดคั้นคำตอบจากผม เราสองคนแค่เงียบใส่กันแล้วปล่อยให้จักจั่นขับกล่อมเราเข้าสู่ห้วงนิทรา
-------------------------------------------------------------
“อาการคุณทัพกรณ์ดีขึ้นแล้วนะครับ สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ก็กินยาตามที่หมอสั่ง อย่าออกแรงมาก พยายามพูดให้ช้า ๆ หน่อยนะครับ จะดีต่อแผลมากกว่า จะได้ไม่กระเทือน ปอดทำงานไม่หนักเท่าด้วยนะครับ อาจดูรำคาญติดขัดไปบ้างช่วงแรก พยายามเข้านะครับ สำหรับค่าใช้จ่ายติดต่อฝ่ายการเงินได้เลย”
ผมยกมือไหว้คุณหมอที่เดินจากไป หันไปยิ้มให้เพื่อนยากที่ยังนอนไม่ได้สติ ลูบเหม่งมันไปหนึ่งที
“กูเคยเฝ้าไข้มันมาแล้วครั้งหนึ่ง เผลอไม่นานก็เฝ้าอีกแล้ว ภาวนาให้เป็นครั้งสุดท้ายนะ”
“เออ ครั้งแรกของกูเลยห่า แล้วนี่มึงจะไปแต่เช้าเลยเหรอวะ”
“อืม ไปรับญาติของคุณตำรวจมาที่วัดน่ะ กูอยากไปขอขมาเขาด้วยตัวเองด้วย”
ผ้าเย็นถูกยื่นมาให้ผมที่ยักคิ้วกลับด้วยความสงสัย
“เอ้า เผื่อโดนตบหน้าไง เอาไว้เช็ด”
“พ่องสิ แช่งกู”
แล้วก็มีแต่เสียงหัวเราะอันสดใสของพีที่ดังกังวานไปทั้งโรงพยาบาล
“มีอะไรโทรหากูล่ะ เอ้า” ผมยื่นโทรศัพท์มือถือของไอ้ตามที่ฝากตามีหยิบมาส่งให้พี “ฝากชาร์จด้วย เผื่อมันตื่น จะได้โทรหาที่บ้าน แล้ววันนี้มึงจะมางานศพด้วยจริงเหรอ”
“มึงดูชุดกู” มันพรีเซนท์ชุดดำซึ่งผมไม่เข้าใจพวกทนายเลย ทำไมถึงต้องพกชุดดำพร้อมไปงานศพไว้ในกระเป๋าทุกครั้ง
“พร้อมขนาดนี้ ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวเย็น ๆ เจอกัน”
-------------------------------------------------------------
(ต่อข้างล่างฮะ)
-
(ต่อจากข้างบนฮะ)
แต่แค่บ่ายโมงกว่า พีก็โทรหาผมแล้ว
“เห้ย มึง ตามฟื้นแล้ว”
ด้วยความดีใจที่เอ่อล้น กลับไม่มีคำใดปริหลุดจากปากผมเลย
“แต่มัน...”
“มันเป็นอะไร”
“มันช็อค กูว่ามันช็อคอยู่ ตามเห็นกูใส่ชุดดำ แล้วกูก็บอกมันว่ามึงอยู่งานศพที่วัด มันคงปะติดปะต่อได้เองแล้วว่าตำรวจวันนั้นเสียชีวิตไปแล้ว มันไม่ยอมตอบสนองอะไรกูเลย พูดด้วยก็ไม่ตอบ หมอถามอะไรก็ไม่พูด พยาบาลยกข้าวมาให้ก็ไม่กิน”
“................”
“กูควรทำไงวะ?”
“ไม่รู้...”
ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าเหตุใดเพื่อนผมถึงอาการหนักขนาดนี้
“กูอยากให้มีนอยู่ด้วย ถ้ามีนอยู่ มันต้องมีคำพูดดี ๆ วลีเด็ด ๆ ปลอบไอ้ตามได้แน่ ๆ”
ผมก็คิดถึงไอ้ตัวเล็กเหมือนกัน
“เอาเป็นว่า กูจะโทรหามีนแล้วลองทำทุกทางแล้วกัน ไงก็เจอกันตอนเย็น”
เสร็จจากสวด พีก็ขอแยกกลับไปดูอาการตามก่อนทันที ส่วนผมก็ต้องเป็นกรรมกรล้างจานอีกเช่นเคย วันนี้งานหนักหนากว่าเดิมเพราะแขกที่มาร่วมงานเป็นคนใหญ่คนโตของจังหวัด ผู้ว่าฯ ก็มา รองผู้ว่าฯ ก็มา ผู้กำกับของสถานีตำรวจภูธรทุกท่านในตราดก็มา แม่ผมติดธุระด่วนไม่สามารถมาได้
และเป็นบุญของผมยิ่งที่ญาติ ๆ ของคุณตำรวจที่เสียชีวิต ไม่ถือโทษโกรธเคืองผม แถมยังมาช่วยผมล้างจานอีกแรง
“พักที่ไหนกันเหรอครับ?”
ผมถามญาติ ๆ ของพี่ตำรวจที่เสียชีวิต เมื่อทราบโรงแรมเรียบร้อย พ่ออาสาพาพวกเขาไปส่ง ผมจึงถือโอกาสติดรถพ่อเข้าตัวเมืองเกาะช้างไปซื้ออาหารให้พีที่รีบกลับโดยไม่ได้ทานข้าวเย็น และซื้อของจำนวนหนึ่งไปให้คนเจ็บ ที่ผมตั้งใจแล้วว่า ต้องให้มันกินข้าวกินปลาให้ได้ แม้ว่าผมต้องง้างปากมันก็ตาม
“พรุ่งนี้สวดวันสุดท้าย ลูกไม่ต้องมาแล้วก็ได้ เพราะว่าเขาจะนำศพไปที่จังหวัดบุรีรัมย์ บ้านเกิดแล้ว”
“ไม่อะพ่อ ผมจะไปให้ถึงที่สุด”
พ่อส่ายหัว จากนั้นก็ทิ้งผมให้นั่งเรือกลับไปยังเกาะกูด เพื่อมาเจอตามที่คิดว่าผมเป็นผีมาขอส่วนบุญจากมัน
ตอนนี้มันกำลังทำหน้าอึ้งถือช้อนข้าวต้มที่ไม่แม้แต่จะตักใส่ปาก มองหน้าผมอยู่ ในขณะที่พีกินหมดไปหนึ่งชามและกำลังคุ้ยขนมซองกินอย่างเอร็ดอร่อย ตามก็ยังเอาแต่จ้องหน้าผม
“จะไม่แดกเหรอ”
“กูมีเรื่องสงสัยเรื่องหนึ่ง”
“ว่ามาสิ”
“กูหันไปจ้องรอบแรก ทำไมไม่เห็นมึง”
“อ้อ ของตก กูเลยก้มเก็บ หันมาตอนนั้นพอดีมั้งมึงนะ”
ทุกอย่างกระจ่างหมด แต่ตามก็ยังเอาแต่จ้องหน้าผมต่อ ไม่แตะของกินแม้แต่น้อย
“รู้สึกผิดหวะ”
“ที่คุณตำรวจตาย”
“เปล่า" ผมกับพียกคิ้วด้วยความสงสัยพร้อมกัน "คือกูรู้สึกผิดที่กูไม่เสียใจที่เขาตายเท่าไร ทั้งที่กูควรเสียใจน่ะ กูกลับดีใจอะ ที่คนตายไม่ใช่มึง”
เอากับเขาสิ ตื่นขึ้นมาก็เริ่มอีกแล้ว
“เยี่ยมเว้ยยยยยยยยยยยย เพื่อนกู หยอดได้ตลอด”
“มึงแดกไปไอ้พี”
พีก้มหน้ากินขนมต่ออย่างหฤหรรษ์
“เอ้า แดกสิ ตาม”
“อยากกินนะ” ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “แต่ยกแขนแล้วเจ็บช่วงท้องที่โดนยิงเหลือเกิน โอ๊ย ๆ ๆ เจ็บจัง”
เหอะ สำออย โดนยิงนะช่องท้องซ้าย มึงนะถนัดขวาไอ้ตาม เอาเถอะ คิดซะว่าเป็นโปรโมชันฉลองการตื่นจากความตาย ข้าวต้มจึงถูกป้อนเข้าสู่ปากคนเจ็บด้วยน้ำมือของผมทีละช้อน ๆ
“ข้าวต้มอร่อยจัง”
ทิชชูเช็ดปากมันอย่างอ่อนโยน พลันเปลี่ยนเป็นบี้หนักเพื่อให้มันระลึกถึงความเจ็บปวดที่ริมฝีปาก ทว่าไม่มีเสียงโอ๊ยจากมันอย่างที่ควร มีเพียงใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“ดีแล้ว อะ อีกคำนะ”
อ้าปากกว้างเตรียมกินข้าวต้ม แต่รอยยิ้มกวน ๆ ที่มุมปาก ก็ยังแขวนค้างอยู่เลยนะ
“อร่อยจัง แหม แหม”
เสียงล้อเลียนของพี ดังประกอบฉากตลอดเวลา
“รีบ ๆ หายได้แล้ว กูอยากกลับ กทม. แล้ว”
“หายแล้วเนี่ย กำลังใจดีอะ”
“แหวะ” สายตาสองคู่ของผมกับตามจับจ้องไปที่ต้นเสียงพร้อมกัน “มันเค็ม ขนมเค็ม กูเลยแหวะ จริ๊งจริง พวกมึง ป้อนไปสิ มองกูทำไม”
“งั้นออกพรุ่งนี้เลยมั้ย”
ผมขู่ พร้อมยัดช้อนใส่ปากมัน เกลียดสายตากะลิ้มกะเหลี่ยที่พร้อมจะกลืนกินผมทุกเมื่อจริง ๆ หรือว่ากูต้องกลับไปใช้แววตาเย็นชาแบบเดิม ถึงจะเลิกใช้สายตาแบบนี้แทะโลมผมเสียที
“ทัพว่าไง ตามว่างั้นครับ”
โอ๊ย เจริญพรละ ไอ้หมอยุงลาย ถามหมอตัวจริงก่อนดีกว่ามั้ย
“งั้นไปตายในทะเลไป๊”
“ไม่เอาอะ กลัวคนแถวนี้ร้องไห้อีก อ้อนวอนขอชีวิตงี้”
“หุบปากมั้ย”
“ทัพ” มือผมถูกคว้าหมับ “โอเคขึ้นแล้วใช่มั้ย”
มันบีบมือผมแน่น แต่ผมก็ไม่ยักปฏิเสธ ได้แต่ตอบ อืม ๆ พร้อมใบหน้าที่แดงแข่งกับข้อมือที่ถูกดึงมั่น
“งั้น กลับฝั่งกันเถอะ”
คำว่า “กัน” เน้นหนัก เคียงคู่กับแววตาอ้อนวอนของมันที่หวานเยิ้ม จนผมทำได้เพียงหลบตาตอบแผ่วเบาว่า ครับ
-------------------------------------------------------------
่จบบทที่ 23
แล้วครับ อิอิ
เจอกันตอนต่อไปฮะ
ขอบคุณสำหรับการอ่าน สนับสนุน และติชมครับผม
:really2:
-
:man1: :man1:
-
ใจคนเรานี้ก็นะ
-
บทที่ 24
งานแต่งงาน
เรื่องที่ผมเป็นเกย์จะกลายเป็นความลับชั่วนิรันดร์ หากจิตใจที่ว้าวุ่นไม่แน่นขนัดจนผมต้องหาทางระบาย
“บอส กูมีเรื่องอยากคุยด้วย”
สายตาท่าทางที่ลังเลของผมมันเห็นได้ชัด จนเพื่อนปฏิเสธ
“ถ้ามึงไม่แน่ใจ ก็อย่าเล่า”
มันก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อ เราไม่พูดอะไรกันอีกหลายนาที จนมันเงยหน้าขึ้นมาอีกรอบ ยกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
“จะเล่นเกมส์จ้องหน้ากูไปเรื่อย ๆ เหรอ”
บอสเป็นคนเรียนเก่ง เพอร์เฟคท์ หน้าตาดี ผอม สูง เป็นนักบาสของโรงเรียนด้วยซ้ำ เหตุใดทำไมผมไม่ชอบมัน ที่น่าแปลกใจกว่านั้น ทำไมคนดีเพียบพร้อมอย่างบอสถึงเลือกคบเพื่อนอ้วนและถูกรังแกเป็นกิจวัตรอย่างผม เพราะการคบผมเป็นเพื่อน นอกจากจะไม่มีอะไรเท่ ๆ แบบที่คนอื่นเขามีกัน บอสยังต้องคอยมาตามล้างตามเช็ดเรื่องที่ผมถูกรังแกอีก
นี่ก็ ม.ปลาย แล้ว ต่างคนต่างเคร่งเครียดกับการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ทำไมบอสยังเลือกคบผมต่อเนื่องยาวนานถึงเพียงนี้
“เออ... คือ”
“ไม่สบายหรือเปล่า”
น้ำเสียงที่เอ่อล้นด้วยความห่วงใย ยิ่งปลุกกระตุ้นต่อมสงสัยของผมให้ขยายใหญ่
“กูถามจริงนะบอส ทำไมมึงคบคนแบบกูวะ กูไม่มีอะไรดีเลย พวกรุ่นน้องที่ส่งจดหมายรักมาให้มึง ก็นินทากูประจำว่าทำไมมึงเอาคนแบบกูเป็นเพื่อน”
“ผู้หญิงที่คิดได้แค่นั้น” หนังสือเตรียมสอบวิชาเลขถูกคั่นหน้า ปิดลง “กูไม่คิดจะเอามาใส่ใจให้ปวดหัวหรอก แล้วอีกอย่างมึงเป็นเพื่อนกู จบปะ”
“ทำไมล่ะ”
“ก็ไม่ทำไม”
“ถ้าตอนแรกกูพอเข้าใจนะ ที่ตอน ม. 1 เราต่างคนต่างมาสายทั้งคู่ ก็เลยจำใจต้องนั่งคู่กันที่โต๊ะหน้าสุด แต่ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ มันก็ล่วงเลยมาจน ม. 4 แล้ว แต่เราก็ยัง....”
“ไอ้ทัพ มึงอยากรู้จริงเหรอ”
“เออ”
“เอาจริงนะ กูไม่คิดอะไรทั้งนั้นแหละ นั่งกับใครก็ได้ ไม่มีเหตุผล” แค่นี้เองเหรอ คือ ไม่มีเหตุผล ไม่มีอะไรเลย “ตอนแรกกูก็หวั่นเพราะมึงดูเหยาะแหยะ ยิ่งช่วงหลัง ๆ มึงถูกรังแกมากเข้า กูสารภาพเลยว่าเคยมีห้วงหนึ่งของความคิดที่อยากจะหนีไปนั่งกับคนอื่น”
“แล้วทำไม”
“อย่าขัด กูเล่าอยู่”
“ครับพี่”
“ฮะฮ่า ดีน้องอ้วน กูชอบมึง ที่เถรตรง คิดอะไรก็พูด มึงเป็นคนดูง่าย ไม่มีพิษมีภัยกับใคร แต่เพราะความไม่มีพิษมีภัยของมึง เลยถูกรังเกียจจากพวกคดง้อในโลกนี้ไง เขาจะเลี้ยวซ้ายกันซึ่งมันผิด มึงดันเดินตรงไปข้างหน้าแถมโร่ไปบอกคนมีอำนาจให้มาจัดการพวกเลี้ยวซ้ายอีก ทำตัวเป็นตำรวจโลกไปได้”
แล้วมันก็ขำออกมา
“แต่ กูไม่โง่ทัพ มึงจะถามเรื่องอะไรกู หรือจะเล่าอะไร เรามีกันแค่สองคน บรรดาแฟนคลับที่แอบชอบกู กูไม่เคยนับ” บอสมันคบแฟนเปลืองครับ คบทิ้งคบขว้าง บางคนคบได้สองสามอาทิตย์เขาก็ทิ้งมันแล้ว ฟังไม่ผิดหรอกครับ เขาทิ้งมันทั้งนั้น ไอ้บอสมันนิ่งติดออกบื้อ ๆ ถึงแม้มันจะฉลาด แต่เรื่องอารมณ์โรแมนติคแบบที่สาว ๆ ชอบ บอกเลยว่าไม่มี เพียงเพราะความเย็นชานิ่งขรึมของมันนี่แหละที่เป็นเสมือนกองไฟ หลอกล่อให้แมงเม่าสาว ๆ บินมาตายหลายรายแล้ว “เล่าสิ”
โดนกระตุ้นย้ำซ้ำอยู่หลายรอบ จำใจเริ่มเล่า เริ่มจากเรื่องไกลตัวก่อน
“ถ้ากูเป็นโรค หรือ มีอะไรผิดปกติจากคนอื่น จะรังเกียจกูมั้ย”
“เข้าเรื่องทัพ”
“กูเป็นเกย์ กูชอบพี่ปริ๊นซ์”
เสียงตะโกนแผดลั่นไปทั่วบริเวณ โชคดีที่หลังอาคาร 3 เวลาเย็น ไม่มีใครเลยยกเว้นพวกผม และไอ้ปื้อ หมาหลังอานของ อ. ดวงกมล ที่เงยหน้าผงกหูมองผมแวบสั้น ๆ ก่อนล้มตัวลงนอนรอเจ้านายต่อ
“กูรู้นานแล้ว”
มันเปิดหนังสือเตรียมสอบวิชาเลขขึ้นมาดูอีกครั้ง สมาธิทั้งมวลพุ่งลงไปที่หนังสือปกน้ำเงิน
“หา”
“ช็อคเลยเหรอ”
ใบหน้ายังจมอยู่ที่เดิม พร้อมกับปากกามั่นในมือที่ขีดเขียนคำนวณบางอย่างลงไป
“เอ่อ.... มึงไม่รังเกียจกูเหรอ? แบบ ยี้ ตุ๊ด ผิดเพศ ยี้... วิปริต แบบนี้”
“ไม่อะ กูรอมึงเปิดใจอยู่” บอสลุกขึ้นเก็บข้าวของทุกอย่างลงกระเป๋าแบบทันทีทันใด เล่นเอาผมตกใจผงะถอยเกือบตกเก้าอี้หินอ่อน แค่นั้นไม่พอยังมีน้ำใจเผื่อแผ่ยัดข้าวของของผมลงกระเป๋าให้ด้วย “ไปเอาคืนที่บ้านกู”
มันล็อคคอผมลากไปทางโรงจอดรถมอเตอร์ไซค์ของโรงเรียน
“ต้องไปทำงานอังกฤษของดวงกมล มึงจำได้ปะ”
ผมนิ่งคิด มีงานด้วยเหรอ ทำไมนึกไม่ออก
“ตอนนั้นมึงโดนเปิ้ลแกล้งอยู่ไง จำได้เปล่า ที่มันเอารองเท้านักเรียนมึงปาขึ้นไปบนหลังคาโรงยิม แล้วกูก็วิ่งไปหาไม้มาช่วยเขี่ย เสียเวลาไปหลายชั่วโมงเลย คนอื่นเขาเลยจับกลุ่มกันหมดแล้ว กลุ่มละ 5 คน แต่เราอยู่กัน 2 คน ก็ได้ อย่าลืมพวกเราน่ะตัวท็อปโรงเรียน”
ท็อปที่ว่า คือ ได้คะแนนสูงนะครับ ถ้าเรื่องหน้าตา ไอ้บอสอาจจะท็อปโรงเรียน แต่ผมน่ะ ท้ายสุดหลังโรงเรียน เผลอ ๆ หลุดออกนอกโรงเรียนไปเลยด้วยซ้ำ
“วันนี้กูได้หนังแผ่นมาเด็ดมาก มาดูกันตามประสาวัยรุ่น”
“หนังอะไรวะ”
“หนังที่ผู้ใหญ่ดูกันไง”
“คืออะไรวะ”
เท้าอันสะเปะสะปะของผมปาดไปปาดมาด้วยความไม่เข้าใจ บอสกึ่งกอดคอกึ่งลากผมไปตลอดทาง
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
“ทัพ” มือผมถูกฉุดกลับ ก่อนจะเอื้อมไปเปิดประตูหน้ารถแค่ชั่ววินาที “มานั่งข้างหลังกับกูได้มั้ย”
แดดยามสี่โมงครึ่งของ จ.ตราด ยังเลิกเสมอต้นเสมอปลาย ผมอยากเอาตัวเข้าไปตากแอร์ในรถแล้ว เสียงคนเจ็บออดอ้อนก็ชวนรำคาญ เห็นใบหน้าแววตาพีที่ฉายชัดราวกับพูดกรอกหูผมว่า “ตามใจมันหน่ยอสิ” ผมเลยเลือกที่จะแทรกตัวเข้าไปนั่งกับมันโดยไม่เอ่ยขัดอะไรให้เสียบรรยากาศ
“แหม สัด พวกมึงสองตัวนั่งหลังรถ ให้กูขับรถอยู่ข้างหน้าลำพัง เอาเลยครับคุณชายทั้งสอง เดี๋ยวสารถีพีคนนี้จะพาไปส่งถึงบ้าน”
“เออน่า มึงก็ขับตามรถบอสไป มันรู้ว่าบ้านแม่กูอยู่ไหน”
ผมปัด พร้อมกับมองท่าทางตะเบ๊ะรับคำสั่งอันยียวนของพีผ่านกระจกมองหลัง ตามค่อย ๆ เอนหัวลงมานอนหนุนที่ตักของผม
“ง่วงแล้วอะ ยาที่กินออกฤทธิ์แล้ว” จ้า จ้า อยากทำอะไรก็ทำ ได้แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละมึง “ตามนอนนะ ทัพอนุญาตมั้ย”
“ยี้ อยากสำรอก มาแทนตัวเองว่าทัพว่าตามใส่กัน แหวะ”
จะไม่อนุญาตก็ไม่ทันแล้ว เพราะเจ้าตัวนอนลง หลับตาพริ้ม แต่ยังมีแรงโต้ตอบเจ้าของรถ
“เสือกไรไอ้อ้วน”
“ไม่มีไรครับไอ้หมอยุงลาย นอนไปมึง”
หลังจากเราขับรถเป็นขบวนเรียงสามไม่นานมากนัก ตามก็หลับสนิทโดยหนุนตักของผมต่างหมอน
ขบวนรถเรียงสามของเราประกอบด้วย คันหน้า นำโดยรถของบอส คันถัดมาเป็นรถของพีที่มีผมและตามโดยสารไปด้วย ปิดท้ายด้วยรถของไอ้ตามที่ตอนนี้มีนเป็นคนขับ
หลังจากเสร็จพิธีสวดในคืนที่ 3 ที่สุดท้ายคุณหมอก็ไม่อนุญาตให้ตามมาร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพ ญาติของคุณตำรวจก็พาร่างของเขากลับจังหวัดบ้านเกิดท่ามกลางความอาลัยเศร้าของเพื่อนร่วมงานในวันรุ่งขึ้น ถัดมาได้หนึ่งวันในเช้าของวันศุกร์ หลังจากตามรบเร้าคุณหมอซ้ำแล้วซ้ำอีก สุดท้ายคุณหมอก็อนุญาตให้ตามออกจากโรงพยาบาลได้ มันกระซิบข้างหูพีดังลั่นชนิดไม่เกรงเพื่อนร่วมวิชาชีพเลยว่า
“กว่าจะปล่อยกูกลับได้”
ผมกับคุณหมอเจ้าของเคส ได้แต่ส่ายหัวพร้อมกันให้มันที่ทำหน้าทองไม่รู้ร้อน ก่อนที่ผมและพีต้องช่วยมันหอบหิ้วยาสารพัดอย่าง มีทั้งยาฉีด ผ้าทำแผล แอลกอฮอล์แพด เรียกได้ว่า คุณหมอคงตัดใจและปล่อยให้ตามดูแลรักษาตัวเอง
ผมยังได้ยินคุณหมอกำชับมาเลยว่า “ รู้ใช่มั้ยว่าต้องดูแลแผลยังไง แล้วก็อย่าซ่านัก รีบหาย รีบไปรักษาคนป่วย” ซึ่งไอ้ตามก็ตอบรับด้วยหน้าระรื่นยิ้ม
“ดีเหมือนกันนะ เหมือนทริปท่องเที่ยวบ้านมึงของห้อง 507 เลยวะ”
เพลงจากแผ่นเสียงรวมเพลงฮิตในอดีตของพีดังลั่น เพลง นึกเสียว่าสงสาร ของคุณ อ้อย กะท้อน รถไฟดนตรี บรรเลงขึ้น เพลงโปรดของแม่ผมเลยหล่ะ
“อืม ก็ดี” ตาผมมองออกไปนอกหน้าต่าง แม้ว่ามือยังลูบไล้เส้นผมคนที่นอนบนตักไปด้วยก็ตาม “กูมีเรื่องจะปรึกษามึงหวะ”
“เรื่องพี่ปริ๊นซ์?”
พีทำเสียงสูงท้ายคำ บ่งชัดว่ากำลังเคลือบแคลงไม่แน่ใจ
“ไม่อะ เรื่องตาม”
“อะห้า”
ผมเงียบอีกสักพัก พีก็ไม่รบเร้าให้ผมรีบเล่า เพลงยังดำเนินต่อไปจนถึงท่อนฮุค
เพราะโลกนี้มีเธอ เพียงคนเดียว... ฉันจึงเสียเธอไม่ได้ ถ้าเธออยากทำร้าย ก็เชิญ แต่อย่าเดินหนีไปจากฉัน
“นึกเสียว่าสงสาร อย่าลงทัณฑ์ด้วยการลาจาก...”
พีคลอร้องตามเพลงอย่างอารมณ์ดีจนจบท่อนนั้น แล้วผมก็เล่าเรื่องตามกับหยกให้พีฟังทั้งหมด เมื่อเรื่องราวทั้งหมดจบประจวบเหมาะกับที่รถเราทั้งสามคนเหยียบเข้าเขตตัวเมืองตราด
“มึงจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ”
“กูอึ้งวะทัพ” พีตบไฟเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันตามบอสไปติด ๆ เพลงถูกปิดไปตั้งแต่ผมเล่าฉากที่ตามเมาแล้วไปข่มขืนหยก เราจอดเรียงรอการเติมน้ำมัน ความเงียบยังปกคลุมอีกสักพัก จนเมื่อพีสั่งเด็กปั๊มว่าเต็มถังเสร็จ มันก็หันมาเจรจากับผมต่อ “กูยังติดภาพว่าเราเป็นเด็ก ไม่ได้คาวโลกผ่านโลกีย์ขนาดนี้ แต่เอาจริง เราโตและเดินตามทางของเราไปไกลเสียยิ่งกว่าที่กูคิดนะ”
ผมเงียบงันกับความเศร้าสร้อยระคนงงงวยของพี
“เอาเป็นว่า” เสียงสดใสของมันดีดกลับมาทันที แทบปรับตัวไม่ทันกันเลย “กูพอหาทางแก้ไขปัญหาได้ ต้องให้ตามเล่ารายละเอียดอีกที เชื่อมือกูสิ ทนายมือทองแบบกู”
“ขอบคุณมึงนะ”
“ขอบคุณทำไม ยอมเป็นเมียไอ้ตามแล้วเหรอ มีขอบคุณแทนกันด้วย กิ๊ว ๆ”
“สัด”
“ฮะฮ่า จ่ายด้วยบัตรด้วยครับ”
พีหันไปคุยกับเด็กปั๊ม ยื่นบัตรเครดิตที่สะท้อนแสงออกไป
“ขอบคุณจริง ๆ นะไอ้พี”
“กูก็ต้องขอบคุณมึง ที่อยู่เป็นเพื่อนตาม ขอบคุณที่มึงเลือกที่จะไม่ทำลายความสัมพันธ์ของเราสี่คน” แล้วพีก็ขับรถตามไปจอดที่หน้าร้านสะดวกซื้อเคียงคู่กับบอส เพื่อรอมีนเติมน้ำมัน “เหนียวแน่นได้ ก็ขาดสะบั้นได้ ความสัมพันธ์นะ ไม่ใช่เส้นก๋วยเตี๋ยว ฮะฮ่า”
ใช่แล้ว ถ้าผมเลือกที่จะไม่สนใจตามอีกรอบ มิตรภาพของเราสี่คนก็คงพังทลายตามไปด้วย
สมาธิจวนแน่วแน่หากไม่ถูกทำลายด้วยเสียงเคาะกระจกของหมอฟันหนุ่ม กระจกรถถูกเปิดลงมาด้วยฝีมือของสารถีส่วนตัวของผม
“ทัพ กูแวะไปโรงพยาบาลก่อนนะ มึงบอกทางพีด้วยละกัน แล้วอีกสักชั่วโมงนึงมารับกูที่บ้านที กูจะเลยไปจอดรถไว้ที่บ้านเลย ขออาบน้ำหน่อย มึงก็รู้งานเลี้ยงรับขวัญของแม่มึง ไม่เคยเล็กแบบที่ปากพูด”
เย็นนี้ แม่ผมจะจัดงานเลี้ยงรับขวัญผมกับตาม คนที่แม่เคยแต่ได้ยินชื่อ เห็นรูป แต่ไม่เคยเจอตัวจริงสักที อันที่จริงก็รวมพีและมีนด้วยที่แม่ได้ยินเพียงแค่ชื่อ แม่มักพูดเสมอว่าเป็นงานเล็ก ๆ เหอะ... บอสก็รู้ ผมก็รู้ ว่าสเกลความเล็กใหญ่ของเราแม่ลูกไม่เคยพ้องต้องกันสักรอบ
“อืม ได้เลยเพื่อน”
-------------------------------------------------------------
“โอโห บ้านแม่มึงใหญ่นะเนี่ย”
“เออสิ เก็บเงินเก่งชิบหาย ตอนแรกไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้นะ ขยันสร้าง ขยันต่อเติมมากอะ” คนที่นอนหลับสนิทก็ยังหลับตาพริ้มสบาย “ตาม ตาม”
ไม่มีวี่แววสักนิดว่าจะตื่น ถึงผมจะเขย่าตัวนานเท่าใดก็ตาม
“มึงละมุนไปสัด มากูเอง”
แล้วไอ้พีก็ตบเหม่งไอ้ตามดังลั่นราวกับตีฆ้องในวงดนตรีไทย
“โอ๊ย ไอ้เหี้ย ใครตีกูวะ”
คนที่โดนตบเหม่งดีดตัวขึ้นมาราวกับผีดูดเลือดพุ่งออกจากโลง
“เออ กูเองนี่ละ”
“ไอ้อ้วน”
“เห็นปะ ทัพ มันตื่นแล้ว เอ้า ลงรถไปไหว้แม่มึงกัน”
บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น แม่ผมถูกชะตากับไอ้สามตัวนี้ทันที โดยเฉพาะมีน ที่พูดน้อยแต่ช่วยท่านจัดนู้นจัดนี้ ยกจาน ยกอาหาร ส่วนตามถูกแม่สั่งไปนั่งอยู่เฉย ๆ ห้ามทำอะไรทั้งนั้น โดยมีพีคอยกำกับอยู่ข้าง ๆ ส่วนผมนะเหรอ กลายเป็นแจ๋วก้นครัว ทอดปลาอยู่กับพี่คนงานนะสิ
“นี่แม่ขนคนมาทั้งศาลากลางเลยมั้ยครับพี่”
“ไม่หรอกจ้ะ น้องทัพ ยี่สิบกว่าคนเอง”
โอ๊ย ผมจะเป็นลม เล่นใหญ่สไตล์แม่จ๋า เลยขอตัวออกจากห้องครัวมาคุยกับแม่ แล้วก็จะเลยไปรับบอสด้วยเลย
“แม่ นี่ชวนมาขนาดนี้เลยเหรอ”
แม่ยิ้มแทนคำตอบ
“วันนี้คืนวันศุกร์เอาให้หนำใจเลยลูก ใครกินเหล้าเมาก็ก๋องหลังกันขึ้นห้องไปนอนได้” ก๋องเป็นภาษาตราด แปลว่า ขี่คอ
“ก๋องคืออะไรอะครับแม่”
เสียงเจื้อยแจ้วสงสัยของตามลอยมา พร้อมกับเสียงชู่ปากของพีที่สั่งให้มันอยู่เฉย ๆ แม่จ๋าแค่หันไปยิ้มให้ตามหนึ่งทีแล้วกลับมาเจรจากับผมต่อ
“ทำไมจะชวนมาไม่ได้ล่ะ ฉันยอมชวนพ่อแกมาด้วยเลยนะ นี่ไม่เจอหน้า ไม่คุยกันมาหลายปี เห็นแก่ลูกเลยนะ”
ระอาใจกับการเล่นใหญ่ของแม่จ๋า ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ
“จ้ะ เอาเลยจ้ะ เดี๋ยวทัพไปรับบอสก่อนนะ ขอกุญแจมอไซค์”
ผมแบมือเหมือนลูกสุนัขขออาหารเจ้านาย ซึ่งแม่ก็โยนใส่มือให้อย่างไม่ปรานีปราศรัย ได้แต่เอามือถูไปถูมาด้วยความเจ็บ มองอย่างปะหลับปะเหลือกใส่แม่ที่เชิดหน้าใส่ผม เดินไปจัดโต๊ะอาหารต่ออย่างไม่ใยดีลูกชายอดีตหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ เดินออกไปบอกเพื่อนทั้งสามคนแล้วขี่มอเตอร์ไซค์จนมาถึงหน้าบ้านไอ้บอส
มีรถทะเบียนกรุงเทพฯ จอดอยู่หนึ่งคันหน้าบ้านของมัน คิ้วหน้าของผมก็ยกม้วนด้วยความงุนงง หลังล็อคคอรถมอเตอร์ไซค์แล้ว เอื้อมมือจะไปกดกริ่งเรียกแต่สายตาดันว่องไวเห็นประตูรั้วแง้มเปิดอยู่ จึงถือวิสาสะเดินเข้าไปในบ้าน
“บอส”
กำลังจะตะโกนให้สุดเสียง ก็เห็นเงาตะคุ่มบางอย่างอยู่หน้ารถของบอสที่จอดนิ่งในโรงจอดรถ ปากของผมจึงถูกนาบปิดสนิทโดยอัตโนมัติ
“เพื่อนพี่ทำร้ายเพื่อนผมมากไปแล้วนะครับ”
“คิดว่าพี่อยากให้เป็นแบบนี้เหรอบอส....” เสียงกังวลราวกับกำลังอ้อนวอนให้อีกฝ่ายเห็นใจ “เข้าใจพี่ด้วย”
“ผมเข้าใจครับ แต่ผมไม่พอใจ”
เงาตะคุ่มนั่นคือ บอส และ พี่ปัน และสิ่งที่ผมเลือกก็คือ ซุ่มแอบฟังอยู่ตรงนี้ถึงจะรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นการไม่ควร
“พี่ตีรถจากกรุงเทพมาทันทีที่ทราบข่าวว่าทัพถูกทำร้ายเลยนะ ไอ้ปริ๊นซ์ก็มาด้วย แต่ไม่ต้องห่วงพี่ไล่มันไปที่บ้านแล้ว มันจะไม่โผล่ออกมายุ่มย่ามใจทัพเด็ดขาด”
“ผมจะไม่มีวันสนับสนุนเพื่อนผมให้รักคนเลว ๆ อย่างเพื่อนพี่”
“เรื่องเหี้ย ๆ พวกนั้น พี่ก็เพิ่งรู้ ไม่มีใครรู้....” ยังไม่ทันที่พี่ปันจะพูดจบประโยค ก็ถูกมือใหญ่โตของบอสคว้าหมับคล้องคอไว้แน่น บอสก้มตัวลงพร้อมกับกระชากร่างบางให้เข้าใกล้ กดจูบลงไปหาคนเตี้ยที่ยืนประจันอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ผมเห็นชัดเลยว่าลิ้นของบอสพัวพันอยู่ในปากของพี่ปันที่ดูเหมือนจะยินดีกับจุมพิตครั้งนี้ เป็นเวลานานสองนานที่ผมยืนมองสองคนนี้แลกลิ้นกัน
“บอส”
เสียงแผ่วเบาของพี่ปันลอยมาตามลม มันดูละมุนและไม่กระด้างแบบสมัยเรายังเป็นเด็ก มือขาวสะอาดของพี่ปันดันอกแกร่งของบอสให้ห่างออกไปเล็กน้อย พี่ปันหอบพร้อมกับสูดอากาศอย่างโหยหา
“ผมอยากแก้แค้นแทนเพื่อนผม เพื่อนพี่ทำเพื่อนผมไว้เยอะ ผมก็จะแก้แค้นจากพี่นี่แหละ”
“บอส”
เป็นอีกครั้งที่พี่ปันที่เคยดูเข้มแข็งดุกร้าว กลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น
“อย่าเอาเรื่องของเรามาเป็นข้อต่อรองในเรื่องของคนอื่นเลย”
“เรื่องของเราเหรอครับ” บอสเอามือล้วงกระเป๋า ยืนด้วยท่าหล่อบาดใจแบบนายแบบ สะโพกของมันเท้าลงไปที่กระโปรงหน้ารถดูไม่ยี่หระกับสิ่งที่มันเพิ่งกระทำไป “ผมขอคิดดูก่อนนะครับ พี่กลับไปได้แล้ว ทัพคงใกล้มาแล้ว”
เมื่อได้ยินชื่อตัวเองเต็มสองรูหู จึงแสร้งเดินถอยหลังไปหลายก้าว แล้วตะโกนเรียกชื่อเจ้าของบ้านสุดพลัง เนียนสมใจอยากเลยหละ บอสเดินออกมาพร้อมกับพี่ปัน ทุกอย่างดูปกติ บอสยังหน้านิ่งเหมือนเดิม แต่ใบหน้าแดงเป็นผลตำลึงของพี่ปันนะสิ ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด
“ไปด้วยกันมั้ยครับพี่ปัน”
หลังจากผมเล่ารายละเอียดเรื่องงานเลี้ยงคืนนี้แล้ว พยายามทำหน้าให้ปกติที่สุดที่จะทำได้ น้ำเสียงฟังดูสบายของผมสามารถปกปิดพี่ปันได้สนิท แต่สำหรับเพื่อนสนิทของผมที่กำลังแผ่กระจายรังสีแห่งความเคลือบเคลืองใส่ผมอย่างไม่หยุดหย่อนนะสิ ผมควรทำอย่างไรดี
“ไม่หรอก พี่เขาติดธุระ”
บอสตอบแทนเสร็จสรรพ ยังคงจ้องผมอย่างไม่วางตา
“เออ ... พี่... คือ...”
คนที่ควรตอบได้แต่อึกอัก แล้วสุดท้ายพี่ปันก็ส่ายหัว ขอโทษและขอบคุณผม ก่อนเดินจากไป สตาร์ตรถหายไปในเวลาไม่กี่นาที โดยไม่บอกลาใครสักคน
มือไหว้ลาพี่ปันที่ยกค้างอยู่เพียงลำพัง ยังมองควันจากรถทะเบียนกรุงเทพฯ ที่พวยพุ่งออกมา ภาพของเจ้าขอบรถที่ถูกดันออกจากบ้านด้วยสายตาเย็นชาของไอ้บอสลอยวนในจักษุประสาท แล้วมันก็หันมาดันหลังผมออกจากบ้านอีกราย ก่อนล็อคกุญแจประตูรั้ว ไม่มีสักเสี้ยววินาทีที่มันจะหันไปมองรถของพี่ปันที่ขับจากไป
“เออ แม่มึงละ กูยังไม่ได้ไปไหว้”
“ไปทอดผ้าป่าที่จันทบุรี”
“อ้อ เหรอ”
“อืม”
“อืม”
“อืม”
“อื้มมมมม”
“มึงจะพูดอะไรก็พูดมา”
“เปล่าจ้ะบอส” ผมกำลังจะขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ ก็ถูกไอ้บอสเบียดตัวดันไปเป็นคนซ้อนแทน “กูขี่ได้นะ”
“มึงยังเจ็บอยู่ กูขี่เอง”
“อะ ก็ดี”
“ดีมากน้องอ้วน”
“มึง”
“พูดมา”
“ทำงานใช้ทุนเสร็จ จะทำไรต่ออะ”
“เรียนเฉพาะทางมั้ง ไม่ก็จะไปเป็นทันตแพทย์อาสาตามชายแดนสักปี”
“คนดีจัง”
“เพื่อนมึงก็คนดีตลอด”
“เออ ...”
ภาพจูบของบอสและพี่ปันยังติดตามผมอยู่
“พูดมาเถอะ”
“ไม่มีอะไรจริง ๆ”
แล้วพวกเราสองคนเงียบตลอดทาง ผมคิดสะระตะสารพัดว่าจะถามเรื่องนี้อย่างไรดี อีกไม่กี่เมตรก็จะถึงบ้านแม่แล้ว เพียงเลี้ยวขวาตรงหัวมุมเท่านั้น
เหมือนกับว่าใครมาดีดนิ้วใส่หน้าผม ผมนึกออกแล้วว่าควรจะเริ่มถามบอสอย่างไร ทว่าความสงสัยอีกประการหนึ่งก็ดันเกิดแทรกขึ้นมาเสียก่อน เพราะว่าแม่จ๋ากำลังยืนรอรับผมหน้าบ้าน แค่แม่จ๋าคนเดียวไม่พอ ยังมีรูมเมตทั้งสามของผมยืนล้อมอยู่ด้านหลังราวกับองครักษ์ประจำตัว
“เตรียมชุดหรือยังลูก ต้องหล่อสุด ๆ ไปเลยนะ”
“อะไรอะแม่”
ไม่ใช่แค่ผมที่งงหรอก บอสก็งงไปตาม ๆ กัน มันเข็นมอเตอร์ไซค์ไปจอด แต่ยังคงมุ่นคิ้วและเอี้ยวคอจ้องผม
“เอ้า นี่ไม่รู้เรื่องเหรอ”
แม่หันหัวไปคาดโทษพีที่ยืนหลบมุมอยู่เบื้องหลัง
“ครับแม่” แม่ มีน และตาม ทั้งสามคนหัวเราะพร้อมกัน ท่ามกลางความไม่เข้าใจของผมกับบอส “ทัพ จำหลินได้มั้ยมึง”
ผมผงกหัว ใครจะลืมกัน หลินแฟนไอ้พี มานั่งเฝ้าผมตอนที่ถูกแทงหลายต่อหลายครั้ง บางทีสาวเจ้าก็มาคนเดียวเพราะพีติดธุระด่วน เรายังแลกไลน์แลกเฟซบุคเอาไว้เลย
“กูกับเขา จะแต่งงานกันนะ มึงสามตัวต้องไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวนะ”
เหยดดดดดดดดด
ผมมองไปทางบอส ความสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมันและพี่ปันยังเต้นเร่าในสมองของผม เมื่อตัดสลับมองไปทางพี ความดีใจอันสูงสุดก็โลดแล่นอยู่เช่นกัน
การแต่งงานของพี แล้วพวกเราต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวก็แปลว่า ผมกับตามต้องใกล้ชิดกันอยู่สินะ หรือนี่เป็นแผนของพีที่จะให้ผมกับตามได้อยู่ใกล้กันเข้าไปอีก มึงรู้มั้ยพี ว่าสองสามวันที่ผ่านมานี้ ที่มึงล้อเลียนว่ากูใจอ่อนกับตามแล้ว กูเล่นละครอยู่ กูไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันในเชิงชู้สาวเลย มีแต่ความผิดและความสงสารเท่านั้นที่เป็นเหมือนน้ำมันหล่อเลี้ยงให้กูมีกำลังที่จะทำต่อไป
ผมตั้งใจว่าพอทุกอย่างเป็นปกติ เมื่อเรากลับไปสู่เส้นทางการทำงานของตัวเอง ความวุ่นวายและหนักหนาของวัยผู้ใหญ่จะทำให้สายสัมพันธ์และความรู้สึกของตามมันเหือดแห้งได้เอง วันหนึ่งผมกับมันก็จะกลับไปเป็นเพื่อนได้ดังเดิม เหมือนกับวันแรกที่เราได้เจอกัน มีแต่มิตรภาพเท่านั้นแหละที่นิรันดร
ยิ่งผมกับตามต้องอยู่ใกล้กันไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ท้ายที่สุดคนที่จะจมดิ่งสู่มหาสมุทรแห่งความว่างเปล่าที่มืดมิดก็จะมีเพียงตาม ความเจ็บปวดทั้งหมดก็จะกดทับเพื่อนรักของผมคนนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
“วันนี้ฉลองให้เต็มที่เลยนะลูก ๆ เหล้ายาปลาปิ้ง มีหมด คาราโอเกะก็มีนะ ตามร้องเพลงให้แม่ฟังหน่อยนะ มีนบอกว่าลูกร้องเพราะ”
เสียงหัวเราะยังดังต่อไป แม้แต่ผมกับบอสก็ยังแสร้งหัวเราะตามไปด้วยเลย แต่ผมสับสนเหลือเกิน ผมควรทำอย่างไรต่อไปดีวะ ผมควรเริ่มจากอะไรก่อนดี
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 24
แล้วครับ
ตอนนี้ว่างต้องรีบปั่นครับ ก่อนที่จะไปสอบไฟนอล
ขอบคุณสำหรับการอ่าน ให้กำลังใจ และติชม ครับผม
:z2:
-
:mew6: :mew6: :mew6:
-
:เฮ้อ: แล้วทัพจะเอายังไงต่อจะกลับไปเคลียร์กับปริ๊นเหรอ? :katai1:
รอจ้า
-
:L2:
-
บทที่ 25
ก่อนวันเกิด
วันศุกร์ ต้นปี เป็นวันเกิดของผม
แล้วก็เป็นวันที่ทุกคนในบ้านมีความสุข เพราะเตี่ยได้ทายาทสืบทอดวงศ์ตระกูล อาม่าดีใจมากถึงขนาดซื้อทองหลายสิบบาทรับขวัญหลานชายคนแรก ซึ่งในกาลต่อมาก็เป็นหลานชายเพียงคนเดียวของบ้านด้วย
บ้านผมเป็นคนจีนทั้งทางฝั่งเตี่ยและม้า เตี่ยไม่มีบัตรประชาชนไทยด้วยซ้ำเพราะท่านอพยพมาอยู่ไทยตั้งแต่ยังเด็ก ต่างจากม้า ที่แม้ว่าเลือดในกายที่ไหลเวียนจะเป็นจีนแท้ แต่ท่านก็เกิดและเติบโตที่ไทย จึงถือสัญชาติไทยอย่างถูกต้อง และส่งผ่านสัญชาติดังกล่าวให้แก่ผมด้วย
ตระกูลของเตี่ยประกอบธุรกิจส่งออกข้าว ในขณะที่ตระกูลของม้าประกอบธุรกิจค้าทองมา 3 ชั่วอายุคน (แน่นอนว่า ทองรับขวัญผมตอนเกิด ก็ซื้อมาจากร้านของม้านั่นเอง เข้าตำราอัฐยายซื้อขนมยาย) หลังจากอาม่าเสียได้ไม่นาน มะเร็งก็คร่าชีวิตเตี่ยเป็นรายถัดไป ความวิปโยคกระหน่ำสู่ครอบครัวของผม ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งต้องกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องดำเนินธุรกิจทั้งสองฝั่งเพียงลำพัง เพราะทั้งสองฝั่งตระกูลต่างมีเตี่ยและม้าเป็นลูกคนเดียว
ผม... ในฐานะลูกชายคนเดียว จึงต้องมาเรียนรู้งานกิจการต่าง ๆ ในบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลอดชีวิตในวัยเด็กของผมจึงวนเวียนเกี่ยวข้องกับเทคนิคการพิจารณาทองแท้ ความผันผวนของราคาทองคำ การดูแลมอดไม่ให้ทำลายผลผลิตในโรงสี วิธีการจับผิดกลโกงของชาวนาในการโกงน้ำหนักข้าว และอื่น ๆ ซึ่งไม่ค่อยมีประโยชน์กับการประกอบวิชาชีพแพทย์มากนัก
เป็นธรรมดาของบ้านคนจีนที่ชอบคิดเรื่องลูกสะใภ้ วันนี้ก็เช่นกัน...
“ม้า มีอะไรหรือเปล่า”
หญิงวัยกลางคน นั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานของผม เธอส่งสายตาอารีย์เจือด้วยอำนาจที่สะกดให้ผมยืนอึ้งถือบอร์ดจดอาการคนไข้ค้างไว้ในมือ มีเพียงความฉงนฉงายไม่เข้าใจเท่านั้นที่ผมแพร่ผ่านสะท้อนวับบนใบหน้า
“ว่าไงตาม ลูกรัก”
ท่านเลือกที่จะไม่ตอบคำถามใดของผม แล้วใช้เสียงอ่อนเสียงหวานถามคำถามอื่นกลับมา เมื่อพิจารณาในทุกด้าน การที่ม้าถ่อมาหาถึงโรงพยาบาลระยอง คงหนีไม่พ้นเรื่องดูตัวกับลูกหลานคุณหญิงคุณนายสมาคมค้าทองทั้งหลายเป็นแน่แท้
“จะถามว่า เสาร์นี้พอจะว่างมั้ยจ๊ะ แม่จะชวนไปกินข้าว” กำลังหย่อนตัวนั่งลงตรงฝั่งตรงข้ามก็เป็นอันค้างลอยบนเก้าอี้อากาศเสียอย่างนั้น “ไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะ”
“ม้า อีกแล้วเหรอ”
“อะไร อีกแล้วเหรอ เหรอลูก” ม้าทำหน้างง ตาใสฉายวับ เฝ้ามองผมที่หุนหันยืนขึ้นด้วยความตกใจราวกับสาวน้อยวัยขบเผาะไร้เดียงสา “ม้าไม่เข้าใจ”
“ม่าม้าอย่าไขสือ ตามรู้”
เสียงหัวเราะของม่าม้าดังลั่น พร้อมกับลุกขึ้นยืนเอามือเท้าโต๊ะ ศีรษะที่เอียงสี่สิบห้าองศานำพาดวงตาคู่ใสให้อยู่ระดับเดียวกับดวงตาแห่งความไม่พอใจของผม ม้ายังดูสวยงามเมื่อเทียบกับวัยครึ่งศตวรรษ สายตาอันคมคายมองลอดทะลุแว่นสายตา แววตาแห่งความกรุณาปรานีที่มองมายังอบอุ่นไม่เคยเปลี่ยนแปลง เรื่องราววัยเด็กที่ผู้หญิงบอบบางคนนี้ต้องฝ่าฟันเลี้ยงผมและน้องสาวมาเพียงลำพัง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมายรอบด้าน คุมคนงานผู้ชายหลายร้อยคน เจรจากับลูกค้าสารพัดวัย กระนั้นเธอก็ยังทำหน้าที่ของแม่ได้อย่างไม่บกพร่อง ภาพต่าง ๆ เหล่านั้น หวนกระหน่ำในห้วงความคิดของผม ปล่อยให้ผมหลุดลอยไปกับอดีตอย่างเชื่องช้า ประหนึ่งคนแก่ที่กำลังจิบชาพลาง ทอดชมทัศนียภาพรอบด้านไปพลาง
“เชื่อม้าเถอะนะ” มืออันอบอุ่นบีบกระชับที่ท้องแขนของผม ม้าเดินมาประชิดตัวผมเมื่อใดผมไม่อาจทราบได้
“จะรักใครม้าไม่ห้ามหรอกนะ ถ้าพยายามแล้วไม่สำเร็จ ลองเชื่อม้าสักครั้งได้มั้ย”
ความเงียบแผ่ปกคลุมไปทั้งห้องพักหมอใช้ทุนแคบ ๆ เล็ก ๆ
“ทัพเขาก็ไม่มีทีท่าจะรักตอบลูกเลยนี่นา”
แม้ว่าม้าจะรู้ว่าผมชอบผู้ชาย แต่ท่านก็ไม่เคยขัด ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติจะหลอกล่อผมไปดูตัวผู้หญิงมาหลายรายแล้วก็เถอะ
“สักวันหนึ่งเราก็ต้องมีครอบครัว มีลูก มีหลานนะตาม”
ไม่มีสักครั้งที่ม้าจะพูดว่า อยากอุ้มหลาน ไม่เคยมีสักครั้งที่ม้าบอกว่า ให้ทำเพื่อท่าน ทุกครั้งท่านล้วนแล้วแต่พูดถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวผมเองทั้งสิ้น
“จะรักใครชอบใคร ม้าไม่ขัด ไม่ต้องสนม้า แค่สนความสุขของตัวตามเองก็พอแล้วนะลูก แต่ว่าลูกจะจมอยู่กับอดีตแบบนี้ต่อไปหรือ อนาคตก็จะยังคงจมอยู่แบบนี้เหรอ” มืออุ่นลูบหลังผมประหนึ่งส่งต่อกำลังใจให้ไหลผ่านเข้ามา “เอาเถอะ ถ้าตามอยากจม ม้าก็จะอยู่เคียงข้าง คอยประคับประคองเสมอ ไม่ต้องห่วงนะ อย่ากดดันตัวเอง”
รู้มั้ย... ว่าม้ากำลังกดดันผมอยู่ ราวกับม้าบังคับผมไปยืนอยู่ทางแยกระหว่างความสุขของผมที่เห็นแก่ตัว กับความกตัญญูที่ท่านไม่ได้เรียกร้อง ทุกครั้งที่ผมตามใจตัวเองว่าเลือกทัพ ทุกครั้งที่ผมมองทัพแล้วรู้สึกต่าง ๆ นานา ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดต่อผู้หญิงตรงหน้ามากเท่านั้น
“ตามใจลูกแล้วกันนะ ม้าไม่ได้มายื่นคำขาดอะไร แค่มาชวนกินข้าว”
ท่านเดินออกไป มือบิดลูกบิดประตูพร้อมก้าวขา ผมที่ยืนอึ้งก้มหน้ากล้ำกลืนความรู้สึกทุกอย่างลงไป กลายเป็นขี้แพ้อีกครั้งแล้วสินะ
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
งานเลี้ยงรับขวัญผมและทัพ เป็นงานที่เรียบง่าย
เรียบง่ายที่ไหนกันเล่า...
เล่นใหญ่จัดเต็มเลยต่างหาก
ผมกำลังอ้าปากมองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สารพัดยี่ห้อที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ และคุณแม่ของทัพที่กำลังปฏิบัติหน้าในฐานะแม่ยอดเยี่ยมประจำปี
“วอดก้า กับโซดาเนาะลูก”
ใช่ ครับ คุณแม่กำลังชงเหล้าส่งให้ลูกชายและผองเพื่อน
“เอ้า ตาม เพลงใจรักของแม่นะ ร้องให้ฟังหน่อย”
“ครับ ๆ”
ผมรีบกุลีกุจอไปเลือกเพลงคลาสสิค ของนักร้องในดวงใจของคุณแม่ สุชาติ ชวางกูร เพลงลูกกรุงไม่ใช่แนวผมสักเท่าไหร่ แต่เจ้าบ้าน ผู้เป็นว่าที่แม่ยาย ขอมาขนาดนี้ ผมก็ต้องจัดให้ตามคำขอเสียหน่อย
บรรยากาศเพลงกำลังได้ที่ ผมมองกวาดตามีอายคอนแทคท์ตามที่ถูกเทรนมาตั้งแต่เข้าวงดนตรีที่มหาวิทยาลัยไปตามปกติ ดูท่าคุณแม่จะชอบเพลงนี้มาก แต่มุมห้องที่มีคุณพ่อของทัพที่ใส่ชุดตำรวจเต็มยศนั่งอยู่นู้น ดูท่าจะไม่สบอารมณ์กับเพลงลูกกรุงกระมัง
เพลงจบลงแล้ว เสียงปรบมือดังลั่น พร้อมกับเสียงขอเพลงใหม่อีกหลายเพลง คนที่ผมไม่คิดว่าจะเรื้อนสุดก็ดันเป็นคนที่เรื้อนสุด ใช่ครับ บอส นั่นเอง รายนั้นฟาดเหล้าไปหลายแก้ว หน้าแดง เมาได้ที่เชียวแหละ พูดจาพึมพำอะไรบางอย่างกับทัพหลายต่อหลายรอบ
เฮ้ย ใกล้ไปแล้วไอ้หมอฟัน มึงห่างออกมาเลยนะ
อีกแค่มิลลิเมตรเดียวปากของไอ้หมอฟันสุดหล่อก็จะกระแทกแก้มว่าที่แฟนผมแล้ว ทำไมทั้งคุณพ่อคุณแม่ทัพต่างดูเฉยเมยชินชากับเรื่องแบบนี้หวะ
เฮ้ย มึงออกมาเลยนะ
นั่นปะไร ไอ้ว่าที่เมียผมก็เล่นไปกับเขา หัวร่อต่อกระซิก กระซิบกระซาบกันอยู่นั่นแหละ
กูอยากแดกเหล้าย้อมใจจริง ๆ ติดว่าถูกหมอห้ามนี่แหละ
“นี่ หมอ” เสียงว่าที่พ่อตาผมครับ “จะร้องมั้ย เพลงที่ขอน่ะ จ้องอยู่นั้นแหละ จ้องจนไอ้เทเลทับบีส์ มันจะท้องแล้ว”
เทเลทับบีส์ ....
“พ่อ” ไอ้ทัพหลุดพ้นจากวงจุมพิตของบอส ยืนขึ้นหน้าแดงสุดขีด “พ่อเมาแล้ว”
“โอ๊ย แค่นี้ พ่อแกไม่เมาหรอกลูก เทเลทับบีส์ของแม่” คุณแม่ยื่นแก้วเหล้าอีกแก้วที่ส่งต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงมืออดีตสามี ที่จิบเหล้าอย่างพึงพอใจ “น่ารักจะตาย เทเลทับบีส์”
“แม่”
“เทเลทับบีส์”
บอสที่เมาได้ที่กระชากเจ้าของชื่อให้ลงมานั่ง พร้อมเอามือยีหัว ผม รวมถึงพีและมีน ได้แต่เอ๋อแดกอยู่ในบริเวณของตัวเอง
“พอเลย พอ”
“เนี่ยนะลูก ๆ ตอนเด็ก ทัพมันชอบดูเทเลทับบีส์มาก” มือเรียวสวยกำลังกอดฟัด ยีหัวลูกชายด้วยความรัก “เนี่ย แม่ยังมีซีดี ที่ซื้อไว้ดูเลยนะ แม่ไปหาแปบ”
แต่ก็ไม่ได้ไปหาหรอกนะครับ ถูกลูกชายลากไว้อย่างดี
“ชอบมาก ขนาดเอาไม้แขวนเสื้อมาขดเป็นวงกลม สามเหลี่ยมสักอย่าง แล้วติดหัวเลยนะ”
ราวกับกีฬาวิ่งผลัด เพราะฝ่ายพ่อรับไม้ต่ออย่างลงตัว
“พ่อ”
เสียงอายสุดขีด แผ่วไปอีกครั้ง เมื่อไม้ถูกส่งต่อไปยังคนที่สามที่นั่งเคียงข้าง
“พวกมึงต้องเห็นรูปมันที่คอสเพลย์ อ้วน ๆ น่ารัก ชิบหาย” แล้วมันก็ฟัดไอ้ทัพอีกรอบ โธ่เว้ย “ตาม กูขอสักเพลงสิ”
พ่องมึงสิ กูไม่ร้องให้มึงหรอก
“เทเลทับบีส์”
“เงียบไปเลยไอ้พี เก็บปากไว้แดกเหล้า”
“น่ารักดีนะทัพ เราว่า”
“มีนนนนนนนน มึงก็เอากับเขาด้วยเหรอ”
-------------------------------------------------------------
เมื่อเหล้าเข้าปากพวกมันก็จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป สำหรับพีมันจะนิ่งเงียบลงจนทุกคนสงสัย ดังนั้นตอนนี้พีกำลังกรอกเหล้าเข้าปากอย่างเงียบเชียบ ต่างจากมีนที่จะจ้อไม่หยุด กินไป พูดไป ไม่มีคนฟัง มันก็พูด คุณป้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานของคุณแม่กลับไปแล้ว มีนก็ยังพูดราวกับเขายังนั่งอยู่ตรงนั้น
ส่วนไอ้ทัพก็จะคุมสติตัวเองไม่ค่อยจะได้ ทว่าวันนี้ทัพประคองสติได้ดีเป็นพิเศษ เพราะต้องไล่จับไอ้บอสที่โวยวายเสียงดัง
“ทำไมวะ”
แล้วไอ้บอสก็ล้มตัวลงนั่งอย่างแรงเหมือนเดิม อีก 5 นาที มันก็จะกระโดดขึ้นมาตะโกนสามพยางค์เดิมนั่นอีกครั้ง
แล้วถ้าผมเมานะเหรอ?
ไม่รู้สิ ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าผมไม่สามารถคาดเดาได้เวลาเมา ผมอาจจะกลายเป็นคนพูดมาก พูดน้อย หัวเราะไม่หยุด หรือร้องห่มร้องไห้ ก็ตอบไม่ได้เช่น ช่วงเวลาในชีวิตที่เมาหัวราน้ำมันมีไม่กี่ครั้งเท่านั้น
จะว่าไปแล้วการโวยวายของบอสดูน่าสงสารมากกว่าน่ากลัว
บอสพัฒนาความสามารถขณะไปอีกขั้น ด้วยการร้องไห้ไป เดินไป แล้วก็ปัดของทุกอย่างที่มันเดินผ่าน กลายเป็นว่า ณ ตอนนี้ ทุกก้าวย่างของบอส ต้องมีเสียงโครมครามของความเสียหาย ที่แล่นพร้อมกับเสียงหัวเราะชอบใจอันเป็นแรงเชียร์ของพ่อไอ้ทัพที่เมาแอ๋ หน้าแดง อยู่มุมห้อง
ทัพก็หน้าแดงไม่ต่างจากพ่อมากนัก แต่มันก็ยังฝืนสังขารไปลากบอสกลับมาปลอมประโลม
ผมผู้ไม่สามารถกินเหล้าได้ตามคำสั่งของหมอ จึงได้แต่นั่งมองความพินาศดังกล่าวพร้อมกับซึมซับเสียงหัวเราะปนถอนหายใจของคุณแม่ทัพ ที่นั่งคุยกับเพื่อนร่วมงานของตนไม่ไกลมากนัก
ในที่สุดงานเลี้ยงก็ยุติลงแบบไม่สวยเท่าใดนัก
เมื่อไอ้บอส โวยวายรอบที่ล้านจนเอามือปัดแจกันมูลค่าหลายหมื่นบาทของคุณแม่แตกกระจาย แค่นั้นแหละครับ จากที่ท่านแค่บ่นนิดหน่อย (แต่มือก็ชงเหล้าแจกจ่ายไม่หยุด) ก็กลายเป็นพายุหิมะอันน่าสะพรึงที่ซัดวงจนแตกกระจุยประดุจเศษแจกันที่กองอยู่บนพื้น
เมื่อสิ้นสุดสงคราม ผมก็ลากทั้งสี่ชีวิตนี้ไปนอนที่ห้องใหญ่ของไอ้ทัพ แล้วลงมาช่วยคุณแม่ของมันกับคนงานสองสามคนเก็บซากในสมรภูมิ เศษแก้วแตกกระจายไปทั่ว ทุกก้าวที่ย่างลงไปต้องระมัดระวังไม่ให้ได้แผลก่อนที่จะได้ทำความสะอาด
ซากปรักหักพังจากน้ำมือเพื่อนขี้เมาทั้งหลายช่างน่ากลัวนัก
ผมหยิบรูปใบหนึ่งที่กรอบกระจกร้าวขึ้นมา จ้องมาองภาพถ่ายด้านในที่ฉายภาพเปื้อนยิ้มของทัพในวัยเด็ก กำลังเกาะเอวคุณแม่ เคียงคู่ไปกับเด็กชายหน้าคุ้นคนหนึ่งที่ยืนขนาบข้างทัพ
“ปริ๊นซ์นะลูก”
คำตอบของคุณแม่สร้างความกระจ่างให้ผมทันที
“ในบรรดาเพื่อนของทัพทั้งหมด แม่ก็เห็นแต่บอสเท่านั้นที่เคยมาเที่ยวบ้าน ไปโรงเรียนก็มีแต่บอสที่อยู่กับทัพ แม้เค้นมันกี่ที ก็เอาแต่โกหกแม่ว่ามีเพื่อนเยอะ ไม่ต้องห่วง ก็มีแต่ปริ๊นซ์เขานี่แหละ เป็นรุ่นพี่ที่อาจนับได้ว่าเป็นเพื่อนอีกคนของทัพ”
“อ้อ ครับ”
ผมตอบอย่างเศร้าสร้อย
“เคยมานอนค้างที่บ้านด้วยนะ เขาก็รับปากแม่ว่า ถึงทัพจะไม่มีใคร แต่ก็มีเขาและบอสที่อยู่เป็นเพื่อนเสมอ ไม่ต้องห่วง” สายตาของท่านที่กำลังซึมซับกับอดีตแสนหวาน ดูเศร้าสร้อยพิกล “แม่ก็โล่งใจ ณ ตอนนั้นเลยว่า ถึงทัพจะมีเพื่อนแค่หยิบมือ แต่ถ้าเป็นเพื่อนที่ดี แม่ก็วางใจแล้ว นี่ถ้าไม่ติดว่าปริ๊นซ์เขามีแฟนอยู่แล้ว ณ ตอนนั้น แม่ว่าจะยกทับทิม น้องสาวเจ้าทัพอะนะ ให้ปริ๊นซ์เขาแล้ว”
ผมว่าแม่คิดเรื่องค่าสินสอดที่ลูกชายคนนี้กับแม่ ควรจะได้จากพี่เขาดีกว่านะ เพราะลูกชายสุดที่รักของแม่ยกตัวยกใจให้เขาไปนานแล้ว
“แม่ดีใจนะ ได้เจอลูก ๆ ทัพมันเป็นคนเก็บกด เก็บความรู้สึก ยึดมั่น เชื่ออะไรเดิม ๆ หัวรั้นเสมอ แต่พอมันจบปี 1 แล้วกลับมาบ้าน มันคุยฟุ้งเรื่องพวกเราไม่หยุดเลยนะ นี่ ๆ มาลูก” แม่ลากผมมาอีกมุมห้องรับแขก “เขาโทรมาบอกแม่แต่เช้าแล้วว่า ให้ซ่อนรูปพวกนี้ไว้”
ผมนึกถึงตอนเช้าก่อนออกมาจากที่พัก ที่ทัพยืนคุยโทรศัพท์กับใครสักคน
แม่ยื่นรูปแอบถ่ายของผมสามคนที่ใส่กรอบไม้อย่างดีมาให้ พร้อมกับอีกรูปที่เป็นรูปหมู่ของพวกเราสี่คน
“แม่รู้จักตาม พี และมีน ก่อนเจอตัวจริงอีกนะ ทัพแอบถ่ายเราสามคนมาน่ะ มันไม่อยากให้ใครรู้ว่ามันรักพวกเราสามคนมากแค่ไหน” เป็นภาพในทริปสงขลาที่พวกเราต่างเมามาย ดูไม่หล่อเลยสักคน ความคมชัดก็ต่ำเนื่องจากแสงน้อยและเป็นไปได้ว่าใช้มือถือถ่ายภาพไว้ “เขาดีใจมากเลยนะที่ได้เจอพวกเราซะที เหมือนลูกชายได้พบเพื่อนที่ตามหามานาน แม่ก็เช่นกัน ยิ่งวันนี้ยิ่งดีใจที่ได้เจอตัวจริง”
เขาที่ว่า แม่คงหมายถึงพ่อของทัพสินะ
“ครับ” ผมตอบอย่างขวยเขิน “พวกผมก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอกครับคุณแม่”
“ใครบอกว่าแม่ชมว่าดี” ผมรู้แล้วว่า ทัพได้นิสัยชอบพูดหักกลางประโยคมาจากใคร เล่นเอาผมไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว “แม่แค่ดีใจที่ทัพมีเพื่อนเป็นคนปกติ มีดีปนเลวต่างหาก แบบนี้สิ สีสันของชีวิต”
“แฮ่ะ... ครับ”
ผมยิ้มตอบให้ท่านที่กำลังยิ้มให้ผม
“ขอบใจนะลูก ไป๊ ไปนอนได้แล้ว หมอยุงลาย แม่เก็บเอง”
เชื่อแล้วครับ ว่าทัพเล่าทุกอย่างให้แม่ฟังจริง ๆ หวังว่าเรื่องที่ผมไล่จีบมันตลอดหลายปีที่ผ่านมาคงถูกเว้นไม่ได้เล่าไปด้วยนะ
“เออ ตาม” เสียงนั้นสะกดให้ผมหยุดก้าว จำต้องหันกลับไปมองด้วยความสงสัย “ทัพนะ เขาเป็นคนปิดกั้นความรู้สึก ก็คงเพราะเรื่องพ่อกับแม่ที่ฝังใจแต่เด็ก อย่างไรก็ตามแต่ แม่ฝากทัพด้วยนะลูก ไม่ต้องตามใจมันมาก แต่ถ้าลูกของแม่ทำตัวงี่เง่าก็เข้าใจมันหน่อย จะสั่งสอนอะไรแม่ไม่ขัดหรอก หรือจะรักกันแม่ก็ไม่ว่าหรอก”
อึ้งครับ
“แม่รู้...?”
“ทัพไม่เคยเล่าหรอก แต่แม่เป็นแม่ทัพนะ แม่ดูออกนะ รักษาสุขภาพล่ะ”
ผมผงกหัวรับ พร้อมยิ้มร่า แล้วเดินขึ้นข้างบนไปยังห้องนอนของทัพ
อย่างน้อยคุณแม่ของทัพก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรผม
-------------------------------------------------------------
ภาพที่เห็นคือ สี่ตัวนอนแผ่หลา กองรวมกันตรงกลางห้องโดยบดเบียดตัวบนฟูกใหญ่ เตียงขนาดคิงไซส์ว่างเปล่าไร้คนจับจอง พีเปิดพุงอ้าซ่าเกาแกรก ๆ อย่างน่าเกลียด อดไม่ได้ที่ต้องคว้าผ้าห่มโยนไปคลุมปิดภาพอุจาดนั้น ต่างจากมีนที่นอนตัวนิ่งเป็นมัมมี่แบบที่มันคุ้นเคย พร้อมกับพึมพำว่า อีกแก้ว ซ้ำแล้วซ้ำอีก ผ้าห่มผืนใหญ่ที่โยนคลุมพีถูกเจียดดึงมาห่มร่างของมีนด้วยอีกคน
ที่นอนถัดออกมามาเป็นทัพ กำลังนอนกอดรัดบอสอย่างสนิทนิ่ง โดยมีบอสที่นอนสงบไม่ไหวติงอยู่ในวงกอด
ผมยิ้มกับภาพดังกล่าว แม้จะรู้สึกหึงเล็กน้อยที่ทัพกำลังกอดบอสก็เหอะ จึงเลือกปลุกทัพหมายให้ขึ้นไปนอนบนเตียงกับผม
“มึง ตื่นหน่อย”
“มึงใจเย็นนะบอส มึงใจเย็น”
ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าบอสไปโดนอะไรยั่วยุมา ถึงได้ดูโมโหโทโสถึงเพียงนี้ หลังจากพยายามมาหลายนาทีผมก็เลือกปลุกบอสแทน สุดท้ายก็ปลุกใครไม่ได้สักคน ก็ได้แต่แกะมือของทัพออกไม่ให้กอดรัดบอสอีกต่อไป แล้วเอาตัวเองแทรกนอนตรงกลางซะเลย
“ลืมปิดไฟนี่หว่า”
ผ้าห่มคลุมตัวบอสเรียบร้อย ผมกำลังลากผ้าห่มอีกผืนจากต้นขาตนเอง หมายเอามาคลุมตัวผมกับทัพ ก็จำใจต้องลุกขึ้นเพื่อไปปิดไฟ แต่ว่า
“อย่านะบอส ใจเย็น ๆ นะ มา ๆ เชื่อกู”
ผมถูกกำลังอันมหาศาลจากไหนไม่รู้ของทัพฉุดรั้งดึงกลับไป มันกอดผมแน่นอย่างนั้น พูดซ้ำ ๆ เป็นประโยคคำสั่งเดิม ๆ ให้บอสใจเย็น จะมองว่าผมฉวยโอกาสก็ได้ ทว่าผมมีความสุขเหลือเกินในอ้อมกอดนั้น
“ใจเย็นนะ”
“ครับ ทัพกรณ์”
“ใจเย็นนะ”
น่ารักจังเว้ย เสียงงึมงำของมันดังอยู่ข้างหูของผม ทัพเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มากขึ้น ลมหายใจคลุ้งกินเหล้าที่เคลื่อนตัวผ่านซอกคอเป็นเครื่องยืนยันว่าคางของมันกำลังซุกอิงตรงด้านหลังของผม
“กูเป็นห่วงมึงนะ” อย่างที่คุณแม่บอก ถ้าทัพเปิดใจแสดงความรู้สึกออกไป อะไรต่อมิอะไรก็คงง่ายขึ้น “กูเป็นห่วงมึงนะ ตาม...”
ตาม ...
ก็ผมสิ
ผมอยากปลุกไอ้ทัพขึ้นมาถามเหลือเกินว่ามันหมายความว่าอะไร แต่มันก็ล็อคผมไว้แน่น
“กูเป็นห่วงมึงนะ”
วงกอดกระชับแน่น จนผมต้องเอามือตบเบา ๆ บนมือของมันที่กำลังวางตัวนิ่งอยู่บนหน้าท้องของผม ราวกับมันสัมผัสการปลอบประโลมของผมได้ วงกอดอันรัดแน่นจึงผ่อนสบาย
อุณหภูมิรอบตัวต่ำจากเครื่องปรับอากาศ แต่สำหรับผม กลับอบอุ่นจากอ้อมกอดคนเคียงข้าง ผ้าห่มจึงไม่จำเป็นต่อผมอีกต่อไป
“รักนะ ทัพ”
ความง่วงคืบคลานมา แน่นอนว่าไม่ขัดข้องที่จะถูกกอดรัดไว้แบบนี้ แล้วผมก็หลับไปในอ้อมตะกองกอดของมัน
-------------------------------------------------------------
ผมลืมตาตื่นเวลาตีห้า เวลาประจำที่ผมต้องเข้าเวร
แสงไฟนีออนที่ผมเปิดทิ้งไว้ แยงเข้าตา
บอสที่ตื่นก่อนผมเล็กน้อย กำลังนั่งชันเข่านวดขมับผ่อนคลาย ทัพยังกอดรัดผมอยู่แต่หลวมกว่าเดิมจึงไม่ยากที่ผมจะค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้น
“อ้าว ทำให้ตื่นเหรอตาม”
“เปล่า ชินน่ะ ตื่นเวลานี้ แล้วไปเข้าเวร”
“อืม สินะ เดี๋ยววันนี้กูจะไปทำงานคลินิกที่จันทบุรีนะ”
ขยันจริง ๆ พวกหมอฟันเนี่ย
“อืม แล้วจะกลับมากินข้าวเย็นด้วยกันมั้ย”
“กลับสิ” บอสพูดแผ่วเบา หลังจากที่เสียงกรนของพีกระตุกขาดช่วงเพราะถูกรบกวนจากเสียงสนทนา “เย็นนี้ต้องเข้ามาสอนมันขับรถ”
บุ้ยใบ้ปากไปยังคนข้างตัวผม
“อย่าลืมสิ ว่าพีกับมีนกลับพรุ่งนี้เช้า แต่มึงนะแผลยังไม่สมานสนิท จะขับกลับยังไงล่ะ ก็ต้องให้ไอ้ทัพนี่แหละพาขับกลับระยอง”
ตายแล้ว ผมลืมความจริงข้อนี้ไปเสียสนิท
“กูไปก่อนนะ”
หมอฟันรูปงามลุกขึ้น โชว์ร่างสูงสะโอดสะอง น่าจะสูงพอกับพี่ปริ๊นซ์เลยแหละ
“เดี๋ยว”
“ว่าไงหมอ”
“เออ...”
ผมควรถามมั้ย ควรมั้ย ยิ่งมองสายตานิ่งเฉยเหมือนมหาสมุทรลึกของเจ้าตัวที่มองย้อนกลับ ผมยิ่งรู้สึกกลัว
“ไม่ต้องห่วงนะ กูไม่ได้ชอบทัพแบบที่มึงคิด” โล่งใจหน่อย “แต่กูรักมันเลยแหละ” อ้าว ไอ้นี่ ยังไงวะ
“หมาย...”
เสียงหัวเราะดังก่อนที่ผมจะขัดสิ่งใดได้
“มากกว่าเพื่อน” ใจผมวูบไหว นี่กูต้องมีคู่แข่งเพิ่มอีกคนเหรอ “เพราะกูรักมันแบบพี่น้อง ห้ามทำร้ายน้องกูคนนี้เด็ดขาด กูขอดูพฤติกรรมก่อน ที่แน่ ๆ กูไม่เชียร์พี่ปริ๊นซ์อีกแล้ว”
มันทอดสายตาแห่งความห่วงใยไปยังทัพที่กำลังเอามือคว้ากอดเข่าชันของผม
“มันเป็นคนปิดบังความรู้สึก คิดอะไรก็ไม่พูด แถมยังเป็นคนหัวดื้อ ชอบอะไรก็จะเอาให้ได้” เสียงถอนหายใจดังหนึ่งที ดวงตาอันอบอุ่นคู่นั้นกำลังมองทัพ ช่างไม่ต่างจากสายตาของพี่ชายที่อาทรรักในตัวน้องชาย แล้วพลันนั้นเองบอสก็สบตาผมด้วยดวงตาแห่งความสมุทรลึกที่อยากคาดเดาอีกครั้ง “อดทนหน่อยนะ กูสัมผัสได้ว่าฐานรากของเสาเข็มที่เคยมั่นคงของอดีตรักอันแสนหวานของมันกำลังสั่นคลอน แม้ว่าอาจแค่สั่นคลอน แม้ว่าอาจไม่มีวันที่จะมีเสาเข็มอื่นใดได้ปักลงไปแทนที่ก็ตาม แต่อย่างน้อยมึงก็มีโอกาสนะ”
แล้วเจ้าตัวก็เดินจากไป พร้อมโบกมือลาผมโดยไม่หันหน้ากลับมามอง
“หมอ” แผ่นหลังกว้างยืนหน้าประตู เสี้ยวหน้านิ่งหวนกลับเผยให้ผมเห็นตาข้างขวาที่จริงจังและเว้าวอนให้ผมรับฟังอย่างตั้งใจ “อย่าทำให้เพื่อนกูเสียใจอีก ไม่งั้นกูฆ่ามึงแน่”
“รู้แล้ว”
“ฮะฮ่า กูจำประโยคนี้มาจากในหนังนะ ไปละ”
สำเนียงหัวเราะกลบเกลื่อนดังเรื่อย แล้วจางลงพร้อมกับการเดินจากไปของเจ้าของเสียง
“ปากแข็งไม่ต่างจากทัพนักหรอก รักเพื่อนก็บอกมาสิว่ารัก ห่วงก็บอกมาสิว่าห่วง”
ผมนิ่งคิด ภาพในหัวถูกตัดกลับไปที่ห้องพักหมอใช้ทุนอันแสนคับแคบที่โรงพยาบาลระยอง
“ก่อนวันเกิดอายุ 25 ปี ของตาม”
แล้วผมก็พูดออกไป... ม้าแค่หันกลับมามองด้วยแววตาที่สงสัย ราวกับมีคำพูดว่า อะไรเหรอลูก หลุดออกมา
“ตามจะบอกว่า ถ้าผมกับทัพยังไม่เป็นแฟนกันก่อนวันเกิด ผมจะทำตามที่ม้าบอก”
“ตามใจลูกแล้วกัน”
รอยยิ้มพิมพ์ใจฉายส่งกลับมา คำพูดดูฟังสบาย ไม่บังคับ ผมรู้อยู่เต็มอกเลยว่า ท่านกำลังนับถอยหลังให้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากนี้หมดไว ๆ ทำไมผมจะไม่รู้เล่า ว่าแม่บังเกิดเกล้าของผมท่านนี้มีความคิดอ่านอย่าง
“กูสัญญาบ้าอะไรของกูไปวะ”
ข้อความไลน์ของพีที่เพิ่งถูกส่งมา ยิ่งทำให้ผมกลุ้มใจ
“พฤหัสนี้เจอกันนะเพื่อน กูจะลากทัพไปงานรับปริญญามึงให้ได้ ไม่ต้องห่วง”
“กูชักห่วงตัวเองแล้วหว่ะ พี กูกลัวจริง ๆ นะ”
สางผมที่ปรกตาทัพเล็กน้อย ทอดสายตามองเจ้าของมือหนาที่คล้องเข่าผมประหนึ่งหมอนข้างอยู่ กลั้นใจก้มลงไปหอมแก้มมันหนึ่งที
“แล้วเมื่อไร เสาเข็มความรักระหว่างเราสองคนจะได้ฤกษ์ตอกซะทีวะ เทเลทับบีส์ กูเหลือเวลาแค่ไม่กี่เดือนแล้วนะ”
เบญจเพสกำลังใกล้เข้ามาแล้ว...
-------------------------------------------------------------
ขอโทษนะครับที่ห่างหายไปนาน ไปอ่านหนังสือสอบไฟนอลมาครับ
พรุ่งนี้ก็มีสอบ แต่อยากมาอัพสักตอนแก้เครียดเสียหน่อย
ไปอ่านก่อนนะครับ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำและติชมครับ
รักคนอ่านทุกคน
:oo1:
-
:เฮ้อ:
-
:katai2-1: :katai2-1:
-
สู้ต่อไปตามเราเชียร์นายนะ
คนแต่งก็สู้ๆ
-
ยังมองไม่เห็นแววความเป็นพระเอกจากใครเลย ตามอาจดูละมุน
กว่าเพราะคำว่าจีบทัพมั้ง แต่ปริ๊นซ์นี่ยังไม่เห็นเพราะเพิ่งมา
-
หืมมมม คิดเหมือนว่าตอนนั้นแกก็ชอบทัพอะปริ๊นซ์
-
จะว่าไปตามเองก็ดีนะ เพราะปริ๊นซ์เองก็มีแฟนแล้วนี่นา
-
เดี๋ยวๆ แล้วแฟนคุณอะคะคุณปริ๊นซ์
-
ว่าละ :เฮ้อ: ปริ๊นซ์คือพระเอกจริงดิ ไมทำตัวแบบนี้อะ
เราทีมตามได้มะ มีเหตุผลอะไรที่ทำแบบนั้นวะปริ๊นซ์
-
พีคไปอีกจ้า :เฮ้อ: จะปลงก็ยังปลงไม่ลง ก็พอเข้าใจตามแต่แบบ
เรายังยอมรับไม่ได้อะ :katai1:
-
เอ้า! :katai1: :z3:
-
ไม่ต้องมีพระเอกดีไหมหรือยังไง :ling2: โชคเอนะคะผู้แต่ง
-
ว่าแล้วคนที่น่าสงสารที่สุดคือตาม เป็นทุกอย่างให้เธ
อแล้วจริง ๆ :z13:
-
สงสาร ไม่รู้จุดจบจะเป็นยังไงเลย
-
บทที่ 26
กลับคอนโดฯ
“เป็นไงบ้างแม่ ห้องที่ทัพเลือก”
ผมผายมือสองข้างอยู่กลางคอนโดฯ หลังน้อย หนี้ก้อนแรกในชีวิตของผม กรอบรูปวิวที่แขวนอยู่ใกล้โต๊ะอาหาร โดยบนโต๊ะมีดอกลิลลี่ขาวสะอาดใส่แจกกัน โซฟาสีส้มสว่างที่มีหมอนสีส้มทึบวางเรียงอย่างประณีต ประตูห้องนอนที่แขวนป้ายภาษาอังกฤษน่ารักกึ่งกวนว่า “Don’t disturb, the dragon is sleeping”
“ห้องสะอาดจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือลูกชายฉัน”
แม่หัวเราะออกมา ทำให้ผมพลอยหัวเราะตามไปด้วย แท้จริงแล้วเมื่อคืนวานผมลากไอ้พีมาช่วยเก็บห้อง เรายัดของทุกอย่างที่แสนรกเละเทะเข้าไปในตู้เสื้อ ผักชีโรยหน้าไปทั่วทั้งห้อง ไม่ต่างอะไรจากตอนที่เราทำความสะอาดห้องพักที่หอในทุกครั้งที่มีการตรวจทำความสะอาด 5 ส
จะว่าไป ผมก็ชอบความสะอาดของห้องแบบนี้เหมือนกันนะ ทำไมเราถึงไม่ลองตั้งปณิธานในใจสักครั้งว่าจะให้ความสะอาดยังคงอยู่ต่อไปกันเล่า ลองทำดูสักตั้งทำไมจะทำไม่ได้ ผมคิดเพลินจนลืมสังเกตว่าแม่จ๋าเดินเข้าไปในห้องนอน จนผมต้องรีบวิ่งพุ่งไปด้วยความตื่นกลัว
ไม่ได้กลัวอะไรหรอกครับ เพราะผมไม่ได้ซ่อนผู้ชายเอาไว้ แต่ผมกลัวว่าแม่จะไปเผลอเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วมวลสิ่งของทุกอย่างที่อัดแน่นจะเทโครมทับใส่แม่ผมบาดเจ็บ
แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ แม่กำลังวางรูปลงบนโต๊ะหัวเตียงให้ผม 2 รูป
“อะไรอะแม่.....?”
“รูปครอบครัวเราไง” แม่จ๋าวางรูปพวกเรา 4 คน พ่อ แม่ ผม และทับทิม ไว้บนโต๊ะหัวเตียง ผมและน้องยังเด็ก เป็นวินาทีท้ายสุดของคำว่าครอบครัวก่อนพ่อแม่จะหย่าร้าง “แล้วก็รูปนี้”
แม่วางรูปคู่ของผมกับพี่ปริ๊นซ์ตอนที่เราได้รางวัลที่หนี่งตอบคำถามความรู้รอบตัว ระดับประเทศ ไว้ด้านหลัง เยื้องรูปครอบครัว
“แม่เอารูปหมู่ของลูกกับรูมเมตลูก 3 คน มาด้วยนะ ไว้ตรงไหนดี แม่ว่าโต๊ะหัวเตียงแน่นไปแล้ว” ผมยิ้มให้แม่ ที่ยังพูดเรื่องรูปอย่างมีความสุข โดยไม่แม้แต่จะสบตามองผม “เนี่ย แม่รู้สึกผิดจัง ไม่ได้เอารูปคู่แกกับบอสมาด้วย บอสจะน้อยใจแม่มั้ย... เอ้า ทัพ”
อ้อมกอดอันฉับพลันกะทันหันของผม สร้างความตกใจให้แม่เล็กน้อย มือละมุนของแม่ลูบไหล่ผมด้วยความรักใคร่
“เอาไว้ตรงทีวีละกันเนาะ คราวหน้าแม่จะเอารูปลูกกับบอสมาให้”
“ครับแม่”
ผมหลับตา น้ำตาคลอหน่วยอยู่ที่เบ้าตา ผมเชื่อว่าแม่รู้มาตลอดว่าผมคิดเช่นไรกับพี่ปริ๊นซ์ เพียงแค่ท่านเลือกที่จะไม่พูดแล้วมองข้ามมันไป มากไปกว่านั้นท่านยังสนับสนุนในสิ่งที่ผมมีความสุขกับมันอีกด้วย
“ทัพ จะให้กุญแจกับคีย์การ์ดอีกชุดแม่ไว้นะ คอนโดฯ เขาทำมาให้ 2 ชุด”
“เทเลทับบีส์ของแม่” ผมที่เซตไว้อย่างดี คงเสียรูปไปบ้างจากการโดนแม่จ๋าลูบหัว “เก็บไว้ให้คนที่ลูกอยากใช้ชีวิตด้วยเถอะ แม่เข้าใจ”
น้ำตาที่สุดแสนจะกลั้นไหลออกมา เป็นน้ำตาแห่งความสุขที่ผมไม่เคยลืมเลือน
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
“ก็เพราะแบบนี้แหละ กูเลยไม่กล้ากลับคอนโด”
“เออ มานอนคอนโดกูก็ได้ กูกับหลินไม่เคยนอนค้างด้วยกันอยู่แล้ว”
เสียงขบขันของพีดังมาจากปลายสาย แน่นอนว่าผมยังไม่อยากเจอหน้าพี่ปริ๊นซ์คนที่ครอบครัวทั้งหัวใจของผมรวมถึงกุญแจและคีย์การ์ดอีกชุดของห้องผมไว้ด้วย ผมไม่รู้เลยว่าตลอดเวลาที่ผมหายไป พี่เขาอาจจะนั่งรอในห้องผม รอคอยการกลับมาของผม รอเซอร์ไพรซ์ผม หรือทำอะไรอย่างอื่นเตรียมไว้ก็ได้
“แล้วเหนื่อยมั้ยมึง เพิ่งถึงกรุงเทพฯ สินะ นั่งรถไฟฟ้ามาคอนโดกูนะ จากเอกมัยไม่ไกลมาก จำได้ใช่มั้ย” ผมตอบรับ พร้อมผงกหัวเล็กน้อย ลืมไปเสียสนิทว่าเรากำลังคุยโทรศัพท์กันอยู่ ไม่ได้สนทนากันต่อหน้า “เพื่อนมึงที่ระยองเป็นคนพามาส่งใช่มั้ย แล้วตามอาการเป็นยังไงบ้าง”
“ก็ดี”
ดีบ้าอะไรเล่า แปลกด้วยซ้ำ ผมนิ่งคิดเหตุการณ์ในเช้านี้ก็ได้แต่ถอนหายใจ
“เออ แล้วเจอกันนะมึง กูรอกินข้าวเย็น”
แล้วพีก็ตัดสายไป ปล่อยให้ร่างไร้วิญญาณของผมเดินออกจากสถานีขนส่งสายตะวันออก เอกมัย ลอยไปสู่สถานีรถไฟฟ้าใกล้เคียง
///////////////////
“มึงจำที่กูสอนได้ใช่มั้ย รถตามขับไม่ยากหรอกเป็นเกียร์ออโต้”
เสียงอาจดูสบาย ๆ แต่สีหน้าของบอสเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด มันกำลังยืนค้ำไม่ให้ประตูรถปิด มองผมจากฝั่งประตูคนขับ มองมาที่ผมที่กำลังนั่งประจันมือคว้าหมับพวงมาลัยรถอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ตามที่เอนตัวสบาย ตาปรือใกล้หลับอยู่บนที่นั่งข้างคนขับ เชื่อได้ว่าอีกไม่นาน ตามก็คงหลับสนิท
“ให้กูลางานพรุ่งนี้มั้ย”
“เฮ้ย ไม่เป็นไร กูขับได้ เรียนมาตั้งสามวัน” ตั้งแต่วันเสาร์ อาทิตย์ จนถึงจันทร์ ผมเข้าคอร์สเรียนขับรถแบบเข้มข้นจากทั้งบอส แม่ และพ่อ จนมึนทฤษฎีและเทคนิคของแต่ละคนไปหมดแล้ว “กูทำได้ สบ๊ายยยย” ใจดีสู้เสือไว้ก่อนเว้ย
“เอาเหอะ มีอะไรโทรหากูด่วนนะ”
บอสเดินถอยออกมา พร้อมปิดประตูรถให้ผม หน้าต่างรถเลื่อนอัตโนมัติ ผมหันไปยิ้มให้แม่หนึ่งที ยิ้มให้บอสอีกหนึ่งที เหลียวไปมองผู้โดยสายกิตติมศักดิ์ของผมที่ตาเยิ้มจวนลาโลกไปเฝ้าพระอินทร์ที่กำลังยกมือประณมไหว้แม่บังเกิดเกล้าของผม
“ขอบคุณนะครับคุณแม่ ขอบใจนะบอส”
จากนั้นเราก็พุ่งตัวออกจากตราดเพื่อพาหมอตาม กลับโรงพยาบาลระยอง
“ไม่ไหวจริง ๆ บอกได้นะ กูขับได้”
“มึงเงียบแล้วนอนเลย แผลฉีกขึ้นมา กูฆ่าหมกป่าข้างทางนะ ไม่ตามหมอ”
“อืม”
มันแปลกไปนะ ปกติคนอย่างตามต้องหยอดมุกกลับมาบ้าง
“เราจะพ้นเขตตราดแล้ว กูขอแวะปั๊มนะ ตื่นเต้นวะ” เสียงสั่นเครือของผม สะท้อนความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไร้การตอบรับหรือปลอบประโลมจากอีกฝ่าย “หลับแล้วเหรอ”
“เปล่า”
“เหรอ”
“มีอะไรหรือเปล่า...?”
“ก็เห็นมึงเงียบ”
พูดตามตรงเลยว่า ความรู้สึกผิดหวังกระจายทั่วร่างกายของผม รถจอดเทียบหน้าร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน ผมถอนหายใจอย่างโล่งอกที่จอดรถได้พอดีซองจอดและที่สำคัญจากบ้านจนมาถึงที่นี่ผมยังไม่ได้ไปปาดชนใครเข้า
“ผู้หญิงคนนั้นสวยดีเนาะ”
ผู้หญิงคนหนึ่งในชุดเดรสสีแดงเลือดนก ยืนอยู่หน้ารถคันงาม แว่นกันแดดทรงสวยยิ่งขับความขาวของใบหน้าเธอให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
“อืม สวยดี ถ้ากูไม่มีแผล ก็คงลงไปจีบ”
แปลกมาก ...
แปลกที่สุด ทำไมจู่ ๆ ตามก็พูดทำนองนี้ เป็นเวลาหลายปีนับตั้งแต่ผมจำความได้ ที่ได้ยินตามชมผู้หญิงคนอื่น อย่างน้อยที่สุด ก็ชมผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าผม
ตลอดทางจนถึงระยอง จึงมีแต่ความเงียบสนิท อาจมีการพูดคุยเรื่องทางกันบ้าง ร้องเพลงคลอตามบ้าง แต่ก็แค่นั้น ในที่สุดผมก็สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างลุล่วง รถของไอ้หมอยุงลายก็จอดอยู่หน้าบ้านพักหมอ โดยม่อนที่ต้องเป็นคนพาผมไปส่งที่ขนส่งจังหวัดเพื่อนั่งกลับกรุงเทพฯ ยืนรออยู่แล้ว
เราสองคนนิ่งเงียบไม่ไหวติง บนรถราวหนึ่งนาที สร้างความฉงนฉงายให้แก่ม่อน ทว่ามันก็ไม่ได้เดินเข้ามาถามหรือกระชากเปิดประตูโวยวาย ม่อนยังยืนพิงกระโปรงหน้ารถมองมาที่รถยนต์อย่างใจจดใจจ่อ
“มึง อยากฟังคำตอบของกูหรือเปล่า...”
“ไม่อะทัพ ลืมไปเถอะ”
ตามเปิดประตูออกไป พร้อมกับคว้ากระเป๋าเป้ไปด้วย ผมที่ได้แต่หน้าชาอึ้งกิมกี่บนรถ เพราะบทสนทนาที่เตรียมมาปฏิเสธเพื่อนรักอย่างดีที่สุด กลับถูกเขวี้ยงทิ้งลงพื้นอย่างไม่แยแสเสียก่อน ได้แต่คอตกเดินลงจากรถ หยิบสัมภาระทั้งหมดยื่นให้เพื่อนรักวัยเด็กจัดการไปใส่ไว้ที่รถของมันอีกต่อ แล้วผมก็เดินเข้าไปหาตามที่เปิดประตูบ้านพักเข้าไปก่อน
“กูวางกุญแจไว้ตรงนี้นะ มึงดูแลตัวเองด้วยล่ะ”
กุญแจรถถูกวางลงบนชั้นวางรองเท้า ผมเงยหน้าเพื่ออำลาเพื่อนรัก
รอยยิ้ม คือ สิ่งที่ผมเห็น
ไม่มีความเศร้าแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำ ตามไม่รู้สึกเสียใจอะไรเลยด้วยซ้ำ
“เออ แล้วเจอกัน ตอนไปคุยเรื่องงานแต่ไอ้พีที่กรุงเทพฯ”
ใช่สินะ เราเป็นแก๊งค์เพื่อนเจ้าบ่าวนี่นา ใช่สินะ ...
ผมเดินหันหลังคอตกหางลู่เหมือนลูกหมาถูกทิ้ง เตรียมเดินออกจากบ้านพักหมอ ตามปกติแล้ว ผมต้องได้ยินคำพูดอย่างห่วงหาอาทร คำพูดห่วงใย หรือบอกให้โทรหลังจากถึงคอนโดฯ อะไรทำนองนี้ แต่รอบนี้ .. ไม่ ไม่มีเลย
“เห้ย ทัพ”
อยากจะเอามือตีหัวตัวเอง เพราะพอได้ยินเสียงจากตามแค่นี้ หน้าผมก็บานเหมือนดอกไม้เหี่ยวที่ได้น้ำ ผมหันทั้งตัว ไม่ใช่แค่เพียงเอี้ยวคอ หันทั้งตัวรอฟังคำพูดจากปากตาม
“ลดความอ้วนด้วยนะ มึงอ้วนแล้วนะ”
แม่งเอ๊ย เดินออกมา พร้อมเอามือขยี้พุงน้อย ๆ ของตัวเอง อารมณ์เสีย อารมณ์เสียโว้ยยยย
-------------------------------------------------------------
“เฮ้ย มึงใจเย็น รีบแดกไปมั้ย กูไม่แย่งมึงหรอก”
สปาเกตตีคาโบนาร่าคำใหญ่ยัดใส่ปากผม รอบแล้วรอบเล่า ส้อมในมือขวากำลังทำหน้าที่เหมือนเครืองตักดินที่โกยเส้นและน้ำครีมจากจานเทพรวดลงปากผมซ้ำแล้วซ้ำอีก
“ทัพ มึง....”
พีที่นั่งมองด้วยความไม่เข้าใจ มันไม่แตะอะไรเลยด้วยซ้ำตั้งแต่อาหารมาถึง
“ไม่แดกสลัดเหรอ กูกินนะ” ผมไม่รอคำตอบ ก็ตัดผักคำใหญ่ใส่ปาก “น้อง เอาพิซซ่าฮาวายเอี้ยน แป้งหนานุ่ม ขอบไส้กรอก ด้วยนะ”
ผมตะโกนสั่งอาหารเพิ่ม
“เหี้ย ทัพ กูไม่แดกทั้งหมดนะ กูได้ใบสั่งจากหลินว่าต้องลดความอ้วน”
“เออ กูจัดการเอง”
เสียงถอนหายใจของพีดังลั่น จนโต๊ะข้าง ๆ ต้องหันหน้ามามอง ผมอยากจะเงยหน้าพูดอะไรกับเพื่อนสักอย่างทว่าอาหารตรงหน้าช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจเสียเหลือเกิน
“เดี๋ยวติดคอตายนะมึง”
“ช่าง”
“กินมาก ไม่ดีนะ”
“ช่าง จะแดก”
“สุขภาพเสียนะ”
“หาหมอดิ ใช้สิทธิประกันสังคมบ้าง”
เสียงถอนหายใจของพีเรียกให้โต๊ะข้าง ๆ หันมามองทางโต๊ะพวกผมอีกครั้ง
“ไม่กลัวอ้วนแล้วเหรอ”
หยุดเลยครับ ผมหยุดกินกะทันหัน วางอุปกรณ์กินข้าวทั้งหมดลงบนจานตัวเอง
“ทำไมวะ ถ้ากูไม่ผอม จะไม่เป็นเพื่อนกับกูเหรอ”
“เปล่า กูเป็นห่วงมึงจริง ๆ ไหนมึงเคยบอกว่าอ้วนมาก จนลดมาได้ขนาดนี้ ไม่เสียดายหยาดเหงื่อแรงกายที่ทุ่มเทไปตลอดเวลาหลายปีเหรอวะ”
ผมก้มหน้ามองมือตัวเองที่กำลังบิดคลายนิ้วด้วยความล้า รู้สึกแย่กับการกระทำของตัวเอง
“ถ้ากูอ้วน มึงว่าพี่ปริ๊นซ์จะรักกูมั้ย”
“กูไม่รู้วะทัพ กูรู้แต่ว่า ถ้ามึงไม่รักตัวเองก่อน ใครเขาจะรักมึงได้”
“กูรู้สึกแปลก ๆ คิดว่าไปตราดแล้ว พอกลับมาทุกอย่างจะดีขึ้น กูจะกล้าเผชิญหน้ากับพี่ปริ๊นซ์ กล้าเคลียร์กับเขาตรง ๆ กล้าที่จะถามพี่เขา กล้าที่จะฟังพี่เขา แต่สุดท้ายกูก็เลือกหนีเหมือนเดิม”
“ไม่เป็นไรหรอกมึง ต้องใช้เวลา มันเป็นสิทธิของมึง” ไม่ทันขาดคำ พิซซ่าแป้งหนานุ่ม ขอบไส้กรอก ก็ถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะ “ทำเร็วจังวะ ร้านนี้ แล้วโทรหาตามยัง มันคงเป็นห่วงมึงแย่”
“....................”
พิซซ่าหนึ่งชิ้นใหญ่ถูกผมคว้าใส่ปาก ตามด้วยชิ้นที่ 2 ในอีกไม่นาน
“มึงเป็นอะไรอีก”
“เปล่า ไม่มีอะไร”
“ไม่จริง บอกกูมา”
ตามด้วยชิ้นที่ 3 ที่กำลังอยู่ในอุ้งมืออวบอูมของผม ถาดพิซซ่าที่ว่างเปล่าครึ่งหนึ่งยิ่งทำให้พีหวั่นกลัว
“ทัพ” มือใหญ่เกร็งของมันคว้าจับที่ข้อมือผม ปรามไม่ให้พิซซ่าชิ้นดังกล่าวไหลเลื่อนลงกระเพาะไปได้ “อย่าโกหกกู เล่ามา”
แล้วก็สมใจพีมันแล้ว เพราะพิซซ่าชิ้นดังกล่าวหลุดร่วงลงบนจาน หน้าพิซซ่าที่เยิ้มชีสแปะนิ่งอยู่ตรงขอบจาน หงายโชว์แป้งด้านล่างที่มีรอยไหม้อยู่จาง ๆ จากกระบวนการอบร้อน น้ำตาผมผล็อยร่วงมาสองสามเม็ดลงซ้ำไปบนซากพิซซ่าหน้าคว่ำชิ้นนั้น
พีคลายมือออก นั่งมองผมด้วยความไม่เข้าใจ แล้วมันก็ลุกขึ้นย้ายมานั่งเก้าอี้ข้างตัวผม บีบไหล่ผมเบา ๆ ไม่มีคำพูดใดตลอดเวลาหลายนาทีหลังจากนั้น พียังบีบไหล่ผมแล้วใช้มืออีกข้างที่ว่างลูบคลายข้อมือผมด้านที่แดงร้อนจากการถูกแรงนักมวยเช่นมันบีบรัด
“ตามไม่รักกูแล้ว”
“หือม์”
เสียงโพล่งของผม ปลุกพีขึ้นจากอาการสาละวนที่ข้อมือของผม
“มันเปลี่ยนไป มันไม่เหมือนเดิม กูไม่รู้ว่าเกิดขึ้นตอนไหนเหมือนกัน กูไม่ทันสังเกต สามสี่วันที่ผ่านมา กูเรียนขับรถแทบทุกวัน ตามก็นอนเล่นกับหมาที่บ้านแม่กู ดูทีวี อ่านการ์ตูนเก่า ๆ ของกูไป พอถึงบ้านตอนมืด กูก็หมดแรงนอน นอนเตียงเดียวกันแต่ก็แทบไม่ได้คุยกันเลย มารู้ตัวอีกทีตอนที่ขับไปส่งมันที่ระยอง มันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว”
“ทัพ... มึงรักมันแล้วเหรอ”
ผมส่ายหัวปฏิเสธ น้ำตาพาลไหลอีกรอบ
“ไม่เลยวะ กูพยายามถามใจกูหลายรอบแล้ว กูยังรู้สึกกับมันแค่เพื่อนจริง ๆ อาจเพราะความรักโง่ ๆ ของกูมันมอบให้พี่ปริ๊นซ์ไปหมดแล้ว” พีส่ายหัวราวกับจะแก้ต่างให้ผมว่า มึงไม่โง่ “กูพยายามหลอกตัวเองมาทีหนึ่งแล้ว ที่เกาะกูด ว่ากูจะรักมัน กูต้องรักมันได้ แต่สุดท้ายเหมือนกับว่า กูก็แค่กำลังเอาความรู้สึกผิดที่ทำต่อมันมาผูกมัดตัวเองให้รักมัน ทั้งที่กูไม่ได้รัก กูทำแบบนั้นไม่ได้หวะ”
“อืม... มึงทำถูกแล้วทัพ”
“แต่ ตามมันไม่เหมือนเดิม”
“งั้นมึงควรจะสบายใจสิ พวกเราจะได้กลับมาเป็นเพื่อนซี้เดนตาย เพื่อนรักห้อง 507 เหมือนเดิมไง ไม่ต้องมีความรู้สึกประดักประเดิดใด ๆ ต่อกันอีก”
“จริง แต่ทำไมกูเสียใจวะ”
“บางครั้ง เราก็อาจชินกับอะไรเดิม ๆ มากจนยอมรับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้นะ ทุกอย่างจะดีเอง เชื่อกูสิ”
“ถึงมันจะไม่ดี แต่กูก็ต้องอยู่กับมันให้ได้จริงมั้ย”
ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามสุดท้าย และก็ไม่มีมีค่ามากไปกว่าการเงียบใส่กัน มองข้ามบางเรื่องในปัจจุบัน แล้วเสแสร้งว่าตนกำลังมีความสุข เพื่อให้มีแรงใจในการดำรงชีวิตต่อไป
-------------------------------------------------------------
ในที่สุดผมก็กลับไปทำงานตามเดิม โดนพี่ปิ๋มเทศนายกใหญ่ เป็นการเทศนารอบที่ 2 หลังจากที่ผมโทรไปหาก่อนกลับมาทำงาน เพื่อนร่วมงานหลายคนต่างหัวเราะให้กับความอินดี้ของผม ไม่มีใครในที่ทำงานรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวผม และอีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ผมก็ต้องวนกลับไปทำงานที่ระยองอีกครั้งหนึ่ง
สุดสัปดาห์นั้น ตามขึ้นมาจัดการเรื่องงานแต่งงาน พิธีการในงานรวมถึงการเป็นพิธีกรถูกยกให้แก่มีน และแก๊งค์เพื่อนเจ้าสาวอีก 3 คน ผมอยากรู้จริง ๆ ว่ามีนจะทำหน้าอย่างไร ถ้ารู้ว่าถูกมอบหมายให้ไปเป็นพิธีกร เนื่องจากมีนไม่สามารถเดินทางมาประชุมได้ พวกเราทุกคนจึงมัดมือชกให้มันทำหน้าที่นี้ โดยตัวตั้งตัวตีก็ไม่ใช่ใครที่นั้น เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของไอ้มีนเอง ว่าที่เจ้าบ่าวของเรา... ไอ้พี
แก๊งค์เพื่อนเจ้าบ่าว ยังมีอีก 7 คน จากคณะนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มของไอ้พี จึงทำให้เพื่อนเจ้าบ่าวมีรวมทั้งสิ้น 10 คน พวกเราตัดสินใจตัดชุดใหม่ จะได้มีเสื้อเหมือนกัน ไปในธีมเดียวกัน
“งั้นผมจัดการเรื่องเสื้อเอง”
เพื่อนร่วมคณะของพี 3 คน ขันอาสา ทำให้ตอนนี้หน้าที่ที่เหลืออยู่ก็คือ งานสถานที่และอาหาร กับ งานเกี่ยวกับขบวนขันหมาก
ซึ่งสุดท้าย ผมกับตาม ก็ได้งานสถานที่และอาหาร อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะตามที่อยู่ระยอง และผมที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดทุกเดือน คงไม่มีงานไหนที่เหมาะที่สุดเท่างานนี้ เพราะแค่คอนแทคท์ผ่านโทรศัพท์ และไปดูสถานที่บ้างบางครั้ง ก็เท่านั้น
หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น พีต้องพาหลิน ว่าที่เจ้าสาว ไปเข้าคอร์สบำรุงผิว เพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาว ก็ต่างมีธุระของตัวเอง จึงเหลือผมกับตามแค่สองคน
“มึงขับรถมาเองเลยเหรอ”
“อืม แผลดีขึ้นแล้ว”
ผมถามไปอย่างนั้นแหละ เพราะรู้มากจากพีแล้ว
“แล้วเรื่องต่าง ๆ เป็นไงบ้าง”
“หมายถึงเรื่องหยกใช่มั้ย”
คิ้วขมวดของตามผูกปมอยู่บนใบหน้า มันหยุดเดินกะทันหัน ตอนนี้เรากำลังเดินไปที่ร้านขนม เพราะอดีตคนป่วยบ่นว่าอยากกินร้านนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเสียที
“เปล่านะ”
“เล่าได้นะ”
“เฮ้ย ไม่ต้อง”
“อืม ตามใจ”
นี่ไม่ใช่ตามที่ผมรู้จักเลย เอาจริง ๆ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตามคนที่ไล้จีบผมมาตลอดหลายปี
“เสร็จแล้วไปดูหนังกันมั้ย”
ผมเลือกที่จะชวนตามเสียดื้อ ๆ
“ก็ดี”
และก็เป็นโชคของผมที่มันไม่ปฏิเสธ
“เออ ดีเลย กูอยากดูเรื่องนี้มานานแล้ว”
ผมถือตั๋วหนังน้ำเน่า ไร้สาระที่ผมโคตรจะไม่ชอบไว้หน้ามือ พยายามแสร้งทำหน้าตื่นเต้นเต็มประดา วิ่งไปที่ซุ้มขายน้ำอัดลมและป๊อบคอร์นด้วยความตื่นเต้น
“ปกติ มึงไม่ชอบอะไรแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”
“มึงจำได้ด้วยเหรอ” ดูดน้ำอัดลมแล้วก็ทำหน้าแปลกใจใส่มัน “สนใจกูด้วยเหรอ”
มันเงียบแทนคำตอบ เสียงขำด้วยความพอใจของผมสร้างความไม่พอใจให้แก่มันได้เล็กน้อยเห็นได้จากเสียงฮึดฮัดที่ตามมา และเชื่อได้ว่า ตามต้องไม่พอใจอีกแน่นอนเมื่อเห็นที่นั่งที่ผมจองไว้
“มึงจองที่นั่งโซฟาเลยเหรอ”
นั่นปะไร เสียงโวยวายของหมอยุงลาย ผมจองที่นั่งผ่านแอปพลิเคชัน ตัดเงินผ่านบัตรเครดิต ดังนั้นตามจึงไม่รู้ว่าผมจองที่นั่งแบบไหนมา มันมองหน้าผมสลับกับมองที่นั่ง แล้วล้มตัวลงนั่งอย่างไม่ค่อยพอใจ
“ทำไม ไม่อยากสวีทกับกูเหรอ”
พูดแซวในสิ่งที่หลีกเลี่ยงมาหลายปี
“พูดตรง ๆ เลยว่า ไม่”
โอโห อ้อมค้อมกันสักหน่อยก็ไม่ได้ ทำไมต้องพูดตรงอะไรขนาดนั้น
“เอาจริง ๆ เลยนะทัพ มึงอย่าทำอย่างนี้เลย”
“ทำไมวะ เพื่อนกัน”
“ทัพ กูพยายามตัดใจอยู่นะ”
“กูรู้ ๆ”
“มึงรู้เหรอ” เสียงตะคอกแหลมของตาม เรียกสายตาจากผู้ชมคนอื่นในโรงให้หันมามอง ยังดีที่ตอนนี้แค่เพียงฉายตัวอย่างหนัง “แล้วมึงก็ยังทำเนี่ยนะ”
“ก็....” ผมอยากจะบอกว่า มึงไม่เหมือนเดิม กูคิดถึงมึงแบบนั้น เห็นแก่ตัวใช่มั้ย ที่กูคิดแบบนี้ “เปล่าซะหน่อย ก็ขำ ๆ ไงมึง”
“ขำเหรอวะ ทัพ”
“..........”
“มึงขำเหรอวะ”
“ตาม กูขอโทษ ใจเย็น ๆ”
“กูเย็นมาตลอด”
มันสะบัดมือผมที่พยายามจะเคลื่อนเข้าหา แล้วมันก็ผุดลุกขึ้นทันที ด้วยความตื่นกลัวผมจึงคว้ามือของมัน กุมไว้จนแน่น ใช้สายตาอ้อนวอนให้มันนั่งลง ซึ่งก็ได้ผล
“ดูหนังก่อนนะ แล้วค่อยคุยกัน ดูก่อนนะ”
ไม่มีเสียงโต้ตอบจากฝ่ายตรงข้าม ผมยังคงจับมือตามไว้ เพลงสรรเสริญพระบารมี ตลอดจนภาพยนตร์ฉายดำเนินเรื่องไปครึ่งเรื่อง ผมก็ยังจับมือ
“ทำไมพระเอกงี่เง่าจังวะ ก็รู้อยู่ว่านางเอกไม่ชอบ” ผมเริ่มวิจารณ์ความพยายามอันไร้ค่าของพระเอก “บางที ถ้าทำเป็นไม่สนใจ ป่านนี้ได้ผู้หญิงคนสวยคนนั้นไปแล้ว”
“เขาอาจจะพยายามแล้วแต่ทำไม่ได้หรือเปล่า”
“เหรอวะตาม กูว่าถ้าจะทำก็ทำได้เปล่าวะ งี่เง่า อ้าว ไปไหน”
มันลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน สะบัดหลุดจากการกอบกุมของมือผม ผมที่กำลังอินกับภาพยนตร์จึงได้แต่มองมันผ่าน ๆ แล้วอ่านจากริมฝีปากของตามได้ว่า ไปห้องน้ำ ผมจึงไม่ได้สนใจอะไร เอามือปัดไล่แบบขอไปที แล้วนั่งดูจนหนังใกล้จบ
“ทำไมยังไม่มาอีกวะ หรือว่าท้องเสีย”
ผมกดโทรตาม สัญญาณตอบรับว่าโทรติดดังได้ราวสิบวินาที ก็ตัดเข้าสู่ฝากข้อความ
“กดตัดทำไมวะ”
ผมโทรซ้ำอีกครั้ง กลับกลายเป็นว่าเครื่องปิดแล้ว ผมเริ่มร้อนใจกระวนกระวาย ก็ได้แต่ทนดูหนังจนจบ ไม่อยากลุกขึ้นยืนพรวดพราด ทั้งยังอยากรู้ว่าจุดจบสุดท้ายจะเป็นเช่นไร แล้วมือถือผมก็สั่น
กูขอโทษนะ มีงานด่วน ขอกลับระยองก่อน
ผมรู้อยู่เต็มอกว่าความจริงคืออะไร และเลือกที่จะไม่ตอบกลับข้อความของตามนั้น อย่างไรเสียวันจันทร์นี้ผมก็ต้องเดินทางไประยอง ตอนนั้นค่อยหาโอกาสนัดเจอมันก็ได้... ถ้าตามยอมรับโทรศัพท์ผมนะ
เดินออกจากโรงหนังด้วยความรู้สึกผิดต่อความเห็นแก่ตัวของตัวเอง พาสังขารของตัวเองมายืนหน้าห้องที่คอนโดฯ
“หนีไปเท่าไร สุดท้ายก็หนีไม่พ้นหรอก”
ผมตัดสินใจแล้วว่า หลังจากประชุมเรื่องงานแต่งของพีกับหลินเสร็จ วันนี้ผมจะกลับมานอนที่ห้องของผมเสียที
ห้องที่ร้างคนมานานหลายสัปดาห์ กลับดูสะอาดตา ไร้ฝุ่น ยังมีความอบอุ่นลอยล่องในห้อง เห็นได้ชัดว่ามีใครสักคนดูแลมันอย่างดีตลอดเวลาหลายวันที่เจ้าของทิ้งหายไป ผมล้มตัวลงนอนบนโซฟา ปล่อยความคิดให้ไหลผ่าน ความเศร้ามากมายถาโถมเข้ามา ทว่ากลับไม่มีแม้เพียงน้ำตาสักหยดที่ไหลริน
เปิดประตูห้องนอน เห็นกล่องของขวัญกล่องหนึ่งวางอยู่ เคียงด้วยจดหมายหนึ่งฉบับ ผมกลั้นใจเปิดจดหมายอ่าน น้ำตาที่สะกดกลั้นมาตลอดก็ไหลร่วงเป็นสาย จดหมายฉบับนั้นเริ่มยับเยินจากมืออันสั่นเท่าที่พยายามประคองสติ มือที่ไม่สามารถควบคุมได้สะเทือนสั่น ปล่อยจดหมายหลุดร่วงลงพื้น
ผมคว้ามือถือขึ้นมา กดโทรออกไป
“ทัพ”
“พี่ปริ๊นซ์ครับ ผมคิดถึงพี่เหลือเกิน”
“พี่ขอโทษ”
มีเพียงเสียงคร่ำไห้ของผมที่ดังกลับไป
“ให้พี่เข้าไปหาได้มั้ย”
“ครับ”
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 26
ผมสอบใกล้เสร็จแล้วครับ สอบอีกทีสัปดาห์หน้าเลย
ขอบคุณสำหรับคำอวยพรให้โชคเอ และกำลังใจต่าง ๆ ครับ
:impress2:
สำหรับนิยาย ก็ใกล้จบแล้วนะครับ ฝากติดตาม ฝากลุ้นว่าสุดท้ายแล้ว เรื่องดังกล่าวจะจบไปทางใด
จะสมหวัง หรือ จะทุกข์
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำและติชมครับ
:hao3:
-
:pig4:
-
:katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
-
:เฮ้อ: ขัดใจ
สู้ต่อไปนะคนแต่ง
-
เอ๋ อะไรยังไงนะ
-
บทที่ 27
แผนพิชิตรัก...พัง?
ตาม
ผมคิดถูกหรือเปล่าที่ทำตามคำแนะนำของบอส...?
“กูขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ยหมอ..?”
หมอฟันแห่งโรงพยาบาลตราดเอ่ยถามกับผม ขณะนี้พวกเรากำลังนั่งอยู่ที่อัฒจรรย์ในโรงเรียนสมัยมัธยมของทัพและบอส สนามกลางแจ้งแห่งนี้กำลังเป็นสถานที่ฝึกซ้อมการขับรถยนต์ของทัพ โดยมีคุณพ่อของเจ้าตัวดำเนินการสอนอยู่
เสียงโวยวายของทัพ ตามด้วยเสียงดุด่าอันเฉียบคมของพ่อดังคลอเป็นระยะ
ผมยกคิ้วเป็นคำตอบ สุดจะเอ่ยคำใด ทนายความฝีปากกล้าเพื่อนซี้ของผม จึงขันอาสาตอบแทน
“มีอะไรก็ว่ามาสิบอส”
“งั้นกูพูดกับพวกมึงทั้งสามคนเลยแล้วกัน” บอสกวาดตามายังพวกเราทุกคน “กูจะไม่มีวันให้ทัพกลับไปหาพี่ปริ๊นซ์อีกเด็ดขาด”
“เรื่องนั้นมันก็แน่อยู่แล้วเปล่าวะ จริงมั้ยมีน จริงมั้ยไอ้ตาม...”
ไอ้ตัวเล็กพยักหน้าแบบมึน ๆ ตามแบบฉบับของมัน ผมได้แต่นั่งคิดถึงความเป็นไปได้หลายต่อหลายอย่าง
“แต่ถ้าเจ้าตัวเขาจะรัก ก็ทำอะไรไม่ได้เปล่าวะ”
คำตอบของผมสร้างความเงียบให้ปกคลุมเป็นเวลาอีกหลายนาที
“เราขอพูดอะไรหน่อยสิ”
“เอาสิมีน”
เป็นพีเช่นเคย ที่ตอบรับคำเกริ่นสนทนาของมีน
“คนเราพออยู่กับอะไรจนเคยชิน มันก็จะไม่ค่อยเห็นคุณค่ามากนัก” ทุกคนจ้องไปที่มีนเป็นตาเดียว และราวกับนัดกันไว้ ไม่มีใครสักคนที่เข้าใจสิ่งที่ตัวเล็กต้องการจะสื่อ “คือแบบนี้นะพวกมึง ตามนะไล่จีบทัพมาหลายปีแล้ว ทัพก็ไม่มีทีท่าจะสนใจ แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธจริงจัง แล้วก็ไม่ได้แสดงออกว่ารำคาญมากมาย จริงมั้ย...?”
พวกเราพยักหน้าพร้อมกับคิดตาม
“ดังนั้น มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรต่อไปจริงมั้ย ถ้าตามยังทำตัวเหมือนเดิม” มันหยุดหายใจ เร่งเร้าให้ไอ้พีเขย่าแขนมันให้พูดต่อ ผมกลัวเหลือเกินว่าแขนมันจะหลุดเสียก่อน “ใจเย็นสิวะไอ้พี”
“กูเข้าใจแล้ว”
เป็นบอสที่ชิงแทรกพูดขึ้นมาก่อน
“ยังไงวะบอส”
“มึงหยุดก่อนพี” มีนพูดขัด “ก็คือทำให้มันแตกต่างไปจากเดิมใช่มั้ยบอส”
แล้วสองคนนั้นก็มองหน้ากัน ยิ้มแบบเจ้าเล่ห์ที่ชวนให้ผมและพีขนลุกตั้งชันด้วยความกลัว
“ใช่แล้ว ถ้าแบบนั้นได้ผลแน่ ๆ”
สายตาที่ดูมีเลศนัยของเพื่อนซี้กะทันหันก็มองปราดมาที่ผมพร้อมกัน
“มึงทำตามที่กูบอกก็พอนะตาม”
“อะไรวะบอส”
“เออ คืออะไรวะ กูอยากรู้ ไอ้มีนมึงบอกกูก่อนสิ”
คำโวยวายของพีถูกปราบให้สงบด้วยการกระซิบอะไรบางอย่างจากมีน ตาของมันลุกวาวแล้วแปรเปลี่ยนเป็นตาร้ายดูเจ้าเล่ห์เหมือนที่มีนและบอสเป็นก่อนหน้า จากนั้นก็พุ่งเป้ามาที่ผมอีกครั้ง
“ต่อไป... คือคำแนะนำจากพวกกูนะหมอ”
.
.
.
.
.
“กูไม่ไหวแล้วบอส มันชวนกูมาดูนั่งแล้วเป็นหนังรัก แถมซื้อตั๋วที่นั่งแบบเก้าอี้โซฟาอีก”
“เฮ้ย แล้วนี่มึงเผลอไปทำอะไรหรือยัง”
“ยัง กูอ้างว่ามาห้องน้ำ” ซึ่งผมก็มาห้องน้ำจริง ยืนดูเงาตัวเองในกระจก ทำไมช่างดูลุกลี้ลุกลนถึงเพียงนี้ “กูกลัวจะห้ามใจตัวเองไม่อยู่ กลัวจะทำอะไรเกินเลยไปมากกว่านี้ มันดูใจดีกับกูมากเหลือเกิน”
เสียงอืมในลำคอของบอสดังไปอีกหลายนาที ผมเดินออกมาหน้าห้องน้ำ เดินเรื่อยจนถึงประตูเข้าโรงหนัง ชั่งใจว่าควรเข้าไปนั่งดูหนังต่อดีมั้ย ว่ากันตามตรงผมดูหนังไม่รู้เรื่องเลย ใจผมสั่นตลอดเพราะมืออันอบอุ่นของทัพกอบกุมอยู่
“ตาม อยู่มั้ย”
“เออ”
ผมตอบไปด้วยอารามตกใจ
“ว่าไง”
“เป็นไปได้สองประเด็นนะ ที่ทัพมันทำแบบนี้ ประเด็นแรกคือ มันยังรู้สึกผิดเรื่องที่มึงได้รับบาดเจ็บเพราะมัน” ถ้าเป็นแบบนั้น ก็แค่ความเวทนาสงสารที่ผูกมัดเราอยู่สินะ ทำไมชีวิตกูน่าสมเพชขนาดนี้วะ “แต่อีกประเด็นก็คือ...”
ทิ้งช่วงนานมาก จนผมอยากด่า ติดว่ายังต้องพึ่งมันนะสิ เลยได้แต่มีขันติข่มใจรอฟัง
“บอส พูดมาเหอะ กูไม่ได้จะไปชิงโนเบล”
“กูไม่อยากฟันธง มึงต้องไม่เหลิงนะ”
“อืม ๆ”
“เป็นไปได้ว่า มันสัมผัสความเปลี่ยนไปในตัวมึงได้ เลยพยายามทำทุกวิถีทางให้มึงกลับมา”
แบบนั้นก็ดีสิวะ
“อย่าเพิ่งเหลิง”
คำพูดของบอส ทำให้ใจที่กำลังกระชุ่มกระชวยของผมแห้งดับทันควัน
“ไม่ได้แปลว่า แผนเราได้ผล ไม่ได้แปลว่า มันรักมึงแล้ว มึงฟังกูนะ เด็กเล่นของเล่นหนึ่งมานานจนไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าที่เคยมี วันหนึ่งถูกผู้ใหญ่เอาไป ก็โวยวายอยากได้ของคืนอยู่หลายวัน พอถึงวันที่สามที่สี่ ก็อาจลืม แล้วไปสนใจของเล่นชิ้นใหม่ก็ได้ ไม่มีอะไรการันตีว่าเด็กคนนั้นจะรักของเล่นชิ้นเก่านี่”
คำอนุมานของมันเล่นเอาซะผมสะอึก ขาเป๋ ไปต่อไม่ถูกเลย
“มึงไม่ต้องกลับเข้าโรงหนังแล้ว กลับระยองเลย กลับไปเลย ยังไงซะจันทร์นี้ ทัพก็ต้องไปทำงานที่นั้นอยู่แล้ว”
“แต่...” ผมกำลังจะทิ้งทัพไว้เหรอ “ทัพ....”
“ไม่มีแต่ ทิ้งไปเลย วัดใจกันไปเลย กูเชื่อว่าตอนนี้มันกลัวเสียมึงไปแน่นอน แต่ในฐานะไหนกูไม่รู้นะ เชื่อกูมั้ย ว่ามันไม่โทรมาด่ามึงแน่”
“จะดีเหรอวะ”
“ดี”
“......”
“ไป”
แม้ใจผมจะคัดค้านแค่ไหน ทว่าสุดท้ายร่างกายของผมก็พาผมเดินยาวมาจนถึงลานจอดรถ ผมทิ้งตัวเองลงบนบคนขับที่ครั้งหนึ่งทัพเคยจับพวงมาลัยนี้ไว้ด้วยความตื่นกลัว รอจังหวะเวลาที่หนังจบ แล้วผมก็ส่งข้อความไป
กูขอโทษนะ มีงานด่วน ขอกลับระยองก่อน
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
หลังจากเช้าวันนั้นที่ผมตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเจ้าของห้องได้จากไปแล้ว มีเพียงที่ว่างข้างตัวที่ตอกย้ำกระหน่ำในใจของผมว่า ผมทำทุกอย่างพลาด
แทนที่ผมจะใจเย็นแล้วอธิบายทุกเหตุผลให้ทัพฟัง ผมกลับปล่อยให้อารมณ์มันนำหน้าตรรกะต่าง ๆ แล้วย่ำยีทั้งร่างกายและจิตใจของคนที่รักผมและผมรัก แก้วที่ร้าวไม่มีทางที่จะประสานสนิทดังเดิม ความสัมพันธ์ของผมกับทัพก็เช่นกัน
“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้”
ไม่แปลกใจนักหรอก ที่จะเป็นเช่นนั้น การปิดโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งแรกที่ใครก็มักจะกระทำกันเมื่อเจอเรื่องที่กระทบจิตใจอย่างหนักหน่วง มือผมสั่น สั่นจนปล่อยให้อุปกรณ์สื่อสารที่มีตราแอปเปิลแหว่งด้านหลังตกลงพื้น แต่ตอนนี้ผมไม่สนหรอก ผมสนแต่เพียงว่าผมจะทำเช่นไรต่อไปดี
ทุกวินาทีหลังจากนั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน
ผมทุกรุมประณามจากเพื่อนทัพทุกคน ทั้งบอส ทั้งพี และยังโดนไอ้หมอบ้าโทรมาขู่สารพัด สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือนิ่งฟัง พูดแต่คำว่าครับ ตลอดเวลาหลายวัน
ถ้าพูดถึงแก๊งค์เพื่อนผมทั้งสามคนนะเหรอ ด่าผมหนักเสียยิ่งกว่าเพื่อนน้องสามคนก่อนหน้าเสียอีก เอาซะผมเละไม่มีชิ้นดี
พอผมรู้ว่าทัพหนีไปอยู่เกาะกูด ใจผมลอยไปถึงที่นั้นเรียบร้อย เตรียมลางานทุกอย่างแล้วพุ่งตรงไปเกาะกูดให้เร็วที่สุด แต่ก็ถูกเบรกสนิทด้วยฝีมือไอ้ปัน
“มึงเลิกคิดเลย ไม่ต้องกลับตราด มึงคิดว่ามึงไปแล้วอะไรจะดีขึ้นเหรอ”
“กูอยากเจอน้องอีกสักครั้ง”
“งั้นมึงก็สำนึกสิ่งที่มึงทำไปซะ บอสกำชับกูว่าห้ามให้มึงเจอหน้าทัพเด็ดขาด”
เสียงปันที่หนักแน่น เล่นเอาผมหงอไม่กล้าเถียง แม้ว่าในใจก็อยากจะถามว่าทำไมมึงถึงดูเกรงกลัวน้องบอสเป็นพิเศษ สุดท้ายมันก็ดังได้แค่เพียงในห้วงความคิดของผม เพราะผมไม่เคยกล้าเปล่งเสียงเอ่ยถามออกไป
แต่ละวันของผมจึงทำได้แค่เพียงกลับมานอนที่ห้องนี้ ทำความสะอาดห้อง ทำอาหารรอคอยการกลับมาของทัพ และเป็นเช้าธรรมดาอีกวันที่ผมนำอาหารตอนเย็นที่ทำเผื่อสำหรับทัพไว้มากิน แล้วทำอาหารมื้อเช้า แช่ใส่ตู้เย็น พร้อมติดโพสท์อิทว่า
“กินด้วยนะ”
ลงท้ายด้วยวันที่
โพสท์อิทหลายแผ่นถูกโยนทิ้งไว้ในถังขยะ
นี่ก็เป็นเวลาหลายวันแล้ว มันวนเวียนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ สุดท้ายอาหารมื้อเช้าก็คงกลายเป็นอาหารมื้อเย็นของผม เพราะเจ้าของห้องไม่เคยกลับมากิน
โทรศัพท์แผดเสียงลั่นดัง เป็นปันอีกครั้ง ช่วงนี้เราติดต่อมากเป็นพิเศษเพื่ออัพเดตเรื่องราวต่าง ๆ ของทัพ ผ่านการบอกเล่าของน้องบอสอีกที
“ว่าไงมึง ไอ้น้องหมอคนนั้นมันทำอะไรทัพหรือเปล่า”
ข่าวล่าสุดที่ผมทราบก็คือ หมอตาม ที่ไล่จีบทัพมาตลอด เดินทางถึงเกาะกูดเป็นที่เรียบร้อย มันคงทำคะแนนนำหน้าผมไปไกลแล้วล่ะ ไม่สิ ผมเองนี่แหละที่ทำร้ายตัวเอง หักคะแนนตัวเองจนน่าจะติดลบเป็นที่เรียบร้อย
“เหี้ย ปริ๊นซ์ มึงเปิดทีวีสิ เปิดทีวี...”
ผมไม่เข้าใจอะไรนัก แต่ก็ทำตามที่มันสั่ง เสียงพิธีกรหญิงในรายการข่าวดังเจื้อยแจ้ว โดยมีพิธีกรชายอีกคนคอยเสริม
“นั้นสิคะ ช่างเป็นการกระทำที่อุกอาจมาก”
“ครับ และจากการลอบทำร้ายในครั้งนี้ นอกจากร้อยตำรวจตรีวิพงษ์ ที่เสียชีวิตแล้ว ก็ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกสองคนนะครับ”
“ค่ะ ก็คือ คุณ ท. นามสมมตินะคะ ที่เคยถูกแทงจากคนร้ายคนเดิม เมื่อหลายเดือนก่อน ถ้ายังจำคดีบุกบ้านข้าราชการกระทรวงทรัพยากรฯ กันได้นะคะ และอีกคนคือ คุณ ต. นามสมมติ เช่นกันค่ะ รายนี้บาดเจ็บสาหัส เหยี่ยวข่าวรายงานว่า ยังไม่ฟื้นเลยนะคะ คุณวิชิต”
“น่ากลัวจริง ๆ นะครับ คุณโสภา ผมละกังวลใจ ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเกาะกูดได้ ...”
ผมช็อคอีกครั้ง
“มึง ยังอยู่ใช่มั้ย ไอ้ปริ๊นซ์”
เสียงปันเหมือนลอยจากที่ห่างไกลสักที่ หรืออันที่จริง ผมต่างหากที่หลุดลอยไปไกลแสนไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ
“กูจะกลับตราด”
“เหี้ย ไม่ได้ บอสสั่งกูไว้”
“กูไม่สน”
ผมตะคอกใส่โทรศัพท์
“กูจะไปหาทัพ”
“เออ ไปก็ไป ไป ตอนบ่ายได้มั้ย กูขอเคลียร์งานก่อน”
ผมไม่ตอบอะไร แต่ก็ไม่ค้านอะไร ซึ่งปันก็รับรู้ได้ว่า ผมตกลง มันวางหูไป ผมล้มตัวลงนั่งบนโซฟาของทัพ ชั่งใจถึงความเป็นไปได้ที่เราจะมีโอกาสได้กลับไปรักกันอีก สิ่งเดียวที่ผมนึกออกก็คือ ผมต้องพูดความจริง ต้องพูดความจริงทั้งหมดลงไป
ดังนั้นผมจึงเริ่มเล่าความจริงทั้งหมด จรดปากกาลงกระดาษ ถักทอเรื่องราวทั้งหมดลงไป
-------------------------------------------------------------
ทัพ
ผมตัดสินใจอะไรลงไปกันเนี่ย
แค่จดหมายเพียงฉบับเดียว เรื่องจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมอาจถูกพี่ปริ๊นซ์หลอกอีกครั้งก็ได้
“แต่ทำไมมีเพียงแค่ความจริงใจเท่านั้นล่ะ ที่ผมสัมผัสได้”
จดหมายยาวหนึ่งหน้าเอสี่ยับยู่ในมือของผมที่สั่นเทาด้วยความหวั่นไหว เสียงสั่นเครือร่ำไห้เพิ่งสงบผ่านพ้นไป อีกไม่กี่ชั่วโมงตามเวลาที่พี่ปริ๊นซ์บอก ผมก็จะได้เจอเขา คนที่ผมหลีกหนีมาตลอดหลายสัปดาห์
เสื้อตัวใหญ่ไซส์ XXL สีฟ้าสว่าง วางแผ่อยู่บนเตียงนอน ผมที่นั่งอยู่ปลายเตียงเหลียวหลังหันไปมองเสื้อตัวนั้นด้วยความรู้สึกสับสนระหว่างความตื้นตันใจและทุกข์ระทมใจ จนยากที่จะบอกได้ว่า ความรู้สึกใดมีอิทธิพลเหนือกว่า
ทัพจำได้ใช่มั้ย ว่าพี่ชอบสีฟ้า และพี่ก็จำได้ด้วยว่าทัพก็ชอบสีฟ้า เช่นกัน ...
ข้อความหนึ่งจากจดหมายที่ถูกทิ้งลอยตกลงที่พื้น พร้อมกับเสียงออดอันเป็นสัญญาณบอกว่ามีผู้มาเยือนดังขึ้น
ร่างกายทั้งหมดถูกดีดขึ้นมาราวกับโดนจี้จุดสำคัญ เหงื่อกาฬแตกพล่าน ความหนาวเย็นเคลื่อนมาครอบครองร่างกาย ร่างสันทัดยังยืนค้างอยู่ที่เดิม จวบจนเสียงสัญญาณดังเตือนเป็นคำรบที่สอง จึงเกิดการเคลื่อนไหวขึ้น
ประตูเปิดออก พร้อมกับบุคคลที่ยืนรออยู่ด้านหน้า...
-------------------------------------------------------------
ตาม
เสียงนาฬิกาปลุกดังกังวาน เวลาตีสี่ครึ่ง คือ เวลาที่ผมตื่นเป็นประจำ
บิดขี้เกียจ แล้วบังคับให้ร่างกายอันเหนื่อยล้าเหยียดยาวลุกจากเตียง ความงัวเงียยังไม่สร่างซาหายไป แต่การทำงานกำลังเริ่มขึ้นแล้ว
ชีวิตผมกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
หยกจากไปแล้ว...
หลังจากที่ทัพขับรถผมอย่างทุลักทุเลเพื่อพาผมจนถึงบ้านพัก ในตอนเย็นผมก็ได้ทราบว่า หยกมีอาการหวาดกลัว จิตตก และเกือบผ่าตัดผิดพลาด ทางโรงพยาบาลจึงได้ส่งหยกไปวินิจฉัยอาการที่กรุงเทพฯ และพบว่าหยกมีอการโรคซึมเศร้าผสมกับโรคบุคลิกภาพแปรปรวน และหมอได้แนะนำให้หยกหยุดพักรักษาตัวให้หายขาดก่อนที่จะกลับไปดำเนินอาชีพแพทย์ต่อ
ผมได้ปรึกษากับหมอเจ้าของไข้ของหยกแล้ว เราต่างลงความเห็นว่า ผมอาจเป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้หยกมีอาการหนักขึ้น ดังนั้นการขาดการติดต่อไปเลยจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ดังเช่นที่บอสว่าไว้ ทัพไม่ได้ติดใจโทรมาหาผมแต่อย่างใด หรือถึงทัพจะติดใจ มันก็ไม่มีทางจะโทรหาผมในช่วงเวลานี้แน่ ๆ
“แสดงว่า มันกลัวมึงสินะตาม”
เสียงของพีดังขึ้น เรากำลังประชุมสายกันสี่คน
“เอาตรง ๆ เลย กูรู้สึกไม่ดีที่กำลังแกล้งเพื่อนกู แต่ก็มาขนาดนี้แล้ว ถ้ามึงยังจีบมันไม่ติดนะไอ้หมอ กูจะพาทัพไปบวช”
เสียงหัวเราะของเราสามคนดังพร้อมกัน
“แต่ว่า กูสงสารมันหวะ” เสียงเคร่งเครียดอันผิดปกติของพี ดึงความเงียบให้ปกคลุมทันใด “มึงจำวันที่มันพามึงกลับระยองได้มั้ย มานอนห้องกู บ่นทั้งคืน ดูมันซึม มันคงช็อคที่มึงเปลี่ยนไป แล้วดูมันก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าเป็นอะไรอยู่ รวมทั้งไม่เข้าใจมึงด้วย”
“แต่ว่า กูมั่นใจว่า ทัพยังไม่ได้รู้สึกชอบมึง” เสียงของพีดังต่อ “อาจเพราะว่ารู้สึกแย่ที่ทำให้มึงบาดเจ็บ แล้วก็กลัวว่ามึงอาจจะกำลังโกรธมันย้อนหลัง แบบเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าโกรธ หรืออาจเคยชินกับพฤติกรรมเดิม ๆ ของมึง ที่ถึงปากมันจะบ่นว่าไม่ชอบ แต่กูว่ามันก็เคยชิน”
“แสดงว่า พวกเราถือไพ่เหนือกว่านะ”
เสียงบอสดังขานรับ หลังจากพีเล่าเรื่องดังกล่าวเสร็จ
“แล้วทำไมมึงเพิ่งเล่าวะพี”
ผมถามกลับด้วยความรู้สึกผิดที่กำลังหลอกลวงคนที่ผมรัก
“ก็กูเพิ่งนึกได้นี่หว่า”
“เราขอพูดอะไรหน่อยสิ”
“พูดมามีน”
บอสผู้เกรี้ยวกราดกระแทกเสียงตอบในทันที
“เราสร้างกรุ๊ปไลน์อะไรแบบนี้มั้ย มาประชุมสายกันแบบนี้แล้วเรางงมากเลย ไม่รู้จะฟังใครก่อนดี”
และนั่นก็เป็นที่มาของไลน์กรุ๊ปที่ผมกำลังไล่อ่าน ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมันพ่นกันเอาไว้
“ทำกันไปได้พวกมึงสามคน คืนเดียว ร้อยกว่าข้อความ”
ผมกำลังเดินจากบ้านพักเพื่อเข้าไปโรงพยาบาล มือก็เลื่อนอ่านข้อความต่าง ๆ ไปด้วย สารพันวิธีการที่มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง สำหรับแผนจัดการทัพ จนผมมาสะดุดที่รูปถ่ายของใครสักคนที่ผมคุ้นตา
มันคือรูปของทัพกับพี่ปริ๊นซ์ที่กำลังหัวเราะกันอยู่หน้าร้านอาหาร ตามด้วยรูปของสองคนนั้นกำลังจับมือเดินอยู่หน้าบอร์ดแสดงรายชื่อหนัง
“นี่มันคืออะไรวะพี มึงไปถ่ายรูปมาได้ยังไง”
“หา ใครอะ อะไรนะ”
พีรับสายแทบจะในทันทีที่ผมโทรหา เสียงงัวเงียของมันบ่งชัดว่าเพื่อนของผมยังทิ้งร่างจมอยู่บนเตียงนอน
“มึงตื่นสิ กูถามว่ารูปนะ”
“อ้าว เฮ้ย ตาม เห็นรูปแล้วเหรอวะ” เสียงงัวเงียจางหายไป “คือแบบนี้ เมื่อวานกูไปกินข้าวกับหลินที่เซนทรัลตามปกติ แล้วก็เห็นเลยหวะ เห็นแม่งเดินกะหนุงกะหนิงจับมือกันมา กูแทบจะเข้าไปต่อยหน้าไอ้ทัพแล้ว อยากจะเอาเลือดปลุกสติมันซะหน่อย ว่าไอ้ที่มันเจ็บแทบตาย ต้องหนีไปพักใจถึงเกาะกูด มันไม่มีค่าเลยเหรอวะ แม่งเอ๊ย....”
มือกำโทรศัพท์แน่นด้วยความเคียดแค้น ไม่สิ ความโกรธที่ทัพไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ผมอยากอยู่ในเหตุการณ์ เพราะถ้าผมอยู่ สิ่งแรกที่ผมจะทำก็คือ ชกหน้าไอ้ปริ๊นซ์ จากนั้นค่อยกระชากคอไอ้ทัพมาถามว่า นี่มันเรื่องบ้าอะไร
แต่ในความเป็นจริง สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือ ฟังเรื่องราวต่าง ๆ จากเพื่อนซี้
“มึงก็ใจเย็นก่อนนะ เราลองทำตามแผนไปก่อน กูคุยกันสามคนแล้วว่า จะแกล้งให้ไอ้มีนเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามเรื่องนี้ มึงเบาใจได้”
ฝนเริ่มปรอยตกแล้ว เป็นธรรมดาของจังหวัดระยองที่จะมีฝนตกในช่วงนี้ทั้งที่ใกล้สิ้นปีแล้ว หมอ พยาบาล และบุคคลาการของโรงพยาบาล รวมถึงคนไข้และญาติ ต่างวิ่งกรูกันเข้าไปหลบฝน
ต่างจากแพทย์หนุ่มอย่างผม ที่ยืนกุมโทรศัพท์ปล่อยให้หยาดฝนพรำเปียกสรรพางค์กาย
เบาใจเหรอ...
หรือจริง ๆ แล้ว สิ่งที่ผมควรถามอย่างแท้จริงก็คือ
ตัดใจ
-------------------------------------------------------------
(ต่อด้านล่าง)
-
(ต่อจากด้านบน)
ทัพ
วันจันทร์ เป็นวันที่น่าเบื่อที่สุดสำหรับชีวิตผม
ผมชอบวันศุกร์เพราะผมเกิดวันศุกร์ อีกทั้งวันศุกร์ยังเป็นสุดสัปดาห์ที่มีแต่ความสุข ทุกคนได้พักผ่อน ได้ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ได้กลับมานอนพักผ่อน จะทำอะไรดึกดื่นแค่ไหนก็ได้ เพราะวันพรุ่งนี้ไม่ต้องทำงาน
ตามปกติแล้วนั้น รถตู้บริษัทต้องกำลังพาผมไปส่งโรงงานที่ระยอง
ทว่าวันนี้ผมเลือกที่จะใช้รถโดยสารส่วนตัวพาผมมาส่ง
สารถีสุดหล่อของผมกำลังขับรถไปพลางและฮัมเพลงไปพลาง เสียงเขาอาจไม่ดีเหมือนกับเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนที่ดีเลิศไปทุกด้าน แต่เขาก็คือ รักแรกอันแสนนิรันดร์ของผมเสมอ
พี่ปริ๊นซ์หันมายิ้มให้ผม
“ไง ง่วงหรือเปล่า” ผมส่ายหัวอย่างว่าง่าย “อยากกินอะไรก่อนถึงโรงงานมั้ย เวลายังเหลือนะ”
เป็นอีกครั้งที่ผมเลือกส่ายหัว ยิ้มตอบให้กับรอยยิ้มอันอบอุ่นของพี่ปริ๊นซ์ แววตาอันสดใสมองปราดที่ผมอย่างทะนุถนอมก่อนจะพุ่งตรงไปยังถนนเบื้องหน้า ความเร็วแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงที่พารถคันงามโฉบไปบนผิวถนน ฝนเริ่มปรอยตกสาดซัดกลับมาที่กระจกหน้ารถ แผงปัดน้ำฝนทำงานอัตโนมัติ มีเสียงกระทบกลับไปมาเป็นจังหวะประกอบกับอากาศที่เริ่มเย็นขึ้น ยิ่งขับกล่อมให้ผมเริ่มง่วงนอน
“งีบสักหน่อยมั้ยละอ้วน”
หลังจากสิ้นเสียงหาวของผมในรอบที่ 3 สารถีของผมก็แนะนำพร้อมกับเสียหัวเราะ
“ผมไม่อ้วนแล้วซะหน่อย”
“เหรอ... พี่ว่าอ้วนขึ้นมานิดหนึ่งนะ”
น้ำเสียงพินิจพิเคราะห์แม้ปราศจากการสังเกตด้วยสายตาเร่งเร้าให้ผมรู้สึกโมโห
“เชอะ เพราะใครล่ะ...”
งอน สะบัด หันหน้ามองไปข้างนอก ไม่มองแล้วไอ้คนขับเนี่ย
“โอ้ ๆ พี่ขอโทษ นี่ไง พี่ก็ยอมทุกอย่างแล้ว”
รถแล่นต่อไป และกำลังเลี้ยวเข้าเขตนิคมอุตสาหกรรมที่ผมทำงานอยู่ ฟ้าร่ำไห้หนักกว่าเดิมจนราวกับว่าบัดนี้เป็นเวลาหัวค่ำมากกว่าจะเป็นเวลารุ่งเช้าก่อนเคารพธงชาติ
“พี่ปริ๊นซ์”
“ครับ”
โรงงานของผมตั้งเด่นอยู่ด้านหน้า อีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงสถานที่ทำงานของผมแล้ว
“พวกเราตัดสินใจถูกแล้วใช่มั้ยพี่”
“ครับ เชื่อพี่เถอะ”
เสียงมั่นใจยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้ว่า ผมเดินมาถูกทางแล้ว
-------------------------------------------------------------
ตาม
สมาธิเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับการเป็นแพทย์ แต่สำหรับนายแพทย์ฐาพลในวันนี้ เขาควรจะตามหาสมาธิเป็นอย่างแรง
ใช่แล้ว ผมไม่มีสมาธิเอาเสียเลย
อยากจะเดินออกไปตะโกนให้ดังลั่นว่า
“ทำไมฟ้าต้องกลั่นแกล้งกูแบบนี้ด้วยวะ”
อุตส่าห์วางแผนเสียอย่างดิบดี ทำหน้าปั้นปึ่งบึ้งตึงใส่ทัพมาหลายวัน ต้องเสแสร้งเย็นชา ทั้งที่ใจจริงอยากพูดกวนประสาทใส่มันทุกประโยคที่มันเอ่ย อยากจะแซวมัน หยอดคำหวานแบบที่เคย บาดแผลถึงแม้จะสมานได้อย่างรวดเร็ว แต่ผมก็อยากจะแกล้งเจ็บปวดเพื่อออดอ้อนคนที่ผมรักเช่นกัน
ใช่สิ...
ทัพเป็นแค่คนที่รัก ไม่เคยรักผมนี่นา
“ครับ กินยาตามหมอสั่งนะครับ แล้วก็อย่าทานน้ำเย็น”
ผมยกมือรับไหว้คนไข้ ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มเพื่อสอบถามอาการคนไข้รายถัดไปที่เดินเข้ามาในห้อง
“ครับ อาการเป็นเช่นไรบ้างครับ...?”
แล้วคนไข้ก็เริ่มเล่าอาการต่าง ๆ ชีวิตทั้งวันของผมวนเวียนน่าเบื่ออยู่เช่นนั้น ฝนก็ตกกระหน่ำอยู่ด้านนอก กลิ่นของความชื้นแฉะกระจายทั่วในบรรยากาศ ตอกย้ำความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าของผมให้เจ็บหนักกว่าเดิม
“คุณบีครับ” ผมคุยกับพยาบาลเวร “ผมขอพักสักสิบห้านาทีนะครับ”
“ได้ค่ะหมอ หมอพักเถอะค่ะ นี่ก็จะบ่ายโมงแล้ว หมอไปทานข้าวก่อนเถอะค่ะ”
แท้จริงแล้วเจตนาของผมไม่ใช่เพื่อมากินข้าวแต่อย่างใด แต่เป็นการโทรศัพท์ ลังเลใจอยู่หลายนาทีว่าจะโทรดีมั้ย
“เอาวะ”
กลั้นใจ กดโทรออกไปแล้ว เสียงสัญญาณดังได้เพียงครั้งเดียว ผมก็กดตัดทันที
“ทำไมเป็นแบบนี้วะกู เฮ้ย... เหี้ย”
เสียงท้ายเกิดขึ้นเพราะตกใจในเสียงแผดร้องของโลหะในอุ้งมือ เบอร์จากคนที่เพิ่งโทรไปกำลังฉายชัดพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ทำให้ใจผมสั่นรัวไม่เป็นจังหวะ
“มีอะไรหรือเปล่าตาม...?”
อีกฝ่ายยิงคำถามมาทันที่ที่ผมกดรับ
“เออ ... คือ”
“คือ...?”
เสียงอีกฝ่ายดูสบาย ไม่เร่งรีบ
“คือ.....”
“มึงกินข้าวหรือยัง?”
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ทัพถามผมก่อน
“ยัง เพิ่งตรวจคนไข้เสร็จ”
“งั้นก็ไปกิน” นี่ผมฟังผิดไปหรือเปล่า “แผลหายดีแล้วใช่มั้ย รักษาสุขภาพด้วย กูทำงานก่อนนะ”
แล้วมันก็วางหูไปโดยไม่ฟังคำล่ำลา ผมยืนมองสายฝนพรำอย่างเหงางอย ก่อนจะตัดสินใจโทรหาอีกสาย
“บอส ว่างคุยมั้ย”
“อืม ได้อยู่ มีตรวจอีกทีบ่ายโมงสิบห้า”
“กูว่า แผนที่เราทำมันไม่ได้ผล กูสับสนไปหมดแล้ว เดาทางทัพไม่ถูกเลยว่ามันต้องการอะไร”
“ยังไงวะ?”
“เมื่อกี้ คุยกับมัน” หรือผมควรเล่าเหตุการณ์ให้ตรงตามจริง “คือที่จริง กูจะโทรไป แต่แค่ดังติ๊ดเดียว กูก็วางหูเลย ไม่กล้าคุย ไม่รู้จะคุยอะไรด้วยแหละ แค่ไม่กี่วิหลังจากนั้น ทัพก็โทรกลับ ก็ยังเย็นชาใส่กูเหมือนเดิม ไม่ได้ทำท่าเอาอกเอาใจกูเหมือนเมื่อวันเสาร์”
“ก็มองได้หลายแง่นะ แล้วยังไงต่อ”
“หลายแง่ยังไงวะ”
“ลองเล่ามาก่อน”
“กูก็ไม่รู้จะคุยอะไร ก็ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แล้วมันก็บอกว่า ให้กินข้าวด้วย แผลหายหรือยัง รักษาสุขภาพ แล้วก็วางหูไป”
“หืมมม คนอย่างไอ้ทัพเนี่ยนะจะพูดคำแบบนี้” เราเงียบใส่กัน “แปลกนะ กูว่า”
“ใช่มั้ย กูก็ว่าแปลก”
“อย่างที่กูบอก มองได้หลายแง่ เป็นไปได้ว่ายังรู้สึกผิดเรื่องที่ทำมึงบาดเจ็บอยู่ แต่ความรู้สึกเดิม ๆ ที่เฉยชามึงก็เริ่มกลับมาแล้ว ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น เป็นไปได้ว่าเย็นนี้ ทัพมันอาจชวนมึงไปกินข้าว”
ผมเงียบคิดตามหมอฟัน เพื่อนสนิทของทัพกรณ์
“ส่วนอีกประการก็คือ มันอาจเห็นความแปลกเฉยชาของมึง แล้วก็ทำใจได้แล้ว เลยอาจจะย้อนกลับไปเป็นเพื่อนกับมึงเหมือนตอนแรก อารมณ์เริ่มต้นใหม่ในฐานะเพื่อนกระมัง”
“ไม่เอาดิ แบบนี้ก็ไม่ใช่ทุกอย่างที่กูคาดหวังสิ”
ไม่มีทาง สิ่งที่ผมคาดหวังก็คือ ทัพต้องเห็นค่าของผม แล้วออกไล่ตามผม เหมือนที่ตลอดเวลาผมไล่ตามทัพมาตลอด
ผมยอมหลอกทัพ ทั้งที่เป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่ผมอยากจะกระทำ เพราะว่ามันคือโอกาสสุดท้ายของผมแล้ว หลังจากนี้ไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ม้าจะเป็นคนกุมชีวิตผมแล้ว
“ใจเย็นก่อนมึง นี่ยังไม่ถึงเดือน มึงไล่จีบทัพมาตั้งกี่ปี ทนหน่อยไม่ได้เหรอวะ”
แต่กูเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนแล้วต่างหากเว้ย
“อืม” ถอนหายใจด้วยความอ่อนโรยและหมดหวัง “รอดูแล้วกัน”
“อย่าเพิ่งหมดหวัง กูจะลองลงมือทางฝั่งกูบ้างแล้ว โชคดี...”
แล้วบอสก็วางหูไปโดยไม่ล่ำลา ไม่ต่างอะไรจากเพื่อนสนิทมันสักนิด
ผมทำงานครึ่งบ่ายอย่างหมดแรง หอบร่างอันไร้พลังงานเดินออกมา หมายไปหาของกินที่ตลาดนัดใกล้ ๆ โรงพยาบาล คอที่ห้อยตกทำให้ผมไม่เห็นผู้คนรอบข้าง ด้วยอาการหมดอาลัยตายอยากดังกล่าว ทำให้ผมเดินไปประจันหน้ากับคนคนหนึ่งที่ขวางทางผมอยู่
“ขอโทษด้วยครับ”
ผมตอบอย่างอ่อนแรง ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามามอง
“ไม่ทักกันหน่อยเหรอ”
ผมเงยหน้ามองเจ้าของเสียง
“ว่าไงหมอ สบายดีมั้ย”
ผู้ที่สูงกว่าผมเล็กน้อย กำลังยิ้มโปรยเสน่ห์ มือโบกทักทายอย่างไว้ที เรียกเสียงกระซิบกระซาบชื่นชมในหน้าตาได้จากทั้งพยาบาลสาวและคนไข้ที่ผ่านไปมา
“ไปกินข้าวเย็นกัน ทัพสั่งมาว่าหัวเด็ดตีนขาด ก็ต้องลากหมอไปด้วยให้ได้ หมออย่าดื้อเลยนะ”
พี่ปริ๊นซ์ยิ้มให้ผม ที่กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตก
นี่มันเรื่องอะไรกันวะเนี่ย...?
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 27
อีกไม่กี่บท นิยายเรื่องแรกของผม ก็จะจบแล้วครับ
ดังนั้นในช่วงโค้งสุดท้าย รูปแบบการเขียนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยนะครับ
กล่าวคือ จะไม่มีพาร์ทอดีตก่อน แล้วตามด้วยพาร์ทปัจจุบัน
แต่จะเป็นการถ่ายทอดผ่านมุมมองของตัวละครนะครับ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ กำลังใจ และติชม ของทุกท่านฮะ
:katai4:
-
อะไรอย่างไรหนอ
-
:hao7: :hao7: :hao7:
-
……
จะเอายังไงดีน้าาา
รักแรกอันแสนนิรันดร์กับพี่ปริ๊นซ์
หรือรักทรหดที่ซื่อสัตย์อย่างเพื่อนตาม
ทางไหนดี ทางไหนดี
:serius2: :a5: :serius2: :a5: :serius2: :a5: :serius2: :a5:
…………
-
เอ๋ อะไรหว่า งง
-
คือตอนนี้ปริ๊นซ์จะอะไรยังไง แล้วจะมาเอาตัวหมอตามไปให้ทัพทำไม จะเคลียร์กันเหรอ?รอลุ้นจ้า
-
บทที่ 28
แผนก็ต้องซ้อนแผนสิ
สัมผัสกอดรัดที่โอบอุ้มให้ฉันต้องนอนอยู่บนเตียงอันเย็นเยียบ ผ้าห่มที่กองอยู่ตรงปลายเท้าไม่สามารถที่จะเคลื่อนที่ขึ้นมาห่อหุ้มได้ด้วยตัวมันเอง ความมืดมิดแห่งรัตติกาลยิ่งย้ำซ้ำถึงความเหงาที่กระจายสะท้านไปทั่วสถานที่แห่งนี้ เสียงกรีดร้องที่ดังเป็นระยะสลับกับเสียงร่ำไห้ที่อาจกินเวลายาวนานไปอีกหลายชั่วโมง
“ฉันทำอะไรอยู่....?”
เสียงในใจกังวานขึ้น แล้วสะท้อนกลับไปกลับมาจนหรี่เงียบหายไป
“ฉันคือคนที่เก่ง คนที่มีความสามารถ”
ความคิดกลับมาทำงานอีกครั้ง ในห้องพักดุจคุกมีเพียงเสียงหัวใจเต้นของฉันเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อน เป็นเวลาเนิ่นนานราวกับชั่วกัลปาวสานที่ถูกจองจำอยู่ในที่แห่งนี้ แม้ความเป็นจริงจะกินเวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ก็ตาม
ร่างสะท้านของหญิงสาวคนดังกล่าว นอนอย่างน่าสังเวช ตัวของเธอสั่นสะท้าน ดวงตาที่ลุกวาวมองหมายไปยังประตูทางออก ยาคลายความเครียดที่เธอได้รับกำลังหมดฤทธิ์ในไม่ช้า เรี่ยวแรงอันเหือดแห้งก็หวนกลับมาบริบูรณ์
เท้าอันสั่นเทาของเธอสัมผัสกับความหนาวเย็นของพื้นด้านล่าง แต่การถูกติดตรึงบนเตียงนอนเป็นเวลาหลายวันอันเป็นผลจากการอาละวาดทำลายข้าวของ ทำให้ขาของเธอไม่สามารถรับน้ำหนักกายได้ทันที เธอจึงกองตัวนอนลงที่พื้น
รวบรวมพละกำลัง ผลักตัวเองให้ลุกขึ้นยืน มือสัมผัสลูกบิดประตูที่ไม่ได้ลงกลอนจากด้านนอกเหมือนเช่นทุกคืน ทางเดินยาวมีไฟเพียงสลัว หญิงสาวเอาส่วนหลังแนบชิดติดผนังและพยายามย่างก้าวให้แผ่วเบาแต่รวดเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้
“คนไข้ห้อง 423 อาละวาดทีฉันละเหนื่อย”
เสียงคนคุยกันดังแว่วไม่ไกล พร้อมกับฝีเท้าก้าวฉับที่ดังคมสะท้านไปทั้งบริเวณ
“นั้นสิ ต้องบอกคุณหมอให้เพิ่มยาแล้วหล่ะ”
หญิงสาวทำได้เพียงแนบตัวให้ชิดกับผนังมากที่สุด แต่ก็คงไม่สามารถหลบเลี่ยงได้เป็นแน่ สุดท้ายแล้วเธอก็อาจต้องถูกคุมขังอีกครั้งหนึ่ง แล้วทันใดนั้นความเย็นเยียบของโลหะที่เป็นวัสดุหลักของลูกบิดประตูก็ปะทะผิวกายของเธอ เธอตัดสินใจลองบิดประตู ช่างโชคดีที่ห้องพักแห่งนี้ก็ไม่ได้ล็อค
หน้าแนบชิดติดกับประตูห้อง หูเอียงสัมผัสรอฟังเสียงจากภายนอก ในขณะที่หูอีกข้างก็ฟังเสียงละเมอของเจ้าของห้องที่นอนอยู่บนเตียง ตาปิดสนิท แต่ปากยังพร่ำเพ้อถึงเรื่องต่าง ๆ
“ไม่ ไม่ อย่าฆ่าฉัน อย่าฆ่าพ่อแม่ฉัน อย่า อย่า ฉันกลัวแล้ว อย่า....”
เสียงฝีเท้าแผ่วจางหายไป เป็นสัญญาณแสดงถึงทางสะดวก เธอจึงคลายลูกบิด แล้วเดินออกไปจากห้องที่ยังมีสำเนียงสะท้านน่าสงสารของเจ้าห้องละเมอลอยออกมา
“ปริ๊นซ์ ....... ฮือ ๆ ช่วยเราด้วย...”
หลังจากเดินออกจากห้องหญิงละเมอมาได้ไม่นาน เธอก็พบรถเข็นทำแผลวางเหงาหลบมุมตรงปลายทางเดิน มีดเล่มเล็กเล่มหนึ่งสะท้อนแสงเพียงสลัวที่วางสงบนิ่งใกล้กองผ้าทำแผลก็ถูกโอนย้ายมาอยู่ในมือของเธอ
“คุณทำอะไรอยู่นะคะ”
เสียงคนหลายคนวิ่งกรูมาทางเธอ เธอได้แต่ยืนยิ้มแล้วซ่อนมีดด้ามคมดังกล่าวไว้พร้อมกับยกมือสองข้างอย่างยินยอม พันธนาการรัดรุมรอบตัวเธออีกครั้ง
“ฉันต้องออกไปให้ได้...”
ความแน่วแน่ฉายชัดออกมาทางใบหน้าแม้ร่างกายจะโดนมัดตรึงอยู่บนเตียงในห้องนอนเดิมอีกครั้ง
“รอก่อนนะ ตาม”
-------------------------------------------------------------
ตาม
ผมกำลังทำบ้าอะไรอยู่...!!
นอกจากจะยอมให้พี่ปริ๊นซ์พาออกมาข้างนอกอย่างง่ายดายเพื่อไปนั่งมองทั้งทัพและพี่ปริ๊นซ์กินข้าวสวีทหวานแหววบาดใจตัวเองในทุกคำอาหารที่สองคนต่างผลัดกันตักให้กัน ผมยังยอมที่จะมาเที่ยวสถานอโคจรต่ออีกเหรอ
“อ้าว หมอ ไม่เจอกันนาน”
ม่อน... เพื่อนสมัยประถมของทัพยืนรออยู่ที่หน้าผับ เขายังตัวใหญ่ล่ำ แขนพองเกินลำตัวอยู่เช่นเคย ม่อนและทัพต่อยกลับไปมาราวเด็กเล่นเกมส์ต่อยมวยกันเล็กน้อย แล้วทั้งสองคนก็กอดคอกันเดินเข้าผับไป
“น้องตาม เข้าไปกัน”
ได้แต่เดินตามร่างสูงของเจ้าของเสียงไป ผ่านการตรวจบัตรประชาชน ตรวจอาวุธ แล้วก็มายืนท่ามกลางแสงสีและเสียงเพลง พร้อมกับเสียงกระซิบพูดคุยของผู้คนมากมาย
“เคยมามั้ยเนี่ย น้องตาม”
“เคยครับ”
จะไม่เคยมาได้อย่างไร ระยองเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ที่เที่ยวกลางคืนที่พอจะมีคลาสบ้างก็มีเพียงไม่กี่ที่ ผมเคยมาผับนี้กับเพื่อนร่วมงานออกจะบ่อย ก็รวมถึงหยกด้วยแหละ แต่หลังจากที่อะไรหลายต่อหลายอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สถานที่นี้จึงเป็นสถานที่แรกที่ผมเลือกที่จะหลีกเลี่ยง
พวกเราสี่คนนั่งบนโต๊ะโซฟามุมร้าน สั่งเหล้าและกับแกล้มมาเล็กน้อย บทสนทนาหมดโต๊ะถูกดำเนินจากทัพและม่อนเพียงสองคน ส่วนผมกับพี่ปริ๊นซ์ได้แต่นั่งเงียบ
ย้อนกลับไปเมื่อสองชั่วโมงก่อน
“ว่าไงครับหมอน้องตาม จะไปมั้ย”
ได้แต่ยืนอึ้งอยู่แค่นั้น แล้วผมก็พยักหน้าหนึ่งทีเป็นสัญญาณว่า ไปก็ไป ฝ่ายตรงข้ามยิ้มให้ผมหนึ่งที พลางผายมือให้ผมเดินตามไปที่รถยนต์คันที่ทัพนั่งกดมือถือรออยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับ
มีเพียงสายตาเย็นชาที่มองมา ไร้คำทักทาย ไร้ภาษากายอื่นใด ผมเปิดประตูเข้าไปนั่งด้านหลังเงียบ ๆ เหมือนวิญญาณที่ล่องลอย รู้ตัวอีกทีก็อยู่บนโต๊ะอาหารแล้ว
“น้องตาม....” มือใหญ่โบกสะบัดตรงหน้าผม “พี่ถามว่า จะกินอะไร?”
เมนูใหญ่ถูกเสือกเข้ามาในอุ้งมือของผม
“กินได้หมดครับ”
“โอเค” พี่ปริ๊นซ์หันหน้าไปทางพนักงานที่เตรียดจดรายการอาหาร “ยำสามกรอบนะครับ ต้มยำกุ้ง ขอเผ็ด ๆ หน่อยนะครับ แล้วก็ผัดผักบุ้งไฟแดง ใส่หมูกรอบด้วยแล้วกันนะครับ ทัพเอาอะไรอีกมั้ย...?”
มันส่ายหัว ช่างเป็นมื้ออาหารที่แสนอึดอัด เราไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก เหมือนที่ผมก็ไม่ได้กินอะไรมากนัก อาหารบนโต๊ะทุกอย่างล้วนแล้วเผ็ดเกินกว่าที่ลิ้นของผมจะรับได้ ราวกับว่าอาหารเซตนี้ถูกสั่งมาสำหรับสองคนตรงหน้า ไม่ใช่เพื่อผม
“ไม่ค่อยอร่อยเหรอหมอ”
“เปล่าครับ ผมกินเผ็ดไม่ค่อยเก่ง”
“อ้าว ไม่บอกก่อนเล่า” สีหน้าตกใจของอีกฝ่ายเล่นเอาผมแปลกใจ เขาโบกมือเรียกพนักงานเสิร์ฟเพื่อสั่งไข่เจียวหมูสับเพิ่มให้ผมโดยเฉพาะ “รอแปบละกันนะครับ”
“ครับ”
“ก็เข้าใจว่ากินได้”
“เมื่อก่อนก็พยายามฝึกกินเผ็ดอยู่แหละครับ” ผมตั้งใจมองไปที่ทัพ ซึ่งกำลังบรรจงกินข้าวอย่างเอาเป็นเอาตาย “แต่ตอนนี้ ผมพอแล้ว พยายามไปก็ไม่มีประโยชน์ มันถึงเวลาที่ผมจะเป็นตัวของตัวเอง ไปหาอะไรใหม่ ๆ บ้าง”
“ก็ฟังดูดีนี่ ถ้ามันไม่ใช่ฝืนไปก็ไม่ใช่”
คำตอบไม่ได้มาจากพี่ปริ๊นซ์ แต่มาจากทัพที่ยังตักข้าวใส่ปาก บอกที่อาหารตรงหน้า ไม่มีแม้แต่เสี้ยวเดียวที่มันจะเงยหน้ามองผม
“พี่ปริ๊นซ์ทานกุ้งครับ ผมแกะให้แล้ว” กุ้งตัวเขื่องแกะเปลือกออกอย่างสวยงาม 2-3 ตัว ถูกวางเรียงตัวสวยบนจานคนข้าง ๆ แล้วดวงตากลมโตก็จ้องจับคนตรงข้ามอย่างผม “มึงสั่งต้มจืดเพิ่มมั้ย...? กินแบบที่ชอบกินนะดีแล้ว อย่าฝืนอะไรที่เป็นไปไม่ได้ กินเผ็ดไปก็ร้อน สุดท้ายน้ำตาก็ไหล ไม่มีประโยชน์หรอก”
“อืม”
เราสองคนจ้องตากันเนิ่นนาน....
นานจนไข่เจียวหมูสับมา
นานจนต้มจืดที่เป็นกับข้าวจานสุดท้ายหมดเกลี้ยงทุกหยดจากฝีมือของผม
จนมาถึงตอนนี้ก็มีเพียงแก้วเหล้าข้างหน้าที่ผมจับจ้องอยู่
“เฮ้ย ทัพ กูไปหาเพื่อนกูแปบนะ”
ม่อนจากไปพร้อมแก้วเหล้า เสียงทักทายโหวกเหวกดังอยู่อีกมุมหนึ่งของร้าน ท่ามกลางเสียงเพลงแดนซ์ที่กระหึ่มไปทั่วบริเวณ
“สรุปเรียกผมมาทำไม”
“อ้อ” คนตัวสูงฉายยิ้มออกมา “เกือบลืมไปเลย คือ พี่กับทัพอยากขอบคุณตามนะ ที่ช่วยดูแลทัพให้ตลอดเวลาที่พี่กับทัพ”
ฝ่ามือสอดประสานกัน นิ้วต่อนิ้ว ที่สอดกุม
“เข้าใจผิดกันนะ ตอนนี้ทุกอย่างปกติแล้ว ขอบคุณจริง ๆ”
ไม่มีคำตอบรับใด ร่างอันเหนื่อยล้าของผมผุดเหยียดขึ้น หัวตื้อไปหมด สมองผมไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว จิตใต้สำนึกมันมาผมออกมายืนหน้าร้าน ใกล้กลุ่มคนที่ยืนสูบบุหรี่หน้าห้องน้ำ ตาผมแห้งผาก แม้ว่าผมอยากให้มีน้ำสักหยดหลั่งรินออกมา ทว่าก็มีแต่ความว่างเปล่าในหัวใจเหมือนกับดินแล้งแห้งผาก
“ว่าไงหมอ”
“ไม่ได้ผลหวะ บอส”
โทรศัพท์มือถือกำแน่น ความปวดร้าวมือแพร่กระจายไปทั่ว
“เฮ้ย อะไรยังไง เล่าสิ”
“ที่เราพยายามจะลองใจมัน มันไม่ได้ผล ทัพกับปริ๊นซ์คืนดีกันแล้ว”
“....................”
“เขาคืนดีกันแล้ว สองคนนั้นพากูมากินข้าว เลี้ยงขอบคุณกู สำหรับทุกอย่างที่กูช่วยเหลือมันมา”
“เหี้ย... เกินไปแล้วนะ”
“กู ทนอยู่แบบนี้ต่อไม่ได้แล้ววะ กูจะกลับ”
“ใจเย็นนะตาม มึงไม่ได้เมาอะไรแน่นะ”
“กูกินนิดหน่อยเอง”
“แล้วมึงจะไปเลย ไม่ลาเหรอ”
“อืม กูจะไปแล้ว”
สุดท้ายผมก็ไม่ได้ไปไหนหรอก เพราะผมไม่มีรถ ผมมารถคันเดียวกับพี่ปริ๊นซ์ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเดินกลับเข้าไปในร้านเพื่อรอเวลากลับบ้านเท่านั้น
ผมเบียดตัวผ่านแขกในร้านที่กำลังเต้นอย่างสนุกสนาน บ้างก็กำลังนัวเนียกอดกันด้วยความรักใคร่ การเคลื่อนที่ของผมเชื่องช้าเหมือนถูกตรึงเอาไว้จากอีกฝั่ง ผมอยากเข้าไปนั่งแล้วบอกให้ใครก็ได้พาผมกลับบ้าน แต่อีกใจก็ไม่อยากจะไปเห็นภาพบาดตาอะไรเพิ่มเติม เท้าพาผมเดินมุ่งไป ต่างจากใจที่ฉุดรั้งไว้ตลอดเวลา
“หมอ” เจ้าของเสียงดึงผมให้อยู่กับที่ “จะไปไหน”
“กลับโต๊ะไง”
“ผมว่าหมอรอก่อนดีกว่า”
“ทำไม... มีอะไร”
แววตาลนลานของม่อนยิ่งทำให้ผมเคลือบแคลง
“เอาน่า เชื่อผม”
ถ้าผมจะต้องเห็นภาพอะไรที่ทำร้ายจิตใจไปกว่านี้ ก็ให้มันจบวันนี้ไปเลย แล้วใจกับกายผมก็สอดคล้องกัน มือของม่อนที่รั้งผมไว้ถูกสะบัดทิ้ง มันทำท่าตกใจเล็กน้อยแต่ก็วิ่งกวดไล่ผมมาติด ๆ
บนโต๊ะโซฟา มีเพียงทัพนั่งอยู่คนเดียว คอพับหัก เห็นได้ชัดว่าเมาเละได้ที่
“อ้าว... พี่ปริ๊นซ์ล่ะ????”
เสียงแผ่วของม่อนลอยกระทบโสตประสาท
“ไหนว่าจะจูบกัน... ไปไหนของเขาวะ”
ผมทรุดตัวลงนั่งข้างทัพ เหลือเพียงเราสองคนอีกครั้ง ผมเห็นหลังของม่อนเดินจากไปราวกับกำลังตามหาใครสักคน
ทัพหน้าแดง นอนพึมพำพูดอะไรบางอย่างซึ่งผมไม่สามารถจับใจความได้
“เมาอีกแล้วสินะมึง”
ช้อนคออ่อนหักขึ้นมาให้หนุนอิงตรงไหล่ของผม
“ซ่านัก เจ็บไม่จำ” หัวเราะออกมาดัง ๆ “ไม่ใช่แค่มึงหรอก กูด้วยนี่แหละ”
“...อย่าไปอีกนะ”
เจ้าของหัวที่ทิ้งน้ำหนักตรงไหล่ของผมกำลังเมาพูดพล่าม พร้อมกับมือที่ป่ายปัดเป็นท่าฉุดรั้งใครบางคน
“เดี๋ยวเจ้าชายของมึงก็กลับมา รอแปบนึงแล้วกัน อยู่กับยาจกเจ๊กแบบกูไปก่อน”
“...อย่าไปนะ... อย่าไป...”
“เออ” เจ็บใจเหลือเกิน กูตอบแทนก็ได้ “ถ้ามันหนีไปอีก กูจะไปตามมาให้มึงเอง”
พอกันที ถึงเวลาตัดใจแล้วตาม มึงคงต้องตัดใจ
“อย่าไปนะ...”
“จ้า... นอนเถอะนะ” ไม่เคยเห็นมึงเมาเรื้อนขนาดนี้นะทัพกรณ์ “อยู่ข้าง ๆ มึงนี่แหละ”
น้ำหนักจากบ่าซ้ายที่หายไปเรียกให้ผมหันไปดูคนข้างกายทันทีทันใด ใบหน้าของมันกำลังยื่นเข้ามาใกล้ผมที่ได้แต่จ้องกลับด้วยความงงงวย ดวงตารีหรี่เล็ก แดงก่ำเห็นเส้นเลือดด้านในตาขาว กำลังเคลื่อนใกล้ผมมากขึ้น จนริมฝีปากของเราสัมผัสกันแผ่วเบา
ปากของมันถอนออกไป
“ตาม... มึงสัญญาแล้วนะ ไม่โกหกนะ”
เสียงเลือนหายไป พร้อมสติของทัพที่ลับลา ร่างของมันร่วงกลิ้งนอนกองอยู่บนตักของผม ที่กำลังอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น
มึงพูดชื่อกูเหรอวะ...
คนที่มึงพูดถึง คือ กู เหรอ
-------------------------------------------------------------
บอส
“พวกพี่วางแผนอะไรกันอยู่?”
ผมโทรหาพี่ปันทันทีที่หมอตามวางโทรศัพท์ไป
“วางแผนอะไรครับ พี่ไม่เข้าใจครับ”
“พี่อย่ามาโกหกผม”
“เปล่านะครับ พี่พูดความจริงครับ”
“4 ครั้ง...”
“ครับ...??”
“พี่พูด ครับ ไปแล้ว 4 ครั้ง ไม่สิ... 5 แล้ว” เสียงสะดุดหายใจจากปลายสายประกาศชัดว่าผมเข้าใจถูก “ทุกครั้งที่พี่ปันโกหก พี่จะพูด ครับ ฟุ่มเฟือย พูดถึงประโยค พูดจนไม่เป็นธรรมชาติ”
“บอส...”
“บอกผมมา”
“ไม่มีอะไรจริง ๆ ครับ พี่ไม่รู้จริง ๆ ครับ เฮ้ย... คือ...”
“โอเค ไม่บอกก็ไม่บอก แต่ผมจะตามหามันด้วยตัวผมเอง”
“บอสจะทำอะ..”
สายถูกตัดไป ไม่จำเป็นที่ต้องฟังคำแก้ตัวอะไรเพิ่มเติม สิ่งที่ผมต้องทำก็คือ ต้องใช้สมาธิและความคิดมากกว่านี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ พี่ปริ๊นซ์กับพี่ปันวางแผนอะไรอยู่กันแน่
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
“ม่อน พี่จะจูบกับทัพนะ”
สีหน้าของอีกฝ่ายทำท่าตกใจ แต่น้องก็พยักหน้าด้วยความเข้าใจแล้วเดินจากไป
ผมเดินกลับไปที่โซฟา คว้าแก้วในมือของทัพออกมา กินไปกี่แก้วแล้วเนี่ย นับตั้งแต่หมอนั่นลุกออกไป ขืนยังกินแบบนี้ต่อไปรับรองว่าได้ไปก่อเรื่องเหมือนวันนั้นอีกแน่
“พอแล้ว”
เจ้าตัวพยายามคว้าแก้วกลับมา วุ่นวายเสียจริง ๆ
ผมจัดท่าทางทุกอย่างให้เรียบร้อย กระซิบบอกแผนการข้างหูทัพที่พยักหน้าด้วยความเข้าใจ ... เข้าใจจริงหรือเปล่าวะเนี่ย
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือกรีดร้องหนึ่งครั้งก่อนดับไป เป็นสัญญาณให้ผมนำมือทั้งสองโอบอุ้มรอบไหล่ของทัพ
“พี่ปริ๊นซ์ครับ...”
เสียงออดอ้อนของทัพยิ่งทำให้ผมใจสั่น ตาพริ้มรีที่จ้องกลับมา รอยปากรูปกระจับที่แดงสดด้วยฤทธิ์สุรา ศีรษะของเราเคลื่อนเข้าหากันเชื่องช้า ระยะห่างไม่กี่คืบเท่านั้นที่กั้นกลางเราสองคน
อีกเพียงไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้น
ทัพอ้าปากเล็กน้อย เตรียมพร้อมรับรอยจูบของเรา...
แล้ว
“เห้ย ทัพ” อาหารตอนเย็นพุ่งออกจากปากรูปกระจับราวกับน้ำตก ทัพกำลังสำรอกทุกสิ่งออกมา จากนั้นก็ล้มตัวลงไปนอนคอหักคอพับเพราะขาดมือที่เคยประคอง ทิชชูจำนวนมากถูกดึงเพื่อเช็ดคราบอาเจียนที่เลอะรดตัวผม “เดี๋ยวพี่มานะ”
สภาพตัวของผมในกระจกตอนนี้ ตลกสิ้นดี
“เหม็นหมดเลย”
คราบอาเจียนทั้งหลายถูกผมเช็ดออกอย่างเชื่องช้า คิดแล้วก็ตลกในความไม่ประมาณตัวเองของทัพ บอกแล้วว่าอย่ากินมากก็ยังฝืนกินอยู่นั้น ภาพสะท้อนรอยยิ้มฉายชัดยิ้มท้าทายกลับมา ท่อนบนของร่างกายเปียกโชกไปด้วยน้ำที่ใช้ชะล้างคราบอาเจียน
“เฮ้ย พี่อยู่นี่เอง”
ใบหน้ารีบร้อนของเพื่อนสนิททัพปรากฏในกระจก นำพารอยยิ้มของผมให้จางหายไป แล้วแทนที่ด้วยฉงนฉงายไม่เข้าใจ
“เกิดอะไรขึ้น...?”
“พี่... รีบออกไปเหอะ ตอนนี้หมอกับทัพอยู่กันสองคน”
“เหี้ย แล้วทำไมมึงไม่เฝ้า”
พวกเราผลุนผลันออกไปทันเห็นฉากจุมพิต เอาเข้าจริงจะโทษใครได้ เพราะก็เห็นได้ชัดว่าฝ่ายที่เริ่มก่อนคือ ทัพ
“พี่... เอาไงต่ออะ”
“ทัพมันเมา”
ปวดใจเหลือเกิน
“เสียงพี่ ฟังน่ากลัวจัง”
“พี่จะทำตามแผนเดิม...”
ในเมื่อเรื่องเกินเลยมาขนาดนี้แล้ว ผมจะต้องทำตามแผนของผมต่อไป
-------------------------------------------------------------
ทัพ
ภาพตัดหายไปหลังจากที่ผมสำรอกทุกสิ่งอย่างใส่พี่ปริ๊นซ์
ผมตื่นขึ้นมาที่โรงแรม โดยมีพี่ปริ๊นซ์นอนหลับสนิทอยู่เคียงข้าง
เป็นเวลาเกือบแปดโมงแล้ว จึงได้แต่พาร่างพร้อมหัวอันหนักอึ้งจากพิษสุราเมื่อคืนวานมาทำงานอย่างรีบร้อนลนลาน มาทันการประชุมที่กินเวลายาวนานทั้งวัน ขนาดที่ต้องกินอาหารเที่ยงไปประชุมไปกันเลย เอาตามจริงแล้ว ผมไม่สามารถย่อยรายละเอียดจากการประชุมได้สักนิด ได้แต่ตั้งตารอคอยให้มันจบสิ้นลง
“ไปกินข้าวกันมั้ยน้องทัพ”
พี่พิชิตเอ่ยชวน
“ดีครับพี่ แต่ผมขอพาเพื่อนไปด้วยหนึ่งคนได้มั้ยฮะ”
เพื่อนที่ว่าก็พี่ปริ๊นซ์นะแหละ
“ได้สิ เราไม่ได้กินข้าวกันมานานแล้วนะ ชวนไปหลาย ๆ คน ก็สนุกดี”
หลังจากนัดหมายสถานที่เรียบร้อย ผมก็ขอแยกมาเก็บของที่โต๊ะทำงาน ยังไม่ทันจะเก็บของทุกอย่างเรียบร้อย เสียงไลน์ก็ดังรัวเป็นชุด
ทัพ
กูขอไปนอนด้วยนะ
มึงจำเรื่องรับปริญญากูได้ใช่มั้ย
กูซ้อมวันพฤหัส ศุกร์ แล้วก็เสาร์ รับจริงจันทร์
โอเคนะ
กูรู้ว่ามึงอยู่ระยอง
กูออกเดินทางคืนนี้แหละ
เดี๋ยวผ่านระยองจะไปเอากุญแจห้อง
โอเคมั้ย?
“ตายห่า เกือบลืมเลย”
ใช่ จันทร์หน้าเป็นงานรับปริญญาของบอส
“ทำไงดีวะ ถ้าไอ้บอสรู้เรื่องพี่ปริ๊นซ์” กดโทรหาเลยแล้วกัน “เออ บอส”
“ว่าไง กูกำลังจัดกระเป๋าเนี่ย”
“มึง จะมาถึงกี่โมง?”
“ทำไมวะ มีอะไรหรือเปล่า”
ไม่ได้... จะให้มันรู้เรื่องพี่ปริ๊นซ์ไม่ได้
“ไม่มีมึง”
“แน่ใจนะทัพ มึงก็รู้ว่าคุยกับกูได้ทุกเรื่อง”
“ไม่มีจริง ๆ”
“มึงดูร้อนตัวนะ”
ตายห่าละ ... กลัวเกินไป จนรีบตอบ ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป บอสต้องจับพิรุธได้แน่ มันยิ่งเก่งเรื่องพวกนี้อยู่ด้วย หายใจช้า ๆ ทัพกรณ์ หายใจช้า ๆ ตั้งสติ
“ก็เย็นนี้กูมีกินข้าวกับพี่ที่บริษัท กลัวจะเลิกดึก กินแอลไรงี้ไง”
“อ้อ...” เสียงที่ฟังก็รู้ว่าไม่เชื่อผมแม้แต่น้อย “ก็นึกว่าอะไร”
“นั่นแหละ มากี่โมงก็บอกแล้วกัน”
“อืม... ได้ มึงอยู่โรงแรมเดิมใช่มั้ย”
“ใช่...”
มันเคยมาส่งผมครั้งหนึ่ง สมัยที่ผมต้องเดินทางมาโรงงานครั้งแรก บอสเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ทุกเรื่องในชีวิตผม
“อืม...” น้ำเสียงของบอสที่เหมือนถือไพ่เหนือกว่า ยิ่งทำให้ผมไม่สบายใจ “ทัพ”
“ครับ”
พิรุธมากไปแล้ว มึงสุภาพไปแล้วทัพกรณ์
“เออ ว่าไงวะบอส”
“มึงยังจำที่เราเคยคุยกันได้ใช่มั้ย ก่อนมึงกลับ กทม.”
“จำได้ดิ ทำไมจะจำไม่ได้”
“แน่ใจนะ”
“เออ แล้วเจอกัน กูต้องกลับโรงแรมไปอาบน้ำก่อนนะ”
วางหูโดยไม่รอคำลา ทำไงดีวะเนี่ยทัพกรณ์ สัญญาที่ให้กับมันไว้ตามมาหลอกหลอนอย่างกับผีตายโหง
........
....
..
.
“มึงโอเคนะ พรุ่งนี้นะ”
ความเป็นห่วงที่ส่งผ่านจากดวงตาของบอส ทำให้ผมต้องฝืนสร้างรอยยิ้มพร้อมกับหัวผงกหัวให้อีกฝ่ายสบายใจ
“เอานะ” และเพื่อให้บอสสบายใจมากกว่าเดิม เราต้องพูดเสริมไปด้วย “กูไม่ขับรถชนใครตายหรอก”
“ไม่ใช่แค่เรื่องนั้น”
เสื้อยืดพับเป็นสี่เหลี่ยมค้างอยู่ในมือทัพ สายตาจับจ้องเพ็งความสนใจทั้งหมดไปที่เพื่อนรักที่กำลังนั่งมองไม่ไกลนัก
“เรื่องพี่ปริ๊นซ์ กูว่ามึงต้องพอแล้วละ”
ผ้าที่เคยเรียบเริ่มเกิดรอยยับย่นจากมือสั่นเทาที่จิกรัดเล็บบนเนื้อผ้า ความหวาดหวั่นกระจายทั่วห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แห่งนี้
“มึงเจ็บมามากพอแล้ว”
“กูเข้าใจแล้ว”
“ไม่คิดจะลองคุยกับคนอื่นบ้างเหรอวะ เอาตรง ๆ นะ ตามก็ไม่เสียหายนะ” แต่ราวกับอีกฝ่ายไม่อยากรับฟังอะไรอีกแล้ว ตอนนี้เสื้อผ้าที่เคยถูกพับเรียบร้อยกำลังถูกจับยัดลงกระเป๋าอย่างไม่ใยดี “ทัพ มึงใจเย็น ๆ”
“บอส กูไม่รู้วะ”
“ไม่รู้อะไรวะมึง”
“ไม่รู้ว่า... กูควรต้องทำยังไงต่อ กูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริง ๆ แล้วที่ผ่านมา กูรักพี่ปริ๊นซ์แบบไหน กูแค่รู้สึกโหยหายอดีตหรือเพียงเพราะกูรักเขาจริง”
“มึงก็แค่อยู่กับความเป็นจริง ทิ้งอดีตไปซะ หาอนาคตใหม่ ๆ ให้ปัจจุบันของมึงมันดีขึ้นไง ตอนนี้มึงกำลังยึดติดกับอดีต” แล้วฉับพลันทันใด ไอ้บอสก็ดีดตัวขึ้น เล่นเอาผมตกใจถอยกรูดไปหนึ่งช่วงไม้บรรทัด “แม่ง... ทัพ มึงไม่ต้องไปสนหรอกว่าเมื่อก่อนพี่ปริ๊นซ์มันดีแค่ไหน แต่ตอนนี้มันเหี้ย มึงได้ยินกูนี่ มึงก็รู้ มันเหี้ย มันไปนอนกับคนนั้นคนนี้แลกเงิน มึงโอเคจริงเหรอวะ”
“อืม กูไม่โอเค”
“แล้วมันก็ยังทำแบบนั้นกับมึง มึงรับได้เหรอวะ กูบอกว่าจะพามึงไปฉีดยาต้านไวรัส มึงก็ไม่ยอม ไม่กลัวเป็นเอดส์เหรอวะ พี่ปริ๊นซ์เป็นเด็กขายนะเว้ย โธ่เว้ย มึงจะร้องไห้ทำไม”
“เปล่า” สองมือพยายามเช็ดคราบน้ำตา ไม่อยากให้เพื่อนรักเห็น “กูไม่ได้ร้อง”
“ฝุ่นเข้าตามึงเหรอไง”
บอสพุ่งเข้ามากอดผม ลูบหัวด้วยความรักใคร่
“กูไม่ได้ร้องจริง ๆ กูไม่คิดมากแล้ว กูโอเคจริง ๆ”
“เออ กูเชื่อ ไม่ได้ร้องก็ไม่ได้ มึงโอเค กูเชื่อว่ามึงโอเค”
“กูไม่รู้สึกอะไรกับพี่เขาแล้วจริง ๆ”
“ทัพ” มีเพียงเสียงกระซิกร่ำไห้ที่ดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศ “มึงยังรักพี่เขาอยู่ใช่มั้ย”
“ไม่ได้รักแล้ว กูลืมแล้ว กูโอเคจริง ๆ”
เพราะอันที่จริง ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าตอนนี้ความรู้สึกที่เหลืออยู่คืออะไรกันแน่
“ไม่เป็นไรนะมึง มึงยังลืมไม่ได้ตอนนี้ไม่เป็นไร แต่มึงสัญญาได้มั้ย ว่าจะพยายาม จะถอยห่างออกมา ไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นอีกครั้ง ถอยออกมาจนถึงวันที่มึงโอเคกับการที่กลับไปมองพี่เขาได้อีกครั้ง โดยไม่ต้อง...” บอสถอนหายใจออกมา แต่มือก็ยังลูบหลังปลอบประโลมเพื่อนรักต่อเนื่อง “ไม่ต้องเจ็บปวดแบบนี้อีก มึงสัญญาได้มั้ย”
มีเพียงเสียงอือออที่ดังออกมา ใบหน้าที่ก้มต่ำหลบลี้สายตายังซุกลงในฝ่ามือ
“มึงเป็นคนรักษาสัญญามาโดยตลอด อย่าผิดคำสัญญานะ”
“กูสัญญา...”
คำตอบรับที่คลอเคล้าไปกับเสียงร่ำไห้
“ถ้ามึงมีใครสักคนมาแทนที่พี่ปริ๊นซ์ก็คงดีสินะ”
ผมไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับไป น้ำตายังไหลริน ความอบอุ่นจากอ้อมกอดเพื่อนในห้องนอนชั้นสามของบ้านหลังใหญ่ อันเป็นเพียงห้องเดียวในชั้นที่มีแสงสว่างฉายอยู่
-------------------------------------------------------------
(ต่อด้านล่าง)
-
(ต่อจากด้านบน)
ปริ๊นซ์
ทัพสั่งให้ผมขับรถกลับ กทม. ทันที
ผมไม่เข้าใจอะไรมากนัก แต่ก็ทำตามคำขอของน้องแต่โดยดี
“ปัน กูกำลังกลับกทม. นะ”
ผมกดโทรศัพท์ผ่านระบบของรถยนต์ทันทีที่เข้าเขตจังหวัดชลบุรี
“อ้าว ทำไมมึงรีบกลับวะ...?”
“น้องบอกให้กูกลับนะ”
“เหรอ...”
“เห็นว่า บอส จะมานะ”
“กูว่าแล้ว ไอ้บอสนี่มันกัดไม่ปล่อยจริง ๆ”
“มึงก็ดูแลน้องมึงหน่อยสิวะ” เสียงบ่นโอดครวญประท้วงดังจากปลายสาย “เออ ๆ กูรู้แล้วว่ามึงปราบอะไรไม่ได้ แต่แผนที่มึงวางไว้ กูว่าไม่มีประโยชน์หรอกนะ”
“ต้องมีสิ เชื่อกูสิ...”
“มึงว่า นี่คือ ทางที่ถูกต้องแล้วจริง ๆ เหรอวะ”
“เชื่อกูสิ”
“อืม ก็เชื่อตลอด” ผมตบไฟเลี้ยวก่อนพาตัวเองขึ้นทางด่วน “บางที กูควรปล่อยให้เรื่องมันดำเนินไปในแบบของมันหรือเปล่า”
“ไหนมึงบอกว่า อยากให้โอกาสตัวเอง อยากให้โอกาสน้องทัพไง นี่แหละคือสิ่งที่มึงทำได้”
“อืม” รถคันหน้าแซงผมไปอย่างไม่ทิ้งฝุ่น พร้อมกับเสียงบีบแตรโหยหวนแทนคำด่า “กูต้องวางแล้ว ขับเป็นเต่า”
“เออ แล้วพรุ่งนี้ไปไหนวะ”
“ไปเยี่ยมน้อยหน่ามั้ง”
ผมกดตัดโทรศัพท์จากคอนโซลกลางของรถ หวังว่าน้อยหน่าจะยังคงสบายดีนะ...
-------------------------------------------------------------
ปัน
ย้อนกลับไปตอนนั้น ตอนที่ทัพยังอยู่ตราด เพื่อน ๆ ของทัพรายล้อมรอบตัวทัพราวกับบอดี้การ์ด ผมแค่จะเข้าไปช่วยเพื่อนรักของผมเคลียร์ปัญหาให้ กลับกลายเป็นว่า ผมดันไปได้ยินบอสและอดีตรูมเมตของทัพวางแผนกันเรื่องแผนการเหล่านั้น
“ต่อไป... คือคำแนะนำจากพวกกูนะหมอ”
เสียงของบอส ผมจำได้ดี...
“หมอต้องเริ่มจาก เชิดใส่ไอ้ทัพ ทำเป็นไม่สนใจมัน”
“ใช่” เสียงจากเพื่อนสักคนของทัพดังขึ้นรับช่วงต่อ “คนหัวอ่อน กลัวเสียเพื่อน แถมขี้เกรงใจแบบมัน พอเห็นมึงอิกนอร์ใส่ มันก็จะร้อน ไม่มีทางจะนิ่งเฉยแน่นอน แล้วไม่ต้องห่วงนะ ในงานแต่งกู กูจะไปบอกเพื่อน ๆ แก๊งค์เพื่อนเจ้าบ่าวกูให้แย่งหน้าที่ไปให้หมด มึงสองคนก็จะถูกบังคับทางอ้อมให้ทำหน้าที่เดียวกัน”
“เป็นความคิดที่ดีมาก” หมอฟันของโรงพยาบาลตราดกลับมาเป็นคนพูดอีกครั้ง “คิดดูนะ แค่มึงเชิดใส่มัน ทัพก็จะรู้สึกผิด ไหนจะทำให้มึงบาดเจ็บ ไหนจะทำให้มึงเพิกเฉย มันก็จะสนใจแต่มึง ยิ่งช่วยงานแต่งของพีด้วย ก็ยิ่งต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น จะเอาเวลาไหนไปสนใจพี่ปริ๊นซ์เล่า”
เสียงของผู้ชายอีกคนก็ดังขึ้น
“แต่ว่า จะไม่กลายเป็นทัพรักตามจากความรู้สึกผิดที่ผูกมัดเหรอวะ??”
“อันนั้นกูก็กลัว” ใครสักคนที่กำลังแต่งงานกล่าว “มึงต้องทำให้ดีละตาม พวกกูจะช่วยเอง”
และตอนนั้นเองที่ผมคิดแผนซ้อนแผนขึ้นมา
ในเมื่อน้อง ๆ จะเชิดใส่ทัพ ผมก็ต้องวางแผนที่แนบเนียนกว่า
“ปริ๊นซ์มึงเชื่อกู ถ้ามึงทำแบบนี้จะเป็นการทำเพื่อให้โอกาสตัวมึงเองและให้โอกาสแก่น้องด้วย”
“จะบ้าเหรอวะ กูนะ ยังรักยังรู้สึกดีกับน้องเสมอนะ แต่จะให้กูไปสู้หน้าน้อง กูทำไม่ได้หรอก”
หัวแข็งเหมือนเดิม ตอนนี้เรากำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานในบ้านของผม ที่กรุงเทพฯ สำหรับธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวผมแล้ว เราทำกันไม่มีวันหยุด
“ฟังกูให้ดีนะ มึงตอบตัวเองให้ดีก่อน มึงยังรักทัพจริงหรือเปล่า”
เงียบสนิท
“เห็นเปล่าวะ?? มึงก็ยังไม่แน่ใจ กูบอกมึงตั้งแต่ตอนมัธยมแล้วว่า ถ้ามึงชอบใครก็ให้บอก อย่าปิดกั้นตัวเอง มัวแต่เล่นตัว เล่นใหญ่ เป็นยังไงละ หาข้ออ้างสารพัด น้องเป็นผู้ชาย น้องอ้วน จนตอนนี้เป็นไง น้องผอมแล้ว ก็เลยรักอย่างนั้นเหรอ”
ปริ๊นซ์ก็ยังเงียบต่อไป คอที่เคยชูระหงเริ่มห้อยตกด้วยความรู้สึกผิด
“ถ้ามึงยังไม่แน่ใจว่ารักใครกันแน่ระหว่างทัพกับอดีตคู่หมั้นของมึง” ผมหยุดหายใจ “อย่าจับปลาสองมือเลยมึง”
“แล้วไงต่อ...”
ในที่สุดมันก็ปริปากพูด
“เท่าที่กูเข้าใจนะ ถ้าแผนการของบอสไปได้ด้วยดี ตอนนี้น้องแม่งโคตรทรมานแน่ ๆ เพราะจู่ ๆ เพื่อนก็เปลี่ยนไป แล้วคิดดูนะ ประสบการณ์ที่ถูกเพื่อนรังแกและคว่ำบาตรมาตลอดของน้อง จะต้องย้อนกลับมาฉายซ้ำเป็นภาพฝันร้ายแน่นอน สุดท้ายถ้าน้องยอมหลอกตัวเองคบกับเพื่อนคนนั้น ชื่ออะไรนะมึง...”
“ตาม”
อีกฝ่ายตอบอย่างไม่สบอารมณ์
“นั่นแหละ ถ้าคบกับตามไป เพราะความสงสาร คนที่เฮิร์ต ก็คือ มึง แล้วคนที่เฮิร์ตสุด ก็ คือ น้องทัพ สุดท้ายคนที่เฮิร์ตสุดก็คือ มึงอีก วนลูป เห็นเปล่าวะ”
“เอ้ออออ”
กระแทกเสียงซะแหลกไม่มีชิ้นดีเลยนะเพื่อนกู
“กูเชื่อว่ามึงไม่อยากให้น้องต้องหลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนมึงตอนนี้จริงมั้ย”
มันพยักหน้า
“แล้วก็ถือเป็นโอกาสพิสูจน์ด้วยว่า ทั้งน้องและมึง ต่างยังรู้สึกดี ๆ ต่อกันจริงมั้ย”
มันพยักหน้าอีกคำรบ
“คนเราถ้ารักกัน ต้องให้อภัยกันได้สิวะ แต่ถ้าไม่ได้ ก็เลิกแล้วต่อกัน จะได้มองหน้ากันติด หรือมึงอยากให้ความทรงจำดี ๆ ที่เคยมีร่วมกันมันสลายหายไปจากความผิดพลาดที่เราต่างก็รู้ว่าย้อนเวลาไปแก้ไขไม่ได้”
มันยังพยักหน้าอีกครั้ง
“ดังนั้น กูจะจัดการเอง กูจะไปบอกความจริงกับน้องเรื่องแผนของบอส แล้วจากนั้นมึงกับทัพก็แค่อี๋อ๋อกันตามเดิม ราวกับไม่เกิดอะไรขึ้น ต้องลองดูสักตั้งวะ ถ้ายังมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกันจริง ทุกอย่างจะลื่นไหลไปได้เองแหละ คิดเสียว่าเป็นการลองใช้ชีวิตร่วมกันอีกสักครั้ง”
“น้องไม่ยอมหรอก”
เสียงเศร้าโศกาของเพื่อนทำให้ผมสงสารจับใจ
“เอาน่า... ตอนนี้น้องก็รู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วนี่นา ว่ามึงต้องขายตัว...” แววตาหมดอาลัยตายอยากฉายวับขึ้นมา จนผมต้องรีบเปลี่ยนคำพูด “กูขอโทษ กูหมายถึง มึงต้องการเงินมหาศาลไปเพราะอะไร เฮ้อ... มึงน่าจะบอกกูสักคำ ช่างเหอะ...”
ใครจะไปรู้ว่า จากวันนั้น อดีตคู่หมั้นของปริ๊นซ์ น้อยหน่า รวมทั้งพ่อและแม่ของเธอ เกิดภาพหลอนจากการถูกจับและทรมานในบ้านหลายวัน ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวช ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อเยียวยาอาการเหล่านี้
โจรพวกนั้นไม่ได้แค่กักตัวเธอเอาไว้ แต่ยังกระทำชำเราเธอรวมทั้งคุณแม่หลายต่อหลายครั้ง
“กูเชื่อว่า น้องทัพต้องอ่านจดหมายของมึงแล้ว นี่ก็เป็นสัปดาห์แล้วนะ หลังจากน้องกลับมาจากตราดน่ะ พอมึงกลับไปอี๋อ๋อกับน้อง ให้น้องถามใจตัวเองไปเลยว่ายังชอบมึงมั้ย ที่เหลือก็แค่ลากตามมาด้วย แล้วดูสิวะ ปฏิกิริยาของตามเป็นอย่างไร มึงไม่สบายใจไม่ใช่เหรอ กลัวว่าเขาจะไม่ได้รักทัพจริง กลัวว่าเขาจะมาหลอกทัพ แถมลึก ๆ มึงก็อยากให้น้องคืนดีด้วย”
ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ก็เป็นการยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว
ทั้งทำให้ทัพรู้ใจตัวเอง
ทั้งทำให้หมอตามเข้าใจตัวเองว่า ควรทำอย่างไรต่อไป จะสู้ หรือ จะถอย
ทั้งเป็นการพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้ว ปริ๊นซ์ยังรักน้องมั้ย
มันจะดีต่อทั้งตัวปริ๊นซ์เอง ที่จะได้คำตอบเสียทีว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา มันรักใครกันแน่ ยอมขายตัวแลกกับเงินไปรักษาน้อยหน่าและครอบครัว ในความคิดของผม มันอาจจะไม่ใช่แค่การไถ่โทษ แต่ถ้าเป็นความรักที่ก่อตัวขึ้นมาโดยมันไม่รู้ตัวล่ะ
อย่างน้อย ปริ๊นซ์ก็จะได้เลิกหลอกตัวเอง เลิกรู้สึกผิด ไม่คาราคาซังเหยียบเรือสองแคมแบบนี้
และผลพลอยได้ คือ ได้แก้แค้นบอสด้วย... ฮะฮ่า... เจ้าแผนการดีนัก
“เห้ย ทัพโทรมา”
“มึงรับสิ รับสิ รับ”
ปริ๊นซ์เดินออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก ผ่านไปไม่ถึงนาที มันก็เดินกลับเข้ามาอีกครั้ง
“น้องอยากเจอกู”
“ดี ไปเลย ไปหาทัพด้วยกัน กูจะเล่าแผนทั้งหมดให้น้องฟังเอง”
“มึงจะเอาแบบนี้จริงดิ”
“ปริ๊นซ์ มึงไม่อยากรู้เหรอวะ ว่าตัวเองรู้สึกยังไงกันแน่กับน้อง มึงไม่อยากให้โอกาสน้องเหรอวะ ว่าเขารู้สึกยังไงกับมึง ไหนมึงบอกมึงรู้สึกผิดที่ลากน้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ที่ทำเรื่อง เออ... เหี้ย ๆ แบบนั้นกับน้องนะ มึงอยากให้น้องต้องตกหลุมพรางความใจอ่อนของน้องอีกครั้งเหรอวะ”
มันนิ่งเงียบ เห็นว่าสบโอกาส ผมเลยรีบพูดใส่ต่อ
“กูรู้นะ ไม่ว่าสุดท้ายมึงจะรักน้องทัพแบบไหน แต่ความรักที่มึงมีให้น้องก็บริสุทธิ์อย่างแน่นอน ดังนั้น ลองดูสักตั้งนะ เพื่อตัวมึง เพื่อน้องทัพ แล้วก็สำคัญสุดเพื่อบอส”
“ยังไงวะ...?”
“ก็กู...” คิ้วขมวดปมของปริ๊นซ์ทำให้ผมอ้ำอึ้งที่จะตอบ “กูไม่อยากให้บอสรู้สึกแย่ ถ้าแผนการที่มันวาง จะทำให้เพื่อนรักของมันต้องจมทุกข์อีกครั้งอะ”
“มึงรักน้องจริงสินะ ไอ้ปัน”
“เสือก...” ทำไมรู้สึกร้อนแบบนี้หวะ “เอาเรื่องมึงให้รอดก่อนเหอะ”
“จ้า ๆ ... หน้าแดงหมดแล้วเพื่อนกู ยังกับสาวแรกรุ่น”
“สาวแรกรุ่น พ่องมึงสิ”
กุญแจรถในมือผมเสียบสนิทตรงรูกุญแจ พร้อมที่จะพาผมและปริ๊นซ์ออกเดินทาง
“มึงพร้อมใช่มั้ยปริ๊นซ์”
“อืม ลองสักตั้งวะ”
ผมว่า... เพื่อนรักของผมพร้อมแล้ว
-------------------------------------------------------------
ทัพ
หลังจากการสวาปามอาหารลงท้องอย่างรวดเร็ว คนอื่นเขาไปต่อคาราโอเกะกัน แต่ผมกลับต้องมานั่งรอไอ้บอสอยู่ที่ห้อง
“มึงคิดจะวางแผนตลบหลังกูเหรอไอ้บอส”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าผม
ผมเพิ่งดำเนินแผนอีกขั้นลงไป นั่นคือ โทรไปปรึกษา มีน ว่า ผมยังรู้สึกดีกับพี่ปริ๊นซ์มากเสียเหลือเกิน ควรทำอย่างไรดี ซึ่งเจ้าตัวเล็กจอมมึน ก็มึนสมชื่อ เงียบไปหลายนาที ได้แต่พูดอ้อมแอ้มว่า
“มึงคิดดีแล้วใช่มั้ย”
ก็แสร้งเล่นละครไปตามบท
“อืม” พยายามกลั้นขำ “กูว่าตามก็หมดรักในตัวกูแล้ว สบายใจกว่าเดิมเยอะ เดี๋ยวนี้มันไม่ค่อยสนใจกูเท่าไรนัก ดีเสียอีก ไม่รู้สึกผิดที่จะอะไร ๆ กับพี่ปริ๊นซ์ต่อ”
“เฮ้ย อะไร ๆ ของมึง มันคืออะไร”
“ความลับ แค่นี้นะ หวัดดีเพื่อน”
เสียงโวยวายดังจากปลายสาย ก่อนที่ทั้งห้องจะกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง หลังจากนี้ เชื่อว่ามีนคงรีบเอาเรื่องนี้ไปรายงานใครสักคนแน่ ๆ แล้วแผนทั้งหมดก็จะดำเนินไปตามที่เราวางแผนไว้
“ตัดใจจากกูเหอะตาม กูยังตอบตัวเองไม่ได้เลยว่ากูรู้สึกยังไงกับพี่ปริ๊นซ์”
ทั้งหมดของหัวใจของผม เชื่อว่า ตามจะล่าถอยไปเอง
ไม่ว่าสุดท้าย บทสรุปของผมกับพี่ปริ๊นซ์ จะออกมาในทางไหน สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจว่าจะเกิดก็คือ ผมจะได้เปลื้องปลดพันธนาการของตามที่มีต่อผมเสียที...
-------------------------------------------------------------
สวัสดีปีใหม่ครับทุกคน
ห่างหายไปนาน ผมวุ่นกับปลายภาค แล้วก็ติดยาวเที่ยวปีใหม่ด้วย
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำและติชมครับ
:mew1:
-
:hao7: :hao7: :hao7:
-
สมกับชื่อตอนจริงๆ :z3:
สวัสดีปีใหม่จ้า :pig4:
-
บทที่ 29
ปาร์ตี้สละโสด
ตอนที่ 1
ทัพ
ณ วันนั้น น้ำตายังนองหน้าผมอยู่ ตอนที่เปิดประตูไปเจอพี่ปันยืนยิ้มหน้าบานอยู่หน้าห้อง
“พี่มาคุยกับเราก่อนนะ แล้วค่อยเรียกไอ้ปริ๊นซ์มาทีหลัง”
แน่นอนว่า ผมยังอึ้งตกใจกับบุคคลตรงหน้า จึงไม่ได้เชื้อเชิญให้แขกเข้ามาในห้องตามมารยาท อย่างไรก็ตามพี่ปันก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับผลักผมให้ไปนั่งที่โซฟาอย่างนิ่มนวล แถมท้ายด้วยการปิดประตูห้องให้ผม แล้วตลอดเวลาเกือบสิบนาที ผมก็นั่งฟังเรื่องราวทั้งหมด แผนการ และสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกวางแผนไว้อย่างรัดกุม
“งั้นพี่โทรหาปริ๊นซ์ให้ขึ้นมาเลยนะ”
ไม่มีการปฏิเสธจากฝั่งผม พี่ปันจึงถือว่านั่นเป็นคำอนุญาต
เมื่อเสียงออดดังขึ้น พี่ปันก็เดินไปเปิดประตูให้แขกคนดังกล่าวเข้ามา แขกที่มีกลิ่นตัวอันคุ้นเคย กลิ่นตัวหอมจากน้ำหอมประจำที่เขามักใช้ ไม่นานนักกลิ่นหอมดังกล่าวก็นั่งฟุ้งอยู่ข้าง ๆ ผม ทว่ายังคำพูดแม้เพียงคำเดียวก็ยังหาได้เอ่ยเอื้อนออกมาจากปากผมไม่
ห้องตกในภวังค์แห่งความเงียบงัน แม้แต่เสียงหายใจสักนิดก็ยังไม่มี ผมยังก้มหน้ามองเท้าตัวเองอยู่อีกหลายนาที
“พี่ขอโทษ”
คำพูดสั้น ๆ ที่เรียกน้ำตาให้ไหลรินเหมือนก๊อกน้ำรั่ว แล้วผมก็ถูกล็อคไว้ในอ้อมกอดแกร่งของพี่ปริ๊นซ์ น้ำอุ่นแห่งความรู้สึกที่บีบแน่นหกรดเปียกสาบเสื้อและรางกระดุมของเจ้าของอกจนเกือบโชก
“พี่ขอโทษ”
ผมไม่ได้ตอบอะไรมากไปกว่าฝืนตัวเองให้หยุดร้องไห้และเริ่มเปลี่ยนหัวข้อสนทนา กลับไปยังประเด็นที่ทำให้เราทั้งหมดต้องมารวมตัวกันอยู่ที่คอนโดฯ ของผม
“สรุปว่าเราต้องทำอะไรบ้างครับพี่ปัน...”
อีกฝ่ายยิ้มอย่างมีเลศนัย พลางเอามือแงะแขนเพื่อนที่โอบกอดผมอย่างแน่นอยู่
“ไม่ยากหรอก” พี่ปริ๊นซ์แปรสภาพเป็นปลาหมึกไปแล้ว “มึงปล่อยน้องก่อน ไอ้นี่... ทนไปก่อนนะทัพ”
เสียงคำขอโทษยังลอยล่อง กระจายไปทั้งห้องของผม และผมก็ยังตกอยู่ในอ้อมกอดของเขา พี่ปันถอนหายใจหนึ่งทีแล้วเลิกแกะมือปลาหมึกที่แข็งราวกับคีมเหล็ก
“แต่พี่ต้องถามน้องอย่างตรงไปตรงมา ว่าน้องไม่ได้ชอบเพื่อนน้องคนนั้นจริง ๆ ใช่มั้ย...?”
ไม่มีแม้แต่เสี้ยววินาทีที่ผมจะเว้นคิดพิจารณา หน้าผมยังซุกอยู่ตรงแผงอก ใจหนึ่งก็อยากอยู่ตรงนั้นไปนาน ๆ อีกใจหนึ่งก็อยากไปให้ไกล ทว่าตัวเลือกของผมมีเพียงแค่อยู่ตรงนั้น ภายใต้วงแขนที่พันแน่น
“ไม่ครับ”
ปลาหมึกที่เอาแขนเอาขาพันรอบตัวผมก็หยุดพร่ำขอโทษเสียกะทันหัน
“แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผมยังชอบพี่ปริ๊นซ์อยู่นะครับ”
แล้วเสียงขอโทษก็ดังโหยหวนอีกรอบ
“เอาตรง ๆ เลย ที่ผมยอมทำตามแผนแก้แค้นไอ้บอสของพี่ปัน”
พี่ปันหน้าเสียไปนิดหน่อย ใช่ครับ ผมรู้ว่า จุดประสงค์ของพี่ปันก็คือช่วยเหลือให้เพื่อนรักตนเองกระจ่างแจ้งต่อความรู้สึก รวมทั้งอยากให้ผมทำอะไรให้แน่นอนลงไป แต่จุดประสงค์หลักจริง ๆ ก็คือ แก้แค้นไอ้บอสนั่นแหละ
“แต่เพราะผมอยากจะช่วยเหลือพี่ปริ๊นซ์ด้วยต่างหาก พี่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อเขาและครอบครัว”
ผมไม่อยากเอ่ยชื่อผู้หญิงคนนั้น ไม่ใช่ว่าผมรับความจริงที่จะได้ยินชื่อของเธอไมได้หรอก เพียงแต่เกรงว่ามันจะทำร้ายจิตใจพี่ปริ๊นซ์มากเกินไป
“ผมว่า” ผมโอบกอดปลาหมึกที่เอ่ยคำขอขมาไม่จบสิ้น กลับไปเล็กน้อย “บางทีพี่ปริ๊นซ์อาจจะรักเขาแล้วก็ได้นะครับ เรื่องของเรา บางทีอาจเป็นเพียงแค่อดีตที่ค้างคา ที่เราสองคนเลือกที่จะไม่ยอมเผชิญหน้ากับมันเสียตั้งแต่ตอนนั้น ปล่อยให้มันล่วงเลยกลายเป็นความหลังที่เหมือนเนื้อร้ายอันปูดโปน เหมือนแผลเรื้อรังที่ไม่ได้รับการบรรเทา แล้วเราก็ห่างหายกันไปจากชีวิตของกันและกัน ทว่าด้วยจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งพาเราสองคนมาเจอกันอีกครั้ง ก็เลยทำให้เราสองคนมองว่าสิ่งนั้นเป็น ความรัก”
มีแต่ความเงียบ
“ผมโอเคจริง ๆ ครับพี่ ผมยังตอบไม่ได้แน่ชัดหรอกว่า ตอนนี้ วันนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ รู้สึกเช่นไรกับพี่กันแน่ แต่มันคงไม่ใช่ความรักแบบที่เราเข้าใจในตอนแรกหรอกครับ ถ้าผมแน่ใจเมื่อไร ผมจะบอกพี่แน่นอน”
“ทัพ แม่งเฉียบวะ”
“ครับพี่ปัน”
พี่ปริ๊นซ์เงียบสงบแล้ว วงแขนรัดแน่นก็คลายตัวออกมา จึงพอให้ผมแทรกตัวหนีออกมาได้
“ถ้าทัพจะทำตามแผน พี่ก็จะทำตามด้วย ขอบคุณนะทัพ”
คำสัญญาอีกครั้งจากพี่ปริ๊นซ์ ครั้งนี้ผมเชื่อว่ามันจะเป็นจริง
“อีกประการครับ ผมว่ามันถึงเวลาแล้วที่เพื่อนผมจะตาสว่างแล้วเลิกยึดติดกับผมเสียที” ผมหยุดหายใจ รู้สึกหวิวเล็กน้อย “ก่อนหน้านั้นผมตกใจที่เพื่อนผมคนนั้นมันหมางเมินใส่ผม ผมไม่ชอบเสียเลย มันไม่คุ้น มันไม่ใช่เรื่องปกติ ประสบการณ์เดิมที่ผมเคยสัมผัส แต่เมื่อคิดให้ดีว่าเพื่อนกำลังเดินทางที่ถูก กำลังเริ่มถอดใจจากผม ผมก็เบาใจ”
ทุกคนเงียบ รอให้ผมพูดต่อ จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะเว้นระยะเวลาสักพักให้ตัวเองได้พักหายใจเลยต้องพูดต่อทันที
“พอรู้จากปากพี่ปันว่าทั้งหมดเป็นแผนที่พวกมันวางขึ้น ทั้งเพื่อกันพี่ปริ๊นซ์ออกไป ทั้งให้ผมไปวิ่งไล่ตามหามัน แต่ผมว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น เพื่อนผมคนนั้น ไอ้ตาม มัน... เฮ้อ” การบีบมือเน้นหนักของอดีตแฟน ส่งผ่านกำลังใจที่หนักหนาและมีค่าให้แก่ผม “มันถลำลึกกับผมมากเกินไปแล้ว ผมต้องยุติมันเสียที”
“ทัพ ... แน่ใจนะว่าไม่ได้ชอบเพื่อนคนนั้นแล้วจริง ๆ”
ผมยิ้มอย่างแผ่วเบา และเลือดเย็นที่สุด สังเกตได้จากสีหน้าหวาดหวั่นของฝั่งตรงข้าม
“ไม่หรอกครับพี่ปริ๊นซ์ ผมมั่นใจ”
ใช่แล้ว... กูมั่นใจ
ผมยิ้มร่าใส่ไอ้บอส ที่นั่งรอผมตรงโถงรับแขกของโรงแรม มันสอดส่องมองซ้ายขวาราวกับกำลังหาใครบางคนอยู่
จะมองหาพี่ปริ๊นซ์สินะมึง!!!
“กินอะไรมาหรือยังมึง”
“เออ ยัง หิวชิบหาย กินควายได้ทั้งตัว ไปกินเป็นเพื่อนหน่อยสิ”
กูแดกมาอิ่มเต็มคราบเลย แต่ผมก็ตอบไปว่า
“เอาสิ ไปเลย”
ผมที่กำลังหย่อนตัวลงนั่งข้างมันก็เลยก้าวเท้าออกเดินต่อทันที แต่กลับถูกฉุดรั้งไว้จากเพื่อนซี้ที่เพิ่งบ่นหยก ๆ ว่าหิวชนิดกินกระบือได้ทั้งตัว คิ้วหนาของผมยกขึ้นอย่างฉงนฉงาย ไร้การตอบไขข้อสงสัยจากมัน มีเพียงแรงมหาศาลที่กระตุกผมให้ล้มตัวนั่งข้างมันอีกครั้ง
“รอก่อน”
รอฤกษ์อะไรอีกหรือไง แล้วต้องรออีกนานแค่ไหน ยังไม่ทันที่ผมจะอ้าปากเอ่ยถาม คำตอบที่มีชีวิตได้ปรากฎตัวให้ผมเห็น
“ตาม กูอยู่นี่” ฝ่ายที่ถูกเรียก เดินเข้ามาด้วยความมึนงง ชุดเครื่องแบบที่แสดงความเป็นนายแพทย์ยังห่อหุ้มร่างกายของมันไว้ ใบหน้าของมันตกใจเล็กน้อย เล่นละครสินะมึง มีหรือที่มึงจะไม่รู้ “กูชวนมันมาเองแหละ ไปกินด้วยกันหลาย ๆ คน จะได้สนุก ดีมั้ย...?”
กูมีสิทธิเลือกหรือไง ยิ้มกลับแบบไฝแห้ง มองเพื่อนสองคนที่ไม่รู้มันไปสนิทกันเมื่อไรกอดคอกัน กระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่เดาได้เลยว่าเกี่ยวกับตัวผมแน่ ๆ แล้วหมอฟันก็ยกมือกระดิกนิ้วเรียกผม เหมือนที่มันเรียกไมโล สุนัขพันธุ์หลังอานอายุเกือบทศวรรษ ที่ออกลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง ลำบากผมต้องเอาลูกหลานของมันไปแจกจ่ายให้ญาติหลายต่อหลายคนสมัยที่เรายังเรียนมัธยม
อย่างที่ผมกล่าว ผมไม่มิสิทธิเลือกเท่าใดนัก หางตก หูลู่ เดินตามไปติด ๆ
“รถกูของเยอะ มึงไปกับตามนะ”
ประตูรถปิดดังปัง กระแทกใส่หน้าตามและผม เมื่อมองกลับไปข้างในรถที่อยากอ้อนวอนให้เพื่อนไปเปลี่ยนฟิล์มเพิ่มความดำอีกเล็กน้อย เพราะสิ่งที่ผมเห็นก็คือ เบาะว่าง ๆ ไม่มีของสักชิ้น นี่มันคือ ความว่างเปล่าอันตรงข้ามกับคำพูดที่มันบอกข้างต้นโดยสิ้นเชิงเลยนี่หว่า...
แน่นอนว่า ตามยังคงคีปลุค รับบทเย็นชาใส่ผม มันเดินตรงไปที่รถ โดยไม่เอ่ยปากชวนผมสักคำ ผมถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย แต่เสียงถอนหายใจของผมก็ไม่ได้ดังพอจนกลบเสียงถอนหายใจที่มาจากมัน
มันถอนหายใจเหรอ....
หรือว่าตามก็ไม่รู้การนัดครั้งนี้
“แล้วมันจะไปกินที่ไหนเหรอ ไอ้บอสน่ะ”
ผมถามทันทีที่ขึ้นมานั่งข้างคนขับเรียบร้อย รถคันเดิมคันเดียวกับที่ผมขับกลับมาจากตราดด้วยความทุลักทุเล เพียงแต่เปลี่ยนจากผมที่เคยเป็นคนขับมาเป็นผู้โดยสาร เฉกเช่นเดียวกับตามที่สลับตำแหน่งกลายเป็นสารถี
ไม่มีคำตอบอะไรจากมัน ยกเว้นเสียง อืม ในลำคอ ซึ่ง มึงครับ... มันไม่ใช่คำตอบ
ผมเห็นรถของบอสยังจอดสนิท คงจะให้ตามขับนำสินะ
-------------------------------------------------------------
ตาม
เราสามคนมาถึงตลาดโต้รุ่งของจังหวัดระยอง บอสก้มหน้ากินราดหน้าหมูหมักเจ้าดังอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่ทัพได้แต่เขี่ยเส้นหมี่กรอบไปมาด้วยความเบื่อหน่าย
การมากินข้าวกับผม คงเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่มันอยากจะกระทำก่อนตายเป็นแน่
ผมตักผัดซีอิ๊วใส่ปากคำแล้วคำเล่า กลืนทันที โดยไม่เสียเวลาเคี้ยวแม้เพียงเล็กน้อย จ้วงแล้วจ้วงอีก คำแล้วคำเล่า จนทัพต้องเงยหน้ามองอย่างตั้งใจ
“ใจเย็นสิ ติดคอตายขึ้นมาจะทำยังไง”
มันยื่นแก้วน้ำใส่หน้าผม และเอาอีกมือที่ว่างคว้าข้อมือขวาที่ถือช้อน เป็นการสิ้นสุดความบ้าระห่ำแห่งการจ้วงตักเส้นใหญ่ใส่ปากไว้ให้กลายเป็นอดีต
“ขอโทษครับ”
ผมก้มหน้าตอบ ตักกินอย่างเชื่องช้า ตั้งใจเคี้ยวทุกคำ กลืนอย่างบรรจง และเลือกที่จะไม่เงยหน้ามองบอสและทัพที่กำลังคุยเรื่องงานรับปริญญา
“ไม่ต้องห่วงนะ กูเก็บห้องสะอาด มึงเลือกนอนได้เลย จะนอนโซฟาหรือเตียงก็ตามใจ”
“นอนเตียงแล้วกัน เดี๋ยวกูไล่มึงไปนอนโซฟา เจ้าของห้องต้องเสียสละ”
“ตามใจเลยสัด แล้วมีคนมาถือของขวัญรับปริญญาให้ยัง”
“มี แม่กูไง”
“หญิงแม่มึงนะเหรอ ไม่ใช่ไปทัวร์นมัสเตที่อินตะระเดียเหรอ”
เสียงหัวเราะของมันสองคนดังลั่น
“แม่กูพัฒนาแล้วเว้ย เดี๋ยวนี้กลายเป็นทริปสร้างวัด เอาเป็นว่า ถ้ามึงลางานได้ก็มาช่วยแม่กูหน่อยล่ะ” เสียงตอบรับจากทัพแว่วไปไม่นาน เสียงพูดคุยของบอสก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เฮ้ย หมอ ถ้าว่าง เรียนเชิญมางานรับปริญญากูนะ”
ผมแค่นยิ้ม พยายามทำให้ใจสบาย
“แน่นอน”
ทัพส่งสายตามาที่ผมอย่างแปลกใจ และผมเลือกที่จะไม่หันไปสบตาโดยตรง ใช้เพียงหางตามองปราดอย่างไม่ใยดี
จำไว้ ฐาพล มึงต้องเย็นชา เย็นชาใส่มัน
“ถ้าไม่มีที่พักไปนอนห้องกูได้นะ”
“เดี๋ยวกูลองหาโรงแรมจองนะ บอส”
ทั้งที่ทัพถาม แต่ผมกลับเลี่ยงไปตอบใส่บอส
“เออ ดี ๆ จะได้นอนสบาย”
“นอนห้องกูก็ได้ไง”
มันยังเจื้อยแจ้วของมันต่อไป เหมือนเด็กน้อยที่เรียกร้องความสนใจในมุมห้องมืด ๆ ปราศจากผู้คน
“ว่าแล้ว กูกลับบ้านไปจองโรงแรมเลยดีกว่า กูไปงานมึงแน่บอส เดี๋ยวแลกเวรก่อนนะ”
“เออ ขอบคุณมาก”
ทัพยอมแพ้แล้ว มันกลับไปเขี่ยหมี่กรอบของมันอีกครั้ง
ความรู้สึกผิดเอ่อล้นท่วมในใจผม ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้เลยใช่มั้ย ความรู้สึกที่ผมมีอยู่คงจะแสดงออกมาเด่นชัดเสียจนบอสสัมผัสได้ เมื่อตาของเราสบกัน ราวกับมีคำพูดหนึ่งที่หลุดลอยออกมาจากปากของบอส แม้จะไร้เสียงก็ตาม
“อดทนไว้เพื่อน อดทนไว้”
ใช่ ผมต้องอดทน
“งั้นกูตรงไป กทม. เลยนะ ฝากด้วยนะหมอ”
บอสบุ้ยปากมาทางผม แล้วมันก็หายไปในทันทีที่ หลังจากที่มันถือวิสาสะสถาปนาตัวเองเป็นเจ้ามือของอาหารมื้อนั้น ทิ้งความว่างเปล่าที่ไม่มีแม้แต่เสียงเข็มตกกระทบพื้นให้แก่ผมและเพื่อนสนิทของมัน
“ไปที่รถสิ หรือมึงจะซื้ออะไรอีก”
เป็นทัพที่เลือกทำลายความเงียบก่อน
“ไม่ตอบ คือ ไม่มีใช่มั้ย รีบกลับห้องเถอะ กูลืมเอามือถือมา”
“ทำไม มึงกลัวใครโทรมาหาหรือไง”
จู่ ๆ ผมก็แผดเสียงใส่ เสียงดังหลายเดซิเบล แถมน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยโทสะ พลอยทำให้คนรอบข้างแถวนั้นต้องเงยหน้ามามอง ไม่ต้องพูดถึงคู่สนทนาแล้ว ที่เห็นได้ชัดว่ายืนอึ้ง อ้าปากค้าง จ้องผมด้วยความหวาดกลัว
“เมียไม่ให้เอา แล้วมาลงใส่เพื่อนเหรอ??”
ไอ้คำพูดพรรค์นั้นของมัน ยิ่งกลับยั่วโมโหผม
“มึงไม่รู้อะไรเรื่องหยก อย่าพูดดีกว่า” การตะโกนใส่ของผมส่งผลให้มันเลือกที่จะเดินหนี ผมจึงสาวเท้าก้าวเดินตามมันที่ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงจากไหนถึงได้เดินเร็วขนาดนี้ “มึงรีบกลับไปหาพี่ปริ๊นซ์หรือไง”
ความพยายามของผมที่จะยั่วโมโหมันสำเร็จแล้ว เพราะเมื่อสิ้นเสียงตะโกน มันก็หยุดเดินทันที จนผมที่เร่งเครื่องซอยเท้าตามเกือบที่จะชนประสานงากับมันกลางตลาด
“มึงไม่รู้อะไรเรื่องพี่ปริ๊นซ์ อย่าพูดดีกว่า”
เป็นประโยคเดียวกับที่ผมใช้ ราวกับกด Ctrl+C แล้วตามด้วย Ctrl+V
“กูง่วงแล้วหวะตาม ถ้าจะชวนทะเลาะอะไรก็ไว้วันหลังได้มั้ย”
ความว่างเปล่าที่แฝงในคำตอบทำให้ผมใจสลาย ผมกำลังทำร้ายคนที่ผมรักโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า ทัพค่อย ๆ หันใบหน้าที่มีดวงตาไร้แววคู่หนึ่งกำลังเพ่งมองมาที่ผมอย่างไม่แยแส
“ตาม กูไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา แล้วถ้าอะไรก็ตามที่กูเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน มันรังแต่จะสร้างปัญหาให้เราสองคนไปเรื่อย ๆ บางทีเราสองคนถอยห่างกันคนละก้าวดีมั้ย...?”
เหมือนฟ้าผ่ากลางใจผม
แผนเดิมคือผมต้องเล่นบทเย็นชา แล้วเป็นทัพที่ต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามผม หลังจากที่ผมต้องวิ่งไล่ตามทัพมาโดยตลอด บัดนี้ราวกับทุกอย่างเลวร้ายลงกว่าเดิม สัมพันธภาพใหม่ ณ เกาะกูด ที่กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี กำลังถูกบั่นทอนทำลายอีกครั้ง ด้วยน้ำมือของผมเอง
“ทัพ ... คือ........... กู กูมีเรื่องจะสาร...”
พอแล้ว ผมไม่อยากแกล้งทัพแบบนี้อีกแล้ว ผมจะบอกทุกเรื่อง จะบอกให้หมด...
“เฮ้ย กูพูดเล่นนะ” มันตบไหล่ผมดังป้าบ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันมายืนประชิดตัวผมเมื่อใด “ไปเหอะ กูอยากนอนละเพื่อน”
ดวงตาสดใสขี้เล่นของทัพ ที่ผมแทบไม่เคยเห็นมาก่อน กำลังสร้างความสับสนขึ้นมาในใจ จากนั้นมันก็กึ่งลากกึ่งดึงผมจนไปถึงรถยนต์ที่จอดอยู่
บนรถเงียบสงบ มีเพียงเสียงเพลงที่ทัพเปิดดังเจื้อยแจ้ว
“ขอบคุณมากนะตาม”
ถึงโรงแรมแล้ว
รอยยิ้มที่ฉายอยู่บนใบหน้าเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมเห็น ก่อนมันกำลังเดินลงจากรถไป
“เดี๋ยว”
แล้วผมก็ตัดสินใจทำเรื่องบ้า ๆ อีกครั้ง ถ้าบอส พี หรือมีน รู้เข้า พวกมันคงรุมกันฆาตกรรมอำพรางศพผมแน่ ๆ
“ไม่ต้องบีบมือกูแรงขนาดนั้นก็ได้” ทัพตอบทีเล่นทีจริง แต่ก็ยินยอมย้ายตัวเองมานั่งบนรถอีกครั้ง พลางปิดประตูรถแผ่วเบา “ว่าไง ปล่อยมือกูได้ยัง”
“กูขอโทษ...” คิ้วหนายกมองผมอย่างไม่เข้าใจ “ที่ทำให้มึงเจ็บ”
“อ้อ... เออ ไม่เป็นไร ไม่คิดมาก เพื่อนกัน”
คิดไปเองหรือเปล่านะ แต่คำว่า เพื่อนกัน ของทัพ ช่างเน้น และกระแทกเสียงย้ำทะลุกลางใจผมเหลือเกิน ยิ่งมองใบหน้าที่ยิ้มแย้มราวกับไม่อนาทรร้อนใจของมัน ผมกลับยิ่งรู้สึกคลั่ง ทัพลูบข้อมือตัวเองเล็กน้อย แล้วก็หันมายิ้มใส่ผม สลับไปสลับมา
“ว่าไง จะพูดอะไรอีกหรือเปล่า”
“มึง... มันแม่ง ไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไรเลยสินะ”
“หา... อะไรนะ?”
เป็นอีกครั้งที่ผมทำให้ทัพงง
“มึงไม่เคยสนใจกูเลยสินะ กูไม่เคยอยู่ในสายตามึงเลยสักครั้งสินะ”
“ตาม.....”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่ากูจะทำอะไรให้มึงแค่ไหน พยายามแค่ไหน มึงก็ไม่เคยสนเลยสินะ”
“เราก็เป็นเพื่อนกันไง”
“มึงก็รู้ว่ากูไม่ได้คิดกับมึงแค่นั้น มึงเลิกไขสือสักทีได้มั้ย มึงมัน” สติอันน้อยนิดของผมแตกกระเจิง น้ำลายแตกฟองปะทุพุ่งออกมา ทัพหันมามมองหน้าผมด้วยใบหน้าเรียบเฉยที่ผมไม่เข้าใจ “ทำไมวะ พี่ปริ๊นซ์ดีตรงไหน? กูรู้ว่ามึงรักเขามาตลอด เขาเป็นรักที่มึงใฝ่ฝันหา จากทั้งหมดที่ผ่านมา ที่เขากระทำกับมึง มึงยังไม่หมดรักในตัวเขาอีกเหรอวะ”
ผมพักหอบหายใจเล็กน้อย
“กูเหนื่อย” ซึ่งเหนื่อยทั้งทุกสิ่งที่ผมทำมา และเหนื่อยที่ต้องมาพูดรัวแบบไม่เว้นช่องไฟอีก “เหนื่อยที่ต้องวิ่งตามมึง มึงเคยเห็นกูมีค่าบ้างมั้ย”
“เห็นสิ มึงเพื่อนกูนะเว้ย”
“ก็กูบอกแล้วไงว่า กูไม่ได้อยากเป็นเพื่อน” เหมือนเทน้ำมันยี่ห้อ เพื่อน รดลงบนกองไฟ ที่ชื่อว่า ความผิดหวัง เปลวเพลิงเห็นโทสะจึงยิ่งลุกโชติช่วงมากกว่าเดิม “ทำไมวะ ทำไม จะให้กูทำยังไง มึงถึงจะสนใจ กูไม่ดีตรงไหน กูต้องปรับปรุงตัวยังไงอีกวะ ถ้ามึงไม่พอใจกูก็บอกมาสิ บอกมาตรง ๆ เลย ทัพ กูขอล่ะ แค่มึงบอกมา ว่ากูต้องทำยังไง.....?”
“มึงก็ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น พอสิวะ ไม่พอใจก็เลิกยุ่ง บอกว่าเป็นเพื่อน มันยากนักหรือไง”
อึ้งเลยครับ ไม่ใช่อึ้งที่เจออีกฝ่ายบันดาลโทสะกลับ
แต่เป็นคราบน้ำตาที่หลั่งรินเลอะใบหน้าของมัน
“พอกันที”
มันเปิดประตูรถ สะบัดมือที่ผมพยายามคว้าเอาไว้
“มึงอย่าทำให้มันมากไปกว่านี้เลย กูยังอยากจัดงานแต่งงานของไอ้พีให้ออกมาดีที่สุด อย่าต้องมาทำให้งานเพื่อนต้องล่ม เพียงเพราะปัญหาของเราสองคนเลย”
ปัง...
เสียงปิดประตูรถกระแทกใส่หน้าผม
นั่นสินะ...
พอกันที
-------------------------------------------------------------
ทัพ
ผมกินเลี้ยงมาอย่างเต็มคราบ แล้วก็ถูกลากไปซ้ำอีกรอบ บะหมี่กรอบเป็นอาหารโปรดของผม แต่เอาตามตรงเลย ผมกระเดือกมันไม่ลงด้วยซ้ำ จึงทำได้เพียงเขี่ยมันไปมา ฟังบทสนทนาของไอ้เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อทั้งสองที่วางแผนอยู่ลับหลัง
อยากจะยืนขึ้นแล้วหัวเราะดัง ๆ พร้อมชี้หน้าไอ้บอส แล้วพูดว่า
“ไอ้สัด กูรู้นะมึงคิดทำอะไรอยู่”
ได้แต่เก็บไว้ในใจ แล้วก้มหน้าเขี่ยหมี่กรอบต่อไป
ตาผมจวนปิดเต็มแก่ แต่ก็ต้องสร่างเมื่อจู่ ๆ ไอ้ตามก็สติแตก พ่นทุกอย่างใส่ผม จนผมอยากจะเอาน้ำเย็นสาดหน้ามันเสียทีให้ได้สติ
แผนการที่พวกมันวางมาพังทลายไม่เป็นท่า ด้วยฝีมือของแม่ทัพหลักอย่างไอ้ตามนี่แหละ
อย่างที่พี่ปันบอกจริง ๆ ว่าแผนของฝั่งเราได้ผลมีประสิทธิภาพมากกว่า ตามถูกปั่นหัวให้เข้าใจไปแล้วว่าผมคืนดีกับพี่ปริ๊นซ์
ทว่าพอกลับมาถึงโรงแรม ระเบิดลูกใหญ่ที่ตามปาใส่หน้าผม ทำให้ผมเสียศูนย์เกือบจะล้ม ยังดีที่ประคองสติไว้ได้ จึงต้องดำเนินการทุกอย่างต่อตามแผน
ผมล้มตัวลงนอน ตาแดงก่ำจากการร้องไห้
“มึงเลิกหวังในตัวกูซะทีสิวะ ไอ้ตาม มึงยังมีโอกาสเจอคนดี ๆ นะ อย่างน้อยถ้ามึงคุยกับเขาดี ๆ คนชื่อหยกก็ยังรอมึงอยู่นะ”
น้ำตาไหลอาบแก้ม ทำไมมันเจ็บอย่างนี้ ความรู้สึกโมโห ความรู้สึกที่เราไม่สามารถทำอะไรได้ ความรู้สึกที่อยากตะโกนออกไปดัง ๆ ไอ้ความรู้สึกที่ไม่มีชื่อเรียกแบบนี้ มันคืออะไรกันแน่
“มีนนนนนนน” ผมตัดสินใจโทรหาเจ้าตัวเล็กอีกครั้ง “หือ......”
“เฮ้ยย มึงเป็นอะไร....”
“ไอ้ตามอะ ไอ้ตามมัน”
“ทัพ มึงใจเย็น ๆ ค่อยเล่าให้กูฟัง ช้า ๆ”
หลายปีก่อน มีนเคยร้องห่มร้องไห้เพราะถูกสาวที่มันรักทิ้งขว้างอย่างไร้ค่า ผมต้องคอยพะเน้าพะนอปลอบประโลม ฟังเรื่องราวต่าง ๆ จนมันหายเป็นปกติ ครั้งนั้น ผมภาวนาว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก แต่แล้วมันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ว่าเราสองสลับบทบาทกัน
“ทัพ...” หลังจากเกือบนาที ที่ผมเล่าเรื่องจบ ชื่อผมกลายเป็นสิ่งแรกที่มีนเอ่ยขึ้นมา “กูถามจริง ๆ นะ มึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับตามเลยเหรอ...”
“ฮือ ๆ” เสียงร้องไห้ของผมยังดังก้องสะท้อนอย่างต่อเนื่อง “กูมั่นใจว่าไม่”
“มึงถามใจตัวเองดีแล้วเหรอ....???”
“มีน มันไม่มีประโยชน์ ว่ากูจะรู้สึกยังไงกับมัน ยังไงตามก็มีหยก...”
“หยก...” เสียงหยุดหายใจ “ทัพหรือว่า....?”
“กูไม่ได้อยากเปลี่ยนสถานภาพด้วย เพื่อนคือสิ่งที่กูโหยหามาโดยตลอด”
ด้วยความเสียใจ ผมละล่ำละลักขัดมีนไปทันทีจนลืมคิดไปว่าเพื่อนรักอาจต้องการบอกเล่าอะไรบางอย่างที่สำคัญ แต่มีนก็ดูไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนั้นมากนัก
“ถึงกลายเป็นแฟนกัน ก็ยังเป็นเพื่อนไปด้วยได้นี่หว่า”
ง่วงเหลือเกิน แม้น้ำตาจะยังไหล ทว่าตาคู่โตของผมเริ่มปิดดับลง
“มันต่างกานนนนะ มันไม่เหมือนกานนนน”
“ทัพ....”
แล้วผมก็หลับไปทั้งที่ไม่ได้อาบน้ำ แปรงฟัน
หลับไปพร้อมกับคราบน้ำตาที่เลอะเปรอะหน้า
หลับไปทั้งที่ยังค้างสายสายกับมีน ผู้ที่พร่ำปลอบผมและเลือกวางหูไป เมื่อมันได้ยินเสียงกรนแผ่วเบาจากฝั่งผม ผมหลับสนิท แม้จะตกในฝันร้าย ผมไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าหลังจากที่มีนวางหูไป มีนไม่ได้เข้านอน.....
มันกำลังคุยกับพี
“กูปอแล้วนะพี (คำเมือง: กูพอแล้วนะพี) ”
เป็นปกติที่มีนจะหลุดภาษาเหนือใส่เพื่อนรักหนุ่มใต้อย่างพี
“หือม์ พออะไรวะ”
“เรื่องจุ๊ เรื่องหลอก ๆ ที่พวกเรากำลังหักหลังทัพอยู่”
“เฮ้ย มันไม่ใช่หักหลังนะโว้ย เรากำลังช่วยให้เพื่อนสมหวัง”
“มึงจะอู้จะใด (คำเมือง : พูดอย่างไร) ยังไงก็ตามแต่ กูไม่สน กูพอ”
“เออ ๆ กูไม่ขัดมึงหรอก” ประสบการณ์การเป็นเพื่อนกันมาหลายปี ทำให้ทนายความฝีปากกล้าเชื่อว่าเพื่อนรักต้องมีเหตุผลที่ดีพอ “แต่เรื่องปาร์ตี้สละโสดที่เตรียมกันไว้ มึงช่วยหน่อยสิ”
“เฮ้อ” เงียบไปหลายวินาที “ได้ กูจะช่วยเป็นเรื่องสุดท้ายนะ”
-------------------------------------------------------------
จบตอนที่ 1 ของบทที่ 29
อย่างที่เคยบอกครับ ผมเขียนจบไว้นานแล้ว เหลือขั้นตอนการแก้ไข้คำ แล้วก็ทำให้เรื่องดำเนินได้ต่อเนื่อง
ปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 33 บท แต่ผมอาจจะยุบหรืออาจจะแยก ยังบอกไม่ได้นะครับ
บทนี้จะค่อนข้างยาวกว่าทุกบทไปหน่อย
ขออภัยด้วยที่ช้านะครับ
คิดถึงคนอ่านทุกคนเลยครับ
รักษาสุขภาพนะฮะ
ยังรับคำติและคำชมเหมือนเดิม
:mew1:
:z2:
ป.ล. ตอนที่ 2 จะมาภายในวันนี้แหละครับ แต่เป็นค่ำ ๆ หน่อย
-
:hao7: :hao7: :hao7:
-
บทที่ 29
ปาร์ตี้สละโสด
ตอนที่ 2
ทัพ
ตามไม่ได้ติดต่อมาแต่อย่างใด
ผมใช้ชีวิตของผมตามปกติ
เวลาผ่านพ้นไป จนถึงวันจันทร์ งานรับปริญญาของไอ้บอส
แน่นอนว่าพี่ปันก็มาร่วมงานด้วย แม้จะดูมีท่าที่เคอะเขินอยู่มากก็ตาม แต่ผมก็เห็นได้ชัดว่าพี่เขารักและแอบมองบอสอยู่บ่อย ๆ
ไม่เห็นเงาหัวของไอ้ตามแม้แต่น้อย มีเพียงพีที่มาพร้อมกับของขวัญกล่องใหญ่ 2 กล่อง ที่หิ้วมาด้วยตัวคนเดียว คงจะเป็นของขวัญที่หลินฝากมาสินะ
“เฮ้ย ทัพ ปีใหม่ไปไหนวะ”
ใช่สิเนอะ... อีกหนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้ก็ก้าวเข้าสู่ปีใหม่แล้ว
“พักที่ห้อง เหนื่อย”
“เฮ้ย มึงก็....” ไอ้หมีควาย เอาแรงช้างสารตบหลังกูแทบทรุด “วัยรุ่นหน่อยสิวะ ไปเที่ยวดิวะ ทำตัวเป็นตาแก่เฝ้าห้องไปได้”
“มึงรู้มั้ย พรุ่งนี้เย็นกูต้องไปคุยเรื่องชุดอาหารกับโรงแรม สำหรับงานแต่งใครสักคนแถวนี้ แล้ววันพฤหัสบดีก็ต้องไปชิมอาหารที่โรงแรม จำที่กูไลน์ไปบอกได้มั้ย ถ้าเจ้าบ่าวเจ้าสาวสะดวก กรุณาสละเวลาไปชิมกับกระผมด้วยนะครับ แล้วก็ต้องไปติดต่อร้านทำซุ้มดอกไม้ให้อีกตอนวันศุกร์ คิดว่าปีใหม่กูควรพักมั้ยครับเพื่อน”
หน้ามันเจื่อนไปในทันที
“เทเลทับบีส์เพื่อนรัก”
“พ่องสิ เลิกเรียกกูแบบนั้นเลย”
“เฮ้ย ไอ้พี เทเลทับบีส์ กูไว้เรียกคนเดียวนะเว้ย”
ขนาดมันกำลังถ่ายรูปกับน้อง ๆ สายรหัสของมัน ก็ยังมิวายหูดี ได้ยินสิ่งที่พวกผมกำลังคุย
“เหนื่อยมากเหรอจ๊ะที่รัก พักผ่อนสิ หาคนมาช่วย”
“มึงจะพูดถึงตามก็พูด” ดวงตาเจ้าเล่ห์ทะลุเบ้าของมันปิดผมไม่มิดหรอก “กูไม่อยากกวนมัน มันอาจจะมีเข้าเวรเยอะแยะ”
“แล้วมึงได้ถามมันหรือยัง ว่ากวนมั้ย”
ผมส่ายหัวแทนคำตอบ
“นั่นไง ปากเนี่ย” มือเค็ม ๆ ของมันบี้ปากผมอย่าง.... เอิ่ม ไม่ใช่รักใคร่แน่ ๆ เพราะแรงมากพอที่น่าจะทำให้ปากช้ำแดง “อย่าหนักให้มันมากนัก ถามเข้าไปสิ ถามเข้าไป ไอ้เทเลทับบีส์”
หลังจากรู้ชื่อเล่นของผม ก็เรียกไม่หยุดเลยนะไอ้พี
“ไม่เป็นไร กูไปกับพี่ปริ๊นซ์ก็ได้”
เงียบกริบ วงแตก เงียบเป็นเป่าสากเลย เป็นไงละเพื่อนพี ต้องเจอคาถาศักดิ์สิทธิ์กูสินะ
“เออ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ละ” มันคว้าการ์ดบางอย่างออกจากกระเป๋าเอกสาร ยืนเขียนอะไรบางอย่างหน้าซอง จากนั้นไม่นานก็ยัดซองดังกล่าวใส่มือผม “ฝากเชิญพี่ปริ๊นซ์ด้วย”
“อืม... เย็นนี้ก็น่าจะเจอกัน”
ผมพูดแผ่วเบา พยายามตีบทให้แตก เนียนไม่ให้บอสรู้
“มึงนี่นะ”
ไอ้พีตีบทแตกกว่าผมอีก เข้ามาใกล้กระซิบแผ่วเบา ทั้งที่ผมก็รู้ว่า อีกไม่นานหลังจากนี้ พีต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกบอสและคนที่เหลืออย่างแน่นอน
“ทำไม จะอบรมอะไรกูอีก” ยิ่งเห็นหน้าระอาเหนื่อยของพี ผมยิ่งพูดย้ำต่อเนื่อง “จะให้กูทำไงละ มึงเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอวะ บางครั้ง เราก็อาจชินกับอะไรเดิม ๆ มากจนยอมรับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้นะ”
ดัดเสียงให้ใกล้เคียงกับมันมากที่สุด
“แล้วตอนนี้กูโอเคแล้วไง กูยอมชินกับอะไรเดิม ๆ ชินกับเรื่องพี่ปริ๊นซ์ มึงจะเอาอะไรอีก”
พีดูอึ้งเล็กน้อยที่ผมเอาคำพูดของมันมาย้อนกลับ
“แล้วมึงก็บอกว่า ให้กูเริ่มจากรักตัวเองก่อน นี่ไง กูรักตัวเองอยู่ ก็กูรักพี่เขา ทำไมล่ะ”
ไม่มีคำพูดอื่นใดจากพีอีกในประเด็นดังกล่าว
“เฮ้อ กูไม่ขอยุ่งเรื่องนี้สักพักแล้วกัน เอาเป็นว่ากูจะชวนมึงไปงานปาร์ตี้สละโสดของกูศุกร์นี้ โอเคมั้ย”
จันทร์หน้าก็จะตรงกับวันสิ้นปี และจากนั้นเย็นวันศุกร์ในสัปดาห์เดียวกัน ก็จะเป็นงานแต่งงานของหลินและพีแล้ว จึงกล่าวได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดที่จะจัดงานปาร์ตี้สละโสด
“คนคงไม่เยอะมาก เพราะเพื่อนกูหลายคนก็หยุดยาวกลับต่างจังหวัด ไปเที่ยวต่างประเทศ กูขอโทษที่บอกมึงช้า แต่กูรู้นิสัยมึงดี มึงไม่ค่อยกลับตราดช่วงเทศกาล เพราะมึงกลัวเรื่องอุบัติเหตุ มึงมาให้ได้นะ เรื่องซุ้มดอกไม้กูขอตัดไปให้ฝั่งเพื่อนเจ้าสาวทำแล้วกัน กูรู้สึกว่างานที่มึงได้รับมันเยอะไปหวะ เหมือนกูเอาเปรียบเพื่อนอยู่เลย”
“ขอบใจ” เสียงไม่สบอารมณ์ของผมมันคงชัดมากเสียจนว่าที่เจ้าบ่าวหน้างอด้วยความรู้สึกผิดบาป “เออ กูไม่คิดมาก ขอโทษเพื่อน ถ้าสะดวกกูจะไปนะ”
“กูขอนะ อย่าพาพี่ปริ๊นซ์มา”
เป็นสิ่งสุดท้ายที่มันพูดทิ้งท้ายไว้กับผม ก่อนเดินจากไป ซึ่งผมก็ไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาอะไรกับมันไว้หรอก
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
“ศุกร์นี้เหรอทัพ” ผมเปิดสมุดตารางนัดหมายของผม “ไม่ว่างครับ พี่ขอโทษนะ”
เสียงน้องแผ่วเงียบไปเล็กน้อย ทัพไม่ชวนคุยเรื่องใดอีก ไม่แม้แต่จะบอกว่ามีเรื่องอะไร และผมเองก็เลือกที่จะไม่ถาม เราเดดแอร์ใส่กันนานหลายนี จนสุดท้ายทัพเป็นฝ่ายยอมแพ้และเลือกที่จะกล่าวคำอำลา
ผมได้ความเป็นส่วนตัวกลับมาอีกครั้ง การสอนเด็กที่โรงเรียนนานาชาติทำให้ผมวุ่นวายจนไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้มากนัก ยิ่งต้องทำสื่อการสอน ซึ่งไม่ใช่ทางของผมเลย ยิ่งทำให้ผมระลึกถึงพระคุณของคุณครูที่พร่ำสอนผมมาอย่างสุดหัวใจ
ผมมีสอนทุกวันพฤหัสบดีและศุกร์ นั่นแปลว่าผมต้องทำสื่อการสอนให้เสร็จทันใช้ในวันรุ่งขึ้น...
“คืนนี้อีกยาวไกลเว้ยยยย”
แต่สาเหตุที่ผมไม่ว่างตอนเย็นศุกร์ไม่ใช่เพราะติดสอนโรงเรียน หรือติดงานพ่อครัวที่โรงแรม แต่ผมต้องไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมอดีตคู่หมั้นของผม ... น้อยหน่า... ต่างหาก
“อาจารย์เก่งมากเลยนะคะ”
“ไม่เท่าไหร่หรอกครับ ผมก็ทุลักทุเลพอดู”
ฝรั่งผมทองแต่พูดไทยชัดเป๊ะทุกคำ ยิ้มให้ผมอีกรอบ เราเดินกันไป คุยกันไป ผ่านบรรยากาศโรงเรียนที่ตกแต่งประดับประดาตามธีมเทศกาลคริสต์มาส
จะว่าไปแล้วผมก็สงสัยแฮะ โรงเรียนนานาชาติบ้าอะไรวะ ไม่ยอมหยุดยาวเสียที เพราะตามปกติโรงเรียนนานาชาติก็จะปิดยาวตั้งแต่วันคริสต์มาสเลยปีใหม่ไปอีกหลายวันด้วยซ้ำ
“อาจารย์ถ่อมตัวจังเลยนะคะ”
เธอเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนนานาชาติที่ผมทำงานอยู่ วันนี้เธอได้เข้ามาสังเกตการสอนของผมด้วย และเป็นโชคดีของผมที่เตรียมอุปกรณ์สื่อการสอนเป็นอย่างดี
เอาเหอะ ผมคิดเรื่องเดิมแทรกทันที ไม่หยุดก็ดี จะได้มีเงินเยอะ ๆ
“งั้นผมลาก่อนนะครับ”
ผมยกมือไหว้ฝรั่ง ที่รับไหว้ผมได้ถูกต้องและชำนาญ
ขับรถตรงไปยังโรงพยาบาล เพื่อเยี่ยมน้อยหน่า
“ญาติคุณน้อยหน่านะคะ” พยาบาลเงยหน้าถามผม “คุณหมออยากคุยก่อนนะคะ พบคุณหมอที่ห้อง 203 ทางนั้นได้เลยค่ะ”
ผมเดินไปยังห้องดังกล่าวที่เธอได้ชี้ทางไว้ ตลอดทางมีเสียงระงมไห้ของคนไข้รายอื่น สลับกับเสียงหัวเราะที่ไม่สิ้นสุด เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นคุณหมอท่าทางใจดีคนหนึ่งนั่งทำงานอยู่
“เชิญเลยค่ะ ญาติคุณน้อยหน่าใช่มั้ยคะ”
“ครับ” ผมหย่อนตัวลงนั่ง “คุณหมออยากพบผมทำไมเหรอครับ?”
“หมอมีข่าวดีจะบอกค่ะ สติบางส่วนของคุณน้อยหน่าเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้วนะคะ”
ไม่มีอะไรที่น่าฟังมากไปกว่านี้อีกแล้ว
“จริงเหรอครับ แล้วเขาจะออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไหร่กันครับ”
“ใจเย็น ๆ ค่ะ .... แต่น่าจะอีกไม่นานแล้วแหละค่ะ หมอขอดูอาการอีกสักพัก สภาพจิตใจดีขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่าเราทำการจิตบำบัดแบบเป็นครอบครัวหลายต่อหลายครั้ง” พ่อกับแม่ของน้อยหน่าก็อยู่โรงพยาบาลเดียวกัน ทั้งสามคนจะทำการบำบัดพร้อมกัน โดยน้อยหน่าเป็นคนที่มีอาการดีสุด “สำหรับคุณพ่อและคุณแม่ของเธอ อาจจะต้องอีกสักระยะนะคะ”
“ครับ”
“คุณคงเหนื่อยมาก ที่ต้องหาเงินค่ารักษามหาศาลขนาดนั้น”
ผมแค่นยิ้มออกมา
“หมอเลยมีข่าวดีอีกเรื่องจะแจ้งค่ะ”
“ครับ...?”
-------------------------------------------------------------
ทัพ
ทันทีที่ก้าวขาออกจากที่ทำงาน โทรศัพท์ก็สั่นระรัวในกระเป๋ากางเกงของผม
“ว่าไงมีน”
“มึงอยู่ไหน....ทัพ”
“กรุงเทพฯ”
“กวนละมึง”
แล้วเราสองคนก็หัวเราะใส่กัน
“เออ เพิ่งออกจากที่ทำงาน มีอะไรเปล่า...?”
ถามหยั่งเชิงไปอย่างนั้นแหละ จริง ๆ ผมก็รู้อยู่แล้ว
“กูมางานปาร์ตี้สละโสดไอ้พีด้วย”
“จริงอะ”
ไม่แปลกใจอะไรเลยบอกตามตรง
“เซอร์ไพรซ์ละสิมึง”
“เออ สะไพรรรรรส์เลยวะเพื่อน” ไม่เลยสักนิด ไม่เลย... แค่ไม่คาดว่าจะลงทุนลงมาจากเหนือเพื่อมางานปาร์ตี้ ลางสังหรณ์บอกผมว่า ไม่ใช่แค่นั้น “แล้วมีอะไรหรือเปล่า...?”
“กูจะชวนมึงไปซื้อของไง เนี่ย กูเอาเงินจากไอ้พีมาแล้ว เจอกันที่พารากอนนะ โอเค”
แล้วมันก็วางหูไปในทันที โดยไม่ฟังคำตอบจากผมด้วยซ้ำ
“ไอ้เพื่อนเลว....”
ได้แต่เพียงผรุสวาทใส่โทรศัพท์ หดหัว คอตก แล้วมุ่งหน้าไปพารากอน
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
แค่เพียงข่าวแรกที่น้อยหน่าอาการดีขึ้น ก็ทำให้ผมดีใจจนแทบคลั่ง
ยิ่งได้ฟังข่าวดีที่สอง ยิ่งทำให้ผมยิ้มแก้มแทบปริ
“อาการของคุณน้อยหน่าและครอบครัวเป็นกรณีที่หาได้ยากมาก การบำบัดพร้อมกันทั้งครอบครัวยิ่งกระทำได้ยากเข้าไปใหญ่ หมอได้รับทุนสนับสนุนมาหลายบาท โดยจากเงินทุนดังกล่าว หมอได้รวมค่ารักษาไว้ด้วย ต่อไปการรักษาของทั้ง 3 คน คุณไม่ต้องลำบากหาเงินมาจ่ายแล้วนะคะ ทั้งนี้บางส่วนที่ได้จ่ายไปแล้ว ก็อาจทำเรื่องคืนเงินมาได้ด้วย แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็เป็นจำนวนที่พอดูเชียวแหละค่ะ”
อยากจะเดินไป ร้องเพลงไป บนทางเดิน แต่ก็เกรงว่าจะถูกจับไปบำบัดเสียก่อน เลยได้เพียงแต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ลึก ๆ แล้วจัดการอากัปกิริยาให้สงบนิ่ง ปล่อยไว้เพียงแค่สีหน้าที่ผุดรอยยิ้มออกมาอย่างต่อเนื่อง
แล้วผมก็ถึงประตูห้องของน้อยหน่า ทุกอย่างในห้องเงียบสงบ น้อยหน่านั่งอยู่บนเตียง กำลังก้มหน้าอ่านหนังสืออะไรบางอย่างอยู่
“น้อยหน่าทำอะไรอยู่เหรอ?”
“ปริ๊นซซซซซ........... ปริ๊นซ์มาแล้ว”
เสียงดีใจของน้อยหน่าทำให้ผมยิ้มออกมาอีกครั้ง
ผมฟังน้อยหน่าเล่าเรื่องต่าง ๆ มากมายอยู่หลายชั่วโมง เธอดูเป็นปกติมากขึ้น
“แล้ววันนี้ มาคนเดียวเหรอ”
“อืม ทำไมเหรอ???”
“น้องไม่มาด้วยเหรอ...”
ทัพ... ผมเคยพาทัพมาเยี่ยมน้อยหน่าอยู่หนึ่งครั้ง ทนการรบเร้าจากน้องไม่ไหว
น่าแปลกนะที่น้อยหน่ายังจำได้ ทั้งที่ก็แค่ครั้งเดียว
ผมส่ายหัวพร้อมกับตอบเธอไปอย่างเป็นมิตร
“ทำไมเหรอ คิดถึงน้องเหรอ”
“อืม คิดถึงน้อง น้องใจดีมากเลย” แท้จริงแล้วทัพกับน้อยหน่ารุ่นเดียวกัน แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่อคนที่เข้าใจผิด คือ ตัวน้อยหน่าเอง ทั้งผมและทัพจึงตกลงกันว่าให้ปล่อยเลยตามเลย “น้องน่ารัก เล่าเรื่องตลกให้น้อยหน่าฟังตั้งเยอะ”
“เหรอ...” ผมยิ้ม ไม่รู้มาก่อนเลย เพราะวันที่ผมพาทัพมา หลังจากแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักได้ไม่กี่นาที คุณหมอเจ้าของไข้ของน้อยหน่าก็เรียกผมไปคุยด้วยหลายชั่วโมง “แล้วอยากเจออีกมั้ย...?”
“อยากเจอ แต่ว่า” แววตาของน้อยหน่าเปลี่ยนเป็นเศร้าฉับพลัน “น้องน่าสงสาร”
“ทำไมน่าสงสารล่ะ??”
สิ่งที่ได้ยินจากปากน้อยหน่าสร้างความฉงนฉงายให้ผมยิ่งนัก
“น้อยหน่าว่าน้องเขาน่าสงสาร เหมือนน้องเขาติดอยู่กับที่ ไปไหนไม่ได้ เหมือนกับว่าน้องเขาอยู่ในห้องที่ถูกขัง” ผ้าห่มที่ปลายเท้าของเธอ ถูกกอบคุณมาห่มรอบกาย แล้วน้อยหน่าก็เริ่มสั่น เหมือนว่าเธอกำลังถูกความหนาวที่ไม่รู้สาเหตุคุกคาม “มันน่ากลัว... เหมือนตอนที่น้อยหน่ากับพ่อแม่โดนจับ แต่ว่า....”
อาการสั่นของเธอหายไปในทันที
“มันต่างกัน”
พฤติกรรมทั้งหมดของน้อยหน่ายิ่งทำให้ผมไขว้เขวไม่เข้าใจ
“น้อยหน่าออกจากห้องไม่ได้ เพราะถูกมัด แต่น้องทัพ ออกจากห้องไม่ได้ ไม่ใช่เพราะถูกมัด แต่น้องตาบอด น้องรอใครสักคนพาออกไป สงสาร น้อยหน่าสงสารรรร”
“น้อยหน่าโม้ปริ๊นซ์หรือเปล่า...” ผมสัพยอกไปหนึ่งที “คุยกันแปบเดียวจะรู้อะไรขนาดนั้นเลยเหรอ”
หรือว่ามันเป็นสิ่งที่ผมคิดมาตลอด
ทัพไม่ได้รักผมหรอก เหมือนที่ผมก็ไม่ได้รักน้องอีกแล้ว
เราแค่ยังติดกับสิ่งที่ค้างคาในอดีต
ถ้าเพียงแต่ ตอนมัธยม ผมยอมรับว่าชอบน้อง เหมือนที่ผมก็รู้มาตลอดว่าน้องชอบผม ตอนนั้นเราสองคนอาจจะได้เป็นแฟนกัน อาจจะยังคบกันถึงทุกวันนี้ หรือ อาจจะเลิกรากันไปแล้วเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็นทางใดในอดีตที่ผมไม่สามารถแก้ไขได้ ทว่าผมก็เชื่ออย่างสุดหัวใจว่า หากแค่ผมยอมรับความจริงในตอนนั้น ชนักปักหลังอันใหญ่ที่ค้างเติ่งอยู่บนหลังเล็กบางของทัพเนิ่นนานหลายปีจนเรื่องราวเลวร้ายผิดพลาดต่าง ๆ ดำเนินมาถึงขนาดนี้
“สงสารน้องทัพ จริง ๆ นะ สงสาร”
“จ้า... เราก็สงสาร”
ผมรู้สึกจริงตามนั้น
พันธนาการแห่งอดีตที่ทัพสร้างขึ้นมาผูกมัดตัวเอง ถ้าไม่ใช่ตัวทัพเป็นคนคลายปม ก็คงไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะคลายปมได้
-------------------------------------------------------------
ทัพ
“ก็ดี แต่เหนื่อย เอกชนเขาใช้งานกูเต็มที่ไง จะเช้าชามเย็นชาม แบบรัฐก็ไม่ได้เปล่าวะ”
แล้วก็คว้าขนมถุงอีกหลายถุงยัดใส่รถเข็น
“ไม่ใช่เว้ย รัฐสมัยนี้ก็ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว”
ขนมอีกถุงถูกยัดใส่รถเข็น ตอนที่ยังเรียนปริญญาตรี พารากอนเป็นสถานที่สุดท้ายในลิสต์สถานที่ที่ควรไปซื้อของกินของใช้ เพราะราคาของสุดแสนจะแพง และถึงแม้ว่าพารากอนและห้างอื่น ๆ ในสยามสแควร์จะสะดวกสบายแค่ไหน จากการที่มีสินค้าหลากหลายชนิดให้เราเลือกซื้อ เรียกได้ว่าเป็น one stop service พวกเราก็เลือกที่จะหลีกเลี่ยง และยอมเหนื่อยจากการเดินทางหลายต่อหลายห้าง แลกกับการเดินทางไปหลายสถานที่ เพื่อหาซื้อของที่ต้องการในราคาที่ย่อมเยากว่า
ด้วยวัยที่เปลี่ยนไป และเวลาที่มีจำกัด จึงกลับกลายเป็นว่า สถานที่แห่งนี้เป็นที่แรกในลิสต์ที่พวกเรามาเยือน
“เออ กูเชื่อก็ได้ งานราชการตั้งใจมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
“มึงไม่เชื่อเลยนี่หว่า”
เราหัวเราะใส่กันอีกครั้ง
“กูขอถามหน่อยสิมีน” มักยกคิ้วใส่ผม “มีแฟนยัง?”
“ก่อนอื่นเลยนะ ไอ้คำพูดว่า ขอถามหน่อยอะไรแบบนั้น เป็นคำพูดติดปากกู มึงอย่าเลียนแบบ ส่วนเรื่องแฟน ยังไม่มีหวะ”
“ยังลืมรักเก่าไม่ได้เหรอ”
มันนิ่งเงียบอยู่หน้าชั้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ราวกับมันลังเลใจว่าจะเลือกยี่ห้อไหนไปดี
“อ้อ คนนั้นเหรอ กูลืมไปแล้ววะ”
ลืม... มึงลืมคนที่มึงร้องไห้ทุรนทุราย จนกูต้องปลอบมึงเป็นชั่วโมง ๆ ไปแล้วเหรอวะ
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นวะทัพ” ขวดเหล้าสองสามขวดถูกยกมาวางในรถเข็นที่ผมกำลังเอาศอกวางเท้าที่จับ เงยหน้ามองมีน “ก็มึงสอนกูเองนี่ ว่าพอประตูบานนึงปิด อีกบานก็เปิด กูก็แค่ตามหาประตูบานใหม่ ช่างสิ บานเก่านะ”
“เออสิเนาะ”
มันยังจำคติคำคมของผมได้เป็นอย่างดี
“แรก ๆ ก็เฮิร์ตอะ แต่สุดท้ายก็ใช้ชีวิตต่อไปอะ ตอนเด็กกูเจอปัญหาหนักอกเยอะ ทุกครั้งที่ประตูหนึ่งปิดลง ความมืดก็จะเข้ามาปกคลุมชีวิตเรา ถ้าเรามัวแต่โศกาอาดูรย์อยู่ตรงหน้าประตูบ้านนั้น เฝ้าอ้อนวอนให้ประตูเปิดอีกครั้ง เพื่อให้มันนำพาแสงสว่างกลับเข้ามาในชีวิต บางทีนะมีน เราอาจลืมคิดไปว่า ประตูอีกบานหนึ่งอาจเปิดให้เราแล้ว บางทีอาจไม่ใช่ประตู แต่เป็นหน้าต่าง ทว่าก็ยังเปิดจริงเปล่าวะ แสงสว่างในชีวิตเรา ไม่เคยดับหายไปหรอก มันมีอยู่ตลอดนะแหละ เพียงแค่ว่า เราจะเลือกมองจากมุมเดิม ๆ โดยหันหลังให้มุมอื่น ๆ ไปหรือเปล่า”
นั่นคือ สิ่งที่ผมเคยพูดกับมีนเมื่อนานมาแล้ว
“มึงละทัพ กับพี่ปริ๊นซ์เป็นไงบ้าง”
“ก็ดีมึง ทำไมเหรอ?”
เขาให้มึงมาสืบเรื่องกูสินะ
“เปล่า กูถามด้วยความเป็นห่วง”
“อืม”
“มึงแน่ใจแล้วใช่มั้ย”
“มั้ง”
“ถ้ามึงแน่ใจแล้วกูไม่ขัดหรอก กูไว้ใจมึง ว่ามึงต้องเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองเสมอ”
“มีน” ไม่มีสักนิดที่มีนเคยทำให้ผมผิดหวัง มันจริงใจต่อความรู้สึกตัวเองเสมอ “ขอบคุณนะ”
“เพื่อนกันเว้ย ทัพ ถึงกูจะสงสารตามบ้างก็เหอะ มีหลายเรื่องที่กูบอกมึงไม่ได้ กูขอโทษนะ แต่ดีแล้วที่มึงไม่ทำอะไรไปเพียงเพราะความสงสาร กูอยากให้มึงตอบตัวเองให้ดี แล้วทำสิ่งที่มาจากความต้องการในก้นบึ้งของใจมึงจริง ๆ แค่นี้พอ”
“อืม”
ผมก้มหน้ามองของในรถเข็นที่เคลื่อนตามมีนไปอย่างช้า ๆ
“เจอแล้ว แก้วพลาสติก” แก้วพลาสติกหนึ่งแถวใหญ่ถูกวางลงบนรถเข็น “มันบอกขี้เกียจล้างวะ ใช้แล้วทิ้งเลย โคตรทำลายธรรมชาติอะ ไอ้พีเนี่ย”
“อืม”
“แต่บางที กูก็เข้าใจนะเว้ย ทำไมหลายคนชอบใช้แก้วพลาสติก สะดวกไง ไม่ต้องมาล้าง มาระวังว่าจะแตกเหมือนแก้วที่ทำจากแก้วจริง ๆ แก้วมันแข็งแรงกว่าพลาสติกก็จริง แต่พอตกลงพื้น ไอ้ที่แตกสลายก่อน กลับเป็นแก้วที่เราคิดว่าแข็งแรง ความสัมพันธ์ของคนเราเหมือนกัน บางทีเราไปคาดหวังให้มันต้องดูแข็งแรงแบบแก้ว พอตกพื้นทีเดียว เป็นไงละพี่น้อง กูเลยยังไม่มีแฟนไง กูอยากหาใครสักคนที่มาเป็นพลาสติกกับกู อาจจะดูไม่แข็งแรง แต่ตกพื้นไม่สลาย เหมือนจะใช้แล้วทิ้ง แต่ให้ใช้ซ้ำก็ได้นี่หว่า ที่สำคัญ เป็นร้อยปีด้วย กว่าจะสลาย”
มันหัวเราะออกมา
“แก้วนะ พอแตกก็บาดทำลายเราได้อีก ถ้าเป็นพลาสติกยังไงก็ไม่น่าจะบาดแล้วเพราะมันไม่แตก ยกเว้นมึงจะตั้งใจทำให้มันแตกอะนะ”
มีนกำลังทำให้ผมสับสน
“ถ้าเป็นกู กูคงเลือกรักคนที่เขารักกูอะ แต่ดีสุดคือกูต้องรักเขาด้วยนะ”
“มีน...”
มันหัวเราะออกมาอีกครั้ง พลางจับรถเข็นของผมเป็นการกระตุกเตือนให้ผมเลื่อนรถเข็นตามไป
“โคตรทำลายธรรมชาติเลยเนาะ พวกเราอะ”
ไม่มีคำตอบใดจากผม
“สัมพันธภาพที่ยืดหยุ่น อาจเหมาะกว่ากับคนแบบกูวะ ไปจ่ายเงินกันเหอะ ซื้อครบละ น้ำแข็งค่อยไปซื้อแถวคอนโดฯ มัน”
“มีน ... กูมีเรื่องปรึกษา”
-------------------------------------------------------------
ตาม
“วันนี้งานปาร์ตี้สละโสดของกู มึงต้องเชิดใส่ไอ้ทัพรัว ๆ รู้มั้ย”
สองมือถือถุงน้ำแข็งมหาศาล รอลิฟต์ที่คอนโดของไอ้พีมารับ
“แล้วมึงก็ต้องไม่สนใจมันด้วย”
“เออ ย้ำจังวะ นี่ซื้อให้กี่คนกินวะ”
“ก็รวมเพื่อนกูด้วย ก็ไม่เกินสิบคนหรอก คืนนี้นอนที่ไหนวะ?”
“ไม่รู้ ถึง กทม. ก็มาหามึงเลย โรงแรมก็ยังไม่ได้จอง นอนห้องมึงได้มั้ย”
“เอาสิ กูว่าคนนอนเต็ม ตรงพื้น ตรงโซฟา จองก่อนได้ก่อน แต่เตียงของกูนะ”
“งั้นกูนอนเตียง”
“อ้าว ไอ้เหี้ย”
ผมชิงเข้าลิฟต์ก่อนที่มือใหญ่ด้านหนาของไอ้พีจะตบเหม่ง หลังจากที่พีตั้งท่าประคองตัวได้หลังจากเสียศูนย์วืดตบอากาศ มันก็กระแทกเท้ากระฟัดกระเฟียดเข้าลิฟท์ตามมาติด ๆ
“มึงผอมลงเปล่าวะพี”
“ขอร้องสัด อย่าประชด”
“เอ้า กูพูดจริง”
“เออ ก็ผอมลงแหละ แต่ไม่ถึงเป้าที่หลินต้องการ” เสียงถอนหายใจของมันดังยาวแข่งกับเสียงลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นสูง “ทำไงได้วะ อาหารไทยแม่งอร่อย”
“ข้ออ้าง... หน้าด้านสัด”
“เรื่องทัพ กูไม่ช่วยแม่งละ”
“โอ้... ๆ ๆ เพื่อนรัก เขาขอโทษนะ”
“.................”
“ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นละ อะ ถึงแล้ว ตามมานะจ๊ะเพื่อนรัก”
ผมเดินนำ ให้ไอ้อ้วนเดินตาม อยากวิ่งเข้าห้องไปกอดคอกับชักโครกสักทีเพราะท่าทีแสนขยะแขยงที่ตัวเองเพิ่งกระทำออกไป
“นี่” มันหยุดอยู่หน้าห้อง ควานหากุญแจจากกระเป๋ากางเกง “มึงพร้อมใช่มั้ยเรื่องทัพ”
“เออ กูพร้อมแล้ว”
-------------------------------------------------------------
ทัพ
ผมไม่พร้อมจะเจอตามเลยสักนิด
ถ้าสัญชาตญาณของผมไม่บกพร่อง มั่นใจได้เลยว่า หนึ่งในคนที่ได้รับเชิญไปงานปาร์ตี้สละโสดของพี ต้องมีไอ้หมอยุงลายแน่นอน
ตาเสออกนอกหน้าต่าง มองเห็นรถหลายคันบนท้องถนนที่การจราจรติดขัดติดอันดับประเทศเส้นหนึ่งในมหานคร ถอนหายใจมาอีกรอบ ดังพอที่คนขับแทกซี่ต้องเหลือบตาสอดส่ายมองหาที่มาของเสียงผ่านกระจกมองหลัง แต่ยังนับว่าดีที่มีนเลือกที่จะไม่ซอกแซกถามอะไรผมมากมาย
“ใกล้ถึงคอนโดพีแล้ว กูโทรหามันแปบ ให้มาช่วยหิ้วของ”
มีนเปรยให้ผมฟัง แล้วจัดการโทรหาเจ้าของสถานที่ในทันที
แทกซี่วิ่งฉิวเข้าเขตโครงการ
“พี่ครับ ขึ้นไปที่ลานจอดรถชั้น 8 เลยครับ ไอ้พี มึงเอาตราปั๊มมาด้วยนะ”
ท่อนหลังมันหันกลับไปคุยกับพีแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
คนที่มาช่วยผมขนของก็คือ พี เท่านั้น ไม่มีใครอื่นอีก ฟังจากที่มันเล่า งานเริ่มราวหนึ่งทุ่ม แต่ตอนนี้เพิ่งห้าโมงครึ่งเท่านั้น
“ก็ไปช่วยกูเตรียมงานไง”
นอกจากจะช่วยงานแต่งแล้ว ยังต้องไปช่วยมันเตรียมงานปาร์ตี้สละโสดอีก สิ่งที่ทำลงไปเกิดจากความเป็นเพื่อนล้วน ๆ เพราะคุณคิดเหรอว่าชีวิตนี้ผมจะได้จัดงานแต่งแล้วให้ไอ้พีมาช่วยผมกลับ
ฝันไปเถอะ...
พ่อจ๋าแม่จ๋า ถ้าอยากอุ้มหลาน ติดต่อทับทิมนะ ทัพขอบายยยยย
“อ้าว ตาม หวัดดี มึงมาแต่เมื่อไร”
เนียนเชียวนะไอ้มีน ยืนมองการทักทายที่สุดแสนจะสมจริงของทั้งหมอและปลัด ได้แต่ส่ายหัว แล้ววางขวดเหล้าเบียดลงไปบนเคาน์เตอร์ในห้องครัวที่ตอนนี้กระจัดกระจายวางจานใส่อาหารสารพัด
“ไอ้หมอยุงลาย กำลังโชว์ฝีมือทำยำมาม่าวะ กูก็เพิ่งรู้ว่าพวกหมอเขากินของเสียสุขภาพกันด้วย”
“ทำไมวะ กูก็คนนะมึง”
ไร้บทสนทนาระหว่างผมกับตาม
“จะให้กูช่วยอะไรบ้างพี”
“มึงซื้อเฟรนช์ฟรายมาแล้วใช่มั้ย เอาไปทอดมุมนู้นไป”
มันบุ้ยใบ้ไล่ผมไปที่เตา ไม่ห่างจากตำแหน่งที่ตามยืนอยู่
“กูกับมีนจะไปจัดสถานที่นะ” ไวกว่าผมจะอุทธรณ์ร้องกล่าวสิ่งใด “ไป... มีน”
แล้วครัวก็เหลือแค่ผมสองคนเท่านั้น
“ว่าไง...”
“ไง”
ผมตอบได้แค่นั้น
“เหนื่อยมั้ย”
“อืม... มึงล่ะ”
“ก็นิดหน่อย วันนี้ขอเลิกงานก่อนหนึ่งชั่วโมงแล้วก็ขับรถตรงมาเลย”
“อืม” แล้วผมก็พูดสิ่งที่โง่ที่สุดออกไป “หยกเป็นไงบ้าง ยังสบายดีใช่มั้ย...?”
“เออ...”
สบายดีสินะ
“ก็ดีแล้ว กูจะได้ไม่ต้องห่วงมึง มึงกับเขาปรับความเข้าใจกันยัง...?”
“ก็ถือว่า...”
“ดีแล้วแหละ เขาสวยนะ”
ผมไม่เคยเห็นภาพหยก ไม่เคยเลยสักครั้ง....
ตามอ้าปากจะพูดอะไรออกมา แต่ก็ถูกขัดด้วยเสียงเปิดเตาของผม ไฟลุกขึ้นและหายวับจากสายตา เมื่อกระทะหลุมขนาดใหญ่วางทับลงไป น้ำมันพืชปริมาณหนึ่งเติมเต็มก้นกระทะ ไม่มีคำพูดใดออกมาอีก มีเพียงเสียงน้ำมันที่เริ่มเดือดดังปะทุ เคียงคู่ไปกับเสียงคลุกยำมาม่าของเพื่อนร่วมครัว
ผมทิ้งตามไว้เบื้องหลังผม ไม่ใช่เพียงแค่ทิ้งจากตำแหน่ง แต่ผมกำลังพยายามทิ้งไปจากทุกความรู้สึก
-------------------------------------------------------------
-
บทที่ 29
ปาร์ตี้สละโสด
ตอนที่ 3
ปริ๊นซ์
“ครูใหญ่ชมปริ๊นซ์ด้วยนะ ว่าปริ๊นซ์ทำสื่อการสอนดี”
“น้อยหน่าอยากเห็น”
“ปริ๊นซ์เอาไว้ที่รถนะ เดี๋ยวลงไปเอาแปบนึง รอก่อนได้มั้ย”
“ได้ ๆ ๆ”
ความกระตือรือร้นจากน้อยหน่าเติมเต็มความสดชื่นให้ผม ผมยิ้มออกมาก่อนเอามือลูบหัวเธอเบา ๆ หนึ่งที ดวงตะวันภายนอกห้องเริ่มอ่อนแสงลง จวนจะหกโมงแล้ว อีกไม่นานฟ้าก็จะมืด เวลาเยี่ยมของโรงพยาบาลแห่งนี้สิ้นสุดที่เวลาสองทุ่ม เร็วกว่าโรงพยาบาลทั่วไป ดังนั้นผมต้องทำเวลาแล้วแหละ
“รอแปบนะครับ”
น้อยหน่าส่งยิ้มให้ผม ยิ้มอันสดใสให้ผม ที่กำลังเดินออกจากห้องไป
-------------------------------------------------------------
ตาม
สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากทำก็คือ เดินออกจากห้องนี้ไป หนีไปให้ไกล แล้วทิ้งเรื่องของทัพไว้เบื้องหลัง
บัดนี้ ราวกับว่า สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากทำกลายเป็นสิ่งที่ผมควรทำเป็นสิ่งแรก ด้วยเหตุที่คนที่ผมพยายามอย่างสุดความสามารถให้เขาสนใจผม กลับทุ่มความสนใจทั้งหมดลงไปที่กระทะเพื่อทอดนักเก็ตไก่ หลังจากที่เฟรนช์ฟรายจานใหญ่เพิ่งถูกตักสะเด็ดน้ำมัน แล้วจัดใส่จาน
“เราจะไม่คุยแบบนี้กันจริงเหรอวะ”
“เปล่านี่”
การโต้ตอบว่องไวกว่าที่ผมคาดหวังไว้ ราวกับว่าทัพก็รอให้ผมชวนคุยอยู่
“แล้วทำไมมึงเงียบละ”
“กูใช้สมาธิ”
“ใช้สมาธิทอดไก่เหรอวะ”
“นักเก็ตไก่ต่างหาก”
“อืม... นักเก็ตไก่สินะ”
“มึงน่ะ อย่าเพิ่งเอาน้ำยำกับเส้นมาม่าไปคลุกรวมกันนะ มันจะอืดก่อนพอดี เหลืออีกตั้งเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด”
ผมช้อนเส้นมาม่าที่ลวกเรียบร้อยวางลงใส่ชาม แล้วเอาพลาสติกปิดปากด้านบนไว้ ป้องกันไม่ให้ตัวเองใจลอยเอาส่วนที่เป็นน้ำยำไปคลุกเคล้าผสมเหมือนที่ทัพเตือนผม อย่างน้อยมันก็ยังชวนผมคุยเรื่องอื่นก่อนบ้าง นับว่าไม่ได้แย่เสียทีเดียว
“เรื่องงานแต่งนะ มึงไม่เห็นแจ้งอะไรกูเลย วุ่นอยู่คนเดียวไม่เหนื่อยเหรอวะ” มันก็ยังหันข้างให้ผม ทอดนักเก็ตไก่ของมันต่อไป “กูรู้สึกไม่ดีนะเว้ย เหมือนเอาเปรียบมึง”
“อย่าไปคิดมาก กูยังไม่คิดเลย รบกวนส่งมีดมาให้กูหน่อยสิ”
ทัพยืนจัดนักเก็ตไก่ใส่จานเสร็จ พอดีกับที่ผมยื่นมีดให้มันซึ่งรับไปอย่างว่องไว ตอนนี้ทัพกำลังหั่นไส้กรอกแนวเฉียง เพื่อเตรียมทอดต่อ
“ไอ้พีบอกหลินว่าจะลดความอ้วน แต่ดูของที่มันสั่งให้ซื้อสิ”
ทัพพูดไป หั่นไส้กรอกไปอย่างแคล่วคล่อง
“เออ จริง กูไม่เข้าใจมันเลย” ผมขำออกมา “นี่ยังไม่นับยำมาม่าที่มันเองแหละอยากกิน อาหารสุขภาพทั้งนั้น”
แล้วเราสองคนก็ขำออกมาพร้อมกัน
“เลย์อีก ขนมแต่ละอย่างที่ให้กูกับมีนซื้อมา นี่มีป๊อกกี้กับจอลลี่แบร์ด้วยนะ ใช้อะไรคิดวะเนี่ย เอาป๊อกกี้กับจอลลี่แบร์มากินแก้มเหล้านะ”
เสียงหัวเราะยังดำเนินต่อไป แล้วสายตาของเราก็ประสานตรงกัน รอยยิ้มของทัพไม่ได้ช่วยให้มันดูหล่อหรือน่ารักขึ้น ทัพก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดา หน้าธรรมดา ไม่มีส่วนใดในเครื่องหน้าที่ทำให้มันโดดเด่นไปกว่าคนอื่น มันพูดอะไรบางอย่างที่ผมไม่ได้ยินอีกแล้ว ปากรูปกระจับของมันขยับเคลื่อนตามถ้อยพาที มืออันคล่องแคล่วของมันก็ยังหั่นไส้กรอกต่อไป
“คิดถึงช่วงเวลาแบบนี้จัง เหมือนสมัยก่อน เหมือนเมื่อตอนเราอยู่หอใน เหมือนตอนอยู่เกาะกูด”
“.................”
ไม่มีการตอบรับใดจากอีกฝ่าย
“โอ๊ย”
ทัพชักมือเข้าหาตัว พลางปล่อยมีดเล่มนั้นกระแทกลงพื้นครัว
ผมสะดุ้งตกใจถอยไปอีกทาง ส่วนทัพก็เอาปากดูดเลือดที่นิ้วตัวเองโดยอัตโนมัติ เมื่อผมตั้งสติได้จึงกรูไปลากนิ้วข้างที่ทัพโดนบาดเอาไปผ่านน้ำก๊อกไหลเร็วหมายให้น้ำชำระล้างแผล
“เดี๋ยวกูทำให้แผลให้ อย่าขัดนะ นี่คำสั่งของหมอ”
เป็นอีกครั้งที่ผมยิ้มเจ้าเล่ห์ให้มัน ซึ่งมันเลือกที่จะไม่เอาสายตาหันมามองผมแม้แต่น้อย แต่ผมมั่นใจนะว่ามันเห็นทุกสายตาและการกระทำที่ผมกำลังทำอยู่
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
ผมกำลังเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังชั้น 2 ประคองสื่อการสอนไว้ในอ้อมอก ถ้าไม่ติดว่าเป็นโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรจะสงบเงียบ ผมก็คงผิวปากอย่างอารมณ์ดีไปกระโดดโลดเต้นไปด้วยแล้ว อีกไม่กี่เมตรข้างหน้าก็จะถึงห้องของน้อยหน่า
ทว่าเสียงโวยวายโหวกเหวกที่ดังลั่นจากสุดทางเดิน ดึงความสนใจของผมไปจนหมดสิ้น
“อะไรกันวะ?”
ผมเดินต่อไปอีกเล็กน้อย จนถึงหน้าห้องของอดีตคู่หมั้น
“หยุดนะคะ หยุดนะ”
ขบวนความวุ่นวายบางอย่างกำลังเคลื่อนเข้ามา นำหน้าด้วยคนในชุดสีฟ้าอ่อน อันเป็นชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาล ผมเผ้าปิดใบหน้าจนหมดสิ้น ไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย ตามมาด้วยพยาบาลและบุรุษพยาบาลอีกหลายคน อันเป็นส่วนกลางและส่วนท้ายของขบวน ที่พยายามไล่ตามจับเธอ
พยาบาลคนหนึ่งที่ยืนอยู่ห่างจากผมไม่กี่เมตร ก้าวออกไปยืนตรงทางเดินพร้อมกางแขนทั้งสองของออกจากกันหมายขวางทางคนไข้คนดังกล่าว
ทุกอย่างชุลมุนไปหมด ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นชัดคือ คนไข้พุ่งเข้ากระแทกตัวพยาบาลคนนั้นอย่างจัง ด้วยแรงปะทะมหาศาลจึงถ่ายโอนโมเมนตัมทั้งหมดให้พุ่งถอยหลังมาชนกระแทกผมที่มือยังค้างเติ่งอยู่ที่ลูกบิด
เราสามคนกลิ้งไปเล็กน้อย
โลกหมุนควงกลับตาลปัตรทำให้ผมรู้สึกเบลอและสับสนไปชั่วระยะหนึ่ง และผมก็ถูกกระชากให้ยืนขึ้นจากแรงมหาศาลของผู้หญิง ใช่... ผมมั่นใจแล้วว่าเป็นผู้หญิง เธอมีริ้วรอยบนใบหน้าที่มาจากความเครียด แต่ผมกล้าพนันได้เลยว่า ครั้งหนึ่งเธอเป็นคนสวย
บัดนี้มือที่โชกเลือดของเธอกำลังถือมีดผ่าตัดด้ามคมจ่อมาที่ท้องของผม
“ใครเข้ามาใกล้กว่านี้ มันก็จะตายเหมือนอีนั้น” เท้าของเธอเขี่ยเตะที่ตัวคุณพยาบาลที่นอนจมกองเลือด สถานภาพเป็นตายร้ายดี ไม่อาจคาดเดาได้ เพราะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้แม้แต่คนเดียว “ถอยไป”
มีดด้ามนั้นแกว่งกวัดไปทั่ว พร้อมกับการเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าของเราสองคน
-------------------------------------------------------------
ทัพ
ผมถูกพันแผลแล้วถูกหมอประจำตัวกำชับอย่างแม่นมั่นว่า ให้อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว มันแค่เฉือนลงเนื้อผมนิดเดียวเท่านั้น ไอ้หมอยุงลายก็เล่นใหญ่ราวกับว่านิ้วผมด้วน
ก็ดี...
ผมเลยได้นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนโซฟา มือสไลด์โทรศัพท์ดูภาพในอินสตาแกรม.... ได้ไม่นาน ไม่นานจริง ๆ เพราะภาพดังกล่าวหายไปพร้อมมือถือที่ถูกฉกฉวย
“อย่าใช้แรงนิ้วสิ”
“บาดมือซ้ายนะ กูใช้มือขวา” ด้านหน้าจอถูกหันมาให้ผมเห็น พร้อมกับภาพที่ดับลง มันตั้งใจปิดเครื่องให้ผมเห็นเลยนี่นา “เกินไปแล้วนะเว้ย”
“กูเป็นหมอนะ”
“หมอไง ไม่ใช่แม่”
“งั้นหมอให้คนเจ็บเลือกระหว่างกินเหล้าวันนี้ กับ...” จังหวะเสียงขาดช่วงไป แทนที่ด้วยหน้าทะเล้น “เล่นโทรศัพท์มือถือ จะเลือกอะไร”
“เหอะ”
“ทำไปก็เป็นห่วงทั้งนั้นครับ เกิดคนเจ็บเผลอใช้มือด้านที่เจ็บโดยอัตโนมัติจะทำอย่างไรเล่าครับ”
“เอาไป”
ใช่... อยากได้ก็เอาไป เพราะวันนี้กูต้องได้แดกเหล้า
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
มีดด้ามคมเฉือนผ่านผิวหนังผมไปหลายจุด แท้จริงแล้วแค่ผ่านผิวเฉียดฉิว แต่ก็เรียกเลือดให้ไหลออกมาได้พอสมควร
ตอนนี้ผมถูกคนป่วยถูลู่ถูกังจนมาถึงลานจอดรถด้านหน้า พยาบาลและบุรุษพยาบาลหลายคนยังล้อมรอบเราอยู่
“ถอยไป กูบอกให้ถอย”
เธอตะโกนอย่างขาดสติ แล้วจ้วงแทงผมไปหนึ่งที
เสียงหวีดร้องดังลั่นจากไทยมุงโดยรอบ เธอกระชากมีดออกจากแผลและนั้นทำให้เกิดเสียงร้องอย่างสุดแสนทรมานที่ดังออกมาจากผมเอง
แน่นอนว่าคราวนี้ได้ผล ทุกคนแหวกออกเป็นทางกว้าง
แล้วเธอ ผู้ที่ผมไม่เคยรู้จักก็แทงผมอีกครั้ง แทงผมทั้งที่กอดกระชับผมไว้แน่น
“ขอโทษด้วย ฉันจำเป็นต้องทำ ฉันคิดถึงเขาเหลือเกิน คิดถึงตาม”
ผมถูกแทงซ้ำอีกครั้ง ห่างจากแผลเดิมไปเล็กน้อย แล้วตัวผมก็ถูกปล่อยทิ้งราวกับขยะไร้ค่า ผมอยากจะสลบไปเสียเหลือเกินแต่บาดแผลไม่ได้ร้ายแรงจนทำให้ผมสลบไปในทันที
สติผมยังมีอยู่ แม้จะริบหรี่เหมือนเปลวเทียนด้ามน้อยท่ามกลางพายุไต้ฝุ่นก็ตาม
แต่ก็ยังคงมี
ภาพของทัพวันที่โดนแทงด้วยมีดด้ามเขื่องยาวย้อนกลับมาฉายในกมลสำนึก
วันนั้นทัพต้องเจ็บมากแน่ ๆ
ผมเองที่ลากน้องไปเจอแต่ความลำบาก
แผลแค่นี้ไกลหัวใจนัก
พี่ขอโทษนะทัพ...
พี่ยังไม่ได้บอกเลยว่าพี่รู้สึกอย่างไรกันแน่
แต่พี่รู้ใจตัวเองแล้ว...
พี่จะไม่ยอมให้มันผิดพลาดไปกว่านี้
ถ้าพี่มีโอกาส
พี่จะ.......
ภาพทุกอย่างดับลงไป พร้อมกับแสงสุดท้ายของสายัณห์ที่ร้างลานภา
-------------------------------------------------------------
บทที่ 29 จะมีทั้งสิ้น 4 ตอนย่อยนะครับ
เหลืออีก 1 ตอน ขอเวลาผมอีกไม่นาน เราจะทำตามสัญญา ครับ
อิอิ
เป็นกำลังใจ ติชม ได้ดังเดิมครับ
ขอบคุณฮะ
ผมลืมแนะนำตัวมาตลอดเลย เรียกผมว่า สิงห์ ได้ครับ
แล้วเจอกันฮะ
-
ตอนนี้ลุ้นมากรอค่ะ
-
บทที่ 29
ปาร์ตี้สละโสด
ตอนที่ 4 (จบ)
ตาม
จวนถึงเวลาหนึ่งทุ่ม แต่ทุกคนที่พีชวนในงานก็มาครบหมดแล้ว
“เอาละครับ ในฐานะที่ผมรับหน้าที่เป็นพิธีกรงานปาร์ตี้สละโสดเล็ก ๆ ของเรา ผมคงต้องขอให้ทุกคนปิดมือถือ งานนี้ไม่มีการคุยกับแฟนหรือกิ๊กนะครับ เป็นงานหนุ่มโสดเท่านั้น”
เพื่อนจากคณะนิติศาสตร์ของพี เป็นคนดำเนินกิจกรรม เราพร้อมใจกันหยิบมือถือขึ้นมาปิดแล้ววางเรียงรายอยู่ตรงหน้าทีวี
ผมวางมือถือของผมเคียงคู่กับมือถือของทัพที่ผมยึดมา
“เอาละครับ เกมส์แรก คือ ...........”
กิจกรรมเริ่มขึ้น
สำหรับคนเจ็บของผมนะเหรอ ตอนนี้ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นั่งอยู่มุมมืดเงียบ ๆ ของห้อง ซดเหล้าไปหลายแก้ว ก่อนที่คนอื่นจะมาพร้อมหน้ากันเสียอีก
“มึงไปแหย่อะไรมันวะตาม”
“กูเปล่าเลยนะมีน แค่แกล้งมันนิดหน่อยเอง”
“มันงอนแล้ว ไปง้อเลย”
“ไม่อะ กูจะเล่นเกมส์”
ก็ในเมื่อแผนการของพวกเรา คือ ผมต้องเพิกเฉยทัพ ผมจึงเลือกที่จะดำเนินตามแผนดังกล่าวต่อไป
“กินอีก ๆ ๆ”
เสียงเชียร์ดังลั่น ผลจากเกมส์รอบแรกที่เล่น เป็น พี ที่ต้องดื่นมเหล้า มันจึงกำลังหยิบขวดเหล้ากรอกปากท่ามกลางเพื่อนฝูงหลายคน เหล้าเพียว ๆ ไม่มีมิกเซอร์
และไม่เพียงแต่พีที่กำลังดื่มเหล้าเพียว ๆ
ผมก็เช่นกัน
-------------------------------------------------------------
ทัพ
คืนนี้ผมจะเมาไปเลย
อารมณ์เสียเว้ย นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้
“สวัสดีครับ ผมชื่อ พอล เป็นเพื่อนคณะนิติของพี ทัพยังจำผมได้มั้ย...?”
จำไม่ได้หรอก เอาจริง ๆ เจอกันแค่ครั้งเดียว คือ ตอนแบ่งหน้าที่ในงานแต่ง แล้วใครจะไปจำกันได้หมด
“ครับ จำได้สิ” ตอบปดไปก่อนแล้วกัน “พอลเป็นไงบ้าง งานฝ่ายพอลเรียบร้อยหรือยัง”
“เรียบร้อยดีครับ พีได้ให้หรือยังนะ”
ให้อะไรวะ...
“พอลหมายถึงการ์ดเชิญนะครับ เราเป็นคนทำเอง”
“อ้อ ... ยังเลยครับ”
“นี่ครับ” พอลยื่นแทบเล็ตให้ผม กลิ่นตัวหอมจางลอยฟุ้งมาจากตัวเขา ผมเคลิบเคลิ้มความละมุนละไมของกลิ่นนั้นจนเผลออุทานออกมา “ครับ..?”
“ขอโทษครับ” ผมรีบคว้าแท็บเล็ตที่ยื่นมาตรงหน้าเป็นการแก้เก้อ “สวยดีนะครับ”
ภาพกราฟฟิกของการ์ดงานแต่งโชว์หราอยู่ในโทรศัพท์ พอลชิดตัวเข้ามาใกล้ผมเล็กน้อย และด้วยความที่ผมถือแท็บเล็ตแนบตัวอยู่ด้านขวา พร้อมกับเอาแขนซ้ายเท้าคางมองรูป พอลที่อยู่ด้านซ้ายจึงอ้อมมือมาด้านหลังผมแล้วสไลด์หน้าจอให้ผมเห็นรูปอื่น ๆ
“นี่ครับ มีหลายแบบนะ แล้วแต่ว่าให้ใคร ถ้าฝ่ายเจ้าบ่าวก็แบบนี้ เห็นมั้ย”
ช่างน่าตื่นตาตื่นใจ ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าคนที่ออกแบบจบนิติศาสตร์
“ส่วนญาติผู้ใหญ่ก็แบบนี้”
“ว้าวววว”
ตอนนี้ผมเริ่มสับสนแล้วว่าผมกำลังตื่นตาตื่นใจเนื่องจากการ์ดที่ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันหรือกลิ่นน้ำหอมจากตัวพอลกันแน่
“เราใช้ bleu de chanel ครับ” ผมยักคิ้วใส่พอล ที่ยิ้มร่าใส่ผม หน้าเราห่างกันไม่ถึงฟุต “ทัพดูชอบนี่ เห็นฟุดฟิดจมูกใหญ่เลย พอลทิ้งขวดน้ำหอมไว้ที่รถด้วย เดี๋ยวสักพักลงไปเอาให้ลองฉีด”
“ครับ” ไอ้น้ำหอมยี่ห้อนี้ผมก็รู้จัก กลิ่นเดียวกับที่พี่ปริ๊นซ์ใช้ ผมเคยลองไปฉีดที่เคาน์เตอร์ด้วยซ้ำ ทำไมกลิ่นที่เคาน์เตอร์กับกลิ่นบนตัวพอล มันต่างกันละ “ราคาแพงไปครับ ไม่เป็นไร”
“ไม่เป็นไรทัพ เราคนกันเองไง เพื่อนกันจริงมั้ย” พอลเป็นคนยิ้มสวย ฟันเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ไม่แน่ชัดว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติรังสรรค์ หรือ ผ่านการจัดฟัน “กลิ่นน้ำหอมน่ะ เราจะดมจากกระดาษไม่ได้ ต้องฉีดบนตัวเลย เพราะกลิ่นของน้ำหอมจะผสมกับกลิ่นกายของเรา ได้ผลิตภัณฑ์เป็นกลิ่นอีกแบบที่อาจจะเข้าหรือไม่เข้ากับบุคคลนั้นก็ได้”
“ครับ”
ผมจบวิทยาศาสตร์เคมี จึงรู้เรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี เคยลงวิชาเลือกที่เกี่ยวกับน้ำหอมด้วยซ้ำ แต่พอลเป็นคนพูดน่าฟัง เลยไม่อยากขัดให้เสียน้ำใจกันเปล่า ๆ
“พอลก็ลองมาเยอะนะ กว่าจะเจอกลิ่นที่เข้ากับตัว”
“เฮ้ยยย สองคนนั้นนะ หยุดจีบกันสักพักได้มั้ย”
เสียงโห่ฮิ้วดังลั่น ทุกสายตาจับจ้องมาที่เราสองคน คงไม่ต้องเฉลยแล้วกระมังว่าสองคนนั้น ที่พูดถึงหมายถึงใคร
“อะไรของมึง ไอ้ทัด”
พอลยกนิ้วกลางใส่พิธีกรพร้อมยกแก้วเหล้าขึ้นมาจิบ
“แท็บเล็ตนะเอามาเก็บด้วย”
พอลทำเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจ แต่ก็เอาแท็บเล็ตที่ปิดแล้วไปวางสุมกองกับมือถือเครื่องอื่น
“เอ้า ไอ้พอล วันนี้ปาร์ตี้สละโสดของพีนะจ๊ะ มึงไม่ต้องคิดมาสละเลย อย่าฉวยโอกาสดิวะ”
อีกครั้งที่พอลชูนิ้วกลางใส่คนที่ชื่อทัด
“เอ้า ถ้างั้นก็ หมดแก้วแบบคู่รักหน่อยสิจ๊ะ”
แล้วเสียงหมดแก้ว ก็ดังลั่นห้อง แม้แต่พีกับมีนที่หน้าเริ่มแดงก็เอากับเขาด้วย ผมสอดส่องสายตาเห็นตามที่ยืนถือแก้วมองมาทางผม ใบหน้าของมันตอนนี้เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ หน้ามันนิ่ง ไม่ขยับกาย อันที่จริงแม้แต่ดวงตามันก็ไม่กระพริบ
“พอลว่า เราต้องควงแขนแล้วดื่มให้หมดนะ มันจะได้เลิกยุ่งกับเรา”
ช่างแม่ง...
ผมควงแขนไขว้ถือแก้วอย่างว่าง่าย พอลโต้ตอบการกระทำของผมอย่างไหลลื่น แล้วเราก็เริ่มดื่มของเหลวในแก้วจนหมด
“พอใจยัง ไอ้ทัด”
พอลตะโกนไป ได้เสียงหัวเราะกลับมามหาศาล เขาหันมายิ้มให้กับผมอีกครั้ง แล้วก็ถอนหายใจเล็กน้อยพร้อมพาสายตาทอดออกไปยังกลุ่มเพื่อน
“ทัพ อีกสักพักลงไปเอาน้ำหอมมาลองฉีดกันมั้ย”
“เออ” ไม่เสียหายอะไรสักหน่อย “ได้สิ”
“อืม พอลมีเรื่องจะถามทัพหน่อย”
“ว่าไง...?”
-------------------------------------------------------------
ตาม
ไอ้หน้าหล่อนั่นเป็นใครมาจากไหน...?
ทัพมันหน้าบี้ ดั้งจมูกก็ไม่มี สิ่งเดียวบนหน้ามันที่โดดเด่นคือ คิ้ว คิ้วที่หนาเป็นแถบยังกับเอาสาหร่ายแผ่นปิดไว้ โดยรวมยังไงก็ไม่จัดว่าหล่อ เออ แต่น่ารัก
กูรักของกูอะ
แล้วดูที่ไอ้หน้าหล่อมันทำ แทบจะเบียดตัวกลืนกับทัพอยู่แล้ว กะอีแค่สไลด์หน้าจอ มึงใช้ปากบอกมันก็ได้มั้ยวะ
แล้วดูที่เอาหน้าประชิดกัน ส่งสายตาหวานอีก หงุดหงิดเว้ย
แค่ไอ้ห่าพี่ปริ๊นซ์คนเดียว กูก็เครียดจะตายอยู่แล้วโว้ยยยย
“เพลาหน่อยสิวะ นี่เพิ่งไม่กี่ทุ่มเอง จะเมาหัวราน้ำแล้วเหรอ”
“เสือก”
“ด่าเจ้าของบ้านซะงั้น เดี๋ยวไล่ให้ไปนอนข้างถนนเลย”
“เฮ้ย ไอ้พี ตามึงแล้ว แดกหมดแก้ว”
“หมดแก้ว ๆ ๆ”
เสียงอึกทีกโครมครามอีกครั้ง นับได้เกินสิบแก้วแล้วที่พีถูกรุมโจมตีให้ยกดื่มรวด แต่มันก็ยังดื่มต่อไปตามที่เพื่อนสั่ง
“ใจเย็น ๆ ตาม” เป็นมีนที่ใส่ใจทุกรายละเอียดอย่างแท้จริง “แค่คุยกันธรรมดาแหละ”
ไม่ใช่ผมคนเดียวสินะที่สังเกตอยู่
“อย่าคิดมากไปสิวะ ขำ ๆ ไป สนุกกับงาน”
“อืม”
“เฮ้ยยย สองคนนั้นนะ หยุดจีบกันสักพักได้มั้ย”
แล้วก็ไม่ใช่แค่ผมกับมีนที่สังเกตสินะ
มันน่าเจ็บใจที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่สองคนนั้น แต่ละคนมีอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ แสดงออกไป บ้างล้อเลียน บ้างสงสัย บ้างขบขัน แต่ผมกลับไม่รู้ว่าจะปั้นหน้าตัวเองอย่างไร จะยิ้มแบบที่คนอื่นทำ หรือ ทำหน้าถมึงทึงใส่ ไม่ว่าจะทางใดผมรู้แต่เพียงว่า ไม่มีสิทธิ
ใช่... ผมรู้ตัวดีว่า ไม่มีสิทธิ
ผมไม่อยากมองภาพการดื่มแบบคู่รักของมันสองคนเลย ทัพเองก็ไม่ได้มีท่าทีแยแสผมเสียหน่อย
ผ่านไปอีกหลายชั่วโมง เราเล่นเกมส์ กิน ดื่ม หลายคนเมาหัวราน้ำ โดยเฉพาะทัด พิธีกรฝีปากกล้า ตอนนี้นอนจมอยู่หน้าห้องน้ำ กลายเป็นยามเฝ้าประตูห้องสุขา ลำบากคนอื่นต้องเดินข้ามตัวมันเพื่อเข้าไปทำกิจธุระ
“เหยยยยยยยยยยยยยยยย พี” เสียงครางเมาดังลั่น “กรูวววววววว กลับบ้านนนนนน ก่อนนะ”
ไอ้ทัพ
แม่ง เมาอีกแล้ว เมาแล้วเรื้อนอีกแล้ว
“หวายยยยยยยยยยเหรอวะ นอนห้องกูมั้ย ม่ายหวายยยยยยย ก็ม่ายยยยยยยยยต่องงงกลาบบบบ”
ไอ้คนถามก็ไม่ได้ดูสภาพตัวเองเลย คอนโดของพีเป็นคอนโดขนาดใหญ่ มีสองห้องนอน หนึ่งห้องรับแขก มันกระซิบบอกผมตั้งแต่เย็นแล้วว่า ซื้อไว้เป็นเรือนหอโดยเฉพาะ นี่! มึงวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่เริ่มดาวน์คอนโดฯ เลยเหรอวะเนี่ยเพื่อนกู
“ไปส่งมั้ย” ไอ้หน้าหล่อนั้นรีบเข้ามาประคองทันที “ทัพดูไม่โอเคเลยนะ”
“ม่ายยยยยยยย เปนรายยยยย พอลลลล”
มือทั้งสองข้างของมันจับแก้มพอล พร้อมบิดซ้ายบิดขวาดูน่ารักน่าชัง
น่ารักกับผีอะไรเล่า ไอ้คนฉวยโอกาสเอ้ย มึงปล่อยให้ทัพจับมึงได้ยังไง
“ขอหอมแก้มหนอยยยยยยยยยยยสิ” เสียงโหวกเหวกโวยวายดังลั่นจากไอ้มีน ที่รีบเข้ามาแยกกลางระหว่างทัพกับไอ้หน้าหล่อ “อาร้ายยย วะ อ้ายมีนนน กลับเจียงงงงฮายยย ของมึงไป๊”
ผมตาสว่างเลยครับ ตาสว่างทันที
ที่น่าโมโหไม่ใช่ไอ้ทัพจะไปหอมแก้มเขาอย่างเดียวหรอก มันเมา ผมพอเข้าใจ
แต่ไอ้หน้าหล่อที่ไม่มีทีท่าขัดขืน แถมพุ้ยลมใส่แก้ม ราวกับรอให้หอมนะสิ มันน่านัก
จะว่าไปแล้ว พอทัพเมาแล้วชอบลวนลามคนอื่นนะเนี่ย ครั้งที่แล้วก็ที่ระยอง ดันมาขโมยจูบผมได้
รอบหน้าต้องกันมันให้ห่างจากสุราและของมึนเมาแล้ว
เห้อ... ถ้าอย่างงั้น ก็อย่างที่คิดสินะ ทัพไม่ได้ตั้งใจจูบผมหรอก ถ้าเมา แค่ใครก็ได้ จูบได้ทั้งนั้นแหละ
“เอาเป็นว่า พอลไปส่งนะ”
ยังตื๊อไม่เลิก
“ก้อ ด้ายยยยยยยยยยยยย ก้อด้ายยย ปายยยกัน”
มันคว้ามือไอ้หน้าหล่อ แล้วแทรกตัวเข้าไปในอกแกร่งของมัน นี่มึงยั่วคนอื่นเหรอ มึงกำลังอ้อนเข้าไปกอดในอ้อมอกเขาเนี่ยนะ
“สงสัยเพื่อนกูได้สละโสดอีกคนแล้วเว้ย”
เสียงเมาโหยหวนจากขี้เมานิติ ดังแว่วมาตรงบริเวณโซฟาที่พวกมันคอพับคออ่อนกองรวมกันอยู่
“เจอกานนน วันงานนะอ้ายพี เจอกันนนน”
มันโบกมือลาส่ง ๆ ไปทั่วบริเวณ
ไอ้หน้าหล่อ นามว่า พอล กำลังประคองกึ่งกอดพันตูนัวเนียกับไอ้ทัพออกจากห้องไป
“มึงจะไม่ทำอะไรหน่อยเหรอวะตาม”
“ก็พวกมึง บอกให้กูเฉยนี่นา”
“โอ๊ย” มีนตบหลังผมดังป๊าบ “ไอ้ควาย มึงจบหมอจริงหรือเปล่าวะ ต้องรอฟ้ารอฝน รอโชคชะตา ไม่แห่นางแมวขอฝนเลยล่ะวะ”
ไอ้มีนดูเกรี้ยวกราดมาก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกว่า ผมจะเลี่ยงการยั่วโมโหมีนทุกรูปแบบในอนาคต
เสียงปิดประตูดังปัง เรียกสติให้ผมกลับมา และหยุดการยืนค้างจากการอึ้งในพลังความเกรี้ยวกราดของมัน
“มันไปแล้ว ไอ้บ้านั้นพาทัพไปแล้ว”
“ไหนมึงบอกว่า เขาอาจจะเป็นเพื่อนกัน”
“ไอ้เหี้ยนี่ กูขอพูดอะไรหน่อยนะ...?” แต่ผมยังไม่ทันจะตอบอะไรดี “ช่างพ่อง กูจะพูดเลย หัดทำตามหัวใจซะบ้าง จะให้พวกกูมาเขียนไดเรกชัน แล้วมึงฟอลโลว์อย่างเดียวเหรอ ไปสิวะ”
“เออ....”
“มึงรักมันมั้ย?”
มีนยังผลักหลังผม
“รักสิ”
“แล้วยืนบื้อทำเหี้ยอะไร....”
“กูเข้าใจแล้ว”
ผมไม่ล่ำลาใครทั้งนั้น คว้ามือถือของตัวเองและของทัพ จากนั้นรีบพุ่งตัวเองไปยัดเท้าใส่เกือก กำลังจะเปิดประตูห้องออกไป
“กุญแจ ๆๆ”
“เอ้า”
ผมคว้ากุญแจรถที่มีนโยนให้ หันไปขอบคุณมันที่กระซิบพูดผ่านริมฝีปาก จับใจความได้ว่า
“สู้นะมึง”
เรายิ้มให้กันแวบสั้น ๆ ก่อนผมจะวิ่งไล่ตามออกไป
“คุณ ๆ”
ประตูลิฟต์กำลังปิด มือหักก็ต้องยอมแล้วแหละ เดชะบุญที่ระบบลิฟต์ของคอนโดฯ ไอ้พี มีเซนเซอร์ มือของผมที่เสียสละแทรกผ่านช่องประตูลิฟต์จึงยังไม่ถึงกับป่นปี้
“ผมจะไปส่งเพื่อนผมเอง” พอลยกคิ้วด้วยความไม่เข้าใจใส่ผม แม่ง มันหล่อกว่ากูอีก “เอาตรง ๆ เลยนะ ผมไม่ไว้ใจคุณ”
ลิฟต์เคลื่อนตัวลงไปที่ลานจอดรถ
“แล้วผมจะไว้ใจคุณได้อย่างไร?”
“เอามือถือมา” อีกฝ่ายยื่นให้อย่างว่าง่าย “นี่เบอร์ผม คุณโทรมาเช็คได้เลย ผมพร้อมจะเปิดวิดีโอคอลให้คุณดูทุกเวลา ว่าผมไม่ได้ทำอะไรทัพจริง ๆ”
มันยิ้มอย่างมีเลศนัย ยิ่งทำให้ใบหน้าหล่อของมันดูมีเสน่ห์มากกว่าเดิม
“ก็แฟร์ดี”
ตอนที่ผมปลดตัวทัพจากไอ้หน้าหล่อ เพื่อถ่ายโอนมายังไหล่ของผม ก็พอดีที่ลิฟต์มาถึงลานจอดรถ
“ขอบคุณครับที่ดูแลเพื่อนผมมาตลอดงาน ที่เหลือผมจัดการเอง”
“ครับ” เขากดเปิดลิฟต์ค้างให้ผม หลังจากที่ผมพยุงทัพอย่างทุลักทุเลออกมา พอลก็ยกมือโบกลา “แล้วเจอกันครับ”
ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรหลังจากนั้นมากนัก มันไปเสียได้ก็ดี ทัพคือคนที่ผมโฟกัสมากที่สุด ณ ตอนนี้ กว่าจะลากมันมาถึงรถได้ แทบตาย เพราะทัพไม่ให้ความร่วมมือแต่อย่างใด รังแต่จะเป็นภาระเสียมากกว่า ทั้งโวยวาย ทั้งปัด ทั้งกัด ทั้งดิ้น ทั้งตบ ทั้งตี ผมสารพัด กว่าจะจัดมันเข้ากับที่ รัดเข็มขัดนิรภัย แผลช้ำก็กระจายเต็มตัวผมหมดแล้ว
“เฉย ๆ สิวะ กูไม่ทำอะไรหรอก”
หลังจากที่อดทนมานาน ก็จำใจต้องดุตะคอกไปหนึ่งที
“ตามเหรอ” เสียงของผมไปกระตุ้นมัน ตาปรือจึงเปิดอย่างเชื่องช้า มีความสะลึมสะลือปนมาในน้ำเสียง “ตามมมม?”
“อืม กูเอง”
เข็มขัดนิรภัยที่ผมเพิ่งใส่ให้ถูกปลดออกด้วยน้ำมือของคนเมาเอง
“กู...”
“อะไรวะทัพ”
ทัพเคลื่อนตัวมาใกล้ผมมากเข้า มากเข้า ตอนนี้หลังผมติดสนิทอยู่ตรงเบาะคนขับและเริ่มยุบเลื่อนเบียดกายให้จมเบาะมากเข้า แต่อีกฝ่ายก็ยังรุกไล่มาเรื่อย ๆ
กรี๊ด!! มึงจะลวนลามกูอีกแล้วใช่มั้ยทัพกรณ์
ไม่นะ ม่ายย ม่ายยยยย ม่ายยยยยยยยยยยย
ถึงกูจะชอบก็ตาม แต่ไม่นะ ม่ายยยยยยย
อีกไม่กี่มิลลิเมตรปากของเราก็จะประกบกัน
คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วย
ผมหลับตาปี๋
“มึงเมาแล้ว”
อย่านะทัพ
อย่าทำให้กูเกิดอารมณ์มากไปกว่านี้นะ
“กู..... "
เสียงต้องกระเส่ายั่วเบอร์นี้เลยเหรอ
"กู......"
กลิ่นเหล้าและลมร้อนพัดผ่านใบหน้าผมประชิดเนื้อแนบเนื้อ
ปากของทัพลอยอยู๋เหนือจมูกผมอีกเล็กน้อย
ลมหายใจร้อนเริ่มเคลื่อนต่ำลงมา
จะจูบก็จูบเลย จะไซ้ จะทำอะไรก็เชิญ
กูจะขาดใจตายแล้ว
ทำ ๆ ไปเลย
"....................แหวววววววววววะ”
มันอ้วกครับ
อ้วกใส่ผม
เต็มหน้าผมเลย
ทิ้งคราบเหม็นของอาหารสารพันที่มันกินไว้บนร่างของผม เลอะเบาะรถ เลอะตัวเอง แล้วมันก็นอนหลับหนีไป หลับคาตรงตักผมนั่นแหละ จมกองอ้วกของตัวเอง มือข้างซ้ายของมันที่ตอนแรกจับพวงมาลัยรถไว้ก็พลาดไปโดนแตรรถ เสียงดังสนั่นลั่นลานจอด
มีอะไรเร้าใจกว่านี้อีกมั้ยครับ.............
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 29
สิงห์จะรีบเอาบทที่ 30 มาโพสท์ไว ๆ นะครับ
ขอแก้คำผิดกับพรูฟอีกรอบก่อน
ข้อเสนอแนะและติชม ยังรับเหมือนเดิมครับ
รักทุกคนครับ
:mew1:
-
:z1: :z1: :z1: :z1:
-
บทที่ 30
ถึงงานแต่งงาน
ตอนที่ 1
ทัพ
ปวดหัวที่สุด ปวดหัว
ปวดร้าวไปทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดเท้า ปวดที่สุดคือช่องทางด้านหลัง เสียดทรมานเกินจะบรรยาย
แสงรำไรลอดผ่านหน้าต่าง โคมไฟโค้งมนลอยเด่นอยู่ด้านบนเพดาน ที่นี่คือห้องนอนของผม คอนโดหลังน้อย หนี้ก้อนมหาศาล ไม่ผิดเพี้ยนแน่นอน
ความรู้สึกหนักตัวและปวดร้าวยังแพร่กระจายไปทั้งสรรพางค์กาย
ฝืนความเจ็บปวด ขยับแขนเพื่อเท้าตัวดีดลุกขึ้นนั่ง
“เฮ้ย..”
ร่างกายอุ่นของมนุษย์อีกคนที่นอนเบียดอยู่ข้างผม หลังใหญ่ แผ่นขาว แม้ไม่เห็นหน้า ผมก็เดาได้แล้วว่า ผู้นื้คือใคร
“ตาม”
เสียงโกรธแค้นของผมปะทุออกมา พร้อมกับเจ้าของชื่อที่พลิกตัวมาประจันหน้ากับผม ตายังหลับสนิท อกรูปสวย กล้ามเนื้อหกชิ้นมัดเรียงตัวสวยงาม มีเพียงผ้าขนหนูผืนเล็กที่คาดรัดปิดร่างกายท่อนล่างอันชวนจักจี้ใจของมันเอาไว้ ส่วนผมนั้นนะเหรอ เปลือยกายท่อนบน มีเพียงกางเกงขาสั้นที่สวมใส่ทับปิดไว้ไม่ให้โป๊ กางเกงในไม่ต้องพูดถึง แค่มันกรุณาใส่กางเกงให้ผม นับว่าเป็นพระคุณแล้ว
“ไอ้เหี้ยตาม มึงตื่นเลยนะ”
“อะไรมึง”
เสียงงัวเงีย ผสานกับตาที่ปิดสนิท ยั่วยุความโกรธของผมให้พวยพุ่ง
“มึงทำเหี้ยอะไรกู”
ผมเขย่าตัวมันอย่างแรง ใจจริงอยากจะบีบคอเลยด้วยซ้ำ
“บ่นอะไรของมึง”
“มึงตื่นลืมตาตี่ ๆ ของมึงมาคุยกับกูก่อน” ผมพยายามกระชากมันให้ลุกขึ้น ทว่าไม่สามารถลากร่างกายอันหนักอึ้งของมันขึ้นมาได้ ซ้ำร้ายยังเด้งตกจากเตียง ซ้ำรอยแผลที่บั้นท้ายไปอีกคำรบ “โอ๊ยยยยยยยยยย”
“เฮ้ย” อดีตเพื่อนร่วมห้อง ที่ผันเป็นเพื่อนร่วมเตียงกระโดดลงมาประคองผมทันที มีหรือที่ผมจะปล่อยให้มันมาสัมผัสอะไรผมให้มากไปกว่านี้ “มึงจะสะบัดสะดีดสะดิ้งทำไม....?”
“ไอ้เหี้ย กูอุตส่าห์ไว้ใจมึง มองมึงเป็นเพื่อนมาตลอด”
ความเงียบสาดสัดเข้ามาอีกครั้ง แว่วดังแค่เสียงสั่นเครือจวนร่ำไห้ของผมที่ก้องไปมาในห้อง
“อืม กูรู้แล้วว่ามึงมองกูแค่เพื่อน” โทรศัพท์มือถือถูกยื่นใส่หน้าผม “เอาสิ ลองดู”
-------------------------------------------------------------
ตาม
คืนก่อน...
กว่าผมจะลากมันมาถึงห้องได้แทบตาย.... น้ำหนักไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นความเมามายจอมอาละวาดของมันต่างหากที่ทำให้ผมอยากจะชกมันให้สลบแล้วค่อยอุ้มมันขึ้นมา
“กูขอปิดประตูห้องก่อนนะ”
ผมกองมันไว้บนพื้น มันครางหงิง ๆ ออกมาเหมือนลูกสุนัขที่ถูกพรากจากเต้าแม่ พอเมาแล้วมึงอ่อยขนาดนี้เลยเหรอวะไอ้ทัพ
“ครางเหี้ยไร แค่กูไม่กอด เสียใจเลยเหรอ”
ผมคว้ามือถือมาอัดคลิปมันเอาไว้ ทั้งไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในตอนเช้า ทั้งไม่ให้ไอ้เพื่อนหน้าหล่อของไอ้พีมาเซ้าซี้ แล้วผมก็อยากแสดงความบริสุทธิ์ใจให้ทัพเห็น เผื่อเกิดกรณีต่าง ๆ อันคาดไม่ถึงในอนาคตอีกด้วย
มือถือถูกวางตั้งไว้ในตำแหน่งที่สามารถเห็นห้องได้ชัดเจน โทรทัศน์เปิดฉายรายการข่าวสดรอบดึก ซึ่งผมจงใจเปิดรายการนี้ เพื่อยืนยันเวลาที่แน่นอน กันข้อครหาเรื่องสร้างหลักฐานปลอม
“ไป” ผมเอานิ้วมือเขี่ยทัพ บอกตามตรงเลยว่า รังเกียจ กลิ่นอ้วกคละคลุ้งไปทั้งตัว อันที่จริงกลิ่นก็คละคลุ้งมาจากตัวผมด้วยเช่นกัน ว่าแล้วก็ถอดเสื้อตัวเองออกอย่างรังเกียจ เปิดประตูห้องน้ำ แล้วโยนผ้าเหม็นเหล่านั้นเข้าไป “มึงต้องอาบน้ำ”
“ไม่เอา กลัวน้ำ”
ไม่มีสิทธิร้องอุทธรณ์ในเมื่อตัวมึงเหม็นโฉ่ขนาดนั้น
“เป็นหมาบ้าเหรอไง....?”
“กลัวน้ำ”
หน้ามันยังจมอยู่กับพื้น ท่าเดิมตั้งแต่ที่ผมโยนมันกองไว้ที่พื้นห้องนะแหละ เสื้อผ้าทีละชิ้น ๆ ของทัพถูกผมถอดออก มันไม่มีที่ท่าขัดขืน มีเพียงเสียงพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ที่แว่วเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก
“มึงหุ่นดีนะตาม”
มันหรี่ตามองผมด้วยสายตาที่ ว่าอย่างไรดีนะ น่ากระถืบซ้ำมากกว่าจะเรียกว่ายั่วยวน
“เออ”
มือเย็นของมันกำลังลูบไล้ที่ซิกแพกของผม วนเวียนอยู่หลายรอบ
“พอเลย” ผมปัดมือมันออก ได้ยินเสียงครางไม่พอใจของมันออกมา หรือว่ากูเมาจนหูฝาดวะ เอาตามตรงเลยผมเขิน ราวกับผมกำลังโดนมันต้อนจนมุมอย่างไรอย่างนั้นเลย “เมาแล้วแรดนะมึง”
“ฮะฮ่า... เอิ๊ก กูไม่ได้เมา”
“งั้นมึงก็แรดสินะ” ก็มันไม่ปฏิเสธนี่นา ผ้าชิ้นสุดท้ายหลุดรอดจากปลายขาของมัน คงเหลือไว้เพียงอาภรณ์ผืนบางที่ปกปิดทัพน้อยเอาไว้ “ไป ไปอาบน้ำ”
และผมก็ไม่ลืมคว้ามือถือที่อัดคลิปมาด้วย
“วันหลังห้ามกินเหล้านะ อย่างน้อยก็ต้องไม่เมา ถ้าจะเมาต้องมีกูอยู่ด้วย”
ฝักบัวอาบน้ำฉีดน้ำใส่หลังของทัพ ที่ผมถูสบู่เหลวขัดตัวนำไป ผมกึ่งนั่งกึ่งยืนอยู่นอกอ่างอาบน้ำ มองคนเมากอดเข่าด้วยความหนาว
“ทำไมต้องเชื่อมึง” ไอ้คนเมามันดื้อครับ หน้าแดง ตัวแดง ยังไม่วายเถียง ตามันปิด หน้าซุกอยู่ตรงเข่าที่มันกอด สภาพไร้ทางสู้ ยังกล้าปากดี จับรวบหัวรวมหางเลยดีมั้ย “ตะ ตามมม....”
เสียงกระเส่าของมันทำให้ผมต้องละจากการสาละวนกับการเอาสบู่ถูตัว เงยหน้าขึ้นมามอง มันหันใบหน้ามาทางผม ตาของมันเยิ้มแดง เห็นเส้นเลือดชัดเจน ตาทั่วไปของคนเมาสุรา แต่ช่างมีพลัง
“อึดอัด” มันจับขอบบ๊อกเซอร์พร้อมถอด “ขอถอดนะ”
“อย่านะเว้ย ถ้ามึงถอด กูกลับ”
“หึหึ...” เสียงหัวเราะแบบเจ้าเล่ห์ของมันทำให้ผมหัวเสีย “ก็ได้ กูไม่ถอด”
“เออ ด....” คำว่าดี ถูกกลืนหายไปในลำคอของผม เมื่อมือเย็นเปียกน้ำของมันเหยียดยื่นยาวเอื้อมออกมาจากอ่างน้ำเพื่อสัมผัสขอบบ๊อกเซอร์ของผม “ทัพ มึง”
ผมพูดได้แค่นั้น แค่นั้นจริง ๆ
“งั้นก็ถอดให้กูสิ แล้วกูก็จะถอดของมึง”
ห้องน้ำในคอนโดฯ มันแคบ เมื่อผมพยายามจะหลบตัวหนีจนถอยไปสุดทางก็ชิดกับฝาผนังอีกฝั่งแล้ว ส่วนไอ้คนหื่น 2018 ก็คลานตัวออกจากอ่างอาบน้ำ ยังกับผีจูออนที่ไล่คืบตามผมมาอย่างไม่ลดละ ร่างแผ่ราบของผมนอนนิ่งปล่อยทุกอย่างไปกับสายลมและแสงแดด ทัพเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นแล้วทาบทับร่างของผมไว้
ปากอุ่นของมันซุกไซ้ที่ซอกคอของผม
นี่ กูจะต้องกลายเป็นเมียไอ้ทัพเหรอวะ
ความคิดวูบแรกของผม ถูกแทนที่ด้วยอีกความคิดทันที
กูจะไม่ยอมให้มึงแดกเหล้าคนเดียวชั่วชีวิต
แล้วความแรกของผมก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกแข็งขืนกลางลำตัว
ไม่ได้ กูจะไม่ยอมเป็นเมียมัน กูต้องพลิกเกมส์
ความแข็งขืนโป่งพองของเราสองคนกำลังบดเบียดไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ทัพเริ่มพรมจูบไปทั่วแผงอกของผม ทุกครั้งที่ปากของมันสัมผัสกับจุดอ่อนไหว ก็อดไม่ได้ที่ผมต้องครางรับสัมผัส และราวกับว่า เสียงของผมดังตอบรับเท่าไร ทัพก็ยิ่งย้ำระดมพรมจูบ ณ ตำแหน่งนั้นมากขึ้น แล้วจะไปเอาแรงไหนมาพลิกเกมส์เพื่อไปเป็นผัวมันวะเนี่ย
มันเมาไปกี่ครั้งแล้ววะ นี่มันอ่อยผู้ชายไปกี่คนแล้ววะ
อีกครั้งที่ความคิดที่สอง แทรกขึ้นมา
แต่แล้ว ความคิดที่สามก็ผุดขึ้นมา
“กูอัดคลิปไว้นี่หว่า”
แล้วความคิดนั้นก็ชนะทุกสิ่ง ผมเด้งตัวขึ้น ผลักคนที่กำลังกล่อมเพลงรักกระเด็นไปสุดตัว บั้นทายของทัพกระแทกกับอ่างน้ำเต็มแรง มันร้องโอดโอยออกมาดังลั่น แล้วมันก็เงียบสงบไป
“เฮ้ย มึงไหวมั้ย ทัพ”
“.......................”
มันไม่ตอบอะไร
“มึงตอบกูสิ”
“ไม่เห็นต้องรุนแรงก็ได้”
“เฮ้อ” โล่งใจไปที “อาบน้ำต่อเถอะนะ”
ประคองมันลงอ่างอาบน้ำ เจ้าของห้องไม่ขัดขืนอะไรอีกแล้ว ไม่มีทีท่าจะอ่อยผมต่ออีกด้วยซ้ำ
-------------------------------------------------------------
ทัพ
“มึงใส่ผ้าขนหนูซะ แล้วเปลี่ยนกางเกง” เสียงขู่เข็ญดังลั่นของตาม พร้อมกับภาพที่ผมเห็นตัวเองสาละวันกับการถอดบ๊อกเซอร์ตัวเก่าออกมาจากตัวหลังจากที่พันผ้าขนหนูไว้โดยรอบ แล้วกระเสือกกระสนยัดตัวใหม่ที่มันยื่นให้ใส่ไปยิ่งทำให้ผมอับอาย “อย่าเพิ่งนอน”
ภาพที่ผมล้มตัวนอน พร้อมกับเสื้อที่ตามโยนมาให้
“ใส่ก่อน”
“กูไม่ใส่ กูง่วง”
“มึงนี่ เดี๋ยวไม่สบาย ผมก็ยังไม่แห้งเลย แล้วนี่มีเสื้อผ้าไซส์กูบ้างมั้ย”
“.........................”
“เฮ้ย ไอ้ทัพ”
ผมเริ่มกรน พร้อมกับภาพหน้าผมที่ชัดมากขึ้น จนเห็นรูขุมขน
“ทำไมมึงต้องซูมขนาดนั้นด้วยวะไอ้ตาม” ผมหันหน้าไปด่ามัน มือยังถือมือถือที่อัดคลิปอุบาทว์ของผมเอาไว้ “ทำไมวะ สัด”
“อ้าว ตั้งใจดูสิ”
“สรุปว่ามึงนอนแล้วนะ” ตามในคลิปพูด “งั้นกูนอนบ้างนะ”
“เอาเลย.....”
เสียงงัวเงียของผมดังขึ้นมา
“กูไปนอนโซฟานะ”
“ม่ายยย ม่ายต้อง นอนเตียงกับกู ปิดไฟด้วย”
“มึงนี่นะ” เสียงตามดังขึ้น ภาพตัดไปที่อีกมุมหนึ่งของห้อง ผ้าผืนเล็กถูกถืออยู่ในมือของมัน แล้วภาพจากมือถือก็ไปตัดอยู่บนเตียง ตามกำลังช้อนคอผมขึ้นมาหนุนตักมัน บรรจงเช็ดผมที่เปียกชื้นของผมอย่างเชื่องช้า “ลำบากกูตลอดเลยนะ”
ผมนั่งมองภาพนั้นอีกสักพัก ตามจัดท่านอนให้ผม ภาพผมนอนสงบนิ่งบนเตียงยังฉายไปอีกสักพัก ก่อนที่จะเห็นใบหน้าอิดโรยของตามเข้ามาแทนที่ และลำแขนที่กำลังยื่นเหยียดออกมา
นั่นคือวินาทีที่คลิปถูกตัดจบ
“เอาละ ยังมีหน้ามาด่ากูอีกมั้ย ว่าข่มขืนมึง”
ทำไมตามมันดูพองตัว แล้วก็ดูน่ากลัวขนาดนี้วะ
“เออ....”
“ว่าไง” สายตามาดร้ายของมัน ยิ่งทำให้ผมรู้สึกตัวหดสั้นลง “ตอบสิ...”
“ผมผิดไปแล้วครับ”
“เออ ดี” มันลูบหัวผมแปะ ๆ ถ้าเป็นเวลาปกตินะ กูด่าเปิงไปแล้ว “เลี้ยงข้าวกูด้วย โอเคมั้ย”
“ครับ เลี้ยงครับ อยากกินอะไรบอก”
เงินโบนัสปลายปีจะได้กี่เดือนวะ แม่งเอ๊ย ไอ้ตามต้องล้างผลาญกูแน่
“ดีมาก งั้นวันนี้เลย”
“หา... วันนี้เลยเหรอ”
“เออ”
รัศมีความแค้นเคืองในตามันทำให้ผมจำใจพยักหน้า
“ได้ที เอา.....” โทรศัพท์ของมันดังลั่นในอุ้งมือของผม หน้าจอโชว์หราว่า พอล ไอ้หล่อเพื่อนพี “มึง...”
ผมยื่นโทรศัพท์ให้มัน ที่รับแล้วเดินออกไปคุยนอกระเบียง
คุยอะไรกัน มันสองคนคุยอะไรกัน ได้แต่นั่งกระสับกระส่ายด้วยความสอดรู้สอดเห็นอยู่บนโซฟา
“เอ้า มึง มันอยากคุยด้วย อย่านานนะ”
ผ่านไปราว 5 นาที มันก็กลับเข้ามาในห้อง ความไม่พอใจฉายชัดอยู่บนหน้าของมัน พร้อมกับยัดเยียดมือถือให้ผม
“ว่าไงพอล”
“ทัพ เป็นไงบ้าง หายแฮงค์ยัง....?”
ผมส่ายหัวเล็กน้อย ลืมไปว่าเราไม่ได้เห็นหน้ากัน
“อ้อ ยังอะ”
“ไปกินข้าวกันมั้ย เราเลี้ยงเอง”
“เฮ้ย จะดีเหรอ”
“ไปเหอะนะ นะ นะ นะ จำเรื่องเมื่อคืนได้มั้ย”
เราไมได้วิดีโอคอลคุยกัน แต่เชื่อมั้ยว่าผมจินตนการใบหน้าอันหล่อเหลาของพอลกำลังประณมมือสองข้าง กราบกรานผมอยู่ ด้วยสายตาน่ารักน่าสงสารที่ใครเห็นก็ต้องอยากช่วย
“ก็ได้ เราจะพยายาม”
“แค่ทัพพูดเราก็ดีใจแล้ว เดี๋ยวเราส่งโลเคชันให้ตามนะ เจอกัน”
พอลวางหูไป ทิ้งให้ผมเผชิญหน้ากับความโกรธลูกใหญ่ที่รออยู่ด้านหลัง
“มึงเอายังไงเรื่องพี่ปริ๊นซ์”
“ก็ไม่อะไรนี่” วิญญาณพ่อจ๋ากูเข้าสิงเหรอ หวงกูจัง “แล้วไอ้พอลนี่ยังไง”
“ไม่อะไร เพื่อนกัน”
“มึงมั่นใจว่าคิดแค่เพื่อน”
“เออ กูมั่นใจ” ผมโก่งคอด่ามันกลับ เหมือนกับที่มันโก่งคอเริ่มว่าผมก่อน “กูมั่นใจมากด้วย”
“แต่กูไม่มั่นใจ”
“เรื่องของมึงสิ”
“มึงจะไปกินข้าวกับมันใช่มั้ย....”
“เออ”
“งั้นกูไปด้วย”
ตามตะโกนสวนมาทันที
ท่าที่เกรี้ยวกราดของผมมอดดับทันที
“มึงจะไปจริงเหรอ...” เหลือเพียงแต่อีกฝ่ายที่ยังหัวร้อน และราวกับว่าไฟแห่งโทโสจะไม่ได้มอดดับได้โดยง่าย “มึงจะไปทำไม????”
“ทำไม กูกลัวไปเป็นก้างขวางคอเหรอวะ”
ทิ้งตัวโครมลงบนโซฟา ไอ้เหี้ยตามเอ๊ย มึงกี่ขวบแล้ว ทำท่าสะดิ้งไม่พอใจแบบนั้นไมได้น่ารักขึ้นมาหรอก แล้วโซฟากูก็ราคาแพงนะเฟ้ย
“มึงจะไปทำไม” นั่งข้างมัน จับไหล่มันบีบ “อย่าหัวเสียสิ ใจเย็น ๆ”
“แม่ง กูแม่ง”
ไหล่ตามแข็งเกร็งด้วยความเครียด ผมนั่งลงข้างมัน แล้วทำได้เพียงกดคลายเพื่อนรักโดยหวังให้มันรู้สึกดี
“ที่กูทำไปแม่ง ไม่มีความหมาย กี่ปีแล้ววะ ที่กูไล่ตามมึง มึงรู้มั้ย ไม่เลยที่มึงจะใยดีกูสักนิด แล้วไอ้พอลแม่งมาจากไหน แค่วันเดียว มันชวนไปกินข้าวมึงก็ไปแล้ว”
“ตาม.....”
“ถ้าพี่ปริ๊นซ์กูยังไม่รู้สึกเหี้ยเท่านี้เลย มึงรักพี่เขามานานแค่ไหน ถึงมันจะเลว ชั่วช้า ชาติหมา” เออ ที่มึงพูดนั่นคือไม่โกรธพี่เขาจริง ๆ ใช่มั้ย “ระยำ ฉวยโอกาส เห็นแก่ตัว เพียงใด แต่เขาก็มาก่อนกูหลายปี เขาประทับใจในมึงตลอด ถ้าสุดท้ายมึงเลือกเขา กูก็ยังจะยินดีให้ แต่นี่อะไร”
“มึง.....”
“แต่เอาจริง ๆ กูไม่พอใจเรื่องพี่ปริ๊นซ์หรอก ถ้าเลือกได้ มึงอย่างไปยุ่งกับมันเลย”
“ทัพ....” ผมกลัวว่ามันจะร้องไห้ออกมา เพราะหน้ามันตอนนี้ดูแย่ลงไปเรื่อย ๆ มือหนาของมันกุมปิดใบหน้าเอาไว้ จนผมเดาทางไม่ถูก “กูแม่ง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ขยะเลยวะ ไม่มีค่าห่าอะไรเลย ไม่ใช่สิ กูไม่ใช่ขยะด้วยซ้ำ เพราะถ้ากูเป็นขยะ อย่างน้อยมึงก็ยังเคยใช้ ก่อนที่จะเอากูปาทิ้ง กูเหมือนห่าอะไรไม่รู้ในชีวิตมึงอะ เหมือนอยู่ข้าง ๆ ด้วยตลอดเวลา แต่ไร้ความหมาย กูเป็นเหี้ยไรวะ....”
“ตาม...” อีกครั้งสินะ ที่เพื่อนรักของผมถูกทำร้ายด้วยน้ำมือของผมเอง “อย่าเป็นแบบนี้สิ”
เสียงไลน์ดังขัดขึ้นมา
ตามเงยหน้าขึ้น ลุกขึ้นจากโซฟา เบี่ยงหน้าไปอีกทาง พร้อมกับท่าทางเช็ดใบหน้าเล็กน้อย มันหันกลับมาอีกครั้งพร้อมกับตาแดงฉาดชัดว่าผ่านการร้องไห้มา
“มันส่งโลเคชันมาแล้ว กูไม่สน กูจะไปด้วย มึงไม่ต้องเลี้ยงข้าวกูแล้วก็ได้ แต่อย่าขัดกูเรื่องนี้ กูขอ”
แล้วผมจะห้ามอะไรมันได้
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณท้อง ร้าวเจ็บมาที่ข้างลำตัว
เปลือกตาแผ่นบางที่สามารถหนักอึ้งราวกับปูนซีเมนต์ได้เมื่อความเจ็บปวดทรมานครองร่างคุณอยู่ปิดบังทุกอย่างจากโลกภายนอกเอาไว้
แรงทั้งหมดที่มีถูกรวบรวมเพื่อเผยอแผ่นเปลือกตาอันหนักอึ้งนั้น แล้วสิ่งแรกที่ผมเห็นเมื่อฝืนง้างเปลือกซีเมนต์แผ่นบางได้ ก็คือ ไอ้ปัน
“เหี้ย ปริ๊นซ์ มึงฟื้นแล้ว หมอ ๆ ...”
และสิ่งที่สองที่ผมเห็น ก็คือ หลังมือของผมที่เหยียดจนสุดเอื้อม เพื่อห้ามไม่ให้เพื่อนรักเดินออกไป แต่มันก็ไม่เป็นผล เพราะยังไม่ทันที่จะอ้าปากห้าม ปันก็ผลุนผลันวิ่งออกจากห้องไปตามแพทย์ทันที
ผมไม่ตาย ใช่แล้ว ผมยังไม่ตาย....
เสียงประตูปิดดังปัง ยังกระทบโสตประสาทผมอยู่อย่างชัดเจน
ปันกลับเข้ามาพร้อมคุณหมอ
“กูกลับมาแล้วปริ๊นซ์”
“ทัพ... กูอยากเจอทัพ อยากเจอ...”
-------------------------------------------------------------
สิงห์กลับมาแล้ว หลังจากหายไปนาน
อย่าด่าผมเลย ผมไม่ว่างจริง ๆ สอบเยอะ การเรียนมหาวิทยาลัยมันยากกว่าที่ผมคิด
เอาเป็นว่า สิงห์จะพยายามมาอัพให้เยอะที่สุด เท่าที่จะทำได้นะครับ
ยังรับฟังคำชมและข้อเสนอแนะเสมอครับ
สิงห์เจ้าเก่า เพิ่มเติมคือวุ่นมาก
:man1:
รักทุกคนครับ
:mew1:
-
บทที่ 30
ถึงงานแต่งงาน
ตอนที่ 2
ทัพ
พวกเรานั่งอยู่ในร้านอาหารหรูหราห้าดาว ไม่สิ ... มันมากกว่า ห้าดาวเสียอีก
“ปกติแล้ว พอลทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ช่วยที่บ้านนะครับ”
พอลกำลังเล่าประวัติตัวเอง หลังจากที่ไอ้ตามเสียมารยาทถามทันทีที่ที่ตูดของผมสัมผัสกับเก้าอี้ข้างตัวพอล
“แล้วพี่น้องมีกี่คนครับ?”
ควานหาเท้าของไอ้ตามใต้โต๊ะ เขี่ยแผ่วเบาไปหนึ่งที หวังปลุกสติไอ้เพื่อนช่างซักคนนี้ พร้อมกับส่งสายตาปรามเพื่อนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
แน่นอนว่าไม่เป็นผล
“อ้อ เราเป็นลูกคนเดียว” พอลยกมือขึ้น ผ่านด้านหลังผมแล้ววางมันลงที่พนักเก้าอี้ที่ผมนั่ง เคลื่อนตัวมาโดนไหล่ผมเล็กน้อย ท่าทางของพอลจึงเหมือนกำลังโอบไหล่ผมอยู่ “แล้วก็ยังไม่มีแฟนครับ”
“โอ๊ย.........”
“ทัพเป็นอะไรครับ” พอลกระวีกระวาด หน้าตาเลิกลัก มือนุ่มของพอลรวบจับมือผมทันทีที่เสียงร้องดังลั่น จู่ ๆ ไอ้คนนั่งฝั่งตรงข้ามก็เหยียบตีนผมมาเสียเต็มแรง “ทัพโอเคแน่นะ”
ผมยกมือปัดให้พอลสบายใจ ส่งสายตาอาฆาตไปยังเพื่อนรัก ที่ทำหน้าตาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แล้วมีเงินเหรอครับ พามาเลี้ยงร้านหรูแบบนี้”
“สบายครับ ให้เลี้ยงอีกสิบคนก็ยังได้ ให้เลี้ยงไปตลอดชีวิตยังได้เลย” พอลทำตาหวาน โปรยเสน่ห์ ยิ้มของพอลชวนฝันประทับใจ จนพนักงานสาวที่เข้ามาเสิร์ฟเครื่องดื่มถึงกับยืนนิ่งเคลิ้ม “ขอบคุณมากนะครับ คุณพนักงานคนสวย”
หลังจากเสียงคำว่า คนสวย ต้องใช้เวลานานเกือบนาทีกว่าที่เหยื่อเสน่ห์รายนั้นจะกลับมามีสติ แล้วเดินจากไปด้วยสีแดงร้อนที่เทราดบนใบหน้า
“คุณ ดูเป็นคนบริหารเสน่ห์เก่งนะครับ”
เหมือนเป็นคำชม แต่สำหรับคนที่รู้จักตามมาอย่างดี นี่มันคำเหยียดชัด ๆ
“ครับ” พอลยักไหลอย่างไม่ยี่หระ “ก็ถ้ามีเสน่ห์แล้วไม่บริหาร จะมีไปทำไมเล่าครับ ตาม ผมขอเรียกตาม สั้น ๆ ได้มั้ยครับ”
“เชิญครับ” นิ้วชี้ นิ้วก้อย นิ้วกลาง ผมเลือกก้มมองนิ้วตัวเอง ก่อนเงยหน้ามองใบหน้าโหดของตามที่มองไปที่พอลอย่างเครียดแค้น “เห้ย ไปไหน”
ใช่ครับ ผมผุนผันลุกขึ้น
“ห้องน้ำ กูจะไปเยี่ยว”
แล้วผมก็เดินออกมา
ผมโกหกที่ว่าจะมาปัสสาวะ แต่ผมไม่ได้โกหกเรื่องเข้าห้องน้ำ
“แม่งเอ๊ย....”
อึดอัดที่ต้องมานั่งอยู่ท่ามกลางความรู้สึกอะไรไม่รู้แบบนี้ที่สุด
“ไม่กลับไปได้มั้ยวะ...”
สุดท้าย โต๊ะอาหารคือคำตอบที่ดีที่สุด
“ฮะฮ่า.... จริงเหรอพอล ตลกอะ” เสียงตามเพื่อนรัก นี่ผมหูฝาดไปเหรอ “ตลกเป็นบ้าเลยวะ”
“เออ....”
“เอ้า มาแล้วเหรอมึง”
ใบหน้าเปื้อนยิ้มทำให้ผมถึงกับรับสถานการณ์ไม่ทัน ได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ ยืนมองค้ำหัว
“นั่งสิ มองอะไร” มันบุ้ยใบ้ปากไปทางที่นั่งข้างพอล ทั้งที่ตอนแรกมันดึงดันให้ผมนั่งข้างมันด้วยซ้ำ “เร็วดิ พอลยกเก้าอี้รอแล้ว”
แล้วผมก็ทิ้งตัวลงด้วยความไม่เข้าใจ
อาหารอร่อย บรรยากาศดี สองคนนั้นคุยกันถูกคอ ส่วนผมมีหน้าที่กิน พูดบ้างยามที่สองคนนี้โยนคำถามสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องที่มันสนทนามา ซึ่งผมตอบได้เพียง อืม.. เหรอ.. มั้ง.. ไม่รู้สิ.. วนซ้ำแค่นี้
“ปกติแล้ว ทัพเป็นคนคุยไม่เก่งเหรอครับ”
“โอ๊ย มันพูดน้อยจะตายพอล หน้าก็นิ่ง เย็นชาเป็นที่สุด” ตามทำหน้านิ่ง ตีมึนแบบที่ผมชอบทำใส่มัน “แล้วก็พูดแต่ อืม กูไม่รู้ ไปกินข้าวแล้ว เออ จะไปวิ่ง วนอยู่แค่นี้แหละพอล”
เสียงระเบิดหัวเราะดังลั่นอีกครั้ง
“ต่างจากตามนะครับ”
“ใช่ เรานะเป็นคนเฮฮา แต่ไม่เท่าไอ้พีนะ” แล้วมันก็หัวเราะพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “รายนั้นอะ เล่นทุกมุก ตลกทุกเรื่อง บางครั้งตามไม่ทันมันหรอก เล่นมั่วไปตามน้ำ สงสารมัน เดี๋ยวมุกแป้กแล้วมันจะซึม”
“จริง ๆ ตอนอยู่คณะ พอลสนิทกับมันที่สุดแล้ว”
“เชื่อ ๆ รู้สึกเหมือนกำลังคุยกับพีเลยวะ ชนแก้วหน่อยมั้ย”
แก้วไวน์ถูกชูขึ้นมา ผมยกแก้วไวน์ขึ้นอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ชนกริ๊งกันเบา ๆ เอาที่จริง ถึงผมไม่ยก สองคนนี้ก็ไม่สนใจผมหรอก
“เออ ทัพ” เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่มันหันมาหาผมก่อนเริ่มหัวข้อสนทนาใหม่ ๆ “กูลืมคืนมือถือมึง เอาไปสิ”
ผมรับมือถือมา เครื่องปิดสนิท แน่นิ่งแบบเมื่อคืน
“ขอบใจ”
“กูเข้าห้องน้ำแปบ” หมอยุงลายหันมายิ้มให้ผม “พอล ขอตัวสักครู่นะครับ”
มันเดินจากไป
“ตามเป็นคนตลกดีนะครับ”
“อืม”
“ทัพเป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าอาหารไม่อร่อย”
ผมแค่นยิ้มใส่พอล
“อร่อยสิ” ผมไม่ได้โกหก อาหารอร่อยจริง ๆ “เรารู้สึกไม่สบายนะ”
“อ้าว ยังไม่หายแฮงค์เหรอ”
“อาจจะ เดี๋ยวเราไปขอซื้อยาแก้แฮงค์ก่อนนะ ถ้าตามมาบอกว่าไม่ต้องรีบ ถ้านานเกินไป จะไปต่อที่ไหนเลยก็ได้ เจอกันที่คอนโดฯ คืนนี้เลยแล้วกัน”
ตามยังต้องนอนที่คอนโดฯ ผมอีกหนึ่งคืน ก่อนกลับไปทำงานรับปีใหม่ที่ระยอง เก้าอี้เคลื่อนออก เคียงคู่ไปกับเสียงเคลื่อนตัวของเนื้อไม้บนพื้นกระเบื้อง กายเหยียดยาว หันไปมองพอลที่ยิ้มกว้าง พร้อมเอื้อมมือมาบีบมือผมแผ่วเบา
“เราไปก่อนนะ”
ผมเดินออกมาจากร้าน ทำไมผมถึงเลือกแบบนี้กันแน่วะ ในใจสับสน มือเอื้อมเปิดโทรศัพท์มือถือ ที่ไม่นานหลังจากนั้นก็มีข้อความกระหน่ำสายไม่ได้รับเข้ามาหลายต่อหลายสาย
“เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย”
เป็นสายจากพี่ปริ๊นซ์นับสิบสาย ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น กระหน่ำโทรจนถึงสองทุ่ม แล้วก็สายจากพี่ปันอีกหลายสาย ในช่วงสายของวันนี้
“พี่ปริ๊นซ์ ทำไมไม่รับโทรศัพท์” ผมกดโทรออกไปหาหลายครั้ง ทุกอย่างยังว่างเปล่า มีเพียงเสียงสัญญาณที่ผมได้ยิน “เอาวะ โทรหาพี่ปันก็ได้”
แค่เพียงกริ๊งเดียวเท่านั้น
“ทัพ เฮ้ย ยังสบายดีใช่มั้ย มาโรงพยาบาลเร็ว มาดูใจไอ้ปริ๊นซ์มันหน่อย”
“อะไรนะครับ”
-------------------------------------------------------------
ตาม
ด้วยความสัตย์ ผมไม่ชอบขี้หน้าไอ้พอลหน้าหล่อนี่เลย
มันโทรมาซักไซ้ผมเรื่องทัพ ว่าเมื่อคืนมีอะไรกันมั้ย แค่เพื่อนกันใช่มั้ย ไอ้ห่า แค่เพื่อนไง ที่ช้ำใจทุกวันนี้ก็แค่เพื่อนไง
แล้วยังมีหน้ามาขอผมคุยกับทัพด้วย โอดครวญว่า โทรไปหลายรอบก็ยังปิดเครื่อง แน่ละไอ้หน้าหม้อ กูปิดโทรศัพท์มันเองแล้วยึดไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เจ้าของมันยังไม่ถามหาเลย มึงเป็นใครวะ
สุดท้าย มีหน้ามาชวนทัพไปเดตสองต่อสองอีก คิดว่ากูจะปล่อยไปเหรอ เกินไปแล้ววะไอ้ทัพ แค่มันหล่อหน่อย ดูดีหน่อย มึงใจอ่อนจะไปกับเขาแล้ว กูไม่ยอมหรอก กูไม่ไว้ใจมัน
กะว่ามาถึงที่จะซักประวัติมันให้สะอาด เอาให้หน้าซีด ไม่กล้ามาไล่จีบไอ้ทัพ กลายเป็นว่า มันหน้าด้านวะ ถามไรตอบได้หมด ไม่มีปิดบัง เออ.. กูยอมรับ มึงมันหล่อ หน้าดี แถมรวย
กูสู้ไม่ได้เลยนี่หว่า....
แต่พอวินาทีที่ทัพไปห้องน้ำ แล้วได้คุยเปิดอกสั้น ๆ ผมก็สบายใจ
“ตาม... ดูไม่ชอบพอลนะครับ”
“ใครบอก” ผมแสร้งพูด หน้าไม่ได้สอดคล้องเลย “คุณคิดไปเอ๊งงงง”
กูจะเน้นเสียงสูงทำไม ตายห่า มันรู้หมดว่ากูโกหก
“เรียกแค่พอลก็ได้ครับ”
“ผมจะเรียกแทนคุณว่า คุณ คุณจะทำไม....?”
เกลียดไอ้หน้าตาไม่แคร์โลกแคร์เวิร์ลแบบนี้ที่สุด
“เอาตรง ๆ นะครับ พอลไม่ได้กำลังจีบทัพ”
หูฝาดไปหรือเปล่าวะ...?
ผมเงยหน้าสบสายตากับพอล เป็นครั้งแรกที่ผมตั้งใจมองให้ทะลุลึกลงไป สิ่งเดียวที่ผมค้นเจอในดวงตาคู่นั้น คือ ความเป็นจริง
“จากใจจริงเลยครับ”
“เออ...” แล้วควรทำเช่นไรต่อ “คือ...”
“พอลพอทราบจากพีมาบ้าง” ไอ้อ้วนมึงเล่าอะไรไปวะ “ว่าตามสนิทกับทัพมาก รักทัพมาก เหมือนพ่อคนหนึ่ง และตามค่อนข้างกังวลถึงใครก็ตามที่มีท่าทีเขามาพัวพันกับทัพ” แล้วไปนะไอ้อ้วน “แต่พอลอยากบอกว่า...”
“ผมเชื่อคุณ”
“ไม่ต้องแทนว่า ผม หรือ คุณ ก็ได้ครับ”
“โอเค เราเชื่อ พอลไม่ต้องห่วง”
“พอลสบายใจแล้ว” มันหล่อจริง ๆ วะ แค่ยิ้มยังทำให้โลกสว่างได้ขนาดนี้ ถ้าไอ้ทัพจะชอบ กูไม่แปลกใจเลยสักนิด “พอลเป็นคนตลกมากเลยนะ อันที่จริง”
แล้วมันก็เริ่มเล่าเรื่องราวตลกต่าง ๆ ของพีบ้าง ของเพื่อนคนอื่นบ้าง ของตัวมันเองบ้าง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยรับรู้มาก่อน
ใครจะรู้ว่าไอ้พีเคยไปจีบสาวสวยต่างคณะ ไล่จีบเป็นเดือน ๆ จนมารู้ความจริงว่า สาวเจ้าคนนั้น เป็นสาวสองที่แปลงเพศมาแล้ว เฮิร์ตหนักกว่าเดิม เมื่อพบว่า สาวเจ้าคนนั้นมีแฟนอยู่แล้ว แถมแฟนของเขาหล่อ ล่ำ หุ่นดีกว่ามันอีก ถูกสาวเสียงใหญ่เทไม่ว่า ยังถูกว่าเรื่องรูปร่าง เพราะช่วงปีนั้น พีอ่านหนังสือหนัก จึงห่างหายจากการออกกำลังกาย ร่างที่เคยบึกแน่นด้วยมัดกล้ามจึงถูกแทนที่ด้วยไขมันอย่างง่ายดาย
จะว่าไปแล้ว ช่วงนั้นพีก็เงียบ ๆ ซึม ๆ ส่วนผมมัวแต่เร่งอ่านสอบ NL จึงละเลยเพื่อนคนนี้ไป เอาวะ มองในแง่ดี อย่างน้อยมันก็จะแต่งงานแล้ว แถมผมเองยังมีเรื่องเอาไว้ล้อเลียนมันอีกตั้งหนึ่งเรื่อง
ส่วนเพื่อนรักที่ผมคิดไม่ซื่อนะเหรอ หลังจากกลับมาจากห้องน้ำ ก็นั่งนิ่ง ดูมึนอึนมาตลอด สงสัยยังไม่หายเมาแน่เลย จะว่าไปแล้วผมก็ยังไม่ได้คืนมือถือให้มันเลยนี่นา
“ขอบใจ”
เสียงเนือยของมัน หลังจากที่รับโทรศัพท์กลับไป ยิ่งทำให้ผมสงสัย หรือว่ามันไม่สบายวะเนี่ย แต่ข้าศึกดันบุกเสียก่อนนะสิ เอาวะ เสร็จจากการปราบปรามศัตรูค่อยกลับมาถามมันก็ไม่สาย
แต่ที่ไหนได้ พอกลับมาก็เหลือแค่พอลคนเดียว
“ทัพไปไหนอะ...?”
“ไปซื้อยาแก้แฮงค์นะครับ”
“อ้อเหรอ” ผมนั่งลง ลองโทรถามมันหน่อยดีมั้ยวะ “ไปนานหรือยังอะพอล”
“สักพักแล้วครับ”
ทว่าผมก็ลืมโทรไปเสียสนิท เมื่ออีกฝ่ายชวนผมคุยเรื่องอื่น
จนกินข้าวเสร็จ ก็ยังไร้วี่แววทัพ
“พอลลืมสนิทเลย ทัพบอกว่าไปต่อที่อื่นก่อนได้เลย ถ้ายังไม่กลับ ยังไงคืนนี้ก็ต้องเจอที่คอนโดฯ อยู่แล้ว ตามมีกุญแจเข้าคอนโดฯ ใช่มั้ยครับ”
“ไม่มี”
ใช่แล้ว ผมไม่มี จะไปมีได้อย่างไร ในเมื่อกุญแจชุดสำรองอยู่ที่อีกคนที่ไม่ใช่ผม...
“อ้าว แล้วจะทำยังไงละครับเนี่ย....”
“ขอโทรถามมันก่อน”
“เอางี้มั้ยครับ” มือนิ่มของพอลแตะมือที่กำลังกดโทรศัพท์ไว้เป็นเชิงปราม “ไปนอนคอนโดฯ เรา”
มือนิ่มนั้นบีบมือผมเล็กน้อย
“เราเกรงใจน่ะ”
“ไม่ต้องเกรงใจสิ” อุ้งมือกำชับแน่นมากขึ้น “หรือว่าไปดูหนัง ไปทำอะไรก่อนดีมั้ยครับ”
“ดูหนังเหรอ...”
ข้อเสนอนี้ก็ไม่เลวนะ
-------------------------------------------------------------
ทัพ
คืนนั้น...
“เรามีเรื่องให้ทัพช่วยนะ”
“เรื่องอะไรเหรอพอล.....?”
“ผู้ชายคนนั้นน่ะ” นิ้วเรียวยาวของพอลจรดชี้ไปที่ตาม “เพื่อนพีกับทัพใช่มั้ย...?”
ผมพยักหน้า เพื่อนไง ... ก็เพื่อนนี่นา
“มีแฟนหรือยัง...?”
“ก็เหมือนจะมีนะ” จะว่าไปวันนี้ที่ตามเล่าก็ดูไม่ราบรื่นสักเท่าไร “แต่ดูท่าจะระหองระแหงกันอยู่”
“อืม นับได้ว่าไม่มีแฟนแล้วสินะ”
“พูดแบบนั้น ถือว่าไม่ผิดมั้ง”
จะว่าไป ตามไม่เคยบอกสักครั้งว่าเป็นแฟนกับหยก ไม่เคยเลย ใช่แล้ว ตามไม่เคยพูดเลยนี่นา
“ชื่อ ตาม ใช่มั้ยครับ”
“ใช่...”
“เราพูดตรง ๆ นะ พอลเป็นเกย์ พอลชอบตาม แล้วพอลก็สัมผัสได้ว่าตามน่าจะเป็นไบเซกชวล อย่างน้อยพอลเชื่อว่า ตามมีแนวโน้มที่จะชอบผู้ชายได้”
บทพูดสำหรับผมสิ้นสุดเพียงเท่านั้น ผมควรรู้สึกหรือควรโต้ตอบว่าเช่นไรเล่า
สิ่งหนึ่งที่ผมนับถือพอล คือ ความกล้าที่จะพูดออกมา
เรารู้จักกันยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ...
“น่ะ พอลขอร้อง บ้านพอลรับส่งน้ำหอมจากเมืองนอก เดี๋ยวพอลหาน้ำหอมมาให้ เอากี่ขวดก็บอก ทัพชอบกลิ่นนี้นี่นา bleu de chanel นะ เดี๋ยวพอลหามาให้”
“พอล” ความโกรธปะทุขึ้นเล็กน้อย “เราไม่แลกเพื่อนกับน้ำหอมราคาไม่กี่บาทหรอกนะ”
สีหน้าตื่นตกใจอีกฝ่าย ที่ยังคงความหล่อได้เหมือนเดิม ทำให้ผมนิ่งอึ้ง แต่การถึงเนื้อถึงตัวของพอลทำให้ผมตกใจมากกว่า เพราะตอนนี้มือสองข้างของพอลกำลังโอบกุมมือของผมอย่างแผ่วเบา
“พอลขอโทษที่ทำให้ทัพเข้าใจผิด เราไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เราโง่เอง พอลโง่เอง พอลไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไร”
“เออ...” กูควรไปยังไงต่อวะ “คือ...”
“ทัพให้อภัยเรานะ”
“เราก็ไม่ได้โกรธขนาดนั้น”
“ตาม เขามีแนวโน้มแบบที่เราบอกมั้ยล่ะ”
“เอ่อ.... คือ.....”
“แสดงว่ามีสินะ”
“เฮ้ย เราไม่ได้พูดนะ”
“แต่ทัพก็ไม่ปฏิเสธทันทีนี่นา” ใบหน้าหล่อเหลาของพอลเลื่อนเข้ามาใกล้ ผมตัดสินใจสะบัดมืออีกฝ่ายออก หันข้างหนี คว้าเหล้าขึ้นมาดื่มพรวดจนหมดแก้ว
“ปกติ แฟนตามแต่ละคนก็คงหน้าตาดีทั้งนั้น”
ยิ่งคิดถึงหน้าแฟนตามสมัยมัธยมที่มันเคยอวด ยาวจนถึงกิ๊กสารพัดคนในมหาวิทยาลัยของมัน และหยก ไม่มีอะไรมาค้านได้เลยว่า ประโยคดังกล่าวของพอลไม่เป็นจริง
“ไม่ตอบแสดงว่าใช่สินะ” ผมรินเหล้าพรวดลงแก้วตัวเองอีกครั้ง รีบกระดกเลี่ยงการโต้ตอบ “พอลหน้าตาแย่มากเลยใช่มั้ย”
“ไม่ใช่นะพอล”
พอลจัดว่าเป็นคนหล่อคนหนึ่ง หล่อมากเลยด้วยซ้ำ
“เย้ งั้นทัพก็โอเคจะช่วยเราสินะ เพราะไม่ได้ขัดนี่ว่าไม่เหมาะสม”
“หือ..............”
ทำไมคิดเองเออเองได้ขนาดนี้หวะเนี่ย
“ขอบคุณมากเลยนะทัพ ไอดีไลน์อะไรอะ เดี๋ยวเราแอดไป บอกมาหน่อย เราความจำดีนะ ขอเบอร์ด้วย ปากกา ๆ ปากกา” อีกฝ่ายสาละวนหาเครื่องเขียน “เอ้า นี่ครับ รบกวนหน่อยนะ”
บทสนทนาเมื่อคืนยังแล่นในหัวของผม
ภาพหัวร่อต่อกระซิกของสองคนนั้นยิ่งยืนยันว่า เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
“เฮ้อ คู่กันขนาดนั้น”
“อะไรนะครับน้อง....??”
สายตาสงสัยของคนขับแทกซี่ถูกส่งผ่านกระจกมองหลัง
“ไม่มีอะไรครับ”
“อ้อ ครับ จะให้ผมจอดส่งหน้าโรงพยาบาล หรือว่าเข้าไปข้างในเลยดีครับ”
“ข้างในเลยก็ได้ครับ ขอบคุณครับ”
ผมรีบพูดปิดบทสนทนา ก่อนที่แทกซี่จะพูดขัดอะไรอีก นั่งจมนิ่งกับตัวเอง แม้จะได้ยินเสียงแว่วไม่พอใจของแทกซี่ที่บ่นเรื่องเข้าโรงพยาบาลแล้วจะกลับรถยากก็ตาม
“พี่... โอเคใช่มั้ย”
พี่ปริ๊นซ์กำลังอ่านนิยายอยู่ตอนผมไปถึง ท่าทางเรื่อยเฉื่อย ไม่ทุกข์ร้อนอะไร
“ไอ้ปัน มันเล่นใหญ่ นี่ถ้ามันยังอยู่นะ พี่จะแพ่นกบาลมันอีกสักที ดูใจห่าอะไร กูยังไม่ตาย”
“พี่แน่ใจนะครับ”
“แน่ใจสิ” รอยยิ้มอบอุ่น ส่งมาแทนคำตอบ “เบอร์ทัพ เป็นเบอร์สุดท้ายที่ติดต่อกันนะ ทางโรงพยาบาลเลยเลือกโทรหา แต่เราไม่รับ ก็เลยเป็นเบอร์ไอ้ปันนี่แหละ”
“ผมขอโทษจริง ๆ ครับ”
หลังจากที่เราต่างแลกเรื่องราวของกันและกันเสร็จเรียบร้อย ก็ผ่านไปราวเกือบครึ่งชั่วโมง
“น้องมีธุระที่ไหนต่อหรือเปล่า...?”
“ไม่ครับพี่” ปล่อยให้กิ่งทองกับใบหยก เขาอยู่กันไปเถอะ ใบตำแยกิ่งใบหนาดอย่างเรา นั่งเหี่ยว ๆ ทำตัวให้เป็นประโยชน์อยู่ที่โรงพยาบาลจะดีกว่า “ผมอยู่กับพี่ได้ทั้งวันครับ”
“ทัพ... อย่าโกหกพี่”
ผมเกลียดสายตาหรี่เล็ก ที่พยายามจับผิดที่สุด โดยเฉพาะสายตาจากพี่ปริ๊นซ์
“นี่ น้องไง เชื่อน้องสิ”
“แน่ะ...!!!”
“ปริญธรณ์!!!!!!”
“เออ เชื่อก็เชื่อวะ....” พี่ปริ๊นซ์ขำออกมาแผ่วเบา เพราะเกรงจะกระทบแผล อดทำให้ผมหัวเราะตามออกมาไม่ได้ “ยิ้มได้ก็ดีแล้ว พี่รักทัพนะ รักมากด้วย”
“ผมก็รักพี่เช่นกันครับ รักมาก ๆ รักที่สุดเลย”
มือของเราสองคนแนบประสานกัน
เรายิ้มให้กัน
แม้จะถึงวันที่โลกแตกสลาย หรือมีความผันผวนไม่แน่นอนต่าง ๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจได้เสมอก็คือ ความรักที่เราสองคนมีให้กัน...
-------------------------------------------------------------
ตาม
“ไอ้เลวทัพ โทรไปก็ไม่รับ”
ไม่ใช่ไม่รับหรอก ปิดเครื่องหนีเลยต่างหาก เป็นบ้าอะไรของมันเนี่ย
“ดูหนังอีกสักเรื่องดีมั้ยครับ..?”
เราเพิ่งเดินออกจากโรงหนังมามาด ๆ
“เฮ้ย พอแล้วพอล เกรงใจ เลี้ยงข้าวเราก็ซึ้งบุญคุณแล้ว นี่เล่นเลี้ยงหนังแถมจองที่นั่งราคาแพงอีก”
“ไม่เป็นไรครับ”
“ยิ้มเก่งจริงนะพอล”
“ครับ”
ก็ยิ้มเก่งจริง ๆ นี่นา
-------------------------------------------------------------
ทัพ
สองทุ่ม คือ เวลาที่ผมถึงคอนโดฯ โทรศัพท์แบตหมดตั้งแต่บ่าย ๆ แล้ว เพราะพี่ปริ๊นซ์แม่งยืมไปเล่นเกมส์นะแหละ บอกว่าโทรศัพท์ของตัวเองเล่นไม่มันส์เท่า ปกติแล้วเป็นผมไม่ใช่เหรอที่เอามือถือพี่เขามาเล่น ทำไมวันนี้มันกลับตาลปัตรได้วะ
ร่างอันเหี่ยวแห้งของผม ลอยล่องแบบขาดสารอาหารมาถึงใต้คอนโดฯ ผมแค่จะกลับมาเอาเสื้อผ้า แล้วก็ไปนอนเฝ้าพี่ปริ๊นซ์ก็แค่นั้น
“ป่านนี้ มึงคงสวีทอยู่กับพอลสินะ”
“สวีทอะไรของมึง.....”
เสียงไอ้ตามดังข้างหู ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตามมายืนประชิดตัวผมแต่เมื่อไร
“ไอ้เหี้ย มาทำอะไรตรงนี้”
“ก็รอมึงไง กูนอนห้องมึงนะ อย่าลืม” ตกใจหมด แล้วทำไมเสื้อผ้าดูยับยู่ยี่ขนาดนั้น ผมมองสำรวจมันตั้งแต่หัวจรดเท้า “ฮะฮ่า กูนอนรอตรงโซฟา ขอเขาขึ้นแล้วเขาไม่เชื่อกู รปภ. บ้านมึง ทำงานดีจริง กูสบายใจเลยว่าเวลามึงเมา เขาต้องล่ามคอมึงไว้ไม่ให้ไปอ่อยใครแน่”
ฉิบหาย ไม่ได้ให้กุญแจสำรองมัน
แล้วที่มันพูด คืออะไร กูไม่ใช่หมานะเว้ย
“มึง” ผมยืกมือพนม “กูขอโทษ กูลืมคิดไป”
“ไม่เป็นไร ๆ ไม่กี่นาทีเอง”
โกหก มันโกหก...
“กี่ชั่วโมง ตอบกูมา”
“ไม่กี่นาทีไง”
“กี่ชั่วโมง....”
ตามเดินถอยหลัง ตามจังหวะการเดินจี้ประจันเข้าไปถามของผม
“ตอบกูมา....”
“ก็ตั้งแต่บ่ายสามโมงอะ”
ใบหน้ากลัวของมันฉายชัดอยู่ แต่คำตอบเรียบเฉยไม่มีแม้แต่ความโมโหสักน้อยนิด
“ไอ้บ้า ทำไมไม่ไปทำอะไรอย่างอื่น”
“ก็... กูโทรหามึงแล้ว มึงปิดเครื่องอะ กูไม่รู้ว่ามึงเป็นอะไรหรือเปล่า ผิดเองอะ เอามือถือมึงไปทั้งคืน แบตมือถือเลยไม่พอ ขอโทษนะเว้ย ให้กูทิ้งมึงไปที่อื่น กูรู้สึกไม่ดี”
เหี้ยที่สุด
ผมนี่แหละเหี้ย ผมทิ้งมันไปแท้ ๆ ทำไมวะ ทำไมกูเลวได้ขนาดนั้น
“แต่มึงโอเคใช่มั้ย กินไรมาหรือยัง....?”
มึงยังไม่ได้กินอะไรเลยใช่มั้ย ตาม
“กูพาไปกินมั้ย???”
ไอ้บ้า ไอ้บ้า กูเกลียดมึงที่สุด
“เป็นไรวะ” มือใหญ่ทาบวัดอุณหภูมิที่หน้าผากของผม “ก็ปกตินี่นา ไม่มีไข้”
ผมยังยืนนิ่ง อึ้งอยู่ในท่าเดิม หยาดน้ำตาสักหยดไม่มีไหลออกมาอีกแล้ว
“อย่าโกรธกูเลยทัพ กูรอแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง รอมึงมาตั้งหกเจ็ดปียังทำได้ รอเพิ่มอีกสักหน่อยกูไม่ตายหรอก”
ผมโผเข้ากอดมัน อยากให้น้ำตามันไหลออกมา ทว่าไม่มีเลย
“กูขอโทษ ขอโทษ”
“เฮ้ยย เป็นเหี้ยไร ขอโทษอะไร”
“กู... กู...”
“เป็นอะไร.... มึงแฮงค์อยู่นี่นา อาการดีขึ้นยัง มึงทำอะไรมา ไม่เป็นไรนี่นา กูไม่ว่ามึงหรอก ไปเหอะ ไปนอนกันได้แล้ว กูง่วงแล้ว”
ไม่ได้....
กูไปด้วยไม่ได้...
มึงคงต้องไปนอนคนเดียวแล้ว
“เออ.... มึงกลับพรุ่งนี้บ่ายใช่มั้ย ไปกินข้าวกันช่วงสายมั้ย กูยังไม่ได้เลี้ยงมึงเลย”
“เอ๊ะ” มือโอบกอดผมหลวม ๆ คลายลง มันกระถดตัวถอยออกมาเพื่อมองหน้าผมได้ชัดขึ้น “แปลกนะมึง เมาหรือเปล่า แรดเชียวนะเดี๋ยวนี้”
“กูแค่อยากกินข้าวด้วย”
“กินข้าวมื้อดึกเลยมั้ยละ กูเห็นร้านข้าวต้มหน้าคอนโดฯ มึง น่ากินมาก แต่ไม่กล้ากินวะ กลัวมึงยังไม่ได้กินข้าวมาแล้วกูต้องไปกินอีกรอบ หุ่นจะเสียเอา”
ทำไมกูถึงไม่เคยคิดมาก่อนว่าตามมันทำอะไรเพื่อกูขนาดนี้วะ
“มึงเงียบทำไมอะ...? ทำอะไรผิดมา กูให้อภัยหมดนะแหละ” มึงจะให้อภัยกูได้จริงเหรอ “ยกเว้นมึงไปหาพี่ปริ๊นซ์มา อันนั้นกูไม่ยอมนะ กูไม่โอเค”
เสียงสะอื้นของผมดังขึ้น แล้วมันก็ชะงักลงทันใด
“ทัพ...” มันคลายอ้อมกอดของผม จับไหล่ทั้งสองข้างไว้อย่างแน่นหนา และแล้วในที่สุด ตามก็สัมผัสได้ “มึงไม่ได้ไปหาพี่ปริ๊นซ์มาจริง ๆ ใช่มั้ย....?”
ไม่มีคำตอบจากผม เหมือนกับที่ไม่มีการประสานสายตาของเรา
“มองกูแล้วตอบสิ”
“ไม่ได้ไปไง”
ผมยังไม่ได้มองตามัน
“มองตากูแล้วตอบ”
“กูบอกไม่ได้ไปไง”
“ทัพ...”
“......................”
“ทัพ....”
“เอ้อออ... กูไปหาพี่ปริ๊นซ์มา คือ... ว่า กูกลับมาเอาเสื้อผ้าแล้วต้องไปนอนค้า...”
ยังไม่ทันที่ผมจะอธิบายอะไรออกไป
“ช่างเหอะ มึงอยากทำอะไรก็ทำ” มือสองข้างที่เคยโอบอุ้มไหล่ผม ทิ้งลงอย่างไร้เรี่ยวแรง “ในห้องมึงมีอะไรให้กินมั้ย ไม่มีสินะ กูขอออกไปเซเว่นก่อนนะ รอกูตรงนี้แปบนึงนะ เดี๋ยวกูมา หรือมึงจะฝากกุญแจไว้ที่เคาน์เตอร์เลยก็ได้ ขอบคุณสำหรับที่พักนะ”
การรอคอยตามอีกครึ่งชั่วโมง ดูเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาที่มันทิ้งให้ผมเนิ่นนานหลายปี ตามกลับมาพร้อมกับถุงอาหารถุงใหญ่ เราไม่ได้คุยอะไรกันมากมายนัก ผมเดินนำหน้ามัน พามันขึ้นห้อง ตามยื่นถุงที่บรรจุขนมสองสามอย่างที่ล้วนแล้วแต่มีรสเผ็ดซึ่งเป็นของโปรดของผม ทิ้งวางกองลงตรงหน้า โดยไร้คำพูดอื่นใด
จากนั้นมันก็เดินกลับไปที่โต๊ะกินข้าว ก้มหน้ากินต้มจืดเต้าหู้หมูสับอุ่นร้อนจากร้านสะดวกซื้อ อาหารจืดชืดที่ผมไม่มีวันเลือกกินเด็ดขาด เราเงียบใส่กัน
ผมอยากอธิบาย แต่ก็เลือกที่จะเงียบ
ทุกฝีก้าวที่ผมเดินเข้าไปหามันที่โต๊ะอาหารเนิ่นนานราวกับเวลาหลายขวบปี ตามไม่แม้แต่จะมองหน้าผม ไม่สนท่าที่ของผมที่บรรจงวางกุญแจชุดของตัวเองไว้บนโต๊ะกินข้าว
“สักสิบโมงไปกินข้าวกันนะ โอเคมั้ย... เดี๋ยวกูกลับมาที่คอนโดนะ”
หูถุงขนมห้อยเกี่ยวอยู่ในนิ้วของผม ที่คลายลูกบิดประตูเปิดออกไป ประตูห้องเคลื่อนปิดลงอย่างเชื่องช้า ตาผมยังจับจ้องแขกคนเดียว ที่หันหลังก้มหน้ากินข้าวด้วยอิริยาบถนิ่งสงัดไม่ไหวติง
ความเงียบสงัดที่จะคงอยู่ทั้งคืน
ความเงียบนิรันดร์กาล
-------------------------------------------------------------
ใกล้จะจบบทที่ 30 แล้ว
สิงห์มาอัพรัว ๆ เลยครับ
ไถ่โทษที่หายไปนาน แฮะ ๆ
-
บทที่ 30
ถึงงานแต่งงาน
ตอนที่ 3
“กูพอแล้วนะ...”
โทรศัพท์สั่นเล็กน้อย เพื่อแจ้งเตือนข้อความเข้าจาโปรแกรมไลน์ ข้อความดังกล่าวเป็นการชี้ชัดทุกอย่างว่า หมอตามยอมแพ้กับเรื่องของทัพแล้ว
ผมกดโทรศัพท์หาคนที่ผมคิดถึงมาโดยตลอด แต่ก็ยอมรับตรง ๆ เลยว่า ในส่วนลึกก็แอบหมั่นไส้อยู่ไม่น้อย
“พี่ปัน ทำอะไรลงไป...?”
“หา... อะไรกัน บอส เอะอะก็โทรมาว่าพี่ เคยจะโทรคุยกันปกติบ้างมั้ย”
ผมถอนหายใจด้วยความแค้นเคือง
“เพื่อนพี่ทำอะไร? ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้”
ได้ยินแต่เพียงเสียงอ้ำอึ้งซึ่งผิดปกติไปกว่าทุกครั้ง ถ้าเป็นพี่ปัน อย่างน้อยต้องขำและยินดีกับชัยชนะครั้งนี้แน่ ๆ ใช่สิ เพราะเพื่อนพี่สามารถคว้าหัวใจของเพื่อนผมไปได้ยาวนานนับทศวรรษขนาดนี้
“ปริ๊นซ์มันไม่ได้ทำอะไรหรอก มันอยู่โรงพยาบาลนะบอส”
“......................”
“ปริ๊นซ์ถูกแทงเมื่อวานตอนเย็น อาการไม่สาหัสมาก แต่มันไม่ได้ทำอะไรทัพจริง ๆ นะ”
ผมยังเงียบอย่างต่อเนื่อง พยายามย่อยข้อมูลทั้งหมดอย่างเชื่องช้า
“พี่ว่า ต่อจากนี้ไป ปริ๊นซ์คงไม่มาตามไล่หาทัพก่อนแล้วแหละ ส่วนทัพ พี่ไม่รู้เหมือนกัน แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่หรอก บอสยังอยู่มั้ย....?”
“อยู่ครับ”
“พี่ว่า สองคนนั้นคงอยากทิ้งช่วงเวลาคิดและอะไรอีกหลายอย่าง พี่ขอโทษนะ พี่ต้องไปแล้ว พี่พาที่บ้านมากินข้าวนอกบ้าน ต้องพาพวกท่านกลับบ้านก่อน ขอโทษจริง ๆ นะ”
แล้วเขาก็วางหูไป ทิ้งให้ผมไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมได้แต่ก้มลงดูข้อความในไลน์ที่ทั้งมีนและพีกระหน่ำให้กำลังใจตาม ผมทำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพื่อนรักของผมมันกำลังคิดอะไรอยู่ ผมไม่สามารถตามสถานการณ์นี้ทันอีกแล้ว
Tam-tarm
ไม่เป็นไรเว้ย กูสบายดี
It’s P
กูเป็นห่วงมึงนะเว้ยไอ้ตาม
Meannn
เออ กูด้วย ยิ้มไว้นะเพื่อน ปีใหม่ต้องเข้าเวรยาวนี่นา
-------------------------------------------------------------
ทัพ
“เราไปกินข้าวกันมั้ยทัพ..??”
พอลโทรหาผมทันที่ในเช้าวันรุ่งขึ้น เสียงระรื่นจนขัดลูกตา
“ไม่ได้หรอก เรามีนัดกับตามแล้ว”
“รู้แล้ว พอลเพิ่งคุยกับตาม ตามบอกว่าจะมากินข้าวด้วยก็ได้ แต่เราอยากขออนุญาตทัพก่อน เพราะตามบอกทัพเป็นคนเลี้ยง” ตามกับพอลคุยกันแล้วสินะ ดีแล้ว ดีแล้ว “ไม่ต้องห่วง เราไม่ลำบากให้ทัพเลี้ยงหรอก พอลออกเองได้ แต่แค่อยากไปด้วย เออ... คือ...”
“ได้สิพอล”
“เฮ้ยย ทัพใจดีจัง แต่ช่วยฟังพอลพูดหน่อยได้มั้ยอะ.......”
“ได้สิ... ว่ามา” ผมยิ้มให้เจ้าหน้าที่ที่นำอาหารเช้ามาให้พี่ปริ๊นซ์ที่ยังนอนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาจากเมื่อคืน “แปบนะพอล”
หลังจากปลุกพี่ปริ๊นซ์ให้ตื่นมากินข้าวเช้า โดยเจ้าตัวยืนยันว่าจัดการตัวเองได้ ผมก็เลี่ยงออกมาคุยกับพอลต่อนอกระเบียงห้อง
“ขอโทษทีพอล”
“ไม่เป็นไรทัพ ไม่เป็นไรจริง ๆ ที่ทัพทำให้เรามากมายกว่านั้นเยอะ”
“....................”
“คืองี้นะ เราไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเลยว่าจะดีพอที่ตามจะชอบ” เหอะ แค่หน้ามึงก็กินขาดทุกคนแล้ว “เราว่าตามเป็นคนเฮฮา สนุกสนานนะ แต่ก็ไม่รู้ดิ พอลว่า ตามเข้าถึงยาก”
“....................”
“กับทัพ กับพี อาจจะไม่รู้สึกนะ เพราะสนิทกันใช่มั้ยล่ะ” บางทีก็อาจจะไม่ใช่อย่างที่เห็นนะพอล ผมส่ายหัวทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางรับรู้หรอก เหม่อมองสภาพการจราจรเช้าวันอาทิตย์ ฟังเสียงของพอลเป็นเพียงฉากหลัง เหมือนเสียงจักจั่นร้องที่เราไม่ได้ใส่ใจ “..... นั่นแหละ ตามน่ารักมาก ไปดูหนังด้วยกันมาด้วยแหละ แต่พอลไม่กล้าทำอะไรเกินเลย วันนี้เช้าตามโทรมาหาแต่เช้าบอกว่าอยากให้ไปกินข้าวด้วย เราดีใจแทบกระโดดแน่ะทัพ”
“ตามมันโทรไปหาพอลก่อนเหรอ...?”
“อืม ใช่ ทำไมเหรอ???”
เสียงปีติยินดีของพอล มันท่วมท้นทะลักแน่นด้วยความสุขจนผมรู้สึกหายใจไม่ออก
“งั้นเจอกัน แค่นี้นะ”
ใช่... ผมหายใจไม่ออก ไม่อยากไปกินข้าวแล้ว ไม่อยากไปไหนทั้งนั้น
“ไม่สิ ไม่... กูสิควรจะดีใจ”
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
ลำบากเว้ย ที่ต้องมาฝืนยกช้อนส้อมกินข้าวเช้าทั้งที่เสียดแสบไปทั้งตัว แต่ที่ทำไปเพียงเพราะอยากแสดงให้น้องเห็นว่าผมทำได้ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง อะไรที่เครียดอยู่ ให้รีบไปเคลียร์มันซะ ดูหน้าตัวเองบ้างมั้ย ราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ
“ทัพ” ทำไมหน้าเครียดแบบนั้น หลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จ น้องก็ไม่พูดไม่จา เอาแต่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่โซฟา “ทัพพพพพพพพ”
ต้องตะโกนดังมากพอ และนานพอดู เจ้าของชื่อถึงหันมามอง
“ครับพี่”
“ไปเยี่ยมน้อยหน่าแทนพี่ได้มั้ย...?”
“อ้อ ได้สิครับ”
ไม่หยุดคิดสักหน่อยเหรอไง
จะขี้เกรงใจอะไรนักหนา
“ไม่ต้องรีบนะ วันพรุ่งนี้ก็ได้ น้อยหน่าเขาอยากเจอทัพนะ เรียกว่าน้องทัพด้วยนะ พี่ไม่อยากขัด ทั้งที่ก็นะ ....” ผมขำออกมา พยายามสลายความเครียดที่ปกคลุมทัพออกไป “ก็รุ่นเดียวกัน”
“อ้อ ... ครับ”
ไม่ได้ผลแฮะ
“ทัพ... โอเคแน่นะ”
น้องนำโต๊ะเลื่อนสำหรับทานอาหารออกจากเตียง ปรับระดับให้ผมได้อิงหลัง แล้วน้องก็เปิดโทรทัศน์ให้ผมดู จากนั้นน้องก็ยืนนิ่งกำรีโมทคอนโทรลอยู่ท่าเดิม ยืนข้างเตียงผมหลายนาที
แน่นอนว่าผมไม่สนใจรายการอะไรในโทรทัศน์ทั้งนั้น
สนใจคนข้าง ๆ ที่อาการหนัก ต้องเข้าห้องฉุกเฉินแล้วแหละ
“ทัพ...”
ก็ยังกำรีโมทแน่น เหม่อมองอะไรอยู่นะ
“ทัพ”
เรียกไปเขย่าตัวไป
“ครับ”
กว่าจะรู้สึกตัว.... เหม่อลอยจนผิดปกติเลยน้อง
“พี่เป็นกำลังใจให้นะ”
“เห้ยพี่” ยิ้มฝืน ๆ ที่ดูก็รู้ว่าปลอมฉายชัดบนใบหน้าของน้องรัก “ผมสบายดี แค่ง่วงอะพี่ รู้สึกยังนอนไม่อิ่ม เย็นเจอกันนะครับ ผมไปทำธุระกับเพื่อนก่อน”
“พี่อยู่ข้าง ๆ เสมอนะ”
บีบมือบีบไหล่ บีบทุกส่วนที่ทำได้ เพื่อส่งต่อกำลังใจให้คนตรงหน้า แม้จะดูไร้ความหมาย
“ครับพี่”
อีกยิ้มจอมปลอมที่ไม่ได้ปลอบประโลมใครให้รู้สึกดีขึ้น
-------------------------------------------------------------
ทัพ
ผมกลับไปอาบน้ำที่คอนโดฯ ตามนั่งนิ่งกินข้าวเช้าอย่างเงียบเชียบ เราไม่ได้ทักทายอะไรกันมากนัก หลังจากที่ผมเสร็จธุระส่วนตัว รวมทั้งตามที่เก็บเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินออกจากห้องกันโดยไร้คำพูด
ตามพาผมไปที่รถยนต์ของมันที่จอดอยู่ที่ลานจอดรถ
รถมันสะอาด ไร้คราบอาเจียนของผม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมาทำความสะอาดเมื่อใด บนรถมีเพียงกลิ่นหอมฟุ้งจากถุงเครื่องหอม ถ้าไม่บอกก็จะไม่มีวันทราบเลยว่ารถคันนี้มีคนเคยขึ้นมาสำรอกอาหารไว้
ผมไม่เคยถามมันเลยว่า มันจัดการความเละเทะที่ผมทำไว้อย่างไร เมื่อไร
ใช่แล้ว... ผมไม่เคยใส่ใจเรื่องมันเลยด้วยซ้ำ มีแต่มันที่ถามผมตลอด
หลังจากที่ผมบอกชื่อร้าน มีเพียงคำตอบเบา ๆ ว่า อืม เราเลือกจะไม่คุยอะไรกันต่ออีก
“ครับ ม้า...”
แม่ของตามโทรเข้ามา
“แกมากรุงเทพฯ เหรอ ใจคอไม่คิดจะมาเยี่ยมม้าเยี่ยมม่วยที่นครปฐมเลยเรอะ....”
เสียงแม่ของมันดังอาละวาดลั่นรถ ใช่ครับ ตามมันต่อมือถือเข้ากับลำโพงรถจะได้คุยได้สะดวกและไม่ผิดกฎหมาย
“วุ่นอะม้า มาเรื่องงานแต่งเพื่อน ไม่ได้มาเที่ยวเล่น”
“หนอยยยย ไอ้ลูกคนนี้ แม่อ่านไลน์แกเมื่อคืนแล้วนะ”
“ม้า...” เสียงมันลนลานตกใจ “ผมอยู่บนรถ”
“หือม์ อ้อ... อืมม เอาเป็นว่า ม้านัดไว้แล้วนะ ยังไงแกก็เลี่ยงนัดดูตัวรอบนี้ไม่ได้”
“ม้า!!!”
นัดดูตัวเหรอวะ ผมหันไปมองหน้าคนขับทันที ส่งกระแสจิตเพื่อเค้นเอาคำตอบจากมัน แน่นอนว่าเปล่าประโยชน์
“แกห้ามผิดสัญญานะ ลูกสาวคุณนาย” สักชื่อหนึ่งที่ยาวมากและสะกดยากมาก “เขาการศึกษาดีมาก”
และอีกยาวนานเนิ่นนาน จนตามต้องขอเสียมารยาทแม่ตัวเองหนึ่งที และคำว่า ขอโทษนะครับ เป็นคำสุดท้าย ก่อนที่มันจะวางหูไปโดยที่แม่ของมันยังพร่ำพูดไม่หยุด
“นัดดูตัวเหรอวะ...?”
ผมไม่เข้าใจ แล้วเรื่องหยกล่ะ...
“................................”
มันตั้งใจขับรถมากเลยครับ ตีเลี้ยวอย่างนิ่มนวล
“มึงเป็นใบ้เหรอวะ”
แล้วเรื่องที่มันพยายามไล่จีบผมมาตลอดล่ะ??
เรื่องที่ดูเหมือนมันจะสนใจพอลอีกล่ะ....?
มีความจริงใจอยู่บ้างมั้ย
“..................................”
รถขับตรงต่อไป ไร้บทสนทนาที่ไม่มีความหมาย ไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามคุยกับท่อนไม้ ในเมื่อมันเลือกที่จะไม่คุย
ผมกระโดดลงจากรถทันทีที่จอดเทียบสนิท ไม่อยากจะใช้เวลาแม้สักเสี้ยววินาทีอยู่กับไอ้หมอยุงลาย จอมเย็นชาอีกต่อไป
มันคงยังไม่แลกแผนการเย็นชาที่วางไว้กับไอ้พวกนั้นสินะ .... ได้ ในเมื่อมึงจะเย็นชาใส่กู กูก็จะเย็นชาใส่มึง ให้มากกว่าที่พวกมึงคิดจะทำกันอีก
“อ้าว ทัพ” พอลที่โผล่มาจากรถหรูอีกคัน ยิ้มทักทายผม ใบหน้าขาวสว่างที่ใส่แว่นกันแดดยี่ห้อแพง ช่างเข้ากันและขับกล่อมให้เขาดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น “ตาม”
เสียงดูตื่นเต้นขึ้นเล็กน้อย ผมเกลียดใบหน้าหล่อเหลานี้ขึ้นมาอย่างไรไม่รู้วะ
“ร้านอาหารนี้ดังมากเลยนะ เราอ่านในรีวิวมา แต่ไกลไปหน่อยนะทัพ”
ประโยคท้ายติดแซวผสมจิกกัดผมเล็กน้อย แต่ผมไม่สนคำพูดพอลหรอก สนใจท่าที่ตีเนียนที่พยายามแทรกตัวเองเข้ามาตรงกลางระหว่างผมกับตาม เอาเถอะ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่มีสิทธิขัดขวางอยู่แล้ว
ผมหลีกทางให้พอลอย่างง่ายดาย อยากจะชิดจะติดแค่ไหนก็เชิญ
ร้านอาหารที่ผมเลือกเป็นร้านดัง แต่อยู่ไกลออกจากเขตเมืองพอสมควร แถมที่จอดรถก็อยู่ฝั่งข้ามกับตัวร้าน ต้องอาศัยเดินข้ามถนนอย่างเดียวเท่านั้น
เสียงคุยของตามและพอลดังไล่หลังเป็นระยะ แต่ผมไม่ได้สนใจอะไรมากนักหรอก ผมเพ่งสมาธิไปกับการรอรถเพื่อข้ามถนน อยากจะรีบกิน รีบกลับ แยกย้ายจากกันไปเสียที
ยืนรอตรงทางม้าลายมาสักพัก ไม่มีวี่แววว่ารถจะหยุดวิ่ง ผมจึงตัดสินใจบ้า ๆ กระโดดลงบนถนน เสียงโวยวายดังจากพอลและตามเล็กน้อย ทว่าทั้งสองคนก็เดินตามผมมา เสียงล้อเลียนว่าผมเป็นวัยรุ่นใจร้อนดังอยู่ข้างหูขวาตลอดเวลา
ในที่สุดเราก็เดินฝ่ารถที่บีบแตรใส่เราด้วยความโมโหบ้าง ชะลอวิ่งช้าลงให้เราบ้าง จนมาถึงเกาะกลางถนน
“เจ๋งอยู่นะทัพ แต่พอลว่า วันหลังรอหน่อยก็ได้ กลัววะ”
เชิญกลัวไปเลย ผมกระโดดลงสู่สมรภูมิการข้ามถนนอีกครั้ง เดินไปไม่ถึงก้าว ไอ้ตามก็เลือกปาดหน้าผมเอี้ยวตัวไปด้านซ้ายมือผมเสียดื้อ ๆ หงุดหงิดเว้ย จะอะไรกับกูหนักหนา
ผมกลายเป็นคนคั่นกลาง ที่ฟังมันสองคนคุยกันข้ามหัวตลอดการข้ามถนน จนถึงร้าน กินข้าว และทุกการกระทำ ถ้าอยากจะสวีทกันจะเอาผมมาคั่นกลางทำไม ปล่อยกูกลับสิ แต่แม่งเอ๊ย... กูกลับเองไม่ได้ ไกลขนาดนี้ รถแทกซี่สักคันผมยังไม่เห็นเลย
“พอล รบกวนส่งเราเข้าเขตเมืองทีนะ”
เอ่ยแทรกกลางวงสนทนาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เล่นเอาทุกอย่างเงียบสนิทเลย
จะว่าไปแล้ว ตั้งแต่กินข้าวมา มีเพียงตามที่ชวนคุยเจื้อยแจ้วไม่หยุด พอลแทบจะไม่ได้อ้าปากชวนใครคุยก่อนเลย
เฟรนด์ลี่เชียวนะไอ้หมอยุงลาย
“ตรงนี้มันนอกเมือง ตามจะได้ขับรถกลับระยองไปเลย ไม่ต้องเสียเวลาวนรถไปส่ง รบกวนด้วยนะ”
ผมตะโกนเรียกบริกรเพื่อสั่งของหวาน เป็นสัญญาณบอกทุกคนว่าอย่าขัดในสิ่งที่ผมตัดสินใจลงไปแล้ว
ทุกอย่างได้ผล ไม่มีใครขัดใจผม ผมมีหน้าที่กินของผมต่อไป และทุกอย่างก็เป็นไปในแบบที่ผมต้องการ
หลายวันผ่านไป ปีเก่าผ่านพ้นไป ปีใหม่มาเยือน
ผมไม่สนในเล่นโซเชียลมีเดียอะไรเลย ทุกการติดต่อของเพื่อนฝูงพี่น้อง ต้องผ่านการโทรศัพท์เท่านั้น ผมไปเฝ้าพี่ปริ๊นซ์แทบทุกเย็น มีบ้างที่พี่ปันมานอนเฝ้า แบ่งเวลาบางส่วนไปหาน้อยหน่า ไปชวนคุย เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง ติดต่อสถานีตำรวจเรื่องผู้ร้ายที่แทงพี่ปริ๊นซ์ ซึ่งทราบแต่เพียงว่าเป็นคนไข้ที่มีอาการทางจิต ทางตำรวจและโรงพยาบาลกำลังพยายามเร่งจับตัวมาบำบัดต่อ ในเรื่องคดี เนื่องจากเป็นผู้ป่วยทางจิตดังที่ทราบแล้ว ตำรวจจึงแจ้งว่าอาจจะทำอะไรมากไม่ได้นัก และดูทางฝ่ายพี่ปริ๊นซ์ก็ไม่ได้ติดใจอะไร
“พี่ว่า เขาน่าสงสารด้วยซ้ำนะ”
“หือม... ยังไงวะไอ้ปริ๊นซ์”
พี่ปันถามแทนในสิ่งที่ผมอยากถาม
“ก่อนแทงกู เขาขอโทษด้วยนะ เหมือนเขาไม่มีทางเลือก และการที่เขาทำกู เป็นหนทางสุดท้ายแล้ว” ผมมองหน้าพี่ปันอย่างไม่เข้าใจ และพี่ปันก็น่าจะรู้สึกเช่นเดียวกับผม “แต่ให้เอาอีกรอบ ก็ไม่เอานะ โดนแทงอะ”
แล้วพี่ปริ๊นซ์ก็ได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อพ้นปีใหม่มาได้ไม่กี่วัน
งานแต่งงานของเพื่อนรักผมใกล้เข้ามาทุกที
งานฝ่ายสถานที่ยิ่งทำให้ผมวิ่งจ้าละหวั่น ผมทำงานคนเดียว ไม่พึ่งตาม ตามไม่รู้ด้วยซ้ำและแน่นอนว่า มันก็ไม่ได้โทรมาถามอะไร
และแล้วก็ถึงงานแต่งของเพื่อนรัก
ตีสี่
ผมพาร่างที่เหนื่อยล้าขึ้นรถแทกซี่ไปยังสถานที่จัดงาน
“ตื่นเต้นมั้ยวะพี...?”
ผมทักมันทันทีที่เข้ามาถึงห้องแต่งตัวของเจ้าบ่าว
“อ้าว เทเลทับบีส์”
จะหยุดเรียกชื่อนี้เมื่อไหร่วะ สัด...
“ไม่เลยวะ” หน้ามันนิ่งเหมือนคนใกล้ตาย ปากนี่ซีดเชียว ยังกล้าปฏิเสธอีกเหรอวะ “ไม่ตื่นเต้นสักนิด”
มันยังหน้านิ่งขณะที่ช่างแต่งหน้ากำลังปัดแก้มข้างขวาให้มัน
“ไม่ไหวก็พูดมา”
“ขอบคุณนะทับบีส์” สัด กร่อนชื่อกูซะเสีย ถึงขนาดทำพี่ช่างแต่งหน้าเงยมามองกูเลย “มึงเป็นเพื่อนคนแรกที่มาถึงเลย”
“เอ้า หน้าที่กูนี่นา ฝ่ายสถานที่” อีกอย่าง ไอ้มีนมาถึงก่อนกูอีก ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว “มีนล่ะ?”
“อ้อ ยังไม่ตื่นมั้ง”
“อืม....”
“ขอบคุณนะ มึงเหนื่อยมั้ยทำคนเดียว”
มันยังหน้าซีด ช่างแต่งหน้าสั่งให้มันอ้าปากเล็กน้อยเพื่อเติมลิปมัน ปากมันซีดมากขนาดนี้เลยเหรอวะ
“มึงอย่าตื่นเต้นสิ กูทำได้”
“ตามมันติดเวรนะ เดี๋ยวบ่าย ๆ มันก็มา เห็นว่าลาครึ่งวัน”
“ไม่เป็นไร กูทำคนเดียวได้ มาขนาดนี้แล้ว”
“มึงโอเคแน่นะ...?”
คำถามนั้น ควรเป็นกูถามมึงมั้ย
“มึงทำใจให้สบายไอ้พี ไม่ต้องห่วงเรื่องกู มึงดูผอมลงนะสัด”
ผมหัวเราะกลบเกลื่อนออกมา อันที่จริงพีไม่ได้ผอมลง ส่วนผมสิ อ้วนขึ้นมาด้วยซ้ำ
“ขอบใจ”
“ทำใจดี ๆ ไว้ มึงแต่งงานนะเฟ้ย ไม่ได้ไปโรงเชือด”
“กูแต่งงาน ๆ ๆ” พีกำลังท่องอาขยาน “กูแต่งงาน”
“เออ ดี ไอ้มีนล่ะ คิดจะนอนไปถึงเมื่อไร????”
“ให้มันนอนไป มันมาถึงแต่เมื่อคืน ดูเพลียมาก คงวุ่นเรื่องถูกย้าย มึงรู้แล้วใช่มั้ย”
“รู้แล้ว” เราคุยกันเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนไปซื้อของงานปาร์ตี้สละโสดของพีแล้ว มีนทำงานเถรตรงไป จนไปขัดแข้งขัดขาคนมีอิทธิพลในจังหวัดเข้า ดีที่ยังเป็นข้าราชการ จีงถูกเด้งไปอำเภอไกลปืนเที่ยง “มันคงเดินทางมาลำบากแหละ ก็อำเภอที่ไปอยู่ก็โคตรกันดารขนาดนั้น”
พีไม่ตอบอะไร ตาของมันเริ่มลึกโหลมากขึ้น
“กูว่ากูไปหาน้ำหวานให้มึงกินดีกว่า”
“ขอบใจนะเทเลทับบีส์” ไอ้เพื่อนเวร ยังไม่เลิกเรียก “มันชื่อเทเลทับบีส์จริง ๆ พี่ แต่พอเข้ากรุงเทพฯ ก็ให้เพื่อนเรียกแค่ ทัพ”
ท่อนหลัง พีกำลังอธิบายชื่อของผมให้ช่างแต่งหน้าฟัง ซึ่งดูตั้งใจฟังมากกว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเสียอีก
กูเอาน้ำผสมยาถ่ายให้มึงแดกดีมั้ย ไอ้พี.....
ผมเดินออกไปหาน้ำหวานให้เพื่อน ไฟสลัวเปิดทิ้งไว้บางดวง กล้วยอ้อยที่ใช้ในขบวนขันหมากถูกจัดเรียงรายไว้ตั้งแต่เมื่อคืน พนักงานเพิ่งเริ่มจัดเรียงโต๊ะ ผ้าปูสีขาวสะอาดกำลังถูกสะบัดเตรียมพร้อมสำหรับการปูลงบนโต๊ะ
“ทัพ อรุณสวัสดิ์”
“พอล” ตกใจเล็กน้อย ถึงกระนั้นผมเลือกที่จะยิ้มกลับไปให้ “มาเช้านะครับ”
“อืม ใช่แล้ว”
“มาคนเดียวเหรอ”
“เพื่อนเราอยู่ในรถนะ กำลังหิ้วเสื้อผ้าของฝ่ายเจ้าบ่าวลงมา เดี๋ยวเราเอาชุดมาให้ทัพนะ” แก๊งค์นิติได้งานเสื้อผ้าฝ่ายเพื่อนเจ้าบ่าวนี่นา ส่วนพอลทำฝ่ายการ์ดเชิญ คงเลือกไปช่วยเพื่อนสินะ “เสียดายนะ ตามมาไม่ทัน อุตส่าห์เช่าชุดมาเผื่อแล้ว”
ยังคุยกันอยู่สินะ
“อืม”
พนักงานเอาน้ำหวานหนึ่งแก้วมาให้ผม ดังนั้นผมก็ไม่มีธุระจะคุยอะไรกับพอลอีก รีบไปส่งกลูโคสเข้าเส้นเลือดให้ไอ้พีจะดีกว่า
“ทัพ...” หันหลังกลับไปมอง แล้วยักคิ้วให้พอลหนึ่งทีเป็นเชิงถาม “พรุ่งนี้ไปคืนชุดเป็นเพื่อนเราหน่อยนะ เราอยากกินข้าวด้วย”
“อืม เอาสิ”
ผมหันหลังกลับ ไม่อยากเจรจาพาทีอะไรเพิ่มเติมอีก
“ตามไปด้วยนะ เรานัดไว้แล้ว”
ทุกอย่างหยุดกึก ผมหันไปมองหน้าพอลที่ยิ้มแย้มดูหล่อเหลา เดาไม่ออกจริง ๆ ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เดาไม่ออกจริง ๆ
ไม่นึกว่าสองคนนี้จะพัฒนาไปได้ไกลขนาดนี้...
“ขอบคุณนะทัพ เรื่องตามนะ”
ขอบคุณเหรอ.........
เรื่องอะไรกัน???
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
ถ้าไม่ติดว่าน้องพีเคยช่วยว่าความเรื่องคดี ผมไม่มีทางแบกร่างที่แผลยังไม่ประสานดี แถมยังคันยิบ ๆ ไปงานแต่งงานแน่นอน
“ห้ามเกาแผล ๆ”
พูดดังสะกดจิตตัวเอง หมอสั่งมาเป็นมั่นเหมาะว่าอย่าสัมผัสแผลเด็ดขาด แต่คุณเชื่อมั้ยว่ามันคันคะเยอมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคืนผมต้องสวมถุงมือเพื่อให้อย่างน้อย ถ้าเผลอเกาตอนกางคืน แผลก็จะไม่บวมหรืออักเสบมาก
ขับรถจนมาถึงที่จัดงานเย็น ผมมาถึงก่อนเวลาตามการ์ดเชิญตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงแน่ะ
“ไม่อยากเข้าไปคนเดียวเลยหวะ”
โทรหาทัพดีมั้ย... ไม่ดีกว่า
งานฝ่ายสถานที่น่าจะวุ่นวายมากพอแล้ว ถ้าโทรไปก็เท่ากับเป็นการเพิ่มภาระให้น้องโดยใช่เหตุ มาคนเดียวก็อยู่คนเดียวไป งานปาร์ตี้คอกเทล ไม่ใช่งานเลี้ยงโต๊ะจีนซะหน่อย อยู่คนเดียวไม่เหงามากหรอก
“เฮ้ย หมอตาม” คนที่ผมอยากเจอที่สุดคนหนึ่ง กำลังหิ้วกล่องอะไรบางอย่างผ่านหน้าผมไป “ตาม....”
ท่าทางดูรีบร้อนน่าดู เพราะต้องเลือกถึงสองรอบกว่าจะได้ยิน
“พี่ปริ๊นซ์.....”
“เป็นไงบ้าง..?”
“ผมไม่มีเวลาคุยมากนะครับ ผมรีบ”
“แปบเดียวหมอ”
“ทัพอยู่ในงานนะครับ พี่ลองโทรไปดู”
หมอหันหลังให้ผม พร้อมกับกล่องใหญ่ที่แบกอยู่ในมือ
“พี่อยากรู้ว่า หมอยังชอบทัพอยู่มั้ย...? หมอไม่อยากรู้เหรอว่าพี่กับทัพตอนนี้เป็นอะไรกัน”
“...........................”
ได้ผล หมอตามหยุดแล้ว และกำลังหันหน้าช้า ๆ มาจ้องผม
ด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ
“พี่ต้องการอะไรครับ”
“พี่ต้องการให้ทัพมีความสุขที่สุด”
กล่องดังกล่าวถูกวางลง
หมอตามเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น มากขึ้น จนเราแทบจะหน้าชนกัน ความสูงเราไล่เลี่ยกันจึงไม่อยากที่สายตาจะสบกันในระดับเดียวกัน บอกตามตรงเลยว่า ผมเห็นเปลวไฟลุกโชติในดวงตาของน้อง
“งั้นพี่ควรเริ่มจาก จริงใจกับมันครับ”
“แล้วหมอน่ะ จริงใจกับมันแล้วเหรอ....”
ประโยคของผมทำให้หมอไขว้เขวถึงขั้นสลายเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นได้ในไม่กี่วินาที
“พี่ต้องการอะไรกันแน่....?” ตามถอยหลังไปหนึ่งก้าว “ผมเริ่มตามไม่ทันแล้ว”
“ทัพมันรู้เรื่องที่หมอกับเพื่อน ๆ รวมหัวกันหลอกมัน เย็นชาใส่มัน เพื่อให้มันไล่ตามหมอ จะได้หลงกล แล้วก็หลงรักหมอแล้ว”
น่าจะเป็นการตัดสินใจผิดพลาดตลอดกาลของผมเลยแหละ ดูจากสีหน้าซีดเผือดของหมอยิ่งตอกย้ำ
“มันรู้มาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่หมอเริ่มแผนเลย พี่ต่างหากที่อยากถามว่า หมอยอมแพ้แล้วเหรอ.... ถึงเลือกใช้วิธีการแบบนั้น ถ้าเริ่มต้นด้วยความไม่จริงใจ หมอต้องการให้ปลายทางมันจบอย่างไรล่ะ”
ผมทำเกินไปหรือเปล่า...
“ทัพ มันเสียใจมากนะ หมอก็น่าจะรู้ว่า น้องเป็นคนไม่มีเพื่อนมาตลอด ทัพขาดความอบอุ่นในประเด็นครอบครัว จากการหย่าร้างของพ่อแม่ แล้วแผลเป็นก็ยิ่งลุกลาม เมื่อเขาไม่มีเพื่อนมาเติมเต็มชีวิต ต่อให้มีบอส ก็เถอะ หมอ น้องพี และคนอื่น ๆ เป็นเพื่อนที่ทัพรักมาก แต่หมอดันลากทุกคน รวมทั้งบอส รวมหัวกันหลอกทัพ หมอคิดว่าทัพรู้สึกอย่างไรล่ะ”
ทุกคำพูดของผมเหมือนมีดที่กรีดแทงหมอตาม สังเกตได้จากอาการสั่นเทิ้มของหมอรูปหล่อ ที่ดูเหมือนกับว่าจะทรงตัวไม่ได้อีกต่อไป
“ทัพ ต้องทนฝืน ยิ้ม ทำตัวปกติ ทั้งที่มันทุกข์ใจแทบบ้า ทัพพยายามทำทุกอย่างออกมาให้ดี ยอมเป็นคนโชคร้ายที่โดนกระทำ เพื่อให้มิตรภาพยังดำเนินต่อไปได้ หมอเคยคิดบ้างมั้ยวะ...?” ในเมื่อมาขนาดนี้แล้ว ผมต้องไปให้สุด อีกหนึ่งก้าวที่ผมเดินไปประชิดตัวอีกฝ่าย “หมอรู้มั้ย... ผมเชื่อ เชื่อว่า ลึก ๆ ทัพไม่ได้รักผมแล้ว ทัพแค่ติดกับอดีต น้องอาจจะกำลังเริ่มรักใครสักคนใหม่ก็ได้ อาจจะเป็นหมอเองก็ได้ ใครจะไปรู้ แต่ถ้าทัพกำลังเริ่มที่จะรักหมอ เหมือนดังที่หมอปรารถนามาตลอด ผมบอกได้คำเดียวว่า....”
ตั้งแต่งเกิดมาไม่เคยพูดรัวเป็นชุด ไร้ช่องไฟเท่านี้มาตลอด หลังจากหอบหายใจเล็กน้อย ผมก็บรรเลงเครื่องต่อ
“ตอนนี้ทัพคงจะไม่รักหมออีกแล้ว อย่าว่าแต่เริ่มรักหมอเลย ทัพอาจไม่รักใครอีกแล้ว เพราะหมอนั่นแหละ สัปดาห์ก่อน ผมโดนแทงนอนอยู่ที่โรงพยาบาล....”
“อะไรนะครับ....?”
ทันใดนั้น หมอตามก็เงยหน้าพร้อมกับพุ่งพรวดแทบชนผม
“อะไรนะครับ...”
เป็นอีกครั้งที่หมอตะโกนดังลั่น
เอาเสียจนน้ำในหูผมไม่เท่ากันเลย
“เออ... ทัพอาจจะไม่รักใครอีกแล้ว”
“ไม่ใช่ครับ พี่พูดว่าอะไรนะครับ ถูกแทง...?”
“อ้อ ใช่ ผมถูกแทงน่ะ เรื่องยาว ทัพไปนอนเฝ้าไข้ผม...”
“โอ๊ย ไอ้บ้าเอ๊ย” ผมเชื่อนะว่า คำพูดนั้นหมอไม่ได้พูดกับผม “แม่งเอ๊ย”
ตอนนี้หมอตามเหมือนสติหลุดไปแล้ว เขากำลังทึ้งหัวตัวเองอยู่ ท่าทางเหมือนคนที่กำลังต่อสู้กับตัวเอง หน้าตาของหมอดูโกรธแค้นใครสักคนมาก ใครสักคนที่ผมเชื่อว่า....
คือตัวของเขาเอง
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 30 ครับผม
-
บทที่ 31
หรือเราคงไปกันได้ไม่สุดทาง
ตอนที่ 1
ตาม
พอลเป็นคนรูปหล่อ พ่อรวม ฐานะดี มีชื่อเสียงในวงสังคม และจากที่ถามพี ปัจจุบันนี้ พอลยังไม่มีแฟน มากไปกว่านั้นประวัติเรื่องรักใคร่ของพอล ช่างขาวสะอาดราวกับเป็นความรักในอุดมคติ เคยมีแฟนมาเพียง 2 คน หญิงหนึ่ง และชายอีกหนึ่ง ซึ่งเลิกรากันเพราะผู้หญิงไปเรียนเมืองนอก ส่วนผู้ชายนอกใจ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ถ้าทัพจะตกลงปลงใจคบกับพอล ผมยินดีให้ไฟเขียว...
แต่ทำไมวันนี้ทัพหน้ามุ่ยกว่าทุกวัน โอเค... ผมยอมรับว่าผมล้ำเส้นเกินไปหน่อย ที่จุกจิกจู้จี้ แสดงท่าทีไม่พอใจ เมื่อรู้ว่ามันไปหาพี่ปริ๊นซ์มา ยิ่งผมรู้ว่าวันนั้น ที่มันกลับมาคอนโดฯ ไม่ใช่เพราะมันระลึกถึงผมได้ มันแค่กลับมาเอาเสื้อผ้าเพื่อไปนอนค้างกับไอ้บ้านั้น มันมีดีตรงไหนวะ???
แค่บังเอิญเท่านั้นแหละ ที่ผมมีที่ซุกหัวนอนในคืนนั้น
ผมไม่ได้หึง ไม่จริง.... ไม่ได้หึงเลยสักนิด
ผมมีสิทธิที่ไหนกันเล่า....
ผมไม่ได้หึงจริง ๆ...
โอเค... ก็ใช่ ที่ผมรักทัพ แต่ถ้าทัพไม่มีทีท่ารักผมเลยแม้แต่น้อย จะยืดเยื้อให้เสียเวลา ให้เจ็บใจไปทำไม
ตอนนั้นเอง ที่ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าทัพไม่มีวันรักผม ผมยังสามารถจับคู่ให้ทัพกับพอลลงเอยกันได้นี่นา... พอลเองก็มีแนวโน้มที่จะชอบทัพ จากทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมมั่นใจว่าทัพต้องมีความสุขถ้าได้อยู่กับพอล เอาตามตรงนะ ผมเชื่อว่าพอลไม่ได้กำลังไล่จีบทัพ ทว่าเป็นไปได้เหรอว่า จะไม่มีแม้เพียงเสี้ยวเดียวในใจของพอลที่ไม่สนใจอะไรในตัวเพื่อนรักผมคนนี้เลย
ไม่มีทาง...
พอลต้องพูดกลบเกลื่อนเป็นแน่แท้
ไม่งั้นพอลไม่มายุ่มย่ามโทรหาผมหรอก
ใช่... พอลอยากรู้เรื่องทัพนั่นเอง....
คิดจะใช้วิธีเข้าทางเพื่อนสินะ
“พอล ตามเองนะ พรุ่งนี้กินข้าวกัน ทัพก็ไปด้วย มันเลี้ยง”
รัวเป็นชุด ไม่เว้นช่องไฟ อย่าคิดแม้แต่จะปฏิเสธ
“เออ... ได้ครับ พอลจะไป ที่ไหนเหรอ...?”
แจ่ม..
ไม่มีข้อแม้อะไรทั้งสิ้น ดีแล้ว
“พรุ่งนี้ค่อยบอก เจอกัน...”
แล้วก็สำเร็จ ผมลากสองคนนี้มากินข้าวด้วยกันจนได้
อุตส่าห์พยายามจับคู่แทบตาย สุดท้ายที่โต๊ะอาหารกลายเป็นผมนั่งจ้อคุยกับพอลอยู่ฝ่ายเดียว ว่าไปแล้วทั้งทัพและพอล ทำไมวันนี้พร้อมใจกันนั่งซึม ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
“รบกวน ไปส่งเราหน่อยนะ...”
อันที่จริงผมก็ไม่มั่นใจนักหรอกว่า ผมจำประโยคที่ทัพกล่าวได้ทุกคำพูด เนื้อความประมาณนี้แหละวะ... ไปบอกว่าคนอื่นนั่งซึม เอาเข้าจริงผมนั่นแหละที่ใจลอย เหม่อ แล้วกลบเกลื่อนด้วยการพูดมาก
หน่วงใจหวะ แต่ดีแล้ว อย่างน้อยสองคนนี้ก็จะได้เรียนรู้กัน
ผมขับรถกลับระยอง ใจสั่นตึก ๆ ถ้าเป็นชีวิตในหนัง น้ำตาผมคงไหลพราก ทุรนทุรายแดดิ้น ไร้สติสตัง แล้วผมอาจจะขับรถชนเสาไฟฟ้าตายห่าไปแล้ว แน่หละ ว่าชีวิตจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทำงาน รักษาคนไข้ ประชุมกับสาธารณสุข กลายเป็นกิจวัตรประจำของผม ผมรับเวรหนักมากขึ้น เพื่อสะสมวันลาไปใช้ช่วงงานแต่งงานของพี หลังงานแต่งไอ้เพื่อนตัวอ้วนของผมอีกเพียงสองวัน ก็จะถึง วันเกิดของผม.... วันดูตัวกับน้องอ้อย หรือ น้องอ้อ หรือ น้อยอ๋อ กันแน่นะ เอาเป็นว่าสักคนนั่นแหละ ไม่ได้ใส่ใจจำอะไรเท่าใด
ช่วงปีใหม่ คือ เวลานรกแตกของเหล่าแพทย์และพยาบาลเลยก็ว่าได้
เหล้าเนี่ย เพลา ๆ กันหน่อยนะคุณ ดื่มแล้วเมาก็อย่าขับ ส่วนพลุเนี่ยก็จุดไกล ๆ ตัวหน่อย เพราะว่าพอไม่ตายสนิท คนที่ต้องมานั่งรักษาคือพวกผม
อย่าเข้าใจผมผิด ผมไม่ได้รังเกียจที่จะรักษาคนเจ็บคนไข้ แค่ไม่อยากให้เรื่องไม่เป็นเรื่องมาถ่วงดุลทรัพยากรเวชภัณฑ์และอื่น ๆ ที่มีอย่างจำกัดจำเขี่ยให้หร่อยหรอลงไป
กว่าจะผ่านนรกในแต่ละวันของการทำงานมาได้ ผมแทบจะบรรลุโสดาบัน นึกว่าตนเองเป็นพระมาลัยตะลุยแดนนรกแล้วกันเว้ยฐาพล
“แก... แกรู้เรื่องหมอหยกหรือยัง...?”
“รู้แล้ว น่ากลัวมากเลยแก”
กลิ่นเลือดจากเหยื่ออุบัติเหตุจากกรณีเมาแล้วขับยังคละคลุ้งบนชุดผ่าตัดของผม พยาบาลเวรสองคนที่จับกลุ่มซุบซิบเหมือนกล่าวถึงชื่อคนที่ผมคุ้นเคย ... คุ้ยเคยดีมากเสียด้วย เนื้อหนังมังสาทุกอณูก็รู้จักหมด แต่ผมคงหูแว่วไปเองมากกว่า
“หมอตามรู้หรือยังน้า....?”
“แก...” เราหันมาสบตากันพอดิบพอดี จากนั้นผมก็เฝ้ามองการเคลื่อนที่ของมือเล็กนั้นที่จับหมับบนท่อนแขนของเพื่อนร่วมวิชาชีพที่หันหลังให้ผม “หมอตามมา...”
เสียงกระซิบเบาสนิทลอดผ่านริมฝีปาก
แต่มีเหรอ... ที่ผมจะไม่ได้ยิน
เธอหยุดเม้ามอยกะทันหัน และยิ่งทำให้ผมเคลือบแคลงสงสัยเพราะปรากฏชื่อผมในบทสนทนา ตาตี่เล็กของผมจึงกลายเป็นตาเหยี่ยวคมปราดที่จ้องนางพยาบาลทั้งสองทุกฝีก้าว ทั้งขณะที่เธอสองคนกำลังสาละวันกันถอดถุงมือให้ผม เปลี่ยนเสื้อให้ผม หลังจากที่ผมล้างมือฆ่าเชื้อโรคอีกรอบ แล้ววิ่งออกไปรับเคสอุบัติเหตุใหม่ เธอทั้งสองคนก็ยังตกอยู่ในสายตาของผมตลอด
มันคงทำให้เธอทั้งสองประสาทกินไปเลยแหละ เพราะตลอดคืนนั้น แม้จะเกิดอุบัติเหตุมากมาย ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่เลิกจับตามองทั้งสองคน
จวนเช้า
“หมอคะ....”
เงยหน้า ยักคิ้วมอง ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปากผม
“จอยขอโทษจริง ๆ ค่ะ อย่าโกรธหนุนมันเลยนะคะ”
สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ต้องสารภาพออกมาเองสินะ
“ผมไม่ได้พูดสักคำว่าผมโกรธ....” ใช่ เพราะผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แล้วทำไมชื่อของผมถึงไปปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าดังกล่าวของเธอสองคนได้ “คุณคิดมากไปหรือเปล่า....?”
“หมอตาม จอยกับหนุนผิดไปแล้ว...”
มือคู่ประณมก้มหัวขมาผม พร้อมกับตัวที่ค้อมลงมา ยิ่งทำให้ผมไม่เข้าใจ
“เดี๋ยวก่อน ใจเย็น ๆ คุณก็พูดมาสิ อย่าเอาไปคิดเองเออเอง” ผมต้องตีเนียน ผสมโรงไปก่อน “เรื่องที่ควรพูดก็ไม่พูด เรื่องที่ไม่ควรเงียบ ดันเงียบเป็นเป่าสาก ถ้าคุณเป็นผม จะรู้สึกอย่างไร....?”
“หมอคะ” ถ้าผมพูดอะไรออกไปอีกนิดเดียว หยาดน้ำตาคงเป็นสิ่งถัดไปที่เธอแสดงให้ผมเห็นเป็นแน่ “จอย...”
“โอเค ๆ ผมไม่โกรธหรอก ผมมีเรื่องให้คิดมากพออยู่แล้ว”
ใช่... นี่เพิ่งวันแรกของเทศกาลปีใหม่ อีกตั้งหลายวันที่ต้องเผชิญกับเคสอุบัติเหตุนับไม่ถ้วน
“หมอ....” รอยยิ้มคลี่บางบนใบหน้าของพยาบาลร่วมเวรของผม “หมอใจดีอย่างที่เขาพูดจริง ๆ หมอต้องสู้นะคะเรื่องนั้น”
เรื่องนั้น.....???
“ครับ”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ทางโรงพยาบาล.....” เธอเอ่ยชื่อโรงพยาบาลเฉพาะด้านสำหรับผู้ป่วยทางจิตออกมา “และทางตำรวจ ต้องตามหาหมอหยกเจอแน่นอน จากนั้นก็พาหมอเขากลับไปบำบัด”
“.....................”
ท่าทางนิ่งขึงของผมยิ่งทำให้เธอสะพรึง
“หมอ...” ภาพตรงหน้าเคลื่อนไหวเชื่องช้าดุจภาพสโลว์โมชัน เมื่อมือน้อยเคลื่อนมาปิดปากของเจ้าของ “... ยัง ไม่ ทราบ เหรอ คะ ?”
ไม่มีการส่ายหัว ไม่มีการพยักหน้า ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แล้วผมก็รับรู้เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับหยกในบัดนั้นเอง
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
อีกสองวันผมจะได้ออกจากโรงพยาบาล คุณหมอรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
การมานั่งเคาท์ดาวน์บนเตียงผู้ป่วยมันไม่สนุกและไม่คูลเอาเสียเลย
วันนี้เป็นอีกวันที่น้องมาเฝ้าไข้ผม ทัพเพิ่งได้พักไปวันเดียว ไอ้ปันเพื่อนไม่เอาไหน ไม่เคยคิดจะมาดูแลกูหรอก ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนอีกสองตัวที่เหลือของผม ไม่รู้ตายห่าไปแล้วหรือเปล่า แค่โทรมาสองสามรอบเพื่อถามว่า ตายหรือยังวะ พร้อมเสียงหัวเราะเยาะเย้ยชุดใหญ่ แล้วผมก็ไม่ได้ข่าวคราวอะไรจากมันสองคนอีกเลย
ทัพโทรมาบอกผมเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ว่าอาจจะมาช้านิดหน่อย เพราะอยากไปเยี่ยมน้อยหน่าก่อนที่จะเข้ามานอนเฝ้าผม ได้แต่หวังว่าปัญหาคาใจที่น้องมีจะสามารถถูกปลดระวางออกไปด้วยความไร้เดียงสาของเธอ
“ผมขอสารภาพครับ...”
ภาพจำของวันที่ทัพกระหืดกระหอบมาดูใจผม (ตามคำโป้ปดของไอ้ปัน) ยังเด่นชัดอยู่ในความทรงจำ
“ผมไม่ได้รักพี่ปริ๊นซ์แล้ว....” เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผมยิ้มออกมาได้อย่างสบายใจ “มันเป็นแค่ความรู้สึกเนิ่นนานที่ติดค้างจากอดีต ที่พันธนาการให้ผมยังติดในความทรงจำเก่า ๆ กับพี่ ผมขอโทษนะครับ และผมให้อภัยพี่ เรื่องที่พี่ทำแบบนั้นกับผม....”
น้องมีท่าเหนียมอายเมื่อพูดถึงเรื่องคืนนั้น ผมเช่นกัน... เป็นความผิดพลาดที่ผมคงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง
“พี่....” แค่คำเดียวเท่านั้นแหละ มือน้อยของทัพก็จุ๊ปากผมทันที “... ทัพพูดก่อนเลย”
“ผมให้อภัยพี่ครับ พี่ก็ต้องให้อภัยตัวเองเช่นกัน เราจะได้เริ่มต้นกันใหม่ ในฐานะพี่น้องที่ดีต่อกัน ผมเป็นพี่คนโตมาทั้งชีวิต ไม่ว่าพ่อกับแม่จะมีปัญหากันแค่ไหน ผมไม่เคยมีโอกาสที่จะได้ร้องไห้ หรือเสียใจอย่างคนอื่นเขา ทับทิมเท่านั้นที่ผมอยากปกป้องดูแล เพราะผมไม่อยากให้น้องต้องเป็นกังวล”
สิ่งเดียวที่พึงกระทำตอนนี้คือ บีบมือทัพกรณ์ไว้ให้แน่น และผมก็ทำมันในทันที...
“จนผมลืมคิดไปว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่ผมใฝ่ฝันมาเสมอคือ ผมอยากอ่อนแอให้ใครสักคนปกป้องผม ปลอบใจผม และกอดผมไว้แน่น ๆ ผมไม่ได้อยากจะเข้มแข็งตลอดเวลา” น้ำตาร่วงพรูเชื่องช้า “ไม่ใช่ผมไม่รักทับทิมนะ แค่ผมอยากจะมีวินาทีสั้น ๆ แค่เสี้ยววินาทีก็ได้ ที่ได้อ่อนแอ เวลาที่ผมจะได้เศร้าจากสิ่งที่ผมประสบในวันนั้น จน ม. 1 วันที่ผมได้เจอพี่ วันที่ผมได้เป็นน้องชายใครสักคน ได้มีพี่ชายที่ใส่ใจ”
เสียงสูดน้ำมูกดังเฮือกใหญ่ เล่นเอาผมเสียอารมณ์เศร้าไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับขำออกหรอกนะ
“ถึงแม้พี่ชายคนนั้น แม่งจะเหี้ย ชอบแกล้งผมไม่เว้นแต่ละวัน เอะอะก็หาเรื่องให้กู แกล้งกูยังกับแกล้งหมา นิสัยเสียชิบ” เออ ทัพ พี่กำลังซึ้งเลยนะ.... “แต่ถึงกระนั้น ผมก็ไม่อยากเสียพี่ชายคนนี้ของผมไป”
“ทัพ....”
“จริง ๆ นะครับ...”
“พี่ขอโทษนะ”
“ไม่ต้องพูดแล้ว” ทำไมตามันร้อนแบบนี้หวะ เหงื่อมาจากไหน ทำไมเหงื่อมาไหลออกทางตา “พี่จะร้องไห้ทำไมวะ”
“ใครร้อง พี่ไม่ได้ร้อง แกต่างหากทัพ”
“พี่นั่นแหละร้อง....”
เรายังกุมมือกันไว้สนิทแน่น ผลัดกันยกท้องแขนมาซับน้ำตาที่ไหลร่วงให้กัน
“ฝุ่นเข้าตาเว้ย...”
“ถ้างั้น... ผมก็ด้วย”
“โกหกแล้ว ไอ้เด็กขี้แย....”
“หุบปากไปเลย ไอ้พี่บ้า...”
“ทัพ” น้องหยุดนิ่ง ท่าทางไม่เข้าใจสงสัย ราวกับมีเครื่องหมายปรัศนีย์ฉายชัดอยู่บนหน้า ทว่าท่าทางพร้อมสรรพที่จะรับฟังคำจากปากผม “พี่จะเป็นพี่ของแกตลอดไปนะ ใครจะเข้ามาจีบน้องชายพี่คนนี้ ต้องฝ่าด่านอรหันต์ของพี่ไปก่อน...”
“รู้แล้วน่า....”
“อย่าเขินดิ” ท่าทางเขินของทัพแม่งน่ารักวะ จะอ้วนหรือผอม เวลาทัพกรณ์เขินมันน่ารักเสมอแหละ “กับหมอตามไปถึงไหนแล้ว....?”
ฉิบหาย....
บรรยากาศเสียเลย หน้าตาท่าทางทุกอย่างของน้องรักผมเปลี่ยนไปทันที
“ก็เพื่อนกันพี่....”
“ทัพ......”
“ไม่ได้อะไรจริง ๆ ครับ...”
“น้องแน่ใจเหรอว่าไม่ได้คิดอะไร....”
“พี่ปริ๊นซ์ อันที่จริงผมไม่เคยรู้สึกโอเคเลยเรื่องที่พวกมันรวมหัวกันหลอกผม” ใช่สิ... ผมลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท “ไม่เคยโอเคเลยจริง ๆ”
น้องยังเป็นคนเก็บกดที่ไม่แสดงอารมณ์ออกไปให้ใครเห็นดังเดิม
“ถ้าทัพไม่พอใจ ก็พูดออกไปสิ อย่าไปยอม”
“มีน...” เพื่อนสักคนหนึ่งของทัพกระมัง “มาสารภาพกับผมแล้ว ผมไม่โกรธมีนนะ ไม่โกรธพี ไม่โกรธบอส แล้วก็ไม่โกรธตามมันด้วย.....”
ชื่อสุดท้าย ช่างหลุดออกมาจากปากยากเหลือเกินนะ
“แต่ผมโกรธตัวเองอะพี่ โกรธที่ตัวเองไม่สามารถทำใจยอมรับได้ ผมทำใจไม่ได้อะพี่”
“ทัพ... บางเรื่อง ถ้าปล่อยไป ก็จะเบาต่อใจและกายเราเองนะ”
มันยาก... ผมเข้าใจ สำหรับคนที่มีประสบการณ์เลวร้ายตั้งแต่เด็กอย่างทัพ
สำหรับเด็กที่เกือบได้ชื่อว่า เด็กมีปัญหา บ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่ทะเลาะกันทุกเช้าเย็น เพื่อนคว่ำบาตร ไร้คนคบหา การได้เจอสิ่งนั้นหวนกลับมาตอกย้ำในวัยเช่นนี้ ย่อมเป็นภาพจำที่ยากจะสลัดหลุด
เหมือนเงาที่ถึงแม้เราอาจจะไม่เห็นในบางช่วง แต่ลึก ๆ ต่างรับรู้ว่ามันอยู่กับเราเสมอ...
“ผมรู้... ผมเข้าใจ... แต่ผมทำไม่ได้”
“หรือว่า....” จู่ ๆ ผมก็รู้สึกว่า มันมากเกินไป... ใช่แล้ว มันดูไร้เหตุผล ทำไมทัพถึงทรมานขนาดนี้ ต่อให้ทัพประสบกับเหตุการณ์เหล่านั้นมามากมายตั้งแต่อดีตก็ตาม.... หรืออาจเป็นไปได้ว่า... “น้องรักหมอตาม ... ใช่มั้ย?”
ความเงียบปกคลุมห้องพักของผม ความเย็นชาที่ไม่สามารถเดาทิศทางได้แพร่กระจายจากตัวทัพกรณ์อย่างเชื่องช้าประดุจคลื่นน้ำที่ตีเรื่อยจากการโยนหินลงน้ำ
“ไม่ครับ...”
มือที่เคยกอบกุมหลุดออก น้องสลัดมือของผมออกไปอย่างรวดเร็ว แต่แผ่วเบา
ทัพก็คือทัพ ยังไม่รู้ใจตัวเองเช่นเคย
และสิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจ คือ... ความผิดหวังที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นมดงานที่แข็งขันซึ่งกำลังสร้างกำแพงโอบกั้นตัวน้องเอง
อีกครั้งหนึ่งที่ทัพกำลังโกหกใจตัวเอง...
-------------------------------------------------------------
ตาม
ข่าวเรื่องหยกเมื่อหลายวันก่อนยังสร้างความสะพรึงให้แก่ผม
หยกหนีออกจากโรงพยาบาล ไม่ใช่แค่หนีธรรมดา เธอแทงญาติผู้ป่วยคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บ เป็นตายร้ายดีผมก็ไม่สามารถคาดเดาได้ เธอทำผิดจรรยาบรรณของแพทย์ขั้นรุนแรง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผม ถ้าผมไม่ตัดสินใจโง่ ๆ ถ้าผมมีสติ ถ้าผมตัดสินใจได้ดีกว่านี้ เรื่องราวต่าง ๆ ก็คงไม่เลยเถิดเลวร้ายจนเพียงนี้
“ตอนนี้หยกอยู่ไหนกัน...?”
ผมเหนื่อยเหลือเกิน ความเหนื่อยล้าจากเทศกาลปีใหม่ที่เพิ่งพ้นมาไม่นานยังเรื้อรังและกระทบต่อชีวิตแพทย์ทุนเช่นผมเหลือเกิน เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงตั้งแต่ผมออกเวร กลับมาที่บ้านพัก เอนหลัง เอามือวางบนหัว ปิดตาคาดเดาถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อาจเกิดหรือเกิดไปแล้ว
เวลาล่วงเลยจนดึกค่ำ ท้องไม่ร้อง ไร้ความหิวทุกรูปแบบ ช่างค้านขัดกับร่างกายที่อ่อนล้าและสมควรได้รับการพักผ่อนเป็นอย่างมาก
เพล้งงงงงงงงง
เสียงดังลั่นมาจากบริเวณห้องรับแขก ใกล้กับที่ผมนั่ง
“เมี้ยววววววววววววววววว”
ที่แท้ก็แมวจรจัดเจ้าเก่าของโรงพยาบาล ช่วงหลังนิสัยเสียหนักมากขึ้น ได้ข่าวมาว่าเข้าไปขโมยอาหารถึงในเรือนครัวที่ปรุงอาหารให้คนไข้ในโรงพยาบาล
“ชักเอาใหญ่แล้วนะ ไอ้ขาว”
ผมตะโกนด่าแมว ที่หันกลับมามองผมด้วยสายตาท้าทายเย่อหยิ่ง ไม่อนาทรร้อนใจกับผลงานที่ตนเองทำ ก็ไอ้ขาวเล่นเอากระจกบานเกร็ดบานหนึ่งของบ้านพักผมแตกกระจายไม่มีชิ้นดี ถ้าทิ้งเอาไว้ก็ไม่รู้ว่าใครจะทะเล่อทะล่าจนได้แผลหรือเปล่า
“พรุ่งนี้เก็บแล้วกัน”
วางที่โกยขยะกับไม้กวาดไว้ที่เดิม
ไม่ไหว... นอนเลยดีกว่า ค่อยว่ากันพรุ่งนี้
แล้วผมก็ล้มตัวลงนอน ไม่อาบน้ำอาบท่า.... หลับโดยไม่รู้เลยว่าภายนอกมีคนคนหนึ่งยืนเฝ้ามองผมด้วยความรักและคิดถึง ที่ผสมผสานไปกับความโกรธแค้น .... ความโกรธแค้นที่ขับเคลื่อนให้เธอไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ปลายเท้า โลหิตแดงฉานที่ไหลจากแผลกระจกบานเกร็ดบาด
เธอยืนจ้องมองผมผ่านรูโหว่แนวยาว ทะลุผ่านผ้าม่านที่ปลิวไสวตามแรงลมธรรมชาติ เธอต้องบุกไปตามที่ต่าง ๆ โบกรถชาวบ้านหลายต่อหลายคัน ทำร้ายและปล้นคนนับไม่ถ้วนเพื่อมาให้ถึงจังหวัดระยอง
เนื้อตัวที่สกปรก บาดแผลประปรายตามเนื้อตัว ผมเผ้าที่กระเซอกระเซิง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ค้านขัดจากความเป็นจริงที่ว่า คนผู้นี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นแพทย์หญิงที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เธอเคยสวย และเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มหลายราย
“ตาม......”
สุรเสียงแห่งความคิดถึง ที่ช่างเยียบเย็นกรีดแทงและหวั่นผวา...
-------------------------------------------------------------
จบตอนที่ 1 ของบทที่ 31
สำหรับตอนที่ 2 ของบทนี้จะรีบมาอัพนะครับ
มีแก้นิดหน่อย
รักษาสุขภาพนะฮะ
ยังรับคำติและคำชมเหมือนเดิม
:mew1:
:z2:
-
โฮ้ย! ไม่ได้แวะเข้ามานานอ่านยาวเลยทีนี้ ยังงงๆกลับตอนที่ 31(1)อยู่มันคือช่วงเวลาก่อนวันแต่งพีใช่ไหม? คนแต่งรีบมาต่อด่วนๆเลยนะอยากรู้ว่าหยกจะทำอะไรตามไหมรึจะจับตัวไว้ได้ก่อนเพราะไปงานแต่งได้นี้ :confuse: :hao3:
-
บทที่ 31
หรือเราคงไปกันได้ไม่สุดทาง
ตอนที่ 2
ปริ๊นซ์
“ขอโทษครับที่มาช้า...”
เสียงเจ้าตัวดังพร้อมกับเสียงฝืดของประตูที่สมควรหยอดน้ำมันหล่อลื่นได้แล้ว ใบหน้าอันอิดโรยของทัพลอยเด่นกว่าสิ่งใด น้องพาร่างอันอ่อนแรงมานั่งตรงเก้าอี้ข้างเตียงผม อาหารเย็นรสชาติจืดชืดเพิ่งไหลเข้าปากผมไปได้คำสองคำเท่านั้น
“ผมแอบซื้อแกงเผ็ดเป็ดย่างของโปรดพี่มาด้วยนะ” ถุงผ้าสีดำทึบถูกแกว่งกวัดตรงหน้าผม ไม่ต้องเปิดก็รู้ว่าข้างในอัดแน่นด้วยเสบียงสำหรับคืนนี้อย่างแน่นอน “จะผอมทันงานแต่งพีมั้ยเนี่ย....”
“พี่ว่าไม่”
แน่แหละทัพ แค่ไม่กี่วันน้ำหนักที่เคยหดหายไปนานหลายขวบปีกลับฟื้นคืนทยอยกลับมาแล้ว สรุปแล้วน้องจะลดความอ้วนไปทำไมกันเนี่ย
“ช่างมัน ผมไม่จำเป็นต้องผอมแล้วก็ได้”
แววตายียวนเพ่งมองมาที่ผม หวนทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวเมื่อหลายปีก่อน ผมรู้อยู่แล้วว่าทัพแอบฟังผมอยู่ข้างนอก ผมซึ่งยังไม่รู้ใจตัวเองจึงพยายามจะสลัดทัพให้หลุด อยากรักษาความเป็นพี่น้องที่มั่นคงเอาไว้ จึงทำให้เผลอพูดสิ่งนั้นออกไป
“ถ้าผอม... ก็ไม่แน่นะ.....”
สุดท้ายน้องผอมจริง ดังที่ผมเคยเปรย แต่มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอก ผมไม่ได้รักน้องเพราะรูปร่าง เพราะรักน้องเพราะน้องเป็นน้อง แม้ว่าตอนนี้อาจจะไม่ใช่ความรักรูปแบบเดิมแล้ว
“พี่ปริ๊นซ์ไปงานมันด้วยนะครับ”
จากเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ผมยอมรับอย่างลูกผู้ชายเลยว่า ไม่กล้าไปงานเพื่อสู้หน้าน้องพี หรือเพื่อนน้องคนอื่น ๆ ที่ทราบเรื่อง พีเองอาจจะชวนผมไปรวมงานตามมารยาทก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามผมตัดสินใจแล้วว่าถ้าไม่เกิดเหตุขัดข้องสุดวิสัย ผมต้องไปร่วมแสดงความยินดีด้วยอย่างแน่นอน ทั้งในฐานะลูกความและฐานะที่เรามีน้ำใจให้กัน
“วันนี้คุยกับน้อยหน่าเป็นไงบ้าง...?” หยังเชิงถาม ทว่าเจ้าตัวดูเหม่อลอยเหลือเกิน “ทัพ....”
กวัดแกว่งมืออยู่ราวสี่ห้าที คนที่ผมเรียกถึงรู้สึกตัว
“อ้อ ครับ ดีครับ คุยกันไปมา น้อยหน่าดูแข็งแรงขึ้นนะครับ ปรึกษาผมเรื่องพี่ปริ๊นซ์นิดหน่อย ว่าหายไปไหน ผมเลยแซวว่า หนีไปติดสาวหรือเปล่า น้อยหน่าดูไม่แคร์นะครับ บอกแค่ว่า สาวคนนั้นต้องสวยนะ” เอ้า ซะงั้น น้อยหน่านะน้อยหน่า “แล้วผมก็มีเรื่องปรึกษาน้อยหน่านิดหน่อย ไม่น่าเชื่อนะครับ เขาให้คำปรึกษาผมได้ดีทีเดียว”
“น้อยหน่าเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
“ครับ” อีกครั้งที่น้องเหม่อลอย ไม่มีประโยชน์ที่ผมจะขัดอะไรอีก “เหนื่อยจัง”
“ทัพ....”
ช้อนถูกวางลง อาหารจืดชืดนี้ให้กินฟรีอีกกี่สิบมือก็ไม่เอาอีกแล้ว ทัพยิ้มจาง ๆ มองเหม่อไปนอกหน้าต่าง ตาลอยเหมือนคนติดยา แล้วน้องก็หันมาจ้องผมช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มที่ฉีกกว้างมากขึ้น
“พี่ว่า ผมลาออกจากที่ทำงาน แล้วกลับไปพักผ่อน นั่ง ๆ นอน ๆ ที่ตราดสักปีดีมั้ยครับ”
ก็ไม่เลวแฮะ ถ้ารวยมาสักนิด ทำแน่นอนเลยกู
“ทัพคิดรอบคอบแล้วใช่มั้ย....” รอยยิ้มกว้ายังตรึงบนใบหน้า “ไม่เสียใจภายหลังใช่มั้ย.... น้องทำเพราะอยากพักจริง ไม่ใช่เพื่อหนีใคร หรือ อะไรใช่มั้ย”
รอยยิ้มยังนิ่งสนิทแบบนั้น รอยยิ้มแห่งความสุขแต่ตากลับสร้อยเศร้าเหงาหงอย
“ไม่รู้สิครับ” ผุดลุกขึ้นยืนกะทันหัน แล้วรื้อของในถุงผ้า ไม่นานมากนัก ผัดเผ็ดเป็ดย่างในจานพลาสติกก็ถูกเสิร์ฟข้างหน้าผม “ทานให้อร่อยครับพี่”
ทัพกลับไปนั่งเหม่อดังเดิม ดุจรังไหมที่ไร้เจ้าของ มีเพียงความว่างเปล่าแสนกลวง
-------------------------------------------------------------
ตาม
ตีห้า เวลาปกติที่ผมต้องตื่น
ผมนอนเต็มอิ่ม นอนมากกว่าทุกคืน วันนี้ผมต้องรับเวรเช้าต่อถึงดึก มาราธอนขนาดนี้ก็เพื่อสะสมวันลาทั้งนั้น แม้ว่าตาผมจะโพลงเปิด ตัวกลับยังนอนราบบนเตียง มองพัดลมติดเพดาที่หมุนวนเอื่อยเชื่อยช้าส่งความเย็นจาง ๆ เรื่อยริ้วเป็นระลอก
เสียงพัดลมสอนประสานไปกับเสียงนกร้องออกหากิน ขับกล่อมให้ผมอยากหลับตานอนต่อ
“ไปกวาดเศษกระจกก่อนดีกว่า....”
นึกขึ้นได้ก็รวบรวมพลังทั้งหมดฉุดตัวเองลุกจากเตียง คว้าไม้กวาดและที่โกยเดินออกนอกบ้านไปยังหน้าต่างที่ไอ้ขาวสะบัดกระจกบานเกร็ดเสียร่วงแตกกระจาย ในใจก็ยังคิดถึงวิธีการต่าง ๆ ที่จะลงโทษไอ้ขาว แต่เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุผมกลับต้องช็อค
“เลือดใครวะ....?”
คราบเลือดกองย่อม แห้งกรังบนพื้น ปนเปื้อนไปกับเศษกระจก เห็นได้ชัดว่ามีผู้โชคร้ายสักคนมาเหยียบมันเข้า
“ใครวะเนี่ย....”
หันซ้ายหันขวา มองตามคราบเลือดที่ไล่ยาวออกไปจนถึงชายป่าข้างโรงพยาบาล ผมได้แต่ส่ายหัวด้วยความไม่เข้าใจ ถ้าเป็นบรรดาหมอด้วยกันก็ควรจะไปทำแผลที่บ้านพักไม่ก็โรงพยาบาล ทำไมจึงเลือกเดินเข้าป่าหลังโรงพยาบาลกันนะ
“หรือว่าเป็นหมาจรจัด” ส่ายหัวหนึ่งที “ใช่แน่เลย”
หลังจากกวาดเศษกระจกไปทิ้งเรียบร้อย ผมก็แทบไม่ได้เอาเรื่องนี้มาใส่ใจอีก
เกือบสามทุ่ม เป็นวันที่น่าเบื่อ ไม่มีสักเคสในโรงพยาบาล อาจเรียกได้ว่าเป็นเวรตบยุง ก็ไม่ผิดนัก
“หมอคะ ไปงีบสักหน่อยมั้ยคะ เผื่อมีเคสจะได้มีแรง”
พยาบาลเวรเดียวกับผมเสนอมาอย่างนี้ มีหรือจะปฏิเสธ ผมพึมพำขอบคุณหนึ่งทีแล้วลุกเข้าไปห้องพักหมอ เอนตัวลงนอน
แล้วผมก็ฝันร้าย...
ผมฝันว่า มีใครสักคนเปิดประตูเข้ามาในห้องพักของผม ทำไมมันสามารถเข้ามาในห้องพักนี้ได้ ห้องพักนี้เข้าได้เฉพาะแพทย์และหัวหน้าพยาบาลเท่านั้น เพราะเป็นห้องที่ล็อคใส่รหัสไว้อย่างดี ยิ่งคิดตรงนี้ ผมยิ่งรู้สึกว่ามันคือความฝัน
ใครคนนั้น ลากเก้าอี้มานั่งข้างผม เรียกชื่อเล่นผมเบา ๆ สองสามที แล้วเธอ ... ใช่ ผมมั่นใจว่าเป็นผู้หญิง ก็ลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน
“ไม่ต้องห่วงนะ เราจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเอง”
ผมไม่เข้าใจหรอกว่าอะไรที่ไม่เรียบร้อย
“ไม่ต้องห่วงนะ...”
แน่นอนว่าผมยังจำภาพฝันนั้นได้ติดตา แม้ยามที่ผมกำลังห้ามเลือดคนเจ็บจากอุบัติเหตุ แม้ยามที่ผมกำลังผ่าตัดคนป่วยไส้ติ่งอักเสบฉุกเฉินก็ตาม
ผมได้วันหยุดในวันรุ่งขึ้น จึงพาร่างอันหมดแรงกลับไปที่บ้านพัก
ร่างที่ไร้เสื้อผ้าของผมยืนอยู่ที่หน้ากระจก มองหนวดตัวเองที่ยาวเฟื้อยพอสมควร เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีดโกนหนวดหมด คงต้องปล่อยให้หน้าเป็นมหาโจรไปอีกสักสิบชั่วโมง แล้วค่อยไปหาซื้อในตัวเมือง เมื่อมองหน้าตาตัวเองให้ถี่ถ้วนก็พบแต่เพียงริ้วรอยก่อนวัยอันควร
“นี่เราทำงานหนักเกินไปหรือเปล่าวะ”
ยิ่งเลิกผมตัวเอง ยิ่งพบความจริงที่ว่า ผมหงอกเริ่มมาเยือน
“แม่ง.... หงอกกี่เส้นแล้ว” เลิกผมไปจวนจะครึ่งหัว ก็พบกระจุกผมแห้งกรัง “เฮ้ย.......”
มันเป็นเส้นผมแห้งกรังติดของเหลวเหนียวบางอย่างสีดำ ภาพฝันหวนกลับมาในมโนสำนึกอีกครั้ง มันไม่ใช่ความฝัน... เธอคนนั้นมาลูบหัวผมจริง... ขนที่หลังคอตั้งชันด้วยความกลัว เมื่อผสานกับเรื่องคราบเลือดแห้งจากบานเกร็ดแตกเมื่อวาน ผมก็ยิ่งหวั่นกลัว
“เหี้ย.........................”
ผมตะโกนดังลั่น หลังจากที่เสียงโทรศัพท์แผดลั่น เล่นเอาสติสตังผมหลุดร่วงปลิวกระจาย
ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแพทย์ โทรศัพท์ทุกสายล้วนมีความสำคัญ เพราะอาจเป็นพยาบาลสักคนที่โทรมาขอความช่วยเหลือ ผมจึงไม่รีรอที่จะรีบไปรับโทรศัพท์นั้น
“พอล....”
ใช่แล้ว พอลโทรมา หลังจากวันที่กินข้าวด้วยกัน จนถึงวันนี้ ก็ไม่มีวันไหนที่พอลจะไม่โทรมาหาผม ถ้าไม่นับช่วงปีใหม่ที่เจ้าตัวส่งข้อความมาสวัสดีปีใหม่ ตอน 0.00 น. เป๊ะ ก็แทบเรียกได้ว่า เราคุยกันทุกวัน
“ครับ”
ผมยังล่อนจ้อนอยู่ รู้สึกเหนียมอายเล็กน้อย แม้จะคิดให้ถี่ถ้วนว่า นี่แค่คุยโทรศัพท์
“ตาม วันนี้ไม่มีเข้าเวรใช่มั้ย”
เออ ใช่สิเนาะ พอลขอตารางเวรผมไปทั้งเดือนมกราคม ผมก็ดันบ้าจี้ให้ไปโดยไม่ถามสักคำว่าเอาไปทำไม
“ใช่ครับ กำลังจะนอน”
“เหรอ... ขอรบกวนเวลาสักชั่วโมงได้มั้ย”
สงสัยเป็นเรื่องด่วน
“ได้สิครับ” เพื่อมิตรภาพอันดี เพื่อทัพ... “ว่ามาได้เลย”
“ตอนนี้เราจอดรถอยู่หน้าโรงพยาบาลระยองเลย ไปกินข้าวเช้ากัน”
“....................................”
หรือว่าทัพมันมาทำงานที่ระยองเหรอ....
ทำไมพอลต้องมาถึงที่นี่
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้ไปถึงไหนกันแล้วนะ
-------------------------------------------------------------
จบตอนที่ 2 ของบทที่ 31
สำหรับตอนที่ 3 ของบทนี้จะรีบมาอัพนะครับ
หมอตามก็ฉลาดนะครับ แต่บางเรื่องก็ซื่อจนโง่จริง ๆ ฮะฮ่า
บทนี้จะเล่าย้อนไปก่อนบทที่ 30 ซึ่งเป็นงานแต่งงานของพีแล้วนะครับ
ส่วนบทที่ 32 ก็จะกลับไปที่งานแต่งของพีเช่นเดิม
ยังรับคำติและคำชมเหมือนเดิม
:z2:
-
โฮ้ย! ไม่ได้แวะเข้ามานานอ่านยาวเลยทีนี้ ยังงงๆกลับตอนที่ 31(1)อยู่มันคือช่วงเวลาก่อนวันแต่งพีใช่ไหม? คนแต่งรีบมาต่อด่วนๆเลยนะอยากรู้ว่าหยกจะทำอะไรตามไหมรึจะจับตัวไว้ได้ก่อนเพราะไปงานแต่งได้นี้ :confuse: :hao3:
เข้าใจถูกแล้วครับ
บทที่ 31 เราย้อนไปเหตุการณ์ก่อนหน้างานแต่ง
ถ้าสังเกต จะเห็นว่าบทที่ 30 ทัพจะปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปอย่างรวดเร็วนะครับ
บทที่ 31 ก็เลยจะมาเล่าย้อนนิดหนึ่งว่า เกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น
บทที่ 32 จะกลับไปเป็นช่วงเวลาตามไทม์ไลน์ครับผม
ขอบคุณมากเลยนะครับ ที่อ่านงานเขียนของผม
สิงห์
รักทุกคนครับ
-
:pig4: :pig4:
-
หมอตามเมื่อไหร่จะรู้ตัวว่าเขามาอ่อยตัวเองไม่ใช่ทัพ :ling2:
-
บทที่ 31
หรือเราคงไปกันได้ไม่สุดทาง
ตอนที่ 3
ปริ๊นซ์
“แผลเริ่มสมานแล้วนะครับ อาจเกิดอาการคันขึ้นมาได้ ห้ามเกาเด็ดขาด”
ผมพยักหน้ารับคำคุณหมอ แม้ในใจจะอยากบอกว่า แอบเกาแผลไปหลายรอบแล้ว ยามที่พยาบาลไม่เห็น ทัพเข้าห้องน้ำ หรือตอนที่ปันกำลังกินข้าว ทุกโอกาสที่สามารถเกาแผลได้โดยปราศจากสายตาจ้องจับผิด ผมล้วนคว้าเอาไว้ทั้งหมด
“ช่วงสายคุณตำรวจจะเข้ามาสอบปากคำเพิ่มครั้งสุดท้ายนะครับ ทางตำรวจเจ้าของคดีเพิ่งโทรมาแจ้งทางโรงพยาบาลเมื่อเช้า”
“ครับ คุณหมอ”
เกือบลืมไปเลยสินะ ว่าสาเหตุที่เข้าโรงพยาบาลมาจากการถูกคนอื่นแทง ไม่ใช่อุบัติเหตุทั่วไป จะว่าไปแล้วผมแทบไม่ได้ติดตามคดีเลยว่า ผู้หญิงคนนั้นตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ถูกจับได้หรือยัง หรือเธอจะหนีไปได้ไกลแล้ว คำพูดขอโทษจากปากของเธอยังก้องกังวาลในความคิดของผม
“หวังว่าคงหนีไปได้แล้วนะ...”
“อะไรนะครับ คุณปริญธรณ์”
“อ้อ เปล่าครับ” เผลอพูดออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ จนคุณหมอต้องเงยหน้าจากการเขียนชาร์ตบอร์ดปลายเตียง “ขอบคุณนะครับ”
“หมอ.... สวัสดีครับ” ทัพที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ยกมือไหว้หมอด้วยความนอบน้อม “อาการพี่เขาเป็นยังไงบ้างครับ ฉีดยาเพิ่มอีกสักสองสามเข็มดีมั้ยครับ...?”
“ฮะฮ่า ไม่ต้องแล้วครับ”
“ฉีดก็ได้นะครับ”
เอาเข้าไป คือ ผมเป็นโรคกลัวเข็มนะครับ ได้ทีเล่นใหญ่เลยนะครับ กะจะเหยียบผมให้จมเลยใช่มั้ย
“ว้า.... น่าเสียดายนะครับ”
แล้วสองคนนั้นก็ยืนหัวเราะกัน ราวกับรู้จักกันมานานแสนนาน ทำไงได้ล่ะครับเพราะว่าวันที่ทัพมาเยี่ยมผมวันแรก เป็นวันที่คุณหมอเดินมาตรวจอาการแล้วคุณหมอก็อยากฉีดยาเพิ่มนิดหน่อย ขนาดแค่ฉีดยาผ่านทางสายน้ำเกลือซึ่งไม่ได้สัมผัสผิวหนังผมเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยสัญชาตญาณแห่งความกลัวที่ตราตรึง แค่เพียงผมเห็นเข็มก็โวยวาย หน้าซีดขาว มือสั่น จนทัพต้องกอดปลอบเสียหลายนาที
เสียหมด ความเท่ที่สะสม สลายไปหมดเพราะปลายเข็มนี่แหละ
แต่มันน่ากลัวจริง ๆ นะคุณ แหลม ๆ คม ๆ ฮึ้ยยยย... แค่คิด หน้ามืดแล้ว
“พี่เนี่ยนะ ทนได้ทุกอย่าง ดันมากลัวเข็ม” วันนี้ทัพลางานเพื่อมาเป็นคนขับเฉพาะกิจพาผมออกจากโรงพยาบาล “แน่ใจเหรอครับ ว่าจะไม่นอนห้องผม ผมจะได้ช่วยเรื่องล้างแผล”
“ไม่เป็นไร พี่เกรงใจ”
“จ่ายเป็นเงินมาก็ได้ฮะ ผมคิดไม่แพง”
“แหม....”
เราหัวเราะพร้อมกัน ความรู้สึกสมัยมัธยมหวนกลับมา เป็นช่วงเวลาไร้พิษไร้ภัยและมีความสุขที่สุดในชีวิตของผมแล้ว
“หัวเราะอะไรกันสองคน”
“อ้าว ไอ้ปัน....”
“ไง หวัดดีทัพ” มันหันไปรับไหว้ทัพ พร้อมชูถุงกับข้าวถุงใหญ่ “ของรับขวัญออกจากโรงพยาบาล แกงเผ็ดเป็ดย่าง เป็ดเอ็มเคเลยนะมึง กูให้แม่ทำให้”
ลาภปากผมเลยแหละ ฝีมือแม่ไอ้ปันเนี่ย
“แต่เป็ดค้างมาแต่เมื่อคืนนะ แม่บอกว่าจะได้แห้ง ๆ กูไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก”
“เออนะ แกะเร็ว กูอยากกิน”
น้ำลายสอครับ ฝีมือทำกับข้าวแม่ไอ้ปันอร่อยมาก ทัพก็รู้ ดูตาน้องสิครับ ตาเชื่อมดีใจจนออกนอกหน้าขนาดนั้น เพราะว่าแม่ปันชอบทำอาหารมาแบ่งปันพวกผมตั้งแต่สมัยประถมแล้วครับ ทัพและบอสก็ได้รับอานิสงส์กินไปด้วย
เอ๊.... พอมาคิดตอนนี้ หรือจริง ๆ พวกผมและทัพได้อานิสงส์ เพราะคนที่ปันมันตั้งใจเอามาให้จริง อาจจะไม่ใช่พวกผมนะสิ....
น่าคิดเหมือนกันแฮะ
หลังจากกินอาหารเด็ดระดับภัตตาคารจนหมดสิ้น คุณตำรวจก็มาสอบปากคำผมพอดิบพอดี
“ผมไม่แน่ใจนะครับ ว่าพูดอะไรกันแน่” ผมพยายามนึกถึงคำพูดของเธอ “แต่เธอพูดซ้ำ ๆ ทำนองว่า จำเป็นต้องทำ คิดถึงใครสักคนเหลือเกิน”
“คิดถึงเหรอครับ....?”
“ใช่ครับ” คุณตำรวจที่ดูน่าจะยศสูงกว่า ทวนคำถามอีกครั้ง ในขณะที่คุณตำรวจอีกคนก้มจดอะไรบางอย่างตลอดเวลา “ผมตกใจ ปนเปไปกับความเจ็บปวดที่แผล อาจจะฟังผิดพลาดไปบ้าง แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่า เธอคิดถึงใครสักคน แล้วก็พร่ำขอโทษผมว่าจำเป็น”
“อาจกล่าวได้ว่า เธอมีสติใช่มั้ยครับ?”
“เออ ผมไม่ชัวร์นะครับ” มีสติหรือไม่มีจะต่างอะไรกัน... “ทำไมเหรอครับคุณตำรวจ....”
“มันจะเป็นเคสต่างกันนะครับ ถ้าเธอมีสติ เธอจะถูกปฏิบัติในรูปแบบของอาชญากร ซึ่งเราจะมีสิทธิและวิธีการในการติดตามตัวเธอ มากกว่าปัจจุบัน ที่เรามองว่าเธอเป็นผู้ป่วยทางจิต ที่สมควรได้รับการบำบัด”
“ครับ...”
เหลือบตามองเพื่อนรักและน้องรักทั้งสองคนที่นั่งเงียบกริบ ไม่พูดอะไรสักคำ ทุกคนล้วนจับจ้องมาที่การสนทนา และเห็นได้ชัดว่า ไม่มีความพยายามแม้สักนิดเดียวที่จะเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในวง
“อันที่จริง... ผมว่าเธอน่าสงสารนะครับ”
“เหรอครับ...?”
สองคนนั้นยังจ้องผมไม่วางตา จนผมเริ่มไม่มั่นใจว่าเกิดเรื่องอะไรกันแน่
“ครับ... เอาจริง ๆ ผมไม่ถือโทษโกรธเคืองนะครับ เธอน่าสงสาร ยอมความได้ผมก็จะยอม”
“คดีทำร้ายร่างกายและพยายามฆ่า เป็นคดีอาญาซึ่งมิสามารถยอมความได้ครับ”
คุณตำรวจโค้งหัว ประหนึ่งแสดงความเสียใจแก่ผมเล็กน้อยในประเด็นดังกล่าว มีเสียงงึมงำจากทัพและปันเล็กน้อย จนผมอยากหันไปถามเหลือเกิน แต่ก็ต้องจ้องหน้าคู่สนทนาต่อตามมารยาท
“อย่างไรก็ตาม ทางเราต้องขอบคุณคุณปริญธรณ์มากครับ ขออวยพรให้แผลหายไว ๆ นะครับ ถ้ามีเรื่องอะไรทางเราจะติดต่อไป”
ผมยกมือไหว้คุณตำรวจทั้งสอง เมื่อประตูปิดสนิท สองคนนั้นก็แทบตะโกนใส่ผมพร้อมกัน
“ใจบุญจังเลย”
“เอ้า.... ก็...”
เอาเถอะ พูดอะไรไปก็ไร้ความหมาย ได้แต่แค่นยิ้มใส่ความงงงวยระคนประหลาดใจของทั้งสองคนนั้น
-------------------------------------------------------------
ตาม
พอลมาในเชิ้ตสีเขียวมะกอกแขนยาวที่พับแขนเสื้อขึ้นมา กางเกงยีนส์ขาเดฟสีขาวสะอาด รองเท้าหนังสีดำเงาวับสะท้อนแสง ขนานคู่ไปกับแว่นกันแดดที่วาวระยับเคียงคู่กันไป พอลกำลังยืนพิงรถ ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือ รัศมีความหล่อของพอลเรียกสาวน้อยสาวใหญ่ที่เดินผ่านให้เหลียวมามอง พร้อมเสียงซุบซิบไม่ขาดสาย เมื่อผมเดินเข้าใกล้มากพอจนเงาของผมทาบทับบนร่างของเขา พอลก็เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มเช่นทุกเคย
“อรุณสวัสดิ์ครับหมอ”
ถึงแม้ว่าพอลต้องรอผมราวยี่สิบนาทีเพื่อให้ผมได้อาบน้ำและแต่งตัว แต่เขายังคงเป็นคนอารมณ์ดีเช่นเคย
“มีธุระด่วนเหรอ....?”
“อืม...” พอลถอดแว่นกันแดดออก ทัดมันไว้ที่กระเป๋าเสื้อ “ไม่มีหรอก เราอยากมาหาน่ะ....”
อยากมาหา........
เหรอ??
ผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย อยากถามเพิ่มเติม แต่ไม่ทันที่จะเอ่ยคำใดออกไป พอลก็เอ่ยขัดเสียก่อน
“ไปกันเถอะ” อีกฝ่ายเปิดประตูรถฝั่งคนขับแล้วสอดตัวเข้าไป และไม่วายที่จะทักเรียกสติผมอีกครั้ง ก่อนที่ตัวพอลจะกลืนหายไปกับรถเบนซ์ “ไปเหอะหมอ พอลหิวแล้ว”
ผมขึ้นมานั่งด้วยความไม่เข้าใจ ถึงจะมีหลายเรื่องที่รู้สึกทะแม่ง ๆ แต่ผมก็ยังขึ้นไปบนรถ ชี้บอกทางไปยังร้านต้มเลือดหมูเจ้าอร่อยให้คนขับรถกิตติมศักดิ์พาไป
“อร่อยมากกกก” พอลเพิ่งวางชามต้มเลือดมือชามที่สองที่เขายกซดน้ำซุปทุกหยาดหยดลงไป “อยากซื้อกลับไปฝากพ่อกับแม่เลย”
“อะ... ซื้อได้นะ”
“ไม่ถามหน่อยเหรอว่าเรามาหาทำไม....”
ก็ว่าจะถามอยู่นั่นแหละ แค่ไม่นึกว่าจะโดนสวนให้ถามก่อน
“ฟังอยู่....”
ในเมื่ออีกฝ่ายพร้อมที่จะบอกเล่า ผมก็เลือกที่จะตัดบทเข้าประเด็นให้เร็วทันใจได้เช่นกัน
“เรื่องทัพ...”
ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง
“ทัพเป็นคนดีมาก ใจเย็น อาจเย็นชาไปบ้าง แต่มันเป็นคนรักเพื่อนนะ ถ้าคุยกับมันมาก ๆ มันเป็นคนที่ตลกเฮฮามากคนหนึ่งเลย แล้วมัน.....”
บทสนทนาถูกตัดฉับทันที เมื่อมือนิ่มของพอลสัมผัสที่ปากของผม ยอมรับว่าตกใจการกระทำของพอลจนผมพาเก้าอี้ถอยหลังกรูดไปหลายก้าว
“เราแค่อยากรู้ว่า ตามชอบทัพหรือเปล่า...?”
พอลยังพูดต่อไป โดยไม่ได้สนใจการกระทำของผมแม้แต่น้อย
“เรา.....” ควรตอบว่ายังไง “เปล่า....”
“แน่ใจ???”
สายตาที่ไม่เชื่อถือกำลังกรีดแทงผม แม้ว่าพอลยังคงยิ้ม ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้คือสายตาของคุณแม่ที่กำลังมองมายังลูกชายที่ตนรู้จักเป็นอย่างดี ลูกชายที่กำลังโกหกในเรื่องไม่เป็นเรื่อง และช่างไม่แนบเนียนเสียเลย
“เราอยากจะเชื่อสิ่งที่ตามพูดนะ แต่จากพฤติกรรมที่ผ่านมา ค่อนข้างทำให้เราสับสน...”
ถ้าพอลยังคิดว่าผมชอบทัพอยู่ นั้นหมายความว่า โอกาสที่พอลจะเริ่มชอบทัพ หรือ พอลอาจชอบทัพไปแล้ว อาจดับวูบลง
ผมจะทำลายความหวังที่จะกีดกันพี่ปริ๊นซ์ออกจากชีวิตทัพไม่ได้
ผมไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นเด็ดขาด
“คือ เรา.....”
“ตามดูเป็นห่วงทัพตลอด....” อีกครั้งที่ผมไม่สามารถพูดได้จบประโยค “ตามจำวันที่เราไปกินข้าวกันได้มั้ย...?”
ยังไม่ทันที่จะตอบรับด้วยภาษาพูดหรือภาษากาย คู่สนทนาก็เริ่มพูดต่อทันที
“ตามเป็นห่วงทัพมากกว่าที่เพื่อนห่วงกัน....” ยังไงกันวะ ผมไม่เข้าใจ “ตอนข้ามถนน พอเราถึงเกาะกลาง เราเห็นนะว่า ตามรีบเดินไปอีกฝั่งเพื่อกันรถไม่ให้มาชนทัพ”
เหรอ... ผมทำเช่นนั้นเหรอ
ไม่รู้สิ ทุกอย่างเกิดตามสัญชาตญาณ แค่เพียงอยากปกป้องใครสักคน จำเป็นต้องคิดมากถึงเพียงนั้นเชียวเหรอ... และผมก็ปฏิบัติต่อทัพเช่นนี้มาหลายปีแล้ว อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนตั้งข้อสังเกตประเด็นนี้ ประเด็นที่ผมเองก็ยังไม่เคยใส่ใจด้วยซ้ำ
“เราทำแบบนั้นเหรอพอล...”
“ตามจะอ้างว่าไม่รู้เหรอ” ก็ไม่รู้ไง “แต่สิ่งที่เราเห็นคือ ตามเปลี่ยนฝั่งทันที”
“...................”
ราวกับเราแข่งจ้องตากันสักพัน แล้วผมก็เป็นผู้ชนะ เมื่อพอลเบิกตากว้าง ยืดตัวตรง ท่าทางทุกอย่างเหมือนพอลเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่าง
“หรือตามทำไปตามสัญชาตญาณ.....”
ยานอะไร สัญญาณเหรอ.... ผมฟังสิ่งที่พอลพูดไม่ถนัด มันช่างเบา แล้วแทบจะไม่หลุดออกมาจากปาก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้คือแววตาเจ็บปวดของพอล ที่ปรากฏมาแวบสั้น ๆ ก่อนจางหายไป และแทนที่ด้วยดวงตามุ่งมั่น ซึ่ง.... ค่อนข้างน่ากลัว
“เราขอกลับก่อนนะ” พอลผุดลุกขึ้นทันที พร้อมแบงค์สีเทาที่วางลงบนโต๊ะอาหาร “ตามกลับเองได้ใช่มั้ย มีรถสองแถวนี่นา”
“เออ.... พอล”
อึ้งครับ อึ้งจริงจัง
“เรามีนัด ต้องไปกินข้าวกับทัพ” พอลยิ้มกริ่ม “เราสบายใจแล้ว ว่าตามไม่ได้ชอบทัพ”
“...................”
“เราไม่อยากแย่งคนชอบของใคร โดยเฉพาะ เพื่อน.....”
“อืม”
“สรุปกลับเองได้ใช่มั้ย....”
ไม่ได้เว้ย แค่พากูไปส่งเอง....
“ไปแล้ว ทัพรอยู่....”
อันที่จริงผมก็กลับเองได้ แต่แค่ไม่เข้าใจว่าจะลำบากมากขึ้นสักเท่าไร เพียงแค่พอลให้ผมติดรถไปลงที่โรงพยาบาล ถึงกระนั้นก็เหอะ ผมไม่สามารถทัดทานอะไรได้ทัน ในเมื่อบัดนี้เจ้าตัวกระโดดขึ้นรถ พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่ม ไม่นานหลังจากนั้นรถราคาแพงก็แล่นออกไปสู่ถนนใหญ่ ในขณะที่ผมได้แต่นั่งมองด้วยความไม่เข้าใจ
“อย่างน้อย ทัพจะได้เจอคนที่ดี”
มั้ง....
ผมเริ่มไม่แน่ใจประเด็นนี้
ยิ่งคิดถึงแววตาคู่นั้นของพอลด้วยแล้ว....
การเข้าเวรติดต่อกัน ทำให้ผมเหนื่อยล้าจนไม่สามารถประมวลข้อมูลได้ดีดังปกติไปเสียแล้ว
“เริ่มจากอะไรดีล่ะ...”
ใจกระสับกระส่าย ทำไมผมรู้สึกหน่วง ๆ แล้วก็มึนหัวขนาดนี้
ใช่แล้ว เราต้องพักผ่อนให้มากกว่านี้
ใช่แล้ว....
วันนั้นผมใช้เวลาอีกหลายนาทีเชียวแหละ กว่าจะเริ่มขยับตัวออกจากร้านได้
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
“ขอบคุณมึงนะที่มาขับรถให้ เพราะถ้าให้ทัพขับเอง กูว่าคงได้เข้าโรงพยาบาลนานกว่าเดิม”
ผมที่เอนตัวอยู่เบาะหลังกระเซ้าแหย่น้องรักที่นั่งเบาะข้างคนขับ ทัพทำท่าและหน้าว่าไม่พอใจอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้พูดโต้ตอบอะไรนัก น้องเลือกจะส่งภาษากายมาให้ผม นานหลายนาทีที่น้องส่งค้อนปะหลับปะเหลือกใส่ผมไม่หยุด
“พี่อยากให้ผมลงไปด้วยมั้ย”
รถแล่นจอดในที่จอดรถของโรงพยาบาล
“ไม่เป็นไรทัพ พี่ไปหาน้อยหน่าเอง”
“โอเคครับ” น้องยิ้มให้ผมหนึ่งที หายงอนแล้วสินะคนเรา “ฝากทักทาย พี่น้อยหน่าด้วย”
เสียงท่อนหลังติดล้อเลียนนิดหน่อย ทำไงได้เล่า จนบัดนี้น้อยหน่าก็ยังเข้าในเรื่องอายุผิดอยู่เลย
“ปริ๊นซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ”
เสียงดีใจของน้อยหน่าดังลั่นรับการมาเยือนของผม
“หายไปนานมากเลยนะเนี่ย ไปติดสาวที่ไหนมาเหรอ” เสียงเธอติดตลก แต่หน้าเนี่ยไม่ใช่เลย ยิ่งมองท่ากอดอกบนเตียง หน้าเชิดไม่มองผมแล้ว “น้องทัพ บอกเราหมดแล้ว”
“น่ารักจัง...”
“อะไรกันปริ๊นซ์....”
น้อยหน่ากำลังหน้าแดง เอียงหน้ามามองผมอย่างเชื่องช้า แล้วก็หันหนีหลบอีกครั้ง
“หนีปริ๊นซ์ทำไม”
“ปริ๊นซ์เป็นคนนิสัยไม่ดี...”
น่ารักจริง ๆ
“นี่ไง ปริ๊นซ์ก็กลับมาแล้ว”
“พอเลย ๆ” จู่ ๆ เธอก็หันมาเผชิญหน้ากับผม “ไม่คิดถึงซะหน่อย”
“จริงอะ” ผมเข้าไปกอดน้อยหน่า เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เธอรักษาตัว “คิดถึงนะ”
ไม่มีเสียงตอบว่าคิดถึงจากอีกฝ่าย กระนั้นผมมั่นใจว่าเราคิดเหมือนกัน
“ปริ๊นซ์” มือเย็นเฉียบกระชับจับมืออุ่นของผม “เรามีเรื่องจะคุยด้วย”
และน้ำเสียงดังกล่าว ก็เป็นน้ำเสียงที่เคร่งเครียดจริงจังที่สุด นับตั้งแต่เธอรักษาตัวมา
-------------------------------------------------------------
จบตอนที่ 3 ของบทที่ 31
เอาตรง ๆ ว่า ตอนแต่ง ก็รำคาญความโง่ของหมอตามเหมือนกันครับ
รับฟังข้อเสนอแนะและติชมเช่นเคย
ด้วยรัก
สิงห์เอง
ป.ล. พรุ่งนี้สอบมิดเทอมแล้ว ขอหายไปแวบหนึ่งนะครับ
:z6:
-
ตามเอ๊ย! เมื่อไหร่จะเข้าใจ :ling1: ตอนนี้ไม่ได้อ่านทัพเลยมาแค่่ความคิดคนอื่น
คนแต่งสู้ๆ :ped149: :ped149: :ped149:
-
บทที่ 31
หรือเราคงไปกันได้ไม่สุดทาง
ตอนที่ 4 (จบบท)
ตาม
ไม่มีรถสองแถวสักคัน
แถมมือถือก็ไม่ได้เอามา...
แล้วถ้าจะกลับโรงพยาบาลจะทำเช่นไรล่ะครับ....?
เดินสิครับ เดินด้วยสองเท้านี่แหละ รออะไรเล่า
“ง่วงนอนชิบ....”
รถราหลายคันบนถนนก็รีบเร่งกันเหลือเกิน ขับเร็วอะไรปานนั้น
อ้อ ใช่สิ วันนี้เป็นวันทำงาน แล้วจวนใกล้แปดโมงแล้ว ทุกคนคงกำลังรีบไปทำงานสินะ
“ขับเร็วกันจริง อย่ามาชนกูแล้วกัน” แต่ไม่ทันขาดคำ รถกระบะคันหนึ่งก็เปลี่ยนเลนขับกะทันหัน ตีโค้งรถจนรถราคันอื่นบนท้องถนนบีบแตรดังสนั่น ปานตะโกนว่า “เลี้ยวหาพ่อมึงเหรอออออ” สุดท้ายรถคันดังกล่าวก็มาเกยจอดหยุดนิ่งตรงหน้าผม ชนิดที่ฝุ่นฟุ้งกระจาย
“เหี้ยเอ๊ยยยยยย”
เอามือทาบอกตัวเองด้วยความโล่งใจที่ยังมีชีวิต แต่อาจจะตายเนื่องจากฝุ่นแดงซึมเข้าปวดในภายหลัง ก็เป็นได้
ฝุ่นยังฟุ้งอยู่ในอากาศ รถฟิล์มดำสนิท แบบที่ถ้าไม่ใช่ตาของซูเปอร์แมนคงไม่มีทางมองทะลุเห็นด้านใน
“หมอ” ฝุ่นจางลงช้า พร้อมเจ้าของรถโผล่มา ยืนเกาะขอบประตู ตัวเกินครึ่งยังสิงอยู่ในรถ เขาสวมแว่นกันแดดเผยให้เห็นใบหน้าที่ผมจำได้ “มาทำไรแถวนี้...?”
“คุณ...........”
“จำผมได้หรือเปล่า....?”
ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ ครั้งแรกที่เราเจอกัน แลกหมัดไปคนละที
“เดี๋ยวนี้ไว้หนวดไว้เคราด้วยเหรอ แล้วนี่ ถูกสาวทิ้งไว้กลางทางเหรอ...” ม่อนมองผมอย่างติดตลก “ไปรถผมมั้ย เดี๋ยวพาไปส่งโรงพยาบาล”
เพื่อนสนิทของทัพสมัยประถมเชื้อเชิญแบบนี้ มีเหรอผมจะปฏิเสธ
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
“แม่ง ๆ แม่งเอ๊ย แม่ง ๆ”
ผมกำลังละเลียดย่อยสิ่งที่น้อยหน่าเล่า
“ปริ๊นซ์ ได้ฟังมั้ยเนี่ย..?”
“ฟังสิ”
คนเล่าดูร้อนใจ ร้อนใจกว่าเจ้าตัวต้นเรื่องอย่างทัพเสียอีก
“น้องบอกว่านอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาหลายวันแล้ว น้องคิดไม่ตก”
กะอีแค่ลังเลว่าชอบหรือไม่ชอบเพื่อนคนเดียว ต้องเล่นใหญ่อดตาหลับขับตานอนเลยเหรอน้องชายกู
“น้องเครียดเพราะไม่อยากเสียความเป็นเพื่อนไป” ผมว่าถึงเวลาแล้วที่ทัพต้องแยกเรื่องพวกนี้ออกจากกัน “แล้วน้องก็รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร”
เฮือกใหญ่เลยครับ ถอนหายใจได้เฮือกใหญ่ ช่างเป็นการถอนหายใจที่เสียงดังและยาวนานเสียเหลือเกิน
“ปริ๊นซ์ต้องคุยกับทัพแล้วแหละ เรื่องเหมาะหรือไม่เหมาะ ไม่ใช่ประเด็นที่ทัพต้องมาตัดสินคนเดียว มันต้องถามอีกฝ่ายด้วย”
ซึ่งผมมั่นใจว่า ฝ่ายนั้นไม่น่ามีปัญหาหรอก ถ้า เพื่อน ที่ทัพเล่าให้น้อยหน่าฟังเป็นคนเดียวกับที่ผมเข้าใจ
“น้อยหน่าก็พูดไปแบบนั้น น้องเขาก็ดูเหมือนจะเข้าใจนะปริ๊นซ์ แต่ก็ดูติดขัดเรื่องที่โดนหลอก” เออสิเนาะ ปัญหาโลกแตกอีกอัน “แล้วก็เรื่องที่มีคนมาชอบคนนั้น แถมขอให้ทัพช่วยจีบด้วย”
“อะไรนะ.........”
ผมคงตะโกนดังไปหน่อย จนน้อยหน่าถอยกรูดติดเตียง อยากจะขอโทษเธอเดี๋ยวนั้นเลย ทว่าข้อมูลใหม่ที่ผมได้รับมันเป็นสิ่งที่ผมไม่คิดมาก่อน
ทำไมเรื่องต้องซับซ้อนอะไรแบบนี้วะเนี่ย
“น้อยหน่ากลัว...”
ผมยกมือขอโทษขอโพยน้อยหน่าที่ทำให้เธอตกใจ เวลาไม่นานมากเธอก็กลับมาเป็นปกติ แสดงว่าอาการดีขึ้นดังที่หมอบอกจริง ๆ ผมต้องระงับความร้อนรุ่มกลุ้มใจเอาไว้บ้าง ไม่ให้มันออกมาโลดแล่นไปกระทบกระเทือนคนป่วยที่ยังหายไม่ดีแบบเธอ
“เราจะลองคุยกับทัพดูแล้วกัน”
“ดี” เธอยิ้มออกมา “นี่ยังไม่นับเรื่องที่ ทัพไม่แน่ใจว่า คนคนนั้น ยังรักน้องอยู่มั้ยนะ...”
อยากจะขำให้ฟันร่วง ถ้าไอ้หมอบ้านั่นไม่รักทัพ ก็ไม่รู้ว่ามันจะรักใครได้อีกแล้ว
“เพราะเห็นน้องบอกว่า เขากำลังไปดูตัวกับสาว”
“อะไรน้า”
เป็นอีกครั้งที่ผมทำน้อยหน่าถอยกรูดติดเตียง
ขอโทษจริง ๆ น้อยหน่า....
-------------------------------------------------------------
ตาม
“ขอบคุณมากม่อน”
รถกำลังเลี้ยวเข้าโรงพยาบาล เสียงเพลงกระหึ่มดังในรถพร้อมกับคนขับที่ฮัมเพลงดังกล่าวไปด้วย ใจจริงอยากจะเอามือไปกดปิดเพลงนี้ตั้งแต่ขึ้นมานั่งบนรถแล้ว ทว่าถ้าต้องเลือกระหว่างนั่งรถกลับโรงพยาบาลเคล้ากับเสียงดังลั่นสนั่นโสต กับ เดินกลับอย่างเงียบเชียบบนไหล่ถนนคลุกฝุ่น
แน่นอนว่า ผมเลือกประการแรก
“ไม่เป็นไรหมอ หมอเป็นเพื่อนไอ้ทัพ ก็เหมือนเราเป็นเพื่อนกัน”
อาจารย์พละร่างล่ำยิ้มให้อย่างใจดี ช่างขัดกับมัดกล้ามและหน้ากร้านแดดเสียเหลือเกิน
เรากำลังตะโกนคุยกันอยู่ คุณเชื่อมั้ย....
ห่างกันไม่ถึงเมตร แต่ตะโกนคุยกัน
รถจอดสนิท ผมพร้อมจะลงไปเคลียร์หูตัวเองก่อนไปหารุ่นพี่ที่เป็นหมอด้านโสต ศอ นาสิก เพื่อสกรีนเบื้องต้นว่า หูผมยังไม่ดังสนิท
“เออ หมอรู้เปล่า เดี๋ยวนี้ทัพมันเครียดเรื่องอะไร...?”
มือที่เปิดประตูรถชะงักค้างทันใด
“ที่ว่าทัพมันเครียด นานแค่ไหนแล้ว....?”
รี่หันหน้ากลับมาถาม ผ่านไปไม่กี่วินาที ฝ่ายตรงข้ามก็ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
“หมอ..... ทะเลาะกับมันเหรอ...?”
บ้าบอ รู้ได้ไงวะเนี่ย
“ไม่ตอบแบบนี้ ใช่แน่เลย”
“เปล่าซะหน่อย”
ม่อนพยักหน้า มือของเขาปิดเพลงที่กำลังดังลั่น แล้วพูดพึมพกออกมาว่า “เชื่อ ๆ” ซ้ำอยู่แบบนั้น พร้อมกับบิดปากเป็นสระอิ จะดูจากมุมไหนก็เห็นได้ชัดว่าม่อนไม่เชื่อผมสักนิดเดียว
“หมอบอกว่าไม่ ก็ไม่.... ก็ได้”
เกลียดสองพยางค์ท้ายเสียงที่สุด
“งั้นผมขอตัว” อากาศร้อนยามเช้าแพร่ผ่านปะทะความเย็นจากเครื่องปรับอากาศรถ ทำเอาผมมึนหัวไปเล็กน้อย “ขอบ....”
“แปลกจังเลย คนที่ชอบทัพแต่ละคน อีกคนก็มาขอให้ผมทำอะไรแปลก ๆ แบบจะจูบกับมัน แล้วเรียกอีกคนไปดู ส่วนอีกคนก็มึนเก่ง หนีเก่ง ทะเลาะกันก็ไม่คุยให้ดี”
เป็นอีกครั้งที่ผมต้องหันหน้ากลับมามองอีกครั้ง
“ทำไมเหรอหมอ อยากถามอะไรผมหรือเปล่า....?” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์อีกครั้ง “ผมจะเล่าให้ฟังก็ได้ เห็นแก่เพื่อนผมนะ เผื่อว่าหมอจะเข้าใจสถานการณ์โดยรวมมากขึ้น”
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
“ทัพ... ต้องคุยกับหมอตามได้แล้วนะ”
ประโยคดังกล่าวถูกวนซ้ำรอบที่ร้อย ตอนนี้เราสามคนอยู่ที่คอนโดฯ ที่ผมเช่าจากไอ้ปัน เจ้าของห้องที่แท้จริงนั่งนิ่งอยู่มุมห้อง จับตามองการเทศนาของผม
“..............................”
“ทำไมเงียบ!!!”
และประโยคเดิมจากอีกฝ่ายก็ฉายซ้ำอีกหน
“ก็ผมไม่มีอะไรจะพูดนี่ครับ”
“โอ๊ยยยย ทัพ” อยากขยี้หัวน้อง สิ่งที่ทำได้จริงคือขยี้ผมตัวเอง “ทัพ... ต้องคุยกับหมอตามได้แล้วนะ”
“ก็ผมไม่มี....”
รอบที่ร้อยสอง...
“พอ” ยกมือปราม “เอางี้ เราชอบตามใช่มั้ย...?”
“ไม่รู้ครับ”
ก็ยังดี ที่มีประโยคใหม่ ๆ
“ไม่รู้ แสดงว่า ชอบก็ได้สิ” เป็นครั้งแรกที่ไอ้ปันแทรกขึ้นมา เราสองคนหันไปมองพร้อมกัน “ก็ถ้าไม่ชอบ คงตอบแบบมั่นใจแล้วแหละว่า ไม่ชอบ เผลอ ๆ ตอนนี้อาจชอบไปแล้ว แต่ไม่รู้ตัวมากกว่า”
สิ่งที่ปันพูดมันโคตรมีเหตุผล
แล้วก็แทงใจดำสุด ๆ ไปเลย ดูจากสีหน้าของทัพที่เริ่มบิดเก
“ผมไม่ได้....”
“ไม่ยอมรับมากกว่านะสิ” ผมตัดฉับประโยคของทัพอีกครั้ง ถ้าจะต้อนให้จนมุม ก็ต้องฉวยโอกาสตอนนี้เท่านั้น “หยุด หยุด หยุดวิจารณ์รูปร่างหน้าตาตัวเอง น้องไม่ได้หน้าตาแย่ขนาดนั้นซะหน่อย แล้วไอ้ตามก็ไม่ได้หล่อขนาดที่ใครต่อใครต้องมาไล่แย่ง ไม่มีคำว่าไม่คู่ควร ฟังพี่นะทัพ”
อยากเขย่าไหล่ไอ้น้องชายหัวดื้อคนนี้จริง ๆ
“ครับ....”
แต่ยิ่งเห็นหน้าหงอของทัพ เลยได้แต่ถอนหายใจแล้วจับไหล่เบา ๆ
“มันไม่ผิดนะเว้ย ถ้าน้องจะชอบเพื่อน แล้วไม่ได้แย่ด้วย ที่เราจะเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนไปเป็นอื่น มันแย่กว่าเสียอีกที่น้องจะเสียเพื่อนไป เพราะมัวแต่กลัว แล้วก็ขอนะ ไม่ต้องทำเป็นพ่อพระ...”
“ครับ?”
“พี่รู้นะ ว่ามีคนชอบหมอ แล้วขอให้น้องช่วย”
“เหยดดดดดดดดดดดดด”
เสียงไอ้ปันดังลั่นอีกครั้ง
“ใช่ ไอ้ปัน มึงอาจจะไม่เชื่อหู ทัพเลือกที่จะช่วยคนนั้น”
“สุดยอดแห่งใจบุญ พระเวสสันดรก็มิปาน พ่อพระกันทั้งพี่ทั้งน้อง คนพี่โดนแทง ก็ไม่เอาเรื่องเขา คนน้องก็กำลังช่วยใครก็ไม่รู้ไปจีบคนที่ตนเองอาจจะชอบ เหยดดดดดดดด”
“ใช่เวลาเล่นมั้ยสัด แบบนี้ไง บอสถึงเหม็นขี้หน้ามึง” เงียบเลยครับ พูดถึงคู่อริสุดที่รัก เงียบทันที “เอาล่ะ ทัพ ถ้าน้องยังไม่เชื่อมั่นในตัวเอง พี่ว่ามันถึงเวลาแล้วที่น้องต้องปรึกษาเพื่อนสักคน โทรหาน้องพีมั้ย...?”
“เออ.....”
“โทรเดี๋ยวนี้” ใช่ครับ นั่นคือประโยคคำสั่ง มือถือส่วนตัวของทัพถูกยัดกลับไปที่เจ้าของ “เดี๋ยวนี้...”
“ผม... ไม่ได้ชอบมันครับ”
ประโยคปฏิเสธที่มาช้าเกินไป
“น้องจะรออะไร รอไปช่วยคนนั้นจีบตาม หรือ ปล่อยให้ตามไปดูตัว”
ไอ้ปันเอามือปิดปาก เมื่อได้รับรู้ข่าวร้อนอีกเรื่อง
“พี่ขอร้องเหอะ โทรเหอะ”
“เออ.... โทรก็โทรครับ”
น้องค้นหาเบอร์สักพัก แล้วหน้าจอก็ฉายวับว่า
... มีน ...
-------------------------------------------------------------
ตาม
สรุปว่า...
วันที่สองคนนั้นลากผมไปกินข้าวด้วย คือ ตั้งใจจะให้ผมเห็นว่าเขายังรักกันอยู่
ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากที่ม่อนเล่า สรุปได้ว่า สองคนนั้นนัดจูบกัน จากนั้นจึงใช้นิสัยดันทุรังบวกขี้สงสัยของผม เป็นตัวจุดชนวนให้เหมือนกับว่า ผมทะเล่อทะล่าไปเห็นภาพนั้นเอง
แม้สุดท้ายจะผิดแผน กลายเป็นทัพจูบผมเพราะมันเมาจนขาดสติก็เถอะ
แต่ก็สรุปได้ว่าทั้งสองคนนั้นตั้งใจเล่นละครฉากใหญ่ให้ผมเห็น
“ทัพ... มึงรักพี่ปริ๊นซ์มากเลยสินะ....”
หัวของตามไม่ได้อยู่บนหมอน แต่ลาดอยู่บนพื้นเตียง ปล่อยให้หมอนหนุนกระจายนิ่งบริเวณไหล่ของเขา เขากำลังนอนตะแคงเปิดดูรูปของคนที่เขาคะนึงถึงเสมอ ฉากหลังสวยงามของเกาะกูด
ครั้งหนึ่งที่ตามกับทัพ เคยไปเที่ยวด้วยกัน
ถึงจะไม่ใช่ทริปที่ตั้งใจก็ตาม
“ทำไมวะ.. ทัพ ทำไม...”
ไม่มีประโยชน์ที่จะถามหาเหตุผล
ไม่มีประโยชน์ที่ผมจะพยายามจับคู่ระหว่างพอลกับทัพต่อไป เพราะสุดท้ายทัพก็เลือกพี่ปริ๊นซ์อยู่ดี
ทุกอย่างที่ผ่านมา มันไร้ความหมาย....
“กูนี่แหละที่ไร้ความหมาย”
หัวใจสลาย... เมื่อเธอเดินไปกับเขา......
ทำนองเพลง เธอปันใจ ของอัสนี วสันต์ ดังลั่นในหัวของผมเอง โดยไม่รู้ตัว น้ำอุ่น ๆ ไหล่ร่วงออกมาจากเบ้าตา นี่สินะ ที่เรียกว่า อกหัก
อกหักรอบสอง...
จากคนคนเดิม
หลังจากที่ผมหลอกตัวเองมานานแสนนานว่า ตัวเองยังมีหวัง
แบบนี้สินะ ....
ความเจ็บปวด
“เราคงไปกันได้ไม่สุดทางจริง ๆ สินะ มึง”
ความง่วงคืบคลานจับสติของผม พาผมไปสู่การพักผ่อน ท่ามกลางอากาศร้อนฉ่าของเวลาสาย ลมเอื่อยพัดผ่านหน้าต่าง
โทรศัพท์ของผมไหลผ่านมือ ร่วงลงที่พื้นเดินข้าง
อินสตาแกรมที่ผมยังไม่ได้เปิดดูในวันนี้ มีภาพใหม่ขึ้นในฟีด เป็นภาพที่ผมถูกแท็ก ภาพจากพอลที่เราต่างเพิ่งฟอลโลว์กันเมื่อไม่นานมานี้
มันเป็นภาพชุด สองภาพ
ภาพแรกคือ ต้มเลือดหมูที่เราเพิ่งกินกันมา และ อีกภาพ คือ ภาพหน้าโรงงานของทัพ พร้อมแคปชัน
“ข้าวต้มเลือดหมูอร่อยมาก ขอบคุณหมอตามที่พาไปกิน อร่อยจนอยากซื้อไปฝากป๊ากับม้าเลย ----- แล้วก็วันนี้มาเจอเธอหน้าโรงงานแล้ว ไม่รู้ว่ายังไม่ได้กินข้าวเช้า เดี๋ยวมื้อเที่ยง พอลพาไปกินนะ คุณ ท.”
มีโอโมจิรูปหัวใจสองสามรูปต่อท้าย
“เกมส์เพิ่งเริ่มเท่านั้น ตาม และก็ทัพ เราจะได้เจอกันแน่นอน”
พอลใส่แว่นตากันแดดอีกครั้ง ล็อคหน้าจอมือถือที่เพิ่งอัพรูปลงไอจีไปหยก ๆ ปิดกระจกหน้าต่างรถ แล้วขับรถพาตัวเองออกจากหน้าโรงงานของศัตรูหัวใจ
ในขณะที่ตามเพิ่งหลับสนิท
ลมพัดเอื่อยเฉื่อย ผ่านร่างอันเหนื่อยล้าของนายแพทย์ฐาพล พัดพาทุกสิ่งอย่างผ่านห้วงเวลาแล้วกระแสลมร้อนนั้น ก็พัดจากบ้านพักหมอโชยเรื่อยเข้าสู่โรงพยาบาล
วันนี้บรรยากาศของโรงพยาบาลก็ยังระอุอ้าวเฉกเช่นทุกวัน ผู้ป่วยที่รอการตรวจจำนวนมาก เกินกว่าบุคลากรทางการแพทย์จะดูแลได้ทั่วถึง ความเศร้าหมองของโรคภัยไข้เจ็บกระจัดกระจายไปทั้งบริเวณ เสียงจอแจรอการรับการรักษาดังแว่วเป็นพื้นหลัง
ลมอุ่นเพียงช่วยพัดผ่านบรรเทาใจอันหม่นหมอ ให้ฟื้นคืนมาได้เพียงสั้น ๆ ยามที่ลมไล่ริ้วจากไป ความเศร้าก็หวนคืนกลับมาอีก
พัดเอื่อยเรื่อยไปจนหมวกพยาบาลรายหนึ่งปลิวหลุดออกมา เคราะห์ดีที่ไม่ได้ปลิวไปไกลมาก เธอยังก้มเก็บแล้วสวมลงหัวตัวเอง จัดเนื้อตัวให้เรียบร้อยแล้วก้มลงสกรีนโรคของผู้ป่วยที่กำลังนั่งวีลแชร์ต่อ
“หนุน แกลืมเอามือถือมาใช่มั้ย”
พยาบาลหมวกปลิว หันไปยิ้มแห้งให้เพื่อน
“ว้าย ใช่ ๆ ฉันแขวนใส่ถุงหมีพูห์ไว้ที่มอเตอร์ไซค์แน่เลย”
เพื่อนร่วมงานส่ายหัวด้วยความไม่พอใจหนึ่งที ก่อนคว้าบอร์ดสกรีนอาการคนไข้ในมือของหนุนมาถือไว้
“ไป ไปเอา พี่พัชด่าแกแน่” หัวหน้าพยาบาลเวรเช้าที่กำลังสาละวนจัดคิวถูกเอ่ยชื่อ สร้างความสะพรึงให้กับทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง “ฉันก็ว่าไลน์ไปหาแก แล้วแกไม่ตอบ”
“แฮะ ๆ โทษทีนะแก”
ใช่แล้ว...
ในยุคปัจจุบันนี้ มือถือกลายเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญของวงการสาธารณสุขไปเสียแล้ว การนัดเวร วินิจฉัยอาการ หรือปรึกษาเคส ล้วนกระทำผ่านมือถือ ในกรณีเร่งด่วนมาก ๆ การขาดมือถือ จึงเป็นสิ่งที่สุ่มเสี่ยงต่อชีวิตของคนไข้
หนุนจึงต้องรีบฉวยโอกาสที่หัวหน้าเวรยังไม่ทราบ เพื่อไปเอาอุปกรณ์สำคัญดังกล่าว เธอเดินเร็วเพื่อรักษาอาการ การวิ่งอาจทำให้กระโปรงที่เพิ่งถอยมาใหม่ขาดวิ่นเอาได้
“ดีนะเนี่ย ที่ลานจอดรถบุคลากรแยกจากบุคคลทั่วไป”
ลานจอดรถบุคลากรแยกออกจากพื้นที่โรงพยาบาล เป็นลักษณะกึ่งพื้นที่ปิด ด้านหลังเป็นชายป่า เลยตรงไปจะเป็นบ้านพักของหมอ บริเวณดังกล่าวจึงค่อนข้างเงียบและปลอดคน
ถุงโทรศัพท์หมีพูห์ สีเหลือง แขวนเด่นต้องที่จับมอเตอร์ไซค์
“โล่ง” เธอฉวยมันขึ้นมา มือทาบอกด้วยความสบายใจ หอบเหนื่อยออกมาเล็กน้อย “เกือบไปแล้ว”
โดยไม่รู้เลยว่า มีสายตาอาฆาตคู่หนึ่งจ้องเธออยู่
แล้วเท้าทั้งคู่ เจ้าของสายตาอาฆาตนั้นก็กำลังขยับเพื่อเข้ามาประชิดด้านหลังของเธอ...
พยาบาลผู้เคราะห์ร้าย
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 31
สิงห์แต่งเรื่องนี้เสร็จเมื่อหลายเดือนก่อน ยอมรับเลยว่าบทนี้เป็นบทที่แต่งยากที่สุด
เพราะพยายามใส่ความเฮอเรอร์ ลุ้นระทึก ดูเจ้าเล่ห์ ไปด้วย
ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัว ติชม ได้เหมือนเดิมฮะ
สอบยังไม่เสร็จ แต่เบื่อมากเลยมาอัพ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจฮะ
:mew1:
-
อุปสรรคเยอะมากตามทัพ อยากให้เคลียร์กันไวๆอยากเห็นทัพมีความสุขแล้วแต่คงอีกนานอ่ะปัญหาใหม่เพิ่งเริ่มนิ
อยากอ่านบอลปันอ่ะมีมั้ย :m13:
-
บทที่ 32
แฟน (กำมะลอ) ?
ตอนที่ 1
ทัพ
งงจ้ะ ...
งงเป็นไก่ตาแตก
สรุปว่าพอลกับตามนี่เขาลงเอยกันแล้วเหรอ....?
แล้วเรื่องดูตัวของตามล่ะ???
“เนี่ย เราไปกินข้าวกันที่ระยองด้วย ตามพาไปร้านต้มเลือดหมูเจ้าดัง.....” ยังไม่หยุด ยังพูดไม่หยุด “จากนั้น.....”
“พอล”
ด้วยระยะที่ใกล้ขนาดนี้ ผมไม่มีความจำเป็นต้องตะโกนเลยด้วยซ้ำ ทว่าผมก็ทำ ดังมากเสียด้วย
“รู้มั้ย มีใครบ้างที่ถือต้นกล้วยและอ้อยที่ใช้ในขบวนขันหมาก”
อีกฝ่ายดูจะอึ้งกับการถามฉีกประเด็น ไม่ไว้หน้า แต่พอลก็ให้ความร่วมมือตอบคำถามอย่างดี
“ก็พวกเรานี่แหละ ช่วย ๆ กัน”
“โอเค งั้นเราขอชุดเราด้วย แล้วก็ช่วยไปนัดแนะเพื่อน ๆ ทุกคนให้เตรียมตัว จะเกณฑ์ใครมาช่วยอีก เอามาเลย พีบอกว่าจะมีน้องรหัสมันด้วยใช่มั้ย รู้จักใช่มั้ย วานตามให้ที”
รัวครับ ผมสั่งรัว ๆ แล้วแจ้นไปหามีน
“รบกวนเอาชุดของเรากับมีนมาให้เราที่ห้องของมีนด้วยนะ”
ไม่วายตะโกนสั่งอีกที ก่อนจากมา
นี่ผมโรคจิตไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย แต่แค่ได้สั่งคนหน้าหล่ออย่างพอล ที่ทำหน้าเอ๋อรับคำสั่งผมแบบไม่ทันตั้งตัว จิตใจลึก ๆ ของผมกลับสะใจและมีความสุขขึ้นมาอย่างประหลาด
ในห้องพักโรงแรมที่พีเปิดไว้ให้กับมีน ผมเปิดประตูอย่างแผ่วเบา ไอ้ตัวเล็กคงไม่ได้ล็อคกุญแจหลังจากที่ตื่นมาปลุกไอ้พีไปแต่งตัว
เตียงว่างเปล่า
เพราะไอ้ตัวเล็กเลือกฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะ สินสอดทองหมั้นกองอยู่เบื้องหน้าโดยมีสองมือของมันโอบรัดไว้แน่น ราวกับแม่มังกรกกไข่ ผมเผ้าที่กระเซอะกระเซิงแบบนั้น ท่าทีที่ดูเหนื่อยล้าเช่นนั้น มีนยังคงใส่ชุดนอนของเมื่อคืนอยู่อย่างแน่นอน
และถึงแม้ว่าจะมันกำลังอ่อนแรงเพียงใด แต่มือทั้งสองข้างของมันกับประสานกันแน่นเพื่อรักษาของมีค่าในอ้อมอกเอาไว้
ผมแตะตัวมีนแผ่วเบา เพื่อปลุกเพื่อนจากห้วงนิทรา
“มีน...”
“เฮ้ย อย่ามาขโมยของนะเว้ย” มันโวยวายดังลั่น มือไม้ปัดป่าย เดชะบุญที่ผมหลบทัน ไม่เช่นนั้นคงหน้าแดงด้วยอุ้งมือไอ้ตัวเล็กเป็นแน่ “อ้าว ทัพ กูขอโทษ”
“มึง... ไหวแน่นะกับงานพิธีกรตอนเช้า.... ให้คนอื่นทำไปก่อนมั้ย จะได้มีแรงทำตอนเย็นทีเดียว”
มันส่ายหัวแทนคำตอบ
“กูควรฝึกให้เข้าขากับพิธีกรหญิงด้วย ไม่เป็นไรหรอก”
“มึงโอเคเรื่องย้าย....” สงสารมันจับใจที่โดนกลั่นแกล้ง “บอกกูได้นะ”
“เฮ้ย กูโอเค ทุกคนดี เพื่อนร่วมงานดี”
มีนยิ้มเพื่อให้ผมวางใจ
“ว่าแต่มึงก็เหอะ” มันยักคิ้วมองหน้าผมอย่างเคลือบแคลง “มีเรื่องอะไรเครียดมาหรือเปล่า...?”
มีนรู้ทันผม จึงได้แต่พยักหน้ารับสารภาพแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดออกไป
-------------------------------------------------------------
ตาม
ตอนเช้า.... ก่อนไปงานแต่ง
เวรกะทันหันสาดซัดเข้าผมเมื่อคืนวาน จู่ ๆ ก็ยัดเยียดเวรให้กันอย่างนี้ ด้วยสาเหตุที่คนขาด โรงพยาบาลก็มีการจัดการระบบเวรที่ดี ทำไมถึงเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นมาได้
ยังดีที่พีและพอลเข้าใจ หรือเอาตามตรงเพราะว่าผมไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมายเกี่ยวกับขบวนขันหมาก ชุดเพื่อนเจ้าบ่าวที่เช่ามาแล้วก็เป็นราคาเหมาแพ็คเกจ ดังนั้นการขาดผมไปสักคนไม่ได้กระทบกับภาพรวมของงานและงบประมาณเลยแม้แต่น้อย
เว้นแต่คนคนหนึ่ง ที่อาจต้องวิ่งวุ่นคนเดียวไปจนถึงเย็น
“ขอโทษจริง ๆ นะ หมอตาม”
พี่ใหญ่ เป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยหลายปี ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนี้ ท่านเป็นคนใจดี ยิ้มแล้วดูอบอุ่น พี่ใหญ่ตบหลังผมเบา ๆ หนึ่งที ราวกับรู้ว่าผมมีเรื่องกังวล
“ผมก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พยาบาลเราหายไปถึง 2 คน เมื่อไม่กี่วันก่อน”
หายไปเหรอ....
“หมอไม่ทราบเรื่องเลยเหรอ?” อาจเพราะผมทำหน้าราวกับมีเครื่องหมายปรัศนีอยู่ที่หน้ากระมัง พี่ใหญ่จึงถามกลับด้วยเสียงสูงระคนความประหลาดใจ “อืม... หมออย่าเครียดมาก มีอะไรปรึกษาพี่นะ ในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องก็ได้”
พี่ใหญ่เดินจากไป ผมยกมือไหว้ด้วยความงุนงงกับข่าวใหม่ที่เพิ่งทราบ
“ใครหายไปวะ....”
ทว่าผมไม่มีเวลาไปหาคำตอบ เพราะต้องวิ่งไปรับเคสไส้ติ่งแตกตั้งแต่เช้า ทำไมกันน้า คนที่นี่ถึงไส้ติ่งแตกกันบ่อยจัง
-------------------------------------------------------------
ทัพ
“สรุปว่า.... มึงอิจฉา หึง หรือไม่พอใจกันแน่วะ??”
ราวกับถูกแทงใจดำ ได้แต่นิ่งเพื่อเอามือห้ามเลือดจากบาดแผลในใจ
“เราก็คุยกันจบไปในโทรศัพท์วันนั้นแล้วนี่นา” ใช่ครับ ตั้งแต่วันที่ผมถูกพี่ปริ๊นซ์บังคับให้ถามเพื่อนสักคน “ว่าถ้ามึงไม่ชัวร์เรื่องคิดเช่นไรกับมัน ก็ลองเปิดใจก่อน อคติทั้งหลายวางไปให้หมด ไอ้ที่คิดเยอะ ๆ ก็โยนทิ้งไปก่อน ลองทำตัวตามสบาย แล้วมึงจะได้คำตอบเอง”
“กูว่า ตามกับพอลเหมาะกันมากกว่า...”
มือน้อย ๆ ของมีนฟาดกระแทกกลางหน้าผากผมดังเปรี้ยง
“พอเลย เหม็นขี้ฟัน” มันพูดต่อไป ไม่สนใจเสียงโอดโอยด้วยความเจ็บปวดของผม พักหลังมา ผมว่ามีนมันเกรี้ยวกราดขึ้นนะครับ “กูขอพูดเถอะนะ”
ผมพยักหน้า
“เวลามึงกับตามอยู่ด้วยกัน น่ารักกว่า....” มีนหน้าแดงเล็กน้อย “กูไม่ใช่หนุ่มวาย สาววายอะไรนะเว้ย ไม่ได้แก้ตัวด้วย”
ร้อนตัวจัง....
กูยังไม่ได้ว่ามึงสักคำเลยเพื่อนรัก
“แต่กูชอบที่มึงเย็นชาใส่ตาม แล้วยิ่งชอบเวลาที่ตามพยายามเข้าหามึง มันน่ารักนะเว้ย ตอนแรกกูก็รำคาญไอ้ตาม ยอมรับเลย ตื๊อจัง คนอะไรวะเนี่ย แถมยังรู้สึกนับถือมึงด้วย ทนได้ไงวะ”
ใช่... ในช่วงแรก ผมรำคาญมาก รำคาญที่ต้องโดนไล่ตามจากคนที่เราวางไว้แล้วว่าต้องเป็นเพื่อน
“มึงทนมาจนนะบัดนี้ มึงไม่คิดจริง ๆ เหรอวะ ว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่ตามทำให้แก่มึง มันกำลังเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวมึง มึงไม่คิดแบบนั้นเลยหรือมึงเลือกที่จะไม่คิดวะ มันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยจริง ๆ เหรอวะ ไม่คิดแบบนั้นเลยเหรอ...”
ไม่... ผมคิด บางอย่างมันเปลี่ยนไป ผมแค่ไม่มั่นใจในตัวเอง
“อย่าทำชีวิตตัวเองให้วุ่นวายทัพ อุปสรรคนะ ถ้ามาจากปัจจัยภายนอก มึงสองคนสามารถจะฝ่าฟันด้วยกันไปได้แน่นอน แต่ถ้ามันมาจากภายใน มึงแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้ว....”
เอาเป็นว่าประเด็นหนึ่งที่ผมคิดตอนนั้น และผมค่อนข้างมั่นใจ คือ มีนสามารถไปพูดปลุกใจให้คนฮึกเหิมก่อนรบได้เลย...
“เอางี้ ฟังกูนะเพื่อน วันที่พอลมันนัดตามไปคืนของ กูมั่นใจยิ่งกว่ามั่นใจ เอาตำแหน่งปลัดกูเป็นประกัน มันต้องลากพวกมึงไปกินข้าวแน่ แล้วกูบอกตามตรง ไอ้พอลหน้าหล่ออะไรของมึงเนี่ย มันมีแผนแน่ ๆ มึงอย่าไว้ใจมัน...”
“ไม่หรอกมั้ง...”
คนเฟรนด์ลี่มีน้ำใจอย่างพอลนะเหรอ ไม่มีทาง
แล้วที่มันเอาเรื่องตามมาอวดล่ะ
จิตใจอีกด้านของผมค้านขัดขึ้นมาทันควัน
“อย่าขัดได้มั้ย... เอาเป็นว่า มึงบอกตามไปตามตรงว่าไม่พอใจเรื่องอะไร ลองยื่นเงื่อนไขดู จะไม่ลองปรับความเข้าใจกันหน่ยอเหรอวะ...”
“พูดง่ายนะ”
“เอ้า...ไอ้ห่า ชีวิตมันง่ายแค่นี้แหละ อย่าไปทำให้ซับซ้อน เชื่อกู”
“ครับ”
ผมมั่นใจแล้วว่าต้องลองทำ ใช่ ผมต้องลองทำตามนี้
“วันนี้ ในงานแต่งพี มึงก็เชิดใส่ตามไปก่อน ให้มันโหยหามึง ก่อนเฉลยว่า ที่พวกมันวางแผน เออ พวกมันที่ว่า ก็มีกูด้วยแหละนะ” เสียงแผ่วเบา สำนึกผิดเชียวนะเพื่อน “ที่พวกกูวางแผนตลบหลังมึงนะ มึงรู้หมดแล้ว ไอ้ตามไม่โง่ เดี๋ยวมันปะติดปะต่อทุกอย่างได้ จะเข้าใจพฤติกรรมทั้งหมดของมึงเอง จากนั้น คุยกันซะ ลองเปิดใจดู ไอ้ตามมันหน้าด้าน.... หนังหนา.... คอนกรีตยังอายอะ”
“เออ... มีน มึงชมมันเหรอ”
“ชมสิ” ท่าทางมั่นใจขนาดนั้น ผมไม่กล้าขัดเลยแฮะ “เดี๋ยวดูนะ พอเข้าใจตรงกัน มึงก็ทำเป็นอ่อย ๆ ว่า ไอ้ที่ทำที่ผ่านมานะ ทำต่อก็ได้ อย่ามาปั้นหน้ามึนตึงใส่กัน กูไม่ชอบ แล้วมึงวิ่งออกมาจากโต๊ะเลยนะ”
เหี้ย กูกลายเป็นสาวน้อยหนีรักไปซะงั้น ไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้แล้วเหรอไงวะ
“อย่าทำหน้าขัดขืน กูนึกแผนออกแค่นี้ มึงมีอะไรดีกว่านี้ก็เสมอมา.....”
ผมทำหน้านิ่งใส่มัน
“เห็นเปล่า ไม่มี ทำตามแผนกู...”
“โอ๊ยยยยย”
“จากนั้นนะ พอมึงหนีออกมา” มันไม่สนผมครับ มันยังเล่าแผนต่อ “มันก็ไล่ตามจีบมึงเหมือนเดิม มึงก็ยอม ๆ บ้าง โอนอ่อนผ่อนตามบ้าง ลองสังเกตพฤติกรรมและการกระทำต่าง ๆ ที่ตามมีให้ต่อมึงบ้าง ที่ผ่านมา มึงไม่เคยใส่ใจสิ่งที่ตามทำให้เลยนะสิ เลยไม่รู้ว่ามันทำเพื่อมึงขนาดไหน พอรอบนี้มึงใส่ใจมากขึ้น จะได้ตอบใจตัวเองได้ไง”
ผมหน้าแดง เลือดกำเดาพาลจะไหลแล้ว
“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”
โอดครวญมาอีกหนึ่งคำรบ
“อย่าเรื่องมาก กูไปอาบน้ำแต่งตัวก่อน เอาชุดมาให้กูด้วยนะ”
มีนเดินเข้าห้องน้ำ
“ครับ ๆ”
ถึงผมจะไม่ค่อยมั่นใจในวิธีการเท่าไร แต่ผมก็จะลองทำ เพราะมันคือแผนเดียวที่ผมนึกออก
เสียงหัวเราะแผ่วเบาอย่างเจ้าเล่ห์ดังกังวาลอยู่ด้านนอก
“หึหึ”
ผมไม่มีวันได้รู้หรอกว่า พอลแอบยืนฟังสิ่งที่ผมคุยกับมีนตั้งแต่ต้นจนจบ อยู่ตรงหน้าห้อง...
-------------------------------------------------------------
จบตอนที่ 1 ของบทที่ 32
สิงห์ หายไปนานมากเลย
ขอโทษนะครับ
นักอ่านหลายคน คงต้องย้อนกลับไปอ่านใหม่หลายบทเลย แฮ่ะ ๆ ขอโทษจริง ๆ ครับ
ช่วงเวลาที่ผ่านมา เจอสอบ พรีเซนท์งาน งานกลุ่ม สารพัด รุมเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว
ช่วงนี้ก็ใกล้สอบไฟนอลแล้วด้วย สิงห์ก็คิดว่าจะรอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน แต่พอคิดไปคิดมา ถ้ายังรอไปเรื่อย ๆ
นักอ่านที่ติดตามเป็นกำลังใจก็ต้องรอไปอีกนาน ผมขอโทษนะฮะ
จะรีบมาทยอยอัพ เรื่องใกล้จบแล้วพยายามเก็บรายละเอียด แก้ปมต่าง ๆ ที่ทิ้งไว้ในอดีตนะครับ เลยอาจเกลาได้ไม่ดีมากนัก
ต้องขออภัยไว้ด้วยนะฮะ
:mew2:
-
มารตัวจริงสินะคนชื่อพอลนะ คงไม่มีเรื่องรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออกนะ
เป็นกำลังใจให้คนแต่งสู้ๆ รอตอนต่อไปจ้า
-
มารตัวจริงสินะคนชื่อพอลนะ คงไม่มีเรื่องรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออกนะ
เป็นกำลังใจให้คนแต่งสู้ๆ รอตอนต่อไปจ้า
ขอบคุณมากเลยนะครับ
วันนี้มาต่อแล้วนะครับ เย้
-
บทที่ 32
แฟน (กำมะลอ) ?
ตอนที่ 2
ตาม
กว่าจะหมดตรวจในช่วงเช้าร่างกายผมต้องแหลกสลายก่อนเป็นแน่แท้
“อาการเป็นไงบ้างครับ..?”
ประโยคเริ่มต้นที่ถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายต่อหลายรอบ อย่าให้ผมนับเลยว่าพูดไปแล้วกี่ครั้ง ลำพังนิ้วมือและนิ้วเท้าของผมรวมกันคงไม่สามารถนับทั้งหมดได้เพียงพอ
“ครับ... หมอจัดยาให้ตามนี้นะครับ” ผมสอดใบใส่เวชระเบียน “ครับ สวัสดีครับ”
ผมควรปฏิเสธว่าจะไม่รับเวรวันนี้
ไม่น่ารับเวรเลยจริง ๆ ช่วงเวลานี้คงกำลังเป็นช่วงเจรจาสู่ขอของผู้ใหญ่ หรืออาจเป็นช่วงที่พีเดินไปรับเจ้าสาว หรืออาจกำลังเตรียมรดน้ำสังข์แล้วก็เป็นได้ ทั้งที่เพื่อนสนิทของผมแต่งงาน ตัวผมกลับนั่งจมอยู่ตรงนี้เหรอเนี่ย
ผมพลาดฉากสำคัญสุดในชีวิตของเพื่อนสนิทที่สุดของผมไปได้ยังไงวะเนี่ย
“พอกันที” ผุดยืนขึ้น ตบโต๊ะดังลั่น จนน้ำในแก้วกระฉอกหก “ขอลาครึ่งวันแล้วกันเว้ย”
“หมอ... ยังตรวจยายได้ใช่มั้ยลูก..?”
คนไข้หญิงวัยชรา ที่เดินเข้ามาในห้องประจวบเหมาะตอนผมตะโกนประโยคสุดท้าย กำลังทำหน้าลำบากใจว่า เธอควรอยู่หรือเดินออกไปดี พาลให้ผมรู้สึกผิด
“แฮะ ๆ เชิญครับคุณยาย เชิญนั่งครับ”
ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็แล้วกัน
-------------------------------------------------------------
ทัพ
แทบตาย...
ผมทิ้งตัวลงบนเตียง ด้านข้างมีร่างพิธีกรช่วงเช้าที่ไม่คิดจะเช็ดคราบเครื่องสำอาง ไม่แม้แต่จะอาบน้ำสระผม ปล่อยหัวมันเยิ้มเต็มไปด้วยแวกซ์ถูไถบนหมอนอิงแบบไม่สนใจใบหน้าแม่บ้านยามเห็นผลงานชิ้นโบว์แดงของมัน
“ในที่สุดก็เสร็จงานช่วงเช้า”
เสียงงัวเงียของรูมเมตยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้สึกเหนื่อยมากกว่าเดิม
“อืมมม”
“กูว่าจะนอนหน่อย”
ผมเห็นด้วยทุกประการ ตาหนักอึ้งทุกที แต่ก็ยังรวบรวมแรงตอบมันไป
“อืมมม”
“ทัพ” เสียงของไอ้ตัวเล็กเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่าตาผมปิดสนิทแล้ว “ถ้าตามมันมา ลองคุยกันหน่อยแล้วกันนะ”
ถ้าซื้อหวย รางวัลที่ 1 ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่หวยไง มันเป็นเพียงความจริงบทหนึ่งในชีวิตที่ผมเปลี่ยนแปลงไม่ได้
“ต้องทำตามแผนที่กูวางไว้นะ”
“อืมมมมม”
ขัดได้มั้ยเล่า...
“ดี ๆ ว่าง่ายดี กูเชื่อนะ ว่าลึก ๆ มึงก็เริ่มชอบตาม”
“ปัญญาอ่อน” ผมส่งเสียงงัวเงียที่ตัดไปกับเสียงหัวเราะคิกคักของเพื่อน “กูไม่ได้อะไรซะหน่อย”
“มึงไม่รู้สึกอะไรกับมันเลยเหรอ... จากเหตุการณ์ต่าง ๆ นานาหลายอย่างที่ผ่านมา”
ผมเงียบนึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย นึกถึงช่วงเวลาตั้งแต่ที่เรารู้จักกัน นึกถึงช่วงเวลาตอนเราอยู่ปี 3 ที่ผมยอมเป็นแฟนกำมะลอให้มันหนึ่งวัน เพื่อเป็นทั้งของขวัญวันเกิดและคำอำลาก่อนที่ตามจะย้ายไปอยู่หอพักนิสิตแพทย์ ทั้งยังระลึกถึงช่วงเวลาทรหดที่เราฝ่าฟันกันมาที่เกาะกูด
“ไม่รู้สิ”
ผมปดไป ทั้งที่รู้สึกอบอุ่นในใจทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องราวที่เกาะกูด
“บางครั้งกูก็นึกนะ ว่ามึงไม่ต้องคิดเยอะแยะทุกเรื่อง แล้วปล่อยไปตามหัวใจบ้างก็คงดี” มือเล็กกำลังลูบหัวผมเล่นด้วยคววามเอ็นดู “กูกับพี บางทีรู้สึกเหมือนเป็นพ่อแม่ที่รอลูก ๆ สมหวังยังไงไม่รู้ ไอ้พอลที่มึงว่า ลองร้ายใส่มันสักตั้งมั้ยลูก”
ตาเบิกโพลง โหยงตัวขึ้นนั่ง ความเมื่อยล้ามลายหายสิ้น
“ร้ายอะไรของมึง”
เจ้าของผมฟู ชี้โด่ เสียทรง เหยียดตัวนั่งประจันหน้าผม แม้ตายังปิดสนิท แต่รอยยิ้มมุมปากช่างวอนบาทาเสียเหลือเกิน
“กูสอนให้เอามั้ย....”
“ไม่ดีกว่า” ผมทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง “กูง่วง”
“ตอนไปเกาะกูด” มีนล้มตัวลงนอนข้างผมอีกครั้ง เสียงขยับตัว พร้อมกับผ้าห่มที่ปกคลุมร่างกายของผม “กูแอบเชื่อนะว่ามึงชอบตามแล้ว”
“..............”
“เพื่อคนที่มึงรัก และรักมึง มึงต้องร้ายบ้างนะ ถึงไอ้ตามจะจบหมอ แต่เรื่องพรรค์นี้ มันโง่จะตาย”
หรืออาจจะใช่
หรือถึงเวลาแล้วที่ผมต้องสู้เพื่อตัวเอง และทำตามเสียงในใจลึก ๆ ของตัวเอง
ภาพทุกอย่างตัดทิ้งไป เหลือเพียงแสงสว่างจ้าสีขาวที่เวิ้งว้าง
-------------------------------------------------------------
ตาม
“ผมต้องไปงานแต่งเพื่อนจริง ๆ ครับ เลยจะขออยู่แค่ครึ่งวันครับ”
ถึงพี่ใหญ่จะไม่ยอม ก็ไม่สนอะไรอีกแล้ว
“ได้.... โอเค พี่เข้าใจ”
ผิดคาด นับว่าผมยังมีแต้มบุญ จึงรี่ตรงออกจากห้องตรวจกลับไปที่บ้านพัก คว้าเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแล้วยัดของเครื่องใช้จำเป็นเตรียมขึ้นกรุงเทพฯ
ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบนาที ผมในร่างใหม่ หลังการอาบน้ำ พร้อมที่จะไปกรุงเทพฯ ก็ย้ายไปอยู่หลังพวงมาลัยรถ
“เหี้ยเอ๊ยย” แต่รถสตาร์ตไม่ติด “เมื่อวานยังปกติอยู่เลยนี่หว่า”
ทำไมต้องมาเสียวันที่รีบแบบนี้ด้วยนะ
“พี่ใหญ่” เป็นอีกครั้งที่ผมโทรหาผู้อำนวยการของโรงพยาบาล “ผมยืมรถไปกรุงเทพฯ หน่อยสิครับ”
-------------------------------------------------------------
จบตอนที่ 2 ของบทที่ 32
ต่อด้านล่างเลยครับ
-
บทที่ 32
แฟน (กำมะลอ) ?
ตอนที่ 3
ทัพ
“มาเดทกันทั้งที เลือกมาวัดเนี่ยนะมึง”
แฟน (กำมะลอ) ของผมไต่ถาม มองหน้าผมด้วยสายตาทีเล่นทีจริง แต่โดยภาพรวมคือ วอนตีนให้ยัดใส่ปากมาก
“ทำไมล่ะ กูชอบไหว้พระ ทำบุญ มันผิดเหรอไง แล้วมึงอะ เป็นหมอหัดมีใจโอบอ้อมอารีย์บ้าง”
ไม่รู้จะเลือกสรรคำใดในพจนานุกรมคำหยาบมาด่ามันแล้ว ไม่ว่าจะใช้คำเจ็บแสบแค่ไหน มันก็ยิ้มตาหยีแสดงความเป็นคนเชื้อชาติจีนใส่ผมทุกครั้งไป มีความสุขอะไรขนาดนั้น
“ดีใจจัง มีแฟนโอบอ้อมอารีย์” ปากหวาน มือไว เผลอเป็นจับ นี่น่าจะรอบที่ร้อยแล้วมั้งที่มันฉวยโอกาสจับมือผม “อะ ปัดได้ปัดไป ขอจับข้อมือแล้วกัน”
ข้อมือ ยังดีกว่าปล่อยให้มันจับมือ
ยอมก็ได้...
“จะหื่นอะไรนักหนา วัดวาก็ไม่เว้น” ไม่ทันขาดคำ อิสรภาพที่โหยหาก็กลับมาอีกครั้ง ปล่อยมือผมเสียดื้อ ๆ “ผีเข้าเหรอ”
“ตกใจ จู่ ๆ มึงก็หยุดบ่นเรื่องจับมือ”
“เอ้า....”
เออ ดี ไม่ต้องจับแล้ว
“กูจะอธิษฐานต่อหน้าพระท่านก่อน เดี๋ยวกลับไปจับแน่นอน”
อ่านใจกูออกอีกแล้วนะไอ้ตาม
ยังไม่ทันที่ผมจะด่าอะไรมันกลับไป ตามโน้มตัวลงชันเข่า พนมมือ หลับตาพริ้ม พลอยให้ผมรู้สึกบาปที่ยืนค้ำหัวคนจิตใจดีเช่นมัน จึงได้แต่นั่งพับเพียบเรียบร้อยข้างกายไอ้ลูกจีนผู้อยู่ในท่าเทพบุตร เรากำลังอยู่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่รู้จักในนาม วัดพระแก้ว
“มึงจะขอไรอะ” ยังไม่ทันที่จะหลับตา ไอ้ลูกจีนคนนี้ก็ส่งเสียงดังอีกครั้ง “บอกหน่อย”
“มาไหว้พระแก้ว ต้องขอเงินทองสิ”
“เหมือนกันเลย กูขอให้รักกับคนข้าง ๆ ไปเนิ่นนาน ให้ได้ความรักที่บริสุทธิ์ใสดังแก้ว มีค่าดังทอง”
“แหวะ ไม่ขอแล้ว ไปดีกว่า”
ถ้าไม่ลุกหนีตอนนี้ คงไม่มีโอกาสได้ลุกหนีอีกแล้ว เวรกรรมอะไรของผมกันนักหนา
ไอ้แฟนคนแรกของผมเนี่ย... ไม่สิ แฟนกำมะลอต่างหาก
“ทัพ ทัพ”
หยดน้ำเย็นหนึ่งหยดตกแหมะลงบนหน้าผมพร้อมกับภาพความทรงจำที่สลายหายไป เหลือเพียงใบหน้าของมีนที่ผ่านการอาบน้ำ ผมยังเปียกหมาด ผ้าเช็ดตัวผืนนึงคล้องพาดไหล่ทั้งสองข้างของมัน
“ห้าโมงกว่าแล้วนะ ไปอาบน้ำเหอะมึง งานเริ่มทุ่มนึงนะเว้ย”
“ตามอะ”
“แหม............ ตื่นขึ้นมา ถามหาผัวคนแรกเลยเหรอจ๊ะ?”
ยิ่งฟังยิ่งหมั่นไส้ ทำไมมีนนิสัยคล้ายไอ้พีเข้าไปทุกวัน
“ผัวห่าไร กูเหนื่อยต่างหากเว้ย งานฝ่ายกู ฝ่ายสถานที่ มีกูคนเดียวเนี่ย แม่งเดี๋ยวเอเจนซีที่โรงแรมก็เอาแต่เข้ามาถามกู ต้องยังไง เดินทางไหน กูไม่ใช่ฝ่ายพิธีการเปล่าวะ ไม่เกี่ยวซะหน่อย”
หน้าตามีนไม่ได้เชื่อผมสักนิด แล้วผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ก็ถูกโยนกระแทกหน้าผมเต็ม ๆ
“ค่อยแก้ตัว มีเวลาอีกเยอะ ไปอาบน้ำไป๊”
แต่ผมยังไม่ยอมไป
“มีน สรุปว่าตามอยู่ไหน...?”
ใบหน้าของคู่สนทนาทำให้ผมรู้ในทันทีว่ามันก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน
เกิดอะไรขึ้นอีกเหรอ...
หรือว่ามันโกรธผมจนไม่อยากมางานแล้ว
-------------------------------------------------------------
ตาม
“กูขอโทษพี กูขอโทษ”
เสียงโวยวายของไอ้พีดังลั่นทะลุลำโพงโทรศัพท์
“เนี่ย กูรีบอยู่ รีบสุดชีวิตแล้ว”
รถกระบะคันเก่าของลุงสม เจ้าหน้าที่นักการของภารโรง ไม่ได้มีความเหมาะสมต่อการนำมาเป็นพาหนะใช้ขับขี่เข้ากรุงเทพฯ แม้แต่น้อย ทว่านี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดของผม
“กูไม่ได้ตอแหล กูพูดจริง รถเสียพร้อมกันทั้งโรงพยาบาล”
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ารถทุกคันจะเสียหมด รถผม รถของพี่ใหญ่ รถของใครก็ตามที่ผมไม่สามารถไล่ชื่อได้ เสียทั้งหมด
“เออ เสียก็เสีย เสียห่าเสียเหวอะไรนักหนา”
“กูไม่รู้จริง ๆ พี เนี่ย กูนั่งกระบะมาเลยนะ ขับรถกระบะเก่า ๆ มาแบบไม่สนใจภาพลักษณ์เลยนะเว้ย ผ้าใบด้านท้ายที่ขึงอยู่กูยังไม่มีเวลาเอาออกเลย”
“เออ ๆ แต่มึงยังไม่ถึงก็ดีแล้ว ช่วยแวะไปที่คอนโดกูหน่อย”
ผมที่กำลังตีโค้งลงทางด่วนไปยังโรงแรม ถึงกลับต้องวกรถกลับเข้าทางเพื่อมุ่งตรงไปต่อ
“ทำไมวะ...?”
“แฮ่ ๆ อย่าด่ากูนะ” กูจะด่า ไอ้ควาย มึงด่ากูไว้เยอะ “กูลืมกล่องใส่ซองงานแต่งของแขกไว้ที่ห้องอะ ถ้ากูไม่ใช้กล่องอันนี้ โดนหลินฆ่าแน่”
โอ๊ยย แค่กล่อง กูไปซื้อให้ใหม่ก็ได้
“อย่าเพิ่งคิดจะไปซื้อใหม่นะ” ราวกับมันรู้ใจ “คือหลินตั้งใจตกแต่งกล่องนี้เอง แล้วเขาก็ตั้งใจจะใช้กล่องนี้จริง ๆ กูขอร้องนะ กูโทรบอกนิติกับพี่ยามแล้ว มึงเข้าห้องกูได้ ไม่ต้องห่วง นะ นะ นะ เพื่อนรัก”
“เออ กูปฏิเสธได้มั้ยละ”
“ไม่ได้ไง ขอบคุณมากเลยมึง น่าจะอยู่บนโต๊ะกินข้าวแหละ ไม่ก็ในห้องนอนกู สักที่อะ รีบมาล่ะ สงสารทัพมัน วิ่งวุ่นคนเดียว”
แล้วไอ้เจ้าบ่าวจอมวุ่น ก็วางหูไป
“ไอ้ห่า กูรีบอยู่นี่ไงโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”
รถกระบะสองที่นั่งที่กรำศึกมาหนักที่ปล่อยควันดำมหาศาลสวนทางกับความเร็วเอื่อยเฉื่อยที่พุ่งตัวไปข้างหน้า สุดแสนจะตรงข้ามกับความร้อนรนในใจของผมเสียเหลือเกิน
-------------------------------------------------------------
ทัพ
“กูตื่นเต้นอีกแล้วววว”
เหงื่อซึมละลายรองพื้นเริ่มไหลเยิ้มจรดคาง เหงื่อซึมผุดเต็มหลังคอของมีน
“มึงจะกลัวอะไร ตอนเช้าก็เข้าขากับพิธีกรหญิงอย่างดี”
“สเกลงานเช้ากับเย็นต่างกันนี่หว่า”
ถึงจะเป็นงานค็อกเทล ทว่าก็รองรับแขกกว่า 300 คน ทำให้จำนวนแขกงานเช้าที่มีเพียงญาติและเพื่อนสนิทดูด้อยค่าไปเลย ทำได้เพียงบีบไหล่ให้กำลังใจเพื่อนด้วยปราศจากปัญญาจะหาคำใดมาประโลมใจ
“ถ้าตามมา มึงต้องลุยนะ”
เครียดแค่ไหน ก็ไม่วายเสือกเรื่องกูสินะ ไอ้ตัวเล็ก
“กูว่ามึงไม่ตื่นเต้นแล้วแหละ กูไปดูความเรียบร้อยของงานก่อนนะ”
“อ้าว... มึง”
ทิ้งเสียงโวยวายโหวกเหวกไว้เบื้องหลัง เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เจอพอลในชุดทักซิโด้สีเขียว ใช่แล้วครับ ธีมงานแต่ง คือ สีเขียว
คนเราทำบุญมาไม่เท่ากัน ใส่ชุดสีอะไรก็ดูดี มองกระจกดูสภาพตัวเองก่อนออกมาจากห้อง แวบแรกในหัวคือเป็นผีตองเหลือง ตอนที่ใบตองยังไม่แห้ง ส่วนตอนนี้นะเหรอ... ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นแมลงทับที่ยังไม่ลอกคราบมากกว่า แมลงทัพ สินะ....
ส่วนชุดเขียว แพทเทิร์นเดียวกันที่คนตรงหน้าผมใส่อยู่ ช่างเสริมให้เจ้าตัวดูดี ราวกับเทพบุตรเดินดิน หล่อล้ำนำหน้า เกินหน้าเกินตาเจ้าบ่าวไปไกลหลายโยชน์เชียวแหละ
“ไง ทัพ นอนเต็มอิ่มมั้ย”
“อืม ดี”
“วุ่นหน่อยนะ แต่ตามมาถึงแล้วแหละ เราคุยกันเมื่อกี้นี่เลย เห็นว่าหาที่จอดรถอยู่” คุยกันเก่ง จีบกันเก่ง “พีก็ช่างสะเพร่า ดันลืมของสำคัญเสียได้ ดีนะแขกเหรื่อยังไม่เริ่มมางานกัน”
“พีมันลืมอะไรเหรอ...?”
“แต่เดี๋ยวตามมาถึง เราจัดการเองนะ ชุดของตามก็อยู่ที่ห้องเรา กะว่าจะพาไปอาบน้ำก่อน แล้วก็...”
ผมไม่สนหรอกว่าจะทำอะไรกันหลังจากนั้น จะได้กันกี่ยก ถูลู่ถูกังแค่ไหน ตอนนี้ผมอยากรู้แค่ว่า พีมีปัญหาอะไร
“มันลืมอะไรเหรอ...”
ผมอยากทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด อยากให้งานแต่งของเพื่อนราบรื่นที่สุด
“เนี่ย ตามไปไหนกันนะ ทำไมไม่ติดต่อมาเสียที”
พอกันที
“เฮ้ย บอกให้ตอบไง จะพูดอะไรนักหนา ตอนเรียนนิติ เขาไม่สอนเหรอว่าการที่คนอื่นเขาถามแล้วไม่ตอบนะ มันไร้มารยาท ถามหลายรอบแล้วก็ตอบสิ ใช่เวลามาอวดผู้ชายมั้ย อยากได้ก็เอาไปเลย จะพูดทำไมนักหนา เราไม่ได้อยากรู้ สรุปว่ายังไง จะตอบมั้ย โอเค....” ใบหน้าหล่อ อ้าปากค้าง จนหมดสภาพ สร้างความสะใจให้ผมยิ่งนัก “งั้นเราหาคำตอบเอง อย่าเกะกะ”
แรงทั้งหมดที่มีโถมใส่พอลที่เซถอยไปหลายเมตร
อย่าคิดว่ามึงจะยั่วโมโหกูได้คนเดียวไอ้หน้าหล่อ อย่างที่ไอ้มีนบอกไว้นั่นแหละ
กูต้องร้ายบ้าง
เพื่อแฟนกำมะลอของกูคนนั้น
-------------------------------------------------------------
จบตอนที่ 3 ของบทที่ 32
ตอนหน้าจบบทครับ
-
บทที่ 32
แฟน (กำมะลอ) ?
ตอนที่ 4
ตาม
ยังไม่ทันเข้างานไปได้ ก็โดนดักทักจากแฟนทัพ หรือแฟนเก่าก็ไม่รู้...
“ทัพ .... มันรู้มาตลอดเลยเหรอพี่”
ความเกรี้ยวกราดบนใบหน้าของพี่ปริ๊นซ์มลายหายไปทันทีที่ อาจเพราะความจริงที่ว่า ผมเป็นไอ้คนหลังเขาที่ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเลย
“ใช่... คิดได้หรือยังล่ะ พฤติกรรมทั้งหมดที่ทัพมันแสดงออกมานะ”
ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ก็อยากตะโกนออกมาดัง ๆ ด้วยความโมโหตัวเองที่ปล่อยให้เรื่องราวงี่เง่าบังเกิดขึ้นอีกครั้ง
“ทัพไม่ได้ชอบผมแล้วหมอ อาจจะไม่เคยชอบมาตั้งนานแล้วก็ได้ แล้วผมก็เชื่อนะหมอ ว่าตอนเกาะกูด ทัพเริ่มชอบหมอแล้วแท้ ๆ” อึ้งอีกตลบ “ทำไมหมอทำอะไรโง่ ๆ แบบนั้นวะเนี่ย ไม่งั้นก็....”
“ตาม” เสียงตะโกนโหวกเหวกจากด้านหลังทำให้ขนผมลุกเกรียว “ทำไมมึงมาสาย เกิดอะไรขึ้น”
“ทัพ”
พี่ปริ๊นซ์และผมพูดพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“อ้าว พี่ปริ๊นซ์ รีบมาจังเลยนะครับ” เจ้าของเสียงหยุดอยู่เบื้องหน้าของผม ใบหน้ามุ่งมั่นฉายวับมาที่ผม “ว่าไง ตอบมาสิ ทำไมมาสาย เกิดอะไรขึ้น ไอ้พีลืมอะไร จะเล่าวันไหน กูต้องการคำตอบวันนี้”
ไปโมโหโทโสอะไรมาวะเนี่ย...
ยังไม่ทันที่ใครจะได้คำตอบ เรื่องไม่คาดคิดอีกเรื่องก็ระเบิดขึ้นมา
“เฮ้ย คุณจะมาพูดและทำแบบนี้ไม่ได้นะทัพ” ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความแค้นของพอลทำให้ผมสะดุ้งตกใจอีกคำรบ “อ้าว ตาม หวัดดี”
แค่ไม่กี่วินาที ใบหน้านั้นก็กลับมาหล่อสง่าและดูเป็นมิตรดังเดิม
“ตาม” มือเล็กของมันคว้าหมับที่ข้อมือของผม “สรุปว่าไอ้พีลืมกล่องนี่ใช่มั้ย”
มันบุ้ยใบ้ปากมาที่กล่องใส่ซองเงินช่วยงานที่วางนิ่งอยู่ข้างตัวผม
“พอล ฝากด้วยนะ” มันสั่งพอลที่ยังคีปลุค ทำหน้ายิ้มแย้มอย่างรวดเร็ว แล้วลากผมไปอีกทาง “มึง ไปอาบน้ำที่ห้องกูกับมีน เดี๋ยวกูไปเอาชุดให้เอง”
“เออ.... ทัพ คือ”
“ค่อยคุย”
ผมไม่รู้ว่าใบหน้าของมันตอนนี้เป็นเช่นไร มีเพียงด้านหลังของทัพเท่านั้นที่ผมเห็น แม้จะรู้สึกเจ็บจากการถูกกระชากข้อมือเพียงใด ความสุขที่ได้รับจากการถูกสัมผัสมันท่วมท้นกลบไปจนหมดสิ้น
“กูมีเรื่องต้องคุยกับมึงอีกเยอะ ไอ้ตาม”
“อืม”
“ไม่ต้องห่วงเลย เตรียมตัวให้ดี”
“อืม”
“คีย์การ์ดอยู่ไหนวะ” กระเป๋าเงิน กุญแจ และอีกมากมายถูกโยนทิ้ง ขณะที่มันกำลังค้นหาของสำคัญ “เจอแล้ว”
ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ผมที่กำลังก้มเก็บข้าวของส่วนตัวของทัพบนพื้นหน้าห้องก็ถูกลากเข้าห้องอีกครั้ง
“อาบน้ำซะ กูไปเอาชุดเอง”
“อย่าเพิ่งไปสิ” ผมกระชากทัพ บีบมือมันแผ่วเบา “ใจเย็นก่อน”
ใบหน้าเคร่งเครียดของมันเริ่มผ่อนคลายลง แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดที่สุดในชีวิตผมก็บังเกิด ทัพกำลังอยู่ในอ้อมกอดของผม มันเข้ามาเองเลยด้วยซ้ำ
เริ่มจากการเดินอย่างเชื่องช้าเข้ามาหาผมอย่างเชื่องช้า อ้อมแขนของมันโอบรอบหลังของผมไว้ แล้วแนบตัวจนผิวกายของเราสัมผัสกัน
“กู...”
เสียงกระเส่าสร้างความรู้สึกซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
“...ขออยู่แบบนี้สักพักได้มั้ยตาม”
ไม่มีเสียงตอบรับจากผม มีเพียงแค่การตอบรับการกอดของอดีตแฟน (กำมะลอ) ด้วยอ้อมกอดที่แน่นกว่า และให้ตายเถอะ ผมอยากอยู่แบบนั้นไปเนิ่นนานไม่ใช่เพียงสักพักตามคำขอ
-------------------------------------------------------------
ทัพ
หลังจากผมสะบัดงวงสะบัดงาใส่พอล ลากไอ้ตามเข้าห้องแล้วกอดมันเข้าหนึ่งที จากนั้นก็กระวีกระวาดไปเอาชุดมาจากพอล ที่ยังดูอึ้งกับการเหวี่ยงของผมไม่หาย
ตอนนี้ตาม... ผู้ที่ยืนอยู่ข้างผม ช่วยผมจัดคิวให้กับพิธีกรและเพื่อนเจ้าสาวที่มาทำหน้าที่โปรยดอกไม้ช่วงเปิดตัวคู่บ่าวสาว แล้วคุณเชื่อมั้ย... มันยังยิ้มไม่หยุด
“มีอะไรให้ตามช่วยอีกมั้ยอะทัพ...”
เกลียดหน้ามันตอนนี้ที่สุด
“ไม่มี ห่าง ๆ หน่อย กูร้อน” ต้องรีบไล่ก่อนมันจะฉวยโอกาสเบียดตัวเข้ามาใกล้อีก “แขกเยอะเห็นมั้ย”
“ขออยู่แบบนี้สักพัก ไม่ได้เหรอ”
ไอ้เวร ล้อเลียนกูอีก
“เงียบปากไป” เกลียดขี้หน้ามัน แต่ก็ยอมรับว่าวันนี้มันหล่อ หล่ออีกแล้ว ไอ้ตี๋ตาตี่หน้าขาวที่ไม่เคยอยู่ในสายตา ดูไปมา ก็หล่อนะเนี่ย “พรุ่งนี้นัดกินข้าวกับพอลไม่ใช่เหรอ”
ยังยิ้มไม่หุบเลยนะ เนี่ย กูเหวี่ยงใส่อยู่
เดี๋ยวเถอะมึง รอเสร็จงานก่อนนะ กูจะถามให้หมด ว่าได้กันหรือยัง ไปกินข้าวเช้ากันยังไง ทำไมเจอกันที่ระยอง แล้วภาพในไอจี คืออะไร กูเห็นนะ ที่ไปกินข้าวกันในไอจี กูเห็นนะ
“ใช่... ไปด้วยกันมั้ย”
มึงเรียนหมอจริงใช่มั้ย
“ไป...”
“ดีจัง เสร็จแล้วไปดูหนังกันต่อมั้ยอะ”
“ถ้าพอลขอไปด้วยล่ะ”
“ก็ไปด้วยกันไง เพื่อนกันนี่”
ไอ้เลว...
“กูไปดูบ่าวสาวนะ มึงไม่ต้องตามมา” ผมชิงพูดทันทีที่เห็นขามันขยับไล่ตามผม “ดูแลมีนไป”
ผมวิ่งออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด ทันได้ยินเสียงมีนพูดใส่ตามว่า “มึงโง่หรือโง่วะ ไอ้หมอยุงลาย” เออ ใช่ ไอ้ตามมันโง่ โง่ที่สุด
-------------------------------------------------------------
ปริ๊นซ์
เหงามาก
ไม่มีใครรู้จักสักคน ยืนเงียบ ๆ จ้วงซูชิเข้าปากชิ้นที่ 10 แผลเจ้ากรรมก็คันเอา คันเอา ไม่หายซะที
“และต่อไปนะครับ ขอเสียงปรบมือให้กับบ่าวสาวของเราครับ”
ไฟมืดดับลง เหลือเพียงสปอตไลท์ดวงเดียวที่ฉายไปยังบ่าวสาว เพลงรักสากลบรรเลงขึ้นเชื่องช้า
น้องพีหล่อมากในชุดทักซิโด้ ส่วนเจ้าสาวก็งดงามและดูมีความสุขไม่แพ้กัน
งานแต่งงานรันไปเรื่อย จนถึงช่วงตอบคำถาม เพื่อนทัพที่เป็นพิธีกรทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ขัดกับบุคลิกที่ผมมักเห็นตามปกติ ผมสอดส่องสายตาหาทัพที่ตอนนี้กำลังวุ่นกับเอเจนซี่โรงแรม น่าจะเรื่องเค้กงานแต่งเพราะทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวยังไม่ได้ตัดเค้กเลย ส่วนคนที่ยืนนอบน้อมอยู่ข้าง ๆ คือหมอตาม
“อะไร ๆ น่าจะดีขึ้นแล้วแหละ น้องพี่”
ผมดีใจที่เห็นทัพมีความสุข โดนตามแจขนาดนั้นแต่เจ้าตัวก็ดูไม่ขัดขืนอะไร
งานแต่งจบลง มีอาฟเตอร์ปาร์ตี้หลังจากนี้ แต่ผมเลือกที่กลับ จึงเดินตรงไปหาทัพหมายบอกลา
“พี่กลับก่อนนะทัพ”
ใบหน้าเหนื่อยล้าของทัพ แย้มสรวลอย่างแช่มช้า
“ครับพี่ ไม่กินเหล้าสักแก้วเหรอ” น้องทำท่าล้อเลียน “ผมล้อเล่นนะ ถ้าพี่กิน ผมจะฟ้องคุณหมอ”
“หมอตามเหรอ”
ล้อมาล้อกลับ ไม่โกง
“พี่ปริ๊นซ์”
“แล้วนี่” พูดต่อ โดยไม่สนใจท่ากระฟัดกระเฟียดของน้องรัก พร้อมสอดสายตาหาจำเลยคนดังกล่าว “หายไปไหนเนี่ย ไปจีบสาวหรือหนุ่มที่ไหนหรือเปล่า ระวังตัวนะทัพ”
“ผมไม่ได้เป็นอะไรกับมันนะ”
หึหึ น้องรักเอย
ผมยกมือโบกลา พร้อมหันหลังเดินถอยออกมา
“ไม่นานหลังจากนี้” หันหัวกลับไปมองด้วยท่าทางล้อเลียน “ร่อนการ์ดเมื่อใด บอกพี่ด้วยเด้อ”
“พี่ปริ๊นซ์”
มีเพียงเสียงหัวเราะที่ผมทิ้งไว้ให้ทัพ เสียงเพลงดังลั่นเงียบลงพร้อมกับประตูที่ปิดสนิท อากาศร้อนพัดวูบเข้ามาเล็กน้อย ถึงแม้จะยังอยู่ในเขตโรงแรมแต่อุณหภูมิอากาศในห้องจัดงานต่ำกว่าด้านนอกหลายองศาเชียวแหละ ผู้คนหลายคนเดินไปมาอยู่บริเวณด้านนอก บ้างถ่ายรูป บ้างเข้าห้องน้ำ บ้างยืนพูดคุยกัน จากสีชุดก็ระบุได้ว่าทุกคนล้วนเป็นแขกงานเดียวกับผม
ผมยิ้มให้ตัวเองอีกหนึ่งที ก่อนพาตัวเองมายืนงงในลานจอดรถ
“จอดไว้ตรงไหนวะกู....?”
ปัญหาที่สำคัญสุดของผมก็คือ มักจำที่จอดรถไม่ได้เสมอ
“มีอะไรให้ผมช่วยครับ” พนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งเข้ามาทัก “บอกได้ครับ”
“ผมลืมที่จอดรถนะครับ” บรรยายยี่ห้อ รุ่น และสีรถไป พนักงานรักษาความปลอดภัยก็วอถามเพื่อนจากตำแหน่งอื่นทันที “ขอบคุณนะครับ ที่ทำให้ลำบาก”
“ไม่เป็นไรครับ” ตะเบ๊ะให้ผมหนึ่งที แล้วก้มลงพูดใส่วอต่อ “เจอแล้วใช่มั้ย อืม”
เสียงอู้อี้จากอีกฝั่งยืนยันอีกคำรบ ก่อนมีเสียงร้องเฮ้ยลั่นดัง แล้วสัญญาณตัดหายไป
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”
เขาวิ่งออกไปทันที วิ่งไปยังตำแหน่งจอดรถที่เพิ่งรับทราบ ผมที่ยังงงวยแต่ก็กวดไล่ตามไปติด ๆ จนเราพบร่างในชุดยูนิฟอร์มเดียวกับพนักงานฯ คนที่ถามตำแหน่งจอดรถให้ผม นอนจมกองเลือดอยู่ เขานอนหายใจพะงาบ ๆ หลอดเลือดใหญ่บริเวณคอถูกกรีดอย่างบรรจงเผยให้เลือดจำนวนมหาศาลไหลหลั่งราวกับน้ำก๊อกรั่ว
ผู้เคราะห์ร้ายตาเบิกโพลง ผมเชื่อว่ามีคำพูดนับร้อยที่เขาอยากพูด ทว่ามันไม่สามารถหลุดออกมาได้
พนักงานรักษาความปลอดภัยวิ่งเข้าไปประคองเพื่อนร่วมงานผู้เคราะห์ร้าย หน้ารถกระบะเก่าทะเบียนจังหวัดระยองคันหนึ่ง ผ้าใบที่คลุมหลังกระบะถูกฉีกขาดกระจายเปิดอยู่ เขากำลังอุดแผลห้ามเลือด ซึ่งดูเหมือนจะไม่เป็นผล
“ผมโทรหารถพยาบาลให้นะครับ” เห็นกอดเลือดมหาศาลนั้นพาลให้ผมหน้าซีดเผือด ภาพจำที่ผมถูกแทงที่โรงพยาบาลหวนกลับมาอีกครั้ง ทว่าผมยังคุมสติไว้ได้ “ครับ รีบมาเลยนะครับ”
หางตาด้านขวาของผมเห็นเงาใครสักคนเดินผ่านไป เป็นผู้หญิงผมยาวกระเซอะกระเซิง ท่าทางดูน่ากลัว เมื่อผมหันกลับไปมองเต็มตา
“คุณ....”
ไม่ผิดแน่นอน ผู้หญิงคนที่แทงผม ผมจำได้ดีทั้งจากภาพที่คุณตำรวจให้ผมดูหลายต่อหลายรอบ ทั้งจากท่าทางที่ไม่เพี้ยนพลาดไปจากวันนั้น
มือของเธอชุ่มด้วยเลือด ถือมีดด้ามเล็กที่คาดว่าเป็นมีดผ่าตัดไว้ เธอหันข้างให้ผม และกำลังเดินตรงเข้าล็อบบี้โรงแรมไปราวกับไม่สนใจใครอื่นในลานจอดรถที่ต่างยืนนิ่งมองเธอด้วยสายตาหวาดกลัว
ปากของเธอพึมพำพูดอะไรบางอย่างที่ผมฟังไม่ได้ศัพท์
ยกเว้นหนึ่งคำ ที่ผมได้ยินชัดจนขนลุก
“............. ตาม................”
หรือว่า..........
-------------------------------------------------------------
จบบทที่ 32
น่าจะอีก 3 บท ก็จบบริบูรณ์ครับ
ขอบคุณสำหรับการติดตาม ติชม เพื่อการปรับปรุงทีดีขึ้นฮะ
ขอบคุณครับ
-
เป็นนางใช่ไหมที่ทำรถทุกคันใน รพ. เสีย(จำชื่อนางไม่ได้) ตามจะเป็นไรไหมทัพจะได้เคลียร์กับตามได้รึป่าว รอลุ้นจ๋า
-
+1 o13 :katai2-1: ขอบคุณมากครับ :pig4: